โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 3 นายทหารราชองครักษ์พิเศษ 1 นายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 3 นายทหารราชองครักษ์พิเศษ 1 นายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 3 นายทหารราชองครักษ์พิเศษ 1 นายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.27 น.

วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ ให้นายทหารสัญญาบัตรนอกราชการและนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรนอกราชการแต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์พิเศษและนายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ 

 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารสัญญาบัตรนอกราชการและนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรนอกราชการ แต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์พิเศษและนายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 มาตรา 6 มาตรา 7 และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติราชองครักษ์ พุทธศักราช 2480 มาตรา 4 มาตรา 5 และมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัตินายตำรวจราชสำนัก พ.ศ. 2494 และข้อ 6 ของระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งราชองครักษ์ พ.ศ. 2559

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารสัญญาบัตรนอกราชการและนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรนอกราชการ แต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์พิเศษและนายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ จำนวน 4 นาย ดังนี้

นายทหารสัญญาบัตร เหล่าทหารบก จำนวน 1 นาย

1. พลโท เสรี ตรีครุธพันธุ์

นายทหารสัญญาบัตร เหล่าทหารเรือ จำนวน 2 นาย

2. พลเรือโท สุริยา ภักดีเสนา
3. พลเรือตรี ขวัญชัย ขำสม

นายตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 1 นาย

4. พลตำรวจโท ยิ่งยศ เทพจำนงค์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 11 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

อนุทิน นั่งสปีดโบ๊ทถึงเกาะพะงันแล้ว ปชช.ถือป้ายข้อความต้อนรับ ดีใจได้เจอ-นายกฯ มาปัญหาจบ

อนุทิน นั่งสปีดโบ๊ทถึงเกาะพะงันแล้ว ปชช.ถือป้ายข้อความต้อนรับ ดีใจได้เจอ-นายกฯ มาปัญหาจบ

อนุทิน นั่งสปีดโบ๊ทถึงเกาะพะงันแล้ว ปชช.ถือป้ายข้อความต้อนรับ ดีใจได้เจอ-นายกฯ มาปัญหาจบ

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.10 น.

อนุทิน นั่งสปีดโบ๊ทถึงเกาะพะงันแล้ว ปชช.ถือป้ายข้อความต้อนรับ ดีใจได้เจอ-นายกฯ มาปัญหาจบ

เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 13 พ.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติสมุย  โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายพิพิธ รัตนรักษ์ เขต 2 สุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย ให้การต้อนรับ โดยนายกฯ เดินทางด้วยรถโตโย้ต้าอัลพาร์ด  สีดำ ทะเบียน 4 กร 5577 กรุงเทพมหานคร

จากนั้น 12.50 น. นายกฯเดินทางลงเรือที่ท่าเรือบางรักษ์ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี  เพื่อข้ามเรือไปยังเกาะพะงัน  โดยนายกฯ นั่งอยู่ที่หัวเรือสปีดโบ๊ท และได้เรียกนายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม มาพูดให้ปรับปรุงสะพานท่าเทียบเรือ ซึ่งค่อนข้างจะเก่าแล้ว โดยได้สั่งให้ไปปรับปรุงระเบียบ เพื่อให้เอกชน และประชาชนได้ใช้ให้ดีขึ้น 

โดยเมื่อเดินทางถึงถ้าเทียบเรือ อ.เกาะพงัน นายกฯ ได้ทักทายเด็กที่มารอต้อนรับอยู่ที่ท่าเรือ ซึ่งนายกฯ ได้สอบถามชื่อเด็ก ซึ่งเด็ก ตอบว่า ชื่อจ๋าและบิวตี้ ก่อนที่นายกฯ จะตอบว่า “ได้ยินชื่อหมดแรงเลย”
ขณะเดียวกันได้มีประชาชนถือป้ายข้อความรอต้อนรับโดยมีข้อความระบุว่า “ให้กำลังใจนายกฯ, นายกฯมาปัญหาจบ, นายกมาคนพะงันดีใจและยิ้มได้, ดีใจที่ได้เจอนายกฯอนุทิน“ และก่อนขึ้นรถประชาชนได้มอบดอกไม้ให้กำลังใจด้วย

เจษฎ์ ชี้ ทักษิณ ยังเป็นตัวแปรสำคัญทางการเมือง อาจสร้างความปั่นป่วนซ้ำรอยเดิม

เจษฎ์ ชี้ ทักษิณ ยังเป็นตัวแปรสำคัญทางการเมือง อาจสร้างความปั่นป่วนซ้ำรอยเดิม

เจษฎ์ ชี้ ทักษิณ ยังเป็นตัวแปรสำคัญทางการเมือง อาจสร้างความปั่นป่วนซ้ำรอยเดิม

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.09 น.

เจษฎ์ ชี้ ทักษิณ ยังเป็นตัวแปรสำคัญทางการเมือง อาจสร้างความปั่นป่วนซ้ำรอยเดิม ดัน บ้านจันทร์ส่องหล้า เป็น ทำเนียบสาขา 2 บดบัง ยศชนัน-พท. กระตุกเตือน 3 คดี ชั้น 14 – มาตรา 112 – ภาษีหุ้นชินคอร์ป เป็นชนักปักหลังอยู่

เมื่อวันที่ 13 พ.ค.2569 รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก นักวิชาการด้านกฎหมาย วิเคราะห์การกลับมาเคลื่อนไหวของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายหลังได้รับการพักโทษ ผ่านรายการข่าวแห่งหนึ่ง ถึงกรณีระบุว่า “จำศีลมา 8 เดือน” ว่า เป็นลูกเล่นทางการเมืองเพื่อสร้างประเด็นและดึงความสนใจ ซึ่งสะท้อนประสบการณ์ด้านการสื่อสารสาธารณะของนายทักษิณ โดยในเชิงเปรียบเปรย อาจหมายถึงการหลบจากช่วงเวลาวิกฤติของชีวิต แต่หากตีความในเชิงสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิต การ “จำศีล” เมื่อสิ้นสุดลง ก็มักตามมาด้วยการออกหาอาหารหรือแสดงอิทธิฤทธิ์ จึงทำให้สังคมมองว่า หลังจากนี้อาจมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เข้มข้นมากขึ้น

เมื่อถามถึงกระแสคาดการณ์ว่า นายทักษิณอาจ “จำศีลต่อ” อีก 4 เดือน และไม่เคลื่อนไหวทางการเมืองจนกว่าจะพ้นโทษ รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า แม้เรื่องหนึ่งจะผ่านไป แต่ยังมีหลายประเด็นคาราคาซัง โดยเฉพาะเงื่อนไขของผู้ได้รับการพักโทษ เพราะการไม่ได้เข้าเรือนจำตั้งแต่แรก อาจถือเป็นการละเมิดกฎหมาย และไม่ควรได้รับสิทธิพักโทษ

รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวอีกว่า กรณีการรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจแทนการเข้าเรือนจำ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เคยระบุว่ามีเจ้าหน้าที่ 12 คนเข้าไปเกี่ยวข้องภายใต้การดำเนินการของนายทักษิณ ซึ่ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. กำลังตรวจสอบอยู่ หากสุดท้ายทั้ง 12 คนมีความผิด นายทักษิณก็อาจเข้าข่ายเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนไปด้วยหรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีคดีมาตรา 112 ที่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาลอาญาอีกด้วย

รศ.ดร.เจษฎ์ ยังกล่าวถึงคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป มูลค่า 1.76 หมื่นล้านบาทว่า กรมสรรพากรยังมีอำนาจบังคับคดีภายใน 10 ปี ซึ่งต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสืบทรัพย์ อายัดทรัพย์ และบังคับคดี เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้รัฐ หากหน่วยงานใดเพิกเฉย อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

เมื่อถามว่ามีการมองว่า “บ้านจันทร์ส่องหล้า” อาจกลายเป็น “ทำเนียบสาขา 2” รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นจริงหรือไม่ แต่วาทกรรมนี้เกิดขึ้นแล้ว และนายทักษิณควรเลือกวางบทบาทเป็น “ลมใต้ปีก” คล้ายบทบาทของนายเนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย ก็สามารถทำได้ โดยจะทำให้บ้านจันทร์ส่องหล้ามีคนเข้าออกและมีอิทธิพลทางการเมือง แต่หากเลือกออกหน้าออกตา ก็จะทำให้เกิดแรงเสียดทานทางการเมือง และยิ่งตอกย้ำภาพ “บ้านจันทร์ส่องหล้า” เป็นอีกศูนย์กลางอำนาจหนึ่ง และยังจะบดบังบทบาทของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ทั้งยังอาจกระทบต่อบุคคลอื่นในพรรคเพื่อไทยที่ต้องการผลักดันผลงานรัฐบาล โดยเฉพาะหากมีการเคลื่อนไหวล้ำหน้าเหมือนช่วงกลับประเทศไทยใหม่ ๆ ในปี 2566 ซึ่งเคยสร้างแรงกระเพื่อมและอุปสรรคปัญหาทางการเมืองมาแล้ว

เมื่อถามว่า นายทักษิณยังเป็นตัวแปรทางการเมืองไทยหรือไม่ รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า นายทักษิณยังเป็นบุคคลที่มีฝีมือทางการเมืองสูง และสามารถสร้างทั้งผลบวกและผลลบต่อประเทศได้ ขึ้นอยู่กับบทบาทและวิธีการเคลื่อนไหวของตัวเองในระยะต่อจากนี้

นักวิชาการชี้ภาพรวมนายกฯสอบผ่าน ประชุมอาเซียน ยกเลิก MOU44-บีบกัมพูชาคุยทวิภาคี

นักวิชาการชี้ภาพรวมนายกฯสอบผ่าน ประชุมอาเซียน ยกเลิก MOU44-บีบกัมพูชาคุยทวิภาคี

นักวิชาการชี้ภาพรวมนายกฯสอบผ่าน ประชุมอาเซียน ยกเลิก MOU44-บีบกัมพูชาคุยทวิภาคี

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.43 น.

“นักวิชาการ”ชี้ภาพรวม”นายกฯ”สอบผ่าน ประชุมอาเซียน ยกเลิก MOU44-บีบ”กัมพูชา”คุยทวิภาคี พร้อมขยายความร่วมมือด้านพลังงานกับชาติสมาชิก แนะเพิ่มเกมรุก เสริมแกร่งระยะยาว

13 พฤษภาคม 2569 รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ประเมินผลงานของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ภายหลังเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 7 – 9 พฤษภาคม 2569 ว่า โดยภาพรวมถือว่ารัฐบาลไทยสามารถใช้เวทีอาเซียนยืนยันจุดยืนของประเทศในการส่งเสริมสันติภาพ ยึดมั่นกฎกติกาสากล และผลักดันให้อาเซียนมีเอกภาพมากขึ้น ควบคู่กับการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติของไทยได้ในระดับที่น่าพอใจ

นักวิชาการ ระบุว่า ไฮไลต์สำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การหารือ 3 ฝ่ายระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล, นายฮุน มาเนต และ นายเฟอร์ดีนันด์ มาร์กอส จูเนียร์ ซึ่งจัดขึ้นโดยฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน โดยบรรยากาศการพูดคุยเป็นไปอย่างราบรื่น และทั้งไทย – กัมพูชา เห็นพ้องให้รัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายร่วมจัดทำมาตรการสร้างความเชื่อมั่น เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกัน

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.ดุลยภาค มองว่า แม้การหารือดังกล่าวจะสะท้อนความพยายามสร้างสันติภาพแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ยังไม่มีการเจรจาเรื่องการปักปันเขตแดนหรือการเปิดด่าน ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวที่สังคมไทยยังมีความกังวลอยู่มาก

ขณะเดียวกัน นายฮุน มาเนต ยังส่งสัญญาณผ่านเวทีอาเซียน ว่า เส้นเขตแดนไม่สามารถได้มาจากการใช้กำลังหรือการบีบบังคับ พร้อมผลักดันให้ไทยกลับเข้าสู่การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย – กัมพูชา หรือ JBC ซึ่งฝ่ายกัมพูชาเชื่อว่าจะนำไปสู่การปรับเส้นเขตแดนบางจุด

นักวิชาการมองว่า ความท้าทายสำคัญของรัฐบาลไทยในระยะต่อไป คือ การบริหารเกมการเจรจา JBC อย่างไรไม่ให้ไทยเสียเปรียบ และจะสามารถชะลอหรือกำหนดเงื่อนไขการประชุมให้สอดคล้องกับผลประโยชน์แห่งชาติได้มากน้อยเพียงใด

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตา คือ กรณีที่กัมพูชาประกาศใช้กลไก “การประนีประนอมภาคบังคับ” ภายใต้ United Nations หรือ UNCLOS เพื่อแก้ไขข้อพิพาททางทะเลกับไทย ภายหลังไทยยกเลิก MOU 44 โดย รศ.ดร.ดุลยภาค ระบุว่า ไทยในขณะนี้เพียง “รับทราบ” ความประสงค์ของกัมพูชา แต่ยังไม่ได้ตอบตกลงเข้าสู่กระบวนการดังกล่าว ทำให้รัฐบาลไทยยังมีพื้นที่ในการเลือกใช้แนวทางเจรจาทวิภาคีต่อไปก่อน

นอกจากนี้ รศ.ดร.ดุลยภาค ยังมองว่า ฟิลิปปินส์วางบทบาทได้อย่างเหมาะสมในฐานะ “ผู้อำนวยความสะดวก” มากกว่าจะเป็น “ผู้ไกล่เกลี่ย” ซึ่งช่วยให้ไทยยังสามารถคุมเกมการเจรจากับกัมพูชาได้โดยไม่มีแรงกดดันจากประเทศที่สามในอาเซียนมากเกินไป

รศ.ดร.ดุลยภาค ระบุด้วยว่า นายอนุทิน ยังได้ใช้เวทีอาเซียนผลักดันประเด็นเชิงรุกหลายเรื่อง ทั้งโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน ความมั่นคงด้านพลังงาน และการลงทุนพลังงานหมุนเวียน รวมถึงหารือทวิภาคีกับผู้นำอีกหลายประเทศ เช่น เวียดนาม สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย เพื่อขยายความร่วมมือด้านการค้า พลังงาน ความมั่นคงอาหาร การปราบอาชญากรรมข้ามชาติ และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานชายแดน

รศ.ดร.ดุลยภาค ยังประเมินว่า การสื่อสารภาษาอังกฤษและท่าทีของคณะผู้แทนไทยในเวทีอาเซียนครั้งนี้อยู่ในระดับมาตรฐาน และถือว่าภารกิจโดยรวมประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

อย่างไรก็ตาม ไทยยังต้องเผชิญโจทย์ท้าทายสำคัญ ทั้งการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ ปัญหาเมียนมา รวมถึงการวางบทบาทของไทยในฐานะ “สะพานเชื่อม” ระหว่างยุทธศาสตร์ของจีนและสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด – แปซิฟิก

พร้อมเสนอว่า รัฐบาลไทยควรมีวิสัยทัศน์ด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายต่างประเทศเชิงรุกที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับบทบาทของไทยบนเวทีอาเซียนในระยะยาว

ทภ.2 สยบข่าวเสียดินแดน ลั่น!กองทัพยืนหยัดป้องอธิปไตย ไม่เสียแม้ตารางนิ้วเดียว

ทภ.2 สยบข่าวเสียดินแดน ลั่น!กองทัพยืนหยัดป้องอธิปไตย ไม่เสียแม้ตารางนิ้วเดียว

ทภ.2 สยบข่าวเสียดินแดน ลั่น!กองทัพยืนหยัดป้องอธิปไตย ไม่เสียแม้ตารางนิ้วเดียว

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.24 น.

“กองทัพภาค 2″สยบข่าวเสียดินแดน ลั่น!กองทัพยืนหยัดป้องอธิปไตย ไม่เสียแม้”ตารางนิ้วเดียว” ย้ำทหารตรึงกำลังเข้ม ชาวบ้านสามารถเข้าป่าทำกินได้ “ทหาร-ตร.-ปกครอง”พร้อมดูแลเต็มพื้นที่ ขอประชาชนแจ้งก่อนเข้า-ออกป่า เพื่อให้สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง

13 พฤษภาคม 2569 แหล่งข่าวระดับสูงกองทัพภาคที่ 2 ระบุถึงกรณีที่มีทหารกัมพูชาเข้ามาพูดคุยกับ “หลวงตาเยื้อน” บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยชี้แจงว่า พื้นที่ดังกล่าวมีแนวเขตแดนที่ชัดเจน รับรู้กันทั้งสองฝ่าย และประเทศไทยไม่ได้สูญเสียดินแดนแต่อย่างใด พร้อมระบุว่า ฝั่งตรงข้ามเป็นฐานทหารกัมพูชา ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากแนวชายแดนไทยประมาณ 100 เมตร ขณะที่ฝั่งไทยใช้การลาดตระเวนตามเส้นทางเรียบแนวชายแดนเพื่อดูแลรักษาพื้นที่

ทั้งนี้ ทหารกัมพูชาที่ประจำอยู่บริเวณดังกล่าวไม่ได้มีท่าทีห้ามปรามการดำเนินงานก่อสร้างถนนเลียบชายแดนฝั่งไทย โดยกองกำลังสุรนารี ได้ประสานงานและพูดคุยผ่านชุดประสานงานชายแดนมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำหลักการให้แต่ละฝ่ายปฏิบัติอยู่ในพื้นที่อธิปไตยของตนเองอย่างชัดเจน

สำหรับกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า การก่อสร้างถนนเลียบชายแดนอาจเข้าข่ายการเสียดินแดน นั้น กองทัพภาคที่ 2 ขอยืนยันหนักแน่นว่า ประเทศไทยไม่สูญเสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว และการพัฒนาเส้นทางคมนาคมบริเวณชายแดนยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ ภายใต้กรอบอธิปไตยของไทยอย่างครบถ้วน

แหล่งข่าวระดับสูงกองทัพภาคที่ 2 ยังขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของทหารและหน่วยงานด้านความมั่นคง โดยยืนยันว่า กำลังเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายยังคงดูแลรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประเทศอย่างเต็มกำลัง พร้อมย้ำว่า ไม่มีฝ่ายใดเข้ามารุกรานดินแดนไทยตามที่มีกระแสข่าวเผยแพร่ในสังคมออนไลน์ได้อย่างแน่นอน

ส่วนกรณี “ลุงโยชน์” หรือ นายเฉลียว ส่องาม อายุ 62 ปี ชาวบ้านที่เข้าไปหาของป่า แล้วถูกทางการกัมพูชาควบคุมตัวนั้น เบื้องต้นคาดว่าอาจเดินเข้าไปในพื้นที่ล่อแหลมใกล้แนวชายแดน ซึ่งการเข้าป่าหาของป่าถือเป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวบ้านในพื้นที่ โดยขณะนี้กองทัพภาคที่ 2 ได้เร่งประสานงานช่วยเหลือประชาชนที่ถูกควบคุมตัวในทุกระดับแล้ว พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้ห้ามชาวบ้านเข้าป่าหาของตามวิถีชีวิตแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือประชาชนที่ต้องการเข้าป่าหาของป่า ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทหาร ป่าไม้ หรืออาสาสมัครในพื้นที่ก่อนทุกครั้ง เพื่อความสะดวกในการดูแลความปลอดภัย และแนะนำพื้นที่เสี่ยงหรือจุดอันตรายที่ควรหลีกเลี่ยง รวมถึงเมื่อออกจากป่าแล้วให้กลับมาแจ้งเจ้าหน้าที่อีกครั้ง เพื่อให้สามารถตรวจสอบจำนวนบุคคลได้อย่างถูกต้อง

ขณะเดียวกันกองกำลังสุรนารี ได้ปรับแผนดูแลพื้นที่ชายแดนอย่างเข้มงวด ทั้งการลาดตระเวนแบบใยแมงมุม การเฝ้าตรวจ และการตั้งจุดตรวจในพื้นที่ล่อแหลม เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง พร้อมดูแลความปลอดภัยของคนไทยอย่างเต็มที่

– 006

ลุ้นศาล รธน.ชี้ขาด! ปธ.สภาฯ ส่งคำร้องฝ่ายค้าน ยื่นตีความ พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ลุ้นศาล รธน.ชี้ขาด! ปธ.สภาฯ ส่งคำร้องฝ่ายค้าน ยื่นตีความ พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ลุ้นศาล รธน.ชี้ขาด! ปธ.สภาฯ ส่งคำร้องฝ่ายค้าน ยื่นตีความ พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.16 น.

“ประธานสภาฯ”ส่งคำร้อง”ฝ่ายค้าน”ยื่นขอตีความ”พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน”ถึงมือ”ศาล รธน.”แล้ว – ชะลอถกบรรจุวาระ รอมีคำวินิจฉัยปรากฎ

13 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ สส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ยื่นคำร้องผ่าน นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 (พ.ร.ก.กู้เงิน) วงเงิน 4 แสนล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่นั้น ล่าสุดมีรายงานว่า นายโสภณ ได้ส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลรัฐธรรมนูญ แล้ว เมื่อวันที่ 12 พ.ค.และทางสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ลงเลขรับทางธุรการไว้แล้ว

ขณะที่การพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 ล้านบาท นั้น แม้ว่ารัฐบาลจะส่งเนื้อหาเพื่อให้บรรจุวาระของสภาฯ ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค. แต่นายโสภณยังไม่สั่งบรรจุวาระ เนื่องจากว่าได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามแนวทางดำเนินการของสภาฯ ว่าหากมีสมาชิกยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ แม้ว่าการพิจารณาบรรจุวาระดังกล่าวจะทำได้ แต่เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและความเรียบร้อย นายโสภณจึงยังไม่บรรจุวาระ และจะรอให้ศาลรัฐธรรมนนูญมีคำวินิจฉัยให้แล้วเสร็จก่อน

อนุทิน โต้คลิปเสียงเปิดด่าน ยืนยัน AI แน่นอน เมินกัมพูชาไม่เจรจาทวิภาคี

อนุทิน โต้คลิปเสียงเปิดด่าน ยืนยัน AI แน่นอน เมินกัมพูชาไม่เจรจาทวิภาคี

อนุทิน โต้คลิปเสียงเปิดด่าน ยืนยัน AI แน่นอน เมินกัมพูชาไม่เจรจาทวิภาคี

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.49 น.

“อนุทิน”โต้คลิปเสียงเปิดด่าน ยืนยัน AI แน่นอน เมิน”กัมพูชา”ไม่เจรจาทวิภาคี ย้ำแนวทาง”ไทย”ยกเลิก MOU44 ใช้กลไก UNCLOS เขมรรับทราบแล้ว หวังปล่อยตัวคนไทย มอง ปชช.ไม่เกี่ยว เปรียบหากคนเขมรเข้ามาไม่ทำผิดกฎหมาย ไทยก็ส่งกลับ ย้ำสร้างรั้วให้งบกองทัพดำเนินการแล้ว

13 พฤษภาคม 2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง (บน.6) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่มีอินฟลูเอนเซอร์กัมพูชา เผยแพร่คลิปเสียงทางโซเชียลมีเดีย ในลักษณะว่านายกฯ ไทยจะเปิดด่าน ว่า อันนั้นเป็น AI ชัดๆ อยู่แล้ว ตนเองพูดไม่เก่งแบบนั้น ขออย่าไปเชื่อเลย ก่อนจะตั้งคำถามว่าเหตุใดวิธีการจึงเริ่มไม่เข้าท่ามากขึ้นทุกวัน อันนั้นเชื่อถือไม่ได้เลย ไม่เคยพูด ยืนยันไม่มีเปิดด่านแน่นอน

ขณะที่เมื่อวานนี้ (12 พ.ค.69) นายฮุน เซน ประธานวุฒิสภา กัมพูชา สั่งห้ามเจรจาทวิภาคี หลังไทยยกเลิก MOU44 นายอนุทิน กล่าวว่า การยกเลิก MOU44 ฝ่ายไทยเป็นฝ่ายยกเลิกโดยไม่ต้องขอความตกลงหรือต้องไปรายงานใคร และครั้งที่ตนไปร่วมประชุมอาเซียน ณ กรุงเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมีการจัดให้พบกับนายกฯ กัมพูชา ตนเองก็ได้แจ้งให้ทางนายกฯ กัมพูชาแล้ว ซึ่งทางกัมพูชารับทราบแล้ว และแสดงความผิดหวัง แต่นั้นก็เป็นท่าทีของกัมพูชา และในที่ประชุมก็ยังได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาในถ้อยแถลงของนายกฯ กัมพูชา

พร้อมยืนยันว่า จะใช้กลไก การบังคับให้มีการประนอมข้อพิพาทก่อนเข้าสู่กระบวนการอื่น (Compulsory Conciliation) ถือว่าเป็นการรู้กันแล้วว่า นั้นคือท่าทีฝ่ายกัมพูชา ส่วนท่าทีฝ่ายไทยก็ใช้กระบวนการตาม UNCLOS และจะเจรจาในรูปแบบไหน ก็ยังไม่ได้ตั้งรูปแบบขึ้นมา เพราะประเทศไทยไม่ได้เดือดร้อนอะไร

นายอนุทิน ยังกล่าวถึง ความคืบหน้าช่วยเหลือคนไทย ที่ถูกทหารกัมพูชาจับกุมหลังเข้าไปหาของป่า บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ที่คาดว่าจะขึ้นศาลกัมพูชาในวันนี้ ว่า ก็มีการประสาน ซึ่งในอดีตที่ผ่านมามีการลอบข้ามแดนเข้ามาโดยไม่ได้ตั้งใจของประชาชนชาวกัมพูชา ทั้งเส้นทางธรรมชาติ ชาวประมง ก็มีการประสานกัน หากดูแล้วไม่ได้เข้ามาเพื่อโจรกรรม หรือทำสิ่งใดที่กระทบกับความมั่นคงของไทย เราก็จะส่งตัวกลับไป จึงหวังว่าถ้าคนของเราไม่ได้ไปกระทำผิดกฎหมายของเขา ส่วนที่คุยกันได้ก็คุยกัน อย่างที่บอกว่าประชาชนไม่เกี่ยว เรื่องนี้เป็นเรื่องของรัฐบาลกับรัฐบาลที่มีความเห็นไม่ตรงกัน ไม่เกี่ยวข้องกับประชาชน

เมื่อถามว่า ความคืบหน้าในการก่อสร้างรั้วตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา หลังจากที่คนไทยถูกจับกุมตัวไปนั้น นายกฯ ระบุว่า เรื่องกำแพงชายแดนไม่ต้องถามรัฐบาล กองทัพได้รับการจัดสรรและตั้งงบประมาณเรียบร้อยแล้ว ซึ่งรัฐบาลได้เห็นชอบและอนุมัติไปแล้ว ดังนั้น ขั้นตอนการก่อสร้าง และรูปแบบต้องไปถามกองทัพ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็มีหน่วยงานความมั่นคงรับผิดชอบ บางที่เป็นของกองทัพบก ของกองทัพเรือ และกองบัญชาการทหารสูงสุด

พิพัฒน์ จังหวะนรก! ภคมน เย้ยหลังรีบแจง อาม่า กว้านซื้อที่ดินใกล้แลนด์บริดจ์ ไม่เกี่ยวบริษัทน้องชาย

พิพัฒน์ จังหวะนรก! ภคมน เย้ยหลังรีบแจง อาม่า กว้านซื้อที่ดินใกล้แลนด์บริดจ์ ไม่เกี่ยวบริษัทน้องชาย

พิพัฒน์ จังหวะนรก! ภคมน เย้ยหลังรีบแจง อาม่า กว้านซื้อที่ดินใกล้แลนด์บริดจ์ ไม่เกี่ยวบริษัทน้องชาย

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.38 น.

พิพัฒน์ จังหวะนรก! ภคมน เหน็บอย่าร้อนตัว แจงผิดประเด็น ปม อาม่า กว้านซื้อที่ดินใกล้แลนด์บริดจ์ ลั่นยังไม่มีใครโยงถึงน้องชายท่าน

เมื่อวันที่ 13 พ.ค.2569 น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ โฆษกพรรคประชาชน ตั้งคำถามถึงกรณีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หลังรีบออกตัวว่าไม่เกี่ยวข้องกับการกว้านซื้อที่ดินใกล้โครงการแลนด์บริดจ์ของอาม่า 

น.ส.ภคมน กล่าวว่า ถ้าย้อนไปฟังที่ตนแถลงข่าวในการประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 1 ตนกล่าวว่า ให้ท่านรัฐมนตรีพิพัฒน์ไปที่อ่าวเคย จ.ระนอง ชาวบ้านเขาพร้อมให้ข้อมูล เพราะ ช่วง 2-3 เดือนมานี้ มีการกว้านซื้อที่ดินไป 500 ไร่ จากบริษัทนอมินี ที่คนในพื้นที่รู้จักกันในนามของ ”อาม่า“ วันนี้ท่านพิพัฒน์ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนโดยมีการกล่าวว่า สิ่งที่ตนแถลงไม่เกี่ยวกับท่าน

น.ส.ภคมน ตั้งคำถามต่อกรณีดังกล่าวว่า ทำไมจะไม่เกี่ยว มันเกี่ยวตรงที่ท่านเป็นรองนายกฯ ท่านเป็นรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม และเป็นคนออกตัวแรงที่สุดคนหนึ่งในการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ตนจึงบอกให้ท่านรัฐมนตรีตรวจสอบเนื่องจากมีการกว้านซื้อที่จากทุนขนาดใหญ่ไว้จำนวนมาก ที่คนในพื้นที่เรียกว่าอาม่า

เพราะหากปล่อยให้ทรัพยากรที่ดินตกอยู่ในมือกลุ่มทุนเพียงไม่กี่ราย สิ่งที่จะตามมาคือการกินรวบผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และท้ายที่สุด ความมั่งคั่งที่รัฐสัญญาว่าจะกระจายสู่ประชาชน ก็จะกลายเป็นการกระจุกตัวอยู่แค่ในกระเป๋าของนายทุนไม่กี่กลุ่มเท่านั้น

น.ส.ภคมน กล่าวต่อไปว่า แต่บังเอิญเหลือเกินว่าบุคคลที่ตนบอกว่า “อาม่า” กว้านซื้อที่ สรรพนามนี้ดันไปตรงกับชื่อบริษัทน้องชายท่าน คือ อาม่า มารีน ที่ให้บริการขนส่งสินค้าเหลวทางทะเลระหว่างประเทศ (Oil/Chemical Tankers) โดยเน้นน้ำมันพืชและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก ท่านเลยสะดุ้งรีบชี้แจงว่าไม่เกี่ยว

ในอนาคตหาก พ.ร.บ. SEC ผ่านบังคับใช้ในภาคใต้ ก็ต้องพิสูจน์ความโปร่งใสว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ระหว่างรัฐมนตรีคมนาคมกับภาคธุรกิจในนิคมอุตสาหกรรมในภาคใต้ ภายใต้ พ.ร.บ. SEC สังคมตั้งคำถามกับท่านแน่ เคยมีให้เห็นตัวอย่างในช่วงวิกฤตน้ำมัน ที่นายทุนน้ำมันมาแก้ปัญหาการกักตุนน้ำมัน แล้วสุดท้ายก็แก้ไม่ได้ หาไอ้โม่งไม่เจอ

แต่ตอนนี้เอาขั้นแรกก่อน ในฐานะรัฐมนตรีคมนาคม ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการแลนด์บริดจ์ที่รัฐบาลมุ่งมั่นจะเอาให้ได้ ต้องไปตรวจเช็คกรณีมีทุนใหญ่กว้านซื้อที่ดิน ซื้อแม้กระทั่งที่ดินที่ไม่มีโฉนดและยังมั่นใจว่าเอาไปเปลี่ยนเป็นโฉนดได้ รวมถึงที่บนภูเขาก็เอาหมด ท่านต้องตรวจสอบเรื่องนี้

น.ส.ภคมน กล่าวว่า ตั้งแต่เคยทำข่าวการเมืองมา จนมาเป็นคนในข่าวการเมืองเองในวันนี้ ไม่มีข่าวไหนน่าขำเท่าข่าวของรัฐมนตรีพิพัฒน์และน้องชาย ผู้บริหาร บริษัท อาม่า มารีน อีกแล้ว ที่ออกมาชี้แจงว่าไม่เกี่ยวกับการกว้านซื้อที่ดิน ซึ่งแทนที่ท่านจะตรวจสอบ ”อาม่า“ นายทุนกว้านซื้อที่ ท่านกลับเอาเจ้าของ “บริษัท อาม่า มารีน” ที่ทำธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันซึ่งเป็นน้องชายมาชี้แจงและตอบโต้ ตนว่าไม่เกี่ยวกับการกว้านซื้อที่เพื่อเตรียมพร้อมในการทำแลนด์บริดจ์ของรัฐบาลและในข่าวยังบอกประมาณว่าอย่าโยง ไม่มีใครโยง ท่านโยงเองเรียบร้อยแล้ว ถือเป็นข่าวน่าขำข่าวนึง จะเรียกร้อนตัวหรืออะไรก็ตามแต่ แทนที่จะตรวจสอบในฐานะรัฐมนตรีคมนาคมเพื่อความโปร่งใสของประเทศ แต่กลับรีบชี้แจงเพื่อความโปร่งใสของตัวเอง จังหวะนี้ของท่านรัฐมนตรีจะเรียกว่าเป็นจังหวะนรกก็คงไม่ผิด

อ่านข่าวที่เกี่ยยวข้อง : เกี่ยวอะไรกับผม!? พิพัฒน์ ยัวะโดนถามปม อาม่า กว้านซื้อที่ดินใกล้ โครงการแลนด์บริดจ์

เซตซีโร่แก้ รธน.! อนุทินชี้ต้องเริ่มที่สภาฯใหม่ ย้ำจุดยืน ภท.ไม่แตะหมวดสถาบัน

เซตซีโร่แก้ รธน.! อนุทินชี้ต้องเริ่มที่สภาฯใหม่ ย้ำจุดยืน ภท.ไม่แตะหมวดสถาบัน

เซตซีโร่แก้ รธน.! อนุทินชี้ต้องเริ่มที่สภาฯใหม่ ย้ำจุดยืน ภท.ไม่แตะหมวดสถาบัน

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.34 น.

“อนุทิน”บอกแก้ รธน.ตามประชามติ 21 ล้านเสียง ไม่ผูกพันร่างเดิม ต้องให้รัฐสภานับหนึ่งใหม่ “ภท.”ไม่ขัด แต่ต้องไม่แตะหมวด”อธิปไตย-สถาบัน”

13 พฤษภาคม 2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6 ) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กรณีวันที่ 14 พ.ค.จะครบกำหนด 60 วัน ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะยืนยันร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ในสภาฯ ชุดที่แล้วให้สภาฯ ชุดใหม่ดำเนินการต่อ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่อยู่ในการพิจารณาของสภาฯ ชุดที่ผ่านมา รัฐบาลจะยืนยันหรือไม่ และท่าทีของพรรคภมิใจไทยต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร ว่า ท่าทีของพรรคภูมิใจไทยคือฟังความต้องการของประชาชน

เมื่อถามว่า ประชามติประชาชนกว่า 21 ล้านเสียง ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรีจะยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่กลับไปพิจารณาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า กระบวนการทุกอย่างต้องเริ่มที่รัฐสภา อย่ามาผูกกับรัฐบาล เพราะเรื่องดังกล่าวดำเนินการโดยรัฐบาลชุดที่แล้ว ส่วนประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำพร้อมกับวันเลือกตั้ง ฉะนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องเริ่มที่รัฐสภาชุดปัจจุบัน ไปผูกกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอในรัฐสภาชุดที่แล้วก็ไม่ใช่

เมื่อถามว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่บอกให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเริ่มต้นที่รัฐสภา ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีคำวินิจฉัยมาแล้วรัฐสภาต้องเป็นคนทำ เมื่อถามว่า กระบวนการจะเริ่มใหม่อย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นเรื่องของรัฐสภา ที่จะนำเสนอ ส่วนตนนั้นเป็นหัวหน้ารัฐบาล

เมื่อถามว่า เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเริ่มนับหนึ่งใช่หรือไม่ นายอนุทิน ย้ำว่า อยู่ที่รัฐสภา เมื่อถามย้ำว่า ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เราเคยพูดแล้วจะไม่แตะในบางมาตรา อาทิ มาตราที่เกี่ยวกับความเป็นอธิปไตยของไทย และหมวดที่เกี่ยวกับสถาบัน ส่วนที่เหลือว่ากันได้ เมื่อถามอีกว่า หากยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ในสภาฯ ชุดที่แล้ว จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าได้เร็วกว่าหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ไม่ทราบ

นายกฯ นำทีมลงพื้นที่ลุย เกาะพะงัน-หาดฟรีด้อม ติดตามแก้ปัญหานอมินีต่างชาติ-รุกพื้นที่สาธารณะ

นายกฯ นำทีมลงพื้นที่ลุย เกาะพะงัน-หาดฟรีด้อม ติดตามแก้ปัญหานอมินีต่างชาติ-รุกพื้นที่สาธารณะ

นายกฯ นำทีมลงพื้นที่ลุย เกาะพะงัน-หาดฟรีด้อม ติดตามแก้ปัญหานอมินีต่างชาติ-รุกพื้นที่สาธารณะ

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.27 น.

นายกฯ นำทีมลงพื้นที่ลุย เกาะพะงัน-หาดฟรีด้อม ติดตามแก้ปัญหานอมินีต่างชาติ-รุกพื้นที่สาธารณะ

เมื่อเวลา 11.10 น.วันที่ 13 พ.ค.2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นำรัฐมนตรีลงพื้นที่จ.สุราษฎร์ธานี และจ.ภูเก็ต ประกอบด้วย นายสุชาติ ชมกลิ่น  รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  นายสรรเพชญ บุญญามณี  รมช.คมนาคม นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย เพื่อติดตามการแก้ปัญหาการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติที่อ.เกาะพะงัน  จ.สุราษฎร์ธานี และตรวจติดตามการจับกุมการบุกรุกพื้นที่หาดสาธารณะ ที่หาดฟรีด้อม อ.กระทู้ จ.ภูเก็ต 

โดยจุดแรก นายกฯ จะเดินทางไปยังโรงเรียนเกาะพะงันศึกษา อ.เกาะพงัน จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์ในพื้นที่จากนายอำเภอเกาะพะงัน นอกจากนี้ยังมีผู้แทนภาคประชาชนเสนอประเด็นปัญหาและแนวทางที่ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุน จากนั้นนายกฯ จะพบปะประชาชน ภาคเอกชน ผู้ประกอบการการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการโรงแรม และมอบนโยบายกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.)

นอกจากนี้ในช่วงเย็นนายกฯจะเดินทางต่อไปที่ หาดฟรีด้อม  อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต เพื่อตรวจติดตามการจับกุม การบุกรุกพื้นที่หาดสาธารณะ โดยผวจ.ภูเก็ตให้การต้อนรับ ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้ภูเก็ตรายงานสภาพปัญหาในพื้นที่ ปลัดจังหวัดภูเก็ตรายงานการสนับสนุนการแก้ปัญหา และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ตรายงานผลการดำเนินคดี ก่อนที่นายกฯจะพบปะประชาชนและมอบนโยบายส่วนราชการในพื้นที่  และเดินทางกลับกรุงเทพฯในเวลา 20.40 น.