ปิดจบภารกิจนิวยอร์ก ‘นายกฯอนุทิน’บินต่อลอนดอน

25 กันยายน 2569 เวลา 10:09 น.

วันที่ 25 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.30 น.ของวันที่ 24 ก.ย. (ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ก่อนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย จะขึ้นกล่าวอภิปรายทั่วไป ภายใต้หัวข้อ “Restoring Trust, Managing Transformation: A United Nations that Delivers for All” ต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81

โดยนายกฯได้พบหารือทวิภาคีกับดาโช เชริง โตบเกย์ (Dasho Tshering Tobgay) นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรภูฏาน และพบหารือทวิภาคีกับนายนิโคล ปาชินยาน (H.E. Mr. Nikol Pashinyan)

นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอาร์มีเนีย รวมถึงพบหารือทวิภาคีกับนายทาริก ราห์มาน (H.E. Mr. Tarique Rahman) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ

นอกจากนี้ นายกฯ ยังหารือทวิภาคีกับนายเฟเลตี เปนิตาลา เตโอ (Feleti Penitala Teo) นายกรัฐมนตรีตูวาลู ณ บูธหารือทวิภาคี สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ก่อนที่นายกฯ จะพบหารือนายอันโตนิอู กุแตเรซ (Mr. António Guterres) เลขาธิการสหประชาชาติ ณ อาคารสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ

ทั้งนี้ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (UNGA81) ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นายอนุทิน พร้อมด้วยนางธนนนท์ ชาญวีรกูลภริยาและคณะ ได้ออกเดินทางจากนครนิวยอร์กไปยังกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ในช่วงค่ำของวันที่ 24 ก.ย. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อปฏิบัติภารกิจเยือนสหราชอาณาจักรต่อไปเป็นลำดับสุดท้าย โดยนายกฯจะเดินทางถึงกรุงลอนดอนในช่วงเช้า ของวันที่ 25 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 6 ชั่วโมง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าช่วงที่นายกฯ ออกมาเดินเล่นหน้าอาคารสมัชชาสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ เนื่องจากยังไม่ถึงช่วงเวลากล่าวถ้อยแถลง มีชาวคนต่างชาติ 3 คนได้เรียกนายกฯ ให้ถ่ายภาพให้ โดยนายกฯได้นำโทรศัพท์มือถือของชาวต่างชาติ กดถ่ายภาพให้อย่างเป็นกันเอง โดยที่ชาวต่างชาติไม่ทราบว่าเป็นนายกฯ.

สุดปัง! ภูเก็ต คว้าอันดับ 1 ‘เวลเนส’ ครองใจนักท่องเที่ยวแคนาดา

25 กันยายน 2569 เวลา 09:51 น.

สุดปัง จังหวัด “ภูเก็ต” คว้าอันดับ 1 จุดหมายปลายทาง Wellness ครองใจนักท่องเที่ยวแคนาดา ตอกย้ำศักยภาพไทยสู่ Global Health & Wellness Destination

วันที่ 25 กันยายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลปลื้ม จังหวัดภูเก็ต ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดจากนักท่องเที่ยวชาวแคนาดาในงาน Air Canada Vacations Toronto Product Launch ณ Universal Event Space เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา คว้ารางวัล 2026 Travellers’ Top Picks Awards ประเภท Wellness ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและเวลเนสที่ครองใจนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกล

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รางวัล Travellers’ Top Picks Awards จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 โดย Air Canada Vacations เปิดให้ชาวแคนาดาร่วมโหวตจุดหมายปลายทางที่ชื่นชอบผ่านเว็บไซต์ Travellers’ Top Picks ใน 10 ประเภท ซึ่งในปีนี้มียอดโหวตรวมกว่า 1.3 ล้านเสียง จังหวัดภูเก็ตได้รับการโหวตเป็นอันดับ 1 ในประเภท Wellness สะท้อนการยอมรับของนักท่องเที่ยวชาวแคนาดาต่อศักยภาพของประเทศไทยในการนำเสนอประสบการณ์ด้านสุขภาพและเวลเนสที่มีคุณภาพและหลากหลาย และตอกย้ำทิศทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยตามแนวคิด Value-led Tourism ที่มุ่งสร้างคุณค่าจากประสบการณ์การเดินทางและการเติบโตอย่างมีคุณภาพ มากกว่าการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ จากข้อมูลปัจจุบันชาวแคนาดายังคงเป็นหนึ่งในตลาดระยะไกลที่มีศักยภาพของประเทศไทย โดยระหว่างวันที่ 1 มกราคม–21 กันยายน 2569 มีนักท่องเที่ยวชาวแคนาดาเดินทางเข้าประเทศไทยแล้ว 180,510 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.35 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นอันดับที่ 9 ของตลาดระยะไกล

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า รางวัลด้าน Wellness ในครั้งนี้ ถือเป็นแรงส่งสำคัญในการขยายฐานนักท่องเที่ยวคุณภาพจากแคนาดา และต่อยอดสู่การสร้างคุณค่า ประสบการณ์ และรายได้ทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
รัฐบาล และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จะนำความสำเร็จครั้งนี้ไปต่อยอดขยายความร่วมมือด้าน Health & Wellness อย่างครบวงจร เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและเวลเนสระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

จาก’ผู้ไม่ได้สมัคร’สู่บทลงโทษตัดสิทธิ 10 ปี อดีตผู้พิพากษา เจาะลึกบรรทัดฐานจากคำพิพากษาคดี ฮั้ว สว.

25 กันยายน 2569 เวลา 09:39 น.

วันที่ 24 กันยายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก “วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง” ระบุว่า จาก “ผู้ไม่ได้สมัคร” สู่บทลงโทษตัดสิทธิ 10 ปี: เจาะลึกบรรทัดฐานโดยตรงจากคำพิพากษาคดี “ฮั้ว สว.”

คดีเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ลงวันที่ 21 กันยายน 2569 (คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 3/2569 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 72/2569) ถือเป็นหนึ่งในคำพิพากษาปักหมุดครั้งสำคัญของกระบวนการยุติธรรมทางการเมืองไทย

คดีนี้นอกจากจะตัดสินเรื่องพฤติการณ์ทุจริตในการเลือก สว. แล้ว ยังวางหลักการตีความกฎหมายที่ปิดประตูการหลงผิดได้อย่างเฉียบขาด

1. สรุปข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติ: เกิดอะไรขึ้นที่เมืองทองธานี?

จากการไต่สวนของศาลฎีกา ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติปรากฏว่า:

•  ไทม์ไลน์การเลือก สว. 2567: มีพระราชกฤษฎีกาประกาศให้มีการเลือก สว. เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2567 โดยกำหนดวันเลือกระดับอำเภอ (9 มิ.ย. 67), ระดับจังหวัด (16 มิ.ย. 67) และระดับประเทศ (26 มิ.ย. 67)

• จุดเริ่มต้นการร้องเรียน: นายสมเกียรติฯ ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศได้ยื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า ผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 มีพิรุธ มีคะแนนซ้ำกันเป็นจำนวนมาก และก่อนวันเลือกมีบุคคลไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลโทรศัพท์แจ้งให้นายสมเกียรติฯ เข้าร่วมประชุมที่โรงแรมปทุมธานีเพลส

• เหตุการณ์วันนัดพบ: เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2567 เวลาประมาณ 19:00 น. (เพียง 2 วันก่อนการเลือกระดับประเทศ) นายสัจจพงษ์ ภูมิภักดิ์ (ผู้คัดค้านที่ 2) ซึ่งไม่ได้เป็นผู้สมัคร สว. ได้ร่วมรับประทานอาหารกับกลุ่มผู้มีสิทธิเลือก สว. ระดับประเทศ ได้แก่ นายสมเกียรติฯ, นายภูมิพัฒน์, นายดิเรก และนางรัชนี ที่ร้านนิตยาไก่ย่าง สาขาเมืองทองธานี

•  ข้อเสนอและพฤติการณ์: นายสัจจพงษ์ได้เสนอจ่ายเงินให้ผู้มีสิทธิเลือก สว. คนละ 200,000 บาท และเสนอเงินล้านให้นายสมเกียรติฯ เพื่อจูงใจให้รวบรวมกลุ่มผู้มีสิทธิเลือก สว. มาร่วมลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครตามที่กำหนด

• วันที่ 25 มิถุนายน 2567 ก่อนวันเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ นายสมเกียรติฯ กับบุคคลอีกหลายคนเข้าพักและร่วมประชุมที่โรงแรมปทุมธานีเพลสตามคำชักชวนของนายสัจจพงษ์

• นายสัจจพงษ์แจ้งให้นายสมเกียรติฯ นายภูมิพัฒน์ นายดิเรก นางรัชนี และนายธานินทร์ หาผู้มีสิทธิเลือก สว. ระดับประเทศ เพื่อให้เลือกบุคคลตามที่กำหนด โดยสัญญาว่าจะให้ประโยชน์ตอบแทน

2. ข้อกฎหมาย: ไม่ได้สมัคร สว. แล้ว กกต. มีอำนาจร้องตัดสิทธิได้หรือไม่?

ประเด็นข้อกฎหมายที่น่าสนใจที่สุดในคดีนี้ เกิดจากการที่ นายสัจจพงษ์ ต่อสู้ว่าตนเองไม่ใช่ผู้สมัคร สว. และไม่มีส่วนได้เสียโดยตรง จึงไม่อาจถูก กกต. ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิทางการเมืองได้

การตีความของศาลฎีกา:

ศาลฎีกาพิจารณา พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง ซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่า:

“…ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ‘ผู้สมัครหรือผู้ใด’ กระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม…”

ศาลจึงวางหลักว่า คำว่า “ผู้ใด” ตามบทบัญญัตินี้ ครอบคลุมถึง บุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เป็นผู้สมัครรับเลือกเป็น สว. ด้วย เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า นายสัจจพงษ์กระทำการทุจริตจูงใจผู้มีสิทธิเลือก สว. กกต. ย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 ประกอบ พ.ร.ป. สว. มาตรา 62 ได้

 เทียบเคียงบรรทัดฐานคดีก่อนหน้า:

อนึ่ง คดีนี้ไม่ใช่คดีแรกที่ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคนที่ไม่ได้สมัครเป็น สว. ก่อนหน้านี้ ในคดีฉะเชิงเทรา ศาลฎีกาได้เพิกถอนสิทธินายกำพลซึ่งไม่ได้สมัครเป็น สว. แต่วางแผนจัดหาผู้สมัครนอมินี สนับสนุนเงินค่าสมัคร (คนละ 4,500 บาท) และสั่งการลงคะแนน (“ยิงเบอร์”) มาแล้ว (คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 19/2568 แดงที่ ลต สว 66/2569 ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2569) เพียงแต่นายกำพลไม่ได้สู้คดีในประเด็นนี้โดยตรง

3. การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน: ทำไมผลลัพธ์ของสองผู้คัดค้านจึงแตกต่างกัน?

จุดเด่นสำคัญของคำพิพากษาคดีนี้ คือการแสดงให้เห็นถึง มาตรฐานการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน (Burden of Proof) ของศาลฎีกาอย่างรัดกุมและเป็นรูปธรรม โดยศาลมิได้ตัดสินจากเพียงความน่าสงสัย รูปโปรไฟล์ในแอปพลิเคชันไลน์ หรือข้อสันนิษฐานทางการเมือง หากแต่พิจารณาจากความเชื่อมโยงและความมั่นคงของพยานหลักฐานเป็นรายบุคคล

ในส่วนของ นายสัจจพงษ์ (ผู้คัดค้านที่ 2): ศาลเห็นว่า
พยานหลักฐานของผู้ร้องมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เนื่องจากพยานบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างเบิกความสอดคล้องกันถึงพฤติการณ์การนัดพบ การจัดหาผู้มีสิทธิเลือก สว. และการเสนอทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเพื่อจูงใจในการลงคะแนน เมื่อพยานหลักฐานสอดรับกันอย่างแน่นหนา ศาลจึงฟังว่านายสัจจพงษ์กระทำการทุจริตในการเลือก สว. และมีคำพิพากษาให้ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา

ในทางกลับกัน สำหรับ นายธนาวุฒิ แสงอรุณ (ผู้คัดค้านที่ 1): แม้จะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กำกับดูแลการจ่ายเงิน แต่เมื่อพิเคราะห์ในชั้นไต่สวนพบว่า พยานปากสำคัญของ กกต. ได้เบิกความต่อศาลขัดแย้งกับบันทึกถ้อยคำที่เคยให้ไว้ในชั้นสอบสวนของ กกต. อย่างมีสาระสำคัญ ประกอบกับทาง กกต. ไม่ได้นำสืบพิสูจน์ยืนยันตัวตนทางเทคโนโลยีเพื่อยืนยันว่าบัญชี LINE ดังกล่าวเป็นของนายธนาวุฒิจริง พยานหลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะฟังได้ว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่านายธนาวุฒิมีส่วนร่วมในการทุจริต ศาลจึงพิพากษา ยกคำร้อง

อนึ่ง มีรายงานข่าวว่า นายสัจจพงษ์ เป็นอดีตนายกเทศมนตรีตำบลโนนสะอาด เคยเปิดตัวขออาสาเป็นว่าที่ผู้สมัคร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เขต 8 จ.อุดรธานี พรรคภูมิใจไทย ก่อนที่ต่อมาจะเป็นนายสุภีรภัทร (บุตรชาย) ที่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งและได้รับเลือกตั้งเป็น สส. ในพื้นที่ดังกล่าว

ส่วนนายธนาวุฒิเป็นอดีตผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในระดับอำเภอ (อ.ยางสีสุราช) และเป็นผู้มีสิทธิเลือก ส.ว. ระดับจังหวัดมหาสารคาม

4. บทเรียนสำคัญทางการเมืองและกฎหมายไทย (Key Takeaways)

คำพิพากษาคดี ลต สว 72/2569 ได้ส่งสัญญาณเตือนและวางบทเรียนสำคัญไว้ 2 ด้านหลัก:

1)  ปิดช่องว่างกลุ่ม “หัวคะแนน/คนกลาง” (Brokers & Organizers): กฎหมายไม่ได้คุ้มครองผู้ที่อ้างว่า “ผมไม่ได้สมัคร สว. จึงตัดสิทธิผมไม่ได้” เพราะในการทุจริตจริง ผู้บงการหรือตัวกลางมักเลี่ยงไม่ลงสมัครเอง

2)  มาตรฐานพยานหลักฐานต้องเชื่อได้: เพียงแค่ความน่าสงสัย รูปโปรไฟล์ไลน์ หรือความน่าจะเป็น ยังไม่เพียงพอในการลงโทษบุคคล หากพนักงานสอบสวนหรือ กกต. ไม่สามารถพิสูจน์ความเชื่อมโยงของหลักฐานให้เชื่อได้ ศาลย่อมต้องยกคำร้อง

สรุป

คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการพิจารณาคดีเกี่ยวกับกระบวนการ “ฮั้ว สว.” ในอนาคต ว่าการตรวจสอบความสุจริตของการเลือกไม่ได้หยุดอยู่แค่คำถามที่ว่า “ใครเป็นผู้สมัคร?” แต่ต้องตั้งคำถามลึกไปถึงว่า “ใครก็ตามที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ได้กระทำการทุจริตและมีหลักฐานพยานเชื่อมโยงถึงตัวได้เพียงใด”

‘อนุทิน’ ขึ้นเวทียูเอ็น ปลุกปฏิรูปสหประชาชาติ สร้างสันติภาพและความมั่งคั่งร่วมกัน

25 กันยายน 2569 เวลา 09:20 น.

นายกฯ กล่าวถ้อยแถลงประชุม UNGA ย้ำจุดยืน “ปฏิรูปสหประชาชาติ” เพิ่มเสียงที่เท่าเทียมของนานาชาติ สร้างสันติภาพและความมั่งคั่งร่วมกัน

วันที่ 24 กันยายน 2569 เวลา 17.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง ณ โถงประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (General Assembly Hall) ชั้น 2 อาคารสมัชชาสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวอภิปรายทั่วไป ภายใต้หัวข้อ “Restoring Trust, Managing Transformation: A United Nations that Delivers for All” ต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 ย้ำจุดยืน “ปฏิรูปสหประชาชาติ” เพิ่มเสียงที่เท่าเทียมของนานาชาติ ฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อระบบพหุภาคี ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติก่อตั้งขึ้นมาครบ 80 ปี ประเทศไทยเข้าร่วม ในวันนี้ ไทยเรียกร้องให้มีการปฏิรูปองค์การสหประชาชาติ โดยเริ่มต้นจากมีความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) และความไว้เนื้อเชื่อใจนี้ต้องไม่ได้เกิดจากการบังคับ นายกรัฐมนตรีเสนอว่า ความไว้เนื้อเชื่อใจสามารถสร้างได้จากการรวมกลุ่มย่อย ขยายเป็นกลุ่มใหญ่ ประเทศที่ไม่เคยมีเสียง ก็จะได้รับการส่งเสียง

ขณะที่ สันติภาพเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งสันติภาพในนิยามของไทยไม่ใช่แค่ปราศจากสงคราม ต้องมีการร่วมมืออย่างสร้างสรรค์

ในถ้อยแถลง นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความขัดแย้งทั่วโลก ทั้งปาเลสไตน์ การแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่านการเจรจาทวิภาคี ย้ำกระบวนการภายใต้ UNCLOS เป็นการกำหนดเขตแดนทางทะเลเท่านั้น รวมทั้งไทยสนับสนุนสันติภาพและการปรองดองแห่งชาติเมียนมา โดยเฉพาะไทย-กัมพูชา

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงความพยายามของไทย ร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์

นายกรัฐมนตรีย้ำ “ระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ และการมีส่วนร่วมของทุกประเทศในการกำหนดอนาคตร่วมกัน จะเป็นเงื่อนไขสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่น” และเรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมกันสร้างความเชื่อมั่น สร้างผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้” นายกรัฐมนตรีกล่าวถ้อยแถลง

หลังจากนายกรัฐมนตรีกล่าวจบ ก็ได้รับเสียงปรบมือจากประเทศต่าง ๆ รวมทั้งมีผู้แทนหลายประเทศเข้ามาร่วมแสดงความยินดีด้วย

‘ดร.สุวินัย’ ถอดรหัสหมาก ‘อนุทิน’ ชี้ไม่ใช่แค่นโยบายกระจัดกระจาย แต่คือ ‘สถาปัตยกรรมเศรษฐกิจใหม่’

25 กันยายน 2569 เวลา 09:04 น.

ดร.สุวินัย

ท่ามกลางคำถามถึงทิศทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีไทย ของใครหลายคนที่สงสัย จนเกิดการถกเถียงกันบนโลกออนไลน์

ล่าสุดวันนี้ 25 กันยายน 2569 ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โพสต์ร่ายยาววิเคราะห์ถึงยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายรัฐมนตรีไทย 17 ข้อ ด้วยข้อความว่า “ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ของอนุทิน
/////

ในช่วงที่ผ่านมา หากเรามองนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทินเป็นรายเรื่อง
เราอาจเห็นเพียงภาพที่กระจัดกระจาย
Data Center เรื่องหนึ่ง
AI เรื่องหนึ่ง
รถยนต์ไฟฟ้าเรื่องหนึ่ง
BOI เรื่องหนึ่ง
ตลาดหุ้นอีกเรื่องหนึ่ง
พลังงานสะอาดอีกเรื่องหนึ่ง
รวมถึง Wellness Tourism และการพัฒนาคนอีกเรื่องหนึ่ง
แต่เมื่อผู้เขียนนำหมากเหล่านี้มาวางลงบนกระดานเดียวกัน
แล้วอ่านมันด้วยจิตนักยุทธศาสตร์
ผู้เขียนเริ่มมองเห็นบางสิ่ง
สิ่งที่รัฐบาลอนุทินกำลังทำ
ไม่ใช่เพียงการออกมาตรการเศรษฐกิจหลายชุด
แต่กำลังพยายามสร้าง
“สถาปัตยกรรมเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทย”
ขึ้นมาต่างหาก (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
และหัวใจของสถาปัตยกรรมนี้อาจสรุปได้ด้วยคำเพียงไม่กี่คำว่า
Investment-led Growth
หรือใช้การลงทุนเป็นเครื่องยนต์นำในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
นี่เป็นเรื่องที่น่าทำความเข้าใจอย่างยิ่ง
เพราะหากเดินไปได้จริง โดยไม่มีการก่อความวุ่นวายจากม็อบป่วนเมือง
มันจะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยไปอีกหลายปีข้างหน้า อย่างเป็นความหวังได้

สุวินัย ภรณวลัย

…..

1. ปัญหาของไทยไม่ใช่ไม่มีเศรษฐกิจ แต่เศรษฐกิจเดิมโตช้า
ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์
เรามีฐานอุตสาหกรรมที่สร้างสมมาหลายสิบปี
เรามีอุตสาหกรรมรถยนต์
อิเล็กทรอนิกส์
เครื่องใช้ไฟฟ้า
อาหาร
ปิโตรเคมี
การท่องเที่ยว
โลจิสติกส์
มีนิคมอุตสาหกรรม
ท่าเรือ
ถนน
ระบบไฟฟ้า
และที่สำคัญคือเรามีเครือข่าย Supplier จำนวนมาก
ที่ทำงานอยู่ใน Global Supply Chain มานานแล้ว (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
นี่คือทุนเดิมของประเทศไทย
แต่ปัญหาคือเครื่องยนต์ชุดเดิมกำลังแก่ลง
บางอุตสาหกรรมเผชิญการแข่งขันจากจีน
บางอุตสาหกรรมกำลังถูกเทคโนโลยีใหม่ Disrupt
ขณะที่โครงสร้างประชากรไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย
ผลิตภาพเพิ่มช้า
หนี้ครัวเรือนสูง
และอัตราการลงทุนต่อ GDP ของไทยต่ำกว่าช่วงที่ประเทศกำลังเร่งพัฒนาในอดีต
ดังนั้นโจทย์ของประเทศเราตอนนี้จึงไม่ใช่
“จะรักษาเศรษฐกิจเดิมไว้อย่างไร”
แต่คือ
“จะใช้ฐานเศรษฐกิจเดิมเป็นฐานกระโดดเข้าสู่เศรษฐกิจชุดใหม่อย่างไร” (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
ตรงนี้เองที่ผู้เขียนคิดว่า
เป็นจุดตั้งต้นของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลอนุทิน
…..

2. เครื่องยนต์ตัวใหม่ชื่อ “การลงทุน”
วันที่ 17 กันยายน 2569
ในการเปิดโครงการ BOI to IPO
รัฐบาลใช้คำอย่างชัดเจนว่า Investment-led Growth
คือใช้การลงทุนเป็นเครื่องยนต์สร้างศักยภาพการเติบโตใหม่ให้ประเทศ
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคำศัพท์
คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
ครึ่งแรกของปี 2569
คำขอส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศผ่าน BOI มีมูลค่าประมาณ
1.37 ล้านล้านบาท
เพิ่มขึ้นประมาณ 80% จากปีก่อน
โดยเงินลงทุนจำนวนมากไหลเข้าสู่
Data Center
Cloud
Digital Infrastructure
Electronics
PCB
Optical Transceiver
อุปกรณ์ Network
Cooling System
รวมถึงชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
BOI รายงานด้วยว่า หากนับทั้งการลงทุนจากไทยและต่างประเทศ คำขอส่งเสริมในครึ่งปีแรกมีมูลค่าราว 1.47 ล้านล้านบาท โดยภาคดิจิทัลเพียงกลุ่มเดียวมีมูลค่าคำขอกว่า 1.1 ล้านล้านบาท
ต้องเน้นตรงนี้ว่าตัวเลขเหล่านี้คือ คำขอส่งเสริมการลงทุน
ไม่ใช่เงินที่สร้างโรงงานเสร็จแล้วทั้งหมด
เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งเอา 1.37 ล้านล้านบาทไปนับเป็น GDP
แต่ตัวเลขนี้บอกสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง
<< กระแสเงินลงทุนโลกกำลังมองประเทศไทยใหม่ >>
…..

3. รัฐบาลอนุทินไม่ได้ต้องการเพียง FDI แต่ต้องการ FDI ที่ “หยั่งราก”
นี่เป็นจุดที่ผู้เขียนเห็นการเปลี่ยนวิธีคิดของ BOI อย่างชัดเจน
ในอดีต เวลาเราพูดถึงความสำเร็จในการดึง FDI
เรามักถามว่า
ปีนี้มีคำขอลงทุนกี่แสนล้าน?
บริษัทใหญ่เข้ามากี่บริษัท?
สร้างโรงงานกี่แห่ง?
แต่รัฐบาลชุดนี้กำลังพยายามเปลี่ยนคำถาม
จาก “เงินเข้ามาเท่าไร?”
เป็น “เงินที่เข้ามาแล้ว ประเทศไทยได้อะไร?”
BOI จึงประกาศทิศทางใหม่ว่า
การส่งเสริมการลงทุนจะต้องให้ความสำคัญกับ
การสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบในประเทศ
การเชื่อมบริษัทไทยเข้าสู่ Supply Chain
การสร้างงานทักษะสูง
การทำ R&D
การถ่ายทอดเทคโนโลยี
และการทำให้โครงการที่ได้รับอนุมัติ
เกิดการลงทุนจริงให้เร็วขึ้น
รัฐบาลเรียกแนวคิดนี้ว่า
“ลงทุนจริง–สร้างคุณค่า”
ผู้เขียนคิดว่าคำนี้สำคัญเพราะมันเผยให้เห็นว่า
เป้าหมายที่แท้จริงไม่ควรหยุดอยู่ที่ FDI
แต่ต้องไปถึง Domestic Value Capture
คือทำอย่างไรให้มูลค่าจากเงินลงทุนต่างประเทศ
ตกค้างและงอกเงยอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย
…..

4. Data Center จึงไม่ใช่ปลายทาง
นี่คือจุดที่สื่อและผู้คนที่เสพสารจากสื่อเหล่านั้นอาจเข้าใจผิด
เมื่อเห็น Data Center หลายแสนล้านบาทกำลังเข้ามา
ก็เกิดคำถามว่า
Data Center จ้างงานกี่คน?
ใช้ไฟเท่าไร?
ใช้น้ำเท่าไร?
ประเทศไทยได้อะไร?
คำถามเหล่านี้ถูกต้องและควรถาม
แต่ถ้ามองเฉพาะตัวอาคาร Data Center
เราจะยังมองไม่เห็นยุทธศาสตร์ทั้งหมด
เพราะ Data Center ในสถาปัตยกรรมนี้
ไม่ควรเป็น “ปลายทาง”
มันควรเป็น Infrastructure Layer ต่างหาก
ลองเรียงใหม่
ไฟฟ้า
↓
Data Center
↓
Cloud
↓
Compute
↓
AI
↓
Digital Services
↓
เศรษฐกิจจริง
และรอบ Data Center ยังมี
PCB
Smart Electronics
Network Equipment
Cooling System
Power Management
Cybersecurity
Construction
Finance
Logistics
และบุคลากรด้านวิศวกรรม
เกิดขึ้นเป็นระบบนิเวศอีกชั้นหนึ่ง
ดังนั้นคำถามที่ถูกต้องจึงไม่ใช่เพียง “Data Center คุ้มไหม?”
แต่ควรถามว่า
<< เราจะใช้ Data Center เป็นฐานสร้างความสามารถทางเศรษฐกิจอะไรต่อไป? >> (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
…..

5. จาก Data Center ไปสู่ Sovereign AI
ตรงนี้ทำให้ภาพเริ่มใหญ่ขึ้นอีกขั้น
รัฐบาลอนุทินไม่ได้พูดเฉพาะเรื่อง Data Center
แต่กำลังพูดถึง Sovereign AI (อธิปไตย AI)
แนวคิดพื้นฐานคือ
ในโลกที่ AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจ
ประเทศไทยไม่ควรเป็นเพียงผู้ซื้อบริการ AI จากต่างประเทศ
แต่ควรมี
Compute
Data Infrastructure
บุคลากร
ระบบ Cloud
ความสามารถในการพัฒนาและประยุกต์ AI
รวมถึงความสามารถในการดูแลข้อมูลสำคัญของประเทศ
ด้วยตัวเองในระดับหนึ่ง
นี่ไม่ได้หมายความว่า
ประเทศไทยต้องสร้าง ChatGPT ไปแข่งกับอเมริกา
หรือสร้าง DeepSeek ไปแข่งกับจีน
โจทย์ของประเทศไทยเล็กกว่า
แต่ในอีกความหมายหนึ่งก็จริงกว่า
คือประเทศไทยจะเข้าไปยืนตรงไหนใน Value Chain ของอารยธรรม AI ที่กำลังก่อตัวขึ้น (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
ผู้เขียนเห็นอย่างแจ่มชัดว่า …
รัฐบาลอนุทินกำลังพยายามวางประเทศไทย
ไว้ใน Physical Layer และ Infrastructure Layer ของระบบนี้
และระหว่างการเยือนสหรัฐฯ ในเดือนกันยายน 2569 รัฐบาลก็วางเรื่อง Digital Infrastructure, AI ecosystem, ทักษะดิจิทัล และความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีโลกไว้เป็นส่วนหนึ่งของวาระการลงทุนอย่างชัดเจน
…..

6. แต่มี Data Center อย่างเดียวไม่พอ
สมมุติว่าบริษัทต่างชาตินำเงินหนึ่งแสนล้านบาท
มาสร้าง Data Center ในประเทศไทย
ซื้อที่ดิน
สร้างอาคาร
ซื้อไฟฟ้า
ติดตั้งเครื่องจักร
แล้วให้ระบบทำงาน
ถ้าทุกอย่างจบเพียงเท่านี้
ประเทศไทยก็อาจได้ประโยชน์
แต่ประโยชน์เชิงโครงสร้างจะไม่มากเท่าที่ควร
สิ่งที่รัฐบาลอนุทินต้องการจึงเป็นขั้นต่อไป
คือทำอย่างไรให้บริษัทเหล่านั้น
ซื้อสินค้าและบริการจาก Supplier ไทย
จ้างวิศวกรไทย
สร้าง R&D ในไทย
สร้างผู้ประกอบการไทยรอบระบบ
และที่สำคัญเติบโตต่อจากประเทศไทย
ตรงนี้เองที่หมากอีกตัวถูกวางลงมา
…..

7. BOI to IPO : เชื่อมโรงงานเข้ากับตลาดทุน
นี่เป็นส่วนที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจมาก
เพราะปกติ BOI กับตลาดหุ้น
ดูเหมือนเป็นคนละโลก
BOI ทำหน้าที่ดึงการลงทุน
SET ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน
แต่รัฐบาลอนุทินกำลังพยายามเชื่อมสองระบบเข้าหากันผ่าน
BOI to IPO
หลักคิดคือเมื่อบริษัท New Economy เข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้ว
อย่าให้เรื่องจบเพียง “สร้างโรงงานเสร็จ”
แต่เปิดทางให้บริษัทเหล่านั้น
ระดมทุนในประเทศไทย
ขยายธุรกิจในประเทศไทย
จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย
และใช้ประเทศไทยเป็นฐานเติบโตต่อไป
BOI, SET และ ก.ล.ต. จึงร่วมกันสร้างช่องทางนี้ โดยครอบคลุม 10 กลุ่ม New Economy ตั้งแต่ Smart Electronics, Next-generation Automotive, Digital, Robotics ไปจนถึง Medical, Biotechnology และ Advanced Materials
นี่คือการต่อวงจร
FDI → BOI → New Economy → SET → Capital → Expansion
หากทำได้จริง
ตลาดหุ้นไทยในอนาคต
ก็จะไม่จำเป็นต้องสะท้อนเฉพาะเศรษฐกิจไทยแบบเก่า
ที่เต็มไปด้วย
ธนาคาร
พลังงาน
อสังหาริมทรัพย์
ค้าปลีก
โทรคมนาคม
แต่จะค่อย ๆ มีบริษัทที่เป็นตัวแทนของเศรษฐกิจชุดใหม่เพิ่มขึ้น
…..

8. ตลาดหลักทรัพย์จึงต้องเปลี่ยนตาม
ปัญหาคือบริษัท New Economy จำนวนมาก
มีธรรมชาติไม่เหมือนธุรกิจแบบเก่า
บางบริษัทต้องลงทุนมหาศาลก่อน
ใช้เวลาสร้าง Scale
แล้วจึงทำกำไรในภายหลัง
ถ้าใช้เกณฑ์แบบเดียวกับบริษัท Mature Business ทุกอย่าง
บริษัทเหล่านี้จำนวนหนึ่ง
อาจไม่สามารถเข้าตลาดทุนไทยได้
ตลาดหลักทรัพย์จึงปรับเกณฑ์ครั้งใหญ่
มีผลตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2569
เปิด Special Track สำหรับบริษัท New Economy
รวมถึงบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และ EEC
และปรับเกณฑ์สำหรับบริษัทต่างประเทศให้เข้ามาระดมทุนในตลาดไทยได้สะดวกขึ้น
โดยยังคงเกณฑ์ด้านคุณภาพและการเปิดเผยข้อมูลไว้
นี่ไม่ใช่เรื่องเทคนิคของตลาดหุ้นเท่านั้น
แต่เป็นการพยายามทำให้โครงสร้างตลาดทุน
เปลี่ยนตามโครงสร้างเศรษฐกิจ
…..

9. แล้วเงินของคนไทยอยู่ตรงไหน?
หากสร้าง New Economy ขึ้นมา
แต่เจ้าของทุนทั้งหมดเป็นต่างชาติ
คนไทยก็อาจได้ประโยชน์เพียงบางส่วน
รัฐบาลอนุทินจึงมีโจทย์อีกด้านหนึ่ง
คือดึงเงินออมของคนไทย
กลับเข้าสู่ระบบการลงทุนระยะยาว
นี่คือเหตุผลที่มีแนวคิด
TISA — Thailand Individual Savings Account
เพื่อสร้างกลไกให้ประชาชนออมและลงทุนระยะยาว
ถ้ามอง TISA แยกออกมา
มันอาจดูเหมือนนโยบายตลาดทุนธรรมดา
แต่ถ้าเอาไปต่อกับ BOI to IPO ภาพจะเปลี่ยน
เพราะวงจรที่รัฐบาลพยายามสร้างคือ
เงินออมคนไทย
↓
ตลาดทุนไทย
↓
บริษัท New Economy
↓
การลงทุน
↓
การเพิ่มผลิตภาพ
↓
รายได้และการเติบโตในอนาคต
นี่คือความพยายามเปลี่ยนเงินออม
ให้กลายเป็นทุนเพื่อการผลิต
…..

10. เป้าหมายใหญ่คือดัน Investment/GDP
หัวใจเชิงมหภาคของยุทธศาสตร์ทั้งหมดของรัฐบาลอนุทิน
จึงไม่ได้อยู่ที่ Data Center
แต่อยู่ที่คำว่า Investment
ประเทศไทยลงทุนต่ำมานาน
เมื่อประเทศลงทุนไม่มากพอ
Capital Stock โตช้า
เทคโนโลยีใหม่เข้ามาช้า
ผลิตภาพเพิ่มช้า
และ Potential Growth ก็ลดลงตาม
ดังนั้นเป้าหมายที่จะผลักสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP
จากประมาณ 23% ขึ้นไปใกล้ 30%
ถ้าทำได้จะไม่ใช่เพียงทำให้ GDP ปีหนึ่งสูงขึ้น
แต่คือการเพิ่มกำลังการผลิตของประเทศในอนาคต
นี่คือความแตกต่างระหว่าง
Stimulus กับ Structural Transformation
Stimulus ถามว่า
“ทำอย่างไรให้คนใช้เงินมากขึ้นวันนี้?”
แต่ Investment-led Growth ถามว่า
“ทำอย่างไรให้ประเทศไทยผลิตสิ่งที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้ในวันข้างหน้า?”
…..

11. ฐานอุตสาหกรรมเก่าไม่ได้ถูกทิ้ง
อีกเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นจากยุทธศาสตร์นี้คือ
รัฐบาลอนุทินไม่ได้คิดจะรื้อเศรษฐกิจเก่า
แล้วสร้างเศรษฐกิจใหม่แทนทั้งหมด
แต่กำลังพยายามต่อของใหม่เข้ากับของเก่า (ขีดเส้นใต้ตรงนี้ )
ตัวอย่างชัดที่สุดคือรถยนต์
ประเทศไทยมี Supply Chain รถยนต์เดิมอยู่แล้ว
ดังนั้นการเข้าสู่ EV
ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากศูนย์
Electronics เดิม
สามารถต่อไป Smart Electronics
โรงงานเดิม
สามารถต่อไป Automation และ Robotics
ระบบไฟฟ้าเดิม
ต่อไป Renewable Energy
Tourism เดิม
ต่อไป Wellness Tourism
โรงพยาบาลและบริการสุขภาพเดิม
ต่อไป Medical & Health Economy
นี่เป็นวิธีคิดแบบ Industrial Evolution
มากกว่า Industrial Replacement
คือไม่ทุบสิ่งที่มีอยู่
แต่พยายามใช้ฐานเดิม
เป็นฐานกระโดดไปสู่ Value Chain ที่สูงขึ้น
…..

12. ถ้ามองทั้งกระดาน สถาปัตยกรรมเริ่มปรากฏ
เมื่อเอาหมากทั้งหมดมาต่อกัน ผู้เขียนเห็นภาพประมาณนี้
ฐานอุตสาหกรรมเดิมของไทย
↓
ดึง FDI รอบใหม่
↓
BOI เลือก New Economy
↓
Data Center / Digital Infrastructure / EV / Smart Electronics / Robotics / Medical / Advanced Technology
↓
พลังงาน + Infrastructure
↓
Technology Transfer + Skilled Labor + Thai Suppliers
↓
BOI to IPO
↓
ตลาดทุนไทย
↓
เงินออมภายในประเทศ
↓
ขยายการลงทุน
↓
เพิ่ม Productivity
↓
เพิ่ม Potential Growth
นี่คือเหตุผลที่ผู้เขียนเรียกมันว่า “สถาปัตยกรรม”
เพราะมาตรการแต่ละตัว
ไม่ได้มีความหมายมากนักถ้ายืนอยู่ลำพัง
แต่เมื่อเชื่อมกัน มันกลายเป็นระบบ
…..

13. แต่สถาปัตยกรรมบนกระดาษ ยังไม่ใช่อาคารจริง
ตรงนี้ต้องระวังมากที่สุด
การมี Strategy ที่ดูสมเหตุสมผล
ไม่ได้แปลว่าจะทำสำเร็จ
ประเทศไทยเคยมีแผนเศรษฐกิจที่สวยงามมาแล้วจำนวนมาก
โจทย์ใหญ่จึงอยู่ที่ Execution
คำขอ BOI 1.37 ล้านล้านบาทจะกลายเป็นโรงงานและกิจการจริงเท่าไร?
Data Center จะสร้าง Local Value Added เท่าไร?
บริษัทไทยจะเข้า Supply Chain ได้กี่ราย?
จะเกิด Technology Transfer จริงหรือไม่?
เราจะสร้างวิศวกรและบุคลากรทันหรือไม่?
ระบบไฟฟ้าจะรองรับ Data Center ขนาดใหญ่ได้อย่างไร?
น้ำจะจัดสรรอย่างไร?
Renewable Energy จะเพิ่มทันหรือไม่?
และบริษัท New Economy ที่เข้าตลาดหุ้น
จะเป็นบริษัทที่มีคุณภาพจริง
หรือเพียงใช้เกณฑ์ใหม่เพื่อเข้าระดมทุน?
นี่คือคำถามที่ต้องติดตาม
…..

14. ตัวชี้วัดความสำเร็จจึงไม่ควรเป็นยอด BOI
ในอีก 5 ปีข้างหน้า
ถ้าเราจะประเมินว่ายุทธศาสตร์นี้สำเร็จหรือไม่
ผู้เขียนคิดว่าอย่าดูเพียงว่า
มีเงินลงทุนเข้ามากี่ล้านล้านบาท
แต่ควรดูว่า
ผลิตภาพของแรงงานไทยเพิ่มขึ้นหรือไม่
ค่าจ้างของแรงงานทักษะสูงเพิ่มขึ้นหรือไม่
บริษัทไทยเข้าไปอยู่ใน Supply Chain ใหม่มากขึ้นหรือไม่
สัดส่วน Local Content เพิ่มขึ้นหรือไม่
R&D ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นหรือไม่
มี Intellectual Property และเทคโนโลยีเกิดขึ้นในไทยมากขึ้นหรือไม่
บริษัท New Economy ไทยเติบโตขึ้นหรือไม่
และท้ายที่สุด Potential Growth ของประเทศไทยสูงขึ้นหรือไม่
ถ้าตัวเลขเหล่านี้ไม่เปลี่ยน
ต่อให้ FDI เข้ามาหลายล้านล้านบาท
เราก็อาจเป็นเพียงสถานที่ตั้งของเศรษฐกิจใหม่
โดยไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจใหม่นั้นจริง ๆ
…..

15. ไทยกำลังเลือกตำแหน่งของตัวเองในระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่
ผู้เขียนคิดว่านี่คือภาพที่ใหญ่ที่สุด
โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่
AI
Semiconductor
Data Center
EV
Robotics
Automation
Clean Energy
กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตของโลกพร้อมกัน
ขณะเดียวกันการแข่งขันระหว่างสหรัฐกับจีน
กำลังทำให้ Global Supply Chain ถูกจัดวางใหม่
บริษัทต่าง ๆ จึงต้องกระจายฐานการผลิต
กระจาย Data Infrastructure
และลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
ประเทศไทยจึงไม่ได้แข่งขันเพียงกับ
เวียดนาม
มาเลเซีย
อินโดนีเซีย
หรือสิงคโปร์
แต่กำลังแข่งขันเพื่อหาตำแหน่งของตัวเอง
ในโครงสร้างเศรษฐกิจโลกชุดใหม่
รัฐบาลอนุทินจึงนำทีมตลาดทุนและภาคธุรกิจไปโรดโชว์ต่างประเทศ พร้อมวางวาระการลงทุน เทคโนโลยี ดิจิทัล และ AI ควบคู่กัน
ไม่ได้เสนอประเทศไทยเพียงในฐานะตลาดผู้บริโภค แต่เสนอเป็นฐานสำหรับการลงทุนและการเติบโตระยะยาว
…..

16. จากประเทศไทย 4.0 มาสู่โจทย์ที่เป็นรูปธรรมกว่าเดิม
ประเทศไทยเคยมีคำใหญ่ ๆ มากมาย
Thailand 4.0
Digital Economy
S-Curve
New S-Curve
BCG
Smart Nation
แต่ปัญหาของคำเหล่านี้คือ
บางครั้งประชาชนไม่รู้ว่า
แล้วมันเชื่อมกันอย่างไร?
แต่ครั้งนี้ผู้เขียนเริ่มเห็นเส้นเชื่อมที่จับต้องได้มากขึ้น
ไม่ใช่เพราะคำขวัญใหม่
แต่เพราะหมากหลายตัวเริ่มถูกวางลงบนกระดานพร้อมกัน
BOI
Thailand FastPass
Data Center
Sovereign AI
New Economy
SET
BOI to IPO
TISA
Renewable Energy
Human Capital
และการดึง Global Capital
ทั้งหมดกำลังพยายามตอบคำถามเดียวกันว่า
<<ประเทศไทยจะสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่อย่างไร >>
…..

17. ผู้เขียนจึงมองยุทธศาสตร์อนุทินแบบนี้
มันไม่ใช่ยุทธศาสตร์ “สร้าง Data Center”
และไม่ใช่ยุทธศาสตร์ “ดึงต่างชาติมาลงทุน”
เพียงเท่านั้น
แต่เป็นความพยายามสร้างวงจรใหม่ว่า
ดึงทุนโลกเข้ามา
↓
ให้ทุนสร้างอุตสาหกรรมใหม่
↓
ให้อุตสาหกรรมใหม่เชื่อมกับธุรกิจไทย
↓
ให้บริษัทเหล่านั้นใช้ตลาดทุนไทยเติบโต
↓
ให้เงินออมคนไทยเข้าไปมีส่วนในเศรษฐกิจใหม่
↓
ให้เทคโนโลยีและบุคลากรตกค้างอยู่ในประเทศไทย
↓
แล้วเปลี่ยนทั้งหมดให้กลายเป็น Productivity ของประเทศ
ถ้าจะย่อให้เหลือประโยคเดียว
ผู้เขียนจะเรียกมันว่า
“เปลี่ยนประเทศไทยจากฐานการผลิตของโลกเก่า ให้เป็นฐานหนึ่งของเศรษฐกิจโลกใหม่ โดยใช้การลงทุนเป็นสะพานเชื่อม”
…..
ยุทธศาสตร์นี้จะสำเร็จหรือไม่
วันนี้ยังไม่มีใครตอบได้
เพราะสิ่งที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้
ยังเป็นเพียงช่วงเริ่มต้น
แต่สำหรับผู้เขียน
สิ่งที่น่าสนใจคืออย่างน้อยตอนนี้เราเริ่มมองเห็นแล้วว่า
รัฐบาลอนุทินกำลังพยายามพาประเทศไทย
เดินไปทางไหน
และเมื่อมองหมากทั้งหมดบนกระดานพร้อมกัน
Data Center ก็ไม่ใช่ Data Center อีกต่อไป
BOI ก็ไม่ใช่แค่หน่วยงานแจกสิทธิประโยชน์ทางภาษี
ตลาดหุ้นก็ไม่ใช่เพียงสถานที่ซื้อขายหุ้น
และ AI ก็ไม่ใช่เพียง Chatbot
ทั้งหมดกำลังถูกนำมาต่อกัน
เพื่อสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจอีกชุดหนึ่ง
คำถามที่สำคัญที่สุดหลังจากนี้
จึงไม่ใช่ว่ารัฐบาลมีแผนหรือไม่
แต่คือ
ประเทศไทยจะเปลี่ยนเงินลงทุน เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ ให้กลายเป็น “ความสามารถของคนไทยและเศรษฐกิจไทย” ได้มากเพียงใด
เพราะนั่นต่างหากคือเส้นแบ่งระหว่าง
ประเทศที่เพียงรองรับคลื่นการลงทุน
กับ
ประเทศที่ใช้คลื่นการลงทุน เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของตัวเอง
~ สุวินัย ภรณวลัย
มหาวิทยาลัยไร้รอย

ดร.สุวินัย

หลังจากที่โพสต์ของ ดร.สุวินัย ภรณวลัย เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“อยากเห็นประเทศไทยยืนหยัดก้าวข้ามความเปลี่ยนแปลงนี้ไปให้ได้ค่ะอาจารย์ พวกเราเอกชน ก็จะทำเต็มที่เหมือนกัน”

“นั่นหมายความว่า ถ้าหากยุทธศาสตร์ ไปสู่การปฏิบัติอุตสาหกรรมเป็นรูปแบบ เอไอ เต็มรูปแบบของรัฐบาลอนุทินประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ เมืองไทยของเราก็จะสามารถหลุดพ้นจากกับดักประเทศเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper-Middle-Income Economy ) ไปสู่ประเทศอุตสาหกรรมระดับสูง และมีรายได้ระดับสูงได้อย่างสมบูรณ์ ใช่ไหมครับ อาจารย์”

“THX”

สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สุวินัย ภรณวลัย

นายกฯ ดีใจ เนเน่ รอยัล คว้าแชมป์ AGT สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ ขอบคุณทำคนไทยมีความสุข 

25 กันยายน 2569 เวลา 08:31 น.

นายกฯ ขอบคุณ และดีใจไปกับ เนเน่ ที่สร้างชื่อเสียงให้ ประเทศ เชื่อถ้ามีคนพูดคำว่าไทยแลนด์สัก 1 ล้านครั้ง จะทำให้ประเทศไทยไปได้ไกลแน่นอน

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวแสดงความยินดีกับ เนเน่ รอยัล หรือ แพรว รัตติกานต์ อำลอย ศิลปินเยาวชนวัย 16 ปี จาก จ.ภูเก็ต ที่สร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์รายการ “America’s Got Talent” ซีซันที่ 21 ได้สำเร็จ

โดย นายกรัฐมนตรี บอกว่า ตนทราบข่าวแล้ว รู้สึกดีใจ และเชื่อว่าคนไทยทุกคนก็ดีใจเช่นกัน ซึ่งในฐานะรัฐบาลต้องขอบคุณ น้องเนเน่ด้วย ที่ทำให้คนไทย มีความสุข มีกำลังใจ

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ตนปฏิบัติภารกิจที่นครนิวยอร์ก ส่วนน้องเนเน่ ประกวดที่ แอลเอ ทุกคนในคณะของนายกรัฐมนตรีจึงตื่นเต้นและเป็นกำลังใจให้น้อง เพราะทุกครั้งที่มีคำว่า ไทยแลนด์ ไทยแลนด์ ไทยแลนด์ เกิดขึ้นในโลก ถ้ามีคนพูดคำว่าไทยแลนด์ สัก 1 ล้านครั้ง เชื่อว่าจะทำให้ประเทศไทยไปได้ไกลแน่นอน

สหรัฐฯสนใจแห่ลงทุน ไทยเนื้อหอม ยักษ์ใหญ่ต่อแถวคุย หนูแฮปปี้โรดโชว์ปัง

25 กันยายน 2569 เวลา 06:05 น.

นายกฯเข้าเยี่ยม Google จับมือ พัฒนามาตรฐาน Data Center ย้ำเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลุยเปิดสถาบัน Open Data พัฒนาทักษะแรงงานคุณภาพไทย นายกฯขอบคุณที่เชื่อมั่น-ลงทุนในไทย 3.6 หมื่นล้านบาทก่อนนำคณะเยี่ยมชุมชนไทยที่นิวยอร์ก เผยดีลภาษีสหรัฐฯใกล้จะจบแนวโน้มทางที่ดี ย้ำรบ.เดินหน้าเศรษฐกิจ-ปราบคอร์รัปชั่น–ยาเสพติดไทยเนื้อหอม!ภาคธุรกิจชั้นนำสหรัฐฯต่อแถวพูดคุยกับนายกฯเตรียมลงทุนและค้าขายกับไทย นายกฯ ชูประตูสู่อาเซียน 700 ล้านคน ย้ำไทยพร้อมเป็นฐานการลงทุนแห่งอนาคตขณะนักธุรกิจสหรัฐพร้อมร่วมลงทุนกับไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางปฏิบัติภารกิจสำคัญ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยมีกำหนดการพบปะภาคธุรกิจระดับโลก พร้อมเตรียมขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในเวทีการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA)สมัยที่ 81 เพื่อแสดงบทบาทนำของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ

นายกฯเยี่ยมชมหารือบิ๊กGoogle

โดยเมื่อวันที่ 23 กันยายน2569เวลา 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก (ช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง ) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางเยี่ยมชมสำนักงาน Google ณ Pier 57 นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พร้อมพบหารือกับ นาง Ruth Poratประธาน และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน (President and Chief Investment Officer) ของ Alphabet และ Google   โดยรัฐบาลพร้อมจับมือGoogle เพื่อจัดทำมาตรฐาน Data Center ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน Google ยังพร้อมทั้งเปิดสถาบัน Open Data เพื่อพัฒนาทักษะแรงงานคุณภาพ และเปิดโอกาสให้คนไทยด้วย

ขอบคุณเชื่อมั่น-ลงทุนไทย3.6หมื่นล.

โดยนายกฯได้กล่าวขอบคุณ Googleสำหรับความเชื่อมั่นและการลงทุนในประเทศไทย ผ่านแผนการลงทุนมูลค่า 1พันล้านดอลลาร์สหรัฐ(ประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท) เพื่อพัฒนา Data Center ในจังหวัดชลบุรี และ Google Cloud Region ในกรุงเทพมหานครและยืนยันว่า รัฐบาลไทยพร้อมอำนวยความสะดวกเพื่อให้โครงการต่าง ๆ ดำเนินไปได้อย่างราบรื่นตามแผนงาน และมุ่งยกระดับความร่วมมือระยะยาวให้ก้าวไกลกว่าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะความร่วมมือด้าน AI การพัฒนาทักษะดิจิทัล และการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย

พัฒนามาตรฐาน Data Centerยั่งยืน

ประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะการส่งเสริมพลังงานสะอาดและมาตรฐาน Data Center ที่ยั่งยืน Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ควบคู่ไปกับความยั่งยืนทั้งด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การบริหารจัดการน้ำ และการดูแลชุมชนโดยรอบ พร้อมเปิดรับองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์ของ Google เพื่อร่วมยกระดับแนวทางและมาตรฐาน Data Center ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย

เปิดสถาบันOpen Dataพัฒนาทักษะ

ด้านประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนกล่าวว่าGoogle ได้ลงทุนในประเทศไทยในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จ.ชลบุรีโดยการสร้าง Data Center ให้ความสำคัญในการพัฒนามาตรฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเอื้อประโยชน์ต่อชุมชนรอบข้างนอกจากนี้Google ยังมีแผนเปิดสถาบัน Open Data เพื่อส่งเสริมและพัฒนาทักษะแรงงาน รวมทั้งด้านดิจิทัลที่มีคุณภาพ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้คนไทยและสตาร์ตอัปของไทย ทั้งนี้ Google ยังยืนยันร่วมเป็นพันธมิตรหรือหุ้นส่วนในระยะยาวกับไทยด้วย

นายกฯเยี่ยมชุมชนไทยที่นิวยอร์ก

เวลา 10.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย พร้อมด้วยภริยาและคณะ เดินทางเยี่ยมวัดพุทธไทยถาวรวนาราม พูดคุยกับพี่น้องชาวไทยที่อาศัยอยู่ในนครนิวยอร์กและพื้นที่ใกล้เคียง ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง   ในการนี้ พระครูวิทูรธรรมประกาศ เจ้าอาวาสวัดพุทธไทยถาวรวนาราม ให้การต้อนรับโดยนายกรัฐมนตรีและภริยาเข้าสักการะพระแก้วมรกต ณ อุโบสถวัดพุทธไทยถาวรวนารามจากนั้น นายกรัฐมนตรีถวายผ้าไตรและเครื่องไทยธรรมพร้อมกรวดน้ำและรับพรเพื่อความเป็นสิริมงคล

ย้ำดีลภาษีสหรัฐฯใกล้จะจบ

โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวทักทายกับคนไทย โดยบอกว่าดีใจวันนี้ กลับมาเยี่ยมเยือนชุมชนที่เคยอยู่เมื่อ 40 ปีที่แล้ว พบเจ้าของร้านอาหารสมัยที่ตนเองต้องมาทำงานพาร์ทไทม์ เพื่อรายได้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งตนเองเมื่อเข้าร่วมการประชุม UNGA ครั้งที่ 81พบปะผู้นำหลายประเทศและภาคเอกชน นักธุรกิจ ยืดอกยืนเคียงข้างผู้นำประเทศ แต่พอมาอยู่กับชุมชนไทยในนครนิวยอร์กวันนี้ ต้องอ่อนน้อม ถ่อมตน เพราะเหมือนมาพบญาติผู้ใหญ่ หลายท่านเคยดูแล ให้ความเมตตาตนเอง ในสมัยตอนเป็นนักเรียน เรียนหนังสือในนิวยอร์ก ช่วงเวลานั้นทำให้เรียนรู้การต่อสู้ชีวิตดิ้นรนของคนไทยในนิวยอร์กจนสามารถประสบความสำเร็จได้ในวันนี้

โอกาสนี้ นายกฯได้แนะนำรัฐมนตรีที่ร่วมคณะมาด้วย อย่างเช่นนางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ซึ่งกำลังเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯที่ใกล้จะจบแล้วและแนวโน้มก็เป็นไปทางที่ดี และนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม บุตรชาย นายเนวิน ชิดชอบ เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ไฟแรงเป็นผู้ที่มีความขยันเปรียบเสมือนหลานแท้ๆ ของตน

ลั่นลุยศก-ปราบโกง-ยาเสพติด

นายกฯยังบอกคนไทยในต่างประเทศให้สบายใจได้เลยว่าสถานการณ์ประเทศไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ทั้งด้านเศรษฐกิจและการค้า รัฐบาลได้พบหารือกับภาคเอกชนและบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ หลายแห่ง ซึ่งสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ช่วยสร้างงาน สร้างโอกาสให้คนไทย และนำผลประโยชน์กลับมาสู่ประชาชน

นายกฯยังได้กล่าวกับพี่น้องคนไทยในนิวยอร์กว่าไม่ต้องเป็นกังวลเกี่ยวกับประเทศไทย ปัจจุบันนี้มีการแก้ไขปัญหาหลายอย่างที่สั่งสมมานาน ทั้งการปราบปรามการทุจริต การจัดการสแกมเมอร์ ยาเสพติดรวมทั้งการคลี่คลายกับปัญหาประเทศเพื่อนบ้าน ขณะนี้ก็ไม่มีปัญหาแล้วและยังอยู่ในขั้นตอนเจรจา ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย

ดึงลงทุนไทย-ทำหน้าที่ดีที่สุด

นายกฯกล่าวปิดท้ายถึงการสร้างโอกาสให้ประเทศไทยว่า การเข้าร่วมประชุม UNGA ครั้งที่ 81 ได้รับการยืนยันกับผู้นำต่างประเทศและภาคเอกชนว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าสนใจ ท่ามกลางภาวะผันผวนจากการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์การกีดกันทางการค้า แต่ไทยกลับอยู่ในจุดที่ทุกประเทศสามารถเข้ามาพูดคุยร่วมมือ เข้ามาลงทุนได้ ก็ขอให้ใจให้กำลังใจต่อไปก็จะทำหน้าที่ดีที่สุด

ขณะที่ตัวแทนชุมชนไทยในนครนิวยอร์กที่มาร่วมพบปะได้กล่าวชื่นชมนายกรัฐมนตรีที่ทำให้บ้านเมืองมีความสงบสุข พร้อมแสดงความหวังว่ารัฐบาลจะสามารถบริหารจัดการประเทศในด้านต่าง ๆให้ประสบความสำเร็จและกล่าวอวยพรให้นายกฯและคณะรัฐบาลประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศ จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ร่วมถ่ายภาพกับชุมชนไทยอย่างอบอุ่น

ภาคธุรกิจสหรัฐฯพบถกนายก ฯ

จากนั้นเวลา18.30 น.ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ที่โรงแรม Four Seasons นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา สภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน(U.S.-ASEAN Business Council)และหอการค้าสหรัฐฯ(U.S. Chamber of Commerce)จัดงานนำนักธุรกิจบริษัทชั้นนำในสหรัฐอเมริกาพบหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯซึ่วเห็นโอกาสสร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคตสร้างโอกาสของคนไทยไปด้วยกัน สำหรับนักธุรกิจที่มาร่วมงานหลายคนที่มาร่วมงานครั้งนี้ได้มีแผนจะเดินทางเข้าร่วมประชุม World Bank-IMF จัดที่กรุงเทพ ประเทศไทยในเดือนพ.ย.นี้ด้วย

ชูประตูสู่อาเซียน700ล้านคน

โดยนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงสมดุลการเมืองระหว่างประเทศและการแข่งขันรวมถึงการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าว่าประเทศไทยอยู่ในตำแหน่งที่เป็นศูนย์กลางอาเซียนที่การมาลงทุนหรือค้าขายจะไม่ได้แค่การค้าขายกับคนเพียง 70ล้านคน แต่เสมือน”เป็นประตูสู่คน 700ล้านคนของอาเซียน”

นอกจากนี้ในทางการค้า ไทยยังได้เดินหน้าทำข้อตกลงการค้ากับหลายประเทศและเขตเศรษฐกิจ รวมถึงสหรัฐฯที่กำลังอยู่ในช่วงสรุปเงื่อนไขการเจรจาระยะสุดท้าย พร้อมกันนี้รัฐบาลได้ปรับปรุงแก้ไขระบบ Thailand Fast Pass เพื่อลดขั้นตอนที่ยุ่งยากในการทำธุรกิจ ส่งผลให้ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ไทยมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนมูลค่าประมาณ 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ไทยพร้อมเป็นฐานลงทุนอนาคต

นายกรัฐมนตรียังตั้งเป้าหมายภายในปี 2030 ให้ไทยก้าวขึ้นไปอยู่ในกลุ่ม 20 ประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดของโลก พร้อมย้ำทิ้งท้ายว่าไทยพร้อมเป็นทั้งแหล่งลงทุนและหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เพื่อสร้างการลงทุน การจ้างงาน และความมั่งคั่งร่วมกันและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

ด้านนาย Brian McFeeters President & CEO ของ U.S.-ASEAN Business Council (USABC) กล่าวเสริมว่า ไทยเป็นหุ้นส่วนสำคัญและเป็นตลาดยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ มาอย่างยาวนานซึ่งภาคธุรกิจสหรัฐฯพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลไทย เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ด้านการค้าและการลงทุนร่วมกันต่อไป

ขณะที่นาย Michael DeSombreตำแหน่ง Assistant Secretary of State for East Asian and Pacific Affairs ชี้ว่าไทยและสหรัฐฯ สามารถขยายความร่วมมือด้านการลงทุน เทคโนโลยี พลังงาน และห่วงโซ่อุปทานได้อีกมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยี Superintelligence (SI) ซึ่งประยุกต์ใช้ในภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งการผลิต โลจิสติกส์ สาธารณสุข การเงิน เกษตรกรรม การศึกษา และบริการภาครัฐ เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจไทย-สหรัฐ เติบโตและประสบความสำเร็จร่วมกัน

เผยนายกฯพร้อมโชว์วิสัยทัศน์

วันเดียวกัน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศได้เปิดเผยถึงการเดินทางมาร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA) สมัยที่ 81 ของนายอนุทินว่า ปีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่นายอนุทินมากล่าวสุนทรพจน์บนเวทีดังกล่าว ภายใต้โจทย์สำคัญของโลกที่กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงผันแปรและภาวะโลกไร้กติกาสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน และสร้างความมั่นใจในระบบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎเกณฑ์ รวมถึงสถาบันสหประชาชาติซึ่งทำหน้าที่ค้ำจุนระบบดังกล่าว

รื้อฟื้นระเบียบโลกยึดมั่นในกติกา

ในการกล่าวสุนทรพจน์ของนายกฯจะมุ่งเน้นการแสดงวิสัยทัศน์เพื่อหาทางรื้อฟื้นระเบียบโลกที่มีการยึดมั่นในกติกา แต่จะต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับบริบทโลกยุคใหม่ที่เป็น“หลายขั้วอำนาจ” (Multipolarity) เปิดโอกาสให้ประเทศที่เคยไร้เสียงในยุคตั้งระเบียบหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนา ได้เข้ามามีส่วนร่วมและมีส่วนรับผิดชอบอย่างแท้จริงในระเบียบโลกใหม่ที่มีสหประชาชาติเป็นแกนกลาง

กมธ.แฉซ้ำแก๊งโกงสอบ ตั๋วเด็กนาย เป็นขรก.ไม่ต้องจ่ายเงิน งัดก.ม.เรียกอนุทินชี้แจง

25 กันยายน 2569 เวลา 06:05 น.

กมธ.กฎหมายฯมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 5 ใช้อำนาจเรียก “อนุทิน-นฤชา” และมีมติเอกฉันท์ เรียก อธิการบดี มศว เข้าแจงปมทุจริตสอบท้องถิ่น 8ต.ค.นี้ ด้าน “โรม” ใส่ยับเด็กนายขึ้นทางด่วนไม่ต้องซื้อตำแหน่ง’บังซุป’กระตุก’สนธิ’ถามทำหน้าที่สื่อหรือเคลื่อนไหวการเมือง ซัด’ไมโครโฟนไม่ใช่ศาล เสียงดังไม่ใช่พยานหลักฐาน

เมื่อวันที่ 24 ก.ย.2569 นายรังสิมันต์   โรม สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า กมธ.กฎหมายฯ มีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 5 งดออกเสียง 1 ให้ใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อำนาจเรียกนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยและมีมติ 12 ต่อ 0 งดออกเสียง 1 ใช้ พ.ร.บ.อำนาจ เรียกอธิบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ให้มาชี้แจงในวันที่ 8 ต.ค.2569

‘โรม’ยังตามกัดไม่ปล่อย

ก่อนหน้านี้ นายรังสิมันต์ โรม ให้สัมภาษณ์ว่ากี่ยวกับเรื่องการโกงสอบที่ผ่านมา เรายังไม่ได้รับความร่วมมือจากบุคคลระดับสูง ตั้งแต่ระดับรัฐมนตรีไปจนถึงระดับอธิบดีจึงต้องมาหาทางออกร่วมกัน  นอกจากนี้ ที่ประชุมจะติดตามกรณีการชี้มูลของคณะทำงาน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 โดยจะไล่ตามข้อมูลต่างๆ ว่ามีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง เพราะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย บอกว่าจะไม่ยอมให้ใครมาโกงบนหัวท่าน แต่ในขณะนี้ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นแล้ว และเผลอๆอาจจะเกี่ยวโยงกับบุคคลที่สูงกว่าท่านด้วย ฉะนั้นเราจะตรวจสอบเรื่องนี้ต่อไปเพื่อให้มีข้อมูลที่ครบถ้วน

เด็กนายไม่ต้องซื้อตำแหน่ง

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ ทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เคยทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอข้อมูลที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ยังไม่ได้รับข้อมูลจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายฯ จึงเกิดข้อสงสัยว่าเหตุใดนายกรัฐมนตรีถึงไม่ยอมส่งข้อมูลให้กับ ป.ป.ช. แต่อย่างไรก็ตาม ตนขอยืนยันกับสื่อมวลชนว่าคณะกรรมาธิการฯ จะตามติดประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด เพราะเราได้จิ๊กซอ รวมถึงตัวละครต่างๆ และข้อมูลใหม่ๆ ที่พบว่าบางคนเป็นเด็กนายและน่าสงสัยว่าเป็นกลุ่มประเภทที่ไม่ต้องซื้อตำแหน่ง แต่ใช้คอนเนกชั่น หรือ ตั๋ว เพื่อเข้ามาเป็นข้าราชการท้องถิ่น

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าบุคคลที่เป็นเด็กนาย จะไม่มีชื่ออยู่ในสำนวนคดีของ ป.ป.ช. ที่กำลังทำอยู่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ที่เราตามเรื่องมาขนาดนี้ เพราะเป็นห่วงว่าจะมีการตัดตอน โดยที่นักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูง ไม่ถูกดำเนินคดีอะไรเลย และจบเพียงแค่บางคน คนที่อยู่เบื้องหลังอาจจะไม่ถูกดำเนินการตามกฏหมาย และทำให้ฝ่ายการเมืองรอดพ้นจากการถูกตรวจสอบ

เมื่อถามว่า วันนี้จะมีการเปิดตัวละครใหม่หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ก็มีใหม่เรื่อยๆ แต่ไม่ใช่แค่เรื่องการเปิดตัวละครใหม่ เพราะอย่างนายทองเจือ เราเชิญมาหลายครั้งแล้ว ก็ไม่มา และไม่ตอบ ก่อนจะกล่าวติดตลกว่า “หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้”

“บังซุป”อัด”สนธิ”

นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ตอบโต้นายสนธิลิ้ม ทองกุล หลังออกมาพาดพิงพรรคภูมิใจไยในหลายประเด็น  ทั้งตั้งขอสงสัยว่า วันนี้ นายสนธิ กำลังทำหน้าที่ “สื่อมวลชนผู้ตรวจสอบ” หรือกำลังทำหน้าที่เป็น “ผู้เคลื่อนไหวทางการเมือง” ที่ใช้สื่อเป็นเครื่องมือสื่อสารจุดยืนของตนเอง? นี่ไม่ใช่คำถามที่เกิดขึ้นโดยไม่มีที่มา ในอดีตนายสนธิไม่ได้มีบทบาทเฉพาะในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ แต่ยังเป็นแกนนำสำคัญของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเคยใช้รายการสื่อควบคู่กับการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อต้านรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรอย่างเปิดเผย ดังนั้น เมื่อบุคคลที่มีทั้งบทบาทสื่อและประวัติการเป็นผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองกลับมานำเสนอเรื่องการเมืองอย่างเข้มข้น ประชาชนย่อมมีสิทธิตั้งคำถามว่า ตรงไหนคือข่าว ตรงไหนคือความคิดเห็น และตรงไหนคือการรณรงค์ทางการเมือง

มีหลักฐานก็เอาไปให้กกต.

คำถามนี้ยิ่งสำคัญ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 สื่อในเครือผู้จัดการเผยแพร่ถ้อยคำของนายสนธิเองว่า “พวกผมจะเดินสายทั่วประเทศ ไปพูดให้ประชาชนเข้าใจว่า ไอ้ 500 บาท 1,000 บาท ที่คุณรับเขามา แล้วลงคะแนนให้ พรรคภูมิใจไทย นี่คือสิ่งที่คุณได้รับ” เมื่อกล่าวเช่นนี้ต่อสาธารณะ ผมจึงขอถามในฐานะคนที่ถูกพาดพิงอย่างตรงไปตรงมา ใครจ่ายเงิน? ใครรับเงิน? จ่ายที่ไหน? จ่ายเมื่อไร? และหลักฐานใดเชื่อมโยงการจ่ายเงินนั้นมาถึงพรรคภูมิใจไทย?

ถ้ามีหลักฐาน เปิดออกมา ส่งให้ กกต.ส่งให้ตำรวจ ส่งให้หน่วยงานที่มีอำนาจดำเนินการ พรรคภูมิใจไทยไม่มีสิทธิและไม่ควรขัดขวางกระบวนการตรวจสอบ หากใครซื้อเสียง ก็ต้องดำเนินคดีกับคนนั้น แต่ถ้ายังไม่มีหลักฐาน การกล่าวถึงประชาชนที่รับเงิน 500 หรือ 1,000 บาทแล้วลงคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย ก็มีผลทำให้เกิดคำถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า กำลังทำให้ประชาชนเข้าใจว่าคะแนนเสียงที่พรรคภูมิใจไทยได้รับเกิดจากการซื้อเสียงหรือไม่ ประชาชนที่เลือกภูมิใจไทยไม่ได้มีศักดิ์ศรีน้อยกว่าประชาชนที่เลือกพรรคอื่น เขามีสิทธิเลือกจากนโยบาย เลือกจากผลงาน เลือกจากตัวผู้สมัคร หรือเลือกจากเหตุผลทางการเมืองของเขาเอง ไม่มีใครควรลดคุณค่าของคะแนนเสียงเหล่านั้นด้วยข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานรองรับเพียงพอ

สุดท้าย ผมฝากคำถามง่าย ๆ ถึงนายสนธิ ถ้าสิ่งที่พูดเป็นความจริง — หลักฐานอยู่ที่ไหน? เอาหลักฐานมาวางบนโต๊ะ แล้วให้กฎหมายทำหน้าที่ เพราะในสังคมที่เคารพหลักกฎหมาย ไมโครโฟนไม่ใช่ศาล เสียงดังไม่ใช่พยานหลักฐาน พูดซ้ำกี่ครั้งก็ไม่ทำให้ข้อกล่าวหากลายเป็นความจริง และคำว่า “สื่อมวลชน” ไม่ได้ให้สิทธิพิเศษแก่ใครในการกล่าวหาโดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อข้อเท็จจริง มาตรฐานนี้ต้องใช้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือสื่อมวลชนก็ตามการเมือง/รัฐสภา/24ก.ย.69

‘ศรีสุวรรณ’ร้องเอาผิด2สว.

ที่สำนักงานใหญ่ ป.ป.ช.นนทบุรี นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องถึงคณะกรรรมการ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยเอาผิด 2 สมาชิกวุฒิสภา ที่กลับคำให้การในคดีฮั้ว สว.อันถือได้ว่า เข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง หรือไม่

ทั้งนี้สืบเนื่องจากประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้ออกมาตั้งโต๊ะแถลงเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ถึงผลการสืบสวน สอบสวน กรณีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว.อาจเป็นไปโดยไม่สุจริต และเที่ยงธรรมตามที่กฎหมายบัญญัติและได้มีมติส่งศาลฎีกาฟ้องบุคคลต่างๆ ที่มีส่วนพัวพันคดีฮั้ว สว.จำนวนทั้งสิ้น 77คน โดยผลการวินิจฉัยของ กกต.ที่เสียงส่วนใหญ่ไม่ฟ้องคณะกรรมการบริหารพรรคสีน้ำเงิน แต่เลือกฟ้อง ส.ว.เพียง 26คนและทีมงานเครือข่ายอันแสดงให้เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้จากการสืบสวนในสำนวนพบหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการโกงการเลือก สว.เกิดขึ้นจริง

แต่ทว่าหลังจากการแถลงของประธาน กกต. ว่าเสียงข้างมากไม่รับฟังพยาน 3 รายที่ กกต.เคยมีมติกันไว้เป็นพยาน ตามมาตรา 65 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 และ ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกันบุคคลไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดีอาญา พ.ศ.2563 ได้แก่ พยานรหัส 16 พยานรหัส 21 และ พยานรหัส 22 แต่กลับมีการเปลี่ยนแปลงคำให้การ ทำให้ กกต.เสียงข้างมากอ้างว่าไม่น่าเชื่อถือ ส่งผลต่อข้อกล่าวหาในคดีฮั้ว ส.ว. “ไม่น่าเชื่อถือ” เพราะมากลับคำให้ภายหลัง สร้างความสงสัยให้กับคนในแวดวงกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมอย่างมาก ซึ่ง 2 ใน 3 พยานดังกล่าวมีสถานะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือสมาชิกวุฒิสภาอยู่ในขณะนี้ด้วย

หลักฐานโยงไม่ถึงพรรคใหญ่

ในเมื่อสมาชิกวุฒิสภาทั้ง 2 คน ซึ่งถูกกันไว้เป็นพยาน แต่กลับคำให้การ อันทำให้การสอบสวนเอาผิดเครือข่ายนักการเมืองทั้งหลายสะดุด โดยเฉพาะการไม่เชื่อมโยงไปถึงพรรคการเมืองใหญ่ได้ การกระทำของ สว.ทั้ง 2 คน ถูกสังคมตำหนิอย่างมาก ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดํารงตําแหน่ง อาจเข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง หลายข้อ จึงเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่จะต้องเร่งประสาน กกต.เพื่อไต่สวนและวินิจฉัยเอาผิดตามกฎหมายของ ป.ป.ช.โดยเร็วต่อไป นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด

นายกฯ ลั่นระฆัง NYSE เชื่อมตลาดหุ้นไทย-สหรัฐฯ เปิดประตูธุรกิจไทยระดมทุนตลาดทุนโลก ดึงเงินลงทุนสร้างงานให้คนไทย

24 กันยายน 2569 เวลา 22:47 น.

วันนี้ (24 กันยายน 2569) เวลา 09.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ณ ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจไทยบนเวทีโลก เป็นสักขีพยานการลงนามความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) พร้อมร่วมพิธีลั่นระฆังเปิดการซื้อขาย (Opening Bell) ประชาสัมพันธ์ศักยภาพ และความพร้อมของไทยต่อหน้านักลงทุนระดับโลก โดยเป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 3 ที่เข้าร่วมพิธีดังกล่าว

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ความร่วมมือ SET – NYSE ช่วยให้บริษัทไทยเข้าถึงนักลงทุนและแหล่งเงินทุนระดับโลก สนับสนุนการระดมทุน การขยายธุรกิจ และการลงทุนข้ามพรมแดน ขณะเดียวกัน ก็เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างประเทศเห็นศักยภาพของบริษัทไทยและอุตสาหกรรมใหม่ๆ มากขึ้น ดึงดูดเงินลงทุน เทคโนโลยี และการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศไทย

โดยนายกรัฐมนตรีมองว่า บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ เป็นมากกว่าข้อตกลงระหว่างตลาดหลักทรัพย์สองแห่ง แต่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา รวมถึงทำให้ตลาดทุนสองประเทศมีความใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น

ขณะที่ สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของไทย นิวยอร์กคือ หัวใจสำคัญของการเงินโลก ความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่าง NYSE และ SET จะช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้แก่บริษัทและนักลงทุนในทั้งสองประเทศ พร้อมทั้งกระชับความเชื่อมโยงของตลาดและส่งเสริมการลงทุนข้ามพรมแดนให้มากยิ่งขึ้น การลงนามในวันนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนศักยภาพดังกล่าวให้กลายเป็นความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม

“นายกรัฐมนตรีต้องการเปลี่ยนความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง ทั้งการลงทุน การขยายธุรกิจ และการสร้างงาน เพื่อส่งต่อประโยชน์สู่ประชาชนไทย” นายเอกภพ ระบุ

“หมอเอก” โต้เดือด “โรม”! ยันนายกฯ เคารพกฎหมาย พร้อมแจง กมธ. ปมโกงสอบท้องถิ่นในโอกาสแรกที่สะดวก

24 กันยายน 2569 เวลา 21:04 น.

สืบเนื่องจากกรณีที่ นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาเปิดเผยว่า กมธ. มีมติเสียงข้างมากให้ใช้ พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการฯ เพื่อเรียกตัวนายกรัฐมนตรี, อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และตัวแทนจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เข้ามาชี้แจงประเด็นข้อร้องเรียนเรื่องการทุจริตสอบแข่งขันเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น

โดยนายรังสิมันต์ได้ขีดเส้นตายในวันที่ 8 ตุลาคมนี้ พร้อมขู่ว่าหากไม่มาตามนัดจะมีการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย นอกจากนี้ยังได้จี้ไปยัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ช่วยบอกกล่าว “นายทองเจือ” (อดีตอธิบดี สถ.) ให้เดินทางมาชี้แจงต่อ กมธ. ด้วยนั้น

ล่าสุด นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ หรือ “หมอเอก” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อตอบโต้ประเด็นดังกล่าว โดยระบุถึงท่าทีของนายกรัฐมนตรีต่อกรณีที่ กมธ. ของนายรังสิมันต์เตรียมใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ

นพ.เอกภพ ยืนยันอย่างชัดเจนว่า นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ที่เคารพกฎหมาย และหากทางคณะกรรมาธิการฯ มีมติเรียกตัวมาตามกระบวนการจริง นายกฯ ก็พร้อมที่จะเดินทางไปร่วมรับฟังและชี้แจง “ในโอกาสแรกที่สะดวก” อย่างแน่นอน