โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.ต.อ.สำราญ เป็น ผบ.ตร. มีผล 1 ต.ค.

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.ต.อ.สำราญ เป็น ผบ.ตร. มีผล 1 ต.ค.

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.ต.อ.สำราญ เป็น ผบ.ตร. มีผล 1 ต.ค.

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.25 น.

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.ต.อ.สำราญ เป็น ผบ.ตร. มีผล 1 ต.ค.

เมื่อวันที่ 25 ก.ค.2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง แต่งตั้งข้าราชการตำรวจ

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา พ้นจากตำแหน่ง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569

ประกาศ ณ วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2569

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

นายกฯ ตรวจความพร้อมทำเนียบฯ จัดงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติในหลวง 29 ก.ค.นี้

นายกฯ ตรวจความพร้อมทำเนียบฯ จัดงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติในหลวง 29 ก.ค.นี้

นายกฯ ตรวจความพร้อมทำเนียบฯ จัดงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติในหลวง 29 ก.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.31 น.

นายกฯ ตรวจความพร้อมทำเนียบฯ จัดงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เฉลิมพระชนมพรรษาในวันที่ 29 ก.ค. นี้

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เวลา 18.25 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ ก่อนเดินทางกลับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว. มหาดไทย ได้เดินลงจากตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อตรวจดูความเรียบร้อยและติดตามความคืบหน้าการจัดเตรียมสถานที่ทำเนียบรัฐบาล ในการจัดงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2569 พร้อมด้วยน.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยนายปกรณ์เกียรติ วาณิชวัฒนากุล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง รายงาน

ขณะที่นายกฯ เปิดเผยว่า ตนลงมาตรวจดูความเรียบร้อย เพราะใกล้วันงานในวันที่ 29 กรกฎาคมนี้แล้ว พร้อมกับสอบถามคนงานที่มาปฏิบัติหน้าที่บริเวณดังกล่าว 

เอกนิติ พับแผน แลนด์บริดจ์ หลังผลศึกษาไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเสี่ยงสูง

เอกนิติ พับแผน แลนด์บริดจ์ หลังผลศึกษาไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเสี่ยงสูง

เอกนิติ พับแผน แลนด์บริดจ์ หลังผลศึกษาไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเสี่ยงสูง

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.15 น.

“เอกนิติ”เผย พับแผน”แลนด์บริดจ์” หลังผลศึกษาไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ-ความเป็นไปได้ทางธุรกิจต่ำ-ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเสี่ยงสูง เล็งใช้แผนพัฒนาท่าเรือระนอง เชื่อมระบบทางรางภาคใต้ขึ้นเหนือไปจีนแทน 

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง แถลงสรุปผลการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ว่า จากที่นายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการศึกษา ขณะนี้เราได้ดำเนินการเสร็จสิ้นก่อนเวลาที่กำหนด 90 วัน โดยแบ่งคณะศึกษาเป็น 3 ชุด ได้แก่ 1.ศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐกิจและการลงทุน 2.ศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม 3.การรับฟังรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วม

นายเอกนิติ กล่าวว่า โดยผลสรุปจากคณะกรรมการชุดต่างๆ สรุปว่าโครงการแลนด์บริดจ์มีความเป็นไปได้อยู่ในระดับต่ำ และอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาระงบประมาณ ซึ่งมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง เพราะจากการศึกษา เมื่อมีผลกระทบจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้การค้าโลกลดลง ผลตอบแทนที่เคยมองว่าเป็นบวกอาจจะเป็นลบได้ ทำให้มีความเสี่ยงสูง รวมถึงมีความเสี่ยงในเรื่องคู่แข่งและการจัดการ ซึ่งจากเดิมคาดว่าจะมีสายการเดินเรือต่างๆ ย้ายมาทางเรา แต่ก็มีโอกาสเป็นไปได้น้อย เพราะสายการเดินเรือต่างๆ มีพันธมิตรไปเรียบร้อยแล้ว  ขณะเดียวกัน ยังพบว่ามีความเสี่ยงในการบริหารจัดการเรื่องความเร็ว การเคลื่อนย้ายที่ค่อนข้างช้า เพราะฉะนั้นโครงการดังกล่าว จึงเป็นโครงการที่มีรายได้ทางเศรษฐกิจค่อนข้างตํ่า จึงมีความเสี่ยง

นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วนความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม พบว่ามีค่อนข้างสูง และจำเป็นต้องดูแลผลกระทบในภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์ให้มากกว่านี้ และเมื่อลงไปดู ยังขาดการบูรณาการที่เป็นเอกภาพในเรื่องสิ่งแวดล้อมต่างๆ ซึ่งยังไม่ครบถ้วน อาทิ ระบบนิเวศทางทะเล วิถีชีวิตชุมชนชายฝั่ง และความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงผืนป่า และจากการรับฟังความเห็น ก็ยังมีความแตกต่าง ทั้งกลุ่มที่สนับสนุนคือภาคเอกชน และอุตสาหกรรมการผลิต แต่ส่วนใหญ่คือกลุ่มที่มีความกังวลและยังไม่ได้ตัดสินใจ  ทั้งนี้ ประเด็นที่น่ากังวลคือเรื่องสิ่งแวดล้อม และความโปร่งใส และมีกลุ่มที่คัดค้านคือกลุ่มอนุรักษ์ทางทะเล เพราะฉะนั้นจึงมีการเสนอแนะว่า ควรมีแนวทางสร้างความเชื่อใจและเชื่อมั่น

นายเอกนิติ กล่าวว่า สุดท้ายคณะกรรมการจึงมีมติว่า โครงการดังกล่าวมีความเป็นไปได้ในทางธุรกิจที่ต่ำ และเสี่ยงในเรื่องผลกระทบค่อนข้างสูง และยังมีความเห็นต่างในสังคม แต่เมื่อภาคเอกชนยังมีความต้องการในภาคใต้ทางออกทะเลฝั่งอันดามัน ซึ่งปัจจุบันมีท่าเรือระนอง โดยยังมีความต้องการใช้ท่าเรือดังกล่าวอยู่ เพราะฉะนั้น จึงมีการให้พิจารณาไปดำเนินการปรับปรุง เพื่อใช้ท่าเรือระนองให้เป็นไปตามศักยภาพ รวมถึงพิจารณาเชื่อมโยงเรื่องทางรถไฟ ที่จะเชื่อมต่อไปยังท่าเรือระนอง และระบบการขนส่งทางราง หรือ Missing Link ที่สามารถใช้โอกาสเชื่อมโยงไปทางเหนือขึ้นไปประเทศจีน รวมถึงเชื่อมโยงไปยังท่าเรือฝั่งตะวันออก

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอในเรื่องการลงทุนขนาดใหญ่ว่า ควรเริ่มต้นพิจารณาจากยุทธศาสตร์ของแต่ละประเทศให้ชัดเจน ก่อนที่หน่วยงานใดจะศึกษาโครงการต่างๆ ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นบทเรียน โดยจะต้องดูในเชิงยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมด้วย และให้นำบทเรียนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนมาร่วมด้วย

เมื่อถามว่า สรุปว่าเป็นการพับแผนโครงการแลนด์บริดจ์ใช่หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า “จะว่าอย่างนั้นก็ได้”

เมื่อถามว่า จะต้องส่งมติผลการศึกษาและผลสรุปนี้ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับรองหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมของคณะกรรมการฯ ครั้งสุดท้าย และจะต้องนำรายงานสรุปเสนอต่อนายกรัฐมนตรี และถ้านายกรัฐมนตรีเห็นชอบ ก็จะนำเสนอต่อที่ประชุม ครม. ตามคำสั่งที่แต่งตั้งคณะกรรมการฯ ชุดนี้

นายกฯ เชื่อสัมพันธ์ดีไทย-สหรัฐฯ คุยภาษีกันได้จะอุทธรณ์โอกาสแรก

นายกฯ เชื่อสัมพันธ์ดีไทย-สหรัฐฯ คุยภาษีกันได้จะอุทธรณ์โอกาสแรก

นายกฯ เชื่อสัมพันธ์ดีไทย-สหรัฐฯ คุยภาษีกันได้จะอุทธรณ์โอกาสแรก

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.38 น.

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 16.00น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณี สหรัฐอเมริกา ประกาศเก็บภาษีไทย12.5% ว่า เป็นการปรับให้เข้าเกณฑ์ ได้รับงานงานเบื่องต้นว่าไทยได้ 12.5% ตนเร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวของไปดำเนินการแก้ไข ซึ่งมีเรื่องที่เกี่ยวกับแรงงานภาคบังคับอะไรสักอย่างหนึ่ง ตนยังต้องไปลงในรายละเอียดว่าทำไมไม่มีการดำเนินการด้านนี้ให้เรียบร้อยเสียก่อน แต่ตนเชื่อว่าด้วยความสัมพันธ์ที่ดี การเป็นคู่ค้าที่ดีของสองประเทศเมื่อเราแก้ไขทุกอย่างแล้วเราก็จะอุทธรณ์ให้ปรับอัตรภาษีในโอกาสแรก 

เมื่อถามว่า เราอยากให้อัตรภาษีกลับไปที่ 10%ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราต้องเจรจาให้ได้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งเราก็ต้องเตรียมตัวให้มีความพร้อมอย่างเต็มที่ด้วย 

เมื่อถามว่า กรอบต่อไปที่จะเจรจาอีกครั้งคือเมื่อใด นายอนุทิน กล่าวว่า รายละเอียวรอฟังรายงานจากในฉบับเต็มจาก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการหารือกับสหรัฐฯ ที่ตอนนี้อยู่ระหว่างการเดินทางกลับจากสหรัฐฯ เนื่องจากนางศุภจี ร่วมคณะกับตนไปเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการแล้วเดินทางต่อไปยังสหรัฐฯ ขณะนี้น่าจะใกล้กลับแล้ว 

‘อนุทิน’ลั่นคนไทยไม่ต้องกังวลจีน ยันส่งอาวุธให้กัมพูชาแค่ซื้อขาย เชิงพาณิชย์ ไม่ได้ให้มาสู้รบไทย

'อนุทิน'ลั่นคนไทยไม่ต้องกังวลจีน ยันส่งอาวุธให้กัมพูชาแค่ซื้อขาย เชิงพาณิชย์ ไม่ได้ให้มาสู้รบไทย

‘อนุทิน’ลั่นคนไทยไม่ต้องกังวลจีน ยันส่งอาวุธให้กัมพูชาแค่ซื้อขาย เชิงพาณิชย์ ไม่ได้ให้มาสู้รบไทย

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.28 น.

“นายกฯ” ชี้ ครบ 1 ปี เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา เดินหน้ารักษาอธิปไตย  ย้ำไม่ต้องกังวลจีนให้อาวุธเขมรโจมตีไทย

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการครบรอบหนึ่งปีเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ไม่มีอะไรที่ควรจะต้องยินดีหรือเฉลิมฉลอง เราเดินหน้ารักษาอธิปไตย ซึ่งวันนี้มีโอกาสได้พบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของจีน ที่เดินทางเยือนประเทศไทย ตนได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ ที่จีนส่งไปยังประเทศกัมพูชา ก็เป็นเพียงแค่การซื้อขายในเชิงพาณิชย์สนับสนุนด้านกำลังทหาร แต่ไม่ได้ให้มาสู้รบกับประเทศไทย

ซึ่งเรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจีน ยืนยันสอดคล้องกับนายสี จิ้น ผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ได้ให้คำยืนยันกับตน ตอนที่เดินทางไปยังกรุงปักกิ่ง ก็ยังคงขอย้ำว่า ไม่มีเรื่องอะไรที่ทำให้ประชาชนไทยต้องกังวล ไม่ว่าทุกคนจะวางแผนในการใช้ชีวิตหรือดำเนินธุรกิจ จะวางแผนดำเนินการอะไร ก็ให้คิดเหมือนว่าประเทศไทยไม่ได้มีอันตราย หรืออยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยง จากการที่ข้อขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน ยืนยันสถานการณ์ปกติแล้ว ส่วนการแก้ไขเจรจา การฟื้นฟูความสัมพันธ์ขึ้นอยู่กับการเจรจาหารือ ต้องให้เป็นไปตามข้อตกลง ซึ่งเป็นเรื่องในอนาคต ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยไม่ได้มีอะไรที่ทำให้เราเดือดร้อนหรือเสียประโยชน์ใด ๆ 

เมื่อถามถึงการเยียวยาความเสียหาย อย่างกรณีเจ้าของปั๊มน้ำมัน ที่ถูกจรวด BM-21 ในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ออกมาเรียกร้องว่ายังไม่ได้รับเงินเยียวยา นายอนุทิน กล่าวว่า มันมีกฎหมายอยู่ ทางรัฐบาลจะเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ ซึ่งบางทีต้องอาศัยกฎหมาย ที่ต้องไปใช้กับบริษัทประกันภัย เพราะบางทีบริษัทประกัน มีข้อยกเว้น เช่น ไม่รวมในเรื่องของการก่อเหตุจราจล (Riots) หรือ เหตุการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ (Act of Gods) ซึ่งทางบริษัทก็พยายามที่จะตีความ โดยเรามีหน่วยงานในการกำกับดูแลอย่าง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่ต้องไปดำเนินการ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลต้องทำให้ได้ เพราะถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบในเรื่องของความเสียหาย

เศรษฐา กลับทำเนียบรอบ 2 ปี อนุทิน บอกอดีตนายก มีความสามารถ คุยกันได้ทุกเรื่องปกติ

เศรษฐา กลับทำเนียบรอบ 2 ปี อนุทิน บอกอดีตนายก มีความสามารถ คุยกันได้ทุกเรื่องปกติ

เศรษฐา กลับทำเนียบรอบ 2 ปี อนุทิน บอกอดีตนายก มีความสามารถ คุยกันได้ทุกเรื่องปกติ

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.16 น.

‘นายกฯอนุทิน’มอบรางวัล Zero Dropout ให้ ‘อดีตนายกฯเศรษฐา’ในฐานะผู้เริ่มโครงการ ปลื้มบอก ‘เป็นสิริมงคลที่ท่านมาเยี่ยมออฟฟิศเก่า’ก่อนพาเยี่ยมชมห้องทำงานบนตึกไทย ขอบคุณอดีตนายกฯ ริเริ่มสานต่อโครงการ ช่วยลดจำนวนเด็กไทยหลุดออกนอกระบบการศึกษาจาก 1 ล้านคน เหลือ 6 แสนคน

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 24 กรกฎาคม 2569  ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล Prime Minister’s Thailand Zero Dropout Plus Awards (TZD+) ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยมี นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ารับรางวัลเกียรติยศเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติ ในฐานะผู้ริเริ่มผลักดันโครงการ Thailand Zero Dropout ให้เป็นวาระแห่งชาติ คืนโอกาสและอนาคตให้เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาไทย 

โดยทันทีที่นายเศรษฐาเดินทางมาถึงในเวลา 15.15 น. ได้ถ่ายรูปร่วมกับรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย และพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ประธานกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็ก และเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับชาติ (คกศ.) บริเวณหน้าแบ็กดรอป ก่อนจะเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ไปพบกับนายอนุทิน ซึ่งนายอนุทินได้พานายเศรษฐาไปที่ห้องทำงาน จากนั้น เวลา 15.30 น. นายอนุทิน และนายเศรษฐา ได้เดินลงจากตึกไทยคู่ฟ้าด้วยกันโดยมีสีหน้ายิ้มแย้ม เพื่อเข้าร่วมงานที่ตึกภักดีบดินทร์ ซึ่งนายอนุทิน หันมาหาผู้สื่อข่าว และถามว่า “นี่ใครมา” โดยชี้ไปที่นายเศรษฐา ก่อนที่นายอนุทิน และนายเศรษฐา จะเดินไปนั่งด้วยกันทั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2567 ที่นายเศรษฐา เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล หลังจากพ้นตำแหน่ง

โดยนายกฯ กล่าวว่า ต้องบอกว่าตื่นเต้นวันนี้ผู้บังคับบัญชามาเยือนตนถือว่าอย่างไรเสีย ตนเคยเป็นคณะรัฐมนตรีร่วมอยู่ในคณะรัฐมนตรี(ครม.)ของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ ซึ่งตัวของตนได้รับความไว้วางใจจากท่านให้ได้รับมอบหมายภารกิจดูแลด้านกระทรวงมหาดไทยและในขณะนั้นกระทรวงศึกษาธิการ มีพล.ต.อ.เพิ่มพูน ทำหน้าที่ศึกษาธิการ ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่มาจากการริเริ่มของนายเศรษฐา และกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้นได้ดำเนินการสานต่อเพื่อให้นโยบายนี้บรรลุผลสัมฤทธิ์และในที่สุดต้องขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับรางวัลในวันนี้ ซึ่งท่านได้พิสูจน์แล้วว่าเมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกันเราสามารถที่จะชีวิตของเด็กเยาวชนและเปลี่ยนอนาคตประเทศรัฐบาลให้ความสำคัญกับการความเสมอภาคทางการศึกษา เพราะเราเชื่อว่าทรัพยากรที่สำคัญที่สุดคือศักยภาพของประชาชน ประเทศที่เจริญก้าวหน้า และเจริญก้าวหน้าในโลกล้วนพัฒนาเสริมพัฒนาการตั้งแต่ก่อนวัยการศึกษาการพัฒนาทักษะและการเรียนรู้ตลอดชีวิตประเทศไทย จึงต้องลงทุนในทุกมิติและในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาที่เราต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาให้กับเด็กและเยาวชนที่หลุดออกนอกระบบการศึกษาให้หมดไป เพราะเด็กที่หลุดิอกจากระบบการศึกษา ไม่ได้หลุดออกจากห้องเรียน แต่กำลังหลุดออกจากโอกาส ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงได้ดำเนินการสานต่อสนับสนุนนโยบายดังกล่าว ซึ่งไม่ได้มองเพียงแต่จะพาเด็กกลับเข้าสู่ห้องเรียนเท่านั้น แต่ต้องพาพวกเขาไปสู่อนาคตที่มั่นคงมีทักษะที่เป็นความต้องการของตลาดแรงงานต่างๆให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่าง เป็นกำลังในการพัฒนาประเทศต่อไปตนยินดีที่ได้ทราบว่าจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนจำนวนเด็กและเยาวชนที่เข้าระบบการศึกษานี้จากเดิมหลุดออกจากการศึกษา 1 ล้านคน ลดเหลือ 600,000 คน ช่วงเวลา 2-3 ปีที่เราได้ทำการลดจำนวนเด็กเหล่านี้จนเกือบจะถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนที่มี คือผลลัพธ์ของการลงมือทำอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่าเมื่อสังคมไทยร่วมมือกันพวกเราก็จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมได้ ทั้งนี้ ขอขอบคุณนายเศรษฐา ที่ร่วมทำนโยบายนี้และขอขอบคุณนายประเสริฐ  ซึ่งได้นำนโยบายนี้มาสานต่ออย่างต่อเนื่อง โดยตนได้มอบหมายพล.ต.อ.เพิ่มพูน  อดีตรมว.ศึกษาธิการในสมัยนั้น ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็ก และเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับชาติ (คกศ.)  เพราะถือว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดี โดยหัวใจสำคัญคือการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับนโยบายในระดับพื้นที่ จึงขอให้ผวจ.ทุกจังหวัดในฐานะประธานคณะกรรมการระดับจังหวัดได้บูรณาการทุกหน่วยงานค้นหาเด็กไม่ถึงกับต้องได้เป็นรายบุคคล แต่เชื่อมโยงการช่วยเหลือติดตามอย่างต่อเนื่องเพื่อปลดล็อคทุกอุปสรรคที่ขัดขวางการเรียนรู้ของเด็กนอกจากนี้

นายกฯ กล่าวอีกว่า ขอฝากให้นายกเหล่ากาชาดจังหวัด ท่านไม่ได้เป็นข้าราชการก็จริง แต่ท่านเป็นภรรยาและเป็นคู่สมรสของผวจ.ขอแถมงานให้นิดนึงช่วยเหลือคู่ชีวิตของท่านในการทำสิ่งดีๆเพราะท่านดำรงสถานะในการเป็นนายกเหล่ากาชาดบทบาทที่จะต้องทำคือการดูแลเด็กและครอบครัวอย่างใกล้ชิดทางด้านความเป็นอยู่สุขภาพบริการและการคุ้มครองทางสังคมถือเป็นการให้บริการทางสังคมในการทำจิตอาสาอย่างหนึ่งซึ่งพวกเราทุกคนมีความพร้อมด้วยความเต็มใจอยู่แล้ว และขอเชิญชวนภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วมลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและถือว่าสิ่งที่ทำเป็นการลงทุนระยะยาวเพราะการช่วยเหลือให้เด็กคนหนึ่งมีการศึกษามีทักษะและมีงานทำมีโรงเรียนให้เรียนเท่ากับการเพิ่มกำลังคนที่มีคุณภาพให้กับประเทศขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลในวันนี้และขอให้ทุกท่านได้เห็นว่ารางวัลเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจและเป็นการแสดงความชื่นชมยินดีความเคารพศรัทธาในความมุ่งมั่นตั้งใจของท่านจนนำมาสู่ความสำเร็จจุดนี้ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของภารกิจที่เรามีร่วมกันเพราะอนาคตของชาติขึ้นอยู่กับเด็กและเยาวชนและอนาคตของเด็กและเยาวชนนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของคนในสังคมที่ต้องร่วมกันประคับประคอง เพื่ออนาคตของประเทศไทยที่เข้มแข็ง 

“ขอบคุณนายเศรษฐาที่กรุณาให้เกียรติมาร่วมในงานนี้ ถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีและมีความหมายเป็นอย่างยิ่ง และเป็นแรงบันดาลใจให้ผม สำหรับผมที่ท่านมาเยี่ยมออฟฟิศเก่าถือว่าเป็นสิริมงคล ต่อตัวของผมเอง ถือว่ามีความสำคัญที่ผมให้ความนับถือท่านมาตลอด และยังให้คำแนะนำที่ดีต่างๆในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ และให้ข้อคิดอย่างสม่ำเสมอตลอดมา ก็ขอให้ทุกท่านรับทราบว่าทำไมต้องพูดถึงท่านบ่อยๆ เพราะว่านี่คือสิ่งที่ผมได้รับจากท่าน“ นายกฯ กล่าว

จากนั้น เวลา 16.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการพูดคุยกับนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เข้ามาร่วมงานพิธีมอบรางวัล Prime Minister’s Thailand Zero Dropout Plus (TZD+) ประจำปี พ.ศ. 2569 ที่ทําเนียบรัฐบาล ว่า  ก็พูดคุยกัน วันนี้นายเศรษฐามารับรางวัลในโครงการที่ท่านได้ริเริ่ม ในสมัยที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี คือโครงการThailand Zero Dropout ที่ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนไทยให้ได้รับการศึกษา ไม่ถูกทอดทิ้ง พอมาในยุคของตน ถือเป็นโครงการที่ดี ตนจึงนํามาสานต่อ โดยให้ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ประธานกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็ก และเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับชาติ(คกศ.) ที่ในอดีตเป็นรมว.ศึกษาธิการ มาการดูแลโครงการนี้ที่เป็นประโยชน์  ไม่ว่าจะมาจากรัฐบาลใดก็ตาม โครงการไหนที่เป็นระเบียบเราพร้อมที่จะนํามาสานต่อ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 

เมื่อถามว่า มีการพูดคุยกันเรื่องการเมืองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนกับนายเศรษฐา ตั้งแต่ท่านพ้นจากตําแหน่ง ก็มีการพบกันหลายโอกาส เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกันมาตลอดอยู่แล้ว รู้จักกันตั้งแต่อยู่ในมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องปกติที่เราจะพูดคุยกันทุกเรื่อง หลายๆอย่างที่เป็นประโยชน์ เพราะท่านมีความเชี่ยวชาญ ความสามารถในเรื่องของมุมมอง ในเรื่องเศรษฐกิจ และธุรกิจ ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งกันและกันตลอดเวลา 

ขณะที่ นายเศรษฐา เปิดเผยภายหลังรับรางวัลถึงการกลับเข้าทำเนียบครั้งแรกในรอบ 2 ปี ว่าอบอุ่นดี นายอนุทินให้การต้อนรับเป็นอย่างดี 

 ส่วนได้มีโอกาสแนะนำแนวทางการทำงานกับนายอนุทินบ้างหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า “ไม่มีหรอกครับ ท่านโอเคแล้ว เป็นพี่น้องมากกว่า”

ครบ 1 ปี เหตุปะทะไทย-กัมพูชา 3 เหล่าทัพ พร้อมรับสถานการณ์ เตรียมจัดงานรำลึก 25 ก.ค.

ครบ 1 ปี เหตุปะทะไทย-กัมพูชา 3 เหล่าทัพ พร้อมรับสถานการณ์ เตรียมจัดงานรำลึก 25 ก.ค.

ครบ 1 ปี เหตุปะทะไทย-กัมพูชา 3 เหล่าทัพ พร้อมรับสถานการณ์ เตรียมจัดงานรำลึก 25 ก.ค.

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.48 น.

ผบ.ทอ. ระบุ 3 เหล่าทัพ เตรียมความพร้อมทุกสถานการณ์รับมือชายแดนไทย-กัมพูชา ปกป้องประชาชน ขณะ “มทภ.2” เตรียมจัดงานรำลึกวีรกรรมและสดุดีวีรชน ยุทธการ ยุทธบดินทร์ ศตวรรษ  พรุ่งนี้

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ  พล.อ.อ. เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ(ผบ.ทอ.) เปิดเผยถึง วาระครบ 1 ปี เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา กองทัพได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งบทเรียน ประสบการณ์ รวมถึงข้อผิดพลาดบางประการ ซึ่งได้นำมาปรับปรุงแก้ไข และเตรียมความพร้อมให้ดียิ่งขึ้น

โดยเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ได้ใช้เวลาเป็นปี แต่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน ดังนั้น กองทัพจำเป็นต้องก้าวให้ทันและรู้เท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่ หากไม่สามารถพัฒนาได้ด้วยตัวเอง ก็ต้องพูดคุยและทำความเข้าใจกับผู้ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อนำองค์ความรู้มาปรับใช้ ก่อนที่จะพัฒนาไปสู่การพึ่งพาตัวเองได้ในสิ่งที่กองทัพเชื่อมั่น

ขณะนี้ ทั้ง 3 เหล่าทัพ ได้เตรียมความพร้อมเป็นอย่างดี หน้าที่ของฝ่ายความมั่นคง ไม่ใช่การมองโลกในแง่ดี แต่ต้องตั้งสมมติฐานอยู่เสมอว่า หากเกิดเหตุการณ์ขึ้นในวันนี้ นาทีนี้ หรือชั่วโมงนี้ จะสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างไร โดยเฉพาะการปกป้องพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดน รวมถึงการดูแลกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ ไม่ให้ตกเป็นฝ่ายถูกกระทำหรือปล่อยให้สถานการณ์ลุกลามเข้ามายังพื้นที่ด้านใน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้ง 3 เหล่าทัพตระหนักและเตรียมการอยู่ตลอดเวลา

โดยในวัน25 ก.ค.นี้ พล.ท.วีรยุทธ์ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เตรียมจัดพิธี รําลึกวีรกรรมและสดุดีวีรชน ยุทธการ ยุทธบดินทร์ ศตวรรษ ที่ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา เนื่องในวันครบรอบ 1ปี เหตุปะทะชายแดนไทยกัมพูชา

‘อดีตบิ๊กศรภ.’ ชี้ปราบโจรใต้ ต้องฟัน ‘เจ้าของโจร-ข้าราชการชั่วบางคน’ที่รับสินบน

‘อดีตบิ๊กศรภ.’ ชี้ปราบโจรใต้ ต้องฟัน ‘เจ้าของโจร-ข้าราชการชั่วบางคน’ที่รับสินบน

‘อดีตบิ๊กศรภ.’ ชี้ปราบโจรใต้ ต้องฟัน ‘เจ้าของโจร-ข้าราชการชั่วบางคน’ที่รับสินบน

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.29 น.

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  ข่าวโจรใต้ผู้ชายหลายคน มีทั้งแต่งหญิงบ้าง แต่งชายบ้าง รุมฆ่าทหารพรานนั้น น่าเศร้าจริงๆเลย  อยากบอกว่า ถ้าอยากจะปราบโจรเหล่านี้ จริงๆไม่ยากหรอกครับ เพราะโจรเหล่านี้มีเจ้าของ ถึงแอบอยู่ในหมู่บ้านข่มขู่ชาวบ้านได้ ชาวบ้านที่มีลูกมีหลานและพอมีกำลังเงินบ้าง ก็ต้องส่งลูกเข้ามาเรียนในกรุงเทพ หรือไปเรียนเมืองนอก ส่วนคนจนก็ต้องทนอยู่ในหมู่บ้านต่อไป ดังนั้นถ้าอยากปราบปรามโจรจริง ก็ต้องปราบ “เจ้าของโจร” และ “ข้าราชการชั่วบางคน” รับสินบนเจ้าของโจรเสียก่อน ครับ 

วิธีปราบก็ไม่ยาก ถ้าเพียงข้าราชการ ส่วนหนึ่งเกิดจิตสำนึกรักชาติรักบ้านเมืองขึ้นมา ไม่ยอมรับสินบนจากพวกค้ายาเสพติด พวกค้าของเถื่อน ค้ามนุษย์ ฯลฯ ซึ่งบางครั้งคนเหล่านี้ก็ขนชาวอุยกูร์ ลักลอบเข้ามาในประเทศ อุยกูร์บางคนหน่วยก้านดี  หรือเคยทำงานก่อการร้ายมาก่อน นายทุนก็ส่งมาให้มาเป็นโจรใต้ก็มี ฯลฯ ดังนั้น ถ้าขาดนายทุนเหล่านี้ ขาดข้าราชการที่เห็นแก่เงินบางคน พวกโจรก็จะขาดที่พึ่งพิง ไปต่อไม่เป็น ต้องเลิกไปเอง 

อีกวิธีหนึ่ง คือ ต้องทำให้ ข้าราชการปราบกันเองก่อน การรับสินบนก็จะลดน้อยลง 

ที่พูดมานั้น ฟังเหมือนง่าย แต่ก็เป็นเรื่องทำได้ยากทั้ง 2 เรื่องครับ ลองปราบกันเอง ควบคู่ไปกับงานปราบโจรด้วย สำเร็จแน่ๆ

ภาวุธ ส่งทนายยื่น DSI ขอเลื่อนพบพนักงานสอบสวนคดี Forex อ้างติดภารกิจ-หมายเรียกกระชั้นชิด

ภาวุธ ส่งทนายยื่น DSI ขอเลื่อนพบพนักงานสอบสวนคดี Forex อ้างติดภารกิจ-หมายเรียกกระชั้นชิด

ภาวุธ ส่งทนายยื่น DSI ขอเลื่อนพบพนักงานสอบสวนคดี Forex อ้างติดภารกิจ-หมายเรียกกระชั้นชิด

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

“ภาวุธ”ส่งทนาย ยื่นเอกสารขอเลื่อนหมายเรียกผู้ต้องหา DSI ครั้งที่ 1 คดีหลอกลงทุนเทรดเงินตราต่างประเทศ Forex ให้เหตุผลติดภารกิจอื่น-ได้รับหมายเรียกกระชั้นชิด ยันมีหลักฐานการทำธุรกรรมเทรดทองคำกับบริษัท QRS ครบถ้วน พร้อมชี้แจงพนักงานสอบสวนภายในต้นเดือน ส.ค.69 ย้ำชัด”สส.ป้อม”ไม่รู้จักกับใครในแผนผังสืบสวน DSI ยันไม่สนิท”ฟิล์ม รัฐภูมิ”และไม่รู้จัก”มานิตย์” IB ผู้แนะนำการลงทุน

จากกรณีเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพืเศษ (ดีเอสไอ) คดีซื้อขายฟอเร็กซ์ (Forex) โดยไม่ได้รับอนุญาต ยื่นศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พิจารณาออกหมายจับบุคคลและนิติบุคคล ในฐานความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 แต่ปรากฏว่าศาลมีคำสั่งยกคำร้องการขออนุมัติออกหมายจับรายชื่อนักการเมืองและนักแสดงที่สังคมให้ความสนใจ 2 ราย คือ 1.นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ หรือ ป้อม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน 2.นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือ ฟิล์ม รวมอยู่ด้วย และให้พนักงานสอบสวนไปออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหารวม 22 ราย แทน โดยศาลได้พิจารณาอนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาเพียง 2 ราย คือ 1.น.ส.มัลลิกา มากสลุด ผู้บริหารและกรรมการบริษัท คิวอาร์เอส เอ็ดดูเคชั่น จำกัด (บริษัทผู้ดำเนินการ QRS Global ในไทย) และ 2.นายธีรพงษ์ คงแก้ว หรือ โค้ชเจมส์ ซึ่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็ได้มีการนำตัวขอฝากขังและศาลไม่อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวทั้งคู่ จึงอยู่ระหว่างการฝากขังระหว่างภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และทัณฑสถานหญิงกลาง นั้น

ล่าสุดวันนี้ (24 ก.ค.69) เวลา 10.10 น.ที่ศูนย์ราชการฯ อาคารซี (C) ชั้น 2 โถงดีเอสไอ ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้พิจารณาออกหมายเรียกผู้ต้องหาทั้ง 22 รายนั้น ล่าสุดพบว่า นายภิรัช ตรีเพชร ทนายความประจำตัวของ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ได้เดินทางเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ เพื่อยื่นเอกสารขอเลื่อนหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 1

ต่อมาเวลา 10.20 น. ทนายภิรัช เปิดเผยหลังเข้ายื่นหนังสือขอเลื่อนหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ของ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ หรือ สส.ป้อม ว่า วันนี้ตนได้รับมอบหมายจากลูกความให้เข้ายื่นหนังสือขอเลื่อนหมายเรียกรับทราบข้อกล่าวหากับดีเอสไอ เนื่องด้วยลูกความได้รับหมายเรียกกระทันหันอย่างมาก และวันนี้ยังติดภารกิจอื่นอีกด้วย โดยลูกความได้รับหมายเรียกเมื่อช่วงบ่ายวานนี้ (23 ก.ค.69) จึงขอให้มาเลื่อนหมายเรียกวันนี้ออกไปเป็นช่วงต้นเดือน ส.ค.69 แทน ซึ่งพนักงานสอบสวนก็อนุญาต อีกทั้งลูกความยังคงอยู่ระหว่างการเตรียมเอกสารให้ครบทุกประเด็น ทั้งนี้ เรายืนยันว่ามีความพร้อมที่จะเข้ามาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในทุกประเด็น รวมไปถึงเอกสารหลักฐานไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายการเดินบัญชีธนาคารย้อนหลัง (Statement) ที่ได้มีการประสานขอกับสถาบันการเงิน หรือการทำธุรกรรมต่างๆ ตามที่พนักงานสอบสวนตั้งประเด็นไว้ จะได้นำมาประกอบการชี้แจงกับพนักงานสอบสวน อย่างไรก็ดี ในเรื่องของพฤติการณ์การเทรดทองคำที่ลูกความถูกดีเอสไอแจ้งข้อเท็จจริงนั้น เราก็สามารถชี้แจงได้ และมีคำชี้แจงไว้ให้อยู่แล้ว แต่รายละเอียดเชิงลึก ตนต้องขอสงวนไว้ให้เป็นเรื่องของคดีและข้อกฎหมาย

ทนายภิรัช เผยอีกว่า ตนขอยืนยันว่าลูกความไม่เคยรู้จักหรือสนิทสนมกับใครที่ปรากฏในแผนผังการสืบสวนของดีเอสไอ รวมไปถึงกรณีของนักแสดงชายชื่อดังด้วย (นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือ ฟิล์ม) หรือแม้กระทั่งกรณีของนายมานิตย์ (ผู้แนะนำโบรกเกอร์ หรือ ไอบี) ลูกความของตนก็ไม่ได้รู้จักหรือสนิทด้วย ถึงแม้ว่าข่าวที่ปรากฏในหน้าสื่อก่อนหน้านี้ จะมีการระบุว่าลูกความของตนเคยมีการเดินทางไปเที่ยวประเทศฝรั่งเศส (ปารีส) ด้วยกัน หรืออ้างว่ามีภาพร่วมงานประชุมสัมมนากันนั้น ยังคงยืนยันว่าลูกความไม่รู้จักกับนายมานิตย์ แม้แต่น้อย ส่วนที่อ้างว่าได้มีการเดินทางไปเที่ยวประเทศฝรั่งเศส หรือมีภาพร่วมงานประชุมสัมมนากัน ก็อาจเนื่องด้วยทั้งคู่ถือเป็นผู้เทรดเหมือนกัน แต่ที่สำคัญ คือ ลูกความของตนก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในวันนั้น นายมานิตย์ ได้ไปประเทศฝรั่งเศสด้วยหรือไม่ เพราะว่าพวกเขาไม่ได้รู้จักกัน แต่การไปนั้นก็เพราะบริษัท (บริษัท QRS) มีการจัดงานการแลกของสมนาคุณสำหรับผู้เทรด จึงได้ไปร่วมงานดังกล่าว ซึ่งก็เป็นไปตามที่ลูกความเคยได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไปก่อนหน้านี้แล้ว

ทนายภิรัช ยังยอมรับว่า ลูกความค่อนข้างได้รับผลกระทบจากการเป็นข่าว และการเป็นคดี แต่อย่างไรแล้วระหว่างนี้ ก็ต้องไปรวบรวมพยานหลักฐานและเอกสาร เพื่อใช้ชี้แจงตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป พร้อมเน้นย้ำว่า เราจะนำเอาพยานหลักฐานทุกอย่างมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากับพนักงานสอบสวนทุกประเด็น

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นอกจาก นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ หรือ สส.ป้อม ที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้นัดหมายให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้วนั้น ยังมีกรณีของ นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือ ฟิล์ม ดาราชายชื่อดัง ที่พนักงานสอบสวนนัดหมายในช่วงบ่ายโมงวันนี้ โดยล่าสุดมีเพียงนายภาวุธ ที่ส่งทนายความขอเลื่อนหมายเรียกผู้ต้องหาในช่วงเช้า ส่วนนายรัฐภูมิ หรือ ฟิล์ม ยังไม่มีทนายความมาประสานขอเลื่อนหมายเรียกแต่อย่างใด และนอกจากนี้ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีการออกหมายเรียกผู้ต้องหาแก่ทั้ง 22 ราย ครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว โดยนัดหมายให้แต่ละรายเข้าพบตามกำหนด หรือหากผู้ใดต้องการขอเลื่อนหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ก็สามารถส่งเอกสารขอเลื่อนการรับทราบข้อกล่าวหาได้เช่นเดียวกัน

โปรดพระราชทานสมณศักดิ์ พระราชวัชราทร วัดไก่เตี้ย เป็น พระครูวัชราทร

โปรดพระราชทานสมณศักดิ์ พระราชวัชราทร วัดไก่เตี้ย เป็น พระครูวัชราทร

โปรดพระราชทานสมณศักดิ์ พระราชวัชราทร วัดไก่เตี้ย เป็น พระครูวัชราทร

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.56 น.

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศพระราชทานสมณศักดิ์พระครูสัญญาบัตร 

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสมณศักดิ์ให้ พระราชวัชราทร วัดไก่เตี้ย กรุงเทพมหานคร เป็น พระครูวัชราทร เพื่อความเหมาะสมต่อการปฏิบัติศาสนกิจ 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ค. 2569 

ประกาศ ณ วันที่ 24 ก.ค. 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน