4. Data Center จึงไม่ใช่ปลายทาง นี่คือจุดที่สื่อและผู้คนที่เสพสารจากสื่อเหล่านั้นอาจเข้าใจผิด เมื่อเห็น Data Center หลายแสนล้านบาทกำลังเข้ามา ก็เกิดคำถามว่า Data Center จ้างงานกี่คน? ใช้ไฟเท่าไร? ใช้น้ำเท่าไร? ประเทศไทยได้อะไร? คำถามเหล่านี้ถูกต้องและควรถาม แต่ถ้ามองเฉพาะตัวอาคาร Data Center เราจะยังมองไม่เห็นยุทธศาสตร์ทั้งหมด เพราะ Data Center ในสถาปัตยกรรมนี้ ไม่ควรเป็น “ปลายทาง” มันควรเป็น Infrastructure Layer ต่างหาก ลองเรียงใหม่ ไฟฟ้า ↓ Data Center ↓ Cloud ↓ Compute ↓ AI ↓ Digital Services ↓ เศรษฐกิจจริง และรอบ Data Center ยังมี PCB Smart Electronics Network Equipment Cooling System Power Management Cybersecurity Construction Finance Logistics และบุคลากรด้านวิศวกรรม เกิดขึ้นเป็นระบบนิเวศอีกชั้นหนึ่ง ดังนั้นคำถามที่ถูกต้องจึงไม่ใช่เพียง “Data Center คุ้มไหม?” แต่ควรถามว่า << เราจะใช้ Data Center เป็นฐานสร้างความสามารถทางเศรษฐกิจอะไรต่อไป? >> (ขีดเส้นใต้ตรงนี้) …..
5. จาก Data Center ไปสู่ Sovereign AI ตรงนี้ทำให้ภาพเริ่มใหญ่ขึ้นอีกขั้น รัฐบาลอนุทินไม่ได้พูดเฉพาะเรื่อง Data Center แต่กำลังพูดถึง Sovereign AI (อธิปไตย AI) แนวคิดพื้นฐานคือ ในโลกที่ AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจ ประเทศไทยไม่ควรเป็นเพียงผู้ซื้อบริการ AI จากต่างประเทศ แต่ควรมี Compute Data Infrastructure บุคลากร ระบบ Cloud ความสามารถในการพัฒนาและประยุกต์ AI รวมถึงความสามารถในการดูแลข้อมูลสำคัญของประเทศ ด้วยตัวเองในระดับหนึ่ง นี่ไม่ได้หมายความว่า ประเทศไทยต้องสร้าง ChatGPT ไปแข่งกับอเมริกา หรือสร้าง DeepSeek ไปแข่งกับจีน โจทย์ของประเทศไทยเล็กกว่า แต่ในอีกความหมายหนึ่งก็จริงกว่า คือประเทศไทยจะเข้าไปยืนตรงไหนใน Value Chain ของอารยธรรม AI ที่กำลังก่อตัวขึ้น (ขีดเส้นใต้ตรงนี้) ผู้เขียนเห็นอย่างแจ่มชัดว่า … รัฐบาลอนุทินกำลังพยายามวางประเทศไทย ไว้ใน Physical Layer และ Infrastructure Layer ของระบบนี้ และระหว่างการเยือนสหรัฐฯ ในเดือนกันยายน 2569 รัฐบาลก็วางเรื่อง Digital Infrastructure, AI ecosystem, ทักษะดิจิทัล และความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีโลกไว้เป็นส่วนหนึ่งของวาระการลงทุนอย่างชัดเจน …..
6. แต่มี Data Center อย่างเดียวไม่พอ สมมุติว่าบริษัทต่างชาตินำเงินหนึ่งแสนล้านบาท มาสร้าง Data Center ในประเทศไทย ซื้อที่ดิน สร้างอาคาร ซื้อไฟฟ้า ติดตั้งเครื่องจักร แล้วให้ระบบทำงาน ถ้าทุกอย่างจบเพียงเท่านี้ ประเทศไทยก็อาจได้ประโยชน์ แต่ประโยชน์เชิงโครงสร้างจะไม่มากเท่าที่ควร สิ่งที่รัฐบาลอนุทินต้องการจึงเป็นขั้นต่อไป คือทำอย่างไรให้บริษัทเหล่านั้น ซื้อสินค้าและบริการจาก Supplier ไทย จ้างวิศวกรไทย สร้าง R&D ในไทย สร้างผู้ประกอบการไทยรอบระบบ และที่สำคัญเติบโตต่อจากประเทศไทย ตรงนี้เองที่หมากอีกตัวถูกวางลงมา …..
7. BOI to IPO : เชื่อมโรงงานเข้ากับตลาดทุน นี่เป็นส่วนที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจมาก เพราะปกติ BOI กับตลาดหุ้น ดูเหมือนเป็นคนละโลก BOI ทำหน้าที่ดึงการลงทุน SET ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน แต่รัฐบาลอนุทินกำลังพยายามเชื่อมสองระบบเข้าหากันผ่าน BOI to IPO หลักคิดคือเมื่อบริษัท New Economy เข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้ว อย่าให้เรื่องจบเพียง “สร้างโรงงานเสร็จ” แต่เปิดทางให้บริษัทเหล่านั้น ระดมทุนในประเทศไทย ขยายธุรกิจในประเทศไทย จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย และใช้ประเทศไทยเป็นฐานเติบโตต่อไป BOI, SET และ ก.ล.ต. จึงร่วมกันสร้างช่องทางนี้ โดยครอบคลุม 10 กลุ่ม New Economy ตั้งแต่ Smart Electronics, Next-generation Automotive, Digital, Robotics ไปจนถึง Medical, Biotechnology และ Advanced Materials นี่คือการต่อวงจร FDI → BOI → New Economy → SET → Capital → Expansion หากทำได้จริง ตลาดหุ้นไทยในอนาคต ก็จะไม่จำเป็นต้องสะท้อนเฉพาะเศรษฐกิจไทยแบบเก่า ที่เต็มไปด้วย ธนาคาร พลังงาน อสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก โทรคมนาคม แต่จะค่อย ๆ มีบริษัทที่เป็นตัวแทนของเศรษฐกิจชุดใหม่เพิ่มขึ้น …..
8. ตลาดหลักทรัพย์จึงต้องเปลี่ยนตาม ปัญหาคือบริษัท New Economy จำนวนมาก มีธรรมชาติไม่เหมือนธุรกิจแบบเก่า บางบริษัทต้องลงทุนมหาศาลก่อน ใช้เวลาสร้าง Scale แล้วจึงทำกำไรในภายหลัง ถ้าใช้เกณฑ์แบบเดียวกับบริษัท Mature Business ทุกอย่าง บริษัทเหล่านี้จำนวนหนึ่ง อาจไม่สามารถเข้าตลาดทุนไทยได้ ตลาดหลักทรัพย์จึงปรับเกณฑ์ครั้งใหญ่ มีผลตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2569 เปิด Special Track สำหรับบริษัท New Economy รวมถึงบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และ EEC และปรับเกณฑ์สำหรับบริษัทต่างประเทศให้เข้ามาระดมทุนในตลาดไทยได้สะดวกขึ้น โดยยังคงเกณฑ์ด้านคุณภาพและการเปิดเผยข้อมูลไว้ นี่ไม่ใช่เรื่องเทคนิคของตลาดหุ้นเท่านั้น แต่เป็นการพยายามทำให้โครงสร้างตลาดทุน เปลี่ยนตามโครงสร้างเศรษฐกิจ …..
15. ไทยกำลังเลือกตำแหน่งของตัวเองในระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ ผู้เขียนคิดว่านี่คือภาพที่ใหญ่ที่สุด โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ AI Semiconductor Data Center EV Robotics Automation Clean Energy กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตของโลกพร้อมกัน ขณะเดียวกันการแข่งขันระหว่างสหรัฐกับจีน กำลังทำให้ Global Supply Chain ถูกจัดวางใหม่ บริษัทต่าง ๆ จึงต้องกระจายฐานการผลิต กระจาย Data Infrastructure และลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยจึงไม่ได้แข่งขันเพียงกับ เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือสิงคโปร์ แต่กำลังแข่งขันเพื่อหาตำแหน่งของตัวเอง ในโครงสร้างเศรษฐกิจโลกชุดใหม่ รัฐบาลอนุทินจึงนำทีมตลาดทุนและภาคธุรกิจไปโรดโชว์ต่างประเทศ พร้อมวางวาระการลงทุน เทคโนโลยี ดิจิทัล และ AI ควบคู่กัน ไม่ได้เสนอประเทศไทยเพียงในฐานะตลาดผู้บริโภค แต่เสนอเป็นฐานสำหรับการลงทุนและการเติบโตระยะยาว …..
16. จากประเทศไทย 4.0 มาสู่โจทย์ที่เป็นรูปธรรมกว่าเดิม ประเทศไทยเคยมีคำใหญ่ ๆ มากมาย Thailand 4.0 Digital Economy S-Curve New S-Curve BCG Smart Nation แต่ปัญหาของคำเหล่านี้คือ บางครั้งประชาชนไม่รู้ว่า แล้วมันเชื่อมกันอย่างไร? แต่ครั้งนี้ผู้เขียนเริ่มเห็นเส้นเชื่อมที่จับต้องได้มากขึ้น ไม่ใช่เพราะคำขวัญใหม่ แต่เพราะหมากหลายตัวเริ่มถูกวางลงบนกระดานพร้อมกัน BOI Thailand FastPass Data Center Sovereign AI New Economy SET BOI to IPO TISA Renewable Energy Human Capital และการดึง Global Capital ทั้งหมดกำลังพยายามตอบคำถามเดียวกันว่า <<ประเทศไทยจะสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่อย่างไร >> …..
นายกฯเข้าเยี่ยมGoogle จับมือ พัฒนามาตรฐาน Data Center ย้ำเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลุยเปิดสถาบัน Open Data พัฒนาทักษะแรงงานคุณภาพไทย นายกฯขอบคุณที่เชื่อมั่น-ลงทุนในไทย 3.6 หมื่นล้านบาทก่อนนำคณะเยี่ยมชุมชนไทยที่นิวยอร์ก เผยดีลภาษีสหรัฐฯใกล้จะจบแนวโน้มทางที่ดี ย้ำรบ.เดินหน้าเศรษฐกิจ-ปราบคอร์รัปชั่น–ยาเสพติดไทยเนื้อหอม!ภาคธุรกิจชั้นนำสหรัฐฯต่อแถวพูดคุยกับนายกฯเตรียมลงทุนและค้าขายกับไทย นายกฯ ชูประตูสู่อาเซียน 700 ล้านคน ย้ำไทยพร้อมเป็นฐานการลงทุนแห่งอนาคตขณะนักธุรกิจสหรัฐพร้อมร่วมลงทุนกับไทย
โดยเมื่อวันที่ 23 กันยายน2569เวลา 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก (ช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง ) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางเยี่ยมชมสำนักงาน Google ณ Pier 57 นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พร้อมพบหารือกับ นาง Ruth Poratประธาน และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน (President and Chief Investment Officer) ของ Alphabet และ Google โดยรัฐบาลพร้อมจับมือGoogle เพื่อจัดทำมาตรฐาน Data Center ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน Google ยังพร้อมทั้งเปิดสถาบัน Open Data เพื่อพัฒนาทักษะแรงงานคุณภาพ และเปิดโอกาสให้คนไทยด้วย
ขอบคุณเชื่อมั่น-ลงทุนไทย3.6หมื่นล.
โดยนายกฯได้กล่าวขอบคุณ Googleสำหรับความเชื่อมั่นและการลงทุนในประเทศไทย ผ่านแผนการลงทุนมูลค่า 1พันล้านดอลลาร์สหรัฐ(ประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท) เพื่อพัฒนา Data Center ในจังหวัดชลบุรี และ Google Cloud Region ในกรุงเทพมหานครและยืนยันว่า รัฐบาลไทยพร้อมอำนวยความสะดวกเพื่อให้โครงการต่าง ๆ ดำเนินไปได้อย่างราบรื่นตามแผนงาน และมุ่งยกระดับความร่วมมือระยะยาวให้ก้าวไกลกว่าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะความร่วมมือด้าน AI การพัฒนาทักษะดิจิทัล และการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย
พัฒนามาตรฐาน Data Centerยั่งยืน
ประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะการส่งเสริมพลังงานสะอาดและมาตรฐาน Data Center ที่ยั่งยืน Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ควบคู่ไปกับความยั่งยืนทั้งด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การบริหารจัดการน้ำ และการดูแลชุมชนโดยรอบ พร้อมเปิดรับองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์ของ Google เพื่อร่วมยกระดับแนวทางและมาตรฐาน Data Center ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย
เปิดสถาบันOpen Dataพัฒนาทักษะ
ด้านประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนกล่าวว่าGoogle ได้ลงทุนในประเทศไทยในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จ.ชลบุรีโดยการสร้าง Data Center ให้ความสำคัญในการพัฒนามาตรฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเอื้อประโยชน์ต่อชุมชนรอบข้างนอกจากนี้Google ยังมีแผนเปิดสถาบัน Open Data เพื่อส่งเสริมและพัฒนาทักษะแรงงาน รวมทั้งด้านดิจิทัลที่มีคุณภาพ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้คนไทยและสตาร์ตอัปของไทย ทั้งนี้ Google ยังยืนยันร่วมเป็นพันธมิตรหรือหุ้นส่วนในระยะยาวกับไทยด้วย
จากนั้นเวลา18.30 น.ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ที่โรงแรม Four Seasons นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา สภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน(U.S.-ASEAN Business Council)และหอการค้าสหรัฐฯ(U.S. Chamber of Commerce)จัดงานนำนักธุรกิจบริษัทชั้นนำในสหรัฐอเมริกาพบหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯซึ่วเห็นโอกาสสร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคตสร้างโอกาสของคนไทยไปด้วยกัน สำหรับนักธุรกิจที่มาร่วมงานหลายคนที่มาร่วมงานครั้งนี้ได้มีแผนจะเดินทางเข้าร่วมประชุม World Bank-IMF จัดที่กรุงเทพ ประเทศไทยในเดือนพ.ย.นี้ด้วย
ด้านนาย Brian McFeeters President & CEO ของ U.S.-ASEAN Business Council (USABC) กล่าวเสริมว่า ไทยเป็นหุ้นส่วนสำคัญและเป็นตลาดยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ มาอย่างยาวนานซึ่งภาคธุรกิจสหรัฐฯพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลไทย เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ด้านการค้าและการลงทุนร่วมกันต่อไป
ขณะที่นาย Michael DeSombreตำแหน่ง Assistant Secretary of State for East Asian and Pacific Affairs ชี้ว่าไทยและสหรัฐฯ สามารถขยายความร่วมมือด้านการลงทุน เทคโนโลยี พลังงาน และห่วงโซ่อุปทานได้อีกมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยี Superintelligence (SI) ซึ่งประยุกต์ใช้ในภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งการผลิต โลจิสติกส์ สาธารณสุข การเงิน เกษตรกรรม การศึกษา และบริการภาครัฐ เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจไทย-สหรัฐ เติบโตและประสบความสำเร็จร่วมกัน