โสภณ ต้อนรับ เอกอัครราชทูตตุรกี กระชับสัมพันธ์รัฐสภา

24 กันยายน 2569 เวลา 18:24 น.

โสภณ ต้อนรับ เอกอัครราชทูตตุรกี กระชับสัมพันธ์รัฐสภา ยกระดับสู่หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ความร่วมมือท่องเที่ยว-ลงทุน-เทคโนโลยี-อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

เมื่อวันที่ 24 ก.ย.2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้การรับรอง นางสาวจูลีเด คายือฮัน (H.E. Ms. Julide Kayıhan) เอกอัครราชทูตตุรกีประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าพบหารือเพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างรัฐสภาไทยกับรัฐสภาตุรกี

นายโสภณ กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองรัฐสภาเป็นไปด้วยดี และไทยพร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกัน โดยขณะนี้รัฐสภาไทยอยู่ระหว่างจัดตั้งคณะกรรมการบริหารกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-ตุรกีชุดใหม่ คาดว่าจะดำเนินการได้เร็ว ๆ นี้ เพื่อใช้เป็นกลไกขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระดับนิติบัญญัติ พร้อมแสดงความยินดีที่ตุรกีประสบความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสหภาพรัฐสภา (IPU)

นอกจากนี้ นายโสภณ ยังเน้นย้ำความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงปัจจุบัน และทั้งสองประเทศได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตมาแล้ว 68 ปี จึงหวังว่าความร่วมมือระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติจะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ไปสู่ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในอนาคต และยกระดับความร่วมมือรอบด้าน ทั้งด้านการท่องเที่ยว การลงทุน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งไทยพร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนตุรกีอย่างเต็มที่ พร้อมขอบคุณรัฐบาลตุรกีที่ให้ทุนแก่นักศึกษาไทย

ด้านเอกอัครราชทูตตุรกี กล่าวว่า ตุรกีให้ความสำคัญกับไทยและมุ่งกระชับความสัมพันธ์ระดับรัฐสภา โดยหวังให้การจัดตั้งกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-ตุรกี เสร็จสิ้นภายในเดือนนี้หรือเดือนหน้า เพื่อเปิดทางหารือความร่วมมือรอบด้าน พร้อมตั้งเป้ายกระดับความสัมพันธ์สู่หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ภายในปี 2028 และยืนยันความพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้แก่ไทย

นอกจากนี้ ได้เชิญนายโสภณเดินทางเยือนตุรกีในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน ซึ่งจะมีการประชุมระหว่างประเทศหลายรายการ ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ได้พบปะกับผู้นำและบุคคลสำคัญจากนานาประเทศ

ภราดร ยันเร่งระบายน้ำเจ้าพระยา จากน้ำเหนือรวมตัว นครสวรรค์ เผยสถานการณ์ทรงตัว จ่อใช้ แผนก้างปลา ระบายน้ำไปฝั่ง ตะวันตก-ตะวันออก

24 กันยายน 2569 เวลา 18:22 น.

ภราดร ยันเร่งระบายน้ำเจ้าพระยา จากน้ำเหนือรวมตัว นครสวรรค์ เผยสถานการณ์ทรงตัว จ่อใช้ แผนก้างปลา ระบายน้ำไปฝั่ง ตะวันตก-ตะวันออก ผันน้ำเข้าทุ่งรับน้ำ ลดผลกระทบลาม เมืองกรุงเก่า

เมื่อวันที่ 24 ก.ย.2569 เวลา11.00น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดของนายปะดิธ สังขจาย สส.พระนครศรีอยุธยา พรรคภูมิใจไทย ตั้งกระทู้ถามสดถึงรัฐบาล ถึงปัญหาอุทกภัยในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่มีการคาดการณ์ปีนี้น้ำจะไม่ท่วมในพื้นที่จังหวัดฯ แต่ปัจจุบันกลับมีการเพิ่มการระบายน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา จนทำให้น้ำเอ่อเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนตามริมแม่น้ำน้อย บางหลังคาเรือนน้ำท่วมสูงสุด 1 เมตร จึงต้องการทราบสาเหตุการเร่งระบายน้ำของกรมชลประทาน

ด้านนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมายให้มาตอบกระทู้ถามจากนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า การเพิ่มการระบายน้ำเป็นปริมาณมหาศาลในระยะเวลา 7 วันที่ผ่านมาจาก 490 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 1,620 ล้านลูกบาศก์เมตรนั้น เนื่องจาก ในช่วงวันที่ 18-21 กันยายนที่ผ่านมา มีปริมาณน้ำฝนใต้เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิตติ์ ทำให้น้ำมีปริมาณมหาศาล และรวมกันที่จังหวัดนครสรรค์ ก่อนออกเขื่อนเจ้าพระยา กรมชลประทาน ได้ใช้วิธีการระบายน้ำช่วย เพื่อป้องกันไม่ได้น้ำล้นประตู ซึ่งเขื่อนเจ้าพระยาทำหน้าที่ทดน้ำเพื่อการเกษตร ไม่สามารถเก็บน้ำได้เหมือนเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิตติ์ ทำให้จังหวัดใต้เขื่อน เกิดปัญหาน้ำท่วม เช่นเดียวกับจังหวัดอ่างทอง ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน พร้อมคาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำในท้ายประตู คงจะที่ระยะหนึ่ง

นายภราดร ยังกล่าวถึงแนวทางการบริหารจัดการการระบายน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยาอย่างไร เพื่อลดปัญหาของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้นัดประชุมเร่งด่วนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วน รองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จนได้แนวทางว่า กรมชลประทาน จะพยายามบริหารจัดการน้ำแบบก้างปลา แทนแนวดิ่ง ซึ่งด้านซ้ายและขวาของแม่น้ำเจ้าพระยาเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท จะแบ่งระบายไปยังแม่น้ำท่าจีน และคลองชัยนาท-ป่าสัก และคลองมหาราช ซึ่ง 2 วันที่ผ่านมา ได้เพิ่มจำนวนการระบายนน้ำ และจะเพิ่มปริมาณการรระบายน้ำมากขึ้น เพื่อลดปริมาณน้ำท้ายเขื่อน รวมถึงทุ่งรับน้ำต่าง ๆ ทั้งท่าวุ้ง เชียงราก ป่าโมก บางบาล เจ้าเจ็ด และโพธิ์พระยา ทราบว่า เกษตรกรได้เก็บเกี่ยวผลผลิตใกล้เสร็จสิ้นแล้ว ก็จะพยายามดันน้ำไปฝากไว้ทุ่งรับน้ำ เพื่อลดผลกระทบที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทั้งอำเภอบางบาล ผักไห่ และเสนา

นายภราดร กล่าวอีกว่า การคาดหวังการระบายน้ำหลังจากนี้ให้คงที่นั้น ขณะนี้ ยังไม่สามารถตอบได้ แต่จากสถานการณ์ตามคาดการณ์สถานการณ์ขณะนี้ สถานการณ์ทรงตัวแล้ว ยกเว้นว่า หาก 1-2 วันนี้ มีน้ำฝนมาเติมในจังหวัดนครสวรรค์ กำแพงเพชร อุทัยธานี หรือจังหวัดพิจิตร ก็จะทำให้สถานการณ์ไม่สามารถควบคุมได้ ต้องพิจารณาสถานการณ์วันต่อวันจนถึงวันที่ 26 กันยายนนี้ แต่จะพยายามน้ำท้ายเขื่อนให้น้อยที่สุด แต่จะบริหารจัดการระบายน้ำแบบก้างปลาอย่างเต็มที่

นายภราดร กล่าวด้วยว่า ส่วนรัฐบาลจะมีแนวทางการบริหารจัดการน้ำท่วมลุ่มน้ำเจ้าพระยาในอนาคตอย่างไร หรือจะมีแนวทางชดเชย ช่วยเหลือเยียวยาอย่างไรได้บ้างนั้น ยอมรับว่า แนวทางการแก้ไขปัญหาระยะยาวนั้น ทำได้ยาก เนื่องจาก ธรรมชาติของพื้นที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ และเกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ซึ่งธรรมชาติเหมือนเดิม แต่สังคมเมืองเติบโตมากขึ้น พื้นที่รับน้ำน้อยลง ซึ่งรัฐบาลเห็นปัญหานี้ และเมื่อปลายปีที่แล้ว นายกรัฐมนตรี ได้ไปเยี่ยมประชาชนที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยได้เห็นผลการศึกษาแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างยั่งยืนที่รัฐบาลชุดก่อน ๆ ได้ศึกษามา ซึ่งมีทางออกเดียว คือ การสร้างทางระบายน้ำขนาดใหญ่เพิ่ม ซึ่งขณะนี้ ได้ดำเนินการคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทรแล้ว ตั้งแต่สมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี

“รัฐบาลชุดนี้ กำลังเร่งรัดให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 ปีนี้ ซึ่งจะสามารถช่วยจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้บ้าง เพื่อลดน้ำท่วมในพื้นที่ แต่การแก้ไขปัญหาเบ็ดเสร็จ จะต้องมีคลองระบายน้ำขนาดใหญ่ในฝั่งตะวันออก ทั้งคลองชัยนาท-ป่าสัก และป่าสัก-อ่าวไทย ซึ่งคลองชัยนาท-ป่าสักนั้น มีอยู่แล้ว แต่จะไปขยายคลองให้ใหญ่ขึ้น แต่ป่าสัก-อ่าวไทย จะต้องทำทางระบายน้ำใหม่ เพื่อรับน้ำจากชัยนาท-ป่าสัก และส่งออกไปยังอ่าวไทย แต่ก็จะต้องใช้งบประมาณมหาศาล แต่นายกฯก็ยืนยันว่าพร้อมดำเนินการ และรัฐบาลดำลังจะดำเนินการในปี 2570 นี้ และฝั่งคลองรพีพัฒน์ ก็จะขยายประสิทธิภาพการระบายน้ำด้วย เพื่อระบายน้ำฝั่งตะวันออก ออกไปยังแม่น้ำบางประกง ซึ่งผ่านมติคณะรัฐมนตรีแล้ว โดยจะใช้เงินกู้และเงินงบประมาณส่วนหนึ่งร่วมกัน ซึ่งเชื่อว่า จะสามารถแก้ไขปัญหาเบ็ดเสร็จ และเด็ดขาดได้” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กล่าว

ผอ.JIC ย้ำไทย พร้อมร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ชี้ต้องแยกช่วยเหลือ ออกจากกล่าวหา เปิดหลักฐานตรวจสอบผ่านกลไกร่วม อย่าใช้ทุ่นระเบิดเป็นเครื่องมือทางการเมือง

24 กันยายน 2569 เวลา 18:21 น.

24 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกรณีมีรายงานว่า สหภาพยุโรปอนุมัติงบประมาณประมาณ 1.6 ล้านยูโร เพื่อช่วยกัมพูชาเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้าง ขณะที่กัมพูชาระบุว่า อาจต้องใช้เวลากว่า 10 ปี ในการเก็บกู้วัตถุระเบิดและคลัสเตอร์ที่กล่าวหาว่ามาจากฝ่ายไทย ว่า ประเทศไทยสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้างเพื่อมนุษยธรรม ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทยหรือกัมพูชา เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของประชาชน อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดเจนระหว่าง การให้ความช่วยเหลือเพื่อเก็บกู้วัตถุระเบิด กับการกล่าวหาว่าใครเป็นผู้กระทำ โดยเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไม่ใช่คำวินิจฉัยว่าใครผิดหรือใครถูก

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า หากกัมพูชาจะกล่าวหาประเทศไทย ขอให้ใช้ข้อเท็จจริง หลักฐานที่ตรวจสอบได้ และกลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับ ไม่ควรนำข้อกล่าวหาฝ่ายเดียวมานำเสนอเสมือนเป็นข้อยุติ ส่วนการปฏิบัติการทางทหารนั้น ไทยได้ชี้แจงจุดยืนอย่างเป็นทางการว่า การดำเนินการของกองทัพไทยเป็นไปเพื่อป้องกันประเทศและประชาชน โดยยึดหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ทั้งหลักการแบ่งแยกเป้าหมาย ความได้สัดส่วน ความระมัดระวัง และความจำเป็นทางทหาร

เมื่อถามว่า กัมพูชาระบุว่ากำลังรับภาระจากวัตถุระเบิดที่ไทยใช้ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า “ข้อกล่าวหาไม่ใช่ข้อพิสูจน์” พร้อมระบุว่า ประเทศไทยเองมีทหารได้รับบาดเจ็บรุนแรงและพิการจากเหตุทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน และรัฐบาลไทยได้ดำเนินการตามกลไกของอนุสัญญาออตตาวา รวมทั้งนำข้อมูลและหลักฐานเข้าสู่กระบวนการระหว่างประเทศแล้ว ดังนั้น หากต้องการสันติภาพอย่างแท้จริง ไม่ควรเลือกพูดเฉพาะหลักฐานที่สนับสนุนฝ่ายตนเอง แต่ควรเปิดให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบและโปร่งใส

ส่วนที่กัมพูชาควรดำเนินการอย่างไร ผอ.JIC กล่าวว่า อยากชวนกลับไปอ่านถ้อยแถลงร่วมวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งทั้งสองฝ่ายลงนามร่วมกันอย่างชัดเจนว่า จะดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในพื้นที่ชายแดนที่ตกลงร่วมกัน ผ่านกลไก Joint Coordinating Task Force for Humanitarian Demining ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรม แทนที่จะใช้ปัญหาทุ่นระเบิดเป็นเครื่องมือกล่าวหากัน ไทยและกัมพูชาควรร่วมกันสำรวจ ระบุพื้นที่เสี่ยง แลกเปลี่ยนข้อมูล และเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อให้ประชาชนทั้งสองประเทศกลับมาใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย

เมื่อถามว่า หากเราพูดเรื่องสันติภาพ แต่ไม่ร่วมมือกันลดภัยคุกคามที่อยู่บนพื้นดิน สันติภาพนั้นก็ยากที่จะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยพร้อมร่วมมือ แต่ความร่วมมือต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ความจริงใจ และพันธกรณีที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามร่วมกัน โดยระบุสาระสำคัญว่า การช่วยเก็บกู้เพื่อมนุษยธรรม ไม่ใช่คำพิพากษาว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุ และข้อกล่าวหาไม่ใช่หลักฐาน ให้ข้อเท็จจริงและกลไกที่ตกลงร่วมกันเป็นผู้ตอบ ขณะเดียวกัน อย่าใช้ทุ่นระเบิดเป็นเครื่องมือกล่าวหากัน แต่จงร่วมกันเก็บกู้มันออกจากแผ่นดิน เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศ

รัดเกล้า ยื่น 5 ข้อเสนอ ปฏิรูปประกันสังคม สู่ความยั่งยืน แนะแยกเป็นนิติบุคคล-ดึงมืออาชีพคุมเงิน 2.7 ล้านล้าน

24 กันยายน 2569 เวลา 17:15 น.

24 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายรับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567

โดยระบุว่า กองทุนประกันสังคมซึ่งมีสินทรัพย์มหาศาลกว่า 2.7 ล้านล้านบาท จากเงินสมทบของผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาล กำลังถูกตั้งคำถามจากประชาชนคนทำงานถึงคุณภาพการให้บริการที่ล้าหลัง จนผู้ประกันตนหลายคนตัดพ้อว่าใช้สิทธิ์บัตรทองยังดีเสียกว่า ซึ่งต้นตอของปัญหานี้ถูกสะท้อนไว้อย่างชัดเจนในรายงานทางการเงินของกองทุนฯ

นางรัดเกล้า เปิดเผยว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ลงความเห็นในรายงานการเงินแบบมีเงื่อนไข เนื่องจากพบการประเมินหนี้สินและภาระผูกพันต่ำกว่าความเป็นจริงในหลายหมวดหมู่อย่างน่าตกใจ ได้แก่

1.หนี้สินประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ ในปี 2567 แสดงต่ำกว่าความเป็นจริงถึง 294,000 ล้านบาท (และปี 2566 เคยแสดงต่ำไป 230,000 ล้านบาท)

2.หนี้สินกรณีทุพพลภาพ แสดงต่ำกว่าความเป็นจริงประมาณ 22,000 ล้านบาท

3.ลูกหนี้เงินสมทบค้างรับ มีการปรับลดรายการย้อนหลังกว่า 1,234 ล้านบาท โดยไร้เอกสารหลักฐานอ้างอิงและระบุที่มาไม่ได้

เมื่อรวมภาระหนี้สินซ่อนเร้นเฉพาะกรณีชราภาพและทุพพลภาพสูงถึง 316,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขมหาศาลที่ไม่อาจมองว่าเป็นเพียงข้อผิดพลาดทางการบัญชี (Accounting Error) และน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ

สส.พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายต่อว่า กระแสเงินสดจากการดำเนินงานหลักของประกันสังคมในปัจจุบันติดลบถึง 21,500 ล้านบาท ทำให้กองทุนต้องพึ่งพารายได้จากการลงทุน 2.7 ล้านล้านบาทมาจุนเจือ แต่เมื่อเจาะลึกงบการเงินกลับพบเงื่อนงำการบริหารความเสี่ยงที่น่ากังวล อาทิ

1.การจ้างผู้จัดการกองทุนภายนอกเพิ่มขึ้น แต่ผลตอบแทนรวมในส่วนนี้กลับติดลบถึง 1,200 ล้านบาท

2.ขาดทุนจากสัญญาป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (FX Hedging) เกือบ 12,000 ล้านบาท

3.ค่าจ้างผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodian) เพิ่มขึ้นจากสัญญาเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ นางรัดเกล้า ได้ยกตัวอย่างการบริหาร กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งเป็นนิติบุคคลและบริหารแยกจากระบบราชการ มีสินทรัพย์ 1.4 ล้านล้านบาท แต่สามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ยให้สมาชิกได้ถึง 4.31% ต่อปี (บางแผนสูงถึง 8.93%) ในขณะที่ประกันสังคมกลับติดปักหล่มอยู่ในโครงสร้างระบบราชการภายใต้กระทรวงแรงงาน และไม่เป็นนิติบุคคล

พร้อมทั้งเปิดข้อมูลเชิงลึกว่า กองทุนประกันสังคมมูลค่า 2.7 ล้านล้านบาท มีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินไม่ถึง 100 คน โดยมีผู้ผ่านการอบรมการเงินการลงทุนเพียง 38 คน และมีเจ้าหน้าที่ดูแลด้านบริหารความเสี่ยง (Risk Management) เพียง 4 คนเท่านั้น เท่ากับว่าเจ้าหน้าที่ความเสี่ยง 1 คน ต้องแบกรับและดูแลเงินกองทุนสูงถึง 700,000 ล้านบาท ซึ่งผิดหลักการบริหารเงินลงทุนระดับสากลอย่างสิ้นเชิง

พร้อมกันนี้ นางรัดเกล้า ได้ยื่นข้อเสนอ 5 ประการ เพื่อให้รัฐบาลเร่งปฏิรูปกองทุนประกันสังคม

1.ยกระดับกองทุนประกันสังคมเป็นนิติบุคคล โดยแยกการบริหารสิทธิประโยชน์และการลงทุนออกจากกันโดยเด็ดขาด

2.ปรับโครงสร้างบอร์ดประกันสังคมให้อิสระ โดยเพิ่มสัดส่วนผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประกันตน และนายจ้างอย่างเหมาะสม

3.กำหนดคุณสมบัติบอร์ดและทีมลงทุนมืออาชีพ พร้อมตั้งตัวชี้วัด (KPI) ที่เปิดเผยและตรวจสอบได้

4.ประเมินหนี้สินระยะยาวตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย อย่างสม่ำเสมอและเปิดเผยต่อสาธารณะ

5.สร้างความโปร่งใสเรื่องค่าธรรมเนียมและผลตอบแทน รายงานตรงต่อผู้ประกันตนและรัฐสภาอย่างสม่ำเสมอ

“ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลจะปฏิรูปโครงสร้างกองทุนประกันสังคมทั้งระบบ ด้วยการแยกกองทุนออกเป็นอิสระและมีสถานะเป็นนิติบุคคล เพื่อให้ข้าราชการ คนทำงาน ประชาชน และพวกเราทุกคนรอดไปด้วยกัน” นางรัดเกล้า กล่าว

รัดเกล้า ทวงไทม์ไลน์รัฐบาล ดันกองทุนประกันสังคมเป็นนิติบุคคล ชี้ศึกษามายาวนาน ยังลังเลไร้จุดสิ้นสุด

24 กันยายน 2569 เวลา 17:03 น.

24 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ หารือในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยกล่าวขอบคุณตัวแทนจากสำนักงานประกันสังคม ได้แก่ นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม และนางพนิดา ศรีจุมพล รองเลขาธิการฯ ที่ได้กรุณาจัดทำข้อมูลชี้แจงและตอบกลับข้อซักถามในประเด็นการบริหารจัดการกองทุนฯ

นางรัดเกล้า ระบุว่า แม้จะรู้สึกยินดีที่ได้รับทราบข้อมูลว่าปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง เพื่อยกระดับกองทุนประกันสังคมให้มีสถานะเป็นนิติบุคคล แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่า การศึกษาในเรื่องดังกล่าวมีการดำเนินการยืดเยื้อมายาวนานเป็นเวลานับสิบปีแล้ว

“การศึกษาเรื่องการปรับโครงสร้างประกันสังคมให้เป็นนิติบุคคล มีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ย้อนไปตั้งแต่ยุคคุณพ่อของ รมว.คลัง (นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์) ยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี จนกระทั่งปัจจุบันลูกชายอย่าง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีอีกยุคหนึ่งแล้ว แต่ผลการศึกษากลับยังไม่นำไปสู่การปฏิรูปที่เป็นรูปธรรมเสียที” นางรัดเกล้า กล่าวย้ำ

พร้อมกันนี้ นางรัดเกล้า ได้ยื่นคำถามไปยังกระทรวงแรงงานและรัฐบาล เพื่อขอความชัดเจนเรื่องไทม์ไลน์การศึกษา ว่า แผนการยกระดับกองทุนประกันสังคมให้เป็นนิติบุคคลเพื่อความยืดหยุ่นและโปร่งใสในการบริหารจัดการเงินของผู้ประกันตนจะเสร็จสิ้นลงเมื่อใด เพื่อให้กองทุนฯ สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริงต่อไป

ไปด้วยกันไม่ได้! ทนายตั้ม ลั่นไม่มีทางร่วมงาน สนธิ เหน็บกลับมีใครเห็นอยู่ในสายตาบ้าง เตือนอย่าชวนคนลงถนนมั่วๆ

24 กันยายน 2569 เวลา 16:19 น.

24 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ ให้สัมภาษณ์กรณีที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาระบุ ทนายตั้ม และ กัน จอมพลัง ไม่เคยอยู่ในสายตา และไม่เคยให้ค่า ว่า ตนเสียใจมากที่นายสนธิชอบกินปัสสาวะ และยังชวนตนกินปัสสาวะด้วย ไม่เห็นตนเอง และ กัน จอมพลัง อยู่ในสายตา จึงอยากถามนายสนธิว่า ทุกวันนี้ประชาชน ใครเห็นนายสนธิอยู่ในสายตาบ้าง หากไม่เห็นขอให้บวกหนึ่งมา

“วันนี้จะชวนคนลงถนน บ้านเมืองยังชิบหายไม่พอหรือ จะทวงคืนประเทศชาติประเทศไทย แล้วตอนนี้อยู่ประเทศอะไร ตอนนี้ไม่ได้อยู่ประเทศไทยกันหรือ สนธิอย่าไปเดินมั่วๆ เข้าใจว่าอยากจะหาอีเวนท์ หาอะไรทำคดีแตงโมหาหลักฐานให้ได้ก่อน” นายษิทรา กล่าว

เมื่อถามว่า ไม่มีทางที่จะไปร่วมอีเวนท์กันใช่หรือไม่ ทนายตั้ม ระบุว่า ไม่มี ไปด้วยกันไม่ได้ ตนก็ทำในส่วนของตน เมื่อวานก็ไปร้องที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะ สว.สำรอง ไม่เหมือนใครที่พูดไปเรื่อยแต่ไม่เห็นจะดำเนินการตามกฎหมายสักที ตนเห็นว่าไหนๆ ก็ต้องเข้ากระบวนการเหมือนกับกรณี กัน จอมพลัง ที่เอาเข้ากระบวนการ ซึ่งขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ก็มีการสืบสวนสอบสวนอยู่ รับรองอีกไม่นานเดี๋ยวมีข่าวใหญ่แน่นอน

ตั้ม บ้าพลัง บุกสภาฯ แต่งตัวเป็นโคนัน ทำแสบเปิดตัวลูกพี่ โชว์ป๋องแป้ง ยันมาทวงโควตาสลากผู้พิการ แฉกลโกงฟอกเงินเว็บพนัน-สแกมเมอร์

24 กันยายน 2569 เวลา 16:00 น.

24 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ เดินทางมาให้ข้อมูลกับคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการเสริมสร้างความมั่นคงของมนุษย์และการปฏิรูประบบสิทธิประโยชน์เพื่อการดำรงชีพของทหารผ่านศึก คนพิการ และกลุ่มเปราะบาง สภาผู้แทนราษฎร

โดยทนายตั้มแต่งตัวเป็นยอดนักสืบจิ๋วโคนัน ซึ่งมาพร้อมกับแว่นขยายของโคนัน โดยขับรถสปอร์ต Nissan GT-R (R35) สีแดง ล้อเลียนรถสปอร์ตหรู ลัมโบร์กินี ของ กัน จอมพลัง

ก่อนการให้สัมภาษณ์ ทนายตั้มได้เปิดตัวลูกพี่ คือ หยิบกระป๋องแป้งเด็กแคร์สีฟ้าออกมาจากเสื้อสูท โชว์ต่อสื่อมวลชน ก่อนที่จะระบุว่า ตอนนี้ลูกพี่ผมน่าจะว่างอยู่ เพราะฝ่ายค้านก็ไม่ใช่ ฝ่ายรัฐบาลก็ไม่ใช่ ก่อนจะบอกว่า ลูกพี่ของผม “ชื่อแป้ง” เป็นลูกพี่ที่คุ้มครองกะลาหัวผมอยู่ทุกวันนี้ และหอมแป้งโชว์สื่อมวลชน

ทนายตั้ม กล่าวว่า วันนี้ตอนมาในลุคของโคนัน เพื่อตามหาความจริง ใครขโมยสลากผู้พิการต้องมีการค้นหากัน และอย่างที่เห็นว่าวันนี้ตนมาด้วยรถคันสีแดง ถึงจะไม่ใช่ลัมโบร์กีนี แต่รับรองว่าชุดแต่งไม่ใช่ของปลอมแน่นอน ไม่เหมือนลัมโบร์กีนีของใครก็ไม่รู้ ที่ใช้ชุดแต่งปลอม และถูกอายัดทะเบียน

ทนายตั้ม กล่าวว่า วันนี้ตนเดินทางมาคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการเสริมสร้างความมั่นคงของมนุษย์และการปฏิรูประบบสิทธิประโยชน์เพื่อการดำรงชีพของทหารผ่านศึก คนพิการ และกลุ่มเปราะบาง มาพูดในเรื่องของสลาก ไม่อยากให้มี อินฟูเอ็นเซอร์ รับบริจาคทำเท่อยู่คนเดียว อยากจะแก้ปัญหาในเชิงระบบโครงสร้าง หากเราแก้ในเรื่องระบบได้ ทางผู้พิการก็ไม่จำเป็นไปแบมือขอรับเงินบริจาคใคร สามารถประกอบอาชีพด้วยตนเองได้ เขาไม่ต้องการให้ใครมาสงสาร ผมคุยกับผู้พิการที่มาร่วมกับผม 500 คน เขาอยากจะทำงานด้วยตัวเอง อยากให้เขาได้โควต้าสลากในการดำรงชีพ

“วันนี้ผมจะเล่านิทานเรื่องหนึ่งให้ฟัง เกี่ยวกับ รปภ.คนหนึ่ง ขโมยสลากของคนพิการ งวดหนึ่งประมาน 2 แสนฉบับ 1 เดือน 4 แสนฉบับ โดยจะไปร่วมมือกับคนขายลอตเตอรี่ออนไลน์ ปัจจุบันมีอยู่เจ้าหนึ่ง โดยใครถูกรางวัล 10 ใบ 60 ล้านบาท โดยที่เจ้าของสลากออนไลน์ก็จะนำเงินสดไปให้ มีโปรโมชั่นไม่หักค่าภาษี ได้รับเงินเต็มๆ ในการถูกลอตเตอรี่ เสร็จแล้วเขาจะได้สลากมา รปภ.จะนำสลากแม่แร่ขายกับเว็บพนันออนไลน์และสแกมเมอร์ ที่ต้องการจะฟอกเงิน โดยไปขายต่อเพิ่มอีก 20% จาก 60 ล้านบาท จะกลายเป็น 72 ล้านบาท ได้ส่วนต่าง 12 ล้านบาท โดยจะเอาเศษเงินกระดูกนิดหน่อย ไปช่วยเหลือคน ไปบริจาคตรงนั้นตรงนี้ ผมบอกเลยเมื่อก่อนคนเขาเกรงใจ ไม่ได้เกรงใจ รปภ.คนนี้ แต่เขาเกรงใจคุณหนุ่ม กันภัย แต่วันนี้คุณหนุ่ม กันภัย หลุดจากสายสนิท วันนี้มันถึงโดนอ้วกขนาดนี้” ทนายตั้ม กล่าว

เมื่อถามว่า การเปิดตัวพูดถึงแป้ง ซึ่งสังคมรับรู้ว่าหมายถึงใคร แสดงว่ามีข้อมูลเชิงลึกหรือไม่ ทนายตั้ม กล่าวว่า ไม่มีอะไรมาก เข้ามาที่สภาผู้ทรงเกียรติ จะเข้ามาโดยที่ไม่มีใครเป็นแบ็คไม่ได้ เดี๋ยวจะเหมือนทนายธรรมราช ที่ให้ สก.แรบบิท จ้างคนไปตบเขา ผมก็กลัวเหมือนกัน ผมจึงต้องให้ลูกพี่ผมมาด้วย อยู่ใกล้ตัวมันอุ่นใจ จะได้ไม่มีใครจ้างคนมาตบระหว่างสัมภาษณ์

เมื่อถามว่า แล้วใครเป็นลูกพี่อยู่เบื้องหลัง ทนายตั้มได้หยิบกระป๋องแป้งจากกระเป๋าเสื้อสูทมาโชว์ผู้สื่อข่าวและบอกว่า “นี่แหละ ลูกพี่ทนายตั้มบ้าพลัง คือคนนี้เลย แต่วันนี้เค้าใส่ชุดสีฟ้ามา ปกติใส่ชุดสีเขียว ตอนนี้เขากำลังคิดอยู่ว่า เดี๋ยวจะไปรวมกับสีน้ำเงิน มันจะเป็นสีอะไรดี หรือเป็นสีฟ้าดี เขายังสับสนกับชีวิตอยู่ รอเขาหายสับสน เขาจะรู้”

เมื่อถามว่า สิ่งที่ทนายตั้มพูด เชื่อมโยงกับการเมือง มีวาระอะไรซ่อนเร้นอยู่ ทนายตั้ม กล่าวว่า ไม่มี แต่เหมือนเป็นพรรครอ ยังไม่มีอะไรมาก รอร่วมรัฐบาล

เมื่อถามว่า การที่ออกมาพูดแบบนี้ ไม่กลัวหรือ ทนายตั้ม กล่าวว่า ถ้ากลัวก็ไม่ออกมา เมื่อถามย้ำว่า มีพระดี มีแบ็คกดี หรือมีเรื่องอะไรๆ อยู่เบื้องหลังใช่หรือไม่ ทนายตั้ม กล่าวว่า “พูดแบบไม่ติดตลก ผมไม่มีแบ็กสักคน กับบิ๊กโจ๊กผมก็เลิกคบไปแล้ว ตอนนี้แบ็กผมใครรู้ไหม เป็นคนพิการทั่วประเทศ ให้กำลังใจและส่งกำลังใจให้ผม รวมถึงประชาชนที่เห็นด้วย”

ทนายตั้ม กล่าวว่า หลังจากนี้จะประสานกับกระทรวงแรงงาน ให้ผู้พิการมีงานทำ โดยวันนี้ตนไม่ได้มาร้อง กมธ.แต่ช่วยเหลือพูดคุยเรื่องปัญหาโควต้าสลากผู้พิการ ซึ่งวันนี้จะมีการเชิญองค์การทหารผ่านศึกมาด้วย

เมื่อถามว่า จะมีความหวังให้ รปภ.คนนั้นคลายโควต้าสลากล็อตเตอรี่หรือไม่ ทนายตั้ม กล่าวว่า วันนี้มาพูดเรื่องปลาสลิดดีกว่า ซึ่งคนไทยอยากกินปลาสลิดแน่นอน (ฉายาของ กัน จอมพลัง) แต่เรื่องต่อจากปลาสลิด คนไทยจะกินไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของอิฐ หิน ปูน ทราย ที่มาเข้าหูผม

เมื่อถามถึงกรณีมีผู้เสียหายไปร้องเรียน กับนายธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ว่ามูลนิธิกันจอมพลัง ขอปลาดสลิด 1.2 ตัน เพื่อไปช่วยเจ้าหน้าที่ ในช่วงเหตุการณ์ตึก สตง.ถล่ม เพื่อแลกกับการช่วยเหลือคดี ที่ผู้เสียหายตกเป็นเหยื่อ ทนายตั้ม กล่าวว่า ตนได้ทราบเรื่องนี้กับนายธนกฤตมาบางส่วน แต่ต้องบอกด้วยว่าธนกฤตยังเห็นกันเป็นน้อง จึงรู้สึกไม่อยากโจมตีอะไรกัน แต่เมื่อมีคนมาร้องเขาก็ต้องช่วยเหลือประชาชน โดยพาไปหน่วยงานต่างๆ ที่น่าจะช่วยเหลือได้ ซึ่งตนรู้มาว่าหลังจากไปขอร้อง ก็มีสายมาข่มขู่ป้าคนนั้นที่ไปร้องเรียน ก่อนจะพูดว่า ”ให้ไปถามนายธนกฤตจะดีกว่า“

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการให้สัมภาษณ์ทนายตั้ม ได้เดินไปที่ห้องอาหารสภาชั้น B2 ฝั่ง สส.ซึ่งมีเด็กนักเรียนมาเยี่ยมชมอาคารรัฐสภากรี๊ดและขอถ่ายรูปเป็นจำนวนมาก ก่อนจะเดินไปดูฝ้าโรงอาหารของสภาที่เคยถล่มลงมา หลังจากนั้นได้หยิบไมค์ของนักศึกษาที่มาร้องเพลงเปิดหมวก เอามาร้องเพลง โดยได้ร้องเพลง “ครั้งหนึ่งเราเคยรักกัน” ของ ดา เอ็นโดรฟิน ก่อนจะระบุว่า จำเป็นต้องร้องแบบนี้เพื่อหลบลิขสิทธิ์

โดยก่อนที่จะขึ้นไปประชุมกับ กมธ. ทนายตั้ม ได้จับมือพูดคุยทักทายกับ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ อีกด้วย

ธนกร จี้เปิดเผยการประเมินฐานะระยะยาวเงินกองทุนประกันสังคม ชี้รายรับกับรายจ่ายไม่สัมพันธ์กัน หวั่น 20-40 ปีข้างหน้า กองทุนอาจมีเงินจ่ายบำนาญได้ไม่ครบถ้วน

24 กันยายน 2569 เวลา 15:51 น.

“ธนกร”จี้เปิดเผยการประเมินฐานะระยะยาวเงินกองทุนประกันสังคม ชี้รายรับกับรายจ่ายไม่สัมพันธ์กัน หวั่น 20-40 ปีข้างหน้า กองทุนอาจมีเงินจ่ายบำนาญได้ไม่ครบถ้วน ลั่นหน้าที่ของกองทุนประกันสังคม ไม่ใช่แค่มีเงินกองไว้ แต่ต้องดูแลคนทำงานในวันที่แก่เฒ่า ให้ได้บำนาญมากพอใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี

24 กันยายน 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อภิปรายรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนประกันสังคม สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ว่า รายงานฉบับนี้ไม่ใช่แค่รายงานตัวเลขทางบัญชีทั่วไป แต่ส่งสัญญาณเตือนถึงประเด็นที่ต้องรีบหาทางแก้ไข เพราะเงินทุกบาทในกองทุนนี้ คือความมั่นคงในชีวิตของคนทำงาน เป็นเงินที่พี่น้องประชาชนส่งสมทบไว้ในวันที่เขายังมีเรี่ยวแรง เพื่อเป็นหลักประกันว่า ในวันที่เขาเจ็บป่วย ตกงาน หรือในวันที่ร่างกายทำงานต่อไม่ไหว ระบบนี้จะยังดูแลเขาได้

ทั้งนี้ หากเราดูตัวเลขในรายงานอย่างผิวเผิน ณ สิ้นปี 2567 กองทุนประกันสังคมมีสินทรัพย์รวมสูงถึงประมาณ 2.72 ล้านล้านบาท แต่คำถามคือ เรามั่นใจได้หรือไม่ว่า ในอีก 20 30 หรือ 40 ปีข้างหน้า กองทุนจะยังคงมีเงินจ่ายบำนาญให้กับคนทำงานในวันนี้ได้อย่างครบถ้วน

นายธนกร กล่าวต่อว่า ไส้ในของรายงานเราจะเริ่มเห็นเค้าลางของปัญหา ประการแรกคือ ภาระที่พุ่งสูงขึ้น เฉพาะค่าใช้จ่ายกรณีชราภาพในปี 2567 สูงถึง 42,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 15% และไม่แน่ว่าปีต่อๆ ไปจะเพิ่มขึ้นด้วยอัตราเท่าไหร่ ตามโครงสร้างประชากรสังคมสูงวัยของไทย และระบบของกองทุนชราภาพ ที่กำหนดสูตรบำนาญไว้ล่วงหน้า ไม่ได้จ่ายบำนาญตามจำนวนเงินที่ผู้ประกันตนได้จ่ายสมทบเข้ากองทุน ทำให้รายรับกับรายจ่ายไม่สัมพันธ์กัน ประการที่สองคือ ข้อสังเกตจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ระบุชัดเจนว่า การรับรู้ประมาณการหนี้สินกรณีชราภาพ ณ สิ้นปี 2567 ยังต่ำกว่าที่ควรจะเป็นถึงประมาณ 294,676 ล้านบาท ตัวเลขนี้กำลังเตือนสติเราว่า ในการประเมินฐานะกองทุนบำนาญ เราจะมองแค่เงินในกระเป๋าที่มีวันนี้ไม่ได้ แต่เราต้องประเมินภาระหนี้สินในอนาคตที่เราสัญญาไว้กับคนทำงานด้วย ว่าเงินก้อนนี้มันเพียงพอหรือไม่

นายธนกร กล่าวอีกว่า ขอเสนอแนวทางแก้ไขในระดับโครงสร้าง 3 ประการ ดังนี้ 1.ยกระดับการบริหารกองทุนให้เป็นมืออาชีพ เรากำลังบริหารเงินลงทุนกว่า 2.6 ล้านล้านบาท เงินระดับนี้ต้องมีความชัดเจนว่า ใครกำหนดนโยบาย ใครลงทุน ใครบริหารความเสี่ยง และใครวัดผล เราต้องมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มีระบบที่โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพราะมันคือหยาดเหงื่อและหลักประกันของพี่น้องผู้ประกันตน 2.บริหารการลงทุนให้มีประสิทธิภาพ การเพิ่มผลตอบแทนเป็นเรื่องจำเป็น แต่ผลตอบแทนที่สูงย่อมตามมาด้วยความเสี่ยง สิ่งที่เราต้องทำคือ การกำหนดเป้าหมายระยะยาว กระจายการลงทุนอย่างชาญฉลาด และมีระบบควบคุมความเสี่ยงที่สอดรับกับภาระผูกพันของกองทุน และ 3.กล้าทบทวนทั้งฝั่งรายรับ และฝั่งสิทธิประโยชน์ให้เป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นการขยายเพดานค่าจ้าง อัตราเงินสมทบ หรือการปรับสูตรคำนวณบำนาญ ทุกครั้งที่เราจะปรับระบบ เราต้องประเมินทั้งเรื่องภาระลูกจ้าง นายจ้าง ความยั่งยืนของกองทุน และบำนาญ ที่คาดว่าจะได้รับว่าเพียงพอแล้วหรือยัง

“สถาบันวิจัย TDRI เคยประเมินไว้ว่า หากโครงสร้างระบบประกันสังคมยังเป็นแบบเดิม รายจ่ายของกองทุนบำนาญมีแนวโน้มจะแซงหน้ารายรับภายในปี 2580 แรงกดดันจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น วันนี้เรายังมีเวลา ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยลุกขึ้นมาแก้ หากเราเริ่มวันนี้ เรายังสามารถค่อยๆ ปรับตัวได้ ทั้งนี้ อยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดเผยการประเมินฐานะระยะยาวของกองทุนให้สาธารณชนได้รับทราบ ประเมินไปอีก 20-30 ปีข้างหน้า สถานะรายรับ-รายจ่ายจะเป็นอย่างไร และหากต้องมีการปรับปรุงระบบ ใครจะต้องเป็นผู้ร่วมรับภาระนี้บ้าง เราไม่ควรทิ้งระเบิดเวลานี้ไว้ให้คนรุ่นใดรุ่นหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเพียงลำพัง เพราะหน้าที่ของกองทุนประกันสังคม ไม่ใช่แค่การมีเงินกองไว้ในวันนี้ แต่คือการรักษาสัญญาที่จะดูแลพี่น้องคนทำงานไปจนถึงวันที่พวกเขาแก่เฒ่า ให้ได้บำนาญในจำนวนที่มากเพียงพอใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีด้วย” นายธนกร กล่าว

เทพไท วิเคราะห์ 4 สัญญาน กล้าธรรม เพื่อหวังร่วมรัฐบาล

24 กันยายน 2569 เวลา 15:42 น.

เมื่อวันที่ 24 ก.ย.2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “สัญญาน4ข้อ ของกล้าธรรม เพื่อหวังร่วมรัฐบาล

หลังจากกรณีที่พรรคร่วมฝ่ายค้านมีปัญหากัน ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคกล้าธรรม มีการตัดชื่อวิปของพรรคกล้าธรรมออกจากคณะกรรมการประสานพรรคร่วมฝ่ายค้านหรือวิปฝ่ายค้านไปทั้งหมด เพื่อต้องการให้พรรคกล้าธรรมเป็นพรรคฝ่ายค้านอิสระ ไม่ต้องมาอยู่ภายใต้การประชุม หรืออาณัติของพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยกัน และมีกระแสข่าวหนึ่งว่า พรรคกล้าธรรมเป็นฝ่ายถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านเอง จึงทำให้ไม่มีการตั้งคำถามว่า การที่พรรคกล้าธรรมออกจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน เกิดจากพรรคกล้าธรรมขอถอนตัว หรือถูกไล่ออกจากการเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน

แม้ว่าความเห็นต่างระหว่างพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยกัน จากกรณีที่พรรคกล้าธรรมไม่ได้ปฏิบัติตามมติของพรรคร่วมฝ่ายค้าน และอาจจะนำมาสู่การยื่นญัตติอภิปรายไว้วางใจรัฐบาล ที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ ซึ่งอาจจะสร้างปัญหาในพรรคร่วมฝ่ายค้านได้ จึงจำเป็นต้องตัดไฟแต่ต้นลม ตัดชื่อคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านหรือวิปฝ่ายค้านในส่วนของพรรคกล้าธรรมออกไปก่อน เพื่อจะได้ไม่ต้องตอบคำถามว่า ทำไมพรรคร่วมฝ่ายค้านไม่มีเอกภาพ และไม่มีการลงชื่อในญัตติอภิปรายไว้วางใจ หรืออาจจะลงมติในการอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่สอดคล้องกัน

จากกรณีที่พรรคกล้าธรรมต้องการที่จะปรับสถานะของตัวเอง จากพรรคร่วมฝ่ายค้านไปเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเป็นการแสดงท่าทีตั้งแต่เริ่มจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ใหม่ๆ แต่ด้วยเงื่อนไขและข้อตกลงในการจัดตั้งรัฐบาลไม่ลงตัว จึงทำให้พรรคกล้าธรรมต้องมาเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านโดยความจำเป็น และตลอดระยะเวลาที่เป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือพรรคฝ่ายคอย พรรคกล้าธรรมได้แสดงไมตรีต่อพรรคภูมิใจไทย เพื่อต้องการจะร่วมรัฐบาลหลายครั้ง อย่างน้อยที่เห็นอยู่ 4 ปรากฏการณ์สำคัญ คือ

1.ในกรณีที่พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยเกี่ยวกับการออกพรก.กู้เงิน 4แสนล้านบาทของรัฐบาล ว่าขัดต่อรัฐรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งพรรคร่วมฝ่ายค้านคือ พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ได้ลงชื่อในคำร้องอย่างพร้อมเพรียง แต่พรรคกล้าธรรมไม่ได้ลงชื่อในคำร้องร่วมกับฝ่ายค้านอื่นๆ

2.ในการพิจารณาพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาล มติของพรรคร่วมฝ่ายค้าน โหวตไม่รับร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาล และเปิดโอกาสให้สามารถใช้สิทธิ์งดออกเสียงได้ แต่พรรคกล้าธรรมไม่ได้โหวตตามมติของคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านหรือวิปฝ่ายค้าน กลับมีมติโหวตสวนมติของพรรคร่วมฝ่ายค้าน คือ โหวตรับร่างพรบ.งบประมาณประจำปีของรัฐบาล

3.จากกรณีคดีฮั้วส.ว.ที่มีการพิจารณาของคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) เกี่ยวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้วส.ว. ซึ่งมีรัฐมนตรี ส.ส.และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย จำนวน 21 คน เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย พรรคกล้าธรรม ซึ่งมีความผูกพันและเกี่ยวข้องกับพยานในคดีฮั้วส.ว.อย่างน้อย3คน คือนายเอกราช ช่างเหลา นายขจรศักดิ์ ศรีวิราช นายอัษฎางค์ แสวงการ ได้หนังสือขอกลับคำให้การต่อประธานคณะกรรมการเลือกตั้ง ทำให้คดีฮั้วส.ว.ที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย ถูกตัดตอนไป ไม่โดนสั่งฟ้องและไม่โดนคดียุบพรรค

4.หลังจากมีปัญหากัน ระหว่างพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยกัน และมีกระแสข่าววิพากษ์วิจารณ์ว่า พรรคกล้าธรรมจะได้เข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ จะเห็นการโพสต์ของนายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรม เป็นภาพที่ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สวมนาฬิกาคาสิโอ ซึ่งเป็นนาฬิกาที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล มอบให้ เป็นการแสดงให้สาธารณชนได้รับรู้ว่า มีข้อตกลง มีการหมั้นหมาย และมีการพูดคุยกันถึงอนาคตการร่วมรัฐบาล

เพราะฉะนั้นปรากฏการณ์ 4 ข้อที่เกิดขึ้น มีความชัดเจนว่า พรรคกล้าธรรมมีความฝักใฝ่ในการเป็นรัฐบาลมาตั้งแต่ต้น จึงทำให้พรรคร่วมฝ่ายค้านได้แสดงออกเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย จึงตัดสินใจตัดรายชื่อวิปในส่วนของพรรคกล้าธรรมออกไป

ซึ่งต้องจับตาดูว่า เมื่อพรรคกล้าธรรมไปเป็นพรรคฝ่ายค้านอิสระแล้ว จะได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลตามที่รอคอยเมื่อไหร่หรือไม่

‘สีหศักดิ์’ เผยนายกฯ เตรียมกล่าวสุนทรพจน์ครั้งแรก ใน UNGA ชูสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ รื้อฟื้นโลกยึดกติกา

24 กันยายน 2569 เวลา 13:45 น.


‘สีหศักดิ์’ เผยนายกฯ เตรียมกล่าวสุนทรพจน์ครั้งแรก ใน UNGA ชูสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ รื้อฟื้นโลกยึดกติกา

วันที่ 23 กันยายน 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว,การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ที่นครนิวยอร์ก ถึงการเดินทางมาเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA) สมัยที่ 81 ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ว่า ปีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่นายกฯ มากล่าวสุนทรพจน์ใน UNGA หัวข้อของปีนี้คือโลกกำลังมีการเปลี่ยนแปลงมีความผันแปร เราจะทำอย่างไรจึงจะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ต้องยอมรับว่าสถานการณ์โลกตอนนี้มีความแตกแยก มีการแข่งขัน ระบบพหุภาคี ซึ่งมีสหประชาชาติเป็นแกนกลางถูกบั่นทอน เพราะฉะนั้นสิ่งที่คิดว่าทุกคนเห็นว่าสำคัญคือการที่เราจะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และความมั่นใจในระบบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎเกณฑ์ สร้างความมั่นใจในสถาบันสหประชาชาติซึ่งถือว่ามีหน้าที่ค้ำจุนระบบดังกล่าว ซึ่งเป็นโจทย์ที่ตั้งมาสำหรับปีนี้

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การกล่าวสุนทรพจน์ของนายกฯจะเน้นการแสดงวิสัยทัศน์ของท่านและของไทยในประเด็นเหล่านี้ เราเป็นห่วงเหมือนกับทุกประเทศว่าโลกในขณะนี้เป็นโลกที่ไร้กติกา เราต้องหาทางรื้อฟื้นโลกที่มีการยึดมั่นในกติกา แต่แน่นอนว่ามันจะเป็นแบบเดิมไม่ได้ เพราะโลกก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแล้ว มันไม่ได้มีขั้วอำนาจเดียวหรือสองขั้วอำนาจแต่มีหลายขั้วอำนาจ และมีประเทศที่แต่ก่อนไม่มีเสียงอะไรทั้งสิ้น ตอนที่เขาตั้งระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างประเทศไทยหรือประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้นระเบียบโลกใหม่ที่เราจะต้องร่วมกันสร้าง ซึ่งมีสหประชาชาติแกนกลางก็ต้องเป็นระเบียบโลกที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและเป็นระเบียบโลกที่ทุกคนมีส่วนร่วมและมีส่วนรับผิดชอบ