สกัด’TH-AI’ ยื่นผู้ตรวจฯชงส่งศาลปกครอง

สกัด'TH-AI' ยื่นผู้ตรวจฯชงส่งศาลปกครอง

สกัด’TH-AI’ ยื่นผู้ตรวจฯชงส่งศาลปกครอง

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สกัด’TH-AI’ ยื่นผู้ตรวจฯชงส่งศาลปกครอง

“ศรีสุวรรณ” บุกร้อง ผู้ตรวจการฯ ชงศาลปกครอง ขอให้สั่งระงับโครงการ TH-AI Passport อ้างส่อพิรุธ เอื้อทุนสีน้ำเงิน ด้าน “ไอซ์” ขู่ยื่นป.ป.ช.ตรวจสอบโปรเจกต์ร้อน วงเงิน 1,600 ล้านบาท แก้เกี้ยวเปิดภาพผู้บริหารแพลนบีแล้วถูกสวนกลับ ลั่นไม่สนสัมพันธ์กับใครพร้อมลุยหมด ซัดเวทีรับฟังความเห็นเกณฑ์คนมาเป็นคันรถ ด้าน“ธีระชาติ”แฉทีโออาร์ลอกข้ามกระทรวง บี้”ไชยชนก”พับโครงการคืนเงินกองทุน ดีกว่าดันทะลุหลัง

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ศูนย์ราชการฯ อาคาร C นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบ แสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประมูลงานและการดำเนินโครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport) ของกระทรวงดีอี อันมีข้อพิรุธมากมายหลายประการดังที่กล่าวข้างต้น อันก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อประชาชน และไม่เหมาะสมต่อการใช้งบประมาณแผ่นดินที่ไม่ประหยัด ไม่คุ้มค่า อันมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย เพื่อเสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลปกครองเพื่อพิจารณามีคำสั่งหรือคำพิพากษาระงับโดรงการดังกล่าว

‘ศรีสุสรรณ’ร้องผู้ตรวจฯปมTH-AI

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากจ้าวกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มีนโยบายเพื่อขับเคลื่อนระบบ AI ของประเทศ โดยให้คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ตั้งเรื่องจัดซื้อจัดจ้างโครงการ TH-AI Passport ในวงเงิน 1,650 ล้านบาท ซึ่งในที่สุดได้ผู้ชนะการประมูล คือ “กิจการร่วมค้าทีเอช” ซึ่งเป็นการจับมือกันระหว่าง บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด และ บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) โดยเสนอราคาที่ 1,621ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลางเพียง 29 ล้านบาท ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่าบริษัทผู้ชนะมีความสนิทชิดเชื้อและเกี่ยวพันกับพรรคการเมืองสีน้ำเงินมาอย่างยาวนาน

โครงการดังกล่าวมีข้อพิรุธหลายประการ อาทิ การใช้งบประมาณกว่า 1.6 พันล้านแลกกับการเช่าบริการซอฟต์แวร์ต่างชาติชั่วคราวระยะเวลา 1 ปี ถูกท้วงติงอย่างหนักจากทุก ๆวงการ โดยไม่ยอมที่จะเปลี่ยนแปลง TOR หรือปรับปรุงสัญญาขึ้นมาใหม่ โดยปลัดฯดีอีอ้างว่าโครงการได้มีการลงนามในสัญญาไปแล้ว ส่งผลให้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในTORตามสัญญาได้ ทั้ง ๆ ที่ พรบ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ2560 มาตรา 97(3) ระบุในข้อยกเว้นว่า ทำได้หากแก้ไขเพื่อประโยชน์แก่หน่วยงานของรัฐ หรือประโยชน์สาธารณะ

จี้ส่งศาลปกครองสั่งระงับชั่วคราว

ในขณะที่ในหลาย ๆ ประเทศ เช่น ประเทศสิงคโปร์ทำเรื่องอัปสกิลAI ผ่านโครงการ SkillsFutureโดยรัฐร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและบริษัทเทคโนโลยีโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านนายหน้า แถมสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ทั้งระบบ ไม่ใช่แค่แจกคอร์ส แต่ประเทศไทยกระทรวงดีอีติดต่อร่วมมือกับเจ้าของเทคโนโลยี AI โดยตรงไม่ได้ ต้องมาเสียค่านายหน้าติดต่อให้แทน ซึ่งอาจมากกว่าต้นทุนเทคโนโลยีมากว่าหลายเท่า ถือได้ว่าเป็นการใช้งบแผ่นดินที่ไม่ประหยัด เพราะคนที่ได้ประโยชน์ไม่ถึง 5 แสนคนเท่านั้น อันมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายด้วย ด้วยเหตุดังกล่าวองค์กรรักชาติฯจึงนำความพร้อมหลักฐานมายื่นร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อขอให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวเป็นกรณีพิเศษ เพื่อยับยั้งโครงการดังกล่าวโยการนำความไปยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราวและมีคำพิพากษาสั่งระงับโครงการดังกล่าวต่อไป นายศรีสุวรรณ กล่าว

‘ไอซ์’ขู่ยื่นปปช.สกัดTH-AI Passport

ด้าน น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการประเมินภายหลังรัฐบาลเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการ TH-AI Passport ว่า ธงที่คณะกรรมาธิการฯ ยึดมั่นและต้องการสื่อสารมาโดยตลอดคือ ต้องการให้มีการล้มเลิก ยุติ และยกเลิกโครงการดังกล่าวทันที มีข้อเสนอแนะโดยตรงถึง นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะผู้ออกนโยบายว่า แม้ทางปลัดกระทรวงดีอี จะอ้างว่าเป็นผู้ถืออำนาจในการยกเลิกสัญญาหรือไม่ก็ตาม แต่ในความเป็นจริง ฝ่ายการเมืองที่เป็นผู้ออกนโยบายย่อมมีอำนาจที่จะตัดสินใจและสั่งการข้าราชการประจำได้ว่าท่านอยากให้เงิน 1,600 ล้านบาท ท่านยังจะเดินหน้าโครงการนี้ต่อหรือไม่ ตนคิดว่าเป็นอำนาจของฝ่ายการเมืองที่สามารถตัดสินใจและสั่งปลัดได้ว่า ไม่ควรเดินหน้าต่อกับโครงการแบบนี้ ตนขอเสนอทางออกว่า รัฐมนตรีสามารถใช้วิธีพับโครงการ แล้วจ่ายค่าปรับบางส่วนให้แก่บริษัทเอกชน จากนั้นนำเงินงบประมาณที่เหลือทั้งหมดส่งคืนกลับเข้ากองทุน

แนะเสนองบปกติเข้าสภาตรวจสอบ

น.ส.รักชนก ยังระบุอีกว่า หากรัฐบาลมีความตั้งใจที่จะดำเนินโครงการพัฒนา AI เพื่อประเทศจริง ๆ ควรถอนโครงการนี้ออกจากงบประมาณกองทุน แล้วนำเสนอเข้ามาในระบบงบประมาณปกติ เพื่อให้ผ่านกระบวนการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎรอย่างถูกต้องตามขั้นตอน ตั้งแต่การเปิดให้ สส.ได้อภิปรายในวาระแรก การพิจารณาอย่างรอบคอบในชั้นกรรมาธิการงบประมาณ ตลอดจนการกลั่นกรองตัดลดงบประมาณส่วนที่ไม่เหมาะสมในชั้นอนุกรรมาธิการ ซึ่งแนวทางนี้จะมีความสง่างามต่อตัวรัฐมนตรีเอง

ปชน.ไม่คิดขวางประเทศได้ใช้AI

น.ส.รักชนก ยืนยันว่าไม่มีใครคิดที่จะขวางอนาคตทางด้านเทคโนโลยี AI ของประเทศ แต่สิ่งที่ต้องตั้งคำถามคือ ตลอดกระบวนการของเงิน 1,600 ล้านบาทนี้ พบความผิดปกติในทุกสิ่งทุกอย่าง จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดรัฐบาลยังจะฝืนเดินหน้าดันทะลุหลังโครงการนี้ต่อไปเพื่ออะไร ส่วนความผิดปกติในเวทีเสวนานั้น บรรยากาศภายในงานมีลักษณะเหมือนถูกตระเตรียมและเกณฑ์คนมาร่วมงานเพื่อฟอกขาวโครงการ ซึ่งหลักฐานที่ยืนยันชัดเจนที่สุดคือ หลังจากจบงานพบว่ามีการเกณฑ์ผู้เข้าร่วมงานกลับขึ้นรถตู้ที่เหมามาด้วยกัน ซึ่งผิดวิสัยของผู้ที่สนใจเรื่องเทคโนโลยี AI ทั่วไปที่จะเหมารถตู้มาร่วมงานและกลับพร้อมกัน พร้อมแนะนำให้สังคมลองนำรายชื่อของบุคคลที่นั่งตอบคำถามอยู่บนโพเดียมในงานวันนั้น ไปสืบค้นข้อมูลดูอย่างละเอียด ว่ามีความเกี่ยวโยงหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนใด ๆ กับบริษัทที่เป็นเจ้าของสัมปทานจอดิจิทัลและบิลบอร์ดโฆษณาทั่วประเทศหรือไม่ ซึ่งหากไปค้นดูก็จะพบของดี อย่างแน่นอน

ลั่นไม่ว่าใครส่อทุจริตตรวจสอบหมด

สำหรับกรณีที่เมื่อวานนี้ได้ปล่อยภาพผู้บริหารบริษัท Plan B ร่วมงานวันเกิดตระกูลชิดชอบ ก่อนที่จะมีการปล่อยภาพนายปิยบุตร แสงกนกกุล และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตแกนนำพรรคอนาคตใหม่ จากอีกฝั่งเหมือนกัน น.ส.รักชนก กล่าวว่า ไม่ว่าคนในพรรคจะมีความสัมพันธ์ในรูปแบบใดกับใครก็ตามสส.กว่า 100คนของพรรคประชาชนยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์เดียวกัน คือเดินหน้าทำงานตรวจสอบงบประมาณแผ่นดินอย่างเต็มที่และตรงไปตรงมา โดยไม่นำเรื่องส่วนตัวมาพิจารณา ต่อให้บุคคลนั้นจะเป็นญาติ เป็นเพื่อนสนิท เป็นเพื่อนสมัยเรียน มีความสัมพันธ์เป็นบุพการี หรือเป็นใครก็ตามแต่ แต่ถ้ามีพฤติกรรมในการใช้วิธีงบประมาณแผ่นดินไปอย่างส่อทุจริตคอร์รัปชัน หรือเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง กล้าพูดได้เลยว่าจะไม่ไว้หน้าใคร

ถ้าไม่หยุดโครงการ-ขู่ร้องปปช.สอบ

น.ส.รักชนก ยังชวนให้สังคมคิดวิเคราะห์เปรียบเทียบว่า หากกรณีนี้เกิดขึ้นกับ สส. ของพรรคการเมืองอื่น ที่มีภาพถ่ายคู่กับอดีตผู้นำพรรคหรือผู้นำจิตวิญญาณ พวกเขาจะยังยินดีหรือกล้าที่จะเดินหน้าตรวจสอบความไม่โปร่งใสต่อไปเช่นนี้หรือไม่ แต่สำหรับพรรคประชาชน ขอยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบต่ออย่างแน่นอน และได้ยื่นคำขาดทิ้งท้ายด้วยว่า “เจอแน่ ถ้าท่านเปิดลงทะเบียนเมื่อไหร่ มีคนลงทะเบียนเมื่อไหร่ ยื่น ป.ป.ช.แน่นอน”

จัดเสวนาเหมือนกับการฟอกขาว

ขณะที่ นายธีระชาติ ก่อตระกูล อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า งานแสวนามื่อวาน (11มิ.ย.69) ถ้างานเหมือนเป็นงานแถลงข่าวมากกว่าเปิดรับฟังความคิดเห็น เพราะขนาดถ่ายทอดสดออนไลน์ยังปิดคอมเมนต์เลย จึงตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการพยายามฟอกขาว คำถามที่ถามไปแล้วไม่ได้ตอบเนื่องจากดูหน้างานเราเห็นอยู่แล้วว่าถูกออกแบบมาว่าให้เราพูดได้น้อยที่สุด สิ่งที่สื่อมวลชนไม่ได้ยิน คนข้างหลังกระซิบกันว่าเปิดโอกาสให้คนอื่นถามบ้าง อย่าเห็นแก่ตัว อย่าถามคนเดียว คำถามที่เราจี้ถามไป 1,500 ล้านบาท ทำไมไม่มีรายละเอียด ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดก็ไม่มีคำตอบ ตัวรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง หรือผู้ที่เคยมาชี้แจงในคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ ก็ตาม บอกว่าโทเคนใช้ได้แบบไม่มีจำกัด แต่เมื่อวานก็บอกว่ามีจำกัด หรือคำถามที่ น.ส.รักชนก เปิดออกมาว่าทำไม TOR ไปเหมือนกับอีกกระทรวงหนึ่ง เราเข้าใจว่ามีการคัดลอกวาง แต่ก็ไม่ควรข้ามกระทรวง

สงสัยทำไมปลัดฯไม่มีอำนาจยกเลิก

“ท่านปลัดบอกว่าอีกหน่อยไม่ควรมีโครงการแบบนี้อีก ซึ่งผมเห็นด้วยมากๆ ว่าไม่ควรมีโครงการแบบนี้อีกแล้วคุณใช้ความสะเพร่ามากๆในการออกแบบ TOR สิ่งที่ท่านปลัดต้องรับผิดชอบ ผมถามเอกชนว่าถ้ามีปัญหายกเลิกได้หรือไม่ แต่ท่านปลัดบอกว่าด้วยอำนาจของท่านปลัดไม่อนุญาต ท่านลืมไปหรือไม่ว่าอำนาจของท่านเป็นอำนาจของท่านหรืออำนาจของประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริง ท่านทำอะไรก็ได้โดยที่ท่านไม่สนใจรายละเอียดใน TOR เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ของคนที่รับผิดชอบอนาคตของประเทศ” นายธีระชาติ กล่าว

สำนักนายกฯใช้งบทำแค่2.4ล้าน

นายธีระชาติ ยังระบุว่า ปัจจุบันทางสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีแอปพลิเคชัน AI ในลักษณะเดียวกันกับโครงการ TH-AI Passport ให้ประชาชนสามารถเข้าไปดาวน์โหลดใช้งานได้ฟรีอยู่แล้วตั้งแต่วันนี้ โดยโครงการของ OKMD ใช้งบประมาณเพียง 2.4 ล้านบาทเท่านั้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับโครงการ TH-AI Passport ที่ใช้งบประมาณสูงถึง 1,600 ล้านบาท แต่กลับไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน จึงเห็นได้ชัดว่าประชาชนไม่จำเป็นต้องรอระบบราชการอีกเป็นปีเพื่อเข้าถึงAI

ปชน.ไม่หนุนโครงการส่อทุจริต

เมื่อถามว่า เมื่อวานนี้ (11มิ.ย.69) นางการดี เลียวไพโรจน์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้ไปสอบถามเหมือนกันและให้แนวทาง 3ทาง ทั้งปรับเปลี่ยน ยกเลิกและเดินหน้าต่อ พรรคประชาชนเห็นด้วยกับแนวทางไหน นายธีระชาติ กล่าวว่า การติดกระดุมเม็ดแรกผิดคือส่อทุจริตอยู่แล้ว ตอนนี้สังคมกำลังถูกให้มองว่าของมันดี AI มันดีอย่างนี้ ทำไมพรรคประชาชนถึงเบรก ไม่ให้ประชาชนใช้ ซึ่งเราไม่เคยต่อต้าน AI หรือบอกว่าห้ามไม่ให้ประชาชนใช้ แต่คุณกำลังออกประชาชนเป็นตัวประกันว่าถ้าอยากใช้ต้องช่วยกันดันของที่ทุจริต ซึ่งตนคิดว่าเป็นค่านิยมที่ผิด เราควรดูที่เนื้อหา การบอกว่าพรรคประชาชนกำลังต่อต้าน เป็นเรื่องที่ผิด ตนยังงงว่า ทำไมถึงกล้าทำอะไรที่โจ่งแจ้งขนาดนี้

ลุยเก็บตกบัตรคนจน เปิดช่องพิเศษแจ้งชื่อ

ลุยเก็บตกบัตรคนจน เปิดช่องพิเศษแจ้งชื่อ

ลุยเก็บตกบัตรคนจน เปิดช่องพิเศษแจ้งชื่อ

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ลุยเก็บตกบัตรคนจน เปิดช่องพิเศษแจ้งชื่อ

กระทรวงการคลังเปิดช่องทางพิเศษ ให้ “กลุ่มตกหล่น” บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ไม่มีบัตรเดิม ไม่มีชื่อในระบบคัดกรองของ “มท.-พม.” แจ้งชื่อผ่าน “กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน-เขต” ทั่วประเทศ ถึง 21 มิถุนายนนี้ เผยยอดตอนนี้มีแจ้งแล้ว 1.5 ล้านราย “ปกรณ์”เผยผลหารือคณะกรรมการ กกร. เห็นพ้องตั้ง ทีมรัฐ-เอกชน ลุยปรับปรุงกฎหมายลำดับรองให้เอื้อการทำธุรกิจ เน้นพุ่งเป้า 7 กลุ่มรับอุตสาหกรรมใหม่ ตั้งเป้า 2 เดือน ชงเข้า ครม.

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังเร่งเดินหน้าช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ยังตกหล่น ซึ่งมีความเดือดร้อน แต่ยังไม่มีรายชื่ออยู่ในฐานข้อมูลเดิมของผู้ได้รับบัตรสวัสดิการปัจจุบัน อีกทั้งไม่มีรายชื่ออยู่ในระบบคัดกรองของกระทรวงมหาดไทย(มท.) หรือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยเปิดโอกาสให้มาลงทะเบียนได้เพิ่มเติมที่หน่วยงานปกครองท้องถิ่นในพื้นที่

ที่ผ่านมา พบปัญหาว่ามีประชาชนในกลุ่มตกหล่นจำนวนมาก เกิดความเข้าใจผิด เดินทางไปติดต่อที่ธนาคารเพื่อขอลงทะเบียนยืนยันสิทธิ แต่เนื่องจากธนาคารเป็นช่องทางเฉพาะของผู้ที่มีรายชื่อในระบบอยู่แล้ว ทำให้กลุ่มตกหล่นเหล่านี้ถูกปฏิเสธและต้องผิดหวังกลับไป ทางกระทรวงการคลังจึงต้องการชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเสียเวลาและเสียสิทธิที่ควรจะได้รับ

สำหรับแนวทางการช่วยเหลือกลุ่มตกหล่นดังกล่าว รัฐบาลได้เปิดช่องทางพิเศษโดยให้ประชาชนติดต่อผ่าน หน่วยงานปกครองท้องถิ่นในพื้นที่ที่ตนเองอาศัยอยู่โดยตรง ไม่ต้องเดินทางไปที่ธนาคาร โดยในพื้นที่ต่างจังหวัดสามารถเข้าไปแจ้งเรื่องกับกำนัน หรือผู้ใหญ่บ้าน ส่วนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานเขต หรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ซึ่งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จะมีกระบวนการเข้าไปสอบถามข้อมูล ตรวจสอบความเดือดร้อน และจัดทำระบบลงทะเบียนให้อย่างถูกต้อง

ทั้งนี้ ช่องทางพิเศษสำหรับกลุ่มตกหล่นได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก โดยปัจจุบันมีผู้เข้ามาแจ้งชื่อในระบบท้องถิ่นแล้วกว่า 1.5 ล้านคน ทางกระทรวงการคลังจึงขอเน้นย้ำให้ผู้ที่กำลังเดือดร้อน มีรายได้น้อย แต่ยังไม่มีรายชื่อในระบบ เร่งเดินทางไปติดต่อหน่วยงานปกครองท้องถิ่นใกล้บ้านท่าน โดยจะเปิดรับแจ้งรายชื่อถึง วันที่ 21 มิ.ย.นี้เท่านั้น เพื่อที่รัฐบาลจะได้นำรายชื่อทั้งหมดมาประมวลผลคัดกรองร่วมกับกลุ่มอื่นๆ และประกาศผลการได้รับสิทธิต่อไป

ทางด้าน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยถึงการประชุมหารือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่าเป็นการหารือกับภาคเอกชนถึงการนำเสนอแนวทางการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (เกษตร,ยานยนต์,ท่องเที่ยว,สุขภาพ,สื่อสารอิเล็กทรอนิกส์,ค้าปลีก,เศรษฐกิจสร้างสรรค์) โดยภาคเอกชนได้สะท้อนปัญหาสำคัญในหลายมิติ อาทิ ความยุ่งยากซับซ้อนของข้อบังคับทางกฎหมายที่ล้าสมัย การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่อันนำไปสู่ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งผลักดันระบบการเชื่อมโยงข้อมูล (Data Sharing / Single Gateway) การปรับปรุงมาตรการปกป้องทางการค้าให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงการปลดล็อคข้อจำกัดด้านพลังงานหมุนเวียนเพื่อตอบโจทย์บริบทโลกยุคใหม่

นายปกรณ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตนเห็นด้วยกับข้อเสนอของภาคเอกชนและได้แลกเปลี่ยนกับภาคเอกชน ใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1.ต้องแก้ไขวิธีคิด ไม่ใช่แค่แก้กฎหมายเป็นจุดๆ ซึ่งกฎหมายที่มีอยู่ “กฎหมายของโลกเก่า” ที่กำลังถูก Disrupt การแก้กฎหมายเพียงบางจุดอาจไม่เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง แต่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการออกแบบกฎหมายใหม่ทั้งระบบเพื่อให้สอดคล้องกับปัจจุบัน

2.เร่งผลักดันทางการเชื่อมโยงข้อมูล (Data Sharing / Open Data) โดยผลักดันการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐให้เป็นระบบเดียว เพื่อแก้ปัญหาความซ้ำซ้อน ลดภาระประชาชน และเพิ่มความโปร่งใส ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้ในตัว

3.ต้องร่วมกันหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Engine) ทั้งนี้ได้ฝากโจทย์สำคัญให้ภาคเอกชนช่วยกันคิดว่านอกจากการแก้ปัญหากฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจเดิมในปัจจุบันแล้ว ประเทศไทยควรมีเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ๆ อะไรบ้าง เพื่อเตรียมผลักดันกฎหมายรองรับธุรกิจในอนาคตและสร้างรากฐานไว้ให้ลูกหลานต่อไป

นายปกรณ์ ระบุว่า สิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นในลำดับต่อไป เพื่อไม่ให้การหารือสูญเปล่า ได้กำหนดแผนงานและเวลาที่ชัดเจน ดังนี้ 1.ตั้งคณะทำงานร่วมภาครัฐและเอกชน โดยให้จัดตั้งคณะทำงานชุดเล็ก โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เป็นประธาน และมีตัวแทนจาก กกร. 3 คน ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 3 คน และตัวแทนจาก ก.พ.ร. 3 คน

2.จัดทำแผนและเลือกเรื่องด่วน (Quick Wins) คณะทำงานจะนำเสนอข้อเสนอทั้งหมดมาคัดกรองจัดลำดับความสำคัญ และเลือกประเด็นที่สามารถทำได้ทันทีหรือประเด็นที่ทำเรื่องเดียวแต่แก้ปัญหาได้หลายด้าน เปรียบเสมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว มาเป็นเรื่องนำร่อง

3.เปิดรับฟังความคิดเห็น โดยนำข้อเสนอแนวทางการแก้ไขกฎหมายเข้าสู่การรับฟังความคิดเห็นส่วนกลางเป็นระยะเวลา 30 วัน

4.นำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใน 2 เดือน โดยตั้งเป้าหมายว่ากระบวนการทั้งหมดจะต้องได้ข้อสรุปเป็นรูปธรรม เพื่อนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 เดือนจากนี้

ขณะที่ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้หารือกับคณะทำงาน Zero Corruption กกร. และเพื่อนไม่ทน เกี่ยวกับข้อเสนอให้พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ ตามที่ได้นัดหมายไว้หลังการหารือกับภาคเอกชนเมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา

ในการหารือ นายปกรณ์ได้ให้ข้อมูลในเรื่องปริมาณกฎหมายไทย ที่ไม่ได้มีจำนวนถึง 100,000 ฉบับ อย่างที่มีความเข้าใจผิดกัน แต่มีพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)กับกฎกระทรวงอยู่ 7,615 ฉบับเท่านั้น แต่ว่ากฎกระทรวงแต่ละฉบับกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่ประชาชนต้องปฏิบัติตามไว้หลายเรื่อง ซึ่งหลายเรื่องมีความซ้ำซ้อนกัน สร้างภาระและต้นทุนแก่ประชาชน

ดังนั้น คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ซึ่งประกอบด้วยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย พร้อมเครือข่าย ได้เสนอให้แก้ไขกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม จึงสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอให้ลดความซ้ำซ้อนของการแจ้งข้อมูลคนต่างด้าวระหว่างระบบคนเข้าเมืองกับระบบโรงแรมหรือข้อเสนอของกลุ่มค้าปลีกที่ได้เสนอให้ลดภาระการแจ้งข้อมูลต้นทุนการผลิตที่ละเอียดเกินความจำเป็น การปรับเกณฑ์ตรวจสุขภาพพนักงานให้เหมาะสม หรือกลุ่มธุรกิจ Wellness เสนอให้มีการใช้นวัตกรรมและเครื่องมือที่ไม่ใช่เครื่องมือแพทย์ความเสี่ยงสูงได้คล่องขึ้น รวมถึงให้สถานพยาบาลใกล้กันใช้เครื่องมือร่วมกันได้เพื่อลดต้นทุนซ้ำซ้อน

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ในด้านเกษตรและอาหารแปรรูป ภาคเอกชนเสนอให้แก้ข้อจำกัดผังเมืองเพื่อให้ตั้งโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรในพื้นที่สีเขียวใกล้แหล่งวัตถุดิบได้เพราะมีกระบวนการไม่ซับซ้อนและไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนขนส่งและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ส่วนภาคอุตสาหกรรมเสนอให้มีการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานราชการเพื่อสร้างระบบเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้สินค้าด้อยคุณภาพทะลักเข้ามาขายให้แก่ผู้บริโภคไทย และเอาเปรียบผู้ผลิตไทยซึ่งผลิตสินค้าได้มาตรฐาน

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอด้านพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะการติดตั้ง Solar Cell ที่ปัจจุบันต้องขออนุญาตหลายหน่วยงาน ใช้เวลานานและมีต้นทุนสูง ภาคเอกชนเสนอให้ใช้ระบบใบอนุญาตหลัก หรือ Super License เพื่อลดขั้นตอนและเร่งการใช้พลังงานสะอาดทั้งภาคประชาชนและภาคอุตสาหกรรม

ทางด้านสมาคมธนาคารไทย เสนอให้รัฐเปิดเผยข้อมูลที่เป็น Trusted Source เพื่อใช้ตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย ทุนเทา นอมินี บัญชีม้า และข้อมูลตัวตนของลูกค้าหลายประเภทที่ปัจจุบันยังตรวจสอบได้จำกัด รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐในรูปแบบที่เครื่องคอมพิวเตอร์อ่านได้ เพื่อช่วยให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้เร็วขึ้น

น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายปกรณ์ได้วางกรอบทำงานเร่งด่วน โดยให้สำนักงาน ก.พ.ร. เป็นเจ้าภาพตั้งคณะทำงานย่อยร่วมระหว่างภาครัฐกับ กกร. เพื่อพิจารณาข้อเสนอที่มีผลกระทบสูงและแก้ไขได้เร็วเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบกลาง จากนั้นสรุปเป็นชุดกฎหมายลำดับรองที่จะเสนอ ครม.พิจารณาและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการแก้ไขต่อไป ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีประมาณ 2 เดือน เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจเห็นการเปลี่ยนแปลงจริง ไม่ใช่เพียงรับเรื่องแล้วปล่อยให้เงียบหาย โดยมีเครื่องมือสำคัญคือการใช้ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ เป็นกลไกเร่งรัด ลดใบอนุญาตซ้ำซ้อน ลดการใช้ดุลพินิจที่ไม่จำเป็น และปรับภาครัฐจากระบบควบคุมไปสู่ระบบอำนวยความสะดวก ตรวจสอบได้ และตอบโจทย์เศรษฐกิจปัจจุบัน

ทั้งนี้ นอกจากการแก้กฎหมายที่เป็นปัญหาปัจจุบันแล้ว ในระยะต่อไป นายปกรณ์ยังเตรียมเชิญภาคเอกชนร่วมหารืออีกครั้งเพื่อมองเรื่องอนาคตประเทศ การทำงานร่วมกันจะไม่ใช่เพียงตามแก้ปัญหาที่สะสมมานาน แต่รัฐบาลกับเอกชนจะร่วมกันออกแบบกฎหมาย ระบบข้อมูล และโครงสร้างภาครัฐให้รองรับเศรษฐกิจใหม่ เทคโนโลยีใหม่ และเครื่องยนต์เศรษฐกิจของไทยในอีก 10-20 ปีข้างหน้า

“รองนายกฯ ปกรณ์ย้ำกับเอกชนระหว่างการหารือว่ารัฐบาล โดยดำริของนายกรัฐมนตรี ต้องการให้การปฏิรูปกฎหมายรอบนี้เห็นผลจริง ภายใน 2 เดือนต้องมีข้อเสนอชุดแรกเข้าสู่ ครม. และหลังจากนั้นต้องเดินหน้าต่อเนื่อง ทั้งการแก้ปัญหาธุรกิจวันนี้ และการวางรากฐานประเทศสำหรับอนาคต” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

แวดวงนักปกครอง : 13 มิถุนายน 2569

แวดวงนักปกครอง : 13 มิถุนายน 2569

แวดวงนักปกครอง : 13 มิถุนายน 2569

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“สานต่อพระเมตตา เปิดทางสู่อนาคต!เด็กอักษร G รับการพัฒนาสถานะบุคคล” กรมการปกครอง เดินหน้าภารกิจสำคัญแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติต่อ จัดกิจกรรมมอบบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยให้กับเด็กนักเรียนอักษร G และผู้ได้รับการพัฒนาสถานะบุคคล ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนเรศวรป่าละอู อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมบูรณาการภาคีเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ มุ่งเปิดโอกาสให้เด็กและบุคคลเป้าหมายเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและมีอนาคตที่มั่นคงบนหลักมนุษยธรรม

“ปค.-UNHCR ผนึกกำลัง! เดินหน้าทำบัตรผู้หนีภัยฯ ยกระดับการบริหารจัดการเป็นระบบ” เตรียมความพร้อมจัดทำบัตรประจำตัวผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ พร้อมสาธิตกระบวนการออกบัตรณ สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและบริหารจัดการข้อมูลบุคคล สนับสนุนการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน การทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และการรักษาความมั่นคงของประเทศควบคู่หลักมนุษยธรรม

นายสุวรรณ เนตรเนติกุล

นายอำเภอขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ

นายวาทิต มาไพศาลสิน

นายอำเภอด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี

“อส.ตากใบรอดหวุดหวิด! คนร้ายซุ่มยิงกลางดึก กระสุนพลาดเป้า” คนร้ายซุ่มยิงสมาชิก อส. ขณะที่ นายมูหาหมัดอาซูวี มานาอายุ 36 ปี สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ประจำฐานปฏิบัติการชุดคุ้มครอง ต.ศาลาใหม่อ.ตากใบ จ.นราธิวาส นั่งอยู่หน้าบ้านพักช่วงกลางดึก แต่กระสุนพลาดเป้าพุ่งชนผนังบ้านทำให้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เชื่อเป็นฝีมือกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่เลือกเป้าหมายไว้ล่วงหน้า พร้อมยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย และเฝ้าระวังในพื้นที่ ขณะที่ประชาชนร่วมส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานแนวหน้าในจังหวัดชายแดนภาคใต้

“ลุยค้นถึงรัง! ฝ่ายปกครองขุขันธ์บุกจับค้ายา ยึดยาบ้ากว่า 1,400 เม็ด”นายสุวรรณ เนตรเนติกุล นายอำเภอขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ สั่งการฝ่ายปกครองบูรณาการตำรวจ และทหาร เปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดในพื้นที่ ต.ปรือใหญ่ ผลการตรวจค้นสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 1,402 เม็ดและยึดทรัพย์สินเกี่ยวเนื่องกับยาเสพติด14,000 บาท คุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด” อย่างต่อเนื่อง

นายอำเภอพาเที่ยวอาทิตย์นี้!“เที่ยวด่านมะขามเตี้ย ชมพระใหญ่ ชิมของอร่อย สัมผัสเสน่ห์ชุมชน” นายวาทิต มาไพศาลสิน นายอำเภอด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี พาไปเปิดพิกัดที่เที่ยวใหม่ของอำเภอ กับ “อุทยานพระใหญ่ถ้ำเขาชะอางค์” แลนด์มาร์คแห่งใหม่กลางผืนป่าชุมชน ชมองค์พระใหญ่และวิวธรรมชาติสุดตระการตา ก่อนแวะ “ตลาดฮัวกั่วซาน”ตลาดชุมชนสุดชิค รวมของดีมีแวว อาหารอร่อยและสินค้าเกษตรท้องถิ่นไว้ครบครัน สายคาเฟ่ห้ามพลาดร้านกาแฟครกหินบดสุดไวรัลส่วนสายลุยต้องลองกิจกรรมขับ ATVชมธรรมชาติรอบชุมชน “ด่านมะขามเตี้ย…เมืองเล็กเสน่ห์ใหญ่ เที่ยวได้ทั้งวัน สุขได้ทั้งทริป”

“นายอำเภอน้อย” ขอส่งกำลังใจถึงผู้สมัครสอบปลัดอำเภอกว่า 16,000 คนลงสู้ศึกในวันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายนนี้ ทั้ง3 สนามสอบ ขอให้ทุกคนมีสติ มั่นใจ และทำข้อสอบได้อย่างเต็มศักยภาพ “ความพยายามจะไม่ทรยศคนที่ตั้งใจ” ขอให้โชคดี!!

นาย..อำเภอน้อย

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“การเป็นผู้บริหารเมืองที่ดีจะต้องมีคุณธรรม ไม่ใช่ว่าพอมีฝ่ายตรวจสอบแล้วไปกล่าวหาว่าพวกนี้เล่นการเมืองหรือไม่ โดยกรุงเทพมหานครจะต้องมีคนอย่างพวกผมไว้ตรวจสอบไม่ใช่ผ่านไปแบบไหลลื่น และขอยืนยันว่า ถ้าหลักฐานไม่ครบ เหตุไม่เกิด พยานไม่มีคงไม่สามารถทำได้”

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์

อดีต สส.พรรคเพื่อไทย

ชัชชาติแรงไม่ตก โพลเผยยังนำโด่ง คนกรุงเทใจเลือก

ชัชชาติแรงไม่ตก โพลเผยยังนำโด่ง คนกรุงเทใจเลือก

ชัชชาติแรงไม่ตก โพลเผยยังนำโด่ง คนกรุงเทใจเลือก

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.18 น.

ชัชชาติแรงไม่ตก โพลเผยยังนำโด่ง คนกรุงเทใจเลือก

พระปกเกล้าโพล เผยผลสำรวจเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ชัชชาติ นำโด่ง พบคนกรุงเลือกคนมาแก้ปัญหา ส่วนชัชชาติ ลงพื้นที่ยานนาวา เผยปมถูกยื่นร้อง ป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ให้รอดูหลักฐาน ขอบคุณ สส.แบงค์ ช่วยติดตามคดีทุจริตจัดซื้อลู่วิ่ง ด้าน ผอ.กกต.กทม.เตรียมพร้อมเลือกตั้ง ยังไร้ข้อร้องเรียนกระทำผิด

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง ความนิยมของประชาชนและทิศทางสนามเลือกตั้ง กทม.69 (ครั้งที่ 2) ระหว่างวันที่ 4-7 มิถุนายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามพื้นที่เขตทั่ว กทม.1,600 ตัวอย่าง โดยสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage sampling) เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบพบหน้า กำหนดระดับความเชื่อมั่นทางสถิติที่ 95% และค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน ร้อยละ 2.5 ซึ่งทุกแบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความครบถ้วนและสมเหตุสมผลของคำตอบ ก่อนนำข้อมูลไปวิเคราะห์และรายงานผลต่อไป

พระปกเกล้าโพลชัชชาตินำโด่ง

ทั้งนี้ ได้ผลดังนี้ คำถามหากจะเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.วันนี้ ท่านมีแนวโน้มจะเลือกใครมากที่สุด (ครั้งที่ 2) พบว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับการระบุสูงสุดที่ร้อยละ 43.5 รองลงมาคือ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ร้อยละ 12.0 ขณะที่นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อยู่ที่ร้อยละ 6.9 และนายอนุชา บูรพชัยศรี อยู่ที่ร้อยละ 6.1 ส่วน ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี อยู่ที่ร้อยละ 3.9 ถัดมาคือผู้สมัครคนอื่นๆ ร้อยละ 13.9 ส่วนตัวเลือก ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ อยู่ที่ร้อยละ 13.7

หนุนโครงการใหญ่หากจำเป็น

ผลสำรวจ Line Today คำถาม “หากผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. เสนอนโยบายที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งต้องใช้งบประมาณสูง ท่านจะพิจารณาเรื่องนี้ต่อการตัดสินใจเลือกอย่างไร” พบว่าผู้ตอบส่วนใหญ่ร้อยละ 64.0 ระบุว่า “สนับสนุน หากดูแล้วว่าจำเป็น/แก้ปัญหาได้” รองลงมาร้อยละ 16.2 ระบุว่า “ลังเลเพราะกังวลเรื่องภาระงบประมาณ/ความคุ้มค่า” ขณะที่ร้อยละ 9.7 ระบุว่า “ไม่สนับสนุน แม้จะจำเป็น แต่ใช้งบสูงเกินไป” และร้อยละ 6.2 ระบุว่า “ไม่มีผลต่อการตัดสินใจเลือก” ส่วนร้อยละ 3.9 ระบุว่า “ไม่ประสงค์ตอบ”

ผลสำรวจคำถาม “หากช่วงหลังจากนี้การหาเสียงมีพรรค/กลุ่ม/ตัวบุคคล ที่เสนอนโยบายที่ตรงใจมากกว่าคนที่ท่านตั้งใจจะเลือก ท่านจะมีการตัดสินใจเลือกผู้ว่าฯ กทม.อย่างไร” พบว่าผู้ตอบส่วนใหญ่ร้อยละ 39.3 ระบุว่า “ยังไม่แน่ใจ แต่เปิดใจพิจารณา” รองลงมาร้อยละ 34.3 ระบุว่า “ยังเลือกหมายเลขเดิม/ไม่เปลี่ยนแน่นอน” ส่วนร้อยละ 16.5 ระบุว่า “มีโอกาสเปลี่ยนใจสูง” และร้อยละ 9.9 ระบุว่า “ไม่ประสงค์ตอบ”

ชัชชาติไม่หวั่นถูกยื่นร้องปปช.

ที่โรงเรียนผู้สูงอายุยานนาวา วัดทองบน นายชัชชาติ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.เบอร์ 9 กล่าวถึงกรณีนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ และนายคริส โปตระนันทน์ ยื่นร้อง ป.ป.ช.กล่าวโทษนายชัชชาติ และรองผู้ว่าฯ กทม.รวมถึงคณะกรรมการฯ ที่เกี่ยวข้องกับกรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ กทม.ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยกล่าวหาว่ามีเจตนาให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ว่าใครก็ยื่นได้ ไม่ได้ว่า ต้องมีหลักฐาน ใครอยากจะยื่นอะไรก็ยื่น นายศรีสุวรรณ ก็ยื่นร้องตนมาเป็น 10 แล้ว ก็แล้วแต่ เราก็มั่นใจว่าทำทุกอย่างถูกระเบียบ ไม่มีปัญหา ยินดี ให้ ป.ป.ช.ตัดสินว่าท่านมองอย่างไร จะรับฟ้องหรือไม่ เราพร้อม ยืนตรงๆ มา 4 ปีแล้ว

ขอบคุณที่ส.ส.ช่วยตรวจสอบ

ส่วนกรณนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ หรือ ส.ส.แบงค์ ไปติดตามถาม ป.ป.ช.เรื่องทุจริตเครื่องออกกำลังกาย นายชัชชาติ กล่าวว่า เราก็ยืนยันว่าขบวนการยังไม่สิ้นสุด ก็มีทั้งขบวนการ ป.ป.ช.ที่ยังเดินต่อ ขบวนการของ กทม.เอง ที่คณะกรรมการให้ตรวจสอบใหม่ ก็ยังไม่สุด ก็ขอบคุณ ส.ส.แบงค์ ที่ช่วยไปเร่ง ป.ป.ช.ให้ เพราะว่าขบวนการมีขั้นตอน ป.ป.ช. เอง ที่เรายื่นไป ก็ยังไม่มีผลออกมา ก็ฝากไปถาม ป.ป.ช.ก็ดีเลย

เมื่อถามกรณีหนึ่งในผู้สมัครสมาชิกสภา กทม.หรือ ส.ก.ทำโบรชัวร์ปลอมของนายชัชชาติ ได้สืบหาแล้วหรือไม่ว่าเป็นเขตไหน นายชัชชาติ กล่าวว่า ไม่รู้เลย ต้องถามฝ่ายกฎหมาย ที่สำคัญคืออย่าให้ประชาชนเข้าใจผิด แต่ไม่รู้ว่ามีเขตไหนบ้าง เห็นมีในข่าว แต่เราไม่มีเวลาลงไปดู ฝ่ายกฎหมายดำเนินการอยู่

ไม่กังวลคะแนนนิยมมีขึ้นมีลง

ต่อข้อถามถึงคะแนนนิยมในช่วงนี้ นายชัชชาติ กล่าวว่า เป็นธรรมดา ทุกคนก็มีขึ้นๆ ลงๆ ให้ประชาชนตัดสินใจดีที่สุด เราไม่ได้กังวล แล้วแต่ประชาชนตัดสินใจ เราก็ยืนหยัดพร้อมกับการตรวจสอบทุกอย่าง ไม่ได้กังวลเรื่องคะแนน แต่กังวลเรื่องนโยบาย ว่าจะทำอะไรให้ดีที่สุดมากกว่า

ยังรอพิจารณาพ.ร.บ.กทม.ใหม่

นอกจากนี้นายชัชชาติ ยังตอบคำถามถึงประเด็น พ.ร.บ.กทม.ถ้าได้เป็นผู้ว่าฯ กทม.อีก ถ้ามีฉบับใหม่ หลังจากใช้ฉบับเดิมมา 40 ปี จะช่วยให้การบริหารของ กทม.มีประสิทธิภาพมากขึ้น จริงๆ ก็ได้รวบรวมจุดอ่อน แต่ยังไม่มีความชัดเจน เพราะมีหลายร่าง เข้าใจว่า ส.ส.พรรคประชาชน ก็มีการยื่นไป ไม่ใช่อำนาจของ ผู้ว่าฯ กทม.เป็นอำนาจของสภาใหญ่ ก็ต้องฝากท่าน ส.ส.ช่วยกันผลักดันตรงนี้ให้ด้วย

ส่วน กทม.เอง เรายื่นไปก็ผ่านกระทรวงมหาดไทย แล้ว ต้องรอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของ กทม. เราเน้นเรื่องอำนาจที่เหมาะสม เช่น ดูแลเรื่องการจราจร รถขนส่งสาธารณะ เรื่องผิดกฎหมายต่างๆ การเก็บภาษีน้ำมัน ภาษีโรงแรมเพิ่ม ซึ่งปัจจุบัน กทม.ยังไม่มีอำนาจ รวมถึงการเลือกตั้งในระดับ ผอ.เขต เน้นเป็นโซน ไม่ได้เลือก ผอ.ทุกเขต ก็จะทำให้โครงสร้างมีการกระจายอำนาจ แล้วก็ตอบโจทย์ประชาชนในปัจจุบันมากขึ้น เพราะ พ.ร.บ.เก่า ตั้งแต่ปี 2528 หลายๆ อย่างเปลี่ยน มิติของเมืองเปลี่ยนไปแล้ว ก็เชื่อว่าทำให้มีการบริหารราชการมากขึ้น แต่เราไม่สามารถรอ พ.ร.บ.ได้ กทม.ผู้ว่าฯ เอง ต้องเอาสิ่งที่มีอยู่ทำให้ดีที่สุด ต้องปรับปรุงโครงสร้างตั้งแต่ยังไม่มี พ.ร.บ.ใหม่ ในเงื่อนไขที่เรามีในปัจจุบัน

ชูนโยบาย3ด้านเพื่อผู้สูงอายุ

ทั้งนี้ นายชัชชาติ ได้นำเสนอนโยบายเตรียมความพร้อม กทม.สู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ว่าปัจจุบัน กทม.มีผู้สูงอายุประมาณ 1.3 ล้านคน สัดส่วนสูงถึงร้อยละ 21 ของประชากร และในเขตเมืองชั้นใน เช่น พระนคร และสัมพันธวงศ์ พุ่งสูงถึงร้อยละ 35 จึงต้องปรับมุมมองไม่ให้มองผู้สูงอายุเป็นภาระ ผ่านหลักการ 3 ด้าน คือไม่เหงา ไม่ป่วย และมีรายได้ โดยกางนโยบายเชิงรุก อาทิ การพัฒนาโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน เป็นศูนย์กลางครบวงจร เพิ่มคลินิกผู้สูงอายุในโรงพยาบาล และศูนย์สาธารณสุข สนับสนุนผ้าอ้อมผู้ใหญ่ฟรี ร่วมกับ สปสช.เฉลี่ยเดือนละ 20,000 ชิ้น และเพิ่มผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) เป็น 5,000 คน พร้อมใช้ระบบ GPS ติดตามดูแลผู้ป่วยติดเตียงกว่า 6,000 คน ภายใต้นโยบายขยายเตียง 100,000 เตียงสู่บ้าน

ส่วนสุขภาพใจ ตั้งเป้าขยายโรงเรียนผู้สูงอายุให้ครบทั้ง 50 เขต เพิ่มชมรมผู้สูงอายุ เป็น 1,000 แห่งภายใน 4 ปี ขณะที่ด้านเศรษฐกิจ เน้นสร้างโอกาสผ่านแพลตฟอร์ม รวบรวมทักษะความสามารถของผู้สูงอายุ จับคู่จ้างงานในพื้นที่ใกล้เคียง ตั้งเป้าสร้างงาน 10,000 ตำแหน่ง ควบคู่กับจัดหลักสูตรฝึกอาชีพ

เดินหน้าแก้ปัญหาฝุ่นพิษกทม.

นอกจากนี้นายชัชชาติ กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ซึ่งปีนี้ลดลงร้อยละ 45 โดย กทม.ยังคงเดินหน้ามาตรการเชิงรุกตลอด 365 วัน เน้นกำจัดที่ต้นตอ ทั้งกวดขันควันดำ ขยายเขตห้ามรถเข้าเมือง (Low Emission Zone) ให้ครอบคลุมรถกระบะและรถยนต์ ขยายเครือข่าย Work From Home ให้ถึง 500,000 คน ประสานความร่วมมือกับจังหวัดรอบนอก เพื่อชะลอการเผาชีวมวล และร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ติดตั้งสถานีซูเปอร์สเตชั่น (Super Station) มูลค่าเกือบ 100 ล้านบาท จากประเทศจีน เพื่อวิเคราะห์ต้นตอฝุ่นรายวัน และเข้าจัดการได้อย่างแม่นยำ

กกต.พร้อมจัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ-สก.

ด้าน ว่าที่ ร.ต.ดร.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผอ.สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (ผอ.กกต.กทม.) กล่าวถึงการจัดอบรมวิทยากรเขต เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภา กทม.(ส.ก.) และ ผู้ว่าฯ กทม.ว่าได้จัดอบรมวิทยากรประจำเขตๆ ละ 6 คน รวม 300 คน ซึ่งวิทยากรที่เข้าร่วมอบรมจะนำความรู้ไปอบรมต่อกรรมการประจำหน่วย (กปน.) หน่วยละ 11 คน ใน6,628 หน่วย รวม 72,908 คน ซึ่งการอบรมนี้ถือว่าอยู่ในไทม์ไลน์ ไม่ได้ช้าเกินไป

ส่วนข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง กทม.ทั้งการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.และการเลือกตั้ง สก.ตอนนี้ยังไม่มีเรื่องร้องเรียน และยังไม่พบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับป้ายหาเสียง

ตั้งผู้ตรวจ-ชุดเคลื่อนที่เร็ว50เขต

สำหรับการหาเสียงเลือกตั้งช่วงโค้งสุดท้าย จากรายงานการหาเสียงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำ กทม.ได้ให้ความรู้กับผู้สมัครตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีผู้ตรวจการเลือกตั้ง 8 คน ในการเข้าพื้นที่สังเกตการณ์หาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัคร ส่วนที่มีกระแสข่าวการวิพากษ์วิจารณ์ฝั่งตรงข้าม ยังไม่ได้รับรายงานว่าเป็นการกระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้ง

ขณะที่ชุดเคลื่อนที่เร็วจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายนเป็นต้นไป ขณะนี้อยู่ระหว่างการแต่งตั้งทั้งหมด 50 ชุด 50 เขต ซึ่งความเพียงพอในช่วงก่อนวันเลือกตั้ง แต่สำหรับวันเลือกตั้ง จะมีการตั้งชุดเคลื่อนที่เร็ว ชุดละ 3 คน อีก 88 ชุด 88 สถานี และมีชุดประจำคอยอำนวยความสะดวกแต่ละสถานีอีก 88 สถานี สถานีละ 5 คน ตอนนี้ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้ของบประมาณมาแล้ว เพื่อดำเนินการตั้งแต่ช่วงนี้จนถึงวันเลือกตั้ง

ย้ำผู้สมัครระวังการทำผิดกม.

ทั้งนี้ การปราศรัยมีการแจ้งสถานที่มายัง กกต.อยู่แล้ว ก็จะลงไปสังเกตการณ์ทุกพื้นที่ และชุดเคลื่อนที่เร็วก็จะเข้าไปสังเกตการณ์ทุกเวทีปราศรัย

ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวถึงข้อควรระวังในช่วงหาเสียง ว่าต้องระวังการกระทำผิดกฎหมาย เรื่องการสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด การไปร่วมพิธีหรืองานต่างๆ จะต้องไม่เป็นลักษณะจัดเตรียม หรือจะให้ทรัพย์สินประโยชน์อื่นใด ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แก่วัด ชุมชน หรือมูลนิธิ นอกจากนี้ต้องระวังเรื่องการจัดมหรสพ จัดงานรื่นเริง การจัดเลี้ยง และเรื่องการหลอกลวง จูงใจ ใส่ร้าย ใช้อิทธิพลคุกคาม

ภราดร ชู รัฐบาลดิจิทัล จับมือ ป.ป.ท.-DGA ผนึกกำลังใช้เทคโนโลยีปราบโกง

ภราดร ชู รัฐบาลดิจิทัล จับมือ ป.ป.ท.-DGA ผนึกกำลังใช้เทคโนโลยีปราบโกง

ภราดร ชู รัฐบาลดิจิทัล จับมือ ป.ป.ท.-DGA ผนึกกำลังใช้เทคโนโลยีปราบโกง

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.01 น.

‘ภราดร’ ชูรัฐบาลดิจิทัล จุดเปลี่ยนปราบทุจริต ดึงเทคโนโลยีล็อกความโปร่งใส มอบหมาย ป.ป.ท. จับมือ DGA ลงนาม MOU ยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ ด้วยระบบดิจิทัล

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ที่อาคารซอฟต์แวร์ปาร์ค นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เรื่อง “การสนับสนุน และผลักดันการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการขับเคลื่อนมาตรการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ” ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานพัฒนา รัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA

ภราดร ปริศนานันทกุล

โดยมีนายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. และนางไอรดา เหลืองวิไล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เป็นผู้ลงนามในบันทึกข้อตกลง ความร่วมมือ พร้อมด้วยนายเอกชัย เกษมสุขธวัช รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. พ.ต.ท. สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมพิธี ความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการป้องกัน เฝ้าระวัง ปราบปรามการทุจริต ในภาครัฐให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัล มาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานของสำนักงาน ป.ป.ท. อาทิ การเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านการทุจริต การใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการตรวจสอบและติดตามโครงการภาครัฐ ตลอดจนการพัฒนาบริการภาครัฐในรูปแบบดิจิทัล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับ การยกระดับการบริหารราชการแผ่นดินด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะการบูรณาการฐานข้อมูลระหว่าง หน่วยงานภาครัฐ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนและเสริมสร้างธรรมาภิบาล ความร่วมมือ ระหว่างสำนักงาน ป.ป.ท. และ DGA ในการลงนาม MOU ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยีดิจิทัล มาสนับสนุนภารกิจด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งจะช่วยให้การตรวจสอบ การวิเคราะห์ข้อมูลและการเฝ้าระวังความเสี่ยงการทุจริตเป็นไปอย่างรวดเร็ว แม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการรับและให้สินบน ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ท. และ DGA เชื่อมั่นว่าความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาระบบราชการดิจิทัล ยกระดับความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน

ภราดร ปริศนานันทกุล
ภราดร ปริศนานันทกุล
ภราดร ปริศนานันทกุล
ภราดร ปริศนานันทกุล

สรรเพชญตรวจท่าเรือระนองประตูการค้าอันดามัน

สรรเพชญตรวจท่าเรือระนองประตูการค้าอันดามัน

สรรเพชญตรวจท่าเรือระนองประตูการค้าอันดามัน

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.31 น.

“สรรเพชญ” ตรวจความพร้อมท่าเรือระนอง สู่ประตูการค้าอันดามัน เชื่อมเอเชียใต้ – BIMSTEC กทท. โชว์ผลงานตู้สินค้าผ่านท่า 7 เดือน พุ่งกว่า 55% เร่งเพิ่มศักยภาพโครงสร้างพื้นฐาน-บริการ

วันนี้ (12 มิ.ย.) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน ณ ท่าเรือระนอง จังหวัดระนอง โดยมีนายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระนอง นายราชัน  มีน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง นายสีหราช สรรพกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระนอง ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. พร้อมคณะผู้บริหารการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ฯลฯ ให้การต้อนรับ พร้อมรายงานผลการดำเนินงานและแผนพัฒนาศักยภาพท่าเรือระนอง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงการค้าฝั่งทะเลอันดามัน รองรับการขนส่งสินค้าไปยังประเทศในเอเชียใต้ กลุ่มประเทศ BIMSTEC และเส้นทางการค้าหลักในมหาสมุทรอินเดีย

นายสรรเพชญ กล่าวว่า ท่าเรือระนองเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของกระทรวงคมนาคมในการพัฒนาเป็นประตูการค้าฝั่งอันดามัน เพื่อเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ของไทยไปยังกลุ่มประเทศ BIMSTEC และภูมิภาคเอเชียใต้ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งท่าเรือระนองมีศักยภาพสูง ทั้งด้านการขนส่งสินค้าและการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางน้ำ จึงต้องเร่งพัฒนาขีดความสามารถให้รองรับปริมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต พร้อมบูรณาการกับโครงข่ายคมนาคมอื่น ๆ เพื่อให้การขนส่งมีความต่อเนื่อง ไร้รอยต่อ และช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้อย่างแท้จริง

ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. กล่าวว่า “ท่าเรือระนองมีจุดแข็งจากทำเลที่ตั้งบนฝั่งทะเลอันดามัน สามารถเชื่อมการขนส่งจากอ่าวไทย ภาคใต้ตอนบน และพื้นที่เศรษฐกิจของประเทศไปยังเส้นทางเดินเรือในมหาสมุทรอินเดียได้โดยตรง กทท. จึงเดินหน้าพัฒนาทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การให้บริการ และความร่วมมือกับท่าเรือคู่ค้า เพื่อให้ท่าเรือระนองเป็นทางเลือกที่ใช้งานได้จริงสำหรับผู้ประกอบการ ลดระยะทางบางเส้นทาง เพิ่มความคล่องตัวในการขนส่ง และสร้างโอกาสทางการค้าใหม่ให้กับประเทศ”

ท่าเรือระนอง ปัจจุบันมีท่าเทียบเรือหลัก 2 ส่วน ได้แก่ ท่าเทียบเรืออเนกประสงค์ ความยาว 134 เมตร รองรับเรือสินค้าไม่เกิน 500 ตันกรอส และท่าเทียบเรือตู้สินค้า ความยาว 150 เมตร รองรับเรือสินค้า 8,000 ตันกรอส หรือไม่เกิน 12,000 เดดเวทตัน พร้อมร่องน้ำการเดินเรือลึก 8 เมตร กว้าง 120 เมตร ระยะทาง 28 กิโลเมตร โดยมีพื้นที่รองรับการให้บริการทั้งโรงพักสินค้า ลานวางตู้สินค้า พื้นที่จอดรถบรรทุก และพื้นที่สำหรับกิจกรรมด้านโลจิสติกส์ รวมถึงอุปกรณ์อำนวยความสะดวก เช่น รถเครนเคลื่อนที่ (Mobile Harbour Crane) รถหัวลาก รถยก และจุดให้บริการตู้ควบคุมอุณหภูมิ ฯลฯ

ด้านผลการดำเนินงานของท่าเรือระนองในรอบ 7 เดือนของปีงบประมาณ 2569 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568–เมษายน 2569 เติบโตในทุกมิติเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แสดงให้เห็นถึงทิศทางการใช้บริการท่าเรือระนองที่ขยายตัวมากขึ้น โดยมีปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเพิ่มขึ้นเป็น 7,000 ทีอียู (+55.56%) มีสินค้าผ่านท่าเพิ่มขึ้นเป็น 106,000 ตัน (+7.07%) และเรือผ่านท่าเพิ่มขึ้นเป็น 217 เที่ยว (+38.22%) นอกจากนี้ กทท. ยังผลักดันความร่วมมือด้านการตลาดภายใต้กรอบ MOU กับท่าเรือพันธมิตรในบังกลาเทศ อินเดีย และศรีลังกา โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประชุมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายโอกาสทางการค้า เปิดเส้นทางขนส่งใหม่ และเพิ่มทางเลือกด้านโลจิสติกส์ให้แก่ผู้ประกอบการไทยในการเชื่อมโยงตลาดฝั่งอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย และกลุ่มประเทศ BIMSTEC ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ กทท. มีแนวทางพัฒนาศักยภาพท่าเรือระนองอย่างต่อเนื่อง โดยจะเพิ่มจำนวนและประสิทธิภาพเครื่องมือทุ่นแรง เพื่อยกระดับความพร้อมด้านบริการ ความปลอดภัย และการรองรับปริมาณสินค้าที่มีแนวโน้มเติบโตในอนาคต เพื่อผลักดันท่าเรือระนองสู่การเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการค้าและโลจิสติกส์ไทยบนฝั่งทะเลอันดามันอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ในการหารือครั้งนี้ ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาจังหวัดระนอง โดยเฉพาะการยกระดับโครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยในที่ประชุมฯ ได้ร่วมสะท้อนข้อเสนอ และความต้องการของพื้นที่ เพื่อขอรับการสนับสนุนจากกระทรวงคมนาคม ในการผลักดันโครงการสำคัญหลายด้าน ได้แก่ การขยายทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) เป็น 4 ช่องจราจรตลอดสาย การก่อสร้างถนนสายใหม่ช่วง “กะเปอร์–บ้านนา” เพื่อเชื่อมต่อเส้นทางปากหมาก–ไชยา เพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางระหว่างจังหวัดระนอง และจังหวัดสุราษฎร์ธานี การขยายถนนสาย ทช.4010 เป็น 4 ช่องจราจร การศึกษาความเป็นไปได้ของเส้นทางรถไฟเชื่อมตำบลราชกรูด อำเภอเมืองระนอง ไปยังท่าเรือระนอง การพัฒนาท่าเรือมารีน่าชุมชนบ้านเขานางหงส์ ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองระนอง การขอใช้พื้นที่จากจังหวัดระนอง ในการทำลานพักตู้สินค้าโดยการท่าเรือระนอง เพื่อลดการแออัดของตู้สินค้า ตลอดจนการศึกษาโครงการถนนวงแหวนรอบนอกเมืองระนอง เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรและรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจังหวัดในระยะยาว

นายสรรเพชญ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคม พร้อมรับข้อเสนอของจังหวัด และภาคเอกชน ไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งผลักดันโครงการที่มีความพร้อมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยยืนยันว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในจังหวัดระนองจะต้องสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ ทั้งด้านการค้า การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับจังหวัดระนองสู่การเป็นประตูเศรษฐกิจสำคัญฝั่งทะเลอันดามันของประเทศต่อไป

015

ศาลฎีกา สั่ง จุฑามาศ ซารัมย์ พ้น นายก อบต. เหตุยื่นบัญชีเท็จ ตัดสิทธิเลือกตั้งตลอดชีวิต

ศาลฎีกา สั่ง จุฑามาศ ซารัมย์ พ้น นายก อบต. เหตุยื่นบัญชีเท็จ ตัดสิทธิเลือกตั้งตลอดชีวิต

ศาลฎีกา สั่ง จุฑามาศ ซารัมย์ พ้น นายก อบต. เหตุยื่นบัญชีเท็จ ตัดสิทธิเลือกตั้งตลอดชีวิต

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.30 น.

ศาลฎีกา สั่ง เพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้งตลอดชีพ จุฑามาศ ซารัมย์  อดีตนายกอบต.เมืองแฝก บุรีรัมย์ ยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ สั่งคุก3 เดือน ปรับ1หมื่น แต่ให้รอการลงโทษ1ปี

วันที่ 12 มิถุนายน  2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา ศาลฎีกา ถ.ราชดำเนินใน ศาลอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขแดงที่ อม 12/2565 ระหว่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  หรือ ป.ป.ช. ผู้ร้อง กับนางจุฑามาศ ซารัมย์ นายก องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)เมืองแฝก อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์  ผู้ถูกกล่าวหา

กรณีผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ ไม่ได้แสดงรายการเงินฝากธนาคารออมสิน จำนวน 847,654.71 บาท และสลากออมสิน มูลค่า 2 ล้านบาท อันเป็นการจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน

ทั้งนี้ผู้ถูกกล่าวหารอ้างว่า บัญชีดังกล่าวเป็นของนายธีรวัฒน์ ซารัมย์ พี่ชาย ที่เป็นทหารผ่านศึกนอกประจำการ และเป็นบุคคลไร้ความสามารถอยู่ในความดูแลของผู้ถูกกล่าวหา

ศาลฎีกาพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานต่างๆอาทิ รายการเดินบัญชีและพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ข้อต่อสู้ของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้น มีพิรุธหลายประการ เนื่องจากรายการฝากถอนเงินบำนาญของพี่ชายในบัญชีเดิม ไม่สัมพันธ์กับจำนวนเงินที่นำมาซื้อสลากออมสินและเงินฝากใน 2 บัญชี พบมีพฤติกรรมจงใจแต่งเส้นทางการเงินให้สอดคล้องกับคำให้การ เช่น การถือเงินสด 1 ล้านบาทไว้นานหลายเดือน แล้วนำเข้าบัญชีตนเองเพียง 5 วันก่อนถอนออกไปซื้อสลาก ซึ่งผิดปกติวิสัยของวิญญูชน

เมื่อพยานหลักฐานของผู้ถูกกล่าวหาไม่มีน้ำหนักพอที่จะเชื่อได้ว่าเงินมาจากพี่ชาย และบัญชีธนาคารทั้งสองมีชื่อผู้ถูกกล่าวหา จึงต้องฟังว่าจำนวนเงินนั้นเป็นของผู้กล่าวหา ซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องยื่นแสดงทรัพย์สินให้ครบถ้วน

การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาจึงเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 114 วรรคสอง (1)   กับมีความผิดตามมาตรา 167 

ศาลฎีกาจึงมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองแฝก นับแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2568 (ซึ่งเป็นวันที่ศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่) เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตลอดไป พร้อมทั้งจำคุก 3 เดือน และปรับ 1 หมื่นบาท ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนโทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี.

เช็กที่นี่!! มท.ไฟเขียวเปลี่ยนชื่อ หมู่บ้าน-อปท.-วัด รวม 6 แห่ง แก้ปัญหาซ้ำซ้อน

เช็กที่นี่!! มท.ไฟเขียวเปลี่ยนชื่อ หมู่บ้าน-อปท.-วัด รวม 6 แห่ง แก้ปัญหาซ้ำซ้อน

เช็กที่นี่!! มท.ไฟเขียวเปลี่ยนชื่อ หมู่บ้าน-อปท.-วัด รวม 6 แห่ง แก้ปัญหาซ้ำซ้อน

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.34 น.

มท. ไฟเขียวเปลี่ยนชื่อ หมู่บ้าน-อปท.-วัด รวม 6 แห่ง แก้ปัญหาซ้ำซ้อน ลดความเข้าใจผิด เหมาะสมกับอัตลักษณ์ประวัติศาสตร์พื้นที่

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.2569 ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาเรื่องการขอเปลี่ยนแปลงชื่อจังหวัด อำเภอ และตำบล หมู่บ้าน หรือสถานที่ราชการอื่น ๆ ครั้งที่ 2/2569 โดยมีคณะกรรมการฯ จากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมการปกครอง กรมศิลปากร กรมแผนที่ทหาร กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมประชุม  ซึ่งการประชุมเป็นการพิจารณาเรื่องการขอเปลี่ยนแปลงชื่อจังหวัด อำเภอ และตำบล หมู่บ้าน หรือสถานที่ราชการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ไม่ขัดต่อกฎหมายหรือระเบียบเฉพาะของสถานที่ รวม 6 แห่ง โดยเห็นชอบเปลี่ยนชื่อหมู่บ้าน จำนวน 1 แห่ง ตามที่กรมการปกครองเสนอ เปลี่ยนชื่อเทศบาลตำบล จำนวน 1 แห่ง ตามที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเสนอ และเปลี่ยนแปลงชื่อวัด 4 แห่ง ตามที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเสนอ

สำหรับการเปลี่ยนชื่อ หมู่บ้าน จำนวน 1 แห่ง คือ บ้านป่าขี้ติ้ว อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนเป็น “บ้านป่าติ้ว” เดิมชาวบ้านเรียกขานว่า “บ้านดอนเปาป่าขี้ติ้ว” ต่อมาประชากรในหมู่บ้านมีจำนวนมากขึ้น ทำให้ยากแก่การบริหารจัดการ จึงได้มีการแยกหมู่บ้านใหม่เป็น บ้านป่าขี้ติ้ว ซึ่งหมายถึง ต้นไม้ในพื้นที่อย่าง “ต้นขี้ติ้ว” ก่อนจะตัดคำว่า “ขี้” ออก เพื่อให้ชื่อมีความไพเราะ เป็นสิริมงคล และสะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชนได้ดีขึ้น โดยในทางราชการส่วนใหญ่จะเรียกชื่อเป็นทางการว่า “บ้านป่าติ้ว” หรือ “บ้านติ้ว” แทนชื่อเดิม

สำหรับการเปลี่ยนชื่อ เทศบาลตำบล จำนวน 1 แห่ง คือ เทศบาลตำบาลบ้านศรีพนา อ.เซกา จ.บึงกาฬ  เปลี่ยนเป็น “เทศบาลตำบลเซกา” โดย “เซ” หมายถึง แม่น้ำ แหล่งน้ำ ลำห้วย ซึ่งพื้นที่เทศบาลดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ “กา” หมายถึง นกกา ซึ่งเป็นนกชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะตัวคือมีขนสีดำสนิท บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ ทั้งนี้ชื่อในความหมายใหม่ หมายถึง พื้นทีอุดมสมบูรณ์ของพื้นดินและแหล่งนา เป็นภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมในการอยู่อาศัยประชาชนอยู่ดีมีสุข

ในส่วนของ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้มีการขอเปลี่ยนแปลงชื่อวัด จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ 1. วัดเทพประทาน จ.จันทบุรี เปลี่ยนเป็น “วัดเทพประทานอธิพร” เนื่องจากวัดเทพประทานได้จัดสร้างสมเด็จองค์ปฐมพระพุทธเมตตา เพื่อถวายเปนพุทธบูชา ที่ฐานองค์พระปรากฏชื่อ วัดเทพประทาน (อธิพร) ทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าชื่อวัดเทพประทาน (อธิพร) ซึงมีความหมายว่า เทพเทวาประทานพรที่ยิ่งใหญ่

2.วัดน้ำผึ้ง จ.พิษณุโลก เปลี่ยนเป็น “วัดนาม่วงนุสรณ์วนาราม” แต่เดิมสันนิษฐานว่าเกิดจากวัดตั้งอยู่ใกล้ “คลองน้ำผึ้ง” จึงได้ชื่อว่า “วัดน้ำผึ้ง” ต่อมาประชาชนชาวบ้านนาม่วง นิยมเรียกและรู้จักวัดในนาม “วัดนาม่วง” ตามชื่อหมู่บ้าน จึงได้มีความเห็นว่าต้องการเปลี่ยนแปลงชื่อวัดให้สอดคล้องกับชื่อหมู่บ้าน

3.วัดป่าดอนแคน จ.ร้อยเอ็ด เปลี่ยนเป็น “วัดป่าศรีมงคล” เนื่องจากวัดดังกล่าวตั้งอยู่ที่ บ้านดอนแคน เป็นวัดเก่า โดยมีหลวงปู่คำมี ปภสฺสโร ผู้ริเริ่มเข้ามาปักกลด ได้ตั้งชื่อที่พักสงฆ์ว่า “ป่าศรีมงคล” เพราะมีความดีเป็นสิริมงคลต่อชาวบ้าน พร้อมด้วยประชาชนได้ร่วมกันประชุมประชาพิจารณ์ เป็นวัดป่าศรีมงคล

4.วัดสร้างเรือง จ.ศรีสะเกษ เปลี่ยนเป็น “วัดพระธาตุเรืองรอง” โดยวัดดังกล่าวตั้งอยู่ที่บ้านสร้างเรือง เมื่อ พ.ศ. 2525 พระครูวิบูลธรรมภาณ ได้ดำเนินการก่อสร้างพระธาตุขึ้นเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ อีกทั้งเป็นสถานที่ประพฤติปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนิกชนในชุมชน เมื่อสร้างเสร็จจึงตั้งชื่อว่า “พระธาตุเรืองรอง”

สำหรับคณะกรรมการเปลี่ยนแปลงชื่อจังหวัด อำเภอ และตำบล หมู่บ้าน หรือสถานที่ราชการอื่น ๆ ของกระทรวงมหาดไทย เป็นคณะกรรมการตามกฎหมายมีอำนาจหน้าที่พิจารณาหลักเกณฑ์และกลั่นกรองให้ความเห็นชอบการเสนอเปลี่ยนแปลง โดยเน้นการวิเคราะห์ศึกษาถึงหลักฐานหรือวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับการปรับเปลี่ยนชื่อรวมถึงประวัติศาสตร์ในพื้นที่ รวมถึงกระบวนการรับฟังความเห็นประชาชน ที่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนการรับฟังความเห็นตั้งแต่ระดับหมู่บ้านถึงระดับคณะกรรมการฯ โดยตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 เม.ย.2569 เห็นชอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ที่แต่งตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรีของคณะรัฐมนตรีชุดเดิม อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โดยไม่ต้องออกเป็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี หรือสั่งส่วนราชการเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ดังกล่าวขึ้นอีก

ภูมิใจไทย ฟ้อง สนธิ บิดเบือนข้อเท็จจริงทำพรรคเสียหาย

ภูมิใจไทย ฟ้อง สนธิ บิดเบือนข้อเท็จจริงทำพรรคเสียหาย

ภูมิใจไทย ฟ้อง สนธิ บิดเบือนข้อเท็จจริงทำพรรคเสียหาย

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.33 น.

12 มิถุนายน 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า พรรคภูมิใจไทย เป็นโจทก์ มอบหมาย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เป็นผู้รับมอบอำนาจ ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ต่อศาลอาญา คำฟ้องคดีอาญา หมายเลขดำที่ อ.1639/2569 เนื่องด้วย เมื่อวันที่ 6 พ.ค.2569 เวลากลางคืนหลังเที่ยงต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ได้เผยแพร่คลิปบนเฟซบุ๊ก “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” มีข้อความอันเป็นการหมิ่นประมาท และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ทำให้พรรคภูมิใจไทย ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง

“ในคลิปมีคำบรรยาย (แคปชั่น) ว่า “คุณกำลังขายชาติ” พร้อมระบุว่า แลนด์บริดจ์ สรุปคือ พวกเขากำลังจะคอร์รัปชันชาติ กำลังเอาชาติไปขาย เพื่อเอาเงินเข้ากระเป๋านักการเมือง และพรรคตัวการของการขายชาติคือพรรคภูมิใจไทย ภูมิใจไทยที่คนได้เลือกกันมา คนที่ต่อต้านแลนด์บริดจ์มีทั่วประเทศแล้วตอนนี้ โดยพยายามเอาเข้ามาเป็น Southern Economic Cooperation (SEC) เหมือน EEC ที่ทำมากี่ปีแล้วยังไม่ไปไหน จะสร้างสนามบิน 3 สนาม ก็ยังไม่สำเร็จ รถไฟความเร็วสูงก็ไม่สำเร็จ EEC กลายเป็นที่รวมของจีนเทาเอาเงินมาลงทุน และมาเอาสิทธิพิเศษที่ EEC ให้ ฉันใดฉันนั้น แลนด์บริดจ์และกฎหมายที่พรรคภูมิใจไทยเสนอเข้านั้นคือกฎหมายขายชาติ มีการยกเว้นภาษีที่ดินให้ล่วงหน้านับร้อยปีแล้ว นั่นคือที่มาว่าทำไมมันถึงต้องออกกฎหมายเพื่อยกที่ดิน 75 ปี ให้ต่างชาติ ให้เช่าได้ ผมกำลังชี้หน้าภูมิใจไทย โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี คุณกำลังขายชาติ คุณกำลังขายชาติ คุณกำลังขายชาติ” นายศุภชัย กล่าว

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า เมื่อปรากฏข่าวเช่นนั้น ย่อมทำให้ประชาชนทั่วไปที่ได้ดูคลิป หรืออ่านข้อความ สามารถเข้าใจได้ทันทีว่าที่นายสนธิกล่าวในการเผยแพร่คลิปหมายถึงพรรคภูมิใจไทย กระทำการไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนและนักการเมือง ซึ่งเป็นความเท็จทั้งสิ้น ปัจจุบันโครงการแลนด์บริดจ์อยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้ ศึกษาถึงผลดี – ผลเสียอย่างถี่ถ้วน ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างหรือลงทุน ซึ่งนายสนธิทราบดี แต่กลับมุ่งใส่ร้ายโจมตี โดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ จึงไม่ใช่เป็นการติชมโดยสุจริต ส่งผลให้เกิดความเสียหาย และความศรัทธาที่ประชาชนมีให้พรรคภูมิใจไทยเกิดความเสื่อมคลายลง