อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 22.21 น.

“อนุทิน”บอกเจอ”ทักษิณ” ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ ชี้คนคุ้นเคยทั้งนั้น ย้ำทำงานร่วม”เพื่อไทย”ราบรื่น-เข้าขากันดี

14 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 21.30 น.ที่ จ.อุบลราชธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม นายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งถือเป็นการพบกันของ 4 นายกรัฐมนตรี คือ นายอนุทิน , นายทักษิณ ชินวัตร , น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งในช่วงท้ายก่อนที่นายทักษิณจะเดินทางกลับ ปรากฏภาพนายอนุทินกราบที่ตักของนายทักษิณ

โดย นายอนุทิน กล่าวว่า ตนเจอนายทักษิณก็ต้องกราบอยู่แล้ว เพราะถือเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลนายทักษิณตั้งแต่ปี 2547 และเป็นรัฐมนตรีลำดับท้าย ที่นายทักษิณได้ให้ความเมตตา ส่วนได้พูดคุยเรื่องอะไรกับนายทักษิณ นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้พูดคุยอะไร เพียงแต่ถามเรื่องสารทุกข์สุกดิบ นอกจากนี้ ยังได้มีโอกาสเจอกับ น.ส.แพทองธาร และ นายสมชาย ที่เป็นคนคุ้นเคยกันทั้งนั้น

เมื่อถามว่า วันนี้ถือว่าเป็นการเจอกันของ 4 นายกรัฐมนตรี รู้สึกดีใจหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้พรรคเพื่อไทย เป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน ทุกคนมีความคุ้นเคยกันอยู่แล้ว

ส่วนการเจอกันจะทำให้การทำงานของรัฐบาลราบรื่นขึ้นอย่างไร นายอนุทิน ระบุว่า ราบรื่นมาโดยตลอด และตอนนี้ในรัฐบาลก็มี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และเป็นหัวหน้าคลัสเตอร์ของพรรคเพื่อไทย รวมทั้งมี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ , นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ , นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ก็ทำงานเข้าขากันได้ดี (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์)

กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี

กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี

กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 21.10 น.

14 สิงหาคม 2569 จากกรณีการเสียชีวิตของ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี เหตุ นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี บุกยิง ทำให้ต้องมีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรีอีกครั้ง ซึ่งทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ประชาสัมพันธ์ปฏิทินการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี โดยวันที่ 17 – 21 สิงหาคม 2569 เปิดรับสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี และวันที่ 20 กันนยายน 2569 เป็นวันเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี

ทั้งนี้ ล่าสุด แกนนำกลุ่มผึ้งหลวง ได้เปิดเผยกับแนวหน้าออนไลน์ ว่า ทางกลุ่มผึ้งหลวง มีมติส่ง นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ ซึ่งเป็นหลานชายของ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ ลงสมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ในนามกลุ่มผึ้งหลวง

อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์

อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์

อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.40 น.

14 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเสร็จสิ้นพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม นายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรมช.มหาดไทย เจ้าภาพได้เชิญ 4 นายกรัฐมนตรีถ่ายภาพร่วมกับครอบครัวกัลป์ตินันท์ โดยไม่ได้ร่วมภาพร่วมกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก่อนที่จะมารับประทานอาหารร่วมกันในห้องส่วนตัว ซึ่งไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าถ่ายภาพ โดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้เดินมาชวนนายอนุทิน เข้าไปรับประทานอาหารร่วมกับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งนายอนุทินนั่งตรงกลางโต๊ะ โดยมีนายทักษิณ และ น.ส.แพทองธาร นั่งขนาบข้าง รวมถึง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ด้วย

จากนั้น นายอนุทินได้เดินมาส่งนายทักษิณขึ้นรถยนต์ โดยได้พูดคุยกันสั้นๆ โดยนายทักษิณ ถามว่า “ท่านนายกฯ ไปไหนต่อ” นายอนุทิน กล่าวว่า “เดินทางกลับครับ” ก่อนที่นายทักษิณจะขึ้นไปนั่งบนรถยนต์ โดยนายอนุทินได้เข้าไปกราบที่ตักนายทักษิณ

– 006

คนการเมืองเนืองแน่น! อนุทิน-ทักษิณ-อุ๊งอิ๊งค์-สมชาย ร่วมบำเพ็ญกุศล เกรียง กัลป์ตินันท์

คนการเมืองเนืองแน่น! อนุทิน-ทักษิณ-อุ๊งอิ๊งค์-สมชาย ร่วมบำเพ็ญกุศล เกรียง กัลป์ตินันท์

คนการเมืองเนืองแน่น! อนุทิน-ทักษิณ-อุ๊งอิ๊งค์-สมชาย ร่วมบำเพ็ญกุศล เกรียง กัลป์ตินันท์

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.33 น.

14 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 18.30 น.ที่ทำการพรรคเพื่อไทย จ.อุบลราชธานี ถนนบูรพาใน บ้านดู่ จ.อุบลราชธานี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการบำเพ็ญกุศล นายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรมช.มหาดไทย เป็นเวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 13 – 15 ส.ค.

โดยวันที่ 14 ส.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธี โดยมี นายทักษิณ ชินวัตร , น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ มาร่วมในการบำเพ็ญกุศล โดยมี รัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย สส.ในพื้นที่อีสานทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย เดินทางมาร่วมในการบำเพ็ญกุศลจำนวนมาก อาทิ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ , นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกฯ และรมว.มหาดไทย , นายวัชระพล ขาวขํา รมช.เกษตรและสหกรณ์ , นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ , น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม , นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม โดยมีประชาชนในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี และใกล้เคียง เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศภายในงาน เป็นการพบกันของ 4 นายกฯ โดยนายอนุทิน ได้ไหว้ทักทายนายทักษิณ , น.ส.แพทองธาร และ นายสมชาย อดีตนายกฯ อย่างเป็นกันเอง โดยนายอนุทินได้นั่งข้างนายทักษิณ และถัดไปเป็น น.ส.แพทองธาร ที่มีการพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ซึ่งมีบางจังหวะทั้งคู่พูดคุยอย่างยิ้มแย้ม ท่ามกลางการจับตาของคอการเมืองที่ติดตามถึงการพบกันครั้งแรก ภายหลังได้รับการปล่อยตัว ซึ่งภายในงานมี สส.และสมาชิกพรรคของพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย ร่วมงานอย่างเนื่องแน่น

– 006

จับตาบิ๊กต่าย ชง ก.ตร. เคาะโผนายพลตำรวจ คืนความเป็นธรรม พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ

จับตาบิ๊กต่าย ชง ก.ตร. เคาะโผนายพลตำรวจ คืนความเป็นธรรม พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ

จับตาบิ๊กต่าย ชง ก.ตร. เคาะโผนายพลตำรวจ คืนความเป็นธรรม พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.56 น.

จับตา”บิ๊กต่าย”ชง ก.ตร. เคาะโผนายพลตำรวจ ปลายเดือนนี้ มั่นใจมีข้อสรุปด้วยดี คืนความเป็นธรรม”พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ”

14 สิงหาคม 2569 มีรายงานความคืบหน้า การประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งถัดไป ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนั่งเป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบัญชีการแต่งตั้งโยกย้าย (โผนายพลตำรวจ) ในช่วงวันที่ 24 – 31 สิงหาคม 2569 นี้

โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า กระบวนการพิจารณาจัดทำบัญชีแต่งตั้งโผนายพลตำรวจ อยู่ในช่วงขั้นตอนการกลั่นกรองของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ดำเนินการมีความเรียบร้อยด้วยดีของคณะกรรมการกลั่นกรอง ก่อนนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ก.ตร.เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามกำหนดการในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้

สำหรับโผรายชื่อนายตำรวจระดับรองผู้บัญชาการ ที่มีความอาวุโส สมควรจะได้พิจาณาเลื่อนขึ้นเป็นตำแหน่งผู้บัญชาการ ที่สำคัญและน่าจับมองของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คือ ชื่อของ พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. (ตำรวจไซเบอร์) ซึ่งคาดว่าจะได้รับความเป็นธรรมในการได้รับการแต่งตั้งขึ้นระดับ พล.ต.ท. ด้วย

เนื่องจาก พล.ต.ต.วิวัฒน์ ถือว่ามีผลงานโดดเด่น จนได้รับการกล่าวขานถึงว่า “คนทำงานดีที่ถูกลืม” มีความพร้อมทั้งอาวุโส ความรู้ความสามารถ และผลงานสำคัญเป็นที่ประจักษ์ อีกทั้ง มีผลงานปราบปรามด้านไซเบอร์ ด้านการสืบสวนสอบสวนที่โดดเด่นระดับชาติ มีความเหมาะสมและลำดับอาวุโส ซึ่งล่าสุด คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) ซึ่งเป็นกลไกที่มีบทบาทสำคัญในการพิจารณาคืนความเป็นธรรมให้ตำรวจทุกระดับ ได้วินิจฉัยให้ ก.ตร.คืนความเป็นธรรม ให้ พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ เป็นอีกหนึ่งนายตำรวจที่จะได้รับการเยียวยาคืนความเป็นธรรม ในการแต่งตั้งนายพลตำรวจในห้วงปลายเดือนสิงหาคมนี้

หลังจาก พล.ต.ต.วิวัฒน์ ยื่นร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค.ตร.กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจเมื่อปี 2568 ตนเองไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง คดีจึงเข้าสู่การพิจารณา จนนำมาสู่คำวินิจฉัย เรื่องดำที่ รท.180/2568 และเรื่องแดงที่ รท.27/2569 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา

โดย ก.พ.ค.ตร.วินิจฉัย ว่า พล.ต.ต.วิวัฒน์ มีคุณสมบัติความรู้ความสามารถและอาวุโส (ครอง รองผบช. 3 วาระ), มีภาวะผู้นำสูง เป็นที่ยอมรับ, มีมนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยม รักษาวินัยเคร่งครัด และได้รับความไว้วางใจให้เป็นหัวหน้าชุดปฎิบัติการสำคัญต่อเนื่อง

“คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรรมข้าราชการตำรวจชี้ว่า คณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งระดับสำนักงานตำรวจนห่งชาติ ไม่ได้นำความรู้ความสามารถของ พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ มาเปรียบเทียบกับผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งซึ่งมีอาวุโสน้อยกว่าอย่างแท้จริง ทั้งที่ พล.ต.ต.วิวัฒน์ฯ มีผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์”

ก.พ.ค.ตร.จึงวินิจฉัยว่า การใช้ดุลพินิจดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์แห่งมาตรา 82 วรรคสอง ของพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 และมีมติให้เยียวยา โดยให้แต่งตั้ง พล.ต.ต.วิวัฒน์ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการ ในวาระแต่งตั้งประจำปี 2569

ผิดจริง ไล่ออกแล้ว! สิทธิโชติ เผยปม เจ้าหน้าที่ กกต.รับเงิน แต่ไม่สอบสจ.คนสนิทสส. ชี้หลักฐานไม่ถึง

ผิดจริง ไล่ออกแล้ว! สิทธิโชติ เผยปม เจ้าหน้าที่ กกต.รับเงิน แต่ไม่สอบสจ.คนสนิทสส. ชี้หลักฐานไม่ถึง

ผิดจริง ไล่ออกแล้ว! สิทธิโชติ เผยปม เจ้าหน้าที่ กกต.รับเงิน แต่ไม่สอบสจ.คนสนิทสส. ชี้หลักฐานไม่ถึง

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.59 น.

สิทธิโชติ เผยปมเจ้าหน้าที่ กกต.รับเงิน ตาก-อำนาจเจริญ พบผิดจริงและไล่ออกแล้ว ส่วน คดี สส.อำนาจเจริญ ยังไม่รื้อสำนวน เหตุหลักฐานเชื่อมโยงไม่ถึงผู้สมัคร ด้าน ฮั้ว สว. ยันไม่กังวล ไม่หลุดกรอบเวลา พิจารณาครบ 7 ข้อหาสัปดาห์สุดท้าย ก่อนเว้น 1 สัปดาห์ให้ กกต.ตกผลึก ลงมติรายบุคคล ย้ำทุกมติต้องมีเหตุผล-พร้อมรับผิดชอบต่อสังคม

เมื่อวันที่ 14 ส.ค.2569 ที่โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะฯ กรุงเทพฯ กรุงเทพฯ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สังคมและฝ่ายค้านตั้งคำถามเรื่องกระบวนการเลือกสว. รวมถึงการที่มีพนักงาน กกต. เข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีการเลือกตั้ง สส.ว่า กกต.ได้มีการดำเนินคดีและตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจังหรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า  ก่อนหน้านั้นได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบในสํานวนการสืบสวนไต่สวนการเลือกตั้ง สส.เมื่อปี 2566 ซึ่งมีเรื่องร้องเรียนเข้ามาและมีการสั่งให้ไปไต่สวนสํานวนคดีของ สส.เพิ่มเติมใน 2 จังหวัด คือ จังหวัดตาก และจังหวัดอำนาจเจริญ 

สำหรับกรณีที่จังหวัดตาก เป็นเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่นและมีปัญหาในลักษณะทุจริตเรียกรับเงินนั้น นายสิทธิโชติ กล่าวยืนยันว่าทางสำนักงาน กกต.ได้รับทราบข่าวและมีผู้ร้องเรียนเข้ามา จึงได้ตั้งกรรมการสอบสวนและพบว่าเจ้าหน้าที่รายนั้นมีการกระทำผิดจริง ซึ่งปัจจุบันคณะกรรมการสอบสวนได้มีมติให้ไล่ออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ส่วนกรณีที่จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งเป็นอีกเคสที่ส่วนกลางส่งเจ้าหน้าที่คนนี้เข้าไปสืบสวนไต่สวนเพิ่มเติมในคดี สส. ก็พบว่ามีการร้องเรียนและพบพฤติการณ์ทุจริตรับเงินเช่นกัน จึงได้มีการตั้งกรรมการสอบสวน ซึ่งจริง ๆ แล้วเจ้าหน้าที่คนนี้ถูกไล่ออกไปก่อนแล้วในคดีเคสแรก แต่ขั้นตอนทางวินัยยังคงดำเนินการค้างอยู่ ซึ่งล่าสุดคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยมีความเห็นเบื้องต้นว่าควรให้ไล่ออก และปัจจุบันเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาขั้นสุดท้ายของคณะอนุกรรมการฯเพื่อลงมติว่าจะเห็นชอบตามความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยหรือไม่ ซึ่งคาดว่าจะทราบผลมติในเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ ในส่วนของ สส. ที่ถูกร้องเรียนเรื่องการทุจริตการเลือกตั้ง สส.สํานวนนั้น  ก็เป็นอีกสํานวนหนึ่งที่เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเข้าไปทำ แต่ปรากฏในภายหลังว่ามีเส้นทางการเงินโอนเข้าหาเจ้าหน้าที่ โดยผู้โอนเป็นบุคคลอื่น ซึ่งไม่ใช่ตัว สส.

เมื่อถามย้ำว่าจากกรณีที่มีการระบุชื่อบุคคล เช่น น.ส.ญาณี สีฟ้า ซึ่งเป็น สจ. ที่สนิทสนมกับ น.ส.นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย จะมีการตรวจสอบความเชื่อมโยงเพิ่มเติมหรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการตั้งสํานวนใหม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยหากจะตั้งเป็นความปรากฏ ได้นั้น จำเป็นต้องมีพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงเพียงพอ ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีพยานหลักฐานในเชิงนิติวิทยาศาสตร์หรือพยานบุคคลที่ยืนยันไปถึงขนาดนั้น จึงยังไม่มีการตั้งสํานวนไปยังตัว สส.ที่เกี่ยวข้อง เรื่องจึงจบลงแค่นั้นก่อน ส่วนสํานวนการเลือกตั้ง สส.ที่เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเคยลงไปทำนั้น ได้มีการวินิจฉัยไปแล้วว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นอย่างไร

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตอาจทำให้ข้อมูลที่ กกต. ได้รับไม่ตรงกับความเป็นจริง ดังนั้น จำเป็นต้องนำสํานวนทุจริต สส. ดังกล่าวกลับมาทบทวนใหม่หรือไม่  นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการทบทวนสํานวนใดๆทั้งสิ้น เนื่องจากยังไม่มีเหตุปัจจัยหรือหลักฐานที่ถึงขนาดที่จะตั้งสํานวนใหม่ได้ โดยเรื่องร้องเรียนของตัวสส.ในการเลือกตั้งจบไปแล้ว แต่ส่วนใหม่ของเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวที่ปรากฏเส้นเงินในภายหลังยังไม่ไปถึงเหตุที่จะต้องตั้งสำนวนเพิ่มเติมกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังได้

เมื่อถามถึงประเด็นคดีฮั้ว สว.ที่ฝ่ายค้านเตรียมจะเปิดหลักฐานเพิ่มเติมในวันเสาร์-อาทิตย์นี้ ทางกกต. มีความกังวลหรือมองเรื่องนี้อย่างไร นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ไม่กังวลหรอก  เราพิจารณาเป็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสํานวน โดยสํานวนของคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26 ถือเป็นสํานวนหลัก ส่วนคณะอื่นๆ เช่น คณะอนุฯวินิจฉัยที่ 36 เป็นเพียงผู้มาให้ความเห็นว่าจะเห็นด้วยกับคณะที่ 26 หรือไม่ สํานวนคดีมีเพียงสํานวนเดียวเท่านั้น ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวลหากพยานหลักฐานในสํานวนหลักของคณะฯ ที่ 26 รวบรวมไว้ว่าอย่างไร กกต.ก็ต้องพิจารณาตามสํานวนนั้นเป็นหลัก แล้วนำความเห็นของคณะฯที่ 36 มาประกอบการพิจารณาว่าเหตุผลที่เห็นแย้งกันนั้นเป็นอย่างไร

เมื่อถามถึงกระแสข่าวการโหวตลงมติคดีฮั้ว สว.ที่มีข่าวลือว่า สว.อาจจะรอด เพราะ กกต.ส่วนใหญ่ได้รับแต่งตั้งมาโดย สว.ชุดนี้ และจะตอบสังคมอย่างไรหากมีมติยกคำร้องหรือลงโทษบางคน นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ไม่ว่า กกต.ท่านใดจะมีมติให้ส่งศาลฎีกาหรือให้ยกคำร้อง ทุกอย่างจะต้องมีเหตุผลประกอบเสมอ ซึ่งจะมีช่องคำวินิจฉัยระบุว่าตัดสินด้วยเหตุผลตามคณะที่ 26 ตามคณะที่ 36 หรือเหตุผลอื่นที่ กกต.เห็นเพิ่มเติม ซึ่งเปรียบเหมือนคำพิพากษาของศาล ที่แม้อาจมีคนไม่เห็นด้วย แต่เมื่ออ่านแล้วจะรู้ว่ามีน้ำหนักมีเหตุผลหรือไม่ จึงขออย่าเพิ่งกังวล เพราะการลงมติต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ กกต.แต่ละท่าน และทุกคนต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตนวินิจฉัยไป

เมื่อถูกถามย้ำถึงกรอบเวลาเนื่องจากฝ่ายค้านกังวลว่าการพิจารณาอาจยืดเยื้อจากเดือนส.ค.ไปถึงเดือนก.ย.นั้น นายสิทธิโชติ กล่าวว่า กระบวนการทำงานทั้งหมดเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่กำหนดไว้ ไม่มีการหลุดกรอบเวลาอย่างแน่นอน ทุกขั้นตอนดำเนินไปอย่างแม่นยำและตรงตามแผนงาน ซึ่งในสัปดาห์สุดท้ายคาดว่าจะสามารถพิจารณาสำนวนคดีในทุกข้อหาได้จนจบกระบวนการ จากนั้นจะเหลือเพียงขั้นตอนการลงมติวินิจฉัย

นายสิทธิโชติ อธิบายอีกว่า สำหรับขั้นตอนการพิจารณานั้น กกต.ได้ดำเนินการประชุมพิจารณาไล่เรียงแยกย่อยทีละข้อหา โดยข้อหาแรกได้ใช้เวลาพิจารณาและพูดคุยกันมาเป็นเวลาเกือบ 1 เดือนเต็ม จากนั้นจึงทยอยพิจารณาข้อหาจนกระทั่งถึงข้อหาที่ 7 ซึ่งถือเป็นข้อหาชุดสุดท้าย ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาแต่ละบุคคลอาจถูกร้องเรียนและเชื่อมโยงในหลายข้อหาที่แตกต่างกัน บางคนอาจโดนหลายข้อหา หรือบางคนอาจมีเพียงข้อหาเดียว ดังนั้น กกต.แต่ละท่านจำเป็นต้องพิจารณาแยกแยะในรายละเอียดของแต่ละข้อหา ก่อนจะนำมาประมวลภาพรวมทั้งหมดร่วมกัน

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ประชุมพิจารณาข้อหาชุดสุดท้ายแล้วเสร็จ ก็จะมีการเว้นช่วงระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อเปิดโอกาสให้กรรมการ กกต. แต่ละท่านได้นำข้อมูล พยานหลักฐาน และเหตุผลข้อโต้แย้งทั้งหมดไปพินิจวิเคราะห์ ตกผลึกทางความคิด และสรุปภาพรวมทั้งหมดอย่างถี่ถ้วน ก่อนที่จะกลับมาร่วมประชุมเพื่อลงมติวินิจฉัยผู้ถูกตั้งข้อกล่าวหาเรียงเป็นรายบุคคลต่อไป

โดยการพิจารณาความหนักเบาของโทษมี 2 ระดับ คือ ระดับโทษทางอาญา และระดับที่หลักฐานไปไม่ถึงโทษอาญา แต่ควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งมีการทุจริตหรือไม่สุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่ ซึ่งเพียงแค่อย่างหลังก็สามารถส่งศาลฎีกาได้แล้ว โดยหลังจากพิจารณาครบทุกข้อหาแล้ว จะเว้นระยะเวลาไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อให้ กกต. แต่ละท่านได้ไปตกผลึกและพิจารณาภาพรวมทั้งหมดก่อนลงมติ

“ในส่วนของกระบวนการลงมติ กกต. ยอมรับว่าในการประชุมพิจารณาแต่ละข้อหา กรรมการแต่ละท่านย่อมมีการพูดคุย ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน และอาจมีคำตอบเบื้องต้นอยู่ในใจแล้ว แต่เมื่อพิจารณาในภาพรวมจากข้อหาอื่นๆ เพิ่มเติม ความคิดเห็นนั้นก็อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ เปรียบเสมือนการมองภาพช้างทั้งตัว หากเห็นเพียงแค่หู ก็ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นช้าง แต่เมื่อพิจารณาไล่เรียงจนเห็นขา เห็นงวง และเห็นหลัง จึงจะสรุปภาพรวมที่แท้จริงได้ ซึ่งเมื่อถึงเวลาลงมติ กรรมการกกต.ทุกท่านจะต้องมีเหตุผลประกอบคำวินิจฉัยของตนเองอย่างชัดเจนว่าเห็นชอบตามสำนวนหลักของคณะที่ 26 ตามความเห็นของคณะที่ 36 หรือมีเหตุผลอื่นเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถตรวจสอบและอธิบายต่อสังคมได้อย่างสมเหตุสมผล”นายสิทธิโชติ กล่าว

เมื่อถามว่าเรื่องนี้พอจะสรุปได้หรือไม่ว่ามีแกนนำพรรครัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า มีข้อกล่าวหาเป็นเพียงแค่พยานบุคคล แต่จะต้องหลักฐานอื่นมาประกอบบ้าง หากเราส่งเรื่องไปศาลถ้าพยานพูดกล่าวอ้างถึงใครแล้วเราส่งไปหมดโดยที่ไม่มีหลักฐานอื่นประกอบ ก็อาจจะทำให้ศาลรับฟังไม่ได้เหมือนกัน ดังนั้นจะต้องมีหลักฐานอื่นมาประกอบ

กกต.ยกระดับงานข่าว ขึ้นบัญชีหัวคะแนน-ผู้มีอิทธิพล จัดชั้นพื้นที่เสี่ยงทุจริต ลุยป้องกันก่อนเลือกตั้ง

กกต.ยกระดับงานข่าว ขึ้นบัญชีหัวคะแนน-ผู้มีอิทธิพล จัดชั้นพื้นที่เสี่ยงทุจริต ลุยป้องกันก่อนเลือกตั้ง

กกต.ยกระดับงานข่าว ขึ้นบัญชีหัวคะแนน-ผู้มีอิทธิพล จัดชั้นพื้นที่เสี่ยงทุจริต ลุยป้องกันก่อนเลือกตั้ง

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.29 น.

กกต.ประกาศยกระดับงานข่าวเชิงรุกทั่วประเทศ ตั้งทีมข่าวทุกจังหวัด ขึ้นบัญชีหัวคะแนนและผู้มีอิทธิพล จัดชั้นพื้นที่เสี่ยงทุจริต ลุยป้องกันก่อนเลือกตั้ง

14 สิงหาคม 2569 ที่โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะฯ กรุงเทพฯ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างแหล่งข่าวให้มีประสิทธิภาพ ภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้ง การสืบสวน การไต่สวนและการดำเนินคดีในศาลได้มีการกำชับอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ ว่าวันนี้คณะสืบสวนไต่สวนทุกสำนักได้เชิญหน่วยข่าวต่างๆของประเทศ อาทิ กอ.รมน. , ตำรวจ , ทหารเรือ รวมถึงกระทรวงมหาดไทย ซึ่งทุกหน่วยถือเป็นหน่วยข่าวของประเทศที่มีเครือข่ายอยู่ในทุกจังหวัด โดยทางสำนักงาน กกต.เห็นว่าการเลือกตั้งทุกระดับมีปัญหาเรื่องการทุจริตซื้อสิทธิขายเสียง รวมถึงมีกรรมวิธีทุจริตการเลือกตั้งอื่นๆ แต่ กกต.เองไม่มีมือทำงานในเชิงการข่าว จึงได้ขอความร่วมมือจากทุกสำนักข่าวที่เป็นแกนหลักในการรู้ข้อมูลและความเคลื่อนไหวต่างๆ โดยประสานกับ กกต.ในแต่ละจังหวัด เพื่อให้ กกต.ได้รู้ข้อมูลล่วงหน้าและดำเนินการป้องกันได้ตั้งแต่ต้น เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในเบื้องต้น เนื่องจากปัจจุบัน กกต.ยังไม่มีเครือข่ายของตนเองจึงต้องอาศัยหน่วยงานเหล่านี้ ซึ่งกฎหมายก็ให้อำนาจไว้

นายสิทธิโชติ กล่าวอีกว่า เมื่อได้มีการพูดคุยจนเข้าใจตรงกันทั่วประเทศแล้ว กกต.จะทำการสร้างระบบงานข่าวของตนเอง โดยจัดตั้งทีมงานด้านการข่าวในทุกจังหวัด ซึ่งกฎหมายให้อำนาจไว้ทั้งการขอความร่วมมือจากข่าวกรองและการสร้างระบบการทำงานด้านข่าว ส่วนเรื่องงบประมาณ กฎหมายก็เปิดช่องให้ กกต.สามารถตั้งงบประมาณเพื่อดำเนินการในเรื่องนี้ได้ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม ดังนั้น วันนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานในเชิงรุกของ กกต.เกี่ยวกับงานข่าว โดยคาดหวังว่าในอนาคตจะทำให้การเลือกตั้งดีขึ้นและการซื้อเสียงลดน้อยลง ซึ่งเราจะทำจริง

เมื่อถามว่า จะสามารถนำร่องระบบนี้ใช้ในการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.อุดรธานี ได้เลยหรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ตนได้มอบหมายให้ ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก และนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการกกต.ฝ่ายสืบสวน แล้วว่าในระยะเวลาอันใกล้นี้จะมีการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.อุดรธานี การเลือกตั้งนายก อบจ.กาฬสินธุ์ , นนทบุรี และขอนแก่น ซึ่งจะต้องมีสิ่งใหม่ๆโดยจะไม่ทำงานในรูปแบบเดิมอีกต่อไป สิ่งใดที่สามารถป้องกันได้ก่อนการเลือกตั้งก็จะดำเนินการทันที โดยได้สั่งการให้หามาตรการอย่างเร่งด่วน ส่วนในระยะยาวจะจัดทำเป็นระบบอย่างเป็นทางการต่อไป

เมื่อถามว่า จะมีการจัดลำดับพื้นที่เสี่ยงหรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า จะต้องมีการจัดระบบการทำงานในลักษณะนั้นเช่นกัน โดยส่วนหนึ่งที่คิดไว้คือต้องมีข้อมูลในแต่ละจังหวัดว่าใครเป็นหัวคะแนน หรือใครเป็นผู้มีอิทธิพล แล้วทำการขึ้นบัญชีไว้ หากรู้ข้อมูลเหล่านี้ก็จะทำให้บริหารจัดการงานได้ง่ายขึ้น ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ว่าจะสุ่มเสี่ยงมากน้อยเพียงใด เพื่อจะได้ทุ่มเทกำลังคนเข้าไปทำงานได้อย่างตรงจุด

เมื่อถามถึงการกอบกู้ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อ กกต.ที่มักถูกกล่าวหาเรื่องการล้มสํานวนหรือการทุจริต นายสิทธิโชติ กล่าวว่า กกต.อยู่ได้เพราะความศรัทธาของประชาชน เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่เป็นข้อข้อหาเราก็ต้องขจัด เราต้องมีเกียรติและศักดิ์ศรี จิตใจที่ดีและกล้าหาญ ในเรื่องที่ถูกต้องและมีคุณธรรมของความเป็นข้าราชการซึ่งจะต้องดูแลบ้านเมืองให้ได้ โดยขณะนี้กำลังขันน็อตและปรับปรุงกระบวนการสืบสวนไต่สวนทั่วประเทศให้มีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

ชวน ชี้ กฎหมายคุมปืนมีอยู่แล้ว แต่จุดอ่อนอยู่ที่การบังคับใช้ เหน็บไม่ใช่แก้ปัญหารายวัน ต้องสร้างสังคมปลอดภัย

ชวน ชี้ กฎหมายคุมปืนมีอยู่แล้ว แต่จุดอ่อนอยู่ที่การบังคับใช้ เหน็บไม่ใช่แก้ปัญหารายวัน ต้องสร้างสังคมปลอดภัย

ชวน ชี้ กฎหมายคุมปืนมีอยู่แล้ว แต่จุดอ่อนอยู่ที่การบังคับใช้ เหน็บไม่ใช่แก้ปัญหารายวัน ต้องสร้างสังคมปลอดภัย

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.08 น.

“ชวน”ชี้กฎหมายคุมปืนมีอยู่แล้ว แต่จุดอ่อนอยู่ที่การบังคับใช้ เหน็บไม่ใช่แก้ปัญหารายวัน ต้องสร้างสังคมปลอดภัย ปชช.ไม่ต้องพึ่งปืนป้องกันตัว มองนักการเมืองมีปืนจำนวนมากไม่สำคัญเท่าไปทำอันตรายใครหรือไม่ ยอมรับมีปืน 2 กระบอก แต่ขึ้นสนิมหมดแล้ว

14 สิงหาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนโยบายควบคุมอาวุธปืนของรัฐบาล ว่า ความจริงมีระเบียบกฎหมายอยู่แล้ว ว่าใครมีสิทธิ์ซื้อปืนได้ และใครมีสิทธิ์ที่จะพกพาปืนได้ ภาคปฏิบัติไปตามระเบียบก็ไม่มีปัญหา

เมื่อถามว่าเป็นการแก้ปัญหาตรงจุดหรือไม่ นายชวน กล่าวว่า เป็นการแก้ปัญหาแบบรายวัน พอมีเรื่องนี้ขึ้นมาก็หยิบขึ้นมาพูดจะออกระเบียบโน่นนี่ แต่ต้องดูว่าพฤติกรรมเป็นอย่างไร เพราะปืนจะมีได้ต้องมีใบอนุญาตให้ซื้อ ดังนั้น คนที่อนุญาตคือใครทำไมอนุญาต เพราะมีกฎเกณฑ์กติการะเบียบอยู่ มีตำรวจชั้นผู้น้อยเล่าให้ตนฟังว่าเวลาเขาประมูลปืนให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พอเสร็จแล้วยังมีการให้รางวัล คือใบอนุญาตให้ซื้อปืนแจกจ่ายไป เพราะฉะนั้นไม่ควรมีปืนเยอะ แต่ปืนก็ไม่ได้เป็นอันตรายทั้งหมด ถ้าสังคมมีหลักประกันมั่นคงว่าปลอดภัย มีความอยากมีปืนไว้เพื่อป้องกันตัวเองก็น้อย แต่หากสังคมไม่ค่อยปลอดภัย มีปัญหา ประชาชนป้องกันตัวเอง คนส่วนหนึ่งที่ไม่อยากมีปืนก็ต้องมีเพื่อป้องกันตัวเอง

นายชวน กล่าวต่อว่า ดังนั้นประเด็นใหญ่ในเบื้องต้นคือต้องทำให้สังคมปลอดภัย เชื่อมั่นได้ว่าเจ้าหน้าที่คุ้มครองได้ ถึงต้องย้อนกลับมาดูเรื่องเหล่านี้ก่อน ถ้าเราเห็นว่าเราสามารถทำได้ดีกว่านี้ โดยไม่เป็นภาระ ดังนั้น การออกระเบียบเพียงก็อาจทำให้มีปัญหา จึงต้องไปดูว่าปัญหาเกิดจาก พฤติกรรมเกิดจากอะไร ซึ่งขณะนี้กำลังศึกษากันอยู่ว่า พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากกรณีเด็กนักเรียน ที่นนทบุรี สังคมเกิดจากอะไร เพราะสังคมเปลี่ยน เด็กลดลง และต้องเห็นใจโรงเรียนในการดูแลเด็ก พ่อแม่ก็ต้องทำงาน ไม่มีนั่งดูแลลูกอยู่บ้านเหมือนสมัยก่อน โอกาสใกล้ชิดลูกก็ไม่มากนัก

เมื่อถามว่า ปัจจุบันปืนหาซื้อได้ง่ายตามโซเชียลมีเดีย จะถูกมองว่าใครๆ ก็มีปืนได้ นายชวน กล่าวว่า หวังว่าเจ้าหน้าที่จะมีความเข้มงวดกวดขัน เพราะสังคมมีจุดอ่อนทุกเรื่องไม่ใช่เฉพาะเรื่องปืน แต่ยังมีเรื่องระเบียบวินัยด้วยหวังว่าเจ้าหน้าที่จะจริงจังกับเรื่องเหล่านี้ อย่าไปมองเรื่องอะไรผ่านไปแล้วละเลย ไม่เช่นนั้นสังคมก็จะมีปัญหาตามมา เพียงแค่ไม่มีระเบียบวินัยเรื่องเดียวก็จะมีเรื่องอื่นตามมาอีกมาก

ส่วนเรื่องการแก้กฎหมายพกพาอาวุธปืนนั้น นายชวน กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นตัวร่างกฏหมายแต่อยากให้ดูว่า ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ อยู่ที่ภาคปฏิบัติหรือความบกพร่องของกฎหมาย เข้าใจว่ากฎหมายขณะนี้มีการควบคุมเรื่องอาวุธปืนเข้มพอสมควร ขอย้ำว่า ถ้าทำให้สังคมปลอดภัย ความคิดที่จะมีอาวุธไว้ป้องกันตัวเองก็จะเกิดขึ้นน้อย แต่ถ้ารู้สึกว่าไม่ปลอดภัย แม้แต่อยู่ในบ้าน คนก็จะหาทางป้องกันตัวเองด้วยการมีอาวุธปืนไว้ในบ้าน

เมื่อถามว่า นักการเมืองมีปืนหลายกระบอกมองว่าเกินความจำเป็นหรือไม่ นายชวน กล่าวว่า เป็นเรื่องที่พูดยาก เราไม่รู้ว่าเขาสะสมไว้ทำไม และไม่ทราบว่าส่วนใหญ่ใช้ปืนอย่างไรบางคนบอกว่าสะสมไว้เป็นกีฬา แต่ที่สำคัญคือเป็นอันตรายต่อใครหรือไม่ เพราะการมีปืนไม่ใช่ปัญหา สำคัญคือการประพฤติปฏิบัติที่เกิดขึ้นจากคนที่มีอาวุธ

ต่อข้อถามว่า นายชวน มีปืนไว้ในครอบครองหรือไม่ นายชวน กล่าวว่า ตนมีปืนอยู่ 2 กระบอก เป็นปืนสั้นกับปืนยาว แต่ไม่ได้ใช้ ป่านนี้ขึ้นสนิมหมดแล้ว

แก้วตา ไขก๊อกพ้น ปชน. ลั่นยึดหลักการเหนือสังกัด พร้อมลุยงานเพื่อประชาชนต่อในฐานะอิสระ

แก้วตา ไขก๊อกพ้น ปชน. ลั่นยึดหลักการเหนือสังกัด พร้อมลุยงานเพื่อประชาชนต่อในฐานะอิสระ

แก้วตา ไขก๊อกพ้น ปชน. ลั่นยึดหลักการเหนือสังกัด พร้อมลุยงานเพื่อประชาชนต่อในฐานะอิสระ

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.47 น.

14 สิงหาคม 2569 น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ (แก้วตา) อดีต สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ดิฉันขอแจ้งให้พี่น้องประชาชน สื่อมวลชน ตลอดจนผู้ที่ติดตามการทำงานของดิฉันทราบว่า ดิฉันได้ตัดสินใจลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาชน และได้ลงนามในเอกสารลาออกเรียบร้อยแล้ว โดยได้มอบอำนาจให้ผู้แทนนำเอกสารดังกล่าวไปยื่นต่อพรรคตามขั้นตอนอย่างเป็นทางการ

การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ดิฉันได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว และมิใช่การตัดสินใจที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน

ตลอดระยะเวลาที่ดิฉันได้ทำงานทางการเมือง ดิฉันยึดถือมาโดยตลอดว่า ตำแหน่งหรือสังกัดทางการเมืองไม่ควรมีความสำคัญเหนือหลักการ ความถูกต้อง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความรับผิดชอบต่อประชาชน

เมื่อถึงวันที่ดิฉันเห็นว่าเส้นทางของตนเองกับองค์กรไม่สามารถเดินไปในทิศทางเดียวกันได้อีกต่อไป การเลือกเดินออกมาอย่างตรงไปตรงมา คือสิ่งที่ดิฉันเห็นว่าเหมาะสมและซื่อตรงที่สุด ทั้งต่อตนเอง ต่อองค์กร และต่อประชาชนที่เคยให้ความไว้วางใจดิฉัน

ดิฉันขอขอบคุณประชาชนทุกคนที่เคยสนับสนุน ให้กำลังใจ วิพากษ์วิจารณ์ และร่วมทำงานกับดิฉันตลอดเส้นทางที่ผ่านมา รวมถึงเพื่อนร่วมงานและสมาชิกพรรคจำนวนมากที่ดิฉันยังคงมีความเคารพและความปรารถนาดีต่อกัน

การลาออกจากพรรค ไม่ได้หมายถึงการลาออกจากความรับผิดชอบต่อสังคม

ดิฉันยังคงเป็นประชาชนคนหนึ่ง และจะยังคงทำงานในประเด็นสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย ความยุติธรรม และประโยชน์ของประชาชนอย่างที่ได้ทำมาโดยตลอด ไม่ว่าจะมีตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ และไม่ว่าจะสังกัดพรรคการเมืองใดหรือไม่ก็ตาม

จากวันนี้ ดิฉันขอเดินต่อไปในฐานะประชาชนที่เป็นอิสระทางการเมือง และขอใช้เสียงและพื้นที่ที่มีอยู่ทำงานเพื่อสิ่งที่ดิฉันเชื่อว่าถูกต้องต่อไป

ขอบพระคุณทุกความไว้วางใจและทุกกำลังใจเสมอมา

ธิษะณา ชุณหะวัณ

14 สิงหาคม 2569

ตร.ชี้แจงหลักเกณฑ์ ตำรวจพกปืน ยึดความจำเป็นและบริบทการปฏิบัติหน้าที่

ตร.ชี้แจงหลักเกณฑ์ ตำรวจพกปืน ยึดความจำเป็นและบริบทการปฏิบัติหน้าที่

ตร.ชี้แจงหลักเกณฑ์ ตำรวจพกปืน ยึดความจำเป็นและบริบทการปฏิบัติหน้าที่

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.30 น.

14 สิงหาคม 2569 พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.(ปป)) ซึ่งได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม โดยเฉพาะการ ควบคุม กำชับ และขับเคลื่อน การปฏิบัติงานของสายตรวจทั่วประเทศ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามยุทธวิธีได้ชี้แจงเพิ่มเติมถึงกรณีที่มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับมาตรการกวดขันการพกพาอาวุธปืน ซึ่งมีเนื้อหาบางส่วนที่อาจทำให้สังคมเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า “หากข้าราชการตำรวจพกพาอาวุธปืนไปใช้ในยามวิกาล ดื่มสุรา หรือนอกเหนือจากการปฏิบัติหน้าที่ จะถูกดำเนินคดีทั้งทางอาญาและวินัยอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้นเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป”

การพิจารณาข้อกฎหมายและบริบทการปฏิบัติงาน

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ อธิบายว่า การจะพิจารณาว่าการพกพาอาวุธปืนของข้าราชการตำรวจนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ไม่สามารถตัดสินจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงลำพังได้ แต่จะต้องพิจารณาจากบริบทและข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีไป โดยต้องนำองค์ประกอบต่อไปนี้มาพิจารณาร่วมด้วย :

* หน้าที่ราชการ และความจำเป็น

* เหตุอันสมควร และพฤติการณ์แห่งกรณี

* การได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง

* กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

โดยหลักการแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ แต่งเครื่องแบบ ขณะปฏิบัติหน้าที่ของตนในพื้นที่รับผิดชอบ จึงสามารถพกพาอาวุธปืนได้ รวมไปถึงการปฏิบัติหน้าที่ในบางภารกิจที่มีความจำเป็นต้องพกพาอาวุธปืน เช่น การปฏิบัติภารกิจนอกเครื่องแบบ หรือการสืบสวนนอกเวลาราชการ ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่เข้าไปในร้านอาหารหรือสถานที่สาธารณะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่ จึงไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการพกพาอาวุธปืนโดยผิดกฎหมายโดยอัตโนมัติ

ระเบียบและบรรทัดฐานทางกฎหมาย

เพื่อให้เกิดความชัดเจน ประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ 22 บทที่ 13 (ว่าด้วยการพกพาอาวุธปืน ดาบปลายปืน และตะบอง) ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า ข้าราชการตำรวจที่มีความจำเป็นต้องพกพาอาวุธปืนติดตัวเพื่อปฏิบัติหน้าที่ราชการ จะต้อง :

1. ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาชั้นสารวัตร (หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า) ขึ้นไป

2. พกพาอาวุธปืนอย่างมิดชิด เรียบร้อย และเหมาะสมกับกาลเทศะ

ซึ่งหลักการนี้สอดคล้องกับ **คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9690/2557** ที่เคยวินิจฉัยไว้ว่า ข้าราชการตำรวจที่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาตามระเบียบฯ ให้พกพาอาวุธปืนเพื่อปฏิบัติหน้าที่ และขณะเกิดเหตุยังอยู่ในระยะเวลาที่ได้รับอนุญาต ศาลถือว่าจำเลย ไม่มีความผิด ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาต คำพิพากษาฎีกาที่ 13535/2553 มีสาระสำคัญว่า ร้อยตำรวจเอก ป. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจและหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนและทำการจับกุมปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายได้

นอกจากนี้ ยังมีอำนาจทำการสืบสวนคดีอาญาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (16) (17) และมาตรา17 ซึ่งเป็นไปโดยผลของกฎหมาย ดังนั้น ร้อยตำรวจเอก ป. จึงมีอำนาจจับกุม ควบคุมตัวจำเลย ตลอดจนการจัดทำเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในอำนาจหน้าที่ได้ หาใช่จะเป็นเจ้าพนักงานตำรวจหรือไม่ขึ้นอยู่กับ การลงบันทึกประจำวันว่าออกปฏิบัติหน้าที่ดังที่จำเลยอ้างในฎีกา แต่อย่างใดไม่  ดังนั้นข้าราชการตำรวจจึงเป็นตำรวจตลอดเวลา

สรุป ข้าราชการตำรวจเป็นตำรวจตลอด 24 ชั่วโมง ตามอำนาจและหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อพบการกระทำความผิดซึ่งหน้า ย่อมสามารถเข้าระงับเหตุ จับกุม หรือดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ได้ทันที เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจในที่สาธารณะเช่น สถานบริการหรือร้านอาหาร เป็นต้น ย่อมต้องปฏิบัติตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยการพกพาอาวุธปืนต้องกระทำอย่างมิดชิดและเหมาะสมกับภารกิจ เพื่อมิให้กระทบต่อความปลอดภัยหรือความเชื่อมั่นของประชาชน