เอกนิติ พร้อมคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้คนถูกหลอกเป็นผู้ถือหุ้น-กก.บริษัท

เอกนิติ พร้อมคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้คนถูกหลอกเป็นผู้ถือหุ้น-กก.บริษัท

เอกนิติ พร้อมคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้คนถูกหลอกเป็นผู้ถือหุ้น-กก.บริษัท

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.47 น.

เอกนิติ ยืนยัน พร้อมคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้คนที่โดนหลอกเป็นกรรมการ หรือถือหุ้นบริษัท ชี้งบประมาณไม่ใช้ปัญหา ต้องการช่วยเหลือคนไทยมากกว่า จ่อทำโครงการเพิ่มทักษะ ช่วยคนในวันทำงาน 20-60 ปีที่ถือบัตรสวัสดิการฯ ให้ลืมตาอ้าปากได้

วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 นายเอกนิติ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับการลงทะเบียนและการคัดเลือกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า ประเทศไทยไม่ได้มีการปรับปรุงข้อมูลของผู้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมากว่า 5 ปี และการอัปเดทข้อมูลครั้งนี้ เพราะต้องการที่จะช่วยคนที่จนจริงๆ ให้สามารถเข้าสู่ระบบสวัสดิการ และการคัดกรองครั้งนี้เราสามารถนำคนใหม่เข้ามาได้ 2.3 ล้านคน แต่คนที่เคยมีสิทธิแต่หายไป หรือคนที่อาจจะไม่ได้รับสิทธินั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักเกณฑ์ในการคัดกรองแต่ปัญหาอยู่ที่ข้อมูลของภาครัฐในบางส่วนที่อาจจะไม่ได้อัปเดทเท่าที่ควร และข้อดีของการคัดกรองครั้งนี้ ยังช่วยให้คนที่ถูกหลอกเอาชื่อไปใช้เป็นผู้ถือหุ้น เป็นกรรมการบริษัท ได้รู้ตัวและมีการแก้ไข
 “ผมมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักเกณฑ์ แต่อยู่ที่ข้อมูล ที่อาจจะไม่สมบูรณ์ หรือไม่ได้อัปเดทเท่าที่ควร ทั้งในส่วนของการถือสินทรัพย์ของผู้ขอรับสิทธิและอื่นๆ แต่ถ้าคิดอีกอย่าง หากไม่มีการสำรวจใหม่ เราก็จะไม่ทราบว่าข้อมูลของประเทศเป็นอย่างไร และไม่ได้มีการแก้ไข คนที่ถูกหลอกให้จดทะเบียนหรืออื่นๆ อาจจะมากกว่านี้ ซึ่งผมเห็นคนไปแจ้งความจำนวนมาก กรณีนี้หากพิสูจน์ได้ว่า เราถูกหลอก เราจะต้องช่วยเหลือและคืนสิทธิให้”

 นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า การสำรวจผู้ที่ได้รับสิทธิใหม่ครั้งนี้ ยังช่วยให้เราเห็นข้อมูลด้วยว่า จากคนที่ได้รับสิทธิกว่า 9 ล้านคน มีคนที่อยู่ในวัยทำงานคือ 20-60 ปีมากกว่า 5 ล้านคน จุดนี้้ต้องได้รับการแก้ไข เราจะให้คนมีเงินไม่ถึง 100,000 บาทต่อปึต่อไปเรื่อยๆ คงไม่ได้ รัฐบาลจะต้องใช้ข้อมูลส่วนนี้ออกมาตรการในการจัดหางาน หรือเพิ่มทักษะแรงงานให้คนเหล่านี้สามารถที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อไป

 “หลังจากการสำรวจและลงทะเบียนผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ในครั้งนี้สิทธิจะเพิ่มขึ้น หรือลดลงไม่ได้มีปัญหาในการจัดสรรงบประมาณ แต่เราต้องการที่จะช่วยคนที่ไม่มีอะไรเลยให้ได้ตรงกลุ่ม ตรงจุดจริงๆ เพราะหากพิจารณาจากงบประมาณปีหนึ่งเราใช้กวา 70,000 ล้านบาทอยู่แล้ว 5 ปีที่ผ่านมาก็เป็นเงินจำนวนไม่น้อย แต่นอกจากนั้นในส่วนของคนที่ไม่ได้บัตรสวัสดิการไม่ได้ว่าเราไม่ช่วย เพราะเรามีความช่วยเหลือให้กับกลุ่มอื่นๆ ทั้ง เบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการ และอื่นๆ เพราะรัฐบาลต้องการช่วยเหลือคนทุกกลุ่มอยู่แล้ว

‘สุชาติ’ ยื่นรื้อคดี ‘ไอซ์ รักชนก’ หลังผิดเงื่อนไขถอนฟ้อง ตร.ออกหมายเรียก-เรียกค่าเสียหาย 50 ล้าน

'สุชาติ' ยื่นรื้อคดี 'ไอซ์ รักชนก' หลังผิดเงื่อนไขถอนฟ้อง  ตร.ออกหมายเรียก-เรียกค่าเสียหาย 50 ล้าน

‘สุชาติ’ ยื่นรื้อคดี ‘ไอซ์ รักชนก’ หลังผิดเงื่อนไขถอนฟ้อง ตร.ออกหมายเรียก-เรียกค่าเสียหาย 50 ล้าน

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.18 น.

“ไอซ์ รักชนก” บิดหลังถอนฟ้อง “สุชาติ” ยกคดีขึ้นไต่สวน  ตำรวจ หมายเรียกผู้ต้องหา 2 คดี หากไม่มาครั้งที่ 2 ออกหมายจับ เรียกค่าเสียหาย 50 ล้าน

วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 สืบเนื่องจากกรณีนางสาวรักชนกหรือไอซ์ ศรีนอก สส.พรรคประชาชน ตกเป็นผู้ต้องหา 2 คดี สน.ทองหล่อ โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบอำนาจให้แก่นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทนายความส่วนตัว กล่าวโทษคดีอาญากับนางสาวรักชนกหรือไอซ์ ศรีนอก ต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ในความผิดฐานนำเข้าข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยข้อความในระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จก่อให้ประชาชนตื่นหนกตกใจโดยเผยแพร่ข้อความนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่า เป็นข้อความอันเป็นเท็จ ตาม พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดอันเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 ม.14(2) และ (5) และในฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตาม ปอ.326,328,90 โดน พ.ต.ท.สุทธิพงษ์ แป้นจันทร์ พนง.สอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวน ได้หมายเรียกผู้ต้อหาครั้งที่ 1 ให้มารับทราบข้อกล่าวหา ในวันที่ 5 ส.ค.2569 เวลา 13.00 น.

ทั้งได้รับรายงานว่า นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทนานความส่วนตัวของนายสุชาตืฯได้ยื่นคำร้องขอยกคดีอาญาขึ้นมาไต่สวน ในคดีอาญา ศาลอาญาตลิ่งชัน หมายเลขดำที่ อ 527269 คดีหมายเลขแดงที่ อ 1648/2569 ในความผิดฐานนำเข้าข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยข้อความในระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จก่อให้ประชาชนตื่นหนกตกใจโดยเผยแพร่ข้อความนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่า เป็นข้อความอันเป็นเท็จ ตาม พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดอันเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 ม.14(2) และ (5) และในฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตาม ปอ.326,328,90  โดยนายสุชาติฯ โจทก์ได้ถอนฟ้องโดยมีเงื่อนไข ตรวจสอบภายหลังถอนฟ้อง นางสาวรักชนกหรือไอซ์ ศรีนอก จำเลย ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขตามที่สือนำเสนอข่าวแล้วนั้น

ผู้สื่อข่าวจึงได้โทรศัพท์ไปสอบถาม นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทนายความส่วนตัวของนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  โดย กล่าวว่า ภายหลังปิดสมัยประชุมสภา สมัยสามัญครั้งที่ 1/2569 โดยมีระยะเวลา 120 วัน และปิดสมัยประชุมสามัญวันที่ 11 ก.ค.2569  ทำให้นางสาวรักชนกฯ ไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง ตาม รธน. ม.125 วรรคหนึ่ง ทำให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจออหมายเรียก นางสาวรักชนกฯ สส.พรรคประชาชน ที่ตกเป็นผู้ต้องหาโดยนายสุชาติ ชมกลิ่น เป็นผู้เสียหายได้ โดยตนได้ตรวจสอบและได้รับการยืนยันว่า นัดแจ้งข้อหา สอบสวนผู้ต้องหาและบันทึกวีดีโอ ตามพรบ.อุ้มหาย ระหว่างสอบปากคำ รวมถึงพิมพ์มือ หากผู้ต้องหาไม่มา จะต้องออกหมายเรียกอีก 1 ครั้ง หากไม่มาและหลีกเลี่ยงอีก ตำรวจขอหมายจับ ผู้เสียหายอาจคัดค้านการประกันตัวเพราะเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี  โดยตนได้รับข้อมูลว่า หมายเรียกผู้ต้องหาครั้ง ที่ 1 ไปยัง สน.เทียนทะเล แล้ว  ในภูมิลำเนาของผู้ต้อหามีถิ่นที่อยู่ โดยนัดให้ผู้ต้องหามาพบพนักงานสอบสวนวันที่ 6 ส.ค.2569 เวลา 13.00 น.

ส่วนอีกคดีที่ได้ถอนฟ้องไปแล้ว ในคดีอาญา ศาลอาญาตลิ่งชัน คดีหมายเลขดำที่ อ 527269 คดีหมายเลขแดงที่ อ 1648/2569 ระหว่างนายสุชาติฯโจทก์ กับ นางสาวรักชนกหรือไอซ์ ศรีนอก จำเลย ตนได้มอบหมายให้ทีมทนายความและฝ่ายกฎหมายตรวจสอบพบว่า  ไม่ลบโพสต์และไม่แชร์คำขอโทษ ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลอาญาตลิ่งชัน ลงวันที่ 3 ก.ค.2569 เป็นเงื่อนไขหลักในการถอนฟ้องคดีอาญา ตนได้มอบหมายให้ทีมทนายความไปยื่นคำร้อง ยกคดีขึ้นมาพิจารณา

ศาลอาญาตลิ่งชัน ได้ออกหมายเรียกจำเลย เมื่อวันที่ 21 กค.2569 ที่ผ่านมา เพื่อไต่สวนในวันที่ 19 ตุลาคม 2569 เวลา 13.30 น.

ในคดีที่ สน.ทองหล่อ ที่นายสุชาติ ฯได้รับผลกระทบต่อชื่อเสียงที่ถูกนางสาวรักชนกฯกล่าวหาว่า ทุจริตรับสินบน  ซึ่งไม่เป็นความเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้สังคมสับสน ประชาชนผู้ติดตามเฟสบุ้กของผู้ต้อหารายดังกล่าวหลงเชื่อ ทั้งเผยแพร่ข้อความนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ทำให้เกิดความเสียหายและนายสุชาติฯได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง  นายสุชาติฯได้มอบอำนาจให้ตนเตรียมยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1 เรียกค่าเสียหายจำนวนเงินสูงถึง 50 ล้านบาท และขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม เป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตในฐานะผู้ถูกกระทำละเมิด ตาม ปพพ.ม.420,423 เพื่อเยียวยาผลกระทบต่อชื่อเสียงให้คืนกลับมาเท่านั้น   

หากนางสาวรักชนนกฯไม่ คึกคะนอง มือไม่ลั่น หวังยอดวิว ในการกดไลค์และแชร์ โดยก่อให้เกิดความผิดก่อน คดีอาญาย่อมไม่เกิด เป็นการทำตัวเองหรือไม่  มิใช่นายสุชาติฯกลั่นแกล้ง เพราะข้อเท็จจริงปรากฏที่เฟซบุ้ก ผู้ใช้งานส่วนตัวของนางสาวรักชนกฯ ต้องถามว่า ทำไปเพื่อต้องการอะไร ละเมิดต่อกฎหมายหรือไม่  ต้องให้สื่อไปถามนางสาวรักชนกฯ เพราะตนเองตอบคำถามแทนไม่ได้

ข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้ง  มิฉะนั้น พนักงานสอบสวนไม่รับคำกล่าวโทษคดีอาญากับผู้ต้องหา  ส่วนตนเองไม่เคยรู้จักนางสาวรักชนกฯ ผู้ต้องหา มาก่อน แต่เห็นหน้าในห้องพิจารณาคดีอาญา ในห้องพิจารณาที่ 303 ศาลอาญาตลิ่งชัน ที่นายสุชาติเป็นโจทก์ 2 ครั้ง เท่านั้น และไม่เคยพูดคุยด้วย ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน          

อดีตบิ๊กข่าวกรอง หนุน ฉก.นราฯ ใช้กฎอัยการศึก ย้ำต้องเด็ดขาดกับผู้ก่อเหตุรุนแรง

อดีตบิ๊กข่าวกรอง หนุน ฉก.นราฯ ใช้กฎอัยการศึก ย้ำต้องเด็ดขาดกับผู้ก่อเหตุรุนแรง

อดีตบิ๊กข่าวกรอง หนุน ฉก.นราฯ ใช้กฎอัยการศึก ย้ำต้องเด็ดขาดกับผู้ก่อเหตุรุนแรง

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.30 น.

วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า มาถูกทาง

หลังเหตุลอบยิงทหารพรานเสียชีวิต​ 5​ นาย ผบ.ฉก.นราประกาศใช้กฎอัยการศึกทั้งจังหวัดต้องพูดชัดๆว่ามาถูกทาง ทำให้ฝ่ายความมั่นคงมีความฉับไวในการไล่ล่า อย่าไปฟังปากหมูปากหมาที่ออกมาท้วงติง สังหารทหาร​ ใช้อาวุธสงครามขนาดนี้ จะให้ปรานีกับโจรก่อการร้ายเช่นนี้ได้ยังไง จับเป็นไม่ได้ก็จับตาย​ อย่าเก็บไว้ก่อเหตุอีก ไม่ใช่เรื่องคิดต่าง​ เพราะมันคือก่อการร้าย

‘ดร.อานนท์’ ฟาด ‘อภิสิทธิ์’ โลกสวย ยึดติดเจรจาไร้ผล ล้มเหลวซ้ำซากแต่ไม่เคยจำ

‘ดร.อานนท์’ ฟาด ‘อภิสิทธิ์’ โลกสวย ยึดติดเจรจาไร้ผล ล้มเหลวซ้ำซากแต่ไม่เคยจำ

‘ดร.อานนท์’ ฟาด ‘อภิสิทธิ์’ โลกสวย ยึดติดเจรจาไร้ผล ล้มเหลวซ้ำซากแต่ไม่เคยจำ

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.28 น.

วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 จากกรณี  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง ข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ต่อรัฐบาล ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (อภิสิทธิ์ มอง เหตุบึ้มชายแดนใต้ รัฐบาลต้องทำควบคู่พูดคุย-บังคับใช้กฎหมายเข้มข้น)

ล่าสุด รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Arnond Sakworawich ระบุว่า ไอ้หลักการเจรจา สันติภาพ ใช้แนวทางโลกสวยนี่นะครับ ผมก็เห็นว่า คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รักษาหลักการนี้มาทั้งชีวิตจริง ๆ เหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองตอนที่คุณอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ผมก็เห็นมีการเจรจาออกอากาศ ถ่ายทอดสด 

ผมเห็นคุณอภิสิทธิ์ พยายามรักษาหลักการเจรจาสันติ มาโดยสม่ำเสมอ ตลอดชีวิต 

รวมถึงเรื่อง BRN นี่ก็เช่นกัน

เรื่องรักษาหลักการยิ่งกว่าชีวิตนี่ผมออกจะนับถือคุณอภิสิทธิ์มากที่สุดเลยนะครับ เป็นผมคงไม่ยึดมั่นในหลักการที่ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าขนาดนี้หรอกครับ 

สิ่งที่ผมไม่เคยเห็นเลย คือ การเจรจาที่บรรลุผล ของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมก็เห็นแต่จบลงโดยทหาร ไปช่วยตั้งรัฐบาลให้คุณอภิสิทธิ์ จบลงด้วยคุณเนวิน ชิดชอบ ออกมาพูดว่ามันจบแล้วครับนาย ตามเนื้อผ้า แค่จะเจรจารักษาชีวิตตัวเอง คุณอภิสิทธิ์ ยังทำไม่สำเร็จเลย ถ้าไม่มีคนมีอาวุธบุกเข้าไปอารักขาออกมา แล้วก็ยังรักษาหลักการเจรจาอยู่นั่นแหละ แต่คงรักษาชีวิตตัวเองไม่ได้

ประสปการณ์และประวัติศาสตร์ความล้มเหลวในการเจรจาเพื่อรักษาชีวิตตัวเองไม่สำเร็จ ไม่เคยซึมซับเข้าไปในอัตตาหรือสมองของคุณอภิสิทธิ์บ้างหรือไร?

ประวัติศาสตร์ คือ อดีต น่าจะสอนอะไรให้คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เรียนรู้ด้วยบ้างหรือไม่ว่า หลักการโลกสวยนั้น ปฏิบัติไม่ได้ผลอะไรเลย ก็ไร้ประโยชน์ 

หรือคุณอภิสิทธิ์ จะไม่เคยเรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเองเลย เพราะอัตตาสูงจนเกินไป รักษาหลักการมากเกินไปจนเป็น ยึดติดลัทธิ (Dogmatism) 

อะไรที่มันปฏิบัติแล้วไม่เคยได้ผล ก็ลืมมันไปบ้างก็ได้ Albert Einstein ก็เคยกล่าวว่า มีแต่คนบ้าที่แก้ปัญหาเดิม ๆ ด้วยวิธีการเดิม แล้วหวังผลที่จะเปลี่ยนไป

เรื่องของชาติบ้านเมืองนั้น หลักการโลกสวยอย่างเดียวไม่ได้หรอกครับ 

ทุกประเทศบนโลกนี้ ยึดมั่นอยู่แค่สองคำ คือ ความมั่นคงของชาติ และ ผลประโยชน์ของชาติ (National security and national interest) สองคำนี้ศักดิ์สิทธิ์ สูงสุด ครับ สูงกว่าสันติภาพ หลายร้อยล้านปีแสงครับ

จารึกประวัติศาสตร์ ซาบีดา โพสต์ยินดีกับพี่น้องชาวไทย วัดพระมหาธาตุฯ ได้ขึ้นเป็นมรดกโลก

จารึกประวัติศาสตร์ ซาบีดา โพสต์ยินดีกับพี่น้องชาวไทย วัดพระมหาธาตุฯ ได้ขึ้นเป็นมรดกโลก

จารึกประวัติศาสตร์ ซาบีดา โพสต์ยินดีกับพี่น้องชาวไทย วัดพระมหาธาตุฯ ได้ขึ้นเป็นมรดกโลก

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.58 น.

25 กรกฎาคม 2569 จากกรณีที่มีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ที่นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี โดยมีวาระการพิจารณาประกาศให้ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม เป็นผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมประชุม โดยที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ได้มีมติรับรองการประกาศให้ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ซึ่งทำให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 6 ของไทย และส่งผลให้ประเทศไทยมีมรดกโลกรวม 9 แห่ง โดยวัดพระมหาธาตุฯ ยังถือเป็นมรดกโลกแห่งแรกในพื้นที่ภาคใต้ของไทย

ล่าสุดนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ‘ซาบีดา ไทยเศรษฐ์’ ระบุข้อความว่า จารึกประวัติศาสตร์! ขอแสดงความยินดีกับพี่น้องชาวไทย “วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช” ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกจากองค์การ UNESCO นับเป็น มรดกโลกแห่งแรกของภาคใต้ และแหล่งมรดกโลกลำดับที่ 9 ของประเทศไทย ความภาคภูมิใจจากแผ่นดินนครศรีธรรมราช สู่มรดกอันทรงคุณค่าของมวลมนุษยชาติ #วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร #นครศรีธรรมราช  #มรดกโลกของไทย #UNESCO #ซาบีดาไทยเศรษฐ์

ซึ่งหลังจากที่ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความนี้ออกไปนั้นก็โซเชียลก็เข้ามาคอมเมนต์ยินดีเป็นจำนวนมาก ด้านทางเพจ Welcome Nakhon Si Thammarat ก็ได้มาคอมเมนต์ที่ด้านล่าวโพสต์ของ ‘ซาบีดา’ ข้อความว่า “ขอแสดงความยินดีและขอขอบพระคุณท่านรัฐมนตรี รวมถึงทุกหน่วยงาน ทุกภาคส่วน และพี่น้องชาวนครศรีธรรมราช ที่ร่วมกันผลักดันจนเกิดหน้าประวัติศาสตร์ในวันนี้ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ก้าวสู่มรดกโลก ไม่ใช่เพียงความภาคภูมิใจของชาวนครฯ แต่คือความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ และเป็นมรดกอันทรงคุณค่าของมวลมนุษยชาติ”

กรมที่ดินแจงยิบ กรณีอภิสิทธิ์ ปมคดีเขากระโดง ยันทำตามคำพิพากษาครบถ้วน ย้ำเพิกถอนโฉนดทั้งพื้นไม่ได้

กรมที่ดินแจงยิบ กรณีอภิสิทธิ์ ปมคดีเขากระโดง ยันทำตามคำพิพากษาครบถ้วน ย้ำเพิกถอนโฉนดทั้งพื้นไม่ได้

กรมที่ดินแจงยิบ กรณีอภิสิทธิ์ ปมคดีเขากระโดง ยันทำตามคำพิพากษาครบถ้วน ย้ำเพิกถอนโฉนดทั้งพื้นไม่ได้

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.13 น.

‘กรมที่ดิน’ โร่แจงยิบ ’อภิสิทธิ์-ปชป.‘ จ่อยื่นสอบปม ’เขากระโดง‘ ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครอง ย้ำทำตามกระบวนการครบถ้วนแล้ว แนะรอฟังคำพิพากษาถึงที่สุด ผลออกมาเป็นอย่างไร ต้องปฏิบัติตาม

วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุถึงการตรวจสอบปัญหาที่ดินบริเวณเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ โดยพรรคประชาธิปัตย์เตรียมยื่นหนังสือถึงรมว.มหาดไทย เนื่องจากเห็นว่าปัจจุบันยังไม่มีการปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลปกครอง ซึ่งได้วินิจฉัยเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวว่าเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และจะติดตามการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง 

ล่าสุด กรมที่ดิน(ทด.) กระทรวงมหาดไทย(มท.) ออกเอกสารข่าวชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าว โดยมีเนื้อหาระบุว่า กรณีที่ดินบริเวณเขากระโดง ตำบลเสม็ดและตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการนำเสนอข้อมูลและข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการของกรมที่ดินในหลายประเด็น กรมที่ดินได้ชี้แจงข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ตลอดจนขั้นตอนและผลการดำเนินการเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวมาแล้วอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนและทุกภาคส่วนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ การดำเนินการของกรมที่ดินได้ยึดถือและปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คำพิพากษาและคำสั่งของศาล รวมถึงกระบวนการพิจารณาทางปกครองที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิของรัฐและประชาชน ตลอดจนการให้ความเป็นธรรมแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังปรากฏการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับข้อเท็จจริง ขอบเขตอำนาจหน้าที่ และผลการดำเนินการของกรมที่ดิน กรมที่ดินจึงขอเรียนชี้แจงสรุปผลการดำเนินการ ดังนี้

1. กรณีกรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดินต้องผูกพันและอยู่ภายใต้บังคับคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 และศาลปกครองกลาง ที่ได้พิพากษาในประเด็นแห่งคดีแล้วว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟฯ นั้น ขอเรียนชี้แจง ดังนี้

1.1 กรณีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842 – 876/2560 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8027/2561 และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ 1112/2563 ทั้ง 3 คดี เป็นคดีแพ่ง ซึ่งเป็นการโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ระหว่างโจทก์และจำเลยในคดี คำพิพากษาศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ซึ่งมีผลผูกพันเด็ดขาดเฉพาะที่ดินในรายที่ชาวบ้านกับการรถไฟฯ ฟ้องร้องกันใน 3 คดีเท่านั้น ซึ่งกรมที่ดินได้ดำเนินการตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว แต่ไม่อาจนำคำพิพากษาไปเพิกถอนที่ดินแปลงอื่นนอกเหนือจาก 3 คดีนี้ได้ เพราะแม้จะเป็นคำพิพากษาที่แสดงถึงกรรมสิทธิ์ตามมาตรา 145 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ใช้ยันบุคคลภายนอกได้ด้วยก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้น บุคคลทั่วไปนอกคดีย่อมมีอำนาจที่จะยกขึ้นพิสูจน์ต่อสู้ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า จึงต้องให้โอกาสราษฎรต่อสู้พิสูจน์สิทธิดำเนินคดีแพ่ง คำพิพากษาดังกล่าวไม่สามารถนำไปใช้ยันบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่จะมีการดำเนินคดีใหม่กับบุคคลที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 145 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ไม่ได้วินิจฉัยครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 5,083 ไร่ การอ้างว่าคำพิพากษานี้เป็นการยืนยันกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งหมดจึงเป็นการขยายความเกินขอบเขตของคำพิพากษา การรถไฟฯ จึงไม่สามารถนำผลของคำพิพากษาทั้ง 3 คดี ไปใช้กับที่ดินแปลงอื่น ๆ ได้ เนื่องจากการได้มาของที่ดินแต่ละแปลงมีความแตกต่างกัน ราษฎรซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินจึงต้องมีโอกาสในการต่อสู้เพื่อป้องกันสิทธิของตนเอง การที่การรถไฟฯ อ้างว่า กรมที่ดินต้องดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินบริเวณพิพาททุกแปลง ตามคำพิพากษาศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 จึงเป็นการเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และแนวทางปฏิบัติของกรมที่ดิน 

การที่อธิบดีกรมที่ดินจะมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินตามความในมาตรา 61 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน นั้น ต้องปรากฏข้อเท็จจริงชัดเจนเป็นที่ยุติว่าได้มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไปโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้การรถไฟฯ โต้แย้งว่ามีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยอ้างว่า ได้ที่ดินมาตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งต้องมีแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาซึ่งเป็นสาระสำคัญมาแสดง แต่กรณีนี้ไม่มีแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา จึงยังฟังไม่ได้ว่าการรถไฟฯ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินบริเวณดังกล่าว สำหรับหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน จำนวน 995 แปลง ซึ่งออกในบริเวณนี้ได้ดำเนินการออกไปโดยชอบด้วยข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและระเบียบในขณะออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแล้ว โดยในขั้นตอนการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินหลายร้อยแปลง การรถไฟฯ ได้มารับรองแนวเขตด้วยว่าไม่อยู่ในแนวเขตที่ดินการรถไฟฯ อ้างสิทธิ จึงฟังไม่ได้ว่าการรถไฟฯ มีสิทธิในที่ดินดีกว่าประชาชนที่มีหนังสือแสดงสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งมีความแตกต่างกับหน่วยงานอื่น เช่น กรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ ที่มีกฎหมายหวงห้ามและแผนที่แนบท้ายแสดงแนวเขตที่ดินชัดเจนว่า ที่ดินที่หน่วยงานของตนอ้างสิทธินั้นอยู่บริเวณใด ดังนั้น หากการรถไฟฯ เห็นว่าตนมีสิทธิในที่ดินดีกว่าเหตุใดจึงไม่ไปพิสูจน์สิทธิในศาลยุติธรรมตามที่ได้เคยดำเนินการมาแล้ว

1.2 กรณีคำพิพากษาศาลปกครองกลางคดีหมายเลขแดงที่ 582/2566 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2566 ที่การรถไฟฯ ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้กรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันเพิกถอนคำสั่งออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีนั้น ศาลได้พิพากษาว่า ให้อธิบดีกรมที่ดินตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน หากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (อธิบดีกรมที่ดิน) มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว และพิจารณาข้อเท็จจริงได้เป็นเช่นใด ย่อมเป็นอำนาจของอธิบดีกรมที่ดินที่จะดำเนินการให้มีคำสั่งตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตามที่เห็นสมควร อันเป็นดุลพินิจของอธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งศาลไม่อาจก้าวล่วงได้ จึงเป็นเรื่องที่ศาลปกครองกลางได้พิพากษาให้อธิบดีกรมที่ดินดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และอธิบดีกรมที่ดินได้มีคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1195 – 1196/2566 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2566 ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางดังกล่าวครบถ้วนแล้ว 

2.กรณีที่อธิบดีกรมที่ดินเห็นชอบตามความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนฯ ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ให้ยุติเรื่อง จึงเห็นควรให้อธิบดีกรมที่ดินดำเนินการตามข้อสังเกตของศาลที่ให้กรมที่ดินและการรถไฟฯ ร่วมกันชี้แนวเขตที่ดินให้เป็นที่ยุติ และดำเนินการทบทวนคำสั่งทางปกครองนั้น ขอเรียนชี้แจง ดังนี้

2.1 กรณีการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขแดงที่ 582/2566 นั้น ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งที่ 241/2568 เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2568 ซึ่งได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณี การรถไฟฯ ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกอธิบดีกรมที่ดินมาไต่สวนหรือมีคำสั่งกำหนดวิธีดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาและข้อสังเกตให้ครบถ้วนโดยศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่อธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1195 – 1196/2566 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2566 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เป็นกรณีที่อธิบดีกรมที่ดินดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น จึงเป็นการปฏิบัติตามคำบังคับที่กำหนดไว้ในมาตรา 70 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันเป็นการดำเนินการในชั้นบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแล้ว หากการรถไฟฯ เห็นว่าอธิบดีกรมที่ดินดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ถูกต้องตามคำพิพากษา การรถไฟฯ ก็ชอบที่จะยื่นเป็นคำร้องต่อศาลปกครองชั้นต้นที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณามีคำสั่งหรือไต่สวน และกำหนดวิธีการบังคับคดีเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หรือทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 75/3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งฯ ประกอบกับข้อ 129 วรรคหนึ่ง และข้อ 135 วรรคหนึ่ง แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 อย่างไรก็ตาม โดยที่ข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาที่ให้การรถไฟฯ ร่วมกับคณะกรรมการสอบสวนฯ รังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดินตามคำพิพากษาศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ตามมาตรา 69 วรรคหนึ่ง ( 8 ) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งฯ เป็นเพียงข้อแนะนำ แต่ไม่ได้มีสภาพบังคับดังเช่นคำบังคับของศาล ศาลจึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องของการรถไฟฯ ไว้พิจารณา อย่างไรก็ดีกรมที่ดินได้ดำเนินการตามข้อสังเกตของศาลปกครองกลางโดยตั้งคณะทำงานร่วมทำการรังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อดำเนินการตามข้อสังเกตของศาลปกครองกลางครบถ้วนแล้ว

2.2 กรณีการดำเนินการตามข้อสังเกตของศาลปกครองกลางที่ให้คณะกรรมการสอบสวนฯ ร่วมกับการรถไฟฯ ร่วมกันรังวัดหาแนวเขตที่ดินตามข้อ 2.1 นั้น เมื่อการรังวัดหาแนวเขตที่ดินการรถไฟฯ ไม่ได้นำหลักฐานแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตร์สร้างทางรถไฟฯ ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2462 และพระราชกฤษฎีกาจัดซื้อที่ดินแลอสังหริมทรัพย์อื่นฯ ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2464 ซึ่งแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาฯ ทั้งสองฉบับดังกล่าว ถือเป็นสาระสำคัญในการพิสูจน์การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์และขอบเขตที่ดินของการรถไฟฯ ประกอบกับการสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบสวนฯ ได้ดำเนินการแสวงหาพยานหลักฐานอย่างรอบด้าน ครบถ้วน รัดกุม และมีการพิจารณาคำคัดค้านของผู้มีส่วนได้เสียตามที่กฎหมายกำหนด ตลอดจนได้ปฏิบัติตามข้อสังเกตของศาลปกครองกลางที่ให้ดำเนินการรังวัดเพื่อหาแนวเขตที่ดินตามคำพิพากษาศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ทั้งสามคดี ครบถ้วน แต่เมื่อการรถไฟฯ เป็นผู้กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิดีกว่า ไม่อาจแสดงพยานหลักฐานอันเป็นการพิสูจน์ซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินของการรถไฟฯ คือ แผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตร์สร้างทางรถไฟฯ พ.ศ. 2462 และแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินแลอสังหริมทรัพย์ฯ พ.ศ. 2464 ต่อคณะกรรมการสอบสวนฯ ได้ (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5437/2556 ลงวันที่ 24 เมษายน 2556 ระหว่าง การรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์ นางศรีวรรณา ชื่นใจธรรม จำเลย และความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องเสร็จที่ 57/2555) จึงยังรับฟังเป็นที่ยุติไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของการรถไฟฯ แม้การรถไฟฯ จะได้รับรองแผนที่ที่ได้ทำการรังวัดตามข้อสังเกตของศาลปกครองกลาง ภายหลังจากที่อธิบดีกรมที่ดินได้มีคำสั่งให้ยุติเรื่องแล้ว แต่รูปแผนที่ดังกล่าวก็เป็นรูปแผนที่ซึ่งการรถไฟฯ นำชี้ตามแนวเขตที่จัดทำขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2539 สำหรับใช้ในการแก้ไขปัญหาเกษตรกรกลุ่มสมัชชาคนจน ไม่ใช่แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาแต่อย่างใด รูปแผนที่ดังกล่าวจึงไม่สามารถนำมาใช้พิสูจน์ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญเพื่อนำไปดำเนินการเพิกถอนแก้ไขหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบข้อ 12 แห่งกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการสอบสวน และการพิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไขการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หรือการจดแจ้งเอกสารรายการจดทะเบียนโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย พ.ศ. 2553 ได้ คำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ให้ยุติเรื่องจึงดำเนินการไปโดยครบถ้วน ถูกต้อง เป็นธรรมกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายแล้ว 

อย่างไรก็ดี กรณีการดำเนินการกับที่ดินบริเวณเขากระโดง ตำบลอิสาณและตำบลเสม็ด อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ กรมที่ดินได้ดำเนินการตามคำพิพากษาศาลฎีกาและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ตลอดจนคำพิพากษาและข้อสังเกตของศาลปกครองกลางครบถ้วนแล้ว เมื่อคณะกรรมการสอบสวนฯ ได้พิจารณาพยานหลักฐานและคำคัดค้านของผู้มีส่วนได้เสียแล้วเห็นว่า ไม่สมควรเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินทั้ง 995 แปลง และอธิบดีกรมที่ดินได้พิจารณาแล้วเห็นชอบกับความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนฯ จึงมีคำสั่งยุติเรื่องพร้อมทั้งแจ้งสิทธิอุทธรณ์ให้การรถไฟฯ ทราบ การรถไฟฯ จึงได้อุทธรณ์คำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน และรองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าคำสั่งยุติเรื่องของอธิบดีกรมที่ดินชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงให้ยกอุทธรณ์ของการรถไฟฯและแจ้งสิทธิการฟ้องคดีปกครองให้การรถไฟฯ ทราบแล้ว ซึ่งการรถไฟฯ ได้ฟ้อง กรมที่ดิน ที่ 1 อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 2 ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ 3 เป็นผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ 395/2568 เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568

จากมูลฟ้องดังกล่าวข้างต้น ซึ่งศาลได้สรุปประเด็นแห่งคำฟ้องได้ 4 ข้อหา ดังนี้ 

(1) ให้เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินที่ให้ยุติเรื่องการเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินบริเวณเขากระโดง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์
(2) ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของปลัดกระทรวงมหาดไทยที่เห็นชอบกับคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินและให้ยกอุทธรณ์ของการรถไฟฯ
(3) ให้กรมที่ดิน และอธิบดีกรมที่ดิน ร่วมกันเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินจำนวน 995 แปลง 
(4) ให้เพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินอื่นที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามแผนที่แสดงเขตร์ที่ดินของกรมรถไฟ ตอนแยกไปยังที่ย่อยศิลา กม. 375 + 650

ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องข้อหาที่ 3 และ 4 ไว้พิจารณา ได้แก่ กรณีขอให้กรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดินร่วมกันเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินจำนวน 995 แปลง และที่ดินแปลงอื่นที่ออกโดยไม่ชอบในพื้นที่ของผู้ฟ้องคดี ตามรูปแผนที่แสดงเขตร์ที่ดินของกรมรถไฟฯ เนื่องจากเป็นกรณีที่ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 582/2566 ในประเด็นนี้ถึงที่สุดแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง ประกอบกับปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้เป็นโจทก์ฟ้องประชาชนที่มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินบริเวณเขากระโดงจำนวน 24 คดี ประกอบไปด้วยที่ดินจำนวน 108 แปลง ต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ศาลจังหวัดบุรีรัมย์จึงได้มีหนังสือให้สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมทั้งผู้เชี่ยวชาญจากกรมแผนที่ทหารร่วมทำการรังวัดจัดทำแผนที่พิพาทเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาคดีของศาล ซึ่งสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ได้รังวัดจัดทำแผนที่พิพาทและรายงานผลการรังวัดต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล 

”ดังนั้น ทุกฝ่ายจึงควรรอผลคำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาล หากศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นประการใด คู่ความทุกฝ่ายย่อมต้องผูกพันและปฏิบัติตาม อันจะทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้รับหลักประกันความเป็นธรรมตามกระบวนการจากองค์กรตุลาการที่ได้รับการยอมรับจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่สามารถคุ้มครองสิทธิในที่ดินของทั้งรัฐและเอกชนให้เป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย“ เอกสารข่าวฯ ระบุทิ้งท้าย  

อภิสิทธิ์ ซัดรัฐบาลทำน้อยไป ลดราคา ณ โรงกลั่น แต่ผลักภาระ ปชช.หนุนเงินเข้ากองทุนน้ำมัน

อภิสิทธิ์ ซัดรัฐบาลทำน้อยไป ลดราคา ณ โรงกลั่น แต่ผลักภาระ ปชช.หนุนเงินเข้ากองทุนน้ำมัน

อภิสิทธิ์ ซัดรัฐบาลทำน้อยไป ลดราคา ณ โรงกลั่น แต่ผลักภาระ ปชช.หนุนเงินเข้ากองทุนน้ำมัน

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.35 น.

อภิสิทธิ์ ซัดรัฐบาลทำน้อยไป ลดราคา ณ โรงกลั่น แต่ผลักภาระ ปชช.หนุนเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ทวงสัญญาแก้โครงสร้างค่าไฟ ซัด รมว.พลังงาน คิดแต่เรื่องกระเป๋าซ้าย-ขวา ก่อน

เมื่อวันที่ 25 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า เรามีความคาดหวังจากคำแถลงของกระทรวงพลังงานว่า จะเข้ามาจัดการปัญหาโครงสร้างต่าง ๆ แต่เรื่องที่เรากังวลคือเรื่องน้ำมัน ผ่านไปหลายเดือนทำไปทำมามันถอยห่างออกจากการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง กลายเป็นว่าเราจะเห็นรัฐมนตรีไปพูดคุยกับโรงกลั่น ขอให้ลดค่าการกลั่นเหลือ 2.40 บาทต่อลิตร ซึ่งถือว่าน้อยมาก เพราะค่าการกลั่นที่มันเกินปกติสูงกว่านี้เยอะ จากเดิมที่พูดกันว่าจะมีสูตรชัดเจนตายตัว หรือจะมีการเก็บภาษีลาบลอยในอนาคต กลายเป็นหายไปหมด เป็นเรื่องของการเจรจาที่ไม่มีใครทราบเลยว่า ใช้ฐานอะไรในการคำนวณ แต่พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่าการลดค่าการกลั่นเหลือ 2.40 บาทต่อลิตร ถือว่าน้อยไปทำได้มากกว่านี้ 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า  หากรัฐบาลทำเรื่องนี้จริงจังบวกกับเรื่องภาษีสรรพสามิต ก็ไม่ต้องเอาเงินมากมายมหาศาลมาแก้ปัญหา เพราะขณะนี้คนที่แบกรับภาระคือกองทุนน้ำมัน ถ้าเทียบเคียงกันแล้วการลดค่าการกลั่นเหลือ  2.40 บาท แต่ขณะที่กองทุนน้ำมันฯ ต้องชดเชย 7-8 บาท จึงกลายเป็นภาระของประชาชน  

“ส่วนเรื่องไฟฟ้าก็เช่นเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ได้อภิปรายเรื่องการปรับสูตรการคำนวณค่าไฟฟ้าในเวลาที่ราคาก๊าซธรรมชาติสูง แต่ก็ไม่ได้มีการดำเนินการ แน่นอนว่ารัฐบาลมีข้อผูกมัดในเรื่องการช่วยเหลือคนที่ใช้ไฟน้อย ซึ่งเราก็สนับสนุน แต่ขณะนี้แหล่งเงินที่จะมาใช้ตรงนี้ก็ยังไม่มีการแถลงออกมาอย่างเป็นทางการ เบื้องต้นเหมือนจะไปขอกับการไฟฟ้าฯ ก่อน ซึ่งก็ยังไม่ไปถึงคนที่ได้ประโยชน์เกินควรในภาวะที่ราคาพลังงานผันผวน ตรงกันข้ามกับที่รัฐมนตรีมาพูดในสภาฯ ว่า ต่อไปนี้จะไม่ใช้กระเป๋าซ้ายหรือกระเป๋าขวา แต่จะเป็นการปรับโครงสร้าง ”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้นท่านควรจะมีความโปร่งใสว่า ตกลงแต่ละเรื่องเดินหน้าไปถึงไหน ท่านอาจจะบอกว่ากำลังทำอยู่ แต่สิ่งที่เรากังวลเราเห็นจากกรณีน้ำมันและไฟฟ้า ตอนแรกมีความพยายามดิ้นรนไปเก็บกับคนที่ใช้ไฟเยอะ สะท้อนให้เห็นว่า ท่านคิดถึงแหล่งกระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวา ก่อนที่จะคิดถึงการปรับโครงสร้าง เพื่อสร้างความเป็นธรรมจริงๆ 

เมื่อถามว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานก็เคยอยู่พรรคประชาธิปัตย์ จะไปพูดคุยเพื่อเสนอแนะหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวติดตลกว่า “เคยอยู่ประชาธิปัตย์เยอะมาก หลายคน” ก่อนจะกล่าวต่อว่า เวลามีการพบปะกันก็จะมีการสอบถามกัน แต่เราต้องการทำเป็นเป็นระบบเพราะข้อเสนอเราชัดเจน ในเวลาที่ราคาพลังงานผันผวน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบ โครงสร้างของเราไปเอื้อให้กับคนที่อยู่ตรงกลาง สามารถมีผลตอบแทนมากผิดปกติ ซึ่งตามหลักสากลเวลาเกิดกรณีแบบนี้ ก็จะมีการเก็บเงินอย่างเป็นระบบเพื่อช่วยประชาชน และรัฐบาลเป็นคนพูดเองเรื่องปัญหาทุนใหญ่ ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างก็ยังไม่ปรากฏชัดเจนว่าจะมีความเปลี่ยนแปลง

อภิสิทธิ์ มอง เหตุบึ้มชายแดนใต้ รัฐบาลต้องทำควบคู่พูดคุย-บังคับใช้กฎหมายเข้มข้น

อภิสิทธิ์ มอง เหตุบึ้มชายแดนใต้ รัฐบาลต้องทำควบคู่พูดคุย-บังคับใช้กฎหมายเข้มข้น

อภิสิทธิ์ มอง เหตุบึ้มชายแดนใต้ รัฐบาลต้องทำควบคู่พูดคุย-บังคับใช้กฎหมายเข้มข้น

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.40 น.

อภิสิทธิ์ มอง เหตุบึ้มชายแดนใต้ รัฐบาลต้องทำควบคู่พูดคุย-บังคับใช้กฎหมายเข้มข้น 

เมื่อวันที่ 25 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง ข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ต่อรัฐบาล ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้สูญเสียเจ้าหน้าที่ ซึ่งความจริงมีการเตือนกันตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ลอบยิง สส. ว่ามีความพยายามจะทำให้ความรุนแรงกลับกลายมาเป็นเรื่องปกติอีกครั้ง รัฐบาลมีการตั้งคณะพูดคุยชุดใหม่ แต่การพูดคุยต้องไม่ใช่การยอมรับและปล่อยให้มีการใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ หรือยอมรับพฤติกรรมดังกล่าว ต้องดำเนินการตามมาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด 

“ขอรัฐบาลอย่าคิดว่ามีความรุนแรงแล้วจะต้องใช้ความรุนแรงเพียงอย่างเดียว ไม่มีการพูดคุย หรือถ้ามีการพูดคุย แปลว่าเกิดการปล่อยปละละเลย ไม่มีมาตรการด้านความมั่นคง ซึ่งในการดูแลรักษาความปลอดภัยหรือการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ ต้องควบคู่กันไป และหาจุดสมดุลให้ได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามถึงการที่รัฐบาลมีการตั้งคณะพูดคุยขึ้นมาแล้ว มองว่าเป็นการผลักภาระไปให้กับคณะพูดคุยทำงานเพียงฝ่ายเดียวเลยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทราบมาว่าคณะพูดคุยก็มีความพยายามจะทำงาน แต่อีกฝ่ายมีความพยายามจะส่งสัญญาณหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ไม่ควรจะเกิดขึ้นดังนั้นต้องมีความชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุย หรือการใช้มาตรการทางกฎหมายต้องเข้ม.
 

รัฐบาล แจงปมเงินเยียวยา ปั๊มน้ำมัน กันทรลักษ์ ถูก BM-21 ยิงถล่ม ​

รัฐบาล แจงปมเงินเยียวยา ปั๊มน้ำมัน กันทรลักษ์ ถูก BM-21 ยิงถล่ม ​

รัฐบาล แจงปมเงินเยียวยา ปั๊มน้ำมัน กันทรลักษ์ ถูก BM-21 ยิงถล่ม ​

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.21 น.

รัฐบาล แจงปมเงินเยียวยา ปั๊มน้ำมัน กันทรลักษ์ ถูก BM-21 ยิงถล่ม ​ชี้ไม่เข้าเกณฑ์การจ่ายเงินกองทุนฯ เนื่องจากเป็นความเสียหายต่อทรัพย์สินที่ใช้ประกอบธุรกิจ และได้รับการชดเชยจากบริษัทประกันภัย รวมถึงได้รับความช่วยเหลือจากบริษัทต้นสังกัดแล้ว

เมื่อวันที่ 25 ก.ค.2569 ตามที่เจ้าของสถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาบ้านผือ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เดินทางมายื่นเรื่องร้องเรียนที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เพื่อติดตามการขอรับเงินช่วยเหลือเยียวยาจากเหตุจรวด BM-21 ตกใส่สถานีบริการน้ำมันและร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven จากการกระทำของกัมพูชา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 นั้น

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเข้าใจถึงความเดือดร้อน ความเสียหาย และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่เป็นอย่างดี โดยนายกรัฐมนตรีได้ติดตามการช่วยเหลือมาอย่างต่อเนื่อง และกำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับการดูแลอย่างรวดเร็ว ครอบคลุม และเป็นธรรม ภายใต้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้สถานีบริการน้ำมัน ปตท. และร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ภายในสถานีบริการได้รับความเสียหาย รวมถึงมีประชาชนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ภาครัฐ หน่วยงานท้องถิ่น และภาคเอกชนจึงได้ร่วมกันเร่งให้ความช่วยเหลือทันทีหลังเกิดเหตุ

จากรายงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สรุปผลการช่วยเหลือ ดังนี้

1. สถานีบริการน้ำมัน ได้รับความเสียหายมูลค่าประมาณ 3.05 ล้านบาท โดยได้รับเงินชดเชยจากบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด จำนวน 1 ล้านบาท และได้รับความช่วยเหลือจากบริษัท ปตท. จำนวน 2.05 ล้านบาท ปัจจุบันสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้แล้วตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2568

2. ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ได้รับความเสียหายมูลค่าประมาณ 14 ล้านบาท โดยได้รับความช่วยเหลือจากบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด จำนวน 9 ล้านบาท และกลับมาเปิดให้บริการแล้วตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568

3. ผู้เสียชีวิตจำนวน 7 ราย ได้รับการช่วยเหลือครบถ้วนแล้ว รวมเป็นเงินประมาณ 58 ล้านบาท ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 12 ราย ได้รับการช่วยเหลือครบทุกคน รวมเป็นเงินประมาณ 4.6 ล้านบาท โดยได้รับเงินช่วยเหลือตั้งแต่รายละ 100,000–800,000 บาท ตามระดับความรุนแรงของอาการบาดเจ็บและสิทธิตามหลักเกณฑ์ของแต่ละหน่วยงาน

นางสาวรัชดากล่าวว่า เงินช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ มาจากหลายแหล่งงบประมาณ ได้แก่ กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี เงินทดรองราชการในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานประกันสังคม กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ รวมถึงงบกลาง ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งดำเนินการจนการช่วยเหลือในส่วนดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สำหรับการขอรับเงินช่วยเหลือจากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอธิบายว่า ทุกคำขอจะต้องผ่านการตรวจสอบและการพิจารณาของคณะกรรมการตามระเบียบของกองทุนฯ โดยหากความเสียหายเข้าเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ ผู้ประสบภัยจะได้รับเงินช่วยเหลือโดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบกรณีความเสียหายของสถานีบริการน้ำมัน พบว่าคำขอในส่วนดังกล่าวยังไม่เข้าเกณฑ์การจ่ายเงินจากกองทุนฯ เนื่องจากเป็นความเสียหายต่อทรัพย์สินที่ใช้ประกอบธุรกิจ และได้รับการชดเชยจากบริษัทประกันภัย รวมถึงได้รับความช่วยเหลือจากบริษัทต้นสังกัดแล้ว การพิจารณาจึงต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์เรื่องการไม่จ่ายเงินชดเชยซ้ำในความเสียหายรายการเดียวกัน เพื่อให้การใช้เงินของรัฐเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรมต่อผู้ประสบภัยทุกกรณี

“รัฐบาลขอเข้าใจและเห็นใจต่อผู้ประสบเหตุทุกคน เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลข แต่กระทบทั้งชีวิต ครอบครัว อาชีพ และความรู้สึกของประชาชน รัฐบาลจึงได้เร่งระดมความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ผู้ประสบภัยและผู้ประกอบการสามารถกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้โดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งยืนยันว่าทุกคำร้องจากทุกๆกรณีจะได้รับการรับฟัง ตรวจสอบ และพิจารณาด้วยความรอบคอบ ตามหลักเกณฑ์เดียวกันและคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ” นางสาวรัชดา กล่าว

กอ.รมน.ภาค 4 สน. แสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิต ร.อ.สัญชัย ยัน เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง

กอ.รมน.ภาค 4 สน. แสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิต ร.อ.สัญชัย ยัน เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง

กอ.รมน.ภาค 4 สน. แสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิต ร.อ.สัญชัย ยัน เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.29 น.

กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิต ร.อ.สัญชัย รอง ผบ.ร้อย.ทพ.4511 ยัน เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมดูแลสิทธิ-เยียวยาครอบครัวเต็มที่

เมื่อวันที่ 25 ก.ค.2569 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “กอ.รมน. ภาค 4 สน. แสดงความเสียใจต่อการสูญเสียกำลังพล ยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมดูแลครอบครัวอย่างเต็มที่

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสีย ร้อยเอก สัญชัย (ขอสงวนนามสกุล ) รองผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 4511 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 ซึ่งเสียชีวิตในห้องพักส่วนตัว ณ ที่ตั้งหน่วยในพื้นที่ บ้านสาเมาะ ตำบลบองอ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569

ภายหลังเกิดเหตุ ผู้บังคับบัญชาได้สั่งการให้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ แพทย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ พร้อมดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงยังไม่สามารถสรุปสาเหตุของเหตุการณ์ได้

กองทัพบก และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอแสดงความอาลัยต่อการสูญเสียกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ และยืนยันว่าจะให้การดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างเต็มกำลัง ทั้งในด้านสิทธิ สวัสดิการ และการเยียวยาตามระเบียบของทางราชการ พร้อมติดตามดูแลสภาพจิตใจและขวัญกำลังใจของกำลังพลในหน่วยอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน จะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้สังคมได้รับข้อมูลที่ถูกต้องบนพื้นฐานของพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม”