GULF ชวนชี้พิกัดพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า เพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย กับโครงการ ‘GULF Sparks, Life Starts เติมพลังไฟให้ชีวิต’

GULF ชวนชี้พิกัดพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า เพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย กับโครงการ ‘GULF Sparks, Life Starts เติมพลังไฟให้ชีวิต'

GULF ชวนชี้พิกัดพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า เพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย กับโครงการ ‘GULF Sparks, Life Starts เติมพลังไฟให้ชีวิต’

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.12 น.

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เดินหน้าสานต่อพันธกิจเพื่อสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คนยั่งยืน กับโครงการ “GULF Sparks, Life Starts เติมพลังไฟให้ชีวิต” ชวนทุกคนร่วมส่งพิกัดพื้นที่ที่ขาดแคลนไฟฟ้า สำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ โดยสามารถเสนอชื่อ และรายละเอียดของพื้นที่ที่ต้องการรับการสนับสนุนจากโครงการฯ ได้ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม ถึงวันที่ 28 สิงหาคม 2569 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการจุดประกายแสงสว่าง และสร้างโอกาสให้กับชุมชนที่ขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า

สำหรับโครงการ “GULF Sparks, Life Starts เติมพลังไฟให้ชีวิต” เป็นการนำความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านธุรกิจพลังงานหมุนเวียนของ GULF มาสร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม ด้วยการสนับสนุนและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ให้กับชุมชนในพื้นที่ห่างไกล หรือชุมชนที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง ที่ผ่านมา GULF ได้ดำเนินการติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้กับชุมชนห่างไกลไปแล้วกว่า 20 แห่ง ครอบคลุมพื้นบนดอยสูง พื้นที่เกาะ และพื้นที่ชายแดนทั่วประเทศไทย ผลิตไฟฟ้าได้กว่า 100 กิโลวัตต์ ช่วยให้ประชาชนกว่า 10,000 คน เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานอย่างไฟฟ้า ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสทางการศึกษาและสาธารณสุข นำไปสู่การต่อยอดพัฒนาอาชีพ เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนได้อย่างยั่งยืน

ผู้ที่สนใจนำเสนอพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า สามารถกรอกข้อมูลได้ที่: https://forms.gle/Dun55vSdrLem1WPi8

หรือสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Gulf SPARK: https://www.facebook.com/GulfSPARK.TH/

ทั้งนี้ การพิจารณาคัดเลือกพื้นที่เป็นดุลยพินิจของบริษัทฯ และขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการพิจารณาโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า

ผู้บริหารบุญรอดฯ ร่วมลงนามถวายพระพรวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ผู้บริหารบุญรอดฯ ร่วมลงนามถวายพระพรวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ผู้บริหารบุญรอดฯ ร่วมลงนามถวายพระพรวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.25 น.

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 เพิ่มพูน ไกรฤกษ์ กรรมการ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด พร้อมด้วย ธนะวุฒิ ภิรมย์ภักดี รองกรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส และ ณัฐวรรณ ทีปสุวรรณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล เพื่อแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569

ธนะวุฒิ ภิรมย์ภักดี,  เพิ่มพูน ไกรฤกษ์ และ ณัฐวรรณ ทีปสุวรรณ

ธนะวุฒิ ภิรมย์ภักดี, เพิ่มพูน ไกรฤกษ์ และ ณัฐวรรณ ทีปสุวรรณ

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง กรมธนารักษ์ ร่วมกับ สยามพารากอน และสกุล อินทกุล จัดนิทรรศการ “สิริกษาปณศิลป์” ถ่ายทอดพระเกียรติคุณและคุณค่าแห่งมรดกไทย ผ่านเหรียญกษาปณ์และงานประณีตศิลป์ร่วมสมัย ตั้งแต่วันนี้ถึง 12 สิงหาคม 2569 ณ Art Jewel ชั้น 5 สยามพารากอน

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง กรมธนารักษ์ ร่วมกับ สยามพารากอน และสกุล อินทกุล จัดนิทรรศการ “สิริกษาปณศิลป์” ถ่ายทอดพระเกียรติคุณและคุณค่าแห่งมรดกไทย ผ่านเหรียญกษาปณ์และงานประณีตศิลป์ร่วมสมัย ตั้งแต่วันนี้ถึง 12 สิงหาคม 2569 ณ Art Jewel ชั้น 5 สยามพารากอน

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง กรมธนารักษ์ ร่วมกับ สยามพารากอน และสกุล อินทกุล จัดนิทรรศการ “สิริกษาปณศิลป์” ถ่ายทอดพระเกียรติคุณและคุณค่าแห่งมรดกไทย ผ่านเหรียญกษาปณ์และงานประณีตศิลป์ร่วมสมัย ตั้งแต่วันนี้ถึง 12 สิงหาคม 2569 ณ Art Jewel ชั้น 5 สยามพารากอน

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.24 น.

ณ Art Jewel ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อเผยแพร่ความรู้และส่งเสริมคุณค่าการสะสมเหรียญกษาปณ์ของไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ  ในวันเปิดนิทรรศการ 28 กรกฎาคม 2569 ได้รับเกียรติจาก อัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมธนารักษ์ อาทิ บุญชอบ วิเศษปรีชา, ชีรกัญญา หวังเจริญรุ่ง, ชลทิตย์ ไชยจันทร์, คงศักดิ์ พรพนาวรรณ, สกุล อินทกุล ศิลปินผู้รังสรรค์ผลงาน และ จิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้บริหารสยามพิวรรธน์ มาร่วมงาน ซึ่งภายในงานนิทรรศการประกอบด้วย


1. การจัดแสดงเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกและเหรียญที่ระลึกของกรมธนารักษ์ในวาระที่เกี่ยวเนื่องกับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งหาชมได้ยากและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้บนเหรียญกว่า 40 รายการ การจัดแสดงแบ่งเป็น 3 โซน ได้แก่

  • “ภูมิสิริ” จัดแสดงเหรียญคู่พระบารมีในโอกาสสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 
  • “สิริรัช” จัดแสดงเหรียญในวาระเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
  • “สิริกิจ” จัดแสดงเหรียญในวาระที่เกี่ยวเนื่องกับพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมถึงพระเกียรติคุณที่ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายจากนานาประเทศ

2. การจัดแสดงนิทรรศการผลงานประณีตศิลป์ชุด “จากบุปผาสู่อัญมณี: เข็มกลัดมงคล ‘สิริแห่งดวงใจสยาม’ ล้อมเหรียญกษาปณ์ไทย” โดย สกุล อินทกุล ศิลปินอิสระผู้ถ่ายทอดจิตวิญญาณจากงานดอกไม้สดสู่ประติมากรรมอัญมณีลํ้าค่า บูรณาการศิลปะร่วมสมัยและนำเสนอเหรียญกษาปณ์ในรูปแบบ “ประติมากรรมเล็ก” (Jewelry Sculpture) เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและเป็นสากล


3. การออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหรียญโดยกรมธนารักษ์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้สนใจและนักสะสมได้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์เหรียญของกรมธนารักษ์ในวาระสำคัญต่าง ๆ สำหรับเป็นที่ระลึกหรือมอบเป็นของขวัญที่ทรงคุณค่า


4. สาธิตเบื้องหลังการผลิตเหรียญผ่านกิจกรรม Live Demonstration ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้สัมผัสขั้นตอนการสร้างสรรค์เหรียญจากผู้เชี่ยวชาญ อันสะท้อนคุณค่าแห่งศิลปะและมรดกทางวัฒธรรมไทยอย่างใกล้ชิด ในวันที่ 28 ก.ค.2569 และ วันที่ 12 ส.ค. 2569  (วันละ 3 รอบ เวลา 11.00 น. 14.00 น. และ 17.00 น.)

กรมธนารักษ์ ขอเชิญชวนประชาชน นิสิต นักศึกษา นักสะสมเหรียญ และผู้สนใจทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและสัมผัสความงดงามของมรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดผ่านเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกและเหรียญที่ระลึกของไทยที่รังสรรค์ขึ้นในงานนิทรรศการ “สิริกษาปณศิลป์” ตั้งแต่วันนี้ถึง 12 สิงหาคม 2569 ณ Art Jewel ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน (เข้าชมฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย) 


ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม Facebook: กองส่งเสริมและพัฒนาทรัพย์สินมีค่าของรัฐ กรมธนารักษ์ หรือ Facebook: SiamParagon และ http://www.siamparagon.co.th  
 

ปวดโคนนิ้วโป้ง กำมือแล้วเจ็บ อย่าชะล่าใจ เสี่ยง ‘เดอกาแวง’

ปวดโคนนิ้วโป้ง กำมือแล้วเจ็บ อย่าชะล่าใจ เสี่ยง ‘เดอกาแวง’

ปวดโคนนิ้วโป้ง กำมือแล้วเจ็บ อย่าชะล่าใจ เสี่ยง ‘เดอกาแวง’

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.54 น.

ปวดโคนนิ้วโป้ง กำมือแล้วเจ็บ อย่าชะล่าใจ แพทย์เตือนเสี่ยง “เดอกาแวง” หรือ ภาวะปลอกหุ้มเอ็นอักเสบจากการใช้งานซ้ำ

นพ. รณศักดิ์ มงคลรังสฤษฏ์

นพ. รณศักดิ์ มงคลรังสฤษฏ์ แพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ เตือนผู้ที่มีอาการปวดโคนนิ้วโป้งหรือข้อมือด้านนิ้วโป้ง โดยเฉพาะเมื่อกำมือ หยิบจับ บิดข้อมือ หรือใช้นิ้วโป้งซ้ำ ๆ ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจเป็นสัญญาณของ โรคเดอกาแวง (De Quervain’s Tenosynovitis) หรือภาวะปลอกหุ้มเส้นเอ็นอักเสบ ซึ่งหากปล่อยไว้อาจกระทบต่อการใช้มือและคุณภาพชีวิตในระยะยาว

โรคเดอกาแวง เกิดจากการอักเสบหรือหนาตัวของปลอกหุ้มเส้นเอ็นบริเวณข้อมือด้านนิ้วโป้ง ทำให้เส้นเอ็นที่ใช้กางและเหยียดนิ้วโป้งเคลื่อนไหวได้ไม่สะดวก ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดบริเวณโคนนิ้วโป้งและข้อมือด้านนอก โดยเฉพาะขณะกำมือ หยิบจับ บิดข้อมือ หรือยกของ

ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการบวม กดเจ็บ หรือปวดร้าวขึ้นไปบริเวณท่อนแขน และเมื่ออาการรุนแรงขึ้นอาจเริ่มทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ลำบาก ไม่ว่าจะเป็นการเปิดขวด บิดผ้า ใช้กรรไกร ยกแก้วน้ำ หรือแม้แต่อุ้มบุตร

สำหรับปัจจัยเสี่ยงของโรค ส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับการใช้งานนิ้วโป้งและข้อมือซ้ำ ๆ เช่น การใช้โทรศัพท์มือถือ พิมพ์ข้อความ ใช้เมาส์คอมพิวเตอร์ ทำอาหาร ตัดผม เย็บผ้า หรือทำงานที่ต้องจับ บิด และยกของเป็นประจำ รวมถึงการเล่นกีฬาที่ต้องใช้ไม้หรือแร็กเกต นอกจากนี้ยังพบได้บ่อยในผู้หญิง หญิงตั้งครรภ์ และคุณแม่หลังคลอดที่ต้องอุ้มลูกเป็นเวลานาน

แพทย์ระบุว่า หลายคนมักเข้าใจผิดว่าโรคเดอกาแวงคือ “นิ้วล็อก” ทั้งที่ทั้งสองโรคเป็นคนละภาวะ แม้จะเกี่ยวข้องกับเส้นเอ็นเช่นเดียวกัน โดยเดอกาแวงจะมีอาการปวดบริเวณโคนนิ้วโป้งและข้อมือ ขณะที่นิ้วล็อกมักมีอาการเจ็บบริเวณโคนนิ้วด้านฝ่ามือ พร้อมอาการนิ้วสะดุด งอแล้วเหยียดไม่ออก

ในด้านการวินิจฉัย แพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย และประเมินการเคลื่อนไหวของนิ้วโป้งและข้อมือ ส่วนการเอกซเรย์หรืออัลตราซาวด์จะพิจารณาเป็นรายกรณี เพื่อแยกโรคอื่นที่มีอาการใกล้เคียง เช่น ข้อโคนนิ้วโป้งเสื่อม การบาดเจ็บของเส้นเอ็น หรือความผิดปกติของเส้นประสาท

แนวทางการรักษาจะเริ่มจากการรักษาแบบไม่ผ่าตัด ได้แก่ การพักการใช้งานมือ ปรับพฤติกรรม ลดการใช้นิ้วโป้งซ้ำ ๆ การใส่อุปกรณ์พยุงนิ้วโป้งและข้อมือ การประคบเย็น การใช้ยาลดอาการปวดตามคำแนะนำของแพทย์ รวมถึงการทำกายภาพบำบัดหรือกิจกรรมบำบัดมือเพื่อฟื้นฟูการใช้งาน

ในผู้ป่วยที่อาการไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาฉีดยาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบ และหากอาการเป็นเรื้อรังหรือส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างมาก อาจพิจารณาการผ่าตัดคลายปลอกหุ้มเส้นเอ็นตามข้อบ่งชี้

ผู้ที่มีอาการปวดโคนนิ้วโป้งต่อเนื่อง อาการรุนแรงขึ้น จับของไม่ถนัด หรือพักการใช้งานแล้วไม่ดีขึ้น ควรรีบเข้ารับการตรวจจากแพทย์เฉพาะทาง เนื่องจากการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยลดการอักเสบ ป้องกันภาวะเรื้อรัง และเพิ่มโอกาสในการกลับมาใช้งานมือได้ตามปกติ

ไวรัสตับอักเสบเอและบี ภัยเงียบที่อาจนำไปสู่ตับแข็งและมะเร็งตับ

ไวรัสตับอักเสบเอและบี ภัยเงียบที่อาจนำไปสู่ตับแข็งและมะเร็งตับ

ไวรัสตับอักเสบเอและบี ภัยเงียบที่อาจนำไปสู่ตับแข็งและมะเร็งตับ

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.51 น.

ไวรัสตับอักเสบเอและไวรัสตับอักเสบบี เป็นโรคติดเชื้อที่ส่งผลต่อตับ แต่มีช่องทางการติดต่อและความรุนแรงแตกต่างกัน โดยไวรัสตับอักเสบเอติดต่อผ่านอาหาร น้ำ หรือสิ่งปนเปื้อน มักเป็นการติดเชื้อเฉียบพลันและไม่กลายเป็นโรคเรื้อรัง ขณะที่ไวรัสตับอักเสบบีติดต่อผ่านเลือด สารคัดหลั่ง หรือจากแม่สู่ลูก และอาจพัฒนาเป็นการติดเชื้อเรื้อรัง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะตับแข็งและมะเร็งตับได้ การตรวจเลือดและการรับวัคซีนตามความเหมาะสมจึงมีบทบาทสำคัญในการป้องกันและลดความเสี่ยงในระยะยาว

นพ. สุขประเสริฐ จุฑากอเกียรติ

นพ. สุขประเสริฐ จุฑากอเกียรติ  อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า ไวรัสตับอักเสบเอและไวรัสตับอักเสบบีเป็นเชื้อไวรัสคนละชนิด แม้จะส่งผลต่อตับเหมือนกัน แต่มีช่องทางการแพร่เชื้อ ลักษณะการดำเนินโรค และความเสี่ยงระยะยาวแตกต่างกัน โดยไวรัสตับอักเสบเอมักเกี่ยวข้องกับสุขอนามัยด้านอาหารและน้ำ ส่วนไวรัสตับอักเสบบีมีความเกี่ยวข้องกับเลือด สารคัดหลั่ง และการถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกมากกว่า การทำความเข้าใจความแตกต่างของโรคทั้งสองชนิดจึงช่วยให้สามารถประเมินความเสี่ยงและเลือกวิธีป้องกันได้เหมาะสมยิ่งขึ้น

ไวรัสตับอักเสบเอ ติดต่อจากอะไร

ไวรัสตับอักเสบเอเป็นโรคติดเชื้อที่มักแพร่กระจายผ่านการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงการสัมผัสเชื้อจากมือหรือสิ่งของที่ไม่สะอาด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีสุขอนามัยไม่เหมาะสม หรือสถานที่ที่มีผู้คนอยู่รวมกันจำนวนมาก เช่น หอพัก ค่ายทหาร โรงเรียน หรือแหล่งท่องเที่ยวที่มีการใช้ภาชนะหรืออาหารร่วมกัน

หลังได้รับเชื้อ ผู้ป่วยมักเริ่มมีอาการภายในประมาณ 2–6 สัปดาห์ อาการที่พบได้ เช่น ไข้ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้องบริเวณชายโครงขวา ปัสสาวะสีเข้ม ตาเหลือง หรือผิวเหลือง ซึ่งเป็นอาการของภาวะดีซ่าน

แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักหายได้เอง แต่บางกลุ่มอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคตับเรื้อรังอยู่เดิม หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งอาจเกิดภาวะตับอักเสบรุนแรงและจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์

ไวรัสตับอักเสบบี ติดต่อจากอะไร

ไวรัสตับอักเสบบีสามารถติดต่อผ่านเลือดและสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน รวมถึงการถ่ายทอดจากมารดาสู่ทารกระหว่างการคลอด ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อตั้งแต่วัยเด็ก

ความสำคัญของไวรัสตับอักเสบบีอยู่ที่การติดเชื้ออาจพัฒนาเป็นภาวะเรื้อรังได้ โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับเชื้อตั้งแต่แรกเกิดหรือในวัยเด็ก ซึ่งมีโอกาสเกิดการติดเชื้อเรื้อรังสูงกว่าช่วงวัยอื่น เมื่อเกิดการอักเสบของตับอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้เกิดพังผืดในตับ พัฒนาไปสู่ภาวะตับแข็ง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับในอนาคตได้

ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังจำนวนมากอาจไม่มีอาการในระยะแรก แต่เมื่อการทำงานของตับเริ่มลดลง อาจพบอาการผิดปกติ เช่น อ่อนเพลียง่าย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือท้องโตจากการมีน้ำในช่องท้อง ซึ่งควรได้รับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว

การวินิจฉัยไวรัสตับอักเสบเอและบี

การวินิจฉัยไวรัสตับอักเสบเอและบีทำได้ด้วยการตรวจเลือด เพื่อประเมินชนิดของการติดเชื้อ ภูมิคุ้มกัน และความรุนแรงของโรค

ไวรัสตับอักเสบเอ (HAV) แพทย์อาจตรวจหา Anti-HAV IgM เพื่อยืนยันการติดเชื้อเฉียบพลัน ไวรัสตับอักเสบบี (HBV) การตรวจที่สำคัญ ได้แก่ HBsAg เพื่อยืนยันว่ามีการติดเชื้อ, Anti-HBs เพื่อประเมินว่ามีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่, HBV DNA เพื่อวัดปริมาณไวรัสในเลือด รวมถึงการตรวจการทำงานของตับ และอัลตราซาวด์ตับ เพื่อช่วยประเมินสภาพตับและติดตามความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน

แนวทางการรักษาไวรัสตับอักเสบเอและบี

ไวรัสตับอักเสบเอ ส่วนใหญ่รักษาตามอาการ โดยเน้นการพักผ่อน ดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์หรือยาที่อาจส่งผลต่อตับ

ไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง แพทย์จะพิจารณาการรักษาตามผลตรวจและสภาพตับของผู้ป่วยแต่ละราย หากมีข้อบ่งชี้ อาจรักษาด้วยยาต้านไวรัสระยะยาว โดยมีเป้าหมายเพื่อควบคุมปริมาณไวรัส ชะลอความเสียหายของตับ และลดความเสี่ยงต่อภาวะตับแข็งหรือมะเร็งตับในอนาคต

วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอและบี

วัคซีนเป็นหนึ่งในวิธีสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอและบี โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง หรือผู้ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรค

วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ โดยทั่วไปฉีด 2 เข็ม ห่างกันประมาณ 6–12 เดือน ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับอาหาร ผู้ที่มีโรคตับเรื้อรัง หรือผู้ที่ตรวจแล้วพบว่ายังไม่มีภูมิคุ้มกัน

วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี โดยทั่วไปฉีด 3 เข็ม ตามกำหนดเดือนที่ 0, 1 และ 6 หลังฉีดครบควรตรวจ Anti-HBs เพื่อประเมินว่าร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนหรือได้รับไม่ครบ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่อยู่ร่วมบ้านกับผู้ติดเชื้อ ผู้ที่มีโรคตับเรื้อรัง หรือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่ง

ทั้งนี้ ไวรัสตับอักเสบเอและไวรัสตับอักเสบบีแม้ส่งผลต่อตับเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างทั้งด้านช่องทางการติดต่อ การดำเนินโรค และผลกระทบในระยะยาว การเข้าใจความเสี่ยงของตนเอง การตรวจประเมินเมื่อมีความเสี่ยงหรือข้อบ่งชี้ รวมถึงการรับวัคซีนตามความเหมาะสม จึงเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อและดูแลสุขภาพตับในระยะยาว

แคนนอน สนับสนุนภารกิจมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมฯ ต่อเนื่องปีที่ 2 สานต่อพลังแห่งการแบ่งปัน วางรากฐานอนาคตเด็กไทยอย่างยั่งยืน

แคนนอน สนับสนุนภารกิจมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมฯ ต่อเนื่องปีที่ 2 สานต่อพลังแห่งการแบ่งปัน วางรากฐานอนาคตเด็กไทยอย่างยั่งยืน

แคนนอน สนับสนุนภารกิจมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมฯ ต่อเนื่องปีที่ 2 สานต่อพลังแห่งการแบ่งปัน วางรากฐานอนาคตเด็กไทยอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.41 น.

บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด (CANON) สานต่อพันธกิจด้านการพัฒนาสังคมอย่างต่อเนื่อง เดินหน้ามอบความช่วยเหลือแก่มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์ฯ เป็นปีที่ 2 ทั้ง “บ้านเด็กอ่อนเสือใหญ่” และ “บ้านแห่งความหวัง (อ่อนนุช)” เพื่อร่วมส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเด็กปฐมวัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ให้มีสภาพแวดล้อมในการเติบโตและการเรียนรู้ที่เหมาะสม เพื่อการสร้างทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ ให้พร้อมเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป

กิจกรรมในปีนี้ ณ มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์ฯ บ้านเด็กอ่อนเสือใหญ่ และมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมฯ บ้านแห่งความหวัง (อ่อนนุช) ซึ่งในปัจจุบัน ทั้งสองแห่งมีเด็กในความอุปการะรวม 79 คน โดยแคนนอนได้นำคณะผู้บริหารและพนักงานจิตอาสา ลงพื้นที่ให้การสนับสนุนใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) การจัดซื้อและส่งมอบเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดูแลเด็กเล็ก อาทิ นมผง ผ้าอ้อมสำเร็จรูป เครื่องนุ่งห่ม น้ำยาทำความสะอาด และอุปกรณ์ต่าง ๆ ตามความต้องการของมูลนิธิฯ 2) การนำกลุ่มจิตอาสาร่วมทำกิจกรรมเสริมสร้างทักษะและพัฒนาการให้แก่เด็ก ๆ ผ่านกิจกรรมระบายสีและการพูดคุยเพื่อฝึกทักษะการเข้าสังคม และ 3) การสนับสนุนด้านโภชนาการและสุขอนามัย ด้วยการเลี้ยงอาหารกลางวันและอาหารเย็น เพื่อให้เด็กได้รับสารอาหารที่ดีและครบถ้วนเหมาะสมตามวัย

พงษ์เทพ ประเสริฐวรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและ CSR บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด

นายพงษ์เทพ ประเสริฐวรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและ CSR บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า “แคนนอนดำเนินธุรกิจภายใต้หลักปรัชญาองค์กร ‘เคียวเซ’ (Kyosei) ซึ่งให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างประโยชน์สุขของส่วนรวม โดยครอบคลุมผู้คนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา หรือวัฒนธรรม การสานต่อการสนับสนุนมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมฯ ปีที่ 2 นี้ จึงสะท้อนความมุ่งมั่นของเราในการดูแลสังคมควบคู่ไปกับการเติบโตทางธุรกิจ เพราะเราเชื่อว่าการส่งเสริมโอกาสให้แก่เด็กในช่วงปฐมวัยได้เติบโตอย่างมีคุณภาพ คือการวางรากฐานที่แข็งแรงให้กับสังคมไทยในระยะยาว โดยแคนนอนพร้อมเดินหน้าส่งต่อความห่วงใยผ่านกิจกรรมสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมสรรค์สร้างสังคมที่ทุกคนสามารถเติบโตและใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุข”

มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์ฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2524 เพื่อดูแลและพัฒนาเด็กด้อยโอกาสในชุมชนแออัดของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยรับดูแลเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ปี มุ่งส่งเสริมพัฒนาการเด็กผ่านการดูแลด้วยความรัก การศึกษา และการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างเหมาะสม ต่อมาในปี พ.ศ. 2527 ได้จดทะเบียนเป็นองค์กรสาธารณกุศล ภายใต้พระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับเป็นประธานกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526

ปัจจุบันมูลนิธิฯ ดำเนินงานผ่านบ้านเด็กอ่อน 4 แห่ง ได้แก่ บ้านสมวัย (ชุมชนคลองเตย) บ้านศรีนครินทร์ (ชุมชนกองขยะหนองแขม) บ้านแห่งความหวัง (ซอยอ่อนนุช 88 แยก 10) และบ้านเด็กอ่อนเสือใหญ่ (ชุมชนเสือใหญ่ประชาอุทิศ) รวมดูแลเด็กวันละประมาณ 250 คน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากครอบครัวยากจนและได้รับผลกระทบจากปัญหาทางสังคม เช่น ความรุนแรง การใช้สารเสพติดในครอบครัว หรืออาศัยอยู่ในชุมชนที่ไม่ปลอดภัย ในรูปแบบการดูแลเด็กแบบรายวันไป-กลับ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองมีเวลาไปประกอบอาชีพสร้างรายได้ และกลับมาดูแลบุตรหลานด้วยความอบอุ่นอย่างใกล้ชิดเมื่อเลิกงาน อันเป็นแนวทางที่ช่วยเสริมสร้างสถาบันครอบครัวที่เปราะบางให้กลับมาเข้มแข็งได้อีกทางหนึ่ง

แคนนอนเล็งเห็นว่าการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ถือเป็นการช่วยเหลือสังคมที่ตรงจุดและมอบผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว เพราะครอบครัวที่เข้มแข็งคือรากฐานของสังคมที่แข็งแกร่งและมั่นคง บริษัทฯ จึงให้ความช่วยเหลือแก่เด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ทั้งในด้านการศึกษา โภชนาการ และสุขอนามัย เพื่อให้ทุกคนได้รับโอกาสที่เท่าเทียมในการเติบโต สอดคล้องตามหลักปรัชญา “เคียวเซ” ที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้คน สังคม สิ่งแวดล้อมและโลกใบนี้อย่างแท้จริง

งดงามด้วยความหมายแห่งพระเมตตา เผยโฉมกุหลาบ ‘ควีนสุทิดา’ ผลลัพธ์จาก 8 ปีแห่งงานวิจัย สืบสานพระราชปณิธานในงานโครงการหลวง 57

งดงามด้วยความหมายแห่งพระเมตตา เผยโฉมกุหลาบ 'ควีนสุทิดา'  ผลลัพธ์จาก 8 ปีแห่งงานวิจัย สืบสานพระราชปณิธานในงานโครงการหลวง 57

งดงามด้วยความหมายแห่งพระเมตตา เผยโฉมกุหลาบ ‘ควีนสุทิดา’ ผลลัพธ์จาก 8 ปีแห่งงานวิจัย สืบสานพระราชปณิธานในงานโครงการหลวง 57

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.12 น.

เผยโฉม “กุหลาบควีนสุทิดา” (Queen Suthida) ต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก กุหลาบสายพันธุ์ใหม่แห่งแผ่นดินที่เกิดจากผลงานวิจัยของมูลนิธิโครงการหลวง ซึ่งใช้เวลากว่า 8 ปี ในการผสมพันธุ์ คัดเลือก และปรับปรุงพันธุ์ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อยอดงานวิจัยไทย เผยโฉมท่ามกลางสวนพฤกษาจำลองใจกลางกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาพิเศษของงานโครงการหลวง 57 ระหว่างวันที่ 1-12 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กำลังจะผลิบานด้วยความงดงามของไม้ดอกเมืองหนาว เมื่อ มูลนิธิโครงการหลวง ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา, บมจ. บางจาก คอร์ปอเรชั่น, บมจ. เมืองไทยประกันชีวิต, บมจ. ธนาคารกรุงไทย และ บจก. ภัณฑ์ดีพลาสติก เนรมิตสวนพฤกษาจากจังหวัดเชียงใหม่ มาไว้ในงาน “โครงการหลวง 57” ชูแนวคิด “The Blooming Legacy of Royal Flora พรรณพืชพระราชทาน สืบสาน รักษา ต่อยอดจากดอยสู่เมือง” ถ่ายทอดเรื่องราวของพรรณพืชพระราชทานและไม้ดอกเมืองหนาวผ่านประสบการณ์เสมือนเดินอยู่ในสวนพฤกษาบนยอดดอย

ภายในสวนพฤกษาผู้เข้าชมจะได้ชื่นชม “กุหลาบควีนสุทิดา” จัดแสดงเคียงคู่กับ “กุหลาบควีนสิริกิติ์” ท่ามกลางพรรณพืชพระราชทานและไม้ดอกเมืองหนาวนานาพันธุ์ อาทิ ดอกเอเดลไวส์ เฟินรัศมีโชติ และพรรณไม้หายากจากพื้นที่สูง ถ่ายทอดเรื่องราวของการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามแนวพระราชดำริ ความสำเร็จของทีมวิจัยและพัฒนาพันธุ์กุหลาบ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากแรงบันดาลใจของ “กุหลาบควีนสิริกิติ์” กุหลาบพระนามาภิไธยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และเป็นแรงผลักดันให้มูลนิธิโครงการหลวงเดินหน้าวิจัยและปรับปรุงพันธุ์กุหลาบอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 จนสามารถพัฒนากุหลาบที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 21 สายพันธุ์ สะท้อนศักยภาพของงานวิจัยไทยในการยกระดับวงการไม้ดอก พัฒนาพันธุ์พืชคุณภาพ พร้อมสร้างอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืนแก่เกษตรกรบนพื้นที่สูง ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามกุหลาบสายพันธุ์ใหม่นี้ว่า “ควีนสุทิดา” เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในศุภมงคลสมัยทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 4 รอบ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 นับเป็นเกียรติยศสูงสุดของคณะนักวิจัยมูลนิธิโครงการหลวง และวงการไม้ดอกของประเทศไทย

ภายในงานพบกับแลนด์มาร์กดอกไม้อยักษ์ Royal Legacy in Bloom ที่ผลิบานและหุบกลีบอย่างมีชีวิตชีวา, นิทรรศการพรรณไม้ทรงคุณค่า, Music in the Garden, Inspirational Talk และ The Royal Project Afternoon Tea ที่นำวัตถุดิบคุณภาพจากโครงการหลวงมารังสรรค์เป็นชุดน้ำชายามบ่าย พร้อมขนมหวานซิกเนเจอร์ ช้อปผลผลิตโครงการหลวงและโครงการส่วนพระองค์กว่า 3,000 รายการ ตลอด 12 วันของการจัดงานโครงการหลวง 57 ระหว่างวันที่ 1-12 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โอกาสนี้ ขอเชิญชวนประชาชนเฝ้ารับเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ เปิด “งานโครงการหลวง 57” วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม 2569 ณ เซ็นทรัลเวิลด์

TOA น้อมสืบสานพระราชปณิธาน ‘โครงการพระราชดำริฝนหลวง’ จัดสร้างโรงผลิตสารฝนหลวง (น้ำแข็งแห้ง) แห่งที่ 7 จ.นครสวรรค์ แก้ภัยแล้ง

TOA น้อมสืบสานพระราชปณิธาน ‘โครงการพระราชดำริฝนหลวง’  จัดสร้างโรงผลิตสารฝนหลวง (น้ำแข็งแห้ง) แห่งที่ 7 จ.นครสวรรค์ แก้ภัยแล้ง

TOA น้อมสืบสานพระราชปณิธาน ‘โครงการพระราชดำริฝนหลวง’ จัดสร้างโรงผลิตสารฝนหลวง (น้ำแข็งแห้ง) แห่งที่ 7 จ.นครสวรรค์ แก้ภัยแล้ง

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.09 น.

บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA น้อมสืบสานพระราชปณิธาน “โครงการพระราชดำริฝนหลวง” เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากวิกฤตสิ่งแวดล้อม ทั้งปัญหาภัยแล้ง และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 โดยการมอบเงิน จำนวน 50 ล้านบาท ให้แก่ มูลนิธิฝนหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อใช้จัดสร้างโรงผลิตสารฝนหลวง (น้ำแข็งแห้ง) ตามพระราชดำริ แห่งที่ 7 ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง จ.นครสวรรค์

นายประจักษ์ ตั้งคารวคุณ ประธานผู้ก่อตั้ง TOA พร้อมด้วย นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ นางบุศทรี หวั่งหลี  ร่วมมอบเงินสนับสนุน จำนวน 50 ล้านบาท โดยมี พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิฝนหลวงฯ และ นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นผู้รับมอบ ณ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี 

พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิฝนหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า รู้สึกยินดีและซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่งที่ บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฝนหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งนับเป็นการร่วมสืบสานพระราชปณิธานแห่ง โครงการพระราชดำริฝนหลวง อันเกิดจากพระอัจฉริยภาพและพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงริเริ่มขึ้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากปัญหาภัยแล้ง และได้รับการสืบสาน รักษา และต่อยอดภายใต้พระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของประเทศ โดยเงินบริจาคจาก TOA จะนำไปใช้ในการก่อสร้างโรงผลิตสารฝนหลวง (น้ำแข็งแห้ง) แห่งที่ 7 ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง จังหวัดนครสวรรค์ ตลอดจนสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวง การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีฝนหลวง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ลดผลกระทบจากสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 และช่วยเหลือภาคการเกษตรรวมถึงประชาชนทั่วประเทศ

ด้าน นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในฐานะกรรมการและเลขานุการมูลนิธิฝนหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ขอขอบคุณบริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากปัญหาภัยแล้งและวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร ทรัพยากรป่าไม้ และสุขภาพของประชาชนมาอย่างต่อเนื่องในทุกปี

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร มีภารกิจสำคัญในการบรรเทาปัญหาดังกล่าวผ่านการปฏิบัติการฝนหลวงและการดัดแปรสภาพอากาศ โดยอาศัยการใช้สารฝนหลวงสูตร 3 หรือ “น้ำแข็งแห้ง” ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวง ทั้งในการเพิ่มโอกาสการเกิดฝนเพื่อบรรเทาภัยแล้ง และสนับสนุนการลดผลกระทบจากปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในช่วงวิกฤต

นอกจากนี้ ในปี 2568 มูลนิธิฝนหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรับโครงการก่อสร้างโรงผลิตสารฝนหลวงจำนวน 8 แห่งไว้เป็นโครงการตามพระราชดำริ พร้อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ดำเนินการก่อสร้าง ปัจจุบันได้ก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดใช้งานแล้ว 6 แห่ง ได้แก่ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดเพชรบุรี ตาก พิษณุโลก บุรีรัมย์ ขอนแก่น และ  สุราษฎร์ธานี

ขณะที่โรงผลิตสารฝนหลวงแห่งใหม่ในจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก TOA จะเป็นแห่งที่ 7 ของประเทศ และจะมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อดูแลทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และถือเป็นภาคเอกชนเพียงรายเดียวที่สนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างทั้งหมด เพื่อนำมาดำเนินการจัดสร้างโรงผลิตสารฝนหลวง สูตร 3 รวมถึงสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่พี่น้องประชาชน เปรียบเสมือนพลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมไทยให้ดีขึ้นต่อไป

โรงผลิตสารฝนหลวงแห่งใหม่นี้ จะมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพปฏิบัติการฝนหลวง ครอบคลุมพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง ช่วยลดผลกระทบจากภัยแล้ง และแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

คุณแหน : 29 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 29 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 29 กรกฎาคม 2569

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.49 น.

  • เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์แก่พสกนิกร สามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์กรมประชาสัมพันธ์ www prd.go.th
  • แจ้งข่าวผู้ที่ต้องการซื้อหาสินค้าแฟชันชั้นนำระดับสากล แบรนด์ SIRIVANNAVARI ได้ ณ flagship store ทางการที่ห้างสยามพารากอน ห้างเอ็มโพเรียม และห้างเซ็นทรัลชิดลม รวมถึงสั่งซื้อได้ทางออนไลน์ได้ที่ Sirivannavari Online Store
  • พล.ต.อ. สันต์ ศรุตานนท์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในยามนี้เข้าสู่วัย 82 ปี แต่ดูแล้วยังกระชุ่มกระชวยมาก ส่วนคนคู่กายในปัจจุบันยังคงชื่อ ยุวเรต ศรุตานนท์ อายุ 41 ปี เป็นคนรู้ใจใกล้ชิดจากเมืองพัทลุง ยุวเรตทำธุรกิจเครื่องสำอางควบคู่ไปกับการเป็นรู้ใจของ พล.ต.อ. สันต์
  • พล.ต.อ. สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลำดับที่ 16 จะเข้ารับตำแหน่งเดือนตุลาคมนี้ มีภรรยาคือ ต่าย ศิริเพ็ญ ตั้งทวีสุโข นวลมา อาชีพหลักคือผู้พิพากษา ตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
  • ป่าน ณิชาภัทร สุภาพ บัณฑิตจากอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้หันไปจับงานด้านแฟชัน บันเทิงและการแสดง จนได้รับการยอมรับว่าเป็นลมใต้ปีกให้กับนางแบบ นายแบบ นักแสดงและดาราไทยให้ก้าวไปอยู่บนเวทีนานาชาติ ย้ำเสมอว่าวงการแสดงและแฟชันไทยแข่งขันกับโลกได้อย่างแน่นอน แต่ต้องได้รับการสนับสนุนให้ถูกต้อง และต้องมีการบริหารจัดการแบบมืออาชีพระดับสากล
  • ฟ่าน ปิงปิง ดาราสาวยอดนิยมจากจีน ผู้มีใบหน้าอ่อนเยาว์ตลอดเวลาที่ปรากฏตัว แม้อายุ 44 ปีแล้ว ล่าสุดเมื่อเดือนก่อนเธอมาไทยอีกครั้ง แล้วก็บอกว่าต้องไปกินส้มตำปูใส่ปลาร้ารสเผ็ดจัด และต้มยำกุ้งรสแซบ 

Victor Lee

เรื่องนี้มีประวัติ : กระจกสีในโบสถ์คริสต์ในเมืองไทย

เรื่องนี้มีประวัติ : กระจกสีในโบสถ์คริสต์ในเมืองไทย

เรื่องนี้มีประวัติ : กระจกสีในโบสถ์คริสต์ในเมืองไทย

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.00 น.

งานศิลป์ชนิดหนึ่งในศาสนาคริสต์ โดยเฉพาะในโบสถ์ วิหาร และอาสนวิหาร ซึ่งได้รับการยอมรับโดยทั่วกันว่างดงามสุดวิจิตรคือกระจกสี (stained glass) งานศิลปกรรมที่งดงามแต่บางครั้งก็ยากต่อการเข้าใจของคนทั่วไป เพราะว่าได้แฝงเร้นสัญลักษณ์ทางประติมานวิทยา (iconography) ในหลายต่อหลายครั้ง เราได้เห็นภาพพระคริสต์ แม่พระ นักบุญ และลายพรรณพฤกษา และรูปทรงเลขาคณิตปรากฏอยู่บนกระจกสีบานไม่ใหญ่มากนัก โดยอาจไม่เข้าใจว่าเรื่องราวทั้งหมดที่ปรากฏเป็นภาพคืออะไร แต่หากต้องการเข้าใจเรื่องราวโดยละเอียดต้องอาศัยความรู้และความเข้าใจในประวัติของพระคริสต์ให้ลึกซึ้ง โดยการศึกษาพระคัมภีร์ของคาทอลิก ทั้งจากพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่

อย่างไรก็ตาม บทความในวันนี้ต้องการเน้นเฉพาะเรื่องราวความงดงามของงานศิลป์บนกระจกสีในโบสถ์คริสตในประเทศไทยเป็นสำคัญ ด้วยความที่คนทั่วไปมักจะสะดุดตาเมื่อได้เห็นสีสันสดใสจนอาจเรียกได้ว่าฉูดฉาดของกระจกสีตามช่องหน้าต่างและหน้าบันของโบสถ์ แล้วจะยิ่งพบว่ามีความงดงามมากจนเกินพรรณาเมื่อมีแสงแดดส่องเข้ามาต้องกระจกสี โดยความวิจิตรทั้งหมดทั้งมวลนั้นล้วนเกิดมาจากความศรัทธาและความเคารพต่อพระผู้เป็นเจ้า

ตามประวัติระบุว่ากระจกสีมีมาแล้วประมาณสามพันปี โดยย้อนไปในยุคโรมัน ที่ตกแต่งพื้นและผนังอาคารด้วยกระเบื้องโมเสกเป็นลวดลายต่าง ๆ ซึ่งจะพบหลักฐานในบ้านเรือนของชนชั้นสูงเท่านั้น แต่หากจะกล่าวถึงกระจกสีในศาสนาคริสต์ ก็จะพบว่าโบสถ์คริสต์ในยุคกลางช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 4-10 จะมีการประดับผนังโบสถ์ด้วยกระจกสีชิ้นเล็ก ๆ เสมือนโมเสก โดยทำเป็นเรื่องราวจากพระคัมภีร์ เช่นที่พบในมหาวิหารแห่งกรุงคอนสแตนติโนเปิล เป็นต้น

ต่อมาในสมัยยุคกลาง คือช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12-13 ศิลปะแบบกอธิค (Gothic) เฟื่องฟู ในยุคนี้มีเทคนิคใหม่ในการก่อสร้าง สามารถเจาะผนังอาคารทำหน้าต่างได้มากกว่าเดิม โบสถ์ในยุคนี้จึงมีหน้าต่างมากขึ้น เมื่อมีหน้าต่างมากขึ้นก็ทำให้สามารถประดับกระจกสีที่หน้าต่างได้มากกว่าเดิม จึงเกิดการแข่งขันการประดับกระจกสีกันอย่างแพร่หลาย เช่น โบสถ์แซงต์ ชาเปล (Sainte Chapelle) ในฝรั่งเศส เมื่อเทคนิคการก่อสร้างพัฒนามากขึ้น ทำให้สามารถเจาะหน้าต่างในโบสถ์และมหาวิหารขนาดใหญ่ได้ จึงนำเรื่องราวของพระคริสต์ศาสนา และพระคัมภีร์ไปร้อยเรียงเป็นเรื่องราวบนกระจกสีได้มากขึ้น ช่วยให้คนที่ไม่สามารถอ่านหนังสือออกหรือมีการศึกษาน้อยสามารถเข้าใจพระประวัติของพระคริสต์ได้ดีมากขึ้น ดังนั้นภาพบนกระจกสีจึงถูกขนานนามว่าพระคัมภีร์ของคนยากจน

ภาพประวัติของพระคริสต์ที่มักปรากฏบนกระจกสี มักมีดังต่อไปนี้ การแจ้งข่าวพระประสูติกาลแห่งพระเยซู พระคริสต์สมภพ การถวายพระเยซูเจ้าในพระวิหาร การนมัสการของบรรดาโหราจารย์ การเดินทางไปอียิปต์ แม่พระและนักบุญโยเซฟพบพระเยซูในพระวิหาร พระเยซูทรงรับพิธีล้าง พระเยซูทรงเลือกอัครสาวก พระเยซูเสด็จไปเทศนา พระเยซูเข้ากรุงเยรูซาเล็ม อาหารค่ำมื้อสุดท้าย การตัดสินประหารพระเยซู การตรึงไม้กางเขน การฝังพระศพ การกลับคืนพระชนม์ชีพ การเสด็จสู่สรวงสวรรค์ เป็นต้น

ต่อไปจะกล่าวถึงกระจกสีในศาสนาคริสต์ในประเทศไทย ดังมีข้อความระบุชัดในประวัติศาสตร์ว่าศาสนาคริสต์เข้ามาในกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่สมัยพระมหาจักรพรรดิ โดยยุคแรก ๆ นั้นนำมาโดยบาทหลวงโดมินิกัน แล้วต่อมาก็มีบาทหลวงอีกหลายคณะเข้ามา เช่น ฟรังซิสกัน และเยซูอิต ดังนั้นจึงพบโบสถ์คริสต์หลายแห่งตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ที่ต้องกล่าวถึงอย่างมากคือในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นช่วงเวลาที่ชาวตะวันตกเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยชาวตะวันตกบางรายได้รับการแต่งตั้งเป็นเป็นข้าราชสำนักชั้นสูงด้วย ในช่วงเวลานั้นจึงเป็นยุคที่ศาสนาคริสต์เฟื่องฟูมากในราชอาณาจักรอยุธยา โดยมีหลักฐานชิ้นสำคัญคือโบสถ์นอตเตรอดามแห่งลอแรตต์ ในบ้านหลวงรับราชทูต หรือบ้านวิชาเยนทร์ ณ เมืองลพบุรี พบว่าที่ผนังด้านหน้าทางเข้ามีการเจาะผนังเป็นวงกลมเหนือประตู สันนิษฐานว่าช่องหน้าต่างวงกลมนี้น่าจะประดับด้วยกระจกสี ซึ่งเป็นไปตามสมัยนิยมของยุคนั้น

ครั้นเมื่อสิ้นยุคพระนารายณ์มหาราช แล้วยิ่งเมื่อถึงคราที่กรุงศรีอยุธยาแตกใน พ.ศ. 2310 ศาสนาคริสต์ในกรุงศรีอยุธยาก็ซบเซา ชาวคริสต์จำนวนหนึ่งอพยพไปอยู่ในเมืองบางกอก หรือกรุงเทพฯ โดยในเบื้องต้นก็สร้างโบสถ์ด้วยไม้ ต่อมาในช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นชาวคริสต์สร้างโบสถ์โดยเรียกว่าแบบวิลันดา ดังมีตัวอย่างให้เห็นได้ที่โบสถ์อัสสัมชัญ โบสถ์ซางตาครู้ส และโบสถ์วัดคอนเซ็ปชัญ โบสถ์วัดนักบุญฟรังซิส เซเวียร์ สามเสน รวมถึงโบสถ์คริสต์จันทบุรี ต่อมาคืออาสนวิหารแม่พระปฏิสนธินิรมล โดยพบว่าในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ชาวคริสต์ในกรุงเทพเริ่มสร้างโบสถ์มากขึ้นโดยมีรูปแบบตามศิลปะตะวันตก แทนโบสถ์แบบวิลันดาเมื่อครั้งแรกตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ และพบว่าโบสถ์คริสต์ในยุคนี้ประดับช่องหน้าต่างด้วยกระจกสีที่นำเข้าจากประเทศตะวันตก ครั้นต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีชาวคริสต์มากขึ้นในกรุงเทพ และเมืองใหญ่อีกหลายแห่ง จึงมีการก่อสร้างโบสถ์คริสต์มากขึ้น และในยุคนี้มีการจ้างสถาปนิกตะวันตกเข้ามาออกแบบ เช่น โยอากิม กรัซซี (Joachim Grassi) ผู้ออกแบบวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา วัดนักบุญเปโตร (หลังเดิม) ที่สามพราน นครปฐม และโบสถ์วัดกาลหว่าร์ กรุงเทพ เป็นต้น

และภาพที่นำมาเสนอในคอลัมน์วันนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานศิลป์กระจกสีในโบสถ์คริสต์ และอาสนวิหารในเมืองไทย 

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือคริสตศิลป์กระจกสี โบสถ์คริสต์ในไทย เขียนโดยปติสร เพ็ญสุต

เฉลิมชัย ยอดมาลัย