‘เมืองสุยโจว’ จัดพิธีสักการะ ‘จักรพรรดิเหยียน’ สืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติ

‘เมืองสุยโจว’ จัดพิธีสักการะ ‘จักรพรรดิเหยียน’ สืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติ

‘เมืองสุยโจว’ จัดพิธีสักการะ ‘จักรพรรดิเหยียน’ สืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เช้าวันที่ 11 มิถุนายน (ตรงกับวันที่ 26 เดือน 4 ตามปฏิทินจันทรคติจีน อันเป็นวันคล้ายวันประสูติของจักรพรรดิเหยียน) ได้มีการจัดพิธีสักการะครั้งยิ่งใหญ่เพื่อรำลึกถึง “จักรพรรดิเหยียน” ปฐมบรรพชนแห่งการเกษตรและการแพทย์ของชนชาติจีน ณ เมืองสุยโจว มณฑลหูเป่ย ทางภาคกลางของจีน อันเป็นถิ่นกำเนิดของจักรพรรดิเหยียน ผู้เป็นที่รู้จักในอีกพระนามหนึ่งว่า “เสินหนง” หรือ “เทพกสิกร”

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือของสำนักงานกิจการไต้หวันแห่งคณะมุขมนตรีจีน สหพันธ์วงการวรรณกรรมและศิลปะแห่งประเทศจีน สหพันธ์ชาวจีนโพ้นทะเลที่หวนคืนสู่มาตุภูมิ สมาคมวัฒนธรรมเหยียน-หวงแห่งประเทศจีน และรัฐบาลประชาชนมณฑลหูเป่ย โดยมีชาวจีนจากฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน รวมถึงผู้แทนชาวจีนโพ้นทะเล ตลอดจนบุคคลจากหลากหลายวงการเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

พิธีเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการท่ามกลางท่วงทำนองอันสง่างามของระฆังโบราณ โดยดำเนินการอย่างเคร่งครัดตามแบบแผนพิธีสักการะเสินหนงแห่งสุยโจว ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติของจีน พิธีประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ 9 ประการ ได้แก่ การประโคมกลองและระฆัง การเปิดประตูศักดิ์สิทธิ์ การจุดเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ การถวายกระเช้าดอกไม้ การถวายธูปสักการะบรรพชน การกล่าวบทสดุดี การแสดงความเคารพต่อบรรพชนร่วมกัน การขับร้องบทสรรเสริญ และการสักการะรูปเคารพศักดิ์สิทธิ์

ทั้งนี้ เมืองสุยโจวได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดสำคัญของดนตรีพิธีการ และยังเป็นที่ตั้งของ “เปียนจง” หรือชุดระฆังสัมฤทธิ์แห่งเจิงโหวอี้ ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “สิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลก” เสียงประโคมกลองโบราณขนาดใหญ่และเสียงระฆังกังวานขับเน้นบรรยากาศอันสง่างาม เปี่ยมด้วยความขลังและความเคารพตลอดทั้งพิธี ซึ่งดำเนินไปอย่างกระชับ เป็นระเบียบ และสมพระเกียรติ

ขณะเดียวกัน ชุมชนท้องถิ่นยังได้ยกระดับพิธีสักการะจักรพรรดิเหยียนประจำปีให้เป็นกิจกรรมการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนของพิธีการ นักเรียนนักศึกษาในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษาในเมืองสุยโจวได้เข้าร่วมขบวนพิธีและการแสดงทางวัฒนธรรม ขณะที่การเผยแพร่วัฒนธรรมสู่สาธารณชนก็ได้รับการส่งเสริมควบคู่กันไป ผ่านการบูรณาการวัฒนธรรมจักรพรรดิเหยียนเข้ากับการให้ความรู้ในสถานศึกษา การทำกิจกรรมของชุมชน รวมถึงการหล่อหลอมอัตลักษณ์และจิตวิญญาณของเมือง เพื่อธำรงรักษาขนบธรรมเนียมอันทรงคุณค่านี้ให้คงอยู่และสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมสนับสนุนต่างๆ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายนถึงมิถุนายน โดยมีกิจกรรมแลกเปลี่ยนหลากหลายรูปแบบสำหรับชาวจีนจากฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน ตลอดจนชาวจีนโพ้นทะเล เพื่อให้ได้สัมผัสและเรียนรู้วัฒนธรรมของเมืองสุยโจวอย่างแท้จริง

ตะลอนเที่ยว : เมืองพอชนัน (Poznan) เมืองหลวงเก่าของโปแลนด์

ตะลอนเที่ยว : เมืองพอชนัน (Poznan) เมืองหลวงเก่าของโปแลนด์

ตะลอนเที่ยว : เมืองพอชนัน (Poznan) เมืองหลวงเก่าของโปแลนด์

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประเทศในแถบยุโรปตะวันออกเป็นดินแดนที่มีมนต์เสน่ห์มาก แม้ครั้งหนึ่งจะเคยตกเป็นเมืองบริวารของอดีตสหภาพโซเวียตรัสเซียมาก่อนก็ตาม แต่ทว่าความเป็นคอมมิวนิสต์ก็ไม่อาจสามารถลบล้างความมีเสน่ห์ของดินแดนเหล่านี้ให้สูญสิ้นไปได้

วันนี้จะชวนคุณ ๆ ไปเที่ยวเมืองพอชนัน (Poznan) อดีตเมืองหลวงของโปแลนด์ แต่ปัจจุบันคือเมืองหลักของรัฐหรือเขตวิลโคโพสกา โดยเมืองหลวงปัจจุบันของโปแลนด์คือวอร์ซอร์ ตามประวัติศาสตร์ระบุว่าเมืองพอซนันตั้งขึ้นในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 10

พอชนันตั้งอยู่ระหว่างกรุงวอร์ซอร์กับกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เป็นที่ยอมรับกันว่าเมืองพอซนันเป็นเมืองประวัติศาสตร์เมืองหนึ่งของโปแลนด์ที่มีความสำคัญมาหลายศตวรรษ แต่ทว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมืองนี้ถูกทำลายอย่างหนักจนเรียกได้ว่าราบเป็นหน้ากลอง แต่ก็ได้รับการฟื้นฟูบูรณะให้กลับมางดงามได้เกือบจะเหมือนเดิมหลังจากสงครามโลกสงบลง โดยเฉพาะในเขตเมืองเก่าที่ชื่อสตารี ไรเนค (Stary Rynek) แต่หากคุณที่ติดตามคอลัมน์นี้มาโดยตลอด คงจำได้ดีว่าประมาณเดือนเศษ ๆ มาแล้ว ในคอลัมน์นี้ได้ลงเรื่องและภาพของมหาวิหารหอคอยแฝด Katedra św. Jana Chrzciciela (Cathedral of St. John the Baptist) และ Kościół św. Krzyża (Church of the Holy Cross) ณ Ostrów Tumski (Cathedral Island) ไปแล้ว ซึ่งคนที่ได้อ่านคอลัมน์สอบถาม Mr. Flower ว่าเมื่อไรจะพาไปสัมผัสความงามของสถานที่แห่งนั้นด้วยตาของตัวเอง โดย Mr. Flower ก็ได้ตอบไปว่า อาจจะเป็นช่วงฤดูไม้ไม้ร่วงของปีนี้ หรือไม่ก็อาจจะช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้า

ขอออกนอกเรื่องอีกนิดครับ อันที่จริงหากได้ไปโปแลนด์ทั้งที ก็ต้องไปเที่ยวกรุงวอร์ซอร์ด้วย เพราะมีความสำคัญและมีความงดงามจนไม่อาจละเลยการไปเยือนได้ แต่ขอติดไว้ก่อนครับ รับรองว่าครั้งหน้าจะพาไปชมความงามของกรุงวอร์ซอร์อย่างแน่นอน

กลับมาพูดถึงเมืองพอซนัน ก็ต้องพูดถึงเขต old town ที่ชื่อ Stary Rynek ที่ได้รับการยกย่องว่างดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในบรรดาจตุรัสต่าง ๆ ของยุโรปตะวันออก รวมถึงยุโรปตะวันตกด้วยก็ว่าได้ 

สำหรับวันนี้จะชวนคุณเดินเที่ยวแบบ walking city tour เริ่มต้นจาก Cyryla Ratajskiego ก่อนเลย แล้วก็เดินไปตามเขตเมืองเก่า ชมอาคารเก่า และปราสาท รวมถึงพิพิธภัณฑ์ และศาลาว่าการของเมือง และที่พลาดไม่ได้คือวิหาร Bacilica of Our Lady of Perpetual Help, Mary Magdalene and St. Stanilaus ขอทิ้งท้ายก่อนลากันในสัปดาห์นี้ คือ เมื่อมาถึงพอซนันแล้วต้องไม่พลาดไปเยี่ยมเยือนศาลาว่าการของเมืองที่สร้างด้วยสไตล์เรอเนซองส์ ที่นับว่างดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป แล้วที่พลาดไม่ได้คือการไปชมหอนาฬิกาแพะชนกัน โดยในเวลา 12.00 น. ทุกวัน ที่ตัวหอนาฬิกาจะมีรูปปั้นแพะตัวผู้สองตัวปรากฏตัวแล้วใช้หัวชนกัน และมีหลักฐานยืนยันว่าศาลาว่าการเมืองหลังนี้รอดพ้นจากระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จึงทำยังคงเป็นอาคารเก่าแก่ที่งดงามที่หลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน 

หากคุณ ๆ สนใจท่องเที่ยวไปในเมืองต่าง ๆ บนโลกใบนี้ (แต่ย้ำว่าต้องเป็นที่ซึ่ง Mr. Flower รู้จักและคุ้นเคยอย่างดี) โดยไปเที่ยวแบบละมุนละไม ไม่เร่งไม่รีบร้อน เที่ยวแบบกลุ่มเล็ก ๆ มีสมาชิกไม่เกิน 16 คน โปรดติดต่อ Mr. Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า ที่หมายเลข 091 7233615 แล้วเราจะไปท่องโลกแบบเจาะลึกด้วยกันครับ

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower  

Around W. By หมูอ้วน : เปิดภาพคอมมูนิตี้สุภาพบุรุษไบค์เกอร์! ไทรอัมพ์ รวมตัวไรเดอร์ ‘หล่อ – ใจดี – มีสไตล์’ ส่งต่อมิตรภาพ – พลังแห่งการให้

Around W. By หมูอ้วน : เปิดภาพคอมมูนิตี้สุภาพบุรุษไบค์เกอร์! ไทรอัมพ์ รวมตัวไรเดอร์ ‘หล่อ - ใจดี – มีสไตล์’ ส่งต่อมิตรภาพ – พลังแห่งการให้

Around W. By หมูอ้วน : เปิดภาพคอมมูนิตี้สุภาพบุรุษไบค์เกอร์! ไทรอัมพ์ รวมตัวไรเดอร์ ‘หล่อ – ใจดี – มีสไตล์’ ส่งต่อมิตรภาพ – พลังแห่งการให้

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เดอะ ดิสธิงกวิช เจนเทิลแมน ไรด์” (The Distinguished Gentleman’s Ride) หรือ DGR อีเวนต์การกุศลระดับโลกที่เหล่าไบค์เกอร์สายคลาสสิกต่างเฝ้ารอในทุกปี โดย ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ในฐานะผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 ได้ชวนเหล่าไรเดอร์จากทั่วโลกออกมาร่วมขับขี่ภายใต้จิตวิญญาณแห่งความเท่ มิตรภาพ และการส่งต่อพลังให้สังคม ผ่านกิจกรรมที่ไม่ได้เป็นเพียงการรวมตัวของคนรักรถจักรยานยนต์ แต่ยังเป็นการร่วมสร้างความตระหนักรู้ด้านสุขภาพผู้ชาย ทั้งโรคมะเร็งต่อมลูกหมากและสุขภาพจิต พร้อมระดมทุนสนับสนุนมูลนิธิ Movember เพื่อขับเคลื่อนอีกหนึ่งภารกิจสำคัญระดับโลกไปพร้อมกัน

สำหรับประเทศไทยงาน “DGR 2026” ได้จัดขึ้นพร้อมกับทั่วโลกผ่านผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของไทรอัมพ์ทั่วประเทศ โดยเหล่าสุภาพบุรุษไบค์เกอร์ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ต่างพร้อมใจกันแต่งกายในลุคสุดคลาสสิก ไม่ว่าจะเป็นสูท เนกไท หรือแฟชั่นสไตล์สุภาพบุรุษสุดเนี้ยบ พร้อมขับขี่รถจักรยานยนต์คู่ใจเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง โดยมีคนดังจากแวดวงบันเทิงและอินฟลูเอนเซอร์เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก โดยทั้งหมดได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “Team Triumph” เพื่อช่วยส่งต่อแรงบันดาลใจและกระบอกเสียงสำคัญไปยังกลุ่มผู้รักการขับขี่และคนรุ่นใหม่ นำโดย อนันดา เอเวอริงแฮม นักแสดงระดับไอคอนิก เจ้าของสไตล์การขับขี่ที่สะท้อนตัวตนแบบอิสระที่ขี่รถไทรอัมพ์ Bonneville Bobber เข้าร่วมงาน พร้อมเผยความรู้สึกว่า ปีนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้เข้าร่วมงาน DGR แต่พบว่างานนี้ไม่ใช่แค่งานรวมตัวของคนรักรถจักรยานยนต์ แต่เป็นพื้นที่ที่สะท้อนพลังของคอมมูนิตี้ที่พร้อมส่งต่อพลังบวกและความใส่ใจในการช่วยเหลือสังคม แม้จะเป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม อีกทั้งการได้เห็นผู้คนจากหลากหลายวงการมาร่วมขับขี่ด้วยเป้าหมายเดียวกัน ถือเป็นเสน่ห์ที่ทำให้งานนี้มีความพิเศษเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร

ด้าน แชมป์ – ชนาธิป โพธิ์ทองคำ นักแสดงหนุ่ม ผู้หลงใหลการเดินทางและไลฟ์สไตล์เอาท์ดอร์ร่วมขี่รถไทรอัมพ์ Tracker 400 ได้เผยว่า ภูมิใจแล้วก็เป็นเกียรติมาก ๆ เลยครับที่ปีนี้ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของ Team Triumph ในบิ๊กอีเวนต์ระดับโลกอย่าง DGR 2026 การได้เห็นพี่ๆ เพื่อนๆ ทุกคนแต่งตัวจัดเต็ม ใส่สูทหล่อๆ ออกมาขี่รถจักรยานยนต์คู่ใจด้วยกัน ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของความสนุกหรือความเท่เลยครับ แต่คือพลังที่ยิ่งใหญ่มาก ที่สำคัญและทัชใจผมมากๆ ที่พวกเราได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนงานวิจัยโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก รวมถึงเรื่องสุขภาพจิตของผู้ชายร่วมกับมูลนิธิ Movember ด้วย ส่วนตัวผมเองค่อนข้างมีความใกล้ชิดกับผู้ป่วยมะเร็งอยู่แล้ว พอได้มาร่วมงานที่ได้ช่วยสนับสนุนเรื่องนี้โดยตรง ยิ่งรู้สึกดีใจและอิ่มใจเป็นพิเศษเลยครับที่ได้เป็นกระบอกเสียงและเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความช่วยเหลือในครั้งนี้

ขณะที่ น็อต – ณัฐสิทธิ์ ปัญญางาม นักแสดงหนุ่มรุ่นใหม่ที่มาพร้อมรถไทรอัมพ์ Scrambler 400 XC ที่ได้พูดถึงความรู้สึกที่ได้ร่วมงานครั้งนี้ สำหรับผม DGR เป็นกิจกรรมครั้งแรกในการขี่รถของผมเลยที่ได้ขี่ไปพร้อมกับทุกคนที่มีจำนวนเยอะขนาดนี้ เป็นความรู้สึกที่ดีมาก อุ่นใจ เหมือนมีเพื่อนที่รู้ใจ อีกทั้งบรรยากาศในงานทุกคนเป็นกันเองแม้จะเพิ่งเจอกันครั้งแรกก็ตาม นอกจากนี้ยังแต่งตัวเท่ ๆ กันอีกด้วย สำหรับใครที่พลาดในปีนี้นะครับ อยากให้มาร่วมงานกันในปีหน้า งานที่รวมคนที่ชอบทั้งแฟชั่น และมีแพสชันในการขับขี่รถจักรยานยนต์มารวมกันในการสร้างประโยชน์กลับคืนสู่สังคม แล้วเจอกันนะครับปีหน้า ผมคิดชุดรอแล้ว!

สามารถติดตามรายละเอียด ตลอดจนชมภาพบรรยากาศงาน DGR 2026 ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกได้ที่  http://www.facebook.com/TriumphMotorcyclesThailand   

สกู๊ปพิเศษ : สทน.เตรียมส่ง 4 ตัวแทนประเทศไทย แข่งขัน ‘INSO 2026’ ที่ซาอุดิอาระเบีย

สกู๊ปพิเศษ : สทน.เตรียมส่ง 4 ตัวแทนประเทศไทย แข่งขัน ‘INSO 2026’ ที่ซาอุดิอาระเบีย

สกู๊ปพิเศษ : สทน.เตรียมส่ง 4 ตัวแทนประเทศไทย แข่งขัน ‘INSO 2026’ ที่ซาอุดิอาระเบีย

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การแข่งขันวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ หรือ International Nuclear Science Olympiad (INSO) เป็นการแข่งขันทางวิชาการระดับนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ เกิดจากการริเริ่มโดย ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ร่วมกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เพื่อสร้างเวทีแข่งขัน International Nuclear Science Olympiad (INSO) ในการส่งเสริมความรู้ด้านนิวเคลียร์และรังสีในทางสันติให้แก่เยาวชน ประเทศไทยได้ส่งเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขันครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2567 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ครั้งที่สองที่ประเทศมาเลเซีย (พ.ศ. 2568)

สำหรับการแข่งขันในปี INSO 2026  สถาบันเทคโนโลยินิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. รับเป็นเจ้าภาพหลักฝ่ายประเทศไทย ในการดำเนินการคัดเลือกและเตรียมความพร้อมนักเรียนผู้แทนประเทศไทย โดยมีผู้แทนที่ได้รับการคัดเลือก จำนวน 4 คน ได้แก่ นายธรรมปพน สุขสุธรรมวงศ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา นายธรรมพิสุทธิ์ เปรมสิงห์ชัยโรงเรียนกำเนิดวิทย์ นายพีร กุหลาบทิพย์ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ นายเศรษฐวัฒน์ วัฒนาโกศัย โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โดยการแข่งขันปีนี้ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ระหว่างวันที่ 2 – 9 สิงหาคม 2569 ณ เมืองเจดดาห์

รศ.ดร.ธวัชชัย  อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวว่า ประเทศไทยเข้าร่วมโอลิมปิควิชาการมาหลายปีแล้ว  แต่เรื่องของวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์เพิ่งเริ่มต้นเมื่อสองปีที่ผ่านมา โดย สทน.เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่นมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษาฯ (สอวน.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ในการคัดเลือกตัวแทนประเทศไทย ประเทศไทยได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขันตั้งแต่ครั้งแรกที่ประเทศฟิลิปปินส์ และได้รับรางวัล 1 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน สำหรับการแข่งขันครั้งที่สองจัดขึ้นที่ประเทศมาเลเซีย ตัวแทนประเทศไทยสามารถสร้างชื่อเสียงได้รับรางวัล 3 เหรียญเงิน สิ่งเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนว่าความรู้ความสามารถ และศักยภาพของเยาวชนไทยทางด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ว่าไม่ด้อยไปกว่าประเทศอื่นๆ สำหรับการแข่งขันครั้งที่ 3 คาดหวังว่าเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะทำให้เต็มความสามารถและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยเหมือนที่ผ่านมา 

“วิทยาศาสตร์นิวเคลียร์เป็นสาขาวิชาที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในหลายด้าน ทั้งการแพทย์ พลังงาน เกษตรกรรม อุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ อีกทั้งยังเป็นศาสตร์ที่บูรณาการความรู้จากหลายสาขา ได้แก่ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา และคณิตศาสตร์” รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวและว่า การเข้าค่ายวิชาการในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้แทนประเทศไทยจะได้เตรียมความพร้อมทางวิชาการอย่างเข้มข้น ฝึกคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา และประยุกต์ใช้ความรู้ในบริบทของการแข่งขันระดับนานาชาติ ขอให้นักเรียนทุกคนใช้ช่วงเวลานี้อย่างเต็มที่ ตั้งใจเรียนรู้ ซักถาม และพัฒนาศักยภาพของตนเองให้มากที่สุด ความสำเร็จในวันนี้สะท้อนถึงความตั้งใจ ความพยายาม และศักยภาพของนักเรียนทุกคน รวมถึงการสนับสนุนจากครอบครัว คณาจารย์ และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

“การได้เป็นตัวแทนประเทศไม่ใช่เพียงเกียรติยศส่วนบุคคล แต่เป็นความภาคภูมิใจของครอบครัว โรงเรียน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประเทศไทย ขอให้ทุกคนรักษาความมุ่งมั่น มีวินัย รับผิดชอบต่อหน้าที่ และทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มความสามารถ ไม่ว่าผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร ประสบการณ์ ความรู้ และมิตรภาพที่ได้รับจากเวทีนานาชาติ จะเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและติดตัวทุกคนต่อไปในอนาคต” ผู้อำนวยการ สทน. กล่าว

ด้าน นายธรรมพิสุทธิ์ เปรมสิงห์ชัย จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์ กล่าวถึงแรงบันดาลใจที่มาสอบคัดเลือกว่า “เพราะมีความสนใจทางด้านฟิสิกส์เป็นพิเศษ ก็เลยมาลองสอบนิวเคลียร์ดูครับเผื่อจะได้มาลองอะไรใหม่ๆ ด้วยความที่วิชานิวเคลียร์มันเป็นการต่อยอดพื้นฐานจากวิชาฟิสิกส์ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ”

นาย เศรษฐวัฒน์ วัฒนาโกศัย จากมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ตอนนี้จบ ม.6 แล้ว กำลังจะเข้าเป็นนิสิตนักศึกษาของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ตอนที่เปิดรับสมัครเข้าโครงการ เป็นช่วงรอยต่อระหว่างที่เรียน ม.6 กับช่วงมหาวิทยาลัยพอดี เลยมาลองสอบรายการนี้ดู แล้วก็ได้ผู้แทนประเทศ “นิวเคลียร์” เป็นศาสตร์ที่มีประโยชน์มาก ถ้าเราสามารถควบคุมมันได้ “ฉะนั้นแล้วผมก็หวังว่าในวันนึงประเทศไทย เราจะสามารถมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ เอามาใช้งานได้สักวันหนึ่ง”

นายธรรมปพน สุขสุธรรมวงศ์ จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กล่าวว่า เรื่องของนิวเคลียร์ฟังชื่อดูแล้วอาจจะเป็นเรื่องน่ากลัว หรือน่าเบื่อ แต่จริงๆในระบบของเขา มีระบบรักษาความปลอดภัยอยู่มาก การมาเข้าค่ายครั้งนี้จะทำให้ได้ความรู้เพิ่มเติม ได้เปิดมุมมองใหม่ๆจากการไปดูงานในที่ต่างๆ ที่สำคัญคือการได้ทดสอบความรู้ตัวเอง

นายพีร กุหลาบทิพย์ จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์ มีความรู้เรื่องนิวเคลยีร์มาตั้งแต่สมัยเด็ก จากพวกระเบิดอะไรพวกนี้ แต่เรื่องโรงไฟฟ้ามารู้ช่วงเรียน ม.ต้น ปลายๆ และได้รับความรู้จากการไปทำข้อสอบระดับนานาชาติจึงได้ทราบถึงกระบวนการทำงาน มีระบบในการรักษาความปลอดภัยอย่างไรบ้าง เครื่องมืในการตรวจจับรังสี จึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว

พระปณิธานแห่งการพัฒนา สู่รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน ‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’ องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

พระปณิธานแห่งการพัฒนา สู่รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน ‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’ องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

พระปณิธานแห่งการพัฒนา สู่รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน ‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’ องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ผู้ทรงมุ่งมั่นอุทิศพระองค์ในการพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และการสาธารณสุขของประเทศอย่างยาวนาน ด้วยทรงตระหนักดีว่าการพัฒนาประเทศ จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ ซึ่งเกิดจากงานวิจัย และนวัตกรรมที่ทันสมัย ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพสูง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างรากฐานความมั่นคงให้แก่ประเทศชาติอย่างยั่งยืน

นับตั้งแต่ที่ทรงก่อตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ในปี พ.ศ. 2530 ทรงสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ทรงทุ่มเทพระวิริยอุตสาหะศึกษา ค้นคว้าวิจัย และวางแนวพระนโยบายการพัฒนางานวิจัยที่สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ผ่านโครงการวิจัยเชิงบูรณาการรอบด้าน เพื่อมุ่งสู่ความก้าวหน้าทางวิทยาการด้านการแพทย์ และการพัฒนายารักษาโรคที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การศึกษาวิจัยผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและสมุนไพรไทย การสังเคราะห์ตัวยาทางเคมีอินทรีย์ รวมถึงการวิจัยและพัฒนายาชีววัตถุ ซึ่งเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงมีความจำเพาะเจาะจงต่อเป้าหมายการรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มโมโนโคลนอล แอนติบอดี (Monoclonal antibody) ที่มีบทบาทสำคัญในการใช้รักษาโรคซับซ้อน อาทิ โรคมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ โรคติดเชื้อ ถือเป็นความหวังใหม่ของการรักษาโรคร้ายแรง และโรคอุบัติใหม่ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

อีกทั้ง ทรงริเริ่มวางรากฐาน “ระบบนิเวศแห่งการพัฒนายาชีววัตถุ” อย่างครบวงจร ตั้งแต่ห้องปฏิบัติการวิจัย พัฒนาและผลิตยาชีววัตถุ ศูนย์สัตว์ทดลองมาตรฐานสากล เพื่อทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยเบื้องต้น โดยมีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานในพระดำริฯ ได้แก่ สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ เพื่อผลิตและพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการผลิตยา โรงพยาบาลจุฬาภรณ์เพื่อการศึกษาทางคลินิก ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันวิจัยนานาชาติ อันนำมาสู่การจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ” (Center for Biologics Research and Development – CBRD) ของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ที่มีการพัฒนาและผลิตยาชีววัตถุจากต้นน้ำถึงปลายน้ำด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาในระดับเซลล์ต้นแบบ การพัฒนากระบวนการผลิตในปริมาณต่าง ๆ การควบคุมคุณภาพการผลิตตามมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) รวมถึงการศึกษาวิจัยระดับก่อนคลินิกและคลินิก เพื่อเป้าหมายสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของการพัฒนาและผลิตยาชีววัตถุที่มีมาตรฐาน และเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนคนไทย จนนำไปสู่ความสำเร็จในการพัฒนายาชีววัตถุคล้ายคลึง “ทราสทูซูแมบ” (trastuzumab) ที่ใช้รักษาโรคมะเร็งเต้านม และมะเร็งชนิดอื่น ๆ แบบมุ่งเป้า โดยได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาในชื่อพระราชทานว่า “HERDARA” จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เมื่อปี พ.ศ. 2568

นอกจากนี้ องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ยังทรงตระหนักถึงความสำคัญของสารผลิตภัณฑ์ธรรมชาติภายในประเทศ ที่สามารถนำมาศึกษาวิจัยและพัฒนาเป็นยารักษาโรคอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีพระนโยบายให้สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ดำเนินงานวิจัยด้านยาสมุนไพร โดยนำพืชสมุนไพรจากโครงการศึกษาและพัฒนาสมุนไพรเพื่อการวิจัย ในพื้นที่หมู่บ้านทับทิมสยาม 05 จังหวัดสระแก้ว ภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักกิจกรรมพิเศษ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ มาต่อยอดสู่งานวิจัย และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ได้มาตรฐาน โดยหนึ่งในพืชสมุนไพรที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ศึกษาวิจัยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ คือ “ฟ้าทะลายโจร” โดยได้ทำการศึกษาวิจัย ตั้งแต่วิธีการเพาะปลูก การเตรียมสารสกัด การควบคุมคุณภาพของสารสำคัญ ตลอดจนการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและพิษวิทยา เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีคุณภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

จากการศึกษาค้นคว้าและวิจัยพืชสมุนไพรฟ้าทะลายโจรของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ สามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนากระบวนการสกัดด้วยเทคโนโลยีการสกัดด้วยน้ำ (aqueous extraction) นับเป็นหน่วยงานแห่งแรกของประเทศไทยที่พัฒนาและผลิตสารสกัดฟ้าทะลายโจรโดยการใช้ “น้ำ” เป็นตัวทำละลายในการสกัด ซึ่งช่วยให้ได้สารสำคัญที่ปลอดภัย และสามารถควบคุมปริมาณสารออกฤทธิ์ andrographolide ได้อย่างแม่นยำตามมาตรฐานสากล จนประสบความสำเร็จได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ “ยาแคปซูลสารสกัดฟ้าทะลายโจร ตรา พีซี-1999” (PC-1999) ที่มีสรรพคุณใช้บรรเทาอาการไข้ นับเป็นต้นแบบผลิตภัณฑ์ระดับอุตสาหกรรมที่มีการควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน ตั้งแต่การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ (ต้นน้ำ) การควบคุมปริมาณสารสำคัญในสารสกัด (กลางน้ำ) และการผลิตแคปซูลสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจร (ปลายน้ำ) อันเป็นการขับเคลื่อนนวัตกรรมการสกัด พร้อมทั้งยกระดับยาสมุนไพรไทยพื้นบ้านสู่มาตรฐานระดับโลก

ด้วยพระเมตตาที่ทรงห่วงใยในทุกข์สุขของประชาชนชาวไทยอยู่เสมอ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี มิได้ทรงตระหนักเฉพาะความสำคัญด้านความมั่นคงทางสุขภาพของประชาชนเท่านั้น หากยังทรงใส่พระทัยและติดตามสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับภัยคุกคามบริเวณชายแดน ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน รวมถึงเหล่าทหารหาญผู้เสียสละปกป้องอธิปไตยของชาติ ตลอดจนความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่อาคารบ้านเรือนของประชาชน และสถานที่ต่าง ๆ ในชุมชน จึงได้เสด็จไปทรงเยี่ยมประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมพระราชทานความช่วยเหลือทั้งด้านการรักษาพยาบาล การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ตลอดจนพระราชทานสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างทันท่วงที นับเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ประชาชนและกำลังพลในพื้นที่ให้สามารถดำรงชีวิต และก้าวผ่านพ้นห้วงเวลาแห่งความยากลำบากไปได้ด้วยความเข้มแข็งและปลอดภัย

พระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประชาชนและกำลังพลนั้น ยังคงปรากฏเป็นที่ประจักษ์ ด้วยพระดำริฯ ให้จัดตั้ง “กองทุนหทัยทิพย์” ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคงปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยทรงรับเป็นประธานกรรมการบริหารกองทุน พร้อมทั้งพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อเป็นทุนเริ่มต้น อันเป็นสิริมงคลแก่การดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของกองทุนฯ ในการป้องกันและบรรเทาทุกข์ภัยของประชาชนทุกหมู่เหล่าจากสถานการณ์ความไม่สงบ หรือเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิต ทรัพย์สิน และอธิปไตยของชาติ โดยมีภารกิจแรกที่สำคัญ คือ การดำเนินการก่อสร้างสิ่งป้องกันภัยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จึงได้พระราชทานพระนโยบายให้การสนับสนุนด้านงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างสิ่งป้องกันภัยต่าง ๆ ในพื้นที่เสี่ยงภัยครอบคลุมทุกจังหวัดชายแดน โดยมีกองบัญชาการกองทัพไทย รั้ว(บก.ทท.) และกองทัพบก (ทบ.) ร่วมสนองพระดำริฯ เพื่อน้อมนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และขับเคลื่อนการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง

โครงการก่อสร้างดังกล่าว มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการยกระดับความมั่นคงปลอดภัย และเป็นที่พึ่งจำเป็นของประชาชนเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจากภัยคุกคามด้านความมั่นคงของประเทศ  โดยมีองค์กรจากหลายภาคส่วน ตลอดจนประชาชนผู้มีจิตศรัทธาจากทั่วประเทศ ร่วมสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงพลังแห่งความสามัคคีในการร่วมพิทักษ์และธำรงอธิปไตยของชาติให้มั่นคงยั่งยืน ผู้ประสงค์จะร่วมสมทบทุน สามารถบริจาคผ่าน ธนาคารกรุงเทพ สาขาหลักสี่พลาซ่า ชื่อบัญชี เงินกองทุนหทัยทิพย์ ประเภทบัญชีกระแสรายวัน เลขที่บัญชี 229-3-03266-6 และประเภทบัญชีสะสมทรัพย์ เลขที่บัญชี 229-4-29977-7 หรือสแกน QR Code ผ่านระบบ e-Donation  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานกองทุนหทัยทิพย์ ชั้น 1 อาคารอเนกประสงค์ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ โทร. 0-2553-8616-19 ในวันและเวลาทำการ

จากพระปณิธานอันแน่วแน่ ที่ทรงมุ่งมั่นปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระปรีชาสามารถตลอดระยะเวลาอันยาวนาน เพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ได้นำมาซึ่งความมั่นคง ปลอดภัย และคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนแก่ประชาชนชาวไทยสืบไป เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเจริญพระชนมายุ 69 พรรษา วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ขอน้อมเกล้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน สถิตเป็นมิ่งขวัญร่มเกล้าแก่ประชาชนชาวไทย ตราบนานเท่านาน

คุณแหน : 4 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 4 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 4 กรกฎาคม 2569

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • มูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี จัดทำชุด Sirisilapin : The Fantasia เพื่อระดมทุนจัดหาอุปกรณ์การแพทย์ และเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมถึงผู้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ ให้เข้าถึงการรับบริการทางการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ เพื่อให้มีสุขอนามัยที่ดี อันจะได้กลับมาเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป ผู้สนใจร่วมบริจาคเงิน 3,200 บาทเพื่อการกุศล โดยจะได้รับของที่ระลึกชุด Pegasus uCosy Delite Upper Body Massager คือเครื่องนวดเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อเพื่อสุขภาพที่ดี
  • พี่ป้อม-ธีรพันธ์ วรรณรัตน์ แห่งห้องเสื้อ TIRAPAN ได้รับการกล่าวขวัญในวงการแฟชันชั้นสูงของไทยว่าเป็นเสมือน the old soldier never die เพราะยังคงเจิดจรัสในด้านฝีไม้ลายมือในการออกแบบตัดเย็บเสื้อผ้าที่สุดแสนวิจิตร แม้ปัจจุบันจะมีอายุอานามมากแล้วก็ตาม แต่มีผู้ยืนยันว่ายิ่งอายุมาก ก็ยิ่งมีฝีมือเข้มขลังยิ่งขึ้น พี่ป้อม ได้รับรางวัลศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (การออกแบบแฟชัน) พ.ศ. 2562
  • เนเน่-รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ยังคงมุ่งมั่นวาดหวังให้หน่วยงานภาครัฐทำหน้าที่ผู้ให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่สร้างความกดดัน หรือเร่งรัดบีบคั้นให้หน่วยราชการเกิดความเครียด แต่ต้องทำให้หน่วยราชการมีความพร้อมให้บริการประชาชนในทุกวันและเวลา โดยแนวคิดนี้มาจากหลักการ satisfaction mirror คือเมื่อผู้ให้บริการมีความสุข ก็จะให้บริการที่ดีกับผู้รับบริการ
  • ไนล-ภาสิริ ตั้งคารวคุณ working woman เจ้าของแบรนด์ที่กำลังดัง คือ babycakes ไนลมีภาษิตประจำใจในการดำเนินชีวิตข้อหนึ่งคือ ลงมือทำจริงจัง ต่อให้มีไอเดียดีมากมายแค่ไหน แต่ไม่ลงมือทำ ก็ไม่มีวันสำเร็จ การเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง ทำให้ได้เรียนรู้จริง ๆ เพราะจะได้รู้ว่าอุปสรรคอยู่ตรงไหน แล้วก็จะได้ค้นพบหนทางแก้ปัญหา @ 

Victor Lee 

SiteMinder เผย กลางปี 2569 ไทยมียอดการจองจากนักท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับต้นของเอเชีย

SiteMinder เผย กลางปี 2569 ไทยมียอดการจองจากนักท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับต้นของเอเชีย

SiteMinder เผย กลางปี 2569 ไทยมียอดการจองจากนักท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับต้นของเอเชีย

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.23 น.

ประเทศไทยติดอันดับกลุ่มประเทศที่มียอดการจองโรงแรมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงที่สุดในเอเชียสำหรับช่วงกลางปีนี้ จากข้อมูลล่าสุดของ SiteMinder ผู้นำแพลตฟอร์มระดับโลกด้านการค้าเพื่อยกระดับธุรกิจโรงแรม

รายงาน Hotel Booking Trends ฉบับกลางปีของ SiteMinder ซึ่งเก็บข้อมูลการเข้าพักโรงแรมระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายน จากตลาดการท่องเที่ยวสำคัญ 22 แห่งทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยุโรป และอเมริกา เผยให้เห็นว่า ยอดการจองห้องพักล่วงหน้าของโรงแรมในประเทศไทยกว่า 96.6% มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 95.8% ในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ตัวเลขดังกล่าวส่งผลให้ประเทศไทย มีสัดส่วนการจองรองจากสิงคโปรซึ่งมีสัดส่วน 97% และสูงกว่าอินโดนีเซียที่มีสัดส่วน 94.1% โดยมีเพียงสามประเทศดังกล่าวในภูมิภาคเอเชียที่มียอดการจองห้องพักล่วงหน้าจากนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงเกินกว่า 90% ของยอดจองทั้งหมด

ความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ยังสะท้อนให้เห็นผ่านระยะเวลาการจองห้องพักล่วงหน้า โดยพบว่า นักท่องเที่ยวจากซีกโลกเหนือที่กำลังวางแผนท่องเที่ยวในช่วงทริปฤดูร้อน และนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียที่วางแผนเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดฤดูหนาว  ได้ทำการจองที่พักในประเทศไทยสำหรับช่วงกลางปีล่วงหน้านานขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาเฉลี่ย 5.6 วัน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในภูมิภาค ส่งผลให้ระยะเวลาการจองห้องพักล่วงหน้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 154.1 วัน จากเดิม 148.6 วันในปี 2568 (โดยอ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายนของทั้งสองปี) เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค พบว่า อินโดนีเซียมีระยะเวลาการจองห้องพักล่วงหน้าเฉลี่ยอยู่ที่ 168.5 วัน (เพิ่มขึ้น 3.6 วันเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า) ตามมาด้วยสิงคโปร์ 150.7 วัน (เพิ่มขึ้น 3.8 วัน) และมาเลเซีย 136.8 วัน (เพิ่มขึ้น 5.4 วัน)

คุณสุภกฤษฎิ์ แผนสมบูรณ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท SiteMinder กล่าวว่า “ท่ามกลางความผันผวนทั่วโลกที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่โรงแรมในประเทศไทยยังสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ โดยเฉพาะระยะเวลาการจองห้องพักล่วงหน้าที่ยาวนานขึ้นนั้น ถือเป็นแนวโน้มที่ดีให้ผู้ประกอบการได้มีเวลาในการส่งมอบประสบการณ์การเข้าพักที่ตอบโจทย์มากขึ้น พร้อมทั้งสามารถนำเสนอข้อเสนอที่น่าสนใจแก่นักท่องเที่ยวที่วางแผนการเดินทางล่วงหน้าได้อีกด้วย”

ยอดการจองห้องพักล่วงหน้าในช่วงกลางปีเพิ่มขึ้น 5.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยเดือนกันยายนคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดถึง 16% ซึ่งถือเป็นอันดับสองในภูมิภาครองจากไต้หวัน (63.4%) ตามมาด้วยเดือนกรกฎาคมที่ 9.8% และเดือนสิงหาคมที่ 3.3% ขณะที่เดือนมิถุนายนเป็นเดือนเดียวที่มีการจองลดลงจากปีที่ผ่านมาที่ 0.5% ในด้านราคาห้องพักยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้น 3.4% จากปีก่อน เมื่อเทียบรายปีอยู่ที่ 202 ดอลลาร์สหรัฐ เดือนสิงหาคมคาดว่าจะมีอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยสูงที่สุดที่ 225 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 5.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เดือนมิถุนายนมีแนวโน้มเป็นเดือนที่มีอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่ำที่สุดที่ 182 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.7%

คุณสุภกฤษฎิ์ กล่าวเสริมว่า “ความแข็งแกร่งของธุรกิจโรงแรมไทยในช่วงครึ่งปีแรกสะท้อนให้เห็นว่า ช่วงเวลาดังกล่าวยังคงมีโอกาสเติบโตอีกมากสำหรับผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม การจะคว้าโอกาสเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยว รวมถึงการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้แบบเรียลไทม์การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้จึงเป็นสิ่งจำเป็น  เพราะเครื่องมือที่ตอบโจทย์จะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูลตลาดที่อัปเดต พร้อมช่วยให้คำแนะนำในการปรับกลยุทธ์ทั้งด้านรายได้และการกระจายช่องทางจำหน่าย ให้สอดคล้องกับความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา”

รายงาน Hotel Booking Trends – Mid-Year Report ของ SiteMinder จัดทำขึ้นจากข้อมูลบนแพลตฟอร์มของ SiteMinder ซึ่งรองรับการจองห้องพักโรงแรมทั่วโลกกว่า 135 ล้านรายการต่อปี โดยสามารถอ่านรายงานฉบับเต็มได้ >>> ที่นี่

รพ.พระรามเก้า รับรางวัล AREA 2026 สาขา Health Promotion จากโครงการ “Happy Kidney, Happy Life”

รพ.พระรามเก้า รับรางวัล AREA 2026 สาขา Health Promotion จากโครงการ

รพ.พระรามเก้า รับรางวัล AREA 2026 สาขา Health Promotion จากโครงการ “Happy Kidney, Happy Life”

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.12 น.

โรงพยาบาลพระรามเก้า ได้รับรางวัล Asia Responsible Enterprise Awards 2026 (AREA 2026) สาขา Health Promotion จากโครงการ “Happy Kidney, Happy Life” โครงการที่เกิดจากความร่วมมือของบุคลากรทางการแพทย์และภาคีเครือข่าย เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยโรคไต โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ได้รับข้อมูลการดูแลสุขภาพ รวมไปถึงการรักษาและทางเลือกในการรักษาอย่างเหมาะสมมากขึ้น

รางวัล AREA จัดขึ้นโดย Enterprise Asia เพื่อยกย่ององค์กรในภูมิภาคเอเชียที่ดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยสาขา Health Promotion มอบให้แก่องค์กร  ที่มีส่วนในการส่งเสริมสุขภาวะของชุมชนและสังคมในวงกว้าง

นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า รางวัลนี้เป็นกำลังใจให้กับบุคลากรทุกคนที่ร่วมกันผลักดันโครงการนี้มาตั้งแต่ต้น และสะท้อนให้เห็นว่าการทำงานเชิงรุกเพื่อสังคมสามารถเกิดขึ้นได้จริงในบริบทของโรงพยาบาลเอกชน

“ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายจำนวนมาก และมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ในขณะที่จำนวนการปลูกถ่ายไตที่ทำได้จริงทั่วประเทศยังคงมีข้อจำกัดอยู่มาก โครงการ Happy Kidney, Happy Life จึงเกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะนำความรู้เกี่ยวกับโรคไตไปสู่ผู้ป่วยในวงกว้าง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในต่างจังหวัด เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้และดูแลสุขภาพตนเองและครอบครัวอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การป้องกัน ไปจนถึงการรักษาและการรักษาผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนสูง

โครงการ “Happy Kidney, Happy Life” ดำเนินงานผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่

การให้ความรู้แก่ประชาชนและผู้ป่วย ผ่านการจัดสัมมนาและกิจกรรมเผยแพร่ความรู้เรื่องโรคไต ทั้งการดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันการเกิดโรค และการทำความเข้าใจเกี่ยวกับทางเลือกในการรักษาอย่างถูกต้อง รวมถึงกิจกรรม Home Coming Day ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ป่วยที่ผ่านการปลูกถ่ายไตได้แบ่งปันประสบการณ์ตรง เพื่อลดความกังวลใจสำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาทางเลือกการรักษา

การพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ ผ่านการจัดอบรมให้กับทีมสุขภาพในภูมิภาค เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการดูแลและให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกัน, การดูแล, การรักษาด้วยการผ่าตัดปลูกถ่ายไต ส่งผลให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้อย่างทั่วถึง

การรณรงค์เพื่อสังคม จัดโครงการประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการบริจาคอวัยวะ สร้างความตระหนักรู้และทัศนคติเชิงบวกต่อการบริจาคในสังคมวงกว้าง

นพ.วิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของโครงการนี้เกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของหลายฝ่าย และเป็นแรงผลักดันให้บุคลากรโรงพยาบาลพระรามเก้าเดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านการดูแลผู้ป่วยและการป้องกันการเกิดโรค

“การดูแลสุขภาพไตที่ดีต้องครอบคลุมทุกช่วง ตั้งแต่การป้องกันก่อนเจ็บป่วย การรักษาในระยะต่างๆ ไปจนถึงการดูแลผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาที่ซับซ้อนสูง โรงพยาบาลพระรามเก้าพร้อมแบ่งปัน       องค์ความรู้ในทุกมิติเหล่านี้ ทั้งกับประชาชนทั่วไปและบุคลากรทางการแพทย์ในทุกภูมิภาค”

สำหรับผู้ที่ต้องการรับคำปรึกษาด้านโรคไตและการปลูกถ่ายไต สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  ได้ที่ สถาบันโรคไตและเปลี่ยนไต โรงพยาบาลพระรามเก้า โทร. 1270 หรือ Line: @praram9hospital

จิตแพทย์เตือน วิกฤตบูลลี่พุ่ง เด็กเสี่ยงซึมเศร้า PTSD และทำร้ายตนเอง

จิตแพทย์เตือน วิกฤตบูลลี่พุ่ง เด็กเสี่ยงซึมเศร้า PTSD และทำร้ายตนเอง

จิตแพทย์เตือน วิกฤตบูลลี่พุ่ง เด็กเสี่ยงซึมเศร้า PTSD และทำร้ายตนเอง

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.00 น.

ในวันที่สังคมไทยให้ความสำคัญกับผลการเรียน ความสำเร็จ และภาพลักษณ์บนโลกออนไลน์ เด็กจำนวนมากกลับกำลังเติบโตขึ้นพร้อมบาดแผลทางใจที่ไม่มีใครมองเห็น จากคำพูดบางคำที่ผู้ใหญ่หรือเพื่อนอาจมองว่าเป็นเพียง “การล้อเล่น” แต่สำหรับเด็ก คำพูดเหล่านั้นอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสูญเสียความมั่นใจ คุณค่าในตนเอง และความสุขในการใช้ชีวิต ขณะที่การบูลลี่ในยุคดิจิทัลไม่ได้จบลงเมื่อเลิกเรียน แต่สามารถติดตามเด็กไปได้ทุกที่ผ่านข้อความ คอมเมนต์ และสื่อสังคมออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง จนกลายเป็นวิกฤตเงียบที่กำลังคุกคามสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง

พญ.ปรานี ปวีณชนา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า หลายคนยังมองว่า “การบูลลี่” เป็นเพียงการหยอกล้อหรือเป็นเรื่องธรรมดาของเด็ก แต่ในมุมของสุขภาพจิตการบูลลี่คือความรุนแรงรูปแบบหนึ่งที่สามารถสร้างบาดแผลทางใจได้ไม่ต่างจากการถูกทำร้ายร่างกาย และบางครั้งผลกระทบเหล่านั้นอาจติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต

“ปัญหาการบูลลี่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่นอย่างมาก โดยปัจจุบันพบว่ามีเด็กจำนวนไม่น้อยได้รับผลกระทบจากการถูกบูลลี่จนพัฒนาไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตและโรคทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล ภาวะเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD) รวมถึงพฤติกรรมทำร้ายตนเอง ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณสำคัญที่ครอบครัว โรงเรียน และคนใกล้ชิดไม่ควรมองข้าม”

การบูลลี่ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่มีความซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น โดยสามารถแบ่งออกเป็น 5 รูปแบบหลัก ได้แก่

• การบูลลี่ทางร่างกาย เช่น การตี ตบ เตะ หรือทำร้ายร่างกาย

• การบูลลี่ทางคำพูด เช่น การล้อเลียน เสียดสี ประชดประชัน หรือใส่ร้าย

• การบูลลี่ทางจิตใจและความสัมพันธ์ เช่น การกีดกันออกจากกลุ่ม การเมินเฉยหรือทำเหมือนไม่มีตัวตน

• การบูลลี่ด้านทรัพย์สิน เช่น การซ่อน ขโมย หรือทำลายข้าวของ

• การระรานทางไซเบอร์ (Cyberbullying) ซึ่งกำลังเป็นปัญหาที่น่ากังวลอย่างยิ่งในปัจจุบัน

พญ.ปรานี ให้ข้อมูลเพิ่มว่า การบูลลี่ในปัจจุบันมีความรุนแรงและอันตรายมากกว่าในอดีต โดยเฉพาะ Cyberbullying ที่มีการนำรูปของเด็กไปตัดต่อ เผยแพร่คลิปประจาน สร้างข่าวลือ หรือระดมผู้คนจำนวนมากเข้ามารุมโจมตีผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ข้อมูลเหล่านี้สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว และแทบไม่สามารถลบออกจากโลกออนไลน์ได้ทั้งหมด ส่งผลให้สภาพจิตใจของเด็กถูกกระทบกระเทือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่มีการแชร์หรือส่งต่อเนื้อหาเหล่านั้น

“ในอดีต เด็กอาจหลีกหนีจากผู้ที่กลั่นแกล้งได้เมื่อกลับถึงบ้าน แต่ในปัจจุบัน โลกออนไลน์ทำให้ผลกระทบจากการบูลลี่ดำรงอยู่ได้ยาวนานกว่าที่เคย เด็กจำนวนมากรู้สึกเหมือนกำลังถูกตัดสินจากคนทั้งโลก โดยไม่มีโอกาสอธิบายข้อเท็จจริงหรือปกป้องตนเอง

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ไม่ได้ส่งผลเพียงความรู้สึกเสียใจหรืออับอายเท่านั้น แต่ยังค่อยๆ ทำลายความภาคภูมิใจในตนเอง (Self-esteem) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตทางอารมณ์และจิตใจ เมื่อความเจ็บปวดสะสม เด็กอาจเริ่มส่งสัญญาณเตือนทางสุขภาพจิต ไม่ว่าจะเป็นอาการเศร้า เครียด วิตกกังวล หงุดหงิดผิดปกติ แยกตัวจากสังคม ใช้เวลาอยู่กับโทรศัพท์มือถือมากขึ้น ร้องไห้ขณะใช้งานโทรศัพท์ ไม่อยากไปโรงเรียน ปฏิเสธการพูดคุยกับคนในครอบครัว หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้น

ในบางราย เด็กอาจเริ่มทำร้ายตนเอง เช่น การกรีดแขนเพื่อระบายความเครียด หรือเข้าไปอยู่ในกลุ่มออนไลน์ที่ส่งเสริมแนวคิดการทำร้ายตนเองและการฆ่าตัวตาย ซึ่งถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญโดยเร็วที่สุด”

พญ.ปรานี กล่าวปิดท้ายว่า การแก้ปัญหาการบูลลี่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งครอบครัว โรงเรียน และสังคม โดยโรงเรียนควรมีนโยบายไม่ยอมรับการบูลลี่ทุกรูปแบบ (Zero Tolerance) อย่างจริงจัง พร้อมส่งเสริมการสื่อสารแบบเผชิญหน้า เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ทักษะทางสังคม ความเห็นอกเห็นใจ และการเคารพผู้อื่น

“การแก้ปัญหาการบูลลี่ไม่ใช่การหาคนผิด แต่คือการหยุดวงจรความรุนแรง เพื่อไม่ให้มีเด็กคนใดต้องกลายเป็นเหยื่อ หรือเติบโตขึ้นเป็นผู้ส่งต่อความรุนแรงให้กับผู้อื่น ขณะเดียวกัน การช่วยเหลือควรครอบคลุมทั้งผู้ถูกกระทำและผู้กระทำ เพราะเด็กที่กลั่นแกล้งผู้อื่นจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญปัญหาภายในครอบครัว ความรุนแรงในชีวิตประจำวัน หรือปัญหาสุขภาพจิตที่ยังไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

สิ่งสำคัญที่สุดในการปกป้องเด็กจากการบูลลี่ คือ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว และสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้กับลูกตั้งแต่วัยเยาว์ ผ่านการชื่นชมในความพยายาม ความสามารถ และคุณค่าของตัวตน มากกว่าการเปรียบเทียบกับผู้อื่น เด็กที่มีความภาคภูมิใจในตนเอง (Self-esteem) แข็งแรง จะมีภูมิคุ้มกันทางใจที่ดี สามารถแยกแยะได้ว่าเสียงวิจารณ์ใดควรรับฟังหรือปล่อยผ่าน และพร้อมขอความช่วยเหลือเมื่อเผชิญปัญหา

ในวันที่สังคมกำลังสอนให้เด็กแข่งขัน พ่อแม่ทุกคนต้องช่วยกันสอนเรื่องความเมตตา การเคารพความแตกต่าง และการรับฟังกันด้วยหัวใจ เพราะบางครั้งคำพูดเพียงไม่กี่คำอาจทำลายอนาคตของเด็กคนหนึ่งได้ ขณะที่การรับฟังด้วยความเข้าใจเพียงครั้งเดียว อาจช่วยรักษาหัวใจของเด็กคนหนึ่งไว้ได้ตลอดชีวิต”

หากสังเกตเห็นว่าเด็กมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น เก็บตัว เครียด วิตกกังวล ไม่อยากไปโรงเรียน หรือมีสัญญาณที่น่ากังวลด้านอารมณ์และจิตใจ สามารถปรึกษาจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นได้ที่ ศูนย์สุขภาพจิต โรงพยาบาลพระรามเก้า โทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital

47 ปี ศูนย์ราชการุณย์ฯ กับเรื่องเล่าพระเมตตาที่จำไม่ลืม

47 ปี ศูนย์ราชการุณย์ฯ กับเรื่องเล่าพระเมตตาที่จำไม่ลืม

47 ปี ศูนย์ราชการุณย์ฯ กับเรื่องเล่าพระเมตตาที่จำไม่ลืม

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.08 น.

“ตอนรู้ว่าถึงไทยแล้ว ก็คือ เรารอดแล้ว ดีใจสุด ๆ”

ประโยคสั้น ๆ แต่เต็มไปด้วยภาพเหตุการณ์วันนั้น ฉายชัดในแววตาของอดีตผู้อพยพจากประเทศกัมพูชา ที่เข้ามาในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2522 ซึ่งตอนนั้นพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ต้องเผชิญกับวิกฤตผู้ลี้ภัยครั้งใหญ่ ชาวกัมพูชาจำนวนมหาศาลหนีภัยสงครามและความรุนแรงมายังพื้นที่บ้านเขาล้าน จังหวัดตราด การเดินทางที่เต็มไปด้วยความอดอยาก ความเจ็บป่วย และการพลัดพราก จนกระทั่งมาถึงสถานที่แห่งนี้ ที่กลายเป็นพื้นที่แห่งความทรงจำไม่รู้ลืมของเหล่าผู้อพยพ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของ “พระพันปีหลวง” ที่ทรงมอบชีวิตใหม่ให้แก่พวกเขา

อรุณ ขำวงศ์ 

“ตอนนั้นถ้าเขาจับได้ เราก็ตาย คุยกับเพื่อนว่าเราอยู่กันไม่ได้แล้ว เราต้องไป” อรุณ ขำวงศ์ หนึ่งในผู้อพยพบอกเล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้น “เขาจะกวาดล้าง ระหว่างทางมีคนตายเยอะ ต่างคนต่างเอาตัวรอด พอมาถึงก็มีทหารพาขึ้นรถแล้วก็ให้มาลงที่สภากาชาด” แต่ความหวาดกลัวเหล่านั้นได้แปรเปลี่ยนเป็นความหวัง เมื่อได้ก้าวเข้าเขตแดนราชอาณาจักรไทย และได้รับสายธารแห่งน้ำพระทัยที่จดจำไม่รู้ลืม “ตอนที่มาถึงช่วงแรก ๆ คนเยอะมาก มีคนป่วย เด็ก ๆ ที่ป่วยก็เยอะ บางคนอดอยากจนตายมีหลายศพเลย ยาก็ไม่พอ แต่หลังจากท่านเสด็จ เรามีโรงพยาบาลสนาม มีหมอ มียา มีคนมาช่วยเหลือ ก็เป็นคนของกาชาดหมดเลย หมอ พยาบาล ใส่เสื้อกาชาด”

ย้อนกลับไปเมื่อ 47 ปีที่แล้ว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2522 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย ได้เสด็จฯ เยี่ยมผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาที่บ้านเขาล้าน หลังทอดพระเนตรเห็นสภาพความเป็นอยู่ของผู้ลี้ภัยจำนวนมากที่อยู่ในสภาพอิดโรย ขาดอาหาร และเจ็บป่วย พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สภากาชาดไทยเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ทั้งอาหาร ยารักษาโรค โรงพยาบาลสนาม ที่พักพิง ตลอดจนการดูแลเด็กกำพร้าและการฝึกอาชีพ เพื่อฟื้นฟูชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม

 ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ

“ครั้งที่ได้ตามเสด็จฯ ไปที่เขาล้าน มีช่วงหนึ่งท่านรับสั่งว่า หนึ่งชีวิตของเขาและหนึ่งชีวิตของเราเท่ากัน เพราะฉะนั้น เราก็ต้องช่วยเขาให้รอด เราจะนิ่งดูดาย เราจะอยู่เฉย ๆ แล้วผลักดันเขากลับไปหาความตาย มันก็ไม่ใช่” ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ ถ่ายทอดความทรงจำ ที่ครั้งหนึ่งได้ดำรงตำแหน่งนางสนองพระโอษฐ์ของสมเด็จพระพันปีหลวง และได้ตามเสด็จฯ ไปยังบ้านเข้าล้าน จ.ตราด ในเวลานั้นอีกด้วย “พระราชดำรัสครั้งนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เราและเหล่าข้าราชบริพารที่เดินทางไปช่วยเหลือยังทำต่อไปด้วยความรัก ศรัทธา และด้วยความจงรักภักดีจากใจจริง ท่านมีแนวพระราชดำริอย่างไร เราจะช่วยท่านทำ ให้ไปถึงที่สุดอย่างที่ท่านต้องการ”

ตลอดการสนทนาที่ได้หวนรำลึกถึงความทรงจำอันทรงคุณค่าในวันนั้น แม้เวลาจะผ่านมาเกือบครึ่งศตวรรษ แต่ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ยังคงจดจำภาพของเหตุการณ์ได้อย่างชัดเจน “เราเห็นเด็กที่หนังหุ้มกระดูกจริง ๆ มีคนเจ็บ คนป่วย และมีคนตาย แต่พระองค์ท่านก็ยังไปเยี่ยมให้กำลังใจ วันไปถึงวันแรกฉลองพระองค์สีขาว คาดกระติกน้ำ ใส่พระมาลา ชาวเขมรเขาพูดถึงกันว่า มีผู้หญิงแต่งชุดขาว คาดกระติกน้ำ ใส่หมวกปีกกว้างมาเยี่ยม” ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์เล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้น

ยืนยันภาพความทรงจำครั้งนั้นด้วยมุมมองสายตาของผู้อพยพที่ได้เห็นพระองค์อย่างใกล้ชิด และเป็นภาพที่ประทับอยู่ในหัวใจจนถึงทุกวันนี้ “จำได้ว่าใส่ชุดสีขาว สวยมาก ท่านเดินมาดูพวกเรา แล้วก็ถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง ตั้งแต่นั้นมาไม่เคยอด ไม่เคยอยาก อยู่ที่นี่มีคนสอนทอผ้า เย็บผ้า สอนทำอาชีพ ขอบคุณเมืองไทยที่ช่วยเหลือ อยากบอกว่าขอบคุณท่านมาก ที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนที่ท่านไม่เคยรู้จัก ให้ทุกคนหายจากอาการป่วยไข้ ไม่ให้อดให้อยาก ขอบคุณท่านมากค่ะ” คุณอรุณกล่าว

นับแต่วันนั้น “ศูนย์อพยพบ้านเขาล้าน” ได้กลายเป็นที่พักพิงของผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชานับแสนชีวิต ไม่ใช่เพียงการช่วยให้ “รอดชีวิต” แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้ผู้คนได้กลับมา “ใช้ชีวิต” อีกครั้ง มีทั้งโรงเรียน โรงฝึกอาชีพ สอนทอผ้า เย็บผ้า เลี้ยงสัตว์ และการดูแลเด็กกำพร้า จนกระทั่งปัจจุบันที่แห่งนี้เปลี่ยนชื่อเป็น “ศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดไทย เขาล้าน จังหวัดตราด” เป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และมนุษยธรรม ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้ลี้ภัย สงคราม และความช่วยเหลือจากสภากาชาดไทย ผ่านพิพิธภัณฑ์และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยังคงถูกเก็บรักษาไว้ และที่สำคัญยังเก็บไว้ซึ่งความปลื้มปิติและความทรงจำดี ๆ ของผู้คนที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากองค์สภานายิกาสภากาชาดไทย

 “นอกจากพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมเรื่องราวและพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงมีในครั้งนั้นแล้ว เรายังใช้ประโยชน์จากพื้นที่นี้เพื่อประชาชนอย่างเต็มที่ เพื่อสนองต่อพระเมตตาขององค์สภานายิกาสภากาชาดไทย” เสียงบอกเล่าจาก คุณสมบูรณ์ ศิริเวช ผู้จัดการศูนย์ราชการุณย์ฯ ที่ให้การต้อนรับผู้ที่แวะเข้ามาด้วยรอยยิ้ม “ถ้ามองไปตรงนี้ ก็จะเห็นชายหาดที่หาดทรายสีขาวสวยงามมาก ลงเล่นน้ำทะเลได้ ท่านที่ชอบเดินป่าเราก็มีพื้นที่ให้เดินป่า เดินขึ้นภูเขาแล้วก็ไปบรรจบตรงทะเลพอดี ซึ่งเป็นพื้นที่สวยงามมาก แล้วก็ยังมีสวนผลไม้ภาคตะวันออก มีสวนสมุนไพร และมีลานกางเต็นท์ มีที่พักสำหรับประชาชนทั่วไป หรือสำหรับเยาวชน นักเรียนนักศึกษามาจัดกิจกรรม และอีกมากมายครับ”

47 ปีผ่านไป เรื่องราวที่เขาล้านได้กลายเป็นบันทึกหน้าประวัติศาสตร์สำหรับใครหลายคน แต่ที่มากไปกว่านั้นยังเป็นสถานที่ที่มีความหมายต่อผู้ที่เคยเดินหนีความตายผ่านผืนป่าและเสียงปืน จนกระทั่งได้มาพบกับแสงสว่างแห่งชีวิต ณ ที่แห่งนี้ อันเป็นหลักฐานที่ประจักษ์แก่สายตาและหัวใจว่า “สายธารแห่งพระความเมตตาในครั้งนั้น ได้เปลี่ยนชะตาชีวิตของผู้คนกลุ่มหนึ่งไปตลอดกาล”