LYN สานต่อบทใหม่แห่งตำนาน เปิดตัวคอลเลกชั่น ‘Born A Star’ ฉลอง 25 ปี LYN Legacy กับ เจณิสตา พรหมผดุงชีพ

LYN สานต่อบทใหม่แห่งตำนาน เปิดตัวคอลเลกชั่น 'Born A Star' ฉลอง 25 ปี LYN Legacy กับ เจณิสตา พรหมผดุงชีพ

LYN สานต่อบทใหม่แห่งตำนาน เปิดตัวคอลเลกชั่น ‘Born A Star’ ฉลอง 25 ปี LYN Legacy กับ เจณิสตา พรหมผดุงชีพ

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.23 น.

LYN (ลิน) ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของแบรนด์แฟชั่นแอคเซสเซอรี่อันดับหนึ่งของผู้หญิงยุคใหม่มาตลอด 25 ปี พร้อมสานต่อกับตำนานบทใหม่ ผ่านแคมเปญสุดพิเศษตลอดทั้งปีภายใต้แคมเปญ “LYN Legacy” กับ “Born a Star” คอลเลกชั่นล่าสุด ที่สะท้อนเรื่องราว ความทรงจำอันหลากหลายผลงานโดดเด่นซึ่งหล่อหลอมให้ LYN ได้ก้าวขึ้นเป็นแบรนด์กระเป๋าและแอคเซสเซอรี่ระดับไอคอนของผู้หญิงยุคใหม่ ผ่าน เจนิส-เจณิสตา พรหมผดุงชีพ ที่พร้อมนำเสนอชิ้นไอเทมสุดพิเศษ สำหรับทุกช่วงเวลา กับการส่งผ่านทุกแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงทุกคนกล้าเป็นตัวเอง พร้อมร่วมเฉลิมฉลองสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ให้ทุกคนได้เปล่งกระกายด้วยออร่าความงามและความมั่นใจจากความเป็นตัวเองอย่างไม่รู้จบ

Re-Edition Perfume Bag

Re-Edition Perfume Bag

การเป็น “Star” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก หากคือความกล้าที่จะยืนหยัดในตัวตนที่แตกต่างอย่างมั่นใจ แคมเปญ “Born a Star” ได้นำเสนอภาพลักษณ์ของ เจนิส ผู้เปลี่ยนคำจำกัดความนั้นให้กลายเป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว ความไม่เหมือนใครของเจนิส คือพลังที่สะท้อนจิตวิญญาณของ LYN ได้อย่างชัดเจน “ผู้หญิงที่ไม่ต้องพยายามเหมือนใคร ที่สามารถจะเปล่งประกายได้ในแบบของตัวเอง”

Re-Edition Perfume Bag

Re-Edition Perfume Bag

กระเป๋ารุ่นไฮไลต์ Re-Edition Perfume Bag ที่ถูกนำมาตีความใหม่ใน 3 รูปแบบ โดยดึงแรงบันดาลใจจากน้ำหอมซิกเนเจอร์ของแบรนด์อย่าง PETAL, DUSK และ TWILIGHT ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบโซ่ชาร์มถอดได้ ดีไซน์ชาร์มมีเอกลักษณ์แตกต่างกันตามคาแรคเตอร์ของกลิ่น ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ ขวดน้ำหอม หรือการไล่เฉดสีอันโดดเด่น เช่น ขาว-ชมพู ขาว-ฟ้า-ส้ม ขาว-ดำ และขาว-ส้ม เสริมด้วยรองเท้าดีไซน์พิเศษที่ออกแบบส้นรองเท้าในรูปทรงขวดน้ำหอม LYN Love เติมเต็มลุคให้สมบูรณ์แบบและสะท้อนความเป็นสตาร์อย่างแท้จริง

Re-Edition Perfume Bag

Re-Edition Perfume Bag

เสริมด้วยกระเป๋าซิกเนเจอร์ 3 สไตล์สุดพิเศษจากคอลเลกชั่นนี้ Tricia Avant, Paloma และ Ringo ที่ตอบโจทย์ทุกฟังก์ชั่นการใช้งานสำหรับผู้หญิงทุกคน ออกแบบมาเพื่อสะท้อนตัวตนที่แตกต่างของผู้หญิงแต่ละคน ตั้งแต่ความสง่างามแบบแฟชั่นโมเดิร์น ความคลาสสิกที่ร่วมสมัย ไปจนถึงความสนุกสนานมั่นใจในชีวิตประจำวัน ทุกดีไซน์ล้วนเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงได้เลือกแสดงออกถึงสไตล์ของตนเองอย่างอิสระไม่ซ้ำใคร

Tricia AvantPaloma and Ringo

Tricia AvantPaloma and Ringo

Tricia AvantPaloma and Ringo

สัมผัสเสน่ห์ของความแตกต่างและพลังแห่งการเป็นตัวเองในคอลเลกชั่น “Born A Star” ได้แล้ววันนี้ที่ LYN ทุกสาขา และทางออนไลน์ LYNACCS.COM

อัปเดตเทรนด์แฟชั่นใหม่ล่าสุดของ “LYN” เพิ่มเติมได้ที่

Instagram: @lynaccs_thailand

Facebook: @LynaccsThailand

LINE Official Account: @lynaccs

TikTok: lynthailand (@lynthailand_official)

วัตสันเผยอินไซต์ผู้บริโภคช่วงซัมเมอร์ กว่า 729,112 การค้นหา

วัตสันเผยอินไซต์ผู้บริโภคช่วงซัมเมอร์ กว่า 729,112 การค้นหา

วัตสันเผยอินไซต์ผู้บริโภคช่วงซัมเมอร์ กว่า 729,112 การค้นหา

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.19 น.

ท่ามกลางอุณหภูมิที่พุ่งสูงและไลฟ์สไตล์กลางแจ้งที่เข้มข้นขึ้นในทุกปี วัตสัน ผู้นำร้านค้าปลีกด้านสุขภาพและความงามอันดับ 1 ของประเทศไทย ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกจากพฤติกรรมการค้นหาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ของผู้บริโภคในช่วงซัมเมอร์ พบสัญญาณที่ชัดเจนว่าคนไทยกำลังมองการดูแลผิวในมิติที่ลึกและรอบด้านมากกว่าที่เคยเป็นมา

ตัวเลขการค้นหาคำว่า “กันแดด” บนวัตสันออนไลน์ที่ทะลุ 729,112* ครั้ง พร้อมยอดคลิกกว่า 45,000* ครั้ง ไม่ได้สะท้อนเพียงความต้องการผลิตภัณฑ์ปกป้องผิว หากแต่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมที่มีนัยสำคัญ ผู้บริโภคกำลังใช้ “กันแดด” เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการดูแลผิวในทุกมิติ

กันแดด: จากผลิตภัณฑ์ปกป้อง สู่ Gateway ของการดูแลผิวแบบองค์รวม

ข้อมูลจากวัตสันออนไลน์ระบุว่า กลุ่มผลิตภัณฑ์กันแดดเติบโตสูงกว่า 150%* เมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า (จำนวนชิ้น : มกราคม–พฤษภาคม 2567 เทียบกับ 2568) ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องและได้รับการยืนยันจากพฤติกรรมการค้นหาที่เกิดขึ้นควบคู่กัน โดยผู้บริโภคไม่ได้หยุดอยู่ที่การค้นหาครีมกันแดดเพียงอย่างเดียว

ในขณะเดียวกัน การค้นหาสินค้าในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูและบำรุงผิวหลังสัมผัสแสงแดด ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อผิวกระจ่างใส มาสก์บำรุงผิว และสกินแคร์เพื่อการซ่อมแซมเซลล์ผิว เพิ่มขึ้นถึง 28% ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าผู้บริโภคมองการดูแลผิวในช่วงซัมเมอร์เป็น Skincare Journey ที่มีขั้นตอนและความต่อเนื่อง ตั้งแต่การปกป้อง การซ่อมแซม ไปจนถึงการฟื้นฟูผิวในระยะยาว

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ: ความเปลี่ยนแปลงที่มากกว่าเทรนด์ชั่วคราว

อิศราวดี มีป้อม Customer Controller วัตสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “สิ่งที่ข้อมูลบอกเราชัดเจนคือ ผู้บริโภคยุคนี้มีความรู้และความตระหนักด้านการดูแลผิวในระดับที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พวกเขาไม่ได้มองกันแดดเป็นเพียงสินค้าป้องกันแสงแดดตามฤดูกาลอีกต่อไป แต่เข้าใจดีว่าการปกป้องผิวจากรังสียูวีคือรากฐานของสุขภาพผิวในระยะยาว และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่ความต้องการโซลูชันที่ครอบคลุมมากขึ้นในทุกขั้นตอน”

“วัตสันในฐานะผู้นำค้าปลีกสุขภาพและความงาม มีหน้าที่ไม่เพียงแค่ตอบสนองความต้องการเหล่านั้น แต่ต้องนำทางผู้บริโภคให้เข้าถึงโซลูชันที่เหมาะสมกับตนเองได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ” อิศราวดีกล่าวเพิ่มเติม

วัตสันในฐานะ “Sun Destination”: โซลูชันครบวงจรในจุดเดียว

เพื่อรองรับความต้องการที่ขยายตัวและซับซ้อนขึ้นนี้ วัตสันได้คัดสรรและรวบรวม ผลิตภัณฑ์กันแดดกว่า 700 รายการ ครอบคลุมทุกระดับการปกป้อง และทุกบริบทการใช้ชีวิต ควบคู่ไปกับสินค้าในกลุ่มฟื้นฟูและบำรุงผิวที่ได้รับการคัดสรรให้สอดคล้องกับแต่ละขั้นตอนของการดูแลผิว

แนวทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทใหม่ของวัตสันในฐานะ “Sun Destination” ปลายทางที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงโซลูชันการดูแลผิวจากแสงแดดได้อย่างครบถ้วน ตั้งแต่ก่อนสัมผัสแสงแดด ระหว่างวัน ไปจนถึงการฟื้นฟูผิวอย่างเต็มรูปแบบ

พบกับ “Sun Destination” ได้ที่ร้านวัตสันทุกสาขาทั่วประเทศ และวัตสันออนไลน์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สื่อประชาสัมพันธ์ ณ จุดขาย หรือ Line Official @WatsonsTH, เว็บไซต์ Watsons.co.th หรือผ่านแอป WatsonsTH ดาวน์โหลดได้ที่ Google Play Store และ App Store

*อ้างอิงข้อมูลจาก Watsons Online (มกราคม–พฤษภาคม 2567 เทียบกับ มกราคม–พฤษภาคม 2568)

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มอบทุนนักศึกษา และเสวนาภายใต้หัวข้อ ‘Mathematics for Industrial Solutions’ประจำปี 2569

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มอบทุนนักศึกษา และเสวนาภายใต้หัวข้อ 'Mathematics for Industrial Solutions'ประจำปี 2569

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มอบทุนนักศึกษา และเสวนาภายใต้หัวข้อ ‘Mathematics for Industrial Solutions’ประจำปี 2569

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.48 น.

ภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ดำเนินการเปิดการเรียนการสอนหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิตในระดับปริญญาตรี ทั้งสาขาคณิตศาสตร์ สาขาคณิตศาสตร์ประกันภัย (นานาชาติ) และสาขาคณิตศาสตร์อุตสาหการและวิทยาการข้อมูล (นานาชาติ) มาอย่างยาวนาน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการบูรณาการความรู้ทางคณิตศาสตร์เข้ากับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาจากภาควิชาฯ ได้ก้าวเข้าสู่ภาคธุรกิจและเอกชนในหลากหลายสาขา อาทิ อุตสาหกรรมประกันภัย การเงินและธนาคาร เทคโนโลยีดิจิทัล วิทยาศาสตร์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ อุตสาหกรรมการผลิตโลจิสติกส์ สุขภาพและการแพทย์ รวมถึงพลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยได้นำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาเชิงอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม จนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างต่อเนื่องทั้งนี้ ภาควิชาฯ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างเวทีที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษา ศิษย์เก่า และผู้ประกอบการ จึงได้จัดโครงการ Mathematics Day: Industrial Solutions ขึ้น เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และแสดงความขอบคุณต่อองค์กรที่สนับสนุนทุนการศึกษาและทุนวิจัย รวมถึงสร้างโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากกรณีศึกษาจริง (Case Studies) ในการใช้ Machine Learning, Optimization และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมในอนาคตผศ. ดร.สมคิด อมรสมานกุล หัวหน้าภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเปิดงานว่า “คณิตศาสตร์คือพื้นฐานของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความเข้าใจในกระบวนการทำงานเบื้องหลังจะช่วยให้เราสามารถพัฒนา AI ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ทักษะการคิดวิเคราะห์จะช่วยให้คนในสังคมเท่าทันข้อมูลมหาศาล สามารถใช้เหตุผลแยกแยะข้อเท็จจริงเพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง ซึ่งส่งผลดีต่อภาพรวมของเศรษฐกิจ”ในโอกาสนี้ ทางโครงการได้แสดงความขอบคุณผู้สนับสนุนทุนการศึกษา ได้แก่ คุณมะยุรี หงษา ผู้ช่วยผู้อำนวยการสมาคมประกันชีวิตไทย คุณโชษิตา บุญวัฒนะเมธา เจ้าหน้าที่บริหารงานบุคคล บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) และ คุณศรัณย์ลภัส สุขชู ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลด้านบริหารความสัมพันธ์ธุรกิจและสรรหาว่าจ้าง บริษัท เอไอเอ ประเทศไทย จำกัด โดยนักศึกษาที่ได้รับทุนต่างมีความซาบซึ้งและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองเพื่อประกอบอาชีพในอนาคต

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเสวนาพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม อาทิ:
• คุณนันท์ศิลป์ เจนวารินทร์ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ดิจิทัล จำกัด แนะนำให้นักศึกษาใช้ AI เป็นพลังขับเคลื่อนร่วมกับความหลงใหล (Passion) ในงาน โดยย้ำว่าผู้ประกอบการต้องการบุคลากรที่สามารถตีโจทย์และคิดค้นโจทย์ใหม่ๆ ได้ ไม่เพียงแต่รอรับคำสั่งเพียงอย่างเดียว

• ดร.สุธี โมกขะเวส กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เน้นย้ำเรื่องทักษะการสื่อสารและการปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยี AI เพื่อนำมาใช้ในการออกแบบโมเดลคณิตศาสตร์ในโลกการทำงานจริง

• คุณจารุเดช คุณะดิลก ประธานที่ปรึกษาและกรรมการกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้ข้อคิดให้นักศึกษารู้จักเป็นคนช่างสังเกตและพัฒนาตนเองใน

4 มิติสำคัญ ได้แก่ องค์ความรู้ (Knowledge), ทักษะ (Skills), คุณลักษณะ (Attribute) และบุคลิกภาพ (Characteristic) เพื่อให้สามารถเติบโตไปพร้อมกับวัฒนธรรมองค์กรได้อย่างยั่งยืน
ผศ. ดร.ณัฐกรณ์ ผิวชื่น ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกายภาพและผังแม่บท คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวทิ้งท้ายว่า หากนักศึกษามีความสนใจในวิชาคณิตศาสตร์ ทางคณะฯ มีหลักสูตรประยุกต์ที่หลากหลายและยืดหยุ่นตามความถนัดของแต่ละบุคคล โดยทุกหลักสูตรมุ่งเน้นการออกแบบเนื้อหาให้ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม พร้อมทั้งมีการพัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกในปัจจุบัน และรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

อากาศร้อนจัด!! ผู้ป่วยเบาหวานอาจขาดน้ำ-น้ำตาลแปรปรวน เสี่ยงฮีทสโตรก

อากาศร้อนจัด!! ผู้ป่วยเบาหวานอาจขาดน้ำ-น้ำตาลแปรปรวน เสี่ยงฮีทสโตรก

อากาศร้อนจัด!! ผู้ป่วยเบาหวานอาจขาดน้ำ-น้ำตาลแปรปรวน เสี่ยงฮีทสโตรก

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงอากาศร้อนที่สุดของปี ท่ามกลางอุณหภูมิที่พุ่งสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะระหว่างเวลา 10.00-15.00 น. เป็นช่วงที่อุณหภูมิพุ่งสูงและมีรังสี UV เข้มข้นที่สุด  ซึ่งทำให้ ฮีทสโตรก หรือโรคลมแดด กลายเป็นความเสี่ยงใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่าง เบาหวาน โรคอ้วน และความดันโลหิตสูง อาจส่งผลรุนแรงอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต

ซิลลิค ฟาร์มา (Zuellig Pharma) ในฐานะผู้นำด้านโซลูชันสุขภาพแบบครบวงจรในประเทศไทย จึงขอแบ่งปันข้อมูลและข้อควรทราบแก่ผู้ที่ใช้ชีวิตร่วมกับโรคเบาหวานและคนใกล้ชิด เพราะคลื่นความร้อนที่มาในช่วงหน้าร้อนนี้ไม่เพียงเป็นความเสี่ยงของการมีสุขภาพดีแบบยั่งยืน หรือ Healthspan ในประชาชนทั่วไป แต่ยังเป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงสำคัญสำหรับประชาชนกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานทั้งแบบชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 ที่ต้องระวังเป็นพิเศษเนื่องจากร่างกายมีความไวต่อความร้อนและเสี่ยงต่อการเกิดฮีทสโตรกได้ง่ายขึ้นจากการที่ร่างกายมีประสิทธิภาพในการระบายความร้อนที่ลดลง โดยมีสาเหตุจากการไหลเวียนของเลือดใต้ผิวหนังที่ช้ากว่าคนทั่วไป รวมถึงการขับเหงื่อที่ลดลงเมื่อต้องเผชิญกับสภาพอากาศร้อน

4 เรื่องสำคัญที่ผู้ป่วยเบาหวานและคนใกล้ชิดควรรู้ในช่วงหน้าร้อน

1. คุมระดับน้ำตาลให้ดี ช่วยให้ร่างกายรับมืออากาศร้อนได้ดีขึ้นการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ควบคู่กับการออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างสม่ำเสมอ อาจช่วยชะลอภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน และช่วยให้ร่างกายรับมือกับอากาศร้อนได้ดีขึ้น

2. อากาศร้อนจัด เพิ่มความเสี่ยงเข้าโรงพยาบาลงานวิจัยพบว่า อากาศร้อนจัดมีความเชื่อมโยงกับการเข้าห้องฉุกเฉินและการนอนโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้นในผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะในผู้ป่วยอายุ 65 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

3. อินซูลินเสื่อมสภาพได้จากความร้อนยาอินซูลินสามารถเสื่อมประสิทธิภาพได้เมื่อสัมผัสความร้อน ทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่เต็มที่5 โดยเฉพาะหากอยู่ในอุณหภูมิเกิน 30 องศาเซลเซียสเป็นเวลานาน  ในกรณีฉุกเฉิน ผู้ป่วยอาจยังจำเป็นต้องใช้ยาต่อเนื่อง แต่หากสามารถหาอินซูลินที่จัดเก็บในอุณหภูมิที่เหมาะสมได้ ควรเปลี่ยนมาใช้ยาใหม่โดยเร็วที่สุด

4. น้ำตาลสูง ยิ่งเสี่ยงขาดน้ำเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูง ร่างกายจะขับน้ำออกทางปัสสาวะมากขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะขาดน้ำได้ง่าย และยิ่งอากาศร้อนเท่าไร ความเสี่ยงก็ยิ่งเพิ่มขึ้น จึงควรสังเกตอาการผิดปกติของฮีทสโตรก เช่น เวียนศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เหงื่อออกมาก หรือเหงื่อไม่ออกเลยในกรณีที่ระบบขับเหงื่อหยุดทำงาน

หากผู้ป่วยเบาหวานต้องอยู่กลางแจ้งหรือทำกิจกรรมในช่วงอากาศร้อนจัด ควรหลีกเลี่ยงช่วงแดดแรง ดื่มน้ำให้เพียงพอ เลี่ยงอาหารรสจัดที่จะทำให้กระหายน้ำมากยิ่งขึ้น และจัดเก็บยาอย่างถูกวิธี เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่อาจรุนแรงกว่าที่คิด

เช็ค 5 ความเสี่ยงสุขภาพที่ ‘ผู้หญิง’ ไม่ควรมองข้าม

เช็ค 5 ความเสี่ยงสุขภาพที่ ‘ผู้หญิง’ ไม่ควรมองข้าม

เช็ค 5 ความเสี่ยงสุขภาพที่ ‘ผู้หญิง’ ไม่ควรมองข้าม

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในยุคที่ผู้หญิงต้องรับบทบาทหลากหลาย ทั้งการทำงาน ไลฟ์สไตล์ และความรับผิดชอบในชีวิตประจำวัน “ความเก่ง” กลายเป็นเรื่องปกติของผู้หญิงยุคใหม่ แต่ท่ามกลางความเร่งรีบ สุขภาพกลับมักถูกจัดไว้ท้ายลิสต์เสมอ หลายอาการเล็ก ๆ ถูกมองข้ามจนกลายเป็นความเคยชิน โดยไม่รู้ว่านั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของความเสี่ยงที่กำลังก่อตัว ถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ ทั้งที่อาจเป็นสัญญาณเตือนบางอย่างจากร่างกายที่กำลังขอความใส่ใจ สอดคล้องกับข้อมูลจากรายงาน Women’s Health Investment Outlook 2026 ของ World Economic Forum ระบุว่า แม้ผู้หญิงจะคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลก แต่การลงทุนด้านสุขภาพที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้หญิงโดยตรงมีสัดส่วนเพียงราว 6% ของการลงทุนด้านสุขภาพภาคเอกชนทั้งหมด ในขณะที่โรคและภาวะเรื้อรังจำนวนมากซึ่งกระทบผู้หญิงในระยะยาวกลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร

แรบบิท ประกันชีวิต  ชวนผู้หญิงไทยทุกช่วงวัยหยุดทบทวนและเช็กตัวเองอีกครั้ง พร้อมใส่ใจทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ ผ่านการทำความเข้าใจ “5 ความเสี่ยงที่ผู้หญิงพบได้บ่อยในยุคนี้” เพื่อให้รู้เท่าทันตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ แข็งแรง และยั่งยืนในทุกบทบาทของตัวเอง

เต้านมของเรา…อย่ารอให้ความผิดปกติส่งสัญญาณก่อน                                                                           

มะเร็งเต้านมยังคงเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิง โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงกว่า 34.2% ของผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมดในเพศหญิง สะท้อนว่าความเสี่ยงนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงในทุกช่วงวัย การหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของเต้านมด้วยตนเอง ควบคู่กับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเป็นการดูแลตัวเองที่เรียบง่าย แต่ทรงพลังพอจะลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสในการรักษาได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

หัวใจที่แบกรับทุกบทบาท ก็ต้องการวันพักเหมือนกัน

โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของโลก โดยข้อมูลจากสมาพันธ์หัวใจโลก (World Heart Federation) ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้สูงถึง 20.5 ล้านคนต่อปี และกว่า 1 ใน 5 เป็นการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรที่สามารถป้องกันได้ การหมั่นตรวจเช็กความดัน ไขมันในเลือด และปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตตั้งแต่วันนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้ผู้หญิงดูแลพลังของตัวเองได้อย่างยั่งยืน และเดินหน้าทุกบทบาทได้อย่างมั่นใจ

โรคกระดูกพรุน ความท้าทายที่ควรป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ

โรคกระดูกพรุนเป็นภาวะที่ผู้หญิงควรใส่ใจ โดยเฉพาะหลังวัยหมดประจำเดือน เมื่อระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง มวลกระดูกจะค่อยๆ บางลงโดยแทบไม่แสดงอาการในระยะแรก การดูแลตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการรับแคลเซียมอย่างเหมาะสม การออกกำลังกาย และตรวจวัดมวลกระดูกตามคำแนะนำจากแพทย์ถือเป็นกุญแจสำคัญในการชะลอความเสี่ยง และช่วยคงความแข็งแรง อิสระ และความมั่นใจในการใช้ชีวิตในระยะยาว

สุขภาพความจำ คือสิ่งสำคัญที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม

โรคสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์เป็นภาวะที่กระทบผู้หญิงไม่น้อย และอาจเริ่มจากอาการหลงลืมเล็ก ๆ ที่หลายคนมองข้าม ทั้งที่สมองมีบทบาทสำคัญต่อความจำ การตัดสินใจ และการใช้ชีวิตประจำวัน การพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพบแพทย์เมื่อเริ่มมีอาการผิดปกติ จึงเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยดูแลตัวเอง และลดความเสี่ยงในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่าชินกับคำว่าผู้หญิงก็ต้องปวดแบบนี้แหละ

ปวดประจำเดือนรุนแรง หรือรอบเดือนผิดปกติ อาจไม่ใช่เรื่องธรรมดาอย่างที่หลายคนเข้าใจ อาการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) หรือภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS) ซึ่งเป็นความผิดปกติของฮอร์โมนที่พบได้ในผู้หญิงจำนวนไม่น้อย การสังเกตสัญญาณของร่างกายตัวเอง และไปพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการดูแลสุขภาพของผู้หญิงอย่างจริงจัง

ท้ายที่สุดแล้ว สุขภาพที่ดีไม่ใช่เพียงเรื่องของการรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่คือรากฐานสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงสามารถใช้ชีวิต ทำงานและไล่ตามความฝันได้อย่างมั่นใจ สมดุลทั้งกายและใจ ด้วยความเข้าใจในจังหวะชีวิตของผู้หญิงยุคใหม่ แรบบิท ประกันชีวิต จึงมุ่งสนับสนุนการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งการเตรียมความพร้อมด้านค่ารักษาพยาบาลกับผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพเหมาจ่าย Health Smile และการให้ความสำคัญกับสุขภาพใจผ่านความคุ้มครองด้าน Mental Health เพื่อเป็นอีกแรงสนับสนุนเล็ก ๆ ที่ช่วยให้ผู้หญิงก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคงในทุกบทบาทของชีวิต

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติม รวมถึงอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และโปรโมชันต่างๆ ได้ที่เว็บไซต์ Rabbit Life  http://www.rabbitlife.co.th

‘น้ำดื่มไม่สะอาด’ เสี่ยงท้องร่วง-อาเจียน อาจสะสมเป็นมะเร็ง

‘น้ำดื่มไม่สะอาด’ เสี่ยงท้องร่วง-อาเจียน อาจสะสมเป็นมะเร็ง

‘น้ำดื่มไม่สะอาด’ เสี่ยงท้องร่วง-อาเจียน อาจสะสมเป็นมะเร็ง

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หน้าร้อน สิ่งที่ต้องระวังคือ  น้ำที่เราดื่มกันอยู่ทุกวัน แม้จะดูสะอาดมากพอ แต่อาจไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด เพราะอาจมีเชื้อโรคหรือสารปนเปื้อนที่มองไม่เห็นแฝงอยู่ ส่งผลให้เกิดอาการต่างๆ ตามมา ทั้งท้องร่วง อาเจียน หรืออาจสะสมในร่างกายจนกลายเป็นโรคร้ายในระยะยาว เพื่อให้เข้าใจถึงความอันตรายของการดื่มน้ำไม่สะอาด

พญ. สาวินี จิริยะสิน

พญ. สาวินี จิริยะสิน แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหาร ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิมุต พาไปสำรวจทุกแง่มุมที่ทำให้เราดื่มน้ำได้อย่างปลอดภัยมากกว่าเดิม

น้ำดื่มที่ไม่สะอาดเป็นแบบไหน

น้ำดื่มไม่สะอาด คือ น้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนของเชื้อโรคหรือสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งอาจพบได้จากทุกแหล่งน้ำที่นิยมนำมาบริโภค ไม่ว่าจะเป็นน้ำบรรจุขวด น้ำบ่อ น้ำฝน น้ำประปา ไปจนถึงน้ำที่กรองด้วยอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน หรือเก็บไว้ในภาชนะที่ไม่สะอาด ทำให้น้ำเหล่านี้อาจมีเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และปรสิต ที่แฝงตัวอยู่ในน้ำและมองไม่เห็นด้วยตา นอกจากนี้ ยังอาจปนเปื้อนสารเคมีจำพวกโลหะหนัก ซึ่งส่วนมากมักปนเปื้อนมาจากสิ่งแวดล้อมหรือภาชนะที่ใช้เก็บน้ำ  

“หนึ่งในสิ่งที่ช่วยตรวจสอบคุณภาพของน้ำคือ โคลิฟอร์มแบคทีเรีย เป็นกลุ่มแบคทีเรียที่พบในลำไส้ของคนและสัตว์เลือดอุ่น ซึ่งมักใช้เป็นตัวชี้วัดว่าน้ำสะอาดหรือไม่ เพราะหากพบโคลิฟอร์มในน้ำ แสดงว่าแหล่งน้ำนั้นอาจปนเปื้อนของเสียจากอุจจาระ และอาจนำมาพร้อมกับเชื้อโรคชนิดอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดอันตราย”  พญ. สาวินี กล่าว

อันตรายดื่มน้ำไม่สะอาด นานไปอาจก่อมะเร็ง

การดื่มน้ำที่ไม่สะอาดส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยในระยะสั้นมักเกิดจากการได้รับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในน้ำ เช่น ไวรัสตับอักเสบเอและอี แบคทีเรียอหิวา แบคทีเรียไทฟอยด์ แบคทีเรียบิดไม่มีตัว และแบคทีเรียแกรมลบอื่น ๆ หรือโปรโตซัวจำพวกอะมีบา ซึ่งมักทำให้เกิดอาการท้องเสีย ท้องร่วง คลื่นไส้ อาเจียน ตัวและตาเหลือง และมีไข้ ส่วนในระยะยาวมักเกิดจากการได้รับสารเคมีที่ตกค้างในน้ำ เช่น ตะกั่ว สารหนู และสารเคมีตลอดกาลในกลุ่ม PFAS ซึ่งสามารถสะสมในร่างกายได้เป็นเวลานาน ส่งผลต่อการทำงานของตับ ไต และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง เช่น ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ไขมันในเลือดสูง มะเร็งไต มะเร็งเต้านม และมะเร็งอัณฑะ

“กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังให้ดีคือเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เนื่องจากร่างกายของกลุ่มเหล่านี้มักไม่สามารถต้านเชื้อโรคได้อย่างเต็มที่ เด็กอาจสูญเสียน้ำจากอาการท้องเสียได้เร็ว ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้วอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย ส่วนผู้ป่วยโรคเรื้อรังอาจเกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อนที่ฟื้นตัวยากกว่า” พญ. สาวินี  อธิบาย

วิธีเตรียมน้ำดื่มให้สะอาด เพราะแค่ “ใส” อาจไม่ปลอดภัย

การหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำที่ไม่สะอาด เริ่มต้นจากความเข้าใจ “น้ำใส” ไม่ได้หมายความว่า “ปลอดภัย” เสมอไป เพราะอาจยังมีเชื้อโรคหรือสารเคมีที่มองไม่เห็นปนเปื้อนอยู่ โดยหากเลือกใช้น้ำจากแหล่งทั่วไป เช่น น้ำประปา น้ำบ่อ หรือน้ำฝน ต้องเลือกน้ำที่ใส ไม่ขุ่น ไม่มีสีหรือกลิ่นผิดปกติ และเก็บในภาชนะที่สะอาด ปิดมิดชิด จากนั้นควรผ่านกระบวนการฆ่าเชื้ออย่างเหมาะสม เช่น ต้มน้ำให้เดือดอย่างน้อย 1 นาที เพื่อกำจัดไวรัส แบคทีเรีย และปรสิต หรือเลือกใช้เครื่องกรองน้ำที่มีประสิทธิภาพ เช่น ระบบ Reverse Osmosis (RO) หรือ ระบบแสงอัลตราไวโอเลต (UV) ซึ่งสามารถกรองเชื้อโรคและโลหะหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“การเลือกน้ำดื่มที่สะอาดดูเป็นเรื่องเล็ก แต่จริง ๆ แล้วคือรากฐานของสุขภาพที่ดีในทุกวัน เพราะเชื้อโรคหรือสารปนเปื้อนเล็กน้อยในน้ำก็อาจสะสมจนกลายเป็นปัญหาสุขภาพในระยะยาวได้ ดังนั้นเราควรใส่ใจตั้งแต่การเลือกแหล่งน้ำที่มั่นใจว่าสะอาด และนำมาผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อให้ดีก่อนจะดื่มทุกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำทุกแก้วที่เราดื่มนั้นปลอดภัยจริง ๆ” พญ.สาวินี   กล่าวทิ้งท้าย

หากมีข้อสังสัยสามารถของรับคำปรึกษาและนัดหมายแพทย์ ได้ที่ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 5 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 08:00 – 20:00 น. โทร. 02-079-0054 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

Marshall เขย่าตลาดลำโพงปาร์ตี้ไทย ส่งแคมเปญ ‘Party Anywhere’ เปิดตัว Bromley 450

Marshall เขย่าตลาดลำโพงปาร์ตี้ไทย ส่งแคมเปญ 'Party Anywhere' เปิดตัว Bromley 450

Marshall เขย่าตลาดลำโพงปาร์ตี้ไทย ส่งแคมเปญ ‘Party Anywhere’ เปิดตัว Bromley 450

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.34 น.

Marshall แบรนด์เครื่องเสียงระดับตำนานจากอังกฤษ เดินเกมรุกตลาดลำโพงปาร์ตี้ในไทยอย่างเต็มตัว ล่าสุดประกาศความสำเร็จแคมเปญ “Party Anywhere” สร้างปรากฏการณ์เปลี่ยนท้องถนนในกรุงเทพฯ และบางแสนให้เป็นเวทีคอนเสิร์ตเคลื่อนที่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา พร้อมเปิดตัว Bromley 450 ลำโพงปาร์ตี้รุ่นล่าสุด หวังเจาะกลุ่มไลฟ์สไตล์สายปาร์ตี้ และนักเดินทาง

กลยุทธ์ “Experiential Marketing” เข้าถึงผู้บริโภคผ่านวัฒนธรรมท้องถิ่น ในแคมเปญนี้ Marshall และ ASH Asia (ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ) ได้ใช้กลยุทธ์สร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้บริโภค (Experience Economy) โดยการเปิดตัว Marshall Party Truck รถบรรทุกดีไซน์ดุดันที่ติดตั้ง “Wall of Bromley” ซึ่งเป็นการนำลำโพง Bromley 450 กว่า 37 ตัว มาสร้างเป็นกำแพงเสียงขนาดยักษ์เพื่อโชว์สมรรถนะความทนทานต่อแดดและน้ำท่ามกลางการเล่นน้ำสงกรานต์ตลอด 3 วันเต็ม นอกจากนี้ ยังมีการดึงดีเจชั้นนำ อาทิ DJ YP, Maftsai และ Z Zero มาร่วมนำเสนอแนวดนตรีที่ผสมผสาน “หมอลำ” เข้ากับจังหวะสมัยใหม่ เพื่อเชื่อมโยงแบรนด์ระดับสากลเข้ากับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมความสนุกของคนไทยอย่างลงตัว

Bromley 450: เรือธงใหม่ทลายข้อจำกัดลำโพงปาร์ตี้

สำหรับการเปิดตัว Bromley 450 ถือเป็นก้าวสำคัญของ Marshall ในการขยายพอร์ตสินค้ากลุ่มลำโพงปาร์ตี้ (Party Speaker) โดยชูจุดเด่นเพื่อตอบโจทย์การใช้งานนอกสถานที่ ได้แก่ พลังเสียงแบบMarshall: ระบบ True Stereophonic 360° ให้เสียงกระหึ่ม สมจริงรอบทิศทางครบทุกย่านเสียง , แบตเตอรี่อึดที่สุดในเซกเมนต์: รองรับการใช้งานต่อเนื่องได้นานกว่า 40 ชั่วโมงโดยไม่ต้องเสียบสาย , ความทนทานสูง: มาตรฐาน IP55 กันน้ำและฝุ่น เหมาะกับทั้งงานสงกรานต์และกิจกรรมเอาท์ดอร์ , ฟังก์ชันครบครัน: มีช่องต่อไมโครโฟนและเครื่องดนตรีสำหรับมินิคอนเสิร์ตส่วนตัว และการออกแบบที่เน้นความยั่งยืนด้วยวัสดุรีไซเคิล 15%

วิสัยทัศน์และการเติบโต

ASH Asia ระบุว่าการนำ Marshall เข้าสู่ตลาดลำโพงปาร์ตี้ในครั้งนี้ เป็นการมองเห็นโอกาสในการสร้างความแตกต่างด้วยมรดกทางดนตรี (Heritage) ที่แบรนด์มีมานานกว่า 6 ทศวรรษ โดยมั่นใจว่า Bromley 450 จะกลายเป็น “Must-have Item” สำหรับสายไลฟ์สไตล์ ปาร์ตี้ และนักเดินทางที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพเสียงที่ดี ดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ และ ความทนทานในการใช้งานในสภาพอากาศต่างๆ

สำหรับผู้ที่สนใจ Marshall Bromley 450 วางจำหน่ายแล้วที่เคาน์เตอร์ Marshall ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ผ่าน http://www.ash-asia.com

คุยกัน 7 วันหน : จากภาระสู่ความยั่งยืน ว่าด้วยโมเดลสวัสดิการญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ และจีน

คุยกัน 7 วันหน : จากภาระสู่ความยั่งยืน ว่าด้วยโมเดลสวัสดิการญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ และจีน

คุยกัน 7 วันหน : จากภาระสู่ความยั่งยืน ว่าด้วยโมเดลสวัสดิการญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ และจีน

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา เป็นวันครอบครัวของชาวไทย แน่นอนว่าบ้านเรามีมาตรการหลายต่อหลายอย่าง เพื่อดูแลสมาชิกในครอบครัวทุกช่วงอายุ ให้อยู่ดีกินดีและมีความสุขตามอัตภาพ

เช่นเดียวกับประเทศในกลุ่ม Super-Aging Societies หรือสังคมสูงวัยระดับสุดยอดในเอเชียอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ต่างเร่งยกระดับสวัสดิการแบบเชิงรุก โดยเน้นการเปลี่ยนผ่านจากการสงเคราะห์ เป็นการใช้ชีวิตอย่างมีศักยภาพ และการนำเทคโนโลยีมาใช้แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานดูแล และลดภาระของคนในครอบครัว

โดย สิงคโปร์ขับเคลื่อนผ่านนโยบาย Forward Singapore โดยมีโครงการหลักคือ Age Well SG ที่มีหมุดหมายสำคัญในปี 2025-2026 ในโครงการที่เรียกว่า Active Ageing Centres หรือ AACs 2.0 รัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มจำนวนศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในชุมชนให้ครอบคลุม 8 ใน 10 ของบ้านพักอาศัยภายในปี 2025 โดยเน้นกิจกรรมป้องกันโรคสมองเสื่อมและการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมเพื่อลดความโดดเดี่ยว มีการสนับสนุนเงินอุดหนุนก้อนใหญ่สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เพื่อเสริมสภาพคล่องในบัญชีเงินออมเพื่อการเกษียณ ซึ่งเริ่มเห็นผลชัดเจนในการเพิ่มอำนาจใช้จ่ายของผู้สูงอายุในปี 2025 นอกจากนี้ ยังพัฒนาโครงการ Community Care Apartments หรือ CCA เป็นรูปแบบที่อยู่อาศัยใหม่ที่รวมบ้านเข้ากับบริการดูแล ซึ่งมีการทยอยส่งมอบและขยายโครงการในปี 2025-2026 เพื่อให้ผู้สูงอายุอยู่ติดที่เดิมได้อย่างปลอดภัย

เช่นเดียวกับญี่ปุ่น ที่ในปี 2025 ที่ผ่านมา เป็นปีที่ประชากรยุค Baby Boomer ทั้งหมดจะมีอายุ 75 ปีขึ้นไป ทำให้โครงการปี 2026 นี้ มุ่งเน้นไปที่ความยั่งยืน โดยรัฐบาลญี่ปุ่นใช้เทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์เข้ามาช่วยในสถานดูแลผู้สูงอายุ เพื่อลดภาระของผู้ดูแล และติดตั้งระบบเซนเซอร์ในบ้านเพื่อตรวจจับการล้มหรือความผิดปกติของหัวใจ ขณะเดียวกัน ยังอกกฎหมายที่บังคับใช้เต็มรูปแบบในปีนี้ สนับสนุนให้บริษัทต่างๆ จ้างงานพนักงานไปจนถึงอายุ 70 ปี โดยรัฐบาลให้เงินอุดหนุนการปรับสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสมกับสรีระผู้สูงวัย นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงระบบประกันดูแลระยะยาวครั้งใหญ่ เพื่อเน้นไปที่การฟื้นฟูสมรรถภาพ มากกว่าแค่การเฝ้าไข้ เพื่อให้ผู้สูงอายุกลับมาดูแลตัวเองได้

ขณะที่เกาหลีใต้ กำลังเผชิญกับอัตราการเกิดที่ต่ำที่สุดในโลก ทำให้ครอบครัวต้องรับภาระหนัก รัฐบาลจึงเปิดตัวแผนปฏิบัติการใหม่ตั้งแต่ปี 2025 ที่ผ่านมา โดยเทศบาลกรุงโซลและเมืองใหญ่ๆ เริ่มแจกจ่ายหุ่นยนต์ AI ที่ทำหน้าที่เป็นเพื่อนคุยและแจ้งเตือนการกินยาให้กับผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง มีการปฏิรูปสวัสดิการที่เปลี่ยนจากการส่งตัวไปโรงพยาบาล เป็นการส่งหมอไปหาที่บ้าน เพื่อให้ผู้สูงอายุได้อยู่กับครอบครัวนานที่สุด โดยรัฐบาลช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้ดูแลชั่วคราวเพื่อลดความเครียดของลูกหลาน ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังร่วมมือกับเอกชนสร้างที่พักอาศัยระดับพรีเมียมและระดับกลางที่มาพร้อมบริการตรวจสุขภาพประจำวัน ซึ่งได้เปิดตัวโครงการใหม่จำนวนมากตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

Sandwich Generation พร้อมดูแลไม่ทอดทิ้ง

ในส่วนของกลุ่มที่เรียกว่า Sandwich Generation หรือคนวัยทำงานที่ต้องแบกภาระดูแลทั้งลูกหลานและพ่อแม่ไปพร้อมกัน รัฐบาลหลายประเทศในอเชียก็เห็นถึงความสำคัญและพร้อมให้ความช่วยเหลือ เน้นไปที่การให้เงินอุดหนุนโดยตรงและการบังคับใช้กฎหมายเพื่อความยืดหยุ่นในการทำงาน

อย่างเช่นที่สิงคโปร์ ใช้แนวทางสนับสนุนด้านการเงินควบคู่ไปกับการปรับวัฒนธรรมองค์กร โดยตั้งแต่เดือนเมษายนนี้เป็นต้นไป รัฐบาลเพิ่มเงินอุดหนุนรายเดือนสูงสุดเป็น 600 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 16,000 บาท) จากเดิม 400 ดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการจ้างคนดูแลหรือค่าอุปกรณ์การแพทย์ที่บ้าน มีการผลักดันกฎหมาย Flexible Work Arrangement (FWA) Guidelines ที่เริ่มใช้ในช่วงปลายปี 2024 ส่งผลเต็มรูปแบบในปี 2025 ที่ผ่านมา ช่วยให้พนักงานมีสิทธิ์ขอทำงานยืดหยุ่น หรือ Work from Home เพื่อดูแลผู้สูงอายุได้ และนายจ้างต้องพิจารณาคำขออย่างเป็นธรรม รวมถึงมีเงินอุดหนุนก้อนใหญ่สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปที่ยังทำงานอยู่แต่ต้องดูแลพ่อแม่ โดยให้โบนัสเงินออมในบัญชีเพื่อความมั่นคงหลังเกษียณของตัวผู้ดูแลเอง

ส่วนที่ญี่ปุ่น เพิ่งผ่านการแก้ไขกฎหมายสำคัญที่เริ่มบังคับใช้ในปีที่ผ่านมา ให้สิทธิพนักงานสามารถลาไปดูแลครอบครัวได้รวม 93 วันต่อคน กฎหมายใหม่ระบุให้นายจ้างต้องแจ้งสิทธิและให้คำปรึกษาแก่พนักงานทันทีที่ทราบว่าพนักงานมีภาระดูแลผู้สูงอายุ เพื่อป้องกันปัญหาการลาออกจากงานเพื่อมาดูแลพ่อแม่ ในช่วงที่ลาไปดูแล รัฐบาลสนับสนุนเงินชดเชยรายได้ 67% ของค่าจ้าง เพื่อให้คนทำงานไม่ต้องกังวลเรื่องการขาดรายได้ มีการแจกเงินอุดหนุนให้ครอบครัวซื้อหุ่นยนต์ดูแล หรือระบบเซนเซอร์แจ้งเตือนอุบัติเหตุ เพื่อลดภาระการเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมงของผู้ดูแล

ขณะที่รัฐบาลจีนมุ่งเน้นนโยบายแจกคูปองอิเล็กทรอนิกส์มูลค่าสูงสุด 800 หยวนต่อเดือน (ประมาณ 4,000 บาท) สำหรับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง เพื่อใช้จ่ายค่าบริการทำความสะอาด อาบน้ำ หรือการพยาบาลถึงบ้าน ในหลายมณฑล เช่น ซานตง และกวางตุ้ง บังคับใช้กฎหมายให้ลูกคนเดียวลาไปดูแลพ่อแม่ที่ป่วยหนักได้ 10-20 วันต่อปี โดยยังได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน ส่วนคนที่มีพี่น้องจะได้ลดหลั่นลงมา 7-10 วัน พร้อมขยายการทดลองใช้ประกันการดูแลระยะยาวไปเกือบทั่วประเทศในปี 2026 ซึ่งจะช่วยครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านการพยาบาลได้ถึง 70%

ในส่วนของประเทศไทย ในช่วงต้นปี 2026 ไทยได้กลายเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอดอย่างเป็นทางการ โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% รัฐบาลพยายามผลักดันระบบบำนาญประชาชน เป็นเงินช่วยเหลือ 3,000 บาท รวมถึงการใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานใหม่ เช่น การเพิ่มวันลาคลอดเป็น 120 วัน และสิทธิการลาเพื่อดูแลบุตรสำหรับพ่อ เพื่อลดแรงกดดันในครอบครัว นอกจากนี้ ยังมีการผลักดัน Silver Economy เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากการดูแลผู้สูงอายุและกระตุ้นการจ้างงานผู้สูงวัยที่ยังมีศักยภาพ

ทั้งนี้ คนกลุ่ม Sandwich Generation ถูกมองว่าเป็น ‘เดอะ แบก’ ที่ต้องรับภาระการดูแลคนในครอบครัวทุกรุ่น ภาระหนักทางการเงิน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการดูแลบุตรและค่ารักษาพยาบาลพ่อแม่ที่สูงขึ้น ทำให้คนวัยทำงานต้องเสียสละเงินออมเพื่อการเกษียณของตนเอง ความเครียดเหล่านี้นำไปสู่ภาวะ Burnout ที่ทำให้บริษัทประกันและเอกชนเริ่มออกแคมเปญสนับสนุนสุขภาพจิตและเวลาส่วนตัวสำหรับคนกลุ่มนี้มากขึ้น

ท้ายที่สุด นโยบายสวัสดิการในโลกปี 2026 กำลังบอกเราว่า การดูแลผู้สูงอายุและครอบครัว คือการดูแลอนาคตของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุนจากสิงคโปร์ วันลาจากญี่ปุ่น หรือเทคโนโลยี AI จากเกาหลีและจีน ทั้งหมดนี้ คือจิ๊กซอว์สำคัญที่จะช่วยให้คำนิยามของครอบครัวในเอเชียยังคงความอบอุ่นไว้ได้ ท่ามกลางพายุแห่งการเปลี่ยนแปลงของประชากรโลก

โดย ดาโน โทนาลี

แหวกฟ้าหาฝัน : Dutch Artist in National Museum Stockholm 2

แหวกฟ้าหาฝัน : Dutch Artist in National Museum Stockholm 2

แหวกฟ้าหาฝัน : Dutch Artist in National Museum Stockholm 2

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นอกจากใน National Museum Stockholm จะมีผลงานของ Lambert Jacobsz, Hendrick Terbrugghen และ Gerard de Lairesse ซึ่งเป็นศิลปินชาวดัชท์แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานของศิลปินชาวดัชท์อีกหลายชิ้น อาทิ Dido’s Sacrifice to Juno ของ Pieter Lastman เขาเกิดที่อัมสเตอร์ดัม และฝึกงานกับ Gerrit Pietersz Sweelinck ก่อนเดินทางไปอิตาลีและอาศัยอยู่ 3 ปี ระหว่างนั้นเขาได้รับอิทธิพลจากผลงานแนวโรมันและผลงานของ Caravaggio เป็นอย่างมาก หลังจากนั้นเขากลับมาอยู่อัมสเตอร์ดัมกับครอบครัว เขาได้พัฒนาเทคนิคของตัวเองและได้รังสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรเป็นอันมากโดยใช้สีที่สดใสตามเทคนิคของ Caravaggio จนกลายเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของประเทศ และได้รับลูกศิษย์คนสำคัญคือ Rembrandt นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงาน Dido’s Sacrifice to Juno ของเขาเสมือนหนึ่งฉากในโรงละครที่มีความซับซ้อนน่าตื่นตาตื่นใจจนกลายเป็นต้นแบบให้กับงานของ Rembrandt ในเวลาต่อมา

Peasant Family at an Inn โดย Adriaen van Ostade เขาเกิดที่ Haarlem ในวันที่ 10 ธันวาคม 1610 โดยเป็นบุตรคนโตของ Jan Hendricx Ostade เขาเข้าเรียนศิลปะกับ Frans Hals ในปี 1627 เขาย้ายไปอยู่ Utrecht ในปี 1632 ก่อนย้ายกลับมา Haarlem และร่วมกับกลุ่มช่าง Haarlem Guild of St. Luke ก่อนแต่งงานเมื่ออายุได้ 28 ปี แต่ภรรยาของเขาเสียชีวิตในอีก 2 ปีต่อมา เขาแต่งงานอีกครั้ง แต่ก็กลายเป็นหม้ายอีกในเวลาไม่นาน เขาเลยเลิกสนใจเรื่องผู้หญิงแล้วหันมาเปิดห้องเรียนและรับนักศึกษามาร่วมทำงานและส่งเสริมให้พวกเขากลายเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมาอีกหลายคน ปี 1662 เขาลงทะเบียนเป็นผู้ดูแลวัด St. Luke และได้กลายเป็นช่างที่ฮาเร็ม

เมื่อเนเธอร์แลนด์ถูกฝรั่งเศสบุกในปี 1672 เขาตัดสินใจเก็บข้าวของและตั้งใจจะย้ายไป Lubeck เยอรมัน แต่กลับไปได้แค่อัมสเตอร์ดัม และอาศัยอยู่ที่นั่น เขาเป็นคนที่ชื่นชอบรังสรรค์งานเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ชาวบ้าน ชาวนาที่ไม่ได้ดูหยาบกร้าน แต่เหมือนตัวละครที่อยู่ท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้า กำลังเล่นกีฬา ทำงาน ทะเลาะกัน หรืออยู่เงียบ ๆ ซึ่งทำให้ผู้ชมสัมผัสกับชีวิตในช่วงเวลานั้นได้อย่างแท้จริง ยิ่งกว่านั้น การที่เขาอาศัยอยู่ที่ Haarlem อันเป็นเมืองที่ถูกทำลายไปมากในช่วงสงคราม ทำให้ผลงานของเขา แม้จะได้รับอิทธิพลจาก Frans Hals ให้มีสีสันค่อนข้างสดใสแต่บรรยากาศในภาพก็ยังคงคล้ายกับเต็มไปด้วยเมฆหมอกอยู่ในที นักท่องเที่ยวจะสามารถสัมผัสอัจฉริยภาพของเขาได้อย่างเด่นชัดใน Peasant Family at an Inn สังเกตุจาก แสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาในกระท่อมอันทรุดโทรมช่วยขับเน้นให้วิถีชีวิตชาวนาที่แม้จะดูหยาบกระด้าง แต่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ศิลปินสามารถจับภาพการแก่งแย่ง การละเล่น การสั่งสอน และการทำงานหนัก มารวมไว้ในฉากเดียวกันได้อย่างมีชั้นเชิงและน่าประทับใจ

Queen Kristina of Sweden โดย David Beck เขาเกิดที่เมือง Delft และเริ่มเรียนเขียนภาพกับ Michiel Jansz van Mierevelt จิตรกรภาพเหมือนผู้มีชื่อเสียงชาวดัชท์ หลังย้ายไปอยู่ลอนดอนเขาก็เข้าเป็นศิษย์และทำงานร่วมกับห้องภาพ Anthony van Dyck ในปี 1640 แต่เขามีโอกาสได้เรียนกับ Van Dyck น้อยมากเนื่องจากอาจารย์ป่วยและเสียชีวิตในอีก 1 ปีต่อมา แม้เขาจะใช้เทคนิคการเขียนที่แตกต่างจากอาจารย์ แต่ก็เป็นที่ประทับใจของพระเจ้าชาร์ลส์ที่หนึ่ง พระองค์เลยบัญชาให้เขาสอนเขียนภาพให้กับพระโอรสซึ่งต่อมาคือพระเจ้าชาร์ลส์ที่สอง เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้นเขาก็ออกเดินทางไปทั่วยุโรปและได้รับบัญชาให้เขียนภาพเหมือนพระนางคริสติน่าแห่งสวีเดนในปี 1647 จนเป็นที่โปรดปรานของพระนางมากถึงกับส่งเขาไปเยือนราชสำนักทั่วยุโรปเพื่อสร้างสัมพันธภาพ เขาป่วยหนักที่เยอรมันจนถึงกับเตรียมหลุมฝังศพไว้แล้ว แต่เมื่อเขารอดชีวิตเขากลับไปหาพระนางคริสติน่าแห่งสวีเดนอีกครั้งขณะที่พระนางอาศัยอยู่ในโรม เขาขอพระนางไปเยี่ยมครอบครัวท่ามกลางความไม่ปลื้มของพระนาง เขาไปเสียชีวิตที่กรุงเฮกจากการสงสัยว่าถูกวางยา  ภาพ Queen Kristina of Sweden ชิ้นนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นหลังพระนางได้ดำรงตำแหน่งเป็นราชินีแล้วในเครื่องทรงที่ทำด้วยไหมและเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ไม่ว่าจะเป็นลูกโลกที่หมายถึงพื้นดิน ความสะพัดของขนนกคืออากาศ และน้ำพุทางด้านซ้ายซึ่งหมายถึงน้ำ อันเป็นการแสดงถึงการควบรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ภาพนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงถึงอำนาจของราชวงศ์ท่ามกลางภัยคุกคามจากหลายประเทศ

Photo of the week : คริสตศาสนิกชนฉลองเทศกาลอีสเตอร์

Photo of the week : คริสตศาสนิกชนฉลองเทศกาลอีสเตอร์

Photo of the week : คริสตศาสนิกชนฉลองเทศกาลอีสเตอร์

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประมวลภาพถ่ายคริสต์ศาสนิกชนทั่วโลกร่วมเฉลิมฉลองวันอีสเตอร์ ซึ่งเป็นวันที่สำคัญที่สุดในปฏิทินของคริสเตียนเพื่อระลึกถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ แม้ว่าความเชื่อพื้นฐานจะเหมือนกัน แต่ประเพณีการเฉลิมฉลองในแต่ละภูมิภาคกลับมีความหลากหลายและเป็นเอกลักษณ์ตามวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งในนครรัฐวาติกัน ยุโรป สหรัฐอเมริกา รวมถึงในเอเชียและออสเตรเลีย โดยคริสตจักรโรมันคาทอลิกและโปรแตสแตนท์ ฉลองในวันที่ 5 เมษายน 2026 ตามปฏิทินเกรกอเรียน ส่วนคริสตจักรตะวันออก หรือออร์โธดอกซ์ ฉลองในวันที่ 12 เมษายน 2026 เนื่องจากใช้ปฏิทินจูเลียนในการคำนวณ