เรื่องนี้มีประวัติ : กระจกสีในโบสถ์คริสต์ในเมืองไทย

เรื่องนี้มีประวัติ : กระจกสีในโบสถ์คริสต์ในเมืองไทย

เรื่องนี้มีประวัติ : กระจกสีในโบสถ์คริสต์ในเมืองไทย

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.00 น.

งานศิลป์ชนิดหนึ่งในศาสนาคริสต์ โดยเฉพาะในโบสถ์ วิหาร และอาสนวิหาร ซึ่งได้รับการยอมรับโดยทั่วกันว่างดงามสุดวิจิตรคือกระจกสี (stained glass) งานศิลปกรรมที่งดงามแต่บางครั้งก็ยากต่อการเข้าใจของคนทั่วไป เพราะว่าได้แฝงเร้นสัญลักษณ์ทางประติมานวิทยา (iconography) ในหลายต่อหลายครั้ง เราได้เห็นภาพพระคริสต์ แม่พระ นักบุญ และลายพรรณพฤกษา และรูปทรงเลขาคณิตปรากฏอยู่บนกระจกสีบานไม่ใหญ่มากนัก โดยอาจไม่เข้าใจว่าเรื่องราวทั้งหมดที่ปรากฏเป็นภาพคืออะไร แต่หากต้องการเข้าใจเรื่องราวโดยละเอียดต้องอาศัยความรู้และความเข้าใจในประวัติของพระคริสต์ให้ลึกซึ้ง โดยการศึกษาพระคัมภีร์ของคาทอลิก ทั้งจากพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่

อย่างไรก็ตาม บทความในวันนี้ต้องการเน้นเฉพาะเรื่องราวความงดงามของงานศิลป์บนกระจกสีในโบสถ์คริสตในประเทศไทยเป็นสำคัญ ด้วยความที่คนทั่วไปมักจะสะดุดตาเมื่อได้เห็นสีสันสดใสจนอาจเรียกได้ว่าฉูดฉาดของกระจกสีตามช่องหน้าต่างและหน้าบันของโบสถ์ แล้วจะยิ่งพบว่ามีความงดงามมากจนเกินพรรณาเมื่อมีแสงแดดส่องเข้ามาต้องกระจกสี โดยความวิจิตรทั้งหมดทั้งมวลนั้นล้วนเกิดมาจากความศรัทธาและความเคารพต่อพระผู้เป็นเจ้า

ตามประวัติระบุว่ากระจกสีมีมาแล้วประมาณสามพันปี โดยย้อนไปในยุคโรมัน ที่ตกแต่งพื้นและผนังอาคารด้วยกระเบื้องโมเสกเป็นลวดลายต่าง ๆ ซึ่งจะพบหลักฐานในบ้านเรือนของชนชั้นสูงเท่านั้น แต่หากจะกล่าวถึงกระจกสีในศาสนาคริสต์ ก็จะพบว่าโบสถ์คริสต์ในยุคกลางช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 4-10 จะมีการประดับผนังโบสถ์ด้วยกระจกสีชิ้นเล็ก ๆ เสมือนโมเสก โดยทำเป็นเรื่องราวจากพระคัมภีร์ เช่นที่พบในมหาวิหารแห่งกรุงคอนสแตนติโนเปิล เป็นต้น

ต่อมาในสมัยยุคกลาง คือช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12-13 ศิลปะแบบกอธิค (Gothic) เฟื่องฟู ในยุคนี้มีเทคนิคใหม่ในการก่อสร้าง สามารถเจาะผนังอาคารทำหน้าต่างได้มากกว่าเดิม โบสถ์ในยุคนี้จึงมีหน้าต่างมากขึ้น เมื่อมีหน้าต่างมากขึ้นก็ทำให้สามารถประดับกระจกสีที่หน้าต่างได้มากกว่าเดิม จึงเกิดการแข่งขันการประดับกระจกสีกันอย่างแพร่หลาย เช่น โบสถ์แซงต์ ชาเปล (Sainte Chapelle) ในฝรั่งเศส เมื่อเทคนิคการก่อสร้างพัฒนามากขึ้น ทำให้สามารถเจาะหน้าต่างในโบสถ์และมหาวิหารขนาดใหญ่ได้ จึงนำเรื่องราวของพระคริสต์ศาสนา และพระคัมภีร์ไปร้อยเรียงเป็นเรื่องราวบนกระจกสีได้มากขึ้น ช่วยให้คนที่ไม่สามารถอ่านหนังสือออกหรือมีการศึกษาน้อยสามารถเข้าใจพระประวัติของพระคริสต์ได้ดีมากขึ้น ดังนั้นภาพบนกระจกสีจึงถูกขนานนามว่าพระคัมภีร์ของคนยากจน

ภาพประวัติของพระคริสต์ที่มักปรากฏบนกระจกสี มักมีดังต่อไปนี้ การแจ้งข่าวพระประสูติกาลแห่งพระเยซู พระคริสต์สมภพ การถวายพระเยซูเจ้าในพระวิหาร การนมัสการของบรรดาโหราจารย์ การเดินทางไปอียิปต์ แม่พระและนักบุญโยเซฟพบพระเยซูในพระวิหาร พระเยซูทรงรับพิธีล้าง พระเยซูทรงเลือกอัครสาวก พระเยซูเสด็จไปเทศนา พระเยซูเข้ากรุงเยรูซาเล็ม อาหารค่ำมื้อสุดท้าย การตัดสินประหารพระเยซู การตรึงไม้กางเขน การฝังพระศพ การกลับคืนพระชนม์ชีพ การเสด็จสู่สรวงสวรรค์ เป็นต้น

ต่อไปจะกล่าวถึงกระจกสีในศาสนาคริสต์ในประเทศไทย ดังมีข้อความระบุชัดในประวัติศาสตร์ว่าศาสนาคริสต์เข้ามาในกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่สมัยพระมหาจักรพรรดิ โดยยุคแรก ๆ นั้นนำมาโดยบาทหลวงโดมินิกัน แล้วต่อมาก็มีบาทหลวงอีกหลายคณะเข้ามา เช่น ฟรังซิสกัน และเยซูอิต ดังนั้นจึงพบโบสถ์คริสต์หลายแห่งตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ที่ต้องกล่าวถึงอย่างมากคือในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นช่วงเวลาที่ชาวตะวันตกเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยชาวตะวันตกบางรายได้รับการแต่งตั้งเป็นเป็นข้าราชสำนักชั้นสูงด้วย ในช่วงเวลานั้นจึงเป็นยุคที่ศาสนาคริสต์เฟื่องฟูมากในราชอาณาจักรอยุธยา โดยมีหลักฐานชิ้นสำคัญคือโบสถ์นอตเตรอดามแห่งลอแรตต์ ในบ้านหลวงรับราชทูต หรือบ้านวิชาเยนทร์ ณ เมืองลพบุรี พบว่าที่ผนังด้านหน้าทางเข้ามีการเจาะผนังเป็นวงกลมเหนือประตู สันนิษฐานว่าช่องหน้าต่างวงกลมนี้น่าจะประดับด้วยกระจกสี ซึ่งเป็นไปตามสมัยนิยมของยุคนั้น

ครั้นเมื่อสิ้นยุคพระนารายณ์มหาราช แล้วยิ่งเมื่อถึงคราที่กรุงศรีอยุธยาแตกใน พ.ศ. 2310 ศาสนาคริสต์ในกรุงศรีอยุธยาก็ซบเซา ชาวคริสต์จำนวนหนึ่งอพยพไปอยู่ในเมืองบางกอก หรือกรุงเทพฯ โดยในเบื้องต้นก็สร้างโบสถ์ด้วยไม้ ต่อมาในช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นชาวคริสต์สร้างโบสถ์โดยเรียกว่าแบบวิลันดา ดังมีตัวอย่างให้เห็นได้ที่โบสถ์อัสสัมชัญ โบสถ์ซางตาครู้ส และโบสถ์วัดคอนเซ็ปชัญ โบสถ์วัดนักบุญฟรังซิส เซเวียร์ สามเสน รวมถึงโบสถ์คริสต์จันทบุรี ต่อมาคืออาสนวิหารแม่พระปฏิสนธินิรมล โดยพบว่าในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ชาวคริสต์ในกรุงเทพเริ่มสร้างโบสถ์มากขึ้นโดยมีรูปแบบตามศิลปะตะวันตก แทนโบสถ์แบบวิลันดาเมื่อครั้งแรกตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ และพบว่าโบสถ์คริสต์ในยุคนี้ประดับช่องหน้าต่างด้วยกระจกสีที่นำเข้าจากประเทศตะวันตก ครั้นต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีชาวคริสต์มากขึ้นในกรุงเทพ และเมืองใหญ่อีกหลายแห่ง จึงมีการก่อสร้างโบสถ์คริสต์มากขึ้น และในยุคนี้มีการจ้างสถาปนิกตะวันตกเข้ามาออกแบบ เช่น โยอากิม กรัซซี (Joachim Grassi) ผู้ออกแบบวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา วัดนักบุญเปโตร (หลังเดิม) ที่สามพราน นครปฐม และโบสถ์วัดกาลหว่าร์ กรุงเทพ เป็นต้น

และภาพที่นำมาเสนอในคอลัมน์วันนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานศิลป์กระจกสีในโบสถ์คริสต์ และอาสนวิหารในเมืองไทย 

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือคริสตศิลป์กระจกสี โบสถ์คริสต์ในไทย เขียนโดยปติสร เพ็ญสุต

เฉลิมชัย ยอดมาลัย

Leave a comment