CEA เปิดนิทรรศการ Creative Cultural District ปีที่ 2 สนับสนุน 7 พื้นที่ต้นแบบสร้างสรรค์ เชื่อมโยงทุนวัฒนธรรม อัตลักษณ์ และการออกแบบ สู่โอกาสทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต

13 กันยายน 2569 เวลา 10:34 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA จัดนิทรรศการ “ต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์ (Creative Cultural District)” ภายใต้แนวคิด “Connecting the Dots  Creative Districts Reimagined” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์ (Creative Cultural District: CCD) ปีที่ 2 เพื่อสนับสนุนและพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์ในประเทศไทย ผ่านการเชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ของพื้นที่กระบวนการออกแบบและความร่วมมือจากหลากหลายภาคส่วนสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม ผ่าน 7 พื้นที่ต้นแบบสร้างสรรค์ ได้แก่ เจียงฮายหลายรส (เชียงราย), Face of Chiang Dao (เชียงใหม่), ลานนาคกี้ (บึงกาฬ), พื้นที่แห่งเสียง (สุพรรณบุรี), KEDA SIGN (ปัตตานี), กั่วป่าโพ้ (พังงา) และ Y.L.A. (ยะลา) นิทรรศการจัดแสดงในระหว่างวันที่ 12 – 13 กันยายน 2569 ณ Discovery Plaza ชั้น G ศูนย์การค้า Siam Discovery

โครงการ Creative Cultural District (CCD) เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนและดำเนินงานโดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ โครงการมีเป้าหมายในการสำรวจ พัฒนา และยกระดับย่านสร้างสรรค์ ผ่านกระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา นักสร้างสรรค์ท้องถิ่น ผู้ประกอบการ และชุมชน เพื่อพัฒนาพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมให้สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

อาสา ผิวขำ ผู้อำนวยการสำนักอุตสาหกรรมสินค้าและบริการสร้างสรรค์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า  “โครงการ Creative Cultural District ช่วยเปิดโอกาสให้นักสร้างสรรค์เเละผู้ขับเคลื่อนในพื้นที่ นำเสนอบริบทและค้นหาทุนหรือสินทรัพย์ที่มีอยู่ในท้องถิ่น เพื่อนำมาพัฒนาเป็นพื้นที่ผสมผสานกับกิจกรรมที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานและความต้องการของชุมชน การนำทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของพื้นที่มาผสานเข้ากับความคิดสร้างสรรค์และกระบวนการออกแบบ จึงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นอย่างสร้างสรรค์” 

รศ. ดร.ชุมพร มูรพันธุ์ คณบดีคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า โครงการพัฒนาต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์ เปิดรับพื้นที่สร้างสรรค์จากทั่วประเทศ โดยมีพื้นที่สมัครเข้าร่วมโครงการมากกว่า 80 พื้นที่ ก่อนผ่านกระบวนการคัดเลือกโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อค้นหาพื้นที่ต้นแบบและเครือข่ายพื้นที่สร้างสรรค์ที่มีศักยภาพในการพัฒนาและต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมของพื้นที่สู่การสร้างคุณค่าและมูลค่าในระยะยาว

ภายในงานจัดแสดงนิทรรศการนำเสนอผลงานและกระบวนการทำงานของ 7 พื้นที่ต้นแบบสร้างสรรค์ พร้อมเวทีเสวนาพิเศษในหัวข้อ “ฟื้นชีวิต สร้างพลังให้เติบโต” โดยตัวแทนจาก 7 พื้นที่ต้นแบบ ได้แก่ เจียงฮายหลายรส, Face of Chiang Dao, ลานนาคกี้, พื้นที่แห่งเสียง, KEDA SIGN, กั่วป่าโพ้ และ Y.L.A. ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวคิดในการพัฒนาพื้นที่จากฐานวัฒนธรรม ชุมชน อัตลักษณ์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในบริบทของแต่ละภูมิภาค

เปิด 7 พื้นที่ต้นแบบสร้างสรรค์ สู่การเชื่อมโยงทุนท้องถิ่นกับโอกาสใหม่

  1. เจียงฮายหลายรส จังหวัดเชียงราย

ผ่านแนวคิดด้าน “อาหาร” และเรื่องราวของย่านศรีเกิดในการเชื่อมผู้คน วัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ถ่ายทอดอัตลักษณ์เชียงรายผ่านรสชาติ วัตถุดิบ ตำรับอาหาร และผู้ประกอบการท้องถิ่น พื้นที่ดังกล่าวเกิดการรวมตัวของผู้ประกอบการอาหารและนักสร้างสรรค์ในพื้นที่ ผ่านกิจกรรมที่ชวนผู้คนกลับมารู้จักย่านในมุมใหม่ และต่อยอด “รสชาติของเมือง” ให้กลายเป็นเรื่องราว ประสบการณ์ และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่

  1. Face of Chiang Dao จังหวัดเชียงใหม่

ผ่านแนวคิด “สายน้ำ ผู้คน ศิลปะ และวัฒนธรรม” เชื่อมโยงทุนท้องถิ่นเข้ากับบริบทของเชียงดาว ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ที่กระจายตัวในพื้นที่ พร้อมเปลี่ยนเมืองให้เป็นพื้นที่เรียนรู้และเวทีสำหรับนักสร้างสรรค์ท้องถิ่น เกิดเครือข่ายที่เชื่อมโยงศิลปิน ผู้ประกอบการ และชุมชนเข้าด้วยกัน พร้อมนำเสนอเรื่องราวของเชียงดาวในมุมใหม่ และเปิดโอกาสในการต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของพื้นที่

  1. ลานนาคกี้ จังหวัดบึงกาฬ

ผ่านแนวคิด “นาคสร้างชุมชน – ไม่ใช่แค่ค้นหา แต่คือการตามล่า” นำทุนทางวัฒนธรรม ความเชื่อ เรื่องราวนาค และวิถีชุมชน มาพัฒนาเป็นพื้นที่เรียนรู้ ศิลปะ และกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับคนทุกวัย เกิดพื้นที่กลางสำหรับการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชนทั้งเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ศิลปิน ผู้ประกอบการ และภาคีในพื้นที่เข้าด้วยกัน พร้อมต่อยอดทุนวัฒนธรรม “นาคกี้” ไปสู่กิจกรรมสร้างสรรค์ คราฟต์ อาหาร การแสดง และผลิตภัณฑ์

  1. พื้นที่แห่งเสียง จังหวัดสุพรรณบุรี

ผ่านแนวคิด “เมืองหนึ่งเมืองไม่ได้มีแค่ภาพให้มอง แต่มันมีเสียงให้ฟัง” ถ่ายทอดเรื่องราวของพื้นที่ผ่านเสียงของผู้คน ชุมชน และศิลปวัฒนธรรม เพื่อสร้างการรับรู้และมุมมองใหม่ต่อเมือง เกิดพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เสียงของชุมชนได้รับการนำเสนอและส่งต่อ เชื่อมโยงศิลปิน คนรุ่นใหม่ และคนในพื้นที่ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ และเปลี่ยน “เสียงท้องถิ่น” ให้เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดสู่ประสบการณ์และคุณค่าใหม่ของเมือง

  1. KEDA SIGN จังหวัดปัตตานี

ผ่านแนวคิด “กือดาไซน์” ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ของปัตตานีมาตีความผ่านการออกแบบ สร้างพื้นที่ที่เชื่อมงานออกแบบ ศิลปะ คราฟต์ ผู้คน และเรื่องราวของเมืองเข้าด้วยกัน ส่งผลให้เกิดการมองเห็นคุณค่าของทุนสร้างสรรค์ในพื้นที่มากขึ้น เชื่อมโยงนักออกแบบ ช่างฝีมือ ผู้ประกอบการ และชุมชน และเปิดโอกาสให้อัตลักษณ์ท้องถิ่นได้รับการพัฒนาเป็นผลงาน ผลิตภัณฑ์ และประสบการณ์ร่วมสมัย

  1. กั่วป่าโพ้ จังหวัดพังงา

ผ่านแนวคิด “เปิดพื้นที่ท้องถิ่น เชื่อมผู้คน ศิลปะ และเมือง” โดยใช้ย่านเมืองเก่าตะกั่วป่าเป็นพื้นที่เรียนรู้ผ่านวิถีชีวิต อาหาร แฟชั่น สถาปัตยกรรม และเรื่องราวของผู้คนท้องถิ่น เชื่อมโยงพื้นที่สำคัญและเรื่องราวของเมืองผ่านเส้นทางการเรียนรู้ กิจกรรมศิลปะ และการเปิดบ้านชุมชน ช่วยให้คนในพื้นที่กลับมาเห็นคุณค่าของบ้านเกิด พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้มาเยือนได้ค้นพบตะกั่วป่าในมิติที่มากกว่าการท่องเที่ยว

  1. Y.L.A. จังหวัดยะลา

ผ่านแนวคิด “ยล สร้าง สิน” ชวนมองยะลาผ่าน “สินทรัพย์สร้างสรรค์” ที่อยู่รอบตัว ทั้งผู้คน อาหาร วัฒนธรรม คราฟต์ และเรื่องราวของเมือง ด้วยการต่อยอดไปสู่งานด้านออกแบบและกิจกรรมสร้างประสบการณ์ร่วมสมัย เกิดพื้นที่กลางสำหรับการพบปะ ทดลอง เรียนรู้ และแลกเปลี่ยนของคนในเมือง พร้อมสร้างมุมมองใหม่ต่อยะลา

นิทรรศการ “ต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์ (Creative Cultural District)” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 13 กันยายน 2569 ณ Discovery Plaza ชั้น G ศูนย์การค้า Siam Discovery พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปจาก 7 พื้นที่ต้นแบบสร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้ประชาชน นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ และผู้สนใจได้เรียนรู้แนวทางการนำทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาพัฒนาต่อยอดผ่านกระบวนการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างคุณค่าและโอกาสใหม่ให้กับพื้นที่อย่างยั่งยืน

ไวตามิ้ลค์ ชวน ‘เจฟ ซาเตอร์’ ถ่ายทอดแนวคิด ‘ดูแลตัวเองง่ายๆ เริ่มจาก 0 ได้ทุกวัน’

13 กันยายน 2569 เวลา 10:00 น.

ไวตามิ้ลค์ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ภายใต้แนวทาการสื่อสาร “Vitamilk Double Zero 0011” (ไวตามิ้ลค์ ดับเบิ้ลซีโร่ 0011) สูตรไม่เติมน้ำตาลทราย นมถั่วเหลือง plant base 100%  ด้วยจุดเด่น 0% ไม่เติมน้ำตาลทราย 0% คอเลสตอรอล และมีโปรตีนเพิ่มขึ้นเป็น 11 กรัม อร่อย ดื่มง่าย ตอบโจทย์คนที่กังวลเรื่องน้ำตาลและคอเลสเตอรอล ให้การเริ่มต้นดูแลสุขภาพตัวเองเป็นเรื่องง่ายๆ พร้อมดึงพรีเซนเตอร์แบรนด์ “เจฟ ซาเตอร์” ถ่ายทอดแนวคิด Vitamilk START FROM 0011 “ดูแลตัวเองง่ายๆ เริ่มจาก 0 ได้ทุกวัน”

นายอนันต์ ธีรวิชญกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท กรีนสปอต จำกัด ผู้ผลิตน้ำนมถั่วเหลืองไวตามิ้ลค์ กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการลดน้ำตาลและการได้รับโปรตีนที่เพียงพอในแต่ละวัน ขณะเดียวกัน การเริ่มต้นดูแลสุขภาพยังเป็นเรื่องที่ท้าทาย เพราะต้องปรับทั้งพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกาย ไวตามิ้ลค์จึงมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพ รสชาติ ทำให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องง่าย ด้วยจุดเด่นของไวตามิ้ลค์ สูตรนี้คือ 0% ไม่เติมน้ำตาลทราย 0% คอเลสเตอรอล และโปรตีน 11 กรัม พร้อมรสชาติอร่อย ดื่มง่าย ไม่จืด ให้ผู้บริโภคดูแลตัวเองได้โดยไม่ต้องรู้สึกว่าต้องลดทอนความอร่อย

นอกจากนี้ ไวตามิ้ลค์ยังสนับสนุนให้คนไทยออกกำลังกายผ่านกิจกรรมเต้นแอโรบิค ซึ่งสนุก เข้าถึงง่าย และไม่ต้องใช้อุปกรณ์ เพื่อให้ทุกคนสนุกกับการดูแลสุขภาพได้ในทุกวัน

ดีต่อสุขภาพแบบดับเบิ้ล! กับ “Vitamilk Double Zero 0011” (ไวตามิ้ลค์ ดับเบิ้ลซีโร่ 0011) ด้วยนมถั่วเหลือง plant base 100% ปราศจากนมวัว สูตร ไม่เติมน้ำตาลทราย ไม่มีคอเลสเตอรอล รสชาติอร่อย ดื่มง่าย อุดมไปด้วยประโยชน์ครบในหนึ่งเดียว เพิ่มโปรตีนอีก 20% เป็น 11 กรัม ในขนาด 300 มล. (สูตรทั่วไปมีโปรตีน 9 กรัมในขนาด 300 มล.) พร้อมโอเมก้า 3,6,9 จากถั่วเหลืองธรรมชาติ มีกรดอะมิโนถึง 18 ชนิด โดยเป็นกรดอะมิโนจำเป็นถึง 9 ชนิดที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ สร้างเสริมร่างกายให้แข็งแรง พร้อมเต็มที่ มีทั้งชนิดขวดแก้ว ทูโก ขนาด 300 มล.  และ กล่องยูเอชที 200 มล. อร่อย สดชื่น ดื่มง่าย ใส่ใจสุขภาพได้เต็มที่แบบดับเบิ้ล

ด้านศิลปินสุดฮอต เจฟ ซาเตอร์ พรีเซนเตอร์แบรนด์ ไวตามิ้ลค์ ได้ร่วมถ่ายทอดแนวคิด Vitamilk START FROM 0011 “ดูแลตัวเองง่ายๆ เริ่มจาก 0 ได้ทุกวัน” ว่า การดูแลตัวเองไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่ แต่สามารถเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่ทำได้ทุกวัน อย่างการเลือกดื่มสิ่งที่มีประโยชน์ และการเติมโปรตีนให้ร่างกาย โดยเฉพาะคนที่มีตารางชีวิตและการทำงานแน่น ๆ การมีตัวช่วยที่สะดวกและดื่มง่ายจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้สามารถดูแลตัวเองได้ง่ายขึ้น

“สำหรับผม การดูแลตัวเองคือการใส่ใจตัวเองในทุกวัน ไม่จำเป็นต้องทำอะไรที่ยากหรือเปลี่ยนชีวิตตัวเอง แค่เลือกสิ่งที่ดีให้ตัวเองและทำได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งไวตามิ้ลค์สูตรใหม่ “Vitamilk Double Zero 0011” เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ เพราะ 0% ไม่เติมน้ำตาลทราย 0% คอเลสเตอรอล และมีโปรตีนเพิ่มขึ้นเป็น 11 กรัม ที่สำคัญคืออร่อยและดื่มง่าย ไม่จืด ผมอยากชวนทุกคนลองเริ่มต้นดูแลตัวเองจากสิ่งง่าย ๆ แล้วค่อย ๆ ทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เพื่อให้ร่างกายพร้อมไปต่อในทุกวันครับ”

นอกจากความสดใสจาก “เจฟ ซาเตอร์” ภายในงานยังชวนทุกคนมาขยับร่างกายแบบสนุก ๆ กับกิจกรรมเต้นแอโรบิค นำโดย “ครูหนึ่งจุง” ที่มาชวนออกสเต็ปแบบจัดเต็ม พร้อมเพิ่มความคึกคักเมื่อ “ฮาย – อาภาพร นครสวรรค์” มาร่วมเต้นแอโรบิค สร้างทั้งเสียงหัวเราะและความสนุกให้กับบรรยากาศภายในงาน เรียกได้ว่าเป็นการชวนทุกคนมา “ขยับให้สุด แล้วเติมความพร้อมให้ร่างกาย” ไปพร้อมกัน

ไขความลับสร้าง Healthspan ที่ดีและยั่งยืนผ่าน 3 ผู้เชี่ยวชาญระดับโลก

13 กันยายน 2569 เวลา 08:00 น.

การมีอายุยืน อาจไม่ใช่เป้าหมายเดียวของคนยุคใหม่อีกต่อไป เพราะคนทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับเรื่อง Healthspan หรือการมีช่วงชีวิตยืนยาวพร้อมสุขภาพที่ดี เทรนด์สุขภาพระดับโลกจึงเปลี่ยนผ่านจากการรักษาเมื่อเจ็บป่วย มาสู่แนวคิด Holistic Wellbeing หรือการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันแบบองค์รวม ซึ่งเริ่มต้นได้จากไลฟ์สไตล์ใกล้ตัว ทั้งการเลือกรับประทานอาหารที่เปี่ยมด้วยโภชนาการเข้มข้น และการทำความเข้าใจกับ Microbiome (จุลินทรีย์ในร่างกาย) เพื่อคืนสมดุล คุมระบบภูมิคุ้มกัน และฟื้นฟูร่างกายจากภายใน เพราะการมีคุณภาพชีวิตที่ดีแบบสตรองในทุกวัน คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่และยืนยาวที่สุด

ไขความลับ Nutrition & Microbiome กุญแจสู่ Healthspan Lifestyle ผ่านองค์ความรู้จาก 3 ผู้เชี่ยวชาญระดับโลก

นิยามของ Healthspan กับ Lifespan และ 4 เสาหลักสุขภาพ

ดร.จีจี้ กวอก-ฮินสลีย์

ดร.จีจี้ กวอก-ฮินสลีย์ (Dr. Gigi Kwok-Hinsley) นักวิทยาศาสตร์อาวุโส ด้านวิจัยโภชนาการและการตรวจสอบทางคลินิกจากแอมเวย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโภชนาการและไมโครไบโอม ผู้อยู่เบื้องหลังการวิจัยและร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบโจทย์การดูแลระบบไมโครไบโอมอย่างตรงจุด ได้อธิบายความแตกต่างระหว่าง Lifespan และ Healthspan พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีชีวิตที่ยืนยาวควบคู่ไปกับการมีสุขภาพที่ดีว่า “เมื่อพูดถึงการมีอายุยืนยาว เรามักนึกถึง Lifespan หรืออายุขัยว่าเราจะมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 80, 90 หรือ 100 ปี แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ Healthspan หรือช่วงเวลาที่เรามีสุขภาพดี เพราะการมีชีวิตยืนยาวจะมีความหมายมากขึ้น เมื่อเรายังคงสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพตามเป้าหมาย โดยไม่ถูกจำกัดด้วยความเจ็บป่วย ความไม่สบายกาย หรือโรคเรื้อรัง

การสร้าง Healthspan ที่ดีและยั่งยืนจึงควรมองมิติสุขภาพอย่างรอบด้าน ประกอบด้วย 4 แกนหลัก ตั้งแต่ ‘Cellular Health’ หรือการดูแลสุขภาพในระดับเซลล์ ซึ่งเป็นพื้นฐานการทำงานของร่างกาย อวัยวะ และกล้ามเนื้อต่าง ๆ ซึ่งการดูแลสุขภาพของเซลล์ต้องอาศัยทั้งการปรับไลฟ์สไตล์และสารอาหารที่เหมาะสม และยังเกี่ยวข้องกับ ไฟโตนิวเทรียนท์ สารพฤกษเคมีหรือสารอาหารจากพืชหลากหลายสีที่ช่วยดูแลและปกป้องเซลล์ ทำหน้าที่ปกป้องร่างกายและผิวหนังจากสิ่งแวดล้อม และเชื่อมโยงกับการทำงานของจุลินทรีย์ในร่างกาย รวมถึง ‘Microbiome’ ระบบนิเวศจุลินทรีย์นับล้านตัวที่อาศัยอยู่ในร่างกาย เช่น ลำไส้ ช่องปาก และผิวหนัง ซึ่งจุลินทรีย์ในแต่ละบริเวณมีความแตกต่างและมีบทบาทต่อสุขภาพในหลากหลายด้าน ตั้งแต่สมอง ผิวหนัง การอักเสบ ไปจนถึงภูมิคุ้มกัน และ ‘Exposome’ ซึ่งเป็นปัจจัยแวดล้อมรอบตัวทั้งอากาศ น้ำ แสงแดด และมลภาวะที่ร่างกายต้องเผชิญในแต่ละวัน ซึ่งเราสามารถดูแลตัวเองได้ด้วยการลดโอกาสในการเผชิญสิ่งที่ส่งผลเสีย และเพิ่มความสามารถของร่างกายในการรับมือกับสิ่งเหล่านั้น เพราะสุขภาพที่ดีในระยะยาวไม่ได้เกิดจากการดูแลเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่เป็นผลลัพธ์ของการดูแลร่างกายอย่างสมดุลและต่อเนื่องในทุกมิติ”

เจาะลึก Phytonutrients และการทำงานร่วมกันของ Phytonutrients & Microbiome

ดร.แกรี วิลเลียมสัน

ดร.แกรี วิลเลียมสัน (Dr. Gary Williamson) คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์แอมเวย์ (Amway Scientific Advisory Board – SAB) และศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Queen’s University Belfast สหราชอาณาจักร ได้แบ่งปันแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ด้าน     ไฟโตนิวเทรียนท์และไมโครไบโอม สู่จุดเริ่มต้นของการมี Healthspan อย่างน่าสนใจว่า “ในปัจจุบัน วิทยาศาสตร์ด้านโภชนาการไม่ได้มองผักและผลไม้เพียงในแง่ของอาหารที่ควรรับประทานหรือแหล่งรวมสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับเรื่อง ‘ไฟโตนิวเทรียนท์’ หรือสารอาหารจากพืชที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลสมดุลภายในเซลล์ โดยเฉพาะการช่วยให้เซลล์รับมือกับอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในร่างกาย โดยเฉพาะหลังมื้ออาหารที่มีไขมันหรือคาร์โบไฮเดรตสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเซลล์และการทำงานของร่างกายในระยะยาว

การได้รับไฟโตนิวเทรียนท์ควบคู่กับมื้ออาหาร จึงมีส่วนช่วยสนับสนุนกลไกการปกป้องเซลล์ และยังมีความสัมพันธ์กับ ‘ไมโครไบโอม’ หรือจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในร่างกาย โดยเฉพาะในลำไส้ ซึ่งทั้งสองส่วนนี้ทำงานเชื่อมโยงและส่งเสริมกัน โดยไฟโตนิวเทรียนท์เป็นแหล่งพลังงานที่จุลินทรีย์ในลำไส้สามารถนำไปใช้ได้ ขณะที่ไมโครไบโอมก็มีส่วนช่วยเปลี่ยนแปลงและทำให้ไฟโตนิวเทรียนท์บางชนิดอยู่ในรูปที่ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้ดียิ่งขึ้น ความสัมพันธ์ที่ทำงานร่วมกันนี้สะท้อนให้เห็นว่าการดูแลโภชนาการ สุขภาพระดับเซลล์ และไมโครไบโอมอย่างสมดุล คือรากฐานสำคัญของการสร้าง Healthspan ที่ดี เพื่อให้เรามีสุขภาพดีและใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ในทุกช่วงวัย”

Microbiome กุญแจสำคัญของสุขภาพยุคใหม่ เจาะลึกความสำคัญของกรดไขมันสายสั้น (SCFA) ต่อสุขภาพลำไส้และภูมิคุ้มกัน

ดร.โยแซป จี

ดร.โยแซป จี (Dr. Yosep Ji) คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์แอมเวย์ (Amway Scientific Advisory Board – SAB) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท HEM Pharma Inc. ผู้ทุ่มเทและเจาะลึกงานวิจัยด้านไมโครไบโอม  (Microbiome) เพื่อการดูแลสุขภาพแห่งอนาคต ได้อธิบายเกี่ยวกับระบบนิเวศจุลินทรีย์ในลำไส้และกรดไขมันสายสั้น (SCFA) ที่ส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม โดยชี้ให้เห็นว่า “หากลองมองร่างกายของเราเป็นเหมือนบริษัทขนาดใหญ่ ไมโครไบโอมในลำไส้ก็เปรียบเสมือนทีมงานจำนวนมหาศาลที่ทำงานร่วมกัน โดยแต่ละกลุ่มมีความเชี่ยวชาญและบทบาทที่ต่างกัน ความหลากหลายและการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนของจุลินทรีย์เหล่านี้มีความสำคัญ เพราะเป็นระบบที่มีส่วนช่วยในการย่อยและเปลี่ยนสารอาหารบางชนิดให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ รวมถึงช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ดีจากอาหารที่เรารับประทาน ดังนั้น การได้รับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและมีความหลากหลาย จึงเป็นสิ่งสำคัญในการสนับสนุนจุลินทรีย์ในลำไส้ให้สามารถทำงานได้อย่างสมดุล เพราะพวกมันสามารถเปลี่ยนสิ่งที่ร่างกายย่อยได้ยาก เช่น ไฟเบอร์และไฟโตนิวเทรียนท์ที่มีโครงสร้างซับซ้อน ให้กลายเป็นโมเลกุลขนาดเล็กที่ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ประโยชน์ได้

และหนึ่งในสารที่ไมโครไบโอมผลิตจากการหมักไฟเบอร์ ก็คือ กรดไขมันสายสั้น หรือ SCFA (Short-Chain Fatty Acids) ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญให้กับเซลล์ผนังลำไส้ และมีส่วนช่วยดูแลความแข็งแรงของผนังลำไส้ โดยเซลล์ผนังลำไส้มีการสร้างและฟื้นฟูอยู่ทุก ๆ 3–5 วัน หากลำไส้ได้รับสารเหล่านี้ไม่เพียงพอ อาจส่งผลต่อความแข็งแรงของผนังลำไส้และเกราะป้องกันลำไส้ ทำให้สิ่งที่ไม่พึงประสงค์ผ่านเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น และอาจกระทบต่อสมดุลของร่างกายในหลายด้าน ทั้งระบบเผาผลาญ การควบคุมน้ำหนัก สมองและอารมณ์ รวมถึงการอักเสบและสุขภาพของลำไส้ ดังนั้น การดูแลไมโครไบโอมด้วยการได้รับไฟเบอร์และไฟโตนิวเทรียนท์อย่างเหมาะสม จึงเป็นส่วนสำคัญในการดูแลสมดุลของระบบลำไส้และวางรากฐานของ Healthspan ที่ดี เพราะสุขภาพที่แข็งแรงเริ่มต้นจากสมดุลภายในร่างกาย”

อย่างไรก็ตาม การสร้าง Healthspan ที่ดีไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่สามารถเกิดขึ้นได้จากการปรับพฤติกรรมเล็กๆ ที่ทำได้จริงและสม่ำเสมอในชีวิตประจำวัน เช่น เข้านอนให้เร็วขึ้นเพียง 10–15 นาที ดื่มน้ำเพิ่มขึ้นวันละ 1 แก้ว ขยับร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ลดความเครียด และการได้รับโภชนาการที่เหมาะสมอย่างการเพิ่มผักและผลไม้หลากสีในแต่ละมื้อ ควบคู่กับการลดอาหารแปรรูปสูง และหันมาเลือกอาหารจากธรรมชาติที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยลง รวมถึงเพิ่มอาหารหมักตามธรรมชาติและโปรตีนจากพืชเพื่อสนับสนุนสมดุลของไมโครไบโอมในลำไส้ เมื่อพฤติกรรมเล็กๆ เหล่านี้ได้กลายกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ก็จะช่วยวางรากฐานของสุขภาพที่ดีจากภายในและนำไปสู่การมี Healthspan ที่ยืนยาวและมีคุณภาพมากขึ้น

แอมเวย์ประเทศไทย มุ่งส่งเสริมองค์ความรู้ด้านสุขภาพ ควบคู่กับการนำเสนอนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ เพื่อสนับสนุนให้ผู้คนมีสุขภาพและสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน โดยถ่ายทอดแนวคิดสำคัญผ่านงาน Health & Wellbeing Summit ว่า “Healthspan ไม่ใช่เพียงเทรนด์สุขภาพ แต่คือการสร้างสุขภาพที่ดีในระยะยาว” ซึ่งเริ่มต้นจากการเข้าถึงองค์ความรู้ที่ถูกต้อง และนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน และร่วมสร้างสังคมสุขภาพดีอย่างยั่งยืนในอนาคต

สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและสาระดีๆ จาก แอมเวย์ประเทศไทย ผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อผลิตภัณฑ์แอมเวย์ ได้จากนักธุรกิจแอมเวย์ทั่วประเทศ หรือแอมเวย์ ช็อป ทุกสาขา และช่องทางออนไลน์ Official ของแอมเวย์ และติดตามข้อมูลข่าวสารและโปรโมชันต่างๆ ได้ที่   Website: www.amway.co.th เฟสบุ้ค: www.facebook.com/amwaythailand,  ไลน์ : @amwaythailand ติ๊กต็อก : @sarasookth และ Amway Contact Center: 0-2725-8000

ตะลอนเที่ยว : ธ ดุจแสงสว่างฟ้า สถิตทั่วไผทไทย

13 กันยายน 2569 เวลา 06:03 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือสถาบันการศึกษาที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสารินีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงรักมาก เนื่องจากเป็นสถาบันการศึกษาที่เสด็จไปทรงศึกษาในระดับปริญญาตรี ทรงสำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2544 ทรงสำเร็จการศึกษาด้วยคะแนนเกียรตินิยม อันดับ 

เมื่อพระองค์ทรงศึกษาในคณะนิติศาสตร์ ได้ทรงเป็นกันเองกับพระสหายในคณะและนอกคณะ รวมถึงประทับนั่งเรียนในห้องบรรยายเหมือนกับพระสหายทุกคน โดยไม่ต้องจัดพระเก้าอี้พิเศษถวาย ทรงร่วมกิจกรรมในมหาวิทยาลัยด้วยความไม่ถือพระองค์ และทรงเข้าร่วมเป็นสมาชิกของชมนุมดนตรีไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทรงโปรดการเล่นจะเข้มาก ทั้งนี้ สมาชิกชมนุมดนตรีไทยในยุคที่พระองค์ทรงร่วมบรรเลงด้วยนั้นต่างบอกตรงกันว่า ทรงพระเมตตาและทรงพระสรวลตลอดเวลาเมื่ออยู่ทรงอยู่ในชมนุมฯ และสิ่งที่ยังประทับในความทรงจำของสมาชิกชุมนุมดนตรีไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คือ วันอาทิตย์ 23 มกราคม 2543  ในวันนั้น พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา (พระราชอิสริยยศในขณะนั้น) ทรงเป็นที่ปรึกษาและสมาชิกกิตติมศักดิ์ของชุมนุมดนตรีไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทรงดนตรีร่วมกับนักศึกษาชุมนุมดนตรีไทย แล้วแสดงเผยแพร่แก่สาธารณชนเป็นครั้งแรกในงานธรรมศาสตร์สังคีตเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาราช นับเป็นเกียรติยศอย่างสูงแก่สมาชิกชุมนุมดนตรีไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทุกคนภาคภูมิใจมาก และถือเป็นสิริมงคลสูงสุดประการหนึ่งของชุมนุมดนตรีไทย

ข่าวการสิ้นพระชนม์ สมเด็จเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ยังความโศกเศร้าเสียใจให้กับประชาชนไทยและชาวธรรมศาสตร์อย่างยากจะบรรยายได้ แม้พระองค์จะทรงจากไปแล้ว แต่ความอาลัยรักในพระองค์ก็ยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจของคนไทยและชาวธรรมศาสตร์ตลอดไป 

ดังนั้น ในวันที่ กันยายน 2569 เวลา 13.30 น. ชาวธรรมศาสตร์ และประชาชนผู้ถวายความอาลัยรักแด่สมเด็จเจ้าฟ้าภาฯ จึงร่วมกันจัดมหกรรมดนตรีไทย เพื่อถวายความอาลัยแด่พระองค์ท่าน ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดย รศ. ดร. กิตติวัฒน์ จันทร์แจ่มใส รองอธิการบดี ฝ่ายบริหารศูนย์ลำปางและการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถวายความอาลัย จากนั้น  ดร. นฎาประไพ สุจริตกุล ประธานมูลนิธิสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ถวายพุ่มดอกไม้หน้าพระฉายาลักษณ์ นอกจากนั้นในงานยังมีผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เข้าร่วมด้วย คือ ผศ. ดร. อรพรรณ ยลระบิล รองอธิการบดี ฝ่ายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ และการสร้างคุณค่าทางวิสาหกิจ และยังมีแขกผู้มีเกียรติที่เข้าร่วมงานนี้อีกมากมาย อาทิ นางผาณิต พูนศิริวงศ์ กรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย นางถ่ายเถา สุจริตกุล นักประพันธ์ผู้ได้รับรางวัลนราธิป ประจำปี 2555 เป็นต้น

การแสดงมหกรรมดนตรีไทย เพื่อถวายความอาลัยแด่สมเด็จเจ้าฟ้าภาฯ ในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือร่วมใจอย่างดียิ่งจากนักดนตรีไทยจากทั่วทุกสารทิศของไทย โดยในการบรรเลงและขับร้องนั้นมีนักดนตรีรวมทั้งหมด 147 คน และที่สำคัญคือการบรรเลงเพลงพญาโศกด้วยจะเข้หมู่ 47 ตัว แล้วปิดท้ายด้วยเพลงมอญดูดาว ประกอบการรำชุดพลายชุมพล โดยนายประดิษฐ ประสาททอง ศิลปินแห่งชาติ ปี 2565 ซึ่งเป็นศิษย์เก่าคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  

ฟังมอญดูดาว คราวใด ก็ใจหาย

พลายชุมพล ทรงจากไป ไทยหม่นหมอง

เป็นภาพจำ พระองค์ภาฯ น้ำตานอง

เสียงเพลงก้อง สู่ฟ้า ถวายอาลัย

เอ๋ยข้าพระบาท ข้าพระบาท กราบทูลลา

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

สกู๊ปพิเศษ : พกฉ.เปิดพื้นที่เรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ชวนเปิดประสบการณ์ ‘Museum for All’

13 กันยายน 2569 เวลา 06:01 น.

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) หรือ พกฉ. ชวนประชาชน เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา ครอบครัว และหน่วยงานต่างๆ เปิดประสบการณ์เรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้แนวคิด “Museum for All” พิพิธภัณฑ์เพื่อทุกคน เข้าถึงองค์ความรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านนิทรรศการ และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย ในบรรยากาศและพื้นที่เรียนรู้ท่ามกลางธรรมชาติ และการเรียนรู้ทางออนไลน์ เพื่อหวังให้ผู้เข้าร่วมทุกคนสามารถเลือกเรียนรู้ได้ตามความสนใจ ทุกที่ ทุกเวลา และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง

พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการ พกฉ. กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ความสำคัญกับการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้สำหรับทุกคน  “Museum for All” พิพิธภัณฑ์เพื่อทุกคน ที่สามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม โดยมุ่งให้พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ เป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ไม่เพียงเป็นสถานที่ศึกษาเรียนรู้ แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับการท่องเที่ยว พักผ่อน และสร้างแรงบันดาลใจ ผ่านประสบการณ์จริงในบรรยากาศธรรมชาติ โดยเฉพาะการเรียนรู้จากการลงมือทำ ซึ่งช่วยให้เกิดความเข้าใจ เห็นคุณค่าของการพึ่งพาตนเอง และสามารถนำแนวทางตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้ให้เหมาะสม พร้อมยกระดับการเรียนรู้ผ่านระบบ E-learning เพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ด้านเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงได้ทุกที่ ทุกเวลา เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเรียนรู้ที่ช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้จากพิพิธภัณฑ์สู่ประชาชนในวงกว้าง เรียนรู้ได้หลายรูปแบบ เลือกให้เหมาะสมกับตัวเอง

“ปัจจุบัน พกฉ. พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ให้มีความหลากหลายและสอดคล้องกับความสนใจของประชาชนทุกช่วงวัย เน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงควบคู่กับการลงมือปฏิบัติ กลุ่มสถานศึกษาและหน่วยงาน เลือกกิจกรรมทัศนศึกษา 2–5 ชั่วโมง หรือค่ายการเรียนรู้ 2 วัน 1 คืน และ 3 วัน 2 คืน ผ่านฐานจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง และฐานฝึกปฏิบัติ รวม 10 หลักสูตร กลุ่มครอบครัวและประชาชนทั่วไป ร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวสุขสันต์ ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ในช่วงวันเสาร์–อาทิตย์ สัปดาห์ที่ 2-4 ของเดือน รูปแบบ One Day Trip ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ ส่วนกิจกรรมท่องเที่ยววิถีเกษตรไทย ชวนสัมผัสวิถีเกษตรและเรียนรู้การทำเกษตรตามแนวพระราชดำริ นั่งรถรางชมแปลงเกษตรพอเพียงและพื้นที่เรียนรู้บนพื้นที่ 374 ไร่” ผู้อำนวยการ พกฉ. กล่าวและว่า

สำหรับผู้ที่ต้องการต่อยอดความรู้และสร้างอาชีพ พบงานมหกรรม นิทรรศการหมุนเวียน และตลาดเศรษฐกิจพอเพียง พื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการเกษตร การอบรมวิชาของแผ่นดินและการอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและต่อยอดองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริง จากเครือข่าย พกฉ.เกษตรกรตัวจริง

ในเดือนกันยายนนี้ พกฉ. เตรียมจัดกิจกรรม “วันพิพิธภัณฑ์ไทย” เพื่อร่วมสร้างการรับรู้ถึงความสำคัญของวันพิพิธภัณฑ์ไทย และบทบาทของพิพิธภัณฑ์ในฐานะแหล่งรวบรวม อนุรักษ์ และเผยแพร่องค์ความรู้ ตลอดจนเป็นพื้นที่สร้างการเรียนรู้และแรงบันดาลใจให้แก่สังคม โดยจัดกิจกรรม Alive (ใน) Museum : อะไรในพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ และกิจกรรม (live) ออนไลน์ทาง Facebook พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ นำองค์ความรู้และเรื่องราวการเกษตรสนุกกับกิจกรรมตอบคำถามในรายการ “เรื่องเล่าชาวเกษตร” ลุ้นรับของรางวัลใหญ่ สร้างสีสันและการมีส่วนร่วมกับการเรียนรู้ผ่านช่องทางออนไลน์

นอกจากนี้ พกฉ. เปิดตัว 2 หลักสูตรออนไลน์ E-learning เรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียงได้ทุกที่ ทุกเวลา เพื่อเปิดพื้นที่เรียนรู้ดิจิทัลสำหรับนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน และประชาชนทั่วไป ลงทะเบียนเรียนฟรีและเรียนได้ตามเวลาที่สะดวก พร้อมนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตจริง เริ่มเรียนรู้และติดตามรายละเอียดได้ที่ http://www.wisdomking.or.th/elearning

“พกฉ. ยังคงเดินหน้าสืบสาน เผยแพร่ และต่อยอดศาสตร์พระราชาด้านการเกษตร พัฒนาพื้นที่ แหล่งเรียนรู้ และกิจกรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในพื้นที่จริงและโลกออนไลน์ เพื่อยกระดับพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงที่ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม เพื่อให้ทุกคนเข้าใจหลักคิดของการพึ่งพาตนเอง การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการดำเนินชีวิตอย่างสมดุลตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมทั้งนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมคุณภาพชีวิต และร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” พันจ่าเอก ประเสริฐ กล่าวทิ้งท้าย

พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ เปิดให้บริการเข้าชมวันอังคารถึงวันอาทิตย์ เวลา 09.00 – 16.00 น. เปิดบริการเข้าชมวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ สอบถามข้อมูลโทรศัพท์ 02-529-2212-13, 087-359-7171 ติดตามข่าสารทางwww.wisdomking.or.th หรือFacebook /Instagram/ Line ID @wisdomkingmuseum

WDC ส่งต่อโอกาสการเรียนรู้สู่เยาวชนพื้นที่ห่างไกล เดินหน้า ‘WE DO CARE’ ผ่านโครงการ ‘สานฝัน ปันสุข’ ปี 2

13 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

บมจ.เวสเทิร์น เดคอร์ คอร์ปอเรชั่น (WDC) เดินหน้าส่งเสริมพัฒนาสังคมผ่านโครงการ “สานฝัน ปันสุข” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้แนวคิด “WDC : WE DO CARE เพราะความรู้คือการดูแล” โดยลงพื้นที่จัดกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาสภาพแวดล้อมทางการศึกษาให้แก่โรงเรียนบ้านขอบด้งและโรงเรียนบ้านลาน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ สะท้อนความมุ่งมั่นขององค์กรในการสร้างโอกาสทางการศึกษาและเติบโตเคียงข้างสังคมอย่างยั่งยืน

นายบัณฑิต หิรัญญนิธิวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WDC กล่าวว่า การสร้างพื้นที่ที่ดีไม่ได้หมายถึงเพียงการพัฒนาพื้นที่สำหรับการอยู่อาศัย แต่ยังรวมถึงการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้และโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เติบโตอย่างมีคุณภาพ เราจึงมุ่งสนับสนุนการศึกษา ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กร โรงเรียน และชุมชนผ่านโครงการ ‘สานฝัน ปันสุข’ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้พนักงานของเราได้มีส่วนร่วมลงมือทำกิจกรรม ถ่ายทอดความรู้ และแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเด็กๆในพื้นที่ห่างไกล เราหวังว่าโครงการนี้จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนเล็กๆที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ส่งเสริมการเรียนรู้ และร่วมพัฒนาชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับปีนี้ WDC ได้ลงพื้นที่ร่วมพัฒนา โรงเรียนบ้านลาน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเด็กและเยาวชนในพื้นที่อำเภอฝาง และโรงเรียนบ้านขอบด้ง ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีพระราชดำรัสให้ดูแลเด็กในพื้นที่ห่างไกล สะท้อนถึงความสำคัญของการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนในชุมชนชายขอบ

ตลอดการดำเนินโครงการ WDC ได้สนับสนุนเสื้อผ้า ผ้าห่ม อุปกรณ์กีฬา ขนม นม และสิ่งของจำเป็นให้แก่นักเรียนกว่า 700 คน ควบคู่กับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ลงมือปฏิบัติจริง อาทิ การสอนภาษาอังกฤษ กิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ และส่งเสริมทักษะการคิดสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกัน และการเรียนรู้นอกห้องเรียน นอกจากนี้ พนักงานจิตอาสาของ WDC ยังร่วมปรับปรุงสภาพแวดล้อมของโรงเรียนด้วยการทาสีรั้ว พร้อมจัดกิจกรรมกีฬาสานสัมพันธ์ ทั้งฟุตบอลและวอลเลย์บอล เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ เสริมสร้างความสามัคคี และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียน คุณครู ชุมชน และพนักงานของบริษัท  

Around W. By หมูอ้วน : ‘พะงัน-พำนัก’ สัมผัสประสบการณ์การใช้ชีวิตช้าๆ ‘เติมไฟ-เยียวยา’ความเหนื่อยล้า

13 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

หลายคนกำลังเริ่มรู้สึกว่าการใช้ชีวิตไปวันๆในลูปเดิม ทำให้เริ่มมีอาการค่อยๆหมดไฟไปทีละน้อย แต่มีที่แห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยไฟและพลังงานแห่งความสุข ที่จะช่วยให้ได้หลุดออกจากลูปเดิม ช่วยเยียวยาความเหนื่อยล้าที่ผ่านมาให้กลับมาเต็มไปด้วยพลังอีกครั้ง ที่ซึ่งแสงจันทร์ส่องสว่างไปทั่วผืนน้ำและขุนเขา เป็นพลังแห่งจันทราที่ว่ากันว่าจะช่วยเยียวยาอาการหมดไฟได้จริงๆและที่แห่งนั้นคือเกาะพะงัน สวรรค์เล็กๆใจกลางอ่าวไทย

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเสด็จประพาสเกาะพะงันถึง 14 ครั้ง ทรงมาจอดเรือเพื่อแวะเติมน้ำจืด และลงพระปรมาภิไธยไว้ที่โขดหินของน้ำตกธารเสด็จ มีบันทึกไว้ตอนหนึ่งใน ‘พระราชหัตเลขาประพาสแหลมมลายู’ ว่า “ฉันชอบใจลำธารที่อ่าวเสด็จ จึงให้กลับมาทอดที่นั้นขึ้นไปอาบน้ำอีกวันหนึ่ง” ความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ท้องทะเล ป่าต้นน้ำ อาหาร ผู้คน และพลังแห่งคืนพระจันทร์เต็มดวง คือเสน่ห์ของเกาะพะงัน ที่ทำให้ใครต่อใครต่างต้องกลับมาอีกครั้ง และบางคนมาถึงแล้วก็ขออยู่ยาวกันไปเลย 

สมาคมโรงแรมและการท่องเที่ยวเกาะพะงัน ได้คิดโครงการฯขึ้นมา โดยจับมือสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เชิญคนเมือง 5 คน ต่างสาขาอาชีพมาพักที่เกาะพะงันถึง 6 คืน 7 วัน โดยผสมระหว่างการให้ใช้เวลาส่วนตัวกับการทำกิจกรรมเพื่อทำความรู้จักกับเกาะพะงันด้วยกัน เดือนสิงหาคมเริ่มเข้า Low Season ของการท่องเที่ยว พวกเขาทั้ง 5 ได้ก้าวออกจากอาการหมดไฟมาเป็นการสัมผัสไอแดดอุ่นๆ ท้องฟ้าใส ทะเลสวย  ฝนที่เพิ่งหยุดตกไปเมื่อเช้า เหมือนเกาะพะงันกำลังบอกว่า “ยินดีต้อนรับสู่เกาะพะงัน”

เกาะพะงันในวันนี้มีเสน่ห์ของความหลากหลายทางศิลปะวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวพอดิบพอดี เป็นวัฒนธรรมแบบร่วมสมัยที่มีบรรยากาศของคาเฟ่ริมทะเลสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ตั้งเรียงรายอยู่ท่ามกลางอาคารไม้สองชั้นที่เป็นสัญลักษณ์ของย่านการค้าเกาะพะงันมายาวนาน เกาะพะงันยังเป็นเกาะที่เอ็กซ์สตรีมแบบโรแมนติก โดยเฉพาะหาดริ้น ที่แม้ไม่ใช่ช่วงของฟูลมูนปาร์ตี้ แต่พลังของแสงจันทร์ยังสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวอยู่เสมอ ซึ่งจริงๆแล้ว รากเหง้าของฟูลมูนปาร์ตี้บนหาดริ้นก็มีที่มาจากปาร์ตี้เล็กๆในรีสอร์ตแห่งหนึ่งที่จัดขึ้นเพื่อเลี้ยงส่งเพื่อนชาวต่างชาติที่จะต้องกลับภูมิลำเนา ก่อนจะกลายมาเป็นปาร์ตี้อันโด่งดังระดับโลกเช่นวันนี้

ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ทั้ง 5 คน มี เยเมนส์ ผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์และผู้เขียนบท กับ แมว สถาปนิกและครูสาวที่รักในการสอนศิลปะ ที่ขี่มอเตอร์ไซค์ได้คล่อง และเป็น 2 คนที่เต็มไปด้วยพลังงานของการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นปาร์ตี้ เดินป่า และเที่ยวรอบเกาะอย่างอิสระ ส่วนอีก 3 คน คือ เกณฑ์ สาวแบงก์และครูสอนโยคะสายเวลเนส ก็เลือกกิจกรรมในจังหวะของตัวเอง ออกเดินไปทำความรู้จักกับสถานที่ใหม่ๆและได้พบกับปาฏิหาริย์แห่งผู้คน ได้ไปในที่ที่อยากไป โดยเจ้าบ้านคนเกาะพะงันใจดีที่นักท่องเที่ยวรุ่นเก่าต่างรู้ดีว่าคนที่นี่รับแขกกันแบบนี้มานานแล้ว ออมสาวนักกิจกรรมจากโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯ ก็ได้พบกับน้ำใจของหนุ่มน้อยชาวเกาะที่ชวนเที่ยวไปไกล ทำให้ได้เห็นมุมมองใหม่ๆของเกาะพะงัน และเจี๊ยบ นักเขียนบทความ บรรณาธิการฟรีแลนซ์ ที่หลงใหลในศิลปะวัฒนธรรมของเกาะพะงัน โดยเฉพาะบ้านไม้เก่า ก็ได้พบกับเพื่อนใหม่ที่ร้านขนมจีน ก๋วยเตี๋ยวโล่งโต้ง เมื่อเจ้าบ้านผู้เป็นเจ้าของรีสอร์ตพาไปชมบ้านไม้เก่าที่ยังสวยงามสมบูรณ์

หลังจากที่ปล่อยให้ทุกคนได้พักอยู่กับตัวเองในช่วงแรกของโครงการฯ วันที่เหลือคือการได้ทำกิจกรรมสนุกๆร่วมกัน ได้กินอาหารพื้นบ้านและอาหารทะเล โดยมีโปรแกรมดีๆที่สร้างความประทับใจให้กับทุกคน อย่างการบวชต้นไม้ที่น้ำตกธารเสด็จ ชมพับพลาที่ประทับของรัชกาลที่ 5 เดินเที่ยวน้ำตก โดยมีเจ้าหน้าที่ของอุทยานมาดูแลให้ความสะดวก ฟังเพลงกาพย์เห่เรือจากผู้ใหญ่ตัวแทนชุมชนโฉลกหลำ ชมเรือไม้เก่าลำใหญ่ที่ท่านเจ้าอาวาสวัดโฉลกหลำได้นำมาจากเกาะสมุย ลงเรือหางยาวไปดำน้ำที่หน้าอ่าวทองหลาง น้ำสีฟ้าใสและปลาเยอะจนคนที่ไม่ชอบดำน้ำยังอดไม่ได้ที่จะกระโดดลงไปแหวกว่าย รวมถึงการพาชม พาชิม ที่สวนผลไม้ออร์แกนิก ทำให้ทุกคนได้เห็นว่า เกาะพะงันมีความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินที่ปลูกอะไรก็งาม มีทุเรียนที่รสชาติอร่อยเป็นที่ยอมรับ แล้วยังมีคนเกาะพะงันที่รักและภาคภูมิใจในบ้านสวนของตัวเอง ปิดท้ายโครงการฯ กับการร่วมงาน ‘Feel All the Feelings @Phangan : ชาร์จพลังชีวิต’ ณ บริเวณลานเรือรบหลวง 713 อ่าวท้องศาลา เป็นงานยามเย็นริมทะเลที่สุดแสนจะโรแมนติก ผสมผสานระหว่างใหม่และเก่าได้อย่างน่ารัก งานนี้มีโอกาสได้ชมพิธีลอยเคราะห์แบบชาวเรือเกาะพะงันที่สมจริง และได้ร่วมวัฒนธรรมกินห่อ ถือว่าจบสวยประทับใจกันไปทุกคน

ถึงแม้ว่าโครงการฯจะจัดให้ถึง 7 วัน กับโปรแกรมที่เลือกสรรมาแล้ว แต่เกาะพะงันยังมีอะไรให้ค้นพบอีกมากมาย มีอีกหลายจุดชมวิว หลายน้ำตกที่ยังไม่ได้ไป อาหารขึ้นชื่ออีกหลายเมนูที่ยังไม่ได้ลองชิม และถ้าต้องเขียนแนะนำกันจริงๆคงต้องเขียนกันเป็นเล่ม เพราะฉะนั้นจึงอยากให้มาสัมผัสกันด้วยตัวเอง และต้องมาหลายวันเหมือนที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมากันเป็นเดือนก็ยังไม่พอ เกาะพะงันคือสวรรค์กลางอ่าวไทย ที่มีพลังแห่งจันทรา และปาฏิหาริย์ของผู้คน ที่จะช่วยเยียวยาความอ่อนล้าหมดแรงของคนเมืองได้อย่างน่าอัศจรรย์จริงๆ โครงการ ‘พะงันพำนัก | Low Season, High Energy’ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่มีผู้สนับสนุนเหล่านี้ ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), สมาคมโรงแรมและการท่องเที่ยวเกาะพะงัน, พะงัน เบย์ชอร์ รีสอร์ท, วันเดอร์แลนด์ ฮีลลิ่ง เซ็นเตอร์, อมากิ ฮิดเด้น วัลเลย์, ปานวิมาน รีสอร์ท พะงัน, วารีวาน่า รีสอร์ท เกาะพะงัน เดอะ เซ็นทารา คอลเลกชัน, บางกอก แอร์เวย์ส, ลมพระยา ไฮสปีด เฟอร์รี่ส์, และ Footage Found

ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเกาะพะงันได้ที่เพจสมาคมโรงแรมและการท่องเที่ยวเกาะพะงัน Koh Phangan Hotel &Tourism Association

‘WU CHUN I’ ใช้เครือข่ายไทย–ไต้หวัน สนับสนุนการประสานข้อมูลข้ามพรมแดน-คดีความข้ามแดน

12 กันยายน 2569 เวลา 22:08 น.

“WU CHUN I – 吳俊儀”ผู้เชี่ยวชาญพระเครื่องของไต้หวัน ใช้เครือข่ายไทย–ไต้หวัน พร้อมสนับสนุนการประสานข้อมูลข้ามพรมแดนหรือคดีความข้ามแดน

​นาย WU CHUN I (吳俊儀 / หวู่ จุ้นอี๋) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านพระเครื่องในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งทำงานส่งเสริมความสัมพันธ์และวัฒนธรรมไทย–ไต้หวันมาอย่างต่อเนื่อง ได้ใช้เครือข่ายและประสบการณ์ในประเทศไทย ช่วยประสานข้อมูลและเชื่อมโยงบุคคลที่เกี่ยวข้องในประเด็นข้ามพรมแดนระหว่างไทยและไต้หวัน

​จากการเดินทางไปกลับและมีเครือข่ายหลากหลายภาคส่วน ทั้งด้านวัฒนธรรมและภาคประชาชน ทำให้นาย WU CHUN I สามารถช่วยเหลือในด้านต่างๆหรือตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นและประสานส่งต่อไปยังช่องทางนั้นๆเพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เดินทางไปถึงที่ปรายทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างบุคคลและข้อมูลของทั้งสองฝั่ง

​อย่างไรก็ตาม นาย WU CHUN I ย้ำว่า ตนยังสามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อทางการหากมีปัญหากับบุคลใดเพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐโดยตรงได้ ซึ่งตนทำหน้าที่เพียงสนับสนุนข้อมูลและการประสานงานในขอบเขตที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น
จากประสบการณ์ที่มี สามารถช่วยให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไปถึงช่องทางที่ถูกต้องได้รวดเร็วขึ้น และมองว่านั่นเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อสังคม”

​ปัจจุบัน นาย WU CHUN I ยังคงทำงานเผยแพร่ความรู้ด้านพระเครื่องและวัฒนธรรมไทยผ่าน Dream Amulet (夢幻佛牌) ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับภาคประชาชน และในอนาคต นาย WU CHUN I ระบุว่าจะยังคงใช้ประสบการณ์และเครือข่ายที่มีอยู่ทั้งในประเทศไทยและไต้หวัน เพื่อสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประชาชนของทั้งสองฝ่ายต่อไป

นครปฐม จัด ‘Agri Connect Trade Fair 2026’ ชูศักยภาพสินค้าเกษตรปลอดภัย-นวัตกรรมแปรรูป กลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล

12 กันยายน 2569 เวลา 21:01 น.

สำนักงานพาณิชย์กลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล (นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ) เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เกษตรอัจฉริยะ จัดงาน “Agri Connect Trade Fair 2026 @ ภาคกลางปริมณฑล” มหกรรมแสดง จำหน่ายสินค้า และเจรจาธุรกิจสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป และอุตสาหกรรมเกษตรระดับภูมิภาค ชูไฮไลท์ทัพสินค้าคุณภาพกว่า 120 คูหา พร้อมเปิดเวทีเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ทั้งระบบ Offline และ Online หวังเชื่อมโยงขยายตลาด กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มมูลค่าการค้า 5 วัน กว่า 15 ล้านบาท

นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ประธานในพิธีเปิดงาน “Agri Connect Trade Fair 2026 @ ภาคกลางปริมณฑล” เปิดเผยว่ากลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล ซึ่งถือเป็นฐานการผลิต การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการกระจายสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปที่สำคัญของประเทศ เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาสินค้าและผู้ประกอบการด้านสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป เพื่อให้สามารถตอบโจทย์และแข่งขันได้ในตลาดที่กว้างขึ้น จึงกำหนดจัดงาน “Agri Connect Trade Fair 2026 @ ภาคกลางปริมณฑล” ขึ้นโดยดำเนินการภายใต้โครงการตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีของกลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีเป้าหมายหลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่มุ่งเน้นยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำด้านสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง

“งาน Agri Connect Trade Fair 2026 ไม่เพียงแต่จะเป็นพื้นที่ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการได้นำสินค้าเกษตรปลอดภัย สินค้าอัตลักษณ์ และสินค้านวัตกรรมแปรรูปมาจำหน่ายแก่ประชาชนโดยตรงกว่า 120 ร้านค้าเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือการนำนวัตกรรมการตลาดและเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ผ่านระบบการเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ทั้ง Offline และ Online ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้ซื้อ ผู้ส่งออก และคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยสร้างความมั่นคง ยั่งยืน ให้แก่เศรษฐกิจฐานรากอีกทางหนึ่งด้วย” ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าว

ด้าน นางสาวดวงพร วิสุทธิธรรม พาณิชย์จังหวัดนครปฐม ในฐานะตัวแทนกลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงรายละเอียดการจัดงานว่ากลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล 4 จังหวัด คือนครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ต่างมีความโดดเด่นทางด้านอุตสาหกรรมเกษตรและอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่หลากหลาย การรวมพลังจัดงานในครั้งนี้จึงเป็นการดึงจุดเด่นของแต่ละพื้นที่มาร่วมสร้างคุณค่าใหม่ และเพิ่มอำนาจการต่อรองในตลาด

“การจัดงานในครั้งนี้เรามุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรและผู้ประกอบการ Community Enterprise, SME, และ Smart Farmer ให้พร้อมก้าวสู่ยุคธุรกิจเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) ภายในงานนอกจากจะมีการแสดงและจำหน่ายสินค้าไฮไลท์ระดับพรีเมียมแล้ว ยังมีกิจกรรมส่งเสริมการขาย การจัดแสดงนิทรรศการนวัตกรรมเกษตร การเจรจาจับคู่ธุรกิจแบบไฮบริด (Offline/Online) ตลอดจนการแสดงศิลปวัฒนธรรมและมินิคอนเสิร์ตเพื่อสร้างความคึกคักตลอดการจัดงานทั้ง 5 วัน ซึ่งเราคาดว่าการจัดครั้งนี้จะสามารถสร้างมูลค่าการค้าขายตลอดทั้ง 5 วันได้รวมกว่า 15 ล้านบาทพาณิชย์จังหวัดนครปฐม กล่าว

งาน “Agri Connect Trade Fair 2026 @ ภาคกลางปริมณฑล” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-14 กันยายน 2569 ณ บริเวณสนามดนตรีฝั่งประตูโพธิ์ทอง องค์พระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม โดยผู้สนใจ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป สามารถเข้าร่วมชมงาน ช้อปสินค้าเกษตรคุณภาพดี และร่วมกิจกรรมเจรจาธุรกิจได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดการจัดงาน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ: สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครปฐม / ฝ่ายประชาสัมพันธ์โครงการ Agri Connect Trade Fair 2026 หรือ เว็บไซต์/Facebook Page: สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครปฐม

บ้านหมุน หูอื้อ ได้ยินลดลง ระวัง “โรคมีเนีย” แพทย์เตือน อาการเกิดซ้ำอย่ารอให้หายเอง อาจกระทบ “การได้ยิน” ในระยะยาว

12 กันยายน 2569 เวลา 14:51 น.

บ้านหมุนอาจหายได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าความผิดปกติในหูชั้นในจะจบลง โดยเฉพาะหากเกิดซ้ำร่วมกับ หูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือการได้ยินลดลง เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ “โรคมีเนีย” (Meniere’s Disease) ความผิดปกติของหูชั้นในที่ส่งผลทั้งต่อระบบการทรงตัวและการได้ยิน และในผู้ป่วยบางราย การดำเนินของโรคอาจทำให้การได้ยินค่อย ๆ เสื่อมลงจนเกิดการสูญเสียการได้ยินถาวรได้

นพ.พงศธร โตวิวัฒน์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านโสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า โรคมีเนียสัมพันธ์กับภาวะของเหลวในหูชั้นในผิดปกติ หรือ Endolymphatic Hydrops ซึ่งอาจส่งผลต่อแรงดันภายในหูชั้นใน และรบกวนการทำงานของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการรับเสียงและการทรงตัว ผู้ป่วยจึงอาจมีทั้งอาการบ้านหมุนและความผิดปกติของการได้ยินร่วมกัน โดยอาการมักเกิดเป็นช่วง ๆ และสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้

จุดที่ไม่ควรมองข้ามคือเรื่องการได้ยิน เพราะเมื่ออาการบ้านหมุนหาย ผู้ป่วยอาจคิดว่าหายแล้ว ทั้งที่ความผิดปกติของหูชั้นในอาจยังส่งผลต่อการได้ยินอยู่ หากมีหูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือรู้สึกว่าได้ยินลดลงร่วมกับบ้านหมุน โดยเฉพาะเมื่อเกิดซ้ำ ควรเข้ารับการตรวจเพื่อประเมินสาเหตุและการได้ยินตั้งแต่ระยะแรก

ลักษณะสำคัญของโรคมีเนียคือ อาการมักเกิด เป็น ๆ หาย ๆ หรือเป็นรอบ (Episodes) ผู้ป่วยบางรายอาจเริ่มจากรู้สึกแน่นหรือเต็มในหู มีเสียงหึ่งหรือเสียงรบกวนในหู ร่วมกับหูอื้อหรือรู้สึกว่าการได้ยินลดลง ก่อนเกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน บางรายอาจรู้สึกว่าสิ่งรอบตัวหมุนอย่างรุนแรงจนยืนหรือเดินลำบาก และอาจมีคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย โดยอาการบ้านหมุนแต่ละครั้งโดยทั่วไปอาจนานประมาณ 20 นาทีถึง 12 ชั่วโมง

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคมีเนียอย่างแน่ชัด แต่มีหลายสมมติฐานเกี่ยวกับปัจจัยที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน การควบคุมของเหลวภายในหูชั้นใน การติดเชื้อบางชนิด รวมถึงปัจจัยทางพันธุกรรมในผู้ป่วยบางกลุ่ม โรคสามารถเกิดได้ในหลายช่วงอายุ แต่มักพบในวัยผู้ใหญ่และวัยกลางคน และเกิดได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย

นพ.พงศธร ให้ข้อมูลต่อว่า  “บ้านหมุน” เป็นอาการ ไม่ใช่ชื่อโรค และไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีอาการบ้านหมุนทุกคนจะเป็นโรคมีเนีย เพราะยังมีโรคและความผิดปกติอีกหลายชนิดที่ทำให้เกิดอาการคล้ายกัน หนึ่งในภาวะที่พบบ่อยและมักถูกสับสนคือ โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด หรือ BPPV (Benign Paroxysmal Positional Vertigo) ซึ่งมักเกิดอาการบ้านหมุนเมื่อเปลี่ยนท่าศีรษะ เช่น พลิกตัวบนเตียง ลุกจากที่นอน ก้ม หรือเงยหน้า อาการมักเกิดช่วงสั้น ๆ และโดยทั่วไปไม่มีการสูญเสียการได้ยินร่วมด้วย

ขณะที่โรคมีเนีย อาการบ้านหมุนมักเกิดขึ้นเองเป็นช่วง ๆ และมีอาการทางหูร่วมด้วย เช่น หูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือการได้ยินลดลง ดังนั้น สิ่งที่ควรสังเกตเบื้องต้นคือ “หมุนตอนไหน–หมุนนานแค่ไหน–มีอาการทางหูร่วมด้วยหรือไม่” เพราะข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์ต่อการประเมินหาสาเหตุ แต่การวินิจฉัยที่แน่นอนควรทำโดยแพทย์ ไม่ควรวินิจฉัยโรคด้วยตนเองจากอาการเพียงอย่างเดียว

การวินิจฉัย แพทย์จะซักประวัติอย่างละเอียด ทั้งลักษณะ ระยะเวลาและความถี่ของอาการ รวมถึงอาการหูอื้อ เสียงรบกวนในหู ความรู้สึกแน่นหู และการเปลี่ยนแปลงของการได้ยิน ร่วมกับการตรวจร่างกายและประเมินระบบการทรงตัว โดยหนึ่งในการตรวจสำคัญคือ การตรวจวัดระดับการได้ยิน (Audiometry) เพื่อประเมินว่ามีการสูญเสียการได้ยินชนิดประสาทรับเสียงหรือไม่ และมีรูปแบบที่สอดคล้องกับโรคมีเนียหรือไม่ ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจพิจารณาตรวจระบบการทรงตัวหรือการตรวจอื่นเพิ่มเติม เพื่อแยกโรคหรือภาวะอื่นที่อาจทำให้เกิดอาการคล้ายกัน

นพ.พงศธร กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับการรักษา เป้าหมายสำคัญคือ ควบคุมอาการบ้านหมุน ลดความถี่และความรุนแรงของการกำเริบ ดูแลการได้ยิน และช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด ในช่วงที่มีอาการเฉียบพลัน แพทย์อาจใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรืออาเจียน ส่วนการรักษาระยะยาวจะพิจารณาตามอาการและความรุนแรงของผู้ป่วยแต่ละราย หากการรักษาเบื้องต้นยังไม่สามารถควบคุมอาการได้ อาจพิจารณาการให้ยาผ่านหูชั้นกลางหรือแนวทางการรักษาอื่นตามความเหมาะสม ขณะที่หัตถการหรือการผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกในผู้ป่วยบางราย โดยต้องพิจารณาประโยชน์ ความเสี่ยง และผลกระทบต่อการได้ยินเป็นสำคัญ

นอกจากการรักษาทางการแพทย์ การปรับพฤติกรรมยังเป็นส่วนหนึ่งของการดูแล โดยอาจพิจารณา ลดอาหารเค็มและควบคุมปริมาณโซเดียม ลดอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น อาหารแปรรูป อาหารหมักดอง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว และเครื่องปรุงรสที่มีโซเดียมสูง ควบคู่กับการพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการอดนอน ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม จัดการความเครียด และสังเกตปัจจัยที่อาจสัมพันธ์กับการกำเริบของอาการในแต่ละคน

สำหรับผู้ที่มีอาการ หูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือการได้ยินลดลง สามารถปรึกษาแพทย์ได้ที่ ศูนย์ หู คอ จมูก โรงพยาบาลพระรามเก้า หรือที่ LINE: @praram9hospital หรือ โทร. 1270