‘ไวรัสอีโบลา’ โรคติดเชื้ออันตรายที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง

'ไวรัสอีโบลา' โรคติดเชื้ออันตรายที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง

‘ไวรัสอีโบลา’ โรคติดเชื้ออันตรายที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.42 น.

จากการแพร่ระบาดของเชื้ออีโบลาที่ดิอาร์คองโก – ยูกันดา  การระบาดยังรุนแรงขึ้น โดยข้อมูลจากกรมควบคุมโรค เผยรายงานจากองค์การอนามัยโลก  สงสัยผู้ติดเชื้อ จำนวนมากกว่า 900 ราย และเสียชีวิตแล้ว 220 ราย โดยการระบาดครั้งนี้ เกิดจากสายพันธุ์ Bundibugyo (บุนดิบูโย) ณ วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 บอร์ดโรคติดต่อ ฯ แห่งประเทศไทย ได้ยกระดับสกัด “อีโบลา” จากผู้เดินทางจาก 2 ประเทศ “ดิอาร์คองโก-ยูกันดา” โดยเมื่อเข้าไทยจำเป็นต้องกักกันตัว 21 วัน

พญ. พวงรัตน์ ตั้งธิติกุล (ว.38200) แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลนวเวช ได้อธิบายหลักการแพร่เชื้อ อาการ การรักษา และการป้องกัน ใช้สำหรับดูแลตนเองและคนรอบข้างได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อไป

พญ. พวงรัตน์ ตั้งธิติกุล 

เชื้อไวรัสอีโบลา (Ebolavirus) ก่อให้เกิดโรคอีโบลา (Ebola disease) โลกรู้จักเชื้อนี้ครั้งแรก ในปี 1976  โดยพบไวรัสนี้ที่ริมแม่น้ำอีโบลา ในสาธารณรัฐคองโก และพบการระบาดเป็นครั้งคราวมาตลอด พบอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ย 50% แต่อัตราการเสียชีวิตอาจสูงถึง 90% ของผู้ติดเชื้อ จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) เชื้อไวรัสอีโบลา มี 6 สายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่พบการแพร่ระบาดรุนแรง มี 3 สายพันธุ์ คือ  1.Ebola virus (EBOV) ทำให้เกิดโรค Ebola virus disease (EVD) 2.Sudan virus (SUDV) ทำให้เกิดโรค Sudan virus disease (SVD) 3.Bundibugyo virus (BDBV) ทำให้เกิดโรค Bundibugyo virus disease (BVD) โดยเชื้ออีโบลา อาศัยอยู่ในค้างคาวผลไม้และแพร่สู่คนผ่านสัตว์ป่าที่ติดเชื้อ เช่น ลิง

การแพร่เชื้อจากคนสู่คน เกิดโดยการติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรง บริเวณผิวหนังที่มีแผล หรือเยื่อบุผิวหนัง โดยสัมผัสเลือดสารคัดหลั่ง หรือของเหลวจากร่างกาย เช่น น้ำลาย อาเจียน อุจจาระ ปัสสาวะ เหงื่อ น้ำอสุจิ ของผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิต การติดจากการสัมผัสสิ่งของ หรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อประเภทเลือด หรือของเหลวจากร่างกาย เช่น อาเจียน อุจจาระ ของผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิต

ระยะฟักตัวและการแพร่เชื้อ

ระยะฟักตัว 2-21 วัน  ผู้ป่วยจะเริ่มแพร่เชื้อได้ เมื่อเริ่มมีอาการ ผู้ป่วยที่เสียชีวิตแล้ว จะยังแพร่เชื้อได้ จากการสัมผัสศพโดยตรง

อาการของโรคอีโบลา

อาการเริ่มแรก จะมี ไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ต่อมาจะมีอาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง ผื่น ในรายที่รุนแรงอาจมีภาวะเลือดออกผิดปกติ ความดันโลหิตต่ำ สับสน พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง และพบอวัยวะล้มเหลวร่วม เช่น ตับ ไต เนื่องจากอาการแสดงของโรค มีความคล้ายคลึงกับกลุ่มอาการโรคติดเชื้ออื่น ๆ เช่น ไข้เลือดออก มาลาเรีย ไข้ไทฟอยด์   ดังนั้น การวินิจฉัยต้องอาศัยประวัติความเสี่ยง คือ เดินทางกลับมาจากประเทศที่มีการระบาดของเชื้อดังกล่าว อาการแสดงที่เข้าได้ร่วมกับการตรวจยืนยันโดยห้องปฏิบัติการ ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น ตรวจหาสารพันธุกรรม (PCR) ของไวรัส ตรวจทางภูมิคุ้มกัน การเพาะเชื้อไวรัส

การรักษาโรคอีโบลา

การรักษาเฉพาะ  โดยการให้ยาต้านไวรัส กลุ่ม monoclonal antibodies mAb114 (ansuvimabTM) or REGN-EB3 (InmazebTM) แนะนำให้เฉพาะการติดเชื้อจาก  Ebola virus disease เท่านั้น ส่วนการติดเชื้ออื่น ๆ ยังไม่มียาต้านไวรัสจำเพาะ

การรักษาแบบประคับประคอง เช่น การให้สารน้ำ การแก้ไขภาวะเกลือแร่ที่ผิดปกติ รักษาภาวะน้ำตาลต่ำ ภาวะช็อก (Shock) และใช้ยาต้านเชื้อโรค กรณีพบการติดเชื้อซ้ำซ้อนและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน

การป้องกันโรคอีโบลา

หลีกเลี่ยงการไปประเทศที่มีการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสอีโบลา หลีกเลี่ยงการสัมผัสบุคคลที่ป่วย หรือศพของผู้ที่เสียชีวิตจากโรคอีโบลา วัคซีนปัจจุบันรับรองเฉพาะสายพันธุ์ Ebola (Ebola virus) แต่สายพันธุ์อิ่น ๆ รวมถึง ไวรัสบุนดิบูโย ยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกัน

แม้ปัจจุบันยังไม่มีรายงานการพบผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาในประเทศไทย  แต่กรณีที่ท่านเดินทางกลับจากประเทศที่มีความเสี่ยง แนะนำให้ปฎิบัติตามคำแนะนำของทางรัฐบาล เพื่อเฝ้าระวังสังเกตอาการอย่างเหมาะสม โดยกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศ เรื่อง ท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตรายกรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola virus disease – EVD) พ.ศ. 2569 ลงนาม ณ วันที่ 20 พ.ค.2569 เพื่อระบุเขตติดโรคติดต่ออันตราย มี 2 ประเทศ คือ 1. สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic of the Congo) และ 2. สาธารณรัฐยูกันดา (Republic of Uganda) โดยการแพร่ระบาดอาจมาจากการนำเข้าสัตว์ที่เป็นพาหะ เช่น ลิงชิมแปนซี และสัตว์ป่าอื่น ๆ นอกจากนี้ยังเกิดได้จากนักท่องเที่ยวที่ติดเชื้อ โดยอยู่ในระยะที่เป็นพาหะได้นำเชื้อเข้ามา

เนื่องจากอีโบลา เป็นโรคที่อุบัติการการเสียชีวิตสูง ยิ่งวินิจฉัยได้เร็ว จะช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิด กรณีหากพบว่ามีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ  ควรรีบพบแพทย์ และให้ประวัติการเดินทางในระหว่าง 21 วัน ก่อนเกิดอาการดังกล่าว หรือประวัติความเสี่ยงอื่นๆ เพียงเท่านี้ เชื้อไวรัสอีโบลา ก็จะห่างไกลคุณและคนที่คุณรัก กรณีหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ โทร.1507 Line: @navavej

งานแน่นแค่ไหนก็สวยเป๊ะ! 5 ไอเทม ตัวช่วยสาวออฟฟิศ ลุยงาน เดต ปาร์ตี้ ครบจบในกระเป๋าเดียว

งานแน่นแค่ไหนก็สวยเป๊ะ! 5 ไอเทม ตัวช่วยสาวออฟฟิศ  ลุยงาน เดต ปาร์ตี้ ครบจบในกระเป๋าเดียว

งานแน่นแค่ไหนก็สวยเป๊ะ! 5 ไอเทม ตัวช่วยสาวออฟฟิศ ลุยงาน เดต ปาร์ตี้ ครบจบในกระเป๋าเดียว

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.28 น.

เพราะวันยุ่ง ๆ ไม่ควรปล่อยให้ความโทรมมาดับออร่า found & found ชวนอัปเกรดลุคสวยฉ่ำแบบเร่งด่วน เพราะชีวิตสาววัยทำงานต้องพร้อมลุยทุกโมเมนต์ หน้าไม่ดรอป ผมไม่พัง ไม่ว่าจะประชุมเช้ายันเย็น งานด่วนเข้าแบบไม่มีพัก นัดเดตหลังออกจากออฟฟิศ หรือปาร์ตี้ต่อแบบไม่ต้องมีเวลารีเซ็ตลุค สาว ๆ ยุคนี้ต้องมี “ไอเทมกู้ชีพความสวย” ที่หยิบเติมได้ทันที พกง่าย ครบ จบในกระเป๋าเดียว พร้อมเสิร์ฟลุคสวยโกลว์ฉบับ J/K Beauty ที่เน้นผิวดูอิ่มฟู เมคอัพบางเบา แต่ให้ออร่าพุ่งเหมือนนอนครบ 8 ชั่วโมงตลอดวัน

งานนี้ขอแนะนำ 5 ไอเทมบิวตี้ตัวเด็ดที่ช่วยรีเฟรชลุคให้กลับมาดูเฟรช หน้าไม่ล้า ผิวไม่ดรอป พร้อมเติมความมั่นใจให้สวยเป๊ะได้ทุกสถานการณ์

1. Dasique Blending Mood Cheek #08 Blueberry Sorbet

บลัชออนโทนละมุนที่ช่วยปลุกผิวให้ดูสดใสขึ้นทันที กับพาเลทบลัชออนเนื้อเจลสูตรซอฟต์ฟิต สีชัด เนื้อสัมผัสนุ่มละลายเหมือนไอศกรีม เกลี่ยง่าย ให้ฟินิชลุคแก้มใสฟีลสาวเกาหลี พร้อมกลิ่นหอมหวานอ่อน ๆ    ที่ช่วยเพิ่มความสดชื่นระหว่างวัน เหมาะสำหรับเติมแก้มก่อนเข้ามีตติ้ง หรือเพิ่มลุคน่ารักแบบแก้มละมุนก่อนออกเดต

2. Wakemake Healthy Glow Balm Stick 07 Berry Flush

ลิปบาล์มสติกสีสวยฉ่ำวาว ที่ช่วยคืนความสดใสให้ใบหน้าได้ในปาดเดียว ด้วยสีเบอร์รี่ที่ช่วยขับผิวให้ดูมีเลือดฝาด พร้อมเนื้อสัมผัสชุ่มชื้น ให้ริมฝีปากดูอิ่มฟู สุขภาพดี ติดทนแบบไม่ต้องเติมบ่อย ตอบโจทย์ลุค Makeup No Makeup ตามสไตล์ K-Beauty ที่กำลังมาแรง

3. MIMIII Fragrance Repair Oil Sweet Floral

เพราะผมสวยมีชัยไปกว่าครึ่ง กู้หน้าโทรมแล้ว ผมก็ต้องเป๊ะไม่แพ้กัน ในวันที่ต้องเจอทั้งความร้อน มลภาวะ และแสงแดด ออยล์บำรุงผมเนื้อบางเบาที่ให้ทั้งการฟื้นบำรุงและกลิ่นหอมฟลอรัลในขวดเดียว ช่วยให้เส้นผมดูเงางาม นุ่มลื่น ลดชี้ฟู จัดทรงง่ายแบบไม่เหนียวเหนอะหนะ เติมแล้วผมดูสวยแพง พร้อมเพิ่มเสน่ห์ให้ลุคดูน่ามองขึ้นอีกระดับ

4. Wakemake Stay Fixer Multi Color Powder 02 Light Skin

แป้งเซ็ตผิวตัวช่วยรีทัชหน้าหมองระหว่างวัน ด้วยเนื้อแป้งละเอียดที่ช่วยเบลอผิวและปรับผิวให้ดูกระจ่างใสขึ้นทันที คุมมันได้แบบพอดี พร้อมล็อกเมคอัพให้ติดทน ช่วยให้ผิวดูเนียนใสแบบสาวเกาหลี เติมเมื่อไหร่ก็เหมือนได้ผิวเฟรชใหม่อีกครั้ง

5. Avance Shake Mist Mini Freshly Type

สเปรย์ผิวตัวดังสไตล์ J-Beauty ที่รวมละอองน้ำมัน 2 ชั้นและเซรั่มน้ำไว้ในขวดเดียว เพียงเขย่าก่อนใช้ ก็ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวดูโกลว์ เล่นแสง และอิ่มฟูขึ้นทันทีระหว่างวัน พร้อมช่วยให้ผิวดูแน่นกระชับ เหมาะสำหรับฉีดเติมออร่าก่อนประชุม ก่อนถ่ายรูป หรือก่อนออกไปสนุกต่อในค่ำคืนพิเศษ

แค่มี 5 ไอเทมบิวตี้คู่ใจ ก็พร้อมเปลี่ยนลุคโทรมให้กลับมาสดใส หน้าเป๊ะ ผมปัง ออร่าพุ่งได้ทุกสถานการณ์ ตอบโจทย์สาวยุคใหม่ที่ต้องสวยครบทั้งงาน เดต และปาร์ตี้แบบไม่มีดรอป โดยเลือกช้อปได้แล้ววันนี้ที่ร้าน found & found ทุกสาขา หรือช้อปออนไลน์ง่าย ๆ ผ่าน GrabMart, LINE MAN MART, Shopee, Lazada และ TikTok Shop ได้เพียงปลายนิ้วกด

ชวนสัมผัสประสบการณ์บิวตี้รูปแบบใหม่สไตล์ J/K Beauty เจอครบจบที่ found & found พร้อมติดตามสินค้าใหม่และกิจกรรมอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: foundnfound.official, IG: found.n.found  LINE Official Account: @foundnfound หรือคลิก https://bit.ly/foundnfound-line

#JKBeautyเจอครบจบที่นี่ #foundnfound #SimpleEasyEverySkin

1. Dasique Blending Mood Cheek #08 Blueberry Sorbet

1. Dasique Blending Mood Cheek #08 Blueberry Sorbet

2. Wakemake Healthy Glow Balm Stick 07 Berry Flush

2. Wakemake Healthy Glow Balm Stick 07 Berry Flush

3. MIMIII Fragrance Repair Oil Sweet Floral

3. MIMIII Fragrance Repair Oil Sweet Floral

4. Wakemake Stay Fixer Multi Color Powder 02 Light Skin

4. Wakemake Stay Fixer Multi Color Powder 02 Light Skin

5. Avance Shake Mist Mini Freshly Type

5. Avance Shake Mist Mini Freshly Type

เลขาธิการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก ร่วมเสวนาออนไลน์ เตรียมพร้อมรับมือพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง-น้ำท่วม ปี 2569 กับ สสน.

เลขาธิการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก ร่วมเสวนาออนไลน์ เตรียมพร้อมรับมือพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง-น้ำท่วม ปี 2569 กับ สสน.

เลขาธิการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก ร่วมเสวนาออนไลน์ เตรียมพร้อมรับมือพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง-น้ำท่วม ปี 2569 กับ สสน.

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.24 น.

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย  ร่วมเป็นวิทยากรเสวนาทางออนไลน์ในกิจกรรมของ สำนักงานสารสนเทศทรัพยากรน้ำ หรือ สสน. จัดงาน “รู้น้ำ รู้อากาศ : คาดการณ์และเตรียมพร้อมรับมือพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง-น้ำท่วม ปี 2569” ผ่านระบบออนไลน์  เพื่อเผยแพร่ข้อมูลคาดการณ์สถานการณ์น้ำและสภาพอากาศ ตลอดจนสร้างความพร้อมในการรับมือภัยแล้งและน้ำท่วมให้กับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวเปิดงาน

จากนั้นมีการการนำเสนอแนวทางการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ ปี 2569 โดยฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สทนช. และ ชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดี ปภ. ขณะที่สสน. ได้นำเสนอการวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศ โดย ดร.วรวิทย์ มีสุข และ ดร.ฐกลพัชร์ ขำพึ่งสน ฝ่ายนวัตกรรมสารสนเทศทรัพยากรน้ำ สสน. ที่แสดงให้เห็นการให้ข้อมูลน้ำและความเสี่ยงของพื้นที่บนแผนที่ประเทศไทยทั้งในโซนที่เสี่ยงน้ำท่วม โซนที่เสี่ยงภัยแล้ง และโซนที่เสี่ยงจะโดนภัยทั้ง 2 ทับซ้อนในพื้นที่เดียวกัน

นอกจากนี้ มีการเสวนาเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือและบริหารจัดการสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคประชาชน โดยมี วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เลขาธิการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย วิชัย นะสุวรรณโน รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และ ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผสสน. ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในการรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติ การใช้ข่อมูลจากสถานีโทรมาตร การอ่านค่าดาวเทียม และการอ่านค่าประสบการณ์จากทีมกู้ภัยในสนาม ตลอดจนการเชื่อมข้อมูลที่อยู่ของกลุ่มเปราะบางในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมที่ต้องเร่งความช่วยเหลือในการช่วยอพยพส่งออกสู่ที่ปลอดภัย

ปิดท้ายด้วยการเปิดตัวเครื่องมือเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำ “ThaiWater New Version”  เพื่อยกระดับการเข้าถึงข้อมูลน้ำและสภาพอากาศให้สะดวก รวดเร็ว มากยิ่งขึ้น โดยมี ปิยะพงษ์ โรจน์นภาลัย ฝ่ายพัฒนาเทคโนโลยีและดิจิทัล สสน. พร้อมด้วย ดร.วรวิทย์ มีสุข ร่วมนำเสนอการใช้งานและฟังก์ชันใหม่ของระบบ ซึ่งได้รับความสนใจ มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 200 คนจากทั่วประเทศ

เฉลิมพระเกียรติ 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์วถวายพระราชกุศล

เฉลิมพระเกียรติ 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์วถวายพระราชกุศล

เฉลิมพระเกียรติ 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์วถวายพระราชกุศล

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.18 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานผ้าไตร จำนวน 1 ไตร และพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยากสภากาชาดไทย จัดผ้าไตรจำนวน 48 ไตร ถวายโดยเสด็จพระราชกุศล เพื่อถวายพระสงฆ์ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนาถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 ณ พระอุโบสถ วัดสระเกศ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569

ในการนี้มี พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโน) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วย คณะสงฆ์จำนวน 48 รูป และ ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และเครือข่ายมูลนิธิฯ อาทิ มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนฯ ไทยอาสาป้องกันชาติ ผู้บริหารและศิลปินสถานีวิทยุและโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3  เข้าร่วมพิธี ณ พระอุโบสถ วัดสระเกศ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

ในการนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เป็นประธานประเคนผ้าไตร แด่ประธานสงฆ์และพระสงฆ์ ตามลำดับ 49 รูป โดยผู้เข้าร่วมพิธีร่วมกันเจริญจิตภาวนาโดยพร้อมเพรียง เพื่อถวายพระราชกุศลเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี วันที่ 3 มิถุนายน 2569

‘Genomics Thailand’ ผงาดเวทีโลก ชูนวัตกรรมการแพทย์แม่นยำ พลิกโฉมการแพทย์ระดับภูมิภาค

'Genomics Thailand' ผงาดเวทีโลก ชูนวัตกรรมการแพทย์แม่นยำ พลิกโฉมการแพทย์ระดับภูมิภาค

‘Genomics Thailand’ ผงาดเวทีโลก ชูนวัตกรรมการแพทย์แม่นยำ พลิกโฉมการแพทย์ระดับภูมิภาค

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.56 น.

ประเทศไทยประกาศศักยภาพความก้าวหน้าด้านการแพทย์จีโนมิกส์ (Genomics) บนเวทีระดับโลกอย่างยิ่งใหญ่ ในงานประชุมนานาชาติ PacBio Prism 2026 : Color the future of genomics ณ เมืองฟูกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น โดย นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ได้รับเกียรติร่วมบรรยายพิเศษเพื่อถ่ายทอดความสำเร็จของโครงการ “Genomics Thailand” ได้เน้นย้ำบนเวทีโลกตอนหนึ่งว่า “ความสำเร็จที่แท้จริงของสาธารณสุขไทย คือการไม่หยุดเทคโนโลยีขั้นสูงไว้แค่ในห้องปฏิบัติการ แต่เราสามารถขับเคลื่อนการถอดรหัสพันธุกรรมมาสร้างเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ “สิทธิบัตรทอง” ได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงการแพทย์ที่เท่าเทียม” ส่งผลให้ปัจจุบันคนไทยสามารถเข้าถึงการตรวจยีนเสี่ยงมะเร็งเต้านมและรังไข่ (BRCA1/2) เพื่อการป้องกันล่วงหน้า การตรวจยีนเพื่อป้องกันการแพ้ยารุนแรง ตลอดจนการยกระดับความรวดเร็วและแม่นยำในการวินิจฉัยโรคหายากและโรคมะเร็งเพื่อเป้าหมายสำคัญในการพลิกโฉมระบบสาธารณสุขไทยให้สามารถ “รู้ก่อน ป้องกันได้ และรักษาตรงจุด”

ต่อยอดจากความสำเร็จในระยะแรก ปัจจุบัน สวรส. กำลังเร่งขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการบูรณาการจีโนมิกส์ประเทศไทยระยะที่ 2 เพื่อรับมือกับความท้าทายของ “สังคมผู้สูงอายุยิ่งยวด” โดยมุ่งเน้นการนำข้อมูลพันธุกรรมมาใช้วิเคราะห์ความเสี่ยงเฉพาะบุคคล (Personalized Risk Prediction) ในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ และไขมันในเลือดสูง ซึ่งการตรวจพบความเสี่ยงและการวางแผนดูแลสุขภาพตั้งแต่ยังไม่เกิดโรค  จะช่วยลดงบประมาณด้านการรักษาพยาบาลของประเทศได้ในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยได้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญ อาทิ ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นพ.จักรกฤษณ์ เอื้อสุนทรวัฒนา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล ดร.นุสรา สัตย์เพริศพราย ผู้จัดการงานวิจัย สำนักวิจัยและพัฒนาจีโนมิกส์ สวรส. เข้าร่วมระดมสมองและแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์กับผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจากสิงคโปร์ (PRECISE), จีน (มหาวิทยาลัยฟูตัน), ญี่ปุ่น (มหาวิทยาลัยโทโฮคุ) รวมถึงนักวิชาการจากสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และยุโรป เพื่อร่วมกันผลักดันและตอกย้ำถึงความสำคัญของการจัดทำ “ฐานข้อมูลจีโนมประชากรของแต่ละประเทศ”

โดยการหารือบนเวทีโลกครั้งนี้สะท้อนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่ว่า ปัจจุบันฐานข้อมูลจีโนมโลกมีสัดส่วนข้อมูลของคนเอเชียเพียง 5.3% เท่านั้น ส่งผลให้เครื่องมือประเมินความเสี่ยงจากฝั่งตะวันตกอาจไม่แม่นยำเพียงพอสำหรับคนในภูมิภาค ความร่วมมือระหว่างประเทศในเอเชียจึงเป็นหัวใจสำคัญในการร่วมกันสร้าง ‘แผนที่จีโนมของตนเอง’ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่างมัลติโอมิกส์ (Multi-omics) และอีพิจีโนมิกส์ (Epigenomics) เพื่อสร้างฐานข้อมูลชีวภาพที่หลากหลายและแม่นยำสูงสุดสำหรับประชากรชาวเอเชีย โดย นพ.ศุภกิจ ได้กล่าวทิ้งท้ายเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า “เทคโนโลยีจีโนมิกส์จะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่คืออาวุธสำคัญที่จะพลิกโฉมการแพทย์ของภูมิภาคเอเชีย จากการรักษาตามอาการ สู่การป้องกันเชิงรุก ซึ่งความก้าวหน้านี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้คนไทยและประชากรในเอเชียมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “รู้ก่อน ป้องกันได้ รักษาตรงจุด” พร้อมทั้งขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนไปพร้อมกันในอนาคต”

พม. ผนึกพลังเครือข่ายลงนาม MOU ขับเคลื่อนจังหวัดนําร่องเพื่อความเสมอภาคระหว่าง

พม. ผนึกพลังเครือข่ายลงนาม MOU ขับเคลื่อนจังหวัดนําร่องเพื่อความเสมอภาคระหว่าง

พม. ผนึกพลังเครือข่ายลงนาม MOU ขับเคลื่อนจังหวัดนําร่องเพื่อความเสมอภาคระหว่าง

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.47 น.

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดย นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ ในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือภาคีในการขับเคลื่อนจังหวัดนําร่องเพื่อความเสมอภาคระหว่างเพศ (Pride City Network) เพื่อการเตรียมความพร้อมและสนับสนุนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพระดับโลก World Pride 2030 ของประเทศไทย โอกาสนี้ นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ ดร.เอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมเสวนาในหัวข้อ “ขับเคลื่อนนโยบายท้องถิ่นสู่หมุดหมายระดับโลก” อีกทั้ง Mr. Jean-Luc Romero-Michel รองนายกเทศมนตรีเมืองปารีส ร่วมกล่าวสารแสดงความยินดีสากล ซึ่งมี นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว คณะผู้บริหารกระทรวง พม.  รวมทั้ง พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) และผู้แทนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ NEX Hall ชั้น 5 สยามพารากอน

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า เดือนมิถุนายน ถือเป็นเดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (Pride Month) เพื่อร่วมสดุดีและระลึกถึงเหตุการณ์การจลาจลสโตนวอลล์ ในวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1969 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิ โอกาส และเสรีภาพการใช้ชีวิตอย่างเท่าเทียมในสังคมตามหลักการสิทธิมนุษยชน ต่อมาได้ขยายประเด็นการเคลื่อนไหวเพื่อส่งเสริมให้บุคคลทุกเพศภาคภูมิใจในคุณค่าและศักดิ์ศรีของตนเอง รวมทั้งสร้างการยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย การเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลทุกเพศ ทั้งนี้ ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนมีความมุ่งมั่นตั้งใจในการสร้างสังคมที่มีความมั่นคงปลอดภัย พร้อมยอมรับทุกความแตกต่างหลากหลาย ซึ่งกระทรวง พม. ทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ขอเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมเฉลิมฉลองเดือน Pride Month และพร้อมสนับสนุนภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียมระหว่างเพศ

ขณะนี้ ประเทศไทย โดยองค์กรภาคประชาสังคม ได้เตรียมเสนอตัวเป็นเจ้าภาพในการจัดเทศกาล World Pride 2030 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการสนับสนุนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานธรรมการ และปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นกรรมการ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ซึ่งกระทรวง พม. พร้อมสนับสนุนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการจัดงาน World Pride 2030

“การลงนาม MOU ครั้งนี้ เป็นการประสานความร่วมมือเพื่อยกระดับจังหวัดให้เป็นพื้นที่แห่งความเท่าเทียม ปลอดภัย และมีความพร้อมในทุกมิติสู่มาตรฐานสากล สำหรับการสนับสนุนประเทศไทยในการได้รับคัดเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Pride 2030 โดยการดำเนินงานขับเคลื่อนภายใต้หลักการสำคัญ ได้แก่ 1) หลักการมีส่วนร่วม โดยกำหนดทิศทาง และร่วมสร้างพื้นที่ปลอดภัยอย่างมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน 2) หลักความพร้อมเชิงโครงสร้างและนโยบาย โดยปรับปรุงกฎระเบียบ ข้อบังคับ รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และ 3) หลักมาตรฐานสากลและความเป็นมืออาชีพ โดยเชื่อมโยงและนำเกณฑ์การคัดเลือกขององค์กรอินเตอร์ไพรด์ ที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่มาประยุกต์ใช้เพื่อส่งผลให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่ อีกทั้งบูรณาการทรัพยากรและความเชี่ยวชาญร่วมกัน สำหรับการสร้างเมืองต้นแบบที่ยอมรับความหลากหลายและมีความยั่งยืน ภายใต้พันธกิจ 5 ด้าน ตั้งแต่การบริหารนโยบาย, การพัฒนาเศรษฐกิจท่องเที่ยว, การจัดสวัสดิการพื้นที่ปลอดภัย, การเชื่อมโยงสากล และการสนับสนุนองค์ความรู้” รมว. พม. กล่าว

สำหรับเดือน Pride Month นอกจากมีการจัดพิธีลงนาม MOU ทาง กระทรวง พม. ได้มีแผนการจัดกิจกรรมสำคัญร่วมกับภาคีเครือข่าย อาทิ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างกลไกในการคุ้มครองและป้องกันมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ภายใต้ MOU เดินขบวนพาเหรดรณรงค์ Pride Month “พม. x Pride City Network Parade 2026” และ วันที่ 2 มิ.ย. 69 ติดเข็มกลัด Road to Bangkok WorldPride 2030 แก่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี

กรมประชาสัมพันธ์ จัดนิทรรศการและเสวนาวิชาการ พัฒนาแฟชั่นไทยจากภูมิปัญญาชุมชน สู่แฟชั่นร่วมสมัยระดับสากล

กรมประชาสัมพันธ์ จัดนิทรรศการและเสวนาวิชาการ พัฒนาแฟชั่นไทยจากภูมิปัญญาชุมชน สู่แฟชั่นร่วมสมัยระดับสากล

กรมประชาสัมพันธ์ จัดนิทรรศการและเสวนาวิชาการ พัฒนาแฟชั่นไทยจากภูมิปัญญาชุมชน สู่แฟชั่นร่วมสมัยระดับสากล

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.44 น.

กรมประชาสัมพันธ์ เชิญชวนนิสิต นักศึกษา นักออกแบบ ผู้ประกอบการ และผู้สนใจทั่วไป เข้าร่วมงานนิทรรศการและเสวนาวิชาการ “การพัฒนาแฟชั่นไทยจากภูมิปัญญาชุมชนสู่แฟชั่นร่วมสมัยระดับสากล” ภายใต้ โครงการออกแบบสร้างสรรค์การผลิตและเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ Soft Power สาขาแฟชั่น ระหว่างวันที่ 1 – 3 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “THE SOFT POWER LEGACY: From Royal Wisdom to Global” เพื่อสะท้อนมรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต ซึ่งได้รับการต่อยอดจากพระราชปณิธานสู่แฟชั่นร่วมสมัย พร้อมผลักดันผ้าไทยและสินค้าแฟชั่นไทยให้เป็น Soft Power ที่แข็งแกร่งในเวทีโลก

การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าแฟชั่นไทยทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ตลอดจนรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และเผยแพร่พระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์และพัฒนาผ้าไทย พร้อมทั้งสนับสนุนการเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้กับผู้ประกอบการชุมชน ศิลปิน และนักสร้างสรรค์ รวมถึงกระตุ้นความนิยมสินค้าแฟชั่นที่ต่อยอดจากภูมิปัญญาไทยผ่านช่องทางออนไลน์และอินฟลูเอนเซอร์

ผู้เข้าร่วมงานจะได้ชมนิทรรศการผลงานการออกแบบสร้างสรรค์จากผู้ประกอบการชุมชน จำนวน 10 ชุมชน รวม 100 ผลิตภัณฑ์ พร้อมรับชมแฟชั่นโชว์ และร่วมรับฟังเสวนาวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย แฟชั่น การออกแบบ และ Soft Power เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่นจากภูมิปัญญาชุมชนไทยสู่แฟชั่นร่วมสมัยระดับสากล

งานครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญและนักออกแบบแฟชั่นชั้นนำของไทยเข้าร่วม อาทิ ดร.ศรินดา จามรมาน ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและแฟชั่น ศิริชัย ทหรานนท์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ THEATRE ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน ประธานหลักสูตร แฟชั่น สิ่งทอและเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อ.ดร.กรกลด คำสุข รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  ภูภวิศ กฤตพลนารา ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ISSUE เจนสุดา ปานโต สิริสันต์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ JANESUDA คุณฝน สรลักษณ์ ติกขะปัญญา ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ARCHIVE026 อ.ดร.แพรวา รุจิณรงค์ อาจารย์ วิทยาลัยอุตสาหกรรสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผศ.ดร.วุฒิไกร ศิริผล รองคณบดีฝ่ายวิชาการ อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปะ การออกแบบพัสตราภรณ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Wisharawish

นอกจากนี้ ยังมีไฮไลต์พิเศษกับแฟชั่นโชว์ โดย มิว ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์ ศิลปิน นักแสดง และนายแบบชื่อดัง ที่จะร่วมถ่ายทอดเสน่ห์ของแฟชั่นไทยในมุมมองร่วมสมัยภายในงาน

EVEANDBOY จัดงาน ‘BEST SELLING AWARDS 2025’ ฉลองปีที่ 6 เวทีประกาศรางวัลการันตี 148 ไอเทมเด็ดจากยอดขายสูงสุดแห่งปี

EVEANDBOY จัดงาน 'BEST SELLING AWARDS 2025' ฉลองปีที่ 6   เวทีประกาศรางวัลการันตี 148 ไอเทมเด็ดจากยอดขายสูงสุดแห่งปี

EVEANDBOY จัดงาน ‘BEST SELLING AWARDS 2025’ ฉลองปีที่ 6 เวทีประกาศรางวัลการันตี 148 ไอเทมเด็ดจากยอดขายสูงสุดแห่งปี

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.42 น.

เพราะ “Best Seller” ตัวจริง ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่คือไอเทมที่กลายเป็นส่วนหนึ่งในไลฟ์สไตล์ ด้วยความเชื่อมั่นนี้ EVEANDBOY บิวตี้สโตร์อันดับ 1 ของเมืองไทย ก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 อย่างเต็มภาคภูมิจัดงานสุดยิ่งใหญ่ “EVEANDBOY BEST SELLING AWARDS 2025” ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 6 เพื่อเฉลิมฉลองให้กับแบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภคและสะท้อนการเติบโตของอุตสาหกรรมความงามไทย ภายใต้คอนเซปต์ ‘BEAUTY BEYOND REALITY’ ถ่ายทอดมิติใหม่ของความงามผ่านบรรยากาศเหนือจริงในโทนสีชมพู-เขียว สื่อถึงพลังไลฟ์สไตล์และจินตนาการที่ไร้ขีดจำกัด ไฮไลต์สำคัญคือการมอบรางวัลผลิตภัณฑ์ยอดขายอันดับ 1 ที่ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้งานจริงทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นเครื่องการันตีความสำเร็จของแบรนด์ในแต่ละหมวดหมู่อย่างแท้จริง ณ ชั้น G, Parade Square, One Bangkok

หิรัญ ตันมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีฟแอนด์บอย จำกัด กล่าวว่า จากผลรางวัล Best Selling Awards 2025 สามารถสะท้อนได้ว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยเปลี่ยนไปมาก ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองในมิติที่หลากหลายขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามแต่รวมถึงความมั่นใจไลฟ์สไตล์ และการแสดงตัวตนผ่านการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากขึ้นด้วย ทำให้กลุ่มสินค้าอย่าง Skincare, Fragrance และ Personal Care เติบโตอย่างโดดเด่นในปีนี้ ขณะเดียวกันปีนี้ยังสะท้อนภาพการเติบโตของวงการบิวตี้ไทยได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกระแส T-Beauty ที่เติบโตโดดเด่นมาก ทั้งในแง่ของคุณภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และการสร้างแบรนด์ ทำให้เราได้เห็นแบรนด์ไทยหลายแบรนด์ก้าวขึ้นมารับรางวัลในปีนี้ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่าอุตสาหกรรมความงามไทยกำลังได้รับความสนใจมากขึ้น ทั้งจากผู้บริโภคในประเทศและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

“สิ่งที่น่าสนใจคือ วันนี้ผู้บริโภคมีความเข้าใจในเรื่อง Beauty มากขึ้น และมีวิธีเลือกซื้อสินค้าที่หลากหลายกว่าเดิม บางคนเริ่มต้นจากการเห็นรีวิวบนโซเชียลมีเดีย บางคนเชื่อมั่นในคุณภาพและกลับมาซื้อซ้ำจากประสบการณ์ตรง ขณะที่หลายแบรนด์สามารถสร้าง Emotional Connection กับผู้บริโภคได้ผ่าน Storytelling, Brand Identity หรือ Personal Branding ของเจ้าของแบรนด์ จนทำให้ผู้บริโภครู้สึกผูกพันกับแบรนด์มากกว่าตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว ในฐานะ No.1 Beauty Retailer ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้บริโภคแบบเรียลไทม์ EVEANDBOY จึงให้ความสำคัญกับทุกองค์ประกอบแบบ 360 องศา ทั้งการคัดเลือกสินค้า การสร้างประสบการณ์ภายในร้าน การทำแคมเปญร่วมกับแบรนด์ การเชื่อมต่อประสบการณ์ระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงการทำงานร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์และคอมมูนิตี้ต่างๆ เพราะเราเชื่อว่า “Best Seller” ในยุคนี้ ไม่ได้เกิดจากแค่ยอดขายหรือกระแสในช่วงเวลาหนึ่ง แต่คือสินค้าที่สามารถเข้าไปอยู่ในใจและกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคได้จริง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีฟแอนด์บอย จำกัด กล่าว

สำหรับ EVEANDBOY BEST SELLING AWARDS 2025 ในครั้งนี้ ผู้บริหาร EVEANDBOY เผยว่า มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 148 รางวัล ครอบคลุมทั้งหมด 6 ประเภท ประกอบด้วย เครื่องสำอาง (Makeup) จำนวน 40 รางวัล, ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว (Skincare) จำนวน 37 รางวัล, น้ำหอม (Fragrance) จำนวน 13 รางวัล, ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและอุปกรณ์เสริม (Hair and Accessories) จำนวน 21 รางวัล, ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย (Personal Care & Body) จำนวน 26 รางวัล และ อาหารเสริม  (Supplements) จำนวน 11 รางวัล ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ความงามที่สะท้อนถึงคุณภาพ ความนิยมและความสำเร็จที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั่วประเทศอย่างแท้จริง พร้อมเพิ่มมิติใหม่ให้กับหมวดน้ำหอม (Fragrance) ด้วยการแบ่งประเภทกลิ่นตาม “คาแรกเตอร์” และ “อารมณ์” ของผู้ใช้งาน เพื่อสะท้อนตัวตนของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างเปิดกว้างและสร้างสรรค์ยิ่งขึ้น และยังมีกลุ่มสกินแคร์ที่มีการแบ่งรางวัลย่อยตามขั้นตอนการดูแลผิวของผู้บริโภค เพื่อสะท้อนพฤติกรรมและความต้องการด้านความงามที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้คนนึกภาพตามแล้วเห็นภาพทันที ไม่มีคำจำกัดความและเปิดกว้างถึงจินตนาการ นอกจากนี้ อีกหนึ่งไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คือการร่วมลุ้น “รางวัลใหญ่” ของกลุ่มไอเทมระดับตำนานที่มัดใจผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน จนสามารถคว้ารางวัลติดต่อกันถึง 6 ปีซ้อนนับตั้งแต่เริ่มมีการจัดงาน ซึ่งต้องมาติดตามกันว่าจะมีผลิตภัณฑ์ชิ้นใดบ้างที่ยังคงครองบัลลังก์นี้ไว้ได้ 

อีกหนึ่งปรากฏการณ์สำคัญที่ถูกจับตามอง คือการเติบโตอย่างรวดเร็วของ “T-Beauty” หรือแบรนด์ความงามสัญชาติไทย ที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นพลังใหม่ของอุตสาหกรรมบิวตี้ระดับโลก ทั้งในด้านคุณภาพ นวัตกรรม การสร้างแบรนด์ และการสื่อสารกับผู้บริโภครุ่นใหม่ ผ่าน Personal Branding และ Social Media ที่เข้าถึงคนทั่วโลกได้อย่างไร้พรมแดน “วันนี้ T-Beauty ไม่ใช่เพียงกระแสในประเทศไทยอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น Beauty Destination สำคัญที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคทั่วโลก เราเชื่อว่าแบรนด์ไทยยังมีศักยภาพในการเติบโตได้อีกมาก และ EVEANDBOY พร้อมเป็นแรงสนับสนุนสำคัญในการผลักดัน T-Beauty สู่เวทีระดับสากล” หิรัญ กล่าวเพิ่มเติม

นอกจากการขับเคลื่อนวงการบิวตี้ EVEANDBOY ยังเดินหน้าทรานส์ฟอร์มแบรนด์สู่การเป็น “Lifestyle Destination” อย่างเต็มรูปแบบ ผ่านการสร้าง Experience ใหม่ ๆ ที่เชื่อมโยง Beauty เข้ากับการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ หนึ่งในโปรเจกต์ที่น่าจับตามอง คือการเปิด EVEANDBOY Pop-up ณ ย่านทรงวาด ซึ่งนำเสนอมิติใหม่ของบิวตี้สเปซ ท่ามกลางบรรยากาศเมืองเก่าที่เต็มไปด้วย “ศิลปะ คาเฟ่ และวัฒนธรรมร่วมสมัย” โดยพื้นที่ถูกออกแบบให้ผสานความคลาสสิกของย่านทรงวาดเข้ากับ DNA ของแบรนด์ได้อย่างกลมกลืน ทั้งโซนทดลองสินค้า มุมถ่ายภาพ และ Experience Space ที่ตอบโจทย์ทั้งสายบิวตี้และ Café Hopper ในเวลาเดียวกัน

พร้อมกันนี้ EVEANDBOY ยังเตรียมเปิดตัว “EVEANDBOY Café” แห่งแรกของโลก ที่ “PLATINUM POP” ในเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อยกระดับประสบการณ์ Beauty & Lifestyle ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ภายใต้ Mood & Tone ที่สนุก สดใส และเต็มไปด้วยพลังของคนรุ่นใหม่ โดยคาเฟ่แห่งนี้จะเป็นมากกว่าพื้นที่นั่งพัก แต่คือ Social Space ที่รวมทั้งการช้อป ทดลองสินค้า ถ่ายคอนเทนต์ และใช้เวลาร่วมกับแบรนด์ไว้ในจุดเดียว ผสานทั้งรสชาติ ความสนุก และ Beauty Lifestyle เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมเปิดให้สัมผัสเฉพาะที่ EVEANDBOY Café สาขา “PLATINUM POP” เท่านั้น

“เป้าหมายของ EVEANDBOY ในระยะยาว คือการเป็นมากกว่าบิวตี้รีเทล แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถเข้ามาใช้เวลา สนุก พักผ่อน และสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ได้ในทุกวัน เราอยากให้ EVEANDBOY เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในทุกมิติ และเป็น Top of Mind ที่ผู้คนคิดถึงเสมอเมื่อพูดถึงโลกแห่ง Beauty และ Lifestyle” คุณหิรัญ กล่าวทิ้งท้าย

เพื่อเป็นการตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของเวทีแห่งปี EVEANDBOY ยกทัพ 148 ไอเทมที่คว้ารางวัลการันตียอดขายสูงสุดแห่งปี “Best Selling Awards 2025” มาจัดแคมเปญฉลองความสำเร็จ พร้อมมอบคูปองส่วนลดพิเศษให้ช้อปกันอย่างจุใจที่ 2 สาขาหลัก ได้แก่ สาขา One Bangkok ระหว่างวันนี้จนถึง 18 มิ.ย. และ สาขา MEGA BANGNA ชั้น 1 ระหว่างนี้จนถึง 18 มิ.ย. นี้

‘รวิภา รมยะรูป’ กับสถาปัตยกรรมของ ‘อาคารเก่า’ ยังมีคุณค่ามากกว่าการถูกรื้อทิ้ง

‘รวิภา รมยะรูป’ กับสถาปัตยกรรมของ ‘อาคารเก่า’ ยังมีคุณค่ามากกว่าการถูกรื้อทิ้ง

‘รวิภา รมยะรูป’ กับสถาปัตยกรรมของ ‘อาคารเก่า’ ยังมีคุณค่ามากกว่าการถูกรื้อทิ้ง

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.38 น.

ในวันที่ “ความยั่งยืน” ไม่ใช่แค่คำสวยหรูในวงการออกแบบอีกต่อไป รวิภา รมยะรูป  (Ravipa Ramyarupa) ยืนหยัดในฐานะสถาปนิกชาวไทยผู้มองโครงสร้างอาคารที่มีอยู่เดิม ไม่ใช่ในฐานะภาระ แต่เป็นโอกาสที่จะช่วยเติมลมหายใจใหม่ให้กับพื้นที่ เมือง และชุมชน

ท่ามกลางบทสนทนาเรื่องความยั่งยืนที่เข้มข้นขึ้นในแวดวงสถาปัตยกรรม แนวคิดเรื่อง adaptive reuse หรือการนำอาคารเดิมกลับมาปรับใช้ใหม่ กำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของงานออกแบบร่วมสมัย และสำหรับ รวิภา รมยะรูป นี่คือแนวทางหลักที่เธอประยุกต์ใช้ในการทำงานมาโดยตลอด

รวิภา รมยะรูป

เพราะสำหรับ รวิภา อาคารทุกหลังที่มีอยู่เดิมต่างมีเรื่องราวของตัวเอง และหลายครั้งคุณค่าของสถาปัตยกรรมก็ไม่ได้อยู่ที่การสร้างใหม่เสมอไป แต่อยู่ที่การมองเห็นศักยภาพของสิ่งที่มีอยู่ และทำให้มันกลับมามีความหมายกับผู้คนอีกครั้ง

ประโยคที่ว่า “อาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่สุด คืออาคารที่มีอยู่แล้ว” กลายเป็นแนวคิดที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ในวงการสถาปัตยกรรมโลก และยิ่งเมื่อเรื่องความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงกระแส แต่เป็นโจทย์สำคัญของยุคสมัย วิธีคิดเรื่องการนำอาคารเดิมกลับมาปรับใช้ใหม่จึงมีความสำคัญมากกว่าที่เคย

แนวทางนี้ไม่ได้มองอาคารเก่าเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างที่หมดอายุการใช้งาน หากแต่เห็นมันเป็นทรัพยากร เป็นความ  ทรงจำและเป็นจุดตั้งต้นของความเป็นไปได้ใหม่ๆ ตั้งแต่อดีตโรงงานที่ถูกเปลี่ยนเป็นที่อยู่อาศัย ไปจนถึงอาคารสำนักงานร้างที่ถูกแปลงให้กลายเป็นโรงเรียนหรือพื้นที่สาธารณะ สถาปัตยกรรมในวันนี้จึงกำลังตั้งคำถามมากขึ้นว่า อนาคตของการออกแบบอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราจะสร้างเพิ่มเท่านั้น แต่รวมถึงสิ่งที่เราเลือกเก็บรักษาไว้ด้วย

รวิภา จบการศึกษาจาก Harvard Graduate School of Design และได้ทำงานในฐานะสถาปนิกให้กับบริษัทต่างๆ  เช่น Skidmore, Owings and Merrill (SOM), Marble Fairbanks Architects, Caruso St. John Architects, SO-IL และ Thomas Phifer and Partners

แนวคิดด้านการนำพื้นที่กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่อย่างสร้างสรรค์นี้ปรากฏชัดในผลงานของเธอ Sewn Into the City โครงการดังกล่าวได้รับการคัดเลือกเข้าสู่รอบสุดท้ายของการประกวดที่จัดโดย Buildner ภายใต้หัวข้อ Re: Form: New Life for Old Spaces เวทีประกวดแห่งนี้ได้ตั้งโจทย์ท้าทายให้สถาปนิกทั่วโลกร่วมคิดค้นแนวทางใหม่ในการฟื้นคืนชีวิตให้แก่พื้นที่ว่างเปล่าและอาคารร้างที่กระจายอยู่ทั่วเมือง

โครงการนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ของ โรงงานสิ่งทอร้างในเมือง Sebeta ประเทศเอธิโอเปีย โดยแทนที่จะเลือกเริ่มต้นจากการรื้อถอน รวิภา กลับเสนอการเติมชีวิตใหม่ให้โครงสร้างเดิมผ่านการสอดแทรกฟังก์ชันใหม่เข้าไป ทั้งพื้นที่พักอาศัยชั่วคราว พื้นที่ปลูกพืช และพื้นที่ส่วนกลางสำหรับชุมชน อาคารเดิมไม่ได้ถูกลบหรือปกปิด แต่ถูกฟื้นฟูและปรับบทบาทใหม่ให้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของเมืองอีกครั้ง สมกับชื่อโครงการที่สื่อถึงการ “เย็บ” อาคารหลังนี้กลับเข้าไปในผืนผ้าของเมืองโดยรอบ

อีกหนึ่งโครงการของเธอคือ Greenpoint Library and Environmental Education Center ที่ บรู๊กลิน ระหว่างทำงานอยู่ที่ Marble Fairbanks Architects โครงการนี้ตั้งอยู่ในย่านที่มีประวัติความเป็นมายาวนานเกี่ยวกับมลภาวะจากภาคอุตสาหกรรมจึงถูกออกแบบให้ทำหน้าที่มากกว่าห้องสมุดสาธารณะทั่วไป แต่เป็นทั้งทรัพยากรของชุมชนและตัวอย่างของการดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ความยั่งยืนจึงไม่ใช่องค์ประกอบที่ถูกเติมเข้ามาในตอนท้าย แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของงานออกแบบตั้งแต่ต้น

อาคารหลังนี้ได้รับการรับรอง Leadership in Energy and Environmental Design (LEED) Gold และใช้แนวทางด้านสิ่งแวดล้อมหลายมิติ ทั้งการรับแสงธรรมชาติ แผงโซลาร์เซลล์ หลังคาสีเขียว และระบบจัดการน้ำฝน ก่อนจะได้รับการยอมรับจากหลายเวที ไม่ว่าจะเป็น Architizer A+ Awards, Award of Merit จาก AIA Brooklyn+Queens Design Awards, รางวัลจาก NYCxDesign 2021 ในสาขา Greater Good: Social and Environmental Impact รวมถึง Design Excellence Award จาก New York Public Design Commission

แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่ารางวัล สำหรับ รวิภา คือความเชื่อที่ยิ่งชัดขึ้นว่า สถาปัตยกรรมจะมีความหมายได้จริง ไม่ใช่เพราะความทะเยอทะยานทางรูปแบบเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ระดับความใส่ใจต่อบริบท ชุมชน และผลกระทบที่งานชิ้นนั้นมีต่อพื้นที่รอบตัว

ปัจจุบัน รวิภา ทำงานอยู่ที่ Thomas Phifer and Partners หนึ่งในสตูดิโอสถาปัตยกรรมที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดแห่งหนึ่งในนครนิวยอร์ก รัฐนิวยอร์ก

ด้วยชื่อเสียงอันเลื่องลือในด้านความประณีตบรรจงของงานออกแบบ ตลอดจนความใส่ใจอย่างลึกซึ้งต่อบริบทและรายละเอียดทางเทคนิค บริษัทนี้จึงได้รับคัดเลือกจาก Bureau of Overseas Buildings Operations (OBO) แห่งกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ให้รับสัญญา Worldwide AE Design IDIQ อันทรงเกียรติ ส่งผลให้ Thomas Phifer and Partners เป็นหนึ่งในเพียง 12 บริษัททั่วโลก ที่ได้รับความไว้วางใจให้ออกแบบและบริหารจัดการอาคารทางการทูตของสหรัฐฯ ในหลายประเทศทั่วโลก

ขอบเขตของภารกิจนี้นับว่าใหญ่ไม่น้อย เพราะหน่วยงานดังกล่าวดูแลทรัพย์สินที่ใช้งานจริงมากกว่า 3,000 แห่ง ในกว่า 290 สถานทูตและที่ทำการทางการทูต และงานจำนวนมากภายใต้ภารกิจนี้ก็ไม่ได้หมายถึงการก่อสร้างใหม่เสมอไป    แต่รวมถึงการบูรณะ การปรับปรุง และการนำอาคารเดิมกลับมาใช้อย่างเหมาะสมและละเอียดอ่อน ทั้งในเชิงสถาปัตยกรรมและในเชิงบทบาททางการทูต

หากมองจากประเทศไทย เส้นทางของ รวิภา ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวความสำเร็จส่วนบุคคล แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อ ดีไซเนอร์ไทยเลือกใช้วิถีทางที่ยึดโยงกับอนาคตที่ยั่งยืนและมุ่งสร้างคุณประโยชน์แก่สาธารณะแล้ว ความสำเร็จบนเวทีระดับโลกก็จะไม่ใช่ไม่ใช่เรื่องไกลเกินจริง

ในช่วงเวลาที่วิชาชีพสถาปัตยกรรมกำลังเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศมากขึ้นเรื่อยๆ คำถามเรื่องเราควรสร้างอะไร สร้างอย่างไร และต้องแลกด้วยต้นทุนแบบไหน กำลังถูกถามด้วยความเร่งด่วนยิ่งกว่าเดิม และในบริบทเช่นนี้ การนำอาคารเดิมกลับมาปรับใช้ใหม่ก็ไม่ได้เป็นเพียงความสนใจเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของการปฏิบัติวิชาชีพอย่างรับผิดชอบ

ด้วยการสั่งสมประสบการณ์อันเปี่ยมล้นผ่านโครงการที่หลากหลายรูปแบบ ผลงานในอนาคตของ รวิภา รมยะรูป จึงเปี่ยมด้วยคำมั่นสัญญาที่จะขยายขอบเขตนิยามของสิ่งที่เรียกว่า “สถาปัตยกรรมที่ยั่งยืน” อย่างแท้จริง

น้องมีโชค แท็กทีมจูงมือ เซเลปมีหาง ‘น้องมั่งมี – น้องแค – น้องแคส’ แจกความน่ารัก ใน Pet Planet

น้องมีโชค แท็กทีมจูงมือ เซเลปมีหาง 'น้องมั่งมี - น้องแค - น้องแคส' แจกความน่ารัก ใน Pet Planet

น้องมีโชค แท็กทีมจูงมือ เซเลปมีหาง ‘น้องมั่งมี – น้องแค – น้องแคส’ แจกความน่ารัก ใน Pet Planet

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.35 น.

คิวทองแค่ไหนก็มา!”น้องมีโชค” พระเอก100ล้าน แท็กทีมจูงมือ เซเลปมีหาง “น้องมั่งมี” จากบ้าน “ทริชเชียพี่มีโชค” และ “น้องแคน้องแคส” จากบ้าน “คิ้วคือมงกุฎของแค” มาบุกป่วนแจกความน่ารักในรายการ “Pet Planet รักนี้มาหาง” ห้ามพลาด! อาทิตย์ที่ 7 มิถุนายนนี้ทางช่อง 3HD

รายการ”Pet Planet รักนี้มาหาง”EPนี้ต้านความน่ารักแทบไม่ไหว ใจละลายไปกับแขกรับเชิญแสนน่ารัก น้องมีโชค (โกฮัง) , น้องมั่งมี (ทรีเซียมีโชค) , แค แคส (คิ้วเป็นมงกุฎของแค)เป็นเทปพิเศษ ที่ทางรายการมอบหมายภารกิจให้พิธีกรแต่ละคนเชิญ แขกรับเชิญหมาแมวที่มีชื่อเสียงมาในรายการ รับรองว่าแม่ๆพ่อๆขอเหล่าสัตว์เลี้ยงมีหางต้องรัก ต้องหลง ต้องมนตร์แขกรับเชิญของเราแน่ๆ 

รายการ“PET Planet รักนี้มีหาง” รายการวาไรตี้อารมณ์ดีอบอุ่นและสร้างความเข้าใจในการดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างถูกต้อง โดยสัปดาห์นี้ทั้ง 3 พิธีกรอย่าง  เอ ไชยา, เอ๋ ดาเรศ และ น้องแป้ง ศรัณฉัตร จะพาไปที่ PET World By ESC Park   

แขกรับเชิญของพี่เอ ไชยา กำลังเป็นกระแส และดังที่สุดแล้วในเวลานี้ พระเอกหนังร้อยล้าน โกฮัง หรือพี่มีโชค และครูโจอี้ มาฟังว่าทำไมได้ไปเป็นพระเอกระดับ 100 ล้าน  เล่าเรื่องราวที่ทีมผลิตภาพยนตร์ค้นหา จนได้เจอพี่มีโชคที่ตรงทุกอย่างตามสุนัขต้นแบบ โกฮัง..หัวใจโกโฮม

แขกรับเชิญของพี่เอ๋ ดาเรศ  คือ ทริชเชียพี่มีโชค – Tricia and Meechok น้องแมวที่ใครเห็นคอนเทนท์ของเค้า ก็จะอดอมยิ้ม น้องทริชเชีย รับเลี้ยงแมวจรตัวแรก คือพี่มีโชค แล้วทำคลิปพูดคุยความนิ่งและความน่ารักของพี่มีโชค  ก็เลยได้ไอเดียทำคอนเทนท์ต่าง ๆมีคนติดตามเป็นล้านไม่ธรรมดา  ครั้งนี้ “น้องมั่งมี”ฝาแฝดหน้าเหมือนของน้องมีโชคเป็นตัวแทนมาออกรายการน่ารักสุดๆไม่ต่างกัน

แขกรับเชิญของแป้งวันนี้ น้องเป็นสายแฟชั่นแบบว่า แซ่บมากกกกก อินฟลูเอนเซอร์ 4 ขาสุดเซ็กซี่ “น้องแคน้องแคส” สุนัขพันธุ์ชิวาว่าจากเพจ “คิ้วคือมงกุฎของแค” มียอดผู้ติดตามในติ๊กต็อกกว่า 1.7 ล้านคน ตกหัวใจผู้ชมสร้างรอยยิ้มผ่านคาแร็กเตอร์จากการโพสท่าจิกกล้องและการแต่งตัวคัฟเวอร์ดาราต่างๆต้องรอชม

ติดตามชมความน่ารักของ “เซเลปมีหาง” ได้ในรายการ “PET Planet รักนี้มีทาง” วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายนนี้ 2569 เวลา 16.00 น. ทางช่อง 3HD กด 33 และติดตามชมได้ทาง youtube : Pet Planet รักนี้มีหาง , IG: petplanetonline.th , Facebook: Pet Planet รักนี้มีหาง , TikTok: รักนี้มีหาง แอป : ch3plus.com

ห้ามพลาด!!! แฟนๆ รายการสามารถร่วมสนุก โดยส่ง “คลิปลูกรัก” ลุ้นขึ้นจอช่วง “แจ้งเกิดซุปตาร์มีหาง” กันได้  เพียงกด Follow Subscribe ช่องทาง Social Media ของรายการในทุกช่องทาง แล้วโพสต์คลิปน้อง ๆ ลงโซเชียลตัวเอง ติดแฮชแท็ก #แจ้งเกิดซุปตาร์มีหาง  พร้อมตั้งค่าเป็นสาธารณะ เพียงแค่นี้ก็สามารถลุ้นแจ้งเกิดซุปตาร์มีหาง ในรายการ “PET Planet รักนี้มีหาง” พร้อมรับของที่ระลึกกันได้ทุกสัปดาห์