บิ๊กดุลย์ บินหารือด่วน รมว.กลาโหมมาเลเซีย เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง หนุนสันติภาพ

บิ๊กดุลย์ บินหารือด่วน รมว.กลาโหมมาเลเซีย เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง หนุนสันติภาพ

บิ๊กดุลย์ บินหารือด่วน รมว.กลาโหมมาเลเซีย เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง หนุนสันติภาพ

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.21 น.

บิ๊กดุลย์ บินหารือด่วน รมว.กลาโหมมาเลเซีย เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง หนุนกระบวนการสันติภาพ เดินหน้าสร้างสันติสุขชายแดนใต้

เมื่อวันที่ 29 ก.ค.2569 รกฎาคม 2569 พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางเยือนประเทศมาเลเซีย เพื่อหารือทวิภาคีกับ ดาโตะ เซอรี โมฮัมหมัด คาเลด นอร์ดิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาเลเซีย โดยมีเป้าหมายกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ พร้อมติดตามความคืบหน้าของความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศ

การหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงให้มีความใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อรองรับสถานการณ์ความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเสริมสร้างเสถียรภาพของภูมิภาคร่วมกัน

ในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย โดยฝ่ายไทยได้รายงานความคืบหน้าของการดำเนินงาน พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพ ควบคู่กับการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างทุกภาคส่วน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศเห็นพ้องถึงความสำคัญของการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน และการสนับสนุนความพยายามในการสร้างสันติภาพ เพื่อให้เกิดเสถียรภาพ ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของทั้งสองประเทศ

พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับมาเลเซียในฐานะประเทศเพื่อนบ้านและหุ้นส่วนสำคัญด้านความมั่นคง พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไทยจะเดินหน้าทำงานร่วมกับมาเลเซียอย่างใกล้ชิด บนพื้นฐานของความไว้วางใจ การเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อผลักดันให้พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดสันติสุขที่ยั่งยืน

“สันติภาพที่ยั่งยืนเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือ ความจริงใจ และการลงมือทำร่วมกัน ไทยพร้อมทำงานเคียงข้างมาเลเซีย เพื่อสร้างความมั่นคงและอนาคตที่มั่นคงของประชาชนทั้งสองประเทศ”พล.ท.อดุลย์ กล่าว

ทำความรู้จัก ‘ยิ่งชีพ iLaw’ ตัวตึงปมแฉฮั้ว สว.

ทำความรู้จัก 'ยิ่งชีพ iLaw' ตัวตึงปมแฉฮั้ว สว.

ทำความรู้จัก ‘ยิ่งชีพ iLaw’ ตัวตึงปมแฉฮั้ว สว.

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.00 น.

จากกรณีที่ ‘เป๋า iLaw’ หรือ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ได้ออกมาเปิดเผยหลักฐานสำคัญที่อ้างว่าแกนนำพรรคภูมิใจไทย รัฐมนตรี และ สส. ฝ่ายรัฐบาล มีส่วนเชื่อมโยงกับขบวนการฮั้วเลือก สว. ส่งผลให้ชื่อของเขากลับมาเป็นที่จับตาของสังคมอีกครั้ง วันนี้ ‘แนวหน้าออนไลน์’ จะพาไปทำความรู้จักเส้นทางตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ประวัติและการศึกษา

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ปัจจุบันอายุประมาณ 40 ปี สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ก่อนมุ่งหน้าสู่เส้นทางกฎหมายโดยคว้าปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากนี้ยังสอบผ่านเนติบัณฑิตไทยและได้รับใบอนุญาตว่าความตามกฎหมายอย่างครบถ้วน

เส้นทางสู่การเป็น นักกฎหมาย

แม้จะมีคุณสมบัติพร้อมสำหรับการก้าวเข้าสู่วิชาชีพผู้พิพากษา อัยการ หรือทนายความในสำนักงานกฎหมายเอกชนชั้นนำ แต่ยิ่งชีพกลับเลือกเดินบนเส้นทางภาคประชาสังคม โดยในปี 2552 เขาได้เข้าร่วมโครงการอาสาสมัครนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ของมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) และเริ่มทำงานกับโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ในฐานะเจ้าหน้าที่ ก่อนจะสั่งสมประสบการณ์และเติบโตขึ้นเป็นผู้จัดการโครงการ จนก้าวสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารในปัจจุบัน

บทบาทและผลงานที่โดดเด่น

ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปี ยิ่งชีพมุ่งเน้นการทำงานในประเด็นสิทธิมนุษยชน การปฏิรูปกฎหมาย และการผลักดันให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง ผลงานที่เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน ได้แก่

  • การรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นผู้นำรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในปี 2563
  • การตรวจสอบอำนาจรัฐ จัดทำรายงานและฐานข้อมูลเกี่ยวกับการใช้อำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตลอดจนกฎหมายพิเศษต่างๆ
  • การติดตามการเลือกตั้ง มีบทบาทสำคัญในการติดตามและตรวจสอบกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในช่วงปี 2567-2569 พร้อมเปิดเผยข้อมูลที่นำไปสู่การตั้งคำถามในวงกว้าง

จุดยืนทางการเมืองและข้อวิจารณ์

ยิ่งชีพมักย้ำเสมอว่าตนเองทำงานในฐานะ “นักกฎหมายภาคประชาชน” โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ด้วยบทบาทที่จับตาการทำงานของรัฐอย่างเข้มข้น ทำให้มีเสียงวิจารณ์จากบางฝ่ายที่มองว่า iLaw และตัวเขามีจุดยืนทางการเมืองที่เอนเอียง ซึ่งยิ่งชีพได้ยืนยันข้อเท็จจริงว่า การดำเนินงานทั้งหมดตั้งอยู่บนหลักสิทธิเสรีภาพและหลักนิติรัฐ โดยไม่ได้สังกัดหรือรับใช้พรรคการเมืองใด

เจาะลึกแหล่งทุนและเครือข่ายของ iLaw

ประเด็นด้านเงินทุนของ iLaw มักถูกหยิบยกมาเป็นข้อถกเถียงทางการเมืองอยู่เสมอ จากข้อมูลสาธารณะที่ iLaw เปิดเผยระบุว่า ในช่วงปี 2557-2565 องค์กรได้รับเงินสนับสนุนหลักจากองค์กรไม่แสวงกำไรระหว่างประเทศ อาทิ

  • Open Society Foundations (OSF) สนับสนุนด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน
  • National Endowment for Democracy (NED) องค์กรสนับสนุนภาคประชาสังคมจากสหรัฐฯ
  • Fund for Global Human Rights (FGHR) และ American Jewish World Service (AJWS)

นอกจากนี้ ยังมีทุนสนับสนุนเฉพาะกิจสำหรับบางโครงการ เช่น จากมูลนิธิ Heinrich Böll, สถานเอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์, Forum Asia และ Access Now รวมไปถึงการเปิดรับเงินบริจาคจากประชาชนทั่วไป ซึ่งในช่วงปี 2566-2576 เงินบริจาคส่วนหนึ่งถูกนำไปชำระหนี้การซื้อและก่อสร้างอาคารสำนักงานเพื่อเป็นพื้นที่สาธารณะ

ต่อข้อวิจารณ์เรื่องอิทธิพลของแหล่งทุนต่างชาติ iLaw ได้ชี้แจงว่าการรับทุนเป็นกระบวนการปกติขององค์กรไม่แสวงกำไร (NGO) ข้อมูลผู้สนับสนุนทั้งหมดถูกเปิดเผยอย่างโปร่งใสบนเว็บไซต์ และยืนยันว่าผู้ให้ทุนไม่มีอำนาจในการแทรกแซงหรือกำหนดทิศทางการทำงานขององค์กรแต่อย่างใด

เอ็ดดี้ ชวนคิด ส้มรื้อโครงสร้างกับน้ำเงินยึดกลไกรัฐ อะไรจริง-เท็จ และอะไรอันตรายกว่ากัน

เอ็ดดี้ ชวนคิด ส้มรื้อโครงสร้างกับน้ำเงินยึดกลไกรัฐ อะไรจริง-เท็จ และอะไรอันตรายกว่ากัน

เอ็ดดี้ ชวนคิด ส้มรื้อโครงสร้างกับน้ำเงินยึดกลไกรัฐ อะไรจริง-เท็จ และอะไรอันตรายกว่ากัน

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.46 น.

เอ็ดดี้ ชวนคิด ส้มรื้อโครงสร้างกับน้ำเงินยึดกลไกรัฐ อะไรจริงอะไรเท็จ และอะไรอันตรายกว่ากัน

เมื่อวันที่ 29 ก.ค.2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ” ส้มรื้อโครงสร้างกับน้ำเงินยึดกลไกรัฐ อะไรจริงอะไรเท็จ และอะไรอันตรายกว่ากัน

การเมืองไทยในขณะนี้ไม่ได้มีเพียงการต่อสู้ว่าใครเป็นรัฐบาล ใครเป็นฝ่ายค้าน ใครทำผิดกฎหมายใครเปิดโปง แต่เป็นการแย่งชิงพื้นที่การรับรู้ของสังคม ใครสามารถกำหนดความหมายของเหตุการณ์ได้ก่อนว่า นี่คือ “การปฏิรูป” หรือ “การรื้อระบบ”

นี่คือ “การเปิดโปงการฮั้ว” หรือ “การสร้างเรื่องเล่าทำลายฝ่ายสีน้ำเงิน” และนี่คือ “การใช้สิทธิปกป้องชื่อเสียง” หรือ “การฟ้องปิดปาก” 

ในส่วนของฝ่ายคัดค้าน ในประเด็นที่ว่า นักกิจกรรมกำลังถูกนักการเมืองใช้คดีปิดปาก คือ ผู้กล่าวหากำลังใช้สถานะองค์กรภาคประชาสังคมเป็นเกราะ เพื่อเปิดชื่อและทำลายชื่อเสียงนักการเมืองโดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ตรวจสอบผู้อื่น

ประเด็นนี้แยกพิจารณาได้เป็นสามชั้น

ชั้นแรก หากตรวจสอบได้ว่า iLaw ได้รับเงินสนับสนุนจาก OSF, NED และองค์กรต่างประเทศอื่นอย่างมีนัยสำคัญ ก็พอกล่าวได้ว่า iLaw พึ่งพาแหล่งทุนต่างประเทศ และสังคมย่อมมีสิทธิตรวจสอบเงื่อนไข แหล่งเงิน และความเป็นอิสระขององค์กรนี้

ยิ่งไปกว่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่าง iLaw ประชาไท นักกิจกรรม และพรรคประชาชน ก็อาจสะท้อนให้เห็นได้จากประวัติบุคคล วาระที่สนับสนุนร่วมกัน เวที และแนวคิดที่สอดคล้องกัน จึงพอวิเคราะห์ได้ว่าองค์กรเหล่านี้อยู่ในระบบนิเวศทางการเมืองฝ่ายก้าวหน้าเดียวกัน และมีผลประโยชน์หรือเป้าหมายบางเรื่องที่บรรจบ

ทั้งนี้ ระบบนิเวศทางการเมืองฝ่ายก้าวหน้าดังกล่าว มีองค์กรและบุคคลบางส่วนที่ยืนอยู่ในจุดสนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 การเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ และการปรับสถานะหรืออำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าการเสนอนโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เข้าข่ายการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อ “ล้มล้างการปกครอง”

คำว่า “ล้มล้างการปกครอง” ทางการเมืองหมายถึง การกระทำที่มีเจตนาทำลาย หรือเปลี่ยนผ่านระบบโครงสร้างหลักของรัฐให้สิ้นสลายไป โดยเฉพาะในบริบทไทยคือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งมีนัยยะสำคัญคือการเป็นภัยร้ายแรงต่อรัฐธรรมนูญและข้อห้ามตามกฎหมาย

พรรคประชาชนเสนอการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอย่างเปิดเผย ซึ่งบางเรื่องเป็นการปฏิรูปภายในระบอบ แต่ความต่อเนื่องจากพรรคก้าวไกลและประเด็นมาตรา 112 ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าโครงการเปลี่ยนแปลงอาจลึกกว่านโยบายที่ประกาศในปัจจุบัน

สิ่งที่ยืนยันได้คือ พรรคประชาชนมีความต่อเนื่องจากพรรคก้าวไกล และประเด็นมาตรา 112 เคยเป็นส่วนสำคัญของแนวทางพรรคเดิม สิ่งที่อนุมานได้อย่างมีเหตุผลคือ พรรคประชาชนอาจต้องปรับยุทธศาสตร์และลดการสื่อสารในประเด็นที่เคยนำไปสู่ความเสี่ยงทางกฎหมาย

แต่สิ่งที่ยังยืนยันไม่ได้คือ พรรคประชาชนมีมติลับให้ยกเลิกมาตรา 112 หรือถือเรื่องนี้เป็นเป้าหมายสูงสุดเหนือทุกนโยบาย และการไม่มีข้อความในเอกสารสาธารณะไม่ได้พิสูจน์ว่าไม่มีเป้าหมายดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ยังไม่ควรสรุปเจตนาลับโดยไม่มีหลักฐาน

ชั้นที่สอง คดีเลือก สว. สิ่งที่ยืนยันได้ในขณะนี้คือ มีการสอบสวนขนาดใหญ่ มีพยานและข้อมูลจำนวนมาก และมีข้อสงสัยมากพอให้หน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการ

แต่ก็ยังจำเป็นต้องแยกแยะระหว่างการรวมกลุ่ม การกระทำผิดรายบุคคล เครือข่ายจัดตั้ง และความเชื่อมโยงถึงพรรคการเมือง ออกจากกันให้ชัด

สิ่งที่ยังต้องพิสูจน์คือ มีขบวนการเดียวควบคุมการเลือกจริงหรือไม่ ผู้สมัครแต่ละคนรู้เห็นมากน้อยเพียงใด เงินแต่ละรายการมีวัตถุประสงค์อะไร และนักการเมืองหรือพรรคการเมืองใดเป็นผู้สั่งการหรือสนับสนุนหรือไม่

แต่ในสถานะปัจจุบัน “ความเสี่ยงต่อการครอบงำกลไก” เพราะการมี สว. ที่ภูมิหลังใกล้กัน ลงคะแนนสอดคล้องกัน หรือมีความสัมพันธ์กับขั้วการเมืองเดียวกัน ยังไม่เพียงพอจะพิสูจน์ว่าถูกควบคุมจากศูนย์กลาง

การยืนยันว่ามีการยึดกลไกจริงต้องมีหลักฐานเรื่องการจัดตั้ง การสั่งการ เส้นทางผลประโยชน์ รูปแบบการลงมติ และการใช้อำนาจแต่งตั้งอย่างต่อเนื่อง

ชั้นที่สาม ผู้เปิดโปงเองก็มิได้อยู่นอกสนามการเมืองแต่อย่างใด เพราะ iLaw เป็นองค์กรรณรงค์ที่มีจุดยืน แหล่งทุน และความสัมพันธ์อยู่ในระบบนิเวศฝ่ายก้าวหน้าเช่นกัน จึงต้องถูกตรวจสอบเรื่องการคัดเลือกข้อมูล วิธีนำเสนอ และผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่ต่างจากผู้ถูกกล่าวหา อย่างไรก็ตาม บริบทดังกล่าวก็ไม่อาจนำมาใช้ลบล้างหลักฐานของ iLaw ได้ หากยังไม่ได้ตรวจสอบเนื้อหาหลักฐานนั้นอย่างจริงจัง

ข้อสรุปของบทวิเคราะห์นี้คือ

ประเทศไทยไม่ได้เผชิญเพียงการต่อสู้ระหว่างฝ่ายที่ต้องการรื้อโครงสร้างกับฝ่ายที่ถูกกล่าวหาว่ากำลังยึดกลไก แต่ยังเผชิญการต่อสู้เพื่อยึดพื้นที่การรับรู้ของสังคม ฝ่ายหนึ่งอาจใช้ภาษาการปฏิรูปเพื่อปิดบังผลของการเปลี่ยนแปลงที่ลึกกว่าที่ประกาศ อีกฝ่ายอาจใช้กลไกและเครือข่ายเพื่อรักษาอำนาจ ขณะที่องค์กรตรวจสอบก็อาจใช้ข้อมูลและเรื่องเล่าทางการเมืองสร้างคำตัดสินในสังคมก่อนกระบวนการยุติธรรม

ทางออกจึงไม่ใช่การห้ามตรวจสอบหรือห้ามฟ้องคดี แต่ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย นักการเมืองต้องตอบคำถามต่อหลักฐาน ผู้ตรวจสอบต้องเปิดเผยวิธีทำงานและผลประโยชน์ของตน และผู้ที่ใช้กฎหมายต้องพิสูจน์ว่ากำลังปกป้องสิทธิ ไม่ใช่ใช้อำนาจสร้างความหวาดกลัว”

ศุภชัย สอนมวย ยิ่งชีพ ร่ายยาวข้อกฎหมาย สวนปมแจ้งความหมิ่นฯ ยันเหตุเกิดทั่วไทย-แจ้งได้ทุกโรงพัก

ศุภชัย สอนมวย ยิ่งชีพ ร่ายยาวข้อกฎหมาย สวนปมแจ้งความหมิ่นฯ ยันเหตุเกิดทั่วไทย-แจ้งได้ทุกโรงพัก

ศุภชัย สอนมวย ยิ่งชีพ ร่ายยาวข้อกฎหมาย สวนปมแจ้งความหมิ่นฯ ยันเหตุเกิดทั่วไทย-แจ้งได้ทุกโรงพัก

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.48 น.

29 กรกฎาคม 2569 จากกรณี นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ตามหลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 คดีจะริเริ่มขึ้นที่ไหนได้บ้าง ใครจะไปแจ้งความต่อตำรวจแล้วตำรวจจะต้องรับทำคดีบ้าง ตำรวจในแต่ละท้องที่จะรับคดีได้ต้องมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

1) เป็นท้องที่ที่เหตุแห่งคดีเกิดขึ้น

2) เป็นท้องที่ที่ผู้ต้องหามีถิ่นที่อยู่

3) เป็นท้องที่ที่ผู้ต้องหาถูกจับ (ผู้ต้องหาอยู่ตรงนั้น)

ไม่มีกฎหมายใดที่ระบุว่าสามารถแจ้งความตามภูมิลำเนาของผู้เสียหาย หรือสถานที่ที่ผู้เสียหายสะดวกได้

หลักการนี้ในทางกฏหมายในระยะยาว ผมว่ามันถกเถียงกันได้อยู่ว่าดีที่สุดหรือยัง สมมุติว่าผมไปเที่ยวเชียงใหม่ ขากลับโดนขโมยของที่สนามบินตอนที่จะขึ้นเครื่องบินอยู่แล้ว ผมไม่รู้ว่าใครขโมย ถ้าจะแจ้งความมีทางเดียว คือ ผมต้องทิ้งตั๋วแล้วไปแจ้งความที่เชียงใหม่เท่านั้นซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุคดี ซึ่งผมไม่สะดวก แต่ถ้าผมขึ้นเครื่องบินกลับบ้านมาก่อนแล้วแจ้งความที่กรุงเทพได้ สำหรับผู้เสียหายแล้วสะดวกกว่า แล้วตำรวจที่กรุงเทพก็ค่อยส่งข้อมูลทั้งหมดไปให้ตำรวจที่เชียงใหม่ช่วยสืบต่อ น่าจะดีกับผู้เสียหายมากกว่า

แต่อย่างไรก็ดีวันนี้กฎหมายเขียนว่า ถ้าคดีเกิดขึ้นที่เชียงใหม่ผมต้องไปแจ้งความที่เชียงใหม่เท่านั้น หรือถ้ารู้ว่าผู้ต้องหาเป็นใครก็ไปแจ้งความตามที่อยู่ของผู้ต้องหาก็ได้ วัตถุประสงค์ที่กฎหมายเขียนเช่นนี้เพื่อต้องการไม่ให้คนแจ้งความสามารถใช้กระบวนการทางกฎหมายกลั่นแกล้งคนที่ถูกแจ้งความได้ ถ้าจะดำเนินคดีต่อเขาก็ต้องดำเนินคดีในสถานที่เหตุต้นเรื่องนั้นเกิดขึ้นหรือในสถานที่ที่ไม่เป็นภาระกับเขาเกินไป

อย่างไรก็ดี ทุกวันนี้มีคนใช้ช่องว่างของกฎหมายเพื่อการกลั่นแกล้งคนอื่นอยู่บ้าง ในคดีหมิ่นประมาทและพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ คนที่ถูกวิจารณ์แล้วรับคำวิจารณ์ไม่ได้ ก็จะอ้างว่า ตัวเอง “พบเห็น” ข้อความที่ถูกด่าตอนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล แล้วอาศัยช่องว่างของมาตรา 18 บอกว่า “คดีเกิดขึ้น” ในพื้นที่ที่มีการพบข้อความ ซึ่งไม่ได้อ้างว่า ผู้แจ้งความสะดวกที่ไหนแต่อ้างว่าพบข้อความและคดีเกิดที่นั่น ก่อนหน้านี้มีหลายคดี เช่น ที่นราธิวาส ที่เชียงราย ที่พะเยา ที่แม่สอด ฯลฯ เพื่อหวังให้ผู้ต้องหามีภาระมากขึ้นในการเดินทางจะได้หวาดกลัวและหยุดพูด คดีทางไกลที่เคยเห็นเกิดจากการโพสต์ออนไลน์ โดยคนแจ้งความอ้างได้ว่า ไม่รู้คนโพสต์ตอนกดโพสต์อยู่ที่ไหน จึงถูกอ้างอิงว่าคดีเกิดขึ้นตอนที่มีการพบข้อความ แน่นอนว่าผมไม่เห็นด้วยแต่กฎหมายเรื่องนี้ยังเป็นช่องว่างให้มันเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า และต้องการการแก้ไขเพื่ออุดช่องว่างต่อไป

หลายวันมานี้ผมเห็น ผู้หลักผู้ใหญ่บ้านเมืองหลายคนอ้างหลักกฏหมายผิดผมก็ไม่สบายใจ เพราะกฎหมายตอนนี้ไม่มีใครสามารถไปแจ้งความคนอื่นยังสถานที่ที่ตัวเองสะดวกได้ หรือตามภูมิลำเนาของตัวเองก็ไม่ได้ ใครจะบ้านเกิดอยู่ที่ไหน ทะเบียนบ้านอยู่ที่ไหน ไม่เป็นเหตุตามกฎหมายในการเลือกสถานที่แจ้งความนะครับ เรียนมาเพื่อให้เข้าใจตรงกันก่อน

การแจ้งความผิดท้องที่เป็นเหตุผลที่ง่ายมากที่ตำรวจจะไม่รับแจ้งความ เราในฐานะประชาชนล้วนประสบปัญหานี้ เช่น เวลากระเป๋าตังค์หายเดินไปแจ้งความตำรวจจะต้องถามคำแรกว่า “หายที่ไหน?” ถ้าตอบแล้วมันไม่อยู่ในเขตอำนาจเค้าจะไม่รับทันที ถ้าวันไหนเจอตำรวจที่ไม่ขยันทำงานก็จะพยายามหาข้ออ้างอธิบายว่าคดีเกิดขึ้นในเขตสน. อื่น แล้วไล่ไปแจ้งความที่อื่น เราล้วนเคยเจอสถานการณ์นี้กันเป็นปกติเมื่อต้องตกเป็นผู้เสียหาย แต่หากตำรวจมีความเกรงอกเกรงใจผู้หลักผู้ใหญ่ตำแหน่งสูงๆ ของบ้านเมืองอยู่บ้าง ก็อาจจะรับๆไปก่อน แต่ตำรวจที่สอบสวนคดีโดยตัวเองไม่มีอำนาจตามมาตรา 18 ก็น่าจะมีความผิดเองอีก น่าสงสารตำรวจจัง

ล่าสุด นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า ผม เริ่มเวียนหัวกับความมึนงง ของ น้อง ilaw เสียแล้วสิ ที่บอกว่าไปแจ้งความคดีหมิ่นประมาทที่อื่นไม่ไดั นอกจากแจ้งที่กรุงเทพฯ เพราะเหตุเกิดที่กรุงเทพฯ พร้อมยกตัวอย่างเรื่องกระเป๋าหายเขตโรงพักไหนก็ต้องไปแจ้งเขตโรงพักนั้น พร้อมอ้างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาด้วย

แต่ความเห็นทางกฎหมายของผมต่างกับilaw

ไอ้เรื่องกระเป๋าหายกับหมิ่นประมาทมันแตกต่างกัน เพราะสิ่งที่ ilaw ทำก็คือแทนที่จะเอาข้อมูลเรื่อง 9 คน ของพรรคภูมิใจไทยไปแอบกระซิบข้างหูคุณ iTim เบาๆ รู้กันสองคนแค่ ilaw กับ iTim คดีหมิ่นประมาทก็คงไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น แต่นี่คุณกลับยื่นหนังสือแถลงข่าวกันที่โพเดียมในห้องแถลงข่าวของสภาแล้วแถลงข่าวกันอย่างอึกทึกครึกโครมต่อหน้าสื่อนับร้อย แล้วสื่อก็นำไปเสนอข่าวทางออนไลน์ทางหน้าหนังสือพิมพ์สารพัดช่องทางผู้คนทั้งหลายก็ได้เห็นได้ยินได้อ่านกันทั่วไม่ว่าจะเป็นที่อำนาจเจริญ อมก๋อย สุไหงปาดี บึงกาฬ เหตุจึงเกิดทั่วราชอาณาจักร

ดังนั้นเมื่อเป็นดังนี้ผู้เสียหายจะร้องทุกข์กล่าวโทษที่โรงพักไหน จะฟ้องศาลจังหวัดใดก็ย่อมจะทำได้ นะครับ

รัฐบาลจ่อยุบหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาค ชี้ภารกิจซ้ำซ้อนผู้ว่าฯ-เปลืองงบ พร้อมชำแหละฐานเงินเดือนผู้บริหารท้องถิ่น

รัฐบาลจ่อยุบหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาค ชี้ภารกิจซ้ำซ้อนผู้ว่าฯ-เปลืองงบ พร้อมชำแหละฐานเงินเดือนผู้บริหารท้องถิ่น

รัฐบาลจ่อยุบหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาค ชี้ภารกิจซ้ำซ้อนผู้ว่าฯ-เปลืองงบ พร้อมชำแหละฐานเงินเดือนผู้บริหารท้องถิ่น

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.45 น.

รัฐบาลเตรียมพิจารณายุบเลิกหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาค หลังพบภารกิจซ้ำซ้อนผู้ว่าฯ สิ้นเปลืองงบประมาณ พร้อมชำแหละฐานเงินเดือนผู้บริหารท้องถิ่น หลังพบบางแห่งตั้งสูงโอเวอร์ ลุยดันภาษีบ้านเกิดเมืองนอน

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมยกเครื่องการปฏิรูประบบราชการท้องถิ่นครั้งใหญ่ ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เตรียมเสนอที่ประชุมคระรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณายุบเลิกการจัดตั้งหน่วยงานส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค เนื่องจากปัจจุบันมีหน่วยงานรัฐหลายแห่งตั้งหน่วยงานสาขาในจังหวัดต่าง ๆ ถือเป็นการทำงานที่ทับซ้อนอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด และที่สำคัญการตั้งหน่วยงานลงไปลักษณะนี้ยังไม่มีกฎหมายรองรับตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดินด้วย

นายปกรณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ บอร์ด ก.พ.ร. มีมติชัดเจนให้เปลี่ยนสภาพหน่วยงานเหล่านี้จากการเป็นสำนักงานสาขาไปสู่การใช้ระบบออนไลน์และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาให้บริการประชาชนแทนการตั้งสำนักงานในภูมิภาค 

สำหรับการดำเนินการครั้งนี้ ถือเป็นการปรับโครงสร้างระบบราชการให้กระชับ ลดความซ้ำซ้อน และเน้นการแก้ไขสิ่งที่ผิดกฎหมายให้ถูกต้อง โดยรัฐบาลมีแพ็คเกจรองรับบุคลากรที่ก่อนหน้านี้ถูกตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในภูมิภาค ทั้งการโอนย้ายกลับส่วนกลาง หรือเข้าร่วมโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด (Early Retire) ตามความสมัครใจ

“การตั้งหน่วยงานส่วนกลางไปอยู่ในพื้นที่ภูมิภาคนั้นแท้จริงแล้วผิดกฎหมาย เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ ซึ่งเราจะเสนอให้ครม.ยุติบทบาทเหล่านี้ เพื่อกลับมาใช้ระบบออนไลน์แทนการเปิดสาขาจำนวนมากที่สิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะตอนนี้โลกเปลี่ยนไป ความจำเป็นในการมีสำนักงานสาขาลดลงมาก เพราะเราสามารถใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์จัดการงานเอกสารแทนคนได้ทันทีและยังช่วยป้องกันการทุจริตได้ง่ายกว่าเดิมด้วยระบบตรวจสอบที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ” นายปกรณ์ กล่าว

ขณะเดียวกันรัฐบาลยังอยู่ระหว่างการพิจารณาการปฏิรูปโครงสร้างค่าตอบแทนของผู้บริหารระดับท้องถิ่น หลังพบปัญหาความเหลื่อมล้ำของฐานเงินเดือนและสวัสดิการที่ส่งผลกระทบต่อระบบราชการส่วนกลางอย่างมาก เนื่องจากฐานรายได้ไม่ได้อิงกับมาตรฐานเดียวกัน  โดยล่าสุดพบข้อมูลว่าปลัดเทศบาลและปลัด อบต. ในหลายพื้นที่ได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทนสูงกว่าปลัดกระทรวงซึ่งมีภาระหน้าที่ดูแลนโยบายและกิจกรรมสำคัญครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศ 

สำหรับเป็นความไม่เป็นธรรมนี้ เกิดขึ้นจากการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอิสระในการกำหนดเกณฑ์รายได้ของตนเองโดยไม่ได้ล้อไปกับเกณฑ์ของสำนักงาน ก.พ. เหมือนข้าราชการส่วนกลาง รัฐบาลจึงเตรียมมอบหมายให้กรมบัญชีกลางจัดทำระบบบัญชีกลางเพื่อควบคุมมาตรฐานการทำงานและการใช้จ่ายงบประมาณท้องถิ่นให้มีความคุ้มค่าและโปร่งใสตามนโยบายบริหารราชการแผ่นดินยุคใหม่

“เป็นไปได้ยังไงที่ปลัดเทศบาลมีเงินเดือนและค่าตอบแทนเยอะกว่าปลัดกระทรวง ซึ่งดูแลคนทั้งประเทศและรับผิดชอบภารกิจมหาศาล จึงต้องปรับครั้งใหญ่ทั้งการนำเทคโนโลยีมาใช้และปรับลดจำนวนคนให้เหลือเท่าที่จำเป็นเพื่อให้โครงสร้างทั้งหมดล้อไปกับมาตรฐานการบริหารจัดการที่ตรวจสอบได้ เรามุ่งหวังให้เกิดการปรับวิธีทำงานใหม่ที่สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนไปโดยต้องมีมาตรฐานบัญชีที่เป็นกลางเพื่อให้รัฐบาลสามารถตรวจสอบได้ว่าการใช้จ่ายงบประมาณนั้นมีความคุ้มค่าและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้รับจริง ๆ ” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว 

นอกจากนี้ นายปกรณ์ ยังกล่าวถึงการผลักดันภาษีบ้านเกิดเมืองนอนตามนโยบายรัฐบาล ว่า แนวทางดังกล่าวจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้บริษัทขนาดใหญ่เข้าไปสนับสนุนท้องถิ่นขนาดเล็กที่มีรายได้ไม่ถึง 25 ล้านบาทซึ่งยังขาดโอกาสการพัฒนาอีกมาก

สำหรับมาตรการนี้ ยังเปิดช่องให้ภาคเอกชนสามารถนำเงินบริจาคไปหักลดหย่อนภาษีและส่งเสริมการพัฒนาเมือง เช่น สามารถนำไปคำนวณเป็นคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรได้ตามข้อตกลง การเปลี่ยนโฉมหน้าการพัฒนาท้องถิ่นจะมุ่งเน้นการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนและคุณภาพชีวิตที่ดีมากกว่าการมุ่งเน้นเพียงการก่อสร้างถนนเหมือนในอดีตเพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว 

รัฐบาลเชื่อว่า แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่มีรายได้สูงกับท้องถิ่นขนาดเล็กให้สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะที่เท่าเทียมกันและตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

ส.ว.พิสิษฐ์ ซัดฝ้ายค้าน ชี้นำสังคม กดดัน กกต. คีดฮั้ว ท้าเช็กใบเสร็จการเมือง ชี้หลักฐานได้มาถูกกฎหมายหรือไม่

ส.ว.พิสิษฐ์ ซัดฝ้ายค้าน ชี้นำสังคม กดดัน กกต. คีดฮั้ว ท้าเช็กใบเสร็จการเมือง ชี้หลักฐานได้มาถูกกฎหมายหรือไม่

ส.ว.พิสิษฐ์ ซัดฝ้ายค้าน ชี้นำสังคม กดดัน กกต. คีดฮั้ว ท้าเช็กใบเสร็จการเมือง ชี้หลักฐานได้มาถูกกฎหมายหรือไม่

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.39 น.

‘สว.พิสิษฐ์’ ซัด ‘ฝ่ายค้าน’ ชี้นำสังคม 2 สัปดาห์ติด ‘คดีฮั้ว สว.’ ลามกดดัน ‘กกต.’ ท้าเช็ก ‘ใบเสร็จทางการเมือง’ ตกรางวัล ‘ผู้ช่วย สว.’ เข้าข่ายผิด ม.77 แฉอีกฝั่งยังปิดห้อง-ยึดมือถือ ย้อนถามหลักฐานคลิป-ตั๋วบิน ได้มาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เปิด 5 ประเด็นจัดฉากทำเป็นขบวนการ ดิสเครดิต-เซาะกร่อนสถาบัน

วันที่ 29 กรกฏาคม 2569 นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา(วิปวุฒิสภา) ให้สัมภาษณ์กรณีที่พรรคร่วมฝ่ายค้านออกมาเรียกร้องเรื่องคดีฮั้ว สว.ว่า  ต้องเรียกว่า 2 สัปดาห์ติดกันแล้ว ที่ทางพรรคฝ่ายค้านของสภาผู้แทนราษฎรรวมตัวกัน ทั้งพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ ประชาชาติ รวมถึงอดีตผู้สมัคร สว. และ สว. สํารองต่างๆ ตนเรียกว่ามาชี้นำสังคมแล้วกันว่า สว.ปัจจุบันมาอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยใช้คำว่า ฮั้ว โกง ทุจริต เพื่อด้อยค่า ดูถูกดูแคลน สว.ชุดนี้อย่างต่อเนื่องไม่จบไม่สิ้นสักที ที่สำคัญไปคือพยายามกดดัน แทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีของ สว.ที่ถูกกล่าวหาอยู่ 138 ท่าน 

“เป็นความพยายามของกลุ่มเหล่านี้  ทางสมาชิกวุฒิสภาเองก็พยายามอดทนอดกลั้นอย่างถึงที่สุด  ไม่อยากตอบโต้มาก เพื่อลดความขัดแย้งและความเข้าใจผิดต่อสังคมด้วย แต่ต้องบอกว่าไม่ใช่เราไม่มีหลักฐานข้อมูลที่จะชี้แจงต่อสาธารณชนหรือประชาชน เราก็ทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ 2560” นายพิสิษฐ์ กล่าว

เมื่อถามถึงเรื่องเส้นเงินที่ฝ่ายค้านมาเปิด จะเป็นน้ำหนักที่ทำให้คนในสังคมเชื่อหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า เรื่องเส้นเงิน ตนไม่ทราบข้อมูลจริงๆ ต้องบอกว่าตนก็ไม่เห็นสำนวนของ กกต.  เพราะฉะนั้นตนคงตอบไม่ได้ แต่สิ่งที่เราจะให้เห็นชัดๆ อาจจะต้องเรียกว่าใบเสร็จทางการเมือง คือคำสั่งแต่งตั้ง ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ ผู้ช่วยของ สว.  โดยเฉพาะที่เป็นอดีตผู้สมัคร สว. มาเป็นผู้เชี่ยว ผู้ชำนาญ ของ สว. หลายๆ ท่าน ในชุดนี้ ตนคิดว่า จริงๆ กกต. ควรจะตั้งกรรมการมาสอบด้วยซ้ำว่า มีการตกลงกันหรือไม่ 

“มีการให้การหรือไม่ มีการสัญญาว่าจะให้หรือไม่ตามมาตรา 77 แบบนี้ชัดเจนสุดเลย ผมถึงเรียกว่าใบเสร็จทางการเมือง ไม่ต้องไปพิสูจน์ใคร เงินเดือนแค่เดือนละ 15,000 บาท ปีหนึ่งก็ 180,000 บาท 2 ปีก็ 360,000 บาทแล้ว คุณก็ไปร้อง กกต. ควรจะไปตั้งกรรมการสอบได้เลยว่าที่ไปตั้งมา เพราะว่ามีอะไรกันหรือไม่ มีการตกลงอะไรกันก่อนการเลือกตั้งหรือไม่“ นายพิสิษฐ์ กล่าว

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า ทางไอลอว์ (iLaw) ก็เคยขอเอกสารจากทางสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้ไปทำอะไร แค่ออกมาโชว์ชื่อเฉยๆทำไมไม่ลองไปแกะดูว่าในผู้ช่วยของแต่ละคน ผู้เชี่ยว ผู้ชำนาญการ ทั้งหลายแหล่ของแต่ละสมาชิกวุฒิสภา เคยเป็นอดีตผู้สมัคร สว.หรือไม่ พร้อมย้ำว่า สว.ปัจจุบันไม่มีปัญหา เห็นกันชัดๆ เลย ไม่ต้องไปดูเส้นเงินอะไรทั้งนั้น 

เมื่อถามถึงที่ไอลอว์และพรรคร่วมฝ่ายค้านเปิดเผยพาดพิงมาถึงพรรคภูมิใจไทย นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า เป็นการกล่าวหา ไอลอว์เองก็ต้องไปพิสูจน์ให้ได้ถ้าเกิดมีการฟ้องร้องกันจริง ต้องไปพิสูจน์กันในชั้นศาล ต้องเป็นหน้าที่ของคนคนที่ถูกกล่าวอ้าง ตนคงตอบไม่ได้ครับ

เมื่อถามว่าทีมกฎหมายของฝั่ง สว. จะมีการดำเนินคดีกลับหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ตอนนี้กระบวนการทุกอย่างมันอยู่ในชั้นของ กกต. ทั้งหมด ตนคิดว่า กกต. น่าจะเร่งทำงานอยู่แล้ว ส่วน สว.ต้องบอกว่าเราให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แม้กระทั่งตอนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้ามาทำงานร่วมกับ กกต.  วุฒิสภาก็ให้ความร่วมมือมาโดยตลอด

เมื่อถามถึงกรณีที่มีข้อสงสัยถึงคุณสมบัติของนางแดง กองมา และนายสมพาน พละศักดิ์ สว. จากอำนาจเจริญ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ต้องบอกว่าไม่ได้ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่รู้มาว่าทางทั้งคู่ไปชี้แจงกับ กกต. แล้ว ทาง กกต. อาจจะต้องมายืนยันเองอีกที

เมื่อถามว่ามองว่าเป็นเกมการเมืองหรือไม่ เพราะมีคนมองว่าอย่างตอนสมัยก่อน ที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กับนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี ทำเรื่องนี้ พรรคประชาชนก็เหมือนจะเงียบ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ตนมองประเด็นที่ช่วงนี้ พรรคประชาชนหรือพรรคฝ่ายค้าน มาตีประเด็นนี้ไว้ 5 ประเด็น ประเด็นที่ 1 คือต้องการจัดกิจกรรม ทำเป็นลักษณะขบวนการ เอาทั้งบุคคลที่เคยเป็นผู้เสียประโยชน์ ไม่ว่าจะเคยไม่ได้รับแต่งตั้งจาก สว.ปัจจุบัน รวมอาจจะไปถึง กลุ่มบุคคลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สว. สำรอง อดีตผู้สมัคร เรียกว่าทำเป็นลักษณะเป็นขบวนการ ส่วนเรื่องเกมการเมือง เราไม่ได้เกี่ยวข้องอยู่แล้ว 

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ 2 ตนสังเกตว่า ที่มาตีกันบ่อยๆ ก็คือ การพูดถึงหลักฐาน ไม่ว่าจะคลิปต่างๆ หรือบอกว่า มีเส้นเงิน มีตั๋วเครื่องบิน มีแผนผังต่างๆ ตนต้องถามกลับไปทางพรรคฝ่ายค้านว่า หลักฐานการได้มา ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และที่สำคัญไปกว่านั้นคือหลักฐานที่ได้มาสอดคล้องกันหรือบิดเบือนไปจากในสำนวนการสอบสวนของ กกต. 

“วันนี้ทางฝ่ายค้านเอง เริ่มเปลี่ยนจากคำว่าฮั้วเป็นคำว่าโกงแล้วทำไมถึงเปลี่ยน เพราะว่าตอนสมัยก่อนการเลือกตั้ง คุณมีการจัดงาน มีการแจกริสแบนด์ มีการเข้าไปร่วมประชุม ผมถึงบอกว่าคุณมีการตกลงอะไรกันในนั้นหรือไม่ เพราะทุกคนถูกยึดมือถือกันทั้งหมด แล้วยิ่งย้อนกลับไปใบเสร็จทางการเมือง หนังสือที่แต่งตั้งผู้เชี่ยว ผู้ชำนาญของ สว. แต่ละคน มีการตกลงกันหรือไม่ มีการไปคุยกันมาก่อนหรือไม่ ว่าถ้าใครได้เป็น แล้วคนนั้นจะได้เป็นผู้เชี่ยว ผู้ชำนาญ ของสมาชิกวุฒิสภา” นายพิสิษฐ์ กล่าว

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ 3 พยานในคดีที่เปิดเผย ให้การกับ กกต. ตรงกับที่มาพูดในกิจกรรมที่รัฐสภาหรือไปสัมภาษณ์ตามสื่อมวลชนหรือไม่ ถ้าให้การไม่ตรงกัน แสดงว่าคุณก็ไม่น่าเชื่อถือแล้ว ประเด็นที่ 4 ที่ระบุว่าผู้สมัคร สว. ที่แต่งกายด้วยเสื้อเหลืองในวันเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ  จริงๆ แล้ว วันที่ 26 มิถุนายนคือก่อนวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระเจ้าอยู่หัว 1 เดือน แล้วปีนั้น เป็นปีที่ครบรอบ 6 รอบ 72 พรรษาด้วย  รัฐบาลเองก็รณรงค์ให้ประชาชนใส่เสื้อเหลืองเพื่อเฉลิมพระเกียรติ ให้ประชาชนมีส่วนร่วม แล้วประณามคนที่ใส่สัญลักษณ์เสื้อเหลืองว่า อ้างสถาบันบังหน้า เพื่อทำทุจริต ตนต้องถามกลับไปว่าท่านมีเจตนาบิดเบือนข้อเท็จจริง หรือมีเจตนาอื่นใดแอบแฝงหรือไม่ รวมไปถึงต้องการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันหรือไม่

นายพิสิษฐ์ กล่าวด้วยว่า ประเด็นที่ 5 ตนต้องบอกว่าการนำเสนอข่าวบางสำนักชี้นำประชาชน เชิญแขกที่มาร่วมออกรายการ ก็เชิญแต่เจ้าประจำ นำเสนอในมุมที่พยายามที่จะไม่ได้เอาข้อเท็จจริงหรือไม่ เหมือนกับเป็นศาลเตี้ยที่ตัดสินไปแล้ว เคยปรากฏอยู่ในหลายคดี ที่หน้าสื่อไปชี้ว่าคนนั้นผิดคนนี้ผิด สุดท้ายศาลยกฟ้อง

‘การดี’ ชวนร่วมลงชื่อ หยุด TH-AI Passport ชี้เป็นทุจริตที่ถูกระเบียบ ยอมรับไม่ได้

‘การดี’ ชวนร่วมลงชื่อ หยุด TH-AI Passport ชี้เป็นทุจริตที่ถูกระเบียบ ยอมรับไม่ได้

‘การดี’ ชวนร่วมลงชื่อ หยุด TH-AI Passport ชี้เป็นทุจริตที่ถูกระเบียบ ยอมรับไม่ได้

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.26 น.

‘การดี’โพสต์ชวนร่วมลงชื่อ หยุด TH-AI Passport  ชี้เป็นทุจริตที่ถูกระเบียบ ยอมรับไม่ได้

วันที่ 29 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค เพื่อขอให้ประชาชนร่วมลงชื่อภายใต้แคมเปญสาธารณะ หยุด TH-AI Passport งบกว่า 1,600 ล้านบาท แต่ด้อยกว่าของฟรี พร้อมระบุข้อความว่า “ทุจริตอย่างถูกระเบียบ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ขอบคุณเพื่อนๆที่ร่วมเดินทาง ส่งลิงก์มาให้ มีกำลังใจมามากขึ้น”

นางการดี ยังเผยแพร่ข้อความของแคมเปญดังกล่าวต่อว่า “ร่วมสนับสนุน ส่งกำลังใจให้ สส.การดี เลียวไพโรจน์ ที่ลุกขึ้นมาตั้งคำถามและตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport เพื่อปกป้องเงินภาษีกว่า 1,621 ล้านบาท ให้ถูกใช้อย่างโปร่งใส คุ้มค่า และเกิดประโยชน์กับประชาชนจริง เพราะตอนนี้เหลือเธอคนเดียวแล้วจริงๆที่จับเรื่องนี้ไม่ปล่อย เงินภาษีทุกบาทต้องตรวจสอบได้ ร่วมส่งเสียงและร่วมลงชื่อที่เว็ปไซต์Stopaipass” พร้อมกับระบุข้อความที่ติดแฮชแทก เช่น ตรวจสอบอย่างโปร่งใส หยุดงบไม่คุ้มค่า 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าแคมเปญดังกล่าวเกิดโดยกลุ่มคนทำงานสายเทคโนโลยีในประเทศไทย ไม่สังกัดพรรคการเมือง ไม่รับทุนจากบริษัทหรือหน่วยงานใด โดยหน้าเว็ปไซต์ของเคมเปญดังกล่าว ระบุจุดยืน คือ ไม่ยอมรับบทุจริตอย่างถูกระเบียบให้เป็นมาตรฐานของประเทศ ทุกขั้นตอนของโครงการอาจถูกระเบียบทุกประการ มีประกาศครบ มีเอกสารครบบ มีผู้ชนะปรระมูลตามกระบวนการ ซึ่งคือสิ่งที่น่ากังวลที่สุด เพราะปัญหาที่ถูกถึงไม่ใช่การทำผิดระเบียบ แต่คือ การใช้ระเบียบเป็นเกราะกำบัง เพราะไม่มีตัวชี้วัด ไม่มีสิ่งที่ตอบได้ว่าประเทศได้อะไรกลับมา ถูกระเบียบไม่เท่ากับ ถูกต้อง และไม่เท่ากับคุ้มค่า

“ไม่ได้ขอให้ทบทวนโครงการเดียว เราปฏิเสธมาตรฐานที่ยอมให้เงินภาษีระดับพันล้านบาทเคลื่อนผ่านไปได้ โดยไม่ต้องตอบคำถามพื้นฐานว่าใครได้ประโยชน์ วัดผลอย่างไร และเปิดให้ตรวจสอบได้ เราไม่ยอมรับการอนุมัติงบพันล้านโดยไม่มีตัวชี้วัดที่ประกาศล่วงหน้า ไม่ยอมรับการเบิกจ่ายตามหน่วยงานนับที่ไม่มีใครนิยาม ไม่ยอมรับคำว่าถูกระเบียบ เป็นคำตอบสุดท้ายของการใช้เงินสาธารณะ พร้อมกับเชิญชวนให้ประชาชนร่วมลงชื่อ เพื่อส่งข้อเรียกร้องถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมให้ยุติโครงการดังกล่าว”

สมศักดิ์ ย้ำชัดเจน ‘เค้าโครงการเศรษฐกิจ’ ของ ‘ปรีดี พนมยงค์’ เลียนแบบ’นารวม’

สมศักดิ์ ย้ำชัดเจน 'เค้าโครงการเศรษฐกิจ' ของ 'ปรีดี พนมยงค์' เลียนแบบ'นารวม'

สมศักดิ์ ย้ำชัดเจน ‘เค้าโครงการเศรษฐกิจ’ ของ ‘ปรีดี พนมยงค์’ เลียนแบบ’นารวม’

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.56 น.

วันที่ 29 กรกฎาคม 2569 นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อดีตอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันลี้ภัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ได้แชร์โพสต์ของ สถาบันปรีดี พนงยงค์ ที่ระบุว่า “กว่า 90 ปีมาแล้ว ปรีดี พนมยงค์ เคยเสนอหลักการสำคัญว่า รัฐควรมีหน้าที่ดูแลความมั่นคงในการดำรงชีวิตของประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ว่าจะเผชิญความเจ็บป่วย ว่างงาน ทุพพลภาพ หรือชราภาพ แนวคิดที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าก้าวหน้าเกินยุคสมัย กำลังหวนกลับมาเป็นคำถามสำคัญอีกครั้งในวันที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด

บทความตอนแรกของชุด “ ปฐมบทแห่งสวัสดิการ จาก เค้าโครงเศรษฐกิจปรีดีสู่ บำนาญพื้นฐาน ” ในฐานะตาข่ายรองรับชั้นล่างสุดของสังคม พร้อมเปรียบเทียบบทเรียนจากเนเธอร์แลนด์และนิวซีแลนด์ เพื่อค้นหาคำตอบว่า ประเทศไทยจะออกแบบหลักประกันรายได้ยามชราให้ครอบคลุมและเพียงพอต่อการดำรงชีวิตได้อย่างไร

เมื่อโจทย์ที่ปรีดีตั้งไว้เมื่อเกือบหนึ่งศตวรรษก่อน ประเทศไทยกลับมาเผชิญโจทย์เดิมอีกครั้งในบริบทที่หนักหน่วงกว่าเดิมหลายเท่า สังคมไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด เร็วกว่าประเทศรายได้สูงส่วนใหญ่ในโลก ขณะที่ระบบบำนาญที่มีอยู่ยังกระจัดกระจายและครอบคลุมประชากรเพียงบางส่วน”

ซึ่งโพสต์ดังกล่าวของ เพจสถาบันปรีดีฯ ได้แนบลิงค์บทความ ปฐมบทแห่งสวัสดิการ จาก “เค้าโครงการเศรษฐกิจของปรีดี” สู่ “บำนาญพื้นฐาน”
เขียนโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ผู้สมัครคณะกรรมการประกันสังคมฝั่งผู้ประกันตน https://pridi.or.th/th/content/2026/07/2917

โดยนายสมศักดิ์ ได้โพสต์แสดงความเห็นว่า “เมื่อไรนักวิชาการที่เชียร์ปรีดี จะเลิกเชื่อมโยงรัฐสวัสดิการของยุโรปที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง กับ “เค้าโครงการเศรษฐกิจ”ของปรีดี ที่เกิดจากการเลียนแบบ”นารวม” (collective farm) เสียที

อะไรที่ไม่ใช่ ตามข้อเท็จจริงก็มีให้อ่านอยู่ ก็ควรยอมรับกันว่าไม่ใช่ แล้วหันไปพูดเรื่องอื่นเสีย

เมื่อไรที่เราจะยอมรับว่า ปรีดีก็ทำผิดได้ บางครั้งอย่างมหาศาลด้วย

อะไรที่ควรดีเฟนด์ ก็ดีเฟนด์ อะไรที่ควรวิพากษ์ ก็วิพากษ์”

เปิดคำวินิจฉัย กกต. ดูชัด ๆ ทำไม ‘2 สว.อำนาจเจริญ’ คุณสมบัติผ่านฉลุยนั่งเก้าอี้ สว.ได้

เปิดคำวินิจฉัย กกต. ดูชัด ๆ ทำไม ‘2 สว.อำนาจเจริญ’ คุณสมบัติผ่านฉลุยนั่งเก้าอี้ สว.ได้

เปิดคำวินิจฉัย กกต. ดูชัด ๆ ทำไม ‘2 สว.อำนาจเจริญ’ คุณสมบัติผ่านฉลุยนั่งเก้าอี้ สว.ได้

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.01 น.

เปิดคำวินิจฉัยกกต. ดูเหตุผลชัดๆทำไม 2 สว.อำนาจเจริญ “นางแดง”แม่ค้าขายหมู “สมพาน” พ่อค้าก๋วยเตี๋ยวไก่ คุณสมบัติจึงผ่านฉลุยนั่งเก้าอี้สว.ได้ หลัง”ยิ่งชีพ”บอกอยากดูมาก เคยเรียกร้องจาก กกต.แต่ไม่ได้รับการตอบรับ

วันที่ 29 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน(iLaw) เรียกร้องให้นายสมพาน พละศักดิ์ และนางแดง กองมา 2 สว.อำนาจเจริญ เปิดรายละเอียดคำวินิจฉัย กกต.ที่อ้างว่า กกต.ยกคำร้องไปเมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้ว กรณีทั้งสองถูกร้องว่าขาดคุณสมบัติในการลงสมัคร สว. กลุ่มที่10 คือกลุ่มประกอบกิจการอื่น นอกจากกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นหรืออื่นๆ ในทำนองเดียวกัน  หลังนายสมพานและนางแดง ระบุว่าเตรียมแจ้งความดำเนินคดีกับนายยิ่งชีพ ที่กล่าวหาเรื่องนี้ ฐานจนทำให้ประชาชนสับสน ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง และเสื่อมเสียชื่อเสียงนั้น

โดยพบว่าเว็บไซต์สำนักงาน กกต. ได้มีการเผยแพร่คำวินิจฉัยยกคำร้องทั้ง 2 ฉบับไว้  โดยคำวินิจฉัย กกต.ที่ 249/2567 ลงวันจันทร์ที่ 23 ธ.ค.67 เรื่องการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ นางแดง ผู้มีสิทธิ์เลือกระดับประเทศกลุ่มที่ 10 หมายเลข 24 ถูกร้องว่าการที่นางแดงระบุประวัติและประสบการณ์ในแบบข้อมูลแนะนำตัวผู้สมัคร(สว.3)ว่าประกอบอาชีพค้าขายหมูตั้งแต่ปีพ.ศ.2541 แต่ก็เป็นการประกอบอาชีพแผงขายเนื้อสุกร ที่ไม่มีใบประกอบกิจการตามที่กฎหมายกำหนดเช่นใบทะเบียนพาณิชย์ หรือใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนการประกอบกิจการดังกล่าว นางแดงจึงสมัครรับเลือกเป็น สว. โดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัคร เพราะไม่ใช่บุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ หรือทำงานในด้านที่สมัครไม่น้อยกว่าสิบปี เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561มาตรา 11 (10) มาตรา 13 (3) และมาตรา 74

โดยเหตุผลที่ กกต.ยกคำร้อง ระบุว่าข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนได้ความว่านางแดง ขายเนื้อสุกรในตลาดเอกชนวิชิตสิน อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ 2540 ถึงปัจจุบัน และเป็นกรรมการพัฒนาตลาดสดน่าซื้อตั้งแต่ปี 47 ถึงปัจจุบัน นอกจากนางแดงลงลายมือชื่อรับรองว่าตัวเองมีคุณสมบัติ ไม่มีลักษณะต้องห้ามในการลงสมัครแล้ว เจ้าของตลาด และผู้ค้าในตลาดเอกชนวิชิตสินรวม3ราย ยังลงชื่อรับรองและเป็นพยานให้ รวมถึงผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอก็ไม่ได้รับหนังสือจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องแจ้งข้อมูลว่านางแดงไม่มีคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม จึงได้ประกาศชื่อให้เป็นผู้สมัครรับเลือกระดับอำเภอ ดังนั้นพยานหลักฐานจึงรับฟังได้ว่านางแดงเป็นผู้มีประสบการณ์การทำงานในกลุ่มที่สมัครมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปี ตามมาตรา 11(10) และมาตรา 13 (3) และไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นที่ยืนยันได้ว่ามีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายตามข้อกล่าวหา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่านางแดงกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายตามคำร้อง


ส่วนคำวินิจฉัย กกต.ที่17/2568 วันจันทร์ที่ 13 ม.ค.68 เรื่องการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ ซึ่งนายสมพาน  ผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศกลุ่มที่ 10 หมายเลข 99 ถูกร้องในข้อหาเดียวกันว่า การที่นายสมพานระบุประวัติและประสบการณ์ในแบบข้อมูลแนะนำตัวผู้สมัคร(สว.3)ว่าประกอบอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวไก่มะระเป็นเวลา 12 ปี แต่ไม่มีใบประกอบกิจการตามที่กฎหมายกำหนดเช่นใบทะเบียนพาณิชย์หรือใบสำสำคัญแสดงการจดทะเบียนจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า การกระทำของนายสมพานจึงเข้าข่ายรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัคร เพราะไม่ใช่บุคคล ซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ หรือทำงานในด้านที่สมัครไม่น้อยกว่าสิบ

สำหรับเหตุผลที่ กกต.ยกคำร้องระบุว่าข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนฟังได้ว่า นายสมพานประกอบกิจการขายก๋วยเตี๋ยวชื่อร้าน “ปุ๊ก ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา” ตั้งแต่วันที่ 4 มิ.ย.52 ปรากฏตามใบทะเบียนพาณิชย์ ซึ่งออกให้โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานกลางทะเบียนพาณิชย์ ออกวันที่ 4 มิ.ย.52  โดยมีพยานของนายสมพาน 3 ปากให้การสอดคล้องยืนยันว่านายสมพานขายก๋วยเตี๋ยวตั้งแต่ปี 52 ถึงปัจจุบัน และมีร้านหลายสาขาในอ.เมืองอำนาจเจริญ อีกทั้งนายสมพานให้ถ้อยคำยืนยันว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามในการสมัครา โดยมีบุคคลลงลายมือชื่อเป็นผู้รับรองและพยานในหนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในกลุ่มที่สมัคร (สว. 4) รวมถึงไม่มีหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องแจ้งว่านายสมพานเป็นผู้ไม่มีคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกเป็นสมาชิก วุฒิสภาแต่อย่างใด ดังนั้น พยานหลักฐานจึงรับฟังได้ว่า นายสมพานเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการ หรือทำงานในกลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่นนอกจากกลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมตามกฎหมาย ว่าด้วยการนั้นไม่น้อยกว่าสิบปี และไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นที่ยืนยันได้ว่ามีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมาย ตามข้อกล่าวหา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า นายสมพานกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา มาตรา11 (10) มาตรา 13 (3) และมาตรา 74 ตามคำร้อง

รัฐบาลแจงชัด! ไม่ล้มเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม แค่ชะลอชั่วคราวตามคำสั่งศาล

รัฐบาลแจงชัด! ไม่ล้มเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม แค่ชะลอชั่วคราวตามคำสั่งศาล

รัฐบาลแจงชัด! ไม่ล้มเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม แค่ชะลอชั่วคราวตามคำสั่งศาล

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.52 น.

รัฐบาลชี้แจงชัด ไม่ล้มเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม แค่ชะลอชั่วคราวตามคำสั่งศาล ย้ำไม่กระทบสิทธินายจ้างและผู้ประกันตน พร้อมเตรียมอุทธรณ์คำสั่ง – คุ้มครองสิทธิผู้ประกันตน 

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ทุเลาการบังคับใช้เงื่อนไข ที่กำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องลงทะเบียนจนทำให้การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมต้องชะลอไปก่อนนั้น กรณีนี้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเคารพกระบวนการทางกฎหมาย และพร้อมเดินหน้าทบทวน เพื่อปรับแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับคำสั่งศาล และคุ้มครองสิทธิของนายจ้างและผู้ประกันตน รวมทั้งรักษาความโปร่งใสในการบริหารกองทุน

ทั้งนี้ คำสั่งศาลดังกล่าวเป็นการทุเลาเฉพาะเงื่อนไขในประกาศที่ผูกสิทธิเลือกตั้งกับการลงทะเบียนไม่ใช่คำสั่งยกเลิกการเลือกตั้งทั้งกระบวนการ ซึ่งกระทรวงแรงงานจำเป็นต้องปรับแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับข้อกฎหมาย และจะเตรียมอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว เพื่อให้การเลือกตั้งเดินหน้าต่อไปโดยเร็ว

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ย้ำว่า เมื่อศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงไม่สามารถเดินหน้าตามกรอบเดิมได้ทันที และต้องรอผลทางกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการดำเนินการที่อาจขัดต่อคำสั่งศาล ซึ่งแนวทางที่กำลังพิจารณาอยู่ ทั้งกรณีการอุทธรณ์คำสั่งศาลหรือการกำหนดเงื่อนไขการลงทะเบียนใหม่ หากมีความชัดเจนเรื่องข้อกฎหมาย ทางสำนักงานประกันสังคม โดยกระทรวงแรงงานก็จะเร่งดำเนินการทันที เพื่อไม่ให้กระทบสิทธิการเลือกตั้งของนายจ้างและผู้ประกันตน