‘ประเสริฐ’ สั่งห้ามโรงเรียนรัฐ เอกชน สอบแข่งขันเด็กปฐมวัย ฝ่าฝืนผิดทั้งกฏหมาย และ พรบ.

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:50 น.

S__363249793

“ประเสริฐ” สั่งห้ามโรงเรียนรัฐ เอกชน สอบแข่งขันเด็กปฐมวัย ฝ่าฝืนผิดทั้งกฏหมาย และ พรบ.

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 7/2569 ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่า ในวันที่ 25 ส.ค. 2569 นี้ ศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย ของกระทรวงศึกษาธิการ”(ศพส.) จะเปิดอบรมซักซ้อมระบบการใช้งานแก่เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานก่อนเปิดใช้งานจริงในการรับฟังข้อมูลจากนักเรียนทั่งประเทศ

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมได้มีข้อห้ามการจัดการเรียนที่มุ่งเน้นการสอบแข่งขันในเด็กปฐมวัย ซึ่งเด็กปฐมวัยอยู่ภายใต้ พรบ.เรื่องการพัฒนาเด็กปฐมวัย ปี 2562 และใน พรบ.มีการห้ามให้เด็กปฐมวัยมีการแข่งขัน หรือสอบแข่งขัน

“เนื่องจากขณะนี้เราพบว่า มีโรงเรียนบางแห่งจัดสอบแข่งขันของเด็กปฐมวัย เพื่อชิงถ้วยรางวัล ผมจึงได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาด้านปฐมวัย ห้ามให้มีการสอบแข่งขัน เพราะผิดกฏหมาย ผิด พรบ. โดยให้เปลี่ยนไปเป็นการประเมินพัฒนาการของเด็กผ่านการสังเกตุแทน หรือประเมินแฟมสะสมงานแทน เนื่องจากยังไม่สอดคร้องกับพัฒนาการด้านสมองของเด็กที่ต้องมีการแข่งขัน ดังนั้น ศธ.จึงห้ามไม่ให้โรงเรียนรัฐและเอกชน สอบแข่งขันเด็กปฐมวัย”
นายประเสริฐ กล่าวถึงการเตรียมการนักเรียนเข้าแข่งขัน เอไอ โอลิมเปส ในเดือน ส.ค.ปี 2570 ที่ประชุมจึงได้สั่งการให้ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) คัดกรองนักเรียนที่มีศักยภาพด้านเอไอ เตรียมพร้อมเข้าร่วมการแข่งขัน

นอกจากนี้ ได้สั่งการให้บรรจุองค์ความรู้เรื่องของผ้าไทยลงในแบบเรียน โดยได้ให้นโยบายว่า ให้นำหลักการจากหนังสือ Thai Textiles Trend Book (เทรนด์บุ๊กผ้าไทย) เป็นหนังสือองค์ความรู้ด้านแฟชั่นและศิลปวัฒนธรรมแห่งอนาคต โดยให้ไปดูว่า จะสามารถเตรียมการความรู้เหล่านี้ผนวกเข้ากับหลักสูตรการศึกษาได้อย่างไร

นอกจากนั้นแล้ว ที่ประชุมยังได้สั่งให้มีการเร่งรัดในเรื่องการเบิกจ่ายการใช้งบงบประมาณปี 2569 ให้ทันตามเวลาที่ได้กำหนดไว้

นายประเสริฐ กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมได้ติดตามเรื่องการใช้งบประมาณ ปี 2569 งบโครงการแฟ้มสะสมทักษะ (Skill/Credit Portfolio) ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ประชุมได้มีมติให้ สพฐ. กันเงินในส่วนนี้ไว้ก่อน และให้ สพฐ. ปรับรายละเอียดให้สอดคล้องโดยไม่ให้ซ้ำซ้อนกับโครงการเดิมที่มีอยู่ ตามข้อสังเกตของหลายๆฝ่าย อย่างเช่น ความซ้ำซ้อนกับเรื่องของ การพัฒนาแพลตฟอร์ม NDLP โดยให้ สพฐ. ทำงานร่วมกับกระทรวง อว. ในการส่งต่อโครงการ เพื่อให้ กระทรวง อว.ดำเนินการต่อ และให้สพฐ.ทำเรื่องแจ้งสำนักงบประมาณ ถึงการขอกันเงินไว้ก่อนด้วย เพราะเรายังจำเป็นต้องใช้เงินส่วนนี้อยู่ ซึ่งเป็นวงเงินประมาณ 1,600 ล้านบาท และ ศธ.จะนำเรื่องนี้แจ้งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีถึงการเปลี่ยนแปรงโครงการด้วย

และหารือถึงการยกระดับคุณภาพคุรุศึกษาและการพัฒนาวิชาชีพครู นักเรียน และผู้บริหาร โดยได้เห็นชอบในเรื่องของการรีสกิล อัพสกิล และเรื่องของหลักสูตร เรื่องของ AI โดยได้กำหนดแผนและขั้นตอนต่างๆ ทั้งเรื่อง AI เฟรมเวิร์ค , AI Literacy ต้องดำเนินการขั้นตอนเป็นอย่างไร ซึ่งเราตั้งใจไว้ว่าในปี 2571 เรื่องของหลักสูตร เรื่อง AI จะมีความสมบูรณ์แบบ 100% ซึ่งเป็นการวางแผนในระยะยาว โดยวางไทม์ไลน์เรื่องหลักสูตร ซึ่งจะทำในระยะยาว เพราะมีขบวนการที่ต้องใช้เวลาไม่ใช่ทำได้ชั่วข้ามคืน การเปลี่ยนแปลงเรื่องการศึกษาต้องใช้เวลา 6 เดือน หรือ 1 ปี

“ปี 2569 เป็นช่วงที่ศธ.ออกแบบเรื่องต่างๆ สิ่งที่จะเห็นหลังจากที่เราออกแบบก็ในปี 2570 เราจะเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในกระทรวงศึกษาธิการ หลักใหญ่คือ เรื่อง พรบ. การศึกษาแห่งชาติ เรื่องดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน เรื่องอีออฟฟิศ และโครงสร้างของบุคลากร ส่วนในปี 2571 เราจะได้เห็นในเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถของหลักสูตร และเรื่องต่างๆที่จะทำตามมาในการสร้างสมรรถนะผู้เรียน ผู้สอน ผู้บริหาร อย่างเช่นเรื่อง AI แต่ไม่ได้หมายความว่าปี 2570 เราไม่ทำ เราควิกวินไปเรื่อยๆและมีการปรับปรุงตลอด“ รมว.ศธ. กล่าว

สอบแข่งขันเด็กปฐมวัยโรงเรียนรัฐโรงเรียนเอกชน

สกสค. จับมือ ออมสิน หั่นดอกเบี้ยเหลือ 3.50% หวังลดภาระหนี้สินครู-บุคลากร ปิดจบภาระหนี้เร็วขึ้น

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:30 น.

สกสค.-จับมือ-ธ.ออมสิน-เปิดโครงการ-ออมสินก้าวไปกับครู...ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน

ศธ.โดย สกสค. จับมือ ธ.ออมสิน เปิดโครงการ “ออมสินก้าวไปกับครู…ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน” หั่นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เหลือ 3.50% ต่อปี หวังลดภาระหนี้สินครูบุคลากรทางการศึกษา ปิดจบภาระหนี้เร็วขึ้น

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)พร้อมด้วย นายสมใจ วิเศษทักษิณ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. พร้อมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และนายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ได้ร่วมแถลงข่าว โครงการ “ออมสิน ก้าวไปกับครู…ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน” เพื่อร่วมมือในการยกระดับคุณภาพชีวิตและแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยธนาคารออมสินได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกหนี้ในโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.-ช.พ.ส. และโครงการเกื้อกูลผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา

S__18194440_0

นายประเสริฐ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ มีความยินดีที่ ธนาคารออมสินได้ร่วมกันทำให้เกิด

โครงการ “ออมสิน ก้าวไปกับครู…ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน” ในวันนี้ขึ้น เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นหนี้ที่สะสมมาเป็นระยะเวลานาน ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของคุณครูซึ่งถือได้ว่าเป็นแม่พิมพ์ของชาติ ซึ่งโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. – ช.พ.ส. นี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ได้ริเริ่มร่วมกับธนาคารกรุงไทย และธนาคารออมสิน มาตั้งแต่ปี 2549 หรือมากกว่า 20 ปี

โดยมี เจตนารมย์เพื่อ เปิดโอกาสให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับการดำรงชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิต ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มี ครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ได้รับอนุมัติสินเชื่อ ในโครงการดังกล่าวนี้รวมทั้งสิ้น กว่า 900,000 บัญชี คิดเป็นวงเงินสินเชื่อสะสมกว่า 760,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโครงการนี้มีความสำคัญ และใกล้ชิดกับชีวิตของคุณครูมาอย่างยาวนาน และในปัจจุบันโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. – ช.พ.ส. ยังคงมีบัญชีสินเชื่อค้างอยู่ในระบบกว่า 291,185 บัญชี คิดเป็นเงินต้นคงเหลือกว่า 223,952 ล้านบาท ซึ่งเป็นภาระที่ครูจำนวนมากต้องแบกรับต่อเนื่องมาหลายปี ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของแม่พิมพ์ของชาติ ทั้งในแง่ค่าใช้จ่ายรายเดือนและขวัญกำลังใจ รวมถึงการปฎิบัติหน้าที่ และความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณ ด้วยเหตุนี้ กระทรวงศึกษาธิการ จึงยกให้การแก้ไขปัญหานี้เป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องผลักดันอย่างจริงจัง และตระหนักดีว่าการแก้ปัญหานี้ให้สำเร็จจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ เพื่อให้ครูสามารถบริหารจัดการหนี้ได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน

การจัดการแถลงข่าวในวันนี้ จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อประกาศความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการโดยสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. กับธนาคารออมสิน ในการดำเนินการมาตรการช่วยเหลือลดภาระหนี้สินของครูและบุคลากรทางทางการศึกษาอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณธนาคารออมสินเป็นอย่างยิ่งที่ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหานี้ และได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการในการออกแบบมาตรการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้ครูของเราสามารถปลดภาระหนี้และก้าวสู่อิสรภาพทางการเงินได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

“วันนี้ผมขอแจ้งข่าวดีให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ทราบ คือ ธนาคารออมสินได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. – ช.พ.ส. ลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ครูที่ยังไม่เข้าเกณฑ์ได้ปรับตัวก่อนเข้าร่วมมาตรการ ซึ่งรายละเอียดของโครงการ หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขทั้งหมดทางธนาคารออมสินจะแจ้งให้ทราบ“

S__18194441_0

ด้านนายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า การเข้าร่วมโครงการ “ออมสิน ก้าวไปกับครู…ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน” เป็น ความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการโดยสำนักงานคณะกรรมการ สกสค.ร่วมกับธนาคารออมสิน ถือเป็นเจตนาอารมณ์ร่วมกันในการดูแลช่วยเหลือครูและบุคลากรทางการศึกษา จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต และภาระหนี้ในส่วนของประชาชนในทุกวิชาชีพ รวมถึงครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งเป็นแม่พิมพ์ของชาติ ธนาคารออมสินให้ความสำคัญในเรื่องของการช่วยลดภาระทางการเงินให้กับลูกค้า ซึ่งปัจจุบันครูและบุคลากรทางศึกษาที่เข้าร่วมโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. ช.พ.ส. และโครงการเกื้อกูลผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปี 2558 นั้น มีจำนวน 280,000 กว่าบัญชี ที่มีภาระหนี้
ภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้ ธนาคารออมสิน กระทรวงศึกษาธิการ โดย สกสค. มีความตั้งใจที่จะดูแลลูกหนี้ครูทั้งหมดทุกสถานะ ทั้งที่เป็นลูกหนี้ปกติและลูกหนี้ที่มีการชำระไม่สม่ำเสมอ รวมถึงลูกหนี้ที่มีปัญหา

“โดยลูกหนี้ที่มีสถานะปกติ จะได้ลดอัตราดอกเบี้ยคงเหลือ 3.5% จนถึงสิ้นปี 2570 สำหรับลูกหนี้ในสถานะอื่นๆ คือลูกหนี้ที่ชำระไม่สม่ำเสมอ และลูกหนี้ NPL ก็ได้รับการช่วยเหลือด้วย ดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 4% ทั้งนี้ลูกหนี้ในส่วนที่จ่ายไม่สม่ำเสมอ หรือลูกหนี้ที่ผิดนัดการชำระหนี้ สามารถที่จะกลับมาเป็นสถานะปกติได้ โดยใช้ระยะเวลา 3 เดือนภายในสิ้นปีนี้ หากชำระหนี้ได้ตามปกติ ลูกหนี้เหล่านั้น ก็จะได้ลดหนี้เหลือ 3.50% ด้วยเช่นกันไปจนถึงสิ้นปี 2570 และตั้งแต่เดือนมกราคม 2571 เป็นต้นไป ลูกหนี้กลุ่มนี้ก็จะใช้อัตราดอกเบี้ย MLR/MRR – 2% ต่อปี ซึ่งจากเดิมดอกเบี้ยอยู่ที่ 4% ต่อปี

S__18194445_0

การดำเนินโครงการดังกล่าว การลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อให้ลูกหนี้สามารถนำส่วนลดนี้ไปหักคืนเงินต้นได้เร็วขึ้น เช่น ถ้าลูกหนี้มีอายุการกู้โดยประมาณ 20 ปี การลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ และการดำเนินการในโครงการนี้ จะส่งผลให้อายุการกู้ 20 ปี ลดระยะเวลาในการหมดภาระหนี้เกือบ 4 ปี ในส่วนของลูกหนี้ที่มีอายุการกู้ 30 ปี จากโครงการนี้ภาระหนี้ก็น่าจะหมดเร็วขึ้นเกือบ 9 ปี เพราะฉะนั้น โครงการนี้จะเห็นเป็นรูปธรรมของการหมดภาระหนี้ที่เกิดกับครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ช่วยให้ครูนำเงินงวดเดิมไปตัดเงินต้นได้มากขึ้น โดยธนาคารจะแจ้งสิทธิ์ผ่าน SMS, จดหมาย และแอปพลิเคชัน MyMo ซึ่งแบ่งเป้าหมายออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

สมาชิก ช.พ.ค. / ช.พ.ส. ที่ได้รับแจ้งสิทธิ์ สามารถลงทะเบียนผ่านแอป MyMo, เว็บไซต์ธนาคาร หรือ สาขาทั่วประเทศ ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ตุลาคม 2569
ผู้ที่พ้นสภาพสมาชิก ต้องดำเนินการขอกลับเข้าเป็นสมาชิกกับ สกสค. ให้เรียบร้อย ก่อนลงทะเบียนกับธนาคารภายใน 30 พฤศจิกายน 2569

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.otep.go.th, ธนาคารออมสินทุกสาขา, เว็บไซต์ http://www.gsb.or.th หรือ GSB Contact Center โทร. 1115

S__18194437_0

นายประเสริฐ กล่าวทิ้งท้ายนโยบายสำคัญ ถึงครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับได้ทราบ ประการแรก ขอให้ศึกษาโครงการและเงื่อนไขอย่างละเอียด และรีบดำเนินการลงทะเบียนผ่านแอปปพลิเคชัน MyMo หรือช่องทางที่ธนาคารออมสินกำหนด เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์ที่พึงจะได้รับ ประการที่ 2 ขอความร่วมมือครูและบุคลากรทางการศึกษา ทำความเข้าใจกับที่มาของมาตรการนี้อย่างถ่องแท้ และขอให้ย้อนดูว่าเดิมทีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในโครงการนี้ อยู่ในระดับ 6-7 % ต่อปี และครั้งนี้ธนาคารออมสินได้ปรับลดดอกเบี้ยลงมาให้เหลืออัตราดอกเบี้ย 3.50% ต่อปี ซึ่งหมายความว่าธนาคารออมสินยอมเสียสละรายได้ส่วนหนึ่งของธนาคาร เพื่อแบ่งเบาภาระหนี้สินให้กับครูโดยตรง นี่คือเจตนารมย์ที่กระทรวงศึกษาและธนาคารออมสินร่วมมือในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างจริงจัง จึงอยากจะฝากถึงพี่น้องครูทุกคน เห็นถึงความตั้งใจของผลสัมฤทธิ์ของโครงการนี้ และขอเชิญชวนครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง เกี่ยวกับโครงการนี้ไปยังเพื่อนครูและบุคลากรฯที่ยังไม่ทราบข่าว ช่วยกันแนะนำ ช่วยกันพาเพื่อนที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการให้มาลงทะเบียนให้ครบถ้วน โดยเฉพาะครูที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือครูที่ใกล้เกษียณฯที่อาจจะเข้าถึงข่าวสารได้ช้ากว่ากลุ่มอื่น เพื่อให้ประโยชน์จากโครงการนี้ถึงมือครูและบุคลากรฯทุกคนได้ทั่วถึง และสามารถเดินหน้าแก้ไขปัญหาหนี้สินครูได้อย่างแท้จริง

ประการที่3 กระทรวงศึกษาธิการ มองว่าความรู้ทางด้านการเงินเป็นเรื่องจำเป็นที่ครูและบุคลากรทางการศึกษาจะต้องมีความรู้ในเรื่องนี้ ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ผลักดันโครงการส่งเสริมความรู้ทางด้านการเงิน หรือ Financial Literacy ให้กับครูทุกช่วงวัย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้สามารถวางแผนการเงินได้อย่างรู้เท่าทัน และมีวินัยทางการเงิน เพื่อไม่กลับมาสู่วงจรหนี้สินซ้ำอีกในอนาคต ประการที่ 4 กระทรวงศึกษาฯ ยังเดินหน้าผลักดันมาตรการดูแลสวัสดิการ ครูในด้านอื่น ๆควบคู่ ทั้งด้านสุขภาพ การรักษา บริการด้านสาธารณสุข ด้านที่พัก ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อให้ครูสามารถทำหน้าที่แม่พิมพ์ของชาติได้อย่างมีความสุขและมั่นคง

ดอกเบี้ยภาระหนี้ครูสกสคหนี้ครูออมสิน

มช. และภาคีเครือข่าย ร่วมพัฒนาระบบข้อมูลเตือนภัยน้ำท่วมเมืองเชียงใหม่ ช่วยประชาชนเตรียมพร้อมรับมือ

20 สิงหาคม 2569 เวลา 12:49 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยศูนย์วิชาการสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และภาคีเครือข่าย จัดทำระบบข้อมูลเพื่อสนับสนุนการติดตาม เฝ้าระวัง และเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมในเขตเมืองเชียงใหม่ โดยรวบรวม เชื่อมโยง และประมวลผลข้อมูลด้านสถานการณ์น้ำ ข้อมูลพยากรณ์ระดับน้ำ แผนที่พื้นที่เสี่ยงภัย และข้อมูลผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมในอดีต เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการวางแผนและเตรียมรับมือสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

หนึ่งในข้อมูลสำคัญ คือ ระบบติดตามสถานการณ์น้ำของแม่น้ำปิงเขตเมืองเชียงใหม่ ซึ่งนำเสนอข้อมูลสถานการณ์น้ำของแต่ละสถานี ได้แก่ ระดับน้ำล่าสุด อัตราการไหล ระยะห่างจากตลิ่งต่ำสุด และระดับความสูงเทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง (รทก.) โดยใช้ข้อมูลระดับน้ำที่สถานี P.1 บริเวณเชิงสะพานนวรัฐเป็นข้อมูลสำคัญในการติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำในเขตเมืองเชียงใหม่

ระบบยังเชื่อมโยงกับข้อมูลการพยากรณ์ระดับน้ำ เพื่อให้สามารถติดตามทั้งสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มระดับน้ำล่วงหน้า โดยข้อมูลดังกล่าวสามารถนำมาเปรียบเทียบกับค่าระดับน้ำที่กำหนดไว้ในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ประชาชนประเมินสถานการณ์และเตรียมการป้องกันบ้านเรือนหรือทรัพย์สินได้ล่วงหน้า

ด้านการประเมินพื้นที่เสี่ยง ระบบจัดทำ แผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมเขตเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (Chiang Mai Flood Hazard Map)แสดงขอบเขตพื้นที่น้ำท่วม 5 ระดับ โดยอ้างอิงระดับน้ำของแม่น้ำปิงที่สถานี P.1 ที่ระดับ 4.30, 4.50, 4.70, 5.00 และ 5.30 เมตร ตามลำดับ ทั้งนี้ น้ำจะเริ่มล้นตลิ่งเมื่อระดับน้ำที่สถานี P.1 สูงกว่า 4.20 เมตร ช่วยให้สามารถประเมินขอบเขตพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบตามระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ ยังมี แผนที่ความลึกของน้ำท่วมในพื้นที่เขตเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (Chiang Mai Flood Depth Map) สำหรับกรณีระดับน้ำที่สถานี P.1 เท่ากับ 5.30 เมตร โดยนำข้อมูลสภาพกายภาพของพื้นที่และข้อมูลระดับคราบน้ำท่วม (Flood Marks) ที่เคยเกิดขึ้นจริง มาประมวลผลด้วยเทคนิคการประมาณค่าเชิงพื้นที่แบบ Inverse Distance Weighting (IDW) เพื่อประมาณค่าความลึกของน้ำท่วมในพื้นที่ที่ไม่มีข้อมูลตรวจวัดโดยตรง

ผู้ใช้งานสามารถเลือกดูข้อมูลได้หลายรูปแบบ ทั้งแผนที่ความลึกของน้ำท่วม แผนที่ระดับความสูงของผิวน้ำ และแผนที่ช่วงความสูงของน้ำท่วม พร้อมทั้งสามารถคลิกดูค่าข้อมูลในแต่ละจุด ซูม และเลื่อนแผนที่เพื่อสำรวจพื้นที่ที่สนใจได้

สำหรับการเตือนภัยในระดับพื้นที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้จัดทำ พิกัดหลักเตือนระดับน้ำท่วมเขตเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (CM Flood Poles) มากกว่า 220 จุด กระจายอยู่ในพื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วมในเขตตัวเมืองเชียงใหม่ โดยหลักเตือนระดับน้ำจะแสดงค่าระดับน้ำที่สัมพันธ์กับระดับน้ำท่วมบริเวณจุดติดตั้ง ประชาชนสามารถนำค่าระดับน้ำที่ได้รับจากการรายงานหรือพยากรณ์ที่สถานี P.1 มาเปรียบเทียบกับค่าที่แสดงบนหลัก เพื่อประเมินระดับน้ำที่อาจเกิดขึ้นในบริเวณดังกล่าวและวางแผนรับมือได้ล่วงหน้า

ภายในเว็บไซต์ยังแสดง รายละเอียดของหลักเตือนระดับน้ำในแต่ละจุด พร้อมภาพประกอบและเส้นทาง เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลจุดเตือนภัยในพื้นที่ได้สะดวกยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน ยังมีข้อมูล พิกัดเครื่องหมายระดับน้ำท่วมเขตตัวเมืองเชียงใหม่ ปี 2567 (CM Flood Mark 2024) จำนวนประมาณ 5,000 จุด กระจายทั่วพื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วมในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน โดยแสดงระดับน้ำท่วมสูงสุดที่วัดจากผิวถนนจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 ซึ่งระดับน้ำแม่น้ำปิงที่สถานี P.1 อยู่ที่ 5.30 เมตร ข้อมูลจากเหตุการณ์จริงดังกล่าวสามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินสถานการณ์และการเตือนภัยในพื้นที่เสี่ยง

ระบบยังรวบรวมข้อมูล ศูนย์พักพิงและที่จอดรถชั่วคราวกรณีเกิดอุทกภัย ทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งจัดเตรียมไว้เพื่อรองรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ช่วยให้ประชาชนสามารถเตรียมวางแผนการเดินทางและการอพยพได้เมื่อเกิดสถานการณ์น้ำท่วม

ทั้งนี้ ระบบยังมีข้อมูลแผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมชุดเดิมที่อ้างอิงเหตุการณ์น้ำท่วมในปี พ.ศ. 2554 เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการศึกษาและเปรียบเทียบ โดยปัจจุบันได้มีการจัดทำ แผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมชุดใหม่ที่ใช้ข้อมูลเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2567 เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และศักยภาพการรองรับน้ำและการป้องกันน้ำท่วมของเมืองเชียงใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงไป

การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนการนำ ข้อมูล องค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคีเครือข่ายมาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เมืองเชียงใหม่ โดยมุ่งให้ข้อมูลสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่การติดตามสถานการณ์ การประเมินความเสี่ยง การเตือนภัย ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมรับมือและลดผลกระทบจากอุทกภัย

ประชาชน หน่วยงาน และผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำและข้อมูลประกอบการเตือนภัยได้ที่ https://watercenter.cmu.ac.th/chiangmai/cmflood

มช.ระบบข้อมูลเตือนภัยน้ำท่วมเชียงใหม่

มน. ชูบทบาทมหา’ลัยเพื่อสังคมของผู้ประกอบการ ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ‘ICRBO 2026’ ผลักดันนวัตกรรมน้ำมันรำข้าวไทยสู่สากล

20 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ทพญ. ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติด้านน้ำมันรำข้าว ประจำปี 2569 (International Conference on Rice Bran Oil 2026: ICRBO 2026) และเปิดเผยว่า น้ำมันรำข้าวเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และงานวิจัยมาเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตร การผนึกกำลังระหว่างสมาคมน้ำมันรำข้าวนานาชาติและมหาวิทยาลัยนเรศวรในการจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ใช้ได้จริง ซึ่งช่วยสร้างความเข้มแข็งและเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และภาครัฐ เพื่อสร้างประโยชน์แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคอย่างยั่งยืน

ด้าน รศ.ดร.ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยว่า มน.มุ่งมั่นให้การศึกษา งานวิจัย นวัตกรรม และความเป็นผู้ประกอบการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาของโลก การร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน ICRBO 2026 ภายใต้หัวข้อ “Current Issues on Rice Bran Oil Production, Consumption, and Perspectives” สะท้อนถึงพันธกิจของมหาวิทยาลัยในการเป็น University for Entrepreneurial Society อย่างแท้จริง โดยไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่การแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ แต่ต้องการผลักดันให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือข้ามประเทศ ที่จะเปลี่ยนทรัพยากรทางการเกษตรอย่างข้าวและรำข้าว ให้กลายเป็นนวัตกรรมมูลค่าสูงที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพ โภชนาการ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ขณะที่ รศ.ดร.เหรียญทอง สิงห์จานุสงค์ นายกสมาคมน้ำมันรำข้าวนานาชาติ ปี 2569 และอาจารย์ประจำภาควิชาอุตสาหกรรมเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มน. กล่าวว่า งาน ICRBO 2026 จัดขึ้นเพื่อมุ่งเน้นการรับมือกับความท้าทายในปัจจุบัน โอกาสใหม่ๆที่กำลังเกิดขึ้น และทิศทางในอนาคต ตลอดจนห่วงโซ่คุณค่าของน้ำมันรำข้าว โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากมหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้สนับสนุน และภาคีเครือข่าย

ทั้งนี้ ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ การบรรยายพิเศษโดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลก การนำเสนอรายงานสถานการณ์น้ำมันรำข้าวจากประเทศสมาชิก การเสวนาในหัวข้อโอกาสทางการตลาดและการต่อยอดเชิงธุรกิจ (Marketing and Business Opportunities) รวมถึงการนำเสนอผลงานวิชาการ 7 กลุ่มเรื่อง ที่ครอบคลุมมิติสุขภาพ เทคโนโลยี กฎระเบียบข้อบังคับ และความยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการวิจัย นวัตกรรม และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมน้ำมันพืชจำนวน 28 บริษัท การให้ความสนใจเข้าร่วมการประชุมจากเอเชีย ยุโรป อเมริกาใต้ และภูมิภาคอื่นๆกว่า 300 คน สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจต่อน้ำมันรำข้าวที่เติบโตขึ้นในระดับสากล และความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ

ICRBO 2026มน.

ตามเสียงเรียกร้อง! ‘นนท์ ธนนท์’ จัดเต็ม ARENA ENCORE ใหญ่กว่าเดิม บนเวที 360 องศา

20 สิงหาคม 2569 เวลา 18:00 น.

bar sponsor

หลังสร้างปรากฏการณ์บนเวที “มาม่า Presents NONT TANONT THE MOMENT OF SPECTACLE CONCERT” ณ BITEC Live พร้อมเสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟนเพลง ล่าสุด NONT TANONT พร้อมกลับมาอีกครั้งตามเสียงเรียกร้อง กับสเกลที่ใหญ่กว่าเดิม ใน “มาม่า Presents NONT TANONT THE MOMENT OF SPECTACLE : ARENA ENCORE”

การกลับมาของในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากเสียงตอบรับของแฟน ๆ หลังคอนเสิร์ตครั้งที่ผ่านมา ทั้งจากคนที่อยากกลับมาสัมผัสโชว์อีกครั้ง และคนที่พลาดโอกาสจากรอบแรก จึงทำให้เกิด ENCORE SHOW ครั้งนี้ขึ้น แต่ครั้งนี้ต้องไม่ใช่เพียงการนำสิ่งเดิมกลับมาเล่นซ้ำ หากแต่ต้องเป็นการยกระดับประสบการณ์ครั้งใหม่ให้ “ใหญ่กว่าเดิม สดใหม่กว่าเดิม และไม่เหมือนเดิม”

สำหรับ “ARENA ENCORE” นนท์ยังคงยกให้ “ดนตรีและเพลง” เป็นแกนหลักสำคัญของคอนเสิร์ต แต่ขณะที่ทุกองค์ประกอบจะถูกพัฒนาและออกแบบใหม่ ตั้งแต่รูปแบบเวที การจัดวางโชว์ ไปจนถึงการเรียบเรียงเพลงใหม่ โดยเฉพาะการ Re-arrange จากเพลงที่คุ้นเคย ให้กลับมาในอรรถรสใหม่ พร้อมเปิดโลกให้นนท์ได้ทดลองและก้าวข้ามกรอบทางดนตรีไปสู่แนวทางที่หลากหลายมากขึ้น

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการเปลี่ยนรูปแบบเวทีครั้งใหญ่ จากเวทีแนวกว้างในคอนเสิร์ตครั้งก่อน สู่ Center Stage ที่ตั้งอยู่ใจกลาง IMPACT ARENA ที่รับชมได้แบบ 360 องศา ให้ผู้ชมจากทุกที่นั่งสามารถเชื่อมต่อกับนนท์ได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น ทุกการเคลื่อนไหว ทุกโมเมนต์ และทุกอารมณ์บนเวทีจะถูกส่งต่อไปยังผู้ชมจากทุกทิศทาง

“สำหรับนนท์เอง เวที 360 องศาถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายครั้งสำคัญ เพราะเมื่อศิลปินสามารถถูกมองเห็นได้จากทุกมุม ทุกการเคลื่อนไหวและ Blocking จึงต้องผ่านการออกแบบอย่างละเอียดมากขึ้น” แต่ในขณะเดียวกัน นี่คือความตั้งใจสำคัญของเขาที่อยากให้ “ศิลปินและคนดูส่งถึงกัน” ได้มากที่สุด ทำให้ไม่ว่าจะนั่งอยู่ตรงไหน ทุกคนก็สามารถรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเวที

มากไปกว่านั้น “THE MOMENT OF SPECTACLE : ARENA ENCORE” ยังนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ NONT TANONT กับการกลับมาเยือน IMPACT ARENA ในฐานะคอนเสิร์ตเดี่ยวเป็นครั้งที่ 7 และ 8 ของเขา สะท้อนการเติบโตของศิลปินที่เดินทางมาไกลขึ้นเรื่อย ๆ แต่ยังคงเลือกท้าทายตัวเองผ่านเสียงเพลง และไม่หยุดพัฒนาประสบการณ์ที่อยากส่งต่อให้กับคนดู

ส่วนความพิเศษของคอนเสิร์ต รวมถึง Special Guest นนท์ยังคงขอเก็บไว้เป็นเซอร์ไพรส์ แต่แอบส่งสัญญาณสำคัญว่า ครั้งนี้จะไม่ได้พาทุกคนไปพบกับ “SPECTRUM” ใหม่ ๆ หากแต่จะพาทุกคนเดินทางผ่าน “DIMENSION” หรือ “มิติใหม่” ที่เกิดขึ้นจากดนตรีและเพลงของนนท์ ซึ่งอยากรอให้ทุกคนมาค้นพบไปพร้อมกันในวันจริง

โดย มาม่า Presents NONT TANONT “THE MOMENT OF SPECTACLE : ARENA ENCORE” จัดขึ้น 2 รอบการแสดง ในวันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2569 เวลา 19:00 น. และวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2569 เวลา 18:00 น. ณ IMPACT ARENA MUANG THONG THANI

บัตรเปิดจำหน่ายในวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2569 เวลา 12:00 น. ราคาบัตร 5,500 / 5,000 / 4,500 / 4,000 / 3,500 / 3,000 / 2,500 / 2,000 / 1,800 บาท ผ่านทาง Eventpop

THEMOMENT_ARENAENCORE, NONTTANONT, LOVEiSSHOWBiZ

ไทยพีบีเอส เปิดตัวซีรีส์แห่งปี ‘บ้านใหญ่ The Big House’ ดรามาการเมืองสุดเข้มข้น สะท้อนกลโกงและอิทธิพลในสังคมไทย ครั้งแรกในงาน TCX

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:32 น.

ไทยพีบีเอส นำทีม ผู้จัด ผู้กำกับ และนักแสดง เปิดตัว “บ้านใหญ่ The Big House” ซีรีส์ดรามาการเมืองเข้มข้น ตีแผ่วงจรคอร์รัปชัน เปิดโปงโลกใต้เงาอำนาจของ “บ้านใหญ่” ผ่านเรื่องราวการต่อรองผลประโยชน์ การปกปิดความจริง และเครือข่ายผู้มีอิทธิพลในสังคมไทย พร้อมเปิดเบื้องหลังการสร้างสรรค์ครั้งแรกในงาน TCX – Thai Content Experience (TCX 2026)
เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส เปิดตัวซีรีส์ดรามาการเมือง “บ้านใหญ่ The Big House” อย่างเป็นทางการครั้งแรก ในงาน TCX – Thai Content Experience (TCX 2026) ณ Paragon Hall ชั้น 5 สยามพารากอน โดยมีผู้บริหาร ผู้จัด ผู้กำกับ และนักแสดง ร่วมถ่ายทอดแนวคิดและเบื้องหลังการสร้างสรรค์ซีรีส์ที่หยิบประเด็นการเมือง การทุจริต และเครือข่ายอิทธิพลในสังคมไทยมานำเสนอผ่านเรื่องราวของครอบครัวการเมืองในจังหวัดสมมติ

นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวว่า ไทยพีบีเอสให้ความสำคัญกับการผลิตละครและซีรีส์ที่นำประเด็นทางสังคมมาถ่ายทอดผ่านความบันเทิง เพื่อให้ผู้ชมเข้าถึงและทำความเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสังคมได้ง่ายขึ้น โดยที่ผ่านมา มีผลงานที่นำเสนอประเด็นทางสังคมในหลากหลายมิติ อาทิ จากเจ้าพระยาสู่อิรวดี, คืนที่ผมนอนไม่หลับ และ บุญผ่อง สำหรับ “บ้านใหญ่ The Big House” เป็นการหยิบยกประเด็น คอร์รัปชันและเครือข่ายอิทธิพลของบ้านใหญ่ มาถ่ายทอดผ่านดรามาการเมือง โดยนำเสนอทั้งมิติของอำนาจ ผลประโยชน์ ความสัมพันธ์ และการตัดสินใจของผู้คนที่อยู่ในระบบดังกล่าว

“ปัจจุบันเรื่องการเมืองและคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป คนทุกรุ่น รวมถึงคนรุ่นใหม่ ให้ความสนใจและมีส่วนร่วมพูดคุยในประเด็นทางการเมืองมากขึ้น การนำความบันเทิงมาผสานกับประเด็นเหล่านี้ในรูปแบบซีรีส์ จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสื่อสารเรื่องที่มีความซับซ้อนให้เข้าถึงผู้ชมได้ง่ายขึ้น และชวนให้เกิดความตระหนักรู้ต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม” นายวันชัย กล่าว

ด้าน ม.ร.ว. เฉลิมชาตรี ยุคล ผู้จัดซีรีส์ กล่าวว่า การพัฒนาเรื่อง “บ้านใหญ่ The Big House” เริ่มจากการศึกษาข้อมูลและกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในประเทศไทย รวมถึงการลงพื้นที่และพูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาพัฒนาเป็นเรื่องราวในจังหวัดสมมติ “สมุทรสุวรรณ” พื้นที่ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของตระกูล “อัครพันธ์” บ้านใหญ่ที่มีบทบาททางการเมืองในพื้นที่
เรื่องราวเริ่มต้นจากความพยายามกว้านซื้อที่ดินเพื่อรองรับโครงการก่อสร้าง บ่อบำบัดน้ำเสีย ก่อนเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เมื่อ “กำนันศักดา” รับบทโดย ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ หนึ่งในเครือข่ายบ้านใหญ่ พลั้งมือยิงคนเสียชีวิต ทำให้ “มือขวาของบ้านใหญ่” รับบทโดย บอย ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ ต้องเข้ามาจัดการและปิดบังอำพรางคดี เพื่อไม่ให้เรื่องราวเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายการทุจริต

ขณะเดียวกัน “แพรว” รับบทโดย อัจฉรียา โพธิพิธธนากร ตำรวจหญิงผู้รับผิดชอบคดีฆาตกรรม และเป็นภรรยาของมือขวาบ้านใหญ่ ต้องเผชิญกับความขัดแย้งระหว่างหน้าที่กับความสัมพันธ์ส่วนตัว เมื่อหลักฐานสำคัญของคดีถูกทำลาย เธอยังคงเดินหน้าค้นหาความจริง และร่วมมือกับ “มาย” รับบทโดย พลอยปภัส คุณพรหม เจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) เพื่อสืบหาความเชื่อมโยงของคดีและเปิดเผยกลไกการทุจริตที่อยู่เบื้องหลัง

ในส่วนของ นายเอกภพ ไป๋อารีย์ ผู้กำกับซีรีส์ กล่าวว่า ความท้าทายของการทำงานคือการถ่ายทอดระบบการทุจริตที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันหลายระดับ ทั้งข้าราชการ กลุ่มทุน ผู้มีอิทธิพล และประชาชน ให้ผู้ชมสามารถติดตามและทำความเข้าใจผ่านเรื่องราวของตัวละคร

“วงจรทุจริตเหล่านี้ส่งผลเสียหายอย่างต่อเนื่องยาวนานนับสิบปี ซีรีส์เรื่องนี้จึงต้องการนำเสนอให้เห็นถึงระบบดังกล่าว เพื่อให้สังคมได้เรียนรู้ และชวนให้ผู้คนรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐตระหนักถึงความเสียหายและร่วมกันหยุดยั้งวงจรการทุจริต” นายเอกภพ กล่าว

สำหรับนักแสดงนำ สัญญา คุณากร รับบท “อัครพันธ์” หัวหน้ากลุ่มบ้านใหญ่ กล่าวว่า ความท้าทายของบทบาทนี้อยู่ที่การทำความเข้าใจวิธีคิดของตัวละคร ซึ่งสามารถสร้างเหตุผลและความชอบธรรมให้กับการกระทำของตนเอง แม้จะเป็นการใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกต้อง

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการแสดงสดเพลงประกอบซีรีส์ “แลก” (Laek) เป็นครั้งแรก โดย เต้-วงศกร เตมายัง อดีตสมาชิกวง Bomb At Track, ลิซซี่ สเกวิงตัน (Lizzy Skevington) และ ตาล Softwhip (Tarn Softwhip) ร่วมถ่ายทอดบทเพลงแนวร็อกที่สอดคล้องกับบรรยากาศและเนื้อหาของซีรีส์ พร้อมด้วยทีมโปรดิวเซอร์ดนตรี ครีม และ ปั้น
ซีรีส์ “บ้านใหญ่ The Big House” เตรียมถ่ายทอดเรื่องราวการสืบสวน การต่อรองอำนาจ และความสัมพันธ์ของตัวละคร ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างหน้าที่ ความถูกต้อง และผลประโยชน์ ติดตามชมได้เร็ว ๆ นี้ ทาง ไทยพีบีเอส ช่องหมายเลข 3 หรือรับชมผ่านทางแอปพลิเคชัน VIPA หรือ http://www.VIPA.me และรับชมเบื้องหลังกองถ่ายสนุกๆ และเกร็ดความรู้ต่าง ๆ ได้ ทาง Facebook : ละคร ไทยพีบีเอส

‘เอ-แป้ง’ลุย ‘บ้านโพนไฮ’มุกดาหาร เปิดวิถีไทโส้ ป่าคือ ‘ตู้กับข้าว’ ของชุมชน

20 สิงหาคม 2569 เวลา 16:22 น.

“เอ – แป้ง” ปล่อยจอยกลางธรรมชาติ มุ่งหน้าสู่ชุมชนสีเขียว “บ้านโพนไฮ” จ.มุกดาหาร” สัมผัสวิถีไทโส้ ชิมอาหารพื้นถิ่น จากตู้กับข้าวของชุมชนสีเขียว ติดตามใน “มิตรรักทั่วไทย” อาทิตย์ที่  23 สิงหาคมนี้

สัปดาห์นี้ี่ เอ-ไชยา มิตรชัย และ แป้ง-ศรันฉัตร์ พาแฟนรายการ “มิตรรักทั่วไทย” ออกเดินทางสู่จังหวัดมุกดาหาร มุ่งหน้าสู่ บ้านโพนไฮ หมู่ที่ 3 ตำบลหนองแคน อำเภอดงหลวง ชุมชนสีเขียว ชุมชนที่ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 24 ประเภทชุมชน พร้อมสัมผัสเสน่ห์วิถีชีวิต วัฒนธรรม และธรรมชาติที่ชาวบ้านร่วมกันดูแลรักษาสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

เปิดทริปด้วยการต้อนรับสุดอบอุ่นจากแม่ ๆ ชาวบ้านโพนไฮ ที่แต่งกายด้วยผ้าพื้นเมืองสีน้ำเงิน พร้อมรำต้อนรับด้วยเพลงประจำชุมชน “มาเด้อโพนไฮ”  ที่วัดโพนไฮพัฒนาราม วัดสำคัญประจำชุมชน ก่อนพาพ่อเอ-ลูกแป้ง พูดคุยกับตัวแทนชาวบ้านโพนไฮ เรียนรู้เรื่องราวของชุมชนที่มีรากวัฒนธรรมจากกลุ่มชาติพันธุ์ไทโส้ (บรู) พร้อมทดลองพูดภาษาถิ่นที่ชาวบ้านสอนให้แบบสนุก ๆ และไขคำตอบว่าทำไมบ้านโพนไฮจึงได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว

จากนั้น เอ-แป้ง ขอเปลี่ยนโหมดไปสัมผัสธรรมชาติแบบใกล้ชิด นั่งรถอีแต๋นของชาวบ้านตะลุยชมความอุดมสมบูรณ์ของป่าชุมชน ซึ่งมีพื้นที่ป่าอนุรักษ์กว่า 408 ไร่ 3 งาน 60 ตารางวา โดยชาวบ้านช่วยกันปลูกป่าและดูแลผืนป่ามาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ จนเปรียบผืนป่าแห่งนี้เป็นเสมือน “ตู้กับข้าวของชุมชน”  เพราะชาวบ้านสามารถเข้าไปหาเก็บวัตถุดิบตามฤดูกาลมาประกอบอาหารได้

งานนี้สองพ่อลูก ได้ลงมือเก็บ “ผักหวานป่า” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งของดีของชุมชน  ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยมีชาวบ้านดูแล และช่วยขยายพันธุ์ สามารถเก็บขายทำรายได้งาม และยังพาไปเก็บเห็ดและหน่อไม้ เพื่อนำมาปรุงเป็นอาหารพื้นถิ่น ก่อนเปิดสำหรับชิมเมนูบ้าน ๆ ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของวัตถุดิบจากธรรมชาติ ทั้งแกงผักหวาน น้ำพริกเห็ด และแกงหน่อไม้ ซึ่งแม้ปรุงเรียบง่าย แต่รสชาติถูกปาก จน เอ-แป้ง ต้องยกนิ้วให้

นอกจากนี้ยังพาไปชมฝายทดน้ำของหมู่บ้าน ก่อนปิดท้ายการเดินทางที่ ภูถ้ำพระ ชมการแสดงรำโส้ทั่งบั้ง หรือ โซ่ทั่งบั้ง ศิลปะการแสดงและพิธีกรรมดั้งเดิมของชาวไทยโส้ (ไทบรู) ที่ชุมชนยังคงร่วมกันอนุรักษ์และสืบทอดให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้

ออกเดินทางไปสัมผัสธรรมชาติ เรียนรู้วัฒนธรรม และชิมอาหารพื้นถิ่นจาก “ตู้กับข้าวของชุมชน”ไปพร้อมกับ “เอ-แป้ง” ในรายการ “มิตรรักทั่วไทย” วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคมนี้ เวลา 13.00 น. รับชมสดทาง ช่อง 7HD  กด 35  สดออนไลน์ BUGABOO.TV 

และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวรายการต่าง ๆ ได้ทางช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV และช่องทางออนไลน์ Ch7HD (Facebook, IG,X, YouTube) และ Ch7HD Entertainment (Facebook, IG) และเว็บไซต์ www.ch7.com  

‘ปู กนกวรรณ’ ควงลูกสาว ‘น้องปราย’ เปิดใจที่แรก! ใน ‘แนวหน้าทอล์ค’ แฉปมลับ 29 ปี ตัดขาดไร้เยื่อใย ‘เด๋อ ดอกสะเดา’

20 สิงหาคม 2569 เวลา 13:27 น.

เตรียมพบกับสัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟในรายการ ‘แนวหน้าทอล์ค’ ดำเนินรายการโดย ‘เจ๊ปอง-อัญชะลี ไพรีรัก’ ที่จะมาเจาะลึกเปิดหมดเปลือกทุกประเด็นชีวิตคู่ตลอด 29 ปี ของ ‘ปู-กนกวรรณ’ ที่จับมือลูกสาว ‘น้องปราย-ปูริดา ออกมาเปิดใจสื่อเป็นครั้งแรก!

ย้อนรอยความสัมพันธ์ตั้งแต่จุดเริ่มต้นอาการป่วยของตลกบรมครู ‘เด๋อ ดอกสะเดา’ ไปจนถึงเหตุการณ์สุดระทึกในอดีต “ขับรถตามล่าความสัมพันธ์ลับ” หลังจบการอัดรายการ 4 ทุ่มสแควร์ เมื่อ 29 ปีก่อน และรื่องราวสุดเจ็บปวดที่ไม่เคยเล่าที่ไหนมาก่อน พร้อมปมปะทุสะเทือนใจกับ “จุดจบความสัมพันธ์” ที่ทำให้ต้องตัดสินใจตัดขาดอย่างสิ้นเชิง

กับหลากหลายประเด็นไม่ว่าจะเป็นการตัดขาดแบบไร้เยื่อใย กับเผยเหตุผลที่ ‘ปู กนกวรรณ’ ไม่เคยเดินทางไปเยี่ยมพี่เด๋ออีกเลย ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา พร้อมประกาศชัด “ไม่อยากรับรู้หรือยุ่งเกี่ยวอีกต่อไป”  เงื่อนงำการทำประกันชีวิต ที่เพิ่งค้นพบกรมธรรม์ที่ทำมานานกว่า 24 ปี (เริ่มทำตั้งแต่ปี 2542) แต่ระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์เป็น “บุตรชาย” โดยที่ไม่ทราบว่าแม่คือใครและไม่ใช่ลูกของเมียคนแรกปริศนาสายซัพพอร์ตกับผู้มีบุญคุณยื่นมือช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลของพี่เด๋อ แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ทราบว่าเป็นใคร และความรู้สึกจากหัวอกลูกสาว ‘น้องปราย’ เปิดใจถึงความรู้สึกที่มีต่อคุณพ่อ หลังเดินทางไปเยี่ยมถึง 3 ครั้ง พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวการเลี้ยงดูและสายสัมพันธ์ในครอบครัว

ติดตามเรื่องราวความจริงสุดเข้มข้นและคำเปิดใจแบบหมดเปลือกได้ในรายการ‘แนวหน้าทอล์ค’  ทางช่อง แนวหน้าออนไลน์

เอเอ วรัญญู นำทีม Mister International Thailand 2026 เข้าพบทีมข่าว แนวหน้าบันเทิง

17 สิงหาคม 2569 เวลา 13:17 น.

บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักและอบอุ่น เมื่อกองประกวด Mister International Thailand นำโดยทีมผู้ชนะและรองชนะเลิศประจำปี 2026 เดินทางเข้าพบปะและขอบคุณสื่อมวลชน ณ สำนักข่าวแนวหน้า (ทีมข่าวแนวหน้าบันเทิง) เพื่อแสดงความขอบคุณสำหรับการสนับสนุนและนำเสนอข่าวสารด้วยดีมาโดยตลอดตลอดช่วงการแข่งขัน

การเดินสายขอบคุณสื่อในครั้งนี้ นำทีมโดย เอเอ-วรัญญู ธาราศิริวัฒนกุล (MI 07) ผู้ดำรงตำแหน่ง Mister International Thailand 2026 พร้อมด้วยเหล่าหนุ่มหล่อทรงเสน่ห์ครบทีม

 1st RUNNER UP: ท็อป – สิทธิโชค พาณิชย์เลิศเทวา 2nd RUNNER UP: ธัญ – ธัญพิสิษฐ์ สุขรุ่ง 3rd RUNNER UP: โยโย่ – ธีนฤปกร ม่วงไม้ 3rd RUNNER UP: ล็อตเต้ – ชัยยุทธ แผ่นชูเกียรติ 3rd RUNNER UP: ฟลุ๊ค – ภาณุพงศ์ ไพบูลย์ธนศาล

ภายในกิจกรรม ตัวแทนผู้ดำรงตำแหน่งได้ร่วมพูดคุย ให้สัมภาษณ์ถึงความรู้สึกหลังได้รับตำแหน่ง พร้อมเปิดเผยถึงแผนการเตรียมความพร้อมในการเป็นตัวแทนประเทศไทยเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่และเข้าร่วมการประกวดบนเวทีระดับโลก รวมถึงงานในวงการบันเทิงและกิจกรรมเพื่อสังคมที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันแก่นี้

งานนี้ทางทีมข่าวแนวหน้าบันเทิงได้ร่วมต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมมอบกำลังใจให้ทีม Mister International Thailand 2026 ทำหน้าที่ตัวแทนสายเลือดไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบบนเวทีนานาชาติ

‘กบ ปภัสรา’เปิดภาพหวานย้อนวันวาน ครบรอบแต่งงาน 27 ปี ‘พรเทพ เตชะไพบูลย์’ รักเราไม่เคยลดลง

20 สิงหาคม 2569 เวลา 16:49 น.


ทำเอาแฟนคลับและคนในวงการบันเทิงยิ้มตามกันแถว สำหรับนักแสดงรุ่นใหญ่และอดีตมิสไทยแลนด์เวิลด์ปี 2531 อย่าง “กบ-ปภัสรา เตชะไพบูลย์” ที่ล่าสุดได้ออกมาโพสต์ภาพสุดหวานย้อนวันวานเนื่องในโอกาสวันครบรอบแต่งงานกับสามี “เอ๋-พรเทพ เตชะไพบูลย์”โดย กบ ปภัสรา ได้โพสต์ภาพบรรยากาศวันหมั้นและพิธีแต่งงานเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2542 ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว ⁠@papassara_2512⁠ พร้อมเผยให้เห็นโมเมนต์แห่งความสุข ทั้งวินาทีสวมแหวน สวมมงคลแฝด และเคียงคู่ตัดเค้กด้วยรอยยิ้มหวานฉ่ำพร้อมกันนี้เจ้าตัวยังได้ระบุแคปชันหวานซาบซึ้งไว้อีกด้วยว่า

“19/9/2542 ผ่านมาแค่ 27ปี❤️รักไม่เคยน้อยลงเลย😍😍

งานนี้ทำเอาเพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการบันเทิง รวมไปถึงแฟนคลับต่างเข้ามาคอมเมนต์ร่วมยินดีและอวยพรให้ทั้งคู่มีความสุข ครองรักกันอย่างยั่งยืนนานแบบนี้ตลอดไ