จับกุม-ป้องกัน-บำบัด! โฆษกรัฐบาล แจงนโยบายปราบยาเสพติด

จับกุม-ป้องกัน-บำบัด! โฆษกรัฐบาล แจงนโยบายปราบยาเสพติด

จับกุม-ป้องกัน-บำบัด! โฆษกรัฐบาล แจงนโยบายปราบยาเสพติด

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.50 น.

5 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการปราบปรามยาเสพติดในฐานะภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ โดยปัจจุบันเครือข่ายยาเสพติดมีการเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ใช้รูปแบบการลักลอบที่ซับซ้อนมากขึ้น และพยายามอาศัยช่องทางการคมนาคม การขนส่ง และเครือข่ายระหว่างประเทศในการกระทำความผิด รัฐบาลจึงได้กำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการข่าว การบังคับใช้กฎหมาย การรักษาความมั่นคงชายแดน และความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อปิดทุกช่องทางของเครือข่ายยาเสพติดและป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นเส้นทางหรือฐานปฏิบัติการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

นางสาวรัชดา กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ “ปฏิบัติการพิฆาตยาเสพติด” ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดเป็นนโยบายสำคัญในการประกาศศัตรูกับนักค้ายาเสพติดและขุดรากถอนโคนเครือข่ายอย่างเด็ดขาด โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานจัดทำแผนปฏิบัติการที่เชื่อมโยงและสอดคล้องกันในทุกระดับ ตั้งแต่อำเภอ จังหวัด กระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การทำงานเป็นระบบเดียวกันและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

แผนปฏิบัติการครอบคลุม 7 ด้าน ได้แก่ การยกระดับความร่วมมือกับต่างประเทศ การเสริมความมั่นคงชายแดน การปราบปรามเครือข่ายค้ายาเสพติดและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง การลดผลกระทบต่อประชาชน การแก้ไขปัญหาผู้ป่วยจิตเวชจากยาเสพติด การดำเนินนโยบาย “1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัด” และการสร้างสังคมปลอดภัยจากยาเสพติด

ผลการดำเนินงานในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มข้นของการบูรณาการทำงานระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ป.ป.ส. กระทรวงมหาดไทย กองทัพ ศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสามารถปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายยาเสพติดได้ 16,419 เครือข่าย จับกุมผู้กระทำความผิด 203,637 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.36 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  ตรวจยึดยาบ้าได้กว่า 997 ล้านเม็ด เพิ่มขึ้น 33 ล้านเม็ด ไอซ์ 39.4 ตัน เพิ่มขึ้น 3.8 ตันพร้อมยาอีและเคตามีนอีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งยึดและอายัดทรัพย์สินจากคดียาเสพติดได้แล้วกว่า 7,677 ล้านบาท สะท้อนการตัดวงจรทางการเงินของเครือข่ายค้ายาเสพติดควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย

นอกจากการปราบปรามแล้ว รัฐบาลยังเดินหน้าการป้องกันและบำบัดผู้ติดยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถนำผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดแล้ว 40,440 คน ขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับ 2,970 ชุมชน และดำเนินโครงการตำรวจประสานโรงเรียนในสถานศึกษากว่า 1,537 แห่ง คัดกรองนักเรียนกว่า 1.12 ล้านคน เพื่อค้นหากลุ่มเสี่ยงและให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที รวมทั้งโครงการครูตำรวจแดร์ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับพิษภัยยาเสพติดแก่เยาวชนกว่า 252,427 คน

นางสาวรัชดา กล่าว เพิ่มเติมอีกว่า  กรณีที่เกิดขึ้นกับพนักงานต้อนรับสายการบินสะท้อนให้เห็นว่า ขบวนการค้ายาเสพติดมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการกระทำความผิดอยู่ตลอดเวลา รัฐบาลจึงต้องปรับมาตรการให้เท่าทัน โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ หน่วยงานด้านการบินและหน่วยงานความมั่นคง ทบทวนและยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในท่าอากาศยาน โดยยึดหลัก Zero Trust หรือการตรวจสอบตามมาตรฐานเดียวกันกับทุกคน เพื่อปิดช่องโหว่ที่อาจถูกใช้ในการลักลอบขนยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมาย

“การปราบปราบปรามยาเสพติดคือวาระแห่งชาติ รัฐบาลมุ่งมั่นปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตัดวงจรเครือข่าย การยึดทรัพย์ผู้กระทำผิด การบำบัดผู้เสพ การสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชน และการยกระดับความร่วมมือกับนานาชาติ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่ปลอดภัยจากยาเสพติด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนานาประเทศ” นางสาวรัชดา กล่าว

‘ประธานกมธ.ศาสนาฯ’ สยบลือ! ยันไร้วาระสอบวินัยพระธุดงค์ถูกรถชน ขออย่าทำสังคมสับสน

'ประธานกมธ.ศาสนาฯ' สยบลือ! ยันไร้วาระสอบวินัยพระธุดงค์ถูกรถชน ขออย่าทำสังคมสับสน

‘ประธานกมธ.ศาสนาฯ’ สยบลือ! ยันไร้วาระสอบวินัยพระธุดงค์ถูกรถชน ขออย่าทำสังคมสับสน

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.54 น.

วันที่ 5 ก.ค.2569 นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าว กมธ.การศาสนาฯ จะทำการสอบวินัยพระธุดงค์ที่ประสบอุบัติเหตุถูกรถชนในพื้นที่จังหวัดมุกดาหารว่า ขอยืนยันอย่างชัดเจนว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง และไม่เคยมีการเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ แต่อย่างใด ข่าวที่เผยแพร่ออกไปได้สร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อบทบาทและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการฯ รวมทั้งก่อให้เกิดความสับสนในหมู่คณะสงฆ์และประชาชน ทั้งที่ภารกิจของคณะกรรมาธิการมุ่งเน้นการส่งเสริม คุ้มครอง และทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมของชาติ ไม่ใช่การดำเนินการด้านคดีอาญา หรือการสอบสวนทางวินัยของพระภิกษุ ซึ่งเป็นอำนาจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายและคณะสงฆ์

นางธิวัลรัตน์ กล่าวต่อว่า สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการฯ เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 90 (30) ที่กำหนดให้มีหน้าที่ศึกษาวิจัย พิจารณา สอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการอุปถัมภ์ ทำนุบำรุง และคุ้มครองศาสนา ตลอดจนการอนุรักษ์โบราณสถานและการส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรม โดยไม่มีอำนาจในการสอบสวนคดีอาญาหรือดำเนินการทางวินัยต่อพระภิกษุแต่อย่างใด

“การนำเสนอข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง นอกจากจะทำให้ประชาชนเข้าใจผิดแล้ว ยังอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของคณะกรรมาธิการฯ และความรู้สึกของคณะสงฆ์ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสังคม จึงขอให้ทุกฝ่ายตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เป็นทางการก่อนเผยแพร่ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนหรือความแตกแยกโดยไม่จำเป็น” นางธิวัลรัตน์ กล่าว

ประธานกมธ.การศาสนาฯ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ กมธ.ฯ มีกำหนดเดินทางไปร่วมพิธีสวดพระอภิธรรมพระภิกษุที่มรณภาพจากอุบัติเหตุดังกล่าว พร้อมทั้งเข้าเยี่ยมพระภิกษุที่ได้รับบาดเจ็บ เพื่อร่วมแสดงความอาลัย ให้กำลังใจ และรับฟังข้อเท็จจริงในพื้นที่อย่างเหมาะสม อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทในการส่งเสริมและคุ้มครองพระพุทธศาสนา รวมถึงการสร้างขวัญกำลังใจแก่คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชน

กมธ.ฯ จะยังคงยึดมั่นในการทำงานด้วยความเป็นธรรม โปร่งใส และเคารพต่อหลักกฎหมายและหลักพระธรรมวินัย พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจระหว่างภาครัฐ คณะสงฆ์ และประชาชน เพื่อร่วมกันธำรงรักษาพระพุทธศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมของชาติให้ดำรงอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง ความสามัคคี และความไว้วางใจของสังคมต่อไป

เว้นคดีการเมือง 112 กรวีร์ ชี้ พรบ.นิรโทษฯ หากทุกฝ่ายรับได้พร้อมเดินหน้า

เว้นคดีการเมือง 112 กรวีร์ ชี้ พรบ.นิรโทษฯ หากทุกฝ่ายรับได้พร้อมเดินหน้า

เว้นคดีการเมือง 112 กรวีร์ ชี้ พรบ.นิรโทษฯ หากทุกฝ่ายรับได้พร้อมเดินหน้า

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.41 น.

“กรวีร์”ชี้ พรบ.นิรโทษฯ หากทุกฝ่ายรับได้พร้อมเดินหน้า ย้ำจุดยืนเว้นคดีการเมือง 112 ด้าน“สุทิน”เชื่อ กม.ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์

5 กรกฎาคม 2569 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาล ให้สัมภาษณ์กรณีสภาฯ จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีชุมนุมทางการเมืองในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา คือปี 2548 – 2568 หลัง สว.ปรับแก้ถ้อยคำในบางมาตรา เช่นไม่นิรโทษการกระทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า วันที่ 6 ก.ค.ทางวิปรัฐบาลจะมีการประชุมประจำสัปดาห์ถึงกฎหมายที่จะเข้าสู่การพิจารณาในสัปดานี้ ซึ่งมีเรื่องของร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ทา งสว.ส่งกลับมา ในที่ประชุมจะได้หารือกับพรรคร่วมรัฐบาลถึง สิ่งที่ สว.แก้ไขมาว่ามีความเห็นอย่างไร เท่าที่ดูจากประเด็นที่สว.แก้ไขมา ยังอยู่ในแนวทางที่ฝ่ายการเมืองรับได้ หรือถ้ามีประเด็นไหนติดใจจำเป็นต้องตั้งกรรมาธิการร่วมของทั้งสองสภาก็ไม่ขัดข้อง แต่ถ้าดูแล้วทุกฝ่ายพอรับได้เราก็เดินหน้าไปเลย เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้ออกมาได้เร็ว ทางพรรคภูมิใจไทย ไม่มีประเด็น ก็ต้องหารือกับพรรคเพื่อไทยว่ามองอย่างไรรับได้มั้ยกับสิ่งที่สว.แก้มา หากรับได้ก็เดินหน้าถ้าต้องปรับก็ไม่มีปัญหา ส่วนท่าทีของฝ่ายค้านชัดเจนไม่รับแล้วขอไปตั้งกรรมาธิการร่วม ซึ่งจุดยืนเรื่องนิรโทษคดีการเมืองแต่เว้น 112 เป็นจุดยืนของภูมิใจไทยอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามเชื่อว่าสุดท้ายกฎหมายฉบับนี้ออกมาใช้แน่นอน ถ้าทุกคนเห็นตรงกันและรับได้กฎหมายก็ออกมาเร็ว ถ้าไปตั้งกรรมธิการร่วมก็ต้องเข้าสภาในสมัยประชุมหน้าก็ใช้เวลา 2 – 3 เดือน ก็จะล่าช้าออกไป

ด้าน นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยไทย ให้สัมภาษณ์กรณีดังกล่าวว่า เรื่องนี้ต้องฟังวิปรัฐบาลว่าจะพิจารณาอย่างไร เพราะตัวแทนแต่ละพรรค จะนำความคิดเห็นของสมาชิกมาคุยกัน ตนเชื่อว่าเรื่องนี้คงได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง และสามารถผลักดันกฎหมายฉบับนี้ออกมาได้สำเร็จ เนื่องจากผู้ที่ได้รับประโยชน์มีทั้งกลุ่มที่ผิดพลาดหลงผิด เมื่อกฎหมายนี้ออกมาจะเปิดโอกาสให้คนเหล่านี้ได้กลับมาใช้ชีวิตสร้างความปรองดองสมควรเกิดขึ้นในชาติ ให้เขาได้ใช้สักยกาพของเขาในการร่วมกันพัฒนาประเทศต่อไป

‘สิริพงศ์’ สั่งเพิ่มมาตรการคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ ห้ามลูกเรือรับหิ้ว – เพิ่มสุนัข K9 ตรวจ

'สิริพงศ์' สั่งเพิ่มมาตรการคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ ห้ามลูกเรือรับหิ้ว - เพิ่มสุนัข K9 ตรวจ

‘สิริพงศ์’ สั่งเพิ่มมาตรการคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ ห้ามลูกเรือรับหิ้ว – เพิ่มสุนัข K9 ตรวจ

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.01 น.

เมื่อวันที่ 5 ก.ค.60 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงการวางมาตรการคุมเข้มการขนสัมภาระผู้โดยสารและลูกเรือในสนามบิน หลังร่วมประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฯ เมื่อ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายร่วมประชุมแทน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ติดภารกิจลงพื้นที่ต่างจังหวัด โดย กระทรวงคมนาคม รับแนวทางมาตรการต่างๆ ของที่ประชุม ป.ป.ส. นำไปปฏิบัติเพิ่มเติม 

แต่ยืนยันว่า ก่อนหน้าเกิดเหตุแอร์โฮสเตสถูกจับที่ออสเตรเลีย มีการเข้มงวดมาตรการตรวจสอบตามหลักสากล รวมถึงก่อนหน้านี้มีการจับกุมการลักลอบขนยาเสพติดที่สนามบินอยู่ตลอด โดยตรวจพบการลักลอบขนยาเสพติดทั้งฝั่งขาเข้าและขาออก 

แต่อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ จะมีการกำชับต้องเข้มงวดเรื่องการตรวจสอบให้มากขึ้น เพราะคิดว่าขบวนการดังกล่าวอาจรู้กระบวนการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ จึงพยายามหาวิธีหลบเลี่ยงอยู่ตลอด

เมื่อถามว่า จะมีการคุมเข้มกรณีลูกเรือรับหิ้วของ อย่างไร รมช.คมนาคม ระบุว่า ตามปกติสนามบินมีการตรวจสอบลูกเรือผ่านกระบวนการสแกนจากเครื่องอยู่แล้ว แต่เมื่อพบว่าลูกเรือมีการรับหิ้ว จะมีการยกระดับมากขึ้น อาทิ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ออกกฎเพิ่มเติมแจ้งไปยังทุกสายการบินให้ควบคุม เช่น ห้ามรับหิ้วของเพราะอาจเกิดความเสี่ยงได้ รวมถึงอบรมเพิ่มเติมเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องเอ็กซเรย์ ยกระดับเรื่องการข่าว รวมถึงเพิ่มสุนัข K9 จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มีกว่า 60 ตัวมาร่วมกับสุนัข K9 ของกรมศุลกากร เป็นต้น และหลังจากนี้ กระทรวงคมนาคม จะมีการให้นโยบายกำชับเพิ่มเติม

แม่ทัพภาค 2-3 ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ตรวจเยี่ยมกำลังพล เสริมแกร่งภารกิจความมั่นคง

แม่ทัพภาค 2-3 ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ตรวจเยี่ยมกำลังพล เสริมแกร่งภารกิจความมั่นคง

แม่ทัพภาค 2-3 ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ตรวจเยี่ยมกำลังพล เสริมแกร่งภารกิจความมั่นคง

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.00 น.

แม่ทัพภาค 2–3 ลงแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ตรวจเยี่ยมกำลังพลหนุนภารกิจความมั่นคง วางพวงมาลารำลึกวีรชนเนิน 350–ปราสาทตาควาย

5 กรกฎาคม 2569 พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย พล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 และคณะผู้บังคับบัญชา ลงพื้นที่แนวปฏิบัติการชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อตรวจเยี่ยมและพบปะกำลังพลจากกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งเดินทางมาสนับสนุนภารกิจของกองทัพภาคที่ 3 ในพื้นที่แนวชายแดน ประกอบด้วย ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และเนิน 350

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามสถานการณ์ รับฟังผลการปฏิบัติงาน และตรวจเยี่ยมกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ โดยผู้บังคับบัญชาได้ให้ข้อแนะนำในการปฏิบัติงาน รับทราบปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ตลอดจนให้กำลังใจกำลังพลจากชุด TMAC กองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งปฏิบัติภารกิจร่วมในพื้นที่ชายแดนด้วย

โดย พล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ได้กล่าวกับกำลังพลว่า การปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญต่อภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ พร้อมขอให้กำลังพลทุกนายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง มีความพร้อม และยึดมั่นในภารกิจเพื่อรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

ภายหลังเสร็จสิ้นการตรวจเยี่ยม พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 และ พล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา ได้ร่วมประกอบพิธีวางพวงมาลา ทำความเคารพ และยืนสงบนิ่ง เพื่อรำลึกถึงทหารผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ ณ อนุสรณ์สถานบริเวณเนิน 350 และปราสาทตาควาย เพื่อแสดงความเคารพต่อผู้เสียสละในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

ทั้งนี้ การลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการติดตามภารกิจและการสนับสนุนการปฏิบัติงานของกำลังพลในพื้นที่ชายแดน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ติดตามสถานการณ์ และเสริมความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง

ใช้ยาแรงเพิ่มโทษหนัก! จุติ ลั่นลุยรื้อกฎหมาย อุดช่องโหว่ Forex-ฟอกเงิน

ใช้ยาแรงเพิ่มโทษหนัก! จุติ ลั่นลุยรื้อกฎหมาย อุดช่องโหว่ Forex-ฟอกเงิน

ใช้ยาแรงเพิ่มโทษหนัก! จุติ ลั่นลุยรื้อกฎหมาย อุดช่องโหว่ Forex-ฟอกเงิน

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.54 น.

“จุติ”ลั่นลุยรื้อกฎหมายเก่าสมัยโบราณ อุดช่องโหว่”Forex-ฟอกเงิน” ใช้ยาแรงเพิ่มโทษหนัก-ติดคุกจริง-บี้หน่วยงานต้องออกกฎระเบียบให้เสร็จภายใน 120 วัน เพื่อให้ไทยเข้า”OECD”กลางปี 70

5 กรกฎาคม 2569 นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยความคืบหน้าคดี Forex ว่า ได้เปิดให้ผู้ร้องเรียนเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการโดยตรง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงาน ปปง. หลังจากที่ไม่เคยได้รับโอกาสที่จะมาชี้แจงเช่นนี้ โดยพบช่องว่างทางกฎหมายที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวงประชาชนให้มาลงทุน  ทั้งที่ ธปท. ยืนยันว่าไม่เคยออกใบอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจซื้อขาย  Forex ในประเทศไทยแก่บุคคลทั่วไป ยกเว้นเพียงการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเท่านั้น ซึ่งหลังจากนี้ ตำรวจ ดีเอสไอ และ ปปง.จะติดตามยึดทรัพย์คืน

นายจุติ กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่ากังวลและเป็นจุดอ่อนร้ายแรงของประเทศไทยคือ เรื่องบทลงโทษและการบังคับใช้กฎหมาย โดยพบว่ากฎหมายที่ควบคุมเรื่อง Forex ในปัจจุบันเป็นกฎหมายเก่าตั้งแต่ปี พ.ศ.2485 มีโทษปรับเพียง 2,500 บาท และมีโทษจำคุกแค่ 2 ปี ทำให้ผู้กระทำผิดไม่เกรงกลัว ยอมเสียค่าปรับและคาดหวังว่าจะได้รับการรอลงอาญาเท่านั้น ขณะเดียวกัน กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินก็มีอัตราโทษจำคุกเพียง 1 ปี ซึ่งต่ำกว่ากฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ที่มีโทษจำคุกสูงถึง 5 ปี ทั้งที่เป็นคดีที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง

“นี่คือจุดอ่อนของประเทศไทย ว่ากฎหมายดีแต่คนบังคับใช้กฎหมายยังมีความบกพร่อง พฤติกรรมของโจรยังหลีกเลี่ยงการสอบสวนจับกลุ่มของเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ ต่อไปนี้เราต้องทำให้เห็นว่าคนทำผิดต้องติดคุกจริง รัฐบาลชุดนี้มีความมุ่งมั่นที่จะปราบปรามสแกมเมอร์ ขจัดขบวนการฟอกเงิน และส่งสัญญาณที่รุนแรงไปยังนักลงทุนต่างชาติว่า ประเทศไทยจะไม่เป็นเมืองหลวงของธุรกิจสีเทาอีกต่อไป ตลาดทุนไทยต้องโปร่งใสและปลอดภัย” นายจุติ กล่าว

ประธาน กมธ.การเงินฯ กล่าวด้วยว่า เพื่อความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหา คณะกรรมาธิการฯ จะไม่รอขั้นตอนปกติ โดย สส.จะเป็นผู้เสนอร่างแก้ไขกฎหมายเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรด้วยตัวเอง หลังจาก ธปท.ให้ข้อมูลและสรุปจุดอ่อนของกฎหมายปี 2485 มาให้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ได้ขอความร่วมมือผู้ปฏิบัติงาน ให้ลดระยะเวลาการออกกฎระเบียบรองรับ จากเดิม 240 วัน ให้ลดเหลือเพียง 120 วัน เพราะไทยกำลังจะถูกประเมินด้านการปราบปรามการฟอกเงินในวันที่ 30 มิถุนายน 2570 ทั้งเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย และการออกกฎหมายใหม่เพื่อปิดช่องโหว่สำหรับผู้ที่มีพฤติกรรมไม่สุจริต

รมช.คมนาคม เตรียมของบ 2.4 หมื่นล้าน เปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะเป็น EV – พร้อมแผนช่วยค่าน้ำมันเฟส 2

รมช.คมนาคม เตรียมของบ 2.4 หมื่นล้าน เปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะเป็น EV - พร้อมแผนช่วยค่าน้ำมันเฟส 2

รมช.คมนาคม เตรียมของบ 2.4 หมื่นล้าน เปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะเป็น EV – พร้อมแผนช่วยค่าน้ำมันเฟส 2

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.49 น.

เมื่อวันที่ 5 ก.ค.69 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเสนอโครงการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่พลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ วงเงิน 2.4 หมื่นล้าน จากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ฯ วงเงิน 4 แสนล้าน ว่า สัปดาห์หน้าจะมีการหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในชั้นอนุกรรมการฯ อาทิ กระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง และกรมศุลกากร เพื่อหารือรูปแบบกำหนดรายละเอียดจาก 7 กลุ่มเป้าหมาย ที่จะเข้าร่วม ประกอบด้วย รถแท็กซี่และรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชั่น, รถจักรยานยนต์รับจ้าง, รถสามล้อหรือรถตุ๊กตุ๊ก, รถโดยสารประจำทาง, รถโดยสารไม่ประจำทาง, รถรับจ้างรับส่งนักเรียน และรถบรรทุกสินค้า เป้าหมายทั้งสิ้น 80,000 คัน

จากนั้นจะนำเสนอแผนแก่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ที่มีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ภายในกลางเดือน ก.ค.นี้ ก่อนนำเสนอสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

นายสิริพงศ์ ย้ำว่า โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานดังกล่าวของกระทรวงคมนาคม มุ่งเน้นเพื่อกลุ่มรถสาธารณะ ไม่ใช่มุ่งเน้นกลุ่มผู้ประกอบการ เนื่องจากกระทรวงฯ ไม่ต้องการให้ผลกระทบราคาพลังงานน้ำมัน กระทบกับค่าครองชีพประชาชน 

เมื่อถามว่า กังวลต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 9 ก.ค.นี้หรือไม่ รมช.คมนาคม เชื่อว่า คำวินิจฉัยศาลธรรมนูญ ต่อการใช้เงิน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ผลจะไม่ออกมาเป็นลบ เพราะรัฐบาลมั่นใจว่าโครงการดังกล่าวถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนตามสถานการณ์ เนื่องจากไม่รู้ว่าเหตุการณ์ในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อ สงบลงและกลับสู่สถานการณ์ปกติเมื่อไหร่ ฉะนั้นมาตรการดังกล่าวเป็นแผนที่เตรียมรับมือวิกฤตซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

รมช.คมนาคม เปิดเผยอีกว่า นอกจากโครงการในข้างต้นที่จะของบจาก พ.ร.ก.เงินกู้ นั้น กระทรวงคมนาคม เตรียมมาตรการเพื่อช่วยเหลือค่าน้ำมัน สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะและรับจ้าง (DLT พร้อมซัพพอร์ต) วงเงินประมาณ 2-3 พันล้านบาท ในการช่วยเหลือตรึงราคาค่าโดยสารกับผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งจะเป็นหนึ่งในมาตรการที่ออกในเฟส 2 ส่วนมาตรการอื่นๆ กำลังพิจารณาอยู่ 

แต่โครงการ DLT พร้อมซัพอร์ตนี้จะต้องพิจารณาจากภาวะราคาน้ำมันด้วย เนื่องจากราคาน้ำมันและค่าโดยสารปัจจุบันอยู่ในภาวะลอยตัว ฉะนั้นหากราคาน้ำมันปรับขึ้นก็อาจจะใช้มาตรการดังกล่าว แต่ยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่ตะบี้ตะบันออกมาตรการนี้

ขอบคุณภากจาก ไทยสมายล์บัส

จักรภพ ประกาศลั่น! ทุ่มเททั้งชีวิตรับใช้ประชาชน-ทำหน้าที่เต็มกำลัง

จักรภพ ประกาศลั่น! ทุ่มเททั้งชีวิตรับใช้ประชาชน-ทำหน้าที่เต็มกำลัง

จักรภพ ประกาศลั่น! ทุ่มเททั้งชีวิตรับใช้ประชาชน-ทำหน้าที่เต็มกำลัง

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.47 น.

“จักรภพ”รับตำแหน่ง สส.ปาร์ตี้ลิสต์เพื่อไทย ประกาศทุ่มเททั้งชีวิตรับใช้ประชาชน ย้ำการเมืองผันผวนแต่พร้อมทำหน้าที่เต็มกำลัง

5 กรกฎาคม 2569 นายจักรภพ เพ็ญแข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังมีผลเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการตั้งแต่ วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ว่า รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสทำหน้าที่ผู้แทนปวงชนชาวไทย

พร้อมยืนยันว่า จะทุ่มเทชีวิตและจิตใจทั้งหมดเพื่อปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศและประชาชน การเข้ารับตำแหน่งครั้งนี้มีขึ้นภายหลังประกาศสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เรื่องให้ผู้มีรายชื่อในลำดับถัดไปของบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองเลื่อนขึ้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่าง ส่งผลให้นายจักรภพ ซึ่งอยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย ได้เลื่อนขึ้นดำรงตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อ และเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป

นายจักรภพ กล่าวว่า การได้ทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถือเป็นโอกาสสำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิต เพราะเป็นตำแหน่งที่สามารถใช้อำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายในการสร้างประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสอดคล้องกับความตั้งใจตลอดชีวิตที่อยากเป็นผู้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม พร้อมกันนี้ ยอมรับว่าไม่อาจรับประกันได้ว่าการทำงานทุกเรื่องจะสมบูรณ์แบบหรือปราศจากข้อผิดพลาด แต่สามารถรับปากได้ว่าจะปฏิบัติหน้าที่ทุกด้านด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ และสติปัญญาทั้งหมด โดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ

นายจักรภพยังกล่าวขอบคุณผู้ก่อตั้ง ผู้บริหาร และสมาชิกพรรคเพื่อไทยทุกคนที่ให้ความไว้วางใจ รวมถึงประชาชน ผู้สนับสนุน และผู้ที่ร่วมแสดงความยินดีจากทุกภาคส่วน ตลอดจนกล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ส่งกำลังใจมายังตน

ทั้งนี้ นายจักรภพ กล่าวว่า การเมืองเป็นเรื่องที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เปรียบเสมือนคลื่นลมในท้องทะเล จึงจะยึดถือกำลังใจและคำอวยพรจากประชาชนเป็นพลังสำคัญในการทำหน้าที่ แม้ในวันที่ต้องเผชิญสถานการณ์ยากลำบากหรือความท้าทายทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ตนปรารถนาให้ประเทศไทยมีความมั่นคงในทุกมิติ ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี มีศักยภาพในการแข่งขันในเวทีโลก และสามารถรักษาวิถีชีวิตของคนไทยไว้ได้อย่างยั่งยืน โดยหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมกันนำบทเรียนจากประวัติศาสตร์มาใช้สร้างอนาคตที่มั่นคงและสดใสให้กับประเทศและคนรุ่นต่อไป

ไม่รอ ปชช.เดือดร้อน! ธนกร ชี้รัฐบาลจำเป็น ต้องออก พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ไม่รอ ปชช.เดือดร้อน! ธนกร ชี้รัฐบาลจำเป็น ต้องออก พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ไม่รอ ปชช.เดือดร้อน! ธนกร ชี้รัฐบาลจำเป็น ต้องออก พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.40 น.

“ธนกร”ชี้รัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชน แจงนายกฯ ไม่มีวันรอจนประชาชนเดือดร้อน-ประเทศเกิดวิกฤตแล้วค่อยเยียวยา ยกไทยช่วยไทยพลัสพิสูจน์ชัด ลดค่าครองชีพและช่วยร้านค้ารายย่อยได้เป็นอย่างดี มั่นใจถึงมือประชาชนทุกบาททุกสตางค์อย่างแท้จริง

5 กรกฎาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยชี้ขาดในคดี พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในวันที่ 9 ก.ค.นี้ ว่า รัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำเงินส่วนนี้ไปใช้เพื่อเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่ช่วยเยียวยาค่าครองชีพและช่วยร้านค้ารายย่อยได้เป็นอย่างดี รวมถึงสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด และการพัฒนาศักยภาพคน และการกู้เงินและการใช้จ่ายเงินกู้ยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง เน้นความโปร่งใส และตรวจสอบได้ตามกฎหมาย เพื่อประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ดังนั้น เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเห็นถึงความจำเป็นเหล่านี้อย่างแน่นอน

เมื่อถามว่า หลายฝ่ายกังวลเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องกู้เงินในเวลานี้ นายธนกร กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์ของความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ถ้ารัฐบาลไม่รีบเยียวยาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในเวลานี้ แล้วจะให้รัฐบาลไปเยียวยาประชาชนเมื่อไหร่ เพราะรัฐบาลจะไม่มีวันรอให้ประชาชนเดือดร้อน หรือประเทศเกิดวิกฤติข้าวยากหมากแพงแล้วค่อยเข้าไปเยียวยาแน่นอน ดังนั้น วันนี้รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเข้าไปช่วยเหลือประชาชนให้เร็วที่สุด เพื่อลดผลกระทบที่จะตามมาให้ได้มากที่สุด

“เงินงบประมาณปกติในปี 69 วันนี้ไม่เพียงพอที่จะเยียวยากับสถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ จึงเป็นที่มาที่รัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ทั้งนี้ ผมเชื่อว่า เงินก้อนนี้ถึงมือประชาชนทุกบาท ทุกสตางค์อย่างแท้จริง ดังนั้น ไม่ว่าคำวินิจฉัยจะออกมาอย่างไร รัฐบาลก็พร้อมน้อมรับอยู่แล้ว” นายธนกร กล่าว

‘ประชาธิปไตยไม่ใช่การหาช่องได้เปรียบ’ ดร.มัลลิกา ฟาดป้ายหาเสียงดิจิตัลยักษ์ สะท้อนจริยธรรมผู้นำ

'ประชาธิปไตยไม่ใช่การหาช่องได้เปรียบ' ดร.มัลลิกา ฟาดป้ายหาเสียงดิจิตัลยักษ์ สะท้อนจริยธรรมผู้นำ

‘ประชาธิปไตยไม่ใช่การหาช่องได้เปรียบ’ ดร.มัลลิกา ฟาดป้ายหาเสียงดิจิตัลยักษ์ สะท้อนจริยธรรมผู้นำ

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.27 น.

“ประชาธิปไตยไม่ใช่การหาช่องได้เปรียบ” ดร.มัลลิกา ชี้ป้ายหาเสียงดิจิตัลขนาดใหญ่สะท้อนจริยธรรมผู้นำ มากกว่าความถูกต้องตามกติกาที่ท่องไว้ 

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข กล่าวว่า ประเด็นป้ายหาเสียงที่มีขนาดใหญ่ แม้อาจเป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือข้อกำหนดของการเลือกตั้ง แต่สิ่งที่สังคมควรให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือ “จริยธรรมของผู้นำ” และหลักธรรมาภิบาลในการแข่งขันทางการเมือง

นางมัลลิกา ระบุว่า ผู้ที่ดำรงตำแหน่งบริหารบ้านเมืองมายาวนาน ย่อมควรตระหนักได้ด้วยตนเองว่า สิ่งใดก่อให้เกิดความได้เปรียบหรือเสียเปรียบในการแข่งขัน และสิ่งใดอาจถูกสังคมมองว่าเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น แม้การกระทำนั้นอาจไม่ขัดต่อข้อกำหนดทางกฎหมายโดยตรงก็ตาม

“การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่เพียงการแข่งขันภายใต้ตัวบทกฎหมาย แต่เป็นการคัดเลือกผู้แทนและผู้นำที่มีจิตสำนึก มีคุณธรรม และยึดถือหลักความเท่าเทียมในการแข่งขัน ผู้นำที่ดีควรรู้ด้วยตนเองว่าอะไรคือความเหมาะสม และไม่ควรแสวงหาช่องทางที่อาจทำให้ตนเองได้เปรียบเหนือผู้อื่น แม้จะอ้างว่าเป็นการปฏิบัติตามกติกาก็ตาม” นางมัลลิกา กล่าว

นางมัลลิกา เห็นว่า ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การตีความว่าการกระทำดังกล่าวสอดคล้องกับข้อกำหนดหรือไม่ แต่เป็นเรื่องของจิตสำนึก ความรับผิดชอบ และมาตรฐานทางจริยธรรมที่ผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะพึงมี เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการประชาธิปไตย

นอกจากนี้ ดร.มัลลิกา ยังแสดงความคิดเห็นต่อภาพรวมของการบริหารราชการว่า หากสังคมมองเห็นความผิดปกติหรือข้อครหาต่าง ๆ เกี่ยวกับการใช้งบประมาณหรือการจัดซื้อจัดจ้างแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ ก็อาจสะท้อนถึงปัญหาด้านวัฒนธรรมธรรมาภิบาลที่ควรได้รับการแก้ไข โดยย้ำว่าประเด็นดังกล่าวควรได้รับการตรวจสอบผ่านกระบวนการตามกฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“ท้ายที่สุดแล้ว ความยั่งยืนของระบอบประชาธิปไตยในกรุงเทพมหานคร จะเกิดขึ้นได้จากผู้นำที่มีจิตสำนึก เคารพความเท่าเทียม และยึดหลักธรรมาภิบาล มากกว่าการยึดเพียงกติกาอย่างเคร่งครัดแต่ละเลยหลักคุณธรรม”