เช็กที่นี่!! มท.ไฟเขียวเปลี่ยนชื่อ หมู่บ้าน-อปท.-วัด รวม 6 แห่ง แก้ปัญหาซ้ำซ้อน

เช็กที่นี่!! มท.ไฟเขียวเปลี่ยนชื่อ หมู่บ้าน-อปท.-วัด รวม 6 แห่ง แก้ปัญหาซ้ำซ้อน

เช็กที่นี่!! มท.ไฟเขียวเปลี่ยนชื่อ หมู่บ้าน-อปท.-วัด รวม 6 แห่ง แก้ปัญหาซ้ำซ้อน

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.34 น.

มท. ไฟเขียวเปลี่ยนชื่อ หมู่บ้าน-อปท.-วัด รวม 6 แห่ง แก้ปัญหาซ้ำซ้อน ลดความเข้าใจผิด เหมาะสมกับอัตลักษณ์ประวัติศาสตร์พื้นที่

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.2569 ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาเรื่องการขอเปลี่ยนแปลงชื่อจังหวัด อำเภอ และตำบล หมู่บ้าน หรือสถานที่ราชการอื่น ๆ ครั้งที่ 2/2569 โดยมีคณะกรรมการฯ จากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมการปกครอง กรมศิลปากร กรมแผนที่ทหาร กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมประชุม  ซึ่งการประชุมเป็นการพิจารณาเรื่องการขอเปลี่ยนแปลงชื่อจังหวัด อำเภอ และตำบล หมู่บ้าน หรือสถานที่ราชการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ไม่ขัดต่อกฎหมายหรือระเบียบเฉพาะของสถานที่ รวม 6 แห่ง โดยเห็นชอบเปลี่ยนชื่อหมู่บ้าน จำนวน 1 แห่ง ตามที่กรมการปกครองเสนอ เปลี่ยนชื่อเทศบาลตำบล จำนวน 1 แห่ง ตามที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเสนอ และเปลี่ยนแปลงชื่อวัด 4 แห่ง ตามที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเสนอ

สำหรับการเปลี่ยนชื่อ หมู่บ้าน จำนวน 1 แห่ง คือ บ้านป่าขี้ติ้ว อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนเป็น “บ้านป่าติ้ว” เดิมชาวบ้านเรียกขานว่า “บ้านดอนเปาป่าขี้ติ้ว” ต่อมาประชากรในหมู่บ้านมีจำนวนมากขึ้น ทำให้ยากแก่การบริหารจัดการ จึงได้มีการแยกหมู่บ้านใหม่เป็น บ้านป่าขี้ติ้ว ซึ่งหมายถึง ต้นไม้ในพื้นที่อย่าง “ต้นขี้ติ้ว” ก่อนจะตัดคำว่า “ขี้” ออก เพื่อให้ชื่อมีความไพเราะ เป็นสิริมงคล และสะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชนได้ดีขึ้น โดยในทางราชการส่วนใหญ่จะเรียกชื่อเป็นทางการว่า “บ้านป่าติ้ว” หรือ “บ้านติ้ว” แทนชื่อเดิม

สำหรับการเปลี่ยนชื่อ เทศบาลตำบล จำนวน 1 แห่ง คือ เทศบาลตำบาลบ้านศรีพนา อ.เซกา จ.บึงกาฬ  เปลี่ยนเป็น “เทศบาลตำบลเซกา” โดย “เซ” หมายถึง แม่น้ำ แหล่งน้ำ ลำห้วย ซึ่งพื้นที่เทศบาลดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ “กา” หมายถึง นกกา ซึ่งเป็นนกชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะตัวคือมีขนสีดำสนิท บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ ทั้งนี้ชื่อในความหมายใหม่ หมายถึง พื้นทีอุดมสมบูรณ์ของพื้นดินและแหล่งนา เป็นภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมในการอยู่อาศัยประชาชนอยู่ดีมีสุข

ในส่วนของ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้มีการขอเปลี่ยนแปลงชื่อวัด จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ 1. วัดเทพประทาน จ.จันทบุรี เปลี่ยนเป็น “วัดเทพประทานอธิพร” เนื่องจากวัดเทพประทานได้จัดสร้างสมเด็จองค์ปฐมพระพุทธเมตตา เพื่อถวายเปนพุทธบูชา ที่ฐานองค์พระปรากฏชื่อ วัดเทพประทาน (อธิพร) ทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าชื่อวัดเทพประทาน (อธิพร) ซึงมีความหมายว่า เทพเทวาประทานพรที่ยิ่งใหญ่

2.วัดน้ำผึ้ง จ.พิษณุโลก เปลี่ยนเป็น “วัดนาม่วงนุสรณ์วนาราม” แต่เดิมสันนิษฐานว่าเกิดจากวัดตั้งอยู่ใกล้ “คลองน้ำผึ้ง” จึงได้ชื่อว่า “วัดน้ำผึ้ง” ต่อมาประชาชนชาวบ้านนาม่วง นิยมเรียกและรู้จักวัดในนาม “วัดนาม่วง” ตามชื่อหมู่บ้าน จึงได้มีความเห็นว่าต้องการเปลี่ยนแปลงชื่อวัดให้สอดคล้องกับชื่อหมู่บ้าน

3.วัดป่าดอนแคน จ.ร้อยเอ็ด เปลี่ยนเป็น “วัดป่าศรีมงคล” เนื่องจากวัดดังกล่าวตั้งอยู่ที่ บ้านดอนแคน เป็นวัดเก่า โดยมีหลวงปู่คำมี ปภสฺสโร ผู้ริเริ่มเข้ามาปักกลด ได้ตั้งชื่อที่พักสงฆ์ว่า “ป่าศรีมงคล” เพราะมีความดีเป็นสิริมงคลต่อชาวบ้าน พร้อมด้วยประชาชนได้ร่วมกันประชุมประชาพิจารณ์ เป็นวัดป่าศรีมงคล

4.วัดสร้างเรือง จ.ศรีสะเกษ เปลี่ยนเป็น “วัดพระธาตุเรืองรอง” โดยวัดดังกล่าวตั้งอยู่ที่บ้านสร้างเรือง เมื่อ พ.ศ. 2525 พระครูวิบูลธรรมภาณ ได้ดำเนินการก่อสร้างพระธาตุขึ้นเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ อีกทั้งเป็นสถานที่ประพฤติปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนิกชนในชุมชน เมื่อสร้างเสร็จจึงตั้งชื่อว่า “พระธาตุเรืองรอง”

สำหรับคณะกรรมการเปลี่ยนแปลงชื่อจังหวัด อำเภอ และตำบล หมู่บ้าน หรือสถานที่ราชการอื่น ๆ ของกระทรวงมหาดไทย เป็นคณะกรรมการตามกฎหมายมีอำนาจหน้าที่พิจารณาหลักเกณฑ์และกลั่นกรองให้ความเห็นชอบการเสนอเปลี่ยนแปลง โดยเน้นการวิเคราะห์ศึกษาถึงหลักฐานหรือวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับการปรับเปลี่ยนชื่อรวมถึงประวัติศาสตร์ในพื้นที่ รวมถึงกระบวนการรับฟังความเห็นประชาชน ที่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนการรับฟังความเห็นตั้งแต่ระดับหมู่บ้านถึงระดับคณะกรรมการฯ โดยตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 เม.ย.2569 เห็นชอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ที่แต่งตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรีของคณะรัฐมนตรีชุดเดิม อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โดยไม่ต้องออกเป็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี หรือสั่งส่วนราชการเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ดังกล่าวขึ้นอีก

ภูมิใจไทย ฟ้อง สนธิ บิดเบือนข้อเท็จจริงทำพรรคเสียหาย

ภูมิใจไทย ฟ้อง สนธิ บิดเบือนข้อเท็จจริงทำพรรคเสียหาย

ภูมิใจไทย ฟ้อง สนธิ บิดเบือนข้อเท็จจริงทำพรรคเสียหาย

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.33 น.

12 มิถุนายน 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า พรรคภูมิใจไทย เป็นโจทก์ มอบหมาย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เป็นผู้รับมอบอำนาจ ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ต่อศาลอาญา คำฟ้องคดีอาญา หมายเลขดำที่ อ.1639/2569 เนื่องด้วย เมื่อวันที่ 6 พ.ค.2569 เวลากลางคืนหลังเที่ยงต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ได้เผยแพร่คลิปบนเฟซบุ๊ก “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” มีข้อความอันเป็นการหมิ่นประมาท และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ทำให้พรรคภูมิใจไทย ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง

“ในคลิปมีคำบรรยาย (แคปชั่น) ว่า “คุณกำลังขายชาติ” พร้อมระบุว่า แลนด์บริดจ์ สรุปคือ พวกเขากำลังจะคอร์รัปชันชาติ กำลังเอาชาติไปขาย เพื่อเอาเงินเข้ากระเป๋านักการเมือง และพรรคตัวการของการขายชาติคือพรรคภูมิใจไทย ภูมิใจไทยที่คนได้เลือกกันมา คนที่ต่อต้านแลนด์บริดจ์มีทั่วประเทศแล้วตอนนี้ โดยพยายามเอาเข้ามาเป็น Southern Economic Cooperation (SEC) เหมือน EEC ที่ทำมากี่ปีแล้วยังไม่ไปไหน จะสร้างสนามบิน 3 สนาม ก็ยังไม่สำเร็จ รถไฟความเร็วสูงก็ไม่สำเร็จ EEC กลายเป็นที่รวมของจีนเทาเอาเงินมาลงทุน และมาเอาสิทธิพิเศษที่ EEC ให้ ฉันใดฉันนั้น แลนด์บริดจ์และกฎหมายที่พรรคภูมิใจไทยเสนอเข้านั้นคือกฎหมายขายชาติ มีการยกเว้นภาษีที่ดินให้ล่วงหน้านับร้อยปีแล้ว นั่นคือที่มาว่าทำไมมันถึงต้องออกกฎหมายเพื่อยกที่ดิน 75 ปี ให้ต่างชาติ ให้เช่าได้ ผมกำลังชี้หน้าภูมิใจไทย โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี คุณกำลังขายชาติ คุณกำลังขายชาติ คุณกำลังขายชาติ” นายศุภชัย กล่าว

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า เมื่อปรากฏข่าวเช่นนั้น ย่อมทำให้ประชาชนทั่วไปที่ได้ดูคลิป หรืออ่านข้อความ สามารถเข้าใจได้ทันทีว่าที่นายสนธิกล่าวในการเผยแพร่คลิปหมายถึงพรรคภูมิใจไทย กระทำการไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนและนักการเมือง ซึ่งเป็นความเท็จทั้งสิ้น ปัจจุบันโครงการแลนด์บริดจ์อยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้ ศึกษาถึงผลดี – ผลเสียอย่างถี่ถ้วน ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างหรือลงทุน ซึ่งนายสนธิทราบดี แต่กลับมุ่งใส่ร้ายโจมตี โดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ จึงไม่ใช่เป็นการติชมโดยสุจริต ส่งผลให้เกิดความเสียหาย และความศรัทธาที่ประชาชนมีให้พรรคภูมิใจไทยเกิดความเสื่อมคลายลง

เดินหน้าความร่วมมือโลก! จุลพันธ์ ถก 4 วาระพลิกโฉมแรงงานไทย

เดินหน้าความร่วมมือโลก! จุลพันธ์ ถก 4 วาระพลิกโฉมแรงงานไทย

เดินหน้าความร่วมมือโลก! จุลพันธ์ ถก 4 วาระพลิกโฉมแรงงานไทย

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.21 น.

เดินหน้าความร่วมมือโลก! “จุลพันธ์”ถก 4 วาระพลิกโฉมแรงงานไทย ยกระดับสิทธิแรงงาน สร้างโอกาสส่งคนไทยโกอินเตอร์

12 มิถุนายน 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจประชุมใหญ่ประจำปีองค์การแรงงานระหว่างประเทศ สมัยที่ 114 (International Labour Conference: ILC) ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างช่วงวันที่ 9 – 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ในระหว่างช่วงการประชุมได้พูดคุยหารืออย่างเป็นทางการกับตัวแทนนานาประเทศ และองค์การระหว่างประเทศ กระชับความสัมพันธ์ ขยายความร่วมมือด้านแรงงาน เพื่อโอกาส ผลประโยชน์ และสิทธิแรงงานไทย

นายจุลพันธ์ เปิดเผยว่า นอกจากการร่วมประชุมใหญ่ประจำปีองค์การแรงงานระหว่างประเทศ และการร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีแรงงานเอเชียแปซิฟิก (ASPAG Ministerial Meeting) ในโอกาสนี้ยังได้มีโอกาสหารือทวิภาคีร่วมกับรัฐมนตรีด้านแรงงานและผู้นำองค์กรระหว่างประเทศถึง 5 การประชุมสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายแรงงานไทยในเวทีโลก ดังนี้

จับมืออิตาลี เร่งเครื่อง MOU ส่งแรงงานภาคเกษตร-อุตสาหกรรม

นายจุลพันธ์ เผยว่า ได้หารือกับนางมารีนา เอลวีรา คัลเดโรเนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและนโยบายทางสังคมของอิตาลี โดยได้ขอบคุณที่อิตาลีบรรจุประเทศไทยในร่างกฎหมายแรงงาน (Flows decree) ช่วยให้แรงงานไทยไปทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย พร้อมทั้งเร่งรัดการทำ MOU ร่วมกัน

นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนโมเดลการศึกษาทวิภาคี (Dual-Track Education) ซึ่งเป็นโครงสร้างความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างสถาบันเทคนิค มหาวิทยาลัย และสถานประกอบการในท้องถิ่น ตั้งเป้าที่จะถอดบทเรียนและนำรูปแบบดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาฝีมือแรงงานไทยอย่างเป็นระบบ เพื่อเชื่อมโยงโลกการศึกษากับภาคธุรกิจเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ

ถอดบทเรียนสิงคโปร์ เล็งพัฒนาระบบประกันสังคมและภาษีแรงงานต่างด้าว

ในการหารือกับ ดร. ตัน ซี เลง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกำลังคนของสิงคโปร์ จุลพันธ์ เผยว่า ได้ร่วมศึกษาถอดบทเรียนใน 2 เรื่องหลัก คือ ระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Central Provident Fund: CPF) เพื่อนำมาพัฒนาระบบประกันสังคมของไทยให้ยืดหยุ่นก้าวทันโลก และระบบการจัดเก็บภาษีแรงงานต่างด้าว เพื่อนำแนวทางมาบริหารจัดการและยกระดับความเป็นอยู่ของแรงงานต่างด้าวในไทยให้ดียิ่งขึ้น

ยกระดับร่วมกับ IOM คุ้มครองสิทธิแรงงานข้ามชาติและสกัดการค้ามนุษย์

ต่อมาได้เข้าหารือกับ นางสาวเอมี อี. โป๊ป ผู้อำนวยการใหญ่ IOM โดยเน้นย้ำนโยบายของไทยในการส่งเสริมเส้นทางย้ายถิ่นฐานที่ถูกกฎหมายผ่านกรอบ MOU กับประเทศเพื่อนบ้าน และการให้ความคุ้มครองที่เท่าเทียมไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งปัจจุบันมีแรงงานข้ามชาติกว่า 1.5 ล้านคน อยู่ในระบบประกันสังคมไทย พร้อมทั้งหารือความร่วมมือในการคุ้มครองแรงงานกลุ่มเปราะบางและการป้องกันการบังคับใช้แรงงานและการค้ามนุษย์

ถก ผอ.ใหญ่ ILO หารือแนวทางคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม

ปิดท้ายที่การหารือกับ นายกิลเบิร์ท เอฟ โฮงโบ ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) โดยนายจุลพันธ์ได้กล่าวถึงชื่นชมบทบาทของ ILO ในการสนับสนุนประเทศไทยผ่านแผนงานระดับชาติว่าด้วยงานที่มีคุณค่า ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและทักษะฝีมือของแรงงานไทยอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ ยังเผยความตั้งใจที่จะขยายการคุ้มครองแรงงานไปยังกลุ่มแรงงานแพลตฟอร์ม พร้อมหารือถึงแนวการในการปรับปรุงกรอบกฎหมายเพื่อความมั่นคงของแรงงานกลุ่มนี้ด้วย

– 005

กองทัพบก น้อมถวายความอาลัยอย่างหาที่สุดมิได้ ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

กองทัพบก น้อมถวายความอาลัยอย่างหาที่สุดมิได้ ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

กองทัพบก น้อมถวายความอาลัยอย่างหาที่สุดมิได้ ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.21 น.

กองทัพบกน้อมถวายความอาลัยอย่างหาที่สุดมิได้ พร้อมขอเชิญชวนประชาชนร่วมถวายความอาลัยพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณตราบนิรันดร์

ตามประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2569 นั้น กองทัพบกรับทราบด้วยความโทมนัสเป็นอย่างยิ่ง

กองทัพบกขอน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ และขอถวายความอาลัยด้วยความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้ ต่อการสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของแผ่นดิน ด้วยพระเมตตาธรรมอันเปี่ยมล้น พระจริยวัตรอันงดงาม และพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลในการพัฒนาสังคมไทย ส่งผลให้ทรงเป็นที่เคารพรัก เทิดทูน และประทับอยู่ในดวงใจของประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าตราบนิรันดร์เพื่อประเทศชาติและประชาชนตลอดมา 

ทั้งนี้ เพื่อถวายความอาลัยและถวายพระเกียรติอย่างสูงสุด กองทัพบกได้กำหนดให้หน่วยขึ้นตรงกองทัพบกดำเนินการลดธงลงครึ่งเสาเป็นเวลา 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 12 – 26 มิถุนายน 2569 และให้กำลังพลแต่งกายไว้ทุกข์เป็นระยะเวลา 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 12 –  26 มิถุนายน 2569 โดยแต่งกายเครื่องแบบปฏิบัติงานตามที่กองทัพบกกำหนด

พร้อมกันนี้ ให้มีการประดับพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ตกแต่งด้วยผ้าระบายสีขาวและสีดำ พร้อมตั้งเครื่องบูชาเครื่องทองน้อยอย่างสมพระเกียรติ พร้อมเชิญชวนครอบครัวกำลังพลร่วมแต่งกายไว้ทุกข์โดยพร้อมเพรียงกัน
 
ในการนี้ กองทัพบกขอเชิญชวนประชาชน เข้าร่วมถวายน้ำสรงและถวายสักการะพระศพ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ ตามประกาศสำนักพระราชวัง ดังนี้

– พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าถวายน้ำสรงพระศพฯ เบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. – 12.00 น. 

– พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าถวายน้ำสรงพระศพฯ เบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ทุกวัน เวลา 08.30 น. – 16.00 น. เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2569 

– พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าถวายสักการะพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 15 วัน ทุกวัน เวลา 09.00 น. – 21.00 น. เริ่มตั้งแต่ วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พุทธศักราช 2569

กองทัพบกจึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ร่วมถวายความอาลัย เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณของพระองค์ ผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของแผ่นดิน อันนำมาซึ่งความร่มเย็นเป็นสุขของประเทศชาติและพสกนิกรชาวไทยอย่างแท้จริง

ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก, 
 

รองปลัดกลาโหม ร่วมงานวันชาติรัสเซีย เน้นย้ำความร่วมมือไทย–รัสเซีย

รองปลัดกลาโหม ร่วมงานวันชาติรัสเซีย เน้นย้ำความร่วมมือไทย–รัสเซีย

รองปลัดกลาโหม ร่วมงานวันชาติรัสเซีย เน้นย้ำความร่วมมือไทย–รัสเซีย

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.02 น.

รองปลัดกลาโหม ร่วมงานวันชาติรัสเซีย เน้นย้ำความร่วมมือไทย–รัสเซีย 

ความสัมพันธ์ไทย–รัสเซีย ยังคงเดินหน้าสู่ก้าวใหม่ที่มั่นคงและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพมหานคร พลเรือเอก ณัฏฐพล เดี่ยววานิช รองปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยภริยา ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในโอกาสวันชาติสหพันธรัฐรัสเซีย โดยได้รับเกียรติจาก นายเยฟเกนี โตมีฮิน เอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดงาน

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง มีแขกผู้มีเกียรติจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งคณะทูตานุทูต ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนกว่า 700 คน มาร่วมแสดงความยินดี การพบปะครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการร่วมฉลองวันสำคัญของรัสเซียเท่านั้น แต่ยังเป็นการยืนยันถึงความร่วมมืออันดีที่มีมาอย่างยาวนานบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

การเข้าร่วมงานของรองปลัดกระทรวงกลาโหมในฐานะผู้แทนปลัดกระทรวงกลาโหมครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ซึ่งดำเนินมาอย่างมั่นคงต่อเนื่องยาวนานกว่า 1 ศตวรรษ บนพื้นฐานของความไว้วางใจ ความเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยและรัสเซียกำลังเตรียมตัวเข้าสู่ปีแห่งการเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่

ในปี 2570 ที่จะถึงนี้ ทั้งสองประเทศเตรียมจัดกิจกรรมพิเศษและแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับต่าง ๆ เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 130 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซีย ซึ่งถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงมิตรภาพที่ผ่านบททดสอบของกาลเวลา และพร้อมที่จะจับมือพัฒนาความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ก้าวหน้าต่อไปในอนาคต

ความร่วมมือระหว่างไทยและรัสเซียในระดับทูต
งานเลี้ยงรับรองวันชาติรัสเซียในกรุงเทพฯ
บรรยากาศงานเลี้ยงวันชาติรัสเซีย โรงแรมแชงกรี-ลา

กมธ.กิจการสภาฯ หนุนทบทวน บำนาญสส.-สว. ตลอดชีพ แนะใช้เกณฑ์อยู่ครบ 4 ปี

กมธ.กิจการสภาฯ หนุนทบทวน บำนาญสส.-สว. ตลอดชีพ แนะใช้เกณฑ์อยู่ครบ 4 ปี

กมธ.กิจการสภาฯ หนุนทบทวน บำนาญสส.-สว. ตลอดชีพ แนะใช้เกณฑ์อยู่ครบ 4 ปี

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.38 น.

กมธ.กิจการสภาฯ หนุนทบทวน บำนาญอดีตสมาชิกรัฐสภา ตลอดชีพ แนะใช้เกณฑ์อยู่ในตำแหน่งรวม 4 ปีขึ้นไปเป็นเกณฑ์ ค้านลดจำนวน ผู้ช่วยสส. พร้อมตั้งอนุ กมธ.ยกเครื่องสวัสดิการ สส. 

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนางบุญยิ่ง นิติกาญจนา สส.ราชบุรี พรรคกล้าธรรม เป็นประธานกมธ.ฯ เมื่อ 10 มิ.ย. ได้พิจารณาข้อเสนอเกี่ยวกับการพัฒนาปรับปรุงระบบสวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ของอดีตสมาชิกรัฐสภา และผู้ปฏิบัติงานให้แก่สส. ซึ่งนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน เสนอให้พิจารณา

ล่าสุด กมธ.ได้เผยแพร่สรุปผลการประชุมวาระดังกล่าว ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่กมธ.ได้พิจารณาและมีข้อสรุปเบื้องต้น  คือ แนวทางการบริหารจัดการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ให้ทบทวนปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำการดำรงตำแหน่งของอดีตสมาชิกรัฐสภาที่จะมีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพแบบตลอดชีพ โดยต้องมีระยะเวลาดำรงตำแหน่งรวมทุกวาระ ตั้งแต่  48 เดือน หรือ 4 ปีขึ้นไป เพื่อให้สอดคล้องกับวาระดำรงตำแหน่งของ สส.ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เพื่อลดภาระขอรับการจัดสรรงบประมาณจากภาครัฐ และเพิ่มสภาพคล่องของกองทุน 

นอกจากนั้นได้เสนอให้ระดมจัดหารายได้เข้ากองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา รวมถึงปรับเพิ่มอัตราการส่งเงินสมทบเข้ากองทุน เพื่อความเหมาะสมสำหรับอดีตสมาชิกรัฐสภา ที่ดำรงตำแหน่งไม่นานและได้ส่งเงินเข้ากองทุนจำนวนน้อย ลดความเหลื่อมล้ำในการได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการจากภาครัฐเมื่อเทียบกับการรับเงินบำเหน็จบำนาญของข้าราชการ และเพื่อป้องกันการใช้ช่องว่างทางกฎหมายในการลาออกจากตำแหน่งของสส.แบบบัญชีรายชื่อ หรือ สว. เพื่อให้สมาชิกลำดับถัดไปเข้ามาดำรงตำแหน่งแทน ซึ่งจะมีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพ รวมทั้งสิทธิประโยชน์อื่นๆ จากกองทุนระยะยาว

ขณะที่ประเด็นการจัดสวัสดิการให้แก่บุคคลเพื่อปฏิบัติงานให้แก่ สส. ที่ประชุมรับทราบหลักเกณฑ์การแต่งตั้งบุคคลเพื่อปฏิบัติงงานให้แก่ สส. ซึ่งเป็นไปตามระเบียบรัฐสภา โดยสส.แต่ละรายสามารถตั้งบุคคลเพื่อช่วยดำเนินงานได้ 8 คน ซึ่งจำนวนดังกล่าวสอดคล้องกับภารกิจและหน้าที่ความรับผิดชอบของสส. ซึ่งมีขอบเขตที่กว้างขวางทั้งภารกิจด้านการประชุมสภา การประชุมกมธ. การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีและการลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหา ข้อร้องเรียน และประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนและการสนับสนุนภารกิจของ สส. ด้านนิติบัญญัติให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนประเด็นการเบิกจ่ายค่าอาหารและค่าล่วงเวลาของผู้ปฏิบัติงานสนับสนุนการประชุมสภาฯ ที่ประชุมเห็นควรให้ทบทวนเพื่อจัดอาหารมื้อเย็นสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ เพราะช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีร้านอาหารเปิดให้บริการ เพื่อลดผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพชีวิตขของเจ้าหน้าที่ 

“ทั้งนี้ที่ประชุมกมธ. พิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อให้การศึกษาเกี่ยวกับการปรับปรุงสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของสมาชิกัฐสภา อดีตสมาชิกรัฐสภา บุคลากรในวงงานรัฐสภาและผู้ปฏิบัติงานสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐสภาเป็นไปด้วยความละเอียดรอบคอบ ให้ตั้งอนุกมธ.เพื่อพิจารณาศึกษาแล้วรายงาน กมธ.กิจการสภาฯ ต่อไป” 

อนุทิน แถลง คืนเงินเหยื่อโดนหลอกลวง พร้อมใช้ มติครม.-พ.ร.บ. อุดช่องคนทำผิด

อนุทิน แถลง คืนเงินเหยื่อโดนหลอกลวง พร้อมใช้ มติครม.-พ.ร.บ. อุดช่องคนทำผิด

อนุทิน แถลง คืนเงินเหยื่อโดนหลอกลวง พร้อมใช้ มติครม.-พ.ร.บ. อุดช่องคนทำผิด

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.24 น.

นายกฯแถลงอายัดทรัพย์ – คืนเงินเหยื่อโดนหลอกลวง วางเป้าคนถูกหลอกต้องได้เงินคืน ระบุ พร้อมใช้มติครม.-พ.ร.บ. อุดช่องคนทำผิด ลั่นพวกคนชั่วอยู่ในคุกก็เปลืองข้าวสุก อย่าให้ลอยหน้าลอยตา

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 12 มิ.ย. 2569 ที่สำนักงานป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าวการยึด และอายัดทรัพย์สินรายคดีสำคัญ และการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายตามคำสั่งศาล  โดยมี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานปปง. นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขา ปปง. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าว

อนุทิน ชาญวีรกูล

โดยนายกฯกล่าวว่า ทุกครั้งที่มาสถานที่แห่งนี้ก็มักจะมีแต่ข่าวที่เป็นประโยชน์กับประเทศและประชาชนและในข่าวดีนี้ถือว่าเป็นข่าวร้ายของผู้ที่ตั้งใจกระทำผิดกฎหมายและนำความเสื่อมเสียและนำความเสียหายมาให้กับประเทศไทยของเราและประชาชนที่รักของเรา วันนี้ตนมีข่าวสำคัญ มาแจ้งพี่น้องประชาชนทราบอีกเรื่องหนึ่ง หลังจากที่เมื่อวันก่อน เราได้แถลงผลปฏิบัติการพิฆาตยาเสพติดเครือข่ายนายฐปนันท์ ธรรมรัตน์ธาดา หรือหนูเฉิน และเครือข่ายคนจีนผู้กระทำผิด ซึ่งเป็นการปราบปรามยาเสพติด กระบวนการฟอกเงินและกระบวนการสแกมเมอร์อาชญากรรมข้ามชาติล็อตใหญ่ สำหรับการแถลงข่าววันนี้ เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญ ต่อความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตของพี่น้องประชาชน คือการยึดและอายัดทรัพย์สิน ของมิจฉาชีพที่หลอกลวงประชาชนไป ซึ่งนำไปสู่กระบวนการคืนเงินให้กับผู้เสียหาย วันนี้จะมีการคืนเงินที่ยึดมาได้จากคนชั่วร้ายเหล่านี้ กลับคืนให้กับผู้เสียหาย ตนถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากสำหรับประชาชน เพราะแค่ถูกหลอกลวงก็คือความทุกข์ที่สุดของพวกเขาอยู่แล้ว การที่เรานำทรัพย์สินเงินทองมาคืนพวกเขาได้ เราได้ทำสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่เป็นกุศลในการบำบัดความทุกข์ของพวกเขา อันนี้ตนถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เพราะคนที่ถูกหลอกคงไม่คิดว่าจะได้เงินคืน และเป้าหมายไม่ใช่จับอย่างเดียว พวกนั้นอยู่ในคุกก็เปลื้องข้าวสุก รัฐบาลจึงให้ความสำคัญ กับความสำเร็จของกระบวนการนี้เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งสำหรับการดำเนินการครั้งนี้ ก็มีรายละเอียดหลายคดีตั้งแต่คดีที่เกี่ยวกับการฉ้อโกง หลอกให้คนคิดว่า จะช่วยประกันตัวได้ลักลอบของหนีภาษีศุลกากร ฟอกเงิน รวมถึงมีการคืนสิทธิคืนเงินให้กับผู้เสียหายด้วย

นายกฯกล่าวอีกว่า ตั้งแต่ตนได้เข้ามาในตำแหน่งนายกฯด้วยความสัมพันธ์และความเชื่อมั่นที่ตนมีกับทีมงานปปง. และทีมงานด้านป้องกันปราบปรามทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประธานปปง. ที่ตนมีความเคารพนับถือเป็นการส่วนตัวและยังได้มีโอกาสได้รู้จักกับเลขาปปง. ความสัมพันธ์นี้ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ทุกคณะบริหาร แต่คณะคณะบริหารประเทศชุดนี้ ความสัมพันธ์ความเชื่อมั่นที่เรามีต่อกัน มันยังผลให้การทำงานของพวกเราประสบผลสัมฤทธิ์และเข้าเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้อย่างดียิ่ง ท่านเชื่อตนว่าถ้าท่านทำเต็มที่แล้ว ท่านเจอพวกความจำเสื่อมที่ชอบถามว่ารู้ไหมว่าผมเป็นใคร เราก็ได้แต่บอกว่าเราไม่สนใจว่าเขาเป็นใคร เราพูดได้เต็มปาก และท่านพูดได้เต็มปากว่าเป็นใครก็ไม่สน สิ่งเหล่านี้พวกเราได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเราไม่พยายามที่จะให้ยาเตือนความจำเขา แต่เราจะทำให้เขาไปทบทวนความจำของเขาในคุก ไม่ต้องให้เขาถามว่าเขาเป็นใคร จะต้องให้เขาถามว่าทำไมถึงได้คิดผิด ที่ต้องทำสิ่งชั่วร้ายเหล่านี้ ทำไมถึงกล้าที่จะมาทำร้ายประชาชนชาวไทยที่มีกฎหมายควบคุม ที่มีพวกเราดูแลสารทุกข์สุกดิบของพวกเขาอยู่ตรงนี้ต่างหากคือเป้าหมายของเรา 

อนุทิน ชาญวีรกูล

“ตั้งแต่ที่ผมเข้ามาเป็นรัฐบาลแรกจนถึงรัฐบาลที่สองก็จะเห็นได้ว่ามูลค่าทรัพย์สินเงินทอง เงินสด เอกสารที่สามารถประเมินเป็นมูลค่าต่างๆเราได้ทำการยึดทรัพย์ของพวกเขามามากมายมากกว่า 4 หมื่นล้านบาท เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงและความไม่หวั่นไหวต่ออำนาจอิทธิพลใดๆ เพราะทุกครั้งที่เราทำงานใหญ่ พวกเขาก็คงได้ประสบพบในการที่ขอให้ถอยในเรื่องนี้ ปัดเป่าคดีผ่อนหนักเป็นเบา ผ่อนเบาเป็นหาย เป็นต้น เจตนารมณ์ของรัฐบาลที่ได้มอบหมายให้กับพวกท่านว่า เราทำตามภารกิจหน้าที่ด้วยความสมบูรณ์ และเชื่อว่าเราจะดำเนินการต่อไป ตราบใดที่ไม่มีการยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมืองผู้ต้องหามีทั้งคนไทยและคนต่างชาติที่มาอาศัยแผ่นดินนี้ ในการกระทำความผิด ซึ่งการกระทำความผิดของเขาถือว่าเป็นความผิดมหันต์ที่มารังแกคนไทย คุณมารังแกคนไทยเมื่อไหร่ เราต้องเพิ่มความเข้มข้นและความเด็ดขาดในการปราบปรามดำเนินคดียึดทรัพย์ของพวกเขา ตัวผมในฐานะหัวหน้ารัฐบาลไม่ใช่เฉพาะเป็นนายกฯแต่เป็นรมว.มหาดไทยเป็นผู้ที่กำกับดูแลสำนักงานปปง.ด้วยตัวเอง ไม่ให้คนอื่นดูแลๆเอง ขอให้ทุกท่านสบายใจว่าท่านปฎิบัติภารกิจแล้วไม่ว่า การกระทำของท่านเป็นการกระทำที่เต็มไปด้วยเจตนารมณ์ที่ปกป้องประเทศและประชาชนแล้ว ท่านมีนายกฯเป็นผู้ที่รับผิดชอบการกระทำของท่านทุกคน ฉะนั้นตรงนี้ความร่วมมือต่างๆ จากกระทรวง และหน่วยงานทั้งหลายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งจังหวัดและฝ่ายปกครองของท่านได้ร่วมบูรณาการกันอย่างเต็มที่ และขอให้มีความมั่นใจในการกระทำของท่านและจับกุมดำเนินคดีปราบปรามผู้กระทำความผิดเหล่านี้อายัดทรัพย์สินและยึดและทำสำนวนให้เข้มให้แข็ง ให้ไม่หลุด ไม่ให้เขาใช้ช่องว่างอาศัยช่องโหว่หลุดออกไป” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันเราก็จะเร่งดำเนินการแก้ไขกฎหมายในทุกด้านให้สามารถนำไปใช้เป็นช่องโหว่ให้มีความรัดกุมให้มากที่สุด และท่านก็ไม่ต้องห่วงตนกับรมว.ยุติธรรม เราตกลงกันแล้วกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)ว่าถ้าตรงไหนมันมีช่องโหว่ พวกเราจะใช้มติคณะรัฐมนตรี(ครม.)อุดช่องโหว่ ออกเป็นมาตรการออกเปฌนประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ออกเป็นพระราชบัญญัติ ถ้าออกพระราชกำหนดไม่ทันใจ หรือใช้คำสั่งนายกรัฐมนตรี ใช้มติของครม.ในการช่วยสนับสนุนภารกิจของท่านให้ครบถ้วน ถ้าคิดว่ายังมีช่องโหว่ออกมาลอยหน้าลอยตา พูดเหมือนกับไม่ยอมรับกฎหมาย เวลาท่านจับคนพวกนี้ ลอยหน้าลอยตาเซิฟๆ จากนี้ไปต้องคอตก ต้องสลด ต้องสำนึกและต้องรู้สึกเสียใจในการกระทำของตัวเอง แต่ว่าเสียใจก็ช้าไปเสียแล้วต้องไปชดใช้หนี้กรรมทั้งหลายในที่คุมขัง ย้ำว่าวันนี้เราจะต้องเรียกแขก ทั้งนักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งหมดให้กลับมาประเทศไทยอีกครั้ง เพื่อให้เขามาแล้วเงินทุกบาททุกสตางค์ของเขาเข้ามามีความคุ้มค่า มีความปลอดภัยและมีความมั่นคงนี่คือพวกเราทุกคนต้องร่วมกระทำไม่ใช่ฝ่ายปราบปรามอย่างเดียว

อนุทิน ชาญวีรกูล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการยึด และอายัดทรัพย์สินเพิ่มเติมรอบนี้ มีการยึด และอายัดทรัพย์สินนายวิริยะกับพวก หลังพบมีธุรกรรมเชื่อมโยงกับเครือข่ายบัญชีม้าของเว็บไซต์พนันออนไลน์ จำนวน 128 รายการ มูลค่ากว่า 173 ล้านบาท และยึดและอายัดทรัพย์สินนางสาวธัญชนกกับพวก หลังพบพฤติกรรมลักลอบหนีภาษี จำนวน 104 รายการมูลค่า 94 ล้าน นอกจากนี้ ยังขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในคดีของนางสาวแตงไทย เครือข่ายของยิมเลียก รวมมูลค่าจำนวน 20, 288 ล้านบาท และยังนำเงินส่งคืนผู้เสียหายรวม 4 ราย 25 ล้านบาท  

นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตเยอรมนีก่อนอำลาตำแหน่ง ย้ำมิตรภาพ 164 ปี

นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตเยอรมนีก่อนอำลาตำแหน่ง ย้ำมิตรภาพ 164 ปี

นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตเยอรมนีก่อนอำลาตำแหน่ง ย้ำมิตรภาพ 164 ปี

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.23 น.

นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตเยอรมนีก่อนอำลาตำแหน่ง ย้ำมิตรภาพ 164 ปี เดินหน้าผลักดัน FTA ไทย–EU และการเข้าเป็นสมาชิก OECD ต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจร่วมกัน

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.2569 เวลา 09.30 น. ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายแอ็นสท์ ว็อลฟ์กัง ไรเชิล (H.E. Mr. Ernst Wolfgang Reichel) เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่ออำลาในโอกาสพ้นจากหน้าที่ 

นายกรัฐมนตรี กล่าวต้อนรับเอกอัครราชทูตเยอรมนีฯ ด้วยความยินดี และแสดงความขอบคุณสำหรับบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมืออันสร้างสรรค์ระหว่างไทยกับเยอรมนีตลอดระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ โดยบรรยากาศการหารือเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง สะท้อนถึงมิตรภาพและความใกล้ชิดระหว่างทั้งสองฝ่ายที่ได้ร่วมงานกันอย่างใกล้ชิดในช่วงที่ผ่านมา

นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมความทุ่มเทของเอกอัครราชทูตเยอรมนีฯ ในการผลักดันความร่วมมือในหลากหลายมิติ พร้อมเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ทางการทูตอันแน่นแฟ้นและยาวนานระหว่างไทย–เยอรมนี ซึ่งดำเนินมาครบ 164 ปีในปีนี้ บนพื้นฐานของมิตรภาพ ความไว้วางใจ และความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ทั้งในระดับรัฐบาล ภาคธุรกิจ และประชาชนของทั้งสองประเทศ

โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นความร่วมมือที่สำคัญ ดังนี้

1. ความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thailand–EU FTA) นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งได้มีโอกาสหารือกับภาคเอกชนยุโรปและรับฟังมุมมองจากนักลงทุน โดยย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thailand–EU FTA) ให้บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าความตกลงดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการค้า การลงทุน และความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปในระยะยาว รวมทั้งช่วยเปิดโอกาสใหม่ทางธุรกิจและยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเยอรมนีให้ใกล้ชิดและลึกซึ้งยิ่งขึ้น

2. การเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) นายกรัฐมนตรียืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจของไทยในการยกระดับมาตรฐานการพัฒนา การกำกับดูแลที่ดี และการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกมากยิ่งขึ้น โดยเห็นว่าการเข้าเป็นสมาชิก OECD จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ในช่วงท้ายของการหารือ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณเอกอัครราชทูตเยอรมนีฯ สำหรับมิตรภาพและความร่วมมืออันดียิ่งตลอดระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทย โดยแสดงความเชื่อมั่นว่ารากฐานความร่วมมืออันเข้มแข็งที่ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันสร้างไว้ จะช่วยต่อยอดความสัมพันธ์ไทย–เยอรมนีให้แน่นแฟ้นและก้าวหน้ายิ่งขึ้นต่อไป เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ

ชัชชาติ ย้ำจุดยืนประชาธิปไตย ขอประชาชนเลือกคนที่รักที่ชอบ

ชัชชาติ ย้ำจุดยืนประชาธิปไตย ขอประชาชนเลือกคนที่รักที่ชอบ

ชัชชาติ ย้ำจุดยืนประชาธิปไตย ขอประชาชนเลือกคนที่รักที่ชอบ

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.20 น.

“ชัชชาติ”หาเสียงยานนาวา เปิดนโยบาย”สูงวัยไม่เหงา ไม่ป่วย มีงานทำ” เจอ 3 ผู้สมัคร ส.ก. ย้ำจุดยืนประชาธิปไตย ให้ประชาชนเลือกคนที่รัก บอกให้รักกันร่วมขับเคลื่อนเมืองเพื่อคนกรุง

12 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครฯ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่พบปะประชาชนและนำเสนอนโยบาย ที่ โรงเรียนผู้สูงอายุยานนาวา เขตยานนาวา โดยการลงพื้นที่วันนี้มีผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตยานนาวา ถึง 3 ราย จากหลายกลุ่มการเมือง เดินทางมาร่วมต้อนรับและทักทาย ประกอบด้วย น.ส.หัทกร โกศลจิตร์ ผู้สมัคร ส.ก. หมายเลข 2 ในนามกลุ่ม ทีมคนทำงาน , นายวิทยา ดอกกลาง (แอดหมู) ผู้สมัคร ส.ก. หมายเลข 4 ในนามผู้สมัครอิสระ และ นายพุทธิพัชร์ ธันยาธรรมนนท์ ผู้สมัคร ส.ก. หมายเลข 6 ในนามกลุ่มกรุงเทพที่ดีกว่า ซึ่งเป็นอดีต ส.ก.แชมป์เก่าในพื้นที่

นายชัชชาติ ได้ร่วมพูดคุยและกล่าวให้กำลังใจผู้สมัครทุกคน พร้อมเน้นย้ำจุดยืนสนับสนุนให้ประชาชนยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย เลือกคนที่รักและชอบ และขอให้ผู้สมัครทุกคนมีความรักใคร่กลมเกลียว สามัคคีกัน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเมืองและสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่พี่น้องประชาชน

การพื้นที่วันนี้ นายชัชชาติได้นำเสนอนโยบายเตรียมความพร้อมกรุงเทพมหานครสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยกล่าวว่า ปัจจุบันกรุงเทพฯ มี ผู้สูงอายุประมาณ 1.3 ล้านคน สัดส่วนสูงถึง ร้อยละ 21 ของประชากร และในเขตเมืองชั้นใน เช่น พระนครและสัมพันธวงศ์ พุ่งสูงถึงร้อยละ 35 กทม. จึงต้องปรับมุมมองไม่ให้มองผู้สูงอายุเป็นภาระ ผ่านหลักการ 3 ด้านคือ ไม่เหงา ไม่ป่วย มีรายได้ โดยกางนโยบายเชิงรุก อาทิ การพัฒนาโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียนเป็นศูนย์กลางครบวงจร เพิ่มคลินิกผู้สูงอายุในโรงพยาบาลและศูนย์สาธารณสุข สนับสนุนผ้าอ้อมผู้ใหญ่ฟรีร่วมกับ สปสช. เฉลี่ยเดือนละ 20,000 ชิ้น และเพิ่มผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) เป็น 5,000 คน พร้อมใช้ระบบ GPS ติดตามดูแลผู้ป่วยติดเตียงกว่า 6,000 คน ภายใต้นโยบายขยายเตียง 100,000 เตียงสู่บ้าน

ในส่วนของสุขภาพใจ ตั้งเป้าขยายโรงเรียนผู้สูงอายุให้ครบทั้ง 50 เขต และเพิ่มชมรมผู้สูงอายุเป็น 1,000 แห่งภายใน 4 ปี ขณะที่ด้านเศรษฐกิจ จะเน้นการสร้างโอกาสผ่านแพลตฟอร์มรวบรวมทักษะความสามารถของผู้สูงอายุเพื่อจับคู่จ้างงานในพื้นที่ใกล้เคียง ตั้งเป้าสร้างงาน 10,000 ตำแหน่ง ควบคู่กับการจัดหลักสูตรฝึกอาชีพที่เหมาะสม

นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ซึ่งปีนี้ลดลงร้อยละ 45 โดย กทม.จะยังคงเดินหน้ามาตรการเชิงรุกตลอด 365 วัน เน้นกำจัดที่ต้นตอ ทั้งการกวดขันควันดำ ขยายเขตห้ามรถเข้าเมือง (Low Emission Zone) ให้ครอบคลุมรถกระบะและรถเก๋ง ขยายเครือข่าย Work From Home ให้ถึง 500,000 คน ประสานความร่วมมือกับจังหวัดรอบนอกเพื่อชะลอการเผาชีวมวล และล่าสุดได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ติดตั้งสถานีซูเปอร์สเตชั่น (Super Station) มูลค่าเกือบ 100 ล้านบาท จากประเทศจีน เพื่อวิเคราะห์ต้นตอฝุ่นรายวันและเข้าจัดการได้อย่างแม่นยำ

– 006

โพล พระปกเกล้า เผยความนิยมผู้ว่าฯ กทม. ชัชชาติ นำโด่ง พบคนกรุงต้องการเลือกคนมาแก้ปัญหา

โพล พระปกเกล้า เผยความนิยมผู้ว่าฯ กทม. ชัชชาติ นำโด่ง พบคนกรุงต้องการเลือกคนมาแก้ปัญหา

โพล พระปกเกล้า เผยความนิยมผู้ว่าฯ กทม. ชัชชาติ นำโด่ง พบคนกรุงต้องการเลือกคนมาแก้ปัญหา

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.48 น.

พระปกเกล้า เผยผลโพลสำรวจ ชี้คะแนนนิยม ชัชชาติ พุ่งต่อเนื่อง ชัยวัฒน์ ลดลง พบคนกรุงย้ำเลือกคนมาแก้ปัญหา 

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “ความนิยมของประชาชนและทิศทางสนามเลือกตั้ง กทม.69 (ครั้งที่ 2)” ระหว่างวันที่ 4-7 มิ.ย.2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามพื้นที่เขตทั่วกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,600 ตัวอย่าง โดยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage sampling) เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบพบหน้า กำหนดระดับความเชื่อมั่นทางสถิติที่ 95% และค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน ร้อยละ 2.5

นอกจากนี้ ทุกแบบสอบถามได้ผ่านการตรวจสอบ ความครบถ้วนและความสมเหตุสมผลของคำตอบ ก่อนนำข้อมูลไปวิเคราะห์และรายงานผลต่อไป ได้ผลดังนี้

ผลการสำรวจในคำถาม “หากจะเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.วันนี้ ท่านมีแนวโน้มจะเลือกใครมากที่สุด” (ครั้งที่ 2) พบว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับการระบุสูงสุดที่ร้อยละ 43.5 เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากครั้งที่ 1 (22-25 พ.ค.) ที่ร้อยละ 31.5 รองลงมาคือ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ร้อยละ 12.0 ใกล้เคียงแต่ลดลงเล็กน้อยจากครั้งที่ 1 ที่ร้อยละ 13.1 ขณะที่ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อยู่ที่ร้อยละ 6.9 ลดลงเล็กน้อยจากครั้งที่ 1 ที่ร้อยละ 7.5 และ นายอนุชา บูรพชัยศรี อยู่ที่ร้อยละ 6.1 เพิ่มขึ้นจากครั้งที่ 1 ที่ร้อยละ 4.9 ส่วน ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี อยู่ที่ร้อยละ 3.9 ลดลงจากครั้งที่ 1 ที่ร้อยละ 6.2 ถัดมาคือ ผู้สมัครคนอื่นๆ ร้อยละ 13.9 เพิ่มขึ้นจากครั้งที่ 1 ที่ร้อยละ 12.7 ขณะที่ตัวเลือก “ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ” อยู่ที่ร้อยละ 13.7 ลดลงมากจากครั้งที่ 1 ที่ร้อยละ 24.1

ผลการสำรวจทาง Line Today 1 ในคำถาม “หากผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. เสนอนโยบายที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งต้องใช้งบประมาณสูง ท่านจะพิจารณาเรื่องนี้ต่อการตัดสินใจเลือกอย่างไร” พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่ร้อยละ 64.0 ระบุว่า “สนับสนุน หากดูแล้วว่าจำเป็น/แก้ปัญหาได้” รองลงมาร้อยละ 16.2 ระบุว่า “ลังเลเพราะกังวลเรื่องภาระงบประมาณ/ความคุ้มค่า” ขณะที่ร้อยละ 9.7 ระบุว่า “ไม่สนับสนุน แม้จะจำเป็น แต่ใช้งบสูงเกินไป” และร้อยละ 6.2 ระบุว่า “ไม่มีผลต่อการตัดสินใจเลือก” ส่วนร้อยละ 3.9 ระบุว่า “ไม่ประสงค์ตอบ”

ผลการสำรวจในคำถาม “หากในช่วงหลังจากนี้ การหาเสียงมีพรรค/กลุ่ม/ตัวบุคคล ที่เสนอนโยบายที่ตรงใจมากกว่าคนที่ท่านตั้งใจจะเลือก ท่านจะมีการตัดสินใจเลือก ‘ผู้ว่าฯกทม.’ อย่างไร” พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่ร้อยละ 39.3 ระบุว่า “ยังไม่แน่ใจ แต่เปิดใจพิจารณา” รองลงมาร้อยละ 34.3 ระบุว่า “ยังเลือกหมายเลขเดิม/ไม่เปลี่ยนแน่นอน” ขณะที่ร้อยละ 16.5 ระบุว่า “มีโอกาสเปลี่ยนใจสูง” และร้อยละ 9.9 ระบุว่า “ไม่ประสงค์ตอบ”

เมื่อพิจารณาเทียบกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ครั้งที่แล้ว (พ.ศ.2565) ในคำถาม “หากจะเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. วันนี้ ท่านมีแนวโน้มจะเลือกใครมากที่สุด (ครั้งที่ 2)” พบว่าในกลุ่มที่เคยเลือกชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) ปัจจุบันเลือก “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ร้อยละ 71.0 เลือก “นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ร้อยละ 7.3 เลือก “นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข” ร้อยละ 6.7 เลือก “นายอนุชา บูรพชัยศรี” ร้อยละ 1.7 เลือก “ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี” ร้อยละ 2.3 และเลือก “ผู้สมัครคนอื่น ๆ” ร้อยละ 8.5 ขณะที่ “ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ” ร้อยละ 2.5

ขณะเดียวกัน ในฐานเสียงที่เคยเลือกวิโรจน์ ลักขณาอดิศร (พรรคก้าวไกล) ปัจจุบันเลือก “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ร้อยละ 17.6 เลือก “นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ร้อยละ 54.5 เลือก “นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข”
ร้อยละ 2.7 เลือก “นายอนุชา บูรพชัยศรี” ร้อยละ 2.7 เลือก “ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี” ร้อยละ 4.3 และเลือก “ผู้สมัครคนอื่นๆ” ร้อยละ 10.2 โดย “ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ” ร้อยละ 8.0 ส่วนกลุ่มที่เคยเลือกสกลธี ภัททิยกุล (อิสระ) ปัจจุบันเลือก “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ร้อยละ 22.6 เลือก “นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ร้อยละ 3.6 เลือก “นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข” ร้อยละ 15.5 เลือก “นายอนุชา บูรพชัยศรี” ร้อยละ 7.1 เลือก “ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี” ร้อยละ 1.2 และเลือก “ผู้สมัครคนอื่นๆ” ร้อยละ 35.7 ขณะที่ “ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ” ร้อยละ 14.3 สำหรับ

ฐานเสียงที่เคยเลือก สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคประชาธิปัตย์) ปัจจุบัน เลือก “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ร้อยละ 24.1 เลือก “นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ร้อยละ 3.7 เลือก “นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข” ร้อยละ 4.9 เลือก “นายอนุชา บูรพชัยศรี” ร้อยละ 26.5 เลือก “ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี” ร้อยละ 4.3 และเลือก “ผู้สมัครคนอื่นๆ” ร้อยละ 30.2 โดย “ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ” ร้อยละ 6.3

ขณะที่ กลุ่มที่เคยเลือกอัศวิน ขวัญเมือง (กลุ่มรักษ์กรุงเทพ) ปัจจุบันเลือก “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ร้อยละ 31.1 เลือก “นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ร้อยละ 6.8 เลือก “นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข” ร้อยละ 20.3 เลือก “นายอนุชา บูรพชัยศรี” ร้อยละ 8.1 เลือก “ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี” ร้อยละ 1.4 และเลือก “ผู้สมัครคนอื่นๆ” ร้อยละ 27.0 ขณะที่ “ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ” ร้อยละ 5.3

ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อดูกลุ่มที่เคยเลือกผู้สมัครคนอื่นๆ ปัจจุบันเลือก “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ร้อยละ 30.5 เลือก “นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ร้อยละ 3.7 เลือก “นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข” ร้อยละ 7.5 เลือก “นายอนุชา บูรพชัยศรี” ร้อยละ 10.7 เลือก “ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี” ร้อยละ 7.5 และยังเลือก “ผู้สมัครคนอื่นๆ” ร้อยละ 19.3 ขณะที่ “ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ” ร้อยละ 20.8 ส่วนฐานเสียงกลุ่มจำไม่ได้/ไม่ได้ไปใช้สิทธิ/ไม่ประสงค์ตอบ ปัจจุบันเลือก “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ร้อยละ 30.4 เลือก “นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ร้อยละ 7.6 เลือก “นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข” ร้อยละ 4.6 เลือก “นายอนุชา บูรพชัยศรี” ร้อยละ 1.9 เลือก “ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี” ร้อยละ 5.7 และเลือก “ผู้สมัครคนอื่นๆ” ร้อยละ 4.9 ขณะที่ “ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ” สูงสุดที่ร้อยละ 44.9