“มบ” มนต์มายาแห่งไสยศาสตร์แห่งด้ามขวาน (๓) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/455943

“มบ” มนต์มายาแห่งไสยศาสตร์แห่งด้ามขวาน (๓)  

"มบ" มนต์มายาแห่งไสยศาสตร์แห่งด้ามขวาน (๓)  23 มกราคม 2564 – 07:45 น.

“มบ” มนต์มายาแห่งไสยศาสตร์แห่งด้ามขวาน (๓)  คอลัมน์ ตามรอยตำนานแผ่นดิน  โดย… เอก อัคคี  Fb:Akeakkee Ake

 ที่ว่าไปแล้วคือ การเล่นกันถึงตายหรือไม่ก็ต้องพิการเลี้ยงไม่โตกันไปเลยสำหรับการเล่นของหนัก พิธีทำมบหรือหมบตามศาสตร์ด้านมืดของปักษ์ใต้ แต่ถ้าเอาพอท้วมๆเพี้ยนๆสติแตกไม่เต็มบาทล่ะมีไหม ท่านผู้รู้บอกว่า มีและเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากที่ในสมัยก่อน ยุคที่ไสยศาสตร์เข้มข้นคนเล่นของมีวิชาอาคมแข็งแกร่ง-เขาทำแล้วมันได้ผลจริงจัง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชุดเรื่องเล่าชาวเขาอ้อ ตอน : มบ  มนต์มายาแห่งไสยศาสตร์แห่งด้ามขวาน (๒)

"มบ" มนต์มายาแห่งไสยศาสตร์แห่งด้ามขวาน (๓)  


นั่นคือ ทำมบให้กลายเป็นคนวิกลจริต!!

ว่ากันว่า เป้าหมายสำคัญคือ สาวสวยทั้งหลายที่เจ้าพวกหนุ่มๆมันจีบไม่ติด ไปแอบหลงรักเขาข้างเดียวเหมือนข้าวเหนียวตายนึ่งน้ำขึ้นไม่ถึงก็แห้งตายแหง๋แก๋ แต่ที่มันร้ายกาจคือ มันไม่ยอมตายนะสิ มันแค้นและไปหาครูหมอไสยศาสตร์เล่นงานฝ่ายหญิง หรือไม่ก็พวกที่ชายหญิงรักกันดี แต่พ่อแม่ฝ่ายหญิงกีดกันฝ่ายชาย ต้องการจะให้แต่งงานกับชายอื่น คนพวกนี้ก็มักจะทำร้ายทำลายคนรักของตัวเองด้วยอารมณ์ประมาณว่า ในเมื่อข้าไม่ได้เชยชายอื่นก็อย่าหวังจะได้ชม การทำมบระดับนี้ ในอดีตนั้นสถิติคือ ส่วนใหญ่ฝ่ายชายจะทำใส่ฝ่ายหญิง ให้กลายเป็นสาวสวยสติฟั่นเฟื่อนไปเลย

วิธีการก็มีหลากหลายรูปแบบ อาทิ
การทำมบด้วยสะเก็ดไม้ 
เริ่มต้นจากครูหมอไสยศาสตร์จะไปหาสะเก็ดไม้ตะเคียนตกน้ำมันมา ๑ ชิ้น แล้วร่ายเวททนต์คาถากำกับพร้อมออกชื่อนามสกุลที่อยู่ของคนที่ถูกกระทำ ก่อนจะเป่ามนต์ลงที่สะเก็ดไม้ชิ้นนั้น จากนั้นก็ให้ใครก็ได้แอบนำไม้ตะเคียนปลุกเสกอาถรรพ์ชิ้นนั้นไปฝังไว้ในบริเวณบ้านของคนที่ถูกกระทำ เชื่อกันว่า ไม่ช้าไม่นาน คนๆนั้นก็จะเซื่องซึมและสติฟั่นเฟือนไปในที่สุด

…………..

"มบ" มนต์มายาแห่งไสยศาสตร์แห่งด้ามขวาน (๓)  

การทำมบด้วยด้วยเสื้อผ้า
การทำแบบนี้จะเริ่มจากการต้องไปนำเสื้อผ้าของคนที่ตกเป็นเป้าหมายมา ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ ผ้าถุง กางเกงหรือผ้าเช็ดหน้าอะไรก้ได้ แต่ต้องเอามาแบบเจ้าของต้องไม่รู้เนื้อรู้ตัว จากนั้นเอามาให้ครูหมอไสยศาสตร์เสกคาถากำลังลงไป แล้วให้นำกลับไปคืนโดยไม่ให้เจ้าตัวรู้ ถ้าเธอนำเสื้อผ้าเหล่านั้นมาสวมใส่ มนต์ตราอาถรรพ์ก็จะออกฤทธิ์ ทำให้เซื่องซึมและเป็นบ้าในที่สุด
………..

การทำมบด้วยดินรอยเท้า
เริ่มด้วยการไปขุดเอาดินที่เป็นรอยเท้าของคนที่ตกเป็นเป้าหมายเหยียบเดินผ่าน ครูหมอไสยศาสตร์เขาจะไปขุดเอาดินส่วนนั้นมาใส่ภาชนะจากนั้นก็จะนำมาทำพิธีกรรมบริกรรมคาถา แล้วนำดินนั้นไปโปรยที่ทางน้ำไหลหรือที่น้ำวน หรือทางสามแพรก เชื่อกันว่า จะทำให้เจ้าของรอยเท้ากลายเป็นบ้าได้
………

"มบ" มนต์มายาแห่งไสยศาสตร์แห่งด้ามขวาน (๓)  

การทำมบด้วยลูกสะบ้า
ในอดีตนั้น ชาวใต้นิยมเล่นสะบ้ามาก  ลูกสะบ้าจึงหาได้ไม่ยาก ครูหมอไสยศาสตร์เขาจะไปหาลูกสะบ้าที่แก่จัดมา ๑ ลูกจากนั้นก็จะเขียนชื่อนามสกุลของคนที่ถูกทำมบลงบนเปลือกสะบ้าแล้วจะนั่งบริกรรมคาถา ก่อนจะหมุนลูกสะบ้า ๓ ครั้งแล้วนำลูกสะบ้านั้นไปทิ้งในบ่อร้าง เชื่อว่า คนที่ถูกกระทำจะเสียสติและกลายเป็นบ้าไปในที่สุด
………

นี่คือ ความรักที่กลายเป็นความแค้น 
และทำให้คนตาบอด ใจดำ ทำบาปชนิดที่ตกนรกหมกไหม้เลยทีเดียวเชียว!!!!
…………

 อืม….แล้วถ้าทำมบไม่ต้องให้ตาย-ไม่ต้องให้บ้า
เอาแค่เสื่อมความนิยม เรตติ้งตกได้ไหม
นักเลงไสยศาสตร์เขาบอกว่าทำได้-โปรดติดตาม

วิถี ‘ทยา’ เบ้าหลอม ‘ศรีวิกรม์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/456154

วิถี ‘ทยา’เบ้าหลอม ‘ศรีวิกรม์’

วิถี 'ทยา'เบ้าหลอม 'ศรีวิกรม์' 23 มกราคม 2564 – 15:34 น.

เบ้าหลอม “ศรีวิกรม์” ทำให้ “ทยา” เข้าสู่สังเวียนการเมือง สู่ทำเนียบเสาชิงช้า คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

++
    ยังไม่มีวี่แววว่าจะเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ภายในเร็ววันนี้ แต่ผู้อาสาหน้าใหม่ ก็เริ่มเปิดตัวกันแล้ว ในรอบสัปดาห์ที่ผ่าน ชื่อของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา และ ทยา ทีปสุวรรณ ถูกสื่อพูดถึงมากที่สุด
    ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ยืนว่า ภรรยา-ทยา ทีปสุวรรณ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.เป็นแน่นอน แต่จะเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง พรรคใดพรรคหนึ่งหรือไม่ ต้องพิจารณาตามความเหมาะสม
    “เขาตั้งใจที่จะทำงานเพื่อการเมือง คงไปห้ามไม่ได้ ผมเป็นสามียังห้ามไม่ได้” ณัฏฐพล กล่าวถึงความมุ่งมั่นของภรรยา
    “ตั้น” ณัฏฐพล และทยา เข้าสู่สังเวียนการเมืองในช่วงเดียวกัน เลือกตั้ง 2550 ตั้นลงสมัคร ส.ส.เขต 10 กทม. แต่สอบตก ต่อมา มีเลือกตั้งซ่อมปี 2552 ตั้นจึงสอบได้ และเป็นผู้อำนวยการพรรค ส่วน ทยาก็เข้ามารับตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม. 
    ทั้งคู่ได้รับการสนับสนุนจากสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์สมัยนั้น 
    ทยาจัดอยู่ในนักการเมืองสายแข็ง มีบุคลิกต่างจากพี่ชาย-พิมล ศรีวิกรม์ เธอน่าจะเป็นส่วนผสมทางการเมืองของเฉลิมพันธ์-คุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์
    ปัจจุบัน ทยาเป็นผู้จัดการโรงเรียนศรีวิกรม์ และกำลังปรับเปลี่ยนโครงสร้างโรงเรียนและวิทยาลัย ริมถนนสุขุมวิทให้เป็นโรงเรียนนานาชาติ

++
เบ้าหลอมศรีวิกรม์
++
    หลังเหตุการณ์ 14 ต.ค.2516 เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ ประชาธิปไตยเบ่งบาน พรรคการเมืองเกิดขึ้นมากมาย พงส์ สารสิน มาชวน “คุณหญิงอ๋อย” หรือ คุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์ ไปอยู่พรรคกิจสังคม ที่มี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรค
    คุณหญิงศศิมา เป็นกรรมการบริหารพรรคกิจสังคม และรองเลขาธิการพรรค ในการเลือกตั้ง 2518 คุณหญิงศศิมา ลงสมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ เขตพระโขนง แพ้ พิชัย รัตตกุล ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ เพียง 200 กว่าคะแนน
    เลือกตั้ง 2519 คุณหญิงศศิมาลงเขตเดิม แข่งกับคนเดิม แม้เธอจะค่อนข้างมั่นใจ แต่ก็ปรากฏว่าพ่ายแพ้ไปพันกว่าคะแนน
    ดูเหมือนคุณหญิงศศิมาจะไม่ค่อยมีโชคการเมืองมากนัก แม้การเลือกตั้งปี 2531 เธอจะกลับมาลงสมัคร ส.ส.เขตพระโขนง ในสีเสื้อพรรคประชาชน (พรรคที่มาสามี-เฉลิมพันธ์ ก่อตั้งและเป็นหัวหน้าพรรค) ก็ยังสอบตกอีกครั้งจนได้
    สำหรับเฉลิมพันธ์นั้น ต่างจากภรรยา-ศศิมา เขาชอบพรรค ปชป.มานานแล้ว หลังเหตุการณ์ 6 ต.ค.2519 เวลานั้น พ.อ.(พิเศษ) ถนัด คอมันตร์ เป็นหัวหน้าพรรค และเฉลิมพันธ์เป็นเลขาธิการของพรรค
    เลือกตั้ง 2522 เฉลิมพันธ์ลงสมัคร ส.ส.ที่เขตพระโขนง ในสีเสื้อ ปชป. ก็สอบตก พ่ายกระแสประชากรไทยฟีเวอร์ และเว้นวรรคไปหนึ่งสมัย ก่อนจะมาลงสนาม ส.ส.อีกครั้งปี 2529 จึงได้เป็น ส.ส.กทม.สมัยแรก
    ปี 2531 เฉลิมพันธ์และอดีต ส.ส.จำนวนหนึ่ง ลาออกจากพรรค ปชป. อันเป็นตำนาน “กลุ่ม 10 มกรา” เฉลิมพันธ์ตั้งพรรคประชาชน และย้ายสนามไปลงสมัคร ส.ส.นครราชสีมา ด้วยการชักชวนของ เลิศ หงษ์ภักดี อดีต ส.ส.นครราชสีมา (เลิศ หงษ์ภักดี เป็นบิดาของระนองรักษ์ และพ่อตาของไพโรจน์ สุวรรณฉวี)
    ปี 2533 เฉลิมพันธ์ ได้นำพรรคประชาชนไปรวมตัวกับพรรคก้าวหน้าของ อุทัย พิมพ์ใจชน พรรครวมไทยของ ณรงค์ วงศ์วรรณ และพรรคกิจประชาคมของ บุญชู โรจนเสถียร กลายเป็น “พรรคเอกภาพ” หลังรัฐประหาร 2534 คณะทหาร รสช.จั้งตั้ง “พรรคสามัคคีธรรม” โดยมีพ่อเลี้ยงณรงค์ เป็นหัวหน้าพรรค เฉลิมพันธ์ถูกดึงเข้าไปร่วมด้วย และมีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรค
    เฉลิมพันธ์-ศศิมา มีบุตรธิดารวม 4 คนคือ พิมล, ชัยยุทธ,วิกร และทยา เมื่อเฉลิมพันธ์วางมือทางการเมือง “พิมล” บุตรชายคนโตเข้ามาเล่นการเมืองในยุคมนต์รักประชานิยม

วิถี 'ทยา'เบ้าหลอม 'ศรีวิกรม์'

                อีฟ ทยา อยู่ในสายแข็งมาตั้งแต่เด็กๆ

++
ลูกไม้ใต้ต้น
++
    ทยา เติบโตในครอบครัวที่ประเด็นการเมืองและเศรษฐกิจคือหัวข้อหลักบนโต๊ะอาหาร ทำให้การเมืองได้ซึมเข้าในเนื้อตัวของเธอ 
    “อีฟ” ทยา แต่งงานกับ “ตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ บุตร วีระพันธ์ ทีปสุวรรณ ประธานกรรมการ บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และผู้บริหารองค์กรธุรกิจอีกหลายแห่ง

วิถี 'ทยา'เบ้าหลอม 'ศรีวิกรม์'

             ตั้น-ทยา คู่ชีวิตการเมือง 

    กำนันสุเทพชักนำให้ “ตั้น-ทยา” เข้ามาสู่ชายคาพรรคประชาธิปัตย์ ช่วงการเลือกตั้ง 2550 ทยามีบทบาทสำคัญในการช่วยสามีหาเสียงเลือกตั้ง จนถูกทาบทามเป็นรองผู้ว่าฯ กทม. (สมัย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร เป็นผู้ว่าฯ กทม.สมัยแรก) โดยรับผิดชอบด้านการศึกษา พัฒนาสังคม วัฒนธรรม การท่องเที่ยว กีฬา และการต่างประเทศ
    ประสบการณ์ในทำเนียบเสาชิงช้า ทำให้ทยา ตั้งเป้าอยากเป็นผู้ว่าฯ กทม. เมื่อโอกาสมาถึง เธอจึงเสนอตัวเข้าสู่สังเวียนเลือกตั้งท้องถิ่นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

“พิธา” เปรย มีชื่อผู้สมัคร ผู้ว่า กทม.ในใจแล้ว ยันเอาสเปคสดใหม่เข้าสู้ “ชัชชาติ-บิ๊กแป๊ะ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/456157

“พิธา” เปรย มีชื่อผู้สมัคร ผู้ว่า กทม.ในใจแล้ว ยันเอาสเปคสดใหม่เข้าสู้ “ชัชชาติ-บิ๊กแป๊ะ”

"พิธา" เปรย มีชื่อผู้สมัคร ผู้ว่า กทม.ในใจแล้ว ยันเอาสเปคสดใหม่เข้าสู้ "ชัชชาติ-บิ๊กแป๊ะ"23 มกราคม 2564 – 16:09 น.

“พิธา” เปรย มีชื่อผู้สมัคร ผู้ว่า กทม.ในใจแล้ว ยันเอาสเปคสดใหม่เข้าสู้ “ชัชชาติ-บิ๊กแป๊ะ” ชี้ ไม่จำเป็นต้องมีชื่อเสียง-อิทธิพล บอก เปิดชื่อก่อน ช้ำเร็วก็มี

23 ม.ค.64 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ร่วมเปิดงานปล่อยบอลลูนยักษ์ในเขตบางขุนเทียน พร้อมนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส. กทม. เขตบางขุนเทียน พรรคก้าวไกล เพื่อแนะนำแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ นำร่องสร้างเศรษฐกิจท่องเที่ยวในพื้นที่ กทม. โดยนายพิธา เปิดเผยว่า กิจกรรมวันนี้เป็นการเตรียมความพร้อม หาโอกาส ในช่วงวิกฤติโควิด-19 โดยเฉพาะช่วงการท่องเที่ยวที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งการท่องเที่ยวบอลลูนในกรุงเทพยังไม่มี ตนในฐานหัวหน้าพรรคจึงอยากหาโอกาสใหม่ๆ หาความร่วมมือระหว่างภาครัฐและ
เอกชน เพื่อเป็นแม่เหล็กใหม่นอกจากการ ดูหอย ปูปลา ปลูกป่าชายเลน ในบางขุนเทียน ซึ่งกิจกรรมวันนี้เป็นการทดลองก่อน หากไปได้ดีอาจจะได้เห็นบอลลูนเฟสติวัลใน
บางขุนเทียน ให้คนกรุงเทพชั้นในมาท่องเที่ยว 

ทั้งนี้ นายพิธา ยอมรับว่าแนวคิดนี้เชื่อมโยงกับการส่งผู้ว่า กทม.ของพรรคก้าวไกล เนื่องจากต้องมีการเผชิญกับวิกฤติการท่องเที่ยวจึงต้องการท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่เป็นนโยบายผู้ว่า 
กทม. ซึ่งจะเน้นเกี่ยวกับนวัตกรรมการท่องเที่ยว รวมถึงการศึกษา และเรื่องปากท้องอื่นๆ ส่วนตัวผู้สมัครผู้ว่า กทม.ในนามพรรคก้าวไกล นั้น ได้ดำเนินการมาตั้งแต่กลางปีที่แล้ว 
ขณะนี้ยังใช้เวลาในการเฟ้นหา เพราะต้องการ ผู้ว่า กทม. ที่แตกต่างจากเสปคเดิมๆ คือ จะต้อง “ใหม่ ชัด โดน” ที่เน้นนำงบประมาณสร้างการคมนาคมอย่างเดียว แต่ต้องเป็นผู้
สมัครที่เข้าใจคน กทม.จริงๆ ไม่ว่าจะฐานะเป็นอย่างไร พร้อมยืนยันว่าจะส่งสมาขิกสภากรุงเทพมหานคร(ส.ก.) ครบทั้ง 50 เขตแน่นอน

ส่วนการเปิดชื่อคู่แข่งอย่าง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและ พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินั้น นายพิธา ระบุว่า 
ไม่ได้หมายความว่าเปิดตัวก่อน จะได้เปรียบเสมอไป เพราะที่ผ่านมาเปิดเร็ว ช้ำเร็วก็มี  โดยเสปคผู้สมัครของพรรคก้าวไกล จะต้องรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมเช่น pm2.5 ต้องรู้ว่าปัญหาเกิด
มาจากอะไร จะแก้ปัญหาอย่างไรให้ตรงจุด สามารถทำง่นร่วมกับ ส.ส.ได้ อาจจะมาจากสายวิศวะ หรือ อาชญากรรม พร้อมระบุว่า ต้องเป็นคนรุ่นใหม่ และมีวิธีคิดบริหารแบบใหม่ 
ไม่จำกัดอายุ และไม่จำเป็นว่าต้องเปิดชื่อแล้วทุกคนจะรู้จัก เพราะการจะเอาแค่คนรู้จักมาเป็นผู้ว่าเป็นการเมืองแบบเก่าเกินไป

ส่วนรายชื่อที่เปิดเอามาก่อนค่อนข้างชื่อเสียงและมีอิทธิพล ก็ต้องถามว่า ประชาชนจะเอาแค่คนมีชื่อเสียง มีอิทธิพล หรือไม่ เพราะตนมองว่าไม่จำเป็น เพราะถึงผู้ว่าฯจะเก่งแค่ไหน 
ถ้ากฎหมาย ไม่อนุญาตให้ทำก็ไม่สามารถทำได้  พร้อมเปรยว่าขณะนี้พรรคก้าวไกลมีคนในใจแล้วแต่ขออุบไว้ก่อนและต้องดูจังหวะการเมืองด้วย

“ธนกร” ลั่นรัฐบาลพร้อมรับมือศึกซักฟอก โต้เพื่อไทย “บิ๊กตู่” อยู่มา 7 ปี ทำงานมีประสิทธิภาพชัดเจน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/456150

“ธนกร”ลั่นรัฐบาลพร้อมรับมือศึกซักฟอก โต้เพื่อไทย”บิ๊กตู่”อยู่มา7ปี ทำงานมีประสิทธิภาพชัดเจน

"ธนกร"ลั่นรัฐบาลพร้อมรับมือศึกซักฟอก โต้เพื่อไทย"บิ๊กตู่"อยู่มา7ปี ทำงานมีประสิทธิภาพชัดเจน23 มกราคม 2564 – 14:44 น.

“ธนกร”ลั่นรัฐบาลพร้อมรับมือศึกซักฟอก โต้เพื่อไทย”บิ๊กตู่”อยู่มา7ปี ทำงานมีประสิทธิภาพชัดเจน เย้ยดีกว่าอดีตนายกฯที่ทุจริตจำนำข้าวจนต้องหนีออกนอกประเทศ แขวะเริ่มที่สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยกันเองก่อนดีกว่า

23 ม.ค.64   นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อยู่มา 7 ปี ประสิทธิภาพการทำงานต่ำกว่านายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ทำงานวันเดียวว่า ตนไม่แน่ใจว่าน.ส.อรุณีใช้สมองข้างไหนคิด พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาแก้ปัญหาให้กับประเทศบนซากปรักหักพังที่พรรคเพื่อไทยก่อไว้ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นจนทำให้เกิดความขัดแย้งในประเทศ นอกจากนั้น ตลอดระยะเวลา 7 ปีพล.อ.ประยุทธ์สร้างผลงานต่างๆ ไว้มากมายเป็นที่ประจักษ์ ชัดเจน รวมไปถึงการแก้ปัญหาโควิด-19 ได้ดีจนได้รับคำชมจากทั่วโลก ขณะที่อเมริกามีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

ทั้งนี้ น.ส.อรุณีจะชื่นชมนายโจ ไบเดนตนก็ไม่ว่าอะไร แต่จะเปรียบเปรยอะไรก็ให้เป็นแบบอย่างที่ดีและถูกต้องให้กับปัญญาชนด้วย พล.อ.ประยุทธ์ทำงานมีประสิทธิภาพมากกว่าอดีตนายกรัฐมนตรีที่ปล่อยให้มีการทุจริตจำนำข้าวจนต้องหนีออกนอกประเทศด้วยซ้ำ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : 
“โฆษกเพื่อไทย” เปรียบมวย “ประยุทธ์” อยู่ 7 ปี ประสิทธิภาพการทำงานต่ำกว่าไบเดนที่ทำงาน 1 วัน 

นายธนกร กล่าวอีกว่า การทำงานแก้ปัญหาโควิด-19 ผ่านศบค.ไม่ได้ผูกขาดอำนาจอยู่ที่นายกฯ คนเดียว แต่ทำงานในรูปคณะกรรมการที่มีรัฐมนตรีเป็นกรรมการ มีการกระจายอำนาจผ่านจังหวัด ที่สำคัญท่านนายกฯไม่ได้ทำคนเดียว คิดคนเดียว แต่มีระดับอาจารย์หมอผู้เชี่ยวชาญมาเป็นที่ปรึกษา ทำให้การบริหารโควิด-19ระบาดระลอกแรกสำเร็จจนทั่วโลกชื่นชม น.ส.อรุณีเป็นคนรุ่นใหม่ อย่าใช้ข้อมูลเท็จโจมตีรัฐบาลเพื่อหวังผลทางการเมือง วันนี้ประชาชนเดือดร้อน มาช่วยกันจะดีกว่า ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น รัฐบาลก็พร้อมที่จะชี้แจง ไม่ได้รู้สึกหนักใจอะไร เพราะไม่ได้ทำผิดอะไร ที่สำคัญตนมองว่าจะเป็นการดีที่มีการใช้สภาฯตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ซึ่งดีกว่าการสนับสนุนม็อบลงถนน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน โดยรัฐบาลก็จะได้ใช้เวทีนี้ในการชี้แจงผลงานให้พี่น้องประชาชนได้ทราบด้วย เพียงแต่เวลานี้พรรคเพื่อไทยไปตกลงกันให้ดีก่อนดีกว่าว่า จะอภิปรายใครกันแน่ ไม่ใช่เปิดชื่อเรียกแขกไปวันๆ หรือไม่ก็ไม่ไปสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยกันก่อนจะดีกว่า

ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง ค่าตั๋วรถไฟฟ้าสายสีส้มพอๆ กับสายสีเขียว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/456141

ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง ค่าตั๋วรถไฟฟ้าสายสีส้มพอๆ กับสายสีเขียว

ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง ค่าตั๋วรถไฟฟ้าสายสีส้มพอๆ กับสายสีเขียว23 มกราคม 2564 – 12:32 น.

“ดร.สามารถ” ย้อน “คมนาคม” ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสีส้ม พอๆกับสายสีเขียว ที่แย้งว่าแพง เช่นนั้นก็ควรหั่นราคาลงเพื่อประชาชนจะได้ใช้รถไฟฟ้าในราคาที่ถูกลง แต่รัฐบาลต้องแบกภาระหนักสนับสนุนค่าโดยสาร ไหวหรือไม่

23 ม.ค.64  จากกรณีที่กระทรวงคมนาคมได้ค้านการขยายสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ด้วยเหตุผลหลัก คือ “ค่าโดยสารแพง” ล่าสุด ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ – Dr.Samart Ratchapolsitte” ระบุว่า  

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
ค่าตั๋วรถไฟฟ้าสายสีเขียว ถูกกว่า 65 บาท ได้มั้ย

ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง!
ค่าตั๋วรถไฟฟ้าสายสีส้มพอๆ กับสายสีเขียว
ที่ ก.คมนาคมแย้งว่าแพง

กระทรวงคมนาคมค้านการขยายสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ด้วยเหตุผลหลักคือค่าโดยสารแพง แต่ค่าโดยสารที่ว่าแพงนี้มีราคาพอๆ กับค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีส้มในสังกัดกระทรวงคมนาคม เมื่อเป็นเช่นนี้กระทรวงคมนาคมจะหั่นค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีส้มลงหรือไม่?

เป็นข่าวครึกโครมเมื่อกระทรวงคมนาคมออกโรงคัดค้านการขยายสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวของ กทม.ในสังกัดกระทรวงมหาดไทยออกไป 30 ปี ตั้งแต่ปี 2572-2602 ด้วยเหตุผลหลักคือค่าโดยสารสูงสุด 65 บาทนั้นแพงเกินไป แพงกว่าค่าโดยสารสูงสุดของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสายสีม่วงของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ในสังกัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งมีค่าโดยสารสูงสุดเท่ากับ 42 บาท แม้ว่าได้มีการชี้แจงให้เห็นข้อเท็จจริงว่าหากคิดค่าโดยสารต่อระยะทางหนึ่งกิโลเมตร จะพบว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวถูกกว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสายสีม่วงแล้วก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าเสียงค้านของกระทรวงคมนาคมก็ยังไม่เบาลง

พอหันมาดูรถไฟฟ้าสายสีส้มของ รฟม.ในสังกัดกระทรวงคมนาคมซึ่งอยู่ในระหว่างการคัดเลือกเอกชนมาร่วมลงทุนพบว่ามีค่าโดยสารพอๆ กับค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว กล่าวคือ ณ วันที่ 1 มกราคม 2566 ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีส้มจะอยู่ระหว่าง 17-62 บาท ในขณะที่ ณ เวลานั้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวจะอยู่ระหว่าง 16-68 บาท ซึ่งคำนวณจากค่าโดยสารในปัจจุบัน 15-65 บาท (กรณีขยายสัมปทานออกไป 30 ปี) โดยใช้อัตราเงินเฟ้อ 2% ต่อปี ทั้งนี้ ในช่วงสถานีที่ 1-13 ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวจะถูกกว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีส้ม 1-4 บาท ซึ่งผู้โดยสารส่วนใหญ่จะเดินทางไม่เกิน 13 สถานี แต่ตั้งแต่สถานีที่ 14 เป็นต้นไป ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีส้มจะถูกกว่า 2-6 บาท ที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะรถไฟฟ้าสายสีส้มได้รับเงินสนับสนุนด้านงานโยธาจากรัฐบาล แต่รถไฟฟ้าสายสีเขียวไม่ได้รับเงินสนับสนุนด้านงานโยธาจากรัฐบาลเลย

ได้เห็นตัวเลขค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีส้มชัดๆ กันอย่างนี้แล้ว หากกระทรวงคมนาคมเห็นว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวยังแพงอยู่ ก็พอจะพูดได้ใช่ไหมว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีส้มซึ่งมีราคาพอๆ กับสายสีเขียวทั้งๆ ที่รัฐบาลช่วยสนับสนุนค่างานโยธาก็แพงเช่นกัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ กระทรวงคมนาคมก็ควรหั่นค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีส้มให้ถูกลงด้วยให้เหมือนกับความต้องการที่จะหั่นค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว ถ้าทำได้เช่นนี้ พี่น้องประชาชนจะได้ใช้รถไฟฟ้าในราคาที่ถูกลง แต่รัฐบาลจะต้องแบกภาระหนักในการสนับสนุนค่าโดยสาร รัฐบาลจะแบกไหวมั้ย? 

“แรมโบ้” ยัน คำพูดนายกฯไม่มีคำว่า “วัคซีนพระราชทาน” ขอ “ธนาธร” อย่าบิดเบือนให้ประชาชนเข้าใจผิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/456138

“แรมโบ้ ยัน คำพูดนายกฯไม่มีคำว่า “วัคซีนพระราชทาน” ขอ “ธนาธร” อย่าบิดเบือนให้ประชาชนเข้าใจผิด

"แรมโบ้ ยัน คำพูดนายกฯไม่มีคำว่า "วัคซีนพระราชทาน" ขอ "ธนาธร" อย่าบิดเบือนให้ประชาชนเข้าใจผิด23 มกราคม 2564 – 12:00 น.

“แรมโบ้ ยืนยัน คำพูดนายกฯไม่มีคำว่า “วัคซีนพระราชทาน” ขอ “ธนาธร” อย่าบิดเบือนให้ประชาชนเข้าใจผิด และเพื่อหวังผลทางการเมืองของตัวเองเท่านั้น

23 ม.ค. 64  นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานกลุ่มก้าวหน้าบอกว่าคำว่าวัคซีนพระราชทาน ไม่ได้พูด แต่เป็นคำพูดของนายกฯ โดยระบุว่าหากนายธนาธรได้ฟังคำพูดของนายกฯที่แถลงข่าวเมื่อวันที่ 27 พ.ย.63 หลังเป็นประธานในพิธี ลงนามในสัญญาการจัดหาวัคซีนโควิด-19  ซึ่งนายกฯระบุตอนหนึ่งว่า “เราต้องมีการเตรียมการภายในประเทศคือ เมื่อรับวัคซีนมาแล้ว จะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งอันนี้ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานให้บริษัทสยามไบโอไซเอนส์ ซึ่งเป็นบริษัทในพระปรมาภิไธย อยู่ในขั้นตอน คือเมื่อรับวัคซีนเข้ามาแล้วจะมีการบรรจุ แจกจ่าย” 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
คณะก้าวหน้าตอกรัฐบาลบริหารประเทศล้มเหลว ไม่ได้สิ่งของเงินพระราชทาน ไม่พร้อมรับมือโควิด

ดังนั้นในคำพูดของนายกฯเป็นการพูดถึงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในพระปรมาภิไธย รับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนโควิด-19 เข้ามาเป็นผู้ร่วมผลิตวัคซีนโควิดแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) บริษัทผลิตวัคซีนสัญชาติอังกฤษ-สวีเดน และไม่ได้บอกว่าเป็นวัคซีนพระราชทานเพื่อจะนำมาฉีดให้กับประชาชน

นายสุภรณ์ยังชี้แจงว่าบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในพระปรมาภิไธย มีวัตถุประสงค์ที่อยากจะผลิตยาเพื่อให้ประชาชนคนไทยได้ใช้ยาที่มีราคาถูกกว่ายาที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยไม่คิดถึงกำไรเลยแม้แต่น้อย ต้องการให้ประชาชนคนไทยได้เข้าถึงยาที่มีคุณภาพที่ดีที่สุด เพื่อสุขภาพที่ดี

“ ซึ่งนายธนาธรก็ควรสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยที่ท่านทรงมีเมตตา ทำเพื่อประเทศชาติและประชาชนมาโดยตลอดจวบจนถึงทุกวันนี้ มากกว่าที่จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์ พูดจาบจ้วงสถาบันไม่หยุด เพราะไม่เป็นผลดีต่อใครทั้งนั้น   

และการที่นายธนาธรออกมาพูดเรื่องวัคซีนพระราชทาน ตนเองเชื่อว่านายธนาธรได้ฟังคำพูดของนายกฯอย่างละเอียดแล้ว และทราบดีว่านายกฯ ไม่ได้พูดถึงวัคซีนพระราชทาน แต่นายธนาธรมีความพยายามที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อให้ประชาชนเข้าใจในตัวนายกฯและรัฐบาลผิดๆเพื่อหวังผลทางการเมืองเท่านั้น โดยไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชนเลย  พร้อมกับย้ำว่าการที่ตนเองและพวกไปแจ้งความดำเนินคดีกับนายธนาธร มาตรา 112 จึงเป็นเรื่องที่ทำถูกต้องแล้ว เพราะคนประเภทนี้ต้องได้รับกรรมตามที่ทำไว้

“ในสมองวันๆมีแต่ความอาฆาตแค้น เพราะไม่สนใจความเป็นอยู่ของประชาชน ไม่เคยมีจิตสำนึกว่า ครอบครัวนายธนาธรร่ำรวยบนผืนแผ่นดินไทย แทนที่จะช่วยกันตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ตรงข้ามมีแต่จะสร้างปัญหาความแตกแยกวุ่นวายให้เกิดขึ้นตลอดเวลา พยายามที่จะยุยงให้คนออกมาทำลายสถาบัน นี่คือสิ่งที่คนไทยเกลียดที่สุด สวรรค์มีตา กรรมจะสนองกรรมคนอย่างนายธนาธรอย่างแน่นอน”

“โฆษกเพื่อไทย” เปรียบมวย “ประยุทธ์” อยู่ 7 ปี ประสิทธิภาพการทำงานต่ำกว่าไบเดนที่ทำงาน 1 วัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/456127

“โฆษกเพื่อไทย” เปรียบมวย “ประยุทธ์” อยู่ 7 ปี ประสิทธิภาพการทำงานต่ำกว่าไบเดนที่ทำงาน 1 วัน

"โฆษกเพื่อไทย" เปรียบมวย "ประยุทธ์" อยู่ 7 ปี ประสิทธิภาพการทำงานต่ำกว่าไบเดนที่ทำงาน 1 วัน23 มกราคม 2564 – 10:26 น.

“โฆษกเพื่อไทย” เปรียบมวย “ประยุทธ์” อยู่ 7 ปี ประสิทธิภาพการทำงานต่ำกว่าไบเดนที่ทำงาน 1 วัน เชื่อหากวิสัยทัศน์ผู้นำไม่มี ประเทศไทยจะพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศยากจน

23 ม.ค.64 นางสาวอรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย  กล่าวว่า ภายหลังการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐของนายโจ ไบเดน เพียงในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง นายไบเดนได้เซ็นคำสั่งพิเศษ 10 ฉบับ เพื่อรับมือกับการจัดการโรคโควิด-19 โดยให้ความสำคัญเร่งด่วนเทียบเท่ากับแผนรับมือสถานการณ์ในภาวะสงคราม สิ่งที่ไบเดนให้ความสำคัญเป็นอย่างแรกคือการเร่งหาวัคซีน และการเยียวยาความเดือดร้อนให้ประชากรในประเทศ  ในขณะที่ประเทศไทยซึ่งติดเชื้อโควิดครบรอบ 1 ปี  สิ่งที่ได้เห็นจากรัฐบาลคือการตั้งคณะทำงานเกือบ 10 ชุด สวนทางกับคณะทำงานแก้ปัญหาโรคโควิด-19 ระดับโลกจะมอบอำนาจให้ผู้เชี่ยวชาญ หน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุขดูแล แต่ของไทยทำงานข้ามหัวรัฐมนตรี ไปรายงานและขออนุมัติโดยตรงที่พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งผูกขาดคำสั่งการไว้เพียงผู้เดียวในฐานะหัวหน้า ศบค. ซ้ำยังปล่อยให้เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงซึ่งเป็นต้นตอของการแพร่ระบาดระลอก 2 มาควบคุมสถานการณ์และออกมาตรการ  โครงสร้างแบบนี้ต่อให้มีนายกรัฐมนตรีเป็นร้อยคนก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้  

นอกจากนี้ในด้านแก้ปัญหาเศรษฐกิจยังล้มเหลว  เวลานี้ธนาคารพาณิชย์ทยอยประกาศผลประกอบการ เกือบทุกแห่ง “กำไรลดลง” แต่แบงค์ยังคงมีกำไรเพียงแค่ลดลงจากที่เคยได้   แต่ประชาชนและเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นลูกค้าของธนาคารกำลังจะอดตาย  พล.อ. ประยุทธ์  หัวหน้าทีมเศรษฐกิจทำอะไรได้บ้างนอกจากให้กู้  ขณะที่นายไบเดนประกาศพักหนี้-ดอกเบี้ย 3 เดือน  ทั้งหมดอยู่ที่วิสัยทัศน์ของผู้นำที่มองประชาชนเป็นนาย  ไม่ใช่ผู้รับใช้ 
 
“ผู้นำไทยด้อยความสามารถ ทำทุกอย่างสวนทางผู้นำโลก  หากยังคงทำหน้าที่ต่อไปประเทศไทยจะหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง  ไปสู่ประเทศยากจนอย่างเต็มตัว  แล้วอาจจะกลายเป็นประเทศด้อยพัฒนาในที่สุด”  นางสาวอรุณี กล่าว

“หมอระวี” เมินบ่อนพนันหมัดเด็ดน็อค “บิ๊กตู่” เย้ยฝ่ายค้านอย่ามัวแต่คุยโว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/456123

“หมอระวี” เมินบ่อนพนันหมัดเด็ดน็อค “บิ๊กตู่” เย้ยฝ่ายค้านอย่ามัวแต่คุยโว

"หมอระวี" เมินบ่อนพนันหมัดเด็ดน็อค "บิ๊กตู่" เย้ยฝ่ายค้านอย่ามัวแต่คุยโว23 มกราคม 2564 – 09:25 น.

“หมอระวี” เชื่อบ่อนพนันไม่ใช่หมัดน็อค “บิ๊กตู่” เย้ย “เสรี” ผบ.ตร.สมัยไหนก็ไม่เห็นปราบได้ แนะ “ฝ่ายค้าน” อย่ามัวแต่คุยโว สุดท้ายอภิปรายจืดชืด ไม่สมศักดิ์ศรี

วันที่ 23 ม.ค. 2564 นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ออกมาเปิดเผยว่า ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจมีเรื่องบ่อนการพนันที่จะเป็นหมัดเด็ดน็อค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่า

ปัญหาบ่อนการพนันอยู่คู่กับสังคมไทยมานาน ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย หรือจะเป็น ผบ.ตร.ท่านใดเข้ามาทำหน้าที่ ก็ยังไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้ ซึ่งถ้าจะจัดการจะต้องปฏิรูปทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจและกรมการปกครอง

นพ.ระวี กล่าวต่อว่า การอภิปรายในเรื่องบ่อนการพนันนั้น ตนเชื่อว่ายังไม่สามารถเป็นหมัดเด็ดที่จะน็อคนายกรัฐมนตรีได้ โดยตนเห็นว่าฝ่ายค้านควรจะหาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศที่ผิดพลาด และมีส่วนได้ส่วนเสียที่เกิดขึ้นกับประชาชนมาอภิปรายจะน่าสนใจมากกว่า ประเด็นสร้างความแตกแยกทางการเมือง เพราะการมุ่งเน้นที่จะดิสเครดิต เล่นเกมกันในสภา จะทำให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่สมศักดิ์ศรี และดูน่าเบื่อ จืดชืด เหมือนกับครั้งที่ผ่านมา 

“การอภิปรายครั้งก่อน ในตอนแรกประชาชนก็อยากจะติดตามรับชมกันทั้งประเทศ เพราะฝ่ายค้านระบุว่ามีข้อมูลเด็ดๆที่จะมาล้มรัฐบาล แต่สุดท้ายกลายเป็น 3 วันที่เสียดายเวลา ไม่สมกับที่ฝ่ายค้านกล่าวอ้างเอาไว้ ในครั้งนี้ผมก็ขอให้ฝ่ายค้านขยันทำงานให้เต็มที่ เอาให้ดีกว่าครั้งก่อน จะได้ไม่เสียเวลาของประชาชนที่เขามานั่งดู” นพ.ระวี กล่าว

ปชช. 18 จังหวัด เตรียมตัวเลือกตั้งอบจ.ใหม่ 7 ก.พ.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/456107

ปชช. 18 จังหวัด เตรียมตัวเลือกตั้งอบจ.ใหม่ 7 ก.พ.นี้

ปชช. 18 จังหวัด เตรียมตัวเลือกตั้งอบจ.ใหม่ 7 ก.พ.นี้22 มกราคม 2564 – 21:03 น.

“กกต.” สั่งเลือกตั้ง นายก อบจ. และ ส.อบจ. ใหม่ ใน 18 จังหวัด เคาะวันเลือกตั้ง 7 ก.พ.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกหนังสือชี้แจงว่า ตามที่ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) และ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม 2563 นั้น วันนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ออกคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้มีการออกเสียงลงคะแนนสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดใหม่ ตามมาตรา 105 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 ประกอบกับข้อ 202 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562

โดยสั่งยกเลิกการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด จำนวน 46 หน่วยเลือกตั้ง การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด จำนวน 15 หน่วยเลือกตั้ง และการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด จำนวน 3 หน่วยเลือกตั้ง

และสั่งให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งดังกล่าว จำนวน 18 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนนทบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดอ่างทอง จังหวัดพังงา จังหวัดชุมพร จังหวัดนราธิวาส จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดลพบุรี จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดสระแก้ว จังหวัดระยอง จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดนครพนม จังหวัดยโสธร จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดอุบลราชธานี

โดยแบ่งเป็น

– จังหวัดที่ให้มีการออกเสียงลงคะแนนเฉพาะสมาชิก อบจ.อย่างเดียว 7 จังหวัด ประกอบด้วย นนทบุรี นราธิวาส นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ นครพนม อุดรธานี และอุบลราชธานี

– จังหวัดที่ให้มีการออกเสียงลงคะแนนเฉพาะนายก อบจ.อย่างเดียว 6 จังหวัด ประกอบด้วย กาฬสินธุ์ ยโสธร สมุทรปราการ อ่างทอง พังงา และลพบุรี

– จังหวัดที่ให้มีการออกเสียงลงคะแนนทั้งในส่วนของสมาชิก อบจ.และนายกอบจ. รวม 5 จังหวัด ประกอบด้วย สุพรรณบุรี ชุมพร สระแก้ว ระยอง และอุตรดิตถ์ 

โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้กำหนดให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่ ในวันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2564 สามารถติดตามหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง http://www.ect.go.th , Application Smart Vote และสายด่วน 1444

ปชช. 18 จังหวัด เตรียมตัวเลือกตั้งอบจ.ใหม่ 7 ก.พ.นี้

ติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/455948

ติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q  

ติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q  21 มกราคม 2564 – 15:21 น.

มกอช. เดินสายเปิดคอร์สติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q  เครื่องการันตีผลผลิตทางการเกษตรมีคุณภาพ และปลอดภัย ผ่านการรับรองมาตรฐาน

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า เครื่องหมายรับรอง Q คือ เครื่องหมายรับรองที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศใช้เพื่อแสดงถึงการให้การรับรองสินค้าเกษตรและอาหารว่า เป็นไปตามมาตรฐานที่ประกาศโดยหรือได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ในด้านความปลอดภัยอาหาร (Food Safety) และด้านคุณภาพที่จำเป็น (Essential Quality)

ติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q  

ที่ผ่านมา มกอช. โดยกองควบคุมมาตรฐาน ได้ดำเนินการพัฒนากลุ่มเกษตรกร เครือข่ายเฝ้าระวังความปลอดภัยสินค้าเกษตร เพื่อเฝ้าระวังความปลอดภัยของสินค้าเกษตรในระดับชุมชน พัฒนาต่อยอดโดยนำเครือข่ายเข้าสู่ระบบการเกษตรปลอดภัยเพื่อให้ได้การรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (มกษ.9001-2556) ส่งเสริมให้มีการใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน (เครื่องหมาย Q) เพื่อแสดงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตผลจากชุมชนหรือกลุ่มของตน พร้อมทั้งได้สร้างช่องทางการจำหน่ายทำให้มีสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพปลอดภัยออกสู่ท้องตลาดมากขึ้น

ติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q  

ทั้งนี้ มกอช. ได้จัดทำ “โครงการยกระดับผู้ผลิตสินค้าเกษตรให้ได้การรับรองตามมาตรฐานทั่วไป ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564” เพื่อพัฒนาเกษตรกร ผู้ประกอบการภาคเอกชน ให้มีความรู้ความเข้าใจด้านมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (มกษ.9001-2556) และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกษ.9000-2552) สามารถนำความรู้ไปปฏิบัติและได้รับการรับรับรองตามมาตรฐาน อีกทั้งยังมีการสนับสนุนให้ใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน (เครื่องหมาย Q) ตามมาตรฐานทั่วไปเพื่อแสดงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตผล

ติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q  

โดยในช่วงเดือนธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา มกอช. ได้จัดสัมมนาถ่ายทอดความรู้ด้านมาตรฐานสินค้าเกษตร ข้อกำหนดและการขอรับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกษ.9000-2552) การใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน (เครื่องหมาย Q) ให้แก่กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการภาคเอกชน พร้อมกับลงพื้นสาธิตการประเมินแปลงเพาะปลูกของเกษตรกร จำนวน 3 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 ณ โรงแรมสวนนงนุช พัทยา อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จำนวน 62 คน ครั้งที่ 2 ณ ที่ทำการกลุ่ม PGS ชลบุรี อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี จำนวน 36 คน และครั้งที่ 3 ณ ทำการกลุ่มบ้านไร่เพียงดิน อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี จำนวน 36 คน 

ติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q  

ทั้งนี้ หลังจากที่เกษตรกร และผู้ประกอบการภาคเอกชน ที่ผ่านการอบรมดังกล่าวแล้ว กองควบคุมมาตรฐาน จะทำการการตรวจประเมินเบื้องต้น (Pre-Audit) เพื่อเตรียมความพร้อมในการยื่นขอรับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เมื่อผ่านหรือได้รับการรับรองมาตรฐานแล้ว จะสนับสนุนให้มีการใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน(เครื่องหมาย Q) และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ต่อไป

“มกอช. คาดหวังว่าเกษตรกร และผู้ประกอบการภาคเอกชน ที่ผ่านการอบรม ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตร ได้รับความรู้และได้การรับรองมาตรฐานทั่วไป ทั้งมาตรฐาน GAP,Organic Thailand พร้อมทั้งนำเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน โดยเฉพาะเครื่องหมาย Q ไปใช้เพื่อแสดงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตผลทางการเกษตร”เลขาธิการ มกอช. กล่าวทิ้งท้าย