สเปนไม่กังวลข่าวสหรัฐฯ อาจผลักดันระงับสมาชิกนาโต

สเปนไม่กังวลข่าวสหรัฐฯ อาจผลักดันระงับสมาชิกนาโต

26 เม.ย. 2569 14:12 น.

สเปนไม่กังวลข่าวสหรัฐฯ อาจผลักดันระงับสมาชิกนาโต

นายกฯ สเปนยืนยันไม่กังวล หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ อาจผลักดันระงับสมาชิกนาโต ซึ่งเป็นมาตรการเพื่อลงโทษชาติพันธมิตรที่ไม่สนับสนุนสงครามตะวันออกกลาง ชี้สเปนปฏิบัติตามพันธกรณีนาโตครบถ้วน

นายเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ออกมายืนยันอย่างหนักแน่นระหว่างการเดินทางเยือนไซปรัสเพื่อร่วมประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรป (EU) โดยระบุว่าสเปนเป็น “สมาชิกที่น่าเชื่อถือ” ขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต และได้ปฏิบัติตามพันธกรณีทุกประการอย่างครบถ้วน

ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังสำนักข่าวรอยเตอร์อ้างแหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ส่งอีเมลระบุถึงทางเลือกในการ “พักสถานะ” สมาชิกนาโตบางประเทศ เพื่อเป็นการลงโทษพันธมิตรที่ไม่ยอมให้ความร่วมมือในสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล ที่กระทำต่ออิหร่าน โดยเฉพาะประเทศอย่าง ฝรั่งเศส สเปน และอิตาลี ที่ไม่อนุญาตให้เครื่องบินรบสหรัฐฯ บินผ่านน่านฟ้าหรือใช้ฐานทัพในการทำศึกครั้งนี้

นายซานเชซระบุเป็นภาษาอังกฤษว่า “ผมไม่กังวลเลยแม้แต่น้อย” ก่อนจะย้ำเป็นภาษาสเปนว่า “เราไม่ได้ทำงานบนพื้นฐานของอีเมล แต่เราทำงานตามเอกสารทางการและจุดยืนที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศออกมา” ทั้งนี้ ในสนธิสัญญานาโตเองก็ไม่มีข้อกำหนดในการพักสถานะหรือขับสมาชิกออกจากกลุ่มแต่อย่างใด

ในอีเมลฉบับเดียวกันยังมีการเสนอให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทบทวนจุดยืนเรื่องอธิปไตยเหนือ “หมู่เกาะฟอล์กแลนด์” เพื่อตอบโต้ นายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ที่ไม่ให้การสนับสนุนสงครามในตะวันออกกลางเช่นกัน โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าวอชิงตันอาจกลับไปใช้จุดยืน “เป็นกลาง” ในข้อพิพาทระหว่างอาร์เจนตินาและอังกฤษ แทนการรับรองอำนาจบริหารของอังกฤษเหมือนที่ผ่านมา

นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับเข้าดำรงตำแหน่งในเดือนมกราคม 2025 ความสัมพันธ์กับพันธมิตรยุโรปเริ่มตึงเครียดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทรัมป์มองว่าการที่ชาติพันธมิตรไม่ร่วมรบในตะวันออกกลางคือ “การทรยศ”

สำหรับนายซานเชซ ผู้นำสเปน ถือเป็นไม้เบื่อไม้เมากับทรัมป์มาตลอด ตั้งแต่การปฏิเสธเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็น 5% ของจีดีพีตามคำขอของทรัมป์ในปีที่แล้ว ไปจนถึงการประณามการแทรกแซงทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา รวมถึงการเป็นกระบอกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลอย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม นางจอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี ได้เน้นย้ำในที่ประชุมที่ไซปรัสว่า “นาโตต้องรักษาความเป็นเอกภาพ เพราะนั่นคือแหล่งที่มาของความแข็งแกร่ง” โดยประเด็นความขัดแย้งทั้งหมดนี้คาดว่าจะถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมสุดยอดนาโตครั้งถัดไป ณ ประเทศตุรกี ในวันที่ 7-8 กรกฎาคมนี้.

ที่มา AFP

เครื่องบิน “สวิสแอร์” ไฟลุกท่วมเครื่องยนต์ขณะเทกออฟที่นิวเดลี ผู้โดยสารเจ็บ 6 ราย

เครื่องบิน "สวิสแอร์" ไฟลุกท่วมเครื่องยนต์ขณะเทกออฟที่นิวเดลี ผู้โดยสารเจ็บ 6 ราย

26 เม.ย. 2569 12:11 น.

เครื่องบิน “สวิสแอร์” ไฟลุกท่วมเครื่องยนต์ขณะเทกออฟที่นิวเดลี ผู้โดยสารเจ็บ 6 ราย

เกิดเหตุเครื่องบินสายการบินสวิสแอร์ เที่ยวบิน LX147 เครื่องยนต์ขัดข้องและเกิดไฟลุกไหม้ขณะกำลังทะยานออกจากสนามบินนิวเดลี ประเทศอินเดีย นักบินตัดสินใจยกเลิกการเทคออฟและสั่งอพยพฉุกเฉินผู้โดยสาร 232 คน พบผู้บาดเจ็บ 6 ราย 

เกิดเหตุการณ์ระทึกที่สนามบินนานาชาติอินทิรา คานธี กรุงเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อเครื่องบินของสายการบินสวิสแอร์ ประสบเหตุเครื่องยนต์ลุกไหม้ระหว่างเตรียมทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เมื่อช่วงเช้ามืดวันนี้ (27 เม.ย.) เวลาประมาณ 01.08 น. ตามเวลาท้องถิ่น

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับเที่ยวบินที่ LX147 ซึ่งใช้เครื่องบินแอร์บัส A330 มุ่งหน้าสู่เมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่เครื่องบินกำลังเร่งเครื่องเพื่อเทคออฟบนรันเวย์ ได้เกิดความผิดปกติกับเครื่องยนต์ตัวหนึ่งจนมีเปลวไฟลุกไหม้ขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด นักบินตัดสินใจยกเลิกการบินขึ้นทันทีเพื่อความปลอดภัย

ภายหลังการประเมินสถานการณ์ ลูกเรือได้สั่งอพยพผู้โดยสารทั้งหมดรวม 228 คน และทารกอีก 4 คน ออกจากตัวเครื่องผ่านทางสไลเดอร์ฉุกเฉินบนรันเวย์ โดยมีภาพและวิดีโอเหตุการณ์ถูกแชร์ว่อนโซเชียลมีเดีย รายงานระบุว่ามีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บจากการอพยพครั้งนี้ 6 ราย ซึ่งทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงแล้ว ขณะที่ลูกเรือทุกคนไม่ได้รับบาดเจ็บ

สายการบินสวิสแอร์ ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมระบุว่าได้จัดตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อดูแลผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ โดยจัดหาโรงแรมที่พักและการสำรองที่นั่งใหม่ให้โดยเร็วที่สุด รวมถึงมอบการ์ดติดต่อเพื่อให้การสื่อสารเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

แถลงการณ์ระบุว่า “เหตุการณ์เช่นนี้สร้างความเครียดให้แก่ทุกคนที่เกี่ยวข้อง ทีมงานท้องถิ่นของเรากำลังดูแลผู้โดยสารอย่างใกล้ชิดและประสานงานกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างเต็มที่ ความปลอดภัยของผู้โดยสารและลูกเรือคือสิ่งที่สำคัญที่สุดเสมอ” 

นอกจากนี้ สายการบินเตรียมส่งทีมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคเดินทางจากสวิตเซอร์แลนด์มายังกรุงเดลี เพื่อตรวจสอบเครื่องบินลำดังกล่าวอย่างละเอียด และหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดไฟไหม้เครื่องยนต์ในครั้งนี้ต่อไป.

ที่มา NDTV

ชาวปาเลสไตน์ในเวสต์แบงก์และกาซาออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่น ครั้งแรกในรอบ 20 ปี

ชาวปาเลสไตน์ในเวสต์แบงก์และกาซาออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่น ครั้งแรกในรอบ 20 ปี

26 เม.ย. 2569 11:40 น.

ชาวปาเลสไตน์ในเวสต์แบงก์และกาซาออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่น ครั้งแรกในรอบ 20 ปี

ชาวปาเลสไตน์ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นครั้งประวัติศาสตร์ โดยถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2006 ที่มีการเปิดคูหาในฉนวนกาซา ท่ามกลางข้อกำหนดเข้มงวดที่ทำให้กลุ่มฮามาสไม่มีสิทธิส่งผู้สมัคร และเสียงสะท้อนจากประชาชนที่ยังกังขาถึงความเปลี่ยนแปลงภายใต้การยึดครองของอิสราเอล

ชาวปาเลสไตน์นับล้านคนได้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่นครอบคลุมพื้นที่ฝั่งเวสต์แบงก์ และที่เมืองเดอีร์ อัล-บาลาห์ ทางตอนกลางของฉนวนกาซา ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวทางประชาธิปไตยครั้งสำคัญภายใต้แผนสันติภาพ 20 ข้อของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ช่วยให้เกิดการหยุดยิงมาตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว

การเลือกตั้งครั้งนี้ กลุ่มฮามาสไม่ได้รับอนุญาตให้ส่งผู้สมัครในนามกลุ่ม เนื่องจากกฎหมายเลือกตั้งใหม่กำหนดให้ผู้สมัครต้องลงนามยอมรับองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) เป็นตัวแทนที่ชอบธรรมเพียงหนึ่งเดียวของประชาชน ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่กลุ่มฮามาสและกลุ่มการเมืองอื่นๆ อีกหลายฝ่ายไม่ยอมรับและประกาศคว่ำบาตรการเลือกตั้งในครั้งนี้ ที่ส่งผลให้กลุ่มฟาตะห์ (Fatah) ภายใต้การนำของประธานาธิบดีมาห์มูด อับบาส กลายเป็นกลุ่มการเมืองหลักเพียงกลุ่มเดียวในการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าในเมืองเดอีร์ อัล-บาลาห์ ของกาซา มีกลุ่มผู้สมัครอิสระที่ถูกมองว่าเป็นพันธมิตรกับฮามาสรวมอยู่ด้วย

เมืองเดอีร์ อัล-บาลาห์ ถูกเลือกให้เป็นพื้นที่เดียวในกาซาที่จัดให้มีการเลือกตั้ง เนื่องจากได้รับความเสียหายน้อยกว่าพื้นที่อื่นจากสงครามอิสราเอล-ฮามาสที่ผ่านมา โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจของฮามาสคอยดูแลความปลอดภัยรอบหน่วยเลือกตั้ง ท่ามกลางคะแนนนิยมของกลุ่มฮามาสในกาซาที่ลดลงเนื่องจากผลกระทบจากสงคราม แต่ในทางกลับกัน ความนิยมในตัวกลุ่มฮามาสกลับพุ่งสูงขึ้นในฝั่งเวสต์แบงก์ เนื่องจากประชาชนเริ่มหมดศรัทธากับองค์การบริหารปาเลสไตน์ (PA) ของอับบาสที่ถูกมองว่าล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการยึดครองของอิสราเอล

เสียงสะท้อนจากประชาชนโมฮัมเหม็ด อัล-ฮาไซนา ชาวเมืองเดอีร์ อัล-บาลาห์ เผยหลังลงคะแนนว่า “นี่คือสัญญาณของความต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ เราอยากให้โลกช่วยเยียวยาเราจากหายนะของสงคราม ถึงเวลาแล้วที่จะฟื้นฟูกาซา”

ในขณะที่ มาห์มุด บาเดอร์ นักธุรกิจในเมืองทูลคาเรม ฝั่งเวสต์แบงก์ กลับมองต่างออกไป โดยระบุว่าเขาไม่มีความหวังกับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ “อิสราเอลยังคงเป็นผู้ปกครองที่นี่ การเลือกตั้งเป็นเพียงภาพลักษณ์ที่แสดงให้สื่อต่างชาติเห็นเท่านั้น ตราบใดที่เรายังไม่มีเอกราชที่แท้จริง”

คณะกรรมการการเลือกตั้งกลางระบุว่ามีผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากกว่า 1 ล้านคนทั่วดินแดนปาเลสไตน์ แม้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะถูกมองว่าเป็นโอกาสในการใช้สิทธิทางประชาธิปไตยในช่วงเวลาที่ท้าทาย แต่ความจริงที่ว่ากลุ่มฟะตะห์แทบจะไร้คู่แข่งในหลายเขต เป็นการตอกย้ำถึงความแตกแยกที่ฝังรากลึกระหว่างสองขั้วอำนาจหลักของปาเลสไตน์ที่ยังไม่สามารถหาจุดร่วมเพื่อเอกภาพได้จนถึงปัจจุบัน โดยคาดว่าจะทราบผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในช่วงค่ำวันเสาร์หรือวันอาทิตย์นี้ตามเวลาท้องถิ่น.

ที่มา BBC

“หวัง อี้” พบ “มิน อ่อง หล่าย” ย้ำหนุนเมียนมาเต็มที่ด้านอธิปไตย-ความมั่นคง

"หวัง อี้" พบ "มิน อ่อง หล่าย" ย้ำหนุนเมียนมาเต็มที่ด้านอธิปไตย-ความมั่นคง

26 เม.ย. 2569 11:14 น.

“หวัง อี้” พบ “มิน อ่อง หล่าย” ย้ำหนุนเมียนมาเต็มที่ด้านอธิปไตย-ความมั่นคง

“หวัง อี้” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวย้ำว่าจีนจะให้การ “สนับสนุนอย่างมั่นคง” ต่อเมียนมาในการปกป้องอธิปไตยแห่งชาติและความมั่นคง ระหว่างการพบหารือกับ “มิน อ่อง หล่าย” ผู้นำรัฐบาลทหารที่เพิ่งสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดี ในระหว่างการเดินทางเยือนเมียนมาอย่างเป็นทางการ

กระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงว่า นายหวัง อี้ ได้ย้ำจุดยืนว่าจีนจะ “สนับสนุนอย่างแข็งแกร่ง” ให้เมียนมาสามารถรักษาอธิปไตย ความเป็นอิสระ และความมั่นคงของชาติไว้ได้ พร้อมระบุว่าจีนสนับสนุนเมียนมาในการแสวงหาเส้นทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับเงื่อนไขของประเทศตนเองและได้รับความสนับสนุนจากประชาชน

การเดินทางเยือนเมียนมาครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจเยือน 3 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ กัมพูชา ไทย และเมียนมา ของนายหวัง อี้ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ท่ามกลางความเสี่ยงจากสถานการณ์โลก โดยนายหวัง อี้ กล่าวว่า “ปีนี้ถือเป็นปีแรกของวาระรัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมา ทั้งสองฝ่ายควรใช้โอกาสนี้สืบสานมิตรภาพดั้งเดิมและเปิดมิติใหม่ให้กับความสัมพันธ์ทวิภาคี”

ทั้งนี้ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย เพิ่งสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการสืบทอดอำนาจผ่านตำแหน่งพลเรือนหลังจากการรัฐประหารเมื่อ 5 ปีก่อน โดยมีตัวแทนจากประเทศจีนเข้าร่วมในพิธีสาบานตน ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าจีนคือผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดของรัฐบาลทหารเมียนมาในชุดนี้

นอกจากประเด็นด้านการเมืองและพรมแดนแล้ว นายหวัง อี้ ยังเน้นย้ำถึงความร่วมมือในการ “กวาดล้างภัยสังคม” อย่างการพนันออนไลน์และขบวนการฉ้อโกงทางโทรศัพท์หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมียนมากลายเป็นแหล่งกบดานสำคัญของกลุ่มอาชญากรข้ามชาติที่ใช้เป็นฐานปฏิบัติการหลอกลวงทางไซเบอร์ซึ่งสร้างความเสียหายมูลค่ามหาศาลต่อปีให้แก่เหยื่อทั่วโลก รวมถึงกลุ่มผู้ใช้ภาษาจีนที่เป็นเป้าหมายหลักในช่วงเริ่มต้น

การเยือนของรัฐมนตรีต่างประเทศจีนในครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นความพยายามของจีนในการนำเสนอตัวเองว่าเป็นพันธมิตรที่มั่นคงกว่าสหรัฐอเมริกา ในขณะที่นานาชาติและกลุ่มเฝ้าระวังประชาธิปไตยยังคงวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้งในเมียนมาว่าเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับการปกครองโดยกองทัพเท่านั้น.

ที่มา AFP /AP

ทรัมป์ชี้เป็น “ความพยายามลอบสังหาร” เหตุยิงงานเลี้ยงสื่อทำเนียบขาว

ทรัมป์ชี้เป็น "ความพยายามลอบสังหาร" เหตุยิงงานเลี้ยงสื่อทำเนียบขาว

26 เม.ย. 2569 10:45 น.

ทรัมป์ชี้เป็น “ความพยายามลอบสังหาร” เหตุยิงงานเลี้ยงสื่อทำเนียบขาว

ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุเป็นความพยายามลอบสังหารของ “คนป่วยทางจิต” หลังชายคนหนึ่งพุ่งเข้าจุดตรวจความปลอดภัยพร้อมอาวุธหลายชนิด ที่งานเลี้ยงผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ก่อนถูกเจ้าหน้าที่หน่วยอารักขายิงสกัดและควบคุมตัวไว้ได้ ระบุผู้ต้องสงสัยเป็นครูจากรัฐแคลิฟอร์เนีย

ค่ำคืนอันหรูหราที่โรงแรมวอชิงตัน ฮิลตัน กลายเป็นความโกลาหล เมื่อเกิดเหตุยิงกันกลางงานเลี้ยงประจำปีของสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว (WHCA) ในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังนั่งอยู่บนเวทีต่อหน้าแขกผู้มีเกียรติในชุดราตรีและทักซิโด้จำนวนมาก

ผู้ก่อเหตุได้รับการระบุตัวคือ นายโคล อัลเลน วัย 31 ปี อาชีพครู ซึ่งอาศัยอยู่ในย่านชานเมืองทางตะวันตกเฉียงใต้ของนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย เขาอาศัยจังหวะในบริเวณพื้นที่จัดเก็บรถเข็นบาร์ที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล ประกอบปืนที่มีลักษณะ “ลำกล้องยาว” ก่อนจะบุกไปยังจุดตรวจรักษาความปลอดภัยและเปิดฉากยิงเพื่อหวังจะเข้าไปยังห้องจัดเลี้ยงใหญ่ ตำรวจวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยมีอาวุธปืนลูกซอง ปืนพก และมีด

พยานในเหตุการณ์เล่าว่า เสียงปืนที่ดังขึ้นทำให้บรรยากาศภายในงานซึ่งเต็มไปด้วยแขกในชุดราตรีและสูทหรู กลายเป็นความโกลาหล ผู้ร่วมงานจำนวนมากหมอบลงกับพื้นตามเสียงตะโกน “หมอบลง!” ขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาประธานาธิบดีพร้อมอาวุธครบมือรีบเข้าล้อมตัวประธานาธิบดีทรัมป์และพาวิ่งออกทางม่านด้านหลังเวทีอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางแขกคนสำคัญอย่างนายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รมว.สาธารณสุข และเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ต้องหาที่หลบภัยใต้โต๊ะ

ภายหลังเหตุการณ์ ผู้เข้าร่วมงานหลายร้อยคนถูกอพยพออกจากห้องจัดเลี้ยงไปยังพื้นที่ปลอดภัย ท่ามกลางการปิดล้อมพื้นที่โดยตำรวจ และการระดมกำลังรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยยืนยันว่าผู้นำสหรัฐและบุคคลสำคัญทั้งหมดปลอดภัย

เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าหนึ่งในกระสุนที่ยิงออกไปนั้นโดนเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบที่สวมชุดเกราะป้องกันตัว โดยเจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาประธานาธิบดีรายนี้กำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเนื่องจากได้รับบาดเจ็บ

หลังเหตุการณ์สงบลง ทรัมป์ได้แถลงเคียงข้างผู้อำนวยการ FBI โดยระบุว่าเหตุการณ์นี้คือความพยายามลอบสังหารจาก “คนป่วยทางจิตที่ลงมือเพียงคนเดียว” เขายอมรับว่าตอนแรกหวังว่าเสียงที่ได้ยินจะเป็นเพียงเสียงถาดตกพื้น แต่ความจริงกลับเป็นกระสุนปืน

ทรัมป์กล่าวว่า สถานที่จัดงาน “ไม่ใช่อาคารที่มีความปลอดภัยสูง” พร้อมย้ำถึงความจำเป็นในการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยอ้างถึงแผนการสร้างห้องจัดเลี้ยงในทำเนียบขาวที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งจะมีระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดมากขึ้น

ทรัมป์ยังเปิดเผยความรู้สึกว่า “ผมสู้ขาดใจเพื่อที่จะอยู่บนเวทีต่อ” แต่เจ้าหน้าที่บังคับให้อพยพตามกฎความปลอดภัย นอกจากนี้เขายังระบุว่าเหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบทางจิตใจต่อ เมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งอย่างมาก แต่เขายืนยันว่าเขาจะไม่กลายเป็นคนขวัญอ่อน “ผมทำสิ่งนี้เพื่อประเทศชาติ” ทรัมป์กล่าว

เมื่อถูกถามว่าเหตุใดเขาจึงถูกปองร้ายบ่อยครั้ง โดยอ้างถึงเหตุการณ์ที่เมืองบัตเลอร์ ในรัฐเพนซิลเวเนียและขณะที่เขาเล่นกอล์ฟที่เมืองปาล์มบีชก่อนหน้านี้ ทรัมป์ตอบว่าเขาได้ศึกษาประวัติศาสตร์การลอบสังหารมาอย่างดี และเชื่อว่าผู้ที่สร้างผลกระทบต่อโลกได้มากที่สุด มักจะเป็นเป้าหมายเสมอ เช่นเดียวกับ อับราฮัม ลินคอล์น

เขายังทิ้งท้ายด้วยสถิติที่น่าสนใจว่า ราว 5.8% ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยถูกลอบยิง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นอาชีพที่อันตรายยิ่งกว่านักแข่งรถหรือคนขี่วัวกระทิง แต่เขาก็พร้อมรับความเสี่ยงในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด

นายทอดด์ แบลนซ์ รักษาการอัยการสูงสุด แถลงว่าเหตุการณ์คืนนี้เผยให้เห็นทั้ง “จุดที่แย่ที่สุด” คือการใช้ความรุนแรง และ “จุดที่ดีที่สุด” คือการปฏิบัติหน้าที่อย่างเฉียบขาดของเจ้าหน้าที่ พร้อมสัญญาว่าจะดำเนินคดีกับนายโคล อัลเลน อย่างถึงที่สุด ด้านนายกเทศมนตรีกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวว่า ผู้ต้องสงสัยกำลังเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลใกล้เคียง และยังคงอยู่ในการควบคุมตัวของตำรวจ

ทั้งนี้ งานเลี้ยงดังกล่าวจะถูกเลื่อนไปจัดใหม่ภายใน 30 วันข้างหน้า โดยทรัมป์กล่าวติดตลกทิ้งท้ายว่า “ครั้งหน้าผมอาจจะพูดให้น่าเบื่อขึ้นและทำตัวเป็นคนดีขึ้น เพื่อความปลอดภัย” สื่อมวลชนและทำเนียบขาวกำลังจับตาดูมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มข้นขึ้นหลังจากนี้เป็นลำดับแรก

ฌานีน พีร์โร อัยการสหรัฐประจำกรุงวอชิงตัน กล่าวว่า ผู้ต้องสงสัยถูกตั้งข้อหา 2 กระทง ในข้อหาใช้อาวุธปืนก่ออาชญากรรมรุนแรง และทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางโดยใช้อาวุธร้ายแรง เธอกล่าวว่า ผู้ต้องสงสัยจะถูกนำตัวขึ้นศาลรัฐบาลกลางในวันที่ 27 เม.ย. นี้

ที่มา BBC / New York Post

ทรัมป์อพยพจากงานดินเนอร์ทำเนียบขาว หลังเกิดเสียงดังคล้ายปืน

ทรัมป์อพยพจากงานดินเนอร์ทำเนียบขาว หลังเกิดเสียงดังคล้ายปืน

26 เม.ย. 2569 08:24 น.

ทรัมป์อพยพจากงานดินเนอร์ทำเนียบขาว หลังเกิดเสียงดังคล้ายปืน

เกิดเหตุระทึกที่งานเลี้ยงอาหารค่ำของสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว เมื่อมีเสียงปืนดังขึ้น ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องรีบอพยพประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์, สุภาพสตรีหมายเลข 1 และเจ้าหน้าที่สำคัญอื่นๆ ออกจากงาน

สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น (CNN) รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกเจ้าหน้าที่อารักขาพาตัวลงจากเวทีอย่างรวดเร็ว หลังจากมีเสียงคล้ายปืนดังขึ้นในงานเลี้ยงอาหารค่ำของสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 25 เม.ย. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น

เมลาเนีย สุภาพสตรีหมายเลข 1, รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ และสมาชิกคณะรัฐมนตรีของทรัมป์ที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วย ต่างก็ถูกพาตัวออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วนเช่นกัน ขณะที่แขกคนอื่นๆ ในงานหลายคนต้องหมอบลงกับพื้น หรือหลบใต้โต๊ะ

แหล่งข่าวเปิดเผยกับ CNN ว่าทรัมป์ปลอดภัยดี ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารระบุว่าสมาชิกคณะรัฐมนตรีทุกคนก็ปลอดภัยเช่นกัน

ตามรายงานจากกลุ่มผู้สื่อข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่อารักขาหลายรายได้ตะโกนขึ้นว่า “มีการยิงกัน” ภายในงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว ก่อนที่ต่อมา เจ้าหน้าที่รายหนึ่งจะประกาศผ่านวิทยุสื่อสารว่า สามารถควบคุมตัวผู้ก่อเหตุยิงได้แล้ว แต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

รัสเซียส่งโดรน 600 ลำ โจมตียูเครนครั้งใหญ่ ดับสลดอย่างน้อย 7 ศพ

รัสเซียส่งโดรน 600 ลำ โจมตียูเครนครั้งใหญ่ ดับสลดอย่างน้อย 7 ศพ

26 เม.ย. 2569 05:59 น.

รัสเซียส่งโดรน 600 ลำ โจมตียูเครนครั้งใหญ่ ดับสลดอย่างน้อย 7 ศพ

รัสเซียส่งโดรนกว่า 600 ลำโจมตียูเครนครั้งใหญ่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ศพ อาคารหลายหลังได้รับความเสียหาย ขณะที่ยูเครนก็โจมตีลึกเข้าไปในดินแดนของรัสเซียไกลที่สุดเท่าที่เคยทำมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัสเซียส่งโดรนจำนวนกว่า 600 ลำ โจมตียูเครนระลอกใหญ่ที่สุดในรอบหลายวัน เมื่อช่วงคืนวันศุกร์เข้าสู่วันเสาร์ที่ 25 เม.ย. 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 7 ศพ โดย 5 รายในจำนวนนี้อยู่ที่เมืองดนิโปร (Dnipro) ทางตอนกลางของประเทศ หลังจากอาคารหลังหนึ่งถูกโจมตีโดยตรง

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน เปิดเผยว่าการโจมตีระลอกล่าสุดนี้กินเวลานาน “เกือบตลอดทั้งคืน” ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตภายใต้ซากปรักหักพังในเมืองดนิโปรในวันเสาร์

ขีปนาวุธและโดรนของรัสเซียยังพุ่งเป้าไปที่เมืองเชอร์นิฮิฟ (Chernihiv) ทางตอนเหนือ ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 2 ศพ รวมถึงเมืองโอเดสซา (Odesa) และคาร์คิฟ (Kharkiv)

ทางการยูเครนระบุว่าพวกเขาสามารถยิงสกัดโดรนของรัสเซียได้เป็นส่วนใหญ่จากทั้งหมดกว่า 600 ลำ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายวันที่ผ่านมา

“ยุทธวิธีของรัสเซียยังไม่เปลี่ยนไปจากเดิม นั่นคือการใช้โดรนโจมตี ขีปนาวุธร่อน และขีปนาวุธนำวิถีจำนวนมหาศาล” เซเลนสกีกล่าว “เป้าหมายส่วนใหญ่คือโครงสร้างพื้นฐานทั่วไปในเมืองต่างๆ ทั้งอาคารที่พักอาศัย ระบบพลังงาน และสถานประกอบการต่างได้รับความเสียหาย”

นอกจากนี้ มีรายงานว่าเครื่องบินเจ็ตของอังกฤษได้ถูกส่งขึ้นบินด่วนจากโรมาเนียในระหว่างการโจมตีอย่างหนักดังกล่าว หลังจากตรวจพบโดรนของรัสเซียใกล้กับชายแดน อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักรได้ปฏิเสธรายงานที่ว่า พวกเขายิงโดรนเหล่านั้นตก

ในขณะเดียวกัน ยูเครนก็ส่งโดรนโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนของรัสเซียไกลที่สุดเท่าที่เคยทำมา คือที่เมืองเยคาเตรินเบิร์ก ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนยูเครนเกือบ 1,600 กม. ซึ่งผู้ว่าการท้องถิ่นระบุว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 6 ราย และที่เมืองเชลยาบินสก์ (Chelyabinsk) ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน แต่ที่นี่ถูกสกัดเอาไว้ได้

กระทรวงกลาโหมของรัสเซียแถลงว่า สามารถยิงโดรนตกทั้งหมด 127 ลำ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 10 ภูมิภาค พร้อมระบุด้วยว่า กองทัพสามารถเข้าควบคุมพื้นที่หมู่บ้าน “บอชโคเว” (Bochkove) ในแคว้นคาร์คิฟได้สำเร็จเมื่อช่วงเช้าวันเสาร์

หมู่บ้านดังกล่าวตั้งอยู่ใกล้กับชายแดนทางตอนเหนือของยูเครนที่ติดกับรัสเซีย ซึ่งฝ่ายมอสโกพยายามหลายครั้งที่จะรุกคืบไปทางใต้เพื่อมุ่งหน้าสู่ตัวเมืองคาร์คิฟ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์อ้าง อิหร่านส่งข้อเสนอใหม่ทันที หลังยกเลิกส่งผู้แทนไปปากีสถาน

ทรัมป์อ้าง อิหร่านส่งข้อเสนอใหม่ทันที หลังยกเลิกส่งผู้แทนไปปากีสถาน

26 เม.ย. 2569 03:12 น.

ทรัมป์อ้าง อิหร่านส่งข้อเสนอใหม่ทันที หลังยกเลิกส่งผู้แทนไปปากีสถาน

โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า อิหร่านส่งข้อเสนอที่ดีกว่าเดิมมาให้เกือบจะในทันที หลังจากเขาประกาศยกเลิกการส่งคณะผู้แทนไปเจรจากับฝ่ายอิหร่านที่ปากีสถาน เพื่อหาทางยุติสงคราม

เมื่อ 25 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อ้างว่า อิหร่านได้ “ยื่นข้อเสนอมาให้มากมาย แต่ยังไม่ดีพอ” หลังจากเขาประกาศยกเลิกการส่งคณะผู้แทนไปยังประเทศปากีสถาน เพื่อเจรจารอบใหม่ในช่วงสุดสัปดาห์นี้เพื่อหาทางทำข้อตกลงร่วมกัน

ทรัมป์อ้างว่า เขาได้รับข้อเสนอที่ดีกว่าเดิมจากอิหร่าน เพียงไม่กี่นาทีหลังจากที่มีการประกาศยกเลิกการเดินทางดังกล่าว

“พวกเขาส่งเอกสารที่ควรจะดีกว่าเดิมมาให้เรา และที่น่าสนใจคือ ทันทีที่ผมสั่งยกเลิกไป ภายใน 10 นาที เราก็ได้เอกสารฉบับใหม่ที่ดูดีกว่าเดิมมาก” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวบน “แอร์ฟอร์ซวัน” เครื่องบินประจำตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

เมื่อ คิท เมเฮอร์ ผู้สื่อข่าวจาก CNN พยายามถามจี้เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่อิหร่านเสนอมา ทรัมป์ตอบเพียงว่า “พวกเขาเสนอมาเยอะนะ แต่ยังไม่ดีพอ”

อนึ่ง ทำเนียบขาวสหรัฐฯ แถลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า คณะผู้แทนของสหรัฐฯ จะเดินทางมายังกรุงอิสลามาบัดในสุดสัปดาห์นี้ ก่อนที่นายทรัมป์จะประกาศยกเลิกการส่งคณะผู้แทนไปอิสลามาบัดในวันเสาร์

ขณะที่ อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน เพิ่งเดินทางออกจากปากีสถาน หลังจากที่ได้หารือกับบรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงในประเด็นเรื่องสงครามในตะวันออกกลางไปก่อนหน้านี้ โดยฝ่ายอิหร่านยืนยันว่า นายอารักชีไม่ได้มีกำหนดการพบเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ แต่อย่างใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

หยุดยิงส่อล่ม เนทันยาฮูสั่งโจมตีฮิซบอลเลาะห์ หลังโดนยิงจรวดใส่

หยุดยิงส่อล่ม เนทันยาฮูสั่งโจมตีฮิซบอลเลาะห์ หลังโดนยิงจรวดใส่

26 เม.ย. 2569 01:53 น.

หยุดยิงส่อล่ม เนทันยาฮูสั่งโจมตีฮิซบอลเลาะห์ หลังโดนยิงจรวดใส่

เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล สั่งกองทัพโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนอย่างหนักหน่วง หลังมีจรวดกับโดรนถูกส่งจากดินแดนเลบานอนเข้าโจมตีอิสราเอลหลายระลอกในวันเสาร์

เมื่อ 25 เม.ย. 2569 เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ออกคำสั่งให้กองทัพโจมตีเป้าหมายจุดต่างๆ ซึ่งเป็นที่ตั้งของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนอย่างรุนแรง เพื่อตอบโต้หลังจากในวันเสาร์อิสราเอลต้องสกัดกั้นจรวดและโดรนหลายระลอกที่ถูกส่งมาจากเลบานอน

คำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพิ่งประกาศขยายเวลาหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับเลบานอนไปอีก 3 สัปดาห์ หลังจากผู้แทนของทั้งสองประเทศเจรจากันที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (23 เม.ย.) อย่างไรก็ตาม นายเนทันยาฮูยืนยันว่า อิสราเอลยังคงมีอิสระในการตอบโต้การคุกคามจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

กระทรวงสาธารณสุขเลบานอนระบุว่า การโจมตีของอิสราเอลในวันเสาร์ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ศพ โดย 4 รายในจำนวนนี้เสียชีวิตจากการโจมตีในเมือง ยาห์มาร์ อัล-ชาคิฟ (Yahmar Al-Shaqif) ขณะที่อีก 2 รายเสียชีวิตในเมือง ซาฟัด อัล-บาติกห์

ทางด้าน กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) แถลงว่า พวกเขาสังหาร “ผู้ก่อการร้ายมากกว่า 15 รายในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน” ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การสู้รบที่ยังคงดำเนินอยู่ระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ กำลังทำให้ข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางอยู่แล้วตกอยู่ในอันตราย และส่งผลให้เกิดคำถามตามมาว่า ทรัมป์จะยังสามารถเป็นเจ้าภาพต้อนรับเนทันยาฮูและ ประธานาธิบดีโจเซฟ อาอูน แห่งเลบานอนที่ทำเนียบขาว เพื่อจัดประชุมครั้งประวัติศาสตร์ได้หรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ยืนยัน ยกเลิกส่งผู้แทนไปปากีสถาน ไม่ได้ชี้ว่าจะกลับไปรบต่อ

ทรัมป์ยืนยัน ยกเลิกส่งผู้แทนไปปากีสถาน ไม่ได้ชี้ว่าจะกลับไปรบต่อ

26 เม.ย. 2569 00:19 น.

ทรัมป์ยืนยัน ยกเลิกส่งผู้แทนไปปากีสถาน ไม่ได้ชี้ว่าจะกลับไปรบต่อ

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า การที่เขายกเลิกการส่งคณะผู้แทนไปเจรจากับอิหร่านที่ปากีสถาน ไม่ได้เป็นสัญญาณบอกว่า สหรัฐฯ จะกลับไปโจมตีอิหร่านต่อ

เมื่อ 25 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่าการยกเลิกแผนการส่งคณะผู้แทนไปเจรจากับเจ้าหน้าที่อิหร่านที่ปากีสถาน ที่เขาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Fox News ไปก่อนหน้านี้ ไม่ได้หมายความว่าจะหวนกลับไปทำสงครามกันอีกครั้ง

“ไม่เลย มันไม่ได้หมายความแบบนั้น เรายังไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นเลยด้วยซ้ำ” ทรัมป์กล่าวในการสนทนาทางโทรศัพท์กับ บารัค ราวิด ผู้สื่อข่าวจาก Axios และนักวิเคราะห์ของ CNN หลังจากถูกถามว่า การตัดสินใจไม่ส่งทูตพิเศษ สตีฟ วิทคอฟฟ์ และ จาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของเขาไปยังปากีสถาน ควรถูกตีความว่าเป็นก้าวไปสู่การเปิดศึกอีกครั้งหรือไม่

ก่อนหน้านี้ นายทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social อ้างว่า สาเหตุที่เขาตัดสินใจยกเลิกการส่งผู้แทนของสหรัฐฯ ไปปากีสถานนั้น เป็นเพราะความขัดแย้งภายในของผู้นำอิหร่าน ซึ่งทรัมป์อ้างว่ากำลังแตกแยกกัน

“ผมเพิ่งสั่งยกเลิกการเดินทางของตัวแทนที่จะไปยังกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน เพื่อพบกับพวกอิหร่าน เสียเวลาเดินทางเกินไป งานก็เยอะเกินไป! ยิ่งไปกว่านั้น ยังเกิดความขัดแย้งภายในและความสับสนอย่างหนักในกลุ่ม ‘ผู้นำ’ ของพวกเขาอีก”

“ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนคุมบังเหียน แม้แต่ตัวพวกเขาเองก็เถอะ อีกอย่างคือ เราเป็นผู้ถือไพ่เหนือกว่าทั้งหมด ส่วนพวกเขาไม่มีเลย! ถ้าพวกเขาอยากคุย สิ่งเดียวที่ต้องทำก็คือโทรมา!!!” ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย

อนึ่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ประกาศว่า คณะผู้แทนของสหรัฐฯ จะเดินทางไปยังกรุงอิสลามาบัดในสุดสัปดาห์นี้เพื่อเจรจากับฝ่ายอิหร่าน โดยนายทรัมป์บอกกับสำนักข่าว รอยเตอร์ส ว่า “เรากำลังคุยกับกลุ่มคนที่กุมอำนาจอยู่ตอนนี้”

ทว่าเพียงหนึ่งวันก่อนหน้านั้น นายทรัมป์เพิ่งบอกกับผู้สื่อข่าวในห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาวว่า สหรัฐฯ ไม่รู้แน่ชัดว่าใครคือผู้นำตัวจริงของอิหร่านกันแน่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn