‘สุนิสา’ ม้งลาว ราชินียิมนาสติก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/476633

‘สุนิสา’ ม้งลาว ราชินียิมนาสติก

30 กรกฎาคม 2564 – 19:10 น.

ราชินียิมนาสติกคนใหม่ “สุนิสา ลี” ม้งลาว-อเมริกันคนแรก ผู้สร้างประวัติศาสตร์ คว้าเหรียญทองในโอลิมปิกเกมส์ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดย ขุนน้ำหมึก

ต้องใช้คำว่า “มหัศจรรย์แห่งชาติพันธุ์” เมื่อสาวน้อยวัย 18 ปี เชื้อสายม้ง-อเมริกัน คนแรก คว้าเหรียญทอง ยิมนาสติก ในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก 2020 กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

วันที่ 29 ก.ค.2564 “สุนี” หรือ สุนิสา ลี ลงแข่งขันยิมนาสติก ประเภทบุคคล รวมอุปกรณ์ เธอทำคะแนนรวม 57.433 คะแนน รวมทั้ง 4 อุปกรณ์ ได้เหรียญทองไปครอง

'สุนิสา' ม้งลาว  ราชินียิมนาสติก

เหรียญทองประวัติศาสตร์ของม้ง-อเมริัน

ก่อนหน้านี้ สุนิสา ลี ได้คว้าเหรียญเงินกับให้กับทีมชาติสหรัฐอเมริกา ในการแข่งขันยิมนาสติกทีมหญิง รวมอุปกรณ์ และเธอยังมีโอกาสจะคว้าเหรียญรางวัลอีกหลายประเภท

วันนี้ สื่อในสหรัฐฯ ได้นำเสนอเรื่องราวของสาวน้อยวัย 18 ปี อย่างมากมาย รวมถึงสื่อท้องถิ่นที่รัฐมินนิโซต้า ต่างร่วมแสดงความยินดีกับนักกีฬายิมนาสติกชาวเมืองเซ็นต์พอล และชุมชนชาวม้ง ก็ได้ออกมาเฉลิมฉลองกันครึกครื้น

พูดถึงทีมชาติสหรัฐ นับแต่ โมน ไบลส์ ราชินียิมนาสติก ขอถอนตัวเนื่องจากปัญหาด้านสภาพจิตใจ ทำให้ สุนิสา ลี ต้องก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของสหรัฐ และเธอก็ทำได้สมใจกองเชียร์เพื่อนร่วมชาติ

++

ลูกหลานวังเปา

++

“สุนี” หรือ สุนิสา ลี (Sunisa Lee) เกิดเมื่อ 9 มี.ค.2546 ในเมืองเซนต์พอล รัฐมินนิโซตา เป็นลูกสาวของแย็ป ทาว ผู้ช่วยด้านการเเพทย์ และจอห์นหรือฮัว ลี ช่างวิศวกรรมที่บริษัทแห่งหนึ่ง

'สุนิสา' ม้งลาว  ราชินียิมนาสติก

ฮัว ลี และแย็ปทาว พ่อแม่ของสุนิสา

เมืองเซนต์พอล มีชุมชนชาวม้งขนาดใหญ่ ประชากรประมาณ 8 หมื่นคน ซึ่งพวกเขาอพยพมาบ้านเกิดเมืองนอนในเมืองลาว เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว

ช่วงสงครามลับในลาว (ปี 2500-2517) ซีไอเอได้เข้าไปสนับสนุน “วังเปา” ผู้นำชาวม้ง ในแขวงเชียงขวาง ให้จัดตั้ง “กองทัพม้ง” ต่อสู้กับฝ่ายแนวลาวอิสระ ที่มีคอมมิวนิสต์เวียดนามหนุนหลัง โดยตั้งกองบัญชาการที่เมืองล่องแจ้ง

ปี 2517 เมื่อสหรัฐถอนกำลังทหารออกจากเวียดนามใต้ ส่งผลกระทบถึงกองทัพม้งวังเปา ที่ถูกให้ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว สุดท้าย “นายพลวังเปา” ก็จำต้องอพยพทหารม้ง และพลเรือน หลายหมื่นคน ออกจากเมืองล่องแจ้ง เดินทางอาศัยอยู่ในประเทศไทย

'สุนิสา' ม้งลาว  ราชินียิมนาสติก

สุนิสา ในชุดชาวม้ง และมารดาของเธอ

สมัยโน้น ฮัว ลี กับแย็ป ทาว พ่อแม่ของ “สุนี” ยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ ไม่รู้เรื่องสงคราม พ่อแม่ชาวม้งกระเตงลูกๆ ข้ามป่าข้ามเขามาอยู่ศูนย์อพยพบ้านวินัย อ.ปากชม จ.เลย ต่อมา รัฐบาลสหรัฐ จึงเปิดรับชาวม้งอพยพ และทยอยบินลัดฟ้าสู่สหรัฐ ในฐานะผู้ลี้ภัยประเทศที่สาม ครอบครัวของฮัว ลี ไปสหรัฐปี 2522 ครอบครัวของแย็ป ทาว ก็เดินทางไปปี 2530

ชาวม้งผู้หลบภัยสงคราม ได้มาตั้งรกรากอยู่ในหลายรัฐที่สหรัฐ และส่วนใหญ่จะอยู่ในรัฐมินนิโซต้า ชาวม้งลาวเหล่านี้ได้กลายเป็นพลเมืองอเมริกัน

จริงๆแล้ว จอห์นหรือฮัว ลี มีสถานะเป็นพ่อบุญธรรมของสุนี โดยแย็ป ทาว ได้มาแต่งงานใหม่กับฮัว ลี ในปี 2548 ซึ่งตอนนั้น สุนีเพิ่งมีอายุ 2 ปี

++

สาวม้งผู้พิชิต

++

จุดเริ่มต้นการเล่นยิมนาสติกของสุนีนั้น มาจากฮัว ลี และแย็ป ทาว ต้องการให้ลูกๆ ทั้ง 5 คน มีการออกกำลังกาย ทำให้สุขภาพเข้มแข็ง จึงพาลูกไปสมัครเป็นสมาชิกกีฬายิมนาสติกในท้องถิ่น และสุนิสา หรือสุนี ดูจะมีพรสวรรค์ในการเล่นยิมนาสติกมากกว่าลูกคนอื่นๆ

เส้นทางสู่โอลิมปิกของสุนี เต็มไปด้วยความยุ่งยาก ในปี 2562 พ่อบุญธรรมของเธอ ประสบอุบัติเหตุตกราวบันได เป็นอัมพาตตั้งแต่ช่วงหน้าอกลงไป ช่วงก่อนที่เธอจะไปแข่งขันกีฬาแห่งชาติสหรัฐ เธอสะเทือนใจมากที่เห็นพ่อต้องนั่งรถเข็น

ฮัว ลี ขอร้องให้ลูกสาวไปแข่งตามแผนการ หากไม่ไปจะหมดสิทธิ์ไปโอลิมปิก เธอทำได้ตามที่พ่อแม่หวัง เธอได้ที่ 2 รองจากโมน ไบลส์ ราชินียิมนาสติก

ปีที่แล้ว โควิดระบาดทั่วสหรัฐ ลุงและป้าของสุนีเสียชีวิตเพราะโควิด โรงยิมก็ถูกสั่งปิด ทำให้เธอไม่ได้ฝึกซ้อม ภายหลังโรงยิมเปิด เธอจึงได้เร่งฝึกซ้อม เพื่อไปแข่งขันโตเกียวเกมส์

“ในนามที่เป็นพ่อแม่ของเธอ พวกเรารู้สึกดีใจมาก เธอเป็นคนม้ง-อเมริกัน คนแรกที่ไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ฉะนั้น การที่เธอได้เข้าไปแข่งขัน ก็ทำให้พวกเราดีใจมากที่สุดแล้ว..” ฮัว ลี บอกกับผู้สื่อข่าว

วันนี้ “สุนิสา” หรือ “สุนี” ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการกีฬาสหรัฐ สำหรับครอบครัว ประชาคมลาวและม้งในสหรัฐ ย่อมภาคภูมิใจกับความสำเร็จของเธอ นี่คือมหัศจรรย์แห่งชาติพันธุ์ม้ง ผู้เดินทางไกลมาจากเมืองล่องแจ้ง เมื่อ 4 ทศวรรษที่แล้ว

ส่อง ‘ไฮโซลูกนัท’ ทิ้งนกหวีดลุย “คาร์ม็อบ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/476587

ส่อง ‘ไฮโซลูกนัท’ ทิ้งนกหวีดลุย “คาร์ม็อบ’

30 กรกฎาคม 2564 – 14:20 น.

ไฮโซหมื่นล้าน “ลูกนัท” ทิ้งนกหวีด ทิ้ง ปชป. ขับรถหรูร่วม “คาร์ม็อบ” ไล่ประยุทธ์ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดย ขุนน้ำหมึก

คาร์ม็อบไล่ประยุทธ์ อาทิตย์ที่ 1 ส.ค.2564 “บก.ลายจุด” สมบัติ บุญงามอนงค์ ยืนยันว่า มี 10 จังหวัดเข้าร่วมกิจกรรม ขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขบวนรถจากแต่ละถนน ล้อหมุนเข้ามาที ถ.วิภาวดี-รังสิต ระหว่างทางให้เปิดไฟกระพริบ บีบแตร มาตลอดทาง    

ที่มีสีสันในคาร์ม็อบเที่ยวนี้คือ “ไฮโซลูกนัท” ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย แจ้งข่าวผ่านเฟซบุ๊ค Nat Thanakitamnuay แสดงเจตจำนงเข้าร่วมคาร์ม็อบ พร้อมข้อความระบุว่า “แล้วพบกัน! รถผม สีดำ ทะเบียน 8800 นะจ๊ะ”

ส่อง 'ไฮโซลูกนัท' ทิ้งนกหวีดลุย "คาร์ม็อบ'
 รถของไฮโซลูกนัทที่จะร่วมคาร์ม็อบ 

ก่อนหน้าจะเข้าร่วมคาร์ม็อบ “ไฮโซลูกนัท” ขัดแย้งกับครอบครัวอย่างรุนแรง ประเด็นคนรุ่นใหม่ปะทะคนรุ่นเก่า และข้างล่างนี้ เป็นเรื่องราวที่เขาโพสต์ไว้ในเฟซบุ๊ค    

“คนในครอบครัวคนหนึ่ง ขอให้ผมตัดขาดตัวเองออกจากครอบครัว ถ้าไม่ยอมเลิกแตะ ม.112 น่าเสียดายที่จริงๆ…เราคงไม่สามารถละทิ้งอุดมการณ์ เพื่อแลกกับข้อเสนอที่จะให้เงินมากมายให้ย้ายไปอยู่ต่างประเทศ แบบสบายๆ ได้ จึงขอยืนหยัดต่อสู้ข้างประชาชนและประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบครับ”    

อีกโพสต์หนึ่ง “ไฮโซลูกนัท” ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต “….เราพยายามที่สุดแล้ว แต่เขาไม่ยอมขยับแม้แต่น้อย จึงต้องขอตัดขาดแยกทางกันจากนี้เป็นต้นไป”    

เมื่อวันที่ 30 ก.ค.2564 “ไฮไซลูกนัท” ได้ให้สัมภาษณ์ จอม เพชรประดับ ผ่านช่องยูทูบของJom Petchpradab โดยเขาได้กราบขอโทษประชาชนที่ได้ร่วมกับ กปปส. ทำลายประชาธิปไตย พร้อมถกปัญหาการบังคับใช้ ม.112  

++

อดีต กปปส.

++

“ไฮโซลูกนัท” ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย เป็นลูกชายคนโตของ กิตติ ธนากิจอำนวย ประธานกิตติคุณ บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กับ อมรพิมล ธนากิจอำนวย ลูกสาวคนกลางของ อำนวย วีรวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง     

ปลายปี 2556 “ไฮโซลูกนัท” ได้เข้าร่วมการชุมนุมคัดค้านนิรโทษกรรมสุดชอย ร่วมกับกลุ่ม กปปส. โดยได้รับการชักชวนจากพนิช วิกิตเศรษฐ์ และธีราภา พร้อมพันธุ์ ลูกสาวของสุเทพ เทือกสุบรรณ     

“ไฮโซนกหวีด” อาสาทำงานเบื้องหลัง คอยสนับสนุนการเดินขบวน และเคยสร้างวีรกรรมเป่านกหวีดไล่กิตติรัตน์ ณ ระนอง รมว.คลัง รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่สโมสรโปโลคลับ เพราะช่วงนั้น มีชาวนาฆ่าตัวตายจากโครงการรับจำนำข้าว แต่รัฐมนตรีกลับไปเตะฟุตบอล    

หลังรัฐประหาร “ไฮไซลูกนัท” เงียบหายไป กระทั่งมีการเลือกตั้งปี 2562 เขาจึงตัดสินใจลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเชื่อว่า “พรรคนี้ไม่เคยหลอกล่อประชาชน” และตัวเขามีความตั้งใจอยากจะเป็นนักการเมืองมืออาชีพ    

จริงๆแล้ว ไฮโซลูกนัท สนิทกับพนิช วิกฤตเศรษฐ์ และชื่นชอบอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ได้ใกล้ชิดสุเทพ เทือกสุบรรณ มาแต่แรก จึงเลือกที่จะเข้าค่ายสีฟ้า ไม่ไปค่ายลุงกำนัน   

ว่ากันว่า ความคิดความอ่านของทายาทโนเบิล ก็จัดอยู่ในกลุ่มเสรีนิยม เหมือนกลุ่มนักเรียนนอกจากอังกฤษหลายคนในค่าย ปชป.

++
อดีต ปชป.
++

ช่วงเลือกตั้ง ไฮโซลูกนัท อยู่ในกลุ่มนิวเดม (NEW DEM) ซึ่งมีพริษฐ์ วัชรสินธุ หลานชาย อภิสิทธิ์ และพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ลูกชายพินิช อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย

ทายาทมหาเศรษฐีลงสมัคร ส.ส.กทม. เขต 15 มีนบุรีและคันนายาว (เฉพาะแขวงคันนายาว) เจอทั้งชาญวิทย์ วิภูศิริ พรรคพลังประชารัฐ และวิชาญ มีนชัยนันท์ พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นสนามที่โหดมาก    

โค้งสุดท้าย กลุ่มนิวเดมหนุนอภิสิทธิ์ ออกแคมเปญไม่หนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี และชูอุดมการณ์ประชาธิปไตย    

ส่อง 'ไฮโซลูกนัท' ทิ้งนกหวีดลุย "คาร์ม็อบ'

ลูกนัทในวันที่หาเสียงเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม ไฮโซลูกนัทพ่ายแพ้ ไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่ยังคงมุ่งมั่นจะเล่นการเมืองต่อไป แต่เกิดกรณี ปชป.เปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค และเข้าร่วมรัฐบาลประยุทธ์ จึงทำให้กลุ่มนิวเดม ลาออกจาก ปชป. รวมทั้งไฮโซลูกนัทด้วย    

เนื่องจากกลุ่มนิวเดม ในช่วงหาเสียงได้บอกประชาชนว่า จะไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจของ คสช. และคัดค้านระบอบเผด็จการ จึงโบกมือลา    

จากรอยัลลิสตัวพ่อ สู่ “ขบถ” ทายาทมหาเศรษฐีหมื่นล้าน จับตาบทบาทของเขา บนเส้นทางสายใหม่ “ไล่ประยุทธ์” และปฏิรูปสถาบันฯ 

‘เต้น’ พ่วง ‘โทนี่’ ชิงเหลี่ยมไล่ประยุทธ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/476486

‘เต้น’ พ่วง ‘โทนี่’ ชิงเหลี่ยมไล่ประยุทธ์

29 กรกฎาคม 2564 – 17:30 น.

เสื้อแดงมาแล้ว “ณัฐวุฒิ” ลั่นกลองศึกไล่ประยุทธ์ รับลูก “โทนี่” ป้องกันค่ายสีส้มชิงรากหญ้า… คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ได้เวลา “เสื้อแดง” เตรียมลงสู่ถนน เมื่อ “เสี่ยเต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ส่งสัญญาณติดแฮชแท็ก #ไล่ประยุทธ์ ร่วมกัน ในทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ช่างสอดรับกับการเคลื่อนไหวของ “โทนี่” ทักษิณ ชินวัตร ในรอบสัปดาห์นี้ ที่ออกปากร้องขอ “3 ป.” ได้เวลาพักผ่อนแล้ว

ครั้งแรก “ทักษิณ” พูดกับนักข่าวกลุ่มหนึ่งผ่านเพจ The room 44 ฝากไปถึง “พี่น้อง 3 ป.” ว่า “ถ้าจบในเวลาอันสมควร ก็กลับไปอยู่กับลูกกับเมีย ได้ใช้เงินสบายๆ แต่ถ้าอยู่ไปโดยที่เขาไม่พึงปรารถนา มันไม่ดีอยู่ไปก็ไม่มีความสุข เดินไปไหนคนก็ซุบซิบ กลับไปอยู่กับลูกกับเมียดีกว่าสบาย ตอนนี้ตังค์ก็มีเยอะแล้ว ไปใช้เงินสบายดีกว่า”

เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่ “ทักษิณ” พูดถึง “พี่น้อง 3 ป.” แบบไม่มีกั๊ก ทำให้นึกถึงบรรยากาศปี 2552-2553 สมัยม็อบเสื้อแดงแรงฤทธิ์ ทักษิณจะโฟนอินมาปลุกระดมประชาชนให้ลุกขึ้นมาต่อสู้กับระบอบอำมาตย์(เผด็จการทหาร)

“คนที่ดูแข็งแรงที่สุดคือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีมหาดไทย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ก็ไม่ค่อยแข็งแรงแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ก็เรื่องในหัวเยอะ ก็ควรจะกลับไปสบายดีกว่า ให้รุ่นหลังเถอะ 70 กว่าแล้ว แค่ห่วงใยบ้านเมืองก็พอแล้วอย่าคิดมาก”

ทำนองเดียวกัน ในคลับเฮาส์กลุ่มแคร์วันอังคารที่ผ่านมา มีคนถามว่า “เป็นไปได้ไหมที่คุณประยุทธ์จะลงแบบสวยๆ” ทักษิณตอบว่า “…ไม่กี่วันก่อนเห็นท่านนายกฯ พูดว่าเป็นทหาร ไม่ละทิ้งประชาชนแน่นอน แต่ผมไม่แน่ใจว่าประชาชนจะละทิ้งท่านรึเปล่านะ…”

++

เต้น’ออกรบ

++

สมัยที่ “เสี่ยเต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ยังอยู่ในเรือนจำ ก็มีปรากฏการณ์ “ม็อบสามนิ้ว” ของเยาวชนคนรุ่นใหม่ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับคนเสื้อแดงเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อเสี่ยเต้นได้อิสรภาพ ได้แสดงจุดยืนหนุนขบวนการคนรุ่นใหม่ ได้ใจกองเชียร์ม็อบสามนิ้วไปเต็มๆ เช่นเดียวกับธิดา ถาวรเศรษฐ และเหวง โตจิราการ ที่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับม็อบราษฎร และม็อบสามนิ้ว

วันที่ 29 ก.ค.2564 ได้เวลา “เสี่ยเต้น” ชวนประชาชนติดแฮชแท็ก #ไล่ประยุทธ์ เป็นจังหวะก้าวแรก ก่อนที่จะเปิดเกมรุกต่อไป

“ผมยืนยันว่าสถานการณ์มาถึงวันนี้ หากไม่มีความเปลี่ยนแปลงเราจะสิ้นหวัง พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่ในฐานะนายกรัฐมนตรีจนครบ 4 ปี และหลังการเลือกตั้งครั้งถัดไป ก็จะกลับมาโดยกติกาที่ผูกมัดกับตัวเองไว้ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกไม่ต่ำกว่า 4 ปี”

ดังนั้น เลขาธิการ นปช. จึงชักธงรบ “เราต้องการความเปลี่ยนแปลงทันที จึงขอใช้วาระนี้ ประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่าผมจะขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”

พลันที่ “โทนี่” ออกปากไล่ “3 ป.” กลับบ้าน “เสี่ยเต้น” ก็ลุกขึ้นมาประกาศ “ไล่ประยุทธ์” ดูช่างสอดรับกัน เหมือนว่ามีการเขียนสคริปต์ล่วงหน้า

'เต้น' พ่วง 'โทนี่'  ชิงเหลี่ยมไล่ประยุทธ์จับตา นปช.ภาค 3

++

แดงคืนชีพ

++

ขณะที่ “จตุพร พรหมพันธุ์” พยายามผลักดัน “กลุ่มไทยไม่ทน” ลงท้องถนน ปรากฏว่า ไม่มีเสียงตอบรับจากคนเสื้อแดงเท่าที่ควร

ต่างจาก “ณัฐวุฒิ” ที่ยังมีภาพเป็น “พระเอก” ของคนเสื้อแดง ฉะนั้น เสี่ยเต้นจึงฝากข่าวไปมิตรร่วมรบว่า “..ภารกิจของเรายังไม่จบ เกือบร้อยศพของพี่น้องเรา ยังไม่ได้รับความยุติธรรม นึกถึงวันแรกที่ท่านตัดสินใจออกมายืนต่อสู้ทางการเมือง นึกถึงบรรยากาศที่เราได้ยืนเคียงข้างกันในวันเวลาเหล่านั้น แล้วเดินออกมายืนเคียงข้างกันอีกครั้ง”

'เต้น' พ่วง 'โทนี่'  ชิงเหลี่ยมไล่ประยุทธ์

ณัฐวุฒิ เตรียมลุย

นับแต่ขบวนการสามนิ้วลงสู่ถนนราชดำเนิน ภาพที่ผู้คนเห็นคือ ส.ส.พรรคก้าวไกล จะเป็นพี่เลี้ยง “เยาวชนปีกซ้าย” แม้จะมี ส.ส.พรรคเพื่อไทย เข้าไปร่วมแจมบ้างก็เหมือนยังมีช่องว่างอยู่

หากประเมินจากจุดยืนและอุดมการณ์ “ม็อบสามนิ้ว” กับพรรคก้าวไกล คือขบวนการเดียวกัน และยังมีความต่างจาก “ทักษิณ” ในแง่ของอุดมการณ์ทางการเมือง

ด้วยเหตุนี้ ทักษิณจึงต้องตรึงกำลัง “คนเสื้อแดง” เอาไว้ใกล้กับพรรคเพื่อไทย ไม่ให้ “ทัพสีส้ม” มาฉกมวลชนรากหญ้าไป

การขยับแรงของเสี่ยเต้น ก็เพื่อภารกิจ “กลับบ้าน” ของโทนี่ และฟื้นฐานมวลชนสำหรับการยุบสภาในอนาคต

‘ประยุทธ์’ ลาออก เกม ‘นอกสภา’ ไม่จบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/476451

‘ประยุทธ์’ ลาออก เกม ‘นอกสภา’ ไม่จบ

29 กรกฎาคม 2564 – 14:05 น.

ทางตันการเมือง “ประยุทธ์” ลาออก “สามนิ้ว” ไม่หยุด ยกระดับ “ม็อบ 7 สิงหา” ฝ่าทะลุเพดาน…คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

พันธมิตรฝ่ายประชาธิปไตย ประกาศนัดหมายชุมนุมใหญ่ 7 ส.ค.2564 หรือ “ม็อบ 7 สิงหา” แต่ยังอุบเป้าหมายที่จะเคลื่อนขบวนไป

“อานนท์ นำภา” โพสต์เฟซบุ๊คเชิญชวน “เตรียมตัวให้พร้อมกว่าเดิม ชุดกันน้ำผสมแก๊สน้ำตา หน้ากากกันแก๊ส และน้ำเกลือ #ม็อบ 7 สิงหา ฝ่าแนวกั้นให้ได้ ให้มันจบที่รุ่นเรา”

'ประยุทธ์' ลาออก  เกม 'นอกสภา' ไม่จบ

ม็อบ 7 สิงหา เป้าหมายที่มากกว่าประยุทธ์

เนื่องจากหนที่แล้ว ม็อบสามนิ้วฝ่าแนวกระสุนยาง แก๊สน้ำ ไปไม่ถึงทำเนียบรัฐบาล ฉะนั้น หนนี้ จึงปลุกเร้าจิตใจให้ “ฝ่าแนวกั้นให้ได้”

อย่างไรก็ตาม สุดสัปดาห์นี้ จะมี “คาร์ม็อบ” ในทั่วประเทศ นำโดย “บก.ลายจุด” สมบัติ บุญงามอนงค์ แต่ที่มีสีสันหน่อย ก็คือ คาร์ม็อบที่มหาสารคาม เพราะจะมี “รถแห่ดนตรีสด” ระดับชั้นนำของประเทศเข้าร่วม

++

ทหารนำการเมือง

++

บรรดาแกนนำม็อบสามนิ้ว หรือฝ่ายประชาธิปไตย จะเรียกร้องให้ข้าราชการ ยุติการรับใช้รัฐบาลประยุทธ์ และหันมาร่วมมือกับประชาชน สร้างประชาธิปไตยใหม่ แต่ดูเหมือนว่า เสียงเพรียกหา “ข้าราชการขบถ” ยากที่จะเป็นจริงได้

เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว “3 จอมพล 1 พันเอก” ต้องลี้ภัยไปต่างแดน ประชาธิปไตยเบ่งบาน ไม่มี “ผู้นำในเครื่องแบบทหาร” ก็จริง แต่ “รัฐราชการรวมศูนย์” ยังดำรงอยู่ และฝังลึกในสังคมไทยมายาวนาน

7 ปี ภายใต้ ระบอบประชาธิปไตยแบบไทย เอื้อต่อ “รัฐราชการรวมศูนย์” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงคุ้นชินกับการใช้อำนาจในทุกสถานการณ์ เมื่อเกิดเหตุโรคระบาดใหม่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็รวบอำนาจมาอยู่ในมือ ตั้งกลไก “ศบค.” บริหารจัดการโควิดทั้งระบบ

ถึงจะมีเสียงวิจารณ์เรื่องการรวบอำนาจ แก้ปัญหาโควิดไม่ได้ แต่ “พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548” หรือ “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” ก็เป็นอาวุธสำคัญในการจัดการม็อบ

ฝ่ายความมั่นคงประเมินว่า วิกฤตโควิด กลายเป็นจังหวะและโอกาสของฝ่ายม็อบสามนิ้ว ที่จะเปิดเกมรุกใหญ่ โดยไม่หวั่นการระบาดของโควิด แม้นายกรัฐมนตรี จะลาออก แต่ม็อบก็ไม่หยุดชุมนุม

พรรคการเมืองบางปีก เสนอให้นายกรัฐมนตรีลาออก เพื่อลดกระแสความไม่พอใจของประชาชน และจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล เชื่อว่า ม็อบก็จะแผ่วลง

มาถึงวันนี้ พันธมิตรฝ่ายประชาธิปไตย มีธงการเคลื่อนไหว “ทะลุเพดาน” ไปแล้ว ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกจริง ม็อบสามนิ้วก็จะยกระดับเรียกร้องให้สูงขึ้น และพุ่งเป้าที่การปฏิรูปสถาบันฯ

เวลานั้น ฝ่ายอนุรักษ์นิยมคงไม่ปล่อยให้ม็อบสามนิ้ว เคลื่อนไหวจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงโดยเสรี โอกาสที่จะเกิดการเผชิญหน้าแตกหัก และอาจนำไปสู่การเกิดจลาจล

++

ไม่เอาทางลัด

++

ดังที่ทราบกัน แกนนำม็อบราษฎร อย่าง “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ เคยแถลงไว้ชัดว่า การเปลี่ยนม้ากลางศึก เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี ถ้าไม่ใช่นายกฯ ที่มาจากประชาชน พวกเขาก็ไม่เอา

ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า จึงให้สัมภาษณ์สื่อสนับสนุนแนวคิดเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่ไม่เอา “นายกรัฐมนตรีพระราชทาน”

'ประยุทธ์' ลาออก  เกม 'นอกสภา' ไม่จบ

พล.อ.ประยุทธ์ ยังคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ

อาจารย์ป๊อก กล่าวว่า การที่เยาวชนคนรุ่นใหม่ไม่เอานายกฯพระราชทาน สะท้อนไปถึงข้อเรียกร้องเรื่องระบอบประชาธิปไตย ที่พระมหากษัตริย์เป็นประมุข อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ หรือที่เรียกกันว่า Constitutional-Parliamentary Monarchy ด้วย

มิหนำซ้ำ อาจารย์ป๊อกยังชี้เป้าว่า “นายกฯ นอกบัญชี” ตามรัฐธรรมนูญ 2556 มาตรา 272 ก็คือการติดตั้งนายกฯ พระราชทานเข้าไปในรัฐธรรมนูญ

ไม่น่าแปลกใจ ที่เครือข่ายคณะก้าวหน้า จะออกมาปั่นกระแส “ไม่เอานายกฯ พระราชทาน” หลัง ม.จ.จุลเจิม ยุคล โพสต์เฟซบุ๊ควิจารณ์รัฐบาลประยุทธ์

จับ ‘เทอะ อยู่นา’ ศิลปินลาวรุ่นใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/476352

จับ ‘เทอะ อยู่นา’ ศิลปินลาวรุ่นใหม่

28 กรกฎาคม 2564 – 18:58 น.

สะท้านลาว-ไทย ตำรวจจับ “เทอะ อยู่นา” ศิลปินคนดัง ผู้มีอิทธิพลในกลุ่มคนลาวรุ่นใหม่ รวมถึงชาวอีสาน คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดย ขุนน้ำหมึก

หลายปีมานี้ ชาวไทยจำนวนไม่น้อยรู้จักชื่อเสียงของ “เทอะ อยู่นา” ศิลปินเพลงรุ่นใหม่ และเจ้าของช่องยูทูบ/เพจ Una Studio ที่มีผู้ติดตามหลายล้านคน และกว่า 40% เป็นคนไทย

ความสำเร็จในธุรกิจสื่อออนไลน์ของ เทอะ อยู่นา ทำให้เขาเป็นผู้มีอิทธิพลต่อเยาวชนคนรุ่นใหม่ลาว มีหนุ่มสาวจำนวนมากเดินตามรอยเทอะ กลายเป็นยูทูบเบอร์ สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว “เทอะ อยู่นา” หรือ สีพอน วงจินดา ได้หายตัวไป ไม่มีความเคลื่อนไหวในเฟซบุ๊คส่วนตัว Thur Una จึงมีเสียงถามไถ่ว่า เขาหายไปไหน มีคนสังเกตเห็นว่า เทอะหยุดความเคลื่อนไหวบนเฟซบุ๊คไปตั้งแต่ 20 ก.ค.2564

เมื่อวันที่ 28 ก.ค.2564 วิทยุเอเชียเสรี ภาคภาษาลาว หรือสำนักข่าว Rfa Laos ได้พาดหัวข้อ “เทอะ อยู่นา ศิลปิน ถูกตำรวจจับ ไม่ทราบข้อหา” โดยรายละเอียดของเนื้อข่าวนั้น Rfa Laos ได้รับการยืนยันจากตำรวจเมืองเซโปนคนหนึ่งว่า มีการจับกุม “เทอะ” นำตัวจากบ้านพักที่บ้านนาบ่อ เมืองเซโปน แขวงสะหวันนะเขต ไปสอบสวนที่สำนักงานป้องกันความสงบ (ปกส.) หรือกองบัญชาการตำรวจ แขวงสะหวันนะเขต

ขณะที่สื่อใน สปป.ลาว ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ไม่มีสำนักใดเสนอข่าวการหายตัวไปของเทอะ อยู่นา เพราะทุกสำนักข่าวต้องรอข่าวแถลงจากทางการเท่านั้น

++

ขบถดนตรี

++

“เทอะ อยู่นา” มีชื่อจริงว่า “สีพอน วงจินดา” เกิดที่บ้านขอนยาง เมืองอาดสะพอน แขวงสะหวันนะเขต พออายุได้ 3 ขวบ ครอบครัวก็ย้ายมาอยู่บ้านนาบ่อ เมืองเซโปน จนถึงปัจจุบัน

เทอะ เรียนจบ ม.7 โรงเรียนมัธยมสมบูรณ์นาบ่อ เมืองเซโปน และได้รับทุนไปเรียนต่อกฎหมายธุรกิจที่เมืองดานัง เวียดนาม เรียนได้ 1 ปี 6 เดือน ก็ถอนตัวมาเล่นดนตรีอาชีพ ตอนที่เรียน ม.1 เทอะซื้อกีตาร์มือสี่ ราคา 25 พันกีบ เขาเล่นกีตาร์ เล่นคีย์บอร์ด โดยเรียนรู้ดนตรีด้วยตัวเอง อาศัยถามผู้รู้ผ่านเฟซบุ๊ก จนสามารถเรียบเรียงดนตรีได้หลังจากจบ ม.7 จึงซื้อกล้องมาถ่ายคลิป ทำเอ็มวีเพลง และตั้งค่ายเพลงเล็กๆ ที่เมืองเซโปน

จุดที่ทำให้เทอะ เป็นที่รู้จักคนสองฝั่งโขงคือ “ผู้ไทนิวส์” ที่นำเสนอในรูปแบบคลิปข่าวไร้สาระ ที่ซ่อนสาระอนุรักษ์ภาษาถิ่น ภาษาผู้ไท และให้ความบันเทิง

จาก “ผู้ไทนิวส์” เทอะได้ปั้นนักร้อง “สิลิพอน สีปะเสิด” หรือพอน อยู่นา และเม อยู่นา โดยบันทึกเสียงเพลงเผยแพร่ผ่านช่องยูทูบ และเฟซบุ๊ค จนได้รับความนิยมทั้งลาวและไทย

จับ 'เทอะ อยู่นา'  ศิลปินลาวรุ่นใหม่

อาณาจักรUna ที่บ้านนาบ่อ เมืองเซโปน แขวงสะหวันนะเขต

นอกจากนี้ เทอะยังได้ผลิตหนังสั้นเรื่อง “บ้านบุ่งนาวาง” , “เดือนสาม” , “บังบด” ฯลฯ ซึ่งในวันที่เทอะ ถูกตำรวจลาวจับกุม เขากำลังถ่ายทำหนังสั้นเรื่องใหม่ชื่อ “บุนสวน”

เทอะ ทำธุรกิจสื่อในนาม Una Studio Co.,Ltd รับจ้างผลิตงานสารคดี และมีรายได้จากโฆษณาช่องยูทูบ เดือนละหลายแสนบาท เมื่อไม่นานมานี้ เขาได้ลงทุนสร้างสตูดิโอแห่งใหม่ที่บ้านนาบ่อ เรียกว่า อาณาจักรของเทอะ อยู่นา

ทุกวันนี้ ช่องยูทูบ Una Studio มีคนติดตาม 1 ล้านกว่าคน และเพจ Una Studio ก็มีคนกดไลค์ 1.8 ล้านคน

++

การเมืองลาว

++

3 ปีที่แล้ว เทอะ อยู่นา เคยถูกตักเตือนจาก ปกส.(ตำรวจ) นครไกสอนพมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต กรณีร่วมกับเน็ตไอดอลลาว “เจ้พอใจ” เจ้าของร้านทองตลาดเซโน และ “หมวย ปากเซ” จัดกิจกรรมมินิคอนเสิร์ตหาทุนสร้างโรงเรียน โดยไม่ขออนุญาตใช้สถานที่

จริงๆแล้ว “หมวย ปากเซ” จับมือ “เจ้พอใจ” ได้วิพากษ์สังคมลาวและวิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่ม โดยหยิบประเด็น “ข้อยบ่มีเงินจ้างเข้าเฮ็ดเวียก” มาพูดผ่านสื่อใหม่ ทำให้คนลาวอีกกลุ่มหนึ่งไม่พอใจ มองว่า สองสาวกำลังสร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย

จับ 'เทอะ อยู่นา'  ศิลปินลาวรุ่นใหม่

เทอะและภรรยา

ในที่สุด นางฮวยเฮือง ไชยะบุลี หรือหมวย ปากเซ ถูกตำรวจจับกุมในข้อหาโฆษณาต่อต้าน สปป.ลาว และศาลพิพากษา จำคุก 5 ปี

เวลานั้น คนลาวบางกลุ่มได้โจมตี “เทอะ” ว่าเป็นพวกเดียวกันกับ “หมวย ปากเซ” และถูกมองว่าเป็น “กลุ่มคนบ่ดี” แต่เทอะมีเอฟซีทั้งลาว-ไทย เสมือนผนังทองแดงกำแพงเหล็กปกป้อง จึงรอดพ้นจากการจ้องทำลายของอีกฝ่ายหนึ่ง

ฉะนั้น การจับกุม “เทอะ” ครั้งนี้ อาจมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง ที่ต้องรอความชัดเจนจากคำแถลงของทางตำรวจแขวงสะหวันนะเขตอีกครั้ง

“อนันดา” ผู้บริหารโครงการ “แอชตัน อโศก” แจงคำพิพากษาศาลฯยังไม่มีผลบังคับ จ่ออุทธรณ์ “คุ้มครองลูกบ้าน” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/476680

“อนันดา”ผู้บริหารโครงการ”แอชตัน อโศก”แจงคำพิพากษาศาลฯยังไม่มีผลบังคับ จ่ออุทธรณ์”คุ้มครองลูกบ้าน”

31 กรกฎาคม 2564 – 02:24 น.

“อนันดา”ผู้บริหารโครงการคอนโดหรู”แอชตัน อโศก” สุขุมวิท 21 แจงคำพิพากษา”ศาลปกครองกลาง”ที่เพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างเป็นคำพิพากษาศาลชั้นต้นยังไม่มีผลบังคับ จ่ออุทธรณ์”คุ้มครองลูกบ้าน”

กรณีศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้าง”แอชตัน อโศก” ที่ออกให้แก่ บริษัท อนันดา เอ็มเอฟ เอเชีย อโศก จำกัด ผู้ดำเนินการก่อสร้างโครงการคอนโดมิเนียม “แอชตัน อโศก” ตามคำร้องของชาวบ้านในพื้นที่ถนนสุขุมวิท ซอย 19 แยก 2 เขตวัฒนา กทม. ที่ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางนั้น  

ล่าสุด บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จํากัด(มหาชน)ทำหนังสือชี้แจงต่อสื่อมวลชน โดยระบุว่า ตามที่มีการเสนอข่าวเกี่ยวกับคำพิพากษาของศาลปกครองกลางของโครงการแอชตัน อโศก ที่ดำเนินการโดยบริษัทอนันดา เอ็มเอฟ เอเชีย อโศก จำกัด นั้น

บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)ในนามผู้บริการโครงการและผู้ถือหุ้น ขอเรียนว่า เป็นเพียงคำตัดสินของศาลปกครองกลางเท่านั้น

และบริษัทในฐานะผู้บริหารโครงการยังมีความเห็นแตกต่างจากคำพิพากษาดังกล่าว ในประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฏหมายที่สำคัญ จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวตามขั้นตอนของกฏหมายต่อไปยังศาลปกครองสูงสุด

ดังนั้นคำพิพากษาศาลปกครองกลาง ซึ่งเป็นศาลชั้นต้น ยังไม่มีผลบังคับใช้จนกว่าจะมีคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุด จึงยังไม่มีผลกระทบต่อการอยู่อาศัยของเจ้าของร่วมแต่อย่างใด

"อนันดา"ผู้บริหารโครงการ"แอชตัน อโศก"แจงคำพิพากษาศาลฯยังไม่มีผลบังคับ จ่ออุทธรณ์"คุ้มครองลูกบ้าน"

กรณีพิพาทดังกล่าวบริษัทฯผู้บริหารโครงการของยืนยันว่าบริษัทฯได้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามขั้นตอนของกฏหมายทุกประการ โดยผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากส่วนงานราชการที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วนดังที่เคยแจ้งต่อสาธารณชนมาก่อนหน้านี้แล้ว

บริษัทขอให้ความมั่นใจว่า บริษัทฯในฐานะผู้บริหารโครงการจะดำเนินการตามกฏหมายอย่างเต็มที่เพื่อประโยชน์แก่ลูกค้าและเจ้าของร่วมอย่างเต็มกำลังความสามารถและจะมีการแจ้งให้เจ้าของร่วมและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านได้รับทราบถึงความคืบหน้าต่อไป

“ศาลปกครองกลาง” สั่งเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างคอนโดหรู “แอชตัน อโศก” สุขุมวิท 21 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/476662

“ศาลปกครองกลาง”สั่งเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างคอนโดหรู”แอชตัน อโศก”สุขุมวิท 21

30 กรกฎาคม 2564 – 21:34 น.

“ศาลปกครองกลาง”สั่งเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างอาคารคอนโดหรูโครงการ”แอชตัน อโศก” ซอยสุขุมวิท 21 ที่สร้างผิดแบบ ดัดแปลงโครงสร้างอาคาร ให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันมีคำสั่งอนุญาตให้ก่อสร้าง

เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเพิกถอนใบรับหนังสือแจ้งความประสงค์จะก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอนหรือเคลื่อนย้ายอาคารหรือเปลี่ยนการใช้อาคารโดยไม่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตที่ออกให้แก่บริษัท อนันดา เอ็มเอฟ เอเชีย อโศก จำกัด โดยให้มีผลย้อนหลังถึงวันที่ออกหนังสือทุกฉบับในกรณีดังกล่าว

สำหรับคดีนี้สืบเนื่องจากชาวบ้านในพื้นที่ถนนสุขุมวิท ซอย 19 แยก 2 เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ยื่นฟ้องผู้อำนวยการสำนักงานเขตวัฒนา,  ผู้อำนวยการสำนักการโยธา กรุงเทพฯ ,ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ,ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และ คณะกรรมการผู้ชาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านอาคาร การจัดสรรที่ดินและบริการชุมชน ภายใต้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ  ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-5  

โดยผู้ฟ้องคดีกล่าวหาว่า ผู้ถูกฟ้องร่วมกันละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดด้วยการ ออกใบอนุญาตให้ บจก.อนันดา เอ็มเอฟ เอเชียอโศก ดำเนินการก่อสร้างโครงการอาคารชุดที่พักอาศัย”แอชตัน อโศก “ซึ่งเป็นอาคารสูงขนาดใหญ่พิเศษ  51 ชั้น รวมชั้นใต้ดิน ในพื้นที่ 2.3ไร่ ในซอยสุขุมวิท 19 แยก2 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย 

ศาลปกครองกลาง พิจารณาแล้วเห็นว่า ที่ดินที่ใช้เป็นที่ก่อสร้างอาคารโครงการแอชตัน อโศก ไม่มีด้านหนึ่งด้านใดของที่ดินยาวไม่น้อยกว่า 12 เมตร ติดถนนสาธารณะที่มีเขตทางกว้างไม่น้อยกว่า 18 เมตร และยาวต่อเนื่องกันตลอดเชื่อมต่อกับถนนสาธารณะอื่นที่ต้องมีเขตทางกว้างไม่น้อยกว่า 18 เมตร ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 2 วรรคสอง ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535) ออกตามความใน พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 

การที่ผู้อำนวยการสำนักการโยธา ปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีคำสั่งอนุญาตให้บริษัท อนันดาฯ ดำเนินการก่อสร้างและดัดแปลงอาคารโครงการแอชตัน อโศก ที่ถนนสุขุมวิท 21 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สมควรที่ศาลปกครองกลางจะพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือรับแจ้งการก่อสร้างอาคารพิพาททุกฉบับโดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ออกคำสั่งดังกล่าว เพื่อมิให้คำสั่งดังกล่าวมีผลในระบบกฎหมายต่อไป

อย่างไรก็ตามในชั้นนี้เป็นเพียงคำพิพากษาของศาลปกครองกลางเท่านั้น โดยผู้ถูกฟ้องคดียังสามารถอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลปกครองสูงสุดตามกฎหมายได้ต่อไป

รมช.ธรรมนัส ตั้งเป้าผลิตต้นกล้า “ฟ้าทะลายโจร” แจก “1 ล้านต้น” ภายใน 1 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/476658

รมช.ธรรมนัส”ตั้งเป้าผลิตต้นกล้า”ฟ้าทะลายโจร”แจก”1 ล้านต้น” ภายใน 1 ปี

30 กรกฎาคม 2564 – 21:14 น.

“รมช.ธรรมนัส” ตั้งเป้าผลิตต้นกล้า”ฟ้าทะลายโจร”ในเขตปฏิรูปที่ดิน พร้อมแจก”1 ล้านต้นกล้า” ภายใน 1 ปี

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมติดตามการขับเคลื่อนการปลูกฟ้าทะลายโจรและสมุนไพรในเขตปฏิรูปที่ดิน

โดยมี ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พร้อมด้วยอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกตลอดจนผู้บริหารทั้งส่วนกลางและภูมิภาคที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์ด้วยโปรแกรม Zoom meeting 

ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า ขณะนี้ฟ้าทะลายโจรเป็นพืชสมุนไพรที่สำคัญ มีราคาดี ตลาดมีความต้องการสูง ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รัฐบาลจึงมีนโยบายเร่งช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในการสนับสนุนให้ใช้ฟ้าทะลายโจรในการสร้างภูมิต้านทานและรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 จึงได้เร่งให้ ส.ป.ก. ร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน คัดเลือกสายพันธุ์ที่มีคุณภาพ

พร้อมทั้งเร่งขับเคลื่อนการปลูกฟ้าทะลายโจร โดยมีเป้าหมายผลิตต้นกล้าฟ้าทะลายโจรแจกจ่ายให้กับเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินใช้ภายในครัวเรือนและขยายผลให้ได้ จำนวน1 ล้านกล้า ภายใน 1 ปีต่อจากนี้ และนำต้นแบบของแม่ใจโมเดล (กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกฟ้าทะลายโจร อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา โดยให้โรงพยาบาลอำเภอแม่ใจเป็นผู้ผลิตยาฟ้าทะลายโจรในรูปแบบแคปซูล และทำตลาด) มาเป็นแนวทางในการขับเคลื่อน

พร้อมทั้งให้ประสานกับกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก พร้อมทั้งเจรจากับผู้ประกอบการ เพื่อเชื่อมโยงด้านการตลาด โดยให้ทำในรูปแบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) และเพิ่มปริมาณการรับซื้อ เพื่อนำมาวางแผนการขยายพื้นที่ปลูกให้กับเกษตรกรตามแนวทางตลาดนำการผลิตต่อไป

เลขาธิการ ส.ป.ก. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ส.ป.ก. ได้เร่งขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์(ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) บูรณาการร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน โดยสถานีพัฒนาที่ดินทั่วประเทศ ในการตรวจสอบคุณภาพและปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับการปลูกสมุนไพร สนับสนุนองค์ความรู้ด้านวิชาการ การตลาด รวมทั้งปัจจัยการผลิต โรงอบพลังงานแสงอาทิตย์

และสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พร้อมทั้งวางแผนการส่งมอบต้นกล้าแจกจ่ายให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ให้มีการลงทะเบียนผู้รับพันธุ์ต้นกล้า ประมาณครัวเรือนละ 10 ต้น

นอกจากนี้ ได้เร่งขยายพันธุ์ไปยัง ส.ป.ก.ทั้ง 72 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมกับส่งเสริมมาตรฐานการผลิตให้มีคุณภาพ มีความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค

อีกทั้งยังเป็นการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินให้คุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก.ได้อย่างมีความสุขและยั่งยืนตลอดไป

“ก้าวไกล” จี้ยกเลิกกฎหมายจำกัด “การเสนอข่าวสาร” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/476638

“ก้าวไกล” จี้ยกเลิกกฎหมายจำกัด”การเสนอข่าวสาร”

30 กรกฎาคม 2564 – 18:48 น.

“พรรคก้าวไกล” ออกแถลงการณ์กรณีรัฐบาลใช้ “พ.ร.ก. ฉุกเฉิน” ออกข้อกำหนดจำกัดเสรีภาพ”การเสนอข่าวสาร” ชี้ละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน​

ตามที่เมื่อวานนี้ (วันที่ 29 กรกฎาคม 2564) พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกข้อกำหนดฉบับที่ 29 ตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 โดยมีสาระสำคัญ ได้แก่ การห้ามเสนอข่าวหรือเผยแพร่ข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเป็นข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ

รวมถึงให้อำนาจแก่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในการระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตของผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเผยแพร่ข้อความหรือข่าวสารดังกล่าว และส่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินคดีต่อไปนั้น
 ต่อกรณีดังกล่าว พรรคก้าวไกลมีความเห็นดังนี้ 

1. การระบาดของไวรัสโควิด 19 ในปัจจุบัน อยู่ในสถานการณ์วิกฤตรุนแรงกว่าที่ควรจะเป็น เป็นเพราะการบริหารที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเจตนาที่จะแทงม้าตัวเดียวเรื่องวัคซีน และความบกพร่องในการยกระดับระบบสาธารณะให้เตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่แย่ที่สุด มิได้เกิดจากการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนและการแสดงความคิดเห็นของประชาชน

เมื่อสถานการณ์การระบาดเข้าขั้นวิกฤตในขณะนี้ แทนที่รัฐบาลจะใช้อำนาจที่มีเร่งแก้ไขความบกพร่องผิดพลาดของตนเองในอดีตและสื่อสารกับประชาชนด้วยข้อมูลที่รอบด้านและชัดเจนไม่สับสน รัฐบาลกลับมองสื่อมวลชนและประชาชนเป็นภัยความมั่นคงแล้วใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินจำกัดการเสนอข่าวสารอย่างรอบด้านของสื่อมวลชนและปิดกั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชน ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดจากการออกข้อกำหนดฉบับที่ 29 เมื่อวานนี้
 
2. การกำหนดข้อห้ามในลักษณะเช่นนี้ได้เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ในข้อกำหนดฉบับที่ 27 ที่ออกเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2564 และแม้จะมีเสียงคัดค้านเป็นวงกว้างจากทั้งประชาชน นักวิชาการรวมถึง 6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนที่เห็นว่าเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้วก็ตาม แต่รัฐบาลก็หาได้รับฟังไม่ยังคงเนื้อหาข้อห้ามไว้เช่นเดิมในข้อบังคับฉบับล่าสุดคือฉบับที่ 29

ซึ่งการมอบหมายให้สำนักงาน กสทช. สามารถระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่ผู้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารได้นั้นถือเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 36 ที่รับรองเสรีภาพของบุคคลในการติดต่อสื่อสารถึงกันไม่ว่าในทางใดๆ เนื่องจากการระงับให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่ผู้ใช้บริการรายใด ๆ นั้นหมายความว่าผู้ใช้บริการนั้นมิอาจเข้าถึงอินเทอร์เน็ตโดยสมบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานประการใดก็ตาม

3.พรรคก้าวไกล เคยเตือน พล.อ.ประยุทธ์และรัฐบาลไว้ตั้งแต่ก่อนการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ในแถลงการณ์ของพรรคเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 ว่าหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาการระบาดของโรค COVID-19 มิใช่อำนาจพิเศตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หากแต่เป็นการมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ การวางแผนอย่างรอบคอบ เตรียมความพร้อมและประเมินผลกระทบมาอย่างรอบด้านแล้ว

รวมถึงการสื่อสารที่ชัดเจนหนักแน่นและการเปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริงกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา นอกจากนี้พรรคก้าวไกลยังได้กำชับรัฐบาลต้องไม่ฉวยโอกาสใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินตามอำเภอใจ แต่ต้องใช้อย่างจำกัดและระมัดระวังเพียงเพื่อวัตถุประสงค์ของการแก้ปัญหา COVID-19 เท่านั้น

รวมถึงต้องไม่ฉวยโอกาสลิดรอนเสรีภาพของสื่อมวลชนและเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน และละเมิดสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน เนื่องจากข้อมูลข่าวสารที่รอบด้านมีความสำคัญในช่วงเวลาวิกฤต เพื่อให้ประชาชนเท่าทันกับสถานการณ์ที่เป็นจริงและสามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้

​ทว่าตลอดระยะเวลากว่า 1 ปี 4 เดือนที่ผ่านมา ตลอดการประกาศและต่ออายุสถานการณ์ฉุกเฉินมาแล้วทั้งสิ้น 14 ครั้ง เรากลับเห็นรัฐบาลเน้นใช้อำนาจพิเศษไปกับการปราบปรามการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน

ในขณะที่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือประชาชนทั้งประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤต ทั้งการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคมาฉีดโดยเร็วที่สุดทั้งการอนุมัติยา เครื่องมือตรวจโรคและอุปกรณ์จำเป็นต่าง ๆ ทั้งการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมโรค

ทั้งหมดนี้ควรได้รับประโยชน์จากการรวมศูนย์บริหารจัดการและลดขั้นตอนดำเนินงานโดยผลของประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่กลับกลายเป็นว่าในทางปฏิบัติก็ยังคงต้องมาติดหล่มของระเบียบวิธีราชการเหมือนที่เคยเป็นมา เกิดปัญหาความซ้ำซ้อนกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆและขาดหน่วยงานรับผิดชอบที่ชัดเจน ทุกอย่างสับสนวุ่นวายท่ามกลางสถานการณ์ที่ประชาชนต้องเสียชีวิตไปวันละนับร้อยคน

​4. ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาแล้ว พรรคก้าวไกลจึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรยกเลิกข้อกำหนดฉบับที่ 29 ทันที และจากนั้นควรยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 แล้วกลับไปสู่การรับมือและแก้ไขสถานการณ์ COVID-19 อย่างจริงจังภายใต้ระบบกฎหมายปรกติ

โดยรัฐบาลที่สามารถแก้ไขวิกฤตได้ ไม่ใช่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกต่อไปแล้ว เพราะในวันนี้พิสูจน์แล้วว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นภาระอันหนักอึ้งเหลือเกินสำหรับประเทศนี้

เช็ก.. 4 ส.ค.นี้ “สปส.” โอนเงิน นายจ้าง ลูกจ้าง “ม .33” เข้า “พร้อมเพย์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/476610

เช็ก.. 4 ส.ค.นี้ “สปส.” โอนเงิน นายจ้าง ลูกจ้าง”ม .33″ เข้า”พร้อมเพย์”

30 กรกฎาคม 2564 – 16:09 น.

เฮ นายจ้าง ลูกจ้าง” ม.33 “พื้นที่ 10 จังหวัด 9 กิจการ สปส. โอนเงินเข้าพร้อมเพย์ 4 ส.ค.นี้

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2564 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีการจ่ายเงินเยียวยากลุ่มแรงงานและผู้ประกอบการตามมาตรการบรรเทาผลกระทบโควิด-19 ที่อยู่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 10 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา

ใน 9 ประเภทกิจการ ได้แก่ กิจการก่อสร้าง กิจการที่พักแรมบริการด้านอาหาร กิจกรรมศิลปะ ความบันเทิงและนันทนาการ กิจกรรมบริการด้านอื่น ๆ สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า สาขาขายส่งและการขายปลีก การซ่อมยานยนต์ สาขากิจกรรมการบริหารและบริการสนับสนุน สาขากิจกรรมวิชาชีพ วิทยาศาสตร์และกิจกรรมทางวิชาการ สาขาข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร นั้น ว่า

นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีความห่วงใยพี่น้องผู้ใช้แรงงานและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเร่งรัดขยับเวลาการจ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้ประกันตนไม่ให้เกินวันที่ 6 สิงหาคม โดยจะเริ่มทยอยจ่ายตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคมนี้ ที่ต้องทำเช่นนี้เพราะระบบการโอนผ่านพร้อมเพย์สามารถดำเนินการได้วันละ 1 ล้านบัญชีเท่านั้น

โดยผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับเงินเยียวยามีจำนวน 2.87 ล้านคน จะต้องใช้เวลาถึง 3 วันจึงได้สามารถโอนได้ครบภายในกำหนดเวลาวันที่ 6 สิงหาคม ตามเจตนารมณ์ของนายกรัฐมนตรี และจะทยอยโอนครั้งต่อไปให้กับนายจ้างและผู้ประกันตนมาตรา 33 ทุก ๆ วันศุกร์ จนถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2564

ด้านนางสาวลัดดา แซ่ลี้ รองโฆษกสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า วิธีการจ่ายเงินเยียวยาสำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ได้รับเยียวยาจากรัฐบาลคนละ 2,500 บาท จะโอนผ่านบัญชีพร้อมเพย์เลขประจำตัวประชาชนเท่านั้น

ส่วนนายจ้างจะได้รับการเยียวยา จากรัฐบาล ตามจำนวนลูกจ้าง หัวละ 3,000 บาท สูงสุดลูกจ้างไม่เกิน 200 คน โดยนายจ้างบุคคลธรรมดา จะโอนเงินผ่านบัญชีพร้อมเพย์เลขประจำตัวประชาชนเช่นกัน และนายจ้างสถานะนิติบุคคล จะโอนเข้าบัญชีธนาคารตามชื่อนิติบุคคลนายจ้าง

รองโฆษกสำนักงานประกันสังคมคม กล่าวต่อไปว่า สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 39 และ มาตรา 40 ในขณะนี้ ยังไม่มีกำหนดการจ่ายเงินแต่อย่างใด อยู่ระหว่างขั้นตอนการจัดทำรายละเอียดกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะประชาสัมพันธ์ให้ทราบในภายหลัง สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง