นายกฯ อังกฤษชี้ “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย” ต่อกรณีฉาว “อดีตเจ้าชายแอนดรูว์”

นายกฯ อังกฤษชี้ "ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย" ต่อกรณีฉาว "อดีตเจ้าชายแอนดรูว์"

19 ก.พ. 2569 16:12 น.

นายกฯ อังกฤษชี้ “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย” ต่อกรณีฉาว “อดีตเจ้าชายแอนดรูว์”

นายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกฯ อังกฤษ เผย “ไม่มีใครอยู่เหนือกฏหมาย” เมื่อถูกถามเกี่ยวกับ “แอนดรูว์ เมาท์แบตเทน-วินด์เซอร์” หลังพบหลักฐานใหม่จากสหรัฐฯ โยงอดีตเจ้าชายแอนดรูว์กับเครือข่ายค้ามนุษย์ของนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน แต่ปฏิเสธที่จะตอบว่าอดีตเจ้าชายแอนดรูว์จะเข้าพบตำรวจโดยสมัครใจหรือไม่

นายสตาร์เมอร์ให้สัมภาษณ์กับรายการ BBC Breakfast ว่าหลักการดังกล่าวเป็น “หลักการที่สำคัญอย่างยิ่ง” และต้องถูกบังคับใช้ในกรณีนี้เช่นเดียวกับกรณีอื่น ๆ โดยในขณะนี้ตำรวจกำลังพิจารณาข้อกล่าวหาที่รวมถึงกรณีที่หญิงรายหนึ่งถูกนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินชาวอเมริกันที่ถูกตัดสินคดีล่วงละเมิดทางเพศส่งตัวมายังสหราชอาณาจักรเพื่อพบกับอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ซึ่งเขายังคงปฏิเสธการกระทำผิดหลังจากทางการสหรัฐฯ เปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีการค้ามนุษย์ของนายเอปสตีน 

นอกจากนี้ ตำรวจเทมส์วัลเลย์ยังกำลังประเมินว่ามีหลักฐานเพียงพอที่จะสอบสวนเจ้าชายแอนดรูว์ในข้อหา “ประพฤติมิชอบในตำแหน่งหน้าที่สาธารณะ” และ “ละเมิดความลับทางราชการ” หรือไม่

เมื่อถูกถามว่าอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ควรเข้าพบตำรวจโดยสมัครใจหรือไม่ นายกรัฐมนตรีระบุว่าเป็นหน้าที่ของตำรวจในการสืบสวน แต่ย้ำว่า “หนึ่งในหลักการสำคัญของระบบเราคือ ทุกคนต้องเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย” พร้อมเสริมว่าหากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องการเปิดอภิปรายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างแอนดรูว์และเอปสตีน ตนก็จะไม่ขัดขวาง

ข้อกล่าวหาล่าสุดนี้ถูกจุดชนวนขึ้นหลังกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารจำนวนมหาศาลเมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเผยให้เห็นรายละเอียดความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างแอนดรูว์และเอปสตีน ข้อมูลระบุว่ามีการส่งตัวหญิงสาวรายที่สองมายังสหราชอาณาจักรในปี 2010 เพื่อมีเพศสัมพันธ์กับอดีตเจ้าชายที่ตำหนักรอยัล ลอดจ์ 

ทนายความของผู้เสียหายระบุว่า หลังจากอยู่กับอดีตเจ้าชายในคืนนั้น เธอได้รับอนุญาตให้เยี่ยมชมพระราชวังบักกิงแฮม ทั้งยังพบภาพถ่ายของเจ้าชายในลักษณะที่ไม่เหมาะสมกับผู้หญิงคนหนึ่ง และมีหลักฐานว่าอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ได้ส่งเอกสารลับของรัฐบาลและข้อมูลเชิงพาณิชย์ที่มีความอ่อนไหวไปให้เอปสตีน

แม้ว่าแอนดรูว์จะปฏิเสธทุกข้อกล่าวหามาโดยตลอด แต่หลังจากที่มีการเปิดเผยภาพถ่ายและอีเมลโต้ตอบกับเอปสตีนล่าสุด มีรายงานว่าแอนดรูว์ได้ย้ายออกจากที่พักเดิมในวินด์เซอร์ ไปยังเขตพระราชฐานแซนดริงแฮม มณฑลนอร์ฟอล์ก

ทั้งนี้ เจฟฟรีย์ เอปสตีน เสียชีวิตในคุกที่นิวยอร์กเมื่อปี 2019 ระหว่างรอการพิจารณาคดีค้ามนุษย์ทางเพศ โดยข้อมูลล่าสุดเผยให้เห็นว่าเขายังคงติดต่อกับอดีตเจ้าชายแอนดรูว์อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี แม้หลังจากที่เขาเคยรับสารภาพผิดในคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้เยาว์ไปแล้วก่อนหน้านี้ก็ตาม.

ที่มา BBC

ศาลเกาหลีใต้ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต “ยุน ซอกยอล” ฐานก่อกบฏ ปมประกาศกฎอัยการศึก

ศาลเกาหลีใต้ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต "ยุน ซอกยอล" ฐานก่อกบฏ ปมประกาศกฎอัยการศึก

19 ก.พ. 2569 14:38 น.

ศาลเกาหลีใต้ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต “ยุน ซอกยอล” ฐานก่อกบฏ ปมประกาศกฎอัยการศึก

ศาลกลางกรุงโซลมีคำพิพากษาตัดสินให้ นายยุน ซอกยอล อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ มีความผิดในข้อหาก่อกบฏ และใช้อำนาจในทางมิชอบ จากกรณีการประกาศกฎอัยการศึกแบบสายฟ้าแลบเมื่อเดือนธันวาคม 2024

ผู้พิพากษา จี กวี-ยอน ระบุในคำวินิจฉัยว่า การส่งกำลังทหารไปยังอาคารรัฐสภาของนายยุน มีวัตถุประสงค์เพื่อปิดปากฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง และจงใจทำให้กลไกของรัฐสภาเป็นอัมพาต ซึ่งส่งผลเสียต่อสังคมอย่างมหาศาลและเป็นการทำลายรากฐานประชาธิปไตยของประเทศอย่างรุนแรง

ผู้พิพากษากล่าวว่า “ศาลไม่พบสัญญาณว่าจำเลยมีความสำนึกผิดต่อการกระทำดังกล่าว จึงมีคำสั่งลงโทษจำคุกตลอดชีวิต” 

ในระหว่างการอ่านคำพิพากษา นายยุน ซอกยอล มีสีหน้าเรียบเฉยและไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแต่อย่างใด ต่างจากกลุ่มผู้สนับสนุนนับพันคนที่มารวมตัวกัน ซึ่งพากันถอนหายใจและตะโกนด้วยความสิ้นหวังว่า “เกาหลีกำลังพังพินาศ” หลังทราบผลตัดสิน

ก่อนหน้านี้ นายยุนพยายามโต้แย้งว่าการประกาศกฎอัยการศึกเป็นเพียง “สัญลักษณ์” เพื่อเรียกร้องให้สังคมสนใจความผิดปกติของพรรคฝ่ายซ้าย แต่ศาลมองว่าข้ออ้างดังกล่าวฟังไม่ขึ้น

ทั้งนี้ ภายใต้กฎหมายเกาหลีใต้ โทษสำหรับการก่อกบฏมีเพียงสองโทษ คือ จำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต โดยนายยุนถูกตัดสินจำคุก 5 ปีไปแล้วในข้อหาที่เบากว่า นอกจากตัวอดีตประธานาธิบดีแล้ว ศาลยังได้ตัดสินลงโทษผู้เกี่ยวข้องในคณะรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงอีกหลายราย ดังนี้

  • คิม ยง-ฮยอน อดีตรัฐมนตรีกลาโหม ถูกตัดสินจำคุก 30 ปี
  • โร ซัง-วอน อดีตผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรอง ถูกตัดสินจำคุก 18 ปี
  • โช จี-โฮ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถูกตัดสินจำคุก 12 ปี
  • คิม บง-ซิก อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาลกรุงโซล ถูกตัดสินจำคุก 10 ปี
  • มก ฮยอน-แท อดีตหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยรัฐสภา ถูกตัดสินจำคุก 3 ปี

ศาลระบุว่า จำเลยทั้งหมดมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ภายในหนึ่งสัปดาห์ และคดีของยุนมีแนวโน้มจะถูกยกระดับไปถึงศาลฎีกา

ทั้งนี้ นายยุนบุกเข้าไปในรายการโทรทัศน์ช่วงดึกเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2024 เพื่อกล่าวปราศรัยที่สร้างความตกตะลึงให้กับประเทศ โดยชี้ให้เห็นถึงภัยคุกคามที่ไม่ชัดเจนจากอิทธิพลของเกาหลีเหนือและ “กองกำลังต่อต้านรัฐ” ที่อันตราย เขาประกาศระงับรัฐบาลพลเรือนและเริ่มต้นการปกครองโดยทหาร

กฎอัยการศึกถูกยกเลิกในอีก 6 ชั่วโมงต่อมา หลังจากที่สมาชิกสภารีบไปยังอาคารรัฐสภาเพื่อลงมติฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ได้ใช้เฟอร์นิเจอร์สำนักงานปิดกั้นประตูเพื่อป้องกันไม่ให้ทหารติดอาวุธเข้ามา การประกาศดังกล่าวทำให้เกิดการประท้วงอย่างฉับพลัน ส่งผลให้ตลาดหุ้นตื่นตระหนก และทำให้พันธมิตรทางทหารที่สำคัญ เช่น สหรัฐฯ ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ทันตั้งตัว

ด้านนางคิม กอนฮี ภรรยาของยุน ถูกตัดสินจำคุก 20 เดือนเมื่อต้นเดือนมกราคมในข้อหาอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นคดีเกี่ยวกับการรับสินบนขณะดำรงตำแหน่งสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง.

ที่มา Yonhap / BBC / AFP

อินโดนีเซีย-สหรัฐฯ ลงนามข้อตกลงการค้า-ลงทุน พุ่ง 2 แสนล้าน

อินโดนีเซีย-สหรัฐฯ ลงนามข้อตกลงการค้า-ลงทุน พุ่ง 2 แสนล้าน

19 ก.พ. 2569 13:12 น.

อินโดนีเซีย-สหรัฐฯ ลงนามข้อตกลงการค้า-ลงทุน พุ่ง 2 แสนล้าน

สภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน (USABC) เปิดเผยว่ากลุ่มบริษัทจากอินโดนีเซียและสหรัฐฯ ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจมูลค่ารวมกว่า 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.18 แสนล้านบาท) เพียงหนึ่งวันก่อนที่ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต แห่งอินโดนีเซีย มีกำหนดเข้าพบประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อลงนามในข้อตกลงทางการค้าฉบับสมบูรณ์

พิธีลงนามดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดีปราโบโว ซึ่งจัดโดยหอการค้าสหรัฐฯ โดยสาระสำคัญของข้อตกลงยังรวมถึงประเด็นความมั่นคงทางอาหารและสินค้าเกษตร ซึ่งอินโดนีเซียตกลงสั่งซื้อสินค้าเกษตรจำนวนมหาศาลจากสหรัฐฯ ประกอบด้วยถั่วเหลือง 1 ล้านเมตริกตัน (มูลค่า 685 ล้านดอลลาร์), ข้าวโพด 1.6 ล้านเมตริกตัน, ฝ้าย 93,000 ตัน (มูลค่า 122 ล้านดอลลาร์) ส่วนข้าวสาลี ตั้งเป้าซื้อ 1 ล้านตันในปีนี้ และขยายเป็น 5 ล้านตันภายในปี 2030 (มูลค่าประมาณ 1.25 พันล้านดอลลาร์) รวมถึงการนำเข้าเศษเสื้อผ้าใช้แล้วเพื่อนำมารีไซเคิล (มูลค่า 200 ล้านดอลลาร์) ไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์

ด้านบริษัทฟรีพอร์ต-แมคมอแรน (Freeport-McMoRan) ยักษ์ใหญ่ด้านการทำเหมืองของสหรัฐฯ ลงนามบันทึกความเข้าใจกับกระทรวงการลงทุนของอินโดนีเซียเพื่อร่วมมือในด้านแร่ธาตุสำคัญ และตกลงในเบื้องต้นที่จะขยายใบอนุญาตขุดเหมืองเกินกว่าปี 2041 เพื่อดำเนินการสำรวจและขยายแหล่งทรัพยากรในระยะยาว

ส่วนบริษัทเปอร์ตามินา (Pertamina) รัฐวิสาหกิจผู้ผลิตน้ำมันของอินโดนีเซีย ลงนามความร่วมมือกับบริษัท ฮัลลิเบอร์ตัน (Halliburton) บริษัทบริการแหล่งน้ำมันสหรัฐฯ เพื่อความร่วมมือในการฟื้นฟูและเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งขุดเจาะน้ำมัน

ข้อตกลงดังกล่าวยังรวมถึงข้อตกลงร่วมลงทุนด้านเซมิคอนดักเตอร์จำนวน 2 ฉบับ โดยฉบับหนึ่งมีมูลค่า 4.89 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ของบริษัท เอสเซนส์ โกลบอล กรุ๊ป (Essence Global Group) และอีกฉบับเป็นการร่วมลงทุนที่ไม่ได้ระบุมูลค่า ซึ่งเกี่ยวข้องกับบริษัท ไทเนอร์จี เทคโนโลยี กรุ๊ป (Tynergy Technology Group)

ประธานาธิบดีปราโบโว ระบุว่า ข้อตกลงเหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการบังคับใช้ความร่วมมือทางการค้าที่จะมีการลงนามร่วมกับประธานาธิบดีทรัมป์ในวันพฤหัสบดีนี้ โดยเชื่อมั่นว่าการซื้อสินค้าและเงินลงทุนจำนวนมากจะช่วยลดตัวเลขการได้เปรียบดุลการค้าของอินโดนีเซียที่มีต่อสหรัฐฯ และกล่าวว่า “ผมมองอนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างเราด้วยความเชื่อมั่นอย่างยิ่ง”

ทั้งนี้ ผู้นำอินโดนีเซียเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี เพื่อเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) ของทรัมป์ โดยคาดหวังว่าจะสามารถเจรจาลดอัตราภาษีนำเข้าจาก 19% เหลือ 18% ตามที่เคยตกลงไว้เมื่อปีที่แล้ว เพื่อให้เท่าเทียมกับอัตราที่สหรัฐฯ มอบให้อินเดียเมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา.

ที่มา Reuters

มหาวิทยาลัยอินเดียโดนทัวร์ลงหนัก หลังอ้าง “หุ่นยนต์สุนัข” จากจีนเป็นผลงานตัวเอง

มหาวิทยาลัยอินเดียโดนทัวร์ลงหนัก หลังอ้าง "หุ่นยนต์สุนัข" จากจีนเป็นผลงานตัวเอง

19 ก.พ. 2569 12:25 น.

มหาวิทยาลัยอินเดียโดนทัวร์ลงหนัก หลังอ้าง “หุ่นยนต์สุนัข” จากจีนเป็นผลงานตัวเอง

กลายเป็นดราม่าสนั่นงานประชุมสุดยอดด้านปัญญาประดิษฐ์ที่กรุงนิวเดลี เมื่ออาจารย์มหาวิทยาลัยดังของอินเดียให้สัมภาษณ์อ้างหุ่นยนต์สุนัข “Orion” คือผลงานวิจัยของสถาบัน แต่ชาวเน็ตตาดีจับโป๊ะได้ว่าเป็นรุ่น Go2 ของบริษัท “ยูนิทรี โรโบติกส์” ของจีน ที่มีจำหน่ายทั่วไป ล่าสุดบูธโดนตัดไฟ เจ้าตัวแจงสื่อสารคลาดเคลื่อน

มหาวิทยาลัยกัลโกเทียส ของอินเดีย กำลังเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในงานประชุมสุดยอด “อินเดีย เอไอ อิมแพ็ก ซัมมิต” (India AI Impact Summit) ที่กรุงนิวเดลี หลังจากที่เจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยอ้างว่าหุ่นยนต์สุนัขที่นำมาจัดแสดงเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ทางสถาบันพัฒนาขึ้นเอง แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นหุ่นยนต์ที่ผลิตโดยบริษัทของประเทศจีน

จุดเริ่มต้นของความวุ่นวายเหตุการณ์นี้กลายเป็นไวรัลหลังจากที่ เนฮา ซิงห์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยดังกล่าว ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ดีดี นิวส์ ว่า หุ่นยนต์สุนัขที่ชื่อว่า “Orion” ถูก “พัฒนา” ขึ้นที่ศูนย์ความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม ชาวเน็ตได้ตรวจสอบและระบุว่าหุ่นยนต์ดังกล่าวคือรุ่น Go2 ที่ผลิตโดยบริษัทยูนิทรี โรโบติกส์ จากประเทศจีน ซึ่งมีวางจำหน่ายทั่วไปในราคาประมาณ 200,000 รูปี (ราว 68,585 บาท)

ทางมหาวิทยาลัยได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธว่าไม่ได้มีเจตนาอ้างว่าเป็นผู้สร้างหุ่นยนต์ตัวนี้ขึ้นมาเอง และเรียกกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น “แคมเปญโฆษณาชวนเชื่อ” โดยระบุว่าการเขียนโปรแกรมหุ่นยนต์เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามให้ความรู้แก่นักศึกษาในการใช้เครื่องมือที่มีอยู่ทั่วโลกเพื่อพัฒนาทักษะด้านเอไอ

ขณะที่ศาสตราจารย์เนฮา ซิงห์ ชี้แจงกับผู้สื่อข่าวภายหลังว่า คำพูดของเธอถูกเข้าใจผิด โดยกล่าวว่า “อาจเป็นเพราะฉันสื่อสารสิ่งที่ต้องการพูดได้ไม่ดีพอ หรือพวกคุณอาจจะไม่เข้าใจในสิ่งที่ฉันต้องการจะสื่อเอง”

รายงานระบุว่า หลังจากเกิดเหตุอื้อฉาว มหาวิทยาลัยถูกขอให้ย้ายออกจากพื้นที่จัดแสดง แม้ทางคณาอาจารย์จะอ้างว่ายังไม่ได้รับหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการ แต่สำนักข่าว PTI รายงานว่าไฟฟ้าที่บูธดังกล่าวถูกตัดในเวลาต่อมา ซึ่งผู้สื่อข่าวในพื้นที่ยืนยันว่าไฟที่บูธปิดสนิทและไม่มีเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยอยู่ประจำบูธ

เหตุการณ์นี้สร้างความอับอายให้กับผู้จัดงาน เนื่องจากวิดีโอสัมภาษณ์ดังกล่าวเคยถูกแชร์ลงในบัญชี X ทางการของ อัศวินี ไวษณอว์ รัฐมนตรีกระทรวงไอทีของอินเดีย ก่อนจะถูกลบออกไปในภายหลัง ด้าน เอส. กฤษณัน ปลัดกระทรวงไอที ระบุว่าเหตุการณ์นี้ไม่ควรมากลบความตั้งใจของผู้เข้าร่วมงานรายอื่น และเน้นย้ำว่าผู้เข้าร่วมงานควรปฏิบัติตามจรรยาบรรณที่เหมาะสม

ทั้งนี้ งานประชุม “อินเดีย เอไอ อิมแพ็ก ซัมมิต” เปิดฉากเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (16 ก.พ.) โดยนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี เพื่อผลักดันให้อินเดียเป็นศูนย์กลางด้านเอไอของโลก มีตัวแทนจากกว่า 100 ประเทศเข้าร่วม รวมถึงผู้นำระดับโลกและผู้บริหารระดับสูงอย่างนายซุนดาร์ พิชัย ซีอีโอของกูเกิล แม้ว่าในวันแรกจะเจอปัญหาเรื่องความแออัดและการจัดการคิว แต่ในวันที่สามของการจัดงานบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักโดยมีผู้เข้าชมงานนับหมื่นคน.

ที่มา BBC

Thaitrade จัดโชว์กลางมหานครนิวยอร์ก ดัน 4 แบรนด์ไทยเฉิดฉายบนตึก One World Trade Center

Thaitrade จัดโชว์กลางมหานครนิวยอร์ก ดัน 4 แบรนด์ไทยเฉิดฉายบนตึก One World Trade Center

19 ก.พ. 2569 12:17 น.

Thaitrade จัดโชว์กลางมหานครนิวยอร์ก ดัน 4 แบรนด์ไทยเฉิดฉายบนตึก One World Trade Center

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก ผนึกกำลังพันธมิตร จัดแฟชั่นโชว์ธีม “Up to the Sky” บนตึก One World Trade Center ในช่วง New York Fashion Week ดัน 4 แบรนด์ไทยบุกตลาดอเมริกา 

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก (Thaitrade NY) ภายใต้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าผลักดันศักยภาพสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ไทยสู่ตลาดสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ผ่านโครงการ Megatrend Project ด้วยการจัดแฟชั่นโชว์เต็มรูปแบบในธีม “Up to the Sky” ในช่วง New York Fashion Week

งานจัดขึ้น ณ ชั้น 102 บนอาคาร One World Trade Center แลนด์มาร์กสำคัญของมหานครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพลัง ความแข็งแกร่ง และการก้าวสู่อนาคต สอดรับกับแนวคิด “Up to the Sky” ที่สะท้อนการเติบโตของแบรนด์แฟชั่นไทยในเวทีสากล

ดร. เกษสุรีย์ วิจารณากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากปีก่อน โดยมีคณะผู้ทรงคุณวุฒิในวงการแฟชั่นร่วมคัดเลือกแบรนด์ไทยที่มีความพร้อมและมีศักยภาพโดดเด่น เหมาะกับตลาดมหานครนิวยอร์ก จากผู้สมัคร 19 แบรนด์ เหลือ 4 แบรนด์ที่ได้ร่วมแสดงผลงาน ได้แก่ Landmee, Sarran, Takara Wong Studios และ Vickteerut โดยทั้ง 4 แบรนด์ได้นำเสนอคอลเลกชันที่สะท้อนอัตลักษณ์ ความคิดสร้างสรรค์ และศักยภาพงานออกแบบของไทยสู่สายตาผู้ชมระดับนานาชาติ

ไฮไลต์สำคัญของงานคือการร่วมเดินแบบของแฟชั่นอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังจากสหรัฐฯ อย่าง Elton Ilirjani ซึ่งมียอดผู้ติดตามในอินสตาแกรมกว่า 11.8 ล้านคน ช่วยขยายการรับรู้แบรนด์ไทยในวงกว้าง และสร้างแรงสนใจจากผู้ซื้อ ผู้นำเข้า และผู้จัดจำหน่ายในตลาดอเมริกา

ภายในงานมีผู้สื่อข่าว อินฟลูเอนเซอร์ ผู้ซื้อ และแขกวีไอพีในแวดวงแฟชั่นเข้าร่วมกว่า 400 ราย โดยได้รับเกียรติจาก น.ส.สมใจ ตะเภาพงษ์ กงสุลใหญ่นครนิวยอร์ก และ น.ส.ชมพู มฤศโชติ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนิวยอร์ก เข้าร่วมสนับสนุนกิจกรรม

การจัดแฟชั่นโชว์ครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของแฟชั่นไทยในระดับสากล แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทยในการแข่งขันในตลาดแฟชั่นต่างประเทศ เพิ่มโอกาสทางการค้า และยกระดับมูลค่าแบรนด์สินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ไทยในตลาดสหรัฐอเมริกาในระยะยาว.

 ที่มา : ไพโรจน์ ปักษาษิณ ผู้สื่อข่าวไทยรัฐนิวยอร์ก

“คิม จองอึน” โชว์ขับรถแท่นยิงจรวดหลายลำกล้อง ประกาศเดินหน้าพัฒนากองทัพ ก่อนประชุมใหญ่พรรคแรงงาน

"คิม จองอึน" โชว์ขับรถแท่นยิงจรวดหลายลำกล้อง ประกาศเดินหน้าพัฒนากองทัพ ก่อนประชุมใหญ่พรรคแรงงาน

19 ก.พ. 2569 12:16 น.

“คิม จองอึน” โชว์ขับรถแท่นยิงจรวดหลายลำกล้อง ประกาศเดินหน้าพัฒนากองทัพ ก่อนประชุมใหญ่พรรคแรงงาน

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ โชว์ขับรถแท่นยิงจรวดหลายลำกล้อง ประกาศเดินหน้าพัฒนากองทัพ ก่อนประชุมใหญ่พรรคแรงงานครั้งที่ 9 

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี  ของเกาหลีเหนือ รายงานในช่วงเช้าวันพฤหัสบดีว่า เมื่อวันพุธที่ผ่านมา นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้เข้าร่วมกิจกรรมจัดแสดงระบบเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง ซึ่งจัดขึ้นบริเวณด้านนอกสถานที่เตรียมจัดการประชุมใหญ่พรรคแรงงานเกาหลี ครั้งที่ 9

โดยระหว่างพิธี นายคิม จองอึน ได้แสดงการขับขี่รถแท่นยิงจรวดแบบหลายลำกล้อง พร้อมกล่าวสุนทรพจน์ว่า การประชุมใหญ่พรรคแรงงานครั้งที่ 9 จะกำหนด “แผนและเป้าหมายระยะต่อไปในการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศแบบพึ่งพาตนเอง”

 กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นบริเวณด้านนอกอาคารศูนย์วัฒนธรรม 25 เมษายน ในกรุงเปียงยาง ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมใหญ่พรรคแรงงานใน 2 ครั้งล่าสุด แม้ยังไม่มีการประกาศวันจัดการประชุมใหญ่ครั้งล่าสุดอย่างเป็นทางการ แต่สื่อรัฐได้เผยภาพผู้แทนจากทั่วประเทศทยอยเดินทางถึงกรุงเปียงยางในสัปดาห์นี้ และเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงพิธีจัดแสดงเครื่องยิงจรวด.

ที่มา Yonhap

ญี่ปุ่นสั่งห้ามใช้ “พาวเวอร์แบงก์” บนเครื่องบิน เริ่มเม.ย.นี้ หลังเกิดเหตุแบตฯ ลุกไหม้หลายครั้ง

ญี่ปุ่นสั่งห้ามใช้ "พาวเวอร์แบงก์" บนเครื่องบิน เริ่มเม.ย.นี้ หลังเกิดเหตุแบตฯ ลุกไหม้หลายครั้ง

19 ก.พ. 2569 11:50 น.

ญี่ปุ่นสั่งห้ามใช้ “พาวเวอร์แบงก์” บนเครื่องบิน เริ่มเม.ย.นี้ หลังเกิดเหตุแบตฯ ลุกไหม้หลายครั้ง

กระทรวงคมนาคมญี่ปุ่นเตรียมออกแนวปฏิบัติใหม่ ห้ามผู้โดยสารใช้และชาร์จพาวเวอร์แบงก์ในห้องโดยสาร จำกัดพกขึ้นเครื่องไม่เกิน 2 ชิ้น หลังเกิดเหตุแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนลุกไหม้

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าว NHK รายงานว่า กระทรวงคมนาคมญี่ปุ่นเตรียมออกมาตรการเข้ม ห้ามผู้โดยสารใช้ “พาวเวอร์แบงก์” หรือแบตเตอรี่สำรอง ภายในห้องโดยสารของเที่ยวบินที่เดินทางเข้าและออกจากสนามบินในประเทศญี่ปุ่น โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้เร็วที่สุดในเดือนเมษายนนี้  

รายงานข่าวระบุว่า มาตรการห้ามนี้จะถูกบรรจุไว้ในแนวปฏิบัติภายใต้กฎหมายการบินพลเรือนของญี่ปุ่น (Civil Aeronautics Act) เพื่อเป็นการรับมือกับเหตุการณ์ที่แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเกิดไฟลุกไหม้หรือมีควันภายในห้องโดยสารเครื่องบินโดยสารหลายครั้งที่ผ่านมา

โดยตามแนวปฏิบัติฉบับแก้ไข ผู้โดยสารจะถูกห้ามใช้พาวเวอร์แบงก์ชาร์จสมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นระหว่างอยู่บนเครื่องบิน รวมถึงห้ามนำพาวเวอร์แบงก์ไปชาร์จที่ปลั๊กไฟบริเวณที่นั่งด้วย นอกจากนี้ ยังจำกัดจำนวนพาวเวอร์แบงก์ที่ผู้โดยสารสามารถนำขึ้นห้องโดยสารได้ไม่เกินคนละ 2 ชิ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดความร้อนสูงหรือการลุกไหม้ของแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน

รายงานยังระบุถึงเหตุการณ์เมื่อเดือนมกราคม 2568 ที่เครื่องบินลำหนึ่งซึ่งกำลังเตรียมออกเดินทางจากเมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ เกิดเหตุเพลิงไหม้ โดยเชื่อว่ามีสาเหตุมาจากพาวเวอร์แบงก์ที่เก็บไว้ในช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะ และอีกกรณีหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนกันยายน 2568 บนเที่ยวบินระหว่างประเทศของสายการบินเจแปน แอร์ไลน์ส เมื่อพาวเวอร์แบงก์เกิดควันขณะกำลังใช้ชาร์จสมาร์ทโฟนภายในห้องโดยสาร

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ สายการบินต่างประเทศบางแห่งได้ประกาศห้ามใช้พาวเวอร์แบงก์ภายในห้องโดยสารแล้ว ขณะที่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการออกข้อกำหนดควบคุมในระดับสากล ขณะที่การออกมาตรการครั้งนี้สะท้อนความกังวลด้านความปลอดภัยการบินที่เพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาอย่างแพร่หลายในหมู่ผู้โดยสารทั่วโลก.

ที่มา NHK

สภาเปรูเลือก ปธน. คนที่ 8 ในรอบ 10 ปี หลังผู้นำรักษาการถูกปลด

สภาเปรูเลือก ปธน. คนที่ 8 ในรอบ 10 ปี หลังผู้นำรักษาการถูกปลด

19 ก.พ. 2569 11:47 น.

สภาเปรูเลือก ปธน. คนที่ 8 ในรอบ 10 ปี หลังผู้นำรักษาการถูกปลด

สภาคองเกรสเปรูลงมติเลือกนายโฮเซ มาเรีย บัลกาซาร์ เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ที่ถือเป็นประธานาธิบดีคนที่ 8 ในรอบ 10 ปี ท่ามกลางวิกฤตการเมืองที่ยืดเยื้อมานาน 10 ปี โดยภารกิจหลักคือการนำพาประเทศสู่การเลือกตั้งทั่วไปในอีก 5 เดือนข้างหน้า หลังผู้นำคนล่าสุดถูกถอดถอนฐานขาดความเหมาะสมทางจริยธรรมจากปมพบปะนักธุรกิจจีนอย่างลับๆ

รัฐสภาเปรูมีมติเลือก นายโฮเซ มารีอา บัลกาซาร์ สมาชิกนิติบัญญัติวัย 83 ปี ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 8 ของประเทศภายในรอบ 10 ปี เพื่อเข้าทำหน้าที่แทนผู้นำรักษาการคนก่อนที่เพิ่งถูกขับออกจากตำแหน่งเพียงหนึ่งวันก่อนหน้า ด้วยข้อหาพัวพันกับการทุจริตคอร์รัปชันหลังเข้ารับตำแหน่งได้เพียง 4 เดือน

นายบัลกาซาร์ อดีตผู้พิพากษาและตัวแทนจากพรรค Perú Libre ฝ่ายซ้าย สามารถเอาชนะคู่แข่งอีก 3 ราย โดยได้รับเสียงข้างมากจากสมาชิกสภาทั้งหมด 130 ที่นั่ง การเปลี่ยนตัวผู้นำบ่อยครั้งของเปรูครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ฝังรากลึกซึ่งเกิดจากการที่ผู้นำไม่มีเสียงข้างมากในสภา สนับสนุน ส่งผลให้ฝ่ายนิติบัญญัติมักใช้ช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญในข้อ “ความไม่เหมาะสมทางจริยธรรมอย่างถาวร” เพื่อถอดถอนประธานาธิบดีอยู่บ่อยครั้ง 

ก่อนหน้านี้ในวันอังคาร (17 ก.พ.) สภาได้ลงมติถอดถอน นายโฮเซ เฆรี ประธานาธิบดีรักษาการสายอนุรักษนิยมที่ดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 หลังจากที่มีการเปิดเผยว่าเขาแอบไปพบปะหารือกับกลุ่มนักธุรกิจชาวจีน รวมถึงผู้รับเหมาของรัฐโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า แม้นายเฆรีจะอ้างว่าเป็นการประสานงานเพื่อจัดงานเทศกาลเปรู-จีนก็ตาม

ขณะนี้ สำนักงานอัยการสูงสุดได้เริ่มการสอบสวนเบื้องต้นต่อนายเฆรีใน 2 ประเด็นหลัก คือ ข้อหากระทำการเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนเอกชนอย่างผิดกฎหมาย และการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อรัฐ

นายบัลกาซาร์จะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นเวลา 5 เดือน เพื่อประคองสถานการณ์ไปจนกว่าจะมีการส่งมอบอำนาจให้แก่ผู้ชนะการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 12 เมษายนนี้ ซึ่งชาวเปรูจะต้องเลือกทั้งประธานาธิบดีและรัฐสภาชุดใหม่ โดยหากไม่มีผู้สมัครรายใดได้รับคะแนนเสียงเกิน 50% จะต้องมีการเลือกตั้งรอบตัดสินในเดือนมิถุนายน

ทั้งนี้ ผู้ที่จะมาสืบทอดอำนาจต่อจากนายบัลกาซาร์จะต้องเผชิญกับภารกิจที่ท้าทายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะวิกฤตอาชญากรรมที่พุ่งสูงขึ้น ทั้งเหตุฆาตกรรมและการกรรโชกทรัพย์ที่กำลังสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักแก่เจ้าของธุรกิจรายย่อยและชนชั้นแรงงาน ขณะที่หลายกลุ่มการเมืองต่างออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลรักษาการให้หลักประกันว่าการเลือกตั้งที่จะถึงนี้จะเป็นไปอย่างโปร่งใสที่สุด.


ที่มา Associated Press

สหรัฐฯ เตรียมถอนทหาร 1,000 นายสุดท้ายจากซีเรีย รับมือความตึงเครียด “อิหร่าน”

สหรัฐฯ เตรียมถอนทหาร 1,000 นายสุดท้ายจากซีเรีย รับมือความตึงเครียด "อิหร่าน"

19 ก.พ. 2569 11:05 น.

สหรัฐฯ เตรียมถอนทหาร 1,000 นายสุดท้ายจากซีเรีย รับมือความตึงเครียด “อิหร่าน”

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวเปิดเผยว่า สหรัฐฯ กำลังเตรียมการที่จะถอนทหาร 1,000 นาย ที่เหลืออยู่ในซีเรียเกือบทั้งหมดออกภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยระบุว่ารัฐบาลซีเรียได้ตกลงที่จะเป็นผู้นำหลักในการต่อต้านการก่อการร้ายภายในพรมแดนของตนเอง ทำให้การคงกำลังทหารสหรัฐฯ “ในระดับกว้าง” ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป

กองกำลังสหรัฐฯ เข้ามาปฏิบัติภารกิจในซีเรียตั้งแต่ปี 2015 เพื่อปราบปรามกลุ่มรัฐอิสลาม หรือ ไอเอส อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจถอนทหารครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเร่งเสริมกำลังทหารในตะวันออกกลาง เนื่องจากความตึงเครียดกับอิหร่านที่พุ่งสูงขึ้น

ขณะที่เรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ซึ่งเป็นเรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถีและฝูงบินขับไล่จำนวนมากได้ประจำการอยู่ใกล้กับอิหร่านแล้ว นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าสหรัฐฯ ได้ส่งเรือยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด ซึ่งเป็นเรือรบที่ใหญ่ที่สุดในโลกมุ่งหน้าสู่ตะวันออกกลาง โดยคาดว่าจะถึงพื้นที่ภายใน 3 สัปดาห์

เจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้สั่งการให้กองทัพเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีอิหร่านที่อาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในวันเสาร์นี้ (21 ก.พ.) แม้ว่าขณะนี้จะยังไม่มีการตัดสินใจขั้นเด็ดขาดก็ตาม

การเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจากรัฐบาลอัสซาดล่มสลายในปี 2024 และสถานการณ์ความมั่นคงในซีเรียดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลทรัมป์ได้พยายามสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตกับกรุงดามัสกัส และเพิ่มความร่วมมือกับ ประธานาธิบดี อาเหม็ด อัล-ชารา ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้นำซีเรียคนแรกที่เข้าพบทรัมป์ ที่ทำเนียบขาวเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา 

นอกจากนี้ เมื่อเดือนมกราคม รัฐบาลซีเรียเพิ่งบรรลุข้อตกลงในการรวมกองกำลังประชาธิปไตยซีเรียที่นำโดยชาวเคิร์ดเข้ากับกองทัพรัฐบาลซีเรีย ขณะที่นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศซีเรียเมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อย้ำเรื่องการรักษาสัญญาหยุดยิงและการปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายที่ยังคงหลงเหลืออยู่

ก่อนหน้านี้ในเดือนธันวาคม เกิดเหตุมือปืนกลุ่มไอเอสซุ่มโจมตีในเมืองพัลไมรา ส่งผลให้ล่ามหนึ่งรายและเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิจากหน่วยไอโอวา 2 นายเสียชีวิต นำไปสู่การปฏิบัติการตอบโต้ของรัฐบาลทรัมป์ภายใต้ชื่อ “ปฏิบัติการฮอว์กอาย สไตรค์”  เพื่อกวาดล้างกลุ่มไอเอสในพื้นที่

แม้จะมีการถอนทหารประมาณ 1,000 นายที่เหลืออยู่ แต่ทำเนียบขาวยืนยันว่า สหรัฐฯ ยังคงพร้อมที่จะตอบโต้ต่อภัยคุกคามในภูมิภาคทุกรูปแบบภายใต้แผนการเปลี่ยนผ่านตามสถานการณ์ความมั่นคง.

ที่มา BBC

ระทึก เครื่องบิน “เดลตา แอร์ไลน์ส” ลงจอดฉุกเฉิน หลังนักบินแจ้งว่ามีผู้โดยสารพยายามบุกห้องนักบิน

ระทึก เครื่องบิน "เดลตา แอร์ไลน์ส" ลงจอดฉุกเฉิน หลังนักบินแจ้งว่ามีผู้โดยสารพยายามบุกห้องนักบิน

19 ก.พ. 2569 10:51 น.

ระทึก เครื่องบิน “เดลตา แอร์ไลน์ส” ลงจอดฉุกเฉิน หลังนักบินแจ้งว่ามีผู้โดยสารพยายามบุกห้องนักบิน

เกิดเหตุระทึก เครื่องบินโดยสาร “เดลตา แอร์ไลน์ส” เที่ยวบินในประเทศ ต้องลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินในเมืองฮิวสตัน หลังนักบินแจ้งหอควบคุมการบินว่า มีผู้โดยสารพยายามบุกเข้าไปในห้องนักบิน

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า เกิดเหตุเครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 717 สายการบินเดลตา แอร์ไลน์ส เที่ยวบินในประเทศ 2557 ต้องบินลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินฮอบบี้ ในเมืองฮิวสตัน  รัฐเทกซัส หลังนักบินประกาศพาเครื่องบินลงจอดฉุกเฉิน และได้แจ้งต่อศูนย์ควบคุมการบินว่า มีผู้โดยสารพยายามจะบุกเข้าไปในห้องนักบิน

รายงานข่าวระบุว่า เหตุการณ์ระทึกเกิดขึ้นเพียงไม่นานหลังเครื่องบินพร้อมผู้โดยสาร 85 คน และลูกเรือ 5 คนได้ทะยานขึ้นจากสนามบินฮิวสตัน เพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองแอตแลนตา ในรัฐจอร์เจีย โดยในช่วงเวลา 17 นาทีหลังเครื่องบินทะยานขึ้นจากรันเวย์ นักบินแจ้งกับเจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมการบินว่า มีผู้โดยสารคนหนึ่งพยายามบุกเข้าไปในห้องนักบิน พร้อมร้องขอความช่วยเหลือและจัดเตรียมการลงจอดฉุกเฉิน

จากนั้นนักบินแจ้งว่า เมื่อเครื่องบินลงจอดเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ได้ขึ้นมาตรวจสอบด้านความปลอดภัย พร้อมควบคุมตัวผู้ก่อเหตุไปสอบสวนบริเวณด้านหลังเครื่องบินเพื่อหาแรงจูงใจในการก่อเหตุ.