“เซเลนสกี” อ้างรัสเซียส่งโดรน “ชาเฮด” ให้อิหร่านใช้โจมตีสหรัฐฯ–อิสราเอล

"เซเลนสกี" อ้างรัสเซียส่งโดรน "ชาเฮด" ให้อิหร่านใช้โจมตีสหรัฐฯ–อิสราเอล

15 มี.ค. 2569 11:35 น.

“เซเลนสกี” อ้างรัสเซียส่งโดรน “ชาเฮด” ให้อิหร่านใช้โจมตีสหรัฐฯ–อิสราเอล

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน กล่าวหารัสเซียจัดหาโดรนโจมตี “ชาเฮด” ให้แก่อิหร่านเพื่อนำไปใช้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และเป้าหมายของอิสราเอล ขณะเดียวกันยูเครนเผชิญการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่จากรัสเซีย พร้อมเตือนว่าสงครามตะวันออกกลางอาจทำให้การจัดหาอาวุธป้องกันประเทศยากขึ้น

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน เปิดเผยในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CNN ว่า รัสเซียกำลังจัดหาโดรนโจมตีแบบ “ชาเฮด” ให้แก่อิหร่าน เพื่อนำไปใช้โจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ และเป้าหมายของอิสราเอลในตะวันออกกลาง เซเลนสกีกล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็น “ข้อเท็จจริง 100 เปอร์เซ็นต์” และระบุว่าอิหร่านได้นำโดรนชาเฮดที่ผลิตโดยรัสเซียไปใช้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ แล้ว

โดรน “ชาเฮด” เป็นอากาศยานไร้คนขับโจมตีราคาถูกที่อิหร่านเป็นผู้พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกแทนขีปนาวุธราคาแพง และถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายครั้งแรกในสงครามยูเครน หลังรัสเซียเปิดฉากรุกรานในปี 2022 โดยฝ่ายยูเครนระบุว่ารัสเซียได้ยิงโดรนประเภทนี้หลายพันลำ

แม้ในช่วงแรกอิหร่านจะเป็นผู้จัดหาโดรนดังกล่าวให้รัสเซีย แต่ปัจจุบันรัสเซียได้พัฒนาการผลิตโดรนแบบเดียวกันในประเทศเอง ขณะที่กองทัพของหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ ได้นำแนวคิดโดรนประเภทนี้ไปใช้เช่นกัน ผู้นำยูเครนยังกล่าวหารัสเซียว่า พยายามใช้ประโยชน์จากสงครามในตะวันออกกลางเพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อยูเครน พร้อมย้ำว่าประเทศของเขายังคงต้องการระบบป้องกันภัยทางอากาศอย่างเร่งด่วน

คำกล่าวของเซเลนสกีมีขึ้นหลังรัสเซียเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ต่อยูเครนในช่วงคืนวันศุกร์ต่อเนื่องถึงเช้าวันเสาร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 คน โดยมีการยิงโดรนและขีปนาวุธรวมประมาณ 500 ลูก แม้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครนจะสามารถสกัดกั้นอาวุธจำนวนมากได้ แต่ยังคงมีความเสียหายเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

เซเลนสกีระบุว่า เป้าหมายหลักของการโจมตีครั้งล่าสุดคือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคกรุงเคียฟ แต่มีอาคารที่พักอาศัย โรงเรียน และธุรกิจของพลเรือนได้รับความเสียหายด้วย

เจ้าหน้าที่ยูเครนระบุว่า การโจมตีในภูมิภาคเคียฟทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คน และมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก ขณะที่การโจมตีพื้นที่อยู่อาศัยใกล้เมืองซาปอริซเซีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 คน และบาดเจ็บ 18 คน

การโจมตีครั้งนี้ประกอบด้วยโดรนประมาณ 430 ลำ และขีปนาวุธ 68 ลูก แม้จะไม่ใช่การโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดของรัสเซีย แต่ก็ถือเป็นหนึ่งในปฏิบัติการที่รุนแรงที่สุดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

เซเลนสกีโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์ว่า รัสเซียอาจพยายามใช้สงครามในตะวันออกกลางเป็นโอกาสในการสร้างความเสียหายเพิ่มเติมในยุโรปและยูเครน เขายังเตือนว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ทำให้มีการใช้ขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศจำนวนมากในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อการจัดหาอาวุธป้องกันให้กับยูเครนในอนาคต

ขณะเดียวกัน วิกฤตการจัดหาน้ำมันโลกที่เกิดขึ้นจากการที่อิหร่านขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก อาจทำให้เศรษฐกิจสงครามของรัสเซียได้รับประโยชน์

หลังราคาน้ำมันพุ่งขึ้นใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียบางส่วนชั่วคราว เพื่อควบคุมราคาพลังงานในตลาดโลก แม้รัสเซียจะยินดีกับการตัดสินใจดังกล่าว แต่เซเลนสกีและผู้นำยุโรปหลายประเทศได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์มาตรการดังกล่าวอย่างหนัก

นอกจากนี้ ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านยังส่งผลให้ความพยายามเจรจาสันติภาพที่สหรัฐฯ เป็นตัวกลาง เพื่อยุติสงครามยูเครนซึ่งยืดเยื้อมากกว่า 4 ปี ต้องหยุดชะงักลงด้วย.

ที่มา Reuters / BBC

ปล่อยตัว “นักล่าขุมทรัพย์” หลังติดคุกยาว 10 ปี ฐานปิดปากเงียบ ไม่ยอมเผยที่ซ่อนทองคำจากเรือล่ม

ปล่อยตัว "นักล่าขุมทรัพย์" หลังติดคุกยาว 10 ปี ฐานปิดปากเงียบ ไม่ยอมเผยที่ซ่อนทองคำจากเรือล่ม

15 มี.ค. 2569 10:58 น.

ปล่อยตัว “นักล่าขุมทรัพย์” หลังติดคุกยาว 10 ปี ฐานปิดปากเงียบ ไม่ยอมเผยที่ซ่อนทองคำจากเรือล่ม

“ทอมมี ทอมป์สัน” นักล่าสมบัติใต้ทะเลชาวอเมริกันได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ หลังถูกคุมขังนานกว่า 10 ปี จากการปฏิเสธเปิดเผยตำแหน่งที่ซ่อนของเหรียญทองคำจากเรืออับปางในศตวรรษที่ 19 โดยยังมีเหรียญทองราว 500 เหรียญที่ยังไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด

ทอมมี ทอมป์สัน นักล่าสมบัติใต้ทะเลชาวสหรัฐฯ วัย 73 ปี ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ หลังถูกคุมขังเป็นเวลานานเกือบ 10 ปี จากการปฏิเสธเปิดเผยตำแหน่งเหรียญทองที่กู้ขึ้นมาจากซากเรืออับปางชื่อดัง ซึ่งยังมีเหรียญทองประมาณ 500 เหรียญที่ไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด

ทอมป์สันเป็นผู้ค้นพบสมบัติมูลค่าหลายล้านดอลลาร์จากเรือ เอสเอส เซ็นทรัล อเมริกา (SS Central America) ซึ่งจมลงในมหาสมุทรนอกชายฝั่งรัฐเซาท์แคโรไลนา เมื่อปี 1857 โดยเรือลำนี้มีฉายาว่า “Ship of Gold” (เรือแห่งทองคำ)

เรือลำดังกล่าวบรรทุกทองคำที่เพิ่งผลิตจากเมืองซานฟรานซิสโก น้ำหนักรวมกว่า 30,000 ปอนด์ เพื่อนำไปยังชายฝั่งตะวันออกเพื่อเป็นทุนสำรองของธนาคาร แต่เรือกลับจมลงสู่ก้นทะเลลึกประมาณ 7,000 ฟุต พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือรวม 425 คน และเหตุการณ์นี้ยังมีส่วนทำให้เกิดวิกฤตการเงินในสหรัฐฯ เมื่อปี 1857

ในปี 1988 นายทอมป์สัน ซึ่งขณะนั้นเป็นวิศวกรด้านมหาสมุทรของสถาบันวิจัย Battelle Memorial Institute ในรัฐโอไฮโอ พร้อมทีมงานสามารถกู้แท่งทองและเหรียญทองจำนวนมากขึ้นมาจากใต้ทะเล ก่อนจะมีการขายทองคำส่วนหนึ่งให้กับบริษัทการตลาดทองคำในปี 2000 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 50 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจำนวน 161 คน ซึ่งร่วมลงทุนกับทอมป์สันด้วยเงินรวม 12.7 ล้านดอลลาร์ กล่าวหาว่าเขาฉ้อโกงและไม่แบ่งผลกำไรตามที่สัญญาไว้ โดยยื่นฟ้องร้องในปี 2005 หลังยังไม่ได้รับส่วนแบ่งจากการขายสมบัติ เอกสารคำฟ้องทางอาญาระบุว่า ทองคำแท่งและเหรียญทองที่ทอมป์สันกู้ขึ้นมาจากก้นทะเลอาจมีมูลค่าสูงถึง 400 ล้านดอลลาร์

ทอมป์สันหลบหนีไปในปี 2012 ระหว่างถูกเรียกตัวขึ้นศาล และถูกจับกุมพร้อมผู้ร่วมงานในปี 2015 ที่เมืองโบคา ราตัน รัฐฟลอริดา หลังหลบหนีมาหลายปี โดยทั้งสองพักอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่งนานถึงสองปี ใช้ชื่อปลอม จ่ายเงินสดค่าห้อง และใช้แท็กซี่หรือระบบขนส่งสาธารณะเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกติดตาม

ศาลตัดสินให้เขามีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล เนื่องจากปฏิเสธตอบคำถามเกี่ยวกับตำแหน่งของเหรียญทองประมาณ 500 เหรียญที่ยังหายไป และสั่งจำคุกในเดือนธันวาคม 2015 เป็นเวลา 24 เดือน

อย่างไรก็ตาม โทษจำคุกจากการละเมิดอำนาจศาลในคดีแพ่งสามารถถูกขยายได้ไม่มีกำหนด จนกว่าผู้ต้องหาจะปฏิบัติตามคำสั่งศาล ซึ่งในกรณีนี้หมายถึงการเปิดเผยที่อยู่ของเหรียญทองที่สูญหาย

แต่เมื่อปีที่ผ่านมา ผู้พิพากษาตัดสินยุติการคุมขังดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าทอมป์สันไม่น่าจะยอมเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเหรียญทองที่หายไป ทำให้เขาได้รับการปล่อยตัวในที่สุด หลังใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำนานกว่าหนึ่งทศวรรษ.

ที่มา BBC

“ฟอร์มูลาวัน” ยกเลิกแข่งบาห์เรน–ซาอุฯ เดือนเมษายน เหตุความขัดแย้งตะวันออกกลาง

"ฟอร์มูลาวัน" ยกเลิกแข่งบาห์เรน–ซาอุฯ เดือนเมษายน เหตุความขัดแย้งตะวันออกกลาง

15 มี.ค. 2569 10:29 น.

“ฟอร์มูลาวัน” ยกเลิกแข่งบาห์เรน–ซาอุฯ เดือนเมษายน เหตุความขัดแย้งตะวันออกกลาง

ฟอร์มูลาวัน หรือ F1 ประกาศยกเลิกการแข่งขันรายการ บาห์เรน กรังด์ปรีซ์ และ ซาอุดีอาระเบีย กรังด์ปรีซ์ ในเดือนเมษายนนี้อย่างเป็นทางการ หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความรุนแรง ด้าน FIA ยันยึดถือความปลอดภัยของบุคลากรเป็นอันดับแรก ส่งผลให้ปฏิทินการแข่งขันปีนี้ลดลงเหลือ 22 สนาม

การแข่งขันรถยนต์สูตรหนึ่ง หรือฟอร์มูลาวัน (F1) ประกาศยกเลิกการแข่งขันรายการบาห์เรน กรังด์ปรีซ์ และซาอุดีอาระเบีย กรังด์ปรีซ์ ที่มีกำหนดจัดขึ้นในเดือนเมษายน เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลาง

แถลงการณ์ร่วมจากฝ่ายจัดการแข่งขันฟอร์มูลาวัน บริษัทลิเบอร์ตี มีเดีย เจ้าของสิทธิ์การแข่งขัน และสหพันธ์ยานยนต์นานาชาติ (FIA) ระบุว่า การแข่งขันทั้งสองรายการจะไม่ถูกแทนที่ในปฏิทินการแข่งขันเดือนเมษายน ขณะที่แหล่งข่าวในวงการมองว่า โอกาสเลื่อนการแข่งขันไปจัดในช่วงปลายปีมีค่อนข้างน้อย เนื่องจากข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์และสภาพอากาศ

สเตฟาโน โดเมนิกาลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของฟอร์มูลาวัน ระบุว่า แม้จะเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก แต่ถือว่าเหมาะสมที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบันของตะวันออกกลาง

เดิมที สนามซาคีร์ในทะเลทรายของบาห์เรนมีกำหนดเป็นสนามที่ 4 ของฤดูกาลในวันที่ 12 เมษายน ก่อนที่สนามเจดดาห์ คอร์นิช เซอร์กิต ของซาอุดีอาระเบียจะจัดแข่งขันในสัปดาห์ถัดมา โดยทั้งสองสนามเป็นการแข่งขันกลางคืนภายใต้แสงไฟ

การตัดสินใจยกเลิกการแข่งขันมีขึ้นในช่วงที่สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงโจมตีอิหร่าน ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการส่งโดรนและขีปนาวุธโจมตีเมืองหลวงหลายแห่งในภูมิภาค รวมถึงกรุงมานามาของบาห์เรน ซึ่งเป็นสถานที่พักของทีมแข่ง

นอกจากนี้ สนามบินหลายแห่งในภูมิภาคถูกปิดชั่วคราว รวมถึงสนามบินในกรุงมานามา ขณะที่อิหร่านยังขู่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าสำคัญของโลก โดยบาห์เรนยังเป็นที่ตั้งกองเรือที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ด้วย

แหล่งข่าวระบุว่า เส้นตายการขนส่งอุปกรณ์การแข่งขันไปยังบาห์เรนถูกกำหนดไว้ในวันที่ 20 มีนาคม ขณะที่ปัจจุบันการแข่งขันฟอร์มูลาวันกำลังจัดขึ้นที่นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และสนามถัดไปจะเป็นการแข่งขันที่ญี่ปุ่นในวันที่ 29 มีนาคม

หลังจากนั้น สนามไมอามี กรังด์ปรีซ์ ในสหรัฐฯ ซึ่งกำหนดจัดในวันที่ 3 พฤษภาคม จะกลายเป็นสนามถัดไปของฤดูกาล ทำให้มีช่วงว่างระหว่างการแข่งขันยาวถึง 5 สัปดาห์ ซึ่งบางทีม เช่น แอสตัน มาร์ติน อาจใช้เวลานี้ปรับปรุงสมรรถนะรถแข่ง

FIA ระบุว่า ได้พิจารณาสนามทางเลือกหลายแห่งแล้ว แต่สุดท้ายตัดสินใจเว้นช่วงเดือนเมษายนว่างไว้ โดยการตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังหารือร่วมกับผู้จัดการแข่งขันและสมาคมยานยนต์สมาชิก

นอกจากฟอร์มูลาวันแล้ว การแข่งขันรุ่นรองอย่างฟอร์มูลาทู ฟอร์มูลาทรี และรายการ F1 Academy สำหรับนักแข่งหญิง ซึ่งเดิมมีกำหนดจัดในสนามตะวันออกกลาง ก็จะถูกยกเลิกไปด้วย

โมฮัมเหม็ด เบน ซูลาเยม ประธาน FIA กล่าวว่าความปลอดภัยและสวัสดิภาพของบุคลากรในวงการมอเตอร์สปอร์ตถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด พร้อมแสดงความหวังว่าสถานการณ์ในภูมิภาคจะกลับมาสงบโดยเร็ว

ทั้งนี้ การแข่งขันในบาห์เรนและซาอุดีอาระเบียถือเป็นรายการสำคัญต่อรายได้ของฟอร์มูลาวัน โดยบาห์เรนจ่ายค่าธรรมเนียมจัดการแข่งขันราว 45 ล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะที่ซาอุดีอาระเบียคาดว่าจ่ายสูงกว่านั้น

นับเป็นครั้งที่สองที่การแข่งขันบาห์เรน กรังด์ปรีซ์ ถูกยกเลิก โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2011 จากเหตุความไม่สงบทางการเมืองในประเทศ

ส่วนการแข่งขันที่เจดดาห์เคยเผชิญข้อกังวลด้านความปลอดภัยในปี 2022 หลังกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยิงโดรนและขีปนาวุธโจมตีโรงงานน้ำมันใกล้สนามแข่ง แม้สุดท้ายการแข่งขันจะเดินหน้าต่อได้หลังมีการรับรองความปลอดภัย

ทั้งนี้ ทั้งสองประเทศยังเป็นผู้ลงทุนสำคัญในวงการฟอร์มูลาวัน โดยกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของบาห์เรนเป็นเจ้าของทีมแชมป์โลก แม็คลาเรน ขณะที่บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของซาอุดีอาระเบียอย่างอารามโก เป็นผู้สนับสนุนหลักของทีมแอสตัน มาร์ติน

ด้านเจ้าชายอับดุลอาซิซ บิน ตุรกี อัล-ไฟซาล รัฐมนตรีกีฬาซาอุดีอาระเบีย ระบุว่า รัฐบาลเคารพการตัดสินใจของ FIA และฟอร์มูลาวัน พร้อมยืนยันว่าซาอุดีอาระเบียมีความพร้อมเต็มที่ในการเป็นเจ้าภาพการแข่งขัน และเคยจัดการแข่งขันมาแล้วอย่างประสบความสำเร็จถึง 5 ครั้ง.

ที่มา Reuters

เกาหลีเหนือทดสอบ “เครื่องยิงจรวด” ด้าน “คิม จอง อึน” ควงลูกสาวคุมเข้มซ้อมยิง

เกาหลีเหนือทดสอบ "เครื่องยิงจรวด" ด้าน "คิม จอง อึน" ควงลูกสาวคุมเข้มซ้อมยิง

15 มี.ค. 2569 10:10 น.

เกาหลีเหนือทดสอบ “เครื่องยิงจรวด” ด้าน “คิม จอง อึน” ควงลูกสาวคุมเข้มซ้อมยิง

เกาหลีเหนือทดสอบระบบยิงจรวดหลายลำกล้องขนาด 600 มม. ที่สามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้ หลังเกาหลีใต้ตรวจพบการยิงขีปนาวุธหลายลูกลงสู่ทะเลตะวันออก โดย “คิม จอง อึน” และบุตรสาวตรวจเยี่ยมการทดสอบ พร้อมส่งสัญญาณเตือนศัตรูในระยะยิง 420 กิโลเมตรให้ตระหนักถึงอานุภาพทำลายล้าง

สื่อของทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า เกาหลีเหนือได้ทำการทดสอบระบบยิงจรวดหลายลำกล้องที่สามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้ หลังจากเกาหลีใต้ตรวจพบการยิงขีปนาวุธพิสัยไกลประมาณ 10 ลูกเมื่อวันก่อนหน้า การทดสอบดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากกองกำลังสหรัฐฯ และเกาหลีใต้เริ่มการซ้อมรบประจำฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นจนถึงวันที่ 19 มีนาคม

สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ เคซีเอ็นเอ รายงานว่า การทดสอบเมื่อวันเสาร์ (14 มี.ค.) มีนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือเป็นผู้ควบคุม โดยใช้ระบบยิงจรวดหลายลำกล้อง หรือ MRLS ที่มีความแม่นยำสูง ขนาดลำกล้อง 600 มิลลิเมตร จำนวน 12 เครื่อง พร้อมกำลังจากหน่วยปืนใหญ่สองกองร้อย

รายงานระบุว่า จรวดที่ยิงออกไปสามารถโจมตีเป้าหมายบนเกาะแห่งหนึ่งในทะเลตะวันออกของคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งอยู่ห่างออกไปมากกว่า 360 กิโลเมตร ขณะที่ระบบอาวุธดังกล่าวมีพิสัยโจมตีราว 420 กิโลเมตร

นายคิมกล่าวว่า การทดสอบครั้งนี้ทำให้ศัตรูที่อยู่ในพิสัยโจมตีรับรู้ถึงพลังทำลายล้างของอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี และสร้างความไม่สบายใจให้กับฝ่ายตรงข้าม พร้อมยกย่องระบบยิงจรวดดังกล่าวว่าเป็น “อาวุธที่อันตรายถึงชีวิต แต่ทรงพลัง”

ภาพที่เผยแพร่โดยสื่อทางการแสดงให้เห็นจรวดหลายลูกถูกยิงขึ้นจากยานพาหนะขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันยังมีภาพนายคิม จอง อึน ยืนชมการทดสอบพร้อมกับบุตรสาว คิม จู แอ ซึ่งปรากฏตัวต่อสาธารณะบ่อยครั้งในช่วงที่ผ่านมา และถูกมองว่าอาจเป็นทายาททางการเมืองในอนาคต

ด้านคณะเสนาธิการร่วมของเกาหลีใต้ระบุว่า ได้ตรวจพบการยิงอาวุธหลายครั้งจากเกาหลีเหนือไปยังทะเลตะวันออก หรือทะเลญี่ปุ่นเมื่อวันเสาร์ ขณะที่ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น “การยั่วยุที่ละเมิดมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ” พร้อมเรียกร้องให้เกาหลีเหนือยุติการกระทำดังกล่าวทันที

การทดสอบอาวุธครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังนายคิม มิน ซอก นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เห็นว่าการพบปะกับผู้นำเกาหลีเหนืออาจเป็นเรื่องที่ดี รัฐบาลทรัมป์ยังพยายามผลักดันการรื้อฟื้นการเจรจาระดับสูงกับเกาหลีเหนือในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยมีความเป็นไปได้ที่จะจัดการประชุมสุดยอดกับนายคิม จอง อึน ภายในปีนี้ อาจเกิดขึ้นระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่งของทรัมป์ในช่วงปลายเดือนมีนาคม

อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือยังคงมีท่าทีระมัดระวังต่อข้อเสนอการเจรจา แม้นายคิมจะกล่าวเมื่อไม่นานมานี้ว่า สหรัฐฯ และเกาหลีเหนืออาจ “อยู่ร่วมกันได้” หากสหรัฐฯ ยอมรับสถานะประเทศนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

การทดสอบจรวดครั้งนี้ยังถูกมองว่าเป็นการตอบโต้การซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ ภายใต้ชื่อปฏิบัติการ “ฟรีดอม ชิลด์” ซึ่งมีทหารเกาหลีใต้เข้าร่วมประมาณ 18,000 นาย และจะดำเนินต่อไปจนถึงวันที่ 19 มีนาคม

นักวิเคราะห์จากสถาบันเกาหลีเพื่อการรวมชาติระบุว่า รูปแบบการยิงอาวุธของเกาหลีเหนือมีความสอดคล้องกับกำหนดการซ้อมรบของพันธมิตร ซึ่งสะท้อนว่าระบบอาวุธดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือยับยั้งทางนิวเคลียร์และการแสดงแสนยานุภาพทางทหาร

ก่อนหน้านี้ คิม โย จอง น้องสาวของผู้นำเกาหลีเหนือ ได้ออกมาเตือนว่าการซ้อมรบร่วมดังกล่าวอาจนำไปสู่ “ผลลัพธ์ที่เลวร้ายเกินคาดคิด” พร้อมระบุว่าการฝึกทหารเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่โครงสร้างความมั่นคงโลกกำลังสั่นคลอนและสงครามเกิดขึ้นในหลายภูมิภาค

นอกจากนี้ เปียงยางยังประณามการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอลว่าเป็น “การรุกรานที่ผิดกฎหมาย” และเป็นหลักฐานถึงพฤติกรรมของสหรัฐฯ ที่เกาหลีเหนือเรียกว่าเป็นรัฐนอกกฎหมาย

ขณะเดียวกัน เกาหลีเหนือยังทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือพิฆาต “โช ฮยอน” ของกองทัพเรือเมื่อไม่นานมานี้ โดยอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผนการติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ให้กับกองทัพเรือของประเทศ.

พายุทรายถล่มกาซา ท้องฟ้ากลายเป็นสีส้ม ซ้ำเติมวิกฤตผู้พลัดถิ่น

พายุทรายถล่มกาซา ท้องฟ้ากลายเป็นสีส้ม ซ้ำเติมวิกฤตผู้พลัดถิ่น

15 มี.ค. 2569 09:37 น.

พายุทรายถล่มกาซา ท้องฟ้ากลายเป็นสีส้ม ซ้ำเติมวิกฤตผู้พลัดถิ่น

ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาต้องเผชิญกับความยากลำบาก หลังพายุทรายลูกใหญ่พัดถล่ม เปลี่ยนท้องฟ้าเป็นสีส้ม ซ้ำเติมความทุกข์ยากของผู้พลัดถิ่นกว่า 2 ล้านคนที่ต้องอาศัยในเต็นท์อย่างไร้ที่พึ่ง ขณะที่ปฏิบัติการทางทหารยังคงดำเนินต่อไป ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีกอย่างน้อย 6 รายในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (14 มี.ค.) เกิดพายุทรายรุนแรงพัดถล่มพื้นที่ฉนวนกาซา ส่งผลให้ทัศนวิสัยย่ำแย่และสภาพอากาศกลายเป็นสีส้มหนาทึบ หน่วยกู้ภัยภายใต้สังกัดกระทรวงมหาดไทยที่บริหารงานโดยกลุ่มฮามาส ได้ออกประกาศเตือนให้ประชาชนเร่งยึดโครงสร้างเต็นท์ที่พักให้แน่นหนาเพื่อป้องกันแรงลมพัดเสียหาย พร้อมเตือนกลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาทางระบบทางเดินหายใจให้อยู่แต่ภายในที่พักอาศัย

สงครามระหว่างอิสราเอลและฮามาสส่งผลให้ประชากรกว่า 2 ล้านคนในกาซาต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น หลายคนต้องอาศัยอยู่ในเต็นท์หรือซากอาคารที่พังเสียหาย ซึ่งแทบจะไม่สามารถปกป้องพวกเขาจากสภาพอากาศที่เลวร้าย ไม่ว่าจะเป็นฝน ลมแรง หรือพายุทราย

อาลี ชูรับ ชาวปาเลสไตน์ที่พลัดถิ่นจากราฟาห์และปัจจุบันอาศัยอยู่ในค่ายพักแรมในเมืองข่าน ยูนิส เผยความรู้สึกด้วยความอัดอั้นว่า “การอยู่ในเต็นท์มันคือความอัปยศอดสู ไม่มีคำไหนจะอธิบายได้ เรากำลังจะขาดใจตาย ทั้งความอึดอัดและความลำบาก สถานการณ์ตอนนี้มันยากลำบากเกินกว่าจะรับไหว แค่จะลืมตายังทำได้ยากเลย”

ภาพจากสำนักข่าวเอพี แสดงให้เห็นภาพเต็นท์ที่สั่นไหวอย่างรุนแรงตามแรงลม ต้นไม้เอนไหว และรถยนต์ที่ต้องขับเคลื่อนไปท่ามกลางฝุ่นควันหนาทึบบนท้องถนน

นอกเหนือจากภัยธรรมชาติ หน่วยป้องกันพลเรือนของกาซารายงานว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา การโจมตีจากฝ่ายอิสราเอลทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 6 ราย โดยในช่วงก่อนรุ่งสากของวันเสาร์ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายและพลเรือน 1 รายเสียชีวิตจากการโจมตีในเมืองข่าน ยูนิส ทางตอนใต้

นอกจากนี้ เมื่อเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 มี.ค.) มีรายงานการโจมตีกลุ่มพลเรือนทางตะวันออกของเมืองกาซา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย โดยร่างของผู้เสียชีวิตถูกนำส่งไปยังโรงพยาบาลอัล-ชิฟา ซึ่งเป็นสถานพยาบาลหลักในพื้นที่ ทั้งนี้ ทางกองทัพอิสราเอลยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อเหตุการณ์ล่าสุดนี้ 

สถานการณ์ความรุนแรงในดินแดนปาเลสไตน์ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการประกาศหยุดยิงตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมาก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดมากขึ้นจากการที่อิสราเอลยังคงดำเนินปฏิบัติการทางอากาศต่ออิหร่านมาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านที่แผ่ขยายวงกว้างในขณะนี้.

ทีมฟุตบอลหญิงอิหร่าน เปลี่ยนใจเพิ่มอีก 3 คน ไม่ลี้ภัยในออสเตรเลียแล้ว

ทีมฟุตบอลหญิงอิหร่าน เปลี่ยนใจเพิ่มอีก 3 คน ไม่ลี้ภัยในออสเตรเลียแล้ว

15 มี.ค. 2569 05:33 น.

ทีมฟุตบอลหญิงอิหร่าน เปลี่ยนใจเพิ่มอีก 3 คน ไม่ลี้ภัยในออสเตรเลียแล้ว

สมาชิกทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่าน เปลี่ยนใจขอถอนคำร้องลี้ภัยในออสเตรเลียเพิ่มอีก 3 คนแล้ว โดยทางการอิหร่านระบุว่า “จิตวิญญาณแห่งความรักชาติของพวกเธอ เอาชนะแผนการของศัตรูได้แล้ว”

เมื่อ 14 มี.ค. 2569 สมาชิกทีมหญิงของอิหร่าน 3 ราย ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับวีซ่าด้านมนุษยธรรมเพื่อพำนักในออสเตรเลีย ตัดสินใจ “เปลี่ยนใจ” ไม่ขอลี้ภัยในออสเตรเลียแล้ว และจะเดินทางกลับบ้านเกิด ทำให้ตอนนี้ เหลือสมาชิกทีมเพียง 3 คนเท่านั้น ที่ยังขอลี้ภัยในออสเตรเลีย

นักฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านเดินทางมายังออสเตรเลียเพื่อร่วมการแข่งขันศึกฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย แต่พวกเธอกลับร่วมกัน “นิ่งเงียบ” ไม่ร้องเพลงชาติในการแข่งขันเอเชียนคัพนัดเปิดสนามเมื่อ 2 มี.ค. ทำให้พวกเธอถูกกลุ่มเคร่งศาสนาหัวรุนแรงในอิหร่านตราหน้าว่า “ทรยศชาติในยามสงคราม” จนเกิดความกังวลว่าพวกเธอจะถูกลงโทษสถานหนักหากกลับไป

ในเบื้องต้น มีสมาชิกในทีมขอลี้ภัยในออสเตรเลียทั้งหมด 7 คน แต่ในเวลาต่อมา 1 คนตัดสินใจขอถอนลี้ภัย ตามด้วย 3 คนล่าสุด ทำให้ตอนนี้เหลือสมาชิกทีมเพียง 3 คนเท่านั้นที่ยังยืนยันจะลี้ภัยต่อไป

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของออสเตรเลียได้ยืนยันการตัดสินใจดังกล่าว โดยระบุว่ารัฐบาลออสเตรเลียได้ทำทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้เพื่อให้มั่นใจว่าผู้หญิงเหล่านี้จะได้รับโอกาสในการมีอนาคตที่ปลอดภัยในประเทศออสเตรเลียแล้ว

“ชาวออสเตรเลียควรภูมิใจที่ในประเทศของเรานี่เอง ที่ผู้หญิงเหล่านี้ได้สัมผัสกับประเทศที่มอบทางเลือกที่แท้จริงให้กับพวกเธอ และได้ปฏิสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ที่พร้อมจะช่วยเหลือพวกเขา” โทนี เบิร์ก ระบุในแถลงการณ์

“ในขณะที่รัฐบาลออสเตรเลียสามารถรับรองได้ว่าโอกาสต่างๆ จะถูกหยิบยื่นและสื่อสารออกไป แต่เราไม่สามารถขจัดบริบทและปัจจัยแวดล้อมที่เหล่านักเตะต้องเผชิญ ในการตัดสินใจที่ยากลำบากอย่างยิ่งครั้งนี้ได้”

ด้านกระทรวงกีฬาของอิหร่านได้ยืนยันข่าวนี้เช่นกัน หลังจากที่สำนักข่าว ทัสนิม (Tasnim) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) รายงานเป็นแห่งแรก

“จิตวิญญาณแห่งชาติและความรักชาติของทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่าน ได้เอาชนะแผนการของศัตรูที่มีต่อทีมนี้แล้ว” แถลงการณ์ระบุ พร้อมทั้งกล่าวหารัฐบาลออสเตรเลียว่า “กำลังเล่นตามเกมของทรัมป์”

สำนักข่าว ทัสนิม ระบุด้วยว่า ทั้งสามคนกำลังเดินทางไปยังกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อสมทบกับสมาชิกที่เหลือในทีม และกำลัง “กลับคืนสู่อ้อมกอดอันอบอุ่นของครอบครัวและมาตุภูมิ หลังจากถอนคำร้องขอตัวเป็นผู้ลี้ภัยในออสเตรเลีย” พร้อมเสริมว่า พวกเธอได้อดทนต่อ “สงครามจิตวิทยา การโฆษณาชวนเชื่ออย่างแพร่หลาย และข้อเสนอที่เย้ายวนใจ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านเผย ช่องแคบฮอร์มุซยัง “เปิด” อยู่ แต่ “ปิด” เฉพาะกับศัตรู

อิหร่านเผย ช่องแคบฮอร์มุซยัง “เปิด” อยู่ แต่ “ปิด” เฉพาะกับศัตรู

15 มี.ค. 2569 04:34 น.

อิหร่านเผย ช่องแคบฮอร์มุซยัง “เปิด” อยู่ แต่ “ปิด” เฉพาะกับศัตรู

รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน บอกกับสื่อว่า ช่องแคบฮอร์มุซยัง “เปิด” อยู่ แต่จะปิดเฉพาะกับ “ศัตรู” ของอิหร่านเท่านั้น ส่วนเรือลำอื่น ๆ ทั้งหมดสามารถผ่านไปได้

เมื่อ 14 มี.ค. 2569 นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว MS Now ของสหรัฐฯ โดยพูดถึงหลายประเด็นเกี่ยวกับสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล

เมื่อถูกถามถึงรายงานที่ว่านายโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ได้รับบาดเจ็บ นายอารักชีตอบว่า “อีกไม่นานพวกเขาจะได้เห็นเองว่าผู้นำสูงสุดคนใหม่ไม่มีปัญหาใด ๆ ท่านกำลังปฏิบัติหน้าที่ของท่าน… และจะเดินหน้าทำเช่นนั้นต่อไป”

ส่วนในเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ นายอารักชีระบุว่า ช่องแคบซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญนี้ยังคง “เปิด” อยู่ แต่มันจะ “ปิด” เฉพาะกับเรือบรรทุกน้ำมันและเรือที่เป็นของ “ศัตรู” ของอิหร่านเท่านั้น ส่วนเรือลำอื่น ๆ ทั้งหมดสามารถผ่านได้ตามปกติ

ทั้งนี้ นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. มีเรือที่ปฏิบัติการในพื้นที่และรอบ ๆ ช่องแคบฮอร์มุซถูกอิหร่านโจมตีไปแล้วอย่างน้อย 17 ลำ รวมถึงเรือสินค้า “มยุรี นารี” ของไทย ขณะที่นายโมจตาบา คาเมเนอี ก็เพิ่งประกาศกร้าวว่า จะปิดเส้นทางเดินเรือนี้ต่อไป

เมื่อถูกถามเรื่องอาคารพลเรือนที่ถูกโจมตี นายอารักชียืนยันว่า อิหร่านตั้งเป้าโจมตีเฉพาะฐานทัพและทรัพย์สินของอเมริกา ซึ่ง “โชคร้ายที่ตั้งอยู่ในดินแดนของประเทศเพื่อนบ้านเรา” จากนั้นเขาได้กล่าวหาว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายโจมตีเป้าหมายพลเรือนในอิหร่าน ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ ปฏิเสธมาโดยตลอดนับตั้งแต่เริ่มสงคราม

นายอารักชียังพูดถึงประเทศรัสเซียกับจีนด้วยว่า ทั้งสองประเทศคือ “พันธมิตรทางยุทธศาสตร์” ของอิหร่าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์อ้าง หลายประเทศจะส่งเรือรบร่วมเปิดเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์อ้าง หลายประเทศจะส่งเรือรบร่วมเปิดเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ

15 มี.ค. 2569 03:08 น.

ทรัมป์อ้าง หลายประเทศจะส่งเรือรบร่วมเปิดเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ

โดนัลด์ ทรัมป์ อ้าง หลายประเทศจะส่งเรือรบมาร่วมกับสหรัฐฯ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกอิหร่านปิดกั้น โดยไม่บอกว่า มีประเทศใดตอบรับแล้วบ้าง

เมื่อวันเสาร์ที่ 14 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวอ้างว่า “ประเทศอื่น ๆ” จะส่งเรือรบมาร่วมกับสหรัฐฯ เพื่อเปิดเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ ที่ถูกอิหร่านปิดไปอีกครั้ง ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

ยังไม่มีความชัดเจนว่าประธานาธิบดีหมายถึงประเทศใดบ้าง และมีประเทศใดที่ตอบตกลงส่งเรือมาแล้วหรือไม่ โดยในภายหลัง ทรัมป์ได้เขียนข้อความยาวเหยียดบน Truth Social ว่า “หวังว่าจีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร และประเทศอื่น ๆ” จะส่งเรือมายังภูมิภาคนี้

ข้อความของนายทรัมป์ระบุว่า “หลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการที่อิหร่านพยายามปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะส่งเรือรบมาร่วมกับสหรัฐอเมริกา เพื่อทำให้ช่องแคบนี้เปิดกว้างและปลอดภัย เราได้ทำลายขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านไปแล้ว 100% แต่มันก็เป็นเรื่องง่ายสำหรับพวกมันที่จะส่งโดรนสักลำสองลำ มาวางทุ่นระเบิด หรือยิงขีปนาวุธระยะใกล้ใส่จุดใดจุดหนึ่งตามแนวทางน้ำหรือในน่านน้ำนี้ ไม่ว่าพวกมันจะพ่ายแพ้ยับเยินแค่ไหนก็ตาม”

“หวังว่าจีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร และประเทศอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดกั้นที่อุปโลกน์ขึ้นนี้ จะส่งเรือมายังพื้นที่ดังกล่าว เพื่อที่ช่องแคบฮอร์มุซจะไม่เป็นภัยคุกคามจากน้ำมือของประเทศที่ถูก “จัดการ” ไปโดยสมบูรณ์แล้วอีกต่อไป ในระหว่างนี้ สหรัฐฯ จะถล่มชายฝั่งให้ยับ และจะเดินหน้ายิงเรือเล็กเรือน้อยและเรือใหญ่ของอิหร่านให้จมหายไปจากน่านน้ำ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม เราจะทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ กลับมาเปิดกว้าง ปลอดภัย และเป็นอิสระ ในเร็วๆ นี้”

ปัจจุบันอิหร่านได้สกัดกั้นการเดินเรือขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลให้เกิดวิกฤตพลังงานทั่วโลกที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพยายามควบคุมท่ามกลางผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ตามมา

ทั้งนี้ ภายหลังการประชุม G7 เมื่อสัปดาห์ก่อน ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส กล่าวว่าฝรั่งเศสสนับสนุนการจัดตั้งพันธมิตรกองเรือเพื่อรับรองเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการจัดระเบียบซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์

ส่วนนายจอห์น ฮีลีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักร กล่าวในทำนองเดียวกันเมื่อวันพฤหัสบดี โดยระบุว่าการหารือเกี่ยวกับเรื่องช่องแคบฮอร์มุซยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น พร้อมทั้งย้ำถึงความจำเป็นในการลดระดับความตึงเครียดลงก่อนเป็นอันดับแรก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ชาวคิวบาเดือด บุกรื้ออาคารพรรคคอมมิวนิสต์ แค้นค่าอาหารพุ่ง-ไฟดับต่อเนื่อง

ชาวคิวบาเดือด บุกรื้ออาคารพรรคคอมมิวนิสต์ แค้นค่าอาหารพุ่ง-ไฟดับต่อเนื่อง

15 มี.ค. 2569 02:13 น.

ชาวคิวบาเดือด บุกรื้ออาคารพรรคคอมมิวนิสต์ แค้นค่าอาหารพุ่ง-ไฟดับต่อเนื่อง

ชาวคิวบาชุมนุมประท้วงรัฐบาลอย่างรุนแรง และก่อเหตุบุกเข้าไปรื้อทำลายข้าวของในสำนักงานของพรรคคอมมิวนิสต์ ท่ามกลางวิกฤตพลังงานในประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มผู้ประท้วงในคิวบาบุกรื้อค้นข้าวของในสำนักงานสาขาของพรรคคอมมิวนิสต์ ในเมืองโมรอน (Moron) ตอนกลางของประเทศ หลังเกิดการชุมนุมประท้วงราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้นและปัญหาไฟฟ้าดับที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อคืนวันศุกร์จนถึงในวันเสาร์ (14 มี.ค.)

กระทรวงมหาดไทยของคิวบาระบุว่า มีผู้ถูกจับกุม 5 ราย หลังจากกลุ่มคนจำนวนบุกทำลายทรัพย์สินภายในสำนักงานสาขาของพรรคคอมมิวนิสต์ดังกล่าว

ความไม่พอใจในหมู่ชาวคิวบากำลังเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากประเทศเกาะแห่งนี้ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไฟฟ้าดับสลับกันไปในแต่ละพื้นที่ รวมถึงการขาดแคลนอาหาร เชื้อเพลิง และยารักษาโรค ซึ่งถูกซ้ำเติมโดยการปิดกั้นการขนส่งน้ำมันจากสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อมานาน

หนังสือพิมพ์ Invasor ของรัฐระบุว่า การชุมนุมเมื่อวันศุกร์ “เริ่มต้นขึ้นอย่างสงบ” ก่อนจะบานปลายกลายเป็นการ “ก่อวินาศกรรมทำลายทรัพย์สิน” โดยกลุ่มคนจำนวนหนึ่งขว้างก้อนหินใส่ทางเข้าอาคาร และนำเฟอร์นิเจอร์พื้นที่ต้อนรับของอาคาร มาวางบนท้องถนนแล้วจุดไฟเผา

รายงานระบุเพิ่มเติมว่า สถานที่อื่น ๆ ของรัฐ ซึ่งรวมถึงร้านขายยาและตลาดที่ดำเนินการโดยรัฐบาล ก็ตกเป็นเป้าหมายด้วยเช่นกัน

เหตุประท้วงครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากรัฐบาลคิวบายืนยันว่า กำลังมีการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อ “แสวงหาทางออกผ่านการหารือ” เกี่ยวกับความขัดแย้งของทั้งสองประเทศที่กำลังดำเนินอยู่

ประธานาธิบดี มิเกล ดิอัซ-กาเนล ของคิวบา กล่าวผ่านการถ่ายทอดสดทั่วประเทศเมื่อวันศุกร์ว่า ไม่มีเชื้อเพลิงส่งเข้าประเทศเลยตลอดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากมาตรการปิดกั้นน้ำมันของสหรัฐฯ

ด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แสดงออกอย่างชัดเจนมาตลอดว่า เขาต้องการให้เกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจผู้นำในคิวบา โดยเขากล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า คิวบากำลังอยู่ใน “ปัญหาที่ฝังรากลึก” พร้อมกับขู่ว่าจะทำการ “ยึดครองแบบเป็นมิตร”

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยกล่าวว่าประเทศที่ปกครองด้วยพรรคการเมืองเดียวแห่งนี้จะเป็นราย “ต่อไป” ภายหลังจากที่ นีโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาซึ่งเป็นพันธมิตรของคิวบา ถูกสหรัฐฯ บุกจับกุมตัวถึงในกรุงการากัส เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

นับตั้งแต่นั้นมา สหรัฐฯ ได้สั่งระงับการขนส่งน้ำมันจากเวเนซุเอลาถึงคิวบา ซึ่งเคยคิดเป็นเกือบ 50% ของความต้องการด้านพลังงานทั้งหมดของคิวบา และยังขู่ว่าจะเก็บภาษีศุลกากรกับประเทศใดก็ตามที่ขายน้ำมันให้กับประเทศเกาะแห่งนี้ ซ้ำเติมการคว่ำบาตรทางการค้าที่สหรัฐฯ บังคับใช้มานานกว่า 6 ทศวรรษ

ที่ผ่านมา คิวบาต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าอย่างหนักในการผลิตกระแสไฟฟ้า และการปิดกั้นน้ำมันในครั้งนี้ได้ทำให้เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของคิวบาใกล้จะล่มสลาย

วิกฤตดังกล่าวไม่เพียงส่งผลถึงราคาอาหารและการผลิตไฟฟ้า แต่ยังกระทบไปถึงการจัดเก็บขยะ, แผนกฉุกเฉินในโรงพยาบาล, การขนส่งสาธารณะ และการศึกษา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฮามาสมาแปลก เรียกร้องอิหร่าน หยุดโจมตีชาติอ่าวอาหรับ

ฮามาสมาแปลก เรียกร้องอิหร่าน หยุดโจมตีชาติอ่าวอาหรับ

15 มี.ค. 2569 00:45 น.

ฮามาสมาแปลก เรียกร้องอิหร่าน หยุดโจมตีชาติอ่าวอาหรับ

กลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา ออกมาเรียกร้องให้อิหร่าน ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของพวกเขา หยุดโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน ชี้ควรรักษาความสัมพันธ์พี่น้องเอาไว้ แต่ยังคงสนับสนุนสิทธิ์ในการป้องกันตนเองของอิหร่าน

เมื่อ 14 มี.ค. 2569 กลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ “ฮามาส” ซึ่งปกครองฉนวนกาซามาอย่างยาวนาน ออกมาเรียกร้องอิหร่าน ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของตน ให้หยุดโจมตีบรรดาประเทศในอ่าวอาหรับ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ที่สหรัฐฯ กับอิสราเอลยังคงโจมตีอิหร่านอย่างต่อเนื่อง

กลุ่มฮามาสซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเตหะรานระบุว่า พวกเขาติดตามสถานการณ์สงครามในภูมิภาคด้วย “ความกังวลอย่างยิ่ง” และเรียกร้องให้ “พี่น้องในอิหร่านหลีกเลี่ยงการตั้งเป้าโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน” โดยระบุในแถลงการณ์ว่า ทุกประเทศในภูมิภาคควรให้ความร่วมมือกัน “เพื่อรักษาไว้ซึ่งสายสัมพันธ์แห่งพี่น้อง”

ฮามาสยังคงยืนยันถึงสิทธิ์ของอิหร่านในการป้องกันตนเองจากการโจมตีโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล พร้อมเรียกร้องให้ “ทุกรัฐและองค์กรระหว่างประเทศร่วมกันผลักดันเพื่อให้สงครามยุติลงโดยทันที”

ทางด้านทางการอิหร่านระบุว่า ปฏิบัติการโจมตีตอบโต้ของพวกตนนั้นมุ่งเป้าไปที่ “ฐานทัพและสิ่งติดตั้งของอเมริกา” บนแผ่นดินกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ประเทศเพื่อนบ้านโดยตรง อย่างไรก็ตาม การโจมตีหลายครั้งกลับส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนโดยตรง

จนถึงขณะนี้ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 รายทั่วภูมิภาค โดยส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงหรือแรงงานต่างชาติ โดย 6 ศพพบในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และอีก 6 ศพในคูเวต ขณะที่โอมาน ซาอุดีอาระเบีย และบาห์เรน รายงานพบผู้เสียชีวิตประเทศละ 2 ศพ

ทั้งนี้ อิหร่านถือเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดของฮามาส ทั้งในด้านเงินทุน อาวุธ และการสนับสนุนทางการเมือง อย่างไรก็ตาม พวกเขายังได้รับการสนับสนุนด้านการเงินและการเมืองจากตุรกีและกาตาร์ด้วย และทั้ง 2 ประเทศเพิ่งตกเป็นเป้าการโจมตีจากอิหร่านเมื่อไม่นานมานี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc