คิม จองอึน เดินหน้าเสริมแสนยานุภาพนิวเคลียร์ทางทะเล หวังเพิ่มอำนาจตอบโต้ศัตรู

คิม จองอึน เดินหน้าเสริมแสนยานุภาพนิวเคลียร์ทางทะเล หวังเพิ่มอำนาจตอบโต้ศัตรู

6 มิ.ย. 2569 11:02 น.

คิม จองอึน เดินหน้าเสริมแสนยานุภาพนิวเคลียร์ทางทะเล หวังเพิ่มอำนาจตอบโต้ศัตรู

คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เดินหน้าผลักดันการเสริมศักยภาพกองทัพเรือ โดยประกาศเป้าหมายพัฒนากองกำลังทางทะเลให้สามารถทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบยับยั้งสงครามนิวเคลียร์ของประเทศ

สำนักข่าวทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า คิม จองอึน เดินทางไปตรวจสอบเรือพิฆาต “คัง กอน” เพื่อควบคุมการทดสอบเดินเรือ พร้อมย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพเรือให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามด้านความมั่นคง

การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่เกาหลีเหนือและจีนประกาศว่า สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน จะเดินทางเยือนกรุงเปียงยาง ระหว่างวันที่ 8-9 มิถุนายน หลังจากผู้นำจีนเพิ่งพบหารือกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ในช่วงเดือนที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า คิม จองอึน ให้ความสำคัญกับการพัฒนากองทัพเรือเกาหลีเหนือมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว เขาเคยเข้าร่วมดูการปล่อยเรือพิฆาตคัง กอนครั้งแรก แต่เกิดความผิดพลาดระหว่างการเปิดตัว ก่อนที่เรือจะได้รับการซ่อมแซมและนำกลับมาใช้งานอีกครั้งในอีกหนึ่งเดือนต่อมา

ระหว่างการเยือนครั้งล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา คิมกล่าวว่าเกาหลีเหนือจำเป็นต้องเร่งพัฒนากองทัพเรือให้เป็นกำลังรบที่สามารถรับผิดชอบส่วนหนึ่งของระบบยับยั้งสงครามนิวเคลียร์ได้อย่างมั่นคง

ผู้นำเกาหลีเหนือยังระบุว่า การสร้างกองทัพเรือที่สามารถสร้างความเสียหายร้ายแรง ต่อศัตรูได้ทั้งบนผิวน้ำและใต้น้ำ เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของแผนพัฒนากลาโหมระยะ 5 ปีของพรรคแรงงานเกาหลีเหนือ

ภาพที่เผยแพร่โดยสื่อทางการเกาหลีเหนือ ยังแสดงให้เห็นว่า คิม จองอึน เดินทางพร้อมเจ้าหน้าที่ระดับสูง รวมถึง คิม จู แอ บุตรสาวของเขา ซึ่งถูกจับตามองว่าอาจมีบทบาทสำคัญในอนาคตของเกาหลีเหนือ

หลังการประชุมสุดยอดระหว่างคิม จองอึน และโดนัลด์ ทรัมป์ ในปี 2019 ล้มเหลวจากความขัดแย้งเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์และมาตรการคว่ำบาตร เกาหลีเหนือได้ประกาศหลายครั้งว่า ประเทศของตนเป็นรัฐนิวเคลียร์ที่ไม่สามารถย้อนกลับได้

นอกจากนี้ สงครามในยูเครนยังทำให้เกาหลีเหนือได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากรัสเซียมากขึ้น หลังเปียงยางส่งกำลังทหารจำนวนหลายพันนายเข้าร่วมปฏิบัติการร่วมกับกองทัพรัสเซีย

เมื่อปีที่ผ่านมา คิม จองอึน ยังปรากฏตัวเคียงข้างสี จิ้นผิง และวลาดิเมียร์ ปูติน ในพิธีสวนสนามทางทหารครั้งใหญ่ที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งถูกมองว่าเป็นสัญญาณสะท้อนบทบาทของเกาหลีเหนือที่เพิ่มขึ้นในเวทีการเมืองโลก.

ที่มา : channelnewsasia

ภูเขาไฟอินโดนีเซีย “เลโวโตบี” ปะทุหนัก พ่นเถ้าถ่านสูง 2.5 กม. สั่งปิดสนามบิน

ภูเขาไฟอินโดนีเซีย "เลโวโตบี" ปะทุหนัก พ่นเถ้าถ่านสูง 2.5 กม. สั่งปิดสนามบิน

6 มิ.ย. 2569 10:16 น.

ภูเขาไฟอินโดนีเซีย “เลโวโตบี” ปะทุหนัก พ่นเถ้าถ่านสูง 2.5 กม. สั่งปิดสนามบิน

ภูเขาไฟ “เลโวโตบี ลากี-ลากี”ของอินโดนีเซีย เกิดการปะทุหลายครั้งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พ่นเถ้าภูเขาไฟขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงกว่า 2.5 กิโลเมตร ทางการต้องสั่งปิดสนามบินในพื้นที่ กระทบเที่ยวบินในประเทศ

สำนักงานภูเขาไฟวิทยาแห่งชาติอินโดนีเซียเปิดเผยว่า การปะทุครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเวลา 11.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยภูเขาไฟได้ปล่อยเถ้าและเศษวัสดุภูเขาไฟจำนวนมากขึ้นสู่อากาศ หลังจากก่อนหน้านี้เกิดการปะทุอีกหลายระลอกในช่วงเช้าวันเดียวกัน

ขณะนี้ภูเขาไฟเลโวโตบี ลากี-ลากี อยู่ในระดับเฝ้าระวังขั้นสูงสุดอันดับ 2 ของอินโดนีเซีย และทางการได้ประกาศเขตห้ามเข้าในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบปากปล่องภูเขาไฟ เพื่อป้องกันอันตรายจากการปะทุซ้ำ

เจ้าหน้าที่ภูเขาไฟวิทยายังเตือนประชาชนที่อาศัยใกล้แม่น้ำ ให้เฝ้าระวังเป็นพิเศษ หากเกิดฝนตกหนัก เพราะอาจเกิด “ลาฮาร์” หรือกระแสน้ำโคลนภูเขาไฟ ซึ่งเป็นมวลโคลน เศษหิน และเถ้าภูเขาไฟที่ไหลลงมาตามทางน้ำและสร้างความเสียหายรุนแรงได้

ด้านสนามบินในเมืองเมาเมเร ซึ่งอยู่ห่างจากภูเขาไฟประมาณ 60 กิโลเมตร ถูกสั่งระงับการให้บริการชั่วคราว ส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินภายในประเทศ 5 เที่ยวบิน

ทั้งนี้ เลโวโตบี ลากี-ลากี เป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ถูกจับตามองมากที่สุดของอินโดนีเซีย โดยคำว่า “ลากี-ลากี” ในภาษาอินโดนีเซียหมายถึง “ผู้ชาย” ขณะที่ภูเขาไฟอีกลูกที่อยู่คู่กัน มีชื่อว่า “เปเรมปวน” ซึ่งหมายถึง “ผู้หญิง”

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา ภูเขาไฟลูกนี้เคยปะทุรุนแรง พ่นเถ้าขึ้นสูงถึง 18 กิโลเมตร ทำให้ต้องยกเลิกเที่ยวบินถึง 24 เที่ยวบินที่สนามบินนานาชาติบนเกาะบาหลี

อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีภูเขาไฟและกิจกรรมแผ่นดินไหวมากที่สุดในโลก เนื่องจากตั้งอยู่บนแนว “วงแหวนแห่งไฟ” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกและเกิดภัยพิบัติทางธรณีวิทยาบ่อยครั้ง.

ที่มา : channelnewsasia

ประธาน กกต.เกาหลีใต้ลาออก เซ่นปมบัตรเลือกตั้งไม่พอ ทำประชาชนเดือด จี้สอบความโปร่งใสเลือกตั้ง

ประธาน กกต.เกาหลีใต้ลาออก เซ่นปมบัตรเลือกตั้งไม่พอ ทำประชาชนเดือด จี้สอบความโปร่งใสเลือกตั้ง

6 มิ.ย. 2569 09:17 น.

ประธาน กกต.เกาหลีใต้ลาออก เซ่นปมบัตรเลือกตั้งไม่พอ ทำประชาชนเดือด จี้สอบความโปร่งใสเลือกตั้ง

ประธานกกต.เกาหลีใต้ ประกาศลาออกจากตำแหน่ง รับผิดชอบกรณีบัตรเลือกตั้งไม่เพียงพอบางพื้นที่ ระหว่างการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ส่งผลให้การลงคะแนนชะงัก และสร้างความไม่พอใจอย่างหนัก

โน แทอัก ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติเกาหลีใต้ (National Election Commission: NEC) ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อรับผิดชอบกรณีบัตรเลือกตั้งไม่เพียงพอในบางพื้นที่ ระหว่างการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยยอมรับว่าความผิดพลาดครั้งนี้ไม่มีข้อแก้ตัว เพราะกระทบต่อผลประโยชน์ของประชาชน และทำลายความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้ง 

เขายังยอมรับว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาชนเกิดความเคลือบแคลงต่อความโปร่งใสของระบบเลือกตั้ง พร้อมประกาศว่า จะจัดตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้ามาตรวจสอบสาเหตุของปัญหา และพร้อมรับผลการตรวจสอบ

ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อบัตรเลือกตั้งหมดใน 50 หน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องนำบัตรมาเติมใหม่ ขณะที่อีก 22 หน่วยเลือกตั้งต้องหยุดชะงักชั่วคราว เนื่องจากความล่าช้าในการจัดส่งอุปกรณ์

เหตุวุ่นวายทำให้ผู้มีสิทธิ์หลายพื้นที่ต้องรอคิวนานหลายชั่วโมง หลังเวลาปิดหีบอย่างเป็นทางการในเวลา 18.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

หนึ่งในจุดที่เกิดความตึงเครียดคือหน่วยเลือกตั้งในเขตซงพา กรุงโซล ซึ่งกลุ่มผู้ลงคะแนนไม่พอใจรวมตัวปิดกั้นเส้นทาง ไม่ให้เจ้าหน้าที่นำหีบบัตรออกจากพื้นที่ หลังการลงคะแนนสิ้นสุดลง

ผู้ประท้วงบางส่วนยังคงปักหลักท่ามกลางสายฝนตลอดคืน จนถึงเช้าวันศุกร์ ก่อนที่ตำรวจหลายร้อยนายจะเข้าควบคุมสถานการณ์ และคุ้มกันเจ้าหน้าที่เพื่อนำหีบบัตร 2 ใบสุดท้ายออกจากพื้นที่

เจ้าหน้าที่ กกต.เกาหลีใต้ชี้แจงว่า สาเหตุหนึ่งมาจากจำนวนผู้ใช้สิทธิ์ล่วงหน้าที่สูงเกินคาด โดยการเลือกตั้งล่วงหน้า 2 วันเมื่อสัปดาห์ก่อนมีผู้มาใช้สิทธิ์จำนวนมาก

ทำให้มีการพิมพ์บัตรเลือกตั้งสำหรับวันเลือกตั้งจริงเพียง 50% ของจำนวนผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด ขณะที่จำนวนบัตรที่พิมพ์รวมตลอด 3 วันของการลงคะแนนอยู่ที่ประมาณ 73% ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง

สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งหมดประมาณ 63% เพื่อเลือกผู้ว่าการจังหวัด นายกเทศมนตรี เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่นทั่วประเทศ

เหตุบัตรเลือกตั้งขาดสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง โดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลยอมรับว่า เหตุการณ์นี้ถือเป็นความล้มเหลวในการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ประท้วงฝ่ายขวาบางส่วนพยายามบุกเข้าไปในโรงยิมแห่งหนึ่ง ซึ่งใช้เป็นสถานที่นับคะแนนสุดท้ายในเขตซงพา โดยเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ทั้งหมด

มีรายงานว่า ประชาชนบางส่วนได้ยื่นร้องเรียนต่อตำรวจ กล่าวหาเจ้าหน้าที่เลือกตั้งว่าละเลยหน้าที่และใช้อำนาจโดยมิชอบ ขณะที่บางกลุ่มกำลังเตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่าความผิดพลาดดังกล่าวละเมิดสิทธิในการลงคะแนนเสียง.

ที่มา :Channelnewsasia

ไกด์เชอร์ปาเปิดใจ วินาทีเฉียดตายบนเอเวอเรสต์ รอดชีวิต 6 วันด้วย “ช็อกโกแลต-เคี้ยวน้ำแข็ง”

ไกด์เชอร์ปาเปิดใจ วินาทีเฉียดตายบนเอเวอเรสต์ รอดชีวิต 6 วันด้วย "ช็อกโกแลต-เคี้ยวน้ำแข็ง"

6 มิ.ย. 2569 07:06 น.

ไกด์เชอร์ปาเปิดใจ วินาทีเฉียดตายบนเอเวอเรสต์ รอดชีวิต 6 วันด้วย “ช็อกโกแลต-เคี้ยวน้ำแข็ง”

ไกด์ชาวเชอร์ปา เปิดใจถึงช่วงเวลาเอาชีวิตรอดบนยอดเขาเอเวอเรสต์นานถึง 6 วัน ประทังชีวิตด้วยการ เคี้ยวน้ำแข็ง และกินช็อกโกแลตไม่กี่ชิ้นที่ยังเหลืออยู่ในกระเป๋า ก่อนจะได้รับการช่วยเหลือ

ดาวา ไกด์ชาวเชอร์ปาวัย 57 ปี ถูกพบขณะกำลังคลานลงจากภูเขามุ่งหน้าไปยังเบสแคมป์ หลังจากทุกคนคิดว่าเขาเสียชีวิตไปแล้วบนยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก

ก่อนหน้านี้ ครอบครัวของเขาในกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาล เริ่มเตรียมประกอบพิธีศพตามความเชื่อ หลังทีมสำรวจเชื่อว่าเขาไม่น่าจะรอดชีวิตจากสภาพอากาศสุดโหดบนเอเวอเรสต์

แต่เมื่อทีมเก็บกู้ขยะบนภูเขาพบเห็นร่างของเขากำลังไถลและคลานลงมา ทุกคนต่างตกตะลึง ก่อนจะรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลในกรุงกาฐมาณฑุ

ดาวาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซี ระหว่างรักษาตัวจากภาวะขาดน้ำ น้ำแข็งกัด และกระดูกหัก ว่าเขาไม่คิดว่าตัวเองจะรอดและคิดว่าเขาคงต้องตายอยู่ตรงนั้น

เขายืนยันว่าไม่ได้หายตัวไป ระหว่างการลงจากยอดเขา แต่จำเป็นต้องอยู่ข้างหลัง เพราะออกซิเจนหมดจนไม่สามารถเดินต่อได้ เขาเล่าว่า “เมื่อออกซิเจนหมด ผมเดินต่อไม่ได้ ผมไม่ได้กินอะไรเลยในสองวันแรก จากนั้นผมเริ่มเคี้ยวน้ำแข็ง มันทำให้ฟันเจ็บมาก แต่ผมก็ต้องทำ”

นับว่ายังโชคดีที่เขาพบช็อกโกแลตไม่กี่ชิ้นในกระเป๋า และสามารถละลายน้ำแข็งเพื่อดื่มประทังชีวิตได้

ก่อนหน้านั้น คริส ธรอลล์ นักปีนเขาชาวอังกฤษ อดีตทหาร เป็นคนสุดท้ายที่เห็นดาวายังมีชีวิตอยู่ บริเวณเหนือแคมป์ 3 ของเอเวอเรสต์ ที่ระดับความสูงประมาณ 7,500 เมตร

ธรอลล์เล่าว่า ตอนนั้นดาวานั่งพักอยู่บนกระเป๋าเหมือนที่เคยทำมาหลายร้อยครั้ง และดูเหมือนเพียงหยุดพักชั่วคราว

แต่หลังจากธรอลล์ช่วยนักปีนเขาชาวโปแลนด์อีกคนที่ไม่มีออกซิเจนและมีอาการน้ำแข็งกัดรุนแรง เขาหันกลับไปมองดาวาอีกครั้ง และไม่เห็นแสงไฟจากหมวกของเขา จึงคิดว่าเขาอาจไม่สามารถลงมาได้

ระหว่างพยายามเคลื่อนตัวลงจากภูเขา ดาวาตกลงไปในรอยแยกน้ำแข็ง และติดอยู่ภายในนานถึง 2 วันครึ่ง

เขาแทบไม่มีทางออก จนกระทั่งเกิดหิมะถล่ม ทำให้หิมะไหลลงมาเติมเต็มช่องว่างในรอยแยก และกลายเป็นโอกาสเดียวที่เขาจะปีนออกมาได้ หลังจากหลุดออกมา เขาพบเชือกที่ถูกทิ้งไว้บนเส้นทาง และใช้มันช่วยพาตัวเองค่อย ๆ ลงจากภูเขาที่สูงที่สุดในโลก

แม้จะต้องเผชิญกับหิมะถล่มอีกครั้ง แต่เขายังคงเดินหน้าต่อ โดยเขาเดินตลอดทั้งคืน จนกระทั่งเข้าใกล้เบสแคมป์

ที่นั่นเขาได้พบผู้คนเป็นครั้งแรกในรอบเกือบหนึ่งสัปดาห์ โดยเป็นกลุ่มคนที่กำลังขึ้นไปเก็บขยะบนภูเขา ก่อนจะช่วยพาเขาลงมา

ข่าวการรอดชีวิตของดาวาสร้างความประหลาดใจให้กับชุมชนเชอร์ปา นักปีนเขาที่ร่วมเดินทาง และครอบครัวของเขา

“เพมบา เชอร์ปา” ผู้อำนวยการบริหารของบริษัท 8K Expeditions ซึ่งดูแลการค้นหา กล่าวว่าการรอดชีวิตครั้งนี้เป็น การช่วยเหลือตัวเองที่แท้จริง การที่ดาวาสามารถเอาชีวิตรอดได้หลายวันท่ามกลางสถานการณ์ที่แทบเป็นไปไม่ได้ มันไม่ต่างจากปาฏิหาริย์

ด้านคริส ธรอลล์ กล่าวว่าตอนแรกที่เห็นข่าวบนโซเชียลมีเดียว่าดาวาถูกพบว่ายังมีชีวิต เขาคิดว่าเป็นข่าวปลอม เขาคิดว่ามันเหลือเชื่อมาก จากช่วงเวลาที่เขาต้องกลั้นน้ำตากับลูกสาวของเขา แต่อีกไม่นานกลับเห็นดาวาคลานกลับมา มันเกินคำบรรยายจริง ๆ

ภรรยาของดาวา “ดามู เชอร์ปา” กล่าวว่า ครอบครัวหมดหวังไปแล้ว หลังได้รับแจ้งว่าการช่วยเหลืออาจเป็นไปไม่ได้ และเริ่มเตรียมพิธีศพ เธอยอมรับว่า ตอนเห็นเขาครั้งแรก เธอตกใจมาก เธอไม่อยากเชื่อเลยว่าเขากลับมามีชีวิตได้

ด้านแพทย์จากโรงพยาบาล HAMS ในกรุงกาฐมาณฑุ เปิดเผยว่าดาวายังคงอยู่ในการดูแลอย่างใกล้ชิดในห้องไอซียู อาการทรงตัว และภาวะขาดน้ำดีขึ้นอย่างมาก

ฤดูกาลปีนเขาเอเวอเรสต์ปีนี้มีนักปีนเขามากกว่า 1,000 คนพิชิตยอดเขาสำเร็จ ถือเป็นฤดูกาลที่คึกคักที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่นับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติในช่วงทศวรรษ 1920 มีผู้เสียชีวิตบนเอเวอเรสต์แล้วมากกว่า 300 คน.

ที่มา :BBC

มิน อ่อง หล่าย ตั้งโฆษกรัฐบาลหญิงคนแรก หวังเสริมภาพลักษณ์รัฐบาลเมียนมา

มิน อ่อง หล่าย ตั้งโฆษกรัฐบาลหญิงคนแรก หวังเสริมภาพลักษณ์รัฐบาลเมียนมา

6 มิ.ย. 2569 06:58 น.

มิน อ่อง หล่าย ตั้งโฆษกรัฐบาลหญิงคนแรก หวังเสริมภาพลักษณ์รัฐบาลเมียนมา

มิน อ่อง หล่าย ผู้นำเมียนมา แต่งตั้งผู้หญิงขึ้นดำรงตำแหน่งโฆษกประธานาธิบดีเป็นคนแรก ขณะนักวิเคราะห์มองเป็นเพียงความพยายามสร้างภาพลักษณ์และเพิ่มความชอบธรรมให้รัฐบาลทหาร 

วันที่ 6 มิถุนายน 2569 รัฐบาลเมียนมาแต่งตั้ง นางข่าย ข่าย โซ รองรัฐมนตรีกระทรวงตรวจคนเข้าเมือง ขึ้นดำรงตำแหน่งโฆษกประธานาธิบดีเมียนมา โดยมีการประกาศแต่งตั้งอย่างเป็นทางการหลังจาก พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย เดินทางกลับจากการเยือนอินเดีย เป็นเวลา 4 วัน ซึ่งนับเป็นการเดินทางต่างประเทศครั้งแรกในฐานะประธานาธิบดีเมียนมา

นางข่าย ข่าย โซ ซึ่งเป็นภรรยาของนายทหารยศพันเอกในกองทัพเมียนมา ปรากฏตัวต่อสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกในบทบาทใหม่ที่สนามบินกรุงเนปิดอว์ โดยระบุว่าการเยือนอินเดียของมิน อ่อง หล่าย ประสบความสำเร็จและสร้างผลลัพธ์ที่สำคัญทั้งด้านการทูตและเศรษฐกิจ พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนปฏิบัติตามนโยบายและแนวทางของประธานาธิบดี

การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังตำแหน่งโฆษกประจำตัวประธานาธิบดีเมียนมาว่างลงเป็นเวลาหลายเดือน ภายหลังการปลด พล.ต.ซอ มิน ตุน อดีตโฆษกรัฐบาลทหาร ซึ่งทำหน้าที่สื่อสารและปกป้องรัฐบาลมาตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อปี 2564

โดยที่ผ่านมา ตำแหน่งโฆษกประธานาธิบดีเมียนมาส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย โดยเคยมีผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่นนายอู เย ฮตุต ในสมัยรัฐบาลเต็ง เส่ง นายอู ซอ เตย์ ในยุครัฐบาลพลเรือน และ พล.ต.ซอ มิน ตุน หลังการรัฐประหาร ขณะที่นางข่าย ข่าย โซ ถือเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับตำแหน่งนี้

นักวิเคราะห์ทางการเมืองมองว่า การแต่งตั้งครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนการเปลี่ยนแปลวเชิงนโยบาย แต่เป็นความพยายามของมิน อ่อง หล่าย ในการสร้างภาพลักษณ์ด้านการส่งเสริมบทบาทสตรีและเพิ่มความชอบธรรมให้รัฐบาล

ทั้งนี้ นางข่าย ข่าย โซ เคยดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการกรมตรวจคนเข้าเมืองในสมัยรัฐบาลเต็ง เส่ง ก่อนเลื่อนขึ้นเป็นผู้อำนวยการในยุครัฐบาลพลเรือน และได้รับการแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมตรวจคนเข้าเมืองหลังการรัฐประหารปี 2564 จากนั้นจึงก้าวขึ้นเป็นรองรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดปัจจุบัน.

ที่มา Irrawaddy PPIB

ปูตินปัดพบเซเลนสกี ชี้ยังไม่ถึงเวลา เจรจาสันติภาพต้องได้ข้อสรุปก่อน

ปูตินปัดพบเซเลนสกี ชี้ยังไม่ถึงเวลา เจรจาสันติภาพต้องได้ข้อสรุปก่อน

6 มิ.ย. 2569 04:47 น.

ปูตินปัดพบเซเลนสกี ชี้ยังไม่ถึงเวลา เจรจาสันติภาพต้องได้ข้อสรุปก่อน

ปูติน ปฏิเสธข้อเสนอของเซเลนสกี ที่ขอพบหารือโดยตรงเพื่อยุติสงครามยูเครน ยืนยันจะเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายทั้งหมด

วันที่ 6 มิถุนายน 2569 นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวระหว่างการประชุมเศรษฐกิจนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ว่าเขาไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องพบกับนายโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ในเวลานี้ ตราบใดที่เงื่อนไขของข้อตกลงสันติภาพยังไม่ได้รับการตกลงกันล่วงหน้า ซึ่งเขามองว่าสิ่งสำคัญคือการให้คณะผู้เชี่ยวชาญของทั้งสองฝ่ายร่วมกันจัดทำแนวทางและข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยพิจารณาการหารือระดับผู้นำ

หลังคำปฏิเสธของปูติน เซเลนสกีกล่าวตอบโต้ว่า รัสเซียยังคงเลือกเดินหน้าสงครามต่อไป และไม่ต้องการยุติความขัดแย้ง

พร้อมกันนี้ ปูตินยืนยันว่า ปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียจะดำเนินต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยรัสเซียยังคงยืนกรานข้อเรียกร้องเกี่ยวกับดินแดนในภูมิภาคดอนบาส รวมถึงเงื่อนไขด้านการเมืองและความมั่นคงที่ยูเครนและชาติตะวันตกไม่ยอมรับ เขายังกล่าวว่า สงครามจะยุติลงในที่สุด แต่จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อรัสเซียสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้ครบถ้วนเท่านั้น

ท่าทีของผู้นำรัสเซียมีขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากเซเลนสกีส่งสารถึงปูติน เรียกร้องให้มีการพบหารือโดยตรงระหว่างผู้นำทั้งสอง เพื่อหาทางยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี  โดยข้อเสนอของเซเลนสกีได้รับการสนับสนุนจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ข

ณะที่ผู้นำยูเครนมีกำหนดพบหารือกับนายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ นายฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี และมาครง ที่กรุงลอนดอนในวันอาทิตย์นี้ เพื่อผลักดันความพยายามในการยุติสงคราม.

นาซาสั่งนักบินอวกาศ ISS เตรียมพร้อมอพยพฉุกเฉิน หลังพบรอยรั่วเพิ่มในโมดูลรัสเซีย

นาซาสั่งนักบินอวกาศ ISS เตรียมพร้อมอพยพฉุกเฉิน หลังพบรอยรั่วเพิ่มในโมดูลรัสเซีย

6 มิ.ย. 2569 00:11 น.

นาซาสั่งนักบินอวกาศ ISS เตรียมพร้อมอพยพฉุกเฉิน หลังพบรอยรั่วเพิ่มในโมดูลรัสเซีย

นาซาสั่งนักบินอวกาศบนสถานีอวกาศนานาชาติเข้าสู่มาตรการความปลอดภัยขั้นสูงและเตรียมพร้อมอพยพฉุกเฉิน ระหว่างที่รัสเซียเร่งซ่อมแซมรอยรั่วในโมดูล “ซเวซดา” หลังตรวจพบการรั่วไหลของอากาศเพิ่มขึ้น

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา เปิดเผยว่า ได้สั่งให้นักบินอวกาศ “Crew-12” และนักบินอวกาศนาซา บนสถานีอวกาศนานาชาติ ISS  เตรียมความพร้อมสำหรับการอพยพฉุกเฉิน ระหว่างที่องค์การอวกาศรัสเซีย หรือ รอสคอสมอส กำลังดำเนินการซ่อมแซมรอยรั่วของอากาศในส่วนของสถานีที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของรัสเซีย

นางเบธานี สตีเวนส์ โฆษกของนาซา ระบุว่า อุโมงค์เชื่อมต่อในโมดูล “ซเวซดา” (Zvezda) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฝั่งรัสเซียบนสถานีอวกาศนานาชาติ ประสบปัญหารอยแตกร้าวและการรั่วไหลของอากาศมาเป็นเวลานาน ซึ่งที่ผ่านมา นาซาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะที่รอสคอสมอสได้ดำเนินมาตรการแก้ไขหลายครั้ง แต่ล่าสุดพบการรั่วไหลเพิ่มเติม ทำให้รัสเซียตัดสินใจดำเนินการซ่อมแซมครั้งใหญ่ในวันที่ 5 มิถุนายนอละด้วยเหตุนี้ นาซาจึงสั่งให้นักบินอวกาศ 5 คน เข้าสู่มาตรการความปลอดภัยขั้นสูง

นักบินอวกาศทั้งหมดถูกสั่งให้ประจำการอยู่ในยาน “ดรากอน” (Dragon) ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ ซึ่งเป็นยานขนส่งลูกเรือที่ใช้เดินทางไป-กลับระหว่างโลกกับสถานีอวกาศนานาชาติ เพื่อให้สามารถอพยพออกจากสถานีได้ทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉินระหว่างการซ่อมแซม

ทั้งนี้ สถานีอวกาศนานาชาติถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรครั้งแรกเมื่อปี 2541 โดยมีการบริหารงานร่วมกัน 5 หน่วยงานอวกาศหลัก ได้แก่ นาซา  รอสคอสมอส  องค์การอวกาศยุโรป (ESA)  องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) และองค์การอวกาศแคนาดา (CSA) โดยการปฏิบัติงานประจำวันอยู่ภายใต้การประสานงานของนาซาและรอสคอสมอส ปัจจุบันมีนักบินอวกาศทั้งหมด 7 คนอาศัยและปฏิบัติภารกิจอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ ขณะที่หน่วยงานอวกาศทั้งสองประเทศยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยืนยันว่าการเตรียมพร้อมอพยพครั้งนี้เป็นมาตรการป้องกันไว้ก่อน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกเรือทุกคนบนสถานีอวกาศ.

ที่มา CNN BBC

ปูตินโจมตีมาตรการคว่ำบาตรตะวันตก ชี้บ่อนทำลายเศรษฐกิจโลก-ความเชื่อมั่นดอลลาร์และยูโร

ปูตินโจมตีมาตรการคว่ำบาตรตะวันตก ชี้บ่อนทำลายเศรษฐกิจโลก-ความเชื่อมั่นดอลลาร์และยูโร

5 มิ.ย. 2569 22:34 น.

ปูตินโจมตีมาตรการคว่ำบาตรตะวันตก ชี้บ่อนทำลายเศรษฐกิจโลก-ความเชื่อมั่นดอลลาร์และยูโร

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ชี้มาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกกำลังบ่อนทำลายเศรษฐกิจโลก-ความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินสากล แต่เปิดโอกาสใหม่ให้รัสเซียและประเทศกำลังพัฒนา

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมเศรษฐกิจนานาชาติที่นครเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ระบุว่าประเทศกำลังพัฒนามีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สัดส่วนผลผลิตทางเศรษฐกิจของประเทศตะวันตกลดลง

ปูตินกล่าวโจมตีมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวของชาติตะวันตก ระบุว่าการอายัดทรัพย์สินของรัสเซียในต่างประเทศได้สร้างความเสียหายต่อระบบการเงินโลก และทำลายความเชื่อมั่นต่อสกุลเงินหลักของโลก โดยการคว่ำบาตรและการอายัดเงินทุนสำรองของรัสเซียได้ส่งผลกระทบอย่างถาวรต่อสถานะของสกุลเงินระหว่างประเทศ ทั้งดอลลาร์สหรัฐและยูโร

ผู้นำรัสเซียยังเตือนว่า ประเทศอื่นๆ อาจเผชิญชะตากรรมเดียวกับรัสเซีย โดยอาจสูญเสียการเข้าถึงทรัพย์สินที่ถือครองในรูปดอลลาร์หรือยูโร รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินและระบบชำระเงินของชาติตะวันตก นอกจากนี้ ปูตินยังกล่าวหาว่าปัญหาหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาลของประเทศตะวันตกเป็นอีกปัจจัยที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาคมโลกต่อสถาบันทางเศรษฐกิจของตะวันตก

ประธานาธิบดีรัสเซียระบุว่า ต้นตอของความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันเกิดจากการเปลี่ยนผ่านจากระบบโลกแบบลำดับชั้น ซึ่งรับใช้ผลประโยชน์ของประเทศเพียงไม่กี่แห่ง ไปสู่ระเบียบโลกที่มีความซับซ้อน กระจายอำนาจ และมีหลายขั้วอำนาจมากขึ้น ซึ่งเขามองว่าการเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ใช่เพียงภัยคุกคาม แต่ยังเป็นโอกาสมหาศาล 

การกล่าวสุนทรพจน์ครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกที่ยังดำเนินต่อเนื่องจากสงครามในยูเครน ซึ่งส่งผลให้รัสเซียเผชิญมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ การเงิน และการค้าจากสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และพันธมิตรตะวันตกหลายประเทศตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา.

ที่มา AP

‘ทีมมหาดไทย’เดินหน้านโยบายเร่งด่วน ‘มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5 PLUS’

‘ทีมมหาดไทย’เดินหน้านโยบายเร่งด่วน ‘มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5 PLUS’

‘ทีมมหาดไทย’เดินหน้านโยบายเร่งด่วน ‘มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5 PLUS’

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.52 น.

“ทีมมหาดไทย” เดินหน้านโยบายเร่งด่วน “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5 PLUS” เน้นย้ำทุกหน่วยเร่งขับเคลื่อนแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชนทุกมิติ

วันที่ 6 มิถุนายน 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เห็นชอบและสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยได้เร่งขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5 PLUS” เพื่อยกระดับการทำงานและบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้แก่ประชาชนทั่วประเทศ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการร่วมกันของทุกกรม รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการเดินหน้ามาตรการเร่งด่วน 5 ด้านหลัก ที่ครอบคลุมทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ ความมั่นคง คุณภาพชีวิต การจัดการภัยพิบัติ และการปฏิรูประบบราชการ

นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมและรวดเร็วที่สุด จึงได้สั่งการทุกส่วนราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย รวมถึงจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด เดินหน้าขับนโยบายดังกล่าว 5 ด้าน ได้แก่ 1. ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ “สนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจชุมชน” (Action to Lower Living Costs and Increase Income) สนับสนุนสินค้า OTOP และการท่องเที่ยวชุมชน พร้อมออกมาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำ-ค่าไฟฟ้า และเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินเพื่อความมั่นคงในการทำกิน 2. แก้ไขปัญหาความมั่นคง ยาเสพติดและชายแดน “สร้างความปลอดภัยและความร่วมมือระดับพื้นที่” (Action to Address Public Safety and Security, Narcotics Suppression and Control, and Border Issues) มุ่งเน้นการยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเน้นย้ำการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจังภายใต้แนวคิด “1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัด” ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายกับผู้มีอิทธิพลและการพนันผิดกฎหมาย ตลอดจนการเสริมสร้างความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนและพื้นที่ภาคใต้

“3. ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน “สร้างชุมชนให้เข้มแข็ง ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น” (Action for Improving People’s Quality of Life) โดยให้ความสำคัญกับการสืบสานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ให้เข้าถึงสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึง 4. ป้องกันและจัดการภัยพิบัติและพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน “พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ และพัฒนาเมืองอย่างสมดุล” (Action for Disaster Prevention, Mitigation, and Sustainable Urban Development) เร่งพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า (Cell Broadcast) เพื่อลดความสูญเสีย พร้อมทั้งขับเคลื่อนการใช้พลังงานสะอาด และตั้งเป้าหมายนำประเทศไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 และ 5. ราชการทันสมัย สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม “ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางและเปลี่ยนผ่านภาครัฐสู่รัฐบาลดิจิทัล” (Action for Digital, Transparent, and Fair Governance) โดยมุ่งเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ทันสมัย ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และยกระดับ “ศูนย์ดำรงธรรม” ให้เป็นกลไกหลักที่มีประสิทธิภาพในการรับเรื่องราวร้องทุกข์และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างรวดเร็ว รวมถึงการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจังตามแนวทาง “มหาดไทยใสสะอาด” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

นายอรรษิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบาย “Action 5 PLUS” ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนกระทรวงมหาดไทยยุคใหม่ ที่ไม่ได้มองเพียงแค่การบำบัดทุกข์ บำรุงสุขในแบบเดิม แต่เป็นการวางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนและปลอดภัยให้กับประเทศชาติ โดยขอเน้นย้ำและสั่งการให้ทุกส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ จังหวัด เร่งรัดแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนและรวดเร็วที่สุด และประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมขับเคลื่อนดำเนินการ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติต่อไป
 

สุรเดช ยกมือหนุนแก้รธน. ตั้ง ส.ส.ร.ที่มาจากประชาชน ลดอำนาจ สว. ไม่ให้ตั้งองค์กรอิสระ

สุรเดช ยกมือหนุนแก้รธน. ตั้ง ส.ส.ร.ที่มาจากประชาชน ลดอำนาจ สว. ไม่ให้ตั้งองค์กรอิสระ

สุรเดช ยกมือหนุนแก้รธน. ตั้ง ส.ส.ร.ที่มาจากประชาชน ลดอำนาจ สว. ไม่ให้ตั้งองค์กรอิสระ

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.51 น.

“สุรเดช” ยกมือหนุนแก้รธน. ตั้ง ส.ส.ร.ที่มาจากประชาชน ลดอำนาจ สว. ไม่ให้ตั้งองค์กรอิสระ ให้เป็นหน้าที่ตุลาการเลือกแทน แต่ยังคงถอดถอนได้ แนะ เลิก สส.เขต ให้มีแต่ปาร์ตี้ลิสต์ เพื่อลดอิทธิพลบ้านใหญ่-นายทุน แก้คอร์รัปชันได้ ชงสูตร ครม. มีนายกฯ คนเดียวที่เป็นผู้แทน ที่เหลือตั้งคนนอก ใช้คนเก่งทำงาน

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงความเห็นที่แตกต่างกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากยังมีจุดอ่อนอยู่หลายจุดที่ต้องแก้ไขให้เป็นจุดแข็งเพื่อจะขับเคลื่อนประเทศ และสามารถปราบคอร์รัปชันได้เป็นรูปธรรม ซึ่งสำคัญมากสำหรับประเทศไทย เพราะการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทยเป็นการคอร์รัปชันแบบกระจายไปทั่วประเทศ ในทุกระดับชั้น ถ้าปราบไม่ได้ประเทศจะไม่ก้าวหน้า ผลประโยชน์จะตกไปที่กลุ่มคนแต่ละพื้นที่ ทั้งเรื่องการฮั้วประมูล เงินทอน จะต้องเริ่มต้นจากการมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ควรมาจากการเลือกตั้งทั่วประเทศ ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือก ส.ส.ร.ของเขา มาจากในทุกพื้นที่ และให้ ส.ส.ร.ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ยึดโยงประชาชนและปราบคอร์รัปชันได้ 

นายสุรเดช กล่าวว่า ต้องแก้ไของค์กรในระบบนิติบัญญัติคือ วุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร ในส่วน สว.ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนโดยตรง ปัจจุบัน สว.มาจากกลุ่มวิชาชีพ ตนไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะกลุ่มวิชาชีพจะได้เฉพาะกลุ่มเท่านั้น และวุฒิการศึกษาของ สว.ชุดใหม่มันไม่มีกำหนดเลยว่า จะต้องจบการศึกษาระดับใด ทำให้ใครก็เป็น สว.ได้ ต่างจากรัฐธรรมนูญปี 40 ที่กำหนดไว้ว่า ต้องสำเร็จการศึกษาอย่างต่ำคือปริญญาตรี และเป็น สว.ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ละคนเข้ามาไม่รู้จักกัน ต่างฝ่ายต่างใช้ความรู้ของตัวเองทำงานเพื่อประชาชน เวลาพิจารณากฎหมายแต่ละมาตราจะใช้เวลานานมาก แต่จะได้กฎหมายที่เป็นประโยชน์โดยตรงกับประชาชน แต่หาก สว.ที่เป็นกลุ่มเดียวกัน พรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง สามารถที่จะฮั้วกันได้ จะเขียนกฎหมายหรือกลั่นกรองไปในทางผลประโยชน์ของพรรคการเมืองหรือกลุ่มบุคคล ไม่ใช่ประชาชน ดังนั้น สว.ควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และยกเลิกกลุ่มวิชาชีพ

นายสุรเดช กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ไม่เห็นด้วยที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องในการตั้งองค์กรอิสระ ถ้า สว.มีกลุ่ม มีบางพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง ก็จะเลือกคนของเขา แม้หน่วยงานไหนจะส่งชื่อมาเขาก็ไม่เลือกทั้งที่บุคคลดังกล่าวอาจจะมีคุณสมบัติครบถ้วนก็ได้ ตนอยากให้องค์กรอิสระมีความเป็นอิสระจริงๆ อยากเสนอให้สถาบันตุลาการ ให้ศาลทำหน้าที่เลือกบุคคลในองค์กรอิสระ เป็นกระบวนการยุติธรรมสูงสุด ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ รู้กฎหมายจริง มีความเป็นกลางสูง และไว้วางใจได้มากที่สุด ส่วนกลไกลวุฒิสภาให้ทำหน้าที่ถ่วงดุล มีอำนาจถอดถอนได้ 

นายสุรเดช ระบุว่า ขณะที่ สส. มีหลายประเทศที่ สส.มาจากระบบบัญชีรายชื่อทั้งหมด สาเหตุที่ประเทศไทยแก้ไม่ได้ เพราะมีระบบบ้านใหญ่ ต้องการที่ยึดอำนาจในพื้นที่เอาไว้ ซึ่งประชาชนทั่วไปไม่เห็นด้วย ระบบบ้านใหญ่คือ ผู้มีอิทธิพล หรือผู้มีบารมี ในการครอบงำประชาชน มีเครือข่ายตัวเองในแต่ละจังหวัดในการโน้มน้าวประชาชน และบ้านใหญ่เหล่านี้จะถูกพรรคการเมืองดึงไปอยู่ด้วยเพื่อให้ชนะการเลือกตั้งเพื่อเข้าไปเป็นรัฐบาล จากนั้นมีการแบ่งเค้กผลประโยชน์กัน ดังนั้น จึงเสนอให้ยกเลิก สส.แบบแบ่งเขต เป็นการสลายอิทธิพลของบ้านใหญ่ ให้เหลือแต่ สส.แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งไม่มีพื้นที่เฉพาะ เมื่อไม่มีพื้นที่จะทำให้งบประมาณและการพัฒนากระจายไปทั่วประเทศ ไม่เจาะจงเฉพาะพื้นที่ที่ประชาชนเลือกตัวเองเข้ามา จะมีงบลงเฉพาะพื้นที่ของฝ่ายรัฐบาล แต่ฝ่ายค้านไม่ได้ เกิดความไม่เท่าเทียม ส่วนข้อกังวลว่า จะไม่มี สส.ในพื้นที่ดูแลนั้น เรามีกลไกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนในพื้นที่อยู่แล้ว 

“ส่วนผู้ที่เคยเป็น สส.แบบแบ่งเขต  อยากบอกว่า สส.ทุกคนก็ยังมีศักยภาพในพื้นที่ ไปลงสมัครท้องถิ่นได้ ทั้ง นายก อบจ. นายกเทศมนตรี หรือยกระดับไปลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อในพรรคการเมืองได้ เพราะเป็นผู้มีความสามารถ ซึ่งสาเหตุที่อยากให้ยกเลิก สส.แบบแบ่งเขต เพื่อจะช่วยสลายอิทธิพล ลดปัญหาคอร์รัปชัน แม้จะยังมีอยู่ในพื้นที่ แต่จะน้อยลงมาก เพราะบ้านใหญ่ได้ประโยชน์น้อยแล้ว จึงอยากให้ช่วยกัน”นายสุรเดช ย้ำ

นายสุรเดช กล่าวว่า สำหรับองค์ประกอบคณะรัฐมนตรี ปัจจุบันแต่งตั้งจากคนในสภาผู้แทนราษฎร ภายในพรรค และบุคคลภายนอก ส่วนตัวเห็นว่า อยากให้นายกรัฐมนตรีเพียงผู้เดียวที่เป็นผู้แทนในสภาฯ ซึ่งส่วนใหญ่นายกฯ จะเป็นสส.แบบบัญชีรายชื่ออยู่แล้ว ส่วนคณะรัฐมนตรีที่เหลือทั้งหมดควรตั้งจากคนนอกที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ มีวุฒิภาวะ และผลงานในอดีตเป็นที่ประจักษ์ เป็นที่ยอมรับในสังคมอย่างกว้างขวางและถนัดงานในกระทรวงนั้นจริงๆ เพื่อป้องกันการแย่งตำแหน่ง ซื้อขายตำแหน่งรัฐมนตรี หรือรวม สส. เพื่อต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี ทำให้ไม่ได้ผู้ที่มีความสามารถจริงๆ ต่างจากบุคคลภายนอกที่ตั้งใจทำเพื่อประเทศ พัฒนาทุกจังหวัด และ สส.จะไม่สามารถบีบบังคับคนเหล่านี้ได้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสกัดระบบนายทุนกับ สส.บางคนที่อยากเป็นรัฐมนตรีและลดการซื้อเสียงขายสิทธิในพื้นที่การเลือกตั้งเพื่อเป็นสส. ซึ่งมีหลายประเทศที่ใช้รัฐมนตรีจากคนนอก อย่างเช่น เนเธอร์แลนด์ ที่มีการแต่งตั้งรัฐมนตรีคนนอก คนเหล่านี้อาจไม่ต้องลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่มีสิทธิ์เข้าร่วมประชุมสภา และรับผิดชอบโดยตรงต่อสภาผู้แทนราษฎร หรือสิงคโปร์ ที่นายกฯ สามารถแต่งตั้งบุคคลที่มีมีความรู้ความสามารถ ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกรัฐสภา มาเป็นรัฐมนตรี เพื่อให้ได้บุคคลที่มีมีความรู้เฉพาะด้านมาบริหารประเทศ

นายสุรเดช กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องที่ตนไม่ต้องการให้แก้ไขคือ เรื่องมาตรฐานจริยธรรม ซึ่งดีมาก ต้องเก็บเอาไว้ เพราะระดับผู้นำประเทศ ผู้นำกระทรวง จะขาดจริยธรรมไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เราสามารถดูรัฐธรรมนูญของประเทศอื่น เพื่อนำมาดัดแปลงและพัฒนาให้เข้ากับบริบทประเทศไทยได้ สังเกตประเทศที่คอร์รัปชันน้อยจะเจริญไปไกล เราต้องแก้ปัญหาคอร์รัปชันให้ได้ ไม่ใช่ดีแต่พูด ต้องแก้จากระบบ หากสลายอิทธิพลบ้านใหญ่ได้ คอร์รัปชันจะน้อยลง งบจะกระจาย ไม่กระจุกแต่ละจังหวัด อะไรที่มองเห็นว่า รัฐธรรมนูญมันซ่อนกลุ่มอิทธิพล กลุ่มนายทุน ต้องสลายให้หมด ลองคิดดูว่า ถ้ารัฐบาลมาจากนายทุนผลประโยชน์ต้องเข้านายทุน ซึ่งบ้านใหญ่ถูกมองว่า เป็นนายทุน