หนูประกาศลั่นพูดแล้วทำ ลุยกู้4แสนล. เข้าครม.5พฤษภาคมนี้

หนูประกาศลั่นพูดแล้วทำ ลุยกู้4แสนล. เข้าครม.5พฤษภาคมนี้

หนูประกาศลั่นพูดแล้วทำ ลุยกู้4แสนล. เข้าครม.5พฤษภาคมนี้

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนูประกาศลั่นพูดแล้วทำ ลุยกู้4แสนล. เข้าครม.5พฤษภาคมนี้ รุมถล่มปชน.ปากพล่อย

“อนุทิน” เผยพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เข้าครม. 5 พฤษภาคมนี้ ลั่น “เราพูดแล้วทำ” ด้านปชน.ร่อนแถลงการณ์ขอโทษ “กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน” เหตุ “สส.ภัณฑิล” พาดพิงเอี่ยวยาเสพติด ชงเรื่องเข้ากรรมการสอบวินัย ขณะที่ “ปชป.-ภท.” จี้ ปชน.รับผิดชอบ ทำองค์กร “กำนัน-ผญบ.” เสียหายแบบเหมารวม ต้องมีวุฒิภาวะมากกว่านี้

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ประจำสัปดาห์วันนี้ว่า เป็นการประชุม ส.ส. รวมถึงคณะรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย เพื่อให้ทุกคนรับทราบ และเข้าใจสนับสนุนในสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยจะเสนอในสภาผู้แทนราษฎร และเป็นสิ่งที่จะเป็นวาระในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันพรุ่งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ เมื่อถามถึงพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านนั้น นายอนุทินระบุว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พรุ่งนี้ (5 พ.ค.) จะมีเรื่องนี้ เข้าสู่วาระการประชุมด้วย เพราะ“เราพูดแล้วทำ”

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีสวนดุสิตโพล มีการรายงานผลสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองที่ล่าสุด นายอนุทินยังมีคะแนนนำเป็นนักการเมืองโดดเด่นเป็นอับดับหนึ่ง โดยนายกฯไม่ตอบคำถาม แต่ยกมือขึ้นไหว้เหนือศีรษะ ก่อนบอกว่า “สาธุ” แล้วเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคประชาชน (ปชน.) ได้ออกแถลงการณ์ ต่อกรณีนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน อภิปรายพาดพิงเครือข่ายกำนันผู้ใหญ่บ้านในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2569 ซึ่งเนื้อหาบางส่วนที่มีการกล่าวพาดพิงในลักษณะเหมารวมถึงกำนันและผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดนั้น

พรรคประชาชนได้รับทราบถึงข้อห่วงใย ความไม่สบายใจ และเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม รวมถึงเครือข่ายกำนันผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ พรรคประชาชนขอยืนยันจุดยืนในการให้ความสำคัญและเคารพการทำหน้าที่ของผู้แทนของประชาชนในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น พรรคประชาชน ยืนยันว่า การใช้คำพูดในลักษณะเหมารวมกำนันผู้ใหญ่บ้านทั้งประเทศว่าเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย เป็นการกระทำที่ผิดต่อแนวทางและคุณค่าของพรรค แม้เจตนารมณ์ของการอภิปรายจะมีความตั้งใจที่จะชี้ให้รัฐบาลเห็นถึงปัญหา ที่อาจมีผู้มีอำนาจหรือผู้มีตำแหน่งทางการเมืองบางกลุ่มเข้าไปพัวพันกับขบวนการเหล่านี้

แต่การสื่อสารที่ขาดความระมัดระวังและเกินความพอดีจนกลายเป็นการเหมารวม ถือเป็นการบั่นทอนผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต ซึ่งพรรคไม่เห็นด้วยและไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ แม้ตัวผู้อภิปรายตระหนักถึงความผิดพลาดและได้ออกมาขอโทษแล้ว แต่พรรคประชาชนได้นำกรณีนี้ เพื่อทำการสอบสวนและพิจารณาบทลงโทษและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก โดยพรรคประชาชนได้นำกรณีนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการวินัยและจริยธรรมของพรรค เพื่อดำเนินการสอบสวนและพิจารณาบทลงโทษตามขั้นตอนโดยทันที พรรคประชาชนขอน้อมรับทุกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา และจะใช้กรณีนี้เป็นบทเรียนสำคัญในการกำชับผู้แทนราษฎร ตลอดจนบุคลากรของพรรคทุกคน ให้มีความรอบคอบและมีวุฒิภาวะในการทำหน้าที่ เพื่อรักษาไว้ซึ่งมาตรฐานการทำงานในฐานะสถาบันทางการเมืองที่รับผิดชอบต่อประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายต่อไป

ด้าน นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊ก “สาธิต ปิตุเตชะ” เรื่อง“ผิดที่สื่อสาร แบบเหมารวม ต้องรับผิดชอบ” เนื้อหาระบุว่า พรรคประชาชนต้องรับผิดชอบ สถาบันกำนันผู้ใหญ่บ้าน ด้วยการขอโทษ หรือจะลงโทษลูกพรรค อย่างใด ตักเตือน หรือ หนักกว่าอย่างไร ตามกระบวนการของพรรคที่อภิปรายถึงปัญหายาเสพติด ที่ทุกฝ่ายโดยเฉพาะรัฐบาลมีหน้าที่แก้ไข แต่กลับไปขอให้ตรวจฉี่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าพวกนี้เป็นพวกค้ายาทั้งนั้น ถึงแม้จะมีสภาพปัญหาเรื่องนี้อยู่บ้างก็ตาม ซึ่งเขาชอบใช้วิธีนี่ เพื่อได้คะแนนเสียงโดยไม่แยกปัญหา ส่วนบุคคล ส่วนกลุ่มออกจากองค์กรสถาบัน คล้ายๆ“ทหารมีไว้ทำไม”ที่เกิดปัญหามาแล้ว และพอถูกตำหนิต่อว่า จึงค่อยๆ มาแจกแจงแยกย่อยอธิบายปัญหา ละเอียดยิบและเพิ่มมุมประเด็นแก้ตัวเข้าไปด้วย นี่คือสไตล์ของ พลพรรคนี้ครับ จะอย่างไร สไตล์ใครก็ว่าไป แต่การทำให้องค์กร กำนันผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นสถาบันพื้นฐาน การปกครองประเทศ เขาเสียหายแบบเหมารวม ของท่าน ส.ส.ที่พูดในสภาผู้แทนราษฎร สถานที่ที่ต้องมีวุฒิภาวะที่เหมาะสม ครับ”

ขณะที่ นายพิชานนท์ อิงประสาร สส.ตราด พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณี นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน อภิปรายพาดพิงเครือข่ายกำนันผู้ใหญ่บ้าน เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 30เม.ย.ที่ผ่านมา ว่า กำนันผู้ใหญ่บ้านถือเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน ป้องกันและปราบปรามเรื่องยาเสพติด ในช่วงที่ตนเป็นกำนันได้ออกปราบปรามยาเสพติดด้วย มีการนำจับการลักลอบขนยาเสพติดในพื้นที่ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่สะเทือนใจต่อพี่น้องกำนันผู้ใหญ่บ้าน ทุกคนต้องการกำลังใจในการทำงาน แต่พอเกิดเรื่องแบบนี้ก็กระทบต่อจิตใจ ตนเข้าใจกำนันผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ผู้ช่วยสารวัตร เป็นอย่างดี เพราะตนเคยเป็นกำนัน มี

เมื่อถามว่า จะเรียกร้องให้มีการรับผิดชอบอย่างไร นายพิชานนท์ กล่าวว่า พรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคต้นสังกัดของ สส.ที่อภิปราย ควรจะต้องมีมาตรการในการรับผิดชอบเรื่องนี้ รวมถึงตัวสส.ที่เป็นผู้อภิปรายต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ด้วย เมื่อถามว่า กรณีที่พรรคประชาชนออกแถลงการณ์เพียงพอหรือไม่ นายพิชานนท์ กล่าวว่า ถ้าตนเป็นกำนันผู้ใหญ่บ้านคิดว่าไม่เพียงพอ วันนี้เรามาเป็นสส. ก่อนที่จะพูดอะไรไม่ว่าจะกระทบองค์กรไหน ทั้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน ทหาร หรือแม้แต่ตัวสส.เอง ต้องพิจารณาให้ดี เพราะคำพูดเป็นนาย ‘เป็นสส.การแสดงความรับผิดชอบ ท่านน่าจะรู้อยู่แก่ใจ ส่วนตัวถ้าได้พูดอะไรออกไป แล้วผิดพลาดถึงขนาดนี้ทำให้เสียขวัญกำลังใจ ผมก็รู้ตัวเองดีว่าจะรับผิดชอบอย่างไร เราต้องเข้าใจหัวอกคนเป็นกำนันผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งผมเข้าใจดี’

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงการยืนยันร่างกฎหมายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรเดินหน้าพิจารณาต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาด ว่า วิปรัฐบาลได้ประสานกับครม. เรื่องการยืนยันกฎหมาย เชื่อว่า ครม. จะพิจารณาอย่างรอบด้าน และเสนอเข้ามาให้ทันภายในกำหนดระยะเวลาอยู่แล้ว เชื่อว่าน่าจะเกิดขึ้นก่อนวันที่ 12 พ.ค.นี้ ซึ่งเป็นเดดไลน์  

เมื่อถามถึงกรณีพรรคประชาชน (ปชน.) เตรียมตั้งกระทู้สดถามนายกฯวันที่ 7พ.ค.นี้ มีโอกาสที่นายกฯจะไปตอบด้วยตนเองหรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า เป็นไปตามข้อบังคับสภาผู้แทนราษฎร และตามปกติ ฝ่ายค้านจะตั้งกระทู้ถามถึงนายกรัฐมนตรีทุกสัปดาห์และวิปรัฐบาลจะได้ประสานงานกับครม.ที่เกี่ยวข้อง เพราะหวังจะเห็นการทำงานร่วมกัน ซึ่งหากฝ่ายค้านสามารถส่งประเด็นที่จะถามและตัวรัฐมนตรีมาที่วิปได้ ก็ขอให้ประสานมาก่อน เพื่อวิปรัฐบาลจะได้ประสานงานต่อ แต่ในวันที่ 7 พ.ค.นี้ ตนยังไม่ยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีจะมาตอบกระทู้ได้หรือไม่ แต่ขอให้ฝ่ายค้านได้ส่งประเด็นมาก่อน เพื่อแจ้งนายกรัฐมนตรีต่อไป ทั้งนี้ มีรายงานว่า นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 48 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ในระหว่างวันที่ 7-9 พ.ค.นี้

เขมรเล็งขอไกล่เกลี่ย ผ่านกลไกUNCLOS

เขมรเล็งขอไกล่เกลี่ย ผ่านกลไกUNCLOS

เขมรเล็งขอไกล่เกลี่ย ผ่านกลไกUNCLOS

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เขมรเล็งขอไกล่เกลี่ย ผ่านกลไกUNCLOS

รมช.ต่างประเทศเขมรผิดหวัง ไทยจ่อยกเลิก MOU 44 สองชาติ เตรียมใช้กลไกไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้ UNCLOS หากไทยยกเลิก MOU44 ด้าน ‘สีหศักดิ์’ เชื่อเขมรตอบรับคุย 3 ฝ่าย เวทีสุดยอดฯ อาเซียน ที่ฟิลิปปินส์ ชี้ต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจก่อนถก GBC ส่วนกองทัพเรือ ยันความจำเป็นจัดหาเรือฟริเกต พร้อมปรับแผนสอดคล้องนโยบายรัฐบาล

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม เดอะพนมเปญโพสต์ รายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการต่างประเทศของกัมพูชา กล่าวว่า กัมพูชาจะดำเนินการไกล่เกลี่ยโดยบังคับภายใต้อนุสัญญากฎหมายทะเลแห่งสหประชาชาติ (UNCLOS) หากไทยดำเนินการตามแผน ยกเลิกบันทึกความเข้าใจปี 2544 หรือ MOU44 ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนจากการเจรจาทวิภาคี ไปสู่ช่องทางกฎหมายระหว่างประเทศ

นายกง โพก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ กัมพูชา ให้สัมภาษณ์พิเศษสถานีโทรทัศน์แห่งรัฐของกัมพูชา (TVK) แสดงความผิดหวังอย่างยิ่งต่อรายงานที่ว่ารัฐบาลไทย กำลังเตรียมที่จะยกเลิก MOU44 เพียงฝ่ายเดียว

นายกง โพก กล่าวว่า กรอบการทำงานดังกล่าวเป็นพื้นฐานของการเจรจาทางทะเลระหว่าง 2 ประเทศ มานานกว่า 2 ทศวรรษ และว่า “เรารู้สึกผิดหวังอย่างยิ่งที่ฝ่ายไทยกำลังพิจารณาที่จะถอนตัวออกจาก MOU44 เพียงฝ่ายเดียว” พร้อมอธิบายว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นกรอบความร่วมมือทวิภาคีเพียงกรอบเดียว ที่ทั้ง 2 ฝ่าย ยึดถือมานานกว่า 2 ทศวรรษ เพื่อจัดการกับข้อพิพาทเรื่องพื้นที่ทับซ้อนกันในอ่าวไทย

ทั้งนี้ บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ลงนามที่กรุงพนมเปญ ในเดือนมิถุนายน 2544 มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาททางทะเลผ่านแนวทางข้อตกลงแบบครบวงจร รวมถึงการกำหนดเขตแดนเข้ากับการพัฒนาร่วมกันของทรัพยากรน้ำมันและก๊าซ นอกชายฝั่ง โดยไม่กระทบต่ออธิปไตยของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

นายกง โพก กล่าวเตือนถึงการถอนตัวฝ่ายเดียวของไทย ว่าจะทำลายกลไกที่มีมายาวนาน ซึ่งมีรากฐานจากความร่วมมือและความปรารถนาดีต่อกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้เกิดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับวิธีการจัดการข้อพิพาทในอนาคต

วันเดียวกัน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ เปิดเผยถึงท่าทีของประเทศกัมพูชา จะร่วมตอบรับการประชุม 3 ฝ่าย ซึ่งจะเกิดขึ้นในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 48 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 7-9 พฤษภาคมนี้ ว่าเจ้าภาพคือประเทศฟิลิปปินส์ กำลังประสานงานอยู่ เนื่องจากต้องการให้มีการพูดคุยกัน ซึ่งคาดว่ากัมพูชา น่าจะตอบรับในการพูดคุยครั้งนี้ ยืนยันว่าฝ่ายไทย เตรียมเนื้อหาและรายละเอียดต่างๆ ที่จะพูดคุยกันแล้ว แต่ไม่ได้มีอะไรที่ต้องพูดคุยกันมาก ซึ่งจะมอบให้ รมว.ต่างประเทศ พูดคุยกันต่อ

นายสีหศักดิ์ กล่าวถึงโอกาสที่จะพูดคุยคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee : GBC) ร่วมกันเลยหรือไม่นั้น ว่าเรื่องนี้จะอยู่ในขั้นตอนต่อไป แต่ขณะนี้ต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกันก่อน ดังนั้นในเวทีที่ประเทศฟิลิปปินส์ ต้องมาพูดคุยในมาตรการต่างๆ ที่จะต้องพัฒนาความสัมพันธ์กันต่อไป

ด้าน พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ (ทร.) กล่าวว่า ตามที่ปรากฏความคิดเห็นที่หลากหลายตามสื่อต่างๆ เกี่ยวกับกรณีการเลื่อนโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูง ลำที่ 2 ของ ทร.นั้น ขอชี้แจงว่า การจัดหาเรือฟริเกต เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนากำลังรบตามสมุดปกขาวกองทัพเรือ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ และรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างมั่นคงในระยะยาว และยังคงยืนยันถึงความจำเป็นเร่งด่วนของโครงการเสริมสร้างกำลังกองทัพดังกล่าว เนื่องจากเรือฟริเกต เป็นกำลังรบหลักที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการปฏิบัติการทางเรือ ทั้งในด้านการรักษาอธิปไตย การคุ้มครองเส้นทางคมนาคมทางทะเล และภารกิจด้านความมั่นคงในทุกมิติ โดยเฉพาะในบริบทของสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงทางทะเลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความท้าทายสูงและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

กองทัพเรือ มีความเข้าใจถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณและความจำเป็นของรัฐบาลในการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศในภาพรวม และพร้อมที่จะดำเนินการปรับแผนงานและกระบวนการจัดหาให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล โดยพยายามรักษาสมดุลระหว่างความพร้อมรบและความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณของแผ่นดิน

ทั้งนี้ กองทัพเรือ จะพิจารณาหนทางปฏิบัติต่างๆ อย่างรอบคอบ ทั้งในด้านระยะเวลา งบประมาณ เทคโนโลยี และการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

กองทัพเรือ ขอยืนยันว่าจะยังคงทำหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างเต็มกำลังความสามารถ พร้อมทั้งดำเนินการทุกขั้นตอนภายใต้กรอบกฎหมาย และนโยบายของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด

ตั้ง‘เอกนิติ’ศึกษาแลนด์บริดจ์ ‘อนุทิน’ผวาพัง ชิงสยบกระแสต่อต้าน วางกรอบภายใน90วัน

ตั้ง‘เอกนิติ’ศึกษาแลนด์บริดจ์ 'อนุทิน'ผวาพัง ชิงสยบกระแสต่อต้าน วางกรอบภายใน90วัน

ตั้ง‘เอกนิติ’ศึกษาแลนด์บริดจ์ ‘อนุทิน’ผวาพัง ชิงสยบกระแสต่อต้าน วางกรอบภายใน90วัน

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ตั้ง‘เอกนิติ’ศึกษาแลนด์บริดจ์ ‘อนุทิน’ผวาพัง ชิงสยบกระแสต่อต้าน วางกรอบภายใน90วัน ‘ขิง’ยกไทยฮับพลังงาน

นายกฯ ตั้ง“เอกนิติ” ปธ. ศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ขีดกรอบ 90 วัน ยันเคยใช้หาเสียงปี’62 ชี้ภูมิรัฐศาสตร์โลกเปลี่ยน ต้องสร้างความสอดคล้องบริบทโลก ลั่นไม่เอื้อประโยชน์ใคร “พิพัฒน์” ไม่หวั่นม็อบค้าน เตรียมลงพื้นที่ชุมพร-ระนอง พร้อม“สุชาติ” รับฟังความคิดเห็นทุกด้าน 8 พ.ค.นี้ ด้าน“เอกนัฏ”จ่อปั้นแลนด์บริดจ์ศูนย์กลางน้ำมัน สร้างถังเก็บน้ำมันใหญ่สำรองรับมือวิกฤติ พร้อมดึงดูดกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันตะวันออกกลาง ขนน้ำมันเก็บ-ซื้อขายลดการพึ่งพาสิงคโปร์อย่างเดียว ‘นรเศรษฐ์’ บี้รัฐบาลทบทวน“แลนด์บริดจ์”อย่าอ้างเรื่องสงคราม ปิดช่องแคบ ฟังไม่ขึ้น เตรียมเรียก“พิพัฒน์” ชี้แจง11พฤษภาคมนี้

เมื่อเวลา 13.10 น. วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวก่อนเข้าประชุมพรรคภูมิใจไทย ถึงความคืบหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ นายกฯตอบว่า”เดี๋ยวประชุมพรรคก่อน”

เมื่อถามต่อว่ากรณีที่ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ยื่นคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์รัฐบาลจะทําอย่างไรนายกฯตอบว่า ตอนนี้ได้มีการให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อศึกษาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

‘พิพัฒน์’ไม่สนม็อบ ย้ำลงพื้นที่8พ.ค.

ที่พรรคภูมิใจไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ ยืนยันลงพื้นที่จังหวัดชุมพรและระนอง เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกมิติในโครงการแลนด์บริดจ์ ในวันที่ 8 พ.ค.นี้ อย่างที่ตนแจ้งไปแล้ว

เมื่อถามว่าขณะนี้ดูเหมือนว่าประชาชนเตรียมที่จะยื่นหนังสือคัดค้านโครงการดังกล่าว นายพิพัฒน์ กล่าวว่า “ไม่เป็นไร ผมรับฟังทุกคน”

ด้าน นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่าตนเตรียมนำคณะลงพื้นที่กับนายพิพัฒน์

‘ขิง’จ่อปั้นแลนด์บริดจ์ศูนย์กลางน้ำมัน

ทางด้าน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวถึงทิศทางการบริหารจัดการพลังงานของประเทศ รับมือการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกที่ผันผวนต่อเนื่องว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เน้นการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสทางยุทธศาสตร์ เพื่อดึงดูดเงินลงทุนสร้างความแข็งแกร่งให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) สูงกว่าได้

รมว.พลังงาน กล่าวว่า โครงการแลนด์บริดจ์ถือเป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคงทางพลังงาน โดยโครงการนี้ต้องประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สมบูรณ์แบบ ต้องเป็นมากกว่าแค่ถนนและราง แลนด์บริดจ์จะต้องมีการก่อสร้างถังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่ และระบบขนส่งน้ำมันทางท่อเชื่อมต่อระหว่างสองฝั่งมหาสมุทร ทางเลือกใหม่แทนสิงคโปร์ มีเป้าหมายดึงดูดให้กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง นำน้ำมันดิบมาฝากเก็บและทำการซื้อขาย หรือเทรดดิ้งในประเทศไทย แทนการพึ่งพา เฉพาะตลาดเดิมอย่างสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังเป็นทางรอดจากวิกฤติฮอร์มุซ ในสภาวะที่โลกเผชิญความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญกว่า 30% ของปริมาณการซื้อขายทั่วโลก หากไทยมีคลังเก็บน้ำมันของชาติต่าง ๆ มาตั้งอยู่ จะกลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาลและสร้างความมั่นคงให้ไทยมีน้ำมันใช้อย่างต่อเนื่อง

ตั้งระบบสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์

“อีกประเด็นสำคัญคือการให้ประเทศไทยมีการจัดตั้งระบบสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (เอสพีอาร์) อย่างจริงจัง เพื่อเป็นน้ำมันสำรองของประเทศ จากเดิมที่กฎหมายบังคับให้เอกชนเป็นผู้สำรองน้ำมันตามกฎหมาย ซึ่งเป็นภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยไทยควรมีคลังสำรองที่เป็นของรัฐหรือเป็นความร่วมมือในระดับรัฐต่อรัฐ เพื่อความมั่นคงที่แท้จริง เชื่อมั่นว่า ด้วยศักยภาพของไทยที่มีโรงกลั่นถึง 6 แห่ง และสามารถผลิตน้ำมันสำเร็จรูป (ดีเซลและเบนซิน) ได้เกินความต้องการใช้ในประเทศ จะทำให้ไทยกลายเป็นลาสต์ แมน สแตนดิง หรือประเทศสุดท้ายที่ยังมีพลังงานใช้และอยู่รอดได้แม้ทั่วโลกจะเผชิญวิกฤติขาดแคลนพลังงาน” นายเอกนัฏ กล่าว

ลดการพึ่งพาสิงคโปร์อย่างเดียว

นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า นอกเหนือจากเรื่องน้ำมันแล้ว นโยบายในการปรับปรุงโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่น โดยไม่ควรอ้างอิงราคาสิงคโปร์ 100% นั้น เนื่องจากไทยมีโรงกลั่นเองและไม่ได้นำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปแต่เป็นการนำเข้าน้ำมันดิบมากลั่น รวมถึงแผนการส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อป เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) นำเข้าที่มีราคาผันผวน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าไฟฟ้า

“เราต้องรู้จักที่จะเปลี่ยนและรักษาโรคในตอนที่ยังมีโอกาส หากเราไม่ปรับตัวในตอนนี้ ในอนาคตเราอาจจะตายเพราะร่างกายไม่แข็งแรง การฉีดภูมิคุ้มกันและอัดวิตามินผ่านการปฏิรูปพลังงานในสภาวะที่ลำบาก จะทำให้เรามองกลับมาด้วยความภูมิใจในอีก 1 ปีข้างหน้าว่าเราได้สร้างความแข็งแกร่งที่แท้จริงให้ประเทศ”

‘สิริพงศ์’แจงเหตุรบ.เร่งแลนด์บริดจ์

เมื่อเวลา 13.15 น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านมองว่า รัฐบาลดูเร่งรีบในการดำเนินการโครงการแลนด์บริดจ์ ทั้งที่ไม่ได้เป็นนโยบายที่แถลงต่องรัฐสภาว่า เนื่องจากสถานการณ์การสู้ตะวันออกกลาง และการที่หลายประเทศออกมาบอกว่า จะเก็บค่าผ่านทางสินค้าในพื้นที่ช่องแคบ และสถานการณ์ความไม่สงบที่ไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ รัฐบาลจึงต้องนำเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ขึ้นมาพูด เพื่อดึงนักลงทุนเข้ามาลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ โดยสถานการณ์โลกมีการพูดถึงเส้นทางคมนาคมขนส่งสินค้าที่เป็นทางเลือกเพิ่มมาขึ้น ดังนั้นเรื่องนี้รัฐบาลจึงเห็นสมควรที่จะหยิบยกมาพูด เพราะการก่อสร้างโครงการแลนด์บริดจ์ต้องใช้เวลาการดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) และอีกหลายขั้นตอนที่ต้องใช้เวลาเป็น 10 ปีกว่าจะแล้วเสร็จ

คุ้มหรือไม่พิสูจน์ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์

เมื่อถามว่า กรณี นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระบุโครงการแลนด์บริดจ์ไม่คุ้มทุนทางเศรษฐกิจ และกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นายสิริพงศ์ กล่าวว่า มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รายงานตัวเลขด้านความคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นทางการเงินหรือทางเศรษฐศาสตร์ออกมา และหน่วยงานราชการก็ไม่ได้ทำลำพัง เพราะมีบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลกเข้ามาพูดคุย และคำนวณความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจด้วย ส่วนจะคุ้มทุนหรือไม่นั้น มีภาคธุรกิจ บริษัทเอกชนเข้ามาลงทุนด้วย ดังนั้นจะสามารถประเมินได้ ไม่ใช่การที่รัฐบาลออกมาบอกว่า ดีอย่างเดียว เพราะบริษัทเอกชนสามารถประเมินได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้นความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจ ตัวเลขสามารถตอบได้เพราะเป็นวิทยาศาสตร์

คนในพื้นที่ต้องได้ประโยชน์มากที่สุด

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ทั้งนี้โครงการขนาดใหญ่ มีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ ออกมาตรการเพื่อให้คนในพื้นที่ได้รับประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ให้มากที่สุด แน่นอนว่าถ้าตอบว่าไม่กระทบคงเป็นไปไม่ได้ มันกระทบอยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไรให้คนในพื้นที่กินดีอยู่ดี และมีส่วนในการใช้ประโยชน์จากที่ดินลักษณะนี้ด้วย โดยขั้นตอนการดำเนินการของโครงการนี้ ยังอยู่ในขั้นตอนการออกกฎหมาย พ.ร.บ. ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) เพื่อกำหนดสิทธิประโยชน์ กำหนดพื้นที่ และกฎระเบียบต่าง ๆ ในการดำเนินการโครงการนี้

เมื่อถามว่า ที่มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องเงินลงทุนที่สูงเกินสำหรับการสร้างท่าเรือ 2 ท่า นายสิริพงศ์ กล่าวว่า งบประมาณโครงการนี้ ทั้งหมดเป็นการประมาณการว่าในโครงการนี้ทั้งการทำท่าเรือ และระบบล้อ ระบบราง ระบบท่อ อยู่ที่ประมาณ 9 แสนกว่าล้านบาท ซึ่งตรงนี้ไม่ได้ใช้งบประมาณของทางรัฐบาล เพราะเป็นโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐ และเอกชน (PPP) ตัวเลขต่าง ๆ จะนำมาใช้พิจารณาเพื่อประกอบการตัดสินใจ ว่าจะเป็น PPP ในลักษณะใด

ส่วนไทม์ไลน์ในปี 2573 จะสามารถลงในโครงสร้างพื้นฐานได้เลยหรือไม่ นายสิริพงศ์ ระบุว่า เรื่องนี้จะเป็นอย่างเร็วอันดับแรกต้องมีการผลักดัน พ.ร.บ.SEC ให้เกิดขึ้นก่อนจากนั้นจะเป็นกระบวนการต่าง ๆ ในเรื่องการดูความพร้อมและสภาพพื้นที่ให้ถูกต้องตามกฏหมาย รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการเชิญชวนนักลงทุน ส่วน พ.ร.บ.SEC จะเข้าที่ประชุมรัฐสภาได้เมื่อไหร่นั้น นายสิริพงศ์ ระบุว่า จากไทม์ไลน์ที่หน่วยงานให้มา คาดว่าภายในปีนี้ก็จะสามารถเดินหน้าได้

เปลี่ยนจากการเช่า99ปีเป็น50ปี

ส่วนทุกอย่างจะครอบคลุมทั้งการศึกษาและการลงทุนใช่หรือไม่ นายสิริพงษ์ กล่าวว่า เรื่องเงินลงทุนเป็นการลงทุนในลักษณะ PPP หาก ได้ติดตามโครงการแลนด์บริดจ์มาแต่ต้น จะเห็นว่าเงื่อนไขมีการปรับเปลี่ยนมาอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งแต่ก่อนมีการถามว่าเป็นการเช่าโครงการ 99 ปีหรือไม่ แต่ตอนนี้มีธงแล้วว่าจะเป็นการเช่า 50 ปี ซึ่งรัฐบาลก็ฟังเสียงของประชาชนที่ทักท้วงและท้วงติงจากภาคประชาชนด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้น พ.ร.บ.SEC ฉบับนี้มาจากการฟังจากประชาชนด้วย โดยในเร็ว ๆ นี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ รมว.คมนาคม จะลงพื้นที่ไปรับฟังและพูดคุย ซึ่งเราจะมีกระบวนการรับฟังความเห็น ไม่ว่าจะทางส่วนกระทรวงคมนาคมหรือองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น

รัฐบาลน้อมรับผลสำรวจ‘นิด้าโพล’

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงผลสำรวจนิด้าโพลในหัวข้อ“คนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์จะมาแล้ว” ที่พบว่ากลุ่มผู้ที่เคยรับรู้ข้อมูลโครงการ จำนวน 1,333 คน (เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก / เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง /เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย) ส่วนใหญ่ร้อยละ 67.22 เห็นด้วยกับโครงการ โดยแบ่งเป็น เห็นด้วยมาก 34.21% และค่อนข้างเห็นด้วย 33.01% ขณะที่มีประมาณร้อยละ 32.78ไม่เห็นด้วย สะท้อนทั้งโอกาสของโครงการและบทบาทของภาครัฐในการสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงหัวข้อ“การเคยได้ยินและความเข้าใจของคนภาคใต้เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์”ที่พบว่ากว่าครึ่ง หรือร้อยละ 54.53 เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อยว่านี่คือโจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งสื่อสารสร้างการรับรู้ ทั้งกลุ่มประชาชนที่ยังไม่เคยได้ยินหรือไม่เข้าใจ ให้เข้าถึงความข้อมูลมากยิ่งขึ้น

นายกฯย้ำทำความเข้าใจ-รับฟังทุกมิติ

“นายกรัฐมนตรีได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การตัดสินใจและการขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ” นางสาวรัชดา ฯ ระบุ

สำหรับ นักวิชาการและผู้สนใจหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นทั้งสนับสนุนและตั้งข้อสังเกตต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง แต่ความเห็นที่สอดคล้องกัน คือ โครงการแลนด์บริดจ์เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ทั้งด้านโลจิสติกส์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างงาน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับข้อคำถามสำคัญ อาทิ มูลค่าการลงทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ โดยทุกประเด็นต้องถูกศึกษาในรายละเอียด เพื่อกำหนดมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม ให้โครงการสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้

“นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกประเด็นต้องอธิบายได้อย่างชัดเจน แม้ภาพรวมจะได้รับการสนับสนุน แต่ยังมีข้อกังวลจากประชาชน ภาครัฐจึงต้องเร่งสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบและได้รับการยอมรับ” นางสาวรัชดา กล่าว

นักวิชาการมองเป็นโอกาส รบ.เดินหน้า

รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งนิด้าโพลระบุว่าประชาชนในภาคใต้ ไม่ขวางโครงการว่า มองว่าเป็นโอกาสของรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบายขนาดใหญ่ ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจที่ยังมีความท้าทาย อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนจำนวนมากที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม

ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารสาธารณะ เปิดเผยข้อมูลครบถ้วน และสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนในพื้นที่ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่น โดยเฉพาะในประเด็นผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและความคุ้มค่าของโครงการ ส่วนความเห็นที่แตกต่างแม้เกิดขึ้นภายในพรรคการเมืองเดียวกัน ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกในระบอบประชาธิปไตย เพราะสะท้อนถึงการตรวจสอบถ่วงดุลภายใน และยิ่งตอกย้ำความจำเป็นที่รัฐบาลต้องเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นอย่างจริงจัง

‘นรเศรษฐ์’ บี้รัฐบาลทบทวน

นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) กล่าวถึงการยื่นญัตติขอให้รัฐบาลทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์ต่อที่ประชุมวุฒิสภา ในวันที่5พ.ค.ว่า เป็นเรื่องที่สว.หลายคนสนใจ เตรียมไปหาข้อมูลมาอภิปราย สิ่งที่รัฐบาลให้เหตุผลเรื่องความเสี่ยงจากภาวะสงคราม ทำให้ช่องแคบการเดินเรือต่างๆถูกปิด หรือจำนวนเรือช่องแคบมะละกามีเพิ่มขึ้นจำเป็นต้องมีเส้นทางสำรองนั้น เป็นเหตุผลที่อ่อนเกินไป ไม่หนักแน่น ในภาวะสงครามทุกช่องแคบการเดินเรือ และเส้นทางที่มีความเชื่อมโยง มีโอกาสถูกปิดทั้งสิ้น อย่างโครงการแลนด์บริดจ์ถ้าไม่มีการวางสมดุลระหว่างประเทศมหาอำนาจให้ดี ประเทศไทยจะไปอยู่บนยุทธศาสตร์ความขัดแย้ง มีโอกาสถูกปิดเส้นทางได้ ถ้าเกิดสงคราม เหตุผลการเร่งผลักดันโครงการคืออะไร ทำไมต้องเร่งรีบผลักดัน ตอนแรกบอกเพื่อขยายตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจประเทศ ล่าสุดบอกเป็นความเสี่ยงเรื่องช่องแคบทางทะเล

ชี้ช่องโหว่เพียบ-เป็นจุดสลบ

นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ข้อมูลจากรายงานของสำนักนโยบายและแผนการขนส่งจราจร (สนข.)ในโครงการแลนด์บริดจ์มีความไม่สมบูรณ์ ไม่มีข้อมูลการคำนวณความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจนำมาจากไหน อ้างว่าจะมีเรือมาใช้เส้นทางแลนด์บริดจ์มากมายไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ ขัดแย้งกับรายงานของมหาวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์ระบุว่า โมเดลแลนด์บริดจ์มีรายละเอียดที่เป็นความเสี่ยง ต้องขนของขึ้นลงในการขนส่งหลายครั้ง ทำให้มีต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น ทำให้เรือไม่มาใช้บริการ ช่องโหว่ที่มากมายอาจไม่ใช่แค่จุดเสี่ยง แต่เป็นจุดสลบของโครงการก็ต้องถามว่า ทำไมต้องเร่งผลักดัน เพราะยังมีปัญหาเรื่องความคุ้มค่าการลงทุน ผลกระทบสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ทราบว่ารัฐบาลกำลังเร่งผลักดันร่างพ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC)ให้เสร็จในปีนี้ เพื่อเร่งรัดโครงการแลนด์บริดจ์ เพราะหากตั้งคณะ กรรมการชุดต่างๆ ขึ้นมาได้ จะช่วยยกเลิกกระบวนการกฎหมายต่างๆได้ ทำให้การตรวจสอบต่างๆอ่อนแอลง

เตรียมยื่นกระทู้ถามปมเร่งรีบ

นายนรเศรษฐ์กล่าวว่า ในวันที่11พ.ค.นี้ ได้ยื่นกระทู้ถาม นายพิพัฒน์ ให้มาตอบคำถามต่อที่ประชุมวุฒิสภา ถึงการเร่งรีบผลักดันโครงการ ถ้านายพิพัฒน์มั่นใจว่าเป็นโครงการที่ดี คุ้มค่าการลงทุน ขอให้กล้ามั่นใจมาตอบต่อที่ประชุมวุฒิสภาด้วย เพราะสิ่งที่ได้มากับสิ่งที่เสียไปเทียบกันไม่ได้ และหากโครงการไม่ประสบความสำเร็จ คนที่รับภาระคือ ประชาชน และชาวบ้านในพื้นที่ที่ต้องได้รับผลกระทบ

นายบรรจง นะแส อดีตนายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย เอ็นจีโอ และนักเคลื่อนไหว โพสต์ข้อความว่า ภาคใต้มีคนราวๆ 12 ล้าน แลนด์บริดจ์จะได้ทำงานสองแสน ในขณะที่ทำลายสิ่งแวดล้อม/อาชีพของผู้คนเป็นหลักล้าน.ถามตรงๆโครงการนี้เพื่อ?

ตั้ง‘เอกนิติ’ ปธ.ศึกษาโครงการฯ

ต่อมา เวลา 16.20 น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมพรรค ถึงโครงการแลนด์บริดจ์ ได้มีการเคลียร์กันหมดแล้วหรือไม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้มีความเห็นไม่ตรงกันระหว่าง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม กับนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีอะไร พูดกันคนละที ไม่มีปัญหา เรื่องแลนด์บริดจ์ ตนจะตั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง เป็นประธานคณะกรรมการในการศึกษา และเร่งสรุปผลการศึกษา ให้กลับมาภายใน 90 วัน เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของโลกในปัจจุบัน ซึ่งผลการศึกษาฉบับเก่าที่เคยทํามาสมัยก่อนนั้น ก็อยู่บนสถานการณ์ของโลกอีกบทหนึ่ง แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนแล้ว ความมั่นคงทางพลังงาน ความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ เราจะสามารถทําให้ประเทศไทยไม่ต้องมีผลกระทบใดๆ หรือมีให้น้อยที่สุด หากเกิดความขัดแย้ง หากเกิดสถานการณ์อะไรต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องของคนอื่น แล้วประเทศไทยเราต้องมาได้รับผลกระทบด้วย ก็ต้องหาจุดหายุทธศาสตร์อะไรต่าง ๆ ที่ทําให้ยืนอยู่บนลําแข้งของตัวเองได้ และถ้าจะมีผลกระทบให้มีน้อยที่สุด

ดูทุกรูปแบบให้เกิดความคุ้มค่า

เมื่อถามว่า การตั้งนายเอกนิติเพื่อให้ไปศึกษา จะเป็นรูปแบบPPP( การลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน ) ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็ต้องดูทุกรูปแบบ ดูทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งก็เริ่มการคุ้มค่าของการลงทุน เรื่องรูปแบบของโลจิสติกส์ ดูทั้งเรื่องของสิ่งที่จะมาผูกกับแลนด์บริดจ์ ถ้าจะไปเอาเฉพาะเรื่องของคาร์โก้ เรื่องคอนเทนเนอร์ เรื่องของการขนส่ง อาจจะไม่คุ้มทุน แต่ว่าจะไปดูทุนอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องดูในเรื่องความสะดวกมันอาจจะไม่คุ้มทุนตรงนี้ แต่มีเรื่องอื่นเข้ามาที่จะทําให้ภาพรวมทั้งหลายเกิดความคุ้มค่า ตรงนี้เป็นสิ่งที่นายเอกนิติจะไปศึกษา ตนให้ท่านเป็นคนเลือกหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะมาร่วมศึกษากับท่าน

ขอให้ใจเย็นๆ รอผลการศึกษาก่อน

เมื่อถามว่า ภายใน 90 วัน จะไฟนอลแล้วหรือไม่ จะไม่มีการศึกษาอะไรเพิ่มเติมจากนี้ นายกฯตอบว่า เดี๋ยวดูผลการศึกษาก่อน ขอให้ใจเย็นๆ แลนด์บริดจ์ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นวันพรุ่งนี้ มันเป็นนโยบาย ซึ่งจริงๆ เรื่องนี้สําหรับพรรคภูมิใจไทย หรือสําหรับแฟนๆ พรรคภูมิใจไทย ต้องถือว่าเป็นเรื่องเก่าด้วยซ้ํา เราพูดมาตั้งแต่ปี 2562 อยู่ในแผนการหาเสียง ปี 2562 และสมัยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรมว.คมนาคม ในรัฐบาลที่แล้ว ท่านก็ได้หยิบเรื่องนี้ขึ้นมา และตั้งใจที่จะทําให้ได้เกิดขึ้น ก็เป็นงานที่ต่อเนื่องกัน

เมื่อถามว่า ล่าสุดผลการสํารวจของนิด้าโพล ระบุว่าประชาชนในพื้นที่ภาคใต้เห็นด้วยแต่ยังไม่เข้าใจแลนด์บริดจ์ เท่าไหร่ นายกฯกล่าวว่า เราก็ต้องสื่อสารให้เห็นคุณประโยชน์ รัฐบาลจะทําอะไรต้องเกิดคุณประโยชน์กับประชาชน ต่อส่วนรวม ของประเทศ

ต้องขายความมั่นคงทางอาหารให้ทั่วโลก

เมื่อถามว่า ประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัด จะยื่นหนังสือคัดค้านกับสส.ในพื้นที่ว่า ไม่เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ นายกฯ กล่าวว่า “ครับ ก็มีคนเห็นด้วยครับ ทุกอย่างอยู่ที่ข้อมูล อยู่ที่ผลการศึกษา อยู่ที่การคุ้มทุน อยู่ที่จะหาพาร์ทเนอร์ มาเป็นลักษณะการลงทุนแบบไหน อยู่ที่รูปแบบ ประโยชน์ใช้สอยของโครงการแลนด์บริดจ์ จะมีประโยชน์ใช้สอยทําอย่างไรให้ได้มากที่สุด อย่างที่ผมเคยพูด เราไม่มีน้ำมัน แต่เรามีอาหาร ทุกๆวันนี้ประเทศไทยก็ต้องเริ่มที่จะหันไปขายความมั่นคงทางอาหารให้กับทั่วโลก เพราะฉะนั้นโครงการแบบนี้จะทําให้ระบบการขนส่ง ถ้าอาหารของเราเป็นอาหารสด เป็นผลไม้ เป็นพืชผลทางการเกษตร ถ้ามีโครงการแลนด์บริดจ์ สิ่งเหล่านี้จะทําให้ไปถึงที่หมายปลายทางได้เร็วกว่า เส้นทางเดิมหรือเปล่า”

นายกฯกล่าวต่อว่า ตอนนั้นที่เราพูดกันตอนปี2562 ไม่เคยมีใครมาขู่ว่าช่องแคบฮอร์มุซ จะปิด ช่องแคบมะละกาจะมีการเก็บค่าผ่านทาง ไม่เคยมีใครมาแสดงความเป็นเจ้าของอย่างนี้ เพราะฉะนั้นในเมื่อสิ่งเหล่านั้นมันเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบันนี้ เราก็ต้องมาดูว่า เราจะมีกลไกอันไหน มีทรัพยากรอันไหนที่จะทําให้เราไม่ต้องไปพึ่งพาคนที่ไม่พอใจ อะไรก็จะมาขู่ ไม่พอใจอะไรก็จะมาขึ้นนู่นขึ้นนั่น ประเทศไทยเราก็จะกินน้ำใต้ศอกอยู่ตลอด เราก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบของเราบ้าง

ลั่น ไม่เอื้อประโยชน์ใคร

เมื่อถามว่า มีข้อห่วงใยในเรื่องของการดําเนินการว่าอาจจะไปเอื้อประโยชน์ให้คนในหรือไม่ นายกฯ ตอบว่า” ผมว่าเอาแค่ตรงนี้ ก่อนดีกว่า เรื่องเอื้อพูดจนเบื่อแล้ว ไม่เคยเคยเห็นเอื้อใครสักที เข้ามา7-8 ปีก็ไม่เคยเอื้อใคร มีแต่คนเกลียดเอาเกลียดเอาทุกวัน มีแต่ขัดใจเขา ทําให้เขาโกรธ เพราะไม่ไปตามใจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ถ้าประเทศไม่ได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นเรื่องเอื้อ เอาพวกเอาพ้อง เอาเพื่อนฝูง เราพิสูจน์ให้เห็นแล้ว จนตอนนี้จะเหลือแต่สส.แล้ว เพื่อนข้างนอกไม่เหลือแล้ว

รัฐบาลจัดงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล

รัฐบาลจัดงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล

รัฐบาลจัดงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.42 น.

4 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569

โอกาสนี้ เมื่อนายกรัฐมนตรีและภริยา เดินทางมาถึงตึกสันติไมตรี (หลังนอก) นายกรัฐมนตรีถวายคำนับพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และถวายธูปเทียนแพ แล้วถวายคำนับ 1 ครั้ง จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถวายพระพรชัยมงคล ใจความว่า

เนื่องในโอกาสอันเป็นศุภมงคลสมัยวันฉัตรมงคล ที่เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่ง ข้าพระพุทธเจ้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในนามของคณะรัฐมนตรีพร้อมคู่สมรส คณะทูตานุทูต ข้าราชการ และพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า มีความปีติโสมนัสเป็นล้นพ้นที่ได้มาชุมนุมกัน เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดี และน้อมสำนึก ในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ในวันนี้

นับแต่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แห่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ ด้วยพระราชวิริยอุตสาหะและน้ำพระราชหฤทัย อันเปี่ยมด้วยพระเมตตาอาทร เพื่อมุ่งบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่พสกนิกรทุกหมู่เหล่า ทรงเป็นศูนย์รวมดวงใจไทยทั้งชาติ และเป็นหลักชัยแห่งความมั่นคงของแผ่นดิน พระราชกรณียกิจทั้งปวง ทั้งการสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริ ล้วนก่อให้เกิดความผาสุกสวัสดี เกิดสัมฤทธิผลสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน สมดั่งพระปฐมบรมราชโองการ “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”

ในวาระอันเป็นมงคลยิ่งนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคล ขออัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัยและอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากล โปรดอภิบาลบันดาลดลให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงพระเจริญพร้อมด้วย จตุรพิธพรชัย พระบรมเดชานุภาพ และพระบารมีเกริกไกรแผ่ไพศาล มีพระราชประสงค์จำนงหมายสิ่งใด ขอจงสฤษดิ์ดั่งพระราชหฤทัยปรารถนาสถิตสถาพรในไอศวรรย์ราชสมบัติ เป็นมิ่งขวัญปกเกล้าเหล่าพสกนิกรชาวไทยตราบนิรันดร์

ในโอกาสนี้ ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำผู้มีเกียรติที่มาในงานสโมสรสันนิบาตแห่งนี้ ร่วมดื่มถวายพระพรชัยมงคล แด่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เพื่อความเป็นสิริสวัสดิ์ พิพัฒนมงคลสืบไป ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ต่อจากนั้น วงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี จบแล้ว นายกรัฐมนตรีและผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานกล่าว “ทรงพระเจริญ” 3 ครั้ง เสร็จแล้ว นายกรัฐมนตรีและผู้มีเกียรติดื่มถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วงดนตรีบรรเลงเพลงสดุดีจอมราชา เป็นอันเสร็จพิธี

– 006

พรุ่งนี้ 5 โมงเย็น! ปชน.จ่อเปิดตัว ดร.โจ กรุงเทพง่ายๆ BYผู้ว่าประชาชน แพลมไต๋โปร 5 เดือน 5

พรุ่งนี้ 5 โมงเย็น! ปชน.จ่อเปิดตัว ดร.โจ กรุงเทพง่ายๆ BYผู้ว่าประชาชน แพลมไต๋โปร 5 เดือน 5

พรุ่งนี้ 5 โมงเย็น! ปชน.จ่อเปิดตัว ดร.โจ กรุงเทพง่ายๆ BYผู้ว่าประชาชน แพลมไต๋โปร 5 เดือน 5

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.43 น.

พรุ่งนี้ 5 โมงเย็น! ปชน.จ่อเปิดตัว ดร.โจ กรุงเทพง่ายๆ BYผู้ว่าประชาชน แพลมไต๋โปร 5 เดือน 5

เมื่อวันที่ 4 พ.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาชน (ปชน.) ถึงความเคลื่อนไหว ก่อนวันเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) ในนามพรรคประชาชน (ปชน.) อย่างเป็นทางการ 5 พ.ค.นี้ เวลา 17.00 น. ว่า ล่าสุด มีการเปลี่ยนสถานที่จัดงานจากเดิม จะใช้ที่มิวเซียมสยาม กทม. ได้เปลี่ยนมาใช้ ที่ The Mitr-ting room ชั้น 5 สามย่าน มิตรทาวน์ เป็นสถานที่เปิดตัว “ดร.โจ” นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ลงชิงชัยเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.ในนามพรรค ปชน. 

โดยมีการเริ่มเดบิวต์ปรากฏตัวต่อสาธารณะในงานกิจกรรมเดินรณรงค์ยื่นร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ของพรรค ปชน.จากสี่แยกบางโพ เข้าสู่สภาฯ เมื่อวันแรงงาน 1 พ.ค.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ พรรค ปชน.ได้โพสต์ข้อความสื่อสารผ่านเฟซบุ๊ก ว่า “กรุงเทพง่ายๆ BY ผู้ว่าประชาชน” ใช้ชีวิตในกรุงเทพทุกวันนี้ ยากมั้ย? เหนื่อยเกินไปรึเปล่า? เพราะเรารู้ว่าเมืองนี้ไม่ง่าย แม้ทุกคนจะต่อสู้ดิ้นรนเต็มที่ ก็ใช่ว่าจะได้มีชีวิตที่ดี ความฝันที่เรียบง่ายอย่างการมีโรงเรียนดีๆ ใกล้บ้านให้ลูก ใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน ขายของแบบสบายใจไม่ต้องจ่ายส่วย เดินอย่างปลอดภัยในซอยบ้านตัวเอง กลายเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ในกรุงเทพ พรรค ปชน.จึงขอเสนอ “กรุงเทพง่ายๆ” เมืองที่เป็น safety net โอบรับในทุกๆ วันของชีวิตคุณ

นอกจากนี้ สส.พรรคปชน. มีการโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับโปร 5 เดือน 5 อาทิ นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน.ได้แชร์โพสต์ของเพจเฟซบุ๊กพรรค ปชน.กรุงเทพ พร้อมกับเปิดเผย  ว่า วันที่ 5 เดือน 5 พบกับโปรใหม่จากพรรค ปชน. #กรุงเทพง่ายๆ  โดยโพสต์ดังกล่าวของเพจปชน.กรุงเทพ ได้ระบุว่า กรุงเทพโคตรยาก ที่เรารู้สึกว่าเมืองนี้ยากจัง อาจจะเพราะมันยากจริง พาพ่อแม่ออกไปหาหมอที่โรงบาลรัฐ  กลับบ้านหลังเลิกงาน ออมเงินแต่ละเดือนให้ได้ซักก้อน เดินกลับบ้านคนเดียวยามวิกาล  จะเปิดบริษัททำธุรกิจ กรุงเทพอาจจะมีตึกสวย มีรถไฟฟ้า นักท่องเที่ยวต่างไหลมาที่นี่ แต่เรื่องพื้นฐานที่จะทำให้ชีวิตในแต่ละวันของคนกรุงเทพนั้นเรียบง่ายนั้นอาจจะยังไม่ตอบโจทย์ชีวิตของคนกรุงเทพ อย่างที่เราเห็นจากข้อความข้างต้นว่า สำหรับคนกรุงเทพหลายๆ คน เมืองนี้ยังยากอยู่ 5 พ.ค. นี้ 5 โมงเย็น แคนดิเดตผู้ว่าของพรรคปชน. จะมานำเสนอวิสัยทัศน์เพื่อกรุงเทพที่ง่ายกว่า พบกันที่ The Mitr-ting room ชั้น 5 สามย่าน มิตรทาวน์ กรุงเทพง่ายๆ by ผู้ว่าประชาชน 

นายกฯ ตั้ง เอกนิติ ปธ.ศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ขีดกรอบ 90 วัน

นายกฯ ตั้ง เอกนิติ ปธ.ศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ขีดกรอบ 90 วัน

นายกฯ ตั้ง เอกนิติ ปธ.ศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ขีดกรอบ 90 วัน

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.17 น.

“นายกฯ”ตั้ง”เอกนิติ” ปธ.ศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ขีดกรอบ 90 วัน ยันเคยใช้หาเสียงปี 62 ชี้ภูมิรัฐศาสตร์โลกเปลี่ยน ต้องสร้างความสอดคล้องบริบทโลก ลั่น!ไม่เอื้อประโยชน์ใคร

4 พฤษภาคม 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมพรรค ถึงโครงการแลนด์บริดจ์ ได้มีการเคลียร์กันหมดแล้วหรือไม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้มีความเห็นไม่ตรงกันระหว่าง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม กับ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม โดย นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีอะไร พูดกันคนละที ไม่มีปัญหา เรื่องแลนด์บริดจ์ ตนจะตั้ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง เป็นประธานคณะกรรมการในการศึกษา และเร่งสรุปผลการศึกษา ให้กลับมาภายในเ 90 วัน เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของโลกในปัจจุบัน ซึ่งผลการศึกษาฉบับเก่าที่เคยทํามาสมัยก่อนนั้น ก็อยู่บนสถานการณ์ของโลกอีกบทหนึ่ง แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนแล้ว ความมั่นคงทางพลังงาน ความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ เราจะสามารถทําให้ประเทศไทยไม่ต้องมีผลกระทบใดๆ หรือมีให้น้อยที่สุด หากเกิดความขัดแย้ง หากเกิดสถานการณ์อะไรต่างๆ ที่เป็นเรื่องของคนอื่น แล้วประเทศไทยเราต้องมาได้รับผลกระทบด้วย ก็ต้องหาจุดหายุทธศาสตร์อะไรต่างๆ ที่ทําให้ยืนอยู่บนลําแข้งของตัวเองได้ และถ้าจะมีผลกระทบให้มีน้อยที่สุด

เมื่อถามว่า การตั้งนายเอกนิติ เพื่อให้ไปศึกษา จะเป็นรูปแบบ PPP (การลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน) ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็ต้องดูทุกรูปแบบ ดูทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งเรื่องการคุ้มค่าของการลงทุน เรื่องรูปแบบของโลจิสติกส์ ดูทั้งเรื่องของสิ่งที่จะมาผูกกับแลนด์บริดจ์ ถ้าจะไปเอาเฉพาะเรื่องของคาร์โก้ เรื่องคอนเทนเนอร์ เรื่องของการขนส่ง อาจจะไม่คุ้มทุน แต่ว่าจะไปดูทุนอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องดูในเรื่องความสะดวกมันอาจจะไม่คุ้มทุนตรงนี้ แต่มีเรื่องอื่นเข้ามาที่จะทําให้ภาพรวมทั้งหลายเกิดความคุ้มค่า ตรงนี้เป็นสิ่งที่นายเอกนิติ จะไปศึกษา ตนให้ท่านเป็นคนเลือกหน่วยงานต่างๆ ที่จะมาร่วมศึกษากับท่าน

เมื่อถามว่า ภายใน 90 วัน จะไฟนอลแล้วหรือไม่ จะไม่มีการศึกษาอะไรเพิ่มเติมจากนี้ นายกฯ ตอบว่า เดี๋ยวดูผลการศึกษาก่อน ขอให้ใจเย็นๆ แลนด์บริดจ์ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นวันพรุ่งนี้ มันเป็นนโยบาย ซึ่งจริงๆ เรื่องนี้สําหรับพรรคภูมิใจไทย หรือสําหรับแฟนๆ พรรคภูมิใจไทย ต้องถือว่าเป็นเรื่องเก่าด้วยซ้ำ เราพูดมาตั้งแต่ปี 2562 อยู่ในแผนการหาเสียงปี 2562 และสมัย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรมว.คมนาคม ในรัฐบาลที่แล้ว ท่านก็ได้หยิบเรื่องนี้ขึ้นมา และตั้งใจที่จะทําให้ได้เกิดขึ้น ก็เป็นงานที่ต่อเนื่องกัน

เมื่อถามว่า ล่าสุดผลการสํารวจของนิด้าโพล ระบุว่า ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้เห็นด้วย แต่ยังไม่เข้าใจแลนด์บริดจ์เท่าไหร่ นายกฯ กล่าวว่า เราก็ต้องสื่อสารให้เห็นคุณประโยชน์ รัฐบาลจะทําอะไรต้องเกิดคุณประโยชน์กับประชาชน ต่อส่วนรวมของประเทศ

เมื่อถามว่า ประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัด จะยื่นหนังสือคัดค้านกับ สส.ในพื้นที่ ว่าไม่เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ นายกฯ กล่าวว่า “ครับ ก็มีคนเห็นด้วยครับ ทุกอย่างอยู่ที่ข้อมูล อยู่ที่ผลการศึกษา อยู่ที่การคุ้มทุน อยู่ที่จะหาพาร์ตเนอร์ มาเป็นลักษณะการลงทุนแบบไหน อยู่ที่รูปแบบ ประโยชน์ใช้สอยของโครงการแลนด์บริดจ์ จะมีประโยชน์ใช้สอยทําอย่างไรให้ได้มากที่สุด อย่างที่ผมเคยพูด เราไม่มีน้ำมัน แต่เรามีอาหาร ทุกๆ วันนี้ประเทศไทยก็ต้องเริ่มที่จะหันไปขายความมั่นคงทางอาหารให้กับทั่วโลก เพราะฉะนั้นโครงการแบบนี้จะทําให้ระบบการขนส่ง ถ้าอาหารของเราเป็นอาหารสด เป็นผลไม้ เป็นพืชผลทางการเกษตร ถ้ามีโครงการแลนด์บริดจ์ สิ่งเหล่านี้จะทําให้ไปถึงที่หมายปลายทางได้เร็วกว่าเส้นทางเดิมหรือเปล่า” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวต่อว่า ตอนนั้นที่เราพูดกันตอนปี 2562 ไม่เคยมีใครมาขู่ว่าช่องแคบฮอร์มุซจะปิด ช่องแคบมะละกาจะมีการเก็บค่าผ่านทาง ไม่เคยมีใครมาแสดงความเป็นเจ้าของอย่างนี้ เพราะฉะนั้นในเมื่อสิ่งเหล่านั้นมันเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบันนี้ เราก็ต้องมาดูว่า เราจะมีกลไกอันไหน มีทรัพยากรอันไหนที่จะทําให้เราไม่ต้องไปพึ่งพาคนที่ไม่ไม่พอใจ อะไรก็จะมาขู่ ไม่พอใจอะไรก็จะมาขึ้นนู่นขึ้นนั่น ประเทศไทยเราก็จะกินน้ําใต้ศอกอยู่ตลอด เราก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบของเราบ้าง

เมื่อถามว่า มีข้อห่วงใยในเรื่องของการดําเนินการว่าอาจจะไปเอื้อประโยชน์ให้คนในหรือไม่ นายกฯ ตอบว่า “ผมว่าเอาแค่ตรงนี้ก่อนดีกว่า เรื่องเอื้อพูดจนเบื่อแล้ว ไม่เคยเห็นเอื้อใครสักที เข้ามา 7 – 8 ปี ก็ไม่เคยเอื้อใคร มีแต่คนเกลียดเอาเกลียดเอาทุกวัน มีแต่ขัดใจเขา ทําให้เขาโกรธ เพราะไม่ไปตามใจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ถ้าประเทศไม่ได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นเรื่องเอื้อ เอาพวกเอาพ้อง เอาเพื่อนฝูง เราพิสูจน์ให้เห็นแล้ว จนตอนนี้จะเหลือแต่ สส.แล้ว เพื่อนข้างนอกไม่เหลือแล้ว

บี้รัฐทบทวน แลนด์บริดจ์ !! นรเศรษฐ์ ซัดอย่าอ้างสงคราม ฟังไม่ขึ้น จ่อเรียก พิพัฒน์ แจง

บี้รัฐทบทวน แลนด์บริดจ์ !! นรเศรษฐ์ ซัดอย่าอ้างสงคราม ฟังไม่ขึ้น จ่อเรียก พิพัฒน์ แจง

บี้รัฐทบทวน แลนด์บริดจ์ !! นรเศรษฐ์ ซัดอย่าอ้างสงคราม ฟังไม่ขึ้น จ่อเรียก พิพัฒน์ แจง

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.10 น.

‘นรเศรษฐ์’ บี้รัฐบาลทบทวน ‘แลนด์บริดจ์’ อย่าอ้างเรื่องสงคราม ‘ปิดช่องแคบ’ ฟังไม่ขึ้น เตือนเอาประเทศไปเสี่ยงเป็นสมรภูมิขัดแย้ง ลั่นข้อมูล สนข. ไม่สมบูรณ์ แฉร่างพ.ร.บ. SEC ส่อแววเลี่ยงตรวจสอบสิทธิชุมชน เตรียมเรียก ‘พิพัฒน์’ ชี้แจง11พ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 4 พ.ค.2569 นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงการยื่นญัตติขอให้รัฐบาลทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์ต่อที่ประชุมวุฒิสภา ในวันที่ 5 พ.ค.ว่า เป็นเรื่องที่สว.หลายคนสนใจ เตรียมไปหาข้อมูลมาอภิปราย สิ่งที่รัฐบาลให้เหตุผลเรื่องความเสี่ยงจากภาวะสงคราม ทำให้ช่องแคบการเดินเรือต่างๆ ถูกปิด หรือจำนวนเรือช่องแคบมะละกามีเพิ่มขึ้นจำเป็นต้องมีเส้นทางสำรองนั้น เป็นเหตุผลที่อ่อนเกินไป ไม่หนักแน่น ในภาวะสงครามทุกช่องแคบการเดินเรือ และเส้นทางที่มีความเชื่อมโยง มีโอกาสถูกปิดทั้งสิ้น อย่างโครงการแลนด์บริดจ์ถ้าไม่มีการวางสมดุลระหว่างประเทศมหาอำนาจให้ดี ประเทศไทยจะไปอยู่บนยุทธศาสตร์ความขัดแย้ง มีโอกาสถูกปิดเส้นทางได้ ถ้าเกิดสงคราม เหตุผลการเร่งผลักดันโครงการคืออะไร ทำไมต้องเร่งรีบผลักดัน ตอนแรกบอกเพื่อขยายตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจประเทศ ล่าสุดบอกเป็นความเสี่ยงเรื่องช่องแคบทางทะเล

นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ข้อมูลจากรายงานของสำนักนโยบายและแผนการขนส่งจราจร (สนข.)ในโครงการแลนด์บริดจ์มีความไม่สมบูรณ์ ไม่มีข้อมูลการคำนวณความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจนำมาจากไหน อ้างว่าจะมีเรือมาใช้เส้นทางแลนด์บริดจ์มากมายไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ ขัดแย้งกับรายงานของมหาวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์ระบุว่า โมเดลแลนด์บริดจ์มีรายละเอียดที่เป็นความเสี่ยง ต้องขนของขึ้นลงในการขนส่งหลายครั้ง ทำให้มีต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น ทำให้เรือไม่มาใช้บริการ ช่องโหว่ที่มากมายอาจไม่ใช่แค่จุดเสี่ยง แต่เป็นจุดสลบของโครงการก็ต้องถามว่า ทำไมต้องเร่งผลักดัน เพราะยังมีปัญหาเรื่องความคุ้มค่าการลงทุน ผลกระทบสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ทราบว่ารัฐบาลกำลังเร่งผลักดันร่างพ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC)ให้เสร็จในปีนี้ เพื่อเร่งรัดโครงการแลนด์บริดจ์ เพราะหากตั้งคณะ กรรมการชุดต่างๆขึ้นมาได้ จะช่วยยกเลิกกระบวนการกฎหมายต่างๆได้ ทำให้การตรวจสอบต่างๆอ่อนแอลง

นายนรเศรษฐ์กล่าวว่า ในวันที่11พ.ค.นี้ ได้ยื่นกระทู้ถามนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ให้มาตอบคำถามต่อที่ประชุมวุฒิสภา ถึงการเร่งรีบผลักดันโครงการ ถ้านายพิพัฒน์มั่นใจว่าเป็นโครงการที่ดี คุ้มค่าการลงทุน ขอให้กล้ามั่นใจมาตอบต่อที่ประชุมวุฒิสภาด้วย เพราะสิ่งที่ได้มากับสิ่งที่เสียไปเทียบกันไม่ได้ และหากโครงการไม่ประสบความสำเร็จ คนที่รับภาระคือ ประชาชน และชาวบ้านในพื้นที่ที่ต้องได้รับผลกระทบ

แค่ขอโทษไม่พอ สส.พิชานนท์ ซัดพรรคส้ม ปมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน

แค่ขอโทษไม่พอ สส.พิชานนท์ ซัดพรรคส้ม ปมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน

แค่ขอโทษไม่พอ สส.พิชานนท์ ซัดพรรคส้ม ปมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.39 น.

หัวอกคนเคยเป็นกำนัน! “สส.พิชานนท์”ซัด”พรรคส้ม” ปม สส.ตัวเองปากพล่อยลามชงตรวจฉี่”กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน”ทั่วประเทศ ตัวการค้ายาเสพติด แค่ขอโทษไม่พอ ทำเสียขวัญกำลังใจทำงาน กระตุกสำนึกรับผิดชอบ รู้อยู่แก่ใจว่าต้องทำยังไง

4 พฤษภาคม 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายพิชานนท์ อิงประสาร สส.ตราด พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่ นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.) เสนอในการประชุมสภาฯ เมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา ให้มีการตรวจปัสสาวะกำนันและผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ เพื่อหาสารเสพติด เนื่องจากกำนันและผู้ใหญ่บ้านมีส่วนเกี่ยวข้องในการค้ายาเสพติด ว่า ก่อนตนจะมาเป็น สส. ตนเคยเป็นกำนัน ต.บ่อพลอย อ.บ่อไร่ จ.ตราด เคยเป็นอุปนายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้าน จ.ตราด ตามที่ สส.พรรคประชาชน อภิปรายไป ตนรู้สึกไม่สบายใจ และได้รับสายจากพี่น้องกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จากการอภิปรายแบบนี้ มันทำให้เสียขวัญกำลังใจต่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยฯ สารวัตรฯ ทั่วประเทศ เราเป็นองค์กรใหญ่ในการขับเคลื่อนของประเทศ ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด รับงานทุกกระทรวง ทบวง กรม เราไม่มีเงินเดือน มีเพียงค่าตอบแทน ทึ่ผ่านมากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รับการสุ่มตรวจหาสารเสพติดเป็นประจำจากทางอำเภอในการประชุมประจำเดือน เราเป็นหน่วยงานคอบบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชน ทำหน้าที่คอยป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตอนตนเป็นกำนันก็เคยมีผลงานนำจับการลักลอบขนยาเสพติดในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง

“เรื่องนี้เป็นเรื่องสะเทือนใจกับพี่น้องกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทั่วประเทศ เพราะทุกคนต้องการกำลังใจในการทำงาน พอเรื่องนี้เกิดมันกระทบจิตใจ ผมเข้าใจหัวอกคนเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพราะกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แต่งตั้งมาจากในหลวงรัชกาลที่ 5” นายพิชานนท์ กล่าว

นายพิชานนท์ กล่าวด้วยว่า ตนคิดว่าพรรคประชาชนที่เป็นต้นสังกัด สส.คนที่ออกมาอภิปราย รวมถึงผู้อภิปราย ควรมีมาตรการเพื่อแสดงความรับผิดชอบเรื่องนี้ ส่วนกรณีที่พรรคประชาชนออกแถลงการณ์ขอโทษกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นั้น ส่วนตัวตนคิดว่าถ้าตนเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตนคิดว่ายังไม่เพียงพอต่อผลกระทบทางจิตใจที่พวกเขาได้รับ วันนี้เรามาเป็น สส.ในสภาฯ มี 500 คน ก่อนที่จะพูดอะไรไม่ว่าจะกระทบองค์กรไหนทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทหาร หรือแม้แต่ตัว สส.เอง ต้องพิจารณาคำพูดให้ดี เพราะคำพูดเป็นนาย

“เป็น สส.การแสดงความรับผิดชอบท่านน่าจะรู้อยู่แก่ใจ เพราะถ้าส่วนตัวได้พูดอะไรออกไป แล้วผิดพลาดถึงขนาดนี้ทำให้เสียขวัญกำลังใจ ผมก็รู้ตัวเองดีว่าจะรับผิดชอบอย่างไร เราต้องเข้าใจหัวอก คนเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งผมเข้าใจดี ตอนที่มีเหตุปะทะระหว่างไทย – กัมพูชา ถ้าใครไม่ได้ทำงานพิทักษ์ส่วนหลัง คงไม่ทราบว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เหน็ดเหนื่อยแค่ไหน ค่าตอบแทนที่ได้รับแทบจะไม่เพียงพอต่อการยังชีพ แต่เรามีเกียรติและศักดิ์ศรี” นายพิชานนท์ กล่าว

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระพุทธเจ้ากับความตาย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระพุทธเจ้ากับความตาย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระพุทธเจ้ากับความตาย

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.22 น.

ในโลกที่วิทยาการก้าวล้ำไปไกลถึงขั้นที่เตรียมจะไปตั้งรกรากบนดาวอังคาร แต่มีสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ทุกยุคสมัยยังคงต้องเผชิญและหนีไม่พ้น นั่นคือ “ความตาย” ซึ่งเป็นบาดแผลทางใจที่ลึกล้ำและเยียวยายากที่สุดเสมอ

ท่ามกลางความวุ่นวายของสังคมปัจจุบัน    มีคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องความตายเมื่อกว่า  2,500 ปีก่อนที่ยังคงใช้ได้จริงถึงในปัจจุบัน    คำสอนดังกล่าว ถูกซ่อนอยู่ในเรื่องราวของหญิงที่ชื่อ “กีสาโคตมี”

“กีสาโคตมี” คือหญิงชาวเมืองสาวัตถี สมัยพุทธกาล ที่ต้องสูญเสียบุตรชายเพียงคนเดียวไปอย่างกะทันหัน ความรักที่มีต่อลูกทำให้นางไม่อาจยอมรับความจริงได้ นางอุ้มศพลูกที่เริ่มเน่าเปื่อยออกเดินไปทั่วเมือง เพื่อขอความช่วยเหลือให้ใครก็ได้ช่วยชุบชีวิตลูกของนางให้ฟื้นคืนมา 

นางได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า โดยพระองค์มิได้ทรงปฏิเสธหรือสั่งสอนด้วยหลักธรรมที่เข้าใจยาก   แต่ทรงใช้ “กุศโลบาย” ที่ลุ่มลึก โดยตรัสให้นางไปหา “เมล็ดผักกาด” จากบ้านที่ไม่เคยมีคนตายมาก่อนมาทำยา

นางกีสาโคตมีมีความหวังอีกครั้ง นางเดินไปเคาะประตูบ้านทุกหลังในเมือง แต่ทุกบ้านกลับตอบเหมือนกันว่า: “เมล็ดผักกาดนั้นทุกบ้านมีอยู่ แต่ทุกบ้านของเราล้วนเคยมีคนตายมาแล้วทั้งสิ้น “

การเดินเคาะประตูทุกบ้าน    ทำให้ความโศกเศร้าที่บังตาค่อยๆ จางหายไป นางกีสาโคตมีเริ่มตระหนักว่าความตายไม่ใช่เรื่องของนางคนเดียว แต่เป็น “กฎธรรมชาติ” ที่เกิดขึ้นกับทุกชีวิต สุดท้ายนางจึงวางร่างลูกชายลงและเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ จนกลายเป็นพระอรหันต์เถรีในที่สุด

บทเรียนล้ำค่าที่ ‘คนยุคใหม่’ ควรยึดถือจากกีสาโคตมีสูตร เราสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ดังนี้:

1.ความตายคือ “ความเท่าเทียม” ที่แท้จริง: ไม่ว่าจะเป็นคนที่รวย ล้นฟ้า มีอำนาจ หรือเป็นเพียงคนธรรมดา ทุกคนมีจุดหมายปลายทางเดียวกันคือความแตกดับ

2.อนิจจังคือความจริงของโลก: ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมมีความเสื่อมและดับไป การทำใจยอมรับล่วงหน้าจะช่วยลดแรงกระแทกเมื่อวันนั้นมาถึง

3.การเรียนรู้ด้วยปัญญา: พระพุทธเจ้าไม่ได้บังคับให้เชื่อ แต่ทรงให้ “ลงมือทำ” เพื่อให้เห็นความจริงด้วยตนเอง การเผชิญหน้ากับความจริงคือจุดเริ่มต้นของการเยียวยา

4.อย่ายึดติดจนลืมปัจจุบัน: การยึดติดในสิ่งที่ไม่เที่ยงนำมาซึ่งความทุกข์ล้นพ้น การเข้าใจความจริงจะช่วยให้เราเห็นคุณค่าของ “ปัจจุบันขณะ” มากขึ้น

เรื่องนี้ตรงกับการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ ข้อการฟังธรรม (ธรรมสวนมัย)  การที่นางกีสาโคตรมี   เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อขอให้ชุบชีวิตลูก และยอมรับฟังคำแนะนำ (กุศโลบาย) ของพระองค์ จนนำไปสู่การพิจารณาความจริงของชีวิต ว่าการเกิดแก่เจ็บตายเป็นธรรมดาที่ทุกคนต้องประสบ 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนเราต้อง “กล้าเผชิญหน้ากับความจริง”  เพราะหากเรายอมรับความจริงของชีวิตได้ ความทุกข์จะเบาบางลงเสมอ

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย” This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

Sakamoto Math เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในประเทศไทยชวนผู้ปกครองและบุตรหลานมาสัมผัสการเรียนคณิตศาสตร์ในมุมใหม่จากญี่ปุ่น

Sakamoto Math เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในประเทศไทยชวนผู้ปกครองและบุตรหลานมาสัมผัสการเรียนคณิตศาสตร์ในมุมใหม่จากญี่ปุ่น

Sakamoto Math เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในประเทศไทยชวนผู้ปกครองและบุตรหลานมาสัมผัสการเรียนคณิตศาสตร์ในมุมใหม่จากญี่ปุ่น

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.09 น.

Sakamoto Math สถาบันสอนเสริมคณิตศาสตร์จากญี่ปุ่น เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยในงาน “Sakamoto Math Grand Opening Thailand” วันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2569 ณ ลิตเติ้ลวอล์ค รามคำแหง กรุงเทพฯ เพื่อชวนผู้ปกครองและบุตรหลานมาสัมผัสแนวทางการเรียนคณิตศาสตร์อย่างเป็นระบบผ่าน Sakamoto Method ภายใต้คอนเซปต์ “Smart Summer Kick-Off: ทุกโจทย์มีทางแก้” ที่มุ่งช่วยให้เด็กคิดเป็น วิเคราะห์เป็น และแก้ปัญหาได้อย่างมั่นใจ

สำหรับเด็กหลายคน “โจทย์ยาก” ไม่ได้ยากเพราะตัวเลขเสมอไป แต่อาจยากเพราะยังไม่รู้จะเริ่มคิดจากตรงไหน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Sakamoto Math ต้องการพาเด็ก ๆ มารู้จักการเรียนคณิตในมุมใหม่ ที่ไม่ได้เน้นแค่คำตอบถูก แต่เน้นการมองโจทย์ให้เป็น คิดอย่างมีขั้นตอน และค่อย ๆ ไปสู่คำตอบอย่างมั่นใจ

Sakamoto Math ก่อตั้งโดย ดร. ฮิเดโอะ ซากาโมโตะ ที่เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ในปีพ.ศ. 2518      และพัฒนาเป็น Sakamoto Method วิธีเรียนที่ช่วยให้เด็กเข้าใจโจทย์ผ่านขั้นตอนสำคัญอย่างการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของโจทย์ (Grasp the Relation), การวาดแผนภาพช่วยคิด (Diagram), การเขียนแสดงลำดับเหตุผล (Writing) และการหาคำตอบที่ถูกต้องแม่นยำ (Accurate and Correct Answer) พร้อมเสริมทักษะ     ด้านการคิดเชิงเหตุผล การวิเคราะห์ และการมองภาพอย่างเป็นธรรมชาติ

ดร. ฮิเดโอะ ซากาโมโตะ ผู้ก่อตั้ง Sakamoto Math ได้กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการคิดค้นหลักสูตรนี้ว่า “ปัญหาที่เด็กทุกยุคทุกสมัยมักจะต้องเผชิญเหมือนกันคือ ความรู้สึกเกลียดและกลัววิชาคณิตศาสตร์ ผมจึงตั้งใจพัฒนา Sakamoto Method ขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนมุมมองนี้ เพราะแท้จริงแล้ว การเรียนเลขไม่ใช่แค่การหาคำตอบที่ถูกต้องหรือการมุ่งใช้เครื่องคิดเลข แต่หัวใจสำคัญคือ ‘การจัดระเบียบระบบความคิด’ (Systematic Thinking)    ผมเชื่อมั่นว่าวิธีนี้จะช่วยให้เด็กไทยก้าวข้ามความกลัวคณิตศาสตร์ เข้าใจกระบวนการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล        และสนุกไปกับการแก้ปัญหาที่ประยุกต์ใช้ได้จริง”

ปัจจุบัน Sakamoto Math มีเครือข่ายการเรียนรู้ในหลายประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และเมียนมา ก่อนเดินหน้าสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยหลักสูตรยังได้รับการรับรองในสิงคโปร์ และมีการใช้งานจริงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับนักเรียนมากกว่า 20,000 คน

อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญคือมีงานวิจัยรองรับ โดยงานวิจัยใน ASM Science Journal (2020) พบว่า นักเรียนประถมที่เรียนด้วยวิธีนี้มีผลการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคะแนนเฉลี่ยเพิ่มจาก 67.94 เป็น 82.86 และยังมีทัศนคติเชิงบวกต่อการเรียนมากกว่าวิธีสอนแบบเดิม สะท้อนว่า Sakamoto Method ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดการสอน แต่สามารถนำไปใช้จริงและเห็นผลได้อย่างชัดเจน

ในระดับนานาชาติ Sakamoto ยังมีกิจกรรมและเวทีอย่าง World Math Competition และกิจกรรม graduation ในหลายประเทศ ซึ่งช่วยตอกย้ำภาพของแบรนด์ในฐานะ learning community ที่เปิดโลกการเรียนรู้ให้เด็ก ๆ ได้เห็นไกลกว่าห้องเรียนทั่วไป

ด้านเจริญ เพ็งสถาพร ผู้บริหารแฟรนไชส์หลักในประเทศไทย ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในการนำแบรนด์เข้ามาในไทยว่า “เราตัดสินใจนำ Sakamoto Math เข้ามาในประเทศไทย เพราะเล็งเห็นว่าเด็กไทยมีศักยภาพที่สูงมากหากได้รับการปูพื้นฐานวิธีคิดที่ถูกต้อง เราคาดหวังว่าการเรียนด้วยวิธีนี้จะมอบเครื่องมือที่ช่วยให้เด็กๆ ไม่เพียงแต่เรียนคณิตศาสตร์ในห้องเรียนได้ดีขึ้น แต่ยังได้รับทักษะการคิดวิเคราะห์ที่จะติดตัวไปตลอดชีวิต พร้อมเผชิญหน้ากับโจทย์ความท้าทายใหม่ๆ ในอนาคตได้อย่างมั่นใจ”

ด้านรูปแบบคอร์สเรียนของ Sakamoto Math Thailand หลักสูตรมีระยะเวลา 1 ปีต่อ 1 ระดับชั้น ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 หรือเกรด 1 – 6 เรียนแบบกลุ่มเล็ก 5–6 คนต่อห้อง เพื่อให้ครูดูแลได้อย่างใกล้ชิด และเรียนสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง ช่วยให้เด็กพัฒนาการคิดอย่างต่อเนื่องในบรรยากาศที่ไม่กดดัน

ภายในงานเปิดตัวสถาบันเป็นครั้งแรกในประเทศไทยครั้งนี้ มีเหล่าผู้ปกครองคนดังพาลูกหลานที่ชื่นชอบคณิตศาสตร์ มาร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ ฐิตินันท์ เกียรติไพบูลย์ และบุตรสาว วรวลัญช์ บุญสอง, วิสารัตน์ ชุณหะวัต และบุตรชาย ณบวร ปัทมสัตยาสนธิ, ม.ร.ว. จันทรลดา ยุคล อุบลเดชประชารักษ์, นภาลักษณ์ ศรีสอ้าน, อรชุมา ดุรงค์เดช พร้อมบุตรชาย ภูริช ปรีดานนท์ , รวิวัลย์ ทานาก้า และลูกชาย อาคิฬา ทานาก้า, อัจฉรา รัตนธนาสาร ที่พาลูกๆ ทั้ง 3 คน ได้แก่ กัญจน์, กรณ์ และปริม พร้อมพัฒน์ มาร่วมเปิดประสบการณ์

เด็ก ๆ ยังได้ร่วมกิจกรรม 3 ห้อง 3 ภารกิจ ที่ออกแบบมาให้ได้ลงมือคิดจริง โดยมี ดร. ฮิเดโอะ ซากาโมโตะ และมร. เจฟฟ์ เลฟคี ผู้ก่อตั้ง ซากาโมโตะ เวิลด์ไวด์ พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและเป็นกันเอง ขณะที่ผู้ปกครองได้ทำความรู้จักหลักสูตรอย่างใกล้ชิด 

งานนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปิดตัวสถาบันสอนเสริมคณิตศาสตร์ แต่คือการเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับครอบครัวและเด็กไทย ที่มองหาการเรียนรู้ซึ่งไม่หยุดอยู่แค่การหาคำตอบ แต่ช่วยวางรากฐานการคิด วิเคราะห์ และการแก้ปัญหาให้กับเด็กในระยะยาว สำหรับผู้ปกครองที่สนใจสามารถชมรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Sakamoto Math Thailand ได้ที่ FB: SakamotoMathThailand หรือติดต่อสอบถามได้ที่ โทร/LINE: 096-139-9990

#SakamotoMathThailand #SakamotoGrandOpening