ผู้เชี่ยวชาญชี้ยุโรปร้อนขึ้น ไวรัสเวสต์ไนล์ระบาดไกลขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญชี้ยุโรปร้อนขึ้น ไวรัสเวสต์ไนล์ระบาดไกลขึ้น

19 ก.ย. 2569 10:28 น.

ผู้เชี่ยวชาญชี้ยุโรปร้อนขึ้น ไวรัสเวสต์ไนล์ระบาดไกลขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญชี้ยุโรปร้อนขึ้น เอื้อยุงแพร่เชื้อ ทำไวรัสเวสต์ไนล์แพร่ระบาดไกลกว่าเดิม อิตาลีพบติดเชื้อแล้วกว่า 650 ราย ขณะที่หลายประเทศยุโรปเริ่มพบผู้ติดเชื้อมากขึ้น 

อากาศที่ร้อนขึ้นและฤดูร้อนที่ยาวนานกว่าเดิม กำลังเปิดทางให้ยุงแพร่เชื้อไวรัสเวสต์ไนล์ ในยุโรปได้กว้างขึ้นและยาวนานขึ้น โดยอิตาลีพบผู้ติดเชื้อแล้วมากกว่า 650 รายในปีนี้ หรือคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมดที่มีรายงานในยุโรป

หน่วยงานสาธารณสุขของอิตาลีระบุว่า อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นกำลังช่วยให้ยุงขยายพันธุ์ได้ดีขึ้น และทำให้ช่วงเวลาที่ไวรัสสามารถแพร่เชื้อยาวนานขึ้น ขณะที่ อันโตนิโน เบลลา นักวิจัยจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติอิตาลี (ISS) กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ส่งผลให้ยุงขยายพันธุ์ได้มากขึ้นและยืดฤดูการแพร่เชื้อออกไป

แม้จำนวนผู้ติดเชื้อในอิตาลีจะอยู่ในระดับสูง แต่ผู้เชี่ยวชาญยังไม่ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่น่าตื่นตระหนก เนื่องจากไวรัสเวสต์ไนล์ถือเป็นโรคประจำถิ่นในอิตาลีมาตั้งแต่ปี 2020 หลังจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และปัจจุบันมีการพบผู้ติดเชื้อเป็นประจำในช่วงฤดูร้อนต่อเนื่องถึงต้นฤดูใบไม้ร่วง

ผู้ติดเชื้อประมาณ 80% ไม่แสดงอาการ ส่วนใหญ่ของผู้ที่มีอาการจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ขณะที่ผู้ติดเชื้อส่วนน้อยอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทอย่างรุนแรง โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า จำนวนผู้ติดเชื้อในอิตาลีปีนี้โดยรวมยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่ก่อนหน้านี้แทบไม่พบโรค เริ่มมีรายงานผู้ติดเชื้อมากขึ้น สะท้อนแนวโน้มการแพร่กระจายของไวรัสไปยังพื้นที่ใหม่ทั่วประเทศ

ประสบการณ์ของอิตาลีกำลังได้รับความสนใจจากประเทศยุโรปที่อยู่ทางตอนเหนือ โดยทีมวิจัยจากเบลเยียมเดินทางไปศึกษาระบบวิจัยและเฝ้าระวังโรคของอิตาลี หลังเบลเยียมเริ่มพบผู้ติดเชื้อไวรัสเวสต์ไนล์ที่ติดเชื้อภายในประเทศ

ขณะที่เนเธอร์แลนด์พบผู้ติดเชื้อไวรัสเวสต์ไนล์แล้วมากกว่า 20 รายในปีนี้ ซึ่งเป็นการพบผู้ติดเชื้อครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2020 และยังมีรายงานผู้เสียชีวิตหลายราย ตามข้อมูลของสถาบันสาธารณสุขเนเธอร์แลนด์

มาร์ก-อแลง วิดโดว์สัน หัวหน้าฝ่ายภัยคุกคามจากโรคระบาด โรคติดต่อ และการดื้อยาต้านจุลชีพ ประจำสำนักงานองค์การอนามัยโลก (WHO) ภูมิภาคยุโรประบุว่า ไวรัสสามารถแพร่ไปยังประเทศอื่นได้ แต่ไม่ควรสรุปว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยเดียวที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาด โดยยังมีทั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินที่อาจสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการแพร่เชื้อ

ก่อนหน้านี้ในเดือนมิถุนายน ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งยุโรป (ECDC) เตือนว่า ยุโรปกำลังเผชิญแนวโน้มอุณหภูมิสูงขึ้น ขณะที่คลื่นความร้อนและน้ำท่วมเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น รวมถึงฤดูร้อนที่ยาวนานและร้อนกว่าเดิม ทำให้สภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการแพร่กระจายของยุงต่างถิ่นหลายชนิด เช่น ยุงลายบ้าน และยุงลายสวน

ยุง Aedes aegypti เป็นพาหะของโรคหลายชนิด ทั้งไข้เลือดออก ไข้เหลือง ไข้ชิคุนกุนยา ไข้ซิกา และไวรัสเวสต์ไนล์ โดยพบว่ายุงชนิดนี้ตั้งถิ่นฐานในไซปรัสมาตั้งแต่ปี 2022 และอาจแพร่กระจายไปยังประเทศอื่นในยุโรป

ส่วนยุง Aedes albopictus เมื่อ 10 ปีก่อนพบตั้งถิ่นฐานใน 8 ประเทศของยุโรป ครอบคลุม 114 ภูมิภาค แต่ปัจจุบันพบใน 13 ประเทศและ 337 ภูมิภาคแล้ว ตามข้อมูลของ ECDC

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า จำนวนผู้ติดเชื้อที่อิตาลีตรวจพบได้มาก อาจไม่ได้สะท้อนเพียงการแพร่ระบาดที่รุนแรงกว่าในประเทศอื่นเท่านั้น แต่ยังเป็นผลจากระบบเฝ้าระวังโรคที่ครอบคลุม ทั้งการติดตามประชากรยุง นก ผู้บริจาคเลือด และผู้ติดเชื้อในคน ทำให้อิตาลีสามารถตรวจพบผู้ติดเชื้อได้เป็นจำนวนมาก.

ที่มา : AP

ทรัมป์โวสหรัฐฯ-เดนมาร์กบรรลุดีลกรีนแลนด์แล้ว เพิ่มกำลังทหาร-กันจีนรัสเซียตั้งฐาน

ทรัมป์โวสหรัฐฯ-เดนมาร์กบรรลุดีลกรีนแลนด์แล้ว เพิ่มกำลังทหาร-กันจีนรัสเซียตั้งฐาน

19 ก.ย. 2569 09:00 น.

ทรัมป์โวสหรัฐฯ-เดนมาร์กบรรลุดีลกรีนแลนด์แล้ว เพิ่มกำลังทหาร-กันจีนรัสเซียตั้งฐาน

โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เปิดเผยว่าสหรัฐฯ-เดนมาร์กบรรลุข้อตกลงกรีนแลนด์แล้ว โดยจะเปิดทางสหรัฐฯ เข้าถึงพื้นที่ ตั้งฐานที่มั่น และบินผ่านกรีนแลนด์ถาวร อ้างเดนมาร์กเตรียมลงนามสัปดาห์หน้า

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โพสต์ทางโซเชียล ยืนยันว่า สหรัฐฯ เดนมาร์ก และกรีนแลนด์ บรรลุข้อตกลงด้านความมั่นคงครั้งสำคัญ ซึ่งจะเปิดทางให้สหรัฐฯ เพิ่มการประจำการทางทหารบนเกาะ พร้อมสกัดกั้นจีนและรัสเซียไม่ให้เข้ามาตั้งฐานหรือส่งกำลังทหารในกรีนแลนด์ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของข้อตกลงยังไม่เปิดเผยทั้งหมด และยังไม่มีการลงนามอย่างเป็นทางการ

ทรัมป์เปิดเผยเรื่องดังกล่าวผ่านโพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันที่ 18 กันยายน โดยระบุว่า ภายใต้ข้อตกลงที่เขาอ้างว่าบรรลุร่วมกับตัวแทนของเดนมาร์กและกรีนแลนด์ สหรัฐฯ จะมีความสามารถอย่างเต็มที่และถาวรในการดำเนินการที่จำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงและปกป้องกรีนแลนด์ รวมถึงความมั่นคงของสหรัฐฯ

ทรัมป์ยังระบุว่า ต่อจากนี้ศัตรูของสหรัฐฯ จะไม่สามารถตั้งฐานทัพ มีทหารประจำการ หรือทำการลงทุนที่มีความอ่อนไหวในกรีนแลนด์ได้ หากไม่ได้รับอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรจากสหรัฐฯ พร้อมกล่าวว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่มีวันหมดอายุ และสหรัฐฯ จะเดินหน้าเพิ่มกำลังทหารขนาดใหญ่บนเกาะในเร็วๆ นี้

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สหรัฐฯ และกรีนแลนด์กำลังเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงที่จะเพิ่มบทบาททางทหารของสหรัฐฯ ในกรีนแลนด์ แต่ข้อตกลงดังกล่าวจะไม่ไปถึงขั้นที่ทรัมป์เคยผลักดันให้สหรัฐฯ เข้าครอบครองกรีนแลนด์

ด้านสำนักงานนายกรัฐมนตรีเดนมาร์กออกแถลงการณ์ว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยเสริมความมั่นคงในภูมิภาคแอตแลนติกเหนือและอาร์กติก ขณะที่นางมิตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก กล่าวว่า เดนมาร์ก กรีนแลนด์ และสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า ระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ

เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งให้ข้อมูลโดยไม่เปิดเผยชื่อระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะรับประกันว่าสหรัฐฯ มีสิทธิ์เข้าถึงกรีนแลนด์ รวมถึงสิทธิ์ในการตั้งฐานทัพและบินผ่านอย่างถาวร พร้อมระบุว่าจีนและรัสเซียจะไม่สามารถตั้งฐาน ส่งกำลังทหาร หรือเข้าลงทุนในภาคส่วนที่มีความอ่อนไหวของกรีนแลนด์ได้

อย่างไรก็ตาม ยังมีรายละเอียดสำคัญที่ไม่ชัดเจน รวมถึงจะมีการสร้างฐานทัพสหรัฐฯ แห่งใหม่ในกรีนแลนด์หรือไม่ โดยปัจจุบันสหรัฐฯ มีฐานทัพในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะอยู่แล้ว และมีสิทธิ์ด้านการบินผ่านและการใช้ฐานทัพในวงกว้างจากสนธิสัญญาที่ทำกับเดนมาร์กตั้งแต่ปี 1951

ขณะที่ท่าทีของกรีนแลนด์ต่อข้อตกลงยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตา เนื่องจากกรีนแลนด์เป็นดินแดนปกครองตนเองภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์ก และประชาชนจำนวนหนึ่งต้องการเอกราช โดยที่ผ่านมาได้แสดงความไม่พอใจต่อความพยายามของสหรัฐฯ ในการเพิ่มอิทธิพลเหนือเกาะแห่งนี้

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวแยกในอีกแถลงการณ์ว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยแก้ไขข้อกังวลด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ที่มีต่อกรีนแลนด์อย่างถาวร โดยระบุว่ากรีนแลนด์จะยังคงอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันประเทศของอเมริกาเหนือ และจะไม่เปิดทางให้ประเทศคู่แข่งเข้ามามีบทบาท

ทั้งนี้ ข้อตกลงที่ทรัมป์ประกาศไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ จะได้กรีนแลนด์มาเป็นดินแดนของตนเอง โดยกรีนแลนด์ยังคงเป็นดินแดนปกครองตนเองภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์ก ขณะที่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงตามรายละเอียดที่เปิดเผยในขณะนี้ คือการเปิดทางให้สหรัฐฯ มีบทบาทด้านความมั่นคง การเข้าถึงพื้นที่ การตั้งฐาน และการบินผ่านในกรีนแลนด์มากขึ้น.

ที่มา : channelnewsasia

Singapore Airlines คว้าสายการบินดีที่สุดในโลกปี 2026 เป็นครั้งที่ 6

Singapore Airlines คว้าสายการบินดีที่สุดในโลกปี 2026 เป็นครั้งที่ 6

19 ก.ย. 2569 08:16 น.

Singapore Airlines คว้าสายการบินดีที่สุดในโลกปี 2026 เป็นครั้งที่ 6

สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส คว้ารางวัลสายการบินดีที่สุดในโลก ประจำปี 2026 จากเวที Skytrax World Airline Awards ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ นับเป็นครั้งที่ 6 ที่สายการบินแห่งชาติสิงคโปร์ได้รับรางวัลนี้ 

รางวัลดังกล่าวพิจารณาจากผลสำรวจความคิดเห็นของนักเดินทางทั่วโลกมากกว่า 24.8 ล้านคน ซึ่งร่วมประเมินสายการบินกว่า 300 แห่ง ระหว่างเดือนกันยายน 2025 ถึงสิงหาคม 2026 โดย Skytrax ผู้จัดงานระบุว่า รางวัลนี้ซึ่งจัดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1999 ได้รับการขนานนามว่าเป็นรางวัลออสการ์แห่งอุตสาหกรรมการบิน

โก๊ะ ชุน พง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม Singapore Airlines กล่าวว่า บริษัทขอบคุณลูกค้าสำหรับความไว้วางใจและการสนับสนุน พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้ามอบประสบการณ์การเดินทางระดับโลกให้แก่ผู้โดยสาร ขณะที่รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงความทุ่มเทและความเป็นมืออาชีพของพนักงานในการรักษามาตรฐานด้านการบริการและการดำเนินงาน

ด้านสกู๊ต (Scoot) สายการบินต้นทุนต่ำในเครือ Singapore Airlines คว้ารางวัล “สายการบินต้นทุนต่ำระยะไกลยอดเยี่ยม” เป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน นอกจากนี้ยังคว้าอันดับ 2 ในประเภทสายการบินต้นทุนต่ำยอดเยี่ยมของโลก รองจากแอร์เอเชีย (AirAsia) ของมาเลเซีย และเหนือกว่าวูเอลิง แอร์ไลน์ส (Vueling Airlines) ของสเปน

เลสลี ทัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Scoot ระบุว่า รางวัลดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นของสายการบินในการมอบประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกสบาย เชื่อถือได้ และราบรื่นแก่ผู้โดยสาร พร้อมเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ Singapore Airlines และ Scoot มีผู้โดยสารรวมกันทำสถิติสูงสุดที่ 42.4 ล้านคนในปีงบการเงิน 2025-2026 เพิ่มขึ้น 7.7% จาก 39.4 ล้านคนในปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการของกลุ่มสายการบินยังได้รับแรงกดดันจากต้นทุน โดยในไตรมาสแรกของปี 2026 Singapore Airlines รายงานขาดทุนสุทธิ 76 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หลังต้นทุนเชื้อเพลิงสุทธิเพิ่มขึ้น 78.5% ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงผลขาดทุนจาก Air India ที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทานยังส่งผลให้ Singapore Airlines ต้องเลื่อนแผนติดตั้งที่นั่งชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจรุ่นใหม่บนเครื่องบิน Airbus A350 ออกไปเป็นไตรมาสแรกของปี 2027 จากเดิมที่วางแผนไว้ในไตรมาส 2 ของปี 2026.

ที่มา : channelnewsasia

น้ำท่วมเวียดนามยังน่าห่วง ดับแล้ว 4 ศพ บ้านเรือนกว่า 16,000 หลังได้รับผลกระทบ

น้ำท่วมเวียดนามยังน่าห่วง ดับแล้ว 4 ศพ บ้านเรือนกว่า 16,000 หลังได้รับผลกระทบ

19 ก.ย. 2569 08:02 น.

น้ำท่วมเวียดนามยังน่าห่วง ดับแล้ว 4 ศพ บ้านเรือนกว่า 16,000 หลังได้รับผลกระทบ

น้ำท่วมในเวียดนามเหนือล่าสุด มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 ราย หลังฝนตกหนักต่อเนื่องส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้าง บ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหาย ขณะที่หลายเส้นทางถูกตัดขาด

ทางการเวียดนามและสื่อของรัฐรายงานว่า ฝนที่ตกหนักตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายพื้นที่มีปริมาณฝนสะสมมากกว่า 50 เซนติเมตร โดยจังหวัดนิญบิ่ญ และจังหวัดแทงฮว้า ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงฮานอย เป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

มีรายงานบ้านเรือนถูกน้ำท่วมแล้วมากกว่า 2,000 หลัง ขณะที่เส้นทางคมนาคมสายสำคัญหลายแห่งไม่สามารถใช้การได้ และประชาชนมากกว่า 1,000 ครัวเรือนถูกตัดขาดจากพื้นที่ภายนอก

สถานการณ์น้ำท่วมยังสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูกราว 10,014 เฮกตาร์ หรือประมาณ 24,745 เอเคอร์ โดยเฉพาะนาข้าวและพืชผลทางการเกษตรในจังหวัดนิญบิ่ญ แทงฮว้า และเหงะอาน รวมถึงมีปศุสัตว์และสัตว์ปีกล้มตายเป็นจำนวนมาก

ที่จังหวัดแทงฮว้า ทางการประกาศให้นักเรียนหยุดเรียนและอยู่บ้าน เนื่องจากระดับน้ำท่วมทำให้การเดินทางไปโรงเรียนเป็นอันตราย ขณะที่ประชาชนในจังหวัดนิญบิ่ญระบุว่า แม้น้ำท่วมจะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี แต่ครั้งนี้ชาวบ้านได้เตรียมน้ำดื่ม อาหาร และสิ่งของจำเป็นไว้รับมือแล้ว

ส่วนในกรุงฮานอย หลายพื้นที่เผชิญน้ำท่วมสูงในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี โดยบางจุดมีน้ำลึกเกือบ 1 เมตร ส่งผลกระทบต่อการจราจรและการเดินทางของประชาชน ขณะที่โรงเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัยหลายแห่งยังคงปิดเรียนหรือปรับเป็นการเรียนออนไลน์ในช่วงบ่าย เนื่องจากน้ำท่วมในหลายพื้นที่

บริเวณชานเมืองทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงฮานอย ระดับน้ำในแม่น้ำบุ่ยเพิ่มสูง จนเสี่ยงเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือน ทางการได้ส่งทหารหลายร้อยนายเข้าช่วยเหลือประชาชน เพื่อขนย้ายสิ่งของขึ้นไปไว้ในพื้นที่สูงป้องกันความเสียหาย

ขณะเดียวกัน ศูนย์อุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาภาคใต้ของเวียดนามเตือนว่า มวลอากาศเย็นที่เคลื่อนตัวลงทางใต้จะทำให้พื้นที่ภาคใต้ รวมถึงนครโฮจิมินห์ เผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องราว 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน และคาดว่าฝนจะตกในหลายพื้นที่ไปจนถึงวันที่ 21 กันยายน

นครโฮจิมินห์อาจมีฝนสะสมประมาณ 10-20 เซนติเมตร และบางพื้นที่อาจมีฝนมากกว่านั้น ทางการจึงเตือนให้ประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำและบริเวณริมทางน้ำเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด

เวียดนามเผชิญน้ำท่วมรุนแรงหลายครั้งในปี 2025 โดยพายุโซนร้อนวิภา ทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมในเดือนกรกฎาคม ก่อนเกิดน้ำท่วมและดินถล่มอีกระลอกในเดือนสิงหาคมจากพายุโซนร้อนกาจิกิ และในเดือนกันยายน พายุไต้ฝุ่นบัวลอย คร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 26 ราย.

ที่มา : AP

ทรัมป์ประกาศแบน CNN-MS NOW-Politico จากทำเนียบขาวทันที กล่าวหารายงานข่าวปลอมและเรื่องแต่ง

ทรัมป์ประกาศแบน CNN-MS NOW-Politico จากทำเนียบขาวทันที กล่าวหารายงานข่าวปลอมและเรื่องแต่ง

19 ก.ย. 2569 05:57 น.

ทรัมป์ประกาศแบน CNN-MS NOW-Politico จากทำเนียบขาวทันที กล่าวหารายงานข่าวปลอมและเรื่องแต่ง

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศแบน CNN, MS NOW และ Politico จากทำเนียบขาวทันที กล่าวหาสื่อรายงานข่าวปลอมและเรื่องแต่ง พร้อมขู่แบนสำนักข่าวอื่นเพิ่ม

วันที่ 18 กันยายน 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศห้ามสำนักข่าวใหญ่อย่าง CNN, MS NOW และ Politico เข้าทำเนียบขาว โดยมีผลทันที พร้อมกล่าวหาสื่อทั้ง 3 แห่งว่าเผยแพร่ข่าวปลอมและนำเสนอข้อมูลที่เป็นเรื่องแต่งเกี่ยวกับตัวเขา รัฐบาล และสหรัฐฯ

โดยทรัมป์ประกาศเรื่องนี้ผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันศุกร์ ระบุว่าได้ตัดสินใจแบนสื่อทั้ง 3 แห่งจากการรายงานข่าวปลอม จงใจนำเสนอข่าวในแง่ลบ มีเป้าหมายทำให้พรรครีพับลิกันและรัฐบาลของเขาได้รับความเสียหาย พร้อมยืนยันว่าการตัดสินใจครั้งนี้เกิดจากการสะสมของการรายงานข่าวตลอดช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดจากข่าวหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งโดยเฉพาะ พร้อมเตือนว่าอาจมีสำนักข่าวอื่นถูกแบนเพิ่มเติม

ด้านโฆษก CNN ยืนยันว่า ยังยืนหยัดในความถูกต้องของการรายงานข่าว พร้อมระบุว่า สื่อมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ในการทำหน้าที่โดยปราศจากการขัดขวางหรือแทรกแซงจากรัฐบาล และหากมีการแบนตามที่ทรัมป์ประกาศจริง ก็อาจนำไปสู่การต่อสู้ทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน

อย่างไรก็ตาม รายงานล่าสุดระบุว่า ยังไม่มีความชัดเจนว่าคำสั่งแบนจะถูกบังคับใช้อย่างไร โดยในช่วงบ่ายวันศุกร์ ผู้สื่อข่าว CNN ยังคงทำงานอยู่ในพื้นที่ทำเนียบขาว และยังไม่มีสัญญาณว่ามีการขับไล่ผู้สื่อข่าวออกจากพื้นที่ทันที. 

ที่มา CNN 

ศาลสหรัฐฯ สั่ง Uber จ่าย 40 ล้านดอลลาร์ให้ครอบครัวหญิงสาวที่เสียชีวิตหลังถูกคนขับไล่ลงบนทางด่วน

ศาลสหรัฐฯ สั่ง Uber จ่าย 40 ล้านดอลลาร์ให้ครอบครัวหญิงสาวที่เสียชีวิตหลังถูกคนขับไล่ลงบนทางด่วน

19 ก.ย. 2569 02:00 น.

ศาลสหรัฐฯ สั่ง Uber จ่าย 40 ล้านดอลลาร์ให้ครอบครัวหญิงสาวที่เสียชีวิตหลังถูกคนขับไล่ลงบนทางด่วน

ศาลสหรัฐฯ สั่ง Uber จ่าย 1,400 ล้านดอลลาร์ให้ครอบครัวหญิงวัย 23 ปีที่เสียชีวิต หลังถูกคนขับรถไล่ลงบนทางด่วน

วันที่ 19 กันยายน 2569 ศาลในรัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐฯ สั่งให้บริษัท Uber จ่ายเงินชดเชย 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,400 ล้านบาท ให้แก่ครอบครัวของนางสาวเอมิลี นอร์มองแด็ง-ปาร์กเกอร์ หญิงชาวอเมริกันวัย 23 ปี หลังเธอถูกรถยนต์อีกคันชนเสียชีวิตบนทางหลวงในรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อเดือนสิงหาคม 2566 จากเหตุคนขับ Uber จอดรถและให้เธอกับเพื่อนลงจากรถบริเวณริมทาง

เอกสารในคดีระบุว่า เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2566 เอมิลีเรียกรถ Uber เพื่อเดินทางกลับบ้านพร้อมเพื่อน แต่ระหว่างทางเพื่อนของเธอมีอาการป่วยและอาเจียนภายในรถ เนื่องจากทั้งคู่มีอาการมึนเมา จากนั้นคนขับได้จอดรถบริเวณริมทางหลวงและบังคับให้หญิงสาวทั้งสองลงจากรถ ก่อนที่เอมิลีจะถูกรถอีกคันพุ่งชนจนเสียชีวิต

ทนายความของครอบครัวระบุว่า หลังจากทิ้งหญิงสาวทั้งสองไว้ริมทางหลวง คนขับไม่ได้โทรศัพท์ขอความช่วยเหลือให้พวกเธอ แต่กลับขับรถออกไปโทรหา Uber เพื่อเรียกเก็บค่าทำความสะอาดจากเอมิลี โดยผู้พิพากษาริชาร์ด สโตน ระบุว่า คนขับให้ความสำคัญกับรถยนต์คันใหม่ของตัวเองมากกว่าความปลอดภัยของผู้โดยสาร และสามารถขับออกจากทางหลวงเพื่อไปส่งหญิงสาวทั้งสองในจุดที่ปลอดภัยได้

ก่อนหน้านี้ Uber ระบุว่า บริษัทได้ยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำเทคโนโลยี นโยบาย และมาตรการป้องกันใหม่ๆ มาใช้ โดยได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย รวมถึงการให้คำแนะนำเพิ่มเติมแก่คนขับเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงการส่งผู้โดยสารในสถานที่ที่ไม่ปลอดภัย

ทั้งนี้ สำนักงานกฎหมายของครอบครัวเอมิลี เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ Uber เคยเสนอเงินชดเชย 10 ล้านดอลลาร์ให้แก่พ่อแม่ของเธอ พร้อมเงื่อนไขว่าทั้งคู่ต้องไม่เปิดเผยหรือพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ครอบครัวปฏิเสธข้อเสนอนี้.

ที่มา BBC

“วอร์เรน บัฟเฟตต์” วัย 96 ปี ประกาศวางมือประธานบ.เบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ หลังนั่งเก้าอี้มากว่า 50 ปี

"วอร์เรน บัฟเฟตต์" วัย 96 ปี ประกาศวางมือประธานบ.เบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ หลังนั่งเก้าอี้มากว่า 50 ปี

18 ก.ย. 2569 22:23 น.

“วอร์เรน บัฟเฟตต์” วัย 96 ปี ประกาศวางมือประธานบ.เบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ หลังนั่งเก้าอี้มากว่า 50 ปี

วอร์เรน บัฟเฟตต์ วัย 96 ปี วางมือจากตำแหน่งประธานเบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ หลังดำรงตำแหน่งมานานกว่า 50 ปี ให้ลูกชายรับช่วงต่อ

วันที่ 18 กันยายน 2569 นายวอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีนักลงทุนชื่อดังวัย 96 ปี ประกาศก้าวลงจากตำแหน่งประธานบริษัทเบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ หลังดำรงตำแหน่งมานานกว่า 50 ปี โดยจะขึ้นเป็นประธานกิตติมศักดิ์ และยังคงเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริษัทต่อไป มีผลทันที โดยมีนายฮาวเวิร์ด บัฟเฟตต์ บุตรชายของนายวอร์เรน ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานคนใหม่ ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนสืบทอดตำแหน่งที่เตรียมไว้ล่วงหน้า หลังจากที่นายฮาวเวิร์ดดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทมาตั้งแต่ปี 2536

โดยนายวอร์เรน บัฟเฟตต์ ดำรงตำแหน่งประธานเบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ตั้งแต่ปี 2513 และเข้าร่วมบริษัทตั้งแต่ปี 2508 ขณะที่เกร็ก อาเบล เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอ ตั้งแต่ต้นปี 2569 แทนบัฟเฟตต์ ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้น บัฟเฟตต์ระบุว่า ตลอดเวลากว่า 60 ปีที่ทำงานกับเบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ เขายังคงรู้สึกว่านี่เป็นงานที่ดีที่สุดในโลก พร้อมแสดงความเชื่อมั่นต่อการบริหารงานของนายอาเบลและนายฮาวเวิร์ด โดยอธิบายว่าอาเบลจะเป็นผู้บริหารบริษัท ส่วนฮาวเวิร์ดจะทำหน้าที่ดูแลวัฒนธรรมและค่านิยมของเบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์

ทั้งนี้ เบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ เดิมเป็นบริษัทสิ่งทอในนิวอิงแลนด์ ก่อนที่บัฟเฟตต์จะพัฒนาให้กลายเป็นกลุ่มบริษัทด้านการลงทุนขนาดใหญ่และเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของวอลล์สตรีท โดยในปี 2567 บริษัทมีมูลค่าตลาดทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 33 ล้านล้านบาท.

ที่มา AFP

พายุโซนร้อนกำลังแรง “ตู้เจวียน” จ่อญี่ปุ่น เตือนฝนตกหนัก ลมแรงคลื่นสูง 7 เมตร

พายุโซนร้อนกำลังแรง “ตู้เจวียน” จ่อญี่ปุ่น เตือนฝนตกหนัก ลมแรงคลื่นสูง 7 เมตร

18 ก.ย. 2569 22:05 น.

พายุโซนร้อนกำลังแรง “ตู้เจวียน” จ่อญี่ปุ่น เตือนฝนตกหนัก ลมแรงคลื่นสูง 7 เมตร

พายุโซนร้อนกำลังแรง “ตู้เจวียน” เคลื่อนเข้าใกล้หมู่เกาะโอกาซาวาระ เตือนฝนตกหนัก ลมแรง คลื่นสูง ก่อนมุ่งหน้าเข้าใกล้ชายฝั่งตะวันออกญี่ปุ่น

วันที่ 18 กันยายน 2569 กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเตือนประชาชนเฝ้าระวังผลกระทบจากพายุโซนร้อนกำลังแรง “ตู้เจวียน” (Dujuan) ซึ่งคาดว่าจะเคลื่อนตัวเข้าใกล้หมู่เกาะโอกาซาวาระ ของกรุงโตเกียวในมหาสมุทรแปซิฟิก จนถึงวันเสาร์ที่ 19 กันยายน โดยอาจทำให้เกิดคลื่นสูง ลมกระโชกแรง ฝนตกหนัก และดินถล่ม

กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นระบุว่า เมื่อเวลา 09.00 น. วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พายุเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็วประมาณ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บริเวณน่านน้ำทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะชิจิจิมะ โดยพายุมีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง 108 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีความเร็วลมกระโชกสูงสุด 162 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

คาดว่าพายุจะเคลื่อนเข้าใกล้หมู่เกาะโอกาซาวาระด้วยความเร็วลมสูงสุดประมาณ 83 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และความเร็วลมกระโชกสูงสุด 126 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่ทะเลมีคลื่นสูงถึง 7 เมตร พร้อมคาดว่าจะมีฝนตกหนักและฟ้าคะนอง โดยอาจมีฝนสะสมสูงสุด 150 มิลลิเมตรในช่วง 24 ชั่วโมงถึงเช้าวันเสาร์

กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นยังเตือนให้ระวังฟ้าผ่าและลมกระโชกแรง ก่อนที่พายุจะเคลื่อนตัวขึ้นทางเหนือ เข้าใกล้หมู่เกาะอิซุในวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน จากนั้นคาดว่าจะเคลื่อนเข้าใกล้ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันออกของญี่ปุ่น รวมถึงภูมิภาคคันโต ในช่วงประมาณวันจันทร์ที่ 21 กันยายน

ทางการญี่ปุ่นเตือนว่า กลุ่มเมฆฝนจะขยายตัวไปทางเหนือของพายุ ทำให้พื้นที่ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกตั้งแต่ภูมิภาคโทไก ถึงโทโฮคุ ต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักตั้งแต่วันอาทิตย์ไปจนถึงราววันจันทร์ แม้พายุจะยังเคลื่อนตัวมาไม่ถึงพื้นที่นี้ก็ตาม โดยระบุว่าสภาพอากาศที่แปรปรวนอาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางในช่วงวันหยุดยาวที่กำลังจะมาถึง ทางการจึงขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยล่าสุดอย่างใกล้ชิด.

ที่มา NHK

รถบรรทุกระเบิดพุ่งถล่มมัสยิดปากีสถาน ดับอย่างน้อย 27 ศพ

รถบรรทุกระเบิดพุ่งถล่มมัสยิดปากีสถาน ดับอย่างน้อย 27 ศพ

18 ก.ย. 2569 21:51 น.

รถบรรทุกระเบิดพุ่งถล่มมัสยิดปากีสถาน ดับอย่างน้อย 27 ศพ

คนร้ายขับรถบรรทุกระเบิดพุ่งชนทางเข้ามัสยิดในกองบัญชาการตำรวจปากีสถาน ก่อนยิงปะทะเจ้าหน้าที่ เสียชีวิตอย่างน้อย 27 ศพ บาดเจ็บกว่า 50 ราย

วันที่ 18 กันยายน 2569 เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายและยิงปะทะกันอย่างรุนแรงที่มัสยิดภายในกองบัญชาการตำรวจในเมืองโคฮัต จังหวัดไคเบอร์ปัคตุนควา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน ใกล้ชายแดนอัฟกานิสถาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 27 ศพ ในจำนวนนี้เป็นพลเรือน 6 ศพ และตำรวจ 15 นาย ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายสิบคน

เหตุเกิดขณะประชาชนกำลังรวมตัวกันเพื่อประกอบพิธีละหมาดวันศุกร์ โดยคนร้ายขับรถที่บรรทุกวัตถุระเบิดพุ่งชนทางเข้ามัสยิด ก่อนเกิดระเบิดอย่างรุนแรง จากนั้นกลุ่มมือปืนพยายามบุกเข้าไปในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจ และเกิดการยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่

ผู้บัญชาการตำรวจจังหวัดไคเบอร์ปัคตุนควา ยืนยันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการโจมตีด้วยระเบิดฆ่าตัวตาย ขณะที่มีรายงานว่ามือปืนอย่างน้อย 6 คนถูกเจ้าหน้าที่สังหารระหว่างการปะทะ ทางด้านเจ้าหน้าที่กู้ภัยระดับสูง เปิดเผยว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มาประกอบพิธีละหมาด โดยระบุว่า มีการนำร่างผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ศพ และผู้บาดเจ็บมากกว่า 50 คนส่งโรงพยาบาล ขณะที่อีกแหล่งข่าวรายงานว่า จำนวนผู้บาดเจ็บอาจสูงถึงอย่างน้อย 75 คน

หลังเกิดเหตุ ทางกลุ่มอิตเตฮาดุล มูจาฮิดีน (Ittehadul Mujahideen) ซึ่งหมายถึง “พันธมิตรมูจาฮิดีน” และมีความเชื่อมโยงกับฮาฟิซ กุล บาฮาดูร์ ผู้บัญชาการกลุ่มตาลีบัน ออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อเหตุโจมตี โดยระบุว่าเป็นการโจมตีด้วยระเบิดฆ่าตัวตาย

ทั้งนี้ เหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน โดยรัฐบาลปากีสถานกล่าวหาว่ากลุ่มตาลีบัน ในอัฟกานิสถานเปิดทางให้กลุ่มตาลีบันปากีสถาน หรือ TTP และกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ใช้ดินแดนอัฟกานิสถานเป็นฐานวางแผนและก่อเหตุโจมตี แต่เจ้าหน้าที่ในกรุงคาบูลปฏิเสธข้อกล่าวหานี้

ที่มา Aljazeera

เปิดกำหนดการนายกฯ ร่วม UNGA81 นิวยอร์ก พร้อมบิน’ญี่ปุ่น-UK’ต่อ 20-27 ก.ย. นี้

19 กันยายน 2569 เวลา 14:34 น.


โฆษกรัฐบาลเผยกำหนดการนายกรัฐมนตรีเข้าร่วม UNGA81 ณ นครนิวยอร์ก พร้อมเยือนญี่ปุ่น–สหราชอาณาจักร 20–27 กันยายนนี้

วันที่ 19 กันยายน 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกำหนดการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการเดินทางเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly: UNGA81) ระหว่างวันที่ 20–27 กันยายน 2569 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พร้อมเดินทางเยือนญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักร โดยมีกำหนดการสำคัญ ดังนี้

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2569

นายกรัฐมนตรีและคณะออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว (HND) และเดินทางถึงกรุงโตเกียวในช่วงเย็น ก่อนเข้าที่พักและรับประทานอาหารค่ำ

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2569

ช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น ณ โรงแรม Imperial Tokyo จากนั้นช่วงบ่ายเดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียวไปยังท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี (JFK) นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อเดินทางถึงนครนิวยอร์ก นายกรัฐมนตรีเข้าที่พักและรับฟังการบรรยายสรุปกำหนดการเข้าร่วมการประชุม UNGA81 โดยเอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก

วันอังคารที่ 22 กันยายน 2569

นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม UNGA81 และเริ่มการอภิปรายทั่วไป ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ จากนั้นพบหารือกับนาง Rebeca Grynspan ผู้สมัครตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติจากคอสตาริกา

ช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีร่วมประชุมหารือโต๊ะกลมกับนักลงทุนร่วมกับ Bank of America และพบหารือกับผู้บริหารบริษัท Pacific Investment Management Company (PIMCO) ก่อนเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพ เนื่องในโอกาสการประชุม UNGA81

วันพุธที่ 23 กันยายน 2569

ช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีเดินทางไปเยี่ยมชมและพบหารือกลุ่มเล็กกับผู้บริหารบริษัท Google ณ สาขา Pier 57 ก่อนเดินทางไปพบปะชุมชนชาวไทยในนครนิวยอร์กและพื้นที่ใกล้เคียง ณ วัดพุทธไทยถาวรวนาราม จากนั้น นายกรัฐมนตรีพบหารือระหว่างรับประทานอาหารกลางวัน (working lunch) กับผู้บริหารบริษัท Brookfield และช่วงบ่ายหารือทวิภาคีกับสมเด็จพระราชินีมักซิมาแห่งเนเธอร์แลนด์ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ

ช่วงค่ำ นายกรัฐมนตรีพบหารือกลุ่มเล็กกับภาคเอกชน และกล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงอาหารค่ำที่สภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน (U.S.–ASEAN Business Council: USABC) และหอการค้าสหรัฐฯ (U.S. Chamber of Commerce: USCC) ร่วมเป็นเจ้าภาพ

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2569

ช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีพบหารือกับผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) และร่วมลั่นระฆังเปิดการซื้อขายหลักทรัพย์ ก่อนร่วมประชุมหารือโต๊ะกลมกับนักลงทุนร่วมกับ Jefferies Group LLC

จากนั้น นายกรัฐมนตรีพบหารือกับนายกรัฐมนตรีภูฏาน นายกรัฐมนตรีอาร์เมเนีย นายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ รวมถึงพบหารือกับเลขาธิการสหประชาชาติ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ

ในเวลา 17.00 น. นายกรัฐมนตรีจะกล่าวอภิปรายทั่วไป (General Debate) ในการประชุม UNGA81 โดยประเทศไทยมีกำหนดกล่าวเป็นลำดับที่ 8 ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ก่อนออกเดินทางจากนครนิวยอร์กไปยังกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ในช่วงค่ำ

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569

ในช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีเดินทางถึงกรุงลอนดอนในช่วงเช้า ก่อนที่ช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะพบปะกับนายกเทศมนตรีเขตเศรษฐกิจการค้าแห่งกรุงลอนดอน ผู้แทนธุรกิจการเงินและการบริการของสหราชอาณาจักร ประธาน Thai-UK Business Council และผู้แทนการค้า จากนั้นเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรอง (Tea Reception) และพบหารือกับบริษัท UBS Group AG, สายการบิน Virgin Atlantic และบริษัท Rolls-Royce ตามลำดับ

วันที่ 26 กันยายน 2569 นายกรัฐมนตรีและคณะจะออกเดินทางจากท่าอากาศยานลอนดอนสแตนสเต็ด (STN) ในช่วงเช้า ไปยังท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) และเดินทางถึงประเทศไทยในเวลา 07.00 น. ของวันที่ 27 กันยายน 2569

“การเดินทางครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการสำคัญทั้งการเข้าร่วมการประชุม UNGA81 การกล่าวอภิปรายทั่วไปในนามประเทศไทย พร้อมพบหารือกับผู้นำและผู้บริหารองค์การระหว่างประเทศ ตลอดจนการหารือกับภาคการเงิน นักลงทุน และภาคเอกชนในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพและทิศทางเศรษฐกิจของประเทศไทย สร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทยและเปิดโอกาสในการดึงดูดการค้า การลงทุน และเงินทุนจากต่างประเทศ ต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจและธุรกิจ นำไปสู่การเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ การลงทุน การจ้างงาน และรายได้ให้แก่ประเทศไทยและประชาชนไทย” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว