นายกฯ สิงคโปร์แถลงมาตรการเชิงรุก เสริมความมั่นคงพลังงาน หวั่นวิกฤตตะวันออกกลางยืดเยื้อ

นายกฯ สิงคโปร์แถลงมาตรการเชิงรุก เสริมความมั่นคงพลังงาน หวั่นวิกฤตตะวันออกกลางยืดเยื้อ

4 เม.ย. 2569 11:46 น.

นายกฯ สิงคโปร์แถลงมาตรการเชิงรุก เสริมความมั่นคงพลังงาน หวั่นวิกฤตตะวันออกกลางยืดเยื้อ

นายกฯ สิงคโปร์แถลง  รัฐบาลกำลังดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน ท่ามกลางผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง เตือนผลกระทบรุนแรง เร่งหาซัพพลายใหม่-ลดผลกระทบประชาชน

วันที่ 4 เมษายน 2569 นายลอว์เรนส์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ แถลงว่า หากแหล่งพลังงานและเส้นทางขนส่งสำคัญในตะวันออกกลางยังคงถูกจำกัดเป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลกำลังดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน ท่ามกลางผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง

ผู้นำสิงคโปร์ยังกล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมในประเทศได้เริ่มปรับตัว โดยโรงกลั่นน้ำมันและบริษัทปิโตรเคมีลดกำลังการผลิตและหันไปจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งนอกตะวันออกกลาง ขณะที่ผู้นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวก็กำลังหาซัพพลายจากผู้ผลิตรายอื่นทั่วโลก นอกจากนี้ระบุว่า รัฐบาลยังมีมาตรการบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น เพื่อช่วยลดภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ

ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นในช่วงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ระบุว่าสหรัฐฯ จะยังคงดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน โดยยังไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจนในการยุติความขัดแย้ง ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจกระทบต่อราคาพลังงาน การค้า และห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคเอเชียอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา AFP

นาซาเผยภาพถ่ายโลกความละเอียดสูงครั้งแรก จากลูกเรือ Artemis II ระหว่างมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์

นาซาเผยภาพถ่ายโลกความละเอียดสูงครั้งแรก จากลูกเรือ Artemis II ระหว่างมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์

4 เม.ย. 2569 05:15 น.

นาซาเผยภาพถ่ายโลกความละเอียดสูงครั้งแรก จากลูกเรือ Artemis II ระหว่างมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์

นาซาเผยภาพถ่ายโลกความละเอียดสูงครั้งแรก จากยาน Orion ระหว่างลูกเรือ Artemis II เดินทาง 320,000 กิโลเมตรไปยังดวงจันทร์ โดยวางแผนโคจรอ้อมด้านไกลของดวงจันทร์ก่อนเดินทางกลับโลก

วันที่ 3 เมษายน 2569 องค์การนาซา สหรัฐฯ เผยภาพถ่ายโลกความละเอียดสูง บันทึกโดยลูกเรือภารกิจ Artemis II ระหว่างเดินทางมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ นับเป็นภาพชุดแรกจากภารกิจนี้ โดยภาพถ่ายถูกบันทึกโดยรี้ด ไวส์แมน นักบินอวกาศผู้บัญชาการภารกิจ Artemis II หลังจากยาน Orion ทำการจุดเครื่องยนต์ครั้งสุดท้ายเพื่อเข้าสู่วงโคจรไปยังดวงจันทร์สำเร็จ

หนึ่งในภาพสำคัญที่ถูกตั้งชื่อว่า “Hello, World” แสดงให้เห็นมหาสมุทรแอตแลนติกเป็นพื้นหลัง พร้อมชั้นบรรยากาศบาง ๆ ของโลก และแสงออโรราบริเวณขั้วโลก ขณะโลกบดบังแสงอาทิตย์ โดยในภาพนี้ โลกปรากฏในลักษณะกลับด้าน โดยมองเห็นทะเลทรายซาฮาราตะวันตกและคาบสมุทรไอบีเรียทางด้านซ้าย ส่วนทวีปอเมริกาใต้ฝั่งตะวันออกอยู่ทางขวา ขณะที่ด้านล่างของภาพยังปรากฏดาวศุกร์ส่องสว่าง

ทั้งนี้ ภารกิจ Artemis II ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2515  ที่มนุษย์เดินทางออกนอกวงโคจรของโลกอีกครั้ง หลังยุคโครงการ Apollo โดยยานได้ออกจากวงโคจรโลกหลังการจุดเครื่องยนต์และกำลังเดินทางระยะทางกว่า 320,000 กิโลเมตรไปยังดวงจันทร์ โดยวางแผนโคจรอ้อมด้านไกลของดวงจันทร์ก่อนเดินทางกลับโลก ซึ่งลูกเรือมีกำหนดโคจรผ่านด้านไกลของดวงจันทร์ในวันที่ 6 เมษายน และกลับถึงโลกในวันที่ 10 เมษายน.

ที่มา BBC

รัฐสภากัมพูชา ไฟเขียวกฎหมายยฉบับแรกที่มุ่งปราบศูนย์สแกมเมอร์ เพิ่มโทษจำคุกหนักสุด 20 ปี

รัฐสภากัมพูชา ไฟเขียวกฎหมายยฉบับแรกที่มุ่งปราบศูนย์สแกมเมอร์ เพิ่มโทษจำคุกหนักสุด 20 ปี

4 เม.ย. 2569 03:24 น.

รัฐสภากัมพูชา ไฟเขียวกฎหมายยฉบับแรกที่มุ่งปราบศูนย์สแกมเมอร์ เพิ่มโทษจำคุกหนักสุด 20 ปี

รัฐสภากัมพูชาลงมติผ่านกฎหมายปราบปรามศูนย์หลอกลวงออนไลน์ เพิ่มโทษจำคุก-ปรับสูงสุดหลายแสนดอลลาร์ มุ่งสกัดเครือข่ายฉ้อโกงข้ามชาติ

วันที่ 3 เมษายน 2569 นายเกิต ริธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกัมพูชา ระบุว่า รัฐสภามีมติลงมติผ่านกฎหมายปราบปรามศูนย์หลอกลวงออนไลน์ โดยกฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมความเข้มข้นของการกวาดล้างเครือข่ายสแกมเมอร์ทั่วประเทศ และป้องกันไม่ให้กลับมาดำเนินการอีก

นายริธเปรียบกฎหมายฉบับนี้ว่า เข้มงวดเหมือนตาข่ายเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีการหลอกลวงออนไลน์ในกัมพูชาอีก พร้อมชี้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการลงทุน

ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดโทษจำคุก 2-5 ปี และปรับสูงสุด 125,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.5 ล้านบาท) สำหรับผู้กระทำผิดทั่วไป หากเป็นการกระทำเป็นขบวนการหรือมีเหยื่อจำนวนมาก โทษอาจเพิ่มเป็นจำคุกสูงสุด 10 ปี และปรับถึง 250,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 9 ล้านบาท ขณะที่หัวหน้าขบวนการที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ กักขัง หรือทรมานเหยื่อ อาจถูกลงโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี และปรับสูงสุด 500,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 18 ล้านบาท)

นอกจากนี้ กฎหมายยังครอบคลุมความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน การรวบรวมข้อมูลเหยื่อ และการชักชวนบุคคลเข้าสู่เครือข่ายสแกมเมอร์ โดยหลังผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา กฎหมายจะถูกส่งต่อให้กษัตริย์กัมพูชาลงพระปรมาภิไธยก่อนมีผลบังคับใช้

ทั้งนี้ กัมพูชายังไม่มีกฎหมายเฉพาะสำหรับจัดการสแกมออนไลน์ โดยใช้กฎหมายอื่นดำเนินคดีแทน เช่น การฉ้อโกงและการฟอกเงิน. 

ที่มา Freshnews

อิหร่านอ้าง สอย F-15 สหรัฐฯ ร่วง สั่งค้นหา-จับเป็นนักบิน

อิหร่านอ้าง สอย F-15 สหรัฐฯ ร่วง สั่งค้นหา-จับเป็นนักบิน

3 เม.ย. 2569 22:52 น.

อิหร่านอ้าง สอย F-15 สหรัฐฯ ร่วง สั่งค้นหา-จับเป็นนักบิน

สื่อหลายสำนักของทั้งอิหร่านและสหรัฐฯ รายงานว่า เครื่องบินรบ F-15 ของสหรัฐฯ ถูกยิงตกในภาคใต้ของอิหร่าน ซึ่งทางการท้องถิ่นสั่งให้ค้นหาตัวและจับเป็นนักบินของเครื่องบินลำนี้แล้ว

สำนักข่าวฟาร์ส (Fars) ของอิหร่านรายงานเมื่อวันศุกร์ที่ 3 เม.ย. 2569 ว่า เครื่องบินขับไล่ของสหรัฐฯ ถูกระบบป้องกันภัยทางอากาศยิงตกในภาคใต้ของอิหร่านเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา และตอนนี้กองทัพเริ่มปฏิบัติการค้นหานักบินของเครื่องบินลำดังกล่าวแล้ว

สื่อหลักของสหรัฐฯ หลายแห่งได้รายงานถึงเหตุการณ์นี้เช่นกัน โดย New York Times ได้อ้างอิงคำกล่าวของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และอิสราเอลที่ยืนยันว่า อิหร่านได้ยิงเครื่องบินขับไล่ตกจริง

ขณะที่สำนักข่าว ซีบีเอส นิวส์ ของสหรัฐฯ รายงานอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าว 2 คน ว่า ขณะนี้กำลังมีปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยเครื่องบินขับไล่ F-15 ของสหรัฐฯ ที่ถูกยิงตกทางตอนใต้ของอิหร่าน โดยที่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามีนักบินกี่นาย และชะตากรรมของพวกเขาเป็นอย่างไร

ซีบีเอส นิวส์ อ้างด้วยว่า มีภาพเผยแพร่บนโลกออนไลน์เผยให้เห็นเครื่องบินเติมน้ำมันหนึ่งลำและเฮลิคอปเตอร์สองลำบินในระดับต่ำเหนือจังหวัดคูเซสถาน (Khuzestan) ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะของภารกิจค้นหาและกู้ภัย

ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดโคกีลูเยห์และโบเยอร์-อาห์มัด ทางตอนใต้ของอิหร่าน กล่าวว่า ตอนนี้การ “จับกุม” นักบินชาวอเมริกาให้ได้โดยที่ยังมีชีวิตอยู่ คือสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญมากที่สุด

“ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการจับกุมหรือสังหารกองกำลังศัตรูที่เป็นปฏิปักษ์ จะได้รับการยกย่องเป็นพิเศษจากสำนักงานผู้ว่าราชการจังหวัด” เขากล่าวเสริม ตามรายงานของสำนักข่าว ISNA ซึ่งเป็นสื่อกึ่งทางการของอิหร่าน

ในขณะเดียวกัน สื่อต่าง ๆ ของอิหร่านรายงานว่า กลุ่มพ่อค้าในจังหวัดได้ตั้งรางวัลนำจับจำนวน 1 หมื่นล้านโตมาน (ราว 2.1 ล้านบาท) ให้กับใครก็ตามที่พบตัว “ผู้บุกรุก” ชาวอเมริกันรายนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn , bbc

ทำเนียบขาวเสนอเพิ่มงบกลาโหมปี 70 ราว 40% พร้อมลดงบในประเทศ หลังค่าใช้จ่ายเพิ่มจากสงครามอิหร่าน

ทำเนียบขาวเสนอเพิ่มงบกลาโหมปี 70 ราว 40% พร้อมลดงบในประเทศ หลังค่าใช้จ่ายเพิ่มจากสงครามอิหร่าน

3 เม.ย. 2569 22:12 น.

ทำเนียบขาวเสนอเพิ่มงบกลาโหมปี 70 ราว 40% พร้อมลดงบในประเทศ หลังค่าใช้จ่ายเพิ่มจากสงครามอิหร่าน

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เสนอเพิ่มงบกลาโหมปี 2570 ราว 40% พร้อมลดงบภายในประเทศบางส่วน เหตุค่าใช้จ่ายด้านความมั่นคงเพิ่มจากสงครามอิหร่าน

วันที่ 3 เมษายน 2569 ทำเนียบขาวภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอแผนงบประมาณปีงบประมาณ 2570 โดยขอเพิ่มงบกลาโหมเป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 54 ล้านล้านบาท โดยตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นราว 40% จากงบกลาโหมในปีปัจจุบัน โดยรัฐบาลให้เหตุผลว่าจำเป็นต้องรองรับค่าใช้จ่ายด้านการทหารที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสงครามกับอิหร่าน

ในแผนงบประมาณเดียวกัน รัฐบาลเสนอให้ลดงบประมาณภายในประเทศประมาณ 73,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2.6 ล้านล้านบาท ครอบคลุมบางโครงการด้านสภาพภูมิอากาศ การศึกษา และที่อยู่อาศัย รวมถึงงบสนับสนุนพลังงานสะอาดบางส่วน นอกจากนี้ รัฐบาลยังเสนอเพิ่มงบในด้านความมั่นคงชายแดน และการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะงบของกระทรวงยุติธรรมที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนองบประมาณนี้ยังต้องผ่านการพิจารณาของสภาคองเกรสก่อนจึงจะมีผลบังคับใช้ โดยสมาชิกสภาทั้งจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันบางส่วนแสดงความกังวลต่อการเพิ่มงบกลาโหมในระดับสูง รวมถึงผลกระทบจากการลดงบในโครงการที่เกี่ยวข้องกับประชาชน

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า หากแผนนี้ได้รับการอนุมัติ อาจส่งผลให้ภาระหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในระยะยาว และกลายเป็นประเด็นสำคัญทางการเมืองในช่วงต่อไป

ที่มา AFP

นายกฯ สิงคโปร์ แถลงเตือนประชาชนถึง “วิกฤตพลังงาน”

นายกฯ สิงคโปร์ แถลงเตือนประชาชนถึง “วิกฤตพลังงาน”

3 เม.ย. 2569 14:56 น.

นายกฯ สิงคโปร์ แถลงเตือนประชาชนถึง “วิกฤตพลังงาน”

นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกฯ สิงคโปร์เตือนประชาชนเตรียมรับมือ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อาจส่งผลกระทบรุนแรงทำให้เกิดวิกฤตพลังงาน สถานการณ์คาดเดาได้ยาก เรียกประชุมหาแนวทางรับมือ เตรียมแผนรับมือ 3 ข้อ พร้อมเน้นย้ำความสามัคคีของคนในชาติในการประหยัดพลังงานเพื่อร่วมกันฟันฝ่าความไม่แน่นอนครั้งนี้

นายลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) นายกฯ สิงคโปร์ ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอแถลงการณ์ถึงประชาชนชาวสิงคโปร์ โดยอธิบายถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมเตือนถึง “ผลกระทบที่รุนแรง” จากวิกฤตพลังงาน และเรียกประชุมเพื่อวางแผนการรับมือ โดยมีใจความดังนี้

“พี่น้องชาวสิงคโปร์ที่เคารพ

เราทุกคนต่างมีความกังวลอย่างยิ่งต่อความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ในตะวันออกกลาง ผลกระทบที่ตามมานั้นรุนแรงมาก ไม่ใช่เพียงแต่ต่อภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปทั่วทั้งโลก

ความขัดแย้งนี้กำลังขยายตัวในหลายมิติ ด้านหนึ่งคือตัวสงครามเอง ซึ่งเป็นการสู้รบทางทหารที่รุนแรงขึ้น มีการโจมตีและโต้ตอบกันอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นวงกว้าง อีกด้านหนึ่งคือการแย่งชิงการควบคุมเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญ โดยเฉพาะผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ

ในปัจจุบัน อิหร่านได้ขัดขวางการเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ปริมาณการเดินเรือโดยรวมลดลงอย่างรวดเร็ว การจัดส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ผ่านช่องแคบนี้ลดน้อยลงอย่างมาก สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นอื่น ๆ รวมถึงปุ๋ยและฮีเลียม ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ซึ่งส่งผลเสียเป็นวงกว้าง รวมถึงความเสี่ยงต่อการผลิตอาหารทั่วโลก

เราเริ่มสัมผัสถึงผลกระทบเหล่านี้แล้ว ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นกว่า 60% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น ห่วงโซ่อุปทานกำลังเผชิญกับความตึงเครียด และประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในเอเชียที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูง เนื่องจากพลังงานส่วนใหญ่ที่ส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซนั้นมีจุดหมายปลายทางมายังภูมิภาคของเรา รวมถึงสิงคโปร์ด้วย

แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะมีความพยายามทางการทูต แต่ความแตกต่างระหว่างคู่ขัดแย้งยังคงมีอยู่มาก สหรัฐอเมริการะบุว่ามีแผนจะยุติสงครามในเร็ว ๆ นี้ แม้จะยังไม่มีข้อตกลงที่มาจากการเจรจาก็ตาม และหากไม่มีข้อตกลงเกิดขึ้น สหรัฐฯ ก็พร้อมที่จะยกระดับการโจมตีทางทหารอย่างรุนแรงก่อนที่จะถอนตัวออกไป

เราหวังว่าการเจรจาเหล่านี้จะประสบความสำเร็จ แต่ถึงแม้จะสำเร็จและมีการประกาศหยุดยิงในวันพรุ่งนี้ เราก็ต้องคาดการณ์ไว้ว่าผลกระทบจากความขัดแย้งจะยังคงอยู่ เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานการผลิตและการกระจายพลังงานได้รับความเสียหาย ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะฟื้นฟูกำลังการผลิตให้กลับมาสมบูรณ์ได้ ดังนั้น คาดว่าราคาน้ำมันจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง

ในขณะเดียวกัน เราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการยกระดับความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันหรือสัปดาห์ข้างหน้า ยังคงมีความเสี่ยงที่จะมีการโจมตีเพิ่มเติม รวมถึงความเสี่ยงที่กลุ่มอื่น ๆ เช่น กลุ่มฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน จะเข้าร่วมในการสู้รบ ซึ่งจะทำให้เกิดแนวรบใหม่และขยายขอบเขตของความขัดแย้งให้กว้างขึ้น

ในระยะยาว แม้ว่าท้ายที่สุดสหรัฐฯ จะยุติภารกิจทางทหาร แต่สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางจะได้รับผลกระทบในทางลบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เรากำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนและไร้เสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อความมั่นคงในภูมิภาคและการไหลเวียนของพลังงานโลก ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ความเสี่ยงจากการหยุดชะงักจะมีสูงขึ้นมาก และสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือความเป็นไปได้ที่ช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงเส้นทางเดินเรือหลักอื่น ๆ ในภูมิภาค เช่น ทะเลแดง จะถูกปิดเป็นเวลานาน

อุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วโลกได้เริ่มนำเชื้อเพลิงสำรองออกมาใช้และหันไปหาแหล่งพลังงานทางเลือกอื่น ๆ แล้ว แต่นี่เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเท่านั้น ไม่สามารถทดแทนการขาดแคลนที่ยืดเยื้อได้ทั้งหมด

หากแหล่งพลังงานและเส้นทางขนส่งที่สำคัญในตะวันออกกลางยังคงถูกจำกัดเป็นเวลานาน ผลที่ตามมาจะรุนแรงมหาศาล มันจะไม่ใช่แค่เรื่องของราคาที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่เราอาจต้องเผชิญกับวิกฤตพลังงานโลก ซึ่งจะขัดขวางการดำเนินชีวิตประจำวันและกิจกรรมการผลิต และสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ผลผลิตจะลดลงอย่างรวดเร็วในขณะที่ราคายังคงพุ่งสูงขึ้น หรือที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า สภาวะเงินเฟ้อที่มาพร้อมกับเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งหากสภาวะนี้เกิดขึ้นแล้ว จะสร้างความเสียหายอย่างลึกซึ้งและยากที่จะควบคุมได้

เพื่อประสานงานการตอบโต้ในระดับชาติ ผมได้จัดตั้ง คณะกรรมการรัฐมนตรีเพื่อวิกฤตการณ์ภายในประเทศ (Homefront Crisis Ministerial Committee) โดยมีนายเค ชานมูกัม รัฐมนตรีประสานงานด้านความมั่นคงแห่งชาติเป็นประธาน และมีนายกัน กิม ยอง รองนายกรัฐมนตรีเป็นที่ปรึกษา ทีมงานได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่แล้ว โดยกำลังปรับปรุงแผนเผชิญเหตุเดิมและพัฒนาแผนการใหม่ ๆ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้

ประการแรก เรากำลังดำเนินการเชิงรุกเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ระบบพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน ในขณะนี้เรายังสามารถจัดการกับการหยุดชะงักในเบื้องต้นได้ โรงกลั่นและบริษัทเคมีภัณฑ์ของเรากำลังปรับตัวด้วยการลดกำลังการผลิต และจัดหาน้ำมันดิบรวมถึงวัตถุดิบจากแหล่งอื่นนอกเหนือจากตะวันออกกลาง ผู้นำเข้าก๊าซ LNG ของเรากำลังจัดหาแหล่งพลังงานทางเลือกจากผู้ผลิตทั่วโลก

เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว เรากำลังทำงานร่วมกับพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ โดยเฉพาะออสเตรเลียซึ่งเป็นผู้จัดส่งก๊าซ LNG รายใหญ่ (คิดเป็นกว่าหนึ่งในสามของปริมาณที่เราใช้) และเราจะกระชับความร่วมมือนี้ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ส่วนนิวซีแลนด์ เรากำลังร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อให้มั่นใจว่าเส้นทางการขนส่งสินค้าจำเป็นและอาหารจะยังคงเปิดอยู่แม้ในช่วงวิกฤต พันธมิตรเหล่านี้มีความสำคัญต่อความมั่นคงในระยะยาวของเรา ผมเพิ่งได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศเพื่อเสริมสร้างการประสานงานและรับประกันว่าข้อตกลงเหล่านี้จะยังคงดำเนินไปได้อย่างมั่นคง

ประการที่สอง เราจะบรรเทาผลกระทบโดยตรงต่อครัวเรือนและธุรกิจ มาตรการช่วยเหลือที่ประกาศในงบประมาณปีนี้กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการ ซึ่งรวมถึงเงินคืนค่าสาธารณูปโภค (U-Save rebates) เพิ่มเติมเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น

เมื่อพิจารณาจากการพุ่งสูงขึ้นของราคาน้ำมันและแนวโน้มที่ยังไม่แน่นอน รัฐบาลจะดำเนินการเพิ่มเติม เราจะเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการเดิมและเลื่อนการช่วยเหลือบางส่วนให้เร็วขึ้นเพื่อบรรเทาทุกข์โดยเร่งด่วน นอกจากนี้ เราจะให้การสนับสนุนเฉพาะจุดสำหรับภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบรุนแรงกว่า ซึ่งบรรดารัฐมนตรีจะแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมในรัฐสภาสัปดาห์หน้า

ประการที่สามและสำคัญที่สุด เราต้องยืนหยัดร่วมกัน ในเวลาเช่นนี้ ความเข้มแข็งของเราอยู่ที่ความสามัคคี การสนับสนุนจากภาครัฐนั้นสำคัญ แต่ความเด็ดเดี่ยวของประชาชนก็สำคัญไม่แพ้กัน ทั้งในการดูแลซึ่งกันและกัน การปฏิบัติตามหน้าที่อย่างมีความรับผิดชอบ และการร่วมแรงร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียวในสังคม

ความเข้มแข็งของชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับเราทุกคน ผมจึงขอความร่วมมือให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนช่วยกันดำเนินการตามความเหมาะสมเพื่อประหยัดพลังงาน ลดการบริโภคและการสูญเสียที่ไม่จำเป็น สำหรับธุรกิจ หมายถึงการทบทวนกระบวนการทำงานและปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน สำหรับครัวเรือน หมายถึงการตระหนักถึงการใช้พลังงานในแต่ละวัน สิ่งเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากทำร่วมกันจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ รัฐบาลจะสนับสนุนท่าน แต่พลังในการตอบโต้ของเราจะแข็งแกร่งกว่ามากหากพวกเราทุกคนต่างทำหน้าที่ในส่วนของตนเอง

พี่น้องชาวสิงคโปร์ครับ ที่ผมแจ้งข้อมูลทั้งหมดนี้แก่ท่าน ก็เพื่อให้เราเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สถานการณ์ในขณะนี้มีความไม่แน่นอนสูงและเราไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเหตุการณ์จะดำเนินไปอย่างไร แต่ความเสี่ยงนั้นมีอยู่จริง และช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดอาจจะยังมาไม่ถึง

สิงคโปร์ไม่สามารถแยกตัวเองออกจากการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงของโลกได้ ไม่มีประเทศใดทำได้ โดยเฉพาะประเทศที่เป็นเกาะขนาดเล็กอย่างเรา แต่ผมขอให้ท่านมั่นใจว่า เรามีแผนการ มีขีดความสามารถ และมีความเข้มแข็งที่จะฟันฝ่าเรื่องนี้ไปด้วยกัน

เราเคยทำสำเร็จมาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการณ์การเงินเอเชีย โรคซาร์ส วิกฤตการณ์การเงินโลก และล่าสุดคือการระบาดของโควิด-19 ในทุก ๆ ครั้ง เราผ่านมาได้เพราะเรายืนหยัดร่วมกันอย่างมั่นคง เด็ดเดี่ยว และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

และในครั้งนี้ เราจะทำเช่นนั้นได้อีกครั้ง

เราได้วางรากฐานที่แข็งแกร่งไว้แล้ว ทั้งสถานะทางการเงินที่มั่นคง ห่วงโซ่อุปทานที่หลากหลาย ความสัมพันธ์ไตรภาคีที่เข้มแข็ง และสังคมที่กลมเกลียว สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความแข็งแกร่งที่จับต้องไม่ได้ แต่มันคือสิ่งที่จะพาเราให้ก้าวผ่านพ้นวิกฤตไปได้

ดังนั้น ขอให้เรามีระเบียบวินัย มีสมาธิ และรักษาความไว้วางใจซึ่งกันและกันเอาไว้

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ เราจะเผชิญหน้ากับมันในฐานะประชาชนหนึ่งเดียว ชาติหนึ่งเดียว และเราจะผ่านพ้นเรื่องนี้ไปได้… ด้วยกัน”

ที่มา  Prime Minister’s Office Singapore

“มิน อ่อง หล่าย” ผงาดนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีเมียนมา หลังชนะคะแนนโหวตในสภาฯ

"มิน อ่อง หล่าย" ผงาดนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีเมียนมา หลังชนะคะแนนโหวตในสภาฯ

3 เม.ย. 2569 13:27 น.

“มิน อ่อง หล่าย” ผงาดนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีเมียนมา หลังชนะคะแนนโหวตในสภาฯ

“พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย” ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาอย่างเป็นทางการ หลังชนะคะแนนโหวตในรัฐสภา ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากตะวันตกว่าเป็นเพียงการสืบทอดอำนาจเผด็จการในคราบประชาธิปไตย

 พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำการทำรัฐประหารเมียนมา ได้รับการเลือกตั้งจากรัฐสภาให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าเขาได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 293 เสียง จากทั้งหมด 584 เสียง ซึ่งถือว่าเกินกึ่งหนึ่งตามเกณฑ์ที่กำหนด

ชัยชนะครั้งนี้เกิดขึ้นในสภาที่ถูกครอบงำโดยพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งได้รับการหนุนหลังโดยกองทัพ ร่วมกับโควตาที่นั่งของทหารเดิม โดยการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนี้เป็นการสานต่ออำนาจอย่างเป็นทางการ หลังจากที่เขาเป็นหัวหอกในการยึดอำนาจจากรัฐบาลของนางออง ซาน ซูจี เมื่อปี 2021

นักวิเคราะห์มองว่า ตำแหน่งประธานาธิบดีคือเป้าหมายที่ มิน อ่อง หล่าย ปรารถนามาโดยตลอด เพื่อสร้างความชอบธรรมในระดับสากล โดยก่อนหน้านี้เขาได้วางหมากตัวสำคัญด้วยการแต่งตั้งพลเอก “เย วิน อู” อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแทน เพื่อคุมบังเหียนกองทัพและปกป้องผลประโยชน์ของทหารที่ปกครองประเทศมานานกว่า 5 ทศวรรษ

ออง จอ โซ นักวิเคราะห์อิสระ ระบุว่า “เขาเก็บงำความทะเยอทะยานที่จะเปลี่ยนยศจากผู้บัญชาการทหารมาเป็นประธานาธิบดีมานาน และดูเหมือนว่าความฝันของเขาได้กลายเป็นความจริงแล้วในวันนี้”

แม้การเมืองในสภาจะดูราบรื่น แต่สถานการณ์ในสนามรบกลับตรงกันข้าม โดยในสัปดาห์นี้ กลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหาร ซึ่งประกอบด้วยอดีตสมาชิกพรรคของนางซูจีและกองกำลังชาติพันธุ์ ได้ประกาศจัดตั้งแนวร่วมใหม่ในนาม “สภาอำนวยการเพื่อการอุบัติของสหพันธรัฐประชาธิปไตย”

ฝ่ายต่อต้านยืนยันเจตนารมณ์ว่า “วิสัยทัศน์และวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ของเรา คือการถอนรากถอนโคนเผด็จการทุกรูปแบบ รวมถึงเผด็จการทหาร เพื่อสร้างภูมิทัศน์ทางการเมืองใหม่ร่วมกัน”

นักวิเคราะห์เตือนว่า กลุ่มต่อต้านอาจต้องเผชิญกับแรงกดดันที่หนักหน่วงขึ้น ทั้งจากการปราบปรามทางทหารที่รุนแรง และการที่ประเทศเพื่อนบ้านอาจหันไปกระชับความสัมพันธ์กับรัฐบาลชุดใหม่ของมิน อ่อง หล่าย เพื่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ไซ จี ซิน โซ นักวิเคราะห์อีกรายมองว่า ท่ามกลางวิกฤตขาดแคลนพลังงานและน้ำมันทั่วโลก รวมถึงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การรักษาเอกภาพและความเชื่อมั่นระหว่างกลุ่มต่อต้านอาจทำได้ยากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือในการสู้รบระยะยาว.

ที่มา Reuters / AFP

เกาหลีเหนือเตรียมจัดพิ​ธีศพแก่เหล่านายทหารผู้ร่วมรบในสมรภูมิรัสเซีย-ยูเครน

เกาหลีเหนือเตรียมจัดพิ​ธีศพแก่เหล่านายทหารผู้ร่วมรบในสมรภูมิรัสเซีย-ยูเครน

3 เม.ย. 2569 13:23 น.

เกาหลีเหนือเตรียมจัดพิ​ธีศพแก่เหล่านายทหารผู้ร่วมรบในสมรภูมิรัสเซีย-ยูเครน

ทางการเกาหลีเหนือเตรียมจัดพิธีฝังศพเหล่าทหารผู้เสียชีวิตระหว่างสู้รบกับยูเครนเคียงข้างรัสเซีย พร้อมเปิดตัวพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่เพื่อรำลึกถึงความเสียสละของเหล่าทหาร ในช่วงกลางเดือนเมษายนนี้ โดยมีนาย คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเป็นผู้ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมด้วยตนเอง

รายงานจากสำนักข่าวกลางเกาหลีเหนือ หรือ เคซีเอ็นเอ (KCNA) ในวันนี้ (3 เม.ย.) ระบุว่า เกาหลีเหนือมีกำหนดการจัดพิธีฝังศพของของเหล่าทหารที่เสียชีวิตจากการไปปฏิบัติหน้าที่ในต่างแดนเคียงข้างกองทัพของรัสเซียเพื่อสู้รบกับยูเครน ภายในเดือนนี้

โดยที่ผ่านมาทางการเกาหลีเหนือได้ส่งกำลังทหารหลายพันนาย พร้อมด้วยขีปนาวุธและยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ไปช่วยสนับสนุนกองทัพของรัสเซียในการทำสงครามกับยูเครน โดยทางการเกาหลีใต้ได้ประมาณการว่ามีนายทหารเกาหลีเหนือเสียชีวิตจากการสู้รบครั้งนี้ไปแล้วกว่า 2,000 นาย

เหล่านักวิเคราะห์คาดว่าสิ่งที่เกาหลีเหนือได้รับเป็นการตอบแทนจากการให้ความช่วยเหลือแก่กองกำลังของรัสเซียในครั้งนี้ คือ ความช่วยเหลือจากรัสเซียในด้านการเงิน เทคโนโลยีทางการทหาร อาหาร และพลังงาน เช่นก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน โดยความช่วยเหลือเหล่านี้ทำให้เกาหลีเหนือสามารถหลบเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรของนานาประเทศได้ ซึ่งมาตรการคว่ำบาตรส่วนใหญ่มีเป้าหมายเพื่อกดดันให้เกาหลีเหนือยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โดยขณะนี้เกาหลีเหนือกำลังเร่งก่อสร้างพิพิธภัณฑ์เพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารผู้ล่วงลับซึ่งโครงการดังกล่าวคืบหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 97

สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) รายงานว่า พิธีฝังร่างของเหล่าวีรชนจะจัดขึ้นอย่างสมเกียรติในช่วงกลางเดือนเมษายนนี้ พร้อมด้วยพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการ โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปีของการเสร็จสิ้นปฏิบัติการปลดปล่อยเมือง Kursk

นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมพิพิธภัณฑ์และตรวจสอบขั้นตอนสุดท้ายของโครงการด้วยตนเอง ทั้งการจัดวางประติมากรรม และอนุสรณ์เชิงสัญลักษณ์ต่าง ๆ และยังกล่าวชื่นชมที่โครงการมีความคืบหน้าอย่างมาก

เขายกย่องว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็น “อนุสรณ์สถานแห่งยุคสมัย” ที่สะท้อนถึงวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของเหล่าทหาร และเป็นแหล่งการเรียนรู้ด้านสำนึกในความรักชาติที่สำคัญ โดยทางการเกาหลีเหนือได้ออกมายืนยันเมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมาว่าได้มีการส่งทหารไปช่วยรัสเซียสู้รบกับยูเครน และมีทหารเสียชีวิตระหว่างการรบจริง ซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นายคิม จองอึน ก็ได้จัดพิธีเชิดชูเกียรติทหารผู้ล่วงลับมาแล้วหลายครั้ง

ในพิธีครั้งหนึ่งเมื่อปีที่ผ่านมา ภาพจาก KCNA แสดงให้เห็นวินาทีขณะ นายคิม จองอึน สวมกอดทหารที่เพิ่งเดินทางกลับมาถึงเกาหลีเหนือด้วยท่าทีเศร้าโศก ขณะที่ทหารนายนั้นแสดงท่าทีตื้นตันด้วยการซบหน้าลงบนอกของผู้นำ  

นอกจากนี้ ยังมีภาพขณะ นายคิม จองอึน คุกเข่าต่อหน้าภาพถ่ายของทหารที่เสียชีวิตเพื่อแสดงความเคารพ พร้อมวางเหรียญเชิดชูเกียรติและดอกไม้ไว้ข้างรูปถ่ายของทหารผู้ล่วงลับ 

และเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมายังมีการเผยแพร่ภาพขณะ นายคิม จองอึน ประกอบพิธีเคารพโลงศพของเหล่าทหารที่ถูกส่งกลับมายังบ้านเกิดด้วยท่าทีสุดสะเทือนใจ.

“ทรัมป์” ขู่ทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานอิหร่านเพิ่ม

"ทรัมป์" ขู่ทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานอิหร่านเพิ่ม

3 เม.ย. 2569 12:25 น.

“ทรัมป์” ขู่ทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานอิหร่านเพิ่ม

“โดนัลด์ ทรัมป์” ประกาศกร้าวว่าการทำลายล้างเพิ่งเริ่มต้น ขู่ถล่มโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน ทั้งโรงไฟฟ้าและสะพานเพิ่มอีก หลังปิดช่องแคบฮอร์มุซนานนับเดือนทำน้ำมันโลกพุ่ง ด้านผู้เชี่ยวชาญกฎหมายเตือนระวัง “อาชญากรรมสงคราม” ขณะที่ยูเอ็นเตรียมลงมติคุ้มครองการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า กองทัพสหรัฐฯ “ยังไม่ได้เริ่มทำลายสิ่งที่เหลืออยู่ในอิหร่านด้วยซ้ำ” โดยระบุว่าเป้าหมายถัดไปคือสะพานและโรงไฟฟ้า พร้อมกดดันให้ผู้นำอิหร่านเร่งตัดสินใจยุติความขัดแย้งโดยเร็ว

คำขู่นี้เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินรบถล่มสะพาน B1 ซึ่งเป็นสะพานที่สูงที่สุดในตะวันออกกลางและกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บเกือบ 100 คน ซึ่งนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน โต้กลับทันทีว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนจะไม่สามารถบังคับให้อิหร่านยอมจำนนได้

กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศกว่า 100 ราย ออกมาแสดงความกังวลอย่างรุนแรงว่า พฤติกรรมของกองทัพสหรัฐฯ และคำสัมภาษณ์ของเจ้าหน้าที่ระดับสูง รวมถึงคำพูดของทรัมป์ที่ระบุว่าโจมตี “เพื่อความสนุก” อาจเข้าข่ายการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและเป็นอาชญากรรมสงคราม

สงครามที่ยืดเยื้อมากว่า 5 สัปดาห์ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 1 ใน 5 ของโลกถูกปิดตัวลงอย่างสิ้นเชิง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ โดยราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องจากความกังวลว่าสหรัฐฯ ไม่มีแผนเปิดช่องแคบที่ชัดเจน ขณะที่เอเชียและยุโรปเริ่มเผชิญภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงและเศรษฐกิจชะลอตัว ส่วนสหประชาชาติเตือนว่าแอฟริกาอาจเกิดวิกฤตค่าครองชีพครั้งใหญ่จากภาวะเศรษฐกิจโลกหยุดชะงัก

ในวันที่ 4 เม.ย.นี้ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เตรียมลงมติตามข้อเสนอของบาห์เรนเพื่อคุ้มครองเรือพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม “จีน” ได้แสดงท่าทีคัดค้านอย่างชัดเจนต่อการอนุญาตให้ใช้กำลังทหาร โดยระบุว่าจะทำให้สถานการณ์บานปลายจนคุมไม่อยู่

ขณะเดียวกัน อิหร่านได้เสนอแผนเก็บ “ค่าธรรมเนียม” ผ่านทาง ซึ่งทางสหภาพยุโรป นำโดย คายา คัลลาส หัวหน้านโยบายต่างประเทศ ออกมาปฏิเสธทันทีว่ากฎหมายระหว่างประเทศไม่ยอมรับระบบการเรียกเก็บเงินเพื่อขอทางผ่านเช่นนี้

ด้านสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ หรือ ไอเอฟอาร์ซี รายงานว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายพันรายและบาดเจ็บอีกนับหมื่นทั่วตะวันออกกลาง ขณะนี้เวชภัณฑ์กำลังขาดแคลนอย่างหนัก ท่ามกลางการยิงสกัดขีปนาวุธและโดรนที่เกิดขึ้นรายวันในประเทศรอบข้างอย่างคูเวต.

ที่มา Reuters

ได้คืนแล้ว “หมวกทองคำ” อายุ 2,500 ปี หลังพิพิธภัณฑ์เนเธอร์แลนด์ถูกแก๊งบุกปล้น

ได้คืนแล้ว "หมวกทองคำ" อายุ 2,500 ปี หลังพิพิธภัณฑ์เนเธอร์แลนด์ถูกแก๊งบุกปล้น

3 เม.ย. 2569 11:46 น.

ได้คืนแล้ว “หมวกทองคำ” อายุ 2,500 ปี หลังพิพิธภัณฑ์เนเธอร์แลนด์ถูกแก๊งบุกปล้น

ทางการเนเธอร์แลนด์และโรมาเนีย แถลงยืนยันการได้คืนหมวกทองคำโบราณ “โคโตเฟเนชตี” อายุราว 2,500 ปี หนึ่งในสมบัติล้ำค่าที่สุดของโรมาเนียที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ หลังจากถูกขโมยไปจากพิพิธภัณฑ์ในเนเธอร์แลนด์ เมื่อกว่าหนึ่งปีก่อน

พิพิธภัณฑ์เดรนท์ส (Drents Museum) ในเมืองอัสเซิน ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้จัดแสดงหมวกทองคำ “โคโตเฟเนชตี” (Coțofenești) อายุ 2,500 ปี และกำไลทองคำอีก 2 วง ซึ่งเป็นโบราณวัตถุยุค 450 ปีก่อนคริสตกาล ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดและมีตำรวจติดอาวุธเฝ้าระวัง ภายหลังโบราณวัตถุที่ประเมินค่าไม่ได้ดังกล่าวถูกโจรกรรมเมื่อปีที่แล้ว ที่สร้างความตกตะลึงไปทั่วทั้งโรมาเนียและเนเธอร์แลนด์

หมวกเกราะทองคำชิ้นนี้ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญทางการเมืองและสังคมของอารยธรรม “ดาเชีย” (Dacia) ซึ่งรุ่งเรืองก่อนการรุกรานของโรมัน โดยมันถูกขโมยไปในระหว่างการยืมมาจัดแสดงในนิทรรศการ “Dacia – อาณาจักรทองคำและเงิน”

คอเรียน ฟาห์เนอร์ อัยการเนเธอร์แลนด์ เปิดเผยว่า โบราณวัตถุเหล่านี้ถูกส่งมอบคืนให้กับทางการเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (1 เม.ย.) ซึ่งเป็นผลมาจากการเจรจาระหว่างอัยการและทนายความของกลุ่มผู้ต้องหา 3 ราย เป็นชายอายุประมาณ 30 ปี 2 ราย และอายุ 21 ปี 1 ราย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงก่อนเริ่มการพิจารณาคดีที่จะมีขึ้นในปลายเดือนนี้

กลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้ถูกจับกุมได้เพียงไม่กี่วันหลังเกิดเหตุใช้ระเบิดบุกพังพิพิธภัณฑ์ แต่ในขณะนั้นเจ้าหน้าที่กลับไม่พบร่องรอยของสมบัติที่ถูกขโมยไป ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะเชื่อว่าเป็นการโจรกรรมตามใบสั่งของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ

โรเบิร์ต ฟาน ลังห์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์เดรนท์ส ระบุว่าตัวหมวกเกราะมีรอยบุบเล็กน้อยแต่สามารถบูรณะได้ ส่วนกำไลทั้ง 2 วงยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ยังมีกำไลทองคำอีก 1 วงที่ยังสูญหายและอยู่ระหว่างการสืบสวนตามหา

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลโรมาเนียและเนเธอร์แลนด์จนฝ่ายเนเธอร์แลนด์ต้องจ่ายเงินชดเชยประกันภัยสูงถึง 5.7 ล้านยูโร (ประมาณ 200 ล้านบาท) แต่ยังส่งผลให้อดีตผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติในกรุงบูคาเรสต์ต้องพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักที่อนุญาตให้ส่งโบราณวัตถุไปจัดแสดงในต่างประเทศ

คดีนี้ตอกย้ำปัญหาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในเนเธอร์แลนด์ที่มักตกเป็นเป้าหมายของหัวขโมย เนื่องจากระบบป้องกันไม่แน่นหนาพอสำหรับวัตถุประเมินค่าไม่ได้ เช่นเดียวกับกรณีงานศิลปะของ แอนดี วอร์ฮอล และ ฟรานส์ ฮาลส์ ที่ถูกขโมยไปจากพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ดานิเอลา บูรูยานา อัยการโรมาเนีย กล่าวปิดท้ายด้วยความยินดีว่า “นี่คือผลลัพธ์ที่เรารอคอยมานาน เราดีใจที่ได้เห็นการกู้คืนสมบัติชาติเพื่อนำกลับไปมอบคืนให้แก่ประชาชนชาวโรมาเนียอีกครั้ง”.

ที่มา BBC