“ทูตอิหร่าน” แถลงประณามการโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอล ประกาศปกป้องตัวเอง จนกว่าสงครามจะยุติ

"ทูตอิหร่าน" แถลงประณามการโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอล ประกาศปกป้องตัวเอง จนกว่าสงครามจะยุติ

4 มี.ค. 2569 17:13 น.

“ทูตอิหร่าน” แถลงประณามการโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอล ประกาศปกป้องตัวเอง จนกว่าสงครามจะยุติ

“ทูตอิหร่าน” ประณามการโจมตีของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล มุ่งสังหารผู้นำและพลเรือน ละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ประกาศปกป้องตัวเอง ในสภาวะสงครามเต็มรูปแบบ จนกว่าสงครามจะยุติ

วันที่ 4 มี.ค.69 ดร.นัสเชเรดดิน ไสดารี (H.E.Dr.Nassereddin HEIDARI) เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านประจำราชอาณาจักรไทย แถลงข่าวเพื่อชี้แจงรายละเอียด และจุดยืนต่อเหตุการณ์ในตะวันออกกลางต่อสื่อมวลชนในไทย

โดยระบุว่า เหตุการณ์วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ในระหว่างเหตุการณ์การรุกรานระลอกใหม่ที่ไม่มีการยั่วยุและไม่มีความชอบธรรม ซึ่งกระทำต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน เป็นการละเมิดกฎหมายสากล การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดมาตรา 2(4) ของกฎบัตรสหประชาชาติอย่างรุนแรงและชัดเจน

เป้าหมายของการโจมตี โดยสหรัฐอเมริกาและระบอบอิสราเอลได้จงใจมุ่งเป้าโจมตีไปที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดของรัฐสมาชิกสหประชาชาติที่มีอธิปไตย ซึ่งก็คือผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน อายะตุลลอฮ์ เซเยด อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Seyed Ali Khamene’i)

นอกจากนี้ รายงานการโจมตีเป้าหมายพลเรือนถือเป็นอาชญากรรมสงคราม โดยภาพรวมสถานการณ์นับตั้งแต่เริ่มการรุกรานระลอกใหม่โดยสหรัฐฯ และระบอบอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 การโจมตีทางทหารได้มุ่งเป้าไปที่วัตถุพลเรือน สถานที่ที่ถูกโจมตีมีทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล อุปกรณ์และบุคลากรบรรเทาทุกข์ ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิต (Martyrdom) ของพลเรือนผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก รวมถึงผู้หญิงและเด็ก และยังมีผู้บาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก 

อิหร่านระบุว่านี่คือหลักฐานที่ชัดเจนของ “อาชญากรรมสงคราม” และ “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ” ซึ่งสหประชาชาติต้องเร่งดำเนินการเพื่อยุติเหตุการณ์และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ เป็นการเรียกร้องต่อ UN

สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้น ประกอบด้วยโศกนาฏกรรมที่เมืองมีนับ (Minab) ในวันแรกของการรุกราน มีการทำลายโรงเรียนประถมศึกษาในเมืองเล็ก ๆ ที่ชื่อว่ามีนับในจังหวัดฮอร์โมซกาน ส่งผลให้นักเรียนหญิงผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตถึง 165 คน โดยมีการกู้ร่างขึ้นมาจากซากปรักหักพังหลังใช้ความพยายามบรรเทาทุกข์หลายชั่วโมง การโจมตีเมืองอื่น ๆ ในวันเดียวกันมีการโจมตีที่ส่งผลให้เหล่านักเรียนเสียชีวิตในเมืองอื่น ๆ เช่น ทางตะวันออกของเตหะราน และเมืองเอบแย็ก (Abyek) ในจังหวัดกัซวีน การโจมตีหน่วยงานสากล วันที่ 1 มีนาคม 2026 มีการโจมตีมุ่งเป้าไปที่อาคารของสภาเสี้ยววงเดือนแดง (Red Crescent) และโรงพยาบาลในเตหะราน อาห์วาซ และเมืองอื่น ๆ รวมถึงอาคารที่พักอาศัย วันที่ 2 และ 3 มีนาคม 2026 มีการยิงขีปนาวุธใส่ย่านที่พักอาศัยที่มีประชากรหนาแน่นในจังหวัดเคอร์ดิสถาน (Kurdistan Province) ทางตะวันตกของอิหร่าน

อิหร่านระบุรายชื่ออาชญากรรมสงครามที่ยืดเยื้อของสหรัฐฯ และระบอบอิสราเอลต่อชนชาติอิหร่าน ถือเป็นการละเมิดหลักการกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) ที่จัดตั้งขึ้นมาอย่างร้ายแรง และเป็นการท้าทายต่อหลักสิทธิขั้นพื้นฐานในการมีชีวิตของพลเรือนที่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย “การกระทำเหล่านี้ถือเป็นการละเมิดหลักการกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และเป็นการเพิกเฉยต่อการพิจารณาด้านมนุษยธรรมขั้นพื้นฐานที่สุด โดยเฉพาะการเคารพต่อสิทธิในชีวิตของพลเรือน”

เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทยระบุว่า อิหร่านเข้าร่วมกระบวนการทางการทูตด้วยความสุจริตใจและจริงจัง ทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงคราม เป็นการแสดงความตั้งใจจริงในการป้องกันสงคราม อย่างไรก็ตาม สงครามรุกรานต่ออิหร่านก็ได้เกิดขึ้นแล้ว และการกระทำที่น่ารังเกียจที่สุดคือปฏิบัติการเพื่อลอบสังหารผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ส่งผลให้ในปัจจุบันอิหร่านอยู่ใน “สภาวะสงครามเต็มรูปแบบ” (State of all-out war) และเผชิญกับภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของชาติ ในฐานะรัฐที่เป็นเหยื่อของการรุกราน อิหร่านจึงมีสิทธิทุกประการที่จะป้องกันตนเองด้วยพละกำลัง ความเด็ดเดี่ยว และความมุ่งมั่น จนกว่าสงครามรุกรานนี้จะยุติลง

เอกอัครราชทูตอิหร่านกล่าวย้ำถึงสิทธิโดยชอบธรรมของอิหร่านในการประกาศสภาวะสงครามเต็มรูปแบบในขณะนี้ ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย ได้ลดธงครึ่งเสาและภาพอดีตผู้นำสูงสุด คาเมเนอี เพื่อไว้อาลัย

รัฐบาลอังกฤษระงับออกวีซ่านักเรียน 4 ประเทศ หลังยื่นขอลี้ภัยพุ่งสูงผิดปกติ

รัฐบาลอังกฤษระงับออกวีซ่านักเรียน 4 ประเทศ หลังยื่นขอลี้ภัยพุ่งสูงผิดปกติ

4 มี.ค. 2569 16:52 น.

รัฐบาลอังกฤษระงับออกวีซ่านักเรียน 4 ประเทศ หลังยื่นขอลี้ภัยพุ่งสูงผิดปกติ

รัฐบาลอังกฤษสั่งระงับด่วนการออกวีซ่านักเรียนจาก 4 ประเทศ ได้เเก่ อัฟกานิสถาน แคเมอรูน เมียนมา ซูดาน หลังพบการละเมิดเงื่อนไขการขอวีซ่าที่เพิ่มสูงขึ้น

ซาบานา มาห์มูด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสหราชอาณาจักร แถลงว่ามีเหตุจำเป็นในการสั่งระงับการออกวีซ่านักเรียนจาก 4 ประเทศ ได้เเก่ อัฟกานิสถาน แคเมอรูน เมียนมา และซูดาน เพราะมีรายงานว่ามีการละเมิดเงื่อนไขของวีซ่าอย่างแพร่หลายผ่านนักเรียนจากทั้ง 4 ประเทศ

โดยนักเรียนจาก 4 ประเทศนี้มีพฤติกรรมที่คล้ายกันในการละเมิดเงื่อนไขวีซ่าคือ เมื่อไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษเเล้ว นักเรียนส่วนใหญ่มักจะยื่นขอเป็นผู้ลี้ภัยในประเทศอังกฤษ ซึ่งในช่วงปี 2021-2025 มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า 

โดยสัดส่วนการขอเป็นผู้ลี้ภัยของนักเรียนจาก 4 ประเทศนี้เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ เเละในปัจจุบันมีจำนวนนักเรียนกว่า 16,000 คน จาก 4 ประเทศนี้อยู่ภายใต้การช่วยเหลือและดูแลของรัฐบาลอังกฤษ

รัฐบาลอังกฤษได้เปิดเผยข้อมูลว่าที่ผ่านมา นักเรียนกว่า 95% จากอัฟกานิสถานยื่นขอเป็นผู้ลี้ภัย ในส่วนของเมียนมามีนักเรียนยื่นขอเป็นผู้ลี้ภัยเพิ่มขึ้น 16 เท่าจากที่ผ่านมา ส่วนแคเมอรูนและซูดานเพิ่มขึ้นรวมกัน 330%  

เหตุการณ์นี้อาจนำไปสู่ระบบผู้ลี้ภัยที่ไม่ยั่งยืนของสหราชอาณาจักร รัฐบาลจึงตัดสินใจใช้มาตรการเด็ดขาดโดยระงับการออกวีซ่าไปก่อน หวังลดจำนวนผู้อพยพที่เพิ่มขึ้นตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2026 รัฐบาลได้แถลงเพิ่มเติมว่า ระยะเวลาในการคุ้มครองผู้ลี้ภัยจะลดลงเหลือ 30 เดือน และทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติเมื่อรัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ได้เเล้ว.

คลิกอ่าน ข่าวต่างประเทศ

ที่มา : BBC

ราคาน้ำมัน-ปุ๋ย-ไฟฟ้า จ่อขึ้นผลกระทบสงคราม คาดไทยสะเทือนหนัก 1 เดือน

ราคาน้ำมัน-ปุ๋ย-ไฟฟ้า จ่อขึ้นผลกระทบสงคราม คาดไทยสะเทือนหนัก 1 เดือน

4 มี.ค. 2569 16:45 น.

ราคาน้ำมัน-ปุ๋ย-ไฟฟ้า จ่อขึ้นผลกระทบสงคราม คาดไทยสะเทือนหนัก 1 เดือน

ราคาน้ำมัน-ปุ๋ย-ไฟฟ้า จ่อขึ้นผลกระทบสงคราม คาดไทยสะเทือนถ้าการรบยืดเยื้อเกิน 1 เดือน “นักวิชาการ” ประเมินต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น 5 – 10 บาท สินค้าเกษตรแพงขึ้น 10-15% เงินเฟ้อไทยพุ่ง เตือนถือเงินสดปลอดภัยสุด

สงครามโจมตีอิหร่าน ส่อส่งผลกระทบทั่วตะวันออกกลาง โดยเฉพาะราคาน้ำมันโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น หลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้น้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย ไม่สามารถออกมาสู่ตลาดโลกได้

คาดกระทบไทย หากสงครามยืดเยื้อไปถึง 1 เดือน ซึ่งตอนนี้มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย ที่ตลาดหุ้นร่วงรับความหวั่นวิตกด้านสงคราม จากการโจมตีของอิสราเอล และสหรัฐอเมริกา

สินค้าไทยจ่อปรับราคาสูงขึ้น ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ วิเคราะห์ว่า การโจมตีอิหร่าน และมีการตอบโต้โดยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และโจมตีฐานทัพของอเมริกาหลายแห่งในตะวันออกกลาง มีโอกาสที่สงครามจะยืดเยื้อ ส่งผลสินค้าอุปโภค บริโภคของไทย ดังนี้

ราคาน้ำมัน  

มีแนวโน้มสูงขึ้นชัดเจน ส่งผลกระทบต่อสินค้าอุปโภคบริโภค ที่จะทำให้มีราคาต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น เช่น ถ้าน้ำมันราคาสูงขึ้นถึง 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาต้นทุนสินค้าจะเพิ่มขึ้น 5 – 10 บาท ทำให้เงินเฟ้อของไทยพุ่งขึ้น 1-2% ส่งผลให้สินค้าที่จำหน่ายในไทยราคาขายเพิ่มขึ้นเกือบทุกตัว โดยเฉพาะสินค้าที่เป็นเครื่องอุปโภค ที่ต้นทุนในการขนส่งและผลิตเพิ่มสูงขึ้น

ราคาปุ๋ย 

ที่เพิ่มสูงขึ้นจะมีผลต่อสินค้าเกษตร เพราะราคาปุ๋ยยังเป็นต้นทุนสินค้าเกษตรของไทยประมาณ30 – 40 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นสงครามตะวันออกกลางจะส่งผลต่อต้นทุนสินค้าเกษตรของไทย และทำให้ราคาข้าวสารแพงขึ้น ต้นทุนผลิตยางพารา ปาล์มน้ำมันสูงขึ้น ทำให้สินค้าเกษตรมีราคาสูงขึ้นประมาณ 10-15เปอร์เซ็นต์

ราคาค่าไฟฟ้า

ตอนนี้ก๊าซที่ผลิตไฟฟ้า ในตลาดอเมริกาเพิ่มขึ้นแล้ว 15 – 20 เปอร์เซ็นต์ มีแนวโน้มจะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 1 – 1.50 บาท/หน่วย ซึ่งปัจจุบันคนไทยจ่ายค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 3 บาท ไปจนถึง 4 บาทกว่าต่อหน่วย ถ้าต้นทุนผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ก็มีโอกาสที่คนไทยต้องจ่ายค่าไฟฟ้า 4 – 5 บาท/หน่วย

คาดว่าถ้าสงครามอิหร่านยืดเยื้อไปถึง 1 เดือน สินค้าในไทยที่จะปรับตัวสูงขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะราคาน้ำมัน ราคาค่าไฟฟ้า และสินค้าเกษตร

การแก้ปัญหาของรัฐบาลไทย จะต้องตรึงราคาน้ำมัน ปุ๋ย และค่าไฟฟ้า หากสงครามในอิหร่านยืดเยื้อเกิน1 เดือน เช่นการชดเชยด้วยกองทุนน้ำมัน ขณะเดียวกันต้องไม่ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสในการขึ้นราคา

ส่วนประชาชนคนไทย ต้องประหยัด โดยเฉพาะอะไรที่สิ้นเปลือง ก็ควรจะไม่ตัดสินใจซื้อในช่วงนี้ พยายามถือเงินสดให้มากที่สุด เพื่อจะต้องเก็บไว้ใช้สอยในอนาคต หากสงครามทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น

ชาวเน็ตอเมริกันพร้อมอดีตผู้เขียนบท South Park เรียกร้องให้ปธน.สหรัฐฯส่งลูกชายร่วมสู้ในตะวันออกกลาง

ชาวเน็ตอเมริกันพร้อมอดีตผู้เขียนบท South Park เรียกร้องให้ปธน.สหรัฐฯส่งลูกชายร่วมสู้ในตะวันออกกลาง

4 มี.ค. 2569 16:44 น.

ชาวเน็ตอเมริกันพร้อมอดีตผู้เขียนบท South Park เรียกร้องให้ปธน.สหรัฐฯส่งลูกชายร่วมสู้ในตะวันออกกลาง

ชาวเน็ตอเมริกันรวมไปถึงอดีตผู้เขียนบทการ์ตูนเรื่อง South Park ร่วมกันพลักดันกระแสเรียกร้องให้ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ส่ง “บาร์รอน ทรัมป์” บุตรชาย ไปร่วมสู้รบในแนวหน้าในตะวันออกกลาง หลังมีทหารอเมริกันเสียชีวิตในการทำสงครามกับอิหร่าน

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงจนก้าวเข้าสู่สภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ภายใต้ปฏิบัติการ “Operation Epic Fury” ของสหรัฐฯ ส่งผลให้มีการสูญเสียชีวิตของทหารอเมริกันกลุ่มแรกในสมรภูมิ จนนำไปสู่การตั้งคำถามถึงความยุติธรรมในการส่งลูกหลานชนชั้นกลางไปสละชีพในสงครามที่เหล่าผู้นำก่อขึ้น จนเกิดกระแสเรียกร้องให้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่ง นายบาร์รอน ทรัมป์ บุตรชายคนเล็กของตนเองเข้าร่วมกองทัพเพื่อรับใช้ชาติและร่วมสู้ในสมรภูมิในตะวันออกกลาง

กระแสความไม่พอใจในครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังการเปิดเผยชื่อทหารสหรัฐฯ 4 นายที่เสียชีวิตจากการโจมตีของอิหร่าน ซึ่งประจำการอยู่ในประเทศคูเวต โดย นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้แถลงต่อชาวอเมริกันโดยยืนยันว่าทหารกลุ่มนี้เสียชีวิตจากการถูกโจมตีโดยกองกำลังอิหร่าน

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวถึงเหตุการณ์นี้โดยระบุว่าอาจจะมีการสูญเสียเกิดขึ้นอีก ทำให้เกิดการวิพากวิจารณ์อย่างหนักจากสังคมออนไลน์ จนแฮชแท็ก #SendBarron ซึ่งเป็นแฮชแท็กที่ตั้งขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ นาย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงความรับผิดชอบด้วยการส่ง นายบาร์รอน ทรัมป์บุตรชายวัย 19 ปีของตนเองไปยังแนวหน้าของการสู้รบ ได้รับความนิยมอันดับหนึ่งบนแพลตฟอร์ม X 

ขณะที่ สว.คริส เมอร์ฟี สมาชิกคณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของวุฒิสภา จากพรรคเดโมแครต ได้ตอกย้ำกระแสการเรียกร้องดังกล่าวผ่านรายการ “Face the Nation” ทางสถานีโทรทัศน์ CBS โดยระบุว่า สงครามครั้งนี้มีแนวโน้มจะกลายเป็นหลุมพรางหรือ “สภาวะตกหล่ม” (Quagmire) ที่จะคร่าชีวิตทหารอเมริกันจำนวนมหาศาล โดยนายเมอร์ฟีกล่าวว่า ผู้ที่จะต้องเสียชีวิตในสงครามครั้งนี้ไม่ใช่ลูกหลานมหาเศรษฐีของโดนัลด์ ทรัมป์ แต่เป็นลูกหลานของครอบครัวชนชั้นกลางและคนยากจนทั่วประเทศที่ต้องกลายเป็นเบี้ยในกระดานการเมืองของผู้นำ

ด้าน นายโทบี มอร์ตัน อดีตผู้เขียนบทซีรีส์แอนิเมชันล้อเลียนการเมืองชื่อดัง “South Park” ก็ได้ทำการเปิดตัวเว็บไซต์ DraftBarronTrump.com เพื่อสนับสนุนกระแสการเรียกร้องให้ลูกชายคนเล็กของโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับการเกณฑ์ทหารเช่นกัน

ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องสุขภาพของ นายบาร์รอน ทรัมป์ ได้กลายเป็นที่สนใจ เมื่อมีการตั้งข้อสังเกตว่าเขาอาจได้รับการยกเว้นการเกณฑ์ทหารด้วยข้อจำกัดทางการแพทย์ เพราะเขามีส่วนสูงถึง 6 ฟุต 9 นิ้ว (ประมาณ 206 เซนติเมตร) ซึ่งเป็นส่วนสูงที่เกินกำหนดมาตรฐานของกองทัพสหรัฐฯ ทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ที่มีการจำกัดส่วนสูงไว้ที่ 6 ฟุต 8 นิ้ว ขณะที่หน่วยนาวิกโยธินจำกัดไว้ที่ 6 ฟุต 6 นิ้ว เนื่องจากพื้นที่ภายในพาหนะทางยุทธวิธี เช่น รถถัง ห้องนักบิน หรือเรือดำน้ำ นั้นมีพื้นที่จำกัด

ทั้งนี้ หากนายบาร์รอนได้รับการยกเว้นการเกณฑ์ทหารจริง เขาจะไม่ใช่คนแรกของตระกูลทรัมป์ที่รอดพ้นจากการเป็นทหาร เนื่องจากในอดีต นายโดนัลด์ ทรัมป์ เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น “โรคกระดูกงอกที่ส้นเท้า”  ซึ่งช่วยให้เขารอดพ้นจากการเกณฑ์ทหารในยุคสงครามเวียดนาม

มีรายงานว่า นพ.แลร์รี บรอนสไตน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเท้าในย่านควีนส์ ผู้เสียชีวิตไปเมื่อปี 2007 ได้ออกใบรับรองแพทย์ให้เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณแก่ เฟรด ทรัมป์ บิดาของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นเจ้าของอาคารที่ นพ.บรอนสไตน์ เช่าเป็นสำนักงาน

โดยบุตรสาวของ นพ. บรอนสไตน์ เปิดเผยกับหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องเล่าที่รู้กันภายในครอบครัวว่าบิดาของเธอให้ความช่วยเหลือแก่ตระกูลทรัมป์เพื่อแลกกับการเข้าถึงผู้มีอิทธิพลอย่างเฟรด ทรัมป์ ซึ่งก่อนหน้าที่จะได้รับการยกเว้นการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางการแพทย์นี้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ เคยขอผ่อนผันการเกณฑ์ทหารมาแล้วถึง 4 ครั้งเพื่อศึกษาต่อ 

ทั้งนี้ทรัมป์ยืนยันว่าเขาไม่เคยเข้ารับการผ่าตัดเพื่อรักษาอาการกระดูกงอกดังกล่าว แต่อาศัยการทำกายภาพและใช้อุปกรณ์เสริมในรองเท้าแทน.

ที่มา Mirror UKThe Mercury News

อ่านข่าว สงครามตะวันออกกลาง

“ไม่เอาสงคราม” นายกฯ สเปนตอกกลับ “ทรัมป์” ลั่นไม่ยอมเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดทำลายกฎหมายระหว่างประเทศ

"ไม่เอาสงคราม" นายกฯ สเปนตอกกลับ "ทรัมป์" ลั่นไม่ยอมเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดทำลายกฎหมายระหว่างประเทศ

4 มี.ค. 2569 16:30 น.

“ไม่เอาสงคราม” นายกฯ สเปนตอกกลับ “ทรัมป์” ลั่นไม่ยอมเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดทำลายกฎหมายระหว่างประเทศ

นายเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน แถลงการณ์สวนกลับคำขู่คว่ำบาตรของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ย้ำจุดยืน “ไม่เอาสงคราม” ชี้โลกไม่ควรแก้ปัญหาด้วยระเบิด พร้อมเตือนบทเรียนจากสงครามอิรักที่สร้างความหายนะให้คนนับล้าน ยันสเปนจะไม่ยอมก้มหัวให้คำขู่เพื่อแลกกับค่านิยมของประเทศ

นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ แห่งสเปน ได้ใช้เวลา 10 นาทีในการแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์ เพื่อตอบโต้กรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะประกาศคว่ำบาตรทางการค้าต่อสเปนแบบเบ็ดเสร็จ โดยซานเชซระบุว่าจุดยืนของรัฐบาลสเปนสามารถสรุปสั้นๆ ได้เพียง 4 คำคือ “ไม่เอาสงคราม” 

“นี่คือจุดเริ่มต้นของหายนะครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ คุณไม่สามารถเล่นเกมรัสเซียนรูเล็ตต์กับชะตากรรมของคนนับล้านได้” ซานเชซกล่าว พร้อมย้ำว่าการตัดสินใจไม่อนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอากาศมอโรนและฐานทัพเรือโรตาทางตอนใต้ของสเปนเพื่อโจมตีอิหร่านนั้น เป็นการตัดสินใจที่ยึดตามหลักจริยธรรมและผลประโยชน์ของชาติ มากกว่าการยอมเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในสิ่งที่ผิดเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกล้างแค้นทางการค้าจากใครบางคน

นายกรัฐมนตรีสเปนยังได้หยิบยกบทเรียนจากสงครามอิรักเมื่อปี 2003 ซึ่งเขามองว่าล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายและทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนเลวร้ายลง โดยเตือนว่าการโจมตีอิหร่านในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงต่อคนนับล้านเช่นเดียวกัน

ซานเชซกล่าวเสริมว่า “มันเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ หากประธานาธิบดีบางคนจะใช้ ‘หมอกควันแห่งสงคราม’ มาปกปิดความล้มเหลวของตนเอง” พร้อมระบุว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าสเปนเข้าข้างฝ่ายอยาตอลเลาะห์แห่งอิหร่านหรือไม่ เพราะไม่มีใครเข้าข้างอยู่แล้ว แต่คำถามสำคัญคือ “เราจะเลือกยืนอยู่ข้างสันติภาพและกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่”

ความสัมพันธ์ระหว่างสองพันธมิตรนาโต้ ตึงเครียดถึงขีดสุดหลังจากที่นายซานเชซออกมาประณามการทิ้งระเบิดใส่อิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอลว่าเป็นการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบและผิดกฎหมาย ขณะที่ทรัมป์ได้กล่าวหาระหว่างการพบปะกับนายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ แห่งเยอรมนีว่า “สเปนเป็นพันธมิตรที่แย่มาก” เนื่องจากไม่ยอมเพิ่มงบประมาณกลาโหมให้ถึง 5% ของจีดีพี

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเยอรมนีได้ช่วยยืนยันต่อหน้าทรัมป์ว่า สหรัฐฯ ไม่สามารถทำข้อตกลงแยกส่วนกับเยอรมนีหรือยุโรปโดยตัดสเปนออกไปได้ เนื่องจากสเปนคือส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป

ในตอนท้ายของการแถลงการณ์ นายกรัฐมนตรีซานเชซยืนยันว่ารัฐบาลสเปนกำลังศึกษามาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการคว่ำบาตร และย้ำว่าสเปนจะยึดมั่นในบรรทัดฐานเดียวกับที่ใช้ในกรณีของยูเครนและฉนวนกาซา คือการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด.

ที่มา BBC / Reuters

ศาลเกาหลีใต้จำคุก “หมอ-แม่” คดีฆาตกรรมทารก 36 สัปดาห์ หลังทำแท้งไม่สำเร็จแต่นำไปแช่แข็งจนตาย

ศาลเกาหลีใต้จำคุก "หมอ-แม่" คดีฆาตกรรมทารก 36 สัปดาห์ หลังทำแท้งไม่สำเร็จแต่นำไปแช่แข็งจนตาย

4 มี.ค. 2569 16:09 น.

ศาลเกาหลีใต้จำคุก “หมอ-แม่” คดีฆาตกรรมทารก 36 สัปดาห์ หลังทำแท้งไม่สำเร็จแต่นำไปแช่แข็งจนตาย

เกิดคดีสะเทือนสังคมเกาหลีใต้ หลังศาลตัดสินความผิดหญิงสาวและแพทย์ 2 รายในข้อหาฆาตกรรม หลังร่วมกันทำแท้งทารกอายุครรภ์ 36 สัปดาห์ แต่ทารกกลับรอดชีวิตจึงนำไปแช่แข็งจนเสียชีวิต คดีนี้กลายเป็นจุดชนวนวิพากษ์วิจารณ์ช่องโหว่ทางกฎหมายการทำแท้งในประเทศ

ศาลเกาหลีใต้มีคำพิพากษาตัดสินลงโทษหญิงสาวนามสมมติ “กวอน” (Kwon) วัย 20 ปีเศษ พร้อมด้วยศัลยแพทย์และผู้อำนวยการโรงพยาบาล ในข้อหาร่วมกันฆาตกรรมทารกที่เพิ่งลืมตาดูโลก โดยคดีนี้เริ่มเป็นที่สนใจของสาธารณชนในปี 2024 หลังจากควอนโพสต์วิดีโอลงยูทูบ เล่าประสบการณ์การทำแท้งเมื่ออายุครรภ์ได้ 36 สัปดาห์ จนนำไปสู่การตรวจสอบของกระทรวงสาธารณสุขและการดำเนินคดีอาญาในที่สุด

อัยการระบุว่า ในระหว่างการผ่าคลอดเพื่อทำแท้ง ทารกได้ลืมตาดูโลกและยังมีชีวิตอยู่ แต่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลและศัลยแพทย์กลับนำทารกไปใส่ในตู้แช่แข็งจนเสียชีวิต จากนั้นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลได้ปลอมแปลงเวชระเบียนว่าเป็นการ “คลอดออกมาแล้วเสียชีวิต” เพื่อปกปิดความผิด

ผู้พิพากษาได้อ่านคำพิพากษาลงโทษผู้อำนวยการโรงพยาบาล วัย 81 ปี ระบุชื่อ “ยุน” จำคุก 6 ปี ส่วนศัลยแพทย์ผู้ลงมือ วัย 62 ปี  ระบุชื่อ “ชิม” จำคุก 4 ปี ขณะที่นางสาวควอน แม่ของทารก จำคุก 3 ปี แต่ให้รอลงอาญา

ศาลระบุว่า แม้ควอนจะอ้างว่าไม่ทราบถึงวิธีการสังหารเด็ก แต่หลักฐานชี้ชัดว่าเธอรับทราบจากแพทย์แล้วว่าทารกแข็งแรงดี และได้รับยินเสียงหัวใจจากการอัลตราซาวด์ รวมถึงรู้ดีว่าการผ่าคลอดในอายุครรภ์เท่านี้ทารกจะต้องรอดชีวิต อย่างไรก็ตาม ศาลได้ใช้ความเมตตาในการรอลงอาญาเนื่องจากพิจารณาถึงสภาวะที่ขาดการสนับสนุนจากสังคมและช่องโหว่ทางกฎหมาย

การสอบสวนยังพบข้อมูลที่น่าตกใจว่า โรงพยาบาลแห่งนี้ได้รับเงินรวมกว่า 1,400 ล้านวอน (ประมาณ 30 ล้านบาท) จากการรับทำแท้งให้คนไข้มากกว่า 500 ราย โดยใช้ระบบ “นายหน้า” ในการส่งตัวลูกค้าเช่นเดียวกับกรณีของควอน

ทางด้านควอนให้การต่อศาลว่า เธอเพิ่งรู้ตัวว่าตั้งครรภ์เมื่ออายุครรภ์เข้าสู่เดือนที่ 7 และตัดสินใจทำแท้งเพราะไม่มีรายได้ที่มั่นคง รวมถึงเกรงว่าลูกจะเกิดมามีความผิดปกติเนื่องจากเธอทั้งดื่มสุราและสูบบุหรี่จัดตลอดช่วงที่ตั้งครรภ์

คดีนี้สะท้อนถึงปัญหาใหญ่ในเกาหลีใต้ หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยกเลิกกฎหมายห้ามทำแท้งในปี 2019 โดยมีผลตั้งแต่ปี 2021 แต่รัฐสภายังไม่สามารถตกลงข้อกฎหมายใหม่เพื่อมาควบคุมการทำแท้งได้เนื่องจากความเห็นที่ขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมืองและกลุ่มศาสนา

ภาวะ “สุญญากาศทางกฎหมาย” นี้ ทำให้ปัจจุบันไม่มีเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าการทำแท้งสามารถทำได้ถึงอายุครรภ์กี่สัปดาห์ ส่งผลให้เกิดกรณีการทำแท้งระยะสุดท้ายที่รุนแรงจนกลายเป็นการฆาตกรรมดังเช่นในกรณีนี้.

ที่มา BBC / The Korea Herald 

สหรัฐฯ เผยชื่อทหารชุดแรกเสียชีวิตในสงครามอิหร่าน ยอดดับเพิ่มเป็น 6 นาย

สหรัฐฯ เผยชื่อทหารชุดแรกเสียชีวิตในสงครามอิหร่าน ยอดดับเพิ่มเป็น 6 นาย

4 มี.ค. 2569 15:38 น.

สหรัฐฯ เผยชื่อทหารชุดแรกเสียชีวิตในสงครามอิหร่าน ยอดดับเพิ่มเป็น 6 นาย

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ได้เปิดเผยรายชื่อทหาร 4 นายแรกที่เสียชีวิตจากการสู้รบกับอิหร่าน หลังพบทหาร 6 นายเสียชีวิต จากเหตุโดรนอิหร่านสามารถฝ่าระบบป้องกันภัยทางอากาศเข้าโจมตีศูนย์ปฏิบัติการทางยุทธวิธีของสหรัฐฯ บริเวณท่าเรือชูไอบา ประเทศคูเวต เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

เดิมทีมีการรายงานผู้เสียชีวิตเพียง 3 นาย แต่ในวันจันทร์ที่ผ่านมา (2 มี.ค.) เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ายอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว หลังจากมีทหารทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตเพิ่ม 1 นาย และเจ้าหน้าที่กู้ร่างขึ้นมาได้จากซากปรักหักพังอีก 2 นาย นับเป็นกลุ่มทหารอเมริกันกลุ่มเดียวที่มีการยืนยันการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการนับตั้งแต่เริ่มทำสงครามกับอิหร่าน

กองทัพได้เปิดเผยรายชื่อกำลังพลสำรอง 4 ใน 6 นาย ประกอบด้วย:

  • ร้อยเอก โคดี้ คอร์ก วัย 35 ปี จากรัฐฟลอริดา ผู้มีประสบการณ์ประจำการในซาอุดีอาระเบีย กวนตานาโม และโปแลนด์
  • จ่าสิบเอก โนอาห์ ทิตเจนส์ วัย 42 ปี จากรัฐเนแบรสกา ผู้เคยมาประจำการในคูเวตมาแล้วถึง 2 ครั้ง
  • จ่าสิบเอก นิโคล อามอร์ วัย 39 ปี จากรัฐมินนิโซตา ผู้เคยผ่านภารกิจในคูเวตและอิรัก
  • จ่าสิบเอก เดแคลน โคดี้ วัย 20 ปี จากรัฐไอโอวา ซึ่งได้รับการปูนบำเหน็จเลื่อนยศหลังเสียชีวิต โดยเขาเพิ่งเข้าประจำการได้เพียง 3 ปีเท่านั้น

นายพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่าอาวุธที่อิหร่านใช้มีอานุภาพทำลายล้างสูงและโจมตีใส่ศูนย์ปฏิบัติการที่มีการเสริมความแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากกองทัพเปิดเผยกับสื่อพันธมิตรของบีบีซีว่า ทหารกลุ่มนี้ทำงานอยู่ในออฟฟิศชั่วคราวที่เป็นตู้คอนเทนเนอร์ แม้จะมีการล้อมด้วยกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กสูง 12 ฟุต แต่ทำให้เกิดคำถามตามมาว่าฐานทัพดังกล่าวมีการป้องกันที่เพียงพอต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่นี้หรือไม่

อิหร่านได้ตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ ด้วยการยิงขีปนาวุธถล่มประเทศในกลุ่มอ่าวเปอร์เซียที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ทั้งในบาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย โอมาน และกาตาร์ ซึ่งปัจจุบันมีทหารอเมริกันประจำการอยู่ในคูเวตมากกว่า 13,000 นาย

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังยืนยันเหตุการณ์เครื่องบินขับไล่ 3 ลำตกร่วงลงสู่พื้นดินในคูเวตเมื่อวันจันทร์ โดยระบุว่าเป็นอุบัติเหตุจาก “การยิงกันเอง”  ซึ่งนักบินทั้งหมดสามารถดีดตัวออกมาได้ทันและรอดชีวิต แม้สื่อทางการอิหร่านจะอ้างว่ากองทัพอิหร่านเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการยิงเครื่องบินเหล่านี้ตกก็ตาม

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ ได้เตือนว่าความขัดแย้งกับอิหร่านจะส่งผลให้ทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตมากขึ้น เนื่องจากอิหร่านตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล

กองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันอังคารว่า อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธมากกว่า 500 ลูก และโดรนมากกว่า 2,000 ลำ ในการโจมตีตอบโต้ทั่วตะวันออกกลางจนถึงขณะนี้

ขณะที่ความเสี่ยงต่อกองกำลังสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางถูกหยิบยกขึ้นมาในการบรรยายสรุปแบบปิดต่อสมาชิกรัฐสภาโดยนายพีท เฮกเซธ, พลเอกแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม, นายจอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการซีไอเอ และนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ.

ที่มา BBC / Reuters

ประวัติ โมจตาบา คาเมเนอี ว่าที่ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ภารกิจต้านมหาอำนาจ

ประวัติ โมจตาบา คาเมเนอี ว่าที่ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ภารกิจต้านมหาอำนาจ

4 มี.ค. 2569 14:00 น.

ประวัติ โมจตาบา คาเมเนอี ว่าที่ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ภารกิจต้านมหาอำนาจ

โมจตาบา คาเมเนอี (Mojtaba Khamenei) เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลอย่างเงียบเชียบที่สุดคนหนึ่งในอิหร่าน เขาเป็นบุตรชายของ อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบันของอิหร่าน แม้เขาจะไม่มีตำแหน่งทางการในรัฐบาล แต่ถูกมองว่าเป็น “ผู้กุมอำนาจหลังม่าน” และเป็นตัวเต็งที่มีโอกาสสืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดต่อจากบิดา

1. ประวัติส่วนตัวและการศึกษา

  • เกิด: ปี 1969 ที่เมืองมัชฮัด (Mashhad) ประเทศอิหร่าน
  • การศึกษาทางศาสนา: เขาเข้ารับการศึกษาทางศาสนาระดับสูง (Hawza) ในเมืองกุม (Qom) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของนิกายชีอะห์ ปัจจุบันเขาดำรงสมณศักดิ์เป็น “อยาตุลเลาะห์” (ระดับสูง) ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญหากต้องการก้าวขึ้นเป็นผู้นำสูงสุด
  • ครอบครัว: แต่งงานกับลูกสาวของ กอลามาลี ฮัดดัด-อาเดล (Gholam-Ali Haddad-Adel) อดีตประธานรัฐสภาที่มีอิทธิพล

2. บทบาทและผลงานในเชิงอำนาจ

โมจตาบาไม่ได้มีผลงานในเชิงนโยบายสาธารณะที่จับต้องได้เหมือนนักการเมืองทั่วไป แต่เขามีบทบาทสำคัญในโครงสร้างความมั่นคง:

  • การควบคุมกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ (IRGC): เขามีสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากกับกองทัพ โดยเฉพาะหน่วย Basij(กองกำลังอาสาสมัคร) และมีบทบาทสำคัญในการสั่งการปราบปรามการประท้วง “Green Movement” ในปี 2009
  • การบริหารสำนักงานผู้นำสูงสุด (Beit-e Rahbari): เขาถือเป็นผู้ดูแลเครือข่ายความมั่นคงและเศรษฐกิจอันมหาศาลของบิดา ว่ากันว่าไม่มีการตัดสินใจสำคัญใดๆ ในอิหร่านที่จะผ่านไปได้โดยที่เขาไม่รับรู้
  • อิทธิพลทางการเมือง: เขาถูกวิจารณ์ว่ามีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ มาห์มุด อาห์มาดิเนจาด ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2005 และ 2009 ซึ่งสร้างความขัดแย้งกับกลุ่มสายปฏิรูปอย่างรุนแรง

3. สถานะปัจจุบัน: ตัวเต็งผู้นำสูงสุด

หลังจากการเสียชีวิตของประธานาธิบดี เอบราฮิม ไรซี (Ebrahim Raisi) ในอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกเมื่อปี 2024 ชื่อของโมจตาบาก็ถูกจับตามองมากขึ้นทันที เนื่องจาก:

  1. คู่แข่งลดลง: ไรซีเคยถูกมองว่าเป็นคู่แข่งคนสำคัญในการสืบทอดอำนาจ
  2. ความไว้วางใจ: เขาได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากบิดาและกองทัพ IRGC
  3. การยอมรับทางศาสนา: การที่เขาได้รับอนุญาตให้สอนวิชาศาสนาระดับสูงในเมืองกุม เป็นการส่งสัญญาณว่าเขามีความพร้อมด้านหลักคำสอนที่จะเป็นผู้นำจิตวิญญาณ

ข้อควรระวัง: แม้เขาจะมีอิทธิพลสูง แต่การสืบทอดอำนาจแบบ “พ่อสู่ลูก” ยังคงเป็นประเด็นที่อ่อนไหวในอิหร่าน เพราะขัดกับหลักการปฏิวัติอิสลามปี 1979 ที่ต้องการล้มล้างระบบกษัตริย์ (Monarchy)

สรุปผลงานสำคัญ

ด้านบทบาท/ผลงาน
ความมั่นคงมีอิทธิพลเหนือหน่วยข่าวกรองและกองกำลัง Basij
การเมืองผู้ประสานงานหลักระหว่างสำนักงานผู้นำสูงสุดและรัฐบาล
ศาสนาอาจารย์สอนวิชาเทววิทยาขั้นสูง (เป็นรากฐานความชอบธรรมในการปกครอง)

แตกตื่นกลัวน้ำมันขาด! ชาวฝรั่งเศสแห่เติมน้ำมัน หลังตะวันออกกลางตึงเครียดหนัก

แตกตื่นกลัวน้ำมันขาด! ชาวฝรั่งเศสแห่เติมน้ำมัน หลังตะวันออกกลางตึงเครียดหนัก

4 มี.ค. 2569 13:19 น.

แตกตื่นกลัวน้ำมันขาด! ชาวฝรั่งเศสแห่เติมน้ำมัน หลังตะวันออกกลางตึงเครียดหนัก

ความตึงเครียดใกล้ช่องแคบฮอร์มุซเขย่าตลาดพลังงานโลก ชาวปารีสแห่ต่อคิวเติมน้ำมัน หวั่นราคาพุ่ง-เสี่ยงขาดแคลน แม้ทางการยังไม่ประกาศวิกฤต

บรรยากาศความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง กำลังสร้างแรงกระเพื่อมมาถึงยุโรป โดยเฉพาะในฝรั่งเศส ที่ประชาชนจำนวนหนึ่งเริ่มวิตกกังวลเรื่องราคาน้ำมันพุ่งและความเสี่ยงน้ำมันขาดแคลน จนเกิดภาพต่อคิวยาวตามปั๊มน้ำมันหลายแห่งในกรุงปารีสและชานเมืองเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

หนึ่งในปัจจัยหลักคือสถานการณ์ความไม่สงบใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก ความขัดแย้งในพื้นที่ดังกล่าวกำลังสร้างความผันผวนให้กับตลาดพลังงาน และดันราคาน้ำมันในตลาดโลกให้ปรับตัวสูงขึ้น

อับเดอลีลาห์ คาลิล ลูกค้าปั๊มน้ำมันรายหนึ่ง ระบุว่า ความตึงเครียดกำลังสร้างความตื่นตระหนกไปทั่ว มันทำให้ทุกคนวิตก และดันราคาน้ำมันขึ้น และเขาคิดว่านี่คือเหตุผลที่หลายคนรีบมาเติมน้ำมัน

ขณะที่โคลด เบลล็อก ชาวเมืองอีกราย บอกว่าการมาเติมน้ำมันของเขาเป็นเพียงการป้องกันไว้ก่อน แม้จะยังมีน้ำมันเหลือ แต่ต้องมาเติมไว้ก่อน เผื่อฉุกเฉิน

อย่างไรก็ตาม ประชาชนบางคน มองว่าสถานการณ์นี้เป็นเพียงความตึงเครียดชั่วคราว และไม่นาน สถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ

ทั้งนี้ จนถึงขณะนี้ ทางการฝรั่งเศสยังไม่พบปัญหาน้ำมันขาดแคลนแต่อย่างใด แต่ภาพการต่อคิวเติมน้ำมันสะท้อนความกังวลของประชาชน ที่หวั่นว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจลุกลามและกระทบค่าครองชีพในวงกว้าง.

ที่มา : AP

คลิกอ่าน ข่าวต่างประเทศ

ไต้หวันสั่งฟ้อง 62 ราย โยง “Prince Group” กัมพูชา ฟอกเงิน-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

ไต้หวันสั่งฟ้อง 62 ราย โยง "Prince Group" กัมพูชา ฟอกเงิน-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

4 มี.ค. 2569 12:50 น.

ไต้หวันสั่งฟ้อง 62 ราย โยง “Prince Group” กัมพูชา ฟอกเงิน-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

อัยการไต้หวันสั่งฟ้องบุคคล 62 รายและบริษัทอีก 13 แห่ง ฐานพัวพันเครือข่ายอาชญากรรมของ “เฉิน จื้อ” ผู้ก่อตั้งอาณาจักร Prince Group ในกัมพูชา พบใช้ไต้หวันเป็นแหล่งฟอกเงินกว่า 1 หมื่นล้านบาท กว้านซื้ออสังหาฯ และซูเปอร์คาร์หรู

สำนักงานอัยการเขตไทเปได้แถลงการณ์สั่งฟ้องบุคคลจำนวน 62 คน และนิติบุคคลอีก 13 แห่ง ในข้อหาหนักหลายกระทง ซึ่งรวมถึงการก่อตั้งและบงการองค์กรอาชญากรรม การฟอกเงินจำนวนมหาศาล และการดำเนินกิจการพนันผิดกฎหมาย โดยทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกับ นายเฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท Prince Holding Group มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลในกัมพูชา

จากการสืบสวนพบว่า นายเฉิน จื้อ และเครือข่าย ได้ใช้ไต้หวันเป็นหนึ่งในฐานที่มั่นหลักในการถ่ายเททรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิดกฎหมาย ทั้งจากเครือข่ายต้มตุ๋นออนไลน์และการพนันข้ามชาติ โดยมีการโอนเงินผ่านบริษัทนอมินีเข้ามายังไต้หวันรวมมูลค่ากว่า 10,800 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 10,760 ล้านบาท)

เงินจำนวนดังกล่าวถูกนำไปแปรสภาพเป็นทรัพย์สินหรูหราเพื่อปกปิดแหล่งที่มาของรายได้ ประกอบด้วยบ้านและคอนโดมิเนียมหรูรวม 24 แห่ง รถยนต์ระดับไฮเอนด์ 35 คัน รวมถึงแบรนด์ซูเปอร์คาร์อย่าง Ferrari และ Porsche รวมถึงเงินสด กระเป๋าแบรนด์เนม และรองเท้าหรู มูลค่ารวมกว่า 55 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน

ล่าสุด ทางการไต้หวันได้สั่งยึดทรัพย์สินไปแล้วกว่า 5,500 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน และเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาได้มีการนำรถหรู 33 คัน รวมถึงรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นออกประมูล ซึ่งทำรายได้เข้าสู่รัฐไปแล้วกว่า 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เบื้องหลังอาณาจักรอาชญากรรมนายเฉิน จื้อ ถูกทางการสหรัฐฯ ตั้งข้อหาฉ้อโกงและฟอกเงิน โดยระบุว่ากลุ่มบริษัท Prince Group เป็นเพียงฉากหน้าของเครือข่ายอาชญากรรมทางไซเบอร์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ นอกจากนี้เขายังถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังค่ายกักขังแรงงานเถื่อนในกัมพูชาเพื่อบังคับให้ทำหน้าที่ต้มตุ๋นหลอกลวงคนทั่วโลก 

ทั้งนี้ นายเฉิน จื้อ ถูกทางการกัมพูชาเนรเทศส่งตัวไปยังจีนเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยสื่อทางการจีนได้เผยแพร่ภาพขณะที่เขาถูกสวมกุญแจมือและคลุมศีรษะลงจากเครื่องบินที่สนามบินปักกิ่ง ซึ่งจีนขนานนามเขาว่าเป็น “หัวหน้าองค์กรอาชญากรรมพนันและฉ้อโกงข้ามชาติรายใหญ่”

อัยการไต้หวันระบุว่า การกระทำของเครือข่ายนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อระบบการเงินและเสถียรภาพทางสังคมของไต้หวันอย่างรุนแรง แต่ยังทำลายภาพลักษณ์ของไต้หวันในระดับสากลอีกด้วย โดยทางอัยการได้เสนอให้ศาลลงโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ตั้งแต่ 6 ปี ถึงมากกว่า 20 ปี

ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ทั่วเอเชีย รวมถึงในสิงคโปร์และฮ่องกง กำลังเร่งดำเนินการอายัดทรัพย์สินและควบคุมตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย Prince Group อย่างต่อเนื่อง เพื่อทลายวงจรอาชญากรรมข้ามชาติที่เฟื่องฟูขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา.

ที่มา Reuters / AFP