
22 ก.ค. 2569 16:26 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
ทรัมป์ไฟเขียวข้อตกลงนิวเคลียร์ซาอุดีอาระเบีย เปิดทางเสริมสมรรถนะยูเรเนียม
สื่อสหรัฐฯ เผย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อนุมัติข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์กับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งอาจเปิดทางให้ซาอุฯ สามารถเสริมสมรรถนะยูเรเนียมสำหรับโครงการนิวเคลียร์พลเรือนได้เป็นครั้งแรก โดยข้อตกลงมีอายุ 30 ปี และจะเปิดให้บริษัทอเมริกันเข้าร่วมพัฒนาโครงการ ท่ามกลางเสียงเตือนว่าอาจเป็นชนวนเร่งการแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาค
รายงานข่าวจากสำนักข่าวเอพี, เดอะ วอลล์สตรีท เจอร์นัล และเดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ ระบุตรงกันโดยอ้างอิงแหล่งข่าววงในว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้อนุมัติข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์กับ ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งอาจเปิดทางให้ราชอาณาจักรสามารถพัฒนา ศักยภาพในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม เพื่อใช้ในโครงการพลังงานนิวเคลียร์พลเรือนได้
แหล่งข่าวซึ่งไม่มีอำนาจเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ อาจประกาศข้อตกลงดังกล่าวอย่างเป็นทางการได้เร็วที่สุดในวันที่ 23 ก.ค.
ข้อตกลงดังกล่าวมีอายุ 30 ปี และคาดว่าจะเปิดโอกาสให้บริษัทสหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาโครงการพลังงานนิวเคลียร์ของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงอาจนำไปสู่การก่อสร้างโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมภายในประเทศ หลังจากมีการศึกษาความเป็นไปได้ร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบีย
อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงยังต้องถูกส่งให้รัฐสภาพิจารณาตรวจสอบ ซึ่งคาดว่าจะเผชิญแรงคัดค้านจากสมาชิกสภานิติบัญญัติบางส่วน ที่กังวลว่าการช่วยให้ซาอุดีอาระเบียมีความสามารถในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมตามที่ต้องการมานาน อาจนำไปสู่การแข่งขันด้านนิวเคลียร์และการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาค
แม้ว่าซาอุดีอาระเบียจะเป็นสมาชิกของ ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ซึ่งมีหน้าที่ส่งเสริมการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติและตรวจสอบโครงการนิวเคลียร์ของประเทศสมาชิก แต่แหล่งข่าวระบุว่า ข้อตกลงฉบับนี้ จะไม่รวม “พิธีสารเพิ่มเติม” ของ IAEA ซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบและเฝ้าติดตามโครงการนิวเคลียร์ได้อย่างเข้มงวดมากขึ้น
การเดินหน้าข้อตกลงครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน โดยมีหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการสกัดกั้นไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่อิหร่านยืนยันมาโดยตลอดว่าโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของตนมีวัตถุประสงค์เพื่อสันติเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ทั้งทำเนียบขาวและรัฐบาลซาอุดีอาระเบียยังไม่ได้แสดงความเห็นต่อรายงานดังกล่าว
ที่ผ่านมา ทั้งรัฐบาลของทรัมป์และอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน ต่างพยายามผลักดันข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์กับซาอุดีอาระเบีย เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ให้แก่ราชอาณาจักร
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์เตือนว่า การอนุญาตให้ซาอุดีอาระเบียมีเครื่องปั่นแยกยูเรเนียมภายในประเทศ อาจเป็นก้าวแรกที่นำไปสู่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในอนาคต
ก่อนหน้านี้ มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ผู้นำโดยพฤตินัยของซาอุดีอาระเบีย เคยระบุว่า หากอิหร่านสามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้ ซาอุดีอาระเบียก็อาจต้องพิจารณาเดินหน้าในทิศทางเดียวกัน
แม้การเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพียงอย่างเดียวจะยังไม่เพียงพอสำหรับการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ เพราะยังต้องอาศัยเทคโนโลยีและขั้นตอนอื่นอีกหลายด้าน แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การมีขีดความสามารถดังกล่าวถือเป็นการเปิดประตูสู่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และเป็นประเด็นที่ชาติตะวันตกกังวลมาโดยตลอดในกรณีของอิหร่าน
ก่อนหน้านี้ คริส ไรต์ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ ได้เดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียเพื่อหารือเกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ของราชอาณาจักร
นอกจากนี้ ซาอุดีอาระเบียยังได้ลงนามในสนธิสัญญาความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศกับ ปากีสถาน ซึ่งเป็นประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ โดยหลังการลงนาม รัฐมนตรีกลาโหมปากีสถานระบุว่า หากจำเป็น โครงการนิวเคลียร์ของปากีสถาน “จะพร้อมสนับสนุนซาอุดีอาระเบีย” ซึ่งถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังอิสราเอลที่เชื่อกันว่าเป็นประเทศเดียวในตะวันออกกลางที่มีอาวุธนิวเคลียร์
สำหรับตัวอย่างของความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ในภูมิภาค สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ลงนามในข้อตกลงที่เรียกว่า “ข้อตกลง 123” (123 Agreement) กับสหรัฐฯ เพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บารากาห์ โดยได้รับความช่วยเหลือจากเกาหลีใต้ แต่ UAE ยอมรับเงื่อนไขที่จะ ไม่ดำเนินการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมภายในประเทศ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญยกย่องว่าเป็น “มาตรฐานทองคำ” ของความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ.








