ประชากรสัญชาติญี่ปุ่นลดต่ำกว่า 120 ล้านคน ครั้งแรกในรอบ 42 ปี

ประชากรสัญชาติญี่ปุ่นลดต่ำกว่า 120 ล้านคน ครั้งแรกในรอบ 42 ปี

29 ก.ค. 2569 16:38 น.

ประชากรสัญชาติญี่ปุ่นลดต่ำกว่า 120 ล้านคน ครั้งแรกในรอบ 42 ปี

รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยข้อมูลประชากรล่าสุด พบจำนวนประชากรสัญชาติญี่ปุ่นลดลงต่ำกว่า 120 ล้านคนเป็นครั้งแรกในรอบ 42 ปี หลังจำนวนการเกิดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตยังสูงกว่าจำนวนการเกิดอย่างมาก ส่งผลให้ประชากรลดลงเกือบ 920,000 คนในปีเดียว ด้านจำนวนชาวต่างชาติในประเทศเพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุด สะท้อนการพึ่งพาแรงงานต่างชาติเพื่อรับมือปัญหาขาดแคลนแรงงาน

กระทรวงกิจการภายในประเทศและการสื่อสารของญี่ปุ่น  ได้เปิดเผยข้อมูลทะเบียนราษฎร์พื้นฐาน ณ วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา พบว่า จำนวนประชากรที่มีสัญชาติญี่ปุ่นลดลงมาอยู่ที่ 119,736,483 คน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 42 ปีที่ประชากรชาวญี่ปุ่นลดต่ำกว่าระดับ 120 ล้านคน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตโครงสร้างประชากรที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยในปีที่ผ่านมา ประชากรคนสัญชาติญี่ปุ่นลดลงมากถึง 916,744 คน ซึ่งนับเป็นการลดลงครั้งใหญ่ที่สุดในสถิตินับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลเปรียบเทียบมาตั้งแต่ปี 1968

หากนับรวมประชากรทั้งหมดที่อยู่อาศัยในประเทศญี่ปุ่น ทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ จะมีจำนวนอยู่ที่ 123,767,642 คน ลดลงจากปีก่อนหน้าประมาณ 563,048 คน

สาเหตุสำคัญของการลดลงของประชากรมาจากปรากฏการณ์ “การลดลงตามธรรมชาติ” ที่จำนวนการเกิดต่ำกว่าการตาย โดยในส่วนของชาวญี่ปุ่นนั้น มีจำนวนการเกิดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เพียงประมาณ 670,467 คน ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตสูงถึง 1,593,475 คน ส่งผลให้อัตราการลดลงตามธรรมชาติเฉพาะคนสัญชาติญี่ปุ่นพุ่งสูงถึง 923,008 คน และเป็นการขยายตัวของการลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 18 แม้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะพยายามผลักดันนโยบายเพิ่มอัตราการเกิดมาโดยตลอดก็ตาม

เมื่อพิจารณาในระดับจังหวัด พบว่าจากทั้งหมด 47 จังหวัดของญี่ปุ่น มีเพียง “กรุงโตเกียว” เพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่มีจำนวนคนสัญชาติญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.09 ส่วนอีก 46 จังหวัดที่เหลือมีจำนวนชาวญี่ปุ่นลดลงทั้งหมด โดยจังหวัดที่มีอัตราการลดลงของประชากรรวมสูงสุด ได้แก่ จังหวัดอากิตะ ที่ลดลงร้อยละ 1.88 ตามมาด้วย จังหวัดยามางาตะ และ จังหวัดอาโอโมริ ลดลงร้อยละ 1.62 ทั้งสองแห่ง

ในทางกลับกัน จากการที่ญี่ปุ่นเผชิญปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก รัฐบาลจึงได้ค่อยๆ เปิดรับแรงงานและชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศมากขึ้น ส่งผลให้จำนวนผู้อยู่อาศัยชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน โดยเพิ่มขึ้นอีก 353,696 คน รวมเป็น 4,031,159 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บสถิติประชากรต่างชาติในปี 2013

ที่น่าสนใจคือ จำนวนผู้อยู่อาศัยชาวต่างชาตินั้นปรับตัวเพิ่มขึ้นใน “ทุกจังหวัด” ทั่วประเทศ โดยจังหวัดที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของชาวต่างชาติสูงสุด ได้แก่ ฮอกไกโด ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.89, โอกินาวา (เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.36) และ โออิตะ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.90) นอกจากนี้ สัดส่วนของชาวต่างชาติที่อยู่ในวัยทำงาน ยังสูงถึงร้อยละ 86.17 ของจำนวนชาวต่างชาติทั้งหมด

ขณะเดียวกัน สถิติด้านเด็กเกิดใหม่ที่เป็นชาวต่างชาติในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 22,835 คน ซึ่งทำสถิติสูงสุดใหม่เช่นกัน โดยมีจำนวนผู้เสียชีวิตที่เป็นชาวต่างชาติอยู่ที่ 9,109 คน

การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรครั้งนี้ยังส่งผลกระทบต่อระบบการเมืองการปกครอง โดยจากการประเมินของหนังสือพิมพ์โยมิอุริ ชิมบุน พบว่าช่องว่างความเหลื่อมล้ำของประชากรต่อจำนวน สส. 1 คนในการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร ขยายกว้างขึ้นสูงสุดถึง 2.139 เท่า โดยมีเขตเลือกตั้งถึง 16 เขตที่มีความเหลื่อมล้ำเกิน 2 เท่า ส่วนในการเลือกตั้งวุฒิสภา ช่องว่างความเหลื่อมล้ำพุ่งสูงถึง 3.091 เท่า และมีถึง 3 เขตเลือกตั้งที่มีความเหลื่อมล้ำเกิน 3 เท่า ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อถกเถียงทางกฎหมายเรื่องความเท่าเทียมในการเลือกตั้งในอนาคต.

ที่มา KYODO NEWS / news.yahoo.co.jp

ซาอุดีอาระเบียจับมือสหรัฐฯ โจมตีกลุ่มติดอาวุธหนุนอิหร่านในอิรัก

ซาอุดีอาระเบียจับมือสหรัฐฯ โจมตีกลุ่มติดอาวุธหนุนอิหร่านในอิรัก

29 ก.ค. 2569 15:23 น.

ซาอุดีอาระเบียจับมือสหรัฐฯ โจมตีกลุ่มติดอาวุธหนุนอิหร่านในอิรัก

ซาอุดีอาระเบียร่วมกับสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศใส่กลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในอิรัก เพื่อตอบโต้การโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธต่อฐานทัพสหรัฐฯ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งกว่า 4% จากความกังวลต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยว่า กองทัพสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียได้ร่วมกันปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายของกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในพื้นที่ภาคตะวันออกของอิรัก เพื่อตอบโต้การโจมตีด้วยโดรนมากกว่า 30 ครั้งในช่วง 72 ชั่วโมงที่ผ่านมา ซึ่งสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นการโจมตีที่ได้รับคำสั่งจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC)

CENTCOM ระบุว่า เป้าหมายของการโจมตีคือฐานลำเลียงอาวุธและศูนย์สนับสนุนด้านโลจิสติกส์ของกลุ่มติดอาวุธที่ฝักใฝ่อิหร่าน ซึ่งถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบีย พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านและเครือข่ายตัวแทนยุติการโจมตี มิฉะนั้นสหรัฐฯ จะดำเนินมาตรการทางทหารเพิ่มเติม

แม้สหรัฐฯ จะไม่ได้เปิดเผยชื่อกลุ่มเป้าหมาย แต่กองกำลังระดมพลประชาชนอิรัก (PMF) ซึ่งเป็นเครือข่ายกองกำลังติดอาวุธที่รวมหลายกลุ่มซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยืนยันว่ามีนักรบของตนเสียชีวิตอย่างน้อย 10 คน พร้อมประณามการโจมตีครั้งนี้ว่าเป็น “การยกระดับความรุนแรงที่อันตราย” และเป็นการละเมิดอธิปไตยของอิรัก

ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่ชั่วโมง อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกลหลายลูกโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง โดยกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่าสามารถสกัดขีปนาวุธทั้งหมดได้สำเร็จ ขณะที่อิหร่านยืนยันว่าเป้าหมายคือฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศจอร์แดน

นอกจากนี้ สำนักข่าวทัสนิมของอิหร่านรายงานว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมยืนยันว่าอิหร่านยังคง “ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างสมบูรณ์”

ด้านกระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบียเปิดเผยว่า ก่อนการโจมตีร่วมกับสหรัฐฯ กองทัพสามารถยิงสกัดอากาศยานไร้คนขับหลายลำที่มุ่งเป้าโจมตีโรงงานและคลังน้ำมันในภาคตะวันออกของประเทศ โดยระบุว่าโดรนดังกล่าวถูกส่งมาจากกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในอิรัก

ความตึงเครียดรอบล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านหยุดชะงักชั่วคราวเพียงไม่กี่วัน โดยก่อนหน้านี้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังมี “การเจรจาที่เป็นมิตรอย่างมาก” แม้รัฐบาลอิหร่านจะปฏิเสธว่าไม่มีการเจรจาเกิดขึ้นก็ตาม

การโจมตีครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงที่นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล เดินทางเยือนกรุงวอชิงตันและเข้าพบประธานาธิบดีทรัมป์ที่ทำเนียบขาวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยทั้งสองฝ่ายหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคและความพยายามป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

สถานการณ์ที่กลับมาตึงเครียดส่งผลให้ตลาดพลังงานทั่วโลกตอบสนองทันที โดยราคาน้ำมันดิบ เบรนท์ ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 4.3% แตะ 87.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 4.2% อยู่ที่ 82.62 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากความกังวลว่าความขัดแย้งอาจกระทบการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า นับตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์สั่งเปิดปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ มีทหารสหรัฐฯ ได้รับบาดเจ็บแล้วอย่างน้อย 624 นาย โดย 417 นาย ได้รับบาดเจ็บจากปฏิบัติการร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลในการโจมตีอิหร่าน

นักวิเคราะห์มองว่า การที่ซาอุดีอาระเบียเข้าร่วมปฏิบัติการโจมตีทางทหารกับสหรัฐฯ โดยตรง ถือเป็นพัฒนาการสำคัญที่อาจทำให้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางขยายวงกว้างยิ่งขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป.

ที่มา BBC / AFP

รัสเซียออกหมายจับ “พาเวล ดูรอฟ” ผู้ก่อตั้งเทเลแกรม สนับสนุนก่อการร้าย

รัสเซียออกหมายจับ "พาเวล ดูรอฟ" ผู้ก่อตั้งเทเลแกรม สนับสนุนก่อการร้าย

29 ก.ค. 2569 15:06 น.

รัสเซียออกหมายจับ “พาเวล ดูรอฟ” ผู้ก่อตั้งเทเลแกรม สนับสนุนก่อการร้าย

หน่วยความมั่นคงรัสเซียตั้งข้อหาและออกหมายจับสากลต่อนายพาเวล ดูรอฟ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอปพลิเคชัน “เทเลแกรม” โดยกล่าวหาว่าปล่อยให้แพลตฟอร์มถูกใช้ประสานงานก่อการร้ายและการก่อวินาศกรรมในรัสเซีย หลังไม่ยอมลบเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ดูรอฟและเทเลแกรม ยังไม่มีความเห็นต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว

หน่วยความมั่นคงแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย (FSB) ประกาศว่า ได้ตั้งข้อหานายพาเวล ดูรอฟ (Pavel Durov) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอปพลิเคชันรับส่งข้อความ “เทเลแกรม” ในข้อหา “เอื้อประโยชน์ต่อการก่อการร้าย” พร้อมออกหมายจับสากลเพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดี

FSB ระบุว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวเกิดจากการที่เทเลแกรมไม่ดำเนินการลบข้อมูลและเนื้อหาที่ทางการรัสเซียระบุว่า ถูกใช้โดยหน่วยข่าวกรองของยูเครน รวมถึงองค์กรที่รัสเซียจัดให้เป็นกลุ่มก่อการร้ายและกลุ่มหัวรุนแรง เพื่อใช้วางแผนและประสานงานในการก่อวินาศกรรม การก่อการร้าย การสังหารหมู่ และปฏิบัติการหลอกลวงทางไซเบอร์ภายในรัสเซีย

จนถึงขณะนี้ ทั้งดูรอฟและบริษัทเทเลแกรมยังไม่ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้หรือแสดงความคิดเห็นต่อข้อกล่าวหาของรัฐบาลรัสเซีย

เทเลแกรมซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2013 เป็นหนึ่งในแอปพลิเคชันรับส่งข้อความที่เข้ารหัสข้อมูลและได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก โดยบริษัทระบุว่ามีผู้ใช้งานมากกว่า 1,000 ล้านบัญชี และถูกใช้อย่างแพร่หลายทั้งในรัสเซีย ยูเครน และอีกหลายประเทศทั่วโลก

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลรัสเซียพยายามจำกัดการใช้งานเทเลแกรมมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันให้ประชาชนหันไปใช้ MAX Messenger ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันสื่อสารที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ

ดูรอฟ วัย 41 ปี เกิดที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย แต่ปัจจุบันถือสัญชาติฝรั่งเศสและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังย้ายออกจากรัสเซียเมื่อหลายปีก่อน

ก่อนก่อตั้งเทเลแกรม เขาเป็นผู้ก่อตั้ง VKontakte (VK) เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ได้รับฉายาว่าเป็น “เฟซบุ๊กของรัสเซีย” แต่ต้องขายหุ้นทั้งหมดและถอนตัวจากบริษัทในปี 2014 ท่ามกลางแรงกดดันจากทางการรัสเซีย

การดำเนินคดีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างดูรอฟกับรัฐบาลรัสเซีย ซึ่งก่อนหน้านี้เคยพยายามกดดันให้เทเลแกรมส่งมอบข้อมูลผู้ใช้งานแก่รัฐ และเคยใช้มาตรการจำกัดการเข้าถึงแอปพลิเคชันหลายครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

ทางการรัสเซียยังกล่าวหาว่าเทเลแกรมถูกใช้เป็นช่องทางในการรับสมัครชาวรัสเซียให้เข้าร่วมปฏิบัติการก่อวินาศกรรมที่เกี่ยวข้องกับหน่วยข่าวกรองของยูเครน และระบุว่าดูรอฟเพิกเฉยต่อการลบข้อมูลที่ถูกจัดว่าเป็นเนื้อหาต้องห้าม

ขณะเดียวกัน ดูรอฟยังเผชิญการสอบสวนในประเทศฝรั่งเศส จากข้อกล่าวหาว่าเทเลแกรมไม่มีมาตรการเพียงพอในการป้องกันการใช้แพลตฟอร์มเพื่อกระทำความผิด และไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ดูรอฟปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยยืนยันว่าเทเลแกรมไม่ได้กระทำผิดกฎหมายและดำเนินงานภายใต้หลักการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน

นักวิเคราะห์มองว่า การออกหมายจับสากลครั้งนี้สะท้อนถึงความพยายามล่าสุดของรัฐบาลรัสเซียในการเพิ่มแรงกดดันต่อแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ยังคงดำเนินต่อไป และการเข้มงวดในการควบคุมพื้นที่สื่อสารบนโลกออนไลน์ของรัฐบาลมอสโก.

ที่มา Reuters/ AFP

มาเลเซียบุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใน “ฟอเรสต์ ซิตี้” จับผู้ต้องหา 335 คน ชาวจีนกว่า 300 ราย

มาเลเซียบุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใน "ฟอเรสต์ ซิตี้" จับผู้ต้องหา 335 คน ชาวจีนกว่า 300 ราย

29 ก.ค. 2569 12:56 น.

มาเลเซียบุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใน “ฟอเรสต์ ซิตี้” จับผู้ต้องหา 335 คน ชาวจีนกว่า 300 ราย

ตำรวจรัฐยะโฮร์ของมาเลเซียเปิดปฏิบัติการบุกทลายเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ 2 กลุ่มในโครงการฟอเรสต์ซิตี้ จับกุมผู้ต้องหาได้ 335 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวจีนกว่า 309 คน พร้อมยึดคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก พบพฤติกรรมตุ๋นลงทุนคริปโตฯ-หลอกให้รัก เผยแก๊งคอลเซ็นเตอร์แห่ย้ายฐานเข้าประเทศ หลังหลบการปราบปรามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตำรวจรัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย เปิดเผยว่า สามารถทลายเครือข่ายแก๊งหลอกลวงออนไลน์ได้ 2 กลุ่ม ในพื้นที่โครงการฟอเรสต์ซิตี้ (Forest City) เมืองอิสกันดาร์ปูเตรี และจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 335 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ

พลตำรวจตรี อับดุล ราฮามาน อาร์ซัด ผู้บัญชาการตำรวจรัฐยะโฮร์ เปิดเผยว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม โดยผู้ต้องหามีอายุระหว่าง 20-58 ปี ประกอบด้วย ชาวจีน 309 คน ชาวอินโดนีเซีย 19 คน ชาวเมียนมา 4 คน และชาวมาเลเซีย 3 คน ในจำนวนนี้ มีผู้ต้องหา 159 คน ถูกนำตัวขึ้นศาลเพื่อดำเนินคดีเมื่อวันอังคาร (28 ก.ค.)

ตำรวจยืนยันว่าเครือข่ายอาชญากรรมทั้งสองกลุ่ม ไม่มีความเกี่ยวข้องกับ “Network School” ซึ่งเป็นชุมชนดิจิทัลโนแมดที่ถูกทางการรัฐยะโฮร์สั่งยุติการดำเนินงานในฟอเรสต์ซิตี้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจ

เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น อพาร์ตเมนต์ 27 ห้อง และบ้านพัก 5 หลัง ภายในโครงการฟอเรสต์ซิตี ซึ่งเป็นเมืองพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ริมชายฝั่งขนาดใหญ่ จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ยึดของกลางจำนวนมาก ได้แก่ คอมพิวเตอร์ 313 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 1,557 เครื่อง, คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 17 เครื่อง, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ก่อเหตุอีกหลายรายการ รวมถึงรถยนต์อเนกประสงค์ Mazda CX-8 จำนวน 1 คัน

ตำรวจระบุว่า เครือข่ายแรกมีผู้ต้องหา 279 คน ทำหน้าที่หลอกลวงในรูปแบบ “โรแมนซ์สแกม” หรือการหลอกให้รัก และชักชวนลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลปลอม โดยมีเหยื่อส่วนใหญ่อยู่ในประเทศจีนและอินโดนีเซีย

ส่วนเครือข่ายที่สอง มีผู้ต้องหา 56 คน ในจำนวนนี้ 54 คนเป็นชาวต่างชาติ ใช้วิธีแอบอ้างเป็นบริษัทจัดหางาน ก่อนหลอกให้ลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีปลอม นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ต้องหาบางรายไม่มีเอกสารเดินทางหรือใบอนุญาตพำนักในมาเลเซียที่ถูกต้อง

ตำรวจได้เปิดสำนวนสอบสวน 23 คดี ครอบคลุมความผิดฐานฉ้อโกงและพำนักในประเทศโดยผิดกฎหมาย ในจำนวนนี้ มี 14 สำนวน ที่ส่งให้อัยการแล้ว และมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหา 194 คน โดยผู้ต้องหาอีก 35 คน จะถูกนำตัวขึ้นศาลแขวงยะโฮร์บาห์รูในวันพุธ ขณะที่อีก 9 สำนวนยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานอัยการ

ผู้บัญชาการตำรวจรัฐยะโฮร์ระบุว่า ผู้บงการตัวจริงของเครือข่ายทั้งสองยังคงหลบหนี และเจ้าหน้าที่กำลังติดตามตัว โดยประสานความร่วมมือกับตำรวจสากล 

ทางการมาเลเซียแสดงความกังวลในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หลังพบแนวโน้มที่เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเว็บพนันออนไลน์ กำลังย้ายฐานปฏิบัติการจาก กัมพูชา เมียนมา และลาว ซึ่งเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพฤษภาคม พลตำรวจเอก โมฮัมหมัด คาลิด อิสมาอิล ผู้บัญชาการตำรวจมาเลเซีย เคยออกมาเตือนว่า กลุ่มแก๊งข้ามชาติกำลังฉวยโอกาสจากนโยบายยกเว้นวีซ่าของมาเลเซีย เพื่อเข้ามาใช้เป็นฐานในการก่ออาชญากรรม

ก่อนหน้านั้น ตำรวจมาเลเซียได้จับกุมผู้ต้องหา 187 คน ในพื้นที่หุบเขากลัง (Klang Valley) พร้อมยึดทรัพย์สินมูลค่าเกือบ 58 ล้านริงกิต โดยผู้ต้องหาส่วนใหญ่เป็นชาวจีน รวมถึงชาวญี่ปุ่น เวียดนาม อินโดนีเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ ลาว และเมียนมา

ทางการมาเลเซียยืนยันว่าจะเดินหน้าประสานงานกับกรมตรวจคนเข้าเมืองและหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อเพิ่มการตรวจสอบการเดินทางเข้าประเทศของชาวต่างชาติ และสกัดการใช้มาเลเซียเป็นฐานปฏิบัติการของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติต่อไป.

ที่มา CNA

เผยอิหร่านเตรียมรับมอบขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานแบบประทับบ่าจากจีน 400 ชุด

เผยอิหร่านเตรียมรับมอบขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานแบบประทับบ่าจากจีน 400 ชุด

29 ก.ค. 2569 12:17 น.

เผยอิหร่านเตรียมรับมอบขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานแบบประทับบ่าจากจีน 400 ชุด

สำนักข่าวรอยเตอร์สอ้างแหล่งข่าว 3 ราย ระบุว่า อิหร่านเตรียมรับมอบระบบขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานแบบประทับบ่าที่ผลิตในจีนชุดแรก จากจำนวน 400 ชุด ภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ภายใต้ข้อตกลงมูลค่า 60-70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเร่งฟื้นฟูศักยภาพการป้องกันทางอากาศระยะใกล้ หลังระบบป้องกันหลักถูกโจมตีเสียหายหนักในสงครามกับสหรัฐฯ

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลง 3 รายว่า อิหร่านเตรียมได้รับมอบระบบขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานแบบประทับบ่า (MANPADS) ที่ผลิตในจีนชุดแรกภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจัดซื้ออาวุธมูลค่า 60-70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2,100-2,450 ล้านบาท

แหล่งข่าวระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมการจัดซื้อระบบ MANPADS จำนวน 300-400 ชุด ประกอบด้วยขีปนาวุธรุ่น QW-12 และ FN-16 ซึ่งเป็นอาวุธนำวิถีด้วยอินฟราเรดสำหรับยิงจากบ่า ใช้โจมตีเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ และอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ที่บินในระดับต่ำ

การจัดซื้อครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในความพยายามครั้งใหญ่ที่สุดของอิหร่านในการเสริมสร้างระบบป้องกันภัยทางอากาศระยะใกล้ นับตั้งแต่เกิดสงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งสร้างความเสียหายต่อโครงการขีปนาวุธ โดรน และระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่าน พร้อมเผยให้เห็นข้อจำกัดในการปกป้องฐานทัพและโครงสร้างพื้นฐานด้านยุทธศาสตร์

ตามข้อมูลของแหล่งข่าว สัญญาจัดซื้อดังกล่าวลงนามผ่านบริษัท Zhongqing Baoshang International Investment ซึ่งมีสำนักงานในฮ่องกง และทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างฝ่ายอิหร่านกับผู้ผลิตอาวุธของจีน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศจีนปฏิเสธรายงานดังกล่าว โดยระบุว่า “ข้อมูลที่เผยแพร่ไม่มีมูลความจริงโดยสิ้นเชิง” พร้อมยืนยันว่าจีนมีบทบาทในการส่งเสริมสันติภาพและการยุติความขัดแย้งมาโดยตลอด ขณะที่บริษัทตัวกลางยังไม่ได้ตอบข้อซักถามของสื่อ

ด้านกองทัพปากีสถานก็ออกแถลงการณ์ปฏิเสธรายงานที่ระบุว่าปากีสถานจะมีบทบาทในการลำเลียงอาวุธจากจีนสู่อิหร่าน โดยยืนยันว่าข่าวดังกล่าว “เป็นการคาดเดาและไม่เป็นความจริง”

แม้แหล่งข่าวระบุว่าทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในข้อตกลงแล้ว แต่กำหนดเวลาการส่งมอบ จำนวนอาวุธ และรายละเอียดการดำเนินงานยังอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้

แผนเบื้องต้นระบุว่า การขนส่งอาวุธจะเริ่มจากเมืองอุรุมชี ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ทางตะวันตกของจีน ก่อนผ่านปากีสถานเข้าสู่อิหร่าน แม้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะขนส่งทางอากาศหรือทางบก

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระบุว่า ระบบ MANPADS มีความสำคัญต่อการป้องกันประเทศ เนื่องจากสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย ใช้กำลังพลจำนวนน้อย และกระจายกำลังป้องกันพื้นที่สำคัญได้รวดเร็วกว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบประจำที่ จึงเหมาะสำหรับป้องกันฐานทัพ โรงไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานจากการโจมตีของโดรนหรืออากาศยานที่บินต่ำ

แม้นักวิเคราะห์จะมองว่า QW-12 มีประสิทธิภาพด้อยกว่ารุ่นใหม่อย่าง QW-18 และ QW-19 แต่ยังคงมีศักยภาพเพียงพอในการเสริมชั้นการป้องกันภัยทางอากาศระยะใกล้ โดยแหล่งข่าวด้านความมั่นคงในยุโรปและตะวันออกกลางเปิดเผยว่า อิหร่านยังอยู่ระหว่างการเจรจาจัดซื้อระบบ QW-18 และ QW-19 เพิ่มเติมจากจีนด้วย

รายงานยังระบุว่า อิหร่านได้พยายามหาเส้นทางลำเลียงอาวุธและชิ้นส่วนทางทหารจากจีนผ่านเส้นทางภาคพื้นดิน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสกัดกั้นและลดความเสี่ยงในการขนส่ง

ก่อนหน้านี้ รอยเตอร์สเคยรายงานว่า อิหร่านอยู่ระหว่างการเจรจากับจีนเพื่อจัดซื้อ ขีปนาวุธต่อต้านเรืออีกโครงการหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าการเจรจาดังกล่าวบรรลุข้อตกลงแล้วหรือไม่

การจัดซื้ออาวุธครั้งล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่า แม้อิหร่านจะเผชิญมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดด้านการนำเข้าอาวุธจากนานาชาติมาอย่างยาวนาน แต่รัฐบาลเตหะรานยังคงเดินหน้าพัฒนาศักยภาพทางทหาร ทั้งผ่านการผลิตภายในประเทศและการพึ่งพาผู้จัดหาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะความร่วมมือด้านกลาโหมกับจีนที่มีแนวโน้มแน่นแฟ้นมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา.

ที่มา Reuters

คาด “ไต้ฝุ่นดอลฟิน” เตรียมทวีกำลังเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่น เคลื่อนตัวไปทางญี่ปุ่น

คาด "ไต้ฝุ่นดอลฟิน" เตรียมทวีกำลังเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่น เคลื่อนตัวไปทางญี่ปุ่น

29 ก.ค. 2569 11:48 น.

คาด “ไต้ฝุ่นดอลฟิน” เตรียมทวีกำลังเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่น เคลื่อนตัวไปทางญี่ปุ่น

พายุไต้ฝุ่นดอลฟิน ไต้ฝุ่นลูกที่ 13 ของปีนี้ มีแนวโน้มยกระดับขึ้นเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่นในวันที่ 30 ก.ค. นี้ และอาจขึ้นแท่นเป็นพายุไต้ฝุ่นที่มีกำลังลมแรงที่สุดของปีนี้  โดยกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใกล้กับหมู่เกาะมาร์แชลล์ในมหาสมุทรแปซิฟิก ความเร็วลมสูงสุดขณะเกิดพายุ 216 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดเคลื่อนตัวเข้าใกล้น่านน้ำทางตะวันออกเฉียงใต้ของญี่ปุ่นในช่วง 5 วันข้างหน้า 

ศูนย์เตือนภัยไต้ฝุ่นร่วมของกองทัพเรือสหรัฐฯ (JTWC) รายงานความคืบหน้าล่าสุดของ “พายุไต้ฝุ่นดอลฟิน” (Dolphin) พายุลูกที่ 13 ของญี่ปุ่น ในเช้าวันที่ 29 กรกฎาคม ซึ่งขณะนี้กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มจะกลายเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่นที่ทรงพลังที่สุดนับตั้งแต่เริ่มฤดูกาลพายุปี 2026

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 29 กรกฎาคม ศูนย์กลางของพายุไต้ฝุ่นดอลฟินอยู่ห่างจากเกาะเวก ไปทางใต้-ตะวันออกเฉียงใต้ ราว 715 กิโลเมตร ในช่วง 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา พายุได้เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็วประมาณ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น จัดให้พายุดอลฟินเป็น “พายุไต้ฝุ่นที่มีความรุนแรงมาก” โดยมีความกดอากาศที่ศูนย์กลาง 955 เฮกโตปาสคาล และความเร็วลมสูงสุดขณะเกิดพายุ 216 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

คาดการณ์ว่าพายุจะยังคงเคลื่อนตัวในทิศทางนี้ต่อเนื่องไปอีก 4 วัน ข้างหน้า ภายใต้อิทธิพลของระบบความกดอากาศสูงบริเวณตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ ทั้งนี้ รายงานระบุว่าพายุลูกล่าสุดในลุ่มน้ำแปซิฟิกตะวันตกนี้ จะยังไม่ส่งผลกระทบหรือเป็นอันตรายต่อพื้นที่แผ่นดินใดๆ อย่างน้อยจนถึงช่วงสิ้นสุดสัปดาห์นี้

เมื่อเวลา 02.00 น. ของวันที่ 29 กรกฎาคมไต้ฝุ่นดอลฟินได้กลายเป็นพายุหมุนเขตร้อนที่ทวีความรุนแรงเร็วที่สุดในลุ่มน้ำแปซิฟิกตะวันตก นับตั้งแต่พายุไต้ฝุ่นโนรู เมื่อปี 2022 โดยภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ความเร็วลมเฉลี่ยต่อเนื่อง 1 นาทีของพายุเพิ่มขึ้นราว 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สะท้อนกระบวนการเพิ่มความรุนแรงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการก่อตัวของพายุอย่างมาก

ก่อนหน้านี้ พายุได้เข้าสู่ช่วงทวีความรุนแรงอย่างกะทันหันจนยกระดับเป็นพายุระดับ 3  ตั้งแต่เวลา 20.00 น. ของวันที่ 28 กรกฎาคม โดยในขณะนั้น ความเร็วลมเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งนับเป็นหนึ่งในพายุที่พัฒนาตัวเร็วที่สุดในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ศูนย์ JTWC คาดการณ์ว่า สภาพแวดล้อมทางอุตุนิยมวิทยาที่เอื้ออำนวยจะส่งผลให้ไต้ฝุ่นดอลฟินทวีความรุนแรงขึ้นอีก จนกลายเป็น “ซูเปอร์ไต้ฝุ่น” โดยคาดว่าความเร็วลมสูงสุดจะพุ่งสูงถึง 305 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้

กระบวนการทวีความรุนแรงอย่างมหาศาลนี้ อาจทำให้ไต้ฝุ่นดอลฟินทำลายสถิติแซงหน้าไต้ฝุ่นซินลากู ขึ้นเป็นพายุที่รุนแรงที่สุดในโลกของปีนี้ หรือมีความรุนแรงเทียบเท่ากับไต้ฝุ่นเนพาร์ตัก ในปี 2016 ในฐานะพายุหมุนเขตร้อนประจำเดือนกรกฎาคมที่ทรงพลังที่สุดในศตวรรษที่ 21

ความรุนแรงของพายูลูกนี้อาจเฉียดใกล้ระดับของไต้ฝุ่นวันดา ในปี 1956 ซึ่งเป็นพายุเดือนกรกฎาคมที่รุนแรงที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์.

“ฟีฟ่า” เตรียมขายหุ้นธุรกิจฟุตบอลโลก 4.2 พันล้านดอลลาร์ “ยูฟ่า” เดือดชี้ “ขายจิตวิญญาณฟุตบอล”

"ฟีฟ่า" เตรียมขายหุ้นธุรกิจฟุตบอลโลก 4.2 พันล้านดอลลาร์  "ยูฟ่า" เดือดชี้ "ขายจิตวิญญาณฟุตบอล"

29 ก.ค. 2569 11:06 น.

“ฟีฟ่า” เตรียมขายหุ้นธุรกิจฟุตบอลโลก 4.2 พันล้านดอลลาร์ “ยูฟ่า” เดือดชี้ “ขายจิตวิญญาณฟุตบอล”

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า เปิดเผยแผนจัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อบริหารสิทธิทางการค้าของฟุตบอลโลกและทัวร์นาเมนต์ต่าง ๆ พร้อมเสนอขายหุ้น 20% ให้แก่นักลงทุนภายนอก หวังระดมทุน 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ  หรือราว 1.4 แสนล้านบาท ขณะที่ยูฟ่าและหลายฝ่ายออกโรงคัดค้านอย่างรุนแรง มองว่าเป็นการนำ “จิตวิญญาณของฟุตบอล” ไปแสวงหาผลกำไร

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ประกาศว่า มีแผนจัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ในชื่อ FIFA Forward Enterprise (FFE) เพื่อบริหารจัดการด้านธุรกิจ สิทธิทางการค้า และการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก รวมถึงทัวร์นาเมนต์อื่น ๆ ของฟีฟ่า โดยตั้งเป้าประเมินมูลค่าบริษัทไว้ที่ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเตรียมเสนอขายหุ้นส่วนน้อยให้แก่นักลงทุน เพื่อระดมทุนสูงสุด 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.4 แสนล้านบาท ภายในปีนี้

ฟีฟ่าระบุว่าจะยังคงถือหุ้นใหญ่และมีอำนาจควบคุม FFE อย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งในด้านการกำกับดูแลฟุตบอล การจัดการแข่งขัน ปฏิทินการแข่งขัน ตลอดจนกฎระเบียบและการตัดสินใจด้านกีฬา โดยนักลงทุนภายนอกจะไม่มีบทบาทในการบริหารองค์กร

ฟีฟ่าระบุว่า เงินทุนที่ได้รับจะถูกนำไปขยายการพัฒนาฟุตบอลทั่วโลก พร้อมเปิดโอกาสให้สมาคมฟุตบอลสมาชิกทั้ง 211 ประเทศ สามารถลงทุนใน FFE ได้ครั้งละ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.1% ของบริษัท ซึ่งฟีฟ่าเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มงบพัฒนาฟุตบอลทั่วโลกให้เกิน 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 4 ปีข้างหน้า เพื่อนำไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ผู้ฝึกสอน ทีมชาติ ฟุตบอลเยาวชน และฟุตบอลหญิง

จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่ากล่าวว่า ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก และมีคุณค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล หน้าที่ของฟีฟ่าคือทำให้ผลประโยชน์ดังกล่าวกระจายไปสู่ทุกภูมิภาคของโลกอย่างยั่งยืน พร้อมยืนยันว่า “นี่คือการทำให้ฟุตบอลเป็นของทุกคน”

อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดย สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ออกแถลงการณ์ระบุว่า แผนนี้ “ก้าวข้ามเส้นที่องค์กรกำกับดูแลฟุตบอลไม่ควรก้าวข้าม” พร้อมย้ำว่า “จิตวิญญาณและการกำกับดูแลฟุตบอลไม่ใช่ทรัพย์สินที่นำมาซื้อขายได้ และฟุตบอลไม่ใช่สิ่งที่ฟีฟ่ามีสิทธิ์ขาย”

ยูฟ่ายังเรียกร้องให้สมาคมฟุตบอลแห่งชาติ ลีก สโมสร นักเตะ แฟนบอล และรัฐบาลทั่วโลกจับตาเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังไม่มีความโปร่งใสว่าใครจะได้รับผลประโยชน์ทางการเงินจากดีลดังกล่าว

ด้าน เซ็ปป์ แบลตเตอร์ อดีตประธานฟีฟ่าซึ่งเคยมีความขัดแย้งกับอินฟานติโน วิจารณ์ว่าความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างผู้นำฟีฟ่ากับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลุกลามมาสู่ผลประโยชน์ทางการเงิน พร้อมระบุว่า “ไม่มีใครมีสิทธิ์ขายเกมฟุตบอลของพวกเรา”

ขณะเดียวกัน แอนดี เบอร์แนม นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร และแฟนบอลเอฟเวอร์ตัน ก็ออกมาคัดค้านผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยระบุว่า ฟุตบอลโลกไม่ใช่สินค้าเพื่อการลงทุน แต่เป็นการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นของแฟนบอล ไม่ใช่ของนักลงทุน

รายงานระบุว่า กลุ่มนักลงทุนที่อยู่ระหว่างการหารือกับฟีฟ่าประกอบด้วย Thrive Eternal ซึ่งก่อตั้งโดย โจชัว คุชเนอร์ น้องชายของจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงธนาคาร JPMorgan Chase ที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินของโครงการ

ก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์ The Times และ Financial Times รายงานว่า อินฟานติโนอาจได้รับตำแหน่งกรรมาธิการของ FFE หลังพ้นวาระประธาน FIFA ในปี 2574 และอาจได้รับผลประโยชน์จากโครงการดังกล่าว แต่ฟีฟ่าปฏิเสธทันที โดยยืนยันว่าไม่เคยมีการหารือเรื่องดังกล่าว

นักวิเคราะห์มองว่า หากแผนนี้ได้รับการอนุมัติ อาจนำไปสู่แรงกดดันให้ ฟุตบอลโลก และ ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก ขยายจำนวนทีม หรือจัดแข่งขันบ่อยกว่าปัจจุบันที่จัดทุก 4 ปี เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่นักลงทุน

ข้อเสนอดังกล่าวยังต้องผ่านการอนุมัติจากสภาฟีฟ่าจำนวน 38 คน และการรับรองจากสมาคมฟุตบอลสมาชิก ก่อนจะมีผลบังคับใช้ โดยฟีฟ่าระบุว่าจะเสนอแผนนี้เข้าสู่การพิจารณาในเร็ว ๆ นี้ ท่ามกลางความขัดแย้งที่สะท้อนรอยร้าวระหว่างฟีฟ่ากับยูฟ่า ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา.

ที่มา AFP / Reuters

ชาวกานาร่วมอาลัย “ชายที่สูงที่สุดของประเทศ” เสียชีวิตในวัย 33 ปี

ชาวกานาร่วมอาลัย "ชายที่สูงที่สุดของประเทศ" เสียชีวิตในวัย 33 ปี

29 ก.ค. 2569 11:06 น.

ชาวกานาร่วมอาลัย “ชายที่สูงที่สุดของประเทศ” เสียชีวิตในวัย 33 ปี

ชาวกานาจำนวนมาก ร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของ ซูเลมานา อับดุล ซาเหม็ด ชายที่ได้รับการบันทึกว่าเป็น ชายที่สูงที่สุดในกานา หลังเสียชีวิตในวัย 33 ปี ในฐานะ “ยักษ์ใจดี” ผู้เป็นที่รักของชุมชน

ซูเลมานา อับดุล ซาเหม็ด ชายที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น ชายที่สูงที่สุดในกานา เสียชีวิตแล้วในวัยเพียง 33 ปี ท่ามกลางความโศกเศร้าของครอบครัวและผู้คนที่รู้จักเขา

ซูเลมานาเสียชีวิตเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ที่โรงพยาบาลในเมือง ทามาเล หลังเข้ารับการรักษาอาการติดเชื้อจากแผลที่ขา ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านบ้านเกิด กัมบากา ราว 160 กิโลเมตร

ญาติของเขา ซูเลมานา อับดุล คูดุส ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า “ทุกคนรู้ว่าเขาเป็นคนใจกว้างและมีน้ำใจมาก ตั้งแต่เขาเสียชีวิตก็ยังมีผู้คนเดินทางมาที่บ้านไม่ขาดสาย เพื่อสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น”

ซูเลมานาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น โรคมาร์แฟน ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของร่างกาย ทำให้แขน ขา และอวัยวะต่าง ๆ ยาวผิดปกติ

เมื่อ BBC วัดส่วนสูงของเขาในช่วงปลายปี 2022 เขามีความสูงถึง 7 ฟุต 4 นิ้ว หรือประมาณ 223 เซนติเมตร และเชื่อว่าก่อนเสียชีวิตเขาอาจมีส่วนสูงเพิ่มขึ้นอีก

ซูเลมานาเล่าว่า เขาไม่ได้ตัวสูงผิดปกติตั้งแต่เด็ก แต่เริ่มมีอาการเมื่ออายุ 22 ปี ขณะทำงานในร้านขายเนื้อที่กรุงอักกรา เมืองหลวงของกานา

เขาเริ่มสังเกตว่า ลิ้นขยายใหญ่ขึ้นจนหายใจลำบาก ก่อนที่ร่างกายทุกส่วนจะค่อย ๆ โตขึ้นอย่างรวดเร็ว และในที่สุดแพทย์วินิจฉัยว่าเขาเป็นโรคมาร์แฟน

อาการดังกล่าวทำให้เขาต้องละทิ้งความฝันในการเป็นคนขับรถเมื่อประมาณ 9 ปีก่อน และย้ายกลับไปอยู่บ้านเกิด

เขาได้ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่าเมื่อก่อนเขาเล่นฟุตบอลเหมือนวัยรุ่นทั่วไป เป็นคนแข็งแรง แต่ตอนนี้แม้แต่การเดินระยะสั้น ๆ ก็ยังทำไม่ได้

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซูเลมานาประสบปัญหาค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล จนกระทั่ง อิบราฮิม มาฮามา นักธุรกิจชื่อดัง และน้องชายของประธานาธิบดี จอห์น มาฮามา เข้ามาให้ความช่วยเหลือ โดยรับผิดชอบค่ารักษาทั้งหมดที่โรงพยาบาลทามาเล และเพิ่งอัปเดตแผนการรักษาของเขาเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม แม้แพทย์จะระบุว่าเขาตอบสนองต่อการรักษาได้ดี แต่สุดท้ายก็เสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนของแผลติดเชื้อที่ขา

การเสียชีวิตของอาวูเชสร้างความตกใจให้กับคนทั้งหมู่บ้าน เพราะเขาเป็นผู้ทำให้ หมู่บ้านกัมบากา ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขาเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ ด้านครอบครัวเปิดเผยว่า ได้ตัดสินใจจัดพิธีฝังศพที่เมืองทามาเล แทนการนำร่างกลับไปยังหมู่บ้านกัมบากา เนื่องจากเกรงว่าหมู่บ้านเล็ก ๆ จะไม่สามารถรองรับผู้คนจำนวนมหาศาลที่ต้องการเดินทางมาร่วมไว้อาลัยได้.

ที่มา :BBC

ทรัมป์สั่งแบน “หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน” ห้ามนำเข้าอเมริกา อ้างเสี่ยงสอดแนม-คุกคามความมั่นคง

ทรัมป์สั่งแบน "หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน" ห้ามนำเข้าอเมริกา อ้างเสี่ยงสอดแนม-คุกคามความมั่นคง

29 ก.ค. 2569 08:48 น.

ทรัมป์สั่งแบน “หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน” ห้ามนำเข้าอเมริกา อ้างเสี่ยงสอดแนม-คุกคามความมั่นคง

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศห้ามนำเข้าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และหุ่นยนต์ขั้นสูงที่ผลิตในต่างประเทศโดยเฉพาะจากจีน ชี้เสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือสอดแนม ขโมยข้อมูล

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศห้ามนำเข้าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และหุ่นยนต์ขั้นสูงที่ผลิตในต่างประเทศโดยเฉพาะจากจีน โดยให้เหตุผลว่าอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ พร้อมเตือนว่าหุ่นยนต์เหล่านี้อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือสอดแนม ขโมยข้อมูล หรือถูกควบคุมจากระยะไกลโดยรัฐบาลต่างชาติ

มาตรการดังกล่าว ซึ่งประกาศเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ครอบคลุมหุ่นยนต์ขั้นสูงทุกประเภท ทั้งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ และหุ่นยนต์สี่ขา ซึ่งหลายรุ่นผลิตโดยบริษัทจีนที่กำลังแข่งขันกับสหรัฐฯ อย่างดุเดือดในด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (AI)

นอกจากนี้ คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) ยังประกาศห้ามนำเข้า อินเวอร์เตอร์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ในศูนย์ข้อมูลและระบบโซลาร์เซลล์ โดยระบุว่าอาจเป็นช่องโหว่ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

เบรนดัน คาร์ ประธาน FCC กล่าวว่า หน่วยงานกำลังดำเนินมาตรการเพื่อปกป้องห่วงโซ่อุปทานที่มีความสำคัญของสหรัฐฯ และลดความเสี่ยงด้านความมั่นคง

FCC ระบุว่าอินเวอร์เตอร์ที่ผลิตในต่างประเทศอาจเปิดช่องให้ผู้ผลิตสามารถปิดระบบจากระยะไกล ขโมยข้อมูล เปิดทางให้มีการเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือโจมตีทางไซเบอร์โดยรัฐบาลต่างชาติ

ส่วนหุ่นยนต์ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ ก็ถูกมองว่าอาจถูกใช้เพื่อสอดแนมประชาชนอเมริกัน เพิ่มศักยภาพด้านข่าวกรองของต่างชาติ หรือแม้แต่ถูกยึดการควบคุมจากระยะไกล หากเกิดการโจมตีทางไซเบอร์

อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้จะมีผลเฉพาะ หุ่นยนต์และอินเวอร์เตอร์รุ่นใหม่ ที่จะนำเข้าในอนาคตเท่านั้น โดยไม่กระทบต่อสินค้าที่เคยได้รับอนุญาตให้นำเข้าหรือวางจำหน่ายในสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้

อุปกรณ์ทั้งหมดจะถูกบรรจุไว้ใน Covered List หรือบัญชีสินค้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ มองว่าเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงแห่งชาติ

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับแรงกดดันต่อจีน ท่ามกลางสงครามการค้าและการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสองประเทศที่ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้ตั้งกำแพงภาษีสูงต่อรถยนต์ไฟฟ้าจีน จนแทบไม่สามารถเข้าสู่ตลาดอเมริกาได้ รวมถึงจำกัดการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ประสิทธิภาพสูงไปยังจีน เพื่อชะลอการพัฒนาเทคโนโลยีด้าน AI และการทหารของปักกิ่ง

ขณะที่ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังเตือนว่า บริษัท AI ของจีนอาจเผชิญมาตรการคว่ำบาตร หากพบว่ามีการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ

ด้านรัฐบาลจีนยืนยันว่า ความก้าวหน้าด้าน AI ของประเทศเกิดจาก การวิจัย พัฒนา และความร่วมมือระหว่างประเทศ ไม่ใช่การลอกเลียนเทคโนโลยีของชาติอื่น

ปัจจุบัน บริษัทเทคโนโลยีจีน เช่น Unitree, UBTech และ AgiBot ได้เร่งพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สำหรับใช้งานในโรงงาน บ้าน และภาคบริการ พร้อมเร่งทำตลาดก่อนคู่แข่งจากสหรัฐฯ อย่าง Tesla ของอีลอน มัสก์ และ Boston Dynamics.

ที่มา : BBC

นายกฯญี่ปุ่นแถลงยอดรวมผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวเพิ่มเป็น 13 ศพ ต้องระงับการเดินรถชินคันเซ็นบางส่วน

นายกฯญี่ปุ่นแถลงยอดรวมผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวเพิ่มเป็น 13 ศพ ต้องระงับการเดินรถชินคันเซ็นบางส่วน

29 ก.ค. 2569 08:27 น.

นายกฯญี่ปุ่นแถลงยอดรวมผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวเพิ่มเป็น 13 ศพ ต้องระงับการเดินรถชินคันเซ็นบางส่วน

นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นแถลงยืนยัน มีผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวรวม 13 ราย ขณะที่ทางการสั่งระงับการเดินรถชินคันเซ็นสายคิวชูบางส่วน เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของรางและโครงสร้างพื้นฐาน

นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ ของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวหลายระลอกที่จังหวัดคุมาโมโตะ ล่าสุดเพิ่มเป็น 13 ราย โดยตัวเลขดังกล่าวรวมผู้เสียชีวิตที่เชื่อว่ามีความเชื่อมโยงกับผลกระทบจากแผ่นดินไหวด้วย โดยในจำนวนนี้เป็นผู้เสียชีวิตจากเหตุห้างระเบิด 3 ศพ ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายและประเมินความเสียหายในพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง

ด้านบริษัท Kyushu Railway Company (JR Kyushu) ประกาศระงับการให้บริการรถไฟความเร็วสูง ชินคันเซ็นสายคิวชู ทุกขบวนตั้งแต่เที่ยวแรกของวันพุธ เพื่อดำเนินการตรวจสอบรางรถไฟและโครงสร้างพื้นฐาน หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในจังหวัดคุมาโมโตะ โดยการตรวจสอบความปลอดภัยจะเริ่มขึ้นในช่วงเช้าวันพุธ โดยหากผลการตรวจยืนยันว่ามีความปลอดภัย จะกลับมาเปิดให้บริการเดินรถทั้งขาไปและขากลับในเส้นทาง ระหว่างสถานีฮากาตะ และสถานีคุมาโมโตะ อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม เส้นทาง ระหว่างสถานีคุมาโมโตะ และสถานีคาโกชิมะ-ชูโอ จะยังคงงดให้บริการตลอดทั้งวัน เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความเสียหายของรางและสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างละเอียด

การระงับเดินรถครั้งนี้เป็นผลกระทบล่าสุดจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในจังหวัดคุมาโมโตะ ซึ่งส่งผลให้หลายพื้นที่ได้รับความเสียหาย และเจ้าหน้าที่ยังคงเร่งประเมินสถานการณ์รวมถึงตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพื่อความปลอดภัยของประชาชน.

ที่มา : NHK