สหรัฐฯ สั่งระงับขายอาวุธให้ไต้หวัน 5 แสนล้านชั่วคราว เผยกักไว้ใช้ใน “สงครามอิหร่าน”

สหรัฐฯ สั่งระงับขายอาวุธให้ไต้หวัน 5 แสนล้านชั่วคราว เผยกักไว้ใช้ใน "สงครามอิหร่าน"

22 พ.ค. 2569 16:22 น.

สหรัฐฯ สั่งระงับขายอาวุธให้ไต้หวัน 5 แสนล้านชั่วคราว เผยกักไว้ใช้ใน “สงครามอิหร่าน”

รักษาการรัฐมนตรีทบวงทหารเรือสหรัฐฯ แถลงกลางสภา ยืนยันระงับข้อตกลงขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 5 แสนล้านบาทเป็นการชั่วคราว เพื่อสำรองคลังแสงไว้ใช้ในยุทธการร่วมกับอิสราเอลถล่มอิหร่าน

ฮัง เกา (Hung Cao) รักษาการรัฐมนตรีว่าการทบวงทหารเรือสหรัฐฯ ได้แถลงต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ยืนยันว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ได้สั่ง “ระงับ” ข้อตกลงการขายอาวุธมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5 แสนล้านบาท) ให้แก่ไต้หวันชั่วคราว เพื่อสร้างหลักประกันว่ากองทัพอเมริกันจะมีอาวุธยุทโธปกรณ์เพียงพอสำหรับปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน

นายเกากล่าวในชั้นพิจารณาของสภา “ในเวลานี้เรากำลังระงับข้อตกลงชั่วคราว เพื่อให้มั่นใจว่าเรามีกระสุนและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับภารกิจ Epic Fury ซึ่งจริงๆ แล้วเรามีอยู่เป็นจำนวนมาก”  โดยคำว่า “Epic Fury” เป็นรหัสลับของปฏิบัติการทางทหารร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่าน “เราแค่ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเรามีทุกอย่างพร้อมสรรพ และการขายอาวุธให้แก่ต่างชาติจะดำเนินต่อไปเมื่อรัฐบาลเห็นว่าจำเป็น”

เมื่อถูกซักถามเพิ่มเติมว่าทางฝั่งไต้หวันมีความคิดเห็นอย่างไรต่อการระงับดีลในครั้งนี้ เกายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผมยังไม่ได้พูดคุยกับทางไต้หวัน” ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมต่อถ้อยแถลงดังกล่าว

ด้าน คาเรน กัว  โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีไต้หวัน แถลงต่อผู้สื่อข่าวว่า ทางไต้หวันยังไม่ได้รับข้อมูลใดๆ จากรัฐบาลวอชิงตันเกี่ยวกับ “การปรับเปลี่ยนข้อตกลงขายอาวุธของสหรัฐฯ” โดยที่ผ่านมา ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน ย้ำเสมอว่าการสนับสนุนอาวุธจากสหรัฐฯ คือปัจจัยสำคัญในการรักษาเสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาค ซึ่งภายใต้การนำของเขา ไต้หวันได้เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมอย่างมหาศาลเพื่อรับมือกับแรงกดดันทางทหารจากจีน

ขณะเดียวกัน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนได้แถลงโดยย้ำจุดยืนเดิมว่า “จุดยืนของจีนในการคัดค้านอย่างเด็ดขาดต่อการที่สหรัฐฯ ขายอาวุธให้แก่ภูมิภาคไต้หวันของจีนนั้น มีความสอดคล้อง ชัดเจน และมั่นคงมาโดยตลอด”

แพ็กเกจอาวุธมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐนี้ รอการอนุมัติขั้นสุดท้ายจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มานานหลายเดือน โดยรายงานระบุว่าอาวุธในดีลนี้รวมถึงระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ PAC-3 ของบริษัท ล็อคฮีด มาร์ติน และระบบขีปนาวุธพื้นสู่อากาศอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้และเพิ่งให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) ว่า ข้อตกลงขายอาวุธนี้เป็น “ชิปต่อรองที่ยอดเยี่ยมมาก” ในการเจรจากับประเทศจีน ซึ่งถ้อยแถลงนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์เดินทางไปประชุมที่กรุงปักกิ่ง และได้หารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งผู้นำจีนย้ำกับทรัมป์ว่า ประเด็นไต้หวันคือเรื่องที่อ่อนไหวและสำคัญที่สุดระหว่างสหรัฐฯ และจีน

ทรัมป์ยอมรับว่าเขาได้หารือเรื่องรายละเอียดการขายอาวุธให้ไต้หวันกับสี จิ้นผิง อย่างลึกซึ้ง ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการฉีกแนวทางปฏิบัติและ “คำมั่นสัญญา 6 ประการ” ปี 1982 ที่สหรัฐฯ เคยให้ไว้กับไต้หวันว่า สหรัฐฯ จะไม่ทำการปรึกษาหารือกับรัฐบาลปักกิ่งก่อนการขายอาวุธให้ไต้หวัน นอกจากนี้ ทรัมป์ยังระบุว่าจะต่อสายตรงคุยกับ ไล่ ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวันเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งเป็นท่าทีที่อาจสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้แก่จีน เนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ และไต้หวันไม่มีการเจรจาโดยตรงมานานหลายทศวรรษ

แม้ว่าตามกฎหมายของสหรัฐฯ จะกำหนดให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องจัดหาอาวุธให้แก่ไต้หวันเพื่อการป้องกันตนเอง แต่ท่าทีล่าสุดของทรัมป์ประกอบกับวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง ได้สร้างความกังวลอย่างยิ่งต่อรัฐบาลไทเปเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือในการสนับสนุนของสหรัฐฯ

โดยก่อนหน้านี้เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ เคยอนุมัติแพ็กเกจอาวุธชุดใหญ่มูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐให้ไต้หวัน ซึ่งครั้งนั้นจีนได้ออกมาเตือนว่า การกระทำของสหรัฐฯ กำลัง “เร่งผลักดันให้สถานการณ์บริเวณช่องแคบไต้หวันก้าวไปสู่จุดที่อันตรายและรุนแรง” และการประกาศระงับดีลล่าสุดเพื่อโยกอาวุธไปใช้ในสงครามอิหร่าน อาจกลายเป็นการเปิดช่องว่างทางยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก.

ที่มา BBC / AFP 

จีนรื้อ “บ้านไม้ 10 ชั้น” สไตล์อนิเมะจิบลิ ชี้อันตราย-สร้างไร้ใบอนุญาต

จีนรื้อ "บ้านไม้ 10 ชั้น" สไตล์อนิเมะจิบลิ ชี้อันตราย-สร้างไร้ใบอนุญาต

22 พ.ค. 2569 15:38 น.

จีนรื้อ “บ้านไม้ 10 ชั้น” สไตล์อนิเมะจิบลิ ชี้อันตราย-สร้างไร้ใบอนุญาต

ทางการจีนสั่งรื้อถอนบ้านไม้สูง 10 ชั้น ในมณฑลกุ้ยโจวเรียบร้อยแล้ว หลังเจ้าของบ้านใช้เวลาเกือบ 8 ปี ควักเงินแสนต่อเติมจากบ้านชั้นเดียวจนกลายเป็นจุดเช็กอินชื่อดังที่ผู้คนต่างเปรียบเทียบว่าเหมือนหลุดมาจากโลกอนิเมะของ “สตูดิโอ จิบลิ” (Studio Ghibli) ด้านทางการชี้ชัดเป็นสิ่งปลูกสร้างผิดกฎหมายและไร้ความปลอดภัย

ปิดฉากบ้านพักสุดแปลกในหมู่บ้านซิงอี้ มณฑลกุ้ยโจว ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน เมื่อกลุ่มเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายได้นำกำลังเข้าทุบทำลายสิ่งปลูกสร้างความสูง 10 ชั้นที่สร้างขึ้นอย่างหลวมๆ จนเหลือเพียงบ้านชั้นเดียวตามโครงสร้างเดิมภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

บ้านหลังดังกล่าวเป็นของ นายเฉิน เทียนหมิง วัย 43 ปี ซึ่งเขาใช้เวลาเกือบ 8 ปีและทุ่มเงินส่วนตัวไปราว 200,000 หยวน (ประมาณ 9.6 แสนบาท) ในการเปลี่ยนกระท่อมชั้นเดียวของครอบครัว ให้กลายเป็นหอคอยไม้ทรงพีระมิดที่เต็มไปด้วยห้องไม้อัด ทางเดิน บันได และระเบียงที่ต่อเติมซ้อนกันขึ้นไปเรื่อยๆ โดยมีเพียงนั่งร้านไม้ไผ่คอยค้ำยันไว้

ความแปลกตาและสร้างสรรค์นี้ ทำให้บ้านของนายเฉินกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางเลือกที่มีชื่อเสียงในพื้นที่ โดยนักท่องเที่ยวและสื่อมวลชนต่างพากันเปรียบเทียบสถาปัตยกรรมสุดแปลกนี้ว่า มีความคล้ายคลึงกับโลกแห่งจินตนาการอันละเอียดอ่อนและแปลกประหลาดในผลงานของฮายาโอะ มิยาซากิ (Hayao Miyazaki) แอนิเมเตอร์ชื่อดังและผู้ร่วมก่อตั้ง สตูดิโอ จิบลิ ของญี่ปุ่น

ย้อนกลับไปในปี 2018 ทางการมณฑลกุ้ยโจวได้ทุบทำลายพื้นที่ส่วนใหญ่ของหมู่บ้านซิงอี้ เพื่อเตรียมสร้างรีสอร์ตท่องเที่ยวในภูมิภาคที่ขึ้นชื่อเรื่องทัศนียภาพของภูเขาและนาขั้นบันไดที่สวยงามตระการตา แต่นายเฉินและพ่อแม่ปฏิเสธที่จะย้ายออก

ต่อมาเมื่อโครงการรีสอร์ตของรัฐบาลเริ่มประสบปัญหาหยุดชะงัก นายเฉินจึงเริ่มต่อเติมบ้านของเขาให้สูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านคำขู่รื้อถอน โดยเขาสร้างชั้น 5 เสร็จในปี 2019, ชั้น 6 ในปี 2022 และขึ้นไปถึงชั้น 7 ในปี 2023 ก่อนจะกลายเป็นหอคอยสูงเด่นเหนือพื้นที่เกษตรกรรมโดยรอบในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม ทางการท้องถิ่นได้ออกโรงเตือนมาโดยตลอดว่า สิ่งปลูกสร้างนี้ไม่มีใบอนุญาตการก่อสร้างที่ถูกต้อง โครงสร้างที่ทำจากไม้อัดและคานไม้ที่บิดเบี้ยวเสี่ยงต่อการพังทลาย และเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยอย่างยิ่ง จนกระทั่งในเดือนสิงหาคม 2024 ทางการได้ขึ้นทะเบียนบ้านของเขาเป็น “สิ่งปลูกสร้างผิดกฎหมาย” และสั่งให้รื้อส่วนต่อเติมทั้งหมดออกภายใน 5 วัน แต่นายเฉินได้ยื่นอุทธรณ์และต่อสู้ในชั้นศาลมาโดยตลอด

เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมา สำนักงานบังคับใช้กฎหมายปกครองส่วนท้องถิ่นเมืองซิงอี้ ได้ส่งหนังสือเตือนฉบับสุดท้าย โดยสั่งให้นายเฉินและครอบครัวย้ายออกจากสิ่งปลูกสร้างผิดกฎหมายดังกล่าวภายในเวลา 09.00 น. ของวันที่ 20 พ.ค. ที่ผ่านมา พร้อมขู่ว่าหากขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

นายเฉินเปิดเผยว่า เมื่อถึงกำหนดเส้นตาย เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและสำนักงานรักษาความปลอดภัยสาธารณะนับสิบคนได้บุกเข้ามาที่บ้าน นำตัวเขาและพ่อแม่ออกไป พร้อมทั้งยึดโทรศัพท์มือถือของเขาไว้ ก่อนจะควบคุมตัวเขาไว้ที่สำนักงานรัฐบาลท้องถิ่นจนถึงช่วงค่ำ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ทีมรื้อถอนทำการทุบทำลายตึก 10 ชั้นลงมาเหลือเพียงชั้นแรก

วิดีโอที่นายเฉินบันทึกไว้หลังจากได้รับการปล่อยตัวเผยให้เห็นว่า บ้านหอคอยสไตล์จิบลิได้อันตรธานหายไปแล้ว เหลือเพียงเศษไม้และวัสดุก่อสร้างกองกระจัดกระจายอยู่บนพื้น

นายเฉินได้เปิดใจกับสำนักข่าวเอเอฟพีด้วยท่าทีที่ยอมรับความจริงว่า “ผมไม่รู้สึกเสียใจหรอกครับ เพราะความเสียใจมันไม่มีประโยชน์อะไร และผมก็ไม่ได้โทษตัวเองที่ไม่สามารถปกป้องมันไว้ได้ มันแค่เป็นเพราะว่าแรงขับเคลื่อนที่ต้องการทำลายล้างมันนั้นทรงพลังมากเกินไป”

อย่างไรก็ตาม นายเฉินย้ำว่าเขายังคงต้องการปกป้องสิทธิ์ของตนเอง แม้จะยอมรับว่าเป็นเรื่องยากมากที่จะพลิกคดีเนื่องจากบ้านถูกระบุว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างผิดกฎหมายไปแล้ว โดยขณะนี้เขากำลังขอความช่วยเหลือทางกฎหมายจากทนายความ เพื่อพิสูจน์ว่ากระบวนการ “บังคับรื้อถอน” ของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

นายเฉินกล่าวทิ้งท้ายด้วยความหวังว่า “หากศาลตัดสินว่าการรื้อถอนนั้นผิดกฎหมาย ผมก็จะมีโอกาสได้สร้างมันขึ้นมาใหม่อีกครั้ง”.

ที่มา AFP

“เจอาร์” เจ้าของฉายา “แบงก์ซีแห่งฝรั่งเศส” สร้างถ้ำยักษ์ครอบสะพานเก่าแก่กลางปารีส

"เจอาร์" เจ้าของฉายา "แบงก์ซีแห่งฝรั่งเศส" สร้างถ้ำยักษ์ครอบสะพานเก่าแก่กลางปารีส

22 พ.ค. 2569 15:23 น.

“เจอาร์” เจ้าของฉายา “แบงก์ซีแห่งฝรั่งเศส” สร้างถ้ำยักษ์ครอบสะพานเก่าแก่กลางปารีส

“สะพานปงเนิฟ” สะพานเก่าแก่ที่สุดของกรุงปารีส กลายเป็นผลงานศิลปะขนาดมหึมา หลัง “เจอาร์” ศิลปินสตรีทอาร์ตชื่อดังชาวฝรั่งเศส คลุมสะพานด้วยโครงสร้างเป่าลมขนาดยักษ์ให้ดูราวกับถ้ำหินยุคโบราณ พร้อมสอดแทรกแนวคิดสะท้อนสังคมยุคโซเชียลมีเดีย

ภาพของสะพานปงเนิฟ (Pont Neuf) สะพานข้ามแม่น้ำแซนที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงปารีส สร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนในช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (21 พ.ค.) เมื่อแลนด์มาร์กอายุกว่า 400 ปีแห่งนี้ ถูกกลืนหายจนดูคล้ายกับหุบเขาหินปูนขนาดยักษ์

ผลงานศิลปะชิ้นนี้มีชื่อว่า “La Caverne du Pont Neuf” (ถ้ำแห่งสะพานปงเนิฟ) เป็นฝีมือของ “เจอาร์” (JR) ศิลปินสตรีทอาร์ตชื่อดังชาวฝรั่งเศส ผู้ได้รับฉายาว่า “แบงก์ซีแห่งฝรั่งเศส” ซึ่งเขาต้องการนำกลิ่นอายของ “แร่ธาตุและธรรมชาติ” กลับคืนสู่ใจกลางเมืองหลวง โดยระบุว่านี่ไม่ใช่การ “ปกปิด” สะพาน แต่เป็นการ “เผยให้เห็น” เนื้อแท้ของหินปูน ซึ่งเป็นวัสดุเดียวกับที่ใช้ขุดขึ้นมาเพื่อสร้างเมืองปารีสในอดีต

การสูบลมเข้าสู่โครงสร้างผ้าขนาดยักษ์นี้ เกิดขึ้นตลอดทั้งคืนหลังจากต้องเลื่อนกำหนดการเดิมเนื่องจากสภาพอากาศย่ำแย่ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่ตื่นเต้นที่สุดของโปรเจกต์ที่ซุ่มเตรียมการมานานกว่าหนึ่งปี

สำหรับโครงสร้างของถ้ำแห่งนี้มีความยาว 120 เมตร ความสูง 18 เมตร หรือเทียบเท่าตึก 6 ชั้น มีน้ำหนักประมาณ 5 ตัน เนื่องจากโครงสร้างเกือบทั้งหมดคือ “อากาศ” ปริมาตรกว่า 20,000 ลูกบาศก์เมตร ที่บรรจุอยู่ภายในซุ้มผ้าจำนวน 80 ซุ้ม ส่วนผ้าที่ใช้คลุมถูกเย็บด้วยมือโดยช่างฝีมือ 25 คนในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของแคว้นบริตตานี

วิศวกรของเจอาร์ใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการทดสอบระบบในโรงจอดเครื่องบินที่สนามบินออร์ลี เพื่อจำลองสถานการณ์หากระบบจ่ายลมขัดข้อง เพื่อให้มั่นใจว่าก้อนหินจำลองนี้จะค่อย ๆ ยุบตัวลงอย่างปลอดภัย โดยไม่มีชิ้นส่วนใดเจาะหรือทำลายเนื้อหินประวัติศาสตร์ของสะพานแม้แต่น้อย

งานศิลปะชิ้นนี้ยังเป็นการน้อมรำลึกถึง คริสโต และ ฌอง-โคลด (Christo and Jeanne-Claude) คู่รักศิลปินในตำนานที่เคยสร้างประวัติศาสตร์ “ห่อสะพานปงเนิฟ” ด้วยผ้าสีทองอร่ามเมื่อปี 1985 ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นได้จุดกระแสงานศิลปะเชิงอนุสรณ์ (Monumental Art) ในเมืองใหญ่ จนทำให้จัตุรัสข้างสะพานได้รับการตั้งชื่อตามพวกเขา

นอกจากความสวยงามแล้ว เจอาร์ยังซ่อนความหมายเชิงปรัชญาเพื่อเตือนสติผู้คน โดยอิงจาก “ข้ออุปมานิทัศน์เรื่องถ้ำของเพลโต” (Plato’s Allegory of the Cave) ที่นักโทษในถ้ำมักทึกทักเอาว่าเงาบนผนังคือความจริง เจอาร์อธิบายว่า “ทุกวันนี้ถ้ำของเราคืออะไร? มันคือโทรศัพท์มือถือของเรา เพราะพวกเราเชื่อว่าอัลกอริทึมบนโซเชียลมีเดียคือความจริงทั้งหมด”

แต่ความย้อนแย้งที่งดงามคือ เมื่อผู้เข้าชมเดินเข้าไปในอุโมงค์ถ้ำที่มืดมิด พวกเขาก็ยังคงยกโทรศัพท์ขึ้นมา โดยงานนี้ได้ร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Snap เพื่อสร้างประสบการณ์ความเป็นจริงเสริม (AR) ที่ตาเปล่ามองไม่เห็น พร้อมคลอเคล้าด้วยเสียงดนตรีต่ำทุ้มแนวแร่ธาตุจากฝีมือของ โทมัส บังกัลเตอร์ (Thomas Bangalter) อดีตสมาชิกวงอิเล็กทรอนิกส์ชื่อดัง Daft Punk

นิทรรศการ “La Caverne du Pont Neuf” ได้รับการสนับสนุนเงินทุนทั้งหมดจากการขายผลงานของเจอาและพันธมิตรภาคเอกชน โดยไม่มีการใช้เงินภาษีของประชาชนแม้แต่ยูโรเดียว

โดยจะเปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 6 ถึง 28 มิถุนายนนี้ ซึ่งจะมีการปิดการจราจรบนสะพาน โดยผู้คนสามารถมองเห็นถ้ำยักษ์นี้ได้จากทั้งริมตลิ่ง, เรือสำราญในแม่น้ำแซน หรือแม้กระทั่งจากบนยอดหอไอเฟล ซึ่งจะจัดขึ้นตรงกับช่วงปารีสแฟชั่นวีก, วันดนตรีโลก (World Music Day) และเทศกาลศิลปะโต้รุ่ง (Nuit Blanche) พอดี และเมื่อนิทรรศการสิ้นสุดลง โครงสร้างผ้าทั้งหมดจะถูกนำไปใช้ซ้ำหรือรีไซเคิล เพราะศิลปินมักกล่าวเสมอว่า “อากาศจะไม่ทิ้งรอยแผลใด ๆ ไว้” จากนั้นสะพานปงเนิฟที่เก่าแก่กว่ายุคสาธารณรัฐและยุคปฏิวัติฝรั่งเศส จะกลับมาปรากฏโฉมงดงามดังเดิม ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น.

ที่มา Associated Press

ชายออสเตรเลียตกเหวลึก 300 เมตรดับสลด ขณะเดินป่ามุ่งหน้า “มาชูปิกชู” ในเปรู

ชายออสเตรเลียตกเหวลึก 300 เมตรดับสลด ขณะเดินป่ามุ่งหน้า "มาชูปิกชู" ในเปรู

22 พ.ค. 2569 12:58 น.

ชายออสเตรเลียตกเหวลึก 300 เมตรดับสลด ขณะเดินป่ามุ่งหน้า “มาชูปิกชู” ในเปรู

ชายชาวออสเตรเลียวัย 53 ปี ซึ่งเป็นตำรวจประจำรัฐวิกตอเรีย เสียชีวิตหลังพลัดตกเหวลึก 300 เมตร ระหว่างเดินป่าบนเส้นทาง “อินคาเทรล” มุ่งหน้าสู่มาชูปิกชู แหล่งมรดกโลกชื่อดังของเปรู ขณะที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเร่งสอบสวนสาเหตุของอุบัติเหตุ

เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยบนภูเขาสูง ในเมืองกุสโก ประเทศเปรู แถลงความคืบหน้ากรณีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนเส้นทางเดินป่า “อินคาเทรล” (Inca Trail) โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบร่างของ นายแมทธิว แคมารอน เพตัน อายุ 53 ปี นักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลีย อยู่ที่ก้นเหวลาดชันลึกประมาณ 300 เมตร ใกล้กับช่วงเส้นทางที่เรียกว่า “50 กราดาส” (50 Gradas)

เวอร์จิลิโอ เบลาสเกซ ผู้บัญชาการตำรวจภูมิภาคกุสโก เปิดเผยว่า นายเพตันและภรรยาเดินทางมาถึงเมืองกุสโกได้ประมาณ 12 วันก่อนจะเริ่มทริปเดินป่าระยะเวลา 4 วันมุ่งสู่มาชูปิกชู จากรายงานเบื้องต้นระบุว่า ในช่วงบ่ายวันพุธตามเวลาท้องถิ่น นายเพตันซึ่งกำลังเดินป่าอยู่กับกลุ่มนักท่องเที่ยวและไกด์นำทาง ได้เกิดสะดุดล้มในขณะที่กำลังเดินข้ามสะพานไม้

“เรามีข้อมูลชี้ว่าเขาดูเหมือนจะสะดุดล้มขณะข้ามสะพานไม้ และพยายามที่จะคว้าฝืนยึดราวกั้นไม้เอาไว้ แต่ราวกั้นเกิดหักและรับน้ำหนักไม่ไหว ทำให้เขาลื่นไถลพลัดตกลงไปสู่หุบเหวเบื้องลึกพร้อมกับราวกั้นนั้น น่าเสียดายที่เขาตกลงไปในเหวที่ลึกมาก” 

พื้นที่จุดเกิดเหตุเป็นหน้าผาสูงชันและเข้าถึงยากลำบาก สื่อท้องถิ่น TVPeru Noticias รายงานว่าบริเวณดังกล่าวไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ และเจ้าหน้าที่ต้องใช้การสื่อสารผ่านวิทยุเท่านั้น โดยหลังจากกู้ร่างขึ้นมาได้ จะมีการเคลื่อนย้ายร่างไปยังเมืองมาชูปิกชู ปวยโบล ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านตรงฐานของป้อมปราการอินคาโบราณ ก่อนจะส่งต่อไปยังเมืองอุรุบัมบา เพื่อชันสูตรและตรวจสอบหาสาเหตุของการพลัดตกที่แน่ชัดต่อไป

หลังจากทราบข่าวร้าย สำนักงานตำรวจแห่งรัฐวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย ได้แชร์แถลงการณ์ของครอบครัวนายเพตัน ซึ่งเปิดเผยว่าทุกคนอยู่ในอาการ “ใจสลาย” และรู้สึกเหมือนเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความจริง

สมาคมตำรวจแห่งรัฐวิกตอเรีย เสริมว่า เจ้าหน้าที่และสมาชิกทุกคนต่างตกใจและเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียครั้งนี้ โดยระบุว่า นายเพตันมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นครูฝึกให้ความรู้แก่ตำรวจรุ่นใหม่ และทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้แทนของสมาคมฯ ซึ่งสะท้อนถึงความห่วงใยและใส่ใจที่เขามีต่อเพื่อนร่วมวิชาชีพมาโดยตลอด

ขณะเดียวกัน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศและการค้าของออสเตรเลีย แถลงว่า ทางกระทรวงฯ กำลังเร่งให้ความช่วยเหลือด้านกงสุลแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตในเปรูอย่างใกล้ชิด และขอส่งความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

สำหรับ “เส้นทางสายอินคา” หรือ อินคาเทรล เป็นเส้นทางเดินป่าระยะทาง 43 กิโลเมตรผ่านเทือกเขาแอนดีส ซึ่งทอดยาวตามเส้นทางโบราณที่ชาวอินคาตัดไว้เพื่อมุ่งสู่เมืองโบราณมาชูปิกชู ถือเป็นเส้นทางยอดนิยมระดับโลกที่มีการจำกัดจำนวนนักเดินทางไม่เกิน 500 คนต่อวัน และมักจะต้องจองคิวล่วงหน้านานครึ่งปี.

ที่มา BBC / The Age

“รูบิโอ” ชี้คิวบาเป็นภัยความมั่นคงสหรัฐฯ คิวบาสวนกลับ “คำโกหก”

"รูบิโอ" ชี้คิวบาเป็นภัยความมั่นคงสหรัฐฯ คิวบาสวนกลับ "คำโกหก"

22 พ.ค. 2569 12:36 น.

“รูบิโอ” ชี้คิวบาเป็นภัยความมั่นคงสหรัฐฯ คิวบาสวนกลับ “คำโกหก”

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ชี้คิวบาเป็น “ภัยคุกคามความมั่นคง” และโอกาสเจรจาทางการทูตแทบเป็นไปไม่ได้ หลังจากสหรัฐฯ เพิ่งสั่งฟ้อง “ราอูล คาสโตร” อดีตประธานาธิบดีคิวบาข้อหาฆาตกรรม ขณะที่รัฐบาลคิวบาตอบโต้ กล่าวหาสหรัฐฯ บิดเบือนข้อเท็จจริง

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ระบุว่า คิวบาถือเป็น “ภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ” ของสหรัฐฯ และยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า โอกาสที่จะบรรลุข้อตกลงอย่างสันติผ่านช่องทางการทูตนั้น “มีไม่มากนัก” เมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมของรัฐบาลคิวบาในปัจจุบัน

รูบิโอยังได้กล่าวหาคิวบาเพิ่มเติมว่าเป็น “หนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของการก่อการร้ายในภูมิภาค” อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่าสหรัฐฯ ยังคงเปิดทางให้กับการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีทางการทูตเป็นอันดับแรก แต่เตือนว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีสิทธิ์และหน้าที่โดยชอบธรรมในการปกป้องประเทศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ

ด้านนายบรูโน โรดริเกซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคิวบา ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ตอบโต้อย่างดุเดือด โดยตำหนิข้อกล่าวหาของรูบิโอว่าเป็น “เรื่องโกหก” และยืนยันว่าคิวบาไม่เคยเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ เลยแม้แต่น้อย

โรดริเกซวิพากษ์วิจารณ์รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ว่ากำลังพยายาม “ยั่วยุให้เกิดการรุกรานทางทหาร” และกล่าวหารัฐบาลสหรัฐฯ ว่ากำลังโจมตีคิวบาอย่างโหดร้ายและเป็นระบบ โดยปัจจุบัน คิวบากำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานอย่างรุนแรงจากการที่สหรัฐฯ คว่ำบาตรการขนส่งน้ำมันอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ประชาชนต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไฟฟ้าดับเป็นเวลานานและปัญหาขาดแคลนอาหารตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เพื่อกดดันให้ยอมทำข้อตกลง อย่างไรก็ตาม รูบิโอระบุว่าคิวบาได้ยอมรับเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,240 ล้านบาท) จากสหรัฐฯ แล้ว

ถ้อยแถลงของรูบิโอเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ประกาศฟ้องร้อง ราอูล คาสโตร อดีตประธานาธิบดีและผู้นำการปฏิวัติคิวบา ในข้อหาฆาตกรรม จากกรณีเครื่องบินขับไล่ของคิวบายิงเครื่องบินพลเรือนของกลุ่มลี้ภัยชาวคิวบา-อเมริกันตก 2 ลำเมื่อปี 1996 ส่งผลให้พลเมืองสหรัฐฯ เสียชีวิต 4 ราย ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่านี่เป็นกลยุทธ์ทำลายล้างระบอบคอมมิวนิสต์ทำนองเดียวกับที่ทรัมป์เคยสั่งจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าสหรัฐฯ จะนำตัวคาสโตรมาขึ้นศาลได้อย่างไร นายรูบิโอปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายละเอียด โดยระบุเพียงว่า “ทำไมผมต้องบอกสื่อล่ะว่าแผนการของเราคืออะไร?” ขณะที่ ท็อดด์ บลานช์ รักษาการอัยการสูงสุดสหรัฐฯ กล่าวอย่างมีนัยสำคัญว่า “เราคาดว่าเขาจะมาปรากฏตัวที่นี่ ไม่ว่าจะด้วยความสมัครใจของเขาเอง หรือด้วยวิธีอื่น”

นอกจากนี้ รูบิโอยังประกาศผ่าน X ว่า สหรัฐฯ ได้จับกุมตัว เอดิส ลาสเตรส โมเรรา น้องสาวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกลุ่มธุรกิจเครือข่ายกองทัพคิวบา ซึ่งควบคุมภาคเศรษฐกิจที่ทำกำไรมหาศาลของประเทศ โดยโมเรราอาศัยอยู่ในรัฐฟลอริดา แต่แอบให้ความช่วยเหลือระบอบคอมมิวนิสต์ของฮาวานา ซึ่งเธอถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจับกุมและกักตัวไว้เพื่อเตรียมส่งกลับประเทศแล้ว

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แถลงต่อสื่อมวลชนที่ห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาว โดยเรียกคิวบาว่าเป็น “ประเทศที่ล้มเหลว” และรัฐบาลของเขากำลังพยายามช่วยเหลือประชาชนบนหลักมนุษยธรรม พร้อมเสริมว่าชาวคิวบา-อเมริกันจำนวนมากต้องการกลับไปพัฒนาประเทศบ้านเกิดให้ประสบความสำเร็จ

“ประธานาธิบดีคนอื่นๆ เฝ้ามองเรื่องนี้มานาน 50 หรือ 60 ปีโดยไม่ได้ทำอะไรเลย และดูเหมือนว่าผมจะเป็นคนลงมือทำมันเอง ซึ่งผมยินดีอย่างยิ่งที่จะทำ” ทรัมป์กล่าวปิดท้ายอย่างมั่นใจ ถึงความตั้งใจในการโค่นล้มระบอบคอมมิวนิสต์คิวบาที่หยั่งรากลึกมานานหลายทศวรรษ.

ที่มา BBC

ชาวกรีนแลนด์ประท้วงหน้าสถานกงสุลสหรัฐฯ แห่งใหม่ ต้าน “ทรัมป์” แผ่อิทธิพลฮุบเกาะ

ชาวกรีนแลนด์ประท้วงหน้าสถานกงสุลสหรัฐฯ แห่งใหม่ ต้าน "ทรัมป์" แผ่อิทธิพลฮุบเกาะ

22 พ.ค. 2569 12:07 น.

ชาวกรีนแลนด์ประท้วงหน้าสถานกงสุลสหรัฐฯ แห่งใหม่ ต้าน “ทรัมป์” แผ่อิทธิพลฮุบเกาะ

ประชาชนชาวกรีนแลนด์หลายร้อยคนรวมตัวกันบริเวณหน้าสถานกงสุลสหรัฐฯ แห่งใหม่ ในเมืองนุก เมืองหลวงของกรีนแลนด์ เพื่อประท้วงนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการขยายอิทธิพลของสหรัฐฯ เหนือดินแดนปกครองตนเองภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์ก

เกิดเหตุประท้วงครั้งใหญ่ในเมืองนุก เมืองหลวงของกรีนแลนด์ เมื่อประชาชนหลายร้อยคนรวมตัวกันเดินขบวนผ่านใจกลางเมือง พร้อมตะโกนคำขวัญ “กรีนแลนด์เป็นของชาวกรีนแลนด์” ก่อนจะไปยืนสงบนิ่งโดยพร้อมใจกัน “หันหลัง” ให้กับอาคารสถานกงสุลสหรัฐฯ แห่งใหม่ เพื่อส่งสัญญาณประท้วงต่อรัฐบาลสหรัฐฯ

อักกาลุกคุลุก ฟอนเทน วัย 37 ปี แกนนำผู้จัดกิจกรรมประท้วงเปิดเผยว่า “รัฐบาลของเราได้บอก โดนัลด์ ทรัมป์ และคณะทำงานของเขาไปแล้วว่า กรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้ขาย ข้อความของเราส่งถึงชาวอเมริกันและคนทั้งโลก ว่าในโลกที่เป็นประชาธิปไตย คำว่าไม่…ก็คือไม่”

การประท้วงครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์เดียวกับการเปิดตัวสถานกงสุลสหรัฐฯ แห่งใหม่ ซึ่งย้ายจากอาคารไม้หลังเล็กมาสู่อาคารสูงใจกลางเมืองที่มีพื้นที่กว่า 3,000 ตารางเมตร จนชาวบ้านพากันตั้งฉายาประชดประชันว่า “ทรัมป์ทาวเวอร์”

แม้ภายในงานเปิดตัวจะมี เคนเน็ธ ฮาวเวอรี เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำเดนมาร์ก ทำพิธีเปิดป้ายและกล่าวชื่นชมความสัมพันธ์อันดี แต่อภิมหาโปรเจกต์นี้กลับถูกโดดเดี่ยวจากฝ่ายการเมืองท้องถิ่นอย่างสิ้นเชิง โดยนายกรัฐมนตรี เยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน รวมถึงรัฐมนตรี และ สส. กรีนแลนด์ ต่างพากันปฏิเสธเข้าร่วมงาน เพื่อส่งสัญญาณว่าพวกเขาไม่พอใจการคุกคามอธิปไตยในครั้งนี้

เจฟฟ์ แลนด์รี พันธมิตรใกล้ชิดของทรัมป์และผู้ว่าการรัฐหลุยเซียนา ซึ่งทำหน้าที่เป็นทูตพิเศษ ได้เดินทางมายังกรีนแลนด์โดย “ไม่มีคำเชิญอย่างเป็นทางการ” เขาพยายามเดินสายพบปะผู้นำการเมืองและนักธุรกิจเพื่อสร้างสัมพันธ์ แต่กลับสร้างความอึดอัดใจจนนักธุรกิจบางส่วนปฏิเสธที่จะเข้าพบ

ยิ่งไปกว่านั้น นายแลนด์รียังให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น Sermitsiaq โดยจงใจปลุกกระแสการแยกตัวเป็นเอกราชของกรีนแลนด์ว่า “ผมคิดว่ากรีนแลนด์สามารถมีเศรษฐกิจที่ดีเท่าเดิม หรืออาจจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำหากเป็นประเทศเอกราช” แต่เมื่อถูกถามว่าทรัมป์จะเคารพเส้นแบ่งอธิปไตยของกรีนแลนด์หรือไม่ แลนด์รีกลับตอบอย่างคลุมเครือว่า “สำหรับเรามีเส้นแบ่งเพียงเส้นเดียวเท่านั้น คือ เส้นสีแดง ขาว และน้ำเงิน” ซึ่งเป็นสีธงชาติสหรัฐฯ

ด้านโฆษกทำเนียบขาวแถลงว่า สหรัฐฯ ยังคงมองในแง่ดีว่าการดำเนินการเป็นไปในทิศทางที่ดีเพื่อตอบสนองต่อผลประโยชน์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ในกรีนแลนด์ พร้อมชมเชยว่าแลนด์รีทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม

โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ย้ำหลายครั้งถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของกรีนแลนด์ต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในยุคสงครามเย็นที่สหรัฐฯ เคยมีฐานทัพที่นี่ถึง 17 แห่ง แต่ปัจจุบันเหลือเพียงแห่งเดียวคือ ฐานทัพอวกาศพิตุฟฟิก  ซึ่งขณะนี้สหรัฐฯ กำลังเจรจาขยายโครงสร้างพื้นฐานและมองหาพื้นที่ตั้งฐานทัพเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม รายงานจากสำนักข่าว เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ ชี้ให้เห็นถึงความกังวลอย่างลึกซึ้งของฝั่งกรีนแลนด์ โดยระบุว่า สหรัฐฯ ต้องการให้กองทัพของตนสามารถประจำการในกรีนแลนด์ได้อย่างไม่มีกำหนด และต้องการสิทธิ์ในการ “วีโต” หรือยับยั้งการลงทุนรายใหญ่ใด ๆ ในกรีนแลนด์ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้จีนและรัสเซียเข้ามาขยายอิทธิพลในภูมิภาคอาร์กติก ซึ่งประเด็นนี้คาดว่าจะถูกนำเข้าที่ประชุมร่วมกับพันธมิตรนาโตในการประชุมสุดยอดที่ประเทศสวีเดนต่อไป.

ที่มา BBC

กระเป๋า “เบอร์กิน” ของเศรษฐีนีเวียดนามผู้ต้องโทษคดีฉ้อโกง ถูกประมูลกว่า 18 ล้าน

กระเป๋า "เบอร์กิน" ของเศรษฐีนีเวียดนามผู้ต้องโทษคดีฉ้อโกง ถูกประมูลกว่า 18 ล้าน

22 พ.ค. 2569 11:35 น.

กระเป๋า “เบอร์กิน” ของเศรษฐีนีเวียดนามผู้ต้องโทษคดีฉ้อโกง ถูกประมูลกว่า 18 ล้าน

กระเป๋า “แอร์เมส เบอร์กิน” (Hermès Birkin) หนังจระเข้สีขาว 2 ใบของ “เจือง หมี ลาน” มหาเศรษฐีนีเวียดนามผู้ต้องโทษคดีฉ้อโกงครั้งใหญ่ ถูกประมูลขายรวมกว่า 14.14 พันล้านดอง หรือกว่า 18 ล้านบาท โดยหนึ่งในนั้นทำราคาพุ่งเกือบ 7 เท่าจากราคาเริ่มต้น สะท้อนความนิยมของกระเป๋าหรูระดับสะสมที่นักลงทุนทั่วโลกต้องการครอบครอง

ศูนย์บริการประมูลสินทรัพย์แห่งนครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ได้เปิดเผยความสำเร็จในการจัดประมูลกระเป๋าถือสุดหรูแบรนด์ “แอร์เมส” (Hermès) รุ่น “เบอร์กิน” (Birkin) หนังจระเข้สีขาว หรือที่มักเรียกกันว่ารุ่นหิมาลัย/อัลบิโน จำนวน 2 ใบ ซึ่งถูกยึดมาจาก นางเจือง หมี ลาน  อดีตประธานบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ วัน ถิงห์ ฟัต (Van Thinh Phat) ผู้ต้องขังคดีฉ้อโกงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ

การประมูลครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งของคดีแพ่งที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่การเปิดประมูลรอบแรก และทำราคาได้สูงกว่าราคาเริ่มต้นอย่างมหาศาล โดยการแข่งขันจบลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 30 นาที

โดยใบแรก ซึ่งเป็นกระเป๋าเบอร์กิน ไซส์ 30 สีขาว มีผู้เสนอราคา 4 ครั้ง เคาะจบที่ราคา 2.54 พันล้านดง หรือราว 3.3 ล้านบาท สูงกว่าราคาเริ่มต้นราว 200 ล้านดอง

ส่วนใบที่สอง กระเป๋าเบอร์กิน ไซส์ 25 สีขาว รุ่นพิเศษตกแต่งด้วยคริสตัลและเพชรบริเวณตัวล็อกและขอบ มีการสู้ราคาอย่างดุเดือดถึง 119 ครั้ง ก่อนจะชนะประมูลไปด้วยราคาสูงถึง 11.6 พันล้านดอง หรือราว 15.4 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาเริ่มต้นที่ตั้งไว้ 1.7 พันล้านดง ถึงเกือบ 7 เท่า

ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อผู้ชนะประมูล โดยตามกฎระเบียบ ผู้ชนะจะต้องชำระเงินแบ่งเป็น 2 งวดภายในเวลาไม่เกิน 30 วัน และก่อนหน้านี้ทุกคนต้องวางเงินมัดจำล่วงหน้า 20% ของราคาเริ่มต้นแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ ทรัพย์สินอื่น ๆ ของนางลาน เช่น เรือยอชท์และเรือประเภทอื่น ๆ ที่ถูกนำมาประมูลกลับไม่มีผู้สนใจซื้อ จนต้องมีการลดราคาเริ่มต้นเพื่อจัดประมูลใหม่

กระเป๋าแอร์เมส เบอร์กิน ถือเป็นหนึ่งในกระเป๋าที่ผู้คนแสวงหามากที่สุดในโลก โดยมีเซเลบริตี้ระดับโลกอย่าง คิม คาร์ดาเชียน, เจนนิเฟอร์ โลเปซ และวิกตอเรีย เบ็คแฮม นิยมใช้งาน

นายนิโคลัส พาร์เนลล์ ผู้ก่อตั้ง Agency Parnell เอเจนซีแฟชั่นหรูระดับค้าส่ง ระบุว่า ราคาของกระเป๋า เบอร์กินเพิ่มขึ้นปีต่อปีมาเป็นเวลานานแล้ว เนื่องจากแอร์เมสใช้กลยุทธ์จำกัดการเข้าถึงของผู้ซื้อ ทำให้กระเป๋าเหล่านี้ถูกมองว่าเป็น “งานศิลปะ” และ “การลงทุนที่คุ้มค่า” โดยเฉพาะรุ่นพิเศษที่แทบจะไม่มีเพดานจำกัดในเรื่องของราคา

กระเป๋าหรูทั้งสองใบนี้ถูกยึดเป็นของกลางในคดีระยะที่ 2 ของกลุ่มบริษัท วัน ถิงห์ ฟัต ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานบังคับคดีแพ่งนครโฮจิมินห์ ร่วมกับทรัพย์สินอื่น ๆ อีกกว่า 1,200 รายการ

ในการพิจารณาคดีเมื่อปลายเดือนกันยายน 2024 นางเจือง หมี ลาน เคยพยายามร้องขอต่อศาลเพื่อขอเก็บกระเป๋าคู่ใจทั้งสองใบนี้ไว้ โดยระบุว่า ใบหนึ่งเธอซื้อมาจากประเทศอิตาลี ส่วนอีกใบเป็นของขวัญที่ได้รับมาจากมหาเศรษฐีชาวมาเลเซีย

“มูลค่าของมันไม่ได้มากมายอะไรเลยเมื่อเทียบกับทรัพย์สินทั้งหมดของดิฉันที่ถูกอายัดไว้ ดิฉันจึงอยากขอร้องศาลเพื่อนำกระเป๋าทั้งสองใบนี้กลับคืนไป เพื่อเก็บไว้เป็นของดูต่างหน้าและส่งต่อให้ลูกๆ หลานๆ” นางลานกล่าวในชั้นศาล แต่คำขอนั้นได้รับการปฏิเสธ

ปัจจุบัน นางเจือง หมี ลาน กำลังถูกโทษจำคุกตลอดชีวิต และถูกศาลสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินสูงถึง 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จากคดีทุจริตยักยอกเงินจากธนาคารไซ่ง่อน คอมเมอร์เชียล ซึ่งเป็นผู้ให้กู้รายใหญ่อันดับ 5 ของประเทศ ผ่านทางเครือข่ายบริษัทเปล่า (shell company) เป็นเวลานานกว่า 10 ปี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

เดิมทีนางลานถูกตัดสินประหารชีวิตเมื่อเดือนเมษายน 2024 ก่อนที่โทษดังกล่าวจะได้รับการลดหย่อนเป็นจำคุกตลอดชีวิตในเวลาต่อมา หลังจากประเทศเวียดนามได้ประกาศยกเลิกโทษประหารชีวิตในฐานความผิดหลายประเภท.

ที่มา BBC / VnExpress

นักวิทย์จับตา “ซูเปอร์เอลนีโญ” อาจรุนแรงสุดในรอบหลายทศวรรษ เสี่ยงดันโลกทุบสถิติร้อนปี 2570

นักวิทย์จับตา “ซูเปอร์เอลนีโญ” อาจรุนแรงสุดในรอบหลายทศวรรษ เสี่ยงดันโลกทุบสถิติร้อนปี 2570

22 พ.ค. 2569 10:39 น.

นักวิทย์จับตา “ซูเปอร์เอลนีโญ” อาจรุนแรงสุดในรอบหลายทศวรรษ เสี่ยงดันโลกทุบสถิติร้อนปี 2570

นักวิทยาศาสตร์เตือน เอลนีโญกำลังก่อตัวอย่างรวดเร็วในมหาสมุทรแปซิฟิก และอาจพัฒนาเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ระดับประวัติศาสตร์ ท่ามกลางความกังวลว่าอุณหภูมิโลกอาจพุ่งทำสถิติใหม่ในปี 2570

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NOAA เปิดเผยว่า นักพยากรณ์อากาศและนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังจับตาการก่อตัวของปรากฏการณ์เอลนีโญครั้งใหม่ในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน ซึ่งมีแนวโน้มพัฒนาเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” หรือเอลนีโญระดับรุนแรงที่สุด หลังอุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

NOAA ประเมินว่ามีโอกาสราว 80% ที่เอลนีโญจะก่อตัวภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ขณะที่อุณหภูมิน้ำทะเลในพื้นที่สำคัญของมหาสมุทรแปซิฟิกเส้นศูนย์สูตรกำลังอุ่นขึ้นต่อเนื่อง และพบมวลน้ำอุ่นขนาดมหึมาสะสมอยู่ใต้ผิวน้ำ โดยหลายหน่วยงานด้านสภาพอากาศคาดการณ์ว่า อุณหภูมิน้ำทะเลในแปซิฟิกอาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 2.5 องศาเซลเซียส หรือมากกว่าในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งถือว่าสูงผิดปกติอย่างมาก โดยตั้งแต่มีการบันทึกเอลนีโญครั้งใหญ่ครั้งแรกในปี 2420-2421 เคยมีเพียง 3 ครั้งเท่านั้นที่อุณหภูมิทะลุระดับ 2 องศา ได้แก่ เหตุการณ์ปี 2525-2526, 2540-2541 และ 2558-2559 

นายอดัม สเคฟ หัวหน้าฝ่ายพยากรณ์ระยะยาวของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาอังกฤษ ระบุว่า เอลนีโญครั้งนี้อาจรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หรืออาจถึงขั้นทำสถิติใหม่ โดยยืนยันว่ามีสัญญาณชัดเจนว่ากำลังมีบางอย่างครั้งใหญ่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์เตือนว่ายังเร็วเกินไปที่จะฟันธงว่าเอลนีโญจะรุนแรงเพียงใด เพราะยังขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญอย่างลมการค้า ซึ่งพัดจากตะวันออกไปตะวันตกบริเวณเส้นศูนย์สูตร หากลมดังกล่าวอ่อนกำลังลง จะยิ่งเร่งความรุนแรงของเอลนีโญ แต่หากกลับมาแรงขึ้น อาจชะลอหรือแม้แต่หยุดการพัฒนาได้

นางมิเชล เลอเฮอเรอซ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเอลนีโญของ NOAA อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงของลมระดับล่างยังคาดการณ์ล่วงหน้าได้ยากมาก และถือเป็นตัวแปรสำคัญต่อความรุนแรงของปรากฏการณ์ครั้งนี้. 

คนแห่พิชิตเอเวอเรสต์! ทุบสถิติขึ้นถึงยอดในวันเดียว 274 คน

คนแห่พิชิตเอเวอเรสต์! ทุบสถิติขึ้นถึงยอดในวันเดียว 274 คน

22 พ.ค. 2569 10:07 น.

คนแห่พิชิตเอเวอเรสต์! ทุบสถิติขึ้นถึงยอดในวันเดียว 274 คน

ยอดเขาเอเวอเรสต์กลับมาแน่นขนัดอีกครั้ง หลังมีนักปีนเขามากถึง 274 คน สามารถพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกผ่านฝั่งเนปาลได้ภายในวันเดียว ท่ามกลางความกังวลเรื่องความแออัดและความปลอดภัยบนเขตมรณะ 

เจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวเนปาลเปิดเผยว่า นักปีนเขาจำนวนมากต่างเร่งทำเวลาหลังสภาพอากาศเปิดเป็นใจ  ปีนขึ้นยอดเขาเอเวอร์เรสต์ตั้งแต่เวลา 03.00 น. และดำเนินต่อเนื่องนานกว่า 11 ชั่วโมง จนขึ้นสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์ได้สำเร็จมากถึง 274 คนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา 

สถิติดังกล่าวทำลายสถิติเดิมเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2019 ที่มีนักปีนเขา 223 คนขึ้นถึงยอดเอเวอเรสต์จากฝั่งเนปาลในวันเดียว

ฤดูกาลปีนเขาปีนี้เริ่มช้ากว่าปกติ เนื่องจากมีก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ขวางเส้นทางสำคัญ แต่ทันทีที่สภาพอากาศเอื้ออำนวย นักปีนเขาจำนวนมากก็รีบใช้โอกาสนี้ขึ้นสู่ยอดเขา

ภาพที่ถูกแชร์บนโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นแถวยาวของนักปีนเขา บนเส้นทางหิมะสูงชันในบริเวณที่เรียกว่า “Death Zone” หรือ “เขตมรณะ” ซึ่งอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 8,000 เมตร โดยเป็นพื้นที่ที่มีออกซิเจนเบาบางจนร่างกายมนุษย์แทบไม่สามารถอยู่ได้นาน

ผู้เชี่ยวชาญด้านการปีนเขาระบุว่า แม้จะใช้ออกซิเจนเสริม ก็ไม่ควรอยู่ในโซนดังกล่าวเกิน 20 ชั่วโมง เพราะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

ปีนี้ เนปาลออกใบอนุญาตปีนเอเวอเรสต์ให้ชาวต่างชาติเกือบ 500 คน ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดเช่นกัน แม้ว่ารัฐบาลจะเพิ่งขึ้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตจาก 11,000 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 15,000 ดอลลาร์ หรือกว่า 5 แสนบาท เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี

แม้หลายฝ่ายกังวลเรื่องความแออัดบนภูเขา แต่ผู้จัดทริปบางรายมองว่าสถานการณ์ยังควบคุมได้ หากแต่ละทีมเตรียมออกซิเจนเพียงพอ

ฤดูกาลปีนเขาปีนี้ยังเต็มไปด้วยสถิติใหม่จากนักปีนเขาหลายคน เช่น คามี ริตา เชอร์ปา ไกด์ชาวเนปาลวัย 56 ปี ที่ทำลายสถิติโลกของตัวเองอีกครั้ง ด้วยการพิชิตเอเวอเรสต์เป็นครั้งที่ 32

ขณะที่ ลักปา เชอร์ปา วัย 52 ปี หรือ “ราชินีแห่งขุนเขา” ก็สร้างสถิติใหม่สำหรับนักปีนเขาหญิง หลังขึ้นถึงยอดเอเวอเรสต์เป็นครั้งที่ 11

นอกจากนี้ยังมีรุสตัม นาบิเยฟ ชายชาวรัสเซียวัย 34 ปี ผู้พิการขาทั้งสองข้าง ที่สามารถพิชิตยอดเอเวอเรสต์ได้สำเร็จโดยไม่ใช้ขาเทียม สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ฤดูกาลปีนเขาครั้งนี้ยังมีผู้เสียชีวิตหลายราย รวมถึง บิจาย กีมิเร นักปีนเขาจากชุมชนดาลิตผู้ยากไร้คนแรกของเนปาลที่พิชิตเอเวอเรสต์ได้ ซึ่งเสียชีวิตจากอาการแพ้ความสูง

รวมถึง ไกด์เชอร์ปาอีก 2 รายที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติงาน สะท้อนให้เห็นว่า แม้เอเวอเรสต์จะเป็นความฝันของนักผจญภัยทั่วโลก แต่ก็ยังคงเป็นหนึ่งในสถานที่ที่อันตรายที่สุดบนโลกใบนี้.

ที่มา : BBC

ข้อมูลกู้ภัยเผย นักดำน้ำอิตาลี 5 ชีวิตอาจหลงในถ้ำมรณะ อากาศหมดก่อนหาทางออกเจอ

ข้อมูลกู้ภัยเผย นักดำน้ำอิตาลี 5 ชีวิตอาจหลงในถ้ำมรณะ อากาศหมดก่อนหาทางออกเจอ

22 พ.ค. 2569 09:35 น.

ข้อมูลกู้ภัยเผย นักดำน้ำอิตาลี 5 ชีวิตอาจหลงในถ้ำมรณะ อากาศหมดก่อนหาทางออกเจอ

ข้อมูลกู้ภัยไขปริศนา เหตุนักดำน้ำชาวอิตาลี 5 คนเสียชีวิตภายในถ้ำใต้น้ำลึกในมัลดีฟส์ เชื่อว่าทั้งหมดอาจว่ายผิดทาง เข้าไปในอุโมงค์ตัน จนไม่สามารถหาทางออกได้ ก่อนอากาศจะหมดลงใต้ทะเลลึก

ลอรา มาร์โรนี ประธานบริษัทกู้ภัยดำน้ำ Dan Europe เผยความเป็นไปได้ สาเหตุที่ทำให้นักดำน้ำชาวอิตาลี 5 คนเสียชีวิตในถ้ำใต้น้ำลึกในมัลดีฟส์  โดยคาดว่าทั้งหมดอาจว่ายผิดทาง เข้าไปในอุโมงค์ตัน จนไม่สามารถหาทางออกได้ ก่อนอากาศจะหมดลงใต้ทะเลลึก โดยเปิดเผยว่าทีมกู้ภัยชาวฟินแลนด์พบร่างนักดำน้ำทั้ง 4 คนอยู่รวมกันในทางเดินภายในถ้ำที่ไม่มีทางออก ลึกลงไปประมาณ 50 เมตรใต้มหาสมุทรอินเดีย

ผู้เสียชีวิตประกอบด้วย ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาทางทะเลชาวอิตาลี ลูกสาวของเธอ นักวิจัยวัยหนุ่มสาวอีก 2 คน และไกด์ดำน้ำประจำมัลดีฟส์ โดยกลุ่มทั้งหมดหายตัวไประหว่างลงดำน้ำเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า ถ้ำดังกล่าวเป็นระบบถ้ำใต้น้ำขนาดใหญ่ มีหลายห้องและทางเชื่อมยาวหลายร้อยเมตร เริ่มต้นด้วยโพรงขนาดใหญ่ที่มีพื้นทราย ซึ่งเป็นจุดที่พบศพของไกด์ดำน้ำในการค้นหาครั้งแรกของเจ้าหน้าที่มัลดีฟส์

จากนั้น ภายในถ้ำจะมีอุโมงค์ยาวเกือบ 30 เมตร เชื่อมไปยังห้องถ้ำอีกส่วนหนึ่ง แต่บริเวณดังกล่าวมีสันทรายที่สามารถบดบังทัศนวิสัยได้ โดยเฉพาะขณะพยายามว่ายย้อนกลับออกมา

มาร์โรนีระบุว่า นักดำน้ำอาจหาทางออกที่ถูกต้องไม่เจอ จึงว่ายเข้าไปในอุโมงค์ด้านซ้ายที่เป็นทางตันแทน และด้วยอากาศที่เหลือจำกัด ทำให้พวกเขามีเวลาอยู่ใต้น้ำเพียงไม่กี่นาที จนอาจไม่มีโอกาสลองหาทางออกใหม่หลายครั้ง

ปฏิบัติการกู้ร่างเต็มไปด้วยความเสี่ยง หลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยของกองทัพมัลดีฟส์เสียชีวิต 1 นายจากภาวะลดความกดอากาศผิดปกติ หรือ Decompression Sickness ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ จนต้องเรียกทีมกู้ภัยผู้เชี่ยวชาญจากฟินแลนด์เข้ามาช่วยแทน

แพทริก กรอนควิสต์ หนึ่งในนักดำน้ำกู้ภัยเล่าว่า ทีมเริ่มเห็นร่องรอยผิดปกติบนพื้นถ้ำ ก่อนพบร่างทั้งหมดอยู่ในหลุมมืดสนิทภายในถ้ำ โดยร่างกระจายอยู่ในพื้นที่เพียง 2-3 เมตร โดยสามร่างอยู่บนพื้นถ้ำ และอีกหนึ่งร่างติดอยู่ใกล้เพดานถ้ำ มันเป็นภารกิจที่เศร้ามาก และเขาไม่มีวันลืม

ขณะนี้ ทางการมัลดีฟส์กำลังสอบสวนว่า เหตุใดนักดำน้ำกลุ่มนี้จึงได้รับอนุญาตให้ดำน้ำลึกถึง 60 เมตร ทั้งที่กฎหมายกำหนดให้นักท่องเที่ยวดำน้ำได้ลึกไม่เกิน 30 เมตรเท่านั้น.

ที่มา : channelnewsasia