“ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ได้รับเลือกเป็นนายกฯ ของญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ

"ซานาเอะ ทาคาอิจิ" ได้รับเลือกเป็นนายกฯ ของญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ

18 ก.พ. 2569 15:26 น.

“ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ได้รับเลือกเป็นนายกฯ ของญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ

สภาผู้แทนราษฎรของญี่ปุ่น มีมติเลือกนางซานาเอะ ทาคาอิจิ เป็นนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ หรือเพียง 10 วัน หลังพรรคเสรีประชาธิปไตย หรือ แอลดีพี ได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา เตรียมเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและระงับภาษีบริโภค พร้อมประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดเดิมเพื่อความต่อเนื่องในการบริหาร

รัฐสภาญี่ปุ่น ได้เปิดประชุมสมัยวิสามัญภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยมีมติอย่างเป็นเอกฉันท์เลือกนางซานาเอะ ทาคาอิจิ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ซึ่งในการลงมติของสภาผู้แทนราษฎรที่พรรครัฐบาลครองเสียงข้างมาก เธอได้รับคะแนนสนับสนุนท่วมท้นถึง 354 เสียง

ขณะที่ในวุฒิสภา แม้พรรครัฐบาลจะเป็นเสียงข้างน้อย แต่ทาคาอิจิก็สามารถเอาชนะในการลงมติรอบตัดสิน ไปได้ด้วยคะแนน 125 ต่อ 65 เสียง ชนะผู้นำพรรคฝ่ายคู่แข่งไปอย่างเด็ดขาด

ตามระเบียบรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรีชุดเดิมได้ประกาศลาออกทั้งคณะก่อนเริ่มการประชุม เพื่อเปิดทางให้ทาคาอิจิจัดตั้งรัฐบาลใหม่ อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งสำคัญเพื่อรักษาความต่อเนื่องของนโยบาย โดยรัฐมนตรีตัวหลักจะยังคงเดิม ได้แก่ นายโทชิมิตสึ โมเตกิ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายซัตสึกิ คาตายามะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและนายชินจิโร โคอิซูมิ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการป้องกันประเทศ

ในส่วนของพรรคแอลดีพีมีรายงานว่าอาจมีการแต่งตั้งนายยาสุโทชิ นิชิมูระ อดีตรัฐมนตรีอุตสาหกรรม ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองอำนวยการยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง แม้ว่าเขาจะเคยมีส่วนพัวพันกับอื้อฉาวเรื่องเงินนอกบัญชีก็ตาม

ในด้านโครงสร้างสภา สภาผู้แทนฯ ได้เลือก เอซึเกะ โมริ เป็นประธานสภา และ เคอิอิจิ อิชิอิ เป็นรองประธาน จากพรรคพันธมิตรปฏิรูปสายกลาง

นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ เตรียมแถลงข่าวในช่วงค่ำวันนี้ (18 ก.พ.) เพื่อชี้แจงนโยบายคลังแบบขยายตัวที่เธอเรียกว่า “รับผิดชอบแต่เชิงรุก” โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ แผนการระงับการเก็บภาษีบริโภคสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารเป็นเวลา 2 ปี เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน

การเลือกตั้งที่ผ่านมาถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อพรรคแอลดีพีคว้าเก้าอี้ในสภาล่างได้ถึง 316 จาก 465 ที่นั่ง เพิ่มขึ้นจากเดิม 198 ที่นั่ง สร้างประวัติศาสตร์เป็นพรรคเดียวที่ครองเสียงข้างมากเด็ดขาดในยุคหลังสงครามโลก

ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นหลังจากทาคาอิจิตัดสินใจยุบสภาเมื่อวันที่ 23 มกราคม เพื่ออาศัยช่วงที่คะแนนนิยมพุ่งสูงสร้างความแข็งแกร่งให้กับรัฐบาลผสมระหว่างพรรคแอลดีพีและพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (JIP) หรือ “นิปปง อิชิน” ซึ่งพรรค JIP เองก็ได้รับที่นั่งเพิ่มขึ้นเป็น 36 ที่นั่ง

ในขณะที่รัฐบาลแข็งแกร่งขึ้น ฝ่ายค้านอย่างกลุ่มพันธมิตรสายกลางกลับเผชิญความพ่ายแพ้เหลือเพียง 49 ที่นั่ง จากเดิมที่มีถึง 167 ที่นั่ง ส่งผลให้ผู้นำร่วมต้องลาออก และแต่งตั้ง นายจุนยะ โอกาวะ ขึ้นมาเป็นผู้นำคนใหม่เพื่อปฏิรูปพรรคและผลัดใบสู่คนรุ่นใหม่

ตามรัฐธรรมนูญ สภาล่างสามารถล้มมติสภาสูงได้ หากมีเสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่าสองในสาม ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลยังคงเป็นเสียงข้างน้อยในสภาสูง หลังพ่ายเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 ในยุคของอดีตนายกรัฐมนตรี ชิเงรุ อิชิบะ

สำหรับการประชุมสภาสมัยวิสามัญนี้จะดำเนินไปจนถึงวันที่ 17 กรกฎาคม โดยวาระเร่งด่วนคือการพิจารณาร่างงบประมาณเบื้องต้นสำหรับปีงบประมาณ 2026 ที่จะเริ่มในเดือนเมษายนนี้.

ที่มา KYODO NEWS

ตำรวจสหรัฐฯรวบหนุ่มถือปืนลูกซองบุกรัฐสภากลางกรุงดี.ซี.

ตำรวจสหรัฐฯรวบหนุ่มถือปืนลูกซองบุกรัฐสภากลางกรุงดี.ซี.

18 ก.พ. 2569 14:47 น.

ตำรวจสหรัฐฯรวบหนุ่มถือปืนลูกซองบุกรัฐสภากลางกรุงดี.ซี.

ตำรวจสหรัฐฯ จับกุมหนุ่มอายุ 18 ขณะถือปืนลูกซองพร้อมกระสุน พยายามบุกอาคารรัฐสภาในกรุงวอชิงตันดี.ซี. หนึ่งสัปดาห์ก่อน ปธน.ทรัมป์ เข้าแถลงนโยบายประจำปี ล่าสุดยังไม่มีรายงานถึงแรงจูงใจก่อเหตุ

ตำรวจประจำอาคารรัฐสภา ได้จับกุมตัวผู้ต้องสงสัยชายอายุ 18 ปี ซึ่งการตรวจสอบยืนยันตัวตนภายหลังพบว่าคือ นายคาร์เตอร์ คามาโช จากเมืองสเมอร์นา รัฐจอร์เจีย ขณะเขาถือปืนลูกซองและกระสุนวิ่งตรงมายังอาคารยูเอสแคปพิตอล อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ ในชุดเสื้อกั๊กและถุงมือเตรียมพร้อมโจมตีอย่างเต็มรูปแบบ ก่อนถูกตำรวจสกัดไว้ได้หน้าทางเข้าอาคาร โดยเจ้าหน้าที่ได้สั่งให้เขาวางอาวุธ และเขาก็ปฏิบัติตามอย่างไม่ขัดขืนพร้อมนอนราบลงบนพื้น ก่อนถูกนำตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นวานนี้ (17 ก.พ.) ตามเวลาท้องถิ่นกรุงวอชิงตันดี.ซี. สหรัฐอเมริกา  

ภาพ:United States Capitol Police
ภาพ:United States Capitol Police

โดยในขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังทำการสืบสวนถึงแรงจูงใจที่แท้จริงของการก่อเหตุ ว่าผู้ต้องสงสัยมีเจตนาที่จะโจมตีสมาชิกสภาคองเกรสหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม ขณะนั้นไม่ได้อยู่ระหว่างการประชุมสภาจึงไม่มีสมาชิกอยู่ในตัวอาคาร

“เราไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากตอนนั้นไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ” ผู้บัญชาการตำรวจประจำอาคารรัฐสภากล่าว

ตำรวจได้พบหน้ากากกันแก๊สและหมวกกันกระสุน (Kevlar helmet) อยู่ภายในรถยนต์ SUV ของผู้ต้องสงสัยซึ่งจอดอยู่ที่หน้าสวนพฤกษศาสตร์สหรัฐฯ บนถนนแมรีแลนด์ ใกล้กับอาคารรัฐสภา

เจ้าหน้าที่เผยกับสื่อว่า ผู้ต้องสงสัยรายนี้ไม่มีประวัติใด ๆ อยู่ในฐานข้อมูลของตำรวจ โดยรถคันดังกล่าวไม่ได้จดทะเบียนในชื่อของเขา และเขามีที่อยู่หลายแห่ง ไม่เป็นหลักแหล่ง

ผู้ก่อเหตุถูกตั้งข้อหาพกพาปืนไรเฟิลโดยไม่มีใบอนุญาต และมีอาวุธปืนและกระสุนที่ไม่ได้จดทะเบียนไว้ในครอบครอง

ภาพ:United States Capitol Police
ภาพ:United States Capitol Police

ทั้งนี้ เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จะเข้าแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ต่อสภาคองเกรส ในอาคารแห่งนี้

อย่างไรก็ตาม ผู้บัญชาการตำรวจประจำอาคารรัฐสภายืนยันว่าเหตุที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการรักษาความปลอดภัยของงานดังกล่าวอย่างแน่นอน.

ที่มา: Aljazeera

อ่านข่าวเกี่ยวกับสหรัฐอเมริกาได้ ที่นี่

สหรัฐฯ อ้างพบหลักฐานใหม่ จีนแอบทดสอบนิวเคลียร์ใต้ดินปี 2020

สหรัฐฯ อ้างพบหลักฐานใหม่ จีนแอบทดสอบนิวเคลียร์ใต้ดินปี 2020

18 ก.พ. 2569 14:45 น.

สหรัฐฯ อ้างพบหลักฐานใหม่ จีนแอบทดสอบนิวเคลียร์ใต้ดินปี 2020

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เปิดเผยรายละเอียดใหม่ พบแรงสั่นสะเทือนขนาด 2.75 ที่ประเทศคาซัคสถาน ห่างจากฐานทดสอบ “ล็อป นอร์” ทางตะวันตกของจีน ประมาณ 720 กม. เมื่อเดือนมิถุนายน 2020 ระบุลักษณะไม่ใช่เหมืองระเบิดหรือแผ่นดินไหว แต่คล้ายการทดสอบนิวเคลียร์ ด้านจีนโต้กลับทันควัน ชี้เป็นข้อกล่าวหาที่ไร้สาระและเป็นแผนการเพื่อรักษาความเป็นมหาอำนาจทางนิวเคลียร์

เจ้าหน้าที่อาวุโสของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า มีข้อมูลใหม่ที่อาจบ่งชี้ว่าจีนเคยทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ใต้ดินอย่างลับๆ เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2020 โดยนายคริสโตเฟอร์ ยอว์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวในงานสัมมนาที่สถาบันฮัดสันในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ว่า สถานีตรวจวัดคลื่นไหวสะเทือนในประเทศคาซัคสถานตรวจพบแรงสั่นสะเทือนขนาด 2.75 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2020 ห่างจากฐานทดสอบ “ล็อป นอร์” ทางตะวันตกของจีนราว 720 กิโลเมตร

ยอว์ระบุว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติม พบว่ามีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะเป็นเหตุการณ์อื่น นอกจากการระเบิดเพียงครั้งเดียว และไม่สอดคล้องกับการระเบิดจากเหมืองแร่หรือแผ่นดินไหวตามธรรมชาติ พร้อมย้ำว่าลักษณะดังกล่าวสอดคล้องกับการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์

อย่างไรก็ตาม องค์กรสนธิสัญญาห้ามทดลองนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์ (CTBTO) ซึ่งมีหน้าที่ตรวจจับการทดสอบนิวเคลียร์ทั่วโลก ระบุว่า ข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันข้อกล่าวอ้างดังกล่าวได้อย่างมั่นใจ

ด้านสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างสิ้นเชิง โดยนายหลิว เผิงอวี่ โฆษกสถานทูตฯ ระบุว่า เป็นข้อกล่าวหาที่ “ไร้พื้นฐานโดยสิ้นเชิง” และเป็นความพยายามทางการเมืองของสหรัฐฯ เพื่อสร้างข้ออ้างในการกลับมาทดสอบนิวเคลียร์อีกครั้ง พร้อมกล่าวว่าสหรัฐฯ กำลังบิดเบือนประเด็นเพื่อรักษาอำนาจด้านนิวเคลียร์ของตน

จีนยังเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยืนยันพันธกรณีของประเทศผู้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ทั้ง 5 ประเทศในการงดเว้นการทดสอบ และดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อรักษาระบบการลดอาวุธและไม่แพร่ขยายนิวเคลียร์ในระดับโลก

ขณะเดียวกัน องค์กร CTBTO เปิดเผยว่า สถานี PS23 ในคาซัคสถานตรวจพบเหตุการณ์สั่นสะเทือนขนาดเล็ก 2 ครั้ง ห่างกัน 12 วินาที ในวันเดียวกัน แต่มีขนาดต่ำกว่าระดับที่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นการทดสอบนิวเคลียร์ โดยระบบตรวจจับขององค์กรสามารถตรวจพบการระเบิดนิวเคลียร์ที่มีกำลังเทียบเท่าทีเอ็นทีอย่างน้อย 500 ตันเท่านั้น 

ยอว์ยังกล่าวอ้างว่าจีนอาจใช้เทคนิค “Decoupling” หรือการจุดระเบิดในโพรงใต้ดินขนาดใหญ่ เพื่อลดแรงสั่นสะเทือนและหลบเลี่ยงการตรวจจับจากนานาชาติ 

ทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างลงนามในสนธิสัญญาห้ามทดลองนิวเคลียร์ตั้งแต่ปี 1996 แต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน อย่างไรก็ตาม ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งสองประเทศยังมีพันธกรณีในการเคารพข้อตกลงดังกล่าว

สหรัฐฯ ยุติการทดสอบนิวเคลียร์ใต้ดินครั้งสุดท้ายในปี 1992 และปัจจุบันใช้โครงการมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ รวมถึงการจำลองด้วยซูเปอร์คอมพิวเตอร์เพื่อประกันความพร้อมของหัวรบนิวเคลียร์

ในด้านการเมืองระหว่างประเทศ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กำลังกดดันให้จีนเข้าร่วมเจรจากับสหรัฐฯ และรัสเซีย เพื่อจัดทำข้อตกลงควบคุมนิวเคลียร์ฉบับใหม่แทนสนธิสัญญาลดอาวุธยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ (New START) ที่หมดอายุไปแล้ว ซึ่งสร้างความกังวลว่าโลกอาจเข้าสู่ยุคการแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ที่รุนแรงขึ้น

ขณะที่จีนปฏิเสธการเข้าร่วมเจรจาดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าคลังแสงนิวเคลียร์ของตนมีขนาดเล็กกว่าสหรัฐฯ และรัสเซียอย่างมาก อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า ปัจจุบันจีนมีหัวรบนิวเคลียร์พร้อมใช้งานมากกว่า 600 ลูก และคาดว่าจะเพิ่มเป็นกว่า 1,000 ลูกภายในปี 2030 ซึ่งสะท้อนถึงการขยายศักยภาพทางทหารอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคและระดับโลก.

ที่มา Reuters

ซารา ดูเตอร์เต ประกาศชิงตำแหน่ง ปธน. ฟิลิปปินส์ ปี 2028 ท้าชนมาร์กอส

ซารา ดูเตอร์เต ประกาศชิงตำแหน่ง ปธน. ฟิลิปปินส์ ปี 2028 ท้าชนมาร์กอส

18 ก.พ. 2569 12:45 น.

ซารา ดูเตอร์เต ประกาศชิงตำแหน่ง ปธน. ฟิลิปปินส์ ปี 2028 ท้าชนมาร์กอส

รองประธานาธิบดีซารา ดูเตอร์เต ของฟิลิปปินส์ ประกาศชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ ในปี 2028 พร้อมกล่าวตำหนิประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ว่าทุจริตและไร้ความจริงใจ ท่ามกลางวิกฤตการเมืองและการที่เธอถูกหลายกลุ่มยื่นถอดถอนจากตำแหน่ง

ซารา ดูเตอร์เต รองประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ได้ประกาศตัวอย่างเป็นทางการว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2028 เพื่อนำพาประเทศที่มีประชากรกว่า 116 ล้านคน โดยการประกาศครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ร้าวลึกกับประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ อดีตพันธมิตรที่เคยชนะเลือกตั้งมาด้วยกันในปี 2022 

ในการแถลงข่าววันนี้ (18 ก.พ.) ซาราได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของมาร์กอสอย่างรุนแรง โดยเธอกล่าวว่า “ฉันขออุทิศชีวิต พละกำลัง และอนาคตของฉัน เพื่อรับใช้ชาติ” พร้อมระบุว่าเธอมองเห็นความไม่จริงใจของมาร์กอส ตั้งแต่ช่วงเดือนแรกๆ ที่เข้ารับตำแหน่ง ทั้งในเรื่องคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ตอนหาเสียงและหน้าที่ที่มีต่อประเทศชาติ นอกจากนี้ เธอยังกล่าวหาว่ารัฐบาลปัจจุบันมีการทุจริตอีกด้วย

การประกาศตัวครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนที่นายโรดริโก ดูเตอร์เต บิดาของเธอและอดีตประธานาธิบดี จะต้องเข้ารับฟังการพิจารณาคดีล่วงหน้าที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ในเนเธอร์แลนด์ เกี่ยวกับข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติจากการปราบปรามยาเสพติดที่รุนแรงในอดีต

ไมเคิล เฮนรี ยูซิงโก นักวิจัยอาวุโสจาก Ateneo Policy Center ให้ความเห็นว่า การประกาศตัวครั้งนี้คือ “ความเสี่ยงครั้งใหญ่” แต่ซารายังคงมีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในเกาะมินดาเนาซึ่งเป็นฐานที่มั่นของตระกูล และผลสำรวจคะแนนนิยมส่วนใหญ่ยังคงเข้าข้างเธอ อย่างไรก็ตาม การหายไปของบิดาอาจส่งผลต่อขวัญกำลังใจของกลุ่มผู้สนับสนุนได้

ภายใต้รัฐธรรมนูญฟิลิปปินส์ ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว หรือ 6 ปี ซึ่งหมายความว่ามาร์กอสจะไม่มีสิทธิ์ลงสมัครแข่งขันในครั้งหน้า อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมาร์กอสมีแนวโน้มที่จะตอบโต้อย่างรุนแรงขึ้น โดยผู้เชี่ยวชาญคาดว่าอาจมีการผลักดันกระบวนการถอดถอนซาราอย่างเต็มตัว

ปัจจุบัน ซารากำลังเผชิญกับการยื่นถอดถอนถึง 3 กรณี โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ กลุ่มนักบวชฟิลิปปินส์ได้ยื่นฟ้องเธอ ซึ่งหากศาลตัดสินว่ามีความผิด เธอจะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองและหมดสิทธิ์ลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีทันที

ความขัดแย้งของมาร์กอสและดูเตอร์เตปะทุขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังชนะเลือกตั้งปี 2022 เมื่อซาราไม่ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงที่เธอต้องการ แต่กลับได้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแทน นอกจากนี้ เธอยังเคยมีประเด็นเรื่องการใช้วาจารุนแรงที่ถูกตีความว่าเป็นการขู่เอาชีวิตประธานาธิบดีมาร์กอส ซึ่งเธอกล่าวในภายหลังว่าเป็นการเข้าใจผิด

ขณะเดียวกัน ฝั่งมาร์กอสเองก็เผชิญกับข่าวฉาวเรื่องโครงการควบคุมน้ำท่วมปลอมที่สร้างความเสียหายหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลไม่น้อยเช่นกัน.

ที่มา AFP

85 ชาติสมาชิกยูเอ็น ผนึกกำลังประณามอิสราเอล ปมขยายเขตนิคมรุกราน “เวสต์แบงก์”

85 ชาติสมาชิกยูเอ็น ผนึกกำลังประณามอิสราเอล ปมขยายเขตนิคมรุกราน "เวสต์แบงก์"

18 ก.พ. 2569 12:17 น.

85 ชาติสมาชิกยูเอ็น ผนึกกำลังประณามอิสราเอล ปมขยายเขตนิคมรุกราน “เวสต์แบงก์”

คณะผู้แทนจาก 85 ประเทศสมาชิกของสหประชาชาติ ออกแถลงการณ์ร่วม ประณามแผนการและมาตรการของอิสราเอลในการขยายการควบคุมพื้นที่ในเขตเวสต์แบงก์ โดยระบุว่าอาจเข้าข่ายการผนวกดินแดนปาเลสไตน์โดยพฤตินัย และเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง เตือนการจดทะเบียนที่ดินเป็น “ทรัพย์สินรัฐ” กำลังทำลายโอกาสในกระบวนการสันติภาพ

คณะผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ (ยูเอ็น) จาก 85 ประเทศสมาชิก ออกแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (17 ก.พ.) ประณามการขยายอำนาจควบคุมของอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์อย่างรุนแรง โดยระบุว่าพฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่าย “การผนวกดินแดนโดยพฤตินัย” และเรียกร้องให้อิสราเอลยกเลิกมาตรการเหล่านี้โดยทันที

แถลงการณ์ร่วมระบุว่า “เราขอประณามอย่างรุนแรงต่อการตัดสินใจและมาตรการฝ่ายเดียวของอิสราเอล ที่มุ่งขยายการปรากฏตัวอย่างผิดกฎหมายในเขตเวสต์แบงก์ การตัดสินใจเช่นนี้ถือว่าขัดต่อพันธกรณีของอิสราเอลภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และจะต้องได้รับการแก้ไขให้กลับคืนสู่สภาพเดิมทันที”

นอกจากนี้ กลุ่มประเทศสมาชิกยังเน้นย้ำถึงจุดยืนในการคัดค้าน “การผนวกดินแดนในทุกรูปแบบ” โดยระบุว่ามาตรการใดๆ ที่มุ่งหวังจะเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางประชากร ลักษณะเฉพาะ หรือสถานะของดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครองมาตั้งแต่ปี 1967 รวมถึงเยรูซาเล็มตะวันออก ถือเป็นการกระทำที่ยอมรับไม่ได้

การประณามครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงของอิสราเอล ซึ่งได้รับแรงหนุนจากรัฐมนตรีกลุ่มขวาจัด ได้อนุมัติชุดมาตรการเพื่อกระชับอำนาจเหนือพื้นที่ในเวสต์แบงก์ ซึ่งเดิมอยู่ภายใต้การบริหารขององค์การบริหารปาเลสไตน์ (PA) ตามข้อตกลงออสโลในช่วงทศวรรษ 1990

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา รัฐบาลอิสราเอลยังได้อนุมัติกระบวนการจดทะเบียนที่ดินในเวสต์แบงก์ให้เป็น “ทรัพย์สินของรัฐ”  ซึ่งจุดชนวนความไม่พอใจไปทั่วโลก โดยนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการยูเอ็น ได้ออกมาเตือนว่านโยบายนี้เป็นการกระทำที่ “ผิดกฎหมาย” และส่งผลให้สถานการณ์ “ขาดเสถียรภาพ”

แถลงการณ์ดังกล่าวออกในนามของ 85 ประเทศสมาชิก ซึ่งประกอบด้วยมหาอำนาจและกลุ่มองค์กรระหว่างประเทศที่สำคัญ เช่น ซาอุดีอาระเบีย, จีน, รัสเซีย, สหภาพยุโรป, สันนิบาตอาหรับ และองค์การความร่วมมืออิสลาม

แถลงการณ์ระบุเสริมว่า มาตรการของอิสราเอลกำลังทำลายความพยายามในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค รวมถึงบ่อนทำลายโอกาสที่จะบรรลุข้อตกลงยุติความขัดแย้งในอนาคต

ปัจจุบัน มีชาวอิสราเอลมากกว่า 500,000 คน อาศัยอยู่ในนิคมและด่านหน้าต่างๆ ในเขตเวสต์แบงก์ (ไม่นับรวมเยรูซาเล็มตะวันออกที่อิสราเอลผนวกไปก่อนหน้า) ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ท่ามกลางชาวปาเลสไตน์ราว 3 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในดินแดนดังกล่าว ซึ่งถูกอิสราเอลยึดครองมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ปี 1967. 

ที่มา AFP

“ฮุน มาเนต” บินถึงสหรัฐฯ ร่วมประชุม Board of Peace นัดแรก เตรียมหารือผู้นำหลายประเทศ

"ฮุน มาเนต" บินถึงสหรัฐฯ ร่วมประชุม Board of Peace นัดแรก เตรียมหารือผู้นำหลายประเทศ

18 ก.พ. 2569 11:38 น.

“ฮุน มาเนต” บินถึงสหรัฐฯ ร่วมประชุม Board of Peace นัดแรก เตรียมหารือผู้นำหลายประเทศ

“ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เดินทางถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เตรียมร่วมประชุม Board of Peace นัดแรก พร้อมหารือทวิภาคีและพบปะผู้นำหลายประเทศ

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เดินทางถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ พร้อมคณะผู้แทนระดับสูง โดยมีนายกอย กวง เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำสหรัฐฯ และนายแก้ว เจีย เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำสหประชาชาติ ให้การต้อนรับที่สนามบิน 

ก่อนหน้านี้ ฮุน มาเนต เดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมการประชุมนัดปฐมฤกษ์ของคณะกรรมการ Board of Peace ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐอเมริกา “โดนัลด์ เจ. ทรัมป์” กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ระหว่างพำนักในสหรัฐฯ นายกรัฐมนตรีกัมพูชามีกำหนดหารือทวิภาคีกับบุคคลสำคัญของสหรัฐฯ และผู้นำจากหลายประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคี และขยายความร่วมมือในหลากหลายสาขา

นอกจากนี้ ฮุน มาเนต ยังมีแผนเดินทางเยือนยุโรปอย่างเป็นทางการต่อ โดยจะไปยังนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เพื่อพบปะผู้นำและผู้มีบทบาทสำคัญในเวทีระหว่างประเทศ อันเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันความร่วมมือและหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ของกัมพูชาในระดับสากล.

ที่มา Freshnews

“มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” เตรียมขึ้นให้การศาลคดี “โซเชียลมีเดียทำเด็กเสพติดงอมแงม”

"มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก" เตรียมขึ้นให้การศาลคดี "โซเชียลมีเดียทำเด็กเสพติดงอมแงม"

18 ก.พ. 2569 11:18 น.

“มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” เตรียมขึ้นให้การศาลคดี “โซเชียลมีเดียทำเด็กเสพติดงอมแงม”

“มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” ซีอีโอของ “เมตา” เตรียมขึ้นให้การต่อศาลรัฐแคลิฟอร์เนีย ตามคำสั่งเรียกของทนายความฝ่ายโจทก์ ในคดีที่กล่าวหาว่าอินสตาแกรม รวมถึงแพลตฟอร์มอื่นๆ เช่นยูทูบ ถูกออกแบบมาโดยเจตนาเพื่อดึงดูดให้เยาวชนใช้งานอย่างต่อเนื่องจนเกิดพฤติกรรมเสพติด และส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต

การปรากฏตัวของซักเคอร์เบิร์กในครั้งนี้ถือเป็นไฮไลต์สำคัญที่สุดของกระบวนการพิจารณาคดีในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งถือเป็นคดีแรกจากหลายพันคดีที่ครอบครัวชาวอเมริกันยื่นฟ้องแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ และจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายครั้งสำคัญ นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ซักเคอร์เบิร์กจะต้องตอบคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยของแพลตฟอร์มตนเองต่อหน้าคณะลูกขุนโดยตรง

คณะลูกขุน 12 คนในลอสแอนเจลิส จะรับฟังคำให้การไปจนถึงปลายเดือนมีนาคม เพื่อตัดสินว่า “ยูทูบ” ของกูเกิล และ “อินสตาแกรม ” ของเมตา ต้องร่วมรับผิดชอบต่อปัญหาสุขภาพจิตของ “เคลีย์ จี.เอ็ม.” หญิงสาววัย 20 ปี ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียอย่างหนักมาตั้งแต่เด็กหรือไม่ โดยเธอเริ่มเล่นยูทูบตอน 6 ขวบ และเริ่มเล่นอินสตาแกรมในวัยเพียง 11 ปี ก่อนจะลามไปถึง TikTok และ Snapchat 

หัวใจสำคัญของคดีนี้มุ่งเน้นไปที่ “การออกแบบแอปพลิเคชัน อัลกอริทึม และฟีเจอร์ที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคล” ว่าเป็นการจงใจกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมเสพติดจนทำลายสุขภาพจิตของเยาวชนหรือไม่ เนื่องจากกฎหมายสหรัฐฯ ให้ความคุ้มครองแพลตฟอร์มจากการรับผิดชอบในเนื้อหาที่ผู้ใช้โพสต์ ฝ่ายโจทก์จึงต้องสู้ในประเด็น “งานออกแบบที่เป็นอันตราย” แทน

ปัจจุบัน TikTok และ Snapchat ซึ่งถูกระบุในคำฟ้องเบื้องต้นได้ขอไกล่เกลี่ยยอมความลับหลังกับฝ่ายโจทก์ไปก่อนที่การพิจารณาคดีจะเริ่มขึ้น

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายอดัม มอสเซอรี ซีอีโอของอินสตาแกรมได้ขึ้นให้การเป็นคนแรก โดยเขาพยายามปฏิเสธคำว่า “การเสพติด” และขอให้ใช้คำว่า “การใช้งานที่มีปัญหา” แทน โดยเปรียบเทียบว่าเหมือนคนดูซีรีส์ทางเน็ตฟลิกซ์ดึกๆ แต่ไม่ใช่การเสพติดในทางการแพทย์

คำให้การดังกล่าวสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับกลุ่มแม่ที่สูญเสียลูกจากการฆ่าตัวตายซึ่งมารอฟังการพิจารณาคดี ขณะที่ก่อนหน้านั้น จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้เบิกความว่า โซเชียลมีเดียเปรียบเสมือน “ยาเสพติดเริ่มต้น” ที่เข้าไปปรับโครงสร้างสมองของเด็กที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ให้มีพฤติกรรมเสพติด

ในการพิจารณาคดี มีการเปิดเผยอีเมลภายในที่ระบุว่า ซักเคอร์เบิร์กตัดสินใจอนุญาตให้ใช้ฟิลเตอร์ “ศัลยกรรมความงาม” บนอินสตาแกรมในปี 2020 แม้จะมีผู้บริหารหลายคนคัดค้านว่าอาจส่งผลเสียต่อเด็กผู้หญิง แต่เสียงส่วนใหญ่กลับผลักดันให้นำฟิลเตอร์นี้กลับมาใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้สูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับคู่แข่งอย่าง TikTok

ด้านนีล โมฮาน ซีอีโอของยูทูบ ซึ่งเดิมมีกำหนดขึ้นให้การต่อศาล ได้ถูกเปลี่ยนตัวเป็นผู้บริหารรายอื่นตามการตัดสินใจของฝ่ายโจทก์

นอกจากคดีนี้แล้ว เมตายังเผชิญคดีอื่นในรัฐนิวเม็กซิโก ซึ่งอัยการกล่าวหาว่าบริษัทให้ความสำคัญกับผลกำไรมากกว่าการปกป้องเยาวชนจากอาชญากรทางเพศ และยังมีคดีระดับประเทศที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในเมืองโอ๊คแลนด์ ซึ่งอาจนำไปสู่การไต่สวนเพิ่มเติมในปี 2026.

ที่มา AFP 

ทรัมป์ประกาศ ญี่ปุ่นเปิดการลงทุน 3 โปรเจคใหญ่ในเท็กซัส โอไฮโอ และจอร์เจีย

ทรัมป์ประกาศ ญี่ปุ่นเปิดการลงทุน 3 โปรเจคใหญ่ในเท็กซัส โอไฮโอ และจอร์เจีย

18 ก.พ. 2569 11:10 น.

ทรัมป์ประกาศ ญี่ปุ่นเปิดการลงทุน 3 โปรเจคใหญ่ในเท็กซัส โอไฮโอ และจอร์เจีย

ทรัมป์เปิด 3 โปรเจกต์ญี่ปุ่นทุ่มลงทุนสหรัฐฯ 3 รัฐ เฟสแรก มูลค่า 5.5 แสนล้านดอลลาร์ โวภาษีดันดีลประวัติศาสตร์

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศโครงการลงทุนชุดแรกของญี่ปุ่นในสหรัฐฯ 3 รัฐ ได้แก่ เท็กซัส โอไฮโอ และจอร์เจีย มูลค่า 5.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อตกลงการค้าทวิภาคี โดยย้ำว่ามาตรการภาษี คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ดีลประวัติศาสตร์แบบนี้เกิดขึ้น

โดยทรัมป์โพสต์ผ่านแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล ระบุว่า โครงการนี้ครอบคลุมภาคน้ำมันและก๊าซในรัฐเท็กซัส การผลิตไฟฟ้าในรัฐโอไฮโอ และแร่ธาตุสำคัญในรัฐจอร์เจีย พร้อมย้ำว่า ญี่ปุ่นกำลังเดินหน้าลงทุนอย่างเป็นทางการภายใต้ข้อตกลงการค้าประวัติศาสตร์ที่จะฟื้นอุตสาหกรรมอเมริกัน สร้างงานหลายแสนตำแหน่ง และเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงานของชาติ

ทรัมป์ระบุว่า โครงการมีขนาดใหญ่จนไม่อาจเกิดขึ้นได้หากไม่มีคำพิเศษคำหนึ่ง นั่นคือภาษี พร้อมยกตัวอย่างว่า โรงไฟฟ้าก๊าซในโอไฮโอจะเป็นโรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่วนสถานีก๊าซธรรมชาติเหลวในอ่าวอเมริกา จะผลักดันการส่งออก และเสริมความเป็นผู้นำด้านพลังงานของสหรัฐฯ ขณะที่โรงงานแร่ธาตุสำคัญจะยุติการพึ่งพาต่างชาติ

ทางด้านนายฮาวเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยรายละเอียดว่า ทั้ง 3 โครงการคิดเป็นมูลค่ารวมราว 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมภาคเศรษฐกิจยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ โดยโครงการแรก สหรัฐฯ และญี่ปุ่นจะร่วมพัฒนาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติขนาด 9.2 กิกะวัตต์ในรัฐโอไฮโอ ซึ่งระบุว่าจะเป็นโรงผลิตไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ช่วยเสริมความมั่นคงระบบโครงข่ายไฟฟ้า และสนับสนุนภาคการผลิตด้วยพลังงานต้นทุนต่ำ

โครงการที่สอง คือการสร้างท่าเรือน้ำลึกส่งออกน้ำมันดิบ คาดว่าจะสร้างรายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ปีละ 2-3 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขีดความสามารถการส่งออกของโรงกลั่น และตอกย้ำสถานะสหรัฐฯ ในฐานะผู้จัดหาพลังงานรายใหญ่ของโลก

โครงการที่สาม จะจัดตั้งกำลังการผลิตเพชรอุตสาหกรรมสังเคราะห์ในประเทศ เพื่อรองรับความต้องการผงเพชรสังเคราะห์ 100% ของสหรัฐฯ ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ.

“ฮุน มาเนต” กล่าวหาไทยยังส่งทหารยึดพื้นที่ แม้ “ทรัมป์” ช่วยเจรจาหยุดยิง

"ฮุน มาเนต" กล่าวหาไทยยังส่งทหารยึดพื้นที่ แม้ "ทรัมป์" ช่วยเจรจาหยุดยิง

18 ก.พ. 2569 10:44 น.

“ฮุน มาเนต” กล่าวหาไทยยังส่งทหารยึดพื้นที่ แม้ “ทรัมป์” ช่วยเจรจาหยุดยิง

นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวรอยเตอร์ ระบุสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเปราะบาง หลังทหารไทยยังรุกคืบวางตู้คอนเทนเนอร์และลวดหนามในพื้นที่ทับซ้อน พร้อมวอนรัฐบาล “อนุทิน” ส่งคณะกรรมการ JBC ลงพื้นที่คลี่คลายความขัดแย้ง

นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต แห่งกัมพูชา เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (17 ก.พ.) ว่า กองทัพไทยยังคงวางกำลังยึดครองพื้นที่บางส่วนของกัมพูชา แม้จะมีการลงนามในข้อตกลงสันติภาพที่มีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยไปเมื่อปลายปีที่แล้วก็ตาม

ในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับสื่อต่างชาติครั้งแรกนับตั้งแต่รับตำแหน่งต่อจากบิดาในปี 2023 ฮุน มาเนต ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อร่วมประชุม “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ของทรัมป์ ระบุว่าสถานการณ์บริเวณชายแดนยาว 817 กิโลเมตรยังคงอยู่ในสภาวะที่เปราะบาง

เขากล่าวหาว่าทหารไทยได้นำตู้คอนเทนเนอร์และรั้วลวดหนามมาวางไว้ในพื้นที่ที่ไทยเคยยอมรับว่าเป็นของกัมพูชา ส่งผลให้ชาวบ้านในพื้นที่ไม่สามารถกลับเข้าที่พักอาศัยได้ “นี่ไม่ใช่การใส่ร้าย แต่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ซึ่งเราไม่อาจยอมรับการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนได้” 

ฮุน มาเนต เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งเดินหน้าการทำงานของคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) โดยเร็วที่สุดเพื่อใช้กลไกทางเทคนิคและสนธิสัญญาที่มีอยู่พิสูจน์ข้อเท็จจริง พร้อมระบุว่าก่อนหน้านี้ไทยมักอ้างเหตุผลเรื่องการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ทำให้การทำงานล่าช้า

เขากล่าวถึงรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้รับเลือกตั้งมาด้วยกระแสชาตินิยมจากปมขัดแย้งชายแดนว่า “ขณะนี้การเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว เราหวังว่าไทยจะเริ่มดำเนินการวัดพื้นที่และปักปันเขตแดนในจุดที่เป็นพื้นที่ขัดแย้ง เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ” 

นอกเหนือจากประเด็นชายแดน นายกฯ กัมพูชายังได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญอื่นๆ โดยเขายืนยันว่ากัมพูชาไม่จำเป็นต้องเลือกข้างระหว่างสหรัฐฯ หรือจีน และยืนยันความโปร่งใสเรื่องฐานทัพเรือเรียมที่ได้รับการสนับสนุนจากจีนว่าไม่มีอะไรปิดบัง

ส่วนในประเด็นแก๊งสแกมเมอร์ นายฮุน มาเนต ยอมรับว่ามีศูนย์เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์เกิดขึ้นจริงในกัมพูชา แต่รัฐบาลกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อกวาดล้างและร่างกฎหมายใหม่เพื่อจัดการปัญหานี้ โดยระบุว่านี่เป็นปัญหาระดับภูมิภาคที่ไม่ใช่แค่กัมพูชาประเทศเดียว

ขณะที่ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเสรีภาพสื่อ (อยู่อันดับ 161 จาก 180 ประเทศ) แต่เขามองว่าประชาธิปไตยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแสดงออกทางการเมือง แต่รวมถึงคุณภาพชีวิต การศึกษา และสาธารณสุขด้วย

การออกมาให้สัมภาษณ์ครั้งนี้สะท้อนถึงความพยายามของกัมพูชาในการปรับสมดุลความสัมพันธ์กับตะวันตกภายใต้การนำของผู้นำรุ่นใหม่ ขณะที่ความขัดแย้งกับไทยยังคงเป็นโจทย์หินที่รอการพิสูจน์ผ่านกลไกการทูตและเทคนิคต่อไป.

ที่มา Reuters

กระแส “ตื่นทอง”ปะทุอีกครั้งในแอฟริกาใต้ หลังพบเกล็ดทองในคอกวัว

กระแส “ตื่นทอง”ปะทุอีกครั้งในแอฟริกาใต้ หลังพบเกล็ดทองในคอกวัว

18 ก.พ. 2569 10:43 น.

กระแส “ตื่นทอง”ปะทุอีกครั้งในแอฟริกาใต้ หลังพบเกล็ดทองในคอกวัว

บรรยากาศยุคตื่นทอง หวนกลับมาอีกครั้งในแอฟริกาใต้ หลังมีข่าวลือเรื่องการพบเกล็ดทองคำ ในชุมชนแออัดทางตะวันออกของนครโจฮันเนสเบิร์ก จุดชนวนให้ผู้คนหลั่งไหลเข้าพื้นที่ หวังเจอทองพลิกชีวิต

ต้นตอของเรื่อง เริ่มจากชาวบ้านในย่านยากจนของเมืองสปริงส์ อดีตเมืองแห่งเหมืองทองคำ อ้างว่าพบทองคำก้อนเล็ก ๆ ระหว่างขุดดินในคอกวัวกลางแจ้ง หลังข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ก็ทำให้เกิดกระแสตื่นทอง มีผู้คนพร้อมจอบ เสียม และพลั่ว ต่างพากันเข้ายึดพื้นที่คอกปศุสัตว์ที่ถูกล้อมรั้วไว้ ขุดดินร่อนหาทองท่ามกลางฝุ่นคลุ้ง

ภาพที่เกิดขึ้นชวนให้นึกถึงยุคตื่นทอง ซึ่งเคยสร้างความมั่งคั่งให้กับเมืองหลวงทางการเงินของประเทศเมื่อศตวรรษก่อน โดยเหมืองทองในสปริงส์ปิดตัวลงไปหลายปีก่อน เนื่องจากความลึกของปล่องเหมืองทำให้ต้นทุนสูงเกินคุ้มค่า ปัจจุบันพื้นที่รอบเมืองเต็มไปด้วยชุมชนแออัดที่มีแรงงานอพยพจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม กระทรวงทรัพยากรแร่ของแอฟริกาใต้ ออกแถลงการณ์ประณามการขุดค้นในชุมชนกูกูเลทู ของสปริงส์ว่าเป็นการทำเหมืองผิดกฎหมาย และเตือนถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงความเสี่ยงดินถล่มจากการขุดโดยไร้การควบคุม

หนึ่งในผู้ที่มาร่วมขุดหาทองให้สัมภาษณ์แก่สื่อว่า เขาพบทองจริงๆ และนำไปขายในตลาดมืด โดยทองคำ 1 กรัม มีมูลค่าราว 100 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำรายเดือนของประเทศอยู่ที่ประมาณ 368 ดอลลาร์ ความต่างนี้ยิ่งจูงใจให้หลายคนเข้ามาเสี่ยง

ระหว่างการลงพื้นที่ของผู้สื่อข่าวบีบีซี พบว่าบริเวณดินบางส่วนเริ่มทรุดตัว ขณะเดียวกัน เด็ก ๆ จำนวนหนึ่งเดินทางมาสมทบหลังเลิกเรียน เปลี่ยนชุดนักเรียนแล้วรีบมาช่วยพ่อแม่ขุดทอง  แม้จะมีคคำเตือนจากทางการเตือนว่า การขุดโดยไม่มีการควบคุมอาจทำให้พื้นดินไม่มั่นคง และเสี่ยงต่อการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต โดยเฉพาะเด็ก ๆ

ในแอฟริกาใต้ การทำเหมืองผิดกฎหมายเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และมีผู้เสียชีวิตจากสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัยจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีไซริล รามาโฟซา เพิ่งประกาศว่าจะส่งกองทัพสนับสนุนตำรวจปราบปรามแก๊งอาชญากรรมและเหมืองเถื่อนทั่วประเทศ.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ตื่นทอง