ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุก 5 อดีตผู้บัญชาการทหาร เอี่ยวคดีกบฏประกาศกฎอัยการศึกของ “ยุน ซอกยอล”

ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุก 5 อดีตผู้บัญชาการทหาร เอี่ยวคดีกบฏประกาศกฎอัยการศึกของ "ยุน ซอกยอล"

21 ก.ย. 2569 15:50 น.

ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุก 5 อดีตผู้บัญชาการทหาร เอี่ยวคดีกบฏประกาศกฎอัยการศึกของ “ยุน ซอกยอล”

ศาลกรุงโซลพิพากษาจำคุกอดีตผู้บัญชาการทหารระดับสูงของเกาหลีใต้ 5 นาย ตั้งแต่ 9-18 ปี จากความผิดมีบทบาทสำคัญในการก่อกบฏ กรณีอดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล ประกาศกฎอัยการศึกเมื่อเดือนธันวาคม 2024 ขณะที่ศาลชี้จำเลยละทิ้งความเป็นกลางทางการเมืองของกองทัพ และนำกองทัพมาใช้เพื่อประโยชน์ของพรรคการเมือง

ศาลแขวงกลางกรุงโซลของเกาหลีใต้มีคำพิพากษาให้จำคุกอดีตผู้บัญชาการทหาร 5 นาย หลังศาลพิจารณาว่าทั้งหมดมีบทบาทสำคัญในการก่อกบฏ ภายใต้ความพยายามประกาศกฎอัยการศึกของอดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล เมื่อปี 2024 ซึ่งประสบความล้มเหลว

ศาลมีคำสั่งจำคุกยอ อินฮยอง อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการต่อต้านข่าวกรองกลาโหม เป็นเวลา 18 ปี และจำคุกอี จินอู อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการป้องกันกรุงโซล เป็นเวลา 15 ปี

ส่วนมุน ซังโฮ อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการข่าวกรองกลาโหม ถูกจำคุก 12 ปี ขณะที่พัค อันซู อดีตเสนาธิการทหารบก ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกฎอัยการศึก ถูกจำคุก 10 ปี และควัก จงกึน อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการสงครามพิเศษกองทัพบก ถูกจำคุก 9 ปี

ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดหลายข้อหา รวมถึงการส่งกำลังทหารไปยังรัฐสภาและคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ ตลอดจนการจัดตั้งและปฏิบัติการหน่วยติดตามจับกุมนักการเมือง หลังยุน ซอกยอล ประกาศกฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2024

ทีมอัยการพิเศษของโช อึนซอก เคยขอให้ศาลลงโทษยอ อินฮยอง และอี จินอู จำคุกคนละ 30 ปี ขอให้พัค อันซู จำคุก 25 ปี และขอให้ควัก จงกึนกับมุน ซังโฮ จำคุกคนละ 20 ปี

ศาลลงโทษยอ อินฮยอง หนักที่สุด โดยเห็นว่าเขามีความผิดฐานพยายามจับกุมนักการเมือง รวมถึงอี แจมยอง ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักในเวลานั้น และปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้

ศาลยังระบุว่า ยอ อินฮยอง รับรู้ถึงความผิดกฎหมายของแผนประกาศกฎอัยการศึกของยุน ซอกยอล จากการพบหารือกับอดีตประธานาธิบดีและคิม ยงฮยอน ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม ก่อนการประกาศกฎอัยการศึก

ศาลกล่าวในคำพิพากษาว่า อาชญากรรมฐานก่อกบฏเป็นความผิดร้ายแรง เนื่องจากเป็นภัยต่อการดำรงอยู่ของรัฐ พร้อมระบุว่า จำเลยละทิ้งหลักความเป็นกลางทางการเมืองของกองทัพ และนำกองทัพมาใช้ในทางการเมืองเพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองหนึ่ง

ในคืนที่ยุนประกาศกฎอัยการศึก กำลังทหารได้เคลื่อนเข้าสู่พื้นที่รัฐสภาและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่ถอนกำลังออกในเวลาต่อมาไม่นาน หลังรัฐสภาลงมติให้ยกเลิกคำสั่งกฎอัยการศึกฉุกเฉิน

คำพิพากษาครั้งนี้มีขึ้นหลังจากยุน ซอกยอล ถูกศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จากความผิดฐานเป็นผู้นำการก่อกบฏผ่านความพยายามประกาศกฎอัยการศึก โดยคดีของยุนอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์

ในวันเดียวกัน ศาลยังมีคำพิพากษาในอีกคดีหนึ่ง โดยยกคำฟ้องของอิม จงดึก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลัก ในข้อหาใช้อำนาจโดยมิชอบเกี่ยวกับการแต่งตั้งบุคลากรในสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดี เมื่อปี 2023

ทีมอัยการพิเศษกล่าวหาอิม ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติคนที่ 2 ว่า ใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรมในการแต่งตั้งนายทหารรายหนึ่งให้ดำรงตำแหน่งในศูนย์จัดการวิกฤตแห่งชาติของสำนักงานดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ศาลวินิจฉัยว่า คำฟ้องอยู่นอกขอบเขตอำนาจการสอบสวนของทีมอัยการพิเศษ ซึ่งมีหน้าที่มุ่งตรวจสอบข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับความพยายามประกาศกฎอัยการศึกของอดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล เมื่อปี 2024.

ที่มา Yonhap / The Korea Times

จีนยืนยัน “สี จิ้นผิง” เยือนสหรัฐฯ 23-25 ก.ย. เตรียมหารือ “โดนัลด์ ทรัมป์”

จีนยืนยัน "สี จิ้นผิง" เยือนสหรัฐฯ 23-25 ก.ย. เตรียมหารือ "โดนัลด์ ทรัมป์"

21 ก.ย. 2569 15:21 น.

จีนยืนยัน “สี จิ้นผิง” เยือนสหรัฐฯ 23-25 ก.ย. เตรียมหารือ “โดนัลด์ ทรัมป์”

รัฐบาลจีนยืนยันว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะเดินทางเยือนสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 23-25 กันยายน เพื่อพบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยประเด็นสำคัญคาดว่าจะครอบคลุมการค้า เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ ไต้หวัน และบทบาทของจีนต่อสงครามอิหร่าน ขณะที่ทั้งสองฝ่ายจับตาว่าจะสามารถยุติสงครามทางการค้าได้หรือไม่

รัฐบาลจีนยืนยันว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะเดินทางเยือนสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 23-25 กันยายน ตามคำเชิญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยนับเป็นการพบกันครั้งที่ 2 ของผู้นำทั้งสองภายในเวลา 6 เดือน

กระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า สี จิ้นผิง และทรัมป์จะหารือเชิงลึกเกี่ยวกับประเด็นสำคัญด้านความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ตลอดจนสันติภาพและการพัฒนาของโลก พร้อมย้ำว่าจีนจะทำงานร่วมกับสหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์ เสริมสร้างการเจรจาและความร่วมมือ และจัดการความแตกต่างระหว่างกันอย่างเหมาะสม

ฝ่ายสหรัฐฯ ระบุว่า ทรัมป์จะเดินทางไปต้อนรับสี จิ้นผิงด้วยตนเองที่ฐานทัพแอนดรูว์ส ก่อนที่ผู้นำทั้งสองจะพบหารือกันในวันถัดไป โดยทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันเมื่อวันอาทิตย์ว่า เขาจะหารือกับผู้นำจีน “แทบทุกเรื่อง”

ประเด็นสำคัญที่สุดของการประชุมครั้งนี้คือความสัมพันธ์ทางการค้า ซึ่งยังอยู่ภายใต้ข้อตกลงที่ช่วยหลีกเลี่ยงการยกระดับสงครามภาษีระหว่างสองประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงระยะยาวได้

รายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า การประชุมวันที่ 24 ก.ย. อาจมุ่งดูว่าผู้นำทั้งสองจะส่งสัญญาณขยายข้อตกลงยุติสงครามทางการค้าที่ทำไว้เมื่อปีที่แล้วหรือไม่ ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า สี จิ้นผิงไม่ได้อยู่ในสถานะที่จำเป็นต้องรีบร้อนที่จะยอมอ่อนข้อ และอาจต้องการเพียงรักษาเสถียรภาพทางการค้าเพื่อให้จีนมีเวลารับมือกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ต่อไป

ก่อนการพบกันของผู้นำทั้งสอง นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ และนายเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน ซึ่งเป็นผู้เจรจาด้านเศรษฐกิจและการค้าคนสำคัญของจีน ได้พบหารือกันที่นครนิวยอร์ก โดยประเด็นครอบคลุมความปลอดภัยของปัญญาประดิษฐ์ การค้า และแร่หายาก การหารือดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อปูทางไปสู่ข้อตกลงบางประการเกี่ยวกับมาตรการกำกับดูแล AI และการค้าสินค้าที่ไม่อยู่ในกลุ่มอ่อนไหว

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมดังกล่าวแตกต่างจากจุดยืนของทรัมป์เมื่อกลับเข้าสู่ทำเนียบขาวในปี 2025 ซึ่งเคยประกาศใช้นโยบายภาษีเพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลการค้ากับจีน โดยมองว่าการค้ากับจีนกำลังสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ

ในช่วงเดียวกัน จีนยังคงมีปัญหาความต้องการบริโภคภายในประเทศที่ชะลอตัวและวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ แต่ภาคการส่งออกยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จนจีนกำลังมุ่งหน้าไปสู่การมีดุลการค้ากับทั่วโลกเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน 

ขณะเดียวกัน คณะนักธุรกิจจีนจากบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งมีแผนร่วมเดินทางไปกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กับสี จิ้นผิง โดยอาจรวมถึงผู้บริหารจาก BYD, CATL และ Xiaomi ซึ่งบางบริษัทกำลังอยู่ภายใต้การตรวจสอบหรือข้อจำกัดด้านกฎระเบียบของสหรัฐฯ

นอกจากการค้าแล้ว ประเด็นไต้หวันมีแนวโน้มเป็นอีกหัวข้อสำคัญในการพบกันครั้งนี้ โดยจีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงมีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงและการขายอาวุธให้ไต้หวัน ทรัมป์เคยเปิดเผยว่า สี จิ้นผิงสอบถามเรื่องไต้หวันหลายครั้งระหว่างการพบกันที่กรุงปักกิ่งเมื่อเดือนพฤษภาคม รวมถึงเรื่องการขายอาวุธของสหรัฐฯ และความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการปกป้องไต้หวัน

ทรัมป์ยังเรียกแพ็กเกจขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าเป็น “เครื่องมือต่อรอง” กับจีน ทำให้เกิดความกังวลในไต้หวันและญี่ปุ่นว่า ประเด็นดังกล่าวอาจถูกนำมาเชื่อมโยงกับการเจรจาทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

หนึ่งในข้อแลกเปลี่ยนที่อาจถูกหยิบยกขึ้นหารือ ได้แก่ การที่จีนเพิ่มการซื้อเครื่องบินโบอิ้งและสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ รวมถึงความร่วมมือในการสกัดกั้นสารตั้งต้นของเฟนทานิล ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของรัฐบาลสหรัฐฯ

อีกประเด็นที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญคือบทบาทของจีนต่อสงครามอิหร่าน โดยสหรัฐฯ มองว่าจีนเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการทูตมากพอที่จะกดดันอิหร่านให้ยุติความขัดแย้ง

อย่างไรก็ตาม จีนยังไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะใช้แรงกดดันดังกล่าวในระดับที่สหรัฐฯ ต้องการ ขณะที่รอยเตอร์รายงานก่อนหน้านี้ว่า จีนยังคงส่งออกสินค้ามูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ไปยังอิหร่านผ่านช่องทางที่ถูกกล่าวหาว่าใช้เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ โดยกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่าไม่ทราบถึงโครงการดังกล่าว

สหรัฐฯ เคยขู่ว่าจะใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน แม้จนถึงขณะนี้มาตรการดังกล่าวยังไม่ได้ถูกนำมาใช้กับจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน

นักวิเคราะห์มองว่า การที่รัฐบาลทรัมป์ยังพยายามรักษาความสัมพันธ์กับจีนให้มีเสถียรภาพ สะท้อนถึงความต้องการของทั้งสองฝ่ายที่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งเพิ่มเติม ขณะที่สหรัฐฯ ต้องรับมือกับสงครามอิหร่าน และจีนต้องการเวลาเสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจภายในประเทศเพื่อเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต.

ที่มา AFP / Reuters

ลูกชายซินดี ครอว์ฟอร์ด ซูเปอร์โมเดลชื่อดัง เสียชีวิตในวัย 27 ปี ภายในสถานบำบัด

ลูกชายซินดี ครอว์ฟอร์ด ซูเปอร์โมเดลชื่อดัง เสียชีวิตในวัย 27 ปี ภายในสถานบำบัด

21 ก.ย. 2569 14:46 น.

ลูกชายซินดี ครอว์ฟอร์ด ซูเปอร์โมเดลชื่อดัง เสียชีวิตในวัย 27 ปี ภายในสถานบำบัด

เพรสลีย์ เกอร์เบอร์ ลูกชายของ ซินดี ครอว์ฟอร์ด ซูเปอร์โมเดลชื่อดัง เสียชีวิตในวัย 27 ปี โดยสำนักงานชันสูตรศพเทศมณฑลลอสแอนเจลิสระบุ เขาเสียชีวิตที่สถานบำบัดแห่งหนึ่ง แต่ยังไม่เปิดเผยสาเหตุ

การเสียชีวิตของเพรสลีย์ได้รับการยืนยันจากอัลลี เจนกินส์ ตัวแทนครอบครัวของซินดี ครอว์ฟอร์ดและแรนดี เกอร์เบอร์ โดยครอบครัวขอความเป็นส่วนตัวในช่วงเวลาที่ยากลำบากและเจ็บปวดนี้

เพรสลีย์เป็นลูกชายคนเดียวและเป็นบุตรคนโตของซินดี ครอว์ฟอร์ดกับแรนดี เกอร์เบอร์ ขณะที่น้องสาวคือ ไคอา เกอร์เบอร์ นางแบบและนักแสดงชื่อดัง

เพรสลีย์เข้าสู่วงการนายแบบตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเซ็นสัญญากับ IMG Models ตั้งแต่อายุ 15 ปี ก่อนเริ่มมีผลงานบนรันเวย์และทำงานร่วมกับแบรนด์แฟชั่นระดับโลกหลายแห่ง ทั้ง Moschino, Dolce & Gabbana, Calvin Klein และ Celine รวมถึงเคยร่วมงานกับน้องสาวในแคมเปญแฟชั่นของ Calvin Klein ด้วย

ในปี 2018 เพรสลีย์ยังเคยปรากฏตัวร่วมกับแม่ในโฆษณา Pepsi ที่นำโฆษณาในตำนานของซินดีเมื่อปี 1992 กลับมาทำใหม่อีกครั้ง

สาเหตุการเสียชีวิตยังไม่เปิดเผย

รายงานของสำนักงานชันสูตรศพเทศมณฑลลอสแอนเจลิสระบุว่า เพรสลีย์เสียชีวิตที่สถานบำบัดเมื่อวันที่ 20 กันยายน แต่ยังไม่มีการระบุสาเหตุการเสียชีวิต และรายงานจากสื่อสหรัฐฯ ระบุว่าการชันสูตรยังอยู่ระหว่างดำเนินการ

ก่อนหน้านี้ เพรสลีย์เคยพูดถึงประสบการณ์เกี่ยวกับสุขภาพจิตและการใช้สารเสพติดอย่างเปิดเผย รวมถึงทำคอนเทนต์ชุด “Mental Health Mondays” ในปี 2024 เพื่อพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตและประสบการณ์ของตัวเอง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลอย่างเป็นทางการที่ระบุว่าสิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของเขา

ครอบครัวเกอร์เบอร์ขอให้สาธารณชนเคารพความเป็นส่วนตัว ขณะที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดการเสียชีวิตต่อไป.

ที่มา : channelnewsasia

รัฐบาลทรัมป์เตรียมคว่ำบาตร “ศาลอาญาระหว่างประเทศ” หวังสกัดดำเนินคดีเนทันยาฮู

รัฐบาลทรัมป์เตรียมคว่ำบาตร "ศาลอาญาระหว่างประเทศ" หวังสกัดดำเนินคดีเนทันยาฮู

21 ก.ย. 2569 14:46 น.

รัฐบาลทรัมป์เตรียมคว่ำบาตร “ศาลอาญาระหว่างประเทศ” หวังสกัดดำเนินคดีเนทันยาฮู

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมประกาศมาตรการคว่ำบาตร “ศาลอาญาระหว่างประเทศ” (ICC) ทั้งองค์กร รวมถึงหน่วยงานที่ให้ความร่วมมือ โดยจะห้ามมิให้ทำธุรกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังหมดช่วงผ่อนผัน 6-7 เดือน ซึ่งอาจส่งผลให้ศาลแห่งนี้เป็นอัมพาตและพังทลายลง ท่ามกลางความขัดแย้งรุนแรงจากกรณีออกหมายจับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกฯ อิสราเอล

ตามการเปิดเผยของแหล่งข่าว 2  ราย รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เตรียมใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อ ศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC ทั้งองค์กร และอาจประกาศมาตรการดังกล่าวในเร็ว ๆ นี้ 

แหล่งข่าวระบุว่า มาตรการคว่ำบาตรได้ถูกจัดเตรียมไว้แล้ว แม้ยังไม่มีการกำหนดวันประกาศที่แน่นอน ขณะที่เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่า การตัดสินใจอาจเสร็จสิ้นภายในสัปดาห์นี้ ระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก หรือในช่วงไม่กี่วันหลังจากนั้น 

ตามเอกสารที่วอลล์สตรีทเจอร์นัลระบุว่าได้ตรวจสอบ มาตรการดังกล่าวอาจห้ามการทำธุรกรรมส่วนใหญ่กับ ICC หลังจากมีช่วงผ่อนผัน 6-7 เดือน หากมีการบังคับใช้จริง มาตรการของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะโดยทั่วไปห้ามพลเมืองและบริษัทสหรัฐฯ จัดหาเงิน สินค้า หรือบริการให้แก่ ICC โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ หรือ OFAC ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ 

มาตรการลักษณะนี้อาจส่งผลกระทบต่อการทำธุรกรรมในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และการเข้าถึงระบบการเงินระหว่างประเทศ เนื่องจากธนาคารและบริษัทต่าง ๆ มักใช้มาตรการระมัดระวังอย่างเข้มงวดเมื่อเกี่ยวข้องกับมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ เพราะต้องพึ่งพาการเข้าถึงระบบการเงินของสหรัฐฯ

หากสหรัฐฯ คว่ำบาตร ICC ทั้งองค์กร ผลกระทบอาจครอบคลุมการดำเนินงานประจำวันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและประกันภัย การว่าจ้างเจ้าหน้าที่สอบสวน ตลอดจนธุรกรรมทางการเงินทั่วไป รวมถึงการจ่ายเงินเดือนให้พนักงานชาวอเมริกันหลายสิบคน

ประธานศาลและนายทะเบียนของ ICC เคยเตือนว่า การคว่ำบาตรทั้งองค์กรอาจทำให้การดำเนินงานของศาลได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม เอกสารที่วอลล์สตรีทเจอร์นัลอ้างถึง ระบุว่า ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับบริการด้านการสื่อสารอาจได้รับการยกเว้นจากมาตรการดังกล่าว

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังไม่ได้ยืนยันรายละเอียดของมาตรการ โดยโฆษกกระทรวงระบุเพียงว่า จะไม่เปิดเผยล่วงหน้าถึงการตัดสินใจเกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตร ขณะที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ และ ICC ยังไม่ได้ให้ความเห็นต่อรายงานดังกล่าว 

ก่อนหน้านี้รัฐบาลทรัมป์ได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อผู้พิพากษาและอัยการของ ICC หลายรายแล้ว แต่ยังไม่ได้คว่ำบาตรตัวองค์กรโดยตรง เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรโทโมโกะ อาคาเนะ ประธาน ICC และอับดุลลาเย เซเย เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการพิจารณาคดีของศาล โดยมาตรการดังกล่าวมีผลเมื่อวันที่ 17 กันยายน 

ในเดือนกรกฎาคม นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศแผนรณรงค์เพื่อแยก ICC ออกจากประชาคมระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้ประเทศอื่น ๆ ถอนตัวจากศาล โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า ICC ก้าวล้ำอำนาจของตนเองด้วยการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกศาล และมองว่าการใช้อำนาจดังกล่าวเป็นภัยต่ออธิปไตยของสหรัฐฯ 

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับ ICC ตึงเครียดอย่างหนัก หลังศาลออกหมายจับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และนายโยอัฟ กัลแลนต์ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 ในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่เกี่ยวข้องกับสงครามในฉนวนกาซา

ICC กล่าวหาว่า เนทันยาฮูและกัลแลนต์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขัดขวางความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่จะเข้าสู่ดินแดนปาเลสไตน์เพื่อกดดันกลุ่มฮามาส ซึ่งศาลเห็นว่าอาจเข้าข่ายการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ทั้งสองคนปฏิเสธข้อกล่าวหา

ICC ยังเคยขอออกหมายจับผู้นำของกลุ่มฮามาสที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 แต่บุคคลที่ถูกกล่าวหาหลายคนเสียชีวิตแล้วจากการสู้รบหรือการลอบสังหาร นอกจากนี้ ICC ยังสอบสวนเบซาเลล สโมทริช รัฐมนตรีคลังอิสราเอล และนายอิตามาร์ เบน-กวีร์ รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งชาติอิสราเอล เกี่ยวกับบทบาทในการขยายการตั้งถิ่นฐานของชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งสหประชาชาติระบุว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

ICC ก่อตั้งขึ้นในปี 2002 เพื่อดำเนินคดีกับบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ โดยศาลระบุว่าอำนาจศาลจะถูกใช้เมื่อประเทศสมาชิกไม่สามารถหรือไม่เต็มใจดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดด้วยตนเอง

สหรัฐฯ และอิสราเอลไม่ใช่สมาชิก ICC และรัฐบาลสหรัฐฯ คัดค้านการใช้อำนาจศาลกับเจ้าหน้าที่ของประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิก รวมถึงการสอบสวนก่อนหน้านี้เกี่ยวกับข้อกล่าวหาการก่ออาชญากรรมสงครามของกำลังพลสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถาน .

ที่มา Reuters / The Wall Street Journal

พบสิงโต 10 ตัวตายปริศนาในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าแทนซาเนีย คาดถูกวางยา

พบสิงโต 10 ตัวตายปริศนาในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าแทนซาเนีย คาดถูกวางยา

21 ก.ย. 2569 13:38 น.

พบสิงโต 10 ตัวตายปริศนาในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าแทนซาเนีย คาดถูกวางยา

หน่วยงานจัดการพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติเอ็นโกรองโกโร ประเทศแทนซาเนียเผยพบซากสิงโตนอนตายเกลื่อนรวม 10 ตัว ผลตรวจสอบเบื้องต้นพุ่งเป้าถูกวางยาพิษ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังจากความขัดแย้งระหว่างคนเลี้ยงสัตว์กับสัตว์นักล่า ท่ามกลางความกังวลต่อผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งมรดกโลก

ทางการแทนซาเนียระดมกำลังสืบสวน หลังเจ้าหน้าที่ค้นพบซากสิงโตจำนวน 10 ตัวนอนตายในคราวเดียวกัน ภายในพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติเอ็นโกรองโกโร ทางตอนเหนือของประเทศ แถลงการณ์จากสำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติเอ็นโกรงโกโร ซึ่พบซากสิงโตทั้งหมดบริเวณพื้นที่เอ็นดุตู ในเขตเอ็นดูเลน จังหวัดอารูชา

ทางการระบุว่า “ผลการตรวจสอบเบื้องต้นบ่งชี้ว่าสัตว์เหล่านี้อาจเสียชีวิตจากการกินยาพิษ” พร้อมเสริมว่าได้สั่งการให้เปิดการสืบสวนอย่างเร่งด่วนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและติดตามตัวผู้กระทำผิดมารับโทษ

ปัญหาการวางยาพิษถือเป็นภัยคุกคามอันตรายและเกิดขึ้นซ้ำซากสำหรับสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่ทั่วภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างเกษตรกรผู้เลี้ยงปศุสัตว์กับสัตว์นักล่าที่มักเข้ามาล่าสัตว์เลี้ยงในฟาร์ม

เหตุการณ์ครั้งนี้ยิ่งสร้างความวิตกกังวลอย่างมากต่อความพยายามอนุรักษ์ประชากร “สิงโต” ในพื้นที่อนุรักษ์เอ็นโกรองโกโร ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกจากยูเนสโก เนื่องจากเป็นหนึ่งในระบบนิเวศสัตว์ป่าที่มีชื่อเสียงและมีความสำคัญระดับโลก ครอบคลุมทั้งที่ราบสูง ทุ่งหญ้าสะวันนา และผืนป่า ตั้งแต่ปี 1959 เป็นพื้นที่ที่เปิดให้ชนเผ่ามาไซ สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสัตว์ป่าได้ นอกจากนี้ยังเป็นถิ่นที่อยู่ของสัตว์หายากและใกล้สูญพันธุ์อีกหลายชนิด เช่น ช้าง ควายป่า และแรดดำ รวมถึงเป็นเส้นทางอพยพประจำปีของวิลเดอบีสต์ ม้าลาย และกาเซลล์

เหตุการณ์สิงโตตายครั้งล่าสุดยังเกิดขึ้นไม่นานหลังจากตำรวจเคนยาจับกุมผู้ต้องสงสัย 4 คน เมื่อเดือนที่ผ่านมา ในการสอบสวนการตายของช้าง 18 ตัวในอุทยานแห่งชาติอัมโบเซลี ทางตอนใต้ของเคนยา กระทรวงการท่องเที่ยวและสัตว์ป่าของเคนยาระบุว่า เจ้าหน้าที่ตรวจยึดสิ่งของหลายรายการ รวมถึงสารเคมีที่อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ผู้ต้องสงสัยทั้ง 4 คนได้รับการประกันตัวในเวลาต่อมา

ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้นชี้ว่า การเสียชีวิตของช้างอาจเกี่ยวข้องกับสารพิษ หลังจากก่อนหน้านี้มีข้อสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากไซยาไนด์ที่เชื่อมโยงกับการกินมะเขือเทศจากพื้นที่เกษตรซึ่งปนเปื้อนสารกำจัดศัตรูพืชและตั้งอยู่ติดกับอุทยานแห่งชาติอัมโบเซลี

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่าบางส่วนตั้งข้อสงสัยต่อสมมติฐานดังกล่าว โดยชี้ว่า หากสารกำจัดศัตรูพืชจากพื้นที่เกษตรเป็นสาเหตุ ก็น่าจะพบการตายของสัตว์ป่าชนิดอื่นในบริเวณเดียวกันด้วย แต่ยังไม่มีรายงานในลักษณะดังกล่าว

สำหรับกรณีสิงโต 10 ตัวในเอ็นโกรองโกโร เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนเพื่อยืนยันชนิดของสารพิษและสาเหตุการตาย รวมถึงตรวจสอบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าหรือไม่.

ที่มา Reuters / independent.co.uk

เฮติส่งตัว 18 ผู้ต้องสงสัย ลอบสังหาร ปธน.โจเวเนล โมอีส ให้สหรัฐฯ ดำเนินคดี

เฮติส่งตัว 18 ผู้ต้องสงสัย ลอบสังหาร ปธน.โจเวเนล โมอีส ให้สหรัฐฯ ดำเนินคดี

21 ก.ย. 2569 12:30 น.

เฮติส่งตัว 18 ผู้ต้องสงสัย ลอบสังหาร ปธน.โจเวเนล โมอีส ให้สหรัฐฯ ดำเนินคดี

ทางการเฮติส่งตัวผู้ต้องสงสัย 18 คน ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีลอบสังหารประธานาธิบดีโจเวเนล โมอีส เมื่อปี 2021 ไปยังรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี ขณะที่อัยการสหรัฐฯ ระบุว่า มีผู้ถูกตั้งข้อหาแล้ว 30 คน และการดำเนินคดียังไม่สิ้นสุด

ทางการสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัย 18 คนในคดีลอบสังหารโจเวเนล โมอีส อดีตประธานาธิบดีเฮติ ถูกส่งตัวจากเฮติไปยังรัฐฟลอริดา เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีในศาลสหรัฐฯ หลังเกิดเหตุลอบสังหารผู้นำเฮติเมื่อ 5 ปีก่อน

โจเวเนล โมอีส ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 53 ปี ถูกยิงเสียชีวิตภายในบ้านพักส่วนตัวในกรุงปอร์โตแปรงซ์ เมืองหลวงของเฮติ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2021 โดยกลุ่มมือปืนรับจ้างประมาณ 20 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีตทหารรับจ้างชาวโคลอมเบียที่ผ่านการฝึกทางทหาร ขณะที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของประธานาธิบดีไม่ได้เข้าขัดขวางเพื่อปกป้องเขา

เบรตต์ สไกลส์ เจ้าหน้าที่พิเศษของสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI ระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า การจับกุมผู้ต้องสงสัยในหลายพื้นที่และหลายประเทศในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของ FBI ในการนำผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดในแผนการดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ด้านเจสัน เรดิง กีโญเนส อัยการรัฐบาลกลางประจำเขตตอนใต้ของรัฐฟลอริดา ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยทั้ง 18 คนถูกส่งตัวด้วยเครื่องบินทหารจากเฮติ เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของสหรัฐฯ ในเขตตอนใต้ของรัฐฟลอริดา พร้อมกล่าวว่า แม้ผ่านไป 5 ปี ทางการสหรัฐฯ ยังคงนำตัวจำเลยเข้าสู่ศาล และการดำเนินคดียังไม่เสร็จสิ้น โดยขณะนี้มีผู้ต้องสงสัยถูกตั้งข้อหาในคดีสังหารดังกล่าวแล้ว 30 คน

แหล่งข่าวรัฐบาลเฮติและตำรวจเฮติเปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า หนึ่งในผู้ถูกส่งตัวครั้งนี้คือโจเซฟ เฟลิกซ์ บาดิโอ ผู้ต้องสงสัยคนสำคัญในคดี และอดีตเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่อต้านการทุจริตของกระทรวงยุติธรรมเฮติ

กระทรวงการต่างประเทศโคลอมเบียออกแถลงการณ์ว่า กำลังติดตามสถานการณ์การส่งตัวพลเมืองโคลอมเบีย 17 คนจากเฮติไปยังสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด พร้อมระบุว่า รัฐบาลโคลอมเบียไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจหรือกระบวนการที่นำไปสู่การส่งตัวพลเมืองของตน และเรื่องดังกล่าวอยู่ภายใต้เขตอำนาจของหน่วยงานที่มีอำนาจของประเทศที่เกี่ยวข้อง

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ศาลรัฐบาลกลางในเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา มีคำพิพากษาลงโทษจำเลย 4 คนในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับแผนการลอบสังหารหรือจับตัวประธานาธิบดีโมอีส รวมถึงข้อหาสมคบคิดให้การสนับสนุนด้านวัตถุแก่แผนการดังกล่าว และละเมิดกฎหมายว่าด้วยความเป็นกลางของสหรัฐฯ จากการมีส่วนร่วมในปฏิบัติการทางทหารที่ผิดกฎหมายในต่างประเทศ

จำเลยทั้ง 4 คนอาจได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต โดยอัยการรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ระบุว่า ทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกับบริษัท CTU ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการรักษาความปลอดภัยที่ตั้งอยู่ในรัฐฟลอริดา และถูกชักชวนเข้าร่วมแผนการด้วยความหวังว่าจะได้รับสัญญาว่าจ้างมูลค่าสูง หากโมอีสถูกปลดออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี

อัยการสหรัฐฯ กล่าวหาว่า การวางแผนและจัดหาเงินทุนสำหรับการลอบสังหารโมอีสเกิดขึ้นในรัฐฟลอริดา รวมถึงสาธารณรัฐโดมินิกันและเฮติ โดยศาลสหรัฐฯ มีเขตอำนาจพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับแผนการซึ่งถูกวางแผนในดินแดนสหรัฐฯ จนถึงขณะนี้ มีผู้ถูกตั้งข้อหาในศาลสหรัฐฯ แล้ว 11 คนที่เกี่ยวข้องกับคดีลอบสังหารดังกล่าว ขณะที่ผู้ต้องสงสัยบางรายที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหาร ถูกตำรวจเฮติยิงเสียชีวิตในช่วงเกิดเหตุ

อดีตทหารชาวโคลอมเบียที่ถูกกล่าวหาในคดีระบุว่า พวกเขาเป็นทหารรับจ้างที่ถูกชักจูงให้เชื่อว่ากำลังเข้าร่วมปฏิบัติการรัฐประหาร แต่ไม่ทราบว่ามีแผนสังหารประธานาธิบดีโมอีส

สถานการณ์ในเฮติเลวร้ายลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การลอบสังหารโมอีส และปัจจุบันประเทศยังไม่มีประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งจากการเลือกตั้ง โดยกลุ่มติดอาวุธมีอำนาจควบคุมพื้นที่ราว 80% ของกรุงปอร์โตแปรงซ์ ส่งผลให้ประชาชนเผชิญอาชญากรรมรุนแรง ทั้งการลักพาตัวเรียกค่าไถ่ การปล้นด้วยอาวุธ และการจี้ชิงรถยนต์ ขณะที่ระบบยุติธรรมของประเทศเผชิญข้อจำกัดอย่างหนักจากความรุนแรงและการควบคุมพื้นที่ของแก๊งอาชญากรรม

ข้อมูลจากสำนักงานบูรณาการของสหประชาชาติในเฮติระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,408 คน และได้รับบาดเจ็บ 656 คน ระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายนปีนี้ จากสถานการณ์ความรุนแรงในประเทศ

ขณะเดียวกัน เฮติกำลังเตรียมจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีและการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2016 รวมถึงการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 13 ธันวาคมนี้ หากสถานการณ์ด้านความมั่นคงเอื้ออำนวย

กองกำลังติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติ ซึ่งมีภารกิจช่วยเหลือตำรวจเฮติในการปราบปรามแก๊งอาชญากรรม คาดว่าจะยังไม่สามารถจัดกำลังได้ครบตามเป้าหมายภายในเดือนตุลาคมตามแผนเดิม ตามที่โฆษกของกองกำลังเปิดเผยเมื่อต้นเดือนนี้.

ที่มา BBC / AFP

ญี่ปุ่นเตรียมรับมือ “ไต้ฝุ่นตู้เจวียน” เข้าใกล้โตเกียว ลมแรง-ฝนถล่มหนัก สั่งยกเลิกเที่ยวบิน

ญี่ปุ่นเตรียมรับมือ "ไต้ฝุ่นตู้เจวียน" เข้าใกล้โตเกียว ลมแรง-ฝนถล่มหนัก สั่งยกเลิกเที่ยวบิน

21 ก.ย. 2569 11:52 น.

ญี่ปุ่นเตรียมรับมือ “ไต้ฝุ่นตู้เจวียน” เข้าใกล้โตเกียว ลมแรง-ฝนถล่มหนัก สั่งยกเลิกเที่ยวบิน

ญี่ปุ่นเตรียมรับมือไต้ฝุ่นตู้เจวียน ซึ่งเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันออกของประเทศ คาดเคลื่อนผ่านใกล้คาบสมุทรโบโซ จังหวัดชิบะ ทางตะวันออกของกรุงโตเกียวในวันนี้ (21 ก.ย.) ส่งผลให้เที่ยวบินอย่างน้อย 275 เที่ยวถูกยกเลิก ระบบขนส่งได้รับผลกระทบ และทางการเตือนฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์ น้ำท่วม และดินถล่ม

ญี่ปุ่นเตรียมรับมือไต้ฝุ่นตู้เจวียน ซึ่งเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันออกของประเทศในวันจันทร์ โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) เตือนประชาชนให้ระวังฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง และดินถล่ม ขณะที่พายุส่งผลกระทบต่อการเดินทางและกิจกรรมต่าง ๆ ในหลายพื้นที่

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นคาดการณ์ว่า ไต้ฝุ่นดูจวนจะเคลื่อนตัวผ่านใกล้คาบสมุทรโบโซ ในจังหวัดชิบะ ทางตะวันออกของกรุงโตเกียว ตั้งแต่ช่วงเย็นจนถึงช่วงดึกของวันจันทร์ (21 ก.ย.) โดยมีโอกาสเกิดฝนตกหนักจากกลุ่มฝนที่ก่อตัวเป็นแนวยาว  ในภูมิภาคคันโต-โคชิน ทางตะวันออก และภูมิภาคโทไก ทางตอนกลางของญี่ปุ่น

เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ ตามเวลาท้องถิ่น ไต้ฝุ่นลูกนี้อยู่ห่างจากเกาะฮาจิโจจิมะไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 110 กิโลเมตร และเคลื่อนตัวไปทางตะวันออกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีความกดอากาศบริเวณศูนย์กลาง 960 เฮกโตปาสกาล และความเร็วลมกระโชกสูงสุด 198 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตามข้อมูลบนเว็บไซต์ของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น

พายุลูกนี้นับเป็นไต้ฝุ่นลูกที่ 25 ของญี่ปุ่นในปีนี้ และเคลื่อนตัวเข้าประเทศในช่วงวันหยุดต่อเนื่อง 5 วัน ส่งผลให้การคมนาคมได้รับผลกระทบ รวมถึงมีการปิดทางหลวงบางส่วน และยกเลิกกิจกรรมหลายรายการ

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเตือนว่า ปริมาณฝนสะสมจนถึงวันอังคารอาจสูงกว่าปริมาณฝนเฉลี่ยตลอดเดือนกันยายน ซึ่งอาจทำให้เกิดฝนตกหนักในระดับทำลายสถิติ โดยคาดการณ์ปริมาณฝนในช่วง 24 ชั่วโมงจนถึงเวลา 06.00 น. วันอังคาร ที่ภูมิภาคโทไก สูงสุด 350 มิลลิเมตร ส่วนภูมิภาคคันโตและหมู่เกาะอิซุ สูงสุด 300 มิลลิเมตร และภูมิภาคโทโฮกุ สูงสุด 200 มิลลิเมตร

ทางการเตือนถึงความเสี่ยงน้ำท่วมรุนแรงในพื้นที่ลุ่มต่ำ รวมถึงดินถล่ม โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่ง และขอให้ประชาชนติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด

ผลกระทบจากไต้ฝุ่นดูจวนทำให้สายการบินและระบบขนส่งทางรางในญี่ปุ่นต้องปรับลดหรือระงับการให้บริการ สายการบินเจแปนแอร์ไลน์ ยกเลิกเที่ยวบินภายในประเทศ 120 เที่ยว และเที่ยวบินระหว่างประเทศ 15 เที่ยว ขณะที่สายการบินออล นิปปอน แอร์เวย์ส ยกเลิกเที่ยวบินภายในประเทศ 140 เที่ยว รวมเป็นอย่างน้อย 275 เที่ยวบิน

สายการบินออล นิปปอน แอร์เวย์ส ยังระงับเที่ยวบินเข้าและออกจากเกาะฮาจิโจจิมะ ทางตอนใต้ของกรุงโตเกียว ซึ่งเผชิญฝนตกหนักและลมแรง ขณะที่บริษัทเดินรถไฟเจอาร์ อีสต์ ระงับการให้บริการบางเส้นทางในจังหวัดชิบะ ซึ่งเป็นที่ตั้งของท่าอากาศยานนานาชาตินาริตะ นอกจากนี้ ผู้ให้บริการรถไฟในกรุงโตเกียวและพื้นที่ใกล้เคียงระงับการเดินรถบางเส้นทาง ขณะที่มีรายงานว่า ครัวเรือนกว่า 4,000 หลังคาเรือนในจังหวัดชิบะไม่มีไฟฟ้าใช้ในวันจันทร์

สภาพอากาศเลวร้ายยังส่งผลกระทบต่อการจัดงานและกิจกรรมสำคัญหลายรายการ โดยงาน Tokyo Game Show หนึ่งในงานแสดงสินค้าและนวัตกรรมวิดีโอเกมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเริ่มจัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดี ถูกยกเลิกการจัดงานในวันนี้ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของงาน เนื่องจากสภาพอากาศที่ได้รับผลกระทบจากไต้ฝุ่น ส่วนเทศกาลดนตรีกลางแจ้งขนาดใหญ่ในจังหวัดชิบะ รวมถึงการแข่งขันเบสบอลที่กำหนดจัดขึ้นในวันเดียวกัน ถูกยกเลิกเช่นกัน

ขณะเดียวกัน ผู้จัดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ซึ่งกำลังจัดขึ้นในจังหวัดไอจิและเมืองนาโกยา ทางตอนกลางของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากไต้ฝุ่นอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ประชาชนเข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขันเมื่อวันอาทิตย์น้อยลง โดยพบว่าที่นั่งบางส่วนในสนามกีฬาซึ่งรองรับผู้ชมได้ 30,000 คนว่างเปล่าอย่างเห็นได้ชัด

บริษัทเจอาร์ เซ็นทรัล ซึ่งให้บริการรถไฟความเร็วสูงสายโทไกโด ชินคันเซ็น เชื่อมต่อกรุงโตเกียวกับนครโอซากา เตือนว่า การให้บริการในช่วงบ่ายวันจันทร์อาจเกิดความล่าช้าหรือมีการยกเลิกเที่ยววิ่ง เนื่องจากสภาพอากาศที่ได้รับผลกระทบจากไต้ฝุ่น

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นระบุว่า ฝนตกหนักและลมแรงอาจทวีความรุนแรงขึ้นก่อนที่พายุจะเคลื่อนตัวเข้าใกล้พื้นที่ชายฝั่งทางตะวันออกของญี่ปุ่น พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่รุนแรง และติดตามคำแนะนำจากหน่วยงานท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา KYODO NEWS / The Japan Times / AFP

“ทรัมป์” เผยแผนสร้าง “ซุ้มประตูชัย” เปลี่ยนเป็นฐานทัพทหาร ติดตั้งโดรน-พลซุ่มยิง

"ทรัมป์" เผยแผนสร้าง "ซุ้มประตูชัย" เปลี่ยนเป็นฐานทัพทหาร ติดตั้งโดรน-พลซุ่มยิง

21 ก.ย. 2569 11:16 น.

“ทรัมป์” เผยแผนสร้าง “ซุ้มประตูชัย” เปลี่ยนเป็นฐานทัพทหาร ติดตั้งโดรน-พลซุ่มยิง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า โครงการสร้าง “ซุ้มประตูชัย” ใกล้กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. จะถูกปรับให้เป็นทั้งอนุสรณ์สถานและศูนย์ปฏิบัติการทางทหาร สามารถจัดเก็บและส่งกำลังโดรน รวมถึงรองรับพลซุ่มยิงบนหลังคาและพื้นที่ลานด้านหน้า โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ขณะที่สมาชิกสภาคองเกรสจากพรรคเดโมแครตแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อการใช้ห้วงอากาศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า โครงการก่อสร้างซุ้มประตูชัย ใกล้สะพานอาร์ลิงตัน เมโมเรียล บริเวณวงเวียนรีเซพทีฟ เซอร์เคิล ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำโพโทแมคจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และใกล้สุสานแห่งชาติอาร์ลิงตัน จะถูกปรับให้เป็นศูนย์บัญชาการทางทหารขนาดใหญ่ ควบคู่ไปกับการเป็นอนุสรณ์สถาน

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียลว่า เขาตัดสินใจปรับเปลี่ยนโครงการตามคำร้องขอจากกองทัพสหรัฐฯ และเพื่อวัตถุประสงค์ด้านความมั่นคงแห่งชาติ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า ซุ้มประตูชัยแห่งนี้จะเป็นศูนย์บัญชาการทางทหารระดับสูง สามารถจัดเก็บยุทโธปกรณ์ และรองรับการนำโดรนจำนวนมากรวมถึงพลซุ่มยิงออกมาใช้งานได้อย่างรวดเร็ว โดยจะมีพื้นที่สำหรับพลซุ่มยิงทั้งบนหลังคาและบริเวณลานโดยรอบ นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดเก็บกระสุนสำหรับพลซุ่มยิงในปริมาณมาก

ทรัมป์กล่าวด้วยว่า “จะไม่มีศูนย์บัญชาการลักษณะนี้ที่ใดในโลก” แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบการก่อสร้างเพิ่มเติม กำหนดเวลาที่แน่นอน หรือระบุว่าโครงการที่ปรับเปลี่ยนใหม่นี้จำเป็นต้องได้รับอนุมัติเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่

โครงการซุ้มประตูชัยของทรัมป์มีความสูง 250 ฟุต หรือประมาณ 76 เมตร โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในเดือนกันยายนนี้ บริเวณวงเวียนใกล้สุสานแห่งชาติอาร์ลิงตัน ในพื้นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ภาพจำลองการออกแบบที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ แสดงให้เห็นรูปปั้นเทพีเสรีภาพสีทองมีปีกอยู่บนยอดซุ้มประตู โดยมีรูปปั้นนกอินทรีสีทองสองตัวขนาบข้าง พร้อมข้อความ “One Nation Under God” และ “Liberty and Justice for All” สลักด้วยสีทองบริเวณด้านข้างของโครงสร้าง หากก่อสร้างตามแบบดังกล่าว ซุ้มประตูชัยจะมีความสูงมากกว่าอนุสรณ์สถานลินคอล์น ซึ่งมีความสูง 99 ฟุต และมีความสูงประมาณครึ่งหนึ่งของอนุสาวรีย์วอชิงตัน

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนปรับปรุงภูมิทัศน์และโฉมหน้ากรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของทรัมป์ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปีการก่อตั้งสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวเผชิญข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อทัศนียภาพของอนุสรณ์สถานสำคัญอื่น ๆ ในกรุงวอชิงตัน รวมถึงสุสานแห่งชาติอาร์ลิงตัน ตลอดจนความใกล้เคียงกับท่าอากาศยานแห่งชาติโรนัลด์ เรแกน วอชิงตัน

ทรัมป์ยืนยันถึงความจำเป็นของโครงการ โดยระบุว่า ในบรรดาเมืองและเมืองหลวงชั้นนำ 59 แห่ง กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เป็นเมืองหลวงเพียงแห่งเดียวในโลกที่ยังไม่มีซุ้มประตูชัย พร้อมกล่าวว่า ซุ้มประตูชัยแห่งใหม่จะเป็นซุ้มประตูที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ด้านสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (FAA) ระบุว่า ซุ้มประตูชัยดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อเที่ยวบินที่เดินทางเข้าและออกจากท่าอากาศยานแห่งชาติโรนัลด์ เรแกน วอชิงตัน อย่างไรก็ตาม สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคเดโมแครตยังคงแสดงความกังวล โดยเห็นว่าโครงการอาจเพิ่มความซับซ้อนให้กับการบริหารจัดการน่านฟ้าในพื้นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนการปรับเปลี่ยนโครงการเมื่อได้รับการติดต่อขอความเห็น

นับตั้งแต่เริ่มดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่สอง ทรัมป์เดินหน้าหลายโครงการเพื่อปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงพื้นที่สำคัญในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รวมถึงการตกแต่งห้องทำงานรูปไข่ หรือโอวัล ออฟฟิศ ด้วยสีทอง การก่อสร้างห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ภายในทำเนียบขาว ซึ่งมีการประเมินค่าใช้จ่ายราว 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การปรับพื้นบริเวณสวนกุหลาบของทำเนียบขาว และการปรับปรุงสระสะท้อนน้ำหน้าอนุสรณ์สถานลินคอล์น

ซุ้มประตูชัยแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ทรัมป์ให้ความสำคัญในแผนปรับโฉมเมืองหลวงของสหรัฐฯ.

ที่มา BBC / New York Post

เกิดเหตุทุ่นระเบิดต้องสงสัยระเบิดในเขต DMZ เกาหลีใต้ บาดเจ็บ 3 รวมทหาร 2 นาย

เกิดเหตุทุ่นระเบิดต้องสงสัยระเบิดในเขต DMZ เกาหลีใต้ บาดเจ็บ 3 รวมทหาร 2 นาย

21 ก.ย. 2569 10:56 น.

เกิดเหตุทุ่นระเบิดต้องสงสัยระเบิดในเขต DMZ เกาหลีใต้ บาดเจ็บ 3 รวมทหาร 2 นาย

เกิดเหตุระเบิดต้องสงสัยจากทุ่นระเบิดระหว่างปฏิบัติการบริเวณเขตปลอดทหารเกาหลี เจ็บ 3 คน ในจำนวนนี้เป็นทหารเกาหลีใต้ 2 นาย

วันที่ 21 กันยายน 2569 สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เกิดเหตุระเบิดต้องสงสัยว่าเกิดจากทุ่นระเบิดภายในฝั่งเกาหลีใต้ของเขตปลอดทหาร หรือ DMZ ซึ่งแบ่งเขตแดนระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 คน ในจำนวนนี้เป็นทหารเกาหลีใต้ 2 นาย

ทางด้านสำนักข่าวยอนฮัปนิวส์ทีวี ของเกาหลีใต้รายงานว่า เหตุเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติการบริเวณชายแดน โดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่าแรงระเบิดอาจเกิดจากทุ่นระเบิดที่ฝังอยู่ในพื้นที่ อย่างไรก้ตามขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุที่แน่ชัดของการระเบิด รวมถึงอาการของผู้ได้รับบาดเจ็บทั้ง 3 คน.

ที่มา Xinhua Yonhap

สหรัฐฯ เสนอจัดตั้งช่องทาง “การเจรจา AI” กับจีน ปูทางประชุมสุดยอดทรัมป์–สี จิ้นผิง

สหรัฐฯ เสนอจัดตั้งช่องทาง "การเจรจา AI" กับจีน ปูทางประชุมสุดยอดทรัมป์–สี จิ้นผิง

21 ก.ย. 2569 10:51 น.

สหรัฐฯ เสนอจัดตั้งช่องทาง “การเจรจา AI” กับจีน ปูทางประชุมสุดยอดทรัมป์–สี จิ้นผิง

สหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อเสนอเบื้องต้นในการสร้างกลไกสื่อสารด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมเตรียมจัดตั้งกลไกแจ้งเตือนภัยความมั่นคงร่วมกัน ขณะที่เจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายเร่งเคลียร์ประเด็นการค้าและเทคโนโลยี เพื่อปูทางสู่การพบกันระดับผู้นำระหว่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” และ “สี จิ้นผิง” ที่ทำเนียบขาวในสัปดาห์นี้

เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ และจีนหารือเกี่ยวกับการจัดตั้งช่องทางสื่อสารด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI  โดยมีเป้าหมายเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นที่ทำเนียบขาวในวันที่ 24 ก.ย. นี้

การหารือมีขึ้นในช่วงที่ทั้งสองมหาอำนาจกำลังเผชิญความกังวลเพิ่มขึ้นว่าระบบ AI ที่มีความสามารถสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรงต่อมนุษยชาติ รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ แม้สหรัฐฯ และจีนกำลังแข่งขันกันเพื่อความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยหลังการหารือกับคณะผู้แทนจีนที่นำโดย เหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีนว่า การเจรจาด้านการค้าและ AI เป็นไปอย่างประสบความสำเร็จ

เบสเซนต์ระบุว่า สหรัฐฯ เสนอให้ทั้งสองประเทศจัดตั้งกลไกแจ้งเตือนระหว่างกัน สำหรับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งอาจยกระดับเป็นประเด็นด้านความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมเสนอให้จัดตั้งช่องทางการหารือที่เรียกว่า “การเจรจาด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ และจีน”  โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะพบหารือกันอีกครั้ง

เบสเซนต์กล่าวว่า ทั้งสองประเทศจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ร่วมกันเกี่ยวกับเป้าหมายและภัยคุกคาม พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเพิ่มความโปร่งใสระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีศักยภาพด้าน AI สูงที่สุดของโลก

การหารือจัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ของธนาคารเจพีมอร์แกน เชส ในนครนิวยอร์ก ใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง โดยมีเจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เข้าร่วมด้วย แหล่งข่าวที่ทราบรายละเอียดระบุว่า เบสเซนต์และเหอ ลี่เฟิง ยังได้หารือกันเป็นการส่วนตัวด้วย

สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานว่า การหารือเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา ลงลึกในรายละเอียด และสร้างสรรค์ โดยทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นเศรษฐกิจและการค้าที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน รวมถึงการดำเนินการตามความเห็นพ้องจากการหารือครั้งก่อน และการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการหารือเกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ AI แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม

กรีเออร์ระบุว่า การทำงานร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และจีนเป็นสิ่งจำเป็น ขณะที่ทั้งสองฝ่ายพยายามลดความตึงเครียดด้านการค้า เทคโนโลยี และประเด็นยุทธศาสตร์อื่น ๆ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือความเป็นไปได้ในการขยายระยะเวลาข้อตกลงพักรบทางการค้า และการกำหนดกรอบกำกับดูแลการพัฒนา AI

สำหรับข้อเสนอในการลดภาษีศุลกากรระหว่างกันสำหรับสินค้าบางประเภท กรีเออร์กล่าวว่า ทีมเจรจาของทั้งสองฝ่ายยังคงหารือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อพิจารณารายการสินค้าที่ไม่อ่อนไหวต่อประเด็นยุทธศาสตร์ หรือ “สินค้าที่ไม่ละเอียดอ่อน” ซึ่งอาจได้รับการพิจารณาแยกออกจากมาตรการทางการค้าในอนาคต สินค้าที่อาจอยู่ในข่ายดังกล่าว ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภคจากจีน ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ อาจครอบคลุมสินค้าเกี่ยวกับพลังงาน สินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์

นอกเหนือจากการหารือเรื่องสินค้าที่มีความอ่อนไหวน้อยกว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังต้องการให้มีการจัดส่งแม่เหล็กแร่หายากและแร่ธาตุสำคัญอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นวัตถุดิบที่มีความจำเป็นต่อภาคการผลิตของสหรัฐฯ

แหล่งข่าวระบุว่า การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาจดำเนินต่อไปจนถึงวันจันทร์ โดยประเด็นที่ต้องติดตามยังรวมถึงการปฏิบัติตามข้อตกลงก่อนหน้านี้ ซึ่งจีนให้คำมั่นว่าจะซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ อีกประเด็นที่อาจถูกหยิบยกขึ้นหารือคือแรงกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเข้าสู่เดือนที่ 7 โดยจีนเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญของอิหร่าน เป็นผู้ซื้อผลผลิตน้ำมันจำนวนมาก และให้การสนับสนุนทางการทูตแก่รัฐบาลเตหะราน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า ความคาดหวังต่อการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์กับสี จิ้นผิงยังอยู่ในระดับต่ำ

นอกจากนี้ มีการคาดการณ์ว่า ทรัมป์อาจเชิญสี จิ้นผิงเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หรือ G20 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนธันวาคม ที่รีสอร์ตโดรัลของทรัมป์ในเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา

ด้านจอร์จ เฉิน หุ้นส่วนและประธานฝ่ายดิจิทัลของบริษัท The Asia Group กล่าวว่า การที่สหรัฐฯ และจีนเห็นพ้องที่จะเดินหน้าการเจรจาต่อไป ถือเป็นพัฒนาการที่มีความสำคัญ พร้อมระบุว่า ผลลัพธ์เบื้องต้นเกี่ยวกับกลไกแจ้งเตือนความเสี่ยงด้าน AI อาจเป็นแนวทางที่ประเทศอื่น ๆ นำไปใช้ต่อได้

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงคัดค้านข้อเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา AI โดยให้เหตุผลว่าการชะลอความก้าวหน้าดังกล่าวอาจเปิดโอกาสให้จีนไล่ตามบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ได้ทัน

การหารือครั้งนี้จึงสะท้อนความพยายามของทั้งสองประเทศในการสร้างช่องทางสื่อสารเกี่ยวกับความเสี่ยงจาก AI ควบคู่ไปกับการเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดด้านการค้า และเตรียมความพร้อมสำหรับการพบกันของผู้นำสหรัฐฯ และจีนในสัปดาห์นี้.

ที่มา AFP / Reuters