หุ้น HYBE ร่วงกราว หลังยอดแฟนเพลงชมคอนเสิร์ตคัมแบ็ก BTS ต่ำกว่าคาด

หุ้น HYBE ร่วงกราว หลังยอดแฟนเพลงชมคอนเสิร์ตคัมแบ็ก BTS ต่ำกว่าคาด

23 มี.ค. 2569 15:05 น.

หุ้น HYBE ร่วงกราว หลังยอดแฟนเพลงชมคอนเสิร์ตคัมแบ็ก BTS ต่ำกว่าคาด

ราคาหุ้นของ HYBE ต้นสังกัดวง BTS ดิ่งลงเกือบ 15% แตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน หลังจำนวนผู้ชมคอนเสิร์ตคัมแบ็กครั้งประวัติศาสตร์ที่จัตุรัสควางฮวามุน น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้กว่าครึ่ง ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดจากวงคู่แข่ง และกระแส “KPop Demon Hunters” จากฝั่งเน็ตฟลิกซ์

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 มี.ค.) วง BTS บอยแบนด์ระดับโลกได้เปิดฟรีคอนเสิร์ตที่จัตุรัสควางฮวามุน ในกรุงโซล ซึ่งถือเป็นการรวมตัวกันครบทั้ง 7 สมาชิก ได้แก่ จิน, ชูก้า, เจโฮป, อาร์เอ็ม, จีมิน, วี และ จองกุก เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ประกาศพักวงไปปฏิบัติภารกิจรับใช้ชาติเมื่อปี 2022

แม้จะเป็นคอนเสิร์ตเปิดเวิลด์ทัวร์ 82 รอบที่บัตรขายหมดเกลี้ยง แต่จำนวนผู้เข้าชมในสถานที่จริงกลับอยู่ที่ประมาณ 104,000 คน ซึ่งน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ว่าจะมีสูงถึง 260,000 คน ส่งผลให้ในวันนี้ (23 มี.ค.) ราคาหุ้นของ HYBE ร่วงลงทันทีเกือบ 15% เนื่องจากนักลงทุนกังวลต่อกระแสตอบรับที่ไม่เป็นไปตามเป้า

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า สาเหตุที่ยอดผู้ชมในพื้นที่จริงลดลงอาจมาจากมาตรการควบคุมฝูงชนที่เข้มงวดของทางการ รวมถึงการที่คอนเสิร์ตครั้งนี้มีการถ่ายทอดสดผ่านเน็ตฟลิกซ์ ไปยังกว่า 190 ประเทศทั่วโลก ทำให้แฟนคลับบางส่วนเลือกชมผ่านหน้าจอแทน อย่างไรก็ตาม ในด้านยอดขายอัลบั้มใหม่ “Arirang” ยังคงแข็งแกร่ง โดยทำสถิติขายได้ถึง 3.98 ล้านชุดภายในวันแรกที่วางจำหน่าย

ปัจจุบัน BTS และ HYBE กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นกว่าปี 2019 อย่างมาก ไม่เพียงแต่จากวงคู่แข่งระดับแถวหน้าอย่าง Blackpink, Seventeen หรือ Stray Kids เท่านั้น แต่ยังมีคู่แข่งหน้าใหม่ที่มาแรงอย่าง “KPop Demon Hunters” วงไอดอลเสมือนจริงจากภาพยนตร์ยอดฮิตของเน็ตฟลิกซ์

มีรายงานว่าเน็ตฟลิกซ์กำลังวางแผนจัดเวิลด์ทัวร์ให้กับศิลปินจาก KPop Demon Hunters ในปีหน้า เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากภาพยนตร์และโปรโมตภาคต่อ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่อาจมาแย่งส่วนแบ่งการตลาดและเวลาของแฟนคลับจากวงไอดอลที่มีตัวตนจริงในระยะยาว

สถานการณ์นี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของ HYBE เนื่องจาก BTS คือรายได้หลักของบริษัท ซึ่งในช่วงที่สมาชิกวงไปเกณฑ์ทหาร กำไรจากการดำเนินงานของบริษัทลดลงอย่างเห็นได้ชัด การคัมแบ็กครั้งนี้จึงถูกฝากความหวังไว้สูงมากว่าจะช่วยกู้สถานการณ์การเงินและอิทธิพลในตลาดเค-ป๊อป ให้กลับมาผงาดได้อีกครั้ง.

ที่มา BBC

อินโดนีเซียปัดไม่จ่าย 1 พันล้านดอลลาร์ ซื้อที่นั่ง “คณะกรรมการสันติภาพ” ของทรัมป์

อินโดนีเซียปัดไม่จ่าย 1 พันล้านดอลลาร์ ซื้อที่นั่ง "คณะกรรมการสันติภาพ" ของทรัมป์

23 มี.ค. 2569 14:48 น.

อินโดนีเซียปัดไม่จ่าย 1 พันล้านดอลลาร์ ซื้อที่นั่ง “คณะกรรมการสันติภาพ” ของทรัมป์

ประธานาธิบดีอินโดนีเซียปฏิเสธข่าวลือเรื่องการจ่ายเงิน 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 32,965 ล้านบาท เพื่อเข้าร่วม “คณะกรรมการสันติภาพ” ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จัดตั้งขึ้น ย้ำจุดยืนส่งเพียงกองกำลังรักษาสันติภาพไปฉนวนกาซาเท่านั้น พร้อมขู่ถอนตัวทันทีหากผลประโยชน์ไม่ตกถึงมือชาวปาเลสไตน์

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต แห่งอินโดนีเซีย ออกแถลงการณ์ผ่านช่องยูทูบของทำเนียบประธานาธิบดีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (22 มี.ค.) เพื่อสยบกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักภายในประเทศ โดยยืนยันว่าอินโดนีเซียจะไม่จ่ายเงินค่าธรรมเนียม 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 32,965 ล้านบาท เพื่อเป็นสมาชิกถาวรของ “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ตามโครงการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ

ปราโบโวระบุว่า ข้อตกลงที่อินโดนีเซียทำไว้มีเพียงการส่งกองกำลังรักษาสันติภาพจำนวน 8,000 นายไปยังฉนวนกาซาเท่านั้น และปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาเรื่องความช่วยเหลือทางการเงินใดๆ ทั้งสิ้น

“คณะกรรมการสันติภาพ” ก่อตั้งขึ้นภายใต้การนำของรัฐบาลทรัมป์ โดยได้รับความร่วมมือจากกาตาร์และอียิปต์ หลังจากสามารถเจรจาหยุดยิงในสงครามกาซาที่ยืดเยื้อมานาน 2 ปีได้สำเร็จเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในเวอร์ชัน “Pay-to-Play” หรือการจ่ายเงินเพื่อซื้ออิทธิพล เนื่องจากมีการเรียกเก็บเงินสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สำหรับประเทศที่ต้องการเป็นสมาชิกถาวร

นายปราโบโวเผชิญกับแรงต้านจากกลุ่มมุสลิมในอินโดนีเซียที่มองว่าการเข้าร่วมบอร์ดนี้อาจทำให้นโยบายต่างประเทศของอินโดนีเซียไขว้เขว แม้เขาจะเดินทางไปร่วมประชุมนัดแรกที่กรุงวอชิงตันเมื่อเดือนที่ผ่านมา แต่ล่าสุดเขาประกาศกร้าวว่า “พร้อมจะถอนตัวทันที” หากคณะกรรมการดังกล่าวไม่ได้สร้างประโยชน์ที่แท้จริงให้กับชาวปาเลสไตน์ หรือขัดกับผลประโยชน์แห่งชาติของอินโดนีเซีย

นอกจากนี้ แม้อินโดนีเซียจะเพิ่งลงนามในข้อตกลงด้านภาษีกับสหรัฐฯ เมื่อเดือนก่อน แต่ปราโบโวย้ำว่าเขาสามารถยกเลิกข้อตกลงใดๆ ก็ตาม หากการดำเนินงานนั้นคุกคามผลประโยชน์ของประเทศ

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวอันตาราของรัฐบาลอินโดนีเซีย รายงานโดยอ้างคำพูดของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศว่า ในขณะนี้การเจรจากับสหรัฐฯ เกี่ยวกับภารกิจรักษาสันติภาพในกาซาทั้งหมดได้ถูกสั่ง “ระงับไว้ก่อน” เพื่อรอความชัดเจนต่อไป.

ที่มา AFP

ระบบไฟฟ้าของคิวบากลับมาใช้ได้อีกครั้งหลังจากไฟดับไปกว่าหนึ่งสัปดาห์

ระบบไฟฟ้าของคิวบากลับมาใช้ได้อีกครั้งหลังจากไฟดับไปกว่าหนึ่งสัปดาห์

23 มี.ค. 2569 14:38 น.

ระบบไฟฟ้าของคิวบากลับมาใช้ได้อีกครั้งหลังจากไฟดับไปกว่าหนึ่งสัปดาห์

ทางการคิวบารายงานว่าระบบไฟฟ้าของคิวบากลับมาใช้งานได้อีกครั้งหลังจากไฟฟ้าทั้งประเทศคิวบาดับไปกว่าหนึ่งสัปดาห์ เนื่องจากปัญหาการกีดกั้นทางน้ำมันของสหรัฐอเมริกา 

ระบบไฟฟ้ากลับมาใช้งานได้อีกครั้งในพื้นที่สองในสามของเมืองหลวงฮาวานา ประเทศคิวบา หลังจากที่ไฟดับเป็นครั้งที่สองในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ประชากรกว่า 9.6 ล้านคนไม่มีไฟฟ้าใช้

เหตุการณ์ไฟดับครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลคอมมิวนิสต์ของคิวบากำลังเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งได้ประกาศปิดล้อมทางการค้าทำให้ไม่สามารถนำเข้าน้ำมันมาใช้ได้ในเดือนมกราคม และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ที่จะ “ยึดครอง” เกาะในทะเลแคริบเบียนแห่งนี้

นักการทูตระดับสูงของคิวบาคนหนึ่งกล่าวว่า กองทัพของประเทศกำลัง “เตรียมพร้อมสำหรับความเป็นไปได้ที่จะเกิดการรุกรานทางทหาร”

มานูเอล มาร์เรโร ครูซ นายกรัฐมนตรีของคิวบา โพสต์ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียว่า ขอบคุณเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าทุกคนที่เกี่ยวข้องที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำให้ไฟฟ้าของคิวบากลับมาใช้งานได้อีกครั้ง

คาร์ลอส เฟอร์นันเดซ เดอ คอสซิโอ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า เราหวังอย่างยิ่งว่ามันจะไม่เกิดขึ้นและฮาวานายินดีที่จะเจรจากับวอชิงตันต่อไป แต่การหารือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองนั้นอยู่นอกเหนือขอบเขต เขาทิ้งท้ายในการสัมภาษณ์ว่า คิวบาไม่มีข้อขัดแย้งกับสหรัฐฯ เรามีความจำเป็นและสิทธิที่จะปกป้องตนเอง แต่เรายินดีที่จะนั่งเจรจา

นับตั้งแต่ปี 2024 เกิดไฟฟ้าดับทั่วประเทศไปแล้ว 7 ครั้ง ทำให้ชีวิตของชาวคิวบาลำบากมากขึ้น อีกทั้งคิวบายังต้องเผชิญกับปัญหา การขาดแคลนอาหาร ยา และสิ่งจำเป็นพื้นฐานอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก ในบางครั้งประชาชนตัดสินใจประท้วงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยการทำเสียงดังรบกวนอย่างการเคาะหม้อในช่วงกลางคืน และประชาชนบางคนประท้วงโดยการบุกทำลายสำนักงานประจำจังหวัดของพรรคคอมมิวนิสต์คิวบา

สถานการณ์ความไม่สงบทวีความรุนแรงขึ้นนับตั้งแต่ นิโคลัส มาดูโร ผู้นำสังคมนิยมของเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักในภูมิภาคและผู้จัดหาน้ำมันรายใหญ่ของคิวบา ถูกจับกุมในการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ เมื่อเดือนมกราคม ทำให้ไม่มีน้ำมันส่งมาถึงคิวบา

เหตการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อภาคพลังงาน ขณะที่ระบบขนส่งสาธารณะลดลง และสายการบินต่างๆ ลดเที่ยวบินไปยังคิวบา ซึ่งเป็นผลกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยวภายในคิวบา 

ทางการระบุว่า เหตุไฟฟ้าดับครั้งล่าสุดเกิดจากหน่วยผลิตไฟฟ้าขัดข้องในโรงไฟฟ้าพลังความร้อนเก่าแก่แห่งหนึ่งของประเทศ ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องไปทั่วเครือข่ายการผลิตไฟฟ้า 

ด้านรัฐบาลคิวบารายงานว่า เราต้องดำเนินการเชิงรุกให้มากที่สุดเพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ เเละเราหวังว่าเชื้อเพลิงพลังงานเเละน้ำมันจะเดินทางมาถึงคิวบาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และการคว่ำบาตรที่สหรัฐฯ กำลังดำเนินการอยู่นั้นจะไม่ยืดเยื้อและหาทางออกกับเรื่องนี้ได้.

ที่มา : CNA

รถพยาบาล 4 คันถูกลอบเผาในกรุงลอนดอน ตร.ชี้อาจเป็น “อาชญากรรมจากความเกลียดชังชาวยิว”

รถพยาบาล 4 คันถูกลอบเผาในกรุงลอนดอน ตร.ชี้อาจเป็น "อาชญากรรมจากความเกลียดชังชาวยิว"

23 มี.ค. 2569 14:10 น.

รถพยาบาล 4 คันถูกลอบเผาในกรุงลอนดอน ตร.ชี้อาจเป็น “อาชญากรรมจากความเกลียดชังชาวยิว”

ตำรวจลอนดอนเร่งล่าตัว 3 ผู้ต้องสงสัย ก่อเหตุลอบวางเพลิงรถพยาบาลหน่วยกู้ชีพอาสาสมัครชาวยิว 4 คันรวด กลางดึกคืนที่ผ่านมา (23 มี.ค.) คาดแรงจูงใจมาจากการเหยียดเชื้อชาติและความเกลียดชังทางศาสนา

สื่อต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุลอบวางเพลิงรถพยาบาล 4 คันของ กลุ่มฮัตโซลาห์ (Hatzolah) หน่วยอาสาสมัครกู้ชีพของชุมชนชาวยิวในพื้นที่ทางตอนเหนือของกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในช่วงกลางดึกคืนที่ผ่านมา (23 มี.ค) ขณะนี้ตำรวจนครบาลลอนดอนกำลังเร่งสืบสวนหาผู้กระทำผิดโดยพุ่งเป้าไปที่ประเด็น “อาชญากรรมจากความเกลียดชังต่อชาวยิว” (Antisemitic hate crime)

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 01.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงลอนดอน โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้รถพยาบาลบริเวณไฮฟิลด์ คอร์ต (Highfield Court) ในย่านโกลเดอร์ส กรีน (Golders Green) ซึ่งเป็นย่านที่มีชาวยิวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก แรงระเบิดจากถังแก๊สภายในตัวรถส่งผลให้หน้าต่างอาคารพักอาศัยบริเวณใกล้เคียงแตกเสียหาย เจ้าหน้าที่ต้องสั่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ทันทีเพื่อความปลอดภัย ก่อนจะสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ในเวลา 03.06 น. โดยที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ตำรวจในพื้นที่เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางตำรวจกำลังเร่งตามหาผู้ต้องสงสัย 3 ราย ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ รวมถึงกำลังตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด และคลิปวิดีโอที่ถูกแชร์ไปในโลกออนไลน์ด้วยเช่นกัน

ด้านผู้อยู่อาศัยในละแวกนั้นให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBC ว่าเขาและคนอื่น ๆ สะดุ้งตื่นขึ้นมาช่วงหลังตีหนึ่งครึ่งจากเสียงระเบิดที่ดังสนั่น ก่อนจะพบว่ารถพยาบาลกำลังถูกไฟลุกท่วม

โดยรถพยาบาลทั้ง 4 คันที่ถูกเผา เป็นของกลุ่ม “ฮัตโซลาห์” องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ให้บริการด้านการช่วยเหลือฉุกเฉินและเคลื่อนย้ายผู้ป่วยชาวยิวส่งโรงพยาบาลโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งได้เริ่มก่อตั้งและดูแลชุมชนในย่านโกลเดอร์ส กรีน มาตั้งแต่ปี 1979

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความหวาดกลัวให้กับคนในชุมชนอย่างมาก ทางการจึงได้สั่งเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ออกตรวจตราอย่างเข้มงวด และประสานงานอย่างใกล้ชิดกับผู้นำทางศาสนาในพื้นที่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย พร้อมขอความร่วมมือให้ผู้ที่มีเบาะแสเข้าให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่โดยด่วน.

ที่มา: BBC

ยักษ์พลังงานกัมพูชา “โซคีเม็กซ์” ประกาศหยุดขายก๊าซ LPG ชั่วคราว ผลสงครามตะวันออกกลาง

ยักษ์พลังงานกัมพูชา "โซคีเม็กซ์" ประกาศหยุดขายก๊าซ LPG ชั่วคราว ผลสงครามตะวันออกกลาง

23 มี.ค. 2569 13:40 น.

ยักษ์พลังงานกัมพูชา “โซคีเม็กซ์” ประกาศหยุดขายก๊าซ LPG ชั่วคราว ผลสงครามตะวันออกกลาง

“โซคีเม็กซ์” (Sokimex) ผู้จัดจำหน่ายพลังงานรายใหญ่ในกัมพูชา เตรียมระงับการขายก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนนี้ หลังเผชิญปัญหาขาดแคลนซัพพลายจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ด้านรัฐบาลกัมพูชาโร่แจงประชาชนอย่าตื่นตระหนก ยันกระทบตลาดเพียง 3%

บริษัท โซคีเม็กซ์ อินเวสต์เมนต์ กรุ๊ป (Sokimex Investment Group) ผู้จัดจำหน่ายเชื้อเพลิงรายใหญ่ที่มีสถานีบริการกว่า 500 แห่งทั่วประเทศกัมพูชา ออกแถลงการณ์เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา  (22 มี.ค.) ว่าทางบริษัทจำเป็นต้อง “ระงับการจัดจำหน่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เป็นการชั่วคราว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2026 เป็นต้นไป”

นายเดียป เช็ง เฮง รองประธานบริษัทโซคีเม็กซ์ หนึ่งในผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและก๊าซรายใหญ่ที่สุดของกัมพูชา ออกแถลงการณ์ว่า ความขัดแย้งและความไม่สงบที่ยืดเยื้อในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบการขนส่งและห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลก

เขาระบุว่ากัมพูชาเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ทำให้บริษัท “ไม่สามารถนำเข้าก๊าซ LPG ได้เลยนับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2026” ส่งผลให้ปริมาณสำรองไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด และจำเป็นต้องประกาศระงับการจำหน่ายก๊าซ LPG เป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

จากข้อมูลของบริษัทระบุว่า วิกฤตครั้งนี้ทำให้ราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลวในกัมพูชาพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ราคาขายปลีกขยับขึ้นไปอยู่ที่ 3,200 เรียล (ประมาณ 26.35 บาท) ต่อลิตร เพิ่มขึ้นถึง 60% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลางที่เคยอยู่ที่เพียง 2,000 เรียล (ประมาณ 16.47 บาท) ต่อลิตรเท่านั้น

ก่อนหน้านี้เมื่อวันเสาร์ (21 มี.ค.) นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนว่า รัฐบาลกำลังเร่งแบ่งเบาภาระค่าครองชีพด้วยมาตรการทางภาษีและงบประมาณอุดหนุน โดยรัฐบาลจะช่วยจ่ายค่าส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินและดีเซล 2.31 บาทต่อลิตร และจะเพิ่มให้อีก 0.33 บาท หากราคาน้ำมันโลกพุ่งเกิน 90 ดอลลาร์สำหรับน้ำมันเบนซิน หรือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สำหรับน้ำมันดีเซล

สำหรับมาตรการภาษี จะมีการปรับลดภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มของน้ำมันเบนซินและดีเซลลงเหลือ 0% นอกจากนั้น จะมีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินเหลือเพียง 4.96 บาทต่อลิตร และปรับลดเป็น 0% สำหรับน้ำมันดีเซล

ด้านนายแก้ว รัตนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของกัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์ผ่านวิดีโอในวันนี้ (23 มี.ค.) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยระบุว่าการระงับการขายของโซคีเม็กซ์ส่งผลกระทบต่อสัดส่วนการตลาด LPG ในประเทศเพียงประมาณ 3% เท่านั้น

นายแก้วกล่าวว่า “ขอให้พี่น้องประชาชนอย่ากังวล เนื่องจากยังมีบริษัทผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่อีก 6 แห่งที่ยังคงนำเข้าและจำหน่ายก๊าซ LPG ได้ตามปกติ” 

นอกจากนี้ รัฐมนตรีพลังงานยังใช้โอกาสนี้รณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้ “หม้อหุงข้าวไฟฟ้าและเตาไฟฟ้า” เพื่อช่วยประหยัดการใช้ก๊าซหุงต้ม ในขณะที่รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการจัดหาแหล่งนำเข้าพลังงานใหม่ ๆ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศในระยะยาว.

ที่มา Khmer Times

เครื่องบินแอร์แคนาดาพุ่งชนรถดับเพลิงในสนามบินนิวยอร์ก นักบินดับ 2 ศพ

เครื่องบินแอร์แคนาดาพุ่งชนรถดับเพลิงในสนามบินนิวยอร์ก นักบินดับ 2 ศพ

23 มี.ค. 2569 12:40 น.

เครื่องบินแอร์แคนาดาพุ่งชนรถดับเพลิงในสนามบินนิวยอร์ก นักบินดับ 2 ศพ

เกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันที่สนามบินลาการ์เดีย นครนิวยอร์ก เมื่อเครื่องบินโดยสารของสายการบินแอร์แคนาดาเอ็กซ์เพรส พุ่งชนกับรถดับเพลิงขณะกำลังมุ่งหน้าเข้าอาคารผู้โดยสาร ส่งผลให้นักบินและนักบินผู้ช่วยเสียชีวิต และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายราย ท่ามกลางสภาพอากาศแปรปรวน สนามบินต้องประกาศระงับเที่ยวบินด่วน

นักบินและผู้ช่วยนักบินของเครื่องบินโดยสารประจำภูมิภาคของสายการบินแอร์แคนาดาเอ็กซ์เพรส เสียชีวิตหลังจากเครื่องบินชนกับรถดับเพลิงขณะลงจอดที่สนามบินลาการ์เดียในนิวยอร์ก เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 23:40 น. ของคืนวันอาทิตย์ (22 มี.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น เครื่องบินแบบ Bombardier CRJ-900 ของสายการบินแอร์แคนาดาเอ็กซ์เพรส ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท Jazz Aviation เที่ยวบินจากเมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา ได้พุ่งชนกับรถดับเพลิงของหน่วยตำรวจท่าอากาศยาน บริเวณรันเวย์ 4 ของสนามบินลาการ์เดีย 

โดยเอ็นบีซีนิวส์ ซึ่งรายงานเรื่องการเสียชีวิตดังกล่าว ระบุว่ามีผู้บาดเจ็บอีกหลายสิบคนจากเหตุการณ์นี้ และรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า รถดับเพลิงคันดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำอยู่ ก่อนหน้านี้เอ็นบีซีนิวส์ได้รายงานว่า จ่าสิบเอกและเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งได้รับบาดเจ็บกระดูกหักและอาการทรงตัวแล้วที่โรงพยาบาล

ข้อมูลจาก Flightradar24 ระบุว่า ขณะเกิดเหตุเครื่องบินกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 39 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แรงกระแทกส่งผลให้ส่วนจมูกของเครื่องบินได้รับความเสียหายอย่างหนักและเชิดขึ้นเหนือพื้นดิน ตามภาพที่ปรากฏในโซเชียลมีเดีย

ส่วนบนเครื่องบินมีผู้โดยสาร 72 คน และลูกเรือ 4 คน รายงานระบุว่าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาวยิวออร์โธดอกซ์จากพื้นที่นิวยอร์ก โดยเจ้าหน้าที่ทีมแพทย์กำลังเร่งประเมินอาการและดูแลความปลอดภัยของผู้โดยสารทุกคน

หลังเกิดเหตุ สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (FAA) ได้สั่งระงับการขึ้นลงของเครื่องบินทุกลำ ที่สนามบินลาการ์เดียทันที โดยเที่ยวบินที่กำลังมุ่งหน้ามายังลาการ์เดียต้องถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยังสนามบินอื่น หรือบินวนกลับไปยังจุดเริ่มต้น

เบื้องต้นมีรายงานว่าขณะเกิดเหตุมีสภาพอากาศแปรปรวนและมีพายุฝนในพื้นที่ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยแทรกซ้อนที่นำไปสู่อุบัติเหตุครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม FAA และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งตรวจสอบหาสาเหตุที่แน่ชัดว่าเหตุใดรถดับเพลิงและเครื่องบินถึงเข้าไปอยู่ในเส้นทางเดียวกันจนเกิดการชนกันได้.

ที่มา Reuters / New York Post

หุ้นเอเชียดิ่งระนาว หลัง ‘ทรัมป์’ ขู่ถล่มโรงไฟฟ้าอิหร่านหากยังปิดช่องแคบฮอร์มุซ

หุ้นเอเชียดิ่งระนาว หลัง ‘ทรัมป์’ ขู่ถล่มโรงไฟฟ้าอิหร่านหากยังปิดช่องแคบฮอร์มุซ

23 มี.ค. 2569 12:16 น.

หุ้นเอเชียดิ่งระนาว หลัง ‘ทรัมป์’ ขู่ถล่มโรงไฟฟ้าอิหร่านหากยังปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดร่วงหนัก หลังทรัมป์ยื่นคำขาดให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซใน 48 ชม. หากไม่ทำตามสหรัฐฯ จะเข้าถล่มโรงไฟฟ้าทั่วประเทศ ด้านอิหร่านขู่กลับ พร้อมทำลายโครงสร้างพื้นฐานทั้งภูมิภาค

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 ของการสู้รบ ส่งผลให้ตลาดหุ้นสำคัญในเอเชียดิ่งลงอย่างหนักในการเปิดตลาดช่วงเช้าวันนี้ (23 มีนาคม) โดยดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นร่วงลงกว่า 3.4% ขณะที่ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ทรุดลงเกือบ 5% ส่วนตลาดหุ้นฮ่องกงและไต้หวันต่างปรับตัวลดลงกว่า 2%

ชนวนเหตุครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความทางออนไลน์เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 มีนาคม) เวลา 23.44 น. (GMT) หรือ วันอาทิตย์ เวลา 06.44 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยยื่นคำขาดให้อิหร่านเปิดแคบฮอร์มุซเพื่อเดินเรืออย่างเต็มรูปแบบภายใน 48 ชั่วโมง มิเช่นนั้นกองทัพสหรัฐฯ จะปฏิบัติการโจมตีเพื่อทำลายโรงผลิตไฟฟ้าทั่วประเทศอิหร่าน โดยจะเริ่มจากโรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับแรก ซึ่งคำขู่ครั้งนี้ของทรัมป์เป็นการขู่เพื่อตอบโต้หลังอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธโจมตีเมืองดีโมนา (Dimona) และเมืองอารัด (Arad) ของอิสราเอล 

ทางด้านนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ (Mohammad Bagher Ghalibaf) ประธานรัฐสภาอิหร่าน ได้ออกมาตอบโต้ทันทีว่า หากสหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่าน อิหร่านก็จะทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและระบบผลิตน้ำจืดทั่วภูมิภาคให้สิ้นซากเช่นกัน

ทั้งนี้อิหร่านได้ทำการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกมาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา หลังจากถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตี โดยปกติแล้วช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ถึง 20% ของปริมาณการค้าโลก การปิดเส้นทางดังกล่าวจึงส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

นายฟาติห์ บิโรล (Fatih Birol) ผู้อำนวยการองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) กล่าวระหว่างการแถลงที่กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลียว่า โลกกำลังเผชิญกับวิกฤติพลังงานที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยเป็นสถานการณ์ที่รุนแรงกว่าวิกฤติน้ำมันในช่วงปี 1970 และรุนแรงกว่าผลกระทบจากการบุกรุกยูเครนของรัสเซียในปี 2022 เสียอีก

สำหรับราคาซื้อขายน้ำมันในตลาดโลกยังคงทรงตัวที่ระดับสูง โดยน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) มีราคาอยู่ที่ประมาณ 112 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,700 บาท) ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบในประเทศสหรัฐฯ มีการปรับขึ้นจากเดิม 0.2% ทำให้มีราคาซื้อขายอยู่ที่ 98.57 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,250 บาท) ต่อบาร์เรล

ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ถือเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในภูมิภาค เนื่องจากประเทศทั้งสองต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก ความยืดเยื้อของสงครามและความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น รวมถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานตามที่สหรัฐและอิหร่านข่มขู่ จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจและภาคการผลิตในภูมิภาคเอเชียอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้.

ที่มา: BBC

ยูเอ็นยืนยันช่วง 11 ปีที่ผ่านมา ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

ยูเอ็นยืนยันช่วง 11 ปีที่ผ่านมา ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

23 มี.ค. 2569 11:42 น.

ยูเอ็นยืนยันช่วง 11 ปีที่ผ่านมา ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เผยรายงานสถานะภูมิอากาศปี 2025 ชี้โลกสะสมความร้อนทุบสถิติใหม่ โลกเผชิญ 11 ปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ติดต่อกัน ส่งผลกระทบยาวนานนับพันปี ขณะที่เลขาธิการยูเอ็นย้ำชัด มนุษยชาติกำลังเผชิญภาวะฉุกเฉิน และความล่าช้าในการแก้ไขคือ “ความตาย”

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ภายใต้องค์การสหประชาชาติ ออกรายงานประจำปี “State of the Global Climate” ยืนยันว่าช่วงปี 2015 ถึง 2025 คือช่วง 11 ปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ โดยในปี 2025 ที่ผ่านมา อุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 1.43 องศาเซลเซียส ถือเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 2 หรือ 3 ของประวัติศาสตร์ (รองจากปี 2024 ที่พุ่งสูงถึง 1.55 องศาเซลเซียส)

นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ระบุว่า “โลกกำลังถูกผลักดันจนเกินขีดจำกัด ตัวบ่งชี้สภาพภูมิอากาศทุกตัวกำลังขึ้นไฟแดง เมื่อประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิมถึง 11 ครั้ง มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไป แต่นี่คือเสียงเพรียกให้เราต้องลงมือทำ”

รายงานฉบับนี้ให้ความสำคัญกับ “ความไม่สมดุลของพลังงานโลก” เป็นครั้งแรก โดยระบุว่าก๊าซเรือนกระจก ทั้งคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และไนตรัสออกไซด์ พุ่งสูงที่สุดในรอบอย่างน้อย 800,000 ปี ส่งผลให้โลกกักเก็บความร้อนไว้มากกว่าที่ระบายออกไป โดยระดับความไม่สมดุลนี้พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2025

ข้อมูลที่น่ากังวลที่สุดคือ ความร้อนส่วนเกินกว่าร้อยละ 91 ถูกกักเก็บไว้ในมหาสมุทร ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องต่ออุณหภูมิน้ำทะเล ซึ่งในปี 2025 พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยอัตราการเพิ่มความร้อนในช่วง 20 ปีหลัง (2005-2025) เร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 2 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงปี 1960-2005

ส่วนระดับน้ำทะเลสูงขึ้นกว่าปี 1993 ถึง 11 เซนติเมตร เนื่องจากการขยายตัวของน้ำตามอุณหภูมิและการละลายของน้ำแข็ง ขณะที่แผ่นน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาและกรีนแลนด์สูญเสียมวลมหาศาล ขณะที่น้ำแข็งในทะเลอาร์กติกลดต่ำลงเกือบถึงจุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

แม้ว่าปัจจุบันโลกจะเผชิญกับ “ลานีญา” (La Nina) ซึ่งช่วยลดอุณหภูมิพื้นผิวบางส่วน แต่ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าโลกจะเข้าสู่สภาวะเป็นกลางในกลางปี 2026 และอาจเกิดปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” (El Nino) ในช่วงปลายปี ซึ่งจะส่งผลให้อุณหภูมิโลกกลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งในปี 2027

โก บาร์เรตต์ รองผู้อำนวยการ WMO ยอมรับว่าภาพรวมในขณะนี้ “น่าสยดสยอง” และตัวบ่งชี้ต่าง ๆ ไม่ได้เคลื่อนไปในทิศทางที่ให้ความหวังมากนัก ขณะที่นายกูเตอร์เรสทิ้งท้ายว่า ท่ามกลางภาวะสงครามและวิกฤตพลังงาน การเสพติดฟอสซิลของมนุษย์กำลังทำลายทั้งเสถียรภาพทางภูมิอากาศและความมั่นคงของโลกไปพร้อม ๆ กัน.

ที่มา AFP

ชี้ระเบิดย่านที่พักในบาห์เรนอาจเกิดจาก “จรวดสหรัฐฯ” ไม่ใช่ “โดรนอิหร่าน”

ชี้ระเบิดย่านที่พักในบาห์เรนอาจเกิดจาก "จรวดสหรัฐฯ" ไม่ใช่ "โดรนอิหร่าน"

23 มี.ค. 2569 11:23 น.

ชี้ระเบิดย่านที่พักในบาห์เรนอาจเกิดจาก “จรวดสหรัฐฯ” ไม่ใช่ “โดรนอิหร่าน”

นักวิจัยชี้มีความเป็นไปได้สูงว่าขีปนาวุธแพทริออตที่เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดในย่านที่พักอาศัยของบาห์เรน เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ถูกยิงจากฐานของสหรัฐฯ เพื่อสกัดโดรนของอิหร่าน ไม่ได้เกิดจากการโจมตีของอิหร่านโดยตรง ขณะรัฐบาลยืนยันสกัดโดรนอิหร่านได้ แต่ยังไร้หลักฐานชัดเจน

นักวิจัยเผยผลวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมและวิดีโอหลักฐาน ชี้ขีปนาวุธสกัดกั้น “แพทริออต” ที่ดำเนินการโดยกองทัพสหรัฐฯ อาจเป็นสาเหตุของเหตุระเบิดเหนือย่านที่พักอาศัยในบาห์เรน เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีพลเรือนบาดเจ็บกว่า 30 ราย และบ้านเรือนพังเสียหายยับเยิน

จากเหตุระเบิดสะเทือนขวัญเมื่อก่อนรุ่งสางของวันที่ 9 มีนาคม ในย่านมาฮัซซา (Mahazza) บนเกาะซิตรา ประเทศบาห์เรน ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์สงครามกับอิหร่านที่ตึงเครียด ผลการวิเคราะห์ล่าสุดจากผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ของสถาบัน Middlebury Institute of International Studies ระบุด้วยความมั่นใจในระดับ “ปานกลางถึงสูง” ว่า ขีปนาวุธที่ก่อเหตุถูกยิงมาจากฐานยิงแพทริออตของสหรัฐฯ ซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 7 กิโลเมตร

แม้รัฐบาลบาห์เรนและสหรัฐฯ จะออกมากล่าวโทษว่าเป็นฝีมือของโดรนจากอิหร่านที่โจมตีย่านชุมชน แต่ทางบาห์เรนเพิ่งยอมรับเป็นครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า “มีขีปนาวุธแพทริออตเข้ามาเกี่ยวข้องจริง” โดยอ้างว่าแพทริออตสามารถสกัดกั้นโดรนอิหร่านได้กลางอากาศ และความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเพียงผลกระทบจากการระเบิดกลางอากาศ ไม่ใช่การตกกระแทกพื้นโดยตรง

อย่างไรก็ตาม รายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า ทั้งบาห์เรนและสหรัฐฯ ยังไม่มีการนำหลักฐานมายืนยันว่ามีโดรนอิหร่านอยู่ในจุดเกิดเหตุจริง ในขณะที่นักวิจัยระบุว่าร่องรอยความเสียหายบนพื้นดินและการวิเคราะห์วิถีขีปนาวุธจากวิดีโอโซเชียลมีเดีย บ่งชี้ไปในอีกทิศทางหนึ่งคือ “ขีปนาวุธแพทริออตอาจทำงานผิดพลาดหรือระเบิดเองกลางอากาศ” จนทำให้หัวรบและเชื้อเพลิงที่เหลืออยู่ตกลงใส่บ้านเรือนประชาชน

ศาสตราจารย์เจฟฟรีย์ ลูอิส และทีมวิจัย ระบุว่าวิถีของขีปนาวุธลูกที่สองที่ปรากฏในคลิปวิดีโอมีความลาดต่ำและผิดเพี้ยนไปจากลูกแรก ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของปัญหาทางเทคนิค พร้อมย้ำว่าหากเป็นการพยายามสกัดกั้นโดรนในระดับต่ำเหนือย่านชุมชนจริง ถือเป็นการกระทำที่ “ขาดความรับผิดชอบ” เพราะเป็นอันตรายต่อชีวิตพลเรือนอย่างมาก

บาห์เรนเป็นที่ตั้งของกองเรือที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ 1 ใน 5 ของโลก โดยในคืนเกิดเหตุ โรงกลั่นน้ำมันในพื้นที่ใกล้เคียงถูกโจมตีโดยอิหร่านจริง จนต้องประกาศเหตุสุดวิสัยในเวลาต่อมา แต่ระบบป้องกันภัยทางอากาศกลับไม่สามารถสกัดกั้นการโจมตีที่โรงกลั่นได้

ด้านกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังไม่มีการตอบรับต่อข้อซักถามในประเด็นนี้โดยตรง ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวระบุเพียงว่า สหรัฐฯ กำลังเร่งทำลายขีดความสามารถในการผลิตโดรนและขีปนาวุธของอิหร่าน และยืนยันว่ากองทัพสหรัฐฯ “ไม่เคยตั้งเป้าหมายไปที่พลเรือน”

เหตุการณ์นี้ตอกย้ำถึงความเสี่ยงของการใช้ขีปนาวุธราคาแพงและมีอานุภาพทำลายล้างสูงมาใช้สกัดกั้นโดรนราคาถูกในเขตชุมชน ซึ่งอาจนำมาซึ่งความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของพันธมิตร มากกว่าที่จะเป็นการปกป้อง.

ที่มา REUTERS

ญี่ปุ่นผุดแผนรับมือหากภูเขาไฟฟูจิ ปะทุใหญ่ เถ้าถ่านปกคลุมโตเกียว เสี่ยงอัมพาตทั้งเมือง

ญี่ปุ่นผุดแผนรับมือหากภูเขาไฟฟูจิ ปะทุใหญ่ เถ้าถ่านปกคลุมโตเกียว เสี่ยงอัมพาตทั้งเมือง

23 มี.ค. 2569 11:22 น.

ญี่ปุ่นผุดแผนรับมือหากภูเขาไฟฟูจิ ปะทุใหญ่ เถ้าถ่านปกคลุมโตเกียว เสี่ยงอัมพาตทั้งเมือง

รัฐบาลญี่ปุ่นจับมือกรุงโตเกียว วางแผนรับมือเถ้าถ่านจากภูเขาไฟฟูจิ หากปะทุรุนแรงเทียบปี 2240 เตือนอาจกระทบหนักคมนาคม-เศรษฐกิจ 

วันที่ 23 มีนาคม 2569 สถานีโทรทัศน์ NHK รายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่น โดยสำนักคณะรัฐมนตรีร่วมกับรัฐบาลกรุงโตเกียว เตรียมศึกษามาตรการรับมือกรณีภูเขาไฟฟูจิ เกิดการปะทุครั้งใหญ่ โดยใช้กรุงโตเกียวเป็นกรณีศึกษา เนื่องจากมีความหนาแน่นของประชากรสูง

รายงานข่าวระบุว่า หากเกิดการปะทุขนาดใหญ่ในระดับเดียวกับเหตุการณ์เมื่อปี 2240 อาจทำให้เถ้าภูเขาไฟตกปกคลุมพื้นที่กว้าง รวมถึงกรุงโตเกียว จังหวัดคานางาวะ และพื้นที่ใกล้เคียง โดยมีความหนาตั้งแต่หลายเซนติเมตรไปจนถึงมากกว่า 10 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับทิศทางลม ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เถ้าถ่านจำนวนมากอาจส่งผลให้ระบบขนส่งสาธารณะหยุดชะงัก และกระทบต่อภาคธุรกิจโดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์

แนวทางระดับชาติของญี่ปุ่นระบุว่า หากเถ้าภูเขาไฟสะสมหนา 30 เซนติเมตรขึ้นไป ประชาชนจำเป็นต้องอพยพออกจากพื้นที่ทันที ขณะที่พื้นที่ที่มีเถ้าสะสมน้อยกว่า 30 เซนติเมตร แนะนำให้ประชาชนหลบอยู่ภายในอาคาร โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาวิธีการรักษาการทำงานของเมืองในกรณีเกิดเถ้าถ่านปกคลุม เช่น การบริหารจัดการระบบขนส่ง การสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

นอกจากนี้ เตรียมจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับผู้ให้บริการรถไฟ ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยจะพิจารณาการใช้ข้อมูลพยากรณ์เถ้าภูเขาไฟในการตัดสินใจระงับการเดินรถไฟ รวมถึงการขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการออกนอกอาคาร

คณะทำงานยังจะศึกษาความจำเป็นในการสำรองสิ่งของจำเป็น ในกรณีโครงสร้างพื้นฐานได้รับผลกระทบเป็นเวลานาน รวมถึงแนวทางกำจัดเถ้าภูเขาไฟที่สะสมจำนวนมาก โดยผลการศึกษาจะถูกนำไปปรับปรุงเป็นแนวทางระดับชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติจากภูเขาไฟฟูจิในอนาคต.

ที่มา NHK