กู้ร่างสำเร็จ นักดำน้ำอิตาลี 2 รายสุดท้ายติดถ้ำลึกใต้ทะเลมัลดีฟส์

กู้ร่างสำเร็จ นักดำน้ำอิตาลี 2 รายสุดท้ายติดถ้ำลึกใต้ทะเลมัลดีฟส์

20 พ.ค. 2569 16:03 น.

กู้ร่างสำเร็จ นักดำน้ำอิตาลี 2 รายสุดท้ายติดถ้ำลึกใต้ทะเลมัลดีฟส์

หน่วยกู้ภัยมัลดีฟส์ร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ ประสบความสำเร็จในการกู้ร่างนักดำน้ำชาวอิตาลี 2 รายสุดท้ายขึ้นสู่ผิวน้ำ หลังติดอยู่ภายในถ้ำใต้ทะเลลึก สรุปยอดผู้เสียชีวิตจากโศกนาฏกรรมทางน้ำครั้งร้ายแรงที่สุดของมัลดีฟส์รวม 6 ราย ซึ่งรวมถึงศาสตราจารย์ด้านนิเวศวิทยาทางทะเล ลูกสาว และนักวิจัย

สำนักโฆษกประธานาธิบดีมัลดีฟส์และแหล่งข่าวจากกระทรวงการต่างประเทศอิตาลี  แถลงยืนยันร่วมกันว่า เจ้าหน้าที่สามารถกู้ร่างของนักดำน้ำชาวอิตาลี 2 รายสุดท้าย ขึ้นมาจากถ้ำใต้ทะเลลึกได้สำเร็จแล้ว ถือเป็นการเสร็จสิ้นภารกิจค้นหาอันยาวนาน นับตั้งแต่เกิดโศกนาฏกรรมดำน้ำครั้งที่มียอดผู้เสียชีวิตสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา เมื่อกลุ่มนักดำน้ำชาวอิตาลีจำนวน 5 คน ได้ขาดการติดต่อไปขณะลงไปสำรวจถ้ำใต้น้ำลึก บริเวณแนวเกาะปะการังวาฟู (Vaavu Atoll) ในจุดดำน้ำเดวานา คานดู (Devana Kandu) ซึ่งก่อนหน้านี้ทีมกู้ภัยสามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตรายแรกได้ในวันเกิดเหตุ และกู้ร่างได้อีก 2 รายเมื่อวันที่ 20 พ.ค. ก่อนจะพบร่าง 2 รายสุดท้ายติดอยู่ภายในถ้ำที่ระดับความลึกถึง 60 เมตร ในวันพุธ โดยร่างผู้เสียชีวิตทั้งหมดถูกส่งต่อไปยังสถาบันนิติเวชในกรุงมาเล เมืองหลวงของมัลดีฟส์แล้ว

รายงานระบุว่า กลุ่มนักดำน้ำดังกล่าวเดินทางมายังมัลดีฟส์ภายใต้ภารกิจวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับปะการังอ่อน โดยมีผู้นำทีมคือ ศ.ดร.โมนิกา มอนเตฟัลโคเน อายุ 51 ปี ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยาทางทะเลและศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเจนัว ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและดำน้ำในน่านน้ำมัลดีฟส์มาอย่างยาวนาน โดยผู้เสียชีวิตรายอื่นๆ ประกอบด้วย โจออร์เจีย ลูกสาวของเธอ, นักวิจัยอีก 2 คน และครูฝึกสอนดำน้ำประจำกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของอิตาลี Corriere della Sera ได้อ้างคำแถลงของมหาวิทยาลัยเจนัวที่ระบุว่า “กิจกรรมดำน้ำลึกที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ ไม่ได้อยู่ภายใต้แผนงานหรือกิจกรรมที่กำหนดไว้ในภารกิจทางวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัย แต่เป็นการทำกิจกรรมส่วนบุคคล และการยื่นขออนุญาตต่อทางการมัลดีฟส์นั้น คาดว่าเป็นการดำเนินการนอกเหนือขอบเขตภารกิจที่ทางมหาวิทยาลัยให้การรับรอง”

ภารกิจการค้นหาในครั้งนี้เต็มไปด้วยความยากลำบากและอันตราย เนื่องจากระดับความลึกที่มากเกินไป โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จ่าสิบเอก โมฮาเหม็ด มูฮุดฮี เจ้าหน้าที่กู้ภัยสังกัดกองกำลังป้องกันตนเองแห่งชาติมัลดีฟส์ ได้เสียชีวิตจากภาวะน้ำหนีบ หรือโรคจากการลดความดันอากาศ (Decompression Sickness) ระหว่างพยายามดำน้ำลงไปกู้ร่างของผู้เสียชีวิต

การเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่มัลดีฟส์ส่งผลให้ทางการท้องถิ่นต้องประกาศระงับปฏิบัติการค้นหาชั่วคราว ก่อนที่รัฐบาลอิตาลีจะเข้ามาประสานงานจัดตั้งทีมกู้ภัยสากล โดยมีการดึงตัวทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการดำน้ำลึกจากประเทศฟินแลนด์เข้ามาสนับสนุน จนสามารถกู้ร่างที่เหลือขึ้นมาได้ โดยในรายสุดท้าย เจ้าหน้าที่ต้องดำน้ำนำร่างขึ้นมาอย่างระมัดระวังและต้องแวะพักตามจุดลดความกดอากาศตามขั้นตอนความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด

ปัจจุบัน สำนักงานตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของมัลดีฟส์กำลังเร่งสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของการเสียชีวิต โดยมุ่งประเด็นไปที่การดำน้ำลึกเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากประเทศมัลดีฟส์มีกฎหมายห้ามไม่ให้นักท่องเที่ยวทั่วไปดำน้ำลึกเกินกว่า 30 เมตร แต่ร่างของกลุ่มผู้เสียชีวิตกลับถูกพบในถ้ำที่ลึกถึง 60 เมตร ซึ่งเบื้องต้นทางการได้สั่งระงับใบอนุญาตประกอบการของเรือดำน้ำนำเที่ยวที่กลุ่มชาวอิตาลีใช้บริการแล้ว เพื่อรอผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการดำน้ำ ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่และแหล่งรายได้หลักของประเทศมัลดีฟส์ ซึ่งประกอบด้วยเกาะปะการังขนาดเล็กกว่า 1,192 เกาะ กระจัดกระจายอยู่บนมหาสมุทรอินเดีย แม้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจะมีรายงานอุบัติเหตุทางน้ำอยู่บ้าง แต่เหตุการณ์รุนแรงในลักษณะนี้ถือว่าเกิดขึ้นได้ค่อนข้างยากมากในมัลดีฟส์.

ที่มา Reuters / AFP

2 ชาวญี่ปุ่น 1 ชาวจีน ถูกแทงในร้านอาหารเซี่ยงไฮ้ ญี่ปุ่นจี้จีนเร่งคุ้มครองความปลอดภัย

2 ชาวญี่ปุ่น 1 ชาวจีน ถูกแทงในร้านอาหารเซี่ยงไฮ้ ญี่ปุ่นจี้จีนเร่งคุ้มครองความปลอดภัย

20 พ.ค. 2569 15:38 น.

2 ชาวญี่ปุ่น 1 ชาวจีน ถูกแทงในร้านอาหารเซี่ยงไฮ้ ญี่ปุ่นจี้จีนเร่งคุ้มครองความปลอดภัย

กระทรวงการต่างประเทศจีนยืนยันว่า ชาวญี่ปุ่น 2 คน และชาวจีน 1 คน ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายใช้อาวุธมีดก่อเหตุภายในร้านอาหารแห่งหนึ่งในนครเซี่ยงไฮ้ ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นเรียกร้องให้จีนเพิ่มมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยของพลเมืองญี่ปุ่นในประเทศ

เกิดเหตุคนร้ายใช้มีดไล่แทงประชาชนภายในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ในเขตผู่ตง นครเซี่ยงไฮ้ ของจีน เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (19 พ.ค.) ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย โดยรัฐบาลญี่ปุ่นและกระทรวงการต่างประเทศจีนได้ออกมายืนยันตรงกันในวันพุธว่า ในกลุ่มผู้บาดเจ็บเป็นชาวญี่ปุ่น 2 ราย และชาวจีนอีก 1 ราย ซึ่งทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว

เจ้าหน้าที่ตำรวจเขตผู่ตงเปิดเผยผ่านว่า ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายใช้มีดปอกผลไม้ไล่ทำร้ายผู้คนภายในร้านอาหารแห่งหนึ่ง โดยสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ในที่เกิดเหตุ เป็นชายวัย 59 ปี แซ่หยาง ซึ่งในขณะที่ถูกจับกุม ชายคนดังกล่าวมีอาการพูดจาไม่รู้เรื่องและแสดงพฤติกรรมคุ้มคลั่ง และจากการตรวจสอบประวัติพบว่าผู้ต้องหารายนี้มีประวัติการเจ็บป่วยทางจิตเรื้อรัง

สถานกงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ณ นครเซี่ยงไฮ้ ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า มีพลเมืองชาวญี่ปุ่นได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ 2 รายจริง และขณะนี้กำลังอยู่ภายใต้การดูแลรักษาของแพทย์อย่างใกล้ชิด และระบุในแถลงการณ์ว่า “รัฐบาลญี่ปุ่นได้ยื่นข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลจีน เพื่อขอให้ตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมทั้งขอให้รัฐบาลจีนรับประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพลเมืองชาวญี่ปุ่นทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในประเทศจีน” 

ด้านนายมิโนรุ คิฮาระ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีและโฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น ได้ออกมาแถลงข่าวยืนยันการยื่นข้อเรียกร้องดังกล่าว พร้อมระบุว่า รัฐบาลญี่ปุ่นได้ส่งหนังสือแจ้งเตือนภัยไปยังชาวญี่ปุ่นทุกคนที่พำนักอยู่ในประเทศจีนแล้ว โดยย้ำว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะติดต่อประสานงานกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ในฐานะการปกป้องคุ้มครองพลเมืองของตน

เหตุแทงในครั้งนี้ กลายเป็นชนวนความขัดแย้งครั้งล่าสุดระหว่างจีนและญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันทั้งสองประเทศกำลังติดหล่มความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดอย่างหนัก หลังจากที่นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ ผู้นำของญี่ปุ่น ได้ส่งสัญญาณว่ากองทัพโตเกียวอาจเข้าแทรกแซงทางทหาร หากรัฐบาลจีนเปิดฉากบุกโจมตีไต้หวัน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายรัฐบาลปักกิ่งได้พยายามลดอุณหภูมิความร้อนแรงของเหตุการณ์นี้ โดยนายกัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้แถลงข่าวประจำวันว่า “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพียงคดีความไม่สงบในที่สาธารณะที่เป็นเอกเทศ และไม่ได้เกิดขึ้นจากแรงจูงใจทางการเมือง ซึ่งหน่วยงานที่มีอำนาจของจีนจะดำเนินการจัดการและดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด”

ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว AFP รายงานว่า บรรยากาศที่ห้างสรรพสินค้าซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุในวันพุธเริ่มกลับเข้าสู่ความสงบเรียบร้อยแล้ว โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในชุดสูทสีเทาจำนวนหลายคนยืนกระจายกำลังตรวจตราความเรียบร้อยรอบพื้นที่อย่างเข้มงวด.

ที่มา AFP / KYODO NEWS

จีนยืนยันสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 200 ลำ หลังประชุม “ทรัมป์-สี จิ้นผิง”

จีนยืนยันสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 200 ลำ หลังประชุม "ทรัมป์-สี จิ้นผิง"

20 พ.ค. 2569 14:21 น.

จีนยืนยันสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 200 ลำ หลังประชุม “ทรัมป์-สี จิ้นผิง”

กระทรวงพาณิชย์จีนยืนยันเตรียมสั่งซื้อเครื่องบินโดยสารจากบริษัทโบอิ้ง ของสหรัฐฯ จำนวน 200 ลำ ชี้เป็นดีลใหญ่ครั้งแรกในรอบเกือบทศวรรษหลังถูกกีดกันจากตลาดการบินจีนมานาน ผลพวงจากความสำเร็จในการหารือระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

กระทรวงพาณิชย์ของจีนได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเพื่อยืนยันว่า จีนจะทำการสั่งซื้อเครื่องบินโดยสารจากบริษัท โบอิ้ง ของสหรัฐฯ จำนวน 200 ลำ ซึ่งถือเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการครั้งแรกจากฝั่งรัฐบาลจีน แม้ว่าในแถลงการณ์จะยังไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับรุ่นของเครื่องบินที่จะสั่งซื้อก็ตาม

การประกาศดีลประวัติศาสตร์ในครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เพื่อสร้างเสถียรภาพความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ซึ่งดีลนี้นับเป็นข้อตกลงซื้อขายเครื่องบินครั้งใหญ่ที่สุดของโบอิ้งในตลาดการบินจีนในรอบเกือบทศวรรษ หลังจากที่ผู้ผลิตเครื่องบินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ รายนี้ถูกกีดกันออกจากตลาดการบินที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกมานานหลายปีเนื่องจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมที่กรุงปักกิ่ง ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า “เราได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าที่ยิ่งใหญ่มากมาย รวมถึงการสั่งซื้อเครื่องบินจากโบอิ้งมากกว่า 200 ลำ และยังมีคำมั่นสัญญาว่าอาจขยายเพดานไปได้สูงถึง 750 ลำ ซึ่งหากเป็นไปตามนั้น มันจะเป็นยอดสั่งซื้อเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์”  

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังระบุด้วยว่าเครื่องบินทั้งหมดจะถูกติดตั้งเครื่องยนต์ของบริษัท จีอี แอโรสเปซ (GE Aerospace) โดยมีรายงานว่านายเคลลี ออร์ตเบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโบอิ้ง ได้ร่วมเดินทางไปกับคณะผู้แทนระดับสูงของสหรัฐฯ ในทริปนี้ด้วย พร้อมกับผู้นำภาคธุรกิจเทคโนโลยีชื่อดังอย่าง อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งเทสลา และ เจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia ยักษ์ใหญ่ด้านชิป AI

ด้านโบอิ้ง ได้ออกแถลงการณ์แสดงความยินดีว่า “เราประสบความสำเร็จอย่างมากในการเยือนประเทศจีนครั้งนี้ และบรรลุเป้าหมายหลักในการเปิดตลาดจีนอีกครั้งสำหรับยอดสั่งซื้อเครื่องบินของโบอิ้ง โดยนี่เป็นข้อตกลงเบื้องต้นสำหรับ 200 ลำแรก และเราคาดหวังว่าจะข้อตกลงเพิ่มเติมตามมาในอนาคต”

กระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า ภายใต้ข้อตกลงซื้อขายเครื่องบินดังกล่าว ฝ่ายสหรัฐฯ จะให้หลักประกันในการจัดหาและส่งมอบชิ้นส่วนรวมถึงส่วนประกอบของเครื่องยนต์อากาศยานให้กับจีนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อขยายเวลาข้อตกลงพักเก็บภาษีศุลกากร ที่เคยตกลงกันไว้ในการประชุมที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ก่อนการพบกันของสองผู้นำที่ประเทศเกาหลีใต้เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ซึ่งข้อตกลงเดิมกำลังจะหมดอายุลงในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยข้อตกลงดังกล่าวระบุให้สหรัฐฯ ลดภาษีสินค้าบางรายการจากจีน และให้จีนระงับการบังคับใช้มาตรการจำกัดการส่งออกแร่หายากและแม่เหล็ก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี รถยนต์ไฟฟ้า และยุทโธปกรณ์ทางทหาร

แถลงการณ์ระบุเสริมว่า ทั้งสองประเทศจะพยายามผลักดันให้เกิดการปรับลดภาษีศุลกากรแบบต่างตอบแทน ในกลุ่มสินค้าของแต่ละฝ่ายที่มีมูลค่ารวมตั้งแต่ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป โดยภาษีที่สหรัฐฯ จัดเก็บต่อจีนจะต้องไม่เกินระดับที่กำหนดไว้ในข้อตกลงปีที่แล้ว นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขข้อกังวลของกันและกันเกี่ยวกับมาตรการควบคุมการส่งออก ซึ่งจีนยืนยันว่ากำลังอยู่ระหว่างการทบทวนใบอนุญาตส่งออกแร่ธาตุสำคัญรวมถึงแร่หายากที่ใช้ในภาคพลเรือน

ขณะเดียวกัน ทำเนียบขาวยังได้เปิดเผยว่า จีนตกลงที่จะสั่งซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ มูลค่าอย่างน้อย 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในระหว่างปี 2026 ถึง 2028 ซึ่งไม่รวมข้อตกลงซื้อถั่วเหลืองที่มีอยู่เดิม ซึ่งแม้ว่าแถลงการณ์ของกระทรวงพาณิชย์จีนจะไม่ได้ระบุตัวเลขดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา แต่ยอมรับว่าทั้งสองฝ่ายได้ผลลัพธ์ที่เป็นบวกในภาคการเกษตร โดยจีนจะฟื้นฟูระบบขึ้นทะเบียนผู้ส่งออกเนื้อวัวสหรัฐฯ ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ และจะกลับมานำเข้าผลิตภัณฑ์เนื้อไก่บางรายการจากสหรัฐฯ อีกครั้ง ขณะที่สหรัฐฯ สัญญาว่าจะขจัดหรือปรับปรุงมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี  เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมจากจีน.

ที่มา Reuters / BBC

“ทรัมป์” พาชมไซต์งานห้องบอลรูมใหม่ทำเนียบขาว เผยไฮไลต์ “บังเกอร์ใต้ดิน 6 ชั้น-ฐานทัพโดรนบนหลังคา”

"ทรัมป์" พาชมไซต์งานห้องบอลรูมใหม่ทำเนียบขาว เผยไฮไลต์ "บังเกอร์ใต้ดิน 6 ชั้น-ฐานทัพโดรนบนหลังคา"

20 พ.ค. 2569 13:29 น.

“ทรัมป์” พาชมไซต์งานห้องบอลรูมใหม่ทำเนียบขาว เผยไฮไลต์ “บังเกอร์ใต้ดิน 6 ชั้น-ฐานทัพโดรนบนหลังคา”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พานักข่าวชมไซต์ก่อสร้างห้องบอลรูมยักษ์แห่งใหม่ของทำเนียบขาวพร้อมเปิดเผยรายละเอียดของ “อภิมหาโปรเจกต์” มูลค่าสูงถึง 13,000 ล้านบาท ซึ่งมีลักษณะคล้ายบังเกอร์ทางทหาร พร้อมระบบป้องกันโดรน ฐานปฏิบัติการโดรนบนหลังคา และโรงพยาบาลทหารใต้ดิน ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าฟุ่มเฟือยและไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจของชาวอเมริกัน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้สร้างความประหลาดใจด้วยการนำคณะผู้สื่อข่าวเดินชมพื้นที่ก่อสร้างห้องจัดเลี้ยงหรือ “ห้องบอลรูม” ขนาดมหึมาแห่งใหม่ภายในทำเนียบขาวอย่างเป็นกันเอง พร้อมเปิดเผยรายละเอียดด้านความปลอดภัยระดับความลับทางราชการที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน ท่ามกลางเสียงค้อนและเลื่อยไฟฟ้า 

อาคารจัดเลี้ยงขนาด 8,361 ตารางเมตรนี้ กำลังถูกสร้างขึ้นเพื่อบดบังความโดดเด่นของตึกทำเนียบขาวหลังเดิมที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 โดยทรัมป์อ้างว่าทำเนียบขาวจำเป็นต้องมีห้องโถงขนาดใหญ่ที่รองรับแขกได้มากกว่า 1,000 คน เพื่อจัดงานเลี้ยงต้อนรับผู้นำต่างประเทศอย่างสมเกียรติ โดยแนวคิดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เขาเคยเกือบถูกลอบสังหารระหว่างร่วมงานกาล่าของสื่อมวลชนที่โรงแรมแห่งหนึ่งในวอชิงตัน

อดีตเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ระดับพันล้านได้บรรยายสรรพคุณของห้องบอลรูมแห่งนี้ โดยชี้ว่าโครงสร้างด้านบนได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมกรีกและโรมันโบราณ และมีหน้าต่างที่หนาถึง 4 นิ้ว ทำจากกระจกชนิดพิเศษที่โปร่งใสจนมองทะลุเหมือนไม่มีอยู่จริง

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ระบบรักษาความปลอดภัยแบบ “บังเกอร์” และโครงสร้างทางทหาร ประกอบด้วยค่ายทหารและโรงพยาบาลใต้ดิน 6 ชั้น ทรัมป์ระบุว่าพื้นที่ใต้ดินลึกลงไป 6 ชั้น ซึ่งขณะนี้กำลังก่อสร้างไปแล้ว 2 ชั้น จะถูกใช้เป็นโรงพยาบาลทหาร ศูนย์วิจัยชั้นสูง และห้องประชุมวางแผนยุทธศาสตร์ โดยมีห้องบอลรูมด้านบนทำหน้าที่เป็น “โล่กำบัง” ป้องกันการโจมตีจากภายนอกได้อย่างสมบูรณ์

ส่วนโครงสร้างหลังคาทำจากเหล็กกล้าไร้เทียมทานผสมไทเทเนียม ซึ่งทรัมป์คุยโวว่ามันสามารถกันโดรนได้อย่างเบ็ดเสร็จ “หากมีโดรนบินมาชน มันจะเด้งออกไปเองโดยไม่มีรอยขีดข่วน” นอกจากนี้ หลังคาทั้งหมดยังถูกออกแบบให้เป็นฐานทัพโดรนรบขนาดใหญ่เพื่อปล่อยโดรนจำนวนไม่จำกัดขึ้นไปปกป้องน่านฟ้ากรุงวอชิงตันทั้งหมด

“นี่คือของขวัญสำหรับสหรัฐอเมริกา และนี่คือเงินส่วนตัวของผมบวกกับเงินของกลุ่มผู้บริจาค มันเป็นเงินที่ปลอดภาษี” ทรัมป์กล่าวอย่างภาคภูมิใจข้างราวเหล็กกั้นไซต์ก่อสร้าง

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างนี้กำลังเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะพรรคเดโมแครตและสมาชิกรีพับลิกันบางส่วน เนื่องจากค่าก่อสร้างของอาคารแห่งนี้ได้บานปลายเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จากเดิม 200 ล้านดอลลาร์ พุ่งสูงเป็น 400 ล้านดอลลาร์ (ราว 13,000 ล้านบาท)

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้ยื่นเรื่องต่อรัฐสภาเพื่อขออนุมัติงบประมาณจากภาษีประชาชนอีกถึง 1,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 32,740 ล้านบาท) เพื่อใช้เป็นค่าปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยรอบอาคาร ซึ่งฝ่ายค้านมองว่าเป็นการใช้เงินที่ฟุ่มเฟือยเกินเหตุ ในขณะที่ประชาชนชาวอเมริกันกำลังเดือดร้อนอย่างหนักจากราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่

ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นอาวุธสำคัญที่พรรคเดโมแครตนำมาใช้โจมตีพรรครีพับลิกัน ก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งสำคัญในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อแย่งชิงเสียงข้างมากในสภาคองเกรส โดยหยิบยกคำพูดของทรัมป์เมื่อสัปดาห์ก่อนที่ระบุว่า “ผมไม่ได้คิดถึงสถานการณ์ทางการเงินของคนอเมริกัน” เมื่อพูดถึงสงครามอิหร่าน เพราะเป้าหมายหลักคือการสกัดกั้นไม่ให้รัฐบาลเตหะรานครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ มาโจมตีว่าผู้นำสหรัฐฯ เมินเฉยต่อปากท้องของประชาชน

โครงการนี้ยังจุดชนวนความโกรธเคืองในหมู่นักอนุรักษ์ เนื่องจากมีการสั่งทุบ “ปีกตะวันออก” (East Wing) ของทำเนียบขาว ซึ่งเป็นอาคารประวัติศาสตร์อันเป็นที่ตั้งของสำนักงานสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งลงโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังติดหล่มทางกฎหมาย โดยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางได้มีคำสั่งตัดสินว่า การก่อสร้างอาคารนี้จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบและการอนุมัติจากสภาคองเกรสเสียก่อน จึงจะดำเนินการต่อไปได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ออกมาขู่ว่าอาจต้องใช้มาตรการ “อนุญาโตตุลาการฉุกเฉิน” เพื่อเข้ามาควบคุมและระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับงบประมาณนี้เป็นเวลา 30 วัน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระดับสูงระบุเมื่อวันพุธว่า การใช้กฎหมายพิเศษนี้ยังเร็วเกินไป และเชื่อว่าสภาคองเกรสกับทำเนียบขาวน่าจะยังสามารถหาทางเจรจาตกลงกันได้

ทั้งนี้ มีการตั้งข้อสังเกตว่า ห้องบอลรูมสุดหรูที่เป็นความภาคภูมิใจของทรัมป์นี้ อาจจะสร้างเสร็จไม่ทันในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในวาระที่สอง ซึ่งเป็นวาระสุดท้ายที่จะสิ้นสุดลงในปี 2029.

ที่มา Reuters / AFP

“Taiwan Travelogue” วรรณกรรมภาษาจีนกลางเล่มแรกชนะรางวัล “International Booker Prize”

"Taiwan Travelogue" วรรณกรรมภาษาจีนกลางเล่มแรกชนะรางวัล "International Booker Prize"

20 พ.ค. 2569 13:04 น.

“Taiwan Travelogue” วรรณกรรมภาษาจีนกลางเล่มแรกชนะรางวัล “International Booker Prize”

“Taiwan Travelogue” วรรณกรรมที่ถ่ายทอดเรื่องราวความรักต้องห้ามและวัฒนธรรมอาหารไต้หวันยุคอาณานิคม คว้ารางวัล International Booker Prize ประจำปีนี้ นับเป็นวรรณกรรมที่แปลมาจากภาษาจีนกลางเล่มแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลนี้

ในพิธีประกาศผลรางวัลซึ่งจัดขึ้นที่หอศิลป์ร่วมสมัย “เทต โมเดิร์น”  กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ นวนิยายเรื่อง “Taiwan Travelogue” ผลงานการประพันธ์ของ หยาง ซวงจื่อ (Yang Shuang-zi) นักเขียนชาวไต้หวัน และแปลเป็นเวอร์ชันภาษาอังกฤษโดย หลิน กิง (Lin King) นักแปลชาวไต้หวัน-อเมริกัน ได้รับการประกาศให้เป็นผู้ชนะรางวัล International Booker Prize พร้อมรับเงินรางวัล 50,000 ปอนด์ (ราว 2.2 ล้านบาท) ซึ่งจะแบ่งครึ่งเท่ากันระหว่างผู้เขียนและผู้แปล

ความสำเร็จในครั้งนี้ยังสร้างสถิติเป็นหนังสือเล่มแรกที่แปลจากภาษาจีนกลางที่สามารถคว้ารางวัลนี้ได้สำเร็จ และนับเป็นปีที่สองติดต่อกันที่สำนักพิมพ์อิสระ “And Other Stories” จากเมืองเชฟฟิลด์ ได้รับรางวัลนี้

“Taiwan Travelogue” มีฉากหลังเป็นเกาะไต้หวันในทศวรรษ 1930 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไต้หวันอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิญี่ปุ่น เนื้อเรื่องดำเนินผ่านมุมมองของ “อาโอยามา ชิซุโกะ” นักเขียนชาวญี่ปุ่นที่เดินทางมาทัศนศึกษาด้านอาหารที่ไต้หวันโดยทุนของรัฐบาล และได้พบรักกับ “โอ ชิซุรุ” ล่ามสาวชาวไต้หวัน

ความโดดเด่นของนวนิยายเล่มนี้คือการวางโครงเรื่องอย่างแยบยลในรูปแบบของ “บันทึกการเดินทางที่ถูกค้นพบใหม่” พร้อมด้วยเชิงอรรถและบทส่งท้ายจำลองโดยตัวละครในเรื่อง ผสมผสานกับเชิงอรรถ “จริงๆ” ของลิน คิง ผู้แปล 

นาตาชา บราวน์  ประธานคณะกรรมการตัดสินและนักเขียนชื่อดัง กล่าวชื่นชมว่า “นี่คือนวนิยายที่น่าหลงใหลและมีความซับซ้อนอย่างแยบยล มันสามารถทำสิ่งที่น่าทึ่งได้พร้อมกันถึงสองอย่าง นั่นคือการเป็นทั้งเรื่องราวความรักที่งดงาม และเป็นนวนิยายยุคหลังอาณานิคมที่เฉียบคม การใส่กลวิธีเรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่า ช่วยเพิ่มมิติที่น่าค้นหาให้กับแกนหลักของเรื่องรักโรแมนติกได้อย่างยอดเยี่ยม”

ด้วยโครงสร้างที่แนบเนียนนี้ ทำให้ในช่วงที่หนังสือถูกตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาจีนกลางเมื่อปี 2020 ผู้อ่านจำนวนมากต่างหลงเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นจริง

หยาง ซวงจื่อ ผู้เขียนในวัย 41 ปี ซึ่งมีผลงานหลากหลายทั้งความเรียง มังงะ และบทวิดีโอเกม เปิดเผยถึงแรงบันดาลใจในการเขียนว่า เธอต้องการสำรวจความรู้สึกอันซับซ้อนของคนไต้หวันที่มีต่ออดีตเจ้าอาณานิคม

“ในขณะที่เกาหลีและไต้หวันต่างเคยเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นเหมือนกัน แต่คนเกาหลีดูจะมีความรู้สึกขุ่นเคืองต่อประวัติศาสตร์ช่วงนั้นไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด ตรงกันข้ามกับคนไต้หวันที่มีความรู้สึกผสมปนเปรกันอย่างซับซ้อน ทั้งความไม่ชอบและความรู้สึกถวิลหาอดีต ฉันจึงอยากใช้มุมมองของคนไต้หวันร่วมสมัย เพื่อคลี่คลายสถานการณ์อันซับซ้อนที่บรรพบุรุษเคยเผชิญ และสำรวจว่าอนาคตแบบไหนที่เราควรจะก้าวไปข้างหน้า”

ก่อนหน้าที่จะคว้ารางวัล International Booker Prize ผลงานเล่มนี้ก็เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยเวอร์ชันภาษาจีนกลางดั้งเดิมได้รับรางวัล “Golden Tripod Award” ซึ่งเป็นเกียรติยศสูงสุดทางวรรณกรรมของไต้หวันในปี 2021 ขณะที่เวอร์ชันแปลภาษาอังกฤษของ ลิน คิง ก็คว้ารางวัล National Book Award สำหรับวรรณกรรมแปล ของสหรัฐฯ มาแล้วในปี 2024

หลิน กิง ผู้แปล ได้กล่าวถึงเสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้ว่า เป็นผลงานที่สร้างสมดุลระหว่างความทุกข์และความสุขของชาวไต้หวันภายใต้การควบคุมของญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี “ไม่ว่าช่วงเวลาจะยากลำบากแค่ไหน ฉันเชื่อว่ามนุษย์เรามักจะหาเศษเสี้ยวของความสุขและบ่อเกิดแห่งความรักเจอเสมอ ในยุคนั้นพวกเขายังคงมีอารมณ์ขัน มีอาหารอร่อยๆ มีภาพยนตร์ มีโรงเรียน มีการทะเลาะเบาะแว้งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และมีความรัก การจะบอกว่าไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย ก็เท่ากับเป็นการลดทอนคุณค่าของวัฒนธรรมหนึ่งให้เหลือเพียงแค่บาดแผลทางใจเท่านั้น”.

ที่มา BBC / Guardian

รวบลูกชายผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่น “แมงโก้” หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีพ่อมหาเศรษฐีตกหน้าผาดับ

รวบลูกชายผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่น "แมงโก้" หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีพ่อมหาเศรษฐีตกหน้าผาดับ

20 พ.ค. 2569 12:16 น.

รวบลูกชายผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่น “แมงโก้” หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีพ่อมหาเศรษฐีตกหน้าผาดับ

คดีการเสียชีวิตของ อิซัค อันดิก ผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นระดับโลก Mango ถูกรื้อใหม่ หลังตำรวจแคว้นกาตาลุญญาของสเปนตั้งข้อสงสัยลูกชาย อาจเกี่ยวข้องกับเหตุพ่อพลัดตกหน้าผาเสียชีวิตเมื่อปลายปี 2024

โจนาธาน อันดิก วัย 45 ปี ลูกชายของ อิซัค อันดิก ผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นระดับโลก Mango ผู้ล่วงลับ ถูกควบคุมตัวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ภายหลังเจ้าหน้าที่รื้อฟื้นการสอบสวนคดีดังกล่าวอีกครั้ง จากเดิมที่เคยสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุ

อิซัค วัย 71 ปี เสียชีวิตเมื่อเดือนธันวาคมปี 2024 หลังพลัดตกเหวระหว่างเดินเขาในเทือกเขามอนต์เซร์รัต ใกล้เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน โดยขณะเกิดเหตุเขาเดินทางไปพร้อมลูกชาย

อย่างไรก็ตาม สื่อท้องถิ่นยังรายงานข้อมูลไม่ตรงกันว่า ในวันเกิดเหตุมีเพียงพ่อลูกอยู่ด้วยกัน หรือมีสมาชิกครอบครัวคนอื่นร่วมเดินทางด้วย

ก่อนหน้านี้ โจนาธานเคยปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของพ่อ แต่ภายหลังตำรวจตัดสินใจกลับมาเปิดคดีอีกครั้ง หลังพบความไม่สอดคล้องบางอย่างในคำให้การ ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ La Vanguardia

เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัวเขาที่บ้านพักในช่วงสาย ก่อนนำตัวไปสอบปากคำเพิ่มเติม และต่อมาศาลมีคำสั่งให้ปล่อยตัวชั่วคราวโดยวางเงินประกัน 1 ล้านยูโร หรือราว 39 ล้านบาท พร้อมยึดหนังสือเดินทาง และกำหนดให้ต้องมารายงานตัวต่อศาลทุกสัปดาห์

ด้านโฆษกครอบครัวให้สัมภาษณ์กับ Reuters ว่า ครอบครัวยังคงเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของโจนาธาน

ทั้งนี้ อิซัค อันดิก เกิดในตุรกี ก่อนก่อตั้งแบรนด์ Mango ร่วมกับน้องชาย นาห์มาน อันดิก ที่เมืองบาร์เซโลนาเมื่อปี 1984

ปัจจุบัน Mango มีสาขาเกือบ 3,000 แห่งในกว่า 120 ประเทศทั่วโลก และในช่วงก่อนเสียชีวิต นิตยสาร Forbes ประเมินทรัพย์สินของอิซัคไว้ที่ราว 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

หลังการเสียชีวิตของพ่อ โจนาธานได้รับตำแหน่งรองประธานบอร์ดบริหารของ Mango และเคยดูแลไลน์เสื้อผ้าผู้ชาย Mango Man มาก่อน

ด้าน โทนี รุยซ์ ซีอีโอของ Mango เคยกล่าวว่า การจากไปของอิซัคถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการแฟชั่น และย้ำว่าทุกคนในบริษัทจะสานต่อวิสัยทัศน์ที่เขาวางไว้ต่อไป.

ที่มา :BBC

แรงงานซัมซุงเตรียมนัดหยุดงาน 48,000 คน ส่อกระทบเศรษฐกิจเกาหลีใต้-ซัพพลายชิปโลก

แรงงานซัมซุงเตรียมนัดหยุดงาน 48,000 คน ส่อกระทบเศรษฐกิจเกาหลีใต้-ซัพพลายชิปโลก

20 พ.ค. 2569 11:45 น.

แรงงานซัมซุงเตรียมนัดหยุดงาน 48,000 คน ส่อกระทบเศรษฐกิจเกาหลีใต้-ซัพพลายชิปโลก

สหภาพแรงงานของบริษัทซัมซุง อิเลคทรอนิคส์ ของเกาหลีใต้ ประกาศเดินหน้าแผนการนัดหยุดงานประท้วงในวันที่ 21 พ.ค. นี้ หลังจากความพยายามในการบรรลุข้อตกลงเรื่องโบนัสตามผลงานร่วมกับฝ่ายบริหารล้มเหลว โดยคาดว่าจะมีพนักงานเกือบ 48,000 คนพร้อมใจกันผละงานเป็นเวลา 18 วัน ท่ามกลางความกังวลว่าอาจกระทบเศรษฐกิจเกาหลีใต้และห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก

นายชเว ซึงโฮ ผู้นำสหภาพแรงงาน แถลงต่อสื่อมวลชนว่า ฝ่ายสหภาพได้ยอมรับข้อเสนอสุดท้ายจากตัวกลางของภาครัฐแล้ว แต่ความขัดแย้งยังคงไม่สามารถหาข้อยุติได้เนื่องจากฝ่ายบริหารปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว “เราขอแสดงความเสียใจและผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง แต่ทางสหภาพยืนยันที่จะเดินหน้านัดหยุดงานประท้วงตามกรอบของกฎหมายอย่างแน่นอน”

ข้อพิพาทระหว่างกลุ่มแรงงานและฝ่ายบริหารยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว โดยมีจุดชนวนสำคัญมาจากเรื่อง “โบนัสตามผลงาน” ที่เชื่อมโยงกับรายได้ของธุรกิจชิปประมวลผลสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ท่ามกลางวัฏจักรขาขึ้นของตลาดหน่วยความจำโลก

แม้ว่ารายงานระบุว่า ทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุความเข้าใจร่วมกันในเรื่อง “การยกเลิกเพดานการจ่ายโบนัสเดิม” ซึ่งปัจจุบันจำกัดไว้ที่ไม่เกิน 50% ของเงินเดือนประจำปีได้แล้ว แต่ประเด็นที่เป็นข้อติดขัดสำคัญคือโครงสร้างและสัดส่วนการกระจายเงินโบนัส

โดยข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงาน ต้องการให้จัดสรรเงินโบนัสในอัตราคงที่คิดเป็น 15% ของกำไรจากการดำเนินงานของแผนกเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมยกเลิกเพดานการจ่ายเงิน และต้องการให้ข้อตกลงนี้ถูกบรรจุเป็นระเบียบขององค์กรอย่างเป็นทางการในระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่ปีเดียว รวมถึงเรียกร้องโบนัสให้กับหน่วยธุรกิจที่ยังประสบภาวะขาดทุนด้วย

ส่วนข้อเสนอของฝ่ายบริหารเสนอให้คงระบบสิ่งจูงใจจากกำไรส่วนเกินแบบเดิม แต่ปรับให้คำนวณโบนัสจาก 10% ของกำไรจากการดำเนินงาน และเสนอให้มีระบบค่าตอบแทนพิเศษเพิ่มเติมเพื่อให้มีความยืดหยุ่น

ด้านแถลงการณ์ของซัมซุง อิเลคทรอนิคส์ ระบุถึง “ความเสียใจอย่างสุดซึ้ง” โดยชี้ว่าบริษัทได้พยายามโอนอ่อนผ่อนตามข้อเรียกร้องของสหภาพไปมากแล้ว แต่ทางสหภาพยังคงยืนกรานข้อเรียกร้องที่สูงเกินไป โดยเฉพาะการเรียกร้องค่าตอบแทนจำนวนมหาศาลให้กับหน่วยธุรกิจที่ยังขาดทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้เนื่องจากขัดต่อหลักการบริหารจัดการพื้นฐานของบริษัท

หลังจากการประกาศล้มโต๊ะเจรจาดังกล่าว ส่งผลให้ราคาหุ้นของซัมซุง อิเลคทรอนิคส์ ดิ่งลงทันทีประมาณ 3%

การประท้วงครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น สร้างความกังวลอย่างมากต่อรัฐบาลเกาหลีใต้ เนื่องจาก ซัมซุง ถือเป็นฟันเฟืองหลักที่แบกรับสัดส่วนการส่งออกเกือบ 1 ใน 4 หรือ 25% ของประเทศ โดยเฉพาะการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ที่คิดเป็น 35% ของยอดส่งออกรวมทั้งหมด ซึ่งหากการประท้วงยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกของเกาหลีใต้

นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกที่ต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานชิปจากเกาหลีใต้ต่างแสดงความกังวลเช่นกัน เพราะซัมซุงคือผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดในโลก การหยุดชะงักของสายการผลิตอาจทำให้ปัญหาชิปขาดแคลนในยุค AI บูมทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ขู่ว่าจะใช้มาตรการ “อนุญาโตตุลาการฉุกเฉิน” ซึ่งเป็นกฎหมายที่แทบไม่เคยนำมาใช้ เพื่อสั่งระงับการประท้วงชั่วคราวเป็นเวลา 30 วันและบังคับให้กลับเข้าสู่กระบวนการเจรจา อย่างไรก็ตาม ล่าสุดในวันพุธนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลระบุว่า การใช้มาตรการดังกล่าวยังเร็วเกินไป และเชื่อว่ายังพอมีเวลาสำหรับการพูดคุย โดยนายพัค ซูคึน ประธานคณะกรรมการแรงงานที่เป็นตัวกลางระบุว่า รัฐบาลพร้อมที่จะเปิดกระบวนการไกล่เกลี่ยใหม่อีกครั้ง “ได้ทุกเมื่อ” หากทั้งสองฝ่ายพร้อมเผชิญหน้ากันอีกครั้ง.

ที่มา Yonhap / Reuters

สุดสลด หญิงนิวยอร์กตกท่อดับกลางเมือง คาดรถบรรทุกทำฝาท่อหลุดก่อนเกิดเหตุ

สุดสลด หญิงนิวยอร์กตกท่อดับกลางเมือง คาดรถบรรทุกทำฝาท่อหลุดก่อนเกิดเหตุ

20 พ.ค. 2569 11:24 น.

สุดสลด หญิงนิวยอร์กตกท่อดับกลางเมือง คาดรถบรรทุกทำฝาท่อหลุดก่อนเกิดเหตุ

เกิดเหตุสลดกลางนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ เมื่อหญิงวัย 56 ปี ก้าวลงจากรถแล้วพลัดตกลงไปในท่อที่ไม่มีฝาปิด บริเวณถนนฟิฟธ์อเวนิวในย่านแมนฮัตตันจนเสียชีวิต

ตำรวจนครนิวยอร์กเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินก่อนเที่ยงคืนของวันจันทร์ และเมื่อไปถึงจุดเกิดเหตุ พบหญิงรายดังกล่าวหมดสติอยู่ภายในช่องใต้ดินลึกประมาณ 3 เมตร

ผู้เสียชีวิตถูกระบุชื่อว่า โดนิเก โกไจ อายุ 56 ปี ชาวเมืองไบรอาร์คลิฟฟ์ แมเนอร์ รัฐนิวยอร์ก โดยเจ้าหน้าที่นำตัวส่งโรงพยาบาลในพื้นที่ แต่แพทย์ประกาศว่าเธอเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ด้าน Con Edison บริษัทสาธารณูปโภคของนครนิวยอร์ก ระบุว่า จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด เชื่อว่าฝาท่อดังกล่าวอาจถูกแรงกระแทกจากรถบรรทุกจนเลื่อนหลุดออกจากตำแหน่ง

บริษัทระบุว่า หลังฝาท่อหลุดออกเพียงประมาณ 12 นาที ก่อนที่หญิงผู้เสียชีวิตจะขับรถมาจอดใกล้จุดดังกล่าว และเมื่อเธอก้าวลงจากรถ จึงตกลงไปในช่องใต้ดินโดยไม่ทันสังเกต

โฆษกของบริษัทกล่าวว่า แม้เหตุการณ์ลักษณะนี้จะเกิดขึ้นไม่บ่อย แต่ฝาท่ออาจเคลื่อนหลุดได้จากน้ำหนักของรถขนาดใหญ่ พร้อมยืนยันว่าขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมด และแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต

ครอบครัวของผู้เสียชีวิตให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า พวกเขายังไม่เข้าใจว่าเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร โดยลูกสะใภ้ของผู้เสียชีวิตระบุว่า บริเวณดังกล่าวไม่มีกรวยจราจร ป้ายเตือน หรือแผงกั้นใด ๆ เพื่อแจ้งเตือนอันตราย

ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างสอบสวนเหตุการณ์ แต่เบื้องต้นยังไม่พบพฤติกรรมเข้าข่ายอาชญากรรม ขณะที่สำนักงานแพทย์นิติเวชจะเป็นผู้สรุปสาเหตุการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ

รายงานระบุว่า ปัญหาฝาท่อเปิดถือเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยในนครนิวยอร์ก โดย New York City Department of Environmental Protection ดูแลระบบน้ำและท่อระบายน้ำของเมือง ซึ่งครอบคลุมท่อระบายน้ำหลายพันกิโลเมตร และฝาท่อใช้งานอยู่ราว 100,000 จุดทั่วเมือง

ขณะที่หนังสือพิมพ์ The New York Times รายงานว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มีการร้องเรียนเกี่ยวกับฝาท่อเปิดแล้วมากกว่า 700 ครั้งทั่วนครนิวยอร์ก.

ที่มา : BBC

Google เปิดตัว “แว่นอัจฉริยะ AI” รุ่นใหม่ ท้าชน Meta หลังเคยล้มเหลวจาก Google Glass

Google เปิดตัว "แว่นอัจฉริยะ AI" รุ่นใหม่ ท้าชน Meta หลังเคยล้มเหลวจาก Google Glass

20 พ.ค. 2569 09:42 น.

Google เปิดตัว “แว่นอัจฉริยะ AI” รุ่นใหม่ ท้าชน Meta หลังเคยล้มเหลวจาก Google Glass

Google เปิดตัวแว่นอัจฉริยะรุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ ในงานประชุมนักพัฒนา Google I/O ถือเป็นการหวนคืนสู่ตลาดแว่นอัจฉริยะอีกครั้ง หลังล้มเหลวกับ Google Glass เมื่อกว่าสิบปีก่อน

แว่นรุ่นใหม่ของกูเกิล ซึ่งถูกเรียกว่า “Audio Glasses” มาพร้อมไมโครโฟน กล้อง และลำโพงขนาดเล็กในตัว สามารถใช้โทรศัพท์ ฟังเพลง ถ่ายภาพ รวมถึงสนทนากับผู้ช่วย AI Gemini ได้โดยตรง

การกลับมาของกูเกิลครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการเปิดศึกกับ Meta ที่ครองตลาดแว่นตาอัจฉริยะอยู่ในขณะนี้ ผ่านแว่น Ray-Ban Meta Smart Glasses ซึ่งมียอดขายแล้วอย่างน้อย 7 ล้านชิ้นทั่วโลก

กูเกิลเปิดตัวแว่น 2 คอลเลกชัน ได้แก่ รุ่นที่ร่วมพัฒนากับแบรนด์แว่นตาสหรัฐฯ Warby Parker และอีกชุดจากแบรนด์แฟชันเกาหลีใต้ Gentle Monster

ด้านการพัฒนาระบบเทคนิคดำเนินการโดย Samsung และตัวแว่นสามารถเชื่อมต่อได้ทั้งสมาร์ตโฟน Android และ iPhone

ก่อนหน้านี้ กูเกิลเคยเปิดตัว Google Glass เมื่อปี 2013 แต่โครงการต้องยุติลง หลังถูกวิจารณ์อย่างหนักเรื่องการละเมิดความเป็นส่วนตัวและการแอบบันทึกภาพผู้คน

อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้กูเกิลพยายามแก้จุดอ่อนเดิม ด้วยการเน้นดีไซน์แฟชันให้ดูใกล้เคียงแว่นทั่วไปมากขึ้น เพื่อดึงดูดผู้บริโภคในวงกว้าง

แม้กูเกิลยังไม่เปิดเผยวันวางจำหน่ายและราคาอย่างเป็นทางการ แต่บริษัทระบุว่าแว่นอัจฉริยะรุ่นใหม่นี้จะเริ่มวางขายภายในปีนี้

นอกจากนี้ กูเกิลยังเปิดเผยด้วยว่า กำลังพัฒนาแว่นอัจฉริยะอีกเวอร์ชันที่มีจอแสดงผลในตัว คล้ายกับรุ่นล่าสุดของ Meta ที่เปิดตัวในช่วงปลายปี 2025 และขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบกับนักพัฒนาเพิ่มเติมแล้ว.

ที่มา : channelnewsasia

จับ 2 หนุ่มอเมริกัน เล่นพิเรนทร์บุกเข้าส่วนจัดแสดง น้องลิงพันช์ หวังทำคอนเทนต์ป่วนสวนสัตว์

จับ 2 หนุ่มอเมริกัน เล่นพิเรนทร์บุกเข้าส่วนจัดแสดง น้องลิงพันช์ หวังทำคอนเทนต์ป่วนสวนสัตว์

20 พ.ค. 2569 09:13 น.

จับ 2 หนุ่มอเมริกัน เล่นพิเรนทร์บุกเข้าส่วนจัดแสดง น้องลิงพันช์ หวังทำคอนเทนต์ป่วนสวนสัตว์

เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นจับกุมชายชาวอเมริกัน 2 คน หลังบุกเข้าไปในพื้นที่จัดแสดงลิงของสวนสัตว์อิชิคาวะ ซิตี้ ซู ใกล้กรุงโตเกียว ซึ่งเป็นบ้านของพันช์ลูกลิงชื่อดังที่เป็นไวรัลระดับโลก

ตำรวจเปิดเผยว่า หนึ่งในผู้ต้องหา ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยวัย 24 ปี ถูกจับเมื่อวันอาทิตย์ หลังปีนรั้วและกระโดดลงไปในคูน้ำ รอบกรงลิง ขณะที่ชายอีกคน ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นนักร้องวัย 27 ปี ทำหน้าที่ถ่ายคลิปเหตุการณ์

ภาพที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นชายคนหนึ่งสวมชุดแฟนซี พร้อมหัวหน้ากากหน้ายิ้มสีเหลืองและแว่นกันแดด ปีนรั้วเข้าไปในพื้นที่จัดแสดง จนทำให้ฝูงลิงแตกตื่นวิ่งหนีกันอลหม่าน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระบุว่าทั้งสองไม่ได้เข้าใกล้ตัวสัตว์ และถูกเจ้าหน้าที่สวนสัตว์เข้าควบคุมตัวได้อย่างรวดเร็ว

ตำรวจระบุว่า ชายทั้งสองถูกดำเนินคดีในข้อหา “ขัดขวางการดำเนินงานโดยใช้กำลัง” แต่ทั้งคู่ปฏิเสธข้อกล่าวหา นอกจากนี้ยังพบว่าไม่มีเอกสารยืนยันตัวตน และพยายามให้ข้อมูลชื่อปลอมกับเจ้าหน้าที่ในช่วงแรกของการสอบสวน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังสวนสัตว์แห่งนี้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวญี่ปุ่นและต่างชาติหลั่งไหลเข้าชมจำนวนมาก เพราะความโด่งดังของ “น้องพันช์” ลูกลิงที่ถูกแม่ทอดทิ้ง ที่กลายเป็นขวัญใจชาวเน็ต

ก่อนหน้านี้ สวนสัตว์ได้โพสต์ภาพของพันช์กอดตุ๊กตาอุรังอุตังจาก IKEA เพื่อปลอบใจตัวเอง หลังถูกแม่แท้ ๆ ปฏิเสธไม่เลี้ยงดู จนภาพดังกล่าวกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลกออนไลน์

ลูกลิงตัวนี้เกิดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และถูกเลี้ยงในสภาพแวดล้อมจำลอง ก่อนเริ่มฝึกกลับเข้าสู่ฝูงลิงอีกครั้งเมื่อต้นปีนี้ พร้อมเกิดแฮชแท็ก #HangInTherePunch ที่มีแฟนคลับติดตามจำนวนมาก

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเผชิญปัญหานักท่องเที่ยวและครีเอเตอร์ต่างชาติสร้างพฤติกรรมไม่เหมาะสมมากขึ้น ท่ามกลางจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

เมื่อปีที่ผ่านมา ยูทูบเบอร์ชาวยูเครนที่มีผู้ติดตามกว่า 6.5 ล้านคน ถูกจับหลังไลฟ์สดบุกรุกบ้านในเขตอพยพรอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ

ขณะที่ “จอห์นนี โซมาลี” สตรีมเมอร์ชาวอเมริกันชื่อดัง ก็เคยถูกจับในญี่ปุ่นเมื่อปี 2023 จากข้อหาบุกรุกพื้นที่ก่อสร้างเช่นกัน.

ที่มา: channelnewsasia