ลูกเรืออินเดียดับ 3 ศพ หลังสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันนอกชายฝั่งโอมาน

ลูกเรืออินเดียดับ 3 ศพ  หลังสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันนอกชายฝั่งโอมาน

11 มิ.ย. 2569 17:02 น.

ลูกเรืออินเดียดับ 3 ศพ หลังสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันนอกชายฝั่งโอมาน

รัฐบาลอินเดียยืนยันลูกเรือชาวอินเดีย 3 คนเสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่อเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวโอมาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการสกัดกั้นการขนส่งน้ำมันที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน นับเป็นผู้เสียชีวิตกลุ่มแรกนับตั้งแต่สหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการปิดล้อมทางทะเลเมื่อเดือนเมษายน ขณะที่อินเดียเรียกนักการทูตสหรัฐฯ เข้าพบเพื่อยื่นประท้วงอย่างรุนแรง

นายซาร์บานันดา โซโนวาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเดินเรือของอินเดีย ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ลูกเรือชาวอินเดีย 3 รายที่เคยมีรายงานว่าสูญหายก่อนหน้านี้ ได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตแล้ว หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจพบและพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลของศพเป็นที่เรียบร้อย

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากการที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ได้ส่งเครื่องบินรบปฏิบัติการโจมตีอย่างแม่นยำ เข้าใส่เรือบรรทุกน้ำมันชื่อ “เอ็มที เซตเตเบลโล” (MT Settebello) ซึ่งติดธงปาเลา บริเวณอ่าวโอมาน โดยกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า จำเป็นต้องยิงอาวุธนำวิถีถล่มเข้าที่บริเวณห้องเครื่องของเรือ เนื่องจากลูกเรือปฏิเสธและละเลยคำสั่งของกองกำลังอเมริกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในขณะที่เรือลำดังกล่าวพยายามฝ่าฝืนมาตรการคว่ำบาตรเพื่อขนส่งน้ำมันที่มาจากประเทศอิหร่าน

หลังการโจมตี กองทัพเรือโอมานได้ส่งหน่วยกู้ภัยเข้าตอบรับสัญญาณขอความช่วยเหลือของเรือเซตเตเบลโล เนื่องจากเกิดเพลิงไหม้รุนแรงในห้องเครื่อง โดยกระทรวงการต่างประเทศอินเดียแถลงว่า สามารถช่วยเหลือลูกเรือชาวอินเดียออกมาได้ชิ้นชีวิตจำนวน 21 ราย

แหล่งข่าวระดับสูงระบุว่า รัฐบาลอินเดียได้ทำการเรียกตัวรองหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูตของสหรัฐฯ ประจำประเทศอินเดียเข้าพบทันที เพื่อยื่นหนังสือ “ประท้วงอย่างรุนแรง” ต่อปฏิบัติการทางทหารที่เกินกว่าเหตุในครั้งนี้

สิ่งที่ทำให้ทางการอินเดียทวีความไม่พอใจ เนื่องจากนี่ถือเป็นเหตุการณ์โจมตีเรือสินค้าที่มีลูกเรือส่วนใหญ่เป็นชาวอินเดียลำที่ 2 แล้วภายในสัปดาห์เดียว โดยเมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ เพิ่งเปิดฉากถล่มเรือบรรทุกน้ำมันติดธงปาเลาอีกหนึ่งลำชื่อว่า “เอ็มที มาริเวกซ์” (MT Marivex) ในอ่าวโอมาน หลังจากเรือเปล่าลำดังกล่าวพยายามจะแล่นมุ่งหน้าไปยังท่าเรือของอิหร่าน ส่งผลให้ทางการโอมานต้องส่งเฮลิคอปเตอร์เข้าอพยพลูกเรือชาวอินเดียหนีตาย 24 ชีวิต ท่ามกลางกลุ่มควันสีดำหนาทึบที่พวยพุ่งออกจากสะพานเดินเรือและห้องพัก

นอกจากนี้ ในวันพฤหัสบดี สถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำโอมานยังได้รับรายงานอุบัติเหตุเกี่ยวกับเรือบรรทุกน้ำมันอีกหนึ่งลำ ซึ่งทางสหภาพลูกเรืออินเดีย ระบุว่าเป็นเรือที่มีชื่อว่า “เอ็มที จัลเวียร์” (MT Jalveer)” ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียด

นายซาร์บานันดา โซโนวาล กล่าวว่า “เป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจอย่างยิ่งที่เกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเช่นนี้บนเรือ เอ็มที เซตเตเบลโล รัฐบาลจะยืนหยัดเคียงข้างครอบครัวผู้สูญเสียในชั่วโมงที่ยากลำบากนี้ และผมได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งส่งตัวลูกเรือที่รอดชีวิตกลับประเทศโดยด่วน รวมถึงประสานงานนำร่างอันไร้วิญญาณของผู้เสียชีวิตกลับมาประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่บ้านเกิดโดยเร็วที่สุด”

ความสูญเสียครั้งนี้ถือเป็นกรณีลูกเรือเสียชีวิตครั้งแรก นับตั้งแต่รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มเปิดฉากมาตรการปิดล้อมทางทะเล ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2026 เพื่อสกัดกั้นกองทัพเรือเงา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรือเก่าที่ไม่มีการทำประกันภัยกับสถาบันการเงินตะวันตก แต่ถูกนำมาใช้หลบเลี่ยงกฎหมายเพื่อขนส่งน้ำมันเถื่อนของอิหร่านที่ถูกคว่ำบาตร โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯระบุว่า ปัจจุบันมาตรการปิดล้อมนี้สามารถสยบและทำลายระบบขับเคลื่อนของเรือที่ฝ่าฝืนไปแล้ว 8 ลำ, สั่งหันหลังกลับและเปลี่ยนเส้นทางเรือที่ยอมปฏิบัติตามกฎ 134 ลำ และอนุญาตให้เรือขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ผ่านทางไปได้ 42 ลำ

สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลใจอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมการเดินเรือพาณิชย์ เนื่องจาก อินเดียคือประเทศผู้ส่งออกแรงงานลูกเรือพาณิชย์รายใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของโลก โดยมีชาวอินเดียประกอบอาชีพเป็นกะลาสีและลูกเรือโลดแล่นอยู่ในกองเรือสินค้าทั่วโลกมากกว่า 300,000 คน

ด้าน นายอาร์เซนิโอ โดมิงเกซ เลขาธิการองค์กรทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) แห่งสหประชาชาติ ได้ออกแถลงการณ์ว่า “ขอประณามอย่างรุนแรงต่อการกระทำใด ๆ จากทุก ๆ ฝ่าย ที่ทำให้ชีวิตของลูกเรือและ ความปลอดภัยของการเดินเรือระหว่างประเทศต้องตกอยู่ในอันตราย นี่เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้โดยเด็ดขาด”

วิกฤตการณ์กลางทะเลในครั้งนี้ เกิดขึ้นในข่วงเวลาที่แหลมคมทางการเมือง เนื่องจากในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือ G7 ซึ่งคาดการณ์ว่า นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย มีกำหนดการที่จะเปิดโต๊ะเจรจาทวิภาคีร่วมกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ซึ่งประเด็นการสังหารลูกเรืออินเดียในครั้งนี้อาจกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ของสองมหาอำนาจต้องสั่นคลอน.

ที่มา Reuters / AFP

คุมตัว “หญิงไทย” ขึ้นศาลเมียนมา โยงคดีนักการทูตสหรัฐฯ ดับคาโรงแรมหรูย่างกุ้ง

คุมตัว "หญิงไทย" ขึ้นศาลเมียนมา โยงคดีนักการทูตสหรัฐฯ ดับคาโรงแรมหรูย่างกุ้ง

11 มิ.ย. 2569 15:28 น.

คุมตัว “หญิงไทย” ขึ้นศาลเมียนมา โยงคดีนักการทูตสหรัฐฯ ดับคาโรงแรมหรูย่างกุ้ง

หญิงชาวไทยรายหนึ่งถูกนำตัวขึ้นศาลในนครย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา วันนี้ (11 มิ.ย.) หลังถูกจับกุมในคดีที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำเมียนมา ซึ่งถูกพบเป็นศพภายในโรงแรมแห่งหนึ่งในนครย่างกุ้งเมื่อเดือนพฤษภาคม โดยพบบาดแผลฉกรรจ์ที่ศีรษะ-คอ ขณะที่ทางการไทยเข้าให้ความช่วยเหลือทางกงสุลแล้ว

แหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเมียนมาเปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า หญิงสัญชาติไทยรายหนึ่งที่ถูกจับกุมในข้อหาพัวพันกับการเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำของนักการทูตชาวอเมริกัน มีกำหนดถูกนำตัวขึ้นศาลเขตกามายุต ในนครย่างกุ้ง

คดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 พ.ค. ที่ผ่านมา ณ อาคารชุดพักอาศัยและโรงแรม “ซากุระ เรสซิเดนซ์” ซึ่งตั้งอยู่ในย่าน “โกลเดน วัลเลย์” ย่านหรูหราอันเป็นที่ตั้งของสถานทูตและบ้านพักนักการเมือง โดยอยู่ห่างจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำเมียนมาเพียง 1.5 กิโลเมตร ส่งผลให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มนักการทูต เจ้าหน้าที่องค์การสหประชาชาติ เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ และนักธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาพำนักระยะยาว

รายงานข่าวระบุว่า นักการทูตชาวอเมริกันรายนี้เป็นชายอายุ 43 ปี เขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนแต่แพทย์ประกาศว่าเสียชีวิตตั้งแต่มาถึง โดยสภาพศพพบบาดแผลฉีกขาดรุนแรงบริเวณศีรษะและลำคอ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเมียนมาสืบสวนและมุ่งเป้าไปที่ประเด็น “การฆาตกรรม” ก่อนจะเข้าควบคุมตัวหญิงชาวไทยที่พักอาศัยอยู่ในห้องพักของทูตรายนี้ขณะเกิดเหตุไว้เป็นผู้ต้องสงสัยหลัก

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุเพียงสั้น ๆ ว่า มี “ลูกจ้างของรัฐบาลสหรัฐฯ” ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง เสียชีวิตจริง แต่ปฏิเสธที่จะเปิดเผยอัตลักษณ์หรือรายละเอียดอื่น ๆ ของผู้ตาย

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุในอีเมลตอบกลับสำนักข่าวเอพีว่า “เพื่อเป็นการเคารพต่อความเป็นส่วนตัวของครอบครัวและผู้อันเป็นที่รักของผู้เสียชีวิต ทางกระทรวงฯ จึงยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมที่จะชี้แจงต่อสื่อมวลชนในเวลานี้” 

ขณะเดียวกัน ด้านกระทรวงการต่างประเทศของไทยแถลงชี้แจงว่า ทางสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง ได้รับทราบเรื่องแล้ว และได้เข้าให้ความช่วยเหลือทางกงสุลแก่หญิงไทยที่ถูกคุมขังรายนี้ตามขั้นตอน พร้อมทั้งแจ้งให้ญาติและครอบครัวของเธอที่ประเทศไทยทราบเรื่องแล้ว ทว่าปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติมถึงรูปคดี

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า บรรยากาศการสืบสวนคดีนี้เป็นไปอย่างยากลำบากและถูกปิดบังเป็นความลับ โดยผู้จัดการและพนักงานต้อนรับของโรงแรมซากุระ เรสซิเดนซ์ ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลใด ๆ แก่สื่อมวลชน เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำสถานีท้องถิ่นที่รับผิดชอบคดีดังกล่าว ซึ่งปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์และวางสายใส่ผู้สื่อข่าวทันที

นับตั้งแต่กองทัพเมียนมาเปิดฉากรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งของนางอองซานซูจี เมื่อปี 2021 เมียนมาก็ตกอยู่ภายใต้ภาวะสงครามกลางเมืองและการสู้รบอย่างรุนแรงระหว่างกองทัพรัฐบาลทหารและกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ รวมถึงกลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตย ส่งผลให้ระบบตุลาการและกระบวนการทางศาลของเมียนมาขาดความโปร่งใสอย่างสิ้นเชิง มีการจำกัดสิทธิ์และปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลของสื่อมวลชนอย่างเข้มงวด ทำให้การติดตามความคืบหน้าคดีนี้เป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น.

ที่มา AFP / Associated Press

เกาหลีใต้สั่งปรับ “Coupang” ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซ 1.34 หมื่นล้าน ทำข้อมูลลูกค้ารั่วไหล 37 ล้านบัญชี

เกาหลีใต้สั่งปรับ "Coupang" ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซ 1.34 หมื่นล้าน ทำข้อมูลลูกค้ารั่วไหล 37 ล้านบัญชี

11 มิ.ย. 2569 14:41 น.

เกาหลีใต้สั่งปรับ “Coupang” ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซ 1.34 หมื่นล้าน ทำข้อมูลลูกค้ารั่วไหล 37 ล้านบัญชี

คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแห่งเกาหลีใต้ สั่งปรับ “Coupang” แพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์รายใหญ่ที่สุดของประเทศ เป็นเงินจำนวนมหาศาลกว่า 624,680 ล้านวอน หรือราว 1.34 หมื่นล้านบาท หลังสืบสวนพบระบบรักษาความปลอดภัยหละหลวม ทำข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า 37.5 ล้านบัญชีรั่วไหล

คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแห่งเกาหลีใต้ (PIPC) ได้ประกาศลงโทษปรับเงินบริษัท Coupang (คูปัง) ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซที่มักได้รับการขนานนามว่าเป็น “Amazon แห่งเกาหลีใต้” เป็นจำนวนเงินสูงถึง 624,680 ล้านวอน หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 1.34 หมื่นล้านบาท

บทลงโทษดังกล่าวถือเป็นมูลค่าค่าปรับที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในคดีข้อมูลรั่วไหลของประเทศเกาหลีใต้ สูงกว่าสถิติเดิมของบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือรายใหญ่อย่าง SK Telecom ที่เคยถูกสั่งปรับไปราว 88 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อปีที่ผ่านมา โดย PIPC ระบุความผิดว่า Coupang ละเลยต่อการปฏิบัติตามข้อผูกพันด้านความปลอดภัย และมีการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนโดยไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับ

จากการสืบสวนของทางการเกาหลีใต้พบว่า ความผิดพลาดเกิดจากการขาดมาตรการป้องกันขั้นพื้นฐานที่เหมาะสม รวมถึงการบริหารจัดการคีย์สำหรับถอดรหัสลงนามที่ไร้ประสิทธิภาพ และการควบคุมการเข้าถึงระบบที่หละหลวม ส่งผลให้ข้อมูลส่วนบุคคลของบัญชีผู้ใช้งานราว 37.5 ล้านรายถูกเปิดเผยสู่ภายนอก ซึ่งตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมดในเกาหลีใต้ที่มีอยู่ราว 50 ล้านคน

สำหรับข้อมูลที่รั่วไหลประกอบด้วย ชื่อลูกค้า, ข้อมูลการติดต่อ, รายละเอียดการจัดส่งสินค้า และประวัติการสั่งซื้อ ยิ่งไปกว่านั้น PIPC ยังตรวจพบว่า Coupang ได้แอบลักลอบเก็บข้อมูลบันทึกกิจกรรมออนไลน์ของผู้ซื้อสินค้าราว 11.17 ล้านรายจากเว็บไซต์และแอปพลิเคชันบุคคลที่สาม แล้วนำมาจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลในรูปแบบที่สามารถระบุตัวตนบุคคลได้ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ ซง คย็อง-ฮี ประธาน PIPC แถลงว่า ตามกฎหมายระบุว่าบริษัทต้องแจ้งเหตุให้ผู้เสียหายทราบภายใน 72 ชั่วโมง แต่ Coupang กลับ “แจ้งเหตุล่าช้าปัดความรับผิดชอบ” ส่งผลให้ประชาชนไม่ทราบเรื่องและสูญเสียโอกาสในการระวังป้องกันความเสียหายซ้ำซ้อนที่อาจตามมา

วิกฤตดังกล่าวเริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ผ่านเซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ ก่อนจะถูกร้องเรียนและปรากฏเป็นข่าวในเดือนพฤศจิกายน ในช่วงแรกบริษัทแจ้งว่าพบข้อมูลรั่วไหลเพียง 4,500 บัญชี ก่อนที่การตรวจสอบภายในภายหลังจะพบว่ามีบัญชีที่น่าจะถูกเปิดเผยถึงเกือบ 34 ล้านบัญชี ขณะที่ตัวเลขของรัฐบาลระบุว่าสูงถึง 37.5 ล้านบัญชี อย่างไรก็ตาม ล่าสุด Coupang ยังคงยืนกรานสู้คดีในชั้นศาลว่ามีข้อมูลที่ได้รับผลกระทบจริง ๆ เพียง 3,000 รายการเท่านั้น

หลังเกิดเหตุดังกล่าว นายพัก แด-จุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Coupang ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งทันทีเพื่อเป็นการน้อมรับความผิดและขอโทษต่อสาธารณชน โดยมีนายฮาโรลด์ โรเจอร์ส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร เข้ามารับตำแหน่งซีอีโอชั่วคราว

ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซระบุในแถลงการณ์ว่า บริษัทเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อความกังวลที่เกิดขึ้นกับลูกค้าและสาธารณชน พร้อมรับปากจะยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้เข้มงวดขึ้น “อย่างไรก็ดี เรารู้สึกเสียใจที่มาตรการเชิงรุกที่บริษัททำเพื่อป้องกันความเสียหาย รวมถึงคำชี้แจงบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่ชัดเจน ไม่ได้รับการพิจารณาอย่างเพียงพอในมติของคณะกรรมการ และเราคาดหวังว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดจะถูกพิสูจน์ให้กระจ่างแจ้งผ่านกระบวนการทางกฎหมายต่อไป”

ประเด็นที่น่าจับตามองที่สุดคือ คดีนี้กำลังกลายเป็นชนวนเหตุความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจระหว่างเกาหลีใต้และสหรัฐฯ เนื่องจากบริษัท Coupang เป็นบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งในประเทศสหรัฐฯ และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก แม้ว่ารายได้หลักเกือบทั้งหมดจะมาจากตลาดเกาหลีใต้ก็ตาม

ที่ผ่านมา สมาชิกพรรครีพับลิกันของสหรัฐฯ ได้ออกมาโจมตีว่าการสืบสวนของเกาหลีใต้ถือเป็น “มาตรการกำกับดูแลที่เลือกปฏิบัติ” ต่อภาคธุรกิจอเมริกัน ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ถึงขั้นขู่ว่าจะระงับการเจรจาความมั่นคงระดับสูงกับเกาหลีใต้ เว้นแต่จะมีการการันตีความคุ้มครองทางกฎหมายให้แก่ นายคิม บอม-ซุก ประธานกรรมการของ Coupang ซึ่งมีสัญชาติอเมริกัน

ด้าน คิม แด-จง ศาสตราจารย์ด้านธุรกิจจากมหาวิทยาลัยเซจงในกรุงโซล วิเคราะห์ว่า “มูลค่าค่าปรับที่สูงลิ่วเกินกว่ากรณีของ SK Telecom อาจนำไปสู่เสียงต่อต้านอย่างรุนแรงจากฝั่งสหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯ จะมองว่านี่คือการลงโทษที่เกินกว่าเหตุ และทาง Coupang จะเดินหน้าสู้คดีในชั้นศาลจนถึงที่สุดอย่างแน่นอน”.

ที่มา AFP / BBC

จีนรวบตัวชายฉงชิ่ง หลอกรับเลี้ยงสุนัขก่อนทรมานจนบาดเจ็บ-ตาย

จีนรวบตัวชายฉงชิ่ง หลอกรับเลี้ยงสุนัขก่อนทรมานจนบาดเจ็บ-ตาย

11 มิ.ย. 2569 13:55 น.

จีนรวบตัวชายฉงชิ่ง หลอกรับเลี้ยงสุนัขก่อนทรมานจนบาดเจ็บ-ตาย

ทางการจีนควบคุมตัวชายวัย 39 ปีในนครฉงชิ่ง หลังถูกกล่าวหาว่าหลอกขอรับเลี้ยงสุนัขและแมวจำนวนมาก ก่อนทรมานและทำร้ายสัตว์จนบาดเจ็บหรือเสียชีวิต พร้อมถ่ายคลิปเผยแพร่และจำหน่ายทางออนไลน์ เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความโกรธแค้นในสังคมจีน จนนำไปสู่การชุมนุมประท้วงหลายวันและกระแสเรียกร้องให้จีนออกกฎหมายลงโทษการทารุณกรรมสัตว์อย่างจริงจัง

คืบหน้าคดีสะเทือนใจคนรักสัตว์ในประเทศจีน ซึ่งกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างดุเดือด ล่าสุด สำนักงานตำรวจนครฉงชิ่งได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ระบุว่า ได้ทำการจับกุมและลงโทษกักขังแก่ นายหลี่ ชายวัย 39 ปี หรือที่รู้จักกันในฉายาบนโลกออนไลน์ว่า “ฉงชิ่ง ซามูเอลโกว่” เป็นเวลา 15 วัน ซึ่งถือเป็นโทษขั้นสูงสุดภายใต้กฎหมายการจัดการความปลอดภัยสาธารณะของจีน หลังจากสืบสวนพบว่า นายหลี่ได้ใช้อุบายหลอกลวงผู้อื่นเพื่อขอรับเลี้ยงสุนัข ก่อนจะลงมือทำร้ายและทรมานจนสัตว์ได้รับบาดเจ็บสาหัสและล้มตาย

อย่างไรก็ตาม บทลงโทษดังกล่าวสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้แก่กลุ่มอาสาสมัครและประชาชนทั่วไป เนื่องจากภายใต้กฎหมายปัจจุบันของประเทศจีน “ยังไม่มีบทลงโทษทางอาญาโดยตรงสำหรับผู้ที่ทารุณกรรมสัตว์” ส่งผลให้ฝูงชนกว่า 100 คน รวมตัวปักหลักปิดล้อมอพาร์ตเมนต์ของนายหลี่ในเขตเจียงเป่ย รวมถึงบริเวณสถานีตำรวจอย่างต่อเนื่องเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม โดยมีประชาชนบางส่วนนำเก้าอี้และกางเต็นท์นอนประท้วง มีการจัดทำข้าวหม้อใหญ่และเสบียงมาแจกจ่ายในพื้นที่ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลได้เข้าตรึงกำลังและควบคุมตัวผู้ประท้วงบางส่วนที่พยายามถ่ายภาพเหตุการณ์

ชนวนเหตุเริ่มถูกเปิดเผยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา หลังจากนายหลี่ได้โพสต์โฆษณาบนแพลตฟอร์มโต่วอิน หรือ TikTok เวอร์ชันจีน อ้างว่าตนเองต้องการอุปการะสุนัขไปเลี้ยงฟรี โดยแต่งเรื่องหลอกลวงเจ้าของเดิมว่า “ลูก ๆ ทั้งสองคนของเขาชอบลูกสุนัขมาก” จนกระทั่งมีหญิงสาวรายหนึ่งหลงเชื่อและส่งมอบลูกสุนัขให้

แต่ในเวลาต่อมา กลุ่มอาสาสมัครได้ไปพบลูกสุนัขตัวหนึ่งชื่อว่า “ตงตง” ถูกทิ้งไว้ที่ราวบันไดอาคารที่พักของนายหลี่ ในสภาพปางตาย หัวบวมเป่ง ขาหัก ท้ายที่สุดเมื่อนำตัวส่งโรงพยาบาลสัตว์ แพทย์ระบุว่า สุนัขถูกทำร้ายอย่างโหดเหี้ยม “ฟันถูกเลื่อยจนเรียบเสมอเหงือก และหางถูกตัดขาด” จนต้องทำการฟอกเลือดและกู้ชีพอย่างเร่งด่วน ซึ่งทางโรงพยาบาลเผยว่าหลังจากยื้อชีวิตมาหลายวัน ล่าสุดเจ้าตงตงเริ่มกลับมาทานอาหารได้เองเป็นครั้งแรก

นอกจากนี้ กลุ่มพิทักษ์สิทธิสัตว์ยังสืบพบว่า นายหลี่ไม่ได้ทำเป็นครั้งแรก แต่มีพฤติกรรมทำเป็นขบวนการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทำคลิปวิดีโอการทรมานสัตว์ไปขายในกลุ่มลับออนไลน์

กลุ่มอาสาสมัครและนักกฎหมายจากองค์กร “ผู้พิทักษ์สัตว์เลี้ยง” แย้งว่า ทางการไม่ควรด่วนสรุปสั่งขังเพียง 15 วันแล้วปล่อยตัวไป แต่ควรใช้มาตรา 275 ของกฎหมายอาญาจีน ในข้อหา “เจตนาทำลายทรัพย์สินของผู้อื่น”

เนื่องจากการกระทำของนายหลี่เข้าข่ายการหลอกลวงเพื่อเอาทรัพย์สินของผู้อื่นไปทำลาย ซึ่งตามเกณฑ์กฎหมายของนครฉงชิ่ง หากมูลค่าความเสียหายรวมกันเกิน 5,000 หยวน (ประมาณ 24,000 บาท) จะสามารถสั่งฟ้องเป็นคดีอาญาที่มีโทษจำคุกได้ทันที อาสาสมัครจึงเรียกร้องให้ตำรวจตรวจสอบประวัติการรับเลี้ยงสุนัขย้อนหลัง 1-2 ปีของนายหลี่ เพื่อรวมรวบมูลค่าของสุนัขทุกตัวที่ถูกหลอกไปฆ่าและยกระดับเป็นคดีอาญา

เหตุการณ์ดังกล่าวยังส่งผลกระทบสะท้อนกลับไปยังบัญชี WeChat ของโรงพยาบาลสัตว์ที่ช่วยรักษาเจ้าตงตง ที่จู่ ๆ ก็ถูกสั่งระงับการใช้งานชั่วคราวหลังถูกรายงานในระบบ เนื่องจากมีการเปิดสตรีมมิงรายงานอาการของสุนัข ซึ่งมีผู้บริจาคเงินเข้ามาจำนวน 14,416 หยวน (ประมาณ 70,000 บาท) โดยทางโรงพยาบาลยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่า ไม่ได้เปิดรับเงินเพื่อสร้างกระแส และจะนำเงินบริจาคทั้งหมดส่งมอบต่อให้แก่องค์กรการกุศลเพื่อสัตว์จรจัดต่อไป.

ที่มา BBC / global.hk01

สหรัฐฯ-อิหร่านเปิดฉากโจมตีตอบโต้วันที่สอง

สหรัฐฯ-อิหร่านเปิดฉากโจมตีตอบโต้วันที่สอง

11 มิ.ย. 2569 12:40 น.

สหรัฐฯ-อิหร่านเปิดฉากโจมตีตอบโต้วันที่สอง

สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางสุ่มเสี่ยงลุกลามสู่สงครามเต็มรูปแบบ หลังสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากยิงอาวุธถล่มตอบโต้กันอย่างดุเดือดเป็นคืนที่สองติดต่อกัน ส่งผลให้ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่ทำไว้เมื่อเดือนเมษายนพังทลายลง ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยื่นคำขาดพร้อมถล่มซ้ำหากอิหร่านยังไม่ยอมลงนามข้อตกลงสันติภาพ

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังทั้งสองฝ่ายเปิดฉากโจมตีทางทหารตอบโต้กันเป็นวันที่สองติดต่อกัน สั่นคลอนข้อตกลงหยุดยิงที่บรรลุร่วมกันเมื่อเดือนเมษายน และเพิ่มความเสี่ยงที่สงครามในตะวันออกกลางจะขยายวงกว้าง

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ แถลงว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้เสร็จสิ้นปฏิบัติการโจมตีเพื่อป้องกันตนเอง โดยมุ่งเป้าไปที่ระบบเฝ้าระวังทางทหาร ระบบสื่อสาร เรดาร์ และฐานป้องกันภัยทางอากาศหลายแห่งในอิหร่าน โดยระบุว่าเป็นการตอบโต้ต่อสิ่งที่เรียกว่า “การรุกรานอย่างต่อเนื่องและไร้เหตุผล” ของอิหร่าน

ก่อนการโจมตีไม่นาน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศว่าจะโจมตีอิหร่านอย่างหนักอีกครั้ง หากรัฐบาลอิหร่านยังไม่ยอมลงนามในข้อตกลงสันติภาพกับสหรัฐฯ โดยทันที พร้อมกล่าวหาว่าอิหร่านใช้เวลานานเกินไปในการเจรจาเพื่อยุติสงครามอย่างถาวร

ด้านนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวว่า อิหร่านได้รับโอกาสในการเจรจาแล้วแต่ไม่ตอบรับ พร้อมยืนยันว่าการโจมตีครั้งล่าสุดมีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงกดดันให้อิหร่านกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา

หลังการโจมตีของสหรัฐฯ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน หรือ IRGC ได้เปิดปฏิบัติการตอบโต้ทันที โดยระบุว่าได้ยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ จำนวน 18 จุดในคูเวตและบาห์เรน รวมถึงกองเรือที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในบาห์เรน IRGC ยังอ้างว่าได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกล 12 ลูกใส่ฐานทัพอัลอัซรัคในจอร์แดน ซึ่งเป็นฐานบัญชาการของสหรัฐฯ เป็นคืนที่สองติดต่อกัน

ทางการคูเวตเปิดเผยว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศได้เข้าสกัดเป้าหมายทางอากาศที่เป็นภัยคุกคาม ขณะที่บาห์เรนยืนยันว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดและทำลายการโจมตีจากอิหร่านได้สำเร็จ พร้อมมีการเปิดสัญญาณเตือนภัยทางอากาศทั่วประเทศในช่วงกลางดึก คูเวตยังประกาศปิดน่านฟ้าชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดได้ขยายไปยังช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก โดยสื่อทางการอิหร่านรายงานว่าช่องแคบดังกล่าวถูกปิดการเดินเรือทุกประเภทอย่างสมบูรณ์ และ IRGC อ้างว่าได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำที่แล่นผ่านพื้นที่ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ปฏิเสธรายงานดังกล่าว โดยยืนยันว่าช่องแคบฮอร์มุซยังคงเปิดใช้งาน และเรือพาณิชย์ยังสามารถเดินทางผ่านได้ตามปกติ

ความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของการขนส่งพลังงานส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นทันที โดยน้ำมันดิบเบรนต์ ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงสำคัญของโลก พุ่งขึ้นเกือบ 2% แตะระดับประมาณ 95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

รายงานจากอิหร่านระบุว่า เกิดเสียงระเบิดในหลายเมืองทั่วประเทศ รวมถึงเมืองสิริก คาร์กัน บันดาร์อับบาส มีนาบ และคาราจ ใกล้พื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ สะท้อนขอบเขตการโจมตีที่ขยายตัวมากขึ้น

สถานการณ์ล่าสุดถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดต่อข้อตกลงหยุดยิงที่ทั้งสองฝ่ายบรรลุร่วมกันเมื่อเดือนเมษายน ซึ่งเดิมมีกำหนดใช้เป็นเวลา 2 สัปดาห์ แม้หลังจากนั้นจะมีการยิงตอบโต้กันเป็นระยะ แต่ยังไม่ลุกลามกลับสู่สงครามเต็มรูปแบบ

ชนวนของความรุนแรงรอบล่าสุดเริ่มต้นขึ้นหลังเฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบอาปาเช่ของสหรัฐฯ ถูกยิงตกใกล้ช่องแคบฮอร์มุซเมื่อต้นสัปดาห์ โดยสหรัฐฯ กล่าวหาอิหร่านว่าอยู่เบื้องหลัง ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในหลายประเทศทั่วภูมิภาค

ด้านนายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ยืนยันว่าอิหร่านจะยืนหยัดต่อสู้กับแรงกดดันและการคุกคามทุกรูปแบบ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านกล่าวหาสหรัฐฯ ว่ากำลังบ่อนทำลายกระบวนการทางการทูตผ่านการส่งสัญญาณที่ขัดแย้งกัน

นอกจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านแล้ว การสู้รบในเลบานอนระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านยังดำเนินต่อเนื่อง โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13 คนจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในภาคใต้ของเลบานอน

ด้านนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ เตือนว่าตะวันออกกลางกำลังถูกดึงเข้าสู่วิกฤตที่ลึกยิ่งขึ้น พร้อมระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงในปัจจุบันแทบไม่ต่างจาก “การลดระดับการยิง” มากกว่าจะเป็นการหยุดยิงที่แท้จริง นายกูเตอร์เรสเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันกลับสู่แนวทางทางการทูตโดยเร็วที่สุด พร้อมย้ำว่า “ต้องไม่มีการโจมตีเพิ่มเติม และต้องไม่มีข้ออ้างสำหรับความรุนแรงอีกต่อไป”

สงครามที่ดำเนินมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วหลายพันราย และส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 20% ของปริมาณการค้าทั่วโลก ทำให้ตลาดพลังงานและเศรษฐกิจโลกยังคงจับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด.

ที่มา BBC / Reuters

ผลวิจัยชี้ ฝนตกหนัก-ดินถล่มเกาะสุมาตรา 4 วัน ทำประชากร “ลิงอุรังอุตังตาปานูลี” ลดกว่า 7%

ผลวิจัยชี้ ฝนตกหนัก-ดินถล่มเกาะสุมาตรา 4 วัน ทำประชากร "ลิงอุรังอุตังตาปานูลี" ลดกว่า 7%

11 มิ.ย. 2569 11:51 น.

ผลวิจัยชี้ ฝนตกหนัก-ดินถล่มเกาะสุมาตรา 4 วัน ทำประชากร “ลิงอุรังอุตังตาปานูลี” ลดกว่า 7%

ผลการศึกษาฉบับใหม่เผยว่า ฝนตกหนักและดินถล่มเพียง 4 วัน จากอิทธิพลของพายุไซโคลนเซนยาร์ที่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปลายปี 2025 ทำให้ “อุรังอุตังทาปานูลี” สัตว์ตระกูลลิงใหญ่ที่ใกล้สูญพันธุ์มากที่สุดในโลก ตายอย่างน้อย 58 ตัว หรือราว 7% ของประชากรทั้งหมดที่มีอยู่ไม่ถึง 800 ตัวบนโลก

ผลการศึกษาที่เผยแพร่วันนี้ (11 มิ.ย.) ระบุว่า ฝนตกหนักต่อเนื่องเพียง 4 วันและเหตุการณ์ดินถล่มบนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ได้สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อประชากรอุรังอุตังทาปานูลี (Tapanuli Orangutan) ซึ่งเป็นลิงใหญ่ที่หายากและใกล้สูญพันธุ์มากที่สุดในโลก

นักวิจัยประเมินว่า อุรังอุตังทาปานูลีอย่างน้อย 58 ตัว จากประชากรที่เหลืออยู่ไม่ถึง 800 ตัว ตายจากผลกระทบของสภาพอากาศสุดขั้วในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา คิดเป็นประมาณ 7% ของประชากรทั้งหมดของสายพันธุ์

อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยระบุว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการประเมินแบบจำกัด และยังไม่รวมผลกระทบทางอ้อมจากการที่เรือนยอดป่าได้รับความเสียหาย หรือปริมาณอาหารตามธรรมชาติลดลงหลังเกิดภัยพิบัติ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากอิทธิพลของพายุไซโคลนเซนยาร์ (Cyclone Senyar) ที่พัดถล่มเกาะสุมาตราในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,000 คน และนับเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2025

นักวิจัยระบุว่า ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เหตุการณ์ฝนตกหนักรุนแรงสามารถคุกคามการอยู่รอดของประชากรลิงใหญ่ได้โดยตรง ขณะที่ผลกระทบต่อสัตว์ป่าอื่น ๆ ในพื้นที่ยังยากต่อการประเมินอย่างเป็นรูปธรรม

ก่อนหน้านี้ นักอนุรักษ์และผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่าได้สังเกตว่าหลังพายุผ่านพ้นไป การพบเห็นอุรังอุตังทาปานูลีในพื้นที่ลดลงอย่างผิดปกติ จนนำไปสู่ข้อสันนิษฐานว่าสัตว์จำนวนมากอาจถูกกระแสน้ำหลากหรือดินถล่มพัดพาไป

ศาสตราจารย์ เอริก เมยาร์ด ผู้อำนวยการบริหารขององค์กร บอร์เนียว ฟิวเจอร์ส (Borneo Futures) ในประเทศบรูไน และเป็นหนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยชิ้นนี้ เปิดเผยว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิต 58 ตัวนั้นเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจจากการประเมินเบื้องต้นเมื่อเดือนธันวาคมปีก่อนที่คาดไว้ที่ 35 ตัว

หลายสัปดาห์หลังเกิดพายุ เจ้าหน้าที่ด้านมนุษยธรรมในพื้นที่รายงานว่าพบซากอุรังอุตังทาปานูลีตัวหนึ่งถูกฝังอยู่ใต้กองโคลนและซากไม้ในหมู่บ้านปูโลปักกัต เขตตาปานูลีตอนกลาง

เด็คกี จันทรา เจ้าหน้าที่ภาคสนามที่ร่วมปฏิบัติงานในพื้นที่ เปิดเผยว่า ปกติอุรังอุตังมักลงมาหากินผลไม้บริเวณดังกล่าว แต่หลังภัยพิบัติ พื้นที่กลับกลายเป็นเหมือนสุสานของพวกมัน

ศาสตราจารย์เมย์ยาร์ดกล่าวว่า ภาพซากสัตว์ที่เขาได้รับแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของดินถล่ม โดยระบุว่าหากป่าหลายเฮกตาร์พังถล่มลงมาในคราวเดียว แม้แต่อุรังอุตังที่มีพละกำลังมากก็ไม่อาจเอาตัวรอดได้

รายงานยังชี้ว่า แม้พายุไซโคลนเซนยาร์จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์มีส่วนสำคัญที่ทำให้ความรุนแรงของสภาพอากาศเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มว่าเหตุการณ์ฝนตกหนักสุดขั้วในพื้นที่จะเกิดบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้นในอนาคต

นักวิจัยเตือนว่า อุรังอุตังทาปานูลี ซึ่งเพิ่งได้รับการจำแนกเป็นสายพันธุ์ใหม่ของโลกเมื่อปี 2017 อาจสูญพันธุ์ได้ หากประชากรลดลงมากกว่า 1% ต่อปีอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน รัฐบาลอินโดนีเซียได้ระงับโครงการพัฒนาขนาดใหญ่หลายโครงการในพื้นที่ป่าคุ้มครองบาตังโตรู (Batang Toru) ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยหลักของอุรังอุตังทาปานูลี ทั้งโครงการเหมืองแร่ การขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน และโครงการพลังงานไฟฟ้าพลังน้ำ เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยประเมินความเสี่ยงด้านระบบนิเวศอย่างละเอียดมากขึ้น

คณะผู้วิจัยระบุว่า วิกฤตที่อุรังอุตังทาปานูลีกำลังเผชิญสะท้อนให้เห็นถึงการบรรจบกันของปัญหาความไม่มั่นคงทางสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และความเปราะบางของระบบนิเวศ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตอบสนองในระดับสากลอย่างเร่งด่วน

นักวิจัยย้ำว่า การปกป้องอุรังอุตังทาปานูลีที่ยังเหลืออยู่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากนานาชาติ ทั้งการคุ้มครองภายในประเทศ การวางแผนรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสนับสนุนด้านงบประมาณและเทคโนโลยีจากทั่วโลก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสูญพันธุ์ของลิงใหญ่สายพันธุ์หนึ่งของโลกเป็นครั้งแรกในยุคสมัยใหม่.

ที่มา BBC

จลาจลเบลฟาสต์เดือดคืนที่ 2 ตำรวจฉีดน้ำแรงดันสูงสลายม็อบ

จลาจลเบลฟาสต์เดือดคืนที่ 2 ตำรวจฉีดน้ำแรงดันสูงสลายม็อบ

11 มิ.ย. 2569 11:13 น.

จลาจลเบลฟาสต์เดือดคืนที่ 2 ตำรวจฉีดน้ำแรงดันสูงสลายม็อบ

สถานการณ์ความไม่สงบในไอร์แลนด์เหนือทวีความรุนแรงต่อเนื่องเป็นคืนที่สอง ตำรวจปราบจลาจลต้องใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงสลายฝูงชน หลังชนวนเหตุคดีชายชาวซูดานก่อเหตุไล่แทงชายท้องถิ่นจนบาดเจ็บและสูญเสียดวงตา ลุกลามกลายเป็นการประท้วงต่อต้านผู้อพยพครั้งใหญ่

ตำรวจไอร์แลนด์เหนือใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าสลายฝูงชนที่ก่อความไม่สงบบริเวณวงเวียนแซนดีโนวส์  ในเมืองเกลนกอร์มลีย์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองเบลฟาสต์ เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (10 มิ.ย.) หลังเกิดเหตุจลาจลและการประท้วงรุนแรงเป็นคืนที่สองติดต่อกัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มผู้ก่อเหตุที่ขว้างอิฐ ขวดแก้ว และเศษไม้ใส่แนวเจ้าหน้าที่ แม้จะมีการส่งกำลังเสริมเข้าควบคุมสถานการณ์ แต่เหตุความรุนแรงในคืนวันพุธยังถือว่าเบากว่าเหตุการณ์จลาจลในคืนวันอังคาร

ภาพจากพื้นที่เกิดเหตุแสดงให้เห็นกลุ่มคนหลายสิบคนสวมเสื้อผ้าสีดำและปกปิดใบหน้า รื้อถอนรั้วและทางเข้าบ้านเรือนใกล้เคียงเพื่อนำมาใช้เป็นอาวุธขว้างปา นอกจากนี้ยังมีการจุดไฟเผารถขนาดใหญ่ของกรมโครงสร้างพื้นฐาน และเผาถังขยะหลายจุด

กลุ่มผู้ก่อเหตุยังพยายามวางเพลิงอาคารร้าง รวมถึงขว้างระเบิดเพลิงใส่แนวตำรวจ โดยมีรายงานว่าพวกเขาพยายามเข้าใกล้โรงแรมแห่งหนึ่งที่ใช้เป็นที่พักของผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัย

ผลกระทบจากความไม่สงบทำให้ระบบขนส่งสาธารณะทั่วไอร์แลนด์เหนือต้องหยุดให้บริการชั่วคราวในวันพุธ โรงเรียนหลายแห่งปิดการเรียนการสอนก่อนเวลา ขณะที่ธุรกิจจำนวนมากในใจกลางกรุงเบลฟาสต์ปิดทำการตั้งแต่ช่วงเที่ยง ส่งผลให้ย่านธุรกิจสำคัญแทบร้างผู้คน

แม้จะมีการชุมนุมในหลายพื้นที่ของไอร์แลนด์เหนือ แต่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นไปอย่างสงบ โดยในย่านตะวันออกของเบลฟาสต์ มีผู้ชุมนุมประมาณ 150 คนภายใต้การดูแลของตำรวจจำนวนมาก และมีการจับกุมเพียงเล็กน้อย ขณะที่เมืองโคเลอเรน ในเคาน์ตีลอนดอนเดอร์รี มีประชาชนกว่า 100 คนรวมตัวประท้วงใกล้มหาวิทยาลัยอัลสเตอร์ ก่อนแยกย้ายโดยไม่มีเหตุรุนแรง

ชนวนของเหตุการณ์ครั้งนี้มาจากคดีทำร้ายร่างกายในเบลฟาสต์เมื่อวันจันทร์ (8 มิ.ย.) โดยนายฮาดี อโลดิด ชายวัย 30 ปี ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในซูดาน ถูกนำตัวขึ้นศาลและถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่า หลังถูกกล่าวหาว่าใช้มีดทำร้าย สตีเฟน โอกิลวี ชายวัย 40 เศษ จนได้รับบาดเจ็บสาหัส นายโอกิลวีสูญเสียดวงตาซ้าย ได้รับความเสียหายที่ดวงตาขวา รวมถึงบาดแผลบริเวณคอและแผ่นหลัง โดยครอบครัวเปิดเผยล่าสุดว่าอาการของเขาทรงตัวแล้ว พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนใช้แนวทางการประท้วงอย่างสันติ และย้ำว่าผู้อพยพจำนวนมากมีบทบาทสำคัญต่อสังคม

อย่างไรก็ตาม เหตุโจมตีและกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเชื้อชาติของผู้ต้องหาได้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงในหลายพื้นที่ของไอร์แลนด์เหนือเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยกลุ่มชายสวมหน้ากากได้วางเพลิงบ้านเรือน รถยนต์ และรถโดยสารหลายคัน โดยเฉพาะในเบลฟาสต์ ทำให้หลายครอบครัวต้องอพยพออกจากบ้าน

รัฐมนตรีของสหราชอาณาจักรเปิดเผยว่า มีประชาชนอย่างน้อย 27 คนกลายเป็นคนไร้ที่อยู่อาศัย หลังกลุ่มผู้ก่อเหตุเดินเคาะประตูบ้านเพื่อตามหาชาวต่างชาติ ขณะที่ทารกวัยเพียง 2 เดือนรายหนึ่งได้รับการช่วยเหลือออกจากพื้นที่อันตรายระหว่างเหตุความรุนแรง ตำรวจยังเตือนว่า การเผยแพร่ที่อยู่ของบุคคลหรือทรัพย์สินผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อระบุเป้าหมาย อาจเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและทำให้ชีวิตของผู้คนตกอยู่ในความเสี่ยง

ด้านสภาการพยาบาลแห่งสหราชอาณาจักรเปิดเผยว่า พยาบาลบางรายถูกกลุ่มชายสวมหน้ากากขัดขวางระหว่างเดินทางไปทำงาน โดยถูกเรียกตรวจเอกสารประจำตัว ขณะที่พยาบาลจากต่างประเทศหลายคนอยู่ในภาวะหวาดกลัวอย่างหนัก

นายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร กล่าวว่า แม้ประชาชนจะรู้สึกสะเทือนใจกับเหตุแทงชายในเบลฟาสต์ แต่การใช้ความรุนแรง การวางเพลิง และการโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่อาจยอมรับได้

ขณะที่ เคมี บาเดน็อค ผู้นำพรรคอนุรักษนิยม ระบุว่าประชาชนมีสิทธิไม่พอใจและคาดหวังให้รัฐบาลควบคุมพรมแดนอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ไม่มีใครมีสิทธิขับไล่ครอบครัวออกจากบ้าน เผาทรัพย์สินสาธารณะ หรือทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ด้านรัฐบาลท้องถิ่นสตอร์มอนต์ได้จัดประชุมฉุกเฉินและออกแถลงการณ์ร่วมประณามเหตุจลาจล พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติความรุนแรง โดยระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อชุมชน ก่อให้เกิดความหวาดกลัว และทำให้ชีวิตของผู้บริสุทธิ์ตกอยู่ในความเสี่ยง

ขณะที่ผู้บัญชาการตำรวจไอร์แลนด์เหนือเรียกร้องให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อกระแสข้อมูลบนโลกออนไลน์หรือการปลุกปั่นจากบุคคลที่ไม่เข้าใจสถานการณ์ในไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งอาจยิ่งซ้ำเติมความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในสังคม.

ที่มา BBC

เคที เพอร์รี หวานจัด! เผยกลางพรมแดง จัสติน ทรูโด คือคนที่เธอรักที่สุดในชีวิต

เคที เพอร์รี หวานจัด! เผยกลางพรมแดง จัสติน ทรูโด คือคนที่เธอรักที่สุดในชีวิต

11 มิ.ย. 2569 10:24 น.

เคที เพอร์รี หวานจัด! เผยกลางพรมแดง จัสติน ทรูโด คือคนที่เธอรักที่สุดในชีวิต

เคที เพอร์รี นักร้องชื่อดังเปิดใจหวานถึง จัสติน ทรูโด ยกให้เขาคือคนที่เธอรักที่สุดในชีวิต หลังพามาเปิดตัวบนพรมแดงคู่กันครั้งแรก

เคที เพอร์รี เจ้าของเพลงฮิต “Firework” ปรากฏตัวเคียงข้างหวานใจ จัสติน ทรูโด ในงานเปิดตัวภาพยนตร์คอนเสิร์ต “Katy Perry: The Lifetimes Tour” ที่นครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยเธอพูดถึงความสัมพันธ์ครั้งนี้อย่างหวานซึ้ง พร้อมบอกว่าทรูโดเป็นคนที่เข้ามาเติมเต็มและสร้างความมั่นคงในชีวิต

เพอร์รีกล่าวว่า เธอกำลังเติมเต็มไปด้วยความรัก และช่วงเวลาของการแสดงครั้งนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่เธอได้พบกับ คนที่เธอรักที่สุดในชีวิต ทำให้เธอรู้สึกเหมือนมีหลักยึดที่มั่นคง

นักร้องสาววัย 41 ปี เปรียบตัวเองเหมือนว่าวสีรุ้ง ที่มักลอยสูงและไปไกล แต่บางครั้งก็ต้องการสิ่งที่ช่วยยึดเหนี่ยวไว้ ซึ่งเธอบอกว่าการมีคนรักที่เป็นเหมือนจุดยึด ทำให้เธอรู้สึกสมบูรณ์มากขึ้น

เพอร์รียังเผยว่า ตอนนี้เธอรู้สึกมีความสุขกับชีวิตมากขึ้นในทุก ๆ วัน และมองว่าชีวิตคือโอกาสในการเติบโต เป็นคนที่ดีขึ้น และเป็นแบบอย่างให้กับครอบครัวและสังคม

ก่อนหน้านี้ ปี 2025 ถือเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับเธอ หลังการหมั้นหมายกับนักแสดงหนุ่ม ออร์แลนโด บลูม สิ้นสุดลง โดยเธอยอมรับว่าเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่หนักหนาที่สุดในชีวิต

เพอร์รีบอกว่า แม้จะมีวันที่ยากลำบากมาก แต่เธอยังคงเดินหน้าต่อไป เพราะมีคำสัญญากับแฟนเพลง ลูกสาว และตัวเอง จนสามารถผ่านช่วงเวลานั้นมาได้

เจ้าของเพลง “Roar” ยังกล่าวว่า เธอรู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปหลังเข้าสู่วัย 40 ปี และสามารถเปลี่ยนประสบการณ์ ความเศร้า และความเจ็บปวดในชีวิต ให้กลายเป็นพลังสร้างสรรค์

เธอบอกว่า ทุกคนล้วนต้องเผชิญกับความเจ็บปวดในแบบของตัวเอง แต่สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้และก้าวผ่านมันไปให้ได้.

ที่มา : channelnewsasia

อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซแบบสมบูรณ์ ตอบโต้สหรัฐฯ โจมตีระลอกใหม่

อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซแบบสมบูรณ์ ตอบโต้สหรัฐฯ โจมตีระลอกใหม่

11 มิ.ย. 2569 08:58 น.

อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซแบบสมบูรณ์ ตอบโต้สหรัฐฯ โจมตีระลอกใหม่

สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมารุนแรงอีก หลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันของโลก เพื่อตอบโต้การโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ของสหรัฐฯ ที่ถล่มเป้าหมายหลายแห่งในอิหร่าน

กองทัพเรืออิหร่านประกาศว่า จะโจมตีเรือทุกลำที่พยายามผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมระบุว่าเส้นทางเดินเรือดังกล่าวถูกปิดโดยสมบูรณ์ สำหรับเรือทุกประเภท โดยการตัดสินใจล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ เพิ่งเปิดฉากโจมตีฐานป้องกันภัยทางอากาศ ระบบเรดาร์ และพื้นที่ทางทหารของอิหร่านเมื่อวันก่อน โดยมีรายงานว่าเกิดระเบิดหลายจุดทางตอนใต้ของประเทศ ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ และได้เริ่มปฏิบัติการโจมตีเพื่อป้องกันตนเอง ต่อเป้าหมายหลายจุดในอิหร่านในวันนี้ หลังกล่าวหาเตหะรานว่าเป็นฝ่ายยั่วยุและมีพฤติกรรมก้าวร้าวอย่างต่อเนื่อง

อิหร่านยังอ้างว่าได้โจมตีเรือ 2 ลำที่พยายามแล่นผ่านช่องแคบ รวมถึงโจมตีฐานทัพเรือสหรัฐฯ ในบาห์เรน ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม กองทัพสหรัฐฯ ออกมาปฏิเสธว่า ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเปิดใช้งาน และเรือพาณิชย์ยังสามารถเดินทางเข้าออกได้ตามปกติ

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าสหรัฐฯ ยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์ก 49 ลูกโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน พร้อมเตือนว่า หากอิหร่านไม่ยอมรับเงื่อนไขยุติสงคราม การโจมตีจะรุนแรงขึ้น

ความขัดแย้งครั้งนี้สร้างความกังวลไปทั่วโลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางที่น้ำมันดิบประมาณ 1 ใน 5 ของโลกต้องผ่าน หากสถานการณ์ยกระดับ อาจกระทบราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลก.

ที่มา : channelnewsasia

ฮ.กองทัพปากีสถานตกกลางย่านชุมชนแคชเมียร์ระเบิดไฟลุก

 ฮ.กองทัพปากีสถานตกกลางย่านชุมชนแคชเมียร์ระเบิดไฟลุก

11 มิ.ย. 2569 08:44 น.

ฮ.กองทัพปากีสถานตกกลางย่านชุมชนแคชเมียร์ระเบิดไฟลุก

เกิดเหตุสลดในแคว้นแคชเมียร์ฝั่งที่อยู่ภายใต้การควบคุมของปากีสถาน หลังเฮลิคอปเตอร์ทหารรุ่นเอ็มไอ-17 ประสบเหตุตก ส่งผลให้กำลังพลทั้งหมดที่อยู่บนเครื่องเสียชีวิต

กองทัพปากีสถานเปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา บริเวณใกล้เมืองมูซัฟฟาราบัด เมืองหลวงของแคว้นแคชเมียร์ฝั่งปากีสถาน โดยเบื้องต้นคาดว่าสาเหตุอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาขัดข้องทางเทคนิคของตัวเครื่อง

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนผู้โดยสารและลูกเรือที่อยู่บนเฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าว รวมถึงยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อผู้เสียชีวิต ขณะที่ทีมกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ทหารถูกส่งเข้าไปยังพื้นที่เกิดเหตุทันที เพื่อค้นหาและลำเลียงร่างผู้เสียชีวิตออกจากจุดตก

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่พื้นที่ใกล้เคียงกำลังมีการประท้วงและการหยุดงาน ทำให้เกิดความกังวลว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ แต่กองทัพปากีสถานยืนยันว่า อุบัติเหตุครั้งนี้ไม่ได้มีความเชื่อมโยงกับการชุมนุมหรือเหตุการณ์ทางการเมืองแต่อย่างใด

ทางกองทัพได้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุ โดยจะตรวจสอบทั้งสภาพเครื่องยนต์ ระบบการบิน และปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจนำไปสู่เหตุการณ์ครั้งนี้

ผู้บัญชาการกองทัพปากีสถานออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อการสูญเสีย พร้อมส่งคำไว้อาลัยไปยังครอบครัวของกำลังพลที่เสียชีวิต และยืนยันว่าจะดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

ทั้งนี้ เฮลิคอปเตอร์รุ่นเอ็มไอ-17 เป็นหนึ่งในอากาศยานที่กองทัพปากีสถานใช้งานสำหรับภารกิจหลากหลายประเภท ทั้งการขนส่งกำลังพล การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และภารกิจในพื้นที่ภูเขาหรือพื้นที่เข้าถึงยาก

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนกันยายน ปี 2568 เฮลิคอปเตอร์ทหารปากีสถานอีกลำหนึ่งประสบเหตุตกระหว่างปฏิบัติภารกิจ ส่งผลให้นักบิน 2 นาย และช่างเทคนิค 3 นายเสียชีวิต

เหตุการณ์ล่าสุดนี้นับเป็นอีกหนึ่งอุบัติเหตุทางอากาศที่สร้างความสูญเสียให้กับกองทัพปากีสถาน และอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพื่อหาข้อเท็จจริงต่อไป.

ที่มา : AP