“ประเสริฐ” นำทัพคณะผู้แทนไทยเยือนเยอรมนี หลังครม. ไฟเขียว ลงนาม JDoI ไทย–เยอรมนี

15 กันยายน 2569 เวลา 14:31 น.

S__88481848_0

“ประเสริฐ” นำทัพคณะผู้แทนไทยเยือนเยอรมนี หลังครม. ไฟเขียว ลงนาม JDoI ไทย–เยอรมนี พร้อมหารือ ปั้นกำลังคนทักษะสูง ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

14 ก.ย.69 เวลา 14.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าพบ H.E. Ms. Karin Prien รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กิจการครอบครัว ผู้สูงอายุ สตรี และเยาวชนแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMBFSFJ) ตามคำเชิญของฝ่ายเยอรมนี เพื่อร่วมลงนามในปฏิญญาร่วมแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม (Joint Declaration of Intent: JDoI) ณ BMBFSFJ

โอกาสนี้ ก่อนการลงนาม JDoI ทั้งสองฝ่ายได้หารือทิศทางความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการยกระดับความร่วมมือด้านการศึกษา โดยเฉพาะการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนากำลังคนที่มีทักษะสูงและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานปัจจุบัน โดยมีนายจิตติพัฒน์ ทองประเสริฐ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมการหารือกับฝ่ายเยอรมนี

“ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการมุ่งยกระดับการเรียนรู้สู่หลักสูตรฐานสมรรถนะ นำเทคโนโลยีและ AI มาใช้ในการจัดการศึกษา ตลอดจนพัฒนาระบบสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผู้เรียน ภายใต้วิสัยทัศน์ All for Education” รมว.ศธ. กล่าว พร้อมระบุว่า

“อาชีวศึกษา” ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการสร้างกำลังคนทักษะสูง โดยประเทศไทยมุ่งเน้นการยกระดับอาชีวศึกษาทวิภาคี (Dual VET) ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ (1) การพัฒนาหลักสูตรที่มุ่งเน้นสมรรถนะ (Smart Curriculum) (2) การพัฒนาทักษะเทคโนโลยีขั้นสูงควบคู่กับทักษะภาษาเยอรมัน (Future Skills & Language) และ (3) การยกระดับศักยภาพครูและบุคลากรอาชีวศึกษา (Teacher Capacity Up-leveling)

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยยังได้เสนอแนวคิดการจัดตั้งวิทยาลัยเทคนิคไทย–เยอรมัน (Thai-German Vocational College) เพื่อเป็นต้นแบบความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาในการร่วมกันพัฒนาหลักสูตร ครูและบุคลากร ตลอดจนผู้เรียนให้มีสมรรถนะตามมาตรฐานที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ขณะที่เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้เสนอให้ทั้งสองฝ่ายพิจารณาผลักดันการรับรองคุณวุฒิและประกาศนียบัตรด้านอาชีวศึกษาระหว่างกัน (Degree/ Certificate Recognition) เพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายแรงงานพร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ครูและนักเรียนอาชีวศึกษาได้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนและฝึกประสบการณ์ในต่างประเทศ (Outgoing Mobility Program) มากยิ่งขึ้น

ส่วนการขับเคลื่อนความร่วมมือดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการศึกษาไทย–เยอรมัน (Thai-German Joint Working Group: JWG) เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้ JDoI และร่วมกันจัดทำแผนงาน (Roadmap) เพื่อนำประเด็นหารือเชิงนโยบายไปสู่การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม รวมถึงการเชื่อมโยงความร่วมมือกับหน่วยงานระดับรัฐของเยอรมนี (Federal States) และการดำเนินโครงการร่วมกับ iMOVE (International Marketing of Vocational Education) เพื่อขยายโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบอาชีวศึกษาของทั้งสองประเทศ

นอกจากความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและการเข้าสู่สังคมสูงวัย (Demographic Challenges & Aging Society) ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั้งประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีต่างเผชิญร่วมกัน โดยเห็นถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในการวางแผนพัฒนาคน การศึกษา และกำลังแรงงานให้สามารถรองรับโครงสร้างประชากรและตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงในอนาคต

อีกหนึ่งประการสำคัญ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนบทเรียนจากผลการประเมิน PISA และแนวทางการปฏิรูปการศึกษา โดยฝ่ายเยอรมนีให้ความสนใจแนวทางของประเทศไทยในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ฝ่ายไทยจึงได้แบ่งปันแนวนโยบายสำคัญ ได้แก่ “All for Education” และ “Thailand Zero Dropout” ตลอดจนการปรับกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์และการพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน ในขณะเดียวกันฝ่ายเยอรมนีได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับความท้าทายที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ทั้งการใช้เวลาหน้าจอและสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนผู้ลี้ภัย โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยช่วงอายุ 3–6 ปี การเสริมสร้างทักษะพื้นฐานในระดับประถมศึกษา และการนำข้อมูลมาใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและบริหารจัดการศึกษา (Data-driven Education) เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างเป็นระบบ

ภายหลังการหารือ รมว.ศธ. ไทย และรมว.ศธ. เยอรมนี ได้ร่วมลงนามใน JDoI ฉบับใหม่ เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการสานต่อและยกระดับความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม และร่วมกันผลักดันความร่วมมือด้วยกลไก JWG ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม JDoI ฉบับใหม่ มุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมระหว่างไทยกับเยอรมนี โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาทักษะของผู้เรียนและบุคลากรที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางอาชีพให้แก่ผู้เรียนอาชีวศึกษาไทย เพื่อให้สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานในสาขาที่มีความต้องการสูง และมีโอกาสได้รับรายได้และค่าตอบแทนที่สูงขึ้นในอนาคต อันเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการที่จะเดินหน้าปั้นกำลังคนทักษะสูง ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคตตามที่ รมว.ศธ. ได้กล่าวไว้ในโอกาสที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อร่าง JDoI และอนุมัติให้ รมว.ศธ. เป็นผู้แทนฝ่ายไทยในการลงนาม

‘ทนายอนันต์ชัย’ ยัน ‘พระมหาธีรนาถ’ บริสุทธิ์ จ่อดำเนินคดีสื่อ-เจ้าหน้าที่รัฐ

15 กันยายน 2569 เวลา 14:23 น.

มูลนิธิทนายกองทัพธรรม แถลงยัน ‘พระมหาธีรนาถ’ บริสุทธิ์ จ่อดำเนินคดีสื่อ-เจ้าหน้าที่รัฐ หลังนำเสนอข้อมูลเท็จกรณีร้องเรียนวัดภูผาสู

วันที่ 15 กันยายน 2569 ที่ทำการมูลนิธิทนายกองทัพธรรม นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม พร้อมด้วย นายประยุทธ ประเทศเสนา หรือ “มหาหมี” รองประธานมูลนิธิฯ ร่วมแถลงข่าวชี้แจงกรณีมีสื่อมวลชนและรายการข่าวช่องดัง นำเสนอข้อมูลกล่าวหา พระมหาธีรนาถ อคฺคธีโร ประธานที่พักสงฆ์ภูกระแต (ภูผาสูง) จ.นครราชสีมา ในประเด็นเรื่องการมีภรรยาและบุตร การถูกจับสึกจากวัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม การบุกรุกพื้นที่ป่า และการบริหารจัดการเงินวัด

นายอนันต์ชัย ไชยเดช ชี้แจงในเบื้องต้นว่า การร้องเรียนลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ มาแล้วถึง 4 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2550, 2556, 2559 และล่าสุดปี 2569 ซึ่งทุกครั้งผ่านการตรวจสอบอธิกรโดยคณะสงฆ์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องรวม 9 หน่วยงาน โดยผลการสอบสวนสรุปตรงกันว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดไม่มีมูลความจริง พระมหาธีรนาถเป็นผู้บริสุทธิ์ตามพระธรรมวินัย

สำหรับประเด็นหญิงที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นภรรยาและดูแลเงิน 45 ล้านบาทนั้น แท้จริงคือ คุณศรีประภา คล่องคำนวณการ บุตรสาวของแม่บุญธรรมพระมหาธีรนาถ ซึ่งตระกูลนี้เป็นคหบดีที่มีจิตศรัทธานำเงินส่วนตัวนับพันล้านบาทมาสร้างวัดและเสนาสนะถวายพระพุทธศาสนา ไม่ใช่เรื่องพุทธพาณิชย์แต่อย่างใด ขณะเดียวกันวัดราชบพิตรฯ ก็ได้ทำหนังสือยืนยันแล้วว่าไม่เคยมีประวัติจับสึกพระมหาธีรนาถตามที่ถูกกล่าวอ้าง

ทั้งนี้ ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเบื้องหลังเรื่องนี้เกิดจากกลุ่มพระสงฆ์ระดับสูงแถวฝั่งธนบุรีและวังน้ำเขียวเกิดความอิจฉาริษยาจึงส่งบัตรสนเท่ห์กลั่นแกล้ง

ด้าน นายประยุทธ ประเทศเสนา (มหาหมี) ได้ชี้แจงในรายละเอียดข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า พระมหาธีรนาถบวชเรียนตั้งแต่เป็นสามเณรสายกรรมฐาน ติดสอยห้อยตามครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ เช่น หลวงปู่มหาบัว ญาณสัมปันโน และหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ซึ่งในระหว่างนั้นโยมแม่ของคุณศรีประภาได้รับสามเณรธีรนาถเป็นลูกบุญธรรม และฝากฝังให้คุณศรีประภาช่วยดูแลในฐานะน้องชาย

ต่อมาเมื่อปี 2537 สามเณรธีรนาถได้ลาสิกขา (บวชครั้งแรก) โดยชอบด้วยพระธรรมวินัย ณ วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม จ.ปทุมธานี กับหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท ซึ่งมีหลักฐานหนังสือสุทธิและการบันทึกพ้นสังกัดวัดราชบพิตรฯ ลงนามโดยอดีตเจ้าอาวาสยืนยันชัดเจน ไม่เคยถูกจับสึกแต่อย่างใด จากนั้นเมื่อท่านกลับมาอุปสมบทใหม่เป็นครั้งที่ 2 หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ได้สั่งการให้ท่านขึ้นไปดูแลรักษาผืนป่าภูกระแตเนื้อที่กว่า 2,800 ไร่ ซึ่งต่อมากรมป่าไม้ได้เข้ามาจัดสรรพื้นที่ร่วมกับชาวบ้าน แยกออกเป็น “ที่พักสงฆ์ภูผาสูง” บนภูเขา มีพระมหาธีรนาถเป็นประธานที่พักสงฆ์ดูแลป่า และ “วัดป่าภูผาสูง” ที่อยู่ด้านล่าง ห่างกัน 120 กิโลเมตรหากใช้รถยนต์ โดยมีเจ้าอาวาสปกครองแยกกันชัดเจน

สำหรับประเด็นการเปิดบัญชีธนาคารนั้น เนื่องจากที่พักสงฆ์บนเขายังไม่ได้ยกฐานะเป็นวัดหรือนิติบุคคล การเปิดบัญชีเพื่อรับปัจจัยมาจัดสร้างเสนาสนะจึงต้องใช้ชื่อบุคคลตามกรอบปฏิบัติ และเงินทั้งหมดถูกนำไปใช้สร้างศาสนวัตถุเพื่อประโยชน์ของพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม นายอนันต์ชัย ได้กลับมาสรุปข้อกฎหมายและท่าทีของมูลนิธิฯ โดยตั้งคำถามไปถึงผู้บังคับการ ปปป. (บก.ปปป.) ว่าเอกสารทางราชการหลุดไปอยู่ในมือของสื่อมวลชนได้อย่างไร พร้อมประกาศจะดำเนินคดีเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 157

นอกจากนี้ ยังยื่นคำขาดให้เวลา 7 วัน สำหรับสื่อมวลชนและทีมงานรายการดังกล่าวในการทำหนังสือขอขมาต่อพระมหาธีรนาถ หากพ้นกำหนดจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

วว. ชู วทน. เสริมแกร่งเกษตรกร-SMEs ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่สากล

15 กันยายน 2569 เวลา 14:11 น.

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ และต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ในการเร่งหาทางรอดและสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ เร่งงานวิจัย พัฒนา และบูรณาการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (STI) แบบครบวงจร ตั้งแต่ “ห้องแล็บ…สู่ตลาดโลก” เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ พร้อมปักฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนบนโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy)

วว. เปลี่ยนงานวิจัยเป็น IMPACT เชิงเศรษฐกิจที่จับต้องได้ มุ่งเน้น “งานวิจัยขึ้นหิ้งสู่ห้าง” ที่วัดผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างชัดเจน ผ่านการนำวิทยาศาสตร์เข้าไปแก้ปัญหาและสร้างโอกาสใหม่ให้ธุรกิจไทย ดังนี้ 1.สร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจรวมกว่า 3,000 – 5,000 ล้านบาทต่อปี ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการให้บริการวิทยาศาสตร์แก่ภาคอุตสาหกรรมและชุมชน , 2.ยกระดับผู้ประกอบการ & SMEs  ส่งเสริมและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP, SMEs และ Social Enterprise มากกว่า 5,000 รายต่อปี ให้สามารถเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง , 3.ลดการนำเข้า – เพิ่มการส่งออก งานวิจัยด้านจุลินทรีย์สายพันธุ์ไทย สารสกัดชีวภาพ และเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว ช่วยลดการนำเข้าสารเคมี/วัตถุดิบต่างประเทศได้ปีละหลายร้อยล้านบาท และ 4.กระจายรายได้สู่ฐานราก   สร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายเฉลี่ย 20–30% ต่อครัวเรือน

บูรณาการ STI ต่อยอดความหลากหลายทางชีวภาพไทย สู่ Superfood & Bio-products”  ประเทศไทยมีจุลินทรีย์ สมุนไพร พืชพรรณ และผลไม้เศรษฐกิจนับหมื่นชนิด วว. นำนวัตกรรมเข้ามาต่อยอดสร้างคุณค่าใหม่ ผ่าน 3 กลุ่ม S-Curve สำคัญ ได้แก่ 1.ศูนย์จุลินทรีย์ วว. (TISTR Culture Collection)  คลังเก็บรวบรวมจุลินทรีย์อันดับ 1 ของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีสายพันธุ์จุลินทรีย์มากกว่า 11,000 สายพันธุ์ นำมาสกัดเป็น โพรไบโอติก (Probiotics) อาหารฟังก์ชัน (Functional Food) และปุ๋ยชีวภาพ ลดการนำเข้าจุลินทรีย์จากต่างประเทศ , 2.สารสกัดสมุนไพรและเครื่องสำอาง (Cosmeceuticals) เปลี่ยนพืชสมุนไพรท้องถิ่นให้เป็นสารสกัดมูลค่าสูง สำหรับอุตสาหกรรมเวชสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพที่ได้มาตรฐานสากล และ 3.บรรจุภัณฑ์และเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว (Smart Packaging & Post-harvest)  ยืดอายุผลไม้ไทย เช่น ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี้  มังคุด ช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกและลดขยะอาหาร (Food Waste) ได้อย่างมหาศาล

พื้นที่ดำเนินงานสำเร็จเป็นรูปธรรม จาก “แล็บวิจัย” สู่ “ชุมชน-ท้องถิ่น” อาทิ “มาลัยวิทยสถาน” ยกระดับไม้ดอกไม้ประดับไทย (จ.เลย และ จ.ลำปาง)  วว. นำวิทยาศาสตร์เข้าไปส่งเสริมการปลูกไม้ดอกไม้ประดับและไม้ใบเศรษฐกิจ ปรับปรุงสายพันธุ์ วางระบบการจัดการโรคพืช และสร้างบรรจุภัณฑ์ขนส่งที่ยืดอายุไม้ดอก เปลี่ยนเกษตรกรรายย่อยให้กลายเป็นผู้ส่งออก สร้างรายได้ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานมากกว่า 100 ล้านบาท , นวัตกรรมเพิ่มมูลค่า “ลำไย” ยกระดับเศรษฐกิจภาคเหนือ (จ.ลำพูน และ จ.เชียงใหม่)  แก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำด้วยการพัฒนานวัตกรรมแปรรูป เช่น ลำไยอบแห้งทรงคุณค่า สารสกัดซาร์โคเพนจากเมล็ดลำไยสำหรับบำรุงข้อต่อ และเทคโนโลยีการยืดอายุลำไยสดเพื่อการส่งออก ช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตเกษตรกรได้นับร้อยล้านบาทต่อฤดูกาล , “สงขลาเมืองสมุนไพร” และกลุ่มความหลากหลายทางชีวภาพภาคใต้  นำพืชท้องถิ่นและวัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตรมาสกัดเป็นสารฟังก์ชันนัล และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพเคมี สร้างโมเดลการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม

โครงสร้างพื้นฐาน STI : สะพานเชื่อม SMEs ไทยสู่ตลาดโลก หนึ่งในจุดแข็งของ วว. คือ การมีโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พร้อมให้บริการแบบ Total Solution ดังนี้ โรงงานต้นแบบแปรรูปสินค้าเกษตรและอาหาร (Pilot Plant)  ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้ามาทดลองผลิตสินค้าจริง ก่อนลงทุนสร้างโรงงาน ลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจ , การทดสอบ/มาตรวิทยาและระบบมาตรฐานสากล  รับรองมาตรฐานสินค้าระดับสากล (ISO/IEC 17025) เพื่อให้สินค้าไทยผ่านการทดสอบความปลอดภัยและได้รับการยอมรับในตลาดต่างประเทศ และศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทาง   ให้คำปรึกษาเชิงลึกโดยทีมนักวิจัยมืออาชีพ ตอบโจทย์อุตสาหกรรมในยุคดิจิทัลและเทคโนโลยีทันสมัย

สพฐ. เดินหน้าสร้างโอกาสเด็กห่างไกล ยกระดับการอ่าน-ความปลอดภัยโรงเรียน

15 กันยายน 2569 เวลา 14:09 น.

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 33/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษา สร้างโอกาสและความเสมอภาคให้แก่ผู้เรียน ตลอดจนเสริมสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า สพฐ. ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการศึกษาและการเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและขาดโอกาส ผ่านโครงการ “ปลูกพลังฝัน เสริมประสบการณ์ เปลี่ยนอนาคต” ซึ่งเตรียมนำนักเรียนบนพื้นที่สูง จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 100 คน เดินทางมาเปิดโลกการเรียนรู้ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงแหล่งเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์และทะเล ระหว่างวันที่ 21–25 กันยายน 2569 โดยได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน รวมถึงกองทัพอากาศในการสนับสนุนการเดินทางด้วยเครื่องบิน

ขณะเดียวกัน สพฐ. ยังขยายโอกาสให้เด็กในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ขาดโอกาส ได้เดินทางไปเรียนรู้ที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อเปิดโลกทัศน์ เรียนรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้

“ด้านการผลิตและพัฒนาครู สพฐ. เตรียมเปิดการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ใน 116 เขตพื้นที่การศึกษา รวม 726 อัตรา ครอบคลุม 45 วิชาเอก ขณะที่อีก 130 เขตพื้นที่การศึกษายังสามารถเรียกบรรจุผู้สอบแข่งขันได้จากบัญชีเดิม จึงขอเชิญชวนผู้ที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจเข้าสู่วิชาชีพครู เตรียมความพร้อมทั้งด้านความรู้และทักษะ เพื่อก้าวสู่การเป็นครูคุณภาพที่สามารถพัฒนาผู้เรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ” เลขาธิการ กพฐ. กล่าวและว่า พร้อมกันนี้ สพฐ. เดินหน้าสร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทางการศึกษาในพื้นที่ ผ่านการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา 4 ภูมิภาค ครอบคลุมโรงเรียน 28,834 แห่ง และกรรมการสถานศึกษาประมาณ 300,000 คน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมคิด ร่วมทำ และแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยหลังจากเริ่มดำเนินการที่จังหวัดนครราชสีมาแล้ว จะเดินหน้าจัดกิจกรรมในภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคกลางอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของการส่งเสริมการอ่านและความฉลาดรู้ของผู้เรียน สพฐ. เตรียมจัดกิจกรรมใน 4 ภูมิภาค เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและต่อยอดสู่ทักษะการเรียนรู้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน พร้อมนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ รวมถึงการพัฒนาครูและศึกษานิเทศก์ และเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยน Best Practice เพื่อให้การส่งเสริมการอ่านเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและนำไปสู่การพัฒนาทักษะที่จำเป็นของผู้เรียนในอนาคต

ด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา ได้กำชับให้ทุกโรงเรียนให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดความเสี่ยง โดยเฉพาะการตรวจสอบระบบไฟฟ้า อาคารสถานที่ และการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการตรวจสอบความพร้อมในช่วงวันหยุด เพื่อป้องกันเหตุที่อาจเกิดขึ้น พร้อมเตรียมประชุมผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศกว่า 1,200 คน ระหว่างวันที่ 12–13 กันยายน 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีด้านความปลอดภัย และการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก

 “สำหรับการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก สพฐ. มีแผนดำเนินงานระยะ 5 ปี โดยให้ความสำคัญกับโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า 50 คน ซึ่งมีประมาณ 5,813 แห่ง มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการและสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานและภาคส่วนต่างๆเพื่อให้โรงเรียนสามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพและตอบโจทย์บริบทของพื้นที่ ขณะเดียวกัน จากสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่าน สพฐ. พร้อมนำเงินและสิ่งของที่ได้รับบริจาคลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัย โดยเฉพาะนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา พร้อมยืนยันว่า ‘ชาว สพฐ. ไม่ทิ้งกัน’ และจะเดินหน้าดูแลผู้เรียนและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเต็มกำลัง” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ก.ค.ศ. เคาะเพิ่มรายชื่อสถานศึกษา ลดเวลาขอเลื่อนวิทยฐานะ ผ่านร่างเกณฑ์คุมเข้มกรรมการประเมิน DPA

15 กันยายน 2569 เวลา 14:08 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) โดยที่ประชุมมีมติสำคัญหลายเรื่องที่สะท้อนการขับเคลื่อนระบบบริหารงานบุคคลให้ทันสมัย คล่องตัว และตอบโจทย์การปฏิบัติงานจริง ตั้งแต่การปรับปรุงหลักเกณฑ์ การสรรหาและคัดเลือกบุคลากร 38 ค. (2) การส่งเสริมความก้าวหน้าในวิชาชีพของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่พิเศษ ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานและจริยธรรมในกระบวนการประเมินวิทยฐานะ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. เปิดเผยว่า ก.ค.ศ. ได้เห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการย้าย การเปลี่ยนตำแหน่ง และการโอนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และการย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญไปบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงานบุคคล ลดข้อจำกัดจากหลักเกณฑ์เดิม และเปิดโอกาสให้ส่วนราชการสามารถบริหารตำแหน่งและบุคลากรให้สอดคล้องกับภารกิจและบริบทของแต่ละหน่วยงานมากขึ้น รวมถึงรองรับการย้ายต่อเนื่องและการกำหนดปฏิทินการดำเนินงานที่เหมาะสม

นอกจากนี้ได้มีการอนุมัติจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวนทั้งสิ้น 7,276 อัตรา แบ่งเป็น สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 77 อัตรา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน 3 อัตรา  สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 6,792 อัตรา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวน 292 อัตรา และสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ จำนวน 112 อัตรา

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังเห็นชอบการกำหนดประกาศรายชื่อสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษ ฉบับใหม่รวมสถานศึกษา จำนวน 3,657 แห่ง เพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สายงานการสอนและสายงานบริหารสถานศึกษา ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ตามเงื่อนไข สามารถใช้สิทธิลดระยะเวลาการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะ จาก 4 ปี เหลือ 3 ปีได้ โดยแบ่งเป็นสถานศึกษาสังกัด สพฐ. 2,739 แห่ง สอศ. 17 แห่ง และ สกร. 901 แห่ง พร้อมกำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อรักษาสิทธิของผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่พิเศษ ตามประกาศเดิม (ว 23/2565) โดยผู้ที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาต่อเนื่องครบ 3 ปี และมีคุณสมบัติครบถ้วนภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 สามารถใช้สิทธิลดระยะเวลาได้อีก 1 ครั้ง และยื่นคำขอผ่านระบบ DPA ได้ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2570 รวมทั้งรองรับกรณีมีการย้าย หรือเปลี่ยนสถานศึกษา เพื่อให้สามารถนับระยะเวลาการปฏิบัติงานต่อเนื่องตามเงื่อนไขที่กำหนด

ทั้งนี้ ให้ยกเลิกประกาศรายชื่อสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษเดิม ตาม ว 23/2565 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 และให้ประกาศใหม่ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไปเช่นกัน ซึ่งสำนักงาน ก.ค.ศ. จะประกาศรายชื่อสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษให้ทราบต่อไป

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ การยกระดับมาตรฐานจริยธรรมของกรรมการประเมินวิทยฐานะ โดย ก.ค.ศ. เห็นชอบ (ร่าง) ข้อกำหนดสำหรับกรรมการประเมินวิทยฐานะ ในระบบ DPA และเห็นชอบให้นำไปกำหนดไว้ในประมวลจริยธรรมข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อกำกับการปฏิบัติหน้าที่ให้มีความเป็นกลาง รักษาความลับ ป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน และพิจารณาผลงานด้วยความเที่ยงธรรม โดยกำหนดให้การฝ่าฝืนข้อกำหนด ถือเป็นความผิดทางจริยธรรมและวินัยอย่างร้ายแรงรวมถึงกรณีกรรมการประเมินไม่ได้เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หากกระทำผิดให้ถือว่ามีความผิดทางอาญา

ด้าน ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า ก.ค.ศ. ได้ติดตามการดำเนินงาน รับฟังความคิดเห็นและได้รับข้อร้องเรียนว่า พบพฤติกรรมของกรรมการบางรายที่อาจไม่สอดคล้องกับจริยธรรมของการทำหน้าที่ เช่น การเปิดเผยตัวตน การรวมกลุ่มผ่านช่องทางออนไลน์ การจัดอบรมทำผลงานทางวิชาการ รวมถึงการขาดการตรวจสอบและวินิจฉัยการคัดลอกหรือลอกเลียนผลงานทางวิชาการในการประเมิน  ก.ค.ศ. จึงเห็นความจำเป็นในการกำหนดมาตรฐานจริยธรรมสำหรับกรรมการประเมินให้มีความชัดเจนและมีสภาพบังคับมากยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับมาตรฐานการประเมินวิทยฐานะให้ได้รับความเชื่อมั่นจากข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ  ซึ่งทั้งหมดมีเป้าหมายร่วมกัน คือทำให้ระบบบริหารงานบุคคลมีความชัดเจน เป็นธรรม โปร่งใส และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

“ก.ค.ศ. จะเร่งนำมติและหลักเกณฑ์ที่ได้รับความเห็นชอบไปสู่การปฏิบัติ พร้อมสื่อสารทำความเข้าใจกับหน่วยงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงของหลักเกณฑ์เกิดประโยชน์กับผู้ปฏิบัติงานอย่างแท้จริง และช่วยให้หน่วยงานทางการศึกษาสามารถบริหารจัดการบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป” เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าว

วธ.รับมอบ ไม้จันทน์หอม จัดสร้างพระโกศจันทน์-หีบพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

14 กันยายน 2569 เวลา 20:43 น.

วธ. รับมอบไม้จันทน์หอมสำหรับนำไปจัดสร้างพระโกศจันทน์และหีบพระศพไม้จันทน์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) รับมอบไม้จันทน์หอมสำหรับนำไปจัดสร้างพระโกศจันทน์และหีบพระศพไม้จันทน์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวง ราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นผู้ส่งมอบ พร้อมด้วยนางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร นางอภิญญา เอี่ยมอำภา รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ตลอดจนประชาชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมในพิธี ณ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร จังหวัดนครปฐม

นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดหาไม้จันทน์หอมสำหรับนำไปจัดสร้างพระโกศจันทน์และหีบพระศพไม้จันทน์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยคัดเลือกไม้จันทน์หอม ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ตำบลหาดขาม อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีลักษณะเหมาะสม ยืนต้นตายตามธรรมชาติ เปลาตรง และมีพิธีบวงสรวงไม้จันทน์หอมไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พุทธศักราช 2569 จากนั้นกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ส่งมอบไม้จันทน์หอมที่ผ่านการคัดเลือกและแปรรูปตามขนาดและจำนวนที่กำหนด เป็นไม้จันทน์หอมแปรรูป ไม้ท่อน จานวน 370 ท่อน และไม้จันทน์หอมแปรรูป ไม้แผ่น จำนวน 1,350 แผ่น รวมปริมาตร 16.053 ลูกบาศก์เมตร ให้แก่กระทรวงวัฒนธรรม

นางสาวซาบีดา กล่าวอีกว่า ความร่วมมือระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต่างน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และพร้อมแสดงความจงรักภักดีด้วยหัวใจ ทำให้การตัดไม้จันทน์หอม และการเคลื่อนย้ายมายังสำนักช่างสิบหมู่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งสำนักช่างสิบหมู่ได้จัดเตรียมบุคลากรไว้พร้อมแล้วเพื่อดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้ นับจากนี้ ช่างโลหะ ช่างไม้ประณีต ช่างโกรกฉลุ และเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร จะดำเนินการจัดสร้างพระโกศจันทน์และหีบพระศพไม้จันทน์ อย่างสุดฝีมือด้วยความละเอียดรอบคอบ ประณีตและพิถีพิถัน เพื่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมประโยชน์ และแสดงฝีมือเชิงช่างศิลปกรรมชั้นสูงอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทยให้เป็นที่ปรากฏสืบไป นอกจากนี้ จะบันทึกองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดสร้างพระโกศจันทน์และหีบพระศพไม้จันทน์ไว้เป็นจดหมายเหตุของชาติ ตั้งแต่การจัดหาต้นจันทน์หอม พิธีบวงสรวง พิธีการตัดต้นจันทน์หอม และขั้นตอนการจัดสร้างโดยละเอียดและสมบูรณ์ เพื่อเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และสืบทอดองค์ความรู้ให้แก่อนุชนจากรุ่นสู่รุ่นต่อไป

MRT เปิดพื้นที่ Metro Mall สานฝันเยาวชนไทยต่อเนื่องปีที่ 3 กับงาน APRSAF Poster Contest 2026 ในหัวข้อ “Space Garden” MRT สวนจตุจักร

15 กันยายน 2569 เวลา 14:21 น.

จากความมุ่งมั่นในการพลิกโฉมพื้นที่ในระบบรถไฟฟ้า MRT ให้เป็นมากกว่าเพียงเส้นทางการคมนาคม แต่เป็นศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ พื้นที่แห่งศิลปะ และแหล่งจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ให้กับสังคม ล่าสุด บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด (BMN) ผู้บริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ Metro Mall ภายใต้การบริหารงานของ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เดินหน้ายกระดับการสนับสนุนศักยภาพเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดพื้นที่ Metro Mall ต้อนรับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) เพื่อใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมการประกวดภาพวาดระดับประเทศ APRSAF Poster Contest 2026 (รอบวาดสด และรอบชิงชนะเลิศ) ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ในวันเสาร์ที่ 12 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ณ สถานีรถไฟฟ้า MRT สวนจตุจักร

การเปิดพื้นที่ในครั้งนี้ BMN มุ่งหวังที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสารผ่านงานศิลปะ และพร้อมเป็นเวทีที่ผลักดันให้เยาวชนไทยได้มีโอกาสเป็นตัวแทนประเทศไปแสดงศักยภาพในเวทีนานาชาติ ภายใต้การประชุมองค์กรด้านอวกาศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และสำหรับการประกวดในปีนี้มาในแนวคิด “Space Garden” โดยพื้นที่ Metro Mall จะถูกเนรมิตให้เป็นลานประลองไอเดีย เพื่อให้เยาวชนได้สำรวจความฝันอันไกล และแสดงทัศนคติต่ออนาคตของการสร้างพื้นที่สีเขียวในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ผ่านมุมมองทางศิลปะที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเพาะปลูกพืชในอวกาศ ระบบนิเวศจำลอง หรือเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนเป็นโจทย์ที่กระตุ้นจินตนาการและการเรียนรู้เชิงบูรณาการได้เป็นอย่างดี

ด้าน ดร. อารยา ปานุราช กรรมการผู้จัดการ BMN ผู้แทน BEM กล่าวถึงความภาคภูมิใจในฐานะเจ้าของพื้นที่ว่า “BMN มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้ Metro Mall เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจ เราภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ GISTDA อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ในการเปิดพื้นที่สถานี MRT สวนจตุจักร ให้เป็นเวทีสำคัญสำหรับเยาวชนไทยในการถ่ายทอดจินตนาการผ่านงานศิลปะ หัวข้อ ‘Space Garden’ ในปีนี้ ช่วยกระตุ้นให้เด็กไทยคิดไกลถึงการนำธรรมชาติไปสู่การตั้งถิ่นฐานในอวกาศ และยังสะท้อนมุมมองของคนรุ่นใหม่ได้อย่างทรงพลัง  สิ่งที่เราเห็นจากงานนี้ ไม่ใช่แค่ผลงานที่สวยงาม แต่คือศักยภาพที่รอการปลดปล่อย BMN และ BEM จึงตั้งเป้าหมายที่จะขยายผลโครงการในระยะยาว ทั้งนิทรรศการหมุนเวียน กิจกรรมเวิร์กช็อปกับศิลปินต้นแบบ การสร้างเครือข่ายเยาวชนศิลปะในระบบขนส่งมวลชน และความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เรามองว่าเด็กไทยมีความสามารถไม่แพ้ใครในโลก เพียงแค่พวกเขาได้รับโอกาสและพื้นที่ที่เหมาะสมในการแสดงออก ซึ่งนี่คือสิ่งที่เรามุ่งมั่นสร้างสรรค์ผ่าน Metro Mall”

การประกวดภาพวาด APRSAF – Poster Contest 2026 รอบชิงชนะเลิศ ผู้ชนะและได้รับคัดเลือก 3 ผลงานที่โดดเด่นที่สุด เป็นตัวแทนประเทศไทย สู่เวทีนานาชาติ โดยในปีนี้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ได้แก่

  1. ด.ญ. ชนิดาภา ศรีรัตนาพร โรงเรียนอนุบาลไผทวิทยา (มูลนิธิชัยพัฒนา)
  2. ด.ญ. ปวริศา โชติคุณ โรงเรียนอนุบาลเมืองใหม่ชลบุรี
  3. ด.ญ. มินรญา แก้วชลคราม โรงเรียนนาคประสิทธิ์

ทั้งนี้ ยังมีรางวัล Popular Vote  จำนวน 2 รางวัล

  1. ด.ช. รุ่งโรจน์ ประวิงทรัพย์ โรงเรียนธีรศาสตร์
  2. ด.ญ. ศิริภัทรา ธุระหาญ โรงเรียนสอนศิลปะวาดเส้นแต้มสีกระบี่

พร้อมรางวัล BEM AWARD อีก 12  รางวัล เพื่อสนับสนุนทุกความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนอย่างทั่วถึง

การจัดงานครั้งนี้สะท้อนถึงพันธกิจของ BMN และ BEM ในการใช้พื้นที่สาธารณะให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการผสมผสาน ศิลปะ การเดินทาง และโอกาสไว้ในจุดเดียว ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ทาง Facebook Page: BMN Bangkok Metro Networks

‘ตลาดใบบัว วงศ์สว่าง’ ปักหมุดแลนด์มาร์กไลฟ์สไตล์แห่งใหม่ ย่านวงศ์สว่าง เชื่อมเศรษฐกิจชุมชน

15 กันยายน 2569 เวลา 14:01 น.

ตลาดใบบัว วงศ์สว่าง เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก พร้อมจัดเต็มพิธีมงคล การแสดงศิลปวัฒนธรรม กิจกรรมการตลาด และคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ตอกย้ำการเป็นตลาดไลฟ์สไตล์แห่งใหม่ของย่านวงศ์สว่าง ที่รวมทั้งอาหาร สินค้า และบริการไว้อย่างครบครัน พร้อมเดินหน้าสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการและชุมชนโดยรอบ

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ตลาดใบบัว วงศ์สว่าง ได้จัดงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการอย่างยิ่งใหญ่ นำโดย คุณคุณ มานัส เติมธนะศักดิ์  จับมือลูกสาวCEO ไฟแรง คุณ ริณระดา ตระการศักดิกุล  พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร พนักงาน เจ้าหน้าที่ พ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการ แขกผู้มีเกียรติ และประชาชนจำนวนมากที่เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีและสัมผัสบรรยากาศของตลาดแห่งใหม่ใจกลางย่านวงศ์สว่าง

การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนภาพของตลาดยุคใหม่ที่ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ซื้อขายสินค้าเท่านั้น แต่ยังได้รับการพัฒนาให้เป็น Lifestyle Market ที่ผสานทั้งพื้นที่ค้าขาย อาหาร บริการ กิจกรรม และความบันเทิงเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมเป็นอีกหนึ่งพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กและรายกลางในย่านกรุงเทพฯ ตอนเหนือและพื้นที่ใกล้เคียง

งานเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเช้าด้วยกิจกรรมเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมีการนิมนต์ พระสงฆ์จำนวน 99 รูป ออกรับบิณฑบาตภายในพื้นที่ตลาด ท่ามกลางคณะผู้บริหาร ผู้ประกอบการ และประชาชนที่ร่วมทำบุญกันอย่างพร้อมเพรียง

จากนั้นเข้าสู่พิธีพราหมณ์เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยได้รับเกียรติจาก พระครูเทพาจารย์ (ตรัณ บุรณศิริ) พระครูพราหมณ์ผู้สืบทอดการพระราชพิธี ประกอบพิธีตามแบบประเพณีพราหมณ์ โดยพระครูเทพาจารย์ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรตั้งเป็นพระครูพราหมณ์เมื่อปี 2567

บรรยากาศภายในงานยังงดงามด้วยการ รำถวายพรโดยนางรำ 9 นาง พร้อมการบรรเลงวงปี่พาทย์ และการแสดงโขนโดยนักแสดงจาก วิทยาลัยนาฏศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมไทยให้เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของพิธีเปิด

ความคึกคักดำเนินต่อเนื่องตลอดทั้งวัน โดยในช่วงบ่ายมีการแสดง เชิดสิงโตและมังกร สร้างสีสันและเรียกความสนใจจากผู้เข้าร่วมงาน พร้อมด้วยการแสดงจาก วงโยธวาทิตโรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม ซึ่งมาร่วมสร้างบรรยากาศให้การเปิดตลาดเต็มไปด้วยความสนุกสนานและมีชีวิตชีวา โดยโรงเรียนวัดเขมาภิรตารามมีผลงานด้านวงโยธวาทิตมาอย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งสีสันของงานคือเหล่าอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์ชื่อดังที่ทยอยเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีและสร้างคอนเทนต์ภายในตลาด อาทิ นารา เครปกะเทย, คุณมะร์, BB Memory – ครอบครัวตัวบี ตลอดจนอินฟลูเอนเซอร์อีกหลายช่องที่มาร่วมพาผู้ติดตามเปิดประสบการณ์กิน เที่ยว และชอปภายในตลาด

นอกจากกิจกรรมความบันเทิงแล้ว ตลาดใบบัวยังให้ความสำคัญกับการทำตลาดเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการภายในพื้นที่ โดยในวันเปิดตัวได้จัดแคมเปญพิเศษให้ประชาชน ลงทะเบียนรับสิทธิ์รับประทานอาหารฟรีสูงสุด 4 ร้านค้า เพื่อกระจายผู้ใช้บริการเข้าสู่ร้านค้าต่าง ๆ ภายในตลาดโดยตรง ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างการทดลองซื้อ สร้างการรับรู้ร้านค้าใหม่ และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการได้พบกับฐานลูกค้าใหม่ตั้งแต่วันเปิดตลาด

ก่อนจะปิดท้ายค่ำคืนด้วยความสนุกจาก ฟรีคอนเสิร์ตวง Good Mood และ Slot Machine ที่เรียกผู้คนเข้ามาร่วมงานอย่างคึกคัก ทำให้บรรยากาศของตลาดใบบัวเต็มไปด้วยผู้เข้าร่วมงานตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงช่วงค่ำ

ตลาดไลฟ์สไตล์แห่งใหม่ ครบทั้ง กินชอปใช้ชีวิต

จุดเด่นสำคัญของ ตลาดใบบัว วงศ์สว่าง คือการวางแนวคิดให้เป็นตลาดที่รองรับการใช้ชีวิตได้ทั้ง กลางวันและกลางคืน เปิดให้บริการตั้งแต่ประมาณ 10.00–22.00 น. พร้อมรวบรวมร้านค้าและบริการหลากหลายประเภทไว้ในพื้นที่เดียว

ภายในตลาดมีทั้งอาหารปรุงสำเร็จ ร้านอาหาร ร้านดัง ร้านเด็ด ของกินเล่น เครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงธุรกิจบริการในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น ร้านทำผม ร้านตัดผมชาย ร้านทำเล็บ ร้านขายยา ร้านซักผ้า และร้านบริการต่าง ๆ ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถมาใช้ชีวิต รับประทานอาหาร เลือกซื้อสินค้า และใช้บริการต่าง ๆ ได้แบบ “ครบ จบในที่เดียว”

พื้นที่ตลาดยังออกแบบโดยคำนึงถึงการใช้งานจริง มีโครงสร้างหลังคาช่วยป้องกันทั้งแดดและฝน ทำให้สามารถเดินเลือกซื้อสินค้าและรับประทานอาหารได้สะดวกตลอดทั้งวัน ขณะเดียวกันยังมีพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรม อีเวนต์ โปรโมชัน และความบันเทิงหมุนเวียน เพื่อสร้างความเคลื่อนไหวให้กับตลาดและดึงดูดผู้ใช้บริการให้กลับมาเยือนอย่างต่อเนื่อง

ในมุมเศรษฐกิจ ตลาดใบบัวยังมีบทบาทในการสร้างพื้นที่ค้าขายให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ร้านอาหาร และธุรกิจบริการ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจชุมชน การทำการตลาดเชิงรุก การจัดกิจกรรม และการสร้างทราฟฟิกเข้าสู่พื้นที่อย่างสม่ำเสมอ จึงไม่เพียงช่วยสร้างสีสันให้ตลาด แต่ยังมีส่วนช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการภายในตลาดอีกด้วย

เดินทางสะดวก ติด MRT วงศ์สว่าง

อีกหนึ่งจุดแข็งคือทำเลที่เดินทางสะดวก โดยตลาดตั้งอยู่ใกล้ รถไฟฟ้า MRT สายสีม่วง สถานีวงศ์สว่าง ทางออก 2 และ 3 ช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถเดินทางมายังตลาดได้สะดวกทั้งจากกรุงเทพฯ และนนทบุรี

ด้วยองค์ประกอบทั้งด้านทำเล ความหลากหลายของร้านค้า กิจกรรมการตลาด อีเวนต์ และความบันเทิง ตลาดใบบัว วงศ์สว่าง จึงมีเป้าหมายที่จะเป็นมากกว่าตลาดทั่วไป แต่เป็นพื้นที่พบปะและพื้นที่ใช้ชีวิตแห่งใหม่ของคนในย่านวงศ์สว่าง ตลอดจนเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการในพื้นที่เติบโตไปพร้อมกัน

“ตลาดใบบัว วงศ์สว่าง” เปิดให้บริการแล้วอย่างเป็นทางการ ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00–22.00 น. ใครที่กำลังมองหาตลาดแห่งใหม่สำหรับกิน ชอป เดินเล่น หรือใช้บริการต่าง ๆ สามารถเดินทางมาสัมผัสบรรยากาศได้แล้ววันนี้

ช่องทางติดตามข่าวสารและกิจกรรม Facebook : ตลาดใบบัว , Instagram : Baibour.Market , TikTok : Baibourmarket.Wongsawang  , LINE Official Account : @baibour(มี@นำหน้า) , Call : 080-778-7777

พม. ยกระดับผลิตภัณฑ์ ‘ทอฝัน by พม.’ เพิ่มช่องทางการตลาด – ติวทักษะดิจิทัล สร้างรายได้มั่นคง พึ่งพาตนเองได้ พร้อมดูแลครอบครัว

15 กันยายน 2569 เวลา 13:57 น.

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) มอบหมาย นางสาวชนก จันทาทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมเป็นประธานสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วย การส่งเสริมช่องทางการตลาดและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) โดยมี นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมเป็นประธานสักขีพยาน พร้อมด้วยนายกิตติ อินทรกุล รองปลัดกระทรวง พม. ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองปลัดกระทรวง ดีอี และ ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปณท. ร่วมลงนาม อีกทั้ง นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว พร้อมคณะผู้บริการกระทรวง พม. และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน ณ อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก กรุงเทพมหานคร

นางสาวชนก กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจครั้งนี้ เป็นความร่วมมือในการเพิ่มช่องทางการตลาดและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเป้าหมายและกลุ่มอาชีพในความดูแลของกระทรวง พม. ให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาระบบการจัดส่งและการกระจายสินค้าให้มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมความรู้และทักษะด้านอีคอมเมิร์ซ การตลาดดิจิทัล และการจัดการโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มเป้าหมายและกลุ่มอาชีพในความดูแลของกระทรวง พม. นำไปสู่การสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับ “ทอฝัน by พม.” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเป้าหมายและกลุ่มอาชีพในความดูแลของกระทรวง พม. สำหรับการพัฒนาทักษะและส่งเสริมอาชีพ ไปสู่การพัฒนาระบบและโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยเชื่อมโยงคน สินค้า ตลาด และเครือข่ายเข้าด้วยกัน ซึ่งกระทรวง พม. ไม่สามารถขับเคลื่อนภารกิจนี้ได้โดยลำพัง จำเป็นต้องมีพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partner) ที่นำจุดแข็งและความเชี่ยวชาญของแต่ละฝ่ายมาร่วมกันสร้างโอกาสใหม่ให้กับประชาชน

นางสาวชนก กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวง พม. ได้ส่งเสริมทักษะด้านอาชีพและต่อยอดความสามารถด้านการผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้กับกลุ่มเป้าหมายมาอย่างต่อเนื่อง และอาศัยความร่วมมือกับกระทรวง ดีอี และ ปณท. ที่ไม่ได้มุ่งเพียงการเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้า แต่ต้องการให้เกิดโอกาสในการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเป้าหมายและกลุ่มอาชีพในความดูแลของกระทรวง พม. สามารถก้าวจากการผลิตไปสู่การเข้าถึงตลาดและผู้บริโภคได้มากขึ้น เพิ่มโอกาสในการจำหน่ายและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การพึ่งพาตนเอง การดูแลครอบครัว และการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ภายใต้แนวคิด “ทอฝัน ส่งฝัน ถึงฝัน” ด้วยเป้าหมาย “สร้างโอกาส เชื่อมตลาด สร้างรายได้ สร้างความยั่งยืน”

โฮมโปร ส่งมอบเงิน 3.3 ล้านบาท สมทบกองทุนปรับปรุงห้องผ่าตัด ตึกสยามินทร์ โรงพยาบาลศิริราช

15 กันยายน 2569 เวลา 13:54 น.

เพราะการเดินหนึ่งก้าว อาจมีความหมายที่ยิ่งใหญ่มากกว่าแค่การมี ‘สุขภาพที่ดีขึ้น’  แต่เมื่อ 17,000 กว่าคน เดินไปด้วยกัน

ก้าวเล็กๆ เหล่านั้น รวมกันเป็นพลังแห่งการให้ที่ยิ่งใหญ่ และเปลี่ยนเป็น โอกาสในการมีชีวิตของใครอีกคน

นี่คือแนวคิดเบื้องหลัง “HomePro Fun Walk 2026 – Walk for Life ทุกก้าวที่เดิน คือโอกาสแห่งการมีชีวิต” โครงการฯ ที่ชวนพนักงาน และพันธมิตร เปลี่ยนการดูแลสุขภาพตัวเองให้กลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ในการส่งต่อโอกาสให้กับผู้อื่น

ตลอด 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 31 สิงหาคม 2569 มีผู้เข้าร่วมโครงการฯ ร่วมกันสะสมก้าวผ่านแอปพลิเคชัน Wello ได้มากกว่า 7,100 ล้านก้าว พร้อมร่วมระดมเงินบริจาคจำนวน 3,300,000 บาท เพื่อสมทบกองทุนปรับปรุงห้องผ่าตัด ตึกสยามินทร์ โรงพยาบาลศิริราช ผ่านศิริราชมูลนิธิ

โฮมโปร นำโดย นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ร่วมส่งมอบเงินบริจาค จำนวน 3,300,000 บาท แก่ ศิริราชมูลนิธิ เพื่อสมทบกองทุนปรับปรุงห้องผ่าตัด ตึกสยามินทร์ โรงพยาบาลศิริราช โดยมีศาสตราจารย์ นายแพทย์อภิชาต อัศวมงคลกุล คณบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ผู้แทนศิริราชมูลนิธิ เป็นผู้รับมอบ

จากก้าวเล็กๆ สู่พลังแห่งการให้ที่ยิ่งใหญ่

นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” กล่าวว่า “HomePro Fun Walk เดินทางมาถึงปีที่ 5 และในปีนี้เราตั้งใจให้ทุกก้าวเดินของพวกเรามีความหมายมากกว่าการดูแลสุขภาพของตัวเอง แต่สามารถส่งต่อโอกาสให้กับคนอื่นได้ด้วย 7,100 ล้านก้าวอาจเริ่มต้นจากก้าวเล็กๆ ของแต่ละคน แต่เมื่อทุกคนก้าวไปพร้อมกัน สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่คือพลังของคนจำนวนมากที่ร่วมกันสร้างสิ่งดีๆ ให้กับสังคม สำหรับโฮมโปร จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น แต่หมายถึงการที่เราสามารถส่งต่อโอกาส เพื่อให้คนรอบตัวและสังคมมีชีวิตที่ดีขึ้นไปพร้อมกัน”

ความพิเศษของ HomePro Fun Walk 2026 ไม่ได้อยู่เพียงจำนวนก้าวที่สะสมได้ แต่เกิดจากการรวมพลังของหลายภาคส่วนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างประโยชน์ให้กับสังคม

โดยเงินบริจาคจำนวน 3,300,000 บาทในครั้งนี้ ไม่ได้มาจากโครงการ HomePro Fun Walk เพียงช่องทางเดียว แต่เกิดจากการรวบรวมผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่

  • พันธมิตรคู่ค้า
  • กล่องรับบริจาค ภายในสาขาโฮมโปรและเมกาโฮมทั่วประเทศ
  • โฮมโปร

และนี่คือสิ่งที่ทำให้ HomePro Fun Walk ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเดินเพื่อสุขภาพ แต่เป็น พื้นที่กลางที่เชื่อม “การดูแลตัวเอง” เข้ากับ “การดูแลสังคม”

เมื่อเราก้าวพร้อมกัน ชีวิตอีกหลายคนก็ได้ไปต่อ

เงินบริจาคทั้งหมดจะถูกส่งมอบผ่านศิริราชมูลนิธิ เพื่อสมทบกองทุนปรับปรุงห้องผ่าตัด ตึกสยามินทร์ โรงพยาบาลศิริราช โดยมี ศาสตราจารย์ นายแพทย์อภิชาต อัศวมงคลกุล คณบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ผู้แทนศิริราชมูลนิธิ กล่าวว่า “ห้องผ่าตัดที่ได้มาตรฐานและมีความพร้อม คือปัจจัยสำคัญต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและผลการรักษา การปรับปรุงห้องผ่าตัดจึงเป็นการลงทุนที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการรักษาในระยะยาว ทั้งนี้ กองทุนฯ จะนำไปใช้เพื่อปรับปรุงห้องผ่าตัดให้ทันสมัย และรองรับผู้ป่วยได้มากขึ้น ในนามของศิริราชมูลนิธิและโรงพยาบาลศิริราช ขอขอบคุณโฮมโปร พนักงาน พันธมิตรคู่ค้า และประชาชนทุกท่าน ที่ร่วมสนับสนุนในครั้งนี้”

เราจะก้าวต่อไปด้วยกัน

นายวีรพันธ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “HomePro Fun Walk จะยังเป็นกิจกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพ พร้อมกับได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กับสังคม เพราะเราเชื่อว่าทุกก้าวที่เดิน ทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น และทำให้ชีวิตของใครอีกหลายคนดีขึ้นได้เช่นกัน”

“ทุกก้าวที่เราเดิน อาจทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น และทุกก้าวที่เดินไปพร้อมกัน อาจทำให้ชีวิตใครอีกคนได้เดินต่อ”