จับตา “ขิ่น ยี” อดีตนายพลเมียนมา จ่อคุมเก้าอี้ประธานสภาฯ

จับตา "ขิ่น ยี" อดีตนายพลเมียนมา จ่อคุมเก้าอี้ประธานสภาฯ

25 ก.พ. 2569 17:20 น.

จับตา “ขิ่น ยี” อดีตนายพลเมียนมา จ่อคุมเก้าอี้ประธานสภาฯ

แหล่งข่าวภายในพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) เปิดเผยว่า “ขิ่น ยี” อดีตนายพลผู้ทรงอิทธิพลจากพรรคการเมืองที่กองทัพหนุนหลัง ซึ่งคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งเมียนมาครั้งล่าสุด เตรียมจะเข้ารับตำแหน่งสำคัญอย่างประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งการเคลื่อนไหวนี้ถูกมองว่าเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการช่วยให้กองทัพเมียนมายังคงอำนาจในการบริหารประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ แม้จะมีการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ตาม

ภายหลังการรัฐประหารในปี 2021 รัฐบาลทหารเมียนมามีกำหนดจะถ่ายโอนอำนาจอย่างเป็นทางการหลังจากสภาชุดใหม่เปิดประชุมในเดือนหน้า อย่างไรก็ตาม คาดว่าบรรดานายพลระดับสูงจะยังคงมีบทบาทนำในทางการเมืองต่อไปอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากพรรค USDP ซึ่งกองทัพก่อตั้งขึ้นในปี 2010 สามารถกวาดที่นั่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ไปได้อย่างล้นหลาาม

แหล่งข่าวจากพรรค USDP 3 รายให้ข้อมูลกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า นายขิ่น ยี (Khin Yi) ประธานพรรค USDP ซึ่งเป็นอดีตพลจัตวาและอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คือตัวเต็งที่จะดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยบทบาทนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากต้องทำหน้าที่ควบคุมการเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ การผ่านกฎหมาย การอนุมัติงบประมาณ รวมถึงการเห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลสำคัญในตำแหน่งระดับรัฐ

หนึ่งในแหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์ออกนามระบุว่าอดีตนายพลที่มีความใกล้ชิดกับ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร มีแนวโน้มสูงที่จะเข้าดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีคนที่ 1 และคนที่ 2 แหล่งข่าวระบุว่า “เนื่องจากในพรรคมีอดีตนายทหารระดับสูงจำนวนมาก เมื่อพิจารณาจากบทบาทและประสบการณ์ ตำแหน่งสูงสุดที่เหมาะสมสำหรับขิ่น ยี จึงน่าจะเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร” 

ทั้งนี้ ระบบการแบ่งปันอำนาจของเมียนมาตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้กองทัพครองที่นั่งในสภาโดยอัตโนมัติ 25% และยังควบคุมกระทรวงสำคัญอย่างกระทรวงกลาโหม กระทรวงกิจการชายแดน และกระทรวงมหาดไทย ขณะที่ผลการเลือกตั้งล่าสุดซึ่งมีผู้ออกมาใช้สิทธิน้อยท่ามกลางภาวะสงครามกลางเมือง ปรากฏว่าพรรค USDP กวาดที่นั่งไปได้ถึง 81% ทั้งในสภาสูงและสภาล่าง ทำให้รัฐสภาตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพโดยปริยาย

นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งสภาที่ปรึกษาแห่งสหภาพ ซึ่งเป็นคณะกรรมการ 5 รายชุดใหม่เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลทั้งการบริหารราชการพลเรือนและทหาร นักวิเคราะห์มองว่ากลไกนี้จะช่วยให้ มิน อ่อง หล่าย สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีได้โดยที่ไม่ต้องคลายอำนาจในการควบคุมกองทัพ

ถิ่น จอ เอ  นักวิเคราะห์การเมืองอิสระ ให้ความเห็นว่าตำแหน่งประธานสภาฯ มีอิทธิพลมากกว่าตำแหน่งรองประธานาธิบดีซึ่งมักเป็นตำแหน่งเชิงพิธีการ “นี่คือตำแหน่งที่มีขีดความสามารถสูงในการส่งผลต่อการตัดสินใจและการดำเนินการ หากใครไม่ได้เป็นประธานาธิบดี ตำแหน่งประธานสภาคือตำแหน่งที่จะได้ใช้อำนาจมากที่สุด”

ขณะที่แหล่งข่าวอีกรายซึ่งเป็น สส.ใหม่จากพรรค USDP ระบุว่า ข้อมูลเรื่องการแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญถูกเก็บเป็นความลับสุดยอดในกลุ่มผู้นำระดับแกนนำเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในการประชุมพรรคครั้งล่าสุด มีรายงานว่า ขิ่น ยี ได้รับการทาบทามอย่างไม่เป็นทางการว่าจะรับตำแหน่งรองประธานาธิบดีหรือไม่ ซึ่งเขาได้ตอบกลับว่าเขาต้องการบทบาทในสภามากกว่า.

ที่มา Reuters

สภาเม็กซิโกไฟเขียวร่าง กม. ลดเวลาทำงานเหลือ 40 ชม./สัปดาห์ คาดบังคับใช้เต็มรูปแบบปี 2030

สภาเม็กซิโกไฟเขียวร่าง กม. ลดเวลาทำงานเหลือ 40 ชม./สัปดาห์ คาดบังคับใช้เต็มรูปแบบปี 2030

25 ก.พ. 2569 16:54 น.

สภาเม็กซิโกไฟเขียวร่าง กม. ลดเวลาทำงานเหลือ 40 ชม./สัปดาห์ คาดบังคับใช้เต็มรูปแบบปี 2030

สภาผู้แทนราษฎรเม็กซิโกผ่านร่างกฎหมายลดชั่วโมงการทำงานจาก 48 ชั่วโมง เหลือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยเน้นการปรับเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไป จนบังคับใช้เต็มรูปแบบปี 2030 ยืนยันไม่กระทบเงินเดือนและสวัสดิการ ด้านฝ่ายค้านเตรียมเสนอมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมเพื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อย

สภาผู้แทนราษฎรเม็กซิโกอนุมัติเค้าโครงทั่วไปของร่างกฎหมายเมื่อช่วงดึกของวันอังคาร (24 ก.พ.) โดยได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกสภา 469 คน โดยไม่มีผู้ใดลงคะแนนเสียงคัดค้าน ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการปฏิรูปสิทธิแรงงานครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยร่างกฎหมายดังกล่าวเตรียมเข้าสู่การอภิปรายในที่ประชุมใหญ่ของสภาฯ ในเร็วๆ นี้

การปฏิรูปดังกล่าวยังได้รับการอนุมัติในวุฒิสภาเมื่อต้นเดือนนี้ ซึ่งพรรคโมเรนาซึ่งเป็นพรรครัฐบาลครองเสียงข้างมาก และก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการร่วมด้านรัฐธรรมนูญและแรงงานของสภาผู้แทนราษฎรเม็กซิโก มีมติเอกฉันท์ 61 เสียง เห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวเช่นกัน 

สาระสำคัญของการปฏิรูปร่างกฎหมายนี้ซึ่งผลักดันโดยประธานาธิบดีคลอเดีย เชนบอม ประกอบด้วยการแก้ไขมาตรา 123 ของรัฐธรรมนูญ และกำหนดชั่วโมงการทำงานสูงสุด 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยจะเริ่มใช้ทีละขั้นตอนระหว่างปี 2027 ถึง 2030 โดยมีรายละเอียดสำคัญ เช่น การปรับเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ภาคธุรกิจทั้งภาครัฐและเอกชนปรับตัวได้ทัน โดยมีกรอบเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2030 ขณะที่การลดชั่วโมงทำงานจะไม่ส่งผลต่อการปรับลดเงินเดือนหรือสวัสดิการของลูกจ้าง รวมถึงการกำหนดเพดานชั่วโมงทำงานล่วงเวลาไว้ไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และสั่งห้ามบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานล่วงเวลาโดยเด็ดขาด และยังคงมาตรฐานการทำงานสูงสุดไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน

นายมาราธ โบลาญอส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า การลดชั่วโมงทำงานแบบค่อยเป็นค่อยไปจะช่วยให้บริษัทต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถปรับโครงสร้างกำลังคนได้โดยไม่ได้รับผลกระทบอย่างกะทันหัน ซึ่งเทียบเคียงได้กับการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่ดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนในช่วงที่ผ่านมา เพื่อสร้างสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวกับการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

แม้ทุกพรรคการเมืองจะเห็นชอบในหลักการ แต่สมาชิกสภาจากพรรคฝ่ายค้านอย่าง Movimiento Ciudadano, PRI และ PAN ได้ประกาศจะเสนอความเห็นแย้งเพิ่มเติมในที่ประชุมใหญ่ โดยมีข้อเสนอหลักๆ  ได้แก่ กำหนดให้มีวันหยุดบังคับ 2 วันต่อการทำงาน 5 วันอย่างชัดเจน, การจัดทำมาตรการจูงใจทางภาษีชั่วคราวสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, การออกแบบโครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงานที่เหมาะสมกับแต่ละภาคส่วน และการระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดสรรวันหยุดวันที่สองให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ฝั่งรัฐบาลและผู้สนับสนุนร่างกฎหมายนี้มองว่า นี่คือ “หนี้ทางประวัติศาสตร์” ที่ต้องชดใช้ให้กับชนชั้นแรงงานเม็กซิโก และเชื่อมั่นว่าการลดเวลาทำงานจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว หากผ่านการอนุมัติขั้นสุดท้ายโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ เม็กซิโกจะเข้าสู่ยุคใหม่ของกฎหมายแรงงานที่ทันสมัยและเป็นธรรมยิ่งขึ้น

เม็กซิโกครองอันดับหนึ่งในองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในเรื่องชั่วโมงทำงานที่ยาวนานที่สุด โดยเฉลี่ย 2,226 ชั่วโมงต่อคนต่อปี นอกจากนี้ยังมีผลิตภาพแรงงานและค่าจ้างต่ำที่สุดในบรรดา 38 ประเทศสมาชิก.

อ่านข่าว Reuters

นายกฯ ออสเตรเลียอพยพ หลังเจอขู่บอมบ์บ้านพัก โยงปมคณะ “เสินยวิ่น” เปิดแสดง

นายกฯ ออสเตรเลียอพยพ หลังเจอขู่บอมบ์บ้านพัก โยงปมคณะ "เสินยวิ่น" เปิดแสดง

25 ก.พ. 2569 15:22 น.

นายกฯ ออสเตรเลียอพยพ หลังเจอขู่บอมบ์บ้านพัก โยงปมคณะ “เสินยวิ่น” เปิดแสดง

นายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ต้องอพยพออกจากบ้านพักประจำตำแหน่งในกรุงแคนเบอร์รา หลังมีอีเมลขู่วางระเบิดเชื่อมโยงกับการแสดงของคณะ “เสินยวิ่น” ซึ่งเป็นกลุ่มการแสดงที่ถูกสั่งห้ามในจีน เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับขบวนการ “ฝ่าหลุนกง” ตำรวจตรวจค้นแล้วไม่พบวัตถุต้องสงสัย ขณะที่จีนออกแถลงการณ์เตือนประชาชนให้ระวังการแสดงดังกล่าว

เมื่อคืนที่ผ่านมา (24 ก.พ.) นายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ต้องอพยพออกจาก “เดอะ ลอดจ์” ซึ่งเป็นบ้านพักประจำตำแหน่งอย่างเร่งด่วน หลังมีการส่งอีเมลข่มขู่ว่าจะมีการวางระเบิด ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการเดินสายเปิดแสดงของคณะศิลปะการร่ายรำและดนตรีจีน “เสิ่นยวิ่น” (Shen Yun) ในออสเตรเลีย

เว็บไซต์ข่าว ABC ของออสเตรเลียยืนยันว่า ผู้จัดการแสดงของเสิ่นยวิ่นได้รับอีเมลระบุว่ามีการวางระเบิดไนโตรกลีเซอรีนจำนวนมากรอบที่พักของนายกรัฐมนตรีในเขตดีกิน กรุงแคนเบอร์รา โดยข้อความในอีเมลระบุอย่างน่ากลัวว่า “หากพวกคุณยังดึงดันจะจัดการแสดงต่อไป บ้านพักนายกรัฐมนตรีจะถูกระเบิดจนเป็นซากปรักหักพัง และเลือดจะไหลนองเป็นสายน้ำ”

ทางคณะเสิ่นยวิ่นได้รับคำขู่เมื่อวานนี้และรีบแจ้งตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) ทันที ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้สั่งอพยพนายกฯ อัลบาเนซีไปยังสถานที่ปลอดภัยเป็นเวลาหลายชั่วโมงเพื่อตรวจค้นพื้นที่ ก่อนจะประกาศว่าไม่พบวัตถุต้องสงสัยและไม่มีอันตรายต่อสาธารณะ

ทั้งนี้ คณะเสิ่นยวิ่น ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับขบวนการทางจิตวิญญาณ “ฝ่าหลุนกง” มีกำหนดการแสดงทัวร์ออสเตรเลียตลอดเดือนนี้ โดยจะเริ่มที่เมืองโกลด์โคสต์เป็นแห่งแรกในคืนนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โรงละครที่โกลด์โคสต์ก็เพิ่งมีการสั่งอพยพคนหลังได้รับคำขู่ในลักษณะเดียวกัน

ด้านรัฐบาลจีนซึ่งสั่งแบนฝ่าหลุนกงมาอย่างยาวนาน ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านสถานกงสุลในนครซิดนีย์และเมลเบิร์น โดยเตือนว่าเสิ่นยวิ่นเป็น “เครื่องมือทางการเมือง” ที่แอบอ้างวัฒนธรรมเพื่อเผยแพร่ลัทธิและโจมตีรัฐบาลจีน พร้อมขอให้ประชาชนอยู่ห่างจาก “ยาพิษ” ของลัทธินี้

ในขณะที่กลุ่มฝ่าหลุนกงโต้กลับว่า นี่คือตัวอย่างชัดเจนของการ “ปราบปรามข้ามชาติ”ที่รัฐบาลต่างชาติพยายามข่มขู่และปิดปากกลุ่มผู้เห็นต่างในต่างแดน

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากรัฐบาลระบุว่า ยังไม่มีหลักฐาน ชี้ชัดว่ารัฐบาลจีนหรือสถานทูตจีนอยู่เบื้องหลังคำขู่ครั้งนี้ และเตือนว่าอย่าเพิ่งด่วนสรุป เนื่องจากอาจเป็นการกระทำของบุคคลทั่วไปที่มีทัศนคติไม่เป็นมิตรต่อกลุ่มฝ่าหลุนกงเอง

หน่วยงานความมั่นคงออสเตรเลีย (ASIO) และตำรวจ AFP แสดงความกังวลต่อแนวโน้มการข่มขู่สมาชิกรัฐสภาที่เพิ่มสูงขึ้น โดยในปีงบประมาณที่ผ่านมามีรายงานการข่มขู่และคุกคามสมาชิกรัฐสภาสูงถึง 951 ราย ซึ่งสะท้อนถึงความแตกแยกในสังคมที่ทวีความรุนแรงขึ้น.

ที่มา ABC News

ทูตอิสราเอล เยี่ยม 4 ครอบครัวแรงงานชาวไทย เหยื่อที่ถูกกลุ่มฮามาสสังหาร

ทูตอิสราเอล เยี่ยม 4 ครอบครัวแรงงานชาวไทย เหยื่อที่ถูกกลุ่มฮามาสสังหาร

25 ก.พ. 2569 14:43 น.

ทูตอิสราเอล เยี่ยม 4 ครอบครัวแรงงานชาวไทย เหยื่อที่ถูกกลุ่มฮามาสสังหาร

ทูตอิสราเอล เดินทางไปยังจังหวัดหนองคาย หนองบัวลำภู และอุดรธานี เพี่อพบกับครอบครัวของแรงงานไทย 4 คนที่ถูกสังหารจากการโจมตีอย่างโหดเหี้ยม ในอิสราเอลโดยกลุ่มก่อการร้ายฮามาส เมื่อ 7 ตุลาคม 2566

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ฯพณฯ อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ พร้อมคณะจากสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล เดินทางไปยังจังหวัดหนองคาย หนองบัวลำภู และอุดรธานี เป็นเวลา 2 วันเพี่อพบกับครอบครัวของแรงงานไทย 4 คนที่ถูกสังหารจากการโจมตีอย่างโหดเหี้ยม ในดินแดนอิสราเอลโดยกลุ่มก่อการร้ายฮามาส เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566

ในโอกาสนี้ รองเลขาธิการวุฒิสภา นางนวนันทน์ เนติธนากุล และข้าราชการระดับสูงของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา  ได้ร่วมเดินทางไปด้วย ทั้งนี้ เอกอัครราชทูตอิสราเอลฯ และคณะผู้ติดตามได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรองผู้ว่าราชการจังหวัดและข้าราชการกระทรวงแรงงานประจำจังหวัดในทุกพื้นที่ 

ที่จังหวัดหนองคาย เอกอัครราชทูตอิสราเอลฯ ได้พบกับครอบครัวของนายสุทธิศักดิ์ รินทลักษณ์ ตัวประกันชาวไทยคนสุดท้ายที่กลุ่มก่อการร้ายฮามาสส่งคืนมา ส่วนที่จังหวัดหนองบัวลำภู ได้พบกับครอบครัวของนายสนธยา อัครศรี และที่จังหวัดอุดรธานี ได้พบกับครอบครัวของนายไกรสร อรัญถิตย์ และครอบครัวของนายธีรพงษ์ กลางสุวรรณ     

การเดินทางครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่เอกอัครราชทูตอิสราเอลฯ ได้ทำความรู้จักกับครอบครัวของเหยื่อชาวไทย  ได้รับฟังเรื่องราวและความทรงจำที่มีต่อผู้ที่จากไป ในโอกาสนี้เอกอัครราชทูตอิสราเอลฯ ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง พร้อมให้กำลังใจครอบครัวที่ได้รับผลกระทบและยังคงอยู่ในภาวะเศร้าโศกจากการสูญเสียผู้เป็นที่รัก   

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่แผนกกงสุลของสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลฯ ได้สนทนาติดตามผลกับครอบครัวแรงงานเพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาได้รับเงินช่วยเหลือเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอจากรัฐบาลอิสราเอล ทั้งนี้สิทธิและผลประโยชน์ทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลและได้รับความคุ้มครองตามที่กฎหมายกำหนดอย่างครบถ้วน เช่นเดียวกับที่ครอบครัวของเหยื่อชาวอิสราเอลพึงได้รับ

ในระหว่างการเดินทาง เอกอัครราชทูตอิสราเอลกล่าวว่า “แรงงานชาวไทยมีบทบาทที่สำคัญมากในภาคการเกษตรของอิสราเอล เราซาบซี้งเป็นอย่างยิ่งต่อความทุ่มเทของพวกเขา ชาวอิสราเอลถือว่าแรงงานไทยและครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวใหญ่ของเรา อิสราเอลยืนเคียงข้างพวกเขา ร่วมแบ่งปันความเจ็บปวด และรำลึกถึงการสูญเสียนี้ด้วยความเคารพ  การเสียชีวิตก่อนเวลาอันควรของแรงงานชาวไทยในเหตุการณ์อันโหดร้ายเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม เป็นความสูญเสียที่ชาวอิสราเอลร่วมกันไว้อาลัย  และผู้ที่จากไปทุกคนจะยังอยู่ในความทรงจำของเราตลอดไป”.

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แรงงานไทย

ตุ๊กตาอุรังอุตัง IKEA ขายเกลี้ยง จากกระแสไวรัลลูกลิงพันช์คุง ส่วนใน eBay ราคาพุ่งหลายเท่า

ตุ๊กตาอุรังอุตัง IKEA ขายเกลี้ยง จากกระแสไวรัลลูกลิงพันช์คุง ส่วนใน eBay ราคาพุ่งหลายเท่า

25 ก.พ. 2569 14:14 น.

ตุ๊กตาอุรังอุตัง IKEA ขายเกลี้ยง จากกระแสไวรัลลูกลิงพันช์คุง ส่วนใน eBay ราคาพุ่งหลายเท่า

กระแสความน่ารักของ “พันช์คุง” ลูกลิงกำพร้าจากสวนสัตว์ในญี่ปุ่น ดันยอดขาย ตุ๊กตาอุรังอุตัง IKEA พุ่งทะลุสต๊อก จนสินค้าขายหมดเกลี้ยงในหลายพื้นที่ และถูกนำไปรีเซลในราคาสูงกว่าปกติหลายเท่า

เจ้าพันช์คุง ลูกลิงหิมะญี่ปุ่น จากสวนสัตว์อิชิกาวะ ประเทศญี่ปุ่น กลายเป็นขวัญใจชาวโซเชียล หลังมีคลิปเผยให้เห็นมันลากตุ๊กตาอุรังอุตังตัวโปรดไปทั่วกรง และวิ่งเข้าไปกอดตุ๊กตาทุกครั้งที่ถูกลิงตัวใหญ่รังแก

หลังคลิปไวรัลแพร่สะพัด บริษัท IKEA ได้โพสต์ภาพลิงกอดตุ๊กตา พร้อมข้อความว่า “ตอนนี้พวกเราทุกคนคือครอบครัวของพันช์” ยิ่งดันให้ยอดขายพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว

ตุ๊กตาตัวดังกล่าวเป็นสินค้าในไลน์ Djungelskog สำหรับเด็ก ซึ่งเดิมจำหน่ายในราคา 14.99 ดอลลาร์แคนาดา หรือราว 399 บาท แต่ล่าสุดสินค้าถูกกว้านซื้อจน ขายหมดเกลี้ยงทางออนไลน์ในหลายประเทศ แม้แต่ประเทศไทย

หลังจากสินค้าไม่มีจำหน่ายผ่านช่องทางหลักแล้ว ก็มีพ่อค้าหัวใสนำตุ๊กตาไปลงขายบนแพลตฟอร์ม eBay ในราคาสูงถึง 100 ดอลลาร์ และบางรายการพุ่งไปแตะ 301 ดอลลาร์ สะท้อนกระแสความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสามารถดันสินค้าธรรมดาให้กลายเป็นไอเทมสุดฮิตในเวลาเพียงไม่กี่วัน.

ที่มา : globalnews

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พันช์คุง

นายกฯ ญี่ปุ่นยอมรับแจก “แค็ตตาล็อกของขวัญ” สส. ยกพรรค ยันไม่ได้ใช้เงินภาษี

นายกฯ ญี่ปุ่นยอมรับแจก "แค็ตตาล็อกของขวัญ" สส. ยกพรรค ยันไม่ได้ใช้เงินภาษี

25 ก.พ. 2569 13:12 น.

นายกฯ ญี่ปุ่นยอมรับแจก “แค็ตตาล็อกของขวัญ” สส. ยกพรรค ยันไม่ได้ใช้เงินภาษี

“ซานาเอะ ทาคาอิจิ” นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ยอมรับกลางสภาว่ามอบแคตตาล็อกของขวัญมูลค่าคนละ 30,000 เยน ให้ สส. พรรคแอลดีพี ทั้ง 315 คน ที่ชนะเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา เพื่อขอบคุณที่ฝ่าฟันศึกหนัก ย้ำชัดไม่ผิดกฎหมาย เพราะใช้เงินกองทุนพรรคสาขานารา ไม่ใช่เงินภาษีประชาชน  ท่ามกลางกระแสจับจ้องเรื่องความโปร่งใสทางการเมือง

นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ได้ยอมรับต่อหน้าฐานสภาผู้แทนราษฎรว่า เธอได้จัดส่งแค็ตตาล็อกของขวัญเพื่อแสดงความยินดีให้แก่ สส. ของพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ทุกคนที่ได้รับเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่ยืนยันว่าการกระทำดังกล่าว “ไม่มีความผิดทางกฎหมาย”

ทาคาอิจิ ระบุว่า พรรคแอลดีพี สาขาเขต 2 จังหวัดนารา ซึ่งเธอเป็นประธาน ได้ใช้เงินกองทุนทางการเมืองของสาขาพรรค จัดส่งสมุดแค็ตตาล็อกสินค้าให้แก่ สส. ร่วมพรรคทั้ง 315 คน โดยกำหนดมูลค่าของขวัญไว้ที่ประมาณคนละ 30,000 เยน (ราว 5,971 บาท) ซึ่งครอบคลุมทั้งค่าสินค้าและค่าจัดส่ง

ทาคาอิจิกล่าวตอบคำถามของ สส. ฝ่ายค้านว่า “เรามอบของขวัญเหล่านี้ในนามพรรคสาขา เพื่อชื่นชมในชัยชนะจากการเลือกตั้งที่ยากลำบากอย่างยิ่ง” พร้อมกล่าวย้ำผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า เงินที่ใช้ไม่ใช่เงินอุดหนุนจากรัฐบาลที่มาจากภาษีประชาชน

ตามรายงานจากสื่อ Bunshun Online ระบุว่าแค็ตตาล็อกดังกล่าวมาจากห้างสรรพสินค้า “คินเท็ตสึ” (Kintetsu) ซึ่งเป็นห้างดังในญี่ปุ่น โดยในเว็บไซต์ของห้างแสดงให้เห็นว่าผู้ได้รับแค็ตตาล็อกสามารถเลือกสินค้าเองได้ตามใจชอบ ตั้งแต่สินค้าไลฟ์สไตล์อย่างจักรยาน ของกินราคาแพงอย่างเนื้อปูยักษ์ ไปจนถึงบัตรกำนัลเข้าพักในโรงแรมหรู

การเปิดเผยครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่ไว้วางใจของสาธารณชนต่อประเด็น “เงินกับการเมือง” หลังจากที่พรรคแอลดีพีเคยเผชิญกับอื้อฉาวเรื่อง “เงินสินบนนอกบัญชี” เมื่อปลายปี 2023 ซึ่งเหตุการณ์นั้นได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคะแนนนิยมของพรรคในการเลือกตั้งปี 2024 และ 2025 ในยุคของอดีตนายกฯ ชิเงรุ อิชิบะ

นอกจากนี้ ในเดือนมีนาคมปีที่ผ่านมา นายอิชิบะเองก็เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากการแจกบัตรกำนัลมูลค่า 100,000 เยน ให้แก่ สส. สมัยแรกจำนวน 15 คนระหว่างการรับประทานอาหารค่ำ

ทั้งนี้ กฎหมายระดมทุนทางการเมืองของญี่ปุ่นระบุว่า “บุคคลธรรมดา” ห้ามบริจาคเงินหรือสิ่งของให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยตรง แต่กฎหมายอนุญาตให้ “พรรคการเมือง” หรือ “สาขาพรรคประจำท้องถิ่น” สามารถทำการบริจาคหรือสนับสนุนได้ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่นายกฯ ทาคาอิจิ ยืนยันว่าการดำเนินการผ่านพรรคสาขานารานั้นถูกต้องตามระเบียบทุกประการ

ปัจจุบัน พรรคแอลดีพีและพรรคฟื้นฟูญี่ปุ่น (Japan Innovation Party) ครองเสียงข้างมากถึง 3 ใน 4 ของสภาผู้แทนราษฎร ทำให้การถูกตรวจสอบจากฝ่ายค้านในประเด็นนี้จีงเป็นเรื่องที่สาธารณชนให้ความสนใจอย่างมากว่าจะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้หรือไม่.

ที่มา KYODO NEWS

เกาะบาหลีป่วน ฝนตกหนักน้ำท่วมฉับพลัน เร่งอพยพนักท่องเที่ยว

เกาะบาหลีป่วน ฝนตกหนักน้ำท่วมฉับพลัน เร่งอพยพนักท่องเที่ยว

25 ก.พ. 2569 13:01 น.

เกาะบาหลีป่วน ฝนตกหนักน้ำท่วมฉับพลัน เร่งอพยพนักท่องเที่ยว

เกาะบาหลี แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศอินโดนีเซียน้ำท่วมอ่วม หลังเผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน บางพื้นที่ระดับน้ำสูงเกิน 1.5 เมตร เร่งอพยพทั้งชาวบ้านและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า บริเวณย่านเทวีศรี ในเขตกูตา บนเกาะบาหลีได้รับผลกระทบหนัก หลังระดับน้ำเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งติดอยู่ภายในบ้านพัก ขณะที่ทีมค้นหาและกู้ภัยบาหลีเร่งลงพื้นที่ช่วยเหลือ โดยใช้ต้องเรือยางอพยพผู้ประสบภัยออกจากพื้นที่เสี่ยง

รายงานระบุว่า มีผู้ได้รับการอพยพอย่างน้อย 12 คน รวมถึงผู้หญิง เด็ก และผู้ที่ติดอยู่ภายในรถยนต์ซึ่งไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้จากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

นอกจากกูตาแล้ว พื้นที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอื่น ๆ ของบาหลี ต่างได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเช่นกัน โรงแรม เกสต์เฮาส์ และวิลล่าหลายแห่งมีน้ำไหลเข้าท่วม ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากต้องย้ายไปยังที่พักที่ปลอดภัยกว่า

โดยฝนที่ตกหนักยังเพิ่มความเสี่ยงต่อดินถล่มและน้ำหลากฉับพลันในบางพื้นที่ สร้างความกังวลต่อภาคการท่องเที่ยวของเกาะบาหลี ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว 

ล่าสุดทางการท้องถิ่นเตือนประชาชนและนักท่องเที่ยวให้ติดตามประกาศพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด และหลีกเลี่ยงพื้นที่ลุ่มต่ำหรือบริเวณใกล้ลำคลองในช่วงที่ยังมีฝนตกต่อเนื่อง.

ที่มา : Channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ บาหลี

อัตราเกิด “เกาหลีใต้” พุ่งต่อเนื่องปีที่ 2 ส่อแววหลุดพ้นวิกฤตประชากรโลก

อัตราเกิด "เกาหลีใต้" พุ่งต่อเนื่องปีที่ 2 ส่อแววหลุดพ้นวิกฤตประชากรโลก

25 ก.พ. 2569 12:27 น.

อัตราเกิด “เกาหลีใต้” พุ่งต่อเนื่องปีที่ 2 ส่อแววหลุดพ้นวิกฤตประชากรโลก

เกาหลีใต้ซึ่งเคยมีอัตราการเกิดต่ำที่สุดในโลก เริ่มเห็นสัญญาณผ่อนคลายของวิกฤตประชากร หลังข้อมูลจากกระทรวงข้อมูลและสถิติเปิดเผยว่า อัตราการเจริญพันธุ์รวมในปี 2025 อยู่ที่ 0.80 เพิ่มขึ้นจาก 0.75 ในปี 2024 นับเป็นการปรับเพิ่มต่อเนื่องเป็นปีที่สอง ชี้ปัจจัยหลักมาจากการแต่งงานที่ทำสถิติสูงสุดใหม่และการปรับเปลี่ยนทัศนคติทางสังคม

ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงข้อมูลและสถิติของเกาหลีใต้ระบุว่า อัตราเจริญพันธุ์หรือจำนวนบุตรเฉลี่ยที่ผู้หญิงหนึ่งคนจะมีได้ในช่วงวัยเจริญพันธุ์ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 0.80 ในปี 2025 ขยับขึ้นจาก 0.75 ในปี 2024 ตัวเลขในปี 2025 ยังแสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นรายปีที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2010 ซึ่งเป็นอัตราที่เร็วที่สุดในรอบ 15 ปี และเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นปีที่สอง

การฟื้นตัวครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญหลังจากที่เกาหลีใต้ครองแชมป์ประเทศที่มีอัตราการเกิดต่ำที่สุดในโลกมาอย่างยาวนาน โดยเคยดิ่งลงไปจุดต่ำสุดที่ 0.72 ในปี 2023 แต่ผลจากนโยบายสนับสนุนของภาครัฐและการฟื้นตัวหลังยุคการระบาดของโควิด-19 ทำให้จำนวนเด็กเกิดใหม่เริ่มกลับมาเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา

กระทรวงฯ ระบุว่า การฟื้นตัวของจำนวนเด็กแรกเกิดเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของการแต่งงานและการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของประชากรหญิงในช่วงอายุ 30 ต้น ซึ่งเป็นกลุ่มอายุที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการมีบุตร ตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา

“จำนวนการสมรสเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 21 เดือน ตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 ถึงเดือนธันวาคมปีที่แล้ว เนื่องจากคู่รักที่เลื่อนการแต่งงานออกไปเนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ได้เข้าพิธีวิวาห์”

พัค ฮยอนจอง เจ้าหน้าที่กระทรวงฯ ระบุว่าปัจจัยที่ขับเคลื่อนสถิตินี้คือ “ยอดการจดทะเบียนสมรส” ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 21 เดือน ตั้งแต่เดือนเมษายน 2024 ถึงเดือนธันวาคม 2025 เนื่องจากคู่รักที่เลื่อนการแต่งงานออกไปเนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ได้เข้าพิธีวิวาห์ โดยในปี 2025 ยอดแต่งงานเพิ่มขึ้น 8.1% ต่อเนื่องจากปี 2024 ที่เคยพุ่งสูงถึง 14.8% ซึ่งเป็นสถิติที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่าทัศนคติของชาวเกาหลีใต้ต่อการสร้างครอบครัวเริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางบวก โดย 52.5% ของประชากรมีความคิดเห็นเชิงบวกต่อการแต่งงาน เพิ่มขึ้นจาก 50.1% ในปี 2022 และจำนวนบุตรที่ต้องการโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1.89 คน

แม้ตัวเลขจะดีขึ้น แต่เกาหลีใต้ยังคงเผชิญกับความท้าทายในระยะยาว โดยพบว่าประชากรลดลงตามธรรมชาติ ในปีที่ผ่านมามีจำนวนเด็กเกิดใหม่ 254,457 คน เพิ่มขึ้น 6.8% แต่ยอดผู้เสียชีวิตกลับสูงถึง 363,389 คน ทำให้ประชากรโดยรวมยังคงลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 6

นอกจากนั้น ยังเกิดแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ธนาคารกลางคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) อาจลดลงเหลือเพียง 0.6% ภายในปี 2045-2049 หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาโครงสร้างประชากรได้ และมีการเตือนว่ากองทุนบำนาญของรัฐ ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก อาจหมดลงภายในปี 2071 เนื่องจากภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคมที่สูงขึ้น

ภายใต้การนำของ ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง รัฐบาลเตรียมจัดทำแผนยุทธศาสตร์นโยบายประชากร 5 ปี เพื่อรับมือกับสังคมสูงวัย โดยมุ่งเน้นไปที่การขยายการสนับสนุนสวัสดิการการมีบุตร, ดึงดูดแรงงานต่างชาติที่มีทักษะสูงเข้าสู่ตลาดแรงงาน และการสร้างความร่วมมือกับจีนและญี่ปุ่น เพื่อแก้ไขปัญหาประชากรในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออก

ทั้งนี้ รัฐบาลคาดการณ์ว่าหากแนวโน้มยังเป็นเช่นนี้ อัตราเจริญพันธุ์ของเกาหลีใต้จะสามารถกลับขึ้นไปแตะระดับ 1.0 ได้ในปี 2031 เพื่อช่วยประคองจำนวนประชากรที่คาดว่าจะเหลือเพียง 36.2 ล้านคนในปี 2072

ที่มา Reuters / Yonhap

ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านกำลังพัฒนาขีปนาวุธที่สามารถโจมตีถึงสหรัฐฯ ได้

ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านกำลังพัฒนาขีปนาวุธที่สามารถโจมตีถึงสหรัฐฯ ได้

25 ก.พ. 2569 12:14 น.

ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านกำลังพัฒนาขีปนาวุธที่สามารถโจมตีถึงสหรัฐฯ ได้

ทรัมป์แถลงนโยบายต่อสภาฯ กล่าวหาอิหร่านกำลังพัฒนาขีปนาวุธที่สามารถโจมตีถึงสหรัฐฯ ได้ แม้ต้องการแก้ไขความขัดแย้งกับอิหร่านผ่านแนวทางการทูต แต่ยืนยันไม่ยอมให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เด็ดขาด

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวในเวทีแถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภา (State of the Union) ว่า เขาต้องการแก้ไขความขัดแย้งกับอิหร่านผ่านแนวทางการทูต แต่ยืนยันว่าจะไม่ยอมให้เตหะรานพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์โดยเด็ดขาด

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังระบุว่า อยู่ระหว่างการเจรจากับอิหร่าน พร้อมกล่าวหาโดยไม่ได้แสดงหลักฐานว่า อิหร่านกำลังพัฒนาขีปนาวุธที่สามารถโจมตีถึงสหรัฐฯ ได้  

ด้านอิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงยืนยันมาโดยตลอดว่า โครงการนิวเคลียร์มีเป้าหมายเพื่อสันติและการใช้ประโยชน์พลเรือนเท่านั้น ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X ก่อนทรัมป์ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ว่า  อิหร่านจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ไม่ว่ากรณีใด ๆ  .

ที่มา BBC

กลาโหมกัมพูชาโต้ไทย ปฏิเสธข่าวยิงเครื่องยิงลูกระเบิด 40 มม. ใกล้ชายแดนพระวิหาร ชี้เป็นข้อมูลเท็จ

กลาโหมกัมพูชาโต้ไทย ปฏิเสธข่าวยิงเครื่องยิงลูกระเบิด 40 มม. ใกล้ชายแดนพระวิหาร ชี้เป็นข้อมูลเท็จ

25 ก.พ. 2569 11:18 น.

กลาโหมกัมพูชาโต้ไทย ปฏิเสธข่าวยิงเครื่องยิงลูกระเบิด 40 มม. ใกล้ชายแดนพระวิหาร ชี้เป็นข้อมูลเท็จ

กลาโหมกัมพูชาปฏิเสธข่าวไทย ยิงเครื่องยิงลูกระเบิด 40 มม. ยืนยันไม่มีการยิงอาวุธตามที่ฝ่ายไทยกล่าวหา เรียกร้องหยุดเผยแพร่ข่าวปลอม หวั่นกระทบความสัมพันธ์ชายแดน

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 พลโทมาลี โสเชียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงปฏิเสธข้อกล่าวหาจากเพจทางการของกองทัพไทย และสื่อบางสำนักของไทย ที่รายงานว่า กองกำลังกัมพูชาได้ยิงเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 40 มิลลิเมตร 1 นัด เข้าใส่พื้นที่ใกล้จุดลาดตระเวนของฝ่ายไทย เวลา 08.50 น. บริเวณตรงข้ามพื้นที่กูลปรัมเบย จังหวัดพระวิหาร

โฆษกกลาโหมกัมพูชายืนยันอย่างหนักแน่นว่า ข้อกล่าวหานี้ไม่เป็นความจริง พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายไทยยุติการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น

รายงานจากกองทัพภาคที่ 4 แห่งกองทัพกัมพูชาระบุว่า ภายหลังมีรายงานเหตุระเบิดและเสียงปืนจากฝั่งไทย คณะทำงานประสานงานของกองทัพภาคที่ 4 ของกัมพูชา และกองทัพภาคที่ 2 ของไทย ได้ติดต่อหารือกันโดยทันที โดยฝ่ายกัมพูชาได้แจ้งอย่างชัดเจนว่า ไม่มีการใช้อาวุธใด ๆ ตามที่ถูกกล่าวหา.

ที่มา Freshnews