จีน-สหรัฐฯ เปิดฉากปะทะคารม ครบรอบ 37 ปีเหตุการณ์เทียนอันเหมิน

จีน-สหรัฐฯ เปิดฉากปะทะคารม ครบรอบ 37 ปีเหตุการณ์เทียนอันเหมิน

4 มิ.ย. 2569 16:59 น.

จีน-สหรัฐฯ เปิดฉากปะทะคารม ครบรอบ 37 ปีเหตุการณ์เทียนอันเหมิน

สหรัฐฯ และจีน ปะทะคารมเนื่องในวันครบรอบ 37 ปี เหตุการณ์ปราบปราบผู้ประท้วงบริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน โดยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ลั่น “การเซ็นเซอร์ไม่สามารถลบความทรงจำได้” ขณะที่จีนตอบโต้ทันที โดยกล่าวหาว่าสหรัฐฯ บิดเบือนข้อเท็จจริงและแทรกแซงกิจการภายใน ด้านผู้นำไต้หวันเรียกร้องจีนเผชิญหน้าความจริงทางประวัติศาสตร์

ความตึงเครียดปะทุขึ้นเมื่อนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์เนื่องในวันครบรอบเหตุการณ์ปราบปราบผู้ประท้วงบริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 1989 โดยระบุว่า “ไม่มีการเซ็นเซอร์ใดๆ ที่จะสามารถลบเลือนอดีตได้ และผู้ที่ยอมเสียสละเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมอย่างสันติ จะได้รับคืนความยุติธรรมในวันหนึ่งข้างหน้า”

ต่อมานางเหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ออกมาแถลงตอบโต้อย่างรุนแรง โดยระบุว่า รัฐบาลจีนได้มีบทสรุปที่ชัดเจนมานานแล้วเกี่ยวกับ “ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1980” พร้อมทั้งแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อท่าทีของสหรัฐฯ

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่า “จีนคัดค้านอย่างเด็ดขาดต่อการที่สหรัฐฯ บิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ป้ายสีระบบการเมืองและแนวทางการพัฒนาของจีน รวมถึงแทรกแซงกิจการภายในของจีนโดยใช้ข้ออ้างเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน” 

ขณะเดียวกัน นายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเน้นย้ำว่า ประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่แท้จริงไม่ควรเชื่อมั่นในแสนยานุภาพทางทหารอย่างหลับหูหลับตา

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจีนจะสามารถเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ 4 มิถุนายนเมื่อ 37 ปีที่แล้ว ยอมรับความจริง บรรเทาความเจ็บปวด และเปิดประตูสู่การปรองดองและการเจรจาร่วมกัน” ผู้นำไต้หวันระบุ ทั้งนี้ ทางสำนักงานกิจการไต้หวันของจีนไม่ได้ออกมาตอบโต้ข้อความดังกล่าว แต่มักตราหน้า นายไล่ ชิงเต๋อ ว่าเป็น “พวกแบ่งแยกดินแดน” และปฏิเสธข้อเสนอขอเปิดโต๊ะเจรจากจากเขามาโดยตลอด

เหตุการณ์นองเลือดเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 1989 เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลจีนส่งกองกำลังทหารและรถถังเข้าปราบปรามกลุ่มนักศึกษาและแรงงานที่ชุมนุมประท้วงเรียกร้องการปฏิรูปการเมืองและประชาธิปไตยอย่างสันติ ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน แม้จนถึงปัจจุบันจีนจะไม่เคยเปิดเผยยอดผู้เสียชีวิตที่แท้จริง แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนและพยานในเหตุการณ์ระบุว่าตัวเลขอาจสูงถึงหลายพันคน โดยรัฐบาลจีนในขณะนั้นระบุว่าการชุมนุมเป็นความพยายามของกลุ่มต่อต้านการปฏิวัติที่ต้องการโค่นล้มพรรคคอมมิวนิสต์

ในปัจจุบัน ประเด็นนี้ยังคงเป็นเรื่องต้องห้ามและถูกเซ็นเซอร์อย่างเข้มงวดในจีนแผ่นดินใหญ่ มีรายงานจากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ว่า ในปีนี้ทางการจีนถึงขนาดสั่งห้ามไม่ให้ครอบครัวของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ปี 1989 เดินทางไปกราบไหว้หลุมศพที่สุสานว่านอัน ในกรุงปักกิ่ง ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนประณามว่าเป็น “การกระทำที่ไร้หัวใจ”

ด้านฮ่องกง ซึ่งในอดีตเคยเป็นพื้นที่จัดพิธีจุดเทียนรำลึกขนาดใหญ่ ณ สวนสาธารณะวิกตอเรีย ที่ดึงดูดผู้คนเข้าร่วมหลักหมื่นหลักแสนคนเป็นประจำทุกปี บัดนี้กิจกรรมดังกล่าวได้ยุติลงอย่างสิ้นเชิง นับตั้งแต่รัฐบาลจีนบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในปี 2020

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า มีการวางกำลังตำรวจอย่างหนาแน่นรอบสวนสาธารณะวิกตอเรีย โดยมีเพียงภาพของนายถัง ง็อกกวัน นักเคลื่อนไหวที่ออกมายืนอ่านรายชื่อผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนด้วยเสียงอันเบาเพียงลำพัง ท่ามกลางสายตาของตำรวจนอกเครื่องแบบ ขณะที่อดีตสมาชิกสภารัฐมนตรีท้องถิ่นรายหนึ่งที่เคยแจกเทียนฟรีในร้านค้าของตนตั้งแตปี 2022 เปิดเผยว่า “พื้นที่สำหรับการแสดงออกทางความคิดเห็นในฮ่องกงนั้น นับวันจะยิ่งเล็กลงเรื่อยๆ”

อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมรำลึกถึงเหตุการณ์เทียนอันเหมินยังคงมีขึ้นในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลกนอกประเทศจีน รวมถึงในนครไทเปของไต้หวัน, เมืองต่างๆ ในออสเตรเลีย และอีก 4 เมืองใหญ่ในประเทศเยอรมนี.

ที่มา Reuters / AFP

พบตัว “เชอร์ปาเนปาล” รอดชีวิตหลังสูญหายบนเอเวอเรสต์ 6 วัน

พบตัว "เชอร์ปาเนปาล" รอดชีวิตหลังสูญหายบนเอเวอเรสต์ 6 วัน

4 มิ.ย. 2569 14:48 น.

พบตัว “เชอร์ปาเนปาล” รอดชีวิตหลังสูญหายบนเอเวอเรสต์ 6 วัน

“ดาวา เชอร์ปา” ไกด์ปีนเขาชาวเนปาลชื่อดังที่สูญหายบนยอดเขาเอเวอเรสต์นานถึง 6 วัน โดยไร้อาหารและออกซิเจน ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวจัด และคาดว่าเสียชีวิตแล้ว ถูกพบยังมีชีวิตอยู่ในสภาพอ่อนแรง ขณะคลานลงมาจนเกือบถึงเบสแคมป์ สร้างความดีใจให้ครอบครัวที่เพิ่งเริ่มประกอบพิธีสวดส่งดวงวิญญาณเมื่อวันก่อน

เจ้าหน้าที่เนปาลเปิดเผยว่า ทีมงานจากคณะกรรมการควบคุมมลพิษซาการ์มาธา (SPCC) ซึ่งเป็นทีมดูแลเส้นทางและเก็บขยะบนเอเวอเรสต์ ได้พบตัว “ดาวา เชอร์ปา” นักปีนเขาวัย 50 กว่าปี เจ้าของฉายา “ฮิลลารี” ซึ่งตั้งตามชื่อ เอ็ดมันด์ ฮิลลารี นักปีนเขาชื่อดังระดับโลก เนื่องจากเขามีประสบการณ์สูง โดยพบเขาในสภาพกำลังคลานลงมาใกล้กับบริเวณเบสแคมป์ ในช่วงเช้าวันนี้ (4 มิ.ย.) หลังจากที่เขาหายสาบสูญไปบนพื้นที่ระดับสูงของยอดเขาเอเวอเรสต์ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม

เจ้าหน้าที่ได้เร่งนำเฮลิคอปเตอร์มารับตัวเขาส่งโรงพยาบาลในกรุงกาฐมาณฑุอย่างเร่งด่วน โดยดาวา เชอร์ปา ยังคงมีสติสัมปชัญญะดี และมีบาดแผลจากเนื้อเยื่อถูกทำลายด้วยความเย็นจัดบางส่วน แต่โดยรวมอาการปลอดภัยดี

ดามู เชอร์ปา ภรรยาของเขาเปิดเผยด้วยความตื้นตันใจที่โรงพยาบาลว่า “พวกเราดีใจและมีความสุขมาก ตอนแรกเราถอดใจหมดหวังไปแล้ว และเมื่อวานนี้เราเพิ่งจะเริ่มทำพิธีสวดส่งวิญญาณให้ผู้เสียชีวิต ให้เขาอยู่เลย”

คริส ธรอลล์ อดีตทหารพรานนาวิกโยธินอังกฤษ ซึ่งเป็นนักปีนเขาที่ร่วมเดินทางไปกับดาวา เชอร์ปา เล่าว่า พวกเขาประสบความสำเร็จในการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ความสูง 8,849 เมตร เมื่อเวลาประมาณ 17:00 น. ของวันที่ 29 พ.ค. แต่ในวันรุ่งขึ้น ระหว่างที่กำลังลงมาจากแคมป์ 4 ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่ใต้ “เขตมรณะ” ซึ่งเป็นเขตที่ออกซิเจนเบาบางมาก ดาวา เชอร์ปา ได้หยุดนั่งพักเนื่องจากต้องแบกสัมภาระหนักมาก

“ผมหันไปถามเขาว่า ‘ฮิลลารี พี่ชาย คุณโอเคไหม?’ เขาตอบกลับมาว่า ‘โอเคๆ คริส คุณไปก่อนเลย ไปเลย!’ ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติที่พวกเราจะสลับกันนำ”

แต่ในระหว่างทางลง ธรอลล์ได้พบกับนักปีนเขาชาวโปแลนด์รายหนึ่งที่กำลังวิกฤตเนื่องจากออกซิเจนเสริมหมดและมีอาการเนื้อเยื่อถูกความเย็นจัดกัดตามนิ้วมือ ท่ามกลางสภาพอากาศที่โหดร้ายมาก ธรอลล์จึงต้องตัดสินใจเลือกระหว่างการเดินย้อนกลับไปหาเชอร์ปาที่คิดว่าน่าจะดูแลตัวเองได้ดี หรือช่วยเหลือนักปีนเขาชาวโปแลนด์ที่กำลังจะตายจากภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ สุดท้ายธรอลล์เลือกแบ่งถังออกซิเจนและช่วยพานักปีนเขาชาวโปแลนด์ลงมา ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานถึง 11 ชั่วโมงกว่าจะถึงแคมป์ 3 จากปกติใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง

หลังจากนั้น ทีมกู้ภัยได้พยายามออกตามหาดาวา เชอร์ปา แต่ก็ไร้ร่องรอยจนกระทั่งเขาคลานลงมาด้วยตัวเองได้สำเร็จในอีก 6 วันต่อมา

การปีนเขาในทริปนี้ถือเป็นช่วงท้ายๆ ของฤดูกาลปีนเขา ทำให้มีนักปีนเขาเหลืออยู่บนยอดเขาค่อนข้างน้อย โดยข้อมูลเบื้องต้นจากเจ้าหน้าที่เนปาลระบุว่า ในฤดูกาลนี้มีนักปีนเขาขึ้นไปถึงยอดเอเวอเรสต์ได้มากกว่า 1,000 คน ทำลายสถิติเป็นฤดูกาลที่คึกคักและหนาแน่นที่สุดเท่าที่เคยมีมา

อย่างไรก็ตาม ความลึกลับและอันตรายของเอเวอเรสต์ยังคงน่าสะพรึงกลัว โดยในฤดูกาลนี้มีรายงานผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้วอย่างน้อย 5 ราย แบ่งเป็นนักปีนเขาชาวอินเดีย 2 ราย และทีมเชอร์ปาชาวเนปาลที่เตรียมเส้นทางอีก 3 ราย ทำให้เรื่องราวการรอดชีวิตของดาวา เชอร์ปา ในครั้งนี้ ถูกยกย่องว่าเป็นปาฏิหาริย์จากความแข็งแกร่งระดับ “เสือแห่งภูเขา” อย่างแท้จริง.

ที่มา AFP

ยูเอ็นเลือก 5 สมาชิกไม่ถาวรชุดใหม่เข้าคณะมนตรีความมั่นคงฯ เยอรมนีพลาดเก้าอี้ครั้งแรก

ยูเอ็นเลือก 5 สมาชิกไม่ถาวรชุดใหม่เข้าคณะมนตรีความมั่นคงฯ เยอรมนีพลาดเก้าอี้ครั้งแรก

4 มิ.ย. 2569 14:08 น.

ยูเอ็นเลือก 5 สมาชิกไม่ถาวรชุดใหม่เข้าคณะมนตรีความมั่นคงฯ เยอรมนีพลาดเก้าอี้ครั้งแรก

ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ลงคะแนนเลือก 5 สมาชิกไม่ถาวรชุดใหม่เข้าสู่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) วาระ 2 ปี เริ่มปี 2027 พลิกโผใหญ่หลัง “เยอรมนี” มหาอำนาจยุโรปพ่ายคะแนนให้แก่โปรตุเกสและออสเตรีย ด้านกลุ่มเอเชีย-แปซิฟิก “คีร์กีซสถาน” เอาชนะ “ฟิลิปปินส์” คว้าที่นั่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ

ในการเลือกตั้งสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (3 มิ.ย.) เกิดพลิกโผครั้งสำคัญในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก เมื่อ “เยอรมนี” ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปและพยายามล็อบบี้อย่างหนักเพื่อชิงเก้าอี้ แต่กลับพ่ายแพ้ในการลงคะแนนลับ โดยได้รับเพียง 104 คะแนน

ส่งผลให้ “โปรตุเกส” (134 คะแนน) และ “ออสเตรีย” (131 คะแนน) คว้า 2 ที่นั่งในกลุ่มนี้ไปครองแทน โดยทั้งสองประเทศจะเข้ามาทำหน้าที่แทนเดนมาร์กและกรีซที่จะหมดวาระลง การพ่ายแพ้ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เยอรมนีไม่สามารถรักษาที่นั่งในคณะมนตรีความมั่นคงไว้ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้เยอรมนีเคยดำรงตำแหน่งมาแล้วถึง 6 วาระ

อีกหนึ่งการลงคะแนนสำคัญอยู่ที่การชิงชัยในกลุ่มเอเชีย-แปซิฟิก ระหว่าง “ฟิลิปปินส์” และ “คีร์กีซสถาน” ซึ่งการลงคะแนนเป็นไปอย่างสูสีจนต้องลงคะแนนใหม่ถึง 4 รอบ ก่อนที่คีร์กีซสถานจะสามารถรวบรวมคะแนนเสียงได้ถึง 142 ต่อ 49 คะแนน ซึ่งเกินเกณฑ์ 2 ใน 3 ของสมาชิกสมัชชาใหญ่ ส่งผลให้คีร์กีซสถานสร้างประวัติศาสตร์คว้าที่นั่งในยูเอ็นเอสซีได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าเป็นสมาชิกยูเอ็น โดยจะเข้ามาทำหน้าที่แทนปากีสถาน

สำหรับกลุ่มภูมิภาคอื่นๆ ที่ไม่มีคู่แข่ง ได้แก่ “ซิมบับเว” ซึ่งได้รับเลือกจากกลุ่มแอฟริกาด้วยคะแนนท่วมท้น 182 เสียง แทนโซมาเลีย และ “ตรินิแดดและโตเบโก” ได้รับเลือกจากกลุ่มลาตินอเมริกาและแคริบเบียนด้วยคะแนน 181 เสียง แทนปานามา

สมาชิกใหม่ทั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรีย, คีร์กีซสถาน, โปรตุเกส, ตรินิแดดและโตเบโก และซิมบับเว จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่วาระ 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027 โดยจะเข้าร่วมกับสมาชิกไม่ถาวรอีก 5 ประเทศที่ยังอยู่ในวาระจนถึงสิ้นปี 2027 ได้แก่ บาห์เรน, โคลอมเบีย, สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก, ลัตเวีย และไลบีเรีย

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 15 ประเทศ แบ่งเป็นสมาชิกถาวรที่มีสิทธิยั้งยั้ง หรือวีโต้ 5 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา, รัสเซีย, จีน, ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร ส่วนอีก 10 ประเทศเป็นสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งและผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตามภูมิภาค ซึ่งยูเอ็นเอสซีถือเป็นองค์กรเดียวของยูเอ็น ที่มีอำนาจในการออกมติที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เช่น การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจหรือการอนุมัติใช้กำลังทหาร

นอกจากนี้ ในสัปดาห์เดียวกัน ที่ประชุมสมัชชาใหญ่ยังได้เลือก นายคาลิลูร์ ราห์มัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของบังกลาเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประธานสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 81 ซึ่งจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการในเดือนกันยายนนี้.

ที่มา Reuters / AFP

จีนสั่งแบน 4 สส. นิวซีแลนด์ ห้ามเข้าประเทศ 1 ปี ปมเยือนไต้หวัน

จีนสั่งแบน 4 สส. นิวซีแลนด์ ห้ามเข้าประเทศ 1 ปี ปมเยือนไต้หวัน

4 มิ.ย. 2569 13:04 น.

จีนสั่งแบน 4 สส. นิวซีแลนด์ ห้ามเข้าประเทศ 1 ปี ปมเยือนไต้หวัน

รัฐบาลนิวซีแลนด์เปิดเผยว่า จีนสั่งห้าม สส.นิวซีแลนด์ 4 คนเดินทางเข้าประเทศเป็นเวลา 1 ปี หลังเข้าร่วมคณะผู้แทนเยือนไต้หวันเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นับเป็นครั้งแรกที่จีนใช้มาตรการลักษณะนี้กับนักการเมืองนิวซีแลนด์ ส่งผลให้ทางการนิวซีแลนด์แสดงความกังวล พร้อมยืนยันว่าการเยือนไต้หวันไม่ขัดต่อนโยบาย “จีนเดียว”

กระทรวงการต่างประเทศนิวซีแลนด์เปิดเผยว่า ทางการจีนได้สั่งห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จำนวน 4 ราย เดินทางเข้าประเทศจีนเป็นเวลา 1 ปี หลังจากที่พวกเขาเดินทางเยือนไต้หวันตามคำเชิญเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม โดยกลุ่ม สส. ดังกล่าวประกอบด้วย สส. จากพรรคร่วมรัฐบาล ได้แก่ มอรีน พิวจ์, เดวิด วิลสัน และลอร่า แมคคลัวร์ รวมถึง ดันแคน เวบบ์ สส. จากพรรคแรงงานซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน

โฆษกของนายวินสตัน ปีเตอร์ส รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศนิวซีแลนด์ ระบุว่าเขารู้สึก “ประหลาดใจ” กับท่าทีดังกล่าวของจีน เนื่องจากที่ผ่านมา สส. นิวซีแลนด์เดินทางเยือนไต้หวันเพื่อแลกเปลี่ยนด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรมมาเป็นเวลานับทศวรรษโดยไม่เคยมีปัญหาในลักษณะนี้มาก่อน โดยมีรายงานว่าสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงเวลลิงตันได้แจ้งว่า มาตรการสั่งห้ามเข้าประเทศนี้อาจมีการลดหย่อนหรือยกเลิกได้หากเหล่านักการเมืองทำการ “ขอโทษ” อย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม ลอร่า แมคคลัวร์ สส. จากพรรค ACT หนึ่งในผู้ถูกสั่งแบน ยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่มีการขอโทษใดๆ โดยระบุว่า “เราอาศัยอยู่ในระบอบประชาธิปไตยที่เสรี สส. มีสิทธิที่จะเดินทางอย่างอิสระไปทั่วโลก นี่คือรูปแบบหนึ่งของการแทรกแซงจากต่างชาติ และฉันจะไม่ขอโทษที่เดินทางเยือนไต้หวัน”

ขณะที่ ดันแคน เวบบ์ สส. พรรคแรงงาน เปิดเผยว่า ทางสถานทูตจีนได้ส่งคำเตือนมาก่อนล่วงหน้าแล้วว่าจะมีการสั่งแบนหากเดินหน้าทริปนี้ ซึ่งเขามองว่าแม้จะไม่เหนือความคาดหมายเนื่องจากสถานการณ์โลกที่ตึงเครียดขึ้น แต่นับว่าเป็นเรื่องที่ “น่าผิดหวัง” อย่างยิ่ง

นายวินสตัน ปีเตอร์ส รัฐมนตรีต่างประเทศ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทูตทั้งในปักกิ่งและเวลลิงตันเข้าหารือกับทางการจีนเพื่อ “ทำความเข้าใจ” ถึงสาเหตุที่จีนตัดสินใจละทิ้งธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมา

รัฐบาลนิวซีแลนด์ยืนยันว่า แม้ประเทศจะยึดถือนโยบาย “จีนเดียว” มาตั้งแต่ปี 1972 โดยรับรองรัฐบาลจีนและไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะตัดขาดการติดต่อด้านการค้า เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการแลกเปลี่ยนระหว่างชนพื้นเมือง ซึ่งนิวซีแลนด์เจตนาที่จะรักษาความสัมพันธ์เหล่านี้ต่อไปเพราะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสองฝ่าย

ด้านกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันได้ออกแถลงการณ์ “ประณามอย่างรุนแรง” ต่อการสั่งแบนครั้งนี้ โดยยืนยันว่าจีนไม่มีสิทธิ์แทรกแซงการปฏิสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับนานาชาติ ขณะที่ นายหลิน เจียหลง รัฐมนตรีต่างประเทศไต้หวัน ระบุว่าการมาเยือนของคณะ สส. นิวซีแลนด์ ไม่เพียงแต่แสดงถึงการสนับสนุนไต้หวัน แต่ยังทำให้มิตรภาพระหว่างสองประเทศแข็งแกร่งขึ้น ท่ามกลางความท้าทายทางการทูตที่จีนพยายามบีบบังคับประเทศต่างๆ ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับไต้หวัน

ที่ผ่านมา จีนเคยวางมาตรการคว่ำบาตรนักการเมืองสหรัฐฯ มาแล้วหลายราย เช่น แนนซี เพโลซี อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรในปี 2022 แต่ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มาตรการดังกล่าวถูกนำมาใช้กับคณะนักการเมืองจากนิวซีแลนด์ ซึ่งถูกจีนมองว่าเป็นการ “สมคบคิดกับกองกำลังแบ่งแยกดินแดนที่ต้องการเอกราชของไต้หวัน”.

ที่มา AFP / BBC

ตร.อินโดฯ จับผอ.สำนักงานโภชนาการแห่งชาติ ปมทุจริตโครงการอาหารกลางวัน ทำเด็กอาหารเป็นพิษนับหมื่นคน

ตร.อินโดฯ จับผอ.สำนักงานโภชนาการแห่งชาติ ปมทุจริตโครงการอาหารกลางวัน ทำเด็กอาหารเป็นพิษนับหมื่นคน

4 มิ.ย. 2569 12:15 น.

ตร.อินโดฯ จับผอ.สำนักงานโภชนาการแห่งชาติ ปมทุจริตโครงการอาหารกลางวัน ทำเด็กอาหารเป็นพิษนับหมื่นคน

ตร.อินโดฯจับกุมผอ.สำนักงานโภชนาการแห่งชาติ พร้อมรองอีก 2 คน หลังเพิ่งถูกปลดจากตำแหน่งเพียงวันเดียว ปมทุจริตโครงการอาหารกลางวันฟรีนโยบายเรือธงของปธน.ปราโบโว กรณีเด็กอาหารเป็นพิษกว่า 33,000 คน

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจอินโดนีเซียเข้าจับกุมตัวนายดาดัน ฮินดายานา อดีตผู้อำนวยการสำนักงานโภชนาการแห่งชาติ พร้อมรองผู้อำนวยการอีก 2 คน โดยการจับกุมมีขึ้นเพียง 1 วันหลังจากประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต มีคำสั่งปลดนายดาดันออกจากตำแหน่ง ท่ามกลางข้อกล่าวหาทุจริตในโครงการอาหารกลางวันฟรี ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล

สำนักงานอัยการสูงสุดอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาทั้ง 3 คนถูกดำเนินคดีในความผิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการโครงการ โดยนายดาดันถูกกล่าวหาว่าใช้อิทธิพลแทรกแซงการคัดเลือกมูลนิธิที่รับผิดชอบการดำเนินงานครัวอาหารกลางวัน ทั้งที่บางแห่งไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด และยังถูกสงสัยว่ามีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับมูลนิธิเหล่านั้นผ่านตัวแทน นอกจากนี้ เขายังถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างที่มีการตั้งราคาสูงเกินจริง ทั้งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ากว่า 21,000 คัน รองเท้ากว่า 32,000 คู่ และโทรทัศน์อีกกว่า 5,400 เครื่อง

ก่อนการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นสำนักงานใหญ่ของสำนักงานโภชนาการแห่งชาติในกรุงจาการ์ตา รวมถึงบ้านพักของผู้ต้องหาทั้ง 3 คน โดยสื่อท้องถิ่นรายงานว่า อาคารสำนักงานถูกปิดไม่ให้พนักงานเข้าใช้งานระหว่างปฏิบัติการตรวจค้น

รายงานข่าวระบุว่า โครงการอาหารกลางวันฟรีเป็นนโยบายเรือธงที่ประธานาธิบดีปราโบโวใช้หาเสียงในการเลือกตั้งปี 2567 โดยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณอย่างน้อย 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 550,000 ล้านบาท เพื่อจัดหาอาหารให้เด็กนักเรียน เด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ และมารดาที่ให้นมบุตรกว่า 82.9 ล้านคนทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง หลังเกิดเหตุอาหารเป็นพิษในหลายพื้นที่ โดยจนถึงเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีเด็กได้รับผลกระทบจากอาหารเป็นพิษที่เกี่ยวข้องกับโครงการแล้วอย่างน้อย 33,000 คน

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีปราโบโวยอมรับว่าโครงการมีปัญหาในการดำเนินงาน และยืนยันว่าจะดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องหากพบการกระทำผิด ขณะที่รัฐบาลยืนยันว่าโครงการอาหารกลางวันฟรีจะยังเดินหน้าต่อไป แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานที่รับผิดชอบก็ตาม.

ที่มา CNA

อิสราเอล-เลบานอนบรรลุข้อตกลงหยุดยิงใหม่ ยื่นเงื่อนไขฮิซบอลเลาะห์ยุติโจมตี

อิสราเอล-เลบานอนบรรลุข้อตกลงหยุดยิงใหม่ ยื่นเงื่อนไขฮิซบอลเลาะห์ยุติโจมตี

4 มิ.ย. 2569 12:12 น.

อิสราเอล-เลบานอนบรรลุข้อตกลงหยุดยิงใหม่ ยื่นเงื่อนไขฮิซบอลเลาะห์ยุติโจมตี

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศความคืบหน้า หลัง “อิสราเอล” และ “เลบานอน” เห็นชอบการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงฉบับใหม่ โดยสหรัฐฯ ย้ำชัดเงื่อนไขสำคัญ กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ต้องยุติการโจมตีทั้งหมด และต้องถอนกำลังพลออกจากพื้นที่ควบคุมทางตอนใต้ของเลบานอน

แถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงในครั้งนี้จะเกิดขึ้นได้ “ขึ้นอยู่กับการยุติการโจมตีอย่างสิ้นเชิง” จากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขสำคัญคือ กลุ่มฮิซบอลเลาะห์จะต้อง “อพยพกองกำลังทั้งหมด” ออกจากพื้นที่ที่อิสราเอลควบคุมทางตอนใต้ของเลบานอน ตั้งแต่บริเวณแม่น้ำลิตานี ไปจนถึงแนวชายแดน

ทางการสหรัฐฯ จะเข้ามาช่วยชี้แนะในการจัดตั้ง “เขตนำร่อง” ซึ่งจะให้กองทัพรัฐบาลเลบานอน เข้ามาดูแลและควบคุมอาณาเขตแต่เพียงผู้เดียว โดยจะแยกแยะและไม่เปิดโอกาสให้กลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่กองกำลังของรัฐเข้ามามีบทบาทในพื้นที่

แถลงการณ์สหรัฐฯ ระบุว่า “ทุกประเทศต่างยืนยันร่วมกันว่า อนาคตความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและเลบานอน จะต้องถูกตัดสินโดยรัฐบาลที่มีอธิปไตยของทั้งสองประเทศเท่านั้น และขอปฏิเสธความพยายามใด ๆ จากรัฐหรือกลุ่มอิทธิพลนอกกฎหมาย ที่จะจับอนาคตของเลบานอนไว้เป็นตัวประกัน” 

ก่อนหน้านี้ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขาคาดหวังว่าการพูดคุยครั้งนี้จะนำไปสู่ “แผนปฏิบัติการเพื่อความมั่นคงในเลบานอนที่เป็นอิสระและปราศจากการแทรกแซงของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์”

ข้อตกลงฉบับใหม่นี้เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากที่มีการทำข้อตกลง “หยุดยิงบางส่วน” ไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (1 มิ.ย.) ซึ่งกำหนดให้อิสราเอลยุติการทิ้งระเบิดโจมตีกรุงเบรุต แลกกับการที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์จะไม่เปิดฉากโจมตีอิสราเอล อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวยังคงเผชิญความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากต่างฝ่ายต่างยังคงมีการยิงปะทะกันตลอดสัปดาห์

ขณะนี้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการต่อสาธารณะเกี่ยวกับข้อตกลงหยุดยิงล่าสุด แต่นายมาห์มูด กามาตี สมาชิกสภาการเมืองของฮิซบอลเลาะห์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซี โดยแสดงท่าทีแข็งกร้าวว่า “มันไม่มีข้อตกลงหยุดยิงอะไรทั้งนั้น มีเพียงแค่การปกป้องย่านดาฮีเยห์ (ฐานที่มั่นของฮิซบอลเลาะห์ทางตอนใต้ของเบรุต)” พร้อมยืนยันว่าฮิซบอลเลาะห์จะไม่ปฏิบัติตามข้อผูกมัดใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการเจรจาระหว่างเลบานอนและอิสราเอลที่กรุงวอชิงตัน เนื่องจากทางกลุ่มปฏิเสธการเจรจานี้ตั้งแต่ต้น

ด้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยเบื้องหลังของการผลักดันข้อตกลงหยุดยิงบางส่วน ผ่านรายการพอดแคสต์ของนิวยอร์กโพสต์ โดยยอมรับว่าเขาค่อนข้างไม่พอใจที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล สั่งเดินหน้าโจมตีเมืองหลวงของเลบานอนอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การโทรศัพท์สายตรงที่ใช้ถ้อยคำรุนแรงเพื่อเตือนเนทันยาฮูว่า “บีบี (ชื่อเล่นของเนทันยาฮู) เราต้องหยุดเรื่องนี้ได้แล้ว” ซึ่งในเวลาต่อมา เนทันยาฮูได้ยอมรับที่จะระงับการโจมตีกรุงเบรุต แต่ย้ำว่ากองทัพอิสราเอลจะยังคงปฏิบัติการทางทหารในเลบานอนตอนใต้ต่อไป

มีรายงานว่า ทรัมป์มีความกังวลว่าการยกระดับความรุนแรงในเลบานอน อาจส่งผลกระทบและทำลายภาพรวมของข้อตกลงหยุดยิงในภูมิภาคระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ขณะที่ นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ออกมาเตือนว่า หากอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีกรุงเบรุต กองทัพอิหร่านก็พร้อมอย่างเต็มที่ที่จะกลับเข้าสู่สงคราม อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ระบุว่าเขาต้องการแยกการเจรจาระหว่าง สหรัฐฯ-อิหร่าน ออกจากการเจรจาเรื่องสงครามระหว่าง อิสราเอล-ฮิซบอลเลาะห์ ในเลบานอน

แม้จะมีข่าวดีเรื่องข้อตกลง แต่สถานการณ์ในพื้นที่จริงยังคงตึงเครียด โดยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขเลบานอนรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 รายจากการโจมตีของอิสราเอลทางตอนใต้ของประเทศ รวมถึงเจ้าหน้าที่กู้ชีพ 2 รายที่เสียชีวิตเนื่องจากรถพยาบาลถูกโจมตีโดยตรงในพื้นที่เชฮูร์ (Chehour) ทำให้ยอดเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และสาธารณสุขที่เสียชีวิตในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาพุ่งสูงถึง 128 รายแล้ว นอกจากนี้ กองทัพเลบานอนยังแถลงประณามอิสราเอล หลังทหารเลบานอนเสียชีวิต 1 นายจากโดรนโจมตี และบาดเจ็บอีก 2 นายจากเหตุโจมตีรถยนต์ของกองทัพ

ทางด้านกองทัพอิสราเอลแถลงว่า สามารถสกัดกั้นโดรนและวัตถุระเบิดที่ถูกยิงข้ามพรมแดนมาจากฝั่งเลบานอนได้สำเร็จ โดยกลุ่มฮิซบอลเลาะห์อ้างว่าเป็นการพุ่งเป้าโจมตีการรวมตัวของทหารอิสราเอล

สงครามระลอกนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา เมื่อฮิซบอลเลาะห์ยิงจรวดใส่อิสราเอลเพื่อตอบโต้ที่อิสราเอลโจมตีสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ส่งผลให้อิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางอากาศครั้งใหญ่และส่งกองกำลังภาคพื้นดินบุกเลบานอนตอนใต้ ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขเลบานอนระบุว่า มีผู้เสียชีวิตในเลบานอนแล้วอย่างน้อย 3,516 ราย และมีผู้พลัดถิ่นกว่า 1 ล้านคน ขณะที่ฝั่งอิสราเอลมีรายงานทหารเสียชีวิต 26 นาย และพลเรือนเสียชีวิต 4 ราย.

ที่มา BBC

เท็กซัสพบ “หนอนแมลงวันกินเนื้อ” ในวัวครั้งแรกในรอบ 60 ปี หลังระบาดข้ามพรมแดนเม็กซิโก

เท็กซัสพบ "หนอนแมลงวันกินเนื้อ" ในวัวครั้งแรกในรอบ 60 ปี หลังระบาดข้ามพรมแดนเม็กซิโก

4 มิ.ย. 2569 11:31 น.

เท็กซัสพบ “หนอนแมลงวันกินเนื้อ” ในวัวครั้งแรกในรอบ 60 ปี หลังระบาดข้ามพรมแดนเม็กซิโก

กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ตรวจพบการติดเชื้อของ “หนอนแมลงวันกินเนื้อ” (New World Screwworm) ซึ่งเป็นแมลงวันปรสิตที่ตัวอ่อนสามารถกัดกินเนื้อเยื่อของสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ในลูกวัวตัวหนึ่งที่เมืองลาไพรเออร์ รัฐเท็กซัส ห่างจากพรมแดนสหรัฐ-เม็กซิโกราว 48 กิโลเมตร

บรูค โรลลินส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ระบุว่า นี่เป็นเคสเดียวที่ได้รับการยืนยันในประเทศขณะนี้ และถือเป็นครั้งแรกที่พบหนอนปศุสัตว์ชนิดนี้ในรัฐเท็กซัสนับตั้งแต่ปี 1966 หรือในรอบ 60 ปี หลังจากที่ทางการและกลุ่มเกษตรกรเฝ้าระวังอย่างหนักเนื่องจากพบการระบาดขยับขึ้นมาทางตอนเหนือของเม็กซิโกตลอดปีที่ผ่านมา

ปรสิตชนิดนี้เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์ เนื่องจากแมลงวันเพศเมียจะวางไข่ในบาดแผลเปิดหรือบริเวณเยื่อเมือกของสัตว์เลือดอุ่น เมื่อไข่ฟักออกมา ตัวอ่อนจำนวนหลายร้อยตัวจะใช้ปากที่มีลักษณะคล้ายตะขอเจาะลึกเข้าไปในเนื้อเยื่อที่ยังมีชีวิต ทำให้เกิดบาดแผลรุนแรง และอาจทำให้สัตว์ตายได้หากไม่ได้รับการรักษา

แม้ว่าปรสิตดังกล่าวสามารถติดคนและสัตว์เลี้ยงได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าความเสี่ยงต่อมนุษย์อยู่ในระดับต่ำ และยังไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของอาหารหรือเนื้อสัตว์ที่จำหน่ายในตลาด

การพบเชื้อครั้งนี้สร้างความกังวลอย่างมากต่อภาคปศุสัตว์ของสหรัฐฯ เนื่องจากจำนวนวัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 75 ปีอยู่แล้ว ส่งผลให้ปริมาณเนื้อวัวในตลาดลดลงและราคาปรับตัวสูงเป็นประวัติการณ์ หากเกิดการระบาดในวงกว้าง อาจยิ่งซ้ำเติมภาวะขาดแคลนและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า หากหนอนแมลงวันกินเนื้อแพร่กระจายทั่วรัฐเทกซัส ซึ่งเป็นรัฐผู้ผลิตโคเนื้อรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ อุตสาหกรรมปศุสัตว์อาจสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการตายของสัตว์ ค่าแรงงาน และค่าใช้จ่ายในการรักษา

ด้านซิด มิลเลอร์ กรรมาธิการการเกษตรรัฐเท็กซัส วิจารณ์กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ว่า ดำเนินมาตรการป้องกันล่าช้าเกินไป จนทำให้ปรสิตสามารถเข้าสู่สหรัฐฯ ได้ ขณะที่กระทรวงเกษตรยืนยันว่าได้ใช้มาตรการที่มีประสิทธิภาพที่สุดแล้ว โดยเฉพาะการปล่อยแมลงวันตัวผู้ที่ผ่านการทำหมันเพื่อขัดขวางการขยายพันธุ์ของแมลงวันในธรรมชาติ

หลังการยืนยันการระบาด เจ้าหน้าที่ได้สั่งระงับการเคลื่อนย้ายสัตว์ทั้งหมดภายในรัศมี 20 กิโลเมตรจากจุดตรวจพบเชื้อ พร้อมปล่อยแมลงวันทำหมันเพิ่มเติม เพิ่มการเฝ้าระวังสัตว์ป่า และส่งทีมตอบสนองฉุกเฉินเข้าพื้นที่ รวมถึงจัดส่งเวชภัณฑ์และยารักษาไปยังพื้นที่ทางตอนใต้ของรัฐเท็กซัส

ตลอดกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ปิดพรมแดนสำหรับการนำเข้าปศุสัตว์จากเม็กซิโก เพื่อสกัดการแพร่กระจายของปรสิตชนิดนี้ หลังพบการระบาดต่อเนื่องจากอเมริกากลางเข้าสู่เม็กซิโก โดยทางการเม็กซิโกรายงานว่าตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2024 มีการยืนยันผู้ติดเชื้อในสัตว์แล้วกว่า 27,000 กรณี และยังมีการระบาดที่กำลังดำเนินอยู่มากกว่า 2,000 กรณี

ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1960 การระบาดของหนอนแมลงวันกินเนื้อในรัฐชายแดนของสหรัฐฯ เคยสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อสัตว์ป่าและฟาร์มปศุสัตว์หลายแห่ง ก่อนที่สหรัฐจะสามารถกำจัดปรสิตชนิดนี้ได้สำเร็จด้วยโครงการปล่อยแมลงวันตัวผู้ที่ผ่านการทำหมันในปริมาณมหาศาล

อย่างไรก็ตาม โรงงานผลิตแมลงวันทำหมันแห่งใหม่ในรัฐเท็กซัสคาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ไม่เร็วกว่าปลายปี 2570 ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งควบคุมสถานการณ์เพื่อป้องกันไม่ให้การระบาดลุกลามในช่วงเวลานี้

ข่าวการยืนยันการพบปรสิตดังกล่าวยังส่งผลต่อตลาดสินค้าเกษตร โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโคเนื้อในสหรัฐปรับตัวลดลง ขณะที่หุ้นของบริษัทแปรรูปเนื้อสัตว์รายใหญ่อย่าง Tyson Foods และ JBS ต่างปรับตัวลดลงเช่นกัน ท่ามกลางความกังวลว่าการระบาดอาจส่งผลกระทบต่ออุปทานและความต้องการบริโภคเนื้อวัวในอนาคต.

ที่มา Reuters

“สเปซเอ็กซ์” เคาะราคา IPO หุ้นละ 135 ดอลลาร์ ตั้งเป้าระดมทุน 2.4 ล้านล้านบาท

"สเปซเอ็กซ์" เคาะราคา IPO หุ้นละ 135 ดอลลาร์ ตั้งเป้าระดมทุน 2.4 ล้านล้านบาท

4 มิ.ย. 2569 11:00 น.

“สเปซเอ็กซ์” เคาะราคา IPO หุ้นละ 135 ดอลลาร์ ตั้งเป้าระดมทุน 2.4 ล้านล้านบาท

บริษัท “สเปซเอ็กซ์” ของอีลอน มัสก์ สร้างแรงสั่นสะเทือนให้ตลาดการเงินสหรัฐฯ หลังประกาศกำหนดราคาหุ้น IPO ล่วงหน้าที่ 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น เตรียมเสนอขายหุ้นจำนวน 555,555,555 หุ้น และเตรียมระดมทุน 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.4 ล้านล้านบาท) พร้อมดันมูลค่าบริษัทแตะ 1.765 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 57.7 ล้านล้านบาท) ติดอันดับบริษัทมูลค่าสูงที่สุดของสหรัฐฯ ทันที หากการเสนอขายประสบความสำเร็จ

“สเปซเอ็กซ์” (SpaceX) บริษัทเทคโนโลยีอวกาศชั้นนำของสหรัฐที่ก่อตั้งและนำโดยอีลอน มัสก์ ประกาศกำหนดราคาหุ้นสำหรับการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) ที่ 135 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น นับเป็นการดำเนินการที่แตกต่างจากแนวทางดั้งเดิมของตลาดทุนวอลล์สตรีท ซึ่งโดยปกติจะกำหนดช่วงราคาเสนอขายหลังจากรับฟังความเห็นจากนักลงทุนในช่วงโรดโชว์

จากเอกสารยื่นต่อหน่วยงานกำกับดูแล สเปซเอ็กซ์เตรียมเสนอขายหุ้นจำนวน 555,555,555 หุ้น คิดเป็นมูลค่าระดมทุนราว 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.45 ล้านล้านบาท ซึ่งจะกลายเป็นการระดมทุนผ่าน IPO ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ แซงหน้าสถิติเดิมของ Saudi Aramco บริษัทพลังงานและปิโตรเคมีแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย ที่ระดมทุนได้ 25,600 ล้านดอลลาร์ในปี 2019

หากการเสนอขายสำเร็จ สเปซเอ็กซ์จะมีมูลค่าตลาดราว 1.765 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 57.7 ล้านล้านบาท) ทำให้บริษัทก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน 10 บริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าสูงที่สุดในสหรัฐทันที ขณะที่นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า ความสำเร็จดังกล่าวอาจผลักดันให้อีลอน มัสก์ กลายเป็นบุคคลแรกของโลกที่มีทรัพย์สินสุทธิเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์

บริษัทมีกำหนดเริ่มโรดโชว์พบนักลงทุนในวันที่ 5 มิถุนายน ก่อนกำหนดราคาอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 มิถุนายน และเริ่มซื้อขายในตลาดหุ้นแนสแด็กในวันถัดไป

นักลงทุนจำนวนมากแสดงความสนใจเข้าร่วม IPO ครั้งประวัติศาสตร์นี้ แม้ว่าจะมีข้อกังวลเกี่ยวกับมูลค่าบริษัทที่อยู่ในระดับสูงมาก โดยสเปซเอ็กซ์รายงานผลขาดทุนสุทธิ 4.94 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 แม้ว่ารายได้จะเติบโต 33% แตะ 18.67 พันล้านดอลลาร์ก็ตาม

หนึ่งในจุดเด่นของ IPO ครั้งนี้คือการเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงหุ้นได้มากกว่าปกติ โดยมีรายงานว่าบริษัทอาจจัดสรรหุ้นสูงถึง 30% ให้กับนักลงทุนทั่วไป เพื่อดึงดูดฐานผู้สนับสนุนของมัสก์ทั่วโลก และกระจายการถือครองหุ้นให้กว้างขึ้น

ปัจจุบัน สเปซเอ็กซ์ดำเนินธุรกิจครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมอวกาศ โทรคมนาคม และกลาโหม โดยมีบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมสตาร์ลิงค์ เป็นแหล่งรายได้สำคัญ ซึ่งบริษัทระบุว่ามีผู้ใช้งานกว่า 10.3 ล้านรายใน 164 ประเทศและดินแดนทั่วโลก

นอกจากนี้ สเปซเอ็กซ์ยังเป็นพันธมิตรสำคัญขององค์การนาซา ในโครงการส่งมนุษย์กลับสู่ดวงจันทร์ภายใต้โครงการอาร์เทมิส โดยบริษัทกำลังพัฒนายานลงจอดบนดวงจันทร์เพื่อรองรับภารกิจที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2028

แม้สเปซเอ็กซ์จะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ แต่เอกสารการเสนอขายหุ้นระบุว่า อีลอน มัสก์ จะยังคงถืออำนาจควบคุมบริษัทอย่างแข็งแกร่ง โดยมีสิทธิออกเสียงมากกว่า 80% ของทั้งหมด ทำให้ยังสามารถกำหนดทิศทางและการตัดสินใจสำคัญของบริษัทได้อย่างเบ็ดเสร็จ

สเปซเอ็กซ์ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2002 และได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิกยุคใหม่ของอุตสาหกรรมอวกาศเอกชน โดยสร้างประวัติศาสตร์เป็นบริษัทเอกชนรายแรกที่ส่งยานอวกาศเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศนานาชาติ และเป็นบริษัทเอกชนรายแรกที่ส่งมนุษย์ขึ้นสู่อวกาศสำเร็จในปี 2020 ส่งผลให้บริษัทกลายเป็นหนึ่งในกิจการเทคโนโลยีที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดในโลกปัจจุบัน.

สภาล่างสหรัฐฯ ผ่านญัตติอำนาจสงคราม ปูทางบังคับทรัมป์ยุติปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านหากไม่ผ่านสภา

สภาล่างสหรัฐฯ ผ่านญัตติอำนาจสงคราม ปูทางบังคับทรัมป์ยุติปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านหากไม่ผ่านสภา

4 มิ.ย. 2569 09:50 น.

สภาล่างสหรัฐฯ ผ่านญัตติอำนาจสงคราม ปูทางบังคับทรัมป์ยุติปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านหากไม่ผ่านสภา

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติประณามทรัมป์ ปมทำสงครามกับอิหร่าน ผ่านญัตติอำนาจสงคราม ปูทางสู่การบังคับทรัมป์ยุติปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านหากไม่ผ่านรัฐสภา

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติผ่านญัตติอำนาจสงคราม (War Powers Resolution) ที่มีเป้าหมายแสดงจุดยืนคัดค้านการทำสงครามกับอิหร่านของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แม้ผู้นำพรรครีพับลิกันจะคัดค้านโดยอ้างว่าอาจบั่นทอนอำนาจการเจรจากับอิหร่าน  

ญัตตินี้เสนอโดยนายเกรกอรี มีกส์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐนิวยอร์ก และแกนนำพรรคเดโมแครตในคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ โดยผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนน 215 ต่อ 208 เสียง โดยสมาชิกพรรครีพับลิกัน 4 คนลงคะแนนสนับสนุนร่วมกับเดโมแครตทั้งหมด ได้แก่ นายไบรอัน ฟิตซ์แพทริก จากรัฐเพนซิลเวเนีย นายโธมัส แมสซี จากรัฐเคนทักกี นายทอม บาร์เร็ตต์ จากรัฐมิชิแกน และนายวอร์เรน เดวิดสัน จากรัฐโอไฮโอ

รายงานข่าวระบุว่า ญัตตินี้เรียกร้องให้ประธานาธิบดีทรัมป์ถอนกำลังทหารสหรัฐฯ ออกจากการสู้รบกับอิหร่าน เว้นแต่รัฐสภาจะประกาศสงครามหรืออนุมัติการใช้กำลังทางทหารอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม ญัตตินี้ไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย และเป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงการไม่เห็นด้วยกับสงคราม

ก่อนหน้านี้ พรรครีพับลิกันสามารถสกัดความพยายามผลักดันญัตติลักษณะเดียวกันมาแล้ว 3 ครั้ง โดยการลงมติครั้งล่าสุดก่อนหน้านี้จบลงด้วยคะแนนเสมอ 212 ต่อ 212 เสียง

การผ่านญัตติครั้งนี้ยังเพิ่มแรงหนุนให้วุฒิสภาสหรัฐฯ ซึ่งกำลังพิจารณาร่างญัตติอำนาจสงครามในลักษณะเดียวกัน โดยร่างของวุฒิสภามีผลผูกพันทางกฎหมายมากกว่า และหากผ่านความเห็นชอบ จะบังคับให้ทรัมป์ยุติปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านหากไม่ได้รับอนุมัติจากรัฐสภา อย่างไรก็ตาม ร่างดังกล่าวยังต้องผ่านการเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร และทรัมป์ยังมีสิทธิยับยั้ง หรือวีโต้ ได้.

เดือดก่อนบอลโลก 2026 ม็อบครูเม็กซิโกบุกกระทรวง ทุบตึกประท้วงรัฐบาล

เดือดก่อนบอลโลก 2026 ม็อบครูเม็กซิโกบุกกระทรวง ทุบตึกประท้วงรัฐบาล

4 มิ.ย. 2569 08:54 น.

เดือดก่อนบอลโลก 2026 ม็อบครูเม็กซิโกบุกกระทรวง ทุบตึกประท้วงรัฐบาล

เกิดเหตุประท้วงเดือดก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 จะเปิดฉากขึ้น หลังกลุ่มผู้ประท้วงบุกอาคารกระทรวงศึกษาธิการของรัฐบาลเม็กซิโก  พังประตูทุบทำลายทรัพย์สินและจุดไฟเผาภายในพื้นที่

เหตุความวุ่นวายเกิดเมื่อวันพุธที่ผ่านมา หลังจากกลุ่มแยกตัวจากสหภาพแรงงานครูแห่งชาติ หรือ CNTE ได้ออกมาชุมนุมครั้งใหญ่ ก่อนหน้าศึกฟุตบอลโลกซึ่งเม็กซิโก สหรัฐฯ และแคนาดา เป็นเจ้าภาพร่วมกัน จะเริ่มแข่งขันวันที่ 11 มิถุนายน ที่สนามกีฬาอัซเตกา ในกรุงเม็กซิโกซิตี้

รายงานระบุว่า ผู้ประท้วงใช้เสาไฟแทนค้อน กระแทกประตูเพื่อบุกเข้าไปในสำนักงานใหญ่กระทรวงศึกษาธิการ ก่อนทำลายป้อมรักษาความปลอดภัย ทุบกระจก และมีการจุดไฟเผา ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งควบคุมสถานการณ์

ก่อนหน้านี้ กลุ่มครูได้เดินขบวนประท้วงและแสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาล โดยเรียกร้องให้ขึ้นเงินเดือนและยกเลิกกฎหมายบำนาญฉบับใหม่ รวมถึงขู่จะเดินหน้าประท้วงต่อเนื่องในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก หากรัฐบาลไม่ตอบสนองข้อเรียกร้อง

ด้านประธานาธิบดีคลอเดีย เชนบาม ยืนยันว่า รัฐบาลจะไม่ใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้ชุมนุม แม้จะมีแรงกดดันก่อนการแข่งขันระดับโลก

โดยรัฐบาลเม็กซิโกเสนอขึ้นเงินเดือนครู 9% ซึ่งยังห่างไกลจากข้อเรียกร้องของกลุ่มครูฝ่ายต่อต้านที่ต้องการเพิ่มขึ้นถึง 100%

ขณะนี้สถานการณ์ยังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเม็กซิโกกำลังเตรียมต้อนรับมหกรรมฟุตบอลโลก 2026 ที่คาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวและแฟนบอลจากทั่วโลกเข้ามายังเม็กซิโกจำนวนมาก.

ที่มา : channelnewsasia