ระทึก ไฟป่าอินโดนีเซียลามใกล้เมืองหลวงใหม่ “นูซันตารา” เผาพื้นที่ 400 ไร่ เร่งดับไฟ

ระทึก ไฟป่าอินโดนีเซียลามใกล้เมืองหลวงใหม่ "นูซันตารา" เผาพื้นที่ 400 ไร่ เร่งดับไฟ

5 ก.ย. 2569 09:16 น.

ระทึก ไฟป่าอินโดนีเซียลามใกล้เมืองหลวงใหม่ “นูซันตารา” เผาพื้นที่ 400 ไร่ เร่งดับไฟ

ไฟป่าอินโดนีเซียเริ่มลุกลามเข้าใกล้ “นูซันตารา” เมืองหลวงแห่งใหม่ที่กำลังก่อสร้างบนเกาะบอร์เนียว เผาพื้นที่ไปแล้วราว 2,500 ไร่ ทางการเร่งขอทำฝนเทียมและโปรยน้ำเพื่อดับไฟให้เร็วที่สุด

สถานการณ์ไฟป่าในอินโดนีเซียเริ่มน่าวิตก หลังไฟป่าหลายจุดบนเกาะบอร์เนียวลุกลามเข้าใกล้พื้นที่ของ นูซันตารา เมืองหลวงแห่งใหม่ของอินโดนีเซียที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ส่งผลให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานด้านการจัดการภัยพิบัติเร่งดำเนินมาตรการควบคุมไฟ ทั้งการทำฝนเทียมและการใช้เครื่องบินทิ้งน้ำดับไฟ

อินโดนีเซียกำลังเพิ่มความพยายามรับมือสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันใน 6 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดบนเกาะบอร์เนียวและเกาะสุมาตรา โดยขณะนี้มีพื้นที่ถูกไฟเผาไปแล้วรวมประมาณ 73,311 เฮกตาร์ หรือกว่า 458,000 ไร่

ก่อนหน้านี้พื้นที่ทางตะวันออกของเกาะบอร์เนียว ซึ่งเป็นที่ตั้งของนูซันตารา ถือว่าค่อนข้างปลอดภัย แม้ไฟป่าจะเริ่มรุนแรงขึ้นหลังเข้าสู่ฤดูแล้งตั้งแต่เดือนกรกฎาคม แต่ล่าสุดไฟได้ลุกลามเข้าสู่พื้นที่โดยรอบเมืองหลวงใหม่แล้ว

อากุส ริยันโต ผู้อำนวยการฝ่ายตอบสนองเหตุฉุกเฉินของหน่วยงานจัดการภัยพิบัติ เปิดเผยว่า หน่วยงานที่ดูแลโครงการนูซันตาราได้ร้องขอให้มีการดำเนินมาตรการเพิ่มเติมเพื่อควบคุมสถานการณ์

จุดที่เกิดไฟป่ารุนแรงที่สุดในเขตเมืองหลวงใหม่อยู่ที่ อุทยานป่าบูกิต ซูฮาร์โต หรือ “เขาซูฮาร์โต” ซึ่งตั้งชื่อตามอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต โดยมีพื้นที่ถูกไฟเผาไปแล้วประมาณ 300 เฮกตาร์ หรือเกือบ 1,900 ไร่

พื้นที่ดังกล่าวอยู่ห่างจากใจกลางนูซันตาราประมาณ 50 กิโลเมตร ขณะที่เมื่อรวมพื้นที่โดยรอบเมืองหลวงใหม่ พบว่าไฟป่าได้เผาพื้นที่ไปแล้วประมาณ 400 เฮกตาร์ หรือราว 2,500 ไร่ ณ วันที่ 2 กันยายน

อินโดนีเซียเจอฤดูแล้งหนักที่สุดในรอบ 10 ปี

หน่วยงานรับมือภัยพิบัติของอินโดนีเซียกำลังเผชิญกับฤดูแล้งที่ท้าทายที่สุดในรอบประมาณ 1 ทศวรรษ โดยสถานการณ์รุนแรงขึ้นจากปรากฏการณ์ เอลนีโญรุนแรง หรือ ซูเปอร์เอลนีโญ ส่งผลให้สภาพอากาศแห้งแล้งและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า

ขณะนี้อินโดนีเซียมีเครื่องบินจำนวน 53 ลำ ที่ปฏิบัติภารกิจโปรยน้ำดับไฟและทำฝนเทียม ขณะที่ญี่ปุ่นได้ส่งเครื่องบินและเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยเหลือด้วย

หน่วยงานจัดการภัยพิบัติยังเตรียมส่งเฮลิคอปเตอร์จากจังหวัดกาลิมันตันใต้ ซึ่งอยู่ใกล้เคียง เข้ามาปฏิบัติภารกิจโปรยน้ำดับไฟในพื้นที่รอบนูซันตารา

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระบุว่า ขณะนี้ปริมาณเมฆในพื้นที่ยังไม่เพียงพอสำหรับการทำฝนเทียม แต่จะดำเนินการทันทีเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย

ขณะเดียวกัน ชาวมุสลิมหลายร้อยคนรวมตัวกันบริเวณด้านหน้าทำเนียบรัฐบาลในนูซันตาราเมื่อวันศุกร์ เพื่อประกอบพิธีละหมาดอิสติสกอ ซึ่งเป็นการสวดขอฝน ท่ามกลางสถานการณ์ไฟป่าที่กำลังลุกลาม

รุดดี อับดุลเลาะห์ ผู้นำในการประกอบพิธีกล่าวว่า ผู้คนจำเป็นต้องขอการอภัยจากพระเจ้า และหากได้รับการโปรดปราน ฝนตกหนักก็จะตามมา

โครงการก่อสร้างนูซันตารา เมืองหลวงแห่งใหม่ของอินโดนีเซีย มีมูลค่าประมาณ 32,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอดีตประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ประกาศแผนก่อสร้างเมื่อปี 2562 เพื่อย้ายเมืองหลวงออกจากกรุงจาการ์ตาบนเกาะชวา ซึ่งเผชิญปัญหาการจราจรติดขัด น้ำท่วม และแผ่นดินทรุดอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวเผชิญความล่าช้าและการปรับลดงบประมาณ หลังประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต เข้ารับตำแหน่งในปี 2567

วิสนูโบรโต ซาโรซา ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมืองและการวางแผนกล่าวว่า นูซันตาราอาจไม่ใช่ทำเลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ เนื่องจากพื้นที่โดยรอบเต็มไปด้วยป่าและมีแหล่งน้ำจำกัด แม้ความเสี่ยงไฟป่าจะยังต่ำกว่าพื้นที่ทางตะวันตกและตอนกลางของเกาะบอร์เนียว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อินโดนีเซียใช้ร่วมกับมาเลเซียและบรูไนก็ตาม

สถานการณ์ไฟป่าครั้งนี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของอินโดนีเซีย ขณะที่ทางการต้องเร่งควบคุมไฟและหมอกควัน ก่อนที่สถานการณ์จะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ก่อสร้างและชุมชนโดยรอบเมืองหลวงแห่งใหม่.

ที่มา : channelnewsasia

ระทึกสะพานบรูคลิน ชายถือมีดเดินบนสายเคเบิล ตำรวจยิงดับ หลังพุ่งเข้าใส่เจ้าหน้าที่

ระทึกสะพานบรูคลิน ชายถือมีดเดินบนสายเคเบิล ตำรวจยิงดับ หลังพุ่งเข้าใส่เจ้าหน้าที่

5 ก.ย. 2569 08:09 น.

ระทึกสะพานบรูคลิน ชายถือมีดเดินบนสายเคเบิล ตำรวจยิงดับ หลังพุ่งเข้าใส่เจ้าหน้าที่

เกิดเหตุระทึกบนสะพานบรูคลิน แลนด์มาร์กสำคัญของนิวยอร์ก เมื่อชายคลั่งถือมีดเดินอยู่บนสายเคเบิลของสะพาน ก่อนพุ่งใส่ตำรวจที่พยายามเกลี้ยกล่อมให้ลงจากสะพาน จนถูกตำรวจยิงดับ

เจ้าหน้าที่ตำรวจนครนิวยอร์กเปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเช้าของวันศุกร์ตามเวลาในท้องถิ่น ส่งผลให้ต้องปิดสะพานบรูคลินและทำให้การจราจรในพื้นที่ติดขัดเป็นเวลาหลายชั่วโมง

เจอราร์ด ดาวลิง ผู้บังคับบัญชาหน่วยบริการฉุกเฉินของตำรวจนครนิวยอร์ก เปิดเผยในการแถลงข่าวว่า ชายคนดังกล่าวบอกทีมกู้ภัยของตำรวจว่า ต้องการให้ตำรวจฆ่าเขา และอ้างว่ามีระเบิด

เจ้าหน้าที่จึงใช้สายรัดนิรภัยยึดตัวเองเข้ากับโครงสร้างของสะพาน พร้อมพูดคุยเกลี้ยกล่อมชายคนดังกล่าวประมาณ 1 ชั่วโมง โดยพยายามบอกว่าต้องการช่วยเหลือและพาเขาลงมายังจุดปลอดภัย พร้อมขอให้ชายคนนี้วางมีดหลายครั้ง แต่เขายังคงถืออาวุธเอาไว้

ต่อมาชายคนดังกล่าวเริ่มปีนลงมาตามสายเคเบิลอย่างรวดเร็ว ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่เรียงกันอยู่ด้านล่างบนสายเคเบิลเส้นเดียวกัน ทำให้เจ้าหน้าที่พยายามถอยห่างจากชายคนดังกล่าว แต่ไม่สามารถเคลื่อนตัวได้เร็วเท่าเขา เนื่องจากชายคนนี้กำลังมุ่งหน้าเข้ามาหาเจ้าหน้าที่อย่างรวดเร็ว เมื่อชายคนดังกล่าวเข้ามาในระยะประมาณ 3 ฟุตจากเจ้าหน้าที่นายหนึ่ง เขายกแขนที่ถือมีดและพุ่งเข้าหาตำรวจ ทำให้ตำรวจอีกนายหนึ่งซึ่งอยู่บนพื้นถนนของสะพานตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงชายคนดังกล่าว 1 นัด ก่อนจะนำตัวชายคนนี้ลงจากสายเคเบิลและนำส่งโรงพยาบาล แต่เขาเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ตำรวจระบุว่า กล้องติดตัวของเจ้าหน้าที่สามารถบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเอาไว้ได้ทั้งหมด ขณะที่ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อของชายผู้เสียชีวิต โดยนอกจากมีดแล้ว ตำรวจยังพบไฟฉายอยู่กับตัวชายคนดังกล่าวด้วย

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เจ้าหน้าที่พบระเบิดตามที่ชายคนนี้กล่าวอ้างหรือไม่ เจอราร์ด ดาวลิง ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการสอบสวน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียง 4 วันหลังจากเกิดเหตุหญิงรายหนึ่งใช้มีดแทงคนแบบสุ่มในไทม์สแควร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ก่อนหญิงคนดังกล่าวจะถูกตำรวจยิงวิสามัญเสียชีวิตเช่นกัน.

ที่มา : AP

รัสเซียส่งโดรนถล่มสำนักงานใหญ่หน่วยความมั่นคงยูเครนกลางกรุงเคียฟ เจ็บ 12 ราย

รัสเซียส่งโดรนถล่มสำนักงานใหญ่หน่วยความมั่นคงยูเครนกลางกรุงเคียฟ เจ็บ 12 ราย

5 ก.ย. 2569 07:50 น.

รัสเซียส่งโดรนถล่มสำนักงานใหญ่หน่วยความมั่นคงยูเครนกลางกรุงเคียฟ เจ็บ 12 ราย

รัสเซียส่งโดรนโจมตีสำนักงานใหญ่หน่วยความมั่นคงยูเครน กลางกรุงเคียฟ โดยตรงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่ม มีผู้บาดเจ็บ 12 ราย ท่ามกลางการโจมตีต่อเนื่อง 8 วัน

วันที่ 4 กันยายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุโดรนรัสเซียโจมตีสำนักงานใหญ่ของหน่วยความมั่นคงยูเครน ในกรุงเคียฟ โดยตรงในช่วงกลางวัน นับเป็นครั้งแรกที่อาคารสำคัญของหน่วยงานแห่งนี้ถูกโจมตีนับตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครนเริ่มต้นขึ้นเมื่อกว่า 4 ปีก่อน ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 12 ราย และเจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งเข้าตรวจสอบพื้นที่

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน ระบุว่า โดรนพุ่งเป้าไปยังสำนักงานของนายโอเล็กซานเดอร์ โปกลัด หัวหน้าหน่วยความมั่นคง ซึ่งตั้งอยู่ภายในอาคาร แต่ทางหน่วยความมั่นคงยืนยันในเวลาต่อมาว่านายโปกลัดปลอดภัยและไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

โดยนายเซเลนสกีกล่าวว่า ได้สั่งให้นายโปกลัดดำเนินการตอบโต้รัสเซียอย่างเหมาะสมและสร้างผลกระทบที่ชัดเจน โดยหากเป็นไปได้จะตอบโต้ในลักษณะที่สอดคล้องกับการโจมตีครั้งนี้ หลังเตรียมการเสร็จสิ้น พร้อมระบุว่ากองทัพยูเครนจะสนับสนุนปฏิบัติการตอบโต้

ทั้งนี้ การโจมตีเกิดขึ้นหลังกรุงเคียฟเผชิญการโจมตีทางอากาศจากรัสเซียต่อเนื่องเกือบไม่เว้นช่วงนาน 8 วัน โดยมีทั้งอาคารหลายแห่งในพื้นที่ใจกลางเมือง รวมถึงคลังสินค้าและโรงงานในเขตชานเมืองถูกโจมตี ซึ่งนับตั้งแต่การโจมตีระลอกต่อเนื่องเริ่มขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 53 ราย และบาดเจ็บ 134 รายในกรุงเคียฟและพื้นที่โดยรอบ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยูเครนกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านระบบป้องกันภัยทางอากาศอย่างหนัก.

ที่มา Aljazeera

ญี่ปุ่นเฝ้าระวังสึนามิ หลังภูเขาไฟอินโดนีเซียปะทุ ยังไม่พบระดับน้ำทะเลเปลี่ยนชัดเจน

ญี่ปุ่นเฝ้าระวังสึนามิ หลังภูเขาไฟอินโดนีเซียปะทุ ยังไม่พบระดับน้ำทะเลเปลี่ยนชัดเจน

5 ก.ย. 2569 06:01 น.

ญี่ปุ่นเฝ้าระวังสึนามิ หลังภูเขาไฟอินโดนีเซียปะทุ ยังไม่พบระดับน้ำทะเลเปลี่ยนชัดเจน

ญี่ปุ่นเฝ้าระวังความเสี่ยงสึนามิ หลังภูเขาไฟกรากะตัว ของอินโดนีเซียปะทุรุนแรง ส่งลาวาพุ่งจากปากปล่องและเถ้าถ่านสูง 400 เมตร

วันที่ 5 กันยายน 2569 สำนักข่าว NHK รายงานว่า สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น กำลังติดตามความเป็นไปได้ที่จะเกิดสึนามิ หลังภูเขาไฟกรากะตัว (Krakatau) ของอินโดนีเซียเกิดการปะทุครั้งใหญ่เมื่อคืนวันศุกร์ โดยจนถึงเวลา 06.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลอย่างชัดเจนในญี่ปุ่น

รายงานข่าวระบุว่า ข้อมูลของ MAGMA Indonesia หน่วยงานติดตามภูเขาไฟของอินโดนีเซียเผยให้เห็นว่่า มีการปะทุของภูเขาไฟส่งน้ำพุลาวาพุ่งขึ้นเหนือปากปล่อง ขณะที่กลุ่มเถ้าถ่านลอยขึ้นไปสูงประมาณ 400 เมตร 

ล่าสุดทางการอินโดนีเซียยังคงประกาศระดับการเตือนภัยภูเขาไฟอยู่ที่ระดับ 3 และกำหนดเขตห้ามเข้าในรัศมี 3 กิโลเมตรจากปากปล่อง เพื่อความปลอดภัยของประชาชน ด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นยังคงตรวจสอบสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินว่าการปะทุของภูเขาไฟจะก่อให้เกิดคลื่นสึนามิที่ส่งผลกระทบต่อญี่ปุ่นหรือไม่

ที่มา NHK

ทรัมป์ขู่สหรัฐฯ อาจโจมตีภูเขาพิกแอกซ์ ในอิหร่านเร็วๆ นี้

ทรัมป์ขู่สหรัฐฯ อาจโจมตีภูเขาพิกแอกซ์ ในอิหร่านเร็วๆ นี้

5 ก.ย. 2569 05:40 น.

ทรัมป์ขู่สหรัฐฯ อาจโจมตีภูเขาพิกแอกซ์ ในอิหร่านเร็วๆ นี้

ทรัมป์เผยสหรัฐฯ อาจโจมตีภูเขาพิกแอกซ์ แหล่งใต้ดินที่เชื่อมโยงโครงการนิวเคลียร์อิหร่านในเร็วๆ นี้ หลังพื้นที่แห่งนี้ยังไม่ถูกโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอล

วันที่ 4 กันยายน 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ อาจโจมตีพื้นที่ภูเขาพิกแอกซ์ (Pickaxe Mountain) หรือคูห์-เอ โกลัง กาซ ลา ในอิหร่านในเร็วๆ นี้ หลังพื้นที่ใต้ดินแห่งนี้ถูกจับตาว่าอาจเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

โดยภูเขาพิกแอกซ์ตั้งอยู่ใกล้โรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่เมืองนาทานซ์ ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีก่อนหน้านี้ โดยพื้นที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่มีการป้องกันอย่างแน่นหนาและมีอุโมงค์ใต้ดิน 2 แห่งที่ฝังอยู่ลึกลงไปใต้ภูเขา

โดยภูเขาพิกแอกซ์ เป็นหนึ่งในไม่กี่สถานที่ของอิหร่านที่เชื่อมโยงกับโครงการนิวเคลียร์ซึ่งยังไม่ตกเป็นเป้าการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล ขณะที่ภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุดดูเหมือนแสดงให้เห็นว่ามีการก่อสร้างเกิดขึ้นภายในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีข้อกล่าวหาที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่า อิหร่านอาจเก็บยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงบางส่วนไว้ที่พิกแอกซ์ เมาน์เทน ซึ่งหากนำไปเสริมสมรรถนะเพิ่มเติมอาจสามารถนำไปใช้ในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้

ด้านนายอิสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม โดยยืนยันว่าไม่มีการดำเนินกิจกรรมนิวเคลียร์ภายในพิกแอกซ์ เมาน์เทน และกล่าวหาว่าคำขู่ของสหรัฐฯ เป็นข้ออ้างที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นเหตุผลในการรุกราน ทำลาย และก่อวินาศกรรมอิหร่าน.

ที่มา Aljazeera

ยูเอ็นโหวตปรับแผนที่โลก สะท้อนขนาดแอฟริกาที่แท้จริง สหรัฐฯ โหวตค้าน

ยูเอ็นโหวตปรับแผนที่โลก สะท้อนขนาดแอฟริกาที่แท้จริง สหรัฐฯ โหวตค้าน

5 ก.ย. 2569 04:23 น.

ยูเอ็นโหวตปรับแผนที่โลก สะท้อนขนาดแอฟริกาที่แท้จริง สหรัฐฯ โหวตค้าน

สมัชชาใหญ่ยูเอ็นลงมติ 164 ชาติ หนุนเปลี่ยนแผนที่โลกให้สะท้อนขนาดแอฟริกาได้แม่นยำขึ้น หลังแผนที่เมอร์เคเตอร์ถูกวิจารณ์ว่าบิดเบือนขนาดทวีป

วันที่ 4 กันยายน 2569 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติลงมติสนับสนุนการปรับเปลี่ยนแผนที่โลกให้สะท้อนขนาดที่แท้จริงของทวีปแอฟริกาได้แม่นยำยิ่งขึ้น ตามข้อเสนอของประเทศโตโก และได้รับการสนับสนุนจากชาติสมาชิกสหภาพแอฟริกา

รายงานข่าวระบุว่า มตินี้ได้รับเสียงสนับสนุนจาก 164 ประเทศ รวมถึงฝรั่งเศสและอังกฤษ ขณะที่สหรัฐฯ เป็นประเทศเดียวที่ลงคะแนนคัดค้าน และมี 6 ประเทศงดออกเสียง แม้มตินี้ม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนแผนที่ที่สถาบันต่างๆ ทั่วโลกนำไปใช้

แผนที่เมอร์เคเตอร์ (Mercator) ซึ่งถูกใช้อย่างแพร่หลายมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ถูกวิพากษ์วิจารณ์มานานว่าแสดงขนาดของแอฟริกาเล็กกว่าความเป็นจริง โดยทำให้แอฟริกาดูมีขนาดใกล้เคียงกับเกาะกรีนแลนด์ ทั้งที่ในความเป็นจริงแอฟริกามีพื้นที่ใหญ่กว่ากรีนแลนด์ประมาณ 14 เท่า

ทั้งนี้ แผนที่เมอร์เคเตอร์ ออกแบบโดยเจอราร์ดุส เมอร์เคเตอร์ นักทำแผนที่ชาวเฟลมิช เมื่อปี พ.ศ. 2112 เพื่อช่วยนักสำรวจชาวยุโรปในการเดินเรือ อย่างไรก็ตาม การนำพื้นผิวโลกทรงกลมมาแสดงบนแผ่นกระดาษสองมิติทำให้ต้องเกิดความคลาดเคลื่อน โดยพื้นที่ใกล้เส้นศูนย์สูตรจะดูเล็กกว่าความเป็นจริง ขณะที่พื้นที่ใกล้ขั้วโลกจะดูใหญ่ขึ้น.

ที่มา BBC

เกาหลีใต้ยังไม่ตัดสินใจส่งทหารไปช่องแคบฮอร์มุซ หลังทรัมป์กดดัน

เกาหลีใต้ยังไม่ตัดสินใจส่งทหารไปช่องแคบฮอร์มุซ หลังทรัมป์กดดัน

4 ก.ย. 2569 23:58 น.

เกาหลีใต้ยังไม่ตัดสินใจส่งทหารไปช่องแคบฮอร์มุซ หลังทรัมป์กดดัน

ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ยืนยันยังไม่มีมติขั้นสุดท้ายส่งทหารไปช่องแคบฮอร์มุซ ชี้กำลังพิจารณาทั้งภารกิจรบ กู้ภัย และภารกิจที่ไม่ใช่การสู้รบ

วันที่ 4 กันยายน 2569 ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ยืนยันว่า รัฐบาลยังไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายเรื่องการส่งกำลังทหารไปยังช่องแคบฮอร์มุซ แม้อยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางการสนับสนุนความพยายามระหว่างประเทศเพื่อรักษาเสรีภาพในการเดินเรือในเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญแห่งนี้

เจ้าหน้าที่ทำเนียบประธานาธิบดีกล่าวว่า เกาหลีใต้อาจสามารถส่งกำลังสนับสนุนภารกิจในช่องแคบฮอร์มุซได้ หากไม่กระทบต่อความพร้อมด้านการป้องกันประเทศ โดยต้องพิจารณาควบคู่กับสถานการณ์ด้านความมั่นคงบนคาบสมุทรเกาหลี และดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายของเกาหลีใต้

โดยท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังสื่อเกาหลีใต้รายงานว่า รัฐบาลกำลังเตรียมขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเพื่อส่งกำลังทหารไปยังช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงเรือสนับสนุนการรบ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันต่อเกาหลีใต้ให้มีส่วนร่วมทางทหารในการรักษาความปลอดภัยเส้นทางเดินเรือสำคัญ โดยทรัมป์กล่าวหาเกาหลีใต้ซ้ำหลายครั้งว่าไม่ยอมรับคำขอของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ย้ำว่า การหารือยังไม่ถึงขั้นตอนขออนุมัติจากรัฐสภา และยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายแต่อย่างใด.

ที่มา Yonhap

อังกฤษเตือนประชาชนตุนอาหาร รับมือเอลนีโญรุนแรง หวั่นพายุ-น้ำท่วมกระทบอาหาร

อังกฤษเตือนประชาชนตุนอาหาร รับมือเอลนีโญรุนแรง หวั่นพายุ-น้ำท่วมกระทบอาหาร

4 ก.ย. 2569 23:14 น.

อังกฤษเตือนประชาชนตุนอาหาร รับมือเอลนีโญรุนแรง หวั่นพายุ-น้ำท่วมกระทบอาหาร

รัฐมนตรีอังกฤษเตือนประชาชนสำรองอาหารไว้ในบ้าน รับมือเอลนีโญรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ขณะที่ทางการหวั่นพายุ น้ำท่วม และภัยไซเบอร์กระทบห่วงโซ่อาหาร

วันที่ 3 กันยายน 2569 นางแองเจลา อีเกิล รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอังกฤษ เตือนประชาชนให้สำรองอาหารไว้ในบ้าน เพื่อเตรียมรับมือสภาพอากาศรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น หลังปรากฏการณ์เอลนีโญที่คาดว่าจะรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษกำลังก่อตัวเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก โดยระบุว่า เอลนีโญรุนแรงอาจทำให้อังกฤษเผชิญฤดูร้อนที่แห้งแล้งขึ้น ฤดูหนาวที่มีฝนตกมากขึ้น และพายุรุนแรงกว่าเดิม ขณะที่หลายพื้นที่ในเอเชียอาจได้รับผลกระทบหนักจากน้ำท่วม

รัฐมนตรีอังกฤษแนะนำให้ครัวเรือนมีอาหารสำรองที่สามารถเก็บไว้ได้นานและเพียงพอต่อการดำรงชีวิตในช่วงเวลาหนึ่ง หากเกิดเหตุฉุกเฉินจนหน่วยบริการฉุกเฉินไม่สามารถเข้าถึงประชาชนได้ทันที พร้อมมองว่าการเตรียมพร้อมจะช่วยให้ครัวเรือนรับมือวิกฤติได้ดีขึ้น

คำเตือนมีขึ้นพร้อมรายงานของสำนักงานตรวจสอบแห่งชาติอังกฤษ  ซึ่งระบุว่า ห่วงโซ่อุปทานอาหารของประเทศมีความเสี่ยงจากการระบาดของโรคในพืชและมนุษย์ การโจมตีทางไซเบอร์ และสภาพอากาศรุนแรง โดยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถือเป็นความเสี่ยงระยะยาวที่อาจส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหาร.

ที่มา BBC

มาเลเซียประกาศภาวะฉุกเฉิน “เมืองเซเรียน” ค่ามลพิษพุ่งเกิน 500 จากวิกฤตหมอกควันอินโดฯ

มาเลเซียประกาศภาวะฉุกเฉิน "เมืองเซเรียน" ค่ามลพิษพุ่งเกิน 500 จากวิกฤตหมอกควันอินโดฯ

4 ก.ย. 2569 17:05 น.

มาเลเซียประกาศภาวะฉุกเฉิน “เมืองเซเรียน” ค่ามลพิษพุ่งเกิน 500 จากวิกฤตหมอกควันอินโดฯ

ทางการมาเลเซียประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วเขตเมืองเซเรียน รัฐซาราวัก บนเกาะบอร์เนียว หลังดัชนีมลพิษทางอากาศ หรือ API พุ่งเกินระดับ 500 ซึ่งสะท้อนภาวะมลพิษรุนแรง ท่ามกลางปัญหาหมอกควันที่เลวร้ายลงจากไฟป่าในอินโดนีเซีย ขณะที่ประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบจากปัญหาระบบทางเดินหายใจ และหน้ากากอนามัยในพื้นที่เริ่มขาดแคลน

รัฐบาลมาเลเซียประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วเขตเซเรียน รัฐซาราวัก หลังสถานการณ์หมอกควันรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าดัชนีมลพิษทางอากาศ หรือ API พุ่งเกินระดับ 500 ซึ่งเป็นระดับที่บ่งชี้ถึงมลพิษทางอากาศขั้นรุนแรงและอาจเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน

สำนักงานนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเปิดเผยว่า สมเด็จพระราชาธิบดีอิบราฮิม สุลต่านอิสกันดาร์ ทรงเห็นชอบให้ประกาศภาวะฉุกเฉินครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของเซเรียน หลังได้รับคำแนะนำจากนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย นายกรัฐมนตรีรัฐซาราวัก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับระดับคุณภาพอากาศในพื้นที่

รัฐบาลระบุว่า จะดำเนินมาตรการที่จำเป็นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อปกป้องสุขภาพและสวัสดิภาพของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเร่งดำเนินมาตรการลดผลกระทบ ตลอดจนเผยแพร่ข้อมูลและคำแนะนำด้านสุขภาพแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลจากระบบติดตามดัชนีมลพิษทางอากาศของกรมสิ่งแวดล้อมมาเลเซียระบุว่า เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 4 กันยายน ค่า API ในเซเรียนอยู่ที่ 521 ขณะที่ก่อนหน้านั้นในช่วงเช้าเคยพุ่งขึ้นไปถึง 510 และเมื่อเวลา 17.00 น. อยู่ที่ 515 หลังสถานการณ์หมอกควันเริ่มเลวร้ายลงตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 3 กันยายน

เซเรียนถือเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในรัฐซาราวัก โดยพบคุณภาพอากาศอยู่ในระดับเป็นอันตรายมาตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พื้นที่ดังกล่าวอยู่ห่างจากเมืองกูชิง เมืองหลวงของรัฐซาราวัก ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 60 กิโลเมตร และมีประชากรเกือบ 106,000 คน บนพื้นที่ประมาณ 2,039 ตารางกิโลเมตร หรือเกือบ 3 เท่าของพื้นที่ประเทศสิงคโปร์

เซเรียนยังเป็นพื้นที่แรกของรัฐที่ประกาศปิดโรงเรียนเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม หลังค่า API พุ่งเกิน 200 ในช่วงเวลาหนึ่ง ขณะที่สถานการณ์ล่าสุดรุนแรงขึ้นอย่างมาก

สำหรับพื้นที่อื่น ๆ ของรัฐซาราวัก เมืองกูชิงมีค่า API อยู่ที่ 311 ซึ่งอยู่ในระดับเป็นอันตราย ขณะที่ซามาราฮานอยู่ที่ 284 และศรีอามาน 235 ซึ่งอยู่ในระดับ “อันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก” นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่มีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับไม่ดีต่อสุขภาพ ได้แก่ ซารีเกอี 182, ซีบู 181, มูกาห์ 177, บินตูลู 157, โคตาคินาบาลู 152, ตาเวา 151, ซามาลาจู 146, ซันดากัน 140, ปาซีร์กูดัง ในรัฐยะโฮร์ 128, เซกาแมต ในรัฐยะโฮร์ 115 และมีรี 112

ประธานคณะกรรมการจัดการภัยพิบัติรัฐซาราวัก ดักลาส อุกกาห์ เอ็มบาส เคยระบุว่า ตามแผนปฏิบัติการแห่งชาติรับมือหมอกควัน พื้นที่ใดก็ตามที่ค่า API แตะระดับ 500 จะสามารถประกาศภาวะฉุกเฉินได้ โดยการประกาศดังกล่าวจะส่งผลให้กิจกรรมของภาครัฐและภาคเอกชนต้องระงับทั้งหมด ยกเว้นบริการที่จำเป็น

วิกฤตหมอกควันครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่รัฐซาราวัก ซึ่งมีพรมแดนติดกับอินโดนีเซีย กำลังได้รับผลกระทบจากควันไฟที่พัดมาจากไฟป่าในพื้นที่กาลิมันตันและเกาะสุมาตรา โดยศูนย์อุตุนิยมวิทยาเฉพาะทางอาเซียนรายงานเมื่อวันอังคารว่า พบจุดความร้อนจำนวนมากในอินโดนีเซีย

เมื่อวันที่ 3 กันยายน รัฐซาราวักได้เริ่มปฏิบัติการทำฝนเทียมเป็นเวลา 3 วัน เพื่อช่วยบรรเทาสถานการณ์หมอกควันที่ปกคลุมพื้นที่ ขณะเดียวกันยังมีเป้าหมายเพิ่มปริมาณน้ำสำรองก่อนเข้าสู่ช่วงที่คาดว่าจะมีอากาศร้อนและแห้งแล้งมากขึ้น

ระดับมลพิษครั้งล่าสุดถือว่ารุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของรัฐซาราวัก โดยในปี 2019 ค่า API เคยพุ่งสูงสุดที่ 405 ส่วนครั้งสุดท้ายที่รัฐซาราวักประกาศภาวะฉุกเฉินจากหมอกควันเกิดขึ้นในเดือนกันยายน 1997 ซึ่งขณะนั้นค่า API พุ่งสูงถึง 860

ประชาชนในเซเรียนกำลังเผชิญผลกระทบโดยตรงจากคุณภาพอากาศที่เลวร้ายลง โดยยัสมินา อาร์.ซี. ฮอลแลนด์ ชาวเมืองเซเรียน กล่าวว่า สถานการณ์หมอกควันครั้งนี้ถือว่ารุนแรงที่สุดที่เธอเคยประสบในรอบ 20 ปี และเธอสังเกตเห็นคุณภาพอากาศแย่ลงอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

เธอระบุว่า สมาชิกบางคนในครอบครัวไม่สามารถออกไปทำงานได้ ขณะที่บางคนต้องเข้ารับการรักษาทางการแพทย์ หลังประสบปัญหาหายใจลำบาก ยัสมินากล่าวว่า เธอมีอาการหายใจไม่ออกเป็นระยะ แสบตา และต้องเผชิญกับอากาศร้อนจนไม่สามารถทำงานพื้นฐานได้ตามปกติ โดยเธอและสมาชิกหลายคนในครอบครัวมีโรคหอบหืด ทำให้ได้รับผลกระทบจากหมอกควันอย่างหนัก

ขณะเดียวกัน ความต้องการหน้ากากอนามัยในพื้นที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยร้านขายยา Farmasi Ting ในเขตเซเรียนรายงานว่า หน้ากากทุกประเภท รวมถึงหน้ากาก N95 ขายหมดเกลี้ยงจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ผู้จัดการร้านกล่าวว่า ประชาชนเริ่มกักตุนหน้ากากตั้งแต่ประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน โดยบรรยากาศคล้ายกับช่วงการระบาดของโควิด-19

นอกจากหน้ากากแล้ว ร้านขายยายังพบว่าความต้องการยาน้ำแก้ไอ รวมถึงยาสำหรับอาการเจ็บคอและน้ำมูกไหล เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน สะท้อนถึงผลกระทบด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นจากวิกฤตหมอกควันครั้งนี้.

ที่มา CNA / New Straits Times

ศาลฟิลิปปินส์อนุมัติหมายจับ รอง ปธน.”ซารา ดูเตอร์เต” ขู่ฆ่าปธน. มาร์กอส

ศาลฟิลิปปินส์อนุมัติหมายจับ รอง ปธน."ซารา ดูเตอร์เต" ขู่ฆ่าปธน. มาร์กอส

4 ก.ย. 2569 16:18 น.

ศาลฟิลิปปินส์อนุมัติหมายจับ รอง ปธน.”ซารา ดูเตอร์เต” ขู่ฆ่าปธน. มาร์กอส

ศาลในกรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์ออกหมายจับรองประธานาธิบดีซารา ดูเตอร์เต ในคดี “ข่มขู่คุกคามอย่างร้ายแรง” จากกรณีเธอเคยกล่าวว่าได้ว่าจ้างมือปืนให้สังหารประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ รวมถึงภริยา และญาติซึ่งเป็นอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร หากเธอถูกลอบสังหารก่อน ด้านทีมกฎหมายยืนยันว่าเธอไม่มีเจตนาหลบหนีและจะใช้สิทธิตามกฎหมายทุกช่องทาง ขณะที่รัฐบาลย้ำเคารพคำสั่งศาล

ศาลแขวงภูมิภาคสาขา 98 ในเมืองเกซอนซิตี เขตกรุงมะนิลา ของฟิลิปปินส์ ออกหมายจับรองประธานาธิบดี ซารา ดูเตอร์เต วันนี้ (4 ก.ย.) ในคดีอาญาข้อหา “ข่มขู่คุกคามอย่างร้ายแรง” ซึ่งเกี่ยวข้องกับคำกล่าวของเธอที่ถูกมองว่าเป็นการข่มขู่เอาชีวิตประธานาธิบดี

กระทรวงยุติธรรมฟิลิปปินส์ยืนยันว่า ศาลปฏิเสธคำร้องของทีมกฎหมายของดูเตอร์เตที่ขอเลื่อนหรือเพิกถอนการออกหมายจับ โดยระบุว่าคำร้องไม่มีมูลเพียงพอ และศาลเห็นว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าดูเตอร์เตควรถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีในข้อหาข่มขู่อย่างร้ายแรงทั้ง 3 กระทง

โปโล มาร์ติเนซ โฆษกกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า กระทรวงเคารพคำวินิจฉัยของศาลและยืนยันความมุ่งมั่นต่อหลักนิติธรรม พร้อมชี้แจงว่า ก่อนหน้านี้ไม่มีหมายจับฉบับอื่นออกมาแต่อย่างใด และหมายจับที่ออกเมื่อวันศุกร์คือหมายจับฉบับเดียวของคดีนี้

คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากการแถลงข่าวออนไลน์ของดูเตอร์เต ซึ่งเธอกล่าวว่า หากเธอถูกลอบสังหารก่อน เธอได้เตรียมการให้มีการสังหาร เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์, ลีซา อาราเนตา-มาร์กอส สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง และ มาร์ติน โรมูอัลเดซ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรและญาติของประธานาธิบดี

ดูเตอร์เตภายหลังระบุว่า คำพูดของเธอถูกนำออกจากบริบท และไม่ได้มีเจตนาตามความหมายที่ถูกตีความ ขณะที่ทีมกฎหมายของเธอยื่นคำร้องโต้แย้งว่ารองประธานาธิบดีเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่สามารถถูกถอดออกจากตำแหน่งได้ผ่านกระบวนการถอดถอนเท่านั้น จึงไม่ควรถูกดำเนินคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงยุติธรรมปฏิเสธข้อโต้แย้งดังกล่าว โดยมาร์ติเนซระบุว่าเอกสิทธิ์คุ้มกันจากการถูกดำเนินคดีตามตำแหน่งนั้นมีเฉพาะประธานาธิบดี ไม่ได้ครอบคลุมถึงรองประธานาธิบดี

ด้านพอล ลอว์เรนซ์ ลิม ทนายความของดูเตอร์เต ระบุในแถลงการณ์ว่า รองประธานาธิบดี “ไม่มีเจตนาหลบหนีจากกฎหมาย” และจะใช้สิทธิทางกฎหมายทุกช่องทางเพื่อปกป้องตัวเอง โดยไม่ว่าศาลจะมีเขตอำนาจในคดีนี้หรือไม่

ขณะที่ จอนวิก เรมุลลา รัฐมนตรีมหาดไทย กล่าวว่า ทีมทนายของดูเตอร์เตเตรียมยื่นขอประกันตัวโดยเร็วที่สุด

เปาโล ทามาเซ รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ ให้ความเห็นว่า ขั้นตอนที่ง่ายที่สุดสำหรับดูเตอร์เตคือการยื่นขอประกันตัวต่อศาลพิจารณาคดีระดับภูมิภาค และเธออาจไม่จำเป็นต้องเดินทางไปศาลด้วยตัวเองในขั้นตอนดังกล่าว นอกจากนี้ ทีมกฎหมายยังสามารถยื่นคัดค้านการออกหมายจับต่อศาลที่สูงขึ้น รวมถึงศาลอุทธรณ์ หรืออาจยื่นต่อศาลฎีกาได้ หากถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาดังกล่าวตามกฎหมายฟิลิปปินส์ เธออาจได้รับโทษจำคุกสูงสุด 6 เดือน

คดีอาญานี้เกิดขึ้นในช่วงที่ดูเตอร์เตกำลังเผชิญกระบวนการ ถอดถอนออกจากตำแหน่งในวุฒิสภา โดยสภาผู้แทนราษฎรมีมติถอดถอนเธอจากตำแหน่งไปแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคม จากข้อกล่าวหาหลายประการ ซึ่งรวมถึงการทุจริตและการใช้อำนาจโดยมิชอบ

ข้อกล่าวหาเรื่องการวางแผนสังหารประธานาธิบดีถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของกระบวนการถอดถอน หากวุฒิสภามีคำตัดสินให้เธอมีความผิด เธอจะถูกถอดออกจากตำแหน่งและถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิต ซึ่งจะทำให้แผนการลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2028 ต้องสิ้นสุดลง โดยดูเตอร์เตประกาศความตั้งใจลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

การออกหมายจับครั้งนี้เพิ่มแรงกดดันทางกฎหมายและการเมืองต่อซารา ดูเตอร์เตอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ทั้งคดีอาญาและกระบวนการถอดถอนยังคงดำเนินไปพร้อมกัน และอาจส่งผลโดยตรงต่ออนาคตทางการเมืองของเธอในฟิลิปปินส์.

ที่มา ABS-CBN / AFP