โรงงานพลุอินเดียระเบิด ดับพุ่ง 25 ศพ

โรงงานพลุอินเดียระเบิด ดับพุ่ง 25 ศพ

20 เม.ย. 2569 14:56 น.

โรงงานพลุอินเดียระเบิด ดับพุ่ง 25 ศพ

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่โรงงานผลิตพลุในรัฐทมิฬนาฑู ทางตอนใต้ของอินเดีย คร่าชีวิตคนงานอย่างน้อย 25 ราย บาดเจ็บจำนวนมาก พบพิรุธลักลอบเปิดโรงงานวันหยุด ขณะที่เจ้าของโรงงานและหัวหน้างานเผ่นหนี ตำรวจเร่งตั้งทีมล่าตัวดำเนินคดี

เกิดเหตุระเบิดอย่างรุนแรงภายในโรงงานผลิตพลุและดอกไม้ไฟ “วนาจา” (Vanaja Fireworks Industry) ในเขตวิรุธุนคร รัฐทมิฬนาดู เมื่อช่วงเย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (19 เม.ย.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 25 ราย และมีผู้บาดเจ็บสาหัสอีก 4 ราย

นาย เอ็น.โอ. สุขาบุตร ผู้ว่าการเขตพื้นที่ เปิดเผยกับสำนักข่าว ANI ว่าในขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังปฏิบัติงาน ได้เกิดการระเบิดซ้ำขึ้นเป็นครั้งที่สอง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มอีก 13 ราย แต่ไม่มีใครบาดเจ็บสาหัส โดยอุปสรรคสำคัญในการช่วยเหลือคือเสียงระเบิดจากพลุที่ดังต่อเนื่องอยู่ภายในซากปรักหักพัง ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องทำงานด้วยความระมัดระวังอย่างสูง

จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า โรงงานดังกล่าวมีใบอนุญาตถูกต้อง แต่ทำผิดกฎระเบียบขั้นแรกคือการ “ลักลอบเปิดทำงานในวันอาทิตย์” ซึ่งเป็นวันหยุด พยานที่รอดชีวิตเล่าว่า ขณะเกิดเหตุมีคนงานประมาณ 50 คนอยู่ภายในโรงงาน โดยหลายคนกำลังทำงานอยู่บริเวณระเบียงหน้าโรงงาน แรงระเบิดทำให้อาคารพังพินาศเหลือเพียงเศษอิฐ และส่งผลให้ร่างของผู้เสียชีวิตจำนวนมากถูกไฟคลอกจนจำเค้าเดิมไม่ได้ ล่าสุดเจ้าหน้าที่สามารถระบุตัวตนผู้เสียชีวิตได้แล้ว 22 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง

ขณะนี้เจ้าของโรงงานและหัวหน้าคนงานได้หลบหนีไปหลังเกิดเหตุ ตำรวจได้ตั้งทีมเฉพาะกิจ 4 ชุด เพื่อเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีในข้อหาประมาทเลินเล่อและละเมิดกฎความปลอดภัย ซึ่งอุตสาหกรรมดอกไม้ไฟในอินเดียมักถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยที่ต่ำ แม้จะเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ที่ป้อนสินค้าให้งานเทศกาลและงานแต่งงานทั่วประเทศก็ตาม

ด้านนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ได้ออกมาโพสต์ข้อความแสดงความเสียใจต่อโศกนาฏกรรมครั้งนี้ โดยระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่ “น่าสลดใจอย่างยิ่ง” พร้อมส่งกำลังใจให้ครอบครัวผู้สูญเสีย เช่นเดียวกับนายเอ็ม.เค. สตาลิน มุขมนตรีรัฐทมิฬนาดู ที่สั่งการให้เจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยและครอบครัวอย่างเต็มที่

ขณะนี้กระบวนการกู้ภัยสิ้นสุดลงแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ยังคงปิดกั้นพื้นที่เพื่อสืบสวนหาสาเหตุของการระเบิดที่แน่ชัดต่อไป.

ที่มา BBC

นิวซีแลนด์ประกาศภาวะฉุกเฉินกรุงเวลลิงตัน น้ำท่วมฉับพลัน-ดินถล่ม

นิวซีแลนด์ประกาศภาวะฉุกเฉินกรุงเวลลิงตัน น้ำท่วมฉับพลัน-ดินถล่ม

20 เม.ย. 2569 14:34 น.

นิวซีแลนด์ประกาศภาวะฉุกเฉินกรุงเวลลิงตัน น้ำท่วมฉับพลัน-ดินถล่ม

รัฐบาลนิวซีแลนด์ประกาศสภาวะฉุกเฉินในกรุงเวลลิงตัน เมืองหลวงของประเทศ หลังเผชิญพายุฝนกระหน่ำอย่างรุนแรงและน้ำท่วมฉับพลันทั่วเกาะเหนือ ส่งผลให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง ทั้งดินถล่มทับเส้นทางคมนาคมและบ้านเรือนประชาชน

นายแอนดรูว์ ลิตเติล นายกเทศมนตรีกรุงเวลลิงตัน เปิดเผยว่า เมืองหลวงของนิวซีแลนด์เผชิญกับปริมาณน้ำฝนสูงถึง 77 มิลลิเมตร ภายในเวลาเพียงไม่ถึง 1 ชั่วโมงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นสถิติฝนตกหนักที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ แรงดันน้ำที่มหาศาลส่งผลให้ฝาท่อระบายน้ำหลุดออก และกระแสน้ำมีความรุนแรงถึงขั้นพัดพาแรงรถยนต์ให้ไหลไปตามกระแสได้

หน่วยกู้ภัยและดับเพลิงได้รับแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือกว่า 150 ครั้งตลอดคืนที่ผ่านมา มีรายงานดินสไลด์ทับบ้านเรือนในย่านคิงส์ตัน และย่านมอร์นิงตัน ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งระดมกำลังตามหาชายวัย 60 ปีรายหนึ่งในย่านคาโรริ ที่สูญหายไปหลังจากบ้านพักถูกน้ำท่วมสูง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตยืนยันในขณะนี้

ทางการได้สั่งอพยพประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่เสี่ยงดินถล่มให้ย้ายไปพักอาศัยกับญาติหรือศูนย์พักพิงชั่วคราวเป็นเวลาอย่างน้อย 24 ชั่วโมง พร้อมแนะนำให้งดการเดินทางที่ไม่จำเป็น เนื่องจากสภาพอากาศยังมีแนวโน้มจะเลวร้ายลงอีกในช่วงเย็นวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น

ขณะที่สายการบินบางส่วนที่สนามบินเวลลิงตันถูกยกเลิกเที่ยวบิน โรงเรียนหลายแห่งประกาศปิดทำการชั่วคราว เจ้าหน้าที่เตือนให้ประชาชนรีบตัดสินใจอพยพตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่สถานการณ์จะวิกฤตกว่าเดิม

เหตุอุทกภัยครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่เกาะเหนือของนิวซีแลนด์เพิ่งได้รับผลกระทบจากไซโคลน “ไวอานู” เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้สภาพดินมีความชุ่มน้ำสูงและเสี่ยงต่อการเกิดดินถล่มได้ง่ายขึ้นเมื่อเจอฝนตกซ้ำ

ด้านนายมาร์ก มิตเชลล์ รัฐมนตรีกระทรวงการจัดการภาวะฉุกเฉินและการฟื้นฟู ระบุว่ารัฐบาลกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมสนับสนุนทรัพยากรเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมย้ำให้ชาวเมืองเวลลิงตันติดตามข่าวสารอย่างมีสติและเตรียมพร้อมรับมือกับยอดคลื่นความกดอากาศต่ำระลอกใหม่ที่กำลังจะมาถึง.

ที่มา BBC / Reuters

พบศพทารกกว่า 50 รายถูกทิ้งสุสานในตรินิแดด ตำรวจเร่งสอบปมทิ้งศพผิดกฎหมาย

พบศพทารกกว่า 50 รายถูกทิ้งสุสานในตรินิแดด ตำรวจเร่งสอบปมทิ้งศพผิดกฎหมาย

20 เม.ย. 2569 12:38 น.

พบศพทารกกว่า 50 รายถูกทิ้งสุสานในตรินิแดด ตำรวจเร่งสอบปมทิ้งศพผิดกฎหมาย

ทางการตรินิแดดและโตเบโกเร่งตรวจสอบ หลังพบร่างทารกอย่างน้อย 50 ราย และผู้ใหญ่ 6 ราย ถูกนำมาทิ้งไว้ในสุสานเมืองคูมูโต คาดเป็นการกำจัดศพโดยผิดกฎหมาย ด้าน ผบ.ตร. ชี้ต้องมีผู้รับผิดชอบต่อการจัดการศพที่ผิดกฎหมายและไร้มนุษยธรรมครั้งนี้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติตรินิแดดและโตเบโก เปิดเผยการค้นพบที่สุสานในเมืองคูมูโต ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงพอร์ตออฟสเปน เมืองหลวงของประเทศไปประมาณ 40 กิโลเมตร โดยเจ้าหน้าที่พบร่างไร้วิญญาณของทารกอย่างน้อย 50 ราย และผู้ใหญ่รวม 6 ราย (ชาย 4 หญิง 2) ถูกนำมาทิ้งไว้

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าศพผู้ใหญ่ 5 ใน 6 ราย มีป้ายระบุตัวตนติดอยู่ และมี 2 รายที่มีร่องรอยการผ่านการชันสูตรพลิกศพมาก่อนหน้า ทางตำรวจสันนิษฐานว่าเหตุการณ์นี้อาจเป็นการ “ลักลอบกำจัดศพที่ไม่มีญาติมารับอย่างผิดกฎหมาย” อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่ตัดประเด็นความเชื่อมโยงกับเหตุความรุนแรงจากแก๊งอาชญากรรมในประเทศ ซึ่งมีอัตราการเกิดคดีฆาตกรรมสูงเป็นอันดับต้นๆ ในแถบลาตินอเมริกาและแคริบเบียน

พล.ต.อ. อัลลิสเตอร์ เกวาร์โร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่าเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่ “น่ากังวลอย่างยิ่ง” พร้อมประกาศกร้าวว่าบุคคลหรือสถาบันใดก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดหน้าที่และกฎหมายในการจัดการศพจะต้องถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด

ปัจจุบัน ตรินิแดดและโตเบโกอยู่ภายใต้การประกาศสภาวะฉุกเฉินมาตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อให้อำนาจพิเศษแก่ตำรวจในการตรวจค้นและจับกุม ท่ามกลางวิกฤตความรุนแรงจากแก๊งมาเฟีย โดยในปี 2024 ที่ผ่านมา ประเทศที่มีประชากรเพียง 1.5 ล้านคนแห่งนี้ มีสถิติการฆาตกรรมสูงถึง 623 ราย

ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกประกาศเตือนการเดินทางไปยังประเทศนี้ เนื่องจากความเสี่ยงจากอาชญากรรมที่ยังคงเป็นความท้าทายหลัก แม้ว่าความรุนแรงจะเริ่มลดระดับลงบ้างเมื่อเทียบกับปี 2024 จากมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้น แต่ในปี 2023 สหรัฐฯ เคยจัดอันดับให้ประเทศนี้เป็นประเทศที่อันตรายที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลก โดยมีอัตราการฆาตกรรมอยู่ที่ 37 ต่อประชากร 1 แสนคน

ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนหาแหล่งที่มาของร่างทารกจำนวนมากเหล่านี้ เพื่อพิสูจน์ทราบว่าถูกส่งมาจากสถานพยาบาล หรือเกี่ยวข้องกับขบวนการผิดกฎหมายอื่นใดหรือไม่.

ที่มา BBC

ตั๋วเครื่องบินแพงกระฉูด Korean Air ขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมัน 7 เท่า

ตั๋วเครื่องบินแพงกระฉูด Korean Air ขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมัน 7 เท่า

20 เม.ย. 2569 12:15 น.

ตั๋วเครื่องบินแพงกระฉูด Korean Air ขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมัน 7 เท่า

สายการบินยักษ์ใหญ่ Korean Air เตรียมปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิงอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม โดยเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 7 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงครามอิหร่านปลายเดือนกุมภาพันธ์ 

ตามประกาศของสายการบิน Korean Air ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสายการบินรายใหญ่ของเอเชีย ระบุว่าเที่ยวบินระยะสั้นแบบเที่ยวเดียว จากสนามบินนานาชาติอินชอน ไปยังเมืองใกล้เคียง เช่น ต้าเหลียน ประเทศจีน หรือฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น จะมีค่าธรรมเนียมน้ำมันประมาณ 75,000 วอน หรือราว 1,625 บาท เพิ่มขึ้นจากเดิมที่อยู่แค่ 10,500 วอน หรือราว 227 บาท

สำหรับเส้นทางระยะไกล เช่น จากอินชอนไปยังเมืองหลักในสหรัฐฯ อย่างนิวยอร์ก ดัลลัส และแอตแลนตา ค่าธรรมเนียมน้ำมันจะพุ่งขึ้นเป็นประมาณ 564,000 วอน หรือประมาณ 12,222 บาท จากเดิมในเดือนกุมภาพันธ์ที่อยู่ที่เพียง 76,500 วอน หรือประมาณ 1,657 บาท

ข้อมูลจากเว็บไซต์ของสายการบินระบุว่าราคาตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัดแบบเที่ยวเดียว เส้นทางอินชอน-นิวยอร์ก ในเดือนพฤษภาคม จะอยู่ที่ประมาณ 1,650,900 วอน หรือราว 35,770 บาท

โดยในปี 2025 ที่ผ่านมา สายการบิน Korean Air มีผู้โดยสารใช้บริการมากกว่า 16.5 ล้านคน

ไม่ใช่เพียง Korean Air เท่านั้น แต่ในเวลานี้สายการบินทั่วโลกต่างเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยมีมาตรการรับมือ เช่น ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมัน, ลดจำนวนเที่ยวบิน, เพิ่มค่าธรรมเนียมสัมภาระ เพื่อชดเชยต้นทุนราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้โดยสารทั่วโลกอาจต้องเผชิญกับค่าตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นในระยะต่อไปหากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย.

ที่มา : CNN

กองทัพอิสราเอลยอมรับ ภาพทหารใช้ค้อนทุบ “รูปปั้นพระเยซู” ในเลบานอน เป็น “เรื่องจริง”

กองทัพอิสราเอลยอมรับ ภาพทหารใช้ค้อนทุบ "รูปปั้นพระเยซู" ในเลบานอน เป็น "เรื่องจริง"

20 เม.ย. 2569 12:11 น.

กองทัพอิสราเอลยอมรับ ภาพทหารใช้ค้อนทุบ “รูปปั้นพระเยซู” ในเลบานอน เป็น “เรื่องจริง”

กองทัพอิสราเอล (IDF) ยืนยันภาพทหารในเครื่องแบบใช้ค้อนทุบทำลายรูปปั้นพระเยซูคริสต์ในหมู่บ้านชาวคริสต์ทางตอนใต้ของเลบานอนเป็นเหตุการณ์จริง ชี้เป็นการกระทำที่ขัดต่อค่านิยมของกองทัพอย่างรุนแรง พร้อมให้คำมั่นจะช่วยบูรณะซ่อมแซมคืนสู่สภาพเดิม

กองทัพอิสราเอล (IDF) ออกแถลงการณ์ผ่านบัญชี X อย่างเป็นทางการ โดยยอมรับว่าภาพที่เผยแพร่สะพัดในโลกออนไลน์ ซึ่งปรากฏภาพทหารอิสราเอลนายหนึ่งกำลังใช้ค้อนปอนด์ทุบส่วนศีรษะของรูปปั้นพระเยซูคริสต์ถูกตรึงกางเขนในพื้นที่ภาคใต้ของเลบานอนนั้น เป็นภาพเหตุการณ์จริงและเป็นฝีมือของทหารในสังกัดของตน

รายละเอียดเหตุการณ์ภาพดังกล่าวถูกแชร์อย่างรวดเร็วตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา (19 เม.ย.) โดยระบุว่าเหตุเกิดที่หมู่บ้านเดเบิล ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวคริสต์นิกายมาโรไนต์ ตั้งอยู่ห่างจากชายแดนอิสราเอลประมาณ 5-6 กิโลเมตร รายงานระบุว่ารูปปั้นดังกล่าวได้หลุดออกจากไม้กางเขนลงมาอยู่ที่พื้น ก่อนที่ทหารนายดังกล่าวจะเข้าทำลาย

กองทัพอิสราเอลระบุว่าเหตุการณ์นี้เป็น “เรื่องร้ายแรงอย่างยิ่ง” และพฤติกรรมของทหารนายนี้ “ขัดต่อค่านิยมที่กองทัพคาดหวังจากกำลังพลโดยสิ้นเชิง” ขณะนี้กองบัญชาการภาคเหนือของอิสราเอลกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนข้อเท็จจริง กองทัพยืนยันว่าจะมีการดำเนินมาตรการทางวินัยที่เหมาะสมต่อผู้เกี่ยวข้องตามลำดับชั้นการบังคับบัญชา และให้คำมั่นว่าจะประสานงานกับชุมชนในพื้นที่เพื่อช่วยบูรณะและนำรูปปั้นกลับไปตั้ง ณ จุดเดิม

วาดี้ อาบูนัสซาร์ ผู้ประสานงานสภาคริสเตียนในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ออกมาเรียกร้องให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยระบุว่า “ไม่สามารถนิ่งเฉยต่อการละเมิดเช่นนี้ได้” และขอให้มีการนำตัวผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่สถานการณ์ในเลบานอนตอนใต้ยังคงตึงเครียด แม้ว่าจะมีการประกาศข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย. ที่ผ่านมา แต่กองทัพอิสราเอลบางส่วนยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว

ความขัดแย้งในเลบานอนปะทุขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ระดมยิงจรวดเข้าใส่อิสราเอลเพื่อตอบโต้ความขัดแย้งในภูมิภาค นำไปสู่การโจมตีทางอากาศอย่างหนักและการบุกภาคพื้นดินของอิสราเอลในเวลาต่อมา.

ที่มา The Times of Israel / JERUSALEM POST 

ผลโพลสหรัฐฯ ชี้คะแนนนิยมทรัมป์ร่วงต่ำสุดสมัยที่สอง เหตุคนอเมริกันไม่เห็นด้วยสงครามอิหร่าน

ผลโพลสหรัฐฯ ชี้คะแนนนิยมทรัมป์ร่วงต่ำสุดสมัยที่สอง เหตุคนอเมริกันไม่เห็นด้วยสงครามอิหร่าน

20 เม.ย. 2569 11:32 น.

ผลโพลสหรัฐฯ ชี้คะแนนนิยมทรัมป์ร่วงต่ำสุดสมัยที่สอง เหตุคนอเมริกันไม่เห็นด้วยสงครามอิหร่าน

คะแนนนิยมของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ลดลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เริ่มดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 โดยมีปัจจัยหลักจากการบริหารจัดการสงครามกับอิหร่าน ตามผลสำรวจล่าสุดของ NBC News

ผลสำรวจซึ่งเผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ ระบุว่า มีชาวอเมริกันเพียง 37% ที่ให้การสนับสนุนการทำงานของทรัมป์ ขณะที่ถึง 63% ไม่เห็นด้วยกับผลงานของเขาในจำนวนนี้ มีถึง 50% ที่ไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง สะท้อนกระแสความไม่พอใจที่เพิ่มสูงขึ้น

เมื่อเจาะเฉพาะประเด็นสงครามกับอิหร่าน พบว่า มีเพียง 33% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่เห็นด้วยกับการดำเนินนโยบายของทรัมป์ ขณะที่ 67% ระบุว่าไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะในระดับมากหรือน้อย

ผลสำรวจยังสะท้อนความแตกแยกทางการเมืองอย่างชัดเจน โดย 82% ของกลุ่มเดโมแครตและผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระ ไม่เห็นด้วยกับสงคราม ขณะที่ 74% ของพรรครีพับลิกัน กลับให้การสนับสนุน

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือคนรุ่นใหม่ มีแนวโน้มไม่เห็นด้วยกับสงครามมากเป็นพิเศษ โดยรวมแล้ว 61% ของผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ เห็นว่าประเทศไม่ควรดำเนินการทางทหารเพิ่มเติมในอิหร่าน แต่ตัวเลขนี้พุ่งสูงถึง 74% ในกลุ่มผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี

ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และอาจส่งผลต่อทิศทางทางการเมือง รวมถึงการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐบาลในระยะต่อไป.

ที่มา : Aljazeera

ตรวจพบ “ยาเบื่อหนู” ปนเปื้อนในอาหารเด็ก HiPP ในออสเตรีย

ตรวจพบ "ยาเบื่อหนู" ปนเปื้อนในอาหารเด็ก HiPP ในออสเตรีย

20 เม.ย. 2569 11:22 น.

ตรวจพบ “ยาเบื่อหนู” ปนเปื้อนในอาหารเด็ก HiPP ในออสเตรีย

ตำรวจออสเตรียประกาศเตือนผู้ปกครองให้ระมัดระวังขั้นสูงสุด หลังพบยาเบื่อหนูในกระปุกอาหารเด็กยี่ห้อดัง ด้านบริษัทผู้ผลิตยันสินค้าออกจากโรงงานด้วยสภาพสมบูรณ์ ชี้เป็นฝีมืออาชญากรที่จงใจปลอมปนสินค้า ล่าสุดสั่งเก็บสินค้าออกจากชั้นวางในหลายประเทศแล้ว

ทางการออสเตรียสั่งยกระดับการเฝ้าระวังหลังมีการตรวจพบ “ยาเบื่อหนู” ปนเปื้อนอยู่ในอาหารเสริมเด็กแบบกระปุกของแบรนด์ HiPP (ฮิปป์) โดยตำรวจในรัฐบัวร์เกนลันด์ เปิดเผยว่าได้รับแจ้งเหตุจากลูกค้ารายหนึ่งที่พบสิ่งผิดปกติในกระปุกอาหารสูตร “มันฝรั่งผสมแครอทบด” ซึ่งโชคดีที่เด็กยังไม่ได้รับประทานเข้าไป

ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบคืออาหารสำหรับเด็กอายุ 5 เดือนขึ้นไปแบบกระปุกขนาด 190 กรัม สารพิษที่พบคือโบรมาดิโอโลน (Bromadiolone) ซึ่งจะยับยั้งการแข็งตัวของเลือด หากเด็กรับประทานเข้าไปอาจมีอาการเลือดออกตามไรฟัน, เลือดกำเดาไหล, รอยฟกช้ำตามตัว หรือถ่ายเป็นเลือด โดยอาการอาจแสดงผลช้าประมาณ 2-5 วันหลังได้รับสาร

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า กระปุกดังกล่าวมีร่องรอยการถูกเปิดและดัดแปลงสินค้า ตำรวจเชื่อว่าอาจยังมีสินค้าที่ถูกปนเปื้อนหลงเหลืออยู่ในท้องตลาดอย่างน้อยอีก 1 กระปุก โดยคำเตือนนี้มาจากการขยายผลร่วมกับพนักงานสอบสวนในเยอรมนี ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ระบุว่าพบขวดอาหารที่ถูกดัดแปลงลักษณะเดียวกันในสาธารณรัฐเช็กและสโลวาเกีย สะท้อนความเป็นไปได้ของเครือข่ายก่อเหตุข้ามพรมแดน

บริษัท HiPP ซึ่งมีฐานการผลิตในเยอรมนี ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “ไม่ได้เกิดจากความบกพร่องของผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการผลิต” แต่เป็นการกระทำทางอาญาที่มุ่งร้าย โดยสินค้าทุกชิ้นออกจากโรงงานในสภาพที่สมบูรณ์ 100%

อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยสูงสุด HiPP ได้สั่งเรียกคืนผลิตภัณฑ์ชนิดกระปุกทุกรายการที่วางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตเครือ Spar, Eurospar, Interspar และ Maximarkt ทั่วออสเตรีย พร้อมทั้งประสานงานให้ถอนสินค้าออกจากชั้นวางในสาธารณรัฐเช็กและสโลวาเกียเป็นการชั่วคราวแล้ว

ข้อแนะนำสำหรับผู้ปกครองทางการออสเตรียได้ให้คำแนะนำในการสังเกตบรรจุภัณฑ์ที่อาจถูกดัดแปลง เช่น ฝาปิดมีร่องรอยความเสียหายหรือถูกเปิดออกก่อน, ซีลนิรภัยหายไป, มีกลิ่นแปลกปลอมหรือกลิ่นอาหารบูดเน่า และข้อสังเกตสำคัญคือมีสติกเกอร์สีขาวที่มีวงกลมสีแดงติดอยู่บริเวณก้นกระปุก

หน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารของออสเตรีย (AGES) ระบุว่า หากเด็กเผลอรับประทานเข้าไปและมีอาการ เลือดออกผิดปกติ อ่อนแรงอย่างมาก หรือมีอาการซีด ให้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลและพบแพทย์ทันที ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ประเภทนมผงหรือสินค้าที่จำหน่ายในร้านค้าปลีกรายอื่น

ย้อนรอยวิกฤตอาหารเด็กเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังจากแบรนด์อาหารเด็กยักษ์ใหญ่อย่าง Nestle และ Danone เพิ่งสั่งเรียกคืนนมผงในกว่า 60 ประเทศ รวมถึงในสหราชอาณาจักร หลังพบการปนเปื้อนของสารพิษเซรูไลด์ (Cereulide) ซึ่งทำให้เด็กหลายรายมีอาการคลื่นไส้อาเจียนและล้มป่วยลง.

ที่มา BBC

ผู้รอดชีวิตไฟไหม้ฮ่องกงทยอยกลับบ้าน เผชิญซากความเสียหาย-บาดแผลทางใจ

ผู้รอดชีวิตไฟไหม้ฮ่องกงทยอยกลับบ้าน เผชิญซากความเสียหาย-บาดแผลทางใจ

20 เม.ย. 2569 11:00 น.

ผู้รอดชีวิตไฟไหม้ฮ่องกงทยอยกลับบ้าน เผชิญซากความเสียหาย-บาดแผลทางใจ

บรรยากาศการกลับคืนสู่ “บ้าน” ของผู้ประสบภัยจากเหตุเพลิงไหม้อาคารที่พักอาศัย “หวังฟุก คอร์ท” ย่านต่ายโป ซึ่งถือเป็นเหตุไฟไหม้ครั้งรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 60 ปีของฮ่องกงเต็มไปด้วยความโศกเศร้า โดยทางการอนุญาตให้ผู้เช่าและเจ้าของห้องกลับเข้าสำรวจความเสียหายและเก็บกู้ทรัพย์สินสำคัญเป็นครั้งแรก หลังเหตุการณ์ผ่านมาเกือบ 5 เดือน

เจ้าหน้าที่ได้แนะนำให้ประชาชนเตรียมตัวเตรียมใจ โดยหน่วยดับเพลิงเตือนว่าห้องพักกว่า 920 ห้องได้รับความเสียหาย และบางหลังถูกทำลายอย่างสิ้นเชิงจากเหตุเพลิงไหม้ ภาพที่เผยแพร่โดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลแสดงให้เห็นว่าเพดานและผนังของบางห้องชุดพังถล่มหรือไหม้เกรียมเป็นสีดำ และภายในเต็มไปด้วยเศษซากปรักหักพัง

พื้นที่ที่เสียหายของอาคารที่พักอาศัยในเขตต่ายโปของฮ่องกงถูกปิดกั้นเป็น “เขตอันตราย” ขณะเดียวกันก็มีการดำเนินการเสริมความแข็งแรงในบริเวณที่โครงสร้างอาคารเสียหาย โดยเมื่อกลับไปยังห้องพักของตน ผู้อยู่อาศัยจะต้องสวมหน้ากากอนามัย หมวกนิรภัย และถุงมือ

นายเคือง มัก วัย 78 ปี หนึ่งในผู้ประสบภัยที่อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์แห่งนี้มานานกว่า 40 ปี เปิดเผยด้วยความอัดอั้นก่อนจะกลับเข้าไปว่า แม้จะทำใจไว้บ้างแล้วจากภาพที่นักสังคมสงเคราะห์ส่งมาให้ดู แต่การต้องเห็นบ้านที่เคยสร้างครอบครัวมาเหลือเพียงโครงสร้างเหล็กเส้นและเศษกระเบื้องเป็นเรื่องที่ทำใจได้ยาก โดยเฉพาะของสะสมที่มีคุณค่าทางจิตใจ ทั้งภาพถ่ายวันแต่งงานเมื่อ 50 ปีก่อน และจดหมายจากลูกชายที่คาดว่าถูกเผาวอดไปทั้งหมด

ในบรรดาผู้ประสบภัยกว่า 4,600 คน มีสัดส่วนถึง 1 ใน 3 เป็นผู้สูงอายุ ซึ่งต้องเผชิญความลำบากอย่างหนัก เนื่องจากลิฟต์ในอาคาร 31 ชั้นยังใช้งานไม่ได้ ผู้สูงอายุบางรายต้องฝึกฝนร่างกายเพื่อให้สามารถเดินขึ้นบันไดไปตรวจสอบห้องพักของตนเองได้ นอกจากนี้ ทางการยังจำกัดเวลาการเข้าพักได้เพียง 3 ชั่วโมง และอนุญาตให้เข้าได้ไม่เกิน 4 คนต่อห้อง (หรือ 1 คนในห้องที่เสียหายหนัก) เพื่อความปลอดภัย

ขณะเดียวกัน ประชาชนยังคงรอคอยผลการสอบสวนหาสาเหตุเพลิงไหม้ที่คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 168 ศพ โดยข้อมูลเบื้องต้นจากคณะกรรมการอิสระระบุว่า ระบบความปลอดภัยและอุปกรณ์ดับเพลิงเกือบทั้งหมดในอาคารล้มเหลวเนื่องจาก “ความผิดพลาดของมนุษย์” ในวันเกิดเหตุ

แฮร์รี่ เหลียง ผู้รอดชีวิต หนึ่งในผู้อยู่อาศัยกลุ่มสุดท้ายที่ออกจากอาคารในวันที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ บอกว่าเขามีความรู้สึกผสมปนเปกันเกี่ยวกับการกลับมาครั้งนี้ แม้เขาอยากเห็นห้องชุดที่เขาใช้ชีวิตอยู่มานานที่สุด เขากล่าวว่าเขาผิดหวังกับเวลาเพียง 3 ชั่วโมงที่เขาได้รับอนุญาตให้อยู่ที่นั่น เพราะมันไม่เพียงพอ

เจ้าหน้าที่ฮ่องกงเสนอที่จะซื้ออพาร์ตเมนต์คืนในราคาตลาดก่อนเกิดเพลิงไหม้ แม้ว่าจะมีความเสียหาย แต่กล่าวว่าการสร้างอาคารใหม่บนพื้นที่เดิมนั้น “เป็นไปไม่ได้” เขากล่าวว่า “ผมเชื่อว่าจริงๆ แล้วมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ต้องการรับข้อเสนอของรัฐบาล แต่ไม่มีทางเลือกอื่น พวกเขาถูกบังคับให้รับมัน” “ถ้าผมมีทางเลือก ผมคงไม่อยากออกจากหวังฟุกคอร์ทเลย”

รัฐบาลฮ่องกงมีแนวโน้มที่จะรื้อถอนอาคารทั้ง 7 หลังที่ได้รับความเสียหายหนัก และเสนอแผนรับซื้อสิทธิ์การถือครองคืนจากเจ้าของห้อง อย่างไรก็ตาม ชาวเมืองบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่าจากการตรวจสอบพบว่ามีห้องพักเพียงครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด 1,700 ห้องที่เสียหายหนัก ส่วนที่เหลืออาจยังสามารถซ่อมแซมได้

บาดแผลทางจิตใจที่ยังไม่จางหายไม่ใช่แค่ผู้ที่สูญเสียบ้าน แต่ผู้อยู่อาศัยในอาคารหลังที่ 8 ซึ่งรอดพ้นจากไฟไหม้มาได้ ต่างก็ตกอยู่ในสภาวะกดดันทางจิตใจอย่างรุนแรง โดยระบุว่าทุกครั้งที่มองออกไปเห็นอาคารรอบข้างที่ดำเป็นตอตะโก จะนึกถึงเพื่อนบ้านและเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่เสียชีวิตในกองเพลิง ทำให้หลายครอบครัวไม่กล้าที่จะกลับมาอาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมอีกต่อไป

ทั้งนี้ กระบวนการอนุญาตให้ผู้ประสบภัยกลับเข้าพื้นที่เพื่อเก็บของจะดำเนินต่อไปจนถึงช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด หลังมีรายงานการจับกุมผู้ต้องสงสัยเข้าไปลักทรัพย์ในพื้นที่อาคารร้างในช่วงที่ผ่านมา.

ที่มา ASSOCIATED PRESS / AFP

สิงคโปร์ อินโดฯ มาเลเซีย ยืนยันดูแล “ช่องแคบมะละกา” เปิดใช้งานปลอดภัย ท่ามกลางความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

สิงคโปร์ อินโดฯ มาเลเซีย ยืนยันดูแล "ช่องแคบมะละกา" เปิดใช้งานปลอดภัย ท่ามกลางความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

20 เม.ย. 2569 10:39 น.

สิงคโปร์ อินโดฯ มาเลเซีย ยืนยันดูแล “ช่องแคบมะละกา” เปิดใช้งานปลอดภัย ท่ามกลางความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สามประเทศเจ้าของชายฝั่งช่องแคบมะละกา และช่องแคบสิงคโปร์ หารือร่วมกันยืนยันพันธกิจรักษาเส้นทางเดินเรือช่องแคบมะละกาให้เปิดใช้งานปลอดภัย ท่ามกลางความเสี่ยงในตะวันออกกลาง

วันที่ 17 เมษายน 2569 สำนักงานการท่าเรือและการเดินเรือสิงคโปร์ เปิดเผยว่า สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการกองทุนเครื่องช่วยการเดินเรือ ครั้งที่ 34 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์โดยที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางเสริมความปลอดภัยด้านการเดินเรือในช่องแคบมะละกาและช่องแคบสิงคโปร์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งสินค้าที่คับคั่งที่สุดของโลก

ทางการสิงคโปร์ระบุว่า ความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือช่องแคบมะละกาและช่องแคบสิงคโปร์  ต้องอาศัยทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ และความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

นายเดวิด ฟู ประธานคณะกรรมการกองทุนเครื่องช่วยการเดินเรือ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างประเทศยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมด้านการปฏิบัติการที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและมีความซับซ้อนมากขึ้น

ทั้งนี้ ช่องแคบมะละกาและช่องแคบสิงคโปร์ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก เชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้ และเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมัน ก๊าซ และสินค้าจากเอเชียไปยังยุโรป ตะวันออกกลาง และภูมิภาคอื่นๆ นักวิเคราะห์มองว่า การออกมาย้ำจุดยืนร่วมกันของ 3 ประเทศครั้งนี้ สะท้อนความพยายามรักษาเสถียรภาพการค้าโลก หลังหลายภูมิภาคเผชิญความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางทะเลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

สหรัฐฯ-ฟิลิปปินส์ เปิดศึกซ้อมรบร่วม ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

สหรัฐฯ-ฟิลิปปินส์ เปิดศึกซ้อมรบร่วม ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

20 เม.ย. 2569 09:54 น.

สหรัฐฯ-ฟิลิปปินส์ เปิดศึกซ้อมรบร่วม ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

ทหารสหรัฐฯ-ฟิลิปปินส์กว่า 17,000 นาย เปิดฉากซ้อมรบร่วม “บาลิกาตัน” โดยมีญี่ปุ่นเข้าร่วมด้วยเป็น่ครั้งแรก ยิงจริงใกล้ไต้หวัน-ทะเลจีนใต้ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง

วันที่ 20 เมษายน 2569 กองทัพสหรัฐฯ และฟิลิปปินส์เปิดฉากการซ้อมรบร่วมประจำปีอย่างเป็นทางการ โดยมีทหารเข้าร่วมมากกว่า 17,000 นาย การฝึกซ้อมจะใช้เวลารวม 19 วัน ภายใต้ชื่อ  “บาลิกาตัน” (Balikatan) ซึ่งมีความหมายว่า “เคียงบ่าเคียงไหล่” โดยมีทหารสหรัฐฯ ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น รวมถึงกองกำลังจากออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฝรั่งเศส และแคนาดาเข้าร่วม

พันเอกโรเบิร์ต บันน์ โฆษกการฝึกฝ่ายสหรัฐฯ กล่าวว่า การซ้อมรบครั้งนี้เป็นโอกาสแสดงให้เห็นถึงพันธมิตรอันแข็งแกร่งระหว่างสหรัฐฯ กับฟิลิปปินส์ และตอกย้ำพันธกิจต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการฝึกครั้งนี้ คือการยิงจริงในพื้นที่ตอนเหนือของฟิลิปปินส์ ซึ่งหันหน้าเข้าสู่ช่องแคบไต้หวัน รวมถึงการฝึกในจังหวัดที่อยู่ใกล้ทะเลจีนใต้  

พร้อมกันนี้ยืนยันด้วยว่า การส่งกำลังพลสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการเคลื่อนกำลังครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี จะไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่สหรัฐฯ กำลังมีบทบาทอยู่ โดยการซ้อมรบครั้งนี้มีขึ้นในช่วงที่ข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ ระหว่างสหรัฐฯ อิหร่าน และอิสราเอล ใกล้สิ้นสุดลง หลังสงครามเริ่มต้นจากการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์มองว่า การซ้อมรบครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการเสริมศักยภาพพันธมิตร แต่ยังเป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ต่อจีน ท่ามกลางการแข่งขันอำนาจในเอเชียที่ทวีความเข้มข้นขึ้น.