อิสราเอลถล่มเลบานอนใต้หลังออกคำสั่งอพยพ เสี่ยงข้อตกลงหยุดยิงล่ม

อิสราเอลถล่มเลบานอนใต้หลังออกคำสั่งอพยพ  เสี่ยงข้อตกลงหยุดยิงล่ม

28 พ.ค. 2569 15:58 น.

อิสราเอลถล่มเลบานอนใต้หลังออกคำสั่งอพยพ เสี่ยงข้อตกลงหยุดยิงล่ม

กองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศถล่มโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ทางตอนใต้ของเลบานอน หลังสั่งขยายพื้นที่อพยพครอบคลุมพื้นที่กว่า 14% ของประเทศ โดยอ้างโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ขณะที่สถานการณ์ตึงเครียดเสี่ยงทำลายความพยายามเจรจายุติสงครามในภูมิภาค

กองทัพอิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ถล่มพื้นที่ตอนใต้ของประเทศเลบานอนอย่างรุนแรง โดยพุ่งเป้าไปที่จุดที่อ้างว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของกลุ่มกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ส่งผลให้อาคารบ้านเรือนในเมืองไทร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองใหญ่ที่สุดของเลบานอนพังถล่มลงมา ท่ามกลางกลุ่มควันและฝุ่นละอองหนาทึบที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ

ปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่กองทัพอิสราเอลได้ออกประกาศเตือนฉุกเฉินให้ประชาชนในพื้นที่อพยพขยับขึ้นไปทางตอนเหนือของแม่น้ำซาห์รานี  ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 40 กิโลเมตร โดยอิสราเอลประกาศจะใช้ “มาตรการขั้นเด็ดขาดขั้นสูงสุด” พร้อมกล่าวหาว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้านกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาและตอบโต้ว่าอิสราเอลเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลง พร้อมระบุว่านักรบของกลุ่มได้เปิดฉากปะทะกับทหารอิสราเอลอย่างรุนแรงเช่นกัน

สำนักข่าวแห่งชาติเลบานอนรายงานว่า การโจมตีของอิสราเอลได้ถล่มเมืองไทร์ถึงสองระลอกซ้อน ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้อาคารขนาดใหญ่ และลุกลามไปยังพื้นที่ทางตะวันออกของเมืองอย่างรวดเร็วในช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

คำสั่งอพยพเมื่อวันที่ 27 พ.ค. ที่ผ่านมา ถือเป็นคำสั่งครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่นโยบายหยุดยิงชั่วคราวเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 17 เม.ย. โดยพื้นที่ที่อิสราเอลสั่งให้อพยพนั้นครอบคลุมพื้นที่ถึง 14% ของดินแดนเลบานอนทั้งหมด และครอบคลุมเมืองและหมู่บ้านต่าง ๆ มากกว่า 300 แห่ง

การยกระดับความรุนแรงครั้งนี้มีขึ้นหลังจากนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ประกาศขยายขอบเขตปฏิบัติการภาคพื้นดิน เพื่อตอบโต้เหตุการณ์ที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ส่งโดรนโจมตีทหารอิสราเอลที่ตรึงกำลังอยู่ทางตอนใต้ของเลบานอน รวมถึงโจมตีพลเรือนทางตอนเหนือของอิสราเอล

ด้านนางแอกเนส ดูร์ หัวหน้าคณะผู้แทนคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ประจำเลบานอน ได้ออกมาเตือนว่า สถานการณ์ทางตอนใต้ของเลบานอนกำลัง “เข้าใกล้จุดเปลี่ยนที่อันตรายอย่างยิ่ง” การสู้รบที่ยังคงดำเนินอยู่ทำให้สภาพความเป็นอยู่ของพลเรือนย่ำแย่จนไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ และจะส่งผลกระทบระยะยาวที่รุนแรงตามมา

ขณะที่เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ระบุว่า เมืองไซดอน ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งทางตอนใต้ของกรุงเบรุต ไม่สามารถรองรับผู้ลี้ภัยจำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาได้อีกต่อไปแล้ว และได้แนะนำให้ประชาชนอพยพต่อไปยังหุบเขาเบกา และบริเวณเทือกเขาเลบานอนทางตะวันออกแทน

นอกจากนี้ สื่อเลบานอนยังรายงานว่า เกิดคลื่นการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลกระจายไปทั่วทางตอนใต้และหุบเขาเบกาทางตะวันออก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันที 4 รายในเมืองชูกิน และเมืองนาบาทิเยห์

ขณะเดียวกัน กลุ่มฮิซบอลเลาะห์เปิดเผยว่า นักรบของตนได้เข้าปะทะกับกองกำลังอิสราเอลใน “ระยะประชิด” ที่เมืองซอว์ตาร์ อัล-ชาร์กิเยห์ ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของแม่น้ำลิทานี โดยพื้นที่ดังกล่าวอยู่ห่างจากชายแดนราว 30 กิโลเมตร และถือเป็นพื้นที่ที่อยู่นอก “เขตกันชน”  ที่อิสราเอลประกาศไว้แต่แรก

สถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นนี้ กำลังคุกคามและอาจทำให้การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านต้องหยุดชะงักลง โดยฝั่งอิหร่านยืนกรานว่าข้อตกลงใด ๆ ก็ตามจะต้องครอบคลุมถึงเสถียรภาพของเลบานอนด้วย แต่อิสราเอลยังคงสงวนสิทธิ์ในการเดินหน้าต่อสู้เพื่อขจัดภัยคุกคามจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ต่อไป

ทั้งนี้ เลบานอนถูกดึงเข้าสู่สงครามอย่างเต็มตัวตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค. หลังจากที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยิงจรวดถล่มอิสราเอลเพื่อตอบโต้เหตุการณ์ที่อิสราเอลโจมตีสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ส่งผลให้อิสราเอลตอบโต้อย่างหนักด้วยการทิ้งระเบิดทางอากาศทั่วเลบานอนและส่งทหารบุกรุกรานภาคพื้นดิน

กระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนเปิดเผยว่า นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น มีผู้เสียชีวิตในเลบานอนแล้วอย่างน้อย 3,213 ราย ขณะที่ฝั่งอิสราเอลระบุว่า มีทหารเสียชีวิต 23 นาย และพลเรือนเสียชีวิต 4 รายจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนทั้งสองฝั่งในช่วงเวลาเดียวกัน.

ที่มา BBC

ไฟไหม้หอพัก รร.ประจำหญิงล้วนเคนยา นักเรียนดับ 16 ศพ เจ็บ 74 ราย

ไฟไหม้หอพัก รร.ประจำหญิงล้วนเคนยา นักเรียนดับ 16 ศพ เจ็บ 74 ราย

28 พ.ค. 2569 15:13 น.

ไฟไหม้หอพัก รร.ประจำหญิงล้วนเคนยา นักเรียนดับ 16 ศพ เจ็บ 74 ราย

เกิดเหตุเพลิงไหม้หอพักโรงเรียนประจำหญิงล้วนในเมืองกิลกิล ประเทศเคนยา ในช่วงกลางดึก ขณะนักเรียนกำลังนอนหลับ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 คน และบาดเจ็บอีก 74 คน เจ้าหน้าที่เร่งค้นหานักเรียนที่ยังสูญหาย พร้อมสอบสวนหาสาเหตุของเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้

เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำจังหวัดนากูรู ประเทศเคนยา ยืนยันยอดผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการพุ่งสูงขึ้นเป็นอย่างน้อย 16 ศพ และมีนักเรียนอีก 74 รายยังคงต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลจากอาการบาดเจ็บหลายระดับ หลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่โรงเรียนมัธยมหญิงล้วน “อูตูมิชิ เกิร์ลส์ อะคาเดมี” (Utumishi Girls Academy) ในเมืองกิลกิล ห่างจากกรุงไนโรบี ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 120 กิโลเมตร

รายงานระบุว่า เพลิงได้เริ่มปะทุขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. ของวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น (28 พ.ค.) โดยต้นเพลิงเกิดขึ้นที่อาคารหอพักซึ่งเป็นสถานที่นอนรวมของนักเรียนหญิงประมาณ 220 คน ในขณะที่ทุกคนกำลังนอนหลับสนิท ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว 

สภากาชาดเคนยาเปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุอย่างเป็นทางการเมื่อเวลาประมาณ 03.30 น. ก่อนจะรีบส่งทีมแพทย์ฉุกเฉิน รถพยาบาล และเจ้าหน้าที่เยียวยาจิตใจเข้าพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน เนื่องจากทั้งนักเรียน ครู และผู้ปกครองที่ทราบข่าวต่างอยู่ในอาการตื่นตระหนกและช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นางวามบูอี นเดรีตู ผู้ปกครองที่มีหลานสาวเรียนอยู่ในโรงเรียนดังกล่าว เล่าถึงบรรยากาศหน้าโรงเรียนว่า เต็มไปด้วยความสับสนและความหวาดกลัว ผู้ปกครองจำนวนมากต้องเข้าแถวรอด้วยความกระวนกระวายใจหลังจากทราบข่าวว่ามีเด็กเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก เธอยังเปิดเผยว่า มีนักเรียนหลายคนได้รับบาดเจ็บรุนแรงจากการตัดสินใจกระโดดลงมาจากชั้นบนของหอพักเพื่อเอาชีวิตรอดจากกองเพลิง

ด้านนายมาซูด มูญี ผู้บัญชาการตำรวจภูมิภาคริฟต์แวลลีย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ในขณะนี้ค่อนข้างตึงเครียด เนื่องจากในช่วงที่เกิดความโกลาหล มีนักเรียนจำนวนหนึ่งวิ่งหนีเตลิดออกไปนอกบริเวณโรงเรียนและพื้นที่ใกล้เคียงเพราะความหวาดกลัว ซึ่งในขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งปูพรมค้นหาตัวเด็ก ๆ เหล่านั้นกลับมาอย่างเร่งด่วน

ในเวลานี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจและนักสืบจากกองบัญชาการสอบสวนกลาง ได้เข้าควบคุมและปิดกั้นพื้นที่ของโรงเรียนอย่างเข้มงวด โดยจะอนุญาตให้เพียงผู้ปกครองของนักเรียนเท่านั้นที่สามารถผ่านเข้าไปภายในบริเวณโรงเรียนได้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถทำการตรวจสอบและ “นับยอดนักเรียน” ที่แน่นอนว่ามีใครติดค้างอยู่หรือสูญหายไปอย่างไรบ้าง

สำหรับนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 74 ราย ได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเซนต์โจเซฟ ในเมืองกิลกิล เพื่อเข้ารับการประเมินอาการและรักษาอย่างเร่งด่วนแล้ว ส่วนสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนเชิงลึกของกองพิสูจน์หลักฐาน

ทั้งนี้ ปัญหาเพลิงไหม้ในโรงเรียนประจำของประเทศเคนยาถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนทำให้โรงเรียนหลายแห่งต้องสั่งปิดทำการอย่างไม่มีกำหนด โดยรายงานการสอบสวนจากเหตุการณ์ในอดีตมักชี้ไปที่ปัญหาความแออัดภายในหอพักนักเรียน และความล้มเหลวในการปฏิบัติตามแนวทางความปลอดภัยด้านอัคคีภัยของสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้อัตราการสูญเสียชีวิตพุ่งสูงในลักษณะนี้.

ที่มา BBC / Kenyans.co.ke

บุกค้นบ้านอดีตบิ๊ก CIA พบซุก “ทองคำแท่ง” มูลค่ากว่า 1,300 ล้านบาท

บุกค้นบ้านอดีตบิ๊ก CIA พบซุก "ทองคำแท่ง" มูลค่ากว่า 1,300 ล้านบาท

28 พ.ค. 2569 13:48 น.

บุกค้นบ้านอดีตบิ๊ก CIA พบซุก “ทองคำแท่ง” มูลค่ากว่า 1,300 ล้านบาท

เอฟบีไอจับกุมอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของซีไอเอ (CIA) หลังบุกค้นบ้านพักในรัฐเวอร์จิเนีย พบทองคำแท่งรวม 303 แท่ง มูลค่ากว่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,300 ล้านบาท พร้อมเงินสด 2 ล้านดอลลาร์ และนาฬิกาหรูจำนวนมาก พร้อมถูกแฉปลอมประวัติการศึกษาและประวัติรับราชการทหารทั้งหมด

สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ เอฟบีไอ (FBI) นำหมายค้นเข้าตรวจสอบบ้านพักในรัฐเวอร์จิเนียของนายเดวิด รัช อดีตเจ้าหน้าที่ระดับผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานข่าวกรองกลาง (CIA) ก่อนจะตะลึงเมื่อพบทองคำแท่งจำนวน 303 แท่ง น้ำหนักแท่งละประมาณ 1 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าตามราคาตลาดปัจจุบันสูงเกินกว่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,300 ล้านบาท) ซุกซ่อนอยู่ภายในบ้าน

นอกจากทองคำแท่งแล้ว เจ้าหน้าที่ยังสามารถยึดเงินสดสกุลดอลลาร์สหรัฐได้อีกราว 2 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 65 ล้านบาท) และนาฬิกาข้อมือแบรนด์หรูอีก 35 เรือน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนาฬิกายี่ห้อโรเล็กซ์ โดยในขณะนี้นายรัชถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำเพื่อรอขึ้นศาล และทางทนายความส่วนตัวของเขายังคงปฏิเสธที่จะให้ความเห็นใด ๆ

คดีดังกล่าวถูกเปิดเผยหลังจากฝั่งซีไอเอพบความผิดปกติภายในองค์กร โดยนายจอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการซีไอเอ ได้ส่งเรื่องประสานงานให้เอฟบีไอเข้ามาสืบสวนคดีอาญาอย่างเป็นทางการ จนนำไปสู่การจับกุมตัวนายรัชเมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา ในข้อหาลักทรัพย์ของทางราชการ

จากเอกสารคำฟ้องของศาลระบุว่า ในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2025 ถึงเดือนมีนาคม 2026 นายรัชได้อาศัยตำแหน่งหน้าที่ระดับสูงซึ่งสามารถเข้าถึงชั้นความลับขั้นสูงสุด ยื่นคำร้องต่อรัฐบาลสหรัฐฯ หลายครั้ง เพื่อขอเบิกเงินตราต่างประเทศจำนวนมากรวมถึงทองคำแท่งมูลค่านับสิบล้านดอลลาร์ โดยอ้างว่าเพื่อนำไปใช้เป็น “ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน”

แต่จากการตรวจสอบภายในภายหลัง ซีไอเอกลับไม่สามารถตามหาทองคำแท่งหรือเงินตราต่างประเทศเหล่านั้นได้ และไม่มีบันทึกรายงานจากนายรัชเลยว่าเขานำทองคำและเงินเหล่านั้นไปใช้ในจุดประสงค์ใด จนกระทั่งเอฟบีไอเข้าบุกค้นบ้านพักของเขาเมื่อวันที่ 18 พ.ค. และพบของกลางทั้งหมดถูกซุกไว้ในบ้านโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

นอกเหนือจากคดีฉ้อโกงทองคำแล้ว เอฟบีไอยังพบว่านายรัชมีพฤติกรรม “ลวงโลก” มาตั้งแต่ปี 1997 โดยเริ่มจากการปลอมแปลงเอกสารผลการเรียนและวุฒิการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเคลมสัน เพื่อใช้สมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพเรือสหรัฐฯ จนทำให้เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นร้อยตรีในกองทัพเรือสำรองเมื่อปี 2004 ก่อนจะลาออกในปี 2015

หลังจากนั้น เขายังใช้ประวัติการศึกษาปลอมที่อ้างว่าจบจากสถาบันหลายแห่ง ทั้งมหาวิทยาลัยเคลมสัน, สถาบันโพลิเทคนิคเรนส์ซีเลียร์ (RPI) และบัณฑิตวิทยาลัยการทัพเรือ ในการยื่นสมัครเข้าทำงานกับรัฐบาลกลางถึง 3 ครั้ง รวมถึงใช้ยื่นขอใบรับรองความปลอดภัยทางทหาร

ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2561 นายรัชได้ยื่นเอกสารเพื่อก้าวเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง โดยอ้างโปรไฟล์หรูว่าตนเองเป็นผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนักบินทดสอบของกองทัพอากาศสหรัฐฯ และปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายทดสอบขององค์กรทดสอบอาวุธร่วมระหว่างกองทัพบกและกองทัพเรือ ซึ่งคุมกำลังพล 145 นายและเครื่องบินอีก 18 ลำ ทว่าเอฟบีไอสืบพบว่า “ทั้งหมดเป็นเรื่องโกหก” นายรัชไม่เคยเรียนจบจากสถาบันเหล่านั้น และไม่เคยปฏิบัติหน้าที่เป็นนักบินของกองทัพเรือเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ความผิดฐานฉ้อโกงของเขายังลามไปถึงการที่เขาแจ้งต่อหน่วยงานรัฐว่า ตนเองยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ในกองทัพเรือสำรอง ทั้งที่ความจริงเขาลาออกไปตั้งแต่ปี 2515 พฤติกรรมนี้ทำให้เขาได้รับเงินชดเชยและค่าจ้างสำหรับการ “ลาไปปฏิบัติหน้าที่ทางทหาร” เป็นเงินฟรีอีกหลายหมื่นดอลลาร์สหรัฐ

ในปัจจุบัน อัยการรัฐบาลกลางและทนายความฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องร่วมกันเพื่อขอเลื่อนการไต่สวนการควบคุมตัวออกไปเป็นวันที่ 5 มิ.ย.นี้ ณ ศาลแขวงสหรัฐฯ ประจำเขตเวอร์จิเนียตะวันออก เพื่อรวบรวมและประเมินหลักฐานเพิ่มเติม ขณะที่ทางเอฟบีไอและซีไอแถลงการณ์ร่วมกันว่า จะยังคงสืบสวนเชิงลึกในคดีนี้ต่อไปอย่างเข้มงวดที่สุด.

ที่มา BBC / CBS

รวบวิศวกร “กูเกิล” ใช้ข้อมูลวงในโกงเดิมพันออนไลน์ ฟันกำไรกว่า 39 ล้านบาท

รวบวิศวกร "กูเกิล" ใช้ข้อมูลวงในโกงเดิมพันออนไลน์ ฟันกำไรกว่า 39 ล้านบาท

28 พ.ค. 2569 13:06 น.

รวบวิศวกร “กูเกิล” ใช้ข้อมูลวงในโกงเดิมพันออนไลน์ ฟันกำไรกว่า 39 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ตั้งข้อหาวิศวกรของกูเกิล หลังถูกกล่าวหาแอบใช้สิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มการค้นหาบนกูเกิล ไปเดิมพันบนแพลตฟอร์มพยากรณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าทางออนไลน์ “Polymarket” จนทำกำไรได้กว่า 1.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 39 ล้านบาท

สำนักงานอัยการสหรัฐฯ ประจำเขตนิวยอร์กใต้ ร่วมกับสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) ประกาศจับกุมและยื่นฟ้องนายมิเคเล สปาญญูโอโล อายุ 36 ปี วิศวกรซอฟต์แวร์ของบริษัทกูเกิล ในข้อหาฉ้อโกงสินค้าโภคภัณฑ์, ฉ้อโกงทางโทรเลข และฟอกเงิน หลังสืบพบว่าเขาใช้ข้อมูลลับภายในของบริษัทไปใช้ในการวางเดิมพันบนแพลตฟอร์มพยากรณ์เหตุการณ์ล่วงหน้า (Prediction Market) จนได้รับเงินรางวัลรวมกว่า 1.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 39 ล้านบาท

นายสปาญญูโอโล ซึ่งเป็นพลเมืองสัญชาติอิตาลีและอาศัยอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ถูกจับกุมตัวเมื่อวันที่ 27 พ.ค. ที่ผ่านมา และถูกนำตัวขึ้นศาลรัฐบาลกลางในกรุงนิวยอร์ก โดยศาลได้อนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราวด้วยวงเงินสูงถึง 2.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

คำฟ้องระบุว่า นายสปาญญูโอโล ซึ่งทำงานเป็นวิศวกรด้านความปลอดภัยสารสนเทศให้แก่กูเกิลมานานกว่า 12 ปี ได้อาศัยตำแหน่งหน้าที่เข้าถึงเครื่องมือการตลาดภายในที่เปิดให้พนักงานทุกคนเข้าถึงได้ แต่เขากลับนำข้อมูลสถิติยอดการค้นหาของผู้ใช้งานที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ ไปใช้วางเดิมพันที่เกี่ยวข้องกับกูเกิล บนแพลตฟอร์ม Polymarket ในช่วงระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคมปีก่อน เป็นมูลค่ารวมกว่า 2.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เอกสารจากชั้นศาลเปิดเผยว่า การเดิมพันที่ทำกำไรให้แก่เขามหาศาลที่สุด คือการทายผลลัพธ์ว่า “ใครจะเป็นบุคคลที่ถูกค้นหามากที่สุดบนกูเกิล ประจำปี 2025”  โดยนายสปาญญูโอโลใช้บัญชีนิรนามภายใต้ชื่อ “AlphaRaccoon” วางเดิมพันสวนทางกับบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่าง เบียงกา เซนโซรี (Bianca Censori) และอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่กลับเลือกทายว่า “เดวิด” (D4vd) นักร้องหนุ่มชื่อดังที่กำลังตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมเด็กสาววัยรุ่น จะเป็นผู้ชนะอันดับหนึ่ง

ในขณะนั้น ระบบของ Polymarket ประเมินโอกาสที่นักร้องรายนี้จะติดอันดับหนึ่งไว้ “เกือบเป็นศูนย์” แต่นายสปาญญูโอโลรู้ล่วงหน้าตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนแล้วว่า ยอดการค้นหาของ “เดวิด” (D4vd) พุ่งทะยานขึ้นเป็นอันดับหนึ่งจริง เนื่องจากเขาเห็นฐานข้อมูลดิบที่กูเกิลรวบรวมไว้ก่อนจะแถลงต่อสาธารณะ

คำฟ้องระบุว่า “นายสปาญญูโอโลรู้ผลลัพธ์ของการเดิมพันก่อนที่สาธารณชนจะรู้ เพราะเขาเข้าถึงข้อมูลภายในที่เป็นความลับทางธุรกิจของกูเกิล จากนั้นเมื่อชนะเดิมพัน เขาก็พยายามหลบเลี่ยงด้วยการโอนย้ายสินทรัพย์คริปโตผ่านหลายบัญชีเพื่อปกปิดแหล่งที่มาของเงิน”

แม้ว่าแพลตฟอร์ม Polymarket จะขับเคลื่อนด้วยสกุลเงินดิจิทัล และทำธุรกรรมผ่านบัญชีนิรนาม แต่ทางเอฟบีไอสามารถสืบสวนเชิงลึกและเชื่อมโยงเครือข่ายบัญชีเหล่านั้นกลับมายังตัวตนที่แท้จริงของสปัญญูโลได้ หลังจากพบว่ามีบัญชีหนึ่งที่เขาใช้ บัตรประจำตัวประชาชนอิตาลี ในการเปิดยืนยันตัวตน

โฆษกของ Polymarket แถลงว่า ทางแพลตฟอร์มได้ให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และถือเป็นแพลตฟอร์มทำนายผลรายแรกที่ความร่วมมือนำไปสู่การจับกุมคดีใช้ข้อมูลวงใน พร้อมย้ำว่า “การซื้อขายบนบล็อกเชนนั้นมีความโปร่งใสและตรวจสอบย้อนหลังได้ คนไม่ดีมักจะทิ้งรอยเท้าเอาไว้เสมอ”

ด้านโฆษกของกูเกิลแถลงยืนยันว่า บริษัทกำลังร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสอบสวน และในขณะนี้พนักงานรายดังกล่าวได้ถูกสั่งพักงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยชี้แจงว่าแม้เครื่องมือดังกล่าวพนักงานทุกคนจะเข้าถึงได้ แต่การนำข้อมูลลับไปใช้เพื่อผลประโยชน์และวางเดิมพัน ถือเป็นการละเมิดนโยบายของบริษัทอย่างร้ายแรง

คดีของสปัญญูโลนับเป็นคดีอาญาครั้งใหญ่รายที่สองที่เกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลวงในบนแพลตฟอร์ม Polymarket โดยก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน ทางการสหรัฐฯ เพิ่งจับกุม จ่าสิบเอกแกนนอน เคน แวน ไดค์ ทหารหน่วยรบพิเศษของสหรัฐฯ ในข้อหาใช้ข้อมูลลับระดับทหารเกี่ยวกับปฏิบัติการจู่โจมขับไล่นายนิโกลัส มาดูโร ออกจากตำแหน่งผู้นำเวเนซุเอลา ไปใช้ในการวางเดิมพันบนแพลตฟอร์มดังกล่าว ซึ่งเขายังคงให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา.

ที่มา BBC / NBC

สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายในอิหร่านรอบใหม่เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 วัน

สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายในอิหร่านรอบใหม่เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 วัน

28 พ.ค. 2569 12:12 น.

สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายในอิหร่านรอบใหม่เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 วัน

กองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายในเมืองท่าบันดาร์อับบาสของอิหร่าน นับเป็นการโจมตีเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 วัน พร้อมยิงสกัดโดรนโจมตี 4 ลำใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ โดยอ้างเป็นการป้องกันตนเองและรักษาข้อตกลงหยุดยิง ขณะที่อิหร่านประณามว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) แถลงว่า กองกำลังสหรัฐฯ ได้ยิงโดรนโจมตีของอิหร่านร่วง 4 ลำ เนื่องจากเป็นภัยคุกคามต่อกองทัพสหรัฐฯ และการเดินเรือพาณิชย์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ยังได้โจมตีสถานีควบคุมภาคพื้นดินในเมืองบันดาร์ อับบาส ในขณะที่กำลังเตรียมจะปล่อยโดรนลำที่ห้า

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งระบุว่า “การดำเนินการครั้งนี้เป็นการตอบโต้ที่เหมาะสม เป็นไปเพื่อการป้องกันตนเองอย่างแท้จริง และมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาข้อตกลงหยุดยิง” ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน อย่างไรก็ตาม สื่อท้องถิ่นของอิหร่านรายงานอ้างแหล่งข่าวทางทหารว่า กองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ได้ยิงเตือนเรือบรรทุกน้ำมันของสหรัฐฯ ที่พยายามจะแล่นผ่านช่องแคบจนต้องถอยร่นไป ก่อนที่สหรัฐฯ จะยิงถล่มพื้นที่ว่างเปล่ารอบ ๆ เมืองบันดาร์ อับบาส ซึ่งไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

การโจมตีครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้กล่าวในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันพุธ (27 พ.ค.) โดยเขาได้ปฏิเสธรายงานจากสถานีโทรทัศน์แห่งรัฐของอิหร่านที่อ้างว่า ทั้งสองประเทศสามารถบรรลุ “ร่างข้อตกลงกรอบความร่วมมือร่วมกัน” เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือพาณิชย์สัญจรได้ตามปกติภายในหนึ่งเดือน โดยมีอิหร่านและโอมานร่วมกันบริหารจัดการ ตลอดจนข้อเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือและถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งทางทำเนียบขาวได้ตราหน้าข้อความดังกล่าวว่าเป็น “เรื่องโกหก”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้ประกาศกร้าวว่า จะไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งได้สิทธิ์ขาดในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ และกล่าวข่มขู่ไปยังประเทศโอมาน ซึ่งเป็นพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐฯ ว่า “ไม่มีใครจะได้ควบคุมช่องแคบนี้ มันคือเขตน่านน้ำสากล และโอมานจะต้องปฏิบัติตามกฎเหมือนกับคนอื่น ๆ ไม่เช่นนั้นเราจะต้องระเบิดพวกเขาให้ราบ ซึ่งพวกเขาเข้าใจเรื่องนี้ดีและจะไม่ทำตัวมีปัญหา” 

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ได้สั่งคว่ำบาตร “หน่วยงานบริหารจัดการช่องแคบเปอร์เซีย” ซึ่งเป็นองค์กรที่อิหร่านจัดตั้งขึ้นเพื่อควบคุมการสัญจรผ่านช่องแคบ โดยระบุว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ

ด้านนายอิบราฮิม อาซิซี ประธานคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติของรัฐสภาอิหร่าน ได้ออกมาตอบโต้ผ่าน X ว่า วาทกรรมของทรัมป์จะไม่สามารถบีบให้อิหร่านถอยร่นจากข้อเรียกร้องเดิมได้ ทั้งเรื่องสิทธิ์การเสริมสมรรถนะยูเรเนียม การคุมช่องแคบ และการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด พร้อมชี้ว่า ทรัมป์กำลังเผชิญกับทางตันทางยุทธศาสตร์จึงได้แต่พูดสลับไปมาระหว่างการข่มขู่และการอ้อนวอนขอข้อตกลง

แม้ว่าทรัมป์จะเคยแสดงท่าทีเชิงบวกว่าข้อตกลงใกล้จะเสร็จสิ้น แต่ในการประชุมล่าสุดเขาระบุว่า สหรัฐฯ “ยังไม่พอใจ” กับเงื่อนไขปัจจุบัน และพร้อมจะกลับไปใช้มาตรการทิ้งระเบิดขนานใหญ่อีกครั้งหากอิหร่านไม่ยอมรับข้อตกลงของวอชิงตัน ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังพยายามผลักดันให้ประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับ อาทิ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ ปากีสถาน ตุรกี อียิปต์ และจอร์แดน ลงนามใน “ข้อตกลงอับราฮัม” (Abraham Accords) เพื่อปรับความสัมพันธ์สู่ระดับปกติกับอิสราเอล ซึ่งประเทศเหล่านี้ยังคงปฏิเสธ

ขณะนี้สหรัฐฯ มีกำลังพลราว 15,000 นายทำหน้าที่ปิดล้อมอิหร่าน ควบคู่ไปกับกองกำลังเสริมในฐานทัพหลายแห่งทั่วภูมิภาค เช่น กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน โดยประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านยังคงเป็นจุดชนวนสำคัญที่สุด ซึ่งนายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้กล่าวทิ้งท้ายในที่ประชุมอย่างหนักแน่นว่า “ข้อสรุปที่สำคัญที่สุดคือ อิหร่านจะไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด”.

ที่มา Reuters / BBC

กู้ภัยเผยต้องการถังออกซิเจนเพิ่ม เพื่อลำเลียงผู้รอดชีวิตติดถ้ำลาว 5 คนออกมา

กู้ภัยเผยต้องการถังออกซิเจนเพิ่ม เพื่อลำเลียงผู้รอดชีวิตติดถ้ำลาว 5 คนออกมา

28 พ.ค. 2569 11:46 น.

กู้ภัยเผยต้องการถังออกซิเจนเพิ่ม เพื่อลำเลียงผู้รอดชีวิตติดถ้ำลาว 5 คนออกมา

ภารกิจช่วยเหลือชาวบ้านชาวลาว 7 คนที่ติดอยู่ภายในถ้ำที่ลาว ยังคงดำเนินต่อเนื่อง ล่าสุดทีมกู้ภัยระบุว่า จำเป็นต้องใช้ถังออกซิเจนเพิ่มเติมจำนวนมาก เพื่อเร่งนำผู้รอดชีวิตออกจากถ้ำอย่างปลอดภัย

หัวหน้าทีมอาสาสมัครจากไทยที่เข้าร่วมภารกิจช่วยเหลือ เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เจ้าหน้าที่กำลังเร่งจัดหาและยืมถังออกซิเจนเพิ่มเติม พร้อมเตรียมตั้งจุดเติมออกซิเจนบริเวณหน้าถ้ำ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการ

รายงานระบุว่า ชาวบ้านทั้ง 7 คนเข้าไปในถ้ำตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อขุดหาทองคำ แต่เกิดดินถล่มและน้ำท่วมจากฝนตกหนักปิดทางออก ทำให้ทั้งหมดติดอยู่ภายในถ้ำ

จนถึงขณะนี้ มีรายงานพบผู้รอดชีวิตแล้วอย่างน้อย 5 คน แต่ยังไม่มีใครถูกนำตัวออกมาได้ ขณะที่บางกลุ่มอาสาสมัครในลาวระบุว่า พบตัวครบทั้ง 7 คนและปลอดภัยแล้ว แต่ข้อมูลดังกล่าวยังไม่สามารถยืนยันได้อย่างเป็นทางการ

ด้านทีมกู้ภัยจากไทยเริ่มเข้าร่วมปฏิบัติการตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยหนึ่งในนักดำน้ำที่เข้าช่วยเหลือ เคยมีบทบาทสำคัญในภารกิจช่วยทีมฟุตบอลเยาวชนหมูป่าอะคาเดมี 13 ชีวิต ออกจากถ้ำหลวง จังหวัดเชียงราย เมื่อปี 2018 ซึ่งเคยได้รับความสนใจจากทั่วโลก

ขณะนี้เจ้าหน้าที่และทีมกู้ภัยยังคงเร่งประเมินสภาพภายในถ้ำ ท่ามกลางอุปสรรคจากระดับน้ำและข้อจำกัดด้านออกซิเจน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความปลอดภัยของทั้งผู้ประสบภัยและเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ.

ที่มา : channelnewsasia

ออสเตรเลียฟ้อง “3M” เรียกค่าเสียหาย 4.6 หมื่นล้านบาท ปมสารเคมีตลอดกาลในโฟมดับเพลิง

ออสเตรเลียฟ้อง "3M" เรียกค่าเสียหาย 4.6 หมื่นล้านบาท ปมสารเคมีตลอดกาลในโฟมดับเพลิง

28 พ.ค. 2569 11:26 น.

ออสเตรเลียฟ้อง “3M” เรียกค่าเสียหาย 4.6 หมื่นล้านบาท ปมสารเคมีตลอดกาลในโฟมดับเพลิง

รัฐบาลออสเตรเลียฟ้องร้อง “3M” บริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ของสหรัฐฯ เรียกค่าเสียหายสูงถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 4.65 หมื่นล้านบาท) หลังพบการปนเปื้อนของสารเคมีที่ไม่สลายตัวตามธรรมชาติหรือ “สารเคมีตลอดกาล” จากโฟมดับเพลิงในฐานทัพทหาร 28 แห่งทั่วประเทศ

รัฐบาลออสเตรเลียประกาศยื่นฟ้องบริษัท 3M ยักษ์ใหญ่ด้านสินค้าอุปโภคบริโภคและการผลิตของสหรัฐฯ ต่อศาลรัฐบาลกลาง เพื่อเรียกค่าเสียหายเป็นมูลค่าสูงถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 4.65 หมื่นล้านบาท) จากกรณีที่บริษัทถูกกล่าวหาว่าปกปิดข้อมูลความเสี่ยงและทำให้เกิดการปนเปื้อนของ “สารเคมีตลอดกาล” อย่างสาร PFAS  ในฐานทัพทหารหลายสิบแห่งทั่วประเทศ

นางมิเชล โรว์แลนด์ อัยการสูงสุดของออสเตรเลีย เปิดเผยว่า นี่คือการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่รัฐบาลออสเตรเลียเคยดำเนินการมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกคืน “ค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาล” ที่รัฐบาลและผู้เสียภาษีชาวออสเตรเลียต้องแบกรับในการเข้ามาจัดการ ตรวจสอบ และบำบัดสารปนเปื้อนในพื้นที่ของกระทรวงกลาโหมรวม 28 แห่ง ซึ่งจนถึงปัจจุบันมีการใช้เงินงบประมาณไปแล้วกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

ด้านนายปีเตอร์ คาลิล ผู้ช่วยรัฐมนตรีฝ่ายกลาโหม ระบุเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาฝากฝั่งกองทัพต้องเร่งกำจัดดินที่ปนเปื้อนสาร PFAS ออกไปแล้วกว่า 200,000 ตัน เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับชุมชนโดยรอบ

รัฐบาลออสเตรเลียระบุในคำฟ้องว่า บริษัท 3M รับรู้ถึงความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากโฟมดับเพลิงชนิดสร้างฟิล์มสารละลายน้ำ (AFFF) ของตนเองเป็นอย่างดี แต่กลับปกปิดและบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยให้คำมั่นสัญญาเรื่องความปลอดภัยในการกำจัดและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลภายในที่บริษัทมีอยู่ในขณะนั้น

สำหรับสาร PFAS (Per- and poly-fluoroalkyl substances) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สารเคมีตลอดกาล” (Forever Chemicals) เป็นสารเคมีที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้น มีคุณสมบัติเด่นในการทนความร้อน กันน้ำ และกันน้ำมัน มักใช้ในโฟมดับเพลิง กระทะเทฟลอน เสื้อกันฝน และโทรศัพท์มือถือ ทว่าสารชนิดนี้มีความคงทนสูงมากและไม่ย่อยสลายตามธรรมชาติ ซึ่งงานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าหากสะสมในร่างกายและแหล่งน้ำในปริมาณมาก อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงรวมถึงโรคมะเร็ง จนนำไปสู่การควบคุมการใช้อย่างเข้มงวดทั่วโลก

แม้ว่ากองทัพออสเตรเลียจะเริ่มทยอยเลิกใช้โฟมดับเพลิงที่มีส่วนผสมของ PFAS มาตั้งแต่ปี 2004 แต่รายงานการไต่สวนของรัฐสภาออสเตรเลียเมื่อปีที่แล้วระบุว่า ยังคงพบสารเคมีนี้ตกค้างในปริมาณสูงรอบฐานทัพหลายแห่ง ตัวอย่างเช่น ชุมชนชาวอะบอริจินที่อาศัยอยู่ใกล้ฐานทัพเรือในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ต้องเผชิญกับภาวะหวาดกลัวเรื่องปัญหาสุขภาพ เนื่องจากแหล่งน้ำและสัตว์น้ำในแม่น้ำที่พวกเขาใช้ดำรงชีวิตถูกปนเปื้อนด้วยโฟมดับเพลิง นอกจากนี้ในปี 2024 ยังมีการตรวจพบพื้นที่ปนเปื้อนรุนแรงในเขตมรดกโลกบลูเมาน์เทนส์ ซึ่งอยู่ใกล้กับฐานทัพอากาศอีกด้วย

วิกฤตการณ์ดังกล่าวส่งผลให้กองทัพออสเตรเลียต้องใช้เงินราว 1,300 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย บำบัดน้ำเสียไปแล้วกว่า 13,000 ล้านลิตร และต้องจัดส่งน้ำดื่มบรรจุขวดรวมถึงถังเก็บน้ำฝนให้แก่บ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบ 785 หลังคาเรือน อีกทั้งเมื่อปี 2023 รัฐบาลเพิ่งยอมความและจ่ายเงินชดเชยจำนวน 133 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ให้กับประชาชนใน 7 ชุมชนที่รวมตัวกันฟ้องร้องแบบกลุ่ม

โฆษกของบริษัท 3M ได้ส่งแถลงการณ์ผ่านทางอีเมลเพื่อตอบโต้ โดยยืนยันว่าจะขอต่อสู้คดีตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด “3M ไม่เคยผลิตสาร PFAS ในประเทศออสเตรเลีย และเราได้ยุติการขายผลิตภัณฑ์โฟมดับเพลิงที่เป็นประเด็นในออสเตรเลียไปแล้วเมื่อประมาณสองทศวรรษก่อน” พร้อมเสริมว่า หลังจากที่ 3M เลิกขายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปแล้ว ทางกระทรวงกลาโหมออสเตรเลียเองต่างหากที่ยังคงใช้งานโฟมดับเพลิงที่มีสาร PFAS ต่อเนื่องมาอีกถึง 20 ปี

ทั้งนี้ 3M ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าระดับโลกอย่างกระดาษโน้ต Post-it และเทปกาว Scotch tape เคยประกาศเมื่อปี 2022 ว่าจะยุติการผลิตและใช้สาร PFAS ทั้งหมดภายในสิ้นปี 2568 และก่อนหน้านี้ในปี 2023 บริษัทเพิ่งจะยอมความและจ่ายเงินมูลค่าสูงถึง 10,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อยุติคดีความเกี่ยวกับการทำระบบประปาปนเปื้อนสารเคมีในสหรัฐฯ มาแล้ว.

ที่มา BBC / AFP

บังกลาเทศระงับเชือดควายเผือก “โดนัลด์ ทรัมป์” ย้ายเข้าสวนสัตว์แห่งชาติ

บังกลาเทศระงับเชือดควายเผือก "โดนัลด์ ทรัมป์" ย้ายเข้าสวนสัตว์แห่งชาติ

28 พ.ค. 2569 10:37 น.

บังกลาเทศระงับเชือดควายเผือก “โดนัลด์ ทรัมป์” ย้ายเข้าสวนสัตว์แห่งชาติ

รัฐบาลบังกลาเทศสั่งระงับการเชือดพลีทานควายเผือกหายากที่ถูกตั้งชื่อว่า “โดนัลด์ ทรัมป์” จากลักษณะขนสีทองคล้ายทรงผมของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในพิธีกรรมทางศาสนาของเทศกาลอีดิ้ลอัฎฮา และย้ายไปดูแลต่อที่สวนสัตว์แห่งชาติในกรุงธากา

ควายเผือกเพศผู้ในประเทศบังกลาเทศที่ได้รับฉายาว่า “โดนัลด์ ทรัมป์” จากลักษณะเด่นที่มีเส้นขนสีบลอนด์ทองสลวยคล้ายกับทรงผมอันเป็นเอกลักษณ์ของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้รับการละเว้นจากการถูกเชือดพลีทานในพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว หลังกลายเป็นกระแสโด่งดังไปทั่วประเทศ และจะถูกส่งตัวไปเลี้ยงต่อที่สวนสัตว์แห่งชาติแทน

ประเทศบังกลาเทศ ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมราว 170 ล้านคน มีกำหนดการเฉลิมฉลองเทศกาล “อีฎิ้ลอัดฮา”  หรือเทศกาลฉลองการเสียสละในวันนี้ (28 พ.ค.) ซึ่งโดยปกติแล้วคาดว่าจะมีปศุสัตว์ ทั้งแพะ แกะ วัว และควาย มากกว่า 12 ล้านตัวถูกเชือดเพื่อเป็นทานในวันหยุดนี้ ซึ่งถือเป็นโอกาสไม่บ่อยนักที่ครอบครัวยากจนจะได้ลิ้มรสเนื้อสัตว์

เดิมที ควายเผือกน้ำหนักเกือบ 700 กิโลกรัมตัวนี้ ได้ถูกขายให้กับผู้ซื้อรายหนึ่งไปแล้วเพื่อเตรียมเข้าสู่พิธีชำแหละ แต่ทว่าเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่มันจะต้องเผชิญกับคมมีด รัฐบาลบังกลาเทศได้ยื่นมือเข้ามาแทรกแซงอย่างเร่งด่วน โดยนายซาลาฮุดดิน อาห์เมด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกคำสั่งให้ระงับการเชือดควายตัวนี้ พร้อมทั้งสั่งการให้คืนเงินแก่ผู้ซื้อ และให้ย้ายสัตว์ตัวดังกล่าวไปยังสวนสัตว์แห่งชาติในกรุงธากา

เจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยรายหนึ่งเปิดเผยว่า “เราตัดสินใจละเว้นควายตัวนี้จากการถูกบูชายัญในนาทีสุดท้ายเนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัย และความสนใจจากสาธารณชนอย่างล้นหลาม” 

เรื่องราวเริ่มต้นจากการซื้อขายควายในช่วงเทศกาลตามปกติ แต่กลับกลายเป็นความสนใจระดับประเทศอย่างรวดเร็วหลังจากวิดีโอของมันถูกแชร์จนกลายเป็นไวรัล ส่งผลให้ฝูงชนจำนวนมาก รวมถึงแฟนคลับบนโลกออนไลน์ แฟนเพลง และเด็ก ๆ ต่างเดินทางมาจากพื้นที่ห่างไกลเพื่อมาดูลักษณะเด่นและถ่ายรูปคู่กับควายเผือกตัวนี้

นายเซีย อุดดิน มฤธา วัย 38 ปี อดีตเจ้าของฟาร์มเปิดเผยว่า น้องชายของเขาเป็นคนตั้งชื่อให้มันว่า “ทรัมป์” เพราะสะดุดตากับขนส่วนหัวที่มีสีบลอนด์ทองดูแปลกตา มฤธายังเล่าเสริมว่า ควายตัวนี้มีนิสัยสุภาพและอ้อนโยนเป็นพิเศษ อีกทั้งยังต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งการให้อาหารบ่อยครั้งและการอาบน้ำเป็นประจำ

ตามปกติแล้ว ควายเผือกถือเป็นสัตว์ที่พบได้ยากมากในบังกลาเทศ ซึ่งปศุสัตว์ส่วนใหญ่ในประเทศมักจะมีสีเข้ม ทำให้มันกลายเป็นจุดเด่นท่ามกลางตลาดซื้อขายสัตว์ในช่วงเทศกาล อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า “ชื่อเล่น” ของมันน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ช่วยชีวิตมันเอาไว้

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจเครานีกอนจ์ ในกรุงธากา ซึ่งเป็นจุดที่ควายถูกนำตัวมาพักไว้ เปิดเผยว่า “กรมปศุสัตว์ได้ประสานขอให้เรานำควายตัวนี้มาจากเจ้าหน้าที่ เนื่องจากมันเป็นสัตว์หายาก และพวกเขาระบุว่าควายเผือกตัวนี้ยังมีอายุน้อยมาก สามารถเลี้ยงดูต่อไปได้อีกหลายปี”

นายอาติกูร์ เราห์มาน เจ้าหน้าที่ประจำสวนสัตว์แห่งชาติบังกลาเทศ ยืนยันว่า ควายเผือกตัวนี้จะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี “เราได้จัดเตรียมคอกเลี้ยงเฉพาะสำหรับควายเผือกตัวนี้ และมอบหมายให้มีผู้ดูแลส่วนตัว โดยในเบื้องต้น มันจะต้องเข้ารับการกักตัวเพื่อตรวจโรคเป็นเวลาสองสัปดาห์ตามขั้นตอน”.

ที่มา AFP / Reuters

ทรัมป์ยอมรับ ยังไม่พอใจการเจรจากับอิหร่าน พร้อมส่งสัญญาณเตือนว่า สหรัฐฯ ยังมีทางเลือกอื่น

ทรัมป์ยอมรับ ยังไม่พอใจการเจรจากับอิหร่าน พร้อมส่งสัญญาณเตือนว่า สหรัฐฯ ยังมีทางเลือกอื่น

28 พ.ค. 2569 10:31 น.

ทรัมป์ยอมรับ ยังไม่พอใจการเจรจากับอิหร่าน พร้อมส่งสัญญาณเตือนว่า สหรัฐฯ ยังมีทางเลือกอื่น

โดนัลด์ ทรัมป์ ยอมรับการเจรจาสันติภาพกับอิหร่านยังไม่ลงตัว แม้เริ่มมีความคืบหน้า ขณะที่ทำเนียบขาวปฏิเสธข่าวร่างข้อตกลงเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซว่าเป็นข้อมูลปลอม

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เขายังไม่พอใจกับผลการเจรจากับอิหร่าน และทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ โดยทรัมป์กล่าวระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า แม้การหารือจะเริ่มมีความคืบหน้า และอิหร่านกำลังยอมรับข้อเสนอในบางประเด็นมากขึ้น แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าการเจรจาจะประสบผลสำเร็จ 

พร้อมกันนี้ทรีมป์ย้ำว่า หากการทูตไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ สหรัฐฯ ก็ยังมีทางเลือกอื่นอยู่บนโต๊ะ ผู้นำสหรัฐฯ ยังยืนยันว่า อิหร่านจะไม่สามารถควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกได้

ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า การทูตยังคงเป็นแนวทางหลักของรัฐบาลสหรัฐฯ แต่ก็เตือนว่า หากการเจรจาไม่คืบหน้า ประธานาธิบดีมีทางเลือกอื่นในการตอบสนองต่อสถานการณ์เช่นกัน

ก่อนหน้านี้ สื่อของทางการอิหร่านรายงานว่า ได้รับร่างบันทึกความเข้าใจเบื้องต้นระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการฟื้นฟูการเดินเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ การผ่อนคลายมาตรการต่อเรือสินค้าอิหร่าน และความเป็นไปได้ในการปรับกำลังทหารสหรัฐฯ ในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวออกมาปฏิเสธรายงานนี้ทันที โดยระบุว่าเป็นข้อมูลที่แต่งขึ้นทั้งหมดและไม่เป็นความจริง.

จิล ไบเดน เผย เคยคิดว่า “โจ ไบเดน” กำลังเส้นเลือดสมองตีบ ระหว่างดีเบตเลือกตั้งปี 2567

จิล ไบเดน เผย เคยคิดว่า "โจ ไบเดน" กำลังเส้นเลือดสมองตีบ ระหว่างดีเบตเลือกตั้งปี 2567

28 พ.ค. 2569 10:14 น.

จิล ไบเดน เผย เคยคิดว่า “โจ ไบเดน” กำลังเส้นเลือดสมองตีบ ระหว่างดีเบตเลือกตั้งปี 2567

จิล ไบเดน อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ เปิดใจว่าเธอหวาดกลัวอย่างมากระหว่างชมสามี “โจ ไบเดน” ดีเบตเลือกตั้งปี 2567 เพราะไม่เคยเห็นเขาเป็นแบบนั้นมาก่อน ถึงขั้นคิดว่าอาจกำลังมีภาวะเส้นเลือดสมองตีบ

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นางจิล ไบเดน อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เธอเคยหวาดกลัวอย่างมากระหว่างชมการดีเบตเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2567 เพราะคิดว่าสามีของเธอ นายโจ ไบเดน อาจกำลังมีอาการเส้นเลือดสมองตีบ

ในการให้สัมภาษณ์กับซีบีเอส นิวส์ นางไบเดนเล่าว่า ขณะเฝ้าดูโจ ไบเดนบนเวทีดีเบต เธอรู้สึกตกใจอย่างมาก เพราะไม่เคยเห็นเขามีอาการเช่นนั้นมาก่อนเลยตลอดชีวิตคู่ และไม่เคยเห็นอีกหลังจากนั้น ทำให้เธอคิดทันทีว่าอาจเกิดเหตุฉุกเฉินทางสุขภาพขึ้น

โดยการดีเบตครั้งนั้นเกิดขึ้นระหว่างโจ ไบเดน ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ โดยทั้งคู่ต่างลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง แม้ทั้งสองฝ่ายจะถกเถียงกันในประเด็นสำคัญอย่างผู้อพยพ เศรษฐกิจ และสิทธิการทำแท้ง แต่สิ่งที่ได้รับความสนใจมากที่สุดกลับเป็นการแสดงออกของนายไบเดนบนเวที ซึ่งพูดด้วยน้ำเสียงแหบ มีช่วงที่พูดสะดุด และดูเหมือนหลุดจากประเด็นอยู่หลายครั้ง

ทีมงานของไบเดนในเวลานั้นชี้แจงว่าเขามีอาการป่วยและเจ็บคอ ขณะที่ฝ่ายหาเสียงยังยืนยันว่าจะไม่ถอนตัวจากการเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต และยังพร้อมดีเบตกับทรัมป์อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ผลการดีเบตสร้างความกังวลอย่างหนักภายในพรรคเดโมแครต และทำให้ข้อสงสัยของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกี่ยวกับอายุ สุขภาพ และความพร้อมของไบเดนกลับมาเป็นประเด็นใหญ่ เนื่องจากขณะนั้นเขามีอายุ 81 ปี ื

ขณะที่แรงกดดันเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายสัปดาห์หลังจากนั้น โดยเฉพาะหลังเกิดความผิดพลาดในการพูดระหว่างการประชุมนาโต และภาพลักษณ์ที่ดูอ่อนแรงหลังติดโควิด-19 จนนำไปสู่การตัดสินใจยุติการหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในที่สุด.