“สีจิ้นผิง” รำลึก 100 ปี ชาตกาล “เจียง เจ๋อหมิน” ยกย่องมรดกปฏิรูปเศรษฐกิจ ย้ำเดินหน้าฝ่าวิกฤตโลก

"สีจิ้นผิง" รำลึก 100 ปี ชาตกาล "เจียง เจ๋อหมิน" ยกย่องมรดกปฏิรูปเศรษฐกิจ ย้ำเดินหน้าฝ่าวิกฤตโลก

17 ส.ค. 2569 15:44 น.

“สีจิ้นผิง” รำลึก 100 ปี ชาตกาล “เจียง เจ๋อหมิน” ยกย่องมรดกปฏิรูปเศรษฐกิจ ย้ำเดินหน้าฝ่าวิกฤตโลก

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ร่วมพิธีรำลึกครบรอบ 100 ปีชาตกาล ของอดีตประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน พร้อมยกย่องบทบาทสำคัญในการปฏิรูปและเปิดประเทศ ขณะที่เรียกร้องพรรคคอมมิวนิสต์จีนสานต่อแนวทางดังกล่าว ท่ามกลางความท้าทายทั้งเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางการค้า และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์กับชาติตะวันตก

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และบรรดาผู้นำระดับสูงของจีน เข้าร่วมการประชุมที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง วันนี้ (17 ส.ค.) เพื่อรำลึกครบรอบ 100 ปีชาตกาล ของอดีตประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน ผู้มีบทบาทสำคัญในการนำประเทศผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากเศรษฐกิจที่ยังมีบทบาทจำกัดบนเวทีโลก สู่การเป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

สี จิ้นผิง ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน กล่าวยกย่องเจียงว่า มีคุณูปการสำคัญต่อการปฏิรูปและการเปิดประเทศของจีน รวมถึงการสร้างความก้าวหน้าในด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และการพัฒนาพรรคคอมมิวนิสต์จีน

สีระบุว่า เจียงมีส่วนสำคัญในการปกป้องและพัฒนาสังคมนิยมที่มีอัตลักษณ์แบบจีน เปิดยุคใหม่ของการปฏิรูปและการเปิดประเทศ ตลอดจนยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน และผลักดันแนวทางสังคมนิยมแบบจีนเข้าสู่ศตวรรษที่ 21

เจียง เจ๋อหมิน เกิดเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 1926 ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนระหว่างปี 1989 ถึง 2002 และดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางจนถึงปี 2004 ก่อนถึงแก่อสัญกรรมในเดือนพฤศจิกายน 2022 ด้วยวัย 96 ปี

ในช่วงที่เจียงเป็นผู้นำ จีนเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกมากขึ้น รัฐบาลจีนในยุคนั้นเดินหน้าปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ปรับระบบที่อยู่อาศัย เปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนและธุรกิจมากขึ้น รวมถึงรับมือวิกฤตการเงินเอเชียในช่วงปลายทศวรรษ 1990

หนึ่งในความสำเร็จสำคัญคือการที่จีนเข้าร่วมเป็นสมาชิก องค์การการค้าโลก หรือ WTO ในปี 2001 ซึ่งช่วยเร่งการบูรณาการของจีนเข้าสู่ระบบการค้าโลก และเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในเวลาต่อมา

สี จิ้นผิง กล่าวว่า เจียงสามารถตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางประวัติศาสตร์ และรับมือกับความเสี่ยงและความท้าทายได้อย่างสุขุม ซึ่งช่วยให้กระบวนการสร้างความทันสมัยของจีนเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม สี จิ้นผิง ระบุว่า จีนในปัจจุบันต้องเผชิญความท้าทายรูปแบบใหม่ ทั้งความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐฯ และยุโรป ความตึงเครียดเกี่ยวกับไต้หวัน การชะลอตัวของเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงด้านประชากร

ผู้นำจีนเรียกร้องให้พรรคคอมมิวนิสต์เพิ่มความตระหนักต่อความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤต โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับความมั่นคง พร้อมปกป้องอธิปไตย ผลประโยชน์ด้านความมั่นคง และผลประโยชน์ด้านการพัฒนาของประเทศอย่างเด็ดขาด

สี จิ้นผิง ยังกล่าวว่า จีนต้องเดินหน้าสร้าง “ปาฏิหาริย์สองประการ” ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และเสถียรภาพทางสังคมในระยะยาว พร้อมเชื่อมโยงมรดกทางการเมืองของเจียงเข้ากับเป้าหมายของจีนในปัจจุบัน ทั้งการสร้างจีนให้เป็นมหาอำนาจระดับโลก และการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชาติจีน

การรำลึกถึงเจียงเกิดขึ้นในช่วงที่จีนกำลังเผชิญโจทย์ทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน ขณะที่แนวทางการบริหารประเทศในยุคเจียงและนายกรัฐมนตรีจู หรงจี ซึ่งเป็นคู่หูสำคัญในการบริหารประเทศช่วงทศวรรษ 1990 และต้นทศวรรษ 2000 เน้นการปฏิรูปตลาด การเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ การส่งเสริมผู้ประกอบการเอกชน และการสร้างความมั่งคั่ง

ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลภายใต้สี จิ้นผิง ให้ความสำคัญกับการควบคุมจากส่วนกลางมากขึ้น และเน้นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยรัฐ โดยเฉพาะการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

นายเจียงและนายจูผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่สร้างผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจจีน ทั้งการปิดรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนเรื้อรัง การยกเลิกระบบที่อยู่อาศัยแบบเดิมเพื่อเปิดทางสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ การรับมือวิกฤตการเงินเอเชีย และการนำจีนเข้าสู่ WTO

ขณะเดียวกัน พิธีรำลึกดังกล่าวยังได้รับความสนใจจากนักวิเคราะห์การเมืองจีน เนื่องจากเป็นโอกาสในการติดตามลำดับอำนาจภายในพรรค รวมถึงสถานะของอดีตผู้นำและกลุ่มการเมืองรุ่นก่อน

อดีตประธานาธิบดี หู จิ่นเทา ซึ่งสืบทอดตำแหน่งต่อจากเจียงและปัจจุบันมีอายุ 83 ปี ไม่ปรากฏให้เห็นในภาพข่าวของสื่อทางการจีนในช่วงแรก ขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรี เวิน เจียเป่า และอดีตรองประธานาธิบดี หวัง ฉีซาน ซึ่งเคยเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการปราบปรามการทุจริตในยุคสี จิ้นผิง ปรากฏตัวในงานดังกล่าว

ก่อนถึงวันครบรอบ 100 ปีชาตกาลของเจียง สถานีโทรทัศน์ของทางการจีนได้ออกอากาศสารคดีช่วงไพรม์ไทม์จำนวน 12 ตอน ถ่ายทอดชีวิตและผลงานของอดีตผู้นำรายนี้

แม้เจียงจะเป็นผู้นำจีนในช่วงหลังเหตุการณ์ปราบปรามผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปี 1989 และรัฐบาลของเขายังคงควบคุมข้อมูลข่าวสารอย่างเข้มงวด แต่ชาวจีนบางส่วน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ กลับมองย้อนยุคเจียงด้วยความรู้สึกเชิงบวก

ในช่วงที่เจียงดำรงตำแหน่ง อินเทอร์เน็ตเริ่มเข้าสู่จีนในช่วงกลางทศวรรษ 1990 ก่อนที่จีนจะพัฒนาระบบควบคุมและกลั่นกรองข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Great Firewall” เพื่อจำกัดการเข้าถึงข้อมูลและแนวคิดที่รัฐบาลมองว่าอาจกระทบต่อเสถียรภาพของสังคม

อย่างไรก็ตาม ชาวจีนบางส่วนยังจดจำยุคเจียงว่าเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความหวังและการมองโลกในแง่ดี เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วส่งผลให้มาตรฐานชีวิตของประชาชนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

บนสื่อสังคมออนไลน์ของจีน ซึ่งชื่อของผู้นำทั้งในอดีตและปัจจุบันมักถูกควบคุมหรือเซ็นเซอร์ เจียงกลับได้รับการกล่าวถึงในฐานะ “ผู้อาวุโส”” และกลายเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมออนไลน์กลุ่มหนึ่งที่ชื่นชอบบุคลิกของอดีตผู้นำ ซึ่งเคยทำงานในโรงงานผลิตรถยนต์และได้รับการฝึกอบรมในสหภาพโซเวียต

เจียงยังเป็นที่รู้จักจากบุคลิกที่เป็นกันเอง ความชื่นชอบการร้องเพลง และความสามารถในการท่องสุนทรพจน์ Gettysburg Address ของประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์นเป็นภาษาอังกฤษจากความทรงจำ

นอกจากนี้ ธนาคารกลางจีนยังประกาศเตรียมออกเหรียญที่ระลึกพร้อมภาพของเจียงในช่วงปลายเดือนนี้ เพื่อรำลึกครบรอบ 100 ปีวันเกิดของเขา ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวจีนที่ชื่นชอบอดีตผู้นำรายนี้

การรำลึกถึงเจียง เจ๋อหมิน จึงไม่ได้เป็นเพียงการสดุดีอดีตผู้นำ แต่ยังสะท้อนความพยายามของผู้นำจีนในปัจจุบันที่จะเชื่อมโยงยุคแห่งการปฏิรูปและเปิดประเทศเข้ากับภารกิจของจีนในศตวรรษที่ 21 ท่ามกลางการแข่งขันกับมหาอำนาจตะวันตกและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลก.

ที่มา Reuters / AP

เหตุเหยียบกันหน้าวัดฮินดูในอินเดีย เสียชีวิต 7 ราย บาดเจ็บกว่าสิบคน

เหตุเหยียบกันหน้าวัดฮินดูในอินเดีย เสียชีวิต 7 ราย บาดเจ็บกว่าสิบคน

17 ส.ค. 2569 15:10 น.

เหตุเหยียบกันหน้าวัดฮินดูในอินเดีย เสียชีวิต 7 ราย บาดเจ็บกว่าสิบคน

เกิดเหตุโศกนาฏกรรมซ้ำซ้อนที่ประเทศอินเดีย เมื่อเกิดเหตุประชาชนเหยียบกันบริเวณหน้าวัดฮินดูชื่อดังในรัฐพิหารในวันสำคัญทางศาสนา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 ราย และบาดเจ็บอีกนับสิบราย หลังเกิดเหตุเสาไฟฟ้าล้มและมีข่าวลือว่ามีคนถูกไฟช็อต จนฝูงชนแตกตื่นพังแผงกั้น ขณะที่ในวันเดียวกัน เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงแรมผู้แสวงบุญในรัฐเบงกอลตะวันตก เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอีกอย่างน้อย 7 ราย

เหตุเกิดเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (17 ส.ค.) ที่บริเวณด้านนอกวัดอโศกธรรม ในเขตลัคคีซาราย รัฐพิหาร ขณะที่ผู้ศรัทธานับพันคนเดินทางมาสวดมนต์และสักการะพระศิวะ เนื่องใน “วันจันทร์ที่สามของเดือนสาวัน” หรือศราวนะ ซึ่งเป็นเดือนศักดิ์สิทธิ์ตามปฏิทินฮินดูที่อุทิศให้แก่การบูชาพระศิวะ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 ราย และบาดเจ็บมากกว่าสิบคน โดยผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลของรัฐเพื่อรับการรักษา ขณะที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเร่งเข้าพื้นที่เพื่อช่วยเหลือและควบคุมสถานการณ์

เบื้องต้นมีรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 06.30-06.45 น. เสาไฟฟ้าบริเวณใกล้วัดล้มลง ทำให้เกิดกระแสข่าวลือว่าสายไฟฟ้าที่มีกระแสไฟตกลงไปในฝูงชนและมีคนถูกไฟช็อต ผู้คนจึงเกิดความตื่นตระหนกและพยายามหลบหนีอย่างรวดเร็ว

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ในช่วงเวลาเดียวกันมีรถไฟ 2 ขบวนเดินทางมาถึงพื้นที่ ส่งผลให้จำนวนผู้แสวงบุญเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนแนวกั้นฝูงชนด้านหนึ่งรับแรงไม่ไหวและพังลง ทำให้ผู้คนล้มทับกันและเกิดเหตุเหยียบกัน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระบุว่า ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุที่แน่ชัดได้ โดยอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีผู้ถูกไฟฟ้าช็อตก่อนเกิดเหตุหรือไม่ เนื่องจากสายที่ตกลงมาถูกระบุเบื้องต้นว่าอาจเป็นสายเคเบิล ไม่ใช่สายไฟฟ้าแรงสูงที่มีกระแสไฟ

นายสมรัต เชาดารี มุขมนตรีรัฐพิหาร แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่ดูแลผู้บาดเจ็บอย่างรวดเร็ว และประกาศเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตรายละ 400,000 รูปี หรือประมาณ 150,000 บาท

วัดอโศกธรรม หรือวัดศรีอินทรดามเนศวร มหาเทพ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ประดิษฐานศิวลึงค์ขนาดใหญ่ และมีผู้ศรัทธาเดินทางมาจำนวนมาก โดยเฉพาะในเดือนสาวัน ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวฮินดูจำนวนมากถือศีลอด สวดมนต์ และประกอบพิธีเพื่อถวายแด่พระศิวะ

นอกจากนั้น ยังเกิดเหตุไฟไหม้โรงแรมในเมืองทาราปิธ รัฐเบงกอลตะวันตก ห่างจากเหตุเหยียบกันในรัฐพิหารหลายร้อยกิโลเมตรในช่วงเช้าวันเดียวกัน โดยไฟเริ่มลุกไหม้บริเวณชั้นล่างของโรงแรมสูง 4 ชั้น ขณะที่ผู้เข้าพักส่วนใหญ่กำลังนอนหลับ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้มีอย่างน้อย 7 ราย และมีผู้บาดเจ็บหลายคน โดยส่วนหนึ่งได้รับบาดเจ็บจากไฟไหม้ ขณะที่บางรายได้รับผลกระทบจากการสูดควันและขาดอากาศหายใจ ผู้เข้าพักจำนวนมากเป็นผู้แสวงบุญที่เดินทางมายังเมืองทาราปิธเพื่อประกอบพิธีทางศาสนา

เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนสาเหตุเพลิงไหม้ โดยเบื้องต้นคาดว่าอาจเริ่มจากบริเวณแผนกต้อนรับ หลังอุปกรณ์ไฟฟ้าในระบบจ่ายไฟของโรงแรมเกิดความผิดปกติ

เหตุฝูงชนเบียดเสียดหรือเหยียบกันเสียชีวิตเกิดขึ้นค่อนข้างบ่อยในอินเดีย โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลทางศาสนาที่มีผู้คนจำนวนมหาศาลรวมตัวกันในพื้นที่จำกัด ขณะที่มาตรการควบคุมฝูงชนและความปลอดภัยอาจไม่เพียงพอ

เมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้ว มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 30 รายจากเหตุฝูงชนเบียดเสียดระหว่างเทศกาลมหากุมภ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในงานแสวงบุญทางศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขณะที่ในปี 2013 เหตุความตื่นตระหนกจากข่าวลือว่าสะพานกำลังจะถล่มในงานเทศกาลฮินดูที่รัฐมัธยประเทศ ทำให้ผู้แสวงบุญอย่างน้อย 115 รายถูกเหยียบเสียชีวิตหรือจมน้ำในแม่น้ำด้านล่าง.

ที่มา NDTV / TIMES OF INDIA /AP

30 รัฐในสหรัฐฯ เปิดศึกฟ้อง “เมตา” ครั้งใหญ่ที่สุด เรียกค่าเสียหายเฉียด 1.4 ล้านล้านดอลลาร์

30 รัฐในสหรัฐฯ เปิดศึกฟ้อง "เมตา" ครั้งใหญ่ที่สุด เรียกค่าเสียหายเฉียด 1.4 ล้านล้านดอลลาร์

17 ส.ค. 2569 14:19 น.

30 รัฐในสหรัฐฯ เปิดศึกฟ้อง “เมตา” ครั้งใหญ่ที่สุด เรียกค่าเสียหายเฉียด 1.4 ล้านล้านดอลลาร์

ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง “เมตา” กำลังเผชิญหน้ากับศึกทางกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โซเชียลมีเดีย เมื่ออัยการรัฐจาก 30 รัฐทั่วสหรัฐฯ ได้ร่วมกันยื่นฟ้องดำเนินคดีในศาลสหรัฐฯ เพื่อเอาผิดกรณีการออกแบบแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม ที่ส่งผลกระทบและเป็นภัยต่อสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนอย่างรุนแรง โดยค่าเสียหายอาจสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 46 ล้านล้านบาท

คดีระหว่าง “เมตา” เจ้าของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม กับรัฐต่าง ๆ ของสหรัฐฯ เริ่มเข้าสู่การพิจารณาคดีในสัปดาห์นี้ที่ศาลรัฐบาลกลางในเมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมี 4 รัฐ ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย โคโลราโด เคนตักกี และนิวเจอร์ซีย์ เป็นโจทก์ในช่วงแรก ขณะที่อีก 25 รัฐคาดว่าจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในภายหลัง

คดีนี้มีต้นตอมาจากการฟ้องร้องในปี 2023 โดย 30 รัฐกล่าวหาว่าเมตาจงใจออกแบบฟีเจอร์ของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม เพื่อดึงดูดให้เด็กและวัยรุ่นใช้แพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง จนเกิดลักษณะคล้ายการเสพติด และมีส่วนทำให้ปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มเยาวชนรุนแรงขึ้น

รัฐต่าง ๆ ยังกล่าวหาว่าเมตาเก็บรวบรวมข้อมูลของเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง ซึ่งอาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมายของรัฐบาลกลาง รวมถึงกล่าวหาว่าบริษัทใช้ระบบแนะนำเนื้อหา การแจ้งเตือน และฟีเจอร์ต่าง ๆ เพื่อทำให้ผู้ใช้อยู่บนแพลตฟอร์มนานที่สุด

นอกจากเรียกร้องค่าเสียหายแล้ว รัฐต่าง ๆ ยังต้องการให้เมตาปรับเปลี่ยนการทำงานของเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรมอย่างกว้างขวาง เช่น ยกเลิกการแสดงจำนวน “การกดไลค์” สำหรับผู้ใช้อายุน้อย กำหนดระบบตรวจสอบผู้ปกครองสำหรับบัญชีวัยรุ่น ปรับอัลกอริทึมแนะนำเนื้อหา ยุติการเล่นวิดีโออัตโนมัติ จำกัดการสร้างหลายบัญชี และควบคุมโพสต์ที่หายไปอัตโนมัติ เช่น Instagram Stories

ตัวเลขค่าเสียหายที่รัฐต่าง ๆ อาจเรียกร้องรวมกันสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 46 ล้านล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับมูลค่าตลาดทั้งหมดของเมตา อย่างไรก็ตาม นักกฎหมายมองว่าโอกาสที่ศาลจะกำหนดค่าเสียหายในระดับดังกล่าวมีน้อยมาก เนื่องจากอาจทำให้บริษัทล้มละลายและส่งผลให้รัฐต่าง ๆ กลายเป็นผู้ถือครองบริษัทในทางปฏิบัติ

เมตาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยระบุว่า บริษัทไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อกล่าวหา และมั่นใจว่าหลักฐานในการพิจารณาคดีจะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการสนับสนุนและปกป้องเยาวชน พร้อมย้ำว่าได้ทำงานร่วมกับผู้ปกครอง ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อทำความเข้าใจปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและวัยรุ่น

คดีนี้เกิดขึ้นหลังเมตาเผชิญความพ่ายแพ้ทางกฎหมายหลายครั้งในประเด็นผลกระทบต่อเยาวชน โดยเมื่อต้นปี ศาลในลอสแอนเจลิสมีคำตัดสินให้เมตา และยูทูบ จ่ายค่าเสียหายรวม 6 ล้านดอลลาร์แก่หญิงสาวรายหนึ่ง ซึ่งกล่าวว่าเธอติดโซเชียลมีเดียตั้งแต่วัยเด็ก และคณะลูกขุนเห็นว่าทั้งสองบริษัทมีความบกพร่องในการออกแบบหรือดำเนินงานแพลตฟอร์มจนก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้เยาว์

นอกจากนี้ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ผู้พิพากษาในรัฐนิวเม็กซิโกมีคำสั่งให้เมตาเพิ่มมาตรการความปลอดภัยสำหรับผู้เยาว์ พร้อมปรับเงินบริษัท 942 ล้านดอลลาร์ พร้อมทั้งประกาศให้โซเชียลมีเดียของเมตา มีสถานะเป็น “เหตุเดือดร้อนรำคาญสาธารณะ”  ไม่ต่างจากโรงงานที่ปล่อยมลพิษทางอากาศ โดยมาตรการรวมถึงการจำกัดจำนวน “ถูกใจ” สำหรับผู้ใช้อายุต่ำกว่า 18 ปี ห้ามวัยรุ่นส่งหรือรับเนื้อหาภาพเปลือย และจำกัดการแจ้งเตือนจากแอปในช่วงเวลาที่กำหนด

รัฐต่าง ๆ ยังอ้างถึงงานวิจัยภายในของเมตาเอง ซึ่งพบว่าจำนวน “ถูกใจ” อาจกระตุ้นให้เกิดการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นบนสังคมออนไลน์ และเชื่อมโยงกับความรู้สึกโดดเดี่ยว ภาพลักษณ์ต่อร่างกายที่แย่ลง และอารมณ์ด้านลบ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น

ขณะเดียวกัน เมตาได้ออกมาตรการใหม่เพื่อปกป้องผู้เยาว์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เช่น การเปิดตัว Teen Accounts บนอินสตาแกรม ในปี 2024 ซึ่งตั้งค่าบัญชีเป็นส่วนตัวโดยอัตโนมัติ พร้อมข้อจำกัดด้านการส่งข้อความและเนื้อหา รวมถึงเครื่องมือควบคุมโดยผู้ปกครอง และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ตรวจสอบว่าผู้ใช้ที่อายุต่ำกว่า 13 ปีกำลังใช้งานอินสตาแกรมหรือไม่

คดีที่กำลังพิจารณาในแคลิฟอร์เนียจึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะรัฐที่ร่วมฟ้อง 30 รัฐครอบคลุมประชากรเกือบ 2 ใน 3 ของสหรัฐฯ หากศาลมีคำสั่งให้เมตาเปลี่ยนแปลงแพลตฟอร์มตามข้อเรียกร้อง ก็อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อประสบการณ์การใช้งานเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมของเด็กและวัยรุ่นทั่วประเทศ และอาจกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการกำกับดูแลบริษัทโซเชียลมีเดียในอนาคต.

ที่มา BBC / Associated Press

เมียนมายืนยันชาวโรฮิงญาในบังกลาเทศเกือบ 309,000 คนเป็นอดีตชาวรัฐยะไข่

เมียนมายืนยันชาวโรฮิงญาในบังกลาเทศเกือบ 309,000 คนเป็นอดีตชาวรัฐยะไข่

17 ส.ค. 2569 13:02 น.

เมียนมายืนยันชาวโรฮิงญาในบังกลาเทศเกือบ 309,000 คนเป็นอดีตชาวรัฐยะไข่

รัฐบาลเมียนมาซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพยืนยันว่า ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในค่ายพักพิงของบังกลาเทศเกือบ 309,000 คน เป็นอดีตผู้อยู่อาศัยในรัฐยะไข่ พร้อมระบุว่ากระบวนการรับตัวกลับจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสถานการณ์ความมั่นคงในรัฐยะไข่ดีขึ้น เนื่องจากปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวยังคงมีการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างกองทัพรัฐบาลและกองทัพอาระกัน ขณะที่วิกฤตผู้ลี้ภัยโรฮิงญากำลังเข้าสู่ปีที่ 9

กระทรวงการต่างประเทศเมียนมาเปิดเผยว่า จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2026 ได้ตรวจสอบรายชื่อผู้พลัดถิ่นที่บังกลาเทศส่งมาแล้ว 426,545 คน จากทั้งหมด 828,824 คน และพบว่า 308,797 คนเป็นอดีตผู้อยู่อาศัยในรัฐยะไข่ ทางตะวันตกของประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชาวโรฮิงญาเคยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก

เมียนมาระบุว่า ยังมีผู้ที่ไม่สามารถตรวจสอบยืนยันตัวตนได้ 113,507 คน ขณะที่อีก 4,241 คนถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่รัฐบาลเมียนมาเรียกว่า “การก่อการร้าย”

กระทรวงการต่างประเทศเมียนมายืนยันว่า จะเดินหน้าทำงานร่วมกับบังกลาเทศเพื่อรับผู้ที่ได้รับการตรวจสอบแล้วกลับประเทศ แต่การส่งกลับจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสถานการณ์ด้านความมั่นคงในรัฐยะไข่มีเสถียรภาพมากขึ้น

ปัจจุบันรัฐยะไข่ยังเป็นพื้นที่สู้รบระหว่างกองทัพเมียนมากับกองทัพอาระกัน กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ที่ต้องการอำนาจปกครองตนเองมากขึ้น โดยกองทัพอาระกันสามารถยึดพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐยะไข่จากกองทัพเมียนมาได้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

วิกฤตผู้ลี้ภัยโรฮิงญาครั้งใหญ่เริ่มขึ้นในเดือนสิงหาคม 2017 หลังรัฐบาลทหารเมียนมาเปิดปฏิบัติการกวาดล้างในรัฐยะไข่ ภายหลังกลุ่มติดอาวุธโรฮิงญาโจมตีจุดตรวจของเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ส่งผลให้ชาวโรฮิงญามากกว่า 700,000 คนหลบหนีข้ามพรมแดนเข้าสู่บังกลาเทศ ตามข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ และเข้าพักพิงในค่ายผู้ลี้ภัยขนาดใหญ่

ปฏิบัติการดังกล่าวถูกนานาชาติ รวมถึงสหประชาชาติ กล่าวหาว่าเข้าข่ายการกวาดล้างชาติพันธุ์และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ขณะที่เมียนมายังคงไม่ยอมรับชาวโรฮิงญาเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ตามกฎหมายของประเทศ และมักเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “ชาวเบงกาลี” ซึ่งสื่อถึงการเป็นผู้อพยพจากบังกลาเทศ

เมียนมาและบังกลาเทศเคยตกลงจัดกระบวนการส่งกลับเป็นระยะเวลา 2 ปีในปี 2018 แต่ไม่สามารถนำไปสู่การส่งกลับได้จริง ท่ามกลางความกังวลด้านความปลอดภัย ต่อมาเหตุการณ์ยิ่งรุนแรงขึ้นหลังการยึดอำนาจของกองทัพเมียนมาในปี 2021 ซึ่งนำไปสู่การต่อต้านด้วยอาวุธและความขัดแย้งทั่วประเทศ

การสู้รบระหว่างกองทัพเมียนมากับกองทัพอาระกันที่รุนแรงขึ้นตั้งแต่ปี 2023 ยังทำให้ชาวโรฮิงญาบางส่วนต้องหลบหนีออกจากรัฐยะไข่เพิ่มเติม โดยหลายคนเดินทางเข้าสู่บังกลาเทศหรือพยายามเดินทางต่อไปยังประเทศอื่นเพื่อความปลอดภัย

ขณะเดียวกัน สภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบากในค่ายผู้ลี้ภัย การลดลงของความช่วยเหลือจากต่างประเทศ และการที่ยังไม่มีหลักประกันด้านความปลอดภัยหากเดินทางกลับเมียนมา ทำให้ชาวโรฮิงญาจำนวนมากพยายามเดินทางทางทะเลไปยังมาเลเซียและอินโดนีเซียด้วยเรือที่ไม่ปลอดภัย

เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซียเปิดเผยว่า เมียนมาตกลงรับชาวโรฮิงญาประมาณ 5,000 คนที่อาศัยอยู่ในมาเลเซียกลับประเทศภายใต้โครงการส่งกลับ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศเมียนมาออกมาปฏิเสธรายงานดังกล่าว โดยระบุว่าโครงการที่หารือกันมุ่งเน้นเฉพาะพลเมืองเมียนมาที่ได้รับการยืนยันตัวตนและถูกควบคุมตัวอยู่ในศูนย์กักกันของมาเลเซีย ไม่ได้หมายถึงการรับชาวโรฮิงญากลับประเทศ

เมียนมายังย้ำว่าการส่งกลับชาวโรฮิงญาเป็นประเด็นทวิภาคีระหว่างเมียนมากับบังกลาเทศ พร้อมระบุว่า ความพยายามจัดการส่งกลับในปี 2018 และ 2019 แม้มีการเตรียมการร่วมกัน แต่ท้ายที่สุดไม่มีผู้ลี้ภัยเดินทางกลับเมียนมาเลย

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้อนาคตของชาวโรฮิงญาหลายแสนคนในบังกลาเทศยังคงไม่แน่นอน ขณะที่การส่งกลับอย่างปลอดภัยและสมัครใจยังขึ้นอยู่กับการยุติความขัดแย้งและการฟื้นฟูเสถียรภาพในรัฐยะไข่เป็นสำคัญ.

ที่มา Reuters / Associated Press

“เฮเดน พาเนตเทียร์” นักแสดงสาวจากซีรีส์ดัง Heroes เสียชีวิตกะทันหันในวัย 36 ปี

"เฮเดน พาเนตเทียร์" นักแสดงสาวจากซีรีส์ดัง Heroes เสียชีวิตกะทันหันในวัย 36 ปี

17 ส.ค. 2569 12:10 น.

“เฮเดน พาเนตเทียร์” นักแสดงสาวจากซีรีส์ดัง Heroes เสียชีวิตกะทันหันในวัย 36 ปี

“เฮเดน พาเนตเทียร์” (Hayden Panettiere) อดีตนักแสดงเด็กชื่อดังและดาราซีรีส์ยอดฮิต Heroes และ Nashville ได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันด้วยวัยเพียง 36 ปี สร้างความโศกเศร้าและตกใจให้กับครอบครัว ตลอดจนแฟนคลับทั่วโลกเป็นอย่างมาก โดยทางครอบครัวยังไม่ได้เปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ

เฮย์เดน พาเนตเทียร์ นักแสดงหญิงที่เป็นที่รู้จักจากซีรีส์ Heroes และ Nashville เสียชีวิตแล้วในวัย 36 ปี โดยสกิป พาเนตเทียร์ บิดาของเธอ ยืนยันข่าวกับเอบีซีนิวส์ พร้อมขอความเป็นส่วนตัวให้ครอบครัวในช่วงเวลาของการสูญเสียครั้งนี้

บิดาของเธอกล่าวว่า ครอบครัวรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของเฮย์เดน โดยระบุว่าเธอเป็นบุคคลที่เปี่ยมด้วยพลังและแสงสว่าง นำความรักและความสุขมาสู่ผู้คนที่รู้จักเธอ รวมถึงผู้ชมหลายล้านคนทั่วโลก ขณะที่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิต

พาเนตเทียร์แจ้งเกิดจากบท แคลร์ เบนเน็ต หญิงสาวผู้มีพลังพิเศษและสามารถฟื้นตัวจากบาดแผลได้อย่างน่าอัศจรรย์ ในซีรีส์ไซไฟ Heroes ของสถานี NBC ซึ่งออกอากาศต่อเนื่อง 4 ฤดูกาล ตั้งแต่ปี 2006 ก่อนจะโด่งดังยิ่งขึ้นจากบท จูเลียตต์ บาร์นส์ นักร้องสาวในซีรีส์ดราม่าเพลงคันทรี Nashville ตั้งแต่ปี 2012-2018

เธอยังมีผลงานภาพยนตร์หลายเรื่อง อาทิ I Love You, Beth Cooper ในปี 2009, Scream 4 ในปี 2011 และ Scream VI ในปี 2023 รวมถึงภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่อง Amanda Knox ที่ออกฉายในปี 2025 และรับบท เคอร์บี รีด ในแฟรนไชส์หนังเรื่อง Scream

ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พาเนตเทียร์เพิ่งออกหนังสือบันทึกความทรงจำชื่อ This Is Me: A Reckoning ซึ่งเปิดเผยเรื่องราวชีวิตของเธออย่างตรงไปตรงมา ทั้งการเติบโตภายใต้แสงสปอตไลต์ตั้งแต่วัยเด็ก การต่อสู้กับการเสพติด และภาวะซึมเศร้าหลังคลอด รวมถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่ส่งผลต่อชีวิตและการทำงานในวงการบันเทิง

เธอเคยเปิดเผยว่า ประสบการณ์ส่วนตัวบางอย่างมีความคล้ายคลึงกับเส้นเรื่องของตัวละครจูเลียตต์ใน Nashville โดยเฉพาะประเด็นภาวะซึมเศร้าหลังคลอดและการติดสุรา แต่เธอยืนยันว่าในการเขียนหนังสือ เธอต้องการถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเองโดยไม่ทำร้ายหรือกล่าวโทษบุคคลอื่น

ด้านชีวิตส่วนตัว พาเนตเทียร์เคยคบหากับ วลาดิเมียร์ คลิทช์โก อดีตแชมป์มวยสากลเฮฟวีเวตชาวยูเครน ในช่วงปี 2009-2011 และ 2013-2018 ทั้งคู่มีบุตรสาวด้วยกันชื่อ คายา ซึ่งเกิดในปี 2014

นอกจากนี้ เธอยังเผชิญความสูญเสียครั้งใหญ่ในครอบครัวเมื่อ แจนเซน พาเนตเทียร์ น้องชายซึ่งเป็นนักแสดง เสียชีวิตในเดือนกุมภาพันธ์ 2023 ด้วยภาวะแทรกซ้อนเกี่ยวกับลิ้นหัวใจเอออร์ตา ขณะมีอายุเพียง 28 ปี

พาเนตเทียร์เกิดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 1989 ที่เมืองพาลิเซดส์ รัฐนิวยอร์ก และเข้าสู่วงการบันเทิงตั้งแต่อายุเพียง 11 เดือน โดยผลงานโฆษณาชิ้นแรกของเธอเป็นโฆษณาของเล่น ก่อนมีผลงานทางโทรทัศน์และภาพยนตร์ตั้งแต่วัยเด็ก เช่น One Life to Live, Guiding Light, Malcolm in the Middle, The Object of My Affection, A Bug’s Life และ Message in a Bottle

หนึ่งในผลงานที่เธอจดจำและชื่นชอบมากที่สุดคือภาพยนตร์ Remember the Titans ปี 2000 ซึ่งเธอรับบท เชอริล โยสต์ ขณะอายุเพียง 10 ปี

ตลอดเส้นทางอาชีพ พาเนตเทียร์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลจากหลายเวที รวมถึง Golden Globe, Critics Choice Television Awards, Teen Choice Awards และ People’s Choice Awards จากผลงานใน Nashville ขณะที่บทบาทใน Heroes ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Teen Choice Awards และคว้ารางวัล Young Artist Award นอกจากนี้ เธอยังได้รับรางวัล Young Artist Award จากการแสดงใน Remember the Titans อีกด้วย.

ที่มา The Hollywood Reporter

รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรก “เฟอร์รารี” ทุบสถิติประมูล 40 ล้านดอลลาร์

รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรก "เฟอร์รารี" ทุบสถิติประมูล 40 ล้านดอลลาร์

17 ส.ค. 2569 11:42 น.

รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรก “เฟอร์รารี” ทุบสถิติประมูล 40 ล้านดอลลาร์

“ลูเช่” (Luce) รถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของค่ายเฟอร์รารี ถูกประมูลในงานการกุศลที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ด้วยราคาสูงถึง 40 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1,3200 ล้านบาท สร้างสถิติเป็นรถยนต์ใหม่ที่ทำราคาสูงที่สุดในการประมูล โดยรายได้ทั้งหมดจะนำไปสนับสนุนโครงการด้านการศึกษาของมูลนิธิเฟอร์รารี

“เฟอร์รารี ลูเช่” รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% คันแรกของค่าย สามารถทำราคาประมูลไปได้ถึง 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,320 ล้านบาท) ในงานประมูลการกุศล RM Sotheby’s ที่งาน Monterey Car Week รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้รถยนต์คันนี้ทุบสถิติกลายเป็น “รถยนต์ใหม่ที่ถูกประมูลไปในราคาสูงที่สุดในประวัติศาสตร์”

รถยนต์คันที่ถูกนำมาประมูลเป็นรุ่นพิเศษแบบสั่งทำ ตัวถังหมายเลข 0 ซึ่งเป็นคันแรกที่หลุดออกจากสายการผลิต ตัวรถมาในโทนสีขาวมุกพิเศษ “Madreperla Semi-Gloss” ที่สามารถสะท้อนแสงเปลี่ยนสีได้ และตกแต่งชิ้นส่วนพิเศษเฉพาะคัน

เดิมที Sotheby’s ประเมินราคาไว้ที่ราว 1.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 36 ล้านบาท) แต่การสู้ราคาดำเนินไปอย่างดุเดือด โดยราคาเริ่มต้นที่ 1 ล้านดอลลาร์ ก่อนจะพุ่งขึ้นทีละ 5 ล้านดอลลาร์ จนจบลงที่ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเปิดตัวรุ่นมาตรฐานซึ่งอยู่ที่ราว 20–23 ล้านบาท ถึงเกือบ 60 เท่า สำหรับรายได้ทั้งหมดจากการประมูล จะถูกมอบให้กับมูลนิธิเฟอร์รารีเพื่อสนับสนุนโครงการด้านการศึกษาทั่วโลก

“เฟอร์รารี ลูเช่” ถือเป็นหนึ่งในโครงการสร้างสรรค์ยานยนต์ที่ถูกจับตามองมากที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นผลงานการออกแบบร่วมระหว่างเฟอร์รารี กับ LoveFrom สตูดิโอดีไซน์ของ “โจนี ไอฟ์” อดีตหัวหน้าทีมออกแบบระดับตำนานของแอปเปิล ผู้เบื้องหลังการออกแบบ iPhone และ iMac  

ตัวรถเป็นรถสปอร์ตซาลูน 4 ประตู 5 ที่นั่ง ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว และแบตเตอรี่ขนาด 122 kWh ให้กำลังสูงสุดถึง 1,035 แรงม้า ทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 2.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 306 กิโลเมตร/ชั่วโมง และวิ่งได้ไกลถึง 530 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

การเปิดตัวของเฟอร์รารี ลูเช่ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เคยเกิดกระแสต่อต้านและดราม่าอย่างหนักในกลุ่มสาวกเฟอร์รารี เนื่องจากเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 5 ที่นั่งคันแรกของค่าย ซึ่งหลายคนมองว่าละทิ้งตัวตนและดีเอ็นเอเดิมของแบรนด์ จนถูกเปรียบเปรยอย่างเผ็ดร้อนจากอดีตผู้บริหารว่า “เหมือนเครื่องซักผ้าแปะโลโก้เฟอร์รารี” ส่งผลให้หุ้นของเฟอร์รารีร่วงลงถึง 8% ในวันถัดมาหลังการเปิดตัว

อย่างไรก็ตาม เบนเดตโต วิกนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเฟอร์รารี ได้ออกมาปกป้องการออกแบบและการพัฒนาลูเช่อย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่าตัวรถมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งสมรรถนะและการออกแบบ และยอดจองในตลาดใหญ่อย่างประเทศจีนก็เป็นไปตามเป้าหมายที่บริษัทวางไว้

ทั้งนี้ แม้ “เฟอร์รารี ลูเช่” คันนี้จะทำสถิติเป็น “รถใหม่” ที่ประมูลแพงที่สุดในโลก ทำลายสถิติเดิมของ Ferrari Daytona SP3 ที่เคยทำไว้ที่ 26 ล้านดอลลาร์ เมื่อปี 2025 แต่สถิติตลอดกาลของ “รถยนต์ที่แพงที่สุดในโลก” ที่เคยถูกประมูลไปยังคงเป็นของคลาสสิก อย่าง Mercedes-Benz 300 SLR Uhlenhaut Coupé ปี 1955 ซึ่งถูกประมูลไปในราคา 142 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ4,692 ล้านบาท) เมื่อปี 2022.

ที่มา BBC / The Telegraph

ตร.สิงคโปร์สอบชายวัย 40 ผลักชายวัย 73 ล้มกลางศูนย์อาหาร เหตุเอ็นดูลูบหัวลูกสาว

ตร.สิงคโปร์สอบชายวัย 40 ผลักชายวัย 73 ล้มกลางศูนย์อาหาร เหตุเอ็นดูลูบหัวลูกสาว

17 ส.ค. 2569 11:08 น.

ตร.สิงคโปร์สอบชายวัย 40 ผลักชายวัย 73 ล้มกลางศูนย์อาหาร เหตุเอ็นดูลูบหัวลูกสาว

เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์ของสิงคโปร์ หลังคลิปกล้องวงจรปิดจับภาพชายวัย 40 ปี ก่อเหตุผลักชายวัย 73 ปี จนล้มลงกับพื้นกลางศูนย์อาหาร เหตุไม่พอใจที่อีกฝ่ายเอื้อมมือลูบหัวลูกสาวด้วยความเอ็นดู ล่าสุดตำรวจสิงคโปร์รู้ตัวผู้ก่อเหตุแล้วและอยู่ระหว่างสอบสวนข้อเท็จจริง เรียกร้องประชาชนอย่าคาดเดาหรือเผยแพร่ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับเหตุการณ์และสาเหตุที่เกิดขึ้น

ตำรวจสิงคโปร์เปิดการสอบสวนเหตุทำร้ายร่างกายชายสูงอายุ หลังเกิดเหตุที่ศูนย์อาหารภายในศูนย์การค้าแห่งหนึ่งบนถนนอีสต์โคสต์ เมื่อเวลาประมาณ 16.40 น. ของวันเสาร์ที่ 15 ส.ค. โดยตำรวจยืนยันเมื่อวันที่ 16 ส.ค. ว่า ได้รับแจ้งเหตุและสามารถระบุตัวชายวัย 40 ปีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ได้แล้ว

ภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นชายวัย 73 ปี ซึ่งระบุชื่อว่า นายเยียว ซ่ง ขุน เดินผ่านโต๊ะที่เด็กหญิงนั่งอยู่ ก่อนเอื้อมมือไปลูบศีรษะเด็ก ขณะที่ผู้หญิงซึ่งเชื่อว่าเป็นมารดาของเด็กได้เข้ามาห้ามทันที จากนั้นชายอีกคนซึ่งเชื่อว่าเป็นบิดาของเด็กเดินกลับมาที่โต๊ะและเผชิญหน้ากับชายสูงวัย หลังมีการโต้เถียงกัน ชายวัย 40 ปีถูกกล่าวหาว่าจับแขนและผลักชายสูงวัยจนล้มลงกับพื้น ท่ามกลางผู้คนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว

เหตุการณ์ถูกเผยแพร่โดยร้าน Bei-Ing Wanton Noodle ซึ่งตั้งอยู่ภายในศูนย์อาหาร โดยบุคคลที่อ้างว่าเป็นบุตรชายของชายสูงวัยโพสต์ข้อความขอให้ประชาชนช่วยระบุตัวชายที่เกี่ยวข้อง พร้อมระบุว่าบิดาของเขามีอาการเดินลำบากและเคยมีอาการบาดเจ็บบริเวณขาและสะโพกมาก่อน

ครอบครัวระบุว่า หลังเกิดเหตุ ชายอีกคนได้กลับมานั่งพูดคุยกับชายสูงวัย ขอโทษและเสนอเครื่องดื่มให้ แต่ภายหลังชายวัย 73 ปีเริ่มมีอาการปวดหลังอย่างรุนแรง โดยเจ้าตัวบอกกับสื่อสิงคโปร์ว่า เริ่มมีอาการปวดประมาณ 2-3 ชั่วโมงหลังจากถูกผลัก และกำลังรับประทานยาแก้ปวดอยู่

นายเยียวกล่าวว่า เขาลูบศีรษะเด็กเพราะเห็นว่า “น่ารักมาก” และมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ผู้สูงอายุมักทำกับเด็ก พร้อมระบุว่าไม่ต้องการให้เรื่องบานปลายหรือสร้างปัญหาให้กับฝ่ายใด โดยกล่าวถึงบิดาของเด็กว่า “ปล่อยเขาไปเถอะ ผมไม่อยากสร้างปัญหา”

ด้านตำรวจสิงคโปร์เรียกร้องให้ประชาชน อย่าคาดเดาหรือเผยแพร่ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับเหตุการณ์และสาเหตุที่เกิดขึ้น และขอให้เปิดทางให้ตำรวจดำเนินการสอบสวนเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริง ขณะที่การสอบสวนคดีทำร้ายร่างกายยังคงดำเนินต่อไป

คลิปดังกล่าวได้กลายเป็นไวรัลและเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสิงคโปร์ แม้จะมีผู้ใช้โซเชียลบางส่วนมองว่าผู้สูงอายุไม่ควรไปสัมผัสตัวเด็กโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง แต่คนส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่า การตอบโต้ด้วยการใช้กำลังทำร้ายร่างกายผู้สูงอายุจนล้มลงนั้น เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุอย่างมาก.

ที่มา CNA / The Straits Times

ฝนถล่มเกาหลีใต้ ดินถล่มทับอพาร์ตเมนต์ ดับ 1 เจ็บ 3 พื้นที่ทางตอนใต้จมบาดาล

ฝนถล่มเกาหลีใต้ ดินถล่มทับอพาร์ตเมนต์ ดับ 1 เจ็บ 3 พื้นที่ทางตอนใต้จมบาดาล

17 ส.ค. 2569 10:16 น.

ฝนถล่มเกาหลีใต้ ดินถล่มทับอพาร์ตเมนต์ ดับ 1 เจ็บ 3 พื้นที่ทางตอนใต้จมบาดาล

ฝนตกหนักถล่มพื้นที่ทางตอนใต้ของเกาหลีใต้ ทำให้เกิดดินถล่มทับอาคารพักอาศัยในเมืองคอเจ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 3 คน ขณะที่บางพื้นที่มีปริมาณฝนสะสมสูงถึง 800 มิลลิเมตร

เกิดเหตุดินถล่มในเกาหลีใต้ หลังฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 3 คน ตามรายงานของสื่อเกาหลีใต้เมื่อวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม

เหตุเกิดที่อาคารอพาร์ตเมนต์พักอาศัยแห่งหนึ่งในเมืองคอเจ จังหวัดคยองซังใต้ เมื่อดินจากภูเขาถล่มลงมาปกคลุมชั้นแรกของอาคาร ทำให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งเข้าช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ภายใน

สำนักข่าวยอนฮัปรายงานว่า เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือผู้อยู่อาศัยออกมาได้ 3 คน แต่หนึ่งในนั้นถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนอีก 2 คนได้รับบาดเจ็บ

เหตุดินถล่มในเกาหลีใต้ เกิดขึ้นขณะที่หลายพื้นที่ทางตอนใต้กำลังเผชิญฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาเกาหลีออกประกาศเตือนฝนตกหนักในหลายพื้นที่ หลังบางจุดมีปริมาณฝนสะสมตั้งแต่วันเสาร์สูงถึง 800 มิลลิเมตร พร้อมกับเกิดฟ้าร้องและฟ้าผ่า

เมืองคอเจ ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งทางตอนใต้และอยู่ไม่ไกลจากเมืองปูซาน ยังได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักอย่างหนัก แม่น้ำหลายสายเอ่อล้นตลิ่ง ถนนหลายเส้นทางถูกน้ำท่วม ส่งผลให้การจราจรเป็นอัมพาต และประชาชนบางส่วนติดอยู่ในพื้นที่

กระทรวงความปลอดภัยและการบริหารสาธารณะของเกาหลีใต้ระบุว่า ประชาชนราว 100 คนในเมืองคอเจกำลังได้รับการอพยพ เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดดินถล่มซ้ำ ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งช่วยเหลือประชาชนอีกประมาณ 20 คนที่ติดอยู่ในพื้นที่ประสบภัย

ทางการเกาหลีใต้ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากฝนตกหนักยังเพิ่มความเสี่ยงต่อ น้ำท่วมและดินถล่ม ในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ลาดเชิงเขาและชุมชนที่อยู่ใกล้แม่น้ำ.

ที่มา : channelnewsasia

พบแล้ว 3 ภาพเขียน “เรอนัวร์-เซซาน-มาตีส” หลังถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ในอิตาลี เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

พบแล้ว 3 ภาพเขียน "เรอนัวร์-เซซาน-มาตีส" หลังถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ในอิตาลี เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

17 ส.ค. 2569 09:40 น.

พบแล้ว 3 ภาพเขียน “เรอนัวร์-เซซาน-มาตีส” หลังถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ในอิตาลี เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ตำรวจอิตาลีเผยคลิปปฏิบัติการยึดคืน 3 ผลงานศิลปะของ เรอนัวร์ เซซาน และมาตีส มูลค่ารวมหลายล้านยูโร หลังถูกโจรกรรมจากพิพิธภัณฑ์ใกล้เมืองปาร์มา เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ตำรวจคาราบินิเอรีของอิตาลีเผยแพร่คลิปวิดีโอปฏิบัติการบุกตรวจค้นและยึดคืน ผลงานศิลปะชื่อดัง 3 ชิ้นของศิลปินระดับโลก ได้แก่ ออกุสต์ เรอนัวร์, ปอล เซซาน และอองรี มาตีส หลังภาพทั้งหมดถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์เอกชนแห่งหนึ่งในคืนวันที่ 22 ต่อเนื่องถึงวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา โดยพบภาพเขียน 3 ชิ้นซุกซ่อนอยู่ในอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในเมืองปาร์มา เมื่อวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น

คลิปที่เผยแพร่โดยหน่วยพิทักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของคาราบินิเอรี แสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นอพาร์ตเมนต์ ก่อนพบภาพวาดที่ถูกซุกซ่อนอยู่ภายในตู้เสื้อผ้าและห้องต่าง ๆ ของที่พัก จากนั้นเจ้าหน้าที่นำภาพออกมาและแกะผ้าที่ใช้ห่อหุ้ม ก่อนตรวจสอบสภาพของผลงานอย่างละเอียด

เจ้าหน้าที่ยังส่งภาพวาดให้หน่วยสืบสวนวิทยาศาสตร์ หรือ RIS ของคาราบินิเอรีตรวจสอบ เพื่อยืนยันรายละเอียดและสภาพของผลงาน

ผลงานศิลปะทั้ง 3 ชิ้นที่ถูกยึดคืน ได้แก่ “Fish” ของออกุสต์ เรอนัวร์ , “Still Life with Cherries” ของปอล เซซาน และ “Odalisque on the Terrace” ของอองรี มาตีส 

ทางการอิตาลีประเมินมูลค่าของภาพ เซซานไว้ที่ 6 ล้านยูโร หรือราว 220 ล้านบาท ขณะที่ภาพของ เรอนัวร์มีมูลค่าประมาณ 3 ล้านยูโร หรือราว 110 ล้านบาท ส่วนภาพของมาตีสมีมูลค่าประมาณ 20,000 ยูโร หรือราว 730,000 บาท โดยภาพทั้งหมดถูกขโมยจาก มูลนิธิมาญานี รอกกา ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองปาร์มาประมาณ 20 กิโลเมตร 

ตำรวจระบุว่า กลุ่มโจรบุกเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ด้วยการงัดประตูทางเข้า ก่อนขโมยภาพวาดและหลบหนีผ่านบริเวณสวนของพิพิธภัณฑ์ ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่า คนร้ายใช้เวลา ไม่ถึง 3 นาที ในการก่อเหตุ ก่อนหลบหนีออกไป

พิพิธภัณฑ์เชื่อว่าเบื้องหลังการโจรกรรมอาจเป็นแก๊งอาชญากรรมที่มีการวางแผนและจัดการอย่างเป็นระบบ โดยสัญญาณเตือนภัยของพิพิธภัณฑ์สามารถหยุดการก่อเหตุได้บางส่วน

มูลนิธิมาญานี รอกกา ก่อตั้งขึ้นในปี 1977 และเป็นสถานที่จัดแสดงคอลเลกชันของ ลุยจิ มาญานี นักประวัติศาสตร์ศิลปะชาวอิตาลี โดยภายในยังมีผลงานของศิลปินชื่อดังอีกหลายคน เช่น ดูเรอร์, รูเบนส์, ฟาน ไดก์, โกยา และโมเนต์

การยึดคืนผลงานของ เรอนัวร์-เซซาน-มาตีส เกิดขึ้นในช่วงที่ยุโรปกำลังเผชิญเหตุโจรกรรมงานศิลปะครั้งแล้วครั้งเล่า โดยก่อนหน้านี้เกิดคดีโจรกรรมครั้งใหญ่ในพิพิธภัณฑ์สำคัญหลายแห่ง

หนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างความตกตะลึงคือการโจรกรรม เครื่องราชอิสริยาภรณ์และเครื่องประดับมงกุฎฝรั่งเศส รวมถึงทรัพย์สินมีค่าอื่น ๆ จากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในกรุงปารีส เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มูลค่าความเสียหายสูงถึงประมาณ 88 ล้านยูโร หรือกว่า 3,200 ล้านบาท  และล่าสุดภาพวาดในยุคเรอเนซองส์ที่มีมูลค่ามหาศาล จำนวน 4 ภาพ ถูกโจรกรรมไปจากพิพิธภัณฑ์สหวิทยาการส่วนภูมิภาคแห่งเมสซินา บนเกาะซิซิลี ประเทศอิตาลี เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ณ เวลาประมาณ 21.50 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งการเกิดเหตุโจรกรรมในพิพิธภัณฑ์และแหล่งสะสมงานศิลปะชื่อดังหลายแห่ง ทำให้ปัญหาการรักษาความปลอดภัยของผลงานศิลปะมูลค่าสูงกลับมาเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง.

ที่มา : AP

อิหร่านกร้าวจ่ายค่าหัวทหารสหรัฐฯ 3 หมื่นดอลลาร์ หากจับหรือฆ่าได้ ถ้าคนจับเป็นผู้หญิงให้เงิน 2 เท่า

อิหร่านกร้าวจ่ายค่าหัวทหารสหรัฐฯ 3 หมื่นดอลลาร์ หากจับหรือฆ่าได้ ถ้าคนจับเป็นผู้หญิงให้เงิน 2 เท่า

17 ส.ค. 2569 08:56 น.

อิหร่านกร้าวจ่ายค่าหัวทหารสหรัฐฯ 3 หมื่นดอลลาร์ หากจับหรือฆ่าได้ ถ้าคนจับเป็นผู้หญิงให้เงิน 2 เท่า

กองทัพอิหร่านเสนอเงินรางวัล 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1 ล้านบาท สำหรับผู้ที่สามารถฆ่าหรือจับกุมทหารสหรัฐฯ และนำตัวส่งมอบให้ทางการ โดยหากผู้หญิงเป็นคนจับได้ จะให้เงินรางวัลเพิ่มเป็น 2 เท่า

สำนักข่าว IRNA ของทางการอิหร่านรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคมว่า พล.อ.อามีร์ ฮาตามี ผู้บัญชาการกองทัพอิหร่าน เป็นผู้ประกาศแผนเสนอค่าหัวทหารสหรัฐฯอเมริกา หลังมีประชาชนจำนวนมากแสดงความต้องการเข้าร่วม

พล.อ.ฮาตามีกล่าวว่า ผู้ใดก็ตามที่สังหารหรือจับกุม และนำตัวทหารอเมริกันที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้รุกรานมาส่งมอบให้กองทัพอิหร่าน จะได้รับเงินรางวัล 30,000 ดอลลาร์ หรือ 5 พันล้านโตมัน จากสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน

พร้อมระบุว่าผู้หญิงอิหร่านผู้กล้าหาญ ที่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ จะได้รับเงินรางวัลเพิ่มเป็น 2 เท่า

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ฮาตามีไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่า ค่าหัวดังกล่าวจะนำไปใช้ในพื้นที่ใด หรือคาดว่าจะเกิดการจับกุมหรือสังหารทหารสหรัฐฯ เมื่อใด

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้น แม้จะยังไม่มีรายงานการส่งกำลังทหารภาคพื้นดินของสหรัฐฯ เข้าไปในอิหร่านในช่วงสงครามตะวันออกกลางครั้งนี้ ยกเว้นปฏิบัติการช่วยเหลือในเดือนเมษายน เพื่อค้นหาและนำตัวนักบินอเมริกันที่เครื่องบินถูกยิงตกกลับออกมา

พล.อ.ฮาตามียังเรียกร้องให้สหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากตะวันออกกลาง พร้อมประกาศว่า สหรัฐฯ ไม่มีสิทธิ์เข้ามาในอ่าวเปอร์เซีย อ่าวโอมาน หรือช่องแคบฮอร์มุซอีกต่อไป

ทั้งนี้ สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ขณะที่ประมาณ 1 เดือนต่อมา สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการกู้ภัยขนาดใหญ่เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ระบบอาวุธของเครื่องบินขับไล่ F-15 ที่ประสบเหตุ โดยใช้กำลังทหารสหรัฐฯ ราว 200 นาย และเครื่องบินมากกว่า 170 ลำ ในภารกิจค้นหาและนำตัวนักบินออกมาก่อนที่กองกำลังอิหร่านจะพบตัว

ระหว่างปฏิบัติการ กองกำลังอิหร่านสามารถสร้างความเสียหายให้เครื่องบินโจมตีภาคพื้นดิน A-10 ของสหรัฐฯ ซึ่งต้องทิ้งเครื่องในพื้นที่ฝ่ายเดียวกัน ขณะที่มีรายงานว่าสหรัฐฯ ต้องทิ้งและทำลายเครื่องบินบางส่วนที่ใช้ในภารกิจ รวมถึงเครื่องบินลำเลียง C-130

ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน นักบิน F-15 ได้รับการช่วยเหลือจากทีมเฮลิคอปเตอร์ในปฏิบัติการอีกครั้งหนึ่ง

สงครามยุติความรุนแรงลงชั่วคราวด้วยข้อตกลงหยุดยิงในเดือนเมษายน หลังสู้รบกันเกือบ 40 วัน ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะมีกรอบการเจรจาสันติภาพในเดือนมิถุนายน แต่การเจรจาดังกล่าวล่มลงในเวลาต่อมา

หลังจากนั้น อิหร่านและสหรัฐฯ ยังคงมีการยิงตอบโต้กันเป็นระยะ โดยการสู้รบส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ทางตอนใต้ของอิหร่านและบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

แม้ทั้งสองฝ่ายยังคงติดต่อกันทางอ้อมผ่านคนกลาง แต่ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงทางการทูตได้ ขณะที่อิหร่านยังยื่นเงื่อนไขสำหรับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง รวมถึงการเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหายจากสงคราม

นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น มีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตแล้ว 17 นาย โดยผู้เสียชีวิตทั้งหมดเสียชีวิตนอกประเทศอิหร่าน ในประเทศต่าง ๆ รวมถึงจอร์แดนและอิรัก และผู้เสียชีวิตรายล่าสุดเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม.

ที่มา : channelnewsasia