สงครามอิหร่านทำสหรัฐฯ สูญงบ 4.36 หมื่นล้านดอลลาร์ ค่าอาวุธพุ่งเกินครึ่ง

สงครามอิหร่านทำสหรัฐฯ สูญงบ 4.36 หมื่นล้านดอลลาร์ ค่าอาวุธพุ่งเกินครึ่ง

20 ก.ย. 2569 12:00 น.

สงครามอิหร่านทำสหรัฐฯ สูญงบ 4.36 หมื่นล้านดอลลาร์ ค่าอาวุธพุ่งเกินครึ่ง

กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขประเมินล่าสุดต่อสภาคองเกรสระบุว่า งบประมาณที่ใช้ในสงครามกับอิหร่านนับถึงวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา พุ่งสูงถึง 4.36 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.45 ล้านล้านบาท โดยค่าอาวุธและยุทโธปกรณ์อยู่ที่ราว 28,100 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 9.36 แสนล้านบาท  ท่ามกลางความกังวลเรื่องคลังอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ร่อยหรอและแรงกดดันทางการเมืองรอบด้าน

ค่าใช้จ่ายทางทหารของสหรัฐฯ สำหรับสงครามอิหร่านเพิ่มขึ้นเป็น 43,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.45 ล้านล้านบาท ณ วันที่ 3 กันยายน ตามประมาณการฉบับใหม่ที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ที่ส่งให้สมาชิกสภาคองเกรสในสัปดาห์นี้ โดยเป็นตัวเลขล่าสุดนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ สำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ หรือ CBO ประเมินว่า สงครามมีค่าใช้จ่าย 38,000 ล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 1 สิงหาคม และคาดว่าค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณเดือนละ 3,000 ล้านดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการสู้รบ

รายละเอียดฉบับใหม่ ซึ่งสำนักข่าวเอพีได้รับและสื่อสหรัฐฯ รายงานก่อนหน้านี้ แสดงให้เห็นว่ากองทัพสหรัฐฯ ยังคงใช้อาวุธและยุทโธปกรณ์ราคาแพงอย่างต่อเนื่อง โดยค่าใช้จ่ายด้านอาวุธเพิ่มขึ้นมากกว่า 6,000 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียงเดือนเศษ จาก 21,700 ล้านดอลลาร์ตามประมาณการของ CBO เป็น 28,100 ล้านดอลลาร์ในประมาณการของ CENTCOM

ค่าใช้จ่ายด้านอาวุธถือเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดของงบประมาณสงครามครั้งนี้ และคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยอาวุธที่มีความต้องการสูงที่สุดคือขีปนาวุธสกัดกั้นสำหรับป้องกันการโจมตี เช่น ระบบแพทริออต และ THAAD ของกองทัพบกสหรัฐฯ

รายงานของกองทัพสหรัฐฯ ที่ส่งให้สภาคองเกรสในสัปดาห์นี้ ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของเรือรบ เครื่องบิน และฐานทัพ รวมถึงความสูญเสียด้านยุทโธปกรณ์และการสนับสนุนทางการแพทย์แก่กำลังพล

ข้อมูลของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า ทหารอเมริกันเสียชีวิตแล้ว 18 นาย และได้รับบาดเจ็บมากกว่า 830 นาย ตามฐานข้อมูล Defense Casualty Analysis System อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมค่าเสียหายของฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ซึ่งถูกอิหร่านโจมตีด้วยขีปนาวุธนำวิถีและโดรน

รายงานจากสำนักงานผู้ตรวจการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า การโจมตีของอิหร่านสร้างความเสียหายและทำลายอาคารรวมถึงสิ่งปลูกสร้างหลายร้อยแห่งในฐานทัพสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในคูเวต บาห์เรน กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย อิรัก โอมาน และจอร์แดน

ประมาณการค่าใช้จ่ายสงครามฉบับล่าสุดมีขึ้นในช่วงที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผลักดันข้อเสนองบประมาณกลาโหมครั้งประวัติศาสตร์วงเงิน 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ พร้อมขอให้สภาคองเกรสอนุมัติงบเพิ่มเติม 95,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยสนับสนุนสงครามอิหร่านและภารกิจด้านความมั่นคงอื่น ๆ

พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวระหว่างการปราศรัยที่บริษัท Saronic Technologies ซึ่งผลิตโดรนให้กองทัพเรือสหรัฐฯ ในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส ว่ารัฐบาลกำลังขออนุมัติงบประมาณ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อการลงทุนด้านกลาโหมครั้งใหญ่และระยะยาว รวมถึงรักษาความแข็งแกร่งของประเทศและสนับสนุนการจ้างงานที่มีค่าตอบแทนสูงในภาคการผลิตของสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน สมาชิกวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครตเรียกร้องให้เฮกเซธเปิดเผยรายละเอียดค่าใช้จ่ายของสงครามอิหร่านอย่างครบถ้วน โดยวิจารณ์กระทรวงกลาโหมว่าปกปิดข้อมูลพื้นฐานด้านงบประมาณจากสภาคองเกรสและประชาชนอเมริกัน ในช่วงที่จำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บของทหาร รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายที่ตกอยู่กับผู้เสียภาษีเพิ่มขึ้น

การใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นจำนวนมากยังส่งผลให้คลังอาวุธของสหรัฐฯ ลดลงอย่างรวดเร็ว และสร้างความกังวลในยุโรป โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และ NATO ระบุว่าขณะนี้มีปริมาณขีปนาวุธสกัดกั้นอยู่ในระดับ “ขาดแคลนขั้นวิกฤต”

ซาอุดีอาระเบียก็เผชิญปัญหาขาดแคลนขีปนาวุธเช่นกัน และหันไปขอความช่วยเหลือจากประเทศพันธมิตรในภูมิภาคและชาติตะวันตก ขณะที่ความขัดแย้งกับกลุ่มฮูตีในเยเมนยังคงยืดเยื้อ

ต้นทุนทางการเงินเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลกระทบจากสงครามอิหร่าน โดยความขัดแย้งยังส่งผลต่อตลาดน้ำมันและตลาดหุ้น รวมถึงทำให้เกิดการสูญเสียและการบาดเจ็บของกำลังพลสหรัฐฯ

ในด้านการเมือง สงครามยังเป็นประเด็นที่จะถูกจับตามองในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน โดยเฉพาะผลกระทบต่อพรรครีพับลิกันและรัฐบาลทรัมป์ ท่ามกลางการถกเถียงเกี่ยวกับต้นทุนของสงครามและภาระงบประมาณของประเทศ.

ที่มา Associated Press

อูเบอร์ถูกตัดสินจ่าย 40 ล้านดอลลาร์ หลังผู้โดยสารหญิงถูกรถชนดับบนไฮเวย์สหรัฐฯ

อูเบอร์ถูกตัดสินจ่าย 40 ล้านดอลลาร์ หลังผู้โดยสารหญิงถูกรถชนดับบนไฮเวย์สหรัฐฯ

20 ก.ย. 2569 11:29 น.

อูเบอร์ถูกตัดสินจ่าย 40 ล้านดอลลาร์ หลังผู้โดยสารหญิงถูกรถชนดับบนไฮเวย์สหรัฐฯ

พ่อแม่ของหญิงสาววัย 23 ปี ซึ่งเสียชีวิตจากการถูกรถชน หลังจากคนขับ “อูเบอร์” จอดรถข้างทางบนทางหลวงแห่งหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้รับเงินชดเชยจำนวน 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,330 ล้านบาท หลังจากอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าทั้งอูเบอร์และคนขับรถต่างต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของเธอ

บริษัทอูเบอร์ถูกตัดสินให้ร่วมรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของหญิงสาววัย 23 ปี ซึ่งถูกรถยนต์ชนเสียชีวิต หลังคนขับรถอูเบอร์จอดรถริมทางหลวงในรัฐแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ส่งผลให้บิดามารดาของเธอได้รับเงินชดเชยรวม 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,330 ล้านบาท

แครอล นอร์ม็องแด็ง และเคน พาร์กเกอร์ บิดามารดาของเอมิลี นอร์ม็องแด็ง-พาร์กเกอร์ เปิดเผยว่า หวังว่าเงินชดเชยดังกล่าวจะช่วยดึงความสนใจไปยังเหตุการณ์ที่ทำให้ลูกสาวเสียชีวิตในปี 2023 รวมถึงนำเงินไปสนับสนุนการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและความโปร่งใสในอุตสาหกรรมบริการเรียกรถโดยสาร

พาร์กเกอร์กล่าวถึงเงินชดเชยว่า เขาไม่เคยต้องการให้เกิดเรื่องเช่นนี้ และไม่มีพ่อแม่คนใดต้องการสูญเสียลูก แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดคือ การที่คดีนี้ช่วยดึงความสนใจไปยังปัญหาที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

คืนวันที่เกิดเหตุ เอมิลีได้เรียกรถอูเบอร์ให้มารับเธอและเพื่อนกลับบ้าน หลังจากออกไปดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยกัน เมื่อเพื่อนของเธอมีอาการป่วยและอาเจียน นายวู ทราน คนขับรถอูเบอร์ จึงจอดรถบริเวณข้างทางหลวงหมายเลข 73 ในออเรนจ์เคาน์ตี รัฐแคลิฟอร์เนีย ทั้งสามคนลงจากรถ ก่อนที่เอมิลีจะถูกรถยนต์ที่สัญจรผ่านมาชนเสียชีวิต

ในระหว่างกระบวนการอนุญาโตตุลาการ อูเบอร์โต้แย้งว่า บริษัทเป็นเพียงแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงผู้โดยสารกับคนขับรถอิสระจากภายนอก ตามข้อมูลของริชาร์ด สโตน ผู้ชี้ขาดอิสระและอดีตผู้พิพากษา อย่างไรก็ตาม สโตนระบุในคำวินิจฉัยว่า ปฏิเสธข้อโต้แย้งดังกล่าว และเห็นว่าอูเบอร์ต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้ที่ต้องรับผิดแทนต่อความประมาทเลินเล่อของคนขับ

ด้านอูเบอร์ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน โดยออกแถลงการณ์ว่า แม้บริษัทเคารพกระบวนการพิจารณาของผู้ชี้ขาด แต่เชื่อว่าผู้ชี้ขาดตัดสินผิดพลาดที่ให้อูเบอร์ต้องรับผิดชอบทางกฎหมายต่อเหตุการณ์ในคืนนั้น พร้อมยืนยันว่า บริษัทได้เดินหน้าปรับปรุงแนวทางด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา

คำวินิจฉัยของผู้ชี้ขาดลงวันที่เดือนกรกฎาคม และทนายความของครอบครัวนอร์ม็องแด็งและพาร์กเกอร์เปิดเผยเอกสารดังกล่าวต่อสาธารณะในสัปดาห์นี้ โดยสโตนตัดสินให้อูเบอร์และนายทรานร่วมกันรับผิดชอบเงินชดเชยให้บิดามารดาแต่ละคนจำนวน 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สโตนระบุว่า ยังมีช่องว่างเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญก่อนเกิดเหตุ เนื่องจากไม่มีบุคคลใดให้การที่น่าเชื่อถือได้อย่างสมบูรณ์ แต่หลักฐานแสดงให้เห็นว่า ทรานขับรถเข้าไปจอดบริเวณพื้นที่เกาะทางแยกรูปตัว Y ก่อนจะเริ่มโต้เถียงกับเพื่อนของเอมิลีนอกรถ ทั้งทรานและเพื่อนของเอมิลีต่างไม่ได้เห็นจังหวะที่รถยนต์พุ่งชนเธอ

ผู้ชี้ขาดระบุในคำวินิจฉัยว่า นายทรานปล่อยให้อารมณ์โกรธเข้าครอบงำ และทำให้หญิงสาวทั้งสองคนรวมถึงตัวเขาเองตกอยู่ในอันตรายโดยไม่จำเป็น ด้วยการจอดรถอย่างผิดกฎหมายในบริเวณดังกล่าว ทั้งที่สามารถจอดในจุดที่ปลอดภัยกว่าได้ริมทางหลวงที่ยังมีรถสัญจรในเวลากลางคืน

สโตนยังระบุว่า นายทรานทิ้งหญิงสาวทั้งสองคนไว้ในบริเวณดังกล่าว ทั้งที่รู้ว่าพวกเธออยู่ในอาการมึนเมา และเขาเป็นผู้ไล่พวกเธอลงจากรถด้วยความโกรธจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

หลังจากนายทรานออกจากที่เกิดเหตุ ข้อมูลระบบ GPS แสดงให้เห็นว่า เขาจอดรถที่ทางออกถัดไปของทางหลวง และโทรหาอูเบอร์เพื่อสอบถามเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าทำความสะอาดรถ

กฎหมายรัฐแคลิฟอร์เนียอนุญาตให้อูเบอร์และแพลตฟอร์มบริการเรียกรถโดยสารอื่น ๆ จัดประเภทคนขับเป็นผู้รับจ้างอิสระ แต่สโตนปฏิเสธแนวคิดที่ว่า สถานะดังกล่าวจะทำให้อูเบอร์พ้นจากความรับผิดชอบทางกฎหมาย

คดีนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของผู้ชี้ขาด เนื่องจากข้อกำหนดการให้บริการของอูเบอร์ ซึ่งผู้โดยสารยอมรับเมื่อสมัครใช้งาน กำหนดให้ข้อเรียกร้องหรือข้อพิพาทต้องได้รับการแก้ไขผ่านกระบวนการระงับข้อพิพาทส่วนบุคคล ทั้งนี้ คำตัดสินของผู้ชี้ขาดแตกต่างจากคำพิพากษาของศาล เนื่องจากไม่มีผลสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายสำหรับคดีอื่น

อูเบอร์ระบุในแถลงการณ์ว่า บริษัทจะยังคงลงทุนด้านความปลอดภัยผ่านเทคโนโลยีใหม่ นโยบาย และมาตรการป้องกัน รวมถึงให้คำแนะนำแก่คนขับเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงจุดจอดส่งผู้โดยสารที่ไม่ปลอดภัย พร้อมย้ำว่า งานด้านความปลอดภัยเป็นสิ่งที่บริษัทจะต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

บิดามารดาของเอมิลีได้ก่อตั้งมูลนิธิ Emily Normandin-Parker Foundation และระบุว่าจะนำเงินชดเชยบางส่วนไปสนับสนุนทุนการศึกษา โครงการให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพ รวมถึงสนับสนุนองค์กรที่ทำงานด้านสิทธิของกลุ่ม LGBTQ+

อย่างไรก็ตาม ครอบครัวยังวิพากษ์วิจารณ์การตอบสนองของอูเบอร์ โดยมองว่าเป็นภาพสะท้อนถึงสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “การไม่สามารถยอมรับความรับผิดชอบได้อย่างผิดปกติ” ของบริษัท.

ที่มา ASSOCIATED PRESS

“เอ็ด ชีแรน” ขอโทษ ยอมรับทำ “ผิดพลาด” พร้อมแสดงจุดยืนกรณี “แม็กเคิลมอร์”

"เอ็ด ชีแรน" ขอโทษ ยอมรับทำ "ผิดพลาด" พร้อมแสดงจุดยืนกรณี "แม็กเคิลมอร์"

20 ก.ย. 2569 10:07 น.

“เอ็ด ชีแรน” ขอโทษ ยอมรับทำ “ผิดพลาด” พร้อมแสดงจุดยืนกรณี “แม็กเคิลมอร์”

เอ็ด ชีแรน นักร้องชาวอังกฤษ กล่าวขอโทษแฟนเพลงและยอมรับว่าทำ “ผิดพลาด” ในการเปิดการแสดงเดี่ยวที่เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา พร้อมชี้แจงประเด็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างทัวร์คอนเสิร์ต Loop Tour หลังแร็ปเปอร์ “แมกเคิลมอร์” ถูกถอดออกจากทัวร์ เนื่องจากแสดงความเห็นสนับสนุนปาเลสไตน์บนเวทีเมื่อต้นเดือนกันยายน

ชีแรนกล่าวว่า เขาไม่เคยต้องการเป็นศิลปินที่เคลื่อนไหวทางการเมือง แต่เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เขาต้องเข้ามาอยู่ท่ามกลางข้อถกเถียงสำคัญเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และประเด็นทางการเมืองที่ซับซ้อนที่สุดในโลก

นับเป็นครั้งแรกที่ชีแรนแสดงความเห็นต่อประเด็นนี้ด้วยตนเอง โดยกล่าวถึงเหตุการณ์โจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ซึ่งนำโดยกลุ่มฮามาสว่า “เลวร้ายอย่างน่าสยดสยอง” พร้อมระบุว่า สถานการณ์ในฉนวนกาซาเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ ทั้งยังมีความรุนแรงเกินไปมาก

เขากล่าวว่า “คอนเสิร์ตของผมเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนมาโดยตลอด” และย้ำว่า ต้องการให้ดนตรีและการแสดงเป็นพื้นที่แห่งความสามัคคี ไม่ใช่ความแตกแยก รวมถึงเป็นเรื่องของมนุษยธรรม ไม่ใช่การเมือง ชีแรนระบุว่า ความเสียหายและการสูญเสียชีวิตพลเรือน โดยเฉพาะเด็ก ๆ ในกาซา ทำให้เขาใจสลาย พร้อมกล่าวถึงความอยุติธรรมเชิงระบบที่เกิดขึ้นในเขตเวสต์แบงก์ว่า ไม่สามารถมองข้ามได้

นักร้องดังกล่าวด้วยว่า เขากำลังพยายามหาทางช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากช่วงเวลาอันเลวร้ายนี้ พร้อมรับฟังและเรียนรู้เพิ่มเติม เพราะเขายอมรับว่ายังมีความรู้ไม่เพียงพอเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว

ชีแรนยังยืนยันว่า การตัดสินใจถอดแม็กเคลมอร์ออกจากทัวร์เป็นการตัดสินใจของผู้จัดคอนเสิร์ต ไม่ใช่ของเขา พร้อมแสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่สถานที่จัดงานจะต้อง “อนุมัติเนื้อหาหรือศิลปินล่วงหน้า” ซึ่งได้รับเสียงปรบมือจากผู้ชม เขากล่าวปิดท้ายว่า หวังให้คอนเสิร์ตเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถมารวมตัวกันได้ ไม่ว่าจะมีความเชื่อหรือความคิดเห็นแตกต่างกันเพียงใด

ความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลให้ศิลปินรับเชิญหลายรายถอนตัวจากทัวร์ เพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับแม็กเคิลมอร์ ขณะที่ราคาบัตรคอนเสิร์ตในสหรัฐฯ ลดลง และยอดขายบัตรในช่วงที่เหลือของทัวร์ได้รับผลกระทบ โดยมีรายงานว่าบัตรบางส่วนสำหรับการแสดงครั้งนี้ลดราคาลงเหลือ 32 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,066 บาท แฟนเพลงบางรายระบุว่าสามารถขอคืนเงินค่าบัตรได้ แต่ Ticketmaster และ Messina Touring Group ผู้จัดคอนเสิร์ต ยังไม่ได้ยืนยันว่ามีการคืนเงินให้ผู้ซื้อบัตรหรือไม่

ด้านนอกสถานที่จัดการแสดง มีผู้ประท้วงบางส่วนโบกธงสนับสนุนปาเลสไตน์ แต่คอนเสิร์ตยังคงดำเนินไปได้เป็นส่วนใหญ่โดยไม่มีอุปสรรคสำคัญ ด้านผู้ชมบางรายกล่าวว่า ต้องการเพลิดเพลินกับค่ำคืนแห่งเสียงดนตรี พร้อมสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไปพร้อมกัน

คู่สามีภรรยาคู่หนึ่งซึ่งซื้อตั๋วในราคาใบละ 450 ดอลลาร์สหรัฐ กล่าวว่า พวกเขาเคารพสิทธิของแม็กเคิลมอร์ในการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี ขณะที่ผู้ชมผู้หญิงอีกสองคนซึ่งได้บัตรในราคาพิเศษหลังราคาลดลง กล่าวว่า พวกเธอสนับสนุนปาเลสไตน์ที่เป็นอิสระ และยังชื่นชอบเพลงของชีแรนด้วย

ความขัดแย้งเริ่มขึ้นเมื่อต้นเดือนกันยายน หลังแม็กเคิลมอร์แสดงเพลงที่อุทิศให้กับผู้ประท้วงสนับสนุนปาเลสไตน์ และกล่าวถึงคำว่า “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ในกาซา ซึ่งเป็นคำอธิบายที่อิสราเอลปฏิเสธ แร็ปเปอร์ชาวอเมริกันยังระบุว่า การวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลของเขา ไม่ได้มีเจตนาตำหนิ “พี่น้องชาวยิวของผม”

Messina Touring Group ระบุว่า แม็กเคิลมอร์ถูกถอดออกจากทัวร์ เนื่องจากสถานที่จัดงานบางแห่ง เช่น สนามยิลเล็ตต์ สเตเดียม ในเมืองฟอกซ์โบโร รัฐแมสซาชูเซตส์ ปฏิเสธที่จะจัดคอนเสิร์ต หากแม็กเคลมอร์ยังเข้าร่วมแสดง

โรเบิร์ต คราฟต์ มหาเศรษฐีชาวอเมริกันเชื้อสายยิว ซึ่งเป็นเจ้าของสนามยิลเล็ตต์ สเตเดียม และทีมอเมริกันฟุตบอล New England Patriots ยืนยันว่า ได้สั่งห้ามแม็กเคิลมอร์ขึ้นแสดงในคอนเสิร์ตของชีแรนที่กำลังจะมีขึ้น คราฟต์กล่าวหาแม็กเคิลมอร์ว่าใช้ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง และระบุว่าแร็ปเปอร์รายนี้นำเสนอข้อมูลเพียงบางส่วน พร้อมเพิกเฉยต่อการกระทำของกลุ่มฮามาส

ขณะเดียวกัน ศิลปินที่ร่วมแสดงเปิดคอนเสิร์ต ได้แก่ แอรอน โรว์ นักร้องและนักแต่งเพลงชาวไอริช รวมถึงลูกัส แกรม นักดนตรีชาวเดนมาร์ก และวงแบ็กอัป Beoga ได้ถอนตัวจากทัวร์เพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับแม็กเคิลมอร์ โดยให้เหตุผลว่า การถอดเขาออกจากทัวร์อาจส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของศิลปิน

ชีแรนมีกำหนดแสดงคอนเสิร์ตที่เหลือในทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ หลังจากทัวร์ครั้งก่อนของเขาเป็นหนึ่งในทัวร์ที่ทำรายได้สูงที่สุดตลอดกาล แต่ความขัดแย้งครั้งนี้ส่งผลให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออกและจุดยืนทางมนุษยธรรมของศิลปินอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา BBC

ดับพุ่ง 31 ศพ โจมตี สนง.ตำรวจปากีสถาน บาดเจ็บมากกว่า 100 คน

ดับพุ่ง 31 ศพ โจมตี สนง.ตำรวจปากีสถาน บาดเจ็บมากกว่า 100 คน

20 ก.ย. 2569 06:03 น.

ดับพุ่ง 31 ศพ โจมตี สนง.ตำรวจปากีสถาน บาดเจ็บมากกว่า 100 คน

เหตุกลุ่มติดอาวุธโจมตีสำนักงานตำรวจของปากีสถานในเมืองทางเหนือของประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 31 ศพ บาดเจ็บอีกนับร้อยราย โดยสถานการณ์ยังคงไม่ยุติ

สำนักข่าว AFP รายงานในวันเสาร์ที่ 19 ก.ย. 2569 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดและโจมตีด้วยอาวุธปืนที่สำนักงานใหญ่ตำรวจในเมืองโคฮัต ทางตอนเหนือของปากีสถานเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 31 ศพแล้ว ในจำนวนนี้เป็นตำรวจ 16 นาย

“ณ ขณะนี้ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 31 ราย รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ 16 นาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 100 ราย จากการโจมตีของกลุ่มติดอาวุธและการระเบิดพลีชีพ” เจ้าหน้าที่ระบุ พร้อมเสริมว่าการสู้รบยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง

กลุ่มติดอาวุธบุกเข้าโจมตีกลุ่มอาคารสำนักงานตำรวจในเมืองโคฮัต ซึ่งเป็นเมืองที่มีประชากรราว 220,000 คน ในจังหวัดไคเบอร์ปักตุนควา ของปากีสถาน เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ก.ย.

อาคารตำรวจแห่งนี้ใช้งานเป็นสำนักงานใหญ่ตำรวจระดับอำเภอ โดยเป็นที่ตั้งของหน่วยงานสำคัญ เช่น แผนกต่อต้านการก่อการร้าย, หน่วยงานข่าวกรองพิเศษ และหน่วยตำรวจอื่นๆ อีกหลายหน่วย

“กลุ่มติดอาวุธหลายคนยังคงกบดานอยู่ภายในพื้นที่ของหน่วยงานข่าวกรองพิเศษในกลุ่มอาคารสำนักงานตำรวจโคฮัต” เจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวกับ AFP โดยขอไม่เปิดเผยนาม “มีการยิงปะทะกับผู้ก่อเหตุเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อคืนวาน โดยยังไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัดของผู้ก่อเหตุ”

ทางการปากีสถานกล่าวโทษว่า เหตุโจมตีที่เพิ่มขึ้นในจังหวัดไคเบอร์ปักตุนควาและจังหวัดบาโลจิสถานบริเวณชายแดนทางตอนใต้นั้น เกิดจากกลุ่มติดอาวุธมาจากอัฟกานิสถาน ขณะที่รัฐบาลตาลีบันในอัฟกานิสถานปฏิเสธความเกี่ยวข้อง

ข้อกล่าวหาดังกล่าวจุดชนวนให้เกิดความร้าวฉานอย่างรุนแรงระหว่างทั้งสองประเทศ ถึงขั้นเคยทำให้เกิดการยิงปะทะข้ามชายแดนมาแล้วหลายครั้ง ล่าสุดคือเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยปากีสถานเป็นฝ่ายเปิดฉากการโจมตี อ้างว่ามุ่งเป้าหมายที่กลุ่มติดอาวุธในดินแดนอัฟกานิสถาน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กลุ่มกบฏฮูตีอ้าง ยิงมิสไซล์โจมตีเมืองหลวงซาอุฯ ถล่มคลังน้ำมันบริษัท Aramco

กลุ่มกบฏฮูตีอ้าง ยิงมิสไซล์โจมตีเมืองหลวงซาอุฯ ถล่มคลังน้ำมันบริษัท Aramco

20 ก.ย. 2569 05:25 น.

กลุ่มกบฏฮูตีอ้าง ยิงมิสไซล์โจมตีเมืองหลวงซาอุฯ ถล่มคลังน้ำมันบริษัท Aramco

กบฏฮูตีในเยเมนออกมาอ้างว่า พวกเขาส่งโดรนและยิงมิสไซล์โจมตีเมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย กับเมืองชายฝั่งทะเลแดง เพื่อตอบโต้การโจมตีหลายร้อยครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อวันเสาร์ที่ 19 ก.ย. 2569 กลุ่มกบฏฮูตี (Houthi) ในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ออกมาประกาศว่า พวกเขาเป็นผู้ลงมือโจมตีกรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงสถานที่สำคัญด้านพลังงานบริเวณชายฝั่งทะเลแดง ด้วยโดรนและขีปนาวุธทิ้งตัว (Ballistic Missiles)

นายยาห์ยา อัล-ซารี โฆษกฝ่ายทหารของกลุ่มฮูตีระบุว่า กองกำลังของพวกเขาใช้ขีปนาวุธและโดรนจำนวนมากโจมตี “พื้นที่อ่อนไหว” ในกรุงริยาด และคลังน้ำมันของบริษัท Aramco ในเมืองยันบู (Yanbu) บริเวณชายฝั่งทะเลแดง

ฝ่ายรัฐบาลซาอุฯ ออกมาตอบโต้แถลงการณ์ดังกล่าวโดยระบุว่า กองทัพสามารถสกัดกั้นและทำลายขีปนาวุธที่ถูกยิงมายังกรุงริยาดได้ รวมถึงหยุดยั้งความพยายามโจมตีพลเรือนในเมืองบิช (Bish), ตาอิฟ (Taif), ฟาราสซาน (Farasan) และยันบู (Yanbu) ได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงกลางดึกวันศุกร์ที่ผ่านมา (18 ก.ย.) ทางการซาอุดีอาระเบียต้องส่งข้อความเตือนภัยการโจมตีทางอากาศ เข้าสู่โทรศัพท์มือถือของประชาชนจำนวนหนึ่งในกรุงริยาด ก่อนจะยกเลิกคำเตือนในช่วงเช้าวันเสาร์

หลังจากนั้นก็มีรายงานข่าวว่า เกิดควันดำพุ่งขึ้นจากถังเก็บน้ำมันของ Aramco ใกล้สนามบินนานาชาติ คิง คาลิด ในกรุงริยาด โดยมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงพยายามเข้าควบคุมเพลิง ซึ่งรัฐบาลซาอุฯ ไม่ได้ชี้แจงว่าควันไฟครั้งนี้เป็นผลจากการโจมตีของกลุ่มฮูตีหรือไม่

ควันไฟดังกล่าวส่งผลให้บริการเที่ยวบินที่สนามบินนานาชาติ คิง คาลิด ประสบปัญหาล่าช้าและถูกยกเลิกหลายเที่ยว

โฆษกของกลุ่มฮูตีอ้างว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นการตอบโต้ที่ซาอุฯ ทิ้งระเบิดโจมตีเยเมนกว่า 300 ครั้งในสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงการโจมตีกรุงซานา (Sanaa) ของเยเมน พวกเขาอ้างด้วยว่า การปะทะตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 48 ศพ แบ่งเป็นฝั่งฮูตี 31 ราย และฝั่งรัฐบาลเยเมนที่ซาอุฯ สนับสนุน 17 ราย

ทั้งนี้ การสู้รบในเยเมนกลับมาปะทุอีกครั้งนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมากลุ่มฮูตีเข้ายึดเมืองท่า โมคา และเกาะเปริม ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณทางเข้าทะเลแดง ทำให้กลุ่มฮูตีสามารถเข้าถึงและควบคุมฝั่งตะวันออกของช่องแคบ บับ เอล-มันเดบ ซึ่งเป็นคอขวดสำคัญที่เชื่อมระหว่างทะเลแดงกับอ่าวเอเดนได้โดยตรง

เรือสินค้าและเรือน้ำมันของซาอุฯ ต้องพึ่งพาเส้นทางทะเลแดงนี้ในการส่งออกไปยังเอเชียและยุโรป หลังจากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดเนื่องจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน แต่กลุ่มฮูตีประกาศปิดล้อมและขู่โจมตีเรือพาณิชย์และเรือบรรทุกน้ำมันที่เดินทางมาจาก หรือมีจุดหมายปลายทางไปยังท่าเรือของซาอุดีอาระเบีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ประกาศ จัดตั้ง “กองกำลัง AI” ลั่นไม่ขัดขวาง-ชะลอการพัฒนา

ทรัมป์ประกาศ จัดตั้ง “กองกำลัง AI” ลั่นไม่ขัดขวาง-ชะลอการพัฒนา

20 ก.ย. 2569 04:35 น.

ทรัมป์ประกาศ จัดตั้ง “กองกำลัง AI” ลั่นไม่ขัดขวาง-ชะลอการพัฒนา

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจัดตั้ง “กองกำลัง AI” และแต่งตั้งผู้ดูแลพิเศษ (AI Tsar) เพื่อกำกับดูแลและผลักดันเทคโนโลยีนี้ พร้อมยืนยันว่าจะไม่หยุดหรือชะลอการพัฒนา AI เด็ดขาด

เมื่อวันเสาร์ที่ 19 ก.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศผ่าน Truth Social ว่า สหรัฐฯ จะจัดตั้งกองกำลังสายงานใหม่หรือหน่วยงานเฉพาะกิจในชื่อ “กองกำลัง AI” (AI Force) พร้อมทั้งแต่งตั้ง “ผู้ดูแลพิเศษด้านปัญญาประดิษฐ์” (AI Tsar) เพื่อกำกับดูแลและผลักดันเทคโนโลยีนี้ ท่ามกลางกระแสคำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงและอันตรายของ AI ที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

“ผมกำลังจัดตั้ง “กองกำลัง AI” (AI Force) เช่นเดียวกับที่ผมเคยจัดตั้ง “กองทัพอวกาศ” (Space Force) ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่มาแล้วในวาระแรกของผม เพื่อการนั้น ผมจะประกาศแต่งตั้ง “ผู้ดูแลพิเศษด้าน AI” (AI Czar) ในอนาคตอันใกล้นี้ — เฉพาะผู้ที่มี IQ สูงเท่านั้นที่ควรร่วมสมัคร!” ข้อความของทรัมป์ระบุ

ทรัมป์ยืนยันว่ารัฐบาลของเขา “จะไม่ขัดขวางหรือยับยั้งการเติบโต” ของอุตสาหกรรม AI อย่างแน่นอน และคัดค้านข้อเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา AI ลง แต่สหรัฐฯ จะ “ทะนุถนอม ช่วยเหลือ และเฝ้ามองดูมันในขณะที่มันเติบโต!”

ทรัมป์เปรียบเทียบว่า AI คือการปฏิวัติอุตสาหกรรมหรืออินเทอร์เน็ตยุคใหม่ แต่จะมีขนาดและผลกระทบใหญ่กว่า โดยอาจมีสัดส่วนสูงถึง 25% ของ GDP สหรัฐฯ และเน้นย้ำเป้าหมายในการรักษาความเป็นผู้นำเหนือจีนในด้าน AI ซึ่งเรื่องนี้เป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันระหว่างสองมหาอำนาจ และคาดว่าจะถูกนำไปหารือในการพบกันระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในสัปดาห์หน้า

“AI คือการปฏิวัติอุตสาหกรรม หรืออินเทอร์เน็ตยุคถัดไป แต่จะมีขนาดและผลกระทบที่ยิ่งใหญ่กว่า อาจสูงถึง 25% ของ GDP ประเทศเรา เรากำลังนำหน้าจีนและส่วนที่เหลือของโลก และผมตั้งใจที่จะรักษาความเป็นผู้นำนั้นไว้!” ข้อความของทรัมป์ระบุ

ทรัมป์ย้ำคำเดิมว่าความวิตกกังวลเรื่องอันตรายของ AI นั้นเป็นเรื่อง “หลอกลวง” (Hoax) และระบุว่ารัฐบาลจะใช้กฎหมายแพ่งและอาญาที่มีอยู่แล้วในการจัดการกับผู้ที่นำ AI ไปใช้ในทางมิชอบ แทนการออกกฎระเบียบใหม่มาบีบบังคับ

ความเคลื่อนไหวของนายทรัมป์เกิดขึ้นหลังจาก บรรดาผู้เชี่ยวชาญและซีอีโอบริษัทผู้พัฒนา AI รายใหญ่ของสหรัฐฯ ออกมาเตือนว่า เทคโนโลยีนี้อาจเป็นอันตรายต่อมนุษยชาติ บางคนถึงขั้นประเมินว่ามีโอกาสสูงกว่า 10% ที่ AI จะ “ทำลายล้างมนุษย์ทั้งหมด”

ดาริโอ อาโมเดอี ซีอีโอของ Anthropic (ผู้พัฒนา Claude) กับ แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI (ผู้พัฒนา ChatGPT) และ อีลอน มัสก์ เจ้าของ xAI เรียกร้องให้ชะลอความเร็วในการพัฒนา AI พร้อมทั้งขอให้มีการกำกับดูแลทั้งอุตสาหกรรม และให้มีหน่วยงานตรวจสอบที่เป็นอิสระ

ขณะที่ แจ็ก คลาร์ก ผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic เสนอว่าอาจต้องมีข้อบังคับให้ติดตั้ง “สวิตช์หยุดทำงานกะทันหัน” (Kill switch) ที่สามารถตรวจสอบได้โดยบุคคลที่สาม

ทั้งนี้ สมาชิกรัฐสภากำลังพยายามผลักดันกฎหมายควบคุม AI แต่ แซม อัลต์แมน มองว่าภาครัฐปรับตัวตามเทคโนโลยีไม่ทัน และขอให้สาธารณชนเชื่อมั่นว่าบริษัท AI จะทำสิ่งที่ถูกต้องด้วยตนเอง

ส่วนคณะกรรมการร่วมด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐสภาของสหราชอาณาจักร (JCHR) ชี้ว่ากฎหมายที่มีอยู่ไม่เพียงพอจะรับมือกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI และเรียกร้องให้มีการออกกฎหมายฉบับใหม่เพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

Google เผย AI Gemini หลุดพื้นที่ทดสอบ ไปแฮก 3 บริษัท

Google เผย AI Gemini หลุดพื้นที่ทดสอบ ไปแฮก 3 บริษัท

20 ก.ย. 2569 02:03 น.

Google เผย AI Gemini หลุดพื้นที่ทดสอบ ไปแฮก 3 บริษัท

บริษัท Google เผยว่า โมเดล AI Gemini ของพวกเขา หลุดออกจากพื้นที่ทดสอบไปแฮกข้อมูลของ 3 บริษัท ท่ามกลางกระแสความกังวลเรื่องอันตรายจาก AI

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) “เจมิไน” (Gemini) ของบริษัท กูเกิล (Google) ได้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตและทำการแฮกบริษัทอื่นๆ ในระหว่างการทดสอบขีดความสามารถด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งนี่นับเป็นตัวอย่างแรกที่ AI ของบริษัท Google กระทำการดังกล่าวได้ด้วยตนเองโดยอิสระ

เหตุการณ์แฮกระบบดังกล่าวเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม ระหว่างการทดสอบความปลอดภัยไซเบอร์ซึ่งจัดขึ้นโดย Irregular บริษัทเอกชนอิสระที่ทำหน้าที่ประเมินความปลอดภัยไซเบอร์

ฮีทเธอร์ แอดคินส์ รองประธานฝ่ายวิศวกรรมความปลอดภัยของ Google ระบุในแถลงการณ์ว่า ในระหว่างการประเมินตามมาตรฐานปกติ โมเดล Gemini ได้ค้นหาข้อมูลสาธารณะบนโลกออนไลน์และคาดเดาข้อมูลการเข้าสู่ระบบ เพื่อเข้าถึงเว็บไซต์ 3 แห่งที่ตัว AI คิดว่าอยู่ในขอบเขตการทดสอบของตนเอง

“เหตุการณ์เหล่านี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการฝึกฝนโมเดล AI ที่ทรงพลังให้มีความรับผิดชอบในการทำงาน” นางแอดคินส์ระบุ

ด้านโฆษกของ Irregular กล่าวว่า เหตุการณ์นี้เป็นปัญหาลักษณะเดียวกันกับที่ส่งผลกระทบต่อห้องปฏิบัติการ AI แห่งอื่นๆ และได้แจ้งไปยังห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้วตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม “ปัญหาทั้งหมดที่ทราบในฝั่งของเราได้รับการแก้ไขและเสร็จสิ้นไปเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน” โฆษกกล่าว

ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา บริษัทผู้พัฒนา AI ยักษ์ใหญ่อย่าง Meta, Anthropic และ OpenAI ต่างออกมาเปิดเผยว่า ระบบ AI ของพวกเขาก็หลุดออกจากห้องทดสอบไปแฮกบริษัทอื่นๆ หลายแห่ง

Irregular ระบุว่ากำลังจัดทำแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการทดสอบความปลอดภัยไซเบอร์ของ AI

เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับมาตรการคุ้มครองที่จำเป็น ในขณะที่เอเจนต์ AI เริ่มได้รับอิสระในการทำงานมากขึ้น รวมถึงเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและระบบคอมพิวเตอร์ได้มากขึ้น

สำนักข่าว Wall Street Journal ซึ่งเป็นผู้รายงานข่าวนี้เป็นแห่งแรกเมื่อวันศุกร์ ระบุว่า ในกรณีหนึ่ง โมเดล Gemini ได้สุ่มคาดเดารหัสผ่านจนกระทั่งสามารถเข้าถึงระบบที่ได้รับการปกป้องได้สำเร็จ ส่วนอีกสองกรณี โมเดลพบข้อมูลการเข้าสู่ระบบในคลังข้อมูลสาธารณะ ซึ่งช่วยให้สามารถเข้าถึงระบบที่ได้รับการปกป้องในเวลาต่อมา

โดยนางแอดคินส์กล่าวปิดท้ายว่า จากทั้ง 3 เหตุการณ์ข้างต้น โมเดล AI ยุติการแฮกระบบด้วยตัวเอง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ชาวคิวบานับล้านไม่มีไฟฟ้าใช้ หลังไฟดับครั้งใหญ่รอบที่ 6 เหตุระบบขัดข้อง

ชาวคิวบานับล้านไม่มีไฟฟ้าใช้ หลังไฟดับครั้งใหญ่รอบที่ 6 เหตุระบบขัดข้อง

20 ก.ย. 2569 01:36 น.

ชาวคิวบานับล้านไม่มีไฟฟ้าใช้ หลังไฟดับครั้งใหญ่รอบที่ 6 เหตุระบบขัดข้อง

ชาวคิวบานับล้านคนเผชิญกับปัญหาไฟฟ้าดับ หลังจากระบบขัดข้องครั้งใหญ่ โดยนี่นับเป็นเหตุไฟดับวงกว้างครั้งที่ 6 ในปีนี้แล้ว ท่ามกลางภาวะขาดแคลนพลังงานและสิ่งของจำเป็นอย่างหนัก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประชาชนหลายล้านคนในประเทศคิวบา เผชิญเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่อีกครั้งในวันศุกร์ที่ผ่านมา (18 ก.ย. 2569) หลังจากระบบโครงข่ายไฟฟ้าทั่วประเทศเกิดล่มอย่างสิ้นเชิง โดยรัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการแก้ไข และสามารถฟื้นฟูไฟฟ้าตามสถานที่สำคัญได้แล้ว

กระทรวงพลังงานและ UNE ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบไฟฟ้าของคิวบาระบุว่า เหตุไฟดับเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์เวลาประมาณ 14:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น เกิดจากระบบส่งไฟฟ้าขัดข้องประกอบกับสภาพอากาศที่เลวร้ายในตอนกลางของประเทศ

นี่นับเป็นเหตุการณ์ไฟดับครั้งใหญ่ ทั้งแบบบางส่วนหรือทั่วประเทศ ครั้งที่ 6 ที่เกิดขึ้นในปีนี้แล้ว โดยปัจจัยหลักที่ทำให้ระบบล้มเหลวคือ โครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าที่เก่าแก่บวกกับการขาดแคลนเชื้อเพลิงเรื้อรัง

รัฐบาลได้เริ่มกระบวนการทยอยคืนกระแสไฟฟ้าแล้ว โดยเริ่มจ่ายไฟให้กับพื้นที่สำคัญก่อน เช่น โรงพยาบาล และสถานีสูบน้ำในกรุงฮาวานา

ทั้งนี้ คิวบาพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงเป็นหลัก แต่ต้องเผชิญกับการปิดล้อมการส่งมอบน้ำมันอย่างเข้มงวดจากรัฐบาลทรัมป์ รวมถึงการขู่เก็บภาษีลงโทษประเทศที่ส่งน้ำมันให้คิวบา และการที่สหรัฐฯ เข้ายึดเรือขนส่งน้ำมันหลายลำ

เดิมทีเวเนซุเอลาส่งน้ำมันให้คิวบาราว 35,000 บาร์เรลต่อวัน คิดเป็นครึ่งหนึ่งของความต้องการในประเทศ แต่การส่งน้ำมันหยุดชะงักลง หลังจากประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลาถูกสหรัฐฯ ควบคุมตัวไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

รัฐบาลวอชิงตันอ้างว่าวิกฤตพลังงานของคิวบาเกิดจากการบริหารจัดการที่ล้มเหลวภายในประเทศเอง พร้อมมองว่าคิวบาเป็น “ภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ” ขณะที่ทรัมป์เคยเอ่ยถึงการล้มผู้นำคิวบาหรือการเข้ายึดครองแบบประนีประนอมด้วย

วิกฤตไฟฟ้าส่งผลให้การขาดแคลนอาหาร ยา น้ำประปา และแก๊สหุงต้มในคิวบาทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โรงพยาบาลเปิดทำการได้อย่างยากลำบาก ขณะที่โรงเรียนและหน่วยงานรัฐต้องปิดทำการ

ชาวบ้านในกรุงฮาวานาระบุว่าเหตุไฟดับที่กินเวลายาวนานเกิน 24 ชั่วโมง กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้ว และสถานการณ์ที่ขาดแคลนทุกอย่างพร้อมกันสร้างความตึงเครียดให้กับการดำเนินชีวิตอย่างมาก และทำให้เกิดการชุมนุมประท้วงเหตุไฟดับซ้ำซากด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ควันดำพวยพุ่งใกล้สนามบินในเมืองหลวงซาอุฯ หวั่นถูกโจมตีทางอากาศ

ควันดำพวยพุ่งใกล้สนามบินในเมืองหลวงซาอุฯ หวั่นถูกโจมตีทางอากาศ

19 ก.ย. 2569 23:38 น.

ควันดำพวยพุ่งใกล้สนามบินในเมืองหลวงซาอุฯ หวั่นถูกโจมตีทางอากาศ

เกิดควันดำพวยพุ่งบริเวณสนามบินในเมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย หลังจากรัฐบาลเพิ่งประกาศเตือนภัยการโจมตีทางอากาศ ในขณะที่ความขัดแย้งกับกลุ่มฮูตีในเยเมนรุนแรงยิ่งขึ้น

เมื่อวันเสาร์ที่ 19 ก.ย. 2569 เกิดควันดำหนาทึบพวยพุ่งบริเวณใกล้กับท่าอากาศยานนานาชาติ “คิง คาลิด” ในกรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากรัฐบาลเปิดสัญญาณเตือนภัยทางอากาศ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการเตือนประชาชนให้หลบอยู่ในอาคารบ้านเรือนตั้งแต่ความขัดแย้งกับกลุ่มกบฏฮูตี (Houthi) ในเยเมน ทวีความรุนแรงขึ้น

รายงานข่าวระบุว่า ประชาชนท้องถิ่นได้ยินเสียงระเบิดดังหลายครั้ง และมีรายงานว่าถังเก็บน้ำมันของบริษัท Aramco ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของซาอุฯ ใกล้กับสนามบิน ถูกไฟไหม้ โดยมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงพยายามเข้าควบคุมเพลิง

เว็บไซต์ติดตามเที่ยวบิน FlightRadar24 รายงานว่าเกิดปัญหาความล่าช้าและการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมากที่สนามบินนานาชาติ คิง คาลิด

ก่อนหน้านี้ สำนักงานป้องกันพลเรือนของซาอุดีอาระเบีย ส่งข้อความเตือนภัยเข้าโทรศัพท์มือถือของประชาชนในช่วงกลางดึก เพื่อเตือนภัยการโจมตีทางอากาศ ก่อนจะยกเลิกการแจ้งเตือนในเช้าวันเสาร์ ขณะที่ทางการซาอุฯ ยังไม่มีคำแถลงอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้

ด้านนาย ยาห์ยา อัล-ซารี โฆษกของกลุ่มฮูตีระบุว่า ซาอุฯ ได้เปิดการโจมตีกว่า 300 ครั้งทั่วเยเมนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และเตือนว่าการโจมตีกรุงซานา เมืองหลวงของเยเมน จะไม่ถูกปล่อยให้ผ่านไปโดยไม่มีการเอาคืน

กลุ่มฮูตีอ้างว่า พวกเขาเพิ่งยิงเครื่องบินขับไล่ของซาอุดีอาระเบีย ตกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และการโจมตีเข้าใส่กันระลอกล่าสุด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 48 ศพ แบ่งเป็นฝั่งฮูตี 31 ราย และฝั่งรัฐบาลเยเมนที่ซาอุฯ สนับสนุน 17 ราย ขณะที่ UN รายงานว่า ความขัดแย้งล่าสุดนี้ทำให้มีประชาชนกลายเป็นผู้พลัดถิ่นกว่า 104,796 คนแล้ว

ทั้งนี้ กลุ่มฮูตีเข้ายึดเมืองท่า โมคา และเกาะเปริม ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณทางเข้าทะเลแดง ทำให้กลุ่มฮูตีสามารถเข้าถึงและควบคุมฝั่งตะวันออกของช่องแคบ บับ เอล-มันเดบ ซึ่งเป็นคอขวดสำคัญที่เชื่อมระหว่างทะเลแดงกับอ่าวเอเดนได้โดยตรง

เรือสินค้าและเรือน้ำมันของซาอุฯ ต้องพึ่งพาเส้นทางทะเลแดงนี้ในการส่งออกไปยังเอเชียและยุโรป หลังจากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดเนื่องจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน แต่กลุ่มฮูตีประกาศปิดล้อมและขู่โจมตีเรือพาณิชย์และเรือบรรทุกน้ำมันที่เดินทางมาจาก หรือมีจุดหมายปลายทางไปยังท่าเรือของซาอุดีอาระเบีย

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง โดย JP Morgan สถาบันการเงินระดับโลก ออกเตือนนักลงทุนว่า ไม่สามารถประเมินหรือสร้างแบบจำลองคาดการณ์ทิศทางราคาน้ำมันจากผลกระทบของสงครามครั้งนี้ได้ เนื่องจากสถานการณ์มีความไม่แน่นอนสูง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เดนมาร์กโว บรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ปกป้องอธิปไตยกรีนแลนด์

เดนมาร์กโว บรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ปกป้องอธิปไตยกรีนแลนด์

19 ก.ย. 2569 22:39 น.

เดนมาร์กโว บรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ปกป้องอธิปไตยกรีนแลนด์

นายกรัฐมนตรีเดนมาร์กยินดี บรรลุข้อตกลงความมั่นคงกรีนแลนด์กับสหรัฐฯ โดยย้ำว่านี่ถือเป็นการในอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดนของเดนมาร์ก ที่มีต่อดินแดนแห่งนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สหรัฐฯ และเดนมาร์กได้ประกาศบรรลุข้อตกลงด้านความมั่นคงเหนือเกาะกรีนแลนด์แล้ว ยุติความขัดแย้งทางการทูตที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยขู่ว่าจะเข้ายึดกรีนแลนด์ด้วยกำลังทางทหารเพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงและทรัพยากรแร่ธาตุ

จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเผยแพร่เนื้อหาฉบับเต็มของข้อตกลงออกมา แต่นายทรัมป์โพสต์บน Truth Social ว่าข้อตกลงนี้มอบ “การควบคุมด้านความมั่นคงและอื่นๆ” ให้แก่สหรัฐฯ อย่างถาวร โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และให้อำนาจเด็ดขาดในการทำสิ่งที่จำเป็นเพื่อปกป้องกรีนแลนด์

ขณะที่เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ จะได้รับสิทธิถาวรในการเข้าถึง การตั้งฐานทัพ การบินผ่าน และสามารถสร้างสิ่งก่อสร้างทางทหารเพิ่มเติมได้โดยไม่ต้องขออนุมัติจากเดนมาร์กหรือกรีนแลนด์ นอกจากนั้นยังห้ามประเทศนอกกลุ่ม NATO ตั้งฐานทัพ และห้ามชาติที่เป็นปฏิปักษ์ โดยเฉพาะจีนและรัสเซีย ส่งกำลังทหารหรือลงทุนในภาคส่วนที่ละเอียดอ่อนด้วย

ด้านนายกรัฐมนตรี เมตเต เฟรเดอริกเซน ของเดนมาร์ก และ นายกรัฐมนตรี เยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน ของกรีนแลนด์ ออกมากล่าวยินดีกับข้อตกลงดังกล่าว โดยระบุว่ามันจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงในแถบอาร์กติก แต่เน้นย้ำว่าข้อตกลงนี้ยังคงยอมรับอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดนของเดนมาร์ก และสิทธิในการเลือกอนาคตของตนเองของชาวกรีนแลนด์

ส่วนสื่อเดนมาร์กมองว่านี่คือชัยชนะทางการทูตของเดนมาร์ก เนื่องจากดินแดนไม่ได้ถูกส่งมอบให้สหรัฐฯ ตามที่ทรัมป์เคยเรียกร้อง เพียงแต่ทรัมป์ได้พื้นที่โฆษณาชัยชนะบนโซเชียลมีเดียเท่านั้น

ร่างข้อตกลงนี้จะถูกลงนามอย่างเป็นทางการในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN) ในสัปดาห์หน้า และจะต้องผ่านกระบวนการอนุมัติจากรัฐสภาของทุกฝ่ายก่อนจึงจะมีผลบังคับใช้

ทั้งนี้ ปัจจุบันยังไม่มีการเผยแพร่เนื้อหาฉบับเต็ม ทำให้ยังไม่ชัดเจนว่าข้อตกลงใหม่นี้ต่างจากข้อตกลงเดิมปี 1951 (พ.ศ.2494) ซึ่งอนุญาตให้สหรัฐฯ วางกำลังทหารในกรีนแลนด์ได้อยู่แล้ว อย่างไรบ้าง

ขณะที่นักการเมืองและสมาชิกรัฐสภาของกรีนแลนด์บางส่วนยังคงแสดงความกังวลและระบุว่ายังไม่ไว้วางใจทรัมป์ โดยจะเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าสิทธิในการตัดสินใจอนาคตของตนเองของชาวกรีนแลนด์จะไม่ถูกละเมิด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc