ปชป.ชิงผู้ว่ากทม. ทาบบิ๊กเนมลงสนาม อภิสิทธิ์โวลั่นว้าวแน่

ปชป.ชิงผู้ว่ากทม. ทาบบิ๊กเนมลงสนาม อภิสิทธิ์โวลั่นว้าวแน่

ปชป.ชิงผู้ว่ากทม. ทาบบิ๊กเนมลงสนาม อภิสิทธิ์โวลั่นว้าวแน่

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปชป.ชิงผู้ว่ากทม. ทาบบิ๊กเนมลงสนาม อภิสิทธิ์โวลั่นว้าวแน่

“มาร์ค”แย้มทาบ“บิ๊กเนม”ชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.อุบชื่อเป็นความลับ แต่รับรองสังคมรู้จักดีเผยคำใบ้ปริศนา “เคยร่วมงานกันแบบเฉี่ยวๆ”เตรียมเคาะสก.ชุดใหญ่สัปดาห์หน้า พร้อมลุยศึกเมืองหลวงเต็มสูบ ด้าน “ป.ป.ช.” เผย 23 เม.ย. ออกข้อชี้แจงเคลียร์ครหา 2 มาตรฐาน เหตุวินิจฉัยทรัพย์สินรมต.สวนคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญ ย้ำต้องดูข้อเท็จจริง-ข้อกฎหมาย เตือนสส.ใหม่ ทำบัญชียื่นฯต้องยึดรอบคอบ ทั้งหุ้น-ทรัพย์สินสามี ภรรยา

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดเผยความคืบหน้าการส่งบุคคลลงสมัครผู้ว่าฯกทม.ว่า ขณะนี้พรรคเร่งดำเนินการจัดสรรตัวผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ให้ครบถ้วนที่สุด โดยคาดว่าภายในวันอังคารหน้า (28 เม.ย. 2569) จะมีการอนุมัติรายชื่อผู้สมัครกลุ่มใหญ่ออกมา สำหรับตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.ว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพูดคุยกับบุคคลที่พรรคได้ทาบทามไว้ แม้จะยังไม่ได้ข้อสรุปในทันที แต่ยืนยันว่า หากเปิดตัวออกมาจะสร้างความตื่นเต้นได้อย่างแน่นอน

“เรายังอยู่ในช่วงพูดคุยกับคนที่ไปทาบทามไว้ หากเรียบร้อยเมื่อไหร่จะรีบแจ้งให้ทราบทันที รับรองว่า เปิดชื่อมาแล้วต้อง “ว้าว” และเป็นคนที่สังคมรู้จักกันดี ส่วนว่าเป็นคนใหม่ที่ไม่เคยร่วมงานกับพรรคเลยหรือไม่นั้น อาจจะใช้คำว่าเคยร่วมงานกันแบบเฉี่ยวๆ มาบ้างก็ได้”นายอภิสิทธิ์กล่าวด้วยอารมณ์ดี

ส่วนการประชุมใหญ่พรรค หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จะมีการประชุมใหญ่สามัญประจำปีในวันเสาร์ที่ 25 เม.ย.นี้ โดยจะเป็นการประชุมผ่านระบบออนไลน์ และไม่มีวาระพิเศษใดๆ รวมถึงยังไม่มีการพิจารณาเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งที่ว่างลง (กรณีเลือกแทนคุณ) โดยระบุว่าตำแหน่งดังกล่าวยังคงว่างไว้ก่อนในขณะนี้

ด้าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ตอนนี้ยังคงทำงานเหมือนปกติ แต่จะมีงานที่ค้างอยู่ ซึ่งต้องขมวดให้เสร็จหลายเรื่อง เช่น ทางเดินสวนลุมพินี หรือทางยกระดับลาดกระบัง ถนนทางด่วนลาดกระบัง ในทุกเรื่องก็ทำงานหนักเต็มที่จนวินาทีสุดท้าย โครงการที่ค้างที่ยังไม่เสร็จก็ต้องเร่ง “การตัดสินใจในใจมีอยู่แล้ว แต่การประกาศอย่างเป็นทางการก็คงไม่ต้องรีบ เพราะจริงๆ แล้ว ประกาศก่อนหรือไม่ประกาศก่อนก็ไม่ได้มีประโยชน์กับใคร ใกล้จะหมดเทอมวันที่ 21 พฤษภาคม อีก 1 เดือน คงประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ในใจเราก็มีการคิดคำนึงอยู่ตลอด แต่ผมว่าถึงเวลาที่จะประกาศอย่างเป็นทางการ ก็คงประมาณปลายเทอม”

เมื่อถามว่า โซเชียลเชียร์ให้ลงอีกนายชัชชาติกล่าวว่า จริงๆ แล้วคนที่ไม่อยากให้ลง แต่ไม่ลงโซเชียลก็มี ก็ไม่แน่ ผมว่าเราเอาใจเราเป็นหลักว่าเราอยากทำไหม เรามีอะไรที่จะเสนอหรือเปล่า แต่อย่างที่บอก ไม่ได้จำเป็นที่เราต้องไปรีบประกาศอะไร พอประกาศปุ๊บ คำพูดเป็นนายเรา แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่เตรียมตัว เราก็คิดตลอด เราพยายามหานโยบายตลอด แต่เชื่อว่าพอประกาศแล้ว คำพูดเป็นนายเราไปกลับอะไรไม่ได้ ก็ไม่มีเหตุผลที่เราต้องรีบประกาศก่อน

นายประภาศ คงเอียด กรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กรรมการ ป.ป.ช.) กล่าวปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งในหัวข้อ“บัญชีทรัพย์สิน”ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและความเสี่ยงทางกฎหมาย ภายในงานสัมมนาวิชาการ เรื่อง “สส.101 : start strong” ที่จัดโดยสถาบันพระปกเกล้าร่วมกับเดลินิวส์ ว่า เรื่องบัญชีทรัพย์สินในกฎหมายป.ป.ช.เป็นเครื่องมือป้องกัน เพราะคนที่เข้ามาในตำแหน่งแล้วมีความเสี่ยงทำทุจริตได้ ดังนั้น เมื่อเปิดเผยก็จะทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่าผู้เข้ามาดำรงตำแหน่งมีทรัพย์สินก่อนเข้ามาเท่าไหร่ พ้นตำแหน่งแล้วมีทรัพย์สินเท่าไหร่ นอกจากนี้บัญชีทรัพย์สินยังช่วยเรื่องการปราบปรามการทุจริต เพราะถ้ามีความไม่ชอบหรือผิดปกติ ก็จะมีการดำเนินการตามกฎหมาย

“ขณะนี้มีการพูดถึง 2 มาตรฐาน หรืออะไรต่างๆ ผมขอยืนยันว่า เราสามารถอธิบายข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายได้อย่างชัดแจ้ง ในวันพรุ่งนี้ (23 เม.ย.) ป.ป.ช. จะออกข้อชี้แจงในเรื่องนี้ ซึ่งองค์กร ป.ป.ช และผมจะมีจุดอ่อนอย่างหนึ่ง คือไม่ค่อยได้ทำงานเชิงรุก คล้ายกับศาล คือตัดสินไปแล้วบนพื้นฐานของข้อมูล สำนวนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย อย่าลืมว่าข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย คือตัวบ่งชี้ถึงการวินิจฉัย ไม่ว่าจะเป็นศาลหรือป.ป.ช. บางเรื่องเราจะเอา เรื่องหนึ่งไปเปรียบเทียบกับเรื่องหนึ่งไม่ได้เสมอไป โดยเฉพาะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องอะไรคือเรื่องคุณสมบัติของรัฐมนตรี การวินิจฉัยของป.ป.ช. คือการวินิจฉัยเรื่องจงใจหรือเจตนายื่นบัญชีทรัพย์สินหรือปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ ซึ่งมันไม่ใช่ว่าจะต้องเอาข้อเท็จจริง หรือคำวินิจฉัยมาใช้เสมอไป ก็ต้องดูว่าประเด็นอะไรด้วย ในรายละเอียดจะมีการชี้แจงต่อไป เราเคารพความคิดความเห็นของทุกคน แต่ความเห็น มีสิทธิ์ที่จะให้ความคิดเห็นอย่างไรก็ได้ แต่พื้นฐานคือข้อมูลข้อกฎหมายครบถ้วนหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องตระหนัก“ นายประภาส กล่าว

นายประภาสยังกล่าวถึงการตรวจสอบทรัพย์สินว่า ขอให้ สส.และผู้ช่วยสส.มีความรอบคอบในการจัดทำบัญชีทรัพย์สิน หนี้สินที่จะยื่นต่อป.ป.ช. แน่นอนว่าท่านอยู่ในฝ่ายการเมือง ก็มีฝั่งตรงข้าม หรือผู้ไม่หวังดีอยู่เสมอเพราะฉะนั้นถ้าพลาดนิดเดียว บางครั้งความผิดพลาดนั้นอาจไม่ได้เกิดจากเจตนาของท่านแต่ท่านก็ถูกนำไปเป็นประเด็นดราม่า และการใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองได้ โดยที่ต้องระมัดระวัง คือ เรื่องหุ้น เรื่องทรัพย์สินคู่สมรส ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมไปถึงการอยู่กินฉันสามีภรรยาแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ซึ่งหากมีการร้องเรียนเข้ามา ป.ป.ช.ต้องเข้าไปตรวจสอบ จนถึงขั้นส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเชิงลึกเพื่อดูพฤติการณ์ถึงบ้านด้วยเรื่องนี้ขอฝาก สส.ด้วยความห่วงใย

นายนิติพล ผิวเหมาะ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาประกาศลาออกจากพรรคประชาชน ผ่านบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า “ทุกท่านครับ ผมได้ทบทวนเส้นทางทางการเมืองของตัวเองอย่างจริงจัง และตัดสินใจว่า ถึงเวลาแล้วที่ผมต้องก้าวออกจากพรรคประชาชน เพราะผมเชื่อว่า ผมสามารถทำงานเพื่อประชาชนได้มากกว่านี้ ผมยังคงเคารพพรรคประชาชนและเพื่อนร่วมงานทุกคนที่เราเคยร่วมกันทำงานมาตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล ผมจึงขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาชนนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จากนี้ไป ผมจะเดินหน้าทำงานการเมืองต่อ พร้อมเปิดรับความร่วมมือจากทุกฝ่าย”

ทั้งนี้ นายนิติพล มีชื่อ 1 ใน 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล ที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดในกรณีร่วมเข้าชื่อเสนอแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112

สอบ2บริษัทเรือยอมรับ ส่งนํ้ามันช้า DSIเร่งพิสูจน์เชิงลึก ต้องจอดซ่อม-คิวเต็ม

สอบ2บริษัทเรือยอมรับ ส่งนํ้ามันช้า DSIเร่งพิสูจน์เชิงลึก ต้องจอดซ่อม-คิวเต็ม

สอบ2บริษัทเรือยอมรับ ส่งนํ้ามันช้า DSIเร่งพิสูจน์เชิงลึก ต้องจอดซ่อม-คิวเต็ม

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สอบ2บริษัทเรือยอมรับ ส่งนํ้ามันช้า DSIเร่งพิสูจน์เชิงลึก ต้องจอดซ่อม-คิวเต็ม

ดีเอสไอแย้มผลสอบ 2 บริษัทเรือน้ำมัน ยอมรับต้องจอดซ่อม รอคิวเทียบท่าขนถ่ายน้ำมันเข้าคลังใหญ่สุราษฎร์ธานี ทำให้เสียเวลาในการเดินทาง รอพิสูจน์ในเชิงลึกต่อไป ขณะที่คลังใหญ่อ่างทอง ลุ้นขึ้นเป็นคดีพิเศษโดยอัตโนมัติในเร็วๆ นี้

จากกรณี 8 บริษัท ซึ่งเป็นเจ้าของเรือ 12 ลำ (วิ่ง 20 เที่ยวเรือ) อาจโยงกับเรื่องน้ำมันเกือบ 60 ล้านลิตร ล่องหนกลางทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานี นั้น โดยเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 กรรมการผู้มีอำนาจลงนามของ 2 บริษัทเรือ คือบริษัทบิ๊กซี จำกัด – BIG SEA CO.,LTDและบริษัท ทรานส์โอเชี่ยน ซัพพลาย (1992) จำกัด – TRANS OCEAN SUPPLY (1992) COMPANY LIMITED ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้ปากคำในฐานะพยานนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยผลการสอบปากคำกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของ 2 บริษัทเจ้าของเรือ ได้แก่ บริษัท บิ๊กซี จำกัด -BIG SEA CO.,LTD และบริษัท ทรานส์โอเชี่ยน ซัพพลาย (1992) จำกัด – TRANS OCEAN SUPPLY (1992) COMPANY LIMITED ในฐานะพยาน ว่า วันที่ 21 เม.ย. 2569 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินการสอบปากคำกรรมการของบริษัทเจ้าของเรือทั้ง 2 แห่ง ซึ่งได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

โดยทางกรรมการบริษัทฯ ได้มีการนำเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันมาชี้แจงกับพนักงานสอบสวน อีกทั้งยังได้ให้ข้อมูลสาเหตุที่เรือของบริษัทฯไม่สามารถขนส่งน้ำมันไปยังบริษัทคลังน้ำมันที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีได้ตามกำหนด ซึ่งมีข้อเท็จจริงที่ตรงกัน คือ การใช้ระยะเวลาการเเล่นเรือในน่านน้ำทะเลนานกว่าปกติจริง

ส่วนรายละเอียดเชิงลึกเพราะปัจจัยเรื่องเรือเสียต้องจอดชะลอไว้ก่อน หรือเพราะคิวเต็มและต้องต่อคิวเพื่อรอเข้าส่งน้ำมันกับบริษัทคลังน้ำมันนั้น ตรงนี้ต้องขอสงวนไว้เพื่อใช้ขยายผลสืบสวนรวบรวมข้อมูลสอบสวนต่อไป อย่างไรก็ตามข้อมูลการให้ปากคำในฐานะพยานของทั้ง 2 บริษัทเรือที่ได้ให้ไว้นั้นคณะพนักงานสอบสวนรับฟังเต็มที่ และจะได้นำรายละเอียดไปประมวลเปรียบเทียบกับพยานหลักฐานอื่นๆ และใช้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง

ทั้งนี้ ในวันที่ 23 เมษายน จะมีบริษัทเรือขนส่งน้ำมันอีก 3 ราย ที่จะเดินทางเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเพื่อให้การชี้แจงในฐานะพยานตามนัดหมายต่อไป

“ประเด็นที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ รายละเอียดในการประกอบธุรกิจ เพื่อพิสูจน์ทราบว่าข้อมูลการดำเนินธุรกิจที่ได้รับมานั้นสอดคล้องกับข้อเท็จจริงหรือไม่ ส่วนในด้านพฤติการณ์การเดินเรือก็ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน ต้องตรวจสอบหาสาเหตุและแรงจูงใจกรณีการเดินเรือล่าช้าผิดปกติ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการขยายผลสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อสรุปทางคดีต่อไป โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะมุ่งเน้นการตรวจสอบในส่วนของเส้นทางเดินเรือเป็นหลัก” พ.ต.ต.วรณันกล่าว

พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า ส่วนการขยายผลนอกเส้นทางเดินเรือ ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ทำงานเชิงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรอื่นๆ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล(ศรชล.) รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องตลอดการทำงานก็ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสืบสวนและเร่งนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้เร็วที่สุด

ส่วนกรณีการรับโอนสำนวนคดีบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคบ. ได้ทำการอายัดไว้ 2 ถังน้ำมันไปตรวจสอบ หลังจากนั้น 17 เมษายน 2569กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 1 ดีเอสไอ ได้สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอ่างทอง เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน พลังงานจังหวัดอ่างทอง พาณิชย์จังหวัดอ่างทอง ร่วมกันเข้าตรวจสอบรวบรวมข้อมูลและสุ่มเก็บตัวอย่างน้ำมันอีก 2 ถัง เพื่อใช้ขยายผลกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องหากการกระทำความผิดซึ่งจะได้หารือรับโอนสำนวนจาก บก.ปคบ.มาสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษเพิ่มอีกหนึ่งคดีนั้น พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า กรณีนี้ไม่ต้องเสนอรายละเอียดไปให้คณะกรรมการคดีพิเศษ หรือ กคพ. พิจารณาว่าจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่อีกแล้ว

เพราะถ้าพฤติการณ์ทางคดีเข้าข่ายตามมติของประกาศคณะกรรมการคดีพิเศษ โดยอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ สามารถใช้อำนาจลงนามรับเป็นคดีพิเศษได้ทันที อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ตนได้ตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองขึ้นมาเพื่อตรวจสอบรายละเอียดทางคดีแล้ว เบื้องต้นพบว่าเข้าหลักเกณฑ์ในการรับเป็นคดีพิเศษ ขณะนี้จึงอยู่ระหว่างให้คณะกรรมการกลั่นกรองเสนอเรื่องขึ้นมาให้ตนเองลงนามอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นขั้นตอนทางธุรการคดี แต่ในข้อเท็จจริงแล้วพนักงานสอบสวนได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเพื่อเตรียมทำคดีแล้ว โดยจะแยกเป็นคดีพิเศษอีกคดีซึ่งการรับกรณีที่จังหวัดอ่างทองเป็นคดีพิเศษจะมีความชัดเจนในเร็วๆ นี้

กู้เงินทางเลือกสุดท้าย ขุนคลังยัน หนี้ไทยต่ำกว่าทั่วโลก ชี้ไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์ ไม่กังวลความน่าเชื่อถือ

กู้เงินทางเลือกสุดท้าย ขุนคลังยัน หนี้ไทยต่ำกว่าทั่วโลก ชี้ไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์ ไม่กังวลความน่าเชื่อถือ

กู้เงินทางเลือกสุดท้าย ขุนคลังยัน หนี้ไทยต่ำกว่าทั่วโลก ชี้ไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์ ไม่กังวลความน่าเชื่อถือ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กู้เงินทางเลือกสุดท้าย ขุนคลังยัน หนี้ไทยต่ำกว่าทั่วโลก ชี้ไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์ ไม่กังวลความน่าเชื่อถือ รบ.ลุยดึงงบค้างท่อปี’69 ตุนแสนล้านรับมือวิกฤต

นายกฯ ถก 4 หน่วยงานทบทวนจัดงบประมาณปี’70 ขับเคลื่อนนโยบายใต้ความผันผวนโลก รับมีข้อจำกัดมาก ต้องหั่นงบ ด้าน“เอกนิติ”ยันออกพ.ร.ก.กู้เงินเป็นทางเลือกสุดท้าย การันตีทั้งไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์ไม่ห่วงเรื่องเพดานหนี้สาธารณะ อ้าง ยังต่ำกว่าประเทศทั่วโลก เตรียมดันพ.ร.บ.โอนงบประมาณ’69 ดึงเงินค้างท่อกว่า 125,000 ล้าน เป็นกระสุนสำรองรับมือวิกฤต

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 08.10 น. ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย อธิบดี หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ นายศักดา วิเชียรศิลป์ ที่ปรึกษา รมว.มหาดไทย และนายไชยวัฒน์ จุลถิระพงศ์ เลขานุการ รมว.มหาดไทย ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวานนี้ได้เข้าร่วมประชุมด้วย

อนุทินมอบนโยบายมท.แก้วิกฤตชาติ

โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าขอบคุณที่ได้มาร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียงเพื่อขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทยในการติดตามสถานการณ์ด้านสาธารณภัยความมั่นคง รวมถึงการพัฒนาในมิติอื่นๆ ของประเทศ เพื่อที่เราจะได้มาร่วมกันหาทางออกและแก้ไขสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าในประเทศนี้จะมีปัญหาหรือวิกฤตการณ์ใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวกับประชาชน กระทรวงมหาดไทย คือ หน่วยงานหลักและการดำเนินการ ทั้งส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น ซึ่งหนีไม่พ้นที่จะต้องใช้บทบาทของมหาดไทยในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ บรรยากาศระหว่างการมอบนโยบาย นายกรัฐมนตรีพูดได้เพียงไม่ถึง 2 นาทีได้เชิญสื่อมวลชนและผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากห้องประชุม พร้อมกล่าวว่า ขอความสงบไม่ต้องพูดแทรกขึ้นมา เวลาประชุม ก่อนกล่าวย้ำว่า “ขอเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการเชิงรุก เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด”

ย้ำลุยมาตรการประหยัดพลังงาน

ทั้งนี้ ในที่ประชุม นายอนุทินได้กล่าวช่วงหนึ่งว่าเรื่องการรับมือสถานการณ์วิกฤตพลังงาน อันเนื่องมาจากสถานการณ์สู้รบในประเทศตะวันออกกลาง การเข้าถึงแหล่งพลังงาน ประเทศไทยเรามีความสามารถในการนำเข้าน้ำมันเพื่อให้บริการประชาชน ต้องขอขอบคุณ ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศทุกท่านที่ได้ปฏิบัติการให้บรรลุตามเป้าหมายของเราในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยให้ประชาชนได้เดินทางสัญจรกลับได้อย่างสะดวก การอำนวยความสะดวก ผ่อนปรนเวลาเดินรถขนส่งน้ำมัน ช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้นรวมถึงการป้องกันการกักตุนน้ำมันซึ่งท่านได้บูรณาการบริหารบริหารจัดการการควบคุมดูแลสถานการณ์บริการน้ำมันในแต่ละจังหวัดได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ขอให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทยโดยเฉพาะการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ได้ศึกษาเรื่องการมาตรการประหยัดไฟฟ้า เปิด-ปิดไฟในโซนพื้นที่จำเป็น รวมถึงมาตรการพลังงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรเทาภาวะวิกฤตพลังงานในอนาคต

ผวจ.ดูแลลงทะเบียน‘ไทยช่วยไทยพลัส’

เรื่องมาตรการด้านเศรษฐกิจขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะ “รัฐบาลของจังหวัด”ได้เตรียมการอำนวยความสะดวกพี่น้องประชาชนในการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ“ไทยช่วยไทย พลัส”ตามที่รัฐบาลจะได้มีมาตรการในระยะใกล้นี้รวมถึงบัตรสวัสดิการ เพื่อส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจ เสริมสภาพคล่องหมุนเวียนในเศรษฐกิจ การพัฒนาประเทศให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนสูงสุด

จัดงบฯ’70 ลดดูงาน สร้างตึกใหญ่

นอกจากนี้เรื่องการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ดำเนินตามนโยบายและแนวทางที่รัฐบาลได้ให้ไว้อย่างเคร่งครัด เนื่องจากเรามีความจำเป็นต้องปรับรูปแบบการใช้งบประมาณ ให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ของโลก ตัวอย่างเช่นแนวทาง “Zero-Based Budgeting” อิงสถานการณ์ปัจจุบันและวางแผนการใช้งบประมาณ ไม่คำนึงถึงฐานงบประมาณที่ผ่านมา รวมถึงลดงบประมาณในการศึกษาดูงาน การจัดประชุม การสร้างอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ ขอให้ใช้วิธีการเช่าแทน การเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า EV มากขึ้นตลอดจนเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Net Zero ที่กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับองค์การสหประชาชาติ UN ผลักดันขับเคลื่อนทำให้ประเทศไทยมีจุดยืนบนเวทีโลก จึงขอให้ทุกท่านได้ตระหนักและให้ความสำคัญ รวมถึงการแลกเปลี่ยนแนวคิดเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยในเวทีสากลต่อไปได้

ปลุกมท.เป็นหนึ่งเดียวเพื่อปชช.

“ขอให้พวกเราเป็นหนึ่งเดียวกัน ทำงานให้กระทรวงมหาดไทย ประชาชน และประเทศของเรา หากมีปัญหาอุปสรรคที่ต้องการหารือขอให้ท่านไม่รีรอที่จะตรงเข้ามา ให้ถือว่าเราเป็นเหมือนเพื่อนร่วมงาน ไม่มีลำดับขั้นไม่มีนาย เราต่างกันแค่หน้าที่ ให้คิดว่าทำงานให้บ้านเมืองด้วยกัน และพร้อมสนับสนุนซึ่งกันและกันในทุกด้าน ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ “บำบัดทุกข์บำรุงสุข” เพื่อพี่น้องประชาชน”นายอนุทิน กล่าว

นายกฯถก4หน่วยงานทบทวนงบ’70

จากนั้น เวลา 10.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมพิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ระหว่าง 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศรองนายกรัฐมนตรีและรมว.การคลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการธปท.ด้านเสถียรภาพการเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย

โลกผันผวนมีข้อจำกัดมากต้องหั่นงบ

นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดการประชุมตอนหนึ่งว่าวันนี้ที่เรียนเชิญทุกท่านมาเพื่อประชุมในเรื่องของการพิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570รวมทั้งการกำหนดกรอบประมาณการรายจ่าย และรายรับ และฐานะการคลังของรัฐบาลเป็นการล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 ปี การพิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญภายใต้สถานการณ์ของโลกที่มีความผันผวนค่อนข้างมาก ในเรื่องของการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจต่อประเทศไทยของเรา

ดังนั้น ภาครัฐจึงจำเป็นต้องปรับวิธีการทำงานให้เพิ่มประสิทธิภาพให้มากที่สุด โดยที่มีการใช้ทรัพยากรให้น้อยลงส่งผลให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีของปี 2570 มีข้อจำกัดเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก และเพื่อให้การทำงบประมาณรายจ่าย ยังคงรักษาวินัยการเงิน การคลัง และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ สร้างความเข้มแข็งทางการคลัง จึงจำเป็นจะต้องมีการปรับลดงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากที่สุด

ย้ำจัดงบฯให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นายอนุทินกล่าวอีกว่า การวางแผนงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง ซึ่งตนก็ได้แถลงให้ส่วนราชการต่างๆ และหน่วยงานราชการต่างๆ รับทราบแนวทางและวิธีการการจัดทำงบประมาณปี 2570 แล้ว จึงขอให้พวกเราได้ทำการพิจารณาทบทวนวงเงินการเตรียมการให้สอดคล้องกับแนวทางที่ทางรัฐบาลได้แจ้งไปให้ส่วนราชการได้รับทราบ และขอให้การดำเนินงานทั้งหมดอยู่ภายใต้ไทม์ไลน์ที่ทางสำนักงบประมาณได้คาดการณ์เอาไว้ และวางแผนไว้ เพื่อเราจะได้นำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาผ่านรัฐสภา เพื่อให้มีการผ่านกฎหมายตลอดจนการที่จะนำมาใช้ได้ภายในวันแรกของปีงบประมาณ 2570

‘เอกนิติ’ย้ำปรับตัดงบ’70ที่ไม่จำเป็น

ขณะที่นายเอกนิติเปิดเผยว่าการประชุมร่วมกันของ 4 หน่วยงานเศรษฐกิจหลัก เป็นการหารือเข้มเพื่อร่วมกันคาดการณ์และประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทยในภาพรวมสำหรับปี 2570 เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรของประเทศให้มีประสิทธิภาพสูงสุดซึ่งการหารือในครั้งนี้เป็นปฏิบัติการขั้นที่ 2 หลังจากที่ได้รับมอบนโยบายจากนายกรัฐมนตรี โดยรัฐบาลมีคำสั่งชัดเจนให้หน่วยงานราชการทุกแห่งตรวจสอบ และตัดลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในส่วนที่ไม่มีความจำเป็นออกทั้งหมด โดยเฉพาะงบศึกษาดูงานต่างประเทศ งบก่อสร้างอาคารราชการแห่งใหม่ที่ยังไม่เร่งด่วน รวมถึงโครงการพัฒนาจังหวัดที่ยังไม่มีความจำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบัน

มุ่งสำรองเพื่อรับมือวิกฤตอนาคต

“เป้าหมายหลักคือการนำข้อมูลคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2570 มาเป็นกรอบในการบริหารจัดการงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยจะมุ่งเน้นการโยกย้ายเม็ดเงินจากส่วนที่ไม่จำเป็น นำไปจัดสรรใหม่ในหมวดหมู่ที่สร้างประโยชน์ได้มากกว่า โดยเฉพาะโครงการที่ช่วยลดภาระรายจ่ายของภาครัฐในระยะยาวเช่นการเปลี่ยนงบประมาณก่อสร้างมาเป็นการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนอาคารสถานที่ราชการ นอกจากจะช่วยลดค่าไฟฟ้าที่เป็นรายจ่ายประจำแล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทาง
การเงินให้รัฐบาลมีงบประมาณสำรองที่เพียงพอต่อการรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต”นายเอกนิติ ระบุ

ยันเพดานหนี้คง70%เผื่อกู้เงิน8แสนล.

นายเอกนิติเผยต่อไปว่าสถานการณ์หนี้สาธารณะปัจจุบันอยู่ที่ 66% ขณะที่ประเทศไทยมีเพดานหนี้สาธารณะอยู่ที่ 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ทำให้ยังมีช่องว่างในการกู้เงินได้อีกประมาณ 4% หรือคิดเป็นเม็ดเงินราว 800,000 ล้านบาท ซึ่งเพดานหนี้ดังกล่าวถูกกำหนดโดยคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมเช่นเดียวกับที่เคยปรับขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะพิจารณาเรื่องการกู้เงินเพิ่ม รัฐบาลมีนโยบายในการบริหารจัดการงบประมาณที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดก่อน เพื่อเตรียมกระสุนทางการเงิน ไว้รองรับวิกฤตพลังงานและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

เล็งดึงโอนงบค้างท่อแสนล้านไว้สำรอง

“รัฐบาลได้วางแผนการรวบรวมเม็ดเงินออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การทบทวนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 และการปรับรื้อร่างงบประมาณปี 2570 สำหรับงบประมาณปี 2569 รัฐบาลจะดึงเงินงบประมาณจากหน่วยงานที่ยังไม่ได้ดำเนินการจัดทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภายในกำหนดเส้นตายวันที่ 30 เมษายนนี้กลับคืนมา ซึ่งคาดว่าจะสามารถรวบรวมงบส่วนนี้ได้ประมาณ 70,000 – 100,000 ล้านบาท เมื่อนำมารวมกับงบกลางที่ยังเหลืออยู่อีกประมาณ 25,000 ล้านบาท จะทำให้รัฐบาลมีเม็ดเงินสำรองรวมทั้งสิ้น 95,000 – 125,000 ล้านบาท การดำเนินการดังกล่าวจะต้องออกมาตรการผ่านพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ คล้ายกับแนวทางที่เคยใช้ในช่วงวิกฤติโควิด-19 ซึ่งคาดว่าจะสามารถนำเสนอเข้าสู่สภาได้เร็วที่สุดในช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้”นายเอกนิติ กล่าวทิ้งท้าย

“เอกนิติ”ยืนยันเพดานหนี้คงเดิม 70%

เวลา13.40น.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลังให้สัมภาษณ์กรณีผลการประชุมพิจารณากรอบวงเงินงบประมาณปี2570ว่า มีเรื่อง 4 หน่วยงานและเรื่องงบประมาณ ก็เรียบร้อย เราก็ยังยึดหลักเดิมเมื่อถามว่ามีการหารือถึงการปรับเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น75%หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า “ยัง อาจจะยังไม่ได้มีการขยาย”ก่อนกล่าวยืนยันว่า“เป็น70%เท่าเดิม” ก่อนขึ้นรถออกจากทำเนียบรัฐบาลทันที

ชี้ขยาย‘เพดานหนี้-กู้เงิน’ทางเลือกสุดท้าย

ก่อนหน้านี้ ช่วงเช้า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ‘เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์’เกี่ยวกับการออกพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)เงินกู้และขยายเพดานหนี้เงินสาธารณะโดยสรุประบุว่ารอให้มีการเกลี่ยงบปี2569-2570 เสร็จแล้ว ถ้างบประมาณยังไม่เพียงพอขณะที่สถานการณ์โลกยังคงยืดเยื้อ ก็จะใช้การขยายเพดานหนี้สาธารณะซึ่งการออก พ.ร.ก.กู้เงินจะเป็นทางเลือกสุดท้าย

โดยนายเอกนิติกล่าวถึงการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก70% ของจีดีพีเป็น75%ว่าตอนนี้หนี้สาธารณะอยู่ที่66%ของจีดีพีจากเพดาน 70%จึงยังมีช่องว่างอยู่ 4%หรือ800,000 ล้านที่สามารถกู้ได้อีก ซึ่งเพดานดังกล่าว ออกโดยคณะกรรมการการคลังซึ่งสามารถปรับขึ้นลงได้ซึ่งครั้งที่แล้วในช่วงโควิด ได้มีการปรับเพดานหนี้สาธารณะจาก 60%ขึ้นมาเป็น 70%

เมื่อถามต่อว่าจะต้องขยับเพดานหนี้สาธารณะหรือไม่ จะต้องออกพ.ร.ก.กู้เงินจะกี่แสนล้านก็แล้วแต่ หรือไม่จะต้องรอดูการรื้องบ ดูสถานการณ์โลก ถ้าจำเป็น ก็จะขยายเพดานและออกพ.ร.ก.กู้เงิน ถูกต้องไหม? นายเอกนิติ ตอบว่า ใช่ครับ ตนใช้โอกาสในการไปประชุมประจำปีผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ พบบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ และไอเอ็มเอฟ เวิลด์แบงก์ เห็นชัดเจนว่าทุกประเทศไม่ได้กังวลว่าหนี้สาธารณะของเราจะสูง สำคัญว่าถ้าจะกู้เงินมาจะใช้จ่ายอะไร ต้องชัดเจน

ระบุหนี้สาธารณะไทยต่ำกว่าทั่วโลก

“ซึ่งหนี้สาธารณะของไทยต่ำกว่าทั่วประเทศทั่วโลก ตนเจอรมต.คลังของประเทศกรีซ ท่านบอกดีใจที่หนี้สาธารณะลดจาก 200% เหลือแค่ 130% ตนบอกว่าของไทยหนี้สาธารณะ 66% ท่านบอกว่า ยูจะไปวอรี่ทำไม

แล้วหนี้สาธารณะของไทยเราเข้มงวดกว่าประเทศอื่นด้วย ประเทศอื่นหนี้สาธารณะเฉพาะหนี้รัฐบาลส่วนกลาง แต่หนี้สาธารณะของไทยรวมถึงหนี้รัฐวิสาหกิจ หนี้กองทุนฟื้นฟู ตลอดจนหนี้ในอดีตในช่วงวิฤตปี 2540 ด้วย ซึ่ง IMF ประกาศเลยว่า 1.นำมาช่วยกลุ่มเปราะบาง 2.เอามาเปลี่ยนผ่าน 3.เอามาปฏิรูปหลังวิกฤตจะได้กลับมาแข็งแรงมากกว่าเดิม ทั้งนี้ ต่างชาติเชื่อมั่นประเทศไทย อย่าง มูดี้ส์ ได้ประกาศเมื่อวานปรับมุมุมองเราจากติดลบ เป็นเสถียรภาพ”นายเอกนิติ ย้ำทิ้งท้าย

ทบทวนงบ70รับมือศก.ผันผวน

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่านายกรัฐมนตรีกล่าวว่าการประชุมการพิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ ภายใต้สถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง ท่ามกลางการสู้รบที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงาน และเศรษฐกิจทั่วโลก ภาครัฐ จึงมีความจำเป็นต้องปรับวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในทรัพยากรที่น้อยลง ส่งผลให้การจัดทำงบประมาณฯ มีข้อจำกัดค่อนข้างมาก ดังนั้น เพื่อให้การเปิดประชุมจัดทำงบประมาณรายจ่าย ยังคงรักษาวินัยการเงินการคลัง รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างความเข้มแข็งทางการคลัง จะต้องมีการตัดลดงบประมาณ ที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากที่สุด รวมถึงแสดงให้เห็นถึงวิธีคิดในการวางแผนงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

เคาะวงเงินงบ3.788ล้านล้านบาท

โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้กำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570ไว้ตามกรอบวงเงินเดิม ตามมติคณะรัฐมนตรีในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 จำนวน 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เป็นจำนวน 7,400 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 โดยมีประมาณการรายได้รัฐบาลสุทธิ จำนวน 3,000,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 79,400 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 2.7 และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล จำนวน 788,000ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 72,000 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ8.4ซึ่งสอดคล้องกับแผนการคลังระยะปานกลาง(ปีงบประมาณ2570 -2573)ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 และมีสัดส่วนทางการคลังต่างๆเป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ สำนักงบประมาณ จะได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวันอังคารที่ 28 เมษายน 2569

ย้ำจัดงบ70ต้อง“ตรงเป้า แม่นยำ”

“โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่าการจัดทำงบประมาณปี 2570จะต้อง “ตรงเป้า แม่นยำ” และตอบโจทย์นโยบาย “10พลัส”ยึดหลักความคุ้มค่า และZero-based Budgeting พิจารณาความจำเป็น เร่งด่วน และความเหมาะสมของสถานการณ์ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน รวมทั้งให้พิจารณาถึงความครอบคลุมของทุกแหล่งเงิน โดยมีหลักปฏิบัติว่าการขอรับงบประมาณเพิ่มจะต้องไม่เกินร้อยละ20ของปีที่ผ่านมา และต้องเป็นรายจ่ายลงทุนเท่านั้น”โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

เปิดเบื้องหลังล่ามือยิงสส.ดัง สุดทางที่บ่อญี่ปุ่น ฉก.ลาดหญ้า ผนึก กกล.ตามแนวชายแดน รวบส่งกลับไทย

เปิดเบื้องหลังล่ามือยิงสส.ดัง สุดทางที่บ่อญี่ปุ่น ฉก.ลาดหญ้า ผนึก กกล.ตามแนวชายแดน รวบส่งกลับไทย

เปิดเบื้องหลังล่ามือยิงสส.ดัง สุดทางที่บ่อญี่ปุ่น ฉก.ลาดหญ้า ผนึก กกล.ตามแนวชายแดน รวบส่งกลับไทย

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.02 น.

เปิดเบื้องหลังล่ามือยิงสส.ดัง สุดทางที่บ่อญี่ปุ่น ฉก.ลาดหญ้า ผนึก กกล.ตามแนวชายแดน รวบผู้ต้องหา ส่งกลับไทยดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2569 หน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า/ร.29 กองกำลังสุรสีห์ เปิดปฏิบัติการติดตามผู้ต้องหาหญิงสสคนดังพื้นที่ชายแดนใต้ ผมได้รับการประสานจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าผู้ต้องหาได้ เดินทางหลบหนีข้ามพรมแดน ไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนจะมาสิ้นสุดลงที่ “บ่อญี่ปุ่น” จุดเล็ก ๆ ที่กลายเป็นปลายทางของผู้ต้องหาคดีสะเทือนขวัญ

สำหรับภารกิจของ กกล.สุรสีห์ โดย ฉก.ลาดหญ้า/ร.29 ที่เดินหน้าติดตามตัวผู้ต้องหาคดีลอบยิง “ส.ส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” ส.ส.เขต 5 จังหวัดนราธิวาส เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 มี.ค.2569 ท่ามกลางแรงกดดันและความคาดหวังจากสังคม

หลังเกิดเหตุ ชุดปฏิบัติการ ชปคม.3312 (ชค.53) ไม่ปล่อยให้คดีเงียบหาย เดินหน้าประสานข่าวกรอง ติดตามความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ทุกเบาะแสถูกคลี่คลาย ทุกพิกัดถูกตรวจสอบ จนกระทั่งจังหวะสำคัญมาถึง

เวลา 13.00 น. ของวันที่ 22 เม.ย.2569 สัญญาณจากแนวชายแดนถูกส่งต่อผ่านความร่วมมือระหว่างหน่วย กองกำลังตามแนวชายแดน แจ้งพิกัดเป้าหมาย—ตรวจพบตัว “ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี” ผู้ต้องหาตามหมายจับ หลบซ่อนอยู่ในพื้นที่ บ.บ่อญี่ปุ่น

จากข้อมูลสู่การปฏิบัติ ฉก.ลาดหญ้า/ร.29 เร่งประสานกำลังกับตำรวจในพื้นที่ ทั้ง พ.ต.อ.มานะ สำราญวงศ์ ผกก.สืบสวนภูธรจังหวัดกาญจนบุรี และ พ.ต.อ.สันติ พิทักษ์สกุล ผกก.สภ.สังขละบุรี เพื่อเตรียมรับตัวผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ชายวัย 52 ปี รายนี้ ไม่ใช่เพียงผู้ต้องหาทั่วไป แต่คือบุคคลตามหมายจับในคดีลอบยิง ส.ส. ซึ่งสังคมจับตาการหลบหนีสิ้นสุดลง เมื่อกำลังของ กกล.ตามแนวชายแดน เข้าควบคุมตัว ก่อนส่งต่อผ่าน นปพท.4 มายัง ฉก.ลาดหญ้า/ร.29 และตำรวจสืบสวน ภูธรจังหวัด กาญจนบุรี

เบื้องหลังความสำเร็จ ไม่ใช่เพียงการจับกุม แต่คือการประสาน “หลายหน่วย” ตั้งแต่ นปพท.4, ทหารเมียนมาพัน ร.284, กกล.ตามแนวชายแดน ไปจนถึงฝ่ายสืบสวนในพื้นที่ ทุกกลไกขับเคลื่อนสอดประสาน จนภารกิจสำเร็จลุล่วง

วิโรจน์ ร่ายยาว! ไม่ยึดติด หลงใหล ได้ปลื้ม หรืออาลัยอาวรณ์กับความเป็น สส.

วิโรจน์ ร่ายยาว! ไม่ยึดติด หลงใหล ได้ปลื้ม หรืออาลัยอาวรณ์กับความเป็น สส.

วิโรจน์ ร่ายยาว! ไม่ยึดติด หลงใหล ได้ปลื้ม หรืออาลัยอาวรณ์กับความเป็น สส.

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.22 น.

“วิโรจน์”ร่ายยาว! ไม่ยึดติด หลงใหล ได้ปลื้ม หรืออาลัยอาวรณ์กับความเป็น สส. ดีใจที่สุดคือการได้เป็นตัวแทนประชาชนในการขับเคลื่อนอุดมการณ์แก้ปัญหาให้ ปชช. ส่วนเรื่องคดีความ สู้เต็มที่ สู้ยิบตา

22 เมษายน 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ผมในฐานะเป็นหนึ่งใน 44 สส. เอาจริงๆ ผมไม่ได้ยึดติด หลงใหล ได้ปลื้ม หรืออาลัยอาวรณ์กับความเป็น สส. อะไรมากนัก เพราะที่ผ่านมา ผมไม่ได้มาเป็น สส. เพราะอยากเป็น สส.  หรือมาเป็น สส. เพราะว่าอยากจะใช้ตำแหน่ง สส. ไปหาผลประโยชน์อะไร

สิ่งที่ดีใจที่สุดในการที่ได้มาเป็น สส. ของพรรค ก็คือ การได้เป็นตัวแทนของประชาชน ในการขับเคลื่อนอุดมการณ์ร่วมกันกับพรรค เพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชนที่เขาต้องการให้ผมเป็นตัวแทนของพวกเขา พร้อมกับการสร้างการเปลี่ยนแปลง และพาสังคมไปข้างหน้า ซึ่งผมเชื่อว่าที่ผ่านมา สิ่งที่ผมทำร่วมกันกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของผม เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

เรื่องของคดีความ พวกผมสู้เต็มที่ สู้ยิบตา อยู่แล้วครับ ไม่ต้องห่วง ในส่วนของผม ผมสามารถยืนยันในความสุจริตของตัวผมได้อยู่แล้ว ไม่ว่าสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร ประชาชนจะได้เห็นทั้งข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย ตลอดจนตรรกะเหตุผล ในการหักล้างทุกข้อกล่าวหาที่มีต่อตัวผมอย่างแน่นอน เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ใช้วิจารณญาณ และหลักนิติรัฐในการวินิจฉัยด้วยตนเองต่อไป และไม่ว่ามันจะจบลงแบบไหน ต่อให้ผมและเพื่อนๆ จะไม่ได้เป็น สส. อีกแล้ว ผมก็คงจะไม่อาลัยอาวรณ์อะไรมากนัก ขอเพียง สส. รุ่นต่อๆ ไป ยังคงเดินหน้าในเส้นทางของอุดมการณ์ต่อไป ไม่หยุดที่จะทำงานทางความคิดและสร้างความผูกพันกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง พรรคก็ยังจะเป็นทางเลือกหลักของประชาชนได้ต่อไป

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมกังวลที่สุด ก็คือ หาก สส. ที่มีอยู่ในปัจจุบันหลงลืมไปว่า เรามาเป็น สส. เพื่อขับเคลื่อนอุดมการณ์อะไร จนไม่มีความกล้าหาญที่จะเดินต่อในเส้นทางอุดมการณ์เดิม กลัวว่าถ้าทำแบบนี้แล้วจะถูกร้อง กลัวว่าถ้าทำแบบนั้นแล้วจะถูกตัดสิทธิ์ กลัวว่าถ้าลุยต่อไปในเส้นทางเดิมแล้วจะไม่ได้เป็น สส. จนต้องเดินสวนทางกับเส้นทางเดิม ยืนอยู่กับที่ หรือเดินวนไปวนมา กับตำแหน่ง สส. ที่อยากจะเป็นต่อไปเรื่อยๆ ถ้าเป็นแบบนี้เมื่อไหร่ พรรคก็จะไม่มีความจำเป็นเลยที่จะดำรงอยู่ในสังคม ประชาชนก็จะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเลือก สส. จากพรรคนี้อีกต่อไป

ผมอยากเห็น สส. ของพรรค ลงไปทำงานร่วมกันกับประชาชน ตลอดจนภาคีเครือข่ายต่างๆ อย่างใกล้ชิด และร่วมกันขับเคลื่อนวาระเชิงประเด็น หรือวาระเชิงพื้นที่อย่างแข็งขัน นอกสภาก็ทำงานทางความคิด และสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนในกลุ่มที่เกี่ยวข้องอย่างแนบแน่น ในสภาก็ใช้กลไกต่างๆของสภา ตลอดจนกลไกทางกฎหมาย การเชื่อมโยงกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญต่างๆ แก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างจริงจัง มากกว่าการสร้างคอนเทนต์ ทำตัวเป็นอินฟลู ถ่ายเซลฟี่ว่าวันนี้มาทำอะไรที่สภา ห้องทำงานเป็นอย่างไรสวยไหม วันนี้นั่งในสภากับใคร ชุดที่ใส่มาเป็นชุดไหน วันนี้กินอะไร กำลังจะไปดูงานที่ไหน ห้องพักที่โรงแรมเป็นไง

ผมอยากเห็น สส. ที่ใช้กลไกของอำนาจนิติบัญญัติที่มีในการแก้ปัญหาให้กับประชาชน และติดตามเรื่องให้ถึงที่สุด มากกว่าการเอามาพูดในสภาไม่กี่นาที แล้วก็ปล่อยจอย หรือไม่ก็แค่ไปถ่ายรูปชี้โน่นชี้นี่ แค่ฟ้องว่าฉันเจอปัญหาแล้วนะ แต่ไม่ได้วางแผนต่อว่าจะทำอะไรต่อไปที่ดีไปกว่าการถ่ายรูปอัปสเตตัสในเฟซบุ๊ก หรือถ่ายคลิปลงติ๊กต็อก

ที่ผ่านมา ตอนที่ผมยังเป็น สส. ใหม่ๆ ผมจะระลึกเสมอว่า ผมกำลังใช้เงินในกระปุกแห่งอุดมการณ์ ที่คนรุ่นก่อนๆ ได้ช่วยกันหยอดเอาไว้ ผมต้องตั้งหลักให้ได้เร็วที่สุด เพื่อจะได้ช่วยสานต่ออุดมการณ์ของพรรค ที่คนรุ่นก่อนสร้างเอาไว้ ซึ่งก็เหมือนกับการที่เราได้ช่วยหยอดกระปุกแห่งอุดมการณ์นั้นต่อ ผมจะคิดว่า ถ้าผมมัวแต่ใช้เงินในกระปุกที่คนรุ่นก่อนหยอดเอาไว้ให้ โดยไม่ช่วยหยอดเพิ่มเลย สุดท้ายเงินในกระปุกแห่งอุดมการณ์ก็จะร่อยหรอ และหมดไปในที่สุด

ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า สส. ปัจจุบัน จะใช้เงินในกระปุกแห่งอุดมการณ์ที่คนรุ่นก่อนๆ หยอดเอาไว้อย่างคุ้มค่าที่สุด และเมื่อพวกคุณแข็งแรงเพียงพอแล้ว ก็จะมาช่วยกันหยอดกระปุกแห่งอุดมการณ์นั้นต่อให้เต็มกระปุก เพื่อให้คนในรุ่นต่อๆ ไปได้ใช้เป็นทุนรอนในการขับเคลื่อนอุดมการณ์ของพวกเราต่อไป แบบไม่รู้จบ

เป็นกำลังใจ และพร้อมสนับสนุนทุกคนเสมอครับ

จาตุรนต์ ท้วงรัฐ! กู้ 5 แสนล้านลัดขั้นตอน ห่วงกระทบความเชื่อมั่น

จาตุรนต์ ท้วงรัฐ! กู้ 5 แสนล้านลัดขั้นตอน ห่วงกระทบความเชื่อมั่น

จาตุรนต์ ท้วงรัฐ! กู้ 5 แสนล้านลัดขั้นตอน ห่วงกระทบความเชื่อมั่น

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.19 น.

22 เมษายน 2569 นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความเห็นต่อกรณีรัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ว่า เงินกู้ 5 แสนล้านบาทไม่ใช่เรื่องเล็ก นี่เป็นวงเงินขนาดใหญ่พอ ๆ กับการจัดทำงบประมาณทั้งปี และโยงกับการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ

เรื่องใหญ่ระดับนี้ ตามปกติแล้วรัฐบาลต้องหารือร่วมกันอย่างรอบด้านก่อนว่าจะกู้หรือไม่ กู้เท่าใด และใช้เพื่ออะไร โดยอย่างน้อยต้องมีการพูดคุยระหว่างนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ สำนักงบประมาณ และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อดูให้ครบทั้งรายได้ของรัฐ รายจ่ายที่จำเป็น ภาระขาดดุล ความสามารถของเศรษฐกิจในการรองรับ และผลที่จะเกิดขึ้นต่อความน่าเชื่อถือทางการเงินการคลังของประเทศ

พูดง่าย ๆ คือ ก่อนจะกำหนดวงเงินกู้ รัฐบาลต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า ประเทศไทยกำลังเจอปัญหาอะไร ปัญหานั้นควรใช้งบประมาณเดิมปรับแก้ได้แค่ไหน งบปี 2569 ต้องปรับอะไร งบปี 2570 ที่จะขาดดุลอีกจำนวนมากจะใช้กับอะไร และเงินกู้ใหม่ 5 แสนล้านบาทจำเป็นตรงไหนบ้าง แล้วจึงค่อยมาตัดสินใจเรื่องวงเงินและเพดานหนี้

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้กลับเป็นอีกแบบ คือเริ่มจากการพูดเรื่องออก พ.ร.ก. กู้เงินตามรัฐธรรมนูญมาก่อน แล้วค่อยบอกว่ารายละเอียดจะเป็นเรื่องของกระทรวงการคลัง ทั้งที่กระทรวงการคลังเองก็ยังบอกว่ายังไม่ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน แบบนี้จึงเป็นการลัดขั้นตอน และทำให้คนตั้งคำถามได้ทันทีว่า สรุปแล้วรัฐบาลมีแผนจริงหรือยัง หรือเพียงแค่รีบตั้งวงเงินกู้ขึ้นมาก่อน

ปัญหาของการลัดขั้นตอนไม่ได้อยู่แค่เรื่องกระบวนการ แต่กระทบไปถึงความเชื่อมั่นของประเทศด้วย สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ และนักลงทุนย่อมมองว่าประเทศไทยกำลังตัดสินใจเรื่องหนี้ก้อนใหญ่โดยที่ยังไม่มีทิศทาง ขาดความชัดเจนทางนโยบาย ขาดวินัยทางการคลัง และยังไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปลงทุนในเรื่องที่สร้างรายได้หรือเพิ่มขีดความสามารถได้จริงหรือไม่ เมื่อความน่าลงทุนลดลง คนก็มาลงทุนน้อยลง เศรษฐกิจก็โตช้าลง และสุดท้ายประเทศก็ยิ่งมีปัญหาในการหารายได้มารองรับหนี้ในอนาคต

ที่สำคัญ ต้องเข้าใจให้ถูกว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่เหมือนช่วงโควิด ช่วงโควิดปัญหาคือคนไม่มีเงินใช้ จึงมีมาตรการกระตุ้นการบริโภคได้ แต่เวลานี้ปัญหาของเศรษฐกิจอยู่ที่ต้นทุนการผลิต ต้นทุนพลังงาน และต้นทุนการขนส่ง เพราะฉะนั้น จะใช้วิธีแจกเงินเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายแบบเดิมไม่ได้

ถ้ายังคิดแบบเดิม ไม่ว่าจะเป็นการแจกเพื่อบริโภค หรือกระจายงบไปตามกระทรวงต่าง ๆ แบบเฉลี่ย ๆ กันไป โดยไม่ได้ตอบโจทย์เศรษฐกิจจริง ก็จะเป็นการใช้เงินผิดทาง ไม่คุ้มค่า และไม่มีผลตอบแทนกลับมา

‘อธิบดีอานนท์’นำทีม’กรมการข้าว’หารือจุฬาฯ นำเทคโนโลยี-วิจัย ดันข้าวไทยสู่เวทีโลก ชู’ข้าวแท้’สร้างแบรนด์ระดับสากล

'อธิบดีอานนท์'นำทีม'กรมการข้าว'หารือจุฬาฯ นำเทคโนโลยี-วิจัย ดันข้าวไทยสู่เวทีโลก ชู'ข้าวแท้'สร้างแบรนด์ระดับสากล

‘อธิบดีอานนท์’นำทีม’กรมการข้าว’หารือจุฬาฯ นำเทคโนโลยี-วิจัย ดันข้าวไทยสู่เวทีโลก ชู’ข้าวแท้’สร้างแบรนด์ระดับสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.16 น.

เมื่อวีนที่ 22 เมษายน 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว นำคณะผู้บริหารกรมการข้าว ร่วมประชุมหารือความร่วมมือด้านงานวิจัยข้าว ร่วมกับศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะ เพื่อมุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพภาคการเกษตรไทยผ่านความร่วมมือเชิงบูรณาการระหว่างหน่วยงานวิชาการและภาครัฐ ณ อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อธิบดีอานนท์ กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นหารือถึงการเสริมองค์ความรู้แก่เกษตรกรไทย โดยการนำองค์ความรู้จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาประกอบการทำงานของกรมการข้าว เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ควบคู่กับการนำงานวิจัย ข้อมูล (Data) และองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ที่ ม.จุฬาฯ มีอยู่ มาบูรณาการร่วมกับฐานข้อมูลและงานวิจัยของกรมการข้าว เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบการผลิตข้าวของประเทศ

นอกจากนี้ ยังได้หารือร่วมกันถึงการผลักดันการสร้างแบรนด์ข้าวไทยให้มีความชัดเจนและน่าเชื่อถือในระดับสากล โดยยืนยันอัตลักษณ์ “ข้าวไทย ข้าวแท้” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก รวมถึงในเชิงยุทธศาสตร์ความร่วมมือครอบคลุมการพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยยุคใหม่ที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและตลาดสุขภาพ โดยผสานเทคโนโลยีด้าน genomics และ biotechnology เข้ากับศักยภาพของกรมการข้าว อีกทั้งการพัฒนาแนวทางลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกและระบบ Rice Carbon Credit เพื่อเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร ตลอดจนการเพิ่มมูลค่าข้าวผ่านนวัตกรรม เช่น rice protein และ functional food ภายใต้การจัดตั้ง Rice Innovation Hub และการพัฒนาระบบข้อมูลดิจิทัล เช่น satellite monitoring และระบบพยากรณ์ผลผลิต เพื่อการบริหารจัดการข้าวอย่างมีประสิทธิภาพ

“กรมการข้าวอยากที่จะเปิดโอกาสให้นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเข้าศึกษาดูงานและใช้ห้องปฏิบัติการหรือได้ลงพื้นที่จริงของกรมการข้าว เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์และต่อยอดองค์ความรู้สู่การปฏิบัติ พร้อมเดินหน้าการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของทีมงานทั้งสองฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนข้าวไทยสู่ความมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต” อธิบดีอานนท์ กล่าวทิ้งท้าย

– 006

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ลุยวางกรอบยุทธศาสตร์ ยกระดับพัฒนาข้าวไทย

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ลุยวางกรอบยุทธศาสตร์ ยกระดับพัฒนาข้าวไทย

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ลุยวางกรอบยุทธศาสตร์ ยกระดับพัฒนาข้าวไทย

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.28 น.

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมการข้าว ร่วมให้การต้อนรับคณะทำงานโครงการ “ยุทธศาสตร์ข้าวไทยเพื่ออนาคต” จากศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน นำโดย ดร.ธีรยุทธ ตู้จินดา หัวหน้าโครงการฯ และคณะ ซึ่งได้เข้าหารือและนำเสนอความคืบหน้าการดำเนินโครงการฯ พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงนโยบายเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาข้าวไทยในระยะยาว ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารสำนักงานกรมการข้าว

เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2569 การเข้าพบครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันหารือและรับฟังข้อคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้บริหารกรมการข้าวในประเด็นสำคัญ อาทิ แนวทางขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ข้าวไทย ประเด็นเร่งด่วน และความท้าทายในระบบข้าวไทย เพื่อให้การจัดทำ (ร่าง) ยุทธศาสตร์ข้าวไทยเพื่ออนาคตมีความครอบคลุมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้ดำเนินการระดมความคิดเห็นและจัดประชุมเชิงปฏิบัติการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อคัดเลือกประเด็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ก่อนการประชาพิจารณ์ในวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่จะถึงนี้ ซึ่งการประชุมในวันนี้ถือว่าได้รับความร่วมมือจากผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญของกรมการข้าวเข้าร่วมให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิด ‘คลินิกการแพทย์แผนจีน’

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิด 'คลินิกการแพทย์แผนจีน'

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิด ‘คลินิกการแพทย์แผนจีน’

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.01 น.

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ เปิด “คลินิกการแพทย์แผนจีน” ยกระดับทางเลือกการดูแลสุขภาพ ผสานศาสตร์การแพทย์แผนจีนสู่ระบบบริการไทย


รองศาสตราจารย์ นายแพทย์อาทิตย์ บุญยรางกูร รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการสุขภาพ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เข้าร่วมพิธีเปิด “คลินิกการแพทย์แผนจีน” อย่างเป็นทางการ โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

การจัดตั้งคลินิกการแพทย์แผนจีนในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่าง วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ที่มุ่งพัฒนาระบบบริการสุขภาพแบบบูรณาการ โดยนำองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนจีนมาประยุกต์ใช้ร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบัน เพื่อเพิ่มทางเลือกในการดูแลสุขภาพให้แก่ประชาชนอย่างมีมาตรฐานและปลอดภัย

ภายในคลินิก ให้บริการด้านการแพทย์แผนจีน อาทิ การฝังเข็ม การครอบแก้ว การรักษาด้วยสมุนไพรจีน และการปรับสมดุลร่างกายตามหลักทฤษฎีแพทย์แผนจีน โดยมุ่งเน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งการรักษา การฟื้นฟู และการส่ง.เสริมสุขภาพในระยะยาว


นอกจากการให้บริการประชาชนแล้ว คลินิกแห่งนี้ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ทางคลินิกสำหรับนักศึกษา และเป็นพื้นที่สำหรับการพัฒนางานวิจัยด้านการแพทย์แบบผสมผสาน เพื่อยกระดับองค์ความรู้และศักยภาพทางวิชาการของประเทศ


ทั้งนี้คลินิกการแพทย์แผนจีนแห่งนี้จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบบริการสุขภาพของไทย ที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างรอบด้าน และสอดคล้องกับแนวโน้มการแพทย์ทางเลือกในระดับสากล

คลินิกการแพทย์แผนจีน วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ พร้อมให้บริการแล้ว เวลาทำการ: 08:30 – 16:30 น. (ตามวันและเวลาราชการ ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) ณ ชั้น 1 อาคารนงเยาว์ ชัยเสรี โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร: 063-394-3300 Line Official: @767oomdl

เซเว่น อีเลฟเว่น รับซื้อมะม่วงไทยจากแหล่งผลิต ส่งต่อรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรไทย

เซเว่น อีเลฟเว่น รับซื้อมะม่วงไทยจากแหล่งผลิต ส่งต่อรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรไทย

เซเว่น อีเลฟเว่น รับซื้อมะม่วงไทยจากแหล่งผลิต ส่งต่อรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.33 น.

ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ เดินหน้ารับซื้อมะม่วงไทยจากแหล่งผลิตในพื้นที่ 27 จังหวัด อาทิ ฉะเชิงเทรา อ่างทอง สุพรรณบุรี พิจิตร สุโขทัย กาฬสินธุ์ เป็นต้น รวมปริมาณกว่า 915 ตันต่อเดือน หรือประมาณ 4.3 ล้านลูกต่อเดือน ครอบคลุมหลากหลายสายพันธุ์ ได้แก่ มะม่วงโชคอนันต์ มะม่วงมันเดือนเก้า มะม่วงแก้วขมิ้นไทย มะม่วงเขียวเสวยพันธุ์รจนา กระจายสู่ร้านเซเว่นฯ ทั่วประเทศ เพื่อรองรับผลผลิตในช่วงฤดูกาล พร้อมสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงกว่า 658 ราย ให้มีช่องทางจำหน่ายที่มั่นคง

มะม่วงไทย ผลไม้ที่คุ้นเคยของคนไทยและสามารถหาทานได้ตลอดทั้งปี ได้รับการต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจที่สร้างมูลค่าอย่างต่อเนื่องโดยผู้ประกอบการ SME ไทย ผ่านกระบวนการคัดเกรด ตัดแต่ง และแปรรูปในรูปแบบที่หลากหลาย ตั้งแต่มะม่วงผลสด มะม่วงพร้อมทาน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มอื่นๆ ซึ่งไม่เพียงช่วยรักษาคุณภาพผลผลิต แต่ยังมีส่วนสำคัญในการกระจายรายได้ เสริมศักยภาพการแข่งขัน และสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทยในระยะยาว

ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่หลากหลาย เซเว่นฯ ได้ร่วมมือกับคู่ค้า SME พัฒนาสินค้าเกี่ยวกับมะม่วงรวมทั้งสิ้น 15 รายการ ครอบคลุมตั้งแต่มะม่วงผลสดคัดคุณภาพ อย่างมะม่วงเขียวเสวย 500 กรัม และมะม่วงดิบตัดแต่งพร้อมเครื่องจิ้ม

สำหรับสายแซ่บที่อยากได้ความอร่อยแบบไม่ต้องรอมีกลุ่มมะม่วงพร้อมรับประทาน ไม่ว่าจะเป็น มะม่วงพร้อมกะปิหวาน, มะม่วงพร้อมกะปิทรงเครื่อง, มะม่วงเขย่าพริกเกลือ, มะม่วงเขียวเสวยพร้อมพริกเกลือ, มะม่วงน้ำปลาหวาน และยำผลไม้รวม เป็นทางเลือกที่หยิบง่าย อร่อยได้ทันที และยังเป็นการต่อยอดมูลค่าจากมะม่วงผลสดอีกด้วย

ขณะเดียวกันมะม่วงแปรรูป มีให้เลือกทั้ง มะม่วงแช่อิ่ม, มะม่วงแช่อิ่มพร้อมพริกเกลือ จากแบรนด์วรพร, มะม่วงแช่อิ่ม จากแบรนด์เสวย และแบรนด์ศรีเมือง พร้อมด้วยพายมะม่วง ตอบโจทย์ทั้งสายขนมหวาน สายของว่างระหว่างวัน ไปจนถึงไอ    เทมติดโต๊ะทำงาน สะท้อนการต่อยอดผลผลิตท้องถิ่นสู่สินค้าที่เข้าถึงผู้บริโภคได้หลากหลาย

นอกจากการรับซื้อผลผลิตโดยตรงแล้ว เซเว่นฯ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME ไทยเข้ามามีส่วนร่วมในการนำมะม่วงไทยไปพัฒนาเป็นสินค้าและเมนูหลากหลายรูปแบบ เพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตในช่วงฤดูกาล

จากสวนมะม่วงในพื้นที่เพาะปลูก สู่บนเชลฟ์วางสินค้าในร้านเซเว่นฯ ทั่วประเทศ ทุกขั้นตอนคือ การส่งต่อโอกาสและรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรไทย พร้อมสร้างประสบการณ์ความอร่อยให้กับผู้บริโภค โดยการรับซื้อมะม่วงครั้งนี้เป็นกลไกสำคัญในการรองรับผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก และตอกย้ำบทบาทของเซเว่นฯ ในการเป็นช่องทางกระจายผลผลิตที่สำคัญของเกษตรกรไทย ภายใต้แนวคิด “SME โตไกลไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”