ม็อบเวเนซุเอลาเรียกร้องสหรัฐฯปล่อยตัวอดีตปธน. นิโกลัส มาดูโร

ม็อบเวเนซุเอลาเรียกร้องสหรัฐฯปล่อยตัวอดีตปธน. นิโกลัส มาดูโร

4 ก.พ. 2569 17:10 น.

ม็อบเวเนซุเอลาเรียกร้องสหรัฐฯปล่อยตัวอดีตปธน. นิโกลัส มาดูโร

ปชช.เวเนซุเอลาจำนวนหลายพันคนรวมตัวประท้วงกลางกรุงการากัส หนุนรัฐบาลในการเรียกร้องให้สหรัฐฯ ปล่อยตัวอดีตปธน. นิโกลัส มาดูโร และภรรยาซึ่งถูกควบคุมตัวไปยังศาลนิวยอร์กเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

กลุ่มผุ้ชุมนุมในเวเนซุเอลาเดินขบวนประท้วงบนถนน ใจกลางกรุงการากัส พร้อมตะโกนประโยค “Venezuela needs Nicolas” (เวเนซุเอลาต้องการนิโกลัส) ในวันอังคารที่ผ่านมา (3 ก.พ.) ซึ่งนับเป็นวันครบรอบ 1 เดือนเต็ม ที่นายนิโกลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลาถูกรัฐบาลสหรัฐฯควบคุมตัวโดยปฎิบัติการทางทหารเพื่อนำตัวไปฟังคำพิพากษาข้อหายาเสพติดจากศาลในนครนิวยอร์ก

นับตั้งแต่นั้น นางเดลซี โรดริเกซ ก็ต้องทำหน้าที่ประธานาธิบดีรักษาการด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพื่อรักษาความสัมพันธ์กับทางสหรัฐฯ ไปพร้อมกับรักษาแรงสนับสนุนจากชาวเวเนซุเอลาที่ต้องการให้สหรัฐฯ ปล่อยตัวนายมาดูโร

การประท้วงซึ่งนำโดยรัฐบาลเวเนซุเอลาครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวนหลายพันคน ร่วมกันเดินขบวนยาวหลายร้อยเมตรไปบนถนนกลางกรุงการากัส พร้อมเปิดเพลงเสียงดังกระหึ่ม ชูรูปภาพของ นายมาดูโร และภรรยา นางซิเลีย ฟลอเรส ที่ถูกสหรัฐควบคุมตัวไป เพื่อเป็นสัญลักษณ์การสนับสนุน

“คนเหล่านี้ไม่ใช่คนอเมริกัน” สส.นิโกลัส นิโกลาสิโต มาดูโร เกร์รา บุตรชายของนายมาดูโรกล่าวในการปราศรัยต่อกลุ่มผู้ประท้วงซึ่งหลายคนสวมชุดสีแดงพร้อมโบกธงชาติเวเนซุเอลา แล้วย้ำว่า ”เราได้สร้างจิตสำนึกอย่างแข็งแกร่งในการต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยมขึ้นมาแล้ว” 

โดยสาเหตุที่ผู้ประท้วงร่วมใจกันสวมชุดสีแดงเป็นเพราะสีแดงคือสีประจำขบวนการ “ชาวิสตา” (Chavista) ที่ตั้งชื่อตาม นายอูโก ชาเวซ อดีตประธานาธิบดีสายสังคมนิยมผู้ล่วงลับ

ตัวแทนของกลุ่มผู้ชุมนุมเผยว่า พวกเขารู้สึกสับสน เสียใจ และโกรธแค้น ในสิ่งที่สหรัฐฯ ปฏิบัติกับเวเนซุเอลา และพร้อมสนับสนุนการตัดสินใจของนางเดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการ พร้อมย้ำ “ในไม่ช้าก็เร็ว สหรัฐฯต้องปล่อยตัวประธานาธิบดีของเรา”

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า เขาพร้อมทำงานกับนางโรดริเกซผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีภายใต้รัฐบาลของนายมาดูโร ตราบใดก็ตามที่เธอยอมดำเนินการตามแนวทางของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการเปิดทางให้สหรัฐฯ เข้าถึงแหล่งน้ำมันสำรองของเวเนซุเอลาที่มีปริมาณมหาศาลได้

ภายใต้ความกดดัน นางโรดริเกซได้เริ่มปล่อยตัวนักโทษการเมือง และเปิดอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่เคยเป็นของภาครัฐให้เอกชนเข้ามาลงทุน

นายลอรา โดกู อุปทูตสหรัฐฯ ประจำหน่วยงานด้านกิจการเวเนซุเอลา เดินทางถึงกรุงการากัสเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (31 ม.ค.) เพื่อเข้าหารือกับนางโรดริเดซถึงการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตของสองประเทศที่ถูกตัดขาดไปในปี 2019 หลังจากมีการกล่าวหาว่านายมาดูโรโกงการเลือกตั้งสมัยที่สอง 

จากนั้นในวันอังคาร (3 ก.พ.) คณะผู้แทนสหรัฐฯ ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอ ซึ่งมีเนื้อหาคือรายละเอียดแผนการ 3 ขั้น ของนายโดกู เพื่อนำเวเนซุเอลาผ่านช่วงเวลาวิกฤต ซึ่งขั้นสุดท้ายของแผนจะสิ้นสุดลงที่ “การเปลี่ยนผ่านไปสู่เวเนซุเอลาที่เป็นมิตร มั่นคง มั่งคั่ง และเป็นประชาธิปไตย” นางโรดริเกซได้ออกมายืนยันถึงการหารือดังกล่าว พร้อมระบุว่าเป็นการ “สนทนาอย่างตรงไปตรงมา”

ในวันเดียวกันนั้น (3 ก.พ.) นักศึกษาและญาติของนักโทษการเมืองหลายร้อยคนได้ร่วมออกเดินขบวนในกรุงการากัส เพื่อเรียกร้องให้มีการอนุมัติกฎหมายนิรโทษกรรมตามที่นางโรดริเกซได้ให้คำมั่นไว้ โดยนางโรดริเกซเผยว่า เธอกำลังทำงาน “อย่างหนัก” เพื่อพลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม “ที่จะช่วยให้รัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายระดับชาติได้ ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความรุนแรงทางการเมืองแบบสุดโต่งนี้”

กฎหมายดังกล่าวยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งมี ฮอร์เก โรดริเกซ พี่ชายของ นางเดลซี โรดริเกซ เป็นประธานสภา โดยเขาเองก็เป็นผู้สนับสนุนขบวนการชาวิสตาและสนับสนุนนายมาดูโรเช่นกัน 

สมาชิกสภาฝ่ายค้าน นายสตาลิน กอนซาเลซ คาดว่ากฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้จะถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมในวันพฤหัสบดีที่กำลังจะถึง (5 ก.พ.) เพื่อการอภิปรายในครั้งแรก พร้อมเสริมว่า “ผมหวังว่าการนิรโทษกรรมนี้จะนำไปสู่ความปรองดอง การอยู่ร่วมกันอย่างสันติภาพ และประชาธิปไตย” 

ผู้ประท้วงพากันตะโกนประโยค “เสรีภาพอยู่บนท้องถนนและไม่มีใครหยุดมันได้!” ท่ามกลางบรรยากาศการชุมนุมที่เข้มข้น ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านกำลังเรียกร้องให้มีการจัดเลือกตั้งใหม่ หลังนายมาดูโรพ้นจากตำแหน่ง

ทั้งนี้การประท้วงต่อต้านรัฐบาลในเวเนซุเอลาเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก นับตั้งแต่มีการปราบปรามการชุมนุมประท้วงผลการเลือกตั้งปี 2024 ซึ่งนายมาดูโรเป็นผู้ชนะ โดยเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้มีผู้ถูกจำคุกมากกว่า 2,000 ราย.

ที่มา: France24

อ่านข่าวเกี่ยวกับเวเนซุเอลา ที่นี่

“อิกัวนา” ร่วงจากต้นไม้ เหตุอากาศหนาวจัดผิดปกติใกล้จุดเยือกแข็งในฟลอริดา

"อิกัวนา" ร่วงจากต้นไม้ เหตุอากาศหนาวจัดผิดปกติใกล้จุดเยือกแข็งในฟลอริดา

4 ก.พ. 2569 16:54 น.

“อิกัวนา” ร่วงจากต้นไม้ เหตุอากาศหนาวจัดผิดปกติใกล้จุดเยือกแข็งในฟลอริดา

รัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ เผชิญสภาพอากาศหนาวเย็นผิดปกติ ส่งผลให้อิกัวนาสีเขียว ซึ่งเป็นสัตว์เลื้อยคลานเลือดเย็นและเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ไม่สามารถทนต่ออุณหภูมิต่ำได้ จนเกิดอาการช็อกจากความเย็นและร่วงหล่นจากต้นไม้ลงสู่พื้นเป็นจำนวนมาก

เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พื้นที่ทางตอนใต้ของรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ต้องเผชิญกับคลื่นความหนาวเย็นที่แผ่ปกคลุมอย่างกะทันหัน โดยเฉพาะในเมืองไมอามี ซึ่งปกติจะมีอากาศอบอุ่นและเป็นแหล่งอาศัยหลักของ “อีกัวนาเขียว” (Green Iguana) โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา อุณหภูมิลดต่ำลงไปอยู่ที่ประมาณ 1-4 องศาเซลเซียส  ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ “อีกัวนาร่วง” เนื่องจากพวกมันเป็นสัตว์เลือดเย็นที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับอากาศหนาวจัดได้ เมื่อร่างกายเย็นเกินไป ระบบการทำงานจะหยุดชะงักจนอยู่ในสภาวะนิ่งสนิทและหล่นจากต้นไม้ลงมากองกับพื้น

คณะกรรมการอนุรักษ์สัตว์ป่าและสัตว์น้ำฟลอริดา (FWC) ได้ออกคำสั่งพิเศษเมื่อวันที่ 1-2 กุมภาพันธ์ เพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ โดยอนุญาตให้ประชาชนทั่วไปสามารถจับและเคลื่อนย้ายอีกัวนาเขียวที่อยู่ในสภาพตัวแข็งจากความหนาวออกจากธรรมชาติได้ทันทีโดยไม่ต้องมีใบอนุญาตปกติ โดยประชาชนสามารถนำอีกัวน่าที่จับได้ไปส่งยังสำนักงาน FWC ทั้ง 5 แห่ง

เนื่องจากอีกัวนาเป็นสัตว์ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน พวกมันจะถูกกำจัดอย่างมีมนุษยธรรม หรือในบางกรณีอาจถูกนำไปจำหน่ายในตลาดสัตว์เลี้ยงต่อไป

อีกัวนาเป็นสัตว์เขตร้อนที่อาศัยอยู่ในแถบฟลอริดาตอนใต้และกลางเท่านั้น เพราะไม่สามารถทนต่ออากาศหนาวได้ เมื่ออุณหภูมิลดต่ำลง พวกมันจะเข้าสู่สภาวะ “Cold-stunned” หรืออาการช็อกตัวแข็งจนขยับไม่ได้

อย่างไรก็ตาม หากอากาศเริ่มอุ่นขึ้น พวกมันจะค่อยๆ ฟื้นตัวและกลับมาขยับได้อีกครั้ง แต่ในช่วงที่ตัวแข็งอยู่นั้น พวกมันจะตกเป็นเหยื่อของสัตว์อื่นได้ง่าย FWC ระบุว่าอีกัวนาเหล่านี้มักขุดรูอยู่ตามตลิ่งคลองหรือท่อระบายน้ำ และสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศในท้องถิ่นอย่างมาก.

ที่มา USA TODAY

ปฏิบัติการ “ฟ้าคืนใต้” ศึกชิงพื้นที่การเมือง โค้งสุดท้ายยุทธศาสตร์ยึดฐานเสียง สู้เลือกตั้ง 69

ปฏิบัติการ “ฟ้าคืนใต้” ศึกชิงพื้นที่การเมือง โค้งสุดท้ายยุทธศาสตร์ยึดฐานเสียง สู้เลือกตั้ง 69

4 ก.พ. 2569 16:06 น.

ปฏิบัติการ “ฟ้าคืนใต้” ศึกชิงพื้นที่การเมือง โค้งสุดท้ายยุทธศาสตร์ยึดฐานเสียง สู้เลือกตั้ง 69

ปฏิบัติการ “ฟ้าคืนใต้” ศึกชิงพื้นที่การเมืองระดับภาค เปิดยุทธศาสตร์ฐานคะแนนเสียง ครองใจคนในพื้นที่ ก่อนลุ้นศึกเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69

สนามการเมืองในพื้นที่ภาคใต้กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หลังจากทัศนคติและมุมมองทางการเมืองเริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เคยมีความชัดเจน การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการปรับตัวด้านเศรษฐกิจ สังคม และความคาดหวังของประชาชนในการแก้ไขปัญหาเฉพาะพื้นที่

ท่ามกลางความหลากหลายของภูมิประเทศและอัตลักษณ์ของคนภาคใต้ การเมืองในรูปแบบเดิมกำลังถูกท้าทายด้วยยุทธศาสตร์ แนวคิด และการจัดวางตัวผู้สมัครที่แตกต่างออกไป ส่งผลให้ภาพรวมของการแข่งขันมีความซับซ้อนมากขึ้น และยากต่อการคาดการณ์ผลลัพธ์มากกว่าการเลือกตั้งในอดีต

ด้วยเหตุนี้ การเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองในแต่ละจังหวัดจึงสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในมิติของฐานคะแนนเสียง การกำหนดเป้าหมาย และทิศทางทางการเมือง โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีฐานเสียงหลักผูกพันกับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้อย่างยาวนาน คำถามสำคัญคือ ในสมการทางการเมืองที่เปลี่ยนไป พรรคจะสามารถรักษาฐานเดิมไว้ได้มากน้อยเพียงใด และยุทธศาสตร์ที่ถูกวางไว้จะเพียงพอหรือไม่ ในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น

กลยุทธพรรคประชาธิปัตย์ต่อภาคใต้

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เพื่อวิเคราะห์ทิศทางและกลยุทธ์ของพรรคประชาธิปัตย์ต่อฐานเสียงประชาชนในภาคใต้

สิ่งที่น่าสนใจในการเลือกตั้งรอบนี้คือ พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาส “ฟื้นคืนชีพ” กลับมาอีกครั้งในพื้นที่ภาคใต้ แต่ยังไม่อาจยืนยันได้ว่าจะสามารถครองอันดับหนึ่งได้หรือไม่ เนื่องจากแม้ในเชิงกระแส พรรคประชาธิปัตย์ถือว่าเป็นพรรคที่มาแรงในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ยังมีปัจจัยหลายด้านที่ต้องพิจารณา

แม้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะไม่ใช่คนภาคใต้โดยกำเนิด แต่ลักษณะการทำงานและภาพลักษณ์มีความคล้ายคลึงกับนายชวน หลีกภัย ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่เชื่อมโยงพรรคประชาธิปัตย์กับคนภาคใต้มายาวนาน จนถูกมองว่าเป็นเสมือน “เขยใต้”

หากย้อนกลับไปก่อนปี 2535 พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ได้ครองใจประชาชนในภาคใต้อย่างชัดเจน แต่หลังจากนั้น พรรคได้ปรับตัวให้สอดรับกับอัตลักษณ์และความคิดของคนในพื้นที่ จนได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาต่อมา การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบุคลากรภายในพรรคส่งผลให้ความนิยมลดลง กระทั่งเมื่อบุคคลเหล่านั้นย้ายไปสังกัดพรรคอื่น ทำให้นายอภิสิทธิ์และนายชวนกลับมาเป็นจุดสนใจอีกครั้ง รวมถึงกระแสในภาคใต้ ซึ่งอาจเป็นแรงหนุนให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมามีบทบาทได้อีกครั้ง

แต่เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้างผู้สมัคร จะพบว่าผู้สมัคร สส. ของพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นหน้าใหม่ ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนสำคัญ เนื่องจากยังไม่เป็นที่รู้จักและไม่มีฐานเสียงที่แข็งแรงมากนัก จึงเป็นปัจจัยที่หลายฝ่ายจับตามองว่าจะส่งผลต่อผลการเลือกตั้งอย่างไร

พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสได้คะแนนเสียงในระบบบัญชีรายชื่อค่อนข้างมาก เนื่องจากคะแนนในระบบดังกล่าวไม่ได้ผูกติดกับตัวผู้สมัครในพื้นที่ แม้ผู้สมัครจะเป็นหน้าใหม่ แต่การมีนายอภิสิทธิ์เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และนายชวนลงสมัครในบัญชีรายชื่อ ยังคงช่วยดึงคะแนนจากประชาชนในภาคใต้ได้

อีกพื้นที่ที่น่าจับตาคือกรุงเทพมหานคร ศ.ดร.ยุทธพร มองว่าภาพลักษณ์ของนายอภิสิทธิ์ยังสามารถสร้างแรงดึงดูดได้ และพรรคอาจมีลุ้นคว้าที่นั่ง สส. เขตในพื้นที่ กทม. ประมาณ 1–2 ที่นั่ง ขณะที่คะแนนในระบบบัญชีรายชื่อจะมีลักษณะใกล้เคียงกับภาคใต้ คือได้คะแนนในสัดส่วนที่ค่อนข้างดี

กลยุทธพรรคกล้าธรรมต่อภาคใต้

สำหรับกลยุทธ์ของพรรคกล้าธรรมในพื้นที่ภาคใต้ ศ.ดร.ยุทธพร มองว่า พรรคใช้แนวทางการทำงานแบบ “ล็อกบ้านใหญ่” ซึ่งถือเป็นสไตล์หลักของพรรค และไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในพื้นที่ภาคใต้เท่านั้น แต่ยังใช้ในหลายภูมิภาคทั่วประเทศ

โดยพรรคกล้าธรรมเลือกดึงกลุ่มบ้านใหญ่จากพรรคการเมืองอื่นเข้ามาร่วมงาน เพื่อยึดฐานเสียงในระดับพื้นที่เป็นหลัก ซึ่งแนวทางดังกล่าวมีโอกาสประสบความสำเร็จในเชิงยุทธศาสตร์การเลือกตั้งได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ด้วยรูปแบบการทำงานลักษณะนี้ ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคกล้าธรรมอาจไม่ได้มุ่งหวังผลในระดับการเป็นพรรคอันดับหนึ่ง หรือการจัดตั้งรัฐบาล แต่มีเป้าหมายอยู่ที่การยืนในระดับกลาง โดยมองว่าการเจาะฐานเสียงในพื้นที่และมีที่นั่งในสภาก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

ส่วนในระบบ สส.บัญชีรายชื่อ ศ.ดร.ยุทธพร มองว่า พรรคกล้าธรรมอาจได้จำนวนไม่มากนัก ประมาณ 1–2 ที่นั่ง ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่พรรคพึงพอใจ เนื่องจากพรรคไม่ได้เน้นการสร้างกระแส ไม่ได้ลงสนามดีเบต หรือทำการเมืองเชิงภาพลักษณ์มากนัก ทั้งนี้ หากจะถามว่าพรรคกล้าธรรมไม่ได้ลงพื้นที่หาเสียง แล้วพรรคไปอยู่ไหน ตนมองว่า “พวกเขาไปนั่งรออยู่ในสภาแล้ว”

สถานการณ์ทางการเมืองของภาคใต้ในตอนนี้

สำหรับศึกเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้ครั้งนี้ ศ.ดร.ยุทธพร มองว่า พรรคภูมิใจไทยมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งได้ หากพิจารณาโครงสร้างพื้นที่ภาคใต้ในเชิงสังคมวิทยา ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2–3ส่วนหลัก ได้แก่ ภาคใต้ฝั่งตะวันตก (อันดามัน) ภาคใต้ฝั่งตะวันออก (อ่าวไทย) และพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยแต่ละพื้นที่มีลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

ในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันตก หรือฝั่งอันดามัน ปัจจุบันถือเป็นฐานสำคัญของพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากพรรคสามารถดึงคะแนนนิยมจากกลุ่มผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวได้ อีกทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจของพื้นที่ดังกล่าวยังพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก จึงเอื้อต่อการขยายฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทย ทำให้มีโอกาสกวาดคะแนนได้เกือบทุกจังหวัดในโซนนี้ ตั้งแต่ระนอง ภูเก็ต กระบี่ และพังงา ขณะที่จังหวัดตรังและสตูลอาจยังไม่ใช่พื้นที่เป้าหมายหลักของพรรค

ขณะที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออก หรือฝั่งอ่าวไทย โครงสร้างเศรษฐกิจยังคงผูกพันกับอาชีพสวนยางพาราและการประมง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางอาชีพ โอกาสที่พรรคภูมิใจไทยจะครองคะแนนเสียงในพื้นที่นี้ยังคงมีอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวยังเป็นฐานสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ และอาจมีพรรคประชาชนเข้ามาแทรกฐานเสียงเพิ่มเติม ทำให้การแข่งขันในพื้นที่นี้มีความหลากหลายของพรรคการเมืองมากขึ้น

ส่วนพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นพื้นที่พิเศษที่มีบริบทเฉพาะตัว และเป็นฐานเสียงหลักของพรรคประชาชาติอยู่แล้ว ทำให้พรรคการเมืองอื่นเจาะฐานเสียงได้ค่อนข้างยาก

จากภาพรวมทั้งหมดตนประเมินว่า การเลือกตั้งในภาคใต้ครั้งนี้ อาจไม่ปรากฏพรรคการเมืองใดที่สามารถคว้าชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ได้ เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีเงื่อนไขทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

“แอนดรูว์” ย้ายออกจากตำหนัก “รอยัลลอดจ์” ท่ามกลางมรสุมคดีอื้อฉาวเอปสตีน

"แอนดรูว์" ย้ายออกจากตำหนัก "รอยัลลอดจ์" ท่ามกลางมรสุมคดีอื้อฉาวเอปสตีน

4 ก.พ. 2569 15:33 น.

“แอนดรูว์” ย้ายออกจากตำหนัก “รอยัลลอดจ์” ท่ามกลางมรสุมคดีอื้อฉาวเอปสตีน

แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ หรืออดีตเจ้าชายแอนดรูว์แห่งราชวงศ์อังกฤษ ได้ย้ายออกจากพระตำหนักรอยัล ลอดจ์ ในเขตวินด์เซอร์ ไปพำนักชั่วคราวที่วูด ฟาร์ม คอตเทจ ภายในเขตพระตำหนักซานดริงแฮม มณฑลนอร์ฟอล์ก ตั้งแต่คืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ระหว่างที่บ้านพักถาวรในซานดริงแฮมกำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงซ่อมแซม ท่ามกลางมรสุมข่าวฉาวคดีเอปสตีน

สำนักพระราชวังบักกิงแฮมระบุว่า การย้ายออกจากรอยัล ลอดจ์ ได้รับการประกาศตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา พร้อมกับการถอดถอนพระยศเจ้าชายของแอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ โดยขณะนี้สถานที่พักถาวรของแอนดรูว์ได้ย้ายไปอยู่ในมณฑลนอร์ฟอล์กอย่างเป็นทางการแล้ว แม้จะยังเดินทางกลับวินด์เซอร์ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อขนย้ายทรัพย์สินที่เหลืออยู่

แหล่งข่าวระบุว่า ในระยะยาว เขามีแนวโน้มจะย้ายไปพำนักที่มาร์ช ฟาร์ม ภายในเขตพระตำหนักซานดริงแฮม โดยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดในที่พำนักแห่งใหม่ของพระอนุชา เนื่องจากซานดริงแฮมเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์

ก่อนหน้านี้ แอนดรูว์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งดยุกแห่งยอร์ก ถูกกดดันอย่างต่อเนื่องให้ย้ายออกจากรอยัล ลอดจ์ หลังเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับค่าเช่าที่จ่ายให้แก่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานดูแลทรัพย์สินของราชวงศ์

รายงานจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแห่งชาติ (NAO) ระบุว่า ในปี 2003 เขาได้ทำสัญญาเช่าระยะยาว 75 ปี และจ่ายเงินล่วงหน้ากว่า 8 ล้านปอนด์ สำหรับค่าซ่อมแซมและค่าเช่าในอนาคต คิดเป็นค่าเช่าเฉลี่ยปีละประมาณ 260,000 ปอนด์

ตามข้อตกลงเดิม เขาอาจมีสิทธิได้รับค่าชดเชยราว 488,000 ปอนด์ หากคืนสัญญาเช่าก่อนกำหนด อย่างไรก็ตาม รายงานล่าสุดจากสำนักงานทรัพย์สินฯ ระบุว่า สภาพอาคารทรุดโทรมอย่างหนัก จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าเขาจะไม่ได้รับค่าชดเชยใดๆ

แหล่งข่าวราชสำนักเปิดเผยกับบีบีซีเมื่อเดือนตุลาคมว่า การย้ายออกถูกเลื่อนมาถึงต้นปีนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงความอับอายในช่วงคริสต์มาส ซึ่งเป็นช่วงที่ราชวงศ์จะรวมตัวกันที่แซนดริงแฮมตามธรรมเนียม

ที่ดินซานดริงแฮมถูกซื้อในปี 1862 โดยเจ้าชายแห่งเวลส์ในขณะนั้น ซึ่งต่อมากลายเป็นพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 และใช้เป็นที่พักส่วนพระองค์ มีพื้นที่กว่า 80 ตารางกิโลเมตร ใกล้เคียงกับขนาดเมืองน็อตติงแฮม

การย้ายที่พักของแอนดรูว์เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากกรณีความเชื่อมโยงกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินผู้ถูกกล่าวหาคดีค้ามนุษย์ ซึ่งเสียชีวิตในเรือนจำสหรัฐฯ เมื่อปี 2019

ตำรวจเทมส์ วัลลีย์ กำลังพิจารณาข้อกล่าวหาที่หญิงรายหนึ่งอ้างว่า ถูกเอปสตีนส่งมายังสหราชอาณาจักรเพื่อมีเพศสัมพันธ์กับแอนดรูว์ในปี 2010 ที่รอยัล ลอดจ์ โดยหญิงรายดังกล่าวอยู่ในวัย 20 ปี และไม่ใช่ชาวอังกฤษ

ทนายความของเธอระบุว่า หลังเหตุการณ์ดังกล่าว เธอได้รับการพาชมพระราชวังบักกิงแฮมและดื่มชา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เหยื่อของเอปสตีนกล่าวอ้างว่า มีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นในที่พำนักของราชวงศ์

ก่อนหน้านี้ ในปี 2014 เวอร์จิเนีย จุฟเฟร ผู้ล่วงลับ เป็นสตรีคนแรกที่ออกมากล่าวหาแอนดรูว์ว่า ถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์กับเขาตั้งแต่อายุ 17 ปี โดยอ้างว่าถูกเอปสตีนและกิสเลน แม็กซ์เวลล์ ค้ามนุษย์ ซึ่งแอนดรูว์ปฏิเสธมาโดยตลอด คดีแพ่งในสหรัฐฯ ได้ยุติลงในปี 2022 ด้วยการยอมความมูลค่าราว 12 ล้านปอนด์

ขณะเดียวกัน กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้เปิดเผยเอกสารและภาพจำนวนมากเกี่ยวกับเอปสตีน ซึ่งรวมถึงอีเมลและภาพถ่ายที่เชื่อมโยงถึงแอนดรูว์ ทำให้แรงกดดันให้เขาไปให้การต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น ด้านนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ของอังกฤษ ระบุเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ผู้ที่มีข้อมูลควรให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพื่อคำนึงถึงผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง

ด้านลิซา ฟิลลิปส์ หนึ่งในเหยื่อของเอปสตีน กล่าวว่า การที่แอนดรูว์ออกมาให้การจะมีความหมายอย่างยิ่งต่อเหยื่อทั้งหมด ทั้งนี้ แอนดรูว์ยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อรายงานล่าสุดจนถึงขณะนี้.

ที่มา BBC

ไวรัลรับตรุษจีน “เดรโก มัลฟอย” กลายเป็นมาสคอตมงคลในจีน ชี้ “แชร์มัลฟอยแล้วจะโชคดี”

ไวรัลรับตรุษจีน "เดรโก มัลฟอย" กลายเป็นมาสคอตมงคลในจีน ชี้ "แชร์มัลฟอยแล้วจะโชคดี"

4 ก.พ. 2569 14:45 น.

ไวรัลรับตรุษจีน “เดรโก มัลฟอย” กลายเป็นมาสคอตมงคลในจีน ชี้ “แชร์มัลฟอยแล้วจะโชคดี”

พ่อมดหนุ่มสุดแสบอย่าง “เดรโก มัลฟอย” ได้กลายเป็นสัญลักษณ์นำโชคในเทศกาลตรุษจีนปีนี้ ชาวเน็ตจีนปิ๊งไอเดียใช้ชื่อ “มัลฟอย” ที่พ้องเสียงกับคำว่า “ม้า” และ “โชคลาภ” มาทำของแต่งบ้านรับปีม้า จนกลายเป็นกระแสฮือฮาไปทั่วโซเชียล แม้แต่ “ทอม เฟลตัน” ผู้รับบทดังกล่าวยังต้องออกมาแชร์

กระแสความนิยมที่คาดไม่ถึงของตัวละครจากภาพยนตร์ชื่อดัง แฮร์รี พอตเตอร์ ครั้งนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากชื่อภาษาจีนของมัลฟอยที่ว่า “หม่า-เอ๋อร์-ฝู” (马尔福 หรือ mǎ ěr fú) ซึ่งประกอบด้วยตัวอักษรที่แปลว่า “ม้า” (马 หรือ mǎ) และ “โชคลาภ” (福 หรือ fú) เป็นการเล่นคำเล็กน้อยจากวลี “马来福” หรือ “mǎ lái fú” ซึ่งหมายถึงการต้อนรับความเจริญรุ่งเรืองในปีม้า เมื่อประจวบเหมาะกับการก้าวเข้าสู่ “ปีม้า” ตามนักษัตรจีน ชื่อของเดรโก มัลฟอย จึงกลายเป็นคำอวยพรที่หมายถึง “ม้าที่นำพาโชคลาภมาให้” ส่งผลให้ใบหน้าของเขาพร้อมรอยยิ้มเยาะที่เป็นเอกลักษณ์ ปรากฏอยู่บนของตกแต่งบ้านต้อนรับปีใหม่ในหลายครัวเรือนทั่วประเทศจีน

ปกติแล้วในช่วงตรุษจีน ชาวจีนจะนิยมติดแถบคำอวยพร หรือกระดาษสีแดงรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดที่มีตัวอักษร “ฝู” (Fu) ซึ่งมักจะติดกลับหัวเพื่อสื่อถึง “โชคลาภที่มาถึง” (เนื่องจากคำว่ากลับหัวพ้องเสียงกับคำว่ามาถึง)

แต่ในปีนี้ บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อย่าง “เถาเป่า” (Taobao) กลับเต็มไปด้วยสติกเกอร์ แม่เหล็กติดตู้เย็น และของตกแต่งรูปมัลฟอย ขณะที่บน Weibo โซเชียลมีเดียหลักของจีน ชาวเน็ตต่างพากันแชร์รูปภาพของเขาพร้อมข้อความว่า “แชร์รูปนี้เพื่อรับโชคลาภ” บางส่วนยังคอมเมนต์ติดตลกโดยอ้างถึงประโยคในเรื่องว่า “เฟลิกซ์ เฟลิซิส!” (น้ำนำโชค) เพื่อสื่อถึงความเฮงอีกด้วย

กระแสนี้ดังไปถึงหูของทอม เฟลตัน นักแสดงผู้รับบทเดรโก มัลฟอย โดยเขาได้แชร์สตอรี่บนอินสตาแกรม เกี่ยวกับเรื่องที่ตัวละครของเขากลายเป็น “สัญลักษณ์วันตรุษจีนในประเทศจีน” การที่เจ้าตัวออกมาตอบรับยิ่งสร้างความตื่นเต้นให้แฟนๆ ชาวจีนเป็นอย่างมาก จนเกิดแฮชแท็กที่แปลเป็นไทยว่า “มัลฟอยตัวจริงนี่มันตลก 100%”

ความคลั่งไคล้ในโลกเวทมนตร์ของชาวจีนนั้นไม่เคยลดน้อยลง โดยภาพยนตร์แฮร์รี พอตเตอร์ ภาคแรกที่นำกลับมาฉายใหม่ สามารถทำเงินได้กว่า 90 ล้านหยวน (ประมาณ 409 ล้านบาท) ภายในเวลาเพียง 3 วัน และเพื่อตอบรับกระแสความนิยมที่ล้นหลาม Warner Bros. Discovery ได้ประกาศแผนที่จะเปิดตัว “The Making of Harry Potter” สตูดิโอทัวร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ นครเซี่ยงไฮ้ ในปี 2027 ที่จะถึงนี้.

ที่มา BBC

องค์กรสิทธิฯ เตือนจีนจับกุม 2 นักข่าวสืบสวนชื่อดัง หลังแฉทุจริตบิ๊กข้าราชการเสฉวน

องค์กรสิทธิฯ เตือนจีนจับกุม 2 นักข่าวสืบสวนชื่อดัง หลังแฉทุจริตบิ๊กข้าราชการเสฉวน

4 ก.พ. 2569 13:05 น.

องค์กรสิทธิฯ เตือนจีนจับกุม 2 นักข่าวสืบสวนชื่อดัง หลังแฉทุจริตบิ๊กข้าราชการเสฉวน

กลุ่มสิทธิมนุษยชนทั่วโลกประสานเสียงเตือน หลังตำรวจจีนรวบตัว “หลิว ฮู่” และ “อู่ อิงเจียว” สองนักข่าวอิสระที่ขุดคุ้ยคดีคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในมณฑลเสฉวน ชี้เป็นสัญญาณอันตรายต่อเสรีภาพสื่อในจีน ด้านตำรวจระบุสอบสวนฐาน “ใส่ความ” และ “ประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย”

กลุ่มพิทักษ์สิทธิมนุษยชนในจีน (Chinese Human Rights Defenders) และนักกิจกรรมรายงานว่า หลิว ฮู่ (Liu Hu) นักข่าวสืบสวนชื่อดังระดับประเทศ และ อู่ อิงเจียว (Wu Yingjiao) เพื่อนร่วมงานของเขา ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (1 ก.พ.) หลังจากที่ทั้งคู่เพิ่งเผยแพร่รายงานการทุจริตของข้าราชการระดับสูงในมณฑลเสฉวน

หลิว ฮู่ หายตัวไปขณะกำลังจะขึ้นรถไฟจากเมืองฉงชิ่งเพื่อเดินทางเข้าสู่กรุงปักกิ่ง ส่วน อู่ อิงเจียว ถูกตำรวจควบคุมตัวในมณฑลเหอเป่ยในวันเดียวกัน โดยรายงานข่าวต้นเหตุซึ่งปัจจุบันถูกลบออกจากแพลตฟอร์ม WeChat ไปแล้วนั้น มีเนื้อหาเกี่ยวกับความล้มละลายของธุรกิจหลายแห่งที่มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมมิชอบของข้าราชการระดับอำเภอรายหนึ่ง

ตำรวจในนครเฉิงตูออกแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ว่า ชายสองคน แซ่ “หลิว” อายุ 50 ปี และ “อู่” อายุ 34 ปี อยู่ภายใต้การสอบสวนในข้อหา “สร้างหลักฐานเท็จเพื่อใส่ความผู้อื่น” และ “ดำเนินธุรกิจที่ผิดกฎหมาย”

อย่างไรก็ตาม องค์กรนักข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders – RSF) เปิดเผยว่า ก่อนที่จะถูกจับกุม หลิว ฮู่ ได้โพสต์ข้อความที่เขาได้รับจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบวินัยในเฉิงตู ซึ่งส่งมาเพื่อกดดันให้เขาติดต่อกับทางการโดยตรง แทนที่จะนำข้อมูลการทุจริตไปเผยแพร่ต่อสาธารณะผ่านสื่อ

หลิว ฮู่ ถือเป็นนักข่าวสืบสวนแถวหน้าของจีนที่เคยถูกจับกุมมาแล้วในปี 2013 ในข้อหาหมิ่นประมาทหลังจากแฉคอร์รัปชันข้าราชการระดับสูง แต่หลังจากได้รับอิสรภาพในปี 2014 เขายังคงเดินหน้าทำหน้าที่สื่อมวลชนอิสระผ่านโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง โดยมีอู่ อิงเจียว เป็นผู้ช่วยหลักในบัญชี WeChat ที่รวบรวมข่าวน่าสนใจจากนักข่าวหลายสำนัก

อเล็กซานดรา เบียลาโควสกา ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ของ RSF ระบุว่า “การจับกุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมในจีนมีความเป็นศัตรูและจำกัดสิทธิการรายงานข่าวอิสระมากขึ้นเพียงใด เราขอเรียกร้องให้ประชาคมโลกเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลจีน แทนที่จะปล่อยให้ความสัมพันธ์ดำเนินไปเป็นปกติจนกลายเป็นการส่งเสริมการปราบปรามสื่อ”

ปัจจุบัน RSF ระบุว่ามีนักข่าวถูกคุมขังในจีนมากกว่า 120 ราย พร้อมขนานนามประเทศจีนว่าเป็น “คุกขังนักข่าวที่ใหญ่ที่สุดในโลก” ขณะที่รัฐบาลปักกิ่งยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการต่อกรณีการจับกุมและการวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติในครั้งนี้.

ที่มา BBC

ฮิวแมนไรท์วอทช์ เตือนสหรัฐฯ กำลังกลายเป็น “รัฐอำนาจนิยม” ภายใต้การนำของทรัมป์

ฮิวแมนไรท์วอทช์ เตือนสหรัฐฯ กำลังกลายเป็น "รัฐอำนาจนิยม" ภายใต้การนำของทรัมป์

4 ก.พ. 2569 12:27 น.

ฮิวแมนไรท์วอทช์ เตือนสหรัฐฯ กำลังกลายเป็น “รัฐอำนาจนิยม” ภายใต้การนำของทรัมป์

ฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch) ออกรายงานประจำปีระบุ สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังมุ่งหน้าสู่ระบอบอำนาจนิยม หลังพบการละเมิดสิทธิรุนแรง ทั้งการใช้กำลังทหารในประเทศและการส่งตัวผู้ลี้ภัยไปคุมขังในต่างแดน ขณะที่เสรีภาพทั่วโลกถดถอยกลับไปเท่ากับยุคสงครามเย็น

ฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch – HRW) องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนที่มีสำนักงานใหญ่ในนิวยอร์ก ออกแถลงการณ์ระบุว่า การกลับมาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เร่งให้เกิด “วงจรการถดถอย” ของสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ซึ่งถูกกดดันอยู่ก่อนแล้วจากการแผ่อิทธิพลของรัสเซียและจีน โดยรายงานชี้ว่าระเบียบโลกที่ยึดถือหลักกติกาพรมแดนกำลังถูกทำลายลง

รายงานความยาว 529 หน้า ระบุถึงสถานการณ์ในสหรัฐฯ อย่างรุนแรงว่ามีการ “เมินเฉยต่อสิทธิมนุษยชนอย่างโจ่งแจ้ง” โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรายงานปีก่อนๆ เช่นการใช้เจ้าหน้าที่ติดอาวุธสวมหน้ากากจากหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) บุกจู่โจมจับกุมผู้ลี้ภัยด้วยวิธีที่รุนแรงเกินกว่าเหตุหลายร้อยครั้ง และการใช้กองกำลังพิทักษ์ชาติ (National Guard) ภายใต้ข้ออ้างในการกระชับอำนาจ การแก้แค้นศัตรูทางการเมือง และความพยายามขยายอำนาจบริหารเพื่อทำลายระบบตรวจสอบและถ่วงดุลทางประชาธิปไตย

HRW ย้ำถึงการสืบสวนที่พบว่า สหรัฐฯ มีส่วนเกี่ยวข้องกับ “การบังคับบุคคลให้สูญหาย” ซึ่งเป็นอาชญากรรมระหว่างประเทศ จากกรณีส่งตัวผู้อพยพชาวเวเนซุเอลา 252 ราย ไปยังเรือนจำที่มีความมั่นคงสูงสุดในเอลซัลวาดอร์ โดยมีข้อมูลระบุว่าชายกลุ่มดังกล่าวถูกซ้อมทรมานและล่วงละเมิดทางเพศ ก่อนจะได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศเวเนซุเอลาในภายหลัง

รายงานระบุว่าระดับประชาธิปไตยทั่วโลกได้ลดต่ำลงไปอยู่ในระดับเดียวกับปี 1985 ซึ่งเป็นยุคที่สหภาพโซเวียตยังคงมีตัวตนอยู่ โดยเปรียบเทียบว่า “วันนี้รัสเซียและจีนมีเสรีภาพน้อยกว่าเมื่อ 20 ปีที่แล้ว และสหรัฐฯ ก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน”

ฟิลิป โบโลปิยง ผู้อำนวยการบริหารของ HRW เรียกร้องให้ประเทศต่างๆ รวมตัวกันเป็นพันธมิตรที่ยึดถือคุณค่าประชาธิปไตยและกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อคานอำนาจกับรัฐบาลทรัมป์ที่มักใช้มาตรการกำแพงภาษีและการทูตแบบเฉพาะหน้า

รายงานของ HRW ฉบับนี้ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับรายงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ลดโทนการวิจารณ์ประเทศพันธมิตรของทรัมป์ เช่น เอลซัลวาดอร์ ซึ่งกระทรวงฯ ระบุว่าไม่มีรายงานการละเมิดสิทธิที่น่าเชื่อถือในปี 2024 แต่ทาง HRW แย้งว่า แม้คดีอาชญากรรมจะลดลง แต่ทางการเอลซัลวาดอร์กลับมีการจับกุมโดยมิชอบ การทรมาน และการละเมิดกระบวนการยุติธรรมอย่างกว้างขวางในปี 2025

นอกจากนี้ HRW ยังคงยืนยันข้อหาต่ออิสราเอลว่ามีการกระทำที่เป็น “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ต่อชาวปาเลสไตน์ในกาซา โดยระบุว่าในปี 2025 อิสราเอลได้ยกระดับความรุนแรงในการสังหาร การทำให้พิการ และการปล่อยให้เกิดความอดอยาก รวมถึงการทำลายโครงสร้างพื้นฐานในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งข้อกล่าวหานี้ถูกอิสราเอลและสหรัฐฯ ปฏิเสธอย่างหนักแน่นมาโดยตลอด.

ที่มา AFP

ติมอร์-เลสเต น้องใหม่อาเซียน เปิดกระบวนการกม.ฟ้องผู้นำเมียนมาก่ออาชญากรรมสงคราม-ต่อมนุษยชาติ

ติมอร์-เลสเต น้องใหม่อาเซียน เปิดกระบวนการกม.ฟ้องผู้นำเมียนมาก่ออาชญากรรมสงคราม-ต่อมนุษยชาติ

4 ก.พ. 2569 12:00 น.

ติมอร์-เลสเต น้องใหม่อาเซียน เปิดกระบวนการกม.ฟ้องผู้นำเมียนมาก่ออาชญากรรมสงคราม-ต่อมนุษยชาติ

“ติมอร์-เลสเต” ชาติน้องใหม่อาเซียน เปิดกระบวนการกม. ฟ้องผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาก่ออาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เผยอาจเป็นบรรทัดฐานใหม่สำหรับภูมิภาคที่เคยยึดถือกรอบไม่แทรกแซงภายใน

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เว็บไซต์ข่าว Myanmar Now รายงานว่า องค์กรสิทธิมนุษยชนชาติพันธุ์ชิน (Chin Human Rights Organization – CHRO) ยื่นฟ้องต่อศาลในกรุงดิลี เมืองหลวงของติมอร์-เลสเต เมื่อราว 2 สัปดาห์ก่อนกล่าวโทษรัฐบาลทหารเมียนมาและพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำกองทัพ ในข้อหาอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ 

โดยติมอร์-เลสเต ประเทศสมาชิกใหม่ล่าสุดของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และนับเป็นการดำเนินคดีลักษณะนี้ครั้งแรกที่ประเทศสมาชิกอาเซียนฟ้องร้องรัฐสมาชิกอาเซียนด้วยกันเอง ขณะเดียวกัน รัฐบาลทหารเมียนมาได้ยื่นหนังสือประท้วงติมอร์-เลสเต โดยกล่าวหาว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายใน และขัดต่อหลักไม่แทรกแซงของอาเซียน  

แหล่งข่าวระบุว่า หน่วยงานยุติธรรมของติมอร์-เลสเตได้แต่งตั้งอัยการอาวุโสขึ้นตรวจสอบคำร้องแล้ว โดย CHRO เรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างเป็นทางการภายใต้หลัก “เขตอำนาจศาลสากล” (universal jurisdiction) ซึ่งเปิดทางให้รัฐสามารถดำเนินคดีกับอาชญากรรมร้ายแรงได้ ไม่ว่าคดีจะเกิดขึ้นในประเทศใดก็ตาม

คำร้องกล่าวหากองทัพเมียนมาว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงในรัฐชิน รวมถึงกรณีข่มขืนหญิงตั้งครรภ์ 7 เดือนต่อหน้าสามี การสังหารหมู่พลเรือน 10 ศพ ซึ่งมีทั้งนักข่าวและเด็กชายอายุ 13 ปี การโจมตีผู้นำคริสต์ศาสนา การทิ้งระเบิดโรงพยาบาลจนบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยเสียชีวิต ตลอดจนการทำลายโบสถ์และโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนหลายแห่ง

นายซาไล ซา อุก อำนวยการบริหาร CHRO ระบุว่า  ประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อเอกราชของติมอร์-เลสเต ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับประชาชนเมียนมาที่กำลังเผชิญความรุนแรงจากรัฐบาลทหารอย่างต่อเนื่อง

ด้านผู้เชี่ยวชาญและนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนมองว่า การตัดสินใจเปิดกระบวนการทางกฎหมายของติมอร์-เลสเตอาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่สำหรับอาเซียน เพราะที่ผ่านมาอาเซียนยึดหลักไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิกอย่างเหนียวแน่น.

ที่มา Myanmar Now  

ตำรวจฝรั่งเศสบุกค้นสำนักงาน “X” ในปารีส จ่อเรียก “อีลอน มัสก์” สอบปากคำปมบอต AI ผลิตภาพลามก

ตำรวจฝรั่งเศสบุกค้นสำนักงาน "X" ในปารีส จ่อเรียก "อีลอน มัสก์" สอบปากคำปมบอต AI ผลิตภาพลามก

4 ก.พ. 2569 11:48 น.

ตำรวจฝรั่งเศสบุกค้นสำนักงาน “X” ในปารีส จ่อเรียก “อีลอน มัสก์” สอบปากคำปมบอต AI ผลิตภาพลามก

หน่วยอาชญากรรมไซเบอร์ฝรั่งเศสจับมือยูโรโพล บุกตรวจค้นสำนักงานแพลตฟอร์ม X ในกรุงปารีส  พร้อมเรียกตัวอีลอน มัสก์ ให้ปากคำ ขยายผลสอบสวนอัลกอริทึมและแชตบอต Grok ที่เกี่ยวข้องกับภาพลามกและเนื้อหาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ด้าน “มัสก์” โต้กลับเป็นการโจมตีทางการเมือง

สำนักงานอัยการปารีสเปิดเผยว่า เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (3 ก.พ.) เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยอาชญากรรมไซเบอร์ พร้อมด้วยความสนับสนุนจากยูโรโพล (Europol) ได้เข้าตรวจค้นสำนักงานของแพลตฟอร์ม X ในกรุงปารีส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขยายผลการสอบสวนที่เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคม 2025

นอกจากนี้ อัยการได้ออกหมายเรียกตัว อีลอน มัสก์ ประธานบอร์ดบริหาร และ ลินดา ยัคคาริโน อดีตซีอีโอ ให้เข้าให้การในฐานะพยานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ ขณะที่พนักงานของ X ในฝรั่งเศสจะถูกสอบปากคำในฐานะพยานเช่นกัน

ลอร์ เบคคูโอ อัยการกรุงปารีส ระบุว่าการสอบสวนในตอนแรกมุ่งเน้นไปที่การสงสัยเรื่องการใช้อัลกอริทึมในทางที่ผิด แต่ปัจจุบันได้ขยายขอบเขตครอบคลุมประเด็นที่ร้ายแรงกว่า ได้แก่ การใช้แชตบอต AI “Grok” สร้างภาพตัดต่อทางเพศที่ลามกอนาจาร การปล่อยให้มีการเผยแพร่เนื้อหาที่บิดเบือนประวัติศาสตร์ โดยมีเนื้อหาปฏิเสธการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการตรวจสอบความร่วมมือหรือการปล่อยปละละเลยในการครอบครองและเผยแพร่สื่อลามกเด็ก รวมถึงการละเมิดสิทธิในภาพลักษณ์ของบุคคล

ทางด้านทีมกิจการรัฐบาลระดับโลกของ X ได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยระบุว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูลความจริง และ X ยึดมั่นในการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ใช้ ขณะที่ อีลอน มัสก์ ได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X โดยตรงว่าเหตุการณ์นี้คือ “การโจมตีทางการเมือง” และก่อนหน้านี้บริษัทเคยกล่าวว่าการสอบสวนของฝรั่งเศสเป็นการคุกคามเสรีภาพในการแสดงออก

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากคณะกรรมาธิการยุโรปเริ่มตรวจสอบ Grok เนื่องจากถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าสามารถสร้างภาพเปลือยของบุคคลจริง รวมถึงเด็กและสตรี ตามคำสั่งของผู้ใช้งาน แม้ภายหลัง X จะประกาศเพิ่มข้อจำกัดในระบบเมื่อกลางเดือนมกราคม แต่รายงานจากองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร “AI Forensics” ระบุว่าจนถึงวันที่ 20 มกราคม ระบบก็ยังสามารถถูกหลอกให้สร้างภาพในเชิงกามรมณ์ได้ 

เอ็มมา พิกเคอริง จากองค์กร Refuge ในสหราชอาณาจักร เตือนว่า “Generative AI ทำให้ผู้ไม่หวังดีสร้างภาพปลอมเพื่อทำลายความปลอดภัยและสุขภาพจิตของผู้หญิงได้ง่ายกว่าที่เคย” โดยล่าสุดหน่วยงานกำกับดูแลข้อมูลของสหราชอาณาจักรก็ได้เริ่มสอบสวนในประเด็นนี้เช่นกัน

นอกจากฝรั่งเศสและยุโรปแล้ว เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา อินโดนีเซียและมาเลเซียได้สั่งระงับการเข้าถึง Grok ชั่วคราว ก่อนจะยกเลิกคำสั่งแบนในเวลาต่อมา หลังจาก X ให้คำมั่นว่าจะดำเนินมาตรการป้องกันการใช้งานในทางที่ผิดอย่างเข้มงวด.

ที่มา CNN

สหรัฐฯ ส่ง F-35 สอยโดรนอิหร่านรุกประชิดเรือบรรทุกเครื่องบิน

สหรัฐฯ ส่ง F-35 สอยโดรนอิหร่านรุกประชิดเรือบรรทุกเครื่องบิน

4 ก.พ. 2569 10:51 น.

สหรัฐฯ ส่ง F-35 สอยโดรนอิหร่านรุกประชิดเรือบรรทุกเครื่องบิน

โฆษกกองทัพสหรัฐฯ เผยเครื่องบินขับไล่ล่องหน F-35C ยิงสอยโดรนอิหร่านร่วงหลังบินเข้าหาเรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น” ในลักษณะคุกคาม ขณะที่ทำเนียบขาวประกาศเดินหน้าเจรจานิวเคลียร์สุดสัปดาห์นี้ แต่ย้ำ “ตัวเลือกทางทหาร” ยังอยู่บนโต๊ะเจรจา

ทิม ฮอว์กินส์ โฆษกกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยว่า เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (3 ก.พ.) เครื่องบินขับไล่ล่องหน F-35C ซึ่งทะยานขึ้นจากเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ได้ยิงโดรนของอิหร่านตก “เพื่อเป็นการป้องกันตนเอง” หลังจากโดรนลำดังกล่าวบินรุกรานเข้าหาเรือรบสหรัฐฯ ในระยะประชิดในลักษณะคุกคาม ขณะที่เรืออยู่ห่างจากชายฝั่งอิหร่านประมาณ 500 ไมล์

เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีทรัพย์สินของสหรัฐฯ ได้รับความเสียหาย และไม่มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ กำลังเสริมกำลังทางทหารในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดถึงขีดสุดกับรัฐบาลเตหะราน

แม้จะมีเหตุปะทะกัน แต่ คาโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ยืนยันว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงมีกำหนดการเดิมในช่วงปลายสัปดาห์นี้ โดยระบุว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงยึดมั่นในการใช้การทูตนำ แต่ก็พร้อมใช้ “กำลังทางทหาร” หากจำเป็น โดยมีรายงานว่าสถานที่จะถูกย้ายจากนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี ไปยังประเทศโอมานตามคำขอของอิหร่าน โดยจะเป็นการเจรจาโดยตรงเฉพาะเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และอิหร่านเท่านั้น โดยมีนายสตีฟ วิตคอฟ ทูตพิเศษของทรัมป์เป็นตัวแทนฝั่งสหรัฐฯ

ในวันเดียวกัน กองทัพสหรัฐฯ ยังรายงานเหตุการณ์แยกอีกกรณีหนึ่ง โดยระบุว่ากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้ทำการ “ก่อกวน” เรือพาณิชย์ที่ติดธงสหรัฐฯ และมีลูกเรือเป็นชาวอเมริกัน บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่หนาแน่นที่สุดในโลก ก่อนที่การสนับสนุนทางทหารจากสหรัฐฯ จะช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายและเรือเดินทางต่อไปได้โดยสวัสดิภาพ

ทรัมป์ได้ยื่นคำขาดให้อิหร่านยอมตกลงข้อเสนอจำกัดโครงการนิวเคลียร์และหยุดการใช้ความรุนแรงต่อผู้ประท้วงในประเทศ ซึ่งข้อมูลจากองค์กรสิทธิมนุษยชน (HRANA) ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากการปราบปรามในอิหร่านแล้วกว่า 6,400 ราย ขณะที่บางแหล่งข่าวคาดว่าอาจสูงถึง 25,000 ราย

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เตือนว่าหากการเจรจาล้มเหลว อิหร่านอาจเผชิญกับการโจมตีที่ “รุนแรงกว่า” เหตุการณ์เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ซึ่งเขาระบุว่าได้ “บดขยี้” สถานที่เสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ของอิหร่านไปแล้วส่วนหนึ่ง

ขณะที่อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ได้ออกมาเตือนก่อนหน้านี้ว่า การโจมตีใดๆ ต่ออิหร่านจะจุดชนวนให้เกิด “สงครามระดับภูมิภาค” ทันที.

ที่มา BBC