เมียนมาผ่านกฎหมายปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทษประหารผู้บังคับเหยื่อทำงานสแกมเมอร์

เมียนมาผ่านกฎหมายปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทษประหารผู้บังคับเหยื่อทำงานสแกมเมอร์

28 ก.ค. 2569 17:08 น.

เมียนมาผ่านกฎหมายปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทษประหารผู้บังคับเหยื่อทำงานสแกมเมอร์

รัฐสภาเมียนมาภายใต้การหนุนหลังของกองทัพ ผ่านร่างกฎหมายต้านอาชญากรรมทางออนไลน์ฉบับใหม่ กำหนดบทลงโทษขั้นสูงสุดถึง “ประหารชีวิต” สำหรับผู้ที่ก่อเหตุหน่วงเหนี่ยวกักขัง ใช้ความรุนแรง หรือทรมานเหยื่อเพื่อบังคับให้ทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ออนไลน์ ตลอดจนกรณีที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต หวังลดแรงกดดันจากนานาชาติ โดยเฉพาะจีนและสหรัฐฯ

รัฐสภาเมียนมาซึ่งอยู่ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลที่นำโดยกองทัพ มีมติเห็นชอบ ร่างกฎหมายต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ โดยกำหนดโทษประหารชีวิตสำหรับผู้ที่ลักพาตัว กักขัง ทรมาน หรือใช้ความรุนแรงบังคับให้บุคคลทำงานในศูนย์หลอกลวงออนไลน์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์

การผ่านกฎหมายครั้งนี้ถือเป็นกฎหมายฉบับแรกของรัฐบาลชุดใหม่ที่มีพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย เป็นประธานาธิบดี หลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ภายหลังการเลือกตั้งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนานาชาติว่าไม่เสรีและไม่เป็นธรรม

นายอ่อง ลิน ด่วย ประธานรัฐสภาเมียนมา ประกาศการผ่านร่างกฎหมายระหว่างการถ่ายทอดสดจากกรุงเนปิดอว์ ขณะที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายอาย ชาน เปิดเผยว่า บทลงโทษประหารชีวิตยังคงอยู่ในกฎหมายฉบับสุดท้าย โดยสาระสำคัญแทบไม่แตกต่างจากร่างที่เผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคม

ร่างกฎหมายกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปี จนถึงจำคุกตลอดชีวิต หรือโทษประหารชีวิต สำหรับผู้ที่ใช้ความรุนแรง ทรมาน กักขัง หรือปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างโหดร้าย เพื่อบังคับให้ร่วมกระทำความผิดเกี่ยวกับการหลอกลวงออนไลน์

นอกจากนี้ หากการกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ผู้กระทำผิดจะต้องได้รับ โทษประหารชีวิต ขณะที่ผู้ดำเนินการหรือบริหารศูนย์หลอกลวงออนไลน์ รวมถึงผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการหลอกลวงผ่านสกุลเงินดิจิทัล อาจถูกลงโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เมียนมากลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน ซึ่งกลุ่มอาชญากรรมใช้หลอกลวงเหยื่อทั่วโลก ทั้งการหลอกให้รัก การลงทุนปลอม และการหลอกลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี

แม้อุตสาหกรรมดังกล่าวดึงดูดแรงงานที่สมัครใจเข้าทำงานจำนวนมาก แต่มีชาวต่างชาติหลายพันคนที่ถูกหลอกหรือค้ามนุษย์เข้าสู่ศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา ก่อนถูกกักขัง ทำร้ายร่างกาย และบังคับให้หลอกลวงเหยื่อผ่านระบบออนไลน์

รัฐบาลเมียนมาเผชิญแรงกดดันจากหลายประเทศ โดยเฉพาะจีนและสหรัฐอเมริกา ให้เร่งปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ระบุในรายงานล่าสุดว่า ปฏิบัติการปราบปรามของหลายประเทศ รวมถึงเมียนมา ไม่ได้ทำให้เครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ยุติการดำเนินงาน แต่เพียงทำให้กลุ่มอาชญากรรมย้ายฐานไปยังพื้นที่ใหม่ โดยเฉพาะในกัมพูชา รวมถึงพื้นที่ชายแดนของเมียนมาและลาว

รายงานยังระบุว่า เครือข่ายอาชญากรรมที่มีต้นกำเนิดจากจีนยังคงเป็นกำลังหลักในการบริหารศูนย์หลอกลวงออนไลน์ขนาดใหญ่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษและพื้นที่ชายแดนของเมียนมา กัมพูชา และลาว โดยในพื้นที่สู้รบของเมียนมา กลุ่มติดอาวุธนอกภาครัฐบางส่วนก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบอาชญากรรมดังกล่าวเช่นกัน

ที่ผ่านมา ศูนย์หลอกลวงออนไลน์ขนาดใหญ่ เช่น KK Park และ ชเวโก๊กโก่ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ชายแดนไทย ถูกเจ้าหน้าที่เข้าปราบปรามหลายครั้ง ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนย้ายฐานไปยังกัมพูชาแทน

นางนาว ยูซานา วาห์ สมาชิกวุฒิสภาเมียนมา ยอมรับว่า การปราบปรามยังเผชิญอุปสรรคจำนวนมาก เนื่องจากมีหลายกลุ่มติดอาวุธและองค์กรต่าง ๆ เข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมายนี้

ทั้งนี้ มิน อ่อง หล่าย เป็นผู้นำการรัฐประหารเมื่อปี 2021 โค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของนางออง ซาน ซู จี จนนำไปสู่สงครามกลางเมืองที่ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน และคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 100,000 คน ตามการประเมินของหลายองค์กรติดตามสถานการณ์

แม้หลังรับตำแหน่งประธานาธิบดี มิน อ่อง หล่าย จะเคยประกาศลดโทษประหารชีวิตทั้งหมดในเดือนเมษายน แต่กฎหมายฉบับใหม่กลับเปิดทางให้มีการใช้โทษประหารชีวิตอีกครั้งกับความผิดเกี่ยวกับแก๊งหลอกลวงออนไลน์ สะท้อนท่าทีแข็งกร้าวของรัฐบาลต่ออาชญากรรมไซเบอร์ที่กำลังขยายตัวในภูมิภาค.

ที่มา AFP 

ญี่ปุ่นแผ่นดินไหวรุนแรง 7.1 เขย่า จ.คุมาโมโตะ เตือนสึนามิ 1 เมตร

ญี่ปุ่นแผ่นดินไหวรุนแรง 7.1 เขย่า จ.คุมาโมโตะ เตือนสึนามิ 1 เมตร

28 ก.ค. 2569 15:21 น.

ญี่ปุ่นแผ่นดินไหวรุนแรง 7.1 เขย่า จ.คุมาโมโตะ เตือนสึนามิ 1 เมตร

เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.1 ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศญี่ปุ่น ศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดคุมาโมโตะ บนเกาะคิวชู แรงสั่นสะเทือนพุ่งสูงระดับ 7 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตามมาตราวัดชินโดะของญี่ปุ่น ส่งผลให้กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ประกาศเตือนภัยคลื่นสึนามิสูง 1 เมตร บริเวณชายฝั่งทะเลอาริอาเกะและทะเลยัตสึชิโระ ให้ประชาชนเร่งอพยพขึ้นที่สูง

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) รายงานว่า เมื่อเวลา 16.27 น. ของวันที่ 28 กรกฎาคม ตามเวลาท้องถิ่น เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.1 โดยมีศูนย์กลางอยู่ในพื้นที่จังหวัดคุมาโมโตะ บนเกาะคิวชู ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ความลึกของจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ที่ประมาณ 10 กิโลเมตร

แรงสั่นสะเทือนวัดได้สูงสุดที่ระดับ 7 ตามมาตรวัดความรุนแรงของญี่ปุ่น (Shindo Scale) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของมาตราดังกล่าว ที่เมืองอูกิ และเมืองฮิกาวะ ในจังหวัดคุมาโมโตะ

นอกจากนี้ ยังมีหลายพื้นที่ในจังหวัดคุมาโมโตะที่ได้รับแรงสั่นสะเทือนระดับ 6+ ได้แก่ เขตมินามิของเมืองคุมาโมโตะ เมืองยัตสึชิโระ เมืองอูโตะ เมืองมิซาโตะ และเมืองมาชิกิ ขณะที่เมืองคามิอามาคุสะ เมืองโคชิ เมืองโอสึ หมู่บ้านนิชิฮาระ เมืองมิฟุเนะ และเมืองอาชิกิตะ รับรู้แรงสั่นสะเทือนระดับ 6-

ภายหลังเกิดแผ่นดินไหว JMA ได้ประกาศ คำเตือนภัยสึนามิ สำหรับพื้นที่ชายฝั่งทะเลอาริอาเกะและทะเลยัตสึชิโระ โดยคาดว่าคลื่นสึนามิอาจมีความสูงได้ถึง 1 เมตร และอาจขึ้นฝั่งในช่วงเวลาประมาณ 17.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

สถานีโทรทัศน์ NHK รายงานว่า มีความเป็นไปได้ว่าคลื่นสึนามิได้เริ่มเคลื่อนเข้าสู่บางพื้นที่แล้ว พร้อมทั้งแจ้งเตือนให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งอพยพขึ้นสู่ที่สูงหรืออาคารที่ปลอดภัยโดยทันที และหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ชายฝั่งจนกว่าทางการจะยกเลิกคำเตือน

นอกจากนี้ ยังเกิดอาฟเตอร์ช็อกที่มีความรุนแรงสูงสุดระดับ 4 เมื่อเวลาประมาณ 16:39 น., 16:59 น., 17:18 น. และ 17:27 น.

นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิของญี่ปุ่นกล่าวว่า มีรายงานผู้บาดเจ็บหลายราย อาคารพังถล่ม และไฟไหม้ หลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ “เรากำลังประเมินขอบเขตของการบาดเจ็บและความเสียหายต่อทรัพย์สิน แต่ฉันได้รับแจ้งว่ามีผู้บาดเจ็บหลายรายแล้ว” และกล่าวว่า “เกิดไฟฟ้าดับและเกิดไฟไหม้ในบางพื้นที่ ถนนและสะพานได้รับความเสียหาย และอาคารพังถล่ม”

นอกจากนี้ ประมาณครึ่งชั่วโมงหลังจากเกิดแผ่นดินไหว เจ้าหน้าที่ของ NHK ในพื้นที่ซึ่งสวมหมวกนิรภัยได้รายงานสดทางโทรทัศน์ว่าการสั่นสะเทือนยังคงดำเนินต่อไป โดยห้องข่าวสั่นอย่างรุนแรงจนยากที่จะยืนอยู่ได้ “การสั่นสะเทือนยังคงดำเนินต่อไปในขณะที่ผมพูดอยู่ รวมถึงตัวผมเองด้วย อาจมีบางคนที่รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรง” และกล่าวว่า “เมื่อแผ่นดินไหวเกิดขึ้น การสั่นสะเทือนรุนแรงมากจนผมยืนไม่ไหว โปรดระวังความเป็นไปได้ที่การสั่นสะเทือนอาจยังคงดำเนินต่อไปหลังจากนี้”

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือความเสียหายร้ายแรง แต่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบผลกระทบต่ออาคาร ถนน ระบบสาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ประสบภัย

บริษัท คิวชู อิเล็กทริก พาวเวอร์ กล่าวว่าในภูมิภาคคุมาโมโตะ มีครัวเรือนและสถานที่ประมาณ 45,000 แห่งที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ และยังไม่พบความผิดปกติใดๆ ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เก็นไคในจังหวัดซากะ และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เซนไดในจังหวัดคาโกชิมะ นอกจากนี้ ยังกล่าวว่าระดับรังสีรอบๆ โรงไฟฟ้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนบริษัทรถไฟคิวชู กล่าวว่าได้ระงับการให้บริการรถไฟทุกขบวน รวมถึงรถไฟชินคันเซ็นสายคิวชู เนื่องจากเหตุแผ่นดินไหว

ศาสตราจารย์ทาคุยะ นิชิมูระ จากสถาบันวิจัยป้องกันภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยเกียวโต ผู้เชี่ยวชาญด้านกลไกแผ่นดินไหว กล่าวว่า “แผ่นดินไหวครั้งนี้ดูเหมือนจะเกิดขึ้นในเขตแนวรอยเลื่อนฮินางุ ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวคุมาโมโตะปี 2016 บริเวณนี้ยังคงมีการเคลื่อนไหวอยู่ตั้งแต่แผ่นดินไหวคุมาโมโตะ เนื่องจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ตื้น จึงเชื่อว่าบริเวณใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวได้รับแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง”

จากนั้นเขากล่าวเสริมว่า “สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าแนวรอยเลื่อนฮินางุทั้งหมดเคลื่อนตัวในแผ่นดินไหวครั้งนี้หรือไม่ หรือยังมีส่วนที่ยังไม่แยกออกไปทางใต้ หากยังมีส่วนที่ยังไม่แยกออกไป ก็มีความเป็นไปได้ที่แผ่นดินไหวขนาดใหญ่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องกัน คล้ายกับแผ่นดินไหวคุมาโมโตะปี 2016”

ญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยที่สุดในโลก เนื่องจากตั้งอยู่บนรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกหลัก 4 แผ่น ในบริเวณ “วงแหวนแห่งไฟ”  ทำให้เกิดแผ่นดินไหวหลายร้อยครั้งในแต่ละปี และคิดเป็นประมาณ 18% ของแผ่นดินไหวทั่วโลก

ประเทศยังคงมีบทเรียนครั้งใหญ่จากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 9.0 เมื่อปี 2011 ซึ่งก่อให้เกิดสึนามิขนาดใหญ่ คร่าชีวิตและทำให้ประชาชนสูญหายราว 18,500 คน รวมถึงก่อให้เกิดวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเพิ่งเผชิญแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ทางตอนเหนือของประเทศ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 10 คน และทำให้รัฐบาลต้องประกาศคำเตือนพิเศษเกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.0 หรือสูงกว่า แม้จะยกเลิกคำเตือนดังกล่าวหลังผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ก็ตาม

ทางการญี่ปุ่นยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากหน่วยงานราชการและปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด.

ที่มา NHK / AFP

ญี่ปุ่นจับชายวัย 61 ปี เปิดวิทยุ-เล่นกีตาร์เสียงดังต่อเนื่องกว่า 7 ปี ทำเพื่อนบ้านป่วยนอนไม่หลับ

ญี่ปุ่นจับชายวัย 61 ปี เปิดวิทยุ-เล่นกีตาร์เสียงดังต่อเนื่องกว่า 7 ปี ทำเพื่อนบ้านป่วยนอนไม่หลับ

28 ก.ค. 2569 14:31 น.

ญี่ปุ่นจับชายวัย 61 ปี เปิดวิทยุ-เล่นกีตาร์เสียงดังต่อเนื่องกว่า 7 ปี ทำเพื่อนบ้านป่วยนอนไม่หลับ

ตำรวจญี่ปุ่นจับกุมชายวัย 61 ปี ในเมืองเกียวโต หลังถูกกล่าวหาว่าเปิดวิทยุและเล่นกีตาร์ไฟฟ้าด้วยเสียงดังตลอดทั้งวันทั้งคืนต่อเนื่องนานกว่า 7 ปี จนเพื่อนบ้านหลายรายมีอาการนอนไม่หลับ ซึมเศร้า และหูอื้อ แม้ตำรวจจะเคยตักเตือนหลายครั้งแต่พฤติกรรมไม่เปลี่ยนแปลง ก่อนเข้าตรวจค้นและยึดกีตาร์ไฟฟ้าหลายสิบตัวพร้อมอุปกรณ์ขยายเสียง

เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจจังหวัดเกียวโต ได้ทำการจับกุม นายคาซุนาริ โยโกอิ ชายว่างงานวัย 61 ปี ในเขตนิชิเคียว เมืองเกียวโต เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่น หลังจากเปิดเสียงรบกวนระดับดังสนั่นเป็นเวลานานหลายปี จนทำให้ผู้คนในชุมชนเกิดอาการป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ

รายงานระบุว่า นายโยโกอิได้เปิดวิทยุเครื่องทรานซิสเตอร์ทิ้งไว้ริมหน้าต่างที่เปิดกว้าง ส่งเสียงดังออกไปทางถนนตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีการปิด แม้กระทั่งในเวลาที่เขาไม่ได้อยู่อาศัยในบ้าน นอกจากนี้ ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่จนถึงช่วงค่ำ เขาจะซ้อมดีดกีตาร์ไฟฟ้าสายฮาร์ดร็อกอย่างหนักผ่านตู้แอมป์ขยายเสียง

ผลจากการวัดระดับเสียงของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า ระดับความดังพุ่งสูงถึง 80 ถึง 90 เดซิเบล ซึ่งถือว่าดังเทียบเท่ากับบรรยากาศภายในขบวนรถไฟใต้ดินที่กำลังวิ่งอยู่ 

เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2017 แม้ตำรวจจะได้รับแจ้งเหตุและส่งเจ้าหน้าที่มาตักเตือนนายโยโกอิอยู่นับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งเขามักจะยอมเบาเสียงลงเพียงชั่วคราว ก่อนจะกลับมาเปิดเสียงดังรบกวนตามเดิมอีกครั้ง ความเดือดร้อนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างหนักของเพื่อนบ้านอย่างน้อย 4 ราย ซึ่งเป็นผู้สูงอายุวัยตั้งแต่ 60 ถึง 80 ปี

โดยผู้ร่วมชุมชนวัย 80 กว่าปี และชายวัย 67 ปี ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าป่วยเป็น โรคซึมเศร้าและโรคนอนไม่หลับ ส่วนผู้สูงอายุวัย 76 ปี ป่วยเป็นภาวะความผิดปกติทางการนอนหลับ ขณะที่หญิงเพื่อนบ้านอีกรายหนึ่งเริ่มมีอาการเสียงดังในหู หรือหูดับฉับพลันตั้งแต่ช่วงเมษายนปีที่แล้ว หนึ่งในเพื่อนบ้านวัย 60 กว่าปีระบุว่า “มันทรมานมาก เพราะสารพัดเสียงมั่วซั่วไปหมดตีกันตลอดทั้งวันทั้งคืน”

เนื่องจากพฤติกรรมดื้อแพ่งและสร้างผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างชัดเจน ในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักของนายโยโกอิ และบ้านของภรรยาของเขาที่แยกกันอยู่ โดยสามารถยึดของกลางรวมได้ถึง 76 รายการ ประกอบด้วยกีตาร์ไฟฟ้า 49 ตัว (47 ตัวจากบ้านนายโยโกอิ และ 2 ตัวจากบ้านภรรยา), แอมป์ขยายเสียง 19 เครื่อง, เครื่องเล่นวิทยุเทป 5 เครื่อง, แมนโดลิน 1 ตัว, ลำโพง 1 เครื่อง และเครื่องเล่นซีดีอีก 1 เครื่อง

เบื้องต้น ในระหว่างการสอบสวน นายโยโกอิยอมรับว่าตนเองเป็นผู้เปิดวิทยุและเล่นกีตาร์ส่งเสียงดังจริง แต่ปฏิเสธข้อหาทำร้ายร่างกาย โดยอ้างกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า “ข้อกล่าวหาที่ว่าเสียงของผมทำให้คนอื่นล้มป่วยนั้นไม่เป็นความจริง” ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป.

ที่มา Mainichi / JapanToday

อินเดียสั่งแบนคำ “เครื่องดื่มชูกำลัง” บนฉลากเครื่องดื่มคาเฟอีนสูง บีบ บ.ใหญ่ปรับภายใน 90 วัน

อินเดียสั่งแบนคำ "เครื่องดื่มชูกำลัง" บนฉลากเครื่องดื่มคาเฟอีนสูง บีบ บ.ใหญ่ปรับภายใน 90 วัน

28 ก.ค. 2569 13:09 น.

อินเดียสั่งแบนคำ “เครื่องดื่มชูกำลัง” บนฉลากเครื่องดื่มคาเฟอีนสูง บีบ บ.ใหญ่ปรับภายใน 90 วัน

ทางการอินเดีย ออกคำสั่งบังคับให้ผู้ผลิตเครื่องดื่มคาเฟอีนสูงทุกราย รวมถึงยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Pepsi, Red Bull, Monster, Hell Energy และ Reliance ยุติการใช้คำว่า “เครื่องดื่มชูกำลัง” (Energy Drink) หรือข้อความสื่อความหมายคล้ายกันบนฉลากสินค้าภายใน 90 วัน หลังเห็นว่าคำกล่าวอ้างเกี่ยวกับการเพิ่มพลังและบำรุงร่างกายอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด

สำนักงานมาตรฐานและความปลอดภัยด้านอาหารแห่งอินเดีย (FSSAI) เดินหน้ากวาดล้างการตลาดเครื่องดื่มที่มีปริมาณคาเฟอีนสูงอย่างจริงจัง โดยยืนยันคำสั่งให้ผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่ ทั้ง Pepsi, Red Bull, Monster Beverage, Hell Energy รวมถึง Reliance ของมหาเศรษฐี มูเกช อัมบานี ลบคำว่า “Energy Drink” (เครื่องดื่มชูกำลัง) หรือข้อความระบุประเภทสินค้าในลักษณะเดียวกันออกจากฉลากและสื่อโฆษณาโดยเร็วที่สุด

แหล่งข่าวระดับสูงจากรัฐบาลอินเดียเปิดเผยว่า ในการประชุมปิดลับร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม นายราจิต ปุนฮานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ FSSAI ได้ปฏิเสธข้อโต้แย้งจากภาคเอกชนอย่างแข็งกร้าว โดยระบุว่าหากผู้ประกอบการกังวลเรื่องผลกระทบทางธุรกิจหรือยอดขาย ก็สามารถไปยื่นฟ้องต่อศาลได้ตามสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปในที่ประชุมระบุว่าภาคอุตสาหกรรมยินยอมที่จะปฏิบัติตาม และทางการได้กำหนดกรอบเวลาให้ปรับเปลี่ยนฉลากให้เสร็จสิ้นภายใน 90 วัน

ความเคลื่อนไหวของ FSSAI เกิดขึ้นหลังจากที่หน่วยงานได้ออกหนังสือแจ้งเตือนระบุว่า ในประเทศอินเดีย ไม่มีการรับรองหรือกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์สำหรับหมวดหมู่ “เครื่องดื่มชูกำลัง” ดังนั้น การอ้างสรรพคุณว่าผลิตภัณฑ์สามารถ “ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ” หรือ “ช่วยบรรเทาอาการอ่อนเพลียทั่วไป” จึงถือเป็นการให้ข้อมูลที่เข้าข่ายหลอกลวงและบิดเบือนความจริงต่อผู้บริโภค

คำสั่งดังกล่าวก่อให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่นักลงทุน เนื่องจากธุรกิจเครื่องดื่มกลุ่มนี้สร้างจุดขายจากการโฆษณาเน้นการเพิ่มพลังงานฉับไว เช่น สโลแกนระดับโลกอย่าง “Red Bull ให้ปีกแก่คุณ” หรือแคมเปญของเป๊ปซี่ในอินเดียที่โปรโมตเครื่องดื่มแบรนด์ Sting ว่าเปรียบเสมือนส่งสายฟ้าแลบเข้าสู่ร่างกายเพื่อส่ง “พลังงานที่ปลุกกระแสไฟ”

สมาคมเครื่องดื่มแห่งอินเดีย (IBA) ได้ส่งหนังสือลับถึง FSSAI เพื่อแสดงความกังวลว่า การเผยแพร่การควบคุมนี้อาจส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของแบรนด์ และเรียกร้องให้ใช้แนวทางกำกับดูแลแบบรับฟังความคิดเห็นร่วมกัน แต่ทางการยังคงเดินหน้ามาตรการดังกล่าวอย่างเด็ดขาด

ตลาดเครื่องดื่มประเภทนี้ในอินเดียเติบโตอย่างก้าวกระโดดนับตั้งแต่เป๊ปซี่เปิดตัวแบรนด์ Sting ในปี 2017 โดยเน้นขายในขวดพลาสติกราคาเพียง 20 รูปี (ราว 8-9 บาท) จนได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี และผู้บริโภคในพื้นที่ชนบท ข้อมูลจาก Euromonitor คาดการณ์ว่า ยอดขายในอินเดียจะพุ่งสูงถึง 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.6 หมื่นล้านบาท) ภายในปี 2028 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 12.6% ต่อปี ซึ่งเติบโตเร็วกว่าทั้งสหรัฐฯ และจีน

อย่างไรก็ตาม ปริมาณคาเฟอีน น้ำตาล และทอรีน ในระดับสูง ได้สร้างความกังวลให้แก่นักวิชาการด้านสาธารณสุขทั่วโลก เช่นเดียวกับในอังกฤษที่เตรียมห้ามขายเครื่องดื่มคาเฟอีนสูงแก่เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีในเดือนเมษายนปีหน้า หรือในบางภูมิภาคของปากีสถานที่บังคับให้เปลี่ยนไปใช้คำว่า “เครื่องดื่มกระตุ้นร่างกาย” แทน

ในรัฐราชสถาน ทางตอนเหนือของอินเดีย เจ้าหน้าที่ได้เริ่มมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยเข้าตรวจยึดขวดและกระป๋องเครื่องดื่ม Sting, Campa Energy และ Red Bull จำนวนหลายพันชิ้น พร้อมออกหนังสือสั่งการไปยังแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ ทั้ง Amazon, Flipkart, Blinkit และ Swiggy Instamart ให้ระงับการโปรโมตหรือใช้คำว่า “Energy Drink” บนหน้าเว็บไซต์และแอปพลิเคชันโดยทันที.

ที่มา Reuters / Telegraph India

“อีลอน มัสก์” เปิดบริการการเงิน “X Money” ให้ผู้ใช้ X ในสหรัฐฯ ฝาก-โอน-จ่าย ดันดอกเบี้ย 6%

"อีลอน มัสก์" เปิดบริการการเงิน "X Money" ให้ผู้ใช้ X ในสหรัฐฯ ฝาก-โอน-จ่าย ดันดอกเบี้ย 6%

28 ก.ค. 2569 12:29 น.

“อีลอน มัสก์” เปิดบริการการเงิน “X Money” ให้ผู้ใช้ X ในสหรัฐฯ ฝาก-โอน-จ่าย ดันดอกเบี้ย 6%

แพลตฟอร์ม X ของอีลอน มัสก์ เปิดให้บริการ X Money ระบบกระเป๋าเงินดิจิทัลและบริการทางการเงินสำหรับสมาชิกแบบชำระเงินในสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ ผู้ใช้สามารถโอนเงิน ชำระบิล ฝากเงิน และรับดอกเบี้ยสูงสุด 6% ผ่านแอปเดียว สะท้อนแผนผลักดัน X ให้เป็น “แอปพลิเคชันครอบจักรวาล” ตามต้นแบบ WeChat ของจีน

แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X ของมหาเศรษฐี อีลอน มัสก์ ได้เปิดตัวบริการทางการเงินในชื่อ “X Money” ให้แก่ผู้ใช้งานในสหรัฐอเมริกาที่สมัครบริการสมาชิก Premium และ Premium+ อย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากเปิดทดสอบระบบในกลุ่มจำกัดมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

การเปิดตัวครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของมัสก์ในการเดินหน้าวิสัยทัศน์เปลี่ยน X ให้กลายเป็น “Everything App” หรือแอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์ทุกอย่างในชีวิตประจำวัน เช่นเดียวกับ WeChat แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ของจีนที่เป็นศูนย์กลางทั้งการสื่อสาร ช้อปปิ้ง และการใช้จ่ายทางการเงิน

บริการ X Money ช่วยให้ผู้ใช้สามารถบริหารจัดการธุรกรรมทางการเงินได้ครบจบในแอปเดียว โดยไม่จำเป็นต้องสลับไปใช้แอปพลิเคชันอื่น ด้วยการรองรับการฝากเงิน โอนเงินระหว่างบุคคล ชำระบิล โอนเงินผ่านระบบ Wire Transfer ไปจนถึงการส่งเช็คทางสั่งจ่าย

นอกจากนั้น ผู้ใช้บัญชี Premium+ จะได้รับอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์  สูงสุดถึง 6.00% ต่อปี ส่วนสมาชิก Premium ทั่วไปจะได้รับอัตราดอกเบี้ยเดียวกันเมื่อมีเงินฝากโอนเข้าบัญชีตรงตามเงื่อนไข ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงของธนาคารทั่วไปในสหรัฐฯ ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ราว 4-5% และสูงกว่าธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่หลายเท่าตัว

ผู้สมัครจะได้รับเงินขวัญถุงต้อนรับ 15 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมบัตรเดบิตเสมือน ที่สามารถผูกกับ Apple Wallet เพื่อใช้งาน Apple Pay ได้ทันที รวมถึงได้รับเงินคืนหรือแคชแบ็ก 3% จากการใช้จ่ายที่เข้าเงื่อนไข นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถสั่งทำ “บัตรเดบิตโลหะ” ที่สลักชื่อและชื่อผู้ใช้บน X ได้ตามต้องการ

สำหรับเงินฝากใน X Money ทั้งหมด จะถูกจัดเก็บและดูแลโดย Cross River Bank ธนาคารพันธมิตรในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่ให้บริการเบื้องหลังแก่แอปฟินเทคชั้นนำหลายแห่ง โดยเงินฝากของผู้ใช้จะได้รับการคุ้มครองจากองค์กรรับประกันเงินฝากรัฐบาลกลางสหรัฐฯ  ในวงเงินสูงสุด 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.7-9.0 ล้านบาท) ต่อราย

ด้านความปลอดภัย X Money ระบุว่าใช้เทคโนโลยี Passkeys ในการยืนยันตัวตนเพื่อความปลอดภัยและรวดเร็ว รวมถึงธุรกรรมผ่านบัตรทุกรายการจะได้รับการดูแลภายใต้ระบบบริหารจัดการความเสี่ยงของ Visa

การเปิดตัวครั้งนี้ทำให้ X ก้าวเข้าสู่สนามแข่งขันโดยตรงกับเจ้าตลาดระบบชำระเงินดิจิทัลและฟินเทคในสหรัฐฯ เช่น Venmo (ของ PayPal), Cash App (ของ Block) และ SoFi โดยดึงฐานผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียหลายร้อยล้านคนมาเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม การรุกเข้าสู่ธุรกิจการเงินของมัสก์ไม่ได้ปราศจากอุปสรรค โดยก่อนการเปิดตัวเพียงไม่นาน สว.เอลิซาเบธ วอร์เรน แกนนำพรรคเดโมแครตในคณะกรรมาธิการการธนาคารแห่งวุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ส่งหนังสือถึงมัสก์เพื่อตั้งคำถามอย่างหนักเกี่ยวกับรูปแบบธุรกิจของ X Money โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า X จะนำรายได้จากไหนมาจ่ายดอกเบี้ยสูงถึง 6% รวมทั้งแสดงความกังวลต่อประวัติการกำกับดูแลของ FDIC ต่อ Cross River Bank ในอดีต

วอร์เรนระบุในจดหมายอย่างตรงไปตรงมาว่า “หากประวัติการบริหารงาน X ของคุณ คือสิ่งสะท้อนถึงวิธีที่คุณจะบริหาร X Money ผู้บริโภค ความมั่นคงแห่งชาติ และเสถียรภาพของระบบการเงินอาจกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง การที่คุณไม่สามารถบริหาร X ให้ปลอดภัยและมีความรับผิดชอบได้ ไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นใดๆ ว่าคุณจะขยายธุรกิจเข้าสู่ภาคการเงินของผู้บริโภคได้อย่างปลอดภัย”

ปัจจุบัน บริการ X Money เปิดให้เฉพาะผู้ใช้งานบุคคลธรรมดาที่มีอายุบรรลุนิติภาวะในสหรัฐฯ หรือ 18 ปีขึ้นไป ที่มีหมายเลขโทรศัพท์ผ่านการยืนยันแล้วเท่านั้น โดยมัสก์เคยกล่าวไว้ในที่ประชุมพนักงานว่า “เมื่อผมพูดถึงระบบชำระเงิน ผมหมายถึงชีวิตทางการเงินทั้งหมดของคนคนหนึ่ง ถ้ามันเกี่ยวข้องกับเงิน มันจะต้องอยู่บนแพลตฟอร์มของเรา”.

ที่มา AFP / The Independent

บาหลีสั่งแบน 2 ชาวดัตช์ เปิดชมรมวิ่งแต่กีดกันชาวอินโดนีเซียเข้าร่วม

บาหลีสั่งแบน 2 ชาวดัตช์ เปิดชมรมวิ่งแต่กีดกันชาวอินโดนีเซียเข้าร่วม

28 ก.ค. 2569 11:36 น.

บาหลีสั่งแบน 2 ชาวดัตช์ เปิดชมรมวิ่งแต่กีดกันชาวอินโดนีเซียเข้าร่วม

ทางการอินโดนีเซียสั่งห้ามชายชาวเนเธอร์แลนด์ 2 คน เดินทางเข้าประเทศ หลังถูกกล่าวหาจัดตั้งชมรมวิ่งในบาหลีโดยไม่มีใบอนุญาต และมีการเลือกปฏิบัติต่อชาวอินโดนีเซียด้วยการปฏิเสธไม่ให้เข้าร่วมชมรม กระแสดังกล่าวจุดชนวนความไม่พอใจต่อกลุ่มชาวต่างชาติในบาหลีอีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลว่าชาวต่างชาติบางส่วนกำลังสร้าง “สังคมปิด” ในพื้นที่

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอินโดนีเซียประกาศห้ามชายชาวเนเธอร์แลนด์ 2 คน เดินทางกลับเข้าประเทศ หลังการสอบสวนกรณีชมรมวิ่ง Entourage Bali ซึ่งมุ่งเป้ากลุ่มชาวต่างชาติและดิจิทัลโนแมดถูกกล่าวหาว่ากีดกันชาวอินโดนีเซียไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรม

เจ้าหน้าที่ระบุว่า นายยอสต์ สตอร์มส (Joost Storms) อายุ 35 ปี และ นายฮิดเดอ ฟาน ฟลีต (Hidde van Vliet) อายุ 37 ปี เดินทางออกจากเกาะบาหลีไปยังสิงคโปร์ก่อนที่คำสั่งห้ามเข้าประเทศจะมีผล โดยสื่อหลายแห่งระบุว่าทั้งคู่คือผู้ก่อตั้งชมรมวิ่ง Entourage Bali

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองระบุว่า ทั้งสองฝ่าฝืนกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง ด้วยการจัดกิจกรรมเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต พร้อมยืนยันว่าจะไม่อนุญาตให้เดินทางกลับเข้าประเทศอีก

นายเฮนดาร์ซัม มารันโตโก อธิบดีกรมตรวจคนเข้าเมืองอินโดนีเซีย กล่าวว่ากิจกรรม Bali Silent Disco Run ซึ่งจัดโดยชาวต่างชาติ มีพฤติกรรมที่อาจละเมิดกฎหมายและมีลักษณะเลือกปฏิบัติต่อประชาชนท้องถิ่น พร้อมย้ำว่าชาวต่างชาติไม่มีสิทธิบริหารหรือดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจในอินโดนีเซียโดยไม่ได้รับอนุญาต เขายังใช้ถ้อยคำรุนแรงว่า ชมรมแห่งนี้มีลักษณะเสมือน “รัฐซ้อนรัฐ”  พร้อมประกาศเดินหน้าปราบปรามชาวต่างชาติที่ลักลอบประกอบกิจกรรมเชิงพาณิชย์บนเกาะบาหลีอย่างจริงจัง

กระแสวิพากษ์วิจารณ์เริ่มรุนแรงขึ้นหลังมีการเผยแพร่ภาพหน้าจอข้อความสนทนาผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งอ้างว่าผู้สมัครชาวอินโดนีเซียถูกสอบถามสัญชาติ ก่อนถูกปฏิเสธการเข้าร่วมเพราะเป็นคนท้องถิ่น ขณะที่ผู้สมัครชาวต่างชาติได้รับการอนุมัติทันที

หญิงชาวอินโดนีเซียรายหนึ่งระบุว่า ใบสมัครของเธอถูกระงับเพราะใช้ชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ของอินโดนีเซีย แต่สามีของเธอซึ่งใช้ชื่อและเบอร์โทรศัพท์จากประเทศตะวันตกกลับได้รับการตอบรับในเวลาอันรวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเผยแพร่ข้อความที่อ้างว่า ผู้จัดงานตอบผู้สมัครว่า “ใช่ คุณเป็นชาวอินโดนีเซีย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่คุณไม่ได้รับการอนุมัติ เพราะระบบของเราสำหรับดิจิทัลโนแมด” แม้ข้อความดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันจากทางการ

กรณีดังกล่าวสร้างความไม่พอใจอย่างกว้างขวาง ทั้งในหมู่ชาวอินโดนีเซียและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในบาหลี หลายฝ่ายมองว่าเป็นการสร้างสังคมเฉพาะกลุ่มของชาวต่างชาติบนพื้นที่สาธารณะของเกาะ จนคนท้องถิ่นรู้สึกถูกกีดกันในบ้านเกิดของตนเอง

ด้านผู้ว่าการจังหวัดบาหลี อี วายัน คอสเตอร์ ประกาศว่าจะดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันอีก พร้อมย้ำว่าบาหลีต้องเป็นพื้นที่ที่ทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม

ภายหลังเกิดกระแสวิจารณ์ Entourage Bali ออกแถลงการณ์ขอโทษผู้ที่ได้รับผลกระทบ ยืนยันว่าชมรมวิ่งเปิดรับทุกคน รวมถึงชาวอินโดนีเซีย และระบุว่าความผิดพลาดเกิดจากระบบคัดกรองอัตโนมัติในกลุ่ม WhatsApp ซึ่งปฏิเสธหมายเลขโทรศัพท์ที่ลงทะเบียนในอินโดนีเซียบางส่วนโดยไม่ตั้งใจ

องค์กรยังระบุว่า ชาวอินโดนีเซียคิดเป็นเกือบ 25% ของผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่ผ่านมา พร้อมย้ำว่าการเป็นดิจิทัลโนแมดไม่ได้ขึ้นอยู่กับสัญชาติ และสมาชิกของชุมชนมาจากหลายประเทศ รวมถึงชาวอินโดนีเซีย

อย่างไรก็ตาม เพื่อแสดงความรับผิดชอบ ผู้จัดงานประกาศระงับกิจกรรมทั้งหมดเป็นการชั่วคราว พร้อมให้คำมั่นว่าจะปรับปรุงระบบและแนวทางการดำเนินงานในอนาคต

บาหลีซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวและดิจิทัลโนแมดจากทั่วโลก กำลังเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งระหว่างชุมชนชาวต่างชาติกับคนท้องถิ่นที่เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยรัฐบาลอินโดนีเซียยืนยันว่าจะเข้มงวดกับชาวต่างชาติที่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือใช้สิทธิพิเศษเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด เพื่อรักษาความเป็นธรรมและอธิปไตยของประเทศ.

ที่มา BBC / news.com.au

จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เสนอจ่าย 5.5 พันล้านดอลลาร์ ยุติคดีแป้งเด็กโยงมะเร็งรังไข่

จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เสนอจ่าย 5.5 พันล้านดอลลาร์ ยุติคดีแป้งเด็กโยงมะเร็งรังไข่

28 ก.ค. 2569 11:04 น.

จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เสนอจ่าย 5.5 พันล้านดอลลาร์ ยุติคดีแป้งเด็กโยงมะเร็งรังไข่

บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (J&J) เสนอจ่ายเงินชดเชยสูงสุด 5.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.85 แสนล้านบาท เพื่อยุติคดีความกว่า 69,000 คดีในสหรัฐฯ ที่กล่าวหาว่าแป้งเด็กและผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแป้งทัลค์เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งรังไข่ แม้บริษัทยังคงยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ของตนมีความปลอดภัยและข้อกล่าวหาไม่มีมูล

บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (J&J) ประกาศข้อเสนอจ่ายเงินชดเชยสูงสุด 5.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.85 แสนล้านบาท เพื่อยุติการฟ้องร้องครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีผู้ฟ้องร้องหลายหมื่นรายกล่าวหาว่าแป้งเด็กและผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแป้งทัลค์ของบริษัทเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งรังไข่

ข้อเสนอดังกล่าวถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการยุติข้อพิพาททางกฎหมายที่ยืดเยื้อมานานหลายปี และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และการดำเนินธุรกิจของบริษัทด้านเวชภัณฑ์รายใหญ่จากรัฐนิวเจอร์ซีย์

อย่างไรก็ตาม จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแป้งทัลค์ไม่ได้ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง และบริษัทได้เปลี่ยนสูตรแป้งเด็กยอดนิยมจากแป้งทัลค์เป็นแป้งข้าวโพดแล้ว

เอริก ฮาส รองประธานฝ่ายคดีความของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน กล่าวว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าว “ไม่มีมูล” และบริษัทเลือกเสนอการยุติคดีเพื่อปิดฉากข้อพิพาทที่ดำเนินมายาวนาน พร้อมย้ำว่าหากดำเนินคดีต่อ บริษัทเชื่อมั่นว่าจะเป็นฝ่ายชนะเช่นเดียวกับคดีส่วนใหญ่ที่ผ่านมา

จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันระบุว่า ข้อเสนอนี้ครอบคลุมคดีที่เกี่ยวข้องกับทัลคัมประมาณ 69,000 คดี ซึ่งเป็นคดีส่วนใหญ่ที่ยังคงค้างอยู่ โดยบริษัทจะจ่ายเงินสูงสุด 3 พันล้านดอลลาร์ในปีหน้า และจะไม่มีการจ่ายเงินเพิ่มเติมก่อนปี 2028

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงจะมีผลบังคับใช้ได้ก็ต่อเมื่อสำนักงานกฎหมายที่เป็นตัวแทนผู้ฟ้องร้องคดีมะเร็งรังไข่ในศาลของรัฐและศาลรัฐบาลกลาง ไม่น้อยกว่า 95% เห็นชอบกับข้อเสนอดังกล่าว

คดีฟ้องร้องจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เกี่ยวกับแป้งเด็กที่มีส่วนผสมของแป้งทัลค์เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2009 โดยผู้บริโภคและครอบครัวผู้เสียชีวิตกล่าวหาว่าแป้งทัลค์ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ปนเปื้อนแร่ใยหิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง เนื่องจากแหล่งแร่ทัลคัมในธรรมชาติมักอยู่ใกล้กับชั้นแร่ใยหิน

ก่อนหน้านี้ในเดือนกรกฎาคม ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยที่เป็นคุณต่อแป้งทัลค์โดยตั้งข้อสังเกตว่าผู้ฟ้องร้องแต่ละรายยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าแป้งทัลค์เป็นสาเหตุโดยตรงของการเกิดมะเร็งรังไข่

จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันยืนยันมาโดยตลอดว่าการศึกษาทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากชี้ว่า แป้งทัลค์ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีความปลอดภัย ไม่ปนเปื้อนแร่ใยหิน และไม่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง

แม้ยังยืนยันความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ แต่ในปี 2022 บริษัทได้ประกาศยุติการผลิตและจำหน่ายแป้งเด็กสูตรแป้งทัลค์ทั่วโลก หลังจากยุติการจำหน่ายในสหรัฐฯ มาก่อนหน้านั้นกว่า 2 ปี พร้อมเปลี่ยนสายการผลิตทั้งหมดเป็นแป้งเด็กสูตรแป้งข้าวโพด ตามการปรับกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ระดับโลก

ทั้งนี้ ความรับผิดชอบเกี่ยวกับแป้งเด็กของแบรนด์จอห์นสันนอกทวีปอเมริกาเหนือ ปัจจุบันอยู่ภายใต้บริษัท Kenvue ซึ่งแยกตัวออกจากจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ในปี 2022 และเป็นเจ้าของแบรนด์ผู้บริโภคชื่อดังหลายแบรนด์ อาทิ Band-Aid, Listerine และ Calpol.

ที่มา BBC

ลิงน้อย “พันช์คุง” ฉลองวันเกิด 1 ขวบ แฟนคลับส่งการ์ดอวยพรกว่า 2,500 ใบ

ลิงน้อย "พันช์คุง" ฉลองวันเกิด 1 ขวบ แฟนคลับส่งการ์ดอวยพรกว่า 2,500 ใบ

28 ก.ค. 2569 10:19 น.

ลิงน้อย “พันช์คุง” ฉลองวันเกิด 1 ขวบ แฟนคลับส่งการ์ดอวยพรกว่า 2,500 ใบ

กระแสฟีเวอร์ “พันช์”ยังไม่ตก ล่าสุดลิงน้อยแห่งสวนสัตว์ญี่ปุ่น ฉลองอายุครบ 1 ขวบแล้ว โดยได้รับการ์ดอวยพรจากแฟนคลับกว่า 2,500 ใบจากทั้งในและต่างประเทศ

“พันช์” ลูกลิงแสมญี่ปุ่น ที่เคยกอดตุ๊กตาอุรังอุตังแทนแม่ จนกลายเป็นกระแสไวรัลบนโลกออนไลน์ วันนี้พันช์มีอายุครบ 1 ปีแล้ว โดยสวนสัตว์และสวนพฤกษศาสตร์เมืองอิจิคาวะ ในจังหวัดชิบะ ประเทศญี่ปุ่น ได้จัดนิทรรศการวันเกิด พร้อมนำการ์ดอวยพรและข้อความจากแฟนคลับกว่า 2,500 ฉบับ มาจัดแสดงบนผนังให้ผู้เข้าชมได้ร่วมแสดงความยินดีด้วย

ทาคาชิ ยาสึนางะ หัวหน้าสวนสัตว์กล่าวว่า แม้เวลาจะผ่านไปหนึ่งปี แต่ภาพความพยายามของพันช์ในการต่อสู้เพื่อมีชีวิตรอดยังคงติดอยู่ในใจของเจ้าหน้าที่ทุกคน โดยปัจจุบันพันช์ไม่ได้กอดตุ๊กตาอุรังอุตังอีกแล้ว และเติบโตจนแทบแยกไม่ออกจากลิงตัวอื่นในฝูง โดยมันใช้เวลาวิ่งเล่นและเข้าสังคมกับเพื่อนลิงได้ตามปกติ

พันช์เกิดเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ปีที่แล้ว แต่ถูกแม่ทอดทิ้งทันทีหลังคลอด ซึ่งเจ้าหน้าที่คาดว่าแม่ลิงอาจอ่อนล้าจากการคลอดจนไม่สามารถเลี้ยงลูกได้

เจ้าหน้าที่สวนสัตว์จึงรับหน้าที่เลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด พร้อมมอบตุ๊กตาอุรังอุตังให้กอด เพื่อช่วยฝึกการใช้แรงกำมือและสัญชาตญาณการเกาะ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่ลูกลิงแรกเกิดจำเป็นต้องมีในการอยู่รอด

เมื่ออายุได้ประมาณ 6 เดือน พันช์ถูกปล่อยเข้าไปใช้ชีวิตร่วมกับลิงตัวอื่นกว่า 50 ตัว ภายในกรงเลี้ยง ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาท้าทายที่สุด เพราะในระยะแรก ลิงตัวอื่นยังไม่ยอมรับสมาชิกใหม่

ทุกครั้งที่ถูกลิงตัวอื่นไล่ออกห่าง พันช์จะรีบวิ่งกลับมากอดตุ๊กตาคู่ใจเพื่อปลอบใจตัวเอง ภาพเหล่านี้ถูกสวนสัตว์เผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และกลายเป็นไวรัลในเวลาอันรวดเร็ว จนเกิดแฮชแท็ก #HangInTherePunch ที่แฟน ๆ ใช้ส่งกำลังใจให้ลูกลิงตัวน้อย โดยเสน่ห์ของพันช์ไม่ได้อยู่แค่ความน่ารัก แต่เป็นเรื่องราวของการต่อสู้และความพยายามในการได้รับการยอมรับจากฝูง จนทำให้หลายคนรู้สึกผูกพัน.

ที่มา : channelnewsasia

น้ำท่วมปากีสถานวิกฤต! ชาวบ้านหนีตายลงเรือ หลังฝนมรสุมถล่ม ดับแล้ว 109 ศพ

น้ำท่วมปากีสถานวิกฤต! ชาวบ้านหนีตายลงเรือ หลังฝนมรสุมถล่ม ดับแล้ว 109 ศพ

28 ก.ค. 2569 08:23 น.

น้ำท่วมปากีสถานวิกฤต! ชาวบ้านหนีตายลงเรือ หลังฝนมรสุมถล่ม ดับแล้ว 109 ศพ

ปากีสถานเผชิญวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหม่ หลังฝนมรสุมตกหนักต่อเนื่องจนหลายหมู่บ้านในแคว้นปัญจาบจมอยู่ใต้น้ำ ชาวบ้านต้องอพยพหนีตายด้วยเรือ ขณะที่หลายครอบครัวยังติดค้างไม่มีน้ำ-ไฟและอาหาร 

สำนักข่าว AFP รายงานว่า พื้นที่ในอำเภอมูริดเก แคว้นปัญจาบซึ่งเป็นจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุดของปากีสถาน ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากฝนมรสุม ทำให้หมู่บ้านหลายแห่งถูกน้ำท่วมจนกลายเป็นผืนน้ำขนาดใหญ่

ผู้สื่อข่าวในพื้นที่พบว่า กลุ่มอาสาสมัครนำเรือยนต์ขนาดเล็กเข้าช่วยอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง แต่ยังมีชาวบ้านอีกจำนวนมากที่ยังคงติดค้างและรอความช่วยเหลือ

นางอิกรา ซัลมาน วัย 32 ปี เปิดเผยว่า ครอบครัวของเธอถูกตัดขาดจากโลกภายนอกมานาน 4 วันแล้ว และยังไม่มีทีมกู้ภัยเข้ามาถึง พวกเขาไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำสะอาดใช้ และตอนนี้อาหารก็หมดเกลี้ยงแล้ว แถมยังถูกน้ำท่วมล้อมรอบทุกด้าน

ด้านสำนักงานบริหารจัดการภัยพิบัติของปากีสถานระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน เป็นต้นมา มีผู้เสียชีวิตจากเหตุที่เกี่ยวข้องกับน้ำท่วม ทั้งจากการจมน้ำและบ้านพังถล่ม อย่างน้อย 109 ราย โดยประมาณ 1 ใน 3 ของผู้เสียชีวิตอยู่ในแคว้นปัญจาบ

ด้าน ฮาริส ดาร์ อาสาสมัครกู้ภัย เปิดเผยว่า ทีมกู้ภัยใช้เรือ 4 ลำปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือประชาชนในหมู่บ้านราว 12 แห่ง พร้อมเร่งขนย้ายผู้ประสบภัยและทรัพย์สินออกจากพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วม

แม้ประชาชนบางส่วนจะได้รับการช่วยเหลือออกมาแล้ว แต่หลายครอบครัวต้องพักอาศัยอยู่ในเต็นท์ชั่วคราว ท่ามกลางอากาศร้อนชื้น ริมถนนที่อยู่ติดกับพื้นที่น้ำท่วมขังเป็นวงกว้าง

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปากีสถานเป็นหนึ่งในประเทศที่เปราะบางต่อผลกระทบจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะที่ทรัพยากรในการรับมือกับภัยพิบัติยังมีจำกัด

แม้มรสุมในเอเชียใต้จะเป็นแหล่งน้ำสำคัญสำหรับภาคเกษตรกรรม แต่ภาวะโลกร้อนทำให้รูปแบบของฝนมรสุมแปรปรวน คาดเดาได้ยาก และก่อให้เกิดภัยพิบัติรุนแรงมากขึ้นในหลายประเทศของภูมิภาค

ขณะเดียวกัน ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง อัฟกานิสถาน ก็เผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน โดยมีผู้เสียชีวิต 34 ราย ระหว่างวันที่ 20-26 กรกฎาคม และยังมีผู้สูญหายอีกประมาณ 100 คน หลังเกิดน้ำป่าหลากในจังหวัดนูริสถาน

ย้อนกลับไปในปี 2565 (2022) ปากีสถานเคยเผชิญมหาอุทกภัยครั้งใหญ่จากฝนมรสุมรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 1,700 คน และพื้นที่ขนาดมหาศาลของประเทศจมอยู่ใต้น้ำ.

ที่มา : channelnewsasia

พายุทอร์นาโดถล่มรัฐวิสคอนซิน บ้านพัง-ไฟดับนับพัน เรดาร์ยืนยันพายุรุนแรง

พายุทอร์นาโดถล่มรัฐวิสคอนซิน บ้านพัง-ไฟดับนับพัน เรดาร์ยืนยันพายุรุนแรง

28 ก.ค. 2569 08:06 น.

พายุทอร์นาโดถล่มรัฐวิสคอนซิน บ้านพัง-ไฟดับนับพัน เรดาร์ยืนยันพายุรุนแรง

พายุทอร์นาโดพัดถล่มรัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้บ้านเรือนหลายหลังได้รับความเสียหาย ต้นไม้หักโค่น และประชาชนหลายพันคนต้องเผชิญกับไฟฟ้าดับ ขณะที่อุตุฯสหรัฐฯ ยืนยันการเกิดพายุจากเรดาร์

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NWS ระบุว่า พายุทอร์นาโดเกิดขึ้นในเขต วินเนเบโก เคาน์ตี ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองมิลวอกีไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 145 กิโลเมตร

คลิปวิดีโอจากพื้นที่เผยให้เห็นเศษแผ่นโลหะและไม้จากสิ่งปลูกสร้างปลิวกระจัดกระจายเต็มถนน ขณะที่รถยนต์ต้องขับหลบซากปรักหักพัง นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าอาคารคลังสินค้าแห่งหนึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแรงลมของพายุ

ฮอลลี คัมบา นักอุตุนิยมวิทยาของ NWS เปิดเผยว่า หน่วยงานได้รับรายงานความเสียหายจำนวนมากในพื้นที่ตอนใต้ของ เอาท์ตาเกมี เคาน์ตี และทางตะวันออกของ วินเนเบโก เคาน์ตี

เมื่อเวลาประมาณ 12.25 น. ตามเวลาท้องถิ่น พายุได้เคลื่อนตัวผ่านทะเลสาบวินเนเบโก มุ่งหน้าสู่ ฟอนด์ ดู แล็ก เคาน์ตี โดยก่อนหน้านั้น NWS ได้ออกประกาศเตือนพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนักในพื้นที่ดังกล่าว

นอกจากนี้ สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติยังเตือนว่า สภาพอากาศรุนแรงจะยังคงปกคลุมพื้นที่ตอนกลางด้านตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐวิสคอนซินตลอดช่วงบ่ายของวันจันทร์ โดยคาดว่าจะมีลมกระโชกแรงมากกว่า 97 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีลูกเห็บตก และยังมีโอกาสเกิดพายุทอร์นาโดลูกใหม่ในบางพื้นที่.

ที่มา : AP