นอร์เวย์เริ่มการพิจารณาคดีข่มขืน “มาริอุส บอร์ก ฮอยบี” พระโอรสมกุฎราชกุมารีเมตเตอ-มาริต

นอร์เวย์เริ่มการพิจารณาคดีข่มขืน "มาริอุส บอร์ก ฮอยบี" พระโอรสมกุฎราชกุมารีเมตเตอ-มาริต

3 ก.พ. 2569 16:17 น.

นอร์เวย์เริ่มการพิจารณาคดีข่มขืน “มาริอุส บอร์ก ฮอยบี” พระโอรสมกุฎราชกุมารีเมตเตอ-มาริต

เปิดฉากการพิจารณาคดีครั้งประวัติศาสตร์ในกรุงออสโล “มาริอุส บอร์ก ฮอยบี” พระโอรสของเจ้าหญิงเมตเตอ-มาริต แห่งนอร์เวย์ เผชิญข้อหาหนักถึง 38 คดี รวมถึงข้อหาข่มขืน 4 กระทง ท่ามกลางวิกฤตศรัทธาของราชวงศ์ หลังมีการเปิดเผยอีเมลกว่า 900 ฉบับระบุว่าเจ้าหญิงทรงติดต่อกับ “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” อดีตอาชญากรทางเพศชื่อดัง

การพิจารณาคดีอาญาต่อมาริอุส บอร์ก ฮอยบี วัย 29 ปี พระโอรสของมกุฎราชกุมารีเมตเตอ-มาริต แห่งนอร์เวย์ เริ่มต้นขึ้นที่ศาลแขวงออสโล วันนี้ (3 ก.พ.) นับเป็นหนึ่งในคดีที่ได้รับความสนใจมากที่สุดของประเทศในรอบหลายปี หลังเขาถูกตั้งข้อหารวม 38 กระทง รวมถึงข้อหาข่มขืน 4 กระทง

คดีดังกล่าวเกิดขึ้นหนึ่งปีครึ่งหลังจากฮอยบีถูกตำรวจจับกุมจากเหตุรุนแรงที่อพาร์ตเมนต์ของหญิงรายหนึ่งในกรุงออสโล โดยการพิจารณาคดีซึ่งมีกำหนดนาน 7 สัปดาห์ เปิดฉากขึ้นท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียด ภายหลังมีรายงานว่า ก่อนเริ่มคดีเพียงหนึ่งวัน เขาถูกควบคุมตัวอีกครั้งจากข้อหาทำร้ายร่างกาย ข่มขู่ด้วยอาวุธมีด และฝ่าฝืนคำสั่งห้ามเข้าใกล้

ศาลมีคำสั่งควบคุมตัวฮอยบีไว้เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ทำให้เขาต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีในสภาพผู้ต้องหาที่ถูกคุมขัง ขณะที่ทีมทนายความเตรียมยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว

ข้อกล่าวหาที่ฮอยบีเผชิญครอบคลุมตั้งแต่ การข่มขืนโดยมีเพศสัมพันธ์กับหญิงที่หมดสติเมื่อเดือนตุลาคม 2023 การข่มขืนโดยการล่วงละเมิดทางเพศต่อหญิงที่ไม่สามารถขัดขืนได้อีก 3 กรณี การกระทำล่วงละเมิดทางเพศโดยไม่ยินยอม รวมถึงการบันทึกภาพเหยื่อ การทำร้ายร่างกาย การใช้ความรุนแรงและข่มขู่คู่รักปัจจุบันหรืออดีต การฝ่าฝืนคำสั่งศาล การลำเลียงกัญชาจำนวน 3.5 กิโลกรัม และความผิดฐานขับรถเร็วเกินกำหนด

ทีมทนายของฮอยบีระบุว่า เขาปฏิเสธข้อกล่าวหาร้ายแรงส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคดีเกี่ยวกับความรุนแรงและการล่วงละเมิดทางเพศ แต่ยอมรับความผิดบางกระทงที่มีโทษเบากว่า ทั้งนี้ หากถูกตัดสินว่ามีความผิด อาจต้องรับโทษจำคุกอย่างน้อย 10 ปี

ศาลได้กำหนดมาตรการเข้มงวด ห้ามเผยแพร่ภาพถ่ายของฮอยบีทั้งในและนอกศาล และห้ามเปิดเผยข้อมูลใด ๆ ที่อาจระบุตัวผู้หญิงทั้ง 4 คนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเหยื่อ

ราชวงศ์นอร์เวย์จะไม่เข้าร่วมการพิจารณาคดีครั้งนี้ ซึ่งจัดขึ้นในห้องพิจารณาคดีหมายเลข 250 ของศาลแขวงออสโล แม้ผู้สังเกตการณ์มองว่าไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เนื่องจากสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 และสมเด็จพระราชินีซอนยา มีกำหนดเสด็จไปชมการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวที่อิตาลี แต่ก็ยิ่งตอกย้ำภาพความโดดเดี่ยวของฮอยบี

ขณะเดียวกัน มกุฎราชกุมารีเมตเตอ-มาริต กำลังเผชิญเสียงวิพากษ์อย่างหนัก หลังมีการเปิดเผยอีเมลกว่า 900 ฉบับที่แสดงถึงการติดต่ออย่างใกล้ชิดกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศ โดยพระองค์ยอมรับว่าใช้ “วิจารณญาณที่ไม่เหมาะสม” และเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อพระเกียรติยศอย่างชัดเจน

องค์กรด้านสิทธิทางเพศและสังคมประกาศยุติการให้มกุฎราชกุมารีดำรงตำแหน่งองค์อุปถัมภ์รางวัลประจำปี ขณะที่นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์เรียกร้องให้พระองค์ชี้แจงความสัมพันธ์กับเอปสตีนอย่างโปร่งใส

นักวิเคราะห์ด้านราชวงศ์ระบุว่า เหตุอื้อฉาวครั้งนี้อาจส่งผลระยะยาวต่อภาพลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์นอร์เวย์ แม้ผลสำรวจล่าสุดยังชี้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังสนับสนุนระบบราชาธิปไตยก็ตาม แต่หลายฝ่ายมองว่า ราชวงศ์กำลังเผชิญบททดสอบครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย.

หิมะถล่มญี่ปุ่น ดับแล้ว 30 ศพ

หิมะถล่มญี่ปุ่น ดับแล้ว 30 ศพ

3 ก.พ. 2569 14:43 น.

หิมะถล่มญี่ปุ่น ดับแล้ว 30 ศพ

หิมะตกหนักผิดปกติในญี่ปุ่น คร่าชีวิตปชช.แล้ว 30 ราย อาโอโมริวิกฤตสุด หิมะทับถมสูง 4.5 เมตร นายกฯเรียกรมต.ประชุมหาแนวทางแก้ไข ในขณะที่ผู้ว่าอาโอโมริขอรัฐบาลส่งกองกำลังเข้าช่วยจนท.ท้องถิ่น

วันนี้ (3 ก.พ.) ทางการญี่ปุ่นรายงานว่าเหตุหิมะตกหนักผิดปกติทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 30 ราย โดยจากจำนวน 30 ราย มีหญิงชราอายุ 91 ปี 1 ราย ถูกพบอยู่ใต้กองหิมะหนา 3 เมตร บริเวณนอกบ้าน

รัฐบาลญี่ปุ่นได้ส่งกำลังเจ้าหน้าที่เข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้อยู่อาศัยในจังหวัดอาโอโมริ พื้นที่ที่ถูกหิมะถล่มหนักที่สุดจนเกิดกองหิมะหนา 4.5 เมตร บนท้องถนนในพื้นที่นอกเมือง ด้าน นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรี ได้จัดประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษในช่วงเช้าที่ผ่านมา (3 ก.พ.) เพื่อออกคำสั่งให้รัฐมนตรีทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันเหตุการเสียชีวิตและอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นอีกอา

ทั้งนี้มวลอากาศเย็นที่มีความรุนแรงส่งผลให้พื้นที่ตามแนวชายฝั่งทะเลญี่ปุ่นเผชิญกับหิมะตกหนัก โดยในบางพื้นที่หิมะตกหนักมากกว่าปกติกว่าเท่าตัว

หน่วยงานดับเพลิงและรับมือภัยพิบัติรายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคมจนถึงวันนี้ มีผู้เสียชีวิตจากเหตุหิมะตกหนักแล้ว 30 ราย

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตยังรวมถึง นางคินะ จิน หญิงชราวัย 91 ปี โดยร่างของเธอถูกพบอยู่ใต้กองหิมะบริเวณนอกบ้านในเมืองอาจิกาซาวะ จังหวัดอาโอโมริ สันนิษฐานว่า นางคินะ อาจถูกหิมะจากบนหลังคาร่วงลงมาทับ จนทำให้ขาดอากาศหายใจและเสียชีวิต นอกจากนั้นยังพบพลั่วอะลูมิเนียมวางอยู่ข้างตัวของ นางคินะ อีกด้วย 

เจ้าหน้าที่อธิบายว่า “เมื่อกาศอุ่นขึ้นหิมะที่กองสะสมอยู่บนหลังคาจะละลายและร่วงลงมา บริเวณใต้หลังคาจึงมีความอันตรายมาก” 

นายโซอิจิโร่ มิยาชิตะ ผู้ว่าราชการจังหวัดอาโอโมริ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า เขาได้ขอให้กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นเข้ามาช่วยบรรเทาสาธารณภัย โดยให้เหล่าทหารเข้ามาช่วยเหลือผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพัง พร้อมระบุว่า ในเมืองอาโอโมริซึ่งเป็นเมืองเอกของจังหวัด มีกำแพงหิมะทับถมบนพื้นสูงถึง 1.8 เมตร และอุบัติเหตุจากหิมะก็เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก ตอนนี้เจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นแบกรับภาระการกำจัดหิมะออกจากถนนและอาคารบ้านเรือนกันเองไม่ไหวแล้ว.

ที่มา: CNA

สั่งติดกล้อง “บอดี้แคม” จนท.ตม.สหรัฐฯ ทันที สยบดราม่าเหตุวิสามัญฯ ในมินนิอาโพลิส

สั่งติดกล้อง "บอดี้แคม" จนท.ตม.สหรัฐฯ ทันที สยบดราม่าเหตุวิสามัญฯ ในมินนิอาโพลิส

3 ก.พ. 2569 14:41 น.

สั่งติดกล้อง “บอดี้แคม” จนท.ตม.สหรัฐฯ ทันที สยบดราม่าเหตุวิสามัญฯ ในมินนิอาโพลิส

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ สั่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางในมินนิอาโพลิสติดตั้งกล้องบอดี้แคม โดยมีผลบังคับใช้ทันที หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมพลเมืองสหรัฐฯ 2 ราย จนกลายเป็นประเด็นร้อนบีบให้รัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปท่ามกลางวิกฤตชัตดาวน์

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ (DHS) ประกาศมาตรการเร่งด่วน สั่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองระดับรัฐบาลกลางที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เมืองมินนิอาโพลิส รัฐมินนิโซตา ต้องติดตั้งกล้องบันทึกภาพติดตัว หรือ บอดี้แคม โดยให้มีผลบังคับใช้ในทันที

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จากกรณีการเสียชีวิตของพลเมืองสหรัฐฯ 2 ราย คือ อเล็กซ์ เพรตตี และ เรเน กู๊ด เมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเสียชีวิตระหว่างการปราบปรามผู้อพยพอย่างเข้มงวดในพื้นที่ โดยผลชันสูตรพลิกศพของเพรตตีระบุชัดเจนว่าเป็นการ “ถูกฆาตกรรม” จากบาดแผลถูกยิงหลายนัดโดยฝีมือเจ้าหน้าที่

ด้านสำนักงานศุลกากรและป้องกันตะเข็บชายแดนสหรัฐฯ (CBP) ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่สองนายที่เกี่ยวข้องกับเหตุยิงเพรตตีได้สวมกล้องบอดี้แคมขณะเกิดเหตุ และขณะนี้ถูกสั่งพักงานแล้ว โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้เปิดการสอบสวนด้านสิทธิพลเมืองต่อกรณีนี้อย่างเป็นทางการ

คริสตี โนเอม รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ระบุว่ามีแผนจะขยายโครงการติดตั้งกล้องนี้ไปทั่วประเทศทันทีที่ได้รับงบประมาณ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ความขัดแย้งวันที่ 3 ของการ “ชัตดาวน์รัฐบาลบางส่วน” เนื่องจากพรรคเดโมแครตยื่นเงื่อนไขให้มีการปฏิรูปการตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงการติดตั้งกล้องบอดี้แคม เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงผ่านงบประมาณ

ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ความเห็นว่าการติดกล้องเป็นเรื่องดีต่อเจ้าหน้าที่รักษากฎหมายถึง 80% เพราะจะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้คนโกหกเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้

เพื่อลดอุณหภูมิความตึงเครียด รัฐบาลทรัมป์ได้สั่งย้าย เกรกอรี โบวิโน หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนชายแดนออกจากพื้นที่ และส่ง ทอม โฮแมน ผู้คุมพรมแดนสหรัฐฯ เข้ามาดูแลแทน ซึ่งโฮแมนได้เข้าพบกับผู้ว่าการรัฐมินนิโซตาและนายกเทศมนตรีเมืองมินนิอาโพลิสเพื่อหารือถึงแผนการ “ถอนกำลัง” เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางบางส่วนออกจากพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งยังคงมีอยู่ เนื่องจากรัฐบาลกลางตำหนิมินนิอาโพลิสที่ดำเนินนโยบาย “เมืองที่พักพิง” ซึ่งปฏิเสธการร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางในการปราบปรามผู้อพยพ ขณะที่ผู้นำท้องถิ่นเรียกร้องให้ถอนกำลังเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางกว่า 3,000 นายที่ถูกส่งเข้ามาตามคำสั่งของทรัมป์ออกไปทั้งหมด เพื่อความปลอดภัยของคนในพื้นที่.

ที่มา BBC

“ทรัมป์” เอาจริง เรียกค่าเสียหาย “ม.ฮาร์วาร์ด” 1 พันล้านดอลลาร์

"ทรัมป์" เอาจริง เรียกค่าเสียหาย "ม.ฮาร์วาร์ด" 1 พันล้านดอลลาร์

3 ก.พ. 2569 13:28 น.

“ทรัมป์” เอาจริง เรียกค่าเสียหาย “ม.ฮาร์วาร์ด” 1 พันล้านดอลลาร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะเรียกค่าเสียหายจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเป็นเงิน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว  31,495 ล้านบาท หลังรายงานของนิวยอร์กไทมส์ระบุว่า ฮาร์วาร์ดสามารถต่อรองเงื่อนไขบางประการในการเจรจายุติข้อพิพาทกับรัฐบาลได้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (2 ก.พ.) ว่า รัฐบาลของเขาจะดำเนินการเรียกค่าเสียหายจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป็นจำนวนเงินสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 31,495 ล้านบาท) พร้อมระบุว่าไม่ต้องการมีความเกี่ยวข้องใดๆ กับมหาวิทยาลัยแห่งนี้อีกต่อไปในอนาคต

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ รายงานว่า ฮาร์วาร์ดดูเหมือนจะได้รับข้อเสนอผ่อนปรนบางประการในการเจรจายอมความกับรัฐบาล ซึ่งเดิมทีมีการระบุว่ารัฐบาลอาจลดข้อเรียกร้องเงินชดเชยจาก 200 ล้านดอลลาร์ลง แต่ทรัมป์ได้ออกมาปฏิเสธและโต้กลับด้วยการเพิ่มวงเงินเรียกค่าเสียหายขึ้นเป็นหลายเท่าตัว

ทรัมป์ระบุว่า ข้อเสนอของฮาร์วาร์ดที่จะจัดตั้งโครงการฝึกอบรมอาชีพเพื่อทดแทนการจ่ายเงินชดเชยนั้นเป็นแนวคิดที่ “ซับซ้อนและไม่เพียงพอ” และเป็นเพียงกลอุบายเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายเงินสดจำนวนมหาศาล ซึ่งเขามองว่าควรจะสูงกว่า 500 ล้านดอลลาร์ด้วยซ้ำ เมื่อพิจารณาจาก “ความผิดกฎหมายที่ร้ายแรงและน่ารังเกียจ” ที่ทางมหาวิทยาลัยได้กระทำลงไป แม้จะไม่ได้ระบุชัดเจนว่าฮาร์วาร์ดละเมิดกฎหมายข้อใดก็ตาม

คณะทำงานของทรัมป์ได้พุ่งเป้าไปที่สถาบันการศึกษาชั้นนำในกลุ่ม “ไอวี่ลีก” โดยกล่าวหาว่ามหาวิทยาลัยเหล่านี้ส่งเสริมอุดมการณ์ “การตื่นรู้” หรือ “Woke” และล้มเหลวในการปกป้องนักศึกษาชาวยิวจากการประท้วงสนับสนุนปาเลสไตน์ที่เกิดขึ้นในวิทยาเขต ซึ่งนักวิจารณ์มองว่านี่คือแคมเปญกดดันมหาวิทยาลัยที่มีแนวคิดเสรีนิยมอย่างหนักโดยรัฐบาล

แรงกดดันต่อกลุ่มไอวี่ลีกที่ผ่านมา มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งที่ยอมจำนนต่อข้อเรียกร้องของรัฐบาลทรัมป์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่ยอมจ่ายเงินชดเชย 200 ล้านดอลลาร์เมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว พร้อมให้คำมั่นว่าจะไม่นำเรื่องเชื้อชาติมาพิจารณาในการรับนักศึกษาหรือการจ้างงาน ส่วนมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ยอมปฏิบัติตามข้อกังวลของรัฐบาล โดยประกาศสั่งห้ามผู้หญิงข้ามเพศเข้าร่วมแข่งขันในกีฬาสตรี

สำหรับกรณีของฮาร์วาร์ด ทรัมป์ย้ำว่าการเรียกร้องค่าเสียหาย 1,000 ล้านดอลลาร์ครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการขั้นเด็ดขาดต่อความผิดพลาดที่เขามองว่าสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อระบบการศึกษาและสังคมอเมริกัน.

ที่มา Reuters

“บิล-ฮิลลารี คลินตัน” จะเข้าให้การคดี “เอปสตีน” ก่อนคองเกรสเตรียมลงมติฐานละเมิดอำนาจสภา

"บิล-ฮิลลารี คลินตัน" จะเข้าให้การคดี "เอปสตีน" ก่อนคองเกรสเตรียมลงมติฐานละเมิดอำนาจสภา

3 ก.พ. 2569 12:57 น.

“บิล-ฮิลลารี คลินตัน” จะเข้าให้การคดี “เอปสตีน” ก่อนคองเกรสเตรียมลงมติฐานละเมิดอำนาจสภา

บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ และฮิลลารี คลินตัน อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ตกลงจะเข้าให้ปากคำต่อคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ในการสอบสวนกรณีเจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินผู้ล่วงละเมิดทางเพศซึ่งเสียชีวิตในเรือนจำเมื่อปี 2019 หลังยื้อมานานหลายเดือนจนเกือบถูกลงมติฐานหมิ่นอำนาจรัฐสภา ถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 40 ปีที่อดีตผู้นำสหรัฐฯ จะเข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการฯ

อดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน และฮิลลารี คลินตัน ภริยา ตกลงยอมเข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เพื่อไขปมความสัมพันธ์กับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน มหาเศรษฐีผู้ล่วงละเมิดทางเพศเด็กที่เสียชีวิตในเรือนจำเมื่อปี 2019

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนที่สภาฯ จะมีการลงมติฐานหมิ่นอำนาจรัฐสภา  หลังจากที่ทั้งคู่ปฏิเสธคำเชิญและหมายเรียกมาเป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งหากมีการลงมติครั้งนี้จะเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญที่อดีตประธานาธิบดีและอดีตรัฐมนตรีจะเข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการฯ นับตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ด ในปี 1983

แอนเจล ยูเรญา รองหัวหน้าคณะทำงานของบิล คลินตัน ได้ยืนยันผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าทั้งคู่จะเข้าปรากฏตัวต่อคณะกรรมาธิการฯ แต่ไม่วายตำหนิการทำงานของสภาฯ ว่า “พวกท่าน (คณะกรรมาธิการฯ) ไม่ได้เจรจาด้วยความสุจริตใจ ทั้งที่ทางเราบอกข้อมูลภายใต้คำสัตย์ปฏิญาณไปหมดแล้ว แต่พวกท่านก็ไม่สนใจ อย่างไรก็ตาม อดีตประธานาธิบดีและอดีตรัฐมนตรีจะไปที่นั่น และหวังว่าจะสร้างบรรทัดฐานที่บังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม”

ก่อนหน้านี้ ทางครอบครัวคลินตันมองว่าการออกหมายเรียกครั้งนี้เป็นเพียง “กลอุบายทางการเมือง” เพื่อสร้างความอับอายตามคำบงการของโดนัลด์ ทรัมป์ และยืนยันว่าพวกเขาได้ให้ข้อมูลที่จำกัดเท่าที่มีไปหมดแล้ว

แม้บิล คลินตัน จะปฏิเสธมาตลอดว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำผิดของเอปสตีนและได้ตัดขาดความสัมพันธ์ไปกว่า 20 ปีแล้ว แต่บันทึกการบินของเครื่องบินส่วนตัวเอปสตีนแสดงให้เห็นว่า คลินตันเคยร่วมเดินทางไปต่างประเทศถึง 4 ครั้งในช่วงปี 2002-2003

นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรมยังเคยเปิดเผยภาพถ่ายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสำนวนคดีตามกฎหมายเปิดเผยข้อมูล โดยปรากฏภาพอดีตประธานาธิบดีคลินตันในอิริยาบถพักผ่อน ทั้งการว่ายน้ำในสระและการนอนพักในอ่างน้ำร้อนภายในคฤหาสน์ของเอปสตีน ซึ่งทางโฆษกของคลินตันชี้แจงว่าเป็นภาพเก่าหลายสิบปีและเกิดขึ้นก่อนที่พฤติกรรมอื้อฉาวของเอปสตีนจะถูกเปิดเผย

เจมส์ โคเมอร์ ประธานคณะกรรมาธิการฯ จากพรรครีพับลิกัน ย้ำชัดว่า “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย” โดยระบุว่าที่ผ่านมาทีมกฎหมายของคลินตันพยายามใช้แท็กติก “ประวิงเวลา” มาโดยตลอด ทั้งที่การออกหมายเรียกครั้งนี้ได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองพรรค

ขณะนี้ยังไม่มีการระบุวันเวลาที่แน่นอนสำหรับการเข้าให้การ แต่เหตุการณ์นี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของตระกูลคลินตันและทิศทางการเมืองสหรัฐฯ ในอนาคตอย่างไร.

ที่มา BBC

ศาลจีนสั่งจำคุกตลอดชีวิต อดีตรมว.ยุติธรรม รับสินบนกว่า 620 ล้านบาท

ศาลจีนสั่งจำคุกตลอดชีวิต อดีตรมว.ยุติธรรม รับสินบนกว่า 620 ล้านบาท

3 ก.พ. 2569 12:24 น.

ศาลจีนสั่งจำคุกตลอดชีวิต อดีตรมว.ยุติธรรม รับสินบนกว่า 620 ล้านบาท

ศาลจีนสั่งจำคุกตลอดชีวิต “ถัง อวี้จิน” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หลังตัดสินว่ามีความผิดฐานรับสินบนเป็นมูลค่าสูงถึง 620 ล้านบาท ตลอดช่วงระยะเวลากว่า 16 ปี

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลประชาชนชั้นกลางเมืองเซี่ยเหมิน ทางตะวันออกของจีน มีคำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต นายถัง อี้จวิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หลังตัดสินว่ามีความผิดฐานรับสินบนเป็นมูลค่าสูงถึง 620 ล้านบาท ตลอดระยะเวลากว่า 16 ปี

คำแถลงของศาลระบุว่า นายถัง วัย 64 ปี ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมระหว่างปี  2563–2566  ได้ใช้อำนาจหน้าที่เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งต่าง ๆ รวมถึงอดีตผู้ว่าการมณฑลเหลียวหนิง และอดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำนครหนิงโป แสวงหาผลประโยชน์ให้กับบุคคลและองค์กรหลายแห่ง

ศาลระบุว่า ระหว่างปี  2549–2565 นายถังรับสินบนรวม 137 ล้านหยวน หรือประมาณ 620 ล้านบาท เพื่อแลกกับการช่วยเหลือด้านต่าง ๆ เช่น การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ การจัดหาเงินกู้จากธนาคาร การได้มาซึ่งที่ดิน และการอำนวยความสะดวกในโครงการสำคัญ ซึ่งศาลชี้ว่า มูลค่าการรับสินบนอยู่ในระดับสูงอย่างมาก และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน   

ทั้งนี้ คดีของนายถังถือเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามคอร์รัปชันครั้งใหญ่ที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เปิดฉากตั้งแต่ขึ้นสู่อำนาจในปี 2555.

ที่มา CNA

จีนจวกยับ “ดาไลลามะ” คว้ารางวัลแกรมมี ชี้เป็นการ “ปั่นหัวทางการเมือง” เพื่อต่อต้านจีน

จีนจวกยับ "ดาไลลามะ" คว้ารางวัลแกรมมี ชี้เป็นการ "ปั่นหัวทางการเมือง" เพื่อต่อต้านจีน

3 ก.พ. 2569 11:46 น.

จีนจวกยับ “ดาไลลามะ” คว้ารางวัลแกรมมี ชี้เป็นการ “ปั่นหัวทางการเมือง” เพื่อต่อต้านจีน

ทางการจีนออกโรงคัดค้านอย่างรุนแรง หลังองค์ดาไลลามะ ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่งทิเบต คว้ารางวัลแกรมมี สาขาหนังสือเสียง โดยรัฐบาลจีนระบุว่าเป็นการใช้รางวัลทางศิลปะเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อโจมตีจีน พร้อมย้ำจุดยืนไม่ยอมรับการกำหนดตัวผู้สืบทอดตำแหน่งในต่างแดน

รัฐบาลจีนแสดงท่าทีไม่พอใจอย่างมากต่อผลการประกาศรางวัลแกรมมีครั้งล่าสุด หลังจากที่ องค์ดาไลลามะ ผู้นำทางจิตวิญญาณสูงสุดของทิเบต ได้รับรางวัลแกรมมีในสาขาหนังสือเสียง (Audiobook) จากผลงานที่มีชื่อว่า “Meditations: The Reflections of His Holiness the Dalai Lama” โดยจีนระบุว่าขอคัดค้านการใช้รางวัลทางศิลปะเพื่อ “การปั่นหัวทางการเมืองในเชิงต่อต้านจีน”

หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวว่า “เราขอคัดค้านอย่างหนักแน่นต่อฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งใช้รางวัลด้านศิลปะมาเป็นเครื่องมือในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองที่ต่อต้านจีน ซึ่งจุดยืนในเรื่องนี้ของเรานั้นชัดเจนและสม่ำเสมอมาโดยตลอด”

ในทางกลับกัน องค์ดาไลลามะ วัย 90 ปี ซึ่งปัจจุบันพำนักลี้ภัยอยู่ที่เมืองธรรมศาลา ประเทศอินเดีย ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียระบุว่า ท่านขอรับรางวัลนี้ด้วยความซาบซึ้งและอ่อนน้อม พร้อมเสริมว่า “อาตมาไม่ได้มองว่ารางวัลนี้เป็นเรื่องส่วนตัว แต่ถือเป็นการยอมรับในความรับผิดชอบร่วมกันต่อสากลโลก” โดยในงานประกาศรางวัล รูฟัส เวนไรต์ (Rufus Wainwright) ศิลปินผู้ร่วมสร้างสรรค์ผลงานเป็นตัวแทนขึ้นรับรางวัลแทนท่าน

ความตึงเครียดครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ดาไลลามะและจีนทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการหาผู้สืบทอดตำแหน่ง ซึ่งองค์ดาไลลามะเคยระบุว่า การสืบทอดตำแหน่งของท่านจะเกิดขึ้นใน “โลกเสรี” ซึ่งหมายถึงนอกดินแดนจีนที่เป็นคอมมิวนิสต์และไม่เชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้า เทพเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนยืนกรานว่าการสืบทอดตำแหน่งจะต้องเป็นไปตามกฎหมายของจีน พวกเขาจะต้องเป็นผู้อนุมัติการคัดเลือกพระลามะอาวุโสทั้งหมดตามความเชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิด รวมทั้งองค์ดาไลลามะด้วย ซึ่งท้ายที่สุดจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลจีนเท่านั้น

ทั้งนี้ องค์ดาไลลามะต้องลี้ภัยออกจากทิเบตตั้งแต่ปี 1959 หลังจีนส่งกองกำลังเข้าปราบปรามการลุกฮือของชาวทิเบต โดยจีนมองว่าดาไลลามะเป็นกลุ่มกบฏและผู้แบ่งแยกดินแดน ขณะที่ชาวทิเบตพลัดถิ่นกังวลว่า จีนกำลังพยายามเข้ามาแทรกแซงการแต่งตั้งผู้นำคนใหม่เพื่อกระชับอำนาจในการปกครองทิเบตที่ยึดครองมาตั้งแต่ปี 1950 ให้เบ็ดเสร็จยิ่งขึ้น.

ที่มา BBC

จีนสั่งแบน “มือจับประตูรถแบบซ่อน” ในรถ EV หลังพบความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

จีนสั่งแบน "มือจับประตูรถแบบซ่อน" ในรถ EV หลังพบความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

3 ก.พ. 2569 10:50 น.

จีนสั่งแบน “มือจับประตูรถแบบซ่อน” ในรถ EV หลังพบความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

จีนเป็นประเทศแรกที่ประกาศแบน “มือจับประตูรถแบบซ่อน” ที่นิยมใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า หลังเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงหลายครั้งที่ผู้ประสบภัยติดอยู่ภายในรถเนื่องจากระบบไฟฟ้าขัดข้อง บังคับทุกคันต้องมีระบบปลดล็อกประตูแบบกลไก ทั้งจากด้านในและด้านนอกเพื่อความปลอดภัย

ทางการจีนประกาศกฎระเบียบใหม่ สั่งห้ามการใช้มือจับประตูแบบซ่อนในรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งถือเป็นประเทศแรกของโลกที่ออกมาเคลื่อนไหวสั่งระงับการใช้ดีไซน์ยอดนิยมที่ริเริ่มโดยเทสลา ของอีลอน มัสก์ มาตรการนี้มีขึ้นท่ามกลางการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทั่วโลก หลังเกิดอุบัติเหตุรุนแรงหลายครั้ง รวมถึงเหตุการณ์รถ EV แบรนด์ Xiaomi ในจีนที่ประสบอุบัติเหตุจนระบบไฟฟ้าล้มเหลว ทำให้ประตูไม่สามารถเปิดออกได้จากทั้งด้านในและด้านนอก

กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) ระบุว่า รถยนต์ที่จะวางจำหน่ายในจีนได้นั้น ต้องมีระบบปลดล็อกประตูแบบกลไก (Mechanical Release) ทั้งด้านในและด้านนอก โดยกฎใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2027

สำหรับรายละเอียดทางเทคนิคที่กำหนด เช่น ด้านนอกรถ ประตูผู้โดยสารทุกบาน (ยกเว้นฝากระโปรงท้าย) ต้องมีช่องเว้าที่มีขนาดไม่น้อยกว่า 6 ซม. x 2 ซม. และลึกอย่างน้อย 2.5 ซม. เพื่อให้สามารถเข้าถึงมือจับประตูได้ง่ายในยามฉุกเฉิน ส่วนด้านในรถ ต้องมีป้ายหรือสัญลักษณ์บอกวิธีการเปิดประตูที่ชัดเจน ขนาดไม่ต่ำกว่า 1 ซม. x 0.7 ซม.

โดยรถยนต์รุ่นที่ผ่านการอนุมัติแล้วและกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายก่อนเข้าสู่ตลาด จะได้รับระยะเวลาผ่อนปรนอีก 2 ปี เพื่อปรับปรุงการออกแบบให้เป็นไปตามมาตรฐานใหม่

ผลกระทบต่อตลาดรถยนต์ไฟฟ้าปัจจุบัน “มือจับประตูแบบซ่อน” เป็นที่นิยมอย่างมากในตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ของจีน โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ ไชน่า เดลี  ระบุว่ารถยนต์ในกลุ่ม 100 รุ่นที่ขายดีที่สุด กว่า 60% เลือกใช้ดีไซน์นี้เพื่อความสวยงามและเป็นไปตามหลักอากาศพลศาสตร์

แม้ข้อบังคับนี้จะใช้กับรถที่ขายในจีนเท่านั้น แต่ด้วยสถานะของจีนที่เป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ทำให้คาดการณ์ว่าผู้ผลิตทั่วโลกอาจต้องปรับตัวตาม นอกจากนี้ หน่วยงานความปลอดภัยในสหรัฐฯ (NHTSA) กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนปัญหาประตูรถเทสลา หลังได้รับเรื่องร้องเรียนว่าระบบไฟฟ้าขัดข้องจนมีเด็กติดอยู่ในรถ และเจ้าของรถบางรายต้องตัดสินใจทุบกระจกเพื่อเอาตัวรอด ขณะที่สหภาพยุโรปเองก็กำลังพิจารณาข้อกำหนดในลักษณะเดียวกันนี้เช่นกัน.

ที่มา BBC

เกิดเหตุเหมืองโคลแทน ในคองโกตะวันออกถล่ม คนงานดับกว่า 200 ศพ

เกิดเหตุเหมืองโคลแทน ในคองโกตะวันออกถล่ม คนงานดับกว่า 200 ศพ

3 ก.พ. 2569 10:47 น.

เกิดเหตุเหมืองโคลแทน ในคองโกตะวันออกถล่ม คนงานดับกว่า 200 ศพ

เกิดเหตุดินถล่มบริเวณเหมืองโคลแทน “รูบายา” ทางตะวันออกของประเทศคองโก คร่าชีวิตมากกว่า 200 ศพ รวมคนงาน เด็ก และแม่ค้า ทางการยอมรับยังมีผู้ติดค้างในอุโมงค์เหมือง

วันที่ 3 กุมภาพันธ์  2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุเหมืองโคลแทนถล่มครั้งใหญ่ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 200 ศพ ตามการเปิดเผยของโฆษกผู้ว่าการจังหวัด ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยกลุ่มกบฏเอ็ม23 ที่ควบคุมพื้นที่ 

เหมืองรูบายา ตั้งอยู่ห่างจากเมืองโกมา เมืองเอกของจังหวัดนอร์ทคิวู ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 60 กิโลเมตร โดยฝนตกหนักในช่วงฤดูฝน ทำให้ดินอ่อนตัวและพังถล่มลงมาทับอุโมงค์เหมืองที่ขุดด้วยมือ

ทางด้านโฆษกของผู้ว่าการจังหวัดนอร์ทคิวู เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันศุกร์ว่า มีผู้ตกเป็นเหยื่อจากดินถล่มครั้งนี้มากกว่า 200 คน รวมถึงคนงานเหมือง เด็ก และแม่ค้าที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว บางคนได้รับการช่วยเหลือออกมาได้ทันเวลาแต่บาดเจ็บสาหัส

เขาระบุว่า ขณะนี้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 20 ราย เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาล พร้อมชี้ว่า สาเหตุสำคัญมาจากสภาพดินที่เปราะบางในช่วงฤดูฝน“ขณะเกิดเหตุ ผู้เสียชีวิตอยู่ภายในหลุมเหมือง ดินได้ทรุดตัวลงมาเอง” มูยิซากล่าว

ทั้งนี้ เหมืองรูบายาเป็นแหล่งผลิตโคลแทนราวร้อยละ 15 ของปริมาณทั้งโลก โดยแร่ชนิดนี้ถูกนำไปแปรรูปเป็นแทนทาลัม โลหะทนความร้อนสูงที่มีความต้องการสูงในอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนอากาศยาน และกังหันก๊าซ ขณะที่เหมืองแห่งนี้ อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มกบฏเอ็ม23 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรวันดา นับตั้งแต่ปี  2567 .

ที่มา Aljazeera

นายกฯ UK สั่งตรวจสอบอดีตทูต ปมพัวพันคดีเอปสตีน

นายกฯ UK สั่งตรวจสอบอดีตทูต ปมพัวพันคดีเอปสตีน

3 ก.พ. 2569 06:17 น.

นายกฯ UK สั่งตรวจสอบอดีตทูต ปมพัวพันคดีเอปสตีน

นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร สั่งตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่าง ลอร์ด ปีเตอร์ แมนเดลสัน กับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน หลังสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารชุดใหม่ และพบการโอนเงิน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรออกคำสั่งให้ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่าง ปีเตอร์ แมนเดลสัน อดีตเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำสหรัฐฯ กับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน หลังสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารคดีมากมาย และพบว่านายแมนเดลสันอาจมีส่วนพัวพัน

บ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง หรือสำนักงานนายกรัฐมนตรี UK ออกแถลงการณ์ในวันจันทร์ (2 ก.พ. 2569) ว่า นายกฯ สตาร์เมอร์สั่งให้มีการสืบสวนเป็นการด่วนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง ปีเตอร์ แมนเดลสัน กับเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศชาวอเมริกันที่เสียชีวิตไปแล้ว ในช่วงเวลาที่แมนเดลสันยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาล

นอกจากนี้ สตาร์เมอร์ยังเชื่อว่าแมนเดลสันควรถูกถอดถอนออกจากบรรดาศักดิ์ “ลอร์ด” และไม่ควรนั่งในสภาขุนนาง (House of Lords) อีกต่อไป

อนึ่ง การสืบสวนครั้งนี้ ซึ่งนำโดยปลัดกระทรวงมหาดไทย คริส วอร์มัลด์ เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีของนายเอปสตีนอีกกว่า 3 ล้านฉบับเมื่อสัปดาห์ก่อน และมีข้อมูลการติดต่อกันระหว่างทั้งคู่ ในช่วงที่แมนเดลสันยังคงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ถูกเผยแพร่ออกมาด้วย

บันทึกทางการเงินที่ทางการสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ระบุว่า ในปี 2552 แมนเดลสันซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธุรกิจ ได้ส่งรายงานสรุปทางเศรษฐกิจที่เตรียมไว้ให้ กอร์ดอน บราวน์ นายกรัฐมนตรีในตอนนั้น ไปให้เอปสตีน พร้อมคำบรรยายสั้นๆ ว่า “บันทึกที่น่าสนใจซึ่งส่งถึงนายกรัฐมนตรีแล้ว”

นอกจากนี้ ยังพบว่าเอปสตีนได้โอนเงินรวม 75,000 ดอลลาร์สหรัฐ ผ่านการชำระเงิน 3 ครั้ง ไปยังบัญชีที่เชื่อมโยงกับนายแมนเดลสันในช่วงปี 2547-2548

แมนเดลสัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังการฟื้นฟูพรรคแรงงาน (Labour) ให้กลับมาเป็นขั้วอำนาจทางการเมืองในยุค 1990 ภายใต้การนำของโทนี แบลร์ ได้ประกาศลาออกจากพรรคเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้าง “ความอับอายเพิ่มเติม” ให้กับพรรค

โฆษกของเซอร์สตาร์เมอร์ระบุว่า นายกรัฐมนตรี “เชื่อว่าปีเตอร์ แมนเดลสัน ไม่ควรเป็นสมาชิกสภาขุนนางหรือใช้บรรดาศักดิ์นี้อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะถอดถอนตำแหน่งดังกล่าวได้เอง”

ก่อนหน้านี้ เซอร์ สตาร์เมอร์เรียกร้องให้สมาชิกสภาขุนนางร่วมมือกับรัฐบาลในการ “ปรับปรุงกระบวนการทางวินัยให้ทันสมัย” และ “เปิดทางให้สามารถถอดถอนสมาชิกสภาขุนนางที่ทำให้สภาเสื่อมเสียชื่อเสียงได้ง่ายขึ้น”

ทั้งนี้ สตาร์เมอร์ได้เรียกร้องให้สมาชิกสภาขุนนางร่วมมือกับรัฐบาลในการ “ปรับปรุงกระบวนการทางวินัยให้ทันสมัย” และ “เปิดทางให้สามารถถอดถอดสมาชิกสภาขุนนางที่ทำให้สภาเสื่อมเสียชื่อเสียงได้ง่ายขึ้น”

อนึ่ง ลอร์ด แมนเดลสันถูกถอดออกจากตำแหน่งในเดือนกันยายน 2568 หลังจากที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งจากสตาร์เมอร์เมื่อปลายปี 2564 เนื่องจากความสัมพันธ์กับเอปสตีน ซึ่งลอร์ดแมนเดลสันได้กล่าวขอโทษต่อเหยื่อของเอปสตีนเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา รวมถึงขอโทษที่ยังคงรักษาความสัมพันธ์ฉันมิตรกับเอปสตีนไว้

ส่วนในกรณีล่าสุด ลอร์ด แมนเดลสันบอกว่าจำเรื่องการโอนเงินไม่ได้เลย และไม่ทราบว่าเอกสารเหล่านั้นเป็นของจริงหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna