คุก 2 ปี นักท่องเที่ยวอินเดียสับเปลี่ยนเพชรแท้ 5 ล้านในสิงคโปร์ แอบซ่อนไว้ในปาก

คุก 2 ปี นักท่องเที่ยวอินเดียสับเปลี่ยนเพชรแท้ 5 ล้านในสิงคโปร์ แอบซ่อนไว้ในปาก

21 ก.ค. 2569 16:17 น.

คุก 2 ปี นักท่องเที่ยวอินเดียสับเปลี่ยนเพชรแท้ 5 ล้านในสิงคโปร์ แอบซ่อนไว้ในปาก

ศาลสิงคโปร์สั่งจำคุกนักท่องเที่ยวชาวอินเดียเป็นเวลา 2 ปี 2 เดือนกับอีก 2 สัปดาห์ หลังร่วมมือกับเพื่อนวางแผนสั่งทำเพชรปลอมจากอินเดีย แล้วเดินทางมายังสิงคโปร์เพื่อสับเปลี่ยนเพชรแท้ขนาด 4.95 กะรัต มูลค่ากว่า 5.2 ล้านบาท ในร้านอัญมณีย่านไชน่าทาวน์ โดยใช้วิธีอมเพชรไว้ในปากและเบี่ยงเบนความสนใจพนักงาน ก่อนถูกตำรวจรวบตัวได้ที่สนามบินชางงี ขณะกำลังจะบินหนีกลับประเทศ

ศาลสิงคโปร์มีคำพิพากษาจำคุกนายมังโกรลิยา มาโนจกุมาร์ คูร์จิไภ อายุ 41 ปี ชาวอินเดีย เป็นเวลา 2 ปี 2 เดือน 2 สัปดาห์ หลังรับสารภาพในข้อหาลักทรัพย์จากร้านเครื่องประดับในย่านไชน่าทาวน์ ด้วยการสลับเพชรแท้กับเพชรปลอมที่เตรียมมาอย่างแนบเนียน ส่วนผู้ร่วมก่อเหตุคือนายเซราซิยา มิลาน รามนิกไภ อายุ 30 ปี ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ลงมือสลับเพชร คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

อัยการเปิดเผยว่า ทั้งสองคนวางแผนก่อเหตุก่อนเดินทางมายังสิงคโปร์ โดยว่าจ้างให้ผลิตเพชรปลอมในเมืองสุรัต ประเทศอินเดีย ให้มีขนาด คุณลักษณะ และหมายเลขประจำอัญมณี ตรงกับเพชรแท้ที่ตกเป็นเป้าหมาย แม้เอกสารของศาลจะไม่ได้ระบุว่าพวกเขาได้ข้อมูลของเพชรเม็ดดังกล่าวมาได้อย่างไร

เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. ทั้งคู่เดินทางเข้าสิงคโปร์ด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว และในเวลาประมาณ 15.00 น. ได้เข้าไปยังร้านเครื่องประดับ Dianoche บนถนนเครตา อาเยอร์ ในย่านไชน่าทาวน์

นายมังโกรลิยาขอให้พนักงานนำ เพชรน้ำหนัก 4.95 กะรัต มูลค่าประมาณ 199,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 5.18 ล้านบาท) มาให้ชม ก่อนจะขอดูสินค้าอื่น ๆ อีกหลายรายการ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของผู้จัดการร้าน ซึ่งต้องเดินไปหยิบเครื่องประดับหลายครั้ง ระหว่างนั้นนายเซราซิยา ซึ่งซ่อนเพชรปลอมไว้ในปาก ได้คายเพชรปลอมออกมา ก่อนสลับกับเพชรแท้ แล้วนำเพชรของจริงซ่อนไว้ในปาก จากนั้นทั้งสองบอกว่าจะกลับไปพิจารณาการซื้อ ก่อนเดินออกจากร้าน

อย่างไรก็ตาม กล้องวงจรปิดของร้านสามารถบันทึกพฤติกรรมทั้งหมดไว้ได้ และเมื่อผู้จัดการร้านตรวจสอบเพชรด้วยเครื่องตรวจสอบอัญมณี พบว่าเพชรที่เหลืออยู่เป็นของปลอม จึงรีบแจ้งตำรวจทันที

หลังออกจากร้าน ผู้ต้องหาทั้งสองกลับไปเช็กเอาต์ออกจากโรงแรมก่อนกำหนด และจองเที่ยวบินกลับประเทศอินเดียในช่วงเย็นวันเดียวกัน แต่ก่อนจะขึ้นเครื่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมทั้งคู่ได้เมื่อเวลาประมาณ 20.50 น. ที่อาคารผู้โดยสารเทอร์มินัล 3 ของท่าอากาศยานชางงี ระหว่างผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมือง โดยภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ตรวจค้นกระเป๋าสะพายของเซราซิยา และพบเพชรแท้ที่ถูกขโมยไป จึงสามารถยึดของกลางกลับคืนได้

อัยการระบุว่า คดีนี้มีลักษณะการวางแผนล่วงหน้าอย่างรอบคอบ ทั้งการสั่งทำเพชรปลอม การแบ่งหน้าที่ระหว่างผู้ก่อเหตุ และการเตรียมหลบหนีออกนอกประเทศทันทีหลังลงมือ โดยทั้งคู่เดินทางเข้าสิงคโปร์เพื่อก่อเหตุครั้งนี้โดยเฉพาะ

ด้านจำเลยขอให้ศาลลดโทษ โดยให้เหตุผลว่ามีบุตร 2 คนที่ต้องดูแลในอินเดีย แต่ศาลเห็นว่าพฤติการณ์มีการเตรียมการล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ จึงลงโทษจำคุกตามความเหมาะสม

สำหรับความผิดฐาน ลักทรัพย์ในอาคาร ตามกฎหมายสิงคโปร์ มีโทษสูงสุดจำคุก ไม่เกิน 7 ปี และอาจถูกปรับเงินเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของศาล.

ที่มา The Straits Times / CNA

“แอนดี เบอร์แนม” นายกฯ อังกฤษคนใหม่ นำร่องหั่นภาษีค่าไฟ บรรเทาวิกฤตค่าครองชีพ

"แอนดี เบอร์แนม" นายกฯ อังกฤษคนใหม่ นำร่องหั่นภาษีค่าไฟ บรรเทาวิกฤตค่าครองชีพ

21 ก.ค. 2569 15:21 น.

“แอนดี เบอร์แนม” นายกฯ อังกฤษคนใหม่ นำร่องหั่นภาษีค่าไฟ บรรเทาวิกฤตค่าครองชีพ

แอนดี เบอร์แนม นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสหราชอาณาจักร ประกาศเดินหน้ามาตรการแก้ไขปัญหาวิกฤตค่าครองชีพทันทีในการทำงานวันที่สอง โดยเตรียมยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่าไฟฟ้าในครัวเรือน มีผลเดือนตุลาคมนี้ หวังช่วยลดภาระรายจ่ายให้ประชาชนและประหยัดเงินเฉลี่ย 45 ปอนด์ หรือราว 2,000 บาทต่อปี โดยจะนำงบประมาณมาจากการยกเลิกโครงการบัตรประจำตัวดิจิทัลของรัฐบาลชุดเดิม

แอนดี เบอร์แนม นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสหราชอาณาจักร เปิดตัวมาตรการเศรษฐกิจชุดแรกในวันนี้ (21 ก.ค.) ด้วยการประกาศ ยกเลิกการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพที่ประชาชนเผชิญมายาวนาน

มาตรการดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่หน่วยงานกำกับดูแลด้านพลังงานของอังกฤษคาดว่าจะปรับเพิ่มเพดานราคาค่าไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติ อันเป็นผลจากความผันผวนของตลาดพลังงานหลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

รัฐบาลระบุว่า การยกเลิกภาษีครั้งนี้จะช่วยให้ครัวเรือนอังกฤษประหยัดค่าไฟได้เฉลี่ย 45 ปอนด์ต่อปี (ประมาณ 2,034 บาท) จากค่าไฟเฉลี่ยต่อครัวเรือนที่อยู่ราว 1,862 ปอนด์ต่อปี โดยมาตรการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อครัวเรือนรายได้น้อย ซึ่งต้องใช้สัดส่วนรายได้จำนวนมากไปกับค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

เบิร์นแฮมกล่าวว่า รัฐบาลกำลังดำเนินมาตรการอย่างเร่งด่วนเพื่อลดภาษีค่าไฟ เพิ่มรายได้ในกระเป๋าของประชาชน และสร้างความหวังให้กลับคืนมา พร้อมย้ำว่าประชาชนควรได้รับ “พื้นที่หายใจ” มากขึ้นจากภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นต่อเนื่อง

รัฐบาลประเมินว่า มาตรการดังกล่าวจะใช้งบประมาณประมาณ 850 ล้านปอนด์ (ราว 38,400 ล้านบาท) ในปีงบประมาณปัจจุบัน โดยจะนำเงินมาจากการยกเลิกโครงการบัตรประจำตัวประชาชนดิจิทัล (Digital ID) ของรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งมีมูลค่าโครงการประมาณ 1,800 ล้านปอนด์

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวถูกตั้งคำถามจากนายดาร์เรน โจนส์ อดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลของเคียร์ สตาร์เมอร์ ซึ่งระบุว่า โครงการ Digital ID ยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นทางการ จึงยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะนำเงินส่วนใดมาสนับสนุนมาตรการลดภาษีค่าไฟ และเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงรายละเอียดในการแถลงงบประมาณครั้งต่อไป

วิกฤตราคาพลังงานถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันค่าครองชีพของชาวอังกฤษให้พุ่งสูงขึ้น นับตั้งแต่ราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกทะยานขึ้นหลังรัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนในปี 2022 แม้ว่าราคาจะเริ่มปรับลดลงในช่วงกลางปี 2023 แต่ยังคงสูงกว่าระดับก่อนเกิดวิกฤตประมาณ 60% และกลับมาปรับเพิ่มอีกครั้งจากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ด้านเครือข่าย End Fuel Poverty Coalition ซึ่งรณรงค์แก้ปัญหาความยากจนด้านพลังงาน แสดงความยินดีกับมาตรการดังกล่าว โดยมองว่าเป็นสัญญาณเชิงบวกจากรัฐบาลใหม่ แต่เห็นว่ายังไม่เพียงพอที่จะช่วยเหลือประชาชนหลายล้านคนที่ยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระดับสูง และมีหนี้ค้างชำระค่าไฟสะสมจากช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน เบิร์นแฮมยังยืนยันว่าจะดำเนินนโยบายภายใต้ วินัยทางการคลังอย่างเข้มงวด เช่นเดียวกับรัฐบาลชุดก่อน โดยจะรักษาสมดุลระหว่างรายได้จากภาษีกับรายจ่ายประจำของภาครัฐ แม้จะเดินหน้าออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีในช่วงที่ผ่านมา

ในวันเดียวกัน สำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษเปิดเผยว่า การกู้ยืมของภาครัฐในเดือนมิถุนายนลดลงเหลือ 16,000 ล้านปอนด์ ลดลงประมาณหนึ่งในสามเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดการเงิน แม้ ONS จะเตือนว่าระดับหนี้สาธารณะของประเทศยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับมาตรฐานในอดีต

ด้าน จอห์น ฮีลีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ ระบุว่า การรักษาวินัยการคลังเป็นหน้าที่สำคัญที่สุดของรัฐบาล เพราะเป็นรากฐานของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ

เบิร์นแฮมซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันจันทร์ ยังประกาศเป้าหมายระยะยาวในการฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมของสหราชอาณาจักร เร่งก่อสร้างที่อยู่อาศัยของรัฐ และอาจพิจารณามาตรการเพิ่มเติม เช่น การควบคุมค่าโดยสารรถประจำทาง เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน หลังเศรษฐกิจอังกฤษยังฟื้นตัวได้ช้าตลอดช่วงสองปีที่ผ่านมา แม้กองทุนการเงินระหว่างประเทศจะคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอังกฤษจะเติบโตได้ดีกว่าหลายประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในปีนี้ก็ตาม.

ที่มา GOV.UK / Reuters

ศาลอินโดฯ สั่งจำคุกแก๊งค้ามนุษย์ 3-7 ปี “ขายทารก” ไปสิงคโปร์ อ้างเป็นการรับบุตรบุญธรรม

ศาลอินโดฯ สั่งจำคุกแก๊งค้ามนุษย์ 3-7 ปี  "ขายทารก" ไปสิงคโปร์ อ้างเป็นการรับบุตรบุญธรรม

21 ก.ค. 2569 14:51 น.

ศาลอินโดฯ สั่งจำคุกแก๊งค้ามนุษย์ 3-7 ปี “ขายทารก” ไปสิงคโปร์ อ้างเป็นการรับบุตรบุญธรรม

ศาลอินโดนีเซียตัดสินจำคุกสมาชิกเครือข่ายค้าทารกข้ามชาติ 19 ราย ตั้งแต่ 3 ปี 4 เดือน ถึง 7 ปี หลังก่อเหตุต้มตุ๋นและขายเด็กทารกอย่างน้อย 34 รายให้กับคู่รักในอินโดนีเซียและสิงคโปร์ โดยอ้างเป็นการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม พบผู้บงการเป็นหญิงวัย 70 ปี รับสารภาพส่งทารกไปสิงคโปร์ฟันรายได้หลายแสนบาทต่อหัว

ศาลแขวงเมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย มีคำพิพากษาวันนี้ (21 ก.ค.) ให้ลงโทษจำคุกสมาชิกขบวนการค้ามนุษย์ที่ลักลอบขายทารกจำนวน 19 คน หลังมีความผิดฐานนำทารกไปขายโดยแอบอ้างว่าเป็นการรับบุตรบุญธรรม ทั้งในอินโดนีเซียและสิงคโปร์ ระหว่างปี 2022-2025

ศาลระบุว่าจำเลยทั้ง 18 หญิง และ 1 ชาย มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขายทารกอย่างน้อย 34 คน โดยเด็กบางส่วนถูกส่งไปยังประเทศสิงคโปร์ และมีการซื้อขายในราคาหลายพันดอลลาร์สิงคโปร์ต่อคน

ผู้ที่ได้รับโทษสูงสุดคือ ลี่ ซิ่ว หลวน หรือ ลิลี วัย 70 ปี ซึ่งศาลชี้ว่าเป็นหัวหน้าและผู้บงการเครือข่ายทั้งหมด โดยทำหน้าที่รับสมัครสมาชิกและวางแผนการดำเนินงาน ถูกตัดสินจำคุก 7 ปี ขณะที่ อัสตรี ฟิตรินิกา อายุ 26 ปี และ จากา ฮัมดานี อายุ 35 ปี ซึ่งเป็นชายเพียงคนเดียวในคดี ถูกตัดสินจำคุก 6 ปี 7 เดือน ในฐานะผู้จัดหาทารกเข้าสู่ขบวนการ

ส่วน ไหล ซิ่ว ฮา อายุ 60 ปี ถูกตัดสินจำคุก 6 ปี 7 เดือน เช่นกัน จากความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารเพื่อปกปิดที่มาของเด็ก ขณะที่ เอลิน มาร์ลินา ซึ่งช่วยจัดหาทารกให้เครือข่าย ได้รับโทษเท่ากัน ด้านจำเลยอีก 14 คน ซึ่งมีบทบาทรอง เช่น การแอบอ้างเป็นบิดามารดาของเด็กในสูติบัตรปลอม หรือร่วมวิดีโอคอลกับผู้ประสงค์รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม ถูกตัดสินจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน

ศาลยังมีคำสั่งให้ ทารก 8 คน ที่ได้รับการช่วยเหลือระหว่างการจับกุมเครือข่ายเมื่อปีที่ผ่านมา อยู่ในความดูแลของหน่วยงานสวัสดิการสังคมจังหวัดชวาตะวันตก

อย่างไรก็ตาม อัยการ คูคู กันตินา เปิดเผยหลังการพิจารณาคดีว่า เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถระบุตัวนายหน้ารับบุตรบุญธรรมในสิงคโปร์ได้ จึงยังไม่ทราบชะตากรรมของทารกที่ถูกส่งไปยังประเทศดังกล่าว และตำรวจจะเดินหน้าสืบสวนต่อไป

แม้ว่าศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งหมด แต่โทษที่ได้รับยังต่ำกว่าที่อัยการร้องขอ โดยก่อนหน้านี้อัยการขอให้ลงโทษจำคุก 10 ปี แก่จำเลยหลัก 5 คน และจำคุก 5 ปี สำหรับจำเลยที่เหลือ

ทั้งฝ่ายอัยการและจำเลยยังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา โดยผู้ปลอมแปลงเอกสารประกาศทันทีว่าจะยื่นอุทธรณ์ ขณะที่หัวหน้าเครือข่ายและผู้จัดหาทารกยอมรับคำตัดสินของศาล

จากเอกสารคำให้การในศาล ลิลียอมรับว่าได้ส่งทารกไปยังสิงคโปร์อย่างน้อย 12 คน โดยได้รับค่าตอบแทน 17,000-21,600 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 430,000-550,000 บาท) ต่อเด็กหนึ่งคน

เธอให้การว่า ปลายปี 2022 มีชายที่ใช้ชื่อว่า “จอห์น” ติดต่อมาแจ้งว่ามีคู่สามีภรรยาชาวสิงคโปร์ต้องการรับเด็กชาวอินโดนีเซียเป็นบุตรบุญธรรม จากนั้นเธอได้ติดต่อคู่สามีภรรยาชาวอินโดนีเซียในจังหวัดกาลีมันตันตะวันตก ซึ่งไม่มีเงินเพียงพอสำหรับค่าคลอดบุตร และเสนอจ่ายเงิน 58 ล้านรูเปียห์ เพื่อแลกกับการรับเด็กไป หลังจากหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าเอกสาร และค่าดำเนินการ ลิลีระบุว่าเธอได้รับกำไรประมาณ 2,000-3,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อเด็กหนึ่งคน

นอกจากนี้ ยังมีบุคคลที่ใช้ชื่อ “Petter”, “Mr Tan” และ “Mr Chew” ซึ่งลิลีระบุว่าเป็นนายหน้ารับบุตรบุญธรรมในสิงคโปร์ ติดต่อซื้อทารกจากเธออย่างต่อเนื่อง โดยขณะกำลังดำเนินการส่งเด็กคนที่สามให้กับ “Mr Tan” เจ้าหน้าที่ได้เข้าจับกุมเธอในเดือนกรกฎาคม 2568

ผลการสอบสวนพบว่า สมาชิกขบวนการใช้สื่อสังคมออนไลน์ และเข้าร่วมกลุ่มรับบุตรบุญธรรมบนอินเทอร์เน็ตเพื่อติดต่อหญิงตั้งครรภ์หรือครอบครัวที่ต้องการยกบุตรให้ผู้อื่น โดยส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่จังหวัดชวาตะวันตก พร้อมเสนอเงินตอบแทน 9-15 ล้านรูเปียห์ เพื่อจูงใจให้มอบทารก

เมื่อได้ตัวเด็กแล้ว เครือข่ายจะปลอมแปลงสูติบัตรและเอกสารราชการ โดยให้สมาชิกในขบวนการสวมรอยเป็นบิดามารดาหรือผู้ปกครอง เพื่อให้เด็กสามารถทำหนังสือเดินทางและเอกสารที่ใช้ในการดำเนินกระบวนการรับบุตรบุญธรรมในสิงคโปร์ได้

เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียจับกุมสมาชิกเครือข่ายทั้งหมดเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา จากการบุกค้นพร้อมกันหลายจุดในเมืองบันดุง กรุงจาการ์ตา และเมืองปอนเตียนัก ซึ่งใช้เป็นสถานที่พักทารกระหว่างรอส่งออกนอกประเทศ

คดีดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางทั้งในอินโดนีเซียและสิงคโปร์ โดยรัฐบาลสิงคโปร์ยืนยันว่าได้ประสานงานกับทางการอินโดนีเซียอย่างใกล้ชิด พร้อมตรวจสอบว่ากระบวนการรับบุตรบุญธรรมระหว่างประเทศมีช่องโหว่ที่ต้องปรับปรุงหรือไม่

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ความยากจน ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการค้ามนุษย์ในรูปแบบนี้ ขณะที่ความไม่เข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการรับบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย รวมถึงการเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์ที่ง่ายขึ้น ทำให้ขบวนการสามารถเชื่อมโยงหญิงตั้งครรภ์และผู้ต้องการรับเด็กไปเลี้ยงได้อย่างรวดเร็ว แม้จะอยู่คนละจังหวัดหรือคนละประเทศก็ตาม.

ที่มา CNA

อุโมงค์โครงการไฟฟ้าพลังน้ำในรัฐสิกขิมถล่ม ดับ 10 ราย คาดก๊าซมีเทนระเบิด

อุโมงค์โครงการไฟฟ้าพลังน้ำในรัฐสิกขิมถล่ม ดับ 10 ราย คาดก๊าซมีเทนระเบิด

21 ก.ค. 2569 14:26 น.

อุโมงค์โครงการไฟฟ้าพลังน้ำในรัฐสิกขิมถล่ม ดับ 10 ราย คาดก๊าซมีเทนระเบิด

เกิดเหตุอุโมงค์ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำในรัฐสิกขิม ของอินเดีย ถล่มหลังเกิดการระเบิดของก๊าซมีเทนและดินถล่มปิดทางเข้า ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 ราย และยังมีคนงานกับเจ้าหน้าที่ติดอยู่ภายในอีกราว 15 ราย

เกิดเหตุอุโมงค์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ Teesta Stage VI ของบริษัท NHPC ในพื้นที่ซามาร์ดุง เขตโจลุนเกย์ อำเภอนัมชี  รัฐสิกขิม ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียพังถล่มวันนี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 ราย และยังมีคนงานอีกหลายคนติดอยู่ภายในอุโมงค์

นาง อนุปา ทัมลิง นายอำเภอนัมชี เปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดอยู่ที่ 10 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายยังคงเร่งค้นหาและช่วยเหลือผู้ที่ยังติดค้างอยู่ภายในอุโมงค์อย่างต่อเนื่อง

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นจาก การระเบิดของก๊าซมีเทน ที่สะสมอยู่ภายในอุโมงค์ ADIT-3 ซึ่งอยู่ลึกจากปากอุโมงค์ประมาณ 1.5 กิโลเมตร โดยขณะเกิดเหตุ คนงานกำลังดำเนินการระบายก๊าซมีเทนออกจากอุโมงค์ ก่อนเกิดแรงระเบิด ส่งผลให้ดินบริเวณภูเขาถล่มลงมาปิดทางเข้าอุโมงค์ ทำให้คนงานจำนวนมากไม่สามารถออกมาได้

ข้อมูลจากผู้จัดการทั่วไปของโครงการ NHPC ระบุว่า ขณะเกิดเหตุมีคนงานและเจ้าหน้าที่ของโครงการติดอยู่ภายในอุโมงค์ประมาณ 25 คน ขณะที่ทางการกำลังตรวจสอบรายชื่อพนักงานและบันทึกการลงเวลาทำงาน เพื่อยืนยันจำนวนผู้ที่ยังสูญหายอย่างเป็นทางการ

ปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือดำเนินไปอย่างเร่งด่วน โดยมีหน่วยงานหลายฝ่ายเข้าร่วม ทั้ง กองกำลังรับมือภัยพิบัติแห่งชาติ กองกำลังรับมือภัยพิบัติของรัฐ หน่วยงานบริหารจัดการภัยพิบัติรัฐสิกขิม ตำรวจ เจ้าหน้าที่ดับเพลิง ทีมแพทย์จากศูนย์สาธารณสุขเมืองรังโป ตลอดจนอาสาสมัครในพื้นที่ รวมถึงทีมผู้เชี่ยวชาญจากเมืองปากยองและเมืองสิลิกูรี รัฐเบงกอลตะวันตก

ด้าน นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ได้โทรศัพท์หารือกับ เปรม สิงห์ ทามัง มุขมนตรีรัฐสิกขิม เพื่อติดตามสถานการณ์ พร้อมแสดงความห่วงใยต่อผู้ประสบเหตุและครอบครัวผู้สูญเสีย โดยยืนยันว่ารัฐบาลกลางพร้อมให้ความช่วยเหลือทุกด้าน ทั้งกำลังพล ทรัพยากร และการบรรเทาทุกข์ เพื่อสนับสนุนภารกิจค้นหาและกู้ภัย

มุขมนตรีรัฐสิกขิมกล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีสำหรับการสนับสนุน พร้อมระบุว่ากำลังใจจากรัฐบาลกลางช่วยเสริมความมั่นใจให้เจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติงานอย่างหนัก และยืนยันว่ารัฐบาลของรัฐจะดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่

เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของอินเดีย โดยเฉพาะในพื้นที่เทือกเขาหิมาลัย ซึ่งนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมเตือนว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ภูเขาที่เปราะบาง ทำให้ความเสี่ยงต่อการเกิดดินถล่มและอุบัติเหตุเพิ่มสูงขึ้น

ก่อนหน้านี้ในปี 2023 อินเดียเคยเกิดเหตุอุโมงค์ถนนในรัฐอุตตราขัณฑ์พังถล่ม ทำให้คนงาน 41 คน ติดอยู่ใต้ดินนาน 17 วัน ก่อนจะได้รับการช่วยเหลือออกมาได้อย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นหนึ่งในปฏิบัติการกู้ภัยใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ.

ที่มา The New Indian Express / The Hindu

ระทึก! ชายใช้มีดไล่แทงนักท่องเที่ยวใกล้อะโครโพลิส กรุงเอเธนส์ บาดเจ็บ 2 ราย

ระทึก! ชายใช้มีดไล่แทงนักท่องเที่ยวใกล้อะโครโพลิส กรุงเอเธนส์ บาดเจ็บ 2 ราย

21 ก.ค. 2569 14:03 น.

ระทึก! ชายใช้มีดไล่แทงนักท่องเที่ยวใกล้อะโครโพลิส กรุงเอเธนส์ บาดเจ็บ 2 ราย

เกิดเหตุสะเทือนขวัญกลางแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของประเทศกรีซ เมื่อชายคนหนึ่งใช้มีดทำร้ายนักท่องเที่ยว 2 คน บริเวณอะโครโพลิส กรุงเอเธนส์ ก่อนตำรวจจะคุมตัวผู้ก่อเหตุได้

สำนักข่าว AP รายงานว่า เหตุเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันอังคาร (21 ก.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ใกล้ทางเข้าพิพิธภัณฑ์อะโครโพลิส ซึ่งตั้งอยู่เชิงเขาอะโครโพลิส แหล่งโบราณสถานและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของกรีซ

เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุใช้มีดทำร้ายชายและหญิง ซึ่งเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายกรีก โดยผู้หญิงได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยที่ขา ส่วนชายได้รับบาดเจ็บค่อนข้างสาหัสจากบาดแผลที่แขน ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าจับกุมผู้ก่อเหตุได้อย่างรวดเร็ว

ผู้บาดเจ็บทั้งสองคนถูกนำส่งโรงพยาบาลด้วยรถพยาบาล ขณะที่ตำรวจอยู่ระหว่างสอบสวนแรงจูงใจในการก่อเหตุ เบื้องต้นมีการเปิดเผยว่าผู้ต้องสงสัยมีอาการที่เข้าข่ายปัญหาสุขภาพจิต แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด หรือตัวตนของผู้ก่อเหตุ

ทั้งนี้ กรีซเป็นประเทศที่มีอัตราอาชญากรรมรุนแรงค่อนข้างต่ำ และเหตุทำร้ายร่างกายในที่สาธารณะลักษณะนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก โดยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ตำรวจกรีซเพิ่งจับกุมชายวัย 89 ปี ซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้อาวุธปืนลูกซองยิงภายในสำนักงานประกันสังคมและศาลแห่งหนึ่งในกรุงเอเธนส์ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 4 คน สาเหตุคาดว่าเกี่ยวข้องกับความไม่พอใจต่อระบบประกันสังคม

สำหรับอะโครโพลิส ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของประเทศกรีซ และเป็นที่ตั้งของวิหารพาร์เธนอน ซึ่งมีอายุเกือบ 2,500 ปี นับเป็นมรดกโลกและแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยในปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนมากถึง 4.6 ล้านคน

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความตื่นตกใจให้กับนักท่องเที่ยวที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว แม้เจ้าหน้าที่จะยืนยันว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว และไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติม.

ที่มา : AP

ชาติอาเซียนจับตาสงครามตะวันออกกลาง จ่อเรียกร้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หวั่นกระทบพลังงานโลก

ชาติอาเซียนจับตาสงครามตะวันออกกลาง จ่อเรียกร้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หวั่นกระทบพลังงานโลก

21 ก.ค. 2569 12:42 น.

ชาติอาเซียนจับตาสงครามตะวันออกกลาง จ่อเรียกร้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หวั่นกระทบพลังงานโลก

รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเตรียมออกแถลงการณ์แสดงความวิตกต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมเรียกร้องให้มีการเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างเต็มรูปแบบ เลี่ยงกระทบพลังงานโลก

รัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศสมาชิก สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) เริ่มการประชุมอย่างเป็นทางการที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันอังคาร ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเดินเรือใน ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

แหล่งข่าวระบุว่า ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเตรียมออกแถลงการณ์แสดงความวิตกต่อการกลับมาของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมเรียกร้องให้มีการเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงานและการค้าระหว่างประเทศ

ก่อนเปิดการประชุมร่วมกับประเทศคู่เจรจา รัฐมนตรีต่างประเทศของอาเซียนได้หารือกันภายในเกี่ยวกับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงภัยคุกคามต่อการขนส่งสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งก่อนเกิดสงครามเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันคิดเป็นประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันที่มีการขนส่งทางทะเลทั่วโลก

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีประชากรมากกว่า 680 ล้านคน พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง ทำให้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความผันผวนของอุปทานและราคาพลังงานที่เกิดขึ้นจากสงครามอิหร่าน

การประชุมครั้งนี้ยังมีรัฐมนตรีต่างประเทศจากชาติมหาอำนาจเข้าร่วมในช่วงต่อไป ได้แก่ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ, หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน และ เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ซึ่งคาดว่าประเด็นด้านความมั่นคง พลังงาน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภูมิภาค จะเป็นหัวข้อสำคัญในการหารือ

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์ ได้ประกาศ ภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อรับมือความเสี่ยงจากการขาดแคลนเชื้อเพลิง อาหาร และสินค้าจำเป็น รวมถึงป้องกันการกักตุนสินค้าและการฉวยโอกาสขึ้นราคา หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ

การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในครั้งนี้จึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจสะท้อนท่าทีร่วมของประเทศสมาชิกต่อวิกฤตตะวันออกกลาง และความพยายามผลักดันให้ ช่องแคบฮอร์มุซ กลับมาเปิดใช้งานตามปกติ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานของภูมิภาคและของโลก.

ที่มา : AP

ฟิลิปปินส์-จีน โต้คารมเดือด เหตุปะทะกองทัพฟิลิปปินส์-ยามฝั่งจีน บริเวณสันดอนโธมัสที่สอง

ฟิลิปปินส์-จีน โต้คารมเดือด เหตุปะทะกองทัพฟิลิปปินส์-ยามฝั่งจีน บริเวณสันดอนโธมัสที่สอง

21 ก.ค. 2569 12:20 น.

ฟิลิปปินส์-จีน โต้คารมเดือด เหตุปะทะกองทัพฟิลิปปินส์-ยามฝั่งจีน บริเวณสันดอนโธมัสที่สอง

เกิดเหตุปะทะกันระหว่างเรือของกองทัพฟิลิปปินส์และหน่วยยามฝั่งจีน บริเวณสันดอนโธมัสที่สอง ในทะเลจีนใต้ โดยต่างฝ่ายต่างออกมากล่าวหากัน โดยฟิลิปปินส์ประณามจีนว่าใช้กระบองไม้ทำร้ายทหารเรือจนได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ ขณะที่จีนโต้กลับยันฟิลิปปินส์เป็นฝ่ายขับเรือชนและเริ่มโจมตีก่อน เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่กรุงมะนิลา ซึ่งประเด็นทะเลจีนใต้คาดว่าจะเป็นวาระสำคัญของการหารือ

ฟิลิปปินส์และจีนต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าเป็นต้นเหตุของเหตุเผชิญหน้าระหว่างเรือในพื้นที่พิพาท สันดอนโธมัสที่สอง (Second Thomas Shoal) ในทะเลจีนใต้ เมื่อวันจันทร์ (21 ก.ค.) โดยฟิลิปปินส์ระบุว่า เจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งจีนใช้กระบองไม้ตีศีรษะกำลังพลของกองทัพเรือจนได้รับบาดเจ็บ พร้อมสร้างความเสียหายแก่เรือยางของกองทัพ

กองทัพฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า เรือยางติดเครื่องของหน่วยยามฝั่งจีน ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ 8 นาย แล่นเข้าใกล้ เรือรบ BRP Sierra Madre ที่ฟิลิปปินส์นำไปเกยตื้นไว้บนสันดอนโธมัสที่สองเพื่อใช้เป็นฐานประจำการ ก่อนถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอ

เมื่อกองทัพเรือฟิลิปปินส์ส่งเรือยาง 2 ลำเข้าไปผลักดันเรือจีนให้ออกจากพื้นที่ เจ้าหน้าที่จีนได้ตอบโต้ด้วยการใช้ความรุนแรง โดยมีภาพวิดีโอความยาว 25 วินาทีที่กองทัพฟิลิปปินส์เผยแพร่ แสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่จีนใช้กระบองไม้ฟาดศีรษะทหารเรือฟิลิปปินส์ที่อยู่บนเรือยาง

กองทัพฟิลิปปินส์ประณามการกระทำดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน หน่วยยามฝั่งจีน และกองกำลังทางทะเลของจีน ยุติการกระทำที่ “ผิดกฎหมาย บีบบังคับ ก้าวร้าว และหลอกลวง” ในพื้นที่ที่ฟิลิปปินส์เรียกว่า ทะเลฟิลิปปินส์ตะวันตก (West Philippine Sea) และปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศปี 2559 ที่รับรองสิทธิทางทะเลของฟิลิปปินส์ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ด้านกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ระบุว่า การใช้ความรุนแรงต่อกำลังพลของกองทัพเรือเป็น “พฤติกรรมที่ยอมรับไม่ได้” และเตรียมดำเนินการประท้วงทางการทูตต่อจีน

อย่างไรก็ตาม หน่วยยามฝั่งจีนออกแถลงการณ์โต้แย้งว่า เรือของฟิลิปปินส์เพิกเฉยต่อคำเตือนหลายครั้ง พร้อมแล่นเข้ามาในลักษณะอันตราย พยายามล้อมและชนเรือตรวจการณ์ของจีน อีกทั้งกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์เป็นฝ่ายใช้ไม้พายและเสาไม้โจมตีเจ้าหน้าที่จีนก่อน ทำให้ฝ่ายจีนต้องใช้ “มาตรการตอบโต้ที่เหมาะสม” พร้อมยืนยันว่าได้ใช้ความอดทนสูงสุดในการควบคุมสถานการณ์

จีนยังกล่าวหาฟิลิปปินส์ว่าบิดเบือนข้อเท็จจริงและกล่าวหาอย่างเป็นเท็จ พร้อมเรียกร้องให้ยุติการละเมิดอธิปไตย การยั่วยุ และการเผยแพร่ข้อมูลที่สร้างความเข้าใจผิด

หนังสือพิมพ์โกลบัลไทมส์ ของรัฐบาลจีน ได้เผยแพร่วิดีโอความยาว 49 วินาที แสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันโดยถือไม้พายและกระบอง ขณะที่เจ้าหน้าที่จีนประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงว่า “นี่คือหน่วยยามฝั่งจีน โปรดออกจากพื้นที่ทันที”

ด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของจีน โดยระบุว่าเป็นพฤติกรรม “อันตรายและก้าวร้าว” ต่อกำลังพลของกองทัพเรือฟิลิปปินส์ พร้อมชี้ว่าการยั่วยุซ้ำแล้วซ้ำเล่าของจีนต่อปฏิบัติการทางทะเลที่ชอบด้วยกฎหมายของฟิลิปปินส์ บ่อนทำลายสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค และขัดแย้งกับคำมั่นของจีนในการแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นในช่วงที่กรุงมะนิลาเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งจะมีนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน เข้าร่วมด้วย โดยประเด็นความขัดแย้งในทะเลจีนใต้คาดว่าจะเป็นหัวข้อสำคัญของการหารือระหว่างชาติสมาชิกและประเทศคู่เจรจา

ทั้งนี้ สันดอนโธมัสที่สองตั้งอยู่ภายในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ระยะ 200 ไมล์ทะเลของฟิลิปปินส์ และอยู่ห่างจากชายฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่ประมาณ 1,300 กิโลเมตร แม้จีนจะเรียกพื้นที่ดังกล่าวว่า แนวปะการังเหรินอ้าย (Ren’ai Reef) และอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่เกือบทั้งหมดของทะเลจีนใต้

ความตึงเครียดบริเวณนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือนมิถุนายน 2024 เคยเกิดเหตุปะทะรุนแรงระหว่างเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่าย ส่งผลให้ทหารเรือฟิลิปปินส์นายหนึ่งสูญเสียนิ้วหัวแม่มือ ก่อนที่ทั้งสองประเทศจะบรรลุข้อตกลงชั่วคราวเพื่อให้ฟิลิปปินส์สามารถส่งกำลังบำรุงไปยังเรือ BRP Sierra Madre ได้ แต่เหตุปะทะครั้งล่าสุดสะท้อนว่าความขัดแย้งในพื้นที่ยังคงรุนแรงและเปราะบางต่อการเผชิญหน้าในอนาคต.

ที่มา Reuters / Associated Press

ยูเอ็นเผยเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์เอเชีย สูญเงินรวม 3.7 ล้านล้านบาทในปีเดียว

ยูเอ็นเผยเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์เอเชีย สูญเงินรวม 3.7 ล้านล้านบาทในปีเดียว

21 ก.ค. 2569 11:27 น.

ยูเอ็นเผยเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์เอเชีย สูญเงินรวม 3.7 ล้านล้านบาทในปีเดียว

สหประชาชาติระบุ เหยื่ออาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์ในเอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ สูญเงินรวมสูงสุด 114,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 หรือราว 3.7 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3 เท่าจากปีก่อน

วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime: UNODC) เปิดเผยรายงานฉบับใหม่ว่า เหยื่ออาชญากรรมหลอกลวงทางออนไลน์ในเอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ สูญเสียเงินรวมระหว่าง 88,300-114,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.9-3.7 ล้านล้านบาท ในปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่ประเมินความเสียหายไว้เพียง 18,000-37,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 590,000 ล้านบาท-1.2 ล้านล้านบาท

รายงานระบุว่า การเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของความเสียหายสะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะขบวนการหลอกลงทุนและหลอกให้โอนเงินผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงการหลอกให้ลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี และการหลอกลวงผ่านความสัมพันธ์เชิงโรแมนติก  

รายงานฉบับนี้ ชี้ว่า กัมพูชาและเมียนมา ได้กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของเครือข่ายแก๊งหลอกลวงออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผู้ก่อเหตุจำนวนหนึ่งสมัครใจเข้าร่วมขบวนการ ขณะที่อีกจำนวนมากตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์และถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์ปฏิบัติการที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ก่อนหลอกลวงเหยื่อผ่านอินเทอร์เน็ตทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ภายใต้แรงกดดันจากหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ อังกฤษ และจีน หลายรัฐบาลในภูมิภาคได้เพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรม โดยในช่วงปีที่ผ่านมา ทางการกัมพูชาได้ส่งตัวผู้ต้องสงสัยที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าเครือข่ายหลอกลวงหลายรายไปดำเนินคดีในจีน ขณะที่สหรัฐฯ และอังกฤษได้ประกาศคว่ำบาตรบริษัทและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งเชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์

รายงานยังระบุว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จีน เกาหลีใต้ และไต้หวัน เป็นพื้นที่ที่มีมูลค่าความเสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์สูงที่สุดในภูมิภาค โดยแต่ละแห่งสูญเสียเงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

โดย UNODC เตือนว่า เครือข่ายอาชญากรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือการหลอกลวงออนไลน์เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การลักลอบขนคนเข้าเมือง การฟอกเงิน และการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผิดกฎหมาย จนกลายเป็นระบบอาชญากรรมข้ามชาติที่มีความซับซ้อนมากขึ้น.

ที่มา AFP

เกาหลีเหนือปล่อยน้ำจากเขื่อนชายแดน ไม่แจ้งล่วงหน้า เกาหลีใต้จับตาใกล้ชิด

เกาหลีเหนือปล่อยน้ำจากเขื่อนชายแดน ไม่แจ้งล่วงหน้า เกาหลีใต้จับตาใกล้ชิด

21 ก.ค. 2569 11:02 น.

เกาหลีเหนือปล่อยน้ำจากเขื่อนชายแดน ไม่แจ้งล่วงหน้า เกาหลีใต้จับตาใกล้ชิด

เกาหลีใต้เผยเกาหลีเหนืออาจปล่อยน้ำจากเขื่อนฮวังกัง ใกล้ชายแดนโดยไม่แจ้งล่วงหน้า หลังฝนตกหนักหลายวัน พร้อมเฝ้าติดตามระดับน้ำในแม่น้ำอิมจิน หวั่นกระทบความปลอดภัยของประชาชนพื้นที่ชายแดน

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวยอนฮัป รายงานอ้างคำเปิดเผยของโฆษกกระทรวงสิ่งแวดล้อมของเกาหลีใต้ ที่ระบุว่า เกาหลีเหนือมีแนวโน้มปล่อยน้ำจาก เขื่อนฮวังกัง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำของแม่น้ำอิมจิน ใกล้พรมแดนระหว่างสองเกาหลี โดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า

รายงานระบุว่า ภาพถ่ายจากดาวเทียมเมื่อเวลา 20.47 น. ของวันอาทิตย์ แสดงให้เห็นว่ามีการระบายน้ำจากเขื่อนแห่งนี้ ขณะที่กระทรวงสิ่งแวดล้อมเกาหลีใต้ติดตามความเคลื่อนไหวของเขื่อนแห่งนี้ผ่านภาพถ่ายดาวเทียมวันละ 2-4 ครั้ง โดยคาดว่า การระบายน้ำมีสาเหตุมาจากฝนตกหนักในเกาหลีเหนือระหว่างวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยพยากรณ์อากาศยังระบุว่าจะมีฝนตกต่อเนื่องในวันจันทร์และวันอังคาร

โดยตลอดช่วงฤดูมรสุมที่ผ่านมา การปล่อยน้ำจากเขื่อนของเกาหลีเหนือโดยไม่แจ้งล่วงหน้า สร้างความเสี่ยงต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนของเกาหลีใต้มาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือนกันยายน 2552 เคยเกิดเหตุระบายน้ำกะทันหัน ส่งผลให้ชาวเกาหลีใต้เสียชีวิตและสูญหายรวม 6 คน ซึ่งหลังเหตุการณ์นี้ เกาหลีเหนือเคยตกลงกับเกาหลีใต้เมื่อเดือนตุลาคม 2552 ว่าจะแจ้งล่วงหน้าก่อนปล่อยน้ำจากเขื่อน และมีการแจ้งเตือนเป็นระยะในปี 2553 และ 2556 ก่อนจะยุติการแจ้งเตือนในเวลาต่อมา.

ที่มา Yonhap

“ทรัมป์” ลั่น “เนทันยาฮู” จะไม่ถูกจับกุมระหว่างเยือนสหรัฐฯ หลังคำขู่นายกเทศมนตรีนิวยอร์ก

"ทรัมป์" ลั่น "เนทันยาฮู" จะไม่ถูกจับกุมระหว่างเยือนสหรัฐฯ หลังคำขู่นายกเทศมนตรีนิวยอร์ก

21 ก.ค. 2569 10:51 น.

“ทรัมป์” ลั่น “เนทันยาฮู” จะไม่ถูกจับกุมระหว่างเยือนสหรัฐฯ หลังคำขู่นายกเทศมนตรีนิวยอร์ก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล จะไม่ถูกจับกุมไม่ว่ากรณีใด ๆ ระหว่างเดินทางเยือนสหรัฐฯ แม้นายโซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการดำเนินการตามหมายจับของศาลอาญาระหว่างประเทศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียล  โดยระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า “เบนจามิน เนทันยาฮู จะไม่ถูกจับกุมไม่ว่าจะในรูปแบบใดหรือกรณีใดๆ ทั้งสิ้น ขณะที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา”

การออกมาเคลื่อนไหวของทรัมป์มีขึ้น หลังจากที่นายโซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ซึ่งเปิดเผยตัวเป็นผู้พิจารณานโยบายวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลอย่างรุนแรง ได้เปิดเผยในรายการพอดแคสต์ “The Interview” ของเดอะนิวยอร์กไทมส์ว่า ฝ่ายกฎหมายของเมืองกำลังเร่งพิจารณาขอบเขตของกฎหมายว่าสามารถทำสิ่งใดได้บ้าง เนื่องจากเขามองว่าเนทันยาฮูเป็น “อาชญากรสงคราม” ที่มีหมายจับของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) และควรไปปรากฏตัวที่กรุงเฮก

ทั้งนี้ เนทันยาฮูมีกำหนดการจะเดินทางมายังนครนิวยอร์กในเดือนกันยายนนี้ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ซึ่งนายกเทศมนตรีมัมดานีเคยหาเสียงไว้ก่อนหน้านี้ว่า จะสั่งการให้ตำรวจนิวยอร์กเข้าจับกุมเนทันยาฮูทันทีหากเดินทางเข้าเขตนครนิวยอร์ก

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายในสหรัฐฯ ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการจับกุมผู้นำต่างชาติ เนื่องจากกฎหมายสหรัฐฯ ห้ามมิให้มีการคุมขัง คุกคาม หรือขัดขวางเจ้าหน้าที่ระดับสูงและผู้นำรัฐต่างประเทศ โดยผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี

พระราชบัญญัติคุ้มครองบุคลากรทางการทหารสหรัฐฯ ปี 2002 (ASPA) ห้ามไม่ให้หน่วยงานระดับท้องถิ่นหรือเทศบาลประสานงาน หรือให้ความช่วยเหลือใดๆ แก่ ICC นอกจากนั้น สหรัฐฯ และอิสราเอล ไม่ได้เป็นสมาชิก ICC ทำให้ทั้งสองประเทศไม่ได้อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลของ ICC และมองว่าหมายจับดังกล่าว “ไม่มีความชอบธรรม”

ด้านสำนักนายกรัฐมนตรีอิสราเอลได้ออกมาตอบโต้มัมดานีผ่าน X โดยระบุว่า ICC เป็นเพียง “ศาลปาหี่” และหมายจับดังกล่าวก็เป็นเรื่องไร้สาระ พร้อมกล่าวว่า “นายมัมดานีควรเอาเวลาไปเบนความสนใจออกจากความผิดพลาดในการบริหารเมืองของตนเอง มากกว่าจะมาโจมตีผู้นำของรัฐยิวซึ่งเป็นประชาธิปไตยแห่งเดียวในตะวันออกกลาง”

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังระบุเสริมในโพสต์ของเขา โดยยกย่องเนทันยาฮูว่าเป็นผู้นำที่กำลังต่อสู้กับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และชี้ว่าผู้ที่ควรถูกจับกุมจริงๆ คือกลุ่มผู้นำอิหร่านที่นำพาภูมิภาคไปสู่ “วงจักรแห่งความตายและการทำลายล้าง”

ท่าทีล่าสุดนี้ตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างรัฐบาลทรัมป์และอิสราเอล รวมถึงการต่อต้านอำนาจของศาล ICC ซึ่งล่าสุดคว่ำบาตรและพยายาม “รื้อถอน” โครงสร้างการทำงานของ ICC โดยอ้างว่าองค์กรดังกล่าวคุกคามอธิปไตยของสหรัฐฯ และพันธมิตร.

ที่มา Reuters / The Times of Israel