บ้านวัยเด็กของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ขายได้แล้วในราคา 63 ล้านบาท

บ้านวัยเด็กของ "โดนัลด์ ทรัมป์" ขายได้แล้วในราคา 63 ล้านบาท

13 ก.ย. 2569 12:56 น.

บ้านวัยเด็กของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ขายได้แล้วในราคา 63 ล้านบาท

บ้านสไตล์ทิวดอร์ในเขตควีนส์ นครนิวยอร์ก ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยอาศัยอยู่ในสมัยวัยเด็ก ถูกขายต่อในราคา 1.93 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 63.8 ล้านบาท หลังเจ้าของคนล่าสุดทุ่มเงิน 500,000 ดอลลาร์ ปรับปรุงบ้านที่เคยทรุดโทรม มีความเสียหายจากน้ำ เชื้อรา และถูกฝูงแมวจรจัดเข้ามาอาศัย

บ้านในนครนิวยอร์กที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยอาศัยอยู่ในช่วงวัยเด็ก ถูกขายไปในราคา 1.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 2 ล้านดอลลาร์ หลังผ่านการปรับปรุงครั้งใหญ่จนเปลี่ยนจากบ้านที่ทรุดโทรมและมีปัญหาเชื้อรา กลายเป็นบ้านพักอาศัยสไตล์โมเดิร์นที่ได้รับการปรับปรุงใหม่

บ้านหลังดังกล่าวตั้งอยู่ในย่าน จาไมกา เอสเตตส์ เขตควีนส์ นครนิวยอร์ก เป็นบ้านสไตล์ทิวดอร์ มี 5 ห้องนอน และ 3 ห้องน้ำ สร้างขึ้นในปี 2483 โดย เฟรด ทรัมป์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และบิดาของโดนัลด์ ทรัมป์

ทรัมป์เคยอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้จนถึงอายุประมาณ 4 ขวบ ก่อนครอบครัวจะย้ายออกไป และบ้านไม่ได้อยู่ในความครอบครองของครอบครัวทรัมป์มานานหลายปี

ราคาขายล่าสุดที่ 1.93 ล้านดอลลาร์ปรากฏบนเว็บไซต์อสังหาริมทรัพย์เมื่อวันศุกร์ หลังผู้ซื้อซึ่งยังไม่เปิดเผยชื่อทำสัญญาซื้อขายตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ทอมมี หลิน นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และเจ้าของเดิมรายล่าสุด ซื้อบ้านหลังนี้เมื่อปีที่แล้วในราคา 835,000 ดอลลาร์ หลังบ้านถูกปล่อยว่างและไม่ได้รับการดูแลเป็นเวลาหลายปี โดยมีรายงานว่าบ้านอยู่ในสภาพทรุดโทรม มีความเสียหายจากน้ำและเชื้อราที่เกิดจากท่อแตก อีกทั้งยังกลายเป็นที่อยู่อาศัยของแมวจรจัดจำนวนมาก

หลินใช้เงินเพิ่มอีกราว 500,000 ดอลลาร์ และใช้เวลาประมาณ 8 เดือนปรับปรุงภายในบ้านใหม่ทั้งหมด โดยเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้องครัวสำหรับเชฟ พื้นไม้ลายก้างปลา และห้องน้ำที่ออกแบบให้มีบรรยากาศคล้ายสปา

หลินเคยกล่าวถึงความพยายามปรับปรุงบ้านว่า ต้องการทำให้บ้านกลับมา “ยอดเยี่ยมอีกครั้ง” ซึ่งเป็นการเล่นคำกับสโลแกนทางการเมืองที่โด่งดังของทรัมป์ บ้านหลังนี้เปลี่ยนมือหลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยในปี 2560 หรือไม่กี่เดือนหลังทรัมป์เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นครั้งแรก บ้านเคยขายได้ในราคา 2.14 ล้านดอลลาร์ ให้กับบริษัทชื่อ Trump Birth Home

ระหว่างที่บริษัทดังกล่าวเป็นเจ้าของ บ้านถูกนำไปปล่อยเช่าผ่าน Airbnb พร้อมตกแต่งด้วยของที่ระลึกเกี่ยวกับทรัมป์ ทั้งหุ่นกระดาษแข็งขนาดเท่าตัวจริง หนังสือ The Art of the Deal และปกนิตยสาร People ที่มีภาพทรัมป์ ต่อมาในปี 2562 บ้านถูกนำออกขายอีกครั้งด้วยราคาเสนอขาย 2.9 ล้านดอลลาร์ แต่ไม่สามารถหาผู้ซื้อได้ และท้ายที่สุดถูกปล่อยว่างและทรุดโทรมลง ก่อนหลินจะเข้าซื้อในปีที่ผ่านมา

การขายครั้งล่าสุดจึงถือเป็นการกลับมาสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์อีกครั้ง หลังผ่านการปรับปรุงครั้งใหญ่ และราคาขาย 1.93 ล้านดอลลาร์ยังต่ำกว่าราคาที่เคยตั้งไว้ในปี 2562 อย่างมาก

ทรัมป์ ซึ่งปัจจุบันอายุ 80 ปี สร้างความมั่งคั่งจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะการพัฒนา ทรัมป์ทาวเวอร์ ในแมนฮัตตัน และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเป็นเวลาหลายสิบปี ก่อนนำชื่อเสียงและความมั่งคั่งเข้าสู่แวดวงการเมืองและก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ปัจจุบันทรัมป์ยังมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการปรับปรุงอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลกลาง โดยในทำเนียบขาวมีโครงการก่อสร้างห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ และการตกแต่งภายในสำนักงานรูปไข่ด้วยวัสดุและอุปกรณ์สีทอง ซึ่งสะท้อนรสนิยมด้านการตกแต่งที่เป็นเอกลักษณ์ของทรัมป์

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์กับนครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นเมืองที่เขาเติบโตขึ้นมา ยังคงมีประเด็นทางการเมืองที่ซับซ้อน โดยในช่วงหาเสียงเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ทรัมป์เคยวิพากษ์วิจารณ์นายโซห์ราน มัมดานี อย่างรุนแรงและขู่ว่าจะระงับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลกลางแก่นครนิวยอร์ก ก่อนที่ท่าทีของทรัมป์จะเปลี่ยนไปหลังทั้งสองพบกันในปี 2568 โดยทรัมป์กล่าวว่า หากมัมดานีบริหารเมืองได้ดี เขาก็จะมีความสุขเช่นกัน

ล่าสุด ทรัมป์ไม่ได้เข้าร่วมพิธีรำลึกเหตุการณ์ 11 กันยายนที่บริเวณ Ground Zero ในนครนิวยอร์กในปีนี้ แต่เดินทางไปร่วมพิธีที่อนุสรณ์สถานเพนตากอนแทน.

ที่มา Associated Press / THE HILL

รัฐบาลเมียนมาเพิกถอนสถานะ “จอ โม ตุน” ทูตประจำยูเอ็น เตรียมดำเนินคดี

รัฐบาลเมียนมาเพิกถอนสถานะ "จอ โม ตุน" ทูตประจำยูเอ็น เตรียมดำเนินคดี

13 ก.ย. 2569 12:02 น.

รัฐบาลเมียนมาเพิกถอนสถานะ “จอ โม ตุน” ทูตประจำยูเอ็น เตรียมดำเนินคดี

รัฐบาลเมียนมาประกาศเพิกถอนสถานะ “จอ โม ตุน” ออกจากการเป็นผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ โดยกล่าวหาว่าดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมาย ใช้ทรัพย์สินและเงินของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาต และทำงานร่วมกับรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ หรือ NUG พร้อมประสานตำรวจสากลและทางการสหรัฐฯ เพื่อดำเนินการทางกฎหมาย

รัฐบาลเมียนมาประกาศว่า “จอ โม ตุน” ผู้แทนถาวรเมียนมาประจำสหประชาชาติ หรือยูเอ็น กำลังดำเนินกิจกรรมที่รัฐบาลระบุว่าเป็น “การกระทำที่ผิดกฎหมาย” พร้อมประกาศถอดถอนและยกเลิกสถานะของเขาในฐานะผู้แทนของเมียนมา

กระทรวงการต่างประเทศเมียนมาระบุในแถลงการณ์เผยแพร่ผ่านสื่อของรัฐว่า จอ โม ตุน ถูกให้ออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564 เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งและแนวทางของรัฐบาล รวมทั้งถูกกล่าวหาว่ากระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐและแสดงความจงรักภักดีต่อองค์กรที่รัฐบาลเมียนมาประกาศว่าเป็นองค์กรผิดกฎหมาย

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 หรือเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังการรัฐประหาร จอ โม ตุน ได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เรียกร้องให้นานาชาติไม่ยอมรับความชอบธรรมของกองทัพเมียนมาที่เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

จอ โม ตุน ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้แทนถาวรเมียนมาประจำยูเอ็นโดยรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งนำโดย อองซาน ซูจี ก่อนรัฐบาลดังกล่าวถูกกองทัพยึดอำนาจในปี 2564 และเหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่ความขัดแย้งและสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อในเมียนมา

แม้รัฐบาลทหารจะประกาศปลดจอ โม ตุนออกจากราชการ แต่สถานะของเขาในฐานะผู้แทนถาวรเมียนมาประจำยูเอ็นยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจาก คณะกรรมการรับรองหนังสือแต่งตั้งผู้แทนของยูเอ็น ยังคงเลื่อนการพิจารณาว่าใครควรเป็นผู้แทนเมียนมาประจำสหประชาชาติ โดยคาดว่าคณะกรรมการจะประชุมหลังการประชุมสมัชชาใหญ่ยูเอ็นที่นครนิวยอร์กในช่วงปลายเดือนนี้ และอาจมีการหารือเกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องตัวแทนของเมียนมา

กระทรวงการต่างประเทศเมียนมายังกล่าวหาว่า แม้ถูกปลดจากราชการแล้ว จอ โม ตุน ยังคงใช้ทรัพย์สินของรัฐบาล รวมถึงสำนักงานผู้แทนถาวรเมียนมาประจำยูเอ็นในนครนิวยอร์ก บ้านพักอย่างเป็นทางการของหัวหน้าคณะผู้แทน และรถยนต์ของทางราชการ

นอกจากนี้ รัฐบาลเมียนมาระบุว่า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 บัญชีธนาคารของคณะผู้แทนเมียนมาประจำยูเอ็นมีเงินของรัฐเหลืออยู่ประมาณ 2.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 38,233.62 ยูโร และกล่าวหาว่าเงินดังกล่าวถูกถอนและนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐ พร้อมเรียกร้องให้จอ โม ตุน ชี้แจงการใช้เงินและแสดงหลักฐานประกอบ

รัฐบาลเมียนมายังกล่าวหาว่า จอ โม ตุน ติดต่อโดยตรงกับ รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ หรือ NUG และ คณะกรรมการผู้แทนสมัชชาสหภาพ หรือ CRPH ซึ่งรัฐบาลเมียนมาประกาศให้เป็นองค์กรผิดกฎหมายและองค์กรก่อการร้าย โดยระบุว่าเขาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกลุ่มดังกล่าว ใช้เวทียูเอ็นเพื่อสนับสนุนจุดยืนทางการเมืองของ NUG และช่วยสร้างภาพความชอบธรรมให้กับรัฐบาลคู่ขนานดังกล่าว รวมถึงอำนวยความสะดวกในการระดมเงินบริจาค

กระทรวงการต่างประเทศเมียนมายังกล่าวหาว่า จอ โม ตุน ให้การสนับสนุนหรือปกป้องการกระทำรุนแรงที่รัฐบาลระบุว่าเป็นการก่อการร้าย โดยนำประเด็นดังกล่าวไปนำเสนอในเวทีระหว่างประเทศ

จากข้อกล่าวหาเหล่านี้ ศาลแขวงเดกขินาได้ดำเนินคดีหมายเลข 32/2564 กับจอ โม ตุน ในข้อหากบฏต่อรัฐตามมาตรา 122(2) ของประมวลกฎหมายอาญา และออกหมายจับ นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยสมาคมผิดกฎหมาย กฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินสาธารณะ มาตรา 124-A ของประมวลกฎหมายอาญา รวมถึงกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายและกฎหมายโทรคมนาคม มาตรา 66(d)

รัฐบาลเมียนมาระบุด้วยว่า ปัจจุบันจอ โม ตุน ถูกประกาศเป็นผู้ต้องหาที่หลบหนีตามมาตรา 87 และ 88 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และศาลได้ออกคำสั่งที่เกี่ยวข้องแล้ว

ด้านความพยายามในการดำเนินคดี รัฐบาลเมียนมากล่าวว่าได้ประสานงานผ่านอินเตอร์โพล (INTERPOL) และสำนักงานตำรวจสากลแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ USNCB รวมทั้งช่องทางการทูต โดยร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูตเมียนมาในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อประสานงานกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้อง

รัฐบาลเมียนมายังระบุว่า การที่จอ โม ตุน ยังคงทำหน้าที่ผู้แทนเมียนมาประจำยูเอ็น ไม่ได้หมายความว่ายูเอ็นให้การรับรองความชอบธรรมของเขาหรือฝ่ายที่เขาเป็นตัวแทน แต่เป็นเพียงสถานะชั่วคราว เนื่องจากคณะกรรมการ Credentials Committee เลื่อนการตัดสินใจเรื่องตัวแทนเมียนมาออกไปเป็นรายปี

ในตอนท้าย กระทรวงการต่างประเทศเมียนมาแจ้งต่อสหประชาชาติ ประชาคมระหว่างประเทศ และรัฐบาลต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับเมียนมาอย่างเป็นทางการว่า สถานะของจอ โม ตุน ในฐานะผู้แทนของเมียนมาถูกถอนและยกเลิกแล้ว พร้อมยืนยันว่าถ้อยแถลงหรือการกระทำใด ๆ ของเขาที่รัฐบาลมองว่าเป็นการยุยง ไม่ถือเป็นการกระทำในนามของรัฐบาลสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา หรือประชาชนเมียนมาโดยรวม.

ที่มา Reuters / New Light of Myanmar

เรือโดยสารอินโดนีเซียพร้อมผู้โดยสาร 243 คนสูญหาย พบเสียชีวิต 1 ราย ช่วยเหลือแล้ว 102 ราย

เรือโดยสารอินโดนีเซียพร้อมผู้โดยสาร 243 คนสูญหาย พบเสียชีวิต 1 ราย ช่วยเหลือแล้ว 102 ราย

13 ก.ย. 2569 11:08 น.

เรือโดยสารอินโดนีเซียพร้อมผู้โดยสาร 243 คนสูญหาย พบเสียชีวิต 1 ราย ช่วยเหลือแล้ว 102 ราย

หน่วยงานค้นหาและกู้ภัยของอินโดนีเซียออกแถลงการณ์ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย และได้รับการช่วยเหลือแล้ว 102 ราย และเร่งค้นหาอีก 140 คน หลังเรือโดยสาร “Virgo Transport 8” ซึ่งมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 243 คน ได้สูญหายไปหลังจากขาดการติดต่อในทะเลชวาเมื่อช่วงเช้าวันนี้ ท่ามกลางสภาพอากาศที่เลวร้าย หลังออกเดินทางจากเมืองสุราบายา ในจังหวัดชวาตะวันออก มุ่งหน้าไปยังเมืองบันจาร์มาซิน ในจังหวัดกาลิมันตันใต้ 

เจ้าหน้าที่กู้ภัยเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิต 1 รายและได้รับการช่วยเหลือแล้ว 102 ราย หลังจากเรือเฟอร์รี่ที่เดินทางระหว่างเกาะชวาและเกาะบอร์เนียวของอินโดนีเซียประสบภัยจากสภาพอากาศเลวร้าย

หัวหน้าหน่วยค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่กล่าวว่า “เราได้ดำเนินการค้นหาผู้ประสบภัยอย่างเต็มกำลังความสามารถ มีผู้โดยสารจำนวนหนึ่งที่ได้รับการอพยพอย่างปลอดภัยโดยหน่วยงานในพื้นที่แล้ว เราขอยืนยันว่ายอดรวมของผู้โดยสารที่ได้รับการอพยพคือ 103 คน”  อย่างไรก็ตาม หนึ่งในผู้โดยสารที่ได้รับการช่วยเหลือได้เสียชีวิตลง 

เรือโดยสาร KM Virgo Transport 8 ของอินโดนีเซีย ขาดการติดต่อในทะเลชวา ระหว่างเดินทางจากเมืองสุราบายา จังหวัดชวาตะวันออก ไปยังเมืองบันจาร์มาซิน จังหวัดกาลิมันตันใต้ เมื่อช่วงเช้ามืดวันนี้ (13 ก.ย.) โดยมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 243 คน

สำนักงานค้นหาและกู้ภัยบันจาร์มาซิน เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุเรือขาดการติดต่อจาก โยเอล รีฮี ผู้จัดการทั่วไปของบริษัท PT Virgo เมื่อเวลาประมาณ 04.10 น. ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากเรือขาดการติดต่อไปตั้งแต่เวลาประมาณ 02.00 น.

เรือ Virgo Transport 8 ออกจากเมืองสุราบายาเมื่อวันเสาร์ที่ 12 กันยายน เวลาประมาณ 10.13 น. ตามเวลาท้องถิ่นอินโดนีเซีย โดยก่อนขาดการติดต่อมีรายงานว่าเรือกำลังเผชิญกับสภาพอากาศเลวร้ายระหว่างการเดินทาง

อี ปูตู สุเดอยานา หัวหน้าสำนักงานค้นหาและกู้ภัยบันจาร์มาซิน ระบุว่า จุดสุดท้ายที่ได้รับข้อมูลตำแหน่งของเรืออยู่ในทะเลชวา ห่างจากท่าเรือ SAR บาซิริห์ ในเมืองบันจาร์มาซินประมาณ 80 ไมล์ทะเล หรือราว 148 กิโลเมตร

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อเรือได้ และยังไม่ทราบตำแหน่งที่แน่ชัดของเรือ จึงได้ส่งทีมกู้ภัยและเรือ KN SAR Laksmana 241 ออกเดินทางไปยังบริเวณที่คาดว่าเป็นจุดสุดท้ายที่เรือขาดการติดต่อ โดยมีเจ้าหน้าที่ชุดแรก 6 นายร่วมปฏิบัติการ

สำนักงานค้นหาและกู้ภัยบันจาร์มาซินระบุว่า การเดินทางไปยังจุดดังกล่าวคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง พร้อมเร่งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายการค้นหาและเพิ่มโอกาสในการช่วยเหลือผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมดโดยเร็วที่สุด

ปฏิบัติการค้นหาได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานท่าเรือและการเดินเรือบันจาร์มาซิน ฐานทัพเรือบันจาร์มาซิน ตำรวจน้ำจังหวัดกาลิมันตันใต้ สำนักงานเดินเรือบันจาร์มาซิน การท่าเรือ Pelindo บันจาร์มาซิน และตัวแทนของบริษัท Virgo สาขาบันจาร์มาซิน ขณะที่เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์สภาพอากาศในพื้นที่ค้นหาอย่างใกล้ชิด

ทางการอินโดนีเซียขอให้ครอบครัวของผู้โดยสารและประชาชนอย่าตื่นตระหนก และติดตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่อย่างเป็นทางการ ขณะที่ทีมกู้ภัยยังคงค้นหาและประเมินสถานการณ์ตามข้อมูลที่ได้รับจากภาคสนามอย่างต่อเนื่อง

อินโดนีเซียเป็นประเทศหมู่เกาะที่มีเกาะมากกว่า 17,000 เกาะ ทำให้เรือโดยสารและเรือเฟอร์รีเป็นระบบขนส่งสำคัญของประชาชน โดยเฉพาะในเส้นทางที่การเดินทางทางทะเลมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าการเดินทางทางอากาศ อย่างไรก็ตาม อุบัติเหตุทางเรือยังเกิดขึ้นค่อนข้างบ่อย เนื่องจากมาตรฐานด้านความปลอดภัยในบางพื้นที่ไม่ได้รับการบังคับใช้อย่างเข้มงวด.

ที่มา Kompas.com / detikNews

สหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณแตะ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ใน 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026

สหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณแตะ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ใน 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026

13 ก.ย. 2569 10:38 น.

สหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณแตะ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ใน 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026

สำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ หรือ CBO ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด รายงานว่า รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณสะสมแตะระดับเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 66 ล้านล้านบาท ในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026 ซึ่งใกล้สิ้นสุดในเดือนกันยายน แม้รายได้จากภาษีเพิ่มขึ้น แต่รายจ่ายด้านสวัสดิการ ประกันสุขภาพ และดอกเบี้ยหนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลประจำเดือนสิงหาคมของ CBO ระบุว่า ตัวเลขขาดดุลดังกล่าวต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์ แต่ความแตกต่างนี้เป็นผลจากการเลื่อนช่วงเวลาการจ่ายเงินบางรายการในช่วงวันแรงงานของปี 2025 หากไม่นับผลจากการเปลี่ยนแปลงด้านช่วงเวลาการจ่ายเงินดังกล่าว การขาดดุลงบประมาณในปีนี้จะสูงกว่าปีก่อนประมาณ 82,000 ล้านดอลลาร์

ในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026 รัฐบาลสหรัฐฯ มีรายจ่ายเพิ่มขึ้น 147,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 2% เมื่อเทียบกับปีก่อน และหากปรับผลจากการเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาการจ่ายเงินแล้ว รายจ่ายจะเพิ่มขึ้นถึง 235,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 4%

รายจ่ายที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากโครงการภาคบังคับ เช่น ประกันสังคม เมดิแคร์ และเมดิเคด รวมถึงค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจากการชำระหนี้สาธารณะของรัฐบาล

รายจ่ายด้านสวัสดิการประกันสังคมเพิ่มขึ้น 78,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 5% จากปีก่อน เนื่องจากจำนวนเงินสวัสดิการเฉลี่ยที่สูงขึ้นและจำนวนผู้ได้รับสิทธิที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายจ่ายโครงการเมดิแคร์เพิ่มขึ้น 73,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 8% จากจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการที่เพิ่มขึ้น ส่วนเมดิเคดมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น 47,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 8% เนื่องจากต้นทุนเฉลี่ยต่อผู้ได้รับสิทธิสูงขึ้น

อีกปัจจัยสำคัญคือ ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นถึง 111,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 12% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากระดับหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นและอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่เพิ่มขึ้น แม้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ลดลงจะช่วยบรรเทาภาระดอกเบี้ยได้บางส่วน

ด้านกระทรวงกิจการทหารผ่านศึกมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น 41,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 14% จากจำนวนผู้ได้รับสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นและค่าใช้จ่ายต่อคนที่สูงขึ้น ขณะที่กระทรวงกลาโหมมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น 41,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 5% เนื่องจากการใช้จ่ายด้านบุคลากรทางทหาร รวมถึงการวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม รายจ่ายของกระทรวงศึกษาธิการลดลง 79,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 56% โดยส่วนใหญ่เป็นผลจากการปรับลดประมาณการต้นทุนของเงินกู้นักเรียนที่ยังค้างชำระลง 53,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน 2026 หลังจากมีการปรับเพิ่มประมาณการ 24,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม 2025

ขณะที่ รายได้จากภาษีของรัฐบาลกลางเพิ่มขึ้น 154,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 3% ในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ โดยรายได้จากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มขึ้น 189,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 8% และรายได้จากภาษีเงินเดือนเพิ่มขึ้น 50,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 3% ส่วนรายได้จากภาษีศุลกากร ซึ่งรวมถึงภาษีนำเข้า เพิ่มขึ้นประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 1%

อย่างไรก็ตาม รายได้ที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวถูกหักล้างบางส่วนด้วยรายได้จากภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ลดลง 96,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 25% ซึ่ง CBO ระบุว่าเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปภาษีในปี 2025 ภายใต้กฎหมาย One Big Beautiful Bill Act

มายา แมคกินิส ประธานคณะกรรมการเพื่อการจัดทำงบประมาณรัฐบาลกลางอย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นองค์กรไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด กล่าวว่า การกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐฯ ในปีงบประมาณนี้แซงหน้าจำนวนเงินที่รัฐบาลกู้ตลอดทั้งปีงบประมาณก่อนแล้ว และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ 2026

แมคกินิสเตือนว่า สถานการณ์การคลังของสหรัฐฯ กำลังเผชิญปัญหารุนแรง โดยหนี้สาธารณะรวมของประเทศเพิ่งแตะระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่รัฐบาลใช้จ่ายเงินเพื่อชำระดอกเบี้ยต่อปีมากกว่างบประมาณด้านการป้องกันประเทศ และหนี้ที่ประชาชนถือครองมีมูลค่าสูงกว่าขนาดเศรษฐกิจของประเทศแล้ว

เธอยังเตือนด้วยว่า กองทุนทรัสต์ของโครงการสวัสดิการที่ชาวอเมริกันหลายสิบล้านคนพึ่งพา กำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะขาดสภาพคล่องภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี

แมคกินิสระบุว่า นักการเมืองสหรัฐฯ เลื่อนการตัดสินใจเรื่องยาก ๆ มานานเกินไป และควรร่วมกันจัดทำแผนลดการขาดดุลงบประมาณให้เหลือ 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ซึ่งคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของระดับปัจจุบัน พร้อมเร่งแก้ไขปัญหาความมั่นคงของกองทุนสวัสดิการต่าง ๆ มิฉะนั้นคนรุ่นต่อไปอาจต้องรับภาระจากปัญหาทางการคลังที่แก้ไขได้ยากหรือไม่สามารถย้อนกลับได้.

ที่มา FOX News

“เซลีน ดิออน” หวนคืนเวทีคอนเสิร์ตในปารีส หลังห่างหาย 6 ปี ต่อหน้าแฟนเพลง 3 หมื่นคน

"เซลีน ดิออน" หวนคืนเวทีคอนเสิร์ตในปารีส หลังห่างหาย 6 ปี ต่อหน้าแฟนเพลง 3 หมื่นคน

13 ก.ย. 2569 10:21 น.

“เซลีน ดิออน” หวนคืนเวทีคอนเสิร์ตในปารีส หลังห่างหาย 6 ปี ต่อหน้าแฟนเพลง 3 หมื่นคน

“เซลีน ดิออน” ซูเปอร์สตาร์ชาวแคนาดาวัย 58 ปี  สร้างความประทับใจให้แฟนเพลงทั่วโลกด้วยการกลับขึ้นแสดงคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบอีกครั้งที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส หลังต้องพักงานไปนานถึง 6 ปี เนื่องจากปัญหาสุขภาพจากอาการโรคคนแข็ง หรือ Stiff-person syndrome ซึ่งเป็นโรคที่เป็นความผิดปกติของระบบประสาท มีผลต่อกล้ามเนื้อหดเกร็งส่งผลให้เกิดความผิดปกติในการทรงตัว 

เซลีน ดิออน นักร้องชาวแคนาดาวัย 58 ปี กลับมาขึ้นเวทีคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบอีกครั้งเมื่อวันเสาร์ที่ 12 กันยายน ตามเวลาท้องถิ่น ที่สนามปารีส ลา เดฟ็องส์ อารีนา กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส หลังห่างหายจากการแสดงเต็มรูปแบบนานถึง 6 ปี เนื่องจากปัญหาสุขภาพ

ดิออนเปิดการแสดงต่อหน้าแฟนเพลงราว 30,000 คน ด้วยเพลงภาษาฝรั่งเศส “On ne change pas” จากช่วงทศวรรษ 1990 และถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความปลาบปลื้ม ก่อนกล่าวกับผู้ชมว่า เธอมีความสุขอย่างมากที่ได้กลับมาเจอทุกคน พร้อมยอมรับว่าเส้นทางการกลับคืนสู่เวทีครั้งนี้ยากลำบากกว่าที่คาดคิด แต่เธอยังคงยึดมั่นกับความหวัง และต้องการร้องเพลงให้แฟน ๆ ให้ตัวเอง และให้กับชีวิต

ดิออนได้รับการวินิจฉัยเมื่อปี 2022 ว่าเป็นโรค Stiff Person Syndrome หรือโรคคนแข็ง ซึ่งเป็นความผิดปกติทางระบบประสาทที่พบได้ยากและยังรักษาไม่หายขาด ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อแข็งเกร็งและกระตุกอย่างรุนแรง อาการป่วยส่งผลให้เธอต้องยกเลิกการแสดงหลายครั้ง และเกิดความไม่แน่นอนว่าเธอจะสามารถกลับมาร้องเพลงบนเวทีได้อีกหรือไม่

หลังจบเพลงแรก ดิออนร้องไห้อีกครั้งท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงเชียร์จากแฟนเพลง พร้อมกล่าวว่า เธอเคยสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ร้องไห้ แต่เธอมีความสุขและคิดถึงทุกคนมาก

นี่ถือเป็นการกลับมาขึ้นเวทีเต็มรูปแบบครั้งสำคัญ หลังการแสดงคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งสุดท้ายของเธอในปี 2020 ที่รัฐนิวเจอร์ซีย์ ก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะทำให้ทัวร์คอนเสิร์ตต้องหยุดลง ขณะที่ในปี 2024 เธอปรากฏตัวบนเวทีเพียงครั้งเดียวในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปารีส ด้วยการขับร้องเพลง “Hymne à l’amour” ของเอดิธ ปิอาฟ บนหอไอเฟล

การกลับมาของดิออนสร้างกระแสอย่างมากในปารีส แฟนเพลงจากทั่วโลกเดินทางมาร่วมชมคอนเสิร์ต รวมถึงผู้ที่เดินทางไกลจากเกาะตาฮิติในเฟรนช์โปลินีเซีย ขณะที่ตลอดหลายวันที่ผ่านมา กรุงปารีสจัดกิจกรรมเพื่อเฉลิมฉลองการกลับมาของเธอ ทั้งการประกวดแต่งกาย งานคาราโอเกะขนาดใหญ่ และการล่องเรือบนแม่น้ำแซนที่จัดกิจกรรมรำลึกถึงบทเพลงของเธอ

สถานีรถไฟชานเมืองที่ให้บริการบริเวณสนามคอนเสิร์ตยังถูกเปลี่ยนชื่อชั่วคราวเป็น “Celine” เพื่อร่วมต้อนรับนักร้องชื่อดัง ขณะที่สื่อฝรั่งเศสรายงานว่า มิเชล โอบามา อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ เข้าร่วมชมคอนเสิร์ตเปิดตัวอย่างเงียบ ๆ

คอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นการเริ่มต้นตารางการแสดงในปารีสรวม 26 รอบ โดย 16 รอบแรกจัดขึ้นในเดือนกันยายนและตุลาคม ก่อนกลับมาแสดงอีก 10 รอบในเดือนพฤษภาคม 2027 ซึ่งบัตรเข้าชมขายหมดอย่างรวดเร็ว หลังมีแฟนเพลงถึงราว 9 ล้านคนลงทะเบียนเพื่อซื้อบัตรล่วงหน้า

ตลอดเส้นทางอาชีพกว่า 4 ทศวรรษ ดิออนมียอดขายอัลบั้มทั้งภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสราว 260 ล้านชุด และมีเพลงฮิตระดับโลกมากมาย อาทิ “It’s All Coming Back to Me Now”, “Because You Loved Me” และ “My Heart Will Go On”

ก่อนกลับมาขึ้นเวทีครั้งนี้ ดิออนกล่าวว่า เธอฝึกฝนร่างกายอย่างหนักราวกับเป็นนักกีฬา ทั้งบัลเลต์ พิลาทิส และการฝึกบำบัดเสียงหลายครั้งต่อสัปดาห์ โดยมีทีมแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถกลับมาทำสิ่งที่รักได้อีกครั้ง.

ที่มา AFP / BBC

หนุ่ม 15 ปี รอดชีวิตหลังอยู่กลางทะเลอะแลสกานานหลายวัน

หนุ่ม 15 ปี รอดชีวิตหลังอยู่กลางทะเลอะแลสกานานหลายวัน

13 ก.ย. 2569 06:24 น.

หนุ่ม 15 ปี รอดชีวิตหลังอยู่กลางทะเลอะแลสกานานหลายวัน

เด็กหนุ่มวัย 15 ปี ได้รับความช่วยเหลือ หลังจากเรือที่เขาโดยสารล่มกลางทะเลอันหนาวเย็นของรัฐอะแลสกา ทำให้เขาต้องอยู่กลางทะเลนานหลายวัน ขณะที่พี่ชายกับลูกพี่ลูกน้องของเขา เสียชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 12 ก.ย. 2569 ว่า เด็กหนุ่มวัย 15 ปี นามว่า เดเรก พาร์กเกอร์ อักห์นากา ได้รับความช่วยเหลืออย่างปลอดภัย หลังจากเรือที่เขาโดยสารมาล่มกลางน่านน้ำอันหนาวเย็นของทะเลเบริง ในรัฐอะแลสกา ของสหรัฐฯ ทำให้เขาต้องนั่งอยู่บนเรือที่ล่มนานหลายวัน

ครอบครัวของอักห์นากายืนยันว่า เด็กหนุ่มวัย 15 ปีรายนี้ เป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากเรือลำดังกล่าว โดยเขาต้องสูญเสียพี่ชายและลูกพี่ลูกน้องไปในเหตุการณ์ครั้งนี้

ด้านหน่วยยามฝั่งของสหรัฐฯ ระบุว่า ทั้งสามคนนำเรือประมงขนาด 18 ฟุตเดินทางออกจากเกาะเซนต์ลอว์เรนซ์เมื่อวันศุกร์ที่ 4 ก.ย. และมีกำหนดเดินทางกลับในบ่ายวันอาทิตย์ แต่เมื่อเรือไม่กลับมาตามกำหนด จึงได้มีการเปิดปฏิบัติการค้นหา

ช่วงเช้าวันจันทร์ (7 ก.ย.) ทีมค้นหาทางอากาศของยามฝั่งได้พบเด็กหนุ่มนั่งอยู่บนท้องเรือที่พลิกคว่ำ จากนั้นเรือของพลเมืองดีในบริเวณใกล้เคียงจึงได้เข้าช่วยเหลือนำตัวเขาขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย แม้จะอยู่ในภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำ และสามารถกู้ร่างของญาติอีกสองคนขึ้นมาได้ด้วย

พลเรือตรี บ็อบ ลิตเติล ผู้บัญชาการยามฝั่งเขตอาร์กติก กล่าวแสดงความเสียใจอย่างที่สุดต่อครอบครัว เพื่อนฝูง และชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการสูญเสียครั้งนี้

ส่วนนาย อดัม ไวท์ กัปตันเรือประมงที่เข้าช่วยเหลือ ให้สัมภาษณ์กับสถานีข่าวท้องถิ่น KTUU-TV ว่า เด็กหนุ่มต้องเกาะเรือสู้กับความมืดและอุณหภูมิน้ำที่หนาวเย็นราว 10 องศาเซลเซียส “เด็กคนนี้ใจแข็งมาก” พร้อมเล่าเพิ่มเติมว่าเด็กหนุ่มพยายามบอกว่า พี่ชายยังติดอยู่ใต้ท้องเรือ ส่วนลูกพี่ลูกน้องได้หลุดลอยหายไปในคืนก่อนหน้าแล้ว

มารดาของเด็กหนุ่ม โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า เรือประมงล่มเมื่อวันเสาร์ (5 ก.ย.) ทำให้ลูกชายของเธอต้องติดอยู่กลางทะเลโดยไม่มีทั้งอาหารและน้ำนานถึงสองวัน อย่างไรก็ตาม เธอกล่าวว่า ลูกๆ ของเธอทำในสิ่งที่รัก นั่นคือการออกหาปลาเพื่อนำมาแบ่งปันให้กับคนในชุมชนซาวูนกา (Savoonga) ซึ่งมักเข้าไม่ถึงเนื้อสัตว์ในร้านค้าท้องถิ่น

“ลูกๆ ของฉันเติบโตมาเพื่อเป็นผู้ค้ำจุนครอบครัวและชุมชน มันเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมา” มารดาของเขาระบุ พร้อมเผยว่าลูกชายที่รอดชีวิตกำลังพักฟื้นอยู่ที่บ้าน “เรื่องราวของเขาอัศจรรย์มาก เขาไม่หวาดกลัวเลยตลอดเวลาที่เกิดเหตุ และนั่งอธิษฐานอยู่ตลอดเวลา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยูกันดาฝังพระศพกษัตริย์โอโยแล้ว วอนสามัคคีภายใต้ราชาองค์ใหม่

ยูกันดาฝังพระศพกษัตริย์โอโยแล้ว วอนสามัคคีภายใต้ราชาองค์ใหม่

13 ก.ย. 2569 05:45 น.

ยูกันดาฝังพระศพกษัตริย์โอโยแล้ว วอนสามัคคีภายใต้ราชาองค์ใหม่

ยูกันดาทำพิธีฝังพระศพกษัตริย์โอโยแห่งอาณาจักรโบราณตูโรแล้ว หลังเสด็จสวรรคตด้วยโรคมะเร็ง ขณะที่ผู้นำศาสนาและประธานาธิบดีเรียกร้องให้เกิดความสามัคคีภายใต้กษัตริย์องค์ใหม่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประเทศยูกันดามีพระราชพิธีฝังพระศพของ สมเด็จพระราชาธิบดี โอโย นยิมบา คาบัมบา อิกูรู รูกิดี ที่ 4 ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นกษัตริย์ผู้ครองราชย์โดยมีพระชนมายุน้อยที่สุดในโลกแล้ว เมื่อวันเสาร์ที่ 12 ก.ย. 2569 ท่ามกลางความขัดแย้งเกี่ยวกับผู้ที่จะขึ้นสืบทอดราชบัลลังก์ต่อจากพระองค์

ทั้งนี้ กษัตริย์โอโยเสด็จสวรรคตด้วยพระชนมายุ 34 พรรษา ระหว่างการรักษาพระอาการประชวรด้วยโรคมะเร็งในสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนสิงหาคม ทรงปกครองอาณาจักรโบราณตูโร (Tooro) ทางตะวันตกของยูกันดามานับตั้งแต่พระองค์ เข้าพิธีพระบรมราชาภิเษกขณะมีพระชนมายุเพียง 3 พรรษา

ตูโรเป็นหนึ่งในอาณาจักรโบราณของยูกันดา อาณาจักรเหล่านี้เคยถูกยกเลิกไปในปี 2510 ก่อนจะถูกรื้อฟื้นกลับมาอีกครั้งในทศวรรษที่ 90 ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีมูเซเวนี โดยพระมหากษัตริย์ได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำทางวัฒนธรรมมากกว่าผู้นำทางการเมือง

ประชาชนผู้ไว้อาลัยหลายพันคนได้เข้าแถวเรียงรายตามท้องถนน ในขณะที่หีบพระศพของกษัตริย์ถูกเคลื่อนไปยังสุสานหลวงในเมืองฟอร์ตพอร์ทัล (Fort Portal) ซึ่งเป็นสถานที่จัดพิธีส่วนพระองค์

มีรายงานว่าเจ้าชาย เอ็ดเวิร์ด รูกิดิ คิจานันโกมา ผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์วัย 56 พรรษา ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากบรรดาผู้อาวุโสแห่งตระกูลให้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไป ได้โยนเมล็ดกาแฟ 9 เมล็ดลงในหลุมพระศพของกษัตริย์โอโย ซึ่งเป็นพิธีที่แสดงถึงการสิ้นสุดรัชกาลหนึ่งและการเริ่มต้นของอีกรัชกาลหนึ่ง

ทว่าเพียงไม่กี่วันก่อนหน้านั้น ครอบครัวของกษัตริย์โอโยออกมาปฏิเสธการสืบราชบัลลังก์ของเจ้าชายคิจานันโกมา ซึ่งเป็นพระภาดา (ลูกพี่ลูกน้อง) ของกษัตริย์ผู้ล่วงลับ

เจ้าหญิงรูธ โคมุนตาเล พระเชษฐภคินี (พี่สาว) ของกษัตริย์โอโย ระบุว่า กษัตริย์ผู้ล่วงลับทรงทำพินัยกรรมไว้เมื่อปี 2565 โดยทรงแต่งตั้งพระราชโอรสองค์น้อยของพระองค์เป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์ อย่างไรก็ตาม ตัวตนของเด็กชายผู้นี้ไม่เคยถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน

ขณะเดียวกัน สมเด็จพระราชินีเบสต์ เคมีกิซา พระราชมารดาของกษัตริย์โอโย เปิดเผยว่า ราชองค์รักษ์ถูกถอนออกจากพระราชวังและมีทหารถูกส่งเข้ามาประจำการแทน จำกัดความเคลื่อนไหวของสมาชิกราชวงศ์และการต้อนรับผู้มาเยือน โดยพระองค์ทรงอธิบายว่าเป็นสภาพไม่ต่างจากการ “ถูกกักบริเวณในบ้าน”

เมื่อวันเสาร์ สตีเฟน คาซิมบา มูกาลู อาร์ชบิชอปแห่งคริสตจักรแห่งยูกันดา ได้ออกมาเรียกร้องให้เกิดความสามัคคีที่พิธีฝังพระศพของกษัตริย์โอโย

“ถ้อยคำที่กล่าวออกมาด้วยความเศร้าโศกอาจก่อให้เกิดความเจ็บปวด ความแตกแยก และความขัดแย้ง และอาจทำลายมรดกตกทอดของกษัตริย์ที่เรากำลังร่วมไว้อาลัยอยู่ด้วยซ้ำ” อาร์ชบิชอปกล่าวต่อผู้มาร่วมพิธี

ด้านประธานาธิบดี โยเวรี มูเซเวนี แห่งยูกันดา ก็เรียกร้องให้แก้ปัญหานี้ และ “ให้ความสำคัญกับความปรองดองมากกว่าความแตกแยก”

ส่วน โอมูซูกา ชาร์ลส์ คารูมาซี ผู้นำตระกูลราชวงศ์บาบีโต (Babiito) ออกมาปกป้องการตัดสินใจเลือกเจ้าชายคิจานันโกมาเป็นผู้สืบราชบัลลังก์ โดยระบุว่า “เราได้ทำทุกอย่างถูกต้องตามวัฒนธรรมและประเพณีของตูโรแล้ว เราทุกคนต้องช่วยกันรักษาความสงบเรียบร้อยและความราบรื่นเอาไว้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิรักยอมรับ โดรนที่โจมตีท่อน้ำมันซาอุฯ ถูกส่งไปจากดินแดนของพวกเขา

อิรักยอมรับ โดรนที่โจมตีท่อน้ำมันซาอุฯ ถูกส่งไปจากดินแดนของพวกเขา

13 ก.ย. 2569 03:41 น.

อิรักยอมรับ โดรนที่โจมตีท่อน้ำมันซาอุฯ ถูกส่งไปจากดินแดนของพวกเขา

ทางการอิรักยอมรับว่า โดรนที่โจมตีท่อส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ถูกปล่อยจากดินแดนของพวกเขา โดยอิรักสั่งปิดจุดข้ามแดนที่เชื่อมกับอิหร่านแล้ว 3 แห่ง เพื่อสืบหาผู้ที่อยู่เบื้องหลัง

เมื่อวันเสาร์ที่ 12 ก.ย. 2569 ทางการอิรักออกมายอมรับว่า โดรนที่โจมตีท่อส่งน้ำมันสายตะวันออก-ตะวันตก ของซาอุดีอาระเบียเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ถูกปล่อยจากดินแดนของพวกเขา โดยทางการอิรักสั่งปิดจุดข้ามแดนที่ติดกับอิหร่านแล้ว 3 แห่ง ระหว่างการสอบสวนเหตุโจมตีดังกล่าว

ตามรายงานของสำนักข่าว อัลจาซีรา ซึ่งอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวจากหน่วยข่าวกรองและฝ่ายความมั่นคงของอิรัก ระบุว่า การปิดจุดข้ามแดนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ของอิรัก ตรวจพบสถานที่ปล่อยโดรนภายในประเทศ

นายแจ็ค ฮิวสัน นักข่าวอัลจาซีรา เผยว่า จุดข้ามแดนทั้ง 3 แห่งที่ถูกปิดได้แก่ จุดข้ามแดนชาลามเชห์ (Shalamcheh) ในจังหวัดบาสรา, จุดข้ามแดนอัล-ชิบ (al-Shib) ในจังหวัดไมซาน และจุดข้ามแดนมันดาลี (Mandali) ในจังหวัดดิยาลา โดยเหตุผลหลักที่สั่งปิดก็เพื่อไม่ให้ผู้ก่อเหตุหลบหนีข้ามไปยังประเทศอิหร่าน

นายฮิวสันบอกอีกว่า พื้นที่ชายแดนอัล-ตัยยิบ (al-Tayyib) ทางตอนใต้ของจังหวัดไมซานถูกสั่งปิดเช่นกัน หลังจากตรวจพบแท่นยิงโดรนในบริเวณดังกล่าว และขณะนี้ปฏิบัติการค้นหากำลังดำเนินอยู่

ในขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี อาลี อัล-ไซดี ของอิรัก ได้อนุมัติคำร้องขอจากฝั่งอิหร่านในการจัดตั้งทีมสอบสวนร่วมกัน เกี่ยวกับการตรวจพบแท่นยิงโดรนใกล้บริเวณชายแดน ตามแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์โดย ซาบาห์ อัล-นูมาน โฆษกของผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพอิรัก

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ดังกล่าวไม่ได้ลงรายละเอียดเพิ่มเติมว่าพบโดรน ณ จุดใด หรือมีจำนวนทั้งหมดกี่ลำ แต่ก่อนหน้านี้ สำนักนายกรัฐมนตรีอิรักระบุว่า การโจมตีดังกล่าวถูกปล่อยมาจากจังหวัดไมซาน ส่งผลให้นายกรัฐมนตรี อัล-ไซดี สั่งปลดผู้บัญชาการทหารประจำจังหวัดนั้นออกจากตำแหน่งทันที

ทั้งนี้ ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการส่งโดรนโจมตีท่อส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย แต่ก่อนหน้านี้ ซาอุดีอาระเบียกล่าวหากลุ่มติดอาวุธต่างๆ ในอิรัก ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับอิหร่าน ว่า มุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของพวกเขาหลายครั้งแล้ว

ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเยือนไอร์แลนด์อย่างไม่เป็นทางการ ระบุว่า อิหร่าน “น่าจะ” เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีท่อส่งน้ำมันดังกล่าว ทั้งนี้ ทรัมป์ไม่ได้แสดงหลักฐานใดๆ เพื่อสนับสนุนคำพูดของตัวเอง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

บัลแกเรียเร่งสืบ ไฟไหม้โกดังกระสุน บ.เอกชน หวั่นเป็นก่อวินาศกรรม

บัลแกเรียเร่งสืบ ไฟไหม้โกดังกระสุน บ.เอกชน หวั่นเป็นก่อวินาศกรรม

13 ก.ย. 2569 02:51 น.

บัลแกเรียเร่งสืบ ไฟไหม้โกดังกระสุน บ.เอกชน หวั่นเป็นก่อวินาศกรรม

บัลแกเรียกำลังเร่งสอบสวนหาสาเหตุของเหตุไฟไหม้และระเบิดที่คลังเก็บกระสุนปืนของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยบริษัทเชื่อว่าเป็นการก่อวินาศกรรม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 12 ก.ย. 2569 ว่า นายอิวาน เดเมอร์ดซิเยฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของบัลแกเรียเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนหาสาเหตุของเหตุเพลิงไหม้ที่โกดังเก็บกระสุนของบริษัท EMCO เมื่อกลางดึกวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยยังไม่ตัดประเด็นการแทรกแซงจากภายนอกออกจากการสอบสวน

เหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวส่งผลให้เกิดการระเบิดตามมาหลายครั้ง แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม EMCO ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาวุธที่กองทัพยูเครนใช้นำไปต่อสู้กับรัสเซีย เชื่อว่าเหตุการณ์นี้เป็นการก่อวินาศกรรม และตัดเรื่องความผิดพลาดของมนุษย์ออกไปอย่างสิ้นเชิง แต่พวกเขาไม่ได้เจาะจงว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

เหตุการณ์ล่าสุดนี้เกิดขึ้นตามหลังเหตุเพลิงไหม้และระเบิดที่คลังกระสุนอีกแห่งของบริษัท EMCO ในพื้นที่เดียวกันเมื่อเดือนสิงหาคม

ในแถลงการณ์ของ EMCO ระบุว่า โกดังที่ถูกไฟไหม้ล่าสุดนี้ตั้งอยู่ใกล้กับหมู่บ้านกอร์นี วาร์พิชตา (Gorni Varpishta) ตอนกลางของประเทศ และอยู่ห่างจากเมืองหลวงกรุงโซเฟีย ไปทางตะวันออกราว 170 กิโลเมตร โดยเป็นสถานที่ที่ไม่ได้เปิดใช้งานมาหลายเดือนแล้ว และเพิ่งได้รับการตรวจสอบไปเมื่อ 20 วันก่อน ซึ่งผลออกมาไม่มีความผิดปกติ

EMCO ยังอ้างถึงเหตุการณ์ในลักษณะคล้ายกันที่เกิดขึ้นกับบริษัทผลิตอาวุธหลายแห่งในบัลแกเรียตั้งแต่ปี 2554 และว่าเหตุการณ์ล่าสุดนี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากการก่อวินาศกรรมอื่นๆ ที่พุ่งเป้าโจมตีอุตสาหกรรมการทหารของบัลแกเรีย

“ในฐานะที่บัลแกเรียเป็นประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) และนาโต (Nato) ที่ได้รับผลกระทบจากพฤติการณ์เหล่านี้รุนแรงที่สุด บัลแกเรียต้องเข้าร่วมในความพยายามระดับพหุภาคีเพื่อป้องกันและลบล้างการโจมตีเหล่านี้” EMCO ระบุ

อนึ่ง เจ้าของบริษัท EMCO คือนาย เอมิเลียน เกเบรฟ ซึ่งอัยการบัลแกเรียอ้างว่าตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของสายลับรัสเซียมาแล้วหลายครั้ง

รวมถึงเหตุการณ์พยายามวางยาพิษเมื่อปี 2558 ซึ่งพุ่งเป้าไปที่เกเบรฟ บุตรชายของเขา และพนักงานบริษัทอีกคนหนึ่ง ซึ่งต่อมาชายชาวรัสเซีย 3 คน ถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่าโดยที่จำเลยไม่ได้ปรากฏตัวในศาล

ทั้งนี้ บัลแกเรียถือเป็นผู้จัดหาอาวุธรายใหญ่ให้แก่ยูเครน ในขณะที่ยูเครนยังคงเดินหน้าต่อสู้ต้านทานการบุกรุกเต็มรูปแบบของรัสเซียที่เริ่มต้นขึ้นในปี 2565

แม้ว่าบัลแกเรียจะสั่งระงับการจัดส่งอาวุธจากภาครัฐให้แก่ยูเครนไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่บริษัทการทหารภาคเอกชนของบัลแกเรียยังคงดำเนินการส่งมอบอาวุธดังกล่าวต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เจเรมี โทมัส โปรดิวเซอร์รางวัลออสการ์ เสียชีวิตแล้วในวัย 77 ปี

เจเรมี โทมัส โปรดิวเซอร์รางวัลออสการ์ เสียชีวิตแล้วในวัย 77 ปี

13 ก.ย. 2569 01:31 น.

เจเรมี โทมัส โปรดิวเซอร์รางวัลออสการ์ เสียชีวิตแล้วในวัย 77 ปี

เจเรมี โทมัส โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ระดับตำนานของอังกฤษ ผู้เคยได้รับรางวัลออสการ์จากภาพยนตร์เรื่อง The Last Emperor เสียชีวิตอย่างสงบแล้วในวัย 77 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 12 ก.ย. 2569 ว่า เจเรมี โทมัส โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์เจ้าของรางวัลออสการ์ ผู้มีผลงานสร้างชื่ออย่าง The Last Emperor และ Sexy Beast เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 77 ปี โดยรายล้อมด้วยครอบครัวและบุคคลอันเป็นที่รัก ที่บ้านพักของเขาในอ็อกซ์ฟอร์ดเชียร์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (11 ก.ย.)

โทมัสสร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติตลอดอาชีพการทำงานยาวนานกว่า 5 ทศวรรษ โดยร่วมงานกับผู้กำกับชื่อดังมากมาย เช่น เดวิด โครเนนเบิร์ก, นางิสะ โอชิมะ, จูเลียน เทมเปิล และ นิโคลัส โรก รวมถึงสนับสนุนภาพยนตร์อิสระควบคู่ไปกับภาพยนตร์กระแสหลักที่ประสบความสำเร็จ

ผลงานที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของเขาคือ The Last Emperor ของผู้กำกับ แบร์นาร์โด แบร์โตลุชชี ซึ่งคว้ารางวัลออสการ์ไปถึง 9 สาขา รวมถึงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และส่งผลให้โทมัสได้รับรางวัลออสการ์ในฐานะโปรดิวเซอร์ในปี 2531

โทมัสร่วมงานกับแบร์โตลุชชีอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับเรื่อง The Sheltering Sky, Little Buddha, Stealing Beauty และ The Dreamers

นอกจากนี้ เขายังได้ร่วมงานกับผู้กำกับชาวอังกฤษหลายคนที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นอาชีพ เช่น เบน วีตลีย์, โจนาธาน เกลเซอร์, สตีเฟน เฟรียร์ส และ เดวิด แมคเคนซี

ส่วนผลงานอื่น ๆ ของโทมัส ได้แก่ Merry Christmas, Mr. Lawrence ของโอชิมะ ซึ่งนำแสดงโดย เดวิด โบวี, A Dangerous Method ของโครเนนเบิร์ก, Bad Timing และ Eureka ของรีก, Fast Food Nation, The Great Rock ‘n’ Roll Swindle รวมถึงภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากหนังสือของ J.G. Ballard อย่าง Crash และ High-Rise ด้วย

ทั้งนี้ หลังจากเริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นนักตัดต่อภาพยนตร์ โทมัส ซึ่งทำงานในกรุงลอนดอนเป็นหลัก ได้รับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ครั้งแรกในภาพยนตร์ออสเตรเลียเรื่อง Mad Dog Morgan เมื่อปี 2519

ต่อมาในปี 2549 เขาได้รับรางวัลจากสถาบันภาพยนตร์ยุโรป (European Film Academy) และในปี 2552 เขาได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ CBE เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่

ผลงานสุดท้ายของโทมัส คือความร่วมมือกับ ทาคาชิ มิอิเคะ ผู้กำกับชาวญี่ปุ่น เรื่อง Bad Lieutenant: Tokyo มีกำหนดเปิดตัวฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโตในวันจันทร์นี้ (14 ก.ย.)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc