น้ำมันเถื่อน-ยาเสพติด เส้นทางถ่ายลำเลียงกลางทะเลอ่าวไทย ยันขบวนการมดชายแดน

น้ำมันเถื่อน-ยาเสพติด เส้นทางถ่ายลำเลียงกลางทะเลอ่าวไทย ยันขบวนการมดชายแดน

24 ส.ค. 2569 19:38 น.

น้ำมันเถื่อน-ยาเสพติด เส้นทางถ่ายลำเลียงกลางทะเลอ่าวไทย ยันขบวนการมดชายแดน

เปิดเบื้องลึกขบวนการน้ำมันเถื่อน-ยาเสพติดข้ามชาติ เส้นทางถ่ายลำเลียงกลางทะเลอ่าวไทย ขบวนการมดชายแดน เผยมาตรการเด็ดขาดตัดท่อน้ำเลี้ยงชายแดนใต้

จากเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 22 – 23 ส.ค. 69 ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีผู้ก่อความไม่สงบก่อเหตุ ทำลายสถานที่ราชการ และพื้นที่ของเอกชน สร้างความเสียหายจำนวนมาก และจากการออกมาสัมภาษณ์ของแม่ทัพภาคที่ 4 ยืนยันว่า เหตุผลหนึ่งในการก่อเหตุเนื่องจาก มีการปราบปรามการนำเข้าสินค้าเถื่อน ที่ลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน และอาจโยงกับขบวนการยาเสพติด

ทีมงานเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยังแหล่งข่าวในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถึงการลักลอบนำเข้าสินค้าเถื่อน เปิดเผยข้อมูลว่า ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการนำเข้าของเถื่อนและยาเสพติด โดยสินค้าหลักที่ทำการลักลอบเข้ามาคือ น้ำมันเชื้อเพลิง และน้ำมันปาล์ม

โดยสาเหตุที่มีการลักลอบนำเข้า “น้ำมันปาล์ม” เนื่องจากฝั่งประเทศมาเลเซียมีกำลังการผลิตในการปลูกต้นปาล์มได้มากกว่าไทย ทำให้ราคาขายฝั่งทางมาเลเซียถูกกว่าฝั่งไทย จึงมีการนำเข้ามาขายและส่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์มในประเทศไทยถูกลง

นอกจากนี้ ยังมีการลักลอบนำเข้าบุหรี่เถื่อน รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ยาสีฟัน สบู่ ผ้าอ้อมเด็กหรือแพมเพิสจากประเทศมาเลเซียโดยไม่เสียภาษี

เส้นทางการค้าของเถื่อนแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก

1. เส้นทางทางทะเลอ่าวไทย

การขนส่งน้ำมันขนาดใหญ่ จะไม่ผ่านช่องทางปกติ แต่ใช้วิธีนำเรือขนถ่ายน้ำมันขนาดใหญ่วิ่งเข้ากลางทะเล ก่อนจะใช้เรือเล็ก หรือเรือประมงที่ดัดแปลงพิเศษถ่ายน้ำมันเข้ามา สินค้าเหล่านี้บางส่วนจะถูกลำเลียงขึ้นฝั่งจนถึงทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื่องจากอ่าวไทยฝั่งหาดใหญ่ หรือนครศรีธรรมราช ไม่มีท่าเรือที่เอื้อต่อการขนถ่าย

2. เส้นทางชายแดนนราธิวาส

เนื่องจากพื้นที่นราธิวาส มีแม่น้ำสายเล็กๆ กั้นพรมแดน จึงใช้เรือเล็กข้ามแม่น้ำไม่ถึง 5 นาที ลักษณะเป็นการขนส่งแบบ “ขบวนการมด” ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่น้ำมันเถื่อนและสินค้าอื่นๆ ลักลอบวิ่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งเครือข่ายเหล่านี้ดำเนินการมานาน โดยกลุ่มอิทธิพลในท้องถิ่นที่อาศัยการดูแลคนรอบข้างและจ่ายผลประโยชน์ให้คนในพื้นที่ แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งด้านผลประโยชน์หรือมีการเปลี่ยนชุดผู้ดูแลใหม่ในพื้นที่ ขบวนการนี้จึงถูกเปิดเผยและจับกุมขึ้นมา

ทางผ่านยาเสพติดข้ามแดน

ในส่วนของยาเสพติด มีเส้นทางการลำเลียงโดยรับมาจากประเทศลาว เข้าทางภาคเหนือและภาคอีสาน มารวมไว้ที่จังหวัดนนทบุรี ก่อนจะถ่ายของลงมาทางภาคใต้ เพื่อส่งออกไปทางประเทศมาเลเซีย โดยเฉพาะยาบ้าซึ่งไทยจะเน้นส่งออก เนื่องจากไม่ได้ทำการผลิตเอง

มาตรการเด็ดขาด ตัดท่อน้ำเลี้ยงผู้ก่อเหตุความไม่สงบ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ส.ค. 69 ได้มีการบังคับใช้กฎหมายต่อเครือข่ายค้ายาเสพติดในพื้นที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี มีการจับกุมผู้ต้องหา 3 รายพร้อมยึดของกลางทั้งบุหรี่ผิดกฎหมาย 2,452,680 มวน , อาวุธปืน 3 กระบอกและเงินสด 8,759,000 บาท ซึ่งคาดว่ามีการเชื่อมโยงว่าเป็นการสนับสนุนด้านการเงินแก่กลุ่มผู้ก่อเหตุความไม่สงบ

นอกจากนี้ ผลการเปิดยุทธการ “90 วัน พิฆาตยาเสพติด” ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนและ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ได้ทำการปิดล้อมและตรวจค้นจนสามารถดำเนินคดีได้รวมถึง 972 คดี จับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด993 ราย ยึดของกลางยาบ้ามากกว่า 981,638 เม็ด , ยาไอซ์ 235 กรัมและเฮโรอีนอีก 422 กรัม ถือว่าเป็นการเดินหน้าตัดวงจรการเงินมืดที่คอยค้ำจุนขบวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่อย่างเด็ดขาด

ส่องงบประมาณรายจ่าย 4 ปีย้อนหลัง “ศอ.บต.” ใช้ดับไฟใต้

ส่องงบประมาณรายจ่าย 4 ปีย้อนหลัง "ศอ.บต." ใช้ดับไฟใต้

24 ส.ค. 2569 17:56 น.

ส่องงบประมาณรายจ่าย 4 ปีย้อนหลัง “ศอ.บต.” ใช้ดับไฟใต้

ส่องงบประมาณรายจ่าย 4 ปีย้อนหลัง “ศอ.บต.” ตั้งแต่ปี 2565-2568 ใช้ดับไฟใต้ พบเพิ่มสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะงบประจำ ที่ใช้จ่ายงบประมาณบุคลากร และแผนงานพื้นฐานด้านความมั่นคง ด้านงบลับ 20 ล้าน ได้รับทุกปีต่อเนื่อง

โดยงบประมาณรายจ่าย 4 ปีย้อนหลัง “ศอ.บต.” มีดังนี้

งบปี 2565

ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 1,147,232,000.00 บาท 

แบ่งเป็น

งบลงทุน 39,536,700.00 บาท 

งบประจำ จำนวน 1,107,695,300.00 บาท 

รับโอนงบประมาณเบิกแทนกันจากสำนักนายกรัฐมนตรี งบราชการลับ จำนวน 20,000,000.00 บาท

งบปี 2566

ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 1,174,674,300.00 บาท 

แบ่งเป็น 

งบลงทุน 7,722,700.00 บาท 

งบประจำ จำนวน 1,166,951,600.00 บาท 

รับโอนงบประมาณเบิกแทนกันจากสำนักนายกรัฐมนตรี งบราชการลับ จำนวน 20,000,000.00 บาท  

งบปี 2567

ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 1,246,437,400.00  บาท 

แบ่งเป็น 

งบลงทุน 23,323,400.00 บาท 

งบประจำ จำนวน 1,223,114,000.00 บาท 

รับโอนงบประมาณเบิกแทนกันจากสำนักนายกรัฐมนตรี งบราชการลับ จำนวน 20,000,000.00 บาท  

งบปี 2568

ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 1,495,584,400.00  บาท 

แบ่งเป็น 

งบลงทุน 164,999,400 บาท 

งบประจำ จำนวน 1,330,585,000 บาท 

รับโอนงบประมาณเบิกแทนกันจากสำนักนายกรัฐมนตรี งบราชการลับ จำนวน 20,000,000.00 บาท  

รับโอนงบประมาณเบิกแทนกันจากสำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 2,000,000.00 บาท

สหรัฐฯ ขู่ใช้ “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” กดดันอิหร่าน ขณะที่เตหะรานขู่หยุดส่งออกน้ำมันทั้งหมด

สหรัฐฯ ขู่ใช้ "วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ" กดดันอิหร่าน ขณะที่เตหะรานขู่หยุดส่งออกน้ำมันทั้งหมด

24 ส.ค. 2569 15:46 น.

สหรัฐฯ ขู่ใช้ “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” กดดันอิหร่าน ขณะที่เตหะรานขู่หยุดส่งออกน้ำมันทั้งหมด

สหรัฐฯ เตรียมประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ต่ออิหร่านและประเทศคู่ค้าที่สนับสนุนเศรษฐกิจอิหร่าน โดยรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เรียกปฏิบัติการครั้งนี้ว่า “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” ซึ่งเป็นการโจมตีทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยใช้กับอิหร่าน ขณะที่อิหร่านขู่ปิดกั้นการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียทั้งหมด หากสงครามเศรษฐกิจยังดำเนินต่อไป

สหรัฐฯ เตรียมเปิดมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน โดยมุ่งเป้าไปยังประเทศและภาคธุรกิจที่ยังคงทำการค้าหรือเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจและการเงินของอิหร่าน ขณะที่เตหะรานประกาศพร้อมตอบโต้ด้วยการระงับการส่งออกน้ำมันทั้งหมดจากอ่าวเปอร์เซีย หากแรงกดดันทางเศรษฐกิจยังคงดำเนินต่อไป

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุในบทความที่เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ ว่า มาตรการครั้งนี้จะเป็น “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” และเป็นปฏิบัติการโจมตีทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยระดมใช้กับฝ่ายตรงข้าม โดยเขามีกำหนดแถลงรายละเอียดมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ในวันนี้ (24 ส.ค.)

เบสเซนต์ส่งสัญญาณว่า มาตรการจะไม่ได้มุ่งเป้าเฉพาะอิหร่าน แต่รวมถึงประเทศที่เขามองว่า “ยอมอ่อนข้อ” และยังคงมีความสัมพันธ์ทางการค้าและการเงินกับเตหะราน พร้อมเตือนว่าประเทศเหล่านั้นควรพิจารณาผลที่จะตามมาจากการสนับสนุนเศรษฐกิจอิหร่าน

ด้านโมห์เซน เรซาอี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน ประกาศตอบโต้ว่า หากสงครามเศรษฐกิจยังคงดำเนินต่อไป อิหร่านจะไม่ส่งออกน้ำมันแม้แต่หยดเดียว ไม่ว่าจะผ่านช่องแคบฮอร์มุซหรือพื้นที่อื่นใดในอ่าวเปอร์เซีย พร้อมเตือนว่าอิหร่านจะถือว่าประเทศใดก็ตามที่เข้าร่วมหรือสนับสนุนมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เป็นการกระทำที่เท่ากับการประกาศสงคราม

ขณะที่คาเซ็ม การิบาบาดี รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศอิหร่าน โต้แย้งคำกล่าวอ้างของสหรัฐฯ ที่ระบุว่าสามารถทำลายขีดความสามารถทางทหารและโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านได้ โดยตั้งคำถามว่า หากสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการทำลายศักยภาพดังกล่าวจริง เหตุใดจึงยังจำเป็นต้องระดมหน่วยงานและอำนาจทั้งหมดเพื่อเปิด “การโจมตีทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”

ความตึงเครียดครั้งใหม่เกิดขึ้นหลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จากการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน ก่อนที่อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายต่าง ๆ ทั่วภูมิภาค

แม้การหยุดยิงเมื่อวันที่ 8 เมษายนจะยุติการโจมตีอย่างหนักเกือบ 40 วัน แต่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก ยังคงเป็นจุดขัดแย้งสำคัญ โดยอิหร่านยังคงควบคุมเส้นทางดังกล่าว ขณะที่สหรัฐฯ ต้องการให้เปิดเส้นทางเดินเรือเพื่อฟื้นฟูการขนส่งน้ำมันและก๊าซ

อิหร่านยืนยันว่าจะไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของอิหร่าน ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมัน และปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่านในต่างประเทศ

สหรัฐฯ ยังเรียกร้องให้ประเทศอื่น โดยเฉพาะจีน เข้าร่วมมาตรการกดดันและแยกอิหร่านออกจากระบบเศรษฐกิจโลกมากขึ้น โดยเบสเซนต์เคยเรียกร้องให้จีนให้ความร่วมมือ เนื่องจากจีนพึ่งพาน้ำมันจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียในสัดส่วนสูง

อย่างไรก็ตาม จีนระบุว่า มาตรการคว่ำบาตรและแรงกดดันไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้ พร้อมเรียกร้องให้ใช้แนวทางการทูต

ขณะเดียวกัน อิหร่านกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างหนักอยู่แล้วจากมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศที่มีมายาวนานนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979 โดยก่อนเกิดสงคราม อิหร่านมีปัญหาเงินเฟ้อสูง ค่าเงินอ่อนแอ การขาดแคลนพลังงาน และปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ

สงครามยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์จากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน การหยุดชะงักของการค้า การสูญเสียกำลังการผลิต และต้นทุนมหาศาลในการฟื้นฟูประเทศ ขณะที่เจ้าหน้าที่อิหร่านเตือนว่า มาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมอาจทำให้ประชาชนเผชิญความยากลำบากมากขึ้น จุดชนวนความไม่สงบภายในประเทศ และบั่นทอนความชอบธรรมของรัฐบาล

ปากีสถาน กาตาร์ และตุรกี ต่างพยายามทำหน้าที่เป็นตัวกลางเพื่อผลักดันการเจรจา โดยอิหร่านระบุว่า พลเอกอาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการกองทัพปากีสถาน จะเดินทางเยือนกรุงเตหะรานในวันจันทร์ เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์และความพยายามฟื้นฟูสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ด้านอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ยืนยันว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับจีนมีความลึกซึ้งและเป็นระบบมากขึ้น ท่ามกลางความพยายามของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้จีนและประเทศอื่น ๆ ลดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับเตหะราน

สหรัฐฯ ยืนยันเดินหน้านโยบาย “กดดันสูงสุด” ต่ออิหร่านอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขณะที่อิหร่านยังคงยืนยันว่ามาตรการคว่ำบาตรและการข่มขู่จะไม่สามารถบังคับให้อิหร่านเปลี่ยนจุดยืนได้.

ที่มา Reuters /AFP

อียูอัดฉีดเงิน 6.1 พันล้านยูโร เสริมความช่วยเหลือด้านกลาโหม ในวันชาติยูเครน

อียูอัดฉีดเงิน 6.1 พันล้านยูโร เสริมความช่วยเหลือด้านกลาโหม ในวันชาติยูเครน

24 ส.ค. 2569 15:15 น.

อียูอัดฉีดเงิน 6.1 พันล้านยูโร เสริมความช่วยเหลือด้านกลาโหม ในวันชาติยูเครน

สหภาพยุโรปอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม 6.1 พันล้านยูโร หรือประมาณ 2.32 แสนล้านบาท เนื่องในโอกาสวันชาติยูเครน สำหรับจัดซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธ ขีปนาวุธ กระสุน และเรดาร์ให้ยูเครน ในขณะที่รัสเซียเพิ่มการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการโจมตีทางอากาศที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

สหภาพยุโรป หรือ อียู อนุมัติเงินสนับสนุนด้านกลาโหมเพิ่มเติมมูลค่า 6.1 พันล้านยูโร หรือประมาณ 7.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยยูเครนเสริมศักยภาพในการป้องกันการโจมตีจากรัสเซีย โดยการอนุมัติมีขึ้นในวันชาติยูเครน (24 ส.ค.)

เงินก้อนดังกล่าวจะนำไปใช้จัดซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธ ขีปนาวุธ กระสุน และเรดาร์ ซึ่งสหภาพยุโรประบุว่าเป็นยุทโธปกรณ์ที่ยูเครนต้องการอย่างเร่งด่วน เพื่อปกป้องประชาชนและเสริมความสามารถในการป้องกันน่านฟ้าของประเทศ

เออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่า การสนับสนุนของยุโรปต่อยูเครนยังคงเป็นรูปธรรมและไม่เปลี่ยนแปลง พร้อมย้ำว่า ขณะที่รัสเซียเพิ่มความรุนแรงในการโจมตี ยุโรปจะเร่งส่งมอบสิ่งที่ยูเครนต้องการในเวลาที่จำเป็น

คณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า เฉพาะเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีการบันทึกการโจมตีด้วยขีปนาวุธในยูเครนถึง 376 ครั้ง ทำให้การเสริมระบบป้องกันภัยทางอากาศมีความจำเป็นเร่งด่วนมากขึ้น ขณะที่ยูเครนกำลังต้องการขีปนาวุธสกัดกั้นเพิ่มเติม โดยเฉพาะระบบป้องกันภัยทางอากาศแพทริออต เพื่อรับมือการโจมตีเมืองต่าง ๆ ของรัสเซีย

งบประมาณก้อนใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเงินกู้เพื่อสนับสนุนยูเครน  ซึ่งมีวงเงินรวมสูงสุด 9 หมื่นล้านยูโร สำหรับปี 2026-2027 แบ่งเป็นเงินช่วยเหลือด้านงบประมาณ 3 หมื่นล้านยูโร และเงินสนับสนุนด้านกลาโหม 6 หมื่นล้านยูโร

จากวงเงินดังกล่าว อียู ได้อนุมัติแผนจัดซื้อด้านกลาโหมไปแล้ว 1.6 หมื่นล้านยูโร และมีการเบิกจ่ายให้ยูเครนแล้วประมาณ 8.35 พันล้านยูโร การอนุมัติครั้งล่าสุดจึงมีเป้าหมายเพื่อให้ยูเครนได้รับยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นอย่างต่อเนื่องและในปริมาณที่เพียงพอ

อียูระบุว่า ยุทโธปกรณ์ส่วนใหญ่จะจัดซื้อจากบริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในยุโรป ขณะที่การใช้ขีปนาวุธแบบบอลลิสติกและโดรนติดเครื่องยนต์ไอพ่นของรัสเซียเพิ่มขึ้น ทำให้ยุโรปจำเป็นต้องเร่งส่งมอบอาวุธ ทั้งจากคลังสำรอง การปรับลำดับความสำคัญของคำสั่งซื้อ และการเพิ่มกำลังการผลิต

สำหรับขั้นตอนต่อไป ยูเครนสามารถยื่นขอเบิกจ่ายเงินได้ด้วยการส่งสัญญาที่ทำไว้กับบริษัทผู้ผลิตยุทโธปกรณ์ให้คณะกรรมาธิการยุโรปตรวจสอบ ก่อนอนุมัติการจ่ายเงิน เพื่อให้มั่นใจว่าเงินสนับสนุนถูกนำไปใช้ตามรายการจัดซื้อที่ตกลงร่วมกัน

ตั้งแต่ปี 2022 สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกได้ให้ความช่วยเหลือยูเครนในด้านต่าง ๆ รวมมูลค่า 2.202 แสนล้านยูโร รวมถึงเงินประมาณ 3.8 พันล้านยูโรที่มาจากผลประโยชน์ของทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกอายัดไว้

อียูระบุว่า เงินสนับสนุนด้านกลาโหมยังมุ่งช่วยฟื้นฟูและปรับปรุงฐานอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีป้องกันประเทศของยูเครน รวมถึงสนับสนุนการผนวกอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของยูเครนเข้ากับฐานอุตสาหกรรมด้านกลาโหมของยุโรปในระยะยาว.

ที่มา European Commission / AFP

จีนสั่งลุยปราบ หลังพบผู้ค้าแช่ผักกาดขาวใน “ฟอร์มาลีน” กันเน่าก่อนส่งขาย

จีนสั่งลุยปราบ หลังพบผู้ค้าแช่ผักกาดขาวใน "ฟอร์มาลีน" กันเน่าก่อนส่งขาย

24 ส.ค. 2569 14:21 น.

จีนสั่งลุยปราบ หลังพบผู้ค้าแช่ผักกาดขาวใน “ฟอร์มาลีน” กันเน่าก่อนส่งขาย

ทางการจีนสั่งสอบสวนกรณีผู้ค้าส่งในมณฑลเหอเป่ย์ใช้สารละลายฟอร์มัลดีไฮด์ หรือ “ฟอร์มาลีน” แช่ผักกาดขาว ก่อนขนส่งไปจำหน่าย หลังมีคลิปเผยแพร่ในโลกออนไลน์และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นจริง พร้อมสั่งตรวจสอบผักสดที่เน่าเสียง่ายทั่วประเทศ และเร่งติดตามผักกาดขาวที่เกี่ยวข้องไม่ให้เข้าสู่ตลาด

ทางการจีนสั่งหน่วยงานท้องถิ่นทั่วประเทศตรวจสอบและสุ่มเก็บตัวอย่างผักสดที่เน่าเสียง่าย หลังมีรายงานว่าผู้ค้าส่งในมณฑลเหอเป่ย์ใช้สารละลายฟอร์มัลดีไฮด์ หรือ “ฟอร์มาลีน” กับผักกาดขาว เพื่อรักษาความสดระหว่างการขนส่ง

สำนักงานคณะกรรมการความปลอดภัยด้านอาหารแห่งคณะรัฐมนตรีจีน กระทรวงเกษตรและกิจการชนบท และสำนักงานบริหารการกำกับดูแลตลาดแห่งรัฐ มีคำสั่งให้หน่วยงานท้องถิ่นเร่งสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมติดตามเส้นทางการกระจายสินค้าที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ผักกาดขาวที่อาจปนเปื้อนเข้าสู่ตลาด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในอำเภอคังเป่า เมืองจางเจียโข่ว มณฑลเหอเป่ย์ ทางภาคเหนือของจีน หลังบล็อกเกอร์รายหนึ่งเผยแพร่วิดีโอเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม โดยอ้างว่าผักกาดขาวหลายชุดที่ถูกสุ่มตรวจ พบว่าถูกนำไปจุ่มในสารละลายฟอร์มัลดีไฮด์ก่อนบรรทุกขึ้นรถ เพื่อยืดอายุความสดและลดความเสียหายระหว่างการขนส่ง

ทางการอำเภอคังเป่าประกาศเมื่อวันเสาร์ว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานด้านเกษตรและกิจการชนบท การกำกับดูแลตลาด และตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบทันที และพบเบื้องต้นว่าเหตุการณ์ตามที่ปรากฏในคลิปเกิดขึ้นจริง โดยผู้ค้าส่งใช้ฟอร์มัลดีไฮด์อย่างผิดกฎหมายระหว่างการบรรทุกและขนส่งผัก

ตำรวจได้ใช้มาตรการทางกฎหมายกับบุคคลที่เกี่ยวข้องและยึดยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่ง ขณะที่การสอบสวนยังดำเนินต่อไป พร้อมเร่งตรวจสอบว่าผักกาดขาวที่เกี่ยวข้องถูกส่งไปยังที่ใดบ้าง โดยมีรายงานว่าสินค้าบางส่วนมุ่งหน้าไปยังเมืองซู่เชียน มณฑลเจียงซู และบางส่วนถูกส่งไปยังตลาดในเมืองเหอเฝย์ มณฑลอันฮุย

ทางการอำเภอคังเป่ายังสั่งตรวจสอบตั้งแต่กระบวนการผลิต การรับซื้อ การขนส่ง ไปจนถึงการจำหน่ายผัก เพื่อค้นหาการกระทำผิดในลักษณะเดียวกัน และยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อการใช้สารต้องห้าม เพื่อรับประกันความปลอดภัยของสินค้าเกษตร

ขณะเดียวกัน เขตเฟิงไถ กรุงปักกิ่ง ระบุว่า จนถึงช่วงค่ำวันเสาร์ ยังไม่พบผักกาดขาวที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวเข้าสู่ตลาดซินฟาตี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งค้าส่งผักสดรายใหญ่ของกรุงปักกิ่ง โดยตลาดมีข้อกำหนดเข้มงวดสำหรับสินค้าเกษตรที่นำเข้ามาจำหน่าย ทั้งการตรวจสอบแหล่งที่มาและการสุ่มตรวจตัวอย่าง

ตลาดซินฟาตี้ยังเพิ่มความถี่ในการตรวจสารตกค้างจากยาฆ่าแมลงและสารเติมแต่งที่ผิดกฎหมายในผัก พร้อมยืนยันว่าปริมาณผักกาดขาวในตลาดยังเพียงพอ และราคายังทรงตัว โดยไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ (23 ส.ค.)

หนังสือพิมพ์พีเพิลส์เดลีของทางการจีน ระบุในบทความแสดงความคิดเห็นว่า การใช้ฟอร์มัลดีไฮด์เพื่อปรับปรุงรูปลักษณ์ของผักกาดขาวและลดความเสียหายระหว่างขนส่ง ถือเป็นการกระทำที่ร้ายแรงและไร้เหตุผล เนื่องจากผู้ค้าส่งให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะสั้น โดยละเลยความปลอดภัยและสุขภาพของผู้บริโภค

ตามกฎหมายความปลอดภัยด้านอาหารของจีนและกฎหมายว่าด้วยคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร การใช้สารช่วยรักษาความสด สารกันเสีย หรือสารอื่น ๆ ในการบรรจุ รักษา จัดเก็บ และขนส่งสินค้าเกษตร ต้องเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารของประเทศ ขณะที่ฟอร์มัลดีไฮด์ ซึ่งเป็นสารที่องค์การวิจัยมะเร็งนานาชาติ หรือ IARC จัดอยู่ในกลุ่มสารก่อมะเร็งในมนุษย์กลุ่มที่ 1 ห้ามนำมาเติมหรือใช้กับอาหาร

ทางการจีนจึงสั่งให้รัฐบาลท้องถิ่นทั่วประเทศดำเนินการตรวจสอบพิเศษและสุ่มเก็บตัวอย่างผักที่เน่าเสียง่าย เช่น ผักกาดขาวโดยทันที พร้อมย้ำว่าหากพบการฝ่าฝืนกฎหมายหรือมาตรฐานความปลอดภัย จะดำเนินการลงโทษอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีการผ่อนปรน.

ที่มา China Daily / Global Times

อิสราเอลจับวัยรุ่น 16 ปี ต้องสงสัยทำร้ายชาวปาเลสไตน์ขาพิการด้วยท่อเหล็กในเวสต์แบงก์

อิสราเอลจับวัยรุ่น 16 ปี ต้องสงสัยทำร้ายชาวปาเลสไตน์ขาพิการด้วยท่อเหล็กในเวสต์แบงก์

24 ส.ค. 2569 12:50 น.

อิสราเอลจับวัยรุ่น 16 ปี ต้องสงสัยทำร้ายชาวปาเลสไตน์ขาพิการด้วยท่อเหล็กในเวสต์แบงก์

ตำรวจอิสราเอลจับกุมวัยรุ่นชาวอิสราเอลวัย 16 ปี จากนิคมอาวิไกยิล หลังถูกกล่าวหาว่าใช้ท่อเหล็กทำร้ายชายชาวปาเลสไตน์วัย 61 ปี ในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งพิการขาข้างหนึ่งจากเหตุถูกผู้ตั้งถิ่นฐานยิงเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่วัยรุ่นอีกคนถูกควบคุมตัว หลังถูกกล่าวหาว่าถ่ายคลิปเหตุการณ์

ตำรวจอิสราเอลจับกุมวัยรุ่นชายชาวอิสราเอลวัย 16 ปี จากนิคมอาวิไกยิล ในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง หลังถูกกล่าวหาว่าใช้ท่อเหล็กทำร้ายชายชาวปาเลสไตน์วัย 61 ปี บริเวณหน้าบ้านของเขาในหมู่บ้านคีร์เบต อัล-ราเกซ ทางตอนใต้ของเวสต์แบงก์

ภาพวิดีโอที่เผยแพร่แสดงให้เห็นชายชาวปาเลสไตน์ถูกทำร้ายจนมีรอยฟกช้ำและมีอาการเจ็บปวด โดยผู้เสียหายคือ ซาอีด มูฮัมหมัด อิบราฮิม ราบาห์ ซึ่งสูญเสียขาข้างหนึ่งหลังถูกผู้ตั้งถิ่นฐานยิงเมื่อเดือนเมษายนปี 2025

ราบาห์เปิดเผยว่า เหตุเกิดเมื่อช่วงบ่ายวันเสาร์ (22 ส.ค.) เมื่อผู้ตั้งถิ่นฐาน 2 คนขับรถแทรกเตอร์มายังบ้านของครอบครัว และเริ่มเคลื่อนย้ายก้อนหินที่ครอบครัวนำมาวางไว้บริเวณทางเข้า ก่อนพยายามเข้าไปในพื้นที่ เมื่อเขาเดินเข้าไปสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น หนึ่งในนั้นใช้ท่อเหล็กตีเข้าที่แผ่นหลัง

ราบาห์กล่าวว่า การใช้ความรุนแรงมีเป้าหมายเพื่อกดดันให้ครอบครัวชาวปาเลสไตน์ออกจากพื้นที่ พร้อมยืนยันว่าเขาจะไม่ยอมละทิ้งบ้านเกิด โดยกล่าวว่า ที่ดินแห่งนี้คือบ้านและแผ่นดินของพวกเขา และพวกเขาต้องปกป้องมัน

ตำรวจยังควบคุมตัววัยรุ่นชาวอิสราเอลวัย 17 ปีจากนครเยรูซาเล็ม ซึ่งถูกกล่าวหาว่ายืนอยู่ใกล้เหตุการณ์และใช้โทรศัพท์บันทึกภาพการทำร้าย โดยตำรวจระบุว่าวัยรุ่นวัย 16 ปีถูกควบคุมตัวตลอดคืน และจะขอให้ศาลมีคำสั่งควบคุมตัวต่อ ส่วนวัยรุ่นวัย 17 ปีได้รับการปล่อยตัวให้อยู่ภายในบ้านระหว่างการสอบสวน

ตำรวจยังยึดรถเอทีวีชนิด Ranger ที่ปรากฏในคลิปวิดีโอ โดยระบุว่าวัยรุ่นทั้งสองขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต ทั้งนี้ รถประเภทดังกล่าวเป็นรถที่กระทรวงกิจการนิคมของอิสราเอลจัดหาให้กับพื้นที่เกษตรกรรมในนิคมที่ไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการในเวสต์แบงก์

ราบาห์เคยถูกผู้ตั้งถิ่นฐานยิงที่ขาเมื่อเดือนเมษายน 2025 ขณะเผชิญหน้ากับผู้ตั้งถิ่นฐานบนที่ดินของเขา และจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดตัดขา ต่อมาเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา มีภาพทหารอิสราเอลผลักเขาล้ม ยึดไม้ค้ำ และนำตัวขึ้นรถทหาร โดยราบาห์ระบุว่าเขาถูกควบคุมตัวหลายชั่วโมง ถูกมัดและปิดตา ขณะที่กองทัพอิสราเอลระบุในเวลานั้นว่าใช้กำลังในระดับ “สมเหตุสมผล” เนื่องจากราบาห์มีพฤติกรรมรุนแรงต่อรถรักษาความปลอดภัยของนิคมอาวิไกยิล

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นท่ามกลางความรุนแรงในเวสต์แบงก์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2026 มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 87 คน จากเหตุโจมตีเกือบ 1,500 ครั้งที่เกี่ยวข้องกับผู้ตั้งถิ่นฐานและทหารอิสราเอล ขณะที่มีชาวอิสราเอล 3 คนเสียชีวิตจากการโจมตีโดยชาวปาเลสไตน์ในปีนี้

กลุ่มสิทธิมนุษยชนของอิสราเอลระบุว่า ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นเกิดขึ้นควบคู่กับการที่รัฐบาลอิสราเอลอนุมัตินิคมใหม่ และขยายพื้นที่ตั้งถิ่นฐานที่ไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ แต่ยังคงปล่อยให้ดำเนินต่อไป

ขณะเดียวกัน กองทัพอิสราเอลระบุว่า กำลังติดตามผู้ต้องสงสัยก่อเหตุแทงชายชาวอิสราเอลวัย 24 ปีในพื้นที่อัล-เอาจา ทางตะวันออกของเวสต์แบงก์ โดยหน่วยฉุกเฉินระบุว่าผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและมีอาการปานกลาง

เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนสถานการณ์ความรุนแรงที่ยังคงทวีความตึงเครียดในเวสต์แบงก์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชาวปาเลสไตน์ต้องเผชิญทั้งความรุนแรงจากผู้ตั้งถิ่นฐานและปฏิบัติการด้านความมั่นคงของอิสราเอล ขณะที่ประเด็นการขยายตัวของนิคมชาวอิสราเอลยังเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างความขัดแย้งในพื้นที่.

ที่มา The Times of Israel / ASSOCIATED PRESS

อินโดนีเซียรวบ 72 ผู้ต้องสงสัย จุดไฟป่า-เผาที่ดิน ต้นเหตุหมอกควันพิษกระทบ ปชช. 3 ล้าน

อินโดนีเซียรวบ 72 ผู้ต้องสงสัย จุดไฟป่า-เผาที่ดิน ต้นเหตุหมอกควันพิษกระทบ ปชช. 3 ล้าน

24 ส.ค. 2569 12:02 น.

อินโดนีเซียรวบ 72 ผู้ต้องสงสัย จุดไฟป่า-เผาที่ดิน ต้นเหตุหมอกควันพิษกระทบ ปชช. 3 ล้าน

ตำรวจอินโดนีเซียจับกุมผู้ต้องสงสัย 72 คน เชื่อมโยงเหตุไฟป่าและไฟไหม้พื้นที่หลายสิบคดีในเกาะบอร์เนียวและสุมาตรา ขณะที่หมอกควันพิษปกคลุมหลายพื้นที่ของอินโดนีเซียและลอยข้ามไปยังมาเลเซีย ทางการเตือนประชาชนราว 3 ล้านคนได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 และเร่งดำเนินมาตรการควบคุมไฟอย่างเต็มกำลัง

ตำรวจอินโดนีเซียจับกุมผู้ต้องสงสัย 72 คน ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการจุดไฟเผาป่าและพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมในหลายพื้นที่ของประเทศ หลังไฟป่ารุนแรงในภาคกลางและตะวันตกทำให้เกิดหมอกควันพิษปกคลุมเป็นบริเวณกว้าง และลอยข้ามพรมแดนไปยังมาเลเซีย

โมฮัมหมัด อีร์ฮัมมี ผู้อำนวยการฝ่ายคดีอาชญากรรมพิเศษ สำนักงานสืบสวนอาชญากรรมแห่งชาติอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยถูกดำเนินคดีจากการสอบสวนเหตุไฟป่าและไฟไหม้พื้นที่รวม 89 คดี ใน 9 จังหวัดบนเกาะบอร์เนียวและเกาะสุมาตรา โดยส่วนใหญ่ถูกกล่าวหาว่าจงใจเผาพื้นที่เพื่อเตรียมที่ดินสำหรับทำการเกษตรหรือปลูกพืชเศรษฐกิจในต้นทุนที่ต่ำลง

ตำรวจระบุว่า การสอบสวนยังไม่สิ้นสุด และกำลังตรวจสอบเส้นทางการเงินเพื่อหาว่ามีบริษัทหรือกลุ่มทุนอยู่เบื้องหลังการเผาพื้นที่หรือไม่ โดยยืนยันว่าจะไม่ดำเนินคดีเฉพาะผู้ลงมือในพื้นที่ แต่จะติดตามไปถึงผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ ผู้สั่งการ และผู้สนับสนุนทางการเงิน หากพบหลักฐานเพียงพอ ผู้กระทำผิดอาจถูกปรับเป็นเงินจำนวนมากหรือจำคุกสูงสุด 15 ปี

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ผู้นำอินโดนีเซีย เดินทางลงพื้นที่จังหวัดกาลีมันตันกลางเมื่อวันเสาร์ (22 ส.ค.) หลังพบพื้นที่ถูกไฟไหม้แล้วราว 47,500 ไร่ พร้อมสั่งระดมทรัพยากรของรัฐบาล ทั้งเฮลิคอปเตอร์และเครื่องสูบน้ำ เพื่อควบคุมสถานการณ์ และยืนยันว่าจะดำเนินการกับบริษัทที่พบว่ามีส่วนทำให้เกิดไฟป่า

ทางการระบุว่า มีบริษัทอย่างน้อย 4 แห่งในจังหวัดกาลีมันตันตะวันตกอยู่ระหว่างการสอบสวนกรณีต้องสงสัยใช้ไฟในการเปิดพื้นที่ หากพบว่าจงใจจุดไฟ บริษัทเหล่านี้อาจถูกลงโทษ รวมถึงการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการ

สถานการณ์ไฟป่ารุนแรงขึ้นจากภาวะแห้งแล้งและอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญ โดยเฉพาะพื้นที่ป่าพรุ ซึ่งไฟอาจยังคุกรุ่นอยู่ใต้ผิวดินแม้ดูเหมือนดับแล้ว ทำให้ต้องอาศัยฝนในปริมาณเพียงพอเพื่อเพิ่มความชื้นในพื้นที่พรุและดับไฟอย่างสมบูรณ์

กระทรวงสิ่งแวดล้อมอินโดนีเซียตรวจพบจุดความร้อนมากกว่า 3,700 จุดบนเกาะบอร์เนียวเมื่อวันอาทิตย์ ขณะที่เกาะสุมาตราตอนใต้พบจุดความร้อนมากกว่า 1,700 จุด ส่งผลให้หมอกควันหนาทึบปกคลุมหลายพื้นที่ และบางจุดมีทัศนวิสัยลดลงเหลือเพียง 10 เมตร

รัฐบาลอินโดนีเซียยังดำเนินปฏิบัติการทำฝนเทียม พร้อมส่งเฮลิคอปเตอร์ 30 ลำขึ้นปฏิบัติภารกิจทิ้งน้ำและลาดตระเวนทางอากาศเหนือกาลีมันตัน และอีก 22 ลำปฏิบัติการในพื้นที่เกาะสุมาตรา

ขณะที่มาเลเซียได้รับผลกระทบจากหมอกควันอย่างหนัก โดยเฉพาะรัฐซาราวัก ทางตะวันออกของประเทศ ซึ่งบางพื้นที่มีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับ “ไม่ดีต่อสุขภาพอย่างมาก” ส่งผลให้ต้องปิดโรงเรียนเกือบ 600 แห่ง และกระทบนักเรียนประมาณ 200,000 คน

ด้านรัฐมนตรีสาธารณสุขอินโดนีเซีย บูดี กูนาดี ซาดีกิน ระบุว่า ประชาชนประมาณ 3 ล้านคนใน 37 เขตและเทศบาลได้รับผลกระทบโดยตรงจากหมอกควัน พร้อมแนะนำให้ประชาชนสวมหน้ากากและติดตามดัชนีคุณภาพอากาศอย่างสม่ำเสมอ

เขาเตือนว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จากควันไฟสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและแทรกซึมลึกถึงปอด เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในเด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่เป็นโรคหอบหืดหรือมีปัญหาเกี่ยวกับปอดอยู่แล้ว

กระทรวงสาธารณสุขแนะนำว่า หากมีอาการหายใจลำบาก ไอเรื้อรัง เจ็บหน้าอก หรือระคายเคืองดวงตาอย่างรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์หรือเข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน

ด้านฮาบีบูร็อกมาน ประธานคณะกรรมาธิการที่ 3 ของสภาผู้แทนราษฎรอินโดนีเซีย ซึ่งกำกับดูแลด้านกฎหมายและความมั่นคง สนับสนุนการดำเนินคดีของตำรวจ โดยเห็นว่าควรติดตามเส้นทางการเงินและดำเนินคดีกับบริษัทหรือผู้สนับสนุนที่ได้รับผลประโยชน์จากการเผาป่า ไม่ใช่จับกุมเฉพาะคนงานหรือผู้ลงมือในพื้นที่

เขาระบุว่า ตำรวจยังได้ดำเนินมาตรการป้องกันไฟป่าเชิงรุก เช่น การสร้างอ่างเก็บน้ำ 1,296 แห่ง และปิดกั้นคลอง 834 จุดในพื้นที่เสี่ยง เพื่อช่วยรักษาความชื้นและลดความรุนแรงของไฟป่า พร้อมยืนยันว่าคณะกรรมาธิการจะติดตามและสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิด รวมถึงมาตรการป้องกันระยะยาวเพื่อปกป้องประชาชนและระบบนิเวศของประเทศ.

ที่มา Associated Press / ANTARA

นิวซีแลนด์เอาจริง ชงกฎหมายห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปีเล่นโซเชียล ฝ่าฝืนปรับหนัก 10% ของรายได้ทั่วโลก

นิวซีแลนด์เอาจริง ชงกฎหมายห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปีเล่นโซเชียล ฝ่าฝืนปรับหนัก 10% ของรายได้ทั่วโลก

24 ส.ค. 2569 11:42 น.

นิวซีแลนด์เอาจริง ชงกฎหมายห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปีเล่นโซเชียล ฝ่าฝืนปรับหนัก 10% ของรายได้ทั่วโลก

รัฐบาลนิวซีแลนด์เตรียมเดินหน้าสกัดภัยไซเบอร์ เสนอปรับกฎหมายขั้นเด็ดขาด ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้งานโซเชียลมีเดีย ตั้งบทลงโทษปรับแพลตฟอร์มยักษ์สูงถึง 10% ของรายได้ทั่วโลก หากปล่อยปละละเลย

คริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ แถลงชัดถึงการยื่นร่างกฎหมายเข้าสู่สภา เพื่อห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเล่นโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่า นิวซีแลนด์ไม่สามารถนิ่งเฉยต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กยุคนี้ได้อีกต่อไป เนื่องจากโซเชียลมีเดียกำลังส่งผลเสียรอบด้าน ทั้งการสุ่มเสี่ยงต่อเนื้อหาอันตราย เทคโนโลยีที่เสพติดง่าย และแรงกดดันเกินวัย ซึ่งกระทบต่อสุขภาพจิต สุขภาพกาย การนอนหลับ การเรียน รวมถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวอย่างน่าห่วง

ร่างกฎหมายดังกล่าวเตรียมเสนอเข้าสู่อภิปรายในสภา โดยมุ่งบังคับให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ต้องรับผิดชอบด้วยการออกมาตรการยืนยันอายุผู้ใช้งานอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบข้อมูลบัญชีเดิม การใช้เทคโนโลยีสแกนใบหน้า (Facial Recognition) หรือเอกสารยืนยันตัวตนดิจิทัล เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเยาวชนเข้าถึงแพลตฟอร์มก่อนวัยอันควร ซึ่งหากแพลตฟอร์มออนไลน์ใดปล่อยปละละเลยหรือไม่ปฏิบัติตาม จะต้องเผชิญโทษปรับมหาศาลสูงสุดถึง 10% ของรายได้รวมทั่วโลก (Global Revenue)

ที่มา : channelnewsasia

“Shein” ฟาสต์แฟชั่นจีน มูลค่าบริษัทเหลือไม่ถึง 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ เตรียม IPO ตลาดหุ้นฮ่องกง

"Shein" ฟาสต์แฟชั่นจีน มูลค่าบริษัทเหลือไม่ถึง 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ เตรียม IPO ตลาดหุ้นฮ่องกง

24 ส.ค. 2569 11:11 น.

“Shein” ฟาสต์แฟชั่นจีน มูลค่าบริษัทเหลือไม่ถึง 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ เตรียม IPO ตลาดหุ้นฮ่องกง

“Shein” (ชีอิน) ยักษ์ใหญ่ฟาสต์แฟชั่นจีน เผยมีแผนระดมทุนสูงสุด 1.77 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการเสนอขายหุ้น IPO ในตลาดหุ้นฮ่องกงอย่างเป็นทางการวันนี้ ก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นวันที่ 1 กันยายนนี้  ขณะที่มูลค่าบริษัทลดลงเหลือเกือบ 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ลดลงราว 70% จากจุดสูงสุดเมื่อ 4 ปีก่อน ท่ามกลางยอดขายที่ชะลอตัว ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ภาษีนำเข้า และแรงกดดันด้านกฎระเบียบ

“Shein” (ชีอิน) ผู้ค้าปลีกแฟชั่นออนไลน์แบบฟาสต์แฟชั่นจากจีนซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์ เปิดเผยรายละเอียดการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก หรือ IPO ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง โดยจะเสนอขายหุ้นเกือบ 280 ล้านหุ้น ในราคา 47.60-49.50 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อหุ้น

หากกำหนดราคาที่ระดับสูงสุดของช่วงดังกล่าว Shein จะมีมูลค่าตลาดเกือบ 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9.4 แสนล้านบาท ลดลงราว 70% จากมูลค่าสูงสุดเกือบ 1 แสนล้านดอลลาร์ในรอบระดมทุนส่วนตัวเมื่อปี 2022 และต่ำกว่ามูลค่า 6.4 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2023 และเดือนเมษายน 2024 อย่างมาก

บริษัทจะประกาศราคาเสนอขายสุดท้ายในวันที่ 31 สิงหาคม และเริ่มซื้อขายในตลาดหุ้นฮ่องกงวันที่ 1 กันยายน โดยการ IPO ครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารเพื่อการลงทุนรายใหญ่ของสหรัฐฯ ได้แก่ โกลด์แมน แซคส์, มอร์แกน สแตนลีย์ และ เจพีมอร์แกน

การเข้าตลาดหุ้นฮ่องกงเกิดขึ้นหลัง Shein ล้มเลิกความพยายามเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวยอร์กและลอนดอนตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางการตรวจสอบด้านกฎระเบียบอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานและแนวทางการดำเนินธุรกิจ

Shein ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2008 เป็นหนึ่งในบริษัทฟาสต์แฟชั่นรายใหญ่ที่สุดของโลก มีลูกค้าในกว่า 150 ประเทศ และเป็นที่รู้จักจากเสื้อผ้าราคาถูก เช่น เดรสประมาณ 5 ดอลลาร์ และกางเกงยีนส์ประมาณ 10 ดอลลาร์ โดยอาศัยเครือข่ายโรงงานจำนวนมากในจีนที่สามารถผลิตสินค้าใหม่ตามกระแสแฟชั่นได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของบริษัทเริ่มชะลอตัวลง โดย Shein คาดว่ารายได้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 จะเติบโตในระดับใกล้เคียงกับไตรมาสแรก ซึ่งขยายตัวเพียง 1.1% ขณะที่อัตรากำไรจากการดำเนินงานคาดว่าจะลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสแรก

ในไตรมาสแรกของปีนี้ Shein ขาดทุนสุทธิ 99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกำไร 395 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการยกเลิกข้อยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าพัสดุขนาดเล็กของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้รายได้ของ Shein ในตลาดสหรัฐฯ ลดลง 14.3%

บริษัทระบุว่า สินค้าที่มีต้นทางจากจีนซึ่งจำหน่ายผ่าน Shein และจัดส่งไปยังสหรัฐฯ ต้องเผชิญภาษีในอัตราระหว่าง 10% ถึง 87.5% ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก และบริษัทอาจต้องปรับขึ้นราคาสินค้าในตลาดสหรัฐฯ เพื่อชดเชยต้นทุนบางส่วน

นอกจากภาษีและต้นทุนที่สูงขึ้น Shein ยังเผชิญแรงกดดันจากการตรวจสอบด้านกฎระเบียบในสหรัฐฯ และยุโรป รวมถึงการสอบสวนของคณะกรรมาธิการการค้าสหรัฐฯ หรือ FTC การสอบสวนภายใต้กฎหมายบริการดิจิทัลของสหภาพยุโรป และคดีด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในฝรั่งเศสและไอร์แลนด์

Shein ยังเผชิญข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและข้อกล่าวหาเรื่องการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งบริษัทปฏิเสธและยืนยันว่ามีนโยบาย “ไม่ยอมรับการใช้แรงงานบังคับโดยเด็ดขาด”

ด้านโครงสร้างการถือหุ้น หนังสือชี้ชวนระบุว่า หุ้นที่เสนอขายต่อประชาชนจะมีสิทธิออกเสียงเพียงหนึ่งในสิบของหุ้นที่ผู้ก่อตั้งถืออยู่ ส่งผลให้ผู้ร่วมก่อตั้ง 4 คน ได้แก่ สกาย หยางเทียน สวี, แม็กกี กู, มอลลี เหมียว และโทนี เหริน ยังคงควบคุมสิทธิออกเสียงประมาณ 90% ของบริษัท

Shein ระบุว่าจะนำเงินประมาณ 80% ที่ได้จากการ IPO ไปลงทุนพัฒนาเทคโนโลยี รวมถึงขยายแบรนด์และการดำเนินงานในตลาดโลก ขณะที่บริษัทตกลงจ่ายเงินสดสูงสุดประมาณ 3.5 พันล้านดอลลาร์ให้แก่นักลงทุนบางรายที่ถือหุ้นประเภทพิเศษจากการระดมทุนในช่วงก่อนหน้านี้

การ IPO ของ Shein ถือเป็นการเสนอขายหุ้นใหม่ครั้งใหญ่ที่สุดในฮ่องกงในปี 2026 และเป็นหนึ่งใน IPO ขนาดใหญ่ที่สุดของเอเชียในปีนี้ ขณะที่ข้อมูลของ LSEG ระบุว่า การเข้าจดทะเบียนใหม่ในตลาดหุ้นฮ่องกงระดมทุนรวมแล้วประมาณ 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์ตั้งแต่ต้นปี สูงกว่าสองเท่าของช่วงเดียวกันของปีก่อน

แม้ Shein จะมีลูกค้าที่ใช้งานอยู่ประมาณ 281 ล้านคน ณ สิ้นเดือนมีนาคม เพิ่มขึ้นกว่า 16% จากปีก่อน และมีคำสั่งซื้อรวมมากกว่า 1 พันล้านรายการ แต่การชะลอตัวของยอดขาย ต้นทุนการค้าที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดอีคอมเมิร์ซทั่วโลก ทำให้นักลงทุนประเมินมูลค่าบริษัทต่ำกว่าระดับที่เคยได้รับอย่างมาก

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า มูลค่าที่ลดลงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงความคาดหวังของนักลงทุน จากเดิมที่พร้อมจ่ายเพื่อการเติบโตอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันนักลงทุนให้ความสำคัญกับความสามารถของ Shein ในการรักษากำไร ท่ามกลางภาษีการค้า ต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เพิ่มขึ้นทั้งในสหรัฐฯ และจีน.

ที่มา BBC / Reuters

ทรัมป์แขวะแคนาดา อยากได้ผลประโยชน์เหมือน “รัฐที่ 51” หลังเจรจาการค้าล่ม

ทรัมป์แขวะแคนาดา อยากได้ผลประโยชน์เหมือน "รัฐที่ 51" หลังเจรจาการค้าล่ม

24 ส.ค. 2569 10:38 น.

ทรัมป์แขวะแคนาดา อยากได้ผลประโยชน์เหมือน “รัฐที่ 51” หลังเจรจาการค้าล่ม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหาแคนาดาต้องการได้รับ “ผลประโยชน์จากการเป็นรัฐของสหรัฐฯ โดยไม่ต้องเป็นรัฐ” หลังการเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศล้มเหลว ส่งผลให้สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาเพิ่ม 50% ขณะที่นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ประกาศตอบโต้แบบ “ดอลลาร์ต่อดอลลาร์” พร้อมระบุว่าทั้งสองประเทศกำลังเข้าสู่ “สงครามการค้า”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า แคนาดากำลังต้องการ “ผลประโยชน์ของการเป็นรัฐหนึ่งของสหรัฐฯ โดยไม่ต้องเป็นรัฐ” หลังการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดาล้มเหลวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (21 ส.ค.)

ทรัมป์กล่าวผ่านสถานีฟ็อกซ์ นิวส์ว่า แคนาดา “โง่เขลา” ที่เลือกเปิดสงครามการค้ากับสหรัฐฯ และคิดว่าจะสามารถ “เอาชนะ” สหรัฐฯ ได้ พร้อมกล่าวหาว่าเกษตรกรอเมริกันถูกแคนาดาเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงมาเป็นเวลาหลายปี

การเจรจาที่ล้มเหลวส่งผลให้สหรัฐฯ เริ่มเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาเพิ่มเติมในอัตรา 50% ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท เช่น ไวน์ ผลิตภัณฑ์นม ปูนซีเมนต์ เสื้อผ้า และอุปกรณ์ฮอกกี้ โดยมาตรการใหม่นี้มีมูลค่าการนำเข้าประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5% ของสินค้านำเข้าจากแคนาดาทั้งหมด และเป็นมาตรการเพิ่มเติมจากภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บอยู่แล้วกับเหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์ และไม้แปรรูปจากแคนาดา

ด้านนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ระบุว่า ภาษีรอบใหม่ของสหรัฐฯ เป็น “การคำนวณผิดพลาด” และมีเป้าหมายเพื่อ “ทำร้ายและสร้างความแตกแยก” ในแคนาดา พร้อมประกาศว่าแคนาดาจะตอบโต้ด้วยการเรียกเก็บภาษีในมูลค่าเทียบเท่ากัน หรือ “ดอลลาร์ต่อดอลลาร์” ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน ครอบคลุมสินค้าหลายประเภท รวมถึงเหล็ก ผลิตภัณฑ์นม เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

คาร์นีย์กล่าวว่า “เมื่อถูกโจมตี นั่นคือสงคราม เราถูกโจมตี” พร้อมยืนยันว่าแคนาดาไม่สามารถยอมรับข้อเสนอของสหรัฐฯ ได้ เนื่องจากมีเงื่อนไขที่เข้มงวดและกระทบต่อความสามารถของแคนาดาในการทำข้อตกลงการค้ากับประเทศอื่น

การเจรจารอบล่าสุดเกิดขึ้นหลังทั้งสองฝ่ายมีความหวังว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้ในช่วงต้นสัปดาห์ แต่การเจรจากลับล้มเหลว หลังต่างฝ่ายต่างกล่าวหากันว่าเป็นผู้เปลี่ยนเงื่อนไขในนาทีสุดท้าย ฝ่ายสหรัฐฯ กล่าวหาแคนาดาว่ายื่นข้อเรียกร้องใหม่และถอยกลับจากข้อตกลงที่เคยเห็นชอบ ขณะที่แคนาดาปฏิเสธว่าไม่ได้ยื่นข้อเสนอใหม่ แต่เพียงชี้แจงรายละเอียดของข้อเสนอเดิม

เจ้าหน้าที่การค้าสหรัฐฯ ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีแผนกลับมาเปิดการเจรจาอีกครั้ง แม้สหรัฐฯ เคยเตรียมพร้อมที่จะลดภาษีบางรายการให้แคนาดา หากสามารถบรรลุข้อตกลงได้

ผู้นำทางการเมืองและระดับมณฑลของแคนาดาหลายคนออกมาสนับสนุนคาร์นีย์ รวมถึงผู้นำฝ่ายค้านและนายกรัฐมนตรีของรัฐต่าง ๆ โดยดั๊ก ฟอร์ด มุขมนตรีรัฐออนทารีโอ กล่าวว่า ทรัมป์ “ไม่สามารถไว้วางใจได้” ขณะที่มุขมนตรีรัฐบริติชโคลัมเบียระบุว่า เงื่อนไขของสหรัฐฯ จะทำให้แคนาดามีสถานะทางเศรษฐกิจไม่ต่างจาก “รัฐที่ 51” ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวแคนาดาไม่สามารถยอมรับได้

ความขัดแย้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ และแคนาดาใช้เวลามานานกว่าหนึ่งปีในการเจรจาด้านการค้า โดยมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ทั้งสองประเทศและเม็กซิโกอยู่ระหว่างการทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ หรือ USMCA ซึ่งทรัมป์เป็นผู้ผลักดันให้ใช้แทนข้อตกลง NAFTA เดิมในสมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งแรก

ข้อตกลง USMCA เป็นรากฐานของการค้าระหว่างแคนาดา สหรัฐฯ และเม็กซิโก มูลค่ารวมประมาณ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยคาร์นีย์ยอมรับว่า การล่มของการเจรจาครั้งล่าสุด “ไม่ใช่ข่าวดีอย่างแน่นอน” และยังไม่มีความชัดเจนว่าความขัดแย้งด้านภาษีครั้งนี้จะส่งผลต่ออนาคตของข้อตกลงการค้าเสรีในอเมริกาเหนืออย่างไร.

ที่มา BBC