ตม. สหรัฐฯ เตรียมซื้อถุงมือช็อตไฟฟ้า 20 ล้านดอลลาร์ กลุ่มสิทธิมนุษยชนหวั่นซ้ำเติมความรุนแรง

ตม. สหรัฐฯ เตรียมซื้อถุงมือช็อตไฟฟ้า 20 ล้านดอลลาร์ กลุ่มสิทธิมนุษยชนหวั่นซ้ำเติมความรุนแรง

13 ส.ค. 2569 16:38 น.

ตม. สหรัฐฯ เตรียมซื้อถุงมือช็อตไฟฟ้า 20 ล้านดอลลาร์ กลุ่มสิทธิมนุษยชนหวั่นซ้ำเติมความรุนแรง

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) เตรียมอนุมัติงบประมาณสูงถึง 20 ล้านดอลลาร์ เพื่อจัดซื้อ “ถุงมือช็อตไฟฟ้า” สำหรับเจ้าหน้าที่ภาคสนาม จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และเสียงคัดค้านหนักจากองค์กรสิทธิมนุษยชน ที่กังวลว่าอุปกรณ์ดังกล่าวอาจถูกใช้เป็นช่องทางทรมานและละเมิดสิทธิประชาชนโดยไม่สามารถตรวจสอบได้

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ หรือ ICE เตรียมจัดซื้อถุงมือที่สามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยระหว่างปฏิบัติหน้าที่ โดยกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ระบุว่า ICE อาจใช้งบประมาณสูงสุด 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 663 ล้านบาท สำหรับจัดซื้ออุปกรณ์ดังกล่าว

เอกสารประกาศบนเว็บไซต์ของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ระบุว่า อุปกรณ์ดังกล่าวมีชื่อว่า Generated Low Output Voltage Emitter หรือ GLOVE ซึ่งเป็นถุงมือที่ออกแบบมาเพื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าเพื่อขัดขวางความสามารถของบุคคลในการตอบโต้เจ้าหน้าที่

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิอธิบายว่า GLOVE เป็นอุปกรณ์สำหรับสร้างความเจ็บปวดเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและช่วยลดความรุนแรงของสถานการณ์ โดยจะออกให้เจ้าหน้าที่และสายสืบของหน่วยสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (HSI) ซึ่งรับผิดชอบปราบปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และหน่วย Enforcement and Removal Operations (ERO) ซึ่งมีหน้าที่จับกุม ควบคุมตัว และส่งตัวผู้ฝ่าฝืนกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองออกจากสหรัฐฯ

ตามข้อมูลของผู้ผลิต ถุงมือดังกล่าวสามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าได้สูงสุดประมาณ 380 โวลต์ และสามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าได้สูงสุด 30 ครั้งต่อวินาที โดยทำงานผ่านการกดปุ่มที่ติดตั้งอยู่บนถุงมือ อีกทั้งมีไมโครโปรเซสเซอร์ในตัวสำหรับบันทึกการเปิดใช้งานอุปกรณ์

โดยถุงมือนี้แตกต่างจากปืนช็อตไฟฟ้าที่ใช้เข็มโลหะแหลมยิงเข้าไปในร่างกายและสามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าได้สูงถึง 50,000 โวลต์ ขณะที่ถุงมือ GLOVE จะต้องสัมผัสผิวหนังโดยตรงเพื่อส่งกระแสไฟฟ้า และไม่ได้ทำให้กระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านร่างกายเป็นวงจรเหมือนปืนช็อตไฟฟ้า

ผู้ผลิตระบุว่า อุปกรณ์ดังกล่าวไม่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ และมีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหลายแห่งนำไปใช้งานแล้ว อย่างไรก็ตาม คู่มือการใช้งานแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้กับผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้พิการรุนแรง รวมถึงแนะนำให้มีเจ้าหน้าที่อีกคนช่วยควบคุมตัวบุคคลที่ถูกใช้ถุงมือดังกล่าว

แผนจัดซื้อดังกล่าวสร้างความกังวลให้กับกลุ่มสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะ สหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน หรือ ACLU ซึ่งวิจารณ์ว่า การมอบเครื่องมือที่สามารถปล่อยความเจ็บปวดอย่างรุนแรงและซ่อนอยู่ในมือของเจ้าหน้าที่ อาจนำไปสู่การทำร้ายประชาชนมากขึ้นและทำให้การตรวจสอบการใช้กำลังทำได้ยากขึ้น

เจน รอลนิก บอร์เชตตา รองผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายการใช้กำลังของ ACLU กล่าวว่า ICE ตลอดช่วงปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่พร้อมที่จะใช้กำลังอย่างรวดเร็ว ซึ่งนำไปสู่ผลกระทบที่รุนแรง และในบางกรณีถึงขั้นเสียชีวิตทั้งกับพลเมืองสหรัฐฯ และผู้ที่ไม่ใช่พลเมือง โดยการติดตั้งอุปกรณ์ที่เจ้าหน้าที่สามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าด้วยการกดปุ่มเล็ก ๆ บนมือ อาจทำให้ผู้ที่อยู่รอบข้างสังเกตเห็นการใช้กำลังได้ยาก

ขณะที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิยืนยันว่า ICE ประเมินความต้องการของเจ้าหน้าที่ภาคสนามอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่มีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการจับกุมและส่งตัวบุคคลที่กระทำผิดกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองอย่างปลอดภัย

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิยังระบุว่า เจ้าหน้าที่ ICE ผ่านการฝึกอบรมเกี่ยวกับการลดความรุนแรงของสถานการณ์ และได้รับการฝึกอบรมเรื่องการใช้กำลังอย่างต่อเนื่อง โดยการตัดสินใจทุกครั้งจะต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบและตรวจสอบให้สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การเตรียมจัดซื้อถุงมือช็อตไฟฟ้าเกิดขึ้นในช่วงที่ ICE ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากปฏิบัติการปราบปรามผู้อพยพภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมุ่งเพิ่มการจับกุมและการส่งตัวผู้อพยพออกนอกประเทศ

ก่อนหน้านี้มีเหตุเจ้าหน้าที่ ICE ยิงบุคคลเสียชีวิตหลายกรณีระหว่างปฏิบัติการตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงกรณี ลอเรนโซ ซัลกาโด อาเราโฮ ชาวเม็กซิโกที่ถูกยิงเสียชีวิตในรัฐเท็กซัส และ โยฮัน เซบาสเตียน ดูรัน เกร์เรโร ชาวโคลอมเบีย ซึ่งเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติการตรวจคนเข้าเมืองในรัฐเมน

นอกจากนี้ กลุ่มสิทธิมนุษยชนยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ภายในศูนย์ควบคุมตัวของ ICE โดยข้อมูลของหน่วยงานระบุว่า มีผู้เสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวโดย ICE มากกว่า 50 คน ทั่วประเทศ นับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคมปีที่แล้ว

รัฐบาลทรัมป์ยืนยันว่า เป้าหมายของการปราบปรามผู้อพยพคือการยกระดับความปลอดภัยภายในประเทศ ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวหาว่านโยบายดังกล่าวกระทบต่อสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและสิทธิในกระบวนการยุติธรรม และสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะต่อชนกลุ่มน้อยที่กังวลเรื่องการถูกเลือกปฏิบัติจากเชื้อชาติ

สำหรับการจัดซื้อ GLOVE นั้น กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิระบุว่า สัญญาจัดซื้อแบบไม่เปิดประมูลอาจได้รับการเผยแพร่เร็วที่สุดในวันศุกร์นี้ หากดำเนินการตามแผนดังกล่าว การจัดซื้อของ ICE จะถือเป็นคำสั่งซื้อครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัท Compliant Technologies ผู้ผลิตอุปกรณ์ชนิดนี้เท่าที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ.

ที่มา Reuters / BBC

ร่าง 2 ทหารเยอรมัน-มอเตอร์ไซค์สงครามโลกครั้งที่ 2 โผล่หลังระดับแม่น้ำดานูบลดต่ำสุด

ร่าง 2 ทหารเยอรมัน-มอเตอร์ไซค์สงครามโลกครั้งที่ 2 โผล่หลังระดับแม่น้ำดานูบลดต่ำสุด

13 ส.ค. 2569 15:38 น.

ร่าง 2 ทหารเยอรมัน-มอเตอร์ไซค์สงครามโลกครั้งที่ 2 โผล่หลังระดับแม่น้ำดานูบลดต่ำสุด

ภัยแล้งรุนแรงทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำดานูบลดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ จนเผยให้เห็นซากรถจักรยานยนต์ทหารเยอรมันและร่างของทหารเยอรมัน 2 นายที่เสียชีวิตในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กลางกรุงบูดาเปสต์ พร้อมป้ายชื่อประจำตัว แหวนแต่งงาน และเครื่องหมายทางทหาร ซึ่งอาจช่วยไขปริศนาชะตากรรมของทหารที่สูญหายมานานกว่า 80 ปี

ระดับน้ำในแม่น้ำดานูบที่ลดลงอย่างมากจากภาวะแห้งแล้งรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา ทำให้พบร่างของทหารเยอรมัน 2 นาย ซึ่งคาดว่าเสียชีวิตในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึงซากรถจักรยานยนต์ของกองทัพเยอรมันที่ยังอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ บริเวณกรุงบูดาเปสต์ เมืองหลวงของฮังการี

คณะกรรมการสุสานสงครามเยอรมัน เปิดเผยว่า นอกจากร่างของทหารทั้งสองนายแล้ว ยังพบป้ายระบุประจำตัวของทหารทั้งสองคน แหวนแต่งงาน และ โล่คูบัน (Kuban Shield) ซึ่งเป็นเครื่องหมายเชิดชูเกียรติสำหรับทหารเยอรมันที่เข้าร่วมการสู้รบในพื้นที่สมรภูมิคูบัน โดยการค้นพบครั้งนี้สร้างความหวังว่า ครอบครัวของทหารบางรายอาจได้ทราบชะตากรรมของบรรพบุรุษที่สูญหายไปในสงคราม หลังผ่านมานานกว่า 80 ปี

อาร์เน ชราเดอร์ เจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการสุสานสงครามเยอรมัน ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Bild ของเยอรมนีว่า ขณะนี้กำลังเริ่มต้นกระบวนการสืบสวนเพื่อไขปริศนาว่า ทหารที่เสียชีวิตทั้งสองนายเป็นใคร

ส่วนซากรถจักรถูกพบเมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังผู้สัญจรรายหนึ่งพบชิ้นส่วนของรถจักรยานยนต์โผล่ออกมาจากก้อนหินริมแม่น้ำบริเวณใจกลางกรุงบูดาเปสต์ และแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ เจ้าหน้าที่ที่เข้าตรวจสอบพื้นที่ยังพบทุ่นระเบิดต่อต้านรถถัง ทำให้ต้องปิดพื้นที่ริมแม่น้ำเป็นการชั่วคราว ขณะที่หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่าพื้นที่ปลอดภัย

คณะกรรมการฯ ระบุว่า สิ่งของบางส่วน โดยเฉพาะป้ายระบุประจำตัวและรถจักรยานยนต์ ยังอยู่ในสภาพดี เนื่องจากถูกฝังอยู่ในส่วนผสมของตะกอนจากท่าเรือและน้ำมันที่สะสมอยู่บนพื้นแม่น้ำ จากการตรวจสอบเบื้องต้น ซากรถมอเตอร์ไซค์ที่พบ คาดว่าเป็นรุ่น DKW NZ 350-1 ซึ่งเป็นรถที่ผลิตขึ้นสำหรับใช้งานในช่วงสงครามโดยเฉพาะ และเริ่มผลิตตั้งแต่ปี 1944

คณะกรรมการสุสานสงครามเยอรมันระบุว่า ป้ายระบุประจำตัวที่พบมี 2 ชิ้น โดยชิ้นหนึ่งเป็นของทหารกองทัพเยอรมัน หรือ Wehrmacht ขณะที่อีกชิ้นเป็นของสมาชิก Waffen-SS ซึ่งเป็นหน่วยติดอาวุธขององค์กรเอสเอส และถูกศาลทหารระหว่างประเทศที่เมืองนูเรมเบิร์กประกาศให้เป็นองค์กรอาชญากรรม เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมสงคราม

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารเยอรมันจะมีป้ายระบุประจำตัวที่สามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วน เมื่อทหารเสียชีวิต ป้ายส่วนหนึ่งจะเก็บไว้กับร่าง ส่วนอีกส่วนจะถูกส่งกลับไปยังหน่วยงานของกองทัพเยอรมัน เพื่อบันทึกข้อมูลการเสียชีวิตและแจ้งให้ครอบครัวทราบ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯ ระบุว่า ครอบครัวของทหารทั้งสองนายอาจต้องรอคอยข่าวอย่างสูญเปล่า เนื่องจากไม่เคยได้รับการแจ้งอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการเสียชีวิตของพวกเขา

ขณะนี้เจ้าหน้าที่เริ่มกระบวนการตรวจสอบเพื่อยืนยันตัวตนของทหารทั้งสองนาย แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่าป้ายระบุประจำตัวและโล่คูบานที่พบเป็นของทหารที่เสียชีวิตจริงหรือไม่

คณะกรรมการฯ ระบุว่า แม้จะสามารถค้นหาชื่อเจ้าของป้ายได้ในเวลาไม่นาน แต่ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสืบสวน เนื่องจากต้องนำหลักฐานหลายชิ้นมาประกอบกัน และผลการตรวจสอบยังไม่แน่นอน โดย การวิเคราะห์กระดูก จะเป็นหลักฐานสำคัญในการยืนยันตัวตนของทหารทั้งสองนาย

ประชาชนที่ยังคงตามหาญาติซึ่งสูญหายในสงครามสามารถตรวจสอบรายชื่อผ่านฐานข้อมูลของคณะกรรมการสุสานสงครามเยอรมัน ซึ่งทำหน้าที่ค้นหา กู้คืน และจัดพิธีฝังศพทหารเยอรมันที่เสียชีวิตจากสงครามในนามของรัฐบาลเยอรมนี

ข่าวการค้นพบร่างทหารทั้งสองนายได้รับความสนใจอย่างมากในกลุ่มสื่อสังคมออนไลน์ที่ติดตามเรื่องราวของสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 โดยผู้ใช้รายหนึ่งแสดงความเห็นว่า แม้ระดับน้ำที่ลดลงจะสร้างปัญหา แต่การค้นพบครั้งนี้ทำให้ครอบครัวผู้สูญเสียมีโอกาสได้รับทราบสถานที่ที่ญาติของพวกเขาเสียชีวิต และทำให้ทหารที่เสียชีวิตได้รับการฝังอย่างสมเกียรติ โดยร่างของทหารทั้งสองนายจะถูกนำไปฝังที่สุสานทหารเยอรมันในเมืองบูดาเออร์ช์ นอกกรุงบูดาเปสต์

กรุงบูดาเปสต์เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เกิดการสู้รบอย่างดุเดือดในช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างกองทัพแดงของสหภาพโซเวียตกับกองทัพเยอรมัน โดยการสู้รบเพื่อยึดกรุงบูดาเปสต์เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 1944 ต่อเนื่องถึงต้นปี 1945

ก่อนหน้านี้ ระดับน้ำในแม่น้ำดานูบที่ลดต่ำลงยังทำให้พบหลักฐานและซากวัตถุจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ในพื้นที่อื่นด้วย รวมถึงซากเรือใกล้เมืองปราโฮโว ประเทศเซอร์เบีย

การค้นพบครั้งล่าสุดจึงไม่เพียงสะท้อนผลกระทบของภาวะแห้งแล้งที่ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำดานูบลดต่ำลงอย่างผิดปกติ แต่ยังเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ค้นพบหลักฐานใหม่ ซึ่งอาจช่วยให้ครอบครัวของผู้สูญหายจากสงครามได้คำตอบเกี่ยวกับชะตากรรมของบุคคลอันเป็นที่รัก หลังจากเวลาผ่านไปนานกว่า 8 ทศวรรษ.

ที่มา BBC

ไต้หวันลดความเร็วเน็ตมือถือ รับมือจำลองสถานการณ์จีนโจมตี ในการซ้อมรบ “ฮั่นกวง”

ไต้หวันลดความเร็วเน็ตมือถือ รับมือจำลองสถานการณ์จีนโจมตี ในการซ้อมรบ "ฮั่นกวง"

13 ส.ค. 2569 14:52 น.

ไต้หวันลดความเร็วเน็ตมือถือ รับมือจำลองสถานการณ์จีนโจมตี ในการซ้อมรบ “ฮั่นกวง”

ไต้หวันลดความเร็วอินเทอร์เน็ตมือถือเป็นเวลา 30 นาที  ระหว่างการซ้อมรบ “ฮั่นกวง” ประจำปี พร้อมยกระดับการฝึกป้องกันภัยพลเรือนครั้งใหญ่ โดยจำลองสถานการณ์จีนโจมตีเกาะ ทั้งการจำกัดความเร็วอินเทอร์เน็ตมือถือเป็นครั้งแรก การปิดถนนให้ประชาชนเข้าหลบภัย และการเปลี่ยนพื้นที่ใต้ดินของโรงพยาบาลเป็นหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน ขณะที่กองทัพซ้อมรับมือการปิดล้อมทางทะเลของจีน

ประชาชนหลายล้านคนในไต้หวันต้องหยุดกิจกรรมและเข้าหลบภัยภายในอาคาร เมื่อเสียงสัญญาณเตือนภัยทางอากาศดังขึ้นทั่วนครไทเปเมื่อเวลา 14.30 น. ของวันนี้ (13 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่รัฐบาลไต้หวันทดลองลดความเร็วอินเทอร์เน็ตมือถือเป็นเวลา 30 นาที เพื่อจำลองผลกระทบหากจีนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารของเกาะ

การฝึกครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกทางทหารประจำปี “ฮั่นกวง” (Han Kuang) ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลา 10 วัน และสิ้นสุดในวันศุกร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อเตรียมกองทัพ กำลังสำรอง และประชาชนราว 23 ล้านคน ให้พร้อมรับมือสถานการณ์ที่จีนอาจใช้กำลังโจมตีหรือรุกรานไต้หวัน

จีนอ้างว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนของตน และไม่เคยตัดความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังเพื่อเข้าควบคุมเกาะ ขณะที่รัฐบาลไต้หวันที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยปฏิเสธข้ออ้างเรื่องอธิปไตยของจีน

ในการฝึกป้องกันภัยวันนี้ เมื่อสัญญาณเตือนภัยดังขึ้น ตำรวจได้สั่งให้ประชาชนออกจากถนนและเข้าไปยังพื้นที่หลบภัย เช่น ลานจอดรถใต้ดิน สถานีรถไฟใต้ดิน ศูนย์การค้า และอาคารสำนักงาน ถนนในกรุงไทเปที่ปกติคึกคักกลับเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่รถยนต์และรถโดยสารต้องจอดชิดข้างทาง

มาตรการที่เพิ่มเข้ามาในปีนี้คือ การจำกัดความเร็วอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือเป็นครั้งแรก ส่งผลให้การสนทนาผ่านวิดีโอ การถ่ายทอดสด และการใช้แอปพลิเคชันสั่งอาหารทำได้ช้าลงอย่างมากเป็นเวลา 30 นาที อย่างไรก็ตาม อินเทอร์เน็ตแบบมีสายและเครือข่ายไว-ไฟ ไม่ได้รับผลกระทบ

เบน ลูอิส นักวิเคราะห์จากเว็บไซต์ PLATracker กล่าวว่า การฝึกครั้งนี้ไม่น่าจะสะท้อนถึงสถานการณ์ที่อินเทอร์เน็ตถูกตัดขาดทั้งหมด แต่การทำให้ประชาชนได้สัมผัสว่าการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตอาจหยุดชะงักหรือมีข้อจำกัดอย่างไร ถือเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงช่วยทดสอบความทนทานของระบบสื่อสารและระบบอินเทอร์เน็ตของพลเรือนในภาวะวิกฤต

นอกจากการฝึกหลบภัยทางอากาศแล้ว ไต้หวันยังจำลองการทำงานของโรงพยาบาลในภาวะสงคราม โดยเปลี่ยนลานจอดรถใต้ดินของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งใกล้นครไทเปให้เป็นสถานพยาบาลฉุกเฉิน

แกรี เฉิน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลวัย 39 ปี ซึ่งเข้าร่วมการฝึกโดยนอนบนเตียงในห้องผู้ป่วยวิกฤตจำลอง กล่าวว่า การได้สวมบทบาทเป็นผู้ป่วยและสัมผัสกับสถานการณ์จริงช่วยให้เขาเข้าใจและเตรียมพร้อมต่อการรับมือเหตุฉุกเฉินในอนาคต

ด้านลิลี คู พยาบาลห้องผู้ป่วยวิกฤตวัย 30 ปี กล่าวว่า บุคลากรกำลังเรียนรู้วิธีเคลื่อนย้ายเตียงผู้ป่วยลงไปยังชั้นใต้ดิน และปรับรูปแบบการให้บริการให้เหมาะสมกับสถานการณ์สงคราม ซึ่งทรัพยากรที่มีอยู่จะจำกัดมากกว่าปกติ

ก่อนการฝึกในช่วงบ่าย ประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน เดินทางไปตรวจเยี่ยมลานจอดรถใต้ดินของโรงพยาบาลในเมืองนิวไทเป ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นหอผู้ป่วยฉุกเฉิน รวมถึงเยี่ยมชมซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อดูการจัดสรรเสบียงและสิ่งของจำเป็นในภาวะฉุกเฉิน

นอกจากนั้น นักการทูตระดับสูงจากหลายประเทศที่ประจำอยู่ในไต้หวันยังร่วมเดินทางกับนายไล่ด้วย รวมถึงผู้แทนทางการทูตโดยพฤตินัยจากสหรัฐฯ อิสราเอล และแคนาดา โดยไต้หวันให้ความสนใจศึกษาระบบป้องกันภัยพลเรือนของอิสราเอลอย่างใกล้ชิด

นายไล่กล่าวว่า ไต้หวันไม่ได้เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเพียงลำพัง แต่กำลังร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศที่มีความกังวลและความพยายามร่วมกันในการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว

ขณะเดียวกัน การซ้อมรบทางทหารยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันพุธกองทัพไต้หวันจัดการฝึก รับมือการปิดล้อมทางทะเล โดยใช้เรือรบของกองทัพเรือและเรือหน่วยยามฝั่งจำลองภารกิจคุ้มกันเรือสินค้าให้เดินทางผ่านพื้นที่ที่อาจถูกจีนปิดล้อม

กองทัพเรือทำงานร่วมกับหน่วยยามฝั่งเพื่อคุ้มกันและรักษาความปลอดภัยให้เรือสินค้า ขณะที่เรือกวาดทุ่นระเบิดทำหน้าที่เคลียร์เส้นทางเดินเรือให้ปลอดภัย ก่อนนำเรือจำลองเข้าสู่ท่าเรือทางฝั่งตะวันออกของไต้หวัน หน่วยยามฝั่งไต้หวันระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่หน่วยงานได้ร่วมกับกองทัพเรือจัดการฝึกต่อต้านการปิดล้อมทางทะเลในลักษณะดังกล่าว

ไต้หวันกังวลมานานว่า จีนอาจใช้มาตรการปิดล้อมหรือกักกันทางทะเล เพื่อสกัดการขนส่งสินค้าและเสบียง และกดดันให้ไต้หวันยอมจำนน โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จีนได้เพิ่มการลาดตระเวนที่เรียกว่า “การบังคับใช้กฎหมา”” บริเวณนอกชายฝั่งตะวันออกของไต้หวัน ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้รัฐบาลไต้หวัน และทำให้สหรัฐฯ รวมถึงชาติตะวันตกบางประเทศแสดงความกังวล

การฝึกฮั่นกวงในปีนี้จึงครอบคลุมตั้งแต่การรับมือการโจมตีทางอากาศ การปกป้องโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร การดูแลผู้บาดเจ็บในภาวะสงคราม ไปจนถึงการรับมือการปิดล้อมทางทะเล สะท้อนความพยายามของไต้หวันในการเตรียมความพร้อมทั้งด้านการทหารและพลเรือน หากเกิดวิกฤตด้านความมั่นคงกับจีนในอนาคต.

ที่มา Reuters / AFP

ยิงกันในโรงเรียนสหรัฐฯ เด็กชั้นม.3 ทะเลาะกันในห้องน้ำ ก่อนอีกฝ่ายใช้ปืนยิงเพื่อนบาดเจ็บ

ยิงกันในโรงเรียนสหรัฐฯ เด็กชั้นม.3 ทะเลาะกันในห้องน้ำ ก่อนอีกฝ่ายใช้ปืนยิงเพื่อนบาดเจ็บ

13 ส.ค. 2569 14:36 น.

ยิงกันในโรงเรียนสหรัฐฯ เด็กชั้นม.3 ทะเลาะกันในห้องน้ำ ก่อนอีกฝ่ายใช้ปืนยิงเพื่อนบาดเจ็บ

เกิดเหตุยิงกันในโรงเรียนมัธยมรัฐจอร์เจียของสหรัฐฯ นักเรียนชั้น ม.3 ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ หลังมีปากเสียงกับเพื่อนในห้องน้ำ ก่อนนักเรียนชายวัย 14 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้น ก่อเหตุยิงและหลบหนี แต่ถูกตำรวจจับกุมได้ภายในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

เกิดเหตุยิงกันภายในโรงเรียน ที่โรงเรียนมัธยมวอร์เนอร์ โรบินส์ ในเมืองวอร์เนอร์ โรบินส์ รัฐจอร์เจีย สหรัฐฯ เมื่อช่วงบ่ายวันพุธที่ 12 สิงหาคม ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้นักเรียนชายชั้นเกรด 9 หรือเทียบเท่าชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ 1 คน ขณะที่ผู้ต้องสงสัยเป็นนักเรียนชายวัย 14 ปี ถูกตำรวจควบคุมตัวได้แล้ว

แมตต์ มอลตัน นายอำเภอฮิวสตันเคาน์ตี เปิดเผยว่า เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 14.15 น. ภายในห้องน้ำของโรงเรียน โดยขณะนั้นมีกลุ่มนักเรียนอยู่ภายใน และมีนักเรียน 2 คนเกิดการโต้เถียงกัน ก่อนบานปลายเป็นการทะเลาะวิวาท

จากนั้นหนึ่งในนักเรียนชักปืนออกมาและยิงเพื่อนร่วมชั้น ก่อนหลบหนีออกจากโรงเรียนไปทางเท้า

เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำโรงเรียนเข้าถึงตัวนักเรียนที่ถูกยิงภายในเวลาไม่กี่วินาที พร้อมใช้สายรัดห้ามเลือดช่วยเหลือเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยตำรวจระบุว่าอาการบาดเจ็บ ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

ตำรวจตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดและติดตามเส้นทางหลบหนี จนสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้เมื่อเวลาประมาณ 15.20 น. หรือราว 1 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ ในย่านฮันติงตัน ฮิลส์ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงเรียนและห่างออกไปไม่ถึง 800 เมตร

ตำรวจระบุว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นนักเรียนชายวัย 14 ปี ชั้นเกรด 9 หรือเทียบเท่า ม.3 ของโรงเรียนเดียวกัน ส่วนผู้บาดเจ็บก็เป็นนักเรียนชั้นเดียวกัน 

เหตุยิงกันในโรงเรียนในสหรัฐฯ ครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงประมาณ 1 สัปดาห์หลังเปิดภาคเรียนใหม่ และทำให้มีเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจำนวนมากเข้าควบคุมพื้นที่

ด้าน ริชาร์ด โรเจอร์ส ผู้อำนวยการโรงเรียนในฮิวสตันเคาน์ตี ประกาศปิดโรงเรียนวอร์เนอร์ โรบินส์ สำหรับนักเรียนในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ ส่วนบุคลากรจะหยุดในวันพฤหัสบดี พร้อมจัดทีมให้คำปรึกษาด้านวิกฤตเพื่อช่วยเหลือนักเรียนและบุคลากรที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจยังอยู่ระหว่างสอบสวนเพื่อหาสาเหตุและแรงจูงใจที่แน่ชัดของเหตุของเหตุการณ์ครั้งนี้.

ที่มา : AP

สนามบินอินชอนแซงฮีทโธรว์ ขึ้นแท่นสนามบินที่มีผู้โดยสารระหว่างประเทศมากที่สุดในโลกครึ่งปีแรก

สนามบินอินชอนแซงฮีทโธรว์ ขึ้นแท่นสนามบินที่มีผู้โดยสารระหว่างประเทศมากที่สุดในโลกครึ่งปีแรก

13 ส.ค. 2569 14:28 น.

สนามบินอินชอนแซงฮีทโธรว์ ขึ้นแท่นสนามบินที่มีผู้โดยสารระหว่างประเทศมากที่สุดในโลกครึ่งปีแรก

สนามบินนานาชาติอินชอนของเกาหลีใต้ สร้างสถิติใหม่เป็นสนามบินที่มีผู้โดยสารระหว่างประเทศมากที่สุดในโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 แซงหน้าสนามบินฮีทโธรว์ของอังกฤษและชางงีของสิงคโปร์ โดยมีผู้โดยสารเกือบ 38.4 ล้านคนในเวลาเพียง 6 เดือน ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ผู้โดยสารเปลี่ยนเส้นทางจากศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลางมายังอินชอนมากขึ้น

สนามบินนานาชาติอินชอน ซึ่งเป็นประตูหลักสู่เกาหลีใต้ ขึ้นเป็นสนามบินที่มีผู้โดยสารระหว่างประเทศมากที่สุดในโลกเป็นครั้งแรกในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ตามข้อมูลเบื้องต้นจากสภาท่าอากาศยานระหว่างประเทศ หรือ ACI

ข้อมูลระบุว่า อินชอนรองรับผู้โดยสารระหว่างประเทศประมาณ 38.39 ล้านคน ในช่วงเดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2026 ขณะที่สนามบินฮีทโธรว์ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ ตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยจำนวน 37.79 ล้านคน และสนามบินชางงีของสิงคโปร์อยู่ในอันดับ 3 ด้วยจำนวน 34.53 ล้านคน

การก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของอันดับสนามบินโลก เพราะก่อนหน้านี้อินชอนอยู่ในอันดับที่ 12 ในปี 2024 และอันดับที่ 13 ในปี 2025 ขณะที่ฮีทโธรว์อยู่ในอันดับที่ 5 ในปี 2024 และอันดับที่ 7 ในปี 2025

ส่วนสนามบินนานาชาติดูไบของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเคยครองอันดับ 2 ในปี 2024 และ 2025 จากสถิติทั้งปี คาดว่าจะหลุดจาก 5 อันดับแรก ในการจัดอันดับครั้งนี้ เนื่องจากปริมาณผู้โดยสารเปลี่ยนเส้นทางออกจากศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลาง

บริษัทท่าอากาศยานนานาชาติอินชอนระบุว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น คือ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินและการเดินทางผ่านศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลาง ทำให้ผู้โดยสารบางส่วนที่เดิมใช้ดูไบเป็นจุดเปลี่ยนเครื่องเพื่อเดินทางต่อไปยังยุโรป หันมาเปลี่ยนเส้นทางผ่านอินชอนแทน

จำนวนผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินอินชอนเพิ่มขึ้น 18.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ประมาณ 4.24 ล้านคน ขณะที่จำนวนผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่องที่มีจุดหมายปลายทางในยุโรปเพิ่มขึ้นถึง 63.2% แตะประมาณ 210,000 คน

นอกจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์แล้ว การเดินทางมายังเกาหลีใต้ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีนและญี่ปุ่น ในไตรมาส 2 ของปีนี้ ผู้โดยสารต่างชาติคิดเป็น 44.4% ของผู้โดยสารทั้งหมด ที่เดินทางผ่านอินชอน ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้นจาก 39.5% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

อินชอนยังได้เปรียบจากการขยายโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งดำเนินการครบทั้ง 4 ระยะในเดือนพฤศจิกายน 2024 ทำให้สนามบินสามารถรองรับผู้โดยสารระหว่างประเทศได้สูงสุดประมาณ 106 ล้านคนต่อปี ถือเป็นขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารระหว่างประเทศที่สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสนามบินฮ่องกงและดูไบ

ปัจจุบัน อินชอนเชื่อมต่อกับ 183 เมืองใน 53 ประเทศ ผ่านสายการบิน 101 แห่ง ขณะที่สนามบินนานาชาติฮ่องกงให้บริการ 139 เมือง สนามบินนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตงให้บริการ 92 เมือง และสนามบินนาริตะของญี่ปุ่นให้บริการ 86 เมือง

สนามบินอินชอนเปิดให้บริการในปี 2001 และสามารถรองรับผู้โดยสารสะสมครบ 1,000 ล้านคน ได้ภายในเวลาเพียงกว่า 25 ปี ซึ่งถือว่าเร็วกว่าสนามบินนานาชาติขนาดใหญ่แห่งอื่น ๆ

คิม บอมโฮ รักษาการประธานบริษัทท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน กล่าวว่า บริษัทขอขอบคุณรัฐบาลเกาหลีใต้ ประชาชน และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ปฏิบัติงานในสนามบิน ซึ่งมีส่วนทำให้อินชอนก้าวขึ้นเป็นสนามบินอันดับ 1 ของโลก พร้อมระบุว่า บริษัทจะมุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร และเพิ่มขีดความสามารถในการเชื่อมโยงเส้นทางการบินในภูมิภาค

บริษัทท่าอากาศยานนานาชาติอินชอนยังเดินหน้าลงทุนในเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการเดินทางทางอากาศในเขตเมือง เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของรัฐบาลเกาหลีใต้ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้ 30 ล้านคนต่อปี และเสริมความแข็งแกร่งให้เกาหลีใต้เป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก.

ที่มา BBC / The Korea Herald

“ปูติน” เยือนหมู่เกาะคูริล ญี่ปุ่นประท้วงอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนพิพาท

"ปูติน" เยือนหมู่เกาะคูริล ญี่ปุ่นประท้วงอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนพิพาท

13 ส.ค. 2569 13:02 น.

“ปูติน” เยือนหมู่เกาะคูริล ญี่ปุ่นประท้วงอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนพิพาท

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เดินทางเยือนหมู่เกาะคูริลเป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ  โดยไปยังเกาะอิตูรุป หนึ่งใน 4 เกาะที่ญี่ปุ่นอ้างสิทธิ์และเรียกว่า “ดินแดนทางเหนือ” ส่งผลให้รัฐบาลญี่ปุ่นออกมาประท้วงอย่างรุนแรง ระบุเป็นดินแดนของญี่ปุ่นโดยชอบธรรม ท่ามกลางข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เดินทางเยือนหมู่เกาะคูริล ทางตะวันออกไกลของรัสเซียเป็นครั้งแรกวันนี้ (13 ส.ค.) โดยการเยือนครั้งนี้สร้างความไม่พอใจอย่างมากให้แก่ญี่ปุ่น ซึ่งอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะดังกล่าวเช่นกัน

สื่อทางการรัสเซียรายงานว่า ปูตินเดินทางไปยัง เกาะอิตูรุป หรือที่ญี่ปุ่นเรียกว่า “เอโตโรฟุ” หนึ่งใน 4 เกาะทางตอนใต้ของหมู่เกาะคูริลที่เป็นพื้นที่พิพาทระหว่างสองประเทศ โดยระหว่างการเยือน ผู้นำรัสเซียได้เยี่ยมชมโรงงานแปรรูปปลา ชิมไข่ปลา และพูดคุยกับประชาชนในพื้นที่

ด้านกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นออกแถลงการณ์ประท้วงอย่างรุนแรง โดยนายโทชิมิตสึ โมเตกิ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น ระบุว่า หมู่เกาะที่ญี่ปุ่นเรียกว่า “ดินแดนทางเหนือ” เป็นดินแดนของญี่ปุ่นโดยชอบธรรม ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์และตามกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลญี่ปุ่นขอประท้วงอย่างรุนแรงต่อการเดินทางเยือนของปูติน

ข้อพิพาทเหนือหมู่เกาะคูริลเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่นตึงเครียดมานาน และเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่ทั้งสองประเทศยังไม่สามารถลงนามสนธิสัญญาสันติภาพเพื่อยุติภาวะสงครามอย่างเป็นทางการ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง

หมู่เกาะคูริลทอดตัวเป็นแนวยาวระหว่างคาบสมุทรคัมชัตกาของรัสเซียกับเกาะฮอกไกโดทางตอนเหนือของญี่ปุ่น โดย 4 เกาะที่เป็นข้อพิพาท ได้แก่ คุนาชีร์ ฮาโบไม ชิโคตัน และอิตูรุป ซึ่งรัสเซียเป็นฝ่ายบริหารพื้นที่ ขณะที่ญี่ปุ่นเรียกรวมว่า “ดินแดนทางเหนือ”

อดีตสหภาพโซเวียตเข้ายึดหมู่เกาะดังกล่าวในช่วงสุดท้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังประกาศสงครามกับญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 1945 และต่อมาขับไล่ชาวญี่ปุ่นราว 17,000 คนออกจากพื้นที่ ปัจจุบันมีชาวรัสเซียประมาณ 20,000 คนอาศัยอยู่บนเกาะเหล่านี้ ท่ามกลางสภาพอากาศที่รุนแรง ขณะที่พื้นที่มีทั้งแหล่งแร่ เช่น ทองคำและเงิน รวมถึงแหล่งประมงที่อุดมสมบูรณ์

หมู่เกาะคูริลยังมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ต่อรัสเซีย โดยเฉพาะด้านการทหาร เนื่องจากเป็นจุดตั้งฐานทางอากาศและฐานทัพเรือ และสามารถควบคุมเส้นทางเดินเรือในมหาสมุทรแปซิฟิกได้ โดยเกาะอิตูรุปถูกใช้เป็นฐานทัพอากาศสำคัญของรัสเซียในภูมิภาค

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนที่แล้ว เรือรบของจีนและรัสเซียได้แล่นผ่านช่องแคบในหมู่เกาะคูริลระหว่างการลาดตระเวนร่วมกัน ขณะที่รัสเซียเคยจัดการซ้อมรบใกล้หมู่เกาะแห่งนี้เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นออกมาประณามเช่นกัน

การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นหลังปูตินเดินทางไปยังเกาะซาฮาลิน ซึ่งอยู่ใกล้เคียง และกองทัพเรือรัสเซียกำลังจัดการซ้อมรบในพื้นที่ โดยปูตินยังเป็นประธานการประชุมว่าด้วยการเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนด้านตะวันออกของรัสเซีย

ปูตินไม่ใช่ผู้นำรัสเซียคนแรกที่เดินทางเยือนพื้นที่พิพาท โดยในปี 2010 นายดมิทรี เมดเวเดฟ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีรัสเซีย เป็นผู้นำรัสเซียคนแรกที่เดินทางเยือนหมู่เกาะดังกล่าว และต่อมาได้เดินทางไปเยือนอีกหลายครั้งในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

แม้รัสเซียและญี่ปุ่นเคยเปิดการเจรจาเพื่อแก้ไขข้อพิพาทหลายครั้ง รวมถึงในปี 1956 หลังทั้งสองประเทศฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีข้อตกลงขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับสถานะของหมู่เกาะทั้ง 4 แห่ง

ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่นยิ่งเสื่อมถอยลงหลังรัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบในปี 2022 ขณะที่ในช่วงเดียวกัน มอสโกกลับกระชับความสัมพันธ์กับจีนและเกาหลีเหนือมากขึ้น ทำให้ข้อพิพาทเรื่องหมู่เกาะคูริลมีความอ่อนไหวทางยุทธศาสตร์และการเมืองเพิ่มขึ้นอีกครั้ง.

ที่มา AFP / BBC

อินโดฯ สั่งจับ 2 จนท.สรรพากร รับสินบน บ.เยื่อกระดาษ ทำรัฐเสียหายเฉียด 3.7 พันล้านบาท

อินโดฯ สั่งจับ 2 จนท.สรรพากร รับสินบน บ.เยื่อกระดาษ ทำรัฐเสียหายเฉียด 3.7 พันล้านบาท

13 ส.ค. 2569 12:42 น.

อินโดฯ สั่งจับ 2 จนท.สรรพากร รับสินบน บ.เยื่อกระดาษ ทำรัฐเสียหายเฉียด 3.7 พันล้านบาท

สำนักงานอัยการสูงสุดอินโดนีเซียสั่งควบคุมตัว 2 เจ้าหน้าที่สรรพากร หลังพบพฤติกรรมรับเงินสินบนจากบริษัทเยื่อกระดาษรายใหญ่ Toba Pulp Lestari เพื่อเอื้อประโยชน์ในการรายงานมูลค่าส่งออกต่ำกว่าความเป็นจริงยาวนานกว่าสิบปี สร้างความเสียหายแก่รายได้รัฐมหาศาลกว่า 2 ล้านล้านรูเปียห์ หรือราว 3,700 ล้านบาท

สำนักงานอัยการสูงสุดอินโดนีเซีย หรือ AGO ตั้งข้อหาเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร 2 ราย ในคดีทุจริตที่เกี่ยวข้องกับการลดมูลค่าการส่งออกเยื่อกระดาษของบริษัท Toba Pulp Lestari หรือ PT TPL ซึ่งถูกกล่าวหาว่าทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 2 ล้านล้านรูเปียห์ หรือราว 3,700 ล้านบาท

ซาอิฟุล บาห์รี ซีเรการ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสอบสวนของหน่วยอาชญากรรมพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุดอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า บริษัท TPL ซึ่งดำเนินธุรกิจแปรรูปเยื่อกระดาษและอุตสาหกรรมป่าไม้ ถูกกล่าวหาว่าส่งออกผลิตภัณฑ์เยื่อกระดาษให้แก่บริษัทในเครือด้วยวิธีแจ้งราคาสินค้าต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง เพื่อให้มูลค่าที่ใช้คำนวณภาษีต่ำลง

รายงานจากอัยการระบุว่า บริษัท PT TPL ได้เริ่มกระบวนการสำแดงราคาสินค้าส่งออกต่ำกว่าความเป็นจริงมาตั้งแต่ปี 2008 ถึง 2025 โดยการใช้วิธีเปลี่ยนรหัสพิกัดศุลกากร (HS Code) แจ้งสินค้าส่งออกไปยังบริษัทในเครือว่าเป็นเยื่อกระดาษธรรมดา (Paper Grade Pulp) ที่มีราคาต่ำกว่า ทั้งที่ในความเป็นจริง สินค้าที่ส่งออกคือเยื่อกระดาษเคมีชนิดพิเศษ (Dissolving Pulp) ซึ่งมีมูลค่าในตลาดสูงกว่ามาก ในขณะที่การขายภายในประเทศกลับลงรายการตรงตามความเป็นจริง การกระทำดังกล่าวส่งผลให้รายได้ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่รัฐควรได้รับลดลงอย่างมหาศาล

เจ้าหน้าที่อัยการระบุว่า การสอบสวนพบพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงปี 2018-2025 ขณะที่การขายสินค้าในประเทศกลับลงรายการตรงตามความเป็นจริง โดยบริษัทแจ้งประเภทสินค้าเป็น Dissolving Pulp ภายใต้ชื่อ High Alfa Pulp ตามสภาพที่แท้จริง จึงเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความแตกต่างของการรายงานข้อมูลระหว่างการส่งออกกับการจำหน่ายภายในประเทศ

ผู้ต้องสงสัยทั้งสองรายถูกระบุเพียงชื่อย่อว่า BP และ SR โดย BP ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้ตรวจสอบภาษีที่รับผิดชอบบริษัทในปีภาษี 2020 และ 2023 ส่วน SR รับผิดชอบการตรวจสอบในปีภาษี 2024

อัยการกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่ทั้งสองไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่กำกับดูแลตามที่ได้รับมอบหมาย และไม่ได้ตรวจสอบเอกสารการตรวจสอบภาษีและรายงานผลการตรวจสอบให้สอดคล้องกับแผนการตรวจสอบที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ ยังถูกกล่าวหาว่ารับเงินจำนวนหนึ่งจากบริษัทเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการตรวจสอบ

อย่างไรก็ตาม สำนักงานอัยการสูงสุดอินโดนีเซียยังไม่ได้ตั้งบริษัท Toba Pulp Lestari เป็นผู้ต้องหาในคดีนี้ และบริษัทเองยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อกล่าวหาดังกล่าว

เจ้าหน้าที่อัยการระบุว่า ความเสียหายต่อรัฐในเบื้องต้นประเมินไว้ที่ประมาณ 2 ล้านล้านรูเปียห์ แต่ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ใช่จำนวนสุดท้าย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินการตรวจสอบและคำนวณความเสียหายทางการเงินของรัฐอย่างละเอียด

อัยการได้ควบคุมตัว BP และ SR เป็นเวลา 20 วัน ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม ที่เรือนจำซาเล็มบา สาขาสำนักงานอัยการสูงสุดอินโดนีเซีย เพื่อดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม

ผู้ต้องหาทั้งสองถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนบทบัญญัติว่าด้วยการทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญาของอินโดนีเซียและกฎหมายต่อต้านการทุจริต ซึ่งความผิดตามข้อหาหลักมีโทษสูงสุดถึง จำคุกตลอดชีวิต โดยอัยการยังตั้งข้อหาสำรองตามบทบัญญัติอื่นของประมวลกฎหมายอาญาอินโดนีเซียด้วย

คดีดังกล่าวถือเป็นอีกกรณีที่ทางการอินโดนีเซียกำลังตรวจสอบการใช้วิธีแจ้งมูลค่าสินค้าส่งออกต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อการจัดเก็บภาษีและรายได้ของรัฐ โดยผลการตรวจสอบขั้นสุดท้ายจะเป็นตัวกำหนดมูลค่าความเสียหายที่แท้จริงและขอบเขตความรับผิดของผู้เกี่ยวข้องต่อไป.

ที่มา Reuters / Kompas.com / CNN Indonesia

“เมตา” ลบแล้ว 7.5 แสนบัญชีเฟซบุ๊ก-อินสตาแกรมเด็กออสเตรเลีย รับกฎหมายห้ามเยาวชนใช้โซเชียลมีเดีย

"เมตา" ลบแล้ว 7.5 แสนบัญชีเฟซบุ๊ก-อินสตาแกรมเด็กออสเตรเลีย รับกฎหมายห้ามเยาวชนใช้โซเชียลมีเดีย

13 ส.ค. 2569 11:50 น.

“เมตา” ลบแล้ว 7.5 แสนบัญชีเฟซบุ๊ก-อินสตาแกรมเด็กออสเตรเลีย รับกฎหมายห้ามเยาวชนใช้โซเชียลมีเดีย

“เมตา” ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีเจ้าของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม เผยได้ปิดบัญชีผู้ใช้ในออสเตรเลียที่สงสัยว่าเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ไปแล้วกว่า 756,000 บัญชี เพื่อรับมือกฎหมายสั่งห้ามเยาวชนใช้งานโซเชียลมีเดียฉบับแรกของโลก ท่ามกลางแรงกดดันจากรัฐบาลออสเตรเลียที่ขู่ปรับหนักและเตรียมฟ้องดำเนินคดีแพลตฟอร์มที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

“เมตา” บริษัทแม่ของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม เปิดเผยว่า ได้ระงับบัญชีผู้ใช้งานที่สงสัยว่าเป็นของชาวออสเตรเลียอายุต่ำกว่า 16 ปีแล้วมากกว่า 756,000 บัญชี นับตั้งแต่ช่วงก่อนกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดียมีผลบังคับใช้ในเดือนธันวาคม จนถึงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

เมตาระบุว่า ในจำนวนดังกล่าวเป็นบัญชีอินสตาแกรมประมาณ 462,000 บัญชี และบัญชีเฟซบุ๊ก ราว 294,000 บัญชี เพิ่มขึ้นอย่างมากจากตัวเลขที่บริษัทเคยรายงานในเดือนมกราคม ซึ่งขณะนั้นระงับบัญชี อินสตาแกรมไปแล้ว 331,000 บัญชี และเฟซบุ๊กอีก 173,000 บัญชี

กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม ถือเป็นมาตรการครั้งแรกของโลกที่กำหนดให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต้องป้องกันไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีมีบัญชีใช้งาน โดยรัฐบาลออสเตรเลียให้เหตุผลว่า ต้องการลดผลกระทบจากโซเชียลมีเดียที่มีต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่น

แม้เมตาและแพลตฟอร์มอื่น ๆ จะคัดค้านกฎหมายดังกล่าวอย่างเปิดเผย แต่บริษัทระบุว่าต้องการปฏิบัติตามกฎหมาย ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลด้านอินเทอร์เน็ตของออสเตรเลียกำลังพิจารณาดำเนินคดีกับแพลตฟอร์มต่าง ๆ รวมถึงบริการที่เมตาเป็นเจ้าของ หลังเห็นว่าบางแพลตฟอร์มยังดำเนินมาตรการป้องกันบัญชีของเด็กได้ไม่เพียงพอ

รัฐบาลออสเตรเลียและงานศึกษาหลายชิ้นยังพบว่า ในช่วง 3 เดือนแรกหลังเริ่มบังคับใช้กฎหมาย เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีมากกว่า 80% ยังคงใช้โซเชียลมีเดีย สะท้อนให้เห็นถึงความยากในการบังคับใช้มาตรการจำกัดอายุ

รัฐบาลออสเตรเลียยังเตรียมเพิ่มบทลงโทษสำหรับแพลตฟอร์มที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเสนอให้เพิ่มค่าปรับสูงสุดเป็น 99 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 69.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเพิ่มอำนาจให้หน่วยงานกำกับดูแลสามารถเรียกดูเอกสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามกฎหมายได้มากขึ้น

เมตาระบุว่า การบังคับใช้มาตรการยังดำเนินต่อไป และจำนวนบัญชีที่ถูกระงับจะเพิ่มขึ้นอีก โดยบริษัทใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI วิเคราะห์ข้อมูลในโปรไฟล์ เพื่อค้นหาเบาะแสที่อาจบ่งชี้ว่าบัญชีเป็นของผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปี เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับวันเกิด การฉลองวันเกิด หรือการกล่าวถึงระดับชั้นเรียนในโรงเรียน รวมถึงตรวจสอบรายงานจากผู้ใช้งานเกี่ยวกับบัญชีที่สงสัยว่าเป็นของเด็ก

บริษัทระบุเพิ่มเติมว่า หากบัญชีของผู้ใช้ถูกลบเนื่องจากสงสัยว่าอายุต่ำกว่าเกณฑ์ ผู้ใช้จะไม่สามารถสร้างบัญชีใหม่และพยายามระบุอายุซ้ำได้อีก

ก่อนหน้านี้ การทดสอบเทคโนโลยีตรวจสอบอายุของออสเตรเลียในปี 2025 พบว่า เทคโนโลยีที่มีอยู่ในตลาดสามารถสนับสนุนการบังคับใช้มาตรการจำกัดอายุได้ โดยแพลตฟอร์มขนาดใหญ่หลายแห่ง รวมถึงบริการของเมตาได้นำระบบประเมินอายุจากภาพถ่ายมาใช้ ขณะเดียวกันยังใช้วิธีประเมินอายุจากพฤติกรรมและกิจกรรมของผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มด้วย

ในวันที่ 14 ส.ค. นี้ ตัวแทนจากเมตา, TikTok, กูเกิล ซึ่งเป็นเจ้าของยูทูบ และ Snap ซึ่งเป็นเจ้าของ Snapchat มีกำหนดเข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการรัฐสภาออสเตรเลียที่กำลังตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว รวมถึงเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานกำกับดูแลและรัฐบาล

เมตายืนยันว่า บริษัทกำลังเดินหน้าบังคับใช้มาตรการอย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุว่า มีเป้าหมายร่วมกับรัฐบาลออสเตรเลียในการทำให้เด็กและเยาวชนได้รับประสบการณ์การใช้งานออนไลน์ที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับวัย และบริษัทกำลังปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมาย

ออสเตรเลียยังจับตาความเคลื่อนไหวของหลายประเทศทั่วโลกที่กำลังพิจารณามาตรการจำกัดอายุการใช้งานโซเชียลมีเดียสำหรับเด็ก โดยรัฐบาลออสเตรเลียกล่าวหาบรรดาแพลตฟอร์มก่อนหน้านี้ว่า จงใจวางระบบให้มาตรการห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้งานล้มเหลว ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว.

ที่มา Reuters

คราบน้ำมันดิบจากเรือบรรทุกน้ำมันลอยถึงฝั่งโอมาน กินพื้นที่กว่า 2,000 ตารางกิโลเมตร

คราบน้ำมันดิบจากเรือบรรทุกน้ำมันลอยถึงฝั่งโอมาน กินพื้นที่กว่า 2,000 ตารางกิโลเมตร

13 ส.ค. 2569 11:24 น.

คราบน้ำมันดิบจากเรือบรรทุกน้ำมันลอยถึงฝั่งโอมาน กินพื้นที่กว่า 2,000 ตารางกิโลเมตร

ทางการโอมานยืนยันว่า คราบน้ำมันจากเรือบรรทุกน้ำมันดิบ “แคโรไลน์ เบเซนกี” ซึ่งเกยตื้นนอกชายฝั่งโอมานตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน ได้ลอยเข้าถึงชายฝั่งแล้ว โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมของโอมานระบุว่า ผลการตรวจสอบล่าสุดพบชายหาดบางแห่งในพื้นที่ราส มัดรากาห์ ได้รับผลกระทบจากมลพิษน้ำมัน และคาดว่าชายฝั่งความยาวประมาณ 40 กิโลเมตรอาจได้รับผลกระทบ และคาดว่าคราบน้ำมันอาจขยายพื้นที่ไปมากกว่า 2,000 ตารางกิโลเมตร

องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ หรือ IMO ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการเดินเรือของสหประชาชาติ ระบุว่า กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเรือลำดังกล่าวอยู่ห่างจากเมืองชายฝั่งชาร์บิทัตของโอมานประมาณ 22 ไมล์ทะเล และคราบน้ำมันกำลังลอยไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะอัล-กิบลียะห์ โดยมีรายงานว่าบางส่วนไหลเข้าสู่แผ่นดินแล้ว

เจ้าหน้าที่ IMO ระบุว่า ลมมรสุมตามฤดูกาลทำให้การเข้าถึงเรือทำได้ยาก และส่งผลให้ปฏิบัติการกู้เรือล่าช้า ขณะที่ทางการโอมานระบุเมื่อวันจันทร์ว่า คราบน้ำมันส่งผลกระทบต่อพื้นที่ประมาณ 390 ตารางกิโลเมตรจากการประเมินของหน่วยงานสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษน้ำมันซึ่งวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมประเมินว่า พื้นที่คราบน้ำมันอาจขยายไปมากกว่า 2,000 ตารางกิโลเมตรแล้ว

เรือ “แคโรไลน์ เบเซนกี” (Caroline Bezengi) บรรทุกน้ำมันดิบรัสเซียราว 800,000 บาร์เรล และอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ เรือได้รับความเสียหายและประสบปัญหานอกชายฝั่งเยเมนตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน หลังมีรายงานว่าเกิดแรงระเบิด ก่อนจะเกยตื้นนอกชายฝั่งโอมานในวันที่ 30 มิถุนายน ขณะนี้ยังไม่มีฝ่ายใดออกมาอ้างว่าเป็นผู้โจมตีเรือ

บริเวณที่ได้รับผลกระทบอยู่ใกล้หมู่เกาะฮัลลานิยัต ซึ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ทางทะเลและเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ทะเลหลายชนิด รวมถึงเต่าทะเลหายาก วาฬหลังค่อมในทะเลอาหรับ และนกกาน้ำโซโคตรา ขณะที่ชายฝั่งทางตอนใต้ของเกาะมาซีราห์เป็นระยะทาง 10-20 กิโลเมตร อาจได้รับผลกระทบจากคราบน้ำมันในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

กลุ่มกรีนพีซและองค์กร PAX เตือนว่า สถานการณ์กำลังเข้าใกล้ภาวะภัยพิบัติด้านสิ่งแวดล้อม โดยเรือลำนี้อาจบรรทุกน้ำมันดิบมากถึงประมาณ 1 ล้านบาร์เรล และเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของกองเรือเงาของรัสเซีย ซึ่งใช้หลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของชาติตะวันตก

ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมันรั่วเตือนว่า หากไม่มีการดำเนินการอย่างเพียงพอ เรืออาจแตกเสียหายต่อเนื่องจากแรงลมและคลื่น จนทำให้น้ำมันดิบที่เหลืออยู่บนเรือรั่วออกมาทั้งหมด ซึ่งอาจมีปริมาณสูงถึง 40-50 ล้านแกลลอน หรือราว 150-190 ล้านลิตร และอาจมีขนาดใกล้เคียงกับเหตุการณ์น้ำมันรั่วครั้งใหญ่จากเรือ Exxon Valdez ในปี 2532

ทางการโอมานได้ติดตั้งทุ่นกั้นน้ำมันเพื่อควบคุมการแพร่กระจาย แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า จำเป็นต้องดำเนินการเพิ่มเติม ทั้งการทำให้เรือมีเสถียรภาพ และถ่ายน้ำมันดิบที่ยังเหลืออยู่ไปยังเรือลำอื่นโดยเร็วที่สุด เนื่องจากยิ่งปล่อยให้เวลาผ่านไป เรือจะยิ่งเสียหายและการกู้เรือจะซับซ้อน อันตราย และควบคุมสถานการณ์ได้ยากขึ้น

ขณะเดียวกัน สื่ออิหร่านรายงานว่า คราบน้ำมันอีกจุดหนึ่งใน ช่องแคบฮอร์มุซ ได้ไหลเข้าสู่เกาะกิช์มของอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อชายหาดและป่าชายเลนที่มีความอ่อนไหวทางระบบนิเวศ รวมถึงบางพื้นที่บนเกาะเฮงกัมที่อยู่ใกล้เคียง

เว็บไซต์ติดตามการเดินเรือ TankerTrackers ระบุว่า คราบน้ำมันดังกล่าวน่าจะมาจากเหตุโจมตีเรือบรรทุกสินค้า Minoan Pioneer ในน่านน้ำโอมานเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ก่อนที่น้ำมันจะลอยข้ามช่องแคบไปยังฝั่งอิหร่าน

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุว่า พบมลพิษในทะเลและตามจุดต่าง ๆ อย่างน้อย 3 แห่ง โดยเบื้องต้นเชื่อว่าแหล่งกำเนิดมาจาก “เรือบรรทุกสินค้าต่างชาติ” พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายที่ได้รับประโยชน์จากการเดินเรือเชิงพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มีหน้าที่ทั้งทางกฎหมายและจริยธรรมในการชดเชยและแก้ไขความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในอ่าวเปอร์เซียและอ่าวโอมาน.

ที่มา Reuters / AFP

สุดสลด! พ่อก่อเหตุฆ่าเมีย-ลูก 7 ขวบกลางเนอสเซอรี่อเมริกา ก่อนยิงตัวตาย พบฆ่าญาติอีกคน

สุดสลด! พ่อก่อเหตุฆ่าเมีย-ลูก 7 ขวบกลางเนอสเซอรี่อเมริกา ก่อนยิงตัวตาย พบฆ่าญาติอีกคน

13 ส.ค. 2569 09:49 น.

สุดสลด! พ่อก่อเหตุฆ่าเมีย-ลูก 7 ขวบกลางเนอสเซอรี่อเมริกา ก่อนยิงตัวตาย พบฆ่าญาติอีกคน

เกิดเหตุสุดสลดในรัฐมินนิโซตา สหรัฐฯ ชายวัย 41 ปีฆ่าภรรยาและลูกสาววัย 7 ขวบ ภายในบ้านที่เปิดเป็นเนอสเซอรี่ ก่อนยิงตัวเองตาย ตำรวจพบญาติหญิงวัย 78 ปีถูกฆ่าอีกศพ เชื่อเหตุทั้งหมดเชื่อมโยงกัน

ตำรวจเมืองฮอปกินส์ รัฐมินนิโซตา สหรัฐฯ เปิดเผยเหตุสุดสะเทือนใจ ชายวัย 41 ปีก่อเหตุแทงภรรยาวัย 41 ปี และลูกสาววัย 7 ขวบเสียชีวิต ภายในบ้านที่เปิดเป็นสถานรับเลี้ยงเด็ก หรือ เนอสเซอรี่ก่อนใช้ปืนยิงตัวเองเสียชีวิต

เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่สถานรับเลี้ยงเด็ก Brown Bear Childcare ในเมืองฮอปกินส์ ชานเมืองมินนิอาโปลิส โดยขณะเกิดเหตุมีเด็กอีก 6 คนอยู่ภายในสถานรับเลี้ยงเด็ก แต่ทั้งหมดได้รับการอพยพออกมาอย่างปลอดภัยและไม่ได้รับบาดเจ็บ

ตำรวจระบุว่า ผู้ปกครองรายหนึ่งซึ่งมาส่งลูกที่สถานรับเลี้ยงเด็ก เป็นผู้พบเห็นเหตุการณ์บริเวณชั้นใต้ดินของบ้าน ก่อนแจ้งตำรวจให้เข้าตรวจสอบ

เบรนต์ จอห์นสัน ผู้กำกับการตำรวจเมืองฮอปกินส์เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิต 3 ราย ได้แก่ ชายวัย 41 ปี ซึ่งเสียชีวิตจากบาดแผลกระสุนปืนที่เกิดจากการทำร้ายตัวเอง และหญิงวัย 41 ปี กับเด็กหญิงวัย 7 ขวบ ซึ่งมีบาดแผลจากการถูกแทง

ต่อมาอีกกว่า 3 ชั่วโมง ตำรวจเมืองเบิร์นส์วิลล์ ซึ่งอยู่ห่างจากฮอปกินส์ประมาณ 32 กิโลเมตร ได้รับแจ้งเหตุแทงกันที่บ้านหลังหนึ่ง และพบหญิงวัย 78 ปีเสียชีวิตจากบาดแผลถูกแทง

แมตต์ สมิธ ผู้กำกับการตำรวจเมืองเบิร์นส์วิลล์ ระบุว่า หญิงวัย 78 ปีเป็นญาติใกล้ชิดของผู้ต้องสงสัย และเชื่อว่าชายวัย 41 ปีเคยพักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว ทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเหตุฆาตกรรมทั้งสองจุดมีความเชื่อมโยงกัน

อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังไม่เปิดเผยชื่อผู้เสียชีวิต และยังไม่ทราบแรงจูงใจที่แน่ชัด โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบลำดับเหตุการณ์ว่าเหตุฆ่าญาติที่เมืองเบิร์นส์วิลล์เกิดขึ้นก่อนหรือหลังเหตุฆาตกรรมภรรยาและลูกสาวในฮอปกินส์

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ขณะนี้ไม่มีผู้ต้องสงสัยรายอื่นและไม่มีภัยคุกคามต่อประชาชน ขณะที่เด็กทั้ง 6 คนที่อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กได้รับการส่งตัวกลับไปอยู่กับครอบครัวแล้ว

ด้านนายกเทศมนตรีเมืองฮอปกินส์ แพทริก แฮนลอน กล่าวว่า เมืองแห่งนี้เป็นชุมชนที่ผู้คนรู้จักกันเป็นอย่างดี และเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการสูญเสีย แม่และเด็กเล็ก พร้อมแสดงความห่วงใยต่อเด็ก ๆ ที่อาจเห็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น

ข้อมูลของทางการระบุว่า Brown Bear Childcare ได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี 2019 รองรับเด็กได้สูงสุด 10 คน และผ่านการตรวจสอบตามมาตรฐานในปี 2023, 2024 และ 2025

ที่มา : AP