ญี่ปุ่นจัดซื้อสเปรย์กันหมี 700 ชุด แจก รร.ชานกรุงโตเกียว รับมือหมีบุกเมือง

ญี่ปุ่นจัดซื้อสเปรย์กันหมี 700 ชุด แจก รร.ชานกรุงโตเกียว รับมือหมีบุกเมือง

24 มิ.ย. 2569 17:13 น.

ญี่ปุ่นจัดซื้อสเปรย์กันหมี 700 ชุด แจก รร.ชานกรุงโตเกียว รับมือหมีบุกเมือง

ทางการเมืองฮาชิโอจิ ชานกรุงโตเกียว ประกาศอนุมัติงบประมาณฉุกเฉินจัดซื้อสเปรย์ป้องกันหมีจำนวน 700 ชุด แจกจ่ายให้แก่โรงเรียนและองค์กรชุมชน หลังวิกฤตหมีป่าบุกรุกพื้นที่ชุมชนเมืองในญี่ปุ่นทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปีที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตจากเหตุหมีทำร้ายสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 13 ราย

โฆษกเมืองฮาชิโอจิ เปิดเผยว่า ทางเมืองได้อนุมัติแผนงบประมาณฉุกเฉินจำนวน 15 ล้านเยน (ประมาณ 3 ล้านบาท) เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ป้องกันตัวและอุปกรณ์ผลักดันหมีป่า ซึ่งรวมถึงสเปรย์พริกไทยป้องกันหมีจำนวน 700 กระบอก รั้วไฟฟ้าแบบเคลื่อนย้ายได้ และอุปกรณ์ส่งสัญญาณเสียงความถี่สูง เพื่อกระจายส่งมอบให้กับโรงเรียนปฐมศึกษา มัธยมศึกษา รวมถึงกลุ่มอาสาสมัครและองค์กรชุมชนในพื้นที่

เมืองฮาชิโอจิ ตั้งอยู่บริเวณชานเมืองทางตะวันตกของกรุงโตเกียว ซึ่งรายล้อมไปด้วยภูเขาและป่าไม้ ทำให้นิยมในหมู่ชาวเมืองที่จะเดินทางมาปีนเขาและเดินป่าในวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่นับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา มีรายงานการพบหมีหรือร่องรอยของหมีในพื้นที่แล้วถึง 11 ครั้ง โดยสถานีโทรทัศน์ NHK เผยภาพจากกล้องวงจรปิดตรวจจับความเคลื่อนไหวที่สามารถบันทึกภาพของหมีดำขนาดใหญ่กำลังป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้กับบ้านพักอาศัยของประชาชนเมื่อวันที่ 29 เมษายน

ข้อมูลจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่นระบุว่า ในปีงบประมาณที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมีผู้เสียชีวิตจากการถูกหมีทำร้ายสูงถึง 13 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ และสถานการณ์ยังไม่มีทีท่าว่าจะบรรเทาลง โดยนับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 30 พฤษภาคมของปีนี้ มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีกแล้วถึง 5 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 20 คน

นอกจากนี้ สถิติทั่วประเทศระบุว่ายอดการแจ้งเหตุพบหมีป่าทะลุ 50,000 ครั้ง ซึ่งมากกว่าสถิติเดิมที่เคยทำไว้เมื่อสองปีก่อนถึงกว่าเท่าตัว โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ที่หมีป่าเพิ่งตื่นจากการจำศีลและเริ่มออกจากป่ามาหาอาหารในเขตเมืองเนื่องจากสภาวะขาดแคลนอาหารในป่าธรรมชาติ

เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา สถานการณ์หมีป่าบุกเมืองได้ส่งผลให้โรงเรียนทุกแห่งในเมืองอุสึโนมิยะ ทางตอนเหนือของโตเกียว ต้องประกาศปิดการเรียนการสอนอย่างกะทันหัน หลังจากมีหมีป่าหลุดเข้ามาเดินเตร็ดเตร่ในเมืองและสามารถหลบหนีการตามล่าของเจ้าหน้าที่ตำรวจและพรานป่านานถึง 4 วันเต็มก่อนจะถูกจับกุมตัวได้ และก่อนหน้านั้นไม่นานก็เกิดเหตุหมีป่า “สุดฉลาด” ที่สามารถเปิดหน้าต่างและหมุนเปิดลูกบิดประตูเองได้ บุกเข้าทำร้ายคนงาน 4 รายในโรงงานสองแห่งที่จังหวัดฟุกุชิมะ

ด้านเรียวสุเกะ ซาโต โฆษกส่วนท้องถิ่นของเมืองฮาชิโอจิระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ทางเมืองกำลังเร่งร่างคู่มือปฏิบัติการฉุกเฉินร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและสมาคมพรานป่าท้องถิ่น เพื่อกำหนดขั้นตอนการเข้าระงับเหตุและจับกุมอย่างทันท่วงทีหากมีหมีหลุดเข้ามาบนท้องถนนในย่านที่พักอาศัย

ขณะเดียวกัน รัฐบาลกลางและส่วนภูมิภาคของญี่ปุ่นได้เริ่มดำเนินมาตรการเชิงรุก ด้วยการสั่งถางพุ่มไม้หนาตามริมตลิ่งแม่น้ำ รวมถึงพื้นที่รอยต่อระหว่างชุมชนเมืองและเขตภูเขา เพื่อทำลายพื้นที่ซ่อนตัวและสกัดกั้นไม่ให้หมีป่าใช้เป็นเส้นทางลัดเลาะเข้าสู่เขตที่อยู่อาศัยของประชาชน.

ที่มา AFP

ฝรั่งเศสไฟฟ้าดับท่ามกลางอากาศร้อนจัด แอร์-พัดลมขายเกลี้ยงทำลายสถิติพันเท่า

ฝรั่งเศสไฟฟ้าดับท่ามกลางอากาศร้อนจัด แอร์-พัดลมขายเกลี้ยงทำลายสถิติพันเท่า

24 มิ.ย. 2569 16:38 น.

ฝรั่งเศสไฟฟ้าดับท่ามกลางอากาศร้อนจัด แอร์-พัดลมขายเกลี้ยงทำลายสถิติพันเท่า

ยุโรปเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงครั้งประวัติศาสตร์ ส่งผลให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานขัดข้องเนื่องจากไม่รองรับสภาพอากาศที่ร้อนจัด โดยที่ฝรั่งเศสเกิดเหตุหม้อแปลงไฟฟ้าขัดข้องจากความร้อน ทำให้อาคารและบ้านเรือนกว่า 106,000 หลังไม่มีไฟฟ้าใช้ ท่ามกลางอุณหภูมิที่พุ่งทะลุ 41 องศาเซลเซียส ขณะที่ยอดขายพัดลมและเครื่องปรับอากาศพุ่งทะยานสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 1,000 เท่า

สถานการณ์คลื่นความร้อนรุนแรงยังคงปกคลุมทวีปยุโรปอย่างต่อเนื่อง โดยในสัปดาห์นี้อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งกลางวันและกลางคืนของฝรั่งเศสพุ่งสูงถึง 29.8 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นสถิติที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกในปี 1947 ส่งผลให้ทางการฝรั่งเศสต้องประกาศยกระดับเตือนภัยสภาพอากาศขั้นสูงสุด เป็นสีแดง เพิ่มอีก 4 จังหวัด ทำให้ปัจจุบันมีประชาชนราว 44 ล้านคน หรือกว่าร้อยละ 90 ของประเทศ กำลังเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัดระดับวิกฤต โดยอุณหภูมิพุ่งสูงระหว่าง 39 ถึง 41 องศาเซลเซียส ครอบคลุมตั้งแต่แคว้นบริตตานีไปจนถึงกรุงปารีส

ความร้อนที่รุนแรงและยาวนานได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานอย่างหนัก ล่าสุดทางการฝรั่งเศสรายงานเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ในจังหวัดฟีนิสแตร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือ หลังจากหม้อแปลงไฟฟ้าขัดข้องจากอุณหภูมิที่สูงเกินขีดจำกัด ส่งผลกระทบให้บ้านเรือนและลูกค้าสูงสุดถึง 106,000 รายไม่มีไฟฟ้าใช้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยและวิศวกรต้องเร่งทำงานตลอดทั้งคืนเพื่อจ่ายไฟสำรองและติดตั้งเครื่องปั่นไฟฉุกเฉินให้แก่ศูนย์การแพทย์และบ้านพักคนชราเป็นอันดับแรก

วิกฤตสภาพอากาศในครั้งนี้ส่งผลให้พฤติกรรมการบริโภคของชาวฝรั่งเศสเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากอาคารบ้านเรือนส่วนใหญ่ในยุโรปถูกสร้างขึ้นเพื่อกักเก็บความอบอุ่นในฤดูหนาวและไม่มีการติดตั้งระบบทำความเย็น ทำให้อุปสงค์ของเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ความเย็นพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

อเล็กซองดร์ บงปาร์ต ประธานบริหารของเครือซูเปอร์มาร์เก็ตยักษ์ใหญ่ “คาร์ฟูร์” เปิดเผยว่า เพียงแค่วันจันทร์วันเดียว บริษัทสามารถทำยอดขายพัดลมและเครื่องปรับอากาศเคลื่อนที่ได้สูงถึง 30,000 เครื่องภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งคิดเป็นยอดขายที่มากกว่าวันปกติถึง 1,000 เท่า ขณะที่แพลตฟอร์มอเมซอน รายงานยอดขายสินค้ากลุ่มนี้โตขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ด้านช่างไฟฟ้าในพื้นที่ต่างยอมรับว่าได้รับโทรศัพท์ติดต่อให้เข้าติดตั้งเครื่องปรับอากาศ “กรณีฉุกเฉิน” จนล้นมือจนผู้พักอาศัยหลายคนเลือกที่จะละเลยขั้นตอนการขออนุญาตจากนิติบุคคลเนื่องจากไม่สามารถทนต่อสภาพอากาศที่อบอ้าวได้

“การมาเที่ยวปารีสในสภาพอากาศแบบนี้มันแย่มาก พวกเรากำลังจะหมดลมหายใจ ทั้งบนท้องถนน ในสถานีรถไฟใต้ดิน หรือแม้แต่ในห้องพักที่เช่าไว้” จอห์น บีเลอร์ วิศวกรชาวอเมริกันวัย 45 ปีที่เดินทางมาท่องเที่ยวกล่าว พร้อมระบุว่าเขาจำเป็นต้องย้ายไปนอนโรงแรมที่มีเครื่องปรับอากาศแทน

นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุสลดในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส เมื่อผลชันสูตรพลิกศพพบว่าเด็กเล็กสองคนอายุ 2 และ 4 ขวบ เสียชีวิตเนื่องจากทนความร้อนไม่ไหวหลังติดอยู่ภายในรถยนต์ที่จอดอยู่หน้าบ้านพัก โดยมารดาระบุว่าเด็ก ๆ แอบเข้าไปเล่นในรถโดยที่เธอไม่ทราบ

นักอุตุนิยมวิทยาระบุว่า คลื่นความร้อนรอบนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยปรากฏการณ์สภาพอากาศที่เรียกว่า “โอเมก้า บล็อก” (Omega block) ซึ่งมีลักษณะของมวลอากาศที่ล็อกความร้อนให้อบอวลและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ วันต่อวัน โดยมีปัจจัยเร่งมาจากสภาวะโลกร้อน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากฝีมือมนุษย์ อุณหภูมิในปัจจุบันควรจะเย็นกว่านี้ประมาณ 2 ถึง 4 องศาเซลเซียส

สถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านต่างวิกฤตไม่แพ้กัน โดยที่สหราชอาณาจักร สำนักงานสาธารณสุขได้ประกาศเตือนภัยความร้อน “ระดับสีแดง” ซึ่งเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ชาติ เนื่องจากอุณหภูมิพุ่งสูงแตะปลายระดับ 30 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตแม้ในกลุ่มคนที่มีสุขภาพแข็งแรง ขณะที่ผู้ให้บริการรถไฟได้สั่งจำกัดความเร็วและแนะนำให้ประชาชนเดินทางเฉพาะกรณีที่จำเป็นเท่านั้น เนื่องจากความร้อนส่งผลกระทบต่อรางรถไฟ ด้านสมาคมครูใหญ่แห่งชาติระบุว่า โรงเรียนเกือบทุกแห่งต้องปรับตารางเรียนเนื่องจากอาคารเรียนในอังกฤษไม่พร้อมรองรับความร้อนระดับนี้

ส่วนอิตาลี กระทรวงสาธารณสุขประกาศเตือนภัยระดับสีแดงใน 16 เมืองใหญ่ รวมถึงโรมและมิลาน โดยคาดว่าสภาพอากาศจะย่ำแย่ลงอีกในพื้นที่แถบชายฝั่งเนื่องจากความชื้นสูง ซึ่งอาจทำให้ดัชนีความร้อน หรืออุณหภูมิที่มนุษย์รู้สึกจริง พุ่งสูงถึง 45 องศาเซลเซียส

ขณะที่เนเธอร์แลนด์ได้ประกาศเตือนภัยระดับสีส้ม ทางรถไฟแห่งชาติประกาศลดเที่ยววิ่งในหลายเส้นทาง ขณะที่สภาเมืองอัมสเตอร์ดัมเปิดให้ผู้ถือบัตรผ่านเมืองสามารถเข้าใช้บริการสระว่ายน้ำกลางแจ้งฟรีเพื่อคลายร้อน

ทั้งนี้ คลื่นความร้อนดังกล่าวมีแนวโน้มจะเคลื่อนตัวเข้าท่วมยุโรปตะวันออกในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยโปแลนด์คาดการณ์ว่าอุณหภูมิอาจทำลายสถิติสูงสุดเดิมที่ 40.2 องศาเซลเซียสที่เคยทำไว้ในปี 1921 ขณะที่โครเอเชียและฮังการีได้เตรียมยกระดับการเตือนภัยสู่ขั้นสูงสุดแล้วเช่นกัน โดยมีเพียงประเทศสเปนเท่านั้นที่เริ่มมีสัญญาณของอุณหภูมิที่ลดลงเล็กน้อยในบางพื้นที่.

ที่มา AFP / Reuters

ศาลสหรัฐฯ สั่งจำคุก 8 ผู้ต้องหา รวม 450 ปี ก่อจลาจลต้าน ICE-ยิงตำรวจเจ็บ

ศาลสหรัฐฯ สั่งจำคุก 8 ผู้ต้องหา รวม 450 ปี ก่อจลาจลต้าน ICE-ยิงตำรวจเจ็บ

24 มิ.ย. 2569 15:02 น.

ศาลสหรัฐฯ สั่งจำคุก 8 ผู้ต้องหา รวม 450 ปี ก่อจลาจลต้าน ICE-ยิงตำรวจเจ็บ

ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ พิพากษาลงโทษจำคุกกลุ่มผู้ประท้วงที่มีความเชื่อมโยงกับขบวนการฝ่ายซ้ายจัด “Antifa” จำนวน 8 ราย รวมโทษจำคุกสูงถึง 450 ปี จากคดีก่อเหตุจลาจล และเปิดฉากยิงถล่มเจ้าหน้าที่ตำรวจจนได้รับบาดเจ็บ บริเวณหน้าศูนย์กักกันคนเข้าเมืองในรัฐเท็กซัส เมื่อวันชาติสหรัฐฯ ปีที่ผ่านมา โดยแกนนำกลุ่มซึ่งเป็นอดีตทหารกองหนุนโดนโทษสูงสุดถึง 100 ปี

ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ ในเมืองฟอร์ตเวิร์ธ รัฐเท็กซัส ได้อ่านคำพิพากษาลงโทษจำคุกสมาชิกขบวนการฝ่ายซ้ายจัด “แอนติฟา” (Antifa) จำนวน 8 ราย โดยมีโทษจำคุกตั้งแต่ 30 ปี ไปจนถึง 100 ปี รวมโทษจำคุกของทุกคนสูงถึง 450 ปี จากคดีบุกโจมตีศูนย์กักกันผู้ตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) “แพรรีแลนด์” ในเมืองอัลวาราโด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2025 หรือวันชาติสหรัฐฯ โดยอัยการระบุว่า กลุ่มติดอาวุธแอนติฟาที่แต่งกายด้วยชุดยุทธวิธีสีดำได้มารวมตัวกัน ก่อนจะเปิดฉากยิงปืน สาดกระสุน และขว้างปาระเบิดเพลิงรวมถึงดอกไม้ไฟเข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจและอาคารของรัฐบาลกลาง ตลอดจนทุบทำลายยานพาหนะและป้อมยาม ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกยิงได้รับบาดเจ็บ 1 นาย ซึ่งผู้พิพากษาสหรัฐฯ ได้ประณามการกระทำในวันนั้นว่าเป็น “การจู่โจมต่อระบอบประชาธิปไตย” อย่างร้ายแรง

ผู้ได้รับการลงโทษหนักที่สุดคือ เบนจามิน ฮานิล ซง ซึ่งเป็นอดีตทหารกองหนุนหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ และถูกระบุว่าเป็นหัวหน้ากลุ่มและผู้จัดตั้งปฏิบัติการในครั้งนี้ เขาถูกตัดสินความผิดในข้อหาพยายามฆ่าเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย และถูกสั่งจำคุกเป็นเวลา 100 ปี โดยนางโฮป ซง มารดาของเขา และทนายความได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าลูกชายไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายใคร

ด้านนายซงได้ระบุในแถลงการณ์เป็นลายลักษณ์อักษรว่า เหตุผลที่เขาตัดสินใจลั่นไกปืนในคืนนั้น เป็นเพราะเขาเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเตรียมจะวิสามัญผู้ประท้วงอีกรายหนึ่ง โดยทางทนายความฝ่ายจำเลยยืนยันว่าจะยื่นอุทธรณ์ โดยระบุว่ากลุ่มคนเหล่านี้ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย แต่เป็นเพียงกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีจิตใจโอบอ้อมอารีและต้องการให้เสียงของตนเองเป็นที่รับรู้เท่านั้น

สำหรับผู้ต้องหาอีก 7 รายที่ถูกตัดสินโทษในรอบนี้ ได้แก่ มาริเซลา รูเอดา ถูกตัดสินจำคุก 70 ปี, ออทัมน์ ฮิลล์ (หรือ คาเมรอน อาร์โนลด์), ซาวันนา แบตเทน, แซกการี อีเวตต์ส, มีแกน มอร์ริส (หรือ แบรดฟอร์ด มอร์ริส) และ เอลิซาเบธ โซโต ถูกตัดสินจำคุกคนละ 50 ปี และแดเนียล โรลันโด ซานเชซ-เอสตราดา ถูกตัดสินจำคุก 30 ปี

พวกเขาทั้งหมดถูกคณะลูกขุนตัดสินความผิดในหลายข้อหาหนัก เช่น การก่อจลาจล, การใช้อาวุธและวัตถุระเบิด, การให้ความสนับสนุนด้านวัตถุแก่ผู้ก่อการร้าย และการขัดขวางกระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้ ยังมีจำเลยรายที่ 9 คือ อิเนส โซโต รวมถึงผู้สมรู้ร่วมคิดอีก 7 รายที่ยอมรับสารภาพก่อนการพิจารณาคดี มีกำหนดเข้ารับฟังคำพิพากษาลงโทษในวันที่ 1 กรกฎาคมที่จะถึงนี้

ท็อดด์ บลานช์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์ประณามกลุ่มผู้ก่อเหตุอย่างรุนแรง โดยระบุว่า “บทลงโทษที่ออกมาในวันนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้ก่อการร้ายแอนติฟาที่โจมตีเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและทรัพย์สินของส่วนรวม จะต้องเผชิญหน้ากับกระบวนการยุติธรรมที่รวดเร็วและเด็ดขาดโดยไม่มีข้อละเว้น”

ทั้งนี้ กลุ่ม “Antifa” หรือขบวนการต่อต้านฟาสซิสต์ กลายเป็นเป้าหมายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเขาได้ลงนามในคำสั่งบริหารเมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อจัดให้ขบวนการฝ่ายซ้ายจัดที่ไร้แกนนำกลุ่มนี้ให้เป็น “องค์กรก่อการร้ายภายในประเทศ” ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักสิทธิมนุษยชนว่า แอนติฟาเป็นเพียงแนวคิดอุดมการณ์ทางการเมือง ไม่ใช่องค์กรที่มีโครงสร้างสมาชิกหรือแกนนำที่ชัดเจน และการนับถืออุดมการณ์ใด ๆ ไม่ควรถูกตีเป็นความผิดทางอาญาที่ต้องรับโทษหนักเช่นนี้.

ที่มา BBC / Reuters

ทรัมป์สั่งสอบ บ.น้ำมัน “โก่งราคา” เหตุราคาน้ำมันหน้าปั๊มไม่ลดตามต้นทุนน้ำมันดิบ

ทรัมป์สั่งสอบ บ.น้ำมัน "โก่งราคา" เหตุราคาน้ำมันหน้าปั๊มไม่ลดตามต้นทุนน้ำมันดิบ

24 มิ.ย. 2569 14:01 น.

ทรัมป์สั่งสอบ บ.น้ำมัน “โก่งราคา” เหตุราคาน้ำมันหน้าปั๊มไม่ลดตามต้นทุนน้ำมันดิบ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ สั่งการให้กระทรวงยุติธรรมเปิดฉากสืบสวนกลุ่มบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ในข้อหา “โก่งราคา” หลังพบว่าราคาขายปลีกน้ำมันหน้าปั๊มในสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงล่าช้าและไม่สอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบโลกที่ร่วงลงอย่างรุนแรง หลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพชั่วคราว

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล ในช่วงกลางดึกวันอังคารที่ผ่านมา สั่งการให้กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เข้าตรวจสอบบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ในประเทศทันที โดยกล่าวหาว่าบริษัทเหล่านี้กำลัง “ขูดรีด” ผู้บริโภค เนื่องจากไม่ยอมปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันหน้าปั๊มให้ลดลงในสัดส่วนที่เท่ากับการดิ่งลงของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก

“บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ทั้งหลายไม่ได้ลดราคาหน้าปั๊มให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบที่พวกเขาซื้อมาในราคาที่ถูกลงอย่างมาก ตอนนี้ราคาน้ำมันดิบกำลังร่วงลงราวกับก้อนหินตกตึก! พูดง่าย ๆ ก็คือ ลูกค้ากำลังถูกโก่งราคา” ทรัมป์ระบุในโพสต์ พร้อมทิ้งท้ายอย่างดุดันว่า “ราคาหน้าปั๊มควรจะลดลงเร็วกว่าที่ผมกำลังเห็นอยู่ในตอนนี้!”

อย่างไรก็ดี ทั้งทำเนียบขาวและกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นเพิ่มเติมใด ๆ นอกเวลาทำการปกติเกี่ยวกับคำสั่งสายฟ้าแลบของผู้นำสหรัฐฯ ในครั้งนี้

ชนวนเหตุของความไม่พอใจของทรัมป์เกิดจากความเหลื่อมล้ำของตัวเลขราคาพลังงาน โดยหลังจากที่สหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงสันติภาพชั่วคราว และเริ่มเปิดเส้นทางเดินเรือผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบราว 1 ใน 5 ของโลกอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ดิ่งลงแล้วถึง 23% นับตั้งแต่จุดสูงสุดในเดือนพฤษภาคม และหากเทียบกับช่วงพุ่งทะยานสูงสุดในเดือนมีนาคม ราคาน้ำมันดิบโลกลดลงมาแล้วถึง 40%

แต่ข้อมูลจาก GasBuddy ระบุว่า ราคาขายปลีกน้ำมันเฉลี่ยในสหรัฐฯ เมื่อเช้าวันพุธ (24 มิ.ย.) อยู่ที่ 3.906 ดอลลาร์ต่อแกลลอน หรือประมาณ 3.93 ดอลลาร์ตามข้อมูลของสมาคมยานยนต์อเมริกัน ซึ่งลดลงเพียง 14% จากจุดสูงสุดในเดือนพฤษภาคม และยังคงสูงกว่าระดับ 2.764 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งเป็นราคาเฉลี่ยในเดือนมกราคม ก่อนที่สงครามกับอิหร่านจะปะทุขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์

ราคาน้ำมันนับเป็นประเด็นทางการเมืองที่อ่อนไหวอย่างยิ่งในสหรัฐฯ เนื่องจากรถยนต์ส่วนบุคคลที่ใช้น้ำมันยังคงเป็นพาหนะหลักในการเดินทางของชาวอเมริกันส่วนใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมา ทรัมป์เผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์และแรงตีกลับอย่างรุนแรงจากสาธารณชน ที่ไม่พอใจต่อการตัดสินใจเข้าร่วมทำสงครามในตะวันออกกลางจนส่งผลให้ราคาพลังงานและอัตราเงินเฟ้อในประเทศพุ่งสูงลิ่ว และมองว่ารัฐบาลนำเงินภาษีของประชาชนหลายพันล้านดอลลาร์ไปละเลงในสงคราม

แม้ว่าผู้นำสหรัฐฯ จะเคยคาดการณ์ซ้ำ ๆ ว่าราคาน้ำมันจะ “ร่วงลงราวกับก้อนหิน” ทันทีที่สงครามยุติลง แต่นักเศรษฐศาสตร์หลายรายกลับมองต่างมุม โดยคาดการณ์ว่าอาจต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าที่ราคาน้ำมันจะปรับตัวกลับไปสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของทรัมป์ในครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นความพยายามลดอุณหภูมิความไม่พอใจของประชาชน ในขณะที่ตัวเขาและพรรครีพับลิกันกำลังเผชิญศึกหนักในการรักษาเก้าอี้เสียงข้างมากอันน้อยนิดในสภาคองเกรส สำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึงในเดือนพฤศจิกายนนี้.

ที่มา Reuters / AFP

ชายออสเตรเลียทุบสถิติกินเนสส์ “เสียงดังที่สุดในโลก” 122.4 เดซิเบล เท่าเครื่องบินเจ็ทกำลังทะยาน

ชายออสเตรเลียทุบสถิติกินเนสส์ "เสียงดังที่สุดในโลก" 122.4 เดซิเบล เท่าเครื่องบินเจ็ทกำลังทะยาน

24 มิ.ย. 2569 12:32 น.

ชายออสเตรเลียทุบสถิติกินเนสส์ “เสียงดังที่สุดในโลก” 122.4 เดซิเบล เท่าเครื่องบินเจ็ทกำลังทะยาน

กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด ประกาศรับรองชายชาวออสเตรเลียวัย 58 ปี จากกรุงแคนเบอร์รา เป็นผู้ที่ตะโกนเสียงดังที่สุดในโลกคนใหม่ ด้วยความดังทะลุ 122.4 เดซิเบล เทียบเท่าเสียงเลื่อยยนต์หรือเครื่องบินเจ็ทที่กำลังทะยานขึ้นฟ้า ทำลายสถิติเดิมที่ยืนยงมานานกว่า 30 ปีลงได้สำเร็จ หลังเจ้าตัวตะโกนคำว่า “Now” จนเสียงแหบแห้งไปหลายวัน

นายโจเซฟ แมคเกรล-เบทัป (Joseph McGrail-Bateup) ชายชาวออสเตรเลียวัย 58 ปี ซึ่งมีอาชีพหลักเป็นช่างล้างแอร์และควบตำแหน่งพนักงานป่าวร้องกิตติมศักดิ์ประจำเมือง ได้รับการบันทึกชื่อลงในกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดอย่างเป็นทางการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในฐานะบุคคลที่ส่งเสียงตะโกนดังที่สุดในโลก โดยเขาสามารถทำสถิติได้ที่ความดังถึง 122.4 เดซิเบล จากการตะโกนคำว่า “Now” (ตอนนี้) เพียงคำเดียว

สถิติดังกล่าวล้มแชมป์เก่าอย่าง แอนนาลิซา แฟลนากัน คุณครูชาวไอร์แลนด์เหนือที่เคยทำไว้ 121.7 เดซิเบล ตั้งแต่ปี 1994 จากการตะโกนคำว่า “Quiet” (เงียบ ๆ) ซึ่งความดังในระดับ 122.4 เดซิเบลนี้ ถือเป็นระดับเสียงที่อันตรายและเทียบเท่ากับเสียงของเลื่อยยนต์ เสียงเครื่องบินเจ็ทขณะเทคออฟ หรือเสียงไซเรนของรถพยาบาลในระยะประชิด

แมคเกรล-เบทัป เปิดเผยว่า สถิตินี้ไม่ใช่สิ่งที่สามารถฝึกซ้อมกันได้ล่วงหน้า “มันไม่มีวิธีซ้อม คุณต้องเก็บพลังเสียงเอาไว้ใช้ในวันจริงเท่านั้น โดยเฉพาะการท้าทายสถิติโลกแบบนี้ ผมต้องพยายามอยู่ถึง 7 ครั้งเพื่อตะโกนคำว่า ‘Now’ ออกมาคำเดียวให้ดีที่สุด และหลังจากนั้นเสียงของผมก็แหบแห้งไปสองสามวันเลยทีเดียว เสียงมันแหบพร่าและแย่มาก ดังนั้นมันซ้อมไม่ได้จริง ๆ แต่ตอนทำมันสนุกมากครับ”

เขายังกล่าวเสริมอีกว่า เขาพึงพอใจที่จะมองว่าตัวเองเป็น “ผู้ชายที่เสียงดังที่สุดในโลก” มากกว่า เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยมีการแยกสถิติของฝ่ายชายมาก่อน ทำให้แชมป์เก่าอย่างแฟลนากันยังคงครองสถิติผู้หญิงที่เสียงดังที่สุดในโลกต่อไปได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับทั้งสองฝ่าย

จุดเริ่มต้นของการท้าทายสถิตินี้ เกิดขึ้นจากการที่เขาค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์ของกินเนสส์บุ๊กเพื่อดูสถิติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาชีพนักป่าวร้อง แต่ไม่พบข้อมูลของฝ่ายชาย แต่กลับไปเจอสถิติของคุณครูแฟลนากันเข้า โดยแมคเกรล-เบทัป เริ่มหันมาพัฒนาพลังเสียงอย่างจริงจังหลังจากได้รับแต่งตั้งให้เป็นพนักงานป่าวร้องอย่างเป็นทางการของกรุงแคนเบอร์รา เมืองหลวงของออสเตรเลีย ในปี 2017 ซึ่งเป็นตำแหน่งกิตติมศักดิ์แบบพาร์ทไทม์ที่จัดตั้งโดยรัฐบาลท้องถิ่น โดยมีฉายาในวงการว่า “ลอร์ดโจเซฟ” ทำหน้าที่ประกาศข่าวสารในงานชุมชน งานโรงเรียน และงานแสดงรถยนต์ต่าง ๆ

นอกจากนี้ เขายังเป็นสมาชิกของสมาคมนักป่าวร้องโบราณแห่งออสเตรเลีย และเคยชนะการประกวดของสมาคมในปี 2024 ด้วยการเปล่งเสียงคำว่า “Oyez, Oyez, Oyez” (ฟังทางนี้) ซึ่งเป็นคำสั่งให้ฝูงชนเงียบและหันมาสนใจ ด้วยความดัง 98 เดซิเบล ก่อนที่เขาจะหันมาทดลองใช้คำต่าง ๆ สำหรับการทำลายสถิติโลกและมาจบที่คำว่า “Now” ซึ่งการบันทึกเสียงสถิติโลกนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา ภายในสตูดิโอวิทยุแห่งหนึ่งในแคนเบอร์รา โดยมีวิศวกรเสียงมืออาชีพควบคุมและมีสักขีพยานร่วมรับรู้ ก่อนจะส่งไฟล์หลักฐานให้กินเนสส์บุ๊กตรวจสอบและประกาศผลเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. ผ่านมา

นี่นับเป็นครั้งที่สองในชีวิตของแมคเกรล-เบทัป ที่ได้เป็นเจ้าของสถิติโลก โดยในปี 2019 เขาเคยทำลายสถิติโลกความเร็วในการยิงธนู 10 ดอก ด้วยเวลา 60.03 วินาที เฉือนชนะสถิติเดิมที่อยู่มาตั้งแต่ปี 2015 ไปได้เพียงเสี้ยววินาที ทว่าหลังจากนั้นเพียง 9 เดือน สถิติของเขาก็ถูกเด็กชายวัย 7 ขวบ ทุบกระจัดกระจายด้วยเวลาที่เร็วกว่าถึง 11.4 วินาที อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่าไม่มีความคิดที่จะไปทวงสถิตินักยิงธนูคืน และไม่ได้ยึดติดว่าต้องรักษาขีดจำกัดสถิติการตะโกนนี้ไว้ตลอดไป

แมคเกรล-เบทัป กล่าวทิ้งท้ายอย่างอารมณ์ดีว่า “ถ้าวันหนึ่งมีใครมาทำลายสถิติตะโกนของผมได้ นั่นก็เป็นเรื่องที่วิเศษมากครับ เพราะสถิติต่าง ๆ มีไว้เพื่อให้ถูกทำลายนั่นแหละ”.

ที่มา Associated Press

สุดสยอง ตำรวจฮังการีจับชายวัย 30 ปี เก็บชิ้นส่วนมนุษย์จากสุสานและโรงพยาบาล อ้างนำมาประกอบอาหารกิน

สุดสยอง ตำรวจฮังการีจับชายวัย 30 ปี เก็บชิ้นส่วนมนุษย์จากสุสานและโรงพยาบาล อ้างนำมาประกอบอาหารกิน

24 มิ.ย. 2569 11:46 น.

สุดสยอง ตำรวจฮังการีจับชายวัย 30 ปี เก็บชิ้นส่วนมนุษย์จากสุสานและโรงพยาบาล อ้างนำมาประกอบอาหารกิน

ตำรวจฮังการีจับกุมชายวัย 30 ปี ลักลอบเก็บสะสมชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์จากสุสานร้างและโรงพยาบาล โดยระหว่างการตรวจค้นพบชิ้นส่วนมนุษย์จำนวนมาก รวมถึงกะโหลกศีรษะ สมอง หัวใจ และอวัยวะอื่น ๆ

สำนักงานสอบสวนแห่งชาติฮังการีเปิดเผยว่า คดีสุดสยอง ชายวัย 30 ปี ลักลอบสะสมอวัยวะมนุษย์ที่ขโมยมาจากสุสานและโรงพยาบาลหลายแห่ง โดยเขาถูกตั้งข้อหาการใช้อวัยวะมนุษย์โดยผิดกฎหมาย

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ระหว่างการตรวจค้นบ้านพัก พบชิ้นส่วนอวัยวะจำนวนมาก ได้แก่ ใบหน้ามนุษย์ที่ผ่านการเก็บรักษา หนังใบหน้า กระดูกที่บรรจุอยู่ในกระเป๋าเดินทาง ขาท่อนล่างทั้งชิ้น สมอง มือ ศีรษะ กะโหลกศีรษะหลายชิ้น และหัวใจที่เก็บไว้ในโหลแก้ว

ตำรวจเปิดเผยเพิ่มเติมว่า กำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าหัวใจที่ตรวจพบนั้นเป็นของมนุษย์หรือสัตว์ ขณะที่ชิ้นส่วนอื่น ๆ ที่ยึดได้ทั้งหมดจะถูกส่งให้ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชตรวจสอบอย่างละเอียด 

จากการสอบปากคำ ผู้ต้องสงสัยให้การว่า เขามีความสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ และเคยนำบางส่วนมาปรุงเป็นอาหารเพื่อรับประทานด้วยตนเองในรูปแบบต่าง ๆ

ตำรวจระบุว่า ชายคนดังกล่าวมีความหลงใหลในด้านกายวิภาคศาสตร์และพยาธิวิทยา อีกทั้งยังชอบชำแหละสัตว์เป็นงานอดิเรก

เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเขาได้ชิ้นส่วนมนุษย์บางส่วนมาจากการทำงานภายในโรงพยาบาล ขณะที่บางส่วนได้มาจากการขุดศพในสุสานร้างทั้งในฮังการีและสโลวาเกีย

รายงานระบุว่า การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังเจ้าหน้าที่สืบสวนคดีลักลอบบุกรุกสุสานและสถานที่ฝังศพหลายแห่ง ซึ่งมีรายงานว่าหลุมฝังศพ ห้องเก็บศพ และสุสานใต้ดินจำนวนมากถูกงัดแงะ

ในการตรวจค้นบ้านพักและคลังเก็บของของผู้ต้องสงสัย สภาพภายในบ้านสร้างความตกตะลึงให้กับทีมสืบสวนอย่างมาก เนื่องจากมีลักษณะคล้ายฉากในภาพยนตร์สยองขวัญ เจ้าหน้าที่พบกะโหลกศีรษะมนุษย์มากกว่า 100 ชิ้น กระดูกจำนวนมาก มือและเท้าที่อยู่ในสภาพมัมมี่ รวมถึงลำตัวมนุษย์ที่กำลังเน่าเปื่อย 2 ร่าง และชิ้นส่วนโครงกระดูกอื่น ๆ อีกจำนวนมาก

ตำรวจกล่าวหาว่าผู้ต้องสงสัยเลือกเป้าหมายเป็นสุสาน ห้องเก็บศพ และห้องฝังศพใต้ดิน ก่อนจะลักลอบเข้าไปนำชิ้นส่วนศพออกมา โดยผู้ต้องหาถูกจับกุมขณะเดินกลับไปยังรถยนต์พร้อมอุปกรณ์งัดแงะ โดยเจ้าหน้าที่พบชะแลงอยู่ในความครอบครอง

ขณะนี้เขาถูกตั้งข้อหาหลายกระทง รวมถึงข้อหาละเมิดศพ รับทรัพย์สินที่ได้มาโดยการโจรกรรม บุกรุกสถานที่ ทำลายสถานที่ฝังศพ ทำลายวัตถุที่ได้รับการเคารพทางสังคม ลักทรัพย์ และความผิดอื่น ๆ 

ล่าสุดเจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบชิ้นส่วนมนุษย์ทั้งหมด รวมถึงสืบหาว่ามีผู้เสียหายหรือครอบครัวใดได้รับผลกระทบจากการลักลอบนำศพออกจากสถานที่ฝังศพหรือไม่.

ที่มา : globalnews

นักบินสหรัฐฯ อ้างเห็นโดรนอิหร่านบินรวมตัวคล้าย “แมงกะพรุน” ก่อนเครื่องถูกยิงตก

นักบินสหรัฐฯ อ้างเห็นโดรนอิหร่านบินรวมตัวคล้าย “แมงกะพรุน” ก่อนเครื่องถูกยิงตก

24 มิ.ย. 2569 11:44 น.

นักบินสหรัฐฯ อ้างเห็นโดรนอิหร่านบินรวมตัวคล้าย “แมงกะพรุน” ก่อนเครื่องถูกยิงตก

รายงานพิเศษของซีเอ็นเอ็นเปิดเผยคำให้การของนักบินเครื่องบินรบสหรัฐฯ ที่รอดชีวิตหลังถูกยิงตกเหนืออิหร่าน โดยระบุว่าเห็นฝูงโดรนอิหร่านบินประสานกันเป็นรูปทรงคล้ายแมงกะพรุน เหตุการณ์ดังกล่าวจุดกระแสถกเถียงในวงการข่าวกรองสหรัฐฯ ถึงความเป็นไปได้ของขีดความสามารถใหม่ด้านสงครามโดรนของอิหร่าน

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น (CNN) เปิดเผยรายงานพิเศษอ้างอิงแหล่งข่าววงใน ระบุว่านักบินเครื่องบินขับไล่ F-15 ของสหรัฐฯ ที่ถูกยิงตกในสมรภูมิอิหร่านเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้ให้การกับหน่วยข่าวกรองถึงภาพสุดช็อกก่อนต้องดีดตัวออกจากเครื่อง โดยระบุว่าพบฝูงโดรนกามิกาเซ่ของอิหร่านจำนวนมากบินเกาะกลุ่มและเคลื่อนที่ไปพร้อมกันเป็นเนื้อเดียวในลักษณะคล้ายกับ “แมงกะพรุนยักษ์” ซึ่งหากเป็นความจริง จะถือเป็นก้าวสำคัญของกองทัพอิหร่านในการครอบครองเทคโนโลยีควบคุมฝูงโดรนขั้นสูงที่อาจได้รับความช่วยเหลือจากรัสเซียและจีน

ข้อมูลที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อนระบุว่า ระหว่างการสอบสวนและสรุปภารกิจหลังการเข้าช่วยเหลือตัวนักบินเครื่องบินขับไล่ F-15 ของสหรัฐฯ ที่ถูกยิงตกเหนือน่านฟ้าอิหร่าน คำให้การของนักบินคนดังกล่าวได้จุดชนวนวิพากษ์วิจารณ์และถกเถียงอย่างรุนแรงภายในชุมชนข่าวกรองสหรัฐฯ ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากระบบการบินร่วมกันเป็นฝูงที่นักบินผู้นี้พบเห็น คือเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูงที่กองทัพสหรัฐฯ ไม่เคยประเมินมาก่อนว่าอิหร่านจะทำได้

แหล่งข่าวรายหนึ่งที่ใกล้ชิดกับคำให้การของนักบินเปิดเผยว่า นักบินได้อธิบายถึงสิ่งที่เห็นราวกับภาพในภาพยนตร์ไซไฟ “มันคือโดรนหลายลำที่เชื่อมต่อถึงกันและเคลื่อนที่ไปพร้อมกันเป็นหนึ่งเดียว โดยมีโดรนขนาดเล็กกว่าบินเรียงรายอยู่ใต้โดรนลำใหญ่ ดูเหมือนหนวดของแมงกะพรุน บอกตรง ๆ มันเหมือนกับเทคโนโลยีของพวกเอเลี่ยน”

ขณะที่แหล่งข่าวอีกรายระบุว่า นักบินอธิบายสถานการณ์เหนือน่านฟ้าในตอนนั้นว่าไม่ต่างอะไรกับ “สนามทุ่นระเบิดลอยฟ้าที่เต็มไปด้วยโดรน” และมีความเป็นไปได้สูงว่า ฝูงโดรนลึกลับนี้อาจมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านสามารถยิงเครื่องบินขับไล่ F-15 ของอเมริการ่วงเป็นลำแรกในสงครามครั้งนี้

รายงานระบุว่า เครื่องบิน F-15 ลำดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่ประจำการ 2 นาย คือนักบินและเจ้าหน้าที่ระบบอาวุธ  ซึ่งทั้งคู่ได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัยจากหน่วยรบพิเศษหลังดีดตัวออกจากเครื่อง โดยฝ่ายนักบินได้รับความช่วยเหลือในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ขณะที่เจ้าหน้าที่ระบบอาวุธต้องหลบซ่อนตัวจากการตามล่าของทหารอิหร่านบนเทือกเขานานกว่าหนึ่งวันเต็ม และยังไม่แน่ชัดว่าเจ้าหน้าที่ระบบอาวุธรายนี้มองเห็นฝูงโดรนดังกล่าวด้วยหรือไม่

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ บางส่วนยังคงเคลือบแคลงใจในคำให้การนี้ เนื่องจากนักบินมีอาการสมองกระทบกระเทือน จากการตกของเครื่องบิน นอกจากนี้ สงครามอิหร่านครั้งนี้ยังเป็นครั้งที่สองที่เขาถูกยิงตก โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในช่วงต้นของความขัดแย้งจากการยิงกันเองของกองทัพคูเวต ทำให้เกิดคำถามตามมาจากเจ้าหน้าที่สอบสวนว่า “คุณแน่ใจจริง ๆ หรือว่าสิ่งที่คุณเห็นคือสิ่งที่คุณกำลังเล่าอยู่?” มันคืออาวุธที่สมบูรณ์แบบแล้ว? การทดสอบระบบขั้นเบต้า? หรือเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาในทะเลทราย?

ในทางเทคนิค ผู้เชี่ยวชาญเรียกขีดความสามารถที่นักบินอธิบายนี้ว่า “ระบบเครือข่ายแมชแบบหนึ่งต่อกลุ่ม” ซึ่งเป็นระบบเครือข่ายที่ช่วยให้ผู้ควบคุมสั่งการโดรนจำนวนมากได้พร้อมกันในเวลาเดียว โดยปัจจุบันเชื่อว่ามีเพียงประเทศมหาอำนาจอย่างรัสเซียและจีนเท่านั้นที่มีเทคโนโลยีนี้ และมีรายงานว่าทั้งสองประเทศได้ให้ความช่วยเหลือทางเทคโนโลยีแก่โปรแกรมโดรนของอิหร่านมาโดยตลอด

เอ็มมา เบตส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสงครามโดรนและการยกระดับยุทโธปกรณ์ป้องกันประเทศ และผู้ก่อตั้งบริษัท Cachai กล่าวกับซีเอ็นเอ็นว่า ขีดความสามารถของระบบเครือข่ายฝูงโดรนนี้ถือเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัวมาก

“หากพวกมันสามารถจัดกำลังพลเป็นรูปร่างที่จับต้องได้ รักษารูปร่างนั้นไว้ขณะบิน แถมยังมีระเบิดแสวงเครื่องติดตั้งอยู่ด้านบน โดยที่มีโดรนอีกส่วนคอยบินสำรองไว้โจมตีซ้ำในจุดที่ระลอกแรกทำลายไม่สำเร็จ นี่ถือเป็นกลยุทธ์ทางทหารที่มีประสิทธิภาพสูงมาก และสหรัฐฯ อาจต้องเสียทั้งเลือดเนื้อและงบประมาณมหาศาลเพื่อหาทางป้องกันสิ่งนี้”

ประเด็นร้อนเรื่องศักยภาพโดรนของอิหร่านเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศการเจรจาสันติภาพ หลังสหรัฐฯ และอิหร่านตกลงหยุดยิงชั่วคราวและเปิดกรอบเวลาเจรจา 60 วันที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แม้ว่าประเด็นหลักจะมุ่งเน้นไปที่โครงการนิวเคลียร์และการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร แต่ฝูงโดรนกามิกาเซ่ของอิหร่านที่เคยสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับกองทัพสหรัฐฯ อิสราเอล และกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ตลอดช่วงหลายสัปดาห์ของสงคราม ก็กลายเป็นอีกหนึ่งหัวข้อสำคัญที่ส่งผลต่อการดุลอำนาจและความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.

ที่มา CNN

“รูบิโอ” ย้ำไม่มีประเทศใดมีสิทธิเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ

"รูบิโอ" ย้ำไม่มีประเทศใดมีสิทธิเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ

24 มิ.ย. 2569 10:58 น.

“รูบิโอ” ย้ำไม่มีประเทศใดมีสิทธิเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ

นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมรับการจัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมใด ๆ จากอิหร่าน ในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยย้ำว่านี่คือเส้นทางเดินเรือสากลและไม่มีประเทศใดมีสิทธิเรียกเก็บค่าผ่านทาง

นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมรับการที่อิหร่านเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าผ่านทางจากเรือที่ใช้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก โดยความเห็นต่างในประเด็นดังกล่าว รวมถึงเรื่องการตรวจสอบนิวเคลียร์และโครงการขีปนาวุธ เริ่มสะท้อนความเปราะบางของกระบวนการเจรจายุติสงครามตะวันออกกลาง

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านได้ลงนามในข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อระงับความขัดแย้ง และเสร็จสิ้นการเจรจารอบแรกที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นการเปิดฉากกรอบเวลาเจรจา 60 วัน เพื่อหาข้อสรุปในประเด็นการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร, โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และอนาคตของช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม อิหร่านและโอมานได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันว่าจะศึกษาแนวทางการบริหารจัดการและเรียกเก็บค่าบริการในช่องแคบดังกล่าว โดยอ้างสิทธิ์เหนืออธิปไตยในพื้นที่ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับฝั่งวอชิงตันเป็นอย่างมาก

ในช่วงต้นของสงคราม การปิดกั้นเส้นทางเดินเรือโดยอิหร่านส่งผลให้การขนส่งทางทะเลหยุดชะงักและราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง อย่างไรก็ตาม หลังลงนามข้อตกลง การเดินเรือผ่านช่องแคบเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้น แม้ยังอยู่เพียงราว 40 เปอร์เซ็นต์ของระดับปกติในช่วงสันติภาพ

ด้านอิหร่านยังคงยืนยันว่า จะรักษาอำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซต่อไป โดยรัฐบาลอิหร่านและโอมานออกแถลงการณ์ร่วม ระบุว่าจะศึกษารูปแบบการบริหารเส้นทางการค้าและต้นทุนบริการต่าง ๆ แต่ย้ำหลักอธิปไตยเหนือพื้นที่ดังกล่าว

นายรูบิโอ ซึ่งเริ่มภารกิจเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก่อนเดินทางต่อไปยังคูเวตและบาห์เรน เพื่อหารือกับชาติสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ หรือ GCC ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางน้ำสากล และไม่มีประเทศใดมีสิทธิเรียกเก็บค่าผ่านทาง พร้อมเชื่อว่าประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเห็นพ้องในหลักการเดียวกัน

ขณะเดียวกัน นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ผู้แทนเจรจาระดับสูงของอิหร่าน ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะไม่กลับไปสู่สภาพก่อนสงคราม แม้ทั้งสองฝ่ายตกลงจัดตั้งช่องทางสื่อสารเพื่อรักษาการเปิดเส้นทางเดินเรือก็ตาม

องค์การทางทะเลแห่งสหประชาชาติเปิดเผยว่า เตรียมอพยพลูกเรือมากกว่า 11,000 คนที่ติดค้างจากมาตรการปิดล้อม โดยประสานงานกับอิหร่าน โอมาน และสหรัฐฯ ภายใต้การรับรองด้านความปลอดภัย

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน ซึ่งเตหะรานส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะไม่รวมอยู่ในข้อตกลงฉบับสุดท้าย ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน กล่าวระหว่างเยือนปากีสถานว่า ศักยภาพด้านการป้องกันประเทศไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาเจรจา พร้อมยืนยันว่าอิหร่านจะไม่ต่อรองเรื่องขีดความสามารถทางทหารไม่ว่าในกรณีใด

ด้านนายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ ของปากีสถาน ยืนยันว่าข้อตกลงเบื้องต้นระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านไม่ได้กล่าวถึงขีปนาวุธ พร้อมระบุว่าไม่ควรมีมาตรฐานสองชั้นในการครอบครองอาวุธของแต่ละประเทศ

นอกจากนี้ อิหร่านยังปฏิเสธคำกล่าวอ้างจากสหรัฐฯ ว่าตกลงเปิดทางให้ผู้ตรวจสอบของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ IAEA กลับเข้าตรวจสอบโรงงานนิวเคลียร์ที่ถูกโจมตีเมื่อปีก่อน โดยยืนยันว่ายังไม่มีการตัดสินใจในเรื่องดังกล่าว

ในอีกด้านหนึ่ง กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรชั่วคราว เปิดทางให้อิหร่านสามารถผลิตและส่งออกน้ำมันดิบได้จนถึงกลางเดือนสิงหาคม และตามรายงานของสื่อทางการอิหร่าน สหรัฐฯ ยังตกลงปล่อยเงินทุนที่ถูกอายัดมูลค่า 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่เตหะราน

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวสร้างความกังวลให้หลายประเทศอ่าวอาหรับ เนื่องจากไม่มีข้อจำกัดต่อโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน มีแนวคิดกองทุนฟื้นฟูมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์ และอาจเปิดทางให้อิหร่านมีบทบาทมากขึ้นในภูมิภาค รวมถึงเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญ

แม้กระบวนการเจรจาจะยังเดินหน้าต่อ แต่หลายฝ่ายมองว่า ความเห็นต่างด้านความมั่นคงและอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ อาจเป็นบททดสอบสำคัญต่อความสำเร็จของข้อตกลงสันติภาพในตะวันออกกลางครั้งนี้.

ที่มา AFP / Reuters

อาลีบาบาฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำกลาโหม ชี้ไร้หลักฐานเชื่อมโยงกองทัพจีน

อาลีบาบาฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำกลาโหม ชี้ไร้หลักฐานเชื่อมโยงกองทัพจีน

24 มิ.ย. 2569 09:49 น.

อาลีบาบาฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำกลาโหม ชี้ไร้หลักฐานเชื่อมโยงกองทัพจีน

อาลีบาบาเปิดฟ้องร้องรัฐบาลสหรัฐฯ หลังถูกเพนตากอนขึ้นบัญชีดำบริษัทที่ถูกระบุว่าเชื่อมโยงกองทัพจีน ด้านบริษัทโต้กลับว่าไม่มีมูลความจริงและไม่ได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม

วันที่ 24 มิถุนายน 2569 บริษัทอาลีบาบา (Alibaba) ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซและเทคโนโลยีของจีน ยื่นฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อศาลรัฐบาลกลางในรัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อคัดค้านการถูกขึ้นบัญชีดำของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) โดยระบุว่าเป็นการตัดสินที่ไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ และไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ก่อนหน้านี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้จัดให้อาลีบาบาอยู่ในบัญชีที่เรียกว่า “1260H list” โดยระบุว่าบริษัทมีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีน ผ่านแนวคิด “การบูรณาการระหว่างภาคพลเรือนและการทหาร” (military-civil fusion) เนื่องจากบริษัทต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของทางการจีน

โดยที่ผ่านมาสหรัฐฯ ให้เหตุผลว่า การปฏิบัติตามกฎกำกับดูแลด้านเทคโนโลยีของจีนทำให้อาลีบาบาถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ ขณะที่บัญชีดำดังกล่าวยังขยายไปยังบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อื่น ๆ เช่น ไป่ตู้ บีวายดี และนีโอ (Nio)

ขณะที่อาลีบาบาโต้กลับว่า บริษัทไม่เกี่ยวข้องกับกองทัพจีน และไม่มีสมาชิกคณะกรรมการบริษัทคนใดมีความเชื่อมโยงทางทหาร พร้อมย้ำว่าระบบธุรกิจของบริษัทมุ่งเน้นด้านอีคอมเมิร์ซและคลาวด์คอมพิวติ้ง ไม่ใช่ด้านการทหารหรือข่าวกรอง พร้อมกันนี้ระบุว่า การตัดสินใจของสหรัฐฯ เป็นการดำเนินการแบบตามอำเภอใจและไม่เป็นธรรม  พร้อมยืนยันว่าการฟ้องร้องครั้งนี้มีเป้าหมายให้เพิกถอนชื่อออกจากบัญชี 

แม้การขึ้นบัญชีดำจะไม่ส่งผลให้ทรัพย์สินถูกอายัดทันที แต่จะเริ่มมีผลกระทบทางธุรกิจตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายนนี้ โดยหน่วยงานของเพนตากอนจะถูกห้ามทำธุรกรรมกับบริษัทที่อยู่ในรายชื่อทั้งหมด รวมถึงข้อจำกัดที่ส่งผลกระทบต่อผู้รับเหมาที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเหล่านี้.

รถไฟทั่วเยอรมนีหยุดวิ่งชั่วคราวเหตุระบบสื่อสารขัดข้อง ผู้โดยสารตกค้างทั่วประเทศ

รถไฟทั่วเยอรมนีหยุดวิ่งชั่วคราวเหตุระบบสื่อสารขัดข้อง ผู้โดยสารตกค้างทั่วประเทศ

24 มิ.ย. 2569 09:04 น.

รถไฟทั่วเยอรมนีหยุดวิ่งชั่วคราวเหตุระบบสื่อสารขัดข้อง ผู้โดยสารตกค้างทั่วประเทศ

เครือข่ายรถไฟเยอรมนีหยุดให้บริการทั่วประเทศชั่วคราว หลังระบบสื่อสารภายในเกิดขัดข้อง ส่งผลให้ผู้โดยสารจำนวนมากติดค้างตามสถานี ก่อนผู้ให้บริการทยอยกลับมาเดินรถได้ในช่วงกลางดึก

วันที่ 24 มิถุนายน 2569 การเดินรถไฟทั่วประเทศเยอรมนีต้องหยุดให้บริการชั่วคราว หลังเกิดปัญหากับระบบสื่อสารดิจิทัลที่ใช้ควบคุมการปฏิบัติงานของเครือข่ายรถไฟ ส่งผลให้ผู้โดยสารจำนวนมากตกค้างอยู่ตามสถานีและต้องต่อแถวยาวเพื่อสอบถามข้อมูลการเดินทาง

บริษัทดอยซ์บาห์น ผู้ให้บริการรถไฟแห่งชาติของเยอรมนี เปิดเผยว่า ปัญหาเกิดขึ้นกับระบบ GSM-R (Global System for Mobile Communications–Railway) ซึ่งเป็นระบบสื่อสารที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างพนักงานขับรถไฟ ศูนย์ควบคุม และบุคลากรภายในเครือข่ายรถไฟทั่วประเทศ โดยหลังจากประกาศเหตุขัดข้องนานเกือบ 2 ชั่วโมงครึ่ง บริษัทแจ้งเมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. ว่า สามารถแก้ไขปัญหาได้แล้ว และได้ทยอยกลับมาเปิดให้บริการตามปกติเป็นลำดับ

ต่อมาบริษัทระบุว่าสามารถระบุสาเหตุของปัญหาได้แล้ว แต่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด ขณะที่หนังสือพิมพ์บิลด์ รายงานโดยอ้างคำกล่าวของนางเอเวลิน พัลลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของดอยซ์บาห์น ว่า เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ด้วยการใช้ระบบสำรองฉุกเฉิน โดยระหว่างที่ระบบขัดข้อง ดอยซ์บาห์นได้จัดคูปองค่าแท็กซี่และค่าที่พักให้ผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งเปิดขบวนรถบางส่วนที่จอดอยู่ตามสถานีให้ประชาชนเข้าไปนั่งพัก พร้อมกล่าวขออภัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัญหารถไฟล่าช้าและการหยุดชะงักของบริการในเยอรมนีเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น ส่งผลให้ดอยซ์บาห์นเริ่มดำเนินโครงการปรับปรุงเส้นทางรถไฟครั้งใหญ่เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ หลังเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานขาดการลงทุนมาเป็นเวลานาน ซึ่งที่ผ่านมา ระบบรถไฟเยอรมนีเคยหยุดให้บริการในวงกว้างมาแล้วหลายครั้ง แต่ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากพายุหรือสภาพอากาศรุนแรง ขณะที่เหตุขัดข้องครั้งนี้เกิดจากปัญหาทางเทคนิคของระบบสื่อสาร ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่พบได้ไม่บ่อยนัก.