ออสเตรเลียจ่อลดภาษีน้ำมันลงครึ่งหนึ่ง หวังบรรเทาผลกระทบหลังราคาพุ่งสูงจากพิษสงครามตะวันออกกลาง

ออสเตรเลียจ่อลดภาษีน้ำมันลงครึ่งหนึ่ง หวังบรรเทาผลกระทบหลังราคาพุ่งสูงจากพิษสงครามตะวันออกกลาง

30 มี.ค. 2569 16:58 น.

ออสเตรเลียจ่อลดภาษีน้ำมันลงครึ่งหนึ่ง หวังบรรเทาผลกระทบหลังราคาพุ่งสูงจากพิษสงครามตะวันออกกลาง

แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แถลงว่ารัฐบาลจะปรับลดภาษีน้ำมันลงครึ่งหนึ่งเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเผชิญกับปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียประกาศมาตรการดังกล่าวภายหลังการหารือร่วมกับมุขมนตรีจากรัฐและเขตปกครองต่าง ๆ ทั่วประเทศ ในวันนี้ (30 มี.ค.) เพื่อวางแผนรับมือปัญหาการขาดแคลนน้ำมันที่ยังคงทวีความรุนแรงขึ้น 

โดยออสเตรเลียประกาศจะปรับลดภาษีการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่สถานีบริการ จากอัตราเดิมคือ 52 เซนต์ต่อลิตร (ราว 11.75 บาท) ให้เหลือเพียงครึ่งหนึ่งเป็นระยะเวลา 3 เดือน 

เจ้าหน้าที่ระบุว่ามาตรการนี้จะทำให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระงบประมาณราว 1,750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.7 หมื่นล้านบาท) นอกจากนี้นายอัลบาเนซียังเผยว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการให้ราคาน้ำมันถูกลง เพราะรัฐบาลตระหนักดีว่าชาวออสเตรเลียกำลังมีความกังวลอย่างหนักกับสถานการณ์ในปัจจุบันนี้

ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ได้พยายามสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้รถ โดยแถลงยืนยันว่ายังคงมีการขนส่งน้ำมันเข้ามาถึงออสเตรเลียอย่างต่อเนื่อง และปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในแถบชนบทนั้นมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมของผู้คนที่แห่กันไปซื้อน้ำมันด้วยความตื่นตระหนก รวมไปจนถึงปัญหาในระบบการกระจายน้ำมัน จนทำให้การส่งน้ำมันขาดระยะ

ขณะที่รัฐวิกตอเรียและรัฐแทสเมเนียได้เปิดให้ประชาชนใช้บริการขนส่งสาธารณะฟรี พร้อมกับที่นายกรัฐมนตรีได้ขอความร่วมมือจากผู้ใช้รถทั่วประเทศให้ช่วยกันลดการขับขี่เพื่อประหยัดน้ำมัน โดยเขาได้กล่าวว่า ยิ่งเราใช้น้ำมันในเมืองน้อยลงเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งสามารถแบ่งน้ำมันที่มีไปยังพื้นที่ชนบทที่กำลังประสบปัญหาได้มากขึ้นเท่านั้น

ทางด้านนายคริส มินน์ส มุขมนตรีรัฐนิวเซาท์เวลส์ ระบุว่าขณะนี้ในรัฐมีสถานีบริการน้ำมันหลายสิบแห่งที่ไม่มีน้ำมันเหลืออยู่เลย โดยรัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือเมืองในพื้นที่ห่างไกลเป็นอันดับแรก พร้อมยืนยันว่าหากสถานการณ์เลวร้ายลงก็จะมีการประกาศใช้มาตรการเพิ่มเติมในทันที 

รัฐสภาออสเตรเลียยังได้เสนอร่างกฎหมายเพื่อให้อำนาจรัฐบาลในการค้ำประกันคำสั่งซื้อน้ำมันลอตใหญ่ผ่านทางเรือ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยข้อมูลจากรัฐบาลแสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันออสเตรเลียมีน้ำมันดีเซลสำรองไว้เพียงพอสำหรับ 30 วัน ส่วนน้ำมันเบนซินมีสำรองเพียงพอไว้ใช้ได้ 39 วัน ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากสัปดาห์ก่อน 

นอกเหนือจากผู้ใช้รถทั่วไปแล้ว รัฐบาลยังมีมาตรการจะปรับลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับรถบรรทุกด้วยการลดค่าธรรมเนียมการใช้ถนนสำหรับรถบรรทุกอีกด้วย

สำหรับข้อมูลจากระบบตรวจสอบราคาน้ำมัน (Fuel Check) เผยให้เห็นตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาราว 1 เดือน โดยราคาน้ำมันเฉลี่ยในรัฐนิวเซาท์เวลส์พุ่งจาก 1.82 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 40.98 บาท) ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 2.48 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 55.84 บาท) ในวันนี้ (30 มี.ค.) ส่วนราคาน้ำมันดีเซลพุ่งแตะระดับ 3 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 67.55 บาท) ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว.

ที่มา: France24

สเปนสั่งปิดน่านฟ้าห้ามเครื่องบินรบสหรัฐฯ ผ่านไปโจมตีอิหร่าน

สเปนสั่งปิดน่านฟ้าห้ามเครื่องบินรบสหรัฐฯ ผ่านไปโจมตีอิหร่าน

30 มี.ค. 2569 16:54 น.

สเปนสั่งปิดน่านฟ้าห้ามเครื่องบินรบสหรัฐฯ ผ่านไปโจมตีอิหร่าน

รายงานจากสื่อสเปนระบุว่า รัฐบาลสเปนได้สั่งปิดน่านฟ้าสำหรับเครื่องบินทหารสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการ “Epic Fury” ในสงครามอิหร่าน ส่งผลให้เครื่องบินต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางผ่านประเทศสมาชิกนาโตแห่งนี้ ระหว่างเดินทางไปยังตะวันออกกลาง

หนังสือพิมพ์ El Pais รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวทางทหารว่า รัฐบาลสเปนได้ตัดสินใจสั่งปิดน่านฟ้าไม่ให้เครื่องบินทหารของสหรัฐฯ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการ “Epic Fury” เพื่อโจมตีอิหร่านบินผ่าน ซึ่งถือเป็นการยกระดับมาตรการคว่ำบาตรทางการทหารที่รุนแรงขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้สเปนได้ปฏิเสธไม่ให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพร่วมในการทำสงครามครั้งนี้มาแล้ว

คำสั่งดังกล่าวจะบีบให้เครื่องบินรบของสหรัฐฯ ต้องบินอ้อมน่านฟ้าของสเปนซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกนาโต เพื่อไปยังเป้าหมายในตะวันออกกลาง ยกเว้นเพียงกรณีฉุกเฉินเท่านั้น นอกจากนั้น ตามรายงานของแหล่งข่าวทางทหาร สเปนยังปฏิเสธการเข้าถึงน่านฟ้าสำหรับเครื่องบินของสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในประเทศที่สาม เช่น สหราชอาณาจักรหรือฝรั่งเศส 

ด้านนายคาร์ลอส กูเอร์โป รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของสเปน ยืนยันว่าการตัดสินใจนี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่จะไม่สนับสนุนสงครามที่เกิดขึ้นฝ่ายเดียวและขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ฐานทัพอากาศโรตา และฐานทัพอากาศโมรอน เด ลา ฟรอนเตรา จะยังคงถูกใช้งานโดยเครื่องบินของกองทัพอากาศสหรัฐฯ (USAF) เนื่องจากภารกิจทั้งหมดที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงทวิภาคีกับสหรัฐฯ ยังคงมีผลบังคับใช้ เช่น การสนับสนุนด้านโลจิสติกส์สำหรับกองกำลังสหรัฐฯ ที่ประจำการในยุโรป ซึ่งมีจำนวนประมาณ 80,000 นาย และยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ

นอกจากนี้ ศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศเซบีญา ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ENAIRE  ยังคงให้การสนับสนุนด้านการนำทางเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 Spirit ที่ออกเดินทางจากฐานทัพที่ไวท์แมน รัฐมิสซูรี เพื่อโจมตีอิหร่าน แล้วบินกลับมาโดยไม่หยุดพักเป็นเวลานานกว่า 30 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม เครื่องบินทิ้งระเบิดเหล่านี้ไม่ได้เข้าสู่น่านฟ้าของสเปน แต่จะบินผ่านช่องแคบยิบรอลตาร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สเปนไม่สามารถป้องกันได้

นายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ ผู้นำแนวคิดเสรีนิยมของสเปน กลายเป็นหนึ่งในผู้นำยุโรปที่ออกมาวิจารณ์การโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลอย่างรุนแรงที่สุด โดยเขาประณามว่าเป็นการกระทำที่ “บ้าบิ่นและผิดกฎหมาย” พร้อมใช้สโลแกน “No to the war” (ไม่เอาสงคราม) ในการขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศ

นายซานเชซกล่าวเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า “เราจะไม่ยอมเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในสิ่งที่เป็นผลเสียต่อโลก และขัดต่อคุณค่ารวมถึงผลประโยชน์ของเรา เพียงเพราะกลัวการถูกตอบโต้อย่างรุนแรงจากใครบางคน” 

ทางด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความไม่พอใจอย่างมากต่อท่าทีของสเปน โดยได้ข่มขู่ว่าจะ “ตัดความสัมพันธ์ทางการค้าทั้งหมด” กับสเปน เพื่อตอบโต้ที่ไม่ยอมให้กองทัพสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอากาศโรตา และฐานทัพอากาศโมรอน เด ลา ฟรอนเตรา ซึ่งเป็นฐานทัพที่ทั้งสองประเทศใช้ร่วมกันมาตั้งแต่ยุคเผด็จการนายพลฟรังโก

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้น เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศของสเปนออกมาปฏิเสธคำกล่าวของโฆษกทำเนียบขาวที่อ้างว่าสเปนได้รับทราบสารจากทรัมป์ “ชัดแจ้งแล้ว” และกำลังให้ความร่วมมือกับกองทัพสหรัฐฯ โดยทางสเปนยืนยันว่า แม้จะประณามรัฐบาลอิหร่านแต่สเปนจะไม่สนับสนุนการโจมตีที่มองว่าเป็น “การรุกรานที่ไร้เหตุผล”

ความขัดแย้งครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวลึกระหว่างรัฐบาลฝ่ายซ้ายของสเปนที่ยึดถือระเบียบโลกบนพื้นฐานของกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กับขบวนการ MAGA ของทรัมป์ที่เน้นการใช้กำลังทหารและนโยบายเศรษฐกิจแบบตอบโต้.

ที่มา El Pais / Reuters

เกาหลีใต้จ่อบังคับใช้มาตรการ “สลับวันวิ่งรถ” ทั่วประเทศ หากน้ำมันแตะ 130 ดอลลาร์

เกาหลีใต้จ่อบังคับใช้มาตรการ "สลับวันวิ่งรถ" ทั่วประเทศ หากน้ำมันแตะ 130 ดอลลาร์

30 มี.ค. 2569 16:06 น.

เกาหลีใต้จ่อบังคับใช้มาตรการ “สลับวันวิ่งรถ” ทั่วประเทศ หากน้ำมันแตะ 130 ดอลลาร์

กระทรวงการคลังเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาขยายมาตรการ “สลับวันใช้รถยนต์” ไปยังภาคเอกชนและประชาชนทั่วไป หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวขึ้นถึง 120–130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ท่ามกลางแรงกดดันด้านพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

นายคู ยุนชอล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลอาจจำเป็นต้องประกาศใช้ “ระบบสลับวันใช้รถ 5 วัน” (Five-day vehicle rotation system) ภาคบังคับกับประชาชนทั่วไป หากราคาน้ำมันดิบขยับขึ้นไปแตะระดับ 120-130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลให้ระดับการเฝ้าระวังวิกฤตความมั่นคงด้านทรัพยากรถูกยกระดับขึ้นสู่ระดับ “เตือนภัย” หรือ “ระดับ 3” จากทั้งหมด 4 ระดับ จากปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 2

นายคูกล่าวว่า “หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางเลวร้ายลง เราจำเป็นต้องขยับระดับการแจ้งเตือนวิกฤต และถึงจุดนั้นเราจำเป็นต้องควบคุมการบริโภคพลังงานอย่างจริงจัง” 

มาตรการ “สลับวันใช้รถ” จะจำกัดให้รถยนต์แต่ละคันหยุดวิ่ง 1 วันในทุกๆ 5 วันทำการ โดยพิจารณาจากเลขท้ายของป้ายทะเบียนรถ ซึ่งปัจจุบันเริ่มบังคับใช้กับหน่วยงานภาครัฐแล้ว และขอความร่วมมือจากภาคเอกชนโดยสมัครใจ แต่หากราคาน้ำมันพุ่งถึงเกณฑ์ที่กำหนด มาตรการนี้จะกลายเป็นข้อบังคับทั่วประเทศ

นอกจากมาตรการคุมเข้มการใช้รถ รัฐบาลยังเตรียมมาตรการเยียวยาควบคู่กันไป เช่นงบประมาณเพิ่มเติม 25 ล้านล้านวอน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME และครัวเรือนกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันพุ่งสูง รวมถึงการพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

ปัจจุบัน เกาหลีใต้นำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 70% ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการหยุดชะงักของอุปทาน ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung Electronics และ SK Group ได้เริ่มขานรับนโยบายโดยรณรงค์ให้พนักงานลดการใช้รถส่วนตัว ส่วนเหล่านักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงต่างเริ่มโพสต์ภาพการใช้ระบบขนส่งสาธารณะและจักรยานผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่ประชาชน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังระบุเพิ่มเติมว่า การบังคับใช้กับภาคเอกชนยังไม่มีการตัดสินใจขั้นเด็ดขาดในขณะนี้ โดยเจ้าหน้าที่จะประเมินสภาวะการจัดหาพลังงานและปัจจัยทางเศรษฐกิจในวงกว้างอย่างรอบคอบก่อนดำเนินมาตรการใดๆ.

ที่มา Yonhap / Reuters

สว.สหรัฐฯ ย้ำไต้หวัน ผ่านงบกลาโหม 1.3 ล้านล้านโดยเร็ว รับมือภัยคุกคามจีน

สว.สหรัฐฯ ย้ำไต้หวัน ผ่านงบกลาโหม 1.3 ล้านล้านโดยเร็ว รับมือภัยคุกคามจีน

30 มี.ค. 2569 15:12 น.

สว.สหรัฐฯ ย้ำไต้หวัน ผ่านงบกลาโหม 1.3 ล้านล้านโดยเร็ว รับมือภัยคุกคามจีน

คณะวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ เยือนไต้หวัน ส่งสัญญาณกดดันสภาไต้หวันเร่งผ่านร่างงบประมาณกลาโหมพิเศษกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.31 ล้านล้านบาท ย้ำสหรัฐฯ พร้อมสนับสนุนแต่ไต้หวันต้องลงทุนกับตัวเองด้วย ท่ามกลางความขัดแย้งของพรรครัฐบาลและฝ่ายค้านที่ยังตกลงตัวเลขงบประมาณไม่ได้

คณะวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ จากทั้งสองพรรคใหญ่ นำโดยนายจอห์น เคอร์ติส จากพรรครีพับลิกัน และนางจีน ชาฮีน จากพรรคเดโมแครต ได้เข้าพบประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ไต้หวันจะต้องอนุมัติงบประมาณกลาโหมพิเศษกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.31 ล้านล้านบาท เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางทหารของตนเอง

นายเคอร์ติสระบุว่า การผ่านงบประมาณนี้เป็นเรื่อง “สำคัญอย่างยิ่ง” สำหรับสหรัฐฯ โดยกล่าวว่า “เราต้องการให้แน่ใจว่า ในขณะที่เราลงทุนในภูมิภาคนี้ พวกคุณเองก็มีการลงทุนเช่นกัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าเรากำลังเผชิญเรื่องนี้ไปด้วยกัน”

ปัจจุบัน สภาไต้หวันกำลังอยู่ในสภาวะตีกันทางความคิดระหว่างพรรครัฐบาลและฝ่ายค้านเกี่ยวกับตัวเลขงบประมาณ โดยพรรคดีพีพี (DPP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล เสนองบประมาณ 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 1.28 ล้านล้านบาท) เพื่อจัดซื้ออาวุธสำคัญรวมถึงอาวุธจากสหรัฐฯ ส่วนพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) พรรคฝ่ายค้านหลัก ต้องการจัดสรรงบประมาณเพียง 3.8 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 389,929 ล้านบาท) สำหรับอาวุธสหรัฐฯ โดยมีเงื่อนไขในการจัดซื้อเพิ่มเติมในอนาคต

อย่างไรก็ตาม เริ่มมีสัญญาณความแตกแยกภายในพรรคก๊กมินตั๋งเอง เมื่อสมาชิกสภาบางส่วนเริ่มผลักดันให้มีการเพิ่มงบประมาณให้สูงกว่าที่พรรคเสนอ เพื่อตอบรับแรงกดดันจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนด้านความมั่นคงรายใหญ่ที่สุดของไต้หวัน

นางจีน ชาฮีน สว.เดโมแครต แสดงความกังวลต่อแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากรัฐบาลจีน โดยเฉพาะกิจกรรมทางทหารรอบเกาะไต้หวันซึ่งเสี่ยงต่อการคำนวณสถานการณ์ผิดพลาด พร้อมยืนยันว่าความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ จะยังคง “เข้มแข็งและยั่งยืน”

ในระหว่างการเยือน คณะ สว. ยังได้เยี่ยมชมสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติชุงซาน (NCSIST) เพื่อดูการพัฒนาโดรนและยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งนี้ แม้ว่างบประมาณจะยังไม่ถูกอนุมัติ แต่สภาไต้หวันได้ไฟเขียวให้รัฐบาลลงนามในข้อตกลงซื้ออาวุธ 4 รายการจากสหรัฐฯ มูลค่าเกือบ 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้แก่ ปืนใหญ่อัตตาจร M109A7, ขีปนาวุธต่อสู้รถถัง Javelin, ขีปนาวุธ TOW 2B และระบบเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องอัตตาจรสูง (HIMARS)

ด้านนายหวัง ติงอวี่ สส. อาวุโสจากพรรค DPP ระบุว่า พรรครัฐบาลอาจยอมถอยมาอยู่ที่ตัวเลข 9 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวัน หากฝ่ายค้านยอมเปิดช่องให้งบประมาณไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ เท่านั้น.

ที่มา AFP

อิตาลีสอบสวน Sephora และ Benefit ปมโฆษณาส่งเสริมให้เด็กต่ำกว่า 10 ปีใช้ “สกินแคร์”

อิตาลีสอบสวน Sephora และ Benefit ปมโฆษณาส่งเสริมให้เด็กต่ำกว่า 10 ปีใช้ "สกินแคร์"

30 มี.ค. 2569 14:30 น.

อิตาลีสอบสวน Sephora และ Benefit ปมโฆษณาส่งเสริมให้เด็กต่ำกว่า 10 ปีใช้ “สกินแคร์”

ทางการอิตาลีกำลังสอบสวนแบรนด์เครื่องสำอาง Sephora และ Benefit หลังพบว่าแบรนด์ทั้งสองอาจพยายามโฆษณาผลิตภัณฑ์ “สกินแคร์” โดยมีเป้าหมายเป็นเยาวชน ห่วงเกิดปัญหาการเสพติดการใช้เครื่องสำอาง และอาจเกิดการระคายเคืองต่อผิว

คณะกรรมการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าของอิตาลี (AGCM) เผยว่าได้เริ่มสอบสวนบริษัท LVMH บริษัทใหญ่ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอาง Sephora และ Benefit ในการพยายามจำหน่ายผลิตภัณฑ์ลดเลือนริ้วรอย (anti-aging) ให้แก่เด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี โดยทางการชี้ว่าพฤติกรรมนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดภาวะ “Cosmeticorexia” หรือภาวะคลั่งการใช้สกินแคร์เกินขนาดในกลุ่มเยาวชนซึ่งเป็นปัญหาที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นในขณะนี้

ด้านบริษัท LVMH แถลงว่าจะให้ความร่วมมือกับทางการอย่างเต็มที่ แต่ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติม โดยอ้างถึงกระบวนการสอบสวนที่ยังไม่สิ้นสุด 

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จาก AGCM พร้อมด้วยตำรวจจากกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังของอิตาลี ได้เข้าตรวจค้นสำนักงานใหญ่ของ LVMH และ Sephora ในอิตาลีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (26 มี.ค.) พร้อมเผยว่าบริษัทเหล่านี้อาจไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าเครื่องสำอางที่วางจำหน่ายนั้นไม่ได้มีไว้สำหรับเด็ก แต่ในขณะเดียวกันก็กลับพยายามทำการตลาดโดยใช้ ไมโครอินฟลูเอนเซอร์ (Micro-Influencer) ที่เป็นเด็ก ซึ่งมีผู้ติดตามออนไลน์ในหลักพันคน

การสอบสวนครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่พฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายการค้า เช่นการโฆษณาเพื่อกระตุ้นให้เด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี เกิดพฤติกรรมเสพติดการซื้อสินค้าตามกระแส และใช้สกินแคร์สำหรับผู้ใหญ่ก่อนถึงวัยอันควร ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์มาสก์หน้า เซรั่ม หรือครีมลดเลือนริ้วรอย

โดยเฉพาะกระแส “Sephora kids” ที่เด็ก ๆ จะบอกเล่าถึงผลิตภัณฑ์ดูแลผิว รวมถึงกิจวัตรการดูแลผิวของตัวเอง ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งปัจจุบันกระแสนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก มีวิดีโอจำนวนนับร้อยถูกเผยแพร่ภายใต้ #Sephora kids haul และ #Sephora kids GRWM (Get Ready With Me) ซึ่งทั้งหน่วยงาน AGCM และสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งอังกฤษต่างออกมาเตือนว่า ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเหล่านี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็ก โดยอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคือง อาการแพ้ หรือในบางรายอาจเกิดปัญหาผิวหนังอย่างถาวร

AGCM ยังระบุว่าคำเตือนต่อเด็กของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอาจถูกละเลยหรือบิดเบือนจนทำให้เกิดการเข้าใจผิด ในขณะที่บริษัท LVMH ยืนยันว่า ทุกบริษัทในเครือจะยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติตามกฎระเบียบของอิตาลีอย่างเคร่งครัด.

ที่มา: BBC

อ่านข่าวต่างประเทศเพิ่มเติม: https://www.thairath.co.th/news/foreign/all-latest

“ทรัมป์” กลับลำ ยอมไฟเขียวเรือน้ำมันรัสเซียฝ่าด่านปิดล้อมเข้าคิวบา

"ทรัมป์" กลับลำ ยอมไฟเขียวเรือน้ำมันรัสเซียฝ่าด่านปิดล้อมเข้าคิวบา

30 มี.ค. 2569 13:19 น.

“ทรัมป์” กลับลำ ยอมไฟเขียวเรือน้ำมันรัสเซียฝ่าด่านปิดล้อมเข้าคิวบา

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งสัญญาณยุติการปิดกั้นการส่งมอบน้ำมันดิบชั่วคราว เปิดทางเรือบรรทุกน้ำมันรัสเซียเข้าเทียบท่าคิวบา ท่ามกลางวิกฤตพลังงานรุนแรงที่กระทบประชาชนทั่วประเทศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ สร้างความประหลาดใจด้วยการประกาศว่าเขา “ไม่มีปัญหา” หากประเทศใดจะส่งน้ำมันดิบให้แก่คิวบา ขณะที่มีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันของรัสเซียลำหนึ่งกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ชายฝั่งคิวบาเพื่อบรรเทาวิกฤตพลังงานครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี

เรือบรรทุกน้ำมัน “Anatoly Kolodkin” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “กองเรือเงา” ของรัสเซีย บรรทุกน้ำมันดิบราว 6.5 – 7.3 แสนบาร์เรล เดินทางออกจากรัสเซียโดยมีการคุ้มกันจากกองทัพเรือรัสเซียผ่านช่องแคบอังกฤษ และได้รับอนุญาตจากหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ ให้แล่นผ่านเข้าสู่คิวบาได้โดยไม่มีการขัดขวาง ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นการหลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรงกับรัสเซียในสภาวะที่การเมืองโลกกำลังเปราะบาง

ก่อนหน้านี้ คิวบาต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนพลังงานอย่างหนัก หลังสหรัฐฯ สั่งตัดการส่งออกน้ำมันจากเวเนซุเอลาและขู่คว่ำบาตรทุกประเทศที่ส่งน้ำมันให้คิวบา จนทำให้ไม่มีเรือน้ำมันเข้าเทียบท่าตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการปันส่วนเชื้อเพลิงและไฟฟ้าดับทั่วเกาะ กระทบต่อระบบสาธารณสุขโดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งและเด็ก

ประธานาธิบดีทรัมป์ ให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า เขารู้สึกเห็นใจประชาชนคิวบาที่ต้องการพลังงานในการดำรงชีวิต พร้อมทำนายว่ารัฐบาลคอมมิวนิสต์คิวบาจะล่มสลายลงในที่สุดไม่ว่าจะได้รับน้ำมันหรือไม่ก็ตาม

“ถ้าประเทศไหนอยากส่งน้ำมันให้คิวบาตอนนี้ ผมไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นรัสเซียหรือใครก็ตาม” ทรัมป์กล่าว “คิวบาจบสิ้นแล้ว พวกเขามีระบอบที่เลวร้ายและคอรัปชัน… แต่ประชาชนต้องการความร้อนและความเย็นในการดำรงชีวิต ผมจึงเลือกที่จะปล่อยให้มันผ่านไป”

ทางด้านเบรตต์ เอริคสัน จากบริษัทที่ปรึกษา Obsidian Risk Advisors ระบุว่าน้ำมันจากเรือลำนี้จะช่วยให้คิวบามีพลังงานใช้ไปได้อีกประมาณ 2 สัปดาห์ครึ่ง หรืออาจขยายเวลาได้ถึง 1 เดือนหากมีการปันส่วนอย่างเข้มงวด ซึ่งถือเป็นความช่วยเหลือที่สำคัญยิ่งจากรัสเซียในช่วงที่พันธมิตรเดิมของคิวบาอย่างซีเรียและเวเนซุเอลากำลังอ่อนแอลง

อย่างไรก็ตาม แม้ทรัมป์จะยอมผ่อนปรนในครั้งนี้ แต่เขายังคงข่มขู่รัฐบาลคิวบาอย่างต่อเนื่อง และระบุว่าจะหันมาจัดการประเด็นคิวบาอย่างจริงจังอีกครั้งหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในความขัดแย้งกับอิหร่าน.

ที่มา Reuters

“คิม จองอึน” คุมทดสอบเครื่องยนต์ขีปนาวุธแรงสูงรุ่นใหม่ เร่งยกระดับศักยภาพโจมตี

“คิม จองอึน” คุมทดสอบเครื่องยนต์ขีปนาวุธแรงสูงรุ่นใหม่ เร่งยกระดับศักยภาพโจมตี

30 มี.ค. 2569 12:29 น.

“คิม จองอึน” คุมทดสอบเครื่องยนต์ขีปนาวุธแรงสูงรุ่นใหม่ เร่งยกระดับศักยภาพโจมตี

“คิม จองอึน” คุมการทดสอบเครื่องยนต์ขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งรุ่นใหม่ แรงขับเพิ่มแตะ 2,500 กิโลนิวตัน เดินหน้าแผน 5 ปีเสริมกำลังเชิงยุทธศาสตร์

วันที่ 30 มีนาคม 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ลงพื้นที่ควบคุมการทดสอบภาคพื้นของเครื่องยนต์ขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งแรงขับสูงรุ่นใหม่ ซึ่งพัฒนาด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์คอมโพสิต โดยเครื่องยนต์รุ่นใหม่นี้มีแรงขับสูงสุด 2,500 กิโลนิวตัน โดยเครื่องยนต์รุ่นใหม่น่าจะถูกพัฒนาเพื่อนำไปใช้กับขีปนาวุธข้ามทวีป “ฮวาซอง-20” (Hwasong-20) ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา แต่ไม่ได้เปิดเผยวันเวลาและสถานที่ทดสอบในครั้งนี้

ในช่วงเวลาเดียวกัน ผู้นำเกาหลีเหนือยังได้ตรวจสอบการทดสอบระบบป้องกันของรถถังหลักรุ่นใหม่ ซึ่งสามารถสกัดอาวุธต่อต้านรถถังได้จากหลายทิศทาง โดยรายงานระบุว่าการทดสอบประสบความสำเร็จ 100%

รายงานข่าวระบุว่า การทดสอบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนากลาโหมระยะ 5 ปี ที่มุ่งยกระดับขีดความสามารถในการโจมตีเชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง โดยผู้นำเกาหลีเหนือระบุว่า ศักยภาพทางทหารของประเทศกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญในการสร้างกองกำลังเชิงยุทธศาสตร์

ทั้งนี้ การทดสอบครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกันยายน ปีที่แล้ว โดยครั้งก่อนเครื่องยนต์มีแรงขับประมาณ 1,971 กิโลนิวตัน สะท้อนการพัฒนาที่ก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ.

ที่มา Yonhap 

เมียนมาเสนอชื่อ “มิน อ่อง หล่าย” เป็นรอง ปธน. ปูทางสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุด

เมียนมาเสนอชื่อ "มิน อ่อง หล่าย" เป็นรอง ปธน. ปูทางสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุด

30 มี.ค. 2569 12:07 น.

เมียนมาเสนอชื่อ “มิน อ่อง หล่าย” เป็นรอง ปธน. ปูทางสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุด

สภาผู้แทนราษฎรเมียนมาเสนอชื่อ “พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย” ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี จ่อขึ้นเป็นประธานาธิบดีเต็มตัวในการลงมติวันอังคารนี้ ขณะที่กองทัพขยับแถวตั้ง “พล.อ. เย วิน อู” อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองคนสนิท ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่แทน

สภาผู้แทนราษฎรเมียนมาภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหาร ได้มีมติเลือก พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้เผด็จการ ให้ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี โดยไม่มีผู้คัดค้าน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้เขาสามารถบรรลุความฝันในการก้าวขึ้นเป็น “ประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้ง” อย่างเป็นทางการ

ตามรัฐธรรมนูญฉบับทหารปี 2008 กระบวนการเลือกประธานาธิบดีจะประกอบด้วยตัวแทนจาก 3 กลุ่ม คือ สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และกลุ่มตัวแทนจากกองทัพ โดยแต่ละกลุ่มจะเสนอชื่อรองประธานาธิบดีกลุ่มละ 1 คน จากนั้นรัฐสภารวมจะลงมติเลือกผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ส่วนอีก 2 ท่านจะดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีคนที่ 1 และ 2 ซึ่งคาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสิ้นในวันอังคารนี้

เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการรับตำแหน่งทางการเมือง พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย จำเป็นต้องสละตำแหน่งทางทหาร โดยในวันเดียวกันได้มีการจัดพิธีส่งมอบตำแหน่งสำคัญในกองทัพ ณ กรุงเนปิดอว์ โดยพลเอก เย วิน อู (Ye Win Oo) อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองและคนสนิทที่ใกล้ชิดที่สุดของมิน อ่อง หล่าย ได้รับการแต่งตั้งเป็น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด แทนที่มิน อ่อง หล่าย

ส่วนพลโท จ่อ สวา ลิน (Kyaw Swar Lin) ได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และพลโท โก โก อู (Ko Ko Oo) ได้รับแต่งตั้งเป็นเสนาธิการทหารสูงสุด ที่ดูแลทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ

สำหรับ พลเอก เย วิน อู ถือเป็นบุคคลที่ถูกจับตามองอย่างมาก เนื่องจากเขาเป็น “หูเป็นตา” ให้กับมิน อ่อง หล่าย มาโดยตลอด ผ่านการคุมกลไกหน่วยข่าวกรอง การสอดแนมกลุ่มต่อต้าน และดูแลศูนย์สอบสวนที่มีรายงานเรื่องการทรมานผู้เห็นต่างอย่างทารุณ

การขยับสถานะของมิน อ่อง หล่าย จากผู้นำรัฐประหารสู่ประธานาธิบดีในครั้งนี้ ถูกนักวิจารณ์มองว่าเป็นเพียงการ “ผลัดใบ” เพื่อสืบทอดอำนาจในคราบรัฐบาลพลเรือน หลังจากที่เขาทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลของนางอองซาน ซูจี เมื่อปี 2021 จนนำไปสู่สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน ขณะที่การเลือกตั้งในช่วงต้นปีที่ผ่านมาก็ถูกประณามจากนานาชาติว่าเป็นเพียงการจัดฉากเพื่อให้กลุ่มสนับสนุนกองทัพได้รับชัยชนะ.

ที่มา AFP / The Irrawaddy

รีพับลิกันเสียงแตก สส.เรียกร้องสภาคองเกรสตัดสินใจ หากสหรัฐฯ จะส่งทหารภาคพื้นดินเข้าอิหร่าน

รีพับลิกันเสียงแตก สส.เรียกร้องสภาคองเกรสตัดสินใจ หากสหรัฐฯ จะส่งทหารภาคพื้นดินเข้าอิหร่าน

30 มี.ค. 2569 11:35 น.

รีพับลิกันเสียงแตก สส.เรียกร้องสภาคองเกรสตัดสินใจ หากสหรัฐฯ จะส่งทหารภาคพื้นดินเข้าอิหร่าน

ส.ส.รีพับลิกันเรียกร้องให้สภาคองเกรส มีสิทธิ์ตัดสินใจหากสหรัฐฯจะส่งทหารภาคพื้นดินเข้าอิหร่าน สะท้อนความเห็นต่างในพรรค

วันที่ 30 มีนาคม 2569 นางแนนซี เมซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกัน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN หลังเข้าร่วมการบรรยายสรุปลับในสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับสงครามอิหร่าน โดยแสดงความกังวลต่อแผนการของรัฐบาล ระบุว่า การตัดสินใจส่งทหารภาคพื้นดินเข้าสู่อิหร่าน ควรต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส  

โดยระบุว่า หากจะมีปฏิบัติการภาคพื้นดินด้วยนาวิกโยธินหรือกองพล 82nd Airborne นั่นคือสงครามเต็มรูปแบบ ซึ่งเชื่อว่าสภาคองเกรสต้องมีส่วนตัดสินใจพร้อมย้ำว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการส่งทหารลงภาคพื้นดิน

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังรายงานของวอชิงตันโพสต์ระบุว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กำลังเตรียมแผนปฏิบัติการภาคพื้นดินแบบจำกัดขอบเขตในอิหร่าน อาทิ การโจมตีเกาะคาร์ก และพื้นที่ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ

ขณะที่ในพรรครีพับลิกันเองเริ่มมีเสียงคัดค้านมากขึ้น โดยอดีตสมาชิกสภาคองเกรส เตือนว่า การบุกภาคพื้นดินจะทำให้สหรัฐฯ ยากจนลงและไม่ปลอดภัยมากขึ้น พร้อมชี้ว่าจะทำให้ราคาพลังงานและอาหารพุ่งสูง

ด้าน โฆษกทำเนียบขาว ระบุว่า เพนตากอนมีหน้าที่เตรียมทางเลือกหลากหลายให้ประธานาธิบดีพิจารณา แต่ไม่ได้หมายความว่ามีการตัดสินใจแล้ว ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้เพิ่มกำลังทหารในตะวันออกกลาง โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐ (CENTCOM) ระบุว่า มีทหารราว 3,500 นายเดินทางถึงภูมิภาคล่าสุด และอาจมีการส่งเพิ่มอีกหลายพันนาย.

 ที่มา CNN

“โป๊ปเลโอ” ลั่นพระเจ้าไม่รับฟังคำอธิษฐานผู้นำก่อสงคราม ที่ “มือเปื้อนเลือด”

"โป๊ปเลโอ" ลั่นพระเจ้าไม่รับฟังคำอธิษฐานผู้นำก่อสงคราม ที่ "มือเปื้อนเลือด"

30 มี.ค. 2569 11:24 น.

“โป๊ปเลโอ” ลั่นพระเจ้าไม่รับฟังคำอธิษฐานผู้นำก่อสงคราม ที่ “มือเปื้อนเลือด”

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอประทานโอวาทเนื่องในวันอาทิตย์ใบลาน ประณามสงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่สอง ระบุพระเจ้าทรงปฏิเสธคำวิงวอนของผู้ที่ “มือเปื้อนเลือด” พร้อมเตือนสติผู้นำโลก อย่าใช้ความเชื่อทางศาสนามาสร้างความชอบธรรมให้แก่การนองเลือด

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอ ทรงประกอบพิธีมิสซาเนื่องในวันอาทิตย์ใบลาน (Palm Sunday) ต่อหน้าคริสต์ศาสนิกชนหลายหมื่นคน ณ จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ ในนครวาติกัน เพื่อเริ่มต้นสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ก่อนถึงเทศกาลอีสเตอร์ โดยพระองค์ได้ประทานโอวาทที่ดุดันและตรงไปตรงมาเป็นพิเศษ เกี่ยวกับสถานการณ์สงครามในอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น

พระสันตะปาปาเลโอ ซึ่งทรงเป็นพระสันตะปาปาชาวอเมริกันพระองค์แรก ตรัสท่ามกลางแสงแดดอันสดใสว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็น “กษัตริย์แห่งสันติภาพ” ผู้ทรงปฏิเสธสงคราม และไม่มีใครสามารถนำพระนามของพระองค์มาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การสู้รบได้

โป๊ปเลโอตรัสโดยอ้างอิงจากบทบัญญัติในคัมภีร์ไบเบิลว่า “พระองค์ไม่ทรงสดับคำอธิษฐานของผู้ที่ทำสงคราม แต่ทรงปฏิเสธคนเหล่านั้น โดยตรัสว่า ‘แม้พวกเจ้าจะอธิษฐานมากมายเพียงใด เราก็จะไม่ฟัง เพราะมือของพวกเจ้าเต็มไปด้วยเลือด’” 

แม้พระองค์จะไม่ได้ระบุชื่อผู้นำโลกคนใดเป็นการเฉพาะ แต่การส่งสาส์นครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่พระองค์ทรงเพิ่มการวิพากษ์วิจารณ์สงครามอิหร่านอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทรงแสดงความเสียใจต่อชาวคริสต์ในตะวันออกกลางที่ต้องเผชิญกับ “ความขัดแย้งอันโหดร้าย” จนอาจไม่สามารถเฉลิมฉลองเทศกาลอีสเตอร์ได้ พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันที และชี้ว่าการโจมตีทางอากาศแบบไม่เลือกหน้าควรถูกสั่งห้าม

ท่าทีของวาติกันในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ บางราย พยายามใช้ภาษาทางศาสนาคริสต์มาสร้างความชอบธรรมให้กับการโจมตีอิหร่านร่วมกับอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ที่เพิ่งจัดพิธีสวดมนต์ในเพนตากอนและกล่าวขอพรให้เกิด “ความรุนแรงอย่างล้นเหลือต่อผู้ที่ไม่สมควรได้รับความเมตตา”

ในตอนท้ายของเทศนา โป๊ปเลโอทรงหยิบยกเหตุการณ์ในพระคัมภีร์ตอนที่พระเยซูทรงห้ามสาวกไม่ให้ใช้ดาบต่อสู้ขณะกำลังถูกจับกุม โดยระบุว่าพระองค์ทรงเผยให้เห็นพระพักตร์ที่อ่อนโยนของพระเจ้าผู้ปฏิเสธความรุนแรงเสมอมา และทรงเลือกที่จะยอมถูกตรึงกางเขนแทนการจับอาวุธขึ้นสู้เพื่อปกป้องตนเอง.

ที่มา Reuters