จีนจับกุมนักวิชาการสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญเมียนมา ต้องสงสัยพัวพันคดีจารกรรมข้อมูล

จีนจับกุมนักวิชาการสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญเมียนมา ต้องสงสัยพัวพันคดีจารกรรมข้อมูล

12 มิ.ย. 2569 15:57 น.

จีนจับกุมนักวิชาการสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญเมียนมา ต้องสงสัยพัวพันคดีจารกรรมข้อมูล

กระทรวงการต่างประเทศจีนยืนยันการควบคุมตัว “มิน ซิน” นักวิชาการชาวอเมริกันและผู้อำนวยการสถาบันวิจัยด้านเมียนมา โดยระบุว่าถูกสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการจารกรรมและการกระทำที่เป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติของจีน ขณะที่สหรัฐฯ ยังไม่ได้แสดงความเห็นอย่างเป็นทางการต่อกรณีดังกล่าว

หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวประจำวันว่า นายอู มิน ซิน ได้ถูกเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องควบคุมตัวทางอาญาตามกฎหมาย เนื่องจากต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมจารกรรมข้อมูลที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ

แหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์ออกนามเนื่องจากความอ่อนไหวของประเด็นดังกล่าวเปิดเผยว่า นายมิน ซิน ซึ่งเป็นผู้อำนวยการบริหารของสถาบันยุทธศาสตร์และนโยบายเมียนมา หรือ ไอเอสพี-เมียนมา (ISP-Myanmar) ถูกเจ้าหน้าที่จีนเข้าจับกุมตัวตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา ทันทีที่เขาเดินทางมาถึงท่าอากาศยานนานาชาติคุนหมิง ในมณฑลยูนนาน ซึ่งเป็นมณฑลที่มีพรมแดนติดกับประเทศเมียนมา โดยแหล่งข่าวระบุว่าเขาเดินทางมาเพื่อเข้าร่วมการประชุมแห่งหนึ่งในจีน ขณะนี้ครอบครัวและเพื่อนร่วมงานกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสถานกงสุลสหรัฐฯ ด้วยความวิตกกังวล

สำหรับประวัติของ นายมิน ซิน ในอดีตเขาเคยเป็นแกนนำนักศึกษาที่เข้าร่วมขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่ในเมียนมาเมื่อปี 1988 หรือเหตุการณ์ 8888 ก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อด้านรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ในสหรัฐฯ และได้รับสัญชาติอเมริกันในเวลาต่อมา

นายมิน ซิน เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสถาบัน ISP-Myanmar ซึ่งเดิมทีตั้งอยู่ในประเทศเมียนมา แต่จำเป็นต้องลี้ภัยและย้ายฐานปฏิบัติการมายังจังหวัดเชียงใหม่ ของไทย ซึ่งเป็นศูนย์กลางของกลุ่มการเมืองผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา ภายหลังเกิดเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2021 ที่กองทัพเมียนมาเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งของนางอองซาน ซูจี

สถาบัน ISP-Myanmar ภายใต้การนำของมิน ซิน เป็นหน่วยงานคลังสมองที่จับตาและศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพลวัตทางการเมือง ทรัพยากรธรรมชาติ และความขัดแย้งในเมียนมาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเหตุการณ์สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อระหว่างกองทัพเมียนมากับกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์และกลุ่มติดอาวุธฝักใฝ่ประชาธิปไตย

บทความและรายงานวิจัยหลายชิ้นที่เผยแพร่โดย ISP-Myanmar ในระยะหลัง ได้เจาะลึกถึงประเด็นการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของเมียนมา หลังจากที่พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีหลังการเลือกตั้งที่จัดขึ้นโดยกองทัพ ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเนื่องจากกีดกันพรรคฝ่ายค้านหลัก รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจที่ล้มเหลวของเมียนมา

นอกจากนี้ รายงานบางฉบับยังได้เปิดโปงและวิเคราะห์ถึง “อิทธิพลของจีน” บริเวณพื้นที่ชายแดนเมียนมา โดยนักวิเคราะห์และสถาบัน ISP-Myanmar มักระบุว่า รัฐบาลจีนได้เข้ามามีบทบาทและให้การสนับสนุนทั้งฝั่งกองทัพเมียนมาและกลุ่มกบฏชาติพันธุ์สลับกันไปตามช่วงเวลา เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของจีนเอง ซึ่งขัดแย้งกับท่าทีของจีนในปัจจุบันที่ประกาศตัวสนับสนุนรัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมาอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดแน่ชัดจากทางการจีนว่า นายมิน ซิน ได้กระทำการใดที่เข้าข่ายการจารกรรมข้อมูล และด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ รวมถึงสถาบัน ISP-Myanmar ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมอย่างเป็นทางการต่อเหตุการณ์จับกุมที่เกิดขึ้นในครั้งนี้.

ที่มา Reuters / AFP

ชาวแอลเบเนียประท้วงเมกะโปรเจกต์ “ลูกเขยทรัมป์” 1.5 แสนล้าน หวั่นทำลายธรรมชาติ

ชาวแอลเบเนียประท้วงเมกะโปรเจกต์ "ลูกเขยทรัมป์" 1.5 แสนล้าน หวั่นทำลายธรรมชาติ

12 มิ.ย. 2569 14:11 น.

ชาวแอลเบเนียประท้วงเมกะโปรเจกต์ “ลูกเขยทรัมป์” 1.5 แสนล้าน หวั่นทำลายธรรมชาติ

ชาวแอลเบเนียหลายหมื่นคนออกมาชุมนุมในกรุงติรานา ต่อต้านโครงการรีสอร์ตหรูมูลค่ากว่า 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.5 แสนล้านบาท ที่เชื่อมโยงกับอิวานกา ทรัมป์ บุตรสาว และจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยผู้ประท้วงกังวลว่าโครงการจะสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศชายฝั่งทะเลเอเดรียติกและพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก

การชุมนุมประท้วงที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่าหนึ่งสัปดาห์ในกรุงติรานา ทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากเกิดการเผชิญหน้ากันเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หลังบริษัทผู้พัฒนาโครงการได้เข้าติดตั้งลวดหนามเพื่อปิดกั้นพื้นที่บางส่วนในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติหมู่บ้านซแวร์เนก จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโลกออนไลน์เมื่อมีภาพรถแบคโฮเข้าปรับพื้นที่ชายหาดและเกิดการปะทะกับกลุ่มรักษาความปลอดภัยเอกชน

โครงการรีสอร์ตหรูระดับห้าดาวดังกล่าว เป็นแนวคิดของนายจาเร็ด คุชเนอร์ และ อิวังกา ทรัมป์ ที่รู้สึกประทับใจในแอลเบเนียระหว่างการล่องเรือยอชต์เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยแผนการพัฒนานอกจากโรงแรมหรูแล้ว ยังตั้งเป้าจะเปลี่ยนโฉม “เกาะซาซาน” เกาะร้างซึ่งในอดีตเคยเป็นฐานทัพทหารลับในยุคคอมมิวนิสต์ ให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับโลก

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ประท้วงและนักอนุรักษ์ชี้ว่า พื้นที่ก่อสร้างอยู่ในเขตชุ่มน้ำที่มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกแฟลมิงโก แมวน้ำ และจุดวางไข่ของเต่าทะเล ซึ่งหากโครงการเดินหน้าจะทำลายธรรมชาติรอบลากูนอย่างถาวร

ผู้ประท้วงรายหนึ่งกล่าวว่า “โครงการที่ซแวร์เนกจะทำลายธรรมชาติของเรา มันถูกสร้างบนที่ดินคุ้มครองและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า สิ่งนี้จะบั่นทอนศักยภาพด้านการท่องเที่ยวในระยะยาวของประเทศเรา” 

ในระหว่างการเดินขบวนครั้งล่าสุด กลุ่มผู้ประท้วงได้เคลื่อนขบวนไปยังอาคารที่ทำการรัฐบาลบนถนนสายหลักของเมืองหลวง โดยถือป้ายข้อความขนาดใหญ่ระบุว่า “แอลเบเนียไม่ได้มีไว้ขาย” และพากันตะโกนเรียกร้องให้ นายกรัฐมนตรี เอดิ รามา ลาออกจากตำแหน่ง

บรรยากาศการประท้วงเต็มไปด้วยความตึงเครียด นักวิชาการและคนรุ่นใหม่ระบุว่า ความอดทนของประชาชนสิ้นสุดลงแล้วหลังจากที่นายกรัฐมนตรีรามาบริหารประเทศมาตั้งแต่ปี 2013 แต่กลับไม่สามารถขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่แพร่สะพัด หรือพัฒนาบริการขั้นพื้นฐาน เช่น ระบบสาธารณสุขให้ดีขึ้นได้

นอกจากนี้ การประท้วงดังกล่าวยังทวีความรุนแรงจากการที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน ประชาชนเพิ่งจะลุกฮือขับไล่รองนายกรัฐมนตรี เบลินดา บัลลูคู จนทำให้เธอถูกปลดจากตำแหน่งจากข้อกล่าวหาพัวพันการทุจริต ส่งผลให้ความไม่ไว้วางใจต่อรัฐบาลพุ่งสูงถึงขีดสุด

ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากโครงการนี้ ไม่เพียงแต่จุดชนวนความขัดแย้งในประเทศเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่การส่งสัญญาณเตือนจากสหภาพยุโรป ที่ระบุว่าโครงการนี้อาจส่งผลกระทบและทำให้กระบวนการพิจารณาแอลเบเนียเข้าเป็นสมาชิกอียูล่าช้าออกไป ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายทางการเมืองที่สำคัญที่สุดของนายกรัฐมนตรีรามา

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเอดิ รามา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์สอย่างชัดเจน โดยกล่าวว่าโครงการนี้จะยังคงดำเนินต่อไปและจะเสร็จสิ้นอย่างรับผิดชอบ พร้อมปฏิเสธความกังวลของกลุ่มผู้ประท้วง โดยระบุว่าโครงการยังอยู่ในขั้นตอนและไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง

รามายังอ้างว่ารัฐบาลมีความก้าวหน้าอย่างมากในการลดปัญหาทุจริต โดยระบุถึงการตั้งสำนักงานอัยการพิเศษที่ได้เปิดการสอบสวนคดีฉ้อโกงระดับชาติหลายคดีในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่สำหรับกลุ่มผู้ประท้วงแล้ว พวกเขามองว่านี่คือมหากาพย์ผลประโยชน์ร่วมระหว่างรัฐบาลและกลุ่มทุนต่างชาติที่ไร้ความโปร่งใส ซึ่งประชาชนจะไม่ยอมทนอีกต่อไป.

ที่มา AFP / Reuters

จีนเตือนภัย หน่วยข่าวกรองต่างชาติส่ง “เต่า-ปลาสายลับ” ติดเซนเซอร์ เจาะข้อมูลทางทะเล

จีนเตือนภัย หน่วยข่าวกรองต่างชาติส่ง "เต่า-ปลาสายลับ" ติดเซนเซอร์ เจาะข้อมูลทางทะเล

12 มิ.ย. 2569 13:01 น.

จีนเตือนภัย หน่วยข่าวกรองต่างชาติส่ง “เต่า-ปลาสายลับ” ติดเซนเซอร์ เจาะข้อมูลทางทะเล

กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐของจีน เผยหน่วยข่าวกรองต่างชาติกำลังใช้เทคโนโลยีสอดแนมรูปแบบใหม่ ทั้งทุ่นตรวจจับอัจฉริยะ สัตว์ทะเลติดเซ็นเซอร์เช่นเต่าและปลา เครื่องร่อนพลังงานคลื่น และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บนเรือสินค้า เพื่อเก็บข้อมูลทางทะเลที่มีความอ่อนไหวของจีน โดยระบุว่าอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความมั่นคงด้านอธิปไตย การทหาร และเศรษฐกิจของประเทศ

ในบทความที่เผยแพร่ผ่านบัญชี วีแชต (WeChat) อย่างเป็นทางการของกระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐของจีน ภายใต้หัวข้อว่า “ภายใต้สีน้ำเงินครามอันลึกล้ำ กระแสน้ำเชี่ยวกรากกำลังก่อตัว” ได้เปิดเผยรายละเอียดของอุปกรณ์จารกรรมรูปแบบใหม่ที่ถูกตรวจพบในน่านน้ำของจีน 

โดยเจ้าหน้าที่ตรวจพบสัตว์ทะเลมีชีวิตขนาดค่อนข้างใหญ่ในบางพื้นที่ ถูกติดตั้งอุปกรณ์เซนเซอร์ไว้บนตัว  จนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า “เต่าสายลับ” และ “ปลาสายลับ” โดยสัตว์เหล่านี้จะว่ายน้ำไปในพื้นที่เป้าหมายเพื่อเก็บข้อมูลสภาพแวดล้อมทางทะเลที่ละเอียดอ่อน เช่น อุณหภูมิน้ำ ความเค็ม และทิศทางของกระแสน้ำ จากนั้นจะส่งข้อมูลดังกล่าวกลับไปยังเครือข่ายต่างประเทศแบบเรียลไทม์ผ่านระบบดาวเทียม เพื่อนำไปสร้างเป็น “แผนที่ใต้น้ำ” สำหรับหาจุดอ่อนในระบบป้องกันชายฝั่งของจีน

นอกจากนั้น ยังมีการค้นพบทุ่นตรวจวัดมหาสมุทรทรงกลม ซึ่งถูกปล่อยโดยสถาบันวิจัยทางทะเลแห่งหนึ่งของต่างประเทศ โดยด้านบนติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดสภาพอากาศ ส่วนด้านล่างทิ้งโซ่สมอเพื่อยึดตำแหน่ง และมีการติดตั้งชุดเซนเซอร์ตรวจจับคลื่นเสียงความแม่นยำสูง ทำให้สามารถดักรับข้อมูลคลื่นเสียงรอบข้าง และบันทึกอัตลักษณ์เสียง ของเรือดำน้ำจีนได้แบบเรียลไทม์

ทั้งยังตรวจพบอุปกรณ์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานคลื่นและโซลาร์เซลล์ที่ถูกส่งเข้ามาโดยกลุ่มต่างชาติ ซึ่งติดตั้งระบบระบุพิกัดและอุปกรณ์สื่อสารทางวิทยุ ทำให้สามารถรับคำสั่งจากดาวเทียมและส่งข้อมูลกิจกรรมของเรือรบ รวมถึงสภาพแวดล้อมทางทหารในทะเลกลับไปได้ทันที

นอกจากอุปกรณ์ในทะเลแล้ว กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐของจีนยังเปิดโปงพฤติกรรมของบริษัทต่างชาติแห่งหนึ่ง ที่พยายามเสนอขาย “อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตั้งบนเรือรุ่นใหม่” ให้กับเรือขนส่งสินค้าเชิงพาณิชย์ โดยอ้างว่าเป็นบริการเสริมสำหรับการเดินเรือทั่วไป

แต่ในความเป็นจริง อุปกรณ์ดังกล่าวคือเครื่องมือรวบรวมข่าวกรองหลากรูปแบบ ที่สามารถติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมต่าง ๆ ภายในท่าเรือได้แบบเรียลไทม์ พร้อมทั้งบูรณาการข้อมูลสภาพอากาศและการนำทางเข้าด้วยกัน เพื่อแอบสร้าง “เครือข่ายเฝ้าระวังทางทะเล” ของตนเอง

กระทรวงฯ ย้ำว่า ข้อมูลทางทะเลที่ละเอียดอ่อน เช่น การเคลื่อนตัวของกระแสน้ำ ลักษณะอุณหภูมิน้ำ การกระจายตัวของความร้อน และภูมิประเทศของท้องทะเล หากถูกหน่วยงานจารกรรมต่างชาติขโมยไป จะส่งผลกระทบและเป็นอันตรายอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงทางทหารและอธิปไตยของจีน

แม้ว่าในแถลงการณ์ของทางการจีนจะไม่ได้ระบุชื่อประเทศอย่างเจาะจง แต่เป็นที่เข้าใจตรงกันในหมู่นักวิเคราะห์ว่าเป็นการพาดพิงถึงกลุ่มประเทศคู่แข่งในซีกโลกตะวันตก ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างผลัดกันออกมากล่าวหาเรื่องการจารกรรมข้อมูลมาโดยตลอด

โดยเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา พันธมิตรข่าวกรอง “Five Eyes” ซึ่งประกอบด้วยสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เพิ่งจะออกมาเตือนว่า สายลับจีนกำลังใช้แพลตฟอร์มจัดหางานออนไลน์เพื่อแฝงตัวและล่อลวงเอาข้อมูลลับจากบุคคลในแวดวงความมั่นคง ขณะที่เมื่อปีที่ผ่านมา ทางการจีนเองก็เคยเตือนเจ้าหน้าที่รัฐให้ระวังแผนการ “น้ำผึ้งพระจันทร์” หรือการใช้เสน่ห์ของสายลับสาวต่างชาติมาล่อลวงเอาความลับของรัฐไปเช่นกัน

ทั้งนี้ กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐของจีนระบุว่า ความมั่นคงทางทะเลเป็นส่วนประกอบสำคัญของความมั่นคงแห่งชาติ และต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนทุกคน โดยได้ประกาศเตือนให้ชาวประมงและผู้ประกอบการเดินเรือระมัดระวังการร่วมมือทางธุรกิจที่น่าสงสัย หากพบทุ่นหรืออุปกรณ์ที่ผิดปกติในทะเลให้รีบรายงานเจ้าหน้าที่ทันที พร้อมทั้งกำชับเจ้าของเรือไม่ให้ซื้อหรือติดตั้งอุปกรณ์บริการทางทะเลที่ไม่มีแหล่งที่มาแน่ชัดโดยเด็ดขาด.

ที่มา Global Times / AFP

ศาลฎีกาสหรัฐฯ สั่งระงับประหารชีวิตด้วย “ก๊าซไนโตรเจน” ในรัฐอะลาบามา ชี้อาจขัดรัฐธรรมนูญ

ศาลฎีกาสหรัฐฯ สั่งระงับประหารชีวิตด้วย "ก๊าซไนโตรเจน" ในรัฐอะลาบามา ชี้อาจขัดรัฐธรรมนูญ

12 มิ.ย. 2569 12:22 น.

ศาลฎีกาสหรัฐฯ สั่งระงับประหารชีวิตด้วย “ก๊าซไนโตรเจน” ในรัฐอะลาบามา ชี้อาจขัดรัฐธรรมนูญ

ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำสั่งระงับการประหารชีวิตนักโทษประหารในรัฐอะลาบามาด้วยวิธีสูดก๊าซไนโตรเจน หลังศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าวิธีดังกล่าวอาจเข้าข่ายการลงโทษที่โหดร้ายและผิดปกติ ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ นับเป็นการแทรกแซงในนาทีสุดท้ายที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในคดีโทษประหาร

ศาลฎีกาสหรัฐฯ ออกคำสั่งแบบไม่ลงนามผู้พิพากษา ปฏิเสธคำร้องอุทธรณ์ของรัฐอะลาบามาที่ต้องการเดินหน้าประหารชีวิต นายเจฟเฟอรี ลี  วัย 49 ปี ซึ่งมีกำหนดจะถูกประหารชีวิตด้วยวิธีให้ร่างกายขาดออกซิเจนด้วยก๊าซไนโตรเจน (Nitrogen Hypoxia) ในเวลา 18.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นวานนี้ (11 มิ.ย.) หลังจากที่เขาถูกตัดสินความผิดในคดีฆาตกรรมประชาชน 2 ราย ระหว่างการบุกปล้นร้านรับจำนำเมื่อปี 1998 และต้องโทษจำคุกในแดนประหารมานานกว่า 20 ปี

ในคำสั่งฉุกเฉินของศาลฎีกาไม่ได้ระบุเหตุผลประกอบ ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับการพิจารณาคดีเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าในคณะผู้พิพากษาศาลฎีกาทั้ง 9 ราย มี 3 ราย ได้แก่ คลาเรนซ์ โทมัส, ซามูเอล อาลิโต และ นีล กอร์ซัช ที่เห็นแย้งและต้องการให้เดินหน้าประหารชีวิตตามคำร้องของรัฐ

ก่อนหน้านี้ คณะลูกขุนในคดีของนายลีเคยเสนอให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่ได้รับการปล่อยตัว แต่ผู้พิพากษาในขณะนั้นได้ใช้อำนาจพิเศษพลิกคำตัดสินของลูกขุนเป็นให้ประหารชีวิตแทน ซึ่งระบบอำนาจพิเศษของผู้พิพากษานี้ได้ถูกยกเลิกไปแล้วในเวลาต่อมา

คำสั่งของศาลฎีกาสหรัฐฯ มีขึ้นหลังจากผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางได้มีคำสั่งห้ามใช้ก๊าซไนโตรเจนในการประหารชีวิตอย่างถาวรเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากการไต่สวนในชั้นศาลเมื่อเดือนเมษายน ซึ่งมีการรับฟังคำให้การจากผู้เชี่ยวชาญและพยานหลายปาก

ศาลชั้นต้นพบว่าวิธีการรมก๊าซไนโตรเจน ซึ่งทำโดยการครอบหน้ากากเพื่อปล่อยก๊าซไนโตรเจนบริสุทธิ์เข้าไปแทนที่อ็อกซิเจนจนนักโทษขาดใจตายนั้น เป็นวิธีที่ค่อนข้างใหม่และมีแนวโน้มที่จะทำให้ผู้ถูกประหารชีวิตต้องเผชิญกับ “ภาวะขาดอากาศอย่างรุนแรง” ตลอดจนความทุกข์ทรมานทางอารมณ์ ความวิตกกังวล ความเครียดทางสรีรวิทยา และความเจ็บปวดทางร่างกายอย่างสาหัส” ก่อนที่จะหมดสติและเสียชีวิต ซึ่งขัดต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ที่ห้ามไม่ให้มีการลงโทษที่โหดร้ายและผิดปกติ เช่นเดียวกับองค์การสหประชาชาติที่เคยออกมาประณามวิธีนี้ว่าทารุณกรรม

ทางด้าน นายสตีฟ มาร์แชลล์ อัยการสูงสุดของรัฐอะลาบามา ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง โดยระบุว่าการสั่งระงับครั้งนี้คือ “ความล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรม” และไม่เป็นธรรมต่อครอบครัวของเหยื่อที่เตรียมจะมาร่วมเป็นสักขีพยานในการลงทัณฑ์ขั้นสุดท้าย อย่างไรก็ตาม รัฐอะลาบามายังคงมีสิทธิ์ที่จะยื่นขอประหารชีวิตนายลีด้วยวิธีอื่นแทน โดยอัยการสูงสุดย้ำว่า “รัฐพร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้บทลงโทษตามกฎหมายของนายลีบรรลุผล”

รัฐอะลาบามาถือเป็นหนึ่งในไม่กี่รัฐของสหรัฐฯ ที่นำวิธีรมก๊าซไนโตรเจนมาใช้งาน โดยนับตั้งแต่ใช้วิธีนี้เมื่อเดือนมกราคมปี 2024 รัฐอะลาบามาได้ประหารชีวิตนักโทษด้วยวิธีนี้ไปแล้วรวม 7 ราย

สำหรับภาพรวมสถานการณ์โทษประหารชีวิตในสหรัฐฯ  ในปี 2026 มีการประหารชีวิตไปแล้วรวม 15 ราย ได้แก่ฟลอริดา 8 ราย, เท็กซัส 4 ราย, โอคลาโฮมา 2 ราย และแอริโซนา 1 ราย

ส่วนปี 2025 มีการประหารชีวิตทั่วประเทศรวม 47 ราย ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 ที่มีการประหารชีวิต 52 ราย โดยรัฐฟลอริดามากที่สุด 19 ราย ตามมาด้วยอะลาบามา เซาท์แคโรไลนา และเท็กซัส รัฐละ 5 ราย โดยแบ่งเป็นการฉีดยาพิษ 39 ราย, การยิงเป้า 3 ราย และการรมก๊าซไนโตรเจน 5 ราย

ปัจจุบัน จากทั้งหมด 50 รัฐของสหรัฐฯ มี 23 รัฐที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้วโดยสิ้นเชิง ขณะที่อีก 3 รัฐ ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย ออเรกอน และเพนซิลเวเนีย อยู่ภายใต้มาตรการชะลอการบังคับใช้กฎหมาย อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเป็นผู้สนับสนุนการลงโทษประหารชีวิต และเรียกร้องให้มีการขยายขอบเขตการใช้โทษประหารชีวิตสำหรับ “อาชญากรรมที่ร้ายกาจที่สุด” ของประเทศ.

ที่มา BBC / Associated Press

ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุก 30 ปี อดีต ปธน. “ยุน ซอกยอล” ส่งโดรนรุกรานเกาหลีเหนือ

ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุก 30 ปี อดีต ปธน. "ยุน ซอกยอล" ส่งโดรนรุกรานเกาหลีเหนือ

12 มิ.ย. 2569 11:47 น.

ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุก 30 ปี อดีต ปธน. “ยุน ซอกยอล” ส่งโดรนรุกรานเกาหลีเหนือ

ศาลกลางกรุงโซลพิพากษาจำคุกอดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล เป็นเวลา 30 ปี ในความผิดฐานสั่งการให้ส่งโดรนเข้าไปยังเกาหลีเหนือ เพื่อจงใจยั่วยุและเพิ่มความตึงเครียดบริเวณชายแดน หวังใช้เป็นข้ออ้างในการประกาศใช้กฎอัยการศึกเมื่อเดือนธันวาคม 2024

ศาลกลางกรุงโซลได้มีคำพิพากษาวันนี้ (12 มิ.ย.) ซึ่งตรงกับคำร้องขอของนายโช อึนซุก อัยการพิเศษที่เสนอให้ลงโทษจำคุกอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ในข้อหากระทำการอันเป็นประโยชน์ต่อศัตรูและใช้อำนาจในทางมิชอบ

ศาลรับฟังพยานหลักฐานและชี้ว่า นายยุนได้สั่งการปฏิบัติการโดรนดังกล่าวในเดือนตุลาคม 2024 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยั่วยุรัฐบาลเกาหลีเหนือ และตั้งใจจะนำความตึงเครียดระหว่างประเทศที่คาดว่าจะเกิดขึ้น มาใช้เป็นข้ออ้างเร่งด่วนในการประกาศใช้กฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2024

ก่อนหน้านี้ในวันประกาศกฎอัยการศึก นายยุนอ้างว่าตนเองกำลังปกป้องประเทศจาก “กองกำลังต่อต้านรัฐ” ที่ฝักใฝ่เกาหลีเหนือ แต่ในเวลาต่อมาเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า การตัดสินใจของเขาถูกขับเคลื่อนด้วยปัญหาความระส่ำระสายทางการเมืองภายในประเทศ จนนำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ของประชาชน และทำให้เขาต้องยกเลิกคำสั่งดังกล่าวในที่สุด ก่อนจะถูกรัฐสภาลงมติถอดถอนและถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

นอกจากตัวอดีตประธานาธิบดีแล้ว ศาลยังได้ตัดสินจำคุกผู้ร่วมขบวนการในปฏิบัติการครั้งนี้อีกหลายราย ประกอบด้วยนายคิม ยงฮยอน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถูกตัดสินจำคุก 30 ปี ในข้อหากบฏและใช้อำนาจมิชอบ ซึ่งเป็นโทษที่สูงกว่าคำร้องของอัยการพิเศษที่เสนอไว้ 25 ปี

ส่วนนายยอ อินฮยอง อดีตผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรองต่อต้านข่าวกรองทหาร ถูกตัดสินจำคุก 15 ปี ขณะที่นายคิม ยงแด อดีตผู้บัญชาการหน่วยปฏิบัติการโดรน ถูกตัดสินจำคุก 3 ปี แต่ให้รอลงอาญาไว้เป็นเวลา 5 ปี

คณะผู้พิพากษาระบุในคำแถลงว่า “จำเลยได้ใช้ข้ออ้างของปฏิบัติการทางทหารเพื่อจงใจกระตุ้นให้เกิดการยั่วยุจากฝั่งเกาหลีเหนือ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างสถานการณ์ฉุกเฉินให้สามารถประกาศกฎอัยการศึกได้” พร้อมเสริมว่า แม้เจ้าหน้าที่ทหารทั้งสามนายจะมีส่วนในการยั่วยุเกาหลีเหนือและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดการปะทะกันทางทหาร แต่นายยุน ซอกยอล ในฐานะผู้นำประเทศคือผู้ที่ต้อง “รับผิดชอบมากที่สุด” ในเหตุการณ์นี้

ในระหว่างการพิจารณาคดี ทีมทนายความของนายยุนพยายามโต้แย้งว่า การส่งโดรนเข้าไปในเกาหลีเหนือเป็นการตอบโต้ที่ “ชอบด้วยกฎหมาย” ต่อกรณีที่เกาหลีเหนือส่งบอลลูนขยะหลายร้อยลูกข้ามพรมแดนมายังฝั่งใต้ตลอดปี 2024 ซึ่งภายในบรรจุสิ่งปฏิกูลและขยะมูลฝอย

แม้ว่าทั้งสองประเทศจะใช้บอลลูนโฆษณาชวนเชื่อในลักษณะนี้มาตั้งแต่ยุคสงครามเกาหลี แต่สถานการณ์ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในปี 2024 เมื่อเกาหลีเหนือออกมากล่าวหาว่าเกาหลีใต้ส่งโดรนบินเข้าไปโปรยใบปลิวต่อต้านระบอบปกครองถึงใจกลางกรุงเปียงยาง ซึ่งเกาหลีเหนือขู่ว่าอาจนำไปสู่สงครามได้ โดยคำตัดสินของศาลในวันศุกร์ระบุชัดเจนว่า นายยุนคือผู้อยู่เบื้องหลังการส่งโดรนเหล่านั้น โดยคาดหวังจะให้เกาหลีเหนือโจมตีตอบโต้กลับมาเพื่อสร้างสถานการณ์

คำตัดสินจำคุก 30 ปีในคดีโดรนนี้ นับเป็นโทษทัณฑ์ล่าสุดของนายยุน ซอกยอล ซึ่งปัจจุบันถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ และยังต้องเผชิญกับการพิจารณาคดีอีกหลายข้อหาที่เกี่ยวเนื่องกับการประกาศกฎอัยการศึกที่ล้มเหลว

โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายยุนเพิ่งถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในข้อหาเป็นผู้นำการก่อกบฏ (Insurrection) ซึ่งขณะนี้คดีดังกล่าวอยู่ในกระบวนการอุทธรณ์ นอกจากนี้ เขายังถูกตัดสินจำคุกแยกอีก 5 ปีในข้อหาใช้อำนาจมิชอบและขัดขวางการเข้าจับกุมตนเอง

ความพยายามประกาศกฎอัยการศึกของนายยุนรวมถึงการประท้วงที่ตามมา ได้สร้างความปั่นป่วนและสูญญากาศทางการเมืองในเกาหลีใต้อยู่หลายเดือน จนกระทั่งนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ซึ่งผลปรากฏว่า นายอี แจมยอง จากพรรคประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายสถาบันเดิม สามารถคว้าชัยชนะได้อย่างเด็ดขาดและก้าวขึ้นมานำพาประเทศในปัจจุบัน.

ที่มา Yonhap / BBC

กัมพูชาเร่งพลังงานสะอาด ฝ่าวิกฤตน้ำมันโลก หวังจับมือไทยใช้ประโยชน์แหล่งพลังงานอ่าวไทย

กัมพูชาเร่งพลังงานสะอาด ฝ่าวิกฤตน้ำมันโลก หวังจับมือไทยใช้ประโยชน์แหล่งพลังงานอ่าวไทย

12 มิ.ย. 2569 11:21 น.

กัมพูชาเร่งพลังงานสะอาด ฝ่าวิกฤตน้ำมันโลก หวังจับมือไทยใช้ประโยชน์แหล่งพลังงานอ่าวไทย

กัมพูชาเดินหน้าปฏิวัติระบบพลังงาน เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดรับมือความผันผวนราคาน้ำมันโลก เผยต้องการร่วมมือกับไทย หวังปลดล็อกศักยภาพแหล่งพลังงานอ่าวไทยที่มีข้อพิพาทยืดเยื้อมานานกว่า 2 ทศวรรษ

แก้ว รตนาค รัฐมนตรีกระทรวงเหมืองแร่และพลังงานกัมพูชาเปิดเผยว่า การขยายพลังงานหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะพลังน้ำและพลังงานแสงอาทิตย์ จะช่วยให้กัมพูชาลดผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานโลก และช่วยรักษาเสถียรภาพค่าไฟฟ้าภายในประเทศ

โดยปัจจุบัน พลังงานสะอาดคิดเป็นเกือบ 2 ใน 3 ของกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งทั้งหมดของกัมพูชา ทำให้ประเทศสามารถตรึงราคาค่าไฟได้ แม้ตลาดน้ำมันและก๊าซธรรมชาติโลกเผชิญความผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

รัฐมนตรีกัมพูชาระบุว่า ราคาน้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน และก๊าซหุงต้ม หรือ LPG ปรับตัวสูงขึ้นจากปัญหาความไม่แน่นอนด้านการขนส่งพลังงานโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการส่งออกน้ำมันและก๊าซ

อย่างไรก็ตามเขายืนยันว่า ค่าไฟฟ้าของกัมพูชายังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงก่อนเกิดวิกฤต เนื่องจากประเทศมีฐานพลังงานจากเขื่อนและโซลาร์เซลล์ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

กัมพูชาตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสีเขียวให้ได้อย่างน้อย 70% ของกำลังผลิตไฟฟ้าภายในปี 2030 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของอาเซียนที่กำหนดไว้ 45%

นอกจากการลงทุนด้านพลังงานสะอาดในประเทศ กัมพูชายังผลักดันโครงการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าอาเซียน หรือ ASEAN Power Grid เพื่อให้ประเทศในภูมิภาคสามารถแลกเปลี่ยนพลังงานระหว่างกัน ลดความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงานในอนาคต

รัฐมนตรีพลังงานกัมพูชายังได้อ้างถึงประเทศไทยโดยยอมรับว่า น้ำมันและก๊าซธรรมชาติยังคงมีบทบาทสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะแหล่งทรัพยากรในอ่าวไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชามีข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเล

พื้นที่ดังกล่าวถูกประเมินว่าอาจมีทรัพยากรพลังงานมูลค่าราว 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงก๊าซธรรมชาติประมาณ 311,000 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ยังไม่สามารถพัฒนาได้เต็มศักยภาพ เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ

ที่ผ่านมา ไทยและกัมพูชาเคยมีข้อตกลงเพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาเขตแดนทางทะเลและการพัฒนาทรัพยากรร่วมกัน แต่กระบวนการยังไม่เดินหน้าเต็มที่

ล่าสุด กัมพูชาระบุว่า กำลังใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS เพื่อหาทางออกอย่างสันติ

แก้ว รตนาค กล่าวว่า หากทั้งสองประเทศสามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับพื้นที่ดังกล่าวได้ จะไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อไทยและกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานให้กับภูมิภาคอาเซียนโดยรวม.

ที่มา : channelnewsasia

“สเปซเอ็กซ์” เคาะราคา IPO 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น ระดมทุนแตะ 2.4 ล้านล้านบาท

"สเปซเอ็กซ์" เคาะราคา IPO 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น ระดมทุนแตะ 2.4 ล้านล้านบาท

12 มิ.ย. 2569 11:17 น.

“สเปซเอ็กซ์” เคาะราคา IPO 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น ระดมทุนแตะ 2.4 ล้านล้านบาท

“สเปซเอ็กซ์” ของอีลอน มัสก์ กำหนดราคาเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) ที่ 135 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น ระดมทุนได้สูงเป็นประวัติการณ์ 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.46 ล้านล้านบาท และผลักดันให้มูลค่ารวมของบริษัทพุ่งทะยานสู่ 1.77 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 61 ล้านล้านบาท และคาดว่าจะส่งผลให้อีลอน มัสก์ ก้าวขึ้นเป็น “มหาเศรษฐีล้านล้าน” คนแรกของโลกทันทีที่เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก

การระดมทุนครั้งนี้ของสเปซเอ็กซ์ ด้วยการเสนอขายหุ้นจำนวน 555.56 ล้านหุ้น ได้ทำลายสถิติเดิมของ ซาอุดี อารามโก (Saudi Aramco) รัฐวิสาหกิจน้ำมันยักษ์ใหญ่ของซาอุดีอาระเบียที่เคยระดมทุนไปได้ 2.56 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2019 หรือคิดเป็น 3.32 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อปรับอัตราเงินเฟ้อแล้ว

ด้วยมูลค่าบริษัทที่ประเมินไว้สูงถึง 1.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อ้างอิงจากหุ้นหมุนเวียนทั้งหมด 1.308 หมื่นล้านหุ้น จะทำให้สเปซเอ็กซ์มีมูลค่าแซงหน้าบริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร เจพีมอร์แกน เชส (JPMorgan Chase), บาร์กเชียร์ แฮธาเวย์ (Berkshire Hathaway) ของวอร์เรน บัฟเฟตต์, บริษัทยารายใหญ่ อีไล ลิลลี่ (Eli Lilly) รวมไปถึง เมตา แพลตฟอร์มส์ (Meta Platforms) และเทสลา (Tesla) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งธุรกิจหลักของมัสก์เอง 

อย่างไรก็ตาม มูลค่าของบริษัทอาจพุ่งสูงขึ้นไปอีก หากกลุ่มธนาคารผู้จัดจำหน่ายจัดสรรหุ้นส่วนเกิน ตัดสินใจใช้สิทธิ์ขายหุ้นเพิ่มเติม ซึ่งตามปกติแล้วจะมีระยะเวลาดำเนินการภายใน 30 วันหลังจากนี้

ในการทำ IPO ครั้งนี้ อีลอน มัสก์ ยังคงแสดงความเป็นตัวตนที่แหวกแนวด้วยการดำเนินงานตามเงื่อนไขของตัวเอง โดยฉีกธรรมเนียมปฏิบัติเดิม ๆ ของตลาดทุนวอลล์สตรีทหลายประการ เช่น การประกาศราคาเสนอขายหุ้นอย่างเป็นทางการต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ในเวลาประมาณ 15.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออก ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังไม่ปิดทำการ ต่างจากปกติที่มักจะประกาศหลังตลาดปิดเพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวน

นอกจากนี้ สเปซเอ็กซ์ยังได้จัดสรรโควตาหุ้นสูงถึง 30% ให้แก่นักลงทุนรายย่อย ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าปกติมาก และมีการกำหนดราคาเสนอขายไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะทำการเดินสายนำเสนอข้อมูลแก่นักลงทุนซึ่งเป็นขั้นตอนที่สถาบันการเงินและนักลงทุนมักใช้เจรจาต่อรองราคา

แม้ว่าสเปซเอ็กซ์จะระบุว่าโอกาสทางการตลาดของบริษัทมีมูลค่ารวมสูงถึง 28.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งพวกเขาเรียกว่าเป็น “มูลค่าที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ” โดยครอบคลุมทั้งการขนส่งทางอวกาศ รวมถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม สตาร์ลิงก์ (Starlink) ที่ให้บริการแก่ลูกค้ารายย่อย องค์กร และรัฐบาลใน 164 ประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักในปัจจุบัน

นอกจากนี้ สเปซเอ็กซ์ยังสร้างความได้เปรียบด้วยการรวมโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลและการเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ร่วมกับ xAI สตาร์ตอัปด้าน AI ของมัสก์ที่ได้เข้าซื้อกิจการแพลตฟอร์ม X หรือทวิตเตอร์เดิมไปเมื่อปี 2025 และเพิ่งลงนามในข้อตกลงระยะยาวด้านบริการคลาวด์กับกูเกิลของอัลฟาเบต เพื่อรองรับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนยังคงตั้งคำถามถึงความสมเหตุสมผลของมูลค่าบริษัทที่สูงลิ่วนี้ เนื่องจากปีที่ผ่านมาบริษัทประสบภาวะขาดทุน และรายได้ยังตามหลังบริษัทขนาดใหญ่อื่น ๆ อยู่มาก คิม ฟอร์เรสต์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ โบเก้ คาปิตอล พาร์ทเนอร์ส (Bokeh Capital Partners) ตั้งข้อสังเกตว่า “คาดการณ์ทางการเงินของบริษัทยังมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากต้องพึ่งพาสัญญาสัมปทานจำนวนมากจากรัฐบาล คนที่ซื้อหุ้นนี้กำลังซื้ออนาคตและโอกาสที่มนุษยชาติจะหลุดพ้นจากโลก ไม่ใช่การลงทุนในฐานะบริษัททั่วไปจริงๆ”

นอกจากนี้บริษัทยังต้องเผชิญกับคู่แข่งสำคัญอย่าง บลู ออริจิน (Blue Origin) ของ เจฟฟ์ เบโซส ที่กำลังเร่งขยายธุรกิจอวกาศเชิงพาณิชย์และไล่ล่าสัญญาสัมปทานจากรัฐบาลเช่นเดียวกัน

แม้ว่าสเปซเอ็กซ์จะเปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทมหาชนที่ต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้น แต่อีลอน มัสก์ จะยังคงรักษาอำนาจในการควบคุมบริษัทไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ผ่านการถือครองหุ้นที่แบ่งออกเป็น Class A และ Class B ซึ่งจะทำให้เขามีสัดส่วนหุ้นรวมราว 40% แต่มีสิทธิ์ออกเสียง สูงถึง 82% ถึง 84%

การกุมอำนาจนี้สูงกว่า มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ของ เมตา ที่มีสิทธิ์ออกเสียงราว 60% เป็นอย่างมาก ส่งผลให้สเปซเอ็กซ์ ไม่จำเป็นต้องมี “กรรมการอิสระ” หรือกรรมการที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียส่วนตัวหรือทางการเงิน ร่วมอยู่ในคณะกรรมการบริหารเลย และจากการวิเคราะห์ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระบุว่า โครงสร้างนี้สร้างความเสี่ยงให้แก่นักลงทุนรายอื่น เนื่องจากกลุ่มคนวงในของมัสก์จะสามารถตัดสินใจในข้อตกลงทางธุรกิจ การเข้าซื้อกิจการอื่น ๆ ของมัสก์ หรือแม้กระทั่งการกำหนดค่าตอบแทนของตัวมัสก์เองได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

การเข้าสู่ตลาดหุ้นของ SpaceX ในครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับสตาร์ตอัปที่มีมูลค่าใกล้แตะระดับล้านล้านดอลลาร์รายอื่น ๆ โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่มปัญญาประดิษฐ์อย่าง โอเพนเอไอ (OpenAI) และ แอนโทรปิก (Anthropic) ที่มีแผนจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในปี 2026 นี้เช่นกัน โดยธนาคารโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) คาดการณ์ว่า ตลาด IPO ของสหรัฐฯ จะฟื้นตัวอย่างรุนแรงในปีนี้ และอาจทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 1.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ หุ้นของสเปซเอ็กซ์คาดว่าจะเริ่มเปิดซื้อขายจริงในช่วงบ่ายวันศุกร์ (12 มิ.ย.) ตามเวลาสหรัฐฯ เนื่องจากความซับซ้อนและขนาดของดีลที่ใหญ่เป็นประวัติการณ์ โดยมีธนาคารชั้นนำอย่าง Goldman Sachs, Morgan Stanley, BofA Securities, Citigroup และ J.P. Morgan ร่วมเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายในครั้งนี้.

ที่มา Reuters / BBC

ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์ศก.โลกปีนี้เหลือ 2.5% เตือนสงครามสหรัฐ-อิหร่าน ฉุดศก.โลกโตต่ำสุดนับจากโควิด

ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์ศก.โลกปีนี้เหลือ 2.5% เตือนสงครามสหรัฐ-อิหร่าน ฉุดศก.โลกโตต่ำสุดนับจากโควิด

12 มิ.ย. 2569 10:58 น.

ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์ศก.โลกปีนี้เหลือ 2.5% เตือนสงครามสหรัฐ-อิหร่าน ฉุดศก.โลกโตต่ำสุดนับจากโควิด

ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2569 เหลือ 2.5% ชี้ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านดันราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และต้นทุนกู้ยืมพุ่ง เตือนหากวิกฤตรุนแรงขึ้น เศรษฐกิจโลกอาจโตเพียง 1.3%

วันที่ 13 มิถุนายน 2569 ธนาคารโลก (World Bank) เผยแพร่รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (Global Economic Prospects) ฉบับล่าสุด โดยปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ลงจาก 2.9% ที่ประเมินไว้เมื่อเดือนมกราคม เหลือเพียง 2.5% เนื่องจากผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น

รายงานระบุว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงความเปราะบางของข้อตกลงหยุดยิงในปัจจุบัน กำลังสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ และอาจทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกอยู่ในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 พร้อมเตือนว่า สถานการณ์อาจเลวร้ายลงอีก หากการหยุดชะงักด้านพลังงานรุนแรงขึ้น เศรษฐกิจโลกอาจขยายตัวเพียง 1.3% ในปีนี้ ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออาจพุ่งถึง 4.4%  

รายงานคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนต์จะเฉลี่ยอยู่ที่ 94 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปีนี้ เพิ่มขึ้น 36% จากค่าเฉลี่ยของปีก่อน ขณะที่ราคาปุ๋ยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก และอาจส่งผลต่อราคาสินค้าอาหารทั่วโลก โดยประเมินว่า ปัจจัยที่เกิดขึ้นจะผลักดันอัตราเงินเฟ้อโลกในปีนี้ขึ้นสู่ระดับ 4% จาก 3.3% ในปีก่อน.

ที่มา AFP

ฝนถล่ม-อาฟเตอร์ช็อกขวางภารกิจกู้ภัยฟิลิปปินส์ ยอดเสียชีวิตแผ่นดินไหวพุ่ง 55 ราย

ฝนถล่ม-อาฟเตอร์ช็อกขวางภารกิจกู้ภัยฟิลิปปินส์ ยอดเสียชีวิตแผ่นดินไหวพุ่ง 55 ราย

12 มิ.ย. 2569 10:22 น.

ฝนถล่ม-อาฟเตอร์ช็อกขวางภารกิจกู้ภัยฟิลิปปินส์ ยอดเสียชีวิตแผ่นดินไหวพุ่ง 55 ราย

ภารกิจกู้ภัยในฟิลิปปินส์เป็นไปอย่างยากลำบาก หลังเจ้าหน้าที่เผชิญทั้งฝนตกหนักและอาฟเตอร์ช็อก ขณะเร่งค้นหาผู้สูญหายจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 55 ราย

เจ้าหน้าที่กู้ภัยฟิลิปปินส์กำลังเผชิญอุปสรรคครั้งใหญ่ หลังฝนตกหนักและแรงสั่นสะเทือนหลังแผ่นดินไหว หรืออาฟเตอร์ช็อก ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้การค้นหาผู้สูญหายเป็นไปอย่างล่าช้า ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทางตอนใต้ของประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 55 ราย

แผ่นดินไหวขนาด 7.8 ซึ่งเกิดขึ้นนอกชายฝั่งเกาะมินดาเนาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สร้างความเสียหายอย่างหนัก อาคารหลายแห่งพังถล่ม เกิดดินถล่ม และทำให้หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากคำเตือนสึนามิ

สถานการณ์ในพื้นที่ประสบภัยยังเต็มไปด้วยความยากลำบาก โดยเฉพาะในจังหวัดซารังกานี ซึ่งได้รับความเสียหายรุนแรง เจ้าหน้าที่ต้องเร่งเคลียร์เส้นทางที่ถูกดินและก้อนหินขนาดใหญ่ปิดกั้น พร้อมค้นหาผู้ที่ยังติดอยู่ใต้ซากอาคาร

เรเน ปุนซาลัน หัวหน้าหน่วยจัดการภัยพิบัติจังหวัดซารังกานีเปิดเผยว่า แม้เจ้าหน้าที่จะสามารถเปิดเส้นทางได้หลายสายแล้ว แต่ยังจำเป็นต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ส่งอาหารและน้ำดื่มให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้

เขาระบุว่าฝนที่ตกลงมาเมื่อคืนที่ผ่านมา รวมถึงอาฟเตอร์ช็อก เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ปฏิบัติการช่วยเหลือต้องหยุดชะงักเป็นระยะ

ทีมกู้ภัยต้องใช้รถแบ็กโฮเข้าช่วยเคลื่อนย้ายก้อนหินและซากปรักหักพัง แต่เจ้าหน้าที่ต้องเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากยังมีแรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะนี้ยังมีรายงานผู้สูญหาย 31 คน โดยเจ้าหน้าที่เดินหน้าค้นหาอย่างเต็มที่ แต่ยอมรับว่าโอกาสพบผู้รอดชีวิตเริ่มลดลง หลังผ่านไปหลายวันนับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหว

หัวหน้าหน่วยภัยพิบัติซารังกานีกล่าวว่า หลังเวลาผ่านไปหลายวัน การพบผู้รอดชีวิตอาจต้องอาศัยปาฏิหาริย์ และภารกิจสำคัญในเวลานี้คือการนำร่างผู้เสียชีวิตกลับคืนให้ครอบครัว

ด้านประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์ ได้ลงพื้นที่เมืองเจเนอรัล ซานโตส เพื่อตรวจเยี่ยมผู้ประสบภัย พร้อมประกาศจัดสรรงบประมาณ 100 ล้านเปโซ หรือประมาณ 1.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อฟื้นฟูศาลากลางเมืองที่ได้รับความเสียหาย.

ที่มา : channelnewsasia

ม็อบนศ.เม็กซิโก ปะทะตำรวจใกล้สนามเปิดบอลโลก 2026 ที่เม็กซิโก ซิตี ประท้วงงบจัดการแข่งขัน

ม็อบนศ.เม็กซิโก ปะทะตำรวจใกล้สนามเปิดบอลโลก 2026 ที่เม็กซิโก ซิตี ประท้วงงบจัดการแข่งขัน

12 มิ.ย. 2569 10:15 น.

ม็อบนศ.เม็กซิโก ปะทะตำรวจใกล้สนามเปิดบอลโลก 2026 ที่เม็กซิโก ซิตี ประท้วงงบจัดการแข่งขัน

นักศึกษาและกลุ่มเคลื่อนไหวในเม็กซิโกชุมนุมประท้วงใกล้สนามนัดเปิดฟุตบอลโลก 2026 ก่อนปะทะตำรวจปราบจลาจล ขณะทางการยังคุมสถานการณ์ได้และการแข่งขันดำเนินต่อไปตามกำหนด

วันที่ 12 มิถุนายน 2569 เกิดเหตุปะทะกันรุนแรงระหว่างผู้ประท้วงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจบริเวณโดยรอบสนามเม็กซิโกซิตี สเตเดียม ก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 นัดเปิดสนาม ระหว่างทีมชาติเม็กซิโกกับทีมชาติแอฟริกาใต้

รายงานข่าวระบุว่า กลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งประกอบด้วยนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติอิสระเม็กซิโก (UNAM) และสถาบันการศึกษาอื่น ๆ เดินขบวนไปยังบริเวณสนามแข่งขัน เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก รวมถึงปัญหาสังคมด้านอื่นๆ ของประเทศ  

มีรายงานว่า ระหว่างการชุมนุม ผู้ประท้วงบางส่วนซึ่งแต่งกายด้วยชุดสีดำและปกปิดใบหน้า พยายามฝ่าแนวตำรวจที่ปิดล้อมพื้นที่รอบสนาม ก่อนขว้างปาก้อนหินและวัตถุต่างๆ ใส่เจ้าหน้าที่ ขณะที่ตำรวจตอบโต้ด้วยอุปกรณ์ควบคุมฝูงชน รวมถึงอุปกรณ์ส่งเสียงดังสำหรับสลายการชุมนุม ส่งผลให้เกิดการปะทะกันเป็นช่วงสั้น ๆ บริเวณรอบสนาม และมีควันลอยขึ้นในบางจุดใกล้ทางเข้าสนาม 

ต่อมาตำรวจปราบจลาจลได้เข้าควบคุมสถานการณ์และผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เข้าใกล้บริเวณที่จัดไว้สำหรับแฟนบอลที่เดินทางมาชมการแข่งขัน แม้จะเกิดเหตุวุ่นวาย แต่เจ้าหน้าที่สามารถรักษาความปลอดภัยโดยรอบสนามได้ และการแข่งขันนัดเปิดฟุตบอลโลกยังคงดำเนินไปตามกำหนดการ

ทั้งนี้ เหตุการณ์ประท้วงที่เกิดขึ้นสะท้อนกระแสความไม่พอใจที่เกิดขึ้นควบคู่กับการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก โดยกลุ่มเคลื่อนไหวพยายามใช้เวทีระดับโลกครั้งนี้ในการเรียกร้องความสนใจต่อประเด็นต่าง ๆ อาทิ ปัญหาผู้สูญหาย ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และการใช้งบประมาณภาครัฐ.

ที่มา AP