เครือข่ายทีวีสหรัฐฯ ระงับรายงานข่าวทรัมป์ ประท้วงทำเนียบขาวแบน CNN และสื่ออีก 2 แห่ง

เครือข่ายทีวีสหรัฐฯ ระงับรายงานข่าวทรัมป์ ประท้วงทำเนียบขาวแบน CNN และสื่ออีก 2 แห่ง

22 ก.ย. 2569 16:46 น.

เครือข่ายทีวีสหรัฐฯ ระงับรายงานข่าวทรัมป์ ประท้วงทำเนียบขาวแบน CNN และสื่ออีก 2 แห่ง

เครือข่ายโทรทัศน์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ระงับการรายงานข่าวกิจกรรมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังทำเนียบขาวห้ามผู้สื่อข่าวจาก CNN, Politico และ MS NOW เข้าพื้นที่ ขณะที่สื่อทั้ง 3 แห่งยื่นฟ้องรัฐบาล โดยระบุว่าการเพิกถอนสิทธิ์เข้าทำเนียบขาวคุกคามเสรีภาพสื่อและสิทธิของประชาชนในการรับข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นอิสระ

เครือข่ายโทรทัศน์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ระงับการรายงานข่าวกิจกรรมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อประท้วงการที่ทำเนียบขาวห้ามผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว CNN, Politico และ MS NOW เข้าพื้นที่ทำเนียบขาว

ทรัมป์ประกาศมาตรการดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 ก.ย. โดยกล่าวหาสื่อทั้ง 3 แห่งว่าเผยแพร่ “เรื่องแต่งหรือคำโกหก” เกี่ยวกับรัฐบาลของเขา ต่อมาในวันเสาร์ สื่อทั้งสามแห่งระบุว่า ผู้สื่อข่าวของตนถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าพื้นที่ทำเนียบขาว และถูกเพิกถอนบัตรผ่าน

CNN, Politico และ MS NOW ประกาศว่าจะดำเนินคดีต่อรัฐบาลทรัมป์ โดยให้เหตุผลว่าต้องการปกป้องหลักการที่ว่า รัฐบาลไม่ควรเป็นผู้ตัดสินใจว่าสื่อมวลชนจะรายงานข่าวอะไร โดยทั้งสามองค์กรยื่นฟ้องต่อศาลแขวงสหรัฐฯ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. พร้อมขอให้ศาลสั่งระงับคำสั่งแบนและคืนสิทธิ์การเข้าทำเนียบขาวให้ผู้สื่อข่าว

แถลงการณ์ร่วมของสื่อทั้งสามระบุว่า ทำเนียบขาวเพิกถอนบัตรผ่านของผู้สื่อข่าวโดยไม่มีการแจ้งเตือนหรือกระบวนการที่เหมาะสม เพียงเพราะไม่พอใจเนื้อหาการรายงานข่าว พร้อมเตือนว่า หากไม่มีการท้าทายคำสั่งดังกล่าว การกระทำนี้จะคุกคามเสรีภาพสื่อและสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงงานข่าวอิสระที่ปราศจากการแทรกแซงของรัฐบาล

หลังเกิดเหตุ เครือข่ายโทรทัศน์หลายแห่ง รวมถึง ABC, CBS, NBC และ Fox News ประกาศระงับการเข้าร่วมการรายงานข่าวแบบ “พูล” หรือการแบ่งปันภาพและเสียงจากกิจกรรมของประธานาธิบดี โดยไบรอัน บอตัน หัวหน้าสำนักงานวอชิงตันของ Fox News ซึ่งดำรงตำแหน่งหมุนเวียนในการประสานงานทีมโทรทัศน์ที่รายงานข่าวทำเนียบขาว ส่งอีเมลแจ้งว่า ตั้งแต่วันดังกล่าว ทีมโทรทัศน์จะไม่รายงานกิจกรรมของประธานาธิบดีที่กำหนดให้เป็นการรายงานข่าวแบบพูล และจะไม่มีการจัดทีมทดแทน

การตัดสินใจดังกล่าวส่งผลให้ไม่มีภาพข่าวจากเครือข่ายโทรทัศน์เกี่ยวกับทรัมป์ขณะขึ้นเครื่องบินประจำตำแหน่งแอร์ฟอร์ซวัน หรือขณะเดินทางถึงนครนิวยอร์กเพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเข้าร่วมพิธีตัดริบบิ้นเปิดใช้งานลานจอดเฮลิคอปเตอร์ Marine One แห่งใหม่บริเวณสนามหญ้าด้านใต้ของทำเนียบขาว โดยทำเนียบขาวถ่ายทอดภาพพิธีผ่านเว็บไซต์ของตนเอง แต่เสียงคำกล่าวของทรัมป์ไม่สามารถรับฟังได้

ต่อมา ทรัมป์ปรากฏตัวทางโทรทัศน์หลังการประชุมกับนายโซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ซึ่งกล่าวกับประธานาธิบดีว่า ผู้สื่อข่าวทุกสำนักจะได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการแถลงข่าว

ทรัมป์กล่าวถึงการระงับการรายงานข่าวว่า เป็นเรื่องน่าสนใจ เพราะสื่อระบุว่าจะคว่ำบาตรเขา แต่ที่ผ่านมาไม่เคยคว่ำบาตรจริง จึงไม่ได้รู้สึกกังวล พร้อมชี้ไปยังกลุ่มผู้สื่อข่าวและกล่าวว่า “ดูสิ มีสื่อมวลชนอยู่เต็มไปหมด”

การรายงานข่าวแบบพูลเป็นระบบที่องค์กรสื่อหลายแห่งร่วมกันแบ่งปันภาพและเสียงจากกิจกรรมของประธานาธิบดี เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายและข้อจำกัดด้านพื้นที่ในการติดตั้งอุปกรณ์ถ่ายทอดสด โดยเครือข่ายที่ได้รับมอบหมายจะบันทึกและเผยแพร่สัญญาณให้สื่ออื่นนำไปใช้งาน

การระงับการรายงานข่าวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังทำเนียบขาวขัดขวางไม่ให้ CNN ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้รับผิดชอบการรายงานข่าวแบบพูลระหว่างการเดินทางของทรัมป์ไปยังนครนิวยอร์ก ส่งผลให้ไม่มีการจัดทีมรายงานข่าวทดแทนสำหรับกิจกรรมของประธานาธิบดี

ในช่วงเวลาเดียวกัน ทำเนียบขาวได้เปิดช่องสตรีมมิงของตนเองชื่อ Trump TV ซึ่งเผยแพร่คลิปวิดีโอของทรัมป์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีรายงานว่าช่องดังกล่าวมุ่งนำเสนอภาพกิจกรรมและผลงานของประธานาธิบดีโดยตรงจากทำเนียบขาว

การเคลื่อนไหวของสื่อเกิดขึ้นท่ามกลางข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในการเข้าถึงทำเนียบขาวและเสรีภาพในการรายงานข่าว โดย CNN, MS NOW และ Politico กล่าวหาว่าคำสั่งแบนละเมิดสิทธิเสรีภาพสื่อภายใต้รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ขณะที่รัฐบาลทรัมป์ระบุว่า การเข้าถึงทำเนียบขาวเป็นสิทธิพิเศษ ไม่ใช่สิทธิที่สื่อมวลชนจะได้รับโดยอัตโนมัติ

คดีดังกล่าวถูกยื่นต่อศาลรัฐบาลกลางในกรุงวอชิงตัน และจะพิจารณาข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลละเมิดสิทธิเสรีภาพสื่อ รวมถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ.

ที่มา BBC / Associated Press

เด็กหญิงจีนวัย 6 ปี ทำลายสถิติโลก 2 ครั้ง แก้รูบิก 3×3 เฉลี่ย 4.5 วินาที

เด็กหญิงจีนวัย 6 ปี ทำลายสถิติโลก 2 ครั้ง แก้รูบิก 3x3 เฉลี่ย 4.5 วินาที

22 ก.ย. 2569 15:54 น.

เด็กหญิงจีนวัย 6 ปี ทำลายสถิติโลก 2 ครั้ง แก้รูบิก 3×3 เฉลี่ย 4.5 วินาที

เด็กหญิงชาวจีนวัยเพียง 6 ปี สร้างสถิติโลกประเภทหญิงในการแข่งขันแก้รูบิก 3×3 หลังทำลายสถิติถึง 2 ครั้งภายในเดือนเดียว ด้วยเวลาเฉลี่ย 4.52 และ 4.27 วินาที จนกลายเป็นนักกีฬารูบิกหญิงคนแรกที่ทำเวลาเฉลี่ยต่ำกว่า 4.5 วินาที

สื่อทางการจีนรายงานว่า เหลียน หยุนจือ หรือชื่อเล่นว่า “จือจือ” เด็กหญิงวัย 6 ปีจากเมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน สร้างสถิติโลกใหม่ในการแข่งขันแก้ลูกบาศก์รูบิก 3×3 ประเภทหญิง หลังทำลายสถิติค่าเฉลี่ยโลกถึง 2 ครั้งภายในเดือนกันยายน 2026

สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของจีนรายงานว่า เหลียนทำสถิติในการแข่งขันที่ได้รับการรับรองจากสมาคมลูกบาศก์โลก หรือ WCA ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองอู่ฮั่นและนครกว่างโจว โดยทำเวลาเฉลี่ยจากการแก้รูบิก 5 ครั้ง อยู่ที่ 4.52 วินาที ในการแข่งขันหนึ่งรายการ และทำได้ดียิ่งขึ้นด้วยเวลาเฉลี่ย 4.27 วินาที ในอีกรายการ

ซีซีทีวีระบุว่า เหลียนเป็นนักกีฬาแก้รูบิกหญิงคนแรกที่ทำเวลาเฉลี่ยต่ำกว่า 4.5 วินาที ซึ่งถือเป็นสถิติที่โดดเด่นอย่างมากสำหรับนักกีฬาวัยเพียง 6 ปี

ภาพวิดีโอที่ซีซีทีวีเผยแพร่แสดงให้เห็นเหลียนสวมโบสีแดงลายตารางบนศีรษะ ขณะหมุนและบิดลูกบาศก์รูบิกอย่างรวดเร็วและแม่นยำ เมื่อแก้โจทย์เสร็จ เธอวางลูกบาศก์ลงบนโต๊ะ ปรบมือ และชูกำปั้นขึ้นด้วยความดีใจ

หลิน หยางซี มารดาของเหลียน เปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นว่า ลูกสาวเริ่มรู้จักการแก้รูบิกหลังถูกส่งเข้าเรียนในชั้นเรียนดังกล่าวตั้งแต่ยังเด็ก โดยในช่วงแรก รูบิกเป็นเพียงหนึ่งในกิจกรรมเสริมทักษะหลายอย่างที่เธอเรียนควบคู่กับการเต้นและดนตรี

หลินกล่าวว่า เมื่อเวลาผ่านไป เธอค่อย ๆ ตระหนักว่าการเล่นรูบิกเป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมความสามารถรอบด้านของเด็กได้เป็นอย่างดี จึงตัดสินใจให้ลูกสาวมุ่งเน้นการฝึกฝนด้านนี้มากขึ้น

ปัจจุบัน เหลียนสามารถจดจำและใช้อัลกอริทึมสำหรับแก้รูบิกได้มากกว่า 1,300 รูปแบบ และฝึกซ้อมเป็นประจำวันละ 2-3 ชั่วโมง ขณะที่ภาพจากหนังสือพิมพ์ Red Star News ของเมืองเฉิงตูเผยให้เห็นถ้วยรางวัลจากการแข่งขันต่าง ๆ ของเธอที่จัดแสดงอยู่บนชั้นวางภายในบ้าน

หลินกล่าวว่า การแก้ลูกบาศก์รูบิกช่วยพัฒนาสมาธิ ความจำ การคิดอย่างเป็นระบบ การรับรู้เชิงพื้นที่ รวมถึงช่วยปลูกฝังทัศนคติที่เหมาะสมต่อทั้งการชนะและการแพ้ เธอย้ำว่า การแก้รูบิกไม่ได้หมายถึงการท่องจำสูตรเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยการใช้เหตุผลเชิงตรรกะเพื่อค้นหาวิธีแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพที่สุด.

ที่มา AFP 

สิงคโปร์คุมเข้ม ผู้โดยสารรถเมล์เปิดมือถือเสียงดัง-วางเท้าบนเบาะ ปรับสูงสุด 13,000 บาท

สิงคโปร์คุมเข้ม ผู้โดยสารรถเมล์เปิดมือถือเสียงดัง-วางเท้าบนเบาะ ปรับสูงสุด 13,000 บาท

22 ก.ย. 2569 14:58 น.

สิงคโปร์คุมเข้ม ผู้โดยสารรถเมล์เปิดมือถือเสียงดัง-วางเท้าบนเบาะ ปรับสูงสุด 13,000 บาท

สิงคโปร์เริ่มบังคับใช้กฎใหม่ควบคุมพฤติกรรมผู้โดยสารบนรถโดยสารสาธารณะและสถานีขนส่ง ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน โดยผู้ที่เปิดโทรศัพท์เสียงดัง วางเท้าบนเบาะ ทิ้งขยะ รับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มบนรถ อาจถูกปรับสูงสุด 500 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 13,000 บาท ส่วนความผิดร้ายแรง เช่น กีดขวางหรือทำให้ผู้โดยสารคนอื่นตกอยู่ในอันตราย อาจถูกปรับสูงสุด 5,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 130,000 บาท

ผู้โดยสารรถโดยสารสาธารณะในสิงคโปร์จะต้องปฏิบัติตามกฎใหม่เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้บริการ ตั้งแต่วันพุธที่ 23 กันยายนเป็นต้นไป โดยผู้ที่เปิดเสียงจากโทรศัพท์หรืออุปกรณ์อื่นดังเกินไป วางเท้าบนเบาะ ทิ้งขยะ รับประทานอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มบนรถ อาจถูกปรับสูงสุด 500 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 13,000 บาท

ส่วนความผิดที่มีความร้ายแรงมากขึ้น เช่น การกีดขวางหรือทำให้ผู้โดยสารคนอื่นตกอยู่ในอันตรายภายในสถานีรถเมล์และอาคารผู้โดยสาร หรือทำให้ส่วนหนึ่งส่วนใดของรถโดยสาร สถานีรถเมล์ หรืออาคารผู้โดยสารสกปรกเปรอะเปื้อน อาจมีโทษปรับสูงสุด 5,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 130,000 บาท

สำนักงานขนส่งทางบกสิงคโปร์ หรือ LTA ประกาศรายละเอียดกฎดังกล่าวเมื่อวันที่ 21 กันยายน หลังจากรัฐสภาสิงคโปร์ผ่านการแก้ไขกฎหมายเมื่อเดือนตุลาคม 2025 เพื่อเปิดทางให้มีการกำกับดูแลพฤติกรรมของผู้โดยสารบนรถโดยสารสาธารณะ รวมถึงภายในสถานีและอาคารผู้โดยสาร

LTA ระบุว่า บทลงโทษสำหรับการกระทำผิดบนรถโดยสารจะสอดคล้องกับกฎที่ใช้ควบคุมพฤติกรรมในระบบรถไฟฟ้า MRT อยู่แล้ว โดยมีเป้าหมายส่งเสริมให้ผู้โดยสารมีความเกรงใจและช่วยสร้างสภาพแวดล้อมในการเดินทางที่ปลอดภัยและน่าใช้บริการสำหรับทุกคน

ภายใต้กฎใหม่ พนักงานที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะทั้ง 4 ราย รวมถึงเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วและเจ้าหน้าที่ประจำสถานีรถเมล์ สามารถออก “ใบแจ้งการกระทำผิดทางปกครอง” ให้แก่บุคคลที่สงสัยว่ากระทำความผิดได้ จากนั้น LTA จะดำเนินการสอบสวนกรณีดังกล่าวต่อไป

อย่างไรก็ตาม พนักงานขับรถโดยสารจะไม่มีอำนาจออกใบแจ้งการกระทำผิดดังกล่าว เพื่อให้สามารถมุ่งเน้นภารกิจหลักในการขับรถและดูแลความปลอดภัยของผู้โดยสารได้อย่างเต็มที่ แต่พนักงานขับรถยังมีอำนาจตามเงื่อนไขการใช้บริการรถโดยสาร ในการแจ้งเตือนผู้โดยสารให้ยุติพฤติกรรมที่สร้างความรำคาญหรือรบกวนผู้อื่น และสามารถขอให้ผู้โดยสารที่ไม่ปฏิบัติตามลงจากรถได้

หากผู้โดยสารยังปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือ พนักงานขับรถสามารถขอความช่วยเหลือจากศูนย์ควบคุมการเดินรถ หรือในกรณีร้ายแรงสามารถแจ้งตำรวจได้

LTA ระบุว่า แม้จะมีกฎและบทลงโทษใหม่ แต่หน่วยงานและผู้ประกอบการรถโดยสารจะยังใช้ดุลพินิจและดำเนินการอย่างเป็นธรรมกับผู้โดยสารที่มีพฤติกรรมไม่เกรงใจผู้อื่น โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับผู้โดยสารที่มีภาวะทางร่างกายหรือสุขภาพจิต LTA ระบุว่า การจัดการพฤติกรรมรบกวนบนรถโดยสารจะให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อผู้โดยสารคนอื่น ขณะเดียวกันต้องไม่ทำให้การให้บริการรถโดยสารหยุดชะงัก

มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของสิงคโปร์ในการยกระดับการบังคับใช้กฎกับพฤติกรรมที่สร้างความรำคาญหรือรบกวนผู้อื่นในระบบขนส่งสาธารณะ โดย LTA เริ่มประกาศมาตรการเข้มงวดขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2025 หลังจากมีการติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2024 เพื่อขอให้ผู้โดยสารคำนึงถึงผู้อื่นมากขึ้น เช่น ลดระดับเสียง ใช้ที่นั่งเพียง 1 ที่นั่งต่อคน และไม่ลงไปนั่งบนพื้น นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งป้ายบนรถโดยสารเพื่อเตือนให้ผู้โดยสารควบคุมระดับเสียงด้วย

เมื่อรัฐสภาสิงคโปร์พิจารณาและผ่านร่างกฎหมายแก้ไขกฎหมายภาคการขนส่งในเดือนตุลาคม 2025 รัฐบาลระบุว่าต้องการให้กรอบกฎหมายเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมบนรถโดยสารและรถไฟมีมาตรฐานสอดคล้องกัน

ตัวอย่างพฤติกรรมที่จะถูกควบคุม ได้แก่ การทิ้งขยะ การรับประทานอาหารและดื่มเครื่องดื่ม รวมถึงการสร้างความรำคาญหรือรบกวนผู้อื่นด้วยการเปิดเพลงหรือวิดีโอจากโทรศัพท์มือถือด้วยระดับเสียงดัง

กฎระเบียบใหม่นี้อยู่ภายใต้ข้อบังคับใหม่ว่าด้วยอุตสาหกรรมการบริการรถโดยสาร (การควบคุมพฤติกรรมและกิจกรรม – รถโดยสารสาธารณะ) ปี 2026 และข้อบังคับใหม่ว่าด้วยอุตสาหกรรมการบริการรถโดยสาร (การควบคุมพฤติกรรมและกิจกรรม – สถานีขนส่งผู้โดยสาร) ปี 2026

เป้าหมายของข้อบังคับใหม่เหล่านี้คือการส่งเสริมพฤติกรรมที่ดีของผู้โดยสารบนรถโดยสารสาธารณะและที่สถานีขนส่งและจุดจอดรถโดยสาร และสอดคล้องกับข้อบังคับที่มีอยู่เดิมซึ่งห้ามพฤติกรรมก่อกวนภายในเครือข่ายรถไฟฟ้า MRT.

ที่มา CNA / Mothership

กลุ่ม G7 ประณามกบฏฮูตีโจมตีซาอุดีอาระเบีย พร้อมจี้อิหร่านหยุดส่งอาวุธ

กลุ่ม G7 ประณามกบฏฮูตีโจมตีซาอุดีอาระเบีย พร้อมจี้อิหร่านหยุดส่งอาวุธ

22 ก.ย. 2569 12:42 น.

กลุ่ม G7 ประณามกบฏฮูตีโจมตีซาอุดีอาระเบีย พร้อมจี้อิหร่านหยุดส่งอาวุธ

รัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่ม G7 เรียกร้องกลุ่มฮูตีในเยเมน ยุติการโจมตีซาอุดีอาระเบียและเรือพาณิชย์ พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านหยุดส่งอาวุธและให้การสนับสนุนกลุ่มฮูตี หลังสถานการณ์สู้รบตามแนวชายฝั่งทะเลแดงทวีความรุนแรงและสร้างความกังวลต่อความมั่นคงด้านพลังงานและเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ ขณะที่อังกฤษประกาศสนับสนุนด้านการป้องกันทางอากาศแก่ซาอุฯ

กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือ G7 ได้แก่ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ร่วม ประณามการโจมตีของกลุ่มฮูตีในเยเมนต่อซาอุดีอาระเบีย พร้อมเรียกร้องให้กลุ่มฮูตีหยุดปฏิบัติการทางทหารทั้งหมดโดยทันที

รัฐมนตรีต่างประเทศ G7 ระบุว่า กลุ่มฮูตีต้องยุติภัยคุกคามและการโจมตีเรือพาณิชย์ รวมทั้งกลับเข้าสู่กระบวนการทางการเมืองด้วยความจริงใจ โดย G7 ยังเรียกร้องให้อิหร่านยุติการจัดหาอาวุธและการสนับสนุนกลุ่มฮูตี พร้อมกล่าวหาว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ผ่านมา G7 ระบุด้วยว่า การสู้รบที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างกลุ่มฮูตีกับกองกำลังที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย ถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงด้านพลังงานทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

อย่างไรก็ตาม อิหร่านเคยปฏิเสธว่าไม่ได้จัดหาอาวุธให้กลุ่มฮูตี และยืนยันว่าให้การสนับสนุนกลุ่มดังกล่าวในทางการเมืองเท่านั้น

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นขณะที่กลุ่มฮูตี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เปิดฉากปฏิบัติการรุกอย่างรวดเร็วในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา และเข้ายึดพื้นที่ตามแนวชายฝั่งทะเลแดงของเยเมน รวมถึงเมืองโมคา ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อเส้นทางการค้าระหว่างประเทศและราคาพลังงาน

สถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือสำคัญอย่างช่องแคบบับเอลมันเดบ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมทะเลแดงกับอ่าวเอเดนและมหาสมุทรอินเดีย ขณะที่อิหร่านและกลุ่มพันธมิตรมีอิทธิพลต่อเส้นทางเดินเรือสำคัญในภูมิภาคอีกแห่ง คือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ รวมถึงซาอุดีอาระเบีย

สำนักข่าวซาบา ซึ่งมีความสัมพันธ์กับกลุ่มฮูตี รายงานว่า การโจมตีทางอากาศของซาอุดีอาระเบียต่อเมืองโมคา เมืองท่ายุทธศาสตร์ริมทะเลแดงของเยเมน ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 คน และบาดเจ็บอีก 8 คน โดยผู้เสียชีวิตมีทั้งเด็ก 2 คนและผู้หญิง 1 คน

การโจมตีเกิดขึ้นหลังกลุ่มฮูตีโจมตีกรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (19 ก.ย.) ซึ่งถือเป็นการโจมตีกรุงริยาดครั้งแรกในรอบหลายปี และเป็นการยกระดับความขัดแย้งครั้งสำคัญ

องค์การสหประชาชาติประเมินว่า มีชาวเยเมนมากกว่า 120,000 คน ต้องพลัดถิ่นจากการสู้รบที่ปะทุขึ้นอย่างรวดเร็วตามแนวชายฝั่งทะเลแดงในช่วงที่ผ่านมา สงครามเยเมนเริ่มขึ้นในปี 2014 หลังกลุ่มฮูตีเข้ายึดกรุงซานา ก่อนที่การสู้รบส่วนใหญ่จะหยุดชะงักลงตั้งแต่ปี 2022 แต่กลับมาปะทุอีกครั้งในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ขณะที่ซาอุดีอาระเบียเป็นผู้นำพันธมิตรทางทหารที่สนับสนุนรัฐบาลเยเมนมาตั้งแต่ปี 2015 การแทรกแซงดังกล่าวทำให้สงครามรุนแรงขึ้นและนำไปสู่วิกฤตด้านมนุษยธรรมครั้งเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งของโลก

ด้านอังกฤษตกลงให้การสนับสนุนทางทหารแก่ซาอุดีอาระเบีย โดยจะให้ความช่วยเหลือด้านการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศในลักษณะเชิงป้องกันแก่เครื่องบินรบของซาอุฯ นายกรัฐมนตรีแอนดี เบอร์แนม ระบุว่า การสนับสนุนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังซาอุดีอาระเบียร้องขอความช่วยเหลือทางทหาร โดยอังกฤษจะใช้เครื่องบินเติมเชื้อเพลิง Voyager จำนวน 1 ลำ ซึ่งประจำการอยู่ที่ฐานทัพอากาศอังกฤษอะโครตีรีในไซปรัส

ฝรั่งเศสก็ประกาศพร้อมช่วยปกป้องโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบียที่ตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มฮูตี โดยแหล่งข่าวทางการทูตระบุว่า การดำเนินการของฝรั่งเศสจะเป็นไปในลักษณะ “ป้องกันอย่างเคร่งครัด” และไม่ได้หมายความว่าฝรั่งเศสจะเข้าร่วมการสู้รบกับกลุ่มฮูตี

ก่อนหน้านี้ กลุ่มฮูตีโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทน้ำมันซาอุดีอาระเบีย อารัมโก ในเมืองยันบู ริมทะเลแดง ขณะที่ซาอุดีอาระเบียระบุว่า ท่อส่งน้ำมันอีสต์-เวสต์ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการส่งออกน้ำมันดิบ ต้องหยุดดำเนินการหลังเกิดการโจมตีด้วยโดรนจากอิรัก

ขณะที่มีรายงานว่ามกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ของซาอุดีอาระเบีย ได้ขอให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ สนับสนุนการดำเนินการต่อกลุ่มฮูตี สำนักข่าวนิวยอร์กไทมส์รายงานว่า มกุฎราชกุมารซาอุฯ โทรศัพท์หาทรัมป์เมื่อวันอาทิตย์เพื่อขอให้สหรัฐฯ ช่วยรับมือกับการรุกคืบของกลุ่มฮูตีอีกครั้ง หลังเว็บไซต์ Axios รายงานก่อนหน้านี้ว่า ทรัมป์ปฏิเสธคำขอในลักษณะเดียวกันเมื่อสัปดาห์ก่อน

ขณะที่แหล่งข่าวจากสำนักงานของรอชาด อัล-อะลีมี ผู้นำองค์กรปกครองของเยเมน เปิดเผยว่า อัล-อะลีมีได้หารือทางโทรศัพท์กับทรัมป์เมื่อวันอาทิตย์ เพื่อขอการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ต่อกลุ่มฮูตี อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้ให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนทางทหาร โดยการพูดคุยมีเป้าหมายเพื่อแสดงความสนับสนุนต่อรัฐบาลเยเมนที่กำลังเผชิญสถานการณ์ยากลำบาก โดยทรัมป์เคยกล่าวกับฟ็อกซ์นิวส์ว่า กลุ่มฮูตีตกลงว่าจะไม่โจมตีเป้าหมายของสหรัฐฯ.

ที่มา AFP / BBC

ผู้นำเกาหลีใต้เสนอสหรัฐฯ ผ่อนคลายคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ แลกหยุดพัฒนานิวเคลียร์

ผู้นำเกาหลีใต้เสนอสหรัฐฯ ผ่อนคลายคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ แลกหยุดพัฒนานิวเคลียร์

22 ก.ย. 2569 12:26 น.

ผู้นำเกาหลีใต้เสนอสหรัฐฯ ผ่อนคลายคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ แลกหยุดพัฒนานิวเคลียร์

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เสนอให้สหรัฐฯยอมผ่อนคลายคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ หวังเปิดทางสร้างความไว้ใจก่อนเจรจาลดอาวุธนิวเคลียร์ในระยะยาว ท่ามกลางความกังวลว่าเกาหลีเหนืออาจผลิตนิวเคลียร์ปีละ 10-20 ลูก

ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ เสนอให้สหรัฐฯ พิจารณาผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ เพื่อแลกกับข้อตกลงให้รัฐบาลเปียงยางหยุดพัฒนาโครงการอาวุธนิวเคลียร์และเทคโนโลยีขีปนาวุธข้ามทวีป ตามรายงานของหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์

โดยประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ให้สัมภาษณ์กับนิวยอร์ก ไทมส์ว่า การแลกเปลี่ยนระหว่างมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งเขามองว่าไม่ได้ผลมากนัก กับการหยุดพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธเพิ่มเติม มีความสำคัญอย่างมาก พร้อมระบุว่า ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน การเดินหน้าผลักดันให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ อาจไม่สามารถนำไปสู่ความคืบหน้าได้

ผู้นำเกาหลีใต้เสนอว่า หากสามารถบรรลุข้อตกลงให้เกาหลีเหนือหยุดพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ก่อน ก็จะสามารถสร้างความไว้วางใจผ่านการให้สิ่งตอบแทนและการผ่อนปรนซึ่งกันและกัน ก่อนนำไปสู่การเจรจาเพื่อลดจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือลงในท้ายที่สุด

นายอียังเตือนว่า สถานการณ์ชะงักงันในปัจจุบันมีความเสี่ยงมากเกินกว่าจะปล่อยให้ดำเนินต่อไป โดยอ้างการประเมินของเกาหลีใต้ว่า เกาหลีเหนืออาจมีศักยภาพในการผลิต หรืออาจกำลังผลิตอาวุธนิวเคลียร์เพิ่มขึ้นปีละ 10-20 ลูก

ผู้นำเกาหลีใต้ยังเตือนว่า หากเกาหลีเหนือเชื่อว่าตนเองมีอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธมากเพียงพอที่จะรับประกันความอยู่รอดของประเทศ ก็อาจหันไปส่งออกอาวุธเหล่านี้เพื่อหารายได้ ซึ่งจะทำให้สถานการณ์กลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงยิ่งขึ้น

แนวนโยบายของรัฐบาลอี แจ-มยอง ยังสะท้อนการเปลี่ยนจากแนวทางที่เน้นปลดอาวุธนิวเคลียร์ก่อน ไปสู่แนวทางที่ให้ความสำคัญกับสันติภาพก่อน โดยอีเคยให้คำมั่นว่าจะเคารพระบบการปกครองของเกาหลีเหนือ และแสวงหาการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างสองเกาหลี

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ยังคงตึงเครียด โดยคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ยกเลิกแนวนโยบายการรวมชาติของสองเกาหลี พร้อมประกาศให้เกาหลีใต้เป็นรัฐที่เป็นศัตรูมากที่สุด และสั่งเสริมความแข็งแกร่งด้านการป้องกันตามแนวชายแดน

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กำลังพยายามผลักดันให้เกิดการพบหารือครั้งใหม่กับคิม จอง อึน โดยอี แจ-มยอง ระบุว่าต้องการเห็นการเจรจาระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือเกิดขึ้น

ขณะที่อี แจ-มยองมีกำหนดนำเสนอวิสัยทัศน์เกี่ยวกับสันติภาพและการอยู่ร่วมกันบนคาบสมุทรเกาหลีต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในสัปดาห์นี้.

ที่มา : channelnewsasia

จีนสั่งปลด 2 นายทหารพ้นพรรคคอมมิวนิสต์-กองทัพ เซ่นปมทำผิดกฎหมาย-ฝ่าฝืนวินัยร้ายแรง

จีนสั่งปลด 2 นายทหารพ้นพรรคคอมมิวนิสต์-กองทัพ เซ่นปมทำผิดกฎหมาย-ฝ่าฝืนวินัยร้ายแรง

22 ก.ย. 2569 11:47 น.

จีนสั่งปลด 2 นายทหารพ้นพรรคคอมมิวนิสต์-กองทัพ เซ่นปมทำผิดกฎหมาย-ฝ่าฝืนวินัยร้ายแรง

จีนประกาศขับ “จาง โหยวเสีย” และ “หลิว เจิ้นหลี่” อดีตนายทหารระดับสูง ออกจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนและปลดออกจากกองทัพ หลังผลการสอบสวนพบการฝ่าฝืนวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง ทั้งการรับสินบน ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ และจัดตั้งกลุ่มก๊วนภายในพรรค ขณะที่ประเด็นการกล่าวหาว่าไม่ซื่อสัตย์ต่อพรรคได้รับความสนใจ เนื่องจากนายจางเคยเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางและบุคคลใกล้ชิดประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

จีนประกาศขับนายทหารระดับสูง 2 นาย ได้แก่ จาง โหยวเสีย และ หลิว เจิ้นหลี่ ออกจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือ CPC และปลดออกจากกองทัพ หลังถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง รวมถึงการทุจริตและไม่ซื่อสัตย์ต่อพรรค

สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานว่า การตัดสินใจดังกล่าวได้รับการอนุมัติในการประชุมกรมการเมือง คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (21 ก.ย.) หลังที่ประชุมพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการทหารกลาง หรือ CMC เกี่ยวกับการดำเนินการต่อคดีของนายทหารทั้งสอง

จาง โหยวเสีย เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกกรมการเมือง คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง ซึ่งเป็นหน่วยงานสูงสุดในการบัญชาการกองทัพจีน และเป็นบุคคลที่ถูกมองว่าใกล้ชิดกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ขณะที่หลิว เจิ้นหลี่ เคยเป็นสมาชิกคณะกรรมาธิการทหารกลาง และหัวหน้ากรมเสนาธิการร่วมของคณะกรรมาธิการทหารกลาง

การสอบสวนจางและหลิวเริ่มขึ้นหลังได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและคณะกรรมาธิการทหารกลาง โดยคณะกรรมการตรวจสอบวินัยของคณะกรรมาธิการทหารกลางเป็นผู้ดำเนินการ ผลการสอบสวนระบุว่า นายทหารทั้งสองละทิ้งเจตนารมณ์และภารกิจดั้งเดิม ห่างเหินจากพรรค ละทิ้งหลักการของพรรค และก้าวข้ามข้อห้ามสำคัญด้านวินัย นอกจากนี้ ยังถูกกล่าวหาว่าจัดตั้งกลุ่มก๊วนและกลุ่มอิทธิพลภายในพรรค รวมถึงไม่ซื่อสัตย์และไม่จริงใจต่อพรรค

เอกสารทางการที่สำนักข่าวซินหัวอ้างถึงระบุว่า จางและหลิวฝ่าฝืนระเบียบวินัยและกฎเกณฑ์ทางการเมืองอย่างร้ายแรง จัดตั้งกลุ่มและฝักฝ่าย ตลอดจนมีพฤติกรรมทุจริตและใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ผลสอบสวนยังพบว่า ทั้งสองรับของขวัญและเงินอย่างผิดกฎหมาย และใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ช่วยเหลือบุคคลอื่นในเรื่องการเลื่อนตำแหน่งและประเด็นต่าง ๆ เพื่อแลกกับเงินจำนวนมหาศาล

นอกจากนี้ ยังถูกกล่าวหาว่าละเลยความรับผิดชอบในการบังคับใช้หลักการกำกับดูแลตนเองของพรรคอย่างเข้มงวด และละเลยการอบรม ตลอดจนการกำกับดูแลสมาชิกในครอบครัวและเจ้าหน้าที่ที่อยู่ภายใต้การดูแล

สำนักข่าวซินหัวระบุว่า การกระทำของนายทหารทั้งสองมีความผิดทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เกี่ยวพันกัน โดยการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนจากการทุจริตเกิดขึ้นควบคู่กับการละเลยหน้าที่และการใช้อำนาจในทางมิชอบ อีกทั้งมูลค่าความเสียหายและเงินที่เกี่ยวข้องอยู่ในระดับสูงมาก และลักษณะความผิดมีความร้ายแรงอย่างยิ่ง

ตามระเบียบของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จางและหลิวถูกขับออกจากพรรค และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อสงสัยว่ากระทำความผิดทางอาญาถูกส่งต่อให้หน่วยงานอัยการทหารพิจารณาและดำเนินคดีตามกฎหมาย

นอกจากนี้ สถานะการเป็นผู้แทนการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ครั้งที่ 20 ของนายทหารทั้งสองถูกยุติลงด้วย โดยการขับออกจากพรรคอย่างเป็นทางการจะต้องได้รับการรับรองจากคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการประชุมเต็มคณะครั้งต่อไป

สำนักข่าวซินหัวระบุว่า คดีของจางและหลิวสะท้อนจุดยืนที่ชัดเจนของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและคณะกรรมาธิการทหารกลาง ในการเดินหน้าปราบปรามการทุจริตอย่างต่อเนื่องจนถึงที่สุด โดยยืนยันว่า การต่อต้านการทุจริตไม่มีพื้นที่ต้องห้าม ครอบคลุมทุกระดับ และใช้หลักไม่ยอมผ่อนปรนต่อผู้กระทำผิด

ทางการจีนยังระบุด้วยว่า ไม่มีสถานที่ใดในกองทัพที่บุคคลทุจริตจะสามารถหลบซ่อนได้ พร้อมยกให้การดำเนินคดีดังกล่าวเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของการปราบปรามการทุจริตในพรรคและกองทัพจีน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า การสอบสวนจาง โหยวเสีย และหลิว เจิ้นหลี่ ได้รับการประกาศเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ก่อนที่นายทหารทั้งสองจะถูกปลดออกจากคณะกรรมาธิการทหารกลางของรัฐในช่วงปลายเดือนสิงหาคม

นับตั้งแต่สี จิ้นผิงขึ้นสู่อำนาจในปี 2012 เขาได้ดำเนินการปราบปรามการทุจริตและการละเมิดวินัยในวงกว้าง โดยมีเจ้าหน้าที่ในระบบราชการจีนหลายล้านคนถูกสอบสวนในระดับต่าง ๆ และมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจำนวนมากทั้งในพรรค รัฐบาล และกองทัพถูกดำเนินการทางวินัยและปลดออกจากตำแหน่ง

กองทัพจีนเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยการสอบสวนและการขับเจ้าหน้าที่ระดับสูงออกจากพรรคหลายครั้ง ส่งผลให้โครงสร้างสมาชิกคณะกรรมาธิการทหารกลางเปลี่ยนแปลงอย่างมาก

เดนนิส ไวลเดอร์ อดีตนักวิเคราะห์จีนของสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ หรือ CIA และนักวิจัยอาวุโสจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ระบุว่า แม้ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน หรือ PLA จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกัน คือข้อกล่าวหาเรื่องความไม่ซื่อสัตย์ต่อพรรค ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งกลุ่มก๊วนและกลุ่มฝักฝ่าย

ไวลเดอร์กล่าวว่า ข้อกล่าวหาเรื่องความไม่ซื่อสัตย์ดังกล่าวคล้ายคลึงกับบรรยากาศทางการเมืองในยุคของเหมา เจ๋อตง และหากข้อกล่าวหาได้รับการพิสูจน์ อาจสะท้อนว่าผู้นำจีนมองสถานการณ์ดังกล่าวว่าเป็นความท้าทายที่ร้ายแรงต่ออำนาจและตำแหน่งทางการเมืองของสี จิ้นผิง

ด้านโจเซฟ โทริเจียน ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองจีนจากมหาวิทยาลัยอเมริกัน กล่าวว่า จาง โหยวเสีย เคยถูกนำเสนอผ่านกลไกโฆษณาชวนเชื่อของพรรคและกองทัพในช่วงทศวรรษ 1980 ในฐานะตัวแทนของคนจีนรุ่นใหม่ที่ยังคงซื่อสัตย์ต่อการปฏิวัติ แต่ปัจจุบันกลับเผชิญข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตและวัตถุนิยม ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ร่วมรุ่นเดียวกันจำนวนมากต้องสิ้นสุดเส้นทางอำนาจ

จาง โหยวเสีย เคยเป็นสมาชิกกรมการเมือง ซึ่งเป็นกลุ่มผู้นำระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และเป็นหนึ่งในนายทหารระดับสูงเพียงไม่กี่คนที่มีประสบการณ์ผ่านการสู้รบ

การประกาศขับจางและหลิวออกจากพรรคเกิดขึ้นไม่กี่วันก่อนที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีกำหนดเดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และไม่กี่สัปดาห์ก่อนการประชุมสำคัญของพรรคในเดือนตุลาคม ซึ่งจะมุ่งเน้นประเด็นการกำกับดูแลภายในพรรคและวินัยของสมาชิก.

ที่มา China Daily / Reuters

สหรัฐฯ จ่อเปิด 2 ฐานทัพใหม่ในกรีนแลนด์ หวังขยายกำลังอาร์กติก

สหรัฐฯ จ่อเปิด 2 ฐานทัพใหม่ในกรีนแลนด์ หวังขยายกำลังอาร์กติก

22 ก.ย. 2569 09:36 น.

สหรัฐฯ จ่อเปิด 2 ฐานทัพใหม่ในกรีนแลนด์ หวังขยายกำลังอาร์กติก

สหรัฐฯ เตรียมเปิดฐานทัพใหม่ 2 แห่ง เพิ่มกำลังทหารในกรีนแลนด์ ตามข้อตกลงด้านความมั่นคงฉบับใหม่กับเดนมาร์กและกรีนแลนด์ ขณะที่อาร์กติกกำลังกลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของมหาอำนาจ

สหรัฐฯ วางแผนเปิดฐานทัพทหาร 2 แห่งในกรีนแลนด์ ได้แก่ การกลับมาเปิดฐานทัพเก่าในพื้นที่นาร์ซาร์ซวก ทางตอนใต้ และการจัดตั้งกำลังทหารในพื้นที่เมสเตอร์สวิก ทางชายฝั่งตะวันออก ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของหน่วยลาดตระเวนลากเลื่อนสุนัขของกองกำลังพิเศษเดนมาร์ก ตามข้อมูลจากแหล่งข่าว 3 รายที่ทราบรายละเอียดเรื่องดังกล่าว

แหล่งข่าวระบุว่า ทั้ง 3 ฝ่าย ได้แก่ สหรัฐฯ เดนมาร์ก และกรีนแลนด์ มีกำหนดลงนามข้อตกลงฉบับใหม่ที่นครนิวยอร์ก ระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในวันที่ 22 กันยายน อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของข้อตกลงยังไม่ได้รับการเปิดเผย และยังอาจมีการเปลี่ยนแปลงจนกว่าจะมีการลงนามอย่างเป็นทางการ

สำหรับนาร์ซาร์ซวก เคยเป็นที่ตั้งฐานทัพบลูอีเวสต์วัน ของสหรัฐฯ ในช่วงสงครามเย็น ก่อนที่สหรัฐฯ จะปิดฐานทัพแห่งนี้ในช่วงทศวรรษ 1950 ขณะที่ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวมีประชากรเหลือเพียงไม่กี่สิบคน ส่วนเมสเตอร์สวิกเป็นฐานปฏิบัติการทางทหารที่ยังถูกใช้งานโดยหน่วย Sirius Dog Sled Patrol ของเดนมาร์ก

เดนมาร์กระบุว่า ข้อตกลงฉบับใหม่นี้จะทำให้การดูแลความมั่นคงในอาร์กติกอยู่ภายใต้กรอบขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO มากขึ้น แทนที่จะเป็นความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ กับเดนมาร์กเพียงสองประเทศ ขณะที่รัฐบาลเดนมาร์กและกรีนแลนด์ยืนยันว่า ข้อตกลงดังกล่าวรับรองอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของเดนมาร์ก รวมถึงสิทธิในการกำหนดอนาคตของชาวกรีนแลนด์

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กดดันเรื่องกรีนแลนด์มาอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยแสดงความต้องการให้สหรัฐฯ เข้าควบคุมกรีนแลนด์ และเคยไม่ตัดความเป็นไปได้ในการใช้มาตรการทางทหารหรือเศรษฐกิจเพื่อเข้าครอบครองดินแดนแห่งนี้ ท่าทีดังกล่าวเคยสร้างความตึงเครียดภายใน NATO และนำไปสู่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ เดนมาร์ก และกรีนแลนด์

ในช่วงสงครามเย็น สหรัฐฯ เคยมีกองกำลังและฐานปฏิบัติการทางทหารในกรีนแลนด์ถึง 17 แห่ง พร้อมกำลังพลมากกว่า 10,000 นาย แต่ปัจจุบันเหลือฐานทัพสหรัฐฯ ที่ใช้งานอยู่เพียงแห่งเดียว คือฐานอวกาศพิทัฟฟิก ซึ่งมีทหารสหรัฐฯ ประจำการประมาณ 150 นาย

ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการลงทุนด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจในอาร์กติก โดยระบุว่าพันธมิตรจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถทางทหาร เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรับมือกับการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาค

อาร์กติกกำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้น้ำแข็งละลาย เปิดทางให้เข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติและเส้นทางเดินเรือใหม่ ๆ ได้มากขึ้น.

ที่มา : channelnewsasia

แดนเซอร์หนุ่มจีน จับมือทีมนักเต้นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เข้าลุ้นในรอบชิงชนะเลิศ America’s Got Talent

แดนเซอร์หนุ่มจีน จับมือทีมนักเต้นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เข้าลุ้นในรอบชิงชนะเลิศ America's Got Talent

22 ก.ย. 2569 09:24 น.

แดนเซอร์หนุ่มจีน จับมือทีมนักเต้นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เข้าลุ้นในรอบชิงชนะเลิศ America’s Got Talent

อู๋ อวี่เฟย แดนเซอร์ชาวจีนวัย 27 ปี จับมือทีม “Homies” หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์นักเต้น ร่วมเวทีจนผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ America’s Got Talent

วันที่ 22 กันยายน 2569 นายอู๋ อวี่เฟย สตรีทแดนเซอร์ชาวจีน วัย 27 ปี จากมณฑลเสฉวน ซึ่งใช้เวลาตลอด 13 ปีในวงการส่วนใหญ่กับการเต้นเดี่ยว กำลังมีคู่หูชุดใหม่ที่แตกต่างออกไป นั่นคือทีมแดนเซอร์หุ่นยนต์ที่มีลีลาการเต้นคล่องแคล่วไม่แพ้มนุษย์ นั่นคือทีม Homies หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์นักเต้น สามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศรายการ “America’s Got Talent” ได้สำเร็จ หลังจากหวังว่าจะได้ขึ้นเวทีรอบนี้มานานหลายปี

นายอู๋ กล่าวว่า การได้เต้นร่วมกับหุ่นยนต์ทำให้เขารู้สึกเหมือนอยู่ในโลกที่มหัศจรรย์ และหลังฝึกซ้อมร่วมกันมาหลายเดือน เขามองว่าหุ่นยนต์นักเต้นเหล่านี้ไม่ได้ให้ความรู้สึกเป็นเพียงเครื่องจักรที่เย็นชาและไร้ชีวิต อีกต่อไป แต่แทบจะสัมผัสได้ถึงความเป็นทีมเดียวกัน

โดยหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ร่วมแสดงกับนายอู๋ ผลิตโดยบริษัท Unitree Robotics ของจีน ที่เคยสร้างความฮือฮาจากการแสดงในงานกาลาเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นรายการโทรทัศน์ที่มีผู้ชมมากที่สุดรายการหนึ่งของจีน จากนั้นบริษัทและผู้จัดงานทั่วประเทศต่างเร่งจ้างหุ่นยนต์มาแสดงเพื่อสร้างสีสันและดึงดูดผู้เข้าชม

นายฟาง เจิ้งหัว ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ผู้อยู่เบื้องหลังการแสดงของนายอู๋ และหุ่นยนต์ Unitree กล่าวว่าการฝึกหุ่นยนต์ให้เต้นต้องเริ่มจากการบันทึกการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนของมนุษย์ นำข้อมูลไปจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ ก่อนถ่ายโอนผลลัพธ์ไปยังหุ่นยนต์ และคล้ายกับ “การสร้างจิตวิญญาณ” ให้กับหุ่นยนต์

ที่มา AFP

เทย์เลอร์ สวิฟต์ คว้ารางวัลใหม่ MTV Artist-Director Award เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์

เทย์เลอร์ สวิฟต์ คว้ารางวัลใหม่ MTV Artist-Director Award เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์

22 ก.ย. 2569 08:52 น.

เทย์เลอร์ สวิฟต์ คว้ารางวัลใหม่ MTV Artist-Director Award เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์

เทย์เลอร์ สวิฟต์ สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง หลัง MTV ประกาศมอบรางวัล Artist-Director Award เป็นครั้งแรก เพื่อยกย่องศิลปินที่มีความโดดเด่นในการกำกับและสร้างสรรค์มิวสิกวิดีโอ  

MTV และสถานีโทรทัศน์ CBS เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ 21 กันยายนว่าในงาน MTV Video Music Awards ปีนี้จะมีรางวัลใหม่เกิดขึ้น คือ รางวัล Artist-Director Award ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อเชิดชูศิลปินที่ไม่ได้มีบทบาทเพียงหน้ากล้อง แต่ยังมีส่วนสำคัญในการทำงานเบื้องหลัง ทั้งด้านการกำกับ การผลิตมิวสิกวิดีโอ และการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพ ซึ่งผู้ที่จะคว้ารางวัลนี้ไปครองเป็นคนแรก คือนักร้องสาว เทย์เลอร์ สวิฟต์ (Taylor Swift)

โดย MTV ระบุว่า รางวัลนี้มอบให้เพื่อยกย่องผลงานของศิลปินที่สร้างอิทธิพลอย่างต่อเนื่อง ผลักดันขอบเขตความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนาแนวทางการกำกับที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน 

เทย์เลอร์ สวิฟต์ เจ้าของรางวัลแกรมมี 14 รางวัล เป็นหนึ่งในศิลปินที่มีผลงานกำกับมิวสิกวิดีโอและภาพยนตร์ของตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมของ MTV Video Music Awards มาแล้ว 7 ครั้ง และคว้ารางวัลมาได้ 4 ครั้ง

ผลงานที่ได้รับการกล่าวถึง ได้แก่ “The Fate of Ophelia”, “Opalite” และ “Anti-Hero” ซึ่งสะท้อนบทบาทของสวิฟต์ในฐานะผู้สร้างสรรค์งานภาพควบคู่ไปกับการเป็นนักร้องและนักแต่งเพลง

นอกจากความสำเร็จด้านงานกำกับแล้ว สวิฟต์ยังเป็นศิลปินหญิงที่คว้ารางวัลอัลบั้มแห่งปีจากเวทีแกรมมีมาแล้ว 4 ครั้ง ขณะที่อัลบั้มล่าสุด “The Life of a Showgirl” มียอดขายในสัปดาห์แรกสูงกว่าอัลบั้มอื่นใดในยุคปัจจุบัน ตามข้อมูลที่ Billboard อ้างอิงจาก Luminate บริษัทติดตามยอดขายเพลง

สำหรับงาน MTV Video Music Awards ปีนี้ จะจัดขึ้นที่นครลอสแอนเจลิสในวันอาทิตย์ โดยมีสนูป ด็อกก์ รับหน้าที่พิธีกร ถ่ายทอดสดทาง CBS และ MTV และสตรีมผ่าน Paramount+ ในสหรัฐฯ ส่วนผู้ชมในต่างประเทศจะสามารถรับชมผ่าน Paramount+ และ MTV ในวันถัดไป.

ที่มา : channelnewsasia

ไต้ฝุ่นตู้เจวียน เคลื่อนพ้นญี่ปุ่น ทิ้งฝนตกหนักทำสถิติ ทางเตือนเฝ้าระวังดินถล่ม

ไต้ฝุ่นตู้เจวียน เคลื่อนพ้นญี่ปุ่น ทิ้งฝนตกหนักทำสถิติ ทางเตือนเฝ้าระวังดินถล่ม

22 ก.ย. 2569 08:47 น.

ไต้ฝุ่นตู้เจวียน เคลื่อนพ้นญี่ปุ่น ทิ้งฝนตกหนักทำสถิติ ทางเตือนเฝ้าระวังดินถล่ม

ไต้ฝุ่นตู้เจวียน เคลื่อนพ้นญี่ปุ่นแล้ว แต่ทิ้งฝนตกหนักทำสถิติในภูมิภาคคันโต และหมู่เกาะอิซุ เกิดดินถล่ม-น้ำท่วม เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ศพ และสูญหายหลายราย

วันที่ 22 กันยายน 2569 สำนักอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเตือนประชาชนในพื้นที่คันโต และหมู่เกาะของกรุงโตเกียว เฝ้าระวังดินถล่มและแม่น้ำเอ่อล้นอย่างใกล้ชิด แม้ไต้ฝุ่น “ตู้เจวียน” (Dujuan) จะเคลื่อนตัวผ่านญี่ปุ่นไปแล้ว หลังพัดผ่านนำฝนตกหนักจนเกิดดินถล่มและน้ำท่วมในหลายพื้นที่

โดยสำนักอุตุนิยมวิทยาระบุว่า เมืองโอชิมะ บนหมู่เกาะอิซุของกรุงโตเกียว มีปริมาณฝนสะสมในช่วง 48 ชั่วโมงจนถึงวันจันทร์สูงถึง 832 มิลลิเมตร มากกว่าสองเท่าของปริมาณฝนเฉลี่ยตลอดเดือนกันยายน ส่วนที่่เมืองโยโกสึกะ จังหวัดคานางาวะ เกิดดินถล่มหลายจุด โดยมีหญิงวัย 60 ปีเสียชีวิต หลังโคลนไหลเข้าบ้าน ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยดับเพลิงกำลังค้นหาคู่สามีภรรยาวัย 70 ปี ซึ่งยังไม่ทราบชะตากรรม 

ขณะเดียวกันที่เมืองมิอุระ จังหวัดคานางาวะ โคลนไหลเข้าอาคารพักอาศัยสูง 2 ชั้น ส่งผลให้หญิงวัย 20 ปีรายหนึ่งสูญหาย ขณะที่หญิงวัย 30 ปีอีกราย ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 2 กิโลเมตร ยังคงสูญหายเช่นกัน

นอกจากนี้ ระบุว่า ที่เมืองคามาคุระ น้ำท่วมถนนจนมีสภาพคล้ายแม่น้ำ ขณะที่โรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ต้องเร่งสูบน้ำออกจากห้องพัก ขณะที่จังหวัดชิบะก็ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักเช่นกัน โดยที่เมืองโซเดงาอุระ หญิงคนหนึ่งขับรถเข้าไปในบริเวณที่เกิดดินถล่ม ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ขณะที่คนงานรายหนึ่งกำลังใช้เครื่องจักรหนักเก็บกวาดเศษดินและสิ่งกีดขวางบนถนน ก่อนพลัดตกลงไปในดงไผ่ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ทางการญี่ปุ่นเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังดินถล่ม รวมถึงแม่น้ำที่มีระดับน้ำสูงขึ้นหรืออาจเอ่อล้นตลิ่ง พร้อมเตือนให้ระวังลมแรงและคลื่นสูงในพื้นที่ที่ยังได้รับอิทธิพลจากสภาพอากาศแปรปรวน.

ที่มา NHK