ไซโคลน “ไวอานู” ถล่มเกาะเหนือนิวซีแลนด์ ลมกระโชกแรง-ฝนตกหนัก สั่งอพยพคนนับร้อย

ไซโคลน "ไวอานู" ถล่มเกาะเหนือนิวซีแลนด์ ลมกระโชกแรง-ฝนตกหนัก สั่งอพยพคนนับร้อย

12 เม.ย. 2569 13:03 น.

ไซโคลน “ไวอานู” ถล่มเกาะเหนือนิวซีแลนด์ ลมกระโชกแรง-ฝนตกหนัก สั่งอพยพคนนับร้อย

พายุไซโคลน “ไวอานู” พัดถล่มเกาะเหนือของนิวซีแลนด์ ส่งผลให้เกิดลมกระโชกแรงกว่า 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ฝนตกหนัก และคลื่นลมทะเลขนาดใหญ่ ทำให้ประชาชนหลายร้อยคนต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง และเกิดไฟฟ้าดับในหลายพื้นที่

ไซโคลน “ไวอานู” (Vaianu) ความรุนแรงระดับ 3 ได้พัดเข้าถล่มพื้นที่เกาะเหนือของประเทศนิวซีแลนด์ ส่งผลให้เกิดลมกระโชกแรง ฝนตกหนัก และคลื่นซัดฝั่ง จนต้องมีการประกาศคำเตือนภัยระดับสีแดงในหลายภูมิภาค

อิทธิพลของไซโคลนไวอานูทำให้เกิดลมกระโชกแรงกว่า 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งมีความรุนแรงพอที่จะพัดหลังคาบ้านเรือนให้หลุดลอยและสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะในพื้นที่อ่าว “เบย์ ออฟ เพลนตี” และ “โคโรแมนเดิล”  ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

บ้านเรือนกว่า 5,000 หลังไม่มีไฟฟ้าใช้ในช่วงแรก ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเร่งกู้ระบบคืนมาได้บางส่วน ประชาชนหลายร้อยคนต้องอพยพออกจากที่พักอาศัยเพื่อความปลอดภัย โดยมีกองกำลังป้องกันประเทศนิวซีแลนด์นำเครื่องจักรหนักเข้าสนับสนุนภารกิจ โดยเมืองวองกาเรมีรายงานฝนตกสะสมเกิน 100 มิลลิเมตร ภายใน 24 ชั่วโมง

นายมาร์ค มิตเชลล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉิน เปิดเผยว่า แม้จะมีการเตรียมการรับมือขั้นสูงสุด แต่ถือเป็นข่าวดีที่พายุได้เบี่ยงทิศทางออกไปทางชายฝั่งด้านตะวันออกมากขึ้น ทำให้เมือง “อ๊อกแลนด์” เมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดกว่า 1.8 ล้านคน รอดพ้นจากความเสียหายรุนแรงไปได้อย่างหวุดหวิด “พายุเคลื่อนตัวออกไปทางขอบเกาะและมุ่งหน้าไปทางตะวันออกมากขึ้น หมายความว่าเราไม่ได้เผชิญกับความรุนแรงตามที่เราคาดการณ์ไว้ในตอนแรก ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมาก” 

อย่างไรก็ตาม ทางการยังคงเตือนให้ระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปรากฏการณ์น้ำทะเลหนุนสูง  ผสมโรงกับคลื่นยักษ์จากพายุในช่วงบ่าย ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ชายฝั่งได้

พายุลูกนี้ทำให้ชาวนิวซีแลนด์นึกถึงเหตุการณ์ไซโคลน “กาเบรียล” เมื่อปี 2023 ที่สร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ มีผู้เสียชีวิต 11 ราย และสร้างความเสียหายมูลค่ามหาศาล ซึ่งไซโคลนไวอานูมีทิศทางการเคลื่อนที่คล้ายคลึงกัน โดยคาดว่าจะเคลื่อนตัวผ่านทางตอนตะวันออกของเกาะเหนือและออกจากพื้นที่ผ่านอ่าวฮอว์กในช่วงค่ำวันเดียวกัน

เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ และเจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงรับเรื่องแจ้งเหตุตลอด 24 ชั่วโมง.

ที่มา Reuters / NZ Herald

จีนออก 10 มาตรการจูงใจไต้หวัน หลังผู้นำฝ่ายค้านพบสี จิ้นผิง

จีนออก 10 มาตรการจูงใจไต้หวัน หลังผู้นำฝ่ายค้านพบสี จิ้นผิง

12 เม.ย. 2569 12:18 น.

จีนออก 10 มาตรการจูงใจไต้หวัน หลังผู้นำฝ่ายค้านพบสี จิ้นผิง

รัฐบาลจีนประกาศมาตรการจูงใจชุดใหม่จำนวน 10 ข้อ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนกับไต้หวัน ครอบคลุมด้านการท่องเที่ยว การค้า และสื่อบันเทิง ภายหลังการพบปะระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และนางเจิ้ง ลี่เหวิน ประธานพรรคก๊กมินตั๋ง พรรคฝ่ายค้านหลักของไต้หวัน

สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานว่า รัฐบาลจีนได้เปิดเผย 10 มาตรการใหม่เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และสวัสดิการของประชาชนระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเยือนจีนโดยคณะผู้แทนพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน

ภายหลังการพบปะระหว่าง นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และ นางเจิ้ง ลี่เหวิน ประธานพรรคก๊กมินตั๋ง ทางการจีนได้อนุมัตินโยบายสำคัญเพื่อรื้อฟื้นความสัมพันธ์ในหลายมิติ เช่น เตรียมรื้อฟื้นโครงการนำร่องให้นักท่องเที่ยวแบบอิสระจากเซี่ยงไฮ้และมณฑลฝูเจี้ยนสามารถเดินทางไปเยือนไต้หวันได้อีกครั้ง รวมถึงผลักดันการเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างไต้หวันกับเมืองต่างๆ ในจีนอย่างเต็มรูปแบบ เช่น อุรุมชี, ซีอาน, ฮาร์บิน, คุนหมิง และหลานโจว และจัดตั้งกลไกผ่อนคลายมาตรฐานการตรวจสอบสินค้าเกษตรและประมงจากไต้หวัน เพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งออกไปยังจีน

นอกจากด้านเศรษฐกิจ จีนยังประกาศอนุญาตให้นำละครโทรทัศน์ สารคดี และแอนิเมชันจากไต้หวันเข้ามาฉายในประเทศได้ โดยมีเงื่อนไขว่าเนื้อหาเหล่านั้นจะต้อง “มีทิศทางที่ถูกต้อง มีเนื้อหาส่งเสริมสุขภาพ และมีการผลิตที่มีคุณภาพสูง”

อย่างไรก็ตาม มาตรการทั้งหมดนี้ถูกระบุว่าต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานทางการเมืองของการ “คัดค้านการแยกตัวเป็นเอกราชของไต้หวัน” โดยประธานพรรคก๊กมินตั๋งได้กล่าวย้ำในระหว่างการแถลงข่าว เรียกร้องให้คนรุ่นใหม่ “หลีกเลี่ยงสงคราม” ด้วยการต่อต้านเอกราชไต้หวัน ซึ่งสอดคล้องกับถ้อยแถลงของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ระบุว่าแนวโน้มที่พี่น้องทั้งสองฝั่งช่องแคบจะใกล้ชิดและรวมกันเป็นหนึ่งนั้นเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้

ขณะที่พรรคก๊กมินตั๋งแสดงความยินดีต่อมาตรการดังกล่าว โดยระบุว่าสอดคล้องกับความคาดหวังของหลายภาคส่วนในไต้หวัน แต่ทางด้านรัฐบาลไต้หวันภายใต้การนำของประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ยังไม่ได้มีท่าทีตอบโต้โดยตรงในทันที

ทั้งนี้ จีนยังคงปฏิเสธที่จะเจรจากับรัฐบาลปัจจุบันของไต้หวัน โดยตราหน้าว่าเป็นกลุ่ม “แบ่งแยกดินแดน” ขณะที่ไต้หวันเคยร้องเรียนบ่อยครั้งว่าจีนมักใช้ข้ออ้างเรื่องโรคระบาดในพืชและสัตว์เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการสั่งห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรจากไต้หวัน.

ที่มา Reuters / AFP

สหรัฐฯ–อิหร่านเจรจาสันติภาพล่ม ไร้ข้อตกลงหลังหารือประวัติศาสตร์ที่ปากีสถาน

สหรัฐฯ–อิหร่านเจรจาสันติภาพล่ม ไร้ข้อตกลงหลังหารือประวัติศาสตร์ที่ปากีสถาน

12 เม.ย. 2569 11:40 น.

สหรัฐฯ–อิหร่านเจรจาสันติภาพล่ม ไร้ข้อตกลงหลังหารือประวัติศาสตร์ที่ปากีสถาน

การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านครั้งประวัติศาสตร์แบบเผชิญหน้า ที่กินเวลายาวนานกว่า 21 ชั่วโมง ณ กรุงอิสลามาบัดของปากีสถาน สิ้นสุดลงโดยไม่มีการลงนามในข้อตกลง หลังสหรัฐฯ ย้ำจุดยืนอิหร่านต้องยุติโครงการนิวเคลียร์โดยสิ้นเชิง ขณะที่อิหร่านชี้บรรยากาศเต็มไปด้วยความระแวงหลังทำสงครามมา 40 วัน ท่ามกลางความกังวลว่าข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์อาจสิ้นสุดลง

การเจรจาเผชิญหน้าครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ณ กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ได้สิ้นสุดลงเมื่อช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ (12 เม.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ ส่งผลให้ชะตากรรมของข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่ดำเนินมาแล้ว 2 สัปดาห์ยังคงไม่มีความชัดเจน

นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนเจรจา เปิดเผยภายหลังการประชุมอันยาวนานกว่า 21 ชั่วโมงว่า การเจรจาต้องยุติลงโดยไม่มีข้อตกลง เนื่องจากฝ่ายอิหร่านปฏิเสธที่จะยอมรับเงื่อนไขของสหรัฐฯ ในการระงับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และเครื่องมือที่เกี่ยวข้องอย่างถาวร

“ความต้องการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นั้นเรียบง่าย คือเราต้องเห็นคำมั่นสัญญาที่ชัดเจนว่าอิหร่านจะไม่แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์” แวนซ์กล่าวพร้อมระบุว่านี่คือ “ข้อเสนอสุดท้ายและดีที่สุด” ที่สหรัฐฯ มอบให้อิหร่านก่อนที่เขาจะเดินทางออกจากปากีสถานทันที

ด้านนายเอสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ระบุว่าแม้จะมีความเห็นตรงกันในบางเรื่อง แต่ยังมีประเด็นสำคัญ 2-3 ประเด็นที่ยังเห็นต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยย้ำว่าการเจรจานี้เกิดขึ้นหลังจากอิหร่านต้องเผชิญกับ “สงครามที่ถูกยัดเยียด” มานานถึง 40 วัน จึงเป็นเรื่องยากที่จะคาดหวังให้บรรลุข้อตกลงได้ในการประชุมเพียงครั้งเดียว

แหล่งข่าวระบุว่า อิหร่านได้ตั้ง “เส้นตาย” หลายประการ รวมถึงการเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และการขอให้ปลดล็อกอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน

ในขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ให้ความเห็นว่าผลการเจรจาจะเป็นอย่างไรนั้นไม่มีผลต่อเขา เพราะเขามองว่าสหรัฐฯ ได้รับชัยชนะในเชิงการทหารไปแล้ว

ท่ามกลางการเจรจา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้สั่งการให้เรือทำลายล้างของสหรัฐฯ รุกคืบเข้าไปในช่องแคบฮอร์มุซเพื่อเริ่มภารกิจกวาดล้างทุ่นระเบิด โดยระบุว่า “ไม่ว่าจะตกลงกันได้หรือไม่ เราจะเปิดเส้นทางเดินเรือให้ปลอดภัย” ซึ่งช่องแคบนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลกอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในเลบานอนยังคงวิกฤต โดยอิสราเอลยืนยันว่าไม่มีการหยุดยิงในพื้นที่ดังกล่าวและยังคงเดินหน้าโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์อย่างต่อเนื่อง 

ในส่วนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและเลบานอน จะมีขึ้นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ ในวันที่ 14 เม.ย. นี้ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหรัฐฯ และเอกอัครราชทูตเลบานอนประจำสหรัฐฯ จะเข้าร่วมการเจรจาในครั้งนี้ 

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายได้แถลงข้อมูลที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับขอบเขตของการเจรจา ฝ่ายทำเนียบประธานาธิบดีเลบานอนระบุว่า ทั้งสองได้พูดคุยทางโทรศัพท์เมื่อวันศุกร์ และตกลงที่จะหารือเรื่องการประกาศหยุดยิงและกำหนดวันเริ่มต้นการเจรจาทวิภาคีภายใต้การไกล่เกลี่ยของสหรัฐฯ แต่สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่า การหารือดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาสันติภาพอย่างเป็นทางการ และอิสราเอลปฏิเสธที่จะหารือเรื่องการหยุดยิงกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ สงครามครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมแล้วกว่า 5,000 คน แบ่งเป็นในอิหร่าน 3,000 คน และเลบานอนกว่า 2,000 คน 

อนาคตของสันติภาพในตะวันออกกลางยังคงแขวนอยู่บนเส้นด้าย เมื่อคำประกาศหยุดยิง 2 สัปดาห์ของทรัมป์กำลังจะหมดลง โดยไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าความขัดแย้งนี้จะยุติลงได้ด้วยวิธีทางการทูตในเร็ววัน และการล้มเหลวของการเจรจาครั้งนี้ สะท้อนถึงความท้าทายในการหาทางออกทางการทูต ท่ามกลางความขัดแย้งเชิงลึก และอาจส่งผลต่อเสถียรภาพในตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป.

ที่มา Associated Press / Al Jazeera / BBC

ตำรวจลอนดอนจับกุมผู้ประท้วง 523 ราย รวมตัวค้านคำสั่งแบนกลุ่ม Palestine Action

ตำรวจลอนดอนจับกุมผู้ประท้วง 523 ราย รวมตัวค้านคำสั่งแบนกลุ่ม Palestine Action

12 เม.ย. 2569 10:50 น.

ตำรวจลอนดอนจับกุมผู้ประท้วง 523 ราย รวมตัวค้านคำสั่งแบนกลุ่ม Palestine Action

ตำรวจลอนดอนเข้าจับกุมผู้ประท้วงกว่า 500 คน ตั้งแต่คนรุ่นใหม่ไปจนถึงผู้สูงอายุวัย 87 ปี ฐานแสดงตัวสนับสนุนกลุ่ม “ปาเลสไตน์ แอคชัน” (Palestine Action) ซึ่งถูกระบุว่าเป็น “องค์กรต้องห้าม” ตามกฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย ท่ามกลางการต่อสู้ทางกฎหมายว่าคำสั่งแบนกลุ่มดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

เจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลลอนดอน ได้เข้าจับกุมผู้ประท้วงจำนวน 523 ราย ระหว่างการชุมนุมที่จัตุรัสทราฟัลการ์ เพื่อคัดค้านการที่รัฐบาลอังกฤษประกาศให้กลุ่ม “ปาเลสไตน์ แอคชัน” (Palestine Action) เป็นกลุ่มผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย

เจ้าหน้าที่ระบุว่าผู้ที่ถูกจับกุมมีอายุตั้งแต่ 18 ปี ไปจนถึง 87 ปี โดยทั้งหมดถูกแจ้งข้อหาแสดงตัวสนับสนุนองค์กรต้องห้าม กลุ่มผู้ประท้วงจำนวนมากถือป้ายที่มีข้อความว่า “ฉันต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ฉันสนับสนุนปาเลสไตน์ แอคชัน” ซึ่งเป็นการท้าทายคำเตือนของตำรวจที่ระบุล่วงหน้าว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดทางอาญา

การประท้วงครั้งนี้ใช้ชื่อว่า “Everyone Day” จัดโดยกลุ่ม “Defend our Juries” เพื่อแสดงให้เห็นถึงการต่อต้านอย่างไม่ลดละต่อคำสั่งแบนกลุ่มปาเลสไตน์ แอคชัน ซึ่งถูกขึ้นบัญชีดำตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 หลังจากสมาชิกกลุ่มบางส่วนบุกรุกฐานทัพอากาศเพื่อประท้วงการที่อังกฤษสนับสนุนอิสราเอลในสงครามกาซา

หนึ่งในผู้ถูกจับกุมครั้งนี้คือ โรเบิร์ต เดล นายา ผู้ก่อตั้งวงดนตรีระดับตำนานอย่าง Massive Attack โดยเขากล่าวกับสื่อก่อนถูกจับกุมว่า การที่ตำรวจกลับลำมาไล่จับประชาชนอีกครั้งเป็นเรื่องที่ “ไร้สาระ” และเขามองว่าการกระทำของกลุ่ม Palestine Action คือความรักชาติ เพราะเป็นการพยายามปกป้องไม่ให้ประเทศเข้าไปพัวพันกับอาชญากรรมสงครามและการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

ขณะที่ผู้ชุมนุมบางส่วนยืนยันยอมรับความเสี่ยงในการถูกจับกุม โดยมองว่าการเคลื่อนไหวเป็นการปกป้องสิทธิในการประท้วง และแสดงจุดยืนต่อสถานการณ์ในฉนวนกาซา

ขณะที่สถานการณ์ทางกฎหมายของกลุ่มปาเลสไตน์ แอคชันยังคงมีความซับซ้อน โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลสูงได้มีคำวินิจฉัยว่าการสั่งแบนกลุ่มนี้เป็นเรื่อง “ผิดกฎหมาย” แต่คำสั่งแบนยังคงมีผลบังคับใช้ระหว่างรอการอุทธรณ์

ทางด้านตำรวจลอนดอนย้ำว่า “เราจะไม่ลังเลที่จะดำเนินการหากมีการละเมิดกฎหมาย” ขณะที่อิสราเอลยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา โดยยืนยันว่าเป็นการใช้สิทธิ์ป้องกันตนเอง

นับตั้งแต่มีการสั่งแบนกลุ่มนี้เมื่อช่วงฤดูร้อนปีที่แล้ว มีผู้ถูกจับกุมจากการแสดงตัวสนับสนุนกลุ่ม ปาเลสไตน์ แอคชัน ไปแล้วรวมกว่า 2,200 ราย โดยการพิจารณาคดีของหลายร้อยคนยังคงถูกระงับไว้เพื่อรอผลสรุปทางกฎหมายว่าคำสั่งแบนดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่.

ที่มา BBC

ชายคลั่งใช้มีดไล่ฟันคนในสถานีรถไฟใต้ดินนิวยอร์ก บาดเจ็บ 3 ราย ก่อนถูกตำรวจวิสามัญ

ชายคลั่งใช้มีดไล่ฟันคนในสถานีรถไฟใต้ดินนิวยอร์ก บาดเจ็บ 3 ราย ก่อนถูกตำรวจวิสามัญ

12 เม.ย. 2569 10:23 น.

ชายคลั่งใช้มีดไล่ฟันคนในสถานีรถไฟใต้ดินนิวยอร์ก บาดเจ็บ 3 ราย ก่อนถูกตำรวจวิสามัญ

เกิดเหตุระทึกขวัญกลางสถานีรถไฟใต้ดินแกรนด์เซ็นทรัล ในนครนิวยอร์ก หลังชายวัย 44 ปี ถือมีดมาเชเต้ไล่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ไม่เลือกหน้า โดยอ้างว่าตนเองคือ “ลูซิเฟอร์” ทำให้มีผู้บาดเจ็บสาหัส 3 ราย เจ้าหน้าที่เผยสั่งให้วางอาวุธกว่า 20 ครั้งแต่ไม่เป็นผล ก่อนตัดสินใจวิสามัญฆาตกรรมเพื่อระงับเหตุ

เกิดเหตุความรุนแรงในระบบขนส่งสาธารณะของสหรัฐฯ เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) หลังชายรายหนึ่งพกพาอาวุธมีดมาเชเต้ไล่ทำร้ายประชาชนแบบสุ่ม ภายในสถานีรถไฟใต้ดินสถานีแกรนด์เซ็นทรัล-ถนนสาย 42 ซึ่งเป็นสถานีหลักที่พลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งของนครนิวยอร์ก

เจสซิกา ทิสช์ ผู้บัญชาการตำรวจนิวยอร์ก แถลงว่า เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุทำร้ายร่างกายเมื่อเวลาประมาณ 09:40 น. เมื่อไปถึงพบผู้ก่อเหตุทราบชื่อภายหลังคือ นายแอนโธนี กริฟฟิน วัย 44 ปี กำลังอยู่ในอาการคลุ้มคลั่งและตะโกนซ้ำๆ ว่าตนเองคือ “ลูซิเฟอร์” เจ้าหน้าที่พยายามควบคุมสถานการณ์โดยสั่งให้เขาวางอาวุธมากกว่า 20 ครั้ง แต่ผู้ก่อเหตุขัดขืนและพยายามใช้มีดพุ่งเข้าหาเจ้าหน้าที่ ทำให้ตำรวจตัดสินใจยิงสกัด 2 นัด ส่งผลให้ผู้ก่อเหตุเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาลเบลวู

เหยื่อจากการสุ่มทำร้ายในครั้งนี้มีทั้งหมด 3 ราย ได้แก่ชายวัย 84 ปี และ ชายวัย 65 ปี มีบาดแผลฉกรรจ์บริเวณศีรษะและใบหน้า โดยรายหนึ่งพบกะโหลกศีรษะร้าว และหญิงวัย 70 ปี มีแผลฉกรรจ์บริเวณไหล่เจ้าหน้าที่ระบุว่า แม้บาดแผลจะน่ากลัวแต่ทั้ง 3 รายได้รับการส่งตัวรักษาและคาดว่าไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

ผู้อยู่ในเหตุการณ์รายหนึ่งเล่าว่า เขาได้ยินเสียงปืนดังสนั่นทะลุผ่านหูฟัง จากนั้นเห็น “กำแพงมนุษย์” วิ่งกรูมาทางประตูทางออกอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งเขาไม่เคยเห็นฝูงชนตื่นตระหนกขนาดนี้มาก่อน ทำให้ต้องตัดสินใจวิ่งหนีขึ้นบันไดไปพร้อมกับฝูงชน

ทางด้านผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก แคธี โฮชูล ได้กล่าวขอบคุณความกล้าหาญและการตัดสินใจที่เด็ดขาดของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่หยุดยั้งเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะมีการสูญเสียมากกว่านี้ ขณะที่การให้บริการรถไฟใต้ดินต้องหยุดชะงักนานหลายชั่วโมงก่อนจะกลับมาเปิดให้บริการปกติในช่วงบ่าย

จากประวัติพบว่าผู้ก่อเหตุเคยถูกจับกุมมาแล้ว 3 ครั้งก่อนหน้านี้ โดยเจ้าหน้าที่สรุปเบื้องต้นว่าเป็นเหตุทำร้ายร่างกายแบบไม่เจาะจงเป้าหมาย.

ที่มา Associated Press

แหล่งข่าวเผย ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน “บาดเจ็บสาหัส-เสียโฉม” จากเหตุถล่มเตหะราน

แหล่งข่าวเผย ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน "บาดเจ็บสาหัส-เสียโฉม" จากเหตุถล่มเตหะราน

12 เม.ย. 2569 09:53 น.

แหล่งข่าวเผย ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน “บาดเจ็บสาหัส-เสียโฉม” จากเหตุถล่มเตหะราน

รอยเตอร์เปิดเผยข้อมูลวงใน ระบุ “โมจตาบา คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ยังคงพักฟื้นจากบาดแผลฉกรรจ์ที่ใบหน้าและขา หลังรอดชีวิตจากการโจมตีทางอากาศที่คร่าชีวิตบิดา ท่ามกลางคำถามถึงศักยภาพในการบริหารประเทศในช่วงวิกฤตสงคราม

แหล่งข่าวใกล้ชิดกับวงในของอิหร่าน 3 ราย เปิดเผยว่า นายโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านวัย 56 ปี กำลังอยู่ระหว่างการรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บสาหัสที่บริเวณใบหน้าและขา ซึ่งเป็นผลพวงจากการโจมตีทางอากาศใส่ทำเนียบผู้นำในกรุงเตหะราน เมื่อช่วงต้นสงครามที่ผ่านมา

แหล่งข่าวระบุว่า ใบหน้าของเขาเสียโฉมจากการโจมตี และได้รับบาดเจ็บรุนแรงที่ขาอย่างน้อยหนึ่งข้าง อย่างไรก็ตาม เขายังคงมีสภาพจิตใจที่เฉียบแหลมและมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน โดยปัจจุบันเขายังคงปฏิบัติหน้าที่ผ่านระบบการประชุมทางเสียง เพื่อร่วมตัดสินใจในประเด็นสำคัญระดับชาติ ทั้งเรื่องยุทธศาสตร์สงครามและการเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ

รายงานเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บของคาเมเนอีสอดคล้องกับคำแถลงของนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ที่ระบุว่าคาเมเนอี “ได้รับบาดเจ็บและอาจเสียโฉม”

ขณะเดียวกัน รายงานจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และแหล่งข่าวด้านข่าวกรองระบุสอดคล้องกันว่า เขาอาจสูญเสียขาข้างหนึ่งจากการโจมตีดังกล่าว แม้ข้อมูลทั้งหมดจะยังไม่สามารถตรวจสอบได้ก็ตาม

นับตั้งแต่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนบิดาเมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา ยังไม่มีการเผยแพร่ภาพนิ่ง วิดีโอ หรือบันทึกเสียงของเขาต่อสาธารณชนเลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งความลึกลับนี้เกิดขึ้นท่ามกลางช่วงเวลาที่อิหร่านเผชิญความเสี่ยงสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ โดยเฉพาะเมื่อการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐฯ กำลังจะเริ่มต้นขึ้นที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน

นายโมจตาบาได้รับบาดเจ็บเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ในวันแรกของสงครามที่เปิดฉากโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี บิดาและอดีตผู้นำสูงสุดที่ปกครองมาตั้งแต่ปี 1989 เสียชีวิตทันที พร้อมด้วยภรรยาและญาติใกล้ชิดของนายโมจตาบาอีกหลายราย

แม้โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจของรัฐบาลอิหร่านจะเคยเรียกเขาว่า “จันบาซ” (Janbaz) หรือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากสงคราม แต่ทางสำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐฯ (CIA) และสำนักงานนายกรัฐมนตรีอิสราเอลยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นอย่างเป็นทางการต่อกรณีนี้

ด้านนักวิเคราะห์จาก Middle East Institute มองว่า แม้นายโมจตาบาจะเป็นตัวแทนของความต่อเนื่องในระบอบเดิม แต่ด้วยอาการบาดเจ็บและความด้อยประสบการณ์เมื่อเทียบกับบิดา อาจทำให้เขาเผชิญความยากลำบากในการสร้างบารมีและอำนาจเบ็ดเสร็จเพื่อนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตครั้งใหญ่ในครั้งนี้.

ที่มา Reuters

แวนซ์เผย ไม่มีข้อตกลงกับอิหร่าน แม้เจรจามาราธอน 21 ชม.

แวนซ์เผย ไม่มีข้อตกลงกับอิหร่าน แม้เจรจามาราธอน 21 ชม.

12 เม.ย. 2569 08:52 น.

แวนซ์เผย ไม่มีข้อตกลงกับอิหร่าน แม้เจรจามาราธอน 21 ชม.

รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า พวกเขากับผู้แทนจากอิหร่านไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามระหว่างกันได้ แม้เจรจามาราธอนนานเกือบทั้งวัน ย้ำ สหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอที่ดีที่สุดไปแล้ว

เมื่อ 12 เม.ย. 2569 นาย เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ จัดงานแถลงข่าวที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ระบุว่า คณะผู้แทนของสหรัฐฯ กับอิหร่านยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามระหว่างกันได้ แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะเจรจามาราธอนตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาก็ตาม

“เราดำเนินการเรื่องนี้มาเป็นเวลา 21 ชั่วโมงแล้ว และเราได้มีการหารือในเชิงเนื้อหาหลายประการกับทางอิหร่าน นั่นคือข่าวดี” แวนซ์กล่าว “ข่าวร้ายก็คือเรายังไม่บรรลุข้อตกลง และผมคิดว่านั่นเป็นข่าวร้ายสำหรับอิหร่านมากกว่าที่เป็นข่าวร้ายสำหรับสหรัฐอเมริกา ดังนั้นเราจึงเดินทางกลับสหรัฐฯ โดยที่ยังไม่ได้ข้อตกลงร่วมกัน”

“เราค่อนข้างผ่อนปรนให้มากแล้ว ท่านประธานาธิบดีบอกกับเราว่า ‘พวกคุณต้องมาที่นี่ด้วยความจริงใจและพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดข้อตกลง’ เราได้ทำเช่นนั้นแล้ว แต่ก็น่าเสียดายที่เราไม่สามารถมีความคืบหน้าใด ๆ ได้เลย” แวนซ์กล่าว และเสริมว่า ประเด็นหลักที่ตกลงกันไม่ได้คือการที่อิหร่านปฏิเสธที่จะล้มเลิกโครงการนิวเคลียร์ของตน

เมื่อ นิก โรเบิร์ตสัน ผู้สื่อข่าวของ CNN ถามว่าเงื่อนไขใดที่ทางอิหร่านปฏิเสธ แวนซ์ตอบว่า “ข้อเท็จจริงง่ายๆ ก็คือ เราจำเป็นต้องเห็นความมุ่งมั่นที่ชัดเจนว่าพวกเขาจะไม่แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ และจะไม่แสวงหาเครื่องมือที่จะช่วยให้พวกเขาบรรลุการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้อย่างรวดเร็ว”

รองประธานาธิบดีกล่าวต่อไปว่า “คำถามคือ ‘เราได้เห็นความมุ่งมั่นขั้นพื้นฐานจากอิหร่านหรือไม่ ว่าจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ไม่ใช่แค่ในตอนนี้ หรืออีก 2 ปีข้างหน้า แต่ต้องในระยะยาว?’ ซึ่งเรายังไม่เห็นสิ่งนั้น แต่เราหวังว่าเราจะได้เห็นในอนาคต”

“เราเดินทางออกจากที่นี่พร้อมกับข้อเสนอที่เรียบง่ายมาก ซึ่งเป็นแนวทางทำความเข้าใจที่เป็นข้อเสนอสุดท้ายและดีที่สุดของเรา” เขากล่าว “เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่าทางอิหร่านจะยอมรับมันหรือไม่”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์เตือนจีนเจอปัญหาใหญ่แน่ หากส่งอาวุธให้อิหร่าน

ทรัมป์เตือนจีนเจอปัญหาใหญ่แน่ หากส่งอาวุธให้อิหร่าน

12 เม.ย. 2569 06:12 น.

ทรัมป์เตือนจีนเจอปัญหาใหญ่แน่ หากส่งอาวุธให้อิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเตือนจีนว่าจะต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่ หากส่งอาวุธให้แก่อิหร่าน ท่ามกลางรายงานข่าวว่า แดนมังกรกำลังเตรียมดำเนินการดังกล่าว

เมื่อ 11 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับนักข่าวของ ซีเอ็นเอ็น (CNN) ว่า จีนจะต้องเผชิญกับ “ปัญหาใหญ่” หากดำเนินการส่งอาวุธให้แก่อิหร่าน ในขณะที่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ปากีสถาน เพื่อหาทางยุติสงครามในตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไป

เบ็ตซี ไคลน์ ผู้สื่อข่าวของ CNN ถามนายทรัมป์ เรื่องข้อมูลข่าวกรองของสหรัฐฯ ที่ระบุว่ารัฐบาลจีนกำลังเตรียมส่งอาวุธให้อิหร่าน ผู้นำสหรัฐฯ ก็ตอบว่า “ถ้าจีนทำแบบนั้น จีนจะมีปัญหาใหญ่ เข้าใจไหม?”

ทรัมป์ไม่ได้ระบุว่าเขาได้หารือกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำจีนแล้วหรือไม่ โดยเขามีกำหนดการที่จะเดินทางเยือนประเทศจีน เพื่อพบกับนายสีในเดือนหน้า

ทั้งนี้ CNN รายงานเป็นแห่งแรกเมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ว่า ข้อมูลข่าวกรองของสหรัฐฯ บ่งชี้ว่าจีนกำลังเตรียมส่งมอบระบบป้องกันภัยทางอากาศรุ่นใหม่ให้แก่อิหร่านภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ตามข้อมูลจากแหล่งข่าว 3 รายที่คุ้นเคยกับการประเมินข่าวกรองล่าสุดของสหรัฐฯ

ข้อมูลข่าวกรองดังกล่าวเน้นย้ำให้เห็นว่า อิหร่านอาจกำลังใช้โอกาสในช่วงหยุดยิงเพื่อเติมคลังระบบอาวุธบางประเภท โดยได้รับความช่วยเหลือจากพันธมิตรหลักในต่างประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สื่ออิหร่านเผย เริ่มเจรจากับสหรัฐฯ รอบใหม่ ยังมีจุดติดขัดสำคัญ

สื่ออิหร่านเผย เริ่มเจรจากับสหรัฐฯ รอบใหม่ ยังมีจุดติดขัดสำคัญ

12 เม.ย. 2569 04:06 น.

สื่ออิหร่านเผย เริ่มเจรจากับสหรัฐฯ รอบใหม่ ยังมีจุดติดขัดสำคัญ

สื่ออิหร่านเผย ผู้แทนของทั้งสหรัฐฯ กับอิหร่านเริ่มการเจรจาไตรภาคีรอบใหม่แล้ว โดยยังมีจุดติดขัดอีกหลายอย่างที่ยังตกลงกันไม่ได้ รวมถึงเรื่องช่องแคบฮอร์มุซด้วย

เมื่อ 11 เม.ย. 2569 สำนักข่าว ทัสนิม (Tasnim) สื่อกึ่งทางการของอิหร่านรายงานว่า คณะผู้แทนเจรจาของสหรัฐฯ และอิหร่านได้เริ่มการเจรจาไตรภาคีรอบใหม่แล้ว ณ กรุงอิสลามาบัด โดยมีเจ้าหน้าที่ปากีสถานทำหน้าที่เป็นตัวกลาง หลังจากก่อนหน้านี้สิ้นสุดการพูดคุยเฟสแรกไป

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่ายังคงมีความท้าทายสำคัญหลายประการ โดยชี้ไปที่สิ่งที่ถูกเรียกว่า “ข้อเรียกร้องที่เกินขอบเขต” ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลให้ความคืบหน้าในการบรรลุข้อตกลงเป็นไปอย่างยากลำบาก

“เมื่อพิจารณาจากข้อเรียกร้องที่เกินขอบเขตของสหรัฐฯ ดูเหมือนว่านี่จะเป็นโอกาสสุดท้ายของทีมอิหร่านที่จะบรรลุกรอบความร่วมมือร่วมกันในการเจรจารอบนี้” สำนักข่าว Tasnim ระบุ โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมแต่อย่างใด

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น (CNN) ของสหรัฐฯ รายงานอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวจากปากีสถานว่า บรรยากาศและผลลัพธ์โดยรวมของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในกรุงอิสลามาบัดส่วนใหญ่ยังคงเป็นไปในเชิงบวก แต่ยังคงมีสภาวะชะงักงันเกี่ยวกับการควบคุมพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ

ขณะที่แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับทีมเจรจาของอิหร่านบอกกับ CNN ว่า สหรัฐฯ ได้ยื่น “ข้อเรียกร้องที่ไม่อาจยอมรับได้” เกี่ยวกับช่องแคบดังกล่าวและประเด็นอื่น ๆ อีกหลายประเด็น

ทิศทางการนำเสนอของสื่ออื่นๆ ในอิหร่านก็เป็นไปในทางเดียวกัน โดยสำนักข่าวกึ่งทางการ Mehr รายงานว่า สหรัฐฯ ได้ตั้ง “ข้อเรียกร้องที่เกินขอบเขต” ต่อคู่เจรจาชาวอิหร่าน ขณะที่ IRIB สำนักข่าวของรัฐได้เผยแพร่ข้อมูลว่า สหรัฐฯ กำลัง “ใช้แนวทางที่รุกหนักจนเกินไปในการเจรจารอบนี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เนทันยาฮูชี้ ภารกิจต้านอิหร่านยังไม่จบ แม้กำลังมีการเจรจาในปากีสถาน

เนทันยาฮูชี้ ภารกิจต้านอิหร่านยังไม่จบ แม้กำลังมีการเจรจาในปากีสถาน

12 เม.ย. 2569 02:42 น.

เนทันยาฮูชี้ ภารกิจต้านอิหร่านยังไม่จบ แม้กำลังมีการเจรจาในปากีสถาน

เบนจามิน เนทันยาฮู กล่าวว่า ภารกิจต่อต้านอิหร่านยังไม่เสร็จสิ้น แต่ถือว่าบรรลุผลลัพธ์ครั้งประวัติศาสตร์ ในขณะที่สหรัฐฯ กับอิหร่านกำลังเจรจากันที่ปากีสถาน

เมื่อ 11 เม.ย. 2569 นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลกล่าวว่า ภารกิจต่อต้านอิหร่านนั้น “ยังไม่จบสิ้น” ในขณะที่สหรัฐฯ และอิหร่านกำลังดำเนินการเจรจาในปากีสถาน เพื่อหาทางยุติสงครามที่ลุกลามไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง

“ภารกิจนี้ยังไม่จบสิ้น แต่สามารถพูดได้อย่างชัดเจนแล้วว่า เราได้บรรลุผลลัพธ์ครั้งประวัติศาสตร์” เนทันยาฮูกล่าวเป็นภาษาฮีบรูผ่านแถลงการณ์ทางโทรทัศน์เมื่อค่ำวันเสาร์ที่ผ่านมา

ในสุนทรพจน์ความยาว 13 นาที ซึ่งดูเหมือนจะสื่อสารถึงประชาชนในประเทศเป็นหลัก เนทันยาฮูได้รวบรวมสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของอิสราเอลในระหว่างสงคราม ซึ่งรวมถึงการสังหารผู้นำระดับสูงของอิหร่าน และการทำลายขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธ นอกจากนี้เขายังกล่าวถึงคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่าน โดยระบุว่ามันจะต้องถูกกำจัดออกไป ไม่ว่าจะด้วยข้อตกลงหรือ “ด้วยวิธีอื่น”

“อิหร่านกำลังอ้อนวอนขอการหยุดยิง” เนทันยาฮูอ้าง “ระบอบแห่งความหวาดกลัวนี้อ่อนแอลงอย่างมาก พวกเขากำลังต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง”

อย่างไรก็ตาม แม้เนทันยาฮูจะพยายามอวดอ้างความสำเร็จ แต่ผลสำรวจความคิดเห็นทั่วประเทศเมื่อสัปดาห์ก่อนพบว่า ชาวอิสราเอลส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นฝ่ายชนะสงครามกับอิหร่าน

เนทันยาฮูยังระบุด้วยว่าเขาได้อนุมัติการเจรจาโดยตรงกับเลบานอน ซึ่งมีกำหนดจะจัดขึ้นที่กรุงวอชิงตันในสัปดาห์หน้า โดยเขากล่าวว่าข้อตกลงใดๆ ก็ตามจะต้องรวมถึงการปลดอาวุธของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และต้องเป็นข้อตกลงสันติภาพที่แท้จริง “ที่จะยั่งยืนไปหลายชั่วอายุคน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn