เรือสินค้าสัญชาติไทย “มยุรี นารี” ถูกโจมตีจนไฟไหม้ในช่องแคบฮอร์มุซ

เรือสินค้าสัญชาติไทย "มยุรี นารี" ถูกโจมตีจนไฟไหม้ในช่องแคบฮอร์มุซ

11 มี.ค. 2569 16:57 น.

เรือสินค้าสัญชาติไทย “มยุรี นารี” ถูกโจมตีจนไฟไหม้ในช่องแคบฮอร์มุซ

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงรุนแรง ล่าสุดเรือสินค้า 3 ลำถูกโจมตีในเวลาไล่เลี่ยกันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซและอ่าวอาหรับ พบเรือบรรทุกสินค้าแห้งสัญชาติไทย “มยุรี นารี” ถูกวัตถุปริศนายิงจนเกิดเพลิงไหม้กลางทะเล ขณะที่อิหร่านขู่ปิดน่านน้ำและตอบโต้อย่างรุนแรง

เว็บไซต์ Seatrade Maritime รายงานว่าสำนักงานปฏิบัติการด้านการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) รายงานเหตุโจมตีเรือพาณิชย์ครั้งใหญ่ 3 เหตุการณ์ซ้อนภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง บริเวณช่องแคบฮอร์มุซและอ่าวอาหรับ หลังจากที่สถานการณ์สงครามในอิหร่านเข้าสู่ช่วงตึงเครียดถึงขีดสุด

โดยเรือเรือบรรทุกสินค้าแห้ง (Bulk Carrier) ชื่อ “มยุรี นารี” (Mayruree Naree) ซึ่งจดทะเบียนในไทยและเป็นเรือในเครือบริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง (Precious Shipping) ที่มีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ โดยเรือถูกวัตถุปริศนาพุ่งชนจนเกิดเพลิงไหม้ ขณะลอยลำอยู่ห่างจากชายฝั่งโอมานประมาณ 11 ไมล์ทะเล

รายงานระบุว่าลูกเรือ 20 รายต้องเร่งอพยพออกจากเรือทันที ขณะที่ลูกเรืออีก 3 รายยังคงอยู่บนเรือเพื่อควบคุมสถานการณ์ ล่าสุด UKMTO ยืนยันว่าสามารถดับไฟบนเรือได้สำเร็จแล้ว และยังมีลูกเรือคอยเฝ้าระวังอยู่บนเรือระหว่างรอการช่วยเหลือ

นอกจากเรือไทยแล้ว ยังมีเรืออีก 2 ลำที่ถูกโจมตีในพื้นที่ใกล้เคียงกัน ได้แก่ เรือคอนเทนเนอร์ “ONE Majesty”: ติดญี่ปุ่น ดำเนินงานโดย Ocean Network Express (ONE) ถูกวัตถุปริศนายิงจนเป็นรูขนาด 10 เซนติเมตร บริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐราสอัลไคมาห์ ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ขณะนี้กำลังมุ่งหน้าไปยังจุดทอดสมอที่ปลอดภัย โดยลูกเรือทุกคนปลอดภัย และเรือบรรทุกสินค้า “Star Gwyneth”: ติดธงหมู่เกาะมาร์แชลล์ ของบริษัท Star Bulk จากกรีซ ถูกโจมตีห่างจากชายฝั่งดูไบ 50 ไมล์ทะเล เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

การโจมตีครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สถานการณ์สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยทางการอิหร่านขู่ว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและสินค้าที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พร้อมประกาศจะ “เผาเรือทุกลำ” ที่พยายามผ่านน่านน้ำนี้

นับตั้งแต่เริ่มความขัดแย้ง มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นกับเรือในภูมิภาคนี้แล้วอย่างน้อย 10 ครั้ง ส่งผลให้มีลูกเรือเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 7 ราย และบาดเจ็บสาหัสอีกจำนวนมาก.

ที่มา Seatrade Maritime

หน่วยรบพิเศษเม็กซิโกเริ่มการฝึกสุดโหด เตรียมความพร้อมทำสงครามกวาดล้างแก๊งค้ายา

หน่วยรบพิเศษเม็กซิโกเริ่มการฝึกสุดโหด เตรียมความพร้อมทำสงครามกวาดล้างแก๊งค้ายา

11 มี.ค. 2569 15:53 น.

หน่วยรบพิเศษเม็กซิโกเริ่มการฝึกสุดโหด เตรียมความพร้อมทำสงครามกวาดล้างแก๊งค้ายา

หน่วยรบพิเศษเม็กซิโก แบกเป้หนักกว่า 20 กก. เดินเท้าพิชิตยอดภูเขาไฟ ฝึกเตรียมความพร้อมปฏิบัติภารกิจกวาดล้างแก๊งค้ายาเสพติดข้ามชาติ หลังปลิดชีพ ”เอล เมนโช” ราชายาเสพติด ได้เมื่อเดือนที่ผ่านมา

สื่อต่างประเทศรายงานว่า กองกำลังทหารสังกัดกองพลรบพิเศษแห่งกองทัพเม็กซิโก (Cuerpo de Fuerzas Especiales) เริ่มเข้ารับการฝึกสุดเข้มข้น เมื่อวานนี้ (10 มี.ค.) โดยเป็นการฝึกเพื่อคัดเลือกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยรบนี้ ซึ่งเป็นหน่วยรบที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศ ด้วยการเดินเท้าไต่ระดับความสูงเพื่อพิชิตยอดภูเขาไฟ “อิซตักซีอวตล์” (Iztaccíhuatl) บนเทือกเขาซึ่งตั้งรายล้อมอยู่รอบ กรุงเม็กซิโกซิตี้ เพื่อทดสอบขีดจำกัดของร่างกายและจิตใจ

ภาพ: AP Photo/Eduardo Verdugo
ภาพ: AP Photo/Eduardo Verdugo

หน่วยรบพิเศษชุดนี้คือกลุ่มทหารระดับหัวกะทิของกองทัพเม็กซิโก ที่ได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญในการปราบปรามองค์กรอาชญากรรมและแก๊งค้ายาเสพติดรายใหญ่ โดยล่าสุดเพิ่งสร้างผลงานด้วยการปฏิบัติการปลิดชีพ นายเนเมซิโอ โอเซเกรา (Nemesio Oseguera) หรือที่รู้จักกันในนาม “เอล เมนโช” ผู้นำสูงสุดของแก๊ง “ฮาลิสโกนิวเจเนอเรชัน” (CJNG) ในรัฐฮาลิสโก

โดยการฝึกเมื่อวานนี้ ทหารทุกนายต้องแบกเป้สัมภาระและอุปกรณ์ที่มีน้ำหนักกว่า 20 กิโลกรัม เดินเท้าขึ้นเขาสูงชันเป็นระยะทางกว่า 25 กิโลเมตร มุ่งหน้าสู่หนึ่งในยอดเขาที่สูงที่สุดของเม็กซิโก 

นายทหารผู้ควบคุมการฝึกสุดโหดครั้งนี้ ระบุว่า การได้ฝึกฝนในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ถือเป็นสิทธิพิเศษของเหล่าทหารที่ได้รับคัดเลือกมา เพราะการฝึกนี้จะสร้างทักษะที่จำเป็นเพื่อให้เหล่าทหารสามารถปฏิบัติการได้ในทุกสถานการณ์ ทุกเวลา และทุกสถานที่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือหัวใจหลักของการเป็นหน่วยรบพิเศษ

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะเริ่มการทดสอบ เหล่าทหารได้ร่วมกันทำพิธีตามความเชื่อท้องถิ่น เพื่อขอขมาและขออนุญาตขุนเขาในการเข้าใช้พื้นที่เพื่อฝึกซ้อม รวมถึงขอให้ได้รับการคุ้มครองให้แคล้วคลาดปลอดภัย

ทหารเม็กซิกันทำพิธีตามความเชื่อก่อนเริ่มฝึก ภาพ:AP Photo/Eduardo Verdugo
ทหารเม็กซิกันทำพิธีตามความเชื่อก่อนเริ่มฝึก ภาพ:AP Photo/Eduardo Verdugo

ทั้งนี้ หลักสูตรการฝึกหน่วยรบพิเศษของเม็กซิโกถือเป็นหนึ่งในหลักสูตรที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดและความเข้มข้น โดยใช้เวลาฝึกนานถึง 8 เดือน ครอบคลุมในทุกสภาพภูมิประเทศ ทั้งการกระโดดร่ม การสู้รบในสภาพแวดล้อมในเมือง การเอาชีวิตรอดในป่าดิบชื้น ภูเขาสูง ทะเลทราย ไปจนถึงการปฏิบัติการใต้น้ำ เพื่อให้มั่นใจว่าทหารทุกนายจะพร้อมรับมือกับสงครามยาเสพติดที่ดุเดือดในปัจจุบัน.

ที่มา: AP

อิหร่านยืนยันผู้นำสูงสุดคนใหม่ “โมจตาบา คาเมเนอี” ยังปลอดภัยดี หลังมีรายงานบาดเจ็บจากสงคราม

อิหร่านยืนยันผู้นำสูงสุดคนใหม่ "โมจตาบา คาเมเนอี" ยังปลอดภัยดี หลังมีรายงานบาดเจ็บจากสงคราม

11 มี.ค. 2569 15:31 น.

อิหร่านยืนยันผู้นำสูงสุดคนใหม่ “โมจตาบา คาเมเนอี” ยังปลอดภัยดี หลังมีรายงานบาดเจ็บจากสงคราม

ที่ปรึกษารัฐบาลและบุตรชายประธานาธิบดีอิหร่าน ออกโรงสยบกระแสข่าว “โมจตาบา คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดคนใหม่ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอล ยืนยันเจ้าตัวยังปลอดภัยดี แม้สื่อรัฐจะขนานนามว่าเป็น “นักรบผู้บาดเจ็บ” และยังคงเก็บตัวในสถานที่ปลอดภัย

นายยูเซฟ เปเซชเคียน บุตรชายของประธานาธิบดีอิหร่านและที่ปรึกษารัฐบาล ได้โพสต์ข้อความผ่านเทเลแกรมส่วนตัว เพื่อปฏิเสธกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการบาดเจ็บของนายโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน โดยระบุว่า “ผมได้ยินข่าวว่าคุณโมจตาบาได้รับบาดเจ็บ จึงได้สอบถามไปยังกลุ่มเพื่อนที่มีความเชื่อมโยงภายใน และได้รับคำตอบว่า ขอบคุณพระเจ้า ท่านยังปลอดภัยดี”

ความสับสนเกี่ยวกับอาการของผู้นำคนใหม่เกิดขึ้นหลังจากสถานีโทรทัศน์รัฐบาลอิหร่านเรียกขานนายโมจตาบาว่าเป็น “จันบาซ” (janbaz) หรือ “นักรบผู้บาดเจ็บ” จากสงครามเดือนรอมฎอน (ซึ่งเป็นชื่อที่อิหร่านใช้เรียกความขัดแย้งในปัจจุบัน) แต่ไม่มีการระบุรายละเอียดของการบาดเจ็บที่แน่ชัด ขณะที่หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่อิหร่าน 3 รายว่า ผู้นำวัย 56 ปีรายนี้ได้รับบาดเจ็บที่ขา และกำลังพักรักษาตัวอยู่ในสถานที่ที่มีความปลอดภัยสูงสุดพร้อมการสื่อสารที่จำกัด

นายโมจตาบา คาเมเนอี เป็นบุตรชายและผู้สืบทอดอำนาจโดยตรงของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดที่เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้จุดชนวนสงครามไปทั่วตะวันออกกลาง แม้ว่าเขาจะได้รับการประกาศแต่งตั้งเป็นผู้นำสูงสุดโดยสภาผู้เชี่ยวชาญเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (8 มี.ค.) แต่จนถึงขณะนี้นายโมจตาบายังไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะหรือมีแถลงการณ์ใดๆ ต่อชาวอิหร่าน

นักวิเคราะห์มองว่าความเงียบของผู้นำคนใหม่ และการที่เขาขึ้นสู่อำนาจท่ามกลางภาวะสงคราม อาจสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจภายในอิหร่าน โดยเฉพาะบทบาทของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ที่ดูจะมีอิทธิพลเหนือฝ่ายการเมืองเห็นได้ชัดจากการที่ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ถูกกดดันอย่างหนักหลังจากออกตัวขอโทษกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับต่อเหตุโจมตีที่เกิดขึ้น

อเล็กซ์ วาทันกา ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันตะวันออกกลางในวอชิงตัน ดี.ซี. ให้ความเห็นว่า “โมจตาบาเป็นหนี้บุญคุณกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติในการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนี้ ดังนั้นอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของเขาอาจจะไม่เทียบเท่ากับที่บิดาเคยมี” ซึ่งหมายความว่าในอนาคต การตัดสินใจสำคัญทางยุทธศาสตร์ของอิหร่านอาจถูกชี้นำโดยกลุ่มผู้นำทหารมากกว่าที่เคยเป็นมา.

ที่มา AFP / Reuters

รูปปั้นล้อเลียน “ทรัมป์–เอปสตีน” โผล่กลางวอชิงตัน ดี.ซี. จับคู่เป็น “แจ๊ค-โรส” จาก Titanic

รูปปั้นล้อเลียน "ทรัมป์–เอปสตีน" โผล่กลางวอชิงตัน ดี.ซี. จับคู่เป็น "แจ๊ค-โรส" จาก Titanic

11 มี.ค. 2569 14:32 น.

รูปปั้นล้อเลียน “ทรัมป์–เอปสตีน” โผล่กลางวอชิงตัน ดี.ซี. จับคู่เป็น “แจ๊ค-โรส” จาก Titanic

รูปปั้นขนาดใหญ่ล้อเลียนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์ทางเพศที่เสียชีวิตแล้ว ถูกนำมาติดตั้งกลางกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยจำลองฉากดังของ “แจ๊ค-โรส” จากภาพยนตร์ Titanic พร้อมข้อความเสียดสีความสัมพันธ์ของทั้งสองคน ท่ามกลางคดีฟ้องร้องสื่อยักษ์ใหญ่ที่ยังไม่สิ้นสุด

บริเวณลานหน้าอนุสาวรีย์แห่งชาติเนชันแนล มอลล์ (National Mall) กลายเป็นจุดสนใจของผู้คนอีกครั้ง เมื่อมีการนำรูปปั้นขนาดใหญ่ที่จำลองฉากประวัติศาสตร์จากภาพยนตร์เรื่อง Titanic มาจัดแสดง โดยตัวละครหลักอย่าง “แจ็ค” และ “โรส” ถูกแทนที่ด้วยใบหน้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตมหาเศรษฐีผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศ

รูปปั้นชุดนี้ใช้ชื่อว่า “THE KING OF THE WORLD” (ราชาแห่งโลก) โดยออกแบบให้ทั้งสองคนอยู่ในท่าทางที่โอบกอดกันบริเวณหัวเรือ ซึ่งเป็นฉากจำลองที่ตัวละครแจ็คตะโกนคำพูดนี้ในภาพยนตร์ปี 1997 ที่ฐานของรูปปั้นมีการสลักข้อความระบุว่า “เรื่องราวความรักที่น่าเศร้าระหว่างแจ็คและโรสถูกสร้างขึ้นบนการเดินทางที่หรูหรา งานเลี้ยงที่ครึกโครม และภาพวาดนู้ดลับๆ อนุสาวรีย์นี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่สายสัมพันธ์ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และเจฟฟรีย์ เอปสตีน มิตรภาพที่ดูเหมือนจะสร้างขึ้นบนพื้นฐานเดียวกัน”

องค์กร “Secret Handshake” ผู้อยู่เบื้องหลังการติดตั้ง ระบุกับสถานีข่าวท้องถิ่น WUSA9 ว่า นอกจากรูปปั้นนี้แล้ว ยังมีการติดป้ายแบนเนอร์อีก 10 ผืนในบริเวณใกล้เคียงเพื่อรำลึกถึงความสัมพันธ์ของทั้งคู่ โดยอ้างว่าเป็นการ “ช่วย” ประธานาธิบดีทรัมป์ หลังจากที่ในปี 2026 นี้ ทรัมป์ได้สั่งติดตั้งป้ายรูปใบหน้าตัวเองขนาดใหญ่ตามอาคารของรัฐทั่ววอชิงตัน ดี.ซี. โดยรูปปั้นชุดนี้จะจัดแสดงไปจนถึงวันศุกร์ที่ 13 มีนาคมนี้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กลุ่มดังกล่าวสร้างผลงานล้อเลียนความสัมพันธ์ของทั้งคู่ โดยย้อนกลับไปเมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา พวกเขาเคยนำรูปปั้นทองแดงจำลองท่าทางการเต้นรำในชื่อ “Best Friends Forever” มาตั้งไว้ในจุดเดียวกันก่อนจะถูกตำรวจสวนสาธารณะรื้อถอนไป และเมื่อต้นปีนี้ก็ได้สร้างแบบจำลองการ์ดอวยพรวันเกิดสูง 3 เมตร ที่ทรัมป์เคยส่งให้เอปสไตน์ในปี 2003

ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์และเอปสไตน์กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หลังจากหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal รายงานเมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 เกี่ยวกับข้อความและภาพวาดลับที่ทรัมป์อาจส่งให้เอปสไตน์ในวันเกิดครบ 50 ปี ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ในวัย 79 ปี ได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาโดยระบุว่าเป็น “เรื่องลวงโลก” พร้อมยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากสำนักข่าวและเจ้าของสื่ออย่าง รูเพิร์ต เมอร์ด็อก เป็นเงินสูงถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในข้อหาหมิ่นประมาท ซึ่งขณะนี้คดียังคงอยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐบาลกลาง.

ที่มา PEOPLE

เรือสินค้าถูกยิงไฟไหม้กลางช่องแคบฮอร์มุซ ลูกเรืออพยพฉุกเฉิน เตือนเรือผ่านพื้นที่ระวัง

เรือสินค้าถูกยิงไฟไหม้กลางช่องแคบฮอร์มุซ ลูกเรืออพยพฉุกเฉิน เตือนเรือผ่านพื้นที่ระวัง

11 มี.ค. 2569 13:58 น.

เรือสินค้าถูกยิงไฟไหม้กลางช่องแคบฮอร์มุซ ลูกเรืออพยพฉุกเฉิน เตือนเรือผ่านพื้นที่ระวัง

เกิดเหตุเรือสินค้าถูกกระสุนปริศนายิงใส่จนเกิดเพลิงไหม้กลางช่องแคบฮอร์มุซ ลูกเรือต้องอพยพออกจากเรือ ขณะที่หน่วยงานความปลอดภัยทางทะเลอังกฤษเตือนเรือทุกลำเดินเรือด้วยความระมัดระวัง

เกิดเหตุเรือสินค้าลำหนึ่งเกิดเพลิงไหม้ในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ หลังถูกวัตถุคล้ายกระสุนปริศนาไม่ทราบฝ่ายยิงใส่ ส่งผลให้ลูกเรือจำเป็นต้องอพยพออกจากเรืออย่างเร่งด่วน

หน่วยงานเฝ้าระวังการเดินเรือของสหราชอาณาจักร UK Maritime Trade Operations หรือ UKMTO เปิดเผยว่า เรือดังกล่าวร้องขอความช่วยเหลือหลังเกิดเพลิงไหม้ และลูกเรือกำลังอพยพออกจากเรือเพื่อความปลอดภัย

รายงานระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นห่างจากคาบสมุทรมูซันดัม ของประเทศโอมาน ไปทางเหนือประมาณ 11 ไมล์ทะเล

UKMTO ยังออกคำเตือนให้เรือที่เดินทางผ่านพื้นที่ดังกล่าวใช้ความระมัดระวัง และรายงานเหตุที่น่าสงสัยทันที

ขณะที่หน่วยยามฝั่งของโอมาน ยังไม่ได้ให้ความเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน UKMTO ระบุว่า มีเรืออีกลำได้รับความเสียหายหลังถูกวัตถุคล้ายกระสุนยิงใส่เช่นกัน บริเวณนอกชายฝั่งของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด.

ที่มา : CNN

สมาชิกทีมฟุตบอลหญิงอิหร่าน 1 รายเปลี่ยนใจ ขอยกเลิกขอลี้ภัยในออสเตรเลีย เตรียมเดินทางกลับประเทศ

สมาชิกทีมฟุตบอลหญิงอิหร่าน 1 รายเปลี่ยนใจ ขอยกเลิกขอลี้ภัยในออสเตรเลีย เตรียมเดินทางกลับประเทศ

11 มี.ค. 2569 12:46 น.

สมาชิกทีมฟุตบอลหญิงอิหร่าน 1 รายเปลี่ยนใจ ขอยกเลิกขอลี้ภัยในออสเตรเลีย เตรียมเดินทางกลับประเทศ

รมว.มหาดไทยออสเตรเลียเผย สมาชิกทีมฟุตบอลหญิงอิหร่าน 1 ใน 2 รายที่ตัดสินใจขอลี้ภัยล่าสุด เปลี่ยนใจขอเดินทางกลับมาตุภูมิแล้ว หลังได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมทีม ขณะที่ทางการออสเตรเลียสั่งย้ายนักฟุตบอลหญิงที่เหลือไปยังสถานที่ปลอดภัยทันที หลังมีการติดต่อสถานทูตจนทำตำแหน่งที่ตั้งรั่วไหล ท่ามกลางความกังวลด้านความปลอดภัย หลังทีมถูกสื่อรัฐอิหร่านกล่าวหาว่าเป็น “ผู้ทรยศยามสงคราม”

นายโทนี เบิร์ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออสเตรเลีย แถลงต่อรัฐสภาถึงความคืบหน้ากรณีคณะนักฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านขอลี้ภัย โดยระบุว่า 1 ใน 2 สมาชิกทีมฟุตบอลหญิงที่เพิ่งตัดสินใจขอลี้ภัยเมื่อคืนวันอังคาร (10 มี.ค.) ได้เปลี่ยนใจและขอเดินทางกลับประเทศอิหร่านแล้ว

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่นักเตะสาวอิหร่าน 5 รายได้รับอนุมัติให้ลี้ภัยไปก่อนหน้าเพียงหนึ่งวัน ต่อมาในเย็นวันอังคาร มีนักเตะอีก 1 ราย และเจ้าหน้าที่สนับสนุนอีก 1 ราย ได้รับข้อเสนอความช่วยเหลือจากรัฐบาลออสเตรเลียเพื่อขอลี้ภัยเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม นายเบิร์กเผยว่า “หนึ่งในสองคนที่ตัดสินใจจะอยู่ต่อเมื่อคืนนี้ ได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมทีมที่ตัดสินใจกลับประเทศ และเธอได้เปลี่ยนใจในที่สุด ซึ่งในออสเตรเลีย ทุกคนมีสิทธิที่จะเปลี่ยนใจและมีอิสระในการเดินทาง เราจึงเคารพการตัดสินใจของเธอ”

แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยชื่อสมาชิกที่ตัดสินใจกลับประเทศ แต่นายเบิร์กยอมรับว่าสถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้น เนื่องจากสมาชิกรายที่เปลี่ยนใจได้ติดต่อไปยังสถานทูตอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ตำแหน่งที่ตั้งของกลุ่มผู้ขอลี้ภัยรั่วไหล ทำให้ทางการออสเตรเลียต้องรีบย้ายบุคคลที่เหลือไปยังสถานที่ปลอดภัยลับทันที

สำหรับสมาชิกสองรายล่าสุดที่มีรายงานว่าแยกตัวออกมาจากทีมด้วยความช่วยเหลือของตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลียคือ โมฮัดเดสเซห์ ซอลฟี (Mohaddeseh Zolfi) กองหน้าวัย 21 ปี และ ซาห์รา ซอลตัน มอชเคห์การ์ (Zahra Soltan Moshkehkar) เจ้าหน้าที่สนับสนุนทีม

ความกังวลเรื่องสวัสดิภาพของนักเตะเพิ่มสูงขึ้น หลังจากสถานีโทรทัศน์รัฐบาลอิหร่านตราหน้ากลุ่มนักเตะว่าเป็น “คนทรยศยามสงคราม” เนื่องจากพวกเธอปฏิเสธที่จะร้องเพลงชาติระหว่างการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์เอเชียในออสเตรเลียเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เกิดเหตุโจมตีทางอากาศในอิหร่านจนนำไปสู่การเสียชีวิตของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุด

เจ้าหน้าที่ออสเตรเลียเปิดเผยว่า ได้มีการแยกตัวนักเตะที่เหลือออกจาก “ผู้ควบคุม” ชาวอิหร่านที่สนามบินซิดนีย์ เพื่อแจ้งสิทธิและทางเลือกในการลี้ภัยอย่างอิสระโดยไม่มีการกดดัน อย่างไรก็ตาม สมาชิกส่วนใหญ่ที่เดินทางไปถึงสนามบินตัดสินใจเดินทางกลับอิหร่าน และขณะนี้คณะนักฟุตบอลหญิงได้ไปถึงกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียแล้ว เพื่อต่อเครื่องกลับมาตุภูมิ

ทั้งนี้ นักเตะบางส่วนที่ตัดสินใจลี้ภัยถาวรได้แสดงความกังวลและสอบถามถึงความเป็นไปได้ในการช่วยเหลือครอบครัวให้ออกจากอิหร่านด้วย ขณะที่อัยการสูงสุดของอิหร่านระบุผ่านสื่อท้องถิ่นว่า สมาชิกทีมที่เหลือจะได้รับการต้อนรับกลับประเทศ “ด้วยความสงบและมั่นใจ”.

ที่มา Reuters

ฟอร์บส์เผย “อีลอน มัสก์” รวยสุดในประวัติศาสตร์ ทรัพย์สินพุ่ง 8.39 แสนล้านดอลลาร์

ฟอร์บส์เผย "อีลอน มัสก์" รวยสุดในประวัติศาสตร์ ทรัพย์สินพุ่ง 8.39 แสนล้านดอลลาร์

11 มี.ค. 2569 12:07 น.

ฟอร์บส์เผย “อีลอน มัสก์” รวยสุดในประวัติศาสตร์ ทรัพย์สินพุ่ง 8.39 แสนล้านดอลลาร์

นิตยสารฟอร์บส์เปิดเผยรายงานมหาเศรษฐีโลกประจำปี 2026 ระบุว่า อีลอน มัสก์ ยังคงครองตำแหน่งบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โดยมีความมั่งคั่งโดยประมาณสูงถึง 8.39 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 26.45 ล้านล้านบาท) ซึ่งถือเป็นระดับความมั่งคั่งที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ขณะความมั่งคั่งรวมของมหาเศรษฐีทั่วโลกทำสถิติใหม่ทะลุ 20.1 ล้านล้านดอลลาร์

ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ทรัพย์สินของมัสก์เพิ่มขึ้นถึง 5 แสนล้านดอลลาร์ โดยมีปัจจัยหลักมาจากการประเมินมูลค่าที่สูงขึ้นของเทสลาและสเปซเอ็กซ์ ซึ่งบริษัทด้านอวกาศรายนี้กำลังตั้งเป้าที่จะเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรก (IPO) ภายในปี 2026 นอกจากนี้ มัสก์ยังกลายเป็นบุคคลแรกที่ก้าวข้ามตัวเลข 8 แสนล้านดอลลาร์ และอยู่ในเส้นทางที่จะกลายเป็น “เศรษฐีล้านล้าน” (Trillionaire) คนแรกของโลกในเร็วๆ นี้

แม้จะรวยล้นฟ้า แต่ในปี 2025 ที่ผ่านมาถือเป็นช่วงที่ผันผวนสำหรับมัสก์ โดยเฉพาะราคาหุ้นเทสลา ที่เคยร่วงลงอย่างหนักในช่วงต้นปี เนื่องจากกระแสการคว่ำบาตรจากผู้บริโภคที่ไม่พอใจกรณีที่เขาสนับสนุน โดนัลด์ ทรัมป์ และนักการเมืองฝ่ายขวาจัด อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นได้ดีดตัวกลับมาอย่างแข็งแกร่งในช่วงครึ่งปีหลัง หลังจากที่มัสก์ยุติบทบาทในรัฐบาลของทรัมป์

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ดันความมั่งคั่งของมัสก์ คือการที่ผู้ถือหุ้นเทสลาลงมติรับรองแพ็กเกจค่าตอบแทนมูลค่ารวมสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ หากบริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายการผลิตและการประเมินมูลค่าตามกำหนด ซึ่งจะทำให้มัสก์ถือครองหุ้นในบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 25 โดยเขาระบุว่าต้องการอำนาจในการตัดสินใจที่สูงพอเพื่อสร้าง “กองทัพหุ่นยนต์” ในอนาคต

เดวิด เคิร์สช์ จากมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ ให้ความเห็นว่า ตัวเลขทรัพย์สินของมัสก์ส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบของ “หุ้น” ซึ่งขึ้นอยู่กับการเก็งกำไรในอนาคต หากวัดจากทรัพย์สินจริงที่ไม่ใช่หุ้น มูลค่าอาจเหลือเพียง 1 ใน 3 ของที่ประเมินไว้ แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังคงรวยกว่าอันดับสองอย่างมหาศาลอยู่ดี โดยมัสก์เคยเผยว่าเขามีทรัพย์สินในรูปของ “เงินสด” ไม่ถึงร้อยละ 0.1 เท่านั้น

อันดับมหาเศรษฐีโลก 5 อันดับแรก (ข้อมูล ณ 1 มีนาคม 2026)

  1. อีลอน มัสก์: 8.39 แสนล้านดอลลาร์ (Tesla/SpaceX)
  2. แลร์รี เพจ: 2.57 แสนล้านดอลลาร์ (Google)
  3. เซอร์เกย์ บริน: 2.37 แสนล้านดอลลาร์ (Google)
  4. เจฟฟ์ เบซอส: 2.24 แสนล้านดอลลาร์ (Amazon)
  5. มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก: 2.22 แสนล้านดอลลาร์ (Meta)

ด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 645 โดยมีทรัพย์สินประมาณ 6.5 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.04 แสนล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้น 1.4 พันล้านดอลลาร์ รายได้ส่วนใหญ่มาจากสกุลเงินดิจิทัลที่เขาให้การสนับสนุน รวมถึงผลพวงจากการชนะคดีความในศาลอุทธรณ์นิวยอร์ก ซึ่งฟอร์บส์ ระบุว่า การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองส่งผลบวกต่อความมั่งคั่งของครอบครัวทรัมป์อย่างมหาศาล ทั้งจากการทำดีลในตะวันออกกลางและการทำธุรกิจในภาคส่วนต่างๆ.

ที่มา AFP

ดีไซน์เนอร์ชาวออสเตรเลียชนะคดีฟ้องร้อง “Katy Perry” ปมใช้ชื่อจดเครื่องหมายการค้าซ้ำ

ดีไซน์เนอร์ชาวออสเตรเลียชนะคดีฟ้องร้อง "Katy Perry" ปมใช้ชื่อจดเครื่องหมายการค้าซ้ำ

11 มี.ค. 2569 11:53 น.

ดีไซน์เนอร์ชาวออสเตรเลียชนะคดีฟ้องร้อง “Katy Perry” ปมใช้ชื่อจดเครื่องหมายการค้าซ้ำ

Katie Perry ดีไซเนอร์ชาวออสเตรเลียชนะคดีในศาลสูงสุด ปิดฉากคดีเครื่องหมายการค้ากับ Katy Perry นักร้องชื่อระดับโลก หลังสู้กันมานานหลายปี ศาลชี้เป็นคนละธุรกิจ ไม่ทำให้ผู้บริโภคสับสน

สื่อต่างประเทศรายงานว่า ศึกคดีความเครื่องหมายการค้าที่กินเวลานานหลายปีระหว่างดีไซเนอร์ชาวออสเตรเลียและนักร้องชื่อดังระดับโลกได้ข้อสรุปแล้วในวันนี้ (11 มี.ค.) โดยศาลสูงสุดของออสเตรเลียได้ตัดสินให้ เคที เพอร์รี (Katie Perry) ดีไซเนอร์ชาวออสเตรเลีย มีสิทธิ์ในการขายเสื้อผ้าภายใต้ชื่อแบรนด์นี้ของเธอต่อ หลังจากสู้คดีกับ เคที เพอร์รี (Katy Perry) นักร้องสาว ซูเปอร์สตาร์ชาวอเมริกันมานานหลายปี

จุดเริ่มต้นของคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อ เคที เพอร์รี (Katie Perry) ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าชาวออสเตรเลีย ได้ยื่นฟ้องร้องนักร้องสาวชื่อดังในข้อหาละเมิดเครื่องหมายการค้า โดยระบุว่าเธอได้เริ่มใช้ชื่อ “Katie Perry” เป็นเครื่องหมายการค้าแบรนด์เสื้อผ้าของเธอมาตั้งแต่ปี 2008 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่นักร้องสาวจะมีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก

อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งนักร้องสาว เคที เพอร์รี (Katy Perry) ได้โต้แย้งว่าในขณะที่ เคที เพอร์รี เริ่มทำธุรกิจออกแบบเสื้อผ้า ผลงานเพลงของเธอก็เริ่มเป็นกระแสโด่งดังไปทั่วโลกแล้ว พร้อมทั้งพยายามเรียกร้องให้มีการเพิกถอนสิทธิ์เครื่องหมายการค้าของดีไซเนอร์รายนี้ในออสเตรเลียอีกด้วย 

โดยในปี 2024 ศาลชั้นต้นของออสเตรเลียก็ได้ตัดสินให้มีการยกเลิกสิทธิ์ในชื่อแบรนด์เสื้อผ้าดังกล่าว ตามคำร้องของฝั่งนักร้องสาวมาแล้วครั้งหนึ่ง

ทว่าล่าสุด ศาลสูงสุดของออสเตรเลียได้ตัดสินกลับคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์ โดยให้นางเคที เพอร์รี ดีไซน์เนอร์ชาวออสเตรเลียเป็นฝ่ายชนะคดี โดยให้เหตุผลว่า ทั้งสองธุรกิจมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน จึงทำให้ไม่มีความเสี่ยงที่จะทำให้ผู้คนเกิดความสับสนระหว่างแบรนด์เสื้อผ้ากับศิลปินนักร้องชื่อดัง.

ที่มา: France24

เรือรบ HMS Dragon ของอังกฤษออกเดินทางมุ่งหน้าไซปรัสแล้ว หลังจากความไม่พร้อมทำล่าช้านับสัปดาห์

เรือรบ HMS Dragon ของอังกฤษออกเดินทางมุ่งหน้าไซปรัสแล้ว หลังจากความไม่พร้อมทำล่าช้านับสัปดาห์

11 มี.ค. 2569 11:12 น.

เรือรบ HMS Dragon ของอังกฤษออกเดินทางมุ่งหน้าไซปรัสแล้ว หลังจากความไม่พร้อมทำล่าช้านับสัปดาห์

กองทัพเรืออังกฤษเผย เรือพิฆาตติดอาวุธ “HMS Dragon” มุ่งหน้าสู่เมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก เพื่อร่วมภารกิจป้องกัน หลังฐานทัพอากาศอังกฤษในไซปรัสถูกโดรนอิหร่านโจมตีเมื่อต้นเดือน

วันที่ 11 มีนาคม 2569 โฆษกกองทัพเรือของสหราชอาณาจักร เปิดเผยว่า เรือพิฆาตป้องกันภัยทางอากาศ “HMS Dragon” ได้ออกเดินทางจากฐานทัพเรือที่เมืองพอร์ตสมัธ มุ่งหน้าสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก เพื่อเข้าร่วมปฏิบัติการด้านการป้องกันของอังกฤษในภูมิภาค

เรือพิฆาตรุ่น Type 45 ลำนี้เพิ่งเสร็จสิ้นการซ่อมบำรุง และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ในการเดินทางถึงพื้นที่ปฏิบัติการ โดยเมื่อไปถึงแล้วจะกลายเป็น เรือรบเพียงลำเดียวของอังกฤษในภูมิภาค 

ขณะที่รัฐมนตรีกลาโหมอังกฤษยกย่องกองทัพเรือที่สามารถเตรียมเรือรบลำนี้ได้อย่างรวดเร็ว โดยระบุว่า งานที่ปกติต้องใช้เวลาถึง 6 สัปดาห์ ถูกเร่งเสร็จภายในเพียง 6 วัน จากการทำงานตลอด 24 ชั่วโมงของเจ้าหน้าที่

การเคลื่อนกำลังเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังรัฐบาลอังกฤษประกาศให้เรือสนับสนุนทางทหาร RFA Lyme Bay อยู่ในสถานะ “เตรียมพร้อมสูง” เพื่อเตรียมส่งไปช่วยเหลือพลเมืองอังกฤษในตะวันออกกลางหากสถานการณ์จำเป็น

ภารกิจหลักของ HMS Dragon คือการช่วยปกป้องฐานทัพอากาศ กองทัพอากาศอัครอทิรี บนเกาะ ไซปรัส ซึ่งเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาเพิ่งถูกโดรนที่ผลิตในอิหร่านโจมตี ส่งผลให้โรงเก็บเครื่องบินของฐานทัพได้รับความเสียหายเล็กน้อย

กองทัพเรืออังกฤษระบุว่า HMS Dragon ติดตั้งระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ Sea Viper และจะได้รับการสนับสนุนจากเฮลิคอปเตอร์ Wildcat ของหน่วยเป็นฝูงบินเฮลิคอปเตอร์โจมตีทางทะเลแนวหน้า ซึ่งติดตั้งขีปนาวุธ Martlet สำหรับทำลายโดรนทางอากาศ.

ที่มา BBC

“คิม จองอึน” ควงบุตรสาวคุมทดสอบขีปนาวุธนำวิถีจากเรือพิฆาต

"คิม จองอึน" ควงบุตรสาวคุมทดสอบขีปนาวุธนำวิถีจากเรือพิฆาต

11 มี.ค. 2569 10:59 น.

“คิม จองอึน” ควงบุตรสาวคุมทดสอบขีปนาวุธนำวิถีจากเรือพิฆาต

เกาหลีเหนือทำการทดสอบขีปนาวุธนำวิถีเชิงยุทธศาสตร์จากเรือพิฆาต “โช ฮยอน” ท่ามกลางการซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ ด้าน “คิม จองอึน” ประกาศความพร้อมของคลังแสงนิวเคลียร์สู่ระยะการปฏิบัติการที่หลากหลาย พร้อมสั่งเร่งเสริมแสนยานุภาพทางเรืออย่างเต็มกำลัง

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) ของทางการเกาหลีเหนือ รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ได้ควบคุมการทดสอบยิงขีปนาวุธร่อนเชิงยุทธศาสตร์จากเรือพิฆาต “โช ฮยอน” อีกครั้ง ท่ามกลางการซ้อมรบร่วมประจำปีของเกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกา

รายงานระบุว่า การทดสอบมีขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (10 มี.ค.) โดยคิม จองอึน รับชมการยิงผ่านระบบวิดีโอ พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาและขยายขีดความสามารถของ “การยับยั้งสงครามนิวเคลียร์ที่ทรงพลังและเชื่อถือได้” ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยสื่อของรัฐยังแสดงให้เห็น “คิม จูแอ” บุตรสาวของผู้นำเกาหลีเหนือ เข้าร่วมสังเกตการณ์การทดสอบดังกล่าวด้วย

ก่อนหน้านี้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เกาหลีเหนือเพิ่งทดสอบยิงขีปนาวุธร่อนเชิงยุทธศาสตร์จากเรือพิฆาตลำเดียวกัน ก่อนพิธีเข้าประจำการอย่างเป็นทางการ โดยคำว่า “เชิงยุทธศาสตร์” ที่ทางการเกาหลีเหนือใช้มักหมายถึงอาวุธที่สามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้

การทดสอบล่าสุดเกิดขึ้นในช่วงที่เกาหลีใต้และสหรัฐฯ เริ่มการซ้อมรบร่วม “ฟรีดอม ชิลด์” เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งมีกำหนดฝึกเป็นเวลา 11 วัน โดยเกาหลีเหนือวิจารณ์การซ้อมรบดังกล่าวมาโดยตลอดว่าเป็นการซ้อมเพื่อเตรียมการรุกราน แม้ทั้งสองประเทศจะยืนยันว่าเป็นการฝึกเพื่อการป้องกันเท่านั้น

เคซีเอ็นเอระบุว่า ขีปนาวุธร่อนที่ยิงออกไปได้บินตามเส้นทางเหนือทะเลเหลืองเป็นเวลาระหว่าง 10,116 ถึง 10,138 วินาที ก่อนจะพุ่งโจมตีเป้าหมายที่กำหนดได้สำเร็จ

คิม จองอึน กล่าวด้วยว่า ขีดความสามารถด้านการยับยั้งสงครามของประเทศกำลังถูกผนวกเข้ากับระบบปฏิบัติการที่มีความซับซ้อนสูงอย่างต่อเนื่อง และกองกำลังนิวเคลียร์ของประเทศได้ก้าวเข้าสู่ระยะของการปฏิบัติการในหลายมิติ ผู้นำเกาหลีเหนือยังแสดงความพึงพอใจที่การทดสอบครั้งนี้พิสูจน์ถึงความน่าเชื่อถือของระบบควบคุมบูรณาการสำหรับอาวุธยุทธศาสตร์ระดับชาติ รวมถึงประสิทธิภาพของระบบการรบแบบบูรณาการของเรือพิฆาตลำดังกล่าว

นอกจากนี้ คิมยังสั่งให้มีการประเมินประสิทธิภาพทางทหารของปืนอัตโนมัติประจำเรือ พร้อมเสนอแนวทางเสริมกำลังทางทะเล โดยระบุว่าการติดตั้งปืนอัตโนมัติทางเรือบนเรือรบความเร็วสูงขนาดต่ำกว่า 3,000 ตัน จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการต่อต้านเรือรบและการโจมตีเชิงยุทธศาสตร์ได้มากขึ้น

เขายังเสนอว่า ในอนาคตเรือพิฆาตขนาด 5,000 ตัน และ 8,000 ตัน ควรติดตั้งระบบอาวุธความเร็วเหนือเสียงแทนปืนดังกล่าว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการโจมตี

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือเปิดตัวเรือพิฆาต “โช ฮยอน” ขนาดประมาณ 5,000 ตัน เมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา โดยระบุว่าเป็นเรือพิฆาตอเนกประสงค์ที่ติดตั้งขีปนาวุธร่อนเชิงยุทธศาสตร์ความเร็วเหนือเสียง ขีปนาวุธพิสัยใกล้เชิงยุทธวิธี และระบบโจมตีอื่น ๆ เพื่อเสริมกำลังทางทะเลของประเทศ

ต่อมาในเดือนมิถุนายน ปี 2025 เกาหลีเหนือได้เปิดตัวเรือพิฆาตขนาด 5,000 ตันอีกลำชื่อ “คัง กอน” และคิม จองอึน ยังมีคำสั่งให้เร่งสร้างเรือพิฆาตชั้นเดียวกันลำที่สามให้เสร็จทันวันครบรอบการก่อตั้งพรรคแรงงานเกาหลีในวันที่ 10 ตุลาคมปีนี้.


ที่มา Yonhap