ม็อบมิวนิกนับแสนรวมตัวหนุน “มกุฎราชกุมารปาห์ลาวี” จี้โลกกดดันอิหร่านเปลี่ยนระบอบ

ม็อบมิวนิกนับแสนรวมตัวหนุน "มกุฎราชกุมารปาห์ลาวี" จี้โลกกดดันอิหร่านเปลี่ยนระบอบ

15 ก.พ. 2569 12:55 น.

ม็อบมิวนิกนับแสนรวมตัวหนุน “มกุฎราชกุมารปาห์ลาวี” จี้โลกกดดันอิหร่านเปลี่ยนระบอบ

ชาวอิหร่านพลัดถิ่นและผู้สนับสนุนกว่า 2.5 แสนคน รวมตัวประท้วงกลางเมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี ขานรับคำร้องขอของ “เรซา ปาห์ลาวี” มกุฎราชกุมารแห่งอิหร่านที่กำลังลี้ภัย เรียกร้องให้นานาชาติเลิกเพิกเฉยต่อความรุนแรงในกรุงเตหะราน และสนับสนุนการเปลี่ยนระบอบปกครองเพื่อประชาธิปไตย

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (14 ก.พ.) เกิดการชุมนุมครั้งใหญ่บริเวณพื้นที่จัดการประชุมความมั่นคงมิวนิก โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่ามีผู้เข้าร่วมชุมนุมสูงถึง 250,000 คน ซึ่งมากกว่าที่ผู้จัดงานคาดการณ์ไว้มาก เพื่อรวมพลังใน “วันแห่งการลงมือทำระดับโลก” (Global Day of Action) สนับสนุนชาวอิหร่านที่กำลังเผชิญกับการปราบปรามอย่างหนักจากรัฐบาล

บรรยากาศในที่ชุมนุมเต็มไปด้วยเสียงกลองและเสียงตะโกนคำขวัญ “Change, change, regime change” (เปลี่ยน เปลี่ยน เปลี่ยนระบอบปกครอง) โดยผู้ประท้วงต่างโบกสะบัดธงสีเขียว-ขาว-แดง ที่มีรูปสิงโตและดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นธงชาติอิหร่านก่อนการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 ที่โค่นล้มราชวงศ์ปาห์ลาวี

เรซา ปาห์ลาวี มกุฎราชกุมารแห่งอิหร่านที่ลี้ภัยอยู่ในต่างแดน ได้กล่าวเตือนว่า หากกลุ่มประเทศประชาธิปไตยยังคงนิ่งเฉยต่อการปราบปรามผู้ประท้วง จะมีผู้เสียชีวิตในอิหร่านเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก “เรามารวมตัวกันในชั่วโมงที่ตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่ง เพื่อตั้งคำถามว่า: โลกจะยืนเคียงข้างประชาชนชาวอิหร่านหรือไม่?” พร้อมเสริมว่าการปล่อยให้รัฐบาลปัจจุบันอยู่รอด จะเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดไปยังกลุ่มเผด็จการทั่วโลกว่า “แค่ฆ่าคนให้มากพอ คุณก็จะรักษาอำนาจไว้ได้”

ไม่เพียงแต่ในมิวนิกเท่านั้น ที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา ทางตำรวจระบุว่ามีผู้เดินขบวนสูงถึง 350,000 คน นอกจากนี้ยังมีการชุมนุมในนครลอสแอนเจลิส และหน้าทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงนิโคเซีย ประเทศไซปรัสอีกด้วย

ไฮไลต์สำคัญที่เมืองมิวนิก คือการที่ผู้ประท้วงบางส่วนสวมหมวกสีแดงที่มีข้อความ “Make Iran Great Again” เลียนแบบหมวก MAGA ของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งนายลินด์เซย์ เกรแฮม วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันของสหรัฐฯ ก็ได้เข้าร่วมปราศรัยและถือหมวกดังกล่าวเพื่อแสดงการสนับสนุนการเคลื่อนไหวครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดในอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากมีการปราบปรามการประท้วงเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยหน่วยงานสิทธิมนุษยชน (HRANA) รายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7,005 ราย (รวมเจ้าหน้าที่รัฐ 214 ราย) ขณะที่รัฐบาลอิหร่านรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตเพียง 3,117 ราย ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นการรายงานตัวเลขที่ต่ำกว่าความเป็นจริง

ขณะนี้รัฐบาลอิหร่านกำลังเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขู่จะใช้มาตรการทางทหารและต้องการให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์ โดยทรัมป์เพิ่งระบุว่าการเปลี่ยนระบอบในอิหร่าน “จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะเกิดขึ้นได้”

การชุมนุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของเจ้าชายปาห์ลาวีในการพยายามแสดงบทบาทผู้นำท่ามกลางความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 50 ปี นับตั้งแต่ลี้ภัยออกจากประเทศ.

ที่มา Associated Press

“แลร์รี” แมวประจำสำนัก ครม. อังกฤษ ทำงานครบ 15 ปี – รับใช้ 6 นายกฯ

"แลร์รี" แมวประจำสำนัก ครม. อังกฤษ ทำงานครบ 15 ปี - รับใช้ 6 นายกฯ

15 ก.พ. 2569 11:47 น.

“แลร์รี” แมวประจำสำนัก ครม. อังกฤษ ทำงานครบ 15 ปี – รับใช้ 6 นายกฯ

“แลร์รี่” (Larry) แมวที่มีชื่อเสียงที่สุดในสหราชอาณาจักร ฉลองครบรอบ 15 ปีในการดำรงตำแหน่ง “หัวหน้าฝ่ายจับหนูประจำสำนักคณะรัฐมนตรี” ณ บ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง ในวันนี้ (15 ก.พ.) เผยเบื้องหลังชีวิตจากแมวจรจัดสู่ขวัญใจนักการเมืองระดับโลก ผู้รับใช้มาแล้วถึง 6 นายกรัฐมนตรีอังกฤษ

เส้นทางชีวิตของแลร์รี่เริ่มต้นขึ้นอย่างสมถะ มันถูกรับเลี้ยงมาจากสถานสงเคราะห์สัตว์ “Battersea Dogs and Cats Home” อันโด่งดังในกรุงลอนดอน โดยเดินทางมาถึงบ้านพักประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2011 ในสมัยของนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ซึ่งในขณะนั้นคาดว่ามันมีอายุประมาณ 4 ปี

ภารกิจหลักที่ทำให้มันถูกดึงตัวเข้าสู่ทำเนียบคือการจัดการกับปัญหาหนูรบกวน แต่ปัจจุบันในประวัติอย่างเป็นทางการบนเว็บไซต์รัฐบาลระบุว่า นอกจากการปราบหนูแล้ว งานอดิเรกของแลร์รี่คือ “การต้อนรับแขกผู้มาเยือน ตรวจตราความเรียบร้อยของระบบป้องกันความปลอดภัย และทดสอบคุณภาพของเฟอร์นิเจอร์โบราณว่าเหมาะแก่การงีบหลับหรือไม่”

ตลอดระยะเวลา 15 ปี แลร์รี่พิสูจน์ให้เห็นว่ามันคือ “นักการเมืองรุ่นเก๋า” ตัวจริงที่ไม่มีอะไรจะมาทำให้ขนของมันหลุดลุ่ยได้ มันอาศัยอยู่ในดาวนิงสตรีทผ่านยุคสมัยของนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง 6 คน ได้แก่เดวิด คาเมรอน (David Cameron), เทเรซา เมย์ (Theresa May), บอริส จอห์นสัน (Boris Johnson), ลิซ ทรัสส์ (Liz Truss) ผู้ดำรงตำแหน่งเพียง 49 วัน, ริชี ซูนัค (Rishi Sunak) และเคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer)  นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน

ไม่ว่าจะเป็นมรสุมการเมืองเรื่องเบร็กซิต, การแพร่ระบาดของโควิด-19, ข่าวฉาว “Partygate” หรือความวุ่นวายในการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลหลายสมัย แลร์รี่ยังคงรักษาความสงบเยือกเย็นแบบแมวๆ และปฏิบัติหน้าที่บริเวณหน้าประตูบ้านเลขที่ 10 ซึ่งเป็นจุดที่มีการถ่ายภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกได้อย่างไร้ที่ติ

แลร์รี ยังมีบัญชี X ชื่อ @Number10cat ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 877,500 คน บัญชีนี้บริหารโดยผู้ใช้ที่ไม่เปิดเผยตัวตน ลาร์รีมักบ่นเรื่องการโดนฝน และบางครั้งก็เหน็บแนมทางการเมือง โดยเฉพาะพรรคปฏิรูปของสหราชอาณาจักร และรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ

ช่วงเดือนแรกๆ ที่แลร์รี “อยู่ในบ้าน” ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดหนังสือชื่อ “The Larry Diaries” ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2011 ปัจจุบันลาร์รีอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 10 ร่วมกับโจโจ้และปรินซ์ แมวของครอบครัวสตาร์เมอร์ ซึ่งเป็นแมวพันธุ์ไซบีเรียน เข้ามาอยู่ในบ้านในปี 2024 หลังจากการ “เจรจา” กับลูกๆ ของสตาร์เมอร์ ซึ่งอยากได้สุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ด อย่างไรก็ตาม ได้เกิดปัญหาที่ว่า “ประตูเดียวที่ออกไปจากแฟลตใหม่ของเราเป็นประตูกันระเบิด” สตาร์เมอร์บอกกับบีบีซีในปี 2024 “ดังนั้น การติดตั้งประตูสำหรับแมวจึงค่อนข้างยาก”

แต่แฟนๆ ของแลร์รี่สามารถสบายใจได้ เพราะมันได้รับการพิจารณาให้เป็นข้าราชการประจำ ซึ่งหมายความว่าเขาจะได้อยู่ที่ถนนดาวนิงสตรีทตลอดไป ต่างจากนายกรัฐมนตรีคนอื่นๆ เพราะมันกลายเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงท่ามกลางความผันผวนทางการเมืองของอังกฤษ และยังคงทำหน้าที่ครองหัวใจของผู้คนทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน.

ที่มา AFP

ฉงชิ่งทดสอบ “บันไดเลื่อนยักษ์” ยาว 905 เมตร แลนด์มาร์กใหม่ย่นเวลาเดินทางเหลือ 20 นาที

ฉงชิ่งทดสอบ "บันไดเลื่อนยักษ์" ยาว 905 เมตร แลนด์มาร์กใหม่ย่นเวลาเดินทางเหลือ 20 นาที

15 ก.พ. 2569 11:14 น.

ฉงชิ่งทดสอบ “บันไดเลื่อนยักษ์” ยาว 905 เมตร แลนด์มาร์กใหม่ย่นเวลาเดินทางเหลือ 20 นาที

เทศบาลนครฉงชิ่งของจีน เตรียมเปิดใช้งาน “บันไดเลื่อนเสินหนี่ว์” อย่างเป็นทางการในวันที่ 17 ก.พ. ซึ่งเป็นวันเที่ยวของเทศกาลตรุษจีนปีนี้ ชูจุดเด่นเป็นระบบขนส่งแนวดิ่งระยะทางกว่า 905 เมตร ช่วยอำนวยความสะดวกชาวเมืองและนักท่องเที่ยวให้ไม่ต้องเดินขึ้นเขาขาลากอีกต่อไป โดยมีค่าธรรมเนียมการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 3 หยวน

นครฉงชิ่ง เจ้าของฉายา “เมืองภูเขา” ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน สร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการเปิดทดสอบระบบขนส่งแนวดิ่งขนาดใหญ่ในอำเภออู๋ซาน โดยมีไฮไลต์คือ “บันไดเลื่อนเสินหนี่ว์” ที่มีความยาวรวมถึง 905 เมตร ซึ่งยาวกว่า “บันไดเลื่อนหวงกวน” ที่ในตัวเมืองฉงชิ่งเช่นกัน และมีความสูงแนวดิ่งกว่า 240 เมตร หรือเทียบเท่ากับตึกสูงถึง 80 ชั้น

โครงการนี้ไม่ได้มีเพียงบันไดเลื่อนเท่านั้น แต่เป็นเครือข่ายการขนส่งที่ซับซ้อนและครบวงจร ประกอบด้วยบันไดเลื่อน 21 ตัว, ลิฟต์แนวดิ่ง 8 ตัว รวมลิฟต์สำหรับผู้พิการบนสะพานลอย, ทางเดินเลื่อน 4 ตัว, สะพานลอยคนเดิน 2 แห่ง และทางเดินข้ามเชื่อมต่อ 2 แห่ง

ระบบทั้งหมดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาการเดินทางในภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงชัน โดยจะช่วยย่นระยะเวลาการเดินทางระหว่างพื้นที่ตอนบนและตอนล่างของถนนเสินหนี่ว์ จากเดิมที่ต้องเดินอ้อมนานเกือบ 1 ชั่วโมง ให้เหลือเพียง 20 นาที เท่านั้น

ช่วงทดลองใช้งาน เริ่มตั้งแต่วันที่ 12-16 กุมภาพันธ์ 2026 โดยเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าใช้บริการฟรีในช่วงกลางวันโดยไม่ต้องจองล่วงหน้า และเปิดให้บริการจริงในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2026 ตรงกับวันชิวอิก หรือวันเที่ยวของเทศกาลตรุษจีน รายงานระบุว่าจะมีค่าธรรมเนียมการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 3 หยวน (หรือประมาณ 15 บาท) ต่อคน

นอกจากการอำนวยความสะดวกในการคมนาคมแล้ว บันไดเลื่อนแห่งนี้ยังกลายเป็นจุดชมวิวแห่งใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสทัศนียภาพอันงดงามของอุทยานแห่งชาติสามผา และผาอู๋ ในมุมมองที่แปลกใหม่ตลอดเส้นทาง 905 เมตร ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จทางวิศวกรรมที่ตอกย้ำภาพลักษณ์ความมหัศจรรย์ของนครฉงชิ่งได้เป็นอย่างดี.

ที่มา  CHINA DAILY

ตำรวจบราซิลแต่งแฟนซี ล่อจับโจรขโมยโทรศัพท์มือถือช่วงเทศกาลคาร์นิวัลริโอ

ตำรวจบราซิลแต่งแฟนซี ล่อจับโจรขโมยโทรศัพท์มือถือช่วงเทศกาลคาร์นิวัลริโอ

15 ก.พ. 2569 10:25 น.

ตำรวจบราซิลแต่งแฟนซี ล่อจับโจรขโมยโทรศัพท์มือถือช่วงเทศกาลคาร์นิวัลริโอ

ตำรวจนครริโอ เด จาเนโร ของบราซิล สวมหน้ากากและชุดแฟนซีทั้งกัปตันอเมริกา แบทแมน รวมถึงตัวละครจากซีรีส์และภาพยนตร์ดัง เนียนเป็นนักท่องเที่ยวในเทศกาลคาร์นิวัล ก่อนซ้อนแผนจับกุมคนร้ายขโมยโทรศัพท์มือถือได้คาหนังคาเขา เผยหนึ่งในผู้ต้องหาแสร้งทำเป็นคนท้องเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่

ตำรวจบราซิลเปิดเผยปฏิบัติการในเทศกาลคาร์นิวัลที่นครริโอ เด จาเนโร โดยส่งเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบสวมชุดแฟนซีและหน้ากากตัวละครดัง อาทิ กัปตันอเมริกา, แบทแมน, เจสัน วอร์ฮีส์ จากภาพยนตร์ชุด “ศุกร์ 13” รวมถึงชุดหมีสีแดงและหน้ากากจากซีรีส์ Money Heist เพื่อปะปนไปกับเหล่านักท่องเที่ยวและเฝ้าระวังมิจฉาชีพที่มักแฝงตัวเข้ามาในช่วงเทศกาล

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นในย่านซานตา เทเรซา หลังจากเจ้าหน้าที่ใช้โดรนบินตรวจตราและพบพฤติกรรมน่าสงสัยของหญิงรายหนึ่งที่ฉวยโอกาสฉกโทรศัพท์มือถือจากนักท่องเที่ยว ก่อนจะส่งต่อให้เพื่อนร่วมขบวนการที่เป็นชาย เจ้าหน้าที่ในชุดแฟนซีที่ซุ่มอยู่จึงเข้าชาร์จจับกุมตัวได้ทันที

จากการตรวจสอบพบโทรศัพท์มือถือของกลางจำนวน 5 เครื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะดำเนินการส่งคืนเจ้าของต่อไป นอกจากนี้ยังพบข้อมูลที่น่าตกใจว่า ผู้ต้องหาทั้งสองรายมีประวัติอาชญากรรมรวมกันถึง 30 คดี โดยในขณะเข้าจับกุม ฝ่ายหญิงพยายามแสร้งทำเป็นตั้งครรภ์เพื่อหวังให้เจ้าหน้าที่ปล่อยตัว แต่ไม่เป็นผล

ตำรวจระบุว่าการจับกุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “Operation Tracking” ซึ่งเป็นโครงการระดับรัฐที่มุ่งเน้นการปราบปรามการขโมยและการนำโทรศัพท์มือถือมาขายต่อ โดยที่ผ่านมาโครงการนี้สามารถติดตามอุปกรณ์คืนได้แล้วกว่า 13,000 เครื่อง และส่งคืนถึงมือเจ้าของได้ประมาณ 4,400 เครื่อง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตำรวจในแถบละตินอเมริกาใช้ชุดแฟนซีในการปฏิบัติงาน โดยตำรวจเปรูเป็นผู้นำเทรนด์นี้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะปลอมตัวเป็น “ตุ๊กตาหมี” ถือลูกโป่งไปเซอร์ไพรส์จับกุมพ่อค้ายาเสพติดในวันวาเลนไทน์ รวมถึงการสวมชุด “สไปเดอร์แมน” บุกค้นบ้านเป้าหมายและพบยาเสพติดซ่อนอยู่ในถังขนม ในวันฮาโลวีน นอกจากนั้น ยังเคยมีการปลอมตัวเป็น “เดอะ กริ๊นช์”, “ตัวคาปิบารา” และซูเปอร์ฮีโร่จากค่ายมาร์เวลอีกหลายตัว เพื่อสร้างความตายใจให้กับอาชญากร

สำหรับเทศกาลคาร์นิวัลที่ริโอในปีนี้ เริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมาและจะมีไปจนถึงวันเสาร์ที่ 21 ก.พ. ซึ่งคาดว่าจะมีผู้คนนับล้านหลั่งไหลมาร่วมงาน ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยที่เข้มข้นขึ้นในทุกรูปแบบ.

ที่มา BBC

“โอบามา” สวนกลับปมคลิป “ทรัมป์” เหยียด “เป็นลิง” ชี้การเมืองสหรัฐฯ ขาดความละอาย-มารยาท

"โอบามา" สวนกลับปมคลิป "ทรัมป์" เหยียด "เป็นลิง" ชี้การเมืองสหรัฐฯ ขาดความละอาย-มารยาท

15 ก.พ. 2569 10:03 น.

“โอบามา” สวนกลับปมคลิป “ทรัมป์” เหยียด “เป็นลิง” ชี้การเมืองสหรัฐฯ ขาดความละอาย-มารยาท

อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐฯ ออกโรงวิจารณ์บรรยากาศทางการเมืองในปัจจุบันว่าเต็มไปด้วยความโหดร้ายและเสื่อมถอย รวมถึงขาด “ความละอายใจและมารยาททางการเมือง” หลังบัญชีโซเชียลมีเดียของโดนัลด์ ทรัมป์ แชร์คลิปวิดีโอเหยียดเชื้อชาติที่ตัดต่อใบหน้าของเขาและมิเชล โอบามา เข้ากับร่างของลิง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสหรัฐฯ เมื่อบัญชีทรูธโซเชียลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้แชร์วิดีโอที่มีเนื้อหาอ้างเรื่องการทุจริตเลือกตั้งปี 2020 โดยในช่วงท้ายของคลิปมีการใช้เพลง “The Lion Sleeps Tonight” ประกอบภาพตัดต่อที่แสดงภาพ บารัก โอบามา และ มิเชล โอบามา ภริยา ในลักษณะเปรียบเทียบกับลิง ซึ่งเป็นการล้อเลียนทางเชื้อชาติที่รุนแรงและสร้างความไม่พอใจอย่างกว้างขวาง

ด้านทำเนียบขาวในตอนแรกได้ออกมาปกป้องวิดีโอดังกล่าว โดยระบุว่ากระแสต่อต้านเป็นเพียง “ความโกรธแค้นจอมปลอม” ก่อนที่จะมีการลบโพสต์ในภายหลังและโยนความผิดว่าเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รายหนึ่ง

บารัก โอบามา ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการพอดแคสต์ของ ไบรอัน ไทเลอร์ โคเฮน ความยาว 47 นาที ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (14 ก.พ.) โดยโอบามาไม่ได้ระบุชื่อของทรัมป์โดยตรง แต่ตอบคำถามถึงระดับการสื่อสารทางการเมืองในปัจจุบันว่า “เสื่อมถอยลงจนถึงระดับความโหดร้ายที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน”

โอบามากล่าวเสริมว่า “สิ่งที่เป็นเรื่องจริงคือ ดูเหมือนจะไม่มีความละอายหลงเหลืออยู่ในหมู่คนที่ครั้งหนึ่งเคยรู้สึกว่าต้องมีมารยาท มีความเหมาะสม และมีความเคารพต่อตำแหน่งหน้าที่ สิ่งเหล่านั้นมันสูญหายไปแล้ว”

อย่างไรก็ตาม เขายังเชื่อมั่นว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่ยังคงยึดถือในความสุภาพและความมีน้ำใจ พร้อมมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดียและโทรทัศน์ในขณะนี้เปรียบเสมือน “โชว์ตลก” ที่สร้างความวุ่นวายและดึงความสนใจไปจากประเด็นที่สำคัญ

ไม่เพียงแต่ฝ่ายเดโมแครตเท่านั้นที่ออกมาประณาม แต่สมาชิกอาวุโสในพรรครีพับลิกันของทรัมป์เองก็ไม่เห็นด้วย โดยวุฒิสมาชิก ทิม สก็อตต์ ซึ่งเป็นวุฒิสมาชิกผิวสีเพียงคนเดียวของพรรครีพับลิกัน ระบุว่าวิดีโอนี้คือ “สิ่งที่เหยียดเชื้อชาติที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นออกมาจากทำเนียบขาวชุดนี้”

ทางด้านโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวโดยอ้างว่าเขา “ไม่เห็น” ส่วนของวิดีโอที่เป็นภาพครอบครัวโอบามา และยืนยันว่า “ผมไม่ได้ทำอะไรผิด” พร้อมปฏิเสธที่จะกล่าวคำขอโทษ

นอกจากประเด็นเรื่องคลิปฉาวแล้ว โอบามายังได้พูดถึงประเด็นการเมืองอื่นๆ เช่น การชื่นชมกลุ่มผู้ประท้วงที่รวมตัวกันอย่างสงบเพื่อต่อต้านการปฏิบัติการจัดการคนเข้าเมือง การหารือเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ และความคืบหน้าของห้องสมุดประธานาธิบดีในนครชิคาโก ที่มีกำหนดจะเปิดตัวในปีหน้า.

ที่มา BBC

กลุ่มมือปืนตระเวนโจมตีหมู่บ้าน 3 แห่งในไนจีเรีย ดับแล้ว 30 ศพ-เผาบ้านวอด

กลุ่มมือปืนตระเวนโจมตีหมู่บ้าน 3 แห่งในไนจีเรีย ดับแล้ว 30 ศพ-เผาบ้านวอด

15 ก.พ. 2569 05:57 น.

กลุ่มมือปืนตระเวนโจมตีหมู่บ้าน 3 แห่งในไนจีเรีย ดับแล้ว 30 ศพ-เผาบ้านวอด

กลุ่มมือปืนบุกโจมตีหมู่บ้าน 3 แห่งในไนจีเรีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 30 ศพ ชาวบ้านจำนวนหนึ่งถูกลักพาตัว ขณะที่มีบ้านเรือนและร้านค้าถูกจุดไฟเผาด้วย

สำนัก รอยเตอร์ส รายงานว่า เกิดเหตุกลุ่มมือปืนขี่รถจักรยานยนต์ตระเวนโจมตีหมู่บ้าน 3 แห่งในรัฐไนเจอร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศไนจีเรีย เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 14 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 30 ศพ ขณะมีบ้านเรือนและร้านค้าหลายหลังถูกจุดไฟเผาวอด

เหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นในเขตปกครอง “บอร์กู” ใกล้กับชายแดนสาธารณรัฐเบนิน เป็นหนึ่งในการโจมตีที่รัฐบาลกล่าวโทษว่าเป็นฝีมือของ “กลุ่มโจร” ซึ่งก่อเหตุโจมตี, ลักพาตัวเรียกค่าไถ่ และทำให้ประชาชนในชุมชนทางเหนือของประเทศ ต้องอพยพพลัดถิ่น

นายวาซิอู อาบีโอดุน โฆษกตำรวจรัฐไนเจอร์ ยืนยันการโจมตีในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง โดยระบุว่า “ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นโจรบุกเข้าไปในหมู่บ้านตุนกา-มาเกรี มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ บ้านเรือนบางหลังถูกเผา และมีผู้ถูกลักพาตัวไปจำนวนหนึ่งซึ่งยังไม่ทราบจำนวนแน่ชัด”

นายอาบีโอดุนบอกอีกว่า คนร้ายได้เคลื่อนกำลังต่อไปยังหมู่บ้านคอนโกโซ ในขณะที่รายละเอียดของการโจมตีอื่น ๆ ยังคงไม่ชัดเจน

นายเจเรเมียห์ ทิโมธี ชาวบ้านในคอนโกโซที่หนีไปยังพื้นที่ใกล้เคียง กล่าวว่าการโจมตีหมู่บ้านของเขาเริ่มขึ้นในช่วงเช้ามืดพร้อมกับเสียงปืนที่ดังขึ้นเป็นระยะ และว่าจนถึงตอนนี้ในหมู่บ้านแล้วมีผู้เสียชีวิตแล้ว 26 ศพ และสถานีตำรวจถูกจุดไฟเผา

พยานอีกรายหนึ่งซึ่งขอไม่เปิดเผยนาม กล่าวว่าคนร้ายขี่รถจักรยานยนต์มากกว่า 200 คัน กวาดล้างพื้นที่โดยมุ่งเป้าไปที่หมู่บ้านต่าง ๆ

“พวกโจรบุกเข้ามาในเมืองของเราเมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ขี่รถจักรยานยนต์มาจำนวนมากในขณะที่ยิงปืนเป็นระยะ ตัดศีรษะผู้คน 6 คน และสังหารคนอื่น ๆ พวกเขาเผาร้านค้าและบังคับให้ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านต้องหนีตาย” นายเอาวัล อิบราฮิม ชาวบ้านในตุนกา-มาเกรี กล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

คิวบาระงับเทศกาลซิการ์ประจำปี หลังวิกฤตพลังงานทรุดหนัก

คิวบาระงับเทศกาลซิการ์ประจำปี หลังวิกฤตพลังงานทรุดหนัก

15 ก.พ. 2569 04:39 น.

คิวบาระงับเทศกาลซิการ์ประจำปี หลังวิกฤตพลังงานทรุดหนัก

คิวบาระงับการจัดเทศกาลซิการ์ประจำปี หลังจากสถานการณ์ด้านพลังงานในประเทศยังคงเลวร้าย หลังสหรัฐฯ ปิดกั้นการส่งน้ำมันจากเวเนซุเอลา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการคิวบาตัดสินใจยกเลิกการจัดเทศกาลซิการ์ประจำปีในกรุงฮาวานาแล้ว ท่ามกลางผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางเนื่องจากวิกฤตพลังงาน หลังสหรัฐฯ สกัดกั้นไม่ให้คิวบาเข้าถึงแหล่งน้ำมันจากชาติพันธมิตรในภูมิภาค

คณะกรรมการจัดงานเทศกาล Festival del Habano ประกาศเมื่อวันเสาร์ (14 ก.พ. 2569) ว่า งานในปีนี้ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นเป็นเวลา 5 วันในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ จะถูกเลื่อนออกไปจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม

คณะกรรมการระบุว่าการตัดสินใจดังกล่าวมีสาเหตุมาจาก “สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อน” ซึ่งคิวบากำลังเผชิญ เนื่องจากการ “ปิดล้อมทางเศรษฐกิจ การค้า และการเงิน” โดยสหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้ เชื่อกันว่าคิวบาได้รับน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาประมาณ 35,000 บาร์เรลต่อวัน แต่หลังจากสหรัฐฯ บุกจับตัวนายนิโกลัส มาดูโร ถึงในกรุงการากัสเมื่อต้นเดือนมกราคม พวกเขาก็ปิดกั้นการส่งน้ำมันให้คิวบาทั้งหมด

นับแต่นั้นเป็นต้นมา ปัญหาไฟดับรายวันในคิวบาที่เกิดขึ้นอยู่แล้วก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น โดยบางครั้งไฟดับนานถึง 18 ชั่วโมงในวันเดียว ส่งผลกระทบต่อห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล ผู้ป่วยฟอกไต และสถานีสูบน้ำ

คิวบายังประสบปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงการบิน ส่งผลให้สายการบินหลายแห่งระงับการเดินทางไปคิวบา ในขณะที่บางประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร ได้ออกคำเตือนไม่ให้เดินทางไปยังประเทศเกาะแห่งนี้หากไม่มีความจำเป็น

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรียกร้องให้ผู้นำคิวบา “ทำข้อตกลง” ไม่เช่นนั้นจะต้องเผชิญกับผลที่ตามมา ซึ่งเขาไม่ได้ระบุชัดเจนว่าคืออะไร

ทั้งนี้ ซิการ์ของคิวบาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในซิการ์ที่ดีที่สุดในโลก แต่ผิดกฎหมายในสหรัฐฯ เนื่องจากการคว่ำบาตรทางการค้าของอเมริกาที่มีมาอย่างยาวนาน

ในแต่ละปี จะมีนักเดินทางราว 1,300 คน จาก 70 ประเทศ เดินทางมาเข้าร่วมเทศกาล Festival del Habano เพื่อลิ้มลองซิการ์จากผู้ผลิตในคิวบา ตลอดจนเยี่ยมชมไร่ยาสูบและโรงงาน

เนื่องจากการท่องเที่ยวระหว่างประเทศไปยังคิวบาถูกจำกัดด้วยการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ผู้จัดงานเทศกาลในปีนี้จึงตัดสินใจว่า พวกเขาหวังว่าจะรอจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น และเตรียมกำหนดวันจัดใหม่ในภายหลัง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกฯ UK เผย จะส่งเรือรบไปอาร์กติก ลั่นยุโรปต้องพร้อมต่อสู้

นายกฯ UK เผย จะส่งเรือรบไปอาร์กติก ลั่นยุโรปต้องพร้อมต่อสู้

15 ก.พ. 2569 03:15 น.

นายกฯ UK เผย จะส่งเรือรบไปอาร์กติก ลั่นยุโรปต้องพร้อมต่อสู้

นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ประกาศจะส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินไปยังมหาสมุทรอาร์กติก โดยยืนยันว่าสหราชอาณาจักรยึดมั่นในมาตรา 5 ของนาโต และชาติยุโรปต้องพร้อมสู้และยืนด้วยขาของตัวเอง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร กล่าวในการประชุมความมั่นคงมิวนิกเมื่อวันเสาร์ที่ 14 ก.พ. 2569 ว่า ประเทศของเขาจะส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินพร้อมเครื่องบินรบไปยังมหาสมุทรอาร์กติกในปีนี้ เพื่อแสดงความมุ่งมั่นของบริเตนที่มีต่อพันธมิตร

“วันนี้ผมสามารถประกาศได้ว่า สหราชอาณาจักรจะส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินจู่โจมของเรา ไปยังมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือและภูมิภาคทางตอนเหนือสุดของโลก (High North) ในปีนี้ โดยมีเรือ เอชเอ็มเอส ปรินซ์ ออฟ เวลส์ เป็นผู้นำ โดยจะดำเนินการร่วมกับสหรัฐฯ แคนาดา และพันธมิตรนาโต (NATO) อื่น ๆ เพื่อเป็นการแสดงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าของเราที่มีต่อความมั่นคงของยุโรป-แอตแลนติก”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากนาย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ ต้องการยึดครองกรีนแลนด์ เกาะขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก ท่ามกลางกระแสต่อต้านจากยุโรป จนทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายย่ำแย่ลง

นายทรัมป์อ้างว่าเขาไม่เชื่อว่าเดนมาร์กจะทำหน้าที่ได้ดีพอ ในการปกป้องดินแดนดังกล่าวจากภัยคุกคามจากรัสเซียและจีน เขาถึงขั้นขู่จะตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากชาติยุโรปที่คัดค้านแผนของเขา จนกว่าการซื้อขายเกาะจะเสร็จสิ้นด้วย

แม้ว่าต่อมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะถอนคำขู่ดังกล่าว และยืนยันว่าจะไม่ใช้กำลังทหารเข้ายึดกรีนแลนด์ แต่บรรยากาศทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงดูมีความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อย ๆ

รัสเซียยังคงเดินหน้าสู้รบในยูเครน ซึ่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษระบุว่าเป็น “ความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่” เขายังได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะยึดมั่นในมาตรา 5 ของ NATO ซึ่งระบุว่า การโจมตีสมาชิกชาติใดชาติหนึ่งถือเป็นการโจมตีสมาชิกทั้งหมด ต่อไป

“ดังนั้น ผมจึงขอกล่าวต่อสมาชิก NATO ทุกคนว่า ความมุ่งมั่นของเราต่อมาตรา 5 นั้นลึกซึ้งยิ่งกว่าที่เคย และไม่ต้องสงสัยเลยว่า หากถูกเรียกตัว สหราชอาณาจักรจะเข้าไปช่วยเหลือคุณในวันนี้” เซอร์ สตาร์เมอร์กล่าว

ทั้งนี้ หากมาตรา 5 ถูกนำมาใช้ หมายความว่าชาวบริเตนจำนวนหลายพันคนอาจถูกส่งไปสู้รบในแนวหน้า แต่เซอร์ สตาร์เมอร์กล่าวว่า “เราต้องพร้อมที่จะต่อสู้ และทำทุกอย่างเพื่อปกป้องประชาชน คุณค่า และวิถีชีวิตของเรา”

“ในฐานะยุโรป เราต้องยืนด้วยขาของตัวเอง” เขากล่าวเสริม “นั่นหมายถึงการกล้าหาญยิ่งขึ้น หมายถึงการวางการเมืองเล็ก ๆ น้อย ๆ และความกังวลระยะสั้นลงไป หมายถึงการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างยุโรปที่แข็งแกร่งขึ้น และ NATO ที่เป็นยุโรปมากขึ้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : sky

รูบิโอชี้ สหรัฐฯ กับยุโรปเป็นของคู่กัน ลั่นไม่ต้องการตัดสัมพันธ์

รูบิโอชี้ สหรัฐฯ กับยุโรปเป็นของคู่กัน ลั่นไม่ต้องการตัดสัมพันธ์

15 ก.พ. 2569 01:05 น.

รูบิโอชี้ สหรัฐฯ กับยุโรปเป็นของคู่กัน ลั่นไม่ต้องการตัดสัมพันธ์

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการแยกทางกับยุโรป แต่ต้องการฟื้นฟูความเป็นพันธมิตร และย้ำว่า สหรัฐฯ กับยุโรปเป็นของคู่กัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 14 ก.พ. 2569 มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ พยายามสร้างความมั่นใจแก่ยุโรปที่กำลังวิตกเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่าย โดยเขายืนยันว่า วอชิงตันต้องการฟื้นฟูความเป็นพันธมิตรกับยุโรป เพื่อให้ยุโรปที่แข็งแกร่งสามารถช่วยเหลือสหรัฐฯ ในภารกิจฟื้นฟูโลก

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับชาติยุโรปสั่นคลอนอย่างหนักในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศความต้องการที่เข้ายึดครองกรีนแลนด์ เกาะขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก และการกล่าวโจมตีชาติพันธมิตรหลายต่อหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา

“เราไม่ได้ต้องการแยกทางกัน แต่ต้องการฟื้นฟูมิตรภาพเก่าแก่และต่ออายุอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ” รูบิโอกล่าวระหว่างการประชุมความมั่นคงที่มิวนิก “สิ่งที่เราต้องการคือพันธมิตรที่ได้รับการเติมพลังใหม่”

“เราต้องการให้ยุโรปแข็งแกร่ง เราเชื่อว่ายุโรปต้องอยู่รอด” รูบิโอกล่าว พร้อมเสริมว่าทวีปยุโรปและสหรัฐฯ “เป็นของคู่กัน” พร้อมเสริมด้วยว่า สหรัฐฯ จะขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์แห่งอนาคต โดยมีความภาคภูมิใจ, มีอธิปไตย และมีความสำคัญเทียบเท่ากับอารยธรรมของเราในอดีต

“และถึงแม้ว่าเราจะพร้อมทำสิ่งนี้ด้วยตัวคนเดียว หากจำเป็น แต่ความต้องการและความหวังของเราคือการทำสิ่งนี้ร่วมกับพวกคุณ เพื่อนของเราที่นี่ ในยุโรปนี้”

ทั้งนี้ สุนทรพจน์ของนายรูบิโอแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากคำพูดของนาย เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยเขาใช้เวทีเดียวกันนี้ของปีก่อน กล่าวโจมตีนโยบายเรื่องการย้ายถิ่นฐานและเสรีภาพในการแสดงออกของยุโรป ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้กับพันธมิตรยุโรป

รูบิโอย้ำจุดยืนของรัฐบาลทรัมป์ว่าการย้ายถิ่นฐานกำลัง “ทำลายเสถียรภาพของสังคม” แต่ในประเด็นอื่น ๆ เขาหลีกเลี่ยงพูดถึงประเด็นเรื่องความขัดแย้งของกลุ่ม MAGA และสงครามวัฒนธรรม ที่นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟริดริช เมิร์ซ กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า เป็นสิ่งที่ทำให้ “รอยร้าว” ระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปขยายลึกยิ่งขึ้นไปอีก

หลังจากเผชิญคำพูดโจมตีต่างๆ นานาของนายทรัมป์ และเรื่องกรีนแลนด์ล่าสุด ผู้นำยุโรปที่มารวมตัวกันที่การประชุมในมิวนิกต่างให้คำมั่นว่า จะแบกรับภาระการป้องกันร่วมกันของนาโต (NATO) มากขึ้น

ผู้นำคนสำคัญหลายคนในยุโรปพยายามผลักดันแนวคิดนี้ว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับยุโรปในการตอบโต้ความเป็นศัตรูจากรัสเซีย โดยนายมาร์ก รุทเทอ เลขาธิการใหญ่นาโตกล่าวว่า “ยุโรปที่แข็งแกร่งใน NATO ที่แข็งแกร่ง หมายความว่าความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกจะแข็งแกร่งกว่าที่เคย”

ขณะที่นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส กล่าวในที่ประชุมเมื่อวันศุกร์ว่า “นี่เป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับยุโรปที่แข็งแกร่ง” ที่จะ “สนับสนุนยูเครนอย่างชัดเจน” และ “สร้างโครงสร้างความมั่นคงของตนเอง”

“ยุโรปแห่งนี้จะเป็นพันธมิตรและหุ้นส่วนที่ดีสำหรับสหรัฐอเมริกา” เขากล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ศาลสูงสุดจีนชี้ ผู้ขับขี่ยังคงต้องรับผิดชอบ แม้มีเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ

ศาลสูงสุดจีนชี้ ผู้ขับขี่ยังคงต้องรับผิดชอบ แม้มีเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ

14 ก.พ. 2569 23:30 น.

ศาลสูงสุดจีนชี้ ผู้ขับขี่ยังคงต้องรับผิดชอบ แม้มีเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ

ศาลจีนกำหนดบรรทัดฐานใหม่ ผู้ขับขี่ยังคงต้องรับผิดชอบ แม้มีเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ หลังเคยเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง และเหตุผู้ขับขี่ใช้ระบบอัตโนมัติอย่างไม่ถูกต้อง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 14 ก.พ. 2569 ว่า ศาลสูงสุดของจีนมีคำพิพากษายืนยันว่า มนุษย์ที่อยู่ในรถยนต์พร้อมเทคโนโลยีช่วยขับขี่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อยานพาหนะของตน โดยเป็นการกำหนดบรรทัดฐานทั่วประเทศ ในขณะที่ปักกิ่งกำลังวางตัวเองเป็นผู้กำหนดมาตรฐานในตลาดรถยนต์

ในคำพิพากษา ศาลได้อ้างถึงคดีเมื่อปีก่อน ที่ชายคนหนึ่งพึ่งพาเทคโนโลยีดังกล่าวบังคับให้รถวิ่ง ในขณะที่ตัวเองเมาและหลับอยู่หลังพวงมาลัย

ทั้งนี้ บริษัทเทคโนโลยีและผู้ผลิตรถยนต์ของจีนได้ทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์ไปกับเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ ในการแข่งขันที่จะเอาชนะกันเอง ตลอดจนคู่แข่งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป

อย่างไรก็ตาม ปักกิ่งได้ดำเนินการกระชับกฎระเบียบด้านความปลอดภัยหลังจากเกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว

ศาลสูงสุดของจีนระบุใน “กรณีศึกษา” ที่ออกเมื่อวันศุกร์ (13 ก.พ.) ว่า ผู้ขับขี่ยังคงต้องรับผิดชอบในการรับรองความปลอดภัยบนท้องถนนหลังจากเปิดใช้งานฟังก์ชันช่วยขับขี่แล้ว

กรณีที่ศาลยกมาอ้างอิง คือคำพิพากษาเมื่อเดือนกันยายน 2568 ในมณฑลเจ้อเจียงทางตอนใต้ ซึ่งคนขับนามสกุล “หวัง” ถูกจำคุกและปรับจากการที่เขาพึ่งพาระบบช่วยขับขี่อย่างเต็มรูปแบบ ในขณะที่เขามึนเมา

ศาลระบุว่า นายหวังได้ติดตั้งอุปกรณ์เพื่อจำลองการจับที่พวงมาลัย ตั้งค่ารถให้ขับเคลื่อน จากนั้นก็หลับไปที่เบาะผู้โดยสาร ซึ่งเคราะห์ดีที่ในกรณีนี้ รถของเขาไปหยุดอยู่กลางถนน ก่อนที่ตำรวจจะไปพบเข้า

“ระบบช่วยขับขี่บนรถไม่สามารถทดแทนผู้ขับขี่ในฐานะผู้ขับขี่หลักได้” ศาลประชาชนสูงสุดระบุในคำพิพากษาเมื่อวันศุกร์ พร้อมเสริมว่า ผู้ขับขี่ “ยังคงเป็นผู้ที่ปฏิบัติภารกิจการขับขี่จริง และแบกรับความรับผิดชอบในการรับรองความปลอดภัยในการขับขี่”

คำพิพากษาของศาลสูงสุดนี้ทำให้เรื่องดังกล่าวกลายเป็นมาตรฐานทางกฎหมายทั่วประเทศ และศาลชั้นต้นต้องอ้างอิงคำพิพากษานี้เมื่อตัดสินคดีที่คล้ายคลึงกัน

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลจีนได้เตือนผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำว่ากฎระเบียบด้านความปลอดภัยจะถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวดมากขึ้น หลังเกิดอุบัติเหตุ รถพลังงานไฟฟ้ารุ่น SU7 ของบริษัท Xiaomi ชนกับเสาประตูกั้นคอนกรีตบนถนนที่กำลังมีการก่อสร้างในมณฑลอานฮุย เมื่อเดือนมีนาคม 2568 จนเกิดเพลิงลุกไหม้ทั้งคัน มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna