26 มี.ค. 2569 05:24 น.
Meta – YouTube ถูกตัดสินว่า “มีความผิด” ในคดี “เสพติดโซเชียลมีเดีย”
บริษัท Meta กับ YouTube ถูกคณะลูกขุนสหรัฐฯ ตัดสินให้มีความผิดฐานทำให้หญิงคนหนึ่งเสพติดโซเชียลมีเดียตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ในคดีประวัติศาสตร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินคดีอื่นๆ อีกมากมาย
เมื่อ 25 มี.ค. 2569 คณะลูกขุนศาลลอสแอนเจลิส มีคำตัดสินให้หญิงสาวรายหนึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน หลังจากที่เธอตัดสินใจฟ้องร้องบริษัท “เมตา” (Meta) และ “ยูทูป” (YouTube) ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียรายใหญ่ของโลก เกี่ยวกับอาการเสพติดโซเชียลมีเดียในช่วงวัยเด็กของเธอ
คณะลูกขุนพบว่า Meta (เจ้าของ Instagram, Facebook และ WhatsApp) และ Google (เจ้าของ YouTube) จงใจสร้างแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียให้มีลักษณะที่ทำให้เกิดการเสพติด ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของหญิงสาววัย 20 ปีรายนี้ ซึ่งเปิดเผยชื่อเพียงว่า “เคลีย์”
คณะลูกขุนยังตัดสินให้ เคลีย์ ได้รับค่าเสียหายจำนวน 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 98 ล้านบาท) ซึ่งผลการตัดสินนี้มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อคดีที่คล้ายคลึงกันอีกหลายร้อยคดีที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลของสหรัฐฯ
ทางด้าน Meta และ Google ต่างออกแถลงการณ์เป็นของตัวเองว่า พวกเขาไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินและจะยื่นอุทธรณ์ โดย Meta ระบุว่า “สุขภาพจิตของวัยรุ่นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนอย่างมาก และไม่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับแอปพลิเคชันเพียงแอปเดียวได้”
“เราจะเดินหน้าปกป้องตัวเองอย่างเต็มที่ เนื่องจากแต่ละกรณีมีความแตกต่างกัน และเรายังคงมั่นใจในประวัติการทำงานของเราในการปกป้องเยาวชนบนโลกออนไลน์” Meta ระบุเสริม
ขณะที่โฆษกของ Google กล่าวว่า “คดีนี้มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ YouTube ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่ถูกสร้างขึ้นอย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ใช่เว็บไซต์โซเชียลมีเดีย”
คณะลูกขุนพิจารณาว่า Meta ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโจทก์ 70% ส่วน YouTube รับผิดชอบ 30% ซึ่งหมายความว่า Meta จะต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนใหญ่ให้กับเคลีย์
นอกจากนี้ ยังมีค่าเสียหายอีกรูปแบบหนึ่งคือ “ค่าเสียหายเชิงลงโทษ” (Punitive damages) ที่ศาลยังต้องพิจารณาต่อไป ซึ่งตามกฎหมายของรัฐ ค่าเสียหายส่วนนี้อาจพุ่งสูงถึง 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 982 ล้านบาท)
คำพิพากษาในลอสแอนเจลิสนี้เกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากที่คณะลูกขุนในรัฐนิวเม็กซิโก ตัดสินให้ Meta มีความผิด ในกรณีที่แพลตฟอร์มของบริษัททำให้เด็กตกอยู่ในอันตราย และปล่อยให้เด็กเผชิญกับเนื้อหาทางเพศที่ลามกอนาจาร รวมถึงการถูกคุกคามจากอาชญากรทางเพศ
นายไมค์ พรูลซ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Forrester กล่าวว่า คำพิพากษาที่เกิดขึ้นติดต่อกันนี้เป็นการย้ำถึง “จุดแตกหัก” ระหว่างบริษัทโซเชียลมีเดียกับสาธารณชน “กระแสความรู้สึกเชิงลบต่อโซเชียลมีเดียได้ก่อตัวมานานหลายปี และในที่สุดวันนี้มันก็ได้ปะทุออกมาแล้ว”
อนึ่ง แม้ว่า Google ในฐานะเจ้าของ YouTube ซึ่งเป็นเว็บไซต์แบ่งปันวิดีโอจะเป็นจำเลยในคดีนี้ด้วย แต่กระบวนการพิจารณาคดีส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่ Instagram และ Meta เป็นหลัก
เดิมที Snap และ TikTok ก็ตกเป็นจำเลยด้วยเช่นกัน แต่ทั้งสองบริษัทได้บรรลุข้อตกลงประนีประนอมยอมความกับเคลีย์โดยไม่เปิดเผยรายละเอียดก่อนที่จะมีการพิจารณาคดี
มาร์ก ลาเนียร์ ทนายความของ “เคลีย์” ผู้เป็นโจทก์ในคดีนี้
ทั้งนี้ เคลีย์ระบุว่าเธอเริ่มใช้งาน Instagram ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ และใช้งาน YouTube ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ โดยไม่พบความพยายามใดๆ ที่จะปิดกั้นการเข้าถึงของเธอเนื่องจากข้อจำกัดด้านอายุเลย
“ฉันเลิกมีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัว เพราะฉันใช้เวลาทั้งหมดไปกับโซเชียลมีเดีย” เคลีย์กล่าวในระหว่างการให้การ
เธอกล่าวว่าเธอเริ่มมีความรู้สึกวิตกกังวลและซึมเศร้าตั้งแต่อายุเพียง 10 ปี ซึ่งเป็นอาการผิดปกติที่นักบำบัดได้วินิจฉัยอย่างเป็นทางการในหลายปีต่อมา นอกจากนี้ เธอยังเริ่มหมกมุ่นกับรูปลักษณ์ภายนอกของตัวเอง และเริ่มใช้ฟิลเตอร์ใน Instagram เพื่อเปลี่ยนใบหน้าให้ดูต่างไปจากเดิม เช่น ทำให้จมูกเล็กลงและดวงตากลมโตขึ้น แทบจะทันทีที่เธอเริ่มใช้งานแพลตฟอร์มนี้ในฐานะเด็กคนหนึ่ง
ต่อมาเคลีย์ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น โรคคิดว่าตนเองมีความผิดปกติของรูปร่างหน้าตา (Body Dysmorphia) ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้ผู้ป่วยกังวลเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของตนเองมากจนเกินไป และทำให้พวกเขาไม่สามารถมองเห็นตัวเองตามความเป็นจริงอย่างที่คนอื่นเห็นได้
ทนายความของเคลีย์กล่าวหา Meta และ YouTube ว่า ได้สร้าง “เครื่องจักรผลิตอาการเสพติด” และล้มเหลวที่จะรับผิดชอบในเรื่องการป้องกันไม่ให้เด็กเข้าถึงแพลตฟอร์มของพวกเขา และโจมตีฟีเจอร์ต่างๆ ของ Instagram เช่น “การเลื่อนดูหน้าจอที่ไม่มีวันสิ้นสุด” ว่า ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้งานเกิดอาการเสพติด
ทนายความของเคลีย์ระบุอีกว่า เป้าหมายการเติบโตของ Meta มุ่งเน้นไปที่การดึงดูดให้เยาวชนมาใช้งานแพลตฟอร์มของตน โดยอ้างอิงจากคำให้การของผู้เชี่ยวชาญและอดีตผู้บริหารของ Meta และว่าบริษัทต้องการผู้ใช้งานอายุน้อย เพราะกลุ่มคนเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะ “ติดหนึบ” อยู่กับแพลตฟอร์มได้ยาวนานกว่าในระยะยาว
ในตอนที่ทนายความของเคลีย์แจ้งต่อ อดัม มอสเซอรี หัวหน้าทีม Instagram ว่า สถิติการใช้งานแพลตฟอร์มที่นานที่สุดต่อวันของเธอพุ่งสูงถึง 16 ชั่วโมง มอสเซอรีกลับปฏิเสธว่านั่นคือหลักฐานของอาการเสพติด ในทางกลับกัน เขากล่าวว่าการที่วัยรุ่นใช้เวลาเกือบทั้งวันอยู่บน Instagram นั้นเป็นเรื่องที่ “น่าหนักใจ” เท่านั้น
ทนายความของเคลีย์กล่าวเมื่อวันพุธว่า คำพิพากษาของคณะลูกขุนในครั้งนี้ “เป็นการส่งสารที่ชัดเจนว่า ไม่มีบริษัทใดอยู่เหนือความรับผิดชอบ เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับลูกหลานของเรา”
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : bbc