ญี่ปุ่นผ่อนคลายกฎ “ทำงานโอที” ท่ามกลางเสียงเตือนหวนคืนวัฒนธรรม “บ้างาน”

ญี่ปุ่นผ่อนคลายกฎ "ทำงานโอที" ท่ามกลางเสียงเตือนหวนคืนวัฒนธรรม "บ้างาน"

1 ก.ย. 2569 14:38 น.

ญี่ปุ่นผ่อนคลายกฎ “ทำงานโอที” ท่ามกลางเสียงเตือนหวนคืนวัฒนธรรม “บ้างาน”

ญี่ปุ่นเริ่มผ่อนคลายการบังคับใช้แนวทางจำกัดการทำงานล่วงเวลาไว้ที่ไม่เกิน 45 ชั่วโมงต่อเดือน แต่สหภาพแรงงานและกลุ่มตัวแทนครอบครัวผู้เสียชีวิตจากการทำงานหนักเตือนว่า นโยบายนี้อาจย้อนกลับความพยายามปฏิรูปวัฒนธรรม “บ้างาน” และเพิ่มความเสี่ยงต่อ “คาโรชิ” หรือการเสียชีวิตจากการทำงานหนักเกินไป

ญี่ปุ่นเริ่มผ่อนคลายการบังคับใช้แนวทางจำกัดการทำงานล่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน โดยสำนักงานตรวจมาตรฐานแรงงานจะไม่กดดันให้นายจ้างทั่วประเทศจำกัดการทำงานล่วงเวลาของลูกจ้างไว้ที่ไม่เกิน 45 ชั่วโมงต่อเดือนอีกต่อไป แม้รัฐบาลยืนยันว่าจะยังติดตามมาตรการด้านสุขภาพและความปลอดภัยของแรงงานอย่างใกล้ชิด

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังรัฐบาลที่นำโดยนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ซึ่งประกาศตัวว่าเป็นคน “บ้างาน” อนุมัติยุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจเมื่อเดือนกรกฎาคม โดยเรียกร้องให้ทบทวนการกำกับดูแลชั่วโมงการทำงาน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้ภาคธุรกิจ ท่ามกลางปัญหาขาดแคลนแรงงานที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ข้อมูลกระทรวงแรงงานญี่ปุ่นระบุว่า ราว 40% ของบริษัทในประเทศอยู่ภายใต้ข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างที่เปิดช่องให้ทำงานล่วงเวลาได้สูงสุด 100 ชั่วโมงต่อเดือนในบางกรณี อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้สำนักงานตรวจมาตรฐานแรงงานยังคงแนะนำให้บริษัทเหล่านี้พยายามจำกัดชั่วโมงทำงานล่วงเวลาไว้ที่ 45 ชั่วโมงต่อเดือน และถือว่าแนวทางดังกล่าวมีน้ำหนักใกล้เคียงกับข้อกำหนดตามกฎหมาย เหตุผลสำคัญคือ การทำงานเกินระดับดังกล่าวอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ “คาโรชิ” หรือการเสียชีวิตจากการทำงานหนักเกินไป

การผ่อนคลายครั้งนี้เกิดขึ้นหลังภาคธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม เรียกร้องให้รัฐบาลปรับกฎการทำงานให้ยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อรับมือกับช่วงที่ปริมาณงานเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันหรือเป็นฤดูกาล

หอการค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น หรือ JCCI ซึ่งเป็นตัวแทนภาคธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง เปิดเผยผลสำรวจบริษัทสมาชิก 1,724 แห่งทั่วประเทศเมื่อเดือนพฤษภาคม พบว่ามากกว่า 70% ต้องการกฎที่ยืดหยุ่นขึ้น เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นในบางช่วงได้

ผลสำรวจยังพบว่า บริษัทในอุตสาหกรรมที่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนักได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดดังกล่าว เช่น ธุรกิจก่อสร้าง การขนส่ง และธุรกิจโรงแรมและบริการ

ผู้ประกอบการด้านบริการบางรายระบุว่า การจำกัดชั่วโมงทำงานล่วงหน้าส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการและความพึงพอใจของลูกค้า ขณะที่บริษัทขนส่งบางแห่งบอกว่าต้องสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ ส่วนภาคการผลิตระบุว่าข้อจำกัดทำให้ต้องเลื่อนการส่งมอบสินค้า และบางกรณีนำไปสู่การสูญเสียคำสั่งซื้อ

ผลสำรวจของ JCCI ยังพบว่า การบังคับใช้แนวทางจำกัด 45 ชั่วโมงต่อเดือนส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางธุรกิจของบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางประมาณ 20% โดยเฉพาะธุรกิจที่มีปัญหาขาดแคลนบุคลากร

แม้รัฐบาลให้เหตุผลเรื่องความยืดหยุ่นและการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่นโยบายดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากฝ่ายแรงงานและกลุ่มที่ต่อสู้เรื่องปัญหาการทำงานหนัก ด้านสภาสหภาพแรงงานแห่งชาติของญี่ปุ่น หรือเซ็นโรเร็น (Zenroren) ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการถอยออกจากนโยบายที่เคยผลักดันให้บริษัทลดชั่วโมงการทำงาน และถือว่าเป็นการยกเลิกแนวทางสำคัญในการลดเวลาทำงาน

กลุ่มทนายความที่เป็นตัวแทนผู้เสียชีวิตจาก “คาโรชิ” ก็ออกแถลงการณ์คัดค้าน โดยชี้ว่า การผ่อนคลายกฎเป็นการบ่อนทำลายการปฏิรูปวัฒนธรรมการทำงานที่รัฐบาลและกระทรวงแรงงานผลักดันมาเป็นเวลาหลายปี

กลุ่มดังกล่าวอ้างข้อมูลล่าสุดของกระทรวงแรงงาน ซึ่งพบว่า ในปีงบประมาณ 2025 จำนวนคำร้องขอชดเชยกรณีการเสียชีวิตและการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับการทำงานพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดที่ 6,212 ราย เพิ่มขึ้น 1,402 รายจากปีก่อนหน้า พร้อมเตือนว่า การทำงานหนักและความเครียดในสถานที่ทำงานของญี่ปุ่นยังคงส่งผลกระทบต่อสุขภาพและอาจคร่าชีวิตแรงงาน

ญี่ปุ่นเคยมีชื่อเสียงในฐานะประเทศที่มีวัฒนธรรม “มนุษย์เงินเดือน” ซึ่งทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้กับบริษัท และการทำงานเป็นเวลานานเคยถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ รวมถึงเป็นคุณสมบัติที่ช่วยให้ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามผลักดันการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานมากขึ้น โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ในปี 2015 เมื่อพนักงานหญิงวัย 24 ปีของบริษัทโฆษณาชื่อดังฆ่าตัวตายหลังเผชิญภาวะทำงานหนักและความเครียด

ญี่ปุ่นจึงออกกฎหมายปฏิรูปวิถีการทำงานในปี 2018 ซึ่งเริ่มมีผลในปี 2019 โดยกำหนดหลักการให้การทำงานล่วงเวลาอยู่ที่ไม่เกิน 45 ชั่วโมงต่อเดือน และ 360 ชั่วโมงต่อปี ภายใต้ข้อตกลงแรงงานและนายจ้างที่เรียกว่า “ข้อตกลง 36”

ก่อนกฎหมายดังกล่าวมีผล ญี่ปุ่นไม่ได้กำหนดเพดานชั่วโมงทำงานล่วงเวลาอย่างชัดเจน หากนายจ้างและลูกจ้างมีข้อตกลงร่วมกัน อย่างไรก็ตาม หากมีการกำหนด “ข้อกำหนดพิเศษ” ไว้ในข้อตกลง 36 กฎหมายยังเปิดช่องให้ทำงานล่วงเวลาได้สูงสุด 100 ชั่วโมงในเดือนใดเดือนหนึ่ง เฉลี่ยไม่เกิน 80 ชั่วโมงต่อเดือนในช่วง 2-6 เดือน และไม่เกิน 720 ชั่วโมงต่อปี

ข้อมูลขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD ระบุว่า ญี่ปุ่นมีชั่วโมงทำงานเฉลี่ย 1,651 ชั่วโมงต่อปีในปี 2021 ต่ำกว่าสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ที่ 1,773 ชั่วโมง และใกล้เคียงสหราชอาณาจักรที่ 1,625 ชั่วโมง แต่ยังสูงกว่าฝรั่งเศสที่ 1,401 ชั่วโมง และเยอรมนีที่ 1,295 ชั่วโมง

กระทรวงแรงงานญี่ปุ่นยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าบริษัทต่าง ๆ สามารถบังคับให้ลูกจ้างทำงานหนักโดยไม่มีข้อจำกัด

คุนิฮิโระ นิชิอุมิ ผู้อำนวยการฝ่ายตรวจสอบของสำนักมาตรฐานแรงงาน กระทรวงแรงงานญี่ปุ่น กล่าวว่า แม้บริษัทจะอนุญาตให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาเกิน 45 ชั่วโมงต่อเดือน เจ้าหน้าที่ก็ยังตรวจสอบว่าบริษัทมีมาตรการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากการทำงานหนักหรือไม่

กระทรวงจะให้ความสนใจเป็นพิเศษกับบริษัทที่ใช้ข้อกำหนดพิเศษในข้อตกลง 36 โดยนายจ้างต้องกำหนดมาตรการดูแลสุขภาพร่วมกับตัวแทนแรงงานและรายงานต่อสำนักงานแรงงาน และต้องเลือกดำเนินการอย่างน้อย 1 ใน 10 มาตรการที่กำหนด

มาตรการเหล่านี้รวมถึงการให้ลูกจ้างมีเวลาพักผ่อนอย่างเพียงพอระหว่างกะการทำงาน และการจัดให้ลูกจ้างที่ทำงานล่วงเวลาเกินระดับที่กำหนดเข้าพบแพทย์

อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือ ญี่ปุ่นยังไม่มีกฎหมายที่รับรอง “สิทธิในการตัดการติดต่อจากงาน” หรือ Right to Disconnect แบบที่มีในบางประเทศยุโรป ขณะที่แนวคิดเรื่องระบบกำหนดช่วงเวลาพักระหว่างการทำงานแต่ละกะยังไม่แพร่หลาย

กฎหมายปฏิรูปวิถีการทำงานปี 2018 กำหนดให้บริษัท “พยายามอย่างเต็มที่” ในการจัดให้มีช่วงเวลาพักระหว่างงาน แต่ไม่มีบทลงโทษหากบริษัทไม่ดำเนินการ

ผลสำรวจของกระทรวงแรงงานญี่ปุ่นในปี 2025 ซึ่งสอบถามบริษัท 3,820 แห่ง พบว่า มีเพียง 6.9% ที่ระบุว่ามีระบบกำหนดช่วงเวลาพักระหว่างการทำงานแล้ว ขณะที่ 78.7% ระบุว่ายังไม่มีแผนหรือไม่ได้พิจารณานำระบบดังกล่าวมาใช้ อย่างไรก็ตาม 15.7% ของบริษัทที่สำรวจระบุว่าไม่ทราบว่าระบบกำหนดช่วงเวลาพักระหว่างการทำงานคืออะไร เพิ่มขึ้นจาก 14.7% ในปีก่อนหน้า.

ที่มา AFP / THE JAPAN TIMES

เกาหลีใต้ชี้ประชุมสุดยอด “ทรัมป์-คิม” อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ พบสัญญาณสองฝ่ายเริ่มสื่อสารกัน

เกาหลีใต้ชี้ประชุมสุดยอด “ทรัมป์-คิม” อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ พบสัญญาณสองฝ่ายเริ่มสื่อสารกัน

1 ก.ย. 2569 12:53 น.

เกาหลีใต้ชี้ประชุมสุดยอด “ทรัมป์-คิม” อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ พบสัญญาณสองฝ่ายเริ่มสื่อสารกัน

หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ประเมินว่า การประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนืออาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ หลังพบสัญญาณบ่งชี้ว่าทั้งสองฝ่ายอาจเริ่มมีการติดต่อพูดคุยกัน แม้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันการเจรจาอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความหวังว่าจะได้พบผู้นำคิม จอง อึน อีกครั้งในปีนี้

สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้ หรือ NIS ประเมินว่า การประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นได้ “ทุกเมื่อ” หลังพบสัญญาณบางอย่างที่บ่งชี้ถึงการสื่อสารระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือ

ยุน กอน-ยอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกาหลีใต้จากพรรคประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวเมื่อวันอังคาร โดยอ้างข้อมูลจากการบรรยายสรุปแบบปิดของ NIS ต่อคณะกรรมาธิการข่าวกรองของรัฐสภา นายยุนกล่าวว่า NIS ประเมินว่า “สำหรับการประชุมสุดยอดเกาหลีเหนือ-สหรัฐฯ ควรมองว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ” พร้อมระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการติดต่อกันอย่างเป็นรูปธรรมระหว่างสองฝ่าย แต่พบ “สัญญาณของการพูดคุย”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เคยกล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า เขามีแผนจะพบกับคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนืออีกครั้ง โดยทรัมป์แสดงความหวังว่าจะได้พบกันภายในปีนี้ และระบุว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้อง “เข้ากันได้” กับผู้นำเกาหลีเหนือ

อย่างไรก็ตาม ท่าทีจากเกาหลีเหนือต่อข้อเสนอของทรัมป์ยังค่อนข้างเงียบ โดยเกาหลีเหนือไม่ได้ตอบรับข้อเสนออย่างชัดเจน แม้จะระบุผ่านสื่อของรัฐว่า คิม จอง อึน มี “ความทรงจำและความรู้สึกที่ดี” ต่อทรัมป์ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทั้งสองยังคงยอดเยี่ยม

ทรัมป์และคิมเคยพบกัน 3 ครั้งในช่วงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก โดยการประชุมสุดยอดเหล่านั้นมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันข้อตกลงให้เกาหลีเหนือยุติโครงการนิวเคลียร์ แต่ท้ายที่สุดไม่สามารถบรรลุความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมได้

ทรัมป์เคยกล่าวถึงความสัมพันธ์กับคิมอย่างโดดเด่น โดยถึงขั้นบอกว่าทั้งสอง “รักกัน” ขณะเดียวกัน ในเดือนตุลาคม 2025 เขายังแหวกแนวนโยบายสหรัฐฯ ที่ดำเนินมายาวนานด้วยการกล่าวว่า เกาหลีเหนือเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ในระดับหนึ่ง และย้ำว่าเขาเปิดกว้าง 100 เปอร์เซ็นต์ ต่อการพบคิมอีกครั้ง แต่ข้อเสนอดังกล่าวยังไม่ได้รับการตอบรับจากเกาหลีเหนือ

ความเคลื่อนไหวของทรัมป์เกิดขึ้นพร้อมกับการที่สหรัฐฯ ลดขนาดการซ้อมรบร่วมทางทหารกับเกาหลีใต้ในเดือนสิงหาคม ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่พันธมิตรของสหรัฐฯ ในเอเชีย และนำไปสู่การคาดการณ์ว่าทรัมป์อาจต้องการสร้างผลงานด้านนโยบายต่างประเทศในช่วงที่สงครามอิหร่านเผชิญภาวะชะงักงัน

อย่างไรก็ตาม เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังทรัมป์กล่าวว่าการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคิมเป็นเรื่องสำคัญ เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยใกล้มากกว่า 10 ลูกจากพื้นที่กรุงเปียงยาง ต่อมา คิม โย จอง น้องสาวของผู้นำเกาหลีเหนือ กล่าวว่า การตัดสินใจลดขนาดการซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ถือเป็น “ผลกรรมที่เกาหลีใต้สมควรได้รับ”

นอกจากนี้ การซ้อมรบทางทะเลระหว่างสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งมีกำหนดเริ่มวันที่ 7 กันยายน ก็สร้างความไม่พอใจให้แก่เกาหลีเหนือเช่นกัน

ยัง มู-จิน อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยการศึกษาเกาหลีเหนือ มองว่า เกาหลีเหนือซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย มีแรงจูงใจไม่มากนักที่จะกลับมาเจรจากับสหรัฐฯ ในเวลานี้ เขาระบุว่า จากมุมมองของเกาหลีเหนือ ประเทศกำลังเป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์สำคัญจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และจากความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ขณะที่อีกฝ่ายประกอบด้วยเกาหลีเหนือ จีน และรัสเซีย ดังนั้นจึงยังมีแรงจูงใจไม่มากนักสำหรับเปียงยางที่จะเปิดการเจรจากับสหรัฐฯ

ด้านประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้  มีนโยบายที่เน้นการสร้างความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมกับเกาหลีเหนือ แตกต่างจากอดีตประธานาธิบดียุน ซอก-ยอล ซึ่งมีจุดยืนแข็งกร้าวกว่า ล่าสุดเขาสนอให้สองเกาหลีเปิดการเจรจาเพื่อยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการ ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี 1950-1953 โดย NIS ระบุว่า หน่วยงานข่าวกรองของเกาหลีใต้ยังไม่ได้ติดต่อกับเกาหลีเหนือในประเด็นดังกล่าว

ในทางเทคนิค เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ยังคงอยู่ในภาวะสงคราม เนื่องจากสงครามเกาหลีสิ้นสุดลงด้วยการลงนามในข้อตกลงสงบศึก ไม่ใช่สนธิสัญญาสันติภาพ

อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือปฏิเสธข้อเสนอจากรัฐบาลเกาหลีใต้ และเรียกเกาหลีใต้ว่าเป็น “ศัตรูที่เป็นปฏิปักษ์มากที่สุด” พร้อมประกาศว่าตนเองเป็นรัฐนิวเคลียร์ที่สถานะดังกล่าว “ไม่สามารถย้อนกลับได้”

ในการบรรยายสรุปต่อรัฐสภา NIS ยังประเมินว่า คิม จู-แอ บุตรสาวของคิม จอง อึน อาจอยู่ในขั้นตอนของการได้รับการวางตัวให้เป็นผู้สืบทอดอำนาจ หลังปรากฏตัวต่อสื่อของรัฐเกาหลีเหนือบ่อยครั้ง และร่วมงานสำคัญกับบิดาอย่างต่อเนื่อง

สมาชิกสภาฯ ที่ได้รับฟังการบรรยายสรุประบุว่า NIS เชื่อว่า การให้คิม จู-แอ ปรากฏตัวต่อสาธารณะบ่อยครั้ง อาจมีเป้าหมายเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของเธอให้ประชาชนเกาหลีเหนือคุ้นเคยในฐานะผู้นำในอนาคต โดยสื่อของทางการเกาหลีเหนือเคยเผยแพร่ภาพคิม จู-แอ เดินทางร่วมกับบิดาในงานสำคัญหลายครั้ง รวมถึงพิธีรำลึกครบรอบ 73 ปีการลงนามข้อตกลงสงบศึกสงครามเกาหลี

NIS ยังเปิดเผยต่อสมาชิกสภาฯ ว่า หน่วยงานสามารถรวบรวมและกำลังวิเคราะห์ “เอกสารภายใน” ของพรรคแรงงานเกาหลีเหนือ รวมถึง “แบบแปลนขีปนาวุธ” ซึ่งอาจช่วยให้เกาหลีใต้ประเมินความเคลื่อนไหวและขีดความสามารถทางทหารของเปียงยางได้ละเอียดมากขึ้น.

ที่มา Yonhap / AFP

รัฐมนตรีทบวงทหารบกสหรัฐฯ ลาออก ปมขัดแย้ง “พีต เฮกเซธ” รมว.กลาโหม

รัฐมนตรีทบวงทหารบกสหรัฐฯ ลาออก ปมขัดแย้ง "พีต เฮกเซธ" รมว.กลาโหม

1 ก.ย. 2569 12:24 น.

รัฐมนตรีทบวงทหารบกสหรัฐฯ ลาออก ปมขัดแย้ง “พีต เฮกเซธ” รมว.กลาโหม

แดน ดริสคอลล์ รัฐมนตรีทบวงทหารบกสหรัฐฯ ยื่นหนังสือลาออกหลังดำรงตำแหน่งราว 18 เดือน ท่ามกลางความขัดแย้งกับนายพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ แหล่งข่าวเผย ดริสคอลล์มีความเห็นต่างเรื่องการปรับโครงสร้างและเพิ่มความพร้อมรบของกองทัพ โดยเฉพาะการปลดนายทหารระดับสูง

แหล่งข่าวที่ทราบเรื่องเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ยังไม่ชัดเจนว่าทำเนียบขาวยอมรับการลาออกของดริสคอลล์แล้วหรือไม่ ขณะที่กองทัพบกสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อรายงานดังกล่าว ซึ่งมีรายงานครั้งแรกโดยหนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล 

ทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ชื่นชมผลงานของดริสคอลล์ โดยระบุว่า เขามีประสิทธิภาพอย่างสูงในการผลักดันวาระของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ภายใต้แนวคิด “Make America Strong Again” หรือ “ทำให้อเมริกาแข็งแกร่งอีกครั้ง” รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติการทางทหารครั้งสำคัญ การเพิ่มความพร้อมรบและศักยภาพในการทำลายล้างของกองทัพ ตลอดจนช่วยเหลือการเจรจาระหว่างรัสเซียกับยูเครน

ดริสคอลล์ วัย 41 ปี ถือเป็นรัฐมนตรีทบวงทหารบกสหรัฐฯ ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ และได้รับฉายาจากคนในแวดวงการเมืองว่าเป็น “มนุษย์โดรนของทรัมป์” เนื่องจากให้ความสำคัญอย่างมากกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ และระบบอากาศยานไร้คนขับสำหรับการรบ

แหล่งข่าวระบุว่า ดริสคอลล์ได้แสดงความกังวลต่อฝ่ายบริหารเกี่ยวกับแผน ปรับโครงสร้างกองทัพบกและการยกระดับความพร้อมรบ โดยเฉพาะความพยายามปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย ขณะที่เขามองว่าเฮกเซธขัดขวางความพยายามดังกล่าว ด้วยการปลดนายทหารระดับสูงที่รับผิดชอบโครงการเหล่านี้

ดริสคอลล์ผลักดันให้กองทัพบกมีความคล่องตัวมากขึ้นในการจัดหาอาวุธราคาถูกและนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้งาน พร้อมวิพากษ์วิจารณ์บริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศรายใหญ่ของสหรัฐฯ ว่าเรียกเก็บค่าใช้จ่ายสูงเกินความเหมาะสม

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อกล่าวว่า เฮกเซธมองดริสคอลล์เป็นภัยคุกคามภายในระบบราชการกลาโหม และต้องการปลดเขาออกจากตำแหน่งมานานแล้ว แต่ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างดริสคอลล์กับ เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทำให้การดำเนินการดังกล่าวทำได้ยาก

ความขัดแย้งยิ่งรุนแรงขึ้นหลังเฮกเซธปลด พลเอกแรนดี จอร์จ ผู้บัญชาการกองทัพบกสหรัฐฯ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยดริสคอลล์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจอร์จ และมีรายงานว่าเฮกเซธเคยกดดันให้จอร์จลาออก แหล่งข่าวระบุว่า การปลดจอร์จสร้างความประหลาดใจให้ดริสคอลล์ และทำให้ความไม่พอใจต่อเฮกเซธเพิ่มขึ้นอย่างมาก

การลาออกของดริสคอลล์เกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงบุคลากรระดับสูงในกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เฮกเซธเข้ารับตำแหน่ง โดยเฮกเซธปลดหรือผลักดันให้นายทหารระดับสูงมากกว่าสิบคนพ้นจากตำแหน่ง รวมถึงผู้บัญชาการปฏิบัติการทางเรือของสหรัฐฯ และรองเสนาธิการกองทัพอากาศ

นอกจากนี้ จอห์น เฟแลน รัฐมนตรีทบวงทหารเรือสหรัฐฯ ก็ลาออกอย่างกะทันหันเมื่อเดือนเมษายน ขณะที่บุคคลสำคัญในกองทัพบกอีกหลายราย เช่น พลเอกแรนดี จอร์จ พลเอกเดวิด ฮอดเน และพลตรีวิลเลียม กรีน ต่างพ้นจากตำแหน่งเช่นกัน ในเดือนมิถุนายน เฮกเซธยังผลักดันให้ผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯ ในยุโรปพ้นจากตำแหน่ง และมีรายงานว่าเขาเข้าไปขัดขวางการเลื่อนตำแหน่งของนายทหารระดับสูงในกองทัพบกด้วย

ดริสคอลล์เคยรับราชการในกองทัพบกสหรัฐฯ โดยเข้าประจำการในปี 2007 ก่อนทำหน้าที่ผู้บังคับหมวดทหารม้า และถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจในอิรักเป็นเวลาหลายเดือนในปี 2009

เขาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีทบวงกองทัพบก และได้รับการรับรองจากวุฒิสภาสหรัฐฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 โดยตำแหน่งนี้ถือเป็น ผู้นำฝ่ายพลเรือนสูงสุดของกองทัพบกสหรัฐฯ มีหน้าที่กำกับดูแลทหารประจำการ รวมถึงกองกำลังพิทักษ์ชาติและกองหนุน ตลอดจนรับผิดชอบด้านการฝึกและจัดหาอุปกรณ์ให้กำลังพล

ระหว่างดำรงตำแหน่ง ดริสคอลล์มีบทบาทโดดเด่นในการผลักดันการนำเทคโนโลยีใหม่เข้าสู่กองทัพ โดยเฉพาะโดรนและอาวุธต้นทุนต่ำ จนได้รับฉายาว่าเป็น “มนุษย์โดรนของทรัมป์” นอกจากนี้ เขายังได้รับมอบหมายจากทรัมป์ให้มีบทบาทในการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งถือเป็นภารกิจด้านการทูตที่ไม่ปกติสำหรับเลขาธิการกองทัพบก โดยดริสคอลล์เดินทางไปต่างประเทศและพบกับ ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน

ดริสคอลล์ยังเป็นพันธมิตรและเพื่อนสนิทของรองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ ซึ่งทั้งคู่รู้จักกันตั้งแต่เรียนที่มหาวิทยาลัยเยล

ในช่วงดำรงตำแหน่ง เขายังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการส่งกำลังพลกองกำลังพิทักษ์ชาติไปประจำการในเมืองต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ตามนโยบายของรัฐบาลทรัมป์ และเคยทำหน้าที่รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานแอลกอฮอล์ ยาสูบ อาวุธปืน และวัตถุระเบิด หรือ ATF ด้วย.

ที่มา Reuters / BBC

ตร.เกาะเชจู ยอมรับเร่งรีบปิดคดีคนหายก่อนเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงคดีค้างที่จะทำให้ต้องรับผิดชอบเพิ่ม

ตร.เกาะเชจู ยอมรับเร่งรีบปิดคดีคนหายก่อนเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงคดีค้างที่จะทำให้ต้องรับผิดชอบเพิ่ม

1 ก.ย. 2569 11:44 น.

ตร.เกาะเชจู ยอมรับเร่งรีบปิดคดีคนหายก่อนเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงคดีค้างที่จะทำให้ต้องรับผิดชอบเพิ่ม

ตำรวจเกาะเชจูเผย เจ้าหน้าที่ที่ถูกจับฐานปิดคดีคนหายโดยมิชอบ อ้างต้องการลดภาระงาน เพราะหากคดีค้างอยู่จะมีงานต้องรับผิดชอบเพิ่ม ขณะที่พบผู้สูญหายเสียชีวิต 2 ราย

วันที่ 1 กันยายน 2569 ตำรวจเกาะเชจูของเกาหลีใต้เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจยศสิบตำรวจโท ซึ่งถูกจับกุมในข้อหาปิดคดีคนหายโดยมิชอบ ยอมรับว่าเหตุผลส่วนหนึ่งที่ตัดสินใจปิดคดีก่อนเวลา เพราะต้องการหลีกเลี่ยงภาระงานที่เพิ่มขึ้น โดยตัดสินใจปิดคดีโดยมิชอบเพื่อไม่ต้องรับภาระในการส่งต่อคดี เพราะหากคดียังคงเปิดอยู่จะมีขั้นตอนและงานที่ต้องดำเนินการอีกจำนวนมาก

ตำรวจจังหวัดเชจูระบุว่า เจ้าหน้าที่คนนี้ให้เหตุผลว่าเกิดความประมาทเลินเล่อ เนื่องจากมองว่าผู้สูญหายเป็นเพียงผู้ใหญ่ทั่วไป ขณะที่ตำรวจเตรียมส่งตัวให้พนักงานอัยการดำเนินคดีในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปลอมแปลงเอกสาร

รายงานข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่ถูกกล่าวหาว่าปิดคดีหญิงสูญหายในเดือนพฤษภาคม โดยไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเธอยังปลอดภัยหรือไม่ รวมถึงลบข้อมูลของเธอออกจากระบบประวัติบุคคลสูญหายของตำรวจ ก่อนพบศพของเธอบนเกาะเชจูเมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา นอกจากนี้ตำรวจยังพบว่าเจ้าหน้าที่คนเดียวกันเคยปิดคดีผู้สูญหายอีกรายก่อนเวลาในเดือนกรกฎาคม โดยผู้สูญหายเป็นชายวัย 60 ปี และพบศพเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม

ในช่วงแรกเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลกับตำรวจว่าได้ติดต่อผู้สูญหายแล้ว แต่ภายหลังยอมรับว่าโกหก เมื่อมีการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปิดคดี โดยคดีนี้นำไปสู่การตรวจสอบระบบติดตามผู้สูญหายของตำรวจเกาหลีใต้ หลังเกิดข้อกังวลว่าการปิดคดีโดยไม่ตรวจสอบความปลอดภัยของผู้สูญหายอย่างเหมาะสม อาจทำให้การค้นหาล่าช้าและส่งผลร้ายแรงต่อผู้สูญหาย.

ที่มา Yonhap

หุ้น Shein ดิ่ง 10% วันแรกในตลาดหุ้นฮ่องกง หลัง IPO ระดมทุน 1.7 พันล้านดอลลาร์

หุ้น Shein ดิ่ง 10% วันแรกในตลาดหุ้นฮ่องกง หลัง IPO ระดมทุน 1.7 พันล้านดอลลาร์

1 ก.ย. 2569 11:43 น.

หุ้น Shein ดิ่ง 10% วันแรกในตลาดหุ้นฮ่องกง หลัง IPO ระดมทุน 1.7 พันล้านดอลลาร์

“Shein” (ชีอิน) ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกสินค้าแฟชั่นราคาประหยัด เจอศึกหนักตั้งแต่วันแรกในการเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง โดยราคาหุ้นดิ่งลงสูงสุดถึง 10% หลัง IPO ระดมทุน 1.7 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อการเติบโตที่ชะลอตัว กฎระเบียบทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดอีคอมเมิร์ซ

Shein ได้เสนอขายหุ้นครั้งแรกต่อสาธารณชน (IPO) ในตลาดหุ้นฮ่องกง โดยตั้งราคาหุ้นไว้ที่ 48.56 ดอลลาร์ฮ่องกง และสามารถระดมทุนไปได้ราว 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 56,400 ล้านบาท) ซึ่งนับเป็นการ IPO ขนาดใหญ่ที่สุดของฮ่องกงในปีนี้ 

แต่เมื่อเปิดการซื้อขายในวันนี้ (1 ก.ย.) ราคาหุ้นกลับร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดที่ 43.72 ดอลลาร์ฮ่องกง หรือลดลงร้อยละ 10 ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อย ส่งผลให้มูลค่าบริษัท อยู่ที่ประมาณ 2.63 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงปี 2022 ที่เคยมีมูลค่าประเมินสูงถึงเกือบ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

ก่อนหน้านี้ Shein พยายามที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก และตลาดหุ้นลอนดอน มายาวนานกว่า 5 ปี แต่ต้องเผชิญกับอุปสรรคใหญ่เนื่องจากการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากหน่วยงานกำกับดูแลของชาติตะวันตก ทั้งในประเด็นการละเมิดลิขสิทธิ์การออกแบบ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และข้อกล่าวหาเรื่องการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน จนกระทั่งย้ายฐานมาขออนุมัติจากทางการจีนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็น “ทางเลือกเดียวที่เป็นไปได้” สำหรับบริษัทที่มีจุดเริ่มต้นในจีนในยุคความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

Ashley Dudarenok ผู้ก่อตั้งบริษัทวิจัยตลาดจีน ChoZan กล่าวว่า Shein แทบไม่มีตลาดหลักทรัพย์อื่นให้เลือกแล้ว หลังพยายามทำให้บริษัทดู “เป็นจีนให้น้อยลง” ด้วยการย้ายสำนักงานใหญ่ไปสิงคโปร์ แต่ไม่สามารถได้รับการสนับสนุนทางการเมืองจากต่างประเทศหรือหลักประกันจากรัฐบาลจีน

แม้จะมียอดผู้ใช้งานและลูกค้าประจำเติบโตมหาศาล โดยมีลูกค้าที่มีการสั่งซื้อสม่ำเสมอมากกว่า 273 ล้านราย แต่ Shein กำลังเผชิญปัญหารายได้และกำไรอย่างหนัก รายงานระบุว่าในไตรมาสแรกของปีนี้ บริษัทสลับมาขาดทุนสุทธิถึง 99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ยกเลิกข้อยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับพัสดุขนาดเล็ก ซึ่งเคยเป็นข้อได้เปรียบสำคัญที่ทำให้ Shein และคู่แข่งอย่าง Temu ส่งสินค้าราคาถูกตรงจากโรงงานในจีนถึงมือผู้บริโภคโดยไม่ต้องเสียภาษี

นอกจากนี้ สหภาพยุโรป ได้เริ่มเก็บภาษีนำเข้าพัสดุราคาน้อยกว่า 150 ยูโร ในอัตรา 3 ยูโรต่อชิ้น ขณะที่ประเทศฝรั่งเศสเริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมสินค้าฟาสต์แฟชัน ซึ่งอาจสูงถึงเกือบ 20 ยูโรต่อตัว เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและปกป้องแบรนด์ท้องถิ่น

นักวิเคราะห์จากหลายสถาบันการเงินระบุว่า การร่วงลงของราคาหุ้นสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนขาดความเชื่อมั่นว่า Shein จะสามารถสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดได้เหมือนในอดีต เนื่องจากต้นทุนการดำเนินงานและภาษีนำเข้าเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับการแข่งขันที่ดุเดือดจากคู่แข่งอย่าง Temu และ AliExpress

ขณะเดียวกัน Shein กำลังพยายามปรับภาพลักษณ์และห่วงโซ่อุปทานใหม่ โดย “ซู หยางเทียน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณชนเพื่อยืนยันรากเหง้าของบริษัทในประเทศจีน และประกาศอัดฉีดงบประมาณพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนกระจายแหล่งผลิตสินค้านอกเหนือจากการพึ่งพาโรงงานในจีนเพียงอย่างเดียว เพื่อรับมือกับกฎระเบียบและการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นในฐานะบริษัทมหาชน.

ที่มา BBC / AFP

ปิดฉากคดี 30 ปี ศาลตัดสินจำคุกอดีตหัวหน้าแก๊ง บงการสังหาร “ทูพัค ชาเคอร์” แร็ปเปอร์ดัง

ปิดฉากคดี 30 ปี ศาลตัดสินจำคุกอดีตหัวหน้าแก๊ง บงการสังหาร "ทูพัค ชาเคอร์" แร็ปเปอร์ดัง

1 ก.ย. 2569 11:13 น.

ปิดฉากคดี 30 ปี ศาลตัดสินจำคุกอดีตหัวหน้าแก๊ง บงการสังหาร “ทูพัค ชาเคอร์” แร็ปเปอร์ดัง

คณะลูกขุนรัฐเนวาดามีคำตัดสินให้ ดูเอน “เคฟฟี ดี” เดวิส อดีตหัวหน้าแก๊งข้างถนน มีความผิดฐานฆาตกรรม “ทูพัค ชาเคอร์” แร็ปเปอร์ชื่อดัง จากเหตุยิงถล่มรถในเมืองลาสเวกัสเมื่อปี 1996 นับเป็นการตัดสินลงโทษครั้งแรกในคดีฆาตกรรมที่เป็นปริศนามานานเกือบ 30 ปี

คณะลูกขุนในคลาร์กเคาน์ตี รัฐเนวาดา สหรัฐฯ มีคำตัดสินให้ ดูเอน “เคฟฟี ดี” เดวิส อดีตหัวหน้าแก๊ง South Side Compton Crips วัย 63 ปี มีความผิดในข้อหา ฆาตกรรมโดยใช้อาวุธร้ายแรง จากการวางแผนสังหาร “ทูพัค ชาเคอร์” ศิลปินฮิปฮอปชื่อดัง ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตจากเหตุกราดยิงในเมืองลาสเวกัส เมื่อวันที่ 7 กันยายน 1996

คณะลูกขุนใช้เวลาพิจารณาคดีเกือบ 3 ชั่วโมง ก่อนมีคำตัดสิน หลังการพิจารณาคดีนาน 11 วัน ถือเป็นการปิดฉากคดีฆาตกรรมที่ยังหาตัวผู้กระทำผิดไม่ได้และสร้างความสนใจให้กับวงการฮิปฮอปทั่วโลกมานานเกือบ 30 ปี

เดวิสปรากฏตัวในศาลด้วยชุดสูทสีดำ และมีสีหน้าเรียบเฉยขณะอ่านคำตัดสิน ก่อนแจ้งต่อผู้พิพากษาว่า เขาจะยื่นอุทธรณ์คดี ขณะที่สมาชิกครอบครัวของทูพัคจับมือกัน บางคนสวมกอดกันและร้องไห้ หลังทราบผลการตัดสิน

ทูพัคถูกยิงเสียชีวิตขณะมีอายุเพียง 25 ปี และกำลังอยู่ในช่วงรุ่งเรืองสูงสุดของอาชีพ เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในศิลปินแร็ปที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ และมียอดขายผลงานมากกว่า 75 ล้านชุดทั่วโลก

อัยการระบุว่า แม้เดวิสจะไม่ได้เป็นผู้ยิงทูพัค แต่เขาเป็นผู้วางแผนและสั่งการสังหาร รวมถึงจัดหาอาวุธปืน ที่หลานชายของเขา ออร์แลนโด แอนเดอร์สัน ใช้ในการก่อเหตุ อัยการกล่าวว่า เหตุสังหารเกิดขึ้นเพื่อแก้แค้น หลังจากแอนเดอร์สันมีเรื่องทะเลาะวิวาทและถูกทูพัคกับสมาชิกทีมทำร้ายในลาสเวกัส เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนเกิดเหตุยิง

อัยการจากสำนักงานอัยการเขตคลาร์กเคาน์ตี กล่าวว่า ตามกฎเรื่องศักดิ์ศรีและการตอบโต้ของแก๊งข้างถนน เดวิสไม่สามารถปล่อยให้การทำร้ายหลานชายของเขาผ่านไปโดยไม่ตอบโต้ได้ อัยการกล่าวต่อคณะลูกขุนว่า เดวิสจึงจัดหาอาวุธ รวบรวมสมาชิกกลุ่ม และออกตามหาทูพัค ก่อนเหตุยิงจะเกิดขึ้น

ตำรวจสงสัยเดวิสมานานหลายปี แต่ไม่สามารถตั้งข้อหาได้ เนื่องจากขาดหลักฐานเพียงพอ จนกระทั่งเดวิสเริ่มเปิดเผยเรื่องราวของตัวเองผ่านการให้สัมภาษณ์สื่อ สารคดี พอดแคสต์ และหนังสือบันทึกความทรงจำชื่อ “Compton Street Legend” ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2019

หลักฐานสำคัญของฝ่ายโจทก์ยังรวมถึง เทปบันทึกเสียงจากการพบเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างลับ ๆ ในปี 2008 ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการสอบสวนคดีการเสียชีวิตของแร็ปเปอร์ชื่อดังอีกคนอย่าง Notorious B.I.G. หรือคริสโตเฟอร์ วอลเลซ

ในคำให้การดังกล่าว เดวิสยอมรับว่าอยู่ในรถยนต์คาดิลแลกสีขาวที่ใช้ในการติดตามทูพัคในคืนเกิดเหตุ และเล่าว่าเขาส่งปืนไปให้คนที่นั่งเบาะหลัง ก่อนที่หนึ่งในชายที่อยู่ด้านหลังรถจะเปิดฉากยิงใส่รถของทูพัคและ มาริออน “ซูจ” ไนท์ ผู้บริหารค่าย Death Row Records

ตำรวจระบุว่า เดวิสและชายอีก 3 คน รวมถึงแอนเดอร์สัน ออกตามหาทูพัคและไนท์หลังเกิดเหตุทะเลาะวิวาท โดยผู้ต้องสงสัยอีก 3 คนที่อยู่ในรถคันดังกล่าวเสียชีวิตไปแล้ว และตำรวจไม่ได้ระบุอย่างเป็นทางการว่าใครเป็นผู้ลั่นไก

อย่างไรก็ตาม กฎหมายของรัฐเนวาดาเปิดทางให้เดวิสถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฆาตกรรมได้ แม้เขาจะไม่ได้เป็นผู้เหนี่ยวไกปืนเอง หากพิสูจน์ได้ว่าเขามีส่วนร่วมในการวางแผนหรือสั่งการก่อเหตุ

ด้านไมเคิล ซานฟต์ ทนายความของเดวิส พยายามโน้มน้าวคณะลูกขุนว่าเรื่องราวที่ลูกความของเขาเปิดเผยต่อสาธารณะไม่สามารถพิสูจน์ยืนยันด้วยหลักฐานอื่นได้ และไม่ควรนำมาใช้เป็นคำรับสารภาพ ซานฟต์กล่าวว่า เดวิสแต่งเรื่องและพูดเกินจริงเพื่อสร้างชื่อเสียงและขายหนังสือ รวมถึงทำเงินจากการให้สัมภาษณ์

ฝ่ายจำเลยยังกล่าวหาว่าคดีนี้ได้รับผลกระทบจากการทุจริตของตำรวจ การบริหารจัดการคดีที่ผิดพลาด และเอกสารหลักฐานบางส่วนที่สูญหาย ซานฟต์ยังชี้ไปที่หนังสือ Compton Street Legend โดยอ้างว่าเนื้อหาเป็นเรื่องแต่ง ไม่ใช่ข้อเท็จจริง และไม่ควรถูกตีความว่าเป็นคำสารภาพ แต่ฝ่ายอัยการโต้ว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เดวิสเป็นผู้บอกเล่าเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเขามีส่วนรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของทูพัค ทั้งผ่านสารคดี หนังสือ พอดแคสต์ และการให้ปากคำกับตำรวจ

ก่อนหน้านี้ การฆาตกรรมทูพัคกลายเป็นหนึ่งในคดีอาชญากรรมที่โด่งดังที่สุดของสหรัฐฯ ที่ยังไม่มีผู้ใดถูกตัดสินว่ามีความผิดตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปี และก่อให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดจำนวนมากเกี่ยวกับตัวผู้ก่อเหตุและแรงจูงใจ

การเสียชีวิตของทูพัคเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างวงการแร็ปฝั่งตะวันออกและ ตะวันออก รวมถึงความขัดแย้งระหว่างแก๊ง Bloods และ Crips ซึ่งมีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับวัฒนธรรมฮิปฮอปในยุคนั้น

ทูพัคมีความเกี่ยวข้องกับค่าย Death Row Records และฝ่ายที่เชื่อมโยงกับแก๊ง Mob Piru ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งกับ South Side Compton Crips ที่เดวิสเคยเป็นผู้นำ

หลังอ่านคำตัดสิน ครอบครัวของทูพัคแสดงอาการสะเทือนใจอย่างเห็นได้ชัด โดยน้องสาวของเขาสวมกอดอัยการ ขณะที่ผู้คนในห้องพิจารณาคดีหลายคนร้องไห้ ด้านนอกศาล แฟนเพลงของทูพัคที่เฝ้าติดตามคดีมายาวนานต่างร้องไห้และส่งเสียงแสดงความยินดีต่อคำตัดสิน

ผู้พิพากษาศาลแขวงคลาร์กเคาน์ตี กำหนดให้เดวิสเข้ารับฟังการพิพากษาโทษในวันที่ 13 ตุลาคม โดยเขาอาจได้รับโทษสูงสุดถึง จำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ได้รับการปล่อยตัวโดยทัณฑ์บน

ก่อนออกจากศาล เดวิสยังขอรับทรัพย์สินส่วนตัวของเขาคืน รวมถึงโทรศัพท์มือถือ และย้ำต่อผู้พิพากษาว่า “ผมต้องการอุทธรณ์คดีนี้” ซึ่งผู้พิพากษาชี้แจงว่าเขาสามารถดำเนินการได้หลังมีการพิพากษาโทษแล้ว.

ที่มา Reuters / BBC

รัฐมนตรีคลัง G20 ร่วมประชุมที่สหรัฐฯ หารือความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

รัฐมนตรีคลัง G20 ร่วมประชุมที่สหรัฐฯ หารือความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

1 ก.ย. 2569 11:12 น.

รัฐมนตรีคลัง G20 ร่วมประชุมที่สหรัฐฯ หารือความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางกลุ่ม G20 เริ่มประชุมที่สหรัฐฯ หารือความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และภาระหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น

วันที่ 1 กันยายน 2569 รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางกลุ่มประเทศ G20 เริ่มการประชุม 2 วันที่เมืองแอชวิลล์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา ของสหรัฐฯ เพื่อหารือแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและแนวทางรับมือกับความเสี่ยงที่กำลังเพิ่มขึ้น โดยมีประเด็นเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานเป็นหัวข้อสำคัญ

โดยนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมองว่าโลกกำลังเผชิญภาระหนี้ในระดับสูง หลังผ่านวิกฤตการเงินโลกและการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหนทางสำคัญที่จะช่วยคลี่คลายปัญหาหนี้ที่เกิดขึ้น

การประชุมครั้งนี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งสร้างความกังวลว่าราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ที่ประชุมจึงหารือแนวทางลดความเสี่ยง รวมถึงการสร้างความมั่นคงให้ห่วงโซ่อุปทานของแร่สำคัญที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

จีนลั่น ไต้หวันต้องรับผลที่ตามมา หากเข้าร่วมประชุมผู้นำแปซิฟิก

จีนลั่น ไต้หวันต้องรับผลที่ตามมา หากเข้าร่วมประชุมผู้นำแปซิฟิก

1 ก.ย. 2569 10:26 น.

จีนลั่น ไต้หวันต้องรับผลที่ตามมา หากเข้าร่วมประชุมผู้นำแปซิฟิก

จีนแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง หลังรัฐมนตรีต่างประเทศไต้หวันเข้าร่วมการประชุม Pacific Islands Forum ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศปาเลา พร้อมเตือนให้เตรียมรับผลที่ตามมา

เฉียน ป๋อ ทูตพิเศษของจีนด้านกิจการหมู่เกาะแปซิฟิก กล่าวว่า จีนคัดค้านการปรากฏตัวของไต้หวันในงานดังกล่าว และมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง พร้อมระบุว่าจะมีผลตามมาแน่นอน แต่ไม่ได้เปิดเผยว่าหมายถึงมาตรการใด

เฉียนกล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังพิธีเปิดการประชุมที่ปาเลา ประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวันว่า นี่เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายคัดค้าน ดังนั้นเรื่องนี้ไม่ควรเกิดขึ้น การทำเช่นนี้ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ท่าทีของจีนได้รับการตอบโต้จาก แอนโทนี อัลบานีซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ซึ่งระบุว่า การประชุม Pacific Islands Forum เป็นเวทีที่ประเทศสมาชิกเป็นผู้กำหนดทิศทาง และไม่มีประเทศอื่นเข้ามากำหนดสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้

“Pacific Islands Forum เป็นผู้ตัดสินใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นที่นี่ ไม่ใช่ประเทศอื่น” อัลบานีซีกล่าว พร้อมระบุว่า การประชุมครั้งนี้เป็นเสมือนการรวมตัวของครอบครัวแปซิฟิก และเขาตั้งตารอที่จะมีส่วนร่วมกับการประชุม

ด้าน วินสตัน ปีเตอร์ส รัฐมนตรีต่างประเทศนิวซีแลนด์ แสดงท่าทีไปในทิศทางเดียวกัน โดยระบุว่า Pacific Islands Forum ไม่ได้รับคำสั่งจากประเทศที่อยู่นอกกลุ่ม

ด้าน หลิน เจียหลง รัฐมนตรีต่างประเทศไต้หวัน ซึ่งได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมหารือและกิจกรรมคู่ขนานที่จัดขึ้นในช่วงการประชุม Pacific Islands Forum กล่าวว่า ไต้หวันรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ทำหน้าที่เป็นพันธมิตรของภูมิภาคแปซิฟิก และจะเดินหน้าทำงานร่วมกับประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างภูมิภาคแปซิฟิกที่มีความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุข

โดยไต้หวันไม่ได้มีสถานะเป็น คู่เจรจาอย่างเป็นทางการ ของ Pacific Islands Forum เหมือนจีน แต่มีสถานะเป็น หุ้นส่วนด้านการพัฒนา ขณะที่สหรัฐฯ สหภาพยุโรป อังกฤษ แคนาดา อินเดีย และญี่ปุ่น เป็นหนึ่งใน 21 ประเทศและองค์กรที่มีสถานะเป็นคู่เจรจาของกลุ่ม

ประเด็นไต้หวันกลายเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของการประชุมครั้งนี้ เนื่องจากจีนมองว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีน และคัดค้านการมีความสัมพันธ์ทางการทูตหรือการปรากฏตัวของไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนประสบความสำเร็จในการดึงประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกหลายประเทศออกจากการมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน ทำให้ปัจจุบันเหลือเพียง 3 ประเทศในภูมิภาคนี้ที่ยังคงรับรองไต้หวัน ได้แก่ ปาเลา ตูวาลู และหมู่เกาะมาร์แชลล์

อย่างไรก็ตาม ผู้นำของฟิจิ วานูอาตู ซามัว หมู่เกาะโซโลมอน และคิริบาส ไม่ได้เดินทางเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ โดยส่งรัฐมนตรีเข้าร่วมแทน

ขณะที่ออสเตรเลียแม้จะมีจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด แต่รัฐบาลแคนเบอร์รายังคงกังวลต่อการขยายอิทธิพลของจีนในหมู่เกาะแปซิฟิก และในช่วงที่ผ่านมาได้เพิ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงและการพัฒนากับประเทศหมู่เกาะต่าง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้จีนเข้ามามีฐานทัพหรือกำลังทหารอย่างถาวรในภูมิภาค

ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสหรัฐฯ ต่างมีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับภูมิภาคแปซิฟิกมาอย่างยาวนาน และจับตาการแข่งขันด้านอิทธิพลระหว่างจีนกับชาติตะวันตกในพื้นที่ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

ล่าสุด นิวซีแลนด์และสหรัฐฯ ยังออกแถลงการณ์ร่วมระหว่างการประชุมเมื่อวันที่ 1 กันยายน โดยประกาศว่าจะร่วมกันสนับสนุนงบประมาณเพื่อปรับปรุงท่าเรือสำคัญสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 บนหมู่เกาะปะการังของหมู่เกาะคุก ซึ่งเป็นอีกสัญญาณของการกระชับความร่วมมือระหว่างสองประเทศในภูมิภาคแปซิฟิก.

ที่มา : channelnewsasia

นายกฯ เนปาลจี้โลกรับมือความเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หลังเกิดโศกนาฏกรรมเทือกเขาหิมาลัย

นายกฯ เนปาลจี้โลกรับมือความเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หลังเกิดโศกนาฏกรรมเทือกเขาหิมาลัย

1 ก.ย. 2569 10:19 น.

นายกฯ เนปาลจี้โลกรับมือความเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หลังเกิดโศกนาฏกรรมเทือกเขาหิมาลัย

นายกฯ เนปาลระบุ ภัยพิบัติครั้งใหญ่ในเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 939 ศพ สูญหายเกือบ 4,500 คน มีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเรียกร้องนานาชาติเร่งรับมือ

วันที่ 1 กันยายน 2569 นายบาเลนทรา ชาห์ นายกรัฐมนตรีของเนปาล เรียกร้องประชาคมโลกให้เร่งดำเนินการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หลังเกิดน้ำท่วมและมวลน้ำมหาศาลไหลหลากในพื้นที่เทือกเขาหิมาลัยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 939 ศพ และสูญหายเกือบ 4,500 คน

นายกรัฐมนตรีชาห์ระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า เหตุการณ์น้ำท่วมในแม่น้ำโภเตโกสี ในเขตราสุวา ทางตอนเหนือของเนปาล ไม่ใช่น้ำท่วมธรรมดา แต่เป็นหนึ่งในภัยพิบัติครั้งใหญ่ของภูมิภาค ซึ่งเกิดขึ้นหลังหิมะและน้ำแข็งจำนวนมหาศาลบนเทือกเขาหิมาลัยพังถล่มลงมา 

นายกรัฐมนตรีเนปาลยังระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงจากภัยพิบัติในพื้นที่หิมาลัยกำลังเพิ่มขึ้นควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเรียกร้องให้ภูมิภาคนี้เพิ่มความระมัดระวังและประชาคมโลกให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ ภัยพิบัติครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณชายแดนจีน-เนปาล ส่งผลให้มวลน้ำเย็นจัดและเศษดินหินไหลทะลักลงมาตามแม่น้ำ สร้างความเสียหายอย่างหนัก ขณะที่รัฐบาลเนปาลประเมินว่าค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูและบูรณะพื้นที่อาจสูงถึงระดับหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดของการพังถล่มได้ แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ธารน้ำแข็งทั่วโลกละลายเร็วขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยพิบัติในลักษณะนี้ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งเป็นเทือกเขาที่สูงที่สุดในโลก กำลังเผชิญการละลายของน้ำแข็งที่รวดเร็วขึ้นจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น.

นักร้องดังระดับตำนาน ไลโอเนล ริชชี เข้า ICU หลังจบคอนเสิร์ตที่สหรัฐฯ คาดมีภาวะขาดน้ำ

นักร้องดังระดับตำนาน ไลโอเนล ริชชี เข้า ICU หลังจบคอนเสิร์ตที่สหรัฐฯ คาดมีภาวะขาดน้ำ

1 ก.ย. 2569 09:33 น.

นักร้องดังระดับตำนาน ไลโอเนล ริชชี เข้า ICU หลังจบคอนเสิร์ตที่สหรัฐฯ คาดมีภาวะขาดน้ำ

ไลโอเนล ริชชี นักร้องชื่อดังระดับตำนานชาวอเมริกัน วัย 77 ปี เข้ารักษาตัวที่ ICU หลังจบการแสดงคอนเสิร์ตที่เมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี สหรัฐฯ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เบื้องต้นพบมีภาวะขาดน้ำ

ตามรายงานของ TMZ ซึ่งเป็นสื่อแรกที่รายงานข่าว ระบุว่าไลโอเนล ริชชี (Lionel Richie) เช็กอินเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในเซนต์หลุยส์ด้วยตัวเอง หลังเสร็จสิ้นการแสดงที่ The Muny เพื่อให้แพทย์ตรวจร่างกายและทำการทดสอบเพิ่มเติม โดยขณะนี้ยังอยู่ใน ICU และมีความหวังว่าจะออกจากโรงพยาบาลได้ในวันอังคารที่ 1 กันยายน

ก่อนเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ผู้ชมคอนเสิร์ตสังเกตเห็นว่า ไลโอเนล ริชชี ดูมีอาการไม่ค่อยสู้ดีในช่วงท้ายของการแสดง และเจ้าตัวได้ขอให้ทีมงานนำเก้าอี้ขึ้นมาบนเวที ก่อนจะนั่งร้องเพลงฮิต All Night Long ซึ่งเป็นเพลงปิดท้ายการแสดง

อย่างไรก็ตาม ริชชีสามารถแสดงจนจบได้ ก่อนตัดสินใจไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกาย โดยแหล่งข่าวใกล้ชิดกับทัวร์ระบุว่าเป็นการเข้ารับการตรวจเพื่อตรวจสอบให้แน่ชัด ขณะที่แหล่งข่าวของ ABC News ระบุว่า นักร้องดังตัดสินใจเข้ารับการรักษาเพื่อความไม่ประมาท

รายงานจากสื่อท้องถิ่น St. Louis American ระบุเพิ่มเติมว่า ริชชีเคยพูดกับผู้ชมระหว่างคอนเสิร์ตครั้งนี้ถึงปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นระหว่างทัวร์ และบอกว่าแพทย์เคยระบุว่าเขามีภาวะขาดน้ำ นอกจากนี้ระหว่างการแสดง เขายังดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่หลายครั้งเพื่อช่วยชดเชยน้ำในร่างกาย

การเข้ารักษาตัวครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเพียงประมาณ 2 เดือน หลังจาก ไลโอเนล ริชชี เคยมีอาการป่วยระหว่างขึ้นเวทีที่เมืองเซนต์พอล รัฐมินนิโซตา เมื่อเดือนมิถุนายน โดยขณะนั้นเจ้าตัวบอกกับผู้ชมว่ารู้สึกเวียนศีรษะและรู้สึกผิดปกติ ก่อนต้องยุติการแสดงและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยรถพยาบาล

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ต้องเลื่อนการแสดง 2 รอบออกไป ก่อนที่ริชชีจะกลับมาขึ้นเวทีอีกครั้งในวันที่ 30 มิถุนายน และต่อมาได้ขอบคุณแฟน ๆ ที่ส่งข้อความให้กำลังใจ พร้อมยืนยันว่าเขาสบายดีและรู้สึกขอบคุณสำหรับความรักและการสนับสนุนที่ได้รับ

ปัจจุบัน ริชชี อยู่ระหว่างทัวร์ “Sing A Song All Night Long” ร่วมกับวง Earth, Wind & Fire โดยคอนเสิร์ตครั้งต่อไปตามกำหนดการคือวันที่ 26 กันยายน ที่เมืองซานฟรานซิสโก และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าการเข้ารักษาตัวครั้งล่าสุดจะส่งผลกระทบต่อตารางทัวร์หรือไม่

ไลโอเนล ริชชี เป็นเจ้าของเพลงฮิตระดับตำนานอย่าง Hello, All Night Long, Say You, Say Me และ Dancing on the Ceiling อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในกรรมการรายการประกวดร้องเพลง American Idol และยังคงได้รับความนิยมจากการทัวร์คอนเสิร์ตทั่วสหรัฐฯ.

ที่มา : channelnewsasia