ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “บาหวี่” จ่อถล่ม “เกาะกวม” ความเร็วลมสูงสุด 260 กม./ชม.

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น "บาหวี่" จ่อถล่ม "เกาะกวม" ความเร็วลมสูงสุด 260 กม./ชม.

5 ก.ค. 2569 12:06 น.

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “บาหวี่” จ่อถล่ม “เกาะกวม” ความเร็วลมสูงสุด 260 กม./ชม.

ประชาชนในเกาะกวมและหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนาของสหรัฐฯ เร่งอพยพเข้าศูนย์พักพิงและเตรียมรับมือซูเปอร์ไต้ฝุ่น “บาหวี่” ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าพื้นที่ด้วยความเร็วลมสูงสุด 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เทียบเท่าเฮอริเคนระดับ 5 ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาสหรัฐฯ เตือนอาจเกิดความเสียหายร้ายแรง น้ำท่วมฉับพลัน และคลื่นสูงกว่า 10 เมตร

ประชาชนบนเกาะกวมและหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา ดินแดนของสหรัฐฯ ในมหาสมุทรแปซิฟิก เร่งอพยพเข้าสู่ศูนย์พักพิงฉุกเฉินและเตรียมความพร้อมรับมือ ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “บาหวี่” (Bavi) ซึ่งคาดว่าจะเคลื่อนตัวผ่านพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเช้าวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น (6 ก.ค.)

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่า ซูเปอร์ไต้ฝุ่นบาหวี่เป็นพายุที่ “อันตรายอย่างยิ่ง” โดยคาดว่าจะมีความเร็วลมต่อเนื่องสูงสุดประมาณ 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 160 ไมล์ต่อชั่วโมง เทียบเท่าเฮอริเคนระดับ 5 และมีลมกระโชกแรงสูงสุดถึง 315 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

หน่วยงานเตือนว่า พื้นที่จะเริ่มได้รับอิทธิพลจากลมพายุโซนร้อนตั้งแต่ช่วงบ่ายถึงค่ำวันอาทิตย์ ก่อนที่บริเวณใกล้ศูนย์กลางพายุจะเผชิญความเสียหายระดับรุนแรง พร้อมคาดว่าจะเกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำทะเลหนุนสูง และคลื่นสูงประมาณ 10.7 เมตร ซึ่งมีความสูงใกล้เคียงอาคาร 10 ชั้น ทำให้การเดินเรือมีความเสี่ยงอย่างมาก

นางพิงกี้ คูบาคับ วัย 55 ปี เจ้าของร้านอาหารในกวม เปิดเผยว่า เธอรีบไปซื้อไม้อัดมูลค่าราว 500 ดอลลาร์สหรัฐตั้งแต่เช้าวันเสาร์ เพื่อนำมาปิดหน้าต่างร้าน “ฉันไม่สามารถสูญเสียรายได้ไปอีกหลายวันได้ เพราะเพิ่งเริ่มทำธุรกิจ รายได้ที่มีตอนนี้ใช้จ่ายแค่ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค ค่าแรงพนักงาน และค่าวัตถุดิบ ฉันยังไม่ได้จ่ายเงินเดือนให้ตัวเองเลย”

นางอราเบลลา เปาลิโน พนักงานศูนย์บริการลูกค้า วัย 48 ปี กล่าวว่า ลูกสาวของเธอรู้สึกหวาดกลัวกับพายุ แต่เธอเชื่อว่าครอบครัวจะปลอดภัย เนื่องจากบ้านสร้างด้วยคอนกรีต และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นน่าจะจำกัดอยู่ที่กระจกหน้าต่าง ด้านนางเดอร์มา โซอาลาดอบ วัย 51 ปี คนขับรถโรงเรียนของกองทัพสหรัฐฯ กล่าวว่า แม้บ้านของเธอจะเป็นคอนกรีตเช่นกัน แต่ตัดสินใจย้ายไปพักในโรงแรม เพราะกังวลกับเสียงลมและความรุนแรงของพายุ

ขณะที่นางมิกุ ซากุราอิ นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นวัย 25 ปี ซึ่งมีกำหนดเดินทางกลับกรุงโตเกียวในวันอาทิตย์ เปิดเผยว่า เที่ยวบินถูกยกเลิกเนื่องจากสภาพอากาศ ทำให้ต้องพักอยู่ในโรงแรมและรอจนกว่าพายุจะผ่านพ้นไป

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ซูเปอร์ไต้ฝุ่นบาหวี่จะเคลื่อนผ่านใกล้เกาะโรตา ซึ่งตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างเกาะกวมกับเกาะไซปัน เกาะหลักของหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา โดยเกาะโรตามีประชากรราว 1,500 คน

นายออเบรย์ โฮค็อก นายกเทศมนตรีเกาะโรตา เรียกร้องให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการ พร้อมกล่าวว่า การร่วมมือกันและเตรียมพร้อมจะช่วยปกป้องครอบครัว ชุมชน และขอภาวนาให้ทุกคนปลอดภัย

สำนักงานจัดการภาวะฉุกเฉินกลางของสหรัฐฯ  ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่กวม พร้อมสำรองน้ำดื่มกว่า 1.1 ล้านลิตร อาหารพร้อมรับประทาน 1.2 ล้านชุด เตียงสนาม 6,700 เตียง และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 90 เครื่อง เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน

ทางการกวมยังเปิดศูนย์อพยพ 5 แห่งภายในโรงเรียนต่าง ๆ รองรับประชาชนได้รวมประมาณ 1,900 คน โดยเน้นช่วยเหลือผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านซึ่งไม่แข็งแรง ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า “เวลาสำหรับการอพยพหรือหาที่หลบภัยกำลังจะหมดลง”

ซูเปอร์ไต้ฝุ่นบาหวี่เกิดขึ้นหลังจากภูมิภาคนี้เพิ่งเผชิญซูเปอร์ไต้ฝุ่น “ซินลากู” เมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ประชาชนหลายหมื่นคนไฟฟ้าดับ ต้นไม้หักโค่น รถยนต์พลิกคว่ำ และหลังคาอาคารจำนวนมากถูกพายุพัดเสียหาย อีกทั้งเรือบรรทุกสินค้า MV Mariana ยังประสบเหตุเครื่องยนต์ขัดข้องก่อนพลิกคว่ำ ส่งผลให้ลูกเรือเสียชีวิต 1 คน และสูญหายอีก 5 คน ซึ่งเชื่อว่าเสียชีวิตทั้งหมด

นักอุตุนิยมวิทยาระบุว่า อุณหภูมิมหาสมุทรที่สูงเป็นประวัติการณ์และการก่อตัวของปรากฏการณ์เอลนีโญ มีส่วนทำให้พายุหมุนเขตร้อนทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากน้ำทะเลที่อุ่นกว่าปกติช่วยเพิ่มพลังงานให้พายุและทำให้เกิดฝนตกหนักมากขึ้น โดยองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกเตือนว่า เอลนีโญได้เริ่มก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนแล้ว และมีแนวโน้มจะพัฒนาเป็นปรากฏการณ์ที่มีความรุนแรงในช่วงหลายเดือนข้างหน้า.

ที่มา AFP

กลุ่มชาตินิยมผิวขาว “Patriot Front” นับร้อยปิดหน้าเดินขบวนกลางวอชิงตัน ปลุกกระแสเหยียดเชื้อชาติ

กลุ่มชาตินิยมผิวขาว "Patriot Front" นับร้อยปิดหน้าเดินขบวนกลางวอชิงตัน ปลุกกระแสเหยียดเชื้อชาติ

5 ก.ค. 2569 11:17 น.

กลุ่มชาตินิยมผิวขาว “Patriot Front” นับร้อยปิดหน้าเดินขบวนกลางวอชิงตัน ปลุกกระแสเหยียดเชื้อชาติ

สมาชิกกลุ่มชาตินิยมผิวขาว Patriot Front หลายร้อยคน สวมหน้ากากเดินขบวนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ก่อนการเฉลิมฉลองวันประกาศอิสรภาพครบรอบ 250 ปีของสหรัฐฯ พร้อมตะโกน “ทวงคืนอเมริกา” ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ากิจกรรมดังกล่าวสะท้อนความแตกแยกทางการเมืองและปัญหาความรุนแรงจากแนวคิดสุดโต่งในสังคมอเมริกัน

สมาชิกกลุ่มชาตินิยมผิวขาวสุดโต่ง “แพทริออต ฟรอนต์” (Patriot Front) หลายร้อยคน ได้รวมตัวกันเดินขบวนสวนสนามไปตามท้องถนนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ก่อนหน้าที่จะเริ่มงานเฉลิมฉลองวันชาติสหรัฐฯ 4 ก.ค. ในช่วงค่ำ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวตอกย้ำถึงความตึงเครียดและการแบ่งขั้วทางการเมืองที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในขณะนี้

กลุ่ม Patriot Front ได้โพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ว่า พวกเขาเดินทางมาถึงเมืองหลวงพร้อมสมาชิกประมาณ 400 คน ขณะที่ช่างภาพของสำนักข่าวรอยเตอร์สพบเห็นฝูงชนจำนวนมากสวมชุดเครื่องแบบของกลุ่มเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินสายดี.ซี. เมโทร โดยคลิปวิดีโอที่มีการส่งต่อกันในโลกออนไลน์และในช่องทางเทเลแกรมของกลุ่ม เผยให้เห็นภาพสมาชิกสวมกางเกงสีกากี หมวกแก๊ป เสื้อเชิ้ตสีน้ำเงิน พร้อมแว่นตาดำและผ้าสีขาวปิดบังใบหน้าอย่างมิดชิด กำลังเดินขบวนตามจังหวะกลองขนาบข้างอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ และสถานีขนส่งยูเนียนสเตชัน พร้อมชูธงประจำกลุ่ม ธงสมาพันธรัฐ (Confederate flags) และธงชาติสหรัฐฯ ในรูปแบบต่าง ๆ พร้อมตะโกนคำขวัญว่า “ทวงคืนอเมริกา!” เป็นระยะ ก่อนจะสลายตัวขึ้นรถไฟใต้ดินไปยังแถบชานเมืองรัฐแมริแลนด์ในช่วงเที่ยง

ทางด้านโฆษกสำนักงานตำรวจนครบาลกรุงวอชิงตัน (MPD) เปิดเผยว่า ทางตำรวจได้เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการใช้สิทธิ์ตามบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญข้อที่ 1 ว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงออก โดยเบื้องต้นยังไม่มีรายงานการจับกุม การร้องเรียน หรือการขอความช่วยเหลือใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินขบวนครั้งนี้ พร้อมย้ำว่าตำรวจเคารพในสิทธิ์การแสดงความคิดเห็นอย่างสันติ และมุ่งมั่นที่จะรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวทุกคน

ศูนย์กฎหมายเพื่อความยากจนภาคใต้ (Southern Poverty Law Center: SPLC) ระบุว่า กลุ่ม Patriot Front เป็นที่รู้จักจากการแต่งกายที่เป็นระบบ การสวมหน้ากากอำพรางตัว และการนัดรวมตัวประท้วงแบบแฟลชม็อบ โดยกลุ่มนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 2017 หลังเหตุการณ์จลาจลนองเลือด “Unite the Right” ที่เมืองชาลอตส์วิลล์ รัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นการแยกตัวออกมาจากกลุ่มเชิดชูคนผิวขาวกลุ่มเดิมอย่าง “แวนการ์ด อเมริกา” (Vanguard America)

แถลงการณ์บนเว็บไซต์ของ Patriot Front ระบุอุดมการณ์อย่างชัดเจนว่า “ระบอบประชาธิปไตยได้ล้มเหลวในประเทศที่เคยยิ่งใหญ่แห่งนี้แล้ว” และจำเป็นต้องมีการ “ล้างระบบใหม่ทั้งหมด” เพื่อนำประเทศกลับไปสู่ขนบธรรมเนียมและคุณธรรมของบรรพบุรุษ ซึ่งพวกเขาเจาะจงว่าหมายถึงกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยุโรปผิวขาวเท่านั้น

จอห์น โคเฮน อดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่อต้านการก่อการร้ายและข่าวกรองของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิในรัฐบาลบารัก โอบามา และโจ ไบเดน กล่าวว่า กลุ่มนี้พยายามนำเสนอตัวเองให้ดูเหมือนเป็นคนกระแสหลักในสังคม แต่เนื้อแท้กลับเต็มไปด้วยความเชื่อแบบคนผิวขาวเป็นใหญ่และต่อต้านผู้อพยพ “การที่พวกเขารู้สึกมีอำนาจและกล้าออกมาเดินขบวนในที่สาธารณะช่วงวันชาติ สะท้อนให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่าประเทศนี้กำลังเผชิญหน้ากับปัญหารุนแรงในเรื่องแนวคิดคนผิวขาวเป็นใหญ่”

ขณะที่ลุค บอมการ์ตเนอร์ นักวิจัยจากโครงการศึกษาลัทธิสุดโต่ง มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า สัญลักษณ์ของกลุ่มนี้แม้จะพยายามใช้สีน้ำเงิน ขาว แดง เพื่อสื่อถึงความรักชาติ แต่โลโก้ของพวกเขากลับมีความคล้ายคลึงกับสัญลักษณ์ “ฟาสซิโอ” (Fascio) ของพรรคฟาสซิสต์แห่งชาติอิตาลี ภายใต้การนำของเบนิโต มุสโสลินี ในช่วงทศวรรษ 1920-1940

บอมการ์ตเนอร์ กล่าวสรุปว่า “โดยรากเหง้าแล้ว พวกเขาคือองค์กรเชิดชูคนผิวขาวเป็นใหญ่ ที่ใช้การปรากฏตัวในที่สาธารณะ ทั้งการเดินขบวนแบบสายฟ้าแลบ การโปรยใบปลิว การแขวนป้ายผ้าตามทางหลวง เพื่อรณรงค์และส่งต่อข้อความเชิงเหยียดเชื้อชาติว่า อเมริกาเป็นประเทศที่สร้างขึ้นโดยคนผิวขาวและเพื่อคนผิวขาวเท่านั้น”.

ที่มา Reuters

ไฟไหม้บนสะพานบรูกลิน ขณะจุดพลุฉลองวันชาติสหรัฐฯ

ไฟไหม้บนสะพานบรูกลิน ขณะจุดพลุฉลองวันชาติสหรัฐฯ

5 ก.ค. 2569 10:46 น.

ไฟไหม้บนสะพานบรูกลิน ขณะจุดพลุฉลองวันชาติสหรัฐฯ

เกิดเหตุเพลิงไหม้บนสะพานบรูกลิน ในนครนิวยอร์ก ระหว่างการแสดงดอกไม้ไฟเฉลิมฉลองวันชาติสหรัฐฯ ครบรอบ 250 ปี เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบสาเหตุและประเมินความเสียหายของสะพานสัญลักษณ์สำคัญของมหานครนิวยอร์ก

เกิดเหตุเพลิงไหม้บนสะพานบรูกลิน  ในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ระหว่างการแสดงดอกไม้ไฟเฉลิมฉลองวันประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ หรือวันที่ 4 กรกฎาคม ซึ่งปีนี้ตรงกับวาระครบรอบ 250 ปีของการก่อตั้งประเทศ โดยเหตุการณ์สร้างความแตกตื่นให้กับผู้ชมจำนวนมากที่ร่วมชมการแสดงริมแม่น้ำอีสต์

ภาพจากการถ่ายทอดสดแสดงให้เห็นเปลวเพลิงและกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นจากโครงสร้างของสะพาน ขณะที่ดอกไม้ไฟยังคงถูกยิงขึ้นจากบริเวณสะพานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีประกายไฟและควันลอยปกคลุมหลายจุด เจ้าหน้าที่ซึ่งสวมเสื้อสะท้อนแสงรีบเข้าควบคุมสถานการณ์ และมีรถฉุกเฉินพร้อมรถดับเพลิงเข้าประจำพื้นที่ทันที

รายงานระบุว่า จุดเกิดเหตุอยู่บริเวณด้านสะพานที่หันสู่แม่น้ำอีสต์ โดยสามารถมองเห็นลำน้ำที่ฉีดขึ้นไปยังจุดเกิดเพลิงเพื่อเร่งดับไฟ ขณะที่สาเหตุของเพลิงไหม้และความเสียหายต่อโครงสร้างสะพานยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่

ผู้เห็นเหตุการณ์หลายรายเปิดเผยว่า ช่วงแรกเข้าใจว่าเปลวไฟเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงดอกไม้ไฟ ก่อนจะเริ่มกังวลเมื่อไฟลุกลามและมีควันดำจำนวนมาก

หญิงชาวฝรั่งเศสวัย 24 ปี ซึ่งชมการแสดงอยู่บริเวณริมน้ำฝั่งบรูกลิน กล่าวว่า ตอนแรกคิดว่าเป็นเอฟเฟกต์ของการแสดง แต่ภายหลังรู้สึกหวาดกลัวว่าจะเกิดการระเบิด และเข้าใจผิดว่าสะพานสร้างจากไม้ จึงกังวลว่าไฟจะลุกลาม โดยเธอระบุว่าเห็นจุดไฟลุกพร้อมกันถึง 4 จุด และมีดอกไม้ไฟบางส่วนระเบิดเพิ่มจากผลของเพลิงไหม้ ด้านนักท่องเที่ยวชาวอียิปต์วัย 31 ปี กล่าวว่า เพลิงเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ก่อนขยายตัวใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมมีควันดำหนาทึบลอยขึ้นเหนือสะพาน

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวในพื้นที่รายงานว่า เพลิงทั้งหมดดับลงภายในเวลาประมาณ 1 นาที และไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือความเสียหายร้ายแรงจากเหตุการณ์ดังกล่าว

เหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นในช่วงที่หลายพื้นที่ของสหรัฐฯ จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีการประกาศอิสรภาพ โดยในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สภาพอากาศแปรปรวนและพายุฝนฟ้าคะนองทำให้ต้องอพยพผู้ร่วมงานออกจากบริเวณเนชันแนล มอลล์ เป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง ก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะยืนยันเดินหน้ากล่าวสุนทรพจน์ตามกำหนด แม้สภาพอากาศจะไม่เอื้ออำนวยก็ตาม

เจ้าหน้าที่นครนิวยอร์กยังไม่ได้เปิดเผยสาเหตุของเหตุเพลิงไหม้บนสะพานบรูกลินอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าจะมีการตรวจสอบระบบการติดตั้งดอกไม้ไฟและโครงสร้างบริเวณจุดเกิดเหตุอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันในอนาคต.

ที่มา New York Post / New York Times 

คิม จองอึน คุมทดสอบอาวุธบนเรือพิฆาต “คังกอน” สั่งเร่งเข้าประจำการภายใน 2 เดือน

คิม จองอึน คุมทดสอบอาวุธบนเรือพิฆาต "คังกอน" สั่งเร่งเข้าประจำการภายใน 2 เดือน

5 ก.ค. 2569 10:26 น.

คิม จองอึน คุมทดสอบอาวุธบนเรือพิฆาต “คังกอน” สั่งเร่งเข้าประจำการภายใน 2 เดือน

“คิม จองอึน” ลงพื้นที่ตรวจตราการทดสอบยิงขีปนาวุธร่อนทางยุทธศาสตร์และระบบป้องกันภัยบนเรือพิฆาตลำใหม่ “คังกอน” ขนาด 5,000 ตัน พร้อมสั่งเดินหน้ายกระดับกองทัพเรือให้ทันสมัยและติดอาวุธนิวเคลียร์ และนำเรือเข้าประจำการภายใน 2 เดือน

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้สังเกตการณ์การทดสอบยิงขีปนาวุธร่อนเชิงยุทธศาสตร์และการประเมินระบบอาวุธต่าง ๆ บนเรือพิฆาต คังกอน ขนาด 5,000 ตัน ซึ่งเป็นเรือรบลำใหม่ของกองทัพเรือเกาหลีเหนือ

รายงานระบุว่า การทดสอบมีขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (3 ก.ค.) เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบการรบประจำเรือ โดยครอบคลุมการตรวจสอบระบบตรวจจับเป้าหมาย ระบบประมวลผลข้อมูล ระบบควบคุมการยิงแบบบูรณาการ ระบบอาวุธต่อต้านเรือผิวน้ำ ระบบต่อต้านเรือดำน้ำ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ปืนเรือ ปืนใหญ่อัตโนมัติ รวมถึงระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์

คิม จองอึน ได้รับฟังรายงานสรุปเกี่ยวกับแผนการทดสอบอาวุธ ก่อนชมการยิงขีปนาวุธร่อนเชิงยุทธศาสตร์และการทดสอบระบบอาวุธต่าง ๆ ด้วยตนเอง พร้อมกล่าวชื่นชมความก้าวหน้าของการพัฒนาอาวุธ และเรียกร้องให้เร่งเสริมสร้างขีดความสามารถในการยับยั้งสงครามและเพิ่มศักยภาพการรบของประเทศ

ผู้นำเกาหลีเหนือยังมีคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทดสอบเรือพิฆาตคังกอนให้แล้วเสร็จอย่างมีประสิทธิภาพ และนำเรือเข้าประจำการในกองทัพเรือภายในระยะเวลา 2 เดือน

เรือพิฆาตคังกอนเป็นเรือรบชั้นเดียวกับ ชเว ฮยอน ซึ่งเพิ่งเข้าประจำการเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยเกาหลีเหนือประกาศว่าจะนำเรือทั้งสองลำมาเป็นกำลังหลักของแผนปรับปรุงกองทัพเรือครั้งใหญ่

ก่อนหน้านี้ คิม จองอึน ประกาศแผนสร้างเรือพิฆาตชั้นเดียวกันปีละ 2 ลำต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี พร้อมทั้งเปิดเผยโครงการพัฒนาเรือรบขนาด 10,000 ตัน และระบุว่าจะติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ให้กับกองทัพเรือในอนาคต

เรือคังกอนเคยประสบอุบัติเหตุระหว่างพิธีปล่อยเรือลงน้ำเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2568 โดยเรือเกิดเอียงและพลิกตะแคงบางส่วนจนได้รับความเสียหายต่อหน้าคิม จองอึน ซึ่งในเวลานั้นตำหนิเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเกิดจาก “ความประมาทอย่างร้ายแรง” และ “ความไร้ความรับผิดชอบ” พร้อมสั่งให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่เรือลำดังกล่าวจะได้รับการซ่อมแซมและกลับเข้าสู่กระบวนการทดสอบอีกครั้ง

การเร่งพัฒนากองทัพเรือของเกาหลีเหนือมีขึ้นท่ามกลางการเดินหน้าขยายศักยภาพทางทหารอย่างต่อเนื่อง หลังการประชุมสุดยอดระหว่างคิม จองอึน กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ในปี 2562 ล้มเหลวจากความเห็นต่างเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์และการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร โดยเปียงยางยังคงประกาศตนเป็น “รัฐนิวเคลียร์ที่ไม่อาจย้อนกลับได้”

ปัจจุบัน เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ยังอยู่ในภาวะสงครามในทางเทคนิค เนื่องจากสงครามเกาหลีระหว่างปี 1950-1953 สิ้นสุดลงเพียงข้อตกลงหยุดยิง ไม่ใช่สนธิสัญญาสันติภาพ ขณะที่กองทัพเรือเกาหลีใต้มีเรือรบขนาดตั้งแต่ 5,000 ตันขึ้นไปมากกว่า 10 ลำ ส่วนเกาหลีเหนือมีเพียง 2 ลำ

เคซีเอ็นเอระบุว่า คิม จองอึน ยืนยันว่าจะเร่งเสริมสร้าง “ศักยภาพการยับยั้งสงคราม” และแสดงให้เห็นถึง “เจตจำนงทางการเมืองและความมุ่งมั่นในการครอบครองอำนาจที่เหนือกว่าอย่างเด็ดขาด” ผ่านการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น แม้ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของมาตรการดังกล่าวเพิ่มเติม.

ที่มา AFP / Reuters

“ทรัมป์” ลั่นเดินหน้าปราศรัยฉลอง 250 ปีสหรัฐฯ “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” หลังเจอพายุถล่ม

"ทรัมป์" ลั่นเดินหน้าปราศรัยฉลอง 250 ปีสหรัฐฯ "ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น" หลังเจอพายุถล่ม

5 ก.ค. 2569 10:00 น.

“ทรัมป์” ลั่นเดินหน้าปราศรัยฉลอง 250 ปีสหรัฐฯ “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” หลังเจอพายุถล่ม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันจะกล่าวสุนทรพจน์ในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีการประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น” แม้พายุฝนฟ้าคะนองและอากาศร้อนจัดกว่า 39 องศาเซลเซียส ทำให้ทางการต้องอพยพประชาชนหลายหมื่นคนออกจากพื้นที่จัดงานชั่วคราว พร้อมเลื่อนกำหนดการปราศรัยออกไป 1 ชั่วโมง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศเดินหน้ากล่าวสุนทรพจน์ในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีการประกาศอิสรภาพของประเทศ ที่บริเวณเนชันแนล มอลล์ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. แม้สภาพอากาศเลวร้ายจะทำให้ทางการต้องอพยพประชาชนออกจากพื้นที่จัดงานเป็นการชั่วคราว

ก่อนการปราศรัยเพียงไม่กี่ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ได้สั่งให้ผู้ร่วมงานหลายหมื่นคนออกจากบริเวณเนชันแนล มอลล์ หลังพายุฝนฟ้าคะนองเคลื่อนตัวเข้าใกล้พื้นที่ ขณะที่อุณหภูมิในกรุงวอชิงตันพุ่งสูงถึง 39.4 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของวันที่ 4 กรกฎาคม นับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการอพยพเกิดเหตุชุลมุน เมื่อผู้เข้าร่วมงานบางส่วนไม่ยอมออกจากพื้นที่ และพยายามฝ่าแนวกั้นเพื่อกลับเข้าไป พร้อมตะโกนว่า “Charge!” และ “Trump! Trump!” ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงให้ทุกคนเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่โดยทันที

ทรัมป์ วัย 80 ปี โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า “พายุนำโชคมาให้ทุกงาน และยังทำให้งานน่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น เราจะรอให้พายุผ่านไป ผมไม่สนใจแม้ว่าจะต้องรอถึงตีสอง” พร้อมยืนยันว่า “ผมจะไปที่นั่นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คืนวันเสาร์ทั้งที มาสนุกกันเถอะ ถึงแม้งานจะเลิกดึกก็ตาม”

ต่อมา เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวและคณะผู้จัดงาน Freedom 250 ประกาศเลื่อนเวลาปราศรัยจากเดิมออกไป 1 ชั่วโมง เป็นเวลา 23.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนปิดท้ายด้วยการแสดงดอกไม้ไฟความยาว 40 นาที ซึ่งผู้จัดระบุว่าเป็นการแสดงดอกไม้ไฟครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดมาในโอกาสวันชาติสหรัฐฯ

ภายในงานยังมีการบินโชว์ของเครื่องบินทหาร และกิจกรรมลักษณะคล้ายการชุมนุมหาเสียง ซึ่งแตกต่างจากธรรมเนียมของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในอดีต ที่มักหลีกเลี่ยงการปรากฏตัวในงานเฉลิมฉลองวันชาติ เพื่อไม่ให้เกิดภาพลักษณ์ทางการเมือง

การเฉลิมฉลองปีนี้จัดขึ้นท่ามกลางคลื่นความร้อนที่ปกคลุมพื้นที่ภาคตะวันออกของสหรัฐฯ โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่ามีประชาชนกว่า 160 ล้านคนอยู่ภายใต้คำเตือนสภาพอากาศร้อนจัด ส่งผลให้ขบวนพาเหรด งานบาร์บีคิว และกิจกรรมวันชาติหลายแห่งต้องยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบ

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้เดินทางไปยังอนุสรณ์สถานเมาท์รัชมอร์ ในรัฐเซาท์ดาโคตา และกล่าวสุนทรพจน์ว่า อัตลักษณ์ของอเมริกากำลังถูก “โจมตีอีกครั้ง” จากกลุ่มหัวรุนแรงภายในประเทศ พร้อมโจมตีสิ่งที่เขาเรียกว่า “การหวนกลับมาของภัยคอมมิวนิสต์” ซึ่งเป็นประเด็นที่เขาหยิบยกขึ้นมาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน บริเวณใกล้อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ มีกลุ่มชาตินิยมผิวขาว Patriot Front เดินทางมารวมตัว โดยสมาชิกหลายร้อยคนสวมเครื่องแบบของกลุ่มและตะโกนคำขวัญ “Reclaim America” แม้ตำรวจจะระบุว่ายังไม่มีรายงานเหตุรุนแรงเกิดขึ้น

ด้านสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ซึ่งเป็นพระสันตะปาปาชาวอเมริกันพระองค์แรก ตรัสเนื่องในโอกาสครบรอบ 250 ปีของสหรัฐฯ ว่า “ความฝันแบบอเมริกัน” ควรรวมถึงการต้อนรับ การคุ้มครอง และการช่วยเหลือผู้อพยพ ซึ่งสะท้อนจุดยืนที่แตกต่างจากนโยบายตรวจเข้มคนเข้าเมืองของรัฐบาลทรัมป์

ผลสำรวจของ Quinnipiac University ระบุว่า ชาวอเมริกันร้อยละ 61 เห็นว่าสหรัฐฯ ยังไม่สามารถดำเนินตามอุดมการณ์ที่บัญญัติไว้ในคำประกาศเอกราชได้อย่างสมบูรณ์ โดยผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่เชื่อว่าประเทศยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ดังกล่าว ขณะที่ผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันข้าม

นอกจากนี้ ผลสำรวจของ Reuters/Ipsos ยังพบว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ รวมถึงผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตราวสามในสี่ และผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันประมาณครึ่งหนึ่ง เห็นว่าการจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีของประเทศในปีนี้ มีความเป็นการเมืองมากเกินไป

นอกกรุงวอชิงตัน สภาพอากาศแปรปรวนยังส่งผลกระทบต่อการเฉลิมฉลองในหลายเมือง โดยนครนิวยอร์กต้องปรับเวลาแสดงดอกไม้ไฟให้เร็วขึ้น ขณะที่เมืองฟิลาเดลเฟียและนครบอสตันต้องอพยพผู้ร่วมงานจากพื้นที่จัดคอนเสิร์ตและงานเฉลิมฉลองริมแม่น้ำเพื่อความปลอดภัย.

ที่มา Reuters / AFP

ฮิซบอลเลาะห์-ฮามาส ส่งผู้แทนร่วมพิธีศพ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี

ฮิซบอลเลาะห์-ฮามาส ส่งผู้แทนร่วมพิธีศพ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี

5 ก.ค. 2569 05:41 น.

ฮิซบอลเลาะห์-ฮามาส ส่งผู้แทนร่วมพิธีศพ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี

ผู้แทนของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์กับกลุ่มฮามาส เดินทางเยือนกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน เพื่อร่วมพิธีฝังศพของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านผู้ล่วงลับ

สื่อของอิหร่านรายงานว่า ตัวแทนจากกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเตหะราน รวมถึงกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ในเลบานอนกับ ฮามาส ในฉนวนกาซา เดินทางมาเข้าร่วมพิธีฝังศพของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านผู้ล่วงลับ ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นเวลา 6 วันนับตั้งแต่วันเสาร์ที่ 4 ก.ค. 2569 เป็นต้นไป

เป็นเวลาหลายปีแล้วที่รัฐบาลเตหะรานได้ให้การสนับสนุนกลุ่มฮามาสของปาเลสไตน์, กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ของเลบานอน และกลุ่มกบฏฮูตีของเยเมน ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ล้วนถูกสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตกอื่นๆ ขึ้นบัญชีดำให้เป็นกลุ่มก่อการร้าย ส่งผลให้อิหร่านตกเป็นเป้าหมายของการคว่ำบาตรจากนานาชาติ

อิหร่านเรียกเครือข่ายพันธมิตรต่อต้านอิสราเอลของตน ซึ่งรวมถึงกลุ่มติดอาวุธในอิรักด้วยว่าเป็น “กลุ่มอักษะแห่งการต่อต้าน” (Axis of Resistance)

ทางกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เปิดเผยกับสื่อเลบานอนว่า คณะผู้แทนของพวกเขาที่เดินทางไปยังกรุงเตหะรานในครั้งนี้ นำโดย โมฮัมเหม็ด ฟเนอิช เจ้าหน้าที่ระดับสูงและอดีตรัฐมนตรี โดยคณะเดินทางประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ ตลอดจนครอบครัวของสมาชิกที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ

ในขณะเดียวกัน กลุ่มฮามาสระบุในแถลงการณ์ว่า คณะผู้แทนของตนนำโดย โมฮัมเหม็ด ดาร์วิช ประธานฝ่ายการเมืองของกลุ่ม และรวมถึงสมาชิกฝ่ายการเมืองคนอื่นๆ เช่น บาสเซม นาอิม

อนึ่ง เมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 นายอิสมาอิล ฮานิเยห์ ซึ่งเป็นผู้นำทางการเมืองของกลุ่มฮามาสในขณะนั้น ถูกสังหาร ณ ที่พักของเขาในกรุงเตหะราน จากปฏิบัติการของอิสราเอล หลังจากเขาเพิ่งได้เข้าร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน

สถานีโทรทัศน์ของอิหร่านรายงานว่า ผู้ที่เข้าร่วมในพิธีเมื่อวันเสาร์ที่กรุงเตหะรานด้วยนั้น ยังรวมถึง ซิยาด อัล-นัคคาลาห์ ผู้นำกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์และกลุ่มอิสลามิกฮิญาด ซึ่งเป็นพันธมิตรของฮามาส และ ดาอิฟ อัลเลาะห์ อัล-ชามี สมาชิกอาวุโสของกลุ่มฮูตีด้วย

เจ้าหน้าที่และบุคคลสำคัญจากต่างประเทศส่วนใหญ่ได้เข้าแสดงความอาลัยแก่ อาลี คาเมเนอี เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยเขาปกครองอิหร่านมาตั้งแต่ปี 2532 และถูกสังหารในวัย 86 ปี พร้อมกับสมาชิกในครอบครัวและเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคน จากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 ก.พ. จุดชนวนให้เกิดสงครามในตะวันออกกลาง

ในวันเสาร์ (4 ก.ค.) ฝูงชนจำนวนมากมารวมตัวกันที่ “แกรนด์ โมซัลลา” ซึ่งเป็นมัสยิดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ในกรุงเตหะราน เพื่อร่วมไว้อาลัยและส่งดวงวิญญาณของอดีตผู้นำสูงสุดผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการตัดสินใจด้านนโยบายหลักของรัฐในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เจ้าชายแฮร์รี จะเสด็จเยือนลอนดอนคนเดียว เมแกน-ลูกๆ ไม่มาด้วย

เจ้าชายแฮร์รี จะเสด็จเยือนลอนดอนคนเดียว เมแกน-ลูกๆ ไม่มาด้วย

5 ก.ค. 2569 03:34 น.

เจ้าชายแฮร์รี จะเสด็จเยือนลอนดอนคนเดียว เมแกน-ลูกๆ ไม่มาด้วย

เจ้าชายแฮร์รีจะเสด็จเยือนกรุงลอนดอนเพียงลำพัง โดยไม่พาพระชายากับพระโอรสและพระธิดามาด้วย เนื่องจากมีการยืนยันว่า ครอบครัวของพระองค์จะไม่ได้รับการอารักขาจากตำรวจ

สำนักข่าว บีบีซี รายงานเมื่อ 4 ก.ค. 2569 ว่า เจ้าชายแฮร์รีจะเสด็จเยือนสหราชอาณาจักรในสัปดาห์หน้าเพียงพระองค์เดียว โดยไม่มี เมแกน พระชายา, เจ้าชายอาร์ชี พระโอรส และเจ้าหญิงลิลิแบต พระธิดา ร่วมเดินทางไปด้วยตามแผนที่วางไว้ในตอนแรก หลังมีการยืนยันว่า ครอบครัวของพระองค์จะไม่ได้รับการอารักขาจากตำรวจที่ใช้เงินภาษีของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ยังมีความเป็นไปได้ที่ เมแกนกับพระโอรสและพระธิดาจะเดินทางมาสมทบกับเจ้าชายแฮร์รีในภายหลังของสัปดาห์ เมื่อกำหนดการเดินทาง 5 วันย้ายไปยังเมืองเบอร์มิงแฮมเพื่อประชาสัมพันธ์การแข่งขันกีฬา “อินวิกตัส เกมส์” (Invictus Games)

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะได้พบกับพระราชนัดดาทั้งสอง ซึ่งพระองค์ไม่ได้ทรงพบเจอหน้ากันโดยตรงมานานถึง 4 ปีแล้วหรือไม่ หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ หลายฝ่ายมองว่า การเยือนกรุงลอนดอนในครั้งนี้ คือโอกาสที่เป็นไปได้มากที่สุดที่สมาชิกราชวงศ์อังกฤษจะได้กลับมาพร้อมหน้ากันอีกครั้ง หลังจากที่ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ตอบรับข้อเสนอที่จะพำนักในพระราชฐานพร้อมกับพระโอรสและพระธิดาทั้งสอง

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้หมายความว่า เมแกนจะไม่ได้ร่วมเดินทางไปกับพระสวามีในการเยือนโรงพยาบาล “รอยัล ฮอสพิทัล เชลซี” เพื่อเข้าร่วมการประชุมที่เกี่ยวข้องกับ อินวิกตัส เกมส์ ในวันพุธ โดยเจ้าชายแฮร์รีจะเสด็จเข้าร่วมเพียงลำพัง

ปัจจุบันยังคงมีการหารือกันอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัย สำหรับช่วงท้ายของการเสด็จเยือนของเจ้าชายแฮร์รี แต่ยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายในขณะนี้

มีรายงานข่าวออกมาก่อนหน้านี้ว่า กำหนดการเดินทางในช่วงท้ายของทริปจะรวมถึงการไปเยือนคฤหาสน์อัลธอร์ป (Althorp) ในมณฑลนอร์แทมป์ตัน ซึ่งเป็นคฤหาสน์ประจำตระกูลของไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ พระมารดาของเจ้าชายแฮร์รี

และเป็นที่เข้าใจกันว่า เดิมทีมีแผนการที่เจ้าชายแฮร์รีจะทรงพาพระชายาและพระโอรส-พระธิดาไปเยือนหลุมฝังพระศพของพระมารดาด้วย

หากเมแกนเดินทางมายังสหราชอาณาจักรในช่วงปลายสัปดาห์ตามที่คาดเอาไว้ เธอมีกำหนดการที่จะปฏิบัติกรณียกิจร่วมกับพระสวามี ที่ศูนย์นิทรรศการแห่งชาติเบอร์มิงแฮม เพื่อร่วมทำเครื่องหมายนับถอยหลัง 1 ปีสู่งาน “อินวิกตัส เกมส์” ที่จะจัดขึ้น ณ สถานที่แห่งนี้

อนึ่ง เจ้าชายแฮร์รีมีข้อพิพาทกับรัฐบาลอังกฤษในเรื่องการรักษาความปลอดภัยมาตลอด นับตั้งแต่พระองค์ตัดสินใจยุติการปฏิบัติพระราชกรณียกิจในฐานะราชวงศ์ชั้นสูงในปี 2563 และย้ายไปอยู่สหรัฐอเมริกากับครอบครัว

พระองค์ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของ คณะกรรมการบริหารบุคคลสำคัญและราชวงศ์ (Ravec) ที่ระบุว่าจะประเมินเรื่องการรักษาความปลอดภัยของเจ้าชายแฮร์รีเป็นรายกรณีไป เนื่องจากพระองค์จะเสด็จเยือนสหราชอาณาจักรเป็นครั้งคราวเท่านั้น

ก่อนหน้านี้เจ้าชายแฮร์รีเคยตรัสไว้ว่าจะไม่พาครอบครัวกลับมายังสหราชอาณาจักรอีก หากไม่มีการจัดการระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีขึ้น โดยทรงให้สัมภาษณ์กับบีบีซีในปี 2558 ว่า พระองค์ไม่สามารถ “มองเห็นหนทางใดเลยที่จะพาพระชายาและพระโอรส-พระธิดากลับมายังสหราชอาณาจักร ณ เวลานี้”

ทั้งนี้ เจ้าชายแฮร์รีและเมแกนปรากฏตัวร่วมกันในสหราชอาณาจักรครั้งล่าสุดเมื่อปี 2565 ในช่วงพิธีพระบรมศพของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เจ้าชายแฮร์รีจะเดินทางไปยังสหราชอาณาจักรเพียงลำพังเสมอ และได้เข้าเฝ้าพระราชบิดาในการเสด็จเยือนเมื่อเดือนกันยายนปีก่อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โป๊ปรำลึกวันชาติสหรัฐฯ ไว้อาลัยให้ผู้อพยพที่เสียชีวิตระหว่างหาเสรีภาพ

โป๊ปรำลึกวันชาติสหรัฐฯ ไว้อาลัยให้ผู้อพยพที่เสียชีวิตระหว่างหาเสรีภาพ

5 ก.ค. 2569 02:58 น.

โป๊ปรำลึกวันชาติสหรัฐฯ ไว้อาลัยให้ผู้อพยพที่เสียชีวิตระหว่างหาเสรีภาพ

โป๊ปเลโอเทศนาที่เกาะลัมเปดูซา โดยใช้โอกาสเนื่องในวันชาติสหรัฐฯ กระตุ้นอเมริการวมถึงยุโรปช่วยเหลือผู้อพยพและผู้ที่เปราะบางที่สุด เพราะสหรัฐฯ ก็ถูกก่อตั้งขึ้นโดยผู้อพยพเช่นกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ผู้ซึ่งเคยมีประเด็นขัดแย้งกับรัฐบาลทรัมป์เกี่ยวกับการปราบปรามผู้อพยพอย่างเข้มงวด ทรงใช้เวลาในวันเสาร์ที่ 4 ก.ค. 2569 ซึ่งตรงกับวันชาติของสหรัฐฯ เพื่อร่วมไว้อาลัยและเป็นเกียรติแก่ผู้คนนับหมื่นที่ต้องเสียชีวิตลงในระหว่างพยายามเดินทางมายังยุโรปเพื่อแสวงหาเสรีภาพและความมั่งคั่ง

ในขณะที่สหรัฐอเมริกากำลังเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีของการประกาศอิสรภาพด้วยการเดินขบวน งานเลี้ยง และการจุดพลุดอกไม้ไฟ โป๊ปพระองค์แรกในประวัติศาสตร์ที่ประสูติในสหรัฐฯ ได้เสด็จเยือนเกาะลัมเปดูซาของหมู่เกาะซิซิลี เพื่อสวดมนต์ ณ สุสานผู้อพยพ และประกอบพิธีมิสซาอันศักดิ์สิทธิ์ให้แก่ชาวเกาะรวมถึงผู้ที่เพิ่งเดินทางมาถึงใหม่

เกาะลัมเปดูซาเป็นแนวหินยาว 9 กิโลเมตรที่ไร้ต้นไม้ โดยมีทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้กับทวีปแอฟริกามากกว่าแผ่นดินใหญ่ของอิตาลี และเป็นจุดผ่านเข้าสู่ยุโรปจุดหลักสำหรับผู้อพยพนับแสนคนที่เดินทางข้ามทะเลด้วยเรือมาจากลิเบียหรือตูนิเซีย ซึ่งมักเป็นการลักลอบขนคนเข้าเมืองโดยขบวนการค้ามนุษย์

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอทรงพบปะกับผู้อพยพบางส่วนที่ท่าเรือ จากนั้นได้ทรงดำเนินเพียงลำพังไปยังโขดหินริมสะพานปลาที่คดเคี้ยว ตามด้วยการทำพิธีอวยพรแผ่นป้ายประกาศเพื่ออุทิศท่าเรือแห่งนี้ให้แก่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ผู้ซึ่งเคยเสด็จเยือนที่นี่ในปี 2556 ก่อนที่พระองค์จะทรงประกอบพิธีมิสซาบนชายฝั่ง

“นี่คือสถานที่ที่การกระทำเสียงดังกว่าคำพูด” สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอตรัส “แต่การกระทำจะเปี่ยมด้วยความเป็นมนุษย์ได้ ก็ต่อเมื่อการกระทำนั้นมาจากใจ”

ในการเสด็จเยือนเกาะลัมเปดูซา โป๊ปเลโอทรงต้องการส่งสารเชิงสัญลักษณ์ไปยังสหรัฐอเมริกาและยุโรป เกี่ยวกับพันธกิจของชาวคริสต์ในการปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้อพยพและผู้ที่เปราะบางที่สุด พร้อมทั้งทรงเตือนสติสหรัฐอเมริกาว่าประเทศนี้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยผู้อพยพเช่นกัน

ในสาส์นที่ส่งถึงชาวอเมริกันเนื่องในวันครบรอบ 250 ปี การประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ โป๊ปเลโอทรงเน้นย้ำว่า การปกป้องทารกในครรภ์และทุกชีวิตของมนุษย์นั้น ยังหมายรวมถึง “การต้อนรับ การปกป้อง และการช่วยเหลือผู้อพยพ ซึ่งความหวัง การเสียสละ และการอุทิศตนของพวกเขาได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศนี้มาตั้งแต่จุดเริ่มต้น”

“การต้อนรับพวกเขาด้วยความเห็นอกเห็นใจและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำทานเท่านั้น แต่ยังเป็นการยอมรับในศักดิ์ศรีที่มนุษย์ทุกคนพึงมีด้วยเช่นกัน”

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอทรงขอบคุณชาวเกาะลัมเปดูซาสำหรับ “ปาฏิหาริย์แห่งความเห็นอกเห็นใจ” ที่พวกเขาได้แสดงออกผ่านการต้อนรับผู้อพยพ และทรงกระตุ้นให้ยุโรปเผชิญหน้ากับความท้าทายในปัจจุบันพร้อมทั้งแบกรับความรับผิดชอบนี้

“ณ ที่แห่งนี้ พวกท่านไม่ได้เห็นเพียงแค่คนคนเดียว แต่เห็นมนุษย์นับพันคนตกอยู่ในมือของโจรผู้ปล้นชิงทุกสิ่งไปจากพวกเขา ทุบตีพวกเขาอย่างทารุณ แล้วเดินจากไป ปล่อยให้พวกเขาตกอยู่ในสภาพปางตาย” พระองค์ตรัส

โป๊ปเลโอตรัสต่อไปว่า มีผู้คนอีกจำนวนมากที่ต้องเสียชีวิตระหว่างการเดินทาง “แต่เรายังคงรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของพวกเขา ซึ่งท้าทายจิตสำนึกของเราไม่น้อยไปกว่าผู้ที่เดินทางมาถึงฝั่งและกำลังต้องการการดูแลและความช่วยเหลือเลย”

ทั้งนี้ จำนวนผู้อพยพที่เดินทางมาถึงอิตาลีในปีนี้จนถึงปัจจุบัน มีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยกระทรวงมหาดไทยรายงานว่ามีผู้เดินทางมาถึงจำนวน 14,464 คน นับจนถึงวันศุกร์ที่ผ่านมา (3 ก.ค.) เทียบกับ 30,598 คนในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว และ 26,202 คนในปี 2567

ขณะเดียวกัน องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ได้บันทึกรายชื่อผู้อพยพที่สูญหายในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไว้มากกว่า 35,000 คนนับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม เชื่อกันว่าจำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงนั้นสูงกว่านี้มาก เนื่องจากมีเหตุการณ์เรืออับปางแบบ “ไร้ร่องรอย” อีกจำนวนนับไม่ถ้วนที่ไม่เคยถูกบันทึกไว้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

กองทัพจีนแต่งตั้ง 2 พลเอกใหม่ หลังปราบคอร์รัปชันทำทหารระดับสูงลดลง

กองทัพจีนแต่งตั้ง 2 พลเอกใหม่ หลังปราบคอร์รัปชันทำทหารระดับสูงลดลง

5 ก.ค. 2569 01:44 น.

กองทัพจีนแต่งตั้ง 2 พลเอกใหม่ หลังปราบคอร์รัปชันทำทหารระดับสูงลดลง

(พลเอกคนใหม่ จาง ซู่กวง (ซ้ายบน) และ หวัง กัง (ขวาบน) / ภาพจาก Xinhua)

ทางการจีนแต่งตั้งทหารยศพลเอกเพิ่มอีก 2 นาย หลังจากการปราบปรามคอร์รัปชันในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้นายทหารระดับสูงหลายคนถูกปลดจากตำแหน่ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 4 ก.ค. 2569 ว่า กองทัพจีนได้เลื่อนยศนายทหารสองนายขึ้นเป็นพลเอก ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบอกล่วงหน้าถึงการปรับโครงสร้างผู้บริหารระดับสูง หลังจากที่มีการปลดผู้นำทางทหารหลายนายออกไป ระหว่างรัฐบาลดำเนินแคมเปญต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันที่ทำมาอย่างยาวนาน

เป็นที่เชื่อกันว่าการโยกย้ายตำแหน่งครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นความพยายามเพื่อให้มั่นใจว่ากองทัพจะยังคงจงรักภักดีต่อพรรคคอมมิวนิสต์ที่ปกครองประเทศจีน และต่อผู้นำอย่าง สี จิ้นผิง

สี จิ้นผิง ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการทหารด้วย ได้มอบคำสั่งแต่งตั้ง จาง ซู่กวง และผู้บัญชาการทหารอากาศ หวัง กัง ขึ้นเป็นพลเอกในพิธีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นอกจากนี้นายจางยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าหน่วยงานตรวจสอบการทุจริตประจำคณะกรรมการการทหารส่วนกลาง (CMC) ซึ่งเป็นองค์กรทหารระดับสูงสุดอีกด้วย

การเลื่อนตำแหน่งในครั้งนี้อาจส่งผลให้พวกเขามีสิทธิ์ได้รับการพิจารณา ให้เข้าดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการการทหารส่วนกลาง ซึ่งเดิมทีมีสมาชิกทั้งหมด 7 คน แต่ปัจจุบันจำนวนสมาชิกลดลงเหลือเพียง 2 คนอันเนื่องมาจากการสืบสวนคดีทุจริต

คณะกรรมการชุดนี้มี สี จิ้นผิง เป็นประธาน โดยมีสมาชิกที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่อีกเพียงคนเดียวคือ รองประธาน จาง เซิ่งหมิน ขณะที่อดีตรองประธานอีกสองคน รวมถึงนายทหารระดับสูงสุดของกองทัพ ถูกปลดหรือพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ไปแล้ว

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการประกาศรายชื่อคณะกรรมการชุดใหม่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีหน้า ซึ่งจะครบรอบวาระ 5 ปีของคณะกรรมการชุดปัจจุบันพอดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : npr

วอชิงตัน ดี.ซี. ยกเลิกพาเหรดวันชาติ เหตุอุณหภูมิพุ่งจ่อ 40 องศา

วอชิงตัน ดี.ซี. ยกเลิกพาเหรดวันชาติ เหตุอุณหภูมิพุ่งจ่อ 40 องศา

4 ก.ค. 2569 23:55 น.

วอชิงตัน ดี.ซี. ยกเลิกพาเหรดวันชาติ เหตุอุณหภูมิพุ่งจ่อ 40 องศา

คณะผู้จัดงานในสหรัฐฯ ยกเลิกจัดขบวนพาเหรดวันชาติในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เนื่องจากอุณหภูมิที่ร้อนอบอ้าวในเมืองหลวงของสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มสูงเกือบ 40 องศาเซลเซียส

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะผู้จัดงานขบวนพาเหรดวันประกาศอิสรภาพในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประกาศยกเลิกการจัดงานในวันเสาร์ที่ 4 ก.ค. 2569 นี้อย่างกะทันหันในช่วงดึกของคืนก่อนวันงาน เนื่องจากอุณหภูมิที่ร้อนอบอ้าวในเมืองหลวงของสหรัฐฯ และบริเวณชายฝั่งตะวันออก ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการฉลองครบรอบ 250 ปีของอเมริกา

งานดังกล่าวซึ่งมีสำนักงานอุทยานแห่งชาติ (NPS) เป็นเจ้าภาพ มีกำหนดการเดิมที่จะเริ่มขึ้นในเวลา 10.30 น. ของวันเสาร์ แต่ผู้จัดงานระบุว่าพวกเขาจำเป็นต้องยกเลิกขบวนแห่ เนื่องจากการประกาศเตือนภัยความร้อนขั้นรุนแรงจากสำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ (NWS)

อุณหภูมิที่ร้อนระอุ ซึ่งซ้ำเติมด้วยความชื้นสูงในอากาศ ส่งผลกระทบให้ระบบขนส่งมวลชนต้องหยุดชะงักและสร้างความตึงตัวให้กับระบบโครงข่ายไฟฟ้ามานานหลายวันแล้ว โดยคาดกันว่า อุณหภูมิในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ในวันเสาร์จะพุ่งสูงถึง 39 องศาเซลเซียส โดยดัชนีความร้อน (Heat Index) หรืออุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกจริงจะสูงถึง 43-46 องศาเซลเซียส

ผู้จัดงานพาเหรดระบุว่า พวกเขาตัดสินใจยกเลิกงาน “หลังจากได้หารือกันอย่างละเอียด” กับสำนักงานอุทยานแห่งชาติ, รัฐบาลท้องถิ่นกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และรัฐบาลของทรัมป์ ซึ่งเป็นผู้ผลักดันกิจกรรมมากมายเพื่อเฉลิมฉลองวันเกิดครบรอบ 250 ปีของประเทศ

งาน “มหกรรมรัฐอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่” (Great American State Fair) ของประธานาธิบดี ซึ่งจัดขึ้น ณ ลานเนชันนัลมอลล์ ก็ได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงเช่นกัน โดยงานดังกล่าวต้องหยุดชั่วคราวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากมีผู้เข้าชมงาน 44 คนต้องเข้ารับการรักษาอาการป่วยที่เกี่ยวข้องกับความร้อน

สถานีโทรทัศน์ NBC ประจำเมืองหลวงรายงานว่า มีผู้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล 11 ราย และในจำนวนนี้มี 7 รายที่อาการถูกจัดอยู่ในขั้น “รุนแรง”

บริษัท Freedom 250 ซึ่งเป็นผู้จัดงานมหกรรมดังกล่าว ระบุว่าจะเลื่อนเวลาเปิดงานในวันเสาร์ให้ล่าช้าออกไป โดยก่อนหน้านี้งานดังกล่าวก็ประสบปัญหาผู้เข้าร่วมงานบางตาและชิงช้าสวรรค์ชำรุดเสียหายอยู่แล้ว

อย่างไรก็ดี คาดว่าทรัมป์จะยังคงขึ้นเวทีในงานมหกรรมนี้ช่วงเย็นวันเสาร์เพื่อกล่าวสุนทรพจน์ซึ่งเขาบอกว่าจะ “ยาวมาก” โดยถ้อยแถลงของเขาจะมีขึ้นต่อจากการบินโชว์ของฝูงบินทหารเหนือลาน เนชันแนล มอลล์ และเขาจะเป็นผู้เปิดงานแสดงพลุดอกไม้ไฟ ซึ่งนายทรัมป์บอกเช่นกันว่าจะ “ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian