ณัฐพงษ์ เตือนรัฐบาลหากจะกู้เงิน ควรใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์ ต้องแจงให้ชัด

ณัฐพงษ์ เตือนรัฐบาลหากจะกู้เงิน ควรใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์ ต้องแจงให้ชัด

ณัฐพงษ์ เตือนรัฐบาลหากจะกู้เงิน ควรใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์ ต้องแจงให้ชัด

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.40 น.

ณัฐพงษ์ เตือนรัฐบาลหากจะกู้เงิน ควรใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์ ต้องแจงให้ชัด ใช้เวทีในสภาฯ มาตอบกระทู้สมาชิก ชี้ระบอบการเมืองปัจจุบันสะท้อนชัดเจนละเว้นพวกพ้อง-ทำลายล้างฝั่งตรงข้าม

เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมืองทั่วไป และ กรณี 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล ที่อาจต้องถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ว่า จากข่าวล่าสุดที่รัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก.เงินกู้ พรรคประชาชนมีความเป็นห่วงในเรื่องภาระหนี้สินของประเทศที่ค่อนข้างสูง การกู้เงินมาเพิ่มเพื่อใช้จ่ายในสถานการณ์วิกฤต ต้องใช้ตรงตามวัตถุประสงค์และสามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้จริง รวมทั้งการรักษาวินัยการเงินการคลัง แม้จะยังไม่ได้เห็นในรายละเอียดทั้งหมด แต่พรรคประชาชนจะใช้กลไกในสภา ผ่านทั้งกระทู้ถามและกรรมาธิการ เพื่อสอบถามในรายละเอียดว่าการกู้เงินนี้จะนำมาใช้ในกรณีอะไรบ้าง

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า แม้ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาจะเห็นภาพนักท่องเที่ยวออกมาเล่นน้ำค่อนข้างเยอะ แต่อีกส่วนหนึ่งก็พบว่าผู้ประกอบการท่องเที่ยวหลายรายส่งเสียงสะท้อนมาว่าอัตราการเข้าพักและจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง เพราะฉะนั้นประชาชนกำลังต้องการความช่วยเหลือด้วยการเยียวยาอย่างตรงจุด 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาการบริหารเงินกองทุนน้ำมันที่ผิดพลาดของรัฐบาลทำให้การอุดหนุนอาจไม่ตกถึงประชาชนโดยตรง ดังนั้น หากรัฐบาลจะกู้เงินมาเพิ่มจริง รายละเอียดที่รัฐบาลต้องชี้แจงกับประชาชนคือ จะนำไปใช้จ่ายอย่างไร ให้เงินที่จะกลายมาเป็นภาระของลูกหลานในอนาคตถึงมือประชาชนมากที่สุด ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่เข้ามาตอบกระทู้ถามหรือชี้แจงสมาชิกในสภา ไม่ใช่การตอบคำถามของสมาชิกอย่างในกรณีญัตติวิกฤตน้ำมันที่ผ่านมา

นายณัฐพงษ์ ยังได้ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงกรณี 44 สส. โดยตั้งข้อสังเกตต่อกรณีของ นายศักดิ์สยาม (ชิดชอบ) ทั้งที่เส้นทางทางการเงินก็มีความชัดเจนว่าส่อเค้าไม่ถูกต้อง ป.ป.ช. กลับมีมติยกคำร้อง แต่กรณีของ 44 สส. ที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติโดยชอบกลับกำลังถูกดำเนินคดีจนอาจถึงขั้นตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต

“พรรคภูมิใจไทยอาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งในระบอบการเมืองปัจจุบัน ที่มีองคาพยพอื่น ทั้งองค์กรอิสระ หรือกลุ่มคนที่มีอำนาจในประเทศนี้ คอยสนับสนุนระบอบการเมืองแบบนี้อยู่”

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศคือการแสวงหาผลประโยชน์จากการใช้อำนาจรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงินมาใช้จ่าย การใช้จ่ายงบประมาณ หรือการดำเนินคดีในกระบวนการยุติธรรมต่าง ๆ กลายเป็นกระบวนการให้ประโยชน์กับกลุ่มชนชั้นนำในสังคม แต่ประชาชนและคนที่ทำถูกต้องกลับไม่เคยได้ประโยชน์เหล่านั้น 

“สิ่งที่สำคัญสำหรับพรรคประชาชน ต่อจากนี้คือการทำงานให้ประชาชนเห็นว่า สิ่งที่ต้องต่อต้าน คือระบอบการเมืองที่ไม่เป็นของประชาชนคนส่วนใหญ่ และร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ให้พรรคประชาชนเป็นตัวเลือกที่สำคัญ ที่ประชาชนเห็นว่า เป็นทางออกของประเทศ โดยเฉพาะภายใต้รัฐบาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ควบคุมได้ทั้งองค์กรอิสระ สภาบน และสภาล่าง ใช้อำนาจที่ตัวเองมีในทางมิชอบ ละเว้นพวกพ้อง ทำลายล้างฝั่งตรงข้าม ประชาชนไม่เคยได้รับความยุติธรรมในระบบ ประชาชนจะยิ่งเห็นภาพตรงนี้ชัดมากขึ้น” นายณัฐพงษ์ กล่าว

วุฒิสภาไฟเขียว ยุทธนา สาโยชนกร นั่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

วุฒิสภาไฟเขียว ยุทธนา สาโยชนกร นั่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

วุฒิสภาไฟเขียว ยุทธนา สาโยชนกร นั่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.17 น.

21 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม พิจารณาเรื่องด่วน ให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) โดยที่ประชุมวุฒิสภาลงคะแนนเสียงให้ความเห็นชอบ นายยุทธนา สาโยชนกร ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 133 คะแนน ไม่เห็นชอบ 4 คะแนน งดออกเสียง 27 คะแนน ไม่ลงคะแนนเสียง 1 คะแนน

ผลการออกเสียงลงคะแนนปรากฏว่า นายยุทธนา ได้รับความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา คือตั้งแต่ 100 คะแนนขึ้นไป จึงเป็นผู้ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

ทักษิณ ลุ้น 2 ด่าน! ราชทัณฑ์ถกพักโทษ ก่อนชง ก.ยุติธรรม

ทักษิณ ลุ้น 2 ด่าน! ราชทัณฑ์ถกพักโทษ ก่อนชง ก.ยุติธรรม

ทักษิณ ลุ้น 2 ด่าน! ราชทัณฑ์ถกพักโทษ ก่อนชง ก.ยุติธรรม

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.39 น.

“ทักษิณ”ลุ้น 2 ด่าน คณะกรรมการพักโทษระดับกรมราชทัณฑ์ เตรียมประชุมหารือภายใน 24 เม.ย.นี้ ก่อนส่งรายงานความเห็นผู้ต้องขังเด็ดขาดเข้าเกณฑ์พักโทษทั่วไป เสนอ”คณะกรรมการพักโทษระดับ ยธ.”ให้ความเห็นชอบ 29 เม.ย.69 ด้าน”ปลัด ยธ.”มอบ”รองปลัดฯธารินี”เป็นประธานแทน

21 เมษายน 2569 แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เปิดเผยว่า ภายหลังจากเมื่อวันที่ 31 มี.ค.69 ที่ผ่านมา ทางคณะกรรมการพักการลงโทษของเรือนจำกลางคลองเปรม ได้นำรายชื่อนักโทษเด็ดขาดที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษกรณีทั่วไป ซึ่งปรากฏว่ามติในที่ประชุมได้ลงความเห็นให้มีผู้ต้องขังเด็ดขาดของเรือนจำกลางคลองเปรม จำนวน 10 ราย ผ่านเกณฑ์ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษ ซึ่ง 1 ในนั้นมีชื่อของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม รายชื่อผู้ต้องขังเด็ดขาดทั้งหมดที่คณะกรรมการพักการลงโทษระดับเรือนจำกลางคลองเปรม มีความเห็นชอบได้ถูกประมวลและนำเสนอไปยังคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกรมราชทัณฑ์ ซึ่งมี นายสมบูรณ์ ศิลา รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นประธาน จะได้พิจารณากลั่นกรองตรวจสอบความสมบูรณ์ครบถ้วนของเอกสารตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด จากนั้นคาดว่าคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกรมราชทัณฑ์จะมีการประชุมหารือและให้ความเห็นชอบพิจารณาผู้ต้องขังเด็ดขาดที่ผ่านเกณฑ์ได้รับการพักโทษกรณีทั่วไปเพื่อเตรียมเสนอรายชื่อไปยังคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรม

ทั้งนี้ การประชุมของคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกรมราชทัณฑ์ จะเกิดขึ้นไม่เกินวันที่ 24 เม.ย.69 เพื่อจะได้เสนอรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์ไปยังคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ (หรือคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรม) ซึ่งประกอบด้วย ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานอนุกรรมการ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาพฤตินิสัย อธิบดีกรมคุมประพฤติ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ที่กำกับดูแลกองทัณฑปฏิบัติ เป็นอนุกรรมการ และมีผู้อำนวยการกองทัณฑปฏิบัติ เป็นอนุกรรมการและเลขานุการผู้อำนวยการกลุ่มงานพักการลงโทษ เป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบพักการลงโทษ สั่งเพิกถอนพักการลงโทษ กำหนดเงื่อนไขการคุมประพฤติ กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาพักการลงโทษ และพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษ ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 52

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยอีกว่า สำหรับการประชุมของคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรม ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 29 เม.ย.69 นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้มอบหมายให้ นางธารินี แสงสว่าง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาพฤตินิสัย ดำเนินการเป็นประธานในที่ประชุมแทนตนเอง โดยคณะฯ จะได้พิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ เพื่อให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบการพักการลงโทษกับนักโทษเด็ดขาด โดยการนำเหตุปัจจัยมาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ไม่ว่าจะเป็นพฤติการณ์แห่งคดีที่ได้กระทำและการกระทำความผิดที่ได้กระทำมาก่อนแล้ว ระยะเวลาการคุมประพฤติ ความน่าเชื่อถือและความเหมาะสมของผู้อุปการะในการควบคุมดูแลนักโทษเด็ดขาดให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขจนกว่าจะพ้นโทษ มีพฤติการณ์ในระหว่างถูกคุมขังจนน่าเชื่อว่าได้กลับตนเป็นคนดี ผลกระทบด้านความปลอดภัยของสังคม และผ่านการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู และพัฒนาพฤตินิสัยภายในเรือนจำ ตามข้อ 44 แห่งกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯ พ.ศ.2562 นำมาพิจารณาประกอบด้วย

และเมื่อคณะฯ หรือรัฐมนตรีอนุมัติพักการลงโทษ และให้ปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดรายใดซึ่งได้รับพักการลงโทษ ก็ให้แจ้งผลการอนุมัติให้ผู้บัญชาการเรือนจำรับทราบ และมีหนังสือแจ้งพนักงานคุมประพฤติและพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในท้องที่ที่นักโทษเด็ดขาด ซึ่งได้รับการปล่อยตัวเข้าไปพักอาศัยทราบภายในเวลาอันสมควร ทั้งนี้ ในการคุมประพฤติจากการพักโทษ นักโทษเด็ดขาดต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติในที่ที่ไปพักอาศัยภายในระยะเวลาที่กำหนด (3 วันหลังจากได้รับการปล่อยตัวพักโทษคุมประพฤติ) และจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในหมวด 9 (เงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษต้องปฏิบัติ) แห่งกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯ พ.ศ.256

2แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยด้วยว่า กรณีพิจารณาเรื่องการติดหรือไม่ติดกำไล EM ของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หากได้รับการพักโทษปล่อยตัวคุมประพฤติ ในวันที่ 11 พ.ค.69 นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคณะกรรมการฯ ในแต่ละลำดับชั้น โดยเฉพาะคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกรมราชทัณฑ์และระดับกระทรวงยุติธรรม ที่จะพิจารณาจากปัญหาเรื่องสุขภาพและอายุของผู้ต้องขังที่มีอายุเกินกว่า 70 ปี รวมถึงสภาพแวดล้อมและความปลอดภัยของสถานที่คุมประพฤติและชุมชนโดยรอบด้วย ว่ามีความเสี่ยงกระทำผิดซ้ำหรือน่าห่วงกังวลอย่างใดหรือไม่

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า สถานที่คุมประพฤติของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หากเป็นบ้านจันทร์ส่องหล้า เลขที่ 472 ซ.จรัญสนิทวงศ์ 69 แขวงและเขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร นายทักษิณ จะต้องเดินทางไปรายงานตัวภายใน 3 วันนับแต่วันที่ได้รับการปล่อยตัวพักโทษคุมประพฤติ โดยจะต้องเดินทางไปรายงานตัวกับเจ้าพนักงานคุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติ กรุงเทพมหานคร 1 ซึ่งเป็นสำนักงานที่เป็นผู้รับผิดชอบในพื้นที่เขตดังกล่าว อนึ่ง ขั้นตอนการรายงานตัวของผู้ถูกคุมความประพฤติ คือ ต้องรายงานตัวทุกเดือน แต่ถ้าหากรายงานตัวครบ 4 เดือน ครั้งถัดไปก็สามารถขยายเวลาได้เป็น 2 เดือนค่อยรายงานตัว ซึ่งก็เป็นไปตามเกณฑ์ที่ถูกใช้กับผู้ถูกประพฤติรายอื่นๆ

ผมโสดแต่ไม่รู้เขาโสดมั้ย ‘ชาดา’ แจงแซว ‘ไอซ์’ มาเป็นแฟนพี่ ลั่นสเปคกว้างขอแค่รักเรา

ผมโสดแต่ไม่รู้เขาโสดมั้ย ‘ชาดา’ แจงแซว ‘ไอซ์’ มาเป็นแฟนพี่ ลั่นสเปคกว้างขอแค่รักเรา

ผมโสดแต่ไม่รู้เขาโสดมั้ย ‘ชาดา’ แจงแซว ‘ไอซ์’ มาเป็นแฟนพี่ ลั่นสเปคกว้างขอแค่รักเรา

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.02 น.

ผมโสดแต่ไม่รู้เขาโสดมั้ย! ’ชาดา‘ แจงกระเซ้า ‘ไอซ์ รักชนก’ ในโซเชียลฯ แค่แซวตามประสาสส.ทำงานร่วมกัน เชื่อไร้ปัญหาขัดแย้ง ลั่นประโยคเด็ด ‘อย่ารักคนที่เรารัก ให้รักคนที่รักเรา’ 

​21 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 15.00 น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย กล่าวชี้แจงกรณีเดินแจกเงินให้ผู้สูงอายุในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ที่อ้างเป็นการดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ แต่น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์คลิปแซว “อยากรวยเหมือนพี่ชาดา” ว่า สิ่งที่ทำเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของไทยที่มีมาอย่างยาวนาน โดยเป็นการให้ด้วยความเมตตาระหว่างผู้ใหญ่และเด็ก ซึ่งตนใช้เงินเดือนส่วนตัวในการดูแลผู้สูงอายุเหล่านี้ และยืนยันว่าในช่วงที่มีการเลือกตั้งตนไม่เคยแจกเงินในลักษณะนี้ จึงมั่นใจว่าการกระทำดังกล่าวไม่มีผลต่อคะแนนเสียงทางการเมือง แต่เป็นการรักษาน้ำใจและประเพณีในช่วงเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น

​เมื่อถามถึงการโพสต์ข้อความตอบกลับ น.ส.รักชนก “ต้องมาเป็นแฟนพี่ชาดา เพราะผมยังโสด“ นายชาดา กล่าวว่า เป็นการแซวกันเล่นตามประสา สส. ที่ทำงานร่วมกันในคณะกรรมาธิการงบประมาณ

“ผมก็โสด แต่ผมไม่รู้ว่าเขาโสดหรือเปล่า ไปพูดก็ต้องขอโทษด้วยถ้าเขาไม่โสด ถือว่าเป็นการหยอกล้อกันตามภาษาคนทำงานด้วยกัน หลังจากโพสต์ไปแล้วยังไม่ได้มีการพูดคุยกันนอกรอบ แต่เชื่อว่าไม่มีปัญหาขัดแย้ง และยังให้เกียรติในฐานะเพื่อนร่วมงาน” นายชาดา กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่เคยโพสต์กังวลว่าอาจอยู่ไม่ถึงอายุ 70 ปี นายชาดา กล่าวว่า เป็นเพราะอาการป่วยบริเวณกระดูกคอที่มีปัญหามานานกว่า 1 ปี และมีภาวะหินปูนเกาะจนทำให้ปวดทรมานอย่างมากในช่วงหลัง ถึงขั้นนอนลุกไม่ได้ หรือหันคอไม่ได้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาการดีขึ้นแล้วประมาณ 20% 

ยืนยันว่าอาการป่วยไม่กระทบต่อการลงพื้นที่ดูแลประชาชน เพราะทุกครั้งที่เจอชาวบ้านจะรู้สึกมีความสุขจนลืมความปวดไปทันที นอกจากนี้ยังเผยอุบัติเหตุเล็กน้อยในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาว่าได้รับบาดเจ็บเล็บเท้าถอดจากการลื่นล้มขณะลงจากรถจักรยานยนต์

เมื่อถูกถามถึงสเปคสาวที่ชอบ นายชาดา กล่าวติดตลกว่า “ผมสเปคกว้าง ขอแค่ให้เขารักเราก็พอ เหมือนคำที่ว่าอย่าไปรักคนที่เรารัก ให้รักคนที่เขามาเจ้าชู้ เอ้ย! รักคนที่เขารักเรา” พร้อมทิ้งท้ายส่งกำลังใจให้รัฐบาลและประชาชนไทยสู้กับวิกฤตราคาน้ำมันแพงในขณะนี้

สีหศักดิ์ เผย หวัง อี้ จ่อเยือนไทย สานสัมพันธ์แน่นแฟ้นไทย-จีน

สีหศักดิ์ เผย หวัง อี้ จ่อเยือนไทย สานสัมพันธ์แน่นแฟ้นไทย-จีน

สีหศักดิ์ เผย หวัง อี้ จ่อเยือนไทย สานสัมพันธ์แน่นแฟ้นไทย-จีน

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.52 น.

21 เมษายน 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะให้การต้อนรับ นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย ในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 23 – 25 เมษายน 2569

ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายจะเป็นประธานร่วมในการประชุมกลไกหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย – จีน ครั้งที่ 3 เพื่อสานต่อพลวัตความสัมพันธ์หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์และกระชับความร่วมมือระหว่างไทยกับจีน รวมทั้งแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นภูมิภาคและระหว่างประเทศร่วมกัน นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน มีกำหนดจะเข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ด้วย

สภาสูงเดือด! ซัดนโยบายใต้เบาหวิว จี้เช็กปมโจรเลี้ยงทหาร

สภาสูงเดือด! ซัดนโยบายใต้เบาหวิว จี้เช็กปมโจรเลี้ยงทหาร

สภาสูงเดือด! ซัดนโยบายใต้เบาหวิว จี้เช็กปมโจรเลี้ยงทหาร

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.51 น.

“สภาสูง”ติง”ร่างนโยบายแผนพัฒนาชายแดนใต้” ด้าน”พ.ต.อ.กอบ”กังขา จนท.ไม่ทำตามนโยบายรัฐ ทั้งที่ทุ่มงบฯลงไปเพียบ ชงสร้างรั้วป้องกันชายแดน ขณะที่”สว.รัชนีกร”แนะ”ฝ่ายมั่นคง”ตั้งรับด้วยการรบ จี้ให้ตรวจสอบปม”โจรเลี้ยงทหาร” ห่วงปัญหารุนแรง ปชช.รวมกลุ่มปราบกบฎใต้ ส่วน”ปริญญา”ชี้ช่องเช็ก”ผู้นำ รร.สอนศาสนา”หลังเจอสอนคนละรูปแบบ

21 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2568 – 2570 ซึ่งเสนอโดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการอภิปราย สว.ต่างสนับสนุนร่างนโยบายดังกล่าว พร้อมกับเสนอแนะต่อการทำงานภาคปฏิบัติเพื่อให้เกิดความสงบและสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อาทิ พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ สว.อภิปรายว่า กรณีปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ที่ปัจจุบันพบว่ายังจับตัวการไม่ได้ ตนมองว่าเป็นเพราะผู้ปฏิบัติไม่ปฏิบัติตามนโยบาย ทั้งที่ทุ่มงบประมาณจำนวนมาก ล่าสุดเมื่อวาน (20 เม.ย.) มีระเบิดที่ จ.ยะลา และพบการสื่อสารผิดพลาด ทำให้เกิดการต่อต้านให้ขับไล่บุคลากร เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐซึ่งเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง นอกจากนั้นเมื่อ 18 เม.ย.พบว่า ธงชาติหายจากเสาในพื้นที่ชายแดนฝั่ง จ.จันทบุรี สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ตนมองว่าถึงเวลาสร้างต้องสร้างความมั่นคงแข็งแรง โดยกั้นกำแพงกั้นเพื่อนบ้านที่นิสัยไม่ดี ที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่รัฐดูแลได้ไม่ทั่วถึง

“ประชาชน 100% อยากให้สร้างกำแพงรอบประเทศ เพื่อประหยัดงบประมาณ ทั้งงบลาดตระเวน งบซื้ออาวุธ นอกจากนั้นเพื่อรักษาชีวิตประชาชน รักษาชีวิตทหาร และผมของให้ สมช.พิจารณา และผลักดันเอ็มโอยูที่เป็นปัญหาด้วย” พ.ต.อ.กอบ อภิปราย

พ.ต.อ.กอบ อภิปรายต่อว่า สำหรับนโยบายรัฐบาลที่กล่าวถึงการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ นั้น ตนมองว่าเบาหวิว และที่ผ่านมา คนไทยแท้ๆ ในพื้นที่แต่เหมือนมีสถานะเป็นพลเมืองชั้นสอง ดังนั้น ตนมองว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องให้ความสำคัญและตระหนักถึงปัญหา เพราะที่ผ่านมาพบว่ามีแต่นามธรรม สิ่งที่พูดไปฟังมีความหวัง แต่เบาหวิว

ด้าน น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สว.อภิปรายเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องตรวจสอบต่อการจัดตั้งขบวนการปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (บีอาร์เอ็น) ที่พบว่าเป็นการจัดตั้งงองค์กรเพื่อหารายได้และได้รับเงินสนับสนุนจากต่างชาติ และเข้ามาก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ เข่นฆ่าประชาชน นอกจากนั้นแล้วขอให้ตรวจสอบด้วยว่าเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้มีคนที่ได้ประโยชน์จากสินค้าหนีภาษี เช่น น้ำมัน ทั้งนี้ มีคนกล่าวว่าโจรเลี้ยงทหาร ทำให้มีความทวีความรุนแรงในพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงใกล้พิจาณางบประมาณ

“เมื่อเจรจาแต่ไม่เจรจา กลับฆ่าผู้บริสุทธิ์ เหิมเกริมสั่งย้ายแม่ทัพภาคที่4 ทั้งที่ท่านพูดความจริง แต่คนรับไม่ได้ ส่วนโรงเรียนเอกชนที่ทำอย่างถูกต้องควรส่งเสริมให้มีการเรียนการสอน มีงบประมาณ รองรับสร้างอาชีพ มีงานทำหลังเรียนจบ เพื่อลดการเข้าร่วมกกับกลุ่มบีอาร์เอ็น วันนี้มีคลิปประกาศไม่รับการปกครองภายใต้รัฐไทย ฝ่ายมั่นคงต้องรีบแก้ไข หากไม่มี อาจมีประกาศรับสมัครอาสาสมัครปราบกบฎใต้ หากเป็นแบบนนั้น เชื่อว่าบ้านเมืองลุกเป็นไฟ ฝ่ายความมั่นคงต้องไม่ทำให้เกิดขึ้น และควรบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น อย่าให้ประชาชบลงมือทำเอง” น.ส.รัชนีกร กล่าว

น.ส.รัชนีกร กล่าวต่อว่า ฝ่ายความมั่นคงต้องเลิกประนีประนอม อย่ามองว่าดินแดนใต้เป็นแดนสนธยา มีปัญหาละเอียดอ่อน หรือเปราะบาง แต่ต้องใช้กฎหาย ไล่ล่าผู้กระทำผิด ปัญหารุนแรง 20 ปีที่ผ่านมา สูญเสียเจ้าหน้าที่กว่า 7,000 คน ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบ ไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัยดังนั้นต้องใช้กฎหมายเข้มข้น ไล่ล่าผู้กระทำผิดไม่เช่นนั้นปัญหาไม่มีวันจบ

“ขอฝากหนึ่งประโยคให้หน่วยงานความมั่นคง ภัยอยู่ข้างนอก พึงตีที่ที่อ่อน ภัยอยู่ข้างในพึงตีที่แข็ง การตั้งรับที่ดีที่สุด คือการรบ พร้อมกับขอให้กำลังใจแม่ทัพภาคที่4 และเจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่ ให้สามารถแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ลุล่วง และได้สันติสุขเร็ววัน” น.ส.รัชนีกร อภิปราย

ขณะที่ พล.ต.ท.วันไชย เอกพรพิชญ์ สว.อภิปรายว่า ให้ความยุติธรรมเข้าถึงง่ายและช่วยเหลือได้ ตั้งศูนย์ยุติธรรในพื้นที่ให้คำปรึกษาฟรี เกิดปัญหาต้องเยียวยาเร็ว เพื่อลดความคับข้องหมองใจคนในพื้นที่และแรงผลักที่นำไปสู่ความขัดแย้ง ส่วนการศึกษาเป็นเครื่องมือสันติภาพ ควรทำโรงเรียนสามภาษา เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่ไม่ก่อความรุนแรงและไม่มุ่งหายาเสพติด รวมถึงสร้างเวทีสันติภาพ ระดับตำบล ระดับอำเภอ เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาและลดความหวาดระแวงระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนในพื้นที่

“การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ต้องใช้การร่วมมือการมีส่วนร่วม รวมถึงพัฒนาเศรษฐกิจ ทั้งนี้ปัญหาชายแดนใต้ไม่ใช่ปัญหาความมั่นคง แต่เป็นปัญหาความไม่เข้าใจ ต้องใช้ความมเข้าใจนำเพื่อให้สันติภาพยั่งยืน ผมเชื่อว่าจะไม่มีใครชาติไหนแบ่งแยกดินแดนได้” พล.ต.ท.วันไชย อภิปราย

ส่วน นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สว.อภิปรายว่า ในกลุ่มโรงเรียนเอกชนนอกระบบ ปอเนาะ-ตาดีกา ที่อยู่ในพื้นที่มีความหลากหลายและได้งบประมาณสนับสนุน เชื่อหรือไม่ว่าโรงเรียนปอเนาะ-ตาดีกา เป็นสถานศึกษาเอกชน 1 ใน 7 ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐ แต่กลุ่มประเภทอื่นไม่ได้รับการสนับสนุน ดังนั้นควรกลับมาดูศักยภาพด้วยว่าสิ่งที่ให้สนับสนุนนั้นตรงจุดหรือไม่และอบรมสั่งสอนอย่างไรบ้าง เพราะตนได้ข้อมูลมาว่าในบางครั้ง ได้ผู้นำศาสนาที่สอนศาสนาในนั้นจบการศึกษาจากประเทศที่หัวรุนแรง ที่มีก่อการร้ายมาก แต่วิธีการสอนคนละรูปแบบประเทศกลุ่มผู้นำศาสนาที่จบมาจากประเทศชั้นนำ กลับกลายเป็นศาสนาเดียวกันแต่สอนคนละรูปแบบ ต้องฝากให้พิจารณา ทั้งนี้ ตนเชื่อว่าศาสนายังควรนำการแก้ปัญหาเพราะไม่เคยทดลองทำ

นายฉัตรชัย บางชวด เลขา สมช.ชี้แจงว่า ในส่วนของการสร้างรั้วชายแดนฝ่ายความมั่นคงได้ผลักดัน และล่าสุดกองทัพภาคที่สี่ อยู่ระหว่างการเสอนโครงการในพื้นที่ จ.นราธิวาส ขณะที่การใช้กฎหมายพิเศษ ครม. 3 – 4 ปีที่ผ่านมา ครม.พิจารณาปรับลดใช้กฎหมายพิเศษ ตั้งเป้าลดการใช้กฎหมายพิเศษทั้งหมด ในปี 2570 แต่ในบางอำเภอที่มีเหตุรุนแรงต้องพิจารณาบังคับใช้ตามความเป็นจริง ทั้งนี้ได้กำชับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานให้ใช้กฎหมายไม่เกินสมควรแก้เหตุ ใช้กฎหมายตามความจำเป็น และเพื่ออำนวยความยุติธรรม

นายฉัตรชัย ชี้แจงต่อว่า กระบวนการพูดคุยสันติสุขเป็นวาระแห่งชาติ ที่ผ่านมาเปิดกว้างพูดคุยกับทุกกลุ่ม ทั้งนี้กลุ่มเห็นต่างจากรัฐ ขับเคลื่อนการเมือง และความรุนแรง ปีกทหาร ควบคู่กันไป แต่ละกลุ่มมีอุดมการณ์แตกต่างกัน ทำให้มีข้อจำกัด จึงโน้มน้าวสันติวิธีหาข้อสรุปร่วมกันและเปิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ ส่วนประเด็นการศึกษายอมรับว่ามีข้อจำกัดมีศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาชายแดนเป็นองค์กรเฉพาะ แต่มีผู้บริหารจัดการเป็นผู้อำนวยการศูนย์เท่านั้น จึงมีข้อจำกัด ดังนั้นทำให้ฝ่ายมั่นคงและตาดีกาต้องไปพิจารณา เพราะการศึกษาเป็นสิ่งนำเพื่อสร้างความไว้วางใจพื้นฐานกับคนในพื้นที่

ปธน.ฟิลิปปินส์ต่อสายยินดี นายกฯ พร้อมเชิญร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ชมไทยแก้สแกมเมอร์

ปธน.ฟิลิปปินส์ต่อสายยินดี นายกฯ พร้อมเชิญร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ชมไทยแก้สแกมเมอร์

ปธน.ฟิลิปปินส์ต่อสายยินดี นายกฯ พร้อมเชิญร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ชมไทยแก้สแกมเมอร์

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.38 น.

ปธน.ฟิลิปปินส์ต่อสายแสดงความยินดี พร้อมเชิญนายกฯ ร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ชื่นชมไทยจัดการปัญหาสแกมเมอร์ และขอบคุณที่ช่วยชาวฟิลิปปินส์ที่ถูกหลอกลวงกลับประเทศ

เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2569 ที่ห้องทำงานนายกรัฐมนตรี ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือทางโทรศัพท์กับนายแฟร์ดีนันด์ โรมูอัลเดซ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยภายหลังเสร็จสิ้น น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ได้กล่าวแสดงความยินดีต่อการเข้ารับตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาชนไทยต่อการบริหารประเทศ พร้อมทั้งย้ำคำเชิญให้นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ซึ่งฟิลิปปินส์จะเป็นเจ้าภาพในเดือนพฤษภาคมนี้ 

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณ พร้อมยืนยันความพร้อมเข้าร่วมและสนับสนุนการประชุมฯ ภายใต้การนำของฟิลิปปินส์อย่างเต็มที่ โดยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์จะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในมิติด้านเศรษฐกิจ ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน ทั้งนี้ ยังคาดว่า ในที่ประชุมอาเซียน ครั้งนี้ น่าจะมีการหยิบยก สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางมาหารือ เพื่อเสริมสร้างความสามารถของอาเซียนในการรับมือกับผลกระทบ  ทั้งด้านพลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร 

โอกาสนี้  นายกรัฐมนตรียังกล่าวเสนอให้การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นภารกิจแห่งภูมิภาค โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงทางออนไลน์ ทั้งในระดับทวิภาคีและภายใต้กรอบอาเซียน พร้อมเร่งการจัดทำความตกลงที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ได้ขอบคุณรัฐบาลไทยที่อำนวยความสะดวกในการส่งตัวชาวฟิลิปปินส์เกือบ 1,000 คนที่ได้รับผลกระทบจากขบวนการหลอกลวงในเมียนมากลับประเทศผ่านไทย ด้วย

นายกรัฐมนตรียังได้ย้ำว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียนมีความแน่นแฟ้นและมีศักยภาพในการพัฒนาไปสู่ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในอนาคต โดยจะร่วมกันขับเคลื่อนความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาคอาเซียนโดยรวม”

เช็กที่นี่! ครม.เห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมือง–ผู้บริหารระดับสูง หลายกระทรวง

เช็กที่นี่! ครม.เห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมือง–ผู้บริหารระดับสูง หลายกระทรวง

เช็กที่นี่! ครม.เห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมือง–ผู้บริหารระดับสูง หลายกระทรวง

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.23 น.

เช็กที่นี่! ครม.เห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมือง–ผู้บริหารระดับสูง หลายกระทรวง

เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2569 น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง และข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ตามที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอ สรุปดังนี้

1. การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง

ในส่วนของ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่

1. นายสาโรจน์ สามารถ ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ฝ่ายการเมือง) (รองนายกรัฐมนตรี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ)

2. ว่าที่ร้อยตรี ศรัณย์ สมานพันธ์ ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ฝ่ายการเมือง) (รองนายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาค)

3. นายศึกษิษฐ์ ศรีจอมขวัญ ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ฝ่ายการเมือง) (รองนายกรัฐมนตรี นายยศขนัน วงศ์สวัสดิ์)

กระทรวงพาณิชย์ ได้แก่

1.  นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

2.  นายวรวุฒิ โปษกานนท์ ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

กระทรวงคมนาคม ได้แก่
1. นายรัชพงศ์ ชูแก้ว ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

กระทรวงอุตสาหกรรม ได้แก่

1. นายนพดล มาตรศรี ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

2. นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้แก่

1. นางสาวศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

2. นายฉัตริน จันทร์หอม ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

กระทรวงมหาดไทย ได้แก่

1. นายศักดา วิเชียรศิลป์ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

2. นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

2. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง

ในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ ได้แก่

1. นายบัญชา ยืนยงจงเจริญ ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต สาธารณรัฐโมซัมบิก

2. นายชีวินท์ ณ กลาง ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต ณ กรุงมาดริด ราชอาณาจักรสเปน

3. นายพืชภพ มงคลนาวิน ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต ณ กรุงบูคาเรสต์ โรมาเนีย

4. นางสาวเอกอร คุณาเจริญ ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต ณ กรุงลิมา สาธารณรัฐเปรู

5. นางสาวสมฤดี พู่พรอเนก ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมยุโรป

6. นางสาวใจไทย อุปการนิติเกษตร ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมสารนิเทศ

7. นางสาวปรางทิพย์ จันทร์สมศักดิ์ ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

สำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่

1. นายนพดล เภรีฤกษ์ ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

ทั้งนี้ การแต่งตั้งดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 21 เม.ย.2569 เป็นต้นไป

ครม.มีมติตั้ง ‘กองทุนเพื่อการสังเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย’ ช่วยลดขั้นตอนเบิกจ่าย

ครม.มีมติตั้ง 'กองทุนเพื่อการสังเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย’ ช่วยลดขั้นตอนเบิกจ่าย

ครม.มีมติตั้ง ‘กองทุนเพื่อการสังเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย’ ช่วยลดขั้นตอนเบิกจ่าย

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.14 น.

ครม.มีมติตั้ง ‘กองทุนเพื่อการสังเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย’ ช่วยลดขั้นตอนเบิกจ่ายเงินช่วยปชช.พร้อม ขยายเวลาค่าปลงศพอุทกภัย 8 จว.ใต้ ถึง 8 มิ.ย.นี้ ขอครอบครัวผู้เสียชีวิตเร่งประสานปภ.จังหวัด

เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า  สืบเนื่องจากภัยพิบัติธรรมชาติเป็นปัญหา ที่ทําให้ประชาชนเดือดร้อน และกระบวนการเยียวยา จัดสรรเงินเพื่อช่วยเหลือประชาชน เป็นเรื่องจําเป็น แต่ที่ผ่านมาติดปัญหาข้อกฎหมายหลายอย่าง ทําให้การดูแลเรื่องนี้ยังไม่มีประสิทธิภาพ ครม. จึงเห็นชอบในหลักการที่จะจัดตั้งกองทุนเพื่อการสังเคราะห์ และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย ซึ่งจะอยู่ในกฎหมาย ว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

น.ส.รัชดา  กล่าวต่อว่า โดย “แก้ไขเพิ่มเติม” พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 เพื่อให้การสงเคราะห์ ช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินการการได้อย่างต่อเนื่องไม่ติดขัด เนื่องจาก พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ดังกล่าว เป็นกฎหมายหลักที่ใช้มากว่า 18 ปี ถือเป็นกฎหมายหลักและเครื่องมือสำคัญ ที่กำหนดบทบาทและอำนาจรัฐในการจัดการสาธารณภัยให้มีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพ แต่ปัจจุบันภัยพิบัติเกิดถี่และรุนแรงขึ้น แม้รัฐมีการช่วยเหลือผ่านงบกลาง แต่ข้อจำกัดด้านงบประมาณทำให้การเยียวยาล่าช้า และที่ผ่านมาเรื่องการบรรเทาสาธารณภัยยังไม่เป็นเอกภาพ เพราะปัจจุบันภัยพิบัติภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นถี่และรุนแรง ดังนั้นจะต้องมีการพัฒนาระบบการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยา ทําให้รวดเร็วขึ้น โดยกองทุนดังกล่าว เพื่อทําให้มีแหล่งเงินสําหรับการสงเคราะห์ ช่วยเหลือเยียวยาและฟื้นฟู ผู้ประสบสาธารณภัย รวมถึงกองทุนนี้จะช่วยลดขั้นตอนเบิกจ่ายเงินในการช่วยเหลือเยียวยา ซึ่งจะหลักประกันต่อเนื่องในทางด้านการคลัง  

น.ส.รัชดา กล่าวอีกว่า ความเดือดร้อนในช่วงน้ําท่วม 8 จังหวัดภาคใต้ ที่ผ่านมา ทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) ได้ดําเนินการจ่ายเงินค่าปลงศพผู้เสียชีวิต จากเหตุอุทกภัยเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งยังมีอีกจํานวนหนึ่งที่ญาติยังหาศพไม่เจอ และญาติผู้เสียชีวิตยังตกลงกันไม่ได้ ว่าจะให้ใครเป็นผู้รับค่าปลงศพ โดยข้อมูลตรงนี้ยังไม่ได้ส่งให้ปภ. ซึ่งตํารวจเวลาที่ปภ.จะตัดบัญชีได้ครบกําหนด แต่รัฐบาลตั้งใจดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิต จึงได้มีมติขยายเวลาจ่ายเงินค่าลงศพ ออกไปจากเดิมที่สิ้นสุดไปแล้วในเดือนมีนาคม ขยายไปถึงวันที่ 8 มิ.ย.นี้  จึงขอให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตเร่งประสานกับปภ.จังหวัดของท่าน

ครม.ไฟเขียว มาตรการสกัดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ มอบ ป.ป.ท.แม่งานหลักขับเคลื่อน

ครม.ไฟเขียว มาตรการสกัดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ มอบ ป.ป.ท.แม่งานหลักขับเคลื่อน

ครม.ไฟเขียว มาตรการสกัดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ มอบ ป.ป.ท.แม่งานหลักขับเคลื่อน

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.08 น.

ครม.ไฟเขียว มาตรการสกัดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ มอบ ป.ป.ท.แม่งานหลักขับเคลื่อน สรุปผลใน 30 วัน ก่อนชง ครม.นัดถัดไป

21 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติรับทราบมาตรการป้องกันการทุจริตกรณีการรับสินบน ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.เสนอใน 8 ประเด็น ดังนี้

1) เร่งดำเนินการตามยุทธศาสตร์ 20 ปี ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

2) ส่งเสริมและสนับสนุนหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินคดีทุจริต

3) เปิดเผยข้อมูลภาครัฐและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

4) กำหนดนโยบายเร่งรัดผลักดันการปฏิรูปกฎหมาย

5) ปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อป้องกันความเสี่ยงทุจริต การรับและให้สินบน

6) พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของหน่วยงานของรัฐในการอนุมัติ อนุญาต

7) ส่งเสริมและสนับสนุนภาคเอกชนในการต่อต้านการให้สินบน

8) รณรงค์เสริมสร้างค่านิยมความซื่อสัตย์ การปลูกฝังจิตสำนึกในการต่อต้านการทุจริต การรับและให้สินบน

นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เป็น “หน่วยงานหลัก” ในการขับเคลื่อน โดยให้ประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมถึงหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและเอกชน

รวมทั้ง ให้สำนักงาน ป.ป.ท.สรุปผลการพิจารณาและผลการดำเนินงานในภาพรวม เสนอต่อสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง เพื่อนำเสนอ ครม.พิจารณาต่อไป

“ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าว สามารถช่วยแก้ปัญหาในรูปแบบของการรับและให้สินบนที่เป็นปัญหาเรื้อรังในสังคมไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศได้” โฆษกฯ ระบุ