บิ๊กดุลย์ เข้ากลาโหม รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ บวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พร้อมเรียกถก ผบ.เหล่าทัพ

บิ๊กดุลย์ เข้ากลาโหม รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ บวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พร้อมเรียกถก ผบ.เหล่าทัพ

บิ๊กดุลย์ เข้ากลาโหม รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ บวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พร้อมเรียกถก ผบ.เหล่าทัพ

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.07 น.

“บิ๊กดุลย์” เข้า “กห.” รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ บวงสรวง 7 สิ่งศักดิ์สิทธิ์–ตรวจแถว 3 เหล่าทัพ

วันที่ 24 เมษายน 2569 ที่กระทรวงกลาโหม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคล หลังเข้าปฏิบัติหน้าที่ในกระทรวงกลาโหมอย่างเป็นทางการ และเป็นประธานจัดงานเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงกลาโหม ครบ 139 ปี 

โดยมีพลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก, พลอากาศเอก เสกสรร คันธา และพลเอก ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม ร่วมพิธี 

โดยได้สักการะองค์พระหลักเมือง ที่ศาลหลักเมือง กรุงเทพมหานคร จากนั้นเดินทางเข้ากระทรวงกลาโหม เพื่อประกอบพิธีถวายราชสักการะ และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในศาลาว่าการกลาโหมจำนวน 7 แห่ง อาทิ พระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระบวรฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ตลอดจนรูปหล่อบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ของกองทัพไทย เพื่อความเป็นสิริมงคล และยึดเหนี่ยวจิตใจ ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติ

ภายหลังพิธีสักการะ ได้มีการตรวจแถวกองทหารเกียรติยศผสม 3 เหล่าทัพ ณ ลานเอนกประสงค์ ศาลาว่าการกลาโหม

จากนั้นได้เป็นประธานในพิธีสงฆ์เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงกลาโหม ครบ 139 ปี ประจำปี พ.ศ.2569 ณ ห้องพินิตประชานาถ โดยมีข้าราชการ และกำลังพลในสังกัดเข้าร่วมพิธี  

ขณะที่ช่วงบ่ายมีรายงานว่า พล.ท.อดุลย์ ได้เรียกผู้บัญชาการเหล่าทัพพูดคุย เรื่องของแนวทางนโยบายรัฐบาล 

รมว.กลาโหม ลงนามแต่งตั้ง 4 ขุนพลทีมโฆษกชุดใหม่ มุ่งสื่อสารฉับไว ชี้แจงภารกิจพัฒนาประเทศทุกมิติ

รมว.กลาโหม ลงนามแต่งตั้ง 4 ขุนพลทีมโฆษกชุดใหม่ มุ่งสื่อสารฉับไว ชี้แจงภารกิจพัฒนาประเทศทุกมิติ

รมว.กลาโหม ลงนามแต่งตั้ง 4 ขุนพลทีมโฆษกชุดใหม่ มุ่งสื่อสารฉับไว ชี้แจงภารกิจพัฒนาประเทศทุกมิติ

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.57 น.

“พล.ท.อดุลย์” ลงนามแต่งตั้งทีมโฆษกกลาโหมชุดใหม่  “พล.ร.ต. สุรสันต์” โฆษก กห. ดึง ผู้พันเจี๊ยบ- น.อ.นรา ทีมโฆษกศูนย์แถลงข่าวร่วมไทย-กัมพูชา เสริมทัพ

วันที่ 24 เมษายน 2569 ที่กระทรวงกลาโหม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ลงนามแต่งตั้งทีมโฆษกกระทรวงกลาโหมชุดใหม่ เพื่อขับเคลื่อนการสื่อสารข้อมูลข่าวสารด้านความมั่นคงให้มีความรวดเร็ว ชัดเจน และเป็นเอกภาพ โดยมีรายชื่อดังนี้

พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ เป็นโฆษกกระทรวงกลาโหม ทำหน้าที่หลักในการชี้แจงนโยบายและประเด็นสำคัญของกระทรวงต่อสาธารณชน

ขณะที่ตำแหน่งรองโฆษกกระทรวงกลาโหม ประกอบด้วย พันเอกหญิง นุสรา วรภัทราทร, นาวาเอก นรา คุณโฑถม ทีมโฆษก ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย–กัมพูชา และนาวาโท ณัฐนัย จันทร์เปล่ง ร่วมสนับสนุนภารกิจด้านการสื่อสารองค์กรและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร

การจัดตั้งทีมโฆษกในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารกับประชาชน และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับภารกิจของกระทรวงกลาโหมในทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคงและการพัฒนาประเทศ

เท่าพิภพ เปิดใจก่อนศาลชี้ชะตา 44 สส. ยันทำหน้าที่เพื่อประชาชนเสมอมา

เท่าพิภพ เปิดใจก่อนศาลชี้ชะตา 44 สส. ยันทำหน้าที่เพื่อประชาชนเสมอมา

เท่าพิภพ เปิดใจก่อนศาลชี้ชะตา 44 สส. ยันทำหน้าที่เพื่อประชาชนเสมอมา

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.25 น.

จากกรณี 44 อดีต สส. ก้าวไกล เสนอแก้ 112 จนนำไปสู่การยุบพรรคในปี 67 และถูก ป.ป.ช. ชี้มูลผิดจริยธรรมร้ายแรงหลังสู้คดีนานกว่า 2 ปี และศาลฎีกานัดชี้ชะตารับฟ้องหรือไม่ ซึ่งหากรับฟ้องอาจนำไปสู่การตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต ในวันที่ 24 เมษายน 2569 

วานนี้ 23 เมษายน 2569 เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.พรรคประชาชน หนึ่งในอดีต 44 สส.ก้าวไกล ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เผยความในใจถึงเส้นทางการเมืองตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงวันที่ต้องลุ้นคำสั่งศาลฎีกา โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “พรุ่งนี้อาจจะเป็นวันที่ชี้ชะตาผม และเพื่อน ๆ ที่รู้จักกันในนาม “44 สส.” ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นหนึ่งในหลาย ๆ วันสำคัญของชีวิตทางการเมืองของผมวันหนึ่ง ผมยังจำวันแรกที่ได้ไปคุยเรื่องตั้งพรรคกับทั้งพี่เอก ธนาธร, อ.ปิยบุตร, พี่ต๋อม ชัยธวัช และเพื่อน ๆ คนรุ่นใหม่ (ตอนนั้นวันเกิดอายุ 28) ได้ว่าวันนั้น ผมได้รับของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุดในชีวิต นั่นก็คือ “ความหวัง” ที่จะได้เห็นพรรคการเมืองทางเลือกที่เรามีส่วนร่วมจริง ๆ และเราจะได้กลายเป็นคนไทยที่มีส่วนร่วมกำหนดอนาคตประเทศนี้บ้าง

เท่าพิภพ

ผมก็ตกใจเหมือนกันที่ต่อมาให้ผมเป็นผู้จดจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ ตั้งแต่มีแฮชแท็ก #ช่วยธนาธรตั้งชื่อพรรค ตกใจและงงว่าทำไมต้องเป็นผมด้วย คนอย่างผมเนี่ยนะที่จะตั้งพรรคการเมือง… อ.ปิยบุตรมาบอกผมว่า “คุณลงปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 20 ได้ไหม” ผมตอบกลับไปว่า “อาจารย์! พรรคนี้อย่างเก่งก็ได้สัก 4 คนแหละครับ” แน่นอนว่าผมบอกแกว่าผมลงเขตก็ได้ครับ ซึ่งเขตนั้นเป็นเขตที่พรรคการเมืองหนึ่งโดนตัดสิทธิ์

เมื่อผมเป็น สส. ชีวิตผมไม่ได้ง่ายเลย ผมได้รับการร้องขอจากคนในพื้นที่บางกอกใหญ่ คลองสาน ธนบุรี ซึ่งผมพิสูจน์ตัวเองมาได้จนได้สมัยที่สอง ก็ยังเจอคนคลองสาน ธนบุรี และบางปะกอก ทดสอบอีก จนในใจไม่อยากลงสมัครต่อ จนกระทั่งมีเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องลงเพื่อรับใช้พี่น้องชาวบางพลัดและบางกอกน้อยอีกครั้ง ระหว่างนั้นบังเอิญได้ทำกฎหมายผ่านสภาในฐานะฝ่ายค้าน คือ “#สุราก้าวหน้า”

เท่าพิภพ

วันนี้ผมได้ทำหน้าที่เสมอมา และรู้สึกภูมิใจที่ทำให้ทุกคนได้โรงพยาบาลวัดวิมุตยารามมาลงในเขตบางพลัด ผมยืนยันว่าผมไม่ผิดอะไร ผมแก้กฎหมายเพื่อประชาชน โดยประชาชน และย้ำอีกครั้ง… มันมาจากประชาชน

ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่ให้ผม ผมยืนยันเสมอว่าผมไม่ผิด คนที่ผิดคือคนที่อ่านมาทั้งหมดแล้วไม่เข้าใจว่า ตัวคุณเองก็อยากได้ผู้แทนแบบผมและเพื่อนผมไม่ใช่หรือ…

เท่าพิภพ

จงอย่ายอมจำนนกับความผิดปกติของประเทศนี้ จงหยัดยืนขึ้นและยืนหยัดด้วยความเชื่อของตัวเอง #เท่ากับประชาชน #พรรคประชาชน”

หลังโพสต์ของ เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร เผยแพร่ออกไป บรรดาผู้สนับสนุนและชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“จำได้สมัยนั้นพี่โดนจับ แล้วมาออกรายการอะไรสักอย่าง พี่บอกว่า ในยุโรปเค้าทำกันเป็นปกติ เป็นชุมชน เป็นคอมมูนิตี้ และแล้วจากนั้นชื่อของนายเท่าก็ออกเดินทางพร้อมพรรคอนาคตใหม่ จนถึงปัจจุบัน”

“เลือกมากับมือครับ ถ้าต้องเลือกซ่อม ก็จะเลือกอีกครับ”

“เป็นกำลังใจให้คะ ขอบคุณที่ทำหน้าที่ได้ดีมากๆน่าชื่นชม คะ การทำหน้าที่ตามกฎหมายของ สส ทั้ง44ท่านไม่มีความผิดอะไร ตั้งแต่ต้น คะประชาชนส่วนใหญ่เขารับรู้และจะอยู่เคียงข้างกันตลอดไป แต่บ้านเมืองมันไม่มีหลักนิติรัฐ นิติธรรมตั้งแต่ต้นมันวิปริตที่คนเลวเขียนกฎกติกาปกครองคนดี บ้านเมืองมันถึงไม่พัฒนาสักที”

“Respect นะคะ ชื่นชมจากใจจริงๆ ยังอยากเห็น สส. เท่าพิภพ ขี่มอไซต์ไปสภา”

“เป็นกำลังใจนะครับ ผมมาเชียร์พรรคนี้เพราะน้าเท่าตั้งแต่ต้มเบียร์นั่นละ”

เท่าพิภพ
เท่าพิภพ
เท่าพิภพ
เท่าพิภพ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร – Taopiphop Limjittrakorn

นักเขียนซีไรต์ ฟาดพรรคส้ม ตัวการปั่นแตกแยก เซาะกร่อน ลั่นเลิกแถ-รอศาลตัดสิน

นักเขียนซีไรต์ ฟาดพรรคส้ม ตัวการปั่นแตกแยก เซาะกร่อน  ลั่นเลิกแถ-รอศาลตัดสิน

นักเขียนซีไรต์ ฟาดพรรคส้ม ตัวการปั่นแตกแยก เซาะกร่อน ลั่นเลิกแถ-รอศาลตัดสิน

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.20 น.

วันที่ 24 เมษายน 2569 จากกรณี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ และอดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่โพสต์ข้อความตัดพ้อ ถึงการเสนอแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่า เจตนาของพวกเราว่า การเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติในครั้งนั้น มิได้เป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลาย หรือล้มล้างการปกครองแต่อย่างใด แต่เป็นความพยายามที่จะใช้ “สภาผู้แทนราษฎร” ในฐานะพื้นที่ของผู้แทนประชาชนที่มีความแตกต่างหลากหลาย ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างสันติ เพื่อคลี่คลายความตึงเครียดในสังคมที่กำลังเผชิญหน้ากันอยู่ ให้อยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด  วิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์  ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยระบุว่า  เมื่อคนป่าคืนเมือง สังคมไทยก็อยู่กันอย่างปรกติ กระทั่งกำเนิดเสื้อแดงก็ปั่นและเสี้ยมให้สังคมแตกแยก “เอาเจ้ากับไม่เอาเจ้า” กลายเป็นบาดแผลกว้างและลึกยากจะประสาน แม้จะมีโครงการสมานฉันท์โดยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่สำเร็จ แผลยังไม่ทันแห้ง ก็กำเนิดพรรคส้ม เจ้าของพรรคประกาศในวันเปิดตัวพรรคว่า พรรคใดคิดไม่เหมือนพรรคตนย่อมเป็นศัตรู…

สิ่งที่พรรคส้มคิดไม่เหมือนพรรคอื่นคือไม่เอาเจ้า มีขบวนการสร้างใส่ร้ายเจ้ามากมาย ล้วนแต่บัดซบทั้งนั้น พวกแกนนำส้มประกาศปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อให้มั่นคง และลดช่องว่างกับประชาชน ด้วยการยกเลิกมาตร 112 ตามมาด้วยจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ใครทำให้เกิดช่องว่าง ใครทำให้เกิดความแตกแยก ที่กว้างและลึกยิ่งกว่ายุคเสื้อแดงอีก? ถ้าไม่ใช่พรรคส้มที่เป็นหัวโจก
จนศาลตัดสินว่า “เซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์”

ทั้งหมดนั้นพรรคส้มคือตัวการทำให้สังคมตรึงเครียด ปั่นป่วนวุ่นวาย อย่าโทษคนอื่นการใช้กระบวนการรัฐสภานั้นใช้กับการเสนอร่างกฎหมายทั่วไป ไม่ใช่เสนอร่างกฎหมายที่ผิดรัฐธรรมนูญ การกระทำของพรรคส้มก็เหมือนกับพวกมาเฟียที่เข้าไปข่มขู่เจ้าของกิจการเพื่อเอาเงิน “เป็นค่าคุ้มครอง” เจ้าของกิจการอยู่อย่างปรกติมานานแสนนาน จึงสงสัยและถามว่า “คุ้มครองจากใคร” พวกมาเฟียตอบว่า “ก็พวกกูนี่แหละ จะจ่ายไหม!” เป็นทั้งผู้ข่มขู่และคุ้มครอง! เมิงไม่ต้องตอแ-ล ไม่ต้องแถ เมิงไม่ใช่ศาล ไม่ต้องตัดสินเอง เมิงเป็นจำเลย รอศาลตัดสินแล้วกัน

ปิยบุตร ซัดแรง นิติสงคราม ปมจ่อฟัน 44 สส. ลั่นใช้เป็น สงครามสั่งสอน

ปิยบุตร ซัดแรง นิติสงคราม ปมจ่อฟัน 44 สส. ลั่นใช้เป็น สงครามสั่งสอน

ปิยบุตร ซัดแรง นิติสงคราม ปมจ่อฟัน 44 สส. ลั่นใช้เป็น สงครามสั่งสอน

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.06 น.

จากกรณี 44 อดีต สส. ก้าวไกล เสนอแก้ 112 จนนำไปสู่การยุบพรรคในปี 67 และถูก ป.ป.ช. ชี้มูลผิดจริยธรรมร้ายแรงหลังสู้คดีนานกว่า 2 ปี และศาลฎีกานัดชี้ชะตารับฟ้องหรือไม่ ซึ่งหากรับฟ้องอาจนำไปสู่การตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต ในวันที่ 24 เมษายน 2569 

วานนี้ 23 เมษายน 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กวิเคราะห์ร่ายยาวถึงวิบากกรรมของอดีตพรรคก้าวไกล ตั้งแต่คดียุบพรรคมาจนถึงดาบสองที่กำลังไล่ล่า 44 สส. ในคดีจริยธรรมร้ายแรงจากการเสนอร่างแก้ไข มวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “ตั้งแต่คดียุบพรรคก้าวไกลและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค 10 ปี ในข้อหาล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จากกรณีเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไข ป.อาญา มาตรา 112

ปิยบุตร แสงกนกกุล

ต่อเนื่องมาจนถึงคดีฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง เพราะ ไม่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข กรณี 44 ส.ส.เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไข ป.อาญา มาตรา 112 ซึ่งอาจส่งผลเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต

หากระบอบนี้ ไม่ต้องการให้การแก้ไข มาตรา 112 สำเร็จ ไม่มีความจำเป็นต้องใช้วิธียุบพรรค / ตัดสิทธิตลอดชีวิต เลย บรรดาผู้กุม ”ใบอนุญาตที่ 2“ สามารถใช้กลไกตามครรลองของรัฐธรรมนูญอย่างเป็นอารยะ ด้วยการใช้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรคว่ำไป หรือให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.แบบนี้ ขัดรัฐธรรมนูญ แล้วพวกเขาทำแบบนี้ เพราะอะไร? ใครที่คิดอ่านเดินเกมแบบนี้ คงไม่ต้องการแค่เพียง ให้การแก้ไขมาตรา 112 ไม่สำเร็จ แต่พวกเขาคงต้องการ ”ทำสงครามสั่งสอน“ ทีหลัง พวกเอ็งอย่าริอ่านทำ “วางสนุ้ก“ ต่อไป พรรคไหนมีเสียงข้างมาก ก็อย่าบังอาจทำ
”ล้อมคอก“ ผู้แทนราษฎร มิให้เสนอกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์อีกตลอดกาล

ปิยบุตร แสงกนกกุล

แต่โดยที่พวกเขาไม่ตั้งใจ พวกเขากลับทำให้ประเด็นการเมือง (ประกอบด้วย ผู้แทนราษฎรและพรรคการเมืองที่มีประชาชนสนับสนุน 14.4 ล้านเสียง / 151 ส.ส./ ที่ 1 ของประเทศ) ต้องเผชิญหน้ากับประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมยืนยันเสมอมาว่า ประเทศไทยต้องปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา ต้องมีสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นมรดกตกทอดทางประวัติศาสตร์ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาติ

แต่การนำประเด็นสถาบันพระมหาษัตริย์มาใช้ประกอบการยุบพรรคการเมืองที่มีประชาชนสนับสนุนจำนวนมาก และตัดสิทธินักการเมืองที่ได้รับความนิยม มีผลงานในสภา ไม่มีประวัติทุจริตคอร์รัปชั่น เช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ มีวิธีต่างๆอีกมากมาย ที่สกัดการแก้ไข 112 ได้ ไม่มีความจำเป็นใดที่ต้องทำ ”นิติสงคราม“ ถึงขนาดนี้”

ปิยบุตร แสงกนกกุล

หลังโพสต์ของ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างเผ็ดร้อน เช่น

“และหน่วยงานที่เล่นงานพรรคส้มคดีนี้กับที่ยกฟ้องคนตระกูลชิดชอบเป็นหน่วยงานเดียวกันซะด้วย”

“แก้ปัญหา นี้. ด้วยเหตุผล ไหนดี ครับ. อาจารย์..ครับ”

“###เนปาล โมเดล ???”

“เกิดมาแล้วดับศูนย์..ใครจะรอดพ้นได้ว่ะ”

“ความยุติธรรม มันล่มสลายไปแล้ว ครับ”

“กฎหมายไดไม่ไห้แก่หรือแตะต้องฉันได ย่อมไม่หน้าเชื้อถือและเคารพฉันนั้น ไม่นานคงเสื่อม จะรอดู เหมือนคน ถ้าคนดีจริงต้องวิจารณ์ได้ ถ้าวิจารไม่ได้แสดงว่าไม่ดี”

“มันไม่คิดหรอกครับ”

ปิยบุตร แสงกนกกุล
ปิยบุตร แสงกนกกุล
ปิยบุตร แสงกนกกุล

ขอขอบคุณข้อมูบลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Piyabutr Saengkanokkul – ปิยบุตร แสงกนกกุล 

วันนี้รู้ผล! ศาลนัดฟังคำสั่งคดีจริยธรรม 44 สส.ก้าวไกล จับตา 10 สส. เสี่ยงหยุดปฏิบัติหน้าที่

วันนี้รู้ผล! ศาลนัดฟังคำสั่งคดีจริยธรรม 44 สส.ก้าวไกล จับตา 10 สส. เสี่ยงหยุดปฏิบัติหน้าที่

วันนี้รู้ผล! ศาลนัดฟังคำสั่งคดีจริยธรรม 44 สส.ก้าวไกล จับตา 10 สส. เสี่ยงหยุดปฏิบัติหน้าที่

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.54 น.

วันที่ 24 เมษายน 2569 ศาลฎีกา นัดประชุมองค์คณะเพื่อพิจารณาคำร้องคดีที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นเอาผิดอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ในฐานทำผิดฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กรณีลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ทั้งนี้ การนัดฟังคำสั่ง ของ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในครั้งนี้ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการชี้ขาดว่าจะรับคำร้องไว้พิจารณาหรือไม่ หากศาลมีคำสั่งรับคำร้อง ก็จะนำไปสู่กระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเมืองของ ส.ส. ทั้ง 44 ราย

จุดเริ่มต้นของข้อกล่าวหานี้ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 “ธีรยุทธ สุวรรณเกษร” ทนายความ เป็นผู้ร้อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 49 ว่าการกระทำ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” และพรรคก้าวไกล ที่เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา แก้ไขมาตรา 112 รวมถึงการใช้นโยบายแก้ไขมาตรา 112 หาเสียงเลือกตั้ง 2566 และมีพฤติการณ์รณรงค์ให้แก้ไขมาตรา 112 เรื่อยมา เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ต่อมาเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ วินิจฉัยว่า การกระทำของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” และพรรคก้าวไกลดังกล่าว เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้งสอง เลิกการกระทำ เลิกการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น เพื่อให้มีการยกเลิก มาตรา 112 อีกทั้งไม่ให้มีการแก้ไข มาตรา 112 ด้วยวิธีการที่ไม่ใช่วิธีการทางกระบวนการนิติบัญญัติโดยชอบ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย

จากนั้นในวันรุ่งขึ้น (1 กุมภาพันธ์ 2567) “ทนายธีรยุทธ” ยื่น กกต. เพื่อให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกล เนื่องจากกระทำการล้มล้างการปกครองฯ และกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองฯ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) (2)

และในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 “ทนายธีรยุทธ” ยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบและเอาผิด สส.พรรคก้าวไกล 44 คนที่ร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 มีความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง

วันที่ 7 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย ยุบพรรคก้าวไกล พร้อมเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคที่ดำรงตำแหน่งระหว่างวันที่ 25 มีนาคม 2564 – 31 มกราคม 2567 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการกระทำอันเป็นเหตุให้ยุบพรรค เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นระยะเวลา 10 ปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง และห้ามมิให้ผู้เคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคจดทะเบียนพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคหรือมีส่วนร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองอีก ภายในกำหนดระยะเวลา 10 ปีนับแต่วันที่พรรคถูกยุบ ตามพ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ มาตรา 94 วรรคสอง

ต่อมาในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านมาถึง 2 ปี ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ ชี้มูลความผิดอดีต สส.ก้าวไกล รวม 44 คน ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กรณีเสนอร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายอาญามาตรา 112 จากนั้นในวันที่ 9 เมษายน 2569 ป.ป.ช. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เป็นคดีหมายเลขดำที่ คมจ 1/2569

กระทั่งศาลฎีกาได้นัดฟังคำสั่งว่าจะรับฟ้องหรือไม่ ในเวลา 10.30 น. วันที่ 24 เมษายน 2569 

ทั้งนี้ ที่น่าจับตาในวันนี้จะส่งผลต่อสถานะในสภาผู้แทนราษฎรของ สส. ทั้ง 10 คนของพรรคประชาชน มีดังนี้ 

1.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

2.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล

3.นายรังสิมันต์ โรม ลงสมัคร

4.นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ลงสมัคร

5.นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล

6.นายณัฐวุฒิ บัวประทุม

7.นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ

8.นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์

9.นายธีรัจชัย พันธุมาศ

10.นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร

ไม่ใช่แค่สร้าง Land bridge ทวีสุข แนะรัฐบาล ปั้น ระนอง เทียบชั้นอู่ตะเภา

ไม่ใช่แค่สร้าง Land bridge ทวีสุข แนะรัฐบาล ปั้น ระนอง เทียบชั้นอู่ตะเภา

ไม่ใช่แค่สร้าง Land bridge ทวีสุข แนะรัฐบาล ปั้น ระนอง เทียบชั้นอู่ตะเภา

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.37 น.

วานนี้ 23 เมษายน 2569 อ.ทวีสุข ธรรมศักดิ์ นักวิชาการอิสระและที่ปรึกษาด้านเศรษฐศาสตร์และการลงทุนระหว่างประเทศ พสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เสนอมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ จนกลายเป็นกระแสร้อนขึ้นมาทันที โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “สิ่งที่รัฐบาลควรคิด..ไม่ใช่แค่สร้าง Land bridge ควรมองการสร้าง… – ท่าเรือน้ำลึกที่..จังหวัดระนอง ให้เทียบเท่าอู่ตะเภา – สร้างระบบรางขนส่งจากระนอง เชื่อม เชียงราย- คุนหมิง และ ระนอง เชื่อม หนองคาย ลาว และที่ ดานัง กับฮานอย ของเวียดนาม

เพราะ….ถ้า ช่องแคบ มะละกา ถูกปิด จนจบ WW 3 การสร้างท่าเรือน้ำลึกที่จังหวัดระนอง เชื่อมต่อ คุนหมิง เวียงจันทร์ ฮานอย จะเปลี่ยนโครงสร้างประเทศไทยไปตลอดกาล ระบบพลังงาน แหล่งน้ำมันในอ่าวไทยเพียงพอสำหรับใช้ในประเทศไทย และ…ส่งออก แต่…..ที่ไม่พอคือ…โรงกลั่น ที่มีมือที่มองไม่เห็น วิ่งอยู่เบื้องหลังไม่ให้สร้าง ควรใช้โอกาสนี้สร้างโรงกลั่นอีก อย่างน้อย 3 โรง จะได้ไม่ต้องอ้างราคาโรงกลั่นสิงคโปร์ เพื่อเอาไปบวกกำไร และสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม กฟผ. มีกำไรสะสมเพียงพอ หรือ กู้มาอีกนิดหน่อย

ทวีสุข ธรรมศักดิ์

เพราะเมื่อประชากรเพิ่มอีก 30 ล้าน ไฟฟ้าจะไม่พอ เพราะเราต้องขยาย Data Center อีกด้วย แหล่งเงินทุน ควรกู้มาสร้าง ไม่ควรกู้มา..แจก เพราะเมื่อสงครามใหญ่เกิดขึ้น ราคาพืชผล จะขยับขึ้นสูงมาก ขนาดเศรษฐกิจจะขยายจนหนี้จาก 70% ลงมาที่ 45-50% ได้ ทวีสุข ธรรมศักดิ์ คนว่างงานที่มีความสุข”

ลังจากโพสต์ของ อ.ทวีสุข ธรรมศักดิ์ เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นและวิเคราะห์ต่อยอดกันอย่างคึกคัก เช่น

“เห็นด้วยครับ อันนี้จะสอดรับกับรถไฟรางคู่และรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อกับลาว และต่อกับเส้นเชียงรายก็ได้ ท่าเรือน้ำลึกระนองมีอยู่ก็ขยายออกไป ตรงจุดท่าเรือระนองนี่ยากสุด หรืออาจขยายไม่ได้ เพราะระนองพังงาภูเขาหินสูงชันตั้งตรงขึ้นไป และท่าเรือขนาด่2ท่าจอดปัจจุบันนี่ก็ขยายได้อีกยากแล้ว ถ้าทำอาคารส่วนประกอบเเละคลังสินค้าเพิ่มเติมของท่าเรือคงต้องใช้พื้นที่อีกมากจะต้องตัดไถภูเขาออกอีกเยอะ เพื่อให้ได้พื้นราบและคงถูกคัดค้านแน่นอน ท่าเรืออันดามันที่เหมาะสมใกล้สุดคือท่าเรือทวายครับ”

“จะมีรัฐไทย ชุดไหนบ้าง ที่get กับแนวคิดของอาจารย์? เสียดายโอกาสจัง ถ้าเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ อนาคตประเทศไทย จะรุ่งเรือง พึ่งพาตนเองได้เป็นอย่างดี”

“ระบบการจัดการน้ำจืด สำคัญมากกก กรมชล กระทรวงคมนา ผังเมือง วางแผนดีๆ”

“หาก​สำเร็จ​จะเปลี่​ยนประเทศ​ไปเลยครับ”

“ผมและชาวบ้าน เริ่มปรับปรุงแหล่งอาหาร ไว้กันแล้วครับ ที่เคยบอกไว้ว่าตัวเรา ครอบครัว ญาติพี่น้อง สังคมรอบข้าง…ต้องรอดไปด้วยกัน…”

ทวีสุข ธรรมศักดิ์
ทวีสุข ธรรมศักดิ์
ทวีสุข ธรรมศักดิ์
ทวีสุข ธรรมศักดิ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ทวีสุข ธรรมศักดิ์

พิธา ตัดพ้อ ยัน 44 สส.เข้าชื่อแก้ มาตรา 112 ไม่ใช่การล้มล้างการปกครอง

พิธา ตัดพ้อ ยัน 44 สส.เข้าชื่อแก้ มาตรา 112 ไม่ใช่การล้มล้างการปกครอง

พิธา ตัดพ้อ ยัน 44 สส.เข้าชื่อแก้ มาตรา 112 ไม่ใช่การล้มล้างการปกครอง

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.16 น.

วันที่ 24 เมษายน 2569 จากกรณีศาลฎีกาจะนัดประชุมองค์คณะเพื่อพิจารณาคำร้องคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นเอาผิดอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ฐานกระทำผิดฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กรณีลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในวันนี้ (24 เม.ย. 69)

ล่าสุด นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊ก Pita Limjaroenrat – พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถึงกรณีดังกล่าว ระบุว่า 

ผมขอยืนยันเจตนาของพวกเราว่า การเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติในครั้งนั้น มิได้เป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลาย หรือล้มล้างการปกครองแต่อย่างใด แต่เป็นความพยายามที่จะใช้ “สภาผู้แทนราษฎร” ในฐานะพื้นที่ของผู้แทนประชาชนที่มีความแตกต่างหลากหลาย ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างสันติ เพื่อคลี่คลายความตึงเครียดในสังคมที่กำลังเผชิญหน้ากันอยู่ ให้อยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

ในช่วงเวลานั้น สังคมไทยมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างรุนแรง หากปล่อยให้ความขัดแย้งดำรงอยู่โดยไม่มีพื้นที่ปลอดภัยและมีความชอบธรรม ก็มีความเสี่ยงที่จะลุกลามบานปลายเกินกว่าที่พี่น้องประชาชนจะคาดคิด ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เราในฐานะ “ผู้แทนราษฎร” ทำ คือนำเรื่องนี้กลับเข้ามาอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อให้มีการอภิปราย และแลกเปลี่ยนกันอย่างมีวุฒิภาวะในสภาที่มีข้อบังคับชัดเจน ซึ่งเป็นวิถีทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับระบอบประชาธิปไตย และได้รับการยอมรับโดยทั่วไปในนานาอารยประเทศ

ในความเป็นจริงแล้ว การกระทำดังกล่าวไม่ควรเป็นคดีมาตั้งแต่ต้น แต่ทั้งหมดคือกระบวนการ “นิติสงคราม” ที่มุ่งหยุดยั้งความพยายามในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมผ่านกระบวนการรัฐสภาของพวกเรา ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล มาจนถึงพรรคประชาชน

ผมอยากให้ทุกฝ่ายลองมองอีกมุมหนึ่งว่า โดยหลักการแล้ว การใช้ “มาตรฐานทางจริยธรรม” อย่างเข้มข้น โดยไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน หรือถูกใช้แบบเลือกปฏิบัติ ไร้การถ่วงดุลและตรวจสอบ “มาตรฐานทางจริยธรรม”อาจถูกนำมาเป็นเครื่องมือทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างสิ้นเชิงและไร้สัดส่วนได้ และสิ่งนั้นต่างหากที่กำลังเซาะกร่อน บ่อนทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยของเราทุกคน

สำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 10 คน ที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ในมุมของคนที่ถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่มาก่อน 6 เดือนก่อนกลับเข้าสภา ผมเห็นว่า พวกเขาไม่มีความจำเป็นต้องถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะ

หนึ่ง การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาอยู่ภายใต้กลไกการควบคุมตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจเยียวยาแก้ไขได้ในภายหลัง

สอง พวกเขามีบทบาทสำคัญในการทำงานของสภา ทั้งการตรากฎหมาย และการควบคุมตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

และสาม ด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพียง 10 คน ก็ไม่สามารถดำเนินการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายต่อสภาในลักษณะเดิมซ้ำได้อยู่แล้ว

ดังนั้น การให้ทั้ง 10 คนยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จึงมิได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาครัฐหรือการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ทำให้ฝ่ายค้านอ่อนแอลง แต่เป็นการพิทักษ์รักษาระบอบรัฐสภา และความต่อเนื่องของการทำงานเพื่อประชาชนอย่างเข้มแข็งในระหว่างที่คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระบวนการยุติธรรม

สมช.ฉีกทิ้งเอ็มโอยู44 หักดิบกัมพูชา ชี้ใช้มา25ปีไม่คืบหน้า

สมช.ฉีกทิ้งเอ็มโอยู44  หักดิบกัมพูชา  ชี้ใช้มา25ปีไม่คืบหน้า

สมช.ฉีกทิ้งเอ็มโอยู44 หักดิบกัมพูชา ชี้ใช้มา25ปีไม่คืบหน้า

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมช.ฉีกทิ้งเอ็มโอยู44 หักดิบกัมพูชา ชี้ใช้มา25ปีไม่คืบหน้า ทำได้ไม่ต้องแจ้งเขมร พลิกใช้UNCLOSแทน ไทย-กัมพูชาถกRBC ย้ำเตือนอย่าขยับกำลัง

สมช.มีมติยกเลิก MOU 44 พลิกใช้ UNCLOS เจรจากัมพูชาแทน รัฐบาลชี้มีมา 25 ปี ไม่บรรลุเป้าหมาย สร้างความขัดแย้ง หวาดระแวงสองประเทศ ขณะเดียวกัน ไทย-กัมพูชา ถกกองเลขาฯ RBC ที่ด่านช่องสะงำ ระบุมีเรื่องต้องคุยกันกว่า 80 ครั้ง เผย 7 ข้อสรุป ไทยเตือนทหารเขมรอย่าขยับกำลัง-มาตั้งฐานฯ ใกล้แนวลวดหนาม ให้ยึดมั่นข้อตกลงหยุดยิง ขอร่วมสกัดข่าวปลอม พร้อมส่งเหยื่อค้ามนุษย์กลับประเทศ

เมื่อเวลา 11.10น.วันที่ 23เมษายน2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่า วันนี้กระทรวงการต่างประเทศทำเรื่องยกเลิก MOU 44 เสนอที่ประชุมสมช. จากนั้น จะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะใช้ระยะเวลาอีกเท่าไหร่ แต่ยืนยันว่าจะดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็ว ตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาทำหน้าที่สองสัปดาห์ ก็นำเสนอเรื่องการยกเลิก MOU 44 ให้สมช.รับทราบ โดยจะใช้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) แทน ยืนยันว่ายกเลิกเฉพาะ MOU 44 โดยใช้อำนาจครม.ยกเลิก ไม่ต้องแจ้งคู่กรณี ส่วน MOU 43 ยังไม่มีการพูดถึงทุกอย่างยังเป็นไปตามเดิม

ใช้ UNCLOS ดูแลแทน

พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุมได้มีการพูดคุยถึงการยกเลิกMOU44 เนื่องจากได้ใช้มานานแล้วและไม่มีความคืบหน้า และขณะนี้ทางกัมพูชาได้เข้ามาเป็นสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) แล้ว สามารถที่จะพูดคุยกันได้ในวงสมาชิกเพื่อประโยชน์ของไทย

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากยกเลิกเอ็มโอยู44 แล้ว จะใช้เครื่องมือใดในการดูแลพื้นที่ระหว่างประเทศ เสธ.ทร.กล่าวว่า เราใช้หลักกฏหมายสากล ของ (UNCLOS) ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชา เป็นสมาชิกแล้ว เมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา

หากเขมรค้านต้องคุยเวทีระหว่างปท.

เมื่อถามถึงขั้นตอนในการยกเลิกเอ็มโอยู 44 จะดำเนินการอย่างไรต่อไป พล.ร.อ.ธาดาวุธ กล่าวว่า ขั้นตอนต่อไปจะเป็นส่วนของทางรัฐบาลที่จะดำเนินการต่อไป ส่วนกองทัพเรือเป็นผู้ปฏิบัติ โดยหลักปฏิบัติของกองทัพเรือในการรักษาอธิปไตยทางทะเลของประเทศ ถ้ารัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศ มีความชัดเจนแล้ว กองทัพเรือก็มีความพร้อมในการปฎิบัติทันทีตามนโยบายของรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากกัมพูชามีการคัดค้าน จะดำเนินการอย่างไร พล.ร.อ.ธาดาวุธ กล่าวว่า ต้องไปพูดคุยกันในเวทีระหว่างประเทศ

รบ.แจงเหตุผลยกเลิก MOU 44

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ ที่ประชุมสมช. ครั้งที่ 2/2569 ได้มีมติ “ยกเลิก MOU44” ตามนโยบายรัฐบาล ด้วยเหตุผล1. MOU44 เป็นกรอบการเจรจาการบริหารทรัพยากรร่วมกันที่อยู่ใต้ทะเลระหว่างไทย – กัมพูชา แต่ 20 กว่าปีที่ผ่านมา มีการเจรจากันเพียง 5 ครั้ง และไม่ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์แก่ทั้ง 2 ประเทศ ตรงกันข้ามกลับทำให้เกิดข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเล ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ และไม่มีแนวทางที่จะทำให้เกิดการพัฒนา และบริหารทรัพยากรร่วมกันได้

2. การยกเลิก MOU44 เพื่อเป็นการยุติการเจรจาตามกรอบ MOU44 หากฝ่ายกัมพูชา ยังคงต้องการ หรือเห็นประโยชน์จากการพัฒนา และบริหารทรัพยากรใต้ทะเลร่วมกับไทยอีก ขอให้แสดงเจตนารมณ์ หรือแจ้งมาให้ทราบ เพื่อที่จะได้จัดกรอบการเจรจากันใหม่ ที่มีความเป็นไปได้ โดยไม่นำไปสู่ข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเล เช่นที่ผ่านมา

มีมา25ปี ไม่บรรลุเป้าหมาย

3. ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย – กัมพูชา หลายครั้ง ในช่วงเวลา 25 ปีที่ผ่านมา หลังจากมีการทำ MOU44 เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การเจรจาไม่คืบหน้า และไม่บรรลุเป้าหมายของ MOU44 ที่กำหนดไว้ และหากสถานการณ์ความขัดแย้งยังคงมีอยู่เช่นปัจจุบันนี้ การเจรจาเพื่อพัฒนาและบริหารทรัพยากรใต้ทะเลร่วมกันเป็นเรื่องที่ยาก หลักการสำคัญ คือต้องตกลงเขตแดนทางทะเลให้ได้ก่อน แล้วจึงหาแนวทางพัฒนา และบริหารร่วมกันบนพื้นฐานความจริงใจและแบ่งปันด้วยความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

การมี MOU44 อายุ 25 ปี เจรจากันเพียง 5 ครั้ง ไม่สามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ ย่อมแสดงให้เห็นว่า MOU ฉบับนี้ ไม่อาจนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายได้ การมีอยู่ของ MOU44 นอกจากจะไม่สร้างประโยชน์แล้ว ยังก่อให้เกิดความหวาดระแวง ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศอีกด้วย จึงเห็นควรที่ต้องยกเลิก และวางกรอบการเจรจากันใหม่ เพื่อลดความขัดแย้ง และนำทรัพยากรมาใช้เป็นประโยชน์ได้จริง

มุ่งสานต่อแก้ไขสถานการณ์ขัดแย้ง

น.ส.รัชดา กล่าวว่า เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้ แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา โดยกล่าวถึงนโยบายด้านการการต่างประเทศและความมั่นคงของไทย ในหัวข้อที่ 9 ประเด็นการส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและการแก้ไขปัญหาข้ามแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย ในหัวข้อย่อย (9.2) ย้ำชัดว่า มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MOU 2544 และในวันนี้ ที่ประชุม สมช.ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ก็มีมติเห็นชอบด้วยแล้ว

สำหรับขั้นตอนหลังจาก สมช.มีมติในวันนี้แล้ว จะมีการเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา และมีมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อให้กระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ไทย-กัมพูชา ถกกองเลขาฯ RBC

วันเดียวกัน กองทัพภาคที่ 2 โดยกองเลขานุการคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ด้านกองทัพภาคที่ 2 ได้จัดการประชุมประสานการปฏิบัติร่วมกับกองเลขานุการ RBC ภูมิภาคทหารที่ 4 ราชอาณาจักรกัมพูชาที่จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมี พล.ต.กัมปนาท วาพันสุ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 และ พลจัตวา นิด ณารง รองเสนาธิการภูมิภาคทหารที่ 4 เป็นประธานกองเลขานุการของทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้ เพื่อประสานความร่วมมือด้านความมั่นคง ขับเคลื่อนผลการประชุม GBC สู่การปฏิบัติ เสริมสร้างความเชื่อมั่น และลดความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน รายละเอียดสรุปได้ดังนี้1.ความสำเร็จของการประสานงานที่ผ่านมา มีการประสานงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องกว่า 80 ครั้ง สามารถแก้ไขปัญหาในพื้นที่ด้วยสันติวิธี พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลสำคัญ เช่น การดำเนินงานของ AOT และมาตรการ ความปลอดภัย

แจ้งเขมรไม่ให้ตั้งฐานใกล้ลวดหนาม

2.ความร่วมมือด้านมนุษยธรรม : ทั้งสองฝ่ายร่วมกันดำเนินการรับ–ส่งผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์

อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม3.การป้องกันปัญหาไฟป่าและสิ่งแวดล้อมชายแดน : ได้หารือแนวทางป้องกันไฟป่าและการเผาพื้นที่การเกษตร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำลังพล โดยเห็นพ้องให้ร่วมกันดำเนินมาตรการเชิงป้องกัน4.มาตรการลดความตึงเครียดทางทหาร : แจ้งกัมพูชาไม่ขยับกำลังหรือมาตั้งฐานปฏิบัติการใกล้แนวลวดหนาม เนื่องจากหากมีฐานที่อยู่ใกล้กัน อาจนำไปสู่อุบัติเหตุ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายไม่พึงประสงค์

รับมือเฟคนิวส์-ยึดข้อตกลงGBC

5.การรับมือข่าวปลอม (Fake News) :เห็นพ้องให้ร่วมกันป้องกันและแก้ไขข่าวปลอม เพื่อไม่ให้เกิด

ความเข้าใจคลาดเคลื่อนและกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ6.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชายแดน : ฝ่ายไทยได้ชี้แจงการดำเนินโครงการเส้นทางยุทธวิธีในพื้นที่ของไทย โดยยืนยันว่าเป็นการดำเนินการภายในอธิปไตย และไม่มีผลกระทบต่อฝ่ายกัมพูชา7.การยึดมั่นข้อตกลง GBC : ทั้งสองฝ่ายยืนยันการปฏิบัติตามถ้อยแถลงของ GBC ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2568 อย่างเคร่งครัด และให้ใช้กลไกการประสานงานชายแดนเป็นช่องทางหลักในการแก้ไขปัญหา

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันการปฏิบัติหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาอธิปไตยของชาติ ควบคู่กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยยึดมั่นในหลักสันติวิธีและกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงตามแนวชายแดน และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนอย่างสูงสุด

เปิดความสำคัญ MOU 44

สำหรับ MOU 44 นั้น เป็นบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน โดยลงนามเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2544 วัตถุประสงค์ เป็นข้อตกลงชั่วคราว เพื่อแก้ไขปัญหาการอ้างสิทธิไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (Overlapping Claims Area : OCA) กลไกลการเจรจา มีการจัดตั้ง “คณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค” (Joint Technical Committee – JTC) เพื่อทำหน้าที่เจรจาเรื่องนี้ยนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ

โดยหัวใจสำคัญของ MOU 44 คือ “เจรจาควบคู่ แยกจากกันไม่ได้” MOU 2544 เป็นเพียง “ข้อตกลงชั่วคราว” เพื่อเปิดช่องให้มีการเจรจาผ่าน “คณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค” (JTC) โดยใช้กฎหมายระหว่างประเทศเป็นเกณฑ์ สาระสำคัญที่สุดคือการแบ่งพื้นที่เจรจาออกเป็น 2 ส่วน และต้องเจรจาไปพร้อมกัน (Indivisible Package) ดังนี้ พื้นที่ส่วนบน (เหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือ) ให้เจรจาเพื่อ “แบ่งเขตแดน” ทางทะเลให้ชัดเจน และพื้นที่ส่วนล่าง (ใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือ) ให้เจรจาเพื่อจัดทำระบอบ “พื้นที่พัฒนาร่วม” (Joint Development Area – JDA) เพื่อนำทรัพยากรปิโตรเลียมมาใช้ร่วมกัน

เงื่อนไขสำคัญที่ล็อกไว้คือ “ต้องทำทั้งสองเรื่องพร้อมกันเป็นองค์รวม จะแยกทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งก่อนไม่ได้” หมายความว่า หากตกลงเรื่องแบ่งผลประโยชน์น้ำมันไม่ได้ เรื่องเส้นเขตแดนก็ไม่จบ หรือหากตกลงเรื่องเส้นเขตแดนไม่ได้ ก็จะขุดน้ำมันไม่ได้เช่นกัน

ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องเน้นย้ำคือ MOU 2544 เป็นเพียงกรอบการเจรจา หากคณะทำงานตกลงกันได้สำเร็จ ผลลัพธ์สุดท้ายจะต้องถูกนำมาทำเป็น “สนธิสัญญา” ซึ่งต้องผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภาของไทยตามรัฐธรรมนูญเสียก่อน จึงจะมีผลผูกพันอย่างสมบูรณ์

จับเขมรลอบเข้าไทยต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 05.30 น.วันที่ 24 เม.ย.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กกล.บูรพา โดย ฉก.อรัญประเทศ ร่วมกับ ชค.ทพ.12 นำกำลังพล ร้อย.ทพ.1205 ร่วมกับ คทร.(ชุดเคลื่อนที่เร็ว)ฉก.อรัญประเทศ ออกทำการลาดตะเวนสกัดกั้น ป้องกันการลักลอบข้ามแดนโดยผิดกฎหมาย ในเขตพื้นที่รับผิดชอบระหว่าง จต.ส.44 – จต.อ.01 บ.อ่างศิลารัตน์ ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ได้ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยเดินเท้า ลักลอบข้ามแดนจากฝั่งกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทย ตามช่องทางธรรมชาติ บริเวณไร่อ้อย ท้ายหมู่บ้าน จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบพบผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายเป็นชาวกัมพูชา จำนวน 10 คน (ช.6 ญ.4 )พร้อมกระเป๋าสัมภาระ โดยไม่มีเอกสารแสดงตัว จึงได้นำตัวมาซักถามที่ ที่ทำการกองร้อยทหารพรานที่ 1205 ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว

หนีความอดอยาก-ภัยแล้งที่บ้านเกิด

ชาวกัมพูชาทั้งหมดรับว่าลักลอบข้ามแดนเข้าไทยเพื่อต้องการเดินทางไปทำงานก่อสร้างที่ จ.ชลบุรี เนื่องจากได้รับการติดต่อกับเพื่อนชาวกัมพูชาให้กลับไปทำงานที่เดิมเนื่องจากเคยทำงานที่ จ.ชลบุรีมาก่อนหน้านี้ ได้ค่าแรงวันละ 350บาท ซึ่งพวกตนได้กลับไปอยู่ที่บ้านเกิดในกัมพูชาไม่มีงานทำอีกทั้งไม่สามารถทำการเกษตรได้เนื่องจากปัญหาภัยแล้งในกัมพูชาทำให้เกิดความอดอยากจึงยอมเสี่ยงลักลอบเดินทางเข้าไทยอีกครั้งหวังจะได้ไปทำงานที่เดิม จ.ชลบุรีจะได้มีเงินมาเลี้ยงครอบครัวได้ แต่ระหว่างเดินเท้าเข้าไทยก็มาถูกเจ้าหน้าที่ทหารพรานไทยสกัดจับได้

จากนั้น เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวชาวเขมรทั้งหมดไปให้พนักงานสอบสวน สภ.โคกสูง จ.สระแก้ว ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“เราต้องมั่นใจว่ากู้มาแล้วต้องทำให้เศรษฐกิจฟื้นได้จริงๆ ทั้งทำให้เศรษฐกิจกลับมาโตเต็มศักยภาพและขยายศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้โตได้ดีกว่าเดิมด้วย เพราะนี่เป็นทางเดียวที่จะทำให้รายได้ของรัฐเพิ่มขึ้นจนดอกเบี้ยไม่มาฉุดรั้งงบประมาณแผ่นดิน”

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล

สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน