เจแปนแอร์ไลน์ผุดโปรเจกต์ “ส่งสิ่งของไปดวงจันทร์” หวังอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมโลก

เจแปนแอร์ไลน์ผุดโปรเจกต์ "ส่งสิ่งของไปดวงจันทร์" หวังอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมโลก

27 พ.ค. 2569 16:11 น.

เจแปนแอร์ไลน์ผุดโปรเจกต์ “ส่งสิ่งของไปดวงจันทร์” หวังอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมโลก

สายการบินเจแปนแอร์ไลน์ หรือ JAL เปิดโครงการส่งวัตถุทางวัฒนธรรมและสินค้าสัญลักษณ์ของญี่ปุ่นไปเก็บรักษาบนดวงจันทร์ ร่วมกับบริษัทพัฒนาทรัพยากรบนดวงจันทร์ ispace หวังปกป้องมรดกของมนุษยชาติจากภัยสงคราม ภัยธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมตั้งเป้าเป็นสายการบินแรกของโลกที่ให้บริการขนส่งสิ่งของสู่ดวงจันทร์

บริษัท เจแปนแอร์ไลน์ จำกัด (JAL) ร่วมกับ JALUX บริษัทการค้าในเครือ JAL Group และ ispace บริษัทพัฒนาทรัพยากรบนดวงจันทร์ระดับโลก ประกาศลงนามข้อตกลงร่วมกันในการเปิดตัวโครงการ “ARGO Trans-Lunar Heritage Project” หรือ ARGO PROJECT

โครงการนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกลุ่มดาวเรืออาร์โก (Argo Navis) ซึ่งเปรียบเสมือนเรือใบ ลำใหญ่ โดยมีแนวคิดหลักคือการเป็น “ยานส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น” เนื่องจากโลกในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความเสี่ยงสูงที่ศิลปวัตถุ รวมถึงวิถีชีวิตอันล้ำค่าอาจสูญสลายไปอย่างกะทันหันจากภัยสงคราม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ รัฐบาลท้องถิ่นและบริษัทเอกชนจึงสามารถใช้บริการนี้เพื่อส่งสิ่งของที่เป็นเอกลักษณ์ วัตถุทางวัฒนธรรม หรือสินค้าที่เป็นสัญลักษณ์ขององค์กรไปจัดเก็บไว้ในสภาพแวดล้อมบนดวงจันทร์ เพื่อรอวันที่คนรุ่นหลังหรือประชากรบนดวงจันทร์ในอนาคตมาเปิดออกดู

หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ JAL จะกลายเป็นสายการบินแห่งแรกของโลกที่ให้บริการขนส่งสิ่งของไปยังดวงจันทร์ โดยได้เริ่มเปิดรับสมัครและเปิดขายพื้นที่ขนส่งให้แก่บริษัทเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วตั้งแต่วันที่ 27 พ.ค. เป็นต้นไป

การขนส่งในครั้งนี้จะใช้ยานลงจอดบนดวงจันทร์ ในภารกิจ “Mission 3” ของบริษัท ispace ซึ่งมีกำหนดการปล่อยตัวในปี 2028 โดยสิ่งของทั้งหมดจะถูกจัดเก็บไว้ในกล่องขนส่งอวกาศพิเศษที่มีชื่อว่า “Möbius Ark” ที่มีความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร กว้าง 20 เซนติเมตร และสูง 10 เซนติเมตร โดยภายในจะถูกแบ่งเป็นช่องย่อยๆ สำหรับจัดวางสิ่งของ

กล่องดังกล่าวผลิตด้วยวัสดุพิเศษที่สามารถทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่รุนแรงบนพื้นผิวดวงจันทร์ เพื่อปกป้องสิ่งของภายในได้ในระยะยาว โดยเมื่อยานเดินทางถึงและจัดวางกล่อง Möbius Ark บนพื้นผิวดวงจันทร์เรียบร้อยแล้ว จะมีการถ่ายภาพส่งกลับมายังโลกเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันความสำเร็จด้วย

โปรเจกต์นี้จะถูกแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 4 เฟสหลัก โดยเฟส 1 ในปัจจุบัน เป็นการพัฒนาตู้คอนเทนเนอร์ และเปิดรับสมัครและคัดเลือกสิ่งของทางวัฒนธรรมที่จะส่งไปดวงจันทร์ ส่วนเฟส 2 จะเป็นการปล่อยจรวดเพื่อขนส่งตู้คอนเทนเนอร์จากวงโคจรโลกมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ ขณะที่เฟส 3 ยานจะลงจอดบนพื้นดวงจันทร์ และทำการติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์ในจุดที่กำหนด และเฟส 4 เป็นการจัดเก็บตู้คอนเทนเนอร์ในระยะยาว เพื่อรอการส่งมอบมรดกวัฒนธรรมสู่มนุษยชาติบนดวงจันทร์ในอนาคต

โครงการนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของภาคธุรกิจอวกาศในญี่ปุ่น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนในการปล่อยจรวดที่ลดต่ำลงอย่างมาก

นายโยสึเกะ เอโนโมโตะ ผู้จัดการอาวุโสของบริษัท PwC Consulting ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจอวกาศ ให้ความเห็นว่า “ในปัจจุบัน บริษัทที่ไม่เคยทำธุรกิจเกี่ยวกับอวกาศมาก่อน ต่างพยายามมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ โดยการนำเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญของตนเองมาปรับใช้”

อย่างไรก็ตาม เขาระบุเพิ่มเติมว่าการเดินทางไปอวกาศยังคงมีราคาแพงเกินไปสำหรับผู้บริโภคทั่วไป ซึ่งการที่จะทำให้การขนส่งหรือการเดินทางในลักษณะนี้แพร่หลายได้ในอนาคต จำเป็นต้องมีการรับรองความปลอดภัยขั้นสูง รวมถึงการพัฒนาทางเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนให้ต่ำลงกว่าที่เป็นอยู่

การก้าวเข้าสู่ธุรกิจอวกาศของ JAL Group ในครั้งนี้ ถือเป็นการนำประสบการณ์ด้านการขนส่งทางอากาศที่ยาวนานกว่า 70 ปี มาต่อยอดเพื่อสร้างเครือข่ายการขนส่งใหม่ไปยังดวงจันทร์ และมุ่งหวังที่จะสร้างสังคมที่การขนส่งสู่อวกาศกลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับทุกคนในอนาคต.

ที่มา JAPAN AIRLINES / KYODO NEWS

นักเคลื่อนไหวจีนล่องเรือยางหนีเข้าเกาหลีใต้ คาดขอลี้ภัยทางการเมือง

นักเคลื่อนไหวจีนล่องเรือยางหนีเข้าเกาหลีใต้ คาดขอลี้ภัยทางการเมือง

27 พ.ค. 2569 15:24 น.

นักเคลื่อนไหวจีนล่องเรือยางหนีเข้าเกาหลีใต้ คาดขอลี้ภัยทางการเมือง

อดีตตำรวจและนักเคลื่อนไหวชาวจีนวัย 68 ปี หลบหนีออกจากจีนด้วยเรือยางขนาดเล็ก ก่อนถูกพบลอยลำในน่านน้ำเกาหลีใต้ หลังถูกรัฐบาลจีนตามล่าตัวมานานหลายปี ด้านพรรคฝ่ายค้านเกาหลีใต้จี้รัฐบาลคุ้มครองตามหลักมนุษยธรรมและส่งตัวไปแคนาดาอย่างปลอดภัย

ทนายความของนายตง กวางผิง วัย 68 ปี นักเคลื่อนไหวและผู้แปรพักตร์ชาวจีนชื่อดัง ยืนยันว่า ลูกความของเขาได้หลบหนีออกจากประเทศจีนโดยการนั่งเรือยางขนาด 3.3 เมตร ที่ติดตั้งเครื่องยนต์ขนาด 9.9 แรงม้า ข้ามน่านน้ำสากลมายังประเทศเกาหลีใต้

หน่วยยามฝั่งแทอันของเกาหลีใต้เปิดเผยว่า เรือประมงลำหนึ่งได้พบตัวนายตงในสภาพลอยลำอยู่กลางทะเล ห่างจากชายฝั่งตะวันตกของเกาหลีใต้ประมาณ 38 ไมล์ทะเล (ราว 70 กิโลเมตร) เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา (25 พ.ค.) ซึ่งจุดดังกล่าวถือเป็นเส้นทางแนวตรงที่สั้นที่สุดระหว่างจีนและเกาหลีใต้ โดยมีระยะทางรวมประมาณ 310 กิโลเมตร จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เข้าควบคุมตัวเขาในข้อหาละเมิดกฎหมายคนเข้าเมือง และนำตัวไปสอบสวนเพิ่มเติม

นายตง กวางผิง ถือเป็นบุคคลที่ทางการจีนต้องการตัวอย่างมาก จากประวัติการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ยาวนาน โดยเขาเคยรับราชการเป็นตำรวจ แต่ถูกไล่ออกหลังจากร่วมลงนามในคำร้องเรียนครบรอบ 10 ปี เหตุการณ์ปราบปรามผู้ประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเมิน เมื่อปี 1989 ในปี 2001 เขาถูกจำคุกเป็นเวลา 3 ปีในข้อหา “ยั่วยุให้เกิดการล้มล้างอำนาจรัฐ” และถูกจับกุมอีกครั้งในปี 2014 จากการจัดกิจกรรมรำลึกเหตุการณ์เทียนอันเมิน

เขาเคยพาครอบครัวหนีไปยังประเทศไทย และได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจากสหประชาชาติ แต่ในปี 2015 ทางการไทยได้ส่งตัวเขากลับให้ตำรวจจีน ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากองค์กรสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้เขายังเคยพยายามหลบหนีไปยังเวียดนามและไต้หวัน แต่ก็ถูกส่งตัวกลับจีนในท้ายที่สุด

ปัจจุบัน ครอบครัวของเขาได้รับสิทธิ์ลี้ภัยและพำนักอยู่ที่ประเทศแคนาดา ทำให้นายคิม จู-กวาง ทนายความชาวเกาหลีใต้ระบุว่า กรณีของลูกความรายนี้ “มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็นกรณีการลี้ภัยทางการเมือง”

แม้เกาหลีใต้จะเปิดให้ยื่นขอสิทธิ์ลี้ภัยทางการเมืองมาตั้งแต่ปี 1994 แต่ในทางปฏิบัติ มีผู้สมัครเพียงจำนวนน้อยมากที่ได้รับการอนุมัติ เนื่องจากมาตรการคัดกรองที่เข้มงวดและขั้นตอนที่ล่าช้าของรัฐบาลเกาหลีใต้

อย่างไรก็ตาม พรรคพลังประชาชนซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านของเกาหลีใต้ ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลมอบ “การคุ้มครองอย่างเต็มรูปแบบ” แก่นายตง โดยนายชู ฮยอน-ชุล โฆษกพรรคระบุในแถลงการณ์ว่า “รัฐบาลควรดำเนินมาตรการทางมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วน เพื่อให้มั่นใจว่าเขาจะสามารถเดินทางไปแคนาดาได้อย่างปลอดภัย ซึ่งที่นั่นมีครอบครัวของเขากำลังรอคอยอยู่ด้วยความกังวล นี่คือความรับผิดชอบพื้นฐานในฐานะรัฐประชาธิปไตยที่เสรี”

ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ เช่นเดียวกับสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงโซลและกระทรวงการต่างประเทศจีน ซึ่งยังไม่มีการตอบรับต่อการขอความเห็นในกรณีดังกล่าว

กรณีของนายตงไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ในเดือนสิงหาคม 2023 เคยมีกรณีของนายควอน พยอง นักเคลื่อนไหวชาวจีนอีกราย ที่สร้างความฮือฮาด้วยการขี่เจ็ตสกี เป็นระยะทางกว่า 300 กิโลเมตร พร้อมหอบถังน้ำมันสำรองมาถึง 5 ถัง ฝ่าคลื่นลมทะเลจากจีนมายังเกาหลีใต้ ก่อนจะถูกศาลเกาหลีใต้ตัดสินลงโทษจำคุกแต่ให้รอลงอาญาในข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย.

ที่มา AFP / Reuters

ญี่ปุ่นผ่านกฎหมายตั้ง “สภาข่าวกรองแห่งชาติ” รวบศูนย์ข้อมูลรับมือภัยคุกคามโลก

ญี่ปุ่นผ่านกฎหมายตั้ง "สภาข่าวกรองแห่งชาติ" รวบศูนย์ข้อมูลรับมือภัยคุกคามโลก

27 พ.ค. 2569 14:34 น.

ญี่ปุ่นผ่านกฎหมายตั้ง “สภาข่าวกรองแห่งชาติ” รวบศูนย์ข้อมูลรับมือภัยคุกคามโลก

รัฐสภาญี่ปุ่นผ่านกฎหมายจัดตั้ง “สภาข่าวกรองแห่งชาติ” เพื่อรวมศูนย์ข้อมูลด้านความมั่นคงและรับมือภัยคุกคามจากต่างประเทศ ตามนโยบายด้านความมั่นคงของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ แต่ฝ่ายคัดค้านเตือนอาจเปิดทางให้รัฐใช้อำนาจเกินขอบเขตและกระทบเสรีภาพประชาชน

รัฐสภาญี่ปุ่นมีมติเห็นชอบผ่านกฎหมายจัดตั้ง “สภาข่าวกรองแห่งชาติ” (National Intelligence Council) เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลข่าวกรองด้านความมั่นคงและความปลอดภัยสาธารณะ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมด้วยรัฐมนตรีอีก 9 คน เช่น เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญของ นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ ที่ประกาศเดินหน้านโยบายเชิงรุกเพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านข่าวกรองและการต่อต้านการจารกรรม โดยเธอระบุว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่ซับซ้อนที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

นายกฯ ทากาอิจิ กล่าวต่อรัฐสภาว่า “เพื่อรักษาไว้ซึ่งสันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง รวมถึงสกัดกั้นวิกฤตการณ์ร้ายแรงล่วงหน้า มันจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่สุดในการจัดตั้งระบบที่ประชาคมข่าวกรองสามารถสนับสนุนการตัดสินใจที่ถูกต้องของผู้นำนโยบายได้อย่างแข็งแกร่ง” 

เดิมทีระบบข่าวกรองของญี่ปุ่นมีความกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ แต่กฎหมายใหม่นี้จะตั้ง “สำนักข่าวกรองแห่งชาติ” ขึ้นมาเป็นฝ่ายเลขานุการ เพื่อบูรณาการและประสานงานข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม และองค์กรอื่นๆ อย่างเบ็ดเสร็จ

ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมักเผชิญข้อครหาจากนานาชาติว่ามีนโยบายและการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการจารกรรมที่หละหลวมเกินไป จนบางฝ่ายถึงกับขนานนามประเทศนี้ว่าเป็น “แดนสวรรค์ของสายลับ”  การปฏิรูปครั้งนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การป้องกันสายลับต่างชาติ การต่อต้านการก่อการร้าย การปกป้องเทคโนโลยีที่มีความอ่อนไหว ตลอดจนการรับมือภัยคุกคามสมัยใหม่อย่างการโจมตีทางไซเบอร์และการบิดเบือนข้อมูลเพื่อแทรกแซงการเลือกตั้งผ่านโซเชียลมีเดีย

นอกจากนี้ ประเด็นดังกล่าวได้รับการผลักดันอย่างเร่งด่วนยิ่งขึ้น หลังจากเกิดข้อพิพาททางการทูตกับรัฐบาลจีน จากกรณีที่นายกฯ ทากาอิจิ เคยส่งสัญญาณเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วว่าญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงทางทหาร หากจีนพยายามใช้กำลังเข้ายึดครองไต้หวัน

แม้กฎหมายจะผ่านสภาสูงได้สำเร็จด้วยการสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้านบางส่วน แต่ก็ต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะจาก พรรคประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญแห่งญี่ปุ่น (CDPJ) ซึ่งเป็นแกนนำฝ่ายค้านหลัก ที่มองว่ากฎหมายฉบับนี้ล้มเหลวในการระบุขอบเขตให้รัฐสภาสามารถตรวจสอบการทำงานของหน่วยข่าวกรองได้ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาความโปร่งใสในกระบวนการประชาธิปไตย

กลุ่มผู้คัดค้านและประชาชนได้รวมตัวประท้วงทั่วประเทศ โดยแสดงความกังวลใน 2 ประเด็น คือการละเมิดสิทธิเสรีภาพ เนื่องจากหวั่นเกรงว่าการขยายอำนาจของหน่วยงานข่าวกรองจะนำไปสู่การสอดแนมที่เกินขอบเขต และล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของประชาชน รวมถึงความเสี่ยงด้านสงคราม เนื่องจากความพยายามเพิ่มขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศของรัฐบาลทากาอิจิ อาจเป็นการลากความสัมพันธ์ของญี่ปุ่นเข้าสู่ความขัดแย้งด้วยอาวุธระดับนานาชาติ

การผ่านกฎหมายครั้งนี้เป็นเพียงก้าวแรก โดยรัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนจะจัดตั้งสภาและสำนักข่าวกรองแห่งชาติอย่างเร็วที่สุดในเดือนกรกฎาคมนี้ พร้อมตั้งคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญเพื่อหารือเกี่ยวกับกฎหมายต่อต้านการจารกรรมเพิ่มเติม

นอกจากนี้ นายกฯ ทากาอิจิ ยังระบุถึงแผนการในอนาคตที่อาจต้องพิจารณาระบบลงทะเบียนกลุ่มบุคคลที่ดำเนินกิจกรรมล็อบบี้ให้รัฐบาลต่างชาติ รวมถึงเป้าหมายสูงสุดในการจัดตั้ง “หน่วยงานข่าวกรองกรองภายนอกประเทศ” เป็นของตัวเอง โดยคาดว่าจะมีการจัดทำนโยบายเพื่อเสนอเป็นร่างกฎหมายต่อรัฐสภาอีกครั้งในสมัยประชุมสภาปี 2027.

ที่มา Kyodo / AFP

สหภาพแรงงานซัมซุง โหวตรับดีลขึ้นโบนัส แผนกชิปรับสูงสุดคนละ 13 ล้านบาท

สหภาพแรงงานซัมซุง โหวตรับดีลขึ้นโบนัส แผนกชิปรับสูงสุดคนละ 13 ล้านบาท

27 พ.ค. 2569 13:23 น.

สหภาพแรงงานซัมซุง โหวตรับดีลขึ้นโบนัส แผนกชิปรับสูงสุดคนละ 13 ล้านบาท

สหภาพแรงงานของ “ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์” มีมติเห็นชอบข้อตกลงค่าจ้างและโบนัสฉบับใหม่ ยุติแผนการประท้วงหยุดงานครั้งใหญ่ ส่งผลให้พนักงานฝ่ายชิปเตรียมรับโบนัสก้อนโตเป็นหุ้นบริษัท มูลค่าสูงสุดถึงคนละ 600 ล้านวอน (ราว 13 ล้านบาท) แต่ข้อตกลงนี้เริ่มส่อเค้าสร้างความไม่พอใจระหว่างแผนกอื่นที่ได้เงินน้อยกว่า

สหภาพแรงงานของบริษัท ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ เปิดเผยว่า สมาชิกสหภาพได้ลงคะแนนเสียงอนุมัติข้อตกลงร่วมฉบับใหม่กับฝ่ายบริหารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งข้อตกลงที่ให้ผลตอบแทนโบนัสประจำปีอย่างมหาศาลนี้ ช่วยคลายความกังวลของหลายฝ่ายเกี่ยวกับโอกาสที่จะเกิดการหยุดชะงักในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์โลก เนื่องจากความต้องการชิปสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ในการลงคะแนนเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ตลอด 6 วันที่ผ่านมา มีสมาชิกสหภาพแรงงานเข้าร่วมใช้สิทธิ์สูงถึง 95% โดย 73.7% จากผู้ลงคะแนนทั้งหมด 62,616 คนของสองสหภาพที่ใหญ่ที่สุดในบริษัท ได้ลงมติเห็นชอบข้อตกลงชั่วคราวดังกล่าว และในวันเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมลงนามในข้อตกลงอย่างเป็นทางการ โดยฝ่ายบริหารได้ให้คำมั่นที่จะร่วมมือกับสหภาพเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทในเวทีโลกต่อไป

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ฝ่ายบริหารและสหภาพแรงงานเผชิญหน้ากันมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เกี่ยวกับโครงสร้างโบนัสตามผลงานที่ผูกกับกำไรในธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI จนเกือบจะนำไปสู่การประท้วงหยุดงานนาน 18 วัน ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้เพียง 1 ชั่วโมงก่อนกำหนดเวลาเริ่มประท้วงเมื่อวันที่ 21 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งหากมีการประท้วงหยุดงานจริงจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ เนื่องจากเฉพาะซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ บริษัทเดียวมีสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สูงถึง 12.5% และชิปหน่วยความจำก็คิดเป็น 35% ของยอดการส่งออกทั้งหมดของประเทศ

ภายใต้ข้อตกลงระยะยาว 10 ปีฉบับใหม่นี้ ซัมซุงจะจัดสรรโบนัสผลประกอบการพิเศษสำหรับแผนกเซมิคอนดักเตอร์คิดเป็น 10.5% ของกำไรจากการดำเนินงานของแผนกโดยไม่มีเพดานจำกัด และบวกเงินสดเพิ่มอีก 1.5% ซึ่งโบนัสพิเศษนี้จะจ่ายให้ในรูปแบบของ “หุ้นบริษัท” ตลอดระยะเวลาอย่างน้อย 10 ปี โดยผูกกับเป้าหมายที่ท้าทาย คือ แผนกชิปจะต้องทำกำไรจากการดำเนินงานประจำปีให้ได้มากกว่า 200 ล้านล้านวอน ในช่วงปี 2026-2028 และมากกว่า 100 ล้านล้านวอนในช่วงปี 2029-2035 โดยโบนัสก้อนนี้จะแบ่ง 40% ให้กับภาพรวมของแผนก และอีก 60% จะกระจายไปยังหน่วยธุรกิจย่อยแต่ละหน่วย

จากผลคาดการณ์ที่ว่ากำไรจากการดำเนินงานของซัมซุงอาจแตะระดับ 300 ล้านล้านวอนในปีนี้ ส่งผลให้พนักงานในแผนกชิปที่มีอยู่ราว 28,000 คน จากพนักงานทั้งหมด 125,000 คนในเกาหลีใต้ จะมีสิทธิ์ได้รับเงินโบนัสสูงถึงประมาณ 600 ล้านวอนต่อคน (ราว 13 ล้านบาท)

เงินโบนัสจำนวนมหาศาลนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยสกัดไม่ให้วิศวกรที่มีความสามารถไปทำงานในต่างประเทศ อย่างเช่นบริษัท เทสลา ในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่มันยังสร้างปรากฏการณ์ทางสังคมในเกาหลีใต้อย่างมาก โดยก่อนหน้านี้พนักงานของบริษัทคู่แข่งอย่าง เอสเค ไฮนิกส์ (SK hynix) ได้รับโบนัสมากกว่าซัมซุงถึง 3 เท่าในปีที่แล้ว จนทำให้เสื้อแจ็กเก็ตปักโลโก้ SK hynix กลายเป็นไวรัลในโซเชียลมีเดียและถูกล้อเลียนว่าเป็น “ตั๋วทองคำ” ที่ใช้เดินเข้าชมบูติกหรูหรือเพิ่มโอกาสในการนัดเดต

สำนักข่าวยอนฮัปรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจาก Sunoo บริษัทจัดหาคู่ชื่อดังระบุว่า ปัจจุบันงานที่ซัมซุงและเอสเค ไฮนิกส์ กลายเป็นสิ่งการันตีและช่วย “เพิ่มมูลค่าในตลาดการแต่งงาน” โดยดัชนีความน่าปรารถนาพุ่งสูงขึ้นจนไล่เลี่ยกับอาชีพดั้งเดิมที่ทรงเกียรติอย่างแพทย์และทนายความไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้กลับสร้างความตึงเครียดภายในองค์กรอย่างรุนแรง เนื่องจากทำให้เกิดช่องว่างและดึงความขัดแย้งระหว่างพนักงานในแผนกเซมิคอนดักเตอร์ที่มีกำไรสูง กับแผนกอื่น ๆ ที่กำไรทรงตัวหรือลดลง เช่น แผนกมือถือ แผนกจอภาพ และเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน

ล่าสุดเมื่อวันอังคาร สหภาพแรงงานขนาดเล็กที่เป็นตัวแทนของพนักงานนอกแผนกชิปได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอคุ้มครองชั่วคราวในการระงับข้อตกลงดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แผนกชิปอย่างไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ ความไม่พอใจยังลามไปยังบริษัทในเครือของซัมซุง เช่น Samsung Display, Samsung SDI และ Samsung Electro-Mechanics ที่จดทะเบียนแยกกันและได้โบนัสน้อยกว่ามาก ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ถือหุ้นรายย่อยบางส่วนก็แสดงความไม่พอใจและขู่จะดำเนินการทางกฎหมาย เนื่องจากมองว่าข้อตกลงนี้ไม่ผ่านความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้น

ยิ่งไปกว่านั้น การบรรลุข้อตกลงโบนัสของซัมซุงยังได้กลายเป็นชนวนกระตุ้นให้สหภาพแรงงานในภาคส่วนอื่น ๆ ของเกาหลีใต้ ตั้งแต่ไบโอเทคโนโลยี ยานยนต์ อู่ต่อเรือ ไปจนถึงอุตสาหกรรมไอที หันมาเรียกร้องขอส่วนแบ่งกำไรของบริษัทในรูปแบบของโบนัสที่สูงขึ้นตามไปด้วย จนทำให้เกิดการถกเถียงในระดับรัฐบาลว่า เม็ดเงินกำไรที่ได้จากยุค AI ควรจะถูกกระจายอย่างไร โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบประธานาธิบดีได้เสนอแนวคิด “เงินปันผลแห่งชาติ” เพื่อนำภาษีส่วนเกินจากธุรกิจ AI ไปสนับสนุนโครงการสวัสดิการสังคมแทนการกระจุกตัวอยู่แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง.

ที่มา AFP / Yonhap

ตำรวจเกาหลีใต้จับกุมยูทูบเบอร์ดัง ใช้ AI ปลอมหลักฐานใส่ร้าย “คิม ซูฮยอน”

ตำรวจเกาหลีใต้จับกุมยูทูบเบอร์ดัง ใช้ AI ปลอมหลักฐานใส่ร้าย "คิม ซูฮยอน"

27 พ.ค. 2569 12:27 น.

ตำรวจเกาหลีใต้จับกุมยูทูบเบอร์ดัง ใช้ AI ปลอมหลักฐานใส่ร้าย “คิม ซูฮยอน”

ทางการเกาหลีใต้จับกุมยูทูบเบอร์ชื่อดัง เจ้าของช่อง Hover Lab หลังถูกกล่าวหาใช้เทคโนโลยี AI ปลอมแปลงเสียงและข้อความ เพื่อกล่าวหานักแสดงชื่อดัง “คิม ซูฮยอน” ว่าคบหากับนักแสดงสาวผู้ล่วงลับ “คิม แซรน” ตั้งแต่ยังเป็นผู้เยาว์ จนกระทบอาชีพและสภาพจิตใจของนักแสดงอย่างหนัก

ทางการเกาหลีใต้ได้ทำการจับกุมตัวยูทูบเบอร์ชื่อดัง จากการเผยแพร่ข้อมูลเท็จและปลอมแปลงหลักฐาน และหมิ่นประมาทด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับพระเอกชื่อดัง “คิม ซูฮยอน” ซึ่งข่าวดังกล่าวได้ทำลายชื่อเสียงและทำให้เส้นทางอาชีพในวงการบันเทิงของนักแสดงหนุ่มต้องหยุดชะงักลง

โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (26 พ.ค.) ศาลแขวงกรุงโซลกลางได้อนุมัติหมายจับ “คิม เซอี”  ผู้ดำเนินรายการช่องยูทูบแนวคิดอนุรักษ์นิยมชื่อดังอย่าง “Hover Lab” ซึ่งมีผู้ติดตามเกือบ 1 ล้านคน เนื่องจากศาลกังวลว่าผู้ต้องหาอาจจะทำลายหลักฐานหรือหลบหนี

เจ้าหน้าที่ตำรวจและพนักงานอัยการระบุว่า คิมเซอี ได้ทำการบิดเบือนหลักฐานโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI สร้างคลิปเสียงปลอมของ “คิม แซรน” อดีตนักแสดงหญิงผู้ล่วงลับ เพื่อทำให้คนเชื่อว่าเธอเคยคบหาและมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับคิมซูฮยอนตั้งแต่เธอยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น รวมถึงปลอมแปลงภาพถ่ายหน้าจอ ข้อความแชตจากโทรศัพท์ของดาราสาว นอกจากนี้ยังกล่าวหาว่า คิมซูฮยอนได้กดดันเรื่องการชดใช้หนี้สินจนเป็นเหตุให้ดาราสาวตัดสินใจจบชีวิตตนเองในวัย 24 ปี เมื่อช่วงต้นปี 2025 ที่ผ่านมา ซึ่งข้อกล่าวหาทั้งหมดนี้ คิมซูฮยอน ได้ปฏิเสธมาโดยตลอด

ทางด้าน Gold Medalist บริษัทต้นสังกัดของคิมซูฮยอน ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันพุธระบุว่า “ในที่สุด ความจริงก็ได้รับการพิสูจน์แล้วผ่านกระบวนการทางกฎหมายและการตรวจสอบอย่างละเอียด ผลการสืบสวนยืนยันว่าข้อสงสัยและหลักฐานทั้งหมดที่ช่อง Hover Lab นำมาอ้างต่อคิมซูฮยอนนั้น ไม่มีมูลความจริง” พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่และแฟนคลับทุกคนที่เชื่อใจและอยู่เคียงข้างพระเอกหนุ่มมาโดยตลอด

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังระบุถึงตอนที่ คิมซูฮยอน เคยหลั่งน้ำตาในงานแถลงข่าวเมื่อเดือนมีนาคม 2025 โดยในตอนนั้นเขายอมรับว่าเคยคบหากับคิมแซรนเป็นเวลา 1 ปีจริง แต่เกิดขึ้นตอนที่เธอเป็นผู้ใหญ่แล้วเท่านั้น และเขาได้ลั่นวาจาไว้ว่า “ผมไม่ขอให้พวกคุณเชื่อผมในตอนนี้ แต่ผมจะพิสูจน์ตัวเองให้ได้” ซึ่งทางต้นสังกัดเผยว่า ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา พระเอกหนุ่มได้อุทิศตนเพื่อทำตามสัญญาที่ให้ไว้เพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งอนุมัติหมายจับ คิมเซอีได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวหน้าศาลโดยปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และอ้างว่าหมายจับดังกล่าวไม่ได้เรียบเรียงข้อเท็จจริงพื้นฐานอย่างถูกต้อง พร้อมประกาศว่าจะยื่นฟ้องกลับเจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการที่ขอหมายจับเขาในครั้งนี้ด้วย

รายงานจากสื่อท้องถิ่น “จุงอัง อิลโบ” เปิดเผยบันทึกของตำรวจระบุว่า ข้อกล่าวหาอันเป็นเท็จจากช่อง Hover Lab ได้ “ทำลายรากฐานทางสังคมและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในทุก ๆ ด้านของคิมซูฮยอน รวมถึงทำลายพื้นฐานการอยู่รอดในอาชีพการงานของเขาอย่างย่อยยับ” ยิ่งไปกว่านั้น ตำรวจยังเปิดเผยว่า ปัจจุบัน คิมซูฮยอน ยังคงต้องเข้ารับการรักษาบำบัดทางจิตจากผลกระทบของเหตุการณ์สะเทือนใจในครั้งนี้ด้วย

สำหรับช่อง Hover Lab ถือเป็นช่อง YouTube ที่มีประเด็นอื้อฉาวและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเกาหลีใต้ โดยมักจะเน้นนำเสนอข่าววิเคราะห์การเมืองเชิงลึก และข่าวซุบซิบดาราในวงการบันเทิง ซึ่งศาลชี้ว่าพฤติกรรมในครั้งนี้มีโทษร้ายแรงทั้งในข้อหาหมิ่นประมาทและพยายามกรรโชกทรัพย์ และในเดือนมีนาคมปีที่แล้ว คิมซูฮยอนก็ได้ยื่นฟ้องดำเนินคดีอาญากับยูทูบเบอร์รายนี้ รวมถึงครอบครัวของดาราสาวผู้ล่วงลับฐานแจ้งความเท็จไปก่อนหน้านี้แล้วเช่นกัน.

ที่มา Yonhap / BBC

ดราม่าโรงแรมหรูอิตาลี นักท่องเที่ยวฟ้องโรงแรมไม่เสิร์ฟน้ำฟรี สุดท้ายศาลยกฟ้อง

ดราม่าโรงแรมหรูอิตาลี นักท่องเที่ยวฟ้องโรงแรมไม่เสิร์ฟน้ำฟรี สุดท้ายศาลยกฟ้อง

27 พ.ค. 2569 11:39 น.

ดราม่าโรงแรมหรูอิตาลี นักท่องเที่ยวฟ้องโรงแรมไม่เสิร์ฟน้ำฟรี สุดท้ายศาลยกฟ้อง

ศาลสูงสุดของอิตาลีพิพากษายกฟ้องโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวในแคว้นโดโลไมต์ ชี้โรงแรมสามารถปฏิเสธการเสิร์ฟน้ำประปาฟรีและขายน้ำแร่ให้กับนักท่องเที่ยวได้ หลังนักท่องเที่ยวสาวฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงฤดูสกีปี 2019 ที่โรงแรมซาสซองเฮอร์ (Hotel Sassongher) ในเมืองคอร์วารา ทางตอนเหนือของอิตาลี โดยหญิงรายดังกล่าวยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายราว 2,700 ยูโร หรือกว่า 100,000 บาท อ้างว่าถูกละเมิดสิทธิผู้บริโภคและได้รับผลกระทบทางจิตใจ

เธอให้เหตุผลว่าน้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติและเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน พร้อมเปรียบเทียบว่า การมีน้ำดื่มให้บริการควรเป็นเรื่องพื้นฐานไม่ต่างจากเตียงที่มีผ้าปู หรือ สบู่ในห้องน้ำ

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาอิตาลีมีคำตัดสินยกฟ้อง โดยระบุว่ากฎหมายอิตาลีไม่ได้กำหนดให้ร้านอาหารหรือโรงแรมต้องบริการน้ำประปาฟรีแก่ลูกค้า และการจะเสิร์ฟหรือไม่ถือเป็นสิทธิในการตัดสินใจของแต่ละสถานประกอบการ

ซิลวิโอ เบลาร์ดี (Silvio Belardi) ทนายความของโรงแรมกล่าวว่า ศาลยืนยันอย่างชัดเจนว่าไม่มีข้อบังคับในการจัดหาน้ำประปาให้ลูกค้า

รายงานระบุว่า หญิงรายดังกล่าวเคยยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นในกรุงโรมมาก่อน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ โดยไม่มีการเปิดเผยชื่อหรือข้อมูลส่วนตัวของเธอ โดยคดีนี้ยังกลายเป็นประเด็นถกเถียงในอิตาลีเกี่ยวกับสิทธิผู้บริโภคและบริการพื้นฐานในธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร

ทั้งนี้ กฎหมายในอังกฤษและเวลส์จะมีความแตกต่างออกไป โดยสถานประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม มีหน้าที่ต้องบริการน้ำดื่มฟรีแก่ลูกค้าเมื่อมีการร้องขอ.

ที่มา :BBC

“คิม จองอึน” คุมเอง เกาหลีเหนือทดสอบเครื่องยิงขีปนาวุธน้ำหนักเบารุ่นใหม่-ขีปนาวุธนำวิถี AI

"คิม จองอึน" คุมเอง เกาหลีเหนือทดสอบเครื่องยิงขีปนาวุธน้ำหนักเบารุ่นใหม่-ขีปนาวุธนำวิถี AI

27 พ.ค. 2569 11:35 น.

“คิม จองอึน” คุมเอง เกาหลีเหนือทดสอบเครื่องยิงขีปนาวุธน้ำหนักเบารุ่นใหม่-ขีปนาวุธนำวิถี AI

เกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในการทดสอบระบบเครื่องยิงขีปนาวุธเอนกประสงค์น้ำหนักเบารุ่นใหม่ พร้อมด้วยขีปนาวุธร่อนยุทธวิธีขับเคลื่อนด้วยระบบ AI โดยมี “คิม จองอึน” ร่วมสังเกตการณ์และควบคุมการทดสอบด้วยตนเอง

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) ของทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า เกาหลีเหนือได้ทำการทดสอบระบบเครื่องยิงขีปนาวุธเอนกประสงค์น้ำหนักเบาที่พัฒนาขึ้นใหม่ รวมถึงระบบอาวุธขีปนาวุธร่อนยุทธวิธีหลายประเภท โดยมีนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของประเทศ ร่วมสังเกตการณ์และควบคุมการทดสอบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย

รายงานดังกล่าวมีขึ้นทำเนียบหลังจากที่กองทัพเกาหลีใต้ตรวจพบว่า เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยใกล้ (CRBM) ซึ่งมีรัศมีทำการไม่เกิน 300 กิโลเมตร และจรวดปืนใหญ่หลายลูกจากบริเวณเมืองจงจู จังหวัดพยองอันเหนือ มุ่งหน้าสู่ทะเลเหลือง  โดยกองทัพเกาหลีใต้ระบุว่า ขีปนาวุธดังกล่าวบินเป็นระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร

สื่อเกาหลีเหนือระบุว่า การทดสอบเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (26 พ.ค.) เป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาการป้องกันประเทศระยะเวลา 5 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และประเมินอานุภาพของหัวรบภารกิจพิเศษของขีปนาวุธทิ้งตัวยุทธวิธี, ความแม่นยำของจรวดปืนใหญ่ขนาด 240 มิลลิเมตรที่ขยายระยะยิงไกลขึ้นด้วยระบบนำทางอัตโนมัติที่มีความแม่นยำสูง และความแม่นยำในการโจมตีด้วยระบบนำทางปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของขีปนาวุธร่อนยุทธวิธี

รายงานข่าวระบุว่า นายคิม จองอึน แสดงความพึงพอใจอย่างยิ่งต่อผลการทดสอบ พร้อมระบุว่านี่คือสัญญาณที่ชัดเจนของการยกระดับกองทัพและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ นอกจากนี้ ผู้นำเกาหลีเหนือยังได้กล่าวชื่นชมขีปนาวุธร่อนยุทธวิธีเป็นพิเศษ ซึ่งมีแผนจะนำไปประจำการในหน่วยปืนใหญ่ระยะไกลบริเวณชายแดนใต้ โดยขีปนาวุธนี้ได้รวมระบบนำทางที่หลากหลายเข้าด้วยกัน รวมถึงการทำแผนที่ภูมิประเทศและระบบล็อกเป้าหมายด้วย AI ทำให้สามารถโจมตีเป้าหมายใด ๆ ในระยะ 100 กิโลเมตรได้อย่างแม่นยำสูงสุด

คิม จองอึน กล่าวเสริมว่า “มันเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับปฏิบัติการของกองทัพเรา ที่จะต้องมีอานุภาพทำลายล้างที่รุนแรงพอที่จะทำให้กองกำลังใดก็ตามที่เผชิญหน้ากับเรา ไม่สามารถมีชีวิตรอดได้ในทางทฤษฎี โดยไม่ต้องพึ่งพาเรื่องของโชคชะตา” 

นอกจากนี้ ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยเคซีเอ็นเอเผยให้เห็นภาพขีปนาวุธพุ่งทะยานออกจากฐานยิงเคลื่อนที่ พร้อมเปลวเพลิงและกลุ่มควันหนาทึบพวยพุ่งรอบตัวรถ และอีกภาพหนึ่งเผยให้เห็นนายคิม จองอึน ยืนสั่งการอยู่ข้าง ๆ รถฐานยิงเคลื่อนที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูง

ฮง มิน นักวิเคราะห์จากสถาบันเพื่อการรวมชาติแห่งเกาหลีในกรุงโซล แสดงความเห็นว่าการทดสอบครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าเปียงยางมีเจตนาที่จะใช้งานระบบอาวุธดังกล่าวในสถานการณ์สงครามจริง โดยมันคือ “ระบบโจมตีที่แม่นยำแบบบูรณาการ” ที่ผสมผสานทั้งขีปนาวุธร่อน จรวดนำวิถีหลายลำกล้อง และขีปนาวุธทิ้งตัวเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงอาวุธตามแบบที่มีประสิทธิภาพสูง อัตโนมัติ ระยะไกล และสามารถโจมตีเกาหลีใต้ได้อย่างราบคาบโดยไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธนิวเคลียร์

การทดสอบร่วมกันของขีปนาวุธระยะใกล้และจรวดปืนใหญ่ในครั้งนี้ ถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และถูกมองว่าเป็นความพยายามของเกาหลีเหนือในการสาธิตขีดความสามารถที่จะโจมตีเป้าหมายโดยสามารถหลบเลี่ยงระบบป้องกันภัยทางอากาศได้ ทั้งนี้ การยิงขีปนาวุธดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกในรอบ 37 วัน และเป็นการทดสอบครั้งที่ 8 ของเกาหลีเหนือในปีนี้ โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 19 เมษายน เกาหลีเหนือเพิ่งทดสอบขีปนาวุธทิ้งตัวยุทธวิธีแบบพื้นสู่พื้นจากพื้นที่ซินโพเพื่อทดสอบหัวรบระเบิดลูกปราย

ขณะเดียวกัน เกาหลีใต้ก็ได้ประกาศแผนการเชิงรุก โดยนายอัน กยูแบก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้เปิดเผยว่า รัฐบาลมีแผนที่จะพัฒนาและต่อเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ โดยตั้งเป้าที่จะนำเข้าประจำการหลังช่วงปลายทศวรรษ 2030 เป็นต้นไป เพื่อตอบโต้ภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือ เนื่องจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์มีความสามารถในการกบดานอยู่ใต้น้ำได้เป็นระยะเวลานานและมีความคล่องตัวสูงกว่าเรือดำน้ำทั่วไป.

ที่มา Yonhap / AFP

ทำเนียบขาวสร้างเวทีแข่ง UFC กลางสนามหญ้า ฉลอง 250 ปีประกาศอิสรภาพสหรัฐฯ

ทำเนียบขาวสร้างเวทีแข่ง UFC กลางสนามหญ้า ฉลอง 250 ปีประกาศอิสรภาพสหรัฐฯ

27 พ.ค. 2569 11:09 น.

ทำเนียบขาวสร้างเวทีแข่ง UFC กลางสนามหญ้า ฉลอง 250 ปีประกาศอิสรภาพสหรัฐฯ

ทำเนียบขาวเริ่มก่อสร้างเวทีแข่งขัน UFC บริเวณสนามหญ้าด้านหน้า เตรียมจัดศึก “UFC Freedom 250” ฉลองครบรอบ 250 ปีการประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าจะเป็นอีเวนต์ UFC ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ทำเนียบขาวได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างกรงสังเวียนต่อสู้ของ UFC บนบริเวณสนามหญ้าทิศใต้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับงานเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ ที่จะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายนนี้

โดยมีผู้พบเห็นคนงานกำลังประกอบโครงเหล็กรูปโดมและพื้นที่เวที ซึ่งเมื่อเทียบกับภาพจำลองออนไลน์แล้ว โครงสร้างนี้จะกลายเป็นสังเวียนรูปแปดเหลี่ยมที่ล้อมรอบด้วยรั้วตาข่ายลวด และมีที่นั่งชั่วคราวรองรับผู้ชมได้หลายพันที่นั่ง

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เคยกล่าวไว้ว่า โปรเจกต์นี้จะเป็น “อีเวนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” เท่าที่ UFC เคยจัดมา โดยจะเป็นการยก “อารีน่ามาไว้ที่บริเวณหน้าประตูบ้านของทำเนียบขาว”

ศึกครั้งนี้ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า “UFC Freedom 250” มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ โดยทาง UFC คาดว่าจะทุ่มงบประมาณสูงถึง 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการเนรมิตโปรเจกต์นี้ขึ้นมา แม้จะเป็นการโปรโมตในสเกลระดับยักษ์ใหญ่ แต่ไฮไลต์ของงานจะมีตารางการแข่งขันชิงแชมป์เพียงแค่ 2 คู่เท่านั้น

คู่แรกเป็นการพบกันระหว่าง อเล็กซ์ เปเรย์รา นักชกจากบราซิล จะดวลกับ ซีริล กาน จากฝรั่งเศส เพื่อชิงแชมป์เฉพาะกาลรุ่นเฮฟวี่เวต ส่วนอีกคู่คือ อิลียา โทปูเรีย ชาวจอร์เจีย จะขึ้นสังเวียนพบกับ จัสติน เกทจี แชมป์เฉพาะกาลคนปัจจุบันในรุ่นไลต์เวต

ดานา ไวต์ ประธานของ UFC เปิดเผยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า จะมีผู้ชมราว 4,300 คน ได้รับสิทธิ์เข้าชมการแข่งขันแบบติดขอบสนามบนสนามหญ้าทิศใต้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบุคลากรจากกองทัพ นอกจากนี้ จะมีการแจกตั๋วเข้าชมฟรีอีก 85,000 ใบ ให้กับประชาชนทั่วไปเพื่อร่วมชมการถ่ายทอดสดผ่านจอใหญ่ ณ สวนสาธารณะดิ อิลลิปส์ ที่อยู่ใกล้เคียง โดย UFC ยืนยันว่าจะไม่มีการเปิดขายตั๋วแก่สาธารณชนทั่วไปในระบบปกติแต่อย่างใด

ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวถึงกระแสความต้องการตั๋วเข้าชมที่ล้นหลามว่า “ผมไม่เคยเห็นใครต้องการอะไรมากเท่ากับที่คนอยากได้ตั๋วพวกนี้เลย” 

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเสนอแพ็กเกจสำหรับแขก VIP ระดับกระเป๋าหนัก ซึ่งจะได้รับสิทธิ์พิเศษในการเข้าถึงพื้นที่ต่าง ๆ ในงาน แม้ทาง UFC จะไม่ได้ออกมายืนยันราคาอย่างเป็นทางการ แต่มีรายงานจาก แอเรียล เฮลวานี ผู้สื่อข่าวสายศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน (MMA) ชื่อดังระบุว่า แขก VIP อาจต้องควักกระเป๋าจ่ายสูงถึง 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ขณะเดียวกัน ทาง TKO Group Holdings ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ UFC โดยประธาน มาร์ก ชาปิโร  ระบุว่า UFC จะไม่มีผลกำไรใด ๆ จากการจัดงานครั้งนี้ และมองว่าโชว์ดังกล่าวเป็นการ “ลงทุนในระยะยาว”

ที่ผ่านมา ทำเนียบขาวเคยถูกใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมกีฬาเพื่อสันทนาการมาบ้างแล้ว ทว่าศึก UFC ในครั้งนี้ จะถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการจัดแข่งขันกีฬาอาชีพในรูปแบบถ่ายทอดสดภายในอาณาเขตของทำเนียบขาว

การก่อสร้างสังเวียนนี้ถือเป็นหนึ่งในแผนงานปรับปรุงพื้นที่ทำเนียบขาวหลายโครงการภายใต้รัฐบาลของทรัมป์ โดยนับตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งที่ทำเนียบขาว เขาได้สั่งเพิ่มการตกแต่งด้วยสีทองในห้องทำงานรูปไข่ เทคอนกรีตทับสวนกุหลาบเพื่อทำเป็นพื้นที่ระเบียง นั่งเล่น ปรับปรุงห้องน้ำที่ติดกับห้องนอนลินคอล์น รวมถึงทุบตึกฝั่งตะวันออก เพื่อเคลียร์พื้นที่สำหรับสร้างห้องบอลรูมแห่งใหม่ด้วยเช่นกัน.

ที่มา BBC

วิกฤตโรคหัดบังกลาเทศ เด็กดับกว่า 500 รายในไม่กี่เดือน ติดเชื้อพุ่งกว่า 6 หมื่นราย

วิกฤตโรคหัดบังกลาเทศ เด็กดับกว่า 500 รายในไม่กี่เดือน ติดเชื้อพุ่งกว่า 6 หมื่นราย

27 พ.ค. 2569 10:27 น.

วิกฤตโรคหัดบังกลาเทศ เด็กดับกว่า 500 รายในไม่กี่เดือน ติดเชื้อพุ่งกว่า 6 หมื่นราย

บังกลาเทศเผชิญวิกฤตการระบาดของโรคหัดรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี หลังจำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งทะลุกว่า 60,000 ราย ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน และมีเด็กเสียชีวิตมากกว่า 500 คน ท่ามกลางปัญหาวัคซีนขาดแคลน

กระทรวงสาธารณสุขบังกลาเทศเปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา จำนวนผู้ติดเชื้อโรคหัดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกรุงธากาและพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น ขณะที่หลายครอบครัวต้องพาลูกหลานเดินทางเข้าเมืองเพื่อหาที่รักษา เนื่องจากสถานพยาบาลท้องถิ่นไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้ 

องค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ระบุว่าโรงพยาบาลหลายแห่งอยู่ในภาวะเกินขีดความสามารถ และต้องเร่งแยกผู้ป่วยเด็กเพื่อควบคุมการแพร่เชื้อ เนื่องจากโรคหัดเป็นโรคติดต่อที่แพร่กระจายได้ง่ายผ่านการไอและจาม โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีที่ยังไม่ได้รับวัคซีน

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การระบาดครั้งนี้เกิดจากหลายปัจจัยสะสม ทั้งช่องว่างการฉีดวัคซีนตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ความหนาแน่นของประชากร และความล่าช้าในการจัดซื้อวัคซีนของภาครัฐ

ยูนิเซฟเปิดเผยว่า หลังการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในปี 2024 รัฐบาลชั่วคราวได้เปลี่ยนแนวทางการจัดซื้อวัคซีน ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการสั่งซื้อ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดแคลนวัคซีนในประเทศ

อย่างไรก็ตาม อดีตเจ้าหน้าที่รัฐบาลชั่วคราวออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว พร้อมยืนยันว่ากระบวนการจัดซื้อวัคซีนยังดำเนินต่อเนื่องตามปกติ

รัฐบาลบังกลาเทศได้เริ่มโครงการฉีดวัคซีนฉุกเฉินทั่วประเทศตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อเร่งควบคุมการระบาดและลดจำนวนผู้เสียชีวิต

แม้บางพื้นที่เริ่มมีสัญญาณว่าจำนวนผู้ติดเชื้อทรงตัว แต่ผู้เชี่ยวชาญยังคงกังวลว่า การเดินทางจำนวนมากในช่วงเทศกาลอีฎิ้ลอัดฮา อาจทำให้เชื้อโรคหัดแพร่กระจายไปยังพื้นที่ใหม่ ๆ ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ด้านกระทรวงสาธารณสุขบังกลาเทศยืนยันว่า ระบบสาธารณสุขของประเทศยังสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ และคาดว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจะเริ่มลดลงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า หลังประชาชนได้รับวัคซีนเพิ่มมากขึ้น.

ที่มา : BBC

สื่อลาวตีข่าว รองผู้ใหญ่บ้านในแขวงไซสมบูน แถลงขอโทษใช้คำไม่เหมาะสมแซะทีมกู้ภัยไทยช่วย 7ชีวิตติดถ้ำ

สื่อลาวตีข่าว รองผู้ใหญ่บ้านในแขวงไซสมบูน แถลงขอโทษใช้คำไม่เหมาะสมแซะทีมกู้ภัยไทยช่วย 7ชีวิตติดถ้ำ

27 พ.ค. 2569 10:18 น.

สื่อลาวตีข่าว รองผู้ใหญ่บ้านในแขวงไซสมบูน แถลงขอโทษใช้คำไม่เหมาะสมแซะทีมกู้ภัยไทยช่วย 7ชีวิตติดถ้ำ

รองผู้ใหญ่บ้านในไซสมบูนออกมาขอโทษ หลังโพสต์ข้อความถูกมองว่าไม่เหมาะสมต่อทีมกู้ภัยไทยที่เข้าช่วยภารกิจค้นหาชาวบ้าน 7 คน ติดถ้ำน้ำท่วมในเมืองล่องแจ้ง ท่ามกลางเสียงวิจารณ์หนักจากชาวลาวและไทย ขณะภารกิจกู้ภัยยังเดินหน้าต่อเนื่อง

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 นายสมชาย วิไลวง รองผู้ใหญ่บ้านในแขวงไซสมบูน ของลาว ออกมาขอโทษต่อสาธารณะ หลังโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับทีมกู้ภัยจากไทยที่เข้าร่วมภารกิจค้นหาชาวบ้าน 7 คน ซึ่งติดอยู่ภายในถ้ำที่ถูกน้ำท่วมในเขตเมืองล่องแจ้ง จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทั้งในลาวและไทย

กระแสดราม่าเกิดขึ้นหลังนายสมชายแสดงความคิดเห็นใต้โพสต์ที่แชร์คำร้องขอความช่วยเหลือจากสมาคมอาสาสมัครลาว โดยระบุในลักษณะว่าทีมกู้ภัยไทยเข้ามาเองเพราะต้องการชื่อเสียง ซึ่งถ้อยคำที่ใช้ยังถูกมองว่าไม่ให้เกียรติอาสาสมัคร เนื่องจากใช้คำสรรพนามว่า “มัน” ่ซึ่งในภาษาลาวมักใช้กับสิ่งของหรือสัตว์ ทำให้หลายคนตีความว่าเป็นการดูหมิ่นผู้เข้าร่วมภารกิจ โดยข้อความนี้ถูกแชร์ออกไปอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์ ก่อนเกิดเสียงวิจารณ์ตามมาเป็นวงกว้าง

ต่อมาในวันที่ 26 พฤษภาคม นายสมชายเผยแพร่วิดีโอผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กล่าวขอโทษต่อสังคมและอาสาสมัครกู้ภัยทุกฝ่าย พร้อมยอมรับว่าความเห็นของเขาเกิดจากความเข้าใจไม่ครบถ้วน และสร้างผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันสนับสนุนทุกหน่วยงานที่กำลังช่วยเหลือชาวบ้านให้ออกจากถ้ำอย่างปลอดภัย และจะระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้อีก

ขณะเดียวกัน ปฏิบัติการค้นหายังคงดำเนินต่อเนื่อง หลังชาวบ้านทั้ง 7 คนติดอยู่ภายในถ้ำตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม จากฝนตกหนักที่ทำให้น้ำไหลเข้าท่วมปากถ้ำ โดยปฏิบัติการครั้งนี้มีหลายฝ่ายเข้าร่วม ทั้งทีมอาสาสมัครลาว นักดำน้ำจากลาวและไทย เจ้าหน้าที่แพทย์ รวมถึงชาวบ้านในพื้นที่ โดยมีทางการแขวงไซสมบูนดูแลการประสานงานด้านสถานที่ ทีมแพทย์ และความปลอดภัย จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อชาวบ้านทั้ง 7 คนได้ และภารกิจค้นหายังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางความหวังว่าจะสามารถเข้าถึงจุดที่คาดว่าทั้งหมดติดอยู่ภายในถ้ำได้ในเร็วที่สุด.

ที่มา The Laotian Times