ออสเตรเลียเดินหน้าโครงการรับซื้อคืนปืน หลังเหตุกราดยิงหาดบอนได

ออสเตรเลียเดินหน้าโครงการรับซื้อคืนปืน หลังเหตุกราดยิงหาดบอนได

22 ส.ค. 2569 11:11 น.

ออสเตรเลียเดินหน้าโครงการรับซื้อคืนปืน หลังเหตุกราดยิงหาดบอนได

ออสเตรเลียเตรียมขยายโครงการซื้อคืนอาวุธปืนไปยังกรุงแคนเบอร์รา หลังเหตุกราดยิงเทศกาลชาวยิวที่หาด Bondi Beach ในซิดนีย์ คร่าชีวิต 15 ราย ย้ำเดินหน้าคุมเข้มอาวุธปืน เพื่อป้องกันเหตุโจมตีซ้ำ

รัฐบาลออสเตรเลียประกาศว่า เขตนครหลวงออสเตรเลีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงแคนเบอร์รา จะเข้าร่วมโครงการ ซื้อคืนอาวุธปืนของรัฐบาลกลาง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและลดจำนวนอาวุธปืนในประเทศ หลังเกิดเหตุกราดยิงที่งานเทศกาลฮานุกกะห์ของชาวยิวบริเวณหาดบอนได (Bondi Beach) ในนครซิดนีย์ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 15 ราย

นายกรัฐมนตรี แอนโธนี อัลบาเนซี เปิดเผยเรื่องดังกล่าวเมื่อวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม โดยระบุว่า รัฐบาลเขตนครหลวงออสเตรเลีย (Australian Capital Territory ) หรือ ACT เห็นชอบเข้าร่วมโครงการซื้อคืนอาวุธปืน เพื่อร่วมกันป้องกันไม่ให้เหตุโจมตีในลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นที่ Bondi Beach เกิดขึ้นอีก

อัลบาเนซีกล่าวขอบคุณรัฐบาล ACT ที่ร่วมมือกับรัฐบาลกลางในการนำอาวุธปืนออกจากท้องถนน พร้อมย้ำว่าเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชนออสเตรเลีย

ข้อมูลจากรัฐบาลออสเตรเลียระบุว่า เขตนครหลวงออสเตรเลียมีอาวุธปืนอยู่ประมาณ 23,000 กระบอก และมีผู้ถือใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนมากกว่า 7,000 คน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่าโครงการซื้อคืนปืนใน ACT จะเริ่มต้นเมื่อใด หรือรัฐบาลจะตั้งเป้ารับซื้อคืนอาวุธปืนจำนวนเท่าใด

ขณะที่รัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งเป็นรัฐที่มีประชากรมากที่สุดของออสเตรเลีย และเป็นที่ตั้งของนครซิดนีย์ ได้เป็นรัฐแรกที่ประกาศเข้าร่วมโครงการซื้อคืนอาวุธปืน โดยมีกำหนดเริ่มโครงการในวันที่ 2 พฤศจิกายน

ทั้งนี้ รัฐบาลกลางออสเตรเลียได้ออกกฎหมายใหม่ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา เพื่อเดินหน้า โครงการซื้อคืนอาวุธปืน เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบผู้ขอใบอนุญาตครอบครองปืน และปราบปรามการสร้างความเกลียดชัง

มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเหตุกราดยิงที่งานฉลองเทศกาลฮานุกกะห์บริเวณหาด Bondi Beach เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นเหตุโจมตีที่มีแรงจูงใจจากแนวคิดต่อต้านชาวยิว โดยผู้ต้องสงสัยก่อเหตุเป็นพ่อลูกกัน และตำรวจระบุว่าได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มรัฐอิสลาม หรือ Islamic State (IS) โดยทั้งคู่ใช้อาวุธปืนที่ได้มาอย่างถูกกฎหมาย

ออสเตรเลียมีปืนกว่า 4.1 ล้านกระบอก

ข้อมูลของรัฐบาลระบุว่า ออสเตรเลียมีอาวุธปืนอยู่ในประเทศประมาณ 4.1 ล้านกระบอกในปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงขนาดของอาวุธปืนที่อยู่ในมือประชาชน แม้ออสเตรเลียจะมีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดก็ตาม

โครงการซื้อคืนปืนครั้งใหม่นี้ถือเป็นมาตรการครั้งใหญ่ที่สุดของออสเตรเลียนับตั้งแต่โครงการซื้อคืนอาวุธปืนทั่วประเทศ หลังเหตุกราดยิงครั้งรุนแรงที่เมืองพอร์ตอาร์เธอร์ รัฐแทสเมเนีย เมื่อปี 1996 ซึ่งมือปืนสังหารผู้คน 35 ราย.

ที่มา : channelnewsasia

Tesla-ค่ายรถ 9 แบรนด์ เรียกคืนรถ 4.3 ล้านคันในจีน หลังสั่งห้ามใช้มือจับประตูแบบซ่อน

Tesla-ค่ายรถ 9 แบรนด์ เรียกคืนรถ 4.3 ล้านคันในจีน หลังสั่งห้ามใช้มือจับประตูแบบซ่อน

22 ส.ค. 2569 10:21 น.

Tesla-ค่ายรถ 9 แบรนด์ เรียกคืนรถ 4.3 ล้านคันในจีน หลังสั่งห้ามใช้มือจับประตูแบบซ่อน

Tesla และผู้ผลิตรถยนต์อีก 8 ราย เรียกคืนรถยนต์ราว 4.3 ล้านคันในจีน หลังหน่วยงานกำกับดูแลพบความเสี่ยงเกี่ยวกับระบบเปิดประตูฉุกเฉิน ถือเป็นการเรียกคืนรถครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของจีน 

Tesla และผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของจีนรวม 9 บริษัท ประกาศเรียกคืนรถยนต์รวมประมาณ 4.3 ล้านคัน ในประเทศจีน หลังทางการแสดงความกังวลว่า ผู้โดยสารอาจไม่สามารถเปิดประตูรถได้อย่างรวดเร็วในกรณีเกิดอุบัติเหตุหรือระบบไฟฟ้าขัดข้อง โดยรัฐบาลจีนเตรียมสั่งห้ามใช้มือจับประตูแบบซ่อนตั้งแต่ปี 2570

การเรียกคืนครั้งนี้มีทั้งรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ที่ผลิตในจีน รวมถึงรถยนต์ของ Tesla, Xiaomi, Leapmotor, Xpeng และ Geely โดยมาตรการแก้ไขมีตั้งแต่การติดตั้งป้ายเตือนบริเวณมือจับประตู ไปจนถึงการอัปเดตซอฟต์แวร์จากระยะไกล หรือ Over-the-Air (OTA)

Tesla เป็นบริษัทที่เรียกคืนรถยนต์มากที่สุดในการดำเนินการครั้งนี้ โดยมีรถยนต์ประมาณ 2.98 ล้านคัน ทั้งรถที่นำเข้าและผลิตในจีน ได้แก่ Model 3, Model Y, Model S และ Model X

การเรียกคืนของ Tesla จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน ตามข้อมูลที่บริษัทแจ้งต่อสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งรัฐของจีน หรือ SAMR

หน่วยงานกำกับดูแลระบุว่า มือจับประตูฉุกเฉินแบบกลไกของรถยนต์อาจค้นหาได้ยากหรือใช้งานได้ยากหลังเกิดอุบัติเหตุรุนแรง โดยเฉพาะกรณีที่ระบบไฟฟ้าของรถเสียหาย ซึ่งอาจทำให้ผู้โดยสารไม่สามารถหลบหนีออกจากรถ หรือทำให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าถึงผู้ที่ติดอยู่ภายในได้ยาก

สำหรับแนวทางแก้ไข Tesla จะติดตั้ง ป้ายเตือนเพื่อระบุตำแหน่งมือจับประตูฉุกเฉิน และอัปเดตซอฟต์แวร์จากระยะไกล เพื่อให้กระจกรถลดระดับลงโดยอัตโนมัติหลังเกิดการชน

นอกจาก Tesla แล้ว ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนหลายรายก็ประกาศเรียกคืนรถยนต์จำนวนมากเช่นกัน โดย Xiaomi เตรียมเรียกคืนรถประมาณ 390,000 คัน ขณะที่ Leapmotor เรียกคืนประมาณ 371,000 คัน และ Xpeng ประมาณ 264,000 คัน

ส่วนบริษัทอื่น ๆ ที่ยื่นเรื่องเรียกคืนต่อหน่วยงานกำกับดูแลของจีนมีจำนวนรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่านี้

Leapmotor ระบุว่า การแก้ไขในกรณีของบริษัทประกอบด้วยการติดตั้งป้ายเตือนและอัปเกรดซอฟต์แวร์ควบคุมกระจกไฟฟ้า โดยบริษัทดำเนินการตามกระบวนการเรียกคืนเพื่อความรับผิดชอบต่อผู้ใช้งาน

การเรียกคืนครั้งใหญ่เกิดขึ้นในช่วงที่จีนเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า หลังผู้ผลิตหลายรายแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง พร้อมเร่งนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในรถยนต์ ซึ่งทำให้ประเด็นด้านความปลอดภัยของระบบอิเล็กทรอนิกส์และซอฟต์แวร์ได้รับความสนใจมากขึ้น

ปัญหาเรื่อง มือจับประตูรถแบบซ่อน ถูกจับตามองเป็นพิเศษ หลังเกิดเหตุผู้โดยสารติดอยู่ภายในรถยนต์ที่เกิดไฟไหม้หลายกรณี

สื่อทางการจีนรายงานเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับกรณีคนขับรถยนต์ Xiaomi SU7 เสียชีวิตหลังรถประสบอุบัติเหตุและเกิดไฟไหม้ โดยผู้ที่เข้าไปช่วยเหลือไม่สามารถเปิดประตูรถเพื่อนำตัวคนขับออกมาได้

จากกรณีดังกล่าวทำให้ระบบเปิดประตูฉุกเฉินของรถยนต์ไฟฟ้าถูกตั้งคำถามมากขึ้น โดยเฉพาะรถที่ใช้มือจับประตูแบบซ่อน ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในรถยนต์รุ่นใหม่

นอกจากการเรียกคืนครั้งใหญ่ครั้งนี้แล้ว จีนยังประกาศว่าจะห้ามใช้มือจับประตูรถยนต์แบบซ่อนตั้งแต่ปี 2570 ซึ่งจะทำให้จีนเป็นประเทศแรกที่ทยอยยกเลิกการออกแบบดังกล่าว

มือจับประตูแบบซ่อนถูกทำให้เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางโดย Tesla และต่อมาผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนหลายรายนำแนวคิดเดียวกันมาใช้ เนื่องจากช่วยให้รถมีรูปลักษณ์ทันสมัย ลดแรงต้านอากาศ และสอดคล้องกับดีไซน์รถยนต์ยุคใหม่

อย่างไรก็ตาม ระบบดังกล่าวมักใช้การเปิดด้วยกุญแจรีโมต สมาร์ตโฟน หรือแผงสัมผัส และอาจมีมือจับฉุกเฉินแบบกลไกซ่อนอยู่ภายในห้องโดยสาร ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่า ผู้โดยสารหรือผู้ช่วยเหลืออาจหาไม่พบในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ประเด็นดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในจีน โดยหน่วยงานความปลอดภัยด้านการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ NHTSA ระบุเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่า กำลังพิจารณามาตรฐานความปลอดภัยใหม่เพื่อแก้ไขความเสี่ยงที่ผู้โดยสารอาจติดอยู่ภายในรถ หากระบบไฟฟ้าเกิดขัดข้อง

อย่างไรก็ตาม NHTSA ระบุเมื่อวันศุกร์ว่า ผู้ผลิตรถยนต์ยังไม่ได้แจ้งหน่วยงานเกี่ยวกับแผนเรียกคืนรถยนต์ในลักษณะเดียวกันในตลาดสหรัฐฯ

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า แม้การเรียกคืนครั้งนี้จะครอบคลุมรถยนต์จำนวนมหาศาล แต่ต้นทุนของผู้ผลิตอาจไม่สูงมาก เนื่องจากรถยนต์สมัยใหม่สามารถแก้ไขปัญหาหลายอย่างผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์จากระยะไกล ทำให้ลดทั้งค่าใช้จ่ายและระยะเวลาที่รถต้องเข้าศูนย์บริการ

การเรียกคืนรถยนต์ครั้งใหญ่ในจีนครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า ความปลอดภัยของเทคโนโลยีและระบบอิเล็กทรอนิกส์กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะเมื่อรถยนต์รุ่นใหม่พึ่งพาซอฟต์แวร์และระบบไฟฟ้ามากขึ้น.

ที่มา : channelnewsasia

ไฟป่าอินโดนีเซียวิกฤต หมอกควันลามมาเลเซีย จุดความร้อนพุ่ง 11,900 จุด

ไฟป่าอินโดนีเซียวิกฤต หมอกควันลามมาเลเซีย จุดความร้อนพุ่ง 11,900 จุด

22 ส.ค. 2569 09:57 น.

ไฟป่าอินโดนีเซียวิกฤต หมอกควันลามมาเลเซีย จุดความร้อนพุ่ง 11,900 จุด

อินโดนีเซียเร่งยกระดับมาตรการรับมือ ไฟป่าและไฟไหม้พื้นที่เกษตรและป่าพรุ หลังสถานการณ์ทวีความรุนแรงในหลายพื้นที่ของเกาะบอร์เนียว จนหมอกควันหนาทึบปกคลุมพื้นที่และลอยข้ามพรมแดนเข้าสู่มาเลเซีย 

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า มีการตรวจพบจุดความร้อนทั่วอินโดนีเซียมากกว่า 11,900 จุดในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง โดยกาลิมันตันตะวันตกและกาลิมันตันกลางเป็นพื้นที่ที่พบจุดความร้อนมากที่สุด ขณะที่พื้นที่ป่าและที่ดินถูกไฟเผาไปแล้วราว 1.78 ล้านไร่ นับตั้งแต่ต้นปี 2569 ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดใกล้เคียงกับรัฐโรดไอแลนด์ของสหรัฐฯ

สถานการณ์ทำให้รัฐบาลอินโดนีเซียเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อควบคุมไฟ โดยตำรวจในกาลิมันตันกลางควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยแล้ว 12 คน จากข้อกล่าวหาวางเพลิงและลักลอบเปิดพื้นที่เพื่อทำการเกษตร

ทางการระบุว่าจะดำเนินคดีอย่างจริงจังกับผู้ที่จุดไฟโดยผิดกฎหมาย ขณะที่หน่วยงานด้านการจัดการภัยพิบัติและหน่วยดับไฟป่าเร่งปฏิบัติการทั้งภาคพื้นดินและทางอากาศในพื้นที่ที่มีจุดความร้อนจำนวนมาก

กระทรวงป่าไม้ของอินโดนีเซียระบุว่า รัฐบาลกำลังเพิ่มความเข้มข้นของปฏิบัติการในกาลิมันตันตะวันตก กาลิมันตันกลาง และกาลิมันตันใต้ โดยประสานงานระหว่างหน่วยงานด้านป่าไม้ สำนักงานจัดการภัยพิบัติ BMKG ตำรวจ ทหาร และหน่วยดับไฟป่า Manggala Agni เพื่อควบคุมสถานการณ์

ปัญหาที่น่ากังวลคือหมอกควันจากกาลิมันตันตะวันตกได้ลอยข้ามช่องแคบเข้าสู่รัฐซาราวักของมาเลเซีย ส่งผลให้คุณภาพอากาศในบางพื้นที่อยู่ในระดับไม่ปลอดภัย โดยมีโรงเรียนมากกว่า 600 แห่งต้องปิดการเรียนการสอน กระทบนักเรียนประมาณ 200,000 คน เนื่องจากคุณภาพอากาศอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า จุดความร้อนในกาลิมันตันตะวันตกมากกว่า 4,000 จุด และเมืองปอนเตียนัคต้องประกาศภาวะฉุกเฉินด้านไฟป่า ขณะที่ดัชนีคุณภาพอากาศในบางพื้นที่พุ่งถึงระดับ 191 ซึ่งอยู่ในระดับไม่ดีต่อสุขภาพ

หน่วยดับไฟป่าอินโดนีเซียยังเพิ่มการเฝ้าระวังตามแนวชายแดนกาลิมันตันตะวันตก เพื่อติดตามทิศทางลม ความหนาแน่นของควัน และคุณภาพอากาศ พร้อมพยายามลดผลกระทบจากหมอกควันที่อาจลอยเข้าสู่มาเลเซียเพิ่มเติม

ในหลายพื้นที่ของกาลิมันตัน หมอกควันหนาทึบส่งผลให้ทัศนวิสัยลดลงอย่างมาก บางจุดเหลือเพียง 1-10 เมตร ทำให้การสัญจรได้รับผลกระทบ ทั้งการเดินทางบนท้องถนนและเที่ยวบิน ขณะที่ประชาชนบางส่วนรายงานว่ามีอาการหายใจลำบากและกังวลต่อผลกระทบต่อสุขภาพจากการสูดควันเป็นเวลานาน

ผู้เชี่ยวชาญและรายงานจากสื่อในภูมิภาคระบุว่า สถานการณ์ไฟป่ารุนแรงขึ้นท่ามกลางสภาพอากาศที่แห้งแล้งและอิทธิพลของ เอลนีโญ ซึ่งทำให้หลายพื้นที่มีฝนทิ้งช่วงและสภาพพื้นดินแห้ง เหมาะต่อการลุกลามของไฟ

กาลิมันตันตะวันตกถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนัก โดยมีรายงานว่าบางพื้นที่ไม่มีฝนตกต่อเนื่องนานถึง 40 วัน ขณะที่จำนวนจุดความร้อนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเดือนสิงหาคม

ไฟป่ายังสร้างความเสี่ยงต่อระบบนิเวศและสัตว์ป่า โดยก่อนหน้านี้ไฟได้ลุกลามเข้าใกล้ศูนย์ฟื้นฟูลิงอุรังอุตังในกาลิมันตันตะวันตก จนเจ้าหน้าที่ต้องเคลื่อนย้ายอุรังอุตังประมาณ 60 ตัว ไปยังพื้นที่ปลอดภัยเพื่อป้องกันอันตรายจากไฟป่า

ล่าสุด อินโดนีเซียยังคงระดมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องบิน และเฮลิคอปเตอร์เพื่อควบคุมไฟในพื้นที่วิกฤต พร้อมย้ำว่าจะดำเนินคดีต่อผู้ที่จุดไฟเผาป่าหรือเปิดพื้นที่โดยผิดกฎหมาย เพื่อควบคุมไม่ให้วิกฤตหมอกควันขยายวงกว้างและกระทบประเทศเพื่อนบ้านมากไปกว่านี้.

ที่มา : abcnews

ฝนถล่มอิตาลีเหนือ ดินถล่ม-น้ำท่วมหนัก สะพานพัง เร่งอพยพคน

ฝนถล่มอิตาลีเหนือ ดินถล่ม-น้ำท่วมหนัก สะพานพัง เร่งอพยพคน

22 ส.ค. 2569 09:13 น.

ฝนถล่มอิตาลีเหนือ ดินถล่ม-น้ำท่วมหนัก สะพานพัง เร่งอพยพคน

อิตาลีเผชิญสภาพอากาศเลวร้าย หลังพายุฝนฟ้าคะนองพัดถล่มพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศ ส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วม ดินถล่ม และความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานหลายพื้นที่

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงอิตาลีเปิดเผยว่า มีการปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือและรับมือเหตุฉุกเฉินทั่วพื้นที่ทางตอนเหนือและบางส่วนของภาคกลางราว 1,000 ครั้ง โดยในลอมบาร์เดียเพียงแห่งเดียวมีภารกิจกว่า 400 ครั้ง ขณะที่พีดมอนต์มีมากกว่า 260 ครั้ง ทัสคานีมากกว่า 200 ครั้ง และลิกูเรียมากกว่า 160 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นเหตุจากน้ำท่วม ดินถล่ม ต้นไม้ล้ม และความเสียหายต่ออาคารและโครงสร้างพื้นฐาน

หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักคือ ริโน ดิ โซนิโก ในจังหวัดเบรสชา แคว้นลอมบาร์เดีย โดยเกิดดินถล่ม 2 จุด ส่งผลให้สะพานข้ามลำธารวัล ราบเบีย พังเสียหาย แม้สะพานดังกล่าวจะถูกสั่งปิดการจราจรไว้ก่อนหน้านี้เพื่อความปลอดภัยแล้วก็ตาม

เจ้าหน้าที่ต้องอพยพประชาชนรวม 81 คน โดย 57 คนอยู่ฝั่งริโน ดิ โซนิโก และอีก 24 คนอยู่ฝั่งการ์ดา ขณะที่ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ด้านพื้นที่ตอนล่างของเมืองโซนิโก แม่น้ำโอกลิโอ เอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่บางส่วนของชุมชนมาลอนโน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงส่งทีมปฏิบัติการพิเศษพร้อมเครื่องจักรหนักเข้าพื้นที่ เพื่อพยายามควบคุมและสกัดมวลน้ำไม่ให้ขยายวงกว้างมากขึ้น

สถานการณ์ในจังหวัดแบร์กาโมก็รุนแรงเช่นกัน โดยมี 6 เมืองถูกตัดขาดจากพื้นที่โดยรอบ ได้แก่ Valleve, Carona, Foppolo, Branzi, Valbondione และ Gandellino หลังเกิดดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก และต้นไม้ล้มกีดขวางเส้นทาง

เจ้าหน้าที่ระบุว่า มีประชาชนราว 350 คนได้รับการอพยพ ในพื้นที่ดังกล่าว โดยในจำนวนนี้ประมาณ 200 คนเป็นผู้เข้าพักในแคมป์แห่งหนึ่งที่ตกอยู่ในความเสี่ยงจากดินถล่มและระดับน้ำในลำธารที่เพิ่มสูงขึ้น ส่วนที่เมือง Valleve เจ้าหน้าที่ต้องช่วยอพยพคน 3 คน รวมเด็ก 2 คน หลังบ้านถูกตัดขาดจากดินถล่ม

นอกจากลอมบาร์เดียแล้ว พื้นที่อื่น ๆ ทางตอนเหนือและภาคกลางของอิตาลีก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยในพีดมอนต์มีรายงานน้ำท่วมและหลังคาอาคารได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะในจังหวัดตูริน โนวารา และแวร์เชลลี ขณะที่ทัสคานีมีรายงานน้ำท่วมและต้นไม้ล้มในหลายพื้นที่ รวมถึงฟลอเรนซ์ ปิซา ลุกกา และปิสโตยา

ส่วนแคว้นลิกูเรียมีฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยก่อนหน้านี้เมืองชีอาวารี มีปริมาณฝนสูงถึง 126 มิลลิเมตร ส่งผลให้ถนนหลายสายกลายเป็นทางน้ำ และทางการต้องยกระดับคำเตือนภัยน้ำท่วมในบางพื้นที่

ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงดินถล่มและน้ำท่วม หลังฝนตกหนักทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำและลำธารเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังอิตาลีเผชิญ อากาศร้อนจัดต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ก่อนที่มวลอากาศแปรปรวนจะเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคเหนือ ทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ฝนตกหนัก ลูกเห็บ และลมกระโชกแรง ขณะที่สภาพอากาศในภาคกลางและภาคใต้ของประเทศยังคงร้อน โดยบางพื้นที่มีอุณหภูมิสูงถึง 36 องศาเซลเซียส.

ที่มา :reuters

ตุรกีขอหมายจับอินเตอร์โพล ล่า “เนทันยาฮู” ผู้นำอิสราเอล ฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์-อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ตุรกีขอหมายจับอินเตอร์โพล ล่า “เนทันยาฮู” ผู้นำอิสราเอล ฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์-อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

22 ส.ค. 2569 06:10 น.

ตุรกีขอหมายจับอินเตอร์โพล ล่า “เนทันยาฮู” ผู้นำอิสราเอล ฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์-อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ตุรกีเดินหน้าขอหมายแดงอินเตอร์โพล เพื่อติดตามตัวนายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล หลังศาลออกหมายจับในคดีโจมตีกองเรือช่วยเหลือกาซา

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวอัลจาซีราห์ รายงานว่า ศาลตุรกีเดินหน้าขอให้อินเตอร์โพลออกหมายแดง เพื่อติดตามตัวนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล หลังตั้งข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และทรมาน จากกรณีกองทัพอิสราเอลสกัดกองเรือช่วยเหลือฉนวนกาซาในเดือน พ.ค. 2569

โดยนายอาคิน เกอร์เล็ก รัฐมนตรียุติธรรมตุรกี เปิดเผยว่า ศาลตุรกีออกหมายจับเนทันยาฮูและผู้ต้องสงสัยอีก 1 คน ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค. ในคดีที่มีผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 35 คน จากเหตุทหารอิสราเอลเข้าสกัดกองเรือ Global Sumud Flotilla for Gaza ในทะเลสากล พร้อมกระบุว่า กระทรวงยุติธรรมได้ขอให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการออกหมายแดงอินเตอร์โพล เพื่อให้สามารถติดตามตัวผู้ต้องหาในต่างประเทศ พร้อมยืนยันว่าตุรกีจะใช้กลไกทางกฎหมายทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อให้อิสราเอลรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตุรกีระบุว่าเป็นอาชญากรรมในกาซา

รายงานข่าวระบุว่า เหตุการณ์ที่เป็นชนวนของคดีเกิดขึ้นเมื่อเดือน พ.ค. เมื่อกองทัพอิสราเอลเข้าสกัดเรือของ Global Sumud Flotilla ซึ่งกำลังเดินทางไปยังฉนวนกาซาเพื่อส่งความช่วยเหลือ โดยผู้จัดงานระบุว่ามีเรือเข้าร่วมราว 50 ลำ ก่อนถูกทหารอิสราเอลควบคุมตัวในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และนำตัวผู้ร่วมขบวนไปยังเรือนจำ ก่อนส่งกลับประเทศ ซึ่งการสกัดกองเรือครั้งนั้นทำให้เกิดเสียงประณามจากนานาชาติ โดยฝรั่งเศส อิตาลี และออสเตรเลีย ต่างเปิดกระบวนการทางกฎหมายเพื่อตรวจสอบเหตุการณ์

ทางด้านสำนักงานนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูตอบโต้ว่า ความพยายามของเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี ในการข่มขู่ผู้นำและทหารอิสราเอลจะไม่ประสบความสำเร็จ พร้อมกล่าวหาแอร์โดอันว่ามีท่าทีต่อต้านชาวยิว และยืนยันว่าอิสราเอลจะเดินหน้าต่อต้านความพยายามของตุรกีในการสร้างความไม่มั่นคงในภูมิภาค.

ที่มา Aljazeera

ทรัมป์ไฟเขียวนำเข้าเนื้อวัวบดเพิ่ม-เว้นภาษีนำเข้า หวังลดราคาเนื้อ-ค่าครองชีพก่อนเลือกตั้งกลางเทอม

ทรัมป์ไฟเขียวนำเข้าเนื้อวัวบดเพิ่ม-เว้นภาษีนำเข้า หวังลดราคาเนื้อ-ค่าครองชีพก่อนเลือกตั้งกลางเทอม

22 ส.ค. 2569 05:14 น.

ทรัมป์ไฟเขียวนำเข้าเนื้อวัวบดเพิ่ม-เว้นภาษีนำเข้า หวังลดราคาเนื้อ-ค่าครองชีพก่อนเลือกตั้งกลางเทอม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศให้สหรัฐฯ นำเข้าเนื้อวัวบดเพิ่มได้สูงสุด 300,000 ตันใน 90 วัน โดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า หวังลดราคาเนื้อและค่าครองชีพก่อนเลือกตั้งกลางเทอม

 วันที่ 22 สิงหาคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศมาตรการชั่วคราวเปิดทางให้สหรัฐฯ นำเข้าเนื้อวัวจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นสูงสุด 300,000 เมตริกตัน ในช่วง 90 วันข้างหน้า โดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าที่อยู่นอกโควตา เพื่อช่วยลดราคาเนื้อบดสำหรับผู้บริโภคชาวอเมริกัน โดยระบุว่าจะมีการรับประกันว่าเนื้อวัวเหล่านี้จะจำหน่ายในราคาต่ำกว่าราคาตลาด 25% อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้ระบุว่าประเทศใดจะเป็นผู้ส่งออกเนื้อวัวเข้าสู่สหรัฐฯ ตามมาตรการใหม่ 

มาตรการนี้มีขึ้นท่ามกลางแรงกดดันเรื่องค่าครองชีพก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน โดยสหรัฐฯ กำลังเผชิญปัญหาจำนวนโคในประเทศลดลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1950 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากภัยแล้งและการแข่งขันในตลาดระหว่างประเทศ ส่งผลให้ปริมาณเนื้อวัวลดลงและราคาเนื้อวัวปรับตัวสูงขึ้น

ขณะที่ราคาเนื้อวัวที่พุ่งสูงกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของปัญหาค่าครองชีพในสหรัฐฯ และสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลทรัมป์ต้องเร่งหามาตรการลดราคาสินค้า ก่อนที่การเลือกตั้งกลางเทอมจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน โดยประเด็นค่าครองชีพคาดว่าจะเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้เลี้ยงโคและอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของสหรัฐฯ ไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มการนำเข้าเนื้อวัว โดยนางเด็บ ฟิสเชอร์ วุฒิสมาชิกรัฐเนแบรสกาจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นรัฐผู้ผลิตเนื้อวัวรายสำคัญ กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังอย่างมากกับมาตรการนี้.

รัสเซียส่งโดรนโจมตีห้างยูเครน ดับ 15 ศพ เจ็บ 130 ราย หวั่นติดใต้ซากจำนวนมาก

รัสเซียส่งโดรนโจมตีห้างยูเครน ดับ 15 ศพ เจ็บ 130 ราย หวั่นติดใต้ซากจำนวนมาก

22 ส.ค. 2569 04:45 น.

รัสเซียส่งโดรนโจมตีห้างยูเครน ดับ 15 ศพ เจ็บ 130 ราย หวั่นติดใต้ซากจำนวนมาก

รัสเซียส่งโดรนโจมตีห้างสรรพสินค้าในเมืองครีวีริกของยูเครน 2 ระลอก ระลอกสองพุ่งเป้าหน่วยกู้ภัย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 15 ศพ บาดเจ็บ 130 ราย

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุรัสเซียใช้โดรนโจมตีห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในเมืองครีวีริก แคว้นดนีโปรเปตรอฟสก์ ทางตอนกลางของยูเครน 2 ระลอก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ศพ และบาดเจ็บ 130 ราย ขณะที่ยังมีผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคาร

นายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ประณามการโจมตีครั้งนี้ว่าเป็นการกระทำที่ เหยียดหยามและน่ารังเกียจอย่างยิ่ง โดยระบุว่าเหตุโจมตีเกิดขึ้นในช่วงกลางวันและเป็นการโจมตี 2 ระลอก โดยโดรนระลอกที่สองพุ่งเป้าไปยังเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่กำลังปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่

ทางด้านนายอเล็กซานเดอร์ ฮันชา ผู้ว่าการแคว้นดนีโปรเปตรอฟสก์ เปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 15 ศพ รวม 2 รายที่เสียชีวิตในโรงพยาบาล ส่วนผู้บาดเจ็บมี 130 ราย ในจำนวนนี้ 29 รายอาการสาหัส และเกรงว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นอีก โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่กู้ภัยจากอีก 4 แคว้นของยูเครนถูกส่งเข้าไปยังเมืองครีวีริกอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยค้นหาผู้รอดชีวิตและผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากอาคาร

เหตุโจมตีครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเพียง 1 วัน หลังรัสเซียเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ด้วยขีปนาวุธและโดรนใส่กรุงเคียฟ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 17 ศพ และบาดเจ็บมากกว่า 40 ราย อาคารที่พักอาศัยและโกดังหลายแห่งได้รับความเสียหาย รวมถึงโรงพยาบาลเด็กและโรงเรียน.

เจ้าชายแฮร์รี และคนดังอีก 6 ราย เสี่ยงจ่ายค่าคดีละเมิดความเป็นส่วนตัว 1.5 พันล้าน

เจ้าชายแฮร์รี และคนดังอีก 6 ราย เสี่ยงจ่ายค่าคดีละเมิดความเป็นส่วนตัว 1.5 พันล้าน

22 ส.ค. 2569 04:33 น.

เจ้าชายแฮร์รี และคนดังอีก 6 ราย เสี่ยงจ่ายค่าคดีละเมิดความเป็นส่วนตัว 1.5 พันล้าน

เจ้าชายแฮร์รี และคนดังอีก 6 ราย เสี่ยงต้องจ่ายค่าดำเนินคดีให้ผู้จัดพิมพ์เดลีเมล สูงสุด 34.5 ล้านปอนด์ หลังศาลอังกฤษยกฟ้องคดีละเมิดความเป็นส่วนตัว

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าชายแฮร์รี ดยุกแห่งซัสเซกซ์ และบุคคลสาธารณะอีก 6 ราย อาจต้องจ่ายค่าดำเนินคดีสูงสุด 34.5 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 1,500 ล้านบาท ให้แก่บริษัทแอสโซซิเอทเต็ด นิวส์เปเปอร์ส ลิมิเต็ด (Associated Newspapers Limited-ANL) ผู้จัดพิมพ์หนังสือพิมพ์เดลีเมล หลังศาลสูงอังกฤษมีคำสั่งเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในคดีละเมิดความเป็นส่วนตัวที่กลุ่มโจทก์เป็นฝ่ายแพ้ โดยกลุ่มโจทก์ 7 ราย ซึ่งรวมถึงเซอร์เอลตัน จอห์น และลิซ เฮอร์ลีย์ ต้องชำระเงินเบื้องต้น 9.54 ล้านปอนด์ หรือราว 420 ล้านบาท ให้แก่ ANL ภายในวันศุกร์สัปดาห์หน้า

รายงานข่าวระบุว่า เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา ผู้พิพากษามีคำตัดสินยกฟ้องข้อกล่าวหาที่ว่า ANL ใช้วิธีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบ ซึ่ง ANL ปฏิเสธข้อกล่าวหามาโดยตลอด โดยเจ้าชายแฮร์รีและโจทก์อีก 6 รายมีเวลาถึงวันที่ 2 ตุลาคมในการยื่นขออุทธรณ์

นอกจากเจ้าชายแฮร์รีและเซอร์เอลตัน จอห์นแล้ว โจทก์ที่เหลือ ได้แก่ เดวิด เฟอร์นิช สามีของเซอร์เอลตัน  เซอร์ไซมอน ฮิวจ์ส อดีตรองหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตยอังกฤษ  ตลอดจนบารอนเนสลอว์เรนซ์ นักรณรงค์เพื่อความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ รวมถึงนักแสดงหญิงซาดี ฟรอสต์ และลิซ เฮอร์ลีย์

ก่อนหน้านี้ กลุ่มโจทก์มีประกันครอบคลุมค่าใช้จ่ายทางกฎหมายของ ANL สูงสุด 16.2 ล้านปอนด์ ในกรณีที่แพ้คดี แต่คำสั่งล่าสุดเปิดทางให้ ANL เรียกคืนค่าใช้จ่ายที่ระบุว่าใช้ไปในการต่อสู้คดีได้สูงสุดถึง 34.5 ล้านปอนด์ ซึ่งหมายความว่ากลุ่มโจทก์อาจต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกราว 18 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 780 ล้านบาท

ผู้พิพากษากล่าวว่า ข้อกล่าวหาว่าบุคคลกระทำความผิดทางอาญาหรือประพฤติมิชอบร้ายแรงไม่ควรถูกปล่อยค้างไว้ หากคู่ความไม่ต้องการเดินหน้ากับข้อกล่าวหานั้นอีก หรือไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุน ก็ควรถอนข้อกล่าวหาอย่างชัดเจนและเป็นทางการ.

หญิงอังกฤษฉลองวันเกิด 117 ปี ครองสถิติคนอายุมากที่สุดในโลก

หญิงอังกฤษฉลองวันเกิด 117 ปี ครองสถิติคนอายุมากที่สุดในโลก

21 ส.ค. 2569 21:33 น.

หญิงอังกฤษฉลองวันเกิด 117 ปี ครองสถิติคนอายุมากที่สุดในโลก

“เอเธล แคเทอร์แฮม” หญิงชาวอังกฤษ ฉลองวันเกิดครบ 117 ปี ทำสถิติเป็นชาวอังกฤษคนแรกที่มีอายุถึง 117 ปี และยังครองตำแหน่งคนอายุมากที่สุดในโลก

วันที่ 21 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า นางเอเธล แคเทอร์แฮม หญิงชราชาวอังกฤษ ซึ่งได้รับการรับรองจากกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์ว่าเป็นบุคคลอายุมากที่สุดในโลก ได้ฉลองวันเกิดครบ 117 ปี ที่บ้านพักคนชราในเมืองเซอร์รีย์ ห่างจากกรุงลอนดอน ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 40 กิโลเมตร

นางแคเทอร์แฮมเปิดเผยว่า เธอมีความสุขกับการฉลองวันเกิดร่วมกับครอบครัวและเพื่อนๆ และตั้งตารอว่าจะได้พบกับอะไรในปีหน้า ขณะที่นายโจเอล มารินโญ เนโต ชายชาวบราซิลซึ่งเป็นผู้มีอายุมากที่สุดในโลกในกลุ่มผู้ชาย ก็ร่วมอวยพรวันเกิดให้เธอด้วย

โดยนางแคเทอร์แฮม เกิดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2452 ที่เมืองชิปตัน เบลลิงเกอร์ มณฑลแฮมป์เชียร์ ทางตอนใต้ของอังกฤษ เป็นบุตรคนรองสุดท้องจากพี่น้อง 8 คน และเป็นบุคคลสุดท้ายที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งเกิดในรัชสมัยของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7

เมื่ออายุ 18 ปี เธอได้เดินทางเพียงลำพังไปอินเดีย และทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กให้ครอบครัวทหาร ก่อนพบกับพันตรีนอร์แมน แคเทอร์แฮม นายทหารกองทัพอังกฤษ ในงานเลี้ยงอาหารค่ำเมื่อปี  2474 และแต่งงานกันในอีก 2 ปีต่อมา ทั้งคู่มีบุตรสาว 2 คน ซึ่งทั้งคู่เสียชีวิตแล้ว ส่วนสามีเสียชีวิตในปี 2519 ปัจจุบันเธอมีหลานสาว 3 คน และเหลน 5 คน

ตลอดชีวิต 117 ปีของเธอ แคเทอร์แฮมผ่านเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย ทั้งสงครามโลก 2 ครั้ง การจมของเรือไททานิก การปฏิวัติรัสเซีย และการระบาดของโควิด-19 โดยเธอเคยติดเชื้อโควิด-19 ในปี 2563 ขณะมีอายุ 110 ปี และเป็นหนึ่งในผู้มีอายุมากที่สุดที่รอดชีวิตจากโรคนี้

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีอายุยืนถึง 117 ปี แคเทอร์แฮมยังห่างจากสถิติอายุยืนที่สุดที่ได้รับการยืนยันมา โดยสถิตินี้เป็นของนางฌาน กัลม็อง หญิงชาวฝรั่งเศส ซึ่งเสียชีวิตในปี 2540 ขณะมีอายุ 122 ปี กับอีก 164 วัน.

ที่มา CNN

สวรรค์ส่งมาจริง! ‘แอนนี่ บรู๊ค’ ปลื้มปริ่ม ‘น้องฑีฆายุ’ ยิ่งโตยิ่งหล่อ แม่ลืมความรักที่ไม่สมหวังไปเลย

22 สิงหาคม 2569 เวลา 15:19 น.

หล่อจนใจฟู! “แอนนี่ บรู๊ค” อวดภาพ “น้องฑีฆายุ” ยิ่งโตยิ่งออร่าจับ โพสต์ซึ้ง…ลูกคือผู้ชายคนสุดท้ายที่แม่รัก

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งคุณแม่สายสตรองที่แฟนคลับต่างยกนิ้วให้ในความเก่งและหัวใจที่แข็งแกร่ง สำหรับ แอนนี่ บรู๊ค ที่ทุ่มเทเลี้ยงดู น้องฑีฆายุ ลูกชายสุดที่รักคนเดียวมาอย่างดีเยี่ยม จนตอนนี้เข้าสู่วัยหนุ่มแบบเต็มตัว แถมออร่าความหล่อเป๊ะยังพุ่งกระฉูด

แอนนี่ บรู๊ค น้องฑีฆายุ

ล่าสุด คุณแม่แอนนี่ โพสต์ภาพน้องฑีฆายุ ขณะถ่ายแบบสุดเท่ พร้อมรูปคู่ที่เผยให้เห็นว่าลูกชายสูงแซงหน้าคุณแม่ไปไกลมากแล้ว บอกเลยว่าหล่อโอปป้าจนประกายความซุปตาร์จับสุดๆ งานนี้คุณแม่อดไม่ได้ที่จะเขียนแคปชั่นหวานซึ้งกินใจ สะท้อนความรักบริสุทธิ์ของแม่ลูกไว้ว่า

“สวรรค์ส่งลูกชายมาให้แม่โดยเฉพาะ เพราะว่าแม่ไม่เคยประสบความสำเร็จในความรักเลยไม่รู้ว่าความรักจริงๆคืออะไร. ตอนนี้รู้ชัดแล้ว ชัดเจนมากที่สุด. สำหรับลูกชาย แม่คือผู้หญิงคนแรกที่ลูกรัก. แต่สำหรับแม่ ลูกคือผู้ชายคนสุดท้ายที่แม่รัก”

แอนนี่ บรู๊ค น้องฑีฆายุ

งานนี้ทำเอาเหล่าแฟนคลับเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมความหล่อของน้องฑีฆายุกันยกใหญ่ แถมยังชื่นชมหัวใจของคุณแม่แอนนี่กันอย่างอบอุ่น บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า หล่อ สมาร์ท และแสนดีขนาดนี้ ชดเชยความรักที่คุณแม่เคยขาดไปได้แบบเต็มหัวใจจริงๆ 

แอนนี่ บรู๊ค น้องฑีฆายุ

ขอบคุณ : Facebook แอนนี่ บรู๊ค

ข่าวบันเทิงวันนี้น้องฑีฆายุแอนนี่ บรู๊ค