ญี่ปุ่นอุ้มประชาชน! ทุ่มงบกดราคาน้ำมัน ร่วงฮวบหลังพุ่งหนัก

ญี่ปุ่นอุ้มประชาชน! ทุ่มงบกดราคาน้ำมัน ร่วงฮวบหลังพุ่งหนัก

26 มี.ค. 2569 11:20 น.

ญี่ปุ่นอุ้มประชาชน! ทุ่มงบกดราคาน้ำมัน ร่วงฮวบหลังพุ่งหนัก

ราคาน้ำมันญี่ปุ่นดิ่งลงจากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังรัฐบาลทุ่มงบมหาศาลอุดหนุน หวังคุมวิกฤตราคาพลังงานจากสงครามตะวันออกกลาง

ราคาน้ำมันเบนซินในญี่ปุ่นจะปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังรัฐบาลเร่งอัดฉีดเงินอุดหนุนเพื่อสกัดวิกฤตราคาที่พุ่งสูงจากผลกระทบของสงครามอิหร่าน

ข้อมูลจากกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นระบุว่า ราคาขายปลีกเฉลี่ยของน้ำมันเบนซินลดลงมาอยู่ที่ 177.70 เยนต่อลิตร จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 190.80 เยนในสัปดาห์ก่อนหน้า ถือเป็นการปรับลดครั้งแรกในรอบ 6 สัปดาห์

การร่วงลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังรัฐบาลกลับมาใช้นโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันอีกครั้ง โดยตั้งเป้าคุมราคาให้อยู่ใกล้ระดับ 170 เยนต่อลิตร ท่ามกลางความกังวลว่าค่าครองชีพจะพุ่งกระทบประชาชนทั่วประเทศ

ในสัปดาห์นี้ รัฐบาลให้เงินอุดหนุนสูงถึง 30.20 เยนต่อลิตร และเตรียมเพิ่มเป็น 48.10 เยนต่อลิตรในสัปดาห์หน้า ซึ่งถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มโครงการในปี 2022 สะท้อนภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างหนัก

ขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติใช้งบสำรองมูลค่า 794,800 ล้านเยน เพื่อเป็นกองทุนอุดหนุนราคาพลังงาน หวังบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งไม่หยุด

รายงานยังระบุว่า ราคาน้ำมันลดลงใน 46 จาก 47 จังหวัดทั่วประเทศ สะท้อนผลของมาตรการรัฐที่เริ่มเห็นผลอย่างชัดเจน

นอกจากน้ำมันเบนซินแล้ว ราคาน้ำมันดีเซลก็ลดลงเช่นกัน โดยลดลง 12.40 เยน เหลือ 166 เยนต่อลิตร ขณะที่น้ำมันก๊าดสำหรับครัวเรือน ลดลง 154 เยน เหลือ 2,620 เยนต่อ 18 ลิตร

อย่างไรก็ตาม ทางการยังไม่ระบุชัดเจนว่าจะยุติมาตรการอุดหนุนเมื่อใด ท่ามกลางความกังวลว่า หากหยุดมาตรการเมื่อไร ราคาน้ำมันอาจดีดกลับแรง และซ้ำเติมภาระค่าครองชีพของประชาชนอีกระลอก.

ที่มา : Japantoday

แฉครอบครัว มิน อ่อง หล่าย ซื้อบ้านหรู 100 ล้านในกทม. เลี่ยงกฎหมายไทย เรียกร้องรัฐบาลไทยสอบอายัด

แฉครอบครัว มิน อ่อง หล่าย ซื้อบ้านหรู 100 ล้านในกทม. เลี่ยงกฎหมายไทย เรียกร้องรัฐบาลไทยสอบอายัด

26 มี.ค. 2569 11:14 น.

แฉครอบครัว มิน อ่อง หล่าย ซื้อบ้านหรู 100 ล้านในกทม. เลี่ยงกฎหมายไทย เรียกร้องรัฐบาลไทยสอบอายัด

องค์กรสิทธิมนุษยชนเมียนมา เผยครอบครัว “มิน อ่อง หล่าย” ผู้นำกองทัพเมียนมา ซื้อบ้านหรูในกรุงเทพฯ ผ่านนอมินี เลี่ยงข้อห้ามต่างชาติถือครองที่ดิน เรียกร้องรัฐบาลไทยสอบ-อายัดทรัพย์

วันที่ 26 มีนาคม 2569 องค์กรสิทธิมนุษยชน Justice for Myanmar (JFM) เปิดเผยผลการสอบสวนว่า ครอบครัวของพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ได้เข้าซื้อบ้านหรูในโครงการใหญ่แห่งหนึ่งที่พระราม 9 ในกรุงเทพฯ มูลค่าประมาณ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 108 ล้านบาท

รายงานระบุว่าการซื้อครั้งนี้อาจเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายไทยที่ห้ามชาวต่างชาติถือครองที่ดินและบ้าน โดยใช้ชื่อของเมียว ยาดานา ไธ่ ลูกสะใภ้ของผู้นำกองทัพเมียนมา ซึ่งไม่ได้อยู่ในรายชื่อคว่ำบาตรของนานาชาติ เป็นผู้ถือครองแทน โดยบุคคลนี้เป็นภรรยาของอ่อง เพียะ โซน บุตรชายของมิน อ่อง หล่าย ซึ่งอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และแคนาดา ทำให้การใช้ชื่อบุคคลอื่นถือครองทรัพย์สินอาจเป็นช่องโหว่ทางกฎหมาย

JFM ระบุเพิ่มเติมว่า ทรัพย์สินนี้ถือครองในนามบริษัท Emerald Princess Co. Ltd ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2565 ก่อนการโอนกรรมสิทธิ์เพียง 1 สัปดาห์ และการซื้อขายได้รับการอำนวยความสะดวกโดยนายตุน มิน ลัตต์ นายหน้าค้าอาวุธที่มีความใกล้ชิดกับผู้นำกองทัพเมียนมา และเคยถูกจับกุมในไทยเมื่อปี 2565 ในคดีเกี่ยวกับยาเสพติดและฟอกเงิน ก่อนจะได้รับการยกฟ้องในปี 2567

ขณะที่ ตามกฎหมายไทย พระราชบัญญัติที่ดินห้ามชาวต่างชาติถือครองที่ดินหรือบ้าน แต่อนุญาตให้ถือครองห้องชุดในคอนโดมิเนียมได้ภายใต้เงื่อนไข โดยทาง JFM เรียกร้องให้รัฐบาลไทยตรวจสอบการทำธุรกรรมที่เกิดขึ้น รวมถึงบทบาทของบริษัทที่เกี่ยวข้อง และพิจารณาอายัดทรัพย์สินของครอบครัวผู้นำกองทัพเมียนมาในประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ประเทศตะวันตก เช่น สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป แคนาดา และออสเตรเลีย ขยายมาตรการคว่ำบาตรไปยังบุคคลในครอบครัวที่ยังไม่ถูกลงโทษเพื่อปิดช่องโหว่.

ที่มา Irrwaddy

“ลูคาเชนโก” เยือนเกาหลีเหนือครั้งแรก “คิม จองอึน” ต้อนรับอบอุ่น

"ลูคาเชนโก" เยือนเกาหลีเหนือครั้งแรก "คิม จองอึน" ต้อนรับอบอุ่น

26 มี.ค. 2569 11:05 น.

“ลูคาเชนโก” เยือนเกาหลีเหนือครั้งแรก “คิม จองอึน” ต้อนรับอบอุ่น

นายอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ประธานาธิบดีเบลารุส เดินทางเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการครั้งแรก ร่วมรำลึกอดีตทหารโซเวียตและกระชับมิตรภาพทวิภาคี ท่ามกลางการจับตามองของชาติตะวันตกถึงการขยายอิทธิพลของกลุ่มประเทศพันธมิตรรัสเซีย และการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่านายอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ประธานาธิบดีเบลารุส ได้เดินทางถึงกรุงเปียงยางเพื่อเริ่มต้นการเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ณ จัตุรัสคิมอิลซุง เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา

ในระหว่างการเยือน นายลูคาเชนโกได้เดินทางไปยังวังสุริยะกึมซูซาน เพื่อเคารพศพของนายคิม อิล ซุง และ คิม จอง อิล อดีตผู้นำเกาหลีเหนือ พร้อมวางช่อดอกไม้ในนามของประธานาธิบดีวลาดีเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองยังได้ร่วมวางพวงมาลาที่อนุสาวรีย์ปลดแอก เพื่อรำลึกถึงทหารกองทัพโซเวียตที่เสียชีวิตในสงครามปลดแอกเกาหลีจากการปกครองของญี่ปุ่นในปี 1945

การพบกันครั้งนี้ตอกย้ำถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นของกลุ่มประเทศที่สนับสนุนรัสเซียในสงครามยูเครน โดยที่ผ่านมาเกาหลีเหนือถูกระบุว่าส่งกำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมถึงขีปนาวุธและลูกปืนใหญ่จำนวนมากไปยังรัสเซีย โดยเฉพาะในภูมิภาคเคิร์สก์ ส่วนเบลารุสยอมให้รัสเซียใช้พื้นที่ประเทศเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเปิดฉากบุกยูเครนเมื่อปี 2022

นักวิเคราะห์มองว่า ความช่วยเหลือทวิภาคีนี้ช่วยให้เกาหลีเหนือลดการพึ่งพาจีน โดยแลกกับความช่วยเหลือด้านการเงิน เทคโนโลยีทหาร อาหาร และพลังงานจากรัสเซีย หลังจากที่นายปูตินเคยเดินทางเยือนเปียงยางไปเมื่อปี 2024

เสียงวิจารณ์เรื่องสิทธิมนุษยชนและการคว่ำบาตรอย่างไรก็ตาม ทั้งสองประเทศยังคงเผชิญกับการคว่ำบาตรอย่างหนักจากชาติตะวันตก โดยเกาหลีเหนือถูกกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ทั้งการทรมานและการบังคับใช้แรงงาน ขณะที่นายลูคาเชนโกถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมืองนับตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2020 แม้ว่าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเบลารุสจะยอมปล่อยตัวนักโทษการเมืองไปแล้วกว่า 250 ราย ตามแรงกดดันจากสหรัฐฯ แต่ยังคงมีผู้ถูกคุมขังอยู่อีกเป็นจำนวนมาก.

ที่มา AFP

คริสตจักรอังกฤษตั้งผู้หญิงเป็น “อาร์คบิชอฟแห่งแคนเทอร์เบอรี” คนแรกในประวัติศาสตร์ 500 ปี

คริสตจักรอังกฤษตั้งผู้หญิงเป็น “อาร์คบิชอฟแห่งแคนเทอร์เบอรี” คนแรกในประวัติศาสตร์ 500 ปี

26 มี.ค. 2569 10:22 น.

คริสตจักรอังกฤษตั้งผู้หญิงเป็น “อาร์คบิชอฟแห่งแคนเทอร์เบอรี” คนแรกในประวัติศาสตร์ 500 ปี

คริสตจักรแห่งอังกฤษ ประกาศแต่งตั้ง “ซาราห์ มัลลัลลี” เป็นสตรีคนแรกที่ขึ้นดำรงตำแหน่งอัครมุขนายกแห่งแคนเทอร์เบอรี ถือเป็นผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่ก่อตั้งคริสตจักรเมื่อปี ค.ศ. 1534 

วันที่ 26 มีนาคม 2569 คริสตจักรแห่งอังกฤษประกอบพิธีแต่งตั้งอัครมุขนายกแห่งแคนเทอร์เบอรีคนใหม่ ที่มหาวิหารแคนเทอร์เบอรี โดยมีนายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ พร้อมด้วยเจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ พร้อมด้วยแคทเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์พระชายา และเข้าร่วมในพิธี

ในการกล่าวสุนทรพจน์สาธุคุณมัลลัลลี ซึ่งเคยเป็นพยาบาลในระบบสาธารณสุขแห่งชาติให้คำมั่นว่าจะยืนหยัดเพื่อผู้เสียหายจากการล่วงละเมิดในอดีต และให้ความสำคัญกับมาตรการคุ้มครองและความรับผิดชอบในองค์กรศาสนา โดยต้องไม่มองข้ามหรือทำให้ความเจ็บปวดของผู้ที่ถูกกระทำลดความสำคัญลง

การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากจัสติน เวลบี้ส์ ลาออกจากตำแหน่ง ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก กรณีการจัดการคดีปกปิดการล่วงละเมิดทางเพศ อย่างไรก็ตาม มัลลัลลีเองก็เผชิญเสียงวิจารณ์เช่นกัน จากกรณีแสดงจุดยืนต่อร่างกฎหมายในสภาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับการยกเลิกความผิดทางอาญาในการขอทำแท้งระยะท้าย โดยเธอระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการเอาผิดผู้หญิง แต่ก็ไม่ต้องการให้มีการเพิ่มจำนวนการทำแท้งในระยะท้ายของการตั้งครรภ์ ขณะที่ปัจจุบัน กฎหมายอังกฤษอนุญาตให้ทำแท้งได้ถึงอายุครรภ์ 24 สัปดาห์ ภายใต้เงื่อนไขบางประการ ขณะที่ร่างกฎหมายยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาขุนนาง 

ทั้งนี้ แม้บทบาททางการเมืองของอัครมุขนายกแห่งแคนเทอร์เบอรีจะลดลงจากอดีต แต่ยังคงมีอิทธิพลในระดับหนึ่ง โดยสามารถนั่งในสภาขุนนางร่วมกับบิชอประดับสูง และมีส่วนร่วมในกระบวนการออกกฎหมายของประเทศ การแต่งตั้งครั้งนี้จึงถือว่ามีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ด้านเพศสภาพ และบททดสอบสำคัญของผู้นำศาสนาในยุคที่ต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากทั้งสังคมและการเมือง.

ทรัมป์เผยอิหร่าน “อยากทำข้อตกลงใจจะขาด” เพียงแต่ไม่กล้าพูด

ทรัมป์เผยอิหร่าน “อยากทำข้อตกลงใจจะขาด” เพียงแต่ไม่กล้าพูด

26 มี.ค. 2569 10:13 น.

ทรัมป์เผยอิหร่าน “อยากทำข้อตกลงใจจะขาด” เพียงแต่ไม่กล้าพูด

โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุอิหร่านต้องการเจรจาข้อตกลง แต่หวาดกลัวทั้งฝ่ายในประเทศและสหรัฐ ขณะทำเนียบขาวยืนยันการเจรจายังไม่ล้ม แม้อิหร่านยังไม่รับแผน 15 ข้อ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เปิดเผยว่า อิหร่านต้องการทำข้อตกลงอย่างมาก แต่ไม่กล้าแสดงออก เนื่องจากเกรงว่าจะถูกสังหารโดยฝ่ายของตัวเอง หรือโดยฝีมือของสหรัฐฯ

โดยทรัมป์กล่าวระหว่างงานระดมทุนของพรรครีพับลิกันในกรุงวอชิงตันว่า อิหร่านกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจากแรงกดดันในตะวันออกกลาง และแม้จะมีการติดต่อเจรจา แต่ฝ่ายอิหร่านไม่กล้าเปิดเผยความต้องการดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ ทำเนียบขาวระบุว่า การเจรจากับอิหหร่าน ยังไม่ถึงทางตัน แม้อิหร่านยังไม่ตอบรับแผน 15 ข้อเพื่อยุติสงครามในทันที โดยสหรัฐกำลังดำเนินการจัดการประชุมในปากีสถาน เพื่อหารือแนวทางลดความตึงเครียด

อย่างไรก็ตาม อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ยอมรับว่ามีการส่งสารถึงกันระหว่างสองประเทศผ่านตัวกลาง แต่ย้ำว่าการติดต่อดังกล่าวยังไม่ถือเป็นการเจรจาอย่างเป็นทางการ.

ที่มา : BBC

ออสเตรเลียแบนผู้เดินทางจากอิหร่าน 6 เดือน เหตุสงครามตะวันออกกลาง เสี่ยงอยู่เกินวีซ่า

ออสเตรเลียแบนผู้เดินทางจากอิหร่าน 6 เดือน เหตุสงครามตะวันออกกลาง เสี่ยงอยู่เกินวีซ่า

26 มี.ค. 2569 09:06 น.

ออสเตรเลียแบนผู้เดินทางจากอิหร่าน 6 เดือน เหตุสงครามตะวันออกกลาง เสี่ยงอยู่เกินวีซ่า

ออสเตรเลียสั่งห้ามนักท่องเที่ยวและแรงงานจากอิหร่านเข้าประเทศชั่วคราว 6 เดือน หลังความขัดแย้งรุนแรง หวั่นอยู่เกินวีซ่า พร้อมเปิดข้อยกเว้นบางกรณี

รัฐบาลออสเตรเลีย ประกาศมาตรการเข้ม สั่งห้ามผู้ถือหนังสือเดินทางอิหร่านเดินทางเข้าประเทศเป็นการชั่วคราว เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม ท่ามกลางความตึงเครียดจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

กระทรวงมหาดไทยออสเตรเลียระบุในแถลงการณ์ว่า ความขัดแย้งในอิหร่าน ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ผู้ถือวีซ่าระยะสั้นบางรายอาจไม่สามารถหรือไม่ต้องการเดินทางออกจากออสเตรเลีย เมื่อวีซ่าหมดอายุ

มาตรการดังกล่าวครอบคลุมผู้ที่เดินทางเพื่อการท่องเที่ยวและทำงาน โดยจะไม่อนุญาตให้เข้าประเทศในช่วง 6 เดือนข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ทางการยืนยันว่าจะมีการพิจารณายกเว้นเป็นรายกรณี เช่น บิดามารดาของพลเมืองออสเตรเลีย

ด้านโทนี เบิร์ก รัฐมนตรีมหาดไทยของออสเตรเลีย ระบุว่า วีซ่าท่องเที่ยวจำนวนมากที่ออกให้ก่อนเกิดความขัดแย้ง อาจจะไม่ได้รับการอนุมัติ หากยื่นขอในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยระบุว่าการตัดสินใจให้ใครอยู่ในออสเตรเลียอย่างถาวร ควรเป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐบาล ไม่ใช่ผลลัพธ์โดยบังเอิญจากการจองทริปท่องเที่ยว

ข้อมูลจากรัฐบาลระบุว่า มีชาวออสเตรเลียมากกว่า 85,000 คนที่เกิดในอิหร่าน โดยมีชุมชนขนาดใหญ่กระจายอยู่ในเมืองสำคัญ เช่น ซิดนีย์ และเมลเบิร์น

ก่อนหน้านี้ ความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลีย และ อิหร่าน เริ่มตึงเครียด หลังออสเตรเลียให้สถานะลี้ภัยแก่ผู้เล่นและเจ้าหน้าที่ 7 คนจากทีมฟุตบอลหญิงของอิหร่าน

นักเตะกลุ่มดังกล่าวถูกตราหน้าว่าทรยศ ในประเทศบ้านเกิด หลังปฏิเสธร้องเพลงชาติ ก่อนการแข่งขันฟุตบอลเอเชียนคัพ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการแสดงออกเชิงต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา มีผู้เล่น 5 คนจากทั้งหมด 7 คน เปลี่ยนใจถอนคำขอลี้ภัยในออสเตรเลีย ส่งผลให้เกิดข้อสงสัยว่าครอบครัวของพวกเขาอาจเผชิญแรงกดดันหรือการคุกคาม.

ที่มา : channelnewsasia

ทำเนียบขาวยืนยัน ทรัมป์เยือนปักกิ่ง 14-15 พ.ค. พร้อมเตรียมต้อนรับสี จิ้นผิง เยือนสหรัฐฯ ปลายปีนี้

ทำเนียบขาวยืนยัน ทรัมป์เยือนปักกิ่ง 14-15 พ.ค.  พร้อมเตรียมต้อนรับสี จิ้นผิง เยือนสหรัฐฯ ปลายปีนี้

26 มี.ค. 2569 07:44 น.

ทำเนียบขาวยืนยัน ทรัมป์เยือนปักกิ่ง 14-15 พ.ค. พร้อมเตรียมต้อนรับสี จิ้นผิง เยือนสหรัฐฯ ปลายปีนี้

ทำเนียบขาวยืนยัน ทรัมป์จะเดินทางเยือนจีนระหว่าง 14-15 พ.ค. เลื่อนมาจากช่วงปลายมี.ค.เนื่องจากสงครามโจมตีอิหร่านยังไม่จบ พร้อมระบุว่าเตรียมต้อนรับสี จิ้นผิง เยือนสหรัฐฯ ช่วงปลายปีนี้ด้วย 

วันที่ 26 มีนาคม 2568 แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว เปิดเผยว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯเตรียมเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง ของจีน ระหว่างวันที่ 14-15 พฤษภาคม เพื่อพบกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน หลังต้องเลื่อนกำหนดการเดิมออกไปจากช่วงปลายเดือนมีนาคม เนื่องจากสถานการณ์สงครามอิหร่านที่ยังยืดเยื้อ

โฆษกทำเนียบขาว ระบุว่า การเลื่อนกำหนดการไม่ได้มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการยุติสงคราม แต่เป็นเพราะผู้นำสหรัฐฯ จำเป็นต้องอยู่บริหารสถานการณ์การสู้รบในช่วงเวลาสำคัญ นอกกจากนี้ยังระบุว่า ประธานาธิบดีของจีนยังมีแผนจะเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในช่วงปลายปีนี้เช่นกัน

โดยคาดว่าการหารือระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และจีน จะครอบคลุมทั้งประเด็นสงครามอิหร่าน และความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ นายหลิน เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่า สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซกำลังส่งผลกระทบต่อการค้าพลังงานและความมั่นคงในระดับโลก โดยจีนได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการสู้รบโดยเร็ว ขณะเดียวกันทรัมป์ได้ขอให้จีนช่วยผลักดันการเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แต่จีนยังไม่ตอบรับข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ.

ที่มา Aljazeera

อิหร่านยอมรับ แลกเปลี่ยนข้อความกับสหรัฐฯ แต่ปฏิเสธเรื่องเจรจา

อิหร่านยอมรับ แลกเปลี่ยนข้อความกับสหรัฐฯ แต่ปฏิเสธเรื่องเจรจา

26 มี.ค. 2569 05:45 น.

อิหร่านยอมรับ แลกเปลี่ยนข้อความกับสหรัฐฯ แต่ปฏิเสธเรื่องเจรจา

รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านเผย มีการแลกเปลี่ยนข้อความกับสหรัฐฯ แต่ย้ำว่านี่ไม่ใช่การเจรจา พร้อมเย้ยสหรัฐฯ ว่า กำลังยอมรับความล้มเหลว หลังจากตอนแรกบอกว่าอิหร่านต้องยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข

เมื่อ 25 มี.ค. 2569 นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ออกมาตั้งคำถามต่อการเรียกร้องให้มีการเจรจาของสหรัฐฯ โดยระบุว่าการที่วอชิงตันเปลี่ยนท่าทีนั้น เท่ากับเป็นการยอมรับความล้มเหลว หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยเรียกร้องให้อิหร่าน “ยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข”

นายอารักชีบอกอีกว่า ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สหรัฐฯ ส่งข้อความมาหาเตหะรานหลายฉบับโดยส่งผ่านสิ่งที่เขาเรียกว่า “ประเทศที่เป็นมิตร” แต่เขาเน้นย้ำว่าการติดต่อสื่อสารดังกล่าวยังไม่ถือว่าเป็นการเจรจา

“พวกอเมริกันไม่ได้พูดว่า “ยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข” หรอกหรือ?” อารักชีกล่าวในการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ผ่านเครือข่าย IRIB ของรัฐบาลเมื่อวันพุธ “แล้วทำไมตอนนี้พวกเขาถึงมาพูดเรื่องการเจรจาล่ะ?”

เขากล่าวเสริมว่า “ความจริงที่ว่าตอนนี้พวกเขาพูดเรื่องการเจรจา คือการยอมรับความพ่ายแพ้โดยตรง” และย้ำว่า “การส่งข้อความมาและเราตอบกลับด้วยคำเตือน หรือการระบุจุดยืนของเรานั้น ไม่ได้เรียกว่าการเจรจาหรือการหารือ แต่มันคือ “การแลกเปลี่ยนข้อความ””

“ในข้อความเหล่านี้ มีการเสนอแนวคิดต่างๆ ซึ่งได้ถูกส่งต่อไปยังผู้มีอำนาจระดับสูงแล้ว และหากจำเป็นต้องมีการกำหนดจุดยืนใดๆ พวกเขาจะเป็นผู้ประกาศเอง” นายอารักชีกล่าว

ในส่วนของทำเนียบขาวได้ระบุว่า การพูดคุยกับอิหร่านยังคงดำเนินไปอย่างรวดเร็ว แม้ว่าเตหะรานจะยังไม่ตอบรับแผน 15 ประเด็นเพื่อยุติสงครามในทันทีก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

Meta – YouTube ถูกตัดสินว่า “มีความผิด” ในคดี “เสพติดโซเชียลมีเดีย”

Meta - YouTube ถูกตัดสินว่า “มีความผิด” ในคดี “เสพติดโซเชียลมีเดีย”

26 มี.ค. 2569 05:24 น.

Meta – YouTube ถูกตัดสินว่า “มีความผิด” ในคดี “เสพติดโซเชียลมีเดีย”

บริษัท Meta กับ YouTube ถูกคณะลูกขุนสหรัฐฯ ตัดสินให้มีความผิดฐานทำให้หญิงคนหนึ่งเสพติดโซเชียลมีเดียตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ในคดีประวัติศาสตร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินคดีอื่นๆ อีกมากมาย

เมื่อ 25 มี.ค. 2569 คณะลูกขุนศาลลอสแอนเจลิส มีคำตัดสินให้หญิงสาวรายหนึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน หลังจากที่เธอตัดสินใจฟ้องร้องบริษัท “เมตา” (Meta) และ “ยูทูป” (YouTube) ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียรายใหญ่ของโลก เกี่ยวกับอาการเสพติดโซเชียลมีเดียในช่วงวัยเด็กของเธอ

คณะลูกขุนพบว่า Meta (เจ้าของ Instagram, Facebook และ WhatsApp) และ Google (เจ้าของ YouTube) จงใจสร้างแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียให้มีลักษณะที่ทำให้เกิดการเสพติด ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของหญิงสาววัย 20 ปีรายนี้ ซึ่งเปิดเผยชื่อเพียงว่า “เคลีย์”

คณะลูกขุนยังตัดสินให้ เคลีย์ ได้รับค่าเสียหายจำนวน 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 98 ล้านบาท) ซึ่งผลการตัดสินนี้มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อคดีที่คล้ายคลึงกันอีกหลายร้อยคดีที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลของสหรัฐฯ

ทางด้าน Meta และ Google ต่างออกแถลงการณ์เป็นของตัวเองว่า พวกเขาไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินและจะยื่นอุทธรณ์ โดย Meta ระบุว่า “สุขภาพจิตของวัยรุ่นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนอย่างมาก และไม่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับแอปพลิเคชันเพียงแอปเดียวได้”

“เราจะเดินหน้าปกป้องตัวเองอย่างเต็มที่ เนื่องจากแต่ละกรณีมีความแตกต่างกัน และเรายังคงมั่นใจในประวัติการทำงานของเราในการปกป้องเยาวชนบนโลกออนไลน์” Meta ระบุเสริม

ขณะที่โฆษกของ Google กล่าวว่า “คดีนี้มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ YouTube ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่ถูกสร้างขึ้นอย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ใช่เว็บไซต์โซเชียลมีเดีย”

คณะลูกขุนพิจารณาว่า Meta ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโจทก์ 70% ส่วน YouTube รับผิดชอบ 30% ซึ่งหมายความว่า Meta จะต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนใหญ่ให้กับเคลีย์

นอกจากนี้ ยังมีค่าเสียหายอีกรูปแบบหนึ่งคือ “ค่าเสียหายเชิงลงโทษ” (Punitive damages) ที่ศาลยังต้องพิจารณาต่อไป ซึ่งตามกฎหมายของรัฐ ค่าเสียหายส่วนนี้อาจพุ่งสูงถึง 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 982 ล้านบาท)

คำพิพากษาในลอสแอนเจลิสนี้เกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากที่คณะลูกขุนในรัฐนิวเม็กซิโก ตัดสินให้ Meta มีความผิด ในกรณีที่แพลตฟอร์มของบริษัททำให้เด็กตกอยู่ในอันตราย และปล่อยให้เด็กเผชิญกับเนื้อหาทางเพศที่ลามกอนาจาร รวมถึงการถูกคุกคามจากอาชญากรทางเพศ

นายไมค์ พรูลซ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Forrester กล่าวว่า คำพิพากษาที่เกิดขึ้นติดต่อกันนี้เป็นการย้ำถึง “จุดแตกหัก” ระหว่างบริษัทโซเชียลมีเดียกับสาธารณชน “กระแสความรู้สึกเชิงลบต่อโซเชียลมีเดียได้ก่อตัวมานานหลายปี และในที่สุดวันนี้มันก็ได้ปะทุออกมาแล้ว”

อนึ่ง แม้ว่า Google ในฐานะเจ้าของ YouTube ซึ่งเป็นเว็บไซต์แบ่งปันวิดีโอจะเป็นจำเลยในคดีนี้ด้วย แต่กระบวนการพิจารณาคดีส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่ Instagram และ Meta เป็นหลัก

เดิมที Snap และ TikTok ก็ตกเป็นจำเลยด้วยเช่นกัน แต่ทั้งสองบริษัทได้บรรลุข้อตกลงประนีประนอมยอมความกับเคลีย์โดยไม่เปิดเผยรายละเอียดก่อนที่จะมีการพิจารณาคดี

มาร์ก ลาเนียร์ ทนายความของ
มาร์ก ลาเนียร์ ทนายความของ “เคลีย์” ผู้เป็นโจทก์ในคดีนี้

ทั้งนี้ เคลีย์ระบุว่าเธอเริ่มใช้งาน Instagram ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ และใช้งาน YouTube ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ โดยไม่พบความพยายามใดๆ ที่จะปิดกั้นการเข้าถึงของเธอเนื่องจากข้อจำกัดด้านอายุเลย

“ฉันเลิกมีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัว เพราะฉันใช้เวลาทั้งหมดไปกับโซเชียลมีเดีย” เคลีย์กล่าวในระหว่างการให้การ

เธอกล่าวว่าเธอเริ่มมีความรู้สึกวิตกกังวลและซึมเศร้าตั้งแต่อายุเพียง 10 ปี ซึ่งเป็นอาการผิดปกติที่นักบำบัดได้วินิจฉัยอย่างเป็นทางการในหลายปีต่อมา นอกจากนี้ เธอยังเริ่มหมกมุ่นกับรูปลักษณ์ภายนอกของตัวเอง และเริ่มใช้ฟิลเตอร์ใน Instagram เพื่อเปลี่ยนใบหน้าให้ดูต่างไปจากเดิม เช่น ทำให้จมูกเล็กลงและดวงตากลมโตขึ้น แทบจะทันทีที่เธอเริ่มใช้งานแพลตฟอร์มนี้ในฐานะเด็กคนหนึ่ง

ต่อมาเคลีย์ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น โรคคิดว่าตนเองมีความผิดปกติของรูปร่างหน้าตา (Body Dysmorphia) ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้ผู้ป่วยกังวลเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของตนเองมากจนเกินไป และทำให้พวกเขาไม่สามารถมองเห็นตัวเองตามความเป็นจริงอย่างที่คนอื่นเห็นได้

ทนายความของเคลีย์กล่าวหา Meta และ YouTube ว่า ได้สร้าง “เครื่องจักรผลิตอาการเสพติด” และล้มเหลวที่จะรับผิดชอบในเรื่องการป้องกันไม่ให้เด็กเข้าถึงแพลตฟอร์มของพวกเขา และโจมตีฟีเจอร์ต่างๆ ของ Instagram เช่น “การเลื่อนดูหน้าจอที่ไม่มีวันสิ้นสุด” ว่า ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้งานเกิดอาการเสพติด

ทนายความของเคลีย์ระบุอีกว่า เป้าหมายการเติบโตของ Meta มุ่งเน้นไปที่การดึงดูดให้เยาวชนมาใช้งานแพลตฟอร์มของตน โดยอ้างอิงจากคำให้การของผู้เชี่ยวชาญและอดีตผู้บริหารของ Meta และว่าบริษัทต้องการผู้ใช้งานอายุน้อย เพราะกลุ่มคนเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะ “ติดหนึบ” อยู่กับแพลตฟอร์มได้ยาวนานกว่าในระยะยาว

ในตอนที่ทนายความของเคลีย์แจ้งต่อ อดัม มอสเซอรี หัวหน้าทีม Instagram ว่า สถิติการใช้งานแพลตฟอร์มที่นานที่สุดต่อวันของเธอพุ่งสูงถึง 16 ชั่วโมง มอสเซอรีกลับปฏิเสธว่านั่นคือหลักฐานของอาการเสพติด ในทางกลับกัน เขากล่าวว่าการที่วัยรุ่นใช้เวลาเกือบทั้งวันอยู่บน Instagram นั้นเป็นเรื่องที่ “น่าหนักใจ” เท่านั้น

ทนายความของเคลีย์กล่าวเมื่อวันพุธว่า คำพิพากษาของคณะลูกขุนในครั้งนี้ “เป็นการส่งสารที่ชัดเจนว่า ไม่มีบริษัทใดอยู่เหนือความรับผิดชอบ เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับลูกหลานของเรา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านเตือน อาจเปิดแนวรบ “บับ เอล-มันเดบ” หากสหรัฐฯ โจมตีภาคพื้นดิน

อิหร่านเตือน อาจเปิดแนวรบ “บับ เอล-มันเดบ” หากสหรัฐฯ โจมตีภาคพื้นดิน

26 มี.ค. 2569 04:46 น.

อิหร่านเตือน อาจเปิดแนวรบ “บับ เอล-มันเดบ” หากสหรัฐฯ โจมตีภาคพื้นดิน

อิหร่านออกโรงเตือนว่า จะเปิดแนวรบเพิ่มในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ รวมถึงบริเวณช่องแคบ “บับ เอล-มันเดบ” หากสหรัฐฯ มีปฏิบัติการภาคพื้นดินบนเกาะของอิหร่าน

เมื่อ 25 มี.ค. 2569 แหล่งข่าวทางทหารของอิหร่านออกมาเตือนว่า เตหะรานอาจเปิดแนวรบเชิงยุทธศาสตร์เพิ่มเติม รวมถึงบริเวณช่องแคบ “บับ เอล-มันเดบ” (Bab el-Mandeb) หากสหรัฐฯ และอิสราเอลดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่อเกาะต่างๆ ของอิหร่าน หรือพยายามกดดันประเทศผ่านปฏิบัติการทางเรือ

ช่องแคบ “บับ เอล-มันเดบ” เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างทะเลแดงกับอ่าวเอเดนและมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งถือเป็น “คอคอด” สำคัญสำหรับการค้าโลก โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

“หากศัตรูพยายามใช้ปฏิบัติการภาคพื้นดินต่อเกาะต่างๆ ของอิหร่าน หรือส่วนใดก็ตามในดินแดนของเรา หรือพยายามสร้างความเสียหายแก่เราผ่านการเคลื่อนไหวทางเรือในอ่าวเปอร์เซียหรือทะเลโอมาน เราจะเปิดแนวรบอื่นๆ เป็น “เซอร์ไพรส์” ตอบโต้” แหล่งข่าวระบุตามการอ้างอิงของสำนักข่าว “ทัสนิม” (Tasnim) ของอิหร่าน

แหล่งข่าวทางทหารรายนี้เจาะจงเอ่ยชื่อช่องแคบ “บับ เอล-มันเดบ” ต่อสำนักข่าว “ทัสนิม” โดยยืนยันว่า อิหร่านมีทั้งขีดความสามารถและความมุ่งมั่นที่จะสร้างภัยคุกคามอย่างแท้จริงในพื้นที่นั้นหากสถานการณ์บานปลาย

“หากชาวอเมริกันคิดจะดำเนินการอย่างไม่ยั้งคิดเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ พวกเขาควรระวังให้ดีว่าจะไม่มี “ช่องแคบอื่น” เพิ่มเข้ามาในรายการความท้าทายของพวกเขา” แหล่งข่าวกล่าวเสริม

ทั้งนี้ ประมาณ 12% ของปริมาณน้ำมันที่ขนส่งทางเรือทั่วโลก และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จำนวนมหาศาลต้องผ่านช่องแคบ “บับ เอล-มันเดบ” ในแต่ละปี

ทางด้าน นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ก็ออกมาเตือนเมื่อวันพุธเช่นกันว่า เตหะรานมีข้อมูลข่าวกรองว่า “ศัตรู” กำลังเตรียมการยึดเกาะแห่งหนึ่งของอิหร่านโดยได้รับการสนับสนุนจากประเทศในภูมิภาค

“กองกำลังของเรากำลังเฝ้าติดตามทุกการเคลื่อนไหวของศัตรู และหากพวกเขาก้าวพลาดแม้แต่ก้าวเดียว โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญทั้งหมดของรัฐในภูมิภาคแห่งนั้นจะตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดยั้ง” กาลีบาฟระบุผ่านข้อความบนแพลตฟอร์ม X โดยไม่ได้ระบุชื่อประเทศดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn