เนปาลแจง ต้องการความช่วยเหลือด้านเทคนิค-ตรวจ DNA ไม่ใช่ทีมค้นหากู้ภัย

เนปาลแจง ต้องการความช่วยเหลือด้านเทคนิค-ตรวจ DNA ไม่ใช่ทีมค้นหากู้ภัย

29 ส.ค. 2569 12:22 น.

เนปาลแจง ต้องการความช่วยเหลือด้านเทคนิค-ตรวจ DNA ไม่ใช่ทีมค้นหากู้ภัย

เนปาลระบุต้องการความช่วยเหลือจากต่างประเทศในด้านเทคนิคและวิชาชีพเฉพาะทางที่ประเทศยังขาดความเชี่ยวชาญ แต่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ทีมค้นหาและกู้ภัยจากภายนอก

นายชิเชียร์ ขานาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเนปาล ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อค่ำวันศุกร์ (28 ส.ค.) ว่า เนปาลต้องการความช่วยเหลือจากต่างชาติในภารกิจเฉพาะทาง เช่น การกู้ภัยผู้ติดค้างภายในอุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังน้ำ, การฟื้นฟูระบบขนส่งและการสื่อสารในจุดที่สะพานถูกทำลาย, การพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลและการตรวจ DNA ของผู้เสียชีวิต, เทคโนโลยีการรักษาสภาพศพเพื่อเก็บรักษาได้ยาวนานขึ้น

“เราได้ยื่นขอความช่วยเหลือเฉพาะทางและสนับสนุนด้านเทคนิคในส่วนที่เรายังขาดความเชี่ยวชาญและเครื่องมือแล้ว” นายขานาลกล่าว พร้อมระบุเสริมว่าได้ร้องขอสะพานเบลีย์ (Bailey bridges) จากประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินเดียและจีน เพื่อเร่งเปิดเส้นทางคมนาคมหลังสะพานในพื้นที่ประสบภัยถูกทำลายไปราว 24 แห่ง

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการต่างประเทศเนปาลได้ปฏิเสธความช่วยเหลือด้านการกู้ภัยจากต่างชาติ โดยระบุว่าบุคลากรภายในประเทศยังคงรับมือได้ ซึ่งนายขานาลอธิบายเพิ่มเติมว่า ทีมกู้ภัยของเนปาลกำลังดำเนินการในส่วนภารกิจค้นหาทั่วไปอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องรับทีมซ้ำซ้อนจากภายนอก

โรงพยาบาลรับศึกหนัก ศพแน่นจนขาดแคลนตู้แช่

เจ้าหน้าที่กู้ภัยเนปาลเปิดเผยว่า มวลน้ำได้พัดร่างผู้เสียชีวิตลอยไปไกลถึงเขตจิตวัน และนวาลปราซี ซึ่งเป็นพื้นที่ราบห่างจากจุดเกิดเหตุราว 100 กิโลเมตร โดยคาดว่าจะพบร่างผู้เสียชีวิตในพื้นที่เหล่านี้เพิ่มขึ้นอีก ซึ่งขณะนี้โรงพยาบาลในพื้นที่กำลังแบกรับภาระหนัก และประสบปัญหาขาดแคลนตู้แช่สำหรับเก็บรักษาศพ 

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ระบุว่าน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างแก่โรงเรียน โรงพยาบาล โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ถนน สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ซึ่งเนปาลจะต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากนานาชาติในการบูรณะและฟื้นฟูประเทศในระยะต่อไป

นายขานาลยังกล่าวปิดท้ายว่า มีรายงานผู้ติดค้างอยู่ภายในอุโมงค์ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เนื่องจากเนปาลยังใหม่กับเทคโนโลยีอุโมงค์ จึงจำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนอุปกรณ์และความรู้เทคนิคเฉพาะทางในการกู้ภัยในอุโมงค์เป็นการด่วน.

ที่มา : channelnewsasia

ชาวนอร์เวย์หลั่งน้ำตาไว้อาลัย “กษัตริย์ฮารัลด์” สิ้นพระชนม์ 89 พรรษา พระโอรสขึ้นครองราชย์ต่อทันที

ชาวนอร์เวย์หลั่งน้ำตาไว้อาลัย "กษัตริย์ฮารัลด์" สิ้นพระชนม์ 89 พรรษา พระโอรสขึ้นครองราชย์ต่อทันที

29 ส.ค. 2569 11:35 น.

ชาวนอร์เวย์หลั่งน้ำตาไว้อาลัย “กษัตริย์ฮารัลด์” สิ้นพระชนม์ 89 พรรษา พระโอรสขึ้นครองราชย์ต่อทันที

ประชาชนหลายพันคนรวมตัวหน้าพระราชวังในกรุงออสโล ท่ามกลางสายฝน เพื่อน้อมรำลึกถึง “กษัตริย์ฮารัลด์” แห่งนอร์เวย์ หลังสิ้นพระชนม์ในวัย 89 พรรษา ปิดฉากการครองราชย์ยาวนาน 35 ปี 

กรุงออสโลของนอร์เวย์เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความโศกเศร้า เมื่อประชาชนหลายพันคนออกมารวมตัวบริเวณหน้าพระราชวัง เพื่อร่วมถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 หลังทรงสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ขณะมีพระชนมพรรษา 89 พรรษา หลังทรงครองราชย์มายาวนานถึง 35 ปี

ประชาชนต่างนำช่อดอกไม้ การ์ดข้อความ และธงชาตินอร์เวย์สีแดง ขาว และน้ำเงิน มาวางไว้หน้าพระราชวัง หลายคนสวมกอดและปลอบโยนกัน ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในช่วงค่ำ

หญิงชาวนอร์เวย์วัย 49 ปีรายหนึ่ง ซึ่งเดินทางมาถวายดอกไม้กล่าวว่า พระองค์ทรงมีความหมายอย่างมากต่อประชาชน และทรงเป็นกษัตริย์ที่ช่วยสร้างความเป็นหนึ่งเดียวให้กับประเทศ โดยเธอเปรียบพระองค์ว่าเป็นเสมือน คุณปู่ของคนทั้งชาติ

ปิดฉากรัชสมัย 35 ปี พระโอรสขึ้นครองราชย์ต่อ

หลังการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ฮารัลด์ พระโอรสวัย 53 พรรษา คือ มกุฎราชกุมารโฮกุน เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อทันที ในฐานะ สมเด็จพระราชาธิบดีโฮกุนที่ 8

นายกรัฐมนตรีโจนัส กาห์ร สตือเรอ กล่าวสุนทรพจน์หลังเข้าเฝ้ากษัตริย์พระองค์ใหม่ใจความตอนหนึ่งว่า ชาวนอร์เวย์จะจดจำกษัตริย์ฮารัลด์จากความรักที่ทรงมีต่อประชาชน อารมณ์ขัน ความอบอุ่น และความเชื่อมั่นที่พระองค์ทรงมีต่อประชาชนชาวนอร์เวย์

ในช่วงค่ำ มีขบวนรถอัญเชิญพระบรมศพจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยออสโลไปยังพระราชวัง โดยมีประชาชนจำนวนมากยืนเรียงรายอยู่ตามสองข้างทางเพื่อร่วมถวายความอาลัย

ขณะที่กษัตริย์โฮกุนเสด็จไปยังพระราชวังพร้อมพระธิดาวัย 22 พรรษา เจ้าหญิงอิงกริด อเล็กซานดรา ซึ่งจะทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าหญิงรัชทายาทพระองค์ใหม่ เพื่อแจ้งการสิ้นพระชนม์ของพระราชบิดาอย่างเป็นทางการต่อรัฐบาล

รัฐสภานอร์เวย์ระบุว่า กษัตริย์พระองค์ใหม่จะทรงถวายสัตย์ปฏิญาณต่อรัฐสภาในวันที่ 1 กันยายนนี้ ขณะที่รัฐบาลประกาศช่วงเวลาไว้ทุกข์แห่งชาติไปจนถึงพระราชพิธีพระบรมศพ ซึ่งยังไม่ได้กำหนดวัน

ประชาชนยก “กษัตริย์ฮารัลด์” เป็นกษัตริย์ของประชาชน

กษัตริย์ฮารัลด์เสด็จขึ้นครองราชย์ในปี 1991 และได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นสัญลักษณ์ของนอร์เวย์ที่เปิดกว้างและยอมรับความแตกต่าง

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี พระองค์ทรงอยู่เคียงข้างประเทศท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ การเพิ่มขึ้นของประชากร และความหลากหลายทางสังคม

ชาวนอร์เวย์จำนวนมากยังกล่าวถึงพระราชดำรัสของกษัตริย์ฮารัลด์ในช่วงเวลาที่ประเทศเผชิญกับเหตุการณ์เลวร้าย โดยเฉพาะหลังเหตุกราดยิงและเหตุโจมตีในปี 2011 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 77 คน ถือเป็นเหตุสังหารหมู่ครั้งเลวร้ายที่สุดของนอร์เวย์นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ผู้คนที่ออกมาถวายความอาลัยระบุว่า พระองค์ทรงสามารถเลือกถ้อยคำที่ช่วยให้ผู้คนกลับมารวมกันและสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้กับสังคมในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

พระพลานามัยทรุดในช่วงหลายปีสุดท้าย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กษัตริย์ฮารัลด์ทรงเผชิญปัญหาด้านพระพลานามัยหลายครั้ง จนต้องลดภารกิจอย่างเป็นทางการลง

พระองค์ทรงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในกรุงออสโลตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม หลังทรงมีภาวะโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงถูกทำลายเร็วกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการเหนื่อยล้าและหายใจไม่สะดวก

แม้จะมีพระพลานามัยที่อ่อนแอลง แต่พระองค์ทรงยืนยันมาตลอดว่าจะไม่สละราชสมบัติ โดยให้เหตุผลว่าได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตลอดพระชนม์ชีพต่อรัฐสภานอร์เวย์แล้ว

ราชวงศ์นอร์เวย์เผชิญปีแห่งความวุ่นวาย

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ราชวงศ์นอร์เวย์เผชิญความท้าทายหลายด้าน โดยสมเด็จพระราชินีซอนยา พระมเหสีของกษัตริย์ฮารัลด์ ซึ่งมีพระชนมพรรษา 89 พรรษาเช่นกัน ทรงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเป็นเวลาสั้นๆ เมื่อเดือนพฤษภาคมจากปัญหาเกี่ยวกับพระหทัย

ขณะที่ มกุฎราชกุมารโฮกุน พระโอรสองค์ใหม่ ทรงเผชิญแรงกดดันจากประเด็นเกี่ยวกับ มกุฎราชกุมารีเมตเตอ-มาริต พระชายา ซึ่งถูกจับตามองจากความเชื่อมโยงกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้กระทำความผิดทางเพศชาวอเมริกันที่เสียชีวิตไปแล้ว

ส่วน มาริอุส บอร์ก เฮยบี พระโอรสของมกุฎราชกุมารีเมตเตอ-มาริตจากความสัมพันธ์ก่อนเสกสมรส ถูกศาลพิพากษาจำคุก 4 ปีเมื่อเดือนมิถุนายน จากความผิดฐานข่มขืน 2 กระทง

ด้านมกุฎราชกุมารีเมตเตอ-มาริตเอง ซึ่งมีพระชนมพรรษา 53 พรรษา และทรงมีพระอาการประชวรจากโรคปอดรุนแรง ได้เข้ารับการปลูกถ่ายปอดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

แม้ราชวงศ์จะเผชิญมรสุมหลายด้าน แต่การสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ฮารัลด์ได้สร้างความโศกเศร้าไปทั่วประเทศ และผู้นำจากหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงฝรั่งเศส เยอรมนี อินเดีย อิสราเอล อิตาลี จอร์แดน และยูเครน ตลอดจนราชวงศ์ยุโรป ต่างส่งสารแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียครั้งนี้.

ที่มา : channelnewsasia

ยอดผู้สูญหายพุ่งกว่า 2,400 คน เหตุน้ำท่วมเนปาล-ทิเบต ยอดเสียชีวิต 616 ราย

ยอดผู้สูญหายพุ่งกว่า 2,400 คน เหตุน้ำท่วมเนปาล-ทิเบต ยอดเสียชีวิต 616 ราย

29 ส.ค. 2569 09:59 น.

ยอดผู้สูญหายพุ่งกว่า 2,400 คน เหตุน้ำท่วมเนปาล-ทิเบต ยอดเสียชีวิต 616 ราย

ค้นหาและกู้ภัยเร่งฝ่ากองโคลนช่วยผู้รอดชีวิต หลังมวลน้ำและเศษซากจากธารน้ำแข็งถล่มกวาดหมู่บ้านในเนปาลและทิเบต ขณะที่ยอดผู้สูญหายพุ่งเกิน 2,400 คนแล้ว

สถานการณ์น้ำท่วมและดินถล่มครั้งรุนแรงในพื้นที่ชายแดน เนปาลและจีน ยังคงวิกฤต เมื่อจำนวนผู้สูญหายเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 2,400 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตท่ามกลางสภาพพื้นที่เต็มไปด้วยโคลนและเศษซาก หลังมวลน้ำและดินจำนวนมหาศาลไหลบ่าราวกับกำแพงน้ำ กวาดหมู่บ้านและพื้นที่ชุมชนจนได้รับความเสียหายอย่างหนัก

มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่สามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตได้แล้ว 616 ราย โดยบางศพถูกกระแสน้ำพัดลงมาตามแม่น้ำไกลถึงประเทศอินเดีย

เนปาลสูญหายเกือบ 2,000 คน

หน่วยงานจัดการภัยพิบัติของเนปาลเปิดเผยตัวเลขล่าสุดว่า มีผู้สูญหายหรือไม่สามารถติดต่อได้ในประเทศ 1,924 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติ 517 คน โดยตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังทางการนำรายชื่อคนงานในโครงการพลังงานไฟฟ้าพลังน้ำอีก 933 คน เข้ามารวมในบัญชีผู้สูญหาย

ก่อนหน้านี้รายงานจำนวนผู้สูญหายในเนปาลอยู่ที่ 977 คน ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตในเนปาลอยู่ที่ 579 ราย

บรรดาญาติของผู้สูญหายเดินทางไปตามโรงพยาบาลในกรุงกาฐมาณฑุ เพื่อค้นหาข่าวคราวของคนในครอบครัว โดยมีการติดภาพถ่ายและรายชื่อผู้สูญหายไว้ตามผนังโรงพยาบาล

หญิงชาวเนปาลวัย 27 ปีรายหนึ่ง ซึ่งกำลังตามหาน้องชายเปิดเผยว่า ครอบครัวไม่รู้ว่าน้องชายอยู่ที่ไหน และได้แต่หวังว่าเขาจะยังปลอดภัย พร้อมบอกว่าเธอและครอบครัวสูญเสียทุกอย่างจากภัยพิบัติครั้งนี้

USGS ชี้ธารน้ำแข็งถล่มเป็นต้นเหตุ

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS ระบุว่า ภัยพิบัติครั้งนี้เกิดจาก การพังถล่มของธารน้ำแข็ง ซึ่งทำให้เกิดกระแสน้ำและเศษซากน้ำแข็ง ดิน และหินจำนวนมหาศาลไหลทะลักลงมาอย่างรุนแรง

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นภัยพิบัติที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในเนปาล นับตั้งแต่เหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อปี 2558

มวลน้ำและโคลนที่ไหลลงมาอย่างรุนแรงยังทำให้เกิดทะเลสาบขนาดใหญ่หลายแห่งจากการสะสมของเศษซาก และหนึ่งในนั้นกำลังกลายเป็นภัยคุกคามต่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่กำลังค้นหาผู้สูญหาย

ตำรวจเนปาลจึงออกคำเตือนให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัยทันที หลังได้รับข้อมูลว่าเขื่อนกั้นน้ำแห่งหนึ่งทางฝั่งทิเบตแตกอีกครั้ง

จีนระงับภารกิจกู้ภัย หวั่นน้ำทะลักซ้ำ

สถานการณ์ฝั่งทิเบตของจีนก็ยังน่าเป็นห่วง โดยทางการจีนต้องระงับปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่ จี๋หลง ซึ่งได้รับความเสียหายหนักที่สุด เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดน้ำท่วมระลอกใหม่ ก่อนที่ทางการจะประกาศในเวลาต่อมาว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย

สถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีนรายงานว่า ทะเลสาบที่เกิดจากกองเศษซากขนาดมหึมาเริ่มมีน้ำเอ่อล้นไปยังพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังมุ่งหน้าเข้าไป อย่างไรก็ตามต่อมามีรายงานว่าระดับน้ำในแอ่งดังกล่าวลดลงแล้ว ทำให้การค้นหาและกู้ภัยสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างเป็นระบบ

ขณะที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นประธานการประชุมหารือเกี่ยวกับภารกิจกู้ภัย และแสดงความพร้อมให้จีนช่วยเหลือปฏิบัติการฉุกเฉินของเนปาล

เร่งช่วยคนงานกว่า 100 คนติดอยู่ในอุโมงค์

หนึ่งในภารกิจกู้ภัยที่สำคัญคือการช่วยเหลือคนงานและประชาชนที่ติดอยู่บริเวณโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ Trishuli 3A โดยกองทัพเนปาลตรวจพบผู้ประสบภัยติดอยู่ภายในอุโมงค์ และพยายามหาทางเข้าไปช่วยเหลือ

กองทัพส่งเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำเข้าปฏิบัติการ แต่การช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากเจ้าหน้าที่แทบไม่สามารถระบุจุดทางเข้าอุโมงค์ได้ หลังพื้นที่โดยรอบถูกน้ำและโคลนถล่มปกคลุม

เจ้าหน้าที่ระบุว่า สามารถอพยพคนงานและประชาชนออกจากพื้นที่ได้แล้วประมาณ 350 คน แต่ยังมีผู้ติดอยู่ในพื้นที่เดียวกันมากกว่า 100 คน ที่ต้องเร่งช่วยเหลือ

ผู้รอดชีวิตจากโครงการเขื่อนและโรงไฟฟ้าอื่น ๆ ในหุบเขาแม่น้ำตรีศูลี เล่าว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง คนงานจำนวนมากไม่มีเวลาตั้งตัว

ชายคนหนึ่งเปิดเผยว่า เขารอดชีวิตมาได้เพราะขณะเกิดน้ำท่วม เขาอยู่ภายในอุโมงค์ของเขื่อน แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ทำงานอยู่อีกฝั่งถูกกระแสน้ำกวาดหายไปทั้งหมด

ศพถูกกระแสน้ำพัดถึงอินเดีย

ผลกระทบจากภัยพิบัติไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในเนปาลและจีน โดยทางการอินเดียรายงานว่า พบศพ 7 ราย ในแม่น้ำที่ไหลมาจากเนปาล และเชื่อว่าเป็นผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้

ส่วนฝั่งทิเบต สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ราย และยังมีผู้สูญหายอีก 554 คน

ทางการจีนยังเปิดเผยว่า ได้อพยพนักท่องเที่ยวที่ติดค้างออกจากพื้นที่ทิเบตแล้ว 555 คน รวมถึงประชาชนชาวจีนอีก 499 คน

นักแสวงบุญไปเขาไกรลาส สูญหายจำนวนมาก

หนึ่งในกลุ่มผู้สูญหายคือบรรดานักแสวงบุญชาวฮินดูจากหลายประเทศ ซึ่งกำลังเดินทางไปยัง เขาไกรลาส (Mount Kailash) สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในทิเบต

หญิงวัย 46 ปีรายหนึ่งเล่าว่า เธอเดินทางด้วยรถบัสพร้อมผู้โดยสารอีก 56 คน มุ่งหน้าไปยังชายแดนจีน แต่รถต้องหยุดกลางทาง โดยในตอนแรกทุกคนคิดว่าเป็นเพียงการจราจรติดขัด

จากนั้นหมอก ควัน และบางสิ่งบางอย่างก็เข้าปกคลุมพื้นที่อย่างฉับพลัน ก่อนที่เธอจะเห็นมวลน้ำและเศษซากจำนวนมหาศาลพุ่งเข้ามา

รถหลายคันถูกกระแสน้ำกวาดหายไปหรือถูกโคลนฝัง ขณะที่ผู้โดยสารบนรถต้องพยายามปีนออกทางฝั่งคนขับ ก่อนพากันหนีขึ้นไปบนเนินเขาเพื่อเอาชีวิตรอด

เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงเดินหน้าค้นหาผู้สูญหาย ท่ามกลางความกังวลว่าอาจเกิดน้ำท่วมและดินถล่มระลอกใหม่ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยและช่วยเหลือผู้ที่ยังติดอยู่.

ที่มา: channelnewsasia

ทรัมป์เผยสหรัฐฯ บรรลุดีลคุมแหล่งน้ำมันเวเนซุเอลา 6.5 หมื่นล้านบาร์เรล

ทรัมป์เผยสหรัฐฯ บรรลุดีลคุมแหล่งน้ำมันเวเนซุเอลา 6.5 หมื่นล้านบาร์เรล

29 ส.ค. 2569 08:45 น.

ทรัมป์เผยสหรัฐฯ บรรลุดีลคุมแหล่งน้ำมันเวเนซุเอลา 6.5 หมื่นล้านบาร์เรล

“โดนัลด์ ทรัมป์” เผยสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงกับเวเนซุเอลา เข้าควบคุมปริมาณน้ำมันสำรองพิสูจน์แล้วกว่า 6.5 หมื่นล้านบาร์เรล อ้างช่วยเพิ่มน้ำมัน-ลดราคาเชื้อเพลิงในสหรัฐฯ

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงครั้งสำคัญกับเวเนซุเอลา เพื่อให้สหรัฐฯ เข้าควบคุมปริมาณน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วของเวเนซุเอลามากกว่า 65,000 ล้านบาร์เรล โดยระบุว่าเป็นการบรรลุข้อตกลงน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ข้อตกลงนี้จะทำให้ปริมาณน้ำมันสำรองของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า เพิ่มปริมาณน้ำมันในตลาด และช่วยลดราคาน้ำมันเบนซินสำหรับชาวอเมริกันในระยะยาว โดยยืนยันว่าข้อตกลงนี้จะไม่มีค่าใช้จ่ายต่อผู้เสียภาษีชาวอเมริกัน

ตามข้อมูลจากทรัมป์ ข้อตกลงนี้วเกิดขึ้นภายใต้การเจรจาระหว่างนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และ นายพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหม ร่วมกับ นายเดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลา ผ่านความร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชน

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างของข้อตกลง เงื่อนไขที่สหรัฐฯ จะได้รับ หรือบทบาทของบริษัทเอกชนที่เข้าร่วมความร่วมมือ

ทั้งนี้ เวเนซุเอลามีน้ำมันสำรองที่สำรวจแล้วมากที่สุดในโลก ประมาณ 303,000 ล้านบาร์เรล แต่การผลิตน้ำมันของประเทศลดลงอย่างมากจากระดับสูงสุดในช่วงปลายทศวรรษ 1990 เนื่องจากอุตสาหกรรมน้ำมันประสบปัญหาการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานที่เสื่อมโทรม.

ที่มา AP

กรุงโรม ของอิตาลี เผชิญคลื่นความร้อนระลอกที่ 5 อุณหภูมิแตะ 39 องศาฯ ทางการเตือนภัยระดับสูงสุด

กรุงโรม ของอิตาลี เผชิญคลื่นความร้อนระลอกที่ 5 อุณหภูมิแตะ 39 องศาฯ ทางการเตือนภัยระดับสูงสุด

29 ส.ค. 2569 06:07 น.

กรุงโรม ของอิตาลี เผชิญคลื่นความร้อนระลอกที่ 5 อุณหภูมิแตะ 39 องศาฯ ทางการเตือนภัยระดับสูงสุด

กรุงโรมของอิตาลีเผชิญคลื่นความร้อนครั้งใหญ่เป็นระลอกที่ 5 ของฤดูร้อน อุณหภูมิพุ่ง 39 องศาฯ กระทรวงสาธารณสุขประกาศเตือนภัยระดับสูงสุด

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 กรุงโรม เมืองหลวงของอิตาลี กลับมาเผชิญสภาพอากาศร้อนจัดอีกครั้ง หลังคลื่นความร้อนระลอกใหม่แผ่ปกคลุมเมืองในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากต้องหลบแดดและหาวิธีคลายร้อน ขณะที่ทางการประกาศเตือนภัยระดับสูงสุด

โดยบรรยากาศบริเวณด้านหน้าสนามกีฬาโคลอสเซียมยังคงเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่ต่อแถวยาวเพื่อใช้น้ำจากจุดบริการสาธารณะ หลายคนถือร่มและพัดลมแบบพกพา พร้อมพยายามหาพื้นที่ร่มเพื่อหลีกเลี่ยงแสงแดดและความร้อน

กระทรวงสาธารณสุขอิตาลีประกาศให้กรุงโรมอยู่ในระดับ “แจ้งเตือนสีแดง” เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับเตือนภัยสูงสุด หมายความว่าสภาพอากาศร้อนจัดในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้มีปัญหาสุขภาพ ขณะที่ ข้อมูลจากหน่วยงานพยากรณ์อากาศของกองทัพอากาศอิตาลีระบุว่า กรุงโรมมีอุณหภูมิสูงถึง 39 องศาเซลเซียส  

ทั้งนี้ คลื่นความร้อนช่วงปลายเดือนสิงหาคมครั้งนี้นับเป็นคลื่นความร้อนครั้งใหญ่ระลอกที่ 5 ที่พัดถล่มกรุงโรมในช่วงฤดูร้อนปีนี้ ขณะที่หลายพื้นที่ทางตอนใต้ของอิตาลีก็เผชิญกระแสลมร้อนจากทางใต้ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ส่งผลให้อุณหภูมิในเกาะซาร์ดิเนีย แคว้นปุลยา และแคว้นคาลาเบรีย พุ่งแตะ 40 องศาเซลเซียส .

ที่มา AFP

สหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มอิหร่านครบ 6 เดือน สงครามยังไร้ทางออก ช่องแคบฮอร์มุซปิดตาย

สหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มอิหร่านครบ 6 เดือน สงครามยังไร้ทางออก ช่องแคบฮอร์มุซปิดตาย

29 ส.ค. 2569 05:04 น.

สหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มอิหร่านครบ 6 เดือน สงครามยังไร้ทางออก ช่องแคบฮอร์มุซปิดตาย

ครบรอบ 6 เดือนสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ขณะที่อิหร่านยืนกรานถูกบีบให้เข้าสู่สงคราม ด้านข้อตกลงหยุดยิงล่ม สหรัฐฯ เดินหน้าคว่ำบาตรเพิ่ม

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เป็นวันครบรอบ 6 เดือนนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน แต่จนถึงตอนนี้สถานการณ์ยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย โดยรัฐบาลอิหร่านยังคงมีท่าทีแข็งกร้าว พร้อมยืนยันว่าประเทศถูกบังคับให้เข้าสู่สงคราม

โดยนายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน กล่าวา สหรัฐฯ ควรดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจระหว่างสองประเทศ ซึ่งมีเป้าหมายยุติการสู้รบ พร้อมระบุว่าปัญหาควรได้รับการแก้ไขผ่านการเจรจา แทนที่จะให้ประเทศต่างๆ หันไปใช้สงครามและแสดงเขี้ยวเล็บใส่กัน ขณะที่บันทึกความเข้าใจที่ลงนามเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงและเปิด ช่องแคบฮอร์มุซ กลับมาใช้งานอีกครั้ง แต่ข้อตกลงแทบไม่มีผลในทางปฏิบัติ หลังสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงโจมตีตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง

จนถึงขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณว่าการเดินเรือสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเป็นปกติ แม้ก่อนเกิดสงครามเรือสินค้าสามารถใช้เส้นทางน้ำระหว่างประเทศแห่งนี้ได้อย่างเสรี ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลกและเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย.

ที่มา BBC

ศาลจีนตัดสินประหารชีวิตอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงจีน รับสินบนกว่า 3.7 พันล้านบาท

ศาลจีนตัดสินประหารชีวิตอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงจีน รับสินบนกว่า 3.7 พันล้านบาท

28 ส.ค. 2569 23:53 น.

ศาลจีนตัดสินประหารชีวิตอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงจีน รับสินบนกว่า 3.7 พันล้านบาท

เจียง เฉาหลียง อดีตกรรมการประจำคณะกรรมการประจำสภาประชาชนแห่งชาติจีน ถูกศาลจีนตัดสินประหารชีวิต แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี หลังรับสินบนกว่า 746 ล้านหยวน หรือราว 3.7 พันล้านบาท

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวพีเพิลส์เดลีของจีนรายงานว่า เจียง เฉาหลียง อดีตกรรมการประจำคณะกรรมการประจำสภาประชาชนแห่งชาติ ชุดที่ 14 ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติสูงสุดของจีน ถูกศาลประชาชนชั้นกลางเมืองหนานจิง มณฑลเจียงซู ทางตะวันออกของจีน พิพากษาประหารชีวิต แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี ในคดีรับสินบน

ศาลระบุว่า นายเจียงรับสินบนรวมกว่า 746 ล้านหยวน หรือประมาณ 3,700 ล้านบาท จากการใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์แก่บริษัทและบุคคลหลายราย โดยหลังพ้นระยะเวลารอลงอาญา 2 ปี โทษประหารชีวิตจะเปลี่ยนเป็น จำคุกตลอดชีวิต และไม่มีสิทธิได้รับการลดโทษหรือพักการลงโทษอีก

นอกจากนี้ เงินและทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบ รวมถึงผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สินเหล่านั้นและถูกยึดไว้แล้ว จะถูกส่งเข้าคลังของชาติตามกฎหมาย ส่วนทรัพย์สินที่ยังเรียกคืนไม่ได้ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการติดตามเรียกคืนต่อไป

ทั้งนี้ จากคำพิพากษาระบุว่า ระหว่างปี 2538-2568 นายเจียงอาศัยตำแหน่งในสถาบันการเงินขนาดใหญ่หลายแห่ง รวมถึงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของมณฑล เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่บริษัทและบุคคลต่างๆ ในหลายด้าน ทั้งการดำเนินธุรกิจ การอนุมัติสินเชื่อ การรับเหมาดำเนินโครงการ และการเลื่อนตำแหน่งบุคลากร

ที่มา Global Times

กษัตริย์โอโยแห่งยูกันดา อดีตราชาที่อายุน้อยที่สุดในโลก สิ้นพระชนม์ในวัย 34 ปี

กษัตริย์โอโยแห่งยูกันดา อดีตราชาที่อายุน้อยที่สุดในโลก สิ้นพระชนม์ในวัย 34 ปี

28 ส.ค. 2569 23:10 น.

กษัตริย์โอโยแห่งยูกันดา อดีตราชาที่อายุน้อยที่สุดในโลก สิ้นพระชนม์ในวัย 34 ปี

กษัตริย์โอโย นยิมบา แห่งโตโร ราชอาณาจักรดั้งเดิมทางตะวันตกของยูกันดา ซึ่งขึ้นครองราชย์ตั้งแต่อายุเพียง 3 พรรษา และเคยเป็นกษัตริย์ผู้ครองราชย์ที่อายุน้อยที่สุดในโลก สิ้นพระชนม์ในวัย 34 ปี

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กษัตริย์โอโย นยิมบา คาบัมบา อิกูรู รูกิดีที่ 4  กษัตริย์แห่งโตโร ราชอาณาจักรดั้งเดิมทางตะวันตกของยูกันดา สิ้นพระชนม์ในวัย 34 ปี โดยนายคาลวิน อาร์มสตรอง รโวมีเร อาคีกี นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรโตโร ประกาศข่าวการสิ้นพระชนม์เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

นายอาคีกีระบุว่า กษัตริย์โอโยสิ้นพระชนม์เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น แต่ไม่ได้เปิดเผยสาเหตุการสิ้นพระชนม์ พร้อมกันนี้ระบุว่า การสิ้นพระชนม์ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ พร้อมยืนยันว่า แม้พระองค์ยังไม่ได้ทรงอภิเษกสมรส แต่ทรงมีทายาทแล้ว ทำให้เกิดความต่อเนื่องของการสืบราชบัลลังก์

กษัตริย์โอโยเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2538 ขณะมีพระชนมายุเพียง 3 พรรษา หลังกษัตริย์รูคิราบาซาอิยา แพทริก เดวิด แมทธิว คาบอยโย โอลิมีที่ 3 พระราชบิดา สิ้นพระชนม์ ทำให้พระองค์ได้รับการบันทึกว่าเป็นกษัตริย์ผู้ครองราชย์ที่อายุน้อยที่สุดในโลกในขณะนั้น

ทั้งนี้ ยูกันดาปกครองในระบอบสาธารณรัฐ โดยมีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งเป็นประมุขของประเทศ แต่ยังมีราชอาณาจักรดั้งเดิมหลายแห่งที่ดำรงอยู่มาตั้งแต่ก่อนยุคอาณานิคม แม้สถาบันกษัตริย์จะไม่มีอำนาจทางการเมืองอย่างเป็นทางการมากนัก แต่ยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อวัฒนธรรมและสังคม.

ที่มา CNN

จีนเตือนภารกิจกู้ภัยโศกนาฏกรรมเนปาลเข้าสู่ช่วงเวลา “วิกฤติ” ขณะที่ยอดตายพุ่ง 547 ศพ

จีนเตือนภารกิจกู้ภัยโศกนาฏกรรมเนปาลเข้าสู่ช่วงเวลา “วิกฤติ” ขณะที่ยอดตายพุ่ง 547 ศพ

28 ส.ค. 2569 21:51 น.

จีนเตือนภารกิจกู้ภัยโศกนาฏกรรมเนปาลเข้าสู่ช่วงเวลา “วิกฤติ” ขณะที่ยอดตายพุ่ง 547 ศพ

เจ้าหน้าที่จีนเตือนภารกิจค้นหาและกู้ภัยหลังมวลน้ำไหลหลากในเนปาลเข้าสู่ช่วงวิกฤติ หลังทะเลสาบที่เกิดจากดินถล่มเสี่ยงล้นตลิ่ง ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 547 ศพ

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 สถานการณ์มวลน้ำไหลหลากและดินถล่มครั้งใหญ่บริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตยังคงน่าเป็นห่วง หลังเกิดมวลน้ำและดินโคลนไหลหลากอย่างฉับพลันเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในเนปาลเพิ่มเป็นอย่างน้อย 547 ศพ และมีผู้สูญหายจำนวนมาก ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยท่ามกลางความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมระลอกใหม่

เจ้าหน้าที่จีนระบุว่า ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยได้เข้าสู่ “ช่วงวิกฤติ” เนื่องจากทะเลสาบที่เกิดขึ้นจากดินถล่มบริเวณชายแดนมีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นและเสี่ยงล้นตลิ่ง หากน้ำทะลักลงพื้นที่ด้านล่างอาจทำให้เกิดน้ำท่วมครั้งใหม่และเป็นอันตรายต่อประชาชนรวมถึงทีมกู้ภัย

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่เนปาลเปิดเผยว่า สามารถช่วยเหลือชาวต่างชาติได้แล้วมากกว่า 100 คน แต่ยังมีชาวต่างชาติสูญหายจำนวนมาก โดยตัวเลขล่าสุดระบุว่า ชาวต่างชาติสูญหายเพิ่มเป็น 575 คน จาก 36 ประเทศ ในจำนวนนี้ ได้แก่ ชาวอินเดีย 183 คน ชาวสหรัฐฯ 65 คน ชาวยูเครน 62 คน และชาวอังกฤษ 33 คน นอกจากนี้ยังมีชาวเนปาลสูญหายอีก 149 คน

ขณะที่ตัวเลขผู้สูญหายมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบและปรับปรุงรายชื่อผู้สูญหายจากหลายหน่วยงาน ขณะที่การเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยเป็นไปอย่างยากลำบากจากถนนและสะพานที่ได้รับความเสียหาย ด้านสถานการณ์ฝั่งทิเบตของจีน สื่อทางการจีนรายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 5 ศพ และสูญหายมากกว่า 558 คน แต่ยังไม่ชัดเจนว่าตัวเลขผู้สูญหายบางส่วนอาจซ้ำกับรายชื่อที่เจ้าหน้าที่เนปาลรายงานหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายและอพยพผู้ประสบภัยออกจากพื้นที่เสี่ยง ขณะที่ต้องจับตาระดับน้ำในทะเลสาบที่เกิดจากดินถล่มอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเกรงว่าอาจเกิดน้ำทะลักลงสู่พื้นที่ชุมชนและทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงอีก.

ที่มา BBC

‘อนุทิน’ แชร์โพสต์ สรุปเหตุ ‘ไอติม’ แพ้น็อก ‘นภินทร’ กลาง ‘กรรมกรข่าว’

29 สิงหาคม 2569 เวลา 11:24 น.

นายก

วันนี้ 29 สิงหาคม 2569 กลายเป็นกระแสฮืฮฮาบนโลกโซเชียล เมื่อ นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย แชร์โพสต์ของ ธารินี วรินทรากุล นักวิชาการอิสระ ที่ออกมา สรุปสั้น ๆ ว่า เหตุใด นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือที่รู้จักกันในชื่อของ ไอติม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน จึงแพ้น็อก นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กลางรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ

ซึ่งข้อความดังกล่าวมาจากเพจของ ธารินี วรินทรากุล ระบุว่า “ดิฉันสรุปให้สั้น ๆ ว่า เหตุใด “ไอติม” จึงแพ้น็อก “นภินทร” กลางรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะรัฐมนตรีพูดเก่งกว่าหรือใช้อารมณ์เสียงดังกว่าค่ะ แต่เป็นเพราะตลอดการสนทนา ฝ่ายหนึ่งตอบด้วยข้อเท็จจริง พยานบุคคล และเอกสารอ้างอิง ขณะที่อีกฝ่ายมีเพียงคำว่า

“มีคนบอกมา”

“ผมตั้งข้อสังเกต”

“ผมไม่ได้กล่าวหา”

และ “นี่คือข้อมูลเท่าที่ผมมี”

อนุทิน

พูดง่าย ๆ คือ ตอนตั้งข้อกล่าวหามาเต็มร้อย แต่พอถูกถามหาหลักฐาน ความมั่นใจกลับเหลือไม่ถึงครึ่งค่ะ


เริ่มจากการกล่าวหารัฐมนตรีว่า “ไร้จิตสำนึก” เพราะไม่เข้าสภาไปตอบกระทู้ ทั้งที่รัฐมนตรีชี้แจงว่า วันดังกล่าวมีนัดหมายล่วงหน้าตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ต้องประชุมแก้ไขปัญหาน้ำท่วม 5 จังหวัดร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าหน้าที่ประมาณ 50 คน

เมื่อถูกถามกลับตรง ๆ ว่า การไปจัดการความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม ทำให้ตนเป็นคนไร้จิตสำนึกอย่างนั้นหรือ สิ่งที่ควรเกิดขึ้นอย่างน้อยที่สุดคือการยอมรับว่า คำพูดก่อนหน้านี้อาจรุนแรงเกินไป
แต่ไอติมไม่ขอโทษค่ะ


กลับยืนยันเพียงว่า รัฐมนตรีต้องมาสภาเพราะเป็นหน้าที่

ดิฉันจึงอยากถามว่า แล้วการแก้ปัญหาน้ำท่วมให้ประชาชนไม่ใช่หน้าที่ของรัฐมนตรีหรือคะ? หรือในความเข้าใจของฝ่ายค้าน หน้าที่ของรัฐมนตรีมีเพียงการมานั่งเป็นฉากให้ตนเองอภิปรายและตัดคลิปลงโซเชียลเท่านั้น?

จากนั้นเข้าสู่ประเด็นพยาน A ซึ่งไอติมอ้างว่าไปขอให้รัฐมนตรีช่วยเหลือเรื่องการเลือกสมาชิกวุฒิสภา รัฐมนตรีไม่ได้ปฏิเสธว่าบุคคลดังกล่าวเคยเข้ามาพบ แต่ชี้แจงว่าเมื่อทราบว่ามาขอความช่วยเหลือเรื่องใด ก็ให้ออกจากห้องและไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ พร้อมระบุว่ามีข้าราชการระดับ C8 และ C9 อยู่ในเหตุการณ์ รวมถึงมีหนังสือราชการเกี่ยวกับการประชุมเรื่องไก่งวงรองรับที่มาของการนัดหมาย

นี่คือคำชี้แจงที่มีทั้งชื่อพยานแวดล้อมและเอกสารซึ่งสามารถตรวจสอบต่อได้


แล้วฝั่งไอติมมีอะไรคะ?


คำตอบคือ ไม่มีเอกสาร และอาศัยเพียงคำบอกเล่าของบุคคล A ก่อนนำมาตีความต่อว่า “จึงทำให้เชื่อได้ว่า…”


การตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านค่ะ แต่การนำคำกล่าวหาของบุคคลหนึ่งมาขยายผล แล้วใช้ถ้อยคำชวนให้สังคมเชื่อไปแล้วว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิด ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน ไม่ได้เรียกว่า “ตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์”


มันคือการตั้งธงก่อนหาหลักฐานค่ะ


ประเด็นถัดมา ไอติมตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดผู้ถูกกล่าวหา 9 คนจึงใช้คำชี้แจงคล้ายกัน และเหตุใดจึงใช้ทีมกฎหมายเดียวกัน


คำถามคือ แล้วมันผิดกฎหมายข้อไหนคะ?


ผู้ถูกกล่าวหาจะจ้างทนายคนเดียวกัน จ้างเป็นกลุ่ม หรือแยกกันจ้าง เป็นสิทธิในการต่อสู้คดีของแต่ละคน การใช้ทีมกฎหมายเดียวกันไม่ได้พิสูจน์ว่ารัฐมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้อง และไม่ได้แปลว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นความจริง


ถ้าจะโยงให้ถึงรัฐมนตรี อย่างน้อยก็ควรมีหลักฐานแสดงว่าใครเป็นผู้ว่าจ้าง ใครเป็นผู้จ่ายเงิน หรือใครเป็นผู้สั่งการ ไม่ใช่เพียงเห็นเอกสารคล้ายกันแล้วค่อยวาดเส้นประโยงไปหาคนที่ตนเองอยากกล่าวหา
ยิ่งคำถามเรื่องมีผู้สมัคร สว. เดินทางเข้ากระทรวงพาณิชย์หลายคน ยิ่งสะท้อนวิธีคิดแบบ “ขอให้สงสัยไว้ก่อน”


รัฐมนตรีตอบชัดว่า ในแต่ละวันมีคนเข้าออกกระทรวงประมาณ 4,000–5,000 คน แล้วรัฐมนตรีต้องทราบหรือคะว่าใครเข้ามาพบหน่วยงานใด มาทำธุระเรื่องอะไร และมีสถานะเป็นผู้สมัคร สว. หรือไม่?


เมื่อถูกถามว่าทำไมจึงพยายามโยงทุกอย่างมาหาตน ไอติมกลับตอบว่า “ไม่ได้โยง แค่พูดเฉย ๆ”


นี่แหละค่ะ เทคนิคการเมืองแบบคุ้นตา


ตั้งข้อกล่าวหาบนเวทีใหญ่ ปล่อยให้สังคมเชื่อมโยงและพิพากษา แต่พอเจ้าตัวถามหาหลักฐาน ก็ถอยกลับมาบอกว่าไม่ได้กล่าวหา เพียงแต่ตั้งข้อสังเกตเท่านั้น


กล่าวหาเอง จุดไฟเอง แล้วถอยไปยืนดูคนอื่นเผาแทน อย่างนี้สะดวกดีนะคะ


ช่วงที่น่าฟังที่สุดคือเมื่อรัฐมนตรีถามกลับว่า เหตุใดไอติมจึงเลือกนำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียว ทั้งที่เรื่องนี้มีทั้งข้อกล่าวหาและคำชี้แจง เหตุใดจึงไม่วางข้อมูลทั้งสองด้านให้ประชาชนพิจารณาอย่างเที่ยงธรรม


คำตอบของไอติมคือ ตนไม่ได้เสนอข้อมูลข้างเดียว แต่เสนอ “เฉพาะข้อมูลที่ตนมี”


ดิฉันฟังแล้วแทบอยากถามกลับว่า หากข้อมูลที่มีเป็นเพียงข้อกล่าวหา ไม่มีเอกสารยืนยัน และยังไม่ฟังคำชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหาให้ครบ แล้วรีบนำออกมาชี้นำสังคม ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ข้อมูลมีน้อยอย่างเดียวนะคะ
แต่อยู่ที่รู้น้อย แล้วยังรีบกล่าวหาแรงเกินหลักฐานด้วยค่ะ


ท้ายที่สุด รายการนี้จึงไม่ได้ทำให้สังคมเห็นหลักฐานใหม่ที่มัดตัวรัฐมนตรี แต่กลับทำให้เห็นข้อจำกัดของการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วย “ข้อสงสัย” มากกว่า “ข้อพิสูจน์”


ถามได้ค่ะ ตรวจสอบได้ และควรตรวจสอบอย่างถึงที่สุดด้วย แต่ถ้าจะกล่าวหาผู้อื่นว่าไร้จิตสำนึกหรือพยายามโยงให้เกี่ยวข้องกับคดีร้ายแรง ผู้พูดก็ต้องรับผิดชอบต่อมาตรฐานหลักฐานของตนเองเช่นกัน
เพราะการเรียนมาดี พูดคล่อง และเรียบเรียงประโยคสวย ไม่ได้ทำให้ข้อสันนิษฐานกลายเป็นข้อเท็จจริงค่ะ


และคำว่า “ผมไม่ได้โยง แค่พูดเฉย ๆ” ก็ไม่ใช่ยางลบวิเศษที่จะลบผลกระทบจากคำกล่าวหาที่ปล่อยออกไปแล้วได้


ครั้งนี้ไอติมไม่ได้แพ้เพราะถูกใครปิดปาก แต่แพ้เพราะเมื่อเปิดพื้นที่ให้พูดจนเต็มที่แล้ว สิ่งที่นำมาแลกกับคำชี้แจง กลับมีเพียงคำบอกเล่า การคาดเดา และข้อสงสัยที่เจ้าตัวยังไม่มีหลักฐานรองรับอย่างชัดเจน


สรุปตรง ๆ นะคะ


ตั้งใจจะขึ้นเวทีไปชำแหละรัฐมนตรี แต่พอถูกถามกลับทีละข้อ กลับกลายเป็นชำแหละมาตรฐานการตรวจสอบของตัวเองให้คนทั้งประเทศดูเสียอย่างนั้น
ใครยังคิดว่าดิฉันสรุปแรงเกินไป ลองฟังบทสนทนาเต็มแล้วตัดสินด้วยตัวเองได้ค่ะ เพราะครั้งนี้ไม่ต้องมีใครทำคลิปตัดต่อเพื่อช่วยรัฐมนตรีเลย


คำตอบของไอติมแต่ละช่วง ทำหน้าที่นั้นให้เรียบร้อยหมดแล้วค่ะ


รับชมรายการต้นทาง : กรรมกรข่าว คุยนอกจอ⁠
ข้อกล่าวหาที่อภิปรายในสภาก่อนหน้า : ข่าวการตั้งกระทู้ของพริษฐ์”

อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Anake Chongsathien, เฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul

ดรามาการเมืองธารินี วรินทรากุลนภินทร ศรีสรรพางค์พริษฐ์ วัชรสินธุอนุทิน ชาญวีรกูล