“คาเธ่ย์ แปซิฟิค” ขึ้นค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงเกือบเท่าตัว เซ่นพิษสงครามอิหร่านทำราคาน้ำมันพุ่ง

"คาเธ่ย์ แปซิฟิค" ขึ้นค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงเกือบเท่าตัว เซ่นพิษสงครามอิหร่านทำราคาน้ำมันพุ่ง

12 มี.ค. 2569 17:33 น.

“คาเธ่ย์ แปซิฟิค” ขึ้นค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงเกือบเท่าตัว เซ่นพิษสงครามอิหร่านทำราคาน้ำมันพุ่ง

สายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค เตรียมปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงเกือบเท่าตัวในทุกเส้นทางบิน หลังวิกฤตสงครามในอิหร่านทำราคาน้ำมันเครื่องบินพุ่งสูง กระทบสายการบินทั่วโลกจ่อเพิ่มราคาตั๋วโดยสาร

สื่อต่างประเทศรายงานว่า สายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค (Cathay Pacific Airways) ซึ่งเป็นสายการบินประจำชาติของฮ่องกง ออกแถลงการณ์ในวันนี้ (12 มี.ค.) โดยประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง (Fuel Surcharge) ในเกือบทุกเส้นทางบิน โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคมนี้ เป็นต้นไป หลังจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานพุ่งสูงขึ้นเกือบเท่าตัว เนื่องจากสถานการณ์สงครามในอิหร่านที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยเผยว่าการปรับเปลี่ยนนี้เป็นไปตามกลไกการคำนวณราคาที่กำหนดไว้ โดยมีรายละเอียดการปรับขึ้น ดังนี้

    • เส้นทางระยะสั้น: ปรับเพิ่มเป็น 290 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 1,180 บาท) จากเดิม 142 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 578 บาท)
    • เส้นทางระยะกลาง: ปรับเพิ่มเป็น 541 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 2,200 บาท) จากเดิม 264 ดอลลาร์ฮ่อง (ประมาณ 1,070 บาท)
    • เส้นทางระยะไกล: ปรับเพิ่มขึ้นกว่าหนึ่งเท่าตัว เป็น 1,164 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 4,700 บาท) จากเดิม 569 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 2,300 บาท)

ทั้งนี้ทางสายการบินระบุว่ามีการทบทวนค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงเป็นประจำทุกเดือนอยู่แล้วเพื่อให้มีความสอดคล้องกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานในตลาดโลก

วิกฤตจากสงครามในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้ราคาสินค้าด้านพลังงานของโลก ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะหลังจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ขู่ว่าจะมีการปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทำให้ราคาน้ำมันเครื่องบินเฉลี่ยทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยดัชนีพลาตส์ (Platts) รายงานว่าราคาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (9 มี.ค.) พุ่งแตะ 173.91 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 5,500 บาท

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังส่งผลกระทบไปยังสายการบินอื่นทั่วโลก โดยสายการบินฮ่องกง แอร์ไลน์ (Hong Kong Airlines) ประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันสูงสุดถึง 35.2% ตั้งแต่วันนี้ (12 มี.ค.) เป็นต้นไป 

รวมไปถึงสายการบินแควนตัส (Qantas Airways) ของออสเตรเลีย และแอร์นิวซีแลนด์ (Air New Zealand) ที่ต่างเตรียมปรับขึ้นราคาค่าโดยสารในเส้นทางบินระหว่างประเทศภายในสัปดาห์นี้เช่นกัน ในขณะที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่ามีความจำเป็นต้องปรับขึ้นค่าโดยสารราว 10% ถึง 15% 

ส่วนสายการบินเวียดนาม แอร์ไลน์ (Vietnam Airlines) ได้ทำเรื่องร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลเพื่อขอยกเว้นภาษีสิ่งแวดล้อมสำหรับน้ำมันเครื่องบินเพื่อลดภาระต้นทุนค่าเชื้อเพลิงแล้ว

อย่างไรก็ตามสายการบินบางแห่งในยุโรปยังสามารถรับมือกับวิกฤตนี้ได้ในระยะสั้น เนื่องจากมีการทำสัญญาซื้อน้ำมันล่วงหน้าในราคาคงที่ (Hedging) เอาไว้แล้ว โดยสายการบินลุฟท์ฮันซ่า (Lufthansa) ของเยอรมนีเผยว่าได้สำรองน้ำมันไว้ถึง 80% ของความต้องการใช้ตลอดทั้งปี ขณะที่แอร์ฟรานซ์-เคแอลเอ็ม (Air France-KLM) สามารถตกลงราคาคงที่ไว้ได้ 70% สำหรับสองไตรมาสแรก และ 60% สำหรับไตรมาสถัดไป เช่นเดียวกับสายการบินราคาประหยัดอย่างไรอันแอร์ (Ryanair) ของไอร์แลนด์ก็มีการสำรองน้ำมันไว้ในสัดส่วนที่สูงเช่นกัน

ในทางกลับกัน สายการบินเอสเอเอส (SAS) ซึ่งเป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในสแกนดิเนเวีย กลับต้องประกาศปรับขึ้นราคาค่าโดยสารชั่วคราวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากราคาต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน.

ที่มา: CNA

IEA ชี้สงครามตะวันออกกลางทำน้ำมันขาดแคลนครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์

IEA ชี้สงครามตะวันออกกลางทำน้ำมันขาดแคลนครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์

12 มี.ค. 2569 17:23 น.

IEA ชี้สงครามตะวันออกกลางทำน้ำมันขาดแคลนครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์

สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ระบุว่าสงครามในตะวันออกกลางกำลังก่อให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้น ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันโลกอาจหายไปถึง 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ประเทศสมาชิกเตรียมปล่อยน้ำมันสำรองครั้งใหญ่เพื่อพยุงตลาด

สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ออกแถลงการณ์ระบุว่าสถานการณ์สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังสร้างความปั่นป่วนต่อระบบการจัดส่งน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก พร้อมประกาศมาตรการฉุกเฉินระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ครั้งมโหฬารเพื่อรับมือกับภาวะขาดแคลนและราคาที่พุ่งสูงขึ้น

รายงานตลาดน้ำมันรายเดือนฉบับล่าสุดของ IEA คาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำมันดิบในตลาดโลกจะลดลงถึง 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ภายในเดือนมีนาคมนี้ สาเหตุหลักมาจากการปิดเส้นทางเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญริมชายฝั่งอิหร่าน นับตั้งแต่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย ได้แก่ อิรัก, กาตาร์, คูเวต, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย ต่างปรับลดกำลังการผลิตลงรวมกันอย่างน้อย 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นเกือบ 10% ของความต้องการใช้พลังงานทั่วโลก อันเป็นผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งที่ขยายตัว

IEA ย้ำว่า หากเส้นทางเดินเรือไม่สามารถกลับมาใช้งานได้ในเร็ววัน ความสูญเสียในภาคการผลิตจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น “การผลิตที่ถูกสั่งระงับไปนั้นอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ หรือในบางกรณีอาจนานเป็นเดือน กว่าจะกลับเข้าสู่ระดับก่อนเกิดวิกฤตได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของแต่ละแหล่งขุดเจาะ รวมถึงระยะเวลาในการส่งคนงาน เครื่องมือ และทรัพยากรกลับเข้าสู่พื้นที่”

เพื่อตอบโต้สภาวะราคาน้ำมันดิบโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (11 มี.ค.) สมาชิก IEA ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ เป็นจำนวนสูงถึง 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยสหรัฐอเมริกาจะเป็นผู้สนับสนุนน้ำมันสำรองในสัดส่วนที่มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงปรับตัวสูงขึ้นในวันพฤหัสบดี (12 มี.ค.) เนื่องจากอิหร่านได้ยกระดับการโจมตีโรงกลั่นและโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งน้ำมันทั่วตะวันออกกลาง สร้างความกังวลว่าความขัดแย้งอาจยืดเยื้อและส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นอัมพาตต่อไป.

แบงก์ชาติอังกฤษเตรียมใช้ภาพ “สัตว์ป่า” แทนรูปบุคคลสำคัญ บนธนบัตรรุ่นใหม่

แบงก์ชาติอังกฤษเตรียมใช้ภาพ "สัตว์ป่า" แทนรูปบุคคลสำคัญ บนธนบัตรรุ่นใหม่

12 มี.ค. 2569 14:59 น.

แบงก์ชาติอังกฤษเตรียมใช้ภาพ “สัตว์ป่า” แทนรูปบุคคลสำคัญ บนธนบัตรรุ่นใหม่

ธนาคารกลางอังกฤษประกาศแผนการออกธนบัตรชุดใหม่ โดยจะเปลี่ยนจากภาพบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น วิลเลียม เชกสเปียร์ และวินสตัน เชอร์ชิลล์ มาเป็นภาพสัตว์ป่าและธรรมชาติของสหราชอาณาจักร พร้อมเปิดให้ประชาชนร่วมเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับชนิดของสัตว์ที่จะปรากฏบนธนบัตรรุ่นใหม่

ธนาคารกลางอังกฤษเปิดเผยแผนการจัดทำธนบัตรรุ่นใหม่ที่จะนำภาพสัตว์ป่าและพรรณพืชพื้นเมืองของสหราชอาณาจักรมาใช้แทนที่ภาพบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของธนบัตรใบละ 5, 10, 20 และ 50 ปอนด์ที่เคยใช้ภาพบุคคลมานานกว่าครึ่งศตวรรษ

วิกตอเรีย เคลแลนด์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางอังกฤษ ที่รับผิดชอบในการลงนามบนธนบัตร ระบุว่าเหตุผลหลักในการออกธนบัตรรุ่นใหม่คือการ “เพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันการปลอมแปลง” เนื่องจากรายละเอียดของสัตว์และธรรมชาตินั้นเลียนแบบได้ยากกว่า นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เฉลิมฉลองมรดกทางธรรมชาติของประเทศ

จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนกว่า 44,000 คน พบว่าธีม “ธรรมชาติ” ได้รับความนิยมสูงสุดถึง 60% รองลงมาคือสถาปัตยกรรมและสถานที่สำคัญ (56%), บุคคลในประวัติศาสตร์ (38%), ศิลปะ วัฒนธรรม และกีฬา (30%), นวัตกรรม (23%) และเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ (19%)

ที่ผ่านมา การคัดเลือกบุคคลในประวัติศาสตร์มักเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์บ่อยครั้ง เช่นในปี 2013 ที่ไม่มีภาพผู้หญิงปรากฏบนธนบัตรเลย นอกเหนือจากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 รวมถึงการที่ยังไม่เคยมีบุคคลจากกลุ่มชาติพันธุ์ผิวสีหรือชนกลุ่มน้อยปรากฏบนธนบัตรของธนาคารกลางอังกฤษมาก่อน การเลือกใช้สัตว์ป่าจึงถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่ “ปลอดภัย” และลดความขัดแย้งทางสังคม

อย่างไรก็ตาม นาดีม เปเรรา หนึ่งในคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่าให้ความเห็นว่า “สัตว์ป่าไม่ได้แยกขาดจากวัฒนธรรมของเรา แต่มันอยู่ในตราสโมสรฟุตบอล ในตำนานพื้นบ้าน และอยู่ในความทรงจำวัยเด็ก การให้พื้นที่บนสัญลักษณ์อย่างธนบัตรจึงเป็นเรื่องที่ควรทำมานานแล้ว”

ธนาคารกลางได้แต่งตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งประกอบด้วยนักสร้างสารคดีสัตว์ป่าชื่อดังอย่าง กอร์ดอน บูแคนัน และมิรันดา เครสโตฟนิคอฟ รวมถึงนักวิชาการ เพื่อจัดทำรายชื่อสัตว์ป่า โดยในช่วงฤดูร้อนนี้จะเปิดให้ประชาชนร่วมโหวตเลือกสัตว์ป่าที่ชื่นชอบจากรายชื่อที่กำหนด โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นสัตว์ป่าพื้นเมืองของสหราชอาณาจักรเท่านั้น และ “สัตว์เลี้ยงในบ้าน” จะไม่ได้รับการพิจารณา ส่วนการออกแบบอาจมีการรวมภาพพืชพรรณและภูมิประเทศเข้าไปด้วยเพื่อให้สมบูรณ์แบบ โดยคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีก “2-3 ปี” กว่าที่ธนบัตรรุ่นใหม่จะเริ่มเข้าสู่ระบบหมุนเวียน

ทั้งนี้ ภาพพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ของกษัตริย์จะยังคงปรากฏบนด้านหน้าของธนบัตรตามเดิม เช่นเดียวกับต้นแบบความสำเร็จจากธนบัตร 5 ดอลลาร์ของเบอร์มิวดา ที่เพิ่งคว้ารางวัลธนบัตรแห่งปี ซึ่งใช้ภาพปลามาร์ลินสีน้ำเงินและโลมา ผสมผสานกับภาพของกษัตริย์ชาลส์ที่ 3 อย่างลงตัว.

ที่มา BBC

สเปนถอนทูตจากอิสราเอล ไม่ได้หนุนอิหร่าน แต่สะท้อนท่าทีต้านสงครามที่แข็งกร้าวขึ้น

สเปนถอนทูตจากอิสราเอล ไม่ได้หนุนอิหร่าน แต่สะท้อนท่าทีต้านสงครามที่แข็งกร้าวขึ้น

12 มี.ค. 2569 14:58 น.

สเปนถอนทูตจากอิสราเอล ไม่ได้หนุนอิหร่าน แต่สะท้อนท่าทีต้านสงครามที่แข็งกร้าวขึ้น

นักวิเคราะห์ชี้ ความเคลื่อนไหวรัฐบาลสเปนประกาศถอนทูตอิสราเอล ไม่ใช่การเข้าข้างอิหร่าน แต่เป็นสัญญาณการเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลนายกฯ เปโดร ซานเชซ ที่แสดงจุดยืนต่อต้านสงครามชัดขึ้น

วันที่ 12 มีนาคม 2569  รัฐบาลสเปนตัดสินใจถอนเอกอัครราชทูตประจำอิสราเอล ท่ามกลางความตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยนักวิเคราะห์มองว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าสเปนหันไปสนับสนุนอิหร่าน แต่สะท้อนท่าทีต่อต้านสงครามที่แข็งกร้าวขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศที่เริ่มก่อตัวมาหลายปีของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ที่แสดงจุดยืนต่อต้านสงครามชัดขึ้น

โดยคำสั่งถอนทูตมีการเผยแพร่ผ่านราชกิจจานุเบกษาของรัฐบาล มีเนื้อความระบุให้ยุติการดำรงตำแหน่งของอานา มาเรีย ซาโลมอน เปเรซ เอกอัครราชทูตสเปนประจำอิสราเอล ตามข้อเสนอของกระทรวงการต่างประเทศและการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากนี้สถานเอกอัครราชทูตสเปนในนครเทลอาวีฟ จะอยู่ภายใต้การบริหารงานโดยอุปทูตชั่วคราว  

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สเปนเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่วิจารณ์นโยบายของอิสราเอลอย่างเปิดเผยมากที่สุด ทั้งต่อสงครามในฉนวนกาซา ตลอดจนความขัดแย้งที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน

ก่อนหน้านี้นายกฯ เปโดร ซานเชซ ระบุว่าการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นสิ่ง “ไม่อาจยอมรับได้” พร้อมประกาศจุดยืนของรัฐบาลว่า “ไม่เอาสงคราม” อย่างไรก็ตาม ท่าทีนี้ไม่ได้หมายความว่าสเปนสนับสนุนรัฐบาลอิหร่าน เพราะที่ผ่านมานายซานเชซยังวิจารณ์การปราบปรามผู้ประท้วงภายในอิหร่านและบทบาทของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามมาโดยตลอด

ขณะที่ ที่ผ่านมารัฐบาลสเปนยังเป็นหนึ่งในประเทศยุโรปที่ วิจารณ์ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในกาซาอย่างต่อเนื่อง และในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รัฐสภาสเปนยังผ่านกฎหมาย ห้ามส่งออกอาวุธและเทคโนโลยีทางทหารให้กับอิสราเอลโดยสิ้นเชิง

มาตรการนี้รวมถึงการห้ามจำหน่ายอาวุธ อุปกรณ์ทางทหาร และเทคโนโลยีสองทาง (dual-use) เพื่อตอบโต้ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา”

นักวิเคราะห์มองว่า การถอนทูตครั้งนี้สะท้อนแนวโน้มใหม่ของนโยบายต่างประเทศสเปน ที่พยายามแสดงบทบาททางการทูตในตะวันออกกลาง พร้อมย้ำจุดยืนด้านกฎหมายระหว่างประเทศและการแก้ไขความขัดแย้งด้วยการเจรจา

นอกจากนี้ การถอนทูตจึงถูกมองว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งของการปรับท่าทีทางการทูตของสเปน ที่พยายามวางตัวเป็น เสียงวิจารณ์สงครามในยุโรป และผลักดันบเองทบาทของตนในฐานะตัวกลางทางการทูตในภูมิภาคตะวันออกกลาง.

ที่มา Euronews

อิรักสั่งหยุดส่งออกน้ำมันทันที หลังเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีในอ่าวเปอร์เซีย

อิรักสั่งหยุดส่งออกน้ำมันทันที หลังเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีในอ่าวเปอร์เซีย

12 มี.ค. 2569 14:13 น.

อิรักสั่งหยุดส่งออกน้ำมันทันที หลังเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีในอ่าวเปอร์เซีย

รัฐบาลอิรัก สั่งระงับการดำเนินงานของท่าเรือน้ำมันทั้งหมด หลังเกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำในน่านน้ำของประเทศ ส่งผลให้เกิดความเสียหายรุนแรงและทำให้สถานการณ์ความปลอดภัยทางพลังงานตึงเครียด

ฟาร์ฮาน อัล-ฟาร์ตูซี ผู้อำนวยการบริษัทท่าเรือของอิรัก เปิดเผยกับสำนักข่าวแห่งชาติอิรักเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ขณะนี้ การดำเนินงานที่ท่าเรือน้ำมันของอิรักถูกระงับทั้งหมด ขณะที่ท่าเรือพาณิชย์ทั่วไปยังคงเปิดให้บริการตามปกติ

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำถูกโจมตีในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย จนเกิดเพลิงไหม้อย่างรุนแรง โดยมีลูกเรือเสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และอีก 38 คนได้รับการช่วยเหลือ

รายงานระบุว่า การโจมตีครั้งนี้เชื่อว่าเกิดจาก โดรนทางน้ำของอิหร่าน ที่พุ่งเข้าชนเรือบรรทุกน้ำมัน

โดยนับตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา มีรายงานเหตุโจมตีเรือในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียแล้วอย่างน้อย 6 ลำ ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งน้ำมันโลก ทำให้เหตุโจมตีเรือหลายลำในช่วงเวลาสั้น ๆ ส่งผลให้ตลาดพลังงานและการค้าทางทะเลทั่วโลกจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ด้านบริษัทการตลาดน้ำมันของอิรัก State Organization for Marketing of Oil (SOMO) ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลกระทบด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจของอิรักโดยตรง เนื่องจากประเทศพึ่งพาการส่งออกน้ำมันเป็นรายได้หลักของประเทศ.

ที่มา : CNN

กต.ไทยเรียกเอกอัครราชทูตอิหร่านเข้าชี้แจง กรณีโจมตีเรือไทย

กต.ไทยเรียกเอกอัครราชทูตอิหร่านเข้าชี้แจง กรณีโจมตีเรือไทย

12 มี.ค. 2569 13:39 น.

กต.ไทยเรียกเอกอัครราชทูตอิหร่านเข้าชี้แจง กรณีโจมตีเรือไทย

กระทรวงการต่างประเทศไทยเรียกตัวเอกอัครราชทูตของอิหร่านประจำประเทศไทยเข้าพบ เพื่อชี้แจงกรณีที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความตึงเครียดและเหตุโจมตีเรือสินค้าในภูมิภาคตะวันออกกลาง

รัฐบาลไทยเรียกเอกอัครราชทูตของอิหร่าน เข้าพบเพื่อชี้แจง หลังเรือสินค้าของไทยถูกวัตถุไม่ทราบชนิดโจมตีใกล้ ช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยทางการไทยแถลงว่าขณะนี้ยังมีลูกเรือชาวไทย 3 คนสูญหาย หลังเกิดเหตุระเบิดบนเรือ

เจ้าหน้าที่เชื่อว่า ลูกเรือทั้งสามคนกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ใน ห้องเครื่องของเรือ ซึ่งเป็นจุดที่เกิดเพลิงไหม้หลังแรงระเบิด ขณะที่ลูกเรืออีก 20 คนได้รับการช่วยเหลือ หลังอพยพลงเรือชูชีพออกจากเรือได้ทัน

เรือที่ถูกโจมตีคือเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทยชื่อ “มยุรี นารี” ซึ่งเป็นหนึ่งใน 6 ลำ ที่ถูกวัตถุพุ่งชนหรือโจมตีใกล้เส้นทางเดินเรือสำคัญในช่วง 2 วันที่ผ่านมา

การเรียกทูตเข้าชี้แจงครั้งนี้มีขึ้นหลังเกิดเหตุโจมตีเรือหลายลำในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ และพื้นที่อ่าวเปอร์เซียในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา 

พื้นที่ ช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานและสินค้าทางทะเลที่สำคัญที่สุดของโลก ทำให้เหตุการณ์โจมตีเรือหลายลำในช่วงที่ผ่านมาเพิ่มความกังวลต่อความปลอดภัยของการเดินเรือในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยหลายประเทศกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด.

ที่มา : CNN

จีนผ่านกฎหมายชาติพันธุ์ใหม่ ชนกลุ่มน้อยต้องเรียน “ภาษาจีนกลาง” ตั้งแต่อนุบาล-ม.ปลาย

จีนผ่านกฎหมายชาติพันธุ์ใหม่ ชนกลุ่มน้อยต้องเรียน "ภาษาจีนกลาง" ตั้งแต่อนุบาล-ม.ปลาย

12 มี.ค. 2569 13:30 น.

จีนผ่านกฎหมายชาติพันธุ์ใหม่ ชนกลุ่มน้อยต้องเรียน “ภาษาจีนกลาง” ตั้งแต่อนุบาล-ม.ปลาย

จีนผ่านกฎหมายใหม่ว่าด้วย “ความเป็นเอกภาพทางชาติพันธุ์” ในการประชุมประจำปีของสภาประชาชนแห่งชาติจีน มุ่งเป้าสร้างอัตลักษณ์ร่วมใน 56 กลุ่มชาติพันธุ์ โดยกำหนดให้ภาษาจีนกลางเป็นภาษาหลักในการศึกษาและงานราชการ ซึ่งเด็กทุกคนต้องเรียนภาษาจีนกลางก่อนเข้าเรียนชั้นอนุบาลจนถึงจบมัธยมปลาย ขณะที่นักวิจารณ์กังวลว่ากฎหมายดังกล่าวอาจเร่งกระบวนการกลืนกลายชนกลุ่มน้อยและจำกัดการแสดงอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์

จีนผ่านกฎหมายใหม่เกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ เพื่อส่งเสริมแนวคิด “อัตลักษณ์ร่วมของชาติ” ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ภายในประเทศ โดยกฎหมายดังกล่าวได้รับการอนุมัติใน ระหว่างการประชุมปิดสมัยประชุมประจำปีของสภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) ซึ่งเป็นสภานิติบัญญัติสูงสุดของจีน

ร่างกฎหมายที่มีชื่อว่า “การส่งเสริมเอกภาพและความก้าวหน้าทางชาติพันธุ์” มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพของชาติและสนับสนุนการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของจีน ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

ปัจจุบัน จีนให้การรับรองกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเป็นทางการ 56 กลุ่ม โดยมีชาวฮั่นเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 91 ของประชากร 1,400 ล้านคน ขณะที่กลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ เช่น ทิเบต, มองโกเลีย, หุย, แมนจู และอุยกูร์ มักอาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งครอบคลุมเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศและอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ

ร่างกฎหมายฉบับนี้ระบุชัดเจนถึงการส่งเสริมการหลอมรวมผ่านนโยบายการศึกษา ที่อยู่อาศัย การย้ายถิ่น และวัฒนธรรม โดยมีประเด็นสำคัญ เช่น กำหนดให้ภาษาจีนกลางเป็นภาษาพื้นฐานในการเรียนการสอนในโรงเรียน โดยเด็กทุกคนต้องเรียนภาษาจีนกลางก่อนเข้าโรงเรียนอนุบาลจนถึงจบมัธยมปลาย ก่อนหน้านี้ นักเรียนสามารถเรียนหลักสูตรส่วนใหญ่ในภาษาแม่ของตน เช่น ภาษาทิเบต ภาษาอุยกูร์ หรือภาษามองโกล

รวมถึงการใช้ภาษาจีนกลางในหน่วยงานราชการและธุรกิจที่เป็นทางการ ในพื้นที่สาธารณะที่มีการใช้ภาษาท้องถิ่นควบคู่กับภาษาจีนกลาง กฎหมายกำหนดให้ภาษาจีนกลางต้องได้รับ “ความโดดเด่น” ทั้งในแง่ของการจัดวาง ลำดับ และการนำเสนอ

นอกจากนี้ กลุ่มศาสนา สถานศึกษาทางศาสนา และสถานที่ประกอบพิธีกรรม จะต้องปฏิบัติตามแนวทาง “การทำให้ศาสนามีลักษณะสอดคล้องกับจีน” หรือที่เรียกว่า Sinicization ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลจีนในการปรับกิจกรรมทางศาสนาให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมและระบบการเมืองของจีน

กฎหมายนี้ยังเป็นพื้นฐานทางกฎหมายในการดำเนินคดีกับพ่อแม่หรือผู้ปกครองที่อาจปลูกฝังทัศนคติที่ “เป็นอันตราย” ให้แก่เด็ก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความปรองดองทางเชื้อชาติ และเรียกร้องให้มี “สภาพแวดล้อมชุมชนที่เชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น” ซึ่งนักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าอาจส่งผลให้ย่านที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มน้อยแตกแยกได้

อัลเลน คาร์ลสัน รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศของจีน มองว่ากฎหมายฉบับนี้เน้นย้ำถึงนโยบายการหลอมรวมชาติพันธุ์ที่ชัดเจนที่สุดในยุคของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง โดยบีบให้กลุ่มที่ไม่ใช่ชาวฮั่นต้องปรับตัวเข้าหาคนส่วนใหญ่และต้องแสดงความจงรักภักดีต่อรัฐบาลจีนเหนือสิ่งอื่นใด

นอกจากนี้ กฎหมายยังครอบคลุมไปถึงบุคคลหรือองค์กรนอกประเทศจีน โดยระบุว่าหากมีการกระทำใดๆ ที่ทำลายความสามัคคีหรือยุยงให้เกิดการแบ่งแยกดินแดน จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งนักวิจารณ์กังวลว่าข้อหานี้อาจถูกนำมาใช้จัดการกับผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิทางวัฒนธรรม

ด้านบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ไชน่า เดลี ของรัฐบาลจีน ระบุว่ากฎหมายนี้ผ่านกระบวนการพิจารณาอย่างเข้มงวดและมีการหารือกับตัวแทนชนกลุ่มน้อยอย่างถี่ถ้วน โดยยืนยันว่ากฎหมายยังคงเน้นการคุ้มครองประเพณีวัฒนธรรมและวิถีชีวิต และการอ้างว่าชนกลุ่มน้อยต้องเลือกระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการรักษาวัฒนธรรมนั้นเป็นเรื่องที่ “บิดเบือนความเป็นจริง”.

ที่มา Reuters

รวบ 3 พี่น้องชาวนอร์เวย์เชื้อสายอิรัก วางระเบิดหน้าสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงออสโล

รวบ 3 พี่น้องชาวนอร์เวย์เชื้อสายอิรัก วางระเบิดหน้าสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงออสโล

12 มี.ค. 2569 12:20 น.

รวบ 3 พี่น้องชาวนอร์เวย์เชื้อสายอิรัก วางระเบิดหน้าสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงออสโล

ตำรวจนอร์เวย์จับกุม 3 พี่น้องชาวนอร์เวย์เชื้อสายอิรัก หลังเกิดเหตุระเบิดบริเวณสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงออสโลช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้แรงระเบิดทำให้เกิดความเสียหายเพียงเล็กน้อยและไม่มีผู้บาดเจ็บ แต่เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนในฐานะ “การก่อการร้าย” พร้อมตรวจสอบความเป็นไปได้ของการสั่งการจากต่างประเทศ

ตำรวจนอร์เวย์เปิดเผยว่า ได้จับกุมพี่น้องชาย 3 คนในกรุงออสโล หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับเหตุวางระเบิดบริเวณสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงออสโล เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งทางการกำลังสอบสวนในข้อหาก่อเหตุวางระเบิดในลักษณะการก่อการร้าย

คริสเตียน ฮัตโล อัยการฝ่ายตำรวจ เปิดเผยในการแถลงข่าวว่า ผู้ต้องสงสัยทั้งสามเป็นพลเมืองนอร์เวย์เชื้อสายอิรักอายุราว 20 ปี และถูกจับกุมในกรุงออสโล ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนแรงจูงใจของการก่อเหตุ เขาระบุว่าเจ้าหน้าที่กำลังพิจารณาหลายสมมติฐาน รวมถึงความเป็นไปได้ว่าการก่อเหตุครั้งนี้อาจได้รับคำสั่งจากหน่วยงานของรัฐต่างประเทศ เนื่องจากเป้าหมายคือสถานทูตสหรัฐฯ และสถานการณ์ด้านความมั่นคงของโลกในปัจจุบันยังคงตึงเครียด

เบื้องต้นตำรวจเชื่อว่า หนึ่งในผู้ต้องสงสัยเป็นผู้วางระเบิดไว้ด้านนอกสถานทูต ขณะที่อีกสองคนมีบทบาทช่วยเหลือหรือร่วมสมคบคิดในการก่อเหตุ

ด้านออยสไตน์ สตอร์วิก ทนายความของผู้ต้องสงสัยรายหนึ่ง เปิดเผยกับสถานีโทรทัศน์ TV2 ว่า ลูกความของเขายอมรับว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว และยอมรับว่าเป็นผู้วางระเบิดจริง โดยขณะนี้ได้ให้ปากคำกับตำรวจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว

แม้ผู้ต้องสงสัยทั้ง 3 จะไม่เคยอยู่ในบัญชีเฝ้าระวังของตำรวจมาก่อน แต่อัยการระบุว่าการสืบสวนยังไม่ตัดความเป็นไปได้ว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุอาจมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรม

ก่อนหน้านี้ หน่วยข่าวกรองความมั่นคงของนอร์เวย์ หรือ PST ระบุในรายงานประเมินภัยคุกคามประจำปีว่า อิหร่านเป็นหนึ่งในภัยคุกคามหลักต่อประเทศ และอาจใช้ “ตัวแทนปฏิบัติการ” หรือเครือข่ายอาชญากรรมในการก่อเหตุโจมตี อย่างไรก็ตาม เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำกรุงออสโลได้ปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดดังกล่าว โดยระบุว่าไม่ยอมรับการกล่าวหาที่พุ่งเป้ามายังอิหร่าน

เหตุระเบิดเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. ของวันอาทิตย์ (8 มี.ค.) บริเวณทางเข้าส่วนกงสุลของสถานทูตสหรัฐ ส่งผลให้เกิดความเสียหายเล็กน้อย แต่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ ต่อมาในวันจันทร์ ตำรวจได้เผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิด ซึ่งแสดงให้เห็นผู้ต้องสงสัยสวมเสื้อผ้าสีเข้ม คลุมศีรษะด้วยฮู้ด และสะพายกระเป๋าเป้

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับเหตุการณ์ดังกล่าว ยังมีการอัปโหลดวิดีโอลงบนหน้า Google Maps ของสถานทูตสหรัฐฯ โดยวิดีโอที่ถูกลบออกในภายหลัง ปรากฎภาพของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่เสียชีวิตในวันแรกของการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่าน

ตามรายงานของสถานีโทรทัศน์สาธารณะนอร์เวย์ NRK ผู้ที่โพสต์วิดีโอดังกล่าวได้เขียนข้อความเป็นภาษาเปอร์เซียว่า “พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่ เราได้รับชัยชนะแล้ว”

ขณะนี้ตำรวจนอร์เวย์ได้เปิดการสอบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิดีโอดังกล่าว เพื่อพิจารณาความเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น.


ที่มา AFP

โจมตีไม่หยุด! เรือคอนเทนเนอร์ถูกถล่มใกล้ช่องแคบฮอร์มุซอีก ลำที่ 6 ใน 48 ชั่วโมง

โจมตีไม่หยุด! เรือคอนเทนเนอร์ถูกถล่มใกล้ช่องแคบฮอร์มุซอีก ลำที่ 6 ใน 48 ชั่วโมง

12 มี.ค. 2569 11:57 น.

โจมตีไม่หยุด! เรือคอนเทนเนอร์ถูกถล่มใกล้ช่องแคบฮอร์มุซอีก ลำที่ 6 ใน 48 ชั่วโมง

เรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ถูกโจมตีใกล้ช่องแคบฮอร์มุซอีกแล้ว นับเป็นเรือลำที่ 6 ถูกโจมตีใน 2 วัน ท่ามกลางความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซีย

สถานการณ์ความปลอดภัยทางทะเลในอ่าวเปอร์เซียทวีความตึงเครียด หลังมีรายงานว่าเรือคอนเทนเนอร์ลำหนึ่งถูกวัตถุปริศนาพุ่งชนจนเกิดเพลิงไหม้ขนาดเล็ก ขณะแล่นอยู่ใกล้ชายฝั่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE นับเป็นเรือลำที่ 6 ที่ถูกโจมตีในช่วงเวลาเพียง 2 วัน

หน่วยงาน United Kingdom Maritime Trade Operations (UKMTO) ซึ่งดูแลความปลอดภัยทางทะเลในภูมิภาค เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดวันพฤหัสบดี เมื่อเรือคอนเทนเนอร์ถูกวัตถุไม่ทราบชนิดพุ่งชน ส่งผลให้เกิดไฟไหม้เล็กน้อยบนเรือ

เหตุการณ์เกิดขึ้นห่างจากเมืองท่า Jebel Ali ซึ่งเป็นท่าเรือสำคัญใกล้เมืองดูไบ ประมาณ 35 ไมล์ทะเล

เจ้าหน้าที่ระบุว่า การประเมินความเสียหายโดยละเอียดทำได้ยาก เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืน แต่ยืนยันว่า ลูกเรือทุกคนปลอดภัย

เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นการโจมตีเรือลำที่ 6 ภายในเวลาเพียง 2 วัน ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ท่ามกลางสถานการณ์ที่อิหร่านยกระดับการโจมตีเป้าหมายด้านพลังงานและการขนส่งในภูมิภาค ทั้งเรือบรรทุกน้ำมัน เรือสินค้า และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่ชั่วโมง มีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันต่างชาติ 2 ลำถูกโจมตีในน่านน้ำของอิรัก จนเกิดเพลิงไหม้ โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และเจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือลูกเรือได้ 38 คน

นอกจากนี้เมื่อช่วงเช้าวันพุธ ยังมีรายงานว่าเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ของไทยถูกโจมตีจนเกิดเพลิงไหม้ ทำให้ต้องอพยพลูกเรือทั้งหมดออกจากเรือ โดยในวันเดียวกัน ยังมีเรืออีก 2 ลำ รายงานว่าถูกโจมตีในพื้นที่เดียวกัน สร้างความกังวลต่อความปลอดภัยของการขนส่งพลังงานและการค้าทางทะเลในภูมิภาคตะวันออกกลาง.

ที่มา : CNN

น้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ “IEA” ประกาศระบายน้ำมันสำรองปริมาณมากทุบสถิติ

น้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ "IEA" ประกาศระบายน้ำมันสำรองปริมาณมากทุบสถิติ

12 มี.ค. 2569 11:35 น.

น้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ “IEA” ประกาศระบายน้ำมันสำรองปริมาณมากทุบสถิติ

ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบารร์เรลแล้ว แม้ชาติหลายมหาอำนาจจะประกาศระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินถึง 400 ล้านบาร์เรลเพื่อรับมือวิกฤตสงคราม ขณะที่อิหร่านขู่ราคาน้ำมันอาจแตะถึง 200 ดอลลาร์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงดีดตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในวันนี้ (12 มี.ค.) แม้กลุ่มประเทศมหาอำนาจจะบรรลุข้อตกลงระบายน้ำมันดิบจากคลังสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เพื่อพยายามสกัดกั้นผลกระทบจากสงครามอิหร่านที่กำลังลุกลาม

ในตลาดการซื้อขายที่เอเชีย ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นเกือบ 9% ทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,200 บาทต่อบาร์เรลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม้ว่า 32 ชาติสมาชิกขององค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) จะยืนยันว่าพร้อมระบายน้ำมันสำรองปริมาณรวม 400 ล้านบาร์เรลออกสู่ตลาด เพื่อคลายความกังวลในการขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งตัวเลขการระบายน้ำมันฉุกเฉินครั้งนี้สูงกว่าสถิติเมื่อครั้งรัสเซียรุกรานยูเครนในปี 2022 ที่ 182 ล้านบาร์เรลกว่าเท่าตัว

สถานการณ์ยิ่งทวีความตึงเครียดเมื่อโฆษกกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ระบุว่า ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6,400 บาท) ต่อบาร์เรล เนื่องจากอิหร่านได้เตรียมยกระดับการโจมตีเรือขนส่งน้ำมันที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางเดินเรือสำคัญที่ส่งออกสินค้าด้านพลังงานราว 1 ใน 5 ของโลก พร้อมขู่ว่าประเทศต่าง ๆ ไม่มีทางเข้าแทรกแซงเพื่อทำให้ราคาน้ำมันให้ต่ำลงได้ และย้ำว่าเรือทุกลำที่มีความเชื่อมโยงกับสหรัฐฯ อิสราเอล หรือชาติพันธมิตรของทั้งสองประเทศ จะตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทันทีเมื่อแล่นผ่านช่องแคบแห่งนี้

ความผันผวนของตลาดน้ำมันนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีใส่อิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาขายปลีกน้ำมันทั่วโลก โดยในสหรัฐฯ ราคาน้ำมันเบนซินโดยเฉลี่ยพุ่งสูงกว่า 3.50 ดอลลาร์ (ประมาณ 112 บาท) ต่อแกลลอนแล้ว เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (10 มี.ค.)

ขณะที่ประเทศในภูมิภาคเอเชียที่พึ่งพาสินค้าพลังงานจากตะวันออกกลางเป็นหลักได้รับผลกระทบอย่างหนัก ประชาชนในฟิลิปปินส์ เวียดนาม รวมถึงไทย เข้าแถวรอเติมน้ำมันกันอย่างเนืองแน่นสถานีบริการตลอดสัปดาห์

โดยในประเทศไทย รัฐบาลได้ประกาศขอความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐส่วนใหญ่ให้ใช้นโยบายทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) เพื่อประหยัดพลังงาน รวมทั้งยังระงับการเดินทางไปต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐหากไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ในขณะที่ฟิลิปปินส์เริ่มใช้นโยบายให้ข้าราชการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์เพื่อลดการใช้พลังงานในประเทศ.

ที่มา: BBC