บุคคลปริศนา บุกรุกสนามบินเดนเวอร์ โดนเครื่องบินชนดับคารันเวย์

บุคคลปริศนา บุกรุกสนามบินเดนเวอร์ โดนเครื่องบินชนดับคารันเวย์

9 พ.ค. 2569 21:52 น.

บุคคลปริศนา บุกรุกสนามบินเดนเวอร์ โดนเครื่องบินชนดับคารันเวย์

บุคคลปริศนาบุกรุกเข้าไปในสนามบินเดนเวอร์ในยามวิกาล ก่อนจะถูกเครื่องบินของสายการบินฟรอนเทียร์ ที่กำลังจะออกเดินทาง ชนจนเสียชีวิตบนรันเวย์ และทำให้มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บ 12 ราย

เมื่อ 9 พ.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เกิดเหตุเครื่องบินของสายการบิน “ฟรอนเทียร์ แอร์ไลน์ส” (Frontier Airlines) พุ่งชนคนเสียชีวิตขณะกำลังพยายามนำเครื่องขึ้นจากรันเวย์ ณ ท่าอากาศยานนานาชาติเดนเวอร์ เมื่อกลางดึกคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา

ทางท่าอากาศยานนานาชาติเดนเวอร์ (DIA) ระบุในแถลงการณ์ว่า การพุ่งชนครั้งนี้ทำให้เกิดไฟลุกไหม้ที่เครื่องยนต์เป็นเวลาสั้นๆ ซึ่งทางหน่วยดับเพลิงเดนเวอร์สามารถควบคุมเพลิงได้อย่างรวดเร็ว

ส่วนสายการบินฟรอนเทียร์แถลงว่า มีกลุ่มควันลอยเข้ามาภายในห้องโดยสาร จึงมีการอพยพผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 224 คนลงจากเครื่องผ่านสไลด์ฉุกเฉินเพื่อความปลอดภัย พร้อมระบุด้วยว่า “เราเสียใจอย่างที่สุดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”

ข้อมูลจากสนามบินระบุว่า บุคคลดังกล่าวข้ามรั้วรักษาความปลอดภัยเข้ามา และถูกชนจนเสียชีวิตในอีก 2 นาทีต่อมาขณะกำลังวิ่งตัดหน้ารันเวย์

เจ้าหน้าที่รายงานว่า เครื่องบินของ ฟรอนเทียร์ แอร์ไลน์ส ลำนี้กำลังออกเดินทางจากเดนเวอร์มุ่งหน้าสู่ท่าอากาศยานนานาชาติลอสแอนเจลิส เมื่อเวลาประมาณ 23:00 น. ตามเวลาท้องถิ่นก่อนจะพุ่งชนบุคคลดังกล่าว

นายชอน ดัฟฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ในขณะนั้นเครื่องบินกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง

“เมื่อคืนที่ผ่านมา มีผู้บุกรุกละเมิดมาตรการรักษาความปลอดภัยของสนามบินนานาชาติเดนเวอร์ โดยตั้งใจปีนรั้วกั้นและวิ่งออกไปยังรันเวย์” ดัฟฟีระบุในแถลงการณ์ “ไม่ว่าใครก็ตาม ไม่ควร บุกรุกเข้าไปในพื้นที่สนามบินเดนเวอร์”

ทางท่าอากาศยานฯ ระบุว่า เบื้องต้นเชื่อว่าบุคคลนี้ไม่ใช่พนักงานของสนามบินและยังไม่มีการระบุตัวตนว่าคนผู้นี้เป็นใคร นอกจากนี้ยังได้ตรวจสอบแนวกั้นรั้วแล้วพบว่ายังอยู่ในสภาพสมบูรณ์

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้โดยสารบนเครื่องบิน 12 ราย ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย โดย 5 คนในจำนวนนี้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง

ปัจจุบัน ผู้โดยสารส่วนใหญ่เดินทางออกจากเดนเวอร์แล้วด้วยเครื่องบินลำอื่นของฟรอนเทียร์ แต่รันเวย์ที่เกิดเหตุยังคงปิดให้บริการ เพื่อให้สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) และคณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งชาติ (NTSB) ดำเนินการสืบสวน

“เราเสียใจอย่างยิ่งกับอุบัติเหตุครั้งนี้ และขอแสดงความเสียใจไปยังผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกคน” ทางสนามบินเดนเวอร์ระบุทิ้งท้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไพศาล ชวนจับตา ทักษิณ ออกเรือนจำพรุ่งนี้ คนแห่รับ เชื่อสะเทือนนักการเมืองเหนือกฎหมายบางพวก

ไพศาล ชวนจับตา ทักษิณ ออกเรือนจำพรุ่งนี้ คนแห่รับ เชื่อสะเทือนนักการเมืองเหนือกฎหมายบางพวก

ไพศาล ชวนจับตา ทักษิณ ออกเรือนจำพรุ่งนี้ คนแห่รับ เชื่อสะเทือนนักการเมืองเหนือกฎหมายบางพวก

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.18 น.

ไพศาล ชวนจับตา ทักษิณ ออกเรือนจำพรุ่งนี้ คนแห่รับ เชื่อสะเทือนนักการเมืองเหนือกฎหมายบางพวก

เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2569 นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมาย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “พรุ่งนี้พ่อใหญ่แม้วออกจากเรือนจำ จะมีผู้คนไปต้อนรับจำนวนมาก และ อาจ เดินทางไปส่งที่บ้านจันทร์ส่อง หล้าเป็นขบวนใหญ่ แม้ไม่ถึงกับเรียกว่ามืดฟ้ามัวดิน ที่อาจจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

แต่ย่อมส่งผลสะเทือนต่อนักการเมืองบางพวกที่ตั้งตัวอยู่เหนือกฎหมาย อยู่เหนือศาลและเหนือกว่าศาลรัฐธรรมนูญ

จะทำให้คุณค่า การถูกจำคุก สูงส่ง ยิ่งกว่า การตั้งตนอยู่เหนือกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของระบอบการเมืองใหม่มากมายนัก คอยดูกันไปก็แล้วกัน”

ศาลรธน. มีคำสั่งให้ ศรีสุวรรณ ทำความเห็นเป็นหนังสือส่ง ปมบัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ด ชอบด้วยรธน.หรือไม่

ศาลรธน. มีคำสั่งให้ ศรีสุวรรณ ทำความเห็นเป็นหนังสือส่ง ปมบัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ด ชอบด้วยรธน.หรือไม่

ศาลรธน. มีคำสั่งให้ ศรีสุวรรณ ทำความเห็นเป็นหนังสือส่ง ปมบัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ด ชอบด้วยรธน.หรือไม่

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.50 น.

ศาล รธน.มีคำสั่งให้ ศรีสุวรรณ ทำความเห็นเป็นหนังสือ กำหนด 5 ประเด็น ส่งศาลกรณีบัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ดชอบด้วย รธน.หรือไม่ 

เมื่อวันที่ 9 พ.ค.2569 นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เปิดเผยว่า ได้รับหนังสือจากศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้จัดทำความเห็นเป็นหนังสือตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด พร้อมจัดส่งเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กรณีที่ได้ร้องเรียนผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 213 เพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่า การที่ กกต.จัดทำบัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายหรือไม่

ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 13 ก.พ.2569 องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดทำบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งอาจทำให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับในการใช้สิทธิของผู้เลือกตั้งได้ อันทำให้การเลือกตั้ง สส.ที่ผ่านมาเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ และการออกระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2566 ข้อ 129 วรรคสอง ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 85 และ พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ.2561 มาตรา 84 และมาตรา 86 หรือไม่ ซึ่งต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้พิจารณาเมื่อ 18 มีนาคม 2569 โดยกำหนดเป็นเรื่องพิจารณาที่ ต.30/2569 แล้ว

เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา ศาลจึงมีหมายคำสั่งเรียกให้องค์กรรักชาติ รักแผ่นดินได้จัดทำความเห็นเป็นหนังสือตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดทั้งสิ้น 5 ประเด็น เช่น การไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สภาพการเห็นรหัสคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด และวิธีการใดที่ทำให้ทราบผลการลงคะแนนของบุคคลอื่นหรือสามารถระบุตัวผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจากรหัสดังกล่าว การโต้แย้งคัดค้าน ร้องเรียน หรือแจ้งความบัตรเลือกตั้งดังกล่าวก่อนที่สื่อมวลชนจะนำเสนอ รวมทั้งให้จัดส่งพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องให้ศาลทั้งหมดด้วย

นายศรีสุวรรณ ระบุว่า องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เห็นว่าคำถามดังกล่าวอาจจะเป็นการตั้งประเด็นไต่สวนที่ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของคำร้อง เพราะหัวใจของปัญหาอยู่ที่การมีอยู่ของบาร์โค้ดนั้นทำให้การเลือกตั้งนั้นลับหรือไม่ลับเท่านั้น แต่ก็มิอาจก้าวล่วงดุลยพินิจของศาลได้ แต่อย่างไรเสียองค์กรฯจะเร่งทำความเห็นพร้อมรวมรวมข้อมูล พยานหลักฐาน และขอให้สอบพยานอื่นเพิ่ม ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันตามที่ศาลกำหนดตามมาตรา 27 วรรคสาม ของ พรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรม นูญ 2561 เพื่อธำรงไว้ซึ่งความเที่ยงตรงและศักดิ์สิทธิ์ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย มิให้ผู้ใดมาใช้อำนาจและเล่ห์เหลี่ยมนอกกฎหมาย เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่อไป 

หมอวรงค์ แจงยิบ 5 ข้อ หลัง หมออ๋อง แฉตั้งญาตินั่งผู้ช่วย สส.

หมอวรงค์ แจงยิบ 5 ข้อ หลัง หมออ๋อง แฉตั้งญาตินั่งผู้ช่วย สส.

หมอวรงค์ แจงยิบ 5 ข้อ หลัง หมออ๋อง แฉตั้งญาตินั่งผู้ช่วย สส.

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.42 น.

หมอวรงค์ แจงยิบ 5 ข้อ หลัง หมออ๋อง แฉตั้งญาตินั่งผู้ช่วย สส. ชี้เรื่องเก่า 15 ปีที่แล้ว ไม่ได้ทำผิดระเบียบ ยันเดินหน้าปฏิรูปสิทธิประโยชน์นักการเมืองต่อ ลั่นหากข้องใจอีก พร้อมชี้แจง ไม่ต้องไปฟ้องผ่านสื่อ

เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2569 จากกรณีที่ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภา คนที่ 1 และอดีตสส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “มีคนส่งเอกสารการตั้งคนนามสกุลเดียวกับตัวเอง 3 คน มาเป็นผู้ช่วยสส. ของหมอคนหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ผิดกฏหมายอะไร แค่แสดงนิสัยน่ารังเกียจแค่นั้นเอง” จากนั้นได้มีการเผยแพร่เอกสาร นายวรงค์ เดชกิจวิกรม แต่งตั้ง 5 คน คือ นางเฉลิมศรี จันทร์หิรัญ นางวัชรา จำเนียรสุขสกุล นายสรชัย เดชกิจวิกรม นายศรีศักร เดชกิจวิกรม และนางอุไรวรรณ เดชกิจวิกรม โดยลงนามสำเนาถูกต้องโดย นายกานต์ รัตกสิกร นิติกรปฎิบัติการ

ล่าสุด นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ชี้แจงคุณหมออ๋อง

ปรากฏว่ามีความพยายาม ให้ข้อมูลไม่ถูกต้อง ไปขุดเรื่องในอดีต เกี่ยวกับการตั้งผู้ช่วยส.ส. ตั้งแต่สมัยผมยังเป็นส.ส.เขต ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งผ่านมาน่าจะไม่น้อยกว่า 15 ปีมาแล้วว่า ผมตั้งผู้ช่วย 5คน และเป็นคนนามสกุลเดียวกัน 3 คน

ผมยินดีอธิบายนะครับว่า

1.ผมไม่เคยตำหนิใคร ที่จะตั้งพี่น้องมาเป็นผู้ช่วย เพราะผมถือว่า เป็นการตั้งเพื่อการประสานงานส่วนตัวของส.ส. (ไม่ใช่รัฐมนตรี ที่เป็นงานส่วนรวม และมีผลประโยชน์) และสมัยนั้นก็ไม่มีระเบียบห้าม

2.การที่ผมตั้งพี่น้องผม ร่วมกับคนอื่น มาเป็นผู้ช่วย เพราะเขาสามารถช่วยงานผมได้ดี ไม่ได้ทำอะไรให้ผมเสียหาย และผมก็ไม่ได้เอาตำแหน่งไปขาย เพื่อหาผลประโยชน์

3.ผมเข้าใจว่าคุณหมออ๋องและสื่อบางท่าน เอาเรื่องผม มาเผยแพร่ ว่าผมตั้งผู้ช่วย5คน โดยมี3คนเป็นพี่น้องผม จึงเป็นของเก่า ผ่านมาไม่น้อยกว่า15ปีมาแล้ว และผมก็ไม่ได้ทำผิดระเบียบ ซึ่งปัจจุบันนี้ ผมได้ตั้งผู้ช่วยผมเพียง 3คน จากที่ให้มา8 คน ตามที่ผมประกาศเจตนารมณ์ไว้ชัดเจน

4.ผมยังยืนยันที่ อยากปฏิรูประบบสิทธิประโยชน์นักการเมือง ที่มากเกินความจำเป็น ทั้งยกเลิกบำนาญส.ส./ส.ว. ลดผู้ช่วยจาก8 คนเหลือ3คน ยกเลิกการศึกษาดูงานต่างประเทศ เพื่อประสิทธิภาพ และสร้างสำนึกที่ดีของนักการเมือง

5.ผมยังมีความเชื่อว่า การจัดการทุจริตคอรัปชั่นของประเทศ ต้องเริ่มจากการจัดการที่สภา ทำสภาให้น่าเชื่อถือ เพราะที่นี่คือศูนย์รวมทุกอย่างของอำนาจ ถ้าจัดการที่นี่ได้ ส่วนราชการต่างๆก็จะง่ายขึ้น
ถ้ามีอะไรข้องใจ ผมยินดีชี้แจงให้ทราบครับ ไม่ต้องผ่านสื่อหลายขั้นตอน สร้างความสับสนเปล่าๆ เพราะผมไม่มีอะไรต้องปิดบัง จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทราบ” 

วรงค์ จี้ หมออ๋อง สอบด่วน แฉยับ! สส.กินหัวคิวผู้ช่วย-ลาออกยังรับบำนาญ

วรงค์ จี้ หมออ๋อง สอบด่วน แฉยับ! สส.กินหัวคิวผู้ช่วย-ลาออกยังรับบำนาญ

วรงค์ จี้ หมออ๋อง สอบด่วน แฉยับ! สส.กินหัวคิวผู้ช่วย-ลาออกยังรับบำนาญ

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.30 น.

10 พฤษภาคม 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์คลิปพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า #ถึงคุณหมออ๋องอีกครั้ง

ถ้าคุณหมออ๋องพอมีเวลา น่าจะช่วยไปตรวจสอบ

1.พรรคการเมืองบางพรรค เอาโควต้าผู้ช่วยส.ส. ที่มีมากถึง8คน ไปตั้งเพื่อใช้งานพรรค ไปตั้งผู้สมัครที่สอบตก ให้มีรายได้ เข้าข่ายการทุจริตหรือไม่ เพราะเจตนาเขาให้มาเป็นผู้ช่วยส.ส.

2.มีกระแสข่าวว่า ส.ส.บางคน เอาตำแหน่งผู้ช่วยที่มากถึง8คน ไปหารายได้เข้าตัว จริงไหม ช่วยตรวจสอบน่าจะดีนะครับ

3.ส.ส.บางคนลาออกไปเอง เพื่อไปลงสมัคร ผู้บริหารท้องถิ่น สมควรให้ประชาชนเลี้ยงดูด้วยเงินบำนาญเป็นหมื่น ตลอดชีวิตหรือไม่ ถ้ายังให้ประชาชนเลี้ยงดู จะไปดูแลประชาชนในท้องถิ่นอย่างไร

คุณหมออ๋องช่วยตรวจสอบ หาคำตอบก็ดีนะครับ

#ยกเลิกบำนาญสสสว
#ลดผู้ช่วยจาก8เหลือ3

นายกฯ นำคณะนั่งรถ EV Smart Bus อบจ.ภูเก็ต ทางเดียวกันไปด้วยกัน รณรงค์ Carpool ลดใช้พลังงาน

นายกฯ นำคณะนั่งรถ EV Smart Bus อบจ.ภูเก็ต ทางเดียวกันไปด้วยกัน รณรงค์ Carpool ลดใช้พลังงาน

นายกฯ นำคณะนั่งรถ EV Smart Bus อบจ.ภูเก็ต ทางเดียวกันไปด้วยกัน รณรงค์ Carpool ลดใช้พลังงาน

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

นายกฯ นำคณะนั่งรถ EV Smart Bus อบจ.ภูเก็ต ทางเดียวกันไปด้วยกัน รณรงค์ Carpool ลดใช้พลังงาน พร้อมรับฟังรายงานการขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายรัฐบาลจากผู้ว่าฯ ภูเก็ต ตลอดเส้นทาง

เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสร็จสิ้นภารกิจกำชับ และติดตามการแก้ไขปัญหาบุกรุกชายหาดสาธารณะพื้นที่ จ.ภูเก็ต นายอนุทิน พร้อมด้วยนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะ ขึ้นรถบัสปรับอากาศ Smile Bus เดินทางไปยังท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต โดยไม่มีขบวนรถติดตามใด ๆ

การเดินทางโดยรถ EV Smart Bus อบจ.ภูเก็ต ในลักษณะ Carpool เป็นการรณรงค์การใช้ยานพาหนะร่วมกัน ลดการใช้พลังงาน ซึ่งรถบัส 1 คันสามารถใช้โดยสารได้เป็นจำนวนมาก และยังช่วยลดปัญหาการจราจร ทำให้การสัญจรเดินทางไปมาระหว่างสถานที่ต่าง ๆ เป็นไปโดยสะดวก ทางเดียวกันไปด้วยกัน

ทั้งนี้ ในระหว่างที่นายกฯ นั่งบนรถบัสคันดังกล่าว ได้ให้ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต มานั่งที่นั่งข้างนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งได้บรรยายและรายงานถึงบริเวณพื้นที่ต่าง ๆ ตามเส้นทางที่รถบัสผ่าน เพื่อติดตามการขับเคลื่อนภารกิจของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ทำให้สามารถบริหารจัดการเวลาเพื่อที่จะรับฟังสภาพปัญหา อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเพื่อประชาชนอย่างทันท่วงที และยั่งยืนต่อไป

สำหรับรถ EV Smart Bus อบจ.ภูเก็ต ในขณะนี้เปิดให้บริการ หมวด 1 จำนวน 3 เส้นทางในเขตอำเภอเมืองภูเก็ต สายที่ 1 จากสะพานหินไปเซ็นทรัลภูเก็ต สายที่ 2 จากท่าเรืออ่าวฉลองมาห้างสินค้าซุปเปอร์ชีป และสายที่ 3 จากท่าเรือรัษฎาไปสวนน้ำอันดามันดา ราคา 15 บาทตลอดสาย โดยสำหรับนักเรียน นักศึกษา ผู้สูงอายุ พระภิกษุสงฆ์ และผู้พิการ ไม่เสียค่าใช้จ่าย

’สว.วิวรรธน์‘ สอนเชิง ’ฝ่ายค้าน-นักการเมือง‘ ใช้ ’หลักรัฐศาสตร์‘ มองให้มากกว่า ’ตัวบทกฎหมาย‘

’สว.วิวรรธน์‘ สอนเชิง ’ฝ่ายค้าน-นักการเมือง‘ ใช้ ’หลักรัฐศาสตร์‘ มองให้มากกว่า ’ตัวบทกฎหมาย‘

’สว.วิวรรธน์‘ สอนเชิง ’ฝ่ายค้าน-นักการเมือง‘ ใช้ ’หลักรัฐศาสตร์‘ มองให้มากกว่า ’ตัวบทกฎหมาย‘

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.54 น.

’สว.วิวรรธน์‘ สอนเชิง ’ฝ่ายค้าน-นักการเมือง‘ ใช้ ’หลักรัฐศาสตร์‘ มองให้มากกว่า ’ตัวบทกฎหมาย‘ ศก.ประเทศกำลังทรุดติดหล่ม ลามขวางปชช.ลืมตาอ้าปาก หลังเดินเกมเตรียมยื่นศาลฯตีความพรก.กู้เงิน4แสนล้านขัด รธน. ยันหนุนสุดลิ่มเดินหน้า ’คนละครึ่งพลัส‘ ด่วนจี๋ กระตุ้นกำลังซื้อจาก ’รากหญ้า‘ เป็นฟันเฟืองส่งต่อ ‘เอสเอ็มอี’

เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2569 นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพาณิชย์ และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงิน400,000ล้านบาท โดยแบ่งวงเงินออกเป็น200,000ล้านบาท นำมาดำเนินการมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนแบบเร่งด่วน ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส(คนละครึ่งพลัสรวมกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ)ว่า ในฐานะที่ตนเป็นประธานกมธ.การพาณิชย์ฯ สว. และสัมผัสธุรกิจด้านพาณิชย์ โดยเฉพาะในระดับธุรกิจขนาดเล็ก หรือ Micro SME ขณะนี้การค้าขายไม่ดี ประชาชนในระดับรากหญ้าไม่มีเงิน กำลังซื้อขาด ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังธุรกิจขนาดย่อม และขนาดกลาง จะทำให้ติดขัด ดังนั้นหากรัฐบาลนำงบฯในส่วน200,000ล้านบาทมาทำโครงการคนละครึ่งพลัส ในระยะเวลา4เดือน จะตอบโจทย์ ตนสนับสนุนเต็มที่ ยิ่งทำเร็วก็จะยิ่งดี เพราะในระยะยาวจะทำให้ลื่นไหลขึ้น ระบบฟันเฟืองเศรษฐกิจจะดีขึ้น หมุนเวียนได้เร็วขึ้น ผู้บริโภคจะประหยัดค่าใช้จ่ายไปถึง60เปอร์เซ็นต์ตามที่รัฐบาลออกให้ และอาจจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้2รอบ คือ200,000ล้านบาท จากรัฐบาลที่ออกให้คิดเป็น60เปอร์เซ็นต์ และ160,000แสนล้านของประชาชน ที่คิดเป็น40เปอร์เซ็นต์ รวมเป็น3.6แสนล้าน กระตุ้น2รอบ ก็กลายเป็นรายได้700,000ล้านบาท 

“เราจะทำอย่างไรให้เอสเอ็มอีในระดับไมโครไปได้เป็นตัวกลางให้เดินไปได้ ถ้าตัวกลางไปได้ตัวบนก็ไปได้ มันจะส่งต่อกันไปเรื่อยๆ แต่ขณะนี้โซ่เฟืองมันติดขัด ถ้ารัฐบาลมาช่วยสนับสนุนคนละครึ่งพลัสเพื่ออุ้มช่วยให้กับรากหญ้า จะทำให้กำลังซื้อ และการผลิตของเอสเอ็มอีระดับไมโครดีขึ้น ส่งต่อเป็นฟันเฟืองไปยังเอสเอ็มอีขนาดย่อมและขนาดกลาง จะทำให้ระบบเศรษฐกิจคึกคักขึ้น ระยะยาวจะดีด้วยตัวมันเอง ขณะเดียวกันหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีความชัดเจนขึ้น จะทำให้ภาวะเศรษฐกิจจะกลับมาดั่งเดิม และอาจดีกว่าเดิม” นายวิวรรธน์ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพรก.กู้เงินฯ จำนวน4แสนล้านบาท จะขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา172 หรือไม่ รวมถึงการปล่อยข่าวมีการสอดไส้กาสิโนในโครงการแลนด์บริดจ์ และระเบียบเศรษฐกิจภาคใต้(SEC) นายวิวรรธน์ กล่าวว่า เป็นอีกแง่มุมหนึ่ง แต่พรก.กู้เงินที่รัฐบาลกำลังจะออก ถึงแม้จีดีพีจะไม่ติดลบก็จริง แต่ต้องยอมรับว่าสงครามเที่ยวนี้ทำให้ระบบเศรษฐกิจแย่ ประเทศไทยเราการเติบโตเราต่ำมาตลอดหลายปี ซ้ำยังได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน การหากินของรากหญ้าฝืดเคืองลงจริงๆ ถือว่าเป็นภาวะฉุกเฉินเร่งด่วนจำเป็นที่จะต้องดำเนินการ ไม่จำเป็นที่จะต้องให้มันจมดิ่งลงไปแล้วค่อยมาออกมาตรการฉุกเฉิน จะยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ ส่วนที่มีการปล่อยข่าวมากระทบโครงการแลนด์บริดจ์ หรือSEC นั้น มันเป็นเรื่องของหลายรัฐบาลมาแล้ว มีการพูดคุย หาข้อมูลจากหลายๆฝ่าย พิจารณาข้อดีข้อเสียต่างๆ มันยังมีอีกหลายขั้นตอน ขณะเดียวมันเป็นแนวคิดในการหานักลงทุน จะต้องมีข้อเสนอแนะ ข้อต่อรองต่างๆ ยังต้องมีการหารือกันอีกหลายยก โครงการคนละครึ่งพลัส ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนกว่าที่ต้องทำก่อน

“คนเราจะติดหล่ม ถ้าปล่อยให้ติดหล่มหนักขึ้นไปแล้วค่อยมาช่วย มันก็ใช้แรงมากกว่าปกติ ถ้าติดหล่มแล้วรีบทำเหตุการณ์ให้ดีขึ้นมา เศรษฐกิจจะไปได้เร็วกว่า ขณะนี้มันฝืดเคืองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดการหิวโหย เกิดการลักขโมย แล้วมาเป็นภาวะฉุกเฉิน ผมอยากให้นักการเมืองช่วยกันมองว่า บางครั้งตัวบทกฎหมายมันมีเขียนไว้ แต่มันต้องใช้ระบบรัฐศาสตร์มองภาพใหญ่ในภาวะเศรษฐกิจที่ตอนนี้มันติดหล่มจริงๆ” นายวิวรรธน์ กล่าว

ใครทำผิดต้องรับโทษ! อนุทิน บุกหาดบางเทา ล้างบางมาเฟียรังแก ปชช.

ใครทำผิดต้องรับโทษ! อนุทิน บุกหาดบางเทา ล้างบางมาเฟียรังแก ปชช.

ใครทำผิดต้องรับโทษ! อนุทิน บุกหาดบางเทา ล้างบางมาเฟียรังแก ปชช.

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.18 น.

10 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 12.00 น.ที่หาดบางเทา ต.เชิงทะเล อ.ถลาง จ.ภูเก็ต นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้มารับฟังเรื่องที่ได้รับร้องเรียนว่าประชาชนที่ทำมาหากินในหาดบางเทา ถูกอันธพาลรังแก และการให้เช่าพื้นที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย คนให้เช่าพื้นที่เอาพื้นที่สาธารณะมาให้ประชาชนเช่าทำเป็นสถานประกอบการต่างๆ และทราบว่าสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ก็ไม่ได้รับอนุญาติ ทุกขั้นตอนผิดกฎหมายหมด ดังนั้น รัฐบาลต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย คนที่ไม่มีสิทธิในพื้นที่แล้วไปหลอกมาให้คนทั่วไปทำสัญญาเช่า ก็ต้องถูกดำเนินคดีทั้งอาญาและแพ่ง และการรังแกประชาชนที่อ่อนแอกว่าก็ต้องถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกัน หากพิสูจน์ได้ว่าประชาชนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ถูกหลอกลวงเช่าด้วยเจตนาสุจริต รัฐบาลก็ต้องหาหนทางให้เขาทำมาหากินต่อไป เพราะมีการจ้างงานมาก มีการลงทุนไปแล้วมาก แต่ต้องอยู่ภายใต้ความถูกต้อง จะเร่งหาหนทางแล้วนำโมเดลที่หาดบางเทา ดูว่าเจ้าของสถานที่คือกรมป่าไม้ จะสามารถยกพื้นที่ให้ท้องถิ่น แล้วให้ประชาชนเข้ามาทำมาหากินได้หรือไม่ หากทำได้ก็จะทำ แต่ต้องไม่ทำลายธรรมชาติ ต้องไม่ครอบครองพื้นที่ คนทั่วไปเข้าถึงได้

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนมอบหมายให้ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ที่เป็นคนในพื้นที่ดูแลงานในภาคใต้ ก็จะให้ดำเนินการอย่างเต็มที่ และผู้ว่าฯ ภูเก็ต ก็มีประสบการณ์ในการแก้ปัญหา

เมื่อถามว่า วันที่ 11 พ.ค.ร้านค้าในพื้นที่จะเปิดทำการได้หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ยัง เพราะมันมาจากสิ่งที่ผิดกฎหมาย เราต้องทำให้ถูกต้องเร็วที่สุด เราจะใช้เวลาให้เร็วที่สุด ตรงไหนสามารถผ่อนผันได้ก็จะเร่งผ่อนผัน หากมีผู้ฝ่าฝืนก็จะถูกจับ แล้วเสียโอกาสไปเปล่าๆ ถ้าบอกว่าไม่รู้เรื่องถูกหลอกมา ถ้ายังฝ่าฝืนจะแสดงว่าไม่ถูกหลอกแล้ว จะโดนเป็นผู้ร่วมกระทำผิดไปด้วยจ ะปิดโอกาสที่รัฐบาลหาทางช่วยเหลืออยู่ พวกตนทำงานเร็วอยู่แล้วอย่ากังวล ทำวันนี้เสร็จเมื่อวาน เมื่อถามว่า การให้กรมป่าไม้ไปหาทางออกจะกลายเป็นดาบสองคมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องดูว่าที่ตรงนั้นสามารถให้ประชาชนเข้ามาทำมาหากินได้หรือไม่แล้วต้องไม่ผิดกฎหมาย ไม่ใช่ดาบสองคม หากเป็นที่ที่ไม่มีแผนพัฒนามากมายแล้วไม่เป็นสิ่งกีดขวางทำลายธรรมชาติ เราต้องหาหนทาง ถ้าเราไม่นึกถึงประชาชนบอกว่าผิดกฎหมาย จบแยกย้ายไปหางานอื่นทำ แบบนี้ไม่ใช่รัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ

เมื่อถามถึงกรณีกระแสข่าวชาวต่างชาติครอบครองสิทธิ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างต้องอยู่ใต้กฎหมาย ชาวต่างชาติครอบครองสิทธิ ครอบครองอย่างไร ครอบครองสิทธิในฐานะผู้เช่าหรือเจ้าของที่ หากเป็นเจ้าของที่กฎหมายให้หรือไม่ ถ้าเขาทำถูกต้องตามกฎหมายเราไปทำอะไรเขาไม่ได้ อย่าเพิ่งไปมองว่าเป็นคนไทยหรือต่างชาติ แต่ถ้าเป็นเจ้าของที่แล้วมีพฤติกรรมแสดงท่าทีวางมาด ปิดกั้นการทำมาหากินของคนไทย รังแกคนไทย พยายามตั้งตัวเป็นผู้มีอิทธิพล นักเลง มาเฟีย ต่างๆ โดนแน่นอน ของโปรดตนอยู่แล้ว และไม่ต้องกำชับอะไร ผู้ว่าฯ รู้ดีว่าหากนิ่งนอนใจเรื่องพวกนี้จะได้ไปอยู่ใกล้ๆ ตน และคนที่รังแกคนอ่อนแอกว่าหากมีอิทธิพลจริงต้องมาตีหัวตน วันนี้ตนมากับผู้ว่าฯ ปืนไม่มีสักกระบอก หายไปไหนหมด

– 006

เสื้อแดงพรึบคลองเปรม! ปักหลักรอต้อนรับ ทักษิณ พักโทษพรุ่งนี้

เสื้อแดงพรึบคลองเปรม! ปักหลักรอต้อนรับ ทักษิณ พักโทษพรุ่งนี้

เสื้อแดงพรึบคลองเปรม! ปักหลักรอต้อนรับ ทักษิณ พักโทษพรุ่งนี้

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.12 น.

10 พฤษภาคม 2569 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ในช่วงเช้าวันนี้ เริ่มมีความคึกคักเป็นพิเศษ หลังมีข่าวการเตรียมปล่อยตัว นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมีมวลชนคนเสื้อแดงจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เริ่มทยอยเดินทางมาจับจองพื้นที่ เพื่อรอให้กำลังใจและต้อนรับการกลับบ้านของอดีตนายกฯ

ทั้งนี้ ตั้งแต่ช่วงเวลา 11.00 น.ที่ผ่านมา มวลชนเริ่มนำเสื่อมาปูริมทางฟุตปาธบริเวณหน้าประตูทางเข้าเรือนจำ พร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกพื้นฐาน อาทิ พัดลมมือถือ ร่ม และเสบียงอาหาร โดยส่วนใหญ่สวมเสื้อสีแดงที่เป็นสัญลักษณ์แสดงจุดยืนทางการเมือง พร้อมถือป้ายข้อความต้อนรับ อาทิ “ยินดีต้อนรับท่านนายกฯ กลับบ้าน” โดยกิจกรรมในพื้นที่ มีการเปิดเพลงสร้างความครึกครื้น พร้อมการจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ถึงทิศทางการเมืองหลังจากนี้ รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้สึกตื้นตันใจที่จะได้เห็นอดีตนายกฯ กลับมาใช้ชีวิตกับครอบครัว

ด้านการรักษาความปลอดภัย มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.ประชาชื่น , สน.ทุ่งสองห้อง , เจ้าหน้าที่จากเรือนจำกลางคลองเปรม และเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ รวมกว่า 500 นาย ได้วางกำลังดูแลความสงบเรียบร้อยอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้ (11 พ.ค.) นายทักษิณ จะได้รับการปล่อยตัวพักโทษเพื่อคุมประพฤติ เนื่องด้วยครบกำหนดการรับโทษมาแล้ว 2 ใน 3 (หรือ 8 เดือน) จากอัตราโทษ 1 ปี เข้าเกณฑ์พักโทษกรณีทั่วไป

ปชป.จี้รัฐตอบ 8 ข้อ เปิดข้อมูลแลนด์บริดจ์ ก่อนใช้งบ 1 ล้านล้าน

ปชป.จี้รัฐตอบ 8 ข้อ เปิดข้อมูลแลนด์บริดจ์ ก่อนใช้งบ 1 ล้านล้าน

ปชป.จี้รัฐตอบ 8 ข้อ เปิดข้อมูลแลนด์บริดจ์ ก่อนใช้งบ 1 ล้านล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.21 น.

“รองโฆษก ปชป.”จี้”รัฐบาล”ตอบ 8 ข้อ เปิดข้อมูล”แลนด์บริดจ์”ก่อนเดินหน้าหว่าน 1 ล้านล้าน ข้องใจเอกชนลงทุนจริง หรือรัฐต้องแบกความเสี่ยงเอง

10 พฤษภาคม 2569 นายจิรวัฒน์ จังหวัด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีรัฐบาลเตรียมเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง มูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านบาท ว่า โครงการนี้เป็นเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ที่อาจผูกพันงบประมาณและอนาคตภาคใต้ไปอีกหลายสิบปี รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเปิดข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบก่อนเดินหน้า โดยเฉพาะประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนเรื่องเอกชนร่วมลงทุน รูปแบบ PPP และสมมติฐานด้านปริมาณสินค้า ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า มีเอกชนรายใดที่ยืนยันจะเข้ามาลงทุนอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่เพียงการแสดงความสนใจหรือเข้าร่วมโรดโชว์ ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้สรุปรูปแบบการลงทุนเพื่อเปิดประมูลอย่างชัดเจน จึงไม่ควรสื่อสารกับประชาชนเหมือนว่าโครงการนี้มีเอกชนพร้อมรับภาระแล้วทั้งหมด

“รัฐบาลต้องตอบให้ชัดว่า วันนี้มีเอกชนรายใดยืนยันลงทุนจริงหรือไม่ รูปแบบ PPP เป็นอย่างไร เอกชนรับความเสี่ยงด้านปริมาณสินค้าเองหรือไม่ หรือสุดท้ายรัฐต้องรับภาระเวนคืน ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และอาจต้องรับช่วงต่อหากเอกชนถอนตัวกลางทาง” นายจิรวัฒน์ กล่าว

นายจิรวัฒน์ กล่าวต่อว่า หากรัฐบาลจะให้เอกชนร่วมลงทุนจริง ควรกำหนดหลักประกันสัญญาอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการวางเงินค้ำประกันในสัดส่วนที่สูงเพียงพอ เช่น อย่างน้อย 50% ของมูลค่าส่วนที่เอกชนรับผิดชอบ เพื่อป้องกันปัญหาโครงการล่าช้า ล้มเหลว หรือทิ้งงานกลางทาง เพราะโครงการระดับ 1 ล้านล้านบาท หากเริ่มแล้วล้ม รัฐจะถอยก็ยาก เดินต่อก็แพง และสุดท้ายประชาชนอาจต้องเป็นคนจ่าย

รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า อีกประเด็นสำคัญคือ สมมติฐานด้านปริมาณตู้สินค้าและความต้องการของสายเรือ รัฐบาลต้องเปิดเผยว่า ตัวเลขที่ใช้คำนวณความคุ้มค่าเกิดจากข้อมูลจริงหรือการคาดการณ์ในแง่ดีเกินไป เพราะหัวใจของ Land Bridge คือการดึงเรือและตู้สินค้าระหว่างประเทศให้เปลี่ยนจากเส้นทางเดิมมาใช้ระบบขนถ่ายผ่านไทย ซึ่งมีต้นทุนยกตู้ขึ้น-ลง ต้นทุนเวลา และความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์เพิ่มขึ้น

“รัฐบาลต้องบอกประชาชนว่า สายเรือรายใดต้องการใช้เส้นทางนี้จริง มีหนังสือแสดงความต้องการใช้บริการหรือไม่ และตัวเลขปริมาณตู้สินค้าที่นำมาใช้คำนวณความคุ้มค่านั้นตั้งอยู่บนสมมติฐานใด ถ้า demand ถูกประเมินสูงเกินจริง โครงการก็จะดูคุ้มเฉพาะบนกระดาษ” นายจิรวัฒน์ กล่าว

นายจิรวัฒน์ กล่าวด้วยว่า ตนขอเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลสำคัญอย่างน้อย 8 เรื่อง ได้แก่ 1.รายชื่อหรือสถานะของเอกชนที่แสดงความสนใจลงทุนอย่างเป็นทางการ 2.ระดับความผูกพันของเอกชนดังกล่าว เป็นเพียงความสนใจหรือมีข้อผูกพันจริง 3.รูปแบบ PPP ที่จะใช้ และการแบ่งความเสี่ยงระหว่างรัฐกับเอกชน 4.เงื่อนไขหลักประกันสัญญา รวมถึงการวางเงินค้ำประกันของเอกชน 5.สมมติฐานปริมาณตู้สินค้าและสัดส่วนเรือที่จะเปลี่ยนมาใช้ Land Bridge 6.การเปรียบเทียบต้นทุนจริงกับการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา 7.ภาระเวนคืน ที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และงบประมาณที่รัฐต้องลงทุน และ 8.แผนรองรับกรณีเอกชนไม่ลงทุน ล่าช้า หรือถอนตัวกลางทาง

“พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้คัดค้านการพัฒนาภาคใต้ แต่โครงการระดับ 1 ล้านล้านบาท ต้องตอบคำถามให้ครบก่อนเดินหน้า โดยเฉพาะคำถามพื้นฐานว่า ใครลงทุน ใครใช้ ใครได้ประโยชน์ และหากโครงการไม่เป็นไปตามคาด ใครเป็นคนจ่าย เงิน 1 ล้านล้านบาท ไม่ควรถูกใช้บนสมมติฐานที่ยังตอบไม่ครบ รัฐบาลต้องเปิดข้อมูลก่อนว่าใครลงทุน ใครใช้ ใครได้ประโยชน์ และถ้าโครงการไม่เป็นไปตามคาด ใครเป็นคนจ่าย หากผลการศึกษาผิดตั้งแต่ต้น และประเมินแล้วไม่มีคนมาใช้จริง ประเทศไทยก็ไม่ควรเริ่มโครงการตั้งแต่แรก” นายจิรวัฒน์ กล่าว