
15 ก.พ. 2569 12:55 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
ม็อบมิวนิกนับแสนรวมตัวหนุน “มกุฎราชกุมารปาห์ลาวี” จี้โลกกดดันอิหร่านเปลี่ยนระบอบ
ชาวอิหร่านพลัดถิ่นและผู้สนับสนุนกว่า 2.5 แสนคน รวมตัวประท้วงกลางเมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี ขานรับคำร้องขอของ “เรซา ปาห์ลาวี” มกุฎราชกุมารแห่งอิหร่านที่กำลังลี้ภัย เรียกร้องให้นานาชาติเลิกเพิกเฉยต่อความรุนแรงในกรุงเตหะราน และสนับสนุนการเปลี่ยนระบอบปกครองเพื่อประชาธิปไตย
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (14 ก.พ.) เกิดการชุมนุมครั้งใหญ่บริเวณพื้นที่จัดการประชุมความมั่นคงมิวนิก โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่ามีผู้เข้าร่วมชุมนุมสูงถึง 250,000 คน ซึ่งมากกว่าที่ผู้จัดงานคาดการณ์ไว้มาก เพื่อรวมพลังใน “วันแห่งการลงมือทำระดับโลก” (Global Day of Action) สนับสนุนชาวอิหร่านที่กำลังเผชิญกับการปราบปรามอย่างหนักจากรัฐบาล
บรรยากาศในที่ชุมนุมเต็มไปด้วยเสียงกลองและเสียงตะโกนคำขวัญ “Change, change, regime change” (เปลี่ยน เปลี่ยน เปลี่ยนระบอบปกครอง) โดยผู้ประท้วงต่างโบกสะบัดธงสีเขียว-ขาว-แดง ที่มีรูปสิงโตและดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นธงชาติอิหร่านก่อนการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 ที่โค่นล้มราชวงศ์ปาห์ลาวี
เรซา ปาห์ลาวี มกุฎราชกุมารแห่งอิหร่านที่ลี้ภัยอยู่ในต่างแดน ได้กล่าวเตือนว่า หากกลุ่มประเทศประชาธิปไตยยังคงนิ่งเฉยต่อการปราบปรามผู้ประท้วง จะมีผู้เสียชีวิตในอิหร่านเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก “เรามารวมตัวกันในชั่วโมงที่ตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่ง เพื่อตั้งคำถามว่า: โลกจะยืนเคียงข้างประชาชนชาวอิหร่านหรือไม่?” พร้อมเสริมว่าการปล่อยให้รัฐบาลปัจจุบันอยู่รอด จะเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดไปยังกลุ่มเผด็จการทั่วโลกว่า “แค่ฆ่าคนให้มากพอ คุณก็จะรักษาอำนาจไว้ได้”
ไม่เพียงแต่ในมิวนิกเท่านั้น ที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา ทางตำรวจระบุว่ามีผู้เดินขบวนสูงถึง 350,000 คน นอกจากนี้ยังมีการชุมนุมในนครลอสแอนเจลิส และหน้าทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงนิโคเซีย ประเทศไซปรัสอีกด้วย
ไฮไลต์สำคัญที่เมืองมิวนิก คือการที่ผู้ประท้วงบางส่วนสวมหมวกสีแดงที่มีข้อความ “Make Iran Great Again” เลียนแบบหมวก MAGA ของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งนายลินด์เซย์ เกรแฮม วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันของสหรัฐฯ ก็ได้เข้าร่วมปราศรัยและถือหมวกดังกล่าวเพื่อแสดงการสนับสนุนการเคลื่อนไหวครั้งนี้ด้วย
ทั้งนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดในอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากมีการปราบปรามการประท้วงเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยหน่วยงานสิทธิมนุษยชน (HRANA) รายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7,005 ราย (รวมเจ้าหน้าที่รัฐ 214 ราย) ขณะที่รัฐบาลอิหร่านรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตเพียง 3,117 ราย ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นการรายงานตัวเลขที่ต่ำกว่าความเป็นจริง
ขณะนี้รัฐบาลอิหร่านกำลังเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขู่จะใช้มาตรการทางทหารและต้องการให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์ โดยทรัมป์เพิ่งระบุว่าการเปลี่ยนระบอบในอิหร่าน “จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะเกิดขึ้นได้”
การชุมนุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของเจ้าชายปาห์ลาวีในการพยายามแสดงบทบาทผู้นำท่ามกลางความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 50 ปี นับตั้งแต่ลี้ภัยออกจากประเทศ.
ที่มา Associated Press








