อุบผลสอบสส.ปากพล่อย เท้งปิดเงียบ

อุบผลสอบสส.ปากพล่อย  เท้งปิดเงียบ

อุบผลสอบสส.ปากพล่อย เท้งปิดเงียบ

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อุบผลสอบสส.ปากพล่อย เท้งปิดเงียบ อ้างเรื่องภายในปชน. เรืองไกรยื่นปปช.ฟัน

ปชน.ไม่ตรงปก “เท้ง” อ้างดำเนินการทางวินัย “สส.ภัณฑิล” เซ่นปมปากเสียด่ากราดกำนัน- ผญบ.เอี่ยวยาเสพติด แต่ไม่ขอลงในรายละเอียดอ้างเรื่องภายใน  ขณะที่ “เรืองไกร”กัดไม่ปล่อย ร้อง ป.ป.ช.สอบฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมฯ ด้านสภาฯซัดกันเดือดตั้ง 8 กก.กองทุนบำนาญ สส.-สว. ขณะที่“หมอวรงค์”จี้ยกเลิกเอาเปรียบประชาชน

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม นายณัฐพงษ์  เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึง ผลการประชุมคณะกรรมการวินัยพรรคพิจารณาลงโทษนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.ซึ่งอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร พาดพิงกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเกี่ยวพันกับการเสพและค้ายาเสพติดว่าในส่วนนี้เป็นกระบวนการภายในพรรคซึ่งมีการประชุมผู้บริหารพรรค เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา ยืนยันว่าเราดำเนินการทางวินัยเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว

เมื่อถามถึงรายละเอียดการลงโทษนายภัณฑิลเป็นอย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การลงโทษทางวินัยเป็นกระบวนการภายในพรรค ตนยืนยันว่าได้ดำเนินการทางวินัยไปแล้ว ส่วนการแสดงความจริงใจต่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ถูกพาดพิงก็ยืนยันว่าเราไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด

ต่อข้อถามถึงการประสานงานไปยังกระทรวงมหาดไทยเพื่อแจ้งต่อกำนันผู้ใหญ่บ้านให้นายภัณฑิลเข้าไปขอโทษด้วยตัวเองเป็นอย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์กล่าวว่า วันนี้เนื้อหาหลักที่อยากให้ประชาชนได้รับทราบคือความพยายามของรัฐบาลที่พยายามสอดไส้เงินกู้ 200,000 ล้านบาท ในพ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท มากกว่า ส่วนเรื่องทางวินัยของสส.ภายในพรรคประชาชน พวกเราก็จัดการอยู่

ด้าน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กล่าวว่า ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS ขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบนายภัณฑิลว่าเข้าข่ายมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 (1) และตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ พ.ศ.2561 ข้อ 8 ข้อ 17 ประกอบข้อ 27 หรือไม่ โดยคำร้องไม่มีเอกสารแนบ เพราะมีบันทึกการประชุมสภาฯ เป็นพยานหลักฐานแล้ว รวมทั้งขอให้ ป.ป.ช.นำแนวคำพิพากษาศาลฎีกามาประกอบการตรวจสอบในกรณีนี้ด้วย

ที่รัฐสภา วันเดียวกัน มีการประชุมพิจารณาแต่งตั้งกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ตามมาตรา 8 พ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2556 รวม 8 คน ได้แก่ นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย, นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย,นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, นายประยุทธ ศิริพานิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย,นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา สส.ราชบุรี พรรคกล้าธรรม, นายประเสริฐ บุญเรือง อดีตสส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย, น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา อดีต สส.นครปฐม พรคก้าวไกล และ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการพิจารณาแต่งตั้งดังกล่าว นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี อภิปรายเสนอแนะต่อกรรมการกองทุนฯ ตอนหนึ่งว่า ให้พิจารณาความเหมาะสมต่อการอนุมัติเงินสวัสดิการให้กับอดีต สส.และอดีต สว. ว่า กรรมการกองทุนมีทั้งสิ้น 21 คน แบ่งเป็น สส.และ สว.รวมถึงอดีตสมาชิกรัฐสภา มี 17 คน หากรวมเลขาธิการของสภาฯ และวุฒิสภา รวมเป็น 19 คน ส่วนคนนอกมี 2 คน คือปลัดกระทรวงการคลัง และ ผอ.สำนักงบประมาณ ทำให้มีข้อห่วงใยว่ากรรมการจะมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ เอื้อประโยชน์ให้สมาชิกรัฐสภามากเกินจำเป็น

นพ.วรงค์ อภิปรายต่อว่า ปัจจุบัน สส.จ่ายเงินเข้ากองทุนเดือนละ 3,500 บาทต่อเดือน แต่แลกกับสิทธิประโยชน์ที่กองทุนมอบให้กับอดีตสมาชิกรัฐสภา 5 สิทธิประโยชน์ คือ 1.เงินทุนเลี้ยงชีพ หรือ เงินบำนาญ จ่ายรายเดือนตลอดชีวิต  2.รักษาพยาบาลเบิกได้ปีละ 1.3 แสนบาท และกรณีไม่เจ็บป่วย สามารถใช้สิทธิตรวจสุขภาพประจำปีได้ ในวงเงิน 1.3 แสนบาทต่อปี 3.สิทธิช่วยเหลือการศึกษาบุตร โดยในหลักการตนรับได้ แต่เชื่อหรือไม่สิทธิครอบคลุมบุตรที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งมากเกินความจำเป็น 4.กรณีทุพพลภาพ 1.5 หมื่นบาท และ 5.เมื่อถึงแก่กรรม ครอบครัวและลูกได้ 2 แสนบาท จุดที่ประชาชนคลางแคลงใจคือบำนาญ สส.และ สว.หากจ่ายเงินแค่ 1 ปี แล้วเกิดยุบสภา ต้องได้รับการดูแลจนตาย ตนถือว่าสิทธิมากเกินจำเป็น เมื่อรวมกับสิทธิการศึกษาที่ให้กับบุตรที่เรียนโรงเรียนนานาชาติ เป็นสิทธิที่มากเกินความจำเป็น

“เห็น สส.ลาออก บางคนลาออกไปเป็นรัฐมนตรี เมื่อกองทุนไม่ได้จำกัดสิทธิคนเป็นรัฐมนตรีถือว่าลาออก สส.เป็นอดีตสมาชิกทำให้นอกจากได้เงินเดือนรัฐมนตรียังได้เงินบำนาญ สส.อีก ถือว่าเอาเปรียบประชาชน หรือแม้แต่ สส.บางคนลาออกไปลงผู้ว่าฯ กทม.ถ้าได้เป็นนอกจากได้เงินเดือนผู้ว่าฯ กทม.แล้ว ยังได้เงินบำนาญของอดีต สส.หรือ สว.อีก ดังนั้นอยากฝากให้ สส.ที่ไปเป็นกรรมการกองทุนฯ พิจารณาว่าสิทธิอะไรที่มากเกินความจำเป็นอย่าให้มากเกินไป” นพ.วรงค์ กล่าวและว่า ขอเรียกร้องให้ สส.และสว.ชุดปัจจุบัน แสดงเจตนารมณ์ว่าไม่ควรได้รับบำนาญ ถือเป็นจุดเริ่มต้นปฏิรูประบบสภา เพื่อปกป้องผลประโยชน์ประชาชน

ขณะที่ นายสนอง อภิปรายว่า ในฐานะกรรมการกองทุนฯ จะรับข้อเสนอของ นพ.วรงค์ เพื่อบัญญัติหลักเกณฑ์ต่อไป แต่ขอพูดด้วยความสัตย์จริงและเป็นธรรม คนเป็น สส.ไม่ได้รวยทุกคน เคยเห็นอดีต สส.หลายคนตายแล้วไม่มีโลงใส่ ดังนั้นเมื่อมีสวัสดิการเพื่อดูแลให้เหมาะสมกับฐานานุรูป ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะเงินส่วนหนึ่งมาจากการหักเงินเดือนช่วงดำรงตำแหน่ง และเป็นสิทธิแต่ละบุคคลว่าหากคิดว่ามีฐานะดี ไม่เดือดร้อน แจ้งความจำนงขอสละสิทธิรับเบี้ยยังชีพ สส.ซึ่งจะได้รับการประกาศเกียรติคุณ

อย่างไรก็ตาม นพ.วรงค์ ชี้แจงต่อว่า เงินภาษีของประชาชนที่จ่ายเป็นกองทุนฯ ให้อดีตสมาชิกรัฐสภา ปีละ 400-500 ล้านบาท ถือว่าเอาเปรียบประชาชน ทั้งนี้ แม้ว่าสส.ไม่ได้รวยทุกคน แต่พอดูแลตัวเองได้ ตนไม่มีเงินมาก แต่พอดูแลตัวเองได้ เพราะไม่โลภ ไม่คิดเข้ามาโกง ตนพอเพียงกับชีวิต ดังนั้นอย่าวัดว่าใครจนใครรวย แต่วัดที่สำนึกความรับผิดชอบต่อประชาชน

อีกด้านหนึ่ง ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เข้ายื่นหนังสือถึงรมว.ยุติธรรม เรื่องขอให้ยับยั้งคณะกรรมการพิจารณาพักการลงโทษ 3 คณะ ในประเด็นการพิจารณาการกระทำผิดวินัยหรือผิดอาญาระหว่างถูกกุมขังของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีโดยมีนายกิตติวิทย์ คงบุญรักษ์ หัวหน้าศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้รับเรื่องแทน

นายพิชิต กล่าวว่า เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา กรมราชทัณฑ์ ได้ออกเอกสารชี้แจงเกี่ยวกับการพักโทษนายทักษิณ โดยอ้างว่าไม่ได้กระทำความผิดซ้ำในเวลา 5 ปี ตามเงื่อนไขกฎหมายอาญามาตรา 92 และ 93 ซึ่งทาง คปท.มองว่ากรมราชทัณฑ์อ้างข้อกฎหมายผิด เหมือนการนำคดีแพ่งมาอธิบายคดีอาญา ทั้งที่ควรศึกษาว่าระหว่างที่นายทักษิณมีหมายขังสั่งจำคุกตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2567 มีพฤติการณ์อย่างไร

ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษระดับเรือนจำคลองเปรม ระดับกรม และระดับกระทรวง มีมติให้พักโทษนายทักษิณโดยติดกำไล EM นั้น ต่อมากรมราชทัณฑ์ยืนยันว่ากระบวนการเป็นไปตามกรอบกฎหมาย โปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยเฉพาะคำชี้แจงข้อ 3 ที่ระบุว่านายทักษิณต้องโทษ 3 คดี ได้รับพระราชทานอภัยลดโทษเหลือ 1 ปี และศาลฎีกาฯ วินิจฉัยว่าไม่อาจนำช่วงเวลาที่อยู่ รพ.ตำรวจมาหักเป็นวันคุมขังได้ การบังคับโทษ 1 ปี จึงมิใช่การกระทำผิดซ้ำ ตามมาตรา 92 หรือ 93 และไม่ใช่กรณีนักโทษเด็ดขาดที่พ้นโทษแล้ว กลับมากระทำผิดอีกภายใน 5 ปี ทำให้นายทักษิณมีคุณสมบัติครบตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องในฐานะนักโทษเด็ดขาดชั้นกลาง

อย่างไรก็ตาม คปท.เห็นว่าการพิจารณาตามคำชี้แจงข้อ 3 ของกรมราชทัณฑ์ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และอ้างระเบียบกฎหมายไม่ถูกต้อง โดยขาดการนำเอาคำสั่งศาลฎีกาฯ มาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แต่กลับบิดเบือนข้อเท็จจริง ทั้งที่ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาฯ ออกคำสั่ง คือ 1.การส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวนอกเรือนจำไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ มาตรา 55 และกฎกระทรวงฯ 2.การบังคับโทษไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยทราบดีว่าไม่ได้ป่วยวิกฤตฉุกเฉิน และ 3.จำเลยมีส่วนตัดสินใจปฏิเสธการผ่าตัดโรคหัวใจและกระดูกคอ แต่เลือกผ่าตัดนิ้วล็อกและเอ็นไหล่ขวาซึ่งไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เป็นผลให้การรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจขยายเวลาออกไปทั้ง 3 ประเด็นชัดเจนว่านายทักษิณรับรู้และอยู่ในขบวนการบังคับโทษมิชอบ ซึ่งอาจมีโทษอาญาตามมาและเป็นการกระทำผิดวินัยระหว่างต้องขัง ซึ่งผู้ผิดวินัยจะไม่ได้รับการพักโทษตามลักษณะต้องห้ามในการนำตัวออกไปกักขังนอกเรือนจำ ตามประกาศกรมราชทัณฑ์ ข้อ 3 (2) (ข) และ (ค) คือมีประวัติกระทำผิดวินัย หรือเคยกระทำผิดเงื่อนไขหรือผิดอาญาระหว่างถูกกุมขังในสถานที่อื่น

ดังนั้นคณะกรรมการพักโทษทั้ง 3 คณะต้องนำประเด็นนี้มาพิจารณา ไม่ใช่ไปอ้างเรื่องการไม่กระทำความผิดซ้ำตามมาตรา 92 และ 93 ซึ่งการกระทำของกรมราชทัณฑ์อาจเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่าแม้รัฐมนตรีจะออกมาระบุว่ามีการตรวจสอบรายละเอียดครบถ้วนแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้ตอบข้อสงสัยสำคัญ เรื่องการกระทำผิดระหว่างถูกคุมขัง โดยมองว่ากรมราชทัณฑ์พยายามอธิบายข้อกฎหมายในลักษณะเลี่ยงประเด็นและลดทอนความร้ายแรงของคำสั่งศาลฎีกา

ส่วนแนวทางการเคลื่อนไหว หากท้ายที่สุดนายทักษิณได้รับการพักโทษจริง กลุ่ม คปท.ก็เตรียมยื่นร้องตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กับคณะกรรมการทั้ง 3 ชุด รวมถึงรมว.ยุติธรรม เนื่องจากเห็นว่าได้รับการทักท้วงอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ยังไม่ดำเนินการยับยั้ง

ด้าน นพ.วรงค์ กล่าวถึงกรณีนายทักษิณ กำลังจะได้รับการพักโทษ ว่าต้องยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นเนื่องจากเป็นการกระทำผิดกฎหมาย และศาลมีคำพิพากษาให้กลับเข้าไปจำคุก จนถึงวันนี้นายทักษิณ ได้จำคุกแล้ว 8 เดือน ถือว่าครบ 2 ใน 3 สามารถได้รับการพักโทษได้ เป็นสิ่งที่นายทักษิณ และคนอื่นๆ ควรได้รับอยู่แล้ว ส่วนตัว ตนโอเคในหลักการ เพราะยึดหลักความถูกต้อง ยึดหลักกฎหมาย เมื่อเขากระทำผิด และรับผิดแล้ว ติดคุกแล้ว เราก็ต้องชื่นชมที่ยอมติดคุก หลังจากนี้ ก็เป็นเรื่องของเขาที่จะวางแผนอนาคต

ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม.สมาชิกครอบครัวชินวัตร นำโดยนายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค พร้อมภรรยา น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ หรือเอม พร้อมสามี และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรืออิ๊งค์ อดีตนายกฯ และที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย พร้อมสามี เข้าเยี่ยมนายทักษิณ ครั้งที่ 61 ซึ่งเป็นการเยี่ยมครั้งสุดท้าย ก่อนจะได้รับการพิจารณาพักโทษ ท่ามกลางคนเสื้อแดง ที่มาคอยให้กำลังใจ

น.ส.แพทองธารกล่าวว่า จากที่ได้พูดคุยกับคุณพ่อ ท่านรู้สึกดีใจเพราะวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ จะได้รับการพักโทษ โดยทุกคนก็จะมารับ คุณพ่อฝากบอกว่า อยู่มา 241 วันแล้ว และไม่ได้พูดคุยเรื่องการเมืองเลย คุยแต่เรื่องชีวิตและหลานๆ ลูกๆ ส่วนหากออกมาแล้วคุณพ่ออยากทำอะไร ท่านก็ไม่ได้มีอะไร บอกแค่ว่าต้องไปตรวจสุขภาพ ก็คงดูแลเรื่องสุขภาพ สำหรับกรณีมีลุ้นเรื่องไม่ต้องติดกำไล EM สามารถยื่นคำร้องไปยังกรมคุมประพฤติได้นั้น เรื่องนี้คงให้เป็นไปตามกระบวนการ

ส่วนกรณีที่ปัจจุบันยังมีผู้เห็นต่างทางการเมืองออกมาคัดค้านการพักโทษนายทักษิณ โดยระบุว่าหากได้พักโทษจริง จะร้องเอาผิดคณะกรรมการทั้ง 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้น น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ก็ขอให้เขาได้ทำตามสิทธิ

สีหศักดิ์ ร่วมถก รมต.ต่างประเทศ เตรียมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48

สีหศักดิ์ ร่วมถก รมต.ต่างประเทศ เตรียมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48

สีหศักดิ์ ร่วมถก รมต.ต่างประเทศ เตรียมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.27 น.

7 พฤษภาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน เพื่อเตรียมการสำหรับการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ในวันถัดไป (8 พฤษภาคม 2569) ที่ประชุมได้หารือประเด็นสำคัญ อาทิ กิจกรรมเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 50 ปี สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC) ในเดือนกรกฎาคม 2569 การขยายความร่วมมือกับภาคีภายนอกท่ามกลางบริบทโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะการรับคู่เจรจาใหม่ และการดำเนินการตามฉันทมติ 5 ข้อของอาเซียน ซึ่งไทยได้เสนอแนวคิดการดำเนินการต่อไปสำหรับอาเซียนในการปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลใหม่ของเมียนมาตามแนวทาง calibrated re-engagement

นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ยังได้เข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ครั้งที่ 31 การประชุมคณะมนตรีประสานงานอาเซียน ครั้งที่ 38 และการประชุมร่วมรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งได้หารือแนวทางพัฒนาความร่วมมือในภูมิภาคในการรับมือกับสถานการณ์ตะวันออกกลางผ่านการประสานงานระหว่างเสาประชาคมอาเซียน เพื่อส่งเสริมให้อาเซียนมีบทบาทเชิงรุกและสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงานและความปลอดภัยของคนชาติอาเซียน

– 006

นายกฯ ย้ำไทย เดินหน้าสันติภาพ บนพื้นฐานการเจรจาและความไว้วางใจ

นายกฯ ย้ำไทย เดินหน้าสันติภาพ บนพื้นฐานการเจรจาและความไว้วางใจ

นายกฯ ย้ำไทย เดินหน้าสันติภาพ บนพื้นฐานการเจรจาและความไว้วางใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.53 น.

นายกฯ ย้ำไทย เดินหน้าสันติภาพ บนพื้นฐานการเจรจาและความไว้วางใจ พร้อมส่งเสริมความร่วมมือและเสถียรภาพของภูมิภาคอย่างสร้างสรรค์

วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2569) เวลา 18.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ โรงแรม Shangri-La Mactan เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมหารือสามฝ่าย ร่วมกับ สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และ นายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เพื่อหารือสถานการณ์ไทย-กัมพูชา โดยฝ่ายฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนเป็นผู้ริเริ่มจัดการประชุมครั้งนี้

ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายกรัฐมนตรีได้แถลงข่าวเรียงตามลำดับตัวอักษร เริ่มจากประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน ต่อด้วยนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายกรัฐมนตรีไทย

โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน ที่ริเริ่มจัดการประชุมครั้งสำคัญนี้ พร้อมเปิดเผยว่า ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาอย่างสร้างสรรค์และมุ่งมองไปข้างหน้า โดยการหารือเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาและมีความหมาย ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยืนยันร่วมกันถึงความมุ่งมั่นต่อการเจรจาและการรักษาสันติภาพ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดในหลายมิติ พร้อมย้ำว่า ความขัดแย้งนำมาซึ่งความสูญเสียและความทุกข์ยากแก่ทุกฝ่าย และยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของสันติภาพ ดังนั้น จึงถึงเวลาที่ทั้งสองประเทศจะร่วมกันมองไปข้างหน้าและเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์ ซึ่งต้องอาศัยความจริงใจ ความสุจริตใจ และความมุ่งมั่นร่วมกันในการก้าวข้ามความท้าทาย

ในโอกาสนี้ ไทยและกัมพูชาเห็นพ้องร่วมกันที่จะมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศทำงานร่วมกัน เพื่อจัดทำรายการมาตรการสร้างความเชื่อมั่นในทางปฏิบัติ โดยเริ่มจากประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายมีจุดร่วมและสามารถดำเนินการได้ทันที ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูความไว้วางใจ และค่อย ๆ สร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง

นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ไทยและกัมพูชาจำเป็นต้องเดินหน้าไปด้วยกันอย่างค่อยเป็นค่อยไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมระบุว่า ในระหว่างการดำเนินการ ทั้งสองฝ่ายควรสื่อสารกันโดยตรงมากขึ้นในทุกระดับ เพื่อช่วยลดช่องว่างของความเข้าใจ และร่วมกันแสวงหาแนวทางขยายความร่วมมือในสาขาที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

ในประเด็นเรื่องเขตแดนทางบกและทางทะเล นายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวทางในการหารือ เพื่อเดินหน้าจัดการกับประเด็นดังกล่าว บนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การหารือในวันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อสันติภาพและความร่วมมือในภูมิภาค พร้อมยืนยันว่า ไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่ายอย่างสร้างสรรค์ บนพื้นฐานของความเข้าใจที่ดี ความเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม

อากาศวิปริตพ่นพิษ! กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์น็อคน้ำพุ่ง 200 กก. จำใจหั่นราคาเลหลัง

อากาศวิปริตพ่นพิษ! กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์น็อคน้ำพุ่ง 200 กก. จำใจหั่นราคาเลหลัง

อากาศวิปริตพ่นพิษ! กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์น็อคน้ำพุ่ง 200 กก. จำใจหั่นราคาเลหลัง

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.03 น.

อากาศวิปริตพ่นพิษ! กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์น็อคน้ำตายพุ่ง 200 กก. พ่อค้าโอดเศรษฐกิจซบคนไม่ซื้อ จำใจหั่นราคาเลหลัง กก.ละ 100 หวังต่อลมหายใจ

วันที่ 8 พ.ค. 69 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ในเขตพื้นที่ ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ หลังได้รับแจ้งว่าเกษตรกรหลายรายกำลังประสบปัญหากุ้งน็อคน้ำตายเป็นจำนวนมาก สร้างความเสียหายอย่างหนักในระยะนี้

นายไมตรี อายุ 56 ปี เกษตรกรและพ่อค้าคนกลาง เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ปัญหาราคาพลังงานและสภาวะเศรษฐกิจซบเซา ทำให้บรรยากาศการค้าขายกุ้งก้ามกรามไม่คึกคักเหมือนที่ผ่านมา แม้จะเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์แต่ลูกค้ากลับมีกำลังซื้อลดลง ส่งผลให้กุ้งขนาดตัวโตอายุ 5 เดือนที่พร้อมจำหน่ายต้องตกค้างอยู่ในบ่อจำนวนมาก

ซ้ำร้ายในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สภาพอากาศเกิดความแปรปรวนอย่างรุนแรง กลางวันร้อนจัดสลับกับมีฝนตกลงมา ทำให้อุณหภูมิน้ำเปลี่ยนแปลงกะทันหันจนกุ้งปรับสภาพไม่ทันและน็อคตาย โดยเฉพาะบ่อของลูกสาวนายไมตรีที่น็อคตายไปกว่า 40-50 กก. ในวันเดียว และหากนับรวมความเสียหายก่อนหน้านี้พบว่ามีกุ้งตายไปแล้วไม่ต่ำกว่า 200 กก.

นายไมตรี กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่จะขาดทุนทั้งหมด ตนจำเป็นต้องนำกุ้งที่เพิ่งเริ่มน็อคตายมา “เลหลังขาย” ในราคากิโลกรัมละ 100 บาท ส่วนกุ้งสดที่ยังเหลืออยู่ก็ต้องเร่งจับจำหน่ายในราคาต่ำสุดเท่าที่เคยมีมา โดยกุ้งรวมขายเพียง กก.ละ 200 บาท และกุ้งคัดไซส์ กก.ละ 250 บาท เพื่อเร่งระบายผลผลิตออกสู่ตลาดให้เร็วที่สุด

ปัจจัยสำคัญอีกประการที่ทำให้กุ้งน็อคตายง่ายขึ้น คือการขาดแคลนน้ำสำหรับเปลี่ยนถ่ายในบ่อกุ้ง เนื่องจากทางเขื่อนลำปาวมีการปิดน้ำเพื่อปรับปรุงคูคลองตามวงรอบปกติ อย่างไรก็ตามเกษตรกรคาดหวังว่าหากมีฝนตกลงมาสม่ำเสมอทำให้อากาศเย็นลง หรือมีการส่งน้ำเข้าสู่ระบบคลองชลประทานอีกครั้ง สถานการณ์การน็อคตายของกุ้งก้ามกรามก็น่าจะเริ่มคลี่คลายลงได้

84ปีกรมปศุสัตว์พลิกโฉมสู่องค์กรดิจิทัลเต็มรูปแบบ

84ปีกรมปศุสัตว์พลิกโฉมสู่องค์กรดิจิทัลเต็มรูปแบบ

84ปีกรมปศุสัตว์พลิกโฉมสู่องค์กรดิจิทัลเต็มรูปแบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.43 น.

“ปิยะรัฐชย์ ”ประกาศกรมปศุสัตว์ 84 ปีพลิกโฉมสู่องค์กรดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบยกระดับการขับเคลื่อนภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน

วันนี้ (7 พ.ค.) น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมปศุสัตว์ ครบรอบ 84 ปี ภายใต้แนวคิด “84 ปี กรมปศุสัตว์ มุ่งมั่นสู่ความทันสมัย ด้วยหัวใจดิจิทัล” โดยมีนายจเด็ศ จันทรา ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ที่กรมปศุสัตว์ เขตราชเทวี กทม.โดยภายในงานได้มีการนำเสนอการพัฒนา “ระบบ DLD e-Tracking” ในฐานะนวัตกรรมสำคัญที่ต่อยอดแนวคิด “หัวใจดิจิทัล” ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งระบบดังกล่าวสามารถติดตามการเคลื่อนย้ายและตรวจสอบสินค้าปศุสัตว์แบบเรียลไทม์ผ่านเทคโนโลยี GPS Tracking และ Mobile Application เชื่อมโยงข้อมูลกับฐานข้อมูลกลางของกรมปศุสัตว์ ครอบคลุมตั้งแต่การนำเข้า การผ่านราชอาณาจักร การส่งออก และพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่การผลิต  ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์ ลดการลักลอบเคลื่อนย้าย และสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของสินค้าปศุสัตว์ไทย ตลอดจนเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมและบูธบริการประชาชนบริการด้านสัตวแพทย์แบบครบวงจร อาทิ การผ่าตัดทำหมัน การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การฝังไมโครชิพ และการขึ้นทะเบียนสุนัขและแมวโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงและสร้างความตระหนักด้านสวัสดิภาพสัตว์แก่ประชาชน

พร้อมกันนี้ ยังมีการจำหน่ายไข่ไก่ราคาประหยัดเพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชน รวมถึงการจัดนิทรรศการ “84 ปี กรมปศุสัตว์ เคียงข้างเกษตรกรไทย” เพื่อถ่ายทอดบทบาท ภารกิจ และพัฒนาการสำคัญของกรมปศุสัตว์ในการสนับสนุนภาคการเกษตรไทยอย่างต่อเนื่อง

น.ส.ปิยะรัฐชย์ กล่าวว่า การจัดงานครั่งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนถึงทิศทางการพัฒนาองค์กรที่มุ่งสู่การนำเทคโนโลยีดิจิทัลนำมาประยุกต์ใช้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การบริหารจัดการภายใน การเฝ้าระวังและควบคุม โรคสัตว์ การพัฒนาระบบการเลี้ยงสัตว์

พร้อมทั้งขับเคลื่อนนโยบาย “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” โดยมุ่งยกระดับการผลิตด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ควบคู่การบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่ เพื่อรองรับการตลาดและการส่งออก รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร อีกทั้ง ยกระดับระบบการผลิตและการตรวจสอบย้อนกลับ ตลอดห่วงโซ่อุปทาน อันเป็นการวางรากฐานสำคัญสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต ภายใต้ทิศทางดังกล่าวต่อไป

ขณะที่นายสัตวแพทย์สมชวน กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ เดินหน้าปรับกระบวนการทำงานให้รวดเร็ว ลดความซ้ำซ้อน ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้สนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ในการยกระดับการให้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อพัฒนาองค์กรให้ทันสมัยและรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ซึ่งปัจจุบันภาคปศุสัตว์ไทยมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยในปี 2568 มีมูลค่าการส่งออกสินค้าปศุสัตว์กว่า 3.3 แสนล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในปี 2569 โดยสินค้าหลัก ได้แก่ ไก่เนื้อ ไข่ไก่ น้ำผึ้ง ผลิตภัณฑ์แปรรูป และอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งการพัฒนาระบบติดตามดังกล่าวจะช่วยรักษามาตรฐานและความเชื่อมั่นของตลาดส่งออกในระยะยาว

ในโอกาสนี้ รมช.เกษตรฯ มอบโค 25 ตัว ให้แก่เกษตรกร อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา ภายใต้โครงการธนาคารโค–กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่บุคลากรและเครือข่ายที่ทำคุณประโยชน์แก่กรมปศุสัตว์เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและเป็นแบบอย่างที่ดีในการพัฒนาภาคปศุสัตว์ของประเทศด้วย และกระทรวงเกษตรฯ ได้เดินหน้ายกระดับการดำเนินงานเชิงรุก ด้วยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรไทยอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

015

ระวัง! ปวดคอ บ่า ไหล่ไม่หาย อาจเกิดจากการรักษาไม่ตรงจุด

ระวัง! ปวดคอ บ่า ไหล่ไม่หาย อาจเกิดจากการรักษาไม่ตรงจุด

ระวัง! ปวดคอ บ่า ไหล่ไม่หาย อาจเกิดจากการรักษาไม่ตรงจุด

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.28 น.

อาการปวดคอ บ่า และไหล่ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในกลุ่มวัยทำงาน โดยมักมีความเกี่ยวข้องกับภาวะออฟฟิศซินโดรม ซึ่งเกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อซ้ำ ๆ หรือการอยู่ในท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน การดูแลอย่างเหมาะสมจึงควรเริ่มจากการประเมินอย่างละเอียด เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการ ก่อนนำไปสู่การวางแผนการรักษาและการออกกำลังกายที่สอดคล้องกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล ร่วมกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาและสนับสนุนผลลัพธ์ในระยะยาว

นพ. ธนวัฒน์ เพชรรัชตะชาติ  เวชศาสตร์ฟื้นฟูทั่วไป โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า  ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) เป็นกลุ่มอาการที่มักเกิดจากพฤติกรรมการใช้งานร่างกายแบบเดิมซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานโดยไม่ลุกเปลี่ยนท่า หรือก้มมองโทรศัพท์ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง หลายคนอาจเริ่มงานตั้งแต่เช้าแล้วนั่งยาวไป 2–3 ชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว บางครั้งอยู่ในท่าเดิมเกือบทั้งวัน ทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนต้องทำงานหนักต่อเนื่อง ขณะที่บางส่วนแทบไม่ได้ใช้งานเลย เมื่อเป็นแบบนี้ซ้ำ ๆ ร่างกายจะเริ่มมีอาการตึง ล้า และปวด โดยเฉพาะบริเวณคอ บ่า และไหล่ ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยในวัยทำงาน 

นพ. ธนวัฒน์ เพชรรัชตะชาติ  เวชศาสตร์ฟื้นฟูทั่วไป โรงพยาบาลเวชธานี 

อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ ปวดคอ มักเริ่มรู้สึกตึงเล็กน้อยช่วงสาย หรือหลังนั่งทำงานต่อเนื่องไปสักพัก และอาจชัดขึ้นในช่วงบ่าย , ปวดบ่า มักรู้สึกหนักหรือเกร็งบริเวณบ่า โดยเฉพาะช่วงบ่ายถึงเย็น หลังอยู่ในท่าเดิมนานๆ, ปวดไหล่ อาจเริ่มรู้สึกตึงหรือยกแขนไม่สบาย หลังใช้งานแขนหรือไหล่ซ้ำๆ ตลอดทั้งวัน ความรู้สึกตึงหรือเมื่อยล้าในกล้ามเนื้อ ซึ่งมักสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ และชัดเจนหลังเลิกงาน หรือในวันที่ใช้งานร่างกายต่อเนื่องโดยไม่ได้พัก อาการเหล่านี้อาจเริ่มต้นเพียงเล็กน้อย แต่สามารถพัฒนาเป็นอาการเรื้อรังได้ หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม

การดูแลอาการปวดคอ บ่า ไหลในระยะเริ่มต้น 

ในเบื้องต้น ผู้ที่มีอาการปวดคอ บ่า ไหล มักเริ่มจากการดูแลตนเอง เช่น การพักการใช้งาน การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ หรือการปรับท่าทางในการทำงาน บางรายอาจเข้ารับการดูแลเพิ่มเติม เช่น กายภาพบำบัด หรือการรักษาเพื่อช่วยลดอาการปวดและคลายกล้ามเนื้อ

แม้แนวทางเหล่านี้จะช่วยบรรเทาอาการได้ในระยะหนึ่ง แต่อาการในผู้ป่วยบางรายอาจยังคงเป็น ๆ หาย ๆ หรือกลับมาเป็นซ้ำได้

ทำไมรักษาออฟฟิศซินโดรมแล้ว “ไม่ดีขึ้นสักที”?

ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยพบว่า แม้จะได้รับการรักษาแล้ว แต่อาการยังคงกลับมาเป็นซ้ำ หรือไม่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งหนึ่งในสาเหตุสำคัญ คือ ยังไม่ทราบ “ต้นเหตุที่แท้จริง” ของอาการปวด

เนื่องจากอาการปวดคอ บ่า ไหล อาจไม่ได้เกิดจากกล้ามเนื้อบริเวณที่รู้สึกปวดเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อในส่วนอื่นของร่างกายร่วมด้วย หากไม่ได้รับการประเมินอย่างละเอียด การรักษาอาจไม่ตรงกับสาเหตุของปัญหาในแต่ละบุคคล การดูแลออฟฟิศซินโดรมที่เหมาะสม ควรเริ่มจากการตรวจประเมินร่างกายที่มีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันมีการนำเครื่อง Physio Body Scan มาใช้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยวิเคราะห์การทำงานของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย โดยแสดงผลในรูปแบบภาพ 3 มิติ ร่วมกับระบบ AI ที่ช่วยประมวลผลข้อมูล ทำให้สามารถมองเห็นความไม่สมดุลของร่างกายได้อย่างชัดเจน ภายในเวลาไม่เกิน 10 นาที  การตรวจประเมินนี้ช่วยให้สามารถระบุจุดปวดตึงของกล้ามเนื้อ ตรวจหาความไม่สมดุลของร่างกาย วิเคราะห์รูปแบบการใช้งานกล้ามเนื้อที่อาจเป็นต้นเหตุของอาการปวด

แนวทางการดูแลออฟฟิศซินโดรมแบบเฉพาะบุคคล

หลังจากการประเมินอย่างละเอียด แนวทางการดูแลจะถูกออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล  1. การประเมินแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Assessment) ช่วยให้เข้าใจสภาพร่างกายและปัญหาที่แท้จริงของผู้ป่วยแต่ละราย 2. การวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment Program) แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจะพิจารณาแนวทางการดูแลให้สอดคล้องกับผลการประเมิน เพื่อให้การรักษามีความตรงกับสาเหตุของอาการมากขึ้น  ในบางกรณี อาจมีการใช้เทคโนโลยีทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูร่วมด้วย เช่น Shockwave Therapy เพื่อดูแลอาการปวดจากกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อ

PMS (Peripheral Magnetic Stimulation) เพื่อกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อ Redcord Therapy เพื่อฝึกการทำงานของกล้ามเนื้อเชิงลึกและปรับสมดุลของร่างกาย ทั้งนี้ การเลือกใช้วิธีการรักษาจะพิจารณาตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย ภายใต้การดูแลของแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและทีมสหสาขาวิชาชีพ  3. การออกกำลังกายเพื่อการรักษา (Therapeutic Exercise)การออกกำลังกายถูกออกแบบเฉพาะบุคคล เพื่อแก้ไขความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อ และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ

อย่างไรก็ตาม แนวทางการรักษาทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและนักกายภาพบำบัด หากอาการปวดคอ บ่า ไหล่ ยังไม่ดีขึ้น หรือกลับมาเป็นซ้ำแม้ได้รับการดูแลแล้ว การเข้ารับการประเมินอย่างละเอียดโดยแพทย์เฉพาะทาง อาจเป็นก้าวสำคัญในการค้นหาสาเหตุที่แท้จริง และนำไปสู่การดูแลที่ตรงจุด เพื่อช่วยให้ร่างกายกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างสมดุล และลดโอกาสการเกิดซ้ำในระยะยาว

เข้าใจ ‘ฝ้า’ ให้ชัด สาเหตุที่เกิดมาจากอะไร?

เข้าใจ ‘ฝ้า’ ให้ชัด สาเหตุที่เกิดมาจากอะไร?

เข้าใจ ‘ฝ้า’ ให้ชัด สาเหตุที่เกิดมาจากอะไร?

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.22 น.

ฝ้า หนึ่งในปัญหาผิวที่พบได้บ่อย และมักจะสร้างความกังวลใจอย่างมากหากต้องเผชิญ เป็นเพราะการรักษาต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู ทำให้หลายคนต้องหนักใจเมื่อฝ้าเกิดขึ้นบนใบหน้า ทำลายความมั่นใจด้วยความไม่สม่ำเสมอของสีผิว ต้องใช้เครื่องสำอางช่วยปกปิดเพื่อไม่ให้เห็นร่องรอยของฝ้า กิฟฟารีน ชวนมาทำความเข้าใจฝ้า สาเหตุเกิดขึ้นจากอะไร และมีวิธีป้องกันฝ้าอย่างไร เพื่อทวงคืนผิวสวยให้กลับมาอีกครั้ง

ฝ้า ไม่ได้เกิดแค่บนผิวเพียงเท่านั้น แต่ยังส่งผลมาจากภายในด้วย โดย ‘ฝ้า’ เกิดจากความผิดปกติของการสร้างเม็ดสีเมลานินใต้ผิวหนัง ทำให้บางบริเวณมีสีเข้มกว่าปกติ ส่วนใหญ่จะเกิดบริเวณโหนกแก้ม จมูก หน้าผาก คาง โดยมีลักษณะเป็นปื้น เป็นรอยคล้ำสีน้ำตาลอ่อนไปถึงเข้ม ซึ่งมีปัจจัยหลายด้านที่ส่งผลทำให้เกิดฝ้าได้ ทั้ง  แสงแดด UV ที่กระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานิน ความร้อนหรือแสงบางประเภท เช่น แสงสีฟ้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ  การอักเสบของผิว เช่น สิว การแพ้ หรือการระคายเคือง อายุและการผลัดเซลล์ผิวที่ช้าลง พบได้ในช่วงอายุ 30 – 40 ปี ขึ้นไป  ปัจจัยจากฮอร์โมน เช่น ในช่วงตั้งครรภ์ หรือการใช้ยาคุมกำเนิด รวมทั้ง พันธุกรรม ที่ทำให้มีแนวโน้มเกิดฝ้าได้ง่าย

 ฝ้า แบ่งออกเป็นหลายประเภท ซึ่งเกิดจากสาเหตุและปัจจัยที่แตกต่างกันออกไป เช่น  ฝ้าตื้น มีลักษณะสีน้ำตาลเข้ม ขอบชัด อยู่บนชั้นหนังกำพร้า, ฝ้าลึก มีลักษณะสีน้ำตาลอมเทา ขอบไม่ชัด อยู่ในชั้นหนังแท้,  ฝ้าผสม มีลักษณะเป็นทั้งฝ้าตื้นและฝ้าลึกในบริเวณเดียวกัน,  ฝ้าแดด เกิดจากผิวถูกกระตุ้นจากแสงแดด UV สะสมเป็นเวลานาน  มีลักษณะเป็นปื้นหรือจุดสีน้ำตาลบริเวณที่โดนแดดบ่อย เช่น โหนกแก้ม  หรือ หน้าผาก, ฝ้าเลือด มีลักษณะเป็นปื้นน้ำตาลแดง  หรือ อมชมพู เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดฝอยใต้ผิวหนัง เมื่อเส้นเลือดฝอยเกิดการขยายตัวผิดปกติ จากการโดนแดดเป็นเวลานาน หรือฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง

เมื่อเป็นฝ้าจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความกังวลใจหลายด้าน ทั้งกลัวว่าฝ้าจะขยายวงกว้างมากขึ้น มีสีผิวไม่สม่ำเสมอ แต่งหน้าปกปิดยาก โดยปัจจุบันพบว่ามีหลายวิธีในการรักษา โดยต้องอาศัยความสม่ำเสมอในการรักษา ไปพร้อมกับการป้องกันไม่ให้เกิดฝ้าได้  ทั้งควรหลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดดจัด ทาครีมกันแดด ใช้อุปกรณ์ป้องกันแสงแดดและความร้อน โดยอีกหนึ่งสิ่งที่สามารถช่วยดูแลปัญหาผิวจากฝ้าได้ด้วยการบำรุงและฟื้นฟูผิวหน้า

กิฟฟารีน (Giffarine) ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “กิฟฟารีน เมลาโปร” (Giffarine MelaPro) เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่มีความกังวลใจเรื่องฝ้า กระ จุดด่างดำ เสมือนใส่ Filter ให้ผิว ด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ ผสาน 2 สารสกัดระดับโลก นำเข้าจากฝรั่งเศส ที่มีงานวิจัยรองรับอย่าง Pycnogenol ® และ Oli-OlaTM โดยกิฟฟารีนเป็นแบรนด์แรกในไทยที่ใช้ Pycnogenol ® ร่วมกับ Oli-OlaTM ซึ่งเป็นสารสกัดที่มีงานวิจัยเรื่องฝ้าโดยเฉพาะ  

สำหรับ Pycnogenol ® เป็นสารสกัดจากเปลือกสนมาริไทม์ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง ที่มีประโยชน์หลากหลาย ไม่ใช่แค่เรื่องผิว แต่ครอบคลุมสุขภาพโดยรวมทั้ง ดวงตา ข้อ หัวใจและหลอดเลือด ความจำและสมอง ระบบทางเดินหายใจ และสุขภาพผู้หญิง ส่วน Oli-OlaTM เป็นสารสกัดจากมะกอก หนึ่งเดียวที่มีงานวิจัยเรื่องฝ้า โดยแหล่งปลูกมะกอกมาจากทางตอนใต้ของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีสภาพอากาศที่เหมาะสม ทำให้ได้ผลผลิตมะกอกคุณภาพสูง

เพื่อให้ผิวสวยระดับ World Class คลายความกังวลทั้งฝ้าเก่ และฝ้าใหม่  ด้วย “Giffarine MelaPro” ผสานสารสกัดทั้ง 2  ชนิด ที่ช่วยดูแลฝ้าแบบ Multi-Mechanistic  และบาลานซ์ความเข้มของเม็ดสี  นอกจากนี้ ยังส่งผลดีต่อความชุ่มชื้น และความยืดหยุ่นของผิว  เพื่อการดูแลผิวอย่างมีประสิทธิภาพ ควรทาครีมกันแดดเป็นประจำ เพื่อปกป้องทั้งภายในและภายนอกไปพร้อมกัน

กรมชลฯ เดินหน้าพัฒนา ‘อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก)’ แก้แล้งอย่างยั่งยืน เติมน้ำให้ชุมชน รักษาระบบนิเวศพะเยา

กรมชลฯ เดินหน้าพัฒนา ‘อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก)’ แก้แล้งอย่างยั่งยืน เติมน้ำให้ชุมชน รักษาระบบนิเวศพะเยา

กรมชลฯ เดินหน้าพัฒนา ‘อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก)’ แก้แล้งอย่างยั่งยืน เติมน้ำให้ชุมชน รักษาระบบนิเวศพะเยา

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.14 น.

ท่ามกลางความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศและปรากฎการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ  ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศแบบสุดขั้ว จึงต้องเตรียมพร้อมรับมือ ทั้งการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค และเกษตรกรรม โดยตำบลศรีถ้อย อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา เป็นหนึ่งในพื้นที่ประสบปัญหาฝนทิ้งช่วงและขาดแคลนน้ำต่อเนื่องในฤดูแล้ง ส่วนในฤดูน้ำหลากกลับไม่มีแหล่งน้ำสำหรับกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์

โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก)

ด้วยเหตุนี้ กรมชลประทาน เดินหน้าพัฒนา “โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก)” เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน และพลิกฟื้นชีวิตเกษตรกรในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการยื่นหนังสือแจ้งความประสงค์ให้สร้างอ่างเก็บน้ำ จากภาคประชาชนเป็นจุดเริ่มต้น

น.อ. สุรชิต ดวงจันทร์ ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก) ในฐานะผู้ยื่นหนังสือ กล่าวว่า เมื่อเดือนกรกฏาคม ปี 2556 กลุ่มผู้ใช้น้ำห้วยแม่ใจ ได้รวมตัวกันยื่นหนังสือถึงกรมชลประทาน ขอให้สร้างอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ  (ห้วยหก) เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ทั้งในการอุปโภคบริโภค รวมถึงภาคการเกษตรซึ่งพื้นที่กว่าร้อยละ 80 อยู่นอกเขตชลประทาน  

น.อ. สุรชิต ดวงจันทร์ ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก) 

 “หากมีอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก) จะทำให้ราษฎรมีน้ำอุปโภคบริโภคไม่ขาด และทำให้ภาคการเกษตรวางแผนเพาะปลูกได้ สามารถกักเก็บน้ำ ในฤดูน้ำหลาก บรรเทาปัญหาน้ำท่วม  และลดความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งจากสภาพอากาศแปรปรวน ที่นับวันจะรุนแรงขึ้น” น.อ. สุรชิต ระบุ

นางดรรชณี  เฉยเพ็ชร ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม กรมชลประทาน  กล่าวว่า กรมชลประทาน ได้ร่วมกับภาคราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและราษฎรในพื้นที่  เพื่อศึกษารายละเอียดรอบด้าน และเห็นว่ามีแนวทางช่วยเหลือได้ ด้วยการสร้างอ่างเก็บน้ำในลำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก) ในพื้นที่ 

นางดรรชณี  เฉยเพ็ชร ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม กรมชลประทาน

“มีการศึกษาความเหมาะสมหลายๆ ด้าน โครงการนี้ คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี งบต้นทุนโครงการ 490.31 ล้านบาท เป็นค่าชดเชยที่ดินและทรัพย์สิน 47.22 ล้านบาท ซึ่งมีความคุ้มค่าทางด้านเศรษฐศาสตร์

เมื่อมีโครงการ ทำให้รายได้ของครัวเรือนเกษตรจากเดิม 7,874 บาทต่อไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 20,569 บาทต่อไร่ หากมีโครการฯ เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้น” นางดรรชณี กล่าว

โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก) รูปแบบเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ความจุกักเก็บ 2.825 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ทั้งพื้นที่ดอน และพื้นที่ลุ่ม 2,300 ไร่ ในตำบลศรีถ้อย อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา โดยตัวอ่างเก็บน้ำออกแบบเป็นเขื่อนดินถมแกนดินเหนียว ความสูงเขื่อนบริเวณจุดที่สูงสุดประมาณ 40 เมตร ความยาวเขื่อน 208 เมตร พร้อมอาคารระบายน้ำล้นและท่อส่งน้ำ ที่สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถกักเก็บน้ำ และกระจายน้ำสู่พื้นที่เกษตรกรรมได้อย่างต่อเนื่อง

 นายสิทธิสง เพ็ชรพลอย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 บ้านทุ่งป่าข่า ตำบลศรีถ้อย อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา

 นายสิทธิสง เพ็ชรพลอย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 บ้านทุ่งป่าข่า ตำบลศรีถ้อย อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา  กล่าวว่า ปกติเกษตรกรจะเพาะปลูกช่วงฤดูฝน ส่วนฤดูแล้งแรงงานบางส่วนต้องอพยพไปเป็นแรงงานต่างถิ่นเพื่อหารายได้อื่น ปล่อยให้พื้นที่รกร้างว่างเปล่า  แต่หากมีอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก) จะทำให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการวางแผนเพิ่มรอบการเพาะปลูก ลดต้นทุนในการสูบน้ำเข้าพื้นที่ ทำให้ครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้นและสมาชิกในครอบครัวก็ไม่ต้องอพยพไปเป็นแรงงานต่างถิ่นด้วย

ปัจจุบันโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก) อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การรับฟังความคิดเห็น การกำหนดมาตรการป้องกันและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการติดตามผลการดำเนินงาน เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่

โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก) จังหวัดพะเยา จึงไม่ได้เป็นเพียงโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ แต่เป็น “คำตอบ” ของปัญหาภัยแล้งที่ยาวนานของชุมชน  โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากเสียงเล็ก ๆ ของเกษตรกร สู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายของภาครัฐ และวันนี้โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก)  กำลังกลายเป็นความหวังสำคัญในการรับมือภัยแล้งที่นับวันจะรุนแรงขึ้น ให้กลายเป็นการสร้างความมั่นคงด้านน้ำ พร้อมกับเพิ่มศักยภาพภาคการเกษตรและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

AUAA ฉลอง 250 ปี ประกาศอิสรภาพอเมริกา จัดปาร์ตี้การกุศลเพื่อมูลนิธิ รพ.ธรรมศาสตร์

AUAA ฉลอง 250 ปี ประกาศอิสรภาพอเมริกา จัดปาร์ตี้การกุศลเพื่อมูลนิธิ รพ.ธรรมศาสตร์

AUAA ฉลอง 250 ปี ประกาศอิสรภาพอเมริกา จัดปาร์ตี้การกุศลเพื่อมูลนิธิ รพ.ธรรมศาสตร์

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.43 น.

สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา ในพระบรมราชูปถัมภ์ – The American University Alumni Association (AUAA) จัดงาน “America 250th High Tea Concert” เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวาระประวัติศาสตร์ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา พร้อมหารายได้สนับสนุนมูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องเบญจสิริ แกรนด์ บอลรูม โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพมหานคร สุขุมวิท 20

สมาชิกสมาคม AUAA มาร่วมงาน America 250th High Tea Concert

รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร มอบเงินบริจาคให้กับ มูลนิธิเพื่อรพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โดยมี รศ.ดร.สุปรีดี ฤทธิรงค์ เป็นผู้รับมอบ

รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร นายก AUAA พร้อมด้วยกรรมการ ประกอบ-ภาพิมน มุกุระ, นิตยา จันทร์เรือง มหาผล, ม.ล. ศุลีรัชต์ วัชรีวงศ์, ณัฐยา อัชฌากรลักษณ์ และ ศุภชาติ อังคสุวรรณศิริ

รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร นายกสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา ในพระบรมราชูปถัมภ์ (AUAA) กล่าวว่า “ที่ผ่านมา ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สมาคมฯ จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดงานรื่นเริงเพื่อร่วมเฉลิมฉลองมิตรภาพระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาที่มีอายุยาวนานกว่า 200 ปี และปีนี้ยังมีความพิเศษที่จะร่วมฉลองครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาอีกด้วย เราจึงเชิญชวนเหล่าคณะกรรมการ และสมาชิกมาร่วมย้อนรำลึกไปกับความสนุกสนานของดนตรีสากลยุค 60s–70s–80s ผ่านการบรรเลงดนตรีของ The Siamese Cats วงชาโดว์ที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองไทย พร้อมนักดนตรีรุ่นลูก Siamese Cats Junior และวงดนตรีระดับตำนาน Band of Brothers โดยมีนักร้องกิตติมศักดิ์ และนักร้องรับเชิญมาร่วมขับขานบทเพลงในอดีตให้ร้องและเต้นกันอย่างมีความสุข”

เอกพงษ์ ณ ระนอง, อนิรุทธิ์ มหธร, กร ทัพพะรังสี, อาพัทธ์ วิชิตะกุล, ประกอบ มุกุระ และ ภากร กันทาธรรม

รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร ต้อนรับ ณัฐยา อัชฌากรลักษณ์, รัญชา บริบาลบุรีภัณฑ์, ปัญญชลี เพ็ญชาติ และ ดร.สัณห์จุฑา วิชชาวุธ

ภายในงานตกแต่งในบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นกันเองพร้อมโปรดักชันแสงสี สร้างความคึกคักให้กับผู้ที่มาร่วมงาน อาทิ รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร, กร ทัพพะรังสี, สมพันธ์ จารุมิลินท, ปัญญชลี เพ็ญชาติ, โกมล กัมบีร์, ม.ล. ศุลีรัชต์ วัชรีวงศ์, ศรีล สุขุม, อนิรุทธิ์ มหธร, ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์, เอกพงษ์ ณ ระนอง และเหล่าคณะกรรมการบริหาร, สมาชิก และนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก

ราม คุรุวาณิชย์, เพชร พุ่มพวง, พลอยพรหม ศรีเปรมวงศ์, รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร, โจนัส แอนเดอร์สัน และ วิชญ ผาติหัตถกร

พรพรหมพรรณ กุญชร ณ อยุธยา, ปรีชา วิภวศุทธิ์, อภิญญา ปุญญฤทธิ์ และ ณัฐพร จำรัส

ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า “ผู้ร่วมงานทุกท่านจะได้พบความบันเทิงจากฝีมือการบรรเลงดนตรีของนักดนตรีกิตติมศักดิ์หลากหลายวง อาทิ Sound of Silence จากกร ทัพพะรังสี วง The Siamese Cats, While My Guitar Gently Weeps จากสมพันธ์ จารุมิลินท วง Band of Brothers และ I Will Survive จากปัญญชลี เพ็ญชาติ ฯลฯ พร้อมดื่มด่ำและรื่นรมย์ไปกับบทเพลงยอดฮิตที่แสนคุ้นหู อาทิ Unchained Melody, We are the Champions, Can’t Smile Without You, Love of My Life, Right Here Waiting, My Way, Can’t Take My Eyes off You, Imagine พร้อมการแสดง Line Dance โดยชมรมไลน์แดนซ์บางเขน สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และชมรมไลน์แดนซ์สมาชิก เอยูเอแอลซี (AUALC) ปิดท้ายด้วย Dance Party”

รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร นายก AUAA นำทีมสมาชิกร้องเพลงร่วมกัน

ปัญญชลี เพ็ญชาติ โชว์พลังเสียงในเพลง I Will Survive

“งานนี้นอกจากจะมีความสุขกับการพบปะเพื่อนทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องที่สนิทสนมกันมาอย่างยาวนาน ร่วมรับประทานของว่างและเครื่องดื่มภายในงานแล้ว เหล่าคณะกรรมการฯ และสมาชิกยังร่วมสนับสนุนของอร่อย อาทิ คริสปี้ ครีม โดนัท, พาย เฟสซ์, น้ำดื่มและโซดาสิงห์ การจัดงานในครั้งนี้ ยังเป็นความร่วมแรงร่วมใจกันของชาวเอยูเอเอที่มุ่งมั่นสืบสานปณิธานในการก่อตั้งสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา ในพระบรมราชูปถัมภ์ นั่นคือ การส่งเสริมมิตรภาพ และการแบ่งปันสู่สังคม เพราะรายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปสนับสนุนมูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จึงนับเป็นการเริ่มเฉลิมฉลองวันชาติสหรัฐอเมริกา และมิตรภาพระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาด้วยความสนุกสนาน และการแบ่งปันสิ่งดีๆ ไปพร้อมกันอีกด้วย”

การแสดงของวง Band of Brothers นำโดย สมพันธ์ จารุมิลินท

การแสดงของวง Band of Brothers นำโดย สมพันธ์ จารุมิลินท

กร ทัพพะรังสี ขึ้นแสดงพร้อมวงดนตรี The Siamese Cats และ Siamese Cats Junior

กร ทัพพะรังสี ขึ้นแสดงพร้อมวงดนตรี The Siamese Cats และ Siamese Cats Junior

บรรยากาศความสนุกสนานภายในงาน America 250th High Tea Concert

บรรยากาศความสนุกสนานภายในงาน America 250th High Tea Concert

ไลน์แดนซ์จากสมาชิก เอยูเอแอลซี (AUALC)

ไลน์แดนซ์จากสมาชิก เอยูเอแอลซี (AUALC)

ปัญญชลี เพ็ญชาติ, รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร  และกร ทัพพะรังสี

ปัญญชลี เพ็ญชาติ, รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร และกร ทัพพะรังสี

โดนัท คริสปี้ ครีม แบรนด์ดังจากอเมริการ่วมเสิร์ฟความอร่อย

โดนัท คริสปี้ ครีม แบรนด์ดังจากอเมริการ่วมเสิร์ฟความอร่อย

จันทร์เพ็ญ ประคองวงศ์ ประธานชมรมพร้อมสมาชิกชมรมไลน์แดนซ์บางเขน สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

จันทร์เพ็ญ ประคองวงศ์ ประธานชมรมพร้อมสมาชิกชมรมไลน์แดนซ์บางเขน สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

จักรกฤษณ์ ชุมสาย ณ อยุธยา, ฉัตรชัย เล่งอี้, ผศ. ดร. ปฐมาภรณ์ ศรีผดุงธรรม, รศ.ดร.นริศ - พญ. วลัยลักษณ์ ชัยสูตร, ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์, กรศิริ พิณรัตน์, ประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ, ดร.ทัตสึยะ ฮาตะ และณัฐยา อัชฌากรลักษณ์

จักรกฤษณ์ ชุมสาย ณ อยุธยา, ฉัตรชัย เล่งอี้, ผศ. ดร. ปฐมาภรณ์ ศรีผดุงธรรม, รศ.ดร.นริศ – พญ. วลัยลักษณ์ ชัยสูตร, ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์, กรศิริ พิณรัตน์, ประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ, ดร.ทัตสึยะ ฮาตะ และณัฐยา อัชฌากรลักษณ์

เอกพงษ์ ณ ระนอง และญาดา เทพนม

เอกพงษ์ ณ ระนอง และญาดา เทพนม

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ มอบขนม ส่งต่อรอยยิ้มแก่เด็กพิการซ้ำซ้อน จ.ราชบุรี

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ มอบขนม ส่งต่อรอยยิ้มแก่เด็กพิการซ้ำซ้อน จ.ราชบุรี

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ มอบขนม ส่งต่อรอยยิ้มแก่เด็กพิการซ้ำซ้อน จ.ราชบุรี

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.37 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ลงพื้นที่มอบขนมขบเคี้ยวให้แก่เด็กพิการซ้ำซ้อน ณ สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ จังหวัดราชบุรี เพื่อเติมรอยยิ้ม และสร้างความอบอุ่น สะท้อนพลังแห่งการแบ่งปันต่อกลุ่มเปราะบางในสังคม

8 พฤษภาคม 2569 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมทีมงาน เดินทางลงพื้นที่ไปยังอำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี เพื่อมอบขนมขบเคี้ยวจำนวน 1,200 ชิ้น มูลค่ารวม 30,000 บาท ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท แวลู่พลัส รีเทล จำกัด ให้แก่เด็กพิการซ้ำซ้อน ตลอดจนเจ้าหน้าผู้ดูแล ณ สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ จังหวัดราชบุรี โดยมี นางสาวสุทิศา ทับเหล็ก ผู้ปกครองสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ จังหวัดราชบุรี เป็นตัวแทนรับมอบ

ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กล่าวว่า มูลนิธิฯ ให้ความสำคัญกับการส่งต่อโอกาส ความห่วงใย และกำลังใจให้แก่กลุ่มเปราะบางในสังคม โดยเฉพาะเด็กพิการซ้ำซ้อนที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ การลงพื้นที่ครั้งนี้ นอกจากจะนำขนมมามอบให้เด็ก ๆ แล้ว ยังเป็นการส่งต่อความรักและความปรารถนาดีไปยังเด็ก ๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ดูแล เพื่อให้ทุกคนรับรู้ว่ายังมีสังคมที่พร้อมยืนเคียงข้างและสนับสนุนอยู่เสมอ โดยหวังว่ากิจกรรมเล็ก ๆ นี้ จะช่วยสร้างรอยยิ้ม เติมความสุข และเป็นอีกหนึ่งกำลังใจสำคัญในการก้าวผ่านอุปสรรค พร้อมชื่นชมเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทุ่มเท เสียสละ และดูแลเด็ก ๆ ด้วยความรัก ความเอาใจใส่อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ การลงพื้นที่ดังกล่าว เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมเพื่อสังคมที่มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งดูแลและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้พิการ เด็ก เยาวชน และผู้ด้อยโอกาส ให้ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม พร้อมสร้างการตระหนักรู้ให้ทุกภาคส่วนเห็นถึงความสำคัญของการดูแลและสนับสนุนกลุ่มคนเหล่านี้ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมไทยที่อบอุ่นและไม่ทอดทิ้งกัน