วิทยาลัยจีนแนะ นศ. “พักตำรา-หาความรัก” ช่วงวันหยุดฤดูใบไม้ผลิ หวังกระตุ้นยอดแต่งงาน

วิทยาลัยจีนแนะ นศ. "พักตำรา-หาความรัก" ช่วงวันหยุดฤดูใบไม้ผลิ หวังกระตุ้นยอดแต่งงาน

18 มี.ค. 2569 15:48 น.

วิทยาลัยจีนแนะ นศ. “พักตำรา-หาความรัก” ช่วงวันหยุดฤดูใบไม้ผลิ หวังกระตุ้นยอดแต่งงาน

วิทยาลัยการบินในมณฑลเสฉวนออกประกาศหนุนนักศึกษาและบุคลากร “วางตำราแล้วออกไปหาความรัก” ท่ามกลางดอกไม้บาน ในช่วงวันหยุดยาวฤดูใบไม้ผลิเดือนเมษายนนี้ ขณะที่รัฐบาลจีนเร่งออกนโยบายเพิ่มวันหยุดหวังกระตุ้นการบริโภคในประเทศ และแก้ปัญหาวิกฤตอัตราการเกิดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

ท่ามกลางค่านิยมการเรียนหนักเพื่อผลการเรียนที่เป็นเลิศในสังคมจีน ล่าสุด วิทยาลัยอาชีวศึกษาการบินพลเรือนตะวันตกเฉียงใต้แห่งเสฉวน ได้สร้างความฮือฮาด้วยการประกาศธีมวันหยุดปิดเทอมภาคฤดูใบไม้ผลิระหว่างวันที่ 1-6 เมษายนนี้ว่า “จงออกไปชมดอกไม้และดื่มด่ำกับความรัก”

ประกาศดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านบัญชี WeChat ทางการของวิทยาลัย โดยระบุให้ทั้งอาจารย์และนักศึกษาใช้เวลาช่วงนี้ออกไปสัมผัสธรรมชาติและสร้างความสัมพันธ์ที่โรแมนติก ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นสอดคล้องกับนโยบายใหม่ของรัฐบาลจีนที่เริ่มผลักดันให้สถานศึกษามี “วันหยุดฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง” เพิ่มเติมจากวันหยุดปิดเทอมปกติ เพื่อให้ประชาชนมีเวลาพักผ่อนและทำกิจกรรมนันทนาการมากขึ้น

ปัจจุบันหลายมณฑลในจีน เช่น เสฉวน และเจียงซู รวมถึงเมืองใหญ่อย่างซูโจวและหนานจิง เริ่มนำร่องแผนวันหยุดฤดูใบไม้ผลิในช่วงเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ โดยส่งเสริมให้ประชากร 1,400 ล้านคนออกเดินทางท่องเที่ยวและใช้จ่ายในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว 

ทางการยังหวังว่าการเพิ่มเวลาว่างจะช่วยสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้พบปะ สมาคม และนำไปสู่การแต่งงานและการมีบุตร หลังจากที่ในปี 2025 จำนวนประชากรจีนลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และอัตราการเกิดดิ่งลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (17 มี.ค.) คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติของจีน ยังได้ออกแนวทางปฏิบัติเพื่อส่งเสริม “เมืองที่เป็นมิตรต่อเด็ก” โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงบริการสาธารณะ ตั้งแต่ระบบการศึกษา สาธารณสุข ไปจนถึงสถานที่ออกกำลังกายและพักผ่อนหย่อนใจ

ด้าน เจมส์ เหลียง ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทท่องเที่ยวรายใหญ่ Trip.com และผู้เชี่ยวชาญด้านประชากรศาสตร์ ระบุว่าสังคมจำเป็นต้องมีทั้ง “เวลา” และ “เงิน” ที่เพียงพอในการเลี้ยงดูบุตร พร้อมเสนอให้รัฐบาลจัดสรรทรัพยากรและเพิ่มความช่วยเหลือทางการเงินให้มากขึ้น รวมถึงต้องเร่งปลูกฝังให้คนรุ่นใหม่เห็นถึงประโยชน์ของการมีครอบครัวขนาดใหญ่ เพื่อประคองโครงสร้างสังคมไม่ให้วิกฤตไปมากกว่านี้.

ที่มา Reuters

เกาหลีใต้บรรลุดีลนำเข้าน้ำมันดิบเร่งด่วนจากยูเออี อีก 18 ล้านบาร์เรล

เกาหลีใต้บรรลุดีลนำเข้าน้ำมันดิบเร่งด่วนจากยูเออี อีก 18 ล้านบาร์เรล

18 มี.ค. 2569 15:03 น.

เกาหลีใต้บรรลุดีลนำเข้าน้ำมันดิบเร่งด่วนจากยูเออี อีก 18 ล้านบาร์เรล

รัฐบาลเกาหลีใต้บรรลุข้อตกลงสำคัญกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในการจัดส่งน้ำมันดิบให้เป็นกรณีเร่งด่วนเพิ่มอีก 18 ล้านบาร์เรล และได้รับสิทธิ์เป็น “ลำดับความสำคัญสูงสุด” ท่ามกลางสถานการณ์สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ-อิสราเอลที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม

นายคัง ฮุน-ชิก เลขาธิการทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เปิดเผยภายหลังเดินทางกลับจากการเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) อย่างเป็นทางการว่า รัฐบาลยูเออีได้ให้คำมั่นสัญญาที่จะให้ความสำคัญกับเกาหลีใต้เป็นอันดับแรกในการจัดส่งน้ำมันดิบ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเกาหลีใต้จะไม่เผชิญกับภาวะขาดแคลนพลังงานในช่วงวิกฤตการณ์โลก

นายคัง ฮุน-ซิก กล่าวในการแถลงข่าวว่า “ยูเออีจะจัดส่งน้ำมัน 6 ล้านบาร์เรล โดยเรือที่ติดธงยูเออี 3 ลำ และอีก 12 ล้านบาร์เรลจะถูกส่งมอบโดยเรือที่ติดธงเกาหลี 6 ลำ” และระบุว่า “ยูเออีให้สัญญากับเราอย่างชัดเจนว่า จะไม่มีประเทศใดได้รับน้ำมันดิบก่อนเกาหลีใต้ และเราคือลำดับความสำคัญหมายเลข 1 ในการจัดส่งน้ำมันของเขา”

นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังตกลงกันในมาตรการจัดซื้อน้ำมันดิบฉุกเฉินได้ทุกเมื่อ โดยปัจจุบันเกาหลีใต้สามารถสำรองน้ำมันเพิ่มเติมได้แล้วรวมทั้งสิ้น 24 ล้านบาร์เรล แบ่งเป็นข้อตกลงเดิม 6 ล้านบาร์เรล และจากข้อตกลงครั้งล่าสุด 18 ล้านบาร์เรล 

ทั้งสองฝ่ายมีแผนจะลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานน้ำมันดิบ รวมถึงการสำรวจเส้นทางขนส่งทางเลือกเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาค โดยนายคังย้ำว่า “เราได้หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดด้านอุปทานน้ำมันดิบไปได้แล้ว และอย่างน้อยที่สุด เกาหลีใต้จะไม่ประสบปัญหาขาดแคลนพลังงานในระยะนี้”

แม้จะมีรายงานข่าวเรื่องความร่วมมือด้านอื่น แต่นายคังปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดว่ามีการหารือเรื่องการส่งออกอาวุธระหว่างการเยือนครั้งนี้หรือไม่ โดยระบุว่าไม่เหมาะสมที่จะนำประเด็นดังกล่าวมาเชื่อมโยงกับเรื่องน้ำมันดิบ

นอกจากนี้ เขายังคงท่าทีระมัดระวังต่อคำถามที่ว่า สหรัฐฯ ได้ร้องขอให้เกาหลีใต้ส่งเรือรบไปยังตะวันออกกลางเพื่อร่วมปฏิบัติการหรือไม่ โดยระบุว่า “ยังไม่มีการร้องขออย่างเป็นทางการจากสหรัฐฯ และตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะให้คำตอบในทันที”

สถานการณ์ปัจจุบันสงครามที่ปะทุขึ้นส่งผลให้รัฐบาลเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก ต้องประกาศใช้มาตรการควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปี เนื่องจากประเทศมีความต้องการใช้พลังงานสูงถึงประมาณ 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน (ข้อมูลสิ้นปี 2024) ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังได้เร่งอพยพชาวเกาหลีใต้ที่พำนักระยะสั้นในยูเออีกลับประเทศแล้วกว่า 3,000 คน เพื่อความปลอดภัย

การเดินทางเยือนครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สองในรอบไม่ถึงเดือนของนายคัง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทั้งสองประเทศได้ตกลงร่วมมือในโครงการมูลค่ากว่า 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมถึงความร่วมมือในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมูลค่ากว่า 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ด้วย.

ที่มา Yonhap

ฝ่ายค้านมาเลเซียกังวลกระทบจุดยืนเป็นกลาง หลังเรือรบสหรัฐฯ เทียบท่า “ปีนัง”

ฝ่ายค้านมาเลเซียกังวลกระทบจุดยืนเป็นกลาง หลังเรือรบสหรัฐฯ เทียบท่า "ปีนัง"

18 มี.ค. 2569 13:41 น.

ฝ่ายค้านมาเลเซียกังวลกระทบจุดยืนเป็นกลาง หลังเรือรบสหรัฐฯ เทียบท่า “ปีนัง”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาเลเซีย ยืนยันเรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ 2 ลำ ที่จอดเทียบท่าในรัฐปีนังเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นการแวะจอดเพื่อส่งกำลังบำรุงตามระเบียบสากลและได้รับอนุญาตถูกต้อง ขณะฝ่ายค้านเรียกร้องรัฐบาลชี้แจง หวั่นกระทบภาพลักษณ์ความเป็นกลางในความขัดแย้งตะวันออกกลาง

นายคาเลด นอร์ดิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาเลเซีย ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีที่เรือรบสหรัฐฯ 2 ลำ เข้าจอดเทียบท่า ณ ท่าเรือในรัฐปีนัง โดยยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนปฏิบัติที่จัดทำไว้ของมาเลเซียทุกประการ

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามอง หลังจากมีการเผยแพร่ภาพเรือรบโจมตีชายฝั่ง จำนวน 2 ลำ ได้แก่ USS Tulsa และ USS Santa Barbara จอดเทียบท่าอยู่ที่อาคารขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์บัตเตอร์เวิร์ธเหนือ ในรัฐปีนังเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (15 มี.ค.) ซึ่งภาพดังกล่าวถูกแชร์ต่ออย่างกว้างขวางในโลกโซเชียลของมาเลเซีย

โฆษกกองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ ระบุกับสำนักข่าวไฟแนนเชียลไทมส์ว่า เรือทั้งสองลำ ซึ่งติดตั้งอุปกรณ์สำหรับภารกิจกวาดทุ่นระเบิดและเพิ่งเสร็จสิ้นการปฏิบัติหน้าที่ในตะวันออกกลาง ได้แวะจอดที่มาเลเซียเพียงชั่วคราวเพื่อ “ส่งกำลังบำรุง” เท่านั้น

นายคาเลด นอร์ดิน อธิบายเพิ่มเติมว่า “การแวะจอดเพื่อเติมเสบียงและจัดการด้านลอจิสติกส์เป็นเรื่องปกติของเรือรบทั่วโลก โดยเรือต่างชาติทุกลำจะต้องยื่นคำร้องผ่านประเทศต้นสังกัดมายังกองทัพเรือมาเลเซีย เพื่อส่งเรื่องต่อไปยังกระทรวงการต่างประเทศเพื่ออนุมัติ ซึ่งในกรณีนี้ได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างครบถ้วน”

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวนี้สร้างความกังวลให้กับกลุ่มพันธมิตรฝ่ายค้าน “เปอริกาตัน นาซันนัล” (PN) โดยนายตากียุดดิน ฮัสซัน เลขาธิการพรรค PN เรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงรายละเอียดเชิงลึก เนื่องจากเกรงว่าการปรากฏตัวของยุทโธปกรณ์สหรัฐฯ อาจขัดแย้งกับจุดยืนความเป็นกลางของมาเลเซียต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และอาจทำลายภาพลักษณ์ของประเทศในระดับสากล

นายตากียุดดินตั้งคำถามว่า เรือรบเหล่านี้กำลังเดินทางมุ่งหน้าไปหรือกลับจากพื้นที่ปฏิบัติการที่กำลังตึงเครียดอย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” หรือไม่ และความเคลื่อนไหวนี้สอดคล้องกับนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดของมาเลเซียอย่างไร พร้อมย้ำว่าความเชื่อมั่นของประเทศขึ้นอยู่กับความสอดคล้องกันระหว่างหลักการที่ประกาศกับสิ่งที่ปฏิบัติจริง

ด้านนายเยาะห์ ซูน ฮิน ประธานคณะกรรมการท่าเรือปีนัง ระบุว่าเรือทั้งสองลำเข้าจอดเมื่อวันเสาร์และเดินทางออกไปในวันจันทร์ พร้อมชี้แจงว่าท่าเรือของมาเลเซียมักให้การต้อนรับเรือรบจากต่างชาติเป็นประจำเนื่องจากตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างช่องแคบมะละกา โดยที่ผ่านมาเคยมีทั้งเรือจากกองทัพเรือเกาหลีใต้ รัสเซีย รวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ เช่น USS Nimitz และ USS Abraham Lincoln เข้ามาแวะจอดเช่นกัน

ปัจจุบัน มาเลเซียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ยังคงยึดมั่นในนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดและยืนยันว่าจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามในตะวันออกกลาง แม้จะมีความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นในขณะนี้ก็ตาม.

ที่มา CNA

ปธน.คิวบาประกาศกร้าว พร้อมต้านทานสุดกำลังหากสหรัฐฯ บุกยึดประเทศ

ปธน.คิวบาประกาศกร้าว พร้อมต้านทานสุดกำลังหากสหรัฐฯ บุกยึดประเทศ

18 มี.ค. 2569 13:32 น.

ปธน.คิวบาประกาศกร้าว พร้อมต้านทานสุดกำลังหากสหรัฐฯ บุกยึดประเทศ

มิเกล ดิอัซ-กาเนล ประธานาธิบดีคิวบา ประกาศกร้าว ขู่สหรัฐฯต้องเจอการต้านทานสุดกำลังหากบุกเข้ายึดคิวบา หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณพร้อมลงมือขณะคิวบากำลังอ่อนแออย่างหนักจากวิกฤตพลังงาน

มิเกล ดิอัซ-กาเนล ประธานาธิบดีคิวบา ออกแถลงการณ์ตอบโต้ โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันหนักแน่นว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องเผชิญกับการ “ต้านทานสุดกำลัง” หากคิดจะรุกล้ำอธิปไตยหรือพยายามเข้ายึดครองคิวบา

ความขัดแย้งครั้งนี้ปะทุขึ้นหลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (16 มี.ค.) โดยส่งสัญญาณชัดเจนว่าเขาเตรียมที่จะ “จัดการ” กับคิวบาในเร็ววัน พร้อมกล่าวว่า ตลอดชีวิตเขาได้ยินเรื่องข้อพิพาทระหว่างสหรัฐฯ และคิวบามาตลอด และขณะนี้เขาเชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่สหรัฐฯ จะต้องลงมือทำอะไรบางอย่าง และเขารู้สึกเป็นเกียรติหากได้เป็นคนเข้าไป “ยึด” คิวบา ไม่ว่าจะในฐานะผู้ปลดปล่อยหรือผู้ยึดครอง เนื่องจากในสายตาของเขา คิวบากำลังเป็นประเทศที่อ่อนแออย่างหนักในเวลานี้

ทางด้าน นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายคิวบา ผู้วิจารณ์รัฐบาลคิวบาอย่างรุนแรงมาโดยตลอด ออกมาระบุเพิ่มเติมว่า มาตรการที่ทางการคิวบาประกาศออกมาเมื่อต้นสัปดาห์นี้ ที่จะยอมให้ชาวคิวบาพลัดถิ่นสามารถกลับไปลงทุนและเป็นเจ้าของธุรกิจในประเทศได้นั้น “ยังไม่ดีพอ” และไม่ถือว่าเป็นการปฏิรูปตลาดเสรีตามที่รัฐบาลทรัมป์เรียกร้อง โดยนายรูบิโอเน้นย้ำว่าคิวบาจำเป็นต้องตัดสินใจในเรื่องที่ใหญ่กว่านี้หากต้องการจะก้าวพ้นวิกฤต

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีดิอัซ-กาเนล ของคิวบา ยังคงมีท่าทีหนักแน่นในการแสดงความต่อต้านต่อสหรัฐฯ โดยเขาได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเพียงใด คิวบาก็สามารถรับประกันได้หนึ่งอย่าง คือผู้รุกรานจะต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างสุดกำลัง 

ขณะเดียวกัน นางทานิเอริส ดิเอกูเอซ (Tanieris Dieguez) อุปทูตคิวบาประจำกรุงวอชิงตัน ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศว่า  แม้คิวบาจะเปิดกว้างในการเจรจาและพร้อมเปิดรับการลงทุนเพิ่ม แต่ประเด็นเรื่องระบอบการปกครองและอธิปไตยของประเทศนั้น “ไม่อยู่ในเงื่อนไขการเจรจา” พร้อมขอให้สหรัฐฯ เคารพอธิปไตยและสิทธิในการกำหนดชะตาชีวิตของชาวคิวบาเอง

ปัจจุบันสถานการณ์ในคิวบากำลังเข้าสู่ขั้นวิกฤต โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (16 มี.ค.) เพิ่งเกิดเหตุระบบไฟฟ้าล่มทั่วประเทศ ตอกย้ำถึงภาวะเศรษฐกิจที่กำลังล่มสลายหลังจากคิวบาต้องสูญเสียเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักผู้ส่งน้ำมันสู่คิวบา ไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา จากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่สามารถโค่นล้มนายนิโคลัส มาดูโร ผู้นำของเวเนซุเอลาลงได้ ส่งผลให้เส้นทางทางทะเลของคิวบาถูกปิดล้อมจนไม่สามารถนำเข้าน้ำมันได้เลยตั้งแต่วันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา

แม้ว่าในช่วงเช้าของวานนี้ (17 มี.ค.) เจ้าหน้าที่จะสามารถกู้ระบบไฟฟ้าคืนมาได้แล้วประมาณ 2 ใน 3 ของประเทศ รวมถึงร้อยละ 45 ของกรุงฮาวานา แต่ประชาชนยังคงมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดระแวง โดยนางโอลกา สัวเรซ (Olga Suarez) หญิงวัย 64 ปี เผยกับสื่อว่า สิ่งที่เธอกังวลที่สุดคือการที่ไฟฟ้าดับยาวนานจนทำให้อาหารที่มีอยู่น้อยนิดในตู้เย็นเน่าเสีย เพราะทุกอย่างในตอนนี้มีราคาแพงมาก เธอยังยอมรับว่าชาวคิวบาเริ่มเคยชินกับการตื่นและการนอนโดยไม่มีไฟฟ้าใช้กันเป็นเรื่องปกติไปแล้วเนื่องจากระบบผลิตไฟฟ้าที่เก่าแก่และการขาดแคลนเชื้อเพลิงอย่างหนัก

นอกจากวิกฤตการเมืองและพลังงานแล้ว คิวบายังต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติซ้ำเติมจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 5.8 ที่เกิดขึ้นบริเวณนอกชายฝั่งในช่วงเช้าวานนี้ (17 มี.ค.) แม้จะยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือความเสียหายรุนแรง แต่ก็สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวเกาะที่กำลังเผชิญกับแรงกดดันรอบด้านจากสหรัฐฯ.

ที่มา: AFP

ฮอร์มุซเริ่มคลายล็อก? เรือเพิ่มเท่าตัว หลังอิหร่านเปิดทางให้บางประเทศ

ฮอร์มุซเริ่มคลายล็อก? เรือเพิ่มเท่าตัว หลังอิหร่านเปิดทางให้บางประเทศ

18 มี.ค. 2569 13:12 น.

ฮอร์มุซเริ่มคลายล็อก? เรือเพิ่มเท่าตัว หลังอิหร่านเปิดทางให้บางประเทศ

สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ เริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายเล็กน้อย หลังข้อมูลติดตามเรือระบุว่า จำนวนเรือที่แล่นผ่านเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นเรือชาติที่เป็นมิตรกับอิหร่าน

บริษัทวิเคราะห์การเดินเรือ Windward ระบุว่า พบเรือพาณิชย์อย่างน้อย 8 ลำ (ไม่รวมเรือธงอิหร่าน) ผ่านช่องแคบเมื่อวันจันทร์ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงก่อนหน้า ขณะที่ข้อมูลจาก MarineTraffic พบการสัญจร 9 ลำในช่วงวันอาทิตย์–จันทร์ เทียบกับเพียง 5 ลำในสองวันก่อนหน้า

นักวิเคราะห์ชี้ว่า แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่าอิหร่านอาจเริ่มอนุญาตเป็นกรณี ให้ประเทศที่เป็นมิตรสามารถใช้เส้นทางได้ โดยเรือจากจีน อินเดีย และปากีสถาน มีแนวโน้มเลือกเดินเรือผ่านน่านน้ำอิหร่านมากขึ้น ขณะที่เรือฝั่งตะวันตกยังคงหลีกเลี่ยง

แม้จำนวนเรือจะเพิ่มขึ้น แต่ภาพรวมการขนส่งยังอยู่ในระดับต่ำมาก โดยทราฟฟิกผ่านช่องแคบซึ่งปกติรองรับน้ำมันโลกถึง 20% ลดลงมากกว่า 95% นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง

ความไม่แน่นอนดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นกว่า 40% จากช่วงก่อนสงคราม

ด้าน อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ระบุว่า ช่องแคบยังเปิดอยู่ แต่ปิดต่อศัตรู ขณะที่ก่อนหน้านี้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เคยขู่ว่าจะเผาเรือที่พยายามผ่าน

ขณะเดียวกัน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่า วอชิงตันสามารถจัดการเปิดเส้นทางเดินเรือได้เอง โดยไม่ต้องพึ่งพันธมิตร แม้จะไม่พอใจที่ชาติสมาชิกนาโตไม่สนับสนุนแผนจัดตั้งกองเรือนานาชาติ

ล่าสุด กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่าได้ใช้ระเบิดเจาะบังเกอร์โจมตีฐานขีปนาวุธของอิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่าอาวุธดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อการเดินเรือระหว่างประเทศ

สถานการณ์ที่ยังเปราะบางนี้ ทำให้ตลาดพลังงานโลกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความเคลื่อนไหวในช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นปัจจัยชี้ขาดเสถียรภาพด้านพลังงานในระยะต่อไป.

ที่มา : Aljazeera

ราคาน้ำมันโลกพุ่งแรง! หลังอิหร่านเตือน ช่องแคบฮอร์มุซจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ราคาน้ำมันโลกพุ่งแรง! หลังอิหร่านเตือน ช่องแคบฮอร์มุซจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

18 มี.ค. 2569 12:41 น.

ราคาน้ำมันโลกพุ่งแรง! หลังอิหร่านเตือน ช่องแคบฮอร์มุซจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ราคาน้ำมันโลกดีดตัวขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังอิหร่าน ส่งสัญญาณว่า ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก อาจไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้ในเร็ววัน

น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นราว 3% แตะระดับประมาณ 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 3.7% แตะราว 97 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันเบนซินใน สหรัฐอเมริกา ขยับขึ้นแตะ 3.79 ดอลลาร์ต่อแกลลอน สูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023

หลังจากที่ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ระบุชัดว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และย้ำว่า ไม่มีความปลอดภัยอีกแล้ว ท่ามกลางการปรากฏตัวของกองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลในภูมิภาค

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียด หลังอิหร่านเพิ่มการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ต้องระงับการผลิตก๊าซที่แหล่ง Shah ใกล้กรุงอาบูดาบี ขณะที่ท่าเรือน้ำมันฟูไจราห์เกิดเพลิงไหม้จากโดรนโจมตี และแหล่งน้ำมันในอิรักก็ถูกโจมตีเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีรายงานเรือบรรทุกน้ำมันถูกวัตถุปริศนาโจมตีใกล้ฟูไจราห์ โดยศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักรระบุว่า นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ มีการโจมตีเรือในอ่าวเปอร์เซียและบริเวณช่องแคบฮอร์มุซแล้วมากกว่าสิบครั้ง

ความเสี่ยงด้านพลังงานโลกยิ่งเพิ่มขึ้น หลังอิสราเอล อ้างว่าสังหาร อาลี ลาริจานี ผู้นำความมั่นคงของอิหร่าน ก่อนที่ฝ่ายอิหร่านจะออกมายืนยันอย่างเป็นทางการ

นักวิเคราะห์ชี้ ราคาน้ำมันยังคงสูงกว่าช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งกว่า 40% หลังอิหร่านพยายามปิดกั้นเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปกติรองรับน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวราว 20% ของโลก

ด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เรียกร้องให้พันธมิตรช่วยเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้ง ขณะที่ยุโรปยังลังเลไม่ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในสงคราม

โดยสหภาพยุโรประบุชัดว่า นี่ไม่ใช่สงครามของยุโรป แม้ยอมรับว่าผลประโยชน์ด้านพลังงานได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ระบุว่ากำลังร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อฟื้นเสรีภาพในการเดินเรือ แต่ย้ำว่าจะไม่เข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ

ด้าน สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ระบุว่าประเทศสมาชิกยังมีน้ำมันสำรองฉุกเฉินเพียงพอ แม้เตรียมปล่อยน้ำมันกว่า 400 ล้านบาร์เรลสู่ตลาดโลกในสัปดาห์นี้

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การใช้น้ำมันสำรองเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว โดยทางออกระยะยาวขึ้นอยู่กับการกลับมาเปิดเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในขณะนี้.

ที่มา : CNN

รู้จัก อาลี ลารีจานี (Ali Larijani) ผู้นำหัวใจสำคัญของอิหร่านที่ถูกลอบสังหาร

รู้จัก อาลี ลารีจานี (Ali Larijani) ผู้นำหัวใจสำคัญของอิหร่านที่ถูกลอบสังหาร

18 มี.ค. 2569 12:02 น.

รู้จัก อาลี ลารีจานี (Ali Larijani) ผู้นำหัวใจสำคัญของอิหร่านที่ถูกลอบสังหาร

ทำความรู้จัก อาลี ลารีจานี (Ali Larijani) เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านผู้ล่วงลับ ที่คอยวางกลยุทธศาสตร์ทางทหารและทางการทูตของอิหร่านมายาวนานกว่า 5 ทศวรรษ

เมื่อช่วงเช้าวันพุธ (18 มี.ค. 2569) ตามเวลาท้องถิ่นทางการอิหร่านยืนยันการเสียชีวิตของ อาลี ลารีจานี (Ali Larijani)ในวัย 67 ปี หลังถูกลอบสังหารจากการโจมตีของอิสราเอล 

ตลอดช่วง 2 สัปดาห์ของเหตุการณ์ความตึงเครียดที่ผ่านมา แม้ว่า ลารีจานี จะตกเป็นเป้าหมายสำคัญในการโจมตี เเต่เขายังคงออกไปชุมนุมในที่สาธารณะ กลางกรุงเตหะราน และกลายเป็นสัญลักษณ์ของระบอบการปกครองในอิหร่าน 

เขายังเคยโพสต์บนช่องทางโซเชียลมีเดีย เพื่อยั่วยุ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์และเตือนประเทศมุสลิมในแถบอ่าวเปอร์เซียว่า อเมริกาไม่เคยซื่อสัตย์ต่อประเทศมุสลิม เเละอิสราเอลต่างหากที่เป็นศัตรูของพวกคุณ พวกคุณต้องหันกลับมาคิดถึงประเทศของตัวเองเเละอนาคตของตะวันออกกลาง 

การเสียชีวิตของ อาลี ลารีจานี อาจทำให้การเจรจาเพื่อหาสันติภาพนั้นยากขึ้น เพราะอิหร่านได้เสียผู้นำคนสำคัญที่เฉียบเเหลมเเละมีอิทธิพลในการตัดสินใจไป

ลารีจานี เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจของอิหร่านมาหลายทศวรรษ ซึ่งทำให้เขาได้รับการยอมรับจากชนชั้นนำหลายกลุ่ม รวมไปถึงสถาบันกิจการระหว่างประเทศและความมั่นคงแห่งเยอรมนี

ที่ผ่านมา ลารีจานี ไม่ได้เป็นเป้าหมายหลักในการโจมตี และเป็นหนึ่งในผู้นำที่ได้รับความนิยมจากสหรัฐเเละอิสราเอล แต่หลังจากที่เขาผลักดันเเละสนับสนุนให้มีการปราบปรามผู้ประท้วงชาวอิหร่าน จึงทำให้เขากลายมามีบทบาทสำคัญเเละเป็นที่จับตามองของสหรัฐและอิสราเอลในฐานะผู้วางแผนการปฏิบัติการทางทหาร 

สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านได้ยกย่องผลงานเส้นทางทางการเมืองตลอด 50 ปีของ อาลี ลารีจานี พร้อมบอกว่าจนวาระสุดท้ายของชีวิตของเขาก็ยังคงทำเพื่อความก้าวหน้าของอิหร่าน เเละเรียกร้องให้เกิดความสามัคคีในประเทศเมื่อต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากภายนอก

ลารีจานี เป็นผู้ที่มีทักษะในการวางแผนรับมือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสาธารณรัฐอิสลามได้ดี และได้รับการยอมรับในฐานะ นักอนุรักษ์เชิงปฏิบัติ ที่สามารถทำการงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเเละยึดมั่นในอุดมการณ์ในเวลาเดียวกัน 

ในปี 1980 เขาเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการในกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ในช่วงสงครามกับอิรักในทศวรรษ 1980 และต่อมาได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสถานีโทรทัศน์ของรัฐ

ในปี 2004 ลารีจานีเป็นหัวหน้าผู้เจรจาด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านในช่วงทศวรรษแรกของศตวรรษนี้ นักการทูตตะวันตกที่เจรจากับเขาต่างบรรยายว่าเขาเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถและฉลาดหลักแหลม และเขาก็ได้รับความไว้วางใจจากคาเมเนอีมากขึ้นเรื่อยๆ ในประเด็นด้านความมั่นคง จนกลายเป็นมือขวาคนสำคัญของคาเมเนอี 

ในปี 2015 ลารีจานี เป็นตัวเเทนของอิหร่านทำข้อตกลงกับรัฐบาลโอบามา ที่ต้องจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งการเจรจาในครั้งนั้น นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการหาสันติภาพในประเด็นอื่น ๆ

เเละในช่วงปีที่ผ่านมา เขายังได้กลายเป็นกระบอกเสียงที่สำคัญของอิหร่านในการเป็นตัวแทนไปเจรจากับประเทศต่าง ๆ ทั้งการเจรจากับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ที่ประเทศรัสเซียเพื่อชี้เเจงเงื่อนไขของอิหร่านสำหรับข้อตกลงนิวเคลียร์กับรัสเซีย หลังจากเดินทางเยือนโอมาน และเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างวอชิงตันและเตหะราน

การสูญเสียในครั้งนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ที่อาจทำให้การเจรจาเพื่อหาสันติภาพยากขึ้นไปอีกขั้น. 

ที่มา : CNN

อิหร่านยิงขีปนาวุธหัวรบคลัสเตอร์ถล่มเทลอาวีฟ ตอบโต้สังหาร “อาลี ลารีจานี”

อิหร่านยิงขีปนาวุธหัวรบคลัสเตอร์ถล่มเทลอาวีฟ ตอบโต้สังหาร "อาลี ลารีจานี"

18 มี.ค. 2569 11:54 น.

อิหร่านยิงขีปนาวุธหัวรบคลัสเตอร์ถล่มเทลอาวีฟ ตอบโต้สังหาร “อาลี ลารีจานี”

สถานการณ์ตะวันออกกลางส่อเค้าบานปลาย หลังอิหร่านเปิดฉากยิงขีปนาวุธติดหัวรบคลัสเตอร์ถล่มกรุงเทลอาวีฟ เพื่อตอบโต้ที่อิสราเอลสังหาร “อาลี ลารีจานี” เลขาฯ สภาความมั่นคงสูงสุดแห่งชาติของอิหร่าน ด้าน “โมจตาบา คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดคนใหม่ประกาศกร้าว ปฏิเสธการเจรจาลดความตึงเครียดกับสหรัฐฯ ขณะที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูดเกือบ 50% หลังเส้นทางขนส่งน้ำมันสายหลักถูกปิดตาย

สถานีโทรทัศน์รัฐบาลอิหร่านรายงานว่า กองทัพอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธที่ติดตั้ง “หัวรบหัวรบคลัสเตอร์” เข้าถล่มกรุงเทลอาวีฟของอิสราเอล เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อเป็นการล้างแค้นให้กับการเสียชีวิตของนายอาลี ลารีจานี เลขาธิการสภาความมั่นคงสูงสุดแห่งชาติของอิหร่าน ทางการอิหร่านยังรายงานว่า บุตรชายของนายลารีจานี และนายอาลีเรซา บายัต รองเลขาธิการสภาความมั่นคงก็เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลเช่นกัน

ทางการอิสราเอลระบุว่า หัวรบชนิดนี้จะกระจายตัวเป็นระเบิดลูกปืนขนาดเล็กกลางอากาศ ทำให้ยากต่อการสกัดกั้น โดยเหตุโจมตีครั้งล่าสุดในเขตชุมชนหนาแน่นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ศพ ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตรวมในอิสราเอลนับตั้งแต่เริ่มสงครามพุ่งเป็น 14 ราย ขณะที่มีรายงานว่ามีขีปนาวุธตกใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชียร์ในอิหร่าน แต่ยังไม่มีรายงานความเสียหายร้ายแรง

นายโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านที่ก้าวขึ้นรับตำแหน่งแทนอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ที่เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ได้แสดงท่าทีปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงหรือการลดความตึงเครียดกับสหรัฐฯ โดยระบุว่า “ยังไม่ใช่เวลาแห่งสันติภาพ จนกว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลจะยอมคุกเข่า ยอมรับความพ่ายแพ้ และชดใช้ค่าเสียหาย”

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาตอบโต้กลุ่มประเทศนาโต และพันธมิตรอย่างญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ ที่ท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ในการส่งกำลังทหารช่วยคุ้มครองเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ โดยทรัมป์ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จทางการทหารอย่างมากจนไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากชาติพันธมิตรอีกต่อไป ขณะที่ตัวแทนจากสหภาพยุโรปชี้ว่าไม่มีประเทศใดอยากเสี่ยงชีวิตประชากรในความขัดแย้งครั้งนี้ และควรหาทางออกทางการทูตเพื่อป้องกันวิกฤตอาหารและพลังงานโลก

กลุ่มสิทธิมนุษยชน HRANA คาดการณ์ว่ามีผู้เสียชีวิตในอิหร่านแล้วกว่า 3,000 ราย ขณะที่ในเลบานอนมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 900 รายจากการโจมตีของอิสราเอล ส่วนราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นแล้วประมาณ 45% นับตั้งแต่เริ่มสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 1 ใน 5 ของโลกถูกปิด

ด้านโครงการอาหารโลก (WFP) เตือนว่าหากสงครามยืดเยื้อไปจนถึงเดือนมิถุนายน ประชากรหลายสิบล้านคนจะเผชิญกับภาวะอดอยากรุนแรง ขณะที่สายการบินทั่วโลกเผชิญกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงและการปิดน่านฟ้าในตะวันออกกลาง ทำให้ต้องยกเลิกหรือเปลี่ยนเส้นทางบิน

ล่าสุด ซาอุดีอาระเบียเตรียมเรียกประชุมฉุกเฉินระดับรัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่มประเทศอาหรับและอิสลาม ณ กรุงริยาด ในเย็นวันพุธนี้ เพื่อหารือแนวทางรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาคที่กำลังสั่นคลอนอย่างหนัก.

ที่มา Reuters

ชิลีเริ่มขุด “สนามเพลาะ” กั้นพรมแดนเปรู สกัดผู้อพยพ-อาชญากรรมข้ามชาติ

ชิลีเริ่มขุด "สนามเพลาะ" กั้นพรมแดนเปรู สกัดผู้อพยพ-อาชญากรรมข้ามชาติ

18 มี.ค. 2569 11:15 น.

ชิลีเริ่มขุด “สนามเพลาะ” กั้นพรมแดนเปรู สกัดผู้อพยพ-อาชญากรรมข้ามชาติ

ประธานาธิบดี “โฮเซ อันโตนิโอ คาสต์” ผู้นำฝ่ายขวาจัดของชิลี เริ่มมาตรการขุดสนามเพลาะและสร้างแนวกั้นตลอดแนวพรมแดนตอนเหนือที่ติดกับเปรู หลังเข้ารับตำแหน่งได้เพียงสัปดาห์เดียว เดินหน้ายกระดับความมั่นคงขั้นสูงสุดภายใต้แผน “โล่ป้องกันพรมแดน” หวังกวาดล้างขบวนการค้ายาเสพติดและกลุ่มอาชญากรต่างชาติที่ทะลักเข้าเมืองผิดกฎหมาย

ประธานาธิบดี โฮเซ อันโตนิโอ คาสต์ ผู้นำสายอนุรักษนิยมสุดโต่งของชิลี ลงพื้นที่บริเวณด่านพรมแดนชากายูตา ทางตอนเหนือของประเทศ เพื่อควบคุมการเริ่มก่อสร้างปราการกั้นพรมแดน ซึ่งเป็นหนึ่งในคำมั่นในช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา

ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ “โล่ป้องกันพรมแดน” รัฐบาลชิลีได้เริ่มส่งเครื่องจักรหนักเข้าขุดคูดินหรือสนามเพลาะ พร้อมเตรียมติดตั้งรั้วกั้น และระดมกำลังกองทัพร่วมกับโดรนสอดแนมลาดตระเวนตลอดแนวชายแดน โดยนายคาสต์ระบุว่านี่คือ “หมุดหมายสำคัญ” ในการทวงคืนอำนาจการควบคุมของรัฐเหนือดินแดนที่เคยถูกละเมิด

นายคาสต์ ซึ่งเพิ่งสาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อสัปดาห์ก่อน ชี้แจงว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายมากกว่า 180,000 คน ส่งผลให้ประชากรต่างชาติในชิลีพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัวในช่วงปี 2017-2024 โดยคาดว่าปัจจุบันมีชาวต่างชาติที่ไม่มีเอกสารพำนักถูกต้องกว่า 300,000 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเวเนซุเอลา

ผู้นำชิลียังย้ำว่า มาตรการนี้ไม่ได้เล็งเป้าไปที่ครอบครัวที่ลี้ภัยการเมืองหรือวิกฤตเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เป้าหมายหลักคือการสกัดกั้น “แก๊งอาชญากรข้ามชาติ” จากต่างแดนที่เข้ามาแผ่อิทธิพลในชิลี โดยเฉพาะเหตุอาชญากรรมรุนแรงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามั่นคงที่สุดในภูมิภาคอย่างชิลี เช่น การชิงทรัพย์โดยใช้กำลัง การลักพาตัว และการจ้างวานฆ่า

รัฐบาลฉุกเฉินและอำนาจพิเศษในฐานะผู้นำรัฐบาล “สถานการณ์ฉุกเฉิน” นายคาสต์ได้ใช้อำนาจพิเศษออกกฤษฎีกาหลายฉบับทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง เพื่อเพิ่มความเข้มงวดบริเวณพรมแดนและเร่งรัดการเนรเทศชาวต่างชาติที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย ซึ่งแนวทางการเมืองนี้ถูกเปรียบเทียบว่ามีความคล้ายคลึงกับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรทางการเมืองของเขา

“เราได้ตัดสินใจอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมในการปิดพรมแดนต่อการอพยพผิดกฎหมาย การค้ายาเสพติด และอาชญากรรมจัดตั้ง เราต้องการดำเนินการเรื่องนี้โดยไม่รีรอแม้แต่วินาทีเดียว” นายคาสต์กล่าวขณะสังเกตการณ์รถขุดดินที่กำลังปฏิบัติงาน

การขึ้นสู่อำนาจของนายคาสต์ ถือเป็นการขยับเข้าสู่แนวคิดขวาจัดครั้งสำคัญที่สุดของชิลีนับตั้งแต่ปี 1990 หลังสิ้นสุดยุคเผด็จการทหารของนายพลออกุสโต ปิโนเชต์ ซึ่งนายคาสต์เองเคยสนับสนุนมาตั้งแต่สมัยเยาว์วัย ท่ามกลางกระแสความกังวลจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนว่านโยบายที่แข็งกร้าวนี้อาจส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพของผู้อพยพที่เปราะบางในภูมิภาค.

ที่มา AP / Reuters

ด.ญ.เกาหลีใต้บาดเจ็บ หลังถูกกระสุนลูกหลงจากสนามซ้อมยิงปืนกองทัพที่สนามเด็กเล่น

ด.ญ.เกาหลีใต้บาดเจ็บ หลังถูกกระสุนลูกหลงจากสนามซ้อมยิงปืนกองทัพที่สนามเด็กเล่น

18 มี.ค. 2569 10:56 น.

ด.ญ.เกาหลีใต้บาดเจ็บ หลังถูกกระสุนลูกหลงจากสนามซ้อมยิงปืนกองทัพที่สนามเด็กเล่น

เกิดเหตุระทึกขวัญในเมืองแทกู ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อเด็กหญิงชั้นประถมถูกวัตถุคล้ายกระสุนปืนตกใส่จนได้รับบาดเจ็บขณะเล่นอยู่ในสนามเด็กเล่น เบื้องต้นพบจุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากสนามซ้อมยิงปืนของกองทัพเพียง 1.4 กิโลเมตร ส่งผลให้กองทัพสั่งระงับการซ้อมยิงปืนทั่วประเทศทันทีเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย

กองทัพบกเกาหลีใต้ประกาศระงับการฝึกซ้อมยิงปืนไรเฟิลในทุกหน่วยทั่วประเทศ เพื่อดำเนินการตรวจสอบมาตรการความปลอดภัยอย่างละเอียด หลังเกิดเหตุเด็กหญิงคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บจากวัตถุที่คาดว่าเป็น “กระสุนลูกหลง” บริเวณสนามเด็กเล่นในเมืองแทกู เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (16 มี.ค.)

เจ้าหน้าที่ตำรวจและกองทัพเปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 16.03 น. ของวันจันทร์ บริเวณ นามเด็กเล่นใกล้กับโรงเรียนประถมศึกษาคุกอู เด็กหญิงรายดังกล่าว (ไม่เปิดเผยนาม) ถูกวัตถุต้องสงสัยกระแทกเข้าที่บริเวณใต้ลำคอ เธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที ซึ่งโชคดีที่บาดแผลไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต และขณะนี้ได้รับอนุญาตให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้แล้ว

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ หน่วยทหารในพื้นที่ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากสนามเด็กเล่นไปประมาณ 1.4 กิโลเมตร กำลังมีการฝึกซ้อมยิงปืนด้วยอาวุธประจำกาย ซึ่งทางกองทัพกำลังเร่งตรวจสอบว่าวัตถุดังกล่าวเป็นกระสุนปืนจริงหรือไม่ และมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการฝึกซ้อมด้วยกระสุนจริงในวันนั้นหรือไม่

โฆษกกองทัพบกระบุว่า “เราจะดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยของสนามยิงปืนทุกแห่งในกองทัพ และประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นทั้งหมด ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะกลับมาเริ่มทำการฝึกซ้อมอีกครั้งเมื่อใด”

สำหรับสนามยิงปืนที่เกิดเหตุ ก่อสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1995 และไม่เคยมีรายงานอุบัติเหตุยืนยันมาก่อน โดยตัวสนามมีการติดตั้งโครงสร้างความปลอดภัย เช่น แผงกั้นหลังเป้าหมายที่ออกแบบมาเพื่อกักเก็บกระสุน อย่างไรก็ตาม อุบัติเหตุต่อพลเรือนจากการซ้อมรบในเกาหลีใต้นั้นเกิดขึ้นน้อยมาก แต่เคยเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดในปี 2020 เมื่อแคดดี้สนามกอล์ฟในจังหวัดจอลลาใต้ ถูกกระสุนไรเฟิลพลาดยิงเข้าที่ศีรษะขณะมีการซ้อมรบใกล้เคียง จนต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วน

ส่วนเมื่อปีที่ผ่านมา กองทัพเคยสั่งระงับการซ้อมรบและเที่ยวบินฝึกซ้อม หลังจากเครื่องบินขับไล่ทำระเบิดตกใส่หมู่บ้านในเมืองโพชอนโดยไม่ตั้งใจ ส่งผลให้มีพลเรือนได้รับบาดเจ็บเกือบ 30 ราย

เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า การสอบสวนครั้งล่าสุดนี้จะมุ่งเน้นไปที่ว่ามีการปฏิบัติตามหลักการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดหรือไม่ และจำเป็นต้องมีการยกระดับมาตรการป้องกันเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำรอยในอนาคต.

ที่มา The Korea Herald