ประชาชนหลั่งไหลร่วมงานพิธีศพ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” แน่นขนัด

ประชาชนหลั่งไหลร่วมงานพิธีศพ "อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี" แน่นขนัด

4 ก.ค. 2569 12:07 น.

ประชาชนหลั่งไหลร่วมงานพิธีศพ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” แน่นขนัด

ชาวอิหร่านหลายพันคน หลั่งไหลไปร่วมพิธีศพของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ทางการคาดจะมีประชาชนเข้าร่วมตลอดหลายวันรวมกว่า 15-20 ล้านคน เพื่อเป็นการแสดงพลังและความเป็นเอกภาพของสาธารณรัฐอิสลาม

สถานีโทรทัศน์ของอิหร่านรายงานว่า พิธีไว้อาลัยอย่างเป็นทางการเริ่มขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม ที่บริเวณ แกรนด์ โมซัลลา ในกรุงเตหะราน โดยประชาชนจำนวนมากเดินทางมาตั้งแต่คืนก่อนหน้า เพื่อรอส่งอดีตผู้นำสูงสุดเป็นครั้งสุดท้าย

ผู้ร่วมพิธีจำนวนมากถือธงสีแดง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการล้างแค้น พร้อมตะโกนคำขวัญ “Death to America” และ “Revenge” สะท้อนกระแสต่อต้านสหรัฐฯ และเรียกร้องให้ตอบโต้ศัตรูของอิหร่าน 

รัฐบาลอิหร่านประเมินว่า จะมีประชาชนเข้าร่วมพิธีไว้อาลัยในกรุงเตหะรานเพียงแห่งเดียวราว 15-20 ล้านคน ตลอดระยะเวลาหลายวันของพิธี ขณะที่กำหนดการทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 6 วัน ก่อนนำร่างไปประกอบพิธีฝังที่เมือง มัชฮัด บ้านเกิดของคาเมเนอี ในวันที่ 9 กรกฎาคม

ก่อนถึงวันฝังศพ ขบวนศพจะเคลื่อนผ่านกรุงเตหะราน เมืองศักดิ์สิทธิ์ กุม และเมืองสำคัญของชาวชีอะห์ในอิรัก เช่น นาจาฟ และ คาร์บาลา

อีกหนึ่งประเด็นที่ทั่วโลกจับตา คือการปรากฏตัวของ โมจ์ตาบา คาเมเนอีบุตรชายของอาลี คาเมเนอี ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่หลังการเสียชีวิตของบิดา

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้เขายังไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะ มีเพียงแถลงการณ์เป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น ท่ามกลางรายงานว่าเขาได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีครั้งเดียวกับที่คร่าชีวิตบิดา แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดอาการอย่างเป็นทางการ 

ทางการอิหร่านยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อต้อนรับผู้นำต่างชาติ โดยมีการปิดถนนหลายสาย รวมถึงจำกัดการใช้น่านฟ้า พร้อมเผยแพร่คำแนะนำด้านความปลอดภัยให้ประชาชน เพื่อป้องกันเหตุเบียดเสียดจากฝูงชนจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ ยังมีการนำรถบรรทุกน้ำออกฉีดพ่นบนถนน เพื่อลดอุณหภูมิ หลังกรุงเตหะรานเผชิญสภาพอากาศร้อนจัดกว่า 35 องศาเซลเซียส ในช่วงจัดพิธีด้วย.

แต่งแล้ว”เทย์เลอร์ สวิฟต์” ควง “ทราวิส เคลซี” เข้าพิธีวิวาห์สุดอลังการ คนดังร่วมงานคับคั่ง

แต่งแล้ว"เทย์เลอร์ สวิฟต์" ควง "ทราวิส เคลซี" เข้าพิธีวิวาห์สุดอลังการ คนดังร่วมงานคับคั่ง

4 ก.ค. 2569 11:16 น.

แต่งแล้ว”เทย์เลอร์ สวิฟต์” ควง “ทราวิส เคลซี” เข้าพิธีวิวาห์สุดอลังการ คนดังร่วมงานคับคั่ง

เทย์เลอร์ สวิฟต์ และดาวอเมริกันฟุตบอล ทราวิส เคลซี เข้าพิธีวิวาห์อย่างเป็นทางการ ที่ Madison Square Garden ในนครนิวยอร์ก มีคนดังจากทั้งวงการบันเทิงและกีฬาเข้าร่วมแสดงความยินดีจำนวนมาก 

สิ้นสุดการรอคอยของแฟน ๆ ทั่วโลก เมื่อซูเปอร์สตาร์เพลงป๊อป เทย์เลอร์ สวิฟต์ และดาวอเมริกันฟุตบอล ทราวิส เคลซี เข้าพิธีวิวาห์อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศสุดยิ่งใหญ่ที่ Madison Square Garden ในนครนิวยอร์ก โดยมีคนดังจากทั้งวงการบันเทิงและกีฬาเข้าร่วมแสดงความยินดีจำนวนมาก ขณะที่รายละเอียดของงานถูกเก็บเป็นความลับแทบทั้งหมด

โดยตัวแทนของเทย์เลอร์ สวิฟต์ยืนยันว่า ทั้งคู่ได้เข้าพิธีสมรสอย่างเป็นทางการ หลังคบหาดูใจกันมาตั้งแต่ปี 2023 และประกาศหมั้นเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา 

พิธีแต่งงานจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ภายใน Madison Square Garden โดยมีแขกประมาณ 1,000 คนเข้าร่วม แต่ทีมงานใช้มาตรการรักษาความเป็นส่วนตัวอย่างเข้มงวด ทำให้รายละเอียดภายในงานแทบไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ 

ภายในงานมีบุคคลชื่อดังจากหลายวงการร่วมเป็นสักขีพยาน อาทิ ทอม เบรดี้, สตีเวน สปีลเบิร์ก, คริส ร็อก และ ฮิวจ์ แกรนต์

ขณะที่พิธีแต่งงานได้รับเกียรติจาก อดัมส์ แซนเลอร์เพื่อนสนิทของทั้งคู่ ทำหน้าที่เป็นผู้ประกอบพิธีสมรส ส่วน ออสติน สวิฟต์ น้องชายของเจ้าสาว รับหน้าที่ Man of Honor และเจสัน เคลซี พี่ชายของเจ้าบ่าว รับหน้าที่ Best Man 

มีรายงานว่าเจ้าบ่าวและเจ้าสาวเลือกสวมชุด Christian Dior Haute Couture ซึ่งออกแบบโดยโจนาธาน แอนเดอร์สัน พร้อมรองเท้าสั่งตัดพิเศษจาก Christian Louboutin โดยเจ้าสาวยังสวมเครื่องประดับจาก Cartier เพิ่มความหรูหราให้กับลุควันสำคัญ 

ความรักของทั้งคู่เริ่มต้นในปี 2023 ก่อนกลายเป็นหนึ่งในคู่รักคนดังที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในโลก ทั้งการปรากฏตัวของสวิฟต์ในการแข่งขัน NFL และการสนับสนุนกันในเส้นทางอาชีพ กระทั่งประกาศหมั้นในปี 2025 และล่าสุดได้จูงมือกันเข้าสู่ประตูวิวาห์อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางเสียงแสดงความยินดีจากแฟนคลับทั่วโลก.

ที่มา : CNN

ดราม่าทั่วอินเดีย! รัฐบาลเตรียมยกเลิกไข่ ในอาหารกลางวันนักเรียน นักโภชนาการเตือนกระทบโภชนาการเด็ก

ดราม่าทั่วอินเดีย! รัฐบาลเตรียมยกเลิกไข่ ในอาหารกลางวันนักเรียน นักโภชนาการเตือนกระทบโภชนาการเด็ก

4 ก.ค. 2569 09:32 น.

ดราม่าทั่วอินเดีย! รัฐบาลเตรียมยกเลิกไข่ ในอาหารกลางวันนักเรียน นักโภชนาการเตือนกระทบโภชนาการเด็ก

เกิดกระแสถกเถียงในอินเดีย หลังรัฐบาลรัฐเบงกอลตะวันตก นำร่องเปลี่ยนเมนูอาหารกลางวันในโรงเรียนบางแห่ง โดยยกเลิกการเสิร์ฟ “ไข่” และใช้เมนูมังสวิรัติเป็นโปรตีนทดแทน จุดประเด็นเรื่องโภชนาการเด็ก

กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เมื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนของอินเดีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการช่วยเหลือเด็กที่ใหญ่ที่สุดของโลกที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลมากกว่า 110 ล้านคน มีการเปลี่ยนแปลงเมนู โดยจะยกเลิกการใช้ไข่มาปรุงอาหารให้เด็ก   

สำหรับเด็กจำนวนมาก โดยเฉพาะครอบครัวยากจน อาหารมื้อนี้เป็นทั้งแหล่งโภชนาการหลักและบางครั้งอาจเป็นอาหารเพียงมื้อเดียวที่ได้รับในแต่ละวัน จึงมีบทบาทสำคัญในการลดภาวะทุพโภชนาการ ลดความหิวโหย และช่วยให้เด็กมาเรียนอย่างต่อเนื่อง

ชนวนของข้อถกเถียงเริ่มขึ้นเมื่อรัฐบาลรัฐเบงกอลตะวันตกที่นำโดยพรรคภารติยะชนตะ (BJP) ซึ่งเพิ่งชนะการเลือกตั้ง ประกาศมอบหมายให้องค์กรศาสนาฮินดู International Society for Krishna Consciousness (ISKCON) หรือที่รู้จักในชื่อขบวนการ “ฮาเร กฤษณะ” เข้ามารับผิดชอบการผลิตอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองโกลกาตา

อาหารทั้งหมดจะดำเนินการผ่านมูลนิธิ Annamitra Foundation ซึ่งให้บริการเฉพาะอาหารมังสวิรัติ ส่งผลให้เมนูไข่จะถูกแทนที่ด้วยโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วเหลืองหรือถั่วแดง

แม้โครงการยังอยู่ระหว่างหารือและยังไม่ได้เริ่มดำเนินการจริง แต่ก็สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วประเทศแล้ว

ด้านพรรค All India Trinamool Congress (TMC) ซึ่งเป็นรัฐบาลชุดก่อน กล่าวหารัฐบาล BJP ว่ากำลังพยายามผลักดันแนวคิดมังสวิรัติให้เด็กนักเรียนด้วยเหตุผลทางอุดมการณ์

นักวิจารณ์จำนวนมากมองว่า การกำหนดเมนูอาหารไม่ควรได้รับอิทธิพลจากความเชื่อทางศาสนาหรือการเมือง แต่ควรยึดหลักโภชนาการเป็นสำคัญ

ขณะที่ผู้สนับสนุนโครงการเห็นว่า หากวางแผนเมนูอย่างเหมาะสม อาหารมังสวิรัติก็สามารถให้คุณค่าทางโภชนาการได้ไม่ต่างจากไข่

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการหลายคนระบุว่า ไข่ถือเป็นแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพสูง ราคาย่อมเยา และเหมาะสมที่สุดสำหรับเด็กวัยเจริญเติบโต

ไข่หนึ่งฟองในอินเดียมีราคาประมาณ 8 รูปี หรือไม่ถึง 4 บาท และมีกรดอะมิโนจำเป็นครบทั้ง 9 ชนิด รวมถึงวิตามินดีและวิตามินบี 12 ซึ่งจำเป็นต่อพัฒนาการของเด็ก

แม้อาหารอย่างพาเนียร์ (ชีสสดอินเดีย) หรือผลิตภัณฑ์จากนมจะให้สารอาหารใกล้เคียงกัน แต่มีต้นทุนสูงกว่ามาก ทำให้ยากต่อการนำมาใช้ในโครงการอาหารกลางวันที่ใช้งบประมาณภาครัฐ

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากยกเลิกไข่โดยไม่มีการทดแทนสารอาหารอย่างเหมาะสม เด็กอาจได้รับโปรตีนและสารอาหารจำเป็นไม่เพียงพอ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโต การเรียนรู้ และระบบภูมิคุ้มกันในระยะยาว

ผู้ปกครองบางส่วนระบุว่า การมีไข่ในอาหารกลางวันช่วยสร้างความมั่นใจว่าบุตรหลานได้รับโปรตีนเพียงพอ ขณะที่นักเรียนบางคนยอมรับว่าอยากลองเมนูใหม่ แต่หลายคนรู้สึกเสียดายเพราะรอวันที่โรงเรียนแจกไข่เป็นพิเศษ

ครูในหลายรัฐยังย้ำว่า อาหารกลางวันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กยากจนมาโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ เพราะเด็กจำนวนมากเดินทางมาเรียนทั้งที่ยังไม่ได้รับประทานอาหารเช้า

ในบางพื้นที่ เช่น รัฐพิหาร โรงเรียนใช้แนวทางประนีประนอม โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนเลือกได้เอง ผู้ที่รับประทานไข่จะได้รับไข่ ส่วนผู้ที่ไม่รับประทานไข่จะได้รับกล้วยแทน เพื่อเคารพความแตกต่างด้านความเชื่อและพฤติกรรมการบริโภค.

ที่มา : BBC

ไฟป่าลุกลามหนักในรัฐโคโลราโด สั่งอพยพประชาชนกว่า 2,200 คน บ้านเรือนเสียหายนับร้อยหลัง

ไฟป่าลุกลามหนักในรัฐโคโลราโด สั่งอพยพประชาชนกว่า 2,200 คน บ้านเรือนเสียหายนับร้อยหลัง

4 ก.ค. 2569 07:40 น.

ไฟป่าลุกลามหนักในรัฐโคโลราโด สั่งอพยพประชาชนกว่า 2,200 คน บ้านเรือนเสียหายนับร้อยหลัง

ไฟป่า “แอสเพน เอเคอร์ส” ลุกลามอย่างรวดเร็วทางตอนใต้ของรัฐโคโลราโด เผาทำลายบ้านเรือนกว่า 160 หลัง ทางการสั่งอพยพประชาชนหลายชุมชน ขณะที่สหรัฐฯ เผชิญไฟป่าครั้งใหญ่ราว 40 จุดทั่วภาคตะวันตก

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดไฟป่าครั้งใหญ่ในรัฐโคโลราโด ทางตะวันตกของสหรัฐฯ ส่งผลให้ประชาชนหลายพันคนต้องอพยพออกจากพื้นที่ หลังเปลวเพลิงลุกลามอย่างรวดเร็วจากกระแสลมแรง ขณะที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญไฟป่าขนาดใหญ่ราว 40 จุดทั่วภูมิภาคตะวันตก

ไฟป่าที่มีชื่อว่า “แอสเพน เอเคอร์ส” (Aspen Acres Fire) ลุกลามอย่างหนักทางตะวันตกเฉียงใต้ของนครเดนเวอร์ โดยขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นถึง 44 ตารางกิโลเมตร ภายในคืนเดียว ทำให้พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายเพิ่มเป็น 272 ตารางกิโลเมตร ภายในวันศุกร์

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ไฟป่าครั้งนี้ได้เผาทำลายสิ่งปลูกสร้างไปแล้วมากกว่า 160 หลัง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สภาพอากาศแห้งแล้งต่อเนื่องหลายเดือน ประกอบกับปริมาณหิมะในฤดูหนาวที่ต่ำเป็นประวัติการณ์ในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้พื้นที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่ารุนแรงมากขึ้น

ทางการรัฐโคโลราโดมีคำสั่งอพยพประชาชนราว 2,200 คน ในเมือง โคโลราโด ซิตี รวมถึงผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชนใกล้เคียง ได้แก่ บิวลาห์  ไรย์  และ ซาน อิซาเบล  เพื่อความปลอดภัย ขณะเดียวกัน กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิรัฐโคโลราโด ได้ส่งกำลังพลประมาณ 50 นาย เข้าประจำจุดตรวจบนถนนในเขต ปวยโบล และ คัสเตอร์  รวมทั้งดูแลพื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำ ปวยโบล รีเซอร์วัวร์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่ใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำในการควบคุมเพลิง

เจ้าหน้าที่สอบสวนระบุว่า ไฟป่าแอสเพน เอเคอร์สมีสาเหตุมาจากการกระทำของมนุษย์ แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับต้นเพลิง.

“เคโกะ ฟูจิโมริ” คว้าชัยเลือกตั้งประธานาธิบดีเปรู เตรียมนั่งผู้นำคนใหม่ ชูนโยบายปราบอาชญากรรม

"เคโกะ ฟูจิโมริ" คว้าชัยเลือกตั้งประธานาธิบดีเปรู เตรียมนั่งผู้นำคนใหม่ ชูนโยบายปราบอาชญากรรม

4 ก.ค. 2569 07:16 น.

“เคโกะ ฟูจิโมริ” คว้าชัยเลือกตั้งประธานาธิบดีเปรู เตรียมนั่งผู้นำคนใหม่ ชูนโยบายปราบอาชญากรรม

คณะกรรมการการเลือกตั้งเปรูประกาศรับรองชัยชนะของ “เคโกะ ฟูจิโมริ” ในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบสอง หลังเฉือนคู่แข่งเพียง 0.27% เตรียมรับตำแหน่งปลายเดือนนี้ พร้อมชูนโยบายปราบแก๊งอาชญากรรมและคุมเข้มชายแดน

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นางเคโกะ ฟูจิโมริ นักการเมืองสายอนุรักษนิยม วัย 51 ปี ได้รับการประกาศเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเปรูรอบสองอย่างเป็นทางการ หลังคณะกรรมการการเลือกตั้งสูงสุดของประเทศรับรองผลการเลือกตั้ง โดยผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการระบุว่า ฟูจิโมริได้รับคะแนนเสียงคิดเป็น 50.1% เฉือนชนะ โรเบร์โต ซานเชซ สมาชิกสภาคองเกรสสายชาตินิยม ซึ่งได้รับไป 49.8% โดยก่อนหน้านี้ทั้งสองคนผ่านเข้าสู่การเลือกตั้งรอบชี้ขาดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน หลังเอาชนะผู้สมัครอีก 33 คนในการเลือกตั้งรอบแรกเมื่อเดือนเมษายน

รายงานข่าวระบุว่านางฟูจิโมริจะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม และจะกลายเป็น ประธานาธิบดีคนที่ 9 ของเปรูในรอบ 10 ปี สะท้อนถึงความผันผวนทางการเมืองที่ประเทศเผชิญมาอย่างต่อเนื่อง

โดยประเด็นสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้คือปัญหาอาชญากรรมที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะการรีดไถและความรุนแรงจากเครือข่ายอาชญากรรม ฟูจิโมริจึงหาเสียงด้วยนโยบายปราบปรามอาชญากรรมอย่างเข้มงวด พร้อมให้คำมั่นว่าจะใช้นโยบาย “กำปั้นเหล็ก” เพื่อฟื้นฟูความปลอดภัยของประเทศ

ทั้งนี้ ฟูจิโมริเป็นบุตรสาวของ อัลเบร์โต ฟูจิโมริ อดีตประธานาธิบดีเปรู ผู้ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งในช่วงทศวรรษ 2533 โดยรัฐบาลของเขาประสบความสำเร็จในการปราบปรามกลุ่มกบฏหัวรุนแรง แต่ต่อมาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากการใช้อำนาจแบบเผด็จการ ก่อนถูกศาลตัดสินจำคุกในปี 2552 จากคดีละเมิดสิทธิมนุษยชน และต่อมาถูกตัดสินในคดีทุจริตอีกหลายคดี.

ที่มา CNN

ยอดเหยื่อแผ่นดินไหวเวเนซุเอลาพุ่ง 2,645 ศพ สูญหายแตะ 5 หมื่น ครอบครัววอนเร่งกู้ร่างผู้เสียชีวิต

ยอดเหยื่อแผ่นดินไหวเวเนซุเอลาพุ่ง 2,645 ศพ สูญหายแตะ 5 หมื่น ครอบครัววอนเร่งกู้ร่างผู้เสียชีวิต

4 ก.ค. 2569 06:27 น.

ยอดเหยื่อแผ่นดินไหวเวเนซุเอลาพุ่ง 2,645 ศพ สูญหายแตะ 5 หมื่น ครอบครัววอนเร่งกู้ร่างผู้เสียชีวิต

ยอดผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหว 2 ระลอกในเวเนซุเอลาเพิ่มเป็น 2,645 ศพ บาดเจ็บกว่า 12,600 คน ขณะที่สหประชาชาติคาดผู้สูญหายอาจสูงถึง 50,000 คน ญาติผู้ประสบภัยร้องขอเร่งกู้ร่างผู้เสียชีวิต หลังความหวังพบผู้รอดชีวิตริบหรี่

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวเอเอฟพี  รายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ระลอกในเวเนซุเอลา เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 2,645 ศพ ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 12,600 ราย ตามตัวเลขทางการล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ นอกจากนี้คาดว่ายังมีผู้สูญหายอีกเป็นจำนวนมาก

โดยแผ่นดินไหวขนาด 7.2 และ 7.5 ส่งผลให้อาคารที่พักอาศัยหลายสิบแห่งพังถล่ม โดยเฉพาะในเมืองชายฝั่ง ลา กวยรา ทางตอนเหนือของกรุงการากัส ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด แม้รัฐบาลยังไม่เปิดเผยจำนวนผู้สูญหายอย่างเป็นทางการ แต่ องค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็นประเมินว่าอาจมีผู้สูญหายมากถึง 50,000 คน ทำให้หลายครอบครัวยังคงเฝ้ารอข่าวคราวของคนที่รัก ท่ามกลางความหวังอันริบหรี่ที่จะพบผู้รอดชีวิต

ขณะที่ผ่านไป 9 วันหลังเกิดภัยพิบัติ ทีมกู้ภัยหลายหน่วยเริ่มลดระดับปฏิบัติการค้นหาผู้รอดชีวิต เนื่องจากช่วงเวลาสำคัญในการช่วยเหลือผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคารมักอยู่ภายใน 72 ชั่วโมงแรก แม้ว่าสัปดาห์นี้จะยังมีการช่วยเหลือผู้รอดชีวิตได้อย่างปาฏิหาริย์บางรายก็ตาม ขณะที่ประชาชนจำนวนมากวิพากษ์วิจารณ์การรับมือของรัฐบาล โดยระบุว่าหน่วยกู้ภัยเดินทางมาถึงล่าช้า และในช่วงแรกเป็นเพื่อนบ้าน ญาติ รวมถึงอาสาสมัครที่ช่วยกันใช้มือเปล่าขุดค้นซากปรักหักพังเพื่อค้นหาผู้ประสบภัย  

อย่างไรก็ตาม เดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลา ซึ่งเข้ารับตำแหน่งหลัง นิโกลัส มาดูโร ถูกจับกุมในการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ เมื่อ 6 เดือนก่อน ยืนยันว่ารัฐบาลดำเนินการอย่างเต็มที่ พร้อมกล่าวหาว่ากระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงของสื่อ.

ผู้นำโลกทยอยร่วมพิธีศพ “คาเมเนอี” วันแรก ซาอุฯ ส่งผู้แทนร่วมไว้อาลัย คาดผู้ร่วมพิธีกว่า 20 ล้านคน

ผู้นำโลกทยอยร่วมพิธีศพ "คาเมเนอี" วันแรก ซาอุฯ ส่งผู้แทนร่วมไว้อาลัย คาดผู้ร่วมพิธีกว่า 20 ล้านคน

4 ก.ค. 2569 05:20 น.

ผู้นำโลกทยอยร่วมพิธีศพ “คาเมเนอี” วันแรก ซาอุฯ ส่งผู้แทนร่วมไว้อาลัย คาดผู้ร่วมพิธีกว่า 20 ล้านคน

บรรยากาศวันแรกของพิธีศพ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน ซึ่งเสียชีวิตจากปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯ -อิสราเอลเมื่อปลายเดือนก.พ. ที่ผ่านมา เป็นไปอย่างยิ่งใหญ่ ประชาชน-ผู้แทนหลายประเทศเดินทางเข้าร่วม

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 บรรยากาศวันแรกของพิธีศพ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน ซึ่งเสียชีวิตจากปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เป็นไปอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีประชาชนจำนวนมหาศาลและคณะผู้แทนจากหลายประเทศเดินทางร่วมไว้อาลัยที่กรุงเตหะราน ขณะที่ทางการคาดว่าตลอดพิธีหลายวันจะมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 20 ล้านคน

พิธีจัดขึ้นที่ศูนย์ประกอบศาสนกิจ แกรนด์ โมซัลลา ในกรุงเตหะราน โดยโลงศพของคาเมเนอีซึ่งคลุมด้วยธงชาติอิหร่านถูกตั้งให้ประชาชนเข้าสักการะ ก่อนจะเคลื่อนขบวนไปยังเมืองศักดิ์สิทธิ์หลายแห่งในอิหร่านและอิรัก และจะฝังที่เมือง มัชฮัด บ้านเกิดของอดีตผู้นำในวันที่ 9 กรกฎาคม

สื่อทางการอิหร่านรายงานว่า ผู้นำและผู้แทนจากหลายประเทศเข้าร่วมพิธีไว้อาลัย รวมถึงคณะผู้แทนจากรัสเซีย จีน ปากีสถาน และประเทศพันธมิตรในภูมิภาค โดยหนึ่งในเหตุการณ์ที่ได้รับความสนใจคือการเดินทางมาร่วมพิธีของ วาลิด อัล-คูไรจี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งถือเป็นการแสดงท่าทีทางการทูตที่สำคัญ ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่เพิ่งฟื้นตัวของทั้งสองประเทศ

ด้าน ดมิทรี เมดเวเดฟ อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย ซึ่งเดินทางมาในฐานะผู้แทนพิเศษของ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้ร่วมวางดอกไม้เคารพศพ พร้อมเข้าพบ ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน และ อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ก่อนเริ่มพิธีอย่างเป็นทางการ

ทางการอิหร่านระบุว่า พิธีศพครั้งนี้จะดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน โดยคาดว่าจะมีประชาชนและคณะผู้แทนจากต่างประเทศเข้าร่วมหลายล้านคน เพื่อแสดงความอาลัยต่ออดีตผู้นำที่ปกครองประเทศมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ พร้อมส่งสัญญาณความเป็นเอกภาพของอิหร่านหลังสงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอล.

ที่มา Aljazeera

กลุ่มผู้ค้าเพชรเบลเยียมมอบแหวนทอง 18 กะรัตประดับเพชร 321 เม็ดให้ทรัมป์ หลังได้รับยกเว้นภาษีนำเข้า

กลุ่มผู้ค้าเพชรเบลเยียมมอบแหวนทอง 18 กะรัตประดับเพชร 321 เม็ดให้ทรัมป์ หลังได้รับยกเว้นภาษีนำเข้า

4 ก.ค. 2569 00:21 น.

กลุ่มผู้ค้าเพชรเบลเยียมมอบแหวนทอง 18 กะรัตประดับเพชร 321 เม็ดให้ทรัมป์ หลังได้รับยกเว้นภาษีนำเข้า

กลุ่มผู้ค้าเพชรเบลเยียม มอบแหวนทอง 18 กะรัตประดับเพชร 321 เม็ดให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ หลังอุตสาหกรรมเพชรเบลเยียมได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ จนถูกจับตาเรื่องความเหมาะสม

วันที่ 5 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวเอพีรายงานว่า ศูนย์เพชรโลกเมืองแอนต์เวิร์ป (Antwerp World Diamond Center: AWDC) ของเบลเยียม มอบแหวนทองคำ 18 กะรัตประดับอัญมณีให้แก่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปีการประกาศเอกราชของสหรัฐฯ

รายงานข่าวระบุว่า แหวนวงนี้ประกอบด้วยเพชร 321 เม็ด ไพลิน 56 เม็ด มรกต 13 เม็ด และทับทิม 6 เม็ด ออกแบบให้มีตัวอักษร T ขนาดใหญ่ 2 ตัว ธงชาติสหรัฐฯ ตัวเลข 1776 และ 2026 รวมถึงเลข 45 และ 47 ซึ่งสื่อถึงการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 45 และ 47 ของทรัมป์

นอกจากนี้ยังมีรูปนกอินทรีประดับเพชร พร้อมโล่ทับทิม กิ่งมะกอกประดับมรกต และสลักข้อความ “250 YEARS USA” บนตัวเรือนทองคำ ส่วนด้านในของแหวนสลักข้อความว่า “Crafted in Antwerp for Donald John Trump” หรือ “รังสรรค์ที่เมืองแอนต์เวิร์ปเพื่อโดนัลด์ ทรัมป์” ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านอัญมณีประเมินว่าแหวนวงนี้มีมูลค่าระหว่าง 25,000-35,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 810,000-1.13 ล้านบาท 

ทั้งนี้ การมอบของขวัญครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังอุตสาหกรรมเพชรของเบลเยียมได้รับข่าวดี เมื่อสหรัฐฯ ยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าเพชรเจียระไนจากเมืองแอนต์เวิร์ป ซึ่งมีมูลค่าส่งออกไปสหรัฐฯ มากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมของของขวัญชิ้นนี้.

“ดิมิทรี เมดเวเดฟ” อดีตผู้นำรัสเซีย เดินทางเคารพศพอดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน ตอกย้ำสัมพันธ์สองประเทศ

"ดิมิทรี เมดเวเดฟ" อดีตผู้นำรัสเซีย เดินทางเคารพศพอดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน ตอกย้ำสัมพันธ์สองประเทศ

3 ก.ค. 2569 23:22 น.

“ดิมิทรี เมดเวเดฟ” อดีตผู้นำรัสเซีย เดินทางเคารพศพอดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน ตอกย้ำสัมพันธ์สองประเทศ

นายดมิทรี เมดเวเดฟ อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย เดินทางถึงกรุงเตหะราน ของอิหร่านในฐานะ ทูตพิเศษของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เพื่อแสดงความเคารพต่อร่างของผู้นำสูงสุดอิหร่าน “อาลี คาเมเนอี” ที่เสียชีวิต 

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวของอิหร่านรายงานว่า นายดมิทรี เมดเวเดฟ อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งรัสเซีย ได้เดินทางไปยังกรุงเตหะราน เพื่อแสดงความเคารพต่อร่างของอาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่เสียชีวิต

สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านระบุว่า นายเมดเวเดฟเดินทางมาในฐานะทูตพิเศษของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน โดยระหว่างการเยือนเขาได้เข้าพบนายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน และ อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน

การเดินทางครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างรัสเซียและอิหร่าน ซึ่งกระชับความร่วมมือทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะท่ามกลางแรงกดดันและมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก.

ฝ่ายกฎหมาย ชัชชาติ โต้ มัลลิกา ยกข้อกฎหมายแจงยิบ ปมไซซ์ป้ายหาเสียง

ฝ่ายกฎหมาย ชัชชาติ โต้ มัลลิกา ยกข้อกฎหมายแจงยิบ ปมไซซ์ป้ายหาเสียง

ฝ่ายกฎหมาย ชัชชาติ โต้ มัลลิกา ยกข้อกฎหมายแจงยิบ ปมไซซ์ป้ายหาเสียง

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.08 น.

ฝ่ายกฎหมาย ”ชัชชาติ“ โต้ ”มัลลิกา“ พาดพิงสื่อโฆษณาหาเสียงมีป้ายเกินขนาด-ผิดกฎหมาย แจงยิบปฏิบัติตามกฎหมายการหาเสียง และแจ้งต่อ กกต. ทุกกระบวนการ ชี้ สื่อโฆษณาติดรถสาธารณะ/ประตูรถไฟฟ้า/จอLED ไม่ใช่ป้ายหาเสียง ไม่มีข้อห้าม

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ทีมชัชชาติ ได้ชี้แจงกรณี นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวหาพาดพิงถึงสื่อโฆษณาหาเสียงของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มีป้ายเกินขนาด ผิดกฎหมาย ว่า

ตามที่ คุณมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14  ได้กล่าวหาในการบรรยายของสถาบันพระปกเกล้า เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา พาดพิงถึงสื่อโฆษณาหาเสียงของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่ามีป้ายเกินขนาด ผิดกฎหมายนั้น  ฝ่ายกฎหมายของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 ขอชี้แจงว่า

การหาเสียงของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการหาเสียงทุกประการ และได้มีการหารือ สอบถาม และแจ้งต่อ กกต. ในทุกกระบวนการก่อนดำเนินการแล้ว 

โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. สื่อโฆษณาที่ติดบนรถสาธารณะและรถไฟฟ้าสีน้ำเงิน รวมถึงจออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ใช่ “แผ่นป้ายหาเสียง” หรือ “ประกาศหาเสียง” ตามนิยามของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดเรื่องขนาดและจำนวน        

ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 นั้น ได้กำหนดนิยาม “แผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง” ว่า แผ่นป้ายของผู้สมัครที่มีลักษณะเป็นกระดาษ กระดาน หรือวัสดุอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันและมีความแข็งแรงที่มีข้อความหรือรูปที่ผู้สมัครได้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง กล่าวคือ แผ่นป้ายหาเสียงเลือกตั้งจะต้องมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยม ถูกยึดไว้บนโครงไม้ โครงโลหะ หรือยึดไว้กับส่วนใดส่วนหนึ่งของอาคาร หรือสิ่งที่ยึดอยู่บนพื้นที่ 

ในส่วนของ “ประกาศหาเสียงเลือกตั้ง” ดังกล่าว ได้นิยามไว้ว่า “ประกาศเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง” หมายความว่า ประกาศของผู้สมัครที่มีลักษณะเป็นกระดาษหรือวัสดุอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันที่มีข้อความหรือรูปที่ผู้สมัครได้จัดทำเพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ดังนั้น ประกาศหาเสียงเลือกตั้งจึงต้องพิมพ์ลงในวัสดุที่เป็นกระดาษหรือวัสดุที่มีลักษณะคล้ายกระดาษ และใช้สำหรับการติดตั้งบนอาคาร แผ่นกระดาน หรือสิ่งที่ไม่อาจเคลื่อนที่ได้เท่านั้น

นอกจากนี้ ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าว ก็ไม่ได้ออกข้อห้ามไม่ให้มีการโฆษณาหาเสียงโดยวิธีการอื่น ดังจะเห็นได้จากการระบุให้ “เอกสาร” หรือ “วิดีทัศน์” ที่ใช้ในการหาเสียงต้องระบุชื่อผู้ผลิต ผู้จัดทำ และรายละเอียดอื่นๆ (ข้อ 23 ) 

เมื่อตีความระเบียบของกกต. ประกอบกับประกาศของ กกต. กรณีนี้จึงเห็นได้ว่า กฎหมายเลือกตั้งอนุญาตให้มีการหาเสียงโดยวิธีการอื่นนอกเหนือไปจากการผลิตป้ายและประกาศอย่างที่เคยยึดถือปฏิบัติกันมา ไม่จำกัดอยู่แต่เฉพาะการทำในรูปแบบของ “ประกาศ” หรือ “แผ่นป้าย” เท่านั้น

จากข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังกล่าวข้างต้น กรณีจึงเห็นได้ว่า สื่อโฆษณาที่ข้าพเจ้าติดตั้งบนรถโดยสารสาธารณะและรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินนั้น ซึ่งทำจากสติกเกอร์  ไม่ใช่กระดาษหรือแผ่นป้ายที่ยึดติดกับอาคาร หรือสถานที่ใดที่หนึ่ง แต่เป็นการปิดสื่อโฆษณาเข้ากับพาหนะซึ่งเคลื่อนที่ได้ ซึ่งไม่เข้าลักษณะของประกาศเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งและแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งแต่อย่างใด 

ด้วยเหตุนี้ สื่อโฆษณาที่ทีมงานนายชัชชาติ ติดบนรถสาธารณะและประตูรถไฟฟ้าสีน้ำเงิน รวมถึงบนจอภาพอิเล็กทรอนิกส์ จึงไม่ใช่แผ่นป้ายหาเสียง หรือ ประกาศหาเสียงตามนิยามของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดเรื่องขนาดและจำนวน และไม่มีประกาศหรือระเบียบใดๆบัญญัติถึงข้อห้ามหรือข้อกำหนดขนาดและจำนวนแต่อย่างใด 

2. ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ประเภทของค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 อนุญาตให้มีการหาเสียงในรูปแบบอื่นได้ เพียงแต่ต้องนำมารวมเป็นค่าใช้จ่ายเท่านั้น
ข้าพเจ้าขอเรียนต่อไปว่า นอกจากการติดตั้งสื่อประชาสัมพันธ์บนรถโดยสารสาธารณะจะไม่เข้านิยามของ “แผ่นป้ายหาเสียง” และ “ประกาศหาเสียง” ตามระเบียบ กกต. ที่อ้างแล้วนั้น ยังมีประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ประเภทของค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 ซึ่งให้ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งรวมถึง “…(4) ค่าโฆษณาในสื่อต่าง ๆ ได้แก่ ค่าสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ค่าผลิตสื่อเพื่อการออกอากาศ รวมถึงค่าโฆษณาอื่นที่เป็นการกระทำเพื่อการหาเสียงเลือกตั้ง (5) ค่าจัดทำป้าย เอกสาร สิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการโฆษณาหาเสียง…” 

กรณีจึงหมายความได้ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งได้อนุญาตให้มีการโฆษณาการหาเสียงเลือกตั้งในรูปแบบสื่ออื่นๆ นอกจากประกาศเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งและแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง เพียงแต่ต้องแจ้งค่าใช้จ่ายดังกล่าวต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งฝ่ายกฎหมายได้เคยทำหนังสือแจ้งรายละเอียดถึงการโฆษณาดังกล่าว ตามหนังสือเรื่อง แจ้งการโฆษณาหาเสียงด้วยวิธีการปิดสติกเกอร์บนรถโดยสารประจำทาง ฉบับลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ซึ่งได้ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งก็เคยมีหนังสือตอบกลับเกี่ยวกับการโฆษณาหาเสียงบนรถโดยสารสาธารณะว่า

“8. ข้อหารือที่ 7 ค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่โฆษณาบนยานพาหนะสาธารณะ ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องนำมารวมเป็นค่าใช้จ่ายด้วยหรือไม่ เห็นว่า ถือเป็นค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้ง ดังนั้น ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องนำมาคิดคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วย โดยต้องไม่เกินจำนวนค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดประกาศกำหนดตามมาตรา 60 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562

9. ข้อหารือที่ 8 และ 9 การติดป้ายโฆษณาหาเสียงบนรถโดยสารสาธารณะจะทำให้รถคันนั้นเข้าลักษณะเป็น “พาหนะที่ใช้ในการหาเสียง” ตามข้อ 23 (3) ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 ด้วยหรือไม่ และหากพิจารณาแล้วว่า รถโดยสารสาธารณะทั่วไปที่มีการปล่อยเช่าพื้นที่บนรถโดยสารเพื่อหาเสียงเลือกตั้งถือเป็น “พาหนะในการหาเสียง” ตามระเบียบดังกล่าว ในกรณีนี้ เจ้าของพาหนะ/ผู้ประกอบกิจการรถขนส่งสาธารณะซึ่งยังคงต้องประกอบอาชีพรับส่งผู้โดยสารเป็นการทั่วไป (เพียงแต่รับติดป้ายโฆษณาหาเสียง) จะสามารถนำพาหนะคันดังกล่าวออกประกอบอาชีพรับจ้างตามปกติได้หรือไม่ เห็นว่า การเช่าพื้นที่โฆษณาเพื่อหาเสียงเลือกตั้งบนยานพาหนะสาธารณะ อาจไม่เข้าข่ายมีลักษณะเป็นพาหนะที่ใช้ในการหาเสียง เป็นเพียงการเช่าพื้นที่โฆษณาเพื่อหาเสียงเลือกตั้งซึ่งผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องนำมาคิดคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วย เว้นแต่ ผู้สมัครรับเลือกตั้งประสงค์จะจ้างให้เป็นพาหนะที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของระเบียบดังกล่าว ทั้งนี้ ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานเจ้าของรถโดยสารสาธารณะด้วย เช่น องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เป็นต้น” 

ประกอบกับเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งและผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ได้จัดให้มีการอบรมการเลือกตั้งเชิงสมานฉันท์แก่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เพื่อให้ผู้สมัครทุกรายหาเสียงถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่ง ว่าที่ร้อยตรี สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ได้กรุณาให้คำตอบเกี่ยวกับการหาเสียงบนรถโดยสารสาธารณะเอาไว้อย่างชัดเจนว่า สามารถกระทำได้ และไม่ถือเป็นประกาศหรือแผ่นป้ายหาเสียงที่จำกัดขนาด เพียงแต่ต้องนำมารวมเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งด้วยเท่านั้น

จึงขอให้ทางผู้รับฟังบรรยายของคุณมัลลิกา ที่สถาบันพระปกเกล้า และสาธารณชนทั่วไป รับทราบและเข้าใจโดยทั่วกัน ว่าการหาเสียงของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ยึดมั่นและเป็นไปกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการหาเสียงอย่างถูกต้องทุกประการทั้งสิ้น และขอให้ผู้พาดพิง ตรวจสอบข้อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้ถี่ถ้วนก่อนแสดงความเห็นใดๆ ออกสู่สาธารณะ