สมชัย ซัดยับ ประชามติทำซากอะไร แฉงบละลายแม่น้ำ 8,900 ล้าน แต่สุดท้ายรัฐบาลส่อทิ้งร่าง รธน.

สมชัย ซัดยับ ประชามติทำซากอะไร แฉงบละลายแม่น้ำ 8,900 ล้าน แต่สุดท้ายรัฐบาลส่อทิ้งร่าง รธน.

สมชัย ซัดยับ ประชามติทำซากอะไร แฉงบละลายแม่น้ำ 8,900 ล้าน แต่สุดท้ายรัฐบาลส่อทิ้งร่าง รธน.

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.45 น.

วันนี้ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันอย่างเผ็ดร้อน กรณีการจัดทำประชามติที่ผ่านมา โดยระบุข้อความทั้งหมดว่า “ประชามติ ทำซากอะไร ตอน ครม. อนุทิน 1 มีมติให้ทำประชามติพร้อมเลือกตั้ง ตอนนั้นเหลือเวลาเพียง 58 วัน ต่ำกว่ากรอบตาม กม. ที่กำหนดว่า การทำประชามติต้องมีระยะเวลาไม่เร็วกว่า 60 วัน นับแต่วันที่ ครม. มีมติ มือกฎหมายผมขาวของรัฐบาล ก็พลิกกฎหมายออกมายืนยันว่า ทำได้หาก ครม. เห็นว่าเป็นเหตุจำเป็นทางงบประมาณหรือเป็นเหตุจำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

การทำประชามติพร้อมการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงเกิดขึ้นอย่างทุลักทุเล ด้วยงบจัดการรวม 8,900 ล้านบาท (อ้างจากมติ ครม.ที่อนุมัติ เมื่อ 23 ธันวาคม 2568) แพงกว่า การเลือกตั้งอย่างเดียวเมื่อปี 2566 ถึง 3,000 ล้านบาท แถม ลงทะเบียนนอกเขตหลังหยุดปีใหม่แค่ 3 วัน ทำเอกสารแจก 16 ล้านเล่มแต่พิมพ์ผิดในสาระสำคัญ วันเลือกต้องแสดงบัตร หย่อนบัตรสองรอบ ไม่แสดงผลคะแนนรายเขต รายจังหวัด รู้แค่ผลรวมว่า คน 21.6 ล้านคน เห็นชอบกับการจัดทำใหม่ทั้งฉบับ กระบวนการจัดทำใหม่ทั้งฉบับที่ทำได้เร็ว คือ การนำเอาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่ค้างในวาระ 2-3 ของรัฐสภา มาพิจารณาต่อ ซึ่ง ครม. ต้องเป็นฝ่ายหยิบยกเสนอต่อรัฐสภาใหม่ ภายใน 60 วันนับแต่การประชุมครั้งแรกของรัฐสภาชุดใหม่

สมชัย ศรีสุทธิยากร

13 พฤษภาคม 2569 คือ วันครบ 60 วัน ซึ่งรัฐบาลแสดงท่าทีแล้วว่า จะปล่อยให้ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่ทำมาเป็นปีตกไป แล้วค่อยไปนับหนึ่งใหม่ คาดว่าจะใช้เวลาอีก 2 ปี ไม่ต้องถามว่า ประชามติทำซากอะไร เพราะมีคำตอบในตัวแล้วว่า ทำซากศพร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และอยู่กับซากผุ ๆ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันต่อไป Cr. ภาพ : The Standard”

หลังจากโพสต์ของ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นงบประมาณและความคุ้มค่าของการทำประชามติกันอย่างกว้างขวาง เช่น

“เอาผิดกับใคร ได้บ้าง ครับ”

“เขาแค่อยากประชามติ​ ให้​ กกต.มีงานทำ”

“นี้ละเขาเรียกว่าไม่ยอมรับบอกให้ทำประชามติเองไม่ยอมรับเสียงประชาชน”

“20 ล้านเสียง+พลัสไม่มีความหมายเลย”

สมชัย ศรีสุทธิยากร
สมชัย ศรีสุทธิยากร
สมชัย ศรีสุทธิยากร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เพจเฟซบุ๊ก ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร

อัษฎางค์ กางจุดเสี่ยง! ระวังแลนด์บริดจ์เป็นแค่ ทางลัดสินค้าจีน ถ้าออกแบบโครงการผิด

อัษฎางค์ กางจุดเสี่ยง! ระวังแลนด์บริดจ์เป็นแค่ ทางลัดสินค้าจีน ถ้าออกแบบโครงการผิด

อัษฎางค์ กางจุดเสี่ยง! ระวังแลนด์บริดจ์เป็นแค่ ทางลัดสินค้าจีน ถ้าออกแบบโครงการผิด

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.03 น.

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ อัษฎางค์ นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์จข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  แลนด์บริดจ์ “ไทยควรใช้ภูมิศาสตร์ให้เป็นอำนาจต่อรอง แต่ต้องไม่ขายภูมิศาสตร์ในราคาถูก”

ปัญหาไม่ใช่แลนด์บริดจ์โดยตัวมันเอง แต่คือโมเดลผลประโยชน์ ไทยจะเป็นเจ้าของยุทธศาสตร์ หรือเป็นเพียงทางผ่านในยุทธศาสตร์ของคนอื่น

เรื่องแลนด์บริดจ์ เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันหนักมากในสังคมไทย แต่อัษฎางค์ยังไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลย สาเหตุก็เพราะผมยังไม่แน่ใจว่า จะเห็นด้วยหรือไม่ เพราะยังไม่ตกผลึกว่ามันดีมากกว่าเสียแค่ไหน

เพราะฉะนั้นก่อนอ่านบรรทัดต่อไป และป้องกันดราม่า ขอเกริ่นย้ำว่า จนถึงปัจจุบัน ผมยังไม่ได้ข้อสรุปสำหรับตัวเองว่า เห็นด้วยหรือไม่

อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่คิดได้คือ สังคมไทยพูดเรื่องคอคอดกระหรือคลองไทยกันมานานมากๆ ตั้งแต่ผมจำความได้ก็ได้ยินการวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดชีวิต

โดยเฉพาะสมัยก่อนจะมีคำครหาที่ว่า “ที่ไทยเราไม่ขุดคลองเพราะสิงคโปร์จ่ายเงินยัดปากนักการเมือง”

เพราะผลประโยชน์ที่ไทยจะได้นั้นมหาศาล และผู้เสียผลประโยชน์คือสิงคโปร์

แต่พอมาถึงวันนี้ในยุครัฐบาลอนุทินสั่งเดินหน้าและมีท่าทางว่ามันกำลังจะเกิดขึ้นจริงๆ แล้ว สังคมไทยกระหน่ำกันด้วยความไม่เห็นด้วยมากกว่าเห็นด้วย

ถ้าย้อนไปกับคำครหาว่า “ที่ไทยเราไม่ขุดคลองเพราะสิงคโปร์จ่ายเงินยัดปากนักการเมือง” ก็แปลว่า สิงคโปร์คงต้องจ่ายหนักมากและทุกคนที่ออกมาไม่เห็นด้วยนั้นรับเงินสิงคโปร์มาแน่

แต่อีกมุมหนึ่งคือ นี่อาจเป็นคำเฉลยของคำครหานั้น ว่ามีการรับและจ่ายเงินเรื่องนี้หรือไม่

และถ้าสมมติว่า สิงคโปร์เคยจ่ายเงินปิดปากจริงๆ วันนี้สิงคโปร์คงพูดว่า รู้แบบนี้ตูไม่น่าเสียเงินค่าปิดปากเลย เพราะวันนี้คนไทยเถียงกันเองและต่อต้านกันเองแล้ว

สิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นปัญหาหรือจุดเสี่ยงก็คือ

1. จุดคุ้มทุน

จุดคุ้มทุนของแลนด์บริดจ์เป็นคำถามใหญ่ที่สุดข้อหนึ่ง เพราะเป็นเมกะโปรเจกต์ระดับเกือบล้านล้านบาท ดังนั้นคำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “สร้างได้หรือไม่” แต่ต้องถามว่า “สร้างแล้วจะมีปริมาณสินค้าเพียงพอให้คุ้มทุนจริงหรือไม่”

ถ้าแลนด์บริดจ์จะคุ้ม ต้องมีเรือและตู้คอนเทนเนอร์จำนวนมากพอที่จะยอมเปลี่ยนเส้นทางจากช่องแคบมะละกา มาใช้ระบบยกตู้ขึ้นฝั่ง ขนข้ามคาบสมุทร แล้วขึ้นเรืออีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งหมายความว่า เจ้าของสินค้าและสายเรือต้องเห็นว่าคุ้มกว่า ทั้งในแง่เวลา ต้นทุน ความแน่นอน และความเสี่ยง

ปัญหาคือ การประหยัดเวลาเพียงไม่กี่วันอาจไม่พอจะชดเชยต้นทุนใหม่ที่เพิ่มขึ้น เช่น ค่ายกตู้ ค่าขนส่งทางรางหรือรถ ค่ารอเรืออีกฝั่ง ค่าบริหารคลังสินค้า ค่าประกัน และความเสี่ยงจากความ

ล่าช้า หากปริมาณตู้สินค้าไม่มากพอ รายได้จากค่าธรรมเนียมท่าเรือและค่าขนส่งก็อาจไม่พอเลี้ยงต้นทุนโครงการ

ดังนั้น คำถามเชิงธุรกิจว่า “ใครจะยอมใช้จริง ใช้มากแค่ไหน ใช้ต่อเนื่องกี่ปี และใช้ในราคาที่ทำให้ไทยคุ้มทุนหรือไม่”

2. โมเดลแลนด์บริดจ์แบบ “ขนคอนเทนเนอร์ข้ามคาบสมุทรแทนช่องแคบมะละกา” นั้นมีจุดอ่อนหนักมาก

โมเดลแลนด์บริดจ์ต้องยกตู้ลงเรือ ขึ้นราง/รถ ลงอีกฝั่ง แล้วขึ้นเรือใหม่ ซึ่งเพิ่ม handling cost, เวลา, ความเสี่ยงดีเลย์ และต้องใช้เรือสองฝั่ง ไม่เหมือนเรือลำเดียวผ่านมะละกา นี่คือจุดอ่อนเชิงโลจิสติกส์จริง ไม่ใช่แค่การเมือง โครงการของรัฐเองก็ระบุรูปแบบเป็นท่าเรือชุมพร–ระนอง เชื่อมด้วยถนน/รางและระบบขนถ่ายสินค้า ไม่ใช่คลองที่เรือแล่นผ่านเองได้

3. อีกเรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่มากคือ ผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

เพราะแลนด์บริดจ์ไม่ได้หมายถึงแค่ท่าเรือสองฝั่ง แต่หมายถึงการเปลี่ยนโครงสร้างพื้นที่ขนาดใหญ่ ทั้งท่าเรือน้ำลึก ถนน ราง พื้นที่ขนถ่ายสินค้า คลังสินค้า เขตอุตสาหกรรม และระบบบริการต่อเนื่อง

ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่จุดก่อสร้าง แต่กระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนโดยรอบ ทั้งประมงพื้นบ้าน พื้นที่เกษตร ที่อยู่อาศัย การเวนคืนที่ดิน ราคาที่ดินที่เปลี่ยนไป การย้ายถิ่นของแรงงาน และความกังวลว่าคนท้องถิ่นจะได้ประโยชน์จริงหรือถูกผลักออกจากพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ของตัวเอง

ด้านสิ่งแวดล้อมก็เป็นประเด็นหนัก โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่ง ทะเล ป่าชายเลน แหล่งประมง และระบบนิเวศที่เกี่ยวพันกับการท่องเที่ยว หากออกแบบไม่ดี สิ่งที่เสียไปอาจไม่ใช่แค่ธรรมชาติ แต่รวมถึงเศรษฐกิจฐานเดิมของชุมชน เช่น ประมง ท่องเที่ยว และทรัพยากรชายฝั่งที่เลี้ยงคนในพื้นที่มานาน

เพราะฉะนั้น โครงการระดับนี้จะอ้างแค่ “ประโยชน์ทางเศรษฐกิจระดับชาติ” ไม่พอ แต่ต้องตอบให้ได้ว่า คนในพื้นที่ได้อะไร เสียอะไร ใครรับภาระ ใครได้กำไร และมีกลไกป้องกันไม่ให้ชุมชนกลายเป็นผู้เสียสละเพื่อผลประโยชน์ของคนที่อยู่นอกพื้นที่หรือไม่

4. ส่วนปัญหาความมั่นคงหรือเรื่องการแบ่งแยกดินแดน ผมไม่ค่อยกังวลมากนัก ถ้าตรงนั้นเป็นเขตเหมือนสามจังหวัดชายแดนแบบนั้นค่อยน่าเป็นห่วง

ถ้ามองประวัติศาสตร์นโยบาย

มันสืบสายมาจากแนวคิด “สะพานเศรษฐกิจภาคใต้” หลายเวอร์ชัน ตั้งแต่แนวคอคอดกระ/คลองไทย ไปจนถึงแผนปากบารา–สงขลาในยุครัฐบาลก่อน ๆ เช่น ปี 2548 รัฐบาลทักษิณเห็นชอบแนวเชื่อมท่าเรือปากบารา–สงขลา และปี 2552 รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็มีมติพัฒนาท่าเรือสองฝั่งทะเล ก่อนที่แนวสตูล–สงขลาจะสะดุดจากปัจจัยสิ่งแวดล้อมและพื้นที่อุทยานธรณีโลก

ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มจาก 21 ส.ค. 2561 ครม. มอบหมายให้ สศช. ศึกษาความเหมาะสมการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ ต่อมา 4 ก.พ. 2564 มีระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ กำหนดกรอบ SEC และ 20 ก.ย. 2565 ครม. เห็นชอบให้ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้

แกนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลประยุทธ์จึงไม่ใช่แค่ “สร้างถนนกับท่าเรือ” แต่คือการวางภาคใต้เป็นประตูโลจิสติกส์ใหม่ เชื่อม SEC กับ EEC เพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ และทำให้ไทยเป็นจุดผ่านยุทธศาสตร์การค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับแปซิฟิก เอกสารรัฐคาดหวังว่าจะเพิ่ม GDP ภาคใต้จากราว 2% เป็น 10% และสร้างงานกว่า 200,000 ตำแหน่ง
ซึ่งตรงนี้คือความตั้งใจดีๆ

ในประเด็นทางด้านภูมิรัฐศาสตร์

“จีนจะได้ทางออกมหาสมุทรอินเดียครั้งแรก” เป็นเรื่องที่มีมิติยุทธศาสตร์จริง แต่ก็เสี่ยงทางการเมืองโลกมาก เพราะอินเดียและสหรัฐฯ จะมองเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การค้า แต่เป็นโครงสร้างอิทธิพลจีนในอ่าวเบงกอล/อันดามัน

ดังนั้นข้อเสนอที่ให้ไทยถือ Golden Share และควบคุมท่าเรือเชิงพาณิชย์เท่านั้น เป็นจุดที่คิดถูก แต่จะทำจริงได้แค่ไหนต้องดูสัญญา ไม่ใช่ดูคำประกาศ

โดยหลักการ ข้อดีของไทยคือ ภูมิศาสตร์ไทยอยู่ตรงกลางพอดี ระหว่าง 3 โลก:

1. มหาสมุทรอินเดีย / อ่าวเบงกอล / อินเดีย

2. จีนตอนใต้–จีนตอนกลาง ผ่านลาว–คุนหมิง

3. อาเซียนแผ่นดินใหญ่และอ่าวไทย

ดังนั้น ถ้าไทยทำดี เราไม่ได้เป็นแค่ “ทางผ่าน” แต่เป็น gatekeeper + toll collector + logistics platform คือเก็บค่าผ่านทาง ค่าท่าเรือ ค่าคลังสินค้า ค่าประกัน ค่าซ่อมบำรุง ค่าบริการการเงิน และดึงโรงงาน/คลัง/ศูนย์กระจายสินค้ามาตั้งในไทย

ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายมองคล้ายกันว่า จุดแข็งของไทยคือทำให้ตัวเองเป็น hub เชื่อมภูมิภาค แต่ก็เตือนว่าโครงการแลนด์บริดจ์หรือระนองฮับจะพาไทยเข้าไปอยู่กลางการแข่งขันจีน–อินเดีย–ตะวันตก ต้องรักษาสมดุลและไม่พึ่งประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป

โดย ISEAS ระบุชัดว่าแลนด์บริดจ์ทำให้ไทยอยู่กลาง strategic rivalry ระหว่างจีน อินเดีย และชาติตะวันตก และต้องระวัง over-reliance ต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง

จุดสำคัญคือ ผมคิดถึงเรื่องไทยจะเชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับจีน เพราะรถไฟจีน–ลาวเปิดใช้แล้ว และไทยคาดว่าช่วงเชื่อมต่อถึงหนองคายจะเปิดได้ราวปี 2030 ซึ่งรัฐบาลไทยเองก็มองว่านี่คือโอกาสทำให้ไทยเป็น logistics hub

แต่ประโยชน์จะเกิดกับไทยมากหรือน้อย ขึ้นกับว่าไทยออกแบบโครงการเป็น “ศูนย์เศรษฐกิจของไทย” หรือเป็นแค่ “ทางลำเลียงของจีน”

ถ้าเป็นแบบแรก ไทยได้อำนาจต่อรอง ได้ธุรกิจต่อเนื่อง ได้อุตสาหกรรม ได้คลังสินค้า ได้เมืองท่า ได้งานคุณภาพ

ถ้าเป็นแบบหลัง ไทยได้แค่ค่าผ่านทาง แต่แบกรับสิ่งแวดล้อม ที่ดิน ความมั่นคง และแรงเสียดทานทางภูมิรัฐศาสตร์

ผู้เชี่ยวชาญที่ระวังโครงการจึงไม่ได้ค้านว่า “ไทยไม่ควรเป็น hub” แต่เขากังวลว่า model ของโครงการจะคุ้มจริงไหม เพราะแลนด์บริดจ์มีปัญหาเรื่องต้นทุนขนถ่าย การ reload ตู้สินค้า และการแข่งขันกับเส้นทางเดินเรือเดิมผ่านมะละกา

ดังนั้น อาจจะสรุปได้ว่า

ไทยควรใช้ภูมิศาสตร์ให้เป็นอำนาจต่อรอง แต่ต้องไม่ขายภูมิศาสตร์ในราคาถูก

หรืออาจจะพูดว่า

“ระนองอาจเป็นประตูมหาสมุทรอินเดียของจีนได้ แต่ต้องเป็นประตูที่ไทยถือกุญแจ ไม่ใช่ประตูที่ไทยยืนเฝ้าให้คนอื่นใช้”

ปัญหาของแลนด์บริดจ์คือพยายามขายตัวเองเป็นทางลัดของโลก แต่โจทย์ที่สมเหตุสมผลกว่าคือทำระนองให้เป็นประตูเฉพาะทางของจีนตอนในสู่อินเดียและอ่าวเบงกอล

ซึ่งถ้าออกแบบผิด จะดีต่อจีนมากกว่าไทย กล่าวคือ จีนได้ทางออกมหาสมุทรอินเดีย ได้ลดการพึ่งช่องแคบมะละกา ได้ส่งสินค้าเข้า–ออกเร็วขึ้น ส่วนไทยอาจได้แค่ค่าผ่านทางเล็กน้อย แต่แบกรับที่ดิน สิ่งแวดล้อม หนี้ และแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์

แต่ถ้าออกแบบถูก จะดีต่อไทยด้วย คือไทยต้องบังคับให้ระนองไม่ใช่แค่ “ทางผ่าน” แต่เป็น ศูนย์มูลค่าเพิ่ม เช่น ท่าเรือไทยควบคุม, คลังสินค้า, cold chain, processing, re-export, โรงงานประกอบ/แปรรูป, บริการประกัน การเงิน ศุลกากร ซ่อมเรือ และเขตเศรษฐกิจที่คนไทยได้งานจริง

สรุปสุดท้าย

แลนด์บริดจ์ไม่ควรถูกเถียงแค่ว่า “สร้างหรือไม่สร้าง” แต่ควรถูกถามว่า ถ้าสร้างแล้ว ไทยจะได้อะไรจริง ๆ

ถ้าแลนด์บริดจ์เป็นเพียงทางลัดให้สินค้าจีน ไทยอาจได้แค่ค่าผ่านทาง แต่ต้องแบกรับต้นทุนสิ่งแวดล้อม ที่ดิน ชุมชน และแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์

แต่ถ้าไทยออกแบบให้ระนองเป็นศูนย์มูลค่าเพิ่ม เป็นประตูการค้า เป็นคลังสินค้า เป็นศูนย์แปรรูป เป็นระบบโลจิสติกส์ที่ไทยถือกุญแจเอง โครงการนี้อาจไม่ใช่แค่โครงการถนน–ท่าเรือ แต่เป็นเครื่องมือยกระดับอำนาจต่อรองของไทยในภูมิภาค

ระนองเป็นประตูของจีนได้ แต่ต้องเป็นประตูที่ไทยถือกุญแจ ไม่ใช่ประตูที่ไทยยืนเฝ้าให้คนอื่นใช้

อดีตผู้พิพากษา เทียบบรรทัดฐานคดียิ่งลักษณ์-สมศักดิ์ ถอดรหัสกรณีซุกหุ้นศักดิ์สยาม

อดีตผู้พิพากษา เทียบบรรทัดฐานคดียิ่งลักษณ์-สมศักดิ์ ถอดรหัสกรณีซุกหุ้นศักดิ์สยาม

อดีตผู้พิพากษา เทียบบรรทัดฐานคดียิ่งลักษณ์-สมศักดิ์ ถอดรหัสกรณีซุกหุ้นศักดิ์สยาม

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.53 น.

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า จงใจซุกหุ้น หรือ แค่เข้าใจผิด ในคดีศักดิ์สยาม กับบรรทัดฐานศาลฎีกาฯ ในคดีสมศักดิ์และคดียิ่งลักษณ์

ในโลกของกฎหมาย หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมเหตุการณ์เดียวกันแท้ๆ แต่ศาลหนึ่งบอกว่า “ผิด” ขณะที่อีกศาลหนึ่งบอกว่า “ยกฟ้อง”  วันนี้เราจะมาถอดรหัสผ่านคดีประวัติศาสตร์ เพื่อให้เห็นชัดว่า “น้ำหนักของความจริง” ในแต่ละสนามกฎหมายนั้นเข้มข้นต่างกันอย่างไร

1.คดี “ยิ่งลักษณ์ – ถวิล เปลี่ยนศรี” (ปมโยกย้ายมิชอบ) 

คดีนี้คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการคัดกรองพยานหลักฐาน 3 ชั้น ที่มีความละเอียดต่างกัน:

ชั้นที่ 1: ศาลปกครองสูงสุด (สายตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ)

• เหตุผล (Reasoning): พิจารณาว่าการโอนย้ายเป็นไปตาม “ระบบคุณธรรม” หรือไม่ เมื่อลำดับเหตุการณ์ดูไม่สอดคล้องกับเหตุผลเชิงบริหาร และมีความเชื่อมโยงกับการแต่งตั้งคนอื่นแทนตำแหน่งเดิมอย่างผิดปกติ

• เกณฑ์ตัดสิน: ไม่ต้องพิสูจน์ถึงขั้นทุจริต แค่ “ใช้ดุลพินิจเบี่ยงเบน” ไม่เป็นไปตามหลักความเหมาะสม ก็ถือว่า ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แล้ว

• บทสรุป: สั่งเพิกถอนคำสั่งโยกย้าย 

ชั้นที่ 2: ศาลรัฐธรรมนูญ (สายพิทักษ์โครงสร้างอำนาจ)

• เหตุผล (Reasoning): มองว่าการกระทำนี้เป็นการ “แทรกแซงข้าราชการประจำ” เพื่อประโยชน์พวกพ้อง ซึ่งขัดต่อความเป็นกลางของระบบราชการตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

• เกณฑ์ตัดสิน: เน้นผลกระทบเชิงโครงสร้างและพฤติการณ์รวม (Pattern of conduct) มากกว่าการกระทำเดี่ยว ไม่ต้องพิสูจน์เจตนาอาญาเชิงลึก

• บทสรุป: การกระทำขัดรัฐธรรมนูญ พ้นจากตำแหน่ง 

ชั้นที่ 3: ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง(สายลงโทษบุคคล) 

• เหตุผล (Reasoning): การจะพิพากษาว่ามีความผิดอาญาและลงโทษ  ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าจำเลยมี “เจตนาพิเศษ” เพื่อแสวงหาประโยชน์มิชอบ แต่พยานหลักฐานที่มีเป็นเพียงพฤติการณ์แวดล้อมที่ยังคงมี “ข้อสงสัยตามสมควร”• เกณฑ์ตัดสิน: ต้อง “ปราศจากข้อสงสัย” (Beyond reasonable doubt) และต้องตีความกฎหมายอย่างเคร่งครัดที่สุด

• บทสรุป: ยกฟ้อง  (คดีหมายเลขดำ อม.11/2565 หมายเลขแดง อม.30/2566) 

2. คดี “สมศักดิ์ – อุดมเดช” (ปมแก้ไขที่มา ส.ว.) 

อีกหนึ่งกรณีที่สะท้อนความต่างระหว่าง “กระบวนการที่ผิด” กับ “เจตนาที่ผิดในเชิงอาญา”

บริบทจากศาลรัฐธรรมนูญ (คดีต้นทาง)

• เหตุผล (Reasoning): รับฟังได้ว่ามีพฤติการณ์ “สับเปลี่ยนร่าง” รัฐธรรมนูญ และกระบวนการที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอนปกติ ซึ่งกระทบต่อความโปร่งใสและความชอบธรรมของฝ่ายนิติบัญญัติ

• เกณฑ์ตัดสิน: ใช้มาตรฐาน “ความถูกต้องของกระบวนการ” (Procedural Constitutionality) เป็นหลัก

• บทสรุป: กระบวนการแก้ไข ขัดรัฐธรรมนูญ ❌

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ

• เหตุผล (Reasoning): แม้กระบวนการจะผิดพลาด แต่พยานหลักฐานเรื่องการสับเปลี่ยนร่างยังมีความคลุมเครือ ไม่สามารถระบุเจตนาทุจริตรายบุคคลได้ชัดเจนพอที่จะลงโทษอาญาได้

• เกณฑ์ตัดสิน: ต้องพิสูจน์ “เจตนาพิเศษ” หรือความมุ่งหมายในการทุจริตอย่างชัดแจ้ง

• บทสรุป: ยกฟ้อง  (คดีหมายเลขดำ อม.1/2563 หมายเลขแดง อม.20/2565) 

สรุปภาพรวม: ตะแกรงร่อนความจริง

ศาลปกครอง / รัฐธรรมนูญ: เน้นคุ้มครอง “ระบบและโครงสร้าง” ใช้มาตรฐานการรับฟังแบบพฤติการณ์แวดล้อม (Threshold ต่ำกว่า)

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ: เน้นการ “ลงโทษบุคคล” จึงต้องใช้ข้อเท็จจริงที่ “ปราศจากข้อสงสัย” และต้องมี “เจตนาพิเศษ” ที่ชัดแจ้ง (Threshold สูงมาก)

นี่คือเหตุผลที่คำว่า “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ในสนามหนึ่ง อาจจะไม่ใช่ “ความผิดอาญา” ในอีกสนามหนึ่งเสมอไป

บทวิเคราะห์ทิ้งท้าย: กรณีศึกษาปี 2568

แต่คดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องไปเมื่อเดือนกันยายน 2568 นั้น ข้อเท็จจริงพื้นฐานที่ว่า “ใครคือเจ้าของหุ้นที่แท้จริง” เป็นข้อเท็จจริงอันเป็นที่สุด (Base Fact)

ดังนั้น ระหว่างการ “จงใจซุกหุ้น” กับ “เข้าใจผิดว่าไม่ได้เป็นเจ้าของหุ้นต่อไปแล้ว” จะเกิดจากข้อเท็จจริงเดียวกันได้หรือไม่? พึงให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นผู้วินิจฉัยครับ 

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

7/5/69

น้าเดช ฝากข้อคิดถึง ปชป. อย่าผลักมิตรเป็นศัตรู ทำ สกลธี ทำงานยาก

น้าเดช ฝากข้อคิดถึง ปชป. อย่าผลักมิตรเป็นศัตรู ทำ สกลธี ทำงานยาก

น้าเดช ฝากข้อคิดถึง ปชป. อย่าผลักมิตรเป็นศัตรู ทำ สกลธี ทำงานยาก

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.46 น.

วันนี้ 7 พฤษภาคม 2569 นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ กูรูด้านรถยนต์ชื่อดังและนักสังเกตการณ์ทางการเมือง ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงสถานการณ์ภายในพรรคประชาธิปัตย์ โดยระบุข้อความทั้งหมดว่า “สงสารสกลธี เพราะจากที่คุยกันกับเพื่อนฝูง เที่ยวนี้ ปชป. น่าจะได้ที่นั่ง สก. กลับคืนมาพอสมควร แม้หลายคนที่เลือกภูมิใจไทยเมื่อครั้ง สส. ก็จะกลับมาเลือก ปชป. ในสนาม กทม. แต่พอบรรดาหัวขบวนในพรรค ขยันออกมาพูดผลักมิตรไปเป็นศัตรู หลายคนเริ่มชะงักว่า “อิหยังวะ” ผมไม่ได้บอกว่าพูดไม่ได้ ค้านไม่ได้ แต่อยากจะบอกว่า ถ้าจะเป็นนักมวย มันต้องรู้จังหวะ จังหวะไหนเดินหน้า จังหวะไหนติ๊ดชึ่ง จังหวะไหนถอยเพื่อคอยตอบโต้กลับ ถ้าเล่นมันทุกดอกทุกจังหวะ ยังไม่ทันครบห้ายก ก็หอบซี่โครงบาน เซียนบนล๊อคโห่เอาเปล่าๆ เพลาๆลงบ้าง เพื่อให้ สกลธี เหนื่อยน้อยหน่อย เพื่อให้พรรคมีที่นั่งกลับคืนมา อดใจอีกไม่นาน คงไม่เฉาปากหรอกน่า……เชื่อก็ได้ ไม่เชื่อก็ได้ เพราะผมคนนอกพรรค ผมแค่เซียนบนล๊อคเท่านั้น แต่อย่ามาด่ากันเลยนะจ๊ะ สวัสดี”

ภายหลังจากโพสต์ของ นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นและวิเคราะห์ถึงวัฒนธรรมการเมืองของพรรคฯ ในเชิงเห็นด้วยกับนายพัฒนเดช เช่น

“DNA ปชป. จะออกแนวนี้ มีอะไรผ่านตามา จะต้องแอคชั่นหน่อย แทนที่จะรอจังหวะ เอาเนื้อๆ ชอบที่จะโชว์เก่งทุกเรื่อง”

“จริงค่ะ เหมือนคนใหญ่ในพรรคไม่อยากเห็นคุณสกลธี ได้แสงมากนัก”

ฒนเดช อาสาสรรพกิจ
ฒนเดช อาสาสรรพกิจ
ฒนเดช อาสาสรรพกิจ
ฒนเดช อาสาสรรพกิจ
ฒนเดช อาสาสรรพกิจ

เฟซบุ๊ก ยิ่งรัก ยิ่งลุ่มหลง 

ยกระดับการศึกษาไทย รัฐบาลขับเคลื่อน All for Education ปรับปรุงโรงเรียนทั่วไทยรับเปิดเทอม

ยกระดับการศึกษาไทย รัฐบาลขับเคลื่อน All for Education ปรับปรุงโรงเรียนทั่วไทยรับเปิดเทอม

ยกระดับการศึกษาไทย รัฐบาลขับเคลื่อน All for Education ปรับปรุงโรงเรียนทั่วไทยรับเปิดเทอม

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.38 น.

วันนี้ 7 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ายกระดับระบบการศึกษาไทยอย่างรอบด้าน โดยให้ความสำคัญทั้ง “คุณภาพการเรียนรู้” ควบคู่กับ “ความปลอดภัยของนักเรียน” พร้อมดูแลภาระค่าครองชีพของผู้ปกครองในช่วงเปิดภาคเรียน ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงานอย่างเป็นระบบ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั่วประเทศ ส่วนใหญ่จะเปิดภาคเรียนในวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 โดยบางแห่งจะทยอยเปิดในวันที่ 14–15 พฤษภาคม ขณะนี้ทุกโรงเรียนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบและปรับปรุงความพร้อมในทุกมิติ ทั้งระบบไฟฟ้า อาคารเรียน อุปกรณ์การเรียน สนามเด็กเล่น และบ้านพักครู เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด และสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาเด็กไทยอย่างมีความสุข

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

ในส่วนของการขับเคลื่อนนโยบาย รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อขับเคลื่อน 5 ภารกิจหลักด้านการศึกษา โดยเน้นแนวทาง “All for Education” เปิดรับความคิดเห็นจากครู บุคลากรทางการศึกษา และทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันออกแบบระบบการศึกษาที่ตอบโจทย์พื้นที่จริง ลดการสั่งการจากส่วนกลาง และเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมนอกจากนี้ รัฐบาลยังเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกด้าน “ความปลอดภัยในสถานศึกษา” เป็นวาระเร่งด่วน (Quick Win) โดยในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 กระทรวงศึกษาธิการจะจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “วางระบบความปลอดภัยนักเรียน” ร่วมกับ 18 หน่วยงานสำคัญ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานด้านสังคม เพื่อเชื่อมโยงระบบการดูแล ป้องกัน และช่วยเหลือนักเรียนอย่างครบวงจร

รองโฆษก ชี้แจงถึงการช่วยเหลือลดภาระผู้ปกครองว่า รัฐบาลยังเดินหน้าบรรเทาภาระ.โดยกระทรวงพาณิชย์จัดโครงการ “Back To School 2026” ลดราคาสินค้าและบริการด้านการศึกษากว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุดถึง 86% ระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 ครอบคลุมทั้งเครื่องแบบนักเรียน อุปกรณ์การเรียน สินค้าไอที และบริการเสริมต่าง ๆ ผ่านห้างร้าน ร้านธงฟ้า และแพลตฟอร์มออนไลน์ทั่วประเทศ คาดช่วยลดภาระประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท

การศึกษา

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

ขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรียังได้มีมติปรับเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนอย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณ 2569 ครอบคลุมทั้งภาคเรียนที่ 2/2568 และภาคเรียนที่ 1/2569 โดยเพิ่มในทุกระดับชั้นและหมวดค่าใช้จ่าย อาทิ ค่าใช้จ่ายจัดการเรียนการสอนระดับก่อนประถม 2,040 บาทต่อคนต่อปี ระดับประถม 2,280 บาท มัธยมศึกษาตอนต้น 4,200 บาท และมัธยมศึกษาตอนปลาย 4,560 บาท รวมถึงการสนับสนุนค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และเงินเพิ่มสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อช่วยลดภาระผู้ปกครองและยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างเท่าเทียม

“สิ่งที่ผู้ปกครองและนักเรียนจะได้รับ คือ โรงเรียนที่มีความพร้อมและปลอดภัยมากขึ้น ควบคู่กับการลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอม และการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เด็กไทยจะสามารถเรียนรู้ได้อย่างมั่นใจ มีความสุข และเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว

เทพไท กระทุ้งรัฐบาล เปิดประตูรับฝ่ายเห็นต่าง พิสูจน์แลนด์บริดจ์ ห่วงผลศึกษาไม่ครบถ้วน

เทพไท กระทุ้งรัฐบาล เปิดประตูรับฝ่ายเห็นต่าง พิสูจน์แลนด์บริดจ์ ห่วงผลศึกษาไม่ครบถ้วน

เทพไท กระทุ้งรัฐบาล เปิดประตูรับฝ่ายเห็นต่าง พิสูจน์แลนด์บริดจ์ ห่วงผลศึกษาไม่ครบถ้วน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.10 น.

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ทำไม???คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์ จึงมีแต่ฝ่ายรัฐบาล

การที่รัฐบาลโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์ริดจ์ ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานฯ และกำหนดกรอบการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ภายใน 90 วัน ไม่ว่าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ จะเป็นการซื้อเวลา ยื้อเวลาหรือหาทางลงของโครงการ หรือเหตุผลใดก็ตาม 

แต่ถ้าดูรายละเอียดจากประกาศคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 133 / 2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อเชื่อมโยงการขนส่ง ระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ถ้าดูรายชื่อของคณะกรรมการชุดนี้ทั้งหมด เป็นการแต่งตั้งตำแหน่งของหน่วยงาน หรือเป็นตัวแทนของหน่วยงานเกือบทั้งหมด ซึ่งมีจำนวนคณะกรรมการ 27 ตำแหน่ง โดยแบ่งออกเป็นรัฐมนตรีหรือฝ่ายการเมือง8คน เป็นข้าราชการประจำ ผู้บริหารหน่วยงานทางราชการ 13 คน เป็นตัวแทนภาคธุรกิจเอกชนหรือตำแหน่งองค์กรทางธุรกิจ5คน ตัวแทนจากภาคประชาชนในพื้นที่ไม่เกิน3คน  ซึ่งจะแต่งตั้ง 1 คนหรือ 2 คนก็ได้ 

ถ้าดูตัวเลขของคณะกรรมการชุดนี้ จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่เป็นฝ่ายการเมืองเป็นข้าราชการประจำ และเป็นตัวแทนองค์กรธุรกิจภาคเอกชน ซึ่งพูดรวมๆว่า เป็นฝ่ายรัฐบาลแทบทั้งสิ้น ซึ่งรัฐบาลสามารถจะโน้มน้าวหรือคอนโทรลหรือสั่งการใดๆได้มากกว่าตัวแทนองค์กรที่เป็นอิสระ ตัวแทนคณะกรรมการชุดนี้ก็มีแต่ภาคประชาชนในพื้นที่ ที่สามารถแต่งตั้งได้ไม่เกิน3คน ซึ่งเป็นเสียงข้างน้อยมากๆ

ถ้าหากจะให้คณะกรรมการชุดนี้ เป็นที่ยอมรับของประชาชน และผลการศึกษาได้ครบถ้วนรอบด้าน ก็ควรจะมีคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนของกลุ่มองค์กรภาคประชาชน หรือกลุ่มนักวิชาการอิสระ เข้ามาร่วมด้วย เช่น ตัวแทนของสถาบันทีดีอาร์ไอ ตัวแทนนักวิชาการอิสระ นักวิชาการเพื่อสังคม ตัวแทนจากภาคประชาชน เอ็นจีโอ หรือกลุ่มกรีนพีซ หรือกลุ่มประชาชนที่เคลื่อนไหวทางด้านสิ่งแวดล้อม เข้ามาเป็นกรรมการด้วย เพื่อจะได้ข้อมูลจากการศึกษาครบถ้วนรอบด้าน

แต่ถ้าหากรัฐบาลยังยืนยันเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังตั้งคณะกรรมการโดยหวังผลล่วงหน้า ในลักษณะมัดมือชก ซึ่งจะไม่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เริ่มต้นก็ผิดพลาดและมีความโน้มแล้ว จะทำให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศเชื่อมั่นในผลการศึกษาของคณะกรรมการชุดนี้ได้อย่างไร จึงฝากรัฐบาลได้ทบทวนและเปิดกว้างให้ประชาชนฝ่ายที่เห็นต่าง ได้แสดงออกหรือแสดงเหตุผลว่า จุดอ่อนหรือความเสียหายของโครงการนี้ มีด้านใดบ้าง 

จึงไม่อยากให้ผลการศึกษาเป็นในลักษณะเสนอแต่ด้านบวก โดยไม่คำนึงถึงข้อมูลด้านลบเลย จึงฝากไปยังรัฐบาลและคณะกรรมการชุดนี้ เพื่อโปรดพิจารณา

ภาคปชช.ล่าชื่อทะลุครึ่งแสน ฮือต้านแลนดบริดจ์ รัฐบาลยันศึกษารอบด้าน พร้อมรับฟังเสียงสะท้อน

ภาคปชช.ล่าชื่อทะลุครึ่งแสน ฮือต้านแลนดบริดจ์ รัฐบาลยันศึกษารอบด้าน พร้อมรับฟังเสียงสะท้อน

ภาคปชช.ล่าชื่อทะลุครึ่งแสน ฮือต้านแลนดบริดจ์ รัฐบาลยันศึกษารอบด้าน พร้อมรับฟังเสียงสะท้อน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภาคปชช.ล่าชื่อทะลุครึ่งแสน ฮือต้านแลนดบริดจ์ รัฐบาลยันศึกษารอบด้าน พร้อมรับฟังเสียงสะท้อน ‘ปชน.’ปูดดอดส่งนอมินี กว้านซื้อที่ดินตุน500ไร่

รมว.คลังเดินหน้าศึกษา“แลนด์บริดจ์”นำผลศึกษาเดิมอัปเดตเพิ่มเติมใหม่ ประเมินผลกระทบรอบด้าน เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม เสียงสะท้อนชุมชน ยึดเส้น 90 วันรู้ผล ย้ำหลักโปร่งใสเพื่อประโยชน์สูงสุดคนไทย ด้าน “EnLaw” เปิดลงชื่อจี้รัฐบาลทบทวน ถึง 30 มิถุนายน ล่าสุด เฉียด 8 หมื่นชื่อ ขณะที่ “พิพัฒน์” เผยการศึกษาจะเพิ่มกรณีสู้รบตะวันออกกลางเข้าไปด้วย ถ้าศึกษาออกมาเวิร์ก ดันเริ่มก่อสร้างปี 2573

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand กรณีได้รับแต่งตั้ง เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (แลนด์บริดจ์)ว่า เป็นคำสั่งของนายกรัฐมนตรี เนื่องจากปัจจุบันโครงการยังมีความไม่ชัดเจนในสังคม และต้องการให้เข้ามาช่วยศึกษาโดยมองผ่านเลนส์ของเศรษฐกิจในภาพกว้าง ประกอบกับโครงสร้างการบริหารงาน ดร.เอกนิติ ในฐานะรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ เป็นผู้กำกับดูแลสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการและเลขานุการของบอร์ดชุดนี้ การเข้ามาเป็นประธานจึงถือเป็นการบูรณาการมิติทางเศรษฐกิจและสังคมเข้าด้วยกันอย่างตรงจุด

‘เอกนิติ’ลั่นศึกษารอบคอบ-โปร่งใส

เมื่อถามว่า ในแวดวงการเมืองมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า การตั้งกรรมการชุดนี้อาจเป็นเพียงลีลาทางการเมืองเพื่อสร้างผลการศึกษาฉบับที่ 4 เพื่อซื้อเวลา ดร.เอกนิติ ปฏิเสธประเด็นนี้อย่างชัดเจน โดยระบุว่ากรอบเวลา 90 วันที่นายกฯ กำหนดให้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำผลการศึกษาใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น ภารกิจหลักคือการนำผลการศึกษาเดิมที่มีอยู่แล้วถึง 3 ฉบับ มาประเมินความเป็นไปได้และผลกระทบในมิติต่างๆ อย่างละเอียด โจทย์สำคัญที่ทำให้ต้องทบทวนผลการศึกษา คือระยะเวลาที่ทิ้งห่างมาหลายปี ทำให้สมมุติฐานเดิมอาจไม่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไป ผลการศึกษาในอดีตยังไม่เคยนำตัวแปรเรื่อง สงครามและการเปลี่ยนแปลงเส้นทางการเดินเรือในช่องแคบต่างๆ ที่กำลังเผชิญปัญหาเข้ามาเป็นสมมุติฐานในการวิเคราะห์ ดังนั้นการประเมินครั้งใหม่จึงต้องดึงบริบททางภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบันเข้ามาคำนวณ เพื่อให้เห็นภาพที่แท้จริง คณะกรรมการฯจะต้องพิจารณาผลกระทบให้ครอบคลุมทุกด้านอย่างรอบคอบ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคมและความเป็นอยู่ของชุมชนในพื้นที่ เมื่อได้รับมอบหมายให้มารับผิดชอบโครงการระดับชาติ แม้มีเวลาจำกัด ก็จะตั้งใจทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และทำให้เกิดความโปร่งใสมากที่สุด เพื่อประโยชน์ของประเทศไทย

EnLawเปิดลงชื่อจี้รัฐบาลทบทวน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (Enlaw) จัดกิจกรรม STOP SEC ACT. & LANDBRIDGE หยุดกฎหมายพิเศษ เพื่อคนพิเศษ ให้ประชาชนทั่วประเทศร่วมลงชื่อคัดค้าน โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) หรือ โครงการแลนด์บริดจ์ ผ่านทางเว็บไซต์ https://stop-sec.com ซึ่งมีเป้าหมายให้ได้ 50,000 รายชื่อ ภายในวันที่ 30 มิ.ย. 2569 เพื่อนำไปประกอบเอกสารยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ล่าสุด วันที่ 6 พ.ค. 2569 เวลา 17.40 น. มีผู้ลงชื่อแล้วจำนวน 79,592 รายชื่อ

น.ส.สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (Enlaw) กล่าวว่า เตรียมนำรายชื่อของผู้ที่ร่วมลงชื่อคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ ผ่านทางเว็บไซต์ https://stop-sec.com ไปประกอบในการยื่นเอกสาร และข้อเสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันว่าไม่ใช่เฉพาะคนในพื้นที่ภาคใต้ที่ไม่เห็นด้วย แต่ยังมีคนทั่วประเทศ ซึ่งจะเปิดให้ลงชื่อถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2569 คาดว่าน่าจะทะลุเกินแสนรายชื่อ

พิพัฒน์ย้ำศึกษารอบด้าน-ทันเหตุปัจจุบัน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม กล่าวว่า หลังจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมแลนด์บริดจ์นั้นเนื่องจากผลศึกษาที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ทำไว้ใช้ข้อมูลเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีเหตุขัดแย้งในตะวันออกกลาง ข้อมูลเดิมที่เคยทำไว้อาจไม่ตอบโจทย์รอบด้าน เมื่อมีเหตุการณ์ใหม่และยังมีประเด็นที่ประเทศอินโดนีเซีย อาจเก็บค่าธรรมเนียมผ่านช่องแคบมะละกา แม้จะเป็นเพียงแนวคิดที่มีการปรารภออกมาและอาจมีการถอนเรื่องในภายหลัง แต่เมื่อเขามีไอเดียแล้ว รัฐบาลมองว่าเป็นความเป็นไปได้ใหม่ที่ต้องนำมาคำนวณในแบบจำลองความคุ้มค่าของแลนด์บริดจ์ด้วย รวมถึงความครอบคลุมในทุกระบบ เนื่องจากขาดความเชื่อมโยงของระบบโลจิสติกส์ที่ครบถ้วน นายกฯจึงมีคำสั่งให้ทำการศึกษาแบบครบวงจร เช่น การเชื่อมโยงรถไฟทางคู่ลงไปหรือไม่ ไม่ใช่แค่ท่าเรือ 2 ฟากทะเลเท่านั้น

พัฒนาเชื่อมโยง4จว.ใต้เข้าด้วยกัน

รมว.คมนาคม เปิดเผยอีกว่า การปรับแผนครั้งนี้ก็ต้องศึกษาเชื่อมโยงกับโครงการแลนด์บริดจ์เข้ากับโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Economic Corridor – SEC) ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี, ชุมพร และระนอง จากเดิมที่โครงการแลนด์บริดจ์มักถูกพูดถึงเพียงในพื้นที่ 2 จังหวัด (ระนอง-ชุมพร) การขยายขอบเขตไปยังอีก 2 จังหวัดที่เหลือจะช่วยให้การพัฒนาเชิงพื้นที่ในภาคใต้เกิดความสอดคล้องและเป็นชิ้นเดียวกันมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ “หลังท่าเรือ” เพื่อการพัฒนา และตอบข้อกังวลของคนในพื้นที่ว่าจะถูกการเวนคืนที่ดินหรือไม่

คุ้มค่า-ไม่กระทบสิ่งแวดล้อมลุยทันที

ทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันว่า หากผลการศึกษาที่คณะกรรมการฯที่มี รมว.คลัง เป็นประธาน ชี้ให้เห็นถึงความคุ้มค่า รวมถึงการดูแลเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม รัฐบาลพร้อมเดินหน้าโครงการต่อทันที เนื่องจากโครงการแลนด์บริดจ์มีการผลักดันมาตั้งแต่ปี 2562 โดยเฉพาะในส่วนของ พ.ร.บ. SEC พรรคภูมิใจไทย ได้เสนอพื้นที่ ครอบคลุม 4 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี, ชุมพร และระนอง ส่วนโครงการแลนด์บริดจ์เดิม เกี่ยวเนื่องกับ 2 จังหวัด คือ ระนอง-ชุมพร แต่ตอนนี้รัฐบาลกำลังทำให้แลนด์บริดจ์และ SEC เป็น “ชิ้นเดียวกัน”ตัวร่างพ.ร.บ.เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงประเด็นเรื่องกองทุน ซึ่งอาจเดินหน้าไปก่อนหรือรอผลการศึกษาจบก็ได้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับความกังวลของคนในพื้นที่ในเรื่องการเวนคืนที่ดิน โดยสั่งการให้ทีมงานลงไปทำความเข้าใจและศึกษาแนวทางการเยียวยาที่เหมาะสม

ต้องมีถนน-รางรถไฟ-ท่อส่งน้ำมัน

ในส่วนรายละเอียดทางวิศวกรรมและการขนส่งโครงการแลนด์บริดจ์รูปแบบใหม่จะประกอบด้วยองค์ประกอบหลักที่สำคัญคือ ท่อส่งน้ำมัน(Pipeline) ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบที่ไม่มีไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีระบบถนนและรางรถไฟ โดยเน้นย้ำว่าการวางระบบรางจะไม่ใช่แค่การเชื่อมต่อ 2 จังหวัดเข้าด้วยกัน แต่ต้องเป็นการเชื่อมรางจากกรุงเทพฯลงไปโดยเฉพาะจากแหลมฉบังหรือพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ลงไปถึงระนองแนวคิดนี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะสินค้าที่ผลิตจากอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC หรือแหลมฉบัง ที่ต้องการส่งออกไปยังยุโรป แทนที่จะต้องนำเรือไปถ่ายลำที่สิงคโปร์ ก็สามารถขนส่งทางรางมาลงที่ท่าเรือระนองเพื่อส่งออกได้ทันที ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีตัวเลขสินค้าที่ส่งออกไปยังยุโรปและจีนรวมกันเกือบ 6 ล้านตู้ต่อปี การมีท่าเรือทั้งสองแห่งจะช่วยเพิ่มความคุ้มค่าและประสิทธิภาพในการจัดการสินค้าเหล่านี้ได้อย่างมหาศาล

ถ้าทุกอย่างพร้อมลุยก่อสร้างปี2573

สำหรับกรอบเวลาในการดำเนินงาน หลังจากใช้เวลาศึกษาเชิงลึก 90 วัน และได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้ว รัฐบาลจะดำเนินการเรื่องร่างพ.ร.บ. SEC ต่อไป ซึ่งคาดว่าอาจจะมีการขับเคลื่อน พ.ร.บ.ไปพร้อมๆ กัน โดยยังคงเหลือประเด็นเรื่องกองทุนที่ต้องพิจารณา หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน คาดว่ากระบวนการเตรียมการจะแล้วเสร็จทันในรัฐบาลชุดนี้และอาจเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้างได้ในช่วงปี 2573

‘นราพัฒน์’แนะรัฐบาลคิดรอบด้าน

ด้าน นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) แสดงความคิดเห็นต่อโครงการ “แลนด์บริดจ์” ว่า เป็นประเด็นที่ยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่าควรสนับสนุนหรือไม่ เนื่องจากยังขาดข้อมูลที่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจโดยย้ำว่าประเทศไทยมีจุดแข็งด้านทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะทะเลที่สงบสวยงาม และธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับโลก จึงต้องตั้งคำถามว่า การพัฒนาจะเกิดขึ้นโดยไม่ทำลายสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร โครงการแลนด์บริดจ์ เป็นแนวคิดเชื่อมเส้นทางขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน เพื่อลดระยะเวลาและต้นทุนโลจิสติกส์ รวมถึงลดพึ่งพาช่องแคบมะละกา แม้หลักการจะดูเป็นประโยชน์ แต่ยังมีคำถามสำคัญถึงความคุ้มค่าในการลงทุนว่า จะดึงดูดการใช้งานได้มากน้อยเพียงใดและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจะคุ้มกับเม็ดเงินมหาศาลหรือไม่

ครม.เงาปชน.เกาะติดแลนด์บริดจ์

ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงภายหลังการประชุมนัดแรกของ ครม.เงา พรรคประชาชนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า เป็นโครงการที่เสี่ยงซ้ำรอย EEC และอาจพาไทยอยู่ใต้เงามหาอำนาจ หากรัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ด้วยปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากเหตุผลทางการเงินไม่มีความคุ้มค่า เรายิ่งต้องระมัดระวังไม่ทิ้งไพ่ใบสำคัญ หรือฝากอนาคตทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของไทยไว้กับมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่ง โดย ครม.เงาเสนอว่า รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส รัดกุม ไม่ใช้งบประมาณแบบหว่านแห และต้องแสดงแผนการใช้คืนหนี้ที่ชัดเจนต่อสาธารณะ

หวั่นเสียหายซ้ำรอยโครงการ EEC

ขณะที่ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า รัฐบาลพยายามลดแรงเสียดทานโดยมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ไปศึกษาเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์เพิ่มเติมอีก 90 วัน แต่อยากชวนสังคมให้เห็นว่า มีเรื่องที่ครอบแลนด์บริดจ์ขึ้นไปอีก 2 ชั้นที่เราควรร่วมพิจารณา ชั้นแรกเรื่องแลนด์บริดจ์อยู่ภายใต้ร่างพ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ซึ่งคล้ายกับโครงการ EEC ที่เกิดขึ้นมาแล้วในภาคตะวันออก เป็นการให้อำนาจพิเศษบายพาสข้ามผ่านกฎหมายเก่าที่มีอยู่แทบทั้งหมด ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้เกิดปัญหาซ้ำรอยกับภาคตะวันออก เพราะขาดการมีส่วนร่วมและปัญหาอื่นๆ ที่ตามมา ชั้นที่ 2 คือ ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ ชัดเจนว่าความคุ้มค่าทางการเงินมีความเสี่ยง มองย้อนไปอัตราผลตอบแทนทางการเงินมีเพียง 4% เท่านั้น ส่วนมูลค่าปัจจุบันสุทธิติดลบ 4 หมื่นล้าน จึงค่อนข้างเสี่ยงว่าจะมีใครมาลงทุน รัฐบาลจึงนำปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โลกมาร่วมพิจารณาซึ่งสมเหตุสมผล แต่ก็น่ากังวล เพราะโครงการนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ของไทย หากไทยทิ้งไพ่ใบสำคัญนี้ให้ชาติมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่ง จะยิ่งเป็นความเสี่ยงให้เราเกิดจุดเปราะบางทั้งในเชิงพลังงานและความมั่นคงในอนาคต รัฐบาลจึงจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างรอบคอบ

เย้ยอย่าแค่ขายฝันกับคนภาคใต้

ส่วน น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวว่า ยืนยันว่า เราไม่ได้ขวางการพัฒนา แต่ต้องรู้ทันรัฐบาล ต้องมองภาคใหญ่กว่าแลนด์บริดจ์ว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องการจริงๆ คือนิคมอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นภายใต้พ.ร.บ. SEC วันนี้รัฐบาลอย่าใช้โอกาสนี้ เอาจุดอ่อนของภาคใต้มาขายฝัน แน่นอนว่าคนใต้ต้องการเครื่องจักรทางเศรษฐกิจตัวใหม่ ต้องการการต่อยอดทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ ต้องการการสร้างงาน เศรษฐกิจ รายได้ แต่การที่คุณเอาแลนด์บริดจ์มาโฆษณา โดยไม่พูดถึงว่า จริงๆ แล้ว แลนด์บริดจ์มีที่มาที่ไปอย่างไร จะมีอะไรเกิดขึ้นกว่าแลนด์บริดจ์ เป็นการขายฝัน และฉวยโอกาสมากเกินไป” นางสาวภคมน กล่าว

แฉใช้นอมินีซื้อที่ดินแล้ว500ไร่

น.ส.ภคมนกล่าวอีกว่า เนื่องจากต้องตอบให้ได้ว่า การสร้างเศรษฐกิจ แต่เม็ดเงินที่ได้นั้น สร้างให้กับใคร มีบทเรียนให้เห็นกันอยู่แล้ว EEC ในภาคตะวันออก ใครจะการันตีว่า จะไม่เกิดขึ้นซ้ําในภาคใต้อีก น่าเสียดายที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยกเลิกการลงพื้นที่อยากให้ลงไปรับฟังประชาชนจริงๆ ไม่ใช่จากการจัดตั้ง อย่างไรก็ตาม เมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการกว้านซื้อจากที่ดินไปแล้ว 500 ไร่ จากบริษัทนอมินี ซึ่งคนในพื้นที่รู้จักกัน ในนามของอาม่า จึงคิดว่า รัฐมนตรีที่เชี่ยวชาญในภาคใต้ จะหาเจอแน่นอนถ้าไปลงพื้นที่ เรื่องนี้รัฐบาลไม่มีความจริงใจ ไม่มีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ทุกอย่างดูเร่งรีบเร่งรัดไปหมด ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้ตอบคําถามเรื่องการยืนยันและการันตีว่าโครงการแลนด์บริดจ์ จะไม่เป็นการเอื้อทุนต่างชาติเข้ามาเช่าที่ดินว่า ให้ดูหน้าท่าน ท่านไม่เคยเอื้อประโยชน์ให้กับใคร แต่การตอบแบบนี้ มักง่ายไปหน่อย ท่านเอาแค่หน้าท่านมาการันตี ว่าท่านจะไม่ทําเพื่อใคร แต่วันนี้สิ่งที่เราต้องพูดกันคือผลประโยชน์ของประชาชน ต้นทุนทรัพยากรของประเทศ ดังนั้นต้องมีการยืนยันด้วยข้อเท็จจริง มากกว่าการที่บอกว่า ตัวเองเป็นคนดี ให้เชื่อฉันสิ

หนูย้ำไม่มีMOU44แล้ว ไทย-เขมรยึดกฎเดียวกัน

หนูย้ำไม่มีMOU44แล้ว ไทย-เขมรยึดกฎเดียวกัน

หนูย้ำไม่มีMOU44แล้ว ไทย-เขมรยึดกฎเดียวกัน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนูย้ำไม่มีMOU44แล้ว ไทย-เขมรยึดกฎเดียวกัน

นายกฯ ย้ำตอนนี้ไทยไม่มี MOU44 แล้ว จากนี้ไทย-เขมรอยู่ใต้กฎเดียวกัน ยังมีเวลาถกกำหนดกฎเกณฑ์ใหม่ โดยกต.รับผิดชอบอยู่

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กประกาศดำเนินตามกลไก “การไกล่เกลี่ยโดยบังคับ” (Compulsory Conciliation) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อหาข้อยุติเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-เขมร ถือเป็นทิศทางที่ดีหรือไม่ว่า อย่างน้อย 2 ประเทศก็จะไปอยู่บนพื้นฐานกฎเกณฑ์ เดียวกัน สมัยก่อนเหมือนใช้กันคนละกฎเกณฑ์ ตอนนี้ไทยไม่ได้มี MOU44 แล้ว หลังจากนี้จะคุยอะไรกัน ต้องมากำหนดกฎเกณฑ์กันใหม่ ซึ่งยังมีเวลาต้องมาหารือกัน กระทรวงการต่างประเทศ รับผิดชอบเรื่องนี้อยู่

ก่อนหน้านี้ เว็บไซต์ขแมร์ไทม์ส รายงานความคืบหน้าหลังวันที่ 5 พฤษภาคม คณะรัฐมนตรีไทยมีมติยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่า ด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือ MOU44 โดยขแมร์ไทม์สรายงานว่า กัมพูชาจะดำเนินกระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS หลังไทยละเมิดข้อตกลงทวิภาคีปี 2544 ฝ่ายเดียว ในการหาทางออกให้กับข้อพิพาททางทะเลที่ทับซ้อนกันในอ่าวไทย

ฮุน มาเนต นายกฯกัมพูชา กล่าวเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมว่า บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ มีบทบาทสำคัญในฐานะกรอบความร่วมมือทวิภาคีที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันมานานกว่า 25 ปี เพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาททางทะเลที่ทับซ้อนกัน ซึ่งการมีผลบังคับใช้ของบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ สะท้อนจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือและความปรารถนาดีต่อกัน จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ไทยตัดสินใจถอนตัวออกจาก MOU เพียงฝ่ายเดียว และเขมรให้ความสำคัญกับกลไกแบบทวิภาคี ตามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้มาตลอดในการแก้ปัญหาข้อพิพาททางทะเลที่ทับซ้อนกัน การถอนตัวแต่เพียงฝ่ายเดียวของไทย เท่ากับเป็นการปฏิเสธข้อตกลงทวิภาคีเพียงฉบับเดียว ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือทวิภาคีเพียงกรอบเดียวที่ทั้งสองฝ่ายยึดถือมานานกว่า 2 ทศวรรษ

“ไทยทำให้กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องหันไปพึ่ง UNCLOS โดยเฉพาะกลไกการไกล่เกลี่ยภาคบังคับ เพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาทที่ทับซ้อนกัน”นายกฯเขมรกล่าว

ด้าน พลเรือตรีปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือเปิดเผยว่า ภายหลังการเพิ่มความเข้มงวดมาตรการควบคุมพื้นที่และการปิดจุดผ่านแดนบางพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.)โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ได้จัดกำลังลาดตระเวน ซุ่มเฝ้าตรวจ และสกัดกั้นการลักลอบกระทำผิดกฎหมายตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง โดยเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่ ร้อย.ทพ.นย.521 บ้านแหลม ตรวจพบกระสอบต้องสงสัย 7 ใบ ริมคลองด่าน พื้นที่ ต.เทพนิมิต อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ภายในบรรจุตาชั่ง 10 เครื่อง เครื่องสำอาง 183 ชิ้น เสื้อผ้า 106 ชุด และสมุนไพร 13 ถุง จึงทำการตรวจยึดและประสานเจ้าหน้าที่ศุลกากรดำเนินการตามกฎหมาย

ต่อมาเจ้าหน้าที่ ร้อย.ทพ.นย.525 บ้านสวนส้ม ตรวจพบชายต้องสงสัยลอบขนสัมภาระตามแนวชายป่าในต.สะตอน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี โดยผู้ต้องสงสัยหนีไปได้ ตรวจสอบพบเป็นบุหรี่ต่างประเทศ 100 คอตตอน หรือ 1,000 ซอง จึงตรวจยึดส่งมอบให้เจ้าหน้าที่สรรพสามิตดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สั่งสอนสส.ส้ม กำนัน-ผญบ.บุกสภาฯ รับคำขอโทษปากพล่อย ‘ภัณฑิล’อ้างสื่อสารผิด

สั่งสอนสส.ส้ม กำนัน-ผญบ.บุกสภาฯ รับคำขอโทษปากพล่อย ‘ภัณฑิล’อ้างสื่อสารผิด

สั่งสอนสส.ส้ม กำนัน-ผญบ.บุกสภาฯ รับคำขอโทษปากพล่อย ‘ภัณฑิล’อ้างสื่อสารผิด

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สั่งสอนสส.ส้ม กำนัน-ผญบ.บุกสภาฯ รับคำขอโทษปากพล่อย ‘ภัณฑิล’อ้างสื่อสารผิด

ชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน บุกสภาฯยื่นหนังสือ รมช.มหาดไทย แสดงจุดยืนกรณีถูก สส.พรรคประชาชน พาดพิงเสพ-ค้ายานรก ขณะที่“ภัณฑิล” ขอโทษชาวคลองเตย ยอมรับสื่อสารผิดพลาด ส่วนสภาฯฉลุย 436 เสียง เห็นชอบ“นพดล”นั่งเลขาฯ กฤษฎีกา ด้าน “ชัยวัฒน์”ไขก๊อก สส.ลุยท้าชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ที่รัฐสภา นายยงยศ แก้วเขียว ประธานชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยตัวแทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ เข้ายื่นหนังสือต่อนายพลพีร์ สุวรรณฉวี และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย เพื่อแสดงจุดยืนหลังจากถูกนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน อภิปรายในสภาฯ พาดพิงว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้เสพและค้ายาเสพติด

โดยชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านฯ แถลงจุดยืนและบทสรุปต่อกรณีดังกล่าว โดยสรุปคือ 1.รับคำขอโทษด้วยความยินดี และขอบคุณที่ สส.ตระหนักถึงความผิดและกล้าที่จะแสดงความรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานที่ดีในระบอบประชาธิปไตย 2.หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญแก่ผู้ทรงเกียรติในสภาทุกท่าน ว่าการทำหน้าที่ตรวจสอบหรือวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นจริง และให้เกียรติผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่จริง 3.แม้เหตุการณ์นี้จะสร้างความกระทบกระเทือนจิตใจแก่สมาชิกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน วิกฤตนี้เป็นแรงผลักดันในการปฏิบัติหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข และยืนหยัดเป็นด่านหน้าในการต่อสู้กับปัญหายาเสพติดอย่างสุจริตเที่ยงธรรม

ด้านนายพลพีร์กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย ไม่ได้นิ่งนอนใจเรื่องนี้ และได้ทำงานร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ เพราะเป็นฟันเฟืองสำคัญในฐานะ รมช.มหาดไทย และ สส.พรรคภูมิใจไทย ก็รับไม่ได้กับกรณีดังกล่าว การออกแถลงการณ์ขอโทษนั้นก็ต้องรอดูว่าจะมีบทลงโทษออกมาเช่นไร แต่เรายืนหยัดและสนับสนุนกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในทุกมิติ

ขณะที่ นายดาชัย เอกปฐพี สส.ลำปาง พรรคกล้าธรรม หารือต่อที่ประชุมสภาฯ เพื่อให้นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการจริยธรรมสภาฯ ตั้งกรรมการสอบมาตรฐานทางจริยธรรมกับ สส.ที่อภิปรายพาดพิงและกล่าวหาเหมารวมยกเข่ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ว่าเสพยาและเป็นผู้ค้ายาเสพติด ทำให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกจังหวัดเดือดร้อนเพราะถูกกล่าวหา

ขณะเดียวกัน นายภัณฑิล ชี้แจงกรณีอภิปรายในสภาฯ ประเด็นเกี่ยวกับยาเสพติด แล้วทำให้ชาวคลองเตยไม่สบายใจกับเนื้อหา ว่าต้องขอโทษพ่อแม่พี่น้องชาวคลองเตยทุกท่าน ที่พาดพิง หรือเหมารวม ทำให้ชุมชนต่างๆไม่สบายใจในประเด็นนี้ ตนน้อมรับผิดและจะนำไปปรับปรุง เป็นบทเรียนในการสื่อสารในอนาคต ว่าไม่ควรเหมารวมไม่ว่าจะเป็นอาชีพ ชุมชน หรือองค์กรใด

“ในฐานะผู้แทนราษฎรเขตคลองเตย นี่คือส่วนหนึ่งจาก inbox ข้อร้องเรียนเพียงช่องทางเดียวเท่านั้น คือ Facebook Messenger ที่มีเข้ามาแจ้งปัญหาเกี่ยวกับประเด็นยาเสพติดในเขตคลองเตย หากผมนิ่งนอนใจและไม่สะท้อนปัญหาข้อร้องเรียนเหล่านี้ ก็ไม่ยุติธรรมกับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ผู้ที่ไว้ใจแจ้งปัญหาเหล่านี้กับผมเช่นกัน หากพูดเป็นภาษาที่เข้าใจได้ง่าย คือ ยาเสพติดในคลองเตยนั้นมี หาได้ง่าย ผู้คนได้รับผลกระทบ นั่นเป็นเรื่องจริง มีข้อร้องเรียนจริง มีผู้เดือดร้อนจริง แต่ผิดที่การสื่อสาร ที่ผมไปเหมารวมคลองเตย จึงทำให้เกิดความไม่พอใจ” นายภัณฑิล กล่าว

นายภัณฑิลกล่าวอีกว่า เนื้อหาในการอภิปรายยาว 7 นาที ไล่เลียงว่ามีปัญหาอะไรขึ้นบ้าง ตนไม่พูดเพียงแต่คลองเตย ในเขตวัฒนาก็พูด ผับที่เอกมัย ถูกจับแล้วกลับมาเปิดใหม่ คนมั่วสุม ยาเสพติดในทองหล่อ ก็พูด แต่ด้วยข้อจำกัดที่จะตัดคลิปมาไม่สามารถนำคลิป 7 นาที มาโพสต์ได้ ทางทีมงานจึงเลือกตัดเฉพาะส่วนที่มีน้ำหนักชัดเจน ทั้งหมดทั้งมวล ในเนื้อหาอภิปราย ไม่มีเจตนาด้อยค่าคนคลองเตยแม้แต่นิดเดียว

ส่วนการประชุมสภาฯได้มีการพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอมา โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เนื่องจากตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาว่างลง ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา ต่อมา ครม.มีมติเมื่อวันที่ 21 เมษายน เสนอแต่งตั้งนายนพดล เภรีฤกษ์ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา แทนตำแหน่งที่ว่าง จึงขอให้สภาฯ ให้ความเห็นชอบบุคคลดังกล่าว ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา คนถัดไป

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า จำเป็นต้องอธิบายให้เห็นถึงความแตกต่างของคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งกับคุณสมบัติเฉพาะบุคคล ซึ่งคุณสมบัติเฉพาะบุคคล ไม่ติดใจอะไร แต่ประเด็นที่ต้องตั้งคำถาม คือตกลงแล้วสถานะของเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา สามารถนั่งเป็นประธานในหน่วยงานต่างๆ ที่เป็นหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน ได้หรือไม่ และถ้าได้ สมควรหรือไม่เพราะเหตุใด แบบใด

“เกิดคำถามว่าตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ไปนั่งเป็นกรรมการในหน่วยงานต่างๆ ของรัฐมีกฎหมายอะไรให้อำนาจกระทำได้ หรือเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งประเทศชาติอย่างไร ที่อนุญาตให้ทำได้ และในกรณีของผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา มีกฎหมายอะไรที่อนุญาตให้เข้าไปเป็นกรรมการในหน่วยงานที่เรียกว่ากึ่งรัฐวิสาหกิจได้ และหากมีกฎหมายควรหรือไม่ควรอย่างไร รวมถึงกรณีเห็นชอบตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกามีความแตกต่างระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา ซึ่งทางวุฒิสภา มีหมวด 5 ให้อำนาจในการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบประวัติต่างๆ ได้แต่ในกรณีของสภาผู้แทนราษฎรไม่มีการให้อำนาจในการตรวจสอบประวัติได้” นายณัฐวุฒิ กล่าว

ทั้งนี้ นายปกรณ์กล่าวว่า ตามมาตรา 63 วรรคสาม ของ พ.ร.บ.คณะกรรมการกฤษฎีกา กำหนดไว้ชัดว่าเลขาธิการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ เมื่อเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ จึงอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน ซึ่งมาตรา 83 (6) บัญญัติว่าข้าราชการพลเรือนสามัญต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการหรือตำแหน่งที่บริหารจัดการในลักษณะเดียวกัน ในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทเอกชน ซึ่งกฎหมายไม่ได้ห้ามถึงขนาดว่าห้ามไม่ให้อะไรเลย แต่ห้ามไม่ให้เป็นส่วนร่วมในการบริหารจัดการ ซึ่งการบริหารจัดการบริษัทเอกชนจริงๆ มีกรรมการ

2 ลักษณะ คือ 1.กรรมการไม่อิสระ และ 2.กรรมการอิสระ โดยกรรมการอิสระนั้นทำหน้าที่ในการตรวจสอบและถ่วงดุล การตัดสินใจของกรรมการที่ไม่เป็นอิสระ นั่นคือหลักกฎหมายทั่วไปในการบริหารจัดการ

นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า ขอแยกในส่วนของที่เกี่ยวข้องกับการดำรงตำแหน่งกับการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งทุกวันมีการสับสนอยู่ในระบบอย่างมาก ว่าเมื่อดำรงตำแหน่งนั้นแล้ว จะต้องเป็นลูกน้องของคนนั้นหรือคนนี้ ต้องทำตามที่คนนั้นหรือคนนี้สั่ง ขอเรียนว่าจริงๆ ข้าราชการไม่ถูกบังคับอยู่ภายใต้อาณัติใดๆ มีระเบียบวินัย กฎเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติ แต่เรื่องการปฏิบัติหน้าที่ข้าราชการมีอิสระอย่างเต็มที่ จะตัดสินใจดำเนินการในสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรม ตนทำเรื่องนี้บ่อย ซึ่งตรงไปตรงมาในแบบของตน

จากนั้นมีการขอมติว่าจะให้ความเห็นชอบให้นายนพดล เป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือไม่ ด้วยการออกเสียงลงคะแนนเป็นการลับ ซึ่งผลปรากฏว่าที่ประชุมเห็นชอบ 436 คะแนน ไม่เห็นชอบ 8 คะแนน งดออกเสียง 5 คะแนน

อีกด้านหนึ่ง นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ยื่นหนังสือลาออกจาก สส. ภายหลังเปิดตัวลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.โดยนายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ได้ยื่นเอกสารลาออก สส.ตามกระบวนการ หากถามว่าเสียดายหรือไม่ เป็นความรู้สึก 2 อย่าง คือก็เสียดาย แต่ก็รู้สึกว่าประตูบานใหม่กำลังเปิดสำหรับโอกาสของคน กทม.ซึ่งพรรคประชาชน ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้

นายชัยวัฒน์ กล่าวถึงการที่นายกรุณพล เทียนสุวรรณ จะเลื่อนขึ้นมาเป็น สส.บัญชีรายชื่อแทนตน ว่าคงไม่ต้องฝากบอกอะไร เพราะรู้จักและร่วมงานกันมาโดยตลอด ยินดีมากๆ ที่สภาฯ จะมีนายกรุณพล เข้ามา เราพูดคุยประสานงานกันตลอดอยู่แล้ว แม้ตนจะออกจากสภาฯ แต่การทำงานจะดำเนินต่อไปอย่างไร้รอยต่อ และหากไม่มีปัญหาหรือความซับซ้อนจากคดี 44 สส.คนที่อยู่ตรงนี้อาจจะไม่ใช่ตน แต่เป็นนายวิโรจน์ ลักษณอดิศร อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.เมื่อคดียังไม่ชัดเจนว่าผลจะออกมาอย่างไร การจะส่งนายวิโรจน์ ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.จึงเป็นเรื่องที่พรรคคิดว่าไม่ควร ตนจึงเสนอตัว แต่การจะบอกว่าจะเป็นใครนั้น ต้องมีการประเมินอย่างรอบด้าน ถึงได้เปิดตัวเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา

นายชัยวัฒน์ กล่าวถึงคู่แข่งอย่างนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบัน ว่าการแข่งขันในสนามนี้มันไม่ง่าย เรารู้ดีอยู่แล้ว ทราบดีว่าความพึงพอใจกับนายชัชชาติ ของคน กทม.มีมาก แต่เราก็คาดหวังที่จะชนะ ไม่เช่นนั้นคงไม่ส่งตนลง เพื่อนำเสนอวาระทางเลือก เป็นโอกาสที่ประชาชนจะได้ทางเลือกใหม่ ทางเลือกแห่งการเปลี่ยนแปลง ทางเลือกแห่งโอกาสที่ดีขึ้น เราจึงอยากนำเสนอ ว่า กทม.จะเป็นเมืองหลวงแบบไหน จะมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคน กทม.ได้อย่างไรบ้าง

ลึกลับในสนามข่าว : 7 พฤษภาคม 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 7 พฤษภาคม 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 7 พฤษภาคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

●●…รับประทานเอร็ดอร่อย จนคนดูน้ำลายไหล เมื่อเห็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี “ลูกแบด-ภราดร ปริศนานันทกุล”ลิ้มรส “สับปะรด” ของหวาน แท้จริงแล้วเป็นของหวานประมาณ
ไอศกรีมผลไม้แท้แช่แข็ง ฟังไปดูไปก็ทราบว่า แฟนคลับส่งมาให้มีหลากหลายรสชาติ ทั้งทุเรียน-สับปะรด-มังคุด-มะม่วงรวม 24 แท่ง รีวิวไปยิ้มไป แต่ที่ฟังแล้วอึ้งคือ รมต.ลูกแบดประกาศตามหา “แฟนคลับปริศนา” ที่ส่งของอร่อยมาให้ โดยไม่เปิดเผยตัว ทราบแต่ว่า มาจากนนทบุรี !!! …“หาเจ้าของครับ เจ้าของเป็นใคร โอ้โห้ บุคคลปริศนา ส่งจากนนทบุรี ขอบคุณมากครับ ที่ส่งมาให้รับประทานกัน แต่ผมหาเจ้าของ อยากรู้เป็นของผู้ใด”… ก่อนจะแกะสับปะรดแท่งที่โรยพริกเกลือมาด้วย ออกมาลิ้มลอง หน้าตาปลื้มปริ่ม รู้เลยว่า ถูกอกถูกใจมากกกกกกก่อนจะย้ำตอนรับทานหมดแล้วอีกครั้งว่า “ตามหาเจ้าของครับ ไม่รู้ว่าใครส่งมาให้ แต่บอกเลยว่า…อร่อยมาก กินหมดเกลี้ยงแล้ว…555 ถ้าเจ้าของผ่านมาเห็นโพสต์นี้ รบกวนรายงานตัวหน่อยนะค้าบบบผมขอบคุณมากนะคร้าบบบบบบบ อร่อยมากเลยยยยย”…แหมมมม…งานนี้ เล่นเอาแฟนคลับ เข้ามาเม้นท์ ท้ายคลิปกันรึ่มไปในทำนองเดียวกันว่า ทำงานเก่ง คนรักมาก เลยอยากให้สส.ในดวงใจ ได้รับทานอะไรอร่อยๆ แต่ก็มีบางคนบอกด้วยความห่วงใยว่า “อย่ากินไปเรื่อยนา ไม่รู้ที่ไปที่มาอันตรายท่านเป็น สส.ด้วย มีคนรักก็มีคนชัง ใครจะส่งอะไรให้ท่าน ก็ระบุให้แจ้งแก่ใจ นะจ๊ะ…”…ก็นานาจิตตัง แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ด้วยความรักความห่วงใยความชื่นชมผู้แทนคนอ่างทองล้วน ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่ได้หวั่นเกรงอะไรใดๆ ส่งมาให้ก็รับทานตามประสาคนชอบชิมอยู่…เอ้า..ไผเป็นเจ้าของผลไม้แท้แช่แข็ง ผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม ที่ส่งของอร่อยไปให้รมต.ลูกแบด แสดงตัวด่วนจ้า…บ่ต้องเขินเด้อค่ะเด้อ…●●

ภราดร ปริศนานันทกุล

●●…เมื่อวันที่ 28 เมษายน ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ แต่งตั้ง “นายวีระยุทธงามจิตร” เข้าดำรงตำแหน่ง “ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม” โดยปฏิบัติหน้าที่ “เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม” ของนายสรรเพชญ บุญญามณี…การแต่งตั้งครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการเสริมทีมงานในระดับการเมืองของกระทรวงคมนาคม ซึ่งอยู่ในช่วงขับเคลื่อนนโยบายโครงสร้างพื้นฐานและโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล โดยตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการฯถือเป็นกลไกสำคัญในการประสานงานระหว่างฝ่ายการเมือง หน่วยงานราชการและการผลักดันนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ…

วีระยุทธ งามจิตร

สำหรับ “วีระยุทธ งามจิตร” หรือ “เบียร์” เป็นชาวจังหวัดขอนแก่น ปัจจุบันอายุ 28 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านรัฐประศาสนศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่นด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง และอยู่ระหว่างศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านการบริหารรัฐกิจและกิจการสาธารณะ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมถึงหลักสูตรปริญญาโทความร่วมมือกับสถาบันในสาธารณรัฐฝรั่งเศส

…ในเส้นทางการเมืองและงานนโยบายที่ผ่านมา เคยทำหน้าที่ผู้ช่วยดำเนินงานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นักวิเคราะห์นโยบาย รวมถึงผู้ชำนาญการประจำตัว สส. อดีตผู้ลงสมัคร สส.ขอนแก่น และคณะทำงานรัฐมนตรีคมนาคม ที่เคยได้ลงพื้นที่ติดตามงานและผลักดันโครงการต่างๆ ที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังเคยลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น และแบบบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด

…การเข้ามารับตำแหน่งดังกล่าว สะท้อนภาพการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ ในโครงสร้างการเมืองระดับกระทรวง อย่างไรก็ตาม บทบาทและผลงานหลังจากนี้ ยังเป็นสิ่งที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะการทำหน้าที่เชื่อมโยงนโยบายกับการปฏิบัติในกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหนึ่งในกระทรวงหลักด้านเศรษฐกิจของประเทศ…●●