นักดาราศาสตร์ตรวจพบ “น้ำตาลธรรมชาติ” ในราสเบอร์รี” บนกลุ่มฝุ่นในทางช้างเผือก

นักดาราศาสตร์ตรวจพบ "น้ำตาลธรรมชาติ" ในราสเบอร์รี" บนกลุ่มฝุ่นในทางช้างเผือก

14 ก.ค. 2569 14:47 น.

นักดาราศาสตร์ตรวจพบ “น้ำตาลธรรมชาติ” ในราสเบอร์รี” บนกลุ่มฝุ่นในทางช้างเผือก

นักดาราศาสตร์ประสบความสำเร็จ หลังใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุตรวจพบ “เอริทรูโลส” (Erythrulose) ซึ่งเป็นน้ำตาลธรรมชาติชนิดเดียวกับที่พบในผลราสเบอร์รีและโลชั่นผิวแทน ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางกลุ่มเมฆฝุ่นและก๊าซใกล้ใจกลางทางช้างเผือก ที่อาจช่วยสนับสนุนสมมติฐานว่า “วัตถุดิบของชีวิต” อาจก่อตัวขึ้นในอวกาศ ก่อนถูกนำมายังโลกผ่านดาวหางและอุกกาบาต

วารสารวิชาการ Nature Astronomy ได้ตีพิมพ์ผลงานการค้นพบครั้งสำคัญของคณะนักวิจัย นำโดย ดร. อิซาสกุน ฆิเมเนซ-เซร์รา นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากศูนย์ชีวดาราศาสตร์แห่งสเปน ซึ่งระบุว่า ทีมงานได้ใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุรูปจานสองตัวในสเปน ส่องสำรวจกลุ่มเมฆฝุ่นและก๊าซขนาดมหึมาที่มีชื่อว่า “G+0.693-0.027” ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก

จากการวิเคราะห์สัญญาณคลื่นวิทยุที่สะท้อนกลับมาเปรียบเทียบกับแบบจำลองในห้องปฏิบัติการ ทีมงานได้ตรวจพบโมเลกุลในสถานะก๊าซของ “เอริทรูโลส” (Erythrulose) ซึ่งเป็นน้ำตาลคาร์บอน 4 อะตอม ที่มีความซับซ้อนอย่างมาก โดยน้ำตาลชนิดนี้ในโลกมนุษย์เป็นสารธรรมชาติที่พบได้ในผลราสเบอร์รีสีแดง และมักถูกนำไปใช้เป็นส่วนผสมในโลชั่นทาผิวแทนเพื่อทำปฏิกิริยากับกรดอะมิโนในเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้กลายเป็นสีน้ำตาล

การค้นพบครั้งนี้สร้างความประหลาดใจให้แก่ทีมวิจัยอย่างมาก เนื่องจากอุณหภูมิในกลุ่มเมฆอวกาศดังกล่าวมีอุณหภูมิติดลบ 250 องศาเซลเซียส แต่โมเลกุลอินทรีย์สองชนิดที่มีอยู่หนาแน่นในอวกาศอย่าง ไกลโคลาลดีไฮด์ (Glycolaldehyde) และ เอทิลีนไกลคอล (Ethylene glycol) กลับสามารถรวมตัวกันบนพื้นผิวของเม็ดฝุ่นอวกาศขนาดเล็กจนเกิดเป็นน้ำตาลชนิดนี้ขึ้นมาได้

ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์มักประสบปัญหาในการอธิบายว่า น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวเหล่านี้มีปริมาณมหาศาลบนโลกได้อย่างไร เนื่องจากผลการศึกษาในห้องแล็บชี้ว่า สภาพแวดล้อมของโลกในยุคแรกเริ่มไม่เอื้อต่อการสร้างน้ำตาลเหล่านี้ได้ง่ายนัก

แต่การค้นพบน้ำตาลเอริทรูโลสในสสารระหว่างดาว ซึ่งเป็นบริเวณเดียวกับที่ยานโวเยเจอร์ (Voyager) ของนาซากำลังเดินทางผ่าน ได้ช่วยสนับสนุนสมมติฐานสำคัญที่ว่า ส่วนประกอบพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตอาจจะไม่ได้ก่อตัวขึ้นบนโลก แต่ถูกส่งมาจากห้วงอวกาศลึก

ดร. ฆิเมเนซ-เซร์รา อธิบายว่า ในช่วงประวัติศาสตร์โลกยุคที่ถูกระดมชนอย่างหนักหน่วงด้วยอุกกาบาตและดาวหาง น่าจะมี “ฝนน้ำตาลและสารอินทรีย์” ตกลงมาสู่โลกนับล้านตัน สารเหล่านี้ได้ผสมโรงกลายเป็น “ซุปพรีไบโอติก” (Prebiotic soup) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นที่เอื้อให้โมเลกุลชีวภาพชนิดแรก ๆ สังเคราะห์ตัวเองขึ้นมาได้ โดยน้ำตาลเหล่านี้สามารถเปลี่ยนรูปไปเป็น ไรโบนิวคลีโอไทด์ (Ribonucleotides) ซึ่งเป็นบล็อกสิ่งก่อสร้างของ RNA และพัฒนาไปสู่ DNA ที่เป็นรหัสพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตในเวลาต่อมา

ศาสตราจารย์เอริกา แฮมเดน นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแอริโซนา ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการวิจัย กล่าวชื่นชมว่า นี่คือตัวอย่างที่บริสุทธิ์และชัดเจนที่สุดของสารอินทรีย์ที่ล่องลอยอยู่ในกาแล็กซีของเรา

ขณะที่ศาสตราจารย์โยชิฮิโระ ฟูรุคาวา จากมหาวิทยาลัยโทโฮคุ ประเทศญี่ปุ่น ผู้ซึ่งเคยค้นพบน้ำตาลจากตัวอย่างฝุ่นดาวเคราะห์น้อยเบนนู (Bennu) ที่เก็บกลับมาโดยยานโอซิริส-เร็กซ์ (OSIRIS-REx) ของนาซา ระบุว่า การค้นพบนี้ยืนยันว่าน้ำตาลที่เดินทางผ่านฝุ่นดาวหางสามารถมาถึงโลกได้จริง แต่อย่างไรก็ตาม กระบวนการที่สิ่งมีชีวิตจะพัฒนาขึ้นมาจากโมเลกุลเหล่านั้นยังคงเป็นปริศนาที่ต้องศึกษาต่อไป

ดร. ฆิเมเนซ-เซร์รา กล่าวทิ้งท้ายว่า “การพบวัตถุดิบสำคัญในจุดนี้ หมายความว่าพวกมันก็น่าจะซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดอื่น ๆ ของกาแล็กซีเช่นกัน สารตั้งต้นที่จำเป็นต่อการกำเนิดสิ่งมีชีวิตอาจกระจายอยู่ทั่วทางช้างเผือก ซึ่งมันได้เปิดความเป็นไปได้ที่ว่า สิ่งมีชีวิตอาจจะสามารถพัฒนาขึ้นในที่แห่งอื่นของจักรวาลได้เช่นเดียวกัน”.

ที่มา Associated Press / Guardian

ศาลสหรัฐฯ สั่งคว่ำข้อตกลง “ทรัมป์-สรรพากร” 1.8 พันล้านดอลลาร์ ปิดทางคุ้มกันการตรวจสอบภาษี

ศาลสหรัฐฯ สั่งคว่ำข้อตกลง "ทรัมป์-สรรพากร" 1.8 พันล้านดอลลาร์ ปิดทางคุ้มกันการตรวจสอบภาษี

14 ก.ค. 2569 13:31 น.

ศาลสหรัฐฯ สั่งคว่ำข้อตกลง “ทรัมป์-สรรพากร” 1.8 พันล้านดอลลาร์ ปิดทางคุ้มกันการตรวจสอบภาษี

ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำสั่งเพิกถอนข้อตกลงทางกฎหมายระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับหน่วยงานรัฐบาลกลาง ซึ่งเคยเปิดทางให้ทรัมป์และบุคคลใกล้ชิดได้รับความคุ้มกันจากการตรวจสอบภาษีของกรมสรรพากรสหรัฐฯ และอนุญาตให้ฝ่ายบริหารของเขาจัดตั้งกองทุน “ต่อต้านการใช้รัฐเป็นเครื่องมือทางการเมือง” มูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่อมาได้ยกเลิกไปแล้ว

แคธลีน วิลเลียมส์ ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ มีคำสั่งเพิกถอนข้อตกลงยอมความระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับหน่วยงานของรัฐ ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวเคยคุ้มครองให้ทรัมป์ได้รับข้อยกเว้นจากการถูกตรวจสอบภาษี และอนุญาตให้รัฐบาลจัดตั้งกองทุน “ต่อต้านการใช้รัฐเป็นอาวุธทางเมือง” (Anti-Weaponisation Fund) มูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.3 หมื่นล้านบาท) ซึ่งปัจจุบันกองทุนนี้ได้ถูกล้มเลิกไปแล้ว

เดิมที กองทุนดังกล่าวถูกตั้งขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2026 เพื่อชดเชยให้แก่บุคคลที่อ้างว่าตนเองถูกรัฐบาลกลั่นแกล้งอย่างไม่เป็นธรรม โดยเป็นข้อแลกเปลี่ยนกับการที่ทรัมป์ยอมถอนฟ้องส่วนตัวเรียกค่าเสียหาย 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อกรมสรรพากรสหรัฐฯ (IRS)

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาวิลเลียมส์ระบุในคำวินิจฉัยว่า การฟ้องร้องที่ทรัมป์ บุตรชายทั้งสองคน และองค์กรทรัมป์ (Trump Organization) ร่วมกันยื่นฟ้องในปี 2026 นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากข้อพิพาทที่เป็นธรรมระหว่างสองฝ่ายตรงข้ามกันจริง แต่มันเป็นปฏิบัติการที่ดำเนินการโดยกลุ่มทนายความที่มีความเชื่อมโยงกับทรัมป์ และกลุ่มคนที่อ้างว่าเป็นเป้าหมายของการถูกรัฐบาลกลั่นแกล้ง

“คดีนี้ไม่เคยเกี่ยวข้องกับการที่คู่ความพยายามแสวงหาข้อยุติทางกฎหมายหรือข้อพิพาททางข้อเท็จจริงระหว่างทรัมป์กับกรมสรรพากร ซึ่งทรัมป์ควบคุมอยู่ในฐานะประธานาธิบดี แต่มันคือความพยายามที่จะสร้างความชอบธรรมให้แก่ข้อตกลง เพื่อมอบสิทธิ์คุ้มกันให้แก่บุคคลและองค์กรที่มีความเกี่ยวข้องกับประธานาธิบดี และเป็นการเจียดเงินภาษีของประชาชนอเมริกันหลายพันล้านดอลลาร์ไปเยียวยาความอัดอั้นตันใจที่ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ในกฎหมาย” ผู้พิพากษาวิลเลียมส์ ระบุ

ที่มาของคดีนี้เริ่มจากการที่ทรัมป์อ้างว่า รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ ชาร์ลส์ ลิตเติลจอห์น อดีตคู่สัญญาของกรมสรรพากร นำข้อมูลภาษีส่วนตัวของเขาไปรั่วไหล ซึ่งข้อมูลที่หลุดออกมานั้นได้กลายเป็นฐานข้อมูลสำคัญให้หนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ ตีพิมพ์รายงานสืบสวนก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020 โดยเปิดเผยว่า ทรัมป์จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้รัฐบาลกลางเพียง 750 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 26,000 บาท) ในปีที่เขาชนะเลือกตั้งเมื่อปี 2016 และไม่ได้จ่ายภาษีเลยถึง 10 ปี จากช่วง 15 ปีล่วงหน้านั้น

ผู้พิพากษาวิลเลียมส์ชี้ข้อพิรุธว่า ทรัมป์ไม่ได้ดำเนินการฟ้องร้องเรียกร้องสิทธิ์ใด ๆ เลย จนกระทั่งเขากลับมาดำรงตำแหน่งในทำเนียบขาวอีกครั้ง และได้แต่งตั้งอดีตทนายความส่วนตัวของเขา รวมถึงอดีตทนายความของผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์จากกองทุนดังกล่าว ให้เข้าดำรงตำแหน่งระดับสูงในกระทรวงยุติธรรม 

ผู้พิพากษาระบุว่า “เจ้าหน้าที่เหล่านี้ได้เจรจาในนามของสหรัฐฯ กับกลุ่มทนายความปัจจุบันของทรัมป์ รวมถึงอดีตที่ปรึกษากฎหมายประจำทำเนียบขาวของเขา เพื่อทำข้อตกลงยอมความกันเอง มันเป็นเรื่องที่น่าขบขันสิ้นดีหากจะบอกว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายมีความขัดแย้งต่อสู้กันจริงในคดีนี้” 

คำตัดสินในครั้งนี้ยังสั่งห้ามไม่ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงทรัมป์และบุตรชาย นำข้อตกลงยอมความนี้มาใช้อ้างอิงในกระบวนการยุติธรรมใด ๆ อีกในอนาคต ซึ่งส่งผลให้ผู้พิพากษาระบุ สามารถเดินหน้าตรวจสอบการยื่นภาษีของทรัมป์ย้อนหลังได้ตามปกติ

นอกจากนี้ ศาลยังได้ส่งเรื่องของ นายอเลฮานโดร บริโต หนึ่งในทนายความของทรัมป์ ให้แก่เนติบัณฑิตยสภารัฐฟลอริดาเพื่อพิจารณาลงทัณฑ์ทางวินัย ขณะที่แดเนียล เอปสไตน์ ทนายความอีกคน ถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้าร่วมว่าความในศาลเขตฟลอริดาตอนใต้เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี

โฆษกทีมกฎหมายของทรัมป์ได้ชี้แจงต่อสำนักข่าวบีบีซี โดยระบุว่าผู้พิพากษาระบุปล่อยปละละเลยให้เจ้าหน้าที่ที่มีแรงจูงใจทางการเมืองนำข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลลับไปรั่วไหลให้แก่สื่อมวลชน และย้ำว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์จะยังคงเดินหน้าเอาผิดผู้ที่ทำร้ายอเมริกาและชาวอเมริกันต่อไป”

ด้าน แบรนดอน เดบอต ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายของศูนย์กฎหมายภาษี แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก กล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเหมือน “ดีลหวานเจี๊ยบตบตา” ที่มอบข้อยกเว้นอันไม่เคยมีปรากฏมาก่อนให้แก่ทรัมป์ ซึ่งเป็นการทำลายระบบปกป้องการแทรกแซงทางการเมืองของกลไกภาษี

“คำตัดสินของศาลมีความสำคัญมาก แต่ก็ยังไม่เพียงพอ สภาคองเกรสจำเป็นต้องดำเนินการทางกฎหมายเพื่อล้างบางข้อตกลงนี้ทั้งหมด และป้องกันไม่ให้เกิดความพยายามที่ประธานาธิบดีจะหาผลประโยชน์ให้ตัวเองในลักษณะนี้อีกในอนาคต”

สำหรับแผนการจัดตั้งกองทุน 1.8 พันล้านดอลลาร์นั้นได้ถูกล้มเลิกไปตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน หลังจากผู้พิพากษาอีกท่านหนึ่งสั่งระงับเป็นการชั่วคราว เนื่องจากชายสองคนได้ยื่นฟ้องที่รัฐเวอร์จิเนีย โดยระบุว่ากองทุนนี้มีลักษณะเลือกปฏิบัติ เนื่องจากพวกเขาเองก็ตกเป็นเป้าหมายของการล้างแค้นทางการเมืองโดยรัฐบาลทรัมป์เช่นกัน แต่กลับไม่มีสิทธิ์ยื่นขอเงินชดเชยจากกองทุนนี้ ขณะเดียวกัน แผนการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวยังถูกวิพากษ์วิจารณ์และสร้างความกังวลให้แก่พรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันบางส่วน เพราะเกรงว่าเงินจำนวนมหาศาลนี้อาจถูกนำไปจ่ายให้แก่กลุ่มผู้ก่อเหตุจลาจลบุกอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 รวมถึงผู้ที่ต้องคดีทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย.

ที่มา BBC

ควายไบซันพุ่งขวิดนักท่องเที่ยวกลางอุทยานเยลโลว์สโตน ร่างลอยกลางอากาศเกือบ 3 เมตร

ควายไบซันพุ่งขวิดนักท่องเที่ยวกลางอุทยานเยลโลว์สโตน ร่างลอยกลางอากาศเกือบ 3 เมตร

14 ก.ค. 2569 12:36 น.

ควายไบซันพุ่งขวิดนักท่องเที่ยวกลางอุทยานเยลโลว์สโตน ร่างลอยกลางอากาศเกือบ 3 เมตร

เกิดเหตุระทึกในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน ของสหรัฐฯ เมื่อชายวัย 65 ปี ถูกควายไบซันน้ำหนักราว 900 กิโลกรัม พุ่งขวิดจนร่างลอยกลางอากาศสูงเกือบ 3 เมตร หลังเข้าไปถ่ายภาพสัตว์ป่าพร้อมหลานชาย ขณะที่เจ้าหน้าที่อุทยานย้ำ ควายไบซันเป็นสัตว์ที่ทำร้ายนักท่องเที่ยวมากกว่าสัตว์ป่าชนิดอื่นในพื้นที่ พร้อมเตือนให้รักษาระยะห่างอย่างน้อย 23 เมตร

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเย็นวันที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมา บริเวณจุดกางเต็นท์บริดจ์เบย์ ใกล้กับทะเลสาบเยลโลว์สโตน รัฐไวโอมิง โดยคลิปวิดีโอที่กลายเป็นไวรัลเผยให้เห็นภาพของ นายคาร์ล ไอซอม-แมคแดเนียล วัย 65 ปี และหลานชาย กำลังหยุดเดินและยกกล้องขึ้นมาเพื่อถ่ายรูปควายไบซันที่กำลังนอนอยู่บนสนามหญ้า

ในตอนแรก ควายไบซันตัวดังกล่าวมีท่าทีหงุดหงิด กระสับกระส่ายพลิกตัวไปมา ก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว แม้จะมีรถกระบะสีขาวคันหนึ่งพยายามขับเข้ามาใกล้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ แต่ไบซันกลับพุ่งเข้าใส่รถคันดังกล่าวจนคนขับต้องรีบเหยียบคันเร่งหนี จากนั้น เจ้าสัตว์ยักษ์น้ำหนักกว่า 900 กิโลกรัม ได้หันมาวิ่งตรงดิ่งไปยังนายคาร์ลและหลานชายทันที

แม้ทั้งคู่จะพยายามวิ่งหนีเข้าไปในดงไม้ แต่ด้วยความเร็วของควายไบซันทำให้นายคาร์ลหนีไม่พ้น โดยนายไมค์ แมคเลาด์ ผู้เห็นเหตุการณ์และเป็นผู้บันทึกคลิปวิดีโอเปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นว่า “ไบซันใช้เขาซ้ายเกี่ยวเข้าที่สะโพกของเขาแล้วขวิดโยนร่างขึ้นไปบนอากาศสูงกว่า 2.4 เมตร เขาม้วนตัวกลางอากาศหนึ่งตลบก่อนจะตกลงมากระแทกพื้นด้านข้างอย่างแรง” ซึ่งส่งผลให้นายคาร์ลได้รับบาดเจ็บหลายแห่งและมีอาการเจ็บปวดอย่างมากที่บริเวณขา แต่ยังมีสติรับรู้ดีและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในเวลาต่อมา

ด้านสำนักงานอุทยานแห่งชาติสหรัฐฯ ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลรายละเอียดของเหตุการณ์นี้อย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม บนเว็บไซต์ของอุทยานได้ระบุคำเตือนไว้อย่างชัดเจนว่า “ควายไบซันอาจจะดูสงบและเชื่องช้า แต่พวกมันเป็นสัตว์ป่าขนาดใหญ่ที่ทำร้ายนักท่องเที่ยวในเยลโลว์สโตนบ่อยครั้งที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น พวกมันสามารถวิ่งได้เร็วกว่ามนุษย์ถึง 3 เท่า การเว้นระยะห่างจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง”

ทั้งนี้ อุทยานฯ มีกฎเหล็กสั่งห้ามไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าใกล้ควายไบซันในระยะต่ำกว่า 25 หลา หรือประมาณ 23 เมตรในทุกกรณี และห้ามเดินเข้าไปใกล้เพื่อถ่ายรูปโดยเด็ดขาด เนื่องจากช่วงฤดูร้อน ระหว่างเดือนมิถุนายน – สิงหาคม เป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่นที่สุด คิดเป็น 60% ของทั้งปี

ศาสตราจารย์ เจนนิเฟอร์ บาร์ฟิลด์ หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์จากโครงการอนุรักษ์ควายไบซันแห่งมหาวิทยาลัยรัฐโคโลราโด อธิบายว่า เดือนกรกฎาคมถือเป็น “ช่วงพีคของการผสมพันธุ์”  ซึ่งส่งผลให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนของไบซันเพศผู้พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

“ฮอร์โมนนี้จะขับเคลื่อนพฤติกรรมของพวกมัน ทำให้พวกมันมีความก้าวร้าว และคาดเดาอารมณ์ได้ยากกว่าช่วงเวลาอื่น ๆ ของปี” ศจ. บาร์ฟิลด์ กล่าว พร้อมระบุว่าแม้แต่ทีมวิจัยของเธอเองก็ยังต้องหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้พวกมันในช่วงนี้ โดยจะเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ภายในรถยนต์ที่ปลอดภัยเท่านั้น และย้ำเตือนประชาชนว่าระยะ 23 เมตรเป็นเพียงระยะขั้นต่ำสุดที่ปลอดภัย แต่หากหลีกเลี่ยงได้ควรอยู่ให้ไกลกว่านั้นเพื่อความปลอดภัยของชีวิต.

ที่มา BBC

ทรัมป์แจ้งสภาคองเกรส สหรัฐฯ กลับมาเริ่มสงครามอิหร่านอีกครั้ง อ้างเริ่มนับกรอบเวลาใหม่ 60 วัน

ทรัมป์แจ้งสภาคองเกรส สหรัฐฯ กลับมาเริ่มสงครามอิหร่านอีกครั้ง อ้างเริ่มนับกรอบเวลาใหม่ 60 วัน

14 ก.ค. 2569 11:38 น.

ทรัมป์แจ้งสภาคองเกรส สหรัฐฯ กลับมาเริ่มสงครามอิหร่านอีกครั้ง อ้างเริ่มนับกรอบเวลาใหม่ 60 วัน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แจ้งอย่างเป็นทางการต่อรัฐสภาสหรัฐฯ ว่าปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านได้กลับมาเริ่มต้นอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม หลังกล่าวหาอิหร่านละเมิดข้อตกลงหยุดยิงด้วยการโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ เห็นว่าสามารถเริ่มนับกรอบเวลา 60 วันใหม่ภายใต้พระราชบัญญัติอำนาจในภาวะสงครามปี 1973

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ส่งจดหมายลงวันที่ 10 ก.ค. ถึงสภาคองเกรส โดยส่งตรงถึงนายชัก แกรสสลีย์ สมาชิกวุฒิสภาพรรครีพับลิกันในฐานะประธานชั่วคราวของวุฒิสภา เพื่อแจ้งให้ทราบว่า ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา

จดหมายฉบับดังกล่าวระบุว่า “ผมได้สั่งการให้ดำเนินมาตรการทางทหารนี้ สอดคล้องกับความรับผิดชอบของผมในการปกป้องชาวอเมริกัน ตลอดจนรักษาความมั่นคงแห่งชาติและผลประโยชน์ด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ”

รัฐบาลของทรัมป์มองว่า การส่งหนังสือแจ้งเตือนครั้งนี้จะเป็นการนับหนึ่งใหม่สำหรับกรอบเวลา 60 วัน ภายใต้พระราชบัญญัติอำนาจในภาวะสงครามปี 1973 (War Powers Act) ซึ่งระบุว่าประธานาธิบดีต้องแจ้งสภาคองเกรสภายใน 48 ชั่วโมงเมื่อเปิดฉากโจมตี และสามารถดำเนินปฏิบัติการทางทหารได้เพียง 60 วันเท่านั้น หากไม่ได้รับความเห็นชอบหรือการประกาศสงครามจากสภาคองเกรส

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ และอิสราเอลได้ร่วมกันเปิดฉากโจมตีอิหร่านตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ก่อนที่ทรัมป์จะสั่งหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์เมื่อวันที่ 7 เม.ย. และมีการขยายเวลาเรื่อยมาเพื่อหาทางออกทางการทูต จนนำไปสู่การลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ระบุในจดหมายว่า อิหร่านได้ละเมิดข้อตกลงดังกล่าวอย่างร้ายแรง จากกรณีที่กองกำลังอิหร่านเข้าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันพาณิชย์ 3 ลำที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยฝั่งอิหร่านอ้างว่าเรือเหล่านั้นไม่ได้ขออนุญาตและไม่ใช้เส้นทางที่อิหร่านกำหนด ซึ่งการกระทำดังกล่าวทำให้ทรัมป์สั่งการให้กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากยิงถล่มเป้าหมายทางทหารของอิหร่านทันที เพื่อตอบโต้และคุ้มครองเส้นทางเดินเรือพาณิชย์

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังประกาศว่า สหรัฐฯ จะกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อการขนส่งสินค้าของอิหร่านในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย และจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดออกอย่างปลอดภัย พร้อมย้ำว่าการโจมตีของสหรัฐฯ เป็นไปอย่างจำกัด มีการวางแผนอย่างรอบคอบเพื่อลดความสูญเสียของพลเรือนให้ได้มากที่สุด

ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา อำนาจในการ “ประกาศสงคราม” เป็นสิทธิ์ขาดของสภาคองเกรส ไม่ใช่ประธานาธิบดี การที่รัฐบาลทรัมป์อ้างว่ากรอบเวลา 60 วันเดิม ซึ่งสิ้นสุดไปตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. ได้ยุติลงแล้วในช่วงหยุดยิง และสามารถเริ่มนับหนึ่งใหม่ได้ในสัปดาห์นี้ ได้จุดชนวนความขัดแย้งกับฝ่ายนิติบัญญัติอย่างรุนแรง

นายโทมัส แมสซี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกันจากรัฐเคนทักกี ซึ่งเป็นผู้วิจารณ์สงครามครั้งนี้มาโดยตลอด กล่าวว่า “สงครามครั้งนี้ไม่เคยหยุดลงเลย รัฐบาลกำลังเล่นตลกกับกฎหมายอำนาจในภาวะสงคราม โดยแกล้งทำเป็นว่าพวกเขาสามารถกดปุ่มหยุด-เริ่มใหม่ เพื่อรีเซ็ตเวลานาฬิกาไปเรื่อย ๆ ได้”

ขณะที่ นายอดัม ชิฟฟ์ สมาชิกวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครต ออกแถลงการณ์โจมตีอย่างดุเดือดว่า “คำกล่าวอ้างใด ๆ ของรัฐบาลทรัมป์ที่ว่าพวกเขามีเวลาอีก 60 วันในการปฏิบัติการทางทหารโดยไม่มีสภาคองเกรสนั้น ถือเป็นเรื่องที่ไม่มีฐานรองรับทางกฎหมายเลย” พร้อมประกาศยื่นร่างมติใหม่เพื่อบังคับให้ถอนกำลังทหารสหรัฐฯ ออกจากการสู้รบครั้งนี้ทันที

ทั้งนี้ เมื่อเดือนที่ผ่านมา ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากอยู่เล็กน้อย ต่างเคยลงมติเห็นชอบในร่างมติร่วมกันเพื่อจำกัดอำนาจของทรัมป์ในการทำสงครามกับอิหร่านโดยไม่ผ่านสภามาแล้ว ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลอย่างยิ่งของเหล่านักการเมืองต่อสงครามที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน ขณะที่ทรัมป์ได้ออกมาตอบโต้อย่างเกรี้ยวกราดว่า มติดังกล่าวเป็นการสร้างความสวมรอยเดือดร้อนและให้ท้ายแก่อิหร่าน พร้อมทำให้การทำงานของเขายากลำบากยิ่งขึ้น.

ที่มา CBS News / Reuters

เผยสาเหตุเสียชีวิต “แซม นีลล์” พระเอก Jurassic Park เพื่อนนักแสดงเผยป่วยปอดบวม หลังหายจากมะเร็ง

เผยสาเหตุเสียชีวิต "แซม นีลล์" พระเอก Jurassic Park เพื่อนนักแสดงเผยป่วยปอดบวม หลังหายจากมะเร็ง

14 ก.ค. 2569 11:01 น.

เผยสาเหตุเสียชีวิต “แซม นีลล์” พระเอก Jurassic Park เพื่อนนักแสดงเผยป่วยปอดบวม หลังหายจากมะเร็ง

วงการฮอลลีวูดร่วมอาลัย “แซม นีลล์” นักแสดงชื่อดังจากภาพยนตร์ Jurassic Park หลังเสียชีวิตกะทันหันในวัย 78 ปี โดยเพื่อนนักแสดงเผยว่า เขาต่อสู้กับโรคปอดบวมก่อนเสียชีวิต หลังเพิ่งหายจากมะเร็ง

หลังครอบครัวของ แซม นีลล์ ออกแถลงการณ์ยืนยันการเสียชีวิตของนักแสดงชื่อดังเมื่อวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมระบุว่าเป็นการจากไปอย่างกะทันหันและไม่คาดคิด ล่าสุดมีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการป่วยของเขา

รีมา เท วีอาตา นักแสดงชาวนิวซีแลนด์ ผู้เคยร่วมงานกับนีลล์ในภาพยนตร์เรื่อง Hunt for the Wilderpeople ให้สัมภาษณ์กับ New Zealand Herald ว่า ก่อนเสียชีวิตนีลล์กำลังต่อสู้กับ โรคปอดบวม

เธอกล่าวว่า แม้นีลล์ไม่เคยหวาดกลัวความตาย แต่เชื่อว่าเขาคงรู้สึกหงุดหงิด เพราะเพิ่งผ่านการรักษาโรคมะเร็งมาได้ อย่างไรก็ตาม เธอไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการป่วย หรือระบุว่าเขาป่วยด้วยโรคปอดบวมมานานเพียงใด

แซม นีลล์ เปิดเผยผ่านหนังสือบันทึกความทรงจำเมื่อปี 2023 ว่า เขาป่วยเป็น มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอน-ฮอดจ์กิน และเคยยอมรับว่าตัวเองอาจมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน

อย่างไรก็ตาม เมื่อต้นปี 2026 เขาประกาศข่าวดีว่า หายจากโรคมะเร็งแล้ว หลังเข้ารับการรักษาด้วย ยีนบำบัด ที่ช่วยปรับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

ครอบครัวของเขายืนยันในแถลงการณ์ว่า นีลล์ ไม่ได้เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง แต่ไม่ได้ระบุสาเหตุการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ การจากไปของแซม นีลล์ สร้างความอาลัยให้กับคนในวงการภาพยนตร์ทั่วโลก โดยสตีเวน สปีลเบิร์ก ผู้กำกับ Jurassic Park กล่าวว่า “ผมรักการได้ร่วมสร้างภาพยนตร์ Jurassic ทุกภาคกับเขา เราจะเป็นครอบครัว Jurassic ตลอดไป และแซมจะไม่มีวันถูกลืม”

ด้าน ลอรา เดิร์น นักแสดงร่วมใน Jurassic Park กล่าวยกย่องว่า เขาเป็นสุภาพบุรุษผู้สง่างามและมีเกียรติ

ขณะที่ เจฟฟ์ โกลด์บลัม กล่าวอำลาว่า การผจญภัยครั้งใหม่ของแซมได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

ส่วน ซิลเลียน เมอร์ฟี ซึ่งเคยร่วมงานกับนีลล์ในซีรีส์ Peaky Blinders กล่าวว่า นีลล์เป็นหนึ่งในนักแสดงที่ใจดีที่สุด ตลกที่สุด และอ่อนโยนที่สุดที่เขาเคยรู้จัก

ด้าน นิโคล คิดแมน ก็ร่วมไว้อาลัย โดยระบุว่า แซมคือหนึ่งในนักแสดงผู้ยิ่งใหญ่ของวงการ

แซม นีลล์ เกิดที่ไอร์แลนด์เหนือในปี 1947 ก่อนย้ายไปเติบโตที่ประเทศนิวซีแลนด์ และเริ่มต้นเส้นทางการแสดงตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970

บทบาทที่ทำให้เขาโด่งดังไปทั่วโลกคือ ดร.อลัน แกรนต์ ในภาพยนตร์ Jurassic Park ปี 1993 ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ในยุคนั้น

นอกเหนือจากงานแสดง เขายังเป็นเจ้าของไร่องุ่นในแคว้นเซ็นทรัลโอทาโก ทางตอนใต้ของนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความหลงใหลของเขาในช่วงบั้นปลายชีวิต.

ที่มา : channelnewsasia

กลุ่มฮูตีถล่มสนามบินในซาอุฯ ตอบโต้โจมตีสนามบินซานา

กลุ่มฮูตีถล่มสนามบินในซาอุฯ ตอบโต้โจมตีสนามบินซานา

14 ก.ค. 2569 10:59 น.

กลุ่มฮูตีถล่มสนามบินในซาอุฯ ตอบโต้โจมตีสนามบินซานา

กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านประกาศว่า ได้ยิงขีปนาวุธและส่งอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน โจมตีสนามบินนานาชาติอับฮา ทางตะวันตกเฉียงใต้ของซาอุดีอาระเบีย เพื่อตอบโต้การโจมตีทางอากาศที่สนามบินนานาชาติซานา เมืองหลวงของเยเมน ซึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นในวันเดียวกัน

แม้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้ได้รับบาดเจ็บจากทั้งสองเหตุการณ์ แต่การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับความตึงเครียดครั้งสำคัญระหว่างฮูตีกับซาอุดีอาระเบีย หลังจากทั้งสองฝ่ายรักษาระดับความสงบสัมพัทธ์มาตั้งแต่การหยุดยิงภายใต้การไกล่เกลี่ยของสหประชาชาติเมื่อปี 2565

พลจัตวา ยาห์ยา ซารี โฆษกฝ่ายทหารของฮูตี เผยแพร่แถลงการณ์ผ่านเทเลแกรม ระบุว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นการตอบโต้โดยตรงต่อการโจมตีสนามบินซานา พร้อมเตือนสายการบินต่าง ๆ ให้หลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางบินผ่านน่านฟ้าซาอุดีอาระเบีย จนกว่าการปิดกั้นสนามบินนานาชาติซานาจะสิ้นสุดลง โดยระบุว่าคำเตือนดังกล่าวควรได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจัง

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเยเมนที่ได้รับการรับรองจากนานาชาติ ระบุว่า ปฏิบัติการโจมตีสนามบินซานามีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องบินของอิหร่านลงจอด โดยอ้างว่าเป็นเที่ยวบินที่จะนำคณะผู้แทนฮูตีเดินทางกลับจากกรุงเตหะราน หลังเข้าร่วมพิธีศพของผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี

พลเอก ทาเฮอร์ อัล-อากีลี รัฐมนตรีกลาโหมเยเมน กล่าวว่า รันเวย์ของสนามบินซานาถูกโจมตีเพื่อสกัดไม่ให้เครื่องบินของสายการบินมาฮานแอร์ของอิหร่าน เดินทางกลับเข้าประเทศ พร้อมย้ำว่าเยเมนจะไม่ยอมให้มีการละเมิดอธิปไตยทางอากาศอีกต่อไป

ด้านฮูตีระบุว่า เครื่องบินลำดังกล่าวได้เปลี่ยนเส้นทางไปลงจอดที่สนามบินโฮเดดาห์แทน พร้อมเผยแพร่ภาพวิดีโอที่อ้างว่าแสดงให้เห็นขีปนาวุธพุ่งโจมตีรันเวย์สนามบินซานา ก่อนเกิดระเบิดครั้งใหญ่

ขณะเดียวกัน พลตรี ตูร์กี อัล-มาลิกี โฆษกกองกำลังพันธมิตรที่นำโดยซาอุดีอาระเบีย ระบุผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) ว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถรับมือกับขีปนาวุธพิสัยไกลที่ฮูตียิงมายังพื้นที่ตอนใต้ของประเทศได้ แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม

หลังเหตุการณ์ รัฐบาลเยเมนประกาศปิดสนามบินทุกแห่งทั่วประเทศโดยมีผลทันที พร้อมสั่งอพยพประชาชนออกจากสนามบินซานาและพื้นที่โดยรอบ เพื่อความปลอดภัย

ด้านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้จัดการประชุมฉุกเฉิน โดยนายคาเลด เคียรี ผู้ช่วยเลขาธิการสหประชาชาติฝ่ายกิจการการเมือง เตือนว่า เยเมนและภูมิภาคตะวันออกกลางไม่สามารถรับมือกับวงจรความรุนแรงรอบใหม่ได้ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาภายใต้การอำนวยความสะดวกของสหประชาชาติ

ขณะที่ฮันส์ กรุนด์เบิร์ก ผู้แทนพิเศษของสหประชาชาติประจำเยเมน แสดงความกังวลว่าการปะทะครั้งล่าสุดอาจทำลายความสงบที่เยเมนรักษาไว้ได้ตั้งแต่ปี 2565 และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้การเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงการขยายตัวของความขัดแย้ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง.

ที่มา Associated Press

12 รัฐ ฟ้องสกัดดีลยักษ์ Paramount ซื้อ Warner Bros. Discovery หวั่นผูกขาดวงการบันเทิง

12 รัฐ ฟ้องสกัดดีลยักษ์ Paramount ซื้อ Warner Bros. Discovery หวั่นผูกขาดวงการบันเทิง

14 ก.ค. 2569 10:15 น.

12 รัฐ ฟ้องสกัดดีลยักษ์ Paramount ซื้อ Warner Bros. Discovery หวั่นผูกขาดวงการบันเทิง

12 รัฐของสหรัฐฯ นำโดยรัฐแคลิฟอร์เนีย ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลาง ขวางแผนการเข้าซื้อกิจการ Warner Bros. Discovery ของ Paramount มูลค่า 110,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หวั่นผูกขาด กระทบผู้บริโภค

รัฐแคลิฟอร์เนีย พร้อมด้วยอีก 11 รัฐ ได้แก่ นิวยอร์ก แอริโซนา มินนิโซตา โอเรกอน โคโลราโด คอนเนตทิคัต แมสซาชูเซตส์ เนวาดา นิวเจอร์ซีย์ นิวเม็กซิโก และวอชิงตัน ได้ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางในเมืองโอ๊กแลนด์ เพื่อขอให้ระงับการควบรวมกิจการระหว่าง Paramount และ Warner Bros. Discovery มูลค่า 110,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ราว 4 ล้านล้านบาท

โดยหากดีลนี้สำเร็จ จะถือเป็นหนึ่งในการควบรวมกิจการครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการสื่อ และจะทำให้ Paramount กลายเป็นคู่แข่งรายสำคัญของ Netflix และ Disney

ในคำฟ้องระบุว่า การควบรวมกิจการจะทำให้บริษัทใหม่มีอำนาจครอบครองตลาดสื่อขนาดใหญ่ จนสามารถกำหนดราคาภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ได้ ส่งผลให้โรงภาพยนตร์ ผู้ให้บริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก และผู้บริโภคต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น

อัยการของหลายรัฐยังเตือนว่า การแข่งขันที่ลดลงอาจส่งผลให้ค่าจ้างของแรงงานในอุตสาหกรรมบันเทิง เช่น นักแสดง นักเขียนบท ทีมงานถ่ายทำ และบุคลากรเบื้องหลัง อ่อนแอลงตามไปด้วย

หากการควบรวมเกิดขึ้น Paramount จะมีส่วนแบ่งตลาดจัดจำหน่ายภาพยนตร์ในสหรัฐฯ ราว 27% และครองตลาดภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ประมาณ 30% รวมถึงมีอำนาจเหนือช่องเคเบิลทีวีรายใหญ่ เช่น CNN, MTV, HGTV, Cartoon Network และ Nickelodeon

ด้าน Paramount ออกแถลงการณ์ระบุว่า คำฟ้องดังกล่าวตีความกฎหมายการแข่งขันทางการค้าผิด และไม่สะท้อนสภาพการแข่งขันที่แท้จริงของอุตสาหกรรมบันเทิงในปัจจุบัน

โดยบริษัทระบุว่า การควบรวมจะช่วยลดต้นทุนจากโครงสร้างที่ซ้ำซ้อนกว่า 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และทำให้สามารถผลิตภาพยนตร์ได้มากขึ้น โดยตั้งเป้าออกฉายถึง 30 เรื่องต่อปี

อย่างไรก็ตาม รัฐที่ยื่นฟ้องเห็นว่าคำมั่นดังกล่าวไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และแม้จะผลิตภาพยนตร์เพิ่มขึ้น บริษัทก็ยังมีอำนาจปรับขึ้นราคาและลดคุณภาพของบริการได้หลังควบรวม

คดีนี้ยังถูกจับตามองในมิติทางการเมือง เนื่องจากนักวิจารณ์บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ อนุมัติดีลนี้ได้ง่ายขึ้น เพราะแลร์รี เอลลิสันมหาเศรษฐีผู้ร่วมก่อตั้ง Oracle และบิดาของ เดวิด เอลลิสัน ซีอีโอ Paramount มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

ขณะที่อัยการสูงสุดของทั้ง 12 รัฐที่ร่วมยื่นฟ้อง ล้วนสังกัดพรรคเดโมแครต โดยระบุว่าการดำเนินคดีครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องผู้บริโภค ธุรกิจขนาดเล็ก และอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในแต่ละรัฐ

นักวิเคราะห์มองว่า การฟ้องร้องครั้งนี้ถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดของข้อตกลง และอาจทำให้กระบวนการล่าช้าออกไปหลายเดือน

โดยตามเงื่อนไขของข้อตกลง หากการควบรวมไม่แล้วเสร็จก่อนเดือนตุลาคม Paramount จะต้องจ่ายค่าชดเชยให้ผู้ถือหุ้นของ Warner Bros. Discovery ประมาณ 650 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อไตรมาส นอกจากนี้ ความล่าช้ายังอาจส่งผลต่อการจัดหาเงินทุน ราคาหุ้น และอาจทำให้ดีลล่มได้ในที่สุด.

ที่มา : channelnewsasia

เกาหลีเหนือสั่งทุกภาคส่วนเตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักและลมแรงจากอิทธิพลพายุบาหวี่

เกาหลีเหนือสั่งทุกภาคส่วนเตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักและลมแรงจากอิทธิพลพายุบาหวี่

14 ก.ค. 2569 10:01 น.

เกาหลีเหนือสั่งทุกภาคส่วนเตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักและลมแรงจากอิทธิพลพายุบาหวี่

เกาหลีเหนือสั่งทุกภาคส่วนเตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักและลมแรงจากอิทธิพลพายุบาหวี่ แม้อ่อนกำลังเป็นพายุดีเปรสชันแล้ว พร้อมเตือนหลายพื้นที่อาจมีฝนสะสมสูงสุด 200 มิลลิเมตร

วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 หนังสือพิมพ์โรดอง ซินมุน สื่อทางการของเกาหลีเหนือ รายงานว่า ทางการได้สั่งการให้ทุกภาคส่วนเร่งเตรียมมาตรการป้องกันความเสียหายจากฝนตกหนักและลมกระโชกแรง หลังพายุบาหวี่ (Bavi) ส่งอิทธิพลต่อประเทศ แม้จะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันภายหลังขึ้นฝั่งจีนแล้วก็ตาม

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของเกาหลีเหนือได้ออกประกาศเตือนฝนตกหนักและลมแรงไปจนถึงวันพุธ พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงาน พื้นที่ และภาคส่วนต่างๆ เฝ้าระวังและรับมือกับสภาพอากาศอย่างเต็มที่

รายงานระบุว่า จังหวัดพย็องอันเหนือ พื้นที่ตอนใต้ของภาคกลาง และบางพื้นที่ของจังหวัดชากัง ซึ่งมีพรมแดนติดกับจีน คาดว่าจะมีฝนตก 80-120 มิลลิเมตรในวันอังคาร ขณะที่บางพื้นที่ของจังหวัดพย็องอันเหนือ จังหวัดพย็องอันใต้ และพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ อาจมีฝนตกสะสม 150-200 มิลลิเมตร นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าจะเกิดลมแรงความเร็ว 10-15 เมตรต่อวินาที บริเวณชายฝั่งตะวันตกและพื้นที่ตอนในบางแห่ง

ทางการเกาหลีเหนือจึงสั่งทบทวนมาตรการป้องกันภัย ตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม และเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น.

 ที่มา Yonhap 

เตือนภัย! ขบวนการใช้สาวสวยสร้างจากเอไอ ปล่อยข่าวปลอม โจมตีหลายประเทศ ยอดวิวทะลุ 3 ล้านครั้ง

เตือนภัย! ขบวนการใช้สาวสวยสร้างจากเอไอ ปล่อยข่าวปลอม โจมตีหลายประเทศ ยอดวิวทะลุ 3 ล้านครั้ง

14 ก.ค. 2569 09:41 น.

เตือนภัย! ขบวนการใช้สาวสวยสร้างจากเอไอ ปล่อยข่าวปลอม โจมตีหลายประเทศ ยอดวิวทะลุ 3 ล้านครั้ง

สื่อสิงคโปร์เปิดโปงเครือข่ายบัญชี TikTok ใช้ AI สร้างผู้หญิงสวย ปล่อยข้อมูลบิดเบือนเกี่ยวกับสิงคโปร์และมาเลเซีย หวั่นบ่อนทำลายความเชื่อมั่นและสร้างความแตกแยกในสังคม

ผลการสืบสวนของ CNA พบเครือข่ายบัญชี TikTok อย่างน้อย 30 บัญชี ที่เผยแพร่วิดีโอกว่า 550 คลิป โดยเกือบทั้งหมดใช้ ผู้หญิงที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือดัดแปลงภาพบุคคล พร้อมนำเสียงและสคริปต์เดิมมาใช้ซ้ำ เพื่อสร้างภาพลวงว่ามีผู้คนจำนวนมากกำลังพูดถึงประเด็นเดียวกัน

จากการตรวจสอบพบว่า กว่า 98% ของวิดีโอถูกสร้างด้วย AI หรือมีการดัดแปลง และเกือบ 90% มีเนื้อหาที่เป็นข้อมูลเท็จหรือทำให้เข้าใจผิด เกี่ยวกับสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยมียอดรับชมรวมมากกว่า 3 ล้านครั้ง

รายงานระบุว่า คลิปเหล่านี้เผยแพร่ต่อเนื่องตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงมิถุนายน 2569 โดยใช้วิธีนำข้อเท็จจริงมาผสมกับข้อมูลบิดเบือนและเรื่องแต่ง เพื่อให้ผู้ชมหลงเชื่อ

หนึ่งในตัวอย่างที่ถูกกล่าวถึงคือ การอ้างว่ารัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์เดินทางไปขอร้องจีนและอินโดนีเซีย ไม่ให้เปิดเส้นทางเดินเรือใหม่ที่เลี่ยงท่าเรือสิงคโปร์ ทั้งที่เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้น

หลัง CNA ส่งข้อมูลให้ TikTok ตรวจสอบ บัญชีตัวอย่าง 2 บัญชีถูกปิดในเวลาต่อมา โดย TikTok ระบุว่าละเมิดนโยบายเกี่ยวกับพฤติกรรมหลอกลวง ซึ่งรวมถึงปฏิบัติการชี้นำความคิดเห็น การแอบอ้างตัวตน สแปม และรีวิวปลอม

ผู้เชี่ยวชาญจาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (NTU) ระบุว่า จุดประสงค์ของปฏิบัติการลักษณะนี้ ไม่จำเป็นต้องทำให้คนเชื่อข้อมูลทั้งหมด แต่ต้องการให้ข้อมูลเท็จ ถูกเห็นซ้ำ ๆ จนกลายเป็นเรื่องคุ้นเคย และทำให้ผู้คนเริ่มสงสัยหรือไม่ไว้วางใจข้อมูลจากรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังพบว่ามาเลเซียก็เป็นอีกหนึ่งเป้าหมาย โดยคลิปจำนวนหนึ่งกล่าวอ้างว่า การพัฒนาของประเทศล่าช้าเพราะนโยบายที่กีดกันชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน ซึ่งเป็นการนำประเด็นอ่อนไหวทางชาติพันธุ์มาสร้างความแตกแยก

การสืบสวนยังพบว่า บัญชีเหล่านี้ใช้ สคริปต์เดียวกัน เสียงเดียวกัน และใบหน้าผู้หญิง AI ซ้ำกันหลายบัญชี โดยสลับกันโพสต์คลิปในช่วงเวลาใกล้เคียง ทำให้ดูเหมือนเป็นความคิดเห็นจากหลายแหล่ง ทั้งที่อาจมาจากผู้ผลิตเพียงรายเดียว

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ปัจจุบันการพยายามจับผิดว่าใครเป็น AI อาจไม่ใช่วิธีที่ได้ผลอีกต่อไป เพราะเทคโนโลยี Deepfake พัฒนาอย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญคือการสังเกตพฤติกรรมของเครือข่าย เช่น การเผยแพร่ข้อความเดิมซ้ำ ๆ จากหลายบัญชี หรือการนำเสนอข้อมูลที่ไม่มีสำนักข่าวน่าเชื่อถือรายงาน

นักวิชาการแนะนำให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่งก่อนแชร์ทุกครั้ง เพราะในยุค AI ไม่เพียงภาพและเสียงจะปลอมได้ แต่ยังสามารถสร้างผู้ประกาศข่าว ที่ไม่มีตัวตนขึ้นมา เพื่อชี้นำความคิดเห็นของสังคมและแทรกแซงข้อมูลข่าวสารได้อย่างแนบเนียน.

ที่มา :channelnewsasia

นักวิจัยญี่ปุ่นพบอาการ “ลองโควิด” อาจเกิดจากเชื้อโควิด-19 กระตุ้นไวรัสเริมที่แฝงอยู่ในร่างกาย

นักวิจัยญี่ปุ่นพบอาการ "ลองโควิด" อาจเกิดจากเชื้อโควิด-19 กระตุ้นไวรัสเริมที่แฝงอยู่ในร่างกาย

14 ก.ค. 2569 09:09 น.

นักวิจัยญี่ปุ่นพบอาการ “ลองโควิด” อาจเกิดจากเชื้อโควิด-19 กระตุ้นไวรัสเริมที่แฝงอยู่ในร่างกาย

นักวิจัยญี่ปุ่นเผยผลศึกษาพบ อาการลองโควิดอาจเกิดจากเชื้อโควิด-19 กระตุ้นไวรัสเริมที่แฝงอยู่ในร่างกาย ทำให้เกิดโปรตีนที่ส่งผลต่อสมองและนำไปสู่อาการอ่อนเพลีย ซึมเศร้า

 วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์จิเคอิ ของญี่ปุ่น เปิดเผยผลการศึกษาที่พบว่า อาการลองโควิด (Long COVID) เช่น อ่อนเพลียเรื้อรัง ซึมเศร้า และภาวะสมองล้า อาจเกิดจากการที่เชื้อโควิด-19 กระตุ้นให้ไวรัสในตระกูลเริม (Herpes virus) ที่แฝงอยู่ในร่างกายกลับมาทำงานอีกครั้ง

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ผู้ป่วยโควิด-19 ราว 6% ยังคงมีอาการผิดปกติหลังหายป่วย ไม่ว่าจะเป็นอ่อนเพลีย ซึมเศร้า หรือผมร่วง แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถอธิบายสาเหตุที่แน่ชัดได้ โดยนักวิจัยได้วิเคราะห์ตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยกว่า 150 คนที่เข้ารับการรักษาอาการลองโควิด และพบโปรตีนชนิดหนึ่งชื่อ SITH-1 ในผู้ป่วยประมาณ 70% โดยโปรตีนชนิดนี้จะเกิดขึ้นเมื่อไวรัสในตระกูลเริมที่แฝงอยู่ในร่างกายถูกกระตุ้นให้กลับมาทำงาน และเมื่อนักวิจัยเพิ่มระดับโปรตีน SITH-1 ในหนูทดลอง พบว่าหนูมีการทำงานของสมองลดลงจากภาวะสารสื่อประสาทบกพร่อง และมีอาการคล้ายกับผู้ป่วยลองโควิด ได้แก่ อ่อนเพลียและซึมเศร้า

นางนาโอมิ โอกะ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์จิเคอิ ระบุว่า อาการลองโควิดอาจเกิดจากการที่เชื้อโควิด-19 ไปกระตุ้นไวรัสในตระกูลเริมที่หลบซ่อนอยู่ในร่างกาย ส่งผลให้เกิดโปรตีน SITH-1 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมอง ขณะที่ผลการศึกษาครั้งนี้อาจนำไปสู่การพัฒนาวิธีรักษาที่มุ่งแก้ไขต้นเหตุของอาการลองโควิดได้โดยตรงในอนาคต.

ที่มา NHK