ทรัมป์ไฟเขียวข้อตกลงนิวเคลียร์ซาอุดีอาระเบีย เปิดทางเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

ทรัมป์ไฟเขียวข้อตกลงนิวเคลียร์ซาอุดีอาระเบีย เปิดทางเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

22 ก.ค. 2569 16:26 น.

ทรัมป์ไฟเขียวข้อตกลงนิวเคลียร์ซาอุดีอาระเบีย เปิดทางเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

สื่อสหรัฐฯ เผย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อนุมัติข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์กับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งอาจเปิดทางให้ซาอุฯ สามารถเสริมสมรรถนะยูเรเนียมสำหรับโครงการนิวเคลียร์พลเรือนได้เป็นครั้งแรก โดยข้อตกลงมีอายุ 30 ปี และจะเปิดให้บริษัทอเมริกันเข้าร่วมพัฒนาโครงการ ท่ามกลางเสียงเตือนว่าอาจเป็นชนวนเร่งการแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาค

รายงานข่าวจากสำนักข่าวเอพี, เดอะ วอลล์สตรีท เจอร์นัล และเดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ ระบุตรงกันโดยอ้างอิงแหล่งข่าววงในว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้อนุมัติข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์กับ ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งอาจเปิดทางให้ราชอาณาจักรสามารถพัฒนา ศักยภาพในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม เพื่อใช้ในโครงการพลังงานนิวเคลียร์พลเรือนได้ 

แหล่งข่าวซึ่งไม่มีอำนาจเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ อาจประกาศข้อตกลงดังกล่าวอย่างเป็นทางการได้เร็วที่สุดในวันที่ 23 ก.ค.

ข้อตกลงดังกล่าวมีอายุ 30 ปี และคาดว่าจะเปิดโอกาสให้บริษัทสหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาโครงการพลังงานนิวเคลียร์ของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงอาจนำไปสู่การก่อสร้างโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมภายในประเทศ หลังจากมีการศึกษาความเป็นไปได้ร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบีย

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงยังต้องถูกส่งให้รัฐสภาพิจารณาตรวจสอบ ซึ่งคาดว่าจะเผชิญแรงคัดค้านจากสมาชิกสภานิติบัญญัติบางส่วน ที่กังวลว่าการช่วยให้ซาอุดีอาระเบียมีความสามารถในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมตามที่ต้องการมานาน อาจนำไปสู่การแข่งขันด้านนิวเคลียร์และการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาค

แม้ว่าซาอุดีอาระเบียจะเป็นสมาชิกของ ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ซึ่งมีหน้าที่ส่งเสริมการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติและตรวจสอบโครงการนิวเคลียร์ของประเทศสมาชิก แต่แหล่งข่าวระบุว่า ข้อตกลงฉบับนี้ จะไม่รวม “พิธีสารเพิ่มเติม” ของ IAEA ซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบและเฝ้าติดตามโครงการนิวเคลียร์ได้อย่างเข้มงวดมากขึ้น

การเดินหน้าข้อตกลงครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน โดยมีหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการสกัดกั้นไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่อิหร่านยืนยันมาโดยตลอดว่าโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของตนมีวัตถุประสงค์เพื่อสันติเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ทั้งทำเนียบขาวและรัฐบาลซาอุดีอาระเบียยังไม่ได้แสดงความเห็นต่อรายงานดังกล่าว

ที่ผ่านมา ทั้งรัฐบาลของทรัมป์และอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน ต่างพยายามผลักดันข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์กับซาอุดีอาระเบีย เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ให้แก่ราชอาณาจักร

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์เตือนว่า การอนุญาตให้ซาอุดีอาระเบียมีเครื่องปั่นแยกยูเรเนียมภายในประเทศ อาจเป็นก้าวแรกที่นำไปสู่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในอนาคต

ก่อนหน้านี้ มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ผู้นำโดยพฤตินัยของซาอุดีอาระเบีย เคยระบุว่า หากอิหร่านสามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้ ซาอุดีอาระเบียก็อาจต้องพิจารณาเดินหน้าในทิศทางเดียวกัน

แม้การเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพียงอย่างเดียวจะยังไม่เพียงพอสำหรับการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ เพราะยังต้องอาศัยเทคโนโลยีและขั้นตอนอื่นอีกหลายด้าน แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การมีขีดความสามารถดังกล่าวถือเป็นการเปิดประตูสู่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และเป็นประเด็นที่ชาติตะวันตกกังวลมาโดยตลอดในกรณีของอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ คริส ไรต์ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ ได้เดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียเพื่อหารือเกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ของราชอาณาจักร

นอกจากนี้ ซาอุดีอาระเบียยังได้ลงนามในสนธิสัญญาความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศกับ ปากีสถาน ซึ่งเป็นประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ โดยหลังการลงนาม รัฐมนตรีกลาโหมปากีสถานระบุว่า หากจำเป็น โครงการนิวเคลียร์ของปากีสถาน “จะพร้อมสนับสนุนซาอุดีอาระเบีย” ซึ่งถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังอิสราเอลที่เชื่อกันว่าเป็นประเทศเดียวในตะวันออกกลางที่มีอาวุธนิวเคลียร์

สำหรับตัวอย่างของความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ในภูมิภาค สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ลงนามในข้อตกลงที่เรียกว่า “ข้อตกลง 123” (123 Agreement) กับสหรัฐฯ เพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บารากาห์ โดยได้รับความช่วยเหลือจากเกาหลีใต้ แต่ UAE ยอมรับเงื่อนไขที่จะ ไม่ดำเนินการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมภายในประเทศ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญยกย่องว่าเป็น “มาตรฐานทองคำ” ของความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ.

ที่มา Associated Press / The Wall Street Journal

โดรนยูเครนถล่มคลังสินค้า “Wildberries” ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซรัสเซียซ้ำ ระบุเป็นท่อน้ำเลี้ยงทหาร

โดรนยูเครนถล่มคลังสินค้า "Wildberries" ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซรัสเซียซ้ำ ระบุเป็นท่อน้ำเลี้ยงทหาร

22 ก.ค. 2569 15:55 น.

โดรนยูเครนถล่มคลังสินค้า “Wildberries” ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซรัสเซียซ้ำ ระบุเป็นท่อน้ำเลี้ยงทหาร

ยูเครนเปิดปฏิบัติการโดรนโจมตีคลังสินค้าของ “Wildberries” (ไวล์ดเบอร์รีส์) บริษัทค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ที่สุดของรัสเซียเป็นครั้งที่สองในรอบ 4 วัน ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 15 คน และเสียชีวิต 1 คน ขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ระบุเป้าหมายคือศูนย์โลจิสติกส์ที่สนับสนุนกองทัพรัสเซีย

โดรนระยะไกลของยูเครนเปิดฉากโจมตีศูนย์กระจายสินค้าและคลังขนส่งของ “Wildberries” (ไวล์ดเบอร์รีส์) ผู้ให้บริการค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ที่สุดของรัสเซียเป็นครั้งที่สองในรอบสัปดาห์ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้อย่างหนัก มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 15 ราย และสั่งอพยพพนักงานออกจากพื้นที่เป็นการด่วน

ทัตเทียนา คิม ผู้ก่อตั้ง Wildberries เปิดเผยว่า ศูนย์โลจิสติกส์ของบริษัทในเมืองครัสโนดาร์ และเมืองเนวินโนมีสก์ ในแคว้นสตาฟโรปอล ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี เธอกล่าวว่า “ไม่มีคำพูดใดจะอธิบายความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการโจมตีประชาชนผู้บริสุทธิ์ พนักงานของเรา และผู้คนที่เพียงแค่ทำหน้าที่ของตนเอง” พร้อมยืนยันว่าบริษัทจะยังคงดำเนินงานต่อไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน

ผู้ว่าการแคว้นสตาฟโรปอล วลาดิเมียร์ วลาดีมีรอฟ เปิดเผยว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 คน จากการโจมตีคลังสินค้าในเมืองเนวินโนมีสก์ โดยทั้งหมดได้รับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก ขณะที่ผู้ว่าการแคว้นครัสโนดาร์ เวนิอามิน คอนดราตเยฟ ระบุว่า การโจมตีคลังสินค้าในเมืองครัสโนดาร์ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 10 คน ในจำนวนนี้ 3 คนอาการสาหัส

เขาระบุเพิ่มเติมว่า แคว้นครัสโนดาร์เผชิญการโจมตีด้วยโดรนครั้งใหญ่ตลอดคืนที่ผ่านมา โดยเศษซากโดรนยังตกใส่สถานประกอบการในเมืองอาร์มาวีร์ ทำให้พนักงานเสียชีวิต 1 คน อีกทั้งโดรนยังโจมตีคลังเก็บน้ำมันแห่งหนึ่งจนเกิดเพลิงไหม้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องระดมกำลังดับเพลิงกว่า 100 นาย พร้อมใช้เฮลิคอปเตอร์เข้าควบคุมสถานการณ์ นอกจากนี้ เศษซากโดรนยังตกใส่อาคารที่พักอาศัยสูง 2 แห่งในเมืองครัสโนดาร์ และบ้านพักส่วนตัวอีก 2 หลังในหมู่บ้านดินสกายา แม้จะสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

ด้านประธานาธิบดี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวมุ่งเป้าไปยังศูนย์โลจิสติกส์ในแคว้นครัสโนดาร์และสตาฟโรปอล ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดหา ชิ้นส่วนโดรน อุปกรณ์นำร่อง และยุทโธปกรณ์อื่น ๆ ให้แก่กองทัพรัสเซีย

ผู้นำยูเครนยังเปิดเผยว่า กองทัพยูเครนได้โจมตีคลังน้ำมัน รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันและเรือขนส่งสินค้าอีก 4 ลำของ “กองเรือเงา” ของรัสเซียในทะเลดำและทะเลอาซอฟ ซึ่งรัสเซียใช้ลำเลียงน้ำมันเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติ

แม้ทางการยูเครนจะยังไม่ได้แสดงความเห็นอย่างเป็นทางการต่อการโจมตี Wildberries ครั้งล่าสุด แต่ เซอร์ฮี คูซาน ประธานศูนย์ความมั่นคงและความร่วมมือแห่งยูเครน เคยกล่าวว่า เว็บไซต์ของ Wildberries ถูกอาสาสมัครชาวรัสเซียใช้จัดซื้ออุปกรณ์ทางทหารให้กับกองทัพ

เขากล่าวว่า เป้าหมายหลักของการโจมตีคลังสินค้าของ Wildberries คือการตัดขาดเครือข่ายโลจิสติกส์และการลำเลียงสินค้าที่สามารถใช้ได้ทั้งในภาคพลเรือนและการทหาร รวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร ซึ่งถูกส่งต่อไปยังอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของรัสเซีย

นักวิเคราะห์มองว่า การโจมตีบริษัทอีคอมเมิร์ซที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจผู้บริโภคของรัสเซีย สะท้อนให้เห็นว่ายูเครนกำลังขยายยุทธศาสตร์การใช้โดรนพิสัยไกลจากการโจมตีเป้าหมายทางทหาร ไปสู่การกระทบโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลเครมลินให้ยุติสงคราม

Wildberries ก่อตั้งขึ้นในฐานะร้านค้าออนไลน์จำหน่ายเสื้อผ้าจากยุโรป ก่อนขยายธุรกิจเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่ที่สุดของรัสเซีย โดยข้อมูลจากสมาคมผู้ประกอบการค้าทางอินเทอร์เน็ตของรัสเซียระบุว่า ยอดขายออนไลน์ทั่วประเทศในปี 2568 เพิ่มขึ้น 28% แตะ 11.5 ล้านล้านรูเบิล หรือราว 147,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นประมาณ 8.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของรัสเซีย.

ที่มา BBC / Reuters

“เซเลนสกี” ตั้งพลตรีวัย 43 ขึ้นเป็น ผบ.ทสส. ยูเครนคนใหม่ หลัง ปชช.ประท้วงปลดคนเก่า

"เซเลนสกี" ตั้งพลตรีวัย 43 ขึ้นเป็น ผบ.ทสส. ยูเครนคนใหม่ หลัง ปชช.ประท้วงปลดคนเก่า

22 ก.ค. 2569 15:25 น.

“เซเลนสกี” ตั้งพลตรีวัย 43 ขึ้นเป็น ผบ.ทสส. ยูเครนคนใหม่ หลัง ปชช.ประท้วงปลดคนเก่า

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แต่งตั้ง พล.ต.มิไคโล ดราปาตี วัย 43 ปี เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่ของยูเครน แทน พล.อ.โอเล็กซานเดอร์ ซีร์สกี หลังเกิดกระแสประท้วงหลายวันจากการปรับคณะรัฐมนตรีและปลดรัฐมนตรีกลาโหม ถือเป็นการปรับโครงสร้างผู้นำกองทัพครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามกับรัสเซียเริ่มต้นเมื่อปี 2022

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ประกาศแต่งตั้ง พลตรีมิไคโล ดราปาตี วัย 43 ปี ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพยูเครน แทนพลเอกโอเล็กซานเดอร์ ซีร์สกี วัย 60 ปี หลังเกิดกระแสชุมนุมประท้วงหลายวันในกรุงเคียฟและเมืองสำคัญทั่วประเทศ

การเปลี่ยนตัวผู้บัญชาการครั้งนี้นับเป็นการปรับโครงสร้างผู้นำกองทัพครั้งใหญ่ที่สุดของยูเครนนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากรุกรานเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2565 และสะท้อนแรงกดดันทางการเมืองที่รัฐบาลต้องเผชิญ ท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 5

ชนวนเหตุสำคัญของการประท้วงเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังรัฐบาลของเซเลนสกีปรับคณะรัฐมนตรีและปลด มิไคโล เฟโดรอฟ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมวัย 35 ปี ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ผลักดันการปฏิรูปกองทัพและการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการทำสงคราม แม้จะดำรงตำแหน่งได้เพียง 6 เดือน

ผู้ชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลนำเฟโดรอฟกลับมารับตำแหน่งเดิม พร้อมวิจารณ์ว่า พล.อ.ซีร์สกี เป็นตัวแทนของระบบบัญชาการแบบเก่าสไตล์โซเวียต และถูกกล่าวหาว่ามีรูปแบบการสั่งการที่แข็งกร้าว จนนำไปสู่การสูญเสียกำลังพลจำนวนมากโดยไม่จำเป็น

นักวิเคราะห์มองว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนความขัดแย้งภายในผู้นำกองทัพยูเครนที่สะสมมานาน และทำให้เกิดความกังวลว่าความได้เปรียบของยูเครนในสนามรบอาจสะดุดลง

พลตรีดราปาตีได้รับการยกย่องว่าเป็นนายพลยุคใหม่ของกองทัพยูเครน โดยใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตรับราชการอยู่ในแนวรบ และต่อสู้กับกองกำลังรัสเซียต่อเนื่องมานานกว่าทศวรรษ

เขาเริ่มเป็นที่รู้จักในปี 2014 ช่วงต้นของสงครามในภาคตะวันออกของยูเครน เมื่อดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองพัน และนำกำลังยานเกราะบุกเข้าสู่ใจกลางเมืองมาริอูปอลเพื่อช่วยเหลือตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองที่ถูกกองกำลังแบ่งแยกดินแดนฝักใฝ่รัสเซียปิดล้อม

เหตุการณ์ที่สร้างชื่อเสียงให้เขาคือการสั่งให้รถหุ้มเกราะเร่งความเร็วพุ่งข้ามแนวกีดขวางขนาดใหญ่ ซึ่งภาพเหตุการณ์ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางและกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านรัสเซียในช่วงแรกของสงคราม ต่อมา หน่วยของเขาเคยถูกกองกำลังที่ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซียปิดล้อมใกล้ชายแดน แต่เขาเลือกนำกำลังพลกว่า 260 นาย พร้อมยานพาหนะมากกว่า 30 คัน ฝ่าวงล้อมออกมาได้สำเร็จ แทนที่จะยอมวางอาวุธ

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ดราปาตีไต่เต้าขึ้นเป็นผู้บัญชาการหน่วยรบหลายแห่ง ก่อนรับตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลังภาคพื้นดินในปี 2567 และต่อมาคุมกองกำลังร่วมของยูเครน ซึ่งรับผิดชอบปฏิบัติการรบในแนวหน้าทั้งหมด

เขายังมีบทบาทสำคัญในการหยุดยั้งการรุกของรัสเซียบริเวณเมือง ครือวี ริห์ บ้านเกิดของประธานาธิบดีเซเลนสกี รวมถึงผลักดันกองทัพรัสเซียออกจากบางพื้นที่ในแคว้นเคอร์ซอน และสกัดการรุกระลอกใหม่ในแคว้นคาร์คิฟ

แม้จะได้รับการยอมรับในด้านความสามารถ แต่ดราปาตีเคยลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลังภาคพื้นดิน หลังเกิดเหตุโจมตีของรัสเซียต่อศูนย์ฝึกทหาร ส่งผลให้ทหารยูเครนเสียชีวิตจำนวนมาก

เขาแสดงความรับผิดชอบด้วยการยื่นใบลาออก พร้อมยอมรับว่าไม่สามารถทำให้คำสั่งด้านความปลอดภัยได้รับการปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ และยังเปิดเผยว่า ความพยายามปฏิรูปกองทัพของเขาถูกขัดขวางจากเจ้าหน้าที่บางกลุ่มที่ปกป้องกันเองจากการตรวจสอบความรับผิด

ก่อนเข้ารับตำแหน่งล่าสุด ดราปาตียังถูกอดีตรัฐมนตรีกลาโหมเฟโดรอฟเปิดเผยว่า เคยถูก พล.อ.ซีร์สกี ลงโทษทางวินัยถึง 3 ครั้ง เนื่องจากผลักดันการปฏิรูปกองทัพ

เซเลนสกีกล่าวว่า ยูเครนจะเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการโจมตีระยะไกลต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและระบบลำเลียงของรัสเซีย ซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญของรัฐบาลมอสโก

ผู้นำยูเครนย้ำว่า แผนการใช้มาตรการคว่ำบาตรควบคู่กับการโจมตีระยะกลางและระยะไกลจะดำเนินต่อไปอย่างแม่นยำ เพื่อสร้างแรงกดดันให้รัสเซียเข้าสู่โต๊ะเจรจาสันติภาพ

ขณะที่ชะตากรรมของอดีตรัฐมนตรีกลาโหม มีไคโล เฟโดรอฟ ยังไม่แน่นอน แม้เซเลนสกีจะเปิดเผยว่าได้เสนอตำแหน่งใหม่ด้านการกำกับเทคโนโลยีของรัฐให้ แต่เฟโดรอฟยืนยันก่อนหน้านี้ว่า เขาต้องการกลับไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมเท่านั้น

การแต่งตั้งดราปาตีได้รับการต้อนรับจากทั้งเฟโดรอฟและแกนนำผู้ประท้วง ซึ่งมองว่าเป็น “ลมหายใจใหม่” ของกองทัพยูเครน และเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลเริ่มรับฟังเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปกองทัพเพื่อรับมือกับสงครามที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงในเร็ววัน.

ที่มา Reuters / Associated Press

“มัมดานี” ย้ำนิวยอร์กไม่ต้อนรับ “เนทันยาฮู” แม้ไม่มีอำนาจจับกุม จี้รัฐบาลบังคับใช้หมายจับ ICC

"มัมดานี" ย้ำนิวยอร์กไม่ต้อนรับ "เนทันยาฮู" แม้ไม่มีอำนาจจับกุม จี้รัฐบาลบังคับใช้หมายจับ ICC

22 ก.ค. 2569 14:14 น.

“มัมดานี” ย้ำนิวยอร์กไม่ต้อนรับ “เนทันยาฮู” แม้ไม่มีอำนาจจับกุม จี้รัฐบาลบังคับใช้หมายจับ ICC

โซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ย้ำ “เนทันยาฮูไม่เป็นที่ต้อนรับในนครนิวยอร์ก” และยอมรับว่าทางการนครนิวยอร์กไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการดำเนินการตามหมายจับของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ต่อเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล แต่เรียกร้องให้รัฐบาลกลางสหรัฐฯ เร่งดำเนินคดีตามหมายจับ ICC

โซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก กล่าวว่า ทางการนครนิวยอร์กไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการบังคับใช้หมายจับของ ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ต่อนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล แต่เห็นว่ารัฐบาลกลางสหรัฐฯ ควรเป็นผู้ดำเนินการแทน

มัมดานีเผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า ฝ่ายบริหารของนครนิวยอร์กได้ตรวจสอบแนวทางทางกฎหมายทุกช่องทางแล้ว และสรุปว่าเมืองไม่มีอำนาจอิสระในการดำเนินการตามหมายจับดังกล่าว “เป็นที่ชัดเจนว่าเราไม่มีอำนาจทางกฎหมายโดยอิสระในการบังคับใช้หมายจับนี้ แต่รัฐบาลกลางมีอำนาจ และผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าร่วมเป็นภาคีของ ICC และดำเนินการตามหมายจับดังกล่าว”

นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กยังเรียกเนทันยาฮูว่าเป็น “อาชญากรสงคราม” พร้อมย้ำว่า “เบนจามิน เนทันยาฮู ไม่เป็นที่ต้อนรับในนครนิวยอร์ก เช่นเดียวกับอาชญากรสงครามคนอื่น ๆ ที่ยังลอยนวล”

ก่อนหน้านี้ มัมดานีเคยให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ว่า เขาและฝ่ายกฎหมายของเมืองกำลังหารือถึงความเป็นไปได้ในการสั่งให้ตำรวจนครนิวยอร์กจับกุมเนทันยาฮู หากเดินทางมาร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่นครนิวยอร์กในเดือนกันยายนนี้

ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งนายกเทศมนตรีในปีที่ผ่านมา มัมดานีได้ประกาศหลายครั้งว่า หากได้รับเลือก เขาจะพยายามดำเนินการจับกุมเนทันยาฮูตามหมายจับของ ICC ซึ่งกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีอิสราเอลมีส่วนรับผิดชอบต่อการก่ออาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติจากปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซา

อย่างไรก็ตาม หลังจากเข้ารับตำแหน่ง เขายอมรับว่ากฎหมายของสหรัฐฯ ไม่เปิดช่องให้เทศบาลนครนิวยอร์กดำเนินการดังกล่าวได้ด้วยตนเอง

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์เมื่อวันจันทร์ (21 ก.ค.) ระบุว่า เนทันยาฮู “จะไม่ถูกจับกุมไม่ว่าในรูปแบบใดก็ตาม ตราบใดที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา” แม้จะไม่ได้กล่าวถึงมัมดานีโดยตรงก็ตาม

ขณะที่ แดนนี ดานอน เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหประชาชาติ ตอบโต้คำกล่าวของนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กว่า “พอได้แล้ว คุณได้รับเลือกให้รับใช้ชาวนิวยอร์ก ไม่ใช่เผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อของฮามาส จงทำหน้าที่ของคุณ”

ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ออกหมายจับเนทันยาฮูและอดีตรัฐมนตรีกลาโหม โยอาฟ กัลลันต์ เมื่อปี 2024 โดยระบุว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าทั้งสองอาจก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติและอาชญากรรมสงครามจากการทำสงครามในฉนวนกาซา

ICC กล่าวหาว่า ผู้นำอิสราเอลใช้การจำกัดความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็น “วิธีการทำสงครามด้วยการทำให้ประชาชนอดอยาก” และมีการโจมตีพลเรือนโดยเจตนาในการปฏิบัติการทางทหารต่อกลุ่มฮามาส อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอิสราเอลปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยยืนยันว่าปฏิบัติการทางทหารเป็นไปตามสิทธิในการป้องกันประเทศ และเป็นการตอบโต้การโจมตีของกลุ่มฮามาส.

ที่มา Associated Press / WABC-TV New York

แม่ออสเตรเลียคลอด “แฝดแท้หญิง 4” ครั้งแรกของประเทศ โอกาสเกิดเพียง 1 ใน 15 ล้าน

แม่ออสเตรเลียคลอด "แฝดแท้หญิง 4" ครั้งแรกของประเทศ โอกาสเกิดเพียง 1 ใน 15 ล้าน

22 ก.ค. 2569 12:39 น.

แม่ออสเตรเลียคลอด “แฝดแท้หญิง 4” ครั้งแรกของประเทศ โอกาสเกิดเพียง 1 ใน 15 ล้าน

หญิงชาวออสเตรเลียวัย 34 ปี ให้กำเนิดลูกสาวแฝดสี่แท้จากการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากไข่ที่ปฏิสนธิเพียงใบเดียวแบ่งตัวเป็นตัวอ่อน 4 ตัว และใช้รกเดียวกัน แพทย์ระบุเป็นกรณีที่หายากอย่างยิ่ง มีโอกาสเกิดเพียง 1 ใน 15 ล้าน และอาจเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของออสเตรเลีย

โรงพยาบาลรอยัลบริสเบน แอนด์ วีเมนส์ (Royal Brisbane and Women’s Hospital) ในรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย เปิดเผยความสำเร็จทางการแพทย์ หลังนางเจนิทาร์ เซา นาอาโมอานา (Jenitar Sau Na’amoana) วัย 34 ปี ให้กำเนิดลูกสาวแฝดสี่แท้จากการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ ซึ่งแพทย์ระบุว่าเป็นกรณีที่หายากอย่างยิ่ง และอาจไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในออสเตรเลีย

ทารกทั้ง 4 คน ได้แก่ เอมิลี (Emily), แฮร์เรียต (Harriet), แคเธอรีน (Catherine) และ อเล็กซา (Alexa) ลืมตาดูโลกด้วยการผ่าคลอดเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ขณะมีอายุครรภ์ 28 สัปดาห์ 4 วัน โดยทั้งหมดเป็นทารกเพศหญิงที่มีพันธุกรรมเหมือนกัน เนื่องจากเกิดจาก ไข่ที่ปฏิสนธิเพียงใบเดียว ซึ่งแบ่งตัวออกเป็นตัวอ่อน 4 ตัว และใช้ รกเดียวกัน ซึ่งถือเป็นลักษณะที่พบได้ยากยิ่งกว่าการตั้งครรภ์แฝดสี่ทั่วไป

แพทย์หญิงอเล็กซา เบนดอลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ ซึ่งดูแลการตั้งครรภ์ครั้งนี้ เปิดเผยว่า การตั้งครรภ์ลักษณะดังกล่าวมีโอกาสเกิดเพียง 1 ใน 15 ล้านการตั้งครรภ์ และไม่เคยพบรายงานกรณีที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในออสเตรเลียมาก่อน “การเป็นแฝดสี่ที่เกิดจากไข่ใบเดียวพบได้ประมาณ 1 ใน 15 ล้าน แต่การที่ทารกทั้งสี่ใช้รกเดียวกันนั้น แทบไม่เคยพบมาก่อนเลย” 

โดยทั่วไป การตั้งครรภ์แฝดสี่ตามธรรมชาติมีโอกาสเกิดประมาณ 1 ใน 700,000 การตั้งครรภ์ ขณะที่แฝดสี่ส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักเกิดจากการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์

นางนาอาโมอานาและสามี จอร์แธม  มีลูกอยู่แล้ว 4 คน อายุระหว่าง 1-10 ปี และไม่ได้วางแผนจะมีบุตรเพิ่ม จึงรู้สึกประหลาดใจอย่างมากเมื่อทราบว่ากำลังตั้งครรภ์ลูกแฝดสี่

เนื่องจากทารกทั้งสี่ใช้รกเดียวกัน การตั้งครรภ์ครั้งนี้จึงถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ความเสี่ยงสูงมาก เพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ทั้งการคลอดก่อนกำหนด การแท้ง ภาวะทารกเจริญเติบโตผิดปกติ หรือความพิการแต่กำเนิด ทีมแพทย์จึงติดตามอาการของมารดาอย่างใกล้ชิดตั้งแต่อายุครรภ์ 10 สัปดาห์ ก่อนรับตัวเข้าพักรักษาในโรงพยาบาลตั้งแต่ 25 สัปดาห์ เพื่อเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง

แพทย์หญิงเบนดอลล์กล่าวว่า ทีมแพทย์ตั้งเป้าหมายเพียงให้การตั้งครรภ์ดำเนินไปถึง 28 สัปดาห์ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว แต่สุดท้ายมารดาสามารถอุ้มครรภ์ได้ถึง 28 สัปดาห์ 4 วัน ก่อนคลอดอย่างปลอดภัย “การที่เราได้เด็กหญิงสุขภาพแข็งแรงทั้งสี่คน และคุณแม่ปลอดภัย ถือเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง” เธอกล่าว พร้อมระบุว่าแม้มารดาจะเสียเลือดระหว่างผ่าตัดคลอด แต่ก็อยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวลสำหรับการคลอดแฝดสี่ และขณะนี้มีอาการดี

ปัจจุบันทารกทั้ง 4 คนพักรักษาตัวอยู่ใน หออภิบาลทารกแรกเกิดภาวะวิกฤต (NICU) เพื่อให้ร่างกายเติบโตจนถึงช่วงอายุครรภ์ครบกำหนด โดยแพทย์ยืนยันว่าทุกคนมีอาการแข็งแรงและตอบสนองต่อการรักษาเป็นอย่างดี

ครอบครัวได้ตั้งชื่อลูกคนหนึ่งว่า “อเล็กซา” เพื่อเป็นเกียรติแก่แพทย์หญิงอเล็กซา เบนดอลล์ ผู้ดูแลการตั้งครรภ์ตลอดระยะเวลาเกือบ 7 เดือน ซึ่งแพทย์หญิงกล่าวว่ารู้สึกซาบซึ้งและถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางครั้งสำคัญของครอบครัวนี้

หลังการคลอด นางนาอาโมอานา ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นคุณแม่ลูก 8 ได้เปิดระดมทุนผ่านระบบออนไลน์เพื่อจัดซื้อรถตู้ที่มีที่นั่งอย่างน้อย 10 ที่นั่ง รองรับสมาชิกในครอบครัวที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน โดยสามารถระดมเงินบริจาคได้แล้วมากกว่า 37,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย

เธอระบุในข้อความขอรับบริจาคว่า แม้ครอบครัวจะรู้สึกขอบคุณที่ปาฏิหาริย์ทั้งสี่คนถือกำเนิดมาอย่างปลอดภัย แต่การดูแลทารกแรกเกิดพร้อมกันถึง 4 คน เป็นความท้าทายที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน และต้องอาศัยการสนับสนุนจากสังคมในช่วงเวลาสำคัญนี้.

ที่มา Associated Press / Metro North Health

ออสเตรียเปิด “สถานีตำรวจ” แห่งใหม่ ดัดแปลงจากบ้านเกิด “ฮิตเลอร์” หวังสกัดนีโอนาซีแสวงบุญ

ออสเตรียเปิด "สถานีตำรวจ" แห่งใหม่ ดัดแปลงจากบ้านเกิด "ฮิตเลอร์" หวังสกัดนีโอนาซีแสวงบุญ

22 ก.ค. 2569 12:09 น.

ออสเตรียเปิด “สถานีตำรวจ” แห่งใหม่ ดัดแปลงจากบ้านเกิด “ฮิตเลอร์” หวังสกัดนีโอนาซีแสวงบุญ

ทางการออสเตรียเปิดใช้งาน “สถานีตำรวจ” แห่งใหม่อย่างเป็นทางการที่อดีตบ้านเกิดของ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ในเมืองเบราเนา อัม อินน์ หลังทุ่มงบกว่า 20 ล้านยูโรปรับปรุงทัศนียภาพใหม่ทั้งหมด หวังแก้ปัญหาข้อถกเถียงยืดเยื้อ และยับยั้งกลุ่มขวาจัด-นีโอนาซีที่มักเดินทางมาแสวงบุญ

ออสเตรียเตรียมเปิดใช้งานสถานีตำรวจแห่งใหม่อย่างเป็นทางการในวันนี้ (22 ก.ค.)  โดยการดัดแปลงบ้านพักหลังเดิมอันเป็นสถานที่เกิดของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำเผด็จการนาซีเยอรมนี เพื่อยุติข้อถกเถียงอันยาวนานเกี่ยวกับอนาคตของสิ่งปลูกสร้างแห่งนี้ รวมถึงเพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มแนวคิดขวาจัดในยุคปัจจุบันใช้สถานที่ดังกล่าวเป็นจุดนัดพบหรือแสวงบุญ

อาคารเก่าแก่ทรงเสน่ห์ยุคศตวรรษที่ 17 ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองเบราเนา อัม อินน์ (Braunau-am-Inn) ติดพรมแดนเยอรมนี แห่งนี้ คือสถานที่ซึ่งฮิตเลอร์เกิดเมื่อวันที่ 20 เมษายน  1889 โดยโครงการปรับปรุงอาคารมูลค่า 20 ล้านยูโร (ประมาณ 770 ล้านบาท) ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนดเดิมถึง 3 ปี ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยบริษัทสถาปนิก Marte ของออสเตรีย ได้ทำการทาสีทับผนังปูนสีเหลืองเดิมให้กลายเป็นสีขาวสะอาดตาเพื่อลบภาพจำเดิม ขณะที่ด้านหน้าอาคารมีการติดตั้งป้ายสถานีตำรวจอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ดี บริเวณทางเท้าด้านหน้าอาคารยังคงไว้ซึ่ง “หินรำลึก” ที่สลักข้อความเตือนใจว่า “เพื่อสันติภาพ เสรีภาพ และประชาธิปไตย ฟาสซิสต์จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก ศพนับล้านชีวิตคืออุทาหรณ์”

อาคารพื้นที่ขนาด 800 ตารางเมตรแห่งนี้ เคยตกเป็นของตระกูลโพมเมอร์ (Pommer) มาตั้งแต่ปี 1912 และต่อมาในปี 1972 รัฐบาลออสเตรียได้เช่าอาคารเพื่อใช้เป็นศูนย์ช่วยเหลือผู้พิการ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มเหยื่อที่เคยถูกสังหารในยุคจักรวรรดิไรช์ที่สาม 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการเดินทางมาเยือนของกลุ่มนีโอนาซีอย่างต่อเนื่อง “เกอร์ลินเด โพมเมอร์” เจ้าของเดิมคนสุดท้าย ได้คัดค้านการดัดแปลงอาคารและต่อสู้คดีชั้นศาลเพื่อคัดค้านการยึดคืนของรัฐมาโดยตลอด จนกระทั่งในปี 2016 ออสเตรียได้ผ่านกฎหมายเข้าควบคุมอาคาร และในปี 2019 ศาลฎีกาออสเตรียจึงมีคำตัดสินอนุมัติให้รัฐเข้าซื้ออสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวในราคา 810,000 ยูโร

นักประวัติศาสตร์ต่างคัดค้านการทุบทำลายอาคารทิ้ง โดยเตือนว่าออสเตรียต้องเผชิญหน้ากับความจริงในประวัติศาสตร์ ซึ่งออสเตรียเคยถูกเยอรมนีผนวกรวมดินแดนในปี 1938 ส่งผลให้ชาวยิวชาวออสเตรียถูกสังหารไปกว่า 65,000 คน และอีกกว่า 130,000 คนต้องลี้ภัย แต่ในขณะเดียวกัน หากทำเป็นพิพิธภัณฑ์หรืออนุสรณ์สถาน ก็สุ่มเสี่ยงที่จะกลายเป็นจุดดึงดูดกลุ่มขวาจัดอยู่ดี

คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญจึงมีมติแปลงสภาพอาคารให้เป็น “สถานีตำรวจ” โดยรัฐบาลออสเตรียเชื่อมั่นว่า การมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำการอยู่ตลอดเวลาจะช่วย “ฟื้นฟูความเป็นกลาง”  ให้แก่พื้นที่ และแสดงเจตจำนงชัดเจนว่าจะไม่มีการรำลึกถึงลัทธินาซี ณ สถานที่แห่งนี้อีกต่อไป

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การเมืองออสเตรียกำลังเผชิญการเติบโตของฝ่ายขวาจัด โดยพรรคเสรีภาพออสเตรีย (FPÖ) ซึ่งก่อตั้งโดยอดีตสมาชิกนาซี กำลังได้รับความนิยมสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งในประเทศ ด้วยคะแนนสนับสนุนราว 37% จากผลสำรวจของ Europe Elects

ขณะเดียวกัน ฝ่ายคัดค้านมองว่าการเปลี่ยนเป็นสถานีตำรวจไม่อาจลบเลือนประวัติศาสตร์ได้ โดยนายโรเบิร์ต ไอเทอร์ โฆษกคณะกรรมการเมาท์เฮาเซน ออสเตรีย (Mauthausen Committee Austria) ซึ่งเป็นสมาคมของผู้รอดชีวิตจากค่ายกักกันนาซี ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า “มันเป็นเรื่องตลกสิ้นดี มนุษยชาติไม่มีทางลืมหรอกว่าฆาตกรล้างเผ่าพันธุ์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์เกิดที่ไหน และการรีโนเวทครั้งนี้ก็ไม่อาจหยุดยั้งกลุ่มนีโอนาซีแม้แต่คนเดียวจากการเดินทางมาแสวงบุญที่เมืองเบราเนาได้”.

ที่มา AFP 

เกาหลีใต้สั่งจำคุก 1 ปี เจ้าของร้าน “มิชลิน 2 ดาว” หลังนำ “มด” ตกแต่งเมนูขนมหวาน

เกาหลีใต้สั่งจำคุก 1 ปี เจ้าของร้าน "มิชลิน 2 ดาว" หลังนำ "มด" ตกแต่งเมนูขนมหวาน

22 ก.ค. 2569 11:40 น.

เกาหลีใต้สั่งจำคุก 1 ปี เจ้าของร้าน “มิชลิน 2 ดาว” หลังนำ “มด” ตกแต่งเมนูขนมหวาน

อัยการเกาหลีใต้ขอศาลลงโทษจำคุก 1 ปี เจ้าของร้านอาหารระดับมิชลิน 2 ดาวในกรุงโซล ฐานฝ่าฝืนกฎหมายความปลอดภัยอาหาร หลังนำ “มด” ที่นำเข้าจากสหรัฐฯ และไทยมาใช้เป็นส่วนประกอบของเมนูของหวาน แม้กฎหมายเกาหลีใต้จะไม่อนุญาตให้ใช้มดเป็นวัตถุดิบอาหาร โดยคาดว่าตลอด 4 ปี ร้านใช้มดกว่า 49,000 ตัว และทำรายได้จากเมนูดังกล่าวกว่า 120 ล้านวอน

อัยการเกาหลีใต้ยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้ลงโทษจำคุกเป็นเวลา 1 ปีต่อเจ้าของร้านอาหารระดับ มิชลิน 2 ดาว แห่งหนึ่งในกรุงโซล ซึ่งถูกดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายสุขอนามัยอาหาร จากการนำ “มด” มาใช้เป็นเครื่องตกแต่งและส่วนประกอบของเมนูของหวาน แม้ว่ามดจะไม่ได้อยู่ในรายชื่อแมลงที่ได้รับอนุญาตให้บริโภคตามกฎหมายของเกาหลีใต้

ระหว่างการพิจารณาคดีเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ที่ศาลแขวงกรุงโซลฝั่งตะวันตก อัยการยังขอให้ศาลสั่งปรับบริษัทผู้ดำเนินกิจการร้านอาหารเป็นเงิน 20 ล้านวอน (ประมาณ 4.6 แสนบาท) ควบคู่กับโทษจำคุกของเจ้าของร้าน

ตามคำฟ้อง เจ้าของร้านและบริษัทได้นำเข้ามดแห้งจากสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยตั้งแต่ปี 2021 ก่อนนำไปใช้โรยหน้าซอร์เบต์และเมนูของหวานบางรายการในคอร์สอาหารเป็นเวลานานเกือบ 4 ปี

กฎหมายของเกาหลีใต้อนุญาตให้ใช้แมลงเป็นอาหารได้เพียง 10 ชนิด เช่น ตั๊กแตน จิ้งหรีด และแมลงบางสายพันธุ์ แต่ มดไม่อยู่ในบัญชีแมลงที่ได้รับอนุญาต จึงไม่สามารถใช้เป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารได้

อัยการระบุว่า ร้านอาหารแห่งนี้จำหน่ายเมนูซอร์เบต์ที่มีมดเป็นส่วนประกอบมากกว่า 12,200 เสิร์ฟ สร้างรายได้ประมาณ 120 ล้านวอน (ราว 2.73 ล้านบาท) และมีการใช้มดรวมประมาณ 49,000 ตัว ตลอดระยะเวลาที่กระทำความผิด

คดีเริ่มถูกเปิดเผยหลังเจ้าหน้าที่กระทรวงความปลอดภัยอาหารและยาเกาหลีใต้ตรวจพบภาพถ่ายและรีวิวจากลูกค้าที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์ ซึ่งแสดงให้เห็นอาหารที่โรยหน้าด้วยมด ก่อนขยายผลสืบสวนจนพบการนำเข้ามดจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ ผลการตรวจสอบยังพบว่ามดที่ใช้ในร้านมีปริมาณโลหะหนักสูงกว่าระดับที่พบในแมลงรับประทานได้ทั่วไป มากถึง 55 เท่า ทำให้เกิดข้อกังวลด้านความปลอดภัยของผู้บริโภค

ฝ่ายจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงส่วนใหญ่ แต่ยืนยันว่ามดถูกใช้เพียงในเมนูเล็กน้อยของคอร์สอาหารทั้งหมด 15 รายการ โดยใช้เป็นเครื่องโรยหน้าซอร์เบต์เท่านั้น อีกทั้งลูกค้าสามารถเลือกไม่รับมดได้ หากไม่ต้องการ ทางร้านจะเปลี่ยนเป็นน้ำส้มสายชูหมักหรือดอกไม้รับประทานได้แทน

ทนายความของเจ้าของร้านยังโต้แย้งว่า มีลูกค้าเพียงประมาณ 60% ที่เลือกทดลองเมนูที่มีมด ขณะที่อัยการคำนวณจำนวนมดจากสมมติฐานว่าลูกค้าทุกรายรับประทานเมนูดังกล่าว จึงทำให้จำนวนมดที่กล่าวอ้างสูงเกินความเป็นจริง พร้อมยกตัวอย่างว่าร้านอาหารในหลายประเทศ เช่น เดนมาร์ก สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ก็มีการใช้มดเป็นวัตถุดิบประกอบอาหารเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ศาลยังไม่ได้เปิดเผยชื่อร้านอาหารหรือเจ้าของกิจการ โดยปัจจุบันเกาหลีใต้มีร้านอาหารที่ได้รับดาวมิชลินระดับ 2 ดาว ทั้งหมด 10 แห่ง และทั้งหมดตั้งอยู่ในกรุงโซล

ศาลมีกำหนดอ่านคำพิพากษาคดีนี้ในวันที่ 2 กันยายน ขณะที่กฎหมายเกาหลีใต้กำหนดให้การอนุญาตใช้แมลงเป็นอาหารต้องผ่านการประเมินด้านความปลอดภัย ความเป็นพิษ คุณค่าทางโภชนาการ และมาตรฐานการเพาะเลี้ยงและแปรรูปอย่างถูกสุขลักษณะ

แม้ว่ามดจะถือเป็นอาหารหรือวัตถุดิบพื้นถิ่นในหลายประเทศ โดยเฉพาะในเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา เช่น มดแดงและไข่มดแดงที่นิยมรับประทานในไทยและกัมพูชา หรือมดนางพญาในโคลอมเบียที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นอาหารอันโอชะ แต่ภายใต้กฎหมายของเกาหลีใต้ มดยังคงไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารเชิงพาณิชย์ จึงนำไปสู่การดำเนินคดีครั้งนี้.

ที่มา JoongAng Ilbo /hani.co.krBBC

ญี่ปุ่นเตือนคลื่นความร้อน อุณหภูมิแตะ 40 องศาฯ ออกประกาศเฝ้าระวังฮีตสโตรก 42 จังหวัด

ญี่ปุ่นเตือนคลื่นความร้อน อุณหภูมิแตะ 40 องศาฯ ออกประกาศเฝ้าระวังฮีตสโตรก 42 จังหวัด

22 ก.ค. 2569 11:27 น.

ญี่ปุ่นเตือนคลื่นความร้อน อุณหภูมิแตะ 40 องศาฯ ออกประกาศเฝ้าระวังฮีตสโตรก 42 จังหวัด

ญี่ปุ่นเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง อุตุนิยมวิทยาเตือนหลายพื้นที่อุณหภูมิอาจพุ่งแตะ 40 องศาเซลเซียส พร้อมออกประกาศเฝ้าระวังโรคลมแดดใน 42 จาก 47 จังหวัด ขอประชาชนหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง

วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าว NHK รายงานว่า สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นออกประกาศเตือนประชาชนให้ระมัดระวังอันตรายจาก โรคลมแดด หลังหลายพื้นที่ของประเทศเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง และคาดว่าอุณหภูมิจะพุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ในบางพื้นที่ของวันอังคาร

รายงานระบุว่า เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา พื้นที่ตั้งแต่ภูมิภาคโทโฮคุ ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ไปจนถึงภูมิภาคคิวชู ทางตะวันตกเฉียงใต้ เผชิญสภาพอากาศร้อนจัด โดยเฉพาะพื้นที่ตอนในของประเทศ ส่วนเมืองโคชู จังหวัดยามานาชิ วัดอุณหภูมิสูงสุดได้ถึง 39.4 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นหนึ่งในอุณหภูมิสูงที่สุดของวัน

ขณะที่พยากรณ์อากาศระบุว่าหลายพื้นที่จะยังคงร้อนจัดต่อเนื่อง โดยเมืองคุมางายะ จังหวัดไซตามะ อาจมีอุณหภูมิสูงสุดถึง 40 องศาเซลเซียส ส่วนเมืองนาโกยาและเมืองมาเอะบาชิ คาดว่าจะมีอุณหภูมิสูงสุด 39 องศาเซลเซียส ขณะที่เมืองไซตามะและเมืองโคฟุ คาดว่าจะมีอุณหภูมิสูงสุด 38 องศาเซลเซียส

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเฝ้าระวังโรคลมแดดแล้วใน 42 จาก 47 จังหวัด ของประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ภูมิภาคโทโฮคุไปจนถึงจังหวัดโอกินาวา ทางการญี่ปุ่นขอความร่วมมือประชาชนเปิดเครื่องปรับอากาศเมื่อจำเป็น ดื่มน้ำและเกลือแร่ให้เพียงพอ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคลมแดดที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต.

ฮามาสประกาศตั้งผู้นำคนใหม่ หลังหัวหน้าคนก่อนถูกอิสราเอลสังหาร

ฮามาสประกาศตั้งผู้นำคนใหม่ หลังหัวหน้าคนก่อนถูกอิสราเอลสังหาร

22 ก.ค. 2569 10:27 น.

ฮามาสประกาศตั้งผู้นำคนใหม่ หลังหัวหน้าคนก่อนถูกอิสราเอลสังหาร

ฮามาสประกาศแต่งตั้ง คาลิล อัล-ฮัยยา เป็นผู้นำคนใหม่ แทนหัวหน้าที่เสียชีวิตจากปฏิบัติการของอิสราเอลเมื่อปี 2567 ขณะที่สื่ออิสราเอลมองว่า การเลือกผู้นำคนใหม่อาจสะท้อนจุดยืนแข็งกร้าวต่ออิสราเอลต่อไป

วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มฮามาสประกาศแต่งตั้ง นายคาลิล อัล-ฮัยยา เป็นผู้นำคนใหม่ของกลุ่ม แทนผู้นำคนก่อนที่เสียชีวิตจากการโจมตีของกองทัพอิสราเอลเมื่อปี 2567  โดยอัล-ฮัยยาเป็นแกนนำจากฝ่ายการเมืองของกลุ่ม และเคยทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนฮามาสในการเจรจาหยุดยิงกับอิสราเอล

รายงานระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับฮามาสมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา หลังการสู้รบยาวนานกว่า 2 ปี โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนสันติภาพในฉนวนกาซา ซึ่งกำหนดให้ฮามาสปลดอาวุธ และให้อิสราเอลถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่

สื่อของปาเลสไตน์รายงานว่า อัล-ฮัยยาเคยรอดชีวิตจากความพยายามลอบสังหารของอิสราเอลมาแล้วหลายครั้ง ทำให้เขาเป็นหนึ่งในแกนนำระดับสูงที่มีบทบาทสำคัญของฮามาสในช่วงหลายปีที่ผ่านมา 

ขณะที่สื่ออิสราเอลวิเคราะห์ว่า การแต่งตั้งอัล-ฮัยยาอาจเป็นสัญญาณว่า ฮามาสจะยังคงยึดจุดยืนแข็งกร้าวต่ออิสราเอล โดยมองว่าผู้นำคนใหม่เป็นตัวแทนของฝ่ายที่ต้องการเดินหน้าการต่อสู้ด้วยอาวุธ และให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างฮามาสกับอิหร่านอย่างต่อเนื่อง.

ฝรั่งเศสผ่านกม.ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า15 ปีเล่นโซเชียลมีเดีย ห้ามใช้มือถือในรร. นับเป็นประเทศแรกในอียู

ฝรั่งเศสผ่านกม.ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า15 ปีเล่นโซเชียลมีเดีย ห้ามใช้มือถือในรร. นับเป็นประเทศแรกในอียู

22 ก.ค. 2569 09:51 น.

ฝรั่งเศสผ่านกม.ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า15 ปีเล่นโซเชียลมีเดีย ห้ามใช้มือถือในรร. นับเป็นประเทศแรกในอียู

รัฐสภาฝรั่งเศสผ่านกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้โซเชียลมีเดีย พร้อมห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียน ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง หวังเริ่มบังคับใช้ก่อนเปิดภาคเรียนใหม่ นับเป็นประเทศแรกในสหภาพยุโรป

วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐสภาฝรั่งเศสมีมติเห็นชอบร่างกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้งานแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย พร้อมผ่านมาตรการห้ามนักเรียนนำโทรศัพท์มือถือมาใช้ภายในโรงเรียน นับเป็นประเทศแรกในสหภาพยุโรป ที่ผ่านกฎหมายลักษณะนี้ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของสื่อดิจิทัลต่อสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชน

นางอานน์ เลอ เออนาฟฟ์ รัฐมนตรีด้านดิจิทัลของฝรั่งเศส กล่าวว่า ตามกฎหมายฉบับนี้เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จะไม่สามารถเปิดบัญชีผู้ใช้โซเชียลมีเดียใหม่ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน เป็นต้นไป ส่วนบัญชีที่มีอยู่เดิมจะถูกปิดภายในเดือน มกราคม 2570 ซึ่งหากตรวจสอบพบว่าผู้ใช้อายุต่ำกว่า 15 ปี บัญชีนั้นจะถูกปิด พร้อมยืนยันว่าการดำเนินการจะคำนึงถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้ อย่างไรก็ตาม กฎหมายจะไม่ครอบคลุมเว็บไซต์หรือบริการออนไลน์ด้านการศึกษา เช่น สารานุกรมออนไลน์ หรือฐานข้อมูลทางวิชาการและวิทยาศาสตร์

ทางด้านนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ซึ่งผลักดันกฎหมายฉบับนี้ให้เป็นนโยบายสำคัญในวาระที่สองของการดำรงตำแหน่ง กล่าวว่า การผ่านกฎหมายครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ และยืนยันว่าฝรั่งเศสกำลังเป็นผู้นำของยุโรปในการปกป้องเด็กและเยาวชนจากความเสี่ยงบนโลกออนไลน์

นายมาครงระบุว่า ต้องการให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ภายในเดือนกันยายน ก่อนเปิดภาคเรียนใหม่ อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายยังต้องผ่านการพิจารณาของ สภารัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งอาจส่งผลให้การบังคับใช้ล่าช้าออกไป

ก่อนหน้านี้ หน่วยงานด้านสาธารณสุขของฝรั่งเศสเคยเตือนว่า แพลตฟอร์มอย่าง TikTok, Snapchat และ Instagram ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของวัยรุ่น โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง ขณะที่หลายครอบครัวในฝรั่งเศสได้ยื่นฟ้อง TikTok โดยอ้างว่า เนื้อหาบางส่วนบนแพลตฟอร์มมีความเชื่อมโยงกับการฆ่าตัวตายของเยาวชน

แม้พรรค ฟรองซ์ อ็องซูมิส  ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านฝ่ายซ้าย จะคัดค้านกฎหมายนี้ โดยให้เหตุผลว่ายังมีข้อกังขาเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ อาจกระทบต่อการใช้งานอินเทอร์เน็ตโดยไม่เปิดเผยตัวตน และยากต่อการบังคับใช้ แต่กฎหมายได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มคุ้มครองเด็กและผู้ปกครองจำนวนมาก.