สตาร์ทอัพญี่ปุ่นยื่นขออนุมัติ “ยาแก้โรคไตวายเรื้อรัง” ในแมว

สตาร์ทอัพญี่ปุ่นยื่นขออนุมัติ "ยาแก้โรคไตวายเรื้อรัง"  ในแมว

27 เม.ย. 2569 15:21 น.

สตาร์ทอัพญี่ปุ่นยื่นขออนุมัติ “ยาแก้โรคไตวายเรื้อรัง” ในแมว

นักวิจัยญี่ปุ่นยื่นขออนุมัติผลิตและจำหน่ายยารักษาโรคไตวายเรื้อรังในแมวอย่างเป็นทางการ หลังการทดสอบทางคลินิกพบช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้สูงถึง 80% เผยเป็นยาที่พัฒนาจากโปรตีน AIM ซึ่งได้รับเงินบริจาคสนับสนุนจากคนรักแมวทั่วโลกกว่า 300 ล้านเยน

สถาบันวิจัยการแพทย์ AIM (Institute for AIM Medicine) สตาร์ทอัพด้านเวชภัณฑ์ในกรุงโตเกียว ได้ยื่นคำร้องต่อกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่น เพื่อขออนุมัติการผลิตและจำหน่ายยาตัวใหม่สำหรับรักษาโรคไตวายเรื้อรังในแมว ซึ่งเป็นโรคยอดฮิตที่คร่าชีวิตแมวทั่วโลกและยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด

ยาตัวนี้ถูกพัฒนาโดยใช้โปรตีนที่ชื่อว่า AIM (Apoptosis Inhibitor of Macrophage) ซึ่งถูกค้นพบในเลือดของมนุษย์ โดย ดร.โทรุ มิยาซากิ อดีตศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยโตเกียวและผู้อำนวยการสถาบันฯ เป็นผู้ค้นคว้าวิจัยมาอย่างยาวนาน

จากการทดสอบทางคลินิกในโรงพยาบาลสัตว์ทั่วประเทศญี่ปุ่นกับแมวที่มีอาการป่วยในระดับหนึ่ง พบผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง โดยแมวกลุ่มที่ได้รับยาตัวนี้สามารถรักษาค่าการทำงานของไตไว้ได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับยา และที่สำคัญคือ “อัตราการรอดชีวิต” ในช่วง 6 เดือนถึง 1 ปี เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยกลุ่มที่ได้รับยามีอัตราการรอดชีวิตสูงถึง 80-83% ขณะที่กลุ่มที่ไม่ได้รับยามีอัตราการรอดชีวิตเพียง 20% เท่านั้น

โครงการวิจัยของ ดร.มิยาซากิ เคยเกือบจะต้องยุติลงเมื่อ 5 ปีก่อน เนื่องจากขาดแคลนทุนวิจัยในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่หลังจากเรื่องราวนี้ถูกเผยแพร่ออกไปผ่านสื่อต่างๆ บรรดาคนรักแมวทั่วโลกได้ร่วมกันบริจาคเงินสนับสนุนรวมกว่า 300 ล้านเยน (ประมาณ 61 ล้านบาท) ในช่วงปี 2021-2022 จนทำให้การวิจัยดำเนินต่อได้สำเร็จ

ข้อมูลจากศูนย์สุขภาพแมวคอร์เนล (Cornell Feline Health Center) ระบุว่า โรคไตวายเรื้อรังเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ของแมวสูงวัย โดยพบว่าแมวอายุมากกว่า 10 ปี มีโอกาสเป็นโรคนี้ถึง 40% ส่วนแมวอายุมากกว่า 15 ปี มีโอกาสเป็นโรคนี้สูงถึง 80%

ดร.มิยาซากิ กล่าวทิ้งท้ายว่า “แมวส่วนใหญ่ต้องทนทุกข์จากโรคไต และหลายตัวต้องตายจากสภาวะไตวายระยะสุดท้ายหรือภาวะปัสสาวะเป็นพิษ เราพัฒนาสิ่งนี้ด้วยเป้าหมายที่จะเอาชนะอุปสรรคดังกล่าว และช่วยลดภาระทั้งทางกาย ทางใจ และทางด้านการเงินให้แก่ทั้งน้องแมวและเจ้าของ”

หากได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลญี่ปุ่น ยาตัวนี้จะเป็นก้าวสำคัญของวงการสัตวแพทย์ทั่วโลกในการยืดอายุขัยและคุณภาพชีวิตของแมวที่ป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังให้ดียิ่งขึ้น.

ที่มา NHK / AFP

วัยรุ่นฝรั่งเศสส่อคุกสิงคโปร์ หลังอุตริ “เลียหลอด” ตู้ขายน้ำส้มแล้วเก็บที่เดิม

วัยรุ่นฝรั่งเศสส่อคุกสิงคโปร์ หลังอุตริ "เลียหลอด" ตู้ขายน้ำส้มแล้วเก็บที่เดิม

27 เม.ย. 2569 14:38 น.

วัยรุ่นฝรั่งเศสส่อคุกสิงคโปร์ หลังอุตริ “เลียหลอด” ตู้ขายน้ำส้มแล้วเก็บที่เดิม

วัยรุ่นฝรั่งเศสวัย 18 ปี ถูกตั้งข้อหาในสิงคโปร์ หลังถ่ายคลิปเลียหลอดจากตู้กดน้ำส้มแล้วนำกลับไปใส่ที่เดิม ก่อนเผยแพร่ลงโซเชียล สร้างกระแสวิจารณ์รุนแรง และอาจเผชิญโทษจำคุกพร้อมค่าปรับ

นักศึกษาชาวฝรั่งเศสถูกตั้งข้อหาหนักในสิงคโปร์ ทั้งก่อความวุ่นวายและสร้างความเดือดร้อนรำคาญ หลังถ่ายคลิปเลียหลอดในตู้กดน้ำส้มคั้นสดแล้วนำกลับไปวางในที่กดหลอดตามเดิม ด้านบริษัทเจ้าของตู้ต้องสั่งเปลี่ยนหลอดใหม่ยกแผง 500 อันเพื่อความปลอดภัย

กลายเป็นประเด็นฉาวในโลกออนไลน์ของสิงคโปร์ เมื่อนายดีดิเยร์ กัสปาร์ โอเวน แม็กซิมิเลียน (Didier Gaspard Owen Maximilien) วัย 18 ปี นักศึกษาชาวฝรั่งเศส ถูกนำตัวขึ้นศาลและตั้งข้อหาฐานก่อเหตุไม่สมควรและสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่สาธารณชน จากพฤติกรรมที่ไม่สุขลักษณะภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้าโกลด์ฮิลล์ ถนนทอมสัน โดยนายแม็กซิมิเลียนถูกกล่าวหาว่าได้นำหลอดออกมาจากที่จ่ายหลอดของตู้ขายน้ำส้มคั้นสดอัตโนมัติยี่ห้อ iJooz จากนั้นได้เลียหลอดแล้วนำกลับไปเสียบไว้ที่เดิม ก่อนจะโพสต์คลิปวิดีโอการกระทำดังกล่าวลงในสตอรีของอินสตาแกรมของตนเอง พร้อมคำบรรยายว่า “เมืองนี้ไม่ปลอดภัย” (city is not safe)

คลิปดังกล่าวถูกนำไปแชร์ต่ออย่างกว้างขวางในเพจชุมชนและสื่อท้องถิ่น ซึ่งสร้างความโกรธแค้นและรังเกียจให้กับชาวสิงคโปร์เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

ทางบริษัท iJooz เจ้าของตู้ขายน้ำส้มอัตโนมัติเปิดเผยกับสำนักข่าวแชนแนลนิวส์เอเชีย (CNA) ว่า ทันทีที่ทราบเรื่องบริษัทได้ดำเนินการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสั่งเปลี่ยนหลอดใหม่ทั้งหมด 500 อันในเครื่องดังกล่าวทันที พร้อมทั้งทำความสะอาดฆ่าเชื้อและตรวจสอบเครื่องอย่างละเอียดเพื่อความมั่นใจของผู้บริโภค

ขณะนี้นายแม็กซิมิเลียนซึ่งเป็นนักศึกษาของสถาบันบริหารธุรกิจชื่อดัง ESSEC Business School วิทยาเขตสิงคโปร์ กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินคดี โดยสถานศึกษาได้เริ่มการสอบสวนวินัยภายในแล้ว ขณะที่พ่อแม่ของเขาได้เดินทางจากฝรั่งเศสมายังสิงคโปร์เพื่อดูแลลูกชาย โดยมีตัวแทนจากโรงเรียนเป็นผู้ประกันตัวให้

หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง เขาอาจต้องเผชิญกับบทลงโทษในข้อหาทำความผิดอันเกิดจากความคึกคะนอง ที่มีโทษจำคุก 2 ปี หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ และข้อหาก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่สาธารณชน ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 3 เดือน หรือปรับสูงสุด 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 50,800 บาท) หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยศาลสิงคโปร์มีกำหนดนัดพิจารณาคดีนี้อีกครั้งในวันที่ 22 พฤษภาคมที่จะถึงนี้.

ที่มา CNA / BBC

บังกลาเทศสังเวย “ฟ้าผ่า” ดับพุ่ง 14 ศพ เหตุพายุถล่มไล่หลังคลื่นความร้อน

บังกลาเทศสังเวย "ฟ้าผ่า" ดับพุ่ง 14 ศพ เหตุพายุถล่มไล่หลังคลื่นความร้อน

27 เม.ย. 2569 13:22 น.

บังกลาเทศสังเวย “ฟ้าผ่า” ดับพุ่ง 14 ศพ เหตุพายุถล่มไล่หลังคลื่นความร้อน

บังกลาเทศเผชิญพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงหลังคลื่นความร้อนยาวนาน ส่งผลให้เกิดฟ้าผ่าคร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 14 รายใน 7 เขต ขณะที่ทางการเตือนฝนยังตกต่อเนื่องและเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน

เกิดเหตุฟ้าผ่าคร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 14 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายคน ในหลายพื้นที่ของประเทศบังกลาเทศ หลังพายุฝนฟ้าคะนองพัดถล่มต่อเนื่องภายหลังคลื่นความร้อนที่ยาวนานกว่าหนึ่งสัปดาห์

รายงานระบุว่า มีผู้เสียชีวิตในอย่างน้อย 7 เขต ได้แก่ ไกบันดา โบกูรา นาโตเร ปันชาการห์ ทากูร์กาวน์ จามาลปูร์ และสิราจกานจ์ โดยเฉพาะเขตไกบันดามีผู้เสียชีวิตถึง 5 ราย รวมถึงเด็ก 2 คน

เหตุฟ้าผ่าเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น ในเขตจามาลปูร์และสิราจกานจ์ มีชาวนาถูกฟ้าผ่าขณะทำงานในไร่นา ขณะที่บางรายเสียชีวิตระหว่างเดินทางกลับบ้านหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง

กรมอุตุนิยมวิทยาบังกลาเทศระบุว่า ฝนที่ตกลงมาช่วยบรรเทาคลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมถึง 24 เขตก่อนหน้านี้ โดยอุณหภูมิสูงสุดเคยแตะระดับ 35–40 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตาม คาดว่าฝนจะยังคงตกต่อเนื่องในอีกหลายวัน และอาจเกิดพายุฝนฟ้าคะนองเพิ่มเติม

แม้ฝนจะช่วยคลายความร้อน แต่พายุลูกเห็บในบางพื้นที่กลับสร้างความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าวที่กำลังเก็บเกี่ยว ทำให้เกษตรกรได้รับความเสียหาย

ขณะเดียวกัน ศูนย์พยากรณ์และเตือนภัยน้ำท่วมของประเทศได้ออกคำเตือนน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ลุ่มน้ำทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยระดับน้ำในแม่น้ำสายสำคัญมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในช่วง 3 วันข้างหน้า

องค์กรรณรงค์ด้านความปลอดภัยจากพายุฟ้าคะนองเปิดเผยว่า ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากฟ้าผ่าในบังกลาเทศเฉลี่ยราว 300 คน โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อนและต้นฤดูฝน

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สาเหตุสำคัญของการสูญเสียจำนวนมากมาจากการขาดความตระหนักด้านความปลอดภัย โดยแนะนำให้เกษตรกรหลีกเลี่ยงการทำงานกลางแจ้งในช่วงพายุ และสวมอุปกรณ์ป้องกัน เช่น รองเท้าบูทยาง เพื่อลดความเสี่ยงจากฟ้าผ่า สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศสุดขั้ว ซึ่งยังคงส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในบังกลาเทศอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา Anadolu / The Daily Star 

ทรัมป์ชี้ผู้ต้องสงสัยบุกงานเลี้ยงสื่อ “มีปัญหาทางจิต” ครอบครัวเคยแจ้งเตือนทางการ

ทรัมป์ชี้ผู้ต้องสงสัยบุกงานเลี้ยงสื่อ "มีปัญหาทางจิต" ครอบครัวเคยแจ้งเตือนทางการ

27 เม.ย. 2569 12:38 น.

ทรัมป์ชี้ผู้ต้องสงสัยบุกงานเลี้ยงสื่อ “มีปัญหาทางจิต” ครอบครัวเคยแจ้งเตือนทางการ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุพยายามใช้อาวุธบุกโจมตีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลภายในงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาวที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. คือ “ชายที่มีอาการป่วยทางจิต” และเคยถูกครอบครัวแจ้งเตือนต่อหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายมาก่อน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 20:35 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันเสาร์ (25 เม.ย.) ระหว่างงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว (WHCA) ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าร่วมจำนวนมาก อาทิ รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์, โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีสาธารณสุข และคาโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว

คนร้ายได้ยิงปืนลูกซองใส่เจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาประธานาธิบดี บริเวณจุดตรวจความปลอดภัย แต่โชคดีที่กระสุนติดเสื้อกันกระสุนทำให้เจ้าหน้าที่ไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนที่คนร้ายจะถูกชาร์จตัวไว้ได้ ทรัมป์และคณะถูกพาตัวไปยังพื้นที่ปลอดภัยทันที 

ทรัมป์กล่าวในการสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ว่า ผู้ต้องสงสัยซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าชื่อนาย “โคล โทมัส อัลเลน” อายุ 31 ปี จากเมืองทอร์แรนซ์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้โพสต์สิ่งที่ทรัมป์อธิบายว่าเป็นแถลงการณ์ “ต่อต้านศาสนาคริสต์” 

ทรัมป์กล่าวกับรายการ “60 Minutes” ของสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส หนึ่งวันหลังจากการยิงที่โรงแรมแห่งหนึ่งในวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อคืนวันเสาร์ว่า “เขาเคยเป็นคริสเตียน เป็นผู้ศรัทธา แล้วเขาก็กลายเป็นผู้ต่อต้านศาสนาคริสต์ และเขาก็เปลี่ยนไปมาก”  “เขาน่าจะเป็นคนป่วยทางจิต”

ประธานาธิบดีทรัมป์ ยังกล่าวว่าเขา “ไม่รู้สึกกังวล” ขณะที่เขาถูกอพยพออกจากงานเลี้ยงอาหารค่ำผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว หลังจากที่มือปืนพยายามบุกเข้าไปในห้องจัดเลี้ยง “ผมไม่กังวล ผมเข้าใจชีวิต เราอยู่ในโลกที่บ้าคลั่ง” 

ในแถลงการณ์ นายอัลเลนเรียกตัวเองว่า “มือสังหารรัฐบาลกลางที่เป็นมิตร” และกล่าวว่าเขาวางแผนที่จะโจมตีเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์ โดยเรียงลำดับจากระดับสูงสุดไปจนถึงระดับต่ำสุด แต่ไม่รวมถึงนายคาช พาเทล ผู้อำนวยการ FBI  นายอัลเลนยังอ้างถึงหลักศาสนศาสตร์ของศาสนาคริสต์ โดยกล่าวว่าเขากำลังพยายามปกป้องผู้ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาล “การหันแก้มอีกข้างให้เมื่อ *คนอื่น* ถูกกดขี่ไม่ใช่พฤติกรรมของชาวคริสต์ แต่มันคือการสมรู้ร่วมคิดในอาชญากรรมของผู้กดขี่” 

ทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ระบุว่า ประธานาธิบดีและคณะรัฐมนตรี “ยืนหยัดอย่างไม่หวาดหวั่น” หลังรอดพ้นจากความพยายามลอบสังหาร ขณะที่ “เจียง เว่ยเจีย” ประธานสมาคมผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาว ซึ่งนั่งติดกับทรัมป์ในงานเลี้ยงดังกล่าว ระบุว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ “น่าหวาดผวา” และขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่ช่วยปกป้องแขกหลายพันคนในงาน

ในแถลงการณ์ของคนร้ายยังได้เยาะเย้ยความหละหลวมของโรงแรม โดยระบุว่าเขาสามารถเดินถืออาวุธหลายชนิดเข้ามาได้โดยไม่มีใครสงสัย ขณะที่ผลการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า อัลเลนเดินทางด้วยรถไฟ Amtrak จากนครลอสแอนเจลิสมายังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งการเดินทางด้วยรถไฟในสหรัฐฯ ไม่ต้องผ่านเครื่องตรวจจับโลหะแบบสนามบิน

เจ้าหน้าที่กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยิงปะทะกับผู้ต้องสงสัยและสกัดกั้นเขาได้ และ “เชื่อว่า” ผู้ต้องสงสัยได้ยิงปืน อย่างไรก็ตาม ผู้ก่อเหตุไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกาย ตำรวจกล่าวว่าเขามีปืนสองกระบอก รวมถึงมีดหลายเล่ม

เหตุการณ์นี้ทำให้ทรัมป์ใช้โอกาสนี้โปรโมทโครงการก่อสร้าง “ห้องจัดเลี้ยงลับสุดยอดทางทหาร” ภายในทำเนียบขาว โดยระบุบนทรูธโซเชียลว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นหากจัดในสถานที่ดังกล่าว

นายทอดด์ แบลนซ์ รักษาการอัยการสูงสุด เปิดเผยว่าอัลเลนจะถูกฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางในข้อหาทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐ, ยิงอาวุธปืน และพยายามฆ่าเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเจ้าหน้าที่จะสืบสวนต่อไปว่ามีความเชื่อมโยงกับต่างชาติ (อิหร่าน) หรือไม่อย่างไร

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวย้ำเตือนถึงกระแสความรุนแรงทางการเมืองในสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปีที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงประณามจากผู้นำทั่วโลก ขณะที่ทำเนียบขาวยืนยันว่ากำหนดการเสด็จเยือนสหรัฐฯ ของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักรในวันจันทร์นี้จะยังคงดำเนินต่อไปตามเดิม.

ที่มา  BBC / Reuters

ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่ง หลังอิหร่านย้ำไม่เปิดฮอร์มุซ ซัดสหรัฐบ่อนทำลายความเชื่อมั่น ทำการเจรจาสะดุด

ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่ง หลังอิหร่านย้ำไม่เปิดฮอร์มุซ ซัดสหรัฐบ่อนทำลายความเชื่อมั่น ทำการเจรจาสะดุด

27 เม.ย. 2569 12:22 น.

ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่ง หลังอิหร่านย้ำไม่เปิดฮอร์มุซ ซัดสหรัฐบ่อนทำลายความเชื่อมั่น ทำการเจรจาสะดุด

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกพุ่งขึ้นอีก หลังอิหร่านย้ำไม่เปิดฮอร์มุซกลับมาตามปกติ ซัดสหรัฐฯ เป็นฝ่ายบ่อนทำลายความเชื่อมั่น ทำให้การเจรจาสะดุด

วันที่ 27 เมษายน 2569 ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นในการซื้อขายวันอาทิตย์ ที่ผ่านมา หลังอิหร่านย้ำชัดว่าจะไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม พร้อมกล่าวหาสหรัฐว่าบ่อนทำลายความเชื่อมั่น และทำให้การเจรจายุติสงครามยิ่งซับซ้อน

รายงานข่าวระบุว่า น้ำมันดิบเบรนต์ ซึ่งเป็นราคามาตรฐานตลาดโลก ปรับขึ้น 2.14% อยู่ที่ 107.58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบสหรัฐเพิ่มขึ้น 2.08% อยู่ที่ 96.36 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนความกังวลด้านอุปทานพลังงาน

ข้อมูลจากสหรัฐยังระบุว่า ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยอยู่ที่ 4.10 ดอลลาร์ต่อแกลลอน แม้ลดลงจากจุดสูงสุดก่อนหน้า แต่ยังเพิ่มขึ้นราว 27% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น สะท้อนแรงกดดันด้านพลังงานที่ยังคงอยู่ในตลาดโลก

ด้านนายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน เปิดเผยภายหลังหารือกับนายเชห์บาศ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ว่าการดำเนินการของสหรัฐกำลังบ่อนทำลายความไว้วางใจ และเป็นอุปสรรคต่อเส้นทางการเจรจา ขณะเดียวกันอิหร่านยังยืนยันว่าจะไม่เข้าร่วมการเจรจาที่อยู่ภายใต้แรงกดดัน พร้อมระบุว่าการยกเลิกมาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐต่อท่าเรืออิหร่านเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนจะมีข้อตกลงใดๆ

ด้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ตัดสินใจยกเลิกแผนส่งคณะผู้แทนไปยังกรุงอิสลามาบัดในนาทีสุดท้าย หลังอิหร่านปฏิเสธการเจรจาโดยตรง พร้อมระบุว่าความขัดแย้งภายในของผู้นำอิหร่านเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การเจรจาไม่คืบหน้า.

ย้อนเหตุขู่ฆ่า-ลอบสังหารทรัมป์ในช่วง 2016-2026

ย้อนเหตุขู่ฆ่า-ลอบสังหารทรัมป์ในช่วง 2016-2026

27 เม.ย. 2569 12:01 น.

ย้อนเหตุขู่ฆ่า-ลอบสังหารทรัมป์ในช่วง 2016-2026

เหตุยิงปืนกลางงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว สร้างความตื่นตระหนกอีกครั้ง ท่ามกลางคำถามด้านความปลอดภัย และตอกย้ำความเสี่ยงในการลอบสังหารทรัมป์ ที่เกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงกว่าทศวรรษ

เหตุการณ์ล่าสุด: ยิงปืนกลางงานใหญ่ ผู้นำสหรัฐฯ ถูกอพยพฉุกเฉิน

เสียงปืนดังขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 20.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ภายในโรงแรมวอชิงตัน ฮิลตัน ระหว่างงานเลี้ยงของสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว ซึ่งทรัมป์มีกำหนดขึ้นกล่าวสุนทรพจน์

ในงานมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมจำนวนมาก ทั้งรองประธานาธิบดี สมาชิกคณะรัฐมนตรี และสมาชิกสภาคองเกรส โดยหน่วยสืบราชการลับ ต้องเร่งอพยพทรัมป์ออกจากพื้นที่ทันที

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันชัดเจนว่า ทรัมป์เป็นเป้าหมายโดยตรง ของเหตุยิงครั้งนี้หรือไม่ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ที่มีความพยายามลอบสังหารโดนัลด์ ทรัมป์

2 เหตุลอบสังหารใหญ่ ปี 2024 ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

  • เพนซิลเวเนีย: ถูกยิงเฉียดหู

เหตุเกิดที่เมืองบัตเลอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อชายวัย 20 ปี ใช้อาวุธปืนไรเฟิลแบบ AR ยิงใส่เวทีปราศรัย

กระสุนเฉียดใบหูขวาของทรัมป์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ก่อนมือปืนถูกหน่วยสไนเปอร์ยิงวิสามัญ

รายงานวุฒิสภาสหรัฐฯ ระบุว่า ความผิดพลาดด้านการวางแผน การสื่อสาร และการบริหารของหน่วยสืบราชการลับ เป็นปัจจัยสำคัญ

  • ฟลอริดา: มือปืนบุกสนามกอล์ฟ

อีกเหตุเกิดที่สนามกอล์ฟ Trump International Golf Club ในเวสต์ปาล์มบีช เมื่อชายคนหนึ่งถูกพบพร้อมปืนไรเฟิล

เจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับยิงสกัด ก่อนผู้ต้องสงสัยหลบหนีและถูกจับกุมในเวลาต่อมา และถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

นอกจากนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังเคยถูกขู่ฆ่าและพยายามลอบสังหารมาแล้วหลายครั้ง ดังนี้

• ปี 2016 ชายชาวอังกฤษพยายามแย่งปืนตำรวจในงานหาเสียงที่ลาสเวกัส โดยยอมรับว่าตั้งใจจะยิงทรัมป์

• ปี 2017 ชายคนหนึ่งขโมยรถโฟล์กลิฟต์ในรัฐนอร์ทดาโคตา หวังพุ่งชนขบวนรถประธานาธิบดี

• ปี 2020 มีการส่งจดหมายผสมสารพิษริซินไปยังทรัมป์ ซึ่งเป็นสารอันตรายถึงชีวิต

• ปี 2024เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จับกุมชายชาวปากีสถาน ที่เกี่ยวข้องกับแผนจ้างวานสังหาร โดยมีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ต่อมา ยังมีชาวอิหร่านอีกคนถูกตั้งข้อหา หลังรับคำสั่งให้สังหารพลเมืองสหรัฐฯ และมีชื่อทรัมป์เป็นหนึ่งในเป้าหมาย

• ปี 2026 หน่วยสืบราชการลับ ยิงสกัดชายวัย 21 ปี ที่พกปืนลูกซองและถังแก๊ส บุกเข้าใกล้รีสอร์ต มาร์ อะลาโก ขณะทรัมป์ไม่ได้อยู่ในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม แม้ทรัมป์จะเผชิญเหตุการณ์ลอบสังหารและภัยคุกคามหลายครั้ง แต่ทรัมป์ยืนยันว่า จะไม่ลดบทบาทการปรากฏตัวในที่สาธารณะ และจะไม่ยกเลิกทุกอย่างเพราะความกลัว.

ที่มา : AxiosUSAtoday

งบกลาโหมโลกพุ่งแตะ 2.9 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2025 สูงสุดเป็นประวัติการณ์

งบกลาโหมโลกพุ่งแตะ 2.9 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2025 สูงสุดเป็นประวัติการณ์

27 เม.ย. 2569 11:35 น.

งบกลาโหมโลกพุ่งแตะ 2.9 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2025 สูงสุดเป็นประวัติการณ์

สถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์ม (SIPRI) เผยงบประมาณด้านกลาโหมทั่วโลกปี 2025 พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันเป็นปีที่ 11 แตะระดับเกือบ 2.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 93.8 ล้านล้านบาท โดยสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย ครองสัดส่วนเกินครึ่งของโลก ขณะที่ยุโรปเร่งสะสมอาวุธรับมือสงครามยูเครนและการลดบทบาทของสหรัฐฯ

สถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์ม หรือ SIPRI เปิดเผยว่า การใช้จ่ายทางทหารทั่วโลกในปี 2025 เพิ่มขึ้นแตะเกือบ 2.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 93.8 ล้านล้านบาท นับเป็นการเติบโตต่อเนื่องปีที่ 11 ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่มั่นคงและการเร่งเสริมศักยภาพด้านกลาโหมของหลายประเทศ

รายงานระบุว่า 3 ประเทศที่ใช้งบประมาณทางทหารสูงสุด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย ใช้งบรวมกันถึง 1.48 ล้านล้านดอลลาร์ ราว 47.87 ล้านล้านบาท คิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของการใช้จ่ายทั่วโลก

แม้สหรัฐ ซึ่งเป็นผู้ใช้จ่ายรายใหญ่ที่สุดของโลก จะลดงบลง 7.5% เหลือ 954,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 เนื่องจากไม่มีการอนุมัติความช่วยเหลือทางทหารใหม่แก่ยูเครน แต่การลดลงดังกล่าวถูกชดเชยด้วยการเพิ่มงบในยุโรปและเอเชีย

นักวิจัยระบุว่า ภาระทางทหารของโลก หรือสัดส่วนการใช้จ่ายด้านกลาโหมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2009 สะท้อนภาพรวมของโลกที่มีความรู้สึกไม่ปลอดภัยมากขึ้น

ยุโรปเป็นภูมิภาคที่ขับเคลื่อนการเพิ่มขึ้นของงบกลาโหม โดยรวมถึงรัสเซียและยูเครน ซึ่งมีการใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น 14% แตะ 864,000 ล้านดอลลาร์ จากปัจจัยสงครามในยูเครนและบทบาทของสหรัฐที่ลดลงในภูมิภาค โดยเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศใช้จ่ายอันดับ 4 ของโลก เพิ่มงบ 24% เป็น 114,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่สเปนเพิ่มขึ้นถึง 50% เป็น 40,200 ล้านดอลลาร์ และมีสัดส่วนเกิน 2% ของจีดีพี เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี

ในส่วนของสงครามยูเครน ทั้งรัสเซียและยูเครนต่างเพิ่มงบกลาโหม โดยรัสเซียใช้งบ 190,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 7.5% ของจีดีพี ขณะที่ยูเครนเพิ่มขึ้น 20% เป็น 84,100 ล้านดอลลาร์ หรือสูงถึง 40% ของจีดีพี

ด้านตะวันออกกลาง แม้ยังคงมีความตึงเครียด แต่การใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย 0.1% เป็น 218,000 ล้านดอลลาร์ โดยอิสราเอลและอิหร่านกลับลดงบลงเล็กน้อยจากปัจจัยเฉพาะของแต่ละประเทศ

ขณะที่เอเชียและโอเชียเนียมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 8.5% แตะ 681,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบกว่า 15 ปี โดยจีนยังคงเป็นผู้เล่นหลัก ใช้งบประมาณราว 336,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 10.85 ล้านล้านบาท) และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 30 นอกจากนี้ ประเทศในภูมิภาคอย่างญี่ปุ่นและไต้หวันยังเพิ่มงบกลาโหมอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค

นักวิจัยสรุปว่า แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนถึงโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนสูงขึ้น และประเทศต่าง ๆ กำลังเพิ่มการใช้จ่ายทางทหารเพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านความมั่นคงที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา AFP

“คิม จองอึน” ต้อนรับผู้แทนรัสเซีย ร่วมทำพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ทหารเกาหลีเหนือพลีชีพในสงครามยูเครน

"คิม จองอึน" ต้อนรับผู้แทนรัสเซีย ร่วมทำพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ทหารเกาหลีเหนือพลีชีพในสงครามยูเครน

27 เม.ย. 2569 11:26 น.

“คิม จองอึน” ต้อนรับผู้แทนรัสเซีย ร่วมทำพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ทหารเกาหลีเหนือพลีชีพในสงครามยูเครน

คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ต้อนรับคณะผู้แทนรัสเซียที่เดินทางเยือนกรุงเปียงยาง เพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์รำลึกทหารที่พลีชีพในสงครามยูเครน 

วันที่ 27 เมษายน 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ให้การต้อนรับคณะผู้แทนรัสเซียที่เดินทางเยือนกรุงเปียงยาง เพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์รำลึกทหารเกาหลีเหนือที่พลีชีพในสงครามยูเครน

รายงานข่าวระบุว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีชื่อว่า “พิพิธภัณฑ์วีรกรรมการรบในปฏิบัติการทางทหารนอกประเทศ” ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อยกย่องทหารเกาหลีเหนือที่เสียชีวิตจากการเข้าร่วมรบสนับสนุนรัสเซียในสงครามกับยูเครน โดยก่อนหน้านี้ เกาหลีเหนือได้ส่งกำลังทหารราว 15,000 นาย เข้าช่วยเหลือรัสเซีย หลังนายคิม จองอึน และนายวลาดิเมียร์ ปูติน ลงนามข้อตกลงความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์เมื่อเดือนมิถุนายน 2567

รายงานยังระบุว่า เมื่อวันที่ 26 เมษายนปีที่ผ่านมา รัสเซียประกาศยึดคืนแคว้นเคิร์สกจากกองกำลังยูเครนได้สำเร็จ โดยมีทหารเกาหลีเหนือร่วมปฏิบัติการในครั้งนี้ด้วย.

ที่มา Yonhap

“คิม จองอึน” ย้ำจุดยืนหนุนรัสเซียทำ “สงครามศักดิ์สิทธิ์” ในยูเครน

"คิม จองอึน" ย้ำจุดยืนหนุนรัสเซียทำ "สงครามศักดิ์สิทธิ์" ในยูเครน

27 เม.ย. 2569 10:51 น.

“คิม จองอึน” ย้ำจุดยืนหนุนรัสเซียทำ “สงครามศักดิ์สิทธิ์” ในยูเครน

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือยืนยันการสนับสนุนรัสเซียในการทำสงครามในยูเครน โดยระบุว่าเป็น “สงครามศักดิ์สิทธิ์” ขณะที่สื่อรัฐบาลเผยภาพความซาบซึ้งในพิธีเปิดอนุสรณ์สถานทหารเกาหลีเหนือที่ยอมพลีชีพในสนามรบ ด้านปูตินร่อนจดหมายชดเชยความกล้าหาญของกองทัพเกาหลีเหนือ

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ ได้ย้ำจุดยืนอย่างหนักแน่นในการสนับสนุนรัสเซียสำหรับการรุกรานยูเครน โดยให้คำมั่นว่าจะช่วยให้รัสเซียได้รับชัยชนะในสิ่งที่เขาเรียกว่า “สงครามอันศักดิ์สิทธิ์”

ในระหว่างการต้อนรับนายอันเดร เบลูซอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรัสเซีย เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นายคิม จองอึน ระบุว่าเกาหลีเหนือจะ “ให้การสนับสนุนนโยบายของสหพันธรัฐรัสเซียอย่างเต็มที่เช่นเดิม เพื่อปกป้องอธิปไตยเหนือดินแดนและผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของชาติ” พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่ากองทัพและประชาชนชาวรัสเซียจะคว้าชัยชนะในสงครามที่มีความยุติธรรมนี้ได้อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงการยกระดับความร่วมมือทางทหารเชิงลึก โดยฝ่ายรัสเซียแสดงความพร้อมที่จะลงนามในแผนความร่วมมือระยะยาวระหว่างปี 2027 ถึง 2031 

ไฮไลต์สำคัญของการเยือนครั้งนี้ คือพิธีเปิดอนุสรณ์สถานเพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารเกาหลีเหนือที่เสียชีวิตจากการสู้รบในยูเครน โดยมีทั้ง นายคิม จองอึน, นายเบลูซอฟ และ นายเวียเชสลาฟ โวโลดิน ประธานสภาผู้แทนราษฎรรัสเซีย เข้าร่วมพิธีซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ มีทั้งการแสดงคอนเสิร์ต ดอกไม้ไฟ และการบินโชว์ของกองทัพอากาศ

สื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือรายงานว่า ผู้เข้าร่วมพิธีต่างรู้สึกสะเทือนใจกับการถ่ายทอดเรื่องราว “การสู้รบอันดุเดือด” และ “วีรกรรมการระเบิดพลีชีพ” ของเหล่าทหารหนุ่มที่เลือกสละชีพโดยไม่ลังเล ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรุงโซลประเมินว่า มีทหารเกาหลีเหนือเสียชีวิตในสงครามยูเครนแล้วประมาณ 2,000 นาย และมีรายงานว่าทหารเหล่านี้ได้รับคำสั่งให้ปลิดชีพตัวเองทันทีหากจวนตัว เพื่อป้องกันการถูกจับเป็นเชลย

นายคิมยังได้ยกย่อง “ผลลัพธ์อันยอดเยี่ยม” ในการยึดพื้นที่คืนที่ภูมิภาคคุร์สค์ของรัสเซีย ซึ่งกองทัพเกาหลีเหนือได้ถูกส่งเข้าไปช่วยสกัดกั้นการโต้กลับของยูเครนตั้งแต่ช่วงกลางปี 2024 ขณะที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้ส่งจดหมายชื่นชม “ความกล้าหาญและความจงรักภักดีอย่างยิ่งยวด” ของกองกำลังเกาหลีเหนือมายังนายคิมด้วย

ปัจจุบัน ความร่วมมือระหว่างสองประเทศถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากนานาชาติ โดยเฉพาะหลังจากที่มีการลงนามสนธิสัญญาทางการทหารในปี 2024 ที่กำหนดให้ทั้งสองประเทศต้องให้ความช่วยเหลือทางทหาร “โดยทันที” หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกโจมตี ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าแลกกับการส่งกำลังพลและอาวุธ มอสโกได้ตอบแทนเปียงยางด้วยความช่วยเหลือทางการเงิน เทคโนโลยีทางการทหาร อาหาร และพลังงาน เพื่อประคองเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือที่ถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมโลก.

ที่มา AFP

ทรัมป์เผย ถ้าอิหร่านอยากคุยก็โทรศัพท์มาได้ หลังยกเลิกคุยที่ปากีสถาน

ทรัมป์เผย ถ้าอิหร่านอยากคุยก็โทรศัพท์มาได้ หลังยกเลิกคุยที่ปากีสถาน

27 เม.ย. 2569 10:16 น.

ทรัมป์เผย ถ้าอิหร่านอยากคุยก็โทรศัพท์มาได้ หลังยกเลิกคุยที่ปากีสถาน

ทรัมป์ระบุอิหร่านสามารถโทรมาได้เลย หากต้องการเจรจายุติสงคราม หลังสหรัฐฯ ยกเลิกแผนส่งผู้แทนไปหารือที่ปากีสถาน ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านยังเดินสายเจรจาหลายประเทศ เตรียมพบผู้นำรัสเซีย

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ในรายการ “The Sunday Briefing” ทาง Fox News ว่าถ้าอิหร่านอยากคุย ก็เข้ามาหาได้ หรือจะโทรมาก็ได้ เพราะสหรัฐฯมีสายสื่อสารที่ปลอดภัย พร้อมย้ำเงื่อนไขสำคัญว่า อิหร่านจะต้องไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีเหตุผลต้องเจรจา

คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นหลังทรัมป์ยกเลิกแผนส่งผู้แทน ได้แก่ สตีฟ วิทคอฟฟ์ และ จาเร็ด คุชเนอร์  ไปยังกรุงอิสลามาบัดในช่วงสุดสัปดาห์ ส่งผลให้ความหวังในการรื้อฟื้นการเจรจาสันติภาพลดลง

ด้านอิหร่านยืนยันมาโดยตลอดว่า มีสิทธิในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพื่อสันติ แต่ชาติตะวันตกและอิสราเอลมองว่า อาจเป็นการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

แม้ปัจจุบันจะมีการหยุดยิงบางส่วนในสงครามที่เริ่มต้นจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ แต่ยังไม่มีข้อตกลงยุติสงครามอย่างเป็นทางการ โดยความขัดแย้งดังกล่าวคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วหลายพันราย และส่งผลกระทบหนักต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งราคาน้ำมันที่พุ่งสูง เงินเฟ้อ และแนวโน้มการเติบโตที่ชะลอตัว

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้น หลังอิหร่านปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันราว 20% ของโลก ขณะที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน

ขณะเดียวกันมีรายงานว่า อับบาส อารักชี กำลังเดินสายเจรจา โดยหลังการหารือในปากีสถาน ได้เดินทางไปยังโอมาน ซึ่งเป็นอีกประเทศตัวกลาง และเข้าพบ ไฮษัม บิน ตารีก อัล-ซาอิด

โดยการหารือมุ่งเน้นด้านความมั่นคงในช่องแคบฮอร์มุซ และการสร้างกรอบความมั่นคงระดับภูมิภาคที่ปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก โดยอารักชีระบุว่า เป้าหมายคือการทำให้การเดินเรือในพื้นที่ปลอดภัยเพื่อประโยชน์ของประเทศเพื่อนบ้านและโลก

หลังจากนั้น อารักชีได้เดินทางกลับอิสลามาบัด ก่อนมุ่งหน้าสู่รัสเซีย โดย วลาดิเมียร์ ปูติน มีกำหนดพบหารือในวันจันทร์ ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก โดยรัสเซียและอิหร่าน ต่างเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก และทั้งสองชาติ มีการกระชับความสัมพันธ์ใกล้ชิดมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา.

ที่มา : channelnewsasia