พนง.สนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ดับ 2 ราย คาดติดเชื้อมาลาเรียจากยุงติดเครื่องบินจาก ตปท.

พนง.สนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ดับ 2 ราย คาดติดเชื้อมาลาเรียจากยุงติดเครื่องบินจาก ตปท.

27 ส.ค. 2569 13:19 น.

พนง.สนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ดับ 2 ราย คาดติดเชื้อมาลาเรียจากยุงติดเครื่องบินจาก ตปท.

พนักงานสนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เสียชีวิตแล้ว 2 ราย หลังเกิดการระบาดของโรคไข้มาลาเรียในพนักงานรวม 6 ราย โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสาธารณสุขเชื่อว่ามีสาเหตุมาจากยุงพาหะที่ติดมากับเครื่องบินจากต่างประเทศ

เจ้าหน้าที่ฝ่ายสาธารณสุขประจำเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ร่วมกับ ฟราพอร์ท (Fraport) ผู้บริหารท่าอากาศยานแฟรงก์เฟิร์ต ได้ออกมายืนยันเหตุการณ์การเสียชีวิตของพนักงานสนามบิน 2 ราย จากการติดเชื้อไข้มาลาเรีย ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้ติดเชื้อในหมู่พนักงานชายรวม 6 ราย จากหลากหลายแผนกที่ล้มป่วยลงแม้ว่าพวกเขาทั้งหมดจะไม่เคยมีประวัติเดินทางไปยังประเทศกลุ่มเสี่ยงโรคมาลาเรียก็ตาม

ทางการเยอรมนีรายงานว่า การระบาดครั้งนี้ถูกตรวจพบครั้งแรกในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม โดยพนักงาน 4 รายแรกเริ่มแสดงอาการป่วยระหว่างวันที่ 4–6 กรกฎาคม ซึ่งจากการสอบสวนโรคของสถาบันโรแบร์ท โคค (RKI) ซึ่งเป็นหน่วยงานควบคุมโรคของเยอรมนี ชี้ว่ายุงพาหะสายพันธุ์ Anopheles น่าจะติดมากับเที่ยวบินระหว่างประเทศ และบินเข้ามาเพ่นพ่านภายในสนามบินจนก่อให้เกิดการแพร่เชื้อ

เหตุการณ์เสียชีวิตรายแรกเกิดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม ซึ่งในขณะนั้นยังไม่ทราบสาเหตุการเสียชีวิตแน่ชัด ก่อนที่พนักงานรายที่สองจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา ขณะที่พนักงานอีก 4 รายที่เหลืออาการดีขึ้นและอยู่ระหว่างการฟื้นตัว

โดยปกติแล้ว โรคมาลาเรียมักแพร่ระบาดในประเทศแถบร้อน และกรณีที่พบในเยอรมนีเกือบทั้งหมดมักเป็นผู้ติดเชื้อที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ แต่กรณี “ไข้มาลาเรียสนามบิน” จะเกิดขึ้นเมื่อยุงพาหะแอบติดมากับเครื่องบินหรือสัมภาระ แล้วไปกัดคนบนเครื่องบิน ในพื้นที่สนามบิน หรือบริเวณโดยรอบ ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากมาก โดยเคสล่าสุดที่เคียบพบในลักษณะนี้ที่สนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ต้องย้อนไปถึงปี 2023

สถาบัน RKI ระบุว่า ข้อเสียเปรียบของเคสลักษณะนี้คือ “การวินิจฉัยโรคที่ล่าช้า” เนื่องจากผู้ป่วยไม่มีประวัติเดินทางไปต่างประเทศ ทำให้แพทย์หรือตัวผู้ป่วยเองอาจละเลยและไม่ทันระวังตัว ส่งผลให้อาการโรครุนแรงขึ้นจนอันตรายถึงชีวิต

ด้านนายปีเตอร์ ทินเนอมานน์ หัวหน้าสำนักงานสาธารณสุขแฟรงก์เฟิร์ต ได้ออกมายืนยันเพื่อคลายความกังวลของประชาชน โดยระบุว่า “ความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปในเมืองแฟรงก์เฟิร์ตถือว่าต่ำมากๆ เพราะโรคมาลาเรียแพร่เชื้อผ่านการกัดของยุงเท่านั้น ไม่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ และยุงต้นเหตุตัวดังกล่าวน่าจะตายไปแล้ว”

ในขณะนี้ ทางสนามบินได้ทำการติดตั้งกับดักยุงทั่วบริเวณ และส่งยุงที่ดักจับได้ไปวิเคราะห์พันธุกรรมที่สถาบันเวชศาสตร์ตรอกเทศ ณ เมืองแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม เพื่อระบุสายพันธุ์และถิ่นกำเนิดที่แท้จริง ซึ่งคาดว่าจะทราบผลในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า นอกจากนี้ ทางบริษัทฟราพอร์ทยังได้ออกประกาศเตือนให้พนักงานทุกคนหมั่นสังเกตอาการ และหากมีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดให้รีบไปพบแพทย์ในทันที.

ที่มา BBC Deutsche Welle

จีนระดมกู้ภัยครั้งใหญ่ รับมือมวลน้ำ-โคลนถล่มด่านพรมแดนเนปาล-ทิเบต ทุ่มงบกว่า 220 ล้านหยวน

จีนระดมกู้ภัยครั้งใหญ่ รับมือมวลน้ำ-โคลนถล่มด่านพรมแดนเนปาล-ทิเบต ทุ่มงบกว่า 220 ล้านหยวน

27 ส.ค. 2569 12:32 น.

จีนระดมกู้ภัยครั้งใหญ่ รับมือมวลน้ำ-โคลนถล่มด่านพรมแดนเนปาล-ทิเบต ทุ่มงบกว่า 220 ล้านหยวน

จีนเร่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่และทรัพยากรครั้งใหญ่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย หลังเกิดเหตุมวลน้ำและโคลนถล่มรุนแรงจากฝั่งเนปาลลงสู่พื้นที่ด่านจี๋หลง ในเขตปกครองตนเองทิเบต ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

ข้อมูลจากสำนักข่าวซินหัวระบุว่า ณ เวลา 08.00 น. วันที่ 27 สิงหาคม ตามเวลาท้องถิ่น เจ้าหน้าที่กู้ภัยจากหลายพื้นที่ของจีน ทั้งกรุงปักกิ่ง นครเฉิงตู และนครฉงชิ่ง ถูกส่งเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทางการเขตปกครองตนเองทิเบต หรือ ซีจ้าง ประกาศใช้มาตรการรับมือและบรรเทาทุกข์จากภัยพิบัติทางธรรมชาติในระดับสูงสุด

หน่วยจัดการเหตุฉุกเฉินของซีจ้างส่งเจ้าหน้าที่ 792 นาย พร้อมยานพาหนะ 152 คัน ขณะที่หน่วยดับเพลิงและกู้ภัยส่งเจ้าหน้าที่อีก 431 นาย พร้อมรถ 72 คัน รวมถึงสุนัขค้นหา เครื่องตรวจจับสัญญาณชีพ และเรือเร็ว เพื่อเร่งค้นหาและช่วยเหลือผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากโคลนและเศษวัสดุ

นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังระดมอุปกรณ์และสิ่งของบรรเทาทุกข์จำนวนมากเข้าสู่พื้นที่ประสบภัย ซึ่งเส้นทางสัญจรไปยังด่านจี๋หลงถูกตัดขาด รวมถึงระบบไฟฟ้าและการสื่อสารได้รับความเสียหาย โดยสิ่งของที่ส่งเข้าไปแล้วประกอบด้วยเสื้อคลุมผ้าฝ้าย 8,000 ตัว เต็นท์ 2,000 หลัง ผ้าห่ม 3,000 ผืน และเสื่อกันความชื้น 5,000 ผืน

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ซ่อมแซมระบบไฟฟ้าชุดแรกเดินทางถึงพื้นที่ประสบภัยแล้ว เพื่อเร่งฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภคและการสื่อสารที่ได้รับผลกระทบ

ด้านรัฐบาลกลางจีนเร่งสนับสนุนงบประมาณสำหรับภารกิจกู้ภัยและการฟื้นฟู โดยกระทรวงการคลังและกระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉินจัดสรรเงิน 120 ล้านหยวน หรือราว 585 ล้านบาท สำหรับภารกิจกู้ภัยฉุกเฉินและบรรเทาทุกข์ในซีจ้าง

ขณะที่คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีนจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมอีก 100 ล้านหยวน หรือราว 488 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูฉุกเฉินและการก่อสร้างภายหลังภัยพิบัติ

เมื่อรวมสองส่วนดังกล่าว จีนจัดสรรงบประมาณจากส่วนกลางแล้วอย่างน้อย 220 ล้านหยวน หรือกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อรับมือผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้

ด้าน China Anneng รัฐวิสาหกิจด้านวิศวกรรมและกู้ภัยของจีน ส่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยชุดแรก 200 นาย พร้อมอุปกรณ์เฉพาะทาง ทั้งโดรนอเนกประสงค์ เครื่องสแกนเลเซอร์สามมิติ และเครื่องตรวจจับสัญญาณชีพ เข้าสนับสนุนภารกิจค้นหาและกู้ภัย

ขณะเดียวกัน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติของจีนได้ยกระดับมาตรการรับมือภัยพิบัติทางธรณีวิทยาเป็น ระดับ 2 จากทั้งหมด 4 ระดับ พร้อมส่งคณะทำงานลงพื้นที่เพื่อให้คำแนะนำด้านการกู้ภัยและเฝ้าระวังภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นซ้ำ

โดยสถานการณ์ยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหอสังเกตการณ์อุตุนิยมวิทยาในพื้นที่คาดการณ์ว่า อำเภอจี๋หลงจะยังมีฝนตกต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 30 สิงหาคม ทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วม ดินถล่ม และภัยพิบัติที่เกี่ยวเนื่องตามมา ขณะที่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้รับคำแนะนำให้เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปฏิบัติตามคำสั่งอพยพของทางการ.

ที่มา : Xinhua

สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี “Palestine Action” เป็นองค์กรก่อการร้าย

สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี "Palestine Action" เป็นองค์กรก่อการร้าย

27 ส.ค. 2569 12:17 น.

สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี “Palestine Action” เป็นองค์กรก่อการร้าย

สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรและขึ้นบัญชี “ปาเลสไตน์ แอคชัน” (Palestine Action) กลุ่มเคลื่อนไหวสนับสนุนปาเลสไตน์จากอังกฤษเป็น “กลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติ” กล่าวหาว่ามีส่วนสนับสนุนการก่อเหตุรุนแรงหลายครั้ง ขณะที่ผู้ร่วมก่อตั้งโต้ว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มมีเป้าหมายเพื่อช่วยชีวิตและเป็นการประท้วงต่อต้านการทำสงคราม

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ประกาศกำหนดให้กลุ่ม “ปาเลสไตน์ แอคชัน” (Palestine Action) ซึ่งมีฐานอยู่ในสหราชอาณาจักร เป็นองค์กรก่อการร้ายระดับโลกที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ ส่งผลให้ทรัพย์สินทั้งหมดของกลุ่มที่อยู่ในสหรัฐฯ หรืออยู่ในความดูแลของพลเมืองชาวอเมริกันจะถูกอายัดทันที รวมถึงห้ามไม่ให้บุคคลหรือนิติบุคคลของสหรัฐฯ ทำธุรกรรมใดๆ ร่วมกับกลุ่มนี้

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการลงโทษระลอกใหม่ในสมัยรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มุ่งเป้าจัดการกับกลุ่มหัวรุนแรงซ้ายจัดทั่วโลก พร้อมส่งคำเตือนว่า สหรัฐฯ จะใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจอย่างเต็มกำลังเพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงทางการเงินจนกว่ากลุ่มเหล่านี้จะถูกกำจัดหมดสิ้น เนื่องจาก “การก่อการร้ายทางการเมืองไม่มีที่ยืนในสังคม”

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังกล่าวหากลุ่มปาเลสไตน์ แอคชัน ว่าให้การสนับสนุนการกระทำที่เข้าข่ายการก่อการร้ายหลายครั้งนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2020 เช่นการบุกรุกและทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันประเทศและฐานทัพทหารอังกฤษ สร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ การทำร้ายเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของอังกฤษจนได้รับบาดเจ็บ ตลอดจนการข่มขู่ภาคธุรกิจและบีบบังคับรัฐบาลอังกฤษ

ด้าน ฮูดา อัมโมรี ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มปาเลสไตน์ แอคชัน ซึ่งมีเชื้อสายปาเลสไตน์และอิรัก ได้ออกมาโพสต์ข้อความตอบโต้มาตรการดังกล่าว โดยระบุว่า การที่ประเทศที่เคยทำลายล้างบ้านเกิดของเธอทั้งสองแห่งมาเรียกเธอว่า “ผู้ก่อการร้าย” ถือเป็นพฤติกรรมที่ย้อนย้อนและเสแสร้งอย่างที่สุด พร้อมย้ำว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่ผ่านมามีเป้าหมายเพื่อ “ปกป้องชีวิตมนุษย์” ด้วยการขัดขวางกลไกสงครามของอิสราเอล

อัมโมรียังเตือนด้วยว่า การที่รัฐบาลสหรัฐฯ เดินตามรอยรัฐบาลอังกฤษในการประกาศให้กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นกลุ่มก่อการร้าย ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ต่อผู้ที่รักในเสรีภาพการแสดงออกและระเบียบประชาธิปไตย เพราะเป็นการเปิดช่องให้รัฐบาลอำนาจนิยมทั่วโลกใช้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายมาเป็นเครื่องมือปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมือง

กลุ่มปาเลสไตน์ แอคชัน เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวแบบตรง ที่มุ่งเป้าโจมตีโรงงานผลิตและบริษัทคู่ค้าที่เชื่อมโยงกับ “Elbit Systems” บริษัทอาวุธยักษ์ใหญ่ของอิสราเอลในสหราชอาณาจักร รวมถึงเคยตกเป็นข่าวฮือฮาจากการบุกรุกและพ่นสีประท้วงใส่สนามกอล์ฟ Turnberry ของโดนัลด์ ทรัมป์ ในสกอตแลนด์

ก่อนหน้านี้ในเดือนกรกฎาคม 2025 รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ประกาศให้กลุ่มนี้เป็น “องค์กรต้องห้าม” ภายใต้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อังกฤษที่มีการใช้นำกฎหมายดังกล่าวมาบังคับใช้กับกลุ่มประท้วงที่เน้นการทำลายทรัพย์สิน ส่งผลให้มีผู้ร่วมชุมนุมในอังกฤษถูกจับกุมแล้วมากกว่า 2,000 คน และมีสมาชิกกลุ่มบางรายถูกตัดสินจำคุกจากคดีบุกรุกสถานที่ความมั่นคงและทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มยังคงอยู่ระหว่างการยื่นสู้คดีในชั้นศาลฎีกาสหราชอาณาจักร เพื่อเพิกถอนคำสั่งห้ามดังกล่าว.

ที่มา BBC / Guardian

น้ำท่วมเนปาล วิ่งหนีอาจไม่ทัน! นักวิทย์เตือนน้ำและโคลนมาเร็วเกิดคาด แนะวิธีเอาตัวรอดก่อนสาย

น้ำท่วมเนปาล วิ่งหนีอาจไม่ทัน! นักวิทย์เตือนน้ำและโคลนมาเร็วเกิดคาด แนะวิธีเอาตัวรอดก่อนสาย

27 ส.ค. 2569 12:07 น.

น้ำท่วมเนปาล วิ่งหนีอาจไม่ทัน! นักวิทย์เตือนน้ำและโคลนมาเร็วเกิดคาด แนะวิธีเอาตัวรอดก่อนสาย

ผู้เชี่ยวชาญชี้หากเกิดเหตุน้ำและโคลนทะลักหลากจากหุบเขาเข้าท่วม แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นที่ชายแดนเนปาล-ทิเบตของจีน จนกวาดอาคาร รถยนต์ และผู้คนไปในพริบตา ต่อให้พยายามวิ่งหนีก็ไม่สามารถหนีได้ทัน

เหตุการณ์น้ำหลากและดินถล่มบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตของจีน กลายเป็นภาพสะเทือนใจ หลังมวลน้ำ โคลน หิน และเศษซากจำนวนมหาศาลไหลทะลักลงมาตามหุบเขาอย่างรวดเร็ว จนกวาดบ้านเรือน รถยนต์ และสิ่งปลูกสร้างไปในพริบตา จนเกิดการตั้งคำถามว่า หากเจอเหตุการณ์ในลักษณะนี้ ผู้ประสบเหตุจะมีหนทางรอดได้อย่างไร และ จะสามารถวิ่งหนีได้ทันหรือไม่?

ฮาติม ชารีฟ นักอุทกวิทยาจากมหาวิทยาลัยเทกซัส ซานอันโตนิโออธิบายว่า เมื่อมองเห็นกระแสโคลนกำลังพุ่งเข้ามา อาจเหลือเวลาไม่มากพอที่จะวิ่งหนีได้

โดยเขาระบุว่าการวิ่งหนีอาจไม่ช่วย เช่นเดียวกับการพยายามขับรถออกจากพื้นที่ เพราะมวลน้ำที่ผสมกับโคลนและเศษซากสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง และมีแรงมหาศาล เปรียบได้กับคอนกรีตเหลว นั่นหมายความว่า การที่เราอยู่บนถนนแล้วพยายามวิ่งหนีไปตามแนวราบ หรือขับรถฝ่ากระแสน้ำ อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัย

ทางรอดคือ “ขึ้นที่สูง”

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า หากเกิดน้ำหลากจากดินถล่มหรือกระแสโคลนอย่างฉับพลัน สิ่งสำคัญคือ ต้องรีบออกจากแนวทางน้ำและมุ่งหน้าไปยังพื้นที่สูง

ชารีฟประเมินว่า พื้นที่ปลอดภัยควรสูงขึ้นไปอย่างน้อยประมาณ 6 เมตร หากสามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว

หลักสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามวิ่งให้เร็วกว่ากระแสน้ำ แต่คือการ เปลี่ยนระดับความสูงให้เร็วที่สุด โดยออกจากพื้นที่ต่ำ หุบเขา และบริเวณใกล้ทางน้ำ

อย่ารอจนเห็นกำแพงโคลน

ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า ภัยพิบัติประเภทนี้มีอันตรายอย่างมาก ตรงที่อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และไม่ได้มีฝนตกหนักนำหน้าเพื่อเตือนภัยเสมอไป

ในกรณีที่อยู่ในพื้นที่ภูเขาหรือพื้นที่เสี่ยง หากทางการออกคำเตือนเรื่องดินถล่ม น้ำป่า หรือระดับน้ำในแม่น้ำเพิ่มสูงขึ้น ควรออกจากพื้นที่เสี่ยงทันที ไม่ควรรอจนเห็นกระแสน้ำหรือโคลนด้วยตาตัวเอง เพราะเมื่อเห็นมวลโคลนพุ่งเข้ามา อาจหมายความว่า ระยะเวลาสำหรับการหลบหนีเหลือน้อยมากแล้ว

ระยะยาวต้องพัฒนาระบบเตือนภัย

นักวิทยาศาสตร์มองว่า หนึ่งในแนวทางที่จะช่วยลดการสูญเสียในอนาคต คือการติดตั้งเครื่องตรวจวัดระดับน้ำตามแม่น้ำและลำธารในพื้นที่เสี่ยง พร้อมระบบส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ไปยังเจ้าหน้าที่

ชารีฟประเมินว่าระบบดังกล่าวอาจช่วยให้ประชาชนได้รับคำเตือนล่วงหน้าประมาณ 20-30 นาที ซึ่งอาจเป็นช่วงเวลาสำคัญในการอพยพขึ้นสู่พื้นที่สูง

ขณะที่นักวิจัยเตือนว่า พื้นที่ภูเขาและหุบเขาแคบมีความเสี่ยงเป็นพิเศษ เพราะหากดินถล่มหรือหิมะและน้ำแข็งถล่มลงไปปิดแม่น้ำ น้ำสามารถสะสมอย่างรวดเร็ว ก่อนทะลักลงมาเป็นกระแสน้ำที่รุนแรง

พร้อมเตือนข้อควรจำง่ายๆ หากเจอน้ำหลาก-โคลนถล่ม “อย่ารอ — อย่าวิ่งแข่งกับน้ำ — อย่าขับรถฝ่ากระแส — ให้ขึ้นที่สูง” โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยหรือเดินทางในพื้นที่ภูเขา ควรติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด และวางแผนเส้นทางไปยังพื้นที่สูงไว้ล่วงหน้า เพราะสำหรับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน การตัดสินใจก่อนเกิดเหตุเพียงไม่กี่นาที อาจเป็นตัวตัดสินความเป็นความตาย.

ที่มา : AFP

ไขปริศนา “กำแพงโคลน” ทะลักท่วมเนปาล-ทิเบต นักวิทย์ชี้อาจเริ่มจากหิน-น้ำแข็งถล่มปิดแม่น้ำ

ไขปริศนา "กำแพงโคลน" ทะลักท่วมเนปาล-ทิเบต นักวิทย์ชี้อาจเริ่มจากหิน-น้ำแข็งถล่มปิดแม่น้ำ

27 ส.ค. 2569 11:36 น.

ไขปริศนา “กำแพงโคลน” ทะลักท่วมเนปาล-ทิเบต นักวิทย์ชี้อาจเริ่มจากหิน-น้ำแข็งถล่มปิดแม่น้ำ

นักวิทย์เร่งหาคำตอบ อะไรเป็นต้นเหตุของน้ำหลากครั้งรุนแรงพุ่งลงมาตามหุบเขาบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตของจีน จนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 160 ราย และหลายร้อยคนยังสูญหาย

หลายฝ่ายต่างตั้งคำถามถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดภัยพิบัติครั้งรุนแรงบริเวณชายแดนเนปาลและทิเบตของจีน หลังคลิปภาพจำนวนมากเผยให้เห็นมวลโคลนและเศษซากจำนวนมหาศาลไหลถล่ม ซัดอาคารสูงหลายชั้น ก่อนกวาดรถยนต์และรถโดยสารไปกับกระแสน้ำอย่างรุนแรง โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างฉับพลันจนประชาชนแทบไม่มีเวลาเตรียมตัว

โดยในช่วงแรกมีรายงานว่าเหตุการณ์อาจเกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหวขนาด 4.4 ซึ่งอาจทำให้เกิดดินถล่มลงมาปิดกั้นแม่น้ำ ก่อนที่น้ำจะสะสมและทะลักลงพื้นที่ด้านล่าง

อย่างไรก็ตาม สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS ระบุว่า การวิเคราะห์ข้อมูลคลื่นไหวสะเทือนเพิ่มเติมพบว่า พลังงานที่ตรวจจับได้อาจเกิดจาก ดินถล่ม มากกว่าแผ่นดินไหว

ขณะที่ศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาภูเขาแบบบูรณาการ หรือ ICIMOD ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงกาฐมาณฑุ ประเมินเบื้องต้นว่าอาจเกิด หินและน้ำแข็งถล่ม ในฝั่งเนปาล ส่งผลให้แม่น้ำ Lhende ถูกปิดกั้น

เมื่อเส้นทางน้ำถูกปิด น้ำจึงสะสมอยู่ด้านหลังสิ่งกีดขวาง ก่อนทะลักลงมาอย่างฉับพลัน กลายเป็นกระแสน้ำที่พัดพาโคลน หิน และเศษซากจำนวนมหาศาลลงมาตามหุบเขา

อีกหนึ่งปัจจัยที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจคือ ก่อนเกิดเหตุไม่ได้มีฝนตกหนักอย่างที่มักพบในเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลัน

ฮาติม ชารีฟ นักอุทกวิทยาจากมหาวิทยาลัยเทกซัส ซานอันโตนิโอระบุว่า การไม่มีฝนตกหนักก่อนหน้าเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจ และทำให้ระบบเตือนภัยน้ำท่วมที่ใช้งานอยู่ทั่วโลกสามารถตรวจจับเหตุการณ์ลักษณะนี้ได้ยาก

โดโรธี ไฮน์ริช นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเรดดิงในอังกฤษอธิบายว่า ในพื้นที่ภูเขา แม่น้ำมักมีลักษณะแคบ เมื่อเกิดหิมะถล่มหรือดินถล่มลงไปปิดทางน้ำ น้ำจะสะสมอย่างรวดเร็ว และเมื่อสิ่งกีดขวางแตกออก น้ำจำนวนมหาศาลจะไหลทะลักลงมาอย่างรวดเร็ว

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมภัยพิบัติประเภทนี้จึงแตกต่างจากน้ำท่วมที่เกิดจากฝนตกหนักทั่วไป และสามารถเกิดขึ้นได้แม้ไม่มีสัญญาณเตือนจากฝนในระดับที่ผิดปกติ

เตือนอาจเกิดน้ำหลากระลอกสอง

นักวิทยาศาสตร์ยังแสดงความกังวลว่าอาจเกิดน้ำหลากในลักษณะนีัเพิ่มเติม หากบริเวณต้นน้ำยังมีสิ่งกีดขวางที่ปิดกั้นแม่น้ำอยู่

ฉางกง จาง หัวหน้าฝ่ายความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของ ICIMOD เตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดน้ำหลากระลอกใหม่ ขณะที่ทีมวิทยาศาสตร์ยังคงติดตามสถานการณ์บริเวณต้นน้ำอย่างใกล้ชิด

Climate Change เกี่ยวข้องหรือไม่?

แม้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถระบุได้ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสาเหตุโดยตรงของภัยพิบัติครั้งนี้ แต่ภูมิภาคเทือกเขาหิมาลัยกำลังเผชิญแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงหลายด้านที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ

หนึ่งในนั้นคืออุณหภูมิที่สูงขึ้น ธารน้ำแข็งถอยร่น และชั้นดินเยือกแข็ง หรือ permafrost ลดลง ซึ่งล้วนสามารถเพิ่มความไม่มั่นคงของพื้นที่ภูเขาและเพิ่มความเสี่ยงต่อดินถล่มหรือการพังทลายของมวลน้ำแข็งได้

เนปาลยังเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อ Glacial Lake Outburst Flood หรือ GLOF หรือน้ำท่วมฉับพลันจากการแตกของทะเลสาบธารน้ำแข็ง ซึ่งเกิดจากมวลน้ำมหาศาลที่สะสมอยู่บริเวณทะเลสาบจากการละลายของธารน้ำแข็ง ก่อนถูกปลดปล่อยออกมาอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า การจะสรุปว่าภัยพิบัติครั้งล่าสุดมีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโดยตรง จำเป็นต้องมีการศึกษาวิเคราะห์เหตุการณ์โดยเฉพาะก่อน เหตุการณ์บริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตจึงยังอยู่ระหว่างการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือภูมิประเทศที่ลาดชันและหุบเขาแคบของเทือกเขาหิมาลัย สามารถเปลี่ยนเหตุการณ์ดินถล่มเพียงครั้งเดียวให้กลายเป็นมหันตภัยน้ำโคลนที่เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วและสร้างความเสียหายรุนแรงเช่นนี้ได้.

ที่มา : channelnewsasia

อดีตนายกฯ มาเลเซีย “อิสมาอิล ซาบรี” ถูกฟ้องไม่แจ้งทรัพย์สิน รวมเงินสด 1.3 พันล้าน-ทองแท่ง

อดีตนายกฯ มาเลเซีย “อิสมาอิล ซาบรี” ถูกฟ้องไม่แจ้งทรัพย์สิน รวมเงินสด 1.3 พันล้าน-ทองแท่ง

27 ส.ค. 2569 11:33 น.

อดีตนายกฯ มาเลเซีย “อิสมาอิล ซาบรี” ถูกฟ้องไม่แจ้งทรัพย์สิน รวมเงินสด 1.3 พันล้าน-ทองแท่ง

อดีตนายกรัฐมนตรี “อิสมาอิล ซาบรี ยาคอบ” ของมาเลเซีย ถูกตั้งข้อหาตามกฎหมายต่อต้านการทุจริต ฐานไม่แจ้งทรัพย์สินจำนวนมาก ทั้งเงินสด 10 สกุลรวมเกือบ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1,300 ล้านบาท  ทองคำแท่ง และเงินแท่ง หากศาลตัดสินว่าผิดจริงอาจต้องโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี เจ้าตัวยืนยันปฏิเสธข้อกล่าวหาและขอสู้คดีในศาล

นายอิสมาอิล ซาบรี ยาคอบ อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย วัย 66 ปี ได้เดินทางไปยังศาลเซสชันส์ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อรับฟังข้อกล่าวหาตามมาตรา 36(2) ของกฎหมายคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งมาเลเซีย (MACC) ในความผิดฐานจงใจไม่ยื่นแสดงรายการทรัพย์สินตามหนังสือแจ้งเตือนของเจ้าหน้าที่ โดยนายอิสมาอิล ซาบรี ได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและขอสู้คดีในชั้นศาล

สืบเนื่องจากการสอบสวนคดีฟอกเงินและคอร์รัปชัน คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตฯ  ได้มีหนังสือแจ้งเตือนลงวันที่ 7 มกราคม 2025 เพื่อให้นายอิสมาอิล ซาบรี ยื่นบัญชีทรัพย์สินภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่นายอิสมาอิล ซาบรี กลับส่งมอบเอกสารแสดงรายการทรัพย์สินที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2025

สำหรับรายการทรัพย์สินที่ถูกระบุว่าซุกซ่อนและไม่ได้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ คิดเป็นมูลค่ารวมเกือบ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ประกอบด้วยเงินสดหลายสกุล ได้แก่ เงินริงกิตมาเลเซีย 14.77 ล้านริงกิต, เงินดอลลาร์สิงคโปร์ 6.13 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์, เงินดอลลาร์สหรัฐ 1.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, เงินฟรังก์สวิส 3 ล้านฟรังก์สวิส, เงินยูโร 12.16 ล้านยูโร, เงินเยนญี่ปุ่น 363 ล้านเยน, เงินปอนด์สเตอร์ลิง 50,250 ปอนด์, เงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ 44,600 ดอลลาร์นิวซีแลนด์, เงินดิรแฮมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 34.75 ล้านดิรแฮมและเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย 352,850 ดอลลาร์ออสเตรเลีย

นอกจากนั้น ยังมีทองคำแท่ง Suisse Fine 5 แท่ง (รวมน้ำหนัก 5 กิโลกรัม), แท่งเงิน Suisse Fine 1 แท่ง (น้ำหนัก 100 กรัม) และเหรียญทองคำ 999 (น้ำหนัก 5 กรัม)

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ MACC ได้เข้าตรวจค้นสถานที่ซึ่งเชื่อว่าเป็น “เซฟเฮาส์” และยึดเงินสดมูลค่า 170 ล้านริงกิต รวมถึงทองคำแท่งหนัก 16 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 7 ล้านริงกิต เพชรพลอย และนาฬิกาหรูจำนวนมาก พร้อมทั้งจับกุมอดีตผู้ช่วยคนสนิทของนายอิสมาอิล ซาบรี อีก 4 ราย ซึ่งคดีดังกล่าวยังเกี่ยวพันกับการตรวจสอบงบประมาณประชาสัมพันธ์รัฐบาลในแคมเปญ “Keluarga Malaysia” มูลค่ากว่า 700 ล้านริงกิต ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งอีกด้วย

ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวด้วยหลักประกันเงินสด 300,000 ริงกิต (ประมาณ 2.44 ล้านบาท) และนัดตรวจพยานหลักฐานนัดต่อไปในวันที่ 29 กันยายน หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง นายอิสมาอิล ซาบรี อาจต้องรับโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 ริงกิต (ประมาณ 8.14 แสนบาท)

ทั้งนี้ การพิจารณาคดีเดิมมีกำหนดจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่ต้องเลื่อนออกมาเป็นวันที่ 27 สิงหาคม เนื่องจากนายอิสมาอิล ซาบรี เกิดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะระหว่างการสอบปากคำ จนต้องเข้ารับการผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจ ที่สถาบันหัวใจแห่งชาติมาเลเซีย

นายอิสมาอิล ซาบรี ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2021 ถึงพฤศจิกายน 2022 รวมระยะเวลาเพียง 15 เดือน ทำให้เขาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งสั้นที่สุดในประวัติศาสตร์มาเลเซีย และนับเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ของประเทศที่ถูกดำเนินคดีอาญาตามรอย นายนาจิบ ราซัค และนายมูห์ยิดดิน ยัสซิน.

ที่มา CNA / Reuters / Associated Press

ยาโยอิ คุซามะ “ราชินีลายจุด” ศิลปินอาวองการ์ดแห่งญี่ปุ่น เสียชีวิตในวัย 97 ปี

ยาโยอิ คุซามะ "ราชินีลายจุด" ศิลปินอาวองการ์ดแห่งญี่ปุ่น เสียชีวิตในวัย 97 ปี

27 ส.ค. 2569 10:46 น.

ยาโยอิ คุซามะ “ราชินีลายจุด” ศิลปินอาวองการ์ดแห่งญี่ปุ่น เสียชีวิตในวัย 97 ปี

ยาโยอิ คุซามะ ศิลปินแนวอาวองการ์ดระดับโลก เจ้าของผลงานลายจุด ฟักทอง และห้องกระจกไร้ขอบเขต เสียชีวิตที่กรุงโตเกียวในวัย 97 ปี หลังสร้างสรรค์ผลงานศิลปะมายาวนานกว่า 60 ปี และกลายเป็นหนึ่งในศิลปินร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จทางการค้ามากที่สุดของโลก

วงการศิลปะร่วมสมัยทั่วโลกร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของ “ยาโยอิ คุซามะ” ศิลปินแนวอาวองการ์ดระดับตำนานเจ้าของฉายา “ราชินีลายจุด” ผู้เนรมิตปมในใจและอาการทางประสาท สู่ผลงานศิลปะอันล้ำค่าที่ครองใจคนทั่วโลก เสียชีวิตลงแล้วอย่างสงบด้วยภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายระบบในโรงพยาบาลที่กรุงโตเกียว

มูลนิธิเพื่อการสนับสนุนศิลปินเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า ยาโยอิ คุซามะ  ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบเมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา ในวัย 97 ปี ปิดฉากเส้นทางบนสายศิลปะที่ยาวนานกว่า 60 ปี โดยเธอเป็นหนึ่งในศิลปินที่ประสบความสำเร็จสูงสุดทั้งในแง่ชื่อเสียงและมูลค่าทางทางการค้า ผลงานประมูลของเธอเคยทำราคาได้สูงถึงหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นิทรรศการแสดงผลงานอย่าง “Infinity Mirror Rooms” หรือห้องกระจกไร้ขอบเขต ก็ดึงดูดผู้เข้าชมจำนวนมหาศาลและกลายเป็นปรากฏการณ์ยอดนิยมบนโซเชียลมีเดียทั่วโลก

คุซามะ เกิดเมื่อปี 1929 ที่จังหวัดนากาโน ประเทศญี่ปุ่น ในครอบครัวที่มั่งคั่งแต่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง เธอเริ่มเผชิญกับอาการภาพประสาทและเห็นนิมิตซ้ำๆ ตั้งแต่อายุเพียง 10 ขวบ เช่น การเห็นลายดอกไม้หรือลายจุดลามไปทั่วห้องและบนร่างกายของเธอ คุซามะจึงใช้การวาดภาพเป็นเครื่องมือในการระบายความกลัวและเยียวยาจิตใจ โดยพัฒนาเป็นแนวคิด “Self-Obliteration” หรือการลบล้างตัวตน ด้วยการเติมลายจุดลงบนสิ่งต่างๆ เพื่อให้ตัวตนของเธอสลายไปกับผลงานศิลปะ

หลังจากศึกษาการวาดภาพสไตล์ญี่ปุ่นที่เกียวโต คุซามะตัดสินใจย้ายไปตั้งหลักที่สหรัฐอเมริกาในปี 1957 เพื่อหลีกหนีจากค่านิยมกรอบเดิมๆ ในบ้านเกิด โดยเธอต้องต่อสู้กับความยากจนอย่างหนักในนิวยอร์ก ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินแถวหน้าของฝั่งอาวองการ์ดในทศวรรษ 1960 ผ่านการจัดแสดงผลงานศิลปะเชิงจัดวาง ปฏิรูปแฟชั่น และกิจกรรมประท้วงสงครามเวียดนาม

คุซามะเดินทางกลับประเทศญี่ปุ่นในปี 1973 ด้วยภาวะหมดไฟและปัญหาสุขภาพจิต เธอตัดสินใจเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลจิตเวชในกรุงโตเกียวด้วยความสมัครใจ และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นพร้อมกับสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอย่างไม่หยุดยั้งจนถึงช่วงบั้นปลายชีวิต เอกลักษณ์อันโดดเด่นของเธอคือวิกผมสีฉูดฉาด เสื้อผ้าลายจุด และผลงานรูป “ฟักทอง” ลายจุด ซึ่งเธอเปรียบเสมือนเพื่อนคู่ชีวิต

ตลอดชีวิตการทำงาน คุซามะได้รับรางวัลเกียรติยศมากมาย อาทิ เครื่องราชอิสริยาภรณ์อาทิตย์อุทัย (Order of the Rising Sun) จากรัฐบาลญี่ปุ่นในปี 2006 และได้รับการยกย่องจากนิตยสาร TIME ให้เป็น 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกเมื่อปี 2016

คุซามะเคยกล่าวไว้ในปี 2017 ถึงความปรารถนาสุดท้ายของเธอว่า “ความปรารถนาของฉันหลังจากที่ตายไปแล้ว คือขอให้อนาคตอันสว่างไสวชั่วนิรันดร์ ความงดงามแห่งความรักของมนุษย์ และจิตวิญญาณของฉันถูกส่งต่อออกไป ได้โปรดรักผลงานศิลปะของฉัน แม้ในวันที่ฉันไม่อยู่แล้ว”.

ที่มา KYODO NEWS / AFP

ยูเอ็นเตือนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมา ดิ่งสู่ระดับต่ำสุดครั้งใหม่

ยูเอ็นเตือนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมา ดิ่งสู่ระดับต่ำสุดครั้งใหม่

27 ส.ค. 2569 10:30 น.

ยูเอ็นเตือนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมา ดิ่งสู่ระดับต่ำสุดครั้งใหม่

สหประชาชาติเตือนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมาดิ่งสู่ระดับต่ำสุดครั้งใหม่ ชี้กองทัพยังใช้ความรุนแรง ขณะที่เหมืองผิดกฎหมาย ยาเสพติด ค้ามนุษย์ และศูนย์หลอกลวงออนไลน์ซ้ำเติมวิกฤติ

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เปิดเผยรายงานที่ระบุว่า สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมาซึ่งเลวร้ายอยู่แล้ว กำลังดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดครั้งใหม่ โดยมีทั้งความรุนแรงของกองทัพ การละเมิดสิทธิชาวโรฮิงญา และผลกระทบจากเศรษฐกิจผิดกฎหมายที่กำลังขยายตัว

รายงานครอบคลุมสถานการณ์ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2568 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 โดยระบุว่า ประชาชนทั่วประเทศยังต้องเผชิญความทุกข์ยากและความโหดร้ายในหลายระดับ ขณะที่กองทัพยังใช้ปฏิบัติการทางอากาศ การเผาทำลาย และการบังคับให้ประชาชนพลัดถิ่น เพื่อสร้างความหวาดกลัวและควบคุมประชาชน พร้อมใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ขยายการเฝ้าระวัง

โดยนายโวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องให้ทุกประเทศ บริษัท และนักลงทุนทบทวนการดำเนินงานหรือการเพิกเฉยของตนเอง และพิจารณาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นธรรมหรือยุติธรรมต่อประชาชนเมียนมาหรือไม่

รายงานยังระบุว่า กองทัพเมียนมาและกองทัพอาระกัน ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ ถูกกล่าวหาว่าก่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวโรฮิงญาอย่างกว้างขวางและเป็นระบบ ขณะที่เศรษฐกิจผิดกฎหมาย ทั้งการทำเหมือง การผลิตยาเสพติด การค้ามนุษย์ และศูนย์หลอกลวงออนไลน์ กลายเป็นแหล่งเงินทุนที่ช่วยหล่อเลี้ยงความขัดแย้ง.

ที่มา Irrawaddy

ญี่ปุ่นเตือนภัยสีแดงระดับสูงสุด ฝนตกหนักถล่มพื้นที่อิชิคาวะ-โทยามะ เสี่ยงน้ำท่วม-ดินถล่ม

 ญี่ปุ่นเตือนภัยสีแดงระดับสูงสุด ฝนตกหนักถล่มพื้นที่อิชิคาวะ-โทยามะ เสี่ยงน้ำท่วม-ดินถล่ม

27 ส.ค. 2569 10:15 น.

ญี่ปุ่นเตือนภัยสีแดงระดับสูงสุด ฝนตกหนักถล่มพื้นที่อิชิคาวะ-โทยามะ เสี่ยงน้ำท่วม-ดินถล่ม

ญี่ปุ่นออกคำเตือนภัยฉุกเฉินฝนตกหนักระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ในพื้นที่จังหวัดอิชิคาวะและโทยามะ เตือนประชาชนเร่งหาที่ปลอดภัย หลังเสี่ยงเกิดน้ำท่วมและภัยพิบัติรุนแรง

วันที่ 26 สิงหาคม 2569  สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นออกคำเตือนภัยฉุกเฉินฝนตกหนักระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตามมาตรการแจ้งเตือน 5 ระดับ ในพื้นที่เมืองฮาคุอิ เมืองชิกะ เมืองโฮดัตสึชิมิซุ และเมืองนากานาโตะ ในจังหวัดอิชิคาวะ รวมถึงเมืองฮิมิ ในจังหวัดโทยามะ

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นขอให้ประชาชน ดำเนินการเพื่อรักษาชีวิตทันที และเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัย หากการเดินทางไปยังศูนย์อพยพที่กำหนดไว้มีความเสี่ยง โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า พื้นที่ที่ได้รับคำเตือนมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าอาจเกิดภัยพิบัติรุนแรงจากฝนตกหนักแล้ว ทั้งน้ำในแม่น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ และน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือบริเวณใต้ดิน

เจ้าหน้าที่ระบุว่า สำหรับผู้ที่ไม่สามารถอพยพออกจากอาคารได้อย่างปลอดภัย เจ้าหน้าที่แนะนำให้ย้ายขึ้นไปยังชั้นที่สูงกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงกระแสน้ำและพื้นที่เสี่ยงภัย โดยขอให้ประชาชนติดตามประกาศเตือนภัยและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด.

ที่มา NHK

ตร.เกาหลีใต้ รื้อสอบคดีคนหาย 3.1 แสนคดี ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา หลังพบปัญหาปิดคดีคนหายบนเกาะเชจู

ตร.เกาหลีใต้ รื้อสอบคดีคนหาย 3.1 แสนคดี ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา หลังพบปัญหาปิดคดีคนหายบนเกาะเชจู

27 ส.ค. 2569 09:55 น.

ตร.เกาหลีใต้ รื้อสอบคดีคนหาย 3.1 แสนคดี ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา หลังพบปัญหาปิดคดีคนหายบนเกาะเชจู

ตำรวจเกาหลีใต้เตรียมทบทวนคดีบุคคลสูญหายราว 310,000 คดีที่ปิดไปในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดข้อวิจารณ์กรณีตำรวจเกาะเชจูปิดคดีโดยไม่ตรวจสอบความปลอดภัยของผู้สูญหาย

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้ เตรียมยกเครื่องระบบสอบสวนคดีบุคคลสูญหาย พร้อมทบทวนคดีที่ปิดไปแล้วราว 310,000 คดีในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2569 โดยตำรวจระบุว่าจะคัดกรองคดีที่มีความเสี่ยงสูงต่อการปิดคดีอย่างไม่เหมาะสม ก่อนตรวจสอบซ้ำว่าบุคคลที่ถูกรายงานว่าสูญหายปลอดภัยหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบว่าการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่ และหากพบคดีที่มีข้อสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ดำเนินการไม่เหมาะสมหรือไม่เพียงพอ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะสั่งเปิดการสอบสวนใหม่ทันที และรายงานผลให้หน่วยงานตำรวจในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องทราบ

รายงานข่าวระบุว่า นอกจากนี้ ตำรวจระดับจังหวัดและนครใหญ่จะต้องทบทวนคดีบุคคลสูญหายที่สถานีตำรวจในพื้นที่รับผิดชอบปิดไปแล้วเป็นประจำทุกสัปดาห์ และสั่งให้มีการสอบสวนใหม่หากพบความจำเป็น

มาตรการครั้งนี้มีขึ้นหลังเกิดกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจในเกาะเชจูปิดคดีหญิงสูญหายรายหนึ่งเมื่อเดือนพฤษภาคม โดยไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเธอยังปลอดภัยหรือไม่ ก่อนพบร่างของหญิงคนนี้มื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังตำรวจเพิ่งเริ่มปฏิบัติการค้นหาครั้งใหญ่อย่างจริงจังในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับกระบวนการรับแจ้งและติดตามคดีบุคคลสูญหายของตำรวจเกาหลีใต้ และนำไปสู่การผลักดันให้มีการตรวจสอบคดีที่ปิดไปแล้วในวงกว้างครั้งนี้.

ที่มา Yonhap