สหรัฐฯ พลิกนโยบาย ปลดล็อกน้ำมันอิหร่าน 140 ล้านบาร์เรล หวังสกัดราคาพลังงานพุ่ง

สหรัฐฯ พลิกนโยบาย ปลดล็อกน้ำมันอิหร่าน 140 ล้านบาร์เรล หวังสกัดราคาพลังงานพุ่ง

21 มี.ค. 2569 12:56 น.

สหรัฐฯ พลิกนโยบาย ปลดล็อกน้ำมันอิหร่าน 140 ล้านบาร์เรล หวังสกัดราคาพลังงานพุ่ง

สหรัฐอเมริกาสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อนโยบายพลังงานโลก หลังประกาศผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านบางส่วน เพื่อเพิ่มอุปทานในตลาด หวังบรรเทาวิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากสถานการณ์สงคราม

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้การบริหารของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานที่พุ่งสูง โดยรัฐบาลสหรัฐฯ อนุญาตให้มีการจำหน่ายน้ำมันอิหร่านที่ค้างอยู่ในเรือบรรทุกกลางทะเล ผ่านใบอนุญาตพิเศษแบบชั่วคราวและจำกัดขอบเขต

สก็อตต์ เบสเซ่น รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า มาตรการนี้จะช่วยปล่อยน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากอิหร่านราว 140 ล้านบาร์เรล เข้าสู่ตลาดโลกในระยะสั้น โดยใบอนุญาตจะมีผลจนถึงวันที่ 19 เมษายน 2026

ก่อนหน้านี้ น้ำมันอิหร่านส่วนใหญ่ถูกจำกัดการขายจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และพันธมิตร โดยมีจีนเป็นผู้ซื้อหลักในราคาส่วนลดสูง

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ มองว่า การผ่อนคลายข้อจำกัดครั้งนี้ อาจช่วยกระจายอุปทานไปยังประเทศอื่น ๆ เช่น อินเดีย, ญี่ปุ่น และมาเลเซีย พร้อมกดดันให้จีนต้องซื้อน้ำมันในราคาตลาดมากขึ้น

แม้มาตรการดังกล่าวจะถูกมองว่าเป็นการแก้เกมฉุกเฉิน แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากตั้งข้อสงสัยถึงประสิทธิผล

โดยเดวิด แทนเน่นบัม จาก Blackstone Compliance Services ระบุว่า “นี่คือเรื่องเหลือเชื่อ เพราะเท่ากับเราเปิดทางให้อิหร่านขายน้ำมัน ซึ่งอาจนำเงินไปใช้สนับสนุนสงคราม”

ขณะที่ ราเชล เซียมบา นักวิเคราะห์ด้านพลังงาน มองว่า มาตรการนี้อาจ ไม่ใช่ตัวเปลี่ยนเกม และยังมีคำถามสำคัญว่า จะป้องกันไม่ให้รายได้ไหลกลับสู่รัฐบาลอิหร่านได้จริงหรือไม่

สถานการณ์พลังงานโลกยังคงตึงเครียดจากผลกระทบของสงคราม โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ซึ่งโดยปกติรองรับน้ำมันราว 20% ของการบริโภคทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดสงครามในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ การขนส่งผ่านช่องแคบดังกล่าวชะงักลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกลดลงประมาณ 10%

นอกจากนี้ ความเสียหายจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของอิหร่านและกาตาร์ ยังเพิ่มความเสี่ยงว่ากำลังการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลอาจได้รับผลกระทบในระยะยาว แม้สงครามจะยุติลง

ทั้งนี้ ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน สหรัฐฯ ได้ดำเนินมาตรการหลายด้านเพื่อเพิ่มอุปทาน เช่น ปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินหลายล้านบาร์เรล และผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียบางส่วน

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวก็สร้างแรงต้านจากชาติยุโรป ซึ่งกังวลว่าอาจเป็นการหนุนอำนาจของ วลาดิเมียร์ ปูติน และยืดเยื้อสงครามในยูเครน.

ที่มา : BBC

ฮุน มาเนต งัดมาตรการด่วน! ลดภาษี–อุ้มราคาน้ำมัน ฝ่าวิกฤตพลังงานเดือด

ฮุน มาเนต งัดมาตรการด่วน! ลดภาษี–อุ้มราคาน้ำมัน ฝ่าวิกฤตพลังงานเดือด

21 มี.ค. 2569 11:17 น.

ฮุน มาเนต งัดมาตรการด่วน! ลดภาษี–อุ้มราคาน้ำมัน ฝ่าวิกฤตพลังงานเดือด

ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเผย รัฐบาลได้ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพของประชาชนแล้ว หลังสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชาเปิดเผยว่า รัฐบาลกัมพูชา ได้ดำเนินมาตรการแทรกแซงราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยมาตรการที่ประกาศใช้ก่อนหน้านี้ ได้แก่ ปรับลดราคาน้ำมันลง 6.5 เซนต์สหรัฐต่อลิตร ลดราคาน้ำมันเพิ่มเติม 1 เซนต์ต่อลิตร หากราคาน้ำมันเบนซินในตลาดโลกเกิน 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และดีเซลเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รวมทั้งยกเว้นภาษีนำเข้าน้ำมันเป็น 0%

ขณะที่ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 รัฐบาลกัมพูชาได้ออกมาตรการเพิ่มเติม หลังราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ลดราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลเพิ่มเติม, ปรับลดส่วนลดพิเศษน้ำมันดีเซลจาก 4% เหลือ 0% และลดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมของน้ำมันจาก 10% เหลือ 4% โดยรัฐบาลรับภาระชดเชยส่วนต่าง 6%

ทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชาย้ำว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และเตรียมออกมาตรการเพิ่มเติมทันที หากสถานการณ์ยังคงผันผวนหรือรุนแรงมากขึ้น.

ที่มา : FB ฮุนเซน

ฝนถล่มฮาวาย น้ำทะลักเสี่ยงเขื่อนแตก สั่งอพยพประชาชนด่วนกว่า 4,000 ชีวิต

ฝนถล่มฮาวาย น้ำทะลักเสี่ยงเขื่อนแตก สั่งอพยพประชาชนด่วนกว่า 4,000 ชีวิต

21 มี.ค. 2569 10:20 น.

ฝนถล่มฮาวาย น้ำทะลักเสี่ยงเขื่อนแตก สั่งอพยพประชาชนด่วนกว่า 4,000 ชีวิต

ฝนตกหนัก น้ำป่าหลากถล่มฮาวาย เขื่อนบนเกาะโออาฮู เสี่ยงพังทุกเมื่อ ทางการสั่งอพยพด่วน ประชาชนบางส่วนติดอยู่กลางน้ำ

วันที่ 21 มีนาคม 2569 เกิดสถานการณ์วิกฤตในรัฐฮาวาย ของสหรัฐฯ หลังฝนตกหนักต่อเนื่องทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันรุนแรง และเสี่ยงที่เขื่อนวาฮิอาวาบนเกาะโออาฮูจะพังทลาย โดยเจ้าหน้าที่เตือนว่าเขื่อนแห่งนี้มีน้ำไหลล้นสปิลเวย์ในอัตราสูง และอาจพังหรือแตกได้ทุกเมื่อ ส่งผลให้มีคำสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่ท้ายน้ำอย่างเร่งด่วน

ทางการเมืองโฮโนลูลูออกประกาศฉุกเฉินให้ออกจากพื้นที่ทันที ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 21 มีนาคม ครอบคลุมพื้นที่ไวอาลัวและฮาเลอิวา บริเวณชายฝั่งตอนเหนือของเกาะ โดยมีประชาชนอย่างน้อยกว่า 4,000 คนอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ขณะที่หลายคนไม่สามารถอพยพได้ เนื่องจากถนนถูกน้ำท่วม รถยนต์จมอยู่ใต้น้ำ และหน่วยกู้ภัยเข้าถึงพื้นที่ได้ยาก

เจ้าหน้าที่แนะนำว่า หากติดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ให้ขึ้นไปยังจุดที่สูงที่สุด และหลีกเลี่ยงการอยู่ในห้องใต้หลังคาหากไม่มีทางออกไปยังหลังคา เจ้าหน้าที่ยังเตือนว่า ยังมีฝนตกเพิ่มเติมในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง และขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากทางการอย่างใกล้ชิด.

ที่มา AFP

อิหร่านเดือด ขู่โจมตีแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก ขณะที่สงครามยืดสัปดาห์ที่ 3

อิหร่านเดือด ขู่โจมตีแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก ขณะที่สงครามยืดสัปดาห์ที่ 3

21 มี.ค. 2569 09:44 น.

อิหร่านเดือด ขู่โจมตีแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก ขณะที่สงครามยืดสัปดาห์ที่ 3

อิหร่านเดือด ยกระดับขู่โจมตีสวนสาธารณะ-แหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก ตอบโต้สหรัฐฯ-อิสราเอล ขณะโดรนถล่มโรงกลั่นน้ำมันคูเวต

วันที่ 21 มีนาคม 2569 นายอโบลฟาซล์ เชคาร์ชี โฆษกระดับสูงของกองทัพอิหร่าน ระบุว่า อิหร่านจะขยายเป้าหมายการโจมตีไปยังแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่พักผ่อนทั่วโลก เพื่อตอบโต้ สหรัฐฯ และ อิสราเอล โดยสวนสาธารณะ พื้นที่พักผ่อน และแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลกจะไม่ปลอดภัยสำหรับศัตรูของอิหร่าน  

ท่าทีล่าสุดของอิหร่านเกิดขึ้นหลังอิหร่านเพิ่มระดับการโจมตีเป้าหมายด้านพลังงานในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ภายหลังอิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติเซาท์พาร์ส  ของอิหร่าน

ล่าสุด มีรายงานว่าโดรนของอิหร่านโจมตีโรงกลั่นน้ำมันมีนา อัล-อาห์มาดี ใน คูเวต ถึง 2 ระลอกในช่วงเช้าวันศุกร์ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ในพื้นที่โรงกลั่น ซึ่งโรงกลั่นแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง มีกำลังการผลิตสูงถึงประมาณ 730,000 บาร์เรลต่อวัน.

ที่มา CNN

ไฟไหม้โรงงานชิ้นส่วนรถยนต์เกาหลีใต้ เจ็บ 53 สูญหาย 14 ราย หวั่นสารเคมีระเบิด-อาคารถล่ม

ไฟไหม้โรงงานชิ้นส่วนรถยนต์เกาหลีใต้ เจ็บ 53 สูญหาย 14 ราย หวั่นสารเคมีระเบิด-อาคารถล่ม

21 มี.ค. 2569 08:27 น.

ไฟไหม้โรงงานชิ้นส่วนรถยนต์เกาหลีใต้ เจ็บ 53 สูญหาย 14 ราย หวั่นสารเคมีระเบิด-อาคารถล่ม

เพลิงไหม้โรงงานในแดจอน เกาหลีใต้ คนงานบาดเจ็บ 53 ราย สูญหายอีก 14 เจ้าหน้าที่ระดมกำลังทั่วประเทศ รับมือสารเคมีระเบิดและยังเสี่ยงอาคารถล่ม

วันที่ 21 มีนาคม 2569 สำนักข่าวยอนฮับ รายงานว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงในโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่เมืองแดจอน ของเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม  ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 53 ราย และสูญหายอีก 14 ราย

รายงานข่าวระบุว่า ขณะเกิดเหตุมีคนงานอยู่ภายในโรงงานประมาณ 170 คน โดยเจ้าหน้าที่ไม่สามารถติดต่อคนงานบางส่วนได้ ขณะที่ผู้บาดเจ็บ 24 รายมีอาการสาหัส ส่วนใหญ่ได้รับพิษจากการสูดดมก๊าซ และบางรายตกจากอาคาร

ล่าสุด ประธานาธิบดีอี แจ มยอง สั่งการให้ระดมทรัพยากรทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยและควบคุมสถานการณ์ ขณะที่นายกรัฐมนตรีคิม มิน ซอก ได้สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินมาตรการควบคุมการจราจรและอพยพประชาชน เพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม ขณะที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งค้นหาผู้สูญหายและสอบสวนสาเหตุของเพลิงไหม้ครั้งนี้

ทางด้านหน่วยงานดับเพลิงแห่งชาติเปิดเผยว่า โรงงานแห่งนี้มีอาคาร 2 หลัง โดยหนึ่งหลังถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งหมด ขณะที่อีกหลังยังคงมีไฟลุกไหม้ต่อเนื่อง แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปภายในได้ เนื่องจากเสี่ยงต่อการถล่มโดยได้ประกาศระดมกำลังดับเพลิงระดับประเทศ เนื่องจากเพลิงไหม้มีขนาดใหญ่เกินขีดความสามารถของหน่วยงานท้องถิ่น โดยมีเจ้าหน้าที่กว่า 200 นาย พร้อมอุปกรณ์ 90 ชิ้น และเฮลิคอปเตอร์เข้าร่วมปฏิบัติการ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า นอกจากนี้ ยังพบสารโซเดียมประมาณ 200 กิโลกรัมภายในอาคาร ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการระเบิด หากจัดการไม่เหมาะสม ทำให้การควบคุมเพลิงเป็นไปอย่างยากลำบาก.

ที่มา Yonhap

BTS คัมแบ็กสะเทือนโซล! โดรน 2,000 ลำ เรียงเป็นหน้าสมาชิกเต็มฟ้า ก่อนขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่วันนี้ (คลิป)

BTS คัมแบ็กสะเทือนโซล! โดรน 2,000 ลำ เรียงเป็นหน้าสมาชิกเต็มฟ้า ก่อนขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่วันนี้ (คลิป)

21 มี.ค. 2569 08:25 น.

BTS คัมแบ็กสะเทือนโซล! โดรน 2,000 ลำ เรียงเป็นหน้าสมาชิกเต็มฟ้า ก่อนขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่วันนี้ (คลิป)

แฟนคลับ BTS แห่ร่วมชมโดรนโชว์สุดอลังการกลางกรุง โซล แปรเป็นภาพใบหน้าสมาชิกทั้งวง เพื่อฉลองการคัมแบ็กอัลบั้มใหม่ “ARIRANG” ก่อนจัดคอนเสิร์ตใหญ่ที่คาดว่าจะมีผู้ชมกว่า 260,000 คนในวันนี้

โดรนจำนวนราว 2,000 ตัว พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืนในกรุง โซล ประเทศเกาหลีใต้  ก่อนจะเรียงตัวเป็นใบหน้าของสมาชิกวง BTS อย่างสวยงาม ท่ามกลางแฟนคลับนับร้อยส่งเสียงเชียร์กึกก้อง

การแสดงโดรนไลต์โชว์ดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาที่ สวนสาธารณะตึกซอมฮันกัง ริมแม่น้ำฮัน โดยเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมสำหรับแฟนๆ เพื่อเฉลิมฉลองการกลับมาของ BTS พร้อมอัลบั้มใหม่

ตลอดระยะเวลา 15 นาที โดรนราว 2,000 ลำ ได้สร้างภาพและรูปทรงหลากหลายกลางอากาศ ประกอบเพลงใหม่ของวง ไม่ว่าจะเป็นภาพพอร์ตเทรตของสมาชิก ชื่ออัลบั้ม รวมถึงชื่อเพลงไตเติล ท่ามกลางแสงแฟลชจากโทรศัพท์มือถือของแฟนๆ ที่ส่องประกายทั่วบริเวณ

ปล่อยอัลบั้มใหม่ “ARIRANG” แรงบันดาลใจจากเพลงพื้นบ้านเกาหลี

ก่อนหน้าการแสดงในวันเดียวกัน BTS ได้ปล่อยอัลบั้มเต็มชุดที่ 5 ชื่อ “ARIRANG” ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากเพลงพื้นบ้านเก่าแก่หลายร้อยปีของเกาหลี ที่ถือเป็นเสมือนเพลงสัญลักษณ์ร่วมของทั้งเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้

หลังห่างหายจากการแสดงไปนานถึง 4 ปี BTS เตรียมจัดคัมแบ็กโชว์ครั้งยิ่งใหญ่ในวันเสาร์นี้ ที่จตุรัสกวางฮวามุน ศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของกรุงโซล

คอนเสิร์ตครั้งนี้เปิดให้เข้าชมฟรี และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมมากถึง 260,000 คน โดยนอกจากผู้ที่มีบัตรเข้าชมแล้ว ยังมีการติดตั้งจอขนาดใหญ่ในพื้นที่โดยรอบ เพื่อให้แฟนๆ จำนวนมากสามารถร่วมชมการแสดงได้อย่างทั่วถึงท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด.

ดูคลิป ที่นี่

ที่มา : AP

ทรัมป์ส่งสัญญาณ “ลดบทบาททหาร” ในตะวันออกกลาง อ้างสหรัฐฯ ชนะ และใกล้บรรลุเป้าหมาย

ทรัมป์ส่งสัญญาณ “ลดบทบาททหาร” ในตะวันออกกลาง อ้างสหรัฐฯ ชนะ และใกล้บรรลุเป้าหมาย

21 มี.ค. 2569 07:47 น.

ทรัมป์ส่งสัญญาณ “ลดบทบาททหาร” ในตะวันออกกลาง อ้างสหรัฐฯ ชนะ และใกล้บรรลุเป้าหมาย

โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าสหรัฐฯ กำลังพิจารณาลดบทบาททางทหารในตะวันออกกลาง หลังเชื่อว่าใกล้บรรลุเป้าหมายในการรับมืออิหร่าน พร้อมโยนให้ประเทศอื่นที่ใช้ช่องแคบฮอร์มุซ รับหน้าที่ดูแลความปลอดภัยแทน 

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันศุกร์ (ตามเวลาท้องถิ่น) ว่า สหรัฐอเมริกากำลังพิจารณาลดระดับ ปฏิบัติการทางทหารในตะวันออกกลาง หลังจากเชื่อว่าใกล้บรรลุเป้าหมายสำคัญในการจัดการกับอิหร่านแล้ว

ทรัมป์ระบุว่า ความคืบหน้าดังกล่าวเกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ สามารถบ่อนทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของอิหร่าน รวมถึงทำลายศักยภาพของกองทัพอากาศและกองทัพเรืออิหร่านได้ในระดับหนึ่ง

ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวถึงความสำคัญของ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก โดยเสนอว่าประเทศที่พึ่งพาการใช้เส้นทางดังกล่าวควรเข้ามามีบทบาทดูแลความปลอดภัยแทนสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าสหรัฐฯ ยังพร้อมให้การสนับสนุน หากประเทศพันธมิตรร้องขอความช่วยเหลือ แต่เชื่อว่าหากภัยคุกคามจากอิหร่านหมดไป ภารกิจดังกล่าวจะไม่ใช่เรื่องยากสำหรับประเทศเหล่านั้น

ทรัมป์อ้าง “สหรัฐฯ ชนะแล้ว” แต่เสริมกำลังต่อเนื่อง

แม้ทรัมป์จะกล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า สหรัฐฯชนะสงครามกับอิหร่านแล้ว แต่สถานการณ์ในพื้นที่ยังคงตึงเครียด

รายงานจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า กองกำลังนาวิกโยธินและทหารเรือสหรัฐฯ หลายพันนายกำลังมุ่งหน้าไปยังตะวันออกกลางเพิ่มเติม ในช่วงที่สงครามกับอิหร่านกำลังจะเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4

ท่าทีของทรัมป์สะท้อนแนวโน้มลดภาระของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยพยายามผลักดันให้พันธมิตรเข้ามารับบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะในจุดยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ตาม การเสริมกำลังทหารในเวลาเดียวกัน อาจสะท้อนว่าสหรัฐฯ ยังไม่พร้อมถอนตัวเต็มรูปแบบ และยังคงต้องการรักษาอำนาจต่อรองทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาคที่มีความสำคัญต่อพลังงานโลก.

ที่มา : CNN

อิหร่านยืนยัน โฆษกกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม IRGC ถูกสังหารจากการโจมตีร่วมสหรัฐฯ-อิสราเอล

อิหร่านยืนยัน โฆษกกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม IRGC ถูกสังหารจากการโจมตีร่วมสหรัฐฯ-อิสราเอล

21 มี.ค. 2569 00:00 น.

อิหร่านยืนยัน โฆษกกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม IRGC ถูกสังหารจากการโจมตีร่วมสหรัฐฯ-อิสราเอล

อิหร่านยืนยัน โฆษกกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม IRGC ถูกสังหารจากการโจมตีร่วมสหรัฐฯ-อิสราเอล นับเป็นรายล่าสุดในปฏิบัติการลอบสังหารระดับผู้นำของอิหร่าน

วันที่ 20 มีนาคม 2569 กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน เปิดเผยว่า อาลี โมฮัมหมัด ไนอินี วัย 68 ปี ผู้ดำรงตำแหน่งโฆษก ได้ถูกสังหารจากการโจมตีทางอากาศร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล ในช่วงเช้ามืดวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยเหตุเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่เขาปรากฏตัวทางโทรทัศน์ ยืนยันว่าอิหร่านยังคงมีศักยภาพในการผลิตขีปนาวุธ แม้อยู่ในภาวะสงคราม

ก่อนหน้านี้ ไนอินีให้สัมภาษณ์ว่า อุตสาหกรรมขีปนาวุธของอิหร่านยังคงดำเนินต่อไปได้อย่างเต็มที่ และไม่มีความน่ากังวลแม้ถูกโจมตี

ด้านนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิวราเอล ระบุว่า อิหร่านไม่สามารถพัฒนานิวเคลียร์และขีปนาวุธได้อีก ขณะที่กองทัพอิสราเอลยืนยันว่า กำลังเดินหน้าโจมตีเป้าหมายในกรุงเตหะรานอย่างต่อเนื่อง 

ทั้งนี้ การเสียชีวิตของไนอินี ถือเป็นหนึ่งในเหตุลอบสังหารเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านที่เกิดขึ้นต่อเนื่องภายในเวลาไม่ถึง 3 สัปดาห์ นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ก่อนหน้านี้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ถูกสังหารในช่วงเริ่มต้นของปฏิบัติการ และถูกแทนที่โดย โมจตาบา คาเมเนอี.

ที่มา Aljazeera

อิสราเอลถล่มอิหร่านอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเทศกาลปีใหม่ของชาวเปอร์เซีย ขณะที่อิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้

อิสราเอลถล่มอิหร่านอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเทศกาลปีใหม่ของชาวเปอร์เซีย ขณะที่อิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้

20 มี.ค. 2569 20:20 น.

อิสราเอลถล่มอิหร่านอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเทศกาลปีใหม่ของชาวเปอร์เซีย ขณะที่อิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้

สงครามสหรัฐฯ อิสราเอล กับอิหร่านเดือด อิสราเอลโจมตีกรุงเตหะรานช่วงปีใหม่เปอร์เซีย ขณะอิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้ ทำให้ราคาพลังงานผันผวน

วันที่ 20 มีนาคม 2569 สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยกระดับอีกครั้ง เมื่ออิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่กรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่านในช่วงที่ประชาชนกำลังเฉลิมฉลองเทศกาลโนว์รูซ หรือปีใหม่ของชาวเปอร์เซีย ขณะเดียวกัน อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธหลายระลอกเข้าใส่กรุงเยรูซาเลม โดยมีรายงานว่าเสียงการสกัดกั้นขีปนาวุธดังขึ้นต่อเนื่องตลอดทั้งคืน

ด้านนายเบนจามิน เนทันยาฮู ระบุว่า อิหร่านถูกทำลายศักยภาพอย่างหนัก จนไม่สามารถเสริมสมรรถนะด้านนิวเคลียร์หรือผลิตขีปนาวุธได้ตามเดิม

การปะทะกันครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากอิหร่านตอบโต้การโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติเซาท์พาร์ส ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงในช่วงที่ผ่านมา ก่อนเริ่มปรับตัวลดลงหลังอิสราเอลส่งสัญญาณชะลอการโจมตีเป้าหมายด้านพลังงาน และสหรัฐฯ มีแผนเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน

นอกจากนี้ หลายประเทศรวมถึง อังกฤษ ฝรั่งเศส และ ญี่ปุ่น ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความพร้อมสนับสนุนความพยายามรักษาความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก โดยสถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความเสี่ยงที่ความขัดแย้งอาจลุกลามเป็นวงกว้างมากขึ้น ท่ามกลางความกังวลของนานาชาติทั้งด้านความมั่นคงและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป.

ที่มา BBC

เมียนมาจ่อเลือกประธานาธิบดีใหม่ 30 มีนาคมนี้ คาด “มิน อ่อง หล่าย” คว้าเก้าอี้ผู้นำพลเรือน

เมียนมาจ่อเลือกประธานาธิบดีใหม่ 30 มีนาคมนี้ คาด "มิน อ่อง หล่าย" คว้าเก้าอี้ผู้นำพลเรือน

20 มี.ค. 2569 17:10 น.

เมียนมาจ่อเลือกประธานาธิบดีใหม่ 30 มีนาคมนี้ คาด “มิน อ่อง หล่าย” คว้าเก้าอี้ผู้นำพลเรือน

รัฐสภาเมียนมาเตรียมเริ่มกระบวนการสรรหาประธานาธิบดีคนใหม่ วันที่ 30 มีนาคมนี้ หลังการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยข้อกังขา นักวิเคราะห์ชี้ชัด พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย เตรียมก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศอย่างเป็นทางการ แต่อาจต้องลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดเพื่อเลี่ยงข้อกฎหมายรัฐธรรมนูญ

เจ้าหน้าที่รัฐสภาเมียนมา ประกาศผ่านสื่อของรัฐเมื่อวันศุกร์ว่า กระบวนการคัดเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 30 มีนาคมนี้ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญหลังจากมีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยพรรคที่มีกองทัพหนุนหลังเป็นผู้คว้าชัยชนะ

ตามระบบที่วางไว้ รัฐสภาทั้งวุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร และตัวแทนจากกองทัพ จะเสนอชื่อผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสภาละ 1 คน รวมเป็น 3 คน หลังจากผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ รัฐสภาจะลงมติเลือก 1 ใน 3 ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ส่วนอีก 2 ท่านที่เหลือจะดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี

เหล่านักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐประหารปี 2021 จะเป็นผู้ชนะในการโหวตครั้งนี้และก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนต่อไปของเมียนมา

นายถิ่น จ่อ เอ นักวิเคราะห์อิสระในประเทศไทย ให้ความเห็นว่า พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย น่าจะตัดสินใจสละตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดก่อนวันที่ 30 มีนาคม เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2008 ระบุว่าข้าราชการประจำไม่สามารถดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนสถานะเป็นพลเรือนเพื่อให้มีคุณสมบัติครบถ้วน

อย่างไรก็ตาม นายถิ่น จ่อ เอ มองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่เป็นเพียงการ “เปลี่ยนรูปโฉมจากเผด็จการในชุดเครื่องแบบทหาร มาเป็นเผด็จการในชุดพลเรือนเท่านั้น” โดยกองทัพและพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) จะยังคงผูกขาดอำนาจทางการเมืองต่อไปอย่างเบ็ดเสร็จ

เมียนมาตกอยู่ภายใต้วิกฤตและความวุ่นวายมานับตั้งแต่การก่อรัฐประหารในช่วงต้นปี 2021 ซึ่งเป็นการขับไล่รัฐบาลพลเรือนที่นำโดยนางออง ซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การประท้วงทั่วประเทศ ก่อนจะลุกลามกลายเป็นการต่อสู้ด้วยอาวุธระหว่างกองทัพและกลุ่มต่อต้านทั่วประเทศที่ยังคงยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน.

ที่มา Reuters