“Lil X” ลูกชาย “อีลอน มัสก์” ขโมยซีนสะพาย “กระเป๋าหัวเสือ” ทำยอดขายพุ่ง 10 เท่าในคืนเดียว

"Lil X" ลูกชาย "อีลอน มัสก์" ขโมยซีนสะพาย "กระเป๋าหัวเสือ" ทำยอดขายพุ่ง 10 เท่าในคืนเดียว

17 พ.ค. 2569 12:43 น.

“Lil X” ลูกชาย “อีลอน มัสก์” ขโมยซีนสะพาย “กระเป๋าหัวเสือ” ทำยอดขายพุ่ง 10 เท่าในคืนเดียว

กลายเป็นไวรัลสนั่นโซเชียลจีนเมื่อ “Lil X” ลูกชายวัย 6 ขวบของ “อีลอน มัสก์” ร่วมคณะเยือนกรุงปักกิ่ง ปรากฏตัวในชุดเสื้อกั๊กผ้าไหมสไตล์จีน พร้อมสะพาย “กระเป๋าผ้าหัวเสือแฮนด์เมด” ปักมือโดยช่างฝีมือชนเผ่าพื้นเมืองจากเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ดันยอดขายแบรนด์ท้องถิ่นพุ่งกระฉูด 10 เท่าในชั่วข้ามคืน

อีลอน มัสก์ ซีอีโอของบริษัทเทสลา และหนึ่งในคณะผู้แทนสหรัฐฯ ที่ร่วมเดินทางเยือนจีนกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปรากฏตัวที่มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง พร้อมกับลูกชายวัย 6 ขวบ “X Æ A-Xii” หรือที่ชาวเน็ตเรียกว่า “ลิล เอ็กซ์” ก่อนที่เด็กชายจะกลายเป็นกระแสไวรัลบนสื่อสังคมออนไลน์ของจีน

ภาพและคลิปที่ถูกแชร์อย่างกว้างขวางเผยให้เห็น ลิล เอ็กซ์ สวมกางเกงสีเข้ม เสื้อเชิ้ตสีขาว และเสื้อกั๊กผ้าไหมปักลวดลายดอกไม้และนกในสไตล์จีน โดยสิ่งที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ “กระเป๋าหัวเสือ” แบบสะพายข้าง ซึ่งเป็นงานหัตถกรรมพื้นบ้านของจีน

กระเป๋าดังกล่าวผลิตโดยบริษัท Guilin Weiran Cultural Creative ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเชี่ยวชาญงานหัตถกรรมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ทำด้วยมือโดยช่างปักจากชนกลุ่มน้อยในพื้นที่

ตัวแทนแบรนด์เปิดเผยว่า กระเป๋าได้รับแรงบันดาลใจจาก “งานปักหัวเสือ” ศิลปะพื้นบ้านจีนที่มีความเชื่อเกี่ยวกับการปกป้องเด็กจากสิ่งชั่วร้าย โดยคางคกบนลิ้นของเสือเป็นสัญลักษณ์แห่งการดึงดูดโชคลาภ ส่วนผีเสื้อบนจมูกหมายถึงความโชคดีที่เพิ่มพูนขึ้น

กระเป๋าแต่ละใบใช้เวลาทำด้วยมือประมาณ 1 สัปดาห์ ส่งผลให้มีสินค้าในสต็อกเพียงราว 100 ใบ และหลังภาพของลิล เอ็กซ์ ถูกเผยแพร่ ยอดขายก็พุ่งขึ้นกว่า 10 เท่าในคืนเดียว จนสินค้าขายหมดอย่างรวดเร็ว

สื่อจีนรายงานว่า กระเป๋ารุ่นดังกล่าวจำหน่ายในราคามากกว่า 300 หยวน หรือประมาณ 1,500 บาท และกลายเป็นสินค้ายอดนิยมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ทันที

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมากยังชื่นชมการแต่งกายของลิล เอ็กซ์ ว่าน่ารักและให้เกียรติวัฒนธรรมจีน โดยมองว่าเป็นการผสมผสานแฟชั่นร่วมสมัยกับศิลปะพื้นบ้านจีนได้อย่างลงตัว

กระแสไวรัลยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อมีผู้ใช้โซเชียลรายหนึ่งแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับลูกชายของมัสก์ ก่อนที่มหาเศรษฐีเจ้าของ Tesla และ SpaceX จะตอบกลับเป็นภาษาจีนว่า “ลูกชายของผมกำลังเรียนภาษาจีนกลาง”

ที่ผ่านมา ลิล เอ็กซ์ มักปรากฏตัวร่วมกับบิดาในงานสำคัญระดับโลกอยู่บ่อยครั้ง ทั้งการเยือนทำเนียบขาว และการพบปะผู้นำหลายประเทศ รวมถึงนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย โดยหลายฝ่ายมองว่า การปรากฏตัวของเด็กชายช่วยเพิ่มภาพลักษณ์ที่เป็นกันเองให้กับอีลอน มัสก์ ในเวทีการเมืองและธุรกิจระดับโลก.

ที่มา South China Morning Post

เรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก “USS Gerald R. Ford” เทียบท่าหลังปฏิบัติภารกิจ 11 เดือน

เรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก "USS Gerald R. Ford" เทียบท่าหลังปฏิบัติภารกิจ 11 เดือน

17 พ.ค. 2569 11:54 น.

เรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก “USS Gerald R. Ford” เทียบท่าหลังปฏิบัติภารกิจ 11 เดือน

เรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด” ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกของกองทัพเรือสหรัฐฯ เดินทางกลับถึงฐานทัพในรัฐเวอร์จิเนียแล้ว หลังเสร็จสิ้นการประจำการยาวนานถึง 11 เดือนเต็ม ผ่านสมรภูมิสำคัญทั้งการสนับสนุนสงครามกับอิหร่าน และการร่วมปฏิบัติการจับกุมอดีตประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา

เรือ “ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด” ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่และก้าวหน้าที่สุดในโลก พร้อมด้วยเรือพิฆาตอีก 2 ลำ ได้แก่ ยูเอสเอส เบนบริดจ์ (USS Bainbridge) และยูเอสเอส มาฮาน (USS Mahan) ได้เดินทางกลับมาเทียบท่า ณ ฐานทัพเรือนอร์ฟอล์กในรัฐเวอร์จิเนีย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังเสร็จสิ้นการออกปฏิบัติการนานถึง 11 เดือน ซึ่งถือเป็นการประจำการที่ยาวนานที่สุดของเรือบรรทุกเครื่องบินนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเวียดนาม โดยมีทหารเรือราว 5,000 นาย ที่จะได้พบหน้าครอบครัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว

ตามรายงานจากสำนักข่าวสถาบันกองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่า เรือยูเอสเอส ฟอร์ด ใช้เวลาปฏิบัติภารกิจกลางทะเลรวมทั้งสิ้น 326 วัน ทำลายสถิติการประจำการที่ยาวนานที่สุดในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา โดยในประวัติศาสตร์กองทัพเรือสหรัฐฯ มีเพียงเรือยูเอสเอส มิดเวย์ (USS Midway) ในปี 1973 (332 วัน) และเรือยูเอสเอส คอรัล ซี (USS Coral Sea) ในปี 1965 (329 วัน) เท่านั้นที่ใช้เวลานานกว่า

อย่างไรก็ตาม สถิตินี้ไม่นับรวมเรือยูเอสเอส นิมิตซ์ (USS Nimitz) ที่เคยประจำการและห่างบ้านนาน 341 วันในช่วงปี 2020-2021 เนื่องจากระยะเวลาดังกล่าวได้รวมเอาช่วงที่ลูกเรือต้องกักตัวอย่างเข้มงวดบนฝั่งในสหรัฐฯ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ไว้ด้วย

เส้นทางการปฏิบัติหน้าที่อันยาวนานของเรือยูเอสเอส ฟอร์ด เริ่มต้นขึ้นจากการออกเดินทางจากชายฝั่งเวอร์จิเนียในเดือนมิถุนายน มุ่งหน้าสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ก่อนที่ในเดือนตุลาคมจะถูกปรับเปลี่ยนเส้นทางอย่างเร่งด่วนไปยังทะเลแคริบเบียน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมกำลังทางเรือครั้งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคดังกล่าวในรอบหลายสิบปี

ต่อมาในเดือนมกราคม เรือบรรทุกเครื่องบินยักษ์ลำนี้ได้เข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารในการเข้า จับกุมตัว นายนิโกลัส มาดูโร ในขณะที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งเวเนซุเอลา

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในแถบแคริบเบียน เรือยูเอสเอสฟอร์ดต้องเผชิญกับศึกหนักอีกครั้ง โดยมุ่งหน้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดกับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นสงคราม โดยเรือยูเอสเอสฟอร์ดได้เข้าร่วมในปฏิบัติการช่วงเริ่มต้นของสงครามอิหร่านจากบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ก่อนจะแล่นผ่านคลองสุเอซเข้าสู่ทะเลแดงในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

จากการปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญในสงครามอิหร่าน ส่งผลให้เรือยูเอสเอสฟอร์ดและกองเรือคุ้มกัน ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติอย่าง “เหรียญตราเชิดชูเกียรติประธานาธิบดีสำหรับหน่วยทหาร” ซึ่งเป็นรางวัลขั้นสูงสุดที่หน่วยทหารจะได้รับ โดยได้รับการยกย่องว่า “มีผลงานการรบที่โดดเด่นในการเผชิญหน้ากับศัตรูที่มุ่งมั่น”

นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้เดินทางมาร่วมต้อนรับการกลับมาของกองเรือรบด้วยตัวเอง รวมถึงเรือพิฆาต 2 ลำ โดยนายเฮกเซธได้กล่าวชื่นชมกำลังพลบนดาดฟ้าเรือยูเอสเอส เบนบริดจ์ ว่า “พวกคุณไม่ได้แค่ทำภารกิจสำเร็จ แต่พวกคุณได้สร้างประวัติศาสตร์ และทำให้คนทั้งชาติภาคภูมิใจ”

อย่างไรก็ตาม การประจำการที่ยาวนานเป็นประวัติการณ์ครั้งนี้ได้จุดประกายให้เกิดคำถามและข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสภาพจิตใจของกำลังพลที่ต้องห่างบ้านเป็นเวลานาน รวมถึงความสึกหรอของตัวเรือและอุปกรณ์ต่างๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระหว่างการปฏิบัติภารกิจ ลูกเรือต้องเผชิญกับเหตุการณ์ระทึกขวัญที่ไม่เกี่ยวกับการรบ นั่นคือเหตุ ไฟไหม้บริเวณห้องซักรีดบนเรือ ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก จนทำให้ทหารเรือหลายร้อยนายไม่มีที่นอน และกองทัพต้องนำเรือเข้าจอดซ่อมแซมครั้งใหญ่เป็นเวลานานที่เกาะครีต ของประเทศกรีซ ก่อนจะสามารถเดินทางกลับมาเทียบท่าที่บ้านเกิดได้ในที่สุด.

ที่มา Associated Press

ผู้โดยสารคลั่งกัดลูกเรือแควนตัส ไฟลต์บินไปสหรัฐฯ เครื่องลงจอดฉุกเฉินที่ตาฮิติ

ผู้โดยสารคลั่งกัดลูกเรือแควนตัส ไฟลต์บินไปสหรัฐฯ เครื่องลงจอดฉุกเฉินที่ตาฮิติ

17 พ.ค. 2569 11:24 น.

ผู้โดยสารคลั่งกัดลูกเรือแควนตัส ไฟลต์บินไปสหรัฐฯ เครื่องลงจอดฉุกเฉินที่ตาฮิติ

สายการบินแควนตัส สั่งแบนผู้โดยสารชายรายหนึ่งห้ามขึ้นเครื่องบินตลอดชีวิต หลังก่อเหตุคลั่ง อาละวาดด่าทอ และ “กัด” พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ระหว่างเที่ยวบินจากเมลเบิร์นไปสหรัฐฯ  ส่งผลให้กัปตันต้องตัดสินใจนำเครื่องลงจอดฉุกเฉินกลางทางที่เกาะตาฮิติ

เกิดเหตุระทึกขึ้นบนเที่ยวบิน QF21 ของสายการบินแควนตัส ซึ่งออกเดินทางจากเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย มุ่งหน้าสู่เมืองดัลลัส สหรัฐอเมริกา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (15 พ.ค.) โดยเครื่องบินจำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางและลงจอดฉุกเฉินที่กรุงปาเปเอเต บนเกาะตาฮิติ เนื่องจากมีผู้โดยสารรายหนึ่งก่อความวุ่นวายอย่างรุนแรงบนเครื่อง

รายงานจากสำนักข่าว ABC ระบุว่า ผู้โดยสารชายรายนี้ได้ก่อเหตุ “กัด” พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ทำให้พนักงานและผู้โดยสารคนอื่นๆ ต้องช่วยกันเข้าควบคุมตัวและจับเขามัดไว้กับที่นั่ง อย่างไรก็ตาม ทางสายการบินและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยังไม่ได้ออกมาแถลงยืนยันอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับพฤติกรรมการกัดดังกล่าว แต่ยืนยันว่ามีการใช้ความรุนแรงเกิดขึ้นจริง โดยเมื่อเครื่องบินแตะพื้นรันเวย์ที่ตาฮิติ เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นได้นำกำลังขึ้นมาบนเครื่องและเข้าจับกุมตัวชายผู้ก่อเหตุทันที

เหตุการณ์บางส่วนถูกบันทึกภาพไว้ได้โดย ไมค์ โกลด์สไตน์ นักแสดงตลกชื่อดังที่บังเอิญโดยสารมาบนเที่ยวบินนี้เพื่อมุ่งหน้าไปยังท่าอากาศยานดัลลัส-ฟอร์ตเวิร์ธ โดยเขาได้แชร์คลิปวิดีโอลงบนอินสตาแกรมส่วนตัว

ในคลิปเผยให้เห็นนาทีที่ผู้โดยสารชายคนดังกล่าวเดินโซเซออกมาจากห้องน้ำ พูดจาอ้อแอ้ฟังไม่รู้เรื่อง และเริ่มมีปากเสียงด่าทอพนักงานต้อนรับรวมถึงผู้โดยสารคนอื่นๆ ด้วยถ้อยคำหยาบคาย จนพนักงานต้อนรับคนหนึ่งต้องตักเตือนว่า “มีเด็กๆ อยู่เต็มไปหมดรอบตัวคุณ แต่คุณกลับทำตัวไม่รู้จักโต คุณต้องทำตัวดีๆ หน่อย ตอนนี้คุณอยู่บนเครื่องบินนะ”

ทว่า ชายคนดังกล่าวกลับแสดงอาการมึนงงและถามพนักงานต้อนรับว่ามี “กัญชา” ให้สูบไหม พร้อมกับพูดว่า “ผมกำลังจะเดินออกไปสูบบุหรี่สักมวนพอดี” นอกจากนี้ในวิดีโอของโกลด์สไตน์ยังแสดงให้เห็นว่า ผู้โดยสารรายนี้เริ่มมีท่าทีก้าวร้าวและรุนแรงมากขึ้นเมื่อพนักงานต้อนรับสั่งให้เขาเดินไปที่ท้ายเครื่องบิน ซึ่งสอดคล้องกับรายงานบนแพลตฟอร์ม X โดยบัญชี Air Nav Radar ที่ระบุว่าชายคนนี้ได้ทำร้ายร่างกายด้วยการกัดลูกเรือ

โฆษกของสายการบินควอนตัสได้แถลงการณ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า “ความปลอดภัยของลูกค้าและลูกเรือคือสิ่งสำคัญอันดับหนึ่งของเรา และเราจะไม่มีการผ่อนปรนหรือยอมรับพฤติกรรมที่ก่อความวุ่นวายหรือเป็นภัยคุกคามบนเที่ยวบินของเราโดยเด็ดขาด”

จากเหตุการณ์ดังกล่าว แควนตัสได้ประกาศบทลงโทษขั้นเด็ดขาดโดยการสั่งห้ามผู้โดยสารชายรายนี้ขึ้นเครื่องบินของกลุ่มสายการบินแควนตัสทุกกรณีตลอดชีวิต ซึ่งมาตรการนี้จะครอบคลุมไปถึงสายการบินเจ็ทสตาร์ที่อยู่ในเครือด้วย

หลังจากที่ควบคุมตัวผู้ก่อเหตุส่งให้ตำรวจตาฮิติตามกระบวนการเรียบร้อยแล้ว เครื่องบินลำดังกล่าวได้รับการเติมน้ำมันและออกเดินทางต่อทันที โดยผู้โดยสารที่เหลือทั้งหมดได้เดินทางถึงจุดหมายปลายทางที่เมืองดัลลัสอย่างปลอดภัยในเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ สื่อมวลชนได้มีการประสานงานไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติออสเตรเลีย เพื่อขอความคิดเห็นและความคืบหน้าในการดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป.

ที่มา ABC / 9NEWS

WHO ประกาศให้ “อีโบลา” ระบาดในดีอาร์คองโกเป็น “ภาวะฉุกเฉินสาธารณสุขโลก”

WHO ประกาศให้ "อีโบลา" ระบาดในดีอาร์คองโกเป็น "ภาวะฉุกเฉินสาธารณสุขโลก"

17 พ.ค. 2569 10:31 น.

WHO ประกาศให้ “อีโบลา” ระบาดในดีอาร์คองโกเป็น “ภาวะฉุกเฉินสาธารณสุขโลก”

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้อีโบลาที่กำลังระบาดในจังหวัดอิตูรี ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่นานาชาติกังวล” (Public Health Emergency of International Concern) หลังพบผู้ป่วยต้องสงสัยราว 246 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 80 ราย

อย่างไรก็ตาม WHO ระบุว่า สถานการณ์ยังไม่เข้าข่าย “การระบาดใหญ่ระดับโลก” หรือ Pandemic โดยดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก เตือนว่า ขณะนี้ยังมีความไม่แน่นอนอย่างมากเกี่ยวกับจำนวนผู้ติดเชื้อที่แท้จริง รวมถึงขอบเขตการแพร่ระบาดของโรค

WHO ระบุว่า เชื้ออีโบลาที่กำลังระบาดครั้งนี้เกิดจากไวรัสสายพันธุ์ “บุนดิบูกโย” (Bundibugyo) ซึ่งปัจจุบันยังไม่มียารักษาหรือวัคซีนที่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ

จนถึงขณะนี้ พบผู้ติดเชื้อยืนยันทางห้องปฏิบัติการแล้ว 8 ราย และยังมีผู้ป่วยต้องสงสัยกับผู้เสียชีวิตกระจายใน 3 เขตสุขภาพ รวมถึงเมืองบูเนีย เมืองเอกของจังหวัดอิตูรี และเมืองเหมืองทองคำอย่างมองกวาลูและรวามปารา

ขณะเดียวกัน เชื้อได้แพร่ข้ามพรมแดนไปยังประเทศยูกันดาแล้ว โดยมีรายงานผู้ติดเชื้อยืนยัน 2 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่ยูกันดาระบุว่า ชายวัย 59 ปีรายหนึ่งที่เสียชีวิตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา มีผลตรวจยืนยันติดเชื้ออีโบลา

WHO เตือนว่า ประเทศที่มีพรมแดนติดกับคองโกมีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่ระบาดเพิ่มเติม เนื่องจากการเดินทาง การค้า และการเคลื่อนย้ายประชากร พร้อมเรียกร้องให้คองโกและยูกันดาจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน เพื่อติดตามผู้สัมผัสโรคและควบคุมการติดเชื้อ

องค์กรยังแนะนำให้แยกผู้ป่วยยืนยันออกจากชุมชนทันที และรักษาจนกว่าจะมีผลตรวจเชื้อเป็นลบ 2 ครั้งติดต่อกัน ห่างกันอย่างน้อย 48 ชั่วโมง

WHO ยังย้ำว่า ประเทศนอกพื้นที่ระบาดไม่ควรปิดพรมแดนหรือจำกัดการเดินทางและการค้า เพราะมาตรการดังกล่าว “มักเกิดจากความหวาดกลัว และไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ”

โรคอีโบลาถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1976 ในพื้นที่ที่ปัจจุบันคือสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และเชื่อว่ามีต้นกำเนิดจากค้างคาว โดยการระบาดครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 17 ของประเทศ

โรคสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ และผ่านบาดแผลบนผิวหนัง ทำให้เกิดอาการเลือดออกอย่างรุนแรงและอวัยวะล้มเหลว อัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 50

ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากอีโบลาในทวีปแอฟริการวมแล้วราว 15,000 คน โดยการระบาดที่รุนแรงที่สุดในคองโกเกิดขึ้นระหว่างปี 2018-2020 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนเกือบ 2,300 ราย ขณะที่เมื่อปีที่ผ่านมา ยังมีผู้เสียชีวิตอีก 45 คนจากการระบาดในพื้นที่ห่างไกลของประเทศ.

ที่มา BBC

บัลแกเรียสร้างประวัติศาสตร์ คว้าแชมป์ยูโรวิชันครั้งแรก อิสราเอลคว้าอันดับ 2

บัลแกเรียสร้างประวัติศาสตร์ คว้าแชมป์ยูโรวิชันครั้งแรก อิสราเอลคว้าอันดับ 2

17 พ.ค. 2569 10:03 น.

บัลแกเรียสร้างประวัติศาสตร์ คว้าแชมป์ยูโรวิชันครั้งแรก อิสราเอลคว้าอันดับ 2

“ดาร่า” (Dara) นักร้องสาวป๊อปชื่อดังของบัลแกเรีย สร้างประวัติศาสตร์พาประเทศคว้าแชมป์การประกวดเพลงยูโรวิชันเป็นครั้งแรก ส่วนอิสราเอลที่ถูกหลายประเทศบอยคอตต์ ตามมาเป็นอันดับ 2 ขณะที่สหราชอาณาจักรยังคงคว้าอันดับสุดท้ายอีกครั้ง

การแข่งขันประกวดเพลงยูโรวิชันประจำปี ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย จบลงด้วยชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของบัลแกเรีย หลัง “ดาร่า” นักร้องสาววัย 27 ปี คว้าแชมป์ด้วยเพลงแดนซ์ “Bangaranga” ด้วยคะแนนรวมสูงถึง 516 คะแนน เอาชนะอิสราเอลอันดับ 2 ที่ได้ 343 คะแนน และโรมาเนียอันดับ 3 ที่ได้ 296 คะแนน

ดาร่าซึ่งไม่ใช่ตัวเต็งก่อนการแข่งขัน สามารถพลิกความคาดหมายด้วยการแสดงสุดอลังการ ผสมผสานท่าเต้นอันซับซ้อนและวัฒนธรรมพื้นบ้านบัลแกเรีย “คูเครี” ที่ใช้หน้ากากเพื่อขับไล่วิญญาณร้าย จนกลายเป็นโชว์ที่โดดเด่นที่สุดของค่ำคืน

เพลง “Bangaranga” มีความหมายว่า “ความโกลาหล” ในภาษาถิ่นจาเมกา โดยเนื้อเพลงสะท้อนการต่อสู้กับความวิตกกังวลและโรคสมาธิสั้น หรือ ADHD ที่เธอเพิ่งได้รับการวินิจฉัยเมื่อปีที่ผ่านมา พร้อมส่งสารถึงการเลือกใช้ “ความรักแทนความกลัว”

หลังคว้าถ้วยไมโครโฟนคริสตัล ดาร่ากล่าวขอบคุณแฟนเพลงทั่วโลกที่ “สัมผัสถึงพลังของ Bangaranga” ขณะที่สถานีโทรทัศน์แห่งชาติบัลแกเรียยืนยันแล้วว่า การแข่งขันปีหน้าจะจัดขึ้นที่กรุงโซเฟีย

ด้านสหราชอาณาจักรยังคงทำผลงานย่ำแย่ โดย Look Mum No Computer กับเพลง “Eins, Zwei, Drei” จบอันดับสุดท้าย ได้เพียง 1 คะแนนจากคณะกรรมการยูเครน ถือเป็นครั้งที่ 3 นับตั้งแต่ปี 2020 ที่สหราชอาณาจักรได้อันดับสุดท้าย

ภาพรวมของการแข่งขันในปีนี้เต็มไปด้วยโชว์ที่เน้นอารมณ์ความปรารถนาและตัณหาที่รุนแรง เริ่มตั้งแต่เดนมาร์กที่แดนเซอร์เต้นในตู้พลาสติก ส่วนเยอรมนีและนอร์เวย์ที่มากับเนื้อหาเพลงที่ร้อนแรง รวมถึง Felicia จากสวีเดนที่ร้องเนื้อหาโจ่งครึ่มจนน่าตกใจ ขณะที่วงร็อค Lavina จากเซอร์เบีย ปิดท้ายโชว์ด้วยการกรีดร้องอย่างโหยหวนจากความเจ็บปวดที่ถูกทำร้ายจิตใจ

ส่วน Alexandra Căpitănescu ตัวแทนจากโรมาเนีย เผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มนักรณรงค์เรื่องเนื้อหาของเพลง “Choke Me” ที่ถูกมองว่าส่งเสริมความรุนแรงทางเพศ ทว่าเธอได้ออกมาโต้แย้งว่า เพลงนี้สื่อถึงความรู้สึกอึดอัดและถูกกดทับด้วยความลังเลในใจของตัวเองต่างหาก ซึ่งการแสดงในสไตล์ Lady Gaga ผสมวงร็อค Evanescence ของเธอก็ทรงพลังพอที่จะคว้าอันดับ 3 ไปได้

การประกวดปีนี้ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย หลังจาก JJ ศิลปินวัย 25 ปีพาออสเตรียชนะเมื่อปีก่อนด้วยเพลง Wasted Love เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสประท้วงต่อต้านการเข้าร่วมของอิสราเอล สืบเนื่องจากความสูญเสียในสงครามกาซา มีถึง 5 ประเทศที่ประกาศบอยคอตต์ไม่ร่วมส่งเพลงเข้าประกวดในปีนี้ ซึ่งรวมถึง สเปน ไอซ์แลนด์ และไอร์แลนด์ (อดีตแชมป์ 7 สมัย) นอกจากนี้ยังมีการประท้วงใหญ่ใจกลางกรุงเวียนนาก่อนรอบชิงชนะเลิศ

ในรอบรองชนะเลิศเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา Noam Bettan นักร้องตัวแทนจากอิสราเอล ถูกผู้ชมบางส่วนโห่ไล่ด้วยสโลแกนต่อต้านอิสราเอล แต่ในรอบชิงชนะเลิศ โชว์เพลงรักสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน “Michelle” ของเขากลับผ่านพ้นไปได้ด้วยดีโดยไม่มีเหตุปั่นป่วน และสามารถคว้าอันดับ 2 ไปครองได้สำเร็จ

นอกจากนี้ การแข่งขันปีนี้ยังถือเป็นวาระครบรอบ 70 ปีของยูโรวิชัน ซึ่งเริ่มจัดขึ้นครั้งแรกในปี 1956 ภายใต้ชื่อ “European Grand Prix” โดยมีเพียง 7 ประเทศเข้าร่วม และ Lys Assia จากสวิตเซอร์แลนด์เป็นแชมป์คนแรก โดยผู้จัดได้จัดการแสดงพิเศษรวมเพลงระดับตำนานจากตลอด 7 ทศวรรษที่ผ่านมา เพื่อเฉลิมฉลองเวทีประกวดเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุโรปรายการนี้.

ที่มา BBC

ชายคลั่งขับรถพุ่งชนคนเดินถนนในเมืองอิตาลี บาดเจ็บ 8 ราย

ชายคลั่งขับรถพุ่งชนคนเดินถนนในเมืองอิตาลี บาดเจ็บ 8 ราย

17 พ.ค. 2569 05:25 น.

ชายคลั่งขับรถพุ่งชนคนเดินถนนในเมืองอิตาลี บาดเจ็บ 8 ราย

เกิดเหตุชายมีประวัติป่วยทางจิต ขับรถพุ่งชนผู้คนในเมืองทางเหนือของประเทศอิตาลี จนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 8 ราย ก่อนจะถูกพลเมืองดีล้อมจับตัวเอาไว้ได้

เมื่อ 16 พ.ค. 2569 ทางการอิตาลีเปิดเผยว่า เกิดเหตุคนขับรถรายหนึ่งซึ่งมีประวัติปัญหาด้านสุขภาพจิต ขับรถพุ่งชนผู้คนจำนวนมากในเมืองโมเดนา ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 8 ราย ในจำนวนนี้อาการสาหัส 4 ราย

ภาพจากกล้องวงจรปิดที่สื่ออิตาลีนำมาเผยแพร่แสดงให้เห็นนาทีที่รถยนต์คันหนึ่งขับด้วยความเร็วสูง พุ่งเข้ามาบนถนนใจกลางเมืองซึ่งคลาคล่ำไปด้วยคนเดินเท้าและผู้ขี่จักรยาน

นางฟาบริเซีย ตริโอโล ผู้ว่าราชการจังหวัดโมเดนา แถลงข่าวว่า คนขับรถคันดังกล่าวเป็นชายชาวอิตาลีเชื้อสายโมร็อกโกขับรถชนผู้คนไปหลายราย ก่อนจะเสียหลักพุ่งชนกระจกหน้าร้านค้าแห่งหนึ่ง และชนเข้าอย่างจังกับผู้หญิงคนหนึ่ง

คนขับพยายามจะหลบหนีจากที่เกิดเหตุ แต่ถูกผู้เห็นเหตุการณ์ 4 คนวิ่งไล่ตามและล้อมกรอบเอาไว้ได้ ทว่าเขาได้ชักมีดออกมาและแทงจนหนึ่งในกลุ่มผู้ล้อมจับจนได้รับบาดเจ็บ

ผู้ว่าราชการจังหวัดระบุว่า มีผู้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทั้งหมด 8 ราย รวมถึงชาวเยอรมันและชาวโปแลนด์ โดยในจำนวนนี้มีอาการสาหัส 4 ราย และมีผู้บาดเจ็บรายหนึ่งต้องเข้ารับการผ่าตัดตัดขาทั้งสองข้าง

สำหรับตัวคนขับ เป็นผู้สำเร็จการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ เกิดในปี พ.ศ. 2538 ไม่มีประวัติอาชญากรรม แต่เคยมีช่วงเวลาที่เผชิญกับ “ภาวะแปรปรวนทางจิตใจ” ในปี พ.ศ. 2565

“เขาเคยเข้ารับการรักษาที่ศูนย์สุขภาพจิตเนื่องจากมีอาการบุคลิกภาพผิดปกติแบบแยกตัวจากสังคม (Schizoid Disorder) แต่หลังจากช่วงเวลาที่เฝ้าสังเกตอาการในสถานดูแลระยะแรก เราก็ขาดการติดต่อและไม่ทราบเบาะแสของเขาอีกเลย” นางตริโอโลกล่าวเสริม

นอกจากนี้ ผลการตรวจสอบระบุว่าคนขับไม่ได้อยู่ภายใต้ฤทธิ์ของ สารออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทแต่อย่างใด และล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นบ้านพักของเขาซึ่งอยู่ใกล้กับเมืองโมเดนาแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ดับแล้ว 87 ศพ อีโบลาระบาดรอบใหม่ ในดีอาร์คองโก

ดับแล้ว 87 ศพ อีโบลาระบาดรอบใหม่ ในดีอาร์คองโก

17 พ.ค. 2569 03:58 น.

ดับแล้ว 87 ศพ อีโบลาระบาดรอบใหม่ ในดีอาร์คองโก

จำนวนผู้เสียชีวิตจากการระบาดระลอกใหม่ของไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เพิ่มเป็น 87 ศพแล้ว และมีผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีกหลายร้อยราย

เมื่อ 16 พ.ค. 2569 เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก (DRC) กำลังแสดงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาระลอกใหม่ ในจังหวัดอิตูรี (Ituri) ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 87 ศพ

ขณะนี้พบผู้ป่วยที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้อแล้วหลายร้อยราย ซึ่งรวมถึงมีกรณีผู้ติดเชื้อรายหนึ่งที่เดินทางข้ามพรมแดนไปยังประเทศยูกันดาด้วย นอกจากนั้น ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) ยังระบุด้วยว่า ไวรัสสายพันธุ์ล่าสุดที่กำลังแพร่ระบาดนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน

องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่า ทางการดีอาร์คองโกยืนยันการแพร่ระบาดรอบใหม่นี้ครั้งแรกเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยไวรัสอีโบลาสามารถติดต่อผ่านทางเลือดและของเหลวอื่นๆ จากร่างกาย รวมถึงการสัมผัสพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการตั้งแต่ เป็นไข้ ปวดตามร่างกาย อ่อนเพลีย อาเจียน “และในบางรายอาจมีอาการเลือดออกร่วมด้วย”

ดร. ฌอง คาเซยา ผู้อำนวยการใหญ่ของ Africa CDC กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวผ่านระบบวิดีโอคอลเมื่อวันเสาร์ว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเชื่อว่าการระบาดน่าจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือนเมษายน โดยในขณะนี้มียอดผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 336 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 87 ศพ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ตรวจพบจนถึงตอนนี้กระจุกตัวอยู่ในเมืองเหมืองแร่สองแห่งที่มีชื่อว่า มงกวาลู (Mongwalu) และ รวามพารา (Rwampara) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีผู้คนหลั่งไหลเข้าออกเพื่อมาทำงานเป็นจำนวนมาก “เรากำลังพูดถึงภูมิภาคที่มีความเปราะบางและสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างมาก” ดร. คาเซยากล่าว

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา ชายชาวคองโกวัย 59 ปีรายหนึ่งเสียชีวิตลงจากการติดเชื้อไวรัสอีโบลา ที่กรุงกัมปาลา เมืองหลวงของประเทศยูกันดาซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของดีอาร์คองโกด้วย

มีบุคคลหนึ่งเดินทางมาจากดีอาร์คองโก เข้ามายังยูกันดา แล้วก็เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล … เขาป่วยในขณะที่อยู่ในชุมชนนี้และมีผู้คนรายล้อมอยู่รอบตัวเขาจำนวนหนึ่ง แถมเขายังใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะในการเดินทางมายังยูกันดาด้วย

ดร.คาเซยาเสริมด้วยว่า ชายคนนี้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลแต่จากนั้นร่างของเขาถูกส่งกลับข้ามพรมแดนไปยังดีอาร์คองโกเพื่อทำพิธีฝังศพ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ในขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าไวรัสกำลังแพร่กระจายรวดเร็วเพียงใด ก่อนหน้านี้เคยเกิดการระบาดของไวรัสสายพันธุ์นี้ ซึ่งมีชื่อว่า “บุลดีบูเกียว” (Bundibugyo) มาแล้ว 2 ครั้ง แต่เนื่องจากพบได้น้อยกว่าสายพันธุ์ “ซาอีร์” (Zaire) จึงทำให้ผู้เชี่ยวชาญยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับมันค่อนข้างน้อย และยังไม่มีวัคซีนที่ได้รับการรับรอง

อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิจัยเปิดเผยว่า ในปัจจุบันเริ่มมีวัคซีนทดลองที่เข้าเกณฑ์คัดเลือกและกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มเติมแล้ว แต่วัคซีนดังกล่าวจะเพิ่งผ่านการทดสอบในลิงเพียงบางส่วนเท่านั้น และมีอัตราประสิทธิภาพอยู่ที่ประมาณ 50% โดยที่ยังไม่มีการประเมินศักยภาพในการนำมาใช้กับผู้ป่วยที่เป็นมนุษย์แต่อย่างใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : npr

ไต้หวันย้ำมีสถานะประเทศ “อธิปไตย” หลังทรัมป์ออกโรงเตือน

ไต้หวันย้ำมีสถานะประเทศ “อธิปไตย” หลังทรัมป์ออกโรงเตือน

17 พ.ค. 2569 02:45 น.

ไต้หวันย้ำมีสถานะประเทศ “อธิปไตย” หลังทรัมป์ออกโรงเตือน

ทางการไต้หวันยืนยันว่า ดินแดนของพวกเขาเป็นประเทศที่มีอธิปไตยและเป็นอิสระอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องประกาศใดๆ หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเตือนไม่ให้ไต้หวันประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ

เมื่อ 16 พ.ค. 2569 กระทรวงการต่างประเทศของไต้หวันออกแถลงการณ์ยืนยันว่า พวกเขาเป็นประเทศ “ที่มีอธิปไตยและเป็นอิสระ” อยู่แล้ว หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่งเดินทางเยือนประเทศจีน ออกโรงเตือนไม่ให้ไต้หวันประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ

แถลงการณ์ของกระทรวงต่างประเทศไต้หวันระบุว่า ไต้หวันรู้สึกขอบคุณสำหรับการสนับสนุนที่มีมาอย่างยาวนานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงในบริเวณช่องแคบไต้หวัน พร้อมทั้งยืนยันหนักแน่นว่าไต้หวันเป็นประเทศ “ที่มีอธิปไตยและเป็นอิสระ”

“ไต้หวันเป็นประเทศประชาธิปไตยที่เป็นอิสระและมีอธิปไตย และไม่ได้เป็นเมืองขึ้นหรืออยู่ใต้บังคับของสาธารณรัฐประชาชนจีน” กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันระบุในแถลงการณ์

นอกจากนี้ ทางกระทรวงฯ ยังยืนยันด้วยว่า การขายอาวุธของสหรัฐฯ นั้นเป็นส่วนหนึ่งของข้อผูกพันด้านความมั่นคงที่วอชิงตันมีต่อไต้หวัน หลังจากที่ทรัมป์ได้ส่งสัญญาณว่าเขากำลังพิจารณาในประเด็นดังกล่าวอยู่

“สำหรับการขายอาวุธระหว่างไต้หวันและสหรัฐฯ นั้น สิ่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นข้อผูกพันด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ที่มีต่อไต้หวันตามที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในกฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวัน (Taiwan Relations Act) เท่านั้น แต่ยังเป็นรูปแบบหนึ่งของการร่วมมือกันป้องปรามภัยคุกคามในภูมิภาคอีกด้วย”

ขณะเดียวกัน นายเฉิน หมิงจื่อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไต้หวัน แถลงข่าวที่กรุงไทเปโดยยืนยันเช่นกันว่า การขายอาวุธของสหรัฐฯ ได้รับการรับรองภายใต้กฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวัน

“การขายอาวุธระหว่างไต้หวันและสหรัฐฯ เป็นรากฐานสำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงในภูมิภาคมาโดยตลอด” นายเฉินกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา รัฐบาลภายใต้การนำของทรัมป์ได้อนุมัติแพ็กเกจขายอาวุธให้แก่ไต้หวันด้วยมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ยังมีแพ็กเกจที่สองซึ่งมีมูลค่าราว 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐที่กำลังรอการอนุมัติจากทรัมป์อยู่

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าเขาคัดค้านการประกาศเอกราชของไต้หวัน และดูเหมือนจะตั้งคำถามว่า เหตุใดสหรัฐฯ จะต้องเป็นฝ่ายปกป้องเกาะแห่งนี้หากถูกโจมตี

“ผมไม่ได้อยากเห็นใครลุกขึ้นมาประกาศเอกราช และคุณก็รู้ใช่ไหมว่า เราถูกคาดหมายว่าจะต้องเดินทางไกลถึง 9,500 ไมล์เพื่อไปทำสงคราม ผมไม่ได้ต้องการแบบนั้นเลย” ทรัมป์บอกกับ เบรต ไบเออร์ นักข่าวของฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) “ผมอยากให้พวกเขาใจเย็นลงก่อน และผมก็อยากให้จีนใจเย็นลงด้วยเช่นกัน”

“เราไม่ได้ต้องการให้เกิดสงคราม และถ้าคุณยังคงรักษาสถานภาพให้มันเป็นอยู่แบบนี้ต่อไป ผมคิดว่าจีนก็คงจะรับได้กับเรื่องนั้น”

อนึ่ง ภายใต้กฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวัน รัฐบาลสหรัฐฯ มีหน้าที่ต้องจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้แก่ไต้หวันเพื่อใช้ในการป้องกันตนเอง แต่กฎหมายดังกล่าวกลับมีความคลุมเครือในประเด็นที่ว่า กองกำลังของสหรัฐฯ จะเข้ามาให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่เกาะแห่งนี้โดยตรงหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : france24

สื่ออิหร่านอ้าง ชาติยุโรปเตรียมเจรจา ขอเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

สื่ออิหร่านอ้าง ชาติยุโรปเตรียมเจรจา ขอเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

17 พ.ค. 2569 00:57 น.

สื่ออิหร่านอ้าง ชาติยุโรปเตรียมเจรจา ขอเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

สื่ออิหร่านอ้างว่า ชาติยุโรปหลายประเทศกำลังเข้าเจรจากับรัฐบาลเตหะราน เพื่อขอเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากอิหร่านอนุญาตให้เรือจากเอเชียหลายสิบลำผ่านไปแล้วก่อนหน้านี้

เมื่อ 16 พ.ค. 2569 สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า กลุ่มประเทศในยุโรปกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับรัฐบาลเตหะราน เพื่อขอใช้เส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถูกปิดโดยพฤตินัยนับตั้งแต่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ.

“หลังจากที่เรือจากกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น และปากีสถาน ได้แล่นผ่านทางนี้ไป ล่าสุดในวันนี้เราได้รับข้อมูลที่ระบุว่า ฝ่ายยุโรปเองก็ได้เริ่มเปิดฉากเจรจากับกองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแล้ว เพื่อขออนุมัติในการเดินเรือผ่าน” สถานีโทรทัศน์อิหร่านระบุ โดยไม่เจาะจงว่าเป็นประเทศใด

การที่อิหร่านเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบต่อตลาดโลก โดยเฉพาะในด้านพลังงาน และสร้างข้อได้เปรียบอย่างมากให้แก่รัฐบาลเตหะราน ในขณะที่ทางฝั่งสหรัฐอเมริกาก็ได้ตอบโต้ด้วยการส่งกองทัพเรือเข้าปิดล้อมท่าเรือต่างๆ ของอิหร่านเช่นกัน

ในยามปกติ เส้นทางเดินเรือนี้รองรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 1 ใน 5 ของโลก รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญอื่นๆ

กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านระบุในแถลงการณ์ว่า ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา อิหร่านได้อนุญาตให้เรือหลายสิบลำ รวมถึงเรือจากประเทศจีน เดินเรือผ่านได้ “หลังจากบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับพิธีสารการบริหารจัดการช่องแคบของอิหร่าน”

นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น อิหร่านได้ย้ำหลายครั้งว่าการจราจรทางเรือผ่านช่องแคบแห่งนี้ จะ “ไม่กลับไปสู่สภาวะเหมือนช่วงก่อนเกิดสงคราม” และเมื่อเดือนที่แล้ว อิหร่านเปิดเผยว่าได้รับรายได้ก้อนแรกจากการเรียกเก็บค่าผ่านทางในน่านน้ำดังกล่าวแล้ว

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา นายอิบราฮิม อาซีซี (Ebrahim Azizi) ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติของรัฐสภาอิหร่าน กล่าวว่า อิหร่าน “ได้จัดเตรียมกลไกที่เป็นมืออาชีพเพื่อบริหารจัดการการจราจร” ผ่านช่องแคบฮอร์มุซเอาไว้แล้ว พร้อมเสริมว่าจะมีการ “เปิดตัวกลไกดังกล่าวในเร็วๆ นี้”

“ในกระบวนการนี้ จะมีเพียงเรือพาณิชย์และฝ่ายที่ให้ความร่วมมือกับอิหร่านเท่านั้นที่จะได้รับประโยชน์” เขากล่าว พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า จะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่จำเป็นสำหรับบริการเฉพาะทางต่างๆ และ เส้นทางจะปิดสำหรับผู้ที่เข้าร่วม “โครงการสันติภาพ” (Project Freedom) ซึ่งสื่อถึงปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในการพาเรือสินค้าที่ตกค้างออกจากฮอร์มุซ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิสราเอลยืนยัน ผบ.ฝ่ายติดอาวุธของฮามาส ถูกสังหารในฉนวนกาซา

อิสราเอลยืนยัน ผบ.ฝ่ายติดอาวุธของฮามาส ถูกสังหารในฉนวนกาซา

16 พ.ค. 2569 23:45 น.

อิสราเอลยืนยัน ผบ.ฝ่ายติดอาวุธของฮามาส ถูกสังหารในฉนวนกาซา

กองทัพอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสยืนยันว่า ผู้บัญชาการฝ่ายกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มฮามาส ถูกสังหารแล้ว ในการโจมตีทางอากาศในเมืองกาซา ซิตี้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

เมื่อ 16 พ.ค. 2569 กองทัพอิสราเอลและกลุ่มฮามาสได้ออกมายืนยันว่า นายเอซเซดีน อัล-ฮัดดัด (Ezzedine Al-Haddad) ผู้บัญชาการฝ่ายกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มฮามาส ซึ่งอิสราเอลระบุว่าเป็นหนึ่งในผู้วางแผนการโจมตีอิสราเอลเมื่อ 7 ต.ค. 2566 เสียชีวิตแล้วจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในฉนวนกาซาเมื่อวานนี้

นับตั้งแต่กลุ่มฮามาสเปิดฉากโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566 กองทัพและหน่วยข่าวกรองของอิสราเอลได้ดำเนินปฏิบัติการค้นหาและโจมตีอย่างเข้มข้น โดยมุ่งเป้าไปที่ผู้นำทางการเมืองระดับสูงและผู้บัญชาการกลุ่มติดอาวุธของฮามาส ทั้งในฉนวนกาซาและทั่วภูมิภาค

โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่าได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศในฉนวนกาซาซึ่งมีเป้าหมายคือตัวนายฮัดดัด ก่อนที่จะออกมายืนยันการเสียชีวิตของเขาในวันเสาร์

“กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) และหน่วยงานความมั่นคงภายใน (ISA หรือ ชินเบต) ขอประกาศว่า เมื่อวานนี้ ปฏิบัติการโจมตีอย่างแม่นยำในพื้นที่เมืองกาซา ซิตี้ สามารถกำจัดผู้ก่อการร้าย เอซเซดีน อัล-ฮัดดัด ได้สำเร็จ” กองทัพอิสราเอลระบุในแถลงการณ์

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกลุ่มฮามาสสองรายเปิดเผยกับสำนักข่าว AFP เช่นกันว่า นายฮัดดัดเสียชีวิตแล้วจากการโจมตีของอิสราเอล “ผู้บัญชาการระดับสูง… เอซเซดีน อัล-ฮัดดัด ถูกลอบสังหารจากการโจมตีของอิสราเอล ซึ่งมุ่งเป้าไปที่อพาร์ตเมนต์ที่พักอาศัยและยานพาหนะของพลเรือนในเมืองกาซา ซิตี้ เมื่อวานนี้”

แหล่งข่าวรายหนึ่งจากกลุ่มฮามาสระบุว่า นายฮัดดัดเสียชีวิตพร้อมกับภรรยาและลูกสาวของเขา

ด้านกองทัพอิสราเอลระบุว่า นายฮัดดัดเป็น “หนึ่งในผู้บัญชาการระดับสูงคนสุดท้ายของกองกำลังติดอาวุธกลุ่มฮามาส ที่ทำหน้าที่บงการ, วางแผน และลงมือปฏิบัติการสังหารหมู่เมื่อวันที่ 7 ต.ค.” และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการควบคุมตัวตัวประกันชาวอิสราเอลในระหว่างสงครามอีกด้วย

“ฮัดดัดเป็นผู้บริหารจัดการระบบคุมขังตัวประกันของกลุ่มฮามาส และมักจะเอาตัวประกันมาอยู่รายล้อมรอบตัวเขา เพื่อพยายามป้องกันไม่ให้ตนเองถูกกำจัด” กองทัพอิสราเอลระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna