ภาครัฐอินเดียให้ WFH 2 วันต่อสัปดาห์ รับวิกฤตน้ำมัน ขณะที่เดลีขอประชาชนงดใช้รถสัปดาห์ละ 1 วัน

ภาครัฐอินเดียให้ WFH 2 วันต่อสัปดาห์ รับวิกฤตน้ำมัน ขณะที่เดลีขอประชาชนงดใช้รถสัปดาห์ละ 1 วัน

15 พ.ค. 2569 09:44 น.

ภาครัฐอินเดียให้ WFH 2 วันต่อสัปดาห์ รับวิกฤตน้ำมัน ขณะที่เดลีขอประชาชนงดใช้รถสัปดาห์ละ 1 วัน

กรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย ประกาศมาตรการประหยัดพลังงานครั้งใหญ่ ให้เจ้าหน้าที่รัฐทำงานจากที่บ้านสัปดาห์ละ 2 วัน ลดการใช้น้ำมัน ขณะที่ขอประชาชนงดใช้รถสัปดาห์ละ 1 วัน สู้วิกฤติพลังงาน

เรขา คุปตา มุขมนตรีกรุงนิวเดลี เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า มาตรการที่ให้เจ้าหน้าที่รัฐทำงานจากที่บ้านสัปดาห์ละ 2 วัน จะดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลา 90 วัน โดยมุ่งลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของภาครัฐลดการเดินทาง และรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น โดยได้ขอความร่วมมือจากประชาชนในเดลี ให้มีวันปลอดรถอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน 

มาตรการดังกล่าวมีขึ้นหลังจากนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี เรียกร้องให้ประชาชนทั่วประเทศลดการใช้พลังงาน เพื่อลดผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งกำลังกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันและต้นทุนพลังงานทั่วโลก

แม้อินเดียจะยังไม่ขึ้นราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลสำหรับประชาชน หรือใช้มาตรการปันส่วนเชื้อเพลิงเหมือนบางประเทศในภูมิภาค แต่รัฐบาลได้ปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม LPG ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของครัวเรือนอินเดียแล้ว

ความตึงเครียดรุนแรงขึ้นหลังการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอล ส่งผลให้อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซเกือบทั้งหมด ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก

นอกจากมาตรการทำงานจากที่บ้าน หรือ  WFH แล้ว รัฐบาลเดลียังประกาศยกเลิกกิจกรรมราชการขนาดใหญ่ตลอด 3 เดือนข้างหน้า และระงับการเดินทางต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเวลา 1 ปี

ขณะเดียวกันรัฐบาลท้องถิ่นจะหยุดจัดซื้อรถยนต์ใหม่ที่ใช้น้ำมัน เบนซิน ดีเซล ก๊าซ CNG หรือแม้แต่รถไฮบริด เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อควบคุมการใช้เชื้อเพลิง

นายกฯ โมดี ระบุเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า การประหยัดน้ำมันยังจำเป็นต่อการรักษาเงินตราต่างประเทศของอินเดีย เนื่องจากประเทศต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจำนวนมหาศาล ในขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในตลาดโลกพุ่งสูงมาก

นอกจากนี้ รัฐบาลอินเดียยังเพิ่มภาษีนำเข้าทองคำและเงิน เพื่อช่วยพยุงค่าเงินรูปีที่อ่อนค่าลง และรักษาทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตสงครามและราคาพลังงานที่พุ่งสูง

นักวิเคราะห์มองว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ อินเดียซึ่งนำเข้าน้ำมันจำนวนมาก อาจต้องเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ทั้งจากต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และค่าเงินที่ผันผวนอย่างหนักในระยะต่อไป.

ที่มา : channelnewsasia

เมียนมาใช้ไม้แข็ง จ่อใช้โทษประหาร ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์-หลอกลงทุนคริปโต

เมียนมาใช้ไม้แข็ง จ่อใช้โทษประหาร ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์-หลอกลงทุนคริปโต

15 พ.ค. 2569 09:23 น.

เมียนมาใช้ไม้แข็ง จ่อใช้โทษประหาร ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์-หลอกลงทุนคริปโต

รัฐบาลเมียนมาเสนอร่างกม.ใหม่ ใช้โทษประหารชีวิต กับผู้ที่เกี่ยวข้องศูนย์หลอกลวงออนไลน์หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ท่ามกลางแรงกดดันจากนานาชาติ หลังเมียนมาเป็นศูนย์กลางอาชญากรรมไซเบอร์ใหญ่สุดในอาเซียน

สภานิติบัญญัติที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเมียนมา หรือพม่า เผยแพร่ร่างกฎหมายต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ (Anti-Online Scam Bill) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยเนื้อหาสำคัญระบุว่า ผู้ที่ใช้ความรุนแรง การทรมาน การกักขังโดยมิชอบ หรือการปฏิบัติอย่างโหดร้าย เพื่อบังคับให้ผู้อื่นร่วมก่ออาชญากรรมออนไลน์ อาจถูกลงโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังเสนอให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต กับผู้ที่ดำเนินการศูนย์สแกมออนไลน์ รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลงทุนสกุลเงินดิจิทัล หรือคริปโตสแกม

ตลอดช่วงสงครามกลางเมืองที่ปะทุหลังรัฐประหารปี 2021 พื้นที่หลายส่วนของเมียนมาหรือพม่า เผชิญภาวะไร้เสถียรภาพ จนกลายเป็นแหล่งรวมอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการหลอกลวงออนไลน์ที่ตั้งฐานอยู่ในพื้นที่ชายแดนและเขตอิทธิพลติดอาวุธ

รายงานจากหลายประเทศพบว่า มีชาวต่างชาติจำนวนมากถูกหลอกหรือค้ามนุษย์เข้าไปทำงานในศูนย์สแกมในเมียนมา ก่อนถูกบังคับทำงาน ทรมาน และทำร้ายร่างกาย หากไม่สามารถหลอกเหยื่อได้ตามเป้า

ขณะที่สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI ระบุว่า เฉพาะในสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว เหยื่อสูญเงินจากการหลอกลวงออนไลน์ลักษณะนี้มากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา

ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังกลายเป็นชนวนความตึงเครียดระหว่างเมียนมากับจีน เนื่องจากมีทั้งชาวจีนที่เป็นผู้ก่อตั้งศูนย์สแกม ผู้ร่วมขบวนการ และผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก

นักวิเคราะห์ระบุว่า ตลอดสงครามกลางเมือง 5 ปีที่ผ่านมา จีนพยายามรักษาผลประโยชน์ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ ด้วยการสนับสนุนทั้งฝ่ายกองทัพเมียนมาและกลุ่มติดอาวุธบางส่วนตามสถานการณ์

อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังจีนมีท่าทีสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมามากขึ้น รวมถึงสนับสนุนการเลือกตั้งภายใต้รัฐบาลทหาร ที่ไม่เปิดทางให้พรรคฝ่ายค้านสำคัญอย่างพรรคเอ็นแอลดีของนางอองซาน ซูจี ซึ่งยังถูกควบคุมตัวหลังรัฐประหาร

ร่างกฎหมายต่อต้านสแกมออนไลน์ฉบับนี้ ถือเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ถูกเสนอภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐประหาร ที่เพิ่งรับตำแหน่งประธานาธิบดีพลเรือนเมื่อเดือนที่ผ่านมา

ฝ่ายจับตาประชาธิปไตยมองว่า การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลดังกล่าวเป็นเพียงความพยายามรีแบรนด์ ภาพลักษณ์ของรัฐบาลทหาร เพื่อยุติสถานะการถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมโลก

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเมียนมาเพิ่งประกาศย้ายนางอองซาน ซูจี จากเรือนจำไปกักบริเวณในบ้านพักเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน แต่ฝ่ายวิจารณ์มองว่าเป็นเพียงความพยายามฟื้นภาพลักษณ์รัฐบาลเช่นกัน

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายใหม่ยังเสนอจัดตั้งคณะกรรมการร่วมกับต่างประเทศ เพื่อประสานความร่วมมือปราบปรามอุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่รัฐบาลเมียนมาต้องการเปิดช่องสร้างความร่วมมือกับนานาชาติอีกครั้ง.

ที่มา : channelnewsasia

ผู้ประท้วงต้าน AI ชุมนุมหน้าศาลสหรัฐฯ ก่อนคณะลูกขุนเริ่มพิจารณาคดี “อีลอน มัสก์” ฟ้อง OpenAI

ผู้ประท้วงต้าน AI ชุมนุมหน้าศาลสหรัฐฯ ก่อนคณะลูกขุนเริ่มพิจารณาคดี “อีลอน มัสก์” ฟ้อง OpenAI

15 พ.ค. 2569 09:08 น.

ผู้ประท้วงต้าน AI ชุมนุมหน้าศาลสหรัฐฯ ก่อนคณะลูกขุนเริ่มพิจารณาคดี “อีลอน มัสก์” ฟ้อง OpenAI

กลุ่มต้าน AI รวมตัวหน้าศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในเมืองโอ๊กแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ชี้ AI กำลังคุกคามแรงงาน สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยสาธารณะ ในขณะที่ศาลกำลังตัดสินคดี “อีลอน มัสก์” ฟ้อง OpenAI  

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 สมาชิกกลุ่มแรงงาน กลุ่มปกป้องสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม และองค์กรรณรงค์ด้านเทคโนโลยี ในสหรัฐฯ ออกมารรวมตัวประท้วงบริเวณด้านนอกศาลรัฐบาลกลางในเมืองโอ๊กแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อแสดงความไม่พอใจที่ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI) กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและตลาดแรงงาน 

โดยผู้ชุมนุมระบุว่า ความต้องการศูนย์ข้อมูลและกำลังประมวลผลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจทำให้เกิดมลพิษมากขึ้น และสร้างภาระต่อระบบพลังงานในอนาคต ขณะเดียวกัน ตัวแทนจากกลุ่มพยาบาลและสหภาพแรงงานเตือนว่า ระบบ AI ที่ขาดการกำกับดูแลอาจลดบทบาทการตัดสินใจของมนุษย์ในโรงพยาบาลและสถานที่ทำงาน จนนำไปสู่ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ขณะเดียวกันผู้ปราศรัยหลายคนชี้ถึงความต้องการใช้พลังงานมหาศาลของระบบ AI การขยายการใช้งาน AI ในภาคสาธารณสุขและอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงความกังวลเรื่องการแทนที่แรงงานมนุษย์

การประท้วงเกิดขึ้นระหว่างที่การพิจารณาคดีที่นายอีลอส มัสก์ ซีอีโอบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ หนึ่งในอดีตผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท “โอเพนเอไอ” (OpenAI) ได้ยื่นฟ้องโอเพนเอไอ โดยคดีมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับข้อกล่าวหาว่า โอเพนเอไอได้ละทิ้งภารกิจเดิมในฐานะองค์กรไม่แสวงหากำไร หลังเติบโตขึ้นจนกลายเป็นหนึ่งในบริษัท AI ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก คาดว่าคณะลูกขุนจะเริ่มการพิจารณาคดีในวันจันทร์นี้ ท่ามกลางกระแสจับตาจากทั้งวงการเทคโนโลยี นักลงทุน และกลุ่มสิทธิแรงงานทั่วโลก.

เครื่องบินแพทย์ตกกลางหุบเขานิวเม็กซิโก ดับยกลำ 4 ศพ จุดไฟป่าลุกลาม

เครื่องบินแพทย์ตกกลางหุบเขานิวเม็กซิโก ดับยกลำ 4 ศพ จุดไฟป่าลุกลาม

15 พ.ค. 2569 08:39 น.

เครื่องบินแพทย์ตกกลางหุบเขานิวเม็กซิโก ดับยกลำ 4 ศพ จุดไฟป่าลุกลาม

เกิดเหตุเครื่องบินลำเลียงผู้ป่วยทางการแพทย์ ตกกลางเทือกเขา รัฐนิวเม็กซิโก ของสหรัฐฯ ส่งผลให้ผู้ที่อยู่บนเครื่องเสียชีวิตทั้งหมด 4 คน และยังทำให้เกิดไฟป่าในพื้นที่ป่าโดยรอบ

สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ FAA ระบุว่า เครื่องบินลำเลียงผู้ป่วยออกเดินทางจากสนามบินรอสเวลล์ แอร์ เซ็นเตอร์ และกำลังมุ่งหน้าไปยังสนามบินเซียร์รา บลังกา รีเจียนนัล ก่อนขาดการติดต่อจากเรดาร์และวิทยุสื่อสาร

ด้านบริษัท ทรานส์ แอโร เมดอีแวค ผู้ให้บริการเที่ยวบินทางการแพทย์เปิดเผยว่า เครื่องบินกำลังปฏิบัติภารกิจขนส่งผู้ป่วย และถูกแจ้งว่าหายไปจากระบบ หลังไม่สามารถติดต่อได้ ก่อนจะพบว่าเครื่องบินประสบเหตุตกกลางเทือกเขาจนเกิดไฟลุกท่วม ก่อนไฟจะลุกลามในพื้นที่ป่าโดยรอบ

เจสัน เบิร์นส์ ผู้จัดการเขตลินคอล์นกล่าวว่า ไฟป่าที่เกิดจากแรงกระแทกของเครื่องบินได้ลุกลามเป็นพื้นที่ราว 35 เอเคอร์ หรือประมาณ 87 ไร่ ภายในช่วงเที่ยงวัน ท่ามกลางสภาพอากาศแห้งและมีลมแรง โดยเจ้าหน้าที่กำลังเร่งควบคุมสถานการณ์ร่วมกับหน่วยป่าไม้สหรัฐฯ เนื่องจากกังวลว่าไฟอาจขยายวงกว้าง

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ยังไม่ทราบสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ โดยซากเครื่องบินถูกพบช่วงเวลาประมาณ 08.00-09.00 น. ในพื้นที่ภูเขาสูงชันและเต็มไปด้วยโขดหินของเทือกเขาคาปิตัน ซึ่งเข้าถึงได้ยาก ทีมกู้ภัยต้องเดินเท้าเข้าไปยังจุดเกิดเหตุเป็นระยะทางเกือบครึ่งไมล์ โดยผู้เสียชีวิตทั้ง 4 คน เป็นลูกเรือและบุคลากรทางการแพทย์ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยชื่ออย่างเป็นทางการ

ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา สหรัฐฯ เกิดอุบัติเหตุเครื่องบินแพทย์หลายครั้ง เช่น เหตุเครื่องบินเจ็ตตกในย่านชุมชนเมืองฟิลาเดลเฟียเมื่อเดือนมกราคม 2025 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 คน รวมถึงเหตุเครื่องบินตกในเขตนาวาโฮ เนชัน ทางตอนเหนือของรัฐแอริโซนา เมื่อเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 4 คน

นอกจากนี้ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เครื่องบินของกองทัพเรือเม็กซิโก ซึ่งบรรทุกผู้ป่วยเด็กและผู้โดยสารรวม 8 คน ยังตกนอกชายฝั่งรัฐเท็กซัสในอ่าวเม็กซิโกอีกด้วย

ผลการศึกษาล่าสุดพบว่า ตลอดระยะเวลา 20 ปี จนถึงปี 2020 เกิดอุบัติเหตุอากาศยานทางการแพทย์รวม 87 ครั้ง คร่าชีวิตผู้คน 239 ราย โดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับเฮลิคอปเตอร์ และมีปัจจัยจากความผิดพลาดของมนุษย์ เช่น นักบินสูญเสียการรับรู้ทิศทาง ความบกพร่องด้านการซ่อมบำรุง ความเหนื่อยล้า หรือการประเมินสภาพอากาศผิดพลาด

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เที่ยวบินเครื่องบินลำเลียงผู้ป่วยทั่วไปไม่ได้มีความเสี่ยงมากกว่าเที่ยวบินปกติ เพราะใช้สนามบินมาตรฐานเช่นเดียวกับสายการบินทั่วไป ขณะที่เฮลิคอปเตอร์พยาบาลมีความเสี่ยงสูงกว่า เนื่องจากต้องลงจอดในพื้นที่ชั่วคราว เช่น บนถนนหรือใกล้จุดเกิดอุบัติเหตุ เพื่อเร่งนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว.

ที่มา : AP

“ทรัมป์-สี จิ้นผิง” หารือต่อวันที่สองและเป็นวันสุดท้าย จับตาประเด็นไต้หวัน-สงครามอิหร่าน

“ทรัมป์-สี จิ้นผิง” หารือต่อวันที่สองและเป็นวันสุดท้าย จับตาประเด็นไต้หวัน-สงครามอิหร่าน

15 พ.ค. 2569 08:27 น.

“ทรัมป์-สี จิ้นผิง” หารือต่อวันที่สองและเป็นวันสุดท้าย จับตาประเด็นไต้หวัน-สงครามอิหร่าน

“โดนัลด์ ทรัมป์” และ “สี จิ้นผิง” เตรียมหารือวันที่สองและวันสุดท้ายในกรุงปักกิ่ง ท่ามกลางการจับตาปมไต้หวัน การค้า และสงครามอิหร่าน ก่อนผู้นำสหรัฐฯ เดินทางกลับประเทศ

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เตรียมเปิดการหารือทวิภาคีวันที่สองและวันสุดท้ายในกรุงปักกิ่ง วันที่ 15 พฤษภาคม โดยคาดว่าผู้นำทั้งสองจะย้ำความจำเป็นในการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจให้อยู่ในเสถียรภาพ ท่ามกลางความตึงเครียดด้านการค้า เทคโนโลยี และความมั่นคง

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า ทรัมป์และสี จิ้นผิง มีกำหนดร่วมดื่มชาและรับประทานอาหารกลางวันที่ “จงหนานไห่” ศูนย์กลางที่ทำการและที่พักของผู้นำระดับสูงพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้พระราชวังต้องห้าม และถือเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ หลังนายริชาร์ด นิกสัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยพบกับเหมา เจ๋อตุง อดีตผู้นำจีน ที่นั่นเมื่อปี 2515 เพื่อปูทางฟื้นความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้ ผู้นำทั้งสองใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงหารือกันที่มหาศาลาประชาชนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเยือนจีนวันแรก โดยครอบคลุมประเด็นละเอียดอ่อนหลายด้าน ทั้งการค้าทวิภาคี สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน รวมถึงปัญหาไต้หวัน ซึ่งจีนถือเป็นส่วนหนึ่งของดินแดน 

ระหว่างการประชุม สี จิ้นผิง เตือนว่า หากปัญหาไต้หวันไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่การปะทะ หรือแม้แต่ความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ แต่ขณะเดียวกันก็ย้ำว่า ทั้งสองประเทศควรเป็น หุ้นส่วนกันมากกว่าคู่แข่ง

ด้านทรัมป์มีกำหนดเสร็จสิ้นภารกิจเยือนจีน 3 วันในช่วงบ่ายวันศุกร์ ก่อนเดินทางกลับสหรัฐฯ โดยคณะผู้แทนสหรัฐฯ ที่ร่วมเดินทางครั้งนี้ประกอบด้วยบุคคลสำคัญหลายคน เช่น มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ, สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ และ พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ

นอกจากนี้ ยังมีนักธุรกิจระดับโลกเดินทางร่วมคณะ อาทิ อีลอน มัสก์ ซีอีโอของเทสลาและสเปซเอ็กซ์, เจนเซน หวง จากเอ็นวิเดีย, ทิม คุก จากแอปเปิล รวมถึงผู้บริหารจากโบอิ้ง, ไมครอน เทคโนโลยี และโกลด์แมน แซคส์

รายงานยังระบุว่า ระหว่างการพบกันเมื่อวันพฤหัสบดี ทรัมป์ได้เชิญสี จิ้นผิง และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เผิง ลี่หยวน เยือนทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตัน วันที่ 24 กันยายนนี้ด้วย.

ที่มา Reuters

ฟอสซิลที่พบในไทย เป็นไดโนเสาร์ยักษ์ชนิดใหม่ ตั้งชื่อ “นาคาไททัน”

ฟอสซิลที่พบในไทย เป็นไดโนเสาร์ยักษ์ชนิดใหม่ ตั้งชื่อ “นาคาไททัน”

15 พ.ค. 2569 05:40 น.

ฟอสซิลที่พบในไทย เป็นไดโนเสาร์ยักษ์ชนิดใหม่ ตั้งชื่อ “นาคาไททัน”

นักวิทยาศาสตร์ยืนยันแล้วว่า ซากฟอสซิลที่พบในไทยเมื่อราว 10 ปีก่อน เป็นของไดโนเสาร์คอยาวขนาดยักษ์ชนิดใหม่ ซึ่งมันได้รับการตั้งชื่อว่า “นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 14 พ.ค. 2569 ว่า นักวิทยาศาสตร์ยืนยันการค้นพบไดโนเสาร์ขนาดยักษ์ชนิดใหม่ จากการตรวจสอบซากฟอสซิลที่พบในประเทศไทย โดยเป็นไดโนเสาร์ที่มีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของ “ไทแรนโนเซารัส เร็กซ์” หรือ “ทีเร็กซ์”

ไดโนเสาร์ตัวดังกล่าวได้รับการตั้งชื่อว่า “นาคาไททัน” (Nagatitan) คือไดโนเสาร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีน้ำหนักถึง 27 ตัน เทียบเท่ากับช้างเอเชียโตเต็มวัย 9 เชือก และมีความยาวถึง 27 เมตร โดยนาคาไททันจัดอยู่ในวงศ์ซอโรพอด (Sauropod) หรือกลุ่มไดโนเสาร์กินพืชคอยาว

ทีมนักวิจัยจากสหราชอาณาจักรและไทยสามารถระบุตัวตนของไดโนเสาร์สายพันธุ์นี้ได้ จากฟอสซิลที่พบข้างสระน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยเมื่อกว่าหนึ่งทศวรรษก่อน โดยพวกเขาระบุว่าการค้นพบนี้ช่วยให้เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในอดีตส่งผลให้ไดโนเสาร์ขนาดมหึมาพัฒนาขึ้นได้อย่างไร

ภาพจำลองขนาดของ
ภาพจำลองขนาดของ “นาคาไททัน” เมื่อเทียบกับมนุษย์

ไดโนเสาร์ชนิดนี้มีชื่อเต็มว่า Nagatitan chaiyaphumensis หรือ “นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส” โดย นาคา หรือ นาค สื่อถึงพญานาคในตำนานพื้นบ้านของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วน ไททัน สื่อถึงเทพเจ้าผู้ทรงพลังในตำนานกรีก และ ชัยภูมิเอนซิส หมายถึง “ที่ชัยภูมิ” ซึ่งเป็นจังหวัดที่ขุดพบฟอสซิล

ผลการตรวจสอบพบว่า นาคาไททันมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 100 ถึง 120 ล้านปีก่อน ซึ่งเก่าแก่กว่าทีเร็กซ์ประมาณ 40 ล้านปี และมีขนาดใหญ่กว่าถึงสองเท่า

นายธิติพุฒิ เศรษฐพานิชสกุล นักศึกษาปริญญาเอกชาวไทยจาก มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (UCL) และเป็นหัวหน้าคณะวิจัยของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports กล่าวว่า นักวิจัยเรียก นาคาไททัน ว่าเป็น “ยักษ์ตนสุดท้าย” ของประเทศไทย เนื่องจากฟอสซิลนี้ถูกพบในชั้นหินที่มีไดโนเสาร์ที่อายุน้อยที่สุดในประเทศ

“หินที่มีอายุน้อยกว่าซึ่งทับถมกันในช่วงปลายยุคไดโนเสาร์นั้นไม่น่าจะมีซากไดโนเสาร์หลงเหลืออยู่ เพราะในเวลานั้นภูมิภาคนี้ได้กลายเป็นทะเลตื้นไปแล้ว ดังนั้นนี่จึงอาจเป็นซอโรพอดขนาดใหญ่ตัวสุดท้ายหรือตัวล่าสุดที่เราจะได้พบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” คุณธิติพุฒิกล่าว

คุณธิติพุฒิ ผู้ซึ่งยอมรับว่าตนเองเป็น “เด็กบ้าไดโนเสาร์” มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ระบุในเอกสารประชาสัมพันธ์ของ UCL ว่า การศึกษาวิจัยครั้งนี้ยังช่วย “เติมเต็มคำสัญญาในวัยเด็กที่อยากจะตั้งชื่อให้กับไดโนเสาร์สักตัวหนึ่ง” ด้วย

นาคาไททันถือเป็นไดโนเสาร์ลำดับที่ 14 ที่ได้รับการตั้งชื่อในประเทศไทย โดย ดร.สิตา มานิตกุล นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ระบุว่าประเทศไทยมีความหลากหลายของฟอสซิลไดโนเสาร์สูงมาก และ “อาจเป็นแหล่งที่พบซากไดโนเสาร์หนาแน่นเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย”

คุณธิติพุฒิ เศรษฐพานิชสกุล นักวิจัย ถ่ายภาพคู่กับกระดูกขาหน้า (Humerus) ของ
คุณธิติพุฒิ เศรษฐพานิชสกุล นักวิจัย ถ่ายภาพคู่กับกระดูกขาหน้า (Humerus) ของ “นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส” ที่พิพิธภัณฑ์สิรินธร จังหวัดกาฬสินธุ์ ประเทศไทย เมื่อปี 2567

ทั้งนี้ นาคาไททันเคยท่องโลกในช่วงเวลาที่ระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศของโลกกำลังเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับอุณหภูมิโลกที่พุ่งสูงในขณะนั้น

ศาสตราจารย์พอล อัพเชิร์ช จาก UCL ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมวิจัยให้สัมภาษณ์กับ National Geographic ว่า ไดโนเสาร์วงศ์ซอโรพอดมีขนาดร่างกายที่ใหญ่มากในช่วงเวลานี้ และ “มันค่อนข้างแปลกที่พวกซอโรพอดสามารถรับมือกับสภาวะอุณหภูมิที่สูงขึ้นได้” เนื่องจากร่างกายที่มีขนาดใหญ่จะกักเก็บความร้อนได้ดีและระบายความร้อนออกได้ยากกว่า

เขายังบอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์สด้วยว่า “มีความเป็นไปได้ที่อุณหภูมิที่สูงขึ้นนั้นส่งผลกระทบต่อพืชพรรณที่เป็นอาหารหลักของพวกซอโรพอด ซึ่งเป็นสัตว์กินพืชที่มีขนาดร่างกายใหญ่ยักษ์เหล่านี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลจ่อฟ้อง นิวยอร์กไทม์สรายงานบิดเบือน กรณีล่วงละเมิดนักโทษ

อิสราเอลจ่อฟ้อง นิวยอร์กไทม์สรายงานบิดเบือน กรณีล่วงละเมิดนักโทษ

15 พ.ค. 2569 04:49 น.

อิสราเอลจ่อฟ้อง นิวยอร์กไทม์สรายงานบิดเบือน กรณีล่วงละเมิดนักโทษ

ทางการอิสราเอลกำลังดำเนินการยื่นฟ้องร้องสำนักข่าว นิวยอร์กไทม์ส โดยกล่าวหาว่าสื่อเจ้านี้เผยแพร่บทความเท็จ ว่าเจ้าหน้าที่ของอิสราเอลล่วงละเมิดชาวปาเลสไตน์ที่ถูกจับกุมอย่างกว้างขวาง

เมื่อ 14 พ.ค. 2569 สำนักงานของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แถลงว่า ทางการอิสราเอลจะดำเนินการฟ้องร้องหนังสือพิมพ์ The New York Times ต่อศาล กรณีที่สื่อเจ้านี้ตีพิมพ์บทความอ้างว่า นักโทษชาวปาเลสไตน์ที่ถูกอิสราเอลจับตัวเอาไว้ ถูกล่วงละเมิดทางเพศอย่างกว้างขวาง

ตามแถลงการณ์ร่วมของสำนักงานนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเนทันยาฮูและนายกิเดียน ซาร์ รัฐมนตรีต่างประเทศ ได้สั่งการให้ “เริ่มดำเนินการฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาทต่อ The New York Times”

แถลงการณ์ระบุว่า การฟ้องร้องครั้งนี้เกิดขึ้น “หลังจากที่ นิโคลัส คริสตอฟ ได้เผยแพร่หนึ่งในคำโกหกที่น่ารังเกียจและบิดเบือนที่สุดเท่าที่เคยมีมาต่อรัฐอิสราเอลในสื่อยุคใหม่ผ่านทาง The New York Times ซึ่งบทความดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจากทางหนังสือพิมพ์อีกด้วย”

บทความเชิงสืบสวนดังกล่าวถูกเผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา ในรูปแบบบทความแสดงความคิดเห็นโดยคอลัมนิสต์ นิโคลัส คริสตอฟ ซึ่งอ้างอิงจากคำให้การที่รวบรวมจากชายและหญิงปาเลสไตน์ 14 คน ในเขตเวสต์แบงก์ที่อิสราเอลยึดครอง ซึ่งอ้างว่า พวกเขาถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลหรือสมาชิกของกองกำลังความมั่นคง

รายงานนี้บรรยายถึง “ความรุนแรงทางเพศรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางต่อผู้ชาย ผู้หญิง และแม้แต่เด็ก โดยฝีมือของทหาร ผู้ตั้งถิ่นฐาน พนักงานสอบสวนในหน่วยความมั่นคงภายใน ชิน เบต (Shin Bet) และที่สำคัญที่สุดคือผู้คุมเรือนจำของอิสราเอล” อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า “ไม่มีหลักฐานว่าผู้นำอิสราเอลเป็นผู้สั่งการให้มีการล่วงละเมิด”

กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลปฏิเสธรายงานดังกล่าวทันทีที่มีการเผยแพร่ โดยระบุว่านายคริสตอฟอ้างอิงข้อมูลจาก “แหล่งข่าวที่ไม่ได้รับการยืนยัน ซึ่งเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่มีความสัมพันธ์กับกลุ่มฮามาส”

นอกจากนี้ อิสราเอลยังกล่าวหาว่า หนังสือพิมพ์ฉบับนี้จงใจเลือกเวลาเผยแพร่เพื่อ “ลดทอนความน่าเชื่อถือ” ของรายงานอิสระของอิสราเอลเกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศที่กลุ่มฮามาสกระทำระหว่างการโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ซึ่งมีการเผยแพร่ในวันเดียวกัน

ทั้งนี้ กองกำลังอิสราเอลได้ควบคุมตัวชาวปาเลสไตน์หลายพันคนในเขตเวสต์แบงก์ นับตั้งแต่กลุ่มฮามาสเปิดฉากโจมตีในปี 2566 ซึ่งเป็นชนวนเหตุที่ก่อให้เกิดสงครามในฉนวนกาซามาจนถึงปัจจุบัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์อ้าง สี จิ้นผิง ให้คำมั่นจะไม่ส่งยุทโธปกรณ์ให้อิหร่าน

ทรัมป์อ้าง สี จิ้นผิง ให้คำมั่นจะไม่ส่งยุทโธปกรณ์ให้อิหร่าน

15 พ.ค. 2569 03:20 น.

ทรัมป์อ้าง สี จิ้นผิง ให้คำมั่นจะไม่ส่งยุทโธปกรณ์ให้อิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวอ้างว่า สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนให้คำมั่นว่าจะไม่ส่งยุทโธปกรณ์ทางทหารให้แก่อิหร่าน ระหว่างที่ทั้งสองหารือกันในกรุงปักกิ่ง

เมื่อ 14 พ.ค. 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาอ้างว่า นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ให้คำมั่นระหว่างการหารือที่กรุงปักกิ่งว่าจะไม่จัดส่งยุทโธปกรณ์ทางทหารให้แก่ประเทศอิหร่าน ท่ามกลางความตึงเครียดของสงครามในตะวันออกกลาง

“เขาบอกว่าเขาจะไม่มอบยุทโธปกรณ์ทางทหารให้พวกเขา (อิหร่าน) นั่นคือถ้อยแถลงที่สำคัญมาก เขาพูดเรื่องนี้ในวันนี้” ทรัมป์บอกกับ ฌอน แฮนนิตี พิธีกรช่อง Fox News ในคลิปสัมภาษณ์ พร้อมเสริมว่าสี จิ้นผิง “กล่าวเน้นย้ำเรื่องนี้อย่างหนักแน่น”

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ระบุว่าสี จิ้นผิง ยังได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับอิหร่าน โดยเฉพาะการซื้อขายน้ำมัน ทรัมป์กล่าวว่าจีนซื้อน้ำมันจากอิหร่าน “เป็นจำนวนมาก” และสี จิ้นผิง ได้บอกกับเขาว่า “ทางจีนต้องการที่จะทำเช่นนั้นต่อไป”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังย้ำว่าสี จิ้นผิง แสดงความปรารถนาที่จะเห็นช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง “เขาพูดติดตลกว่า ‘คุณก็รู้ พวกเขา (อิหร่าน) สั่งปิดมัน จากนั้นคุณก็สั่งหยุดพวกเขา’” ผู้นำจีนยังแสดงความไม่พอใจต่อรายงานที่ว่าอิหร่านมีการเรียกเก็บค่าผ่านทางสำหรับการสัญจรผ่านช่องแคบดังกล่าวด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

นายกฯ ลัตเวียลาออก หลังปลด รมว.กลาโหม ปมโดรนยูเครนลามการเมือง

นายกฯ ลัตเวียลาออก หลังปลด รมว.กลาโหม ปมโดรนยูเครนลามการเมือง

15 พ.ค. 2569 02:27 น.

นายกฯ ลัตเวียลาออก หลังปลด รมว.กลาโหม ปมโดรนยูเครนลามการเมือง

นายกรัฐมนตรีของลัตเวียลาออกจากตำแหน่ง หลังจากเธอปลดรัฐมนตรีกลาโหม จากปมโดรนยูเครนรุกล้ำน่านฟ้าและตกใส่แท็งก์น้ำมัน แต่นั่นทำให้พรรคร่วมรัฐบาลประกาศถอนตัว จนรัฐบาลล่ม

เมื่อ 14 พ.ค. 2569 เอวิกา ซิลิญา นายกรัฐมนตรีลัตเวีย ประกาศลาออกจากตำแหน่ง หลังเกิดวิกฤตทางการเมืองอันเนื่องมาจากกรณีโดรนของยูเครนที่จะมุ่งหน้าไปยังรัสเซีย เกิดหลงเข้ามาในดินแดนของลัตเวีย และตกใส่แท็งก์น้ำมันของพวกเขาจนเกิดความเสียหาย

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นางซิลิญาสั่งปลดนาย แอนดริส สพรูดส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังวิจารณ์การตอบสนองต่อเหตุการณ์ของเขาอย่างรุนแรง และแต่งตั้งตัวแทนคนใหม่อย่างรวดเร็ว

แต่การกระทำดังกล่าวทำให้พรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรค Progressives ของนายสพรูดส์ ตอบโต้ด้วยการประกาศถอนตัวจากการสนับสนุนรัฐบาลผสมทันที ส่งผลให้รัฐบาลล่ม เพียงไม่นานก่อนจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนตุลาคมนี้

“เมื่อเห็นว่ามีผู้สมัครที่แข็งแกร่งมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม… พวกนักการเมืองที่ดีแต่พูดกลับเลือกที่จะสร้างวิกฤตแทน” นางซิลิญากล่าวในวันพฤหัสบดี “ฉันลาออก แต่ฉันจะไม่ยอมแพ้”

ผลกระทบทางการเมืองนี้มีชนวนเหตุมาจากการที่โดรน 3 ลำรุกล้ำน่านฟ้าลัตเวียเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ซึ่งถือเป็นอุบัติเหตุครั้งที่สองนับตั้งแต่ต้นปี 2569 ทั้งลัตเวียและยูเครนต่างยอมรับว่าโดรนดังกล่าวอาจเป็นอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ของยูเครนที่มีเป้าหมายโจมตีรัสเซีย แต่ถูกรบกวนสัญญาณจนหลงทิศเข้ามาในลัตเวีย

ในเหตุการณ์ล่าสุด โดรนลำหนึ่งตกลงบนพื้นดิน ขณะที่อีกลำพุ่งชนคลังเก็บน้ำมันที่ว่างเปล่าใกล้กับเมืองเรเซกเน (Rezekne) ส่วนลำที่สามบินเข้าและออกจากน่านฟ้าลัตเวียไป แม้จะไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ แต่ชาวบ้านในพื้นที่บอกกับสื่อว่าการตอบสนองจากภาครัฐล่าช้าและไม่เพียงพอ การแจ้งเตือนผ่านโทรศัพท์ล่าช้าถึงหนึ่งชั่วโมง

นางซิลิญากล่าวหลังเกิดเหตุว่า “มีบางอย่างผิดพลาด เราไม่สามารถปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไปได้” เธอยังระบุด้วยว่าได้ขอให้นายสพรูดส์ลาออกเพราะปัญหาด้านการป้องกันประเทศ เนื่องจากลัตเวียใช้งบประมาณถึง 5% ของจีดีพีไปกับการกลาโหม ซึ่งเธอมองว่านั่นมาพร้อมกับ “ความรับผิดชอบต่อสังคมในระดับที่สูงขึ้นมาก… ซึ่งต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฮอนด้าปิดปีงบประมาณขาดทุนเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี

ฮอนด้าปิดปีงบประมาณขาดทุนเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี

15 พ.ค. 2569 01:28 น.

ฮอนด้าปิดปีงบประมาณขาดทุนเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี

บริษัท ฮอนด้า ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ มีผลประกอบการประจำปีงบประมาณที่ผ่านมาขาดทุนเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 70 ปี อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ และกำแพงภาษี

สำนักข่าว บีบีซี รายงานเมื่อ 14 พ.ค. 2569 ว่า บริษัท ฮอนด้า ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น รายงานผลประกอบการสำหรับปีงบประมาณซึ่งสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2569 ปรากฏว่า ขาดทุน 4.23 แสนล้านเยน หรือราว 8.65 หมื่นล้านบาท ซึ่งนับเป็นการปิดปีงบประมาณด้วยการขาดทุนเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี

ฮอนด้าระบุว่ากำลังยกเลิกเป้าหมายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าบางส่วน และจะหันไปจัดหาชิ้นส่วนจากประเทศจีนซึ่งมีราคาถูกกว่าเพื่อควบคุมต้นทุนให้ต่ำลง

ตามการเปิดเผยของฮอนด้า การเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยที่ทำให้ผลขาดทุนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งรวมถึงการยกเลิกมาตรการจูงใจทางภาษีสำหรับผู้บริโภคชาวอเมริกันที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า และการบังคับใช้มาตรการกำแพงภาษี

ก่อนหน้านี้ ผู้บริโภคในสหรัฐฯ สามารถขอคืนภาษีได้สูงสุดถึง 7,500 ดอลลาร์ หากซื้อรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ แต่มาตรการนี้ถูกโดนัลด์ ทรัมป์ ยกเลิกไปเมื่อเดือนกันยายน 2568

นอกจากนั้น การจัดเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ที่ทรัมป์ประกาศในปี 2568 ยังส่งผลกระทบต่อกำไรของผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่หลายราย แม้ว่าจะมีการปรับลดอัตราภาษีจาก 25% ลงเหลือ 15% แล้วก็ตาม

นักวิเคราะห์มองว่า ด้วยขนาดที่ใหญ่โตและลักษณะของธุรกิจที่เป็นมรดกตกทอดกันมานานของบริษัท ฮอนด้า ทำให้บริษัทปรับตัวได้ยากต่อความผันผวนที่รวดเร็วของอุปสงค์รถยนต์ไฟฟ้า

ฮอนด้าระบุว่า หลังจากนี้พวกเขาจะหันไปให้ความสำคัญกับธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่าง รถจักรยานยนต์, บริการทางการเงิน และการผลิตรถยนต์ไฮบริด (Hybrid) และจะให้ความสำคัญกับตลาดในอเมริกาเหนือ, ญี่ปุ่น และอินเดีย สำหรับการเติบโตในอนาคต

ด้านนายโทชิฮิโระ มิเบะ ประธานกรรมการบริหาร กล่าวว่า ฮอนด้าจะยกเลิกเป้าหมายของบริษัท ที่จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าครองส่วนแบ่ง 1 ใน 5 ของยอดขายรถใหม่ภายในปี 2573 และยกเลิกเป้าหมายที่จะเปลี่ยนรถยนต์ทุกรุ่นให้เป็นไฟฟ้าทั้งหมด (All-EV) ภายในปี 2583 ด้วย

ทั้งนี้ ฮอนด้าคาดการณ์ว่า บริษัทจะมีผลประกอบการขาดทุนที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก 5.12 แสนล้านเยน ในปีงบประมาณถัดไปที่จะสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2570

น.ส. แดนนี ฮิวสัน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์การเงินจาก AJ Bell กล่าวว่า ที่จุดเปลี่ยนที่ดูมืดมนของฮอนด้า แต่ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจนัก

“เช่นเดียวกับผู้ผลิตรถยนต์รายเก่าแก่หลายราย ฮอนด้าวางเดิมพันว่าผู้ใช้รถจะเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว และพวกเขาก็เป็นฝ่ายแพ้เมื่อทิศทางของโลกเปลี่ยนไป”

เธอกล่าวว่าปัจจัยด้านการเมือง ค่าครองชีพ และการแข่งขันจากบริษัทจีน บีบให้ฮอนด้าต้องยอมถอยเรื่องแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและยอม “แบกรับต้นทุนที่สูญเสียไป”

ฮิวสันกล่าวเสริมว่า แม้ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าจะพุ่งสูงขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน แต่ “บริษัทที่มีขนาดใหญ่ระดับนี้อย่าง Honda กลับต้องมาคอยปรับตัวตามสถานการณ์เฉพาะหน้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก”

เธอยังทิ้งท้ายว่า สถานการณ์อาจทวีความรุนแรงขึ้นอีก เนื่องจากยังมี “จุดเปลี่ยนที่คาดไม่ถึง” รออยู่ในตลาดอีกมาก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc