
14 ส.ค. 2569 16:55 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
อินโดนีเซียเตรียมปิดรัฐวิสาหกิจกว่า 750 แห่งภายในสิ้นปี หวังลดต้นทุน-ปราบทุจริต
ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซีย ประกาศแผนปิดรัฐวิสาหกิจกว่า 750 แห่งภายในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ หลังพบว่าประเทศมีรัฐวิสาหกิจมากถึง 1,074 แห่ง และหลายแห่งขาดประสิทธิภาพหรือรายงานผลกำไรที่ไม่เป็นความจริง พร้อมเสนอจัดตั้งศาลพิเศษตรวจสอบการบริหารย้อนหลังหลายสิบปี ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าลดค่าใช้จ่ายและเก็บไว้เฉพาะกิจการที่สร้างมูลค่าให้ประชาชน
ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซีย ประกาศว่า รัฐบาลจะเดินหน้าปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจครั้งใหญ่ โดยมีเป้าหมายปิดกิจการมากกว่า 750 แห่งภายในสิ้นปี 2569 และเหลือรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานอยู่ไม่เกิน 300 แห่ง จากจำนวนทั้งหมดที่พบว่ามีมากถึง 1,074 แห่ง
ปราโบโวกล่าวระหว่างการแถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภาอินโดนีเซียว่า รัฐวิสาหกิจจำนวนมากไม่มีประสิทธิภาพ และบางแห่งรายงานว่ามีกำไรทั้งที่แท้จริงแล้วขาดทุน โดยตัวเลขกำไรเหล่านั้นอาจถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ดูเหมือนว่ากิจการมีผลประกอบการที่ดี เขากล่าวว่า “มีรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพมากเกินไป รายงานผลขาดทุนอยู่เสมอ แต่กลับอ้างว่ามีกำไร ซึ่งกำไรเหล่านั้นถูกสร้างขึ้น”
ปราโบโวกล่าวว่า การจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ “ดานันตารา” (Danantara) เมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐ ทำให้รัฐบาลค้นพบว่า อินโดนีเซียมีรัฐวิสาหกิจมากถึง 1,074 แห่ง
“ผมเคยคิดว่ามีรัฐวิสาหกิจอยู่ 300 หรือ 400 แห่ง แต่ปรากฏว่ามีถึง 1,074 แห่ง” ปราโบโวกล่าว พร้อมระบุว่า รัฐวิสาหกิจบางแห่งดำเนินงานตามอำเภอใจ โดยขาดความรับผิดชอบต่อประเทศและรัฐ
จนถึงขณะนี้ รัฐบาลได้ปิดรัฐวิสาหกิจไปแล้ว 290 แห่ง และตั้งเป้าว่าภายในวันที่ 31 ธันวาคม จะเหลือไม่เกิน 300 แห่ง “เราจะปิดกิจการมากกว่า 750 แห่ง และเหลือไว้เฉพาะกิจการที่มีประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ประชาชน” ประธานาธิบดีอินโดนีเซียกล่าว พร้อมเรียกการปรับโครงสร้างครั้งนี้ว่าอาจเป็น “การปรับโครงสร้างภาคธุรกิจครั้งใหญ่ที่สุดในโลก”
ปราโบโวระบุว่า การปฏิรูปดังกล่าวช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไปแล้วประมาณ 50 ล้านล้านรูเปียห์ หรือมากกว่า 93,000 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงเงินเดือนของกรรมการและคณะกรรมาธิการ ค่าเช่าอาคารและรถยนต์ ตลอดจนค่าเดินทางเพื่อธุรกิจ
ประธานาธิบดีกล่าวด้วยว่า การปรับปรุงระบบบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจ ส่งผลให้กำไรของรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้นมากกว่า 75% จากปี 2567 มาอยู่ที่ 326 ล้านล้านรูเปียห์ในปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ปัญหาการทุจริตยังคงเป็นประเด็นสำคัญของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้รัฐบาลจะออกกฎหมายต่อต้านการทุจริตที่เข้มงวดขึ้น จัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิเศษ และดำเนินคดีกับบุคคลระดับสูงหลายรายก็ตาม
ปราโบโวยังเสนอแนวคิดจัดตั้ง “ศาลพิเศษเฉพาะกิจ” เพื่อตรวจสอบการบริหารงานและคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจย้อนหลังไปหลายทศวรรษ โดยอาจครอบคลุมระยะเวลานานถึง 30 ปี พร้อมกันนั้น เขาเรียกร้องให้รัฐสภาพิจารณามาตรการในลักษณะ “นิรโทษกรรมพิเศษ” สำหรับผู้ที่ยอมรับผิดและกลับใจ เพื่อเปิดทางให้ผู้เกี่ยวข้องกับการบริหารรัฐวิสาหกิจสามารถเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและแก้ไขความเสียหายได้
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นในขณะที่อินโดนีเซียยังคงเผชิญปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน โดยได้รับคะแนนเพียง 34 จาก 100 คะแนน ในดรรชนีรับรู้การทุจริต (CPI) ประจำปี 2025 ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจของประชาชนต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงอันเป็นผลกระทบมาจากสงครามในตะวันออกกลาง
ประเด็นการทุจริตยังกลายเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องสำคัญของกลุ่มผู้ประท้วงที่ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่อินโดนีเซียและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง
หนึ่งในโครงการที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือโครงการอาหารฟรีสำหรับเด็กนักเรียน ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาลปราโบโว ประธานาธิบดียืนยันว่าจะเดินหน้าโครงการต่อไป แต่ต้องปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน พร้อมระบุว่า รัฐบาลไม่สามารถยอมรับสถานการณ์ที่เด็กอินโดนีเซีย 1 ใน 4 คนประสบภาวะเติบโตชะงักหรือภาวะแคระแกร็นจากภาวะทุพโภชนาการ
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ปราโบโวยืนยันว่า อินโดนีเซียมีความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน และแสดงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซียจะเติบโตได้ 6% ภายในสิ้นปี 2026
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี ของอินโดนีเซีย ขยายตัว 5.3% ในไตรมาส 2 ของปีนี้ หลังจากเติบโต 5.6% ในไตรมาสแรก อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังคงตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการของรัฐบาลเป็นระยะ
ปราโบโวกล่าวว่า เป้าหมายของรัฐบาลไม่ได้อยู่ที่การสร้างตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือการดึงดูดการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจตกถึงประชาชนอย่างแท้จริง “การเติบโตและการลงทุนไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด เป้าหมายของเราคือความมั่งคั่งและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน”
เขาย้ำว่า เงินลงทุนทุก 1 รูเปียห์จะต้องนำไปสู่การสร้างงานและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนที่มีรายได้น้อยที่สุด
แผนปิดและควบรวมรัฐวิสาหกิจครั้งใหญ่จึงเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลปราโบโว เพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย ลดความซ้ำซ้อน และกำจัดกิจการที่ไม่มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันยังเป็นบททดสอบสำคัญว่า รัฐบาลจะสามารถยกระดับธรรมาภิบาลและลดปัญหาการทุจริตในภาคธุรกิจของรัฐได้มากน้อยเพียงใด.
ที่มา AFP








