รมว.ต่างประเทศอิหร่านประณาม “เนทันยาฮู” เป็น “อสรพิษ” หลอกใช้สหรัฐฯ ทำสงครามแทนอิสราเอล

รมว.ต่างประเทศอิหร่านประณาม "เนทันยาฮู" เป็น "อสรพิษ" หลอกใช้สหรัฐฯ ทำสงครามแทนอิสราเอล

31 ส.ค. 2569 16:53 น.

รมว.ต่างประเทศอิหร่านประณาม “เนทันยาฮู” เป็น “อสรพิษ” หลอกใช้สหรัฐฯ ทำสงครามแทนอิสราเอล

นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X  ประณามนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลอย่างรุนแรง โดยเปรียบเทียบเป็น “อสรพิษ” พร้อมกล่าวหาว่าผู้นำอิสราเอลได้ล่อลวงและหลอกลวงรัฐบาลสหรัฐฯ ให้เปิดฉากทำสงครามกับอิหร่านเพื่อผลประโยชน์ของอิสราเอล

อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน กล่าวโจมตีนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลอย่างรุนแรงเมื่อวันจันทร์ โดยเรียกผู้นำอิสราเอลว่า “อสรพิษ” และกล่าวหาว่าเนทันยาฮูหลอกลวงรัฐบาลสหรัฐฯ ให้เข้าร่วมสงครามกับอิหร่านเพื่อผลประโยชน์ของอิสราเอล

อารักชีเผยแพร่ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X โดยระบุว่า เนทันยาฮูพูดภาษาฮีบรูอย่างเปิดเผยว่า เขาสามารถ “หลอก” รัฐบาลสหรัฐฯ ให้ทำสงครามกับอิหร่านในนามของอิสราเอล นายอารักชีกล่าวว่า เนทันยาฮูยังหัวเราะและพูดถึงวิธีที่เขา “มีอิทธิพล” ต่อสหรัฐฯ ผ่านการปรากฏตัวทางเครือข่ายโทรทัศน์ของสหรัฐฯ รวมระยะเวลาประมาณ 1,000 ชั่วโมง

รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านกล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อพูดภาษาอังกฤษ เนทันยาฮูกลับกล่าวชื่นชมความเป็นผู้นำของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก่อนทิ้งท้ายว่า “อสรพิษ” คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนความไม่พอใจอย่างรุนแรงของรัฐบาลอิหร่านต่อบทบาทของเนทันยาฮูในการผลักดันนโยบายของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน

สงครามระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ หลังปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลสังหาร อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพอิหร่านหลายราย อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายต่าง ๆ ทั่วภูมิภาค ส่งผลให้ความขัดแย้งขยายวงกว้างออกไป

แม้การหยุดยิงในเดือนเมษายนจะช่วยยุติการสู้รบที่รุนแรงที่สุด แต่การโจมตีประปราย โดยเฉพาะบริเวณใกล้ ช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงเกิดขึ้น และทำให้ความหวังที่จะบรรลุข้อตกลงสันติภาพถาวรลดน้อยลง ล่าสุด สหรัฐฯ ยังปรับแนวทางไปสู่สิ่งที่รัฐบาลเรียกว่า “การกดดันทางเศรษฐกิจ” ต่ออิหร่าน โดยมุ่งกดดันเศรษฐกิจและแหล่งรายได้ของรัฐบาลเตหะราน

ทางการอิหร่านเปิดเผยคลิปวิดีโอที่อ้างว่าเป็นภาพการยิงขีปนาวุธและโดรน และว่าการยิงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการโจมตีฐานทัพอากาศสหรัฐ “คิงฮุสเซน” และ “อัล-อัซรัก” ในประเทศจอร์แดน อย่างไรก็ตาม ทางการอิหร่านไม่ได้เปิดเผยเวลาหรือสถานที่ที่แน่ชัดของการยิงที่ปรากฏในวิดีโอ คลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่หลังจากที่กองทัพสหรัฐได้เปิดฉากโจมตีฐานยิง 2 แห่งบนเกาะลารักของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวานนี้ ซึ่งถือเป็นการโจมตีของสหรัฐต่ออิหร่านครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเพิ่มความกังวลว่า การเผชิญหน้าระหว่างสองฝ่ายอาจกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง แม้ก่อนหน้านี้จะมีความพยายามผลักดันให้เกิดข้อตกลงยุติความขัดแย้ง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เนทันยาฮูแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงร่วมกัน พร้อมเรียกผู้นำอิหร่านว่า “คนป่าเถื่อน”

ถ้อยคำล่าสุดของอารักชีจึงเป็นการตอบโต้โดยตรงต่อท่าทีของนายกรัฐมนตรีอิสราเอล และสะท้อนความขัดแย้งทางการทูตที่รุนแรงระหว่างเตหะรานกับรัฐบาลอิสราเอล

ข้อกล่าวหาของอิหร่านว่าเนทันยาฮูมีอิทธิพลต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ผ่านสื่ออเมริกัน และเป็นผู้ผลักดันให้สหรัฐฯ เข้าสู่สงครามกับอิหร่าน ยังไม่ได้รับการยืนยันจากรัฐบาลสหรัฐฯ หรืออิสราเอล ขณะที่ความตึงเครียดในภูมิภาคยังคงอยู่ในระดับสูง และช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นหนึ่งในจุดเสี่ยงสำคัญต่อความมั่นคงและเส้นทางพลังงานของโลก.

ที่มา Mehr News Agency / AFP / 

จีนลงโทษ 10 ราย เผยแพร่ข้อมูลเท็จเหตุน้ำท่วม-โคลนถล่มชายแดนเนปาล-ทิเบต

จีนลงโทษ 10 ราย เผยแพร่ข้อมูลเท็จเหตุน้ำท่วม-โคลนถล่มชายแดนเนปาล-ทิเบต

31 ส.ค. 2569 16:11 น.

จีนลงโทษ 10 ราย เผยแพร่ข้อมูลเท็จเหตุน้ำท่วม-โคลนถล่มชายแดนเนปาล-ทิเบต

ทางการจีนลงโทษประชาชน 10 คน ฐานเผยแพร่ข่าวลือและข้อมูลเท็จเกี่ยวกับเหตุน้ำท่วมฉับพลันและโคลนถล่มครั้งใหญ่บริเวณด่านจี๋หลง ในเขตปกครองตนเองทิเบต ซึ่งติดกับชายแดนเนปาล โดยผู้ถูกลงโทษหลายรายเผยแพร่ตัวเลขผู้เสียชีวิตและสูญหายสูงกว่าข้อมูลทางการ ขณะที่ภารกิจกู้ภัยยังคงดำเนินต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลเรื่องฝนตกและสภาพภูมิประเทศที่ยากลำบาก

ทางการจีนเปิดเผยว่า ตำรวจได้ดำเนินการกับประชาชน 10 คน ในคดีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ข่าวลือและข้อมูลเท็จทางออนไลน์เกี่ยวกับเหตุโคลนถล่มรุนแรงที่ ด่านจี๋หลง ในเมืองรื่อคาเจ๋อ เขตปกครองตนเองทิเบต ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนติดกับเนปาล

กรมความมั่นคงไซเบอร์ กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน ระบุผ่านบัญชี WeChat อย่างเป็นทางการว่า ตำรวจทั่วประเทศกำลังเดินหน้าปราบปรามการเผยแพร่ข่าวลือบนโลกออนไลน์ โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับข้อมูลเท็จที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติครั้งนี้

เจ้าหน้าที่ระบุว่า บุคคลส่วนใหญ่ใน 10 คดีดังกล่าวมีพฤติกรรมสร้างหรือเผยแพร่ตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ไม่เป็นความจริง และถูกลงโทษทางปกครองแล้ว โดยทางการให้เหตุผลว่า การดำเนินการดังกล่าวมีความจำเป็นเพื่อรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยบนโลกออนไลน์ และไม่ให้ข้อมูลเท็จส่งผลกระทบต่อภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัย

หนึ่งในกรณีดังกล่าว ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนามสกุล หลิว ถูกตำรวจในนครลาซา เมืองหลวงของทิเบต ลงโทษทางปกครอง หลังเผยแพร่ข้อความอ้างว่า มีผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติมากกว่า 3,000 คน

อีกรายหนึ่ง ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนามสกุล โจว ในมณฑลหูหนาน ถูกลงโทษหลังเผยแพร่วิดีโอสั้นที่กล่าวอ้างอย่างไม่ถูกต้องว่า เหตุโคลนถล่มทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 10,000 คน

รายงานอีกกรณีระบุว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนามสกุล ชิว โพสต์ข้อความว่า แม้มีรายงานผู้เสียชีวิต 1,400 คน แต่ก่อนหน้านั้นมีการรายงานว่ามีผู้สูญหายถึง 3,000 คน ขณะที่อีกคนหนึ่งนามสกุลหลิวอ้างว่า มีผู้เสียชีวิตในจีนจากโคลนถล่มมากกว่า 3,000 คน อย่างไรก็ตาม ทางการจีนไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่าแต่ละรายได้รับโทษในระดับใด

กระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีนระบุว่า ตามกฎหมายจีน ผู้ที่จงใจเผยแพร่ข่าวลือหรือข้อมูลเท็จเกี่ยวกับเหตุฉุกเฉิน โรคระบาด ภัยพิบัติ หรือความปลอดภัยสาธารณะ จนก่อให้เกิดความวุ่นวายในสังคม อาจถูกควบคุมตัวทางปกครองเป็นเวลา 5-10 วัน และปรับสูงสุด 1,000 หยวน หรือราว 4,930 บาท และหากการเผยแพร่ข่าวลือก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อสังคม ผู้กระทำผิดอาจถูกดำเนินคดีอาญาและมีโทษจำคุก

รัฐบาลจีนยังออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาจากต่างประเทศที่ว่า ทางการจีนพยายามควบคุมภาพเหตุการณ์ภัยพิบัติและรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตต่ำกว่าความเป็นจริง

กัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับภัยพิบัติเป็นไปอย่าง “เปิดกว้าง โปร่งใส และทันเวลา” พร้อมเตือนว่า การใส่ร้ายหรือสร้างกระแสเกินจริงโดยใช้สถานการณ์ภัยพิบัติเป็นเครื่องมือ จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน อย่างไรก็ตาม เขตทิเบตเป็นพื้นที่ที่ผู้สื่อข่าวต่างชาติเข้าถึงได้อย่างจำกัด ทำให้การตรวจสอบสถานการณ์และประเมินความเสียหายโดยสื่ออิสระเป็นไปได้ยาก

ภัยพิบัติครั้งนี้เกิดขึ้นหลังมวลน้ำ โคลน หิน และเศษซากจำนวนมหาศาลไหลทะลักผ่านพื้นที่ภูเขาตามแนวชายแดนเนปาล-ทิเบตเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้หมู่บ้านหลายแห่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก

หน่วยงานด้านภัยพิบัติของเนปาลรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 903 คน และสูญหายอีก 4,247 คน ส่วนฝั่งทิเบตของจีน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 คน และสูญหาย 546 คน ในจำนวนผู้สูญหายฝั่งทิเบต มีชาวต่างชาติ 261 คน ได้แก่ ชาวเนปาล 104 คน อินเดีย 49 คน ลัตเวีย 33 คน และสหรัฐฯ 18 คน

สื่อทางการจีนรายงานว่า โคลนถล่มได้ทำลายพื้นที่ประมาณ 0.7 ตารางกิโลเมตร หรือเทียบเท่าพื้นที่สนามฟุตบอลราว 98 สนาม ด้านประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กล่าวว่า จีนกำลังใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการค้นหาผู้สูญหายที่อยู่ในฝั่งจีน

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังแข่งกับเวลาเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต แม้ต้องเผชิญกับภูมิประเทศที่อยู่บนพื้นที่สูง หุบเขาสูงชัน และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภารกิจครอบคลุมทั้งการนำดินโคลนออกจากถนน การค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย การตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง การฆ่าเชื้อและป้องกันโรค รวมถึงการซ่อมแซมเส้นทางคมนาคมที่ได้รับความเสียหาย

ภาพจากสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของทางการจีน เผยให้เห็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยพร้อมสุนัขค้นหา เดินฝ่าซากความเสียหายตามหุบเขาที่ถูกโคลนถล่มกวาดผ่าน ขณะที่บางพื้นที่เจ้าหน้าที่ต้องลุยผ่านโคลนหนา และบางส่วนกำลังซ่อมแซมสายไฟฟ้า ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าระวังฝนที่จะตกลงมาในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า เนื่องจากอาจทำให้ถนนลื่นและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าถึงพื้นที่ประสบภัย

ก่อนหน้านี้เกิดทะเลสาบแห่งใหม่ขึ้นจากดินถล่มบริเวณใกล้ชายแดน หลังมวลดินและหินปิดกั้นทางน้ำ ทำให้เจ้าหน้าที่กังวลว่า หากน้ำเอ่อล้นอาจทำให้เกิดน้ำท่วมระลอกใหม่ อย่างไรก็ตาม กระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉินของจีนระบุว่า ทะเลสาบดังกล่าวได้เอ่อล้นและระบายน้ำออกไปเกือบหมดตามธรรมชาติแล้ว ทำให้ความเสี่ยงในส่วนนี้ลดลง

แม้สถานการณ์บางพื้นที่เริ่มคลี่คลาย แต่ภารกิจค้นหาและกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไป เนื่องจากยังมีผู้สูญหายอีกหลายร้อยคน โดยเฉพาะบริเวณด่านชายแดนและพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก

ภัยพิบัติครั้งนี้จึงยังคงเป็นภารกิจฉุกเฉินขนาดใหญ่ทั้งฝั่งเนปาลและจีน ขณะที่ทางการจีนพยายามควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยัน พร้อมเดินหน้าค้นหาผู้สูญหายและฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา China Daily / CNA

นาซาส่ง “กล้องโทรทรรศน์โรมัน” ขึ้นสู่อวกาศ ทำแผนที่จักรวาล-ไขปริศนาพลังงานมืด

นาซาส่ง "กล้องโทรทรรศน์โรมัน" ขึ้นสู่อวกาศ ทำแผนที่จักรวาล-ไขปริศนาพลังงานมืด

31 ส.ค. 2569 15:03 น.

นาซาส่ง “กล้องโทรทรรศน์โรมัน” ขึ้นสู่อวกาศ ทำแผนที่จักรวาล-ไขปริศนาพลังงานมืด

นาซาส่งกล้องโทรทรรศน์ “แนนซี เกรซ โรมัน” ขึ้นสู่อวกาศ ด้วยจรวดฟัลคอนเฮฟวี ของสเปซเอ็กซ์ มุ่งหน้าสู่จุดสังเกตการณ์ห่างจากโลก 1.5 ล้านกิโลเมตร เพื่อเริ่มต้นภารกิจสำรวจและสร้างแผนที่จักรวาลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ หวังไขปริศนาสสารมืดและพลังงานมืดที่ครอบคลุม 95% ของจักรวาล

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา ประสบความสำเร็จในการส่งกล้องโทรทรรศน์ “แนนซี เกรซ โรมัน” (Nancy Grace Roman Space Telescope) ขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (30 ส.ค.) จากศูนย์อวกาศเคนเนดี ในรัฐฟลอริดา เมื่อเวลา 07.26 น. ตามเวลาท้องถิ่น ด้วยจรวดฟัลคอนเฮฟวี ของสเปซเอ็กซ์ ถือเป็นการเปิดฉากภารกิจสำรวจจักรวาลระยะหลายปี เพื่อสร้างแผนที่อวกาศขนาดใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อน และศึกษาปริศนาสำคัญที่สุดบางประการของฟิสิกส์และดาราศาสตร์

กล้องโทรทรรศน์ความสูงกว่า 12 เมตร ได้รับการพัฒนามานานกว่าหนึ่งทศวรรษ ด้วยงบประมาณมากกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตั้งชื่อตาม แนนซี เกรซ โรมัน นักดาราศาสตร์หญิงผู้บุกเบิกของสหรัฐฯ ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “มารดาแห่งฮับเบิล” เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการผลักดันโครงการกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล

จาเรด ไอแซกแมน ผู้บริหารนาซา กล่าวว่ากล้องโทรทรรศน์ดังกล่าวจะช่วยสร้าง “แผนที่ฉบับใหม่ของจักรวาล” และเปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์ผลักขอบเขตการค้นพบทางดาราศาสตร์ไปไกลกว่าที่เคย

จุดเด่นสำคัญของกล้องโทรทรรศน์แนนซี เกรซ โรมัน คือ มุมมองการสำรวจท้องฟ้าที่กว้างกว่ากล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลมากกว่า 100 เท่า และกว้างกว่ากล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ แม้เว็บบ์จะมีความสามารถในการสังเกตรายละเอียดที่สูงกว่า

กล้องโทรทรรศน์จะเดินทางไปยังบริเวณ จุดลากร็องจ์ที่ 2 ของระบบดวงอาทิตย์-โลก หรือ L2 ซึ่งอยู่ห่างจากโลกประมาณ 1.5 ล้านกิโลเมตร โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนในการเดินทางไปถึงตำแหน่งดังกล่าว จากจุดนี้กล้องจะสามารถสำรวจพื้นที่ขนาดมหาศาลของท้องฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้การมองเห็นในช่วงอินฟราเรด เพื่อตรวจจับแสงจากวัตถุท้องฟ้าที่เดินทางมายังโลกเป็นเวลาหลายพันล้านปี นั่นหมายความว่า นักวิทยาศาสตร์จะสามารถมองย้อนกลับไปในอดีตของจักรวาล และศึกษาว่าจักรวาลก่อตัวและเปลี่ยนแปลงมาอย่างไร

กล้องโทรทรรศน์แนนซี เกรซ โรมัน ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับกล้องโทรทรรศน์และหอดูดาวอื่น ๆ รวมถึงกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เว็บบ์ โดยภารกิจหนึ่งคือการค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะจำนวนหลายพันดวง นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายตรวจจับซูเปอร์โนวานับหมื่นครั้ง ซึ่งเป็นการระเบิดครั้งใหญ่ในช่วงสุดท้ายของชีวิตดาวฤกษ์มวลมาก

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญที่สุดของกล้องนี้คือการศึกษาสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ นั่นคือ สสารมืด (Dark Matter) และ พลังงานมืด (Dark Energy) นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าองค์ประกอบทั้งสองรวมกันคิดเป็นประมาณ 95% ของจักรวาล แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามันคืออะไร และมีต้นกำเนิดอย่างไร

สสารมืดเชื่อว่าทำหน้าที่คล้าย “กาว” ทางแรงโน้มถ่วง ช่วยยึดโครงสร้างต่าง ๆ ของจักรวาลเข้าด้วยกัน ขณะที่พลังงานมืดเชื่อว่าเป็นแรงผลักที่ทำให้จักรวาลขยายตัวในอัตราที่เพิ่มขึ้น

กล้องจะใช้การสังเกตในช่วงอินฟราเรดเพื่อศึกษาวัตถุที่อยู่ห่างไกลและมีอายุย้อนกลับไปหลายพันล้านปี ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาพัฒนาการของจักรวาลในช่วงเวลาต่าง ๆ และทำความเข้าใจบทบาทของสสารมืดและพลังงานมืดได้ดีขึ้น

อีกไม่กี่สัปดาห์หลังออกเดินทาง เครื่องมือหลักกล้องโทรทรรศน์แนนซี เกรซ โรมัน คือ Wide Field Instrument จะเริ่มทำงาน โดยเป็นกล้องอินฟราเรดความละเอียด 300 ล้านพิกเซล ประกอบด้วยตัวตรวจจับภาพความละเอียดระดับ 4K จำนวน 18 ตัว

นาซาคาดว่ากล้องโรมันจะส่งข้อมูลกลับมายังโลกประมาณ 1.4 เทราไบต์ต่อวัน ซึ่งถือเป็นอัตราการส่งข้อมูลสูงที่สุดในบรรดาภารกิจดาราศาสตร์ของนาซาในปัจจุบัน

ด้วยข้อมูลปริมาณมหาศาล นักวิทยาศาสตร์จะต้องอาศัยการเรียนรู้ของเครื่อง ปัญญาประดิษฐ์ และนักวิทยาศาสตร์พลเมือง ช่วยคัดกรองข้อมูลและค้นหาสัญญาณหรือวัตถุที่มีความสำคัญ ก่อนที่นักดาราศาสตร์จะนำข้อมูลเหล่านั้นไปศึกษาในเชิงลึก

กล้องโทรทรรศน์แนนซี เกรซ โรมัน ถือเป็นภารกิจหลักลำดับที่ 4 ของนาซา ที่ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวดฟัลคอนเฮฟวี  โดยโครงการนี้บริหารจัดการโดยศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ด และได้รับความร่วมมือจากห้องปฏิบัติการ Jet Propulsion Laboratory, Caltech/IPAC, Space Telescope Science Institute รวมถึงนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยหลายแห่ง

นอกจากนี้ ยังมีบริษัท BAE Systems, L3Harris Technologies และ Teledyne Scientific & Imaging เป็นพันธมิตรภาคอุตสาหกรรมหลัก พร้อมการสนับสนุนจากองค์การอวกาศยุโรป (ESA), องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA), CNES ของฝรั่งเศส และสถาบันมักซ์ พลังค์เพื่อดาราศาสตร์ของเยอรมนี.

ที่มา NASA / AFP

ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุก 2 ปี ผู้นำโบสถ์แห่งความสามัคคี ติดสินบนอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง

ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุก 2 ปี ผู้นำโบสถ์แห่งความสามัคคี ติดสินบนอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง

31 ส.ค. 2569 14:19 น.

ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุก 2 ปี ผู้นำโบสถ์แห่งความสามัคคี ติดสินบนอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง

ศาลกลางกรุงโซลพิพากษาจำคุก “ฮัน ฮัก-จา” ผู้นำโบสถ์แห่งความสามัคคี วัย 83 ปี เป็นเวลา 2 ปี หลังพบความผิดในคดีการติดสินบน ด้วยการมอบของขวัญราคาแพงให้ คิม กอน-ฮี ภริยาของอดีตประธานาธิบดียุน ซอก-ยอล เพื่อแลกกับการช่วยเหลือผลประโยชน์ขององค์กร รวมถึงคดีมอบเงินผิดกฎหมายให้อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

 ศาลกลางกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ มีคำพิพากษาให้ ฮัน ฮัก-จา ผู้นำโบสถ์แห่งความสามัคคี วัย 83 ปี จำคุกเป็นเวลา 2 ปี จากความผิดเกี่ยวกับการติดสินบน รวมถึงการมอบของขวัญราคาแพงให้คิม กอน-ฮี ภริยาของอดีตประธานาธิบดียุน ซอก-ยอล โดยนางฮันเดินทางมาฟังคำพิพากษาที่ศาลในกรุงโซลโดยนั่งรถเข็น สวมชุดนอนและหน้ากากอนามัย โดยมีผู้ช่วยและเจ้าหน้าที่ติดตามอยู่รอบตัว

ทีมอัยการพิเศษของมิน จุง-กี ซึ่งรับผิดชอบการสอบสวนคดีนี้ ขอให้ศาลลงโทษฮันจำคุก 13 ปี แต่ศาลพิพากษาจำคุกเธอ 2 ปี ศาลพบว่า นางฮันมีส่วนเกี่ยวข้องกับการมอบ สร้อยคอหรูและกระเป๋าชาแนล ให้คิม กอน-ฮี เมื่อเดือนกรกฎาคม 2022 ผ่านคนกลาง เพื่อขอความช่วยเหลือและผลประโยชน์บางประการให้แก่โบสถ์แห่งความสามัคคี ศาลจึงพิพากษาว่า นางฮันมีความผิดฐานฝ่าฝืนกฎหมายต่อต้านการรับสินบน

ศาลยังตัดสินว่าฮันสมรู้ร่วมคิดกับอดีตเจ้าหน้าที่ของโบสถ์ ในการมอบเงินจำนวน 100 ล้านวอน หรือประมาณ 2.4 ล้านบาท ให้แก่ ควอน ซอง-ดง ซึ่งขณะนั้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคพลังประชาชน (PPP) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักของเกาหลีใต้ในเวลานั้น เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเดือนมกราคม 2022 ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ในเดือนมีนาคมปีเดียวกัน

ทีมอัยการพิเศษกล่าวหาว่า ฮันต้องการให้ควอนช่วยเหลือผลประโยชน์ของโบสถ์ หากยุน ซอก-ยอล ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้สมัครจากพรรคพลังประชาชน ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี ท้ายที่สุด นายยุนชนะการเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้

ศาลยังพิพากษาว่า ฮันและอดีตเจ้าหน้าที่โบสถ์รายอื่นมีความผิดจากการใช้เงินของโบสถ์บริจาคให้แก่นักการเมืองอย่างผิดกฎหมาย รวมเป็นเงิน 144 ล้านวอน ในเดือนมีนาคม 2022 อย่างไรก็ตาม ศาลยกฟ้องฮันในข้อหายักยอกเงินที่เกี่ยวข้องกับการบริจาคดังกล่าว

ศาลยังไม่รับพิจารณาข้อกล่าวหาที่ว่า ฮันยักยอกเงินของโบสถ์จำนวน 787 ล้านวอน เพื่อนำไปสนับสนุนเงินทุนหาเสียงให้แก่นักการเมืองในเนปาลและเซเนกัล ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม 2022 โดยให้เหตุผลว่าข้อกล่าวหาส่วนนี้อยู่นอกขอบเขตอำนาจการสอบสวนของทีมอัยการพิเศษ

ฮัน ฮัก-จา เป็นภรรยาของ มุน ซอน-มยอง ผู้ก่อตั้งโบสถ์แห่งความสามัคคีในปี 1954 หลังมุนเสียชีวิตในปี 2012 ฮันเข้ารับตำแหน่งผู้นำองค์กร และได้รับการยกย่องจากสมาชิกว่าเป็น “มารดาที่แท้จริง”

โบสถ์แห่งความสามัคคีมีเครือข่ายธุรกิจและกิจการหลายด้าน ทั้งสื่อ การศึกษา และการจัดจำหน่ายอาหาร และเป็นองค์กรที่ถูกจับตามองมานานจากความสัมพันธ์ทางการเมืองในเกาหลีใต้ องค์กรแห่งนี้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจาก พิธีแต่งงานหมู่ ซึ่งมีการจับคู่ชายหญิงจากหลากหลายประเทศเข้าพิธีแต่งงานพร้อมกัน

โบสถ์แห่งความสามัคคีก่อตั้งขึ้นจากคำสอนของมุน ซอน-มยอง ซึ่งมีแนวคิดทางศาสนาที่มองว่านายมุนมีสถานะเกี่ยวข้องกับการเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์ จึงทำให้องค์กรเป็นประเด็นถกเถียงมาตลอดหลายทศวรรษ องค์กรอ้างว่ามีสมาชิกและผู้ติดตามทั่วโลกประมาณ 10 ล้านคน

นางฮันถูกจับกุมในเดือนกันยายน 2025 จากคดีติดสินบนที่เกี่ยวข้องกับคิม กอน-ฮี อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของเกาหลีใต้ นับตั้งแต่ถูกจับกุม ฮันถูกย้ายระหว่างสถานกักกันและโรงพยาบาลหลายครั้งเพื่อรับการรักษาพยาบาล โฆษกของโบสถ์แห่งความสามัคคียืนยันต่อสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ฮันถูกศาลกลางกรุงโซลพิพากษาจำคุก 2 ปี พร้อมระบุว่าองค์กรจะออกแถลงการณ์เกี่ยวกับคำพิพากษาต่อไป

คดีของฮันเกิดขึ้นท่ามกลางการตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างโบสถ์แห่งความสามัคคีกับแวดวงการเมืองที่เข้มข้นขึ้นในเกาหลีใต้ และยังมีประเด็นที่เชื่อมโยงกับญี่ปุ่นด้วย

องค์กรแห่งนี้กลับมาเป็นที่สนใจอย่างมากในญี่ปุ่นหลังการลอบสังหาร ชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในปี 2022 เมื่อผู้ต้องสงสัยก่อเหตุอ้างว่าองค์กรมีส่วนทำให้ครอบครัวของเขาประสบปัญหาทางการเงิน

คำพิพากษาจำคุก 2 ปีของฮันจึงถือเป็นอีกหนึ่งคดีสำคัญที่สะท้อนการตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างองค์กรศาสนา เงินทุนทางการเมือง และผู้มีอำนาจทางการเมืองในเกาหลีใต้อย่างเข้มข้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา.

ที่มา Yonhap / AFP

“มาดูโร” เผยภาพแรกจากเรือนจำสหรัฐฯ พร้อมส่งสารถึงครอบครัว “เรายังเข้มแข็ง”

"มาดูโร" เผยภาพแรกจากเรือนจำสหรัฐฯ พร้อมส่งสารถึงครอบครัว "เรายังเข้มแข็ง"

31 ส.ค. 2569 13:22 น.

“มาดูโร” เผยภาพแรกจากเรือนจำสหรัฐฯ พร้อมส่งสารถึงครอบครัว “เรายังเข้มแข็ง”

“นิโกลัส มาดูโร” อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เผยแพร่ภาพถ่ายจากสถานที่ควบคุมตัวในนครนิวยอร์ก นับเป็นภาพแรกที่เปิดเผยต่อสาธารณะนับตั้งแต่ถูกกองกำลังสหรัฐฯ จับกุมและนำตัวออกจากเวเนซุเอลาเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยมาดูโรระบุว่ายังคงเข้มแข็งและมั่นใจ พร้อมส่งกำลังใจถึงครอบครัวและผู้สนับสนุน ขณะที่เขาและภรรยาเตรียมขึ้นศาลในสหรัฐฯ ในข้อหาค้ายาเสพติดและครอบครองอาวุธปืน

นิโกลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เผยแพร่ภาพถ่าย 2 ภาพผ่านบัญชีโซเชียลมีเดียของเขาซึ่งเชื่อว่าเป็นภาพแรกของเขาภายในสถานที่ควบคุมตัวในสหรัฐฯ นับตั้งแต่ถูกกองกำลังสหรัฐฯ จับกุมเมื่อเดือนมกราคม โดยในภาพ นายมาดูโรสวมชุดวอร์มสีเทา รองเท้าผ้าใบสีขาว ยืนอยู่หน้ากำแพงเรียบ และชูสองนิ้วเป็นสัญลักษณ์สันติภาพ เขาดูผอมลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับช่วงก่อนถูกควบคุมตัว

มาดูโรโพสต์ข้อความเป็นภาษาสเปนผ่านบัญชีของเขาบนแพลตฟอร์ม X และเทเลแกรม โดยระบุว่า ภาพเหล่านี้เป็น “ของขวัญเล็ก ๆ” ที่ต้องการมอบให้กับหลาน ๆ เด็ก ๆ และผู้คนที่รักเขา “ผมต้องการให้พวกคุณรู้ว่า เรายังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง หัวใจของเราเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักจากพวกคุณ”

เขากล่าวต่อว่า เขาและภรรยา ซิเลีย ฟลอเรส ยังคงเข้มแข็ง สงบ และมีความเชื่อมั่น พร้อมกล่าวถึงศรัทธาทางศาสนาว่า “เราจะยังคงเข้มแข็ง สงบ และมั่นใจ พระเจ้าอยู่กับเรา พระเจ้าจะทรงจัดเตรียมทุกสิ่ง เวเนซุเอลาจะกลับมาผงาดอีกครั้ง”

มาดูโรยังกล่าวขอบคุณครอบครัวและผู้สนับสนุนสำหรับคำอธิษฐาน ความช่วยเหลือ และกำลังใจที่ส่งไปถึงเขา พร้อมระบุว่า เขาและภรรยาจะยังคงยืนหยัดด้วยศรัทธาในพระเจ้า

มาดูโรและภรรยาถูกกองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ จับกุมตัวจากกรุงการากัส  ก่อนถูกนำตัวเดินทางมายังสหรัฐฯ

ทั้งคู่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ Metropolitan Detention Center ในเขตบรูกลิน นครนิวยอร์ก และถูกดำเนินคดีในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดและการครอบครองอาวุธปืน ซึ่งทั้งสองให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา รายงานระบุว่า มาดูโรไม่มีสิทธิ์เข้าถึงหนังสือพิมพ์หรืออินเทอร์เน็ตภายในเรือนจำ แต่สามารถพูดคุยทางโทรศัพท์กับครอบครัวและทนายความได้ตามเวลาที่กำหนด

แหล่งข่าวใกล้ชิดอดีตผู้นำเวเนซุเอลาระบุว่า เขาสามารถใช้เวลาโทรศัพท์พูดคุยกับบุคคลภายนอกได้รวมประมาณ 300 นาทีต่อเดือน และแต่ละครั้งจำกัดไม่เกิน 15 นาที ขณะที่รายงานอีกฉบับระบุว่า เขามีเวลาในการสนทนากับบุคคลภายนอกประมาณ 510 นาทีต่อเดือน

นิโกลัส มาดูโร เกร์รา บุตรชายของมาดูโร เคยให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ El País ว่า นับตั้งแต่ถูกคุมขัง บิดาของเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านพระคัมภีร์ไบเบิล และแลกเปลี่ยนหนังสือกับบุคคลอื่น

แม้มาดูโรจะเผยแพร่ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 30 ส.ค. แต่ข้อมูลเวลาที่ปรากฏในภาพทั้งสองระบุว่า ภาพดังกล่าวถ่ายเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. หรือเพียงหนึ่งวันหลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งในพื้นที่ตอนเหนือของเวเนซุเอลา แผ่นดินไหวครั้งนั้นมีรายงานผู้เสียชีวิตมากกว่า 6,500 คน และสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างในพื้นที่ใกล้กรุงการากัส

สำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่า ได้พยายามติดต่อสถานที่ควบคุมตัวเพื่อสอบถามว่าภาพดังกล่าวเป็นภาพจริงหรือไม่ และได้รับอนุญาตให้เผยแพร่หรือไม่ แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ 

การเผยแพร่ภาพของมาดูโรเกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากเดลซี โรดริเกซ ผู้นำชั่วคราวของเวเนซุเอลา ประกาศข้อตกลงด้านน้ำมันครั้งสำคัญกับสหรัฐฯ โดยเปิดทางให้บริษัทของสหรัฐฯ เข้าไปดำเนินงานในแหล่งน้ำมันของเวเนซุเอลา รายงานบางฉบับระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวให้อำนาจสหรัฐฯ ในการควบคุมผลประโยชน์ส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับปริมาณน้ำมันสำรองของเวเนซุเอลา ซึ่งถือเป็นพัฒนาการครั้งสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ข้อตกลงดังกล่าวยังมีนัยสำคัญต่อภาคพลังงานของสหรัฐฯ ในช่วงที่ตลาดน้ำมันทั่วโลกกำลังได้รับแรงกดดันจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น

ศาลรัฐบาลกลางในนครนิวยอร์กประกาศว่า การพิจารณาคดีของมาดูโรและฟลอเรส มีกำหนดเริ่มต้นในวันที่ 1 มิ.ย. 2027 ทั้งคู่ให้การปฏิเสธความผิด และกำลังเผชิญข้อกล่าวหาสมคบคิดเพื่อลักลอบนำโคเคนเข้าสหรัฐฯ หากคณะลูกขุนตัดสินว่ามีความผิด ทั้งสองอาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุดถึงตลอดชีวิต

การควบคุมตัวมาดูโรเกิดขึ้นหลังปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ในกรุงการากัส ซึ่งนำไปสู่การจับกุมและนำตัวอดีตผู้นำเวเนซุเอลามายังสหรัฐฯ ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองและความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลเวเนซุเอลากับรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

ภาพล่าสุดจึงถือเป็นครั้งแรกที่สาธารณชนได้เห็นสภาพของมาดูโรภายในสถานที่ควบคุมตัว หลังหายไปจากสายตาสาธารณะเป็นเวลาหลายเดือน โดยเจ้าตัวยืนยันผ่านข้อความว่า ยังคง “เข้มแข็ง สงบ และมั่นใจ” แม้ต้องเผชิญกับกระบวนการยุติธรรมในสหรัฐฯ ที่อาจกำหนดอนาคตของเขาไปอีกหลายปี.

ที่มา Al Jazeera / FOX News

“อี ยงจู” นักแสดงเกาหลีจาก Blue Tower และ Princess Hours เสียชีวิตกะทันหันในวัย 44 ปี

"อี ยงจู" นักแสดงเกาหลีจาก Blue Tower และ Princess Hours เสียชีวิตกะทันหันในวัย 44 ปี

31 ส.ค. 2569 13:06 น.

“อี ยงจู” นักแสดงเกาหลีจาก Blue Tower และ Princess Hours เสียชีวิตกะทันหันในวัย 44 ปี

ข่าวเศร้าวงการบันเทิงเกาหลีใต้ “อี ยงจู” นักแสดงหนุ่มจากซีรีส์ดัง Blue Tower และ Princess Hours เสียชีวิตกะทันหันในวัย 44 ปี โดยสื่อรายงานว่าเขาเสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้น

ตามรายงานของ Chosun Daily ระบุว่า อี ยงจู เสียชีวิตเมื่อวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยเพื่อนสนิทของนักแสดงเป็นผู้ประกาศข่าวการเสียชีวิตผ่านโซเชียลมีเดีย พร้อมยอมรับว่า ข่าวการจากไปอย่างกะทันหันของเขายังคงเป็นเรื่องที่ยากจะเชื่อ

หลังข่าวการเสียชีวิตเผยแพร่ออกไป คิม โฮชาง นักแสดงร่วมจากซีรีส์ Blue Tower ได้โพสต์ภาพถ่ายหมู่ของนักแสดงและทีมงานจากละครเรื่องดังกล่าว เพื่อร่วมไว้อาลัยให้กับเพื่อนร่วมวงการที่จากไป

ในภาพดังกล่าวยังมีนักแสดง ซง ยองแจ และแพ็ก บงกี รวมถึงโปรดิวเซอร์ มิน จินกี ร่วมเฟรมด้วย

คิม โฮชาง เล่าย้อนถึงบทสนทนาที่เขาเพิ่งพูดคุยกับอี ยงจู โดยก่อนหน้านี้เขาเคยบอกกับนักแสดงรุ่นพี่ว่า กำลังคิดที่จะเลิกทำงานในวงการบันเทิง แต่อี ยงจูกลับให้กำลังใจและบอกให้เขาเดินหน้าต่อไป

เขาเล่าว่า อี ยงจู เคยพูดกับเขาว่า “โฮชาง นายทำได้แน่ ในฐานะน้องเล็กของครอบครัว Blue Tower อย่ายอมแพ้และเดินต่อไปให้สุด” คิม โฮชาง จึงตอบกลับว่า เขาจะเชื่อคำพูดของรุ่นพี่และเดินหน้าต่อไป 

นอกจากนี้ คิม โฮชาง ยังเผยว่า ทั้งคู่เคยวางแผนว่าจะดื่มด้วยกันหลังจากเขาขึ้นแสดงในเดือนหน้า พร้อมบอกว่าเขาและเพื่อนนักแสดงจาก Blue Tower จะไปพบอี ยงจูอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้

การเสียชีวิตของอี ยงจูยังทำให้เรื่องราวเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพหัวใจของเขาที่เคยเปิดเผยต่อสาธารณะได้รับความสนใจอีกครั้ง

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา อี ยงจูเคยปรากฏตัวในรายการบน YouTube ของนักแสดงร่วมวงการอย่าง อี จงฮยอก โดยเขาเปิดเผยว่าเคยมีปัญหาบางอย่างเกี่ยวกับหัวใจ และด้วยภาวะดังกล่าว ทำให้เขาได้รับการยกเว้นจากการเข้ารับราชการทหารภาคบังคับในเกาหลีใต้

สื่อเกาหลีบางแห่งรายงานว่า อี ยงจู เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ (Hypertrophic Cardiomyopathy) ซึ่งเป็นภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจมีความหนามากกว่าปกติ

อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวยัง ไม่ได้ยืนยันว่าภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเสียชีวิตของเขาหรือไม่

อี ยงจู เริ่มต้นเส้นทางในวงการบันเทิงจากการเป็นนายแบบ ก่อนก้าวเข้าสู่งานแสดงด้วยบทเล็ก ๆ ในภาพยนตร์ Doma Ahn Jung-geun เมื่อปี 2004

หลังจากนั้นเขามีผลงานทั้งภาพยนตร์และซีรีส์หลายเรื่อง อาทิ Princess Hours, Rude Miss Young-ae และ Two Women’s Room

อย่างไรก็ตาม บทบาทที่ทำให้เขาเป็นที่จดจำมากขึ้นคือการรับบทเป็น ทหารใหม่จอมซุ่มซ่าม ในซีรีส์แนวซิตคอมทหารเรื่อง Blue Tower ของ tvN เมื่อปี 2013 ซึ่งทำให้เขาได้รับความสนใจจากผู้ชมในวงกว้าง ต่อมาเขายังมีผลงานในซีรีส์แนวทหารเรื่อง New Recruit เมื่อปี 2022

การจากไปอย่างกะทันหันของอี ยงจู ในวัยเพียง 44 ปี สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับเพื่อนร่วมวงการและแฟน ๆ ที่ติดตามผลงานของเขา โดยเฉพาะบทบาทใน Blue Tower ที่กลายเป็นหนึ่งในผลงานที่ทำให้ชื่อของเขาเป็นที่จดจำในวงการบันเทิงเกาหลีใต้.

ที่มา : channelnewsasia

รัสเซียเดินหน้าถล่มโรงพิมพ์-คลังหนังสือในยูเครน เสียหายกว่า 12 ล้านเล่มรับเปิดเทอมใหม่

รัสเซียเดินหน้าถล่มโรงพิมพ์-คลังหนังสือในยูเครน เสียหายกว่า 12 ล้านเล่มรับเปิดเทอมใหม่

31 ส.ค. 2569 12:47 น.

รัสเซียเดินหน้าถล่มโรงพิมพ์-คลังหนังสือในยูเครน เสียหายกว่า 12 ล้านเล่มรับเปิดเทอมใหม่

รัสเซียยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีโรงพิมพ์ คลังสินค้า ตลาดหนังสือ ตลอดจนโบราณสถานและสถาบันทางวัฒนธรรมทั่วประเทศยูเครน ส่งผลให้หนังสือเรียนและหนังสือทั่วไปถูกทำลายไปแล้วกว่า 12 ล้านเล่ม คิดเป็น 1 ใน 3 ของหนังสือที่พิมพ์ทั้งหมดในปีนี้ ท่ามกลางเสียงประณามจากทางการยูเครนและยูเนสโก ที่มองว่านี่คือพยายามลบเลือนตัวตนและวัฒนธรรมของชาติ

วิกตอเรีย ไฮได ผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์ของบริษัทสำนักพิมพ์คอนวี (Konvi) เดินสำรวจซากโรงพิมพ์ที่ถูกทำลายในพื้นที่ชานกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน ซึ่งก่อนหน้านี้ควรจะกำลังเร่งพิมพ์ตำราเรียนสำหรับเปิดภาคการศึกษาใหม่

โรงพิมพ์แห่งนี้ถูกขีปนาวุธของรัสเซียโจมตีในช่วงกลางคืน ขณะที่การผลิตกำลังเร่งเต็มกำลังเพื่อจัดส่งหนังสือจำนวน 1.3 ล้านเล่ม ซึ่งคิดเป็นประมาณ 10% ของตำราเรียนทั้งหมดที่ใช้ในยูเครน ไฮไดกล่าวว่า โรงพิมพ์แห่งนี้ไม่เหลือสิ่งใดให้กู้คืนได้ แม้แต่หน้าหนังสือที่รอดจากเปลวไฟก็ได้รับความเสียหายจากน้ำที่ใช้ดับเพลิง รวมถึงฝนและสภาพอากาศที่เข้ามาทางหลังคาซึ่งพังถล่มลงมา

เธอเชื่อว่าการโจมตีโรงพิมพ์และคลังหนังสือเป็นการกระทำโดยเจตนา “ฉันเชื่อว่านี่เป็นสิ่งที่สหพันธรัฐรัสเซียตั้งใจทำ ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา สำนักพิมพ์รายใหญ่หลายแห่งสูญเสียคลังสินค้าด้านโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นสถานที่เก็บหนังสือจำนวนมหาศาล รัสเซียกำลังทำลายโรงพิมพ์ด้วยความพยายามที่จะลบยูเครนในฐานะชาติหนึ่งออกไป แต่พูดตามตรง พวกเขาจะไม่ประสบความสำเร็จ”

รายงานระบุว่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีโรงงานและสถานประกอบการด้านการพิมพ์มากกว่า 35 แห่ง ถูกโจมตีทั่วประเทศ ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่า รัสเซียได้ทำลายหนังสือประมาณ หนึ่งในสามของหนังสือทั้งหมดที่พิมพ์ในยูเครนในปีนี้

ความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงหนังสือใหม่ที่เตรียมจัดพิมพ์เท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงหนังสือเก่าที่มีคุณค่าทางจิตใจ ตลาดหนังสือมือสองโปไชนาของกรุงเคียฟถูกโจมตีเช่นกัน ส่งผลให้แผงจำหน่ายหนังสือหลายร้อยแผงถูกทำลาย พร้อมหนังสือจำนวนมหาศาลที่สะสมโดยผู้ขายและนักอ่านมานานหลายปี

ก่อนเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะควบคุมเพลิงได้ทั้งหมด ลิเลีย เวลีคา บล็อกเกอร์ด้านหนังสือวัย 28 ปี ถูกพบกำลังใช้คราดคุ้ยกองซากที่ยังคุกรุ่น เพื่อค้นหาหนังสือที่อาจยังพอช่วยเหลือได้ เธอกอดหนังสือนวนิยายวิทยาศาสตร์ฉบับหนึ่งที่เปียกโชกไว้แน่น

นอกจากโรงพิมพ์และสำนักพิมพ์แล้ว พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สตูดิโอภาพยนตร์ ห้องสมุด และโรงอุปรากรหลายแห่งในยูเครนก็ได้รับความเสียหายจากสงคราม โดยที่อารามเคียฟ-เปเชอร์สก์ ลาฟรา ซึ่งเป็นอารามยุคกลางขนาดใหญ่และแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมสำคัญของกรุงเคียฟ โดมสีทองของมหาวิหารได้รับความเสียหายจากการโจมตี

เจ้าหน้าที่ได้เคลื่อนย้ายวัตถุทางศาสนาไปยังสถานที่ปลอดภัย แต่หลังการโจมตีด้วยโดรน หลังคาส่วนใหญ่ส่วนหนึ่งถูกไฟไหม้ ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมคาดว่าจะสูงถึง 11.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8.2 ล้านปอนด์ และอาจใช้เวลาราว 2 ปี พื้นที่แห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์หนังสือและการพิมพ์แห่งยูเครนด้วย

องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนกลุ่มอาคารแห่งนี้ในปี 1990 และในเดือนกันยายน 2023 ได้เพิ่มสถานที่ดังกล่าวเข้าสู่รายชื่อแหล่งมรดกโลกที่อยู่ในภาวะอันตราย

ระหว่างพิธีเฉลิมฉลองครบรอบ 975 ปี ของการก่อตั้งอารามเมื่อไม่นานมานี้ คาเลด เอล-เอนานี ผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก กล่าวแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น “ยูเนสโกขอประณามอย่างหนักแน่นต่อการโจมตีทรัพย์สินทางวัฒนธรรมทั้งหมดที่ได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ”

เอล-เอนานีเยี่ยมชมมหาวิหารร่วมกับทัตยานา เบเรจนาฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมของยูเครน ซึ่งมองว่า ผลกระทบทางวัฒนธรรมและผลกระทบจากสงครามของรัสเซียไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เบเรจนากล่าวว่า สงครามครั้งนี้เป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของยูเครนในฐานะชาติ และการโจมตีสถานที่ทางวัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามทำลายอัตลักษณ์ของชาวยูเครน

“นี่คือสงครามเพื่อความอยู่รอดของชาติ รัสเซียต้องการทำลายเราในฐานะชาติ ต้องการลบเราออกไป ราวกับว่าชาวยูเครนไม่เคยมีตัวตนและไม่เคยมีอยู่มาก่อน” เธอกล่าวว่า ด้วยเหตุนี้ รัสเซียจึงมุ่งโจมตีมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการดำรงอยู่ของชาวยูเครนในดินแดนแห่งนี้มาอย่างยาวนาน

“พวกเขาเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญต่อเรา เพราะเราปกป้องอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของเรา และรัสเซียต้องการทำลายทุกสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถยึดครองหรืออ้างเป็นของตัวเองได้” เบเรจนาระบุว่า รัสเซียโจมตีแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของยูเครนไปแล้วมากกว่า 1,900 แห่ง และสถาบันทางวัฒนธรรมอีกกว่า 2,000 แห่ง

หนึ่งในแนวทางที่ยูเครนนำมาใช้เพื่อปกป้องศิลปะ หนังสือ และเอกสารทางประวัติศาสตร์ คือการเร่งแปลงข้อมูลเข้าสู่ระบบดิจิทัล เพื่อให้ผลงานเหล่านี้ยังคงได้รับการเก็บรักษา และเพื่อให้เด็ก ๆ สามารถเข้าถึงความรู้ได้ แม้หนังสือที่เป็นรูปเล่มจะตกเป็นเป้าหมายการโจมตี

ประเด็นเรื่องอัตลักษณ์ของชาวรัสเซียและยูเครนยังเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างสองประเทศมาอย่างยาวนาน โดยในบทความที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียเขียนเมื่อปี 2021 ซึ่งมีชื่อว่า “ว่าด้วยเอกภาพทางประวัติศาสตร์ของชาวรัสเซียและชาวยูเครน” เขาระบุว่าชาวรัสเซียและชาวยูเครนเป็นชนชาติเดียวกัน พร้อมตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของรัฐและวัฒนธรรมยูเครนที่เป็นอิสระ

อย่างไรก็ตาม สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหราชอาณาจักร แถลงกล่าวโทษรัฐบาลยูเครนว่าเป็นผู้ทำลายมรดกทางวัฒนธรรมของตนเอง พร้อมอ้างว่ามีการรื้อถอนอนุสรณ์สถานและเปลี่ยนชื่อถนน และกล่าวหาว่าสถานที่ทางวัฒนธรรมบางแห่งถูกนำไปใช้เป็นที่ซ่อนโครงสร้างหรือสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหาร

ด้านรัฐบาลรัสเซียปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่ได้จงใจโจมตีเป้าหมายพลเรือนตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีนับตั้งแต่เปิดฉากการรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบ แม้ตลอดช่วงสงครามจะเกิดการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนอย่างต่อเนื่องในพื้นที่อาคารที่พักอาศัยและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนหลายแห่งทั่วประเทศ

ท่ามกลางสงครามที่ยังดำเนินต่อไป การทำลายโรงพิมพ์ หนังสือ ห้องสมุด และแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการสูญเสียทรัพย์สิน แต่ยังหมายถึงความเสี่ยงที่ประวัติศาสตร์ ภาษา วรรณกรรม และอัตลักษณ์ของคนรุ่นปัจจุบันจะได้รับผลกระทบในระยะยาวด้วย.

ที่มา BBC

ข้อมูลชี้ จีน-เนปาลเคยหารือภัยธารน้ำแข็ง 3 เดือนก่อนโศกนาฏกรรม แต่ข้อมูลเตือนภัยยังไม่ทั่วถึง

ข้อมูลชี้ จีน-เนปาลเคยหารือภัยธารน้ำแข็ง 3 เดือนก่อนโศกนาฏกรรม แต่ข้อมูลเตือนภัยยังไม่ทั่วถึง

31 ส.ค. 2569 12:09 น.

ข้อมูลชี้ จีน-เนปาลเคยหารือภัยธารน้ำแข็ง 3 เดือนก่อนโศกนาฏกรรม แต่ข้อมูลเตือนภัยยังไม่ทั่วถึง

สื่อต่างชาติเผย เนปาลและจีนเคยหารือเกี่ยวกับความเสี่ยงจากน้ำท่วมและธารน้ำแข็ง เมื่อ 3 เดือนก่อนเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ในพื้นที่ชายแดน 

สำนักข่าว Reuters รายงานว่าเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญจากเนปาลและจีนได้พบหารือกันที่กรุงกาฐมาณฑุ เพื่อหารือแนวทางเพิ่มความร่วมมือในการติดตามและรับมือกับ น้ำท่วม สภาพอากาศ และภัยที่เกี่ยวข้องกับธารน้ำแข็ง

การประชุมดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่เนปาลประมาณ 10 คน และเจ้าหน้าที่จีนราว 12 คนเข้าร่วม รวมถึงผู้แทนจากเขตทิเบต ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกิดภัยพิบัติครั้งล่าสุด

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการดำเนินมาตรการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติร่วมกัน โดยหนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการจัดทำ ฐานข้อมูลทะเลสาบธารน้ำแข็ง และแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อช่วยให้สามารถติดตามและประเมินความเสี่ยงได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เนปาล 2 รายให้ข้อมูลกับ Reuters ว่า หลังการประชุม เนปาลยังไม่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับ ความเสี่ยงจากธารน้ำแข็งและระดับน้ำ จากจีนมากเท่าที่ต้องการ ทำให้เกิดความกังวลว่าการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ไม่เพียงพออาจเป็นอุปสรรคต่อการคาดการณ์และเตรียมรับมือภัยพิบัติครั้งใหญ่

ซอฮาร์ดรา โจชี นักอุทกวิทยาจากกองพยากรณ์น้ำท่วมของเนปาล ซึ่งเข้าร่วมการประชุมกล่าวว่า สิ่งที่เนปาลต้องการคือการได้รับข้อมูลล่วงหน้าหากพบสัญญาณการเคลื่อนตัวของธารน้ำแข็ง หรือความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถเตรียมพร้อมได้เร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีเจ้าหน้าที่หรือผู้เชี่ยวชาญฝ่ายใดกล่าวโทษจีนหรือเนปาลว่าเป็นต้นเหตุของภัยพิบัติครั้งนี้ และผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าความล่าช้าในการแลกเปลี่ยนข้อมูลไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงดังกล่าว

จีนยืนยันแบ่งปันข้อมูลอย่างทันท่วงที

สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำเนปาลออกแถลงการณ์ว่า จีนและเนปาลยังคงติดต่อและประสานงานกันอย่างใกล้ชิดในประเด็นดังกล่าว และระบุว่าการประชุมเมื่อเดือนพฤษภาคมมีความคืบหน้าที่สำคัญในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลภัยพิบัติข้ามพรมแดน

จีนยังปฏิเสธเสียงวิจารณ์จากผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียในเนปาลบางส่วนที่ตั้งคำถามว่าเหตุใดจีนจึงไม่แจ้งเตือนภัยอย่างเพียงพอ โดยระบุว่าการติดตามภัยพิบัติในพื้นที่ห่างไกลของเทือกเขาหิมาลัยเป็นเรื่องท้าทายอย่างมาก

จีนยืนยันว่านักวิทยาศาสตร์และทีมผู้เชี่ยวชาญของจีนได้แบ่งปันข้อมูลสำคัญกับเนปาล อย่างทันท่วงที

ด้านเจ้าหน้าที่เนปาลระบุว่า จีนมีการส่งข้อมูลพยากรณ์ฝนตกหนักในทิเบตผ่านแอป WeChat และอีเมล แต่การแลกเปลี่ยนข้อมูลในเรื่องอื่น ๆ เช่น หิมะถล่ม ระดับน้ำ ดินถล่ม และเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว ยังไม่ครอบคลุมเท่าที่เนปาลต้องการ

จีนเตือนฝนหนัก ก่อนเกิดภัยพิบัติ 12 วัน

ข้อมูลจาก Reuters ยังเปิดเผยไทม์ไลน์ที่น่าสนใจว่า 12 วันก่อนเกิดภัยพิบัติ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาโลกของจีนได้ส่งอีเมลถึงเจ้าหน้าที่เนปาล แจ้งว่าคาดว่าจะเกิดหย่อมความกดอากาศช่วงมรสุมในพื้นที่ระหว่างวันที่ 14-19 สิงหาคม

ในอีเมลดังกล่าว จีนเตือนว่าอาจมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของเนปาล พร้อมแนะนำให้จับตาความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นต่อเนื่อง เช่น ดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก

แต่ภัยพิบัติครั้งล่าสุดมีลักษณะซับซ้อนกว่าฝนตกหนักทั่วไป เพราะเกิดจากการพังถล่มของธารน้ำแข็ง ซึ่งทำให้เกิดมวลน้ำ โคลน และเศษหินจำนวนมหาศาลไหลลงสู่พื้นที่ด้านล่างด้วยความเร็วสูง

ระบบตรวจวัดถูกตัดขาด ก่อนน้ำป่าถล่มเนปาล

เวลาประมาณ 08.32 น. ตามเวลาท้องถิ่นเนปาล ในวันเกิดเหตุ มวลน้ำมหาศาลพุ่งผ่านจุดผ่านแดนในฝั่งทิเบต ขณะที่ประชาชนพยายามวิ่งหนีเอาชีวิตรอด

ประมาณ 26 นาทีต่อมา เจ้าหน้าที่เนปาลได้รับแจ้งเหตุว่าน้ำกำลังทะลักลงสู่แม่น้ำตรีศูลี แต่เมื่อทีมงานตรวจสอบกลับพบว่า สถานีตรวจวัดบริเวณชายแดนหยุดส่งข้อมูลตั้งแต่เวลา 08.40 น.

สถานีตรวจวัดในพื้นที่ปลายน้ำก็ไม่สามารถส่งข้อมูลได้เช่นกัน ทำให้เจ้าหน้าที่คาดว่าอุปกรณ์เหล่านี้อาจถูกกระแสน้ำพัดทำลายไปแล้ว

หลังยืนยันสถานการณ์กับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เนปาลจึงส่งข้อความแจ้งเตือนประชาชนผ่านโทรศัพท์มือถือในเวลา 09.13 น.

รัฐบาลเนปาลประเมินว่า น้ำป่าที่ไหลจากชายแดนจีน-เนปาลลงมาตามเส้นทางกว่า 168 กิโลเมตร มีปริมาณน้ำสูงถึงประมาณ 57.4 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือมากกว่าปริมาณปกติกว่าครึ่ง และทำลายสถานีตรวจวัดอย่างน้อย 4 แห่ง ความรุนแรงของภัยพิบัติทำให้สะพาน 19 แห่งและถนนประมาณ 40 กิโลเมตรได้รับความเสียหาย ขณะที่กำลังการผลิตไฟฟ้าของเนปาลหายไปมากกว่า 10% ตามการประเมินของ Stimson Center

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ระบบเตือนภัยในอนาคตจำเป็นต้องพิจารณาความเสี่ยงให้กว้างกว่าการติดตามปริมาณฝน โดยต้องรวมถึง การเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็ง ระดับน้ำในแม่น้ำ และความเสี่ยงจากทะเลสาบธารน้ำแข็งด้วย

โซนิยา ริจาล นักวิจัยหลังปริญญาเอกจาก University of Sydney ระบุว่า ภัยพิบัติจากธารน้ำแข็งในลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นได้ยาก แต่เหตุการณ์ครั้งนี้อาจเป็นบทเรียนสำคัญให้ประเทศต่าง ๆ พัฒนาระบบเตือนภัยที่ไม่ได้อาศัยเพียงข้อมูลฝนตกหนักเท่านั้น

เนปาลเตรียมขอจีนแชร์ข้อมูลทุก 10 นาที

หลังเกิดเหตุเนปาลเตรียมผลักดันความร่วมมือกับจีนให้เข้มข้นขึ้น โดยจะเสนอการจัดทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับ ปริมาณฝน ระดับน้ำแม่น้ำ หิมะถล่ม และการปล่อยน้ำจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง

แนวทางดังกล่าวจะคล้ายกับระบบความร่วมมือที่เนปาลมีอยู่แล้วกับอินเดีย และต้องการให้มีการส่งข้อมูลถี่ขึ้นถึงระดับ ทุก 10 นาที โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ไม่ให้เนปาลพลาดภัยพิบัติครั้งต่อไป.

ที่มา : channelnewsasia

เนปาลระดมกำลังช่วยคนงานนับร้อยติดอุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังน้ำ หลังน้ำป่าถล่ม

เนปาลระดมกำลังช่วยคนงานนับร้อยติดอุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังน้ำ หลังน้ำป่าถล่ม

31 ส.ค. 2569 11:45 น.

เนปาลระดมกำลังช่วยคนงานนับร้อยติดอุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังน้ำ หลังน้ำป่าถล่ม

เนปาลเร่งภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ภายในอุโมงค์โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ หลังเกิดน้ำป่าไหลหลากครั้งใหญ่ โดยเชื่อว่ามีคนงานหลายร้อยคนติดอยู่ภายในอุโมงค์ ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Trishuli-3A

สำนักงานนายกรัฐมนตรีเนปาลระบุว่า ปฏิบัติการกู้ภัยที่อุโมงค์ของโครงการ Trishuli-3A ถูกยกระดับและเร่งดำเนินการอย่างเต็มกำลัง โดยมีเจ้าหน้าที่รวมประมาณ 90 คนจากกองกำลังความมั่นคง ตำรวจ และทีมกู้ภัย พร้อมสุนัขที่ผ่านการฝึกสำหรับค้นหาผู้ประสบภัย เข้าร่วมภารกิจ

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สามารถเจาะช่องเปิดบริเวณส่วนบนของอุโมงค์ ขนาดประมาณ 0.6 x 0.9 เมตร เพื่อให้ทีมกู้ภัยโรยตัวลงไปตรวจสอบภายใน แต่แม้จะพยายามตะโกนเรียกและติดต่อผู้ที่อาจติดอยู่ด้านใน แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการตอบกลับจากภายในอุโมงค์

เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้าปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง แม้ต้องเผชิญกับสภาพพื้นที่ที่ยากลำบากและมีความเสี่ยงสูง โดยมีผู้เชี่ยวชาญจาก จีนและอินเดีย เข้าร่วมสนับสนุนความพยายามค้นหาและกู้ภัยด้วย

สถานการณ์ยิ่งน่าเป็นห่วง เนื่องจากในจำนวนผู้สูญหายมากกว่า 2,500 คน ในเนปาลนั้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่าหลายร้อยคนเป็นพนักงานและคนงานของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลายแห่ง ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของเนปาลรายงานว่า ภัยพิบัติจากน้ำป่าไหลหลากที่เกิดขึ้นเมื่อวันพุธ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 794 คน และยังมีผู้สูญหายมากกว่า 2,500 คน ทำให้ภารกิจค้นหาและกู้ภัยยังคงดำเนินไปอย่างเร่งด่วน

ส่วนในพื้นที่ ทิเบตของจีน มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการแล้ว 16 คน และสูญหายอีก 546 คน ขณะที่ทีมกู้ภัยยังประสบความยากลำบากในการค้นหาผู้รอดชีวิต ท่ามกลางสภาพพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากภัยพิบัติ.

ที่มา : BBC

ครูใหญ่เนปาลอพยพนักเรียน 900 คนรอดตาย ก่อนน้ำท่วมถล่มโรงเรียนเพียง 10 นาที

ครูใหญ่เนปาลอพยพนักเรียน 900 คนรอดตาย ก่อนน้ำท่วมถล่มโรงเรียนเพียง 10 นาที

31 ส.ค. 2569 11:28 น.

ครูใหญ่เนปาลอพยพนักเรียน 900 คนรอดตาย ก่อนน้ำท่วมถล่มโรงเรียนเพียง 10 นาที

ครูใหญ่โรงเรียนมัธยมในอำเภอนูวาโกตของเนปาล สามารถช่วยชีวิตนักเรียนราว 900 คน หลังได้รับคำเตือนน้ำท่วมฉับพลัน 4 ครั้ง จึงสั่งยุติการเรียนและอพยพเด็กขึ้นที่สูง ก่อนกระแสน้ำและโคลนจะเข้าถล่มพื้นที่เพียง 10 นาที ขณะที่เหตุภัยพิบัติครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 800 คน และอีกหลายพันคนยังสูญหายหรือขาดการติดต่อ

นายราเชนทรา ทาวาดี ครูใหญ่โรงเรียนมัธยมตรีภูวัน ตรีชูลี ในอำเภอนูวาโกต ประเทศเนปาล เปิดเผยกับสำนักข่าวบีบีซีว่า เขาเชื่อว่าการตัดสินใจอพยพนักเรียนอย่างรวดเร็ว ช่วยรักษาชีวิตเด็กนักเรียนราว 900 คนเอาไว้ได้ หลังเกิดน้ำท่วมฉับพลันครั้งใหญ่ทางตอนเหนือของประเทศ

นายทาวาดี ซึ่งรับผิดชอบโรงเรียนที่มีนักเรียนทั้งหมดประมาณ 1,600 คน กล่าวว่า เมื่อเวลาประมาณ 09.10 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 26 ส.ค. เขาได้รับโทรศัพท์แจ้งเตือนภัยถึง 4 ครั้งจากคนละคนภายในเวลาไม่กี่นาที หนึ่งในคำเตือนมาจากเมืองเบตราวาตี ซึ่งอยู่ต้นน้ำของพื้นที่โรงเรียนโดยตรง

คำเตือนหลายครั้งทำให้เขาประเมินได้ว่าสถานการณ์กำลังรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว และตัดสินใจยุติการเรียนการสอนทันที พร้อมสั่งให้นักเรียนทั้งหมดวิ่งขึ้นพื้นที่สูง ขณะที่รถโดยสารที่กำลังพานักเรียนเดินทางออกจากพื้นที่ก็ได้รับคำสั่งให้กลับรถ เพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางที่กำลังถูกน้ำท่วม

ดาวาดีกล่าวว่า หากเขาตัดสินใจช้ากว่านั้นเพียง 10 นาที ผลลัพธ์อาจเลวร้ายอย่างคาดไม่ถึง “ถ้าเราตัดสินใจช้ากว่านั้น 10 นาที วันนี้พวกเราทุกคน รวมถึงนักเรียนและตัวผมเอง คงไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณ”

เขากล่าวด้วยว่า การได้รับคำเตือนจากหลายแหล่งภายในเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้เขาไม่กล้าเสี่ยงรอให้มีหลักฐานยืนยันมากกว่านี้ โดยเฉพาะเมื่อผู้ปกครองรายหนึ่งเดินทางมาถึงโรงเรียนและบอกว่า “น้ำท่วมครั้งใหญ่กำลังมา” พร้อมขอรับตัวลูกสาวกลับบ้าน

ดาวาดีมองว่า ผู้ปกครองย่อมไม่เดินทางมารับลูกโดยไม่มีเหตุผลร้ายแรง จึงตัดสินใจทันทีว่าไม่ควรเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว “ผมตัดสินใจว่าจะไม่รออีกต่อไป ต่อให้น้ำท่วมไม่เกิดขึ้นจริง อย่างมากก็เสียเวลาเรียนเพียงวันเดียว ผมรู้สึกภูมิใจที่เราช่วยชีวิตคนไว้ได้มากมาย”

หลังนักเรียนและครูอพยพออกจากโรงเรียนได้ไม่นาน มวลน้ำมหาศาลพร้อมโคลนและเศษซากก็ไหลเข้าท่วมพื้นที่อย่างรวดเร็ว อาคารโรงเรียนถูกฝังอยู่ใต้โคลนและซากปรักหักพัง ดาวาดีเล่าว่า อาคารหอพักซึ่งอยู่ห่างจากแม่น้ำประมาณ 100 เมตร ถูกกระแสน้ำกลืนหายไปแทบจะทันที ขณะที่พื้นที่ตลาดท้องถิ่นถูกน้ำพัดหายไปต่อหน้าต่อตา

ในช่วงแรก นักเรียนจำนวนมากยังไม่เข้าใจว่าสถานการณ์รุนแรงเพียงใด ยูนิชา อมาตยา นักเรียนหญิงวัย 16 ปี เล่าว่า เธอและเพื่อน ๆ รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด เพียง 10 วินาทีเท่านั้น ยูนิชากล่าวว่า ก่อนน้ำจะเข้าท่วม นักเรียนยังคงนั่งเรียนอยู่ในห้องเรียน ส่วนครูไปรวมตัวกันอีกจุดหนึ่ง และในตอนแรกยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนที่ประมาณ 5 นาทีต่อมา ครูจะเข้ามาแจ้งข่าวน้ำท่วมและสั่งให้นักเรียนกลับบ้าน

นักเรียนบางคนถึงกับเป็นลมเมื่อได้ยินข่าว แต่หลายคนยังประเมินอันตรายต่ำเกินไป และรอเพื่อนที่กำลังเรียนวิชาคณิตศาสตร์อยู่ ยูนิชาและเพื่อน ๆ จึงรีบวิ่งขึ้นเนินผ่านเส้นทางหลบหนีด้านหลังโรงเรียน เธอเล่าว่า เนื่องจากตัวเองวิ่งได้ไม่เร็ว เพื่อนจึงช่วยพยุงและพาขึ้นพื้นที่สูง ทั้งหมดพยายามไปยังจุดที่ปลอดภัยที่สุด และต้องปีนบันไดแคบ ๆ ทางด้านหลังโรงเรียนเพื่อหนีออกจากพื้นที่ “ไม่นานหลังจากนั้น ตลาดก็ถูกน้ำพัดหายไปต่อหน้าต่อตาฉัน”

เธอกล่าวว่า รองเท้าของเธอช่วยยึดเกาะพื้นไว้ได้ หากไม่มีแรงยึดเกาะที่ดี เธออาจพลัดตกลงไป ขณะที่นักเรียนและประชาชนจำนวนมากต่างเบียดเสียดกันเพื่อขึ้นไปยังพื้นที่ปลอดภัย ส่วนผู้ที่เลือกหลบหนีไปตามเส้นทางอื่นบางรายถูกกระแสน้ำพัดหายไป

หลังอพยพขึ้นพื้นที่สูง นักเรียนและครูได้เดินทางต่อไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง แต่ถนนหลายสายถูกตัดขาดและระบบคมนาคมได้รับความเสียหาย ทำให้ผู้ประสบภัยจำนวนมากติดอยู่ในพื้นที่เป็นเวลาถึง 2 คืน ก่อนที่ความช่วยเหลือจะเดินทางเข้าไปถึง

ในที่สุด ทาวาดีและยูนิชา ซึ่งทั้งคู่พักอาศัยอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำจากโรงเรียน ได้รับการช่วยเหลือทางอากาศและนำตัวกลับไปยังหมู่บ้านของพวกเขา ขณะเดียวกัน ครอบครัวของนักเรียนจำนวนมากต่างพยายามติดต่อบุตรหลานที่หายไป

ซาบีนา กุมารี เศรษฐะ แม่ของยูนิชา กล่าวว่า เธอโทรศัพท์หาลูกสาวและสามีซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่สามารถติดต่อใครได้ ยูบาราช อมาตยา ผู้เป็นพ่อ รีบเดินทางมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนทันทีหลังทราบข่าวน้ำท่วม เขาเล่าว่า เมื่อโทรศัพท์หาลูกสาวแล้วไม่มีคนรับ เขารู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก ก่อนจะรีบขี่รถจักรยานยนต์ไปยังโรงเรียน แต่เมื่อไปถึงกลับพบว่าตลาดตรีชูลี บาซาร์ถูกน้ำพัดหายไปเกือบทั้งหมด

เป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงที่เขาไม่รู้ว่าลูกสาวยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และพยายามโทรศัพท์หาเธออย่างต่อเนื่อง กระทั่งในที่สุดสายก็เชื่อมต่อ และยูนิชาเป็นคนรับสาย ผู้เป็นพ่อกล่าวว่า เมื่อได้ยินเสียงลูกสาว เขากลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ขณะที่ญาติอีกสองคนที่อยู่กับเขาก็ร้องไห้และเข้าสวมกอดกันด้วยความโล่งอก

ครอบครัวต้องรอถึง 3 วันกว่าจะได้พบเธออีกครั้ง แม่ของยูนิชากล่าวว่า ลูกสาวคนเล็กถึงกับนอนไม่หลับระหว่างรอ และเธอรู้สึกทั้งมีความสุขและโล่งใจอย่างมากเมื่อได้พบลูกสาวกลับมาอย่างปลอดภัย

แม้ยูนิชาจะรอดชีวิต แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เธอต้องกังวลถึงอนาคต โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา เธอกล่าวว่า หากจำเป็นต้องย้ายโรงเรียน เธอจะต้องจากเพื่อนเก่าและอาจประสบปัญหาในการปรับตัวและหาเพื่อนใหม่

องค์กร Save the Children ระบุว่า น้ำท่วมครั้งนี้ทำให้โรงเรียนอย่างน้อย 69 แห่งถูกทำลายหรือได้รับความเสียหาย ส่งผลกระทบต่อนักเรียนเกือบ 19,000 คน

ในจังหวัดธาดิง ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด กลุ่มนักเรียนอีกหลายกลุ่มก็รอดชีวิตจากภัยพิบัติ หลังออกจากห้องเรียนในช่วงพักกลางวัน ขณะที่นักเรียนบางส่วนได้รับการช่วยเหลือจากครูที่สั่งให้อพยพออกจากห้องเรียนอย่างเร่งด่วน ก่อนที่มวลน้ำจะไหลเข้ามา

แม่ของนักเรียนรายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าวเอพีว่า ครูเตือนเด็ก ๆ ว่าเกิดน้ำท่วมและให้ทิ้งกระเป๋าและกล่องอาหารกลางวันไว้ ก่อนรีบหนีออกจากพื้นที่ ซึ่งช่วยให้เด็ก ๆ รอดชีวิต

จนถึงขณะนี้ มีผู้ได้รับการช่วยเหลือออกจากพื้นที่ประสบภัยในเนปาลแล้วมากกว่า 3,700 คน ขณะที่ทางการเนปาลรายงานเมื่อวันอาทิตย์ (30 ส.ค.) ว่า ยังมีประชาชน 2,502 คน รวมถึงชาวต่างชาติ 592 คน ที่ไม่สามารถติดต่อได้

ข้อมูลอีกชุดระบุยอดผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติครั้งนี้ที่อย่างน้อย 781 คน ขณะที่รายงานจากแหล่งข่าวในช่วงเดียวกันประเมินยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 800 คน และมีผู้สูญหายหลายพันคน

ภัยพิบัติเกิดขึ้นในช่วงเช้าวันที่ 26 ส.ค. บริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตในเทือกเขาหิมาลัย โดยสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS ระบุว่า สาเหตุเกี่ยวข้องกับการพังถล่มของธารน้ำแข็ง ซึ่งทำให้มวลน้ำและเศษซากจำนวนมหาศาลไหลทะลักลงมาตามลำน้ำอย่างรุนแรง

ท่ามกลางความเสียหายอย่างหนัก รัฐมนตรีต่างประเทศเนปาลเรียกร้องให้ประชาคมโลกเร่งรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยระบุว่าประชาชนเนปาลกลายเป็น “เหยื่อรายสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” อย่างไม่สมดุล ทั้งที่ประเทศมีส่วนต่อการปล่อยก๊าซจากเชื้อเพลิงฟอสซิลของโลกเพียงสัดส่วนเล็กน้อย

สำหรับนายทาวาดี เขายังคงเชื่อมั่นว่าการตัดสินใจอพยพนักเรียนโดยไม่รอให้มีการยืนยันสถานการณ์เพิ่มเติม คือสิ่งที่ช่วยป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เกิดขึ้นภายในโรงเรียน

เขากล่าวว่า หากรอจนเลิกเรียนก่อนสั่งปิดโรงเรียน สิ่งที่เหลืออยู่ในเวลานี้อาจมีเพียง “เสียงกริ่งโรงเรียนที่ดังขึ้นตอน 09.30 น.” เท่านั้น.

ที่มา BBC