รัสเซียขู่อังกฤษ “เตรียมรับผล” หลังส่งโดรนให้ยูเครนโจมตีเป้าหมายในรัสเซีย

รัสเซียขู่อังกฤษ "เตรียมรับผล" หลังส่งโดรนให้ยูเครนโจมตีเป้าหมายในรัสเซีย

18 ส.ค. 2569 16:46 น.

รัสเซียขู่อังกฤษ “เตรียมรับผล” หลังส่งโดรนให้ยูเครนโจมตีเป้าหมายในรัสเซีย

สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงลอนดอน ออกแถลงการณ์เตือนสหราชอาณาจักรว่าจะต้องเผชิญกับผลลัพธ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังยืนยันพบยูเครนใช้โดรนสัญชาติอังกฤษยิงถล่มเป้าหมายทางทหารและอุตสาหกรรมลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย

รัสเซียออกคำเตือนอย่างรุนแรงต่อสหราชอาณาจักร โดยระบุว่าอังกฤษจะต้องเผชิญ “ผลที่ตามมา” จากการจัดหาโดรนให้ยูเครน ซึ่งถูกนำไปใช้โจมตีเป้าหมายภายในดินแดนรัสเซีย พร้อมกล่าวหาว่าลอนดอนกำลังจงใจยกระดับความขัดแย้งในยูเครน

สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหราชอาณาจักรระบุในแถลงการณ์ว่า การกระทำของอังกฤษ “ย่อมนำมาซึ่งผลที่ตามมา ซึ่งอังกฤษจะต้องรับผิดชอบ” และเตือนว่า ยิ่งอังกฤษเข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งมากขึ้น ราคาที่ต้องจ่ายก็จะยิ่งสูงขึ้น

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นหลังหนังสือพิมพ์ The Times รายงานว่า โดรนที่ผลิตในอังกฤษถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในการโจมตีเป้าหมายระยะไกลภายในรัสเซีย โดยแหล่งข่าวทางทหารยืนยันกับบีบีซีว่าโดรนของอังกฤษถูกใช้ในการโจมตีจริง

ยูเครนได้เพิ่มปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายที่อยู่ลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซียในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมุ่งเป้าไปที่โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานอุตสาหกรรม และศูนย์โลจิสติกส์ โดยเฉพาะคลังสินค้าของ “ไวลด์เบอร์รีส์” (Wildberries) บริษัทค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ของรัสเซีย ซึ่งมักถูกเปรียบว่าเป็น “แอมะซอนของรัสเซีย”

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของรัสเซียระบุว่า ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ยูเครนส่งโดรนหลายร้อยลำโจมตีพื้นที่กรุงมอสโก โดยอันเดรย์ โวโรบิยอฟ ผู้ว่าการแคว้นมอสโก กล่าวว่า มีเด็กหญิงวัย 10 ปีได้รับบาดเจ็บ และคลังสินค้าของไวลด์เบอร์รีส์ได้รับความเสียหาย

ไวลด์เบอร์รีส์ ระบุว่า ศูนย์โลจิสติกส์แห่งหนึ่งได้รับความเสียหายเล็กน้อยจากการโจมตี ขณะที่รัฐบาลยูเครนระบุว่า ศูนย์โลจิสติกส์ขนาดใหญ่ของบริษัท 7 แห่งจากทั้งหมด 10 แห่งได้รับความเสียหายหรือไม่สามารถดำเนินงานได้

แหล่งข่าวระบุว่า มีบริษัทอังกฤษ 2 แห่งที่เป็นที่รู้จักว่าเป็นผู้ผลิตโดรนที่ส่งให้ยูเครน ขณะที่การโจมตีด้วยโดรนของยูเครนสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้รัสเซียแล้วมากกว่า 35,000 ล้านปอนด์

อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมอังกฤษไม่ได้ยืนยันโดยตรงว่าโดรนของอังกฤษถูกใช้ในการโจมตีครั้งล่าสุด แต่โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า อังกฤษจะ “ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่” กับยูเครน

โฆษกกระทรวงกลาโหมอังกฤษระบุว่า รัสเซียไม่ควรสงสัยในความมุ่งมั่นของรัฐบาลอังกฤษที่จะต่อต้านการรุกรานของรัสเซีย ทั้งในยูเครน รวมถึงการต่อต้านการคุกคามต่ออังกฤษและชาติพันธมิตร พร้อมยืนยันว่าอังกฤษมุ่งมั่นจัดหาอุปกรณ์ที่ยูเครนต้องการเพื่อป้องกันตนเองจากการรุกรานของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อังกฤษประกาศว่าจะจัดหาโดรนให้ยูเครน 150,000 ลำภายในสิ้นปี 2026 ภายใต้แพ็กเกจสนับสนุนมูลค่า 752 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 996 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากโดรนที่ได้รับจากต่างประเทศแล้ว ยูเครนยังพัฒนาเทคโนโลยีโดรนและขีปนาวุธของตนเอง โดยหนึ่งในอาวุธที่ถูกนำมาใช้ในช่วงที่ผ่านมา คือขีปนาวุธร่อน FP-5 Flamingo

เจ้าหน้าที่รัสเซียระบุว่า ในการโจมตีระลอกล่าสุด มีโดรนประมาณ 620 ลำ มุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่โดยรอบกรุงมอสโก ระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียสามารถทำลายโดรนได้มากกว่า 180 ลำ แต่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคน

ก่อนหน้านี้ เมื่อคืนวันเสาร์ ยูเครนเปิดฉากโจมตีด้วยโดรนประมาณ 822 ลำ ไปยังเป้าหมายในรัสเซีย โดยผู้ว่าการแคว้นมอสโกระบุว่า ประมาณ 600 ลำมุ่งหน้าไปยังกรุงมอสโก และเรียกเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเป็นหนึ่งในการโจมตีด้วยโดรนครั้งใหญ่ที่สุดในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยมีรายงานผู้เสียชีวิต 7 คนทั่วรัสเซีย

กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเคยกล่าวในปี 2024 ว่า โดรนที่ใช้ชิ้นส่วนและระบบจากอังกฤษถูกนำมาใช้โจมตีดินแดนรัสเซีย รวมถึงโจมตีคลังเชื้อเพลิงในเขตคาเมนสกี แคว้นรอสตอฟ

รัสเซียยังเคยเตือนอังกฤษหลายครั้งเกี่ยวกับการจัดหาเทคโนโลยีโดรนและขีปนาวุธ Storm Shadow ให้ยูเครน แต่ในแถลงการณ์ล่าสุด สถานทูตรัสเซียไม่ได้ระบุรายละเอียดว่ามอสโกกำลังพิจารณามาตรการตอบโต้ในรูปแบบใด

การโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซียเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่รัสเซียเปิดฉากโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนครั้งใหญ่ต่อยูเครน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 17 คน

ที่หมู่บ้านเปเชนีฮี ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 10 คน หลังขีปนาวุธรัสเซีย 2 ลูกโจมตีบ้านเรือน ร้านกาแฟ และที่ทำการไปรษณีย์ ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 17 คนในแคว้นคาร์คิฟ

นอกจากนี้ มีรายงานผู้เสียชีวิตในเมืองซูมี 3 คน เมืองซาปอริซเซีย 2 คน และเมืองเคอร์ซอนอีก 2 คน ส่วนเมืองอีเซียมใกล้แนวหน้าทางตะวันออก มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 คน และกรุงเคียฟเผชิญการโจมตีถึง 5 ระลอกในช่วงข้ามคืน

นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากการรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 มอสโกได้เตือนอังกฤษและชาติพันธมิตรตะวันตกซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า การสนับสนุนยูเครน รวมถึงการส่งมอบอาวุธและยุทโธปกรณ์ อาจนำไปสู่มาตรการตอบโต้จากรัสเซีย และเพิ่มความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะขยายวงไปสู่การเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตก.

ที่มา BBC / Reuters

ปธน.ไต้หวันแจกเงินสดถ้วนหน้า 10,000 บาทปีหน้า อานิสงส์เศรษฐกิจ AI โตสูงสุดรอบ 39 ปี

ปธน.ไต้หวันแจกเงินสดถ้วนหน้า 10,000 บาทปีหน้า อานิสงส์เศรษฐกิจ AI โตสูงสุดรอบ 39 ปี

18 ส.ค. 2569 16:12 น.

ปธน.ไต้หวันแจกเงินสดถ้วนหน้า 10,000 บาทปีหน้า อานิสงส์เศรษฐกิจ AI โตสูงสุดรอบ 39 ปี

ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน ประกาศแผนจัดสรรงบประมาณปี 2027 แจกเงินสดถ้วนหน้าคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวัน หรือประมาณ 10,000 บาท เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนได้มีส่วนร่วมรับ “เงินปันผลจาก AI” จากอานิสงส์การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่งที่คาดว่าจะพุ่งสูงที่สุดในรอบ 39 ปี พร้อมตั้งงบกลาโหมทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวันเป็นครั้งแรก

ประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน ประกาศเมื่อวันจันทร์ (17 ส.ค.) ว่า รัฐบาลจะบรรจุโครงการแจกเงินสดให้ประชาชนทุกคนคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวัน หรือประมาณ 10,000 บาท ในงบประมาณรัฐบาลกลางปี 2027 เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ หลังเศรษฐกิจไต้หวันขยายตัวอย่างแข็งแกร่งจากความต้องการสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

ไล่เปิดเผยเรื่องดังกล่าวที่ทำเนียบประธานาธิบดีในนครไทเป หลังได้รับรายงานเกี่ยวกับร่างงบประมาณรัฐบาลกลางปีหน้าเป็นครั้งที่ 2 โดยระบุว่า รัฐบาลจะเพิ่มรายจ่าย 235,700 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือประมาณ 7,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรองรับการแจกเงินสด โดยยังคงรักษาสมดุลงบประมาณและไม่จำเป็นต้องก่อหนี้ใหม่เพิ่มเติม

ประธานาธิบดีไต้หวันกล่าวว่า รัฐบาลตัดสินใจเพิ่มงบประมาณเพื่อแจกเงินคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวัน เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เขาเรียกว่า “เงินปันผลจาก AI” โดยแต่ละบุคคลและครอบครัวจะสามารถตัดสินใจได้เองว่าจะนำเงินไปใช้ด้านใด เช่น การศึกษา การดูแลผู้สูงอายุ ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน หรือการจับจ่ายที่ช่วยสนับสนุนธุรกิจในท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม ทำเนียบประธานาธิบดียังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับเงิน วิธีการจ่ายเงิน หรือกำหนดเวลาที่จะเริ่มแจกเงิน

ไต้หวันเคยดำเนินโครงการแจกเงินสดคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวัน มาแล้วในปี 2025 ภายใต้งบประมาณพิเศษ ซึ่งส่วนหนึ่งมีเป้าหมายช่วยประชาชนรับมือผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และภาวะเงินเฟ้อ โดยผู้มีสิทธิในครั้งนั้นครอบคลุมทั้งชาวไต้หวัน ผู้มีถิ่นพำนักถาวรชาวต่างชาติ และคู่สมรสชาวต่างชาติของพลเมืองไต้หวันที่มีใบอนุญาตพำนัก

การประกาศครั้งล่าสุดมีขึ้นหลังสำนักงานงบประมาณ บัญชี และสถิติของไต้หวันปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2026 เป็น 11.05% จากเดิม 9.64% เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ไล่ระบุว่า เศรษฐกิจไต้หวันขยายตัว 14.15% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ และคาดว่าอัตราการเติบโตตลอดทั้งปีจะทำสถิติสูงสุดในรอบ 39 ปี โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากความต้องการทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นสำหรับเทคโนโลยี AI ระบบประมวลผลสมรรถนะสูง หรือ HPC และบริการคลาวด์ ส่งผลให้คำสั่งซื้อ การส่งออก และการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงห่วงโซ่การผลิตของไต้หวันเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไล่เตือนว่าผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้กระจายไปถึงประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน เนื่องจากประชาชนจำนวนมากยังทำงานอยู่ในภาคบริการ อุตสาหกรรมดั้งเดิม และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

นอกจากมาตรการแจกเงินสดแล้ว รัฐบาลไต้หวันกำหนดนโยบายสำคัญสำหรับปี 2027 อีก 5 ด้าน ได้แก่ การสนับสนุนครอบครัว การเสริมสร้างความมั่นคงและการป้องกันประเทศ การพัฒนาเทคโนโลยี การเร่งโครงการโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ และการเพิ่มเงินสนับสนุนให้รัฐบาลท้องถิ่น

รัฐบาลเตรียมจัดสรรงบประมาณ 373,000 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน สำหรับมาตรการสนับสนุนครอบครัว ขณะที่งบประมาณด้านกลาโหมทั้งหมด ซึ่งรวมทั้งงบประมาณประจำปีและงบประมาณพิเศษ จะเพิ่มขึ้นเป็น 1.1225 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน เป็นครั้งแรกที่งบกลาโหมของไต้หวันทะลุระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน และคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP

นายไล่กล่าวว่า เป้าหมายของรัฐบาลคือการดูแลประชาชนทุกคนและทำให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมกับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ พร้อมสั่งให้คณะรัฐมนตรีเดินหน้าจัดเตรียมร่างงบประมาณตามกำหนด และหวังว่าสภานิติบัญญัติจะพิจารณางบประมาณตามกรอบเวลาที่กำหนด

คำเรียกร้องดังกล่าวมีขึ้นเพียง 3 วันหลังจากสภานิติบัญญัติซึ่งฝ่ายค้านครองเสียงข้างมากผ่านงบประมาณรัฐบาลกลางปี 2026 หลังเกิดความล่าช้าเป็นประวัติการณ์

พรรคก๊กมินตั๋ง หรือ KMT และพรรคประชาชนไต้หวัน หรือ TPP ซึ่งครองเสียงข้างมากร่วมกันในสภา ได้ตัดลดงบประมาณจากข้อเสนอของรัฐบาลไป 48,000 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน ก่อนอนุมัติวงเงินรายจ่ายรวม 2.9869 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน.

ที่มา Focus Taiwan / The Taipei Times

แรงงานไทยเจ็บ 6 ราย ระเบิดเก่าเกิดระเบิดกลางสวนผลไม้อิสราเอล

แรงงานไทยเจ็บ 6 ราย ระเบิดเก่าเกิดระเบิดกลางสวนผลไม้อิสราเอล

18 ส.ค. 2569 15:29 น.

แรงงานไทยเจ็บ 6 ราย ระเบิดเก่าเกิดระเบิดกลางสวนผลไม้อิสราเอล

แรงงานไทย 6 คนได้รับบาดเจ็บจากเหตุวัตถุระเบิดที่ยังไม่เคยถูกเก็บกู้ เกิดระเบิดขึ้นในสวนผลไม้ใกล้เมืองเมทูลา ทางตอนเหนือของอิสราเอลติดชายแดนเลบานอน เบื้องต้นมี 2 คนอาการสาหัส ขณะที่ตำรวจเร่งสอบสวนที่มาของวัตถุระเบิดเก่า

สื่ออิสราเอลรายงานว่า แรงงานไทย 6 คนได้รับบาดเจ็บจากเหตุวัตถุระเบิดเก่า ที่เกิดระเบิดขึ้นภายในพื้นที่เกษตรกรรมใกล้เมืองเมทูลา ทางตอนเหนือของอิสราเอล บริเวณชายแดนติดกับเลบานอน เมื่อช่วงเช้าวันอังคาร (18 ส.ค.)

เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยแพทย์ฉุกเฉินอิสราเอลระบุว่า ได้รับแจ้งเหตุระเบิดในสวนผลไม้ใกล้เมืองเมทูลา เมื่อเวลา 06.52 น. ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพื้นที่ และประสานหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการ

แรงงานไทยทั้ง 6 คนได้รับบาดเจ็บและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ศูนย์การแพทย์ซิฟ ในเมืองซาเฟด โดยในจำนวนนี้มี 2 คนได้รับบาดเจ็บสาหัส และอีก 1 คนได้รับบาดเจ็บปานกลาง ส่วนอีก 3 คนอยู่ระหว่างการรักษาที่แผนกฉุกเฉิน

ศาสตราจารย์อวิรัม นิสซาน ผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรมของศูนย์การแพทย์ซิฟ เปิดเผยว่า หนึ่งในผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกนำตัวเข้าห้องผ่าตัดอย่างเร่งด่วน ขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีกคนกำลังเข้ารับการตรวจด้วยเครื่องมือวินิจฉัย เพื่อประเมินอาการและวางแนวทางรักษาต่อไป

หน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉิน มาเกน เดวิด อดอม ระบุว่า เมื่อทีมแพทย์ไปถึงที่เกิดเหตุ พบผู้บาดเจ็บยังรู้สึกตัว แต่มีบาดแผลตามร่างกาย เจ้าหน้าที่ได้คัดแยกผู้บาดเจ็บ ห้ามเลือด ให้ยา และปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนร่วมกับทีมแพทย์ของกองทัพอิสราเอลลำเลียงผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลทั้งทางเฮลิคอปเตอร์และรถพยาบาล

สภาท้องถิ่นเมืองเมทูลาระบุว่า เหตุระเบิดเกิดขึ้นในสวนเนกทารีนใกล้เมือง และเบื้องต้นคาดว่าเกิดจาก วัตถุระเบิดที่ยังไม่ทำงานหรือยังไม่ถูกเก็บกู้ ซึ่งตกค้างอยู่ในพื้นที่และไม่เคยถูกตรวจพบหรือทำให้ปลอดภัยมาก่อน

เบื้องต้นยังไม่สามารถระบุได้ว่าวัตถุระเบิดดังกล่าวมาจากฝ่ายใด หรือถูกทิ้งไว้ตั้งแต่ช่วงใด โดยตำรวจอิสราเอลได้เริ่มสอบสวนเพื่อหาสาเหตุและที่มาของเหตุระเบิด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการสู้รบเป็นเวลานานตามแนวชายแดนตอนเหนือของอิสราเอล ทำให้มีวัตถุระเบิดและเศษซากจากอาวุธตกค้างในหลายพื้นที่ เจ้าหน้าที่เตือนประชาชน ห้ามสัมผัสเศษสะเก็ดระเบิด เศษชิ้นส่วนจากการสกัดกั้นจรวด หรือวัตถุต้องสงสัยใด ๆ ที่พบในพื้นที่ และให้ถอยห่างพร้อมแจ้งตำรวจทันที

สภาท้องถิ่นเมทูลาระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ถือเป็นเหตุการณ์ด้านความมั่นคง และการดำเนินกิจกรรมตามปกติภายในเมืองยังคงดำเนินต่อไป

ทั้งนี้ มีรายงานข้อมูลจำนวนผู้บาดเจ็บจากหน่วยงานในพื้นที่แตกต่างกันเล็กน้อย โดยสภาท้องถิ่นเมทูลาระบุในช่วงแรกว่ามีผู้บาดเจ็บ 5 คน ขณะที่ MDA รายงานว่ามีผู้บาดเจ็บ 6 คน แต่ยังไม่มีการชี้แจงสาเหตุของความแตกต่างดังกล่าวอย่างชัดเจน

ขณะเดียวกัน สื่ออาหรับรายงานว่า เกิดการโจมตีทางอากาศ 4 ครั้งในช่วงข้ามคืนต่อฐานทัพอาบู อัล-ดูฮูร์ ในพื้นที่ชนบททางตะวันออกของจังหวัดอิดลิบ ประเทศซีเรีย โดยรายงานระบุว่าอิสราเอลอาจเป็นผู้โจมตี หากได้รับการยืนยัน เหตุการณ์ดังกล่าวจะถือเป็นการกลับมาโจมตีเป้าหมายในซีเรียของกองทัพอิสราเอล หลังจากไม่มีรายงานการโจมตีในลักษณะดังกล่าวเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม กองทัพอิสราเอลยังไม่แสดงความคิดเห็นต่อรายงานนี้

นอกจากนี้ สื่อเลบานอนรายงานว่า อิสราเอลยังโจมตีพื้นที่หมู่บ้านอัล-มันซูรีและเดียร์ เซอร์ยาน ทางตอนใต้ของเลบานอน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีกิจกรรมทางทหารของอิสราเอลเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน เมื่อช่วงเช้าวันอังคาร มีการยิงขีปนาวุธสกัดกั้นจากพื้นที่กาลิลีตะวันตกของอิสราเอล โดยเบื้องต้นคาดว่าอาจเป็นการยิงตอบสนองต่อเป้าหมายที่ระบุผิดพลาด และยังไม่มีรายงานรายละเอียดเพิ่มเติม.

ที่มา Times of Israel / Ynet News / Jerusalem Post

ศรีลังกาผ่าตัด “นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ” หนัก 3.1 กก. จากชายวัย 55 ปี เชื่อใหญ่ที่สุดในโลก (คลิป)

ศรีลังกาผ่าตัด "นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ" หนัก 3.1 กก. จากชายวัย 55 ปี เชื่อใหญ่ที่สุดในโลก (คลิป)

18 ส.ค. 2569 14:38 น.

ศรีลังกาผ่าตัด “นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ” หนัก 3.1 กก. จากชายวัย 55 ปี เชื่อใหญ่ที่สุดในโลก (คลิป)

ทีมศัลยแพทย์ประจำโรงพยาบาลทั่วไปเขตตรินโคมาลี ประเทศศรีลังกา ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดนำก้อนนิ่วขนาดใหญ่ยักษ์น้ำหนักถึง 3.1 กิโลกรัม ออกจากกระเพาะปัสสาวะของผู้ป่วย เผยมีขนาดใหญ่และหนักเทียบเท่าทารกแรกเกิด และคาดว่าเป็นก้อนนิ่วในกระเพาะปัสสาวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่มีการบันทึกไว้

ทีมศัลยแพทย์จากโรงพยาบาลทั่วไปเขตตรินโคมาลี ทางตะวันออกของศรีลังกา ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดนำก้อนนิ่วในกระเพาะปัสสาวะขนาดใหญ่ผิดปกติ น้ำหนักถึง 3.1 กิโลกรัม ออกจากร่างกายผู้ป่วย โดยแพทย์ระบุว่า จากข้อมูลที่มีอยู่ ก้อนนิ่วดังกล่าวอาจเป็นก้อนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกและผ่าตัดนำออก

การผ่าตัดเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมี นพ.ปรากาลาธาน บาลากริชนัน  ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ เป็นผู้นำทีมแพทย์

ผู้ป่วยเป็นชายวัย 55 ปี ซึ่งเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหลังมีอาการโรคหลอดเลือดสมอง แต่ระหว่างการรักษาแพทย์สังเกตว่าผู้ป่วยมีปัญหาในการปัสสาวะ จึงตรวจเพิ่มเติมและพบก้อนนิ่วขนาดมหึมาอยู่ภายในกระเพาะปัสสาวะ

ระหว่างการผ่าตัด แพทย์สามารถนำก้อนนิ่วออกมาได้สำเร็จ โดยก้อนนิ่วมีน้ำหนักประมาณ 3.1 กิโลกรัม ซึ่งใกล้เคียงกับน้ำหนักของทารกครบกำหนดคลอดหนึ่งคน และมีขนาดใกล้เคียงกับไข่นกกระจอกเทศ โดยมีความยาวประมาณ 17 เซนติเมตร

นพ.บาลากริชนันเปิดเผยว่า จากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน ก้อนนิ่วดังกล่าวน่าจะเป็น นิ่วในกระเพาะปัสสาวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกและนำออกด้วยการผ่าตัด แพทย์ระบุว่า ผู้ป่วยมีอาการดีมากหลังการผ่าตัด และยังคงพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล เพื่อรับการรักษาอาการป่วยอื่น ๆ โดยคาดว่าจะสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ภายในไม่กี่วัน

ทีมแพทย์ประเมินว่า ก้อนนิ่วขนาดใหญ่นี้น่าจะสะสมอยู่ในกระเพาะปัสสาวะของผู้ป่วยมานานประมาณ 5-10 ปี

นิ่วในกระเพาะปัสสาวะเกิดจากแร่ธาตุที่อยู่ในปัสสาวะตกผลึกและรวมตัวกันจนกลายเป็นก้อนแข็ง มักเกิดขึ้นเมื่อกระเพาะปัสสาวะไม่สามารถขับปัสสาวะออกได้หมด ทำให้มีปัสสาวะเข้มข้นตกค้างอยู่ภายใน และเพิ่มโอกาสที่แร่ธาตุจะตกผลึกเป็นนิ่ว

นิ่วขนาดเล็กมาก ซึ่งอาจมีขนาดใกล้เคียงเม็ดทราย สามารถถูกขับออกจากร่างกายได้เอง แต่หากนิ่วมีขนาดใหญ่กว่า 1 เซนติเมตร อาจขัดขวางการไหลของปัสสาวะและจำเป็นต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์ ขณะที่นิ่วที่มีขนาดใหญ่กว่า 4 เซนติเมตร ถือว่าเป็นนิ่วขนาดยักษ์

ก่อนหน้านี้ ตามข้อมูลของกินเนสส์ บุ๊ก นิ่วในกระเพาะปัสสาวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่มีการบันทึกไว้ ถูกนำออกจากผู้ป่วยในประเทศบราซิลเมื่อปี 2003 มีน้ำหนัก 1.9 กิโลกรัม และมีความยาว 17.9 เซนติเมตร

หากการตรวจสอบข้อมูลยืนยันผลดังกล่าว ก้อนนิ่วที่ทีมแพทย์ศรีลังกานำออก ซึ่งมีน้ำหนัก 3.1 กิโลกรัม และยาวประมาณ 17 เซนติเมตร จะมีน้ำหนักมากกว่าสถิติเดิมเกือบ 1.6 เท่า

โรงพยาบาลทั่วไปเขตตรินโคมาลีระบุว่า ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์ ศัลยแพทย์ และบุคลากรสนับสนุน รวมถึงศักยภาพของระบบสาธารณสุขของศรีลังกาในการรับมือกับกรณีทางการแพทย์ที่มีความซับซ้อนสูง.

ที่มา BBC / Newsfirst.lk Sri Lanka

แอนิเมชันจีนทุนต่ำ “Niu Lai” ดังเพราะห่วย กลายเป็นหนังม้ามืดโกยรายได้ทะลุ 14.9 ล้านหยวน

แอนิเมชันจีนทุนต่ำ "Niu Lai" ดังเพราะห่วย กลายเป็นหนังม้ามืดโกยรายได้ทะลุ 14.9 ล้านหยวน

18 ส.ค. 2569 13:12 น.

แอนิเมชันจีนทุนต่ำ “Niu Lai” ดังเพราะห่วย กลายเป็นหนังม้ามืดโกยรายได้ทะลุ 14.9 ล้านหยวน

ภาพยนตร์แอนิเมชันจีนทุนต่ำเรื่อง “Niu Lai” หรือ “วัวมาแล้ว” กลายเป็นปรากฏการณ์ฮิตแบบเหนือความคาดหมาย หลังผู้ชมแห่แชร์และล้อเลียนคุณภาพของภาพและเนื้อเรื่องที่ดูแปลกประหลาด จนกระแส “แย่จนกลายเป็นดี” ผลักดันยอดขายตั๋วจากไม่ถึง 8,000 หยวนในช่วง 10 วันแรก สู่รายได้มากกว่า 14.9 ล้านหยวน และขึ้นมาแข่งขันกับภาพยนตร์ฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์บนตารางรายได้ในจีน

ภาพยนตร์แอนิเมชันทุนต่ำของจีนเรื่อง “Niu Lai” ซึ่งแปลว่า “วัวมาแล้ว” กลายเป็นหนังม้ามืดประจำฤดูร้อนของจีน หลังได้รับความสนใจอย่างถล่มทลายจากโลกออนไลน์ แม้เดิมแทบไม่มีใครรู้จัก และมีคุณภาพงานแอนิเมชันที่ถูกผู้ชมวิจารณ์อย่างหนัก

“Niu Lai” เป็นภาพยนตร์ความยาว 86 นาที เล่าเรื่องลูกวัวแรกเกิดกับนกจาบคาที่พัฒนาความสัมพันธ์กันผ่านเหตุการณ์ในโลกแห่งความฝันที่มีลักษณะเป็นนามธรรม ภาพยนตร์เข้าฉายในจีนเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม และในช่วง 10 วันแรกทำรายได้เพียงประมาณ 7,700 หยวน โดยมีผู้ซื้อตั๋วทั่วประเทศไม่ถึง 300 คน

ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่มีการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ก่อนฉาย ไม่มีการโปรโมตล่วงหน้า และไม่มีแม้แต่ตัวอย่างภาพยนตร์ แต่กระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเนื้อเรื่องที่สับสนและภาพแอนิเมชันที่ดูหยาบ กลับทำให้เกิดการแชร์คลิปและมีมบนสื่อสังคมออนไลน์อย่างรวดเร็ว

จากนั้นผู้ชมจำนวนมากเริ่มเดินทางไปโรงภาพยนตร์เพื่อพิสูจน์ด้วยตัวเองว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ “แย่แค่ไหน” จนยอดขายตั๋วพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว เว็บไซต์ติดตามรายได้ภาพยนตร์ Mao Yan ระบุว่า ปัจจุบัน “Niu Lai” ทำรายได้มากกว่า 14.9 ล้านหยวน และกลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ทำรายได้โดดเด่นของปีนี้

ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์บางส่วนถึงกับยกให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็น “ยาแก้” กระแสคอนเทนต์ที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งกำลังแพร่หลายในโลกออนไลน์ โดยชื่นชมความเป็นงาน “ทำด้วยมือ” ของภาพยนตร์ แม้คำดังกล่าวจะเป็นการประชดคุณภาพแอนิเมชันที่ดูหยาบและล้าสมัยก็ตาม

ผู้ชมรายหนึ่งเขียนบนเว่ยป๋อว่า “นี่คือฝีมือการทำงานที่จริงจังมาก” ขณะที่อีกรายเรียกภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า “งานทำมืออย่างแท้จริง” และยกให้เป็น “หนังม้ามืดที่ใหญ่ที่สุด” ของฤดูกาลภาพยนตร์ฤดูร้อน

กระแสความนิยมยังเชื่อมโยงไปถึงตลาดหุ้นจีน เนื่องจากคำว่า “วัว” มีความหมายเชื่อมโยงกับแนวคิดตลาดหุ้นขาขึ้นในภาษาจีน ผู้ใช้รายหนึ่งโพสต์ว่า หากดัชนีตลาดหุ้นแตะระดับ 4,000 จุดในวันรุ่งขึ้น จะเดินทางไปโรงภาพยนตร์เพื่อสนับสนุนภาพยนตร์เรื่องนี้

เดิม “Niu Lai” เป็นผลงานขนาดเล็กที่สร้างโดยคนเพียง 2 คน ใช้เวลาผลิตนานถึง 5 ปี โดยผู้สร้างทั้งสองทำหน้าที่ทั้งเขียนบท กำกับ พากย์เสียง และอำนวยการสร้าง และมีรายงานว่าเป็นทีมแม่ลูก ภาพยนตร์จึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากแอนิเมชันจีนทุนสูงที่มีภาพสวยงามและเทคนิคอลังการ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

เมื่อความต้องการชมเพิ่มขึ้น โรงภาพยนตร์หลายแห่งจึงเพิ่มรอบฉาย แม้ภาพยนตร์จะไม่มีโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ เจ้าหน้าที่โรงภาพยนตร์บางแห่งถึงกับวาดโปสเตอร์ขึ้นเองเพื่อดึงดูดผู้ชม

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ “Niu Lai” ไม่ได้ได้รับการต้อนรับจากทุกฝ่าย สำนักข่าวปักกิ่งนิวส์ ซึ่งเป็นสื่อของรัฐ วิจารณ์ว่าโรงภาพยนตร์อาจ “สูญเสียความไว้วางใจจากผู้ชม” หากยังคงเพิ่มรอบฉายภาพยนตร์ที่มีคุณภาพต่ำ พร้อมเรียกร้องให้โรงภาพยนตร์ทำหน้าที่เป็น “ผู้คัดกรอง” และปฏิเสธภาพยนตร์ที่เห็นได้ชัดว่าไม่ผ่านมาตรฐาน แทนที่จะปล่อยให้ภาพยนตร์ลักษณะนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมภาพยนตร์รายหนึ่ง ซึ่งไม่เปิดเผยชื่อ มองว่า “Niu Lai” มีความโดดเด่นตรงที่ “แย่ในแทบทุกองค์ประกอบเท่าที่จะจินตนาการได้” ทั้งเรื่องราว เทคนิคพิเศษ และองค์ประกอบต่าง ๆ ของภาพยนตร์ แต่ความย้อนแย้งนี้เองกลับกลายเป็นสิ่งที่ดึงดูดความอยากรู้อยากเห็นของผู้ชม

เขายังมองว่า ความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่องนี้อาจสร้างความอับอายให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์จีน เพราะความนิยมเกิดขึ้นจากการที่ผู้ชมมองว่าภาพยนตร์ “แย่จนดี” มากกว่าจะเป็นเพราะคุณภาพของผลงาน ขณะที่ผู้ชมอีกส่วนกลับมองว่ากระแส “Niu Lai” เป็นปฏิกิริยาสนุก ๆ ต่อภาพยนตร์ทุนสูงและคอนเทนต์ที่สร้างโดย AI ซึ่งกำลังครองพื้นที่บนโลกออนไลน์ในปัจจุบัน.

ที่มา BBC / Guardian

จีนจัดพิธีศพอดีตนายกฯ “จู หรงจี” คุมเข้มการไว้อาลัยสาธารณะ

จีนจัดพิธีศพอดีตนายกฯ "จู หรงจี" คุมเข้มการไว้อาลัยสาธารณะ

18 ส.ค. 2569 12:46 น.

จีนจัดพิธีศพอดีตนายกฯ “จู หรงจี” คุมเข้มการไว้อาลัยสาธารณะ

ทางการจีนจัดพิธีฌาปนกิจอดีตนายกรัฐมนตรี “จู หรงจี” ในกรุงปักกิ่งอย่างเป็นทางการ โดยมีการลดธงครึ่งเสาและเพิ่มการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ขณะที่โลกออนไลน์กลับถูกเซ็นเซอร์การไว้อาลัยอย่างหนัก หลังเกิดกระแสถวิลหาอดีตยุคเศรษฐกิจรุ่งเรืองและความมีเสรีภาพ ซึ่งถูกมองว่าเป็นสะท้อนการวิพากษ์วิจารณ์การบริหารของรัฐบาลปัจจุบันภายใต้การนำของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง

สถานที่ราชการหลายแห่งทั่วประเทศจีนได้ลดธงลงครึ่งเสาเพื่อเป็นการไว้อาลัยต่อการจากไปของ นายจู หรงจี อดีตนายกรัฐมนตรีผู้เป็นกำลังสำคัญในการปฏิรูปเศรษฐกิจจีน ซึ่งเสียชีวิตลงด้วยโรคชราในวัย 97 ปี โดยพิธีฌาปนกิจจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายในกรุงปักกิ่ง และไม่มีการถ่ายทอดสดภาพพิธีการผ่านสื่อกระแสหลัก ท่ามกลางการตรึงกำลังของรถตำรวจและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั่วใจกลางเมืองหลวง

สื่อรัฐบาลจีนได้ยกย่องนายจู หรงจี ว่าเป็น “สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ที่โดดเด่น” และเป็น “นักสู้คอมมิวนิสต์ที่ซื่อสัตย์และผ่านการพิสูจน์ตามกาลเวลา” โดยนายจู ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีระหว่างปี 1998 ถึง 2003 และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ทั้งการเปิดรับระบบตลาด การนำจีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ในปี 2001 ตลอดจนการฝ่าวิกฤตการเงินเอเชียในช่วงปลายยุค 1990

แม้มวลชนจะร่วมไว้อาลัย แต่การเซ็นเซอร์ในโลกออนไลน์ของจีนกลับทำงานอย่างหนัก โดยมีการลบโพสต์และบทความที่พูดถึงอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้ เช่น บทความของ จ้าว เจียน นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง ที่บรรยายถึงยุคของจู หรงจี ว่าเป็นช่วงเวลาที่แม้คนจะยังยากจนแต่ก็มองเห็นอนาคตที่ชัดเจน ไม่มีความกังวลจากโลกโซเชียล และสามารถพูดในสิ่งที่คิดได้จริงๆ ซึ่งบทความดังกล่าวถูกลบออกจากแพลตฟอร์ม WeChat เพียงหนึ่งวันหลังเผยแพร่

พรรคคอมมิวนิสต์จีนหวาดเกรงกระแสการแสดงความเสียใจต่อการจากไปของผู้นำระดับสูงมาโดยตลอด เนื่องจากในอดีต การถึงแก่อสัญกรรมของอดีตนายกรัฐมนตรี โจว เอินไหล ในปี 1976 และอดีตเลขาธิการพรรค หู เหยาปัง ในปี 1989 ได้กลายเป็นจุดชนวนความหวังและการประท้วงใหญ่ระดับประเทศ

การถึงแก่อสัญกรรมของ นายจู หรงจี เกิดขึ้นตามหลังการถึงแก่อสัญกรรมของอดีตประธานาธิบดี เจียง เจ๋อหมิน ซึ่งเสียชีวิตเมื่อปี 2022 ทำให้เกิดกระแสถวิลหาอดีตในกลุ่มชาวจีนจำนวนมากที่โหยหายุคสมัยแห่งการเปิดกว้าง การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด และสไตล์การบริหารงานที่ตรงไปตรงมา ตรงข้ามกับสไตล์การเมืองที่เคร่งครัดและวางบทบาทอย่างระมัดระวังในปัจจุบัน

นายจู หรงจี เป็นที่จดจำจากบุคลิกที่พูดจาตรงไปตรงมา ไม่เกรงกลัวใคร และมีอารมณ์ขันแบบนุ่มลึก โดยครั้งหนึ่งเขาเคยเรียกนายธนาคารที่ทุจริตว่า “พวกสมองขี้เลื่อย” และเคยกล่าวเปรียบเทียบเขื่อนกั้นน้ำในแม่น้ำแยงซีว่า “บอบบางเหมือนกากเต้าหู้” นอกจากนี้ยังมีคลิปและภาพถ่ายของเขากับ เจียง เจ๋อหมิน ที่พูดคุยกันอย่างเปิดเผยถูกส่งต่อในโซเชียลมีเดีย พร้อมคำสรรเสริญว่า “พวกเขากล้าพูดความจริง รับผิดชอบหน้าที่ และทำเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่”

การจากไปของสองผู้นำยุคปฏิรูปเป็นการปิดฉากยุคแห่งการส่งเสริมภาคเอกชนและการสร้างความมั่งคั่งอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งแตกต่างจากแนวทางของ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่เน้นการควบคุมจากศูนย์กลาง เสริมความแข็งแกร่งของภาครัฐ และมุ่งเน้นพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี

ในพิธีรำลึกครบรอบชาตกาลของ เจียง เจ๋อหมิน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (17 ส.ค.) ประธานาธิบดีสี ได้กล่าวสุนทรพจน์เตือนให้พรรคคอมมิวนิสต์ “ตระหนักถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น และเตรียมพร้อมรับมือกับพายุลูกใหญ่” พร้อมทั้งพยายามผนวกประวัติศาสตร์ของผู้นำรุ่นก่อนให้เป็นเนื้อเดียวกับแนวทางบริหารของเขาในปัจจุบัน

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ประชาชนกำลังเปรียบเทียบยุคสมัยเนื่องจากปัจจุบันจีนกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว ตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซา และอัตราการว่างงานของวัยรุ่นที่สูงขึ้น ทำให้ความมั่นคงในชีวิตที่เคยเชื่อว่า “หากขยันทำงานแล้วชีวิตจะดีขึ้น” ได้สูญหายไป นำมาซึ่งความรู้สึกอ้างว้างของคนรุ่นปัจจุบันแม้จะห้อมล้อมไปด้วยตึกสูงและวัตถุที่ทันสมัยก็ตาม.

ที่มา BBC

ฟ้าผ่าคลังก๊าซธรรมชาติเหลวรัฐโอคลาโฮมา ไฟลุกลาม 3 ถัง ไร้ผู้บาดเจ็บ

ฟ้าผ่าคลังก๊าซธรรมชาติเหลวรัฐโอคลาโฮมา ไฟลุกลาม 3 ถัง ไร้ผู้บาดเจ็บ

18 ส.ค. 2569 12:14 น.

ฟ้าผ่าคลังก๊าซธรรมชาติเหลวรัฐโอคลาโฮมา ไฟลุกลาม 3 ถัง ไร้ผู้บาดเจ็บ

เกิดเหตุเพลิงไหม้ถังเก็บผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่คลังก๊าซธรรมชาติเหลว ของบริษัท เอ็กซ์พลอเรอร์ ไพพ์ไลน์ ในเมืองเกลนพูล รัฐโอคลาโฮมา สหรัฐฯ หลังคาดว่าถูกฟ้าผ่า ทำให้ไฟลุกลามไปยังถังเก็บ 3 ใบ เจ้าหน้าที่เกือบ 50 นายระดมกำลังควบคุมสถานการณ์ ขณะที่ทางการยืนยันยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ และการตรวจวัดอากาศยังไม่พบสารอันตรายต่อประชาชน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 08:34 น. เช้าวันจันทร์ (17 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยจุดเกิดเหตุอยู่ที่คลังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวของบริษัท เอ็กซ์พลอเรอร์ ไพพ์ไลน์ (Explorer Pipeline) ใกล้ทางหลวงหมายเลข 75 และถนนเวสต์ 126 ในเมืองเกลนพูล รัฐโอคลาโฮมา สหรัฐอเมริกา

รายงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยระบุว่า ได้รับแจ้งเหตุระเบิดโดยคาดว่าเกิดจากฟ้าผ่าที่ผ่าลงมายังถังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ถังเก็บในตอนแรก ก่อนที่เปลวไฟจะลุกลามไปยังถังข้างเคียงจนเสียหายรวมทั้งหมด 3 ถัง

แมนดี วาฟรินัค เจ้าหน้าที่สารนิเทศประจำฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเมืองเกลนพูล เปิดเผยว่า เนื่องจากภายในถังบรรจุผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเหลว ทำให้ไม่สามารถใช้น้ำเปล่าในการดับไฟได้ตามปกติ แต่ต้องอาศัยสารเคมี โฟมดับเพลิง อุปกรณ์พิเศษ และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

เหตุการณ์นี้ต้องใช้นักดับเพลิงและเจ้าหน้าที่กู้ภัยเกือบ 50 นาย จากหลายหน่วยงาน รวมถึงทีมดับเพลิงอุตสาหกรรมเฉพาะทาง เช่น Cushing Fire Department, Sinclair Refining Fire Team, Coffeyville Resources Fire Team, Williams Fire and Hazard Control, U.S. Fire Pump และหน่วยดับเพลิงพื้นที่ใกล้เคียง โดยเจ้าหน้าที่ได้ใช้รถพ่วงทำความเย็น ที่สนับสนุนโดยบริษัทเจ้าของพื้นที่เข้าช่วยระบายความร้อน

ล่าสุด เจ้าหน้าที่สามารถดับเปลวไฟทั้งหมดได้สำเร็จ โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่ยังคงต้องฉีดโฟมปกคลุมถังก๊าซธรรมชาติเหลวที่ยังคงคุอยู่ตลอดทั้งคืนเพื่อลดอุณหภูมิและป้องกันไม่ให้ไฟลุกไหม้ขึ้นมาอีก

ด้านการดูแลความปลอดภัยของประชาชน เจ้าหน้าที่ได้ปิดการจราจรบนถนนเวสต์ 126 ช่วงระหว่าง ถนนแคสเปอร์ ถึงถนนเอลวูด พร้อมแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง

อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศโดยอุปกรณ์ของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ และหน่วยงานจัดการภาวะฉุกเฉินเขตทัลซา คาวน์ตี ไม่พบสารเคมีที่เป็นอันตรายในระดับพื้นดิน และควันไฟไม่ได้ส่งผลกระทบอันตรายต่อสาธารณชน ทำให้เจ้าหน้าที่ได้ประกาศยกเลิกคำแนะนำให้กักตัวในบ้าน สำหรับพื้นที่เกลนพูลและโรงเรียนในเขตพื้นที่เมื่อเวลาประมาณ 14:00 น. วันเดียวกัน

บริษัท เอ็กซ์พลอเรอร์ ไพพ์ไลน์ ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันเหตุการณ์ฟ้าผ่าถังก๊าซธรรมชาติเหลวดังกล่าว โดยระบุว่าบริษัทได้ประสานงานกับหน่วยกู้ภัยท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดเพื่อควบคุมพื้นที่และดูแลความปลอดภัยรอบบริเวณอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ รายงานท้องถิ่นระบุเพิ่มเติมว่า คลังน้ำมันในเมืองเกลนพูลแห่งนี้เคยมีประวัติเกิดเหตุไฟไหม้ถังก๊าซธรรมชาติเหลวมาแล้ว 3 ครั้งในอดีต ซึ่งอย่างน้อย 2 ครั้งในจำนวนนั้นมีสาเหตุมาจากปรากฏการณ์ฟ้าผ่าเช่นเดียวกัน.

ที่มา NewsOn6.com / KTUL.com

ทรัมป์เผย “คิม จองอึน” ตอบรับข้อเสนอเจรจา หลังสั่งลดซ้อมรบร่วมเกาหลีใต้

ทรัมป์เผย “คิม จองอึน” ตอบรับข้อเสนอเจรจา หลังสั่งลดซ้อมรบร่วมเกาหลีใต้

18 ส.ค. 2569 09:28 น.

ทรัมป์เผย “คิม จองอึน” ตอบรับข้อเสนอเจรจา หลังสั่งลดซ้อมรบร่วมเกาหลีใต้

“โดนัลด์ ทรัมป์” เผย “คิม จองอึน” ตอบรับข้อเสนอเปิดการเจรจา หลังสั่งลดการซ้อมรบร่วมสหรัฐฯ-เกาหลีใต้ครั้งใหญ่ ชี้สัมพันธ์กับผู้นำเกาหลีเหนืออยู่ในระดับ “ดีมาก”

วันที่ 18 สิงหาคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้ตอบรับข้อเสนอของเขาที่ต้องการเปิดการเจรจากับเกาหลีเหนือ หลังจากทรัมป์เพิ่งสั่งให้ลดการซ้อมรบทางทหารร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ลงอย่างมาก ท่ามกลางความคาดหวังว่าอาจเปิดทางให้การเจรจากับเปียงยางกลับมาอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่า ผู้นำทั้งสองติดต่อกันเมื่อใด ผ่านช่องทางใด หรือพูดคุยเรื่องอะไร โดยระบุเพียงว่าการสนทนาครั้งนี้เป็นไปในทาง “บวกมาก”

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล  ว่าได้สั่งให้นายพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ลดการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ โดยอ้างว่าเขามีความสัมพันธ์ที่ดีมาก กับคิม จองอึน และไม่พอใจที่สหรัฐฯ ยังคงเข้าร่วมการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ โดยทรัมป์ให้เหตุผลว่า การซ้อมรบร่วมไม่เพียงมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ยังส่งสัญญาณที่ไม่เหมาะสมและเป็นปฏิปักษ์อย่างสิ้นเชิงไปยังเกาหลีเหนือ ซึ่งเขาระบุว่าไม่เคยคุกคามและให้ความเคารพต่อเขาตลอดช่วงที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวกับคิมว่า ทั้งสองพบกันหลายครั้งและต่างเข้าใจกัน พร้อมย้ำว่าผู้นำเกาหลีเหนือปฏิบัติต่อเขาด้วยความเคารพอย่างมาก

ทั้งนี้ ในสมัยแรกที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาเคยพบคิม จองอึนแบบพบหน้ากัน 3 ครั้ง ได้แก่ การประชุมสุดยอดที่สิงคโปร์ในเดือนมิถุนายน 2561 การประชุมที่กรุงฮานอยของเวียดนามในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 และการพบกันที่หมู่บ้านปันมุนจอม บริเวณชายแดนเกาหลีเหนือ-ใต้ ในเดือนมิถุนายน 2562.

“บู เม็ง” เหยื่อคุก S-21 เขมรแดง เสียชีวิตแล้วในวัย 85 ปี

“บู เม็ง” เหยื่อคุก S-21 เขมรแดง เสียชีวิตแล้วในวัย 85 ปี

18 ส.ค. 2569 09:21 น.

“บู เม็ง” เหยื่อคุก S-21 เขมรแดง เสียชีวิตแล้วในวัย 85 ปี

นายบู เม็ง หนึ่งในผู้รอดชีวิตเพียงไม่กี่คนจากเรือนจำ S-21 ของเขมรแดง เสียชีวิตที่บ้านในกัมดาล ขณะอายุ 85 ปี หลังออกมาบอกเล่าความโหดร้ายและเรียกร้องความยุติธรรมแก่เหยื่อ

วันที่ 18 สิงหาคม 2569 นายฮัง นิเสย์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตวลสเลง (Tuol Sleng Genocide Museum) เปิดเผยว่า นายบู เม็ง หนึ่งในผู้รอดชีวิตเพียงไม่กี่คนที่เป็นที่รู้จักจากเรือนจำเอส-21 (S-21) อันเลื่องชื่อของเขมรแดง ได้เสียชีวิตที่บ้านพักในจังหวัดกันดาล ประเทศกัมพูชา เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม ขณะมีอายุ 85 ปี

รายงานข่าวระบุว่า นายบู เม็ง ถือเป็นบุคคลสำคัญในการเก็บรักษาความทรงจำเกี่ยวกับความโหดร้ายของระบอบเขมรแดง หลังระบอบการปกครองล่มสลาย โดยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เขาออกมาเปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับการปราบปรามและการสังหารผู้คน พร้อมเรียกร้องให้มีการค้นหาความจริงและนำผู้ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมมารับผิด

โดยเรือนจำ S-21 หรือคุกตวลสเลง ในกรุงพนมเปญ เคยเป็นศูนย์กักกันและสอบสวนที่สำคัญของเขมรแดงในช่วงที่กัมพูชาอยู่ภายใต้การปกครองของระบอบพล พต ระหว่างปี 2518-2522 ผู้ต้องขังจำนวนมากถูกทรมานและสังหาร ขณะที่มีผู้รอดชีวิตเพียงไม่กี่ราย ขณะที่ต่อมา บู เม็ง ได้ขึ้นให้การต่อศาลพิเศษในศาลกัมพูชา หรือ ศาลพิเศษพิจารณาคดีอาชญากรรมเขมรแดง (Extraordinary Chambers in the Courts of Cambodia-ECCC) ในคดีหมายเลข 001 ซึ่งดำเนินคดีกับคัง เค็ก เอียว หรือ “สหายดุจ” (Kaing Guek Eav หรือ Duch) อดีตหัวหน้าและเลขานุการฝ่ายความมั่นคงของเรือนจำ S-21 

การเสียชีวิตของบู เม็ง ถือเป็นการสูญเสียพยานสำคัญอีกคนหนึ่งของประวัติศาสตร์เขมรแดง ซึ่งมีบทบาทในการถ่ายทอดความทรงจำเกี่ยวกับเหยื่อและเหตุการณ์ความโหดร้ายในช่วงหนึ่งที่มืดมนที่สุดของประวัติศาสตร์กัมพูชา.

ที่มา Freshnews

“มิน อ่อง หล่าย” เยือนรัสเซียครั้งแรกในฐานะปธน. เตรียมหารือปูติน ขยายความร่วมมือ

"มิน อ่อง หล่าย" เยือนรัสเซียครั้งแรกในฐานะปธน. เตรียมหารือปูติน ขยายความร่วมมือ

18 ส.ค. 2569 08:22 น.

“มิน อ่อง หล่าย” เยือนรัสเซียครั้งแรกในฐานะปธน. เตรียมหารือปูติน ขยายความร่วมมือ

“มิน อ่อง หล่าย” ผู้นำเมียนมา เดินทางเยือนรัสเซียครั้งแรกนับตั้งแต่ขึ้นเป็นประธานาธิบดี หารือ “วลาดิเมียร์ ปูติน” พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ พลังงาน เทคโนโลยี และการทหาร

วันที่ 18 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เดินทางออกจากกรุงเนย์ปิดอว์ เมืองหลวงของเมียนมา ในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม เพื่อเยือนรัสเซียเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี โดยมีกำหนดพบหารือกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน นายกรัฐมนตรีมิคาอิล มิชูสติน และนายวยาเชสลาฟ โวโลดิน ประธานสภาดูมาแห่งรัฐ รวมถึงเข้าร่วมเวทีการประชุมเศรษฐกิจเมียนมา-รัสเซีย

กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเปิดเผยว่า การเยือนครั้งนี้มีเป้าหมายกระชับความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ขณะที่คณะผู้ติดตามของมิน อ่อง หล่าย ประกอบด้วยรัฐมนตรีหลายกระทรวงและนักธุรกิจที่มีความใกล้ชิดกับครอบครัวของเขาและรัฐบาลทหาร

นอกจากนี้ยังมีโซ มินต์ หม่อง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสำนักงานอวกาศเมียนมา ร่วมเดินทางด้วย ท่ามกลางกระแสการหารือความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดาวเทียมกับรัสเซีย รวมถึงแนวคิดในการคัดเลือกและฝึกอบรมนักบินอวกาศคนแรกของเมียนมาในรัสเซีย ขณะเดียวกัน นายทหารระดับสูงหลายรายร่วมคณะเดินทางเพื่อหารือกับฝ่ายกองทัพรัสเซียเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการทหารที่แน่นแฟ้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งที่ 5 ของมิน อ่อง หล่าย นับตั้งแต่เขาขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนเมษายน โดยก่อนหน้านี้เดินทางเยือนอินเดีย จีน ลาว และไทย และเป็นการเดินทางไปรัสเซียครั้งที่ 6 นับตั้งแต่กองทัพเมียนมายึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในปี 2564.

ที่มา Irrawaddy