รถไฟชนกันในอังกฤษ ดับ 1 ศพ เจ็บเกือบ 90 คน ผู้โดยสารเผยแรงกระแทกรุนแรงจนคนกระเด็นจากที่นั่ง

รถไฟชนกันในอังกฤษ ดับ 1 ศพ เจ็บเกือบ 90 คน ผู้โดยสารเผยแรงกระแทกรุนแรงจนคนกระเด็นจากที่นั่ง

20 มิ.ย. 2569 11:52 น.

รถไฟชนกันในอังกฤษ ดับ 1 ศพ เจ็บเกือบ 90 คน ผู้โดยสารเผยแรงกระแทกรุนแรงจนคนกระเด็นจากที่นั่ง

เกิดเหตุรถไฟโดยสาร 2 ขบวนชนกันใกล้เมืองเบดฟอร์ด ทางตอนตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บเกือบ 90 คน ขณะที่ผู้โดยสารเล่าว่าแรงกระแทกรุนแรงจนผู้คนกระเด็นออกจากที่นั่ง หลายคนได้รับบาดเจ็บบริเวณใบหน้า

วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินของอังกฤษเปิดเผยว่า เกิดเหตุรถไฟโดยสาร 2 ขบวนชนกันในพื้นที่ใกล้เมืองเบดฟอร์ด ห่างจากกรุงลอนดอนไปทางเหนือราว 70 กิโลเมตร เมื่อช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บเกือบ 90 ราย

ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยกู้ภัย และทีมแพทย์ฉุกเฉินจำนวนมากถูกส่งเข้าพื้นที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ พร้อมเร่งลำเลียงผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงปฏิบัติการในพื้นที่เกิดเหตุ ขณะที่ตำรวจและหน่วยงานด้านความปลอดภัยทางรางได้เริ่มการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้แล้ว

ขณะที่ผู้โดยสารรายหนึ่งที่อยู่บนขบวนรถไฟว่า แรงชนเกิดขึ้นอย่างรุนแรงจนผู้โดยสารหลายคนกระเด็นออกจากที่นั่ง โดยมีผู้โดยสารคนหนึ่งลอยไปกระแทกใบหน้าของสามีเธอ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บบริเวณใบหน้าหลายราย.

ไฟไหม้รีสอร์ตหรูริมทะเลในโดมินิกัน ดับ 1 ศพ อพยพนักท่องเที่ยวเกือบ 1,700 คน

ไฟไหม้รีสอร์ตหรูริมทะเลในโดมินิกัน ดับ 1 ศพ อพยพนักท่องเที่ยวเกือบ 1,700 คน

20 มิ.ย. 2569 11:01 น.

ไฟไหม้รีสอร์ตหรูริมทะเลในโดมินิกัน ดับ 1 ศพ อพยพนักท่องเที่ยวเกือบ 1,700 คน

เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่รีสอร์ตชื่อดังในเมืองท่องเที่ยวชายหาดของสาธารณรัฐโดมินิกัน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวหญิงชาวอิตาลีเสียชีวิต 1 ศพ ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งอพยพแขกออกจากโรงแรมเกือบ 1,700 คน ท่ามกลางกลุ่มควันดำขนาดใหญ่ปกคลุมแนวชายฝั่งทะเลแคริบเบียน

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่โรงแรม “วีวา วินด์แฮม โดมินิคัส บีช” ในเมืองบายาฮิเบ  จังหวัดลา อัลตากราเซีย แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมทางตะวันออกของสาธารณรัฐโดมินิกัน

หน่วยบริการฉุกเฉิน ยืนยันว่า นางฟรานเชสกา วาเลนติโน อายุ 46 ปี นักท่องเที่ยวชาวอิตาลี เสียชีวิตจากเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนี้ ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 9 ราย โดย 3 รายถูกนำส่งโรงพยาบาล และอีก 6 รายได้รับการรักษาในที่เกิดเหตุ ซึ่งรวมถึงแขกของโรงแรม ผู้มาเยือน และเจ้าหน้าที่กู้ภัย

ภาพวิดีโอที่เผยแพร่โดยสื่อท้องถิ่นเผยให้เห็นกลุ่มควันดำขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นเหนือแนวชายฝั่งทะเลแคริบเบียน ขณะที่เปลวไฟลุกไหม้หลังคามุงจากของรีสอร์ตอย่างรวดเร็ว โดยศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินแห่งชาติ ระบุว่า การลุกลามของเพลิงเป็นไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากโครงสร้างบางส่วนของหลังคาสร้างจากวัสดุธรรมชาติที่ติดไฟง่าย เช่น ใบปาล์ม ประกอบกับสภาพลมที่พัดแรงในช่วงเกิดเหตุ เพื่อความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ได้สั่งอพยพแขกและนักท่องเที่ยวออกจากโรงแรมจำนวนประมาณ 1,690 คน และย้ายไปพักยังโรงแรมใกล้เคียง รวมถึงสถานที่รองรับชั่วคราวที่จัดเตรียมไว้

รายงานข่าวระบุว่า ภายหลังเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้แล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุของเหตุไฟไหม้ ขณะที่โรงแรมวีวา วินด์แฮม โดมินิคัส พาเลซ ซึ่งอยู่ในเครือเดียวกันไม่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ครั้งนี้

ด้านศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินยืนยันว่า กิจกรรมการท่องเที่ยวในเมืองบายาฮิเบและพื้นที่โดยรอบยังดำเนินต่อไปตามปกติ และไม่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวโดยรวม

ทั้งนี้ สาธารณรัฐโดมินิกันถือเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของภูมิภาคแคริบเบียน โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศแล้วกว่า 5.6 ล้านคน.

สหรัฐฯ เตรียมเป็นเจ้าภาพการเจรจา อิสราเอล-เลบานอน รอบใหม่ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สัปดาห์หน้า

สหรัฐฯ เตรียมเป็นเจ้าภาพการเจรจา อิสราเอล-เลบานอน รอบใหม่ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สัปดาห์หน้า

20 มิ.ย. 2569 05:46 น.

สหรัฐฯ เตรียมเป็นเจ้าภาพการเจรจา อิสราเอล-เลบานอน รอบใหม่ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สัปดาห์หน้า

สหรัฐฯ เตรียมเป็นเจ้าภาพการเจรจาระหว่างอิสราเอลและเลบานอนรอบใหม่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สัปดาห์หน้า หลังทั้งอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ประกาศหยุดยิงอีกครั้ง ท่ามกลางความพยายามผลักดันข้อตกลงสันติภาพในภูมิภาค และลดความตึงเครียดที่อาจกระทบต่อบันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ จะเปิดโอกาสให้มีการจัดการเจรจาระหว่างอิสราเอลและเลบานอนรอบใหม่ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในสัปดาห์หน้า หลังสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนเลบานอนกลับมาตึงเครียดอีกครั้งในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

การประกาศนี้มีขึ้นไม่นานหลังจากอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ประกาศบรรลุข้อตกลงหยุดยิงรอบใหม่ เพื่อลดการปะทะที่คุกคามเสถียรภาพของภูมิภาค และอาจส่งผลกระทบต่อบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งมีเป้าหมายยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

โดยนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้หารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีโจเซฟ อูน ผู้นำเลบานอน โดยย้ำว่าการเจรจาโดยตรงระหว่างเลบานอนและอิสราเอล คือแนวทางเดียวที่จะนำไปสู่การฟื้นฟูประเทศ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และการยุติวงจรความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 ที่ผ่านมา อิสราเอลและเลบานอนได้เปิดการเจรจาโดยตรงครั้งแรกในเดือนเมษายน นับเป็นการพบกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2536 ก่อนจะมีการเจรจารอบต่อมาในเดือนมิถุนายน และสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวได้หลายครั้ง

อย่างไรก็ตาม การเจรจานี้ไม่ได้รวมกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอน ส่งผลให้ความคืบหน้าในการคลี่คลายความขัดแยงยังมีข้อจำกัด และตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ทั้งอิสราเอลและฮิซบอลเลาะห์ยังคงโจมตีตอบโต้กันเป็นระยะ.

อิหร่านออกกฎใหม่ เรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องลงทะเบียนล่วงหน้า 48 ชั่วโมง

อิหร่านออกกฎใหม่ เรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องลงทะเบียนล่วงหน้า 48 ชั่วโมง

20 มิ.ย. 2569 00:04 น.

อิหร่านออกกฎใหม่ เรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องลงทะเบียนล่วงหน้า 48 ชั่วโมง

อิหร่านประกาศแนวทางใหม่สำหรับเรือที่ใช้เส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยกำหนดให้เรือทุกลำต้องลงทะเบียนล่วงหน้า 48 ชั่วโมงกับหน่วยงานใหม่ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อกำกับดูแลเส้นทางเดินเรือดังกล่าว แม้ในขณะนี้การเดินเรือยังคงเปิดให้ผ่านได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมก็ตาม

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 สื่อทางการอิหร่านรายงานว่า “สำนักงานบริหารช่องแคบอ่าวเปอร์เซีย” (Persian Gulf Strait Authority) ซึ่งเป็นหน่วยงานใหม่ของรัฐบาลอิหร่าน ได้ออกประกาศให้เรือที่เดินทางเข้าและออกจากอ่าวเปอร์เซียผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ต้องแจ้งและลงทะเบียนล่วงหน้าอย่างน้อย 48 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังอิหร่านและสหรัฐฯ บรรลุบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อลดความตึงเครียดในภูมิภาค โดยข้อตกลงกำหนดให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นอิสระและไม่เก็บค่าธรรมเนียมเป็นเวลา 60 วัน 

อย่างไรก็ตาม แม้ข้อตกลงจะรับรองการเดินเรือฟรีในช่วงเวลานี้ แต่ไม่ได้ห้ามอิหร่านจากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในอนาคต ทำให้หลายฝ่ายมองว่าการตั้งหน่วยงานใหม่และการบังคับลงทะเบียนเรือ อาจเป็นสัญญาณว่าอิหร่านกำลังเตรียมระบบบริหารจัดการและการจัดเก็บค่าผ่านทางในระยะต่อไป

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสหรัฐฯ ระบุว่า ในคืนวันพุธที่ผ่านมา มีน้ำมันดิบมากกว่า 12.5 ล้านบาร์เรลถูกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญที่สุดของโลก ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า แม้การเดินเรือจะกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง แต่การขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างเต็มรูปแบบ.

อิสราเอล-ฮิซบอลเลาะห์ บรรลุข้อตกลงหยุดยิง เริ่มมีผลวันศุกร์นี้ หลังปะทะเดือดตามแนวชายแดน

อิสราเอล-ฮิซบอลเลาะห์ บรรลุข้อตกลงหยุดยิง เริ่มมีผลวันศุกร์นี้ หลังปะทะเดือดตามแนวชายแดน

19 มิ.ย. 2569 20:42 น.

อิสราเอล-ฮิซบอลเลาะห์ บรรลุข้อตกลงหยุดยิง เริ่มมีผลวันศุกร์นี้ หลังปะทะเดือดตามแนวชายแดน

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เผย อิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์บรรลุข้อตกลงหยุดยิง โดยจะเริ่มมีผลในเวลา 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นวันศุกร์นี้ หลังเกิดการยิงตอบโต้กันตลอดช่วงที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานอ้างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ รายหนึ่งที่ระบุว่า อิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ในเลบานอน ได้ตกลงหยุดยิงร่วมกันแล้ว โดยข้อตกลงจะเริ่มมีผลในเวลา 16.00 น. ของวันศุกร์ ตามเวลาท้องถิ่น 

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า คณะผู้เจรจาของสหรัฐฯ และกาตาร์เป็นผู้ประสานการเจรจาหลัก โดยได้รับความช่วยเหลือจากอิหร่าน จนนำไปสู่การบรรลุข้อตกลงที่เกิดขึ้น โดยเจ้าหน้าที่กล่าวว่า ฮิซบอลเลาะห์และอิสราเอลตกลงหยุดยิงแล้ว หลังจากทั้งสองฝ่ายมีการยิงตอบโต้กันก่อนหน้านี้ ล่าสุดสถานการณ์ได้เข้าสู่ภาวะหยุดยิงแล้ว

ทั้งนี้ ความคืบหน้าครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของหลายประเทศในการผลักดันให้ความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางยุติลง หลังจากก่อนหน้านี้มีรายงานว่าการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับฮิซบอลเลาะห์ยังคงดำเนินต่อเนื่อง แม้จะมีข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเพื่อยุติความขัดแย้งในภูมิภาคก็ตาม.

‘เจเศรษฐ์’ สั่ง ปภ. แจ้งเตือนประชาชน เลี่ยงเส้นทางย่านพระราม 4 หลังกันสาดอาคารถล่ม

'เจเศรษฐ์' สั่ง ปภ. แจ้งเตือนประชาชน เลี่ยงเส้นทางย่านพระราม 4 หลังกันสาดอาคารถล่ม

‘เจเศรษฐ์’ สั่ง ปภ. แจ้งเตือนประชาชน เลี่ยงเส้นทางย่านพระราม 4 หลังกันสาดอาคารถล่ม

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.58 น.

“เจเศรษฐ์” สั่งปภ. แจ้งประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางสะพานเจริญสวัสดิ์ ถึงแยกหมอมี พร้อม สแตนด์บาย USAR สนับสนุน กทม.  ป้องกันเหตุเกิดซ้ำ หลังเกิดเหตุกันสาดอาคาร 2 ชั้นทรุดตัวถล่ม

วันที่ 20 มิุนายน 2569  นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เข้าที่เกิดเหตุกันสาดอาคาร 2 ชั้น บริเวณแยกหมอมี ถนนพระราม 4 กรุงเทพฯ เกิดการทรุดตัวถล่มลงมา โดยให้เร่งแจ้งเตือนข้อมูลประชาชน Cell Broadcast ในพื้นที่ใกล้เคียง และให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ประสานกับ กรุงเทพมหานคร  เร่งช่วยเหลือประชาชน และตรวจสอบภายในตัวอาคาร ป้องกันเหตุเกิดซ้ำ รวมถึงคำนึงถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ด้วย 

ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้รับแจ้งว่าเบื้องต้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 ราย รถยนต์เสียหาย 3 คัน รถจักรยานต์ 2 คัน หน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ตำรวจ กทม. และอาสาสมัครมูลนิธิ เข้าที่เกิดเหตุเคลียร์พื้นที่ และนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล ขณะที่การไฟฟ้านครหลวงได้เข้าตัดกระแสไฟฟ้า และตำรวจได้ปิดกั้นเส้นทางจราจรในจุดเกิดเหตุเพื่อเร่งเคลียร์พื้นที่

ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สั่งสแตนบายทีมค้นหาและกู้ภัยในเขตเมืองแห่งชาติ (USAR Thailand) เพื่อสนับสนุน กทม. หากมีการร้องขอการสนับสนุนหากเกิดอาคารทรุดตัว พร้อมได้ส่งแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast ให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางจราจร ตั้งแต่สะพานเจริญสวัสดิ์จนถึงแยกหมอมีเพื่อความปลอดภัย จนกว่าการช่วยเหลือและเคลียร์พื้นที่จะแล้วเสร็จ

‘3 รมช.มหาดไทย’ ติดตามการขับเคลื่อนนโยบาย ‘มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5 PLUS’ จ.เลย

‘3 รมช.มหาดไทย’ ติดตามการขับเคลื่อนนโยบาย ‘มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5 PLUS’ จ.เลย

‘3 รมช.มหาดไทย’ ติดตามการขับเคลื่อนนโยบาย ‘มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5 PLUS’ จ.เลย

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.40 น.

3 รมช.มหาดไทย ผนึกกำลัง เน้นย้ำนโยบาย นายกฯ “มหาดไทย ทำทันที Action 5 Plus” ทำให้เกิดผล เป็นรูปธรรม ทั่วถึงทุกพื้นที่

วันที่ 20 มิถุนายน 2569 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และนายวรศิษฐ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานมอบนโยบายและติดตามผลการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายสำคัญเร่งด่วนของกระทรวงมหาดไทยของจังหวัดเลย ที่ศาลากลางจังหวัดเลย 

โดย 3 รมช.มหาดไทย ได้เน้นย้ำนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย “มหาดไทย ทำทันที Action 5 Plus” รวมถึงแนวนโยบาย “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” เพื่อลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ แก้ไขปัญหาความมั่นคง ขจัดยาเสพติดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ไฟฟ้าประปาต้องพร้อม ป้องกันและจัดการภัยพิบัติได้ตลอดเวลา บริหารราชการทันสมัย ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง อำนวยความสะดวกประชาชน ซึ่งขณะนี้มีนโยบายยกระดับสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ให้เป็นหน่วยงาน One Stop Service และเร่งพัฒนาระบบให้บริการประชาชนเรื่องการจัดการกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสังคมมีความสงบสุข มั่นคง ประชาชนอยู่ดีกินดี มีความสุขถ้วนหน้า พร้อมทั้งกำชับให้ทุกจังหวัดให้ความสำคัญและเน้นย้ำการขับเคลื่อนตามนโยบายสำคัญเร่งด่วนของนายกรัฐมนตรีนี้ด้วย    

ภายหลังการประชุมมอบนโยบาย 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปที่ศาลาประชาคมอำเภอภูเรือ เพื่อตรวจเยี่ยมให้กำลังใจชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ที่เป็นกำลังสำคัญในการดูแลความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยระดับพื้นที่ รวมทั้งได้รับฟังแนวทางแก้ไขปัญหายาเสพติด “เลยโมเดล” ที่บูรณาการการทำงานระหว่างรัฐ ประชาชน และเครือข่ายชุมชน ใน 5 แนวทาง “สกัดกั้น – ป้องกัน – ปราบปราม – บำบัดรักษา – ฟื้นฟูสภาพทางสังคม”

อนุทิน ควง ภริยา ตำส้มตำ ในงาน OTOP Midyear 2026 ชวนใช้ไทยช่วยไทย พลัส

อนุทิน ควง ภริยา ตำส้มตำ ในงาน OTOP Midyear 2026 ชวนใช้ไทยช่วยไทย พลัส

อนุทิน ควง ภริยา ตำส้มตำ ในงาน OTOP Midyear 2026 ชวนใช้ไทยช่วยไทย พลัส

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.19 น.

นายกฯ ควงภริยาเยี่ยมชมงาน OTOP Midyear 2026 ชวนใช้ไทยช่วยไทยพลัส หนุนเศรษฐกิจฐานราก 

วันที่ 20 มิถุนายน 2569  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยานายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมงาน OTOP Midyear 2026 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และคณะผู้บริหารร่วมให้การต้อนรับ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี และภริยาได้เยี่ยมชมบูธผู้ประกอบการ OTOP จาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมให้กำลังใจผู้ผลิตและผู้ประกอบการ รวมทั้งเยี่ยมชมโซนไฮไลต์ ได้แก่ OTOP Premium, OTOP Craft & Beverage Hub และผ้าไทยใส่ให้สนุก ที่สะท้อนศักยภาพภูมิปัญญาไทยสู่ตลาดสมัยใหม่

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้ร่วมชิมอาหารในโซน OTOP ชวนชิม และตำส้มตำให้ประชาชนอย่างเป็นกันเอง พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนสินค้า OTOP และใช้สิทธิ์ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการชุมชน สร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน งาน OTOP Midyear 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–28 มิ.ย. ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

‘ชัยวัฒน์‘ กางโรดแมป 100 วันแรก ชู 13 ภารกิจเร่งด่วน เปลี่ยนกรุงเทพฯ

‘ชัยวัฒน์‘ กางโรดแมป 100 วันแรก ชู 13 ภารกิจเร่งด่วน เปลี่ยนกรุงเทพฯ

‘ชัยวัฒน์‘ กางโรดแมป 100 วันแรก ชู 13 ภารกิจเร่งด่วน เปลี่ยนกรุงเทพฯ

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.04 น.

‘โจ ชัยวัฒน์’ เปิดโรดแมป ‘100 วันแรก สร้างเมืองแคร์คน’ ชู 13 ภารกิจเร่งด่วน เปลี่ยนกรุงเทพฯ ภายใน 1 ปี ‘เท้ง ณัฐพงษ์’ ขอชาว กทม. เลือกผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลง ‘ธนาธร’ ยกนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพลอกท่อ เปลี่ยน กทม. ด้วยการฝันใหญ่-ลงมือทำจริง

วันที่ 20 มิถุนายน 2569 พรรคประชาชนจัดกิจกรรม ‘เมืองแคร์คน Policy Fest’ ที่อาคารอนาคตใหม่ เพื่อนำเสนอนโยบายสำคัญที่จะทำให้กรุงเทพฯ เป็น ‘เมืองแคร์คน’ คอยช่วยพยุงชีวิตประชาชนในวันที่ยากลำบาก คืนเวลาให้คนได้ใช้ชีวิตและดูแลครอบครัว รวมถึงสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถตั้งตัวและเติบโตได้ ภายในงานประกอบด้วย Interactive Exhibition, โซนนำเสนอนโยบายรายเขตของผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาชนทั้ง 50 เขต และเวทีเสวนา นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน, นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 10 พรรคประชาชน

ในช่วงเสวนา นายณัฐพงษ์ กล่าวในหัวข้อ ‘ประเทศไทยที่เราอยากเห็น กรุงเทพฯ ที่เราอยากให้เป็น’  ว่า การทำงานของพวกเราตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ ก้าวไกล มาถึงพรรคประชาชน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการ ‘ฝันใหญ่’ เพราะจะเป็นแรงบันดาลใจทำให้พวกเรามารวมตัวกันเช่นเดียวกับวันนี้ เช่น การทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน สุราก้าวหน้า และสมรสเท่าเทียม ซึ่งตลอด 8-9 ปีที่ผ่านมา แม้จะไม่ได้เป็นฝ่ายบริหาร แต่การฝันให้ใหญ่ ลงมือทำจริง และมีประชาชนอยู่เคียงข้าง ทำให้ทุกสิ่งเกิดขึ้นได้จริง เช่นเดียวกันกับสนามการเลือกตั้งท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นความฝันใหญ่ที่พรรคผลักดันมาโดยตลอด คือการผลักดันการเมืองที่ก้าวหน้าและการกระจายอำนาจ แม้ในพื้นที่ที่งบประมาณจำกัด เช่น อบจ.ลำพูน แต่พรรคสามารถส่งมอบนโยบายที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้จริง เช่น รถรับ-ส่งบุตรหลานไปโรงเรียน และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่าต้องอาศัยการใส่ใจรายละเอียดและเจตจำนงทางการเมือง แม้ใช้งบประมาณไม่มากก็สร้างการเปลี่ยนแปลงได้

ดังนั้นหากพิจารณาถึงงบประมาณของกรุงเทพมหานคร ปีละกว่า 1 แสนล้านบาทและ กทม. ยังเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่มีอำนาจกำหนดระเบียบการเบิกจ่ายของตัวเองได้ หากให้โอกาสพรรคประชาชน ให้โอกาสทีมบริหาร และ ส.ก. ของพรรคทั้ง 50 เขต จะสามารถเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ ได้มากเพียงใด 

หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า การเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่แคร์คนมากกว่านี้ ลำพังอำนาจของผู้ว่าฯ อาจทำได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะกรุงเทพฯ ยังมีปัญหาใหญ่ที่บางครั้งมองไม่เห็นจับต้องไม่ได้ แต่เรารู้สึกอยู่ทุกวัน เช่น ปัญหาใบส่งตัวสิทธิบัตรทอง, ปัญหาสัดส่วนค่าเช่าบ้านต่อรายได้ของคนกรุงเทพฯ สูงกว่าเมืองอื่นๆ ซึ่งในเมืองที่เจริญแล้วจะมีกฎหมายท้องถิ่นควบคุมสัดส่วนที่อยู่อาศัยสำหรับคนรายได้น้อยในโครงการจัดสรรต่างๆ คำถามสำคัญคือ กรุงเทพฯ วันนี้มีอำนาจในระดับพระราชบัญญัติแล้ว แต่สภา กทม. มีการตราข้อบัญญัติที่ก้าวหน้าเหล่านี้หรือยัง

นอกจากนี้ ยังรวมถึงปัญหาการจัดการสัมปทานที่ไม่เป็นธรรม ตั้งแต่รถไฟฟ้าจนถึงโรงขยะอ่อนนุช และปัญหาความโปร่งใสของงบประมาณ กทม. ที่ต้องผ่านความเห็นชอบจาก ส.ก. ทั้ง 50 เขต หากเราไม่มีตัวแทนในสภากรุงเทพมหานคร และเกิดการต่อรองผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้นมา เราจะเปลี่ยนงบประมาณให้โปร่งใสได้อย่างไร ดังนั้นวันนี้คนกรุงเทพฯ ต้องการอะไรที่ไปไกลกว่าการแก้ปัญหาหน้าบ้าน เช่น น้ำรอระบาย ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ไฟไม่สว่าง เพราะปัญหาเหล่านี้ผู้ว่า กทม. ทุกคนต้องเข้ามาแก้ไขอยู่แล้ว แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีพลังจากสภากรุงเทพมหานครเข้ามาช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลง

นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงปัญหาที่พบจากการลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร ส.ก. หาเสียงในหลายสิบเขตว่า พ่อค้าแม่ค้าต่างบ่นเรื่องเศรษฐกิจฝืดเคืองและปัญหาการเรียกรับส่วย แม้แต่อดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ก็เคยยอมรับว่ามีส่วยเทศกิจ คำถามคือเราจะปล่อยให้ระบบนี้กดขี่คนตัวเล็กตัวน้อยต่อไปจริงหรือ การจะทำให้ระบบราชการโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลำพังผู้ว่าฯ และทีมบริหารไม่กี่สิบคน ไม่สามารถดูแลสำนักงานเขตทั้ง 50 เขตได้ หากอยากได้การเปลี่ยนแปลงต้องให้ตัวแทนของประชาชนเข้าไปจัดการ เพราะปัจจุบันผู้อำนวยการเขตมาจากการแต่งตั้ง ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน ในขณะที่ระบบราชการมีการไต่เต้าโดยมักมีค่าตำแหน่งค่าเก้าอี้ ซึ่งสุดท้ายก็จบลงที่รีดไถจากประชาชน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผิดแต่ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย

นายณัฐพงษ์ ย้ำทิ้งท้ายถึงการเลือกตั้ง กทม. ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ว่า ไม่อยากให้คนกรุงเทพฯ เลือกเพียงเพราะความรู้สึกว่ากำลังเลือกผู้บริหารคนต่อไป แต่อยากให้ออกไปเลือกผู้นำที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง ซึ่งต้องมีคุณสมบัติ 3 ข้อ คือ 1. มีเจตจำนงทางการเมืองชัดเจน ทำงานตรงไปตรงมา ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน 2. มีทีมบริหารมืออาชีพพร้อมทำงานตั้งแต่วันแรก และ 3. มี ส.ก. ในมือเพื่อผลักดันวาระก้าวหน้าผ่านสภากรุงเทพมหานคร ขณะเดียวกันพรรคประชาชนยังมี สส. อีก 119 คน ที่พร้อมผลักดันกฎหมายในระดับประเทศ เพื่อทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่แคร์ทุกคนมากกว่านี้

“สนามการเมืองระดับประเทศที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ ตัดสินใจออกไป ‘กาเพื่อเปลี่ยน’ ไว้วางใจ สส. ทั้ง 33 เขตของพรรคประชาชน ผมเชื่อว่าสิ่งที่ทุกคนต้องการคือการเมืองระดับประเทศที่โปร่งใส กติกาสูงสุดที่มีความเป็นประชาธิปไตย ระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ และต้องการให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ถ้าชาวกรุงเทพฯ ยังอยากได้ประเทศที่มีหน้าตาแบบนี้ 28 มิถุนายนนี้ ขอให้ออกไปกาด้วยความรู้สึกและความหวังแบบเดิม”

“ผมเชื่อว่าพรรคประชาชนสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จากสนามการเมืองท้องถิ่น 8 วันสุดท้ายนี้ เติมพลังใจให้เต็มเปี่ยม ออกจากบ้านไปกาด้วยความหวัง กาด้วยเจตจำนงแห่งการเปลี่ยนแปลง” ณัฐพงษ์ทิ้งท้าย

ต่อมา นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า พูดในหัวข้อ ‘การเมืองท้องถิ่น ใกล้ตัวกว่าที่คิด ติดขัดกว่าที่เห็น’  โดยชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ ผ่านการเปลี่ยนแปลงในเรื่องใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตจริง เช่น ปัญหาน้ำท่วมซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในหน้าฝน โดยระบุว่าท่อระบายน้ำของกรุงเทพฯ มีความยาวรวม 6,564 กิโลเมตร แบ่งเป็นท่อใหญ่ภายใต้การดูแลของสำนักระบายน้ำ กทม. และท่อเล็กในซอยภายใต้การดูแลของ 50 สำนักงานเขต

นายธนาธร อ้างอิงผลการศึกษาแบบจำลองจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ว่า ประสิทธิภาพการระบายน้ำของกรุงเทพฯ ในปัจจุบันอยู่ที่เพียง 43% หากสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้ถึง 50% จะช่วยลดพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมได้มากกว่า 10 เขต โดยไม่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ แต่เป็นการใช้ของเดิมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยงบประมาณ 8,000 ล้านบาทของสำนักระบายน้ำ ซึ่งมีงบงานลอกท่อเพียง 120 ล้านบาทต่อปี สามารถลอกท่อได้เพียง 58% เท่านั้น ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวต่อว่า ในไทยการลอกท่อยังใช้แรงงานคนลงไปทำงานโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัย ต่างจากต่างประเทศที่ใช้เครื่องจักร Water Jet แรงดันสูง ทั้งนี้ จากการทำ Time and Motion Study ร่วมกับ ส.ก. พรรคประชาชน พบว่าเครื่องจักรให้คุณภาพงานที่ดีกว่า เร็วกว่า และใช้คนน้อยกว่า แม้จะมีราคาสูงกว่า ซึ่งตนพูดเรื่องนี้เพื่อจะบอกว่ามีเทคโนโลยีและวิธีการจัดการหลายรูปแบบ แต่ละพื้นที่ต้องการการจัดการที่ไม่เหมือนกัน แต่ปัจจุบันเรามีข้อมูลไม่เพียงพอ ทุกวันนี้ กทม. รู้ได้อย่างไรว่าท่อที่ไหนตันหรือไม่ตัน ถ้าไม่รู้แล้วไปเปิดทำความสะอาดท่อที่ไม่ตัน ก็เสียงบประมาณเสียทรัพยากร แต่ถ้าท่อที่ตันแล้วไม่ทำ ฝนตกก็น้ำท่วมขัง ดังนั้นต้องมีข้อมูลก่อนว่าควรทำที่ไหนบ้าง

พร้อมกันนี้ นายธนาธร เสนอการใช้เทคโนโลยี Smart City ติดตั้งเรดาร์และตัวส่งสัญญาณวัดระดับน้ำและสิ่งอุดตัน ราคาชุดละประมาณ 60,000 บาท หากมีการติดตั้งใน 5,000 จุดทั่วกรุงเทพฯ ใช้งบไม่เกิน 300 ล้านบาท จะทำให้มีข้อมูลที่ชัดเจนในการจัดการงบประมาณอย่างตรงจุด

นอกจากนี้ นายธนาธร ยังเสนอให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้าง จากเดิมที่จ้างเป็นโครงการสั้นๆ เส้นละ 200-500 เมตร ซึ่งไม่เอื้อให้เอกชนกล้าลงทุนในเครื่องจักรที่ทันสมัย โดยเสนอให้ทำสัญญาระยะยาวเพื่อให้เอกชนกล้าลงทุนและพัฒนาศักยภาพ รวมถึงการบังคับใช้ข้อบัญญัติเรื่องบ่อดักไขมันตามชุมชนและตลาดอย่างจริงจัง เพื่อลดการอุดตันในท่อ และการจัดการกำจัดเลนให้ถูกสุขลักษณะ แทนการปล่อยให้เอกชนไปหาที่ทิ้งเองจนส่งกลิ่นเหม็นกระทบชุมชนรอบข้าง

“เวลาเราพูดถึงการเปลี่ยนแปลง เราต้องฝันใหญ่ กล้าทะเยอทะยาน แต่เวลาทำ ต้องทำจริงและทำเล็กๆ ถ้าจะทำต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน เริ่มตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง แบบเดิมที่จ้างเป็นเส้นๆ ไม่สามารถทำให้เอกชนกล้าลงทุนและพัฒนาศักยภาพของเขาได้ ต้องมีการติดอุปกรณ์ IoT เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนว่าซอยไหนถนนไหนท่อตัน ถ้าเราทำแบบเดิมก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง” ธนาธรกล่าว

นายธนาธร ทิ้งท้ายว่า การเมืองท้องถิ่นนั้นใกล้กับเรามาก เรื่องท่อระบายน้ำในกรุงเทพฯ นั้น ใครเป็นนายกรัฐมนตรีก็แก้ให้เราไม่ได้ คนที่จะแก้ได้คือผู้ว่า กทม. และเวลาเราพูดถึงการเปลี่ยนแปลง คือการเปลี่ยนแปลงเรื่องเล็กๆ เหล่านี้ ทำบ่อยๆ ย้ำๆ จนเกิดมาตรฐานใหม่ของสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำประปา เรื่องการศึกษา เรื่องการระบายน้ำ เราต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน รูปแบบการจัดสรรงบประมาณ รูปแบบการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเราทำให้เห็นแล้วว่ามันเป็นไปได้ เช่นที่เกิดขึ้นใน อบจ.ลำพูน

“28 มิถุนายนนี้ เปิดประตูให้เราหน่อย ให้พวกเราเข้าไปทำงาน เราต้องการความท้าทายที่ใหญ่กว่าเดิม ต้องการปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิม เพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่าประเทศไทยที่ดีกว่านี้เป็นไปได้ ขอฝาก ‘โจ ชัยวัฒน์’ และผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขตของพรรคประชาชน หวังว่าประชาชนจะเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้ ประเทศไทยที่ดีกว่านี้เป็นไปได้ ขอพรรคประชาชน 2 ใบ เดินทางไปด้วยกัน” ธนาธร กล่าวปิดท้าย

ด้าน นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 10 พรรคประชาชน แถลงวิสัยทัศน์และโรดแมปการทำงาน “100 วันแรก สร้างเมืองที่แคร์คน” โดยนำเสนอภารกิจเร่งด่วนที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่วันแรกของการทำงาน ไปจนถึงเป้าหมายภายใน 1 ปี เพื่อพลิกโฉม กรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่โอบอุ้มผู้คน ลดต้นทุนชีวิต เปิดโอกาสให้ประชาชนตั้งตัวได้ และเข้าถึงบริการสาธารณะที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม .

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของกรุงเทพฯ ในปัจจุบันไม่ใช่เพียงเรื่องโครงสร้างพื้นฐานหรือการบริหารจัดการเมืองเท่านั้น แต่คือการที่ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญภาระค่าใช้จ่าย ความไม่มั่นคง และอุปสรรคในการเข้าถึงบริการสาธารณะด้วยตนเอง เมืองที่ดีจึงไม่ใช่เมืองที่ปล่อยให้ประชาชนดิ้นรนตามลำพัง แต่ต้องเป็นเมืองที่ช่วยแบ่งเบาภาระ เปิดโอกาส และทำให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี

โรดแมปดังกล่าวแบ่งออกเป็น 4 เป้าหมายหลัก ได้แก่ “เลี้ยงครอบครัวง่าย ใช้ชีวิตง่าย ค้าขายง่าย และเดินทางง่าย” ครอบคลุมตั้งแต่การเพิ่มการเข้าถึงบริการสาธารณสุข การดูแลเด็กเล็กและผู้สูงอายุ การยกระดับความโปร่งใสของกรุงเทพมหานคร การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและฝุ่นพิษ การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการรายย่อย ตลอดจนการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่ตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น

ภารกิจเร่งด่วนตั้งแต่วันแรก ประกอบด้วยการทำหนังสือถึงสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อขอเพิ่มโควตาการดูแลผู้ถือสิทธิบัตรทองในความรับผิดชอบของกรุงเทพมหานครจาก 800,000 คน เป็น 1 ล้านคน พร้อมเริ่มหารือแนวทางแก้ไขปัญหาระบบใบส่งตัว เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้สะดวกขึ้น

ภายในสัปดาห์แรก จะเพิ่มบริการรถรับส่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเป็น 180,000 เที่ยวต่อปี หรือเพิ่มขึ้น 3 เท่า จากงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพกรุงเทพมหานครที่มีอยู่ รวมถึงเปิดเผยระบบ BKK Red Flag AI ให้ประชาชน นักวิชาการ และสื่อมวลชนร่วมตรวจสอบความเสี่ยงด้านการทุจริตและการใช้งบประมาณของกรุงเทพมหานคร

ภายในเดือนแรก จะเร่งแก้ปัญหาผลกระทบจากโรงกำจัดขยะอ่อนนุชที่ส่งกลิ่นรบกวนชุมชน โดยยกเลิกสัญญาเดิม เจรจาชดเชยภาคเอกชน และจัดการขยะด้วยแนวทางที่ลดผลกระทบต่อประชาชนระหว่างการก่อสร้างระบบกำจัดขยะแบบปิดที่ได้มาตรฐาน

ในระยะ 6 เดือน จะเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่าน ‘หวยใบเสร็จ SMEs กรุงเทพฯ’ เพื่อจูงใจให้ประชาชนจับจ่ายกับร้านค้ารายย่อย พร้อมจัดตั้งศูนย์ Reskill กรุงเทพมหานคร เพื่อเชื่อมโยงการพัฒนาทักษะแรงงานกับความต้องการของนายจ้าง ขณะเดียวกันจะผลักดันการขยายเขตควบคุมมลพิษต่ำ (LEZ) และข้อบัญญัติด้านความปลอดภัยสาธารณะ รวมถึงมาตรการเพิ่มความโปร่งใสในการจัดทำงบประมาณและการทำงานของสภากรุงเทพมหานคร

สำหรับเป้าหมายภายใน 1 ปี จะเดินหน้าลอกท่อระบายน้ำครบ 100% พร้อมเปิดเผยแผนลอกท่อประจำปีต่อสาธารณะ เพิ่มงบพัฒนาย่านเป็น 500 ล้านบาทต่อปี ปรับปรุงศูนย์เด็กเล็กทั่วกรุงเทพมหานครให้มีคุณภาพมากขึ้นและเปิดดูแลเด็กถึงเวลา 18.00 น. เพิ่มผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียงถึง 2,500 ตำแหน่ง พร้อมบริการดูแลถึงบ้านฟรี 16 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ขยายพื้นที่ค้าขายที่เป็นธรรมและปราศจากการเรียกรับผลประโยชน์ รวมถึงเพิ่มเส้นทางรถเมล์และฟื้นฟูระบบเรือโดยสารในคลองสำคัญของกรุงเทพมหานคร

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า นโยบายทั้งหมดไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการพัฒนาเมืองในเชิงกายภาพ แต่เป็นการสร้างกรุงเทพมหานครให้เป็น ‘เมืองที่แคร์คน’ เมืองที่ช่วยให้ประชาชนเลี้ยงครอบครัวได้ง่ายขึ้น ใช้ชีวิตได้สะดวกขึ้น มีโอกาสสร้างรายได้และตั้งตัวได้มากขึ้น และได้รับบริการสาธารณะที่มีคุณภาพโดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

“เมืองที่ดีไม่ใช่เมืองที่มีแต่ตึกสูงหรือโครงการใหญ่ แต่คือเมืองที่ประชาชนรู้สึกได้ว่ามีคนมองเห็นปัญหาของเขา รับฟังเขา และพร้อมช่วยให้ชีวิตของเขาดีขึ้น เมืองที่แคร์คนต้องเป็นเมืองที่เปิดโอกาสให้ทุกคนลุกขึ้นตั้งตัวและก้าวไปข้างหน้าได้” ชัยวัฒน์กล่าว 
 

‘อาสพลธ์’ จี้ ประธานสภา กำชับ กมธ.ทุกคณะ ไม่ทำงานซ้ำซ้อน หลัง 2กรรมาธิการฯ แย่งสอบ TH-AI Passport

‘อาสพลธ์’ จี้ ประธานสภา กำชับ กมธ.ทุกคณะ ไม่ทำงานซ้ำซ้อน หลัง 2กรรมาธิการฯ แย่งสอบ TH-AI Passport

‘อาสพลธ์’ จี้ ประธานสภา กำชับ กมธ.ทุกคณะ ไม่ทำงานซ้ำซ้อน หลัง 2กรรมาธิการฯ แย่งสอบ TH-AI Passport

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.37 น.

การตรวจสอบต้องไม่ซ้ำซ้อน! ‘สส.อาสพลธ์’ ออกโรงจี้ ‘ประธานสภาฯ’ กำชับ ‘ปธ.กมธ.’ ทุกคณะยึด ‘กรอบ-ข้อบังคับฯ’ เคร่งครัด หลัง ‘2กรรมาธิการฯ’ ผนึกสอบ ‘TH-AI Passport’ เปล่าขัดขวาง แต่เพื่อความถูกต้อง ไม่ก้าวล่วงอำนาจหน้าที่กัน

วันที่ 20 มิถุนายน 2569 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร กำชับและตักเตือนประธานกรรมาธิการทุกคณะ ให้ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบอำนาจตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรอย่างเคร่งครัด หลังพบว่าช่วงที่ผ่านมา มีการประชุมของกรรมาธิการบางคณะที่หยิบยกประเด็นซึ่งอาจไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่โดยตรงของคณะตนเองขึ้นมาพิจารณา รวมถึงชี้แจงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ได้ประชุมร่วมกับ กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาฯ เพื่อเดินหน้าตรวจสอบโครงการTH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)  เมื่อวันที่18มิ.ย.ที่ผ่านมา

นายอาสพลธ์ กล่าวต่อว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่เพื่อขัดขวางการตรวจสอบ แต่เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบมีความถูกต้อง ไม่ซ้ำซ้อน ไม่ก้าวล่วงอำนาจหน้าที่ระหว่างกัน และรักษาความศักดิ์สิทธิ์ในการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ยืนยันว่า สำหรับทุกเรื่องร้องเรียนที่มีประเด็นส่อไปในทางทุจริต ประพฤติมิชอบ หรือมีเจ้าหน้าที่รัฐละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ คณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ พร้อมรับเรื่องและดำเนินการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะมาจากประชาชน หน่วยงานภาครัฐ หรือกรรมาธิการคณะใดก็ตาม

“การปราบปรามการทุจริตต้องดำเนินการอย่างจริงจัง แต่ต้องเป็นไปตามขั้นตอนและอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ” นายอาสพลธ์ กล่าว