กุลวลี จี้สำนักงบฯ ทบทวนงบช้างป่า มลพิษแม่น้ำกก หวั่นผลกระทบตกกับชาวบ้าน

10 กันยายน 2569 เวลา 15:37 น.

10 กันยายน 2569 นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วาระที่ 2 ในส่วนของมาตรา 17 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมชื่นชมคณะกรรมาธิการวิสามัญและคณะอนุกรรมาธิการ ที่ร่วมกันพิจารณาและปรับลดงบประมาณในส่วนที่ไม่จำเป็นของกระทรวงลงกว่า 3,278 ล้านบาท

นางสาวกุลวลี กล่าวว่า การปรับลดงบประมาณควรพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับ ชีวิต ความปลอดภัย สุขภาพ และทรัพย์สินของประชาชน พร้อมฝากข้อสังเกตไปยังสำนักงบประมาณด้วยว่า “ช้างป่ากับคน” ปัญหาที่กำลังรุนแรงขึ้น ตนในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการที่ดินฯ ซึ่งได้รับมอบหมายจากสภาฯ ให้ศึกษาและติดตามปัญหาช้างป่ากับประชาชน ขณะนี้คณะกรรมาธิการฯ อยู่ระหว่างจัดทำรายงานเพื่อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ

นางสาวกุลวลี กล่าวว่า สำหรับงบประมาณปี 2570 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เสนอของบประมาณเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากช้างป่า แต่ถูกปรับลดลงอย่างมากบกรณี เงินชดเชยและเยียวยาประชาชน ที่ได้รับความเสียหายจากช้างป่า ทั้งกรณีเสียชีวิต พืชผลทางการเกษตร บ้านเรือน และทรัพย์สิน กรมอุทยานฯ ขอไป 50 ล้านบาท โดยมีการสำรวจความเสียหายแล้ว แต่ได้รับการจัดสรรเพียง 10 ล้านบาท เท่ากับว่ายังขาดงบประมาณสำหรับเยียวยาประชาชนอีก 40 ล้านบาท

“ชาวบ้านไม่ได้เรียกร้องสิ่งที่เกินความจำเป็น แต่เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง มีการสำรวจแล้ว และเขากำลังรอการเยียวยาจากภาครัฐ หากงบไม่พอ คนที่ต้องรอก็คือประชาชน” นางสาวกุลวลี กล่าว

ขณะที่ งบชุดเฝ้าระวังและผลักดันช้างป่า ซึ่งเป็นการจ้างคนในพื้นที่ให้เข้ามาช่วยเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และป้องกันช้างป่าเข้าพื้นที่ชุมชน กรมอุทยานฯ ขอไป 776 ล้านบาท แต่ได้รับการจัดสรรเพียง 298 ล้านบาท ถูกตัดไปกว่า 478 ล้านบาทนั้น นางสาวกุลวลีกล่าวว่า การแก้ปัญหาช้างป่าไม่ใช่เพียงการส่งคนไปไล่ช้าง แต่ต้องมีการอบรม สร้างเครือข่าย และสร้างคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพราะคนที่เคยทำหน้าที่จำนวนหนึ่งเริ่มสูงอายุหรือออกจากระบบไปแล้ว

“ถ้าเราไม่สร้างทีมเฝ้าระวังขึ้นมาใหม่ แล้วเราจะให้ใครดูแลความปลอดภัยของชาวบ้านในพื้นที่” นางสาวกุลวลี กล่าว

นางสาวกุลวลี ยังนำเสนอปัญหามลพิษข้ามพรมแดนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นปัญหาที่ประชาชนในพื้นที่มีความกังวล และคณะกรรมาธิการฯ ได้ติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง โดยกรมควบคุมมลพิษมีแผนจัดตั้ง สถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบอัตโนมัติ 11 สถานี เพื่อเฝ้าระวังโลหะหนักอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้เร็ว และเข้าไปตรวจสอบหาต้นตอได้ตรงจุด แต่ปรากฏว่า งบประมาณสำหรับสถานีตรวจทั้ง 11 แห่งถูกตัดออกทั้งหมด ไม่เพียงเท่านั้น เครื่องมือตรวจวัดโลหะหนักของกรมควบคุมมลพิษที่มีอยู่เดิม 5 เครื่อง มีอายุการใช้งานมากกว่า 10 ปี ปัจจุบัน ชำรุดไปแล้ว 3 เครื่อง เหลือใช้งานเพียง 2 เครื่อง ทั้งที่แต่ละปีมีตัวอย่างส่งเข้ามาตรวจเป็นจำนวนมากถึงระดับ หลักหมื่นตัวอย่าง ทางกรมควบคุมมลพิษจึงเสนอของบประมาณจัดหาเครื่องมือใหม่ 3 เครื่อง แต่ ถูกตัดออกทั้งหมดเช่นกัน

“เรื่องนี้ดิฉันอยากฝากไปยังสำนักงบประมาณค่ะ การตัดงบควรดูว่าอะไรคือส่วนที่ไม่จำเป็น แต่สำหรับเครื่องมือที่จะใช้ตรวจสอบโลหะหนักในแหล่งน้ำ และสถานีที่จะช่วยเตือนภัยประชาชน หากเกิดปัญหาขึ้นมาแล้วเราไม่มีเครื่องมือเพียงพอ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าตรงไหนมีปัญหา และจะแก้ไขให้ประชาชนได้อย่างไร”

นางสาวกุลวลี กล่าวว่า ตนเองสนับสนุนแนวทางการพิจารณางบประมาณของคณะกรรมาธิการวิสามัญ และเห็นด้วยกับการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า แต่ขอให้การปรับลดงบคำนึงถึง ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนเป็นสำคัญ

“งบประมาณทุกบาทเป็นเงินของประชาชน การตัดงบจึงต้องตอบให้ได้ว่า ตัดแล้วประชาชนจะได้รับผลกระทบอย่างไร เพราะท้ายที่สุด คนที่ได้รับผลจากการตัดสินใจเรื่องงบประมาณ ไม่ใช่แค่หน่วยงาน แต่คือพี่น้องประชาชนในพื้นที่” นางสาวกุลวลี กล่าว

ยงยุทธ สุวรรณบุตร รอลุ้น! ศาล รธน.นัดแถลง-ลงมติ 21 ต.ค.นี้ ปม พ.ร.บ.เลือกตั้งท้องถิ่นฯ ขัด รธน.หรือไม่ เหตุเคยต้องคำพิพากษาคดียาเสพติด

10 กันยายน 2569 เวลา 15:33 น.

10 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ได้พิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น เรื่อง พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 มาตรา 50 (10) ที่บัญญัติให้ผู้เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง หรือไม่

โดยคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ส่งคำโต้แย้งของผู้คัดค้าน (นายยงยุทธ สุวรรณบุตร) ในคดีเลือกตั้งหมายเลขดำที่ ลตหต 1/2569 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 นั้น ผลการพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า คดีเป็นปัญหาข้อกฎหมายและมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงให้ยุติการไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง และนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในวันพุธที่ 21 ตุลาคม 2569 เวลา 09.30 น.

​สำหรับ นายยงยุทธ สุวรรณบุตร นั้น เป็นอดีตนายกเทศมนตรีเมืองแพรกษา จังหวัดสมุทรปราการ และเคยเป็นผู้สมัครนายกเทศมนตรีเมืองแพรกษา ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด แต่ถูก กกต.ตัดสิทธิเนื่องจากขาดคุณสมบัติ เพราะเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งเจ้าตัวได้ยื่นคัดค้านต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยดังกล่าว จึงต้องมารอลุ้นผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 21 ต.ค.นี้ ว่าจะสามารถกลับมาสมัครรับเลือกตั้งในสนามการเมืองท้องถิ่นได้หรือไม่

“ทราย สก๊อต” ร่วมชุมนุม “สนธิ” บุกสถานทูตอิสราเอล จี้รัฐแก้ปัญหาทุนต่างชาติฮุบแผ่นดิน ตัดพ้อ วอนหยุดทำลายบ้านเกิด

10 กันยายน 2569 เวลา 15:28 น.

วันที่ 10 กันยายน 2569 “ทราย สก๊อต” หรือ “ทราย สมุทร” (สิรณัฐ สมุทร) นักเคลื่อนไหวและนักอนุรักษ์ทางทะเล ได้เดินทางไปร่วมการชุมนุมกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และกลุ่มมวลชน บริเวณหน้าสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ภายใต้กิจกรรมที่มีชื่อว่า “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านกลุ่มทุนสีเทาข้ามชาติ และเรียกร้องให้ร่วมกันปกป้องแผ่นดินไทย

ในการชุมนุมครั้งนี้ ทราย สมุทร ได้ขึ้นปราศรัยโดยยืนยันว่า ตนไม่ได้มาในนามของกลุ่มการเมืองใด แต่มาในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่รักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมทั้งได้ตัดพ้อถึงสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบันว่า กำลังเผชิญภาวะคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ก่อนกรุงศรีอยุธยาล่มสลาย จากการที่รัฐปล่อยปละละเลยให้กลุ่มทุนต่างชาติเข้ามากว้านซื้อที่ดินและทรัพยากรของชาติอย่างต่อเนื่อง

สรุปข้อเรียกร้องหลักของการชุมนุม

กลุ่มผู้ชุมนุมได้ยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการในประเด็นสำคัญ ดังนี้

  • จัดการกลุ่มทุนนอมินี เร่งตรวจสอบและแก้ไขปัญหาชาวต่างชาติที่ใช้ตัวแทน (นอมินี) เข้ามาครอบครองธุรกิจและที่ดินในไทย
  • ทบทวนนโยบายวีซ่า พิจารณาทบทวนนโยบายฟรีวีซ่า (Free Visa) เพื่อคัดกรองชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศ
  • จัดระเบียบนักท่องเที่ยว ควบคุมและจัดระเบียบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของชาวต่างชาติบางกลุ่ม โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการคุกคามคนไทยและทำลายทรัพยากรในพื้นที่

ศาล รธน.ตีตก คำร้อง เมธา มาสขาว เลขา ครป. ปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ชี้ไม่ถูกละเมิดสิทธิ์โดยตรง ใช้ ม.213 ไม่ได้

10 กันยายน 2569 เวลา 14:52 น.

10 กันยายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในคดีที่ นายเมธา มาสขาว รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ผู้ร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 โดยกล่าวอ้างว่า การกระทำของ กกต.และเลขาธิการ กกต. ผู้ถูกร้อง ที่กำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่ใช้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 โดยให้มีรหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) เป็นการจงใจทำเครื่องหมายไว้ที่บัตรเลือกตั้งเพื่อให้เป็นที่สังเกตได้ระหว่างต้นขั้วและตัวบัตรอันทำให้เกิดการตรวจสอบย้อนกลับได้ จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสองเป็นการ ฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561มาตรา 96 ต้องระวางโทษตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.2560 มาตรา 69 และส่งผลให้บัตรที่มีเครื่องหมายนั้นเป็นบัตรเสียทั้งหมด โดยผลของกฎหมายทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะนั้น

ศาลฯ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง และได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการกระทำ ของผู้ถูกร้องทั้งสองอย่างไร เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นของผู้ร้องเท่านั้น กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง นอกจากนี้ การฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561 มาตรา 96 และความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. 2560 มาตรา 69 นั้น ผู้ร้องอาจใช้สิทธิทางศาลอื่น ได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 วรรคสาม เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้ กำหนดกระบวนการร้องหรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้วตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 47 (2) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 213

มนพร ดับฝันสส. ชอบทัวร์ ตปท. บอกต่อไปนี้ กมธ.ทุกคณะหมดโอกาสแล้ว เว้นแต่ ประธาน-รองประธานสภาฯ

10 กันยายน 2569 เวลา 14:50 น.

มนพร ดับฝันสส. ชอบทัวร์ต่างประเทศ บอกต่อไปนี้ กมธ.ทุกคณะหมดโอกาสแล้ว เว้นแต่ ประธาน-รองประธานสภาฯ ด้าน อดิศร แซะ สว. ซะเจ็บจี๊ด เหมือน ไส้ติ่ง มีก็ได้ไม่มีก็ได้ หวั่นให้ ยาพิษทางประชาธิปไตย แก่ชาวบ้าน

เมื่อวันที่ 10 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 โดยในการพิจารณามาตรา 30 งบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานของรัฐสภา จำนวน 3,012,862,700 บาท

นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญ พิจารณางบฯ 70 ชี้แจงมาตรา 30 ว่า รัฐสภาได้มีการตั้งคำของบประมาณไว้ทั้งสิ้น 3,060 ล้านบาท มี 3 หน่วยงานที่ขอรับงบประมาณ คือสส.สว. และสถาบันพระปกเกล้า โดยมีการขอปรับลดงบประมาณ 3- 20% ซึ่งจะส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ของการบริหารราชการทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ การพัฒนาระบอบประชาธิปไตย และเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการบริหารงานของรัฐสภา ซึ่งกมธ.ได้ปรับลด ในวงเงิน 71 ล้านบาท คือการปรับลดค่าใช้จ่ายการเดินทางไปต่างประเทศ

“ดังนั้นสมาชิกทุกท่านโปรดทราบว่าต่อไปนี้คณะกรรมาธิการทุกคณะจะไม่มีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศอีกแล้ว ยกเว้นภารกิจสำคัญของประธานและรองประธานสภาฯ เท่านั้นที่มีการนัดหมายไว้ล่วงหน้าในปี 2569” นางมนพร กล่าว

ด้านนายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ตนติดใจในการปรับลดหรือการตั้งงบประมาณของรัฐสภา ระหว่าง 2 สภา คือวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับการเผยแพร่ระบอบประชาธิปไตย ตนห่วงว่า 2 สภา เมื่อได้รับงบไปแล้ว จะไปสอนประชาธิปไตยตำราไหนให้แก่ประชาชน ในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรตนไม่ห่วง แต่ห่วงในส่วนของวุฒิสภา ด้วยความเคารพที่มาของท่านไม่เหมือนเรา มีบางคนบอกว่า สว.มีก็ได้หรือไม่มีก็ได้ เหมือนไส้ติ่ง มีก็ไม่เป็นไร ตัดทิ้งก็ไม่เป็นไร ตนจึงอยากให้ทบทวนว่าการให้งบประมาณแก่องค์กรที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์ ไปเผยแพร่แก่ประชาชน จะเป็นการให้ยาพิษทางประชาธิปไตยให้แก่ชาวบ้าน

“ขอฝากว่าไม่ใช่ให้งบส่งเดชแล้วไปเผยแพร่ตามทฤษฎีที่ตนเองได้มา มันจะเป็นผลร้ายต่อระบอบประชาธิปไตย จึงอยากให้ประชาชนทั่วประเทศเข้าใจว่าที่แท้แล้ววุฒิสภาเปรียบเสมือนไส้ติ่งมีก็ได้ไม่มีก็ได้” นายอดิศร กล่าว

จากนั้นที่ประชุมลงมติเห็นด้วยกับมาตรา 30 รัฐสภา เห็นชอบ 271 เสียง ไม่เห็นด้วย124 เสียง งดออก 46 เสียง ไม่ลงคะแนน 7

สุขสมรวย แจงดรามา นั่งดูไลฟ์สดคอนเสิร์ต อัสนี-วสันต์ กลางห้องประชุมสภาฯ

10 กันยายน 2569 เวลา 14:46 น.

“สุขสมรวย” ออกโรงเคลียร์ชัด ปมดรามาโผล่นั่งดูไลฟ์สดคอนเสิร์ต “อัสนี-วสันต์” กลางห้องประชุมสภาฯเปิดใจทิ้งตั๋วลงพื้นที่อำนาจเจริญ ก่อนสะดุดตาชุด “นันทิดา” บนไอแพดเพื่อน ส.ส. จึงขยับไปชมความสวยงามเพียงชั่วครู่ยืนยันหนักแน่นไร้การเปิดเสียงดังรบกวน พร้อมน้อมรับทุกคำวิจารณ์และกล่าวขออภัยหากภาพที่ออกไปกระทบความรู้สึกประชาชน

วันที่ 10 กันยายน 2569 นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวชี้แจงว่า จากกรณีที่มีภาพปรากฏตามสื่อมวลชนขณะกำลังรับชมคอนเสิร์ตอัสนี-วสันต์ ผ่านหน้าจอไอแพดในห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร จนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคมนั้น ตนขอเปิดใจและกล่าวขออภัยอย่างจริงใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมอธิบายข้อเท็จจริงในมุมที่ยังไม่ถูกนำเสนอ เพื่อให้สังคมได้รับทราบและเกิดความเข้าใจอันดีร่วมกัน

นางสุขสมรวย กล่าวชี้แจงถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่าว่า เกิดขึ้นในช่วงการประชุมสภาที่มีความตึงเครียดและใช้ระยะเวลายาวนานจนถึงช่วงดึก โดยกล่าวว่า ตนเป็นแฟนคลับที่ติดตามผลงานศิลปินกลุ่มนี้มาอย่างยาวนานและได้ตั้งใจซื้อบัตรคอนเสิร์ตไว้ล่วงหน้า แต่ในวันงานจำเป็นต้องสละสิทธิ์ไม่ได้ไปชมด้วยตนเอง เนื่องจากต้องเดินทางกลับไปปฏิบัติภารกิจดูแลพี่น้องประชาชนที่จังหวัดอำนาจเจริญ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เมื่อทราบว่าเพื่อนสมาชิกที่นั่งอยู่ใกล้เคียงกำลังรับชมการถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตแบบเสียค่าใช้จ่ายผ่านอุปกรณ์ไอแพด จึงเกิดความเสียดายและขอให้เพื่อนสมาชิกช่วยสมัครแพ็กเกจให้เพื่อขอดูภาพบรรยากาศเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการทำงาน

นางสุขสมรวย กล่าวต่อว่า ภาพที่ปรากฏออกไปสื่อนั้น เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ที่คุณนันทิดา แก้วบัวสาย ศิลปินในดวงใจขึ้นเวทีแสดงพอดี ตนรู้สึกชื่นชมและสะดุดตาในชุดแต่งกายของศิลปินที่ดูสวยงาม จึงได้ขยับเข้าไปนั่งชมใกล้ๆ หน้าจอไอแพดของเพื่อนสมาชิกด้วยความชื่นชมเพียงชั่วครู่ โดยกล่าวยืนยันว่า ไม่ได้ละทิ้งการทำหน้าที่ในสภาหรือเปิดรับชมอย่างต่อเนื่องแต่อย่างใด

ในส่วนของประเด็นข้อสงสัยเรื่องการเปิดเสียงดังรบกวนนั้น นางสุขสมรวย กล่าวชี้แจงว่า ขอยืนยันด้วยความสัตย์จริงว่าไม่ได้มีการเปิดเสียงดังตามที่กังวลกัน เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีสมาชิกผู้ทรงเกียรติและผู้ใหญ่ในสภานั่งอยู่รายล้อม หากมีเสียงดังรบกวนการประชุม ย่อมต้องถูกผู้ใหญ่ตักเตือนในทันที อย่างไรก็ตาม ตนมีความเข้าใจและเคารพการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนอย่างเต็มที่ในการตั้งข้อสังเกตจากภาพที่เห็น และไม่ได้ติดใจต่อการนำเสนอข่าวแต่อย่างใด

นางสุขสมรวย กล่าวว่า ขอน้อมรับทุกความเห็นและขออภัยพี่น้องประชาชนรวมถึงสื่อมวลชนจากใจจริง หากภาพที่สื่อออกไปทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายใจ โดยถือว่าเหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนที่จะนำไปปรับปรุงการวางตัวในสภาให้มีความระมัดระวังและเหมาะสมมากยิ่งขึ้น พร้อมยืนยันว่าการดูแลและแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนยังคงเป็นภารกิจที่ตนให้ความสำคัญมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคำชี้แจงนี้จะช่วยคลี่คลายความสงสัยและทำให้ทุกฝ่ายเกิดความเข้าใจที่ดีต่อกัน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เจ๊รวย ขอเอ็นจอย เกาะขอบจอชมคอนเสิร์ต อัสนี-วสันต์ ระหว่างอภิปรายงบฯ ปี 70 เสียงดังลั่นไปถึงชั้นลอย

กมธ.งบฯ ปี 70 เผย ผบ.ตร.โอดถูกตัดงบ กระทบลูกน้องชั้นผู้น้อย

10 กันยายน 2569 เวลา 14:42 น.

10 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว วาระ 2-3 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 โดยพิจารณามาตรา 27 ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลสำนักนายกรัฐมนตรี

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ กมธ.เสียงข้างมาก ชี้แจงว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ของบมา 1.7 แสนล้านบาท แต่ถูก กมธ.ตัดลดเหลือ 1.2 แสนล้านบาท ผบ.ตร.มาร้องขอ กมธ.ให้ช่วยด้วย เพราะงบที่ถูกปรับลด 5 หมื่นล้านาท กระทบเบี้ยเลี้ยง ค่าน้ำมันของตำรวจชั้นผู้น้อย ส่วนเรื่องการด่านที่มีทั่วบ้านเมือง ผบ.ตร.ระบุว่า การตั้งด่านมีระเบียบการตั้งด่าน ต้องมีตำรวจระดับสารวัตรเป็นหัวหน้า ตำรวจดีก็มีมาก ตำรวจไม่ดีก็มี เหมือนกันทุกองค์กร ถ้าพบตำรวจไม่ดีก็จะตัดทิ้ง

ด้าน นายบุญลือ ประเสริฐโสภา สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ กมธ.เสียงข้างมาก ชี้แจงว่า เรื่องรายละเอียดการซื้อชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด กล้องวงจรปิด เสื้อเกราะกันกระสุน แผ่นกันกระสุน สนามยิงปืน ของสตช.ที่คณะอนุ กมธ.ไอซี ทีมีการปรับลดงบนั้น จะพิมพ์เอกสารส่งชี้แจงตามไป

จากนั้นที่ประชุมลงมติเห็นชอบมาตรา 27 ด้วยคะแนน 270 ต่อ 124 เสียง งดออกเสียง 26 ไม่ลงคะแนน 1

“ทรงศักดิ์” บอก เป็นสิทธิ “สนธิ” ชุมนุม แต่ถ้ากระทบคนอื่นไม่ควร ชี้ เดี๋ยวนี้คนเคลื่อนไหว-แสดงออกผ่านโซเชียลมากกว่า

10 กันยายน 2569 เวลา 14:30 น.

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 10 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำมวลชนไปสถานทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทยว่า ส่วนตัวมองว่า เป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนที่มีความเห็นต่างกับรัฐบาล และอยากจะแสดงออก ซึ่งกฎหมายบ้านเรายังคุ้มครองสิทธิ เพียงแต่สิทธินั้นอย่าไปกระทบกับคนอื่น เราอย่าไปกังวลใจหรือเป็นห่วงอะไรกันมาก แต่ขอนิดเดียวว่า การใช้สิทธิดังกล่าวนี้อย่าไปกระทบกับสิทธิคนอื่น ถ้าไปชุมนุมแล้วกระทบกับประชาชนคนอื่นที่ประกอบอาชีพสุจริตก็ไม่สมควร

ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลไม่ได้กังวลกับการเคลื่อนไหวครั้งนี้ใช่หรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ความจริงนายกฯไม่ได้กังวลใจเรื่องเหล่านี้เลย เพียงแต่นายกฯได้ฝากให้ตนดูแลเวลามีประชาชนมาชุมนุมเรื่องต่างๆ ก็ขอให้ดูแลให้ดี โดยนายกฯได้มอบหมายให้ตนดูแล ถ้าประชาชนกังวลใจเรื่องอะไรหรือมายื่นหนังสือก็มอบหมายให้ตนไปรับหนังสือและสร้างความเข้าใจ สื่อสารและให้โอกาสประชาชนได้แสดงความคิดเห็นในมุมมองที่เห็นต่างกับรัฐบาล ซึ่งความต่างไม่ใช่เรื่องเสียหาย สามารถจูนกันได้ บางครั้งต่างคนต่างคิดไปคนละทาง ความมุ่งหวังของประชาชนทุกคนอาจจะเห็นไปในทางเดียวกันที่เห็นประโยชน์ของบ้านเมือง แต่ที่มาอาจจะแตกต่างกันได้

เมื่อถามว่า ส่วนตัวมองว่า ม็อบนี้ปลุกขึ้นหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ตนว่าประชาชนเดี๋ยวนี้การสื่อสารมันไม่เหมือนเดิมแล้ว อาจจะไปสื่อโซเชียลมากขึ้น ดังนั้น การที่จะมาชุมนุมเหมือนเดิมตนมองว่า ประชาชนอาจจะมองว่า การชุมนุมอาจจะไปกระทบสิทธิคนอื่นมากก็ไม่อยากทำแล้ว แต่อาจจะเปลี่ยนมาใช้สิทธิผ่านทางโซเชียล หรือรูปแบบต่างๆ ที่ไม่ใช่การชุมนุม

เมื่อถามว่า นายกฯเคยสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ให้มีม็อบมาล้อมทำเนียบฯ มีโอกาสที่จะเชิญนายสนธิมาพูดคุยหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ตนขอรับดูเป็นข้อมูลก่อน จริงๆ หลายกลุ่มที่มาชุมนุมเราได้ขอความร่วมมือกันอยู่แล้ว ทุกคนเข้าใจตรงกัน วันนี้มีจุดที่ให้คนที่เป็นแกนนำทั้งหลายไปร่วมชุมนุมกันในจุดที่กฎหมายไม่ห้าม เพราะการชุมนุมรอบทำเนียบฯ รัศมี 50 เมตร เป็นเรื่องที่ต้องขอความร่วมมือกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมานายสนธิมีการโจมตีรัฐบาลอยู่ตลอด มองว่า มีวาระซ่อนเร้นอะไรหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า เท่าที่ตนสังเกตดูในสื่อต่างๆ คนที่มีความเห็นตรงกับรัฐบาลไม่ค่อยเป็นข่าว คนไม่ค่อยให้ความสนใจเท่าไหร่ ส่วนใครที่มีความเห็นหรือความคิดในมุมมองที่สะท้อนอีกด้านหนึ่ง ตรงข้ามกับรัฐบาล คนจะให้ความสนใจ และติดตามดู ซึ่งจะเชื่อกันหรือไม่ ตนไม่รู้ แม้แต่ตนข่าวที่มาชมรัฐบาลตนยังอ่านผ่านๆ ไปด้วยซ้ำ แต่ถ้าข่าวอะไรที่คนมองว่า รัฐบาลทำไม่ถูก ตนก็จะรีบดูเลยว่า ประชาชนเข้าใจตรงกันหรือไม่ จะได้รีบแก้ปัญหา ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล อย่างไรก็ตาม เป็นสิทธิของเขาที่จะเคลื่อนไหวชุมนุม

ม็อบสนธิ ปลุกยาก เชษฐา ชี้ขาดพลังชี้นำมวลชน สังคมไทยเปลี่ยนบริบทการชุมนุม สู่โลกออนไลน์

10 กันยายน 2569 เวลา 14:26 น.

10 กันยายน 2569 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักวิเคราะห์การเมือง วิเคราะห์การประกาศนำประชาชนลงถนนในวันที่ 10 กันยายน ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ว่า ประเด็นที่น่าสนใจอาจไม่ใช่เพียงจำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม แต่คือการเมืองแบบมวลชนบนท้องถนนจะยังมีประสิทธิภาพเพียงใด ท่ามกลางโครงสร้างสังคมและพฤติกรรมทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

ผศ.ดร.เชษฐาระบุว่า ตลอดช่วงประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา การเมืองไทยเปลี่ยนผ่านจากยุคเวทีปราศรัยและโทรทัศน์เป็นศูนย์กลาง ไปสู่ยุคที่การชุมนุมบนท้องถนนกลายเป็นกลไกกดดันรัฐบาล ก่อนเข้าสู่ยุคปัจจุบันที่ประชาชนสามารถใช้โทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียวเป็นทั้งผู้สื่อข่าว ผู้จัดตั้ง และผู้ส่งสารทางการเมืองได้พร้อมกัน

ดังนั้น การกลับมาของนายสนธิจึงเปรียบเสมือนการนำ “วิธีการทางการเมืองจากอดีต” มาทดสอบกับ “สังคมในปัจจุบัน” หลังจากการเมืองยุคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยผ่านมานานกว่า 15–20 ปี ขณะที่โครงสร้างการสื่อสาร อำนาจ และพฤติกรรมของประชาชนเปลี่ยนแปลงไปแล้ว

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า ไม่อาจปฏิเสธบทบาทของนายสนธิที่มีต่อประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคมวลชน โดยในช่วงเวลานั้น หากสามารถระดมประชาชนได้มากพอ ถนนจะกลายเป็นพื้นที่ต่อรองและสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนต่ออำนาจทางการเมืองได้

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการเมืองไม่ได้เกิดขึ้นบนถนนเพียงพื้นที่เดียว แต่กระจายอยู่บนแพลตฟอร์มต่างๆ ทั้ง X, TikTok, Facebook, YouTube กลุ่มสนทนาออนไลน์ มีม และคลิปวิดีโอสั้น รวมถึงสงครามข้อมูลที่ดำเนินอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง ถนนจึงไม่ได้เป็นเวทีทางการเมืองที่สำคัญเพียงแห่งเดียวเหมือนในอดีต

ผศ.ดร.เชษฐาระบุว่า การที่คนรุ่นใหม่ไม่ออกมาร่วมการชุมนุมแบบเดิม ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่สนใจบ้านเมือง ตรงกันข้าม คนรุ่นใหม่จำนวนมากติดตามการเมืองอย่างเข้มข้น แต่อาจเลือกแสดงออกผ่านการเผยแพร่ข้อมูล การทำคลิปและมีม การตรวจสอบนักการเมือง การสร้างแคมเปญออนไลน์ การจัดกิจกรรมแบบแฟลชม็อบ ตลอดจนการใช้คะแนนเสียงเป็นเครื่องมือสร้างความเปลี่ยนแปลง

ปรากฏการณ์การสนับสนุนพรรคประชาชนเป็นตัวอย่างหนึ่งของการมีส่วนร่วมทางการเมืองรูปแบบใหม่ ซึ่งไม่ได้พึ่งพาการระดมมวลชนแบบการเมืองยุคพันธมิตรฯ แต่ใช้การเลือกตั้ง ข้อมูล เครือข่ายออนไลน์ และการมีส่วนร่วมทางความคิดเป็นเครื่องมือหลัก

“คนรุ่นหนึ่งอาจเชื่อว่า หากต้องการเปลี่ยนประเทศต้องลงถนน ขณะที่คนอีกรุ่นหนึ่งเชื่อว่า ต้องเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนข้อมูล และเปลี่ยนคะแนนเสียง นี่คือความแตกต่างสำคัญระหว่างวัฒนธรรมทางการเมืองสองยุค” ผศ.ดร.เชษฐา ระบุ

ผศ.ดร.เชษฐาเห็นว่า การชุมนุมบนท้องถนนจะยังไม่หายไปจากการเมืองไทย แต่ประสิทธิภาพและความหมายของการชุมนุมแบบเดิมจะลดลง ในอดีตเมื่อประชาชนหลายแสนคนอยู่บนถนน ประเทศอาจต้องหยุดชะงัก แต่วันนี้ประชาชนหลายล้านคนสามารถรวมตัวกันบนโลกออนไลน์ได้โดยไม่ต้องออกจากบ้าน

แม้ม็อบหนึ่งอาจมีผู้เข้าร่วมหลักหมื่นหรือหลักแสนคน แต่แฮชแท็กหนึ่งสามารถเข้าถึงประชาชนหลายล้านคน ขณะที่คลิปวิดีโอหรือข้อมูลเพียงชุดเดียวอาจถูกเผยแพร่ต่อและสร้างผลกระทบทางการเมืองอย่างกว้างขวาง

ด้วยเหตุนี้ การชุมนุมวันที่ 10 กันยายนจึงอาจเป็นการกลับมาของ “มรดกการเมืองยุคเก่า” เพื่อทดสอบว่า เครื่องมือที่เคยประสบความสำเร็จในอดีตยังสอดคล้องกับบริบทของสังคมปัจจุบันหรือไม่

ผศ.ดร.เชษฐาวิเคราะห์ว่า คู่ต่อสู้ที่ยากที่สุดของการชุมนุมครั้งนี้อาจไม่ใช่รัฐบาล แต่คือบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะมวลชนที่นายสนธิเคยระดมได้ในอดีตมีอายุเพิ่มขึ้น ขณะที่คนรุ่นใหม่ซึ่งกลายเป็นฐานพลังทางการเมืองขนาดใหญ่ เติบโตมากับวัฒนธรรมและประสบการณ์ที่ต่างออกไป

คนรุ่นใหม่ไม่ได้ผูกพันกับสัญลักษณ์ทางการเมืองแบบเดิม ไม่ได้ติดตามข่าวสารผ่านโทรทัศน์เพียงไม่กี่ช่อง และอาจไม่ได้มองว่าการลงถนนคือจุดสูงสุดของการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ยุค Generative AI อำนาจทางการเมืองอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถนำประชาชนลงถนนได้มากกว่า แต่อยู่ที่ว่าใครสร้างข้อมูลได้รวดเร็ว สื่อสารได้ตรงกลุ่ม สร้างเรื่องเล่าได้มีประสิทธิภาพ และเชื่อมโยงเครือข่ายผู้สนับสนุนได้กว้างขวางกว่า

ผศ.ดร.เชษฐา มองว่า การชุมนุมวันที่ 10 กันยายนเปรียบเสมือน “การทดลองทางการเมือง” ซึ่งอาจให้คำตอบว่า การเมืองแบบระดมมวลชนยังทรงพลังเพียงใด หรือประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่มวลชนไม่จำเป็นต้องรวมตัวอยู่ในสถานที่เดียวกันอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรประเมินพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ผ่านมุมมองของคนรุ่นเก่า เพราะคนรุ่นใหม่สามารถสร้างพื้นที่ ภาษา สัญลักษณ์ เครือข่าย และวิธีต่อสู้ทางการเมืองขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง แม้จะแตกต่างจากการเมืองแบบเดิม แต่ทั้งหมดล้วนถือเป็นการมีส่วนร่วมทางการเมือง

“วันที่ 10 กันยายนจึงไม่ควรถูกจับตาเพียงว่า นายสนธิจะนำประชาชนลงถนนได้กี่คน แต่ต้องถามด้วยว่า ถนนยังเป็นภาษาทางการเมืองที่คนรุ่นใหม่เข้าใจและต้องการใช่หรือไม่”

ผศ.ดร.เชษฐา ทิ้งท้ายว่า ในโลกที่คนรุ่นใหม่เติบโตมากับ TikTok ปัญญาประดิษฐ์ และสงครามข้อมูล การเมืองอาจไม่ได้ตัดสินกันว่าใครยึดถนนได้ แต่อาจตัดสินกันว่าใครสามารถยึดพื้นที่ในความคิดของประชาชนได้มากกว่า

นี่คือความแตกต่างระหว่าง “การเมืองยุคม็อบ” กับ “การเมืองยุค Gen AI” เพราะม็อบอาจต้องใช้คนจำนวนมากเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง แต่คนรุ่นใหม่สามารถใช้ความคิดเพียงหนึ่งความคิด เดินทางไปถึงประชาชนหลายล้านคนภายในเวลาไม่กี่นาทีได้

ไอซ์ รักชนก ผิดหวัง ไชยชนก เมินมาแจง TH-AI Passport

10 กันยายน 2569 เวลา 14:23 น.

‘ไอซ์ รักชนก’ เซ็ง ‘ไชยชนก’ เมินมาแจง TH-AI Passport ข้องใจรัฐคุมความคิดประชาชน โต้ ‘สิริพงศ์’ ปม AI ตอบ ‘สว.สีน้ำเงิน’ แค่คอนเทนต์หยอกขำๆ แต่กลับทำเป็นเรื่องใหญ่

วันที่ 10 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.(ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยก่อนการประชุม กมธ.ฯ เพื่อติดตามความคืบหน้าการบริหารงบประมาณกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โครงการ TH-AI Passport ว่า วันนี้ได้เชิญนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี คณะร่าง TOR คณะพิจารณาผลการให้คะแนน บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด ซึ่งเป็นคู่สัญญาในโครงการนี้ แต่เข้าใจว่า ไม่มีใครมาเลย มาแค่คณะร่าง TOR ซึ่งตอนนี้ นายธีรวุฒิ ธงภักดิ์ ได้เลื่อนขั้นไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า เป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง เพราะ กมธ.ได้แจ้งกำหนดการเชิญเข้าร่วมประชุมผ่านหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร และผ่านสื่อมวลชน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนติดตาม และปัจจุบันมีประชาชนเข้าไปลงทะเบียน และใช้โครงการแล้ว กมธ.จึงอยากติดตามความคืบหน้า ซึ่งเข้าใจว่า บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัดเอง ก็สามารถไปร่วมคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กมธ.ดีอี) ซึ่งมีประธาน กมธ.เป็น สส.พรรคภูมิใจไทย และสามารถไปออกรายการตามสื่อต่าง ๆ ได้ แต่ไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงไม่สามารถมาชี้แจงกับคณะกรรมาธิการฯ ติดตามงบได้ ส่วนสาเหตุที่นายไชยชนก และปลัดกระทรวงไม่สามารถมาชี้แจง กมธ.ในวันนี้ได้นั้น เข้าใจว่า ได้มีการทำหนังสือด่วนมาแจ้งว่า ไม่สามารถมาร่วมประชุมได้ ซึ่งนายไชยชนก ได้มอบปลัด และปลัดได้มอบหมายผู้ตรวจราชการกระทรวงแทน

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า ยอดลงทะเบียนโครงการฯ ล่าสุดที่ตั้งเป้าไว้ที่ 5 ล้านคน ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 1.48 ล้านคนเท่านั้น ส่วนยอด Active User ก็เป็นที่ถกเถียงกัน เพราะว่าไม่มีการเปิดยอดให้ดูเป็นแบบเรียลไทม์ หรือเป็นรายวัน ซึ่งถ้าถามว่า โครงการนี้แป๊ก หรือไม่แป๊ก คิดว่า ประชาชนคงเห็นในความกังวล ว่า หากลงทะเบียนไปแล้ว หรือใช้งานไปแล้ว ข้อมูลจะถูกเก็บไว้เป็นข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่ หรือข้อมูลจะรั่วไหล จึงทำให้หลาย ๆ คน ไม่ได้ไว้วางใจในการใช้ และตัว Ai เอง ก็ไม่ได้ตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา หลาย ๆ เรื่องที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง TH Ai กับสงวนความคิดเห็น ซึ่งความจริงหากใช้ Ai ตัว Pro หรือฟรี แบบทั่ว ๆ ไป ก็สามารถที่จะตอบคำถามได้ เช่น การถามเรื่อง มาตรา 112 องคมนตรี รัฐประหาร หรือเรื่องระบอบการเมืองการปกครอง หรือให้ Ai สร้างภาพเกี่ยวกับข่าวที่เป็นข้อเท็จจริงก็ไม่สามารถทำได้ จึงตั้งคำถามว่า จริง ๆ แล้ว โครงการนี้เป็นเหมือน Single Gateway หรือไม่ ที่รัฐบาลต้องการควบคุมพฤติกรรม หรือควบคุมความคิดของคนเพื่อให้เป็นไปในทิศทางใด ทิศทางหนึ่งหรือไม่

เมื่อถามถึงกรณีที่นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ที่ออกมาตอบโต้อินฟลูเอนเซอร์ กรณีให้ AI ตอบคำถามเป็นสีแล้วบอกว่า สว.สีน้ำเงิน ซึ่งอยากให้มีการกลั่นกรองก่อน ไม่เช่นนั้นอาจโง่ทันที น.ส.รักชนก กล่าวว่า 2 คีย์เวิร์ด ที่จะทำให้เซ็นเซอร์ และกระดูกสันหลังของ สส. พรรคภูมิใจไทยทำงานทันที คีย์เวิร์ดแรกคือ การโกง สว. หรือเป็นคีย์เวิร์ด ที่เกี่ยวกับ กกต.สีน้ำเงิน ป.ป.ช.สีน้ำเงิน ระบอบสีน้ำเงิน สว.สีน้ำเงิน หรือการฮั้ว การโกง สว. จะเป็นปุ่มให้กระดูกสันหลังทำงานทันที และอีกหนึ่งคีย์เวิร์ด คือ TH-AI Passport ซึ่งหากเจอเข้าไปทั้ง 2 คีย์เวิร์ด ก็รีบออกมาปกป้องลูกนายสักนิดหนึ่ง แต่ว่า ประชาชนไม่ได้โง่ เขาก็สามารถมีวิจารณญาณของตัวเองในการพิจารณาเรื่องราวต่าง ๆ ได้ และใคร ๆ ก็รู้ว่า การถาม สว.สีน้ำเงิน ที่เป็นคอนเทนต์ออกมา เป็นการปั่นกันเล่น ๆ ของประชาชนเหมือนเป็นคอนเทนต์ที่เอามาตลกกันขำ ๆ

“แต่ว่า คนที่ไม่ขำ อาจจะไปโดนเส้น จนทำให้ไม่สามารถควบคุมสติสตางค์ได้อย่างปกติได้ เพราะเป็นคีย์เวิร์ดที่ได้ยินเมื่อไหร่ เซ็นเซอร์ที่เป็นกระดูกสันหลังก็ทำงานเด้งมารับ และตอบโต้ทันที ซึ่งเป็นปกติที่ สส.พรรคภูมิใจไทยจะออกมาตอบโต้อะไรพวกนี้ และไม่แปลกใจ แต่ที่แปลกใจก็คือ เรื่องพวกนี้เหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่กลับทำให้เป็นเรื่องใหญ่” น.ส.รักชนก กล่าว