วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง จมต้นทุนน้ำมัน จี้รัฐเร่งช่วยเหลือ

วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง จมต้นทุนน้ำมัน จี้รัฐเร่งช่วยเหลือ

27 มี.ค. 2569 20:53 น.

วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง จมต้นทุนน้ำมัน จี้รัฐเร่งช่วยเหลือ

วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง จมต้นทุนน้ำมัน จี้รัฐเร่งช่วยเหลือ รายได้หด เสนอรัฐหนุนรถไฟฟ้า-ปลดล็อกการขึ้นทะเบียน ชี้เป็นทางรอดระยะยาว

ท่ามกลางสถานการณ์น้ำมันแพงที่ซ้ำเติมด้วยปัญหาน้ำมันขาดแคลนในบางพื้นที่ ผู้ขับขี่วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญความยากลำบากในการหาน้ำมันเติม ต้นทุนจึงพุ่งสูง ขณะที่เวลาทำมาหากินกลับลดลง

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สัมภาษณ์ เฉลิม ชั่งทองมะดัน นายกสมาคมผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย ถึงผลกระทบจากสถานการณ์น้ำมันแพงที่กำลังกดทับชีวิตคนทำงานบนท้องถนนอย่างหนัก

ปัญหาไม่ได้มีเพียงราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น แต่ยังรวมถึงการหาน้ำมันเติมได้ยาก ปั๊มที่เคยใช้บริการกลับไม่มีน้ำมันให้เติม โดยเฉพาะปั๊มในซอย ทำให้ผู้ขับขี่ต้องตะเวนหาแหล่งเติมน้ำมันแทนที่จะใช้เวลาวิ่งรับส่งผู้โดยสาร ส่งผลให้ทั้งต้นทุนเพิ่มขึ้นและรายได้ลดลงพร้อมกัน

เวลาหาย รายได้หด

เวลาที่ใช้หารายได้ เปลี่ยนเป็นเวลาตามหาปั๊มน้ำมัน รายได้จึงลดลง ขณะที่ค่าโดยสารยังคงเท่าเดิม เพราะผู้ขับขี่ส่วนใหญ่ไม่ต้องการผลักภาระไปยังผู้โดยสาร ท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงขึ้น เขายกตัวอย่างว่า เดิมทีเติมน้ำมันเพียง 100-120 บาท สามารถวิ่งได้ทั้งวันและมีรายได้ราว 500 บาท แต่ปัจจุบันต้องเพิ่มค่าเติมเป็น 150 บาท ขณะที่รายได้ลดลงเหลือเพียง 300-400 บาท เนื่องจากเสียเวลาไปกับการหาน้ำมัน และจำนวนผู้โดยสารที่ลดลง

สถานการณ์ดังกล่าวบีบให้ผู้ขับขี่ต้องปรับตัว จากเดิมเติมน้ำมันตอนเช้า กลายเป็นต้องออกไปหาน้ำมันช่วงเย็นก่อนกลับบ้าน พร้อมมีการสื่อสารกันในกลุ่มวินว่า “ปั๊มไหนมีน้ำมัน” เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ขณะเดียวกัน จำนวนผู้โดยสารก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่มีผู้ใช้บริการ 20-30 คนต่อวัน ปัจจุบันเหลือเพียงราว 25 คนหรือน้อยกว่า เนื่องจากประชาชนรัดเข็มขัด ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น และเดินทางเฉพาะกรณีจำเป็นจริง ๆ

การแข่งขันสูง งานระยะไกลหาย

โอกาสในการรับงานระยะไกลลดลง เนื่องจากการเข้ามาของแอปพลิเคชันเรียกรถ ทำให้วินมอเตอร์ไซค์ส่วนใหญ่รับงานได้เพียงระยะใกล้ รายได้ต่อเที่ยวอยู่ที่ประมาณ 15-20 บาท กลุ่มผู้ใช้บริการหลักจึงเหลือเพียงคนที่ใช้เดินทางเข้า-ออกซอยในชีวิตประจำวัน

เสียงสะท้อนถึงรัฐ “แพงยังพอรับได้ แต่ไม่มีให้เติมรับไม่ได้”

เฉลิมสะท้อนความรู้สึกของผู้ขับขี่ว่า แม้ราคาน้ำมันจะแพง แต่สิ่งที่สร้างความไม่พอใจมากกว่าคือการไม่มีน้ำมันให้เติม ซึ่งทำให้การทำงานสะดุดและเพิ่มภาระโดยไม่จำเป็น ภายในกลุ่มผู้ขับขี่เองมีความกังวลเรื่องการปรับขึ้นค่าโดยสาร เพราะเกรงว่าจะกระทบผู้โดยสารและถูกต่อต้าน ขณะที่รายได้ในปัจจุบันก็อยู่ในระดับที่ “แทบจะอยู่ไม่ไหวแล้ว”

เฉลิมเสนอว่า ภาครัฐควรเร่งสนับสนุนการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในกลุ่มผู้ขับขี่รับจ้าง เพื่อลดภาระต้นทุนด้านพลังงาน และช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น PM 2.5

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดสำคัญ ทั้งระยะทางวิ่งที่ยังไม่เพียงพอ ระบบสถานีชาร์จที่ไม่ครอบคลุม รวมถึงข้อจำกัดด้านที่อยู่อาศัยของผู้ขับขี่ที่ไม่เอื้อต่อการชาร์จไฟ เช่น ผู้ที่พักอาศัยในอาคารหลายชั้น เขาเสนอว่า หากรัฐสามารถผลักดันให้มีการใช้รถ EV ในกลุ่มนี้จำนวนมาก เช่น ระดับแสนคัน จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันได้อย่างมีนัยสำคัญ และเป็นทางออกที่ยั่งยืนมากกว่าการแก้ปัญหาระยะสั้น

มาตรการช่วยเหลือยังไม่ตอบโจทย์

ในส่วนของมาตรการเยียวยา เช่น บัตรเติมน้ำมัน เฉลิมมองว่ายังมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติ เนื่องจากไม่สามารถใช้ได้กับทุกปั๊ม และบางพื้นที่ไม่มีปั๊มที่เข้าร่วมโครงการ ทำให้แม้มีบัตรก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง

นอกจากนี้ ปัญหาโครงสร้างยังสะท้อนผ่านระบบทะเบียนวินมอเตอร์ไซค์ โดยปัจจุบันมีผู้ขับขี่จริงราว200,000 คัน แต่มีเพียงประมาณ 50,000 คันที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง เนื่องจากรัฐไม่ได้เปิดให้ขึ้นทะเบียนอย่างถูกกฎหมายมานานกว่า 2 ปี ส่งผลให้ผู้ขับขี่จำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงสิทธิหรือมาตรการช่วยเหลือของรัฐได้ เช่นเดียวกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ผู้ขับขี่จำนวนไม่น้อยไม่ผ่านเกณฑ์ เนื่องจากถูกประเมินว่ามีรายได้เกิน ทั้งที่ในความเป็นจริงต้องแบกรับต้นทุนจำนวนมาก

 เขาทิ้งท้ายว่า การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการตรึงราคาหรือแจกบัตรไม่ใช่ทางออกระยะยาว หากรัฐมีนโยบายชัดเจนในการผลักดันพลังงานทดแทน โดยเฉพาะในกลุ่มขนส่งสาธารณะ จะช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำมันอีกต่อไป และสามารถทำงานได้อย่างมั่นคงมากขึ้นในอนาคต

น้ำมัน 17 ล้านลิตร หายไปไหน? เทียบเติมรถเก๋งได้ 4.2 แสนคัน

น้ำมัน 17 ล้านลิตร หายไปไหน? เทียบเติมรถเก๋งได้ 4.2 แสนคัน

27 มี.ค. 2569 19:14 น.

น้ำมัน 17 ล้านลิตร หายไปไหน? เทียบเติมรถเก๋งได้ 4.2 แสนคัน

น้ำมัน 17 ล้านลิตร หายไปไหน? เทียบเติมรถเก๋งได้ 4.2 แสนคัน เมื่อนำรถที่เติมน้ำมันแล้วมาเรียงกันจะยาวแบบข้ามประเทศ แม้รัฐบาลจะออกมาให้ข้อมูลว่า จำนวนน้ำมันดังกล่าวเกิดจากการกักตุนของประชาชน แต่ข้อมูลเหล่านี้ก็สะท้อนถึงความล้มเหลวของการจัดการปัญหาในภาวะวิกฤต ที่คนไทยจะต้องเจอในระยะยาว

ราคาน้ำมันขึ้นพรวดเดียว 6 – 8 บาท/ลิตร ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.69 ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เดือดร้อน และมีการตั้งคำถามถึงการจัดการราคาน้ำมันของรัฐบาล โดยก่อนหน้านั้นรัฐบาลได้ชี้แจงถึงการใช้น้ำมัน ที่หลังเกิดวิกฤตสงคราม ทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น และเกิดคำถามว่าน้ำมันหายไปไหน 17 ล้านลิตร ซึ่งรัฐบาลบอกว่าประชาชนกักตุน

ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ เลยมาลองคำนวณว่า น้ำมัน 17 ล้านลิตร ที่หายไปต่อวัน จะสามารถเติมน้ำมันในรถเก๋งที่เติมเต็มถัง 40 ลิตร ได้ทั้งหมดกี่คัน โดยได้ข้อสรุปว่าจะเติมได้ทั้งหมด 425,000 คัน

เมื่อนำรถเก๋ง ทั้งหมด 425,000 คัน มาเรียงต่อกัน จะมีความยาวตั้งแต่ อนุสาวรีย์ชัยฯ >>> ประจวบคีรีขันธ์>> สุราษฎร์ธานี >> สงขลา >> มาเลเซีย >>> สิงคโปร์

ทั้งนี้ น้ำมันจำนวนนี้สามารถพาแถวรถเก๋งยาวเหยียดจากกรุงเทพฯ ไปจนเกือบจะสุดปลายแหลมมลายู ทะลุไปถึงสิงคโปร์ได้เลยระยะทาง 1,912 กม. เกือบ 2 เท่าของความยาวประเทศไทย จากเหนือสุดไปใต้สุดเสียอีก

สหรัฐฯ ระงับออกวีซ่าถาวร ให้ผู้มีสัญชาติ 75 ประเทศ รวม “ไทย”

สหรัฐฯ ระงับออกวีซ่าถาวร ให้ผู้มีสัญชาติ 75 ประเทศ รวม "ไทย"

27 มี.ค. 2569 16:29 น.

สหรัฐฯ ระงับออกวีซ่าถาวร ให้ผู้มีสัญชาติ 75 ประเทศ รวม “ไทย”

สถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย โพสต์ลงในเฟซบุ๊กถึงการที่สหรัฐฯ ระงับออกวีซ่าถาวรให้แก่ผู้มีสัญชาติ 75 ประเทศ รวมทั้งไทยอย่างไม่มีกำหนด หลังกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ  ประกาศข่าวดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลเกี่ยวกับการปรับปรุงกระบวนการคัดกรอง และตรวจสอบประวัติใหม่อีกครั้ง เพื่อให้มีความครอบคลุมภายใต้บทบัญญัติ “ภาระแก่สังคม” ของกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ

สถานทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย โพสต์ลงในเฟซบุ๊ก “U.S. Embassy Bangkok” ถึงการที่อเมริการะงับออกวีซ่าถาวรให้แก่ผู้มีสัญชาติ 75 ประเทศ รวมทั้งไทย โดยระบุว่า

“ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2569 เป็นต้นไป กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จะระงับการออกวีซ่าถาวรทั้งหมดให้แก่ผู้ที่มีสัญชาติจาก 75 ประเทศ รวมถึง ประเทศไทย ซึ่งกลุ่มผู้อพยพจากประเทศดังกล่าวมีอัตราการรับสวัสดิการสาธารณะในระดับสูง อันก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายต่อผู้เสียภาษีของสหรัฐฯ ผู้สมัครวีซ่าถาวรซึ่งเป็นผู้มีสัญชาติจากประเทศที่ได้รับผลกระทบ ยังสามารถยื่นคำร้องขอวีซ่าและเข้ารับการสัมภาษณ์ได้ตามปกติ แต่จะไม่มีการออกวีซ่าถาวรให้แก่ผู้มีสัญชาติจากประเทศเหล่านี้ในช่วงระยะเวลาที่มีการระงับดังกล่าว  

ข้อยกเว้นสำคัญ: ผู้สมัครที่ถือสองสัญชาติและมีหนังสือเดินทางที่ยังไม่หมดอายุจากประเทศที่ไม่อยู่ในรายการดังกล่าว จะได้รับการยกเว้น เด็กที่อยู่ในกระบวนการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมโดยครอบครัวชาวอเมริกันก็สามารถได้รับการยกเว้นเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติภายใต้ประกาศของประธานาธิบดีหมายเลข 10998″

ทั้งนี้ รายชื่อประเทศที่ได้รับผลกระทบมีจำนวนมาก ครอบคลุมหลายภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ตลอดจนประเทศในเอเชีย แอฟริกา ยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา ได้แก่ อัฟกานิสถาน, อัลบาเนีย, แอลจีเรีย, แอนติกาและบาร์บูดา, อาร์เมเนีย, อาเซอร์ไบจาน, บาฮามาส, บังกลาเทศ, บาร์เบโดส, เบลารุส, เบลีซ, ภูฏาน, บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา, บราซิล, พม่า, กัมพูชา, แคเมรูน, เคปเวอร์เด, โคลอมเบีย, โกตดิวัวร์, คิวบา, สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก, โดมินิกา, อียิปต์, เอริเทรีย, เอธิโอเปีย, ฟิจิ, แกมเบีย, จอร์เจีย, กานา, เกรนาดา, กัวเตมาลา, กินี, เฮติ, อิหร่าน, อิรัก, จาเมกา, จอร์แดน, คาซัคสถาน, โคโซโว, คูเวต, สาธารณรัฐคีร์กีซ, ลาว, เลบานอน, ไลบีเรีย, ลิเบีย, มอลโดวา, มองโกเลีย, มอนเตเนโกร, โมร็อกโก, เนปาล, นิการากัว, ไนจีเรีย, มาซิโดเนียเหนือ, ปากีสถาน, สาธารณรัฐคองโก, รัสเซีย, รวันดา, เซนต์คิตส์และเนวิส, เซนต์ลูเซีย, เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์, เซเนกัล, เซียร์ราลีโอน, โซมาเลีย, ใต้ ซูดาน, ซีเรีย, แทนซาเนีย, ไทย, โตโก, ตูนิเซีย, ยูกันดา, อุรุกวัย, อุซเบกิสถาน และเยเมน.

ที่มา U.S. Embassy Bangkok

เฮลิคอปเตอร์นำเที่ยวในฮาวายตกกระแทกหาด ดับ 3 เจ็บอีก 2

เฮลิคอปเตอร์นำเที่ยวในฮาวายตกกระแทกหาด ดับ 3 เจ็บอีก 2

27 มี.ค. 2569 16:26 น.

เฮลิคอปเตอร์นำเที่ยวในฮาวายตกกระแทกหาด ดับ 3 เจ็บอีก 2

เฮลิคอปเตอร์นำเที่ยวประสบอุบัติเหตุตกลงบริเวณชายหาดบนเกาะคาไว รัฐฮาวาย ของสหรัฐฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันที 3 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 2 ราย

เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์นำเที่ยวในรัฐฮาวายของสหรัฐฯ ประสบอุบัติเหตุตกลงบริเวณชายหาดบนเกาะคาไว เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ตามเวลาท้องถิ่นรัฐฮาวาย รายงานจากเจ้าหน้าที่ระบุว่า อุบัติเหตุครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันที 3 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 2 ราย

หน่วยดับเพลิงและกู้ภัยประจำเกาะคาไวเผยว่า เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวบรรทุกนักบิน 1 คนและผู้โดยสารอีก 4 คน ขณะพุ่งตกกระแทกหาด Kalalau Beach ซึ่งตั้งอยู่บนชายฝั่งนาปาลี (Na Pali Coast) ทางตอนเหนือของเกาะคาไว โดยผู้บาดเจ็บทั้ง 2 รายได้ถูกนำตัวส่งไปยังศูนย์การแพทย์วิลค็อกซ์ (Wilcox Medical Center) เพื่อเข้ารับการรักษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

จากการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ระบุว่าเฮลิคอปเตอร์ลำที่เกิดเหตุอยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท Airborne Aviation

ทั้งนี้ การนั่งเฮลิคอปเตอร์นำเที่ยวถือเป็นวิธีการยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวใช้ในการชมทัศนียภาพของหน้าผา ชายหาด และน้ำตกที่เรียงรายอยู่ตามชายฝั่งนาปาลีของเกาะคาไว เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้มีความทุรกันดารและสามารถเข้าถึงได้เพียงการเดินเท้าหรือทางเรือเท่านั้น.

ที่มา: AP

สหรัฐฯ พิจารณาส่งทหารเพิ่มสูงสุด 10,000 นายบุกตะวันออกกลาง

สหรัฐฯ พิจารณาส่งทหารเพิ่มสูงสุด 10,000 นายบุกตะวันออกกลาง

27 มี.ค. 2569 15:24 น.

สหรัฐฯ พิจารณาส่งทหารเพิ่มสูงสุด 10,000 นายบุกตะวันออกกลาง

สื่อยักษ์ใหญ่รายงาน สหรัฐฯ เตรียมพิจารณาส่งกำลังทหารเพิ่มสูงสุด 10,000 นาย เข้าสู่ตะวันออกกลาง เพื่อเพิ่มทางเลือกทางทหารให้ “โดนัลด์ ทรัมป์” ขณะที่สถานการณ์ตึงเครียดหนัก หลังอิสราเอลเปิดฉากถล่มใจกลางกรุงเตหะรานระลอกใหม่

สื่อสหรัฐฯ หลายสำนักรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาส่งกำลังพลเพิ่มเติมสูงสุดถึง 10,000 นายไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ที่เพิ่มสูงขึ้นว่าสหรัฐฯ อาจกำลังเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการภาคพื้นดินในอิหร่าน แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะยังคงยืนยันว่าการเจรจาสันติภาพกับรัฐบาลเตหะรานกำลังดำเนินไปด้วยดีก็ตาม

หนังสือพิมพ์เดอะ วอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานว่า แผนการเคลื่อนพลครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิด “ทางเลือกทางทหาร” ให้กับทรัมป์มากขึ้น หลังจากภูมิภาคตะวันออกกลางตกอยู่ภายใต้ไฟสงครามนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยกำลังพลชุดใหม่นี้จะเข้าไปสมทบกับหน่วยพลร่มและนาวิกโยธินหลายพันนายที่ถูกส่งไปประจำการก่อนหน้านี้แล้ว

แม้จะยังไม่มีการระบุพิกัดที่แน่ชัด แต่คาดว่ากำลังพลส่วนใหญ่จะประจำการอยู่ในระยะที่สามารถโจมตีอิหร่านและเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันที่สำคัญของอิหร่านได้อย่างรวดเร็ว

ด้านเจ้าหน้าที่อิหร่านออกมาประกาศกร้าวว่า หากสหรัฐฯ ตัดสินใจส่งทหารบุกรุกภาคพื้นดิน อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการสั่งการให้กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนโจมตีเรือขนส่งสินค้าในทะเลแดงทันที ซึ่งจะถือเป็นการเปิดแนวรบใหม่ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจและการเมืองโลก

ขณะเดียวกัน กองทัพอิสราเอลแถลงเมื่อเช้ามืดวันนี้ (27 มี.ค.) ว่า ได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ โดยมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานของ “ระบอบก่อการร้ายอิหร่าน” ใจกลางกรุงเตหะราน ซึ่งยิ่งเป็นการสุมไฟความขัดแย้งให้ทวีความรุนแรงขึ้น

ประธานาธิบดีทรัมป์ได้พยายามยืดเส้นตายการโจมตีแหล่งพลังงานของอิหร่านออกไป พร้อมให้ความมั่นใจว่าการเจรจายุติสงครามนั้น “เป็นไปได้ด้วยดีมาก” และย้ำหลายครั้งว่าไม่มีแผนจะส่งทหารราบเข้าไปสู้รบโดยตรง อย่างไรก็ตาม แผนการเสริมกำลังทหารนับหมื่นนายที่หลุดออกมานี้ กลับสวนทางกับคำกล่าวอ้างด้านสันติภาพ และสร้างความกังวลว่าสงครามอาจลุกลามบานปลายเกินควบคุม.

ที่มา The Wall Street Journal

จีนปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ ออกนโยบายลดการบ้าน-ห้ามกักตัวเด็กช่วงพัก มุ่งแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน

จีนปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ ออกนโยบายลดการบ้าน-ห้ามกักตัวเด็กช่วงพัก มุ่งแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน

27 มี.ค. 2569 14:57 น.

จีนปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ ออกนโยบายลดการบ้าน-ห้ามกักตัวเด็กช่วงพัก มุ่งแก้ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน

กระทรวงศึกษาธิการจีนประกาศนโยบายปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ สั่งห้ามโรงเรียนสั่งการบ้านเกินพอดีและห้ามเบียดบังเวลาพักของนักเรียน ลดค่านิยมการเรียนหนัก มุ่งฟื้นฟูสุขภาพกายและสุขภาพจิตเยาวชน

กระทรวงศึกษาธิการของจีนประกาศกรอบนโยบายปฏิรูปการศึกษาครั้งสำคัญ ในวันนี้ (27 มี.ค.) เพื่อมุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพจิตของนักเรียน โดยสั่งห้ามโรงเรียนมอบหมายการบ้านในปริมาณที่มากเกินพอดี และห้ามนำเวลาพักของนักเรียนไปใช้ในการเรียนการสอนอย่างเด็ดขาด 

ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นความพยายามในการปรับเปลี่ยนทัศนคติครั้งยิ่งใหญ่ของสังคมจีนที่จากเดิมเคยมุ่งเน้นให้เด็กต้องเรียนหนักและทำคะแนนให้ดีเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการเพียงอย่างเดียว

นโยบายใหม่นี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดแรงกดดันทางการเรียนและแก้ปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มเยาวชน ซึ่งเหล่าผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ภาระการบ้านที่หนักอึ้งเป็นปัญหาเรื้อรังที่พบได้ทั่วประเทศ ส่งผลให้นักเรียนพักผ่อนไม่เพียงพอ จนนำไปสู่ภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้าที่เพิ่มสูงขึ้น ทางการจึงสั่งให้โรงเรียนควบคุมปริมาณการบ้านอย่างเข้มงวด 

พร้อมกำหนดให้นักเรียนระดับประถมและมัธยมต้องได้มีเวลาออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมงในทุกวันที่มีการเรียนการสอน นอกจากนี้ ยังสั่งห้ามโรงเรียนอนุบาลนำเนื้อหาหรือวิธีการสอนของชั้นประถมมาใช้สอนล่วงหน้าโดยเด็ดขาด รวมถึงสั่งห้ามโรงเรียนจัดการสอบบ่อยเกินความจำเป็นเพื่อลดภาระที่หนักเกินไปสำหรับเด็ก

ในส่วนของโรงเรียนประถมและมัธยมถูกยังถูกสั่งห้ามจัดสอบทุกประเภทที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียน และห้ามโรงเรียนให้รางวัลหรือลงโทษครูผู้สอนโดยใช้คะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยของนักเรียนมาเป็นตัวชี้วัด ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลยังเน้นย้ำว่าโรงเรียนจะต้องไม่ริดรอนเวลาพักของเด็กไม่ว่ากรณีใด ๆ โดยสั่งห้ามกักตัวเด็กไม่ให้ออกจากห้องเรียนในช่วงเวลาพักอย่างเด็ดขาด

นโยบายดังกล่าวนี้สอดคล้องกับการผลักดันของรัฐบาลจีน ที่เริ่มแนะนำให้โรงเรียนเพิ่มวันหยุดในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงเพิ่มเติมจากการปิดเทอมภาคฤดูร้อนและภาคฤดูหนาวตามปกติ 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาการบินเสฉวนตะวันตกเฉียงใต้เพิ่งประกาศผ่านทาง WeChat ถึงการจัดวันหยุดภาคฤดูใบไม้ผลิ 6 วัน ระหว่างวันที่ 1-6 เมษายนนี้  ภายใต้ธีม “จงออกไปชมดอกไม้และดื่มด่ำกับความรัก” ซึ่งถือเป็นวิธีการเชิงสร้างสรรค์ของภาครัฐที่ทำไปเพื่อหวังจะส่งเสริมการแต่งงานให้กับกลุ่มคนรุ่นใหม่และกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศไปพร้อมกัน.

ที่มา: Reuters

อดีตแร็ปเปอร์ “บาเลนดรา ชาห์” สาบานตนเป็นนายกฯ เนปาล หลังชนะเลือกตั้งถล่มทลาย

อดีตแร็ปเปอร์ "บาเลนดรา ชาห์" สาบานตนเป็นนายกฯ เนปาล หลังชนะเลือกตั้งถล่มทลาย

27 มี.ค. 2569 14:32 น.

อดีตแร็ปเปอร์ “บาเลนดรา ชาห์” สาบานตนเป็นนายกฯ เนปาล หลังชนะเลือกตั้งถล่มทลาย

“บาเลนดรา ชาห์” อดีตแร็ปเปอร์ผู้ผันตัวมาเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเนปาลอย่างเป็นทางการ หลังคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งแรกนับตั้งแต่เหตุประท้วงต่อต้านคอร์รัปชันครั้งใหญ่ที่ล้มรัฐบาลชุดเก่าเมื่อปีที่แล้ว

นายบาเลนดรา ชาห์ วัย 35 ปี ผู้นำแนวคิดปฏิรูปและหัวหน้าพรรคราษฎริยะ สวตันตระ (RSP) ได้สร้างปรากฏการณ์ “คนรุ่นใหม่เปลี่ยนเมือง” ด้วยการกวาดที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรไปถึง 182 ที่นั่ง จากทั้งหมด 275 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา

ในพิธีสาบานตน นายชาห์ปรากฏตัวในชุดสีดำล้วนพร้อมแว่นกันแดดสีเข้มที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัว ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของฝูงชนที่ตะโกนเรียกชื่อเขา โดยเขากล่าวคำปฏิญาณว่า “ข้าพเจ้า บาเลน ชาห์ ในนามของประเทศและประชาชน ขอให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะซื่อสัตย์ต่อรัฐธรรมนูญ”

ก่อนหน้าพิธีเพียงหนึ่งวัน นายชาห์ได้เลือกสื่อสารกับประชาชนเป็นครั้งแรกผ่าน “เพลงแร็ป” ที่โพสต์ลงโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีเนื้อหาเน้นย้ำถึงพลังแห่งความสามัคคีและความกล้าหาญ โดยมียอดเข้าชมพุ่งสูงถึง 3 ล้านครั้งในเวลาอันรวดเร็ว

เส้นทางสู่อำนาจของนายชาห์เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ไม่สงบในปีที่ผ่านมา ซึ่งเริ่มจากการประท้วงคำสั่งแบนโซเชียลมีเดีย ก่อนจะขยายตัวเป็นการขับไล่รัฐบาลเนื่องจากปัญหาคอร์รัปชันและวิกฤตเศรษฐกิจ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 77 ราย

ทางด้าน นางสุศีลา การ์กี อดีตประธานศาลฎีกาและนายกรัฐมนตรีรักษาการวัย 73 ปี ได้กล่าวอำลาตำแหน่งผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ โดยระบุว่าอนาคตของชาติอยู่ในมือของคนรุ่นใหม่ และเชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดนี้จะยุติการฉ้อราษฎร์บังหลวงและสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม

มีรายงานว่าผลการสอบสวนเหตุสลายการชุมนุม ซึ่งถูกเปิดเผยผ่านเอกสารที่หลุดมาถึงสื่อต่างประเทศ ได้เสนอให้มีการดำเนินคดีกับนายเคพี ชาร์มา โอลี อดีตนายกรัฐมนตรีวัย 74 ปี รวมถึงอดีตรัฐมนตรีมหาดไทยและอดีตผู้บัญชาการตำรวจ ในข้อหาประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้เกิดการสูญเสียชีวิต โดยเฉพาะการที่ไม่ได้ยับยั้งการใช้กระสุนจริงกับผู้ประท้วง ซึ่งผลชันสูตรพบว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ถูกยิงเข้าที่หน้าอกและศีรษะ

ทั้งนี้ นายบาเลนดรา ชาห์ สามารถเอาชนะนายโอลีได้ในเขตเลือกตั้งของตัวนายโอลีเอง ถือเป็นการปิดฉากยุคสมัยของนักการเมืองรุ่นเก่าและเริ่มต้นยุคสมัยของคนรุ่นใหม่อย่างเต็มตัว.

ที่มา BBC

กัมพูชาระงับค่าปรับจราจรชั่วคราว บรรเทาภาระประชาชนหลังราคาน้ำมันพุ่ง

กัมพูชาระงับค่าปรับจราจรชั่วคราว บรรเทาภาระประชาชนหลังราคาน้ำมันพุ่ง

27 มี.ค. 2569 14:17 น.

กัมพูชาระงับค่าปรับจราจรชั่วคราว บรรเทาภาระประชาชนหลังราคาน้ำมันพุ่ง

รัฐบาลกัมพูชาประกาศระงับการเรียกเก็บค่าปรับผู้กระทำผิดกฎจราจรเป็นการชั่วคราว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของประชาชน หลังราคาเชื้อเพลิงพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง

นายทัช สุขะ โฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา แถลงมาตรการผ่อนปรนพิเศษ โดยระบุว่ารัฐบาลมีคำสั่งให้ระงับการปรับเงินผู้กระทำผิดกฎจราจรชั่วคราว เพื่อหลีกเลี่ยงการซ้ำเติมภาระค่าใช้จ่ายของผู้ขับขี่ที่กำลังแบกรับต้นทุนค่าน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างหนัก

แม้จะมีการพักการเรียกเก็บค่าปรับ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ โดยเน้นไปที่การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ด้านกฎหมายจราจร และอำนวยความสะดวกในช่วงเวลาเร่งด่วน นอกจากนี้ ทางการยังยืนยันว่า “การตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์” และการตรวจค้นอาวุธหรือวัตถุระเบิดในช่วงลาดตระเวนกลางคืนจะยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มงวดเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ

กระทรวงพาณิชย์กัมพูชาเปิดเผยข้อมูลราคาพลังงานล่าสุด พบว่าราคาน้ำมันในประเทศขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยน้ำมันเบนซิน (RON 92): ราคาอยู่ที่ 5,450 เรียล (ประมาณ 44.67 บาท) ต่อลิตร เพิ่มขึ้น 41.5% นับตั้งแต่เริ่มความขัดแย้ง ส่วนน้ำมันดีเซล ราคาพุ่งแตะ 7,100 เรียล (ประมาณ 58.20 บาท) ต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้นถึง 84% ขณะที่ก๊าซแอลพีจี ราคาปรับตัวสูงขึ้นถึง 60%

สถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่านส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบและก๊าซราว 1 ใน 5 ของโลกต้องหยุดชะงัก ซึ่งภูมิภาคเอเชียถือเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด 

เนื่องจากกัมพูชาต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศทั้งหมด 100% เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลจึงได้เริ่มมาตรการลดภาษีนำเข้าและภาษีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เพื่อพยายามลดแรงกระแทกจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก ก่อนจะตามมาด้วยมาตรการพักการค่าปรับจราจรล่าสุดนี้.

ที่มา Khmer Times

เวียดนามสั่งหั่นภาษีสิ่งแวดล้อมเหลือ “ศูนย์” ดึงราคาเบนซินร่วงกว่า 25%

เวียดนามสั่งหั่นภาษีสิ่งแวดล้อมเหลือ "ศูนย์" ดึงราคาเบนซินร่วงกว่า 25%

27 มี.ค. 2569 13:11 น.

เวียดนามสั่งหั่นภาษีสิ่งแวดล้อมเหลือ “ศูนย์” ดึงราคาเบนซินร่วงกว่า 25%

รัฐบาลเวียดนามประกาศมาตรการเร่งด่วน ระงับการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงชั่วคราว มีผลทำให้น้ำมันเบนซินราคาลดลงกว่า 25% ทันที เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานโลกจากเหตุสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้อุปทานหยุดชะงัก

กระทรวงพาณิชย์เวียดนามแถลงว่า รัฐบาลได้ตัดสินใจระงับการจัดเก็บภาษีคุ้มครองสิ่งแวดล้อมสำหรับน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน โดยปรับลดอัตราภาษีลงเหลือ 0% มีผลตั้งแต่วันนี้ (27 มี.ค.) ไปจนถึงวันที่ 15 เมษายน

กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า “นี่คือทางออกที่เร่งด่วนและมีประสิทธิภาพที่สุดในการสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดน้ำมัน และรับประกันความมั่นคงทางพลังงานของชาติ ท่ามกลางความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกำลังกลายเป็นคอขวดด้านพลังงานที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา”

ข้อมูลจากกระทรวงฯ ชี้ให้เห็นว่า มาตรการนี้จะส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินลดลงประมาณ 26% และราคาน้ำมันดีเซลลดลงกว่า 15% หลังจากที่ราคาเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

ตั้งแต่วันศุกร์นี้เป็นต้นไป ราคาขายปลีกน้ำมันในเวียดนามมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้ น้ำมันเบนซินออกเทน 95 ลดลงเหลือ 24,332 ดอง (ประมาณ 30.34 บาท) ต่อลิตร จากเดิม 32,957 ดอง ส่วนน้ำมันดีเซล ลดลงเหลือ 35,440 ดองต่อลิตร (ราว 44.19 บาท)

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา รัฐบาลเวียดนามต้องปรับราคาน้ำมันถึง 2 ครั้งในวันเดียว เพื่อพยายามประคองสถานการณ์หลังจากราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัว นับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนที่แล้ว

วิกฤตการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากอิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสายสำคัญเพียงบางส่วน ส่งผลให้ราคาน้ำมันทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและเกิดความกังวลเรื่องการขาดแคลนพลังงานไปทั่วโลก.

ที่มา AFP

หนังคนละม้วน “แก๊งสุนัข 7 ตัว” เดินเท้ากลับบ้านที่จีน ที่แท้คือเรื่องแต่ง

หนังคนละม้วน "แก๊งสุนัข 7 ตัว" เดินเท้ากลับบ้านที่จีน ที่แท้คือเรื่องแต่ง

27 มี.ค. 2569 12:18 น.

หนังคนละม้วน “แก๊งสุนัข 7 ตัว” เดินเท้ากลับบ้านที่จีน ที่แท้คือเรื่องแต่ง

คลิปสุนัข 7 ตัวในจีน ที่มีรายงานว่าถูกผู้ไม่หวังดีขโมยขึ้นรถบรรทุกเพื่อหวังนำไปขาย และร่วมเดินทางกลับบ้าน ที่สร้างความประทับใจจนคนทั่วโลกแชร์นับสิบล้านวิว ถูกเปิดโปงว่าเป็นเรื่องแต่ง แม้จะเป็นภาพจริงไม่ใช่ AI  แต่เนื้อหาถูกบิดเบือนจนกลายเป็นไวรัล สะท้อนการแพร่กระจายข้อมูลเท็จในยุคโซเชียลและ AI

คลิปวิดีโอสั้นๆ ที่มีผู้เข้าชมรวมทุกแพลตฟอร์มกว่า 90 ล้านครั้ง เผยให้เห็นภาพสุนัข 7 ตัว นำโดยคอร์กี้ โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ และอัลเซเชียนที่ดูเหมือนบาดเจ็บ กำลังเดินเกาะกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่นบนขอบทางหลวงในมณฑลจี๋หลิน เรื่องราวถูกแต่งเติมจนกลายเป็นมหากาพย์การเดินทางที่ยิ่งใหญ่คล้ายภาพยนตร์ดิสนีย์เรื่อง Homeward Bound ส่งผลให้เกิดกระแสการใช้ AI สร้างภาพโปสเตอร์หนังและฉากจบสุดซึ้งที่พวกมันได้พบเจ้าของออกมามากมาย

สื่อทางการจีนอย่าง City Evening News และ Cover News ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจนพบความจริงว่า สุนัขทั้งหมดไม่ใช่สุนัขที่หนีมาจากรถขนส่งเนื้อ แต่เป็น “สุนัขของชาวบ้าน” ในละแวกนั้นเอง เจ้าของสุนัขยืนยันว่าสุนัขเหล่านี้เป็นสุนัขที่เลี้ยงแบบปล่อย ซึ่งมักจะหายไปเที่ยวเล่น 1-2 วันเป็นปกติ

ส่วนสาเหตุที่พวกมันเดินเกาะกลุ่มกันอย่างผิดปกติจนดูเหมือน “ปกป้องสมาชิกที่บาดเจ็บ” นั้น ความจริงคือ สุนัขเยอรมันเชเพิร์ดเพศเมียในกลุ่มกำลังอยู่ในช่วงติดสัด ทำให้สุนัขตัวอื่นๆ เดินตามไม่ห่าง ล่าสุดสุนัขทั้งหมดกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยแล้ว และสุนัขตัวต้นเหตุถูกเจ้าของจับล่ามโซ่ไว้จนกว่าจะหมดช่วงผสมพันธุ์

ดร. ทีเจ ทอมสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลมีเดียจากมหาวิทยาลัย RMIT ระบุว่า ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้คนโหยหาคอนเทนต์ “Wholesome” หรือเรื่องราวดีๆ เพื่อหลบหนีจากข่าวสงครามและความหดหู่ ทำให้ครีเอเตอร์มักสร้างเรื่องโกหกหรือใช้ AI เสริมแต่งเหตุการณ์จริงเพื่อให้กลายเป็นไวรัล เพราะ “ความสนใจคือเงิน” ในโลกโซเชียล

แม้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องโกหกที่ไม่มีพิษมีภัย แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าเรื่องนี้แฝงไปด้วยอันตราย 2 ประการ โดยข่าวลือที่ว่าสุนัขหนีมาจากโรงฆ่าสัตว์ เป็นการผลิตซ้ำภาพจำเชิงลบเกี่ยวกับคนจีนที่กินเนื้อสุนัข ซึ่งส่งผลให้เกิดการเหยียดเชื้อชาติต่อชาวจีนในต่างแดน

นอกจากนั้น เมื่อเรายอมรับ “เรื่องโกหก” ในข่าวเบาสมองได้ง่ายๆ จะทำให้ทักษะการแยกแยะข้อเท็จจริงของเราลดลงเมื่อเจอข่าวที่มีความซีเรียสกว่า เช่น ข่าวสงครามหรือการเมือง

เหตุการณ์นี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญในยุค AI ว่า “สิ่งที่เราเห็นด้วยตา อาจไม่ใช่ความจริงเสมอไป” และคอนเทนต์ที่ดูใจดีที่สุด อาจแฝงไปด้วยเจตนาที่บิดเบือนที่สุดได้เช่นกัน.

ที่มา CNN