ผู้ว่าฯ-นายกฯ นิวยอร์ก หนุนเก็บภาษีคนรวยมีบ้านหลังที่ 2 มูลค่าเกิน 160 ล้านบาท

ผู้ว่าฯ-นายกฯ นิวยอร์ก หนุนเก็บภาษีคนรวยมีบ้านหลังที่ 2 มูลค่าเกิน 160 ล้านบาท

16 เม.ย. 2569 14:44 น.

ผู้ว่าฯ-นายกฯ นิวยอร์ก หนุนเก็บภาษีคนรวยมีบ้านหลังที่ 2 มูลค่าเกิน 160 ล้านบาท

ผู้ว่าฯ นิวยอร์กจ่อเก็บภาษีพิเศษรายปี กับบรรดาเศรษฐีที่มีบ้านพักหลังที่ 2 มูลค่าเกิน 5 ล้านดอลลาร์ หรือราว 160 ล้านบาท หวังแก้ปัญหาช่องว่างงบประมาณและสกัดเหล่านักลงทุนที่ใช้บ้านหรูเป็นที่พักเงิน คาดสร้างรายได้เข้ารัฐกว่า 1.6 หมื่นล้านบาทต่อปี

นางแคธี โฮคูล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก แถลงข้อเสนอใหม่ในการจัดเก็บภาษีพิเศษ “pied-à-terre” กับบรรดาเศรษฐี สำหรับ “บ้านหลังที่สอง” ที่มีมูลค่าสูงกว่า 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 160 ล้านบาท) ซึ่งข้อเสนอนี้ได้รับแรงสนับสนุนจากนายโซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีคนใหม่ของนครนิวยอร์กผู้มีแนวคิดสังคมนิยมประชาธิปไตย

ผู้ว่าฯ โฮคูล ระบุผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการว่า “หากคุณมีเงินซื้อบ้านหลังที่สองมูลค่ากว่า 5 ล้านดอลลาร์เพื่อปล่อยว่างไว้เกือบทั้งปี คุณก็ย่อมมีกำลังพอที่จะช่วยเหลือสังคมเหมือนชาวนิวยอร์กคนอื่นๆ”

โดยภาษีดังกล่าวจะเรียกเก็บในรูปแบบของ “ค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่มรายปี” ที่พุ่งเป้าไปที่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ได้พำนักอยู่ในนิวยอร์กเป็นหลัก รวมถึงกลุ่มชนชั้นนำระดับโลกที่ใช้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในแมนฮัตตันเป็นเพียง “แหล่งพักเงิน” มากกว่าการอยู่อาศัยจริง ซึ่งนโยบายนี้มีลักษณะคล้ายกับที่บังคับใช้แล้วในฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และแคนาดา

ข้อเสนอนี้ถือเป็นชัยชนะบางส่วนของนายโซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีที่เพิ่งดำรงตำแหน่งครบ 100 วัน ซึ่งหาเสียงด้วยนโยบาย “เก็บภาษีคนรวยเพื่อคนจน” เพื่อนำเงินมาอุดหนุนโครงการสวัสดิการอย่าง รถเมล์ฟรี, ศูนย์ดูแลเด็กถ้วนหน้า และร้านชำของรัฐ

นายมัมดานีกล่าวว่า “เราเข้าใกล้การสร้างสมดุลทางงบประมาณไปอีกก้าว ด้วยการเก็บภาษีกลุ่มอภิมหาเศรษฐีและชนชั้นนำของโลกผ่านกฎหมาย “บ้านหลังที่ 2″ ครั้งแรกในรัฐของเรา” ขณะเดียวกันนครนิวยอร์กกำลังเผชิญกับภาวะงบประมาณขาดดุลอย่างหนักที่สืบเนื่องมาจากรัฐบาลชุดก่อน

ฝ่ายบริหารของมัมดานีได้ยกตัวอย่างมหาเศรษฐีอย่าง เคน กริฟฟิน ซีอีโอของ Citadel ที่เคยทำสถิติซื้อคอนโดมิเนียมหรูริมสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์ก ในราคาถึง 238 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2019 โดยนายกริฟฟินเคยออกมาวิจารณ์นโยบายของมัมดานีว่าไม่ใช่สิ่งที่ชาวนิวยอร์กควรได้รับ

ขณะที่นายบรูซ เบลคแมน คู่แข่งจากพรรครีพับลิกัน โจมตีผู้ว่าฯ โฮคูลว่าผิดคำสัญญาที่เคยให้ไว้ว่าจะไม่มีการเพิ่มภาษีใหม่ในปีเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม โฮคูลยืนยันว่าเธอจะสนับสนุนเฉพาะภาษีอสังหาริมทรัพย์หรูนี้เท่านั้น แต่จะไม่ยอมรับข้อเสนอการขึ้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามที่กลุ่มสังคมนิยมเรียกร้อง

หากกฎหมายนี้ผ่านความเห็นชอบจากสภารัฐนิวยอร์ก คาดว่าจะสร้างรายได้เข้ารัฐได้ประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 16,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะช่วยปิดช่องว่างงบประมาณของเมืองที่กำลังวิกฤตอยู่ในขณะนี้.

ที่มา Reuters / USA TODAY

รัสเซียกระหน่ำยิงโดรน-ขีปนาวุธถล่มยูเครน ดับ 14 ศพ

รัสเซียกระหน่ำยิงโดรน-ขีปนาวุธถล่มยูเครน ดับ 14 ศพ

16 เม.ย. 2569 12:56 น.

รัสเซียกระหน่ำยิงโดรน-ขีปนาวุธถล่มยูเครน ดับ 14 ศพ

ทางการยูเครนเปิดเผยว่า รัสเซียได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศด้วยโดรนและขีปนาวุธเข้าใส่หลายพื้นที่ทั่วประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 14 ราย และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก ด้านกองทัพอากาศยูเครนเผยสามารถยิงสกัดหรือทำลายขีปนาวุธของรัสเซีย 31 ลูก และโดรน 636 ลำ โดยเหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นทันทีหลังสิ้นสุดช่วงประกาศหยุดยิง 32 ชั่วโมงเนื่องในวันอีสเตอร์ของชาวคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ 

นายเซอร์เก ลีซัค หัวหน้าฝ่ายบริหารทหารเมืองโอเดซา รายงานผ่านเทเลแกรมว่า การโจมตีเมืองท่าสำคัญทางตอนใต้แห่งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 7 ราย ขณะที่ในกรุงเคียฟ นายวิตาลี คลิทช์โก นายกเทศมนตรี ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย หนึ่งในนั้นเป็นเด็กชายวัยเพียง 12 ปี

แรงระเบิดจากการโจมตีกลางดึกส่งผลให้อาคารที่พักอาศัยและรถยนต์ในกรุงเคียฟเกิดเพลิงไหม้รุนแรง หน้าต่างและอาคารโรงแรมหลายแห่งได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะในเขตโปดิลสกี เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเร่งช่วยเหลือเด็กออกจากซากอาคารอพาร์ตเมนต์ 18 ชั้นที่ถูกโดรนพุ่งชนโดยตรง นอกจากนี้ยังมีรายงานผู้เสียชีวิตอีก 3 รายในภูมิภาคดนีโปรเปโตรวสค์ ทางตอนกลางของประเทศ

ด้านกองทัพอากาศยูเครนแถลงว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา กองทัพอากาศได้ยิงตกหรือทำลายขีปนาวุธของรัสเซีย 31 ลูก และโดรน 636 ลำ “ในช่วงเวลานี้ ศัตรูได้เปิดฉากโจมตีดินแดนยูเครนสองระลอก โดยใช้ขีปนาวุธภาคพื้นดินและขีปนาวุธที่ยิงจากอากาศ รวมถึงโดรนโจมตี”

ทางฝั่งรัสเซีย นายเวเนียมิน คอนดราเยฟ ผู้ว่าการภูมิภาคคราสโนดาร์ รายงานว่ามีเด็กเสียชีวิต 2 ราย (อายุ 5 ปี และ 14 ปี) จากเหตุโดรนโจมตีอาคารที่พักอาศัยในเมืองตูอัปเซ ทางตอนใต้ของรัสเซีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปฏิบัติการตอบโต้ของยูเครนที่มีการโจมตีเข้าไปในดินแดนรัสเซียอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

สงครามซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 นี้ ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงได้โดยง่าย แม้จะมีการพยายามเจรจาสันติภาพหลายครั้งโดยมีสหรัฐฯ เป็นตัวกลาง แต่กระบวนการดังกล่าวกลับต้องหยุดชะงักลง นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หันไปให้ความสำคัญกับสงครามในตะวันออกกลางเป็นหลัก

ปัจจุบัน ยูเครนยังคงยึดมั่นในข้อเสนอที่ต้องการให้มีการหยุดยิงอย่างถาวรและมั่นคงเป็นก้าวแรก ก่อนจะเจรจาเพื่อยุติการรุกรานของรัสเซียอย่างยั่งยืน แต่ทางด้านมอสโกยืนกรานว่าต้องมีการบรรลุข้อตกลงสันติภาพให้ได้เสียก่อน จึงจะยุติการสู้รบ ซึ่งท่าทีนี้ทำให้ยูเครนออกมาตำหนิว่ารัสเซียไม่มีความจริงใจในการยุติสงคราม.

ที่มา AFP / Reuters

ญี่ปุ่นอัดฉีด 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยเอเชียรับมือวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง

ญี่ปุ่นอัดฉีด 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยเอเชียรับมือวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง

16 เม.ย. 2569 12:00 น.

ญี่ปุ่นอัดฉีด 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยเอเชียรับมือวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง

นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ แห่งญี่ปุ่น ประกาศเงินช่วยเหลือ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.19 แสนล้านบาท) แก่ชาติพันธมิตรในเอเชีย รวมถึงไทย เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสำรองน้ำมันดิบ หวั่นวิกฤตขาดแคลนเชื้อเพลิงจากช่องแคบฮอร์มุซกระทบห่วงโซ่การผลิตลามถึงเศรษฐกิจญี่ปุ่น

นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เปิดเผยภายหลังการประชุมทางไกลร่วมกับผู้นำจากกลุ่มประเทศอาเซียน และประเทศพันธมิตร เช่น ไทย, ออสเตรเลีย, อินเดีย และเกาหลีใต้ ว่าเงินช่วยเหลือนี้จะอยู่ในรูปแบบของเงินกู้เพื่อการจัดซื้อน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม รวมถึงการขยายคลังน้ำมันสำรองในแต่ละประเทศ ซึ่งดำเนินการผ่านธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JBIC)

นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิระบุว่า “ญี่ปุ่นมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับทุกประเทศในเอเชียผ่านห่วงโซ่อุปทาน หากเกิดภาวะขาดแคลนหรือการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันในเอเชีย ย่อมส่งผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจและสังคมของญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน”

เงินสนับสนุนจำนวน 1 หมื่นล้านดอลลาร์นี้ มีมูลค่าเทียบเท่ากับน้ำมันดิบประมาณ 1.2 พันล้านบาร์เรล หรือเท่ากับปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบของกลุ่มประเทศอาเซียนตลอดทั้งปี โดยญี่ปุ่นมีความกังวลเป็นพิเศษว่า หากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีคลังน้ำมันสำรองจำกัดประสบปัญหาการเงินจนไม่สามารถนำเข้าน้ำมันได้ จะส่งผลกระทบต่อการผลิตสินค้าส่งออกมายังญี่ปุ่น โดยเฉพาะเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์

วิกฤตการณ์ครั้งนี้รุนแรงขึ้นจากการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก ส่งผลให้หลายประเทศในภูมิภาคเริ่มประสบปัญหาในการชำระค่านำเข้าน้ำมันที่ราคาดีดตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นย้ำชัดว่า มาตรการช่วยเหลือนี้เป็นรูปแบบของการสนับสนุนทางการเงิน ไม่ใช่การนำน้ำมันจากคลังสำรองของญี่ปุ่นออกมาแจกจ่าย ดังนั้นจึงจะไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานภายในประเทศญี่ปุ่นเอง ซึ่งปัจจุบันญี่ปุ่นมีคลังน้ำมันสำรองในระดับที่สูงมากเนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางเป็นหลัก

ในการประชุมครั้งนี้ ผู้นำจากประเทศต่างๆ ได้แก่ ไทย, ออสเตรเลีย, บังกลาเทศ, บรูไน, กัมพูชา, ติมอร์-เลสเต, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ลาว, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, เกาหลีใต้, ศรีลังกา และเวียดนาม ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์แสดงความกังวลว่า เอเชียเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และเห็นพ้องร่วมกันถึงความสำคัญในการรักษาความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือดังกล่าว.

ที่มา KYODO NEWS

ทรัมป์เผย ผู้นำอิสราเอล-เลบานอน เตรียมหารือครั้งแรกในรอบ 34 ปี

ทรัมป์เผย ผู้นำอิสราเอล-เลบานอน เตรียมหารือครั้งแรกในรอบ 34 ปี

16 เม.ย. 2569 11:38 น.

ทรัมป์เผย ผู้นำอิสราเอล-เลบานอน เตรียมหารือครั้งแรกในรอบ 34 ปี

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า ผู้นำของอิสราเอลและเลบานอนมีกำหนดการหารือร่วมกันในวันนี้ (16 เม.ย.) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 34 ปีที่ผู้นำทั้งสองประเทศจะพูดคุยกันโดยตรง โดยทรัมป์ระบุว่าความเคลื่อนไหวนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้มี “พื้นที่หยุดพัก” ท่ามกลางวิกฤตสงครามที่ทวีความรุนแรง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศผ่านทรูธโซเชียลว่า “พยายามสร้างพื้นที่หยุดพักเล็กน้อยระหว่างอิสราเอลและเลบานอน ผู้นำทั้งสองไม่ได้พูดคุยกันมานานแล้ว ประมาณ 34 ปี การสนทนาจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ เยี่ยมไปเลย!” ทรัมป์เขียนข้อความดังกล่าวโดยไม่ได้ระบุว่าจะมีบุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง หรือให้รายละเอียดเพิ่มเติมใดๆ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานที่ว่า คณะรัฐมนตรีอิสราเอลได้ประชุมร่วมกันเมื่อวันพุธเพื่อหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการประกาศหยุดยิงในเลบานอน หลังจากอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางทหารต่อสู้กับกลุ่มเฮซบอลลาห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านมานานกว่า 6 สัปดาห์

ด้านนางคาโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว แถลงด้วยความมั่นใจว่า “เรามีความรู้สึกที่ดีต่อโอกาสที่จะบรรลุข้อตกลง” พร้อมระบุว่าการเจรจาที่มีปากีสถานเป็นตัวกลางนั้นเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และกำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยประเด็นหลักคือการหาข้อยุติในเลบานอน และข้อตกลงที่อาจนำไปสู่การกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งน้ำมันโลก

ขณะเดียวกัน พลเอกอัสซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการทหารบกปากีสถาน ในฐานะตัวกลางการเจรจา ได้เดินทางถึงกรุงเตหะรานแล้ว เพื่อพยายาม “ลดช่องว่าง” ระหว่างคู่ขัดแย้ง หลังจากที่การเจรจาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมายังไม่สามารถหาข้อสรุปได้

แม้จะมีข่าวดีด้านการทูต แต่สถานการณ์ภาคสนามยังคงวิกฤต โดยมีรายงานการปะทะกันอย่างรุนแรงในเมืองบินต์จเบลทางตอนใต้ของเลบานอน ระหว่างนักรบฮิซบอลเลาะห์และกองกำลังอิสราเอล ซึ่งมีการใช้ทั้งเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์โจมตีอย่างหนัก

นอกจากนี้ สำนักข่าวแห่งชาติเลบานอน (NNA) รายงานว่า เครื่องบินเจ็ตของอิสราเอลได้ทิ้งระเบิดโจมตีเมืองเทบนีน ส่งผลให้โรงพยาบาลในพื้นที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ขณะที่ปฏิบัติการภาคพื้นดินของอิสราเอลยังคงดำเนินต่อไปเพื่อสร้าง “เขตกันชน”  หลังจากที่สงครามครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 2,000 ราย และประชาชนต้องพลัดถิ่นมากกว่า 1 ล้านคน

ความคาดหวังเรื่องข้อตกลงหยุดยิงส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจโลก โดยตลาดหุ้นวอลล์สตรีทของสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 15 เม.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนเชื่อมั่นว่าสงครามที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ อาจใกล้ถึงจุดสิ้นสุด ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเริ่มทรงตัวจากความหวังในการคลี่คลายความตึงเครียดบริเวณอ่าวเปอร์เซีย.

ที่มา Al Jazeera / Reuters

ไฟไหม้ใหญ่โรงกลั่นน้ำมันออสเตรเลีย ซ้ำเติมวิกฤตเชื้อเพลิงจากสงครามอิหร่าน

ไฟไหม้ใหญ่โรงกลั่นน้ำมันออสเตรเลีย ซ้ำเติมวิกฤตเชื้อเพลิงจากสงครามอิหร่าน

16 เม.ย. 2569 10:58 น.

ไฟไหม้ใหญ่โรงกลั่นน้ำมันออสเตรเลีย ซ้ำเติมวิกฤตเชื้อเพลิงจากสงครามอิหร่าน

เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงและเสียงระเบิดดังสนั่นภายในโรงกลั่นน้ำมัน “วีวา เอนเนอร์ยี” ในเมืองจีลอง ซึ่งผลิตเชื้อเพลิงประเภทต่างๆ คิดเป็น 10% ของออสเตรเลีย ซ้ำเติมสถานการณ์ความมั่นคงทางพลังงานที่ตึงเครียดอยู่แล้วจากผลกระทบของสงครามในอิหร่าน

เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. ของวันพุธที่ผ่านมา (15 เม.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุเพลิงไหม้และระเบิดขึ้นภายในโรงกลั่นน้ำมันของบริษัท วีวา เอนเนอร์ยี (Viva Energy) ในย่านคอริโอ เมืองจีลอง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของนครเมลเบิร์น ซึ่งเป็น 1 ใน 2 โรงกลั่นที่ยังคงเหลืออยู่ในออสเตรเลีย โดยโรงกลั่นแห่งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่หล่อเลี้ยงเชื้อเพลิงกว่าครึ่งหนึ่งของรัฐวิกตอเรีย และคิดเป็นร้อยละ 10 ของความต้องการใช้เชื้อเพลิงทั่วประเทศ

หน่วยกู้ภัยรัฐวิกตอเรีย ระบุว่า ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่โรงงานโมแกส ซึ่งเป็นส่วนการผลิตน้ำมันเบนซินที่มีค่าออกเทนสูง โดยมีรายงานว่าเกิดการรั่วไหลอย่างรุนแรงของไฮโดรคาร์บอนเหลวและก๊าซที่เป็นเชื้อเพลิงชั้นดี

หัวหน้าหน่วยดับเพลิงเปิดเผยเบื้องต้นว่า สาเหตุน่าจะมาจากอุปกรณ์ขัดข้อง อาทิ การรั่วไหลหรือวาล์วทำงานผิดปกติ ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปปิดวาล์วด้วยตัวเองได้เนื่องจากความร้อนสูง อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไม่มีพนักงานได้รับบาดเจ็บและไม่มีเหตุการณ์ต้องสงสัยว่าเป็นการวางเพลิง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ออสเตรเลียกำลังเผชิญกับภาวะเชื้อเพลิงตึงตัวจากผลกระทบของสงครามในอิหร่าน แม้ว่านายสก็อตต์ ไวแอตต์ ซีอีโอของ วีวา เอนเนอร์ยี จะระบุว่าบริษัทไม่ได้พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางโดยตรง แต่การหยุดชะงักของสายการผลิตครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันเบนซินในตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายคริส โบเวน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยอมรับว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องดีต่อสถานการณ์พลังงาน โดยระบุว่า “การผลิตน้ำมันเบนซินจะได้รับผลกระทบไปอีกระยะหนึ่ง” แม้ว่าในส่วนของน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานจะยังคงดำเนินการผลิตได้ในระดับที่ลดลงเพื่อความปลอดภัยก็ตาม

ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี ได้ออกมาเตือนถึงภาวะการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ โดยรัฐบาลได้บรรลุข้อตกลงกับผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่อย่าง Ampol และ Viva Energy เพื่อรับประกันราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากการซื้อในตลาดสปอต เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาขายปลีกพุ่งสูงจนกระทบประชาชนเกินไป

ขณะนี้เจ้าหน้าที่หน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมได้เข้าตรวจสอบคุณภาพอากาศและน้ำในบริเวณโดยรอบแล้ว เบื้องต้นยังไม่พบสารปนเปื้อนที่เป็นอันตรายต่อชุมชน และได้ประกาศยกเลิกคำเตือนให้ประชาชนหลบอยู่ในที่พักอาศัยแล้วเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา.

ที่มา Reuters / The Guardian

เศรษฐกิจจีนโตเกินคาด GDP ไตรมาสแรกพุ่ง 5% แม้เผชิญผลกระทบสงครามอิหร่าน

เศรษฐกิจจีนโตเกินคาด GDP ไตรมาสแรกพุ่ง 5% แม้เผชิญผลกระทบสงครามอิหร่าน

16 เม.ย. 2569 10:53 น.

เศรษฐกิจจีนโตเกินคาด GDP ไตรมาสแรกพุ่ง 5% แม้เผชิญผลกระทบสงครามอิหร่าน

เศรษฐกิจจีนไตรมาสแรกขยายตัวดีกว่าที่คาด แม้สงครามในตะวันออกกลางกระทบพลังงานโลก ขณะส่งออกเริ่มชะลอ นักวิเคราะห์เตือนไตรมาสถัดไปเสี่ยงอ่อนแรง

เศรษฐกิจจีนยังคงแสดงความแข็งแกร่งเกินคาดในช่วงต้นปี โดยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาสแรกขยายตัว 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ราว 4.8%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสงครามที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ซึ่งเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานโลกอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ ยังถือเป็นการเปิดเผยตัวเลข GDP ครั้งแรก หลังจากจีนปรับลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจประจำปีลงมาอยู่ที่ 4.5%–5% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1991

แรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในไตรมาสนี้มาจากภาคการผลิต ขณะที่เศรษฐกิจจีนยังคงเผชิญแรงกดดันจากการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว

ด้าน ไคล์ ชาน นักวิเคราะห์จาก Brookings Institution ระบุว่าการส่งออกรถยนต์และสินค้าอุตสาหกรรมเป็นจุดเด่นสำคัญของข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด

อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า ผลกระทบจากสงครามอิหร่านยังไม่ปรากฏเต็มที่ และคาดว่า GDP ในไตรมาสถัดไปอาจอ่อนตัวลง จากความปั่นป่วนด้านการค้าและต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น

ข้อมูลล่าสุดจาก General Administration of Customs ระบุว่าการเติบโตของการส่งออกจีนในเดือนมีนาคมชะลอลงเหลือ 2.5% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน

ก่อนหน้านี้ การส่งออกในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์เติบโตมากกว่า 20% โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าอุตสาหกรรม

ขณะเดียวกัน การนำเข้าของจีนในเดือนมีนาคมพุ่งขึ้นเกือบ 28% ส่งผลให้ดุลการค้าลดลงเหลือเพียงกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่าหนึ่งปี

โจว อี้เซียว นักเศรษฐศาสตร์จาก Australian National University ระบุว่า การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นสะท้อนต้นทุนสินค้าทั่วโลกที่สูงขึ้น อันเป็นผลจากสงครามอิหร่าน

โดยเฉพาะความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและวัตถุดิบที่เกี่ยวข้อง เช่น พลาสติก ปรับตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจจีนจะเติบโตได้ดีกว่าคาด แต่ยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งการบริโภคภายในที่อ่อนแอ จำนวนประชากรที่ลดลง และวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ ขณะเดียวกัน ปัจจัยภายนอก เช่น ความตึงเครียดทางการค้า และนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐภายใต้ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญ

ปัจจุบัน สินค้าจีนส่วนใหญ่เผชิญภาษีนำเข้าจากสหรัฐในอัตรา 10% โดย สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ระบุว่า อาจมีการปรับกลับไปใช้อัตราภาษีเดิมในช่วงก่อนคำตัดสินของศาลสูงสหรัฐภายในเดือนกรกฎาคม

ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง อาจพบกันในประเทศจีนช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองประเทศ.

ที่มา : BBC

ได้ชื่อทางการแล้ว “ซุ้มประตูยักษ์ยุคทรัมป์” ฉลอง 250 ปีเอกราชสหรัฐ

ได้ชื่อทางการแล้ว "ซุ้มประตูยักษ์ยุคทรัมป์" ฉลอง 250 ปีเอกราชสหรัฐ

16 เม.ย. 2569 10:19 น.

ได้ชื่อทางการแล้ว “ซุ้มประตูยักษ์ยุคทรัมป์” ฉลอง 250 ปีเอกราชสหรัฐ

ทำเนียบขาวประกาศชื่อทางการของซุ้มประตูขนาดมหึมาว่า “United States Triumphal Arch” นับเป็นหนึ่งในโครงการใหญ่ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นสัญลักษณ์ความทะเยอทะยานส่วนตัว

ทำเนียบขาวสหรัฐประกาศชื่ออย่างเป็นทางการของโครงการก่อสร้างซุ้มประตูขนาดยักษ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกสื่อเรียกว่า “Arc de Trump” โดยระบุชื่อใหม่ว่า “United States Triumphal Arch”

แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว เปิดเผยเมื่อวันที่ 15 เมษายนว่า โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีการประกาศเอกราชของสหรัฐอเมริกา

เธอระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ และกระทรวงมหาดไทยสหรัฐ จะเสนอแผนก่อสร้างซุ้มประตูแห่งนี้อย่างเป็นทางการ พร้อมชูว่าเป็น “อนุสรณ์สถานระดับมหึมา”

ซุ้มประตูดังกล่าวมีความสูงประมาณ 76.2 เมตร และจะมีรูปปั้นเทพีเสรีภาพสีทองขนาดใหญ่ตั้งอยู่ด้านบน โดยความสูงรวมจะมากกว่าซุ้มประตูชื่อดังอย่าง Arc de Triomphe ในกรุงปารีสอย่างชัดเจน

หากสร้างเสร็จ จะกลายเป็นซุ้มประตูที่ใหญ่ที่สุดในโลกแซงหน้า Monument to the Revolution และ Arch of Triumph

แผนโครงการนี้เริ่มถูกเปิดเผยครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา หลังผู้สื่อข่าวพบแบบจำลองตั้งอยู่บนโต๊ะในห้องทำงานรูปไข่ของทรัมป์ ก่อนจะถูกตั้งฉายา “Arc de Trump” 

โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในหลายโครงการด้านสถาปัตยกรรมที่ทรัมป์ผลักดันในวาระที่สอง ทั้งการสร้างห้องบอลรูมขนาดใหญ่ในทำเนียบขาว และการปรับปรุงศูนย์ศิลปะการแสดงเคนเนดี (Kennedy Center for the Performing Arts)

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายต่อต้านว่า เป็นสัญลักษณ์สะท้อนความทะเยอทะยานส่วนตัวของทรัมป์ โดยซุ้มประตูสีทองจะมีขนาดใหญ่จนบดบังอนุสรณ์สถานลินคอล์น (Lincoln Memorial)

ด้านงบประมาณ มีรายงานว่าโครงการจะได้รับเงินสนับสนุนจากภาษีประชาชนบางส่วน โดยได้รับงบประมาณเริ่มต้น 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากกองทุนเพื่อมนุษยศาสตร์แห่งชาติสหรัฐ (National Endowment for the Humanities) และอาจเพิ่มได้ถึง 13 ล้านดอลลาร์เพื่อสมทบเงินบริจาค

อย่างไรก็ตาม แคโรไลน์ เลวิตต์ ย้ำว่า โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและสะท้อนความภาคภูมิใจของชาติ โดยระบุว่า อนุสรณ์สถานแห่งนี้จะยังคงอยู่เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นต่อไปในอนาคต.

ที่มา : channelnewsasia

สหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรภาคน้ำมันอิหร่านรอบใหม่ ตอบโต้การปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรภาคน้ำมันอิหร่านรอบใหม่ ตอบโต้การปิดช่องแคบฮอร์มุซ

16 เม.ย. 2569 09:34 น.

สหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรภาคน้ำมันอิหร่านรอบใหม่ ตอบโต้การปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สหรัฐฯ ประกาศเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรภาคน้ำมันอิหร่าน เล็งเป้าเครือข่ายขนส่ง-การเงินกว่า 20 ราย ตอบโต้การปิดช่องแคบฮอร์มุซ หวังตัดรายได้หลักของอิหร่าน

วันที่ 16 เมษายน 2569 กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการคว่ำบาตรภาคน้ำมันอิหร่านระลอกล่าสุดมุ่งเป้าไปที่เครือข่ายขนส่งน้ำมันที่เชื่อมโยงกับนายโมฮัมหมัด โฮสเซน ชามคานี นักธุรกิจด้านการขนส่งปิโตรเลียม โดยครอบคลุมบุคคล บริษัท และเรือมากกว่า 20 ราย

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังประกาศคว่ำบาตรนายเซย์เอ็ด ไนเอมาอี บาดรอดดิน มูซาวี ซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินให้กับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ รวมถึงอีก 3 บริษัทที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายฟอกเงินซับซ้อน โดยมีการแลกเปลี่ยนน้ำมันอิหร่านกับทองคำจากเวเนซุเอลา

โดยนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนกดดันทางเศรษฐกิจ เพื่อจำกัดความสามารถของรัฐบาลอิหร่านในการสร้างรายได้ โดยเฉพาะจากภาคพลังงาน พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า เป้าหมายคือการตัดขีดความสามารถของอิหร่านในการสร้างรายได้  ขณะที่อิหร่านยังคงใช้ช่องแคบฮอร์มุซ  เป็นเครื่องมือตอบโต้สหรัฐฯ.

ที่มา AFP

อินเดียวิจารณ์เดือด ศิลปินจับช้างทาสีชมพูทั้งตัวเพื่อถ่ายแบบ ก่อนที่ช้างจะตายใน 3 เดือนต่อมา

อินเดียวิจารณ์เดือด ศิลปินจับช้างทาสีชมพูทั้งตัวเพื่อถ่ายแบบ ก่อนที่ช้างจะตายใน 3 เดือนต่อมา

16 เม.ย. 2569 09:16 น.

อินเดียวิจารณ์เดือด ศิลปินจับช้างทาสีชมพูทั้งตัวเพื่อถ่ายแบบ ก่อนที่ช้างจะตายใน 3 เดือนต่อมา

เกิดดราม่าวิพากษ์วิจารณ์เดือด เมื่อศิลปินหญิงจับช้างมาเพ้นตัวเป็นสีชมพูทั้งตัว เพื่อถ่ายภาพงานศิลปะ ก่อนที่ช้างตัวนี้จะตายใน 3 เดือนต่อมา 

วันที่ 16 เมษายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดกระแสเรียกร้องให้ตรวจสอบจริยธรรมในการทำงานศิลปะของ จูเลีย บูรูเลวา ช่างภาพชาวรัสเซีย ที่เดินทางไปทำงานศิลปะในอินเดีย เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้ว โดยนำช้างชื่อ “จันชาล” มาทาสีชมพูทั้งตัว โดยมีนางแบบหญิงซึ่งถูกทาตัวสีชมพูเช่นกัน นั่งอยู่บนหลังช้าง ทำให้เกิดข้อกังวลด้านสวัสดิภาพสัตว์อย่างกว้างขวาง

รายงานข่าวระบุว่า หลังจากนั้น ช้างที่ชื่อว่าจันชาล ได้ตายในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และมีการเผยแพร่ภาพและคลิปการถ่ายแบบของศิลปินรายนี้ ซึ่งอ้างว่าผลงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ศิลปะธีมสีชมพู ที่เธอทำในเมืองชัยปุระ รัฐราชสถาน เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว โดยตัวแทนของช่างภาพชี้แจงว่า สีที่ใช้เป็น “กุลาล” ซึ่งเป็นผงสีที่นิยมใช้ในเทศกาลโฮลี และถูกล้างออกภายในไม่กี่นาทีหลังถ่ายทำ

แม้จะมีคำชี้แจง แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้ผงสีบางชนิดจะผลิตจากธรรมชาติ แต่ก็อาจระคายเคืองต่อผิวหนังหรือระบบทางเดินหายใจของช้างได้ โดยเฉพาะหากเป็นผลิตภัณฑ์สมัยใหม่ที่มีสารเคมีผสม พร้อมตั้งคำถามถึงมาตรฐานการคุ้มครองสัตว์ในอุตสาหกรรมการทำงานศิลปะในอินเดีย

ทางด้าน สถานีข่าว NDTV รายงานอ้างคำเปิดเผยของ ดร.อาร์วินด์ มาธุร์ ซึ่งอยู่ในคณะแพทย์ชันสูตรศพ ยืนยันว่าช้างจันชาล มีอายุ 67 ปีแล้ว และมันตายจากภาวะหัวใจและระบบหายใจล้มเหลว ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติ และไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การทาสีผงกุลาล

ล่าสุดกลุ่มนักอนุรักษ์สัตว์ รวมถึงรูปาลี กังกูลี นักแสดงและนักเคลื่อนไหวองค์กรพิทักษ์สัตว์ พีตา (PETA) ได้เรียกร้องให้มีการห้ามใช้ช้างเพื่อการท่องเที่ยวและการแสดง โดยส่งจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีอินเดีย นอกจากนี้เกิดกระแสเรียกร้องการนำสัตว์มาใช้ในงานศิลปะลักษณะที่เข้าข่ายทารุณกรรม พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบทั้งเจ้าของช้าง ช่างภาพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง.

ที่มา The Independent / NDTV

ภาพ Instagram/julia.buruleva

จับตาอิหร่าน-ปากีสถานหารือวันนี้ หลังเป็นตัวกลางสื่อสารสหรัฐ ดันเปิดโต๊ะเจรจารอบใหม่

จับตาอิหร่าน-ปากีสถานหารือวันนี้ หลังเป็นตัวกลางสื่อสารสหรัฐ ดันเปิดโต๊ะเจรจารอบใหม่

16 เม.ย. 2569 08:34 น.

จับตาอิหร่าน-ปากีสถานหารือวันนี้ หลังเป็นตัวกลางสื่อสารสหรัฐ ดันเปิดโต๊ะเจรจารอบใหม่

อิหร่านและปากีสถานนัดหารือในกรุงเตหะรานวันนี้ หลังปากีสถานเสนอทำหน้าที่ตัวกลางส่งสารระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน ท่ามกลางความพยายามฟื้นการเจรจารอบใหม่

อิหร่านและปากีสถานเตรียมจัดการหารือสำคัญในวันพฤหัสบดีนี้ ที่กรุงเตหะราน เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเนื้อหาเจรจา ที่มีการส่งต่อระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา หลังการเจรจาในปากีสถานล่มลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

รายงานจากสำนักข่าว Tasnim News Agency ระบุว่า การหารือครั้งนี้จะมีเจ้าหน้าที่อิหร่าน และผู้บัญชาการกองทัพปากีสถาน อาซิม มูเนียร์ เข้าร่วม เพื่อหารือความคืบหน้าของการสื่อสารทางการทูตระหว่างเตหะรานและวอชิงตัน

ก่อนหน้านี้ อาซิม มูเนียร์ ได้เดินทางถึงอิหร่านเมื่อวันพุธ และเข้าพบรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อารักชี โดยคณะผู้แทนปากีสถานที่นำโดยมูเนียร์ ได้นำสาร จากสหรัฐอเมริกามาด้วย ตามการเปิดเผยของกองทัพปากีสถาน

ด้าน อับบาส อารักชี ระบุหลังการพบปะว่า รู้สึกยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้ต้อนรับผู้นำกองทัพปากีสถาน พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นของอิหร่านในการส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าในการหารืออย่างเป็นทางการในวันพฤหัสบดีนี้ อับบาส อารักชี จะเข้าร่วมด้วยหรือไม่

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่อิหร่านและสหรัฐอเมริกายังคงส่งสารถึงกันผ่านปากีสถาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญ ท่ามกลางความพยายามทางการทูตเพื่อผลักดันการเจรจารอบใหม่ระหว่างสองประเทศ

สถานการณ์นี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลต่อทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่าน-สหรัฐ และเสถียรภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางในระยะต่อไป.

ที่มา : CNN