“เจดี แวนซ์” เดินทางถึงสวิตเซอร์แลนด์ เปิดฉากเจรจานิวเคลียร์อิหร่าน

"เจดี แวนซ์" เดินทางถึงสวิตเซอร์แลนด์ เปิดฉากเจรจานิวเคลียร์อิหร่าน

21 มิ.ย. 2569 12:44 น.

“เจดี แวนซ์” เดินทางถึงสวิตเซอร์แลนด์ เปิดฉากเจรจานิวเคลียร์อิหร่าน

เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางถึงสวิตเซอร์แลนด์เพื่อเปิดการเจรจากับอิหร่านอย่างเป็นทางการ หวังผลักดันข้อตกลงจำกัดโครงการนิวเคลียร์และต่อยอดกรอบหยุดยิงชั่วคราว 60 วัน ขณะที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังเปราะบางจากเหตุปะทะระหว่างอิสราเอล–กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และข้อพิพาทเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ

นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เดินทางถึงฐานทัพอากาศเอ็มเมน ชานเมืองลูเซิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ (21 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อเข้าร่วมการเจรจาอย่างเป็นทางการกับแกนนำระดับสูงของอิหร่าน ในการหาข้อตกลงควบคุมโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และขยายผลข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเพื่อยุติสงครามระหว่างสองประเทศที่ตึงเครียดมานานเกือบ 4 เดือน

เดิมทีนายแวนซ์มีกำหนดการเดินทางถึงบือเกนสต็อก รีสอร์ตหรูใกล้เมืองลูเซิร์นตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ แต่กำหนดการต้องล่าช้าออกไปเนื่องจากเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงระลอกใหม่ในเลบานอน จนทำให้คณะผู้แทนของอิหร่านสั่งยกเลิกแผนการเดินทางในตอนแรก ก่อนจะเปลี่ยนใจยอมส่งคณะเจรจามาในที่สุด โดยฝ่ายอิหร่านนำโดยนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภา และนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากธนาคารกลางและกระทรวงน้ำมัน

ขณะที่ทีมเจรจาของสหรัฐฯ นอกจากรองประธานาธิบดีแวนซ์แล้ว ยังมีนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษ และนายจาเรด คุชเนอร์ บุตรเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งได้เริ่มหารือเชิงเทคนิคกับฝ่ายอิหร่านแล้วก่อนหน้านี้ โดยการเจรจาครั้งนี้มีปากีสถาน นำโดยนายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ และผู้บัญชาการทหารบก จอมพลอาซิม มูเนียร์ ร่วมกับกาตาร์ ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง 

บรรยากาศการเจรจาในวันแรกกลับมาตึงเครียด เมื่อกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ประกาศว่าได้สั่ง “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยอ้างเหตุผลว่า กองทัพอิสราเอลละเมิดข้อตกลงหยุดยิงด้วยการเดินหน้าโจมตีทางอากาศถล่มกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนอย่างหนัก จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 20 รายภายในวันเดียว และมองว่าสหรัฐฯ ล้มเหลวในการปฏิบัติตามข้อตกลง 14 ข้อที่ทำไว้ร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม กองบัญชาการกลางกองทัพสหรัฐฯ ได้ออกมาปฏิเสธข้ออ้างของอิหร่าน โดยยืนยันว่าไม่มีหลักฐานว่าช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดจริง และในวันเสาร์ที่ผ่านมายังมีเรือพาณิชย์และเรือขนส่งน้ำมันแล่นผ่านตามปกติถึง 55 ลำ ลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 17 ล้านบาร์เรลสู่ตลาดโลก โดยกองทัพสหรัฐฯ จะยังคงตรึงกำลังดูแลความปลอดภัยเพื่อให้การเดินเรือเป็นไปอย่างเสรีต่อไป

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์เตือนอิหร่านว่า จะไม่มีการจัดเก็บค่าผ่านทางใดๆ ในช่องแคบฮอร์มุซในช่วงข้อตกลงหยุดยิง 60 วันนี้ แต่หากการเจรจาสันติภาพล้มเหลว สหรัฐฯ อาจพิจารณาเรียกเก็บภาษีผ่านทางในช่องแคบนี้เอง เพื่อเป็น “ค่าบริการในฐานะเทวดาอารักขา ให้แก่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง”

กรอบข้อตกลงชั่วคราวระยะเวลา 60 วันที่ลงนามโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน ได้สร้างความพึงพอใจและไม่พอใจให้หลายฝ่าย โดยข้อตกลงระบุให้อิหร่านสามารถขายน้ำมันได้อย่างเสรีอีกครั้ง และสามารถเข้าถึงทรัพย์สินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่เคยถูกแช่แข็งไว้ แลกกับการที่อิหร่านต้องลดความเข้มข้นของคลังสำรองยูเรเนียมสมรรถนะสูงลง

แผนการนี้กลับถูกโจมตีอย่างหนักจากกลุ่มรีพับลิกันสายเหยี่ยวในสหรัฐฯ ที่มองว่าข้อตกลงนี้หละหลวมเกินไป และแทบไม่ต่างจากข้อตกลงนิวเคลียร์ในยุคของอดีตประธานาธิบดีโอบามาที่ทรัมป์เคยฉีกทิ้งไปในอดีต นอกจากนี้ ปัญหาใหญ่คือ ทั้งอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ต่าง “ไม่ได้ร่วมลงนาม” ในข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านครั้งนี้ด้วย

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ประกาศกร้าวว่าจะคงกำลังทหารในเลบานอนตอนใต้ต่อไปจนกว่าภัยคุกคามต่ออิสราเอลจะถูกกำจัดอย่างสิ้นเชิง ขณะที่กลุ่มเฮซบอลลาห์ก็ยิงขีปนาวุธตอบโต้กว่า 50 ลูก พร้อมลั่นวาจาว่าจะไม่ยอมให้อิสราเอลมีเสรีภาพในการเคลื่อนทัพในดินแดนเลบานอนอย่างเด็ดขาด

ผลสำรวจล่าสุดจากมหาวิทยาลัยฮิบรูระบุว่า ชาวอิสราเอลถึงร้อยละ 92 มองว่าอิหร่านได้ประโยชน์จากสงครามครั้งนี้มากกว่าอิสราเอล และมีเพียงร้อยละ 8 เท่านั้นที่เชื่อว่าอิสราเอลได้รับชัยชนะ ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนถึงแรงกดดันทางการเมืองภายในของอิสราเอลที่อาจส่งผลให้วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางยากที่จะหาข้อยุติที่ถาวร แม้จะมีการเจรจาเกิดขึ้นที่สวิตเซอร์แลนด์ก็ตาม.

ที่มา Associated Press / Reuters

ศาลสเปนสั่งภรรยานายกฯ ซานเชซขึ้นศาลคดีทุจริต ยึดพาสปอร์ต-ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

ศาลสเปนสั่งภรรยานายกฯ ซานเชซขึ้นศาลคดีทุจริต ยึดพาสปอร์ต-ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

21 มิ.ย. 2569 12:11 น.

ศาลสเปนสั่งภรรยานายกฯ ซานเชซขึ้นศาลคดีทุจริต ยึดพาสปอร์ต-ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

ศาลสเปนมีคำสั่งให้เบโกญา โกเมซ ภรรยาของนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ขึ้นศาลในคดีข้อกล่าวหาคอร์รัปชันและใช้อิทธิพลโดยมิชอบ พร้อมสั่งยึดหนังสือเดินทาง ห้ามออกนอกประเทศ และกำหนดเงื่อนไขรายงานตัวต่อศาล

ผู้พิพากษาสเปนมีคำสั่งให้เบโกญา โกเมซ ภรรยาของนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ เข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีในข้อกล่าวหาใช้อิทธิพลโดยมิชอบและคอร์รัปชัน พร้อมกำหนดมาตรการควบคุมตัวระหว่างดำเนินคดี โดยให้ส่งมอบหนังสือเดินทาง ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ และต้องเข้ารายงานตัวต่อศาลทุกสองสัปดาห์

ผู้พิพากษาสอบสวน ฮวน คาร์ลอส เปนาโด ระบุว่า นางโกเมซมี “พฤติการณ์ความเสี่ยงที่จะหลบหนีออกนอกประเทศ” จึงได้ออกคำสั่งบังคับให้เธอยึดและส่งมอบหนังสือเดินทางแก่ศาล พร้อมทั้งสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศสเปนโดยเด็ดขาด และกำหนดให้เธอต้องเดินทางมารายงานตัวต่อศาลในทุกๆ สองสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ศาลยังไม่ได้กำหนดวันเริ่มต้นการพิจารณาคดีที่แน่ชัด คดีดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อการเมืองสเปนทันที โดยฝ่ายค้านออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีซานเชซและรัฐบาลพรรคสังคมนิยมลาออก

ขณะที่หนังสือพิมพ์ เอล ปาอิส รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวใกล้ชิดของนางโกเมซว่า เธอเตรียมยื่นอุทธรณ์คัดค้านเงื่อนไขและมาตรการควบคุมตัวดังกล่าว โดยเฉพาะการยึดหนังสือเดินทาง

คดีความดังกล่าวใช้เวลาในการสืบสวนสอบสวนนานถึง 2 ปี โดยนางโกเมซถูกกล่าวหาว่าใช้สถานะและตำแหน่ง “ภริยานายกรัฐมนตรี” ในการวิ่งเต้นและใช้อิทธิพลเพื่อให้กลุ่มบริษัททางด้านเทคโนโลยีได้รับสัมปทานและสัญญาว่าจ้างจากรัฐบาล นอกจากนี้ ผู้พิพากษายังตั้งข้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการนำงบประมาณแผ่นดินไปใช้ในทางมิชอบสำหรับการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา รวมถึงการซ่อนเร้นหรือนำซอฟต์แวร์ไปใช้ประโยชน์อย่างไม่ถูกต้อง ในช่วงที่เธอทำหน้าที่เป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่ง

ไม่เพียงแต่ภริยานายกฯ เท่านั้น ศาลระบุว่ากลุ่มนักธุรกิจที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จากสัญญารัฐบาล และตัวแทนบริษัทที่ปรึกษาที่ทำงานร่วมกับนางโกเมซ จะต้องถูกส่งตัวขึ้นศาลเพื่อเข้ารับการพิจารณาคดีในฐานะจำเลยร่วมด้วยเช่นกัน

ที่ผ่านมา นางโกเมซได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาอย่างสิ้นเชิง ขณะที่นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ซึ่งบริหารประเทศในฐานะผู้นำรัฐบาลปีกซ้ายมาตั้งแต่ปี 2018 ได้ออกมาปกป้องภริยาและโจมตีคดีนี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “ขบวนการสาดโคลน” จากฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองที่เป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยมและกลุ่มขวาจัด หวังใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการล้มล้างรัฐบาลของเขา ซึ่งคดีนี้ถูกจุดชนวนขึ้นจากคำร้องของกลุ่มกดดันทางการเมือง “มาโนส ลิมเปียส” หรือกลุ่มมือสะอาด ซึ่งเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มแนวคิดขวาจัดในสเปน

ด้านพรรคสังคมนิยม ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ได้ออกแถลงการณ์ประณามคำตัดสินของศาลอย่างดุเดือดผ่านแพลตฟอร์ม X โดยระบุว่า “เบโกญญา โกเมซ เป็นผู้บริสุทธิ์ ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาเธอตกเป็นเป้าหมายของการล่าแม่มดทางการเมืองและกระบวนการยุติธรรมอย่างไม่เป็นธรรม และเหตุการณ์ในวันนี้ถือเป็นขั้นกว่าของการยกระดับความรุนแรงที่เป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้าที่สุดสำหรับระบอบประชาธิปไตย”

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของนายกรัฐมนตรีซันเชซ กำลังเผชิญกับมรสุมรุมเร้าในหลายด้านก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปภายในปีหน้า แม้ว่าตัวเขาจะไม่ถูกตั้งข้อหาโดยตรงในคดีใดๆ แต่คนสนิทและพันธมิตรทางการเมืองรอบตัว รวมถึงอดีตรัฐมนตรีคมนาคม ต่างกำลังถูกสอบสวนในคดีรับเงินสินบนที่เชื่อมโยงกับโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน สัญญาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ตลอดจนการจัดซื้อจัดจ้างหน้ากากอนามัยในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

ยิ่งไปกว่านั้น ในสัปดาห์เดียวกัน ศาลสูงของสเปนกำลังดำเนินการไต่สวน นายโฮเซ ลุยส์ โรดริเกซ ซาปาเตโร อดีตนายกรัฐมนตรีจากพรรคสังคมนิยมอีกราย หลังถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้นำเครือข่ายแสวงหาผลประโยชน์จากการล็อบบี้หน่วยงานรัฐให้แก่บุคคลที่สาม ซึ่งรวมถึงกรณีการอัดฉีดงบประมาณอุ้มสายการบิน “พลัส อัลตรา”  ยิ่งไปกว่านั้น ตำรวจยังตรวจพบเครื่องประดับหรูหราราคาแพงจำนวนมากภายในห้องทำงานของเขาระหว่างการบุกค้น ซึ่งเจ้าตัวยังคงยืนกรานปฏิเสธ

ด้านพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านสายอนุรักษ์นิยมหลักของสเปน ได้เปิดฉากถล่มรัฐบาลทันที โดยนายมิเกล เตญาโด เลขาธิการพรรคระบุว่า รัฐบาลชุดนี้กำลังทำลายระบบตรวจสอบของประเทศ

“ผู้บัญญัติกฎหมายและคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญของเราคงไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า ภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตยจะมาจากตัวรัฐบาลสเปนเอง ตอนนี้เราได้เห็นแล้วว่ารัฐบาลหันมาเปิดฉากโจมตีผู้พิพากษา อัยการ และสื่อมวลชน เพียงเพื่อพยายามปิดปากพรรคฝ่ายค้าน สิ่งนี้เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่” นายเตญาโดกล่าว พร้อมส่งสัญญาณเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งก่อนกำหนดทันที เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินอนาคตของประเทศ.

ที่มา Associated Press / Reuters

“คิงชาร์ลส์” เตรียมเปิดเผยข้อมูลภาษีส่วนพระองค์เป็นครั้งแรก

"คิงชาร์ลส์" เตรียมเปิดเผยข้อมูลภาษีส่วนพระองค์เป็นครั้งแรก

21 มิ.ย. 2569 11:23 น.

“คิงชาร์ลส์” เตรียมเปิดเผยข้อมูลภาษีส่วนพระองค์เป็นครั้งแรก

สำนักพระราชวังบักกิงแฮมเผย “สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3” จะทรงเป็นกษัตริย์อังกฤษพระองค์แรกในยุคสมัยใหม่ที่เปิดเผยข้อมูลการเสียภาษีส่วนพระองค์ต่อสาธารณชนในรายงานการเงินประจำปีที่จะถึงนี้ แหล่งข่าวชี้เป็นพระราชวินิจฉัยส่วนพระองค์ มุ่งยกระดับความโปร่งใสและตอบสนองเสียงเรียกร้องของประชาชน

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร เตรียมสร้างประวัติศาสตร์เป็นกษัตริย์พระองค์แรกในยุคสมัยใหม่ที่จะเปิดเผยยอดเงินการชำระภาษีส่วนพระองค์อย่างเป็นทางการ โดยข้อมูลดังกล่าวจะถูกเปิดเผยในวันที่ 25 มิ.ย. ที่จะถึงนี้ ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาในรายงานบัญชีการเงินประจำปีของราชวงศ์อังกฤษ แหล่งข่าวภายในพระราชวังระบุว่า มาตรการนี้เกิดขึ้นจากพระราชวินิจฉัยส่วนพระองค์โดยตรง

สำนักพระราชวังบักกิงแฮมแถลงว่า ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการผลักดันราชวงศ์ให้ก้าวทันยุคสมัย สร้างความโปร่งใสให้มากยิ่งขึ้น และเพื่อ “ส่งเสริมความเข้าใจในวงกว้างเกี่ยวกับความรับผิดชอบตรวจสอบได้ของราชวงศ์” นอกจากนี้ การตัดสินใจดังกล่าว ยังเกิดขึ้นหลังมีกระแสเรียกร้องจากสังคมและนักการเมืองที่ต้องการให้มีการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินของราชวงศ์อย่างตรงไปตรงมามากขึ้น สืบเนื่องจากประเด็นอื้อฉาวรอบตัวของเจ้าชายแอนดรูว์ หรือ แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้จะระบุถึงยอดการชำระภาษีขององค์พระมหากษัตริย์ในปีงบประมาณที่ผ่านมา (2024-2025) ซึ่งครอบคลุมภาษีเงินได้จากหลากหลายช่องทาง อาทิ ผลกำไรจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์แห่งแลนคาสเตอร์ (Duchy of Lancaster) เงินลงทุนส่วนพระองค์ ตลอดจนรายได้จากคฤหาสน์และที่ดินส่วนพระองค์ เช่น พระตำหนักแซนดริงแฮม และพระตำหนักบัลมอรัลในสกอตแลนด์

ตามกฎหมายแล้ว พระมหากษัตริย์อังกฤษไม่มีหน้าที่หรือข้อผูกมัดตามกฎหมายที่จะต้องชำระภาษีเงินได้ ภาษีมรดก หรือภาษีผลกำไรจากการขายสินทรัพย์ แต่สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงเลือกที่จะชำระภาษีเงินได้และภาษีผลกำไรจากการขายสินทรัพย์ส่วนพระองค์ด้วยความสมัครใจของพระองค์เองมาโดยตลอด ตั้งแต่ครั้งยังดำรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าชายแห่งเวลส์

การเปิดเผยครั้งนี้จะทำให้สาธารณชนได้เห็นตัวเลขเงินภาษีทั้งหมดที่ทรงชำระเป็นครั้งแรก ซึ่งรวมถึงภาษีจากผลกำไรของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์แห่งแลนคาสเตอร์ ซึ่งเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และที่ดินขนาดใหญ่ในตอนเหนือของอังกฤษและใจกลางกรุงปารีสและลอนดอน ซึ่งทำกำไรได้สูงถึงราว 24 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1 พันล้านบาท) ในปีที่ผ่านมา และถือเป็นแหล่งรายได้ส่วนพระองค์หลักของกษัตริย์อังกฤษ

ข้อมูลภาษีส่วนพระองค์จะถูกเผยแพร่ควบคู่ไปกับรายละเอียดของ “เงินอุดหนุนส่วนพระมหากษัตริย์” (Sovereign Grant) ซึ่งเป็นเงินงบประมาณประจำปีที่มาจากภาษีของประชาชนที่รัฐบาลจัดสรรให้แก่ราชวงศ์เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในพระราชฐาน ค่าจ้างเจ้าหน้าที่ การดูแลรักษาอาคารราชวัง และการเสด็จพระราชดำเนินปฏิบัติพระราชกรณียกิจ

ในปีนี้ เงินอุดหนุนดังกล่าวพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 137.9 ล้านปอนด์ (ประมาณ 6.2 พันล้านบาท) เนื่องจากมีการเพิ่มงบประมาณชั่วคราวเพื่อนำไปใช้ในการบูรณะปฏิสังขรณ์พระราชวังบักกิงแฮมครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเงินอุดหนุนนี้จะไม่เคยลดลงเลยนับตั้งแต่ถูกนำมาใช้ในปี 2012 แต่คาดว่ารัฐบาลจะประกาศลดวงเงินอุดหนุนนี้ลงเป็นครั้งแรกในเร็วๆ นี้ ภายหลังการทบทวนร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง ทำเนียบนายกรัฐมนตรี และสำนักพระราชวัง ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะมีโอกาสเปิดอภิปรายเกี่ยวกับเงินอุดหนุนก้อนนี้เมื่อกฎหมายเข้าสู่สภา

นอกจากนี้ คณะกรรมการตรวจสอบบัญชีภาครัฐ เตรียมเปิดฉากสอบสวนเรื่องอสังหาริมทรัพย์และการเช่าซื้อที่ดินภายใต้ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ โดยรายงานเบื้องต้นจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินพบว่า เจ้าหญิงเบียทริซและเจ้าหญิงยูจีนี พระธิดาของเจ้าชายแอนดรูว์ ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทำงานให้ราชวงศ์ มีสิทธิ์ครอบครองที่พักอาศัยในพระราชวังเซนต์เจมส์ และพระราชวังเคนซิงตัน โดยค่าเช่าที่พักของทั้งสองพระองค์นั้น ถูกชำระโดยสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จากเงินรายได้ส่วนพระองค์เอง

โฆษกสำนักพระราชวังบักกิงแฮมเน้นย้ำทิ้งท้ายว่า มาตรการทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่ออธิบายทุกแง่มุมทางการเงินของราชวงศ์ในรูปแบบที่ชัดเจนและเข้าถึงง่ายที่สุด ซึ่งจะช่วยส่งเสริมและยกระดับความโปร่งใสให้สูงขึ้นไปอีกขั้น สอดคล้องกับเป้าหมายหลักของราชวงศ์ในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะส่งท้ายปี.

ที่มา BBC

สื่ออังกฤษตีข่าว ‘นายกฯ “เคียร์ สตาร์เมอร์” จ่อประกาศลาออก

สื่ออังกฤษตีข่าว 'นายกฯ "เคียร์ สตาร์เมอร์" จ่อประกาศลาออก

21 มิ.ย. 2569 10:53 น.

สื่ออังกฤษตีข่าว ‘นายกฯ “เคียร์ สตาร์เมอร์” จ่อประกาศลาออก

สื่ออังกฤษรายงานว่า นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ อาจประกาศกำหนดเวลาลาออกจากตำแหน่ง เร็วที่สุดในวันจันทร์ที่ 22 มิ.ย. นี้ ท่ามกลางแรงกดดันภายในพรรคแรงงานที่เพิ่มขึ้น หลังคู่แข่งสำคัญคว้าชัยเลือกตั้งและเปิดทางสู่การท้าชิงผู้นำ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันผู้นำอังกฤษยังมุ่งทำหน้าที่บริหารประเทศต่อ

สถานการณ์ทางการเมืองของสหราชอาณาจักรกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อสื่อยักษ์ใหญ่หลายสำนัก ทั้ง เดอะ อ็อบเซิร์ฟเวอร์, เดอะ เทเลกราฟ และ บีบีซี รายงานตรงกันว่า นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ กำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากทั้งคณะรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคแรงงาน ที่ต้องการให้เขาประกาศลาออกและวางกำหนดเวลาในการลงจากตำแหน่งอย่างชัดเจน

ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้อำนาจของสตาร์เมอร์สั่นคลอนอย่างรุนแรงเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เมื่อ นายแอนดี เบิร์นแฮม วัย 56 ปี อดีตนายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์และคู่ปรับทางการเมืองคนสำคัญของเขา สามารถเอาชนะตัวแทนจากพรรคประชานิยมปีกขวาของนายไนเจล ฟาราจ ในการเลือกตั้งซ่อมที่เขตเมเกอร์ฟิลด์ และคว้าเก้าอี้ สส. ในสภาสามัญชนได้สำเร็จ ซึ่งความสำเร็จนี้เปิดทางให้เบิร์นแฮมสามารถท้าชิงตำแหน่งผู้นำพรรคและนายกรัฐมนตรีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

รายงานระบุว่า ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ นายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์ได้เดินทางไปพักผ่อนที่บ้านพักประจำตำแหน่งในชนบท “เช็กเกอร์ส” ร่วมกับภริยา เพื่อทบทวนอนาคตทางการเมืองของตนเอง โดยแหล่งข่าวระดับสูงในรัฐบาลเปิดเผยกับเดอะ เทเลกราฟ ว่า สตาร์เมอร์เริ่มตระหนักแล้วว่า “เกมจบลงแล้ว” และกำลังพิจารณาว่าจะลงจากตำแหน่งอย่างไรเพื่อรักษาเกียรติยศและผลงานที่ผ่านมา

จากการรวบรวมข้อมูลของสำนักข่าวรอยเตอร์ พบว่ามี สส. พรรคแรงงานมากกว่า 100 คน หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของ ส.ส. พรรคทั้งหมดในสภา ออกมาเรียกร้องให้เขาลาออกต่อสาธารณะ ขณะที่คนใกล้ชิดยอมรับว่า ตอนนี้เหลือ สส. เพียงไม่กี่คนที่เป็นเพื่อนสนิทจริงๆ เท่านั้นที่ยังอยู่เคียงข้างเขา ยิ่งไปกว่านั้น มีรายงานว่ารัฐมนตรีอาวุโสในคณะรัฐบาลถึง 5 คน รวมถึง ไฮดี อเล็กซานเดอร์ รัฐมนตรีคมนาคม, อีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศ, ชาบานา มาห์มูด รัฐมนตรีมหาดไทย และ เอ็ด มิลลิแบนด์ เพื่อนสนิทของเขา ต่างแอบส่งสัญญาณเตือนให้เขาวางกำหนดเวลาลาออก ดีกว่าการดันทุรังไปสู้ในศึกท้าชิงเก้าอี้ผู้นำพรรค ซึ่งอาจทำให้เขาต้อง “อับอายขายหน้า” หากเป็นฝ่ายพ่ายแพ้

มีรายงานจากหนังสือพิมพ์เดอะ ฟินันเชียล ไทมส์ ว่า นายโจนาธาน เรย์โนลด์ส ประธานวิปรัฐบาล ได้แจ้งเตือนสตาร์เมอร์แล้วว่า สส. พรรครัฐบาลต้องการเห็นการส่งมอบอำนาจอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยไปยังนายแอนดี เบิร์นแฮม โดยคนใกล้ชิดเปิดเผยว่า โอกาสที่สตาร์เมอร์จะเดินหน้าสู้ต่อนั้นเหลือเพียงแค่ 25% เท่านั้น

ปัจจุบัน นายแอนดี เบิร์นแฮม ได้รับเสียงสนับสนุนจาก สส. ในพรรคแล้วเกือบ 300 คน ทำให้พันธมิตรของเขามองว่าการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยไม่ต้องมีการลงคะแนนแข่งขัน เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ตัวเต็งอีกคนอย่าง นายเวส สตรีตติง อดีตรัฐมนตรีสาธารณสุข มีรายงานว่าเตรียมจะยอมถอยเพื่อหลีกทางให้เบิร์นแฮม แลกกับการรับตำแหน่งสำคัญในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่

นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์เดอะ ไทมส์ ยังรายงานว่า หากเบิร์นแฮมได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เขามีแผนที่จะปลด นางราเชล รีฟส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกจากตำแหน่งทันที เนื่องจากทีมที่ปรึกษามองว่าแนวทางการบริหารเศรษฐกิจของเธอไม่มีความเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้ามากพอ

อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งทำเนียบนายกรัฐมนตรีบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง ยังคงออกมาปฏิเสธรายงานข่าวเหล่านี้ โดยยืนยันว่า สตาร์เมอร์ยังคงมุ่งมั่นกับการทำหน้าที่บริหารประเทศ และพร้อมจะต่อสู้กับทุกการท้าชิงอำนาจตามที่เคยลั่นวาจาไว้เมื่อวันศุกร์ รวมถึงมีกำหนดการลงพื้นที่และประกาศนโยบายภายในประเทศในต้นสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ นายเคียร์ สตาร์เมอร์ เคยนำพรรคแรงงานปีกกลาง-ซ้าย ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายในปี 2024 แต่คะแนนนิยมของเขาดิ่งลงเหวอย่างรวดเร็วจากเรื่องอื้อฉาวหลายกรณี และการกลับลำนโยบายบ่อยครั้ง จนทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเขาไม่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตตามที่เคยสัญญาไว้ได้ ซึ่งหากสตาร์เมอร์ต้องพ้นจากตำแหน่งจริง สหราชอาณาจักรจะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีเป็นคนที่ 7 ในช่วงเวลาเพียงแค่หนึ่งทศวรรษเศษ ซึ่งถือเป็นอัตราการเปลี่ยนผู้นำที่สูงที่สุดในรอบเกือบ 2 ศตวรรษ สะท้อนถึงความโกรธเคืองของประชาชนต่อความล้มเหลวของรัฐบาลในการแก้ปัญหาบริการสาธารณะและผู้อพยพผิดกฎหมาย.

ที่มา The Telegraph / Reuters

ฝรั่งเศสแบนแอลกอฮอล์ในเทศกาลดนตรี หลังคลื่นความร้อนรุนแรง อุณหภูมิแตะ 41 องศาฯ

ฝรั่งเศสแบนแอลกอฮอล์ในเทศกาลดนตรี หลังคลื่นความร้อนรุนแรง อุณหภูมิแตะ 41 องศาฯ

21 มิ.ย. 2569 10:24 น.

ฝรั่งเศสแบนแอลกอฮอล์ในเทศกาลดนตรี หลังคลื่นความร้อนรุนแรง อุณหภูมิแตะ 41 องศาฯ

รัฐบาลฝรั่งเศสประกาศยกระดับเตือนภัยสีแดงใน 35 พื้นที่ พร้อมสั่งห้ามขายและดื่มแอลกอฮอล์ในที่สาธารณะระหว่างเทศกาลดนตรี ท่ามกลางคลื่นความร้อนรุนแรงที่ปกคลุมหลายพื้นที่ อุณหภูมิบางจุดอาจแตะ 41 องศาเซลเซียส ขณะที่หลายประเทศในยุโรปเร่งรับมือผลกระทบจากสภาพอากาศร้อนจัด

วิกฤตคลื่นความร้อนรุนแรงแผ่ปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปยุโรป ส่งผลให้อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นจนใกล้แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยที่ประเทศฝรั่งเศส รัฐบาลได้ประกาศยกระดับการเตือนภัยคลื่นความร้อนเป็น “ระดับสีแดง” ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดใน 35 เขต จากทั้งหมด 96 เขตทั่วประเทศ รวมถึงกรุงปารีสและภูมิภาคเบอร์กันดี โดยคาดการณ์ว่าอุณหภูมิจะพุ่งสูงถึง 39-40 องศาเซลเซียส และบางพื้นที่อาจแตะระดับ 41 องศาเซลเซียส ก่อนจะขึ้นสู่จุดสูงสุด

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้นายกรัฐมนตรี เซบาสเตียน เลอกอร์นู  สั่งประกาศมาตรการเชิงรุก ห้ามจำหน่ายและบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่สาธารณะ รวมถึงในงานเทศกาลดนตรีแห่งชาติ “เฟต เดอ ลา มูซิก” (Fête de la Musique) ซึ่งเป็นเทศกาลประจำปีในวันครีษมายัน หรือวันที่มีช่วงเวลากลางวันยาวนานที่สุดในรอบปี ที่ดึงดูดผู้คนนับล้านลงสู่ท้องถนน โดยในปีก่อนๆ มีผู้เข้าร่วมงานเฉพาะในกรุงปารีสสูงถึง 2 ล้านคน

สำนักนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสระบุว่า มาตรการจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพของหน่วยบริการฉุกเฉินและระบบสาธารณสุข เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถมุ่งเน้นไปที่การดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุและเด็กได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ คลื่นความร้อนที่ลากยาวมาหลายวันยังส่งผลกระทบต่อระบบคมนาคมอย่างหนัก จนต้องยกเลิกเที่ยวรถไฟหลายสิบเที่ยว และต้องประกาศสั่งระงับการเรียนการสอนในโรงเรียนชั่วคราว ขณะที่ทางการกรุงปารีสได้สั่งเปิดสวนสาธารณะและสวนหย่อมตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้มีพื้นที่พักผ่อนคลายร้อนในช่วงค่ำคืน

ทางด้านสำนักอุตุนิยมวิทยาฝรั่งเศส ระบุว่า ยังคง “ไม่แน่นอน” ว่าคลื่นความร้อนในครั้งนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด โดยคาดว่าประชากรราว 3 ใน 4 ของประเทศจะได้รับผลกระทบโดยตรง

สถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านร่วมทวีปยุโรปต่างเผชิญความยากลำบากไม่แพ้กัน โดยที่เยอรมนีมีการประกาศเตือนภัยความร้อนทั่วประเทศ โดยอุณหภูมิพุ่งสูงใกล้แตะ 38 องศาเซลเซียส ซึ่งสำนักอุตุนิยมวิทยาเยอรมนีเตือนว่า สภาพอากาศที่ร้อนจัดและมีความชื้นสูง อาจเป็นชนวนเหตุให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงตามมา

ส่วนในอิตาลี อุณหภูมิพุ่งสูงถึง 36-37 องศาเซลเซียส ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการท่องเที่ยวอย่างมาก นักท่องเที่ยวในกรุงโรมต้องเข้าคิวท่ามกลางแดดที่แผดเผาภายนอกโคลอสเซียม ทำให้บางส่วนต้องหนีร้อนลงไปหลบในพื้นที่ใต้ดินที่เย็นกว่าของซากวิหารคลอดิอุส ขณะที่เมืองโบโลญญา ประชาชนต่างไปรุมล้อมสาดน้ำใส่หน้าตัวเองที่น้ำพุเนปจูนเพื่อบรรเทาความร้อน

ขณะที่สเปน สหพันธ์ฟุตบอลสเปนตัดสินใจสั่ง ปิดพื้นที่แฟนโซน บริเวณจัตุรัสปลาซา เด โกลอน ในกรุงมาดริด ซึ่งมีการติดตั้งจอยักษ์สำหรับชมการแข่งขันฟุตบอลโลก นัดที่ทีมชาติสเปนจะพบกับซาอุดีอาระเบีย เพื่อความปลอดภัยของแฟนบอล ทำให้แฟนๆ ต้องกระจายตัวไปหาที่ชมการแข่งขันในร่มแทน ซึ่งตรงกันข้ามกับตัวนักเตะในสนามที่เมืองแอตแลนตา สหรัฐฯ ที่จะได้เล่นในระบบสนามกีฬาติดเครื่องปรับอากาศที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์

นักวิทยาศาสตร์ชี้แจงว่า สภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ “โลกรวน” คือปัจจัยหลักที่ทำให้คลื่นความร้อนในยุโรปเกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะฉุกเฉินทางสุขภาพและสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจในช่วงฤดูร้อน

ทางด้าน นายเอ็มมานูเอล มูแลง ผู้ว่าการธนาคารกลางฝรั่งเศส ออกมาเตือนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจว่า แม้ผลกระทบระยะสั้นต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอาจยังก้ำกึ่ง เนื่องจากประสิทธิภาพในการทำงานของแรงงานลดลง แต่ถูกชดเชยด้วยการใช้พลังงานที่สูงขึ้น ทว่าในระยะกลาง คลื่นความร้อนที่รุนแรงเช่นนี้จะกลายเป็นปัจจัยลบที่ฉุดรั้งและกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.

ที่มา Reuters / BBC

อิสราเอลเดินหน้าถล่มกาซา-เลบานอน ดับกว่า 20 ราย แม้มีข้อตกลงหยุดยิง

อิสราเอลเดินหน้าถล่มกาซา-เลบานอน ดับกว่า 20 ราย แม้มีข้อตกลงหยุดยิง

21 มิ.ย. 2569 10:01 น.

อิสราเอลเดินหน้าถล่มกาซา-เลบานอน ดับกว่า 20 ราย แม้มีข้อตกลงหยุดยิง

อิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศทั้งในฉนวนกาซาและเลบานอน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 20 ราย รวมถึงเด็ก และผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวอัลจาซีรา ขณะที่ทั้งกลุ่มฮามาสและฮิซบอลเลาะห์ต่างประณามอิสราเอลละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างรุนแรง

การโจมตีทางอากาศของกองทัพอิสราเอลในฉนวนกาซา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ราย โดยหนึ่งในนั้นคือ นายอาห์เหม็ด วิชาห์ ผู้สื่อข่าวและช่างภาพของสำนักข่าวอัลจาซีรา ซึ่งเสียชีวิตพร้อมกับบุคคลอื่นอีก 2 ราย จากการโจมตีบ้านพักในค่ายผู้ลี้ภัยบูเรจ ทางตอนกลางของกาซา ทั้งนี้ นายอาห์เหม็ด นับเป็นสมาชิกคนล่าสุดของครอบครัววิชาห์ที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับสงคราม หลังจากที่นายโมฮาเหม็ด พี่ชายของเขาซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวอัลจาซีราเช่นกัน เพิ่งถูกสังหารไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ทางสำนักข่าวอัลจาซีราได้ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของอิสราเอลอย่างรุนแรง โดยระบุว่าเป็นการก่ออาชญากรรมที่สะท้อนถึงนโยบายที่เป็นระบบของอิสราเอลในการพุ่งเป้าสังหารสื่อมวลชนเพื่อ “ปิดปากความจริง” อย่างไรก็ตาม กองทัพอิสราเอลได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว พร้อมอ้างว่านายอาห์เหม็ดและผู้เสียชีวิตอีก 2 ราย เป็นผู้ก่อการร้ายในปีกกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มฮามาส โดยทำหน้าที่เป็นพลซุ่มยิงที่มีแผนโจมตีทหารอิสราเอล แต่ทาง IDF ไม่ได้นำหลักฐานใดๆ มาแสดงต่อสาธารณะ

นอกจากนี้ ในย่านซาบรา ของเมืองกาซาซิตี้ ยังเกิดเหตุโจมตีบ้านพักในช่วงกลางดึก ส่งผลให้สมาชิกในครอบครัวหนึ่งเสียชีวิตทันที 4 ราย ในจำนวนนี้รวมถึงผู้หญิงและเด็กอีก 2 คน 

กระทรวงสาธารณสุขในกาซาเปิดเผยว่า นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาสมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว กองทัพอิสราเอลได้สังหารผู้คนในกาซาไปแล้วถึง 1,007 ราย และหากนับรวมตั้งแต่ชนวนเหตุวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ที่กลุ่มฮามาสบุกโจมตีอิสราเอล คร่าชีวิตไป 1,200 ราย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมในกาซาพุ่งสูงกว่า 73,000 ราย 

นายทอม เฟลตเชอร์ หัวหน้าหน่วยงานบรรเทาทุกข์ส่วนภูมิภาคของสหประชาชาติ แถลงต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติว่า แม้ข้อตกลงหยุดยิงจะส่งผลให้มีรถขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์เข้าไปในพื้นที่มากขึ้น จนทำให้อัตราครัวเรือนที่ต้องอดมื้อกินมื้อลดลงจากร้อยละ 92 เหลือร้อยละ 36

อย่างไรก็ตาม ประชากรกว่าร้อยละ 70 ในกาซายังคงขาดแคลนที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม ระบบสุขาภิบาลเสื่อมโทรมขั้นรุนแรง และบริการขั้นพื้นฐานกำลังเผชิญภาวะล่มสลาย ประชาชนชาวปาเลสไตน์ยังคงถูกพรากสิทธิขั้นพื้นฐาน ทั้งความปลอดภัย ที่พักพิง น้ำสะอาด และการสาธารณสุข

ขณะเดียวกัน เงื่อนไขภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงที่กำหนดให้กลุ่มฮามาสต้องปลดอาวุธและยุติบทบาทการบริหารในกาซานั้นยังไม่เกิดขึ้น โดยในปัจจุบันได้มีการจัดตั้ง “คณะกรรมการสันติภาพ” ซึ่งประกอบด้วยนักการทูตต่างชาติเข้ามาดูแลคณะกรรมการเทคโนแครตที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเมืองเพื่อบริหารกาซาแทน ด้านนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่าได้สั่งการให้กองทัพขยายพื้นที่ควบคุมในกาซาให้ครอบคลุมถึงร้อยละ 70 ของพื้นที่ แม้ว่าข้อตกลงจะระบุว่าอิสราเอลจะไม่เข้ายึดครองและต้องทยอยส่งคืนพื้นที่ก็ตาม

สถานการณ์ทางฝั่งเลบานอนกลับมาตึงเครียดหนักเช่นกัน สำนักข่าวแห่งชาติเลบานอน (NNA) รายงานว่า การโจมตีทางอากาศและโดรนของอิสราเอลในพื้นที่ทางตอนใต้และหุบเขาเบกา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ราย หลังจากข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เพิ่งมีผลบังคับใช้ไปได้เพียงวันเดียว

โดยที่เมืองบาริช ขีปนาวุธของอิสราเอลถล่มอาคารที่พักอาศัย 3 ชั้น ส่งผลให้พ่อ แม่ และลูกอีก 2 คนเสียชีวิต นอกจากนี้ กองทัพเลบานอนยังแถลงว่า มีทหารเลบานอนเสียชีวิต 1 นายจากการโจมตีบนถนนสายคฟาร์รูมัน-นาบาตีเย รวมถึงอาคารธนาคารกลางเลบานอนสาขานาบาตีเยก็ถูกระเบิดทำลายจนพังเสียหายยับเยิน

กองทัพอิสราเอลออกมายอมรับว่าได้ทำการโจมตีจริง แต่ระบุว่าเป็นมาตรการตอบโต้เชิงรับ หลังจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ได้ยิงขีปนาวุธกว่า 50 ลูกข้ามพรมแดนเข้าใส่กองทัพอิสราเอลในเลบานอนตอนใต้ในช่วงข้ามคืน นอกจากนี้ อิสราเอลยังเปิดเผยว่ามีทหารของตนเสียชีวิต 5 นายในการปะทะตลอด 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา พร้อมเน้นย้ำว่าการคงกำลังทหารใน “เขตความมั่นคง” มีวัตถุประสงค์เพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐานของฮิซบอลเลาะห์ ไม่ใช่การทำร้ายพลเรือน

ทางด้านกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ออกมาปฏิเสธและกล่าวหาอิสราเอลว่า เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิงก่อนหลายร้อยครั้ง โดยระบุว่าทหารอิสราเอลพยายามบุกรุกเข้าสู่พื้นที่เนินเขาอาลี อัล-ตาเฮอร์ ในเลบานอนตอนใต้ ทำให้กองกำลังฮิซบอลเลาะห์ต้องทำการยิงสกัด และเตือนว่าการโจมตีของอิสราเอลจะ “ไม่ผ่านไปโดยไม่มีการตอบโต้” พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ กดดันอิสราเอลให้หยุดการกระทำดังกล่าว ทั่งนี้ แกนนำระดับสูงของเฮซบอลลาห์ย้ำว่า การจับอาวุธต่อต้านยังคงเป็นสิ่งชอบธรรมตราบใดที่ทหารอิสราเอลยังไม่ออกจากดินแดนเลบานอน

กระทรวงสาธารณสุขเลบานอนระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคมเป็นต้นมา มีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลแล้วถึง 4,057 ราย ขณะที่ฝั่งอิสราเอลมีรายงานทหารเสียชีวิตอย่างน้อย 32 นาย และพลเรือน 4 ราย

ความรุนแรงที่ปะทุขึ้นใหม่นี้สร้างความกังวลอย่างมากต่อประชาคมโลก เนื่องจากอาจส่งผลให้ข้อตกลงหยุดยิงรวมถึงความเข้าใจร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่เพิ่งประกาศไปในสัปดาห์นี้ต้องพังทลายลง ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวตั้งเป้าที่จะหยุดยิงอย่างถาวรในทุกพื้นที่แนวหน้า รวมถึงในเลบานอน แต่อิสราเอลซึ่งไม่ได้เข้าร่วมการเจรจาโดยตรงยังคงแสดงท่าทีคัดค้านเงื่อนไขบางประการที่อาจจำกัดปฏิบัติการทางทหารของตน.

ที่มา BBC / Reuters

เซเลนสกีส่งคืนเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของโปแลนด์ หลัง ปธน.ใหม่ขู่ยึดรางวัล

เซเลนสกีส่งคืนเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของโปแลนด์ หลัง ปธน.ใหม่ขู่ยึดรางวัล

21 มิ.ย. 2569 06:06 น.

เซเลนสกีส่งคืนเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของโปแลนด์ หลัง ปธน.ใหม่ขู่ยึดรางวัล

เซเลนสกีส่งคืนเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของโปแลนด์แล้ว หลังจากผู้นำใหม่ของโปแลนด์ขู่ยึดรางวัลคืน เนื่องจากไม่พอใจที่ยูเครนตั้งชื่อหน่วยทหารตามกองกำลังอื้อฉาวในยุคสงครามโลก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 20 มิ.ย. 2569 ว่า นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนแถลงว่าเขาได้ส่งคืนเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของประเทศโปแลนด์แล้ว หลังจากที่ คารอล นัฟรอตสกี ประธานาธิบดีโปแลนด์คนปัจจุบัน ประกาศว่าจะริบรางวัลดังกล่าวคืนจากเขา

เครื่องอิสริยาภรณ์นกอินทรีขาวของโปแลนด์ (Polish Order of the White Eagle) นี้ ถูกมอบให้แก่นายเซเลนสกีในปี 2566 โดยนายอันเดรจ ดูดา ประธานาธิบดีโปแลนด์ในขณะนั้น

ทว่าเมื่อเดือนก่อน รัฐบาลเคียฟได้สร้างความไม่พอใจให้แก่โปแลนด์อย่างรุนแรงหลังจากมีการเปลี่ยนชื่อหน่วยทหารยูเครนหน่วยหนึ่งตามชื่อกลุ่มนักรบสุดอื้อฉาวในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ “กองทัพผู้ก่อการกำเริบยูเครน” (Ukrainian Insurgent Army) หรือ UPA

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเครนอีก 3 คน ก็ได้ประกาศส่งคืนรางวัลต่าง ๆ ที่โปแลนด์เคยมอบให้เช่นกัน เพื่อแสดงความสมานฉันท์และยืนหยัดเคียงข้างประธานาธิบดีของพวกเขา

ทั้งนี้ ชาวยูเครนจำนวนมากมองว่า กลุ่ม UPA ซึ่งมีบทบาทในช่วงทศวรรษ 1940 และ 1950 เป็นวีรบุรุษผู้ต่อสู้เพื่อเอกราชของยูเครน โดยรบกับทั้งกองทัพแดงของสหภาพโซเวียต, นาซีเยอรมนี และทางการโปแลนด์ ซึ่งในปัจจุบัน กองกำลังยูเครนในแนวหน้าก็ยังคงใช้ธงสีแดงและดำของกองกำลังนี้อยู่บ่อยครั้ง

อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งโปแลนด์กลับกล่าวหาว่ากลุ่ม UPA เป็นผู้รับผิดชอบต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กลุ่มชาติพันธุ์ชาวโปล ประมาณ 100,000 คนในภูมิภาคโวฮีเนีย (Volhynia) ซึ่งปัจจุบันคือแคว้นโวลินในยูเครน ในช่วงปี 2486-2488

ที่ผ่านมา โปแลนด์ถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรหลักของยูเครนในสงครามต่อต้านรัสเซีย, รับผู้ลี้ภัยจำนวนหลายแสนคน และทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ไปยังยูเครน

นายเซเลนสกีระบุในแถลงการณ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ยูเครนจะยังคงเปิดกว้างต่อการทำงานที่มีความหมายร่วมกันกับโปแลนด์ในทุกรูปแบบ เพื่อหลีกเลี่ยงการตีความที่ขัดแย้งกันในหน้าประวัติศาสตร์ร่วมอันยากลำบากและเจ็บปวดของทั้งสองฝ่าย พร้อมเสริมว่ายูเครนรู้สึกซาบซึ้งต่อประชาชนชาวโปแลนด์ที่ช่วยเหลือ และความร่วมมือที่มีให้มาตลอด

ด้านประธานาธิบดี คารอล นัฟรอตสกี ของโปแลนด์ประณามการตัดสินใจของยูเครนเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมว่า การตั้งชื่อหน่วยทหารตามกลุ่ม UPA ว่าเป็นเรื่องที่ “น่าอดสู” “ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้” และ “น่าผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง”

อย่างไรก็ตาม นัฟรอตสกียืนยันว่าข้อพิพาททางการทูตในครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการสนับสนุนที่โปแลนด์มีให้แก่ยูเครนในการต่อสู้กับรัสเซีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไปครบทุกทวีป ออสเตรเลียเจอไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ครั้งแรก

ไปครบทุกทวีป ออสเตรเลียเจอไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ครั้งแรก

21 มิ.ย. 2569 05:36 น.

ไปครบทุกทวีป ออสเตรเลียเจอไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ครั้งแรก

ออสเตรเลียตรวจพบเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ในสัตว์ปีกเป็นครั้งแรก หมายความว่า ไวรัสชนิดนี้ถูกพบในทุกทวีปทั่วโลกแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 20 มิ.ย. 2569 ว่า กระทรวงเกษตรของออสเตรเลียยืนยันว่า มีการตรวจพบไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ในประเทศเป็นครั้งแรก ซึ่งหมายความว่า ไวรัสสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดในสัตว์ปีกได้ง่ายนี้ ถูกพบในพื้นที่ต่างๆ ครบทุกทวีปในโลกแล้ว

ก่อนหน้านี้ ออสเตรเลียเป็นทวีปเดียวในโลกที่ยังไม่เคยตรวจพบไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 มาก่อน แต่ล่าสุด จูเลีย คอลลินส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของออสเตรเลียแถลงเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า ตรวจพบโรคดังกล่าวในนกทะเลอพยพชนิดหนึ่ง คือ นกสกัวสีน้ำตาล (Brown Skua) ในพื้นที่ห่างไกลทางตะวันตกของประเทศ

ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่า นกตัวดังกล่าวถูกพบบนชายหาดที่อุทยานแห่งชาติ “เคป เลอ แกรนด์” (Cape Le Grand) ใกล้กับเมืองเอสเพอแรนซ์ (Esperance) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองเพิร์ทไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 700 กิโลเมตร

ไข้หวัดนกสายพันธุ์นี้สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วในหมู่สัตว์ปีกและประชากรนกป่า ส่วนกรณีการติดเชื้อในมนุษย์ที่เชื่อมโยงกับโรคนี้ยังคงพบได้น้อยมาก

“เราทุกคนต่างรู้ดีว่าเราคงไม่สามารถปลอดจากไข้หวัดนกได้ตลอดไป” คอลลินส์กล่าวในการแถลงข่าว และระบุเพิ่มเติมว่า มีเคสที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้อเป็นรายที่สอง คือ นกเพเทรลใต้ (Southern Petrel) ที่ถูกพบในสภาพหมดแรงบนชายหาดเมืองเอสเพอแรนซ์ แต่ยังไม่พบหลักฐานว่ามีสัตว์ปีกในพื้นที่ตายเป็นจำนวนมาก

สำนักข่าว ABC ซึ่งเป็นสื่อแห่งชาติของออสเตรเลียรายงานคำพูดของ ฟิโอนา เฟรเซอร์ กรรมาธิการด้านสายพันธุ์สัตว์ที่ถูกคุกคาม ซึ่งระบุว่า เจ้าหน้าที่จะทราบ “ภายในไม่กี่วัน” ว่าไวรัสนี้ได้แพร่กระจายไปยังประชากรสัตว์กลุ่มอื่น ๆ ในออสเตรเลียหรือไม่

รายงานยังได้อ้างคำพูดของ เบท คุกสัน หัวหน้าเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์ของออสเตรเลีย ซึ่งระบุว่า ทางการได้ “เตรียมความพร้อมสำหรับเหตุการณ์นี้มาเป็นเวลานานแล้ว” และคณะกรรมการฉุกเฉินด้านโรคสัตว์ได้เปิดประชุมร่วมกันเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ย้อนกลับไปเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน มีการตรวจพบไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ในดินแดนห่างไกลของออสเตรเลียอย่าง เกาะเฮิร์ดและหมู่เกาะแมกโดนัลด์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของมหาสมุทรอินเดีย

ผลการศึกษาที่เผยแพร่ในสัปดาห์นี้ประเมินว่า นับตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ลูกแมวน้ำประมาณ 13,000 ตัว จากทั้งหมด 17,000 ตัวบนเกาะเฮิร์ด ได้ล้มตายลงจากไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 75% ของประชากรลูกแมวน้ำทั้งหมด นอกจากนี้ นักวิจัยยังพบอัตราการตายที่สูงกว่าปกติในกลุ่มประชากรนกเพนกวินด้วย

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ไข้หวัดนกน่าจะแพร่กระจายมายังเกาะเหล่านี้เมื่อเดือนสิงหาคมปีก่อน โดยนกอพยพที่เดินทางมาจากหมู่เกาะโครเซต์ (Crozet) ของฝรั่งเศส ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 1,800 กิโลเมตร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ขู่เก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ หากการเจรจาข้อตกลงไม่สำเร็จ

ทรัมป์ขู่เก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ หากการเจรจาข้อตกลงไม่สำเร็จ

21 มิ.ย. 2569 03:36 น.

ทรัมป์ขู่เก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ หากการเจรจาข้อตกลงไม่สำเร็จ

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า จะไม่เก็บค่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งในระยะเวลา 60 วันแรกตามข้อตกลงและหลังจากนั้น แต่สหรัฐฯ อาจจะเป็นผู้เก็บค่าผ่านทางเองหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านได้

เมื่อ 20 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ขู่ว่าจะเรียกเก็บค่าผ่านทางกับเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายกับอิหร่านได้ โดยอ้างว่าค่าธรรมเนียมดังกล่าวถือเป็นค่าบริการสำหรับการเป็น “เทวดาผู้คุ้มครอง” (Guardian Angel) ให้กับภูมิภาคตะวันออกกลาง

“จะไม่มีการเก็บค่าผ่านทางใด ๆ ในช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลา 60 วันในช่วงระยะเวลาหยุดยิง และจะไม่มีการเก็บค่าผ่านทางหลังจากสิ้นสุดระยะเวลา 60 วันดังกล่าวด้วย เว้นเสียแต่ว่าค่าผ่านทางนั้นจะถูกเรียกเก็บโดยสหรัฐฯ และเพื่อสหรัฐฯ ในกรณีที่ข้อตกลงนี้ไม่เสร็จสมบูรณ์”

โพสต์ของทรัมป์เสริมด้วยว่า ค่าผ่านทางนี้จะเป็น “ค่าบริการในฐานะเทวดาผู้คุ้มครองแก่ประเทศต่าง ๆ ในตะวันออกกลาง เพื่อเป็นค่าชดเชยสำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต”

ทั้งนี้ สหรัฐฯ กับอิหร่านลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อยุติสงครามเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่หนึ่งในสิ่งที่ยังไม่ชัดเจนคือ ท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลเตหะรานจะยังคงเป็นผู้ถือสิทธิ์ในการควบคุมช่องแคบนี้หรือไม่

ขณะเดียวกัน เรือต่าง ๆ จะสามารถสัญจรได้ฟรีโดยไม่มีค่าผ่านทาง “เป็นเวลา 60 วันเท่านั้น” ตามข้อตกลง ในระหว่างที่อิหร่านและประเทศเพื่อนบ้านในแถบอ่าวเปอร์เซียกำลังร่วมกันจัดทำข้อตกลงใหม่สำหรับช่องแคบนี้ ซึ่งนั่นหมายความว่าเตหะรานอาจได้รับอนุญาตให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมได้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงยืนกรานตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ช่องแคบดังกล่าวจะต้องเปิดให้ใช้งาน “โดยไม่มีการเก็บค่าผ่านทางในช่วง 60 วันแรกและหลังจากนั้นด้วย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

โต้กันเดือด นายกฯ อิตาลีตอกกลับทรัมป์ “ห่วงคะแนนนิยมตัวเองดีกว่า”

โต้กันเดือด นายกฯ อิตาลีตอกกลับทรัมป์ “ห่วงคะแนนนิยมตัวเองดีกว่า”

21 มิ.ย. 2569 03:11 น.

โต้กันเดือด นายกฯ อิตาลีตอกกลับทรัมป์ “ห่วงคะแนนนิยมตัวเองดีกว่า”

นายกฯ หญิงของอิตาลีกับโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้วาทกรรมตอบโต้กันอีกครั้ง โดยผู้นำอิตาลีบอกให้ผู้นำสหรัฐฯ ห่วงความนิยมของตัวเอง หลังก่อนหน้านี้เขาตั้งคำถามถึงคะแนนนิยมของเธอ

เมื่อวันเสาร์ที่ 20 มิ.ย. 2569 นางจอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี ได้ออกมาตอบโต้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์อีกครั้ง หลังจากที่ทรัมป์ได้ตั้งคำถามถึงคะแนนนิยมทางการเมืองของเธอ และอ้างอีกครั้งว่า เธอพยายามอ้อนวอนเพื่อขอถ่ายรูปกับเขา

นายทรัมป์กล่าวว่านายกรัฐมนตรีหญิงแห่งอิตาลี “กำลังทำผลงานได้ย่ำแย่เมื่อดูจากระดับคะแนนนิยมของเธอ” และกล่าวหานางเมโลนีด้วยว่าไม่สนับสนุนความพยายามของสหรัฐฯ ในการสกัดกั้นไม่ให้คู่อริอย่างอิหร่าน “ได้มาหรือพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์”

ต่อมา นางเมโลนีโพสต์แถลงการณ์ผ่านทางอินสตาแกรม (IG) ว่า “การโจมตีอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีสาเหตุ” ของทรัมป์นั้นเป็นเรื่องที่ “ไร้สาระ”

“ส่วนเรื่องคะแนนนิยมของฉัน การเป็นเพื่อนกับคุณไม่ได้ช่วยให้มันดีขึ้นเลยแน่นอน และมันก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของฉันกับคุณด้วย” เมโลนีกล่าว “คะแนนนิยมของฉันไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องมาห่วง ฉันแนะนำให้คุณไปสนใจคะแนนนิยมของตัวเองจะดีกว่า”

ก่อนหน้านี้ นายทรัมป์โจมตีนางเมโลนีว่า เธอสร้างความไม่สะดวกในด้านการขนส่งสรรพกำลังอย่างมาก จากการสั่งห้ามไม่ให้สหรัฐฯ ใช้พื้นที่ปฏิบัติการทางอากาศของอิตาลีสำหรับภารกิจทางทหารของอเมริกาในอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม ผู้นำอิตาลีได้ชี้แจงว่า การใช้ฐานทัพในอิตาลีนั้น “ถูกควบคุมโดยข้อตกลงที่เราเคารพเสมอมา และข้อตกลงเหล่านั้นจะไม่สามารถถูกละเมิดได้ตราบใดที่ฉันยังคงเป็นนายกรัฐมนตรี”

ทั้งนี้ การสาดวาทะตอบโต้กันไปมาระหว่างผู้นำอิตาลีกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา สะท้อนถึงรอยร้าวที่กำลังก่อตัวขึ้นระหว่างสองประเทศ นับตั้งแต่ทรัมป์เริ่มปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ขณะที่นายอันโตนิโอ ทายานี รัฐมนตรีต่างประเทศอิตาลี ยกเลิกกำหนดการเดินทางไปสหรัฐฯ ในช่วงต้นสัปดาห์หน้าแล้ว

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เริ่มจาก มีภาพถ่ายของทรัมป์และเมโลนีขณะกำลังยืนพูดคุยกันอย่างใกล้ชิดในการประชุมสุดยอดผู้นำ G7 เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากนั้น ผู้นำหญิงของอิตาลีก็บอกกับผู้สื่อข่าวว่า ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยังคงเหมือนเดิม และ “ไม่มีการกล่าวโทษกัน”

ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน ทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสถานีโทรทัศน์ La7 ของอิตาลี โดยเขาอ้างว่า “เธออ้อนวอนขอถ่ายรูปกับผม ผมเลยรู้สึกสงสารเธอ … เธอคงจะดีใจนะที่ผมยอมคุยด้วย”

ต่อมานางเมโลนีก็โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมโดยระบุว่าเธอรู้สึก “ตกตะลึงอย่างแท้จริง” และ “ไม่รู้ว่าทำไมประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถึงทำตัวแบบนี้กับประเทศพันธมิตร” พร้อมเสริมว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น

“แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาจำเป็นต้องจำไว้ นั่นคือ ทั้งตัวฉันและประเทศอิตาลี ไม่เคยอ้อนวอนใคร” เมโลนีกล่าว ซึ่งข้อความของเธอได้รับกระแสสนับสนุนอย่างล้นหลามจากนักการเมืองทุกฝ่ายในแวดวงการเมืองของอิตาลี

อนึ่ง ผู้นำทั้งสองคนเคยใช้วาทกรรมโต้ตอบกันมาแล้วเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลังจากที่ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความโจมตีสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ว่า “อ่อนข้อให้กับอาชญากรรม และแย่มากในเรื่องนโยบายต่างประเทศ” ทำให้นายกรัฐมนตรีอิตาลีออกมากล่าวว่า คำวิพากษ์วิจารณ์ของนายทรัมป์นั้น เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc