“ทรัมป์” เตรียมขึ้นเวทีเปิดงานเอง หลังศิลปินแห่ถอนตัวงานฉลอง 250 ปีสหรัฐฯ

"ทรัมป์" เตรียมขึ้นเวทีเปิดงานเอง หลังศิลปินแห่ถอนตัวงานฉลอง 250 ปีสหรัฐฯ

31 พ.ค. 2569 12:22 น.

“ทรัมป์” เตรียมขึ้นเวทีเปิดงานเอง หลังศิลปินแห่ถอนตัวงานฉลอง 250 ปีสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมรับหน้าที่เปิดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพสหรัฐฯ เอง หลังทัพศิลปินนักร้องชื่อดังแห่ยกเลิกคิวขึ้นคอนเสิร์ตเปิดงาน โดยให้เหตุผลว่าไม่ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมือง

ความคืบหน้าการจัดงานมหกรรมแห่งชาติ “เกรต อเมริกัน สเตต แฟร์” (Great American State Fair) ซึ่งเป็นงานเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพสหรัฐฯ เป็นเวลา 16 วัน ระหว่างวันที่ 25 มิถุนายน ถึง 10 กรกฎาคม 2026 ณ ลานเนชันนัล มอลล์ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กำลังเผชิญปัญหาครั้งใหญ่ เมื่อกลุ่มศิลปินที่ได้รับการเปิดเผยรายชื่อไป พากันประกาศถอนตัวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากไม่ต้องการให้ผลงานของตนไปพัวพันกับประเด็นทางการเมืองหรือตัวประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ศิลปินชื่อดังที่ประกาศขอถอนตัวด้วย ประกอบไปด้วย วงร็อกระดับตำนานอย่าง พอยซัน (Poison) นำโดย เบร็ต ไมเคิลส์ (Bret Michaels) นักร้องนำ, วงฟังก์ระดับตำนาน เดอะ คอมโมดอร์ส (The Commodores), มาร์ตินา แมกไบรด์ (Martina McBride) นักร้องเพลงคันทรีชื่อดัง รวมถึงศิลปินฮิปฮอปอย่าง ยัง เอ็มซี (Young MC) และ มอร์ริส เดย์ (Morris Day)

เบร็ต ไมเคิลส์ แถลงว่า “สิ่งที่ถูกนำเสนอต่อเราในตอนแรกว่าเป็นงานฉลองของประเทศ ได้กลายสภาพเป็นสิ่งที่มีความแตกแยกทางการเมืองมากเกินกว่าที่ผมจะยอมรับได้” ขณะที่วง เดอะ คอมโมดอร์ส ระบุว่า “ดนตรีคือเสียงของเรา และเราเลือกที่จะไม่แสดงตัวฝักใฝ่พรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง” เช่นเดียวกับ ยัง เอ็มซี ที่เปิดเผยว่าทีมงานไม่ได้แจ้งข้อมูลเรื่องการเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองในตอนแรก

อย่างไรก็ดี ยังมีศิลปินบางส่วนที่ยืนยันจะขึ้นแสดงต่อ เช่น แร็ปเปอร์ชื่อดัง โฟล ไรดา (Flo Rida) และ วานิลลา ไอซ์ (Vanilla Ice) โดย วานิลลา ไอซ์ ระบุว่า “นี่ไม่ใช่เวทีการเมือง แต่นี่คือการฉลองวันเกิดของอเมริกา” เช่นเดียวกับ แฟบ มอร์แวน (Fab Morvan) หนึ่งในสมาชิกเบื้องหน้าของวง มิลลิ วานิลลิ (Milli Vanilli) ยุค 90 ที่ยืนยันจะขึ้นแสดง 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านแพลตฟอร์ม ทรูธ โซเชียล ทันที โดยตำหนิศิลปินที่ถอนตัวว่าเป็นพวก “ระดับสาม”  และระบุว่าพวกนั้นเกิดอาการตื่นตระหนกไปเอง

ทรัมป์ระบุว่า หากนักร้องพากันถอนตัวหมด คอนเสิร์ตก็อาจจะไม่จำเป็นอีกต่อไป โดยเขาได้สั่งการให้ตัวแทนประเมินความเป็นไปได้ในการจัดงานปราศรัยใหญ่ “AMERICA IS BACK Rally” ณ สถานที่และเวลาเดิมแทน พร้อมคุยโวว่า “ข้อเท็จจริงคือ ตามความเห็นของคนจำนวนมาก ผมคือสิ่งดึงดูดใจอันดับหนึ่งของโลกในเวลานี้ ผมสามารถดึงดูดผู้ชมได้มากกว่า เอลวิส เพรสลีย์ ในยุคที่รุ่งโรจน์ที่สุดเสียอีก แถมผมทำได้โดยไม่ต้องใช้กีตาร์ด้วยซ้ำ”

ล่าสุดกลุ่ม “ฟรีดอม 250” (Freedom 250) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่จัดตั้งขึ้นร่วมกันระหว่างทำเนียบขาวและหน่วยงานรัฐบาลเพื่อดูแลงานฉลองนี้ ได้โพสต์ข้อความยืนยันว่า ทรัมป์จะเป็นผู้เดินทางมา “เปิดงานฉลองครั้งประวัติศาสตร์นี้ด้วยตัวเอง” พร้อมออกแถลงการณ์ว่ามีสิ่งดีๆ มากมายในประเทศนี้ที่ควรค่าแก่การเฉลิมฉลอง และจะไม่ยอมให้เสียงรบกวนหรือความแตกแยกมาทำลายช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่

สำหรับงาน “เกรต อเมริกัน สเตต แฟร์” ถูกออกแบบให้อย่างยิ่งใหญ่ พื้นที่จัดงานทอดยาวตั้งแต่สะพานหน้าอาคารรัฐสภาไปจนถึงอนุสาวรีย์วอชิงตัน ภายในงานจะมีทั้งเวทีคอนเสิร์ต ศาลาของรัฐต่างๆ นิทรรศการ และเครื่องเล่นสวนสนุกมากมาย

นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังให้การสนับสนุนกิจกรรมฉลอง 250 ปีของการประกาศอิสรภาพอีกหลายงาน เช่น การจัดการแข่งขันศิลปะการต่อสู้ผสมผสาน (UFC) บนลานสนามหญ้าทางทิศใต้ของทำเนียบขาว, การแข่งขันรถสูตรหนึ่งกลางเมืองหลวงในเดือนสิงหาคม รวมถึงการเตรียมออกพาสปอร์ตรุ่นพิเศษจำนวนจำกัด ซึ่งจะพิมพ์ภาพของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไว้ภายในเล่มอีกด้วย.

ที่มา Reuters / BBC

ญี่ปุ่นโต้ข้อกล่าวหา “ลัทธิเสนานิยมใหม่” สวนกลับจีนเร่งสะสมนิวเคลียร์-อาวุธร้ายแรง

ญี่ปุ่นโต้ข้อกล่าวหา "ลัทธิเสนานิยมใหม่" สวนกลับจีนเร่งสะสมนิวเคลียร์-อาวุธร้ายแรง

31 พ.ค. 2569 11:23 น.

ญี่ปุ่นโต้ข้อกล่าวหา “ลัทธิเสนานิยมใหม่” สวนกลับจีนเร่งสะสมนิวเคลียร์-อาวุธร้ายแรง

นายชินจิโร โคอิซุมิ รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นปฏิเสธข้อกล่าวหาจากจีนที่ระบุว่าญี่ปุ่นกำลังหวนคืนสู่ “ลัทธิเสนานิยมใหม่” ย้อนถามจีนที่มีหัวรบนิวเคลียร์และเครื่องบินทิ้งระเบิดยุทธศาสตร์เต็มคลังแสง กลับมาตราหน้าญี่ปุ่นที่ไม่มีอาวุธเหล่านี้ว่าเป็นภัยคุมคาม พร้อมวิจารณ์จีนเร่งขยายศักยภาพทางทหารและงบประมาณด้านกลาโหมโดยขาดความโปร่งใส

ในการประชุมความมั่นคงแห่งเอเชีย “แชงกรี-ลา ไดอะล็อก” (Shangri-La Dialogue) ที่ประเทศสิงคโปร์ นายชินจิโร โคอิซุมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่น ได้กล่าวถ้อยแถลงตอบโต้อย่างรุนแรงต่อข้อกล่าวหาจากรัฐบาลจีน โดยปฏิเสธว่าญี่ปุ่นไม่ได้กำลังก้าวเข้าสู่ “ลัทธิเสนานิยมใหม่” (Neo-Militarism) ตามที่ถูกโจมตี พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์จีนอย่างตรงไปตรงมาเรื่องการเพิ่มงบประมาณและขยายขีดความสามารถทางทหารในระดับสูงโดยขาดความโปร่งใส

นายโคอิซุมิกล่าว โดยไม่ได้ระบุชื่อจีนออกมาตรงๆ ว่า “ลองคิดดูสิครับ มีประเทศหนึ่งที่มีคลังแสงนิวเคลียร์ขนาดใหญ่และมีเครื่องบินทิ้งระเบิดเชิงยุทธศาสตร์ แต่ญี่ปุ่นไม่มีอาวุธเหล่านั้นเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ทว่าญี่ปุ่นกลับถูกตราหน้าว่าเป็น ‘ลัทธิเสนานิยมใหม่’? สิ่งนี้มันไม่แปลกไปหน่อยหรือ และไม่มีอะไรที่ห่างไกลจากความจริงไปมากกว่านี้อีกแล้ว” แต่เป็นที่เข้าใจกันดีว่าหมายถึงรัฐบาลจีนซึ่งครอบครองหัวรบนิวเคลียร์หลายร้อยชุดและกำลังพัฒนาเทคโนโลยีทหารอย่างก้าวกระโดด

รมว.กลาโหมญี่ปุ่น ย้ำว่า นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นยึดมั่นและเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติมาโดยตลอด และพยายามอย่างจริงใจในการรักษาและเสริมสร้างระเบียบสากลที่เสรีและเปิดกว้าง ซึ่งข้อเท็จจริงในฐานะประเทศที่รักสันติภาพนี้จะไม่สั่นคลอนเพียงเพราะข้อกล่าวหาที่เป็นเท็จ

ความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจแห่งเอเชียดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดในรอบหลายปี หลังจากที่นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ ของญี่ปุ่น ได้ส่งสัญญาณเชิงรุกเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า หากจีนเปิดฉากโจมตีไต้หวัน ญี่ปุ่นอาจมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการตอบโต้ทางทหาร ส่งผลให้ในเวลาต่อมา กระทรวงการต่างประเทศของจีนได้ออกมาเรียกร้องให้ประเทศในเอเชียแปซิฟิกตื่นตัวและ “ร่วมกันต่อต้านการกระทำอันประมาทเลินเล่อของลัทธิเสนานิยมใหม่ของญี่ปุ่น”

ภายใต้การนำของนายกฯ ทากาอิจิ ญี่ปุ่นได้เร่งปรับเปลี่ยนนโยบายความมั่นคงให้มีความตื่นตัวและเชิงรุกมากขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการสลัดภาพลักษณ์ของประเทศรักสันติภาพที่ดำเนินมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

นายโคอิซุมิ ระบุว่า พฤติกรรมและการดำเนินกิจกรรมทางทหารในต่างประเทศของจีน ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับญี่ปุ่นและประชาคมโลก ด้วยเหตุนี้ ญี่ปุ่นจึง “มุ่งมั่น” ที่จะสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศอย่างมั่นคงและอัปเดตเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้วยความโปร่งใสสูง ไม่ว่าจะเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบโดรน ตลอดจนการป้องกันทางไซเบอร์และอวกาศ รวมถึงการเปิดประตูกว้างเพื่อร่วมมือด้านอุปกรณ์ป้องกันประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพื่อเสริมสร้างการป้องปรามที่จับต้องได้ โดยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเพิ่งผ่านการปฏิรูปกฎเกณฑ์การส่งออกอาวุธครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ยกลิกข้อจำกัดการขายอาวุธไปต่างประเทศ และเปิดทางให้ส่งออกเรือรบและขีปนาวุธได้

อย่างไรก็ตาม รมว.กลาโหมญี่ปุ่น ยอมรับว่ารู้สึก “เสียใจ” ที่ไม่มีโอกาสได้พบและหารือกับรัฐมนตรีกลาโหมของจีนในเวทีนี้ เนื่องจากเป็นปีที่สองติดต่อกันแล้วที่นายตง จุน รัฐมนตรีกลาโหมจีน ไม่ได้เดินทางมาร่วมประชุมด้วยตัวเอง โดยส่งเพียงคณะผู้แทนระดับรองมาแทน

นายโคอิซุมิกล่าวทิ้งท้ายในการประชุมที่มีเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงจากกว่า 45 ประเทศเข้าร่วมว่า “แต่ถึงกระนั้น เรายังคงเปิดประตูต้อนรับการพูดคุยเสมอ ผมยังคงมุ่งมั่นที่จะสื่อสารกับประเทศที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงจีน เพื่อสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาคและของโลก” 

ที่มา Reuters / AFP

ชี้อุกกาบาตระเบิดเหนือท้องฟ้าสหรัฐฯ พลังเทียบเท่าระเบิด TNT 300 ตัน บ้านเรือนสั่นสะเทือน

ชี้อุกกาบาตระเบิดเหนือท้องฟ้าสหรัฐฯ พลังเทียบเท่าระเบิด TNT 300 ตัน บ้านเรือนสั่นสะเทือน

31 พ.ค. 2569 10:48 น.

ชี้อุกกาบาตระเบิดเหนือท้องฟ้าสหรัฐฯ พลังเทียบเท่าระเบิด TNT 300 ตัน บ้านเรือนสั่นสะเทือน

นาซาเผยอุกกาบาตซึ่งเคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 120,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกก่อนแตกตัวเหนือรัฐแมสซาชูเซตส์และรัฐนิวแฮมป์เชียร์ของสหรัฐฯ ก่อให้เกิดเสียงระเบิดดังกึกก้องและแรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ในหลายพื้นที่ โดยมีพลังงานเทียบเท่าระเบิดทีเอ็นที 300 ตัน

สำนักงานบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา เปิดเผยว่า เกิดเหตุอุกกาบาตพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกและเกิดการระเบิดแตกกระจายเหนือพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ผ่านมา (30 พ.ค.) ส่งผลให้เกิดคลื่นกระแทกและเสียงระเบิดดังกึกก้องสะท้อนไปทั่วบริเวณ จนทำให้ประชาชนในพื้นที่ต่างตื่นตระหนก และพากันโพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ว่าแรงระเบิดนั้นรุนแรงจนทำให้บ้านเรือนสั่นไหว

เจนนิเฟอร์ ดูเรน รองหัวหน้าฝ่ายข่าวของนาซา แถลงการณ์ยืนยันว่า เหตุการณ์ลูกไฟ หรืออุกกาบาตที่มีความสว่างมากในครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14:06 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยวัตถุดังกล่าวพุ่งด้วยความเร็วสูงถึง 75,000 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือมากกว่า 120,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนจะแตกตัวออกเป็นเสี่ยงๆ ที่ระดับความสูงราว 64 กิโลเมตร เหนือพื้นที่รอยต่อระหว่างตอนตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐแมสซาชูเซตส์ และตอนตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐนิวแฮมป์เชียร์

นาซาระบุว่า พลังงานที่ถูกปลดปล่อยออกมาในขณะที่อุกกาบาตแตกตัวนั้น มีความรุนแรงเทียบเท่ากับระเบิดทีเอ็นที ถึง 300 ตัน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวไปในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ลูกไฟดวงนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ฝนดาวตกใดๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยนาซายืนยันว่าเป็นวัตถุตามธรรมชาติจากอวกาศ ไม่ใช่เศษขยะอวกาศหรือดาวเทียมที่ร่วงตกลงมาแต่อย่างใด

ด้านสำนักงานจัดการภาวะฉุกเฉินแห่งรัฐแมสซาชูเซตส์ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะได้รับรายงานจากประชาชนในพื้นที่ทางตะวันออกของรัฐ เกี่ยวกับเสียงระเบิดและการสั่นสะเทือนที่รู้สึกได้ในวงกว้าง แต่เบื้องต้นยังไม่มีการแจ้งเหตุฉุกเฉินไปยังหน่วยงานตำรวจหรือดับเพลิงที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้

ขณะเดียวกัน สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) อธิบายเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์นี้คือ “โซนิกบูม” (Sonic Boom) หรือคลื่นกระแทกความเร็วเหนือแสงจากวัตถุที่คาดว่าเป็น “ดาวตกชนิดระเบิด” ซึ่งแตกต่างจากแผ่นดินไหวที่จะเกิดขึ้น ณ จุดใดจุดหนึ่งใต้พื้นผิวโลก เนื่องจากคลื่นกระแทกจากโซนิกบูมจะเกิดขึ้นเป็นแนวเส้นตรงตามเส้นทางการเคลื่อนที่ในชั้นบรรยากาศ และขอยืนยันว่าไม่ได้เกิดแผ่นดินไหวรวมถึงไม่มีวัตถุใดๆ พุ่งชนพื้นโลกในครั้งนี้

ย้อนรอยอดีต เหตุการณ์ที่เชลยาบินสก์เหตุการณ์อุกกาบาตระเบิดในลักษณะนี้เคยสร้างความเสียหายครั้งใหญ่มาแล้วในปี 2013 ที่เมืองเชลยาบินสก์ ประเทศรัสเซีย โดยครั้งนั้นหินอวกาศที่มีขนาดใหญ่เท่ากับบ้านหนึ่งหลังได้ระเบิดกลางอากาศที่ความสูง 14 ไมล์เหนือพื้นดิน ปลดปล่อยพลังงานมหาศาลเทียบเท่าระเบิดทีเอ็นที ถึง 440,000 ตัน แรงอัดอากาศส่งผลให้หน้าต่างบ้านเรือนแตกกระจายเป็นพื้นที่กว้างกว่า  518 ตารางกิโลเมตร และทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเศษกระจกบาดมากกว่า 1,600 คน.

ที่มา NBC / Guardian

ฉลองแชมป์เดือด แฟนบอล PSG ก่อจลาจลทั่วฝรั่งเศส ตร. ปะทะเดือด-รวบตัวกว่า 400 ราย

ฉลองแชมป์เดือด แฟนบอล PSG ก่อจลาจลทั่วฝรั่งเศส ตร. ปะทะเดือด-รวบตัวกว่า 400 ราย

31 พ.ค. 2569 10:18 น.

ฉลองแชมป์เดือด แฟนบอล PSG ก่อจลาจลทั่วฝรั่งเศส ตร. ปะทะเดือด-รวบตัวกว่า 400 ราย

การเฉลิมฉลองชัยชนะของสโมสรปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก กลายเป็นเหตุวุ่นวายทั่วฝรั่งเศส หลังแฟนบอลจำนวนมากปะทะกับตำรวจ ส่งผลให้มีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 400 คน เจ้าหน้าที่บาดเจ็บหลายราย ขณะที่ทรัพย์สินสาธารณะและร้านค้าหลายแห่งได้รับความเสียหายจำนวนมาก

เหตุจลาจลครั้งใหญ่เกิดขึ้นในคืนวันเสาร์ต่อเนื่องถึงรุ่งเช้าวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่นในฝรั่งเศส หลังจากสโมสรฟุตบอลปารีส แซงต์-แชร์กแมง (PSG) ยอดทีมแห่งฝรั่งเศส สามารถคว้าชัยชนะเหนืออาร์เซนอลในการดวลจุดโทษ ที่กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ส่งผลให้แฟนบอลราว 20,000 คน พากันหลั่งไหลมารวมตัวกันบนถนนสายสำคัญอย่างฌองเซลีเซ ในกรุงปารีสเพื่อฉลองความสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม การเฉลิมฉลองกลับแปรเปลี่ยนเป็นความรุนแรงอย่างรวดเร็ว แฟนบอลกลุ่มฮาร์ดคอร์เริ่มจุดพลุไฟและพลุควัน บุกยึดและปิดกั้นถนนวงแหวนรอบเมืองจนการจราจรเป็นอัมพาต นอกจากนี้ยังมีการทำลายทรัพย์สินสาธารณะ ทุบกระจกและปล้นสะดมร้านค้า เผาทำลายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และทุบทำลายป้ายรถประจำทาง จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องยิงแก๊สน้ำตาเพื่อสลายฝูงชนที่กำลังคลุ้มคลั่ง

กระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศสเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุทั่วประเทศได้ทั้งหมด 416 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นการจับกุมในกรุงปารีสสูงถึง 283 ราย ด้านนายโลรองต์ นูเญซ ผู้บัญชาการตำรวจปารีส ระบุว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บจากการปะทะครั้งนี้ 7 นาย พร้อมประณามพฤติกรรมดังกล่าวว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้อย่างสิ้นเชิง

รายงานระบุว่า การปะทะส่งผลให้รถยนต์เสียหาย 6 คัน ร้านค้าถูกทำลาย 2 แห่ง ซึ่งรวมถึงร้านเบเกอรี่และร้านอาหารใกล้กับสนามพาร์ก เดส์ แพร็งซ์  ซึ่งเป็นรังเหย้าของ PSG โดยบริเวณหน้าสนามมีแฟนบอลรวมตัวกันกว่า 5,000 คน และมีกลุ่มฮาร์ดคอร์ราว 150 คนพยายามพังประตูรั้วเพื่อบุกเข้าไปด้านใน พร้อมทั้งขว้างปาขวดสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่ และพยายามนำจักรยานเช่ามาทำเป็นสิ่งกีดขวาง

เพื่อป้องกันเหตุร้ายแรง ทางการฝรั่งเศสได้สั่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจถึง 22,000 นายทั่วประเทศ โดยแบ่งเป็น 8,000 นายในกรุงปารีส พร้อมทั้งสั่งระงับให้บริการรถราง รถไฟใต้ดินหลายสถานี และรถประจำทางในบางพื้นที่ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางคืนที่ปารีสมีกิจกรรมหนาแน่น ทั้งคอนเสิร์ตใหญ่ของ อายา นากามูระ ที่สนามสตาดเดอฟร็องซ์ คอนเสิร์ตของแร็ปเปอร์ “แดมโซ”  รวมถึงการแข่งขันเทนนิสเฟรนช์โอเพน

ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นสร้างความกังวลว่าจะซ้ำรอยปี 2025 ที่ผ่านมา ซึ่งในการคว้าแชมป์สมัยแรกของ PSG ครั้งนั้น เหตุจลาจลได้คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 2 ราย ซึ่งรวมถึงเด็กหนุ่มวัย 17 ปี ทำให้ในปีนี้ร้านค้าจำนวนมากบนถนนฌองเซลีเซ ต้องนำแผ่นไม้มาตีปิดกระจกหน้าร้านล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัย

เหตุการณ์นี้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองทันที โดยนางมารีน เลอ เปน ผู้นำพรรคฝ่ายขวาจัด ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X โจมตีรัฐบาลอย่างดุเดือดว่า “มีแค่ในฝรั่งเศสเท่านั้นที่ชัยชนะของสโมสรฟุตบอลจะกลายเป็นจลาจล และมีแค่ในฝรั่งเศสเท่านั้นที่ทุกคนรู้สึกว่าต้องขังตัวเองอยู่ในบ้านในคืนแห่งชัยชนะ เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับความรุนแรง”

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังตึงเครียด ทางสโมสร PSG ยังคงมีกำหนดการจัดขบวนพาเหรดฉลองแชมป์ในช่วงบ่ายวันนี้ (31 พ.ค.) บริเวณลานชองส์ เดอ มาร์ส หน้าหอไอเฟล ซึ่งคาดว่าจะมีแฟนบอลมาร่วมงานกว่า 100,000 คน ก่อนที่คณะนักเตะและทีมงานจะเข้าพบประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ที่พระราชวังเซลีเซ ต่อไป.

ที่มา BBC / AFP

แพทย์ไร้พรมแดนเตือนอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโก “น่ากังวลอย่างยิ่ง” ติดเชื้อทะลุ 1,000 ราย

แพทย์ไร้พรมแดนเตือนอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโก "น่ากังวลอย่างยิ่ง" ติดเชื้อทะลุ 1,000 ราย

31 พ.ค. 2569 09:49 น.

แพทย์ไร้พรมแดนเตือนอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโก “น่ากังวลอย่างยิ่ง” ติดเชื้อทะลุ 1,000 ราย

องค์การแพทย์ไร้พรมแดน เตือนสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก กำลังเข้าขั้นวิกฤตและน่ากังวลอย่างยิ่ง หลังพบจำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมากกว่า 1,000 รายภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ ด้าน ผอ.องค์การอนามัยโลกลงพื้นที่สั่งการด้วยตัวเอง

ดร. อลัน กอนซาเลซ รองผู้อำนวยการองค์การแพทย์ไร้พรมแดน (MSF) แถลงว่า หลังจากรัฐบาลดีอาร์คองโกประกาศพื้นที่การแพร่ระบาดอย่างเป็นทางการในจังหวัดอิตูรี ทางตะวันออกของประเทศได้เพียงสองสัปดาห์ สถานการณ์กลับทวีความรุนแรงจนน่ากังวลขั้นสุด โดยชี้ว่า “ไม่เคยมีครั้งไหนที่การระบาดของอีโบลาจะพบผู้ป่วยจำนวนมากและรวดเร็วขนาดนี้มาก่อน” พร้อมยอมรับว่าทีมแพทย์ในพื้นที่ยังไม่สามารถรับมือได้ทันความเร็วในการแพร่กระจายของโรค และปัจจุบันยังไม่มีใครทราบขนาดความรุนแรงที่แท้จริง เนื่องจากมีผู้ต้องสงสัยติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นทุกวัน แต่ยังมีตัวอย่างสิ่งส่งตรวจอีกหลายร้อยเคสที่ยังไม่ได้รับการตรวจวิเคราะห์

ปัจจุบัน ดีอาร์คองโกมีผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีโบลาแล้วมากกว่า 1,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 246 ราย ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างยูกันดา มีรายงานพบผู้ติดเชื้อที่ยืนยันผลแล้ว 9 ราย และเสียชีวิต 1 ราย ซึ่งการทำงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและทีมช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกำลังประสบอุปสรรคสำคัญจากการปิดพรมแดน ปิดสนามบิน รวมถึงเหตุความขัดแย้งและการสู้รบภายในประเทศ

ด้าน ดร. เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เดินทางเยือนเมืองบูเนีย ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจังหวัดอิตูรี เพื่อประเมินสถานการณ์และช่วยเหลือด้านการควบคุมโรค โดย ดร. เทดรอส ได้เรียกร้องให้ชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการต่อสู้กับโรคร้าย เนื่องจากเป็นผู้ที่เข้าใจปัญหาดีที่สุด พร้อมทั้งออกคำเตือนเรื่องความเสี่ยงจากพิธีกรรมการฝังศพ

ผู้อำนวยการใหญ่ WHO กล่าวว่า “เราเข้าใจดีว่าการไว้อาลัยและให้เกียรติผู้ล่วงลับในพิธีศพมีความสำคัญเพียงใด แต่ในเวลานี้มันอันตรายมาก การสัมผัสร่างของผู้เสียชีวิตจากอีโบลาสามารถแพร่กระจายเชื้อไวรัสได้ ในขณะที่เรากำลังโศกเศร้า เราต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ต้องสูญเสียใครไปมากกว่านี้ และหยุดวงจรแห่งความสูญเสียให้ได้”

วิถีชีวิตและการเฝ้าระวังในพื้นที่บรรยากาศในเมืองบูเนีย ประชาชนยังคงใช้ชีวิตและทำการค้าขายตามปกติ อย่างไรก็ตาม ที่สนามบินประจำเมืองได้มีการตั้งจุดล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดสำหรับผู้โดยสารทุกคน พร้อมมีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลด้านสาธารณสุขผ่านทางวิทยุและโทรทัศน์ ทั้งในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งเป็นภาษาราชการ และภาษาท้องถิ่น

นอกจากนี้ ดร. เทดรอส ยังได้เข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการของสถาบันวิจัยชีวการแพทย์แห่งชาติในเมืองบูเนีย ซึ่งปัจจุบันสามารถตรวจหาเชื้อและแจ้งผลได้ภายใน 24 ชั่วโมง ช่วยให้แพทย์แยกกักโรคและรักษาผู้ป่วยได้ทันท่วงที จากเดิมที่ต้องส่งตัวอย่างไปตรวจที่กรุงคินชาซา ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 1,500 กิโลเมตร จนทำให้เกิดความล่าช้าและเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อ

ทางการสาธารณสุขของบราซิลเปิดเผยว่า กำลังเร่งตรวจสอบผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีโบลาในรัฐเซาเปาลู โดยสื่อท้องถิ่นรายงานว่า ผู้ป่วยรายนี้เป็นชายอายุ 37 ปี ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับมาจากดีอาร์คองโก และขณะนี้ถูกแยกกักตัวในสถาบันโรคติดต่อเพื่อความปลอดภัยแล้ว

สำหรับการระบาดในครั้งนี้ เกิดจากไวรัสอีโบลาสายพันธุ์หายากที่ชื่อว่า “สายพันธุ์บุนดิบูเกียว” (Bundibugyo) ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ผ่านการรับรองผลในการป้องกัน และมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 1 ใน 3 ของผู้ติดเชื้อ

โดยปกติแล้วไวรัสอีโบลาจะแพร่เชื้อในสัตว์ โดยมีค้างคาวแม่ไก่เป็นพาหะหลัก แต่สามารถติดต่อสู่มนุษย์ได้จากการรับประทานหรือสัมผัสสัตว์ที่ติดเชื้อ และระบาดจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น เลือด อาเจียน อุจจาระ น้ำลาย ปัสสาวะ น้ำอสุจิ และเหงื่อ รวมถึงการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อน เช่น เข็มฉีดยา ที่นอน หรือเสื้อผ้าของผู้ป่วย.

ที่มา BBC

มาร์เซีย ลูคัส ผู้ตัดต่อภาพยนตร์ Star Wars เจ้าของรางวัลออสการ์ เสียชีวิตในวัย 80 ปี

มาร์เซีย ลูคัส ผู้ตัดต่อภาพยนตร์ Star Wars เจ้าของรางวัลออสการ์ เสียชีวิตในวัย 80 ปี

31 พ.ค. 2569 06:35 น.

มาร์เซีย ลูคัส ผู้ตัดต่อภาพยนตร์ Star Wars เจ้าของรางวัลออสการ์ เสียชีวิตในวัย 80 ปี

มาร์เซีย ลูคัส นักตัดต่อภาพยนตร์ระดับตำนานของฮอลลีวูด ผู้ได้รับรางวัลออสการ์จากผลงานในภาพยนตร์ Star Wars ไตรภาพแรก เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุได้ 80 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 30 พ.ค. 2569 ว่า มาร์เซีย ลูคัส นักตัดต่อภาพยนตร์เจ้าของรางวัลออสการ์จากภาพยนตร์ Star Wars ไตรภาคต้นฉบับ และเป็นอดีตภรรยาของ จอร์จ ลูคัส ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง เสียชีวิตแล้วในวัย 80 ปี หลังจากต่อสู้กับมะเร็งมานาน

มาร์เซีย ซึ่งแต่งงานกับ จอร์จ ลูคัส ผู้สร้าง Star Wars ในช่วงระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์สามภาคแรก ได้รับการยกย่องว่าเป็นพลังสร้างสรรค์อันเป็นหัวใจสำคัญเบื้องหลังความสำเร็จในยุคแรกเริ่มของมหากาพย์อวกาศนี้ โดยเธอเป็นผู้เติมเต็มมิติทางอารมณ์และความชัดเจนในการดำเนินเรื่องให้แก่ภาพยนตร์ชุดดั้งเดิม

ครอบครัวของเธอเปิดเผยว่า เธอเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งระยะแพร่กระจายที่บ้านพักของเธอในเมืองแรนโช มิราจ (Rancho Mirage) รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (27 พ.ค.) โดยมีบุคคลอันเป็นที่รักอยู่เคียงข้างในวาระสุดท้าย

“มาร์เซียคือพลังขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่” ครอบครัวของเธอกล่าวในแถลงการณ์ที่ส่งถึงสื่อมวลชนสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ (29 พ.ค.) “เธอคือผู้บุกเบิกที่แท้จริงสำหรับผู้หญิงในวงการภาพยนตร์ และเป็นหนึ่งในนักตัดต่อที่มีอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ เธอช่วยสร้างคำนิยามใหม่ให้แก่ศิลปะแห่งการตัดต่อภาพยนตร์”

มาร์เซียคว้ารางวัลออสการ์ สาขาตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์ Star Wars ปี 2520 ซึ่งต่อมาถูกเปลี่ยนชื่อภาคเป็น A New Hope โดยได้รับรางวัลร่วมกับนักตัดต่ออีก 2 ท่านคือ ริชาร์ด ชิว (Richard Chew) และ พอล เฮิร์ช (Paul Hirsch)

แม้ว่าผลงานของเธอส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเบื้องหลัง แต่บทบาทในการหล่อหลอมหัวใจทางอารมณ์และโครงสร้างการเล่าเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในหลายทศวรรษต่อมานับตั้งแต่ภาพยนตร์ออกฉาย

จอร์จ ลูคัส เคยยกเครดิตให้เธอว่าเป็นผู้ที่ช่วยร้อยเรียงและจัดระเบียบฟุตเทจจำนวนมหาศาลที่ถ่ายทำสำหรับฉากต่อสู้ครั้งสำคัญที่ดาวมรณะ (Death Star) ให้มีความเข้าใจง่ายขึ้น

“มันซับซ้อนมาก และเรามีฟุตเทจบทสนทนาความยาวกว่า 40,000 ฟุตที่เป็นเสียงนักบินพูดสิ่งนั้นสิ่งนี้” เขาให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Rolling Stone ไม่นานหลังจากภาพยนตร์ออกฉาย “ไม่เคยมีใครพยายามถักทอเรื่องราวที่เป็นพล็อตหลักเข้าไปในฉากต่อสู้ทางอากาศจริงๆ มาก่อน และนั่นคือสิ่งที่เรากำลังพยายามทำกันอยู่”

ทั้งนี้ มาร์เซีย ลูคัส มีชื่อเกิดว่า มาร์เซีย กริฟฟิน เกิดที่เมืองโมเดสโต รัฐแคลิฟอร์เนีย ในปี 2488 เธอเริ่มต้นอาชีพในวงการด้วยการเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลคลังฟิล์มภาพยนตร์ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในนักตัดต่อที่ได้รับความเคารพนับถือมากที่สุดคนหนึ่งของฮอลลีวูด

หลังจากแต่งงานกับ จอร์จ ลูคัส ในปี 2512 เธอได้ร่วมงานในภาพยนตร์ยุคแรกๆ ของเขาหลายเรื่อง รวมถึง THX 1138 และ American Graffiti ซึ่งผลงานเรื่องหลังนี้ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ด้วยเช่นกัน

เธอยังได้ร่วมงานกับผู้กำกับ มาร์ติน สกอร์เซซี ในภาพยนตร์ที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามหลายเรื่องในช่วงทศวรรษ 70 รวมถึง Alice Doesn’t Live Here Anymore, Taxi Driver และ New York, New York

ต่อมา มาร์เซีย ลูคัส ได้กลับมาร่วมงานในแฟรนไชส์ Star Wars อีกครั้ง โดยทำหน้าที่ตัดต่อในภาค The Empire Strikes Back ปี 2523 และ Return of the Jedi ปี 2526

เธอและจอร์จ ลูคัส รับอุปการะลูกสาวบุญธรรม 1 คน ชื่อว่า อแมนดา ในปี 2524 ก่อนที่ทั้งคู่จะหย่าร้างกันในปี 2526 หลังจากใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมานาน 14 ปี จากนั้นเธอได้แต่งงานใหม่กับ ทอม โรดริเกส ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายผลิตที่สกายวอล์กเกอร์ แรนช์ และมีบุตรสาวด้วยกันอีกหนึ่งคนชื่อ เอมี

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทางลูคัสฟิล์มได้ร่วมไว้อาลัยโดยระบุว่า ทางบริษัท “เสียใจเป็นอย่างยิ่ง” ที่ได้รับทราบข่าวการจากไปของเธอ และ “ขอร่วมกับชุมชนผู้สร้างภาพยนตร์ทั่วโลกในการไว้อาลัยต่อความสูญเสียของ มาร์เซีย ลูคัส ในครั้งนี้”

ในขณะเดียวกัน มาร์ก ฮามิลล์ ผู้รับบท ลุค สกายวอล์กเกอร์ ตัวละครเอกของเรื่อง Star Wars ไตรภาคต้นฉบับ โพสต์ข้อความว่า เขาและมารีลู ภรรยาของเขา “เสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียเพื่อนที่คบหากันมาตลอดชีวิต”

เขาเขียนเสริมว่า “เธอไม่ได้เป็นเพียงแค่ศิลปินผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆ เท่านั้น แต่เธอยังเป็นคนที่นิสัยดีอย่างแท้จริง ทั้งฉลาด ขี้เล่น และอยู่ด้วยแล้วสนุกมาก โชคดีที่ความทรงจำเกี่ยวกับเธอยังคงอยู่ และพวกเราจะไม่มีวันหยุดคิดถึงเธอเลย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิตาลีห้ามจัดคอนเสิร์ต คานเย เวสต์ – ทราวิส สกอตต์ หวั่นกระทบความปลอดภัย

อิตาลีห้ามจัดคอนเสิร์ต คานเย เวสต์ - ทราวิส สกอตต์ หวั่นกระทบความปลอดภัย

31 พ.ค. 2569 03:49 น.

อิตาลีห้ามจัดคอนเสิร์ต คานเย เวสต์ – ทราวิส สกอตต์ หวั่นกระทบความปลอดภัย

อิตาลีสั่งห้ามจัดคอนเสิร์ตของ คานเย เวสต์ กับ ทราวิส สกอตต์ สองแร็ปเปอร์ชื่อดัง โดยอ้างเหตุผลเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากทั้งสองคนเคยมีประเด็นที่ก่อให้เกิดกระแสความไม่พอใจมาแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการอิตาลีสั่งระงับการจัดคอนเสิร์ตของ คานเย เวสต์ (Kanye West) และ ทราวิส สก็อตต์ (Travis Scott) แร็ปเปอร์ชื่อดัง โดยอ้างเหตุผลเรื่องความกังวลด้านความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความปลอดภัยของสาธารณะ

นาย ซัลวาตอเร อันจิเอรี หัวหน้าคณะบริหารเมือง เรจโจเอมีเลีย (Reggio Emilia) ทางตอนเหนืออิตาลี ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (29 พ.ค. 2569) ว่า งานคอนเสิร์ตทั้งสองงานที่มีกำหนดจะจัดขึ้นในเมืองแห่งนี้ในช่วงเดือนมิถุนายน จะไม่สามารถดำเนินการจัดงานได้ หลังมีการคำร้องเรียนจากชุมชนชาวยิวในท้องถิ่นที่ขอให้ยกเลิกการแสดงของเวสต์

นิโคเลตตา อุซซิเอลลี ผู้นำชุมชนชาวยิว เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเปลี่ยนโชว์ดังกล่าวเป็นการแสดงอื่นๆ ที่จะช่วย “นำดนตรีกลับมาสู่แถวหน้าในฐานะพลังที่รวมผู้คนให้เป็นหนึ่งเดียวกันในระดับสากล”

ทั้งนี้เนื่องจาก คานเย เวสต์ เคยสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงจากคำพูดทำนองต่อต้านชาวยิว เหยียดเชื้อชาติ และสนับสนุนนาซีหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งส่งผลให้เขาถูกสั่งห้ามเดินทางเข้าสหราชอาณาจักรไปเมื่อไม่นานมานี้

แร็ปเปอร์ชาวอเมริกันซึ่งปัจจุบันใช้ชื่อว่า “เย” (Ye) มีกำหนดการที่จะขึ้นแสดงร่วมกับสก็อตต์ รวมถึงศิลปินคนอื่นๆ เช่น The Chainsmokers, Rita Ora และ Swedish House Mafia ในงานคอนเสิร์ตดังกล่าว

หน่วยงานบริหารส่วนภูมิภาคระบุว่า มีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจครั้งนี้ รวมถึงการที่คอนเสิร์ตของแร็ปเปอร์ชาวอเมริกันรายนี้ถูกยกเลิกในประเทศอื่นๆ และความเสี่ยงที่อาจเกิดการประท้วงต่อต้านที่อาจเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังระบุเสริมว่า ช่วงเวลาการจัดงานของทั้งสองคอนเสิร์ตที่กระชั้นชิดกันมากคือ วันที่ 17 และ 18 กรกฎาคม ณ RFC Arena ในเมืองเรจโจ เอมีเลีย ตลอดจนฝูงชนจำนวนมหาศาลที่คาดว่าจะมาร่วมงาน ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจสั่งแบนครั้งนี้

ด้าน ทราวิส สก็อตต์ เคยถูกตรวจสอบอย่างหนักหลังจากมีผู้เสียชีวิต 10 ศพ อายุระหว่าง 9 ถึง 27 ปี ที่เทศกาลดนตรี Astroworld ของเขาที่เมืองฮิวส์ตัน รัฐเท็กซัส เมื่อปี 2564 หลังผู้คนมารวมตัวกันเกินความจุจนเกิดการเบียดเสียดกัน ซึ่งส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายพันคน

นอกจากที่อิตาลีแล้ว คอนเสิร์ตของคานเย เวสต์ ยังถูกยกเลิกหรือเลื่อนในหลายประเทศ เช่น เมื่อวันที่ 15 เม.ย. เวสต์ประกาศว่าคอนเสิร์ตในรอบเมืองมาร์เซย์ (Marseille) ประเทศฝรั่งเศส ถูกเลื่อนออกไปเป็นวันที่ 11 มิ.ย. แต่นายเฌอราร์ด ดาร์มาแน็ง รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยกำลังหาทางแบนคอนเสิร์ตดังกล่าว

ขณะที่คอนเสิร์ตวันที่ 19 มิถุนายน ณ สนามกีฬาไซลีเซียน ในเมืองคอชูฟ (Chorzów) ประเทศโปแลนด์ ก็ถูกยกเลิกเช่นกัน “เนื่องจากเหตุผลทางด้านกฎหมาย”

ปัจจุบัน คานเย เวสต์ กำลังพยายามจะกลับคืนสู่ความสนใจของสาธารณชนกระแสหลักอีกครั้ง หลังจากได้ออกมาขอโทษต่อการกระทำของตนเองผ่านแถลงการณ์ความยาวหลายหน้า ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ในเดือนมกราคม

“ผมไม่ใช่นาซีหรือพวกต่อต้านชาวยิว … ผมรักคนยิว” เวสต์ระบุในแถลงการณ์ และเสริมว่า คำพูดและพฤติกรรมเหล่านั้นเป็นผลมาจากโรคอารมณ์สองขั้ว หรือ ไบโพลาร์ ซึ่งทำให้เขา “หลุดลอยจากความเป็นจริง” ไปในช่วงเวลาดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลโจมตีภาคใต้เลบานอนรอบใหม่ หลังเตือนให้คนอพยพ

อิสราเอลโจมตีภาคใต้เลบานอนรอบใหม่ หลังเตือนให้คนอพยพ

31 พ.ค. 2569 03:08 น.

อิสราเอลโจมตีภาคใต้เลบานอนรอบใหม่ หลังเตือนให้คนอพยพ

ผู้นำเลบานอนออกโรงประณามอิสราเอล ที่เปิดฉากโจมตีทางอากาศรอบใหม่ในภาคใต้ของประเทศ หลังจากมีคำสั่งให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่หลายจุด

เมื่อ 30 พ.ค. 2569 นายกรัฐมนตรีเลบานอนออกมากล่าวหาอิสราเอลว่ากำลังดำเนินนโยบาย “เผาพิภพ” (scorched-earth policy) ในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ยุติการสู้รบ ในขณะที่อิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ และออกคำสั่งอพยพในพื้นที่มากกว่าสิบแห่ง

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากนาย เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล กล่าวว่ากองกำลังของเขาได้รุกคืบเข้าไปในเลบานอนลึกยิ่งขึ้น

นายนาวาฟ ซาลาม นายกรัฐมนตรีเลบานอนกล่าวหาอิสราเอลผ่านการแถลงการณ์ทางโทรทัศน์ว่า กำลัง “ดำเนินนโยบายเผาพิภพและลงโทษแบบเหมารวม” ด้วยการ “ทำลายล้างเมืองและหมู่บ้านต่างๆ รวมถึงบีบบังคับให้ผู้อยู่อาศัยต้องลี้ภัย”

ผู้นำเลบานอนย้ำว่า การกระทำเช่นนี้จะไม่นำมาซึ่ง “ทั้งความมั่นคงและความเสถียรภาพ” ให้แก่อิสราเอล พร้อมเตือนว่า ประเทศกำลังเผชิญกับการยกระดับความรุนแรงที่ “อันตราย” และเรียกร้องให้มีการหยุดยิงที่รวดเร็วและเกิดขึ้นจริงทันที

อย่างไรก็ตาม นายซาลามยังคงปกป้องการดำเนินการของรัฐบาลในการเจรจากับอิสราเอล หลังจากมีการพูดคุยกันที่กรุงวอชิงตันของสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ และจะมีการหารือกันรอบใหม่ในสัปดาห์หน้า ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิสราเอล

ซาลามกล่าวว่า ผลลัพธ์ของการเจรจานั้น “ยังไม่เป็นที่แน่นอน” แต่เรียกสิ่งนี้ว่าย่อมเป็น “แนวทางที่สูญเสียน้อยที่สุดสำหรับประเทศและประชาชนของเรา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สหรัฐฯ ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งพันธมิตรเอเชีย แต่อยากให้เพิ่มงบกลาโหม

สหรัฐฯ ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งพันธมิตรเอเชีย แต่อยากให้เพิ่มงบกลาโหม

31 พ.ค. 2569 02:00 น.

สหรัฐฯ ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งพันธมิตรเอเชีย แต่อยากให้เพิ่มงบกลาโหม

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่ได้หันหลังให้ชาติพันธมิตรในเอเชีย แต่ต้องการให้ชาติพันธมิตรเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศให้มากขึ้น

เมื่อวันเสาร์ที่ 30 พ.ค. 2569 นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แถลงที่การประชุม แชงกรี-ลา ไดอะล็อก (Shangri-La Dialogue) ซึ่งเป็นเวทีหารือด้านความมั่นคงระดับภูมิภาคที่สิงคโปร์ ว่ากองทัพสหรัฐฯ ไม่ได้กำลัง “หันหลัง” ให้กับเอเชีย ในขณะที่พวกเขากำลังปฏิบัติภารกิจตาม “พันธกรณีระดับโลก” ต่างๆ เช่น สงครามอิหร่าน

ระหว่างการประชุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นได้ตั้งคำถามเพื่อความชัดเจนเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ โดยระบุว่า “บางประเทศอาจประเมินระดับความมุ่งมั่นดังกล่าวต่ำเกินไป” และอาจพยายาม “ตอกลิ่ม” เพื่อสร้างความแตกแยกระหว่างสหรัฐฯ กับกลุ่มพันธมิตร

เฮกเซธได้ตอบคำถามนี้ว่า ส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศของสหรัฐฯ นั้นมุ่งเป้าไปที่ “การแสดงแสนยานุภาพ” ในมหาสมุทรแปซิฟิกและการทำงานร่วมกับพันธมิตร

“คนมักจะเอาเรื่องที่เรามีพันธกรณีระดับโลก ไปปะปนกับการที่เราหันหลังให้ภูมิภาคนี้” เขากล่าว พร้อมปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

“เราสามารถทำสองสิ่งพร้อมกันได้” เขายืนยัน โดยระบุว่าสหรัฐฯ กำลังทำงานร่วมกับพันธมิตร “อย่างเงียบๆ แต่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง” ด้วย “แนวทางที่จริงจังและเป็นรูปธรรม” ในภูมิภาคแปซิฟิก ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษา “พันธกรณีระดับโลกเพื่อสร้างความมั่นใจว่า อิหร่านจะไม่สามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้”

ทั้งนี้ นายเฮกเซธพยายามสร้างความมั่นใจให้แก่พันธมิตรในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เกี่ยวกับความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ที่มีต่อภูมิภาคนี้ รวมถึงการส่งมอบอาวุธตามข้อตกลง แม้ว่าจะเพิ่งมีการระงับแพ็กเกจอาวุธสำหรับไต้หวันไปก็ตาม พร้อมกันนี้เขายังได้ย้ำข้อเรียกร้องให้พันธมิตรในเอเชียเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศให้มากขึ้นด้วย

ผู้เข้าร่วมการประชุมรายหนึ่งได้หยิบยกคำถามเกี่ยวกับความสามารถของสหรัฐฯ ในการส่งมอบอาวุธตามข้อตกลงให้แก่ประเทศพันธมิตร หลังระงับแพ็กเกจอาวุธของไต้หวัน เพื่อสำรองคลังกระสุนไว้ใช้ในสงครามอิหร่าน

นายเฮกเซธกล่าวว่า เขาอยากให้ “แยกแยะสองประเด็นนี้ออกจากกันโดยสิ้นเชิง” โดยยืนยันว่าสหรัฐฯ อยู่ใน “จุดที่ดีมาก… และสถานะที่แข็งแกร่งมาก” ในแง่ของคลังแสงอาวุธโดยรวม รวมถึงความสามารถในการผลิตเพิ่มหากมีความจำเป็น

ในสุนทรพจน์ของเขา เฮกเซธเน้นย้ำถึงแนวทางที่ “แข็งแกร่ง สงบ และชัดเจน” ของสหรัฐฯ ต่อภูมิภาคนี้ ซึ่งก็คือการมีศักยภาพในการ “พูดจานุ่มนวล” แต่ถือ “กระบองท่อนใหญ่” เอาไว้

เขายืนยันว่า หัวใจสำคัญของแนวทางนี้คือการมีอาวุธที่มากขึ้น แทนที่จะเป็นเพียง “วาทกรรมโลกาภิวัตน์ที่ว่างเปล่าเกี่ยวกับระเบียบระหว่างประเทศที่อิงตามกฎกติกา”

“กฎกติกานั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าคุณไม่สามารถสนับสนุนมันด้วยอำนาจที่จับต้องได้ กฎเหล่านั้นก็ไม่มีค่าอะไรไปมากกว่าเศษกระดาษที่เขียนไว้” นายเฮกเซธกล่าว “เราไม่ต้องการการประชุมที่มากขึ้น แต่เราต้องการกำลังรบที่มากขึ้น… งานแชงกรี-ลา ไดอะล็อก น้อยลงหน่อย แต่ขอเรือรบและเรือดำน้ำให้มากขึ้น”

นายเฮกเซธยังย้ำข้อเรียกร้องที่เขาเคยพูดไว้ในสุนทรพจน์เมื่อปีก่อน โดยเรียกร้องให้พันธมิตรในเอเชียเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 3.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของแต่ละประเทศ และกล่าวชื่นชมประเทศที่เพิ่มงบประมาณและเพิ่มความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์

อย่างไรก็ตาม เฮกเซธก็ได้วิพากษ์วิจารณ์กลุ่มประเทศที่เขาเรียกว่าเป็นพวก “กินแรง” ประเทศอื่น โดยหนึ่งในนั้นคือนิวซีแลนด์ พร้อมกับเตือนว่า “ยุโรปและนาโต (Nato) มีการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่ต้องทำ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ – UK – ออสเตรเลีย ประกาศร่วมพัฒนาเทคโนโลยีโดรนใต้น้ำ

สหรัฐฯ - UK - ออสเตรเลีย ประกาศร่วมพัฒนาเทคโนโลยีโดรนใต้น้ำ

31 พ.ค. 2569 00:14 น.

สหรัฐฯ – UK – ออสเตรเลีย ประกาศร่วมพัฒนาเทคโนโลยีโดรนใต้น้ำ

สหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ประกาศจะร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีโดรนใต้น้ำ ภายใต้สนธิสัญญา Aukus เพื่อปกป้องสายเคเบิลและท่อส่งใต้ทะเลต่างๆ

เมื่อ 30 พ.ค. 2569 สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ประกาศว่าจะร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีโดรนใต้น้ำเพื่อปกป้องสายเคเบิลใต้ทะเลและเสริมสร้างศักยภาพด้านการป้องกันประเทศ ภายใต้สนธิสัญญาพันธมิตรทางทหารที่รู้จักกันในชื่อ “ออกัส” (Aukus)

เทคโนโลยียานยนต์ใต้น้ำไร้คนขับ (UUV) นี้คาดว่าจะพร้อมใช้งานภายในปีหน้า แม้จะไม่มีการระบุถึงมูลค่ารวมของโครงการ แต่ จอห์น ฮีลลีย์ (John Healey) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักร กล่าวว่า ประเทศของเขาจะสนับสนุนเงินทุนจำนวน 150 ล้านปอนด์

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นโดยรัฐมนตรีกลาโหมของทั้ง 3 ประเทศ ที่การประชุมสุดยอดด้านความมั่นคงในสิงคโปร์ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าโครงการต่างๆ ภายใต้กลุ่มออกัสมีความคืบหน้าที่ล่าช้า

นายฮีลลีย์ยอมรับในข้อวิจารณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า “ที่ผ่านมาในออกัส เราพูดกันมากเกินไปแต่ลงมือทำน้อยเกินไปมานานแล้ว” พร้อมเสริมว่า “แต่ตอนนี้สิ่งนั้นได้เปลี่ยนไปแล้วภายใต้รัฐบาลของพวกเราทั้ง 3 ประเทศ”

แถลงการณ์ร่วมระบุว่า โครงการใหม่นี้จะเห็นการพัฒนา “ระบบอุปกรณ์ปฏิบัติการและระบบสนับสนุนที่ล้ำสมัย” สำหรับยาน UUV ซึ่งจะสามารถปกป้องโครงสร้างพื้นฐานบริเวณพื้นทะเล, การโจมตี, ตลอดจนการปฏิบัติการลาดตระเวน การตรวจการณ์ และการส่งกำลังบำรุง

นอกจากนี้ ฮีลลีย์กล่าวว่าจะมีการพัฒนาระบบเซ็นเซอร์และระบบอาวุธสำหรับ UUV เหล่านี้ ซึ่งจะช่วยมอบเทคโนโลยีการรบขั้นสูงให้แก่กองทัพของเราอย่างรวดเร็ว

มันยังจะช่วยให้พวกเขารับมือกับภัยคุกคามต่างๆ “รวมถึงภัยที่เกิดกับสายเคเบิลและท่อส่งใต้ทะเลของเรา ซึ่งชีวิตประจำวันของเราต้องพึ่งพาสิ่งเหล่านี้อย่างมาก” เขากล่าวเสริมว่า ความพยายามดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างการป้องปรามในมหาสมุทรแปซิฟิก แอตแลนติก และน่านน้ำในแถบอาร์กติกตอนบนด้วย

การประกาศครั้งนี้มีขึ้นหนึ่งเดือนหลังจากฮีลลีย์กล่าวหารัสเซียว่า ดำเนินปฏิบัติการลับเหนือสายเคเบิลและท่อส่งน้ำมันในน่านน้ำทางตอนเหนือของสหราชอาณาจักร แต่ทางมอสโกได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

ในเดือนธันวาคมปีก่อน สหราชอาณาจักรและนอร์เวย์ได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกันเพื่อตามล่าเรือดำน้ำรัสเซียในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือเพื่อปกป้องสายเคเบิลใต้ทะเลด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc