สายการบินทั่วโลกทยอยขึ้นตั๋วเครื่องบิน หลังราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง

สายการบินทั่วโลกทยอยขึ้นตั๋วเครื่องบิน หลังราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง

10 มี.ค. 2569 10:28 น.

สายการบินทั่วโลกทยอยขึ้นตั๋วเครื่องบิน หลังราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง

วิกฤตสงครามสหรัฐ–อิหร่านดันราคาน้ำมันพุ่ง ทำต้นทุนน้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้หลายสายการบินเริ่มปรับขึ้นราคาตั๋ว พร้อมเตือนอาจขึ้นราคาเพิ่ม หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ

สายการบินทั่วโลกเริ่มปรับขึ้นราคาตั๋วเครื่องบิน หลังราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยแอร์นิวซีแลนด์ เปิดเผยเมื่อวันอังคาร (10 มีนาคม) ว่า ได้ปรับขึ้นค่าโดยสารแล้ว และอาจต้องขึ้นราคาเพิ่มเติม หากราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง

สายการบินแห่งชาติของนิวซีแลนด์ระบุว่า ราคาน้ำมันเครื่องบินซึ่งก่อนเกิดความขัดแย้งอยู่ที่ประมาณ 85–90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ได้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 150–200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

บริษัทจึงตัดสินใจระงับการคาดการณ์ผลประกอบการปี 2026 เนื่องจากสถานการณ์สงครามยังมีความไม่แน่นอนสูงโดยข้อมูลจากสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า สายการบินแอร์นิวซีแลนด์ ระบุว่าได้ปรับขึ้นราคาตั๋วแบบเที่ยวเดียวในชั้นประหยัด ได้แก่เที่ยวบินภายในประเทศ เพิ่ม 10 ดอลลาร์นิวซีแลนด์, เที่ยวบินระยะสั้นระหว่างประเทศ เพิ่ม 20 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ และเที่ยวบินระยะไกล เพิ่ม 90 ดอลลาร์นิวซีแลนด์

แม้ว่าราคาตั๋วในเส้นทาง เอเชีย–ยุโรป จะเพิ่มขึ้นอยู่แล้วจากการปิดน่านฟ้าและข้อจำกัดด้านความจุเที่ยวบิน แต่ แอร์นิวซีแลนด์ถือเป็นหนึ่งในสายการบินแรก ๆ ที่ประกาศปรับขึ้นราคาตั๋วในวงกว้างนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น

สายการบินระบุว่า หากความขัดแย้งทำให้ต้นทุนน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง ก็อาจต้องปรับราคาเพิ่มเติม รวมถึงปรับเครือข่ายเส้นทางบินและตารางเที่ยวบินตามสถานการณ์

สายการบินเอเชียรับผลกระทบหนัก

ขณะที่สายการบินเวียดนาม แอร์ไลน์ ได้ยื่นขอให้รัฐบาลเวียดนามยกเลิกภาษีสิ่งแวดล้อมสำหรับน้ำมันเครื่องบิน เพื่อช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน

รัฐบาลเวียดนามเปิดเผยว่า ต้นทุนการดำเนินงานของสายการบินในประเทศเพิ่มขึ้นถึง 60–70% จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง และผู้จัดหาน้ำมันก็เริ่มเผชิญปัญหาในการตอบสนองความต้องการของสายการบิน

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นสายการบินเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ระบุเมื่อวันจันทร์ว่า สงครามอาจยุติลงได้ในเร็ว ๆ นี้

คำกล่าวดังกล่าวทำให้ตลาดผันผวน โดยราคาน้ำมันปรับลดลงเหลือประมาณ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในวันอังคาร จากระดับสูงสุด 119 ดอลลาร์ ในวันก่อนหน้า

ขณะที่หุ้นสายการบินในเอเชียเริ่มทรงตัว ได้แก่ แอร์นิวซีแลนด์ ปรับขึ้น 2% หลังจากร่วงเกือบ 8% วันก่อนหน้า , โคเรียน แอร์ เพิ่มขึ้น 6% หลังลดลง 8.6%, สายการบินแควนตัส เพิ่มขึ้นมากกว่า 1% และเจแปน แอร์ไลน์สปรับขึ้นมากกว่า 2% ซึ่งโดยปกติแล้ว ค่าเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนอันดับสองของสายการบิน รองจากค่าแรง คิดเป็นประมาณ 20–25% ของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

สงครามกระทบอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลก

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและการปิดน่านฟ้าในบางพื้นที่ ทำให้สายการบินต้องบินอ้อมหลีกเลี่ยงพื้นที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ความจุเที่ยวบินลดลง และราคาตั๋วในบางเส้นทางพุ่งสูง

โดยข้อมูลจาก บริษัท ซิเรียม ผู้ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการบินระดับโลก ระบุว่า สายการบินตะวันออกกลาง ได้แก่ Emirates , Qatar Airways และEtihad Airways ปกติแล้วให้บริการผู้โดยสารประมาณ หนึ่งในสามของเส้นทางยุโรป–เอเชีย และมากกว่าครึ่งของผู้โดยสารที่เดินทางจากยุโรปไปยัง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และหมู่เกาะแปซิฟิก

ผลกระทบยังลุกลามไปถึงธุรกิจท่องเที่ยว โดยบริษัททัวร์เกาหลีใต้ฮานา ทัวร์ เซอร์วิส ประกาศยกเลิกทัวร์ที่ต้องบินผ่านตะวันออกกลาง เช่น การเดินทางไปดูไบ หรือเที่ยวบินต่อเครื่องผ่านดูไบไปยุโรป พร้อมยกเว้นค่าธรรมเนียมยกเลิกให้ลูกค้า

ขณะที่ในประเทศไทยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คาดการณ์ว่า หากสงครามยืดเยื้อนานกว่า 8 สัปดาห์ ประเทศไทยอาจสูญเสียนักท่องเที่ยวถึง 595,974 คน และสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 40,900 ล้านบาท

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะด้านพลังงานเท่านั้น แต่ยังเริ่มลุกลามไปสู่ อุตสาหกรรมการบิน การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจโลก อย่างมีนัยสำคัญ.

ที่มา : channelnewsasia

อิหร่านท้าชนสหรัฐ! ประกาศ “รอรับกองเรือสหรัฐฯ” ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ชะตาสงครามอยู่ในมือเตหะราน

อิหร่านท้าชนสหรัฐ! ประกาศ "รอรับกองเรือสหรัฐฯ" ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ชะตาสงครามอยู่ในมือเตหะราน

10 มี.ค. 2569 09:36 น.

อิหร่านท้าชนสหรัฐ! ประกาศ “รอรับกองเรือสหรัฐฯ” ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ชะตาสงครามอยู่ในมือเตหะราน

สงครามตะวันออกกลางทวีความตึงเครียด หลังโฆษกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านระบุ กองทัพอิหร่านกำลัง “รอคอย” กองเรือสหรัฐในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมย้ำว่าการยุติสงครามขึ้นอยู่กับอิหร่าน

พลตรี อาลี โมฮัมหมัด นาอีนี โฆษกของ Islamic Revolutionary Guard Corps หรือกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อของรัฐอิหร่านในช่วงเช้าวันอังคาร ระบุว่ากองทัพอิหร่านกำลังรอคอยที่จะเผชิญหน้ากับกองเรือของสหรัฐที่กำลังมุ่งหน้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่าทิศทางของสงครามในภูมิภาคขณะนี้จะยุติหรือเดินหน้าต่อ อยู่ในมือของอิหร่านเท่านั้น

นาอีนีกล่าวว่ากองกำลังติดอาวุธของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านกำลัง “เฝ้ารอ” การมาถึงของกองเรือรบสหรัฐในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส เจอรัลด์ ฟอร์ด ด้วย ( USS Gerald R. Ford)

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีสหรัฐโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ โดยกล่าวถึงมาตรการปกป้องการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและสินค้าทางทะเลที่สำคัญของโลก

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของโลก เนื่องจากมีน้ำมันดิบจำนวนมหาศาลถูกลำเลียงผ่านเส้นทางนี้ทุกวัน การเผชิญหน้าทางทหารในพื้นที่จึงสร้างความกังวลต่อความมั่นคงด้านพลังงานและเสถียรภาพของตลาดน้ำมันโลกอย่างใกล้ชิด.

ที่มา : CNN

ทรัมป์ ขู่โจมตีอิหร่าน “หนักขึ้น 20 เท่า” หากขวางการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์ ขู่โจมตีอิหร่าน “หนักขึ้น 20 เท่า” หากขวางการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

10 มี.ค. 2569 08:31 น.

ทรัมป์ ขู่โจมตีอิหร่าน “หนักขึ้น 20 เท่า” หากขวางการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ความตึงเครียดตะวันออกกลางทวีความรุนแรง เมื่อทรัมป์เตือนอิหร่านว่า หากพยายามปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก สหรัฐจะโจมตีครั้งใหญ่จนทำให้อิหร่านไม่สามารถฟื้นตัวได้อีก

ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกคำเตือนอย่างรุนแรงต่ออิหร่านเมื่อวันจันทร์ โดยระบุว่า สหรัฐจะโจมตีอิหร่าน “หนักขึ้น 20 เท่า” หากเตหะรานพยายามขัดขวางการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางพลังงานสำคัญของโลก

ทรัมป์ระบุว่า หากอิหร่านดำเนินการปิดช่องแคบหรือขัดขวางการเดินเรือ สหรัฐจะโจมตีเป้าหมายที่สามารถทำลายได้ง่าย ซึ่งจะทำให้อิหร่านแทบไม่สามารถฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานสำคัญได้อีก

ผู้นำสหรัฐยังใช้ถ้อยคำแข็งกร้าวว่า “ความตาย  ไฟ และความพิโรธจะถาโถมใส่พวกเขา” แต่เขายังหวังและภาวนา ว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นจริง

ขณะเดียวกัน กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) แถลงก่อนหน้านี้ในวันเดียวกันว่า ประเทศอาหรับหรือยุโรปใดก็ตามที่ขับไล่เอกอัครราชทูตของอิสราเอลและสหรัฐออกจากประเทศของตน จะได้รับอนุญาตให้เดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างเสรีตั้งแต่วันอังคารเป็นต้นไป

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นหนึ่งในจุดคอขวดด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก โดยมีน้ำมันดิบประมาณ 1 ใน 5 ของการขนส่งทั่วโลก ต้องผ่านเส้นทางเดินเรือแห่งนี้ ทำให้ความตึงเครียดในพื้นที่ส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันและความมั่นคงพลังงานของหลายประเทศ

จีนและหลายประเทศในเอเชียต้องพึ่งพาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่ขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าวเป็นหลัก โดยการสู้รบในภูมิภาคทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงักตั้งแต่สงครามเริ่มต้น.

ที่มา : CNN

ทรัมป์ต่อสายคุยปูติน เผยรัสเซียอยากช่วยเหลือ เรื่องในตะวันออกกลาง

ทรัมป์ต่อสายคุยปูติน เผยรัสเซียอยากช่วยเหลือ เรื่องในตะวันออกกลาง

10 มี.ค. 2569 06:21 น.

ทรัมป์ต่อสายคุยปูติน เผยรัสเซียอยากช่วยเหลือ เรื่องในตะวันออกกลาง

(ภาพจาก Sputnik agency)

โดนัลด์ ทรัมป์ เผย ได้โทรศัพท์คุยกับวลาดิเมียร์ ปูตินแล้ว โดยผู้นำรัสเซียบอกว่าอยากช่วยเหลือเรื่องสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ทรัมป์สวนกลับไปว่า ทำให้สงครามยูเครนจบลงจะช่วยได้มากกว่า

เมื่อ 9 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวที่เมืองโดรัล รัฐฟลอริดา ว่า เขาได้โทรศัพท์พูดคุยกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียแล้ว และเป็นการพูดคุยที่ยอดเยี่ยมมาก โดยผู้นำรัสเซีย “อยากจะให้ความช่วยเหลือ” เรื่องสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

นี่นับเป็นครั้งแรกที่ผู้นำทั้งสองต่อสายโทรศัพท์คุยกันนับตั้งแต่สงครามกับอิหร่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. โดยนายทรัมป์กล่าวว่า เขาได้หารือเรื่องสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น และปูติน “อยากจะช่วย”

“ผมบอกไปว่า “คุณจะช่วยได้มากกว่านี้ถ้าทำให้สงครามยูเครน-รัสเซียจบสิ้นลงเสียที”” ทรัมป์กล่าว และย้ำว่า “นั่นจะเป็นการช่วยที่มีประโยชน์มากกว่า” โดยนายทรัมป์บอกด้วยว่า เรื่องยูเครนเป็นการต่อสู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด แต่เขาก็คิดว่า “มันเป็นการพูดคุยเชิงบวกในหัวข้อนั้น”

ด้านนาย ยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษารัฐบาลเครมลินของรัสเซีย ยืนยันว่า นายปูตินกับนายทรัมป์ได้ต่อสายโทรศัพท์คุยกันนานประมาณ 1 ชั่วโมง โดยที่สหรัฐฯ เป็นฝ่ายติดต่อมาเพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ระหว่างประเทศล่าสุด

นายอูชาคอฟบอกว่า บทสนทนาเน้นหนักไปที่ความขัดแย้งในอิหร่าน และการเจรจาสามฝ่ายระหว่างมอสโก วอชิงตัน และเคียฟ เพื่อมุ่งหวังที่จะยุติความขัดแย้งในยูเครน โดยการพูดคุยของผู้นำทั้งสองเป็นไปในลักษณะ “จริงจัง เปิดเผย และสร้างสรรค์” พร้อมเสริมว่าผู้นำทั้งสองได้แสดงความพร้อมที่จะติดต่อสื่อสารกันอย่างสม่ำเสมอต่อไป

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่าวอชิงตันมีความสนใจที่จะเห็นการสู้รบระหว่างมอสโกและเคียฟยุติลง และต้องการบรรลุข้อตกลงระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในยูเครน ซึ่งทางด้านปูตินได้กล่าวขอบคุณทรัมป์สำหรับความพยายามอย่างต่อเนื่องของคณะบริหารในการทำหน้าที่เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย

นอกจากนี้ ปูตินยังได้แบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ในอิหร่าน และเล่าให้ทรัมป์ฟังเกี่ยวกับการหารือของเขากับเหล่าผู้นำในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงประธานาธิบดี มาซูด เปเซซเคียน ของอิหร่าน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ในขณะที่ทรัมป์เองก็ได้แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ดังกล่าวเช่นกัน โดยอูชาคอฟกล่าวสรุปว่าทั้งคู่มีการหารือในประเด็นนี้อย่าง “ลึกซึ้งและมีเนื้อหาสาระสำคัญ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn , rt

ทรัมป์ลั่น ไม่หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง แต่เล็งผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน

ทรัมป์ลั่น ไม่หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง แต่เล็งผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน

10 มี.ค. 2569 05:56 น.

ทรัมป์ลั่น ไม่หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง แต่เล็งผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเพราะสงครามกับอิหร่าน ในท้ายที่สุดจะทำให้ราคาลดลง อย่างไรก็ตาม เขาเผยด้วยว่ากำลังเตรียมผ่อนคลายการคว่ำบาตรน้ำมันในบางประเทศ เพื่อลดราคาพลังงาน

เมื่อ 9 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จัดงานแถลงข่าวที่เมืองโดรัล รัฐฟลอริดา โดยระบุว่า สหรัฐฯ มีความคืบหน้าอย่างมากในสงครามกับอิหร่าน โดยบ่งชี้ว่าปฏิบัติการครั้งนี้ “ค่อนข้างเสร็จสมบูรณ์”

“เรากำลังก้าวรุดหน้าไปอย่างมากในการบรรลุเป้าหมายทางการทหารของเรา และบางคนอาจพูดได้ว่าเป้าหมายเหล่านั้นค่อนข้างเสร็จสมบูรณ์” ทรัมป์กล่าว “เราได้กวาดล้างกองกำลังทุกหน่วยในอิหร่านออกไปอย่างราบคาบ”

นายทรัมป์บอกอีกว่า สหรัฐฯ ได้โจมตีเป้าหมายไปแล้วกว่า 5,000 แห่งนับตั้งแต่สงครามในอิหร่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. ซึ่ง “บางแห่งเป็นเป้าหมายที่สำคัญมาก” แต่กองทัพสหรัฐฯ กำลังละเว้น “เป้าหมายที่สำคัญที่สุดบางแห่งไว้ภายหลัง ในกรณีที่เราจำเป็นต้องทำ”

“ถ้าเราโจมตีเป้าหมายเหล่านั้น พวกเขาจะต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ได้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้าและสิ่งอื่น ๆ อีกมากมาย” เขากล่าวต่อ

ผู้นำสหรัฐฯ อ้างด้วยว่า อิหร่านยังคงแสดงความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง ในระหว่างการเจรจากับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นถึง 3 รอบซึ่งจบลงโดยที่ไม่มีการบรรลุข้อตกลงใด ๆ ก่อนที่สงครามจะปะทุ

“แม้จะมีโอกาสนับครั้งไม่ถ้วนในการละทิ้งความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ ซึ่งพวกเขาเพิ่งได้รับไปเมื่อไม่นานมานี้ แต่พวกเขากลับบอกกับคุณวิตคอฟฟ์… พวกเขาพูดออกมาจริง ๆ ว่า ‘เราต้องการสร้างมันต่อไป’” เขาสรุปมุมมองของฝ่ายอิหร่านแบบสั้น ๆ ว่า “โดยพื้นฐานแล้ว สรุปง่าย ๆ เลยก็คือ ‘เราต้องการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ต่อไป’”

ทรัมป์คาดการณ์ว่า หากสหรัฐฯ ไม่โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน “อิหร่านคงมีอาวุธนิวเคลียร์ไปแล้ว และคงจะใช้มันไปนานก่อนหน้านี้ และอย่างน้อยที่สุด อิสราเอลก็คงจะถูกกวาดล้างไปแล้ว”

โดนัลด์ ทรัมป์ ยังประณามอิหร่านว่า “โง่เขลาอย่างยิ่ง” ที่โจมตีประเทศเพื่อนบ้านเพื่อตอบโต้การโจมตีร่วมระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล

เพื่อนบ้านของอิหร่าน “ส่วนใหญ่มีท่าทีเป็นกลาง หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้คิดจะเข้ามาข้องเกี่ยว” ทรัมป์กล่าว พร้อมเสริมว่าหลังจากที่เตหะรานเริ่มเปิดฉากโจมตี “บรรดาประเทศเพื่อนบ้านเหล่านั้นก็หันมาเข้าพวกกับเรา และเริ่มโจมตี [อิหร่าน] ซึ่งจริง ๆ แล้วทำได้ค่อนข้างประสบความสำเร็จทีเดียว”

ทรัมป์กล่าวเพิ่มเติมว่า การโจมตีอิหร่านครั้งนี้ เป็นการรักษาคำมั่นสัญญาที่เขาเคยให้ไว้เมื่อปี 2558 ว่าเขาจะไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง

ทรัมป์อ้างด้วยว่า ในระยะยาว สงครามกับอิหร่านจะทำให้ราคาน้ำมันลดลง แม้ว่าขณะนี้ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้นถึงระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะปรับตัวลดลงมาเล็กน้อย เนื่องจากการหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซก็ตาม

“ช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงปลอดภัย” เขากล่าวระหว่างการแถลงข่าว “เรากำลังจะกำจัดภัยคุกคามทั้งหมดนี้ให้สิ้นซากไปครั้งเดียวจบ และผลลัพธ์ที่ตามมาคือราคาน้ำมันและก๊าซที่ถูกลงสำหรับครอบครัวชาวอเมริกัน”

ทรัมป์ยังแสดงท่าทีไม่ยี่หระต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคชาวอเมริกันจากราคาน้ำมันที่ดีดตัวขึ้น โดยยืนยันว่าภาวะขาดแคลนอุปทานนั้น “ส่งผลกระทบต่อประเทศอื่น ๆ มากกว่าสหรัฐฯ มาก”

“มันไม่ได้กระทบเราจริง ๆ หรอก” เขากล่าว “เรามีน้ำมันอยู่มหาศาล”

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกอีกว่า เขาเตรียมจะผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันบางประการที่พวกเขาบังคับใช้ “เพื่อลดราคาน้ำมันลง” โดยไม่ระบุว่า เป็นมาตรการคว่ำบาตรที่บังคับใช้กับประเทศใด บอกเพียงว่า “เรามีการคว่ำบาตรต่อบางประเทศอยู่ ซึ่งเราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย”

อนึ่ง อิหร่านและรัสเซียเป็นสองประเทศที่ถูกคว่ำบาตรอย่างหนักหน่วงที่สุด และทั้งคู่ต่างเป็นประเทศที่มีทรัพยากรน้ำมันมหาศาล โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทรัมป์เพิ่งจะอนุมัติการยกเว้นให้แก่อินเดียในการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียเพิ่มขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้พยายามกดดันแดนภารตะอย่างหนัก ให้เลิกนำเข้าน้ำมันรัสเซีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ปากีสถานรัดเข็มขัด รับมือราคาน้ำมันพุ่ง กองทัพคุ้มกันเส้นทางการค้า

ปากีสถานรัดเข็มขัด รับมือราคาน้ำมันพุ่ง กองทัพคุ้มกันเส้นทางการค้า

10 มี.ค. 2569 05:24 น.

ปากีสถานรัดเข็มขัด รับมือราคาน้ำมันพุ่ง กองทัพคุ้มกันเส้นทางการค้า

รัฐบาลปากีสถานประกาศมาตรการรัดเข็มขัดเข้มงวดหลายอย่าง เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ขณะที่กองทัพเตรียมเริ่มปฏิบัติการทางทะเลเพื่อคุ้มกันเส้นทางการค้า

เมื่อ 9 มี.ค. 2569 รัฐบาลปากีสถานประกาศมาตรการรัดเข็มขัดขั้นรุนแรงออกมาหลายประกาศ เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อันเป็นผลจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้อุปทานน้ำมันหยุดชะงัก

ในการแถลงการณ์ต่อหน้าประชาชนเมื่อวันจันทร์ นายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชารีฟ กล่าวว่า โรงเรียนจะปิดทำการเป็นเวลา 2 สัปดาห์ และสถาบันอุดมศึกษาจะเปลี่ยนไปใช้ระบบการเรียนการสอนออนไลน์โดยทันที

นอกจากนี้ พนักงานทั้งภาครัฐและเอกชนครึ่งหนึ่งจะต้องทำงานจากที่บ้าน (Work from home) และจะมีการเพิ่มวันหยุดให้พนักงานอีก 1 วันต่อสัปดาห์ เพื่อประหยัดการใช้เชื้อเพลิง

นายกรัฐมนตรียังประกาศมาตรการที่เข้มงวดต่อข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น การตัดลดโควตาน้ำมันสำหรับรถยนต์หลวงลงครึ่งหนึ่ง และการลดเงินเดือนบางส่วนเพื่อลดรายจ่ายของรัฐบาลและนำไปช่วยเหลือบรรเทาทุกข์แก่ประชาชน

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเมื่อวันจันทร์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี ก่อนที่ราคาจะทรงตัวอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 ดอลลาร์เพียงเล็กน้อย

นายชารีฟเน้นย้ำในการแถลงว่า เศรษฐกิจ ภาคการเกษตร และการขนส่งของปากีสถาน ล้วนต้องพึ่งพาอุปทานน้ำมันและก๊าซจากอ่าวเปอร์เซียเป็นหลัก

นอกจากนี้ หน่วยงานราชการจะถูกสั่งห้ามซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ เครื่องปรับอากาศ หรือวัสดุอุปกรณ์อื่นๆ

นายชารีฟยังสั่งห้ามเจ้าหน้าที่ปากีสถานเดินทางไปต่างประเทศโดยเด็ดขาด รวมถึงตัวนายกรัฐมนตรีเองด้วย ยกเว้นเฉพาะการเดินทางที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของชาติเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน กองทัพปากีสถานก็ประกาศเปิดปฏิบัติการทางทะเล เพื่อปกป้องการค้าทางทะเลและการเดินเรือของชาติ

กองทัพระบุว่าสาเหตุของปฏิบัติการครั้งนี้มาจาก “สภาพแวดล้อมความมั่นคงทางทะเลในภูมิภาคที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป และการหยุดชะงักที่อาจเกิดขึ้นกับเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ” โดยทางรัฐบาลระบุว่ากองทัพเรือกำลังทำหน้าที่คุ้มกันและควบคุมการเคลื่อนที่ของเรือพาณิชย์เพื่อให้เกิดความปลอดภัย

“เนื่องจากการค้าของปากีสถานประมาณ 90% ดำเนินการผ่านทางทะเล ปฏิบัติการนี้จึงมุ่งเป้าเพื่อให้แน่ใจว่าเส้นทางสายสำคัญเหล่านี้จะยังคงปลอดภัย มั่นคง และไม่หยุดชะงัก” ข้อความในแถลงการณ์จากฝ่ายประชาสัมพันธ์กองทัพปากีสถาน (ISPR) ระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ออสเตรเลียเผย เตรียมให้วีซ่ามนุษยธรรม แก่ 5 นักฟุตบอลหญิงอิหร่าน

ออสเตรเลียเผย เตรียมให้วีซ่ามนุษยธรรม แก่ 5 นักฟุตบอลหญิงอิหร่าน

10 มี.ค. 2569 04:59 น.

ออสเตรเลียเผย เตรียมให้วีซ่ามนุษยธรรม แก่ 5 นักฟุตบอลหญิงอิหร่าน

รัฐมนตรีมหาดไทยของออสเตรเลียออกมายืนยันว่า ได้อนุมัติการให้วีซ่ามนุษยธรรมแก่ 5 นักฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านที่ยื่นขอลี้ภัยแล้ว และเปิดกว้างให้คนอื่นๆ ในทีมทำแบบเดียวกันด้วย

เมื่อ 9 มี.ค. 2569 นาย โทนี เบิร์ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของออสเตรเลียบอกกับผู้สื่อข่าวว่า สมาชิก 5 คนของ ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่าน ที่ยื่นเรื่องขอสิทธิลี้ภัยในออสเตรเลีย จะได้รับวีซ่ามนุษยธรรม ท่ามกลางกระแสความกังวลว่า พวกเธอจะถูกลงโทษอย่างหนักหากเดินทางกลับประเทศ

เบิร์กกล่าวว่าเขาได้ลงนามอนุมัติใบคำร้องของพวกเธอแล้ว และกระบวนการทั้งหมดได้เสร็จสิ้นลงโดยกระทรวงฯ เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา “ผมขอบอกกับสมาชิกคนอื่นๆ ในทีม (ฟุตบอลหญิง) ว่า โอกาสเดียวกันนี้ยังคงเปิดรออยู่ ออสเตรเลียได้รับเอาทีมฟุตบอลหญิงอิหร่านเข้ามาอยู่ในหัวใจของเราแล้ว”

รัฐมนตรีระบุว่า นักเตะทั้ง 5 คนถูกตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (AFP) เคลื่อนย้ายจากโรงแรมที่พักไปยัง “สถานที่ปลอดภัย” เรียบร้อยแล้ว

“ส่วนนักเตะที่เหลือยังคงพักอยู่ในสถานที่พักเดิมของทีม” เบิร์กกล่าว “แน่นอนว่าเรากำลังดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่าจะมีโอกาสเพิ่มเติม หากใครต้องการยื่นคำร้องต่อเจ้าหน้าที่ออสเตรเลีย พวกเขาจะได้รับโอกาสนั้น”

ผู้คนพยายามปิดล้อมรถบัสที่บรรทุกนักเตะหญิงทีมชาติอิหร่าน หลังการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม A ระหว่างอิหร่านและฟิลิปปินส์ ณ สนามโกลด์โคสต์ สเตเดียม เมืองโกลด์โคสต์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569
ผู้คนพยายามปิดล้อมรถบัสที่บรรทุกนักเตะหญิงทีมชาติอิหร่าน หลังการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม A ระหว่างอิหร่านและฟิลิปปินส์ ณ สนามโกลด์โคสต์ สเตเดียม เมืองโกลด์โคสต์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569

ทั้งนี้ ปัจจุบันทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านกำลังอยู่ในออสเตรเลียเพื่อลงแข่งขันรายการฟุตบอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย (Women’s Asian Cup) โดยเริ่มมีความกังวลเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับความปลอดภัยของพวกเธอหากต้องเดินทางกลับอิหร่าน หลังจากที่คนในทีม “ยืนสงบนิ่ง” ไม่ยอมร้องเพลงชาติก่อนการแข่งขันนัดแรกเมื่อสัปดาห์ก่อน

ทีมฟุตบอลไม่ได้อธิบายสาเหตุของการกระทำดังกล่าว แต่กลุ่มเคร่งศาสนาหัวรุนแรงในอิหร่านตีความว่าเป็นสัญญาณของการทรยศชาติ

แหล่งข่าวบอกกับ CNN Sports ว่า เหล่านักเตะถูกบังคับให้ร้องเพลงชาติก่อนการแข่งขันนัดที่สองเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และในวันอาทิตย์ก่อนเกมที่พวกเธอพ่ายแพ้ให้กับฟิลิปปินส์ 2-0 พวกเธอก็ได้ร้องเพลงชาติอีกครั้งพร้อมกับทำท่าวันทยหัตถ์แบบทหาร

หลังการแข่งนัดสุดท้ายเมื่อวันอาทิตย์จบลงด้วยความพ่ายแพ้ บรรดากองเชียร์ต่างพากันรุมล้อมรถบัสของทีม พร้อมกับตะโกนบอกตำรวจให้ “ช่วยเด็กๆ ของพวกเราด้วย” ในขณะที่รถเคลื่อนตัวออกไป

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เรียกร้องให้ออสเตรเลียยอมให้เหล่านักฟุตบอลหญิงลี้ภัยในประเทศ

“ออสเตรเลียกำลังทำผิดพลาดครั้งใหญ่ในด้านมนุษยธรรม หากปล่อยให้ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านถูกบังคับให้กลับประเทศ ซึ่งพวกเธอมีโอกาสสูงที่จะถูกสังหาร อย่าทำแบบนั้นเลยท่านนายกรัฐมนตรี ให้สิทธิลี้ภัยแก่พวกเธอเถอะ สหรัฐฯ จะรับพวกเธอไว้เองหากคุณไม่ทำ” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์อ้าง สงครามกับอิหร่านใกล้เสร็จสิ้น เล็งเข้าคุมช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์อ้าง สงครามกับอิหร่านใกล้เสร็จสิ้น เล็งเข้าคุมช่องแคบฮอร์มุซ

10 มี.ค. 2569 04:36 น.

ทรัมป์อ้าง สงครามกับอิหร่านใกล้เสร็จสิ้น เล็งเข้าคุมช่องแคบฮอร์มุซ

โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า สงครามกับอิหร่านใกล้เสร็จสิ้นแล้ว เพราะปฏิบัติการรุดหน้ามากจากเดิมที่คิดว่าต้องใช้เวลา 4-5 สัปดาห์ และบอกด้วยว่าเขากำลังพิจารณาเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CBS News เมื่อวันจันทร์ที่ 9 มี.ค. 2569 ว่า เขาเชื่อว่าสงครามกับอิหร่านนั้น “ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์มากแล้ว” และรัฐบาลวอชิงตันกำลังดำเนินการ “รุดหน้าไปไกลมาก” เมื่อเทียบกับกรอบเวลาที่เขาเคยคาดการณ์ไว้ในตอนแรกว่าต้องใช้เวลา 4-5 สัปดาห์

“ผมคิดว่าสงครามใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยพื้นฐานแล้วพวกเขาก็ไม่เหลือกองทัพเรือ ไม่มีการสื่อสาร และไม่มีกองทัพอากาศอีกต่อไป” ทรัมป์บอกกับ CBS News

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับ ช่องแคบฮอร์มุซ ทรัมป์กล่าวว่าขณะนี้เรือเริ่มกลับมาสัญจรได้แล้ว แต่เขากำลังพิจารณาที่จะเข้าไปควบคุมพื้นที่ดังกล่าว

อนึ่ง ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกสำหรับการขนส่งน้ำมัน โดยเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 1 ใน 5 ของโลก ซึ่งสงครามที่เกิดขึ้นส่งผลให้เส้นทางเดินเรือที่สำคัญนี้แทบจะถูกปิดตาย

เมื่อถูกถามถึง โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ซึ่งเป็นบุตรชายของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนก่อนที่เพิ่งถูกสังหาร นายทรัมป์กล่าวว่า “ผมไม่มีข้อความใดๆ จะส่งถึงเขา” นอกจากนี้ ทรัมป์ยังระบุว่าเขามีคนที่อยู่ในใจเพื่อที่จะให้มาเป็นผู้นำอิหร่านแล้ว แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยกล่าวว่าเขาต้องการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกผู้นำของอิหร่าน ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ทางกรุงเตหะรานปฏิเสธ

อีกด้านหนึ่ง สำนักข่าว รอยเตอร์ส รายงานว่าคณะบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์กำลังพิจารณาผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย เพื่อช่วยบรรเทาภาวะ “ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้น” อันเป็นผลจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน โดยแหล่งข่าว 3 รายระบุว่า อาจมีการประกาศเรื่องนี้เร็วที่สุดในวันจันทร์

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มอุปทานน้ำมันในตลาดโลก ท่ามกลางการหยุดชะงักอย่างหนักของการขนส่งในตะวันออกกลางจากความขัดแย้งที่ขยายตัว แต่ในขณะเดียวกัน การตัดสินใจนี้อาจทำให้ความพยายามของสหรัฐฯ ในการตัดรายได้ของรัสเซียที่ใช้ทำสงครามในยูเครนมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

แหล่งข่าวบอกรอยเตอร์สอีกว่า การหารืออาจครอบคลุมตั้งแต่การผ่อนปรนคว่ำบาตรในวงกว้างไปจนถึงทางเลือกเฉพาะจุด เพื่ออนุญาตให้บางประเทศ เช่น อินเดีย สามารถซื้อน้ำมันจากรัสเซียได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องบทลงโทษจากสหรัฐฯ รวมถึงภาษีนำเข้า

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สหรัฐฯ ได้อนุญาตให้อินเดียซื้อน้ำมันดิบของรัสเซียที่อยู่บนเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลเป็นการชั่วคราว เพื่อช่วยรับมือกับการขาดแคลนอุปทานจากตะวันออกกลาง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กลุ่ม G7 ลั่น พร้อมใช้มาตรการที่จำเป็น เพื่อพยุงอุปทานพลังงานโลก

กลุ่ม G7 ลั่น พร้อมใช้มาตรการที่จำเป็น เพื่อพยุงอุปทานพลังงานโลก

10 มี.ค. 2569 02:15 น.

กลุ่ม G7 ลั่น พร้อมใช้มาตรการที่จำเป็น เพื่อพยุงอุปทานพลังงานโลก

กลุ่ม G7 ประชุมร่วมกับ IEA เพื่อหาทางรับมือกับราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะสงครามในตะวันออกกลาง โดยระบุว่า พร้อมใช้มาตรการที่จำเป็น แต่ยังไม่มีข้อตกลงระบายน้ำมันจากคลังสำรอง

เมื่อ 9 มี.ค. 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของกลุ่ม G7 และสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เสร็จสิ้นการประชุมร่วมกันแล้ว โดยพวกเขาระบุว่าพร้อมที่จะดำเนินการตาม “มาตรการที่จำเป็น” เพื่อสนับสนุนการจัดหาพลังงานทั่วโลก หลังจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น

“เราพร้อมที่จะดำเนินมาตรการที่จำเป็น ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนอุปทานพลังงานโลก เช่น การระบายน้ำมันจากคลังสำรอง” แถลงการณ์หลังการประชุมของกลุ่ม G7 ระบุ

อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้จบลงโดยไม่มีการทำข้อตกลงเรื่องการระบายน้ำมันดิบสำรองทางยุทธศาสตร์ออกมา แม้ว่าราคาน้ำมันพุ่งแตะระดับเกือบ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันจันทร์ จากความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันที่อาจยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงด้วย

ในการประชุมดังกล่าว ตัวเลือกในการระบายน้ำมันจากคลังสำรองเป็นหนึ่งในหลายประเด็นที่มีการหารือกัน โดย ฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการ IEA กล่าวว่า ตลาดน้ำมันโลก “มีสถานการณ์ที่ย่ำแย่ลงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา”

“นอกเหนือจากความท้าทายในการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว ปริมาณการผลิตน้ำมันจำนวนมหาศาลยังถูกระงับลง ซึ่งสิ่งนี้กำลังสร้างความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญและเพิ่มมากขึ้นต่อตลาดน้ำมัน” นายบิโรลกล่าว

อย่างไรก็ตามหลังเสร็จสิ้นการประชุม นายโรลองด์ เลสคูร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของฝรั่งเศสก็ออกมากล่าวถึงเรื่องระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินออกมาว่า “เรายังไปไม่ถึงจุดนั้น”

อนึ่ง หากมีการระบายน้ำมันสำรองออกมาจริง จะถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565 หลังจากรัสเซียเริ่มการรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบ

ขณะที่ ราเชล รีฟส์รัฐมนตรีคลังของสหราชอาณาจักร กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า สหราชอาณาจักรได้ใช้การประชุมนี้เรียกร้องให้มีการ “ลดระดับความรุนแรงในตะวันออกกลางโดยทันที” พร้อมเรียกร้องให้มีการรับประกันความปลอดภัยแก่เรือขนส่งในภูมิภาค และเสริมว่า “ดิฉันพร้อมที่จะสนับสนุนการร่วมมือกันระบายน้ำมันสำรองของ IEA”

ทั้งนี้ การหยุดชะงักครั้งใหญ่ของอุปทานพลังงานจากภูมิภาคตะวันออกกลาง กำลังทำให้ราคาสินค้าสำหรับผู้บริโภคและภาคธุรกิจทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นอาจส่งผลให้ธนาคารกลางต่าง ๆ ลดอัตราดอกเบี้ยน้อยลงกว่าที่คาดการณ์ไว้

โดยปกติแล้ว ประมาณ 1 ใน 5 ของอุปทานน้ำมันทั่วโลกจะถูกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่การจราจรผ่านช่องทางแคบ ๆ แห่งนี้แทบจะหยุดชะงักลงทั้งหมด นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฝรั่งเศสเตรียมส่งเรือรบ-เรือบรรทุกเครื่องบิน ไปเมดิเตอร์เรเนียน-ทะเลแดง

ฝรั่งเศสเตรียมส่งเรือรบ-เรือบรรทุกเครื่องบิน ไปเมดิเตอร์เรเนียน-ทะเลแดง

10 มี.ค. 2569 01:18 น.

ฝรั่งเศสเตรียมส่งเรือรบ-เรือบรรทุกเครื่องบิน ไปเมดิเตอร์เรเนียน-ทะเลแดง

ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเผย จะส่งเรือรบ 10 ลำ กับเรือบรรทุกเครื่องบินไปทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับทะเลแดง ย้ำส่งไปเพื่อช่วยป้องกันเท่านั้น ไม่ร่วมโจมตีอิหร่าน

เมื่อ 9 มี.ค. 2569 เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสกล่าวว่า ประเทศของเขาจะส่งเรือฟริเกต 8 ลำ, เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์สะเทินน้ำสะเทินบก 2 ลำ และเรือบรรทุกเครื่องบินชาร์ล เดอ โกล ไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกและทะเลแดง เพื่อเป็นมาตรการในการป้องกัน

“เป้าหมายของเราคือการรักษาจุดยืนในการป้องกันอย่างเคร่งครัด โดยยืนหยัดเคียงข้างทุกประเทศที่ถูกอิหร่านโจมตีตอบโต้ ทั้งนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและมีส่วนร่วมในการลดระดับความรุนแรงในภูมิภาค” มาครงกล่าวที่ประเทศไซปรัส

ในเวลาต่อมา ขณะที่กล่าวต่อเหล่าทหารบนเรือชาร์ล เดอ โกล ประธานาธิบดีระบุว่าฝรั่งเศสจะทำงานเพื่อรักษาเสรีภาพในการเดินเรือ และอาจรวมถึงการฟื้นฟูเส้นทางสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซด้วย

“เราไม่ได้เข้าร่วมในความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ และเราปฏิบัติการภายใต้กรอบการทำงานนี้ การปรากฏตัวของพวกคุณที่นี่ในวันนี้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของฝรั่งเศส ในฐานะมหาอำนาจแห่งความสมดุลและสันติภาพร่วมกับมิตรประเทศของเรา” มาครงกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn