ฝรั่งเศสทุ่มงบ 130 ล้านยูโร เร่งติดระบบทำความเย็นโรงเรียนทั่วประเทศ รับมือคลื่นความร้อน

ฝรั่งเศสทุ่มงบ 130 ล้านยูโร เร่งติดระบบทำความเย็นโรงเรียนทั่วประเทศ รับมือคลื่นความร้อน

26 มิ.ย. 2569 17:01 น.

ฝรั่งเศสทุ่มงบ 130 ล้านยูโร เร่งติดระบบทำความเย็นโรงเรียนทั่วประเทศ รับมือคลื่นความร้อน

รัฐบาลฝรั่งเศสจับมือรัฐวิสาหกิจพลังงาน EDF และสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ประกาศอัดฉีดงบประมาณเร่งด่วนกว่า 130 ล้านยูโร หรือราว 4.95 พันล้านบาท เพื่อติดตั้งระบบทำความเย็นและปรับปรุงอาคารโรงเรียน-สถานรับเลี้ยงเด็กหมื่นแห่งทั่วประเทศ หลังเผชิญวิกฤตคลื่นความร้อนรุนแรงทุบสถิติ จนส่งผลกระทบต่อการจัดสอบไล่ครั้งสำคัญของนักเรียนมัธยมปลายและมัธยมต้นกว่า 850,000 คน

รัฐบาลฝรั่งเศสร่วมกับบริษัทพลังงานแห่งชาติ EDF และกลุ่มสถาบันการเงินชั้นนำ ประกาศจัดสรรงบประมาณเร่งด่วนรวมกว่า 130 ล้านยูโร (ประมาณ 4,950 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการติดตั้งระบบทำความเย็นและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในโรงเรียน อนุบาล และสถานรับเลี้ยงเด็กทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤตคลื่นความร้อนที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากอาคารเรียนส่วนใหญ่ในฝรั่งเศส ซึ่งเดิมทีไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับอุณหภูมิที่สูงจัดและส่วนใหญ่ไม่มีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนที่ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (25 มิ.ย.) ซึ่งเป็นวันที่ร้อนที่สุดของสัปดาห์ โรงเรียนประถมศึกษาประมาณ 3,500 แห่งต้องประกาศปิดการเรียนการสอนชั่วคราว ขณะที่อีกกว่า 10,000 แห่งต้องปรับเปลี่ยนเวลาเรียนเพื่อความปลอดภัยของเด็ก ๆ

สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความยากลำบากอย่างยิ่งต่อการเรียนการสอนในห้องเรียนที่ร้อนอบอ้าวไม่ต่างจากเตาอบ และยังส่งผลกระทบต่อการจัดสอบไล่ครั้งสำคัญของนักเรียนมัธยมปลายและมัธยมต้นกว่า 850,000 คน จนทำให้บางโรงเรียนต้องเลื่อนการสอบปากเปล่าออกไป ขณะที่สหภาพครูฝรั่งเศสได้รวมตัวประท้วงหยุดงานเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อ “สภาพการทำงานที่ย่ำแย่และยอมรับไม่ได้”

ตามรายละเอียดโครงการ บริษัท EDF ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าของฝรั่งเศส จะเป็นผู้จัดสรรงบประมาณก้อนแรกจำนวน 80 ล้านยูโร (ประมาณ 3,100 ล้านบาท) โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก โดยงบก้อนแรก 40 ล้านยูโร จะใช้จัดซื้ออุปกรณ์ทำความเย็นมากกว่า 100,000 รายการ เช่น พัดลม เครื่องพ่นละอองน้ำ เครื่องปรับอากาศแบบเคลื่อนที่ และแอร์แบบติดตั้งถาวร เพื่อกระจายไปยังสถานศึกษาและศูนย์ดูแลเด็กมากกว่า 10,000 แห่งให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนกันยายน 2026 นี้

ส่วนงบอีก 40 ล้านยูโร จะถูกแจกจ่ายเป็นเงินอุดหนุนแบบเหมาจ่ายจำนวน 10,000 ยูโร (ราว 380,000 บาท) ต่อหนึ่งสถานศึกษา เพื่อช่วยเหลือในการระดมทุนสำหรับโครงการทำความเย็นในระยะยาวไปจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2027

ด้านนายแบร์นาร์ด ฟอนตานา ซีอีโอของ EDF ระบุในแถลงการณ์ว่า “ในขณะที่คลื่นความร้อนเริ่มส่งผลกระทบต่อประเทศของเรามากขึ้นเรื่อย ๆ เราต้องการดำเนินมาตรการที่เห็นผลเป็นรูปธรรมเพื่อช่วยเหลือโรงเรียนและสถานรับเลี้ยงเด็ก ให้มีเครื่องมือทำความเย็นที่พร้อมใช้งานทันที รวมถึงการปรับปรุงระบบในระยะยาว”

นอกจากนี้ กลุ่มสถาบันการเงินซึ่งประกอบด้วย Banque des Territoires, Banque Postale และองค์กรเพื่อประสิทธิภาพพลังงานท้องถิ่น (ACTEE) ได้ประกาศจัดสรรงบสมทบอีก 50 ล้านยูโร (ประมาณ 1,900 ล้านบาท) เพื่อปรับปรุงโรงเรียนอีกกว่า 12,500 แห่ง นอกจากนี้ยังมีงบประมาณเสริมจาก “กองทุนสีเขียว” อีก 60 ล้านยูโรที่สามารถดึงมาสมทบเพิ่มเติมได้

นายโรลองด์ เลสคูร์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของฝรั่งเศส เปิดเผยผ่านสถานีวิทยุ France Culture ว่า “เราจะเริ่มดำเนินการทันทีในสัปดาห์หน้ากับโรงเรียนนำร่อง 2,500 แห่ง ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่แนวหน้าและมีความเสี่ยงต่อความร้อนมากที่สุด”

โดยโรงเรียนในกลุ่มเปราะบางนี้ ซึ่งรวมถึงโรงเรียนที่ต้องปิดการเรียนการสอนในช่วงที่ผ่านมา จะได้รับงบช่วยเหลือฉุกเฉินจำนวน 10 ล้านยูโรในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อจัดหาแนวทางแก้ไขอย่างรวดเร็ว เช่น การติดตั้งหลังคากันแดด พัดลมเพดานช่วยหมุนเวียนอากาศ อุปกรณ์ป้องกันแสงแดด และระบบระบายอากาศ นอกจากนี้ สำหรับโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ทางรัฐบาลกำลังพิจารณาติดตั้งระบบปั๊มความร้อนแบบย้อนกลับ ซึ่งสามารถปรับเป็นเครื่องปรับอากาศในฤดูร้อนได้ เพื่อรับประกันว่าอย่างน้อยที่สุดจะต้องมีห้องเรียนที่เย็นสบายอย่างน้อย 1 ห้องสำหรับเหล่านักเรียนและบุคลากร

ที่ผ่านมา ความล่าช้าในการจัดการของรัฐทำให้ผู้ปกครองของนักเรียนหลายแห่งต้องหันมาหาวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบ “ทำด้วยตัวเอง” เพื่อลดอุณหภูมิในห้องเรียนของลูก ๆ เช่น การใช้ผงชอล์กขาว มาทาเคลือบกระจกหน้าต่างเพื่อสะท้อนแสง หรือการนำผ้าห่มฉุกเฉินฟอยล์กู้ชีพ มาแปะติดไว้ที่หน้าต่างเพื่อกันความร้อน

ด้านนายเอดูอาร์ด เฌฟเฟรย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกมากล่าวชื่นชมแผนงานดังกล่าว โดยย้ำว่าเป็นโครงการที่จะมอบทางออกที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้ให้กับโรงเรียนต่าง ๆ “ตั้งแต่วันหยุดฤดูร้อนนี้เป็นต้นไป” เพื่อไม่ให้ระบบการศึกษาของประเทศต้องอัมพาตจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงในอนาคต.

ที่มา Ouest-France / AFP

เมียนมาเผาทำลายยาเสพติดกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท ชี้กลุ่มติดอาวุธฉวยวิกฤตสงครามขยายธุรกิจ

เมียนมาเผาทำลายยาเสพติดกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท ชี้กลุ่มติดอาวุธฉวยวิกฤตสงครามขยายธุรกิจ

26 มิ.ย. 2569 15:53 น.

เมียนมาเผาทำลายยาเสพติดกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท ชี้กลุ่มติดอาวุธฉวยวิกฤตสงครามขยายธุรกิจ

ทางการเมียนมาจัดพิธีเผาทำลายยาเสพติดซึ่งประกอบด้วยเฮโรอีน ฝิ่น เคตามีน กัญชา และยาไอซ์ น้ำหนักกว่า 50 ตัน มูลค่ารวมกว่า 525 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.75 หมื่นล้านบาท เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลก พร้อมกล่าวหากลุ่มติดอาวุธใช้ความไม่สงบจากสงครามกลางเมืองเป็นช่องทางขยายเครือข่ายค้ายาเสพติด 

ทางการเมียนมาได้ดำเนินการเผาทำลายยาเสพติดให้โทษที่ยึดมาได้จากทั่วประเทศ คิดเป็นมูลค่ารวมสูงถึงประมาณ 525 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 17,500 ล้านบาท) โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของเมียนมาได้ออกมากล่าวโทษกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์และกลุ่มกบฏต่าง ๆ ว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ขบวนการค้ายาเสพติดผิดกฎหมายเติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะประเทศที่กำลังบอบช้ำจากภัยสงครามกลางเมือง

กลุ่มนักวิเคราะห์ระบุว่า นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารโดยกองทัพเมียนมาในปี 2021 ระบบการบริหารจัดการและกลไกการบังคับใช้กฎหมายของประเทศได้ล่มสลายลงอย่างรุนแรง และกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดสงครามกลางเมืองทั่วประเทศ ซึ่งสถานการณ์ความขัดแย้งนี้เปิดโอกาสให้กองกำลังทุกฝ่ายฉวยโอกาสหาผลประโยชน์และรายได้จากขบวนการค้ายาเสพติดผิดกฎหมาย

ปัจจุบัน เมียนมาได้ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศผู้ผลิตฝิ่นรายใหญ่ที่สุดในโลก หลังจากที่รัฐบาลตาลีบันหวนคืนสู่อำนาจในอัฟกานิสถานเมื่อปี 2021 และสั่งกวาดล้างการปลูกพืชเสพติดประเภทดังกล่าวอย่างจริงจัง นอกจากนี้ รายงานจากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ยังระบุด้วยว่า เมียนมาคือแหล่งผลิตและต้นตอของยาเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้าและยาไอซ์) ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจในนครย่างกุ้งได้นำยาเสพติดรวม 31 ประเภทมาเข้าสู่กระบวนการเผาทำลายเพื่อทำเครื่องหมายเนื่องใน “วันต่อต้านยาเสพติดโลก”  ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งส่งผลให้กลุ่มควันสีดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นวงกว้าง

พิธีดังกล่าวจัดขึ้น ณ นิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งบริเวณชานนครย่างกุ้ง โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการนับถอยหลัง 3 วินาทีก่อนจะจุดไฟเผายาเสพติดที่ถูกราดด้วยน้ำมันเบนซินล่วงหน้า ซึ่งเปลวเพลิงได้ลุกไหม้อย่างรุนแรงเป็นเวลานานกว่า 30 นาที ก่อนที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะระดมฉีดน้ำเพื่อควบคุมและดับไฟทั้งหมด

พ.ต.ท. ออง มัต โซ  เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติด ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “ยาไอซ์ หรือเมทแอมเฟตามีนบริสุทธิ์ ถือเป็นยาเสพติดที่มีจำนวนปริมาณมากที่สุดในบรรดาของกลางทั้งหมดที่ยึดมาได้ โดยมีน้ำหนักรวมกันมากกว่า 28 ตัน”

ทั้งนี้ ปริมาณยาเสพติดที่ถูกนำมาเผาทำลายในพิธีซึ่งจัดขึ้นพร้อมกันใน 3 เมืองใหญ่ ได้แก่ นครย่างกุ้ง, มัณฑะเลย์ และตองยี ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐฉาน ทางตะวันออกของประเทศ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าฝิ่นของเมียนมา โดยมีจำนวนรวมกันมากกว่าปีที่แล้วถึงสองเท่าตัว

พล.ต. ยุนท์ วิน ส่วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของเมียนมา ระบุในสุนทรพจน์ที่ตีพิมพ์ผ่านสื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลว่า “กลุ่มฝ่ายกบฏต่าง ๆ ได้อาศัยช่วงเวลาที่ประเทศเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมือง ในการขยายขอบเขตและเข้ามามีส่วนร่วมในขบวนการค้ายาเสพติดผิดกฎหมายมากยิ่งขึ้น” พร้อมกล่าวเสริมว่า “กิจกรรมที่ผิดกฎหมายเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยยืดอายุและความอยู่รอดของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบเท่านั้น แต่ยังเป็นภัยคุกคามที่ต่อเนื่องต่อความมั่นคงและเสถียรภาพของประเทศชาติเราด้วย”

เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทางการเมียนมาเปิดเผยว่า สามารถบุกทลายโรงงานผลิตยาเสพติดขนาดใหญ่ในพื้นที่ป่าลึกได้พร้อมกันถึง 3 แห่ง ซึ่งโรงงานกลุ่มนี้มีศักยภาพในการผลิตเมทแอมเฟตามีนสูงถึง 1 ใน 3 ของปริมาณยาเสพติดประเภทดังกล่าวที่ถูกยึดได้ทั้งหมดในเมียนมาตลอดทั้งปีที่ผ่านมา

โรงงานทั้ง 3 แห่งซ่อนตัวอยู่ตามแนวเทือกเขาในรัฐฉาน ห่างจากชายแดนประเทศจีนราว 180 กิโลเมตร โดยแต่ละแห่งมีขนาดใหญ่โตเทียบเท่ากับหมู่บ้านหนึ่งกลุ่ม และมีระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าและระบบน้ำประปาของตนเองอย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระบุว่า นับตั้งแต่รัฐบาลประชาธิปไตยของนางอองซานซูจีถูกโค่นล้มลง ความโกลาหลและการไร้ข้อยุติของสงครามในประเทศ ไม่เพียงแต่จะทำให้ขบวนการผลิตยาเสพติดเติบโตขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงธุรกิจผิดกฎหมายอื่น ๆ เช่น การทำเหมืองแร่ที่ไม่มีการควบคุม และศูนย์แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงออนไลน์ที่กำลังระบาดและเจริญงอกงามอย่างขีดสุดในเวลานี้.

ที่มา AFP

ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุก 7 ปี “คิม กอน-ฮี” อดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง ฐานรับของขวัญแลกตำแหน่ง

ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุก 7 ปี "คิม กอน-ฮี" อดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง ฐานรับของขวัญแลกตำแหน่ง

26 มิ.ย. 2569 14:55 น.

ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุก 7 ปี “คิม กอน-ฮี” อดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง ฐานรับของขวัญแลกตำแหน่ง

ศาลกรุงโซลพิพากษาจำคุก “คิม กอน-ฮี” ภริยาของอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอก-ยอล อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ เป็นเวลา 7 ปี ในความผิดฐานรับสิ่งของและของขวัญราคาแพงเพื่อแลกกับการแต่งตั้งตำแหน่งข้าราชการและเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจ พร้อมสั่งริบทรัพย์และปรับเงินเพิ่มเติม

ศาลเขตกลางกรุงโซล แผนกคดีอาญา 21  มีคำพิพากษาวันนี้ (26 มิ.ย.) ให้ลงโทษจำคุกเป็นเวลา 7 ปี แก่นางคิม กอน-ฮี อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งและภริยาของอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอก-ยอล โดยศาลตัดสินให้เธอมีความผิดจริงในทุกข้อหาตามกฎหมายว่าด้วยการลงโทษขั้นรุนแรงต่ออาชญากรรมเฉพาะ ในข้อหารับสินบนเพื่อการไกล่เกลี่ยและเอื้อประโยชน์

นอกจากโทษจำคุก 7 ปีแล้ว ศาลยังสั่งให้ริบของกลางซึ่งรวมถึงภาพวาดของ “อี อู-ฮวาน” ศิลปินชื่อดัง และสั่งปรับเงินทางแพ่งอีกจำนวน 64.8 ล้านวอน (ประมาณ 1.41 ล้านบาท) ซึ่งคำตัดสินนี้ใกล้เคียงกับที่ทีมอัยการพิเศษได้ยื่นเสนอขอให้ลงโทษจำคุกเป็นเวลา 7 ปี 6 เดือนก่อนหน้านี้

ศาลระบุในคำพิพากษาว่า ของขวัญมูลค่าสูงจำนวนมากที่จำเลยได้รับนั้นตามบรรทัดฐานของสังคมไม่สามารถมองว่าเป็นเพียง “ของขวัญเชื่อมสัมพันธไมตรีหรือการทักทายตามมารยาท” ได้ แต่มีผลประโยชน์ต่างตอบแทนแอบแฝงอย่างชัดเจน

ศาลระบุในคำแถลงว่า “ในฐานะคู่สมรสของประธานาธิบดี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มักถูกจับจ้องและเข้าหาโดยผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย จำเลยควรที่จะต้องมีความยึดมั่นและระมัดระวังตนเองอย่างเข้มงวดมากกว่าใคร ๆ แต่จำเลยกลับละทิ้งความรับผิดชอบต่อสังคมและรับเงินและสิ่งของซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

นอกจากนี้ ศาลยังได้ตำหนิพฤติกรรมของอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งว่า “จำเลยรับสิ่งของมูลค่าสูงที่ประชาชนทั่วไปไม่สามารถหาซื้อได้ชั่วชีวิตมาอย่างง่ายดายโดยไม่มีความลังเลใจ อีกทั้งภูมิหลังและอาชีพของผู้ที่นำเงินและสิ่งของมามอบให้นั้นมีตั้งแต่ประธานบริษัทก่อสร้างขนาดกลาง, นักธุรกิจ, ชาวเกาหลีใต้ในอเมริกา, ศิษยาภิบาล, อัยการที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ไปจนถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างการติดสินบนอย่างไม่เป็นทางการได้ขยายวงกว้างไปทั่วทั้งสังคมอย่างน่ากลัว”

แม้ว่าในระหว่างการพิจารณาคดี ฝ่ายกฎหมายของนางคิม กอน-ฮี จะยอมรับว่ามีการรับสิ่งของจริง แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นการรับเพื่อแลกกับการเป็นตัวกลางในการแต่งตั้งตำแหน่ง ทว่าศาลชี้ว่า “มันเป็นเพียงข้อแก้ตัวเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบทางกฎหมาย”

จากการสืบสวนของทีมอัยการพิเศษ พบว่านางคิม กอน-ฮี ได้รับสินบนจากหลากหลายบุคคลในช่วงปี 2022 เพื่อแลกกับการใช้อำนาจมิชอบ โดยระหว่างมีนาคม – พฤษภาคม 2022 รับสร้อยคอและต่างหูแบรนด์หรู Van Cleef & Arpels รวมมูลค่า 103.8 ล้านวอน จากนายอี บง-กวาน ประธานบริษัท Seohee Construction เพื่อแลกกับการฝากฝังตำแหน่งงานให้แก่ นายพัค ซอง-กึน อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นบุตรเขยของประธานบริษัท

ส่วนเมษายน และ มิถุนายน 2022 รับ “เต่าทองคำ” และภาพวาดโบราณ “เซฮันโด” มูลค่า 2.65 ล้านวอน จากนางอี แบ-ยง อดีตประธานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ เพื่อแลกกับการแต่งตั้งตำแหน่ง และกันยายน 2022 รับนาฬิกาข้อมือแบรนด์หรู Vacheron Constantin มูลค่า 33.9 ล้านวอน จากนายซอ ประธานบริษัทพัฒนาหุ่นยนต์สุนัข เพื่อช่วยเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจ

นอกจากนั้น เธอยังรับภาพวาดของศิลปิน อี อู-ฮวาน มูลค่า 140 ล้านวอน จากอดีตอัยการคิม ซัง-มิน เพื่อช่วยล็อบบี้ตั๋วสมัครเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชน รวมถึงคดีอื้อฉาวอันโด่งดังอย่างการรับ กระเป๋าหรูแบรนด์ดิออร์ จากบาทหลวงชเว แจ-ยอง ช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน 2022

ในวันเดียวกัน ศาลยังมีคำพิพากษาลงโทษผู้ร่วมกระทำความผิดและผู้ให้สินบนรายอื่น ๆ โดย นายอี บง-กวาน ประธานบริษัท Seohee Construction ถูกตัดสินจำคุก 1 ปีแต่ให้รอลงอาญา 2 ปี, นายซอ ซอง-บิน ประธานบริษัท DroneDom ถูกตัดสินจำคุก 10 เดือนแต่ให้รอลงอาญา 2 ปี และบาทหลวงชเว แจ-ยอง ถูกปรับเงินจำนวน 8 ล้านวอน

ทั้งนี้ ในการพิจารณาคดีนัดสุดท้ายเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นางคิม กอน-ฮี ได้กล่าวถ้อยแถลงปิดคดีว่า “ฉันขอสำนึกผิดอย่างสุดซึ้งต่อการกระทำอันสะเพร่าและขาดความรอบคอบของตัวเอง ฉันกราบขออภัยต่อประชาชนทุกคนจากใจจริง และจะใช้เวลาชีวิตที่เหลืออยู่ในการไถ่บาป”

คำพิพากษาจำคุกอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเป็นเวลา 7 ปีในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในคดีประวัติศาสตร์การเมืองเกาหลีใต้ที่ตอกย้ำถึงมาตรการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันในระดับผู้นำประเทศอย่างไม่ประนีประนอม.

ที่มา Yonhap / Herald Corp / newsis.com

ญี่ปุ่นยกเลิกเที่ยวบินกว่า 120 เที่ยว รับมือพายุ “เมขลา” จ่อปะทะ “ฮีโกส”

ญี่ปุ่นยกเลิกเที่ยวบินกว่า 120 เที่ยว รับมือพายุ "เมขลา" จ่อปะทะ "ฮีโกส"

26 มิ.ย. 2569 14:12 น.

ญี่ปุ่นยกเลิกเที่ยวบินกว่า 120 เที่ยว รับมือพายุ “เมขลา” จ่อปะทะ “ฮีโกส”

ญี่ปุ่นเตรียมรับมือพายุโซนร้อนเมขลา และพายุโซนร้อนฮีโกสที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ โดยยกเลิกเที่ยวบินกว่า 120 เที่ยว พร้อมเตือนประชาชนอพยพ เนื่องจากเสี่ยงเกิดน้ำท่วมและดินถล่มจากฝนตกหนัก

กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นระบุว่า พายุเมขลา ซึ่งอ่อนกำลังลงจากไต้ฝุ่นเป็นพายุโซนร้อนกำลังแรง ยังคงมีกระแสลมกระโชกแรงสูงสุดถึง 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และได้ทำให้หลายพื้นที่ทางตอนใต้และตะวันตกของญี่ปุ่นมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง

คาดว่าพายุจะเคลื่อนตัวผ่านน่านน้ำใกล้เกาะคิวชูและชิโกกุในช่วงสุดสัปดาห์นี้ และมีโอกาสเข้าใกล้พายุโซนร้อนฮีโกสที่กำลังก่อตัวอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก

นักอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า หากพายุทั้งสองลูกเข้าใกล้กัน อาจเกิดปรากฏการณ์ ฟูจิวาระ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่พายุหมุนเขตร้อน 2 ลูกส่งอิทธิพลต่อกัน ทำให้ทิศทางการเคลื่อนตัวและความรุนแรงของพายุคาดการณ์ได้ยากยิ่งขึ้น

ล่าสุดเจแปน แอร์ไลน์ส และ ออล นิปปอน แอร์เวย์ส ได้ประกาศยกเลิกเที่ยวบินรวม 120 เที่ยว ทั้งขาเข้าและขาออกจากจังหวัดโอกินาวาและคาโงชิมะ เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและลูกเรือ

ขณะเดียวกัน ทางการจังหวัดเกียวโตได้แจ้งเตือนประชาชนหลายพันคนให้อพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง หลังฝนตกหนักทำให้มีความเสี่ยงเกิดดินถล่ม โดยสถานีโทรทัศน์ NHK เผยภาพแม่น้ำที่มีสีน้ำตาลขุ่นไหลเชี่ยวผ่านพื้นที่ด้วยกระแสน้ำที่รุนแรง

เจ้าหน้าที่ในจังหวัดเกียวโตและโอซาการะบุว่า ระดับน้ำในแม่น้ำหลายสายเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลัน

ผลกระทบจากฝนตกหนักยังทำให้ บริษัทโตโยต้าต้องระงับการเดินสายการผลิตที่โรงงานแห่งหนึ่งบนเกาะคิวชู หลังหลายเส้นทางถูกปิดจากน้ำท่วมและดินถล่ม

ด้านนิสสันเปิดเผยว่า เตรียมหยุดสายการผลิตบางส่วนเช่นกัน ขณะที่กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นได้ยกเลิกเที่ยวบินปฐมฤกษ์ของเครื่องบินลำเลียง V-22 Osprey ไปยังเกาะมิยาโกะ ซึ่งเดิมมีกำหนดเข้าร่วมการฝึกซ้อมทางทหารกับสหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้ อิทธิพลของพายุเมขลาได้ส่งผลกระทบต่อไต้หวัน โดยมีการอพยพประชาชนมากกว่า 1,600 คน ออกจากพื้นที่เสี่ยง พร้อมสั่งปิดโรงเรียนและสถานที่ราชการหลายแห่ง หลังฝนตกหนักต่อเนื่องจนเกิดน้ำท่วมและดินถล่มในหลายพื้นที่

แม้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่ทางการเตือนให้เฝ้าระวังกระแสน้ำป่าและดินโคลนถล่มในพื้นที่ภูเขาของเมืองฮัวเหลียน รวมถึงนครเกาสงและเมืองผิงตง โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาไต้หวันระบุว่า ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา มีฝนสะสมสูงสุดถึง 88 เซนติเมตร

นอกจากนี้ ประชาชนจำนวนมากที่อาศัยอยู่บริเวณท้ายน้ำของทะเลสาบกั้นน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งเพิ่งตรวจพบในพื้นที่ภูเขาของเมืองฮัวเหลียน ได้อพยพออกจากบ้านเรือนเพื่อความปลอดภัย ขณะที่การเดินรถไฟบางเส้นทางต้องระงับให้บริการชั่วคราว.

ที่มา : channelnewsasia

ยูเอ็นระงับแผนอพยพเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังเรือสินค้าถูกโจมตี

ยูเอ็นระงับแผนอพยพเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังเรือสินค้าถูกโจมตี

26 มิ.ย. 2569 14:11 น.

ยูเอ็นระงับแผนอพยพเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังเรือสินค้าถูกโจมตี

องค์การทางทะเลระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (IMO) ได้ประกาศระงับปฏิบัติการอพยพและคุ้มกันเรือสินค้า รวมถึงลูกเรือกว่า 11,000 คน ที่ติดค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซเป็นการชั่วคราว หลังเกิดเหตุเรือสินค้าสัญชาติสิงคโปร์ถูกโจมตีใกล้น่านน้ำโอมาน

องค์การทางทะเลระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (IMO) ได้ประกาศระงับปฏิบัติการอพยพและคุ้มกันเรือสินค้า รวมถึงลูกเรือกว่า 11,000 คนที่ติดค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซเป็นการชั่วคราว หลังจากเกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกสินค้าลำหนึ่งที่กำลังแล่นผ่านน่านน้ำดังกล่าว ซึ่งสร้างความกังวลครั้งใหม่ว่าข้อตกลงสันติภาพเบื้องต้นเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน อาจล่มสลายลง

นายอาร์เซนิโอ โดมิงเกซ เลขาธิการ IMO เปิดเผยว่า แม้จะสามารถอพยพเรือบางส่วนออกไปได้แล้วก่อนหน้านี้ แต่ทางหน่วยงานจำเป็นต้องหยุดแผนการดำเนินงานทั้งหมดไว้ก่อน เพื่อตรวจสอบและสร้างความมั่นใจว่ามาตรการความปลอดภัยที่จำเป็นสำหรับเรือและลูกเรือทุกชีวิตในภูมิภาคยังคงมีผลบังคับใช้อยู่จริง พร้อมระบุว่าเรือสินค้าที่ถูกโจมตีในครั้งนี้ไม่ใช่อุปกรณ์หรือพาหนะที่อยู่ภายใต้โครงข่ายแผนอพยพของ IMO

หน่วยงานความมั่นคงทางทะเลของอังกฤษ (UKMTO) รายงานว่า เรือบรรทุกสินค้าลำหนึ่งถูกโจมตีด้วยวัตถุระเบิดไม่ทราบชนิด แต่คาดว่าเป็นโดรนพลีชีพ บริเวณ 7.5 ไมล์ทะเล ทางตะวันออกเฉียงใต้ของท่าเรือดาฮิต ประเทศโอมาน โดยบริษัทบริหารความเสี่ยงทางทะเล Vanguard ระบุว่าเรือดังกล่าวคือเรือ “เอเวอร์ เลิฟลี” (Ever Lovely) ซึ่งจดทะเบียนและติดธงสัญชาติสิงคโปร์ โชคดีที่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต และตัวเรือสามารถแล่นผ่านช่องแคบต่อไปได้โดยไม่ต้องขอความช่วยเหลือพิเศษ

ข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามเรือเดินสมุทร MarineTraffic ยืนยันว่า เรือเอเวอร์ เลิฟลี ได้แล่นเข้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซโดยใช้เส้นทางตอนใต้ในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี และแล่นออกทางฝั่งตะวันออกในเวลาต่อมา

ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ 2 นายเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า เหตุโจมตีครั้งนี้เป็นฝีมือของกองทัพอิหร่าน สอดคล้องกับแถลงการณ์ของ “สำนักงานจัดการช่องแคบเปอร์เซีย” (PGSA) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อิหร่านจัดตั้งขึ้นเพื่อควบคุมเส้นทางเดินเรือ โดยระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “เรือลำใดก็ตามที่แล่นนอกเส้นทางที่ทางการกำหนด จะไม่ได้รับการรับประกันความปลอดภัย และผลกระทบใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการใช้เส้นทางที่ไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นความรับผิดชอบของเจ้าของเรือ ผู้ประกอบการ และกัปตันเรือลำนั้น ๆ แต่เพียงผู้เดียว” นอกจากนี้ มีรายงานว่ากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติการอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้เข้าแทรกแซงและสั่งให้เรือติดธงปานามา 2 ลำเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือในวันเดียวกันด้วย

รายงานข่าวระบุว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดีดตัวสูงขึ้นทันที 2% หลังจากมีข่าวการโจมตีดังกล่าว เนื่องจากนักวิเคราะห์กังวลว่าการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งควบคุมสัดส่วน 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวของโลก จะต้องใช้เวลานานกว่าเดิมในการกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันดิบโลกเพิ่งจะปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจนมาอยู่ที่ระดับ 73.23 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับราคาที่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อกำหนดกรอบเวลา 60 วันในการเจรจายุติสงครามและแก้ไขปัญหาโครงการนิวเคลียร์

ความไม่แน่นอนของสงครามครั้งนี้กำลังสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนเพื่อชี้ชะตาการควบคุมสภาคองเกรส โดยผลสำรวจล่าสุดของ Reuters/Ipsos พบว่า มีชาวอเมริกันเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่เชื่อว่าสงครามกับอิหร่านในครั้งนี้คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่สูญเสียไป นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเคยขู่ไว้เมื่อต้นเดือนว่า หากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง สหรัฐฯ จะกลับไปใช้มาตรการทิ้งระเบิดโจมตีอิหร่านอีกครั้ง

ก่อนเกิดเหตุการณ์นี้เพียงไม่กี่ชั่วโมง นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียและอยู่ที่ประเทศบาห์เรน ได้กล่าวเตือนอิหร่านอย่างรุนแรงว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมรับหากอิหร่านพยายามขัดขวางหรือจัดเก็บ “ค่าผ่านทาง” ในช่องแคบฮอร์มุซ โดยย้ำว่าที่นี่คือ “เส้นทางเดินเรือสากล”

อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งเตหะรานยังคงแสดงเจตนาที่จะอ้างสิทธิ์เหนือควบคุมช่องแคบนี้ โดยระบุว่าจะจัดเก็บสิ่งเรียกว่า “ค่าบริการทางทะเล” ไม่ใช่ค่าผ่านทาง นอกจากนี้ นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ หัวหน้าทีมเจรจาของอิหร่าน ได้ออกมาปฏิเสธกระแสข่าวจากฝั่งสหรัฐฯ ที่อ้างว่าอิหร่านจะนำทรัพย์สินที่ถูกปลดล็อกจากการอายัดไปใช้ซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ ว่าเป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้น

แม้ว่ากระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ จะระบุว่า ปริมาณการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบเริ่มฟื้นตัวกลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนสงคราม โดยมีน้ำมันมากกว่า 20 ล้านบาร์เรลแล่นผ่านในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา แต่เหตุการณ์โจมตีเรือสินค้าล่าสุดนี้ ได้ตอกย้ำว่าวิกฤตความมั่นคงทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซยังคงเปราะบางอย่างยิ่ง และกรอบเวลาการเจรจาสันติภาพ 60 วันหลังจากนี้อาจต้องเผชิญกับอุปสรรคครั้งใหญ่ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก.

ที่มา Reuters / BBC

“Dear You” หนังดังจากจีน จุดถกเถียง “รากเหง้า” ชาวสิงคโปร์ หลังฉายภาษาจีนกลางแทนแต้จิ๋ว

"Dear You" หนังดังจากจีน จุดถกเถียง "รากเหง้า" ชาวสิงคโปร์ หลังฉายภาษาจีนกลางแทนแต้จิ๋ว

26 มิ.ย. 2569 12:53 น.

“Dear You” หนังดังจากจีน จุดถกเถียง “รากเหง้า” ชาวสิงคโปร์ หลังฉายภาษาจีนกลางแทนแต้จิ๋ว

“Dear You” ภาพยนตร์จีนทุนต่ำที่กวาดรายได้ถล่มทลายในจีนไปมากกว่า 1,800 ล้านหยวน กำลังจุดชนวนข้อพิพาทครั้งใหญ่ว่าด้วย “อัตลักษณ์และรากเหง้า” ในสิงคโปร์ หลังผู้ชมตั้งคำถามต่อรัฐบาล หลังหนังฉายในฉบับพากย์เสียง “ภาษาจีนกลาง” แทนที่จะฉายเป็นภาษาจีน “แต้จิ๋ว” ตามต้นฉบับ เผยตั๋วรอบพิเศษภาษาแต้จิ๋วเกลี้ยงใน 2 ชั่วโมง จนคนสิงคโปร์บางส่วนยอมจองตั๋วข้ามไปดูที่มาเลเซีย

ภาพยนตร์เรื่อง “Dear You” เรื่องราวความผูกพันของครอบครัว ความหวัง และความยากลำบากในอดีต ได้กลายเป็นภาพยนตร์ม้ามืดที่ทุบสถิติรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศในประเทศจีนช่วงฤดูร้อนนี้อย่างเหนือความคาดหมาย แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือ ภาพยนตร์เรื่องนี้กำลังจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนเกี่ยวกับ “อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม” ในประเทศเพื่อนบ้านร่วมภูมิภาคอย่างสิงคโปร์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายพันไมล์

ความพิเศษของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ การถ่ายทำและดำเนินเรื่องเกือบทั้งหมดด้วย “ภาษาแต้จิ๋ว” ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่นจากภูมิภาคเฉาซานของจีน และยังคงเป็นภาษาที่ประชากรเชื้อสายจีนผู้สูงอายุในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้สื่อสารกัน แต่เมื่อภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายในสิงคโปร์ในเดือนนี้ ชาวสิงคโปร์จำนวนมากกลับต้องผิดหวังเมื่อพบว่า โรงภาพยนตร์ส่วนใหญ่จะฉายในเวอร์ชันที่ถูกพากย์เสียงทับด้วย “ภาษาจีนกลาง” ซึ่งเป็นภาษาราชการของจีนและหนึ่งในสี่ภาษาราชการของสิงคโปร์

หวู่ ซื่อหลิน เจ้าหน้าที่ศาสนจักรรายหนึ่งซึ่งมีเชื้อสายแต้จิ๋ว เปิดเผยว่า เธอและคุณแม่ต้องแย่งชิงตั๋วรอบพิเศษที่ฉายด้วยระบบเสียงแต้จิ๋วต้นฉบับ ซึ่งในตอนแรกเปิดฉายเพียง 8 รอบเท่านั้น และตั๋วเกือบ 5,000 ใบขายหมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง “การที่เราเป็นคนแต้จิ๋ว แล้วได้ดูหนังเรื่องนี้ในเวอร์ชันภาษาแต้จิ๋ว มันทำให้รู้สึกพิเศษและลึกซึ้งยิ่งขึ้น”

กระแสดังกล่าวทำให้เกิดคำถามตามมาในหมู่คนท้องถิ่นว่า ในเมื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ฉายด้วยเสียงแต้จิ๋วต้นฉบับในจีนได้ เหตุใดจึงไม่สามารถฉายแบบเดียวกันในสิงคโปร์ ซึ่งยังมีผู้สูงอายุที่พูดภาษาแต้จิ๋วอยู่เป็นจำนวนมาก?

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้กลายเป็นชนวนเหตุที่ปลุกข้อถกเถียงเกี่ยวกับนโยบายระยะยาวของรัฐบาลสิงคโปร์ ที่ผลักดันให้ชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีนหันมาพูด “ภาษาจีนกลาง” แทนภาษาท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน กวางตุ้ง และจีนแคะ ซึ่งแม้ในอดีตในช่วงทศวรรษ 1980 นโยบายนี้จะตั้งเป้าเพื่อรวมกลุ่มชาวจีนที่มีความหลากหลายให้เป็นหนึ่งเดียว แต่นักวิจารณ์มองว่ามันประสบความสำเร็จ “มากเกินไป” จนทำให้ภาษาถิ่นเหล่านี้ตกอยู่ในภาวะเสื่อมถอยอย่างรุนแรงและอาจไม่สามารถกู้คืนกลับมาได้อีก

จากข้อมูลทางสถิติระบุว่า ในช่วงเริ่มโครงการรณรงค์พูดภาษาจีนกลาง (Speak Mandarin Campaign) มีชาวสิงคโปร์เกือบ 70% ที่พูดภาษาถิ่นที่บ้าน แต่ภายในปี 2020 ตัวเลขดังกล่าวกลับดิ่งฮวบเหลือเพียง 8.7% เท่านั้น ภาษาถิ่นถูกสั่งห้ามออกอากาศทางวิทยุและโทรทัศน์ รวมถึงต้องถูกพากย์เสียงทับในโรงภาพยนตร์มานานหลายทศวรรษ

รองศาสตราจารย์ ลี เชอร์ เล็ง จากภาควิชาจีนศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) ให้ความเห็นว่า “ภาษาถิ่นคือรากเหง้าที่แท้จริงของชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีน ส่วนภาษาจีนกลางนั้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นภาษาที่ถูกซ้อนทับเข้ามาผ่านการเรียนในระบบโรงเรียน มันน่าสนใจมากที่ภาพยนตร์ฟอร์มเล็ก ๆ เรื่องนี้สามารถปลุกกระแสที่ส่งผลกระทบทางใจได้รุนแรงขนาดนี้”

“Dear You” นำเสนอเรื่องราวของชายหนุ่มจากหมู่บ้านทางตอนใต้ของจีนที่ออกเดินทางมายังประเทศไทยเพื่อตามหาปู่ของเขา ผู้ซึ่งลี้ภัยสงครามกลางเมืองในปี 1948 และมาทำงานเป็นคนขับรถสามล้อในกรุงเทพฯ ช่วงทศวรรษ 1950 โดยอาศัยอยู่ในหอพักรวมกับแรงงานอพยพชาวจีนคนอื่น ๆ และส่งจดหมายที่เต็มไปด้วยความพินอบพิเทาและความคิดถึงกลับไปให้ภรรยาและลูก ๆ ที่บ้านเกิด บริบททางประวัติศาสตร์นี้ตรงกับระลอกการอพยพครั้งใหญ่ของชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมายังสิงคโปร์และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงกลางศตวรรษที่ 20

ความต้องการรับชมในเวอร์ชันแต้จิ๋วต้นฉบับนั้นสูงมาก จนมีชาวเน็ตสิงคโปร์บางส่วนแชร์แผนการที่จะเดินทางข้ามพรมแดนไปยังประเทศมาเลเซียเพื่อนบ้านเพื่อรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในระบบเสียงแต้จิ๋ว ยิ่งไปกว่านั้น กระแสกดดันทางโซเชียลมีเดียและบทความวิพากษ์วิจารณ์ในหนังสือพิมพ์ระลอกล่าสุด ได้ลุกลามไปถึงแวดวงการเมือง โดย เดนนิส ตัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ภาษาถิ่นคือ “คลังสมบัติที่ยังมีลมหายใจ ซึ่งบันทึกการเดินทาง ขนบธรรมเนียม และอัตลักษณ์ของบรรพบุรุษเรา”

กระแสต้านที่รุนแรงส่งผลให้กระทรวงสารสนเทศของสิงคโปร์ออกแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (22 มิ.ย.) ว่า “เรารับฟังเสียงเรียกร้องที่ต้องการให้มีการเปิดกว้างในการฉายภาพยนตร์ภาษาถิ่นในโรงภาพยนตร์มากขึ้น” และให้คำมั่นว่าจะ “ใช้แนวทางที่ยืดหยุ่นมากขึ้น” ส่งผลให้ล่าสุดมีการอนุมัติรอบฉายในเวอร์ชันภาษาแต้จิ๋วเพิ่มขึ้นอีกถึง 50 รอบ

แม้ว่าคนรุ่นใหม่ในสิงคโปร์จะเริ่มหันมาสนใจเรียนรู้ภาษาถิ่นของปู่ย่าตายาย หรือร่วมกิจกรรมเดินทางไปเยือนบ้านเกิดของบรรพบุรุษในจีนมากขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญกลับไม่ได้มองโลกในแง่ดีนัก

รองศาสตราจารย์ ตัน ยิง ยิง จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (NTU) ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาถิ่น กล่าวว่า “คนรุ่นใหม่ที่เรียนในตอนนี้ พวกเขาเรียนมันเหมือนเรียนภาษาต่างประเทศเพื่อความสนุกสนาน แต่ถ้าในชีวิตประจำวันไม่มีใครพูดภาษานั้นแล้ว คุณก็จะไม่สามารถรักษามันไว้ได้”

อาจารย์ตันระบุทิ้งท้ายว่า ความตื่นตัวและเสียงร่ำร้องของสังคมสิงคโปร์ที่มีต่อภาพยนตร์เรื่อง Dear You ในครั้งนี้ แท้จริงแล้วอาจจะไม่ใช่แค่เรื่องของการดูหนัง แต่มันคือ “ภาวะของการร่วมไว้อาลัยให้แก่สิ่งที่เรากำลังจะสูญเสียไปอย่างไม่มีวันกลับ”.

ที่มา BBC

แอปเปิลประกาศขึ้นราคา MacBook และ iPad ทั่วโลกเซ่นพิษชิปหน่วยความจำแพงขึ้นเท่าตัว

แอปเปิลประกาศขึ้นราคา MacBook และ iPad ทั่วโลกเซ่นพิษชิปหน่วยความจำแพงขึ้นเท่าตัว

26 มิ.ย. 2569 11:33 น.

แอปเปิลประกาศขึ้นราคา MacBook และ iPad ทั่วโลกเซ่นพิษชิปหน่วยความจำแพงขึ้นเท่าตัว

แอปเปิล บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีระดับโลก ประกาศปรับขึ้นราคาสินค้าในกลุ่มคอมพิวเตอร์ MacBook แท็บเล็ต iPad รวมถึงอุปกรณ์ความบันเทิงอย่าง Apple TV และลำโพงอัจฉริยะ HomePod เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่าบริษัทไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นผลกระทบสืบเนื่องจากการขยายตัวอย่างมหาศาลของศูนย์ข้อมูลในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

การปรับขึ้นราคาในครั้งนี้ แม้จะยังไม่ส่งผลกระทบต่อ “iPhone” ซึ่งเป็นสินค้าทำเงินหลักของบริษัทในปัจจุบัน แต่ก็ส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ยอดนิยมรุ่นอื่น ๆ บนหน้าเว็บไซต์หลักของ Apple ในสหรัฐฯ อย่างชัดเจน โดยมีราคาปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 30 ถึง 300 ดอลลาร์สหรัฐ โดย MacBook Pro รุ่นหน้าจอ 14 นิ้ว (ความจุ 1 TB) ราคาพุ่งจาก 1,699 ดอลลาร์ เป็น 1,999 ดอลลาร์

ส่วน MacBook Air (ความจุ 512 GB) ราคาเพิ่มขึ้นจาก 1,099 ดอลลาร์ เป็น 1,299 ดอลลาร์  ขณะที่ MacBook Neo โน้ตบุ๊กรุ่นประหยัดตัวใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อมีนาคมเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดจาก Windows และ Chromebook ถูกปรับราคาเริ่มต้นจาก 599 ดอลลาร์ เป็น 699 ดอลลาร์  ทำให้สูญเสียความได้เปรียบด้านราคาต่อคู่แข่งอย่าง Dell XPS 13 ทันที

ด้าน iPad Air (ความจุ 128 GB) ราคาปรับขึ้นจาก 599 ดอลลาร์ เป็น 749 ดอลลาร์ และ Apple TV ราคาพุ่งจาก 130 ดอลลาร์ เป็น 200 ดอลลาร์

ข้อมูลจาก TrendForce สถาบันวิจัยตลาดระบุว่า ราคาของหน่วยความจำแบบไดนามิกแรม (DRAM) ที่ใช้ในอุปกรณ์ไอทีแทบทุกชนิด พุ่งสูงขึ้นถึง 98% ในไตรมาสแรกของปี 2026 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 58% ถึง 63% ในไตรมาสปัจจุบัน เนื่องจากผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ เช่น Micron ได้หันไปให้ความสำคัญกับคำสั่งซื้อจากผู้พัฒนาชิป AI รายใหญ่อย่าง Nvidia ที่เข้ามาทำสัญญาซื้อขายระยะยาวเพื่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ โดย Micron เพิ่งเปิดเผยว่าได้รับยอดจองล่วงหน้าระยะยาวสูงถึง 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แอปเปิลระบุในแถลงการณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า “เราไม่เคยเห็นราคาชิ้นส่วนอะไหล่ปรับตัวสูงขึ้นมากและรวดเร็วขนาดนี้มาก่อน ที่ผ่านมาเราพยายามปกป้องผู้บริโภคจากภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้มาโดยตลอด แต่ตอนนี้เรามาถึงจุดที่ไม่สามารถแบกรับได้อีกต่อไป จึงจำเป็นต้องเริ่มปรับขึ้นราคาสินค้า”

สอดคล้องกับคำเตือนของ ทิม คุก ซีอีโอที่กำลังจะลงจากตำแหน่ง ซึ่งได้ให้สัมภาษณ์กับเดอะ วอลล์สตรีทเจอร์นัล ก่อนหน้านี้ว่า การขึ้นราคาเป็นสิ่งที่ ‘หลีกเลี่ยงไม่ได้’ โดยเขาเปรียบเทียบวิกฤตชิปหน่วยความจำแพงในครั้งนี้ว่าเป็นเหมือน “อุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบศตวรรษ” ที่ซัพพลายขาดแคลนในขณะที่ผู้ผลิตชิปต่างผลักภาระต้นทุนมหาศาลมาให้ผู้ผลิตอุปกรณ์

ข่าวการปรับขึ้นราคาและแนวโน้มกำไรที่อาจลดลง ส่งผลให้หุ้นของแอปเปิลร่วงลงทันทีกว่า 4.7% ในการซื้อขายช่วงเช้า ขณะที่หุ้นของคู่แข่งสำคัญอย่าง Dell ดิ่งลงมากกว่า 8% อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Creative Strategies ประเมินว่า ค่ายผู้ผลิตแบรนด์อื่นอาจต้องปรับราคาขึ้นรุนแรงยิ่งกว่า Apple เนื่องจากแอปเปิลยังมีสายสัมพันธ์และอำนาจต่อรองในห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งคอยช่วยพยุงไว้บางส่วน

นอกจากนี้ นาบิลา โพพาล ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยอาวุโสของ IDC ออกมาระบุว่า การขึ้นราคาครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น และเชื่อว่า iPhone รุ่นใหม่ก็จะไม่รอดพ้นจากชะตากรรมนี้เช่นกัน “iPhone ไม่ได้รับการละเว้น การขึ้นราคากำลังจะมาถึง มันเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาดมากของแอปเปิลที่เลือกประกาศขึ้นราคาสินค้าอื่น ๆ ก่อน เพื่อไม่ให้ประเด็นเรื่องราคาที่แพงขึ้นมากลบกระแสความน่าสนใจและฟีเจอร์ใหม่ ๆ ในงานเปิดตัว iPhone ช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้”

วิกฤตต้นทุนชิปแพงในครั้งนี้คาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อยอดขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก โดย IDC คาดการณ์ว่า ตลาดสมาร์ตโฟนในปีนี้อาจเผชิญกับการลดลงประจำปีที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 14% ขณะที่ตลาดพีซีจะลดลง 11.3%

ทั้งนี้ สถานการณ์ฝุ่นตลบจากการปรับขึ้นราคาและวิกฤตต้นทุน AI จะกลายเป็นบททดสอบแรกที่ท้าทายสำหรับจอห์น เทอร์นัส ซึ่งกำลังจะก้าวขึ้นมารับตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ของแอปเปิลต่อจาก ทิม คุก ในวันที่ 1 กันยายนนี้ ก่อนหน้างานเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่เพียงไม่กี่วัน.

ที่มา Reuters / AFP

“สึนามิทุเรียน” ถล่มมาเลเซีย ผลผลิตล้นตลาด ราคาดิ่ง 90% เหลือลูกละ 4 บาท

"สึนามิทุเรียน" ถล่มมาเลเซีย ผลผลิตล้นตลาด ราคาดิ่ง 90% เหลือลูกละ 4 บาท

26 มิ.ย. 2569 11:12 น.

“สึนามิทุเรียน” ถล่มมาเลเซีย ผลผลิตล้นตลาด ราคาดิ่ง 90% เหลือลูกละ 4 บาท

ชาวมาเลเซียแห่ปิดเต็นท์ริมทางและร้านขายผลไม้แห่กินทุเรียนกันอย่างคึกคัก หลังเกิดปรากฏการณ์ “สึนามิทุเรียน” ผลผลิตทะลักและสินค้าส่งออกถูกตีกลับ ทำราคาดิ่งเหวกว่า 90% เผยสายพันธุ์พรีเมียมอย่าง “มูซังคิง” ราคาลดวูบเหลือกิโลกรัมละราว 70 บาท ขณะที่ทุเรียนพื้นบ้านถูกเทขายราคาถูกเหลือเพียงลูกละ 4 บาท

เกิดปรากฏการณ์ขึ้นทั่วประเทศมาเลเซีย เมื่อประชาชนจำนวนมากต่างหลั่งไหลไปยังแผงขายผลไม้และเต็นท์ริมทางริมกรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อเลือกซื้อทุเรียนมารับประทานกันอย่างคึกคัก หลังจากทุเรียน ที่ได้ชื่อว่าราชาแห่งผลไม้ประสบภาวะราคาตกต่ำอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผลผลิตที่ออกมามากเกินความต้องการ ประกอบกับผลผลิตบางส่วนที่ไม่ได้มาตรฐานสำหรับการส่งออกถูกตีกลับ ส่งผลให้เกิดภาวะสินค้าล้นตลาดในประเทศอย่างรุนแรง

สื่อท้องถิ่นและสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า วิกฤตราคาทุเรียนดิ่งเหวในครั้งนี้ถูกเรียกว่าเป็นปรากฏการณ์ “สึนามิทุเรียน” (Durian Tsunami) ซึ่งส่งผลให้ทุเรียนสายพันธุ์พรีเมียมหลายชนิดราคาลดลงมากถึง 90% โดยมาเลเซียถือเป็นประเทศผู้ผลิตทุเรียนรายใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีผลผลิตมากกว่า 550,000 ตันต่อปี และขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุด

รายงานระบุว่า ทุเรียนสายพันธุ์ “มูซังคิง” (Musang King) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ยอดนิยมระดับพรีเมียมและเป็นสินค้าส่งออกหลักไปยังประเทศจีน ราคาได้ร่วงลงอย่างหนัก จากเดิมที่เคยสูงถึงประมาณ 90 ริงกิต (ราว 730 บาท) ต่อกิโลกรัม เหลือเพียงประมาณ 6 ถึง 9 ริงกิต (ประมาณ 49 – 73 บาท) ต่อกิโลกรัมเท่านั้น เช่นเดียวกับสายพันธุ์พรีเมียมอื่น ๆ อย่าง “หนามดำ” ที่ราคาลดลงอย่างน่าใจหาย โดยราคาขายปลีกตามแผงริมถนนในย่านเซกัมบุตพบว่า มูซังคิงและหนามดำเกรดพรีเมียมแบบยกทั้งลูก มีราคาไม่ถึง 25 ริงกิต (ประมาณ 204 บาท) ส่วนทุเรียนสายพันธุ์ทั่วไปถูกนำมาจัดชุดขายเหมาตะกร้า 7 ลูก ในราคาเพียง 100 ริงกิต (ประมาณ 815 บาท) เท่านั้น

ที่น่าตกใจไปกว่านั้น ทุเรียนสายพันธุ์อื่น ๆ เช่น พันธุ์ 101 และพันธุ์กุ้งแดง (Red Prawn) มีราคาลดลงเหลือเพียงลูกละ 2 ริงกิต (ประมาณ 15 บาท) ในขณะที่ทุเรียนพื้นบ้าน (Kampung Durian) เผชิญกับการดิ่งลงของราคาที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี โดยลดลงเหลือเพียงลูกละ 0.50 ริงกิต หรือประมาณ 4 บาทเท่านั้น ทำให้นี่เป็นโอกาสที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสำหรับคนรักทุเรียน

เพื่อเร่งระบายสินค้าและตัดวงจรขาดทุน พ่อค้าแม่ค้าทุเรียนจำนวนมากได้งัดกลยุทธ์การตลาดที่ดุดันมาดึงดูดลูกค้า โดยบางร้านแจกถุงพลาสติกขนาดใหญ่ให้ลูกค้าเลือกหยิบทุเรียนใส่เองแล้วคิดราคาเป็นรายลูก ขณะที่บางร้านจัดโปรโมชันด้วยการแจกกระสอบป่านขนาดใหญ่ให้ลูกค้าสามารถเลือกใส่ทุเรียนเข้าไปให้แน่นที่สุดจนเต็มกระสอบ แล้วคิดราคาเหมาจ่ายเพียงกระสอบละ 100 ริงกิต (ประมาณ 815 บาท) ซึ่งเรียกความสนใจจากผู้ซื้อจนเกิดการเข้าคิวรอซื้ออย่างล้นหลาม

นาย เชียะ คิม ไว ผู้จัดการร้าน “DurianMan” ในย่านเปอตาลิงจายา นอกกรุงกัวลาลัมเปอร์ เปิดเผยว่า “ทุเรียนในปีนี้กลายเป็นทุเรียนที่ราคาถูกที่สุดเท่าที่เคยมีมา ตอนนี้ทุเรียนได้กลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปเข้าถึงและซื้อกินได้อย่างง่ายดาย ราคามันเหมือนกับทุเรียนพื้นบ้านในสมัยก่อนเลย”

อย่างไรก็ตาม นายเชียะยอมรับว่าผู้ค้าหลายรายกำลังกังวลกับสถานการณ์นี้เนื่องจากกำไรลดลงอย่างมาก แต่ก็จำเป็นต้องขายต่อไปเพราะธุรกิจต้องดำเนินต่อ เนื่องจากทุเรียนเป็นผลไม้สดที่ไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน หากไม่รีบเทขายสินค้าก็จะเน่าเสีย และจะทำให้เผชิญกับภาวะขาดทุนที่หนักกว่าเดิม การลดราคาเพื่อกู้ทุนคืนจึงเป็นทางเลือกเดียวในขณะนี้

ด้านนายไฟซอล อิสวาร์ดี อิสมาอิล รองผู้อำนวยการองค์การตลาดเกษตรแห่งสหพันธรัฐมาเลเซีย (FAMA) ได้เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า “ทางเราได้รับข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมล่วงหน้าแล้วว่าปีนี้จะเกิดปรากฏการณ์ “‘สึนามิมูซังคิง” ซึ่งมันก็เกิดขึ้นจริง ๆ ตามคาด อย่างไรก็ตาม เราหวังว่าราคาทุเรียนจะสามารถฟื้นตัวและกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า”

จากการสำรวจความเห็นของผู้บริโภคที่มาร่วมงานอีเวนต์ซึ่งจัดโดยหน่วยงานด้านการเกษตร ต่างแสดงความตื่นเต้นและยินดีกับวิกฤตราคาครั้งนี้ โดยชาวมาเลเซียรายหนึ่งกล่าวว่า “ตอนนี้คนมาเลเซียได้กินทุเรียนในราคาที่ถูกลงมาก ๆ มันทำให้พวกเรามีความสุขจริง ๆ”

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สาเหตุหลักของปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดจากการขยายพื้นที่เพาะปลูกทุเรียนอย่างรวดเร็วในมาเลเซียในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประกอบกับมาตรการจำกัดการนำเข้าที่เข้มงวดขึ้นในตลาดส่งออกบางแห่ง ส่งผลให้ปริมาณทุเรียนทะลักกลับมาจำหน่ายภายในประเทศจนเกิดภาวะตลาดอิ่มตัวขั้นรุนแรง แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะสร้างความกดดันและภาระอันหนักอึ้งให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ แต่สำหรับฝั่งผู้บริโภคแล้ว นี่คือช่วงเวลาทองแห่งความสุขในการลิ้มรสราชาแห่งผลไม้ในราคาที่จับต้องได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์.

ที่มา AFP / The Straits Times

“ฮุน เซน” เยือนจีน 3 วัน กระชับสัมพันธ์ “มิตรเหล็กกล้า” กัมพูชา-จีน

"ฮุน เซน" เยือนจีน 3 วัน กระชับสัมพันธ์ "มิตรเหล็กกล้า" กัมพูชา-จีน

26 มิ.ย. 2569 11:08 น.

“ฮุน เซน” เยือนจีน 3 วัน กระชับสัมพันธ์ “มิตรเหล็กกล้า” กัมพูชา-จีน

สมเด็จฮุน เซน เดินทางถึงกรุงปักกิ่ง เริ่มภารกิจเยือนจีนอย่างเป็นทางการ 3 วัน ตามคำเชิญของพรรคคอมมิวนิสต์จีน มุ่งยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์และสานต่อความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

วันที่ 26 มิถุนายน 2569  ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ประธานพรรคประชาชนกัมพูชา พร้อมคณะผู้แทนระดับสูง เดินทางถึงกรุงปักกิ่ง ของจีน เพื่อเริ่มการเยือนอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 3 วัน ตามคำเชิญของพรรคคอมมิวนิสต์จีน 

คณะผู้แทนกัมพูชาได้รับการต้อนรับที่ท่าอากาศยานจากนายหลิว ไห่ซิง รัฐมนตรีว่าการกรมวิเทศสัมพันธ์ คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน นายเฉิน โจว รองรัฐมนตรีว่าการกรมวิเทศสัมพันธ์ รวมถึงนางซึง รัชฉวี เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศจีน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศ

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลกัมพูชาระบุว่า การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกัมพูชาและจีนในการกระชับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น พร้อมผลักดันความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน และร่วมสร้างประชาคมกัมพูชา-จีนที่มีอนาคตร่วมกันในทุกสภาพการณ์เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น นอกจากนี้ยังคงเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดของกัมพูชา รวมทั้งให้การสนับสนุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาหลายด้านอย่างต่อเนื่อง.

Cr: Facebook /Samdech Hun Sen of Cambodia

คลื่นความร้อนยุโรป ดันยอดขายแอร์พุ่ง ผู้ผลิตเอเชียโกยกำไร

คลื่นความร้อนยุโรป ดันยอดขายแอร์พุ่ง ผู้ผลิตเอเชียโกยกำไร

26 มิ.ย. 2569 10:58 น.

คลื่นความร้อนยุโรป ดันยอดขายแอร์พุ่ง ผู้ผลิตเอเชียโกยกำไร

คลื่นความร้อนยุโรปที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ หนุนให้ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศในเอเชียมียอดขายเติบโตอย่างก้าวกระโดดถ้วนหน้า ทั้งค่ายของของจีน เกาหลี และญี่ปุ่น

ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศในเอเชียมียอดขายเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะบริษัทชั้นนำอย่าง ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์, แอลจี อิเลคโทรนิคส์, มิเดีย ของจีน และ มิตซูบิชิ อิเล็คทริก ของญี่ปุ่นซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ หลังคลื่นความร้อนในยุโรปทวีความรุนแรง จนทำให้ยอดขายเครื่องปรับอากาศเพิ่มสูง

ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ เปิดเผยกับรอยเตอร์สว่า คาดว่าความต้องการเครื่องปรับอากาศจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังอุณหภูมิเริ่มสูงขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน และเข้าสู่ช่วงพีคของฤดูร้อน

บริษัทระบุว่า ตลาดสำคัญอย่าง อิตาลี สเปน และฝรั่งเศส มียอดขายเครื่องปรับอากาศในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ด้าน แอลจี อิเลคโทรนิคส์ระบุว่า โรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศแห่งหนึ่งในเกาหลีใต้ต้องเดินสายการผลิตเต็มกำลังมาตั้งแต่เดือนเมษายน เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั้งในเกาหลีใต้และตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรปที่กำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง

ฝั่ง มิเดียผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ของจีนเปิดเผยว่า เครื่องปรับอากาศแบบ PortaSplit ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม หลังคลื่นความร้อนในช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคมช่วยกระตุ้นยอดขายอย่างมาก

บริษัทระบุว่าสินค้าบางช่องทางจำหน่ายหมดเกลี้ยง และความต้องการที่สูงมากทำให้ ราคาสินค้ามือสองสูงกว่าราคาของใหม่ ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า

นอกจากนี้ ยอดขายผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซใน เยอรมนี ช่วงเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้นประมาณ 37% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ยอดส่งมอบสินค้าใน สเปน และ ฝรั่งเศส เพิ่มขึ้นถึง 108%

ด้าน มิตซูบิชิ อิเล็คทริกเปิดเผยว่า ยอดขายเครื่องปรับอากาศในยุโรปเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะใน ฝรั่งเศส สเปน สหราชอาณาจักร และเยอรมนี ซึ่งกำลังเผชิญคลื่นความร้อนอย่างหนัก

ความต้องการเครื่องปรับอากาศที่พุ่งสูงสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุโรป ซึ่งต้องเผชิญผลกระทบจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม การติดตั้งเครื่องปรับอากาศในยุโรปยังมีอุปสรรค เนื่องจากอาคารส่วนใหญ่เป็นอาคารเก่า ทำให้การติดตั้งมีความยุ่งยาก ใช้เวลานาน และมีค่าใช้จ่ายสูง

มิเดียระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งเครื่องปรับอากาศในยุโรปอาจสูงกว่า 1,000 ยูโร หรือประมาณ กว่า 37,000 บาท ทำให้หลายครัวเรือนไม่สามารถเข้าถึงได้

ขณะที่ข้อมูลจาก สำนักงานพลังงานสากลระบุว่า ปัจจุบันครัวเรือนในยุโรปมีเครื่องปรับอากาศเพียงประมาณ 20% เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศในเอเชีย

ทั้งนี้ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า ยุโรปเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ เร็วกว่าอัตราเฉลี่ยของโลกมากกว่า 2 เท่า ส่งผลให้คลื่นความร้อนเกิดบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้นในแต่ละปี จนทำให้เครื่องปรับอากาศซึ่งเคยเป็นสินค้าที่ไม่จำเป็นในหลายประเทศยุโรป กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตในปัจจุบัน.

ที่มา :CNN