รัฐฟลอริดาไฟเขียว เปลี่ยนชื่อสนามบินปาล์มบีชเป็น สนามบิน “โดนัลด์ ทรัมป์”

รัฐฟลอริดาไฟเขียว เปลี่ยนชื่อสนามบินปาล์มบีชเป็น สนามบิน “โดนัลด์ ทรัมป์”

20 ก.พ. 2569 17:47 น.

รัฐฟลอริดาไฟเขียว เปลี่ยนชื่อสนามบินปาล์มบีชเป็น สนามบิน “โดนัลด์ ทรัมป์”

สส.-สว.รัฐฟลอริดามีมติเห็นชอบเปลี่ยนชื่อสนามบินนานาชาติปาล์มบีชเป็นสนามบิน โดนัลด์ ทรัมป์ ด้านสส.ฝั่งรีพับลิกันยังต่อต้าน ในขณะที่ผู้ว่าการรัฐยังไม่มีความเห็นว่าจะลงนามเห็นชอบหรือไม่ 

วานนี้ (19 ก.พ.) ร่างกฎหมายเปลี่ยนชื่อสนามบินนานาชาติปาล์มบีช เป็นสนามบินนานาชาติ “โดนัลด์ ทรัมป์” ตามชื่อของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน ได้รับเสียงเห็นชอบจากสมาชิกสภานิติบัญญัติฟลอริดา ด้วยคะแนน 25 ต่อ 11 จากสมาชิกวุฒิสภา และ 81 ต่อ 30 จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

สมาชิกส่วนใหญ่จากพรรครีพับลิกันให้การสนับสนุนร่างกฎหมายนี้ ในขณะที่สมาชิกจากพรรคเดโมแครตต่างแสดงการคัดค้าน โดย โลอิส แฟรงเคิล (Lois Frankel) สส. จากพรรคเดโมแครตจากเขตเวสต์ปาล์มบีช ระบุว่า การที่สภานิติบัญญัติรัฐฟลอริดาซึ่งถูกควบคุมโดยพรรคริพับลิกันพยายามผลักดันให้มีการเปลี่ยนชื่อสนามบิน การแสดงความเพิกเฉยต่อเสียงคัดค้านของประชาชน และไม่เปิดโอกาสให้ผู้อยู่อาศัยในเขตปาล์มบีชเคาน์ตี้ได้แสดงความคิดเห็นต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้เป็นเรื่องที่ผิดพลาดและไม่ยุติธรรม

ในขั้นถัดไป ร่างกฎหมายนี้จะถูกส่งไปยัง รอน เดอซานติส (Ron DeSantis) ผู้ว่าการรัฐฟลอริดาจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเขายังไม่ได้เปิดเผยว่าจะลงนามเห็นชอบในร่างกฎหมายนี้หรือไม่ ขณะที่สำนักงานผู้ว่าการรัฐ ทำเนียบขาว โฆษกของปาล์มบีชเคาน์ตี้ และ องค์กรทรัมป์ (Trump Organization) ต่างปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นเช่นกัน

การผลักดันเปลี่ยนชื่อสนามบินตามชื่อของประธานาธิบดี ทรัมป์ เริ่มขึ้นหลังจากที่รัฐฟลอริดาได้อนุมัติแผนการบริจาคที่ดินในย่านดาวน์ทาวน์ไมอามี เพื่อใช้เป็นสถานที่ก่อสร้าง ห้องสมุดประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump’s presidential library) เมื่อปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นชาวนิวยอร์กโดยกำเนิด เขาอาศัยอยู่ในเพนท์เฮาส์ที่อาคารทรัมป์ทาวเวอร์ (Trump Tower) ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่รัฐฟลอริดา ที่รีสอร์ท มาร์-อา-ลาโก (Mar-a-Lago) ในเขตเวสต์ปาล์มบีชเมื่อปี 2019 และใช้รีสอร์ทแห่งนี้เป็นที่พำนักหลักจนถึงปัจจุบัน.

ที่มา: Reuters

อ่านข่าวเกี่ยวกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ ที่นี่

นายกฯ “ทาคาอิจิ” แถลงนโยบาย ลั่นสร้างญี่ปุ่นที่แข็งแกร่ง-มั่งคั่ง เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจเต็มสูบ

นายกฯ "ทาคาอิจิ" แถลงนโยบาย ลั่นสร้างญี่ปุ่นที่แข็งแกร่ง-มั่งคั่ง เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจเต็มสูบ

20 ก.พ. 2569 16:50 น.

นายกฯ “ทาคาอิจิ” แถลงนโยบาย ลั่นสร้างญี่ปุ่นที่แข็งแกร่ง-มั่งคั่ง เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจเต็มสูบ

นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น แถลงนโยบายต่อรัฐสภาครั้งแรก หลังชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. อย่างถล่มทลาย โดยประกาศที่จะสร้างญี่ปุ่นให้เป็นประเทศที่ “แข็งแกร่งและมั่งคั่ง” ย้ำจุดยืนด้านความมั่นคง เตือนภัยคุกคามรอบด้านทั้งจีน-รัสเซีย-เกาหลีเหนือ พร้อมให้คำมั่นลดภาระค่าครองชีพประชาชนและผลักดันจีดีพีโตต่อเนื่อง

ทาคาอิจิยังได้วิพากษ์วิจารณ์จีนอย่างตรงไปตรงมา โดยระบุว่าจีนกำลังพยายามเปลี่ยนแปลงสถานะที่เป็นอยู่ในทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ด้วยการบังคับขู่เข็ญ รวมถึงขยายกิจกรรมทางทหารรอบญี่ปุ่น เธอย้ำว่าปัจจุบันญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับ “สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่รุนแรงและซับซ้อนที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2” ซึ่งครอบคลุมถึงภัยคุกคามจากรัสเซียและเกาหลีเหนือด้วย

ส่วนในประเด็นสำคัญด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิเตรียมทบทวนนโยบายป้องกันประเทศหลัก 3 ฉบับภายในปีนี้ เพื่อรับมือกับรูปแบบสงครามสมัยใหม่และการเตรียมพร้อมสำหรับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ รวมถึงการเร่งการหารือเพื่อผ่อนปรนมาตรการห้ามส่งออกอาวุธร้ายแรง เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของพันธมิตรและกระตุ้นอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของญี่ปุ่นเอง

ก่อนหน้านี้ ทาคาอิจิเคยสร้างความไม่พอใจให้จีนจากการส่งสัญญาณว่า ญี่ปุ่นอาจพิจารณาแทรกแซงทางทหาร หากจีนใช้กำลังยึดไต้หวัน ซึ่งจีนมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนตนเอง และไม่ตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังผนวกไต้หวัน โดยล่าสุดนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน กล่าวบนเวทีการประชุมความมั่นคงมิวนิกว่ามีกลุ่มในญี่ปุ่นที่พยายามฟื้น “ลัทธิทหารนิยม”

ในด้านเศรษฐกิจ ทาคาอิจิยืนยันว่าจะไม่ใช้นโยบายการคลังที่ “บุ่มบาม” จนทำลายความเชื่อมั่นของตลาด แม้ว่าเธอจะให้คำมั่นว่าจะเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างสุดกำลังก็ตาม ขณะที่ทิศทางเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลทาคาอิจิ จะมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์, ปัญญาประดิษฐ์, การต่อเรือ และความมั่นคงด้านไซเบอร์

เธอยังย้ำคำมั่นช่วงหาเสียงว่าจะพิจารณาระงับการจัดเก็บภาษีการบริโภคสำหรับสินค้าอาหารเป็นเวลา 2 ปี เพื่อช่วยประชาชนรับมือเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวยิ่งเพิ่มความกังวลของตลาดต่อหนี้สาธารณะขนาดมหึมาของญี่ปุ่น โดยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุยาวแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเดือนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ข้อมูลรัฐบาลที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกันระบุว่า อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นชะลอลงในเดือนมกราคม โดยดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (ไม่รวมอาหารสด) เพิ่มขึ้น 2.0% เมื่อเทียบรายปี ชะลอลงจาก 2.4% ในเดือนธันวาคม และถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบสองปี สอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์

ทั้งนี้ ทาคาอิจิได้ประกาศจัดตั้ง “สภาแห่งชาติ” ที่ประกอบด้วยตัวแทนจากหลายพรรค เพื่อหารือเรื่องการปฏิรูปภาษีและหาแหล่งเงินทุนมารองรับค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคมในสังคมผู้สูงอายุต่อไป.

ที่มา AFP

“ฮุน มาเนต” ฟ้องฟ็อกซ์นิวส์ ทหารไทยรุกคืบยึดพื้นที่ทับซ้อน ทำชาวเขมรพลัดถิ่นกว่า 8 หมื่น

"ฮุน มาเนต" ฟ้องฟ็อกซ์นิวส์ ทหารไทยรุกคืบยึดพื้นที่ทับซ้อน ทำชาวเขมรพลัดถิ่นกว่า 8 หมื่น

20 ก.พ. 2569 14:50 น.

“ฮุน มาเนต” ฟ้องฟ็อกซ์นิวส์ ทหารไทยรุกคืบยึดพื้นที่ทับซ้อน ทำชาวเขมรพลัดถิ่นกว่า 8 หมื่น

“ฮุน มาเนต” นายกฯ กัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ เผยสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียดหนัก อ้างทหารไทยรุกล้ำเขตแดนเกินกว่าพื้นที่ทับซ้อน พร้อมล้อมรั้วลวดหนามปิดหมู่บ้าน ทำชาวกัมพูชากว่า 8 หมื่นคนกลับบ้านไม่ได้ แม้ปีก่อนโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งช่วยเจรจาหยุดยิง เตรียมเข้าหารือ “คณะกรรมการสันติภาพ” สัปดาห์นี้

นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต แห่งกัมพูชา ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “ฟ็อกซ์ นิวส์ ดิจิตัล” โดยระบุว่า กองทัพไทยได้รุกคืบเข้ามาในดินแดนที่กัมพูชาถือครองมาอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นการล้ำเส้นเขตพื้นที่ทับซ้อนออกมาอีก โดยมีการใช้ลวดหนามและตู้คอนเทนเนอร์ปิดกั้นหมู่บ้าน ส่งผลให้ชาวกัมพูชากว่า 80,000 คน ไม่สามารถเดินทางกลับเข้าที่พักอาศัยได้

ฮุน มาเนต กล่าวว่า “การเข้ายึดครองครั้งนี้เกินกว่าพื้นที่ที่ไทยอ้างสิทธิ์ฝ่ายเดียวเสียอีก ชาวบ้านจำนวนมากไม่สามารถกลับไปยังบ้านเกิดของพวกเขาได้”  พร้อมย้ำว่ากัมพูชายังคงยึดมั่นในการแก้ปัญหาโดยสันติวิธี และไม่เชื่อว่าการใช้สงครามเพื่อหยุดสงครามจะเป็นทางออกที่ยั่งยืน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความสั่นคลอนให้กับข้อตกลงหยุดยิงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยเป็นตัวกลางเจรจาไว้เมื่อปีที่แล้วในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กัวลาลัมเปอร์ ซึ่งในขณะนั้นทรัมป์เคยกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่าเป็นผู้ยุติความขัดแย้งระหว่างสองประเทศที่มีกองทัพเข้มแข็ง

อย่างไรก็ตาม รายงานล่าสุดระบุว่ามีการปะทะกันตามแนวชายแดน รวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นใกล้กับปราสาทพระวิหาร โดยทางการกัมพูชาตำหนิว่าเป็นฝีมือของกองทัพไทย ขณะที่ฝ่ายไทยปฏิเสธว่าไม่ได้เจตนาเล็งเป้าหมายด้านศาสนาหรือวัฒนธรรม แต่เป็นการปฏิบัติการในพื้นที่ความมั่นคงเท่านั้น

ในสัปดาห์นี้ นายกฯ ฮุน มาเนต ได้เดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อเข้าร่วมประชุม “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ของทรัมป์ เพื่อหาทางออกให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ

นอกจากประเด็นไทยแล้ว ฮุน มาเนต ยังได้ชี้แจงถึงความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชา สหรัฐฯ และจีน โดยระบุว่าการดำเนินความสัมพันธ์กับชาติมหาอำนาจที่แข่งขันกัน ไม่จำเป็นต้องมองว่าชัยชนะของฝ่ายหนึ่งคือความพ่ายแพ้ของอีกฝ่ายอย่างสิ้นเชิง และกัมพูชาซึ่งเป็นชาติที่มีขนาดเล็กกว่าคงไม่สามารถเลือกชาติหนึ่งมากว่าอีกชาติหนึ่ง

เขายังระบุถึงประเด็นเรื่องฐานทัพเรือเรียม โดยยืนยันว่าไม่ได้ให้จีนใช้เป็นฐานทัพแต่เพียงผู้เดียว ล่าสุดเรือรบยูเอสเอส ซินซินเนติ ของสหรัฐฯ ได้เข้าจอดเทียบท่า ซึ่งห่างจากเรือรบจีนเพียง 150 เมตร เพื่อพิสูจน์ว่ากัมพูชาทำตามรัฐธรรมนูญที่ไม่ยอมให้มีฐานทัพต่างชาติบนแผ่นดินของตน

กัมพูชายังประกาศรื้อฟื้นการฝึกร่วมทางทหาร “อังกอร์เซนติเนล” (Angkor Sentinel) กับสหรัฐฯ ในปีนี้ หลังจากระงับไปตั้งแต่ปี 2017 และยืนยันความร่วมมือกับเอฟบีไอในการทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการหลอกลวงแบบเชือดหมู (pig butchering) โดยล่าสุดได้จับกุม “ออกญา” ผู้ทรงอิทธิพลรายหนึ่งและสั่งปิดสถานประกอบการขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว

ทั้งนี้ กองทัพไทยยังไม่มีการตอบรับเพื่อแสดงความคิดเห็นต่อกรณีการกล่าวหาเรื่องการรุกคืบพื้นที่ทับซ้อนในขณะนี้.

ที่มา Fox News Digital

“ยุน ซอกยอล” แถลงขอโทษ หลังศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิตฐานก่อกบฏ

"ยุน ซอกยอล" แถลงขอโทษ หลังศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิตฐานก่อกบฏ

20 ก.พ. 2569 13:15 น.

“ยุน ซอกยอล” แถลงขอโทษ หลังศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิตฐานก่อกบฏ

นายยุน ซอกยอล อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ กล่าวขอโทษต่อประชาชน กรณีสร้าง “ความทุกข์ยาก” จากการประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปี 2024 หนึ่งวันหลังศาลกลางกรุงโซลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตในความผิดฐานก่อกบฏ ด้านศาลชี้เจตนาทำให้รัฐสภาเป็นอัมพาต ขณะที่อัยการเคยร้องขอโทษประหารชีวิต

อดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล กล่าวขอโทษจากความพยายามประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปี 2024 ซึ่งสร้างความยากลำบากให้แก่ประชาชน หรือหนึ่งวันหลังจากศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตจากข้อหาก่อการกบฏ

ศาลกลางกรุงโซลตัดสินว่านายยุนมีความผิดฐานเป็นผู้การก่อกบฏ เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2024 เพื่อหวังการทำงานของรัฐสภาเป็นอัมพาต อย่างไรก็ตาม นายยุนตระหนักดีว่าความพยายามในการประกาศกฎอัยการศึกของเขาได้ก่อให้เกิดความวุ่นวาย แต่ยังคงยืนยันว่าการประกาศดังกล่าวมีขึ้นเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

ผู้พิพากษา จี กวี-ยอน ระบุในคำวินิจฉัยว่า นายยุนได้ส่งกำลังทหารไปยังอาคารรัฐสภาเพื่อขัดขวางและปิดปากคู่แข่งทางการเมืองที่คอยขัดขวางการบริหารงานของเขา ซึ่งการกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างมหาศาล และศาลไม่เห็นร่องรอยของการสำนึกผิดจากจำเลยเท่าที่ควร

ล่าสุดในวันนี้ (20 ก.พ.) หนึ่งวันหลังจากได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต นายยุนได้ส่งคำแถลงผ่านทนายความเพื่อขอโทษต่อสาธารณชน โดยระบุว่า “ผมขออภัยอย่างสุดซึ้งต่อประชาชนสำหรับความสับสนและความยากลำบากที่ผมได้ก่อขึ้น อันเนื่องมาจากความบกพร่องของตัวผมเอง แม้ว่าผมจะมีปณิธานอย่างแน่วแน่ที่จะกอบกู้ชาติก็ตาม”

อย่างไรก็ตาม นายยุนยังคงตำหนิคำตัดสินของศาลว่า “ยากที่จะยอมรับได้” แต่ยังไม่มีการระบุแน่ชัดว่าเขาจะยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีต่อไปหรือไม่ ทั้งนี้ ตามกฎหมายเกาหลีใต้ ผู้ต้องขังคดีจำคุกตลอดชีวิตมักจะมีสิทธิ์ได้รับทัณฑ์บนหลังจากรับโทษจำคุกไปแล้ว 20 ปี

การประกาศกฎอัยการศึกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2024 เมื่อนายยุนปรากฏตัวผ่านโทรทัศน์ในช่วงดึก โดยอ้างเหตุผลเรื่องภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือและ “กองกำลังต่อต้านรัฐ” ที่เป็นอันตราย โดยพยายามระงับอำนาจรัฐบาลพลเรือนและเข้าสู่การปกครองโดยทหาร

ฝ่ายอัยการระบุว่า แรงจูงใจที่แท้จริงของนายยุนคือ “ความกระหายในอำนาจเพื่อมุ่งสู่การเผด็จการและการครองอำนาจระยะยาว” เนื่องจากในขณะนั้นเขาเป็นประธานาธิบดีที่ไม่ได้รับความนิยมและพรรคฝ่ายค้านมีอำนาจเหนือกว่าในสภาฯ จนสามารถบล็อกงบประมาณและถอดถอนบุคคลสำคัญในรัฐบาลของเขาได้

การประกาศกฎอัยการศึกที่กินเวลาเพียง 6 ชั่วโมง ก่อนถูกสภาโหวตยกเลิกในเวลาต่อมา ได้สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก ที่นำไปสู่การรวมตัวประท้วงของประชาชนทันที และทำให้ตลาดหุ้นเข้าสู่สภาวะตื่นตระหนก รวมถึงสร้างความตกตะลึงให้กับพันธมิตรหลักอย่างสหรัฐฯ ที่ไม่ได้ตั้งตัว

แม้ฝ่ายอัยการจะเรียกร้องให้ลงโทษขั้นสูงสุดคือ “ประหารชีวิต” แต่นโยบายของเกาหลีใต้มีการพักการประหารชีวิตอย่างไม่เป็นทางการมาตั้งแต่ปี 1997 ทำให้ศาลตัดสินลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแทน.

ที่มา Yonhap / AFP

สหรัฐฯ–อินโดนีเซีย ปิดดีลลดภาษีนำเข้าเหลือ 19% จาก 32%

สหรัฐฯ–อินโดนีเซีย ปิดดีลลดภาษีนำเข้าเหลือ 19% จาก 32%

20 ก.พ. 2569 12:16 น.

สหรัฐฯ–อินโดนีเซีย ปิดดีลลดภาษีนำเข้าเหลือ 19% จาก 32%

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐบาลอินโดนีเซีย ประกาศบรรลุข้อตกลงอย่างเป็นทางการในการลดภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ จัดเก็บต่อสินค้าจากอินโดนีเซียลงจากเดิม 32% เหลือเพียง 19%

ภายใต้ข้อตกลงนี้ ทำเนียบขาวระบุว่า อินโดนีเซียจะยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าต่อสินค้าจากสหรัฐฯ มากกว่า 99% ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมเกษตร, สาธารณสุข, อาหารทะเล, เทคโนโลยี ไปจนถึงสินค้าที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ จะให้สิทธิยกเว้นภาษีแก่สินค้าอินโดนีเซียบางประเภท โดยเฉพาะเสื้อผ้าและสิ่งทอที่ใช้ฝ้ายหรือวัสดุสังเคราะห์จากสหรัฐฯ ในการผลิต

ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต เพื่อเข้าร่วมประชุม “คณะกรรมการสันติภาพ” นัดแรก ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มของทรัมป์เพื่อหารือเรื่องการฟื้นฟูฉนวนกาซา

นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย เผยว่าสหรัฐฯ ยอมรับข้อเสนอเงื่อนไขทางภาษีของอินโดนีเซียถึง 90% โดยอินโดนีเซียได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้ากว่า 1,700 รายการ รวมถึงสินค้าส่งออกหลักอย่างน้ำมันปาล์ม รวมถึงกาแฟ, เครื่องเทศ, ช็อกโกแลต และยางธรรมชาติ

อินโดนีเซียตกลงที่จะเปิดตลาดให้สินค้าอเมริกันมากขึ้นเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน โดยยอมรับมาตรฐานของสหรัฐฯ ในด้านความปลอดภัยยานยนต์, การปล่อยไอเสีย, อุปกรณ์การแพทย์ และยา รวมถึงอำนวยความสะดวกให้บริษัทอเมริกันเข้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านแร่ธาตุหายากในอินโดนีเซีย ซึ่งจะช่วยให้สหรัฐฯ ขยายแหล่งอุปทานแร่ธาตุสำคัญที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมไฮเทค

นอกจากข้อตกลงระดับรัฐบาลแล้ว บริษัทเอกชนจากทั้งสองประเทศยังได้ร่วมลงนามในข้อตกลงพันธมิตรทางธุรกิจรวมมูลค่ากว่า 3.84 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท) ครอบคลุมอุตสาหกรรมเหมืองแร่, เทคโนโลยี และสิ่งทอ

ประธานาธิบดีปราโบโว ระบุว่าข้อตกลงเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงทางภาษี และจะช่วยให้อินโดนีเซียลดการได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯ ลงเพื่อให้เกิดความสมดุลมากขึ้น “ผมมองอนาคตความสัมพันธ์ของสองประเทศด้วยความเชื่อมั่นอย่างยิ่ง”

ข้อตกลงนี้จะมีผลบังคับใช้ภายใน 90 วัน โดยทั้งสองฝ่ายยังสามารถตกลงแก้ไขรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในอนาคต.

ที่มา BBC

วัยรุ่นชาวอังกฤษส่อเเววตกงานมากเป็นประวัติการณ์

วัยรุ่นชาวอังกฤษส่อเเววตกงานมากเป็นประวัติการณ์

20 ก.พ. 2569 11:42 น.

วัยรุ่นชาวอังกฤษส่อเเววตกงานมากเป็นประวัติการณ์

อัตราการว่างงานของวัยรุ่นในประเทศอังกฤษเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี2025 เป็นสัญญาณเตือนว่า Jobless Generation หรือ ยุคสมัยแห่งการว่างงาน กำลังจะมาถึง

สำนักงานสถิติแห่งชาติของประเทศอังกฤษรายงานว่า อัตราการว่างงานของวัยรุ่นในประเทศอังกฤษเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ซึ่งสูงถึง 16.1% ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี2025 นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าเป็นผลมาจาก “การขึ้นภาษีแรงงาน” และ “การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ” เป็นสัญญาณเตือนว่า Jobless Generation หรือ ยุคสมัยแห่งการว่างงาน กำลังจะมาถึง

ร้านอาหารเเละร้านค้าทั่วไป ออกมาบอกว่า “การจ้างพนักงานวัยรุ่นเป็นต้นทุนที่สูงเกินไปที่ทางร้านจะเเบกรับไหว” ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการที่ร้านค้าพูดเเบบนี้ เป็นสัญญาณเตือนถึงการเข้ามาเเทรกแซงของกระทรวงเเรงงานที่ต้องการปรับเพิ่มอัตราค่าเเรงขั้นต่ำให้สูงขึ้นนั้น มีเเต่จะทำให้การตัดสินใจจ้างงานนั้นเเย่ลง

Resolution Foundation เปิดเผยว่านี่เป็นครั้งแรกที่อังกฤษมีอัตราการว่างงานสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในยุโรป โดยปัจจุบันยุโรปมีอัตราการว่างเฉลี่ยอยู่ที่ 14.9% ในขณะที่อัตราการว่างของอังกฤษในปัจจุบันอยู๋ที่ 16.1% นับตั้งเเต่ปี คศ.2000

ตัวเเทนสหภาพแรงงาน เตือนว่า ชาวอังกฤษวัย 24 ปี จำนวนกว่า 45% ที่ปัจจุบันไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา ไม่ได้ถูกจ้างงาน เเละไม่เคยถูกจ้างงานมาก่อน กำลังจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ซึ่งเป็นผลมาจากการทำงานของรัฐบาลในชุดปัจจุบัน ที่โดนเรียกว่า รัฐบาลซอมบี้ (Zombie Government) ซึ่งแปลว่ารัฐบาลที่ไม่ทำงาน สูญเสียความสามารถในการทำงานเเม้จะอยู่ในอำนาจ เเละไม่สามารถคาดการณ์เเละวางแผนรับมือปัญหาในอนาคตได้ 

“การขึ้นภาษีแรงงาน” “ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ” “กฎหมายการจ้างงาน” สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอัตราว่างงานที่เพิ่มขึ้นในอังกฤษตั้งเเต่ปี 2022 เเละเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจในช่วงปี 2024 ที่ผ่านมา ซึ่งมีข้อมูลเปิดเผยว่า อัตราการว่างงานพนักงานในวัยต่ำกว่า 34 ปี เพิ่มสูงขึ้นถึง 242,000 คน ในทางกลับกัน บริษัทหันไปจ้างงานพนักงานที่อายุมากกว่า 35 ปี สูงถึง 71,000 คน 

นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า การปรับขึ้นฐานเงินเดือนขั้นต่ำของพนักงานวัย 18-20 เป็น 10 ยูโรต่อชั่วโมงนั้น จะทำให้ช่องว่างของฐานเงินเดือนระหว่างเด็กเเละผู้ใหญ่แคบลง เเละทำให้บริษัทมองว่าการจ้างพนักงานที่ยังไม่มีประสบการณ์นั้นเป็นต้นทุนที่สูงขึ้น เเละยังไม่รวมถึงปัญหาการเติบโตที่รวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI)ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในตลาดเเรงงาน เขาจึงเตือนให้รัฐบาลอังกฤษหันมามองเห็นถึงปัญหาการว่างงานของชาวอังกฤษที่มีเเต่ยังจะเพิ่มขึ้น 

ข้อมูลล่าสุดรายงานว่า บริษัทส่วนใหญ่หันมาจ้างงานพนักงานโดยระบุสัญญาว่าจะไม่มีการจ่ายโบนัสประจำปี เป็นสัญญาณว่าตลาดเเรงงานกำลังอ่อนตัวลง และ กำลังปรับตัวให้เข้ากับสภาวะเศรษฐกิจ

ขณะที่รัฐบาลแย้งว่า การเปลี่ยนเเปลงนี้เป็นสัญญาณของความท้าทายที่พวกเขาจะต้องทำให้สำเร็จตามคำสัญญาที่ให้ในไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง.

ที่มา: The sun

อ่านข่าวเกี่ยวกับ คนว่างงาน

สหรัฐฯ จ่ายหนี้สหประชาชาติ 160 ล้านดอลลาร์ จากยอดค้างกว่า 4 พันล้านดอลล์

สหรัฐฯ จ่ายหนี้สหประชาชาติ 160 ล้านดอลลาร์ จากยอดค้างกว่า 4 พันล้านดอลล์

20 ก.พ. 2569 11:41 น.

สหรัฐฯ จ่ายหนี้สหประชาชาติ 160 ล้านดอลลาร์ จากยอดค้างกว่า 4 พันล้านดอลล์

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มทยอยชำระหนี้ค้างจ่ายให้แก่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) จำนวน 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ยอดรวมยังสูงกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ พร้อมเดินหน้าโครงการ “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ที่นักวิเคราะห์หวั่นอาจลดทอนบทบาทของยูเอ็นในระดับสากล

โฆษกสหประชาชาติระบุในแถลงการณ์ว่า ได้รับเงินจากสหรัฐฯ จำนวน 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4,994 ล้านบาท ในฐานะการชำระหนี้บางส่วนสำหรับงบประมาณปกติที่ค้างจ่ายกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 124,860 ล้านบาท

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวระหว่างการประชุมนัดแรกของโครงการ “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ว่า สหรัฐฯ จะมอบเงินสนับสนุนแก่สหประชาชาติเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กร “เรากำลังจะช่วยเหลือพวกเขาในด้านการเงิน และเราจะทำให้มั่นใจว่าสหประชาชาติจะสามารถดำเนินอยู่ได้” ทรัมป์กล่าวต่อว่า “ผมคิดว่าสหประชาชาติมีศักยภาพที่ยิ่งใหญ่มาก แต่ที่ผ่านมาพวกเขายังแสดงศักยภาพออกมาไม่เต็มที่”

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ถือเป็นผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดของยูเอ็น แต่ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ สหรัฐฯ ได้ปฏิเสธที่จะชำระค่าบำรุงตามพันธกรณี ทั้งในส่วนงบประมาณปกติและงบประมาณด้านรักษาสันติภาพ รวมถึงตัดงบสนับสนุนโดยสมัครใจให้แก่หน่วยงานต่างๆ ของยูเอ็น และถอนตัวออกจากหน่วยงานภายใต้สังกัดยูเอ็น อีกหลายแห่ง

ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ยูเอ็นระบุว่า ณ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ สหรัฐฯ มียอดค้างชำระจำนวนมาก เช่น งบประมาณปกติที่ 2.19 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นกว่า 95% ของยอดหนี้ที่ทุกประเทศทั่วโลกค้างชำระรวมกัน, ภารกิจรักษาสันติภาพ จำนวน 2.4 พันล้านดอลลาร์ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน และหนี้จากศาลระหว่างประเทศของยูเอ็น จำนวน 43.6 ล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ “คณะกรรมการสันติภาพ” ที่ทรัมป์นั่งเก้าอี้ประธานเองนั้น ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากผู้เชี่ยวชาญว่าเป็นการแทรกแซงและบั่นทอนอำนาจของสหประชาชาติ โดยโครงการนี้เริ่มต้นจากการเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุติสงครามในฉนวนกาซา เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลการปกครองชั่วคราวในพื้นที่ดังกล่าว

แม้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจะให้การยอมรับคณะกรรมการชุดนี้จนถึงปี 2027 แต่ได้จำกัดขอบเขตงานไว้เพียงแค่ในกาซาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ระบุในภายหลังว่าคณะกรรมการนี้จะขยายบทบาทไปจัดการกับความขัดแย้งทั่วโลก

ผู้เชี่ยวชาญจากยูเอ็นมองว่า โครงการที่ทรัมป์เข้าไปกำกับดูแลกิจการในดินแดนต่างชาตินั้นมีลักษณะคล้ายกับ “โครงสร้างแบบยุคอาณานิคม” และถูกตำหนิอย่างมากที่ไม่มีตัวแทนจากชาวปาเลสไตน์เข้าร่วม รวมถึงในการประชุมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (19 ก.พ.) ก็ไม่มีตัวแทนจากสหประชาชาติเข้าร่วมประชุมด้วยเช่นกัน.

ที่มา Reuters

ยูเอ็นระบุ พร้อมร่วมงานกับ Board of Peace ของ ทรัมป์ เพื่อช่วยฟื้นฟูกาซา

ยูเอ็นระบุ พร้อมร่วมงานกับ Board of Peace ของ ทรัมป์ เพื่อช่วยฟื้นฟูกาซา

20 ก.พ. 2569 11:29 น.

ยูเอ็นระบุ พร้อมร่วมงานกับ Board of Peace ของ ทรัมป์ เพื่อช่วยฟื้นฟูกาซา

โฆษกสหประชาชาติยืนยันทำงานร่วมบอร์ดสันติภาพของทรัมป์ เดินหน้าช่วยเหลือกาซา หลังสหรัฐฯ ประกาศเงินช่วยเหลือแล้ว 7 พันล้านดอลลาร์ ขณะประเมินค่าฟื้นฟูพุ่งกว่า 2.5 ล้านล้านบาท

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 นายสเตฟาน ดูจาร์ริก โฆษกขององค์การสหประชาชาติ เปิดเผยว่า องค์การสหประชาชาติพร้อมทำงานร่วมกับ “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ซึ่งเป็นความริเริ่มของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนการให้ความช่วยเหลือและการฟื้นฟูฉนวนกาซา

ความเคลื่อนไหวของยูเอ็นมีขึ้นหลังทรัมป์จัดการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการสันติภาพนัดแรก ท่ามกลางความพยายามผลักดันให้โครงการนโยบายต่างประเทศสำคัญของเขาได้รับการสนับสนุนในวงกว้าง และช่วยขับเคลื่อนข้อตกลงหยุดยิงที่ยังเปราะบางในกาซา

อย่างไรก็ตาม ยูเอ็นระบุว่า แผนการของทรัมป์มีขอบเขตกว้างไกล ตั้งแต่แนวคิดบริหารจัดการและฟื้นฟูกาซาให้กลายเป็นมหานครยุคใหม่ ไปจนถึงการท้าทายบทบาทของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่ผู้สังเกตการณ์มองว่า ความทะเยอทะยานอาจเผชิญข้อจำกัดจากสถานการณ์จริงในพื้นที่ เนื่องจากความคืบหน้าในการบรรลุเป้าหมายพื้นฐานของข้อตกลงหยุดยิงยังมีจำกัด

ขณะเดียวกัน ชาวปาเลสไตน์ รวมถึงพลเรือนจำนวนมาก ยังเสียชีวิตจากการโจมตีเกือบทุกวัน โดยอิสราเอลระบุว่าเป็นปฏิบัติการโจมตีกลุ่มติดอาวุธที่คุกคามหรือโจมตีกองกำลังของตน ขณะเดียวกัน กลุ่มฮามาสยังไม่ได้ปลดอาวุธ และคณะกรรมการปาเลสไตน์ซึ่งเตรียมเข้ามาบริหารแทนฮามาสยังติดขัดอยู่ในอียิปต์.

ทรัมป์สั่งเปิดแฟ้มลับ “ยูเอฟโอ-เอเลียน” จวก “โอบามา” หลุดเผยข้อมูลชั้นความลับ

ทรัมป์สั่งเปิดแฟ้มลับ "ยูเอฟโอ-เอเลียน" จวก "โอบามา" หลุดเผยข้อมูลชั้นความลับ

20 ก.พ. 2569 11:03 น.

ทรัมป์สั่งเปิดแฟ้มลับ “ยูเอฟโอ-เอเลียน” จวก “โอบามา” หลุดเผยข้อมูลชั้นความลับ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งการหน่วยงานรัฐและเพนตากอน เร่งเปิดเผยเอกสารลับเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว และ UFO ต่อสาธารณะ ชี้เป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนสนใจ พร้อมวิจารณ์ “บารัก โอบามา” ที่ออกมาพูดเรื่องนี้ผ่านพอดแคสต์ว่าเป็นการเปิดเผยข้อมูลที่ควรเป็นความลับ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงว่า เขาได้สั่งการให้หน่วยงานรัฐบาลกลางเริ่มกระบวนการเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ต่างดาวและวัตถุบินที่ไม่สามารถระบุเอกลักษณ์ได้ (UFO) โดยระบุว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นที่ “น่าสนใจและมีความสำคัญอย่างยิ่ง” ต่อสาธารณชน

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียลว่า จากความสนใจอย่างล้นหลามของสาธารณชน เขาจะสั่งการให้นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหม และหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เริ่มกระบวนการค้นหาและเผยแพร่เอกสารของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตต่างดาวและสิ่งมีชีวิตนอกโลก ปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถระบุได้ (UAP) และวัตถุบินที่ไม่สามารถระบุได้ (UFO) 

นอกจากการสั่งเปิดแฟ้มลับแล้ว ทรัมป์ยังได้กล่าวโจมตีนายบารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต เกี่ยวกับการให้สัมภาษณ์ในพอดแคสต์ของไบรอัน ไทเลอร์ โคเฮน ที่กลายเป็นไวรัลก่อนหน้านี้ ที่โอบามากล่าวถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตนอกโลกและปฏิเสธข่าวลือเรื่อง “แอเรีย 51” (Area 51)

โอบามากล่าวในพอดแคสต์ว่า “พวกเขามีจริง แต่ผมยังไม่เคยเห็น และพวกเขาไม่ได้ถูกเก็บไว้ใน Area 51 ไม่มีฐานทัพใต้ดินแบบนั้น เว้นแต่ว่าจะมีแผนสมคบคิดอันยิ่งใหญ่ที่ปิดบังแม้กระทั่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ”

ทรัมป์ให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า โอบามาได้เปิดเผยข้อมูลที่ยังอยู่ในชั้นความลับซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ และถือเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าคำพูดส่วนไหนของโอบามาที่เป็นความลับ และเมื่อถูกถามถึงความเชื่อส่วนตัวทรัมป์ตอบเพียงว่า “ผมไม่รู้ว่าพวกเขามีจริงหรือไม่”

ด้านสำนักงานของโอบามายังไม่มีการตอบโต้ต่อคำวิจารณ์ดังกล่าว แต่ก่อนหน้านี้โอบามาเคยโพสต์ผ่านอินสตาแกรมยืนยันว่าในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง เขาไม่เคยเห็นหลักฐานการติดต่อจากสิ่งมีชีวิตนอกโลก โดยเขามองในเชิงสถิติว่าจักรวาลกว้างใหญ่มากจนน่าจะมีสิ่งมีชีวิตอื่น แต่โอกาสที่จะมาเยือนโลกนั้นมีน้อยมากเนื่องจากระยะทางที่ห่างไกล

ข้อมูลจากรายงานของเพนตากอนในปี 2022 และ 2024 ระบุไปในทิศทางเดียวกันว่าไม่พบหลักฐานว่ามีเทคโนโลยีจากนอกโลกหรือมีการลงจอดฉุกเฉินบนโลก การพบเห็นส่วนใหญ่เป็นเพียงวัตถุธรรมดาหรือปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ถูกเข้าใจผิด

ด้านหอจดหมายเหตุแห่งชาติสหรัฐฯ ยืนยันว่ามีบันทึกเกี่ยวกับ UFO จริง แต่กระจายอยู่ในหลายส่วนของคอลเลกชันเอกสารรัฐ

การเคลื่อนไหวของทรัมป์ในครั้งนี้จึงถูกจับตามองอย่างมากว่า ข้อมูลที่จะถูกเปิดเผยออกมานั้น จะมี “ความลับ” อะไรที่โลกยังไม่รู้ซ่อนอยู่หรือไม่.

ที่มา Reuters

สายการบินเวียดนาม ลงนามซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 90 ลำ

สายการบินเวียดนาม ลงนามซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 90 ลำ

20 ก.พ. 2569 10:57 น.

สายการบินเวียดนาม ลงนามซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 90 ลำ

3 สายการบินรายใหญ่เวียดนาม ลงนามสัญาสั่งซื้อเครื่องบินจากบริษัทโบอิ้ง จำนวน 90 ลำ มูลค่ากว่า 1.08 ล้านล้านบาท สะท้อนการขยายตัวของอุตสาหกรรมการบิน สัญญาณเชิงบวกต่อความสัมพันธ์การค้ากับสหรัฐฯ

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สายการบินเวียดนาม 3 แห่ง ได้แก่ “เวียดนาม แอร์ไลน์” “ซัน ฟุก๊วก แอร์เวย์” “เวียตเจ็ต” ลงนามข้อตกลงกับบริษัทโบอิ้ง ผู้ผลิตอากาศยานของสหรัฐฯ เพื่อสั่งซื้อเครื่องบินรวม 90 ลำ มูลค่ารวมราว 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.08 ล้านล้านบาท  

โดยการลงนามมีขึ้นระหว่างที่นายโต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม กำลังเยือนสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมการประชุมเปิดตัวคณะกรรมการ Board of Peace ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อแก้ไขความขัดแย้งระดับโลก โดยดีลนี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางการเจรจาข้อตกลงการค้าใหม่ระหว่างเวียดนามกับสหรัฐฯ

ทางด้านสายการบินแห่งชาติ “เวียดนาม แอร์ไลน์” แถลงว่า ได้ลงนามสัญญามูลค่า 8,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 291,600 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อเครื่องบินรุ่น 737-8 จำนวน 50 ลำ โดยมีกำหนดรับมอบระหว่างปี 2573-2575และคาดว่าจะทำให้จำนวนฝูงบินรวมเพิ่มเป็นราว 151 ลำ ภายในปี 2573 นอกจากนี้ เวียดนามแอร์ไลน์ยังอยู่ระหว่างการเจรจากับโบอิ้งเพื่อจัดซื้อเครื่องบินลำตัวกว้างเพิ่มเติมอีก 30 ลำ มูลค่าสูงสุด 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 432,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน “ซัน ฟุก๊วก แอร์เวย์” สายการบินใหม่ของเวียดนามได้ลงนามข้อตกลงมูลค่า 22,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 810,000 ล้านบาท เพื่อสั่งซื้อเครื่องบินรุ่น 787-9 ดรีมไลเนอร์ จำนวน 40 ลำ ส่วน “เวียตเจ็ต” สายการบินต้นทุนต่ำ ได้ทำข้อตกลงด้านการเงินมูลค่า 965 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 34,740 ล้านบาท กับบริษัท Griffin Global Asset Management เพื่อจัดหาเงินทุนสำหรับซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 จำนวน 6 ลำ

ด้านนักวิเคราะห์มองว่า การสั่งซื้อเครื่องบินล็อตใหญ่ครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนการขยายตัวของอุตสาหกรรมการบินเวียดนาม แต่ยังเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อความสัมพันธ์ทางการค้าและการเมืองระหว่างสองประเทศ.