ยูเอ็นเตือนอุณหภูมิโลกจ่อเพิ่ม 1.5 องศาฯ ในไม่กี่ปี ชี้ยังมีทางลดอุณหภูมิกลับลงได้

ยูเอ็นเตือนอุณหภูมิโลกจ่อเพิ่ม 1.5 องศาฯ ในไม่กี่ปี ชี้ยังมีทางลดอุณหภูมิกลับลงได้

2 ก.ย. 2569 14:17 น.

ยูเอ็นเตือนอุณหภูมิโลกจ่อเพิ่ม 1.5 องศาฯ ในไม่กี่ปี ชี้ยังมีทางลดอุณหภูมิกลับลงได้

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP เผยรายงานประเมินสถานการณ์ครั้งสำคัญ ระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยโลกมีแนวโน้มทะลุเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียส เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมภายในไม่กี่ปี แม้พลาดเป้าหมายของความตกลงปารีส แต่โลกยังสามารถลดอุณหภูมิกลับลงมาต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียสได้ หากเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP เปิดเผยรายงานฉบับใหม่ ระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีแนวโน้มทะลุระดับ 1.5 องศาเซลเซียสในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งถือเป็นการก้าวข้ามเป้าหมายสำคัญในการควบคุมภาวะโลกร้อนที่นานาประเทศกำหนดไว้ภายใต้ความตกลงปารีสเมื่อปี 2015

รายงานระบุอย่างชัดเจนว่า การหลีกเลี่ยงการทะลุระดับ 1.5 องศาฯ อาจไม่ใช่เป้าหมายที่ทำได้อีกต่อไป โดยโจทย์สำคัญของโลกกำลังเปลี่ยนจากการ “หลีกเลี่ยงการทะลุเป้า” ไปสู่การทำให้ช่วงเวลาที่อุณหภูมิสูงเกิน 1.5 องศาฯ สั้นที่สุดและสูงเกินเป้าให้น้อยที่สุด พร้อมพยายามลดอุณหภูมิให้กลับมาต่ำกว่าระดับดังกล่าวโดยเร็วที่สุด

รายงาน “Limiting Overshoot” เสนอแนวทางที่เรียกว่า “ทะลุเป้า-พุ่งสูงสุด-ลดลง” (overshoot, peak and decline) ว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่ยังเหลืออยู่ในการจำกัดความรุนแรงและระยะเวลาของภาวะโลกร้อนเกิน 1.5 องศาฯ โดยต้องอาศัยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยเฉพาะก๊าซมีเทน ควบคู่กับการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

นักวิทยาศาสตร์เห็นตรงกันว่า การที่อุณหภูมิโลกสูงเกิน 1.5 องศาฯ จะเพิ่มความเสี่ยงร้ายแรงต่อมนุษย์และระบบนิเวศ ขณะที่โลกได้อุ่นขึ้นแล้วราว 1.4 องศาฯ เมื่อเทียบกับช่วงปี 1850-1900 หรือช่วงก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยมีสาเหตุหลักจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล และช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก

หากอุณหภูมิโลกทะลุ 1.5 องศาฯ ความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นตามทุกเศษเสี้ยวขององศาและทุกปีที่อุณหภูมิยังคงอยู่ในระดับสูง ผลกระทบที่คาดว่าจะรุนแรงขึ้น ได้แก่ คลื่นความร้อน ไฟป่า น้ำท่วม และสภาพอากาศสุดขั้ว ตลอดจนการสูญเสียระบบนิเวศ การจมอยู่ใต้น้ำของประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กและเมืองชายฝั่งพื้นที่ต่ำ รวมถึงความเสียหายต่อสุขภาพมนุษย์ ความมั่นคงทางอาหาร แหล่งน้ำ เมือง โครงสร้างพื้นฐาน และเศรษฐกิจ

รายงานยังเตือนว่า ยิ่งอุณหภูมิสูงขึ้นและอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ความเสี่ยงที่โลกจะผ่าน “จุดเปลี่ยนที่ไม่อาจย้อนกลับ” ก็จะเพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น การสูญเสียเสถียรภาพของแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ การเสื่อมโทรมของป่าฝนอเมซอน และการเปลี่ยนแปลงของระบบหมุนเวียนกระแสน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมสภาพภูมิอากาศโลก

ในสถานการณ์ที่ดีที่สุด อุณหภูมิโลกอาจพุ่งขึ้นสูงสุดประมาณ 1.8 องศาเซลเซียสเหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม ก่อนจะลดลงในระยะยาว ขณะที่สถานการณ์อื่น ๆ ส่วนใหญ่คาดว่าจะมีอุณหภูมิสูงสุดมากกว่านั้น

หนึ่งในแนวทางสำคัญที่รายงานเสนอคือ การกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น การปลูกป่าและการกักเก็บคาร์บอน โดยต้องดำเนินการควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างลึกและรวดเร็ว ไม่ใช่นำมาใช้แทนการลดการปล่อยก๊าซ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการกำจัดคาร์บอนยังมีบทบาทเพียงเล็กน้อยในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแนวคิดดังกล่าวถูกต่อต้านจากนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมบางส่วน เพราะกังวลว่าเทคโนโลยีเหล่านี้อาจถูกใช้เป็นข้ออ้างในการชะลอการยุติการใช้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ

อินเกอร์ แอนเดอร์เซน ผู้อำนวยการบริหาร UNEP กล่าวว่า “ไม่มีผลลัพธ์ที่ดี หากเรายังคงอยู่เหนือระดับ 1.5 องศาเซลเซียส” พร้อมเตือนว่า คลื่นความร้อนรุนแรงทั่วโลกกำลังแสดงให้เห็นแล้วว่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเกิดขึ้นเร็วขึ้น รุนแรงขึ้น และยาวนานขึ้น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากขึ้นและสร้างความเสียหายต่อสังคมในวงกว้าง

ขณะที่อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่า แม้โลกจะก้าวข้ามระดับ 1.5 องศาฯ แต่ยังมีความเป็นไปได้ที่จะลดอุณหภูมิให้กลับมาต่ำกว่าระดับดังกล่าวได้ภายในสิ้นศตวรรษ หากทุกประเทศดำเนินมาตรการอย่างจริงจัง กูเตอร์เรสย้ำว่า “การต่อสู้เพื่อ 1.5 องศา คือการต่อสู้เพื่อมนุษยชาติ” พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และทำให้ช่วงเวลาที่โลกอยู่เหนือ 1.5 องศาฯ สั้นและมีระดับอุณหภูมิเกินเป้าน้อยที่สุด

อย่างไรก็ตาม รายงานของ UNEP ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเกรงว่าการยอมรับว่าโลกกำลังจะทะลุ 1.5 องศาฯ อาจทำให้สังคมหมดกำลังใจในการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน

แจสเปอร์ อินเวนเตอร์ รองผู้อำนวยการโครงการของกรีนพีซ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า การคาดการณ์ดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่น่าเศร้า แต่การทะลุเป้าไม่ได้หมายความว่าโลกควรยอมแพ้ต่อเป้าหมาย 1.5 องศาฯ

ด้านบิล แฮร์ นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Climate Analytics วิจารณ์รายงานว่า อาจกลายเป็น “เสียงเรียกร้องให้ผู้คนเฉยชา” แทนที่จะเป็นแรงผลักดันให้เร่งดำเนินการ

ประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กซึ่งมีความเสี่ยงสูงจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น ยังคงเป็นกลุ่มที่ปกป้องเป้าหมาย 1.5 องศาฯ อย่างแข็งขัน และเรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยซึ่งมีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีต ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซให้เร็วและเข้มข้นที่สุด

UNEP ระบุด้วยว่า การลดการปล่อยก๊าซและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน โดยควรให้ความสำคัญกับมาตรการที่ช่วยได้ทั้งสองด้าน เช่น การใช้ธรรมชาติช่วยลดความร้อนในเมือง

ขณะเดียวกัน การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เริ่มดำเนินการในปัจจุบันจะเป็นรากฐานสำคัญในอนาคต แต่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้สามารถรับมือกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและรุนแรง รวมถึงความเสียหายบางประเภทที่ไม่สามารถย้อนกลับได้

รายงานเตือนว่า แม้โลกจะสามารถลดอุณหภูมิกลับมาต่ำกว่า 1.5 องศาฯ ได้ แต่ผลกระทบและความสูญเสียที่เกิดขึ้นระหว่างช่วงที่อุณหภูมิทะลุเป้าจะไม่สามารถย้อนกลับได้ทั้งหมด ชุมชนบางแห่งอาจต้องย้ายถิ่นฐานหรือเปลี่ยนรูปแบบการดำรงชีพ ขณะที่รัฐบาลต้องเผชิญกับคำถามด้านความเป็นธรรม อำนาจ และความชอบธรรมทางการเมือง

UNEP จึงเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ใช้ “เจตจำนงทางการเมือง ความร่วมมือพหุภาคี นโยบายที่มีประสิทธิภาพ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และเงินทุน” เป็นกลไกสำคัญในการรับมือ โดยประเทศที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่าควรเป็นฝ่ายดำเนินการเร็วที่สุดและตั้งเป้าหมายให้ทะเยอทะยานที่สุด

รายงานสรุปว่า เส้นทาง “ทะลุเป้า-พุ่งสูงสุด-ลดลง” อาจเป็นพรมแดนใหม่ของการรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ไม่ใช่สิ่งที่สามารถผลักภาระให้คนรุ่นต่อไปจัดการได้ โลกจำเป็นต้องลงมือทันที เพราะยิ่งชะลอการดำเนินการมากเท่าใด โอกาสที่จะจำกัดความรุนแรงและระยะเวลาของภาวะโลกร้อนก็จะยิ่งลดลงเท่านั้น.

ที่มา UN Environment Programme / AFP

เท็กซัสสั่งเบรกเชื่อมต่อไฟ “ดาต้าเซ็นเตอร์” เผยวิกฤต”อุปสงค์ผี” สหรัฐฯ เสี่ยงแบกรับค่าไฟพุ่ง

เท็กซัสสั่งเบรกเชื่อมต่อไฟ "ดาต้าเซ็นเตอร์" เผยวิกฤต"อุปสงค์ผี"  สหรัฐฯ เสี่ยงแบกรับค่าไฟพุ่ง

2 ก.ย. 2569 13:04 น.

เท็กซัสสั่งเบรกเชื่อมต่อไฟ “ดาต้าเซ็นเตอร์” เผยวิกฤต”อุปสงค์ผี” สหรัฐฯ เสี่ยงแบกรับค่าไฟพุ่ง

ความต้องการไฟฟ้าจากดาต้าเซ็นเตอร์ในสหรัฐฯ พุ่งสูงเกินจริงจนสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า จนนำไปสู่การตั้งคำถามถึง “อุปสงค์ผี” หรือความต้องการใช้ไฟฟ้าที่อาจไม่มีอยู่จริง เท็กซัสจึงกลายเป็นรัฐใหญ่แห่งแรกที่ระงับการเชื่อมต่อดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ชั่วคราว เพื่อตรวจสอบว่าโครงการใดมีอยู่จริง หลังพบคำขอใช้ไฟฟ้ารวมกันมากกว่า 700 กิกะวัตต์ สูงกว่าการใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วประเทศในปัจจุบันมากกว่า 10 เท่า

กระแสความตื่นตัวในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ทำให้ค่ายเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทุ่มเงินลงทุนในศูนย์ข้อมูล หรือ ดาต้าเซ็นเตอร์ รวมกันมากกว่า 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าของสหรัฐฯ จนนำไปสู่การตั้งคำถามถึง “อุปสงค์ผี” หรือความต้องการใช้ไฟฟ้าที่อาจไม่มีอยู่จริง

ผลการสำรวจข้อมูลจากระบบไฟฟ้าและสาธารณูปโภคของสำนักข่าวรอยเตอร์พบว่า คำขอใช้ไฟฟ้าจากผู้ให้บริการรายใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นศูนย์ข้อมูล ในพื้นที่ตอนกลาง ฝั่งตะวันออก และทางตอนใต้ของสหรัฐฯ มีปริมาณรวมกันสูงกว่า 700 กิกะวัตต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่เทียบเท่ากับปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ในครัวเรือนทุกหลังทั่วสหรัฐรวมกัน และสูงกว่าอุปสงค์การใช้ไฟฟ้าจริงของศูนย์ข้อมูลในปัจจุบันถึงกว่า 10 เท่า

ด้วยเหตุนี้ รัฐเท็กซัสจึงกลายเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกที่ตัดสินใจ “สั่งระงับ” การเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าใหม่เป็นการชั่วคราว เพื่อตรวจสอบแผนการดำเนินงานที่แท้จริง เนื่องจากตัวเลขคำขอใช้ไฟฟ้าในเท็กซัสพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 48 กิกะวัตต์ในปี 2023 ไปแตะระดับ 474 กิกะวัตต์ในปัจจุบัน

บรรดานักวิเคราะห์และองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคเตือนว่า คำขอจำนวนมากเป็นคำขอที่ซ้ำซ้อน หรือมาจากบริษัทที่ไม่มีทั้งเงินทุนและทักษะความเชี่ยวชาญในการสร้างโครงการจริง ซึ่งสร้างความผันผวนและส่งผลเสียต่อการวางแผนโครงข่ายไฟฟ้า หากรัฐมนตรีหรือผู้ให้บริการวางแผนสร้างระบบเพื่อรองรับตัวเลขลอยๆ เหล่านี้ ประชาชนคนธรรมดาอาจต้องกลายเป็นผู้แบกรับค่าใช้จ่ายผ่านบิลค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น

ในทางกลับกัน เมื่อรัฐต่างๆ เริ่มวางเกณฑ์ที่เข้มงวด เช่น การเรียกเก็บเงินมัดจำล่วงหน้า หรือค่าธรรมเนียมการศึกษาการเชื่อมต่อระบบ ตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้ากลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด

โดยบริษัท Exelon ในชิคาโก ปรับลดประมาณการอุปสงค์ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นไปได้สูงลงถึง 40% เหลือเพียง 11 กิกะวัตต์ หลังเริ่มใช้มาตรการเรียกเก็บหลักประกันที่เข้มงวด ส่วนบริษัท AEP Ohio  ตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลลดลงมากกว่าครึ่ง หลังจากรัฐบาลท้องถิ่นออกกฎหมายเก็บค่าธรรมเนียมศึกษาการเชื่อมต่อสูงถึง 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ

นายเกร็ก แอบบอตต์ ผู้ว่าการรัฐเท็กซัส ได้ออกคำสั่งคุมเข้มและตรวจสอบอย่างละเอียด โดยกำหนดให้ผู้เสนอโครงการศูนย์ข้อมูลต้องเปิดเผยรายชื่อ “เจ้าของที่แท้จริง”  รวมถึงรายละเอียดการใช้ทรัพยากรน้ำ การสร้างพลังงานในพื้นที่ และการรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อป้องกันไม่ให้ใช้ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์มาบิดเบือนเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

เช่นเดียวกับ นายจอร์จ ชาปิโร ผู้ว่าการรัฐเพนซิลเวเนีย ที่ได้ลงนามในคำสั่งบริหารเพื่อเพิ่มเงื่อนไขการขอใบอนุญาตสำหรับโครงการขนาด 25 เมกะวัตต์ขึ้นไป หลังพบว่าจากโครงการศูนย์ข้อมูลที่เสนอเข้ามามากกว่า 100 แห่ง มีเพียง 20 แห่งเท่านั้นที่ยื่นขอใบอนุญาตอย่างถูกต้อง และส่วนใหญ่ยังไม่มีแม้กระทั่งแหล่งพลังงานหรือลูกค้ารองรับ

แม้หลายรัฐจะเริ่ม “ล้างน้ำเสีย” ออกจากระบบ แต่ผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้าเตือนว่า ปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันว่ามีอยู่จริง ก็ยังคงสูงพอที่จะสร้างความเสี่ยงให้แก่ระบบไฟฟ้าที่กำลังขาดแคลนกำลังการผลิตใหม่ๆ ซึ่งกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่สหรัฐฯ ต้องเร่งรับมือในขณะนี้.

ที่มา Reuters

นิการากัวผ่านแก้ไขรัฐธรรมนูญ สกัดฝ่ายค้านลงเลือกตั้ง

นิการากัวผ่านแก้ไขรัฐธรรมนูญ สกัดฝ่ายค้านลงเลือกตั้ง

2 ก.ย. 2569 11:44 น.

นิการากัวผ่านแก้ไขรัฐธรรมนูญ สกัดฝ่ายค้านลงเลือกตั้ง

สภาแห่งชาตินิการากัวลงมติผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตัดสิทธิ์ฝ่ายค้านจากการลงสมัครรับเลือกตั้ง พร้อมขยายวาระดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจาก 6 ปี เป็น 7 ปี ท่ามกลางเสียงประณามจากสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และสหประชาชาติ ขณะที่ฝ่ายต่อต้านหวั่นเป็นการเปิดทางให้ตระกูลผู้นำประเทศสืบทอดอำนาจ

รัฐสภานิการากัวภายใต้การนำของฝ่ายรัฐบาลได้ลงมติเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งส่งผลให้พรรคการเมืองฝ่ายค้านถูกห้ามเข้าร่วมการเลือกตั้งโดยเด็ดขาด พร้อมทั้งขยายวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี รวมถึงผู้บัญชาการทหารและตำรวจ จากเดิม 6 ปี เพิ่มขึ้นเป็น 7 ปี โดยกุสตาโว ปอร์รัส ประธานสมัชชาแห่งชาติ เป็นผู้ประกาศผลการลงมติในการประชุมพิเศษที่จัดขึ้นบริเวณหน้ามหาวิหารเมืองเลออน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงมานากัว

การแก้ไขรัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้ที่อยู่ฝ่ายต่อต้านและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนหรือก่อรัฐประหาร ถูกห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง พร้อมขยายวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีจาก 6 ปีเป็น 7 ปี รวมถึงขยายวาระของประธานาธิบดีร่วม เจ้าหน้าที่ที่มาจากการเลือกตั้ง ตลอดจนผู้บัญชาการกองทัพและตำรวจ จาก 6 ปีเป็น 7 ปีเช่นกัน

การแก้ไขดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีร่วม ดาเนียล ออร์เตกา และโรซาริโอ มูริโญ ภรรยาของเขา ซึ่งปกครองประเทศร่วมกัน โดยออร์เตกา วัย 80 ปี ครองอำนาจมาตั้งแต่ปี 2006 และเพิ่งกล่าวเมื่อเดือนกรกฎาคมว่า นิการากัวจะไม่มีการเลือกตั้งอีก เพื่อป้องกันฝ่ายค้านกลับมายึดอำนาจ

ก่อนหน้านี้ ในปี 2024 พรรคฝ่ายรัฐบาลได้แก้รัฐธรรมนูญขยายวาระประธานาธิบดีจาก 5 ปีเป็น 6 ปี และยกระดับมูริโญ จากรองประธานาธิบดีขึ้นเป็นประธานาธิบดีร่วม พร้อมเลื่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่เดิมกำหนดจัดขึ้นในปีนี้ออกไปเป็นปลายปี 2027

สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และสหประชาชาติ ต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่ฝ่ายค้านที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจเป็นความพยายามวางระบบเพื่อให้ตระกูลออร์เตกา-มูริโญ สามารถสืบทอดอำนาจได้

การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องผ่านการลงมติรับรองอีกครั้งในการประชุมสภานิติบัญญัติสมัยที่สอง ซึ่งมีกำหนดเริ่มต้นในเดือนมกราคม 2027 ก่อนจะมีผลบังคับใช้

นิการากัวเผชิญวิกฤตการเมืองครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี 2018 หลังรัฐบาลปราบปรามการประท้วงต่อต้านรัฐบาล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 300 คน บาดเจ็บหลายพันคน และประชาชนจำนวนมากต้องหลบหนีออกนอกประเทศ ขณะที่พื้นที่สำหรับฝ่ายค้านทางการเมืองภายในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา Reuters / AFP

โลกร้อนทำภัยพิบัติหิมาลัยถี่ขึ้น หวั่นน้ำท่วม-ดินถล่ม แบบเนปาลเกิดบ่อยกว่าเดิม

โลกร้อนทำภัยพิบัติหิมาลัยถี่ขึ้น หวั่นน้ำท่วม-ดินถล่ม แบบเนปาลเกิดบ่อยกว่าเดิม

2 ก.ย. 2569 11:06 น.

โลกร้อนทำภัยพิบัติหิมาลัยถี่ขึ้น หวั่นน้ำท่วม-ดินถล่ม แบบเนปาลเกิดบ่อยกว่าเดิม

นักวิทย์เตือน ภาวะโลกร้อนกำลังเพิ่มความเสี่ยงภัยพิบัติในเทือกเขาหิมาลัย ทั้งน้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม หิมะถล่ม และการพังทลายของธารน้ำแข็ง แม้ยังไม่ชี้ชัดว่าน้ำท่วมในเนปาลเกิดจากโลกร้อนโดยตรง

เหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในเนปาลและพื้นที่ใกล้เคียงของจีน เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม กลายเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของชุมชนในเทือกเขาหิมาลัย หลังมวลน้ำ โคลน และก้อนหินมหาศาลไหลทะลักลงมาตามแม่น้ำหลายสาย คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 1,000 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกหลายพันคน ขณะที่บางส่วนคาดว่ายังติดอยู่ภายในอุโมงค์ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังชั้นหินและมวลน้ำแข็งจากธารน้ำแข็งบนพื้นที่สูงพังถล่มลงมา ทำให้เกิดกระแสน้ำและเศษซากไหลลงสู่พื้นที่ชุมชนอย่างรวดเร็ว

โลกร้อนทำหิมาลัยเสี่ยงภัยพิบัติมากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติระบุว่า เทือกเขาหิมาลัยกำลังเผชิญภัยพิบัติที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้น้ำแข็งและธารน้ำแข็งบนภูเขาละลาย ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อดินถล่ม หิมะถล่ม และน้ำท่วมเพิ่มขึ้น

ในบางกรณี หิมะหรือน้ำแข็งที่ถล่มลงมาอาจกีดขวางเส้นทางน้ำจนเกิดเป็นเขื่อนธรรมชาติ ก่อนที่น้ำจะทะลักออกมาอย่างฉับพลันกลายเป็นน้ำป่าหลาก ขณะที่ฝนตกหนักหลังเกิดภัยพิบัติครั้งแรกยังสามารถซ้ำเติมสถานการณ์ให้รุนแรงยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า ยังเร็วเกินไปที่จะระบุโดยตรงว่าเหตุภัยพิบัติครั้งล่าสุดในเนปาลมีสาเหตุมาจากภาวะโลกร้อน แต่เมื่ออุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล โอกาสเกิดภัยพิบัติลักษณะนี้ก็เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่เทือกเขาหิมาลัย ซึ่งกำลังอุ่นขึ้นเร็วกว่าหลายพื้นที่ของโลก

ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาภูเขาแบบบูรณาการ หรือ ICIMOD ในกรุงกาฐมาณฑุ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังมีบทบาทสำคัญต่อการเกิดภัยพิบัติซับซ้อน ในภูมิภาคฮินดูกูช-หิมาลัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ปลายน้ำ

ธารน้ำแข็งละลายเร็ว ความเสี่ยงยิ่งเพิ่ม

เทือกเขาฮินดูกูช-หิมาลัยพาดผ่านพื้นที่ของอัฟกานิสถาน ปากีสถาน อินเดีย เนปาล ภูฏาน บังกลาเทศ เมียนมา และจีน และเป็นพื้นที่ที่มีน้ำแข็งสะสมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกนอกเขตขั้วโลก

แม่น้ำสายสำคัญจำนวนมากมีต้นกำเนิดจากภูเขาเหล่านี้ และหล่อเลี้ยงประชากรเกือบ 2,000 ล้านคน

ข้อมูลจากนักวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศระบุว่า การสูญเสียน้ำแข็งจากธารน้ำแข็งในพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ปี 2000 ขณะที่การละลายของชั้นดินเยือกแข็ง หรือเพอร์มาฟรอสต์ ยังอาจทำให้พื้นที่ลาดเขาอ่อนตัวและเพิ่มความเสี่ยงต่อดินถล่ม

ภาพถ่ายดาวเทียมหลังเหตุการณ์ล่าสุดยังแสดงให้เห็นว่า มวลหินและน้ำแข็งจากธารน้ำแข็งขนาดมหาศาลพังถล่มลงสู่หุบเขา ก่อนผลักดันมวลน้ำและโคลนสูงหลายชั้นอาคารไหลลงไปยังชุมชนที่อยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร

ภัยพิบัติซ้ำซาก ชุมชนอาจไม่มีเวลาฟื้นตัว

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ชุมชนในพื้นที่หิมาลัยกำลังเผชิญปัญหาสำคัญ เพราะยังไม่ทันฟื้นตัวจากภัยพิบัติครั้งก่อน ก็ต้องเผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหม่

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พื้นที่หิมาลัยเกิดเหตุรุนแรงหลายครั้ง ทั้งน้ำท่วมเคดาร์นาถในอินเดียเมื่อปี 2013 เหตุธารน้ำแข็งถล่มที่จำโมลีในปี 2021 และน้ำท่วมจากทะเลสาบธารน้ำแข็งแตกในรัฐสิกขิมของอินเดียเมื่อปี 2023 ซึ่งล้วนสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล

ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสภาพภูมิอากาศของเนปาลเตือนว่า ในบางพื้นที่ขีดจำกัดของการปรับตัว อาจถูกก้าวข้ามไปแล้ว จนการสร้างบ้าน ถนน สะพาน หรือโครงสร้างพื้นฐานกลับขึ้นมาใหม่อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัยอีกต่อไป และอาจจำเป็นต้องย้ายชุมชนไปยังพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า

เตือนภัยอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

แม้เนปาลจะมีระบบแจ้งเตือนภัยผ่านข้อความโทรศัพท์มือถือ แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ระบบดังกล่าวยังมีข้อจำกัด โดยประชาชนบางส่วนเป็นนักท่องเที่ยวหรือแรงงานข้ามชาติที่ไม่เข้าใจภาษาเนปาล ขณะที่บางคนประเมินความรุนแรงของภัยต่ำเกินไป

ในการรับมือกับภัยพิบัติในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้พัฒนาระบบเตือนภัยที่ระบุอย่างชัดเจนว่าประชาชนควรปฏิบัติตัวอย่างไร รวมถึงเข้มงวดเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดิน ประเมินความเสี่ยงหลายด้านก่อนอนุมัติโครงการก่อสร้าง และเพิ่มระบบติดตามสถานการณ์ข้ามพรมแดนระหว่างประเทศในภูมิภาค

เนปาลปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อย แต่รับผลกระทบหนัก

ขณะที่เนปาลเป็นหนึ่งในประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนต่ำมาก โดยมีส่วนต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกน้อยกว่า 0.1% แต่กลับต้องเผชิญผลกระทบรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศของเนปาลชี้ว่า ประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากโลกร้อนควรใช้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นแรงผลักดันให้ทั่วโลกเร่งลดการปล่อยคาร์บอน โดยเฉพาะจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

โดยเหตุการณ์น้ำท่วมและดินถล่มครั้งล่าสุด ไม่เพียงเป็นโศกนาฏกรรมของเนปาลเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนว่า เมื่อโลกยังคงร้อนขึ้น ภูมิภาคที่เปราะบางอย่างเทือกเขาหิมาลัยอาจต้องเผชิญกับ ภัยพิบัติที่เกิดถี่ขึ้น รุนแรงขึ้น และซับซ้อนขึ้น จนการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติครั้งหนึ่งอาจไม่ทันก่อนที่ภัยพิบัติครั้งใหม่จะมาถึง.

ที่มา : AP

อิหร่านเอาคืนสหรัฐฯ ถล่มฐานทัพ-พันธมิตรทั่วตะวันออกกลาง หลังระเบิดตกใส่งานแต่งดับ 4 ศพ

อิหร่านเอาคืนสหรัฐฯ ถล่มฐานทัพ-พันธมิตรทั่วตะวันออกกลาง หลังระเบิดตกใส่งานแต่งดับ 4 ศพ

2 ก.ย. 2569 11:04 น.

อิหร่านเอาคืนสหรัฐฯ ถล่มฐานทัพ-พันธมิตรทั่วตะวันออกกลาง หลังระเบิดตกใส่งานแต่งดับ 4 ศพ

อิหร่านเดินหน้าโจมตีผลประโยชน์และฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ยิงขีปนาวุธและโดรนถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน อิรัก และพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อตอบโต้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ด้านสภาเสี้ยววงเดือนแดงเผย สะเก็ดระเบิดสหรัฐฯ ตกใส่งานแต่งงานในอิหร่าน ดับ 4 เจ็บครึ่งร้อย ขณะที่ “ทรัมป์” เตือนหากตอบโต้เจอสวนกลับหนักกว่าเดิม

กองทัพอิหร่านเปิดฉากปฏิบัติการตอบโต้ทางหารด้วยการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีเป้าหมายที่เป็นฐานทัพและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ รวมถึงชาติพันธมิตรทั่วภูมิภาคตลอดช่วงวันพุธที่ผ่านมา เพื่อแก้แค้นเหตุโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างอิงสื่อท้องถิ่นและสภาเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่าน ระบุว่า ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (1 ก.ย.) ได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่พลเรือนทางตอนใต้ของอิหร่าน โดยเฉพาะในเมืองซีริก หรือ คูเฮสตัก ซึ่งมีสะเก็ดระเบิดตกใส่บ้านหลังหนึ่งที่กำลังจัดงานแต่งงาน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทันที 4 ราย รวมถึงเด็ก 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 50 คน นอกจากนี้ยังมีรายงานเสียงระเบิดในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น เกาะเกชม์, เมืองท่าบันดาร์อับบาส และสนามบินในจังหวัดเคอร์มาน

โฆษกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน หรือ IRGC และกองบัญชาการกลางคาทาม-อัล อันบิยา ออกแถลงการณ์เตือนอย่างดุดันว่า สหรัฐฯ จะต้อง “เสียใจ” ต่อการกระทำดังกล่าว และการลงโทษอย่างหนักกำลังรอผู้รุกรานอยู่ พร้อมขู่ว่าประเทศใดก็ตามที่ให้ความร่วมมือกับกองทัพสหรัฐฯ จะต้องเผชิญกับการตอบโต้ที่รุนแรงและกว้างขวางยิ่งขึ้น

รายงานระบุว่า การตอบโต้ของอิหร่านกระจายตัวในหลายจุดสำคัญของตะวันออกกลาง โดยที่จอร์แดน อิหร่านยิงขีปนาวุธมุ่งเป้าฐานทัพนาวิกโยธินสหรัฐฯ ในเมืองอากาบา โดยกองทัพจอร์แดนยืนยันว่าสามารถสกัดขีปนาวุธไว้ได้ 10-13 ลูก และมีบางส่วนตกในพื้นที่ห่างไกล โดยไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ส่วนที่อิรัก กองทัพ IRGC อ้างว่าได้ส่งขีปนาวุธและโดรนถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคเคอร์ดิสถาน ทำลายศูนย์ซ่อมบำรุง คลังสินค้า และอุปกรณ์ทางการทหาร ขณะที่ในบาห์เรนและคูเวต มีรายงานเสียงไซเรนเตือนภัยการโจมตีทางอากาศดังก้องในบาห์เรน โดยอิหร่านอ้างว่าส่งโดรนโจมตีฐานทัพอากาศสหรัฐฯ ขณะที่กองทัพคูเวตระบุว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศกำลังเร่งรับมือกับการโจมตีด้วยขีปนาวุธจากอิหร่านเช่นกัน

ด้านกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ชี้แจงว่า ปฏิบัติการทางอากาศระลอกใหม่เป็นไปเพื่อตอบโต้การที่กองทัพอิหร่านพยายามวางทุ่นระเบิดและโจมตีเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงการโจมตีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ โดย นาวาเอก ทิม ฮอว์กินส์ โฆษก CENTCOM ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการสังหารพลเรือน โดยยืนยันว่า “กองทัพสหรัฐฯ ไม่เคยเล็งเป้าหมายไปที่พลเรือน ซึ่งต่างจากกองทัพ IRGC ของอิหร่าน”

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ออกมาเตือนผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล ว่า หากอิหร่านคิดจะตอบโต้ สหรัฐฯ ก็พร้อมที่จะโจมตีกลับในระดับที่ “หนักหน่วงและสูงกว่าเดิม” พร้อมระบุว่าเขาไม่ได้พยายามดึงอิหร่านกลับสู่โต๊ะเจรจา และตั้งคำถามว่าเมื่อใดประชาชนชาวอิหร่านจะลุกขึ้นสู้อีกด้วย

การปะทะระลอกล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากความตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสองฝ่ายสิ้นสุดลง ส่งผลให้ศึกที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 เดือนกลับมาร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง ทั้งปัญหาการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญ 1 ใน 5 ของโลก การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันดิบของเอกชน และมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจระลอกใหม่จากวอชิงตัน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเสถียรภาพและเศรษฐกิจโลกในขณะนี้.

ที่มา BBC / AFP

“สี จิ้นผิง” เยือนไคโร อียิปต์ เป็นการเยือนตะวันออกกลางครั้่งแรกนับตั้งแต่เกิดสสงครามความขัดแย้ง

"สี จิ้นผิง" เยือนไคโร อียิปต์ เป็นการเยือนตะวันออกกลางครั้่งแรกนับตั้งแต่เกิดสสงครามความขัดแย้ง

2 ก.ย. 2569 10:26 น.

“สี จิ้นผิง” เยือนไคโร อียิปต์ เป็นการเยือนตะวันออกกลางครั้่งแรกนับตั้งแต่เกิดสสงครามความขัดแย้ง

“สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีน เดินทางเยือนกรุงไคโร ของอียิปต์ นับเป็นการเยือนภูมิภาคตะวันออกกลางครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดสงครามความขัดแย้ง

วันที่ 2 กันยายน 2569 นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน พร้อมด้วยสุภาพสตรีหมายเลข 1 เดินทางถึงกรุงไคโร ของอียิปต์ โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ เอล ซิสซี ที่ท่าอากาศยานนานาชาติไคโร ซึ่งนับเป็นการเยือนภูมิภาคตะวันออกกลางครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดสงครามการสู้รบยืดเยื้อระหว่างสหรัฐฯ – อิสราเอลและอิหร่าน 

โดยทางการอียิปต์เปิดเผยว่า คาดว่าระหว่างการเยือนครั้งนี้ ผู้นำจีนและอียิปต์จะหารือกันในประเด็นเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในฐานะประเทศหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ตลอดจนการพัฒนาในระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีทีผ่านมา แม้อียิปต์จะเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐฯในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ยังสานสัมพันธ์ทางด้านกลาโหมและเศรษฐกิจกับจีน อันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการกระจายฐานพันธมิตรทางยุทธศาสตร์

ทั้งนี้ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เยือนอียิปต์หลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO Summit) ครั้งที่ 26 เป็นเวลา 2 วัน ในกรุงบิชเค็ก ของคีร์กิซสถาน ซึ่งเวทีการประชุมแห่งนี้มีรัสเซีย อินเดีย ปากีสถาน และอิหร่านเข้าร่วมด้วย. 

ที่มา AP 

Apple Maps เปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอ เป็น “Lake America” ตามคำสั่งทรัมป์

Apple Maps เปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอ เป็น “Lake America” ตามคำสั่งทรัมป์

2 ก.ย. 2569 09:07 น.

Apple Maps เปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอ เป็น “Lake America” ตามคำสั่งทรัมป์

Apple Maps เปลี่ยนชื่อ “Lake Ontario” เป็น “Lake America” สำหรับผู้ใช้งานในสหรัฐฯ ตามคำสั่งของปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่ผู้ใช้งานในแคนาดายังคงเห็นชื่อเดิม ท่ามกลางข้อพิพาทระหว่าง 2 ประเทศ

บริษัท Apple ปรับชื่อทะเลสาบออนแทรีโอ หรือ Lake Ontario เป็น “Lake America” บนบริการแผนที่ Apple Maps เวอร์ชันเว็บไซต์สำหรับผู้ใช้งานในสหรัฐฯ แล้ว หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารให้เปลี่ยนชื่อทะเลสาบแห่งนี้

การเปลี่ยนชื่อของ Apple มีขึ้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน ตามหลังบริษัท Alphabet ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google ที่ดำเนินการเปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอเป็น “Lake America” บน Google Maps สำหรับผู้ใช้งานในสหรัฐฯ ไปก่อนหน้านี้

Apple ยืนยันว่า ผู้ใช้งานในสหรัฐฯ จะเห็นชื่อ “Lake America” หลังมีการเปลี่ยนชื่อแหล่งน้ำแห่งนี้ในระบบข้อมูลชื่อภูมิศาสตร์ของรัฐบาลสหรัฐฯ หรือ Geographic Names Information System (GNIS)

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานในแคนาดาจะยังคงเห็นชื่อ “Lake Ontario” ตามเดิม ส่วนผู้ใช้งานในประเทศอื่นๆ ทั่วโลกจะเห็นชื่อทั้งสองแบบ ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ Apple เคยใช้หลังรัฐบาลสหรัฐฯ เปลี่ยนชื่อ “อ่าวเม็กซิโก” เป็น “Gulf of America”

การเปลี่ยนชื่อดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ กำลังถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับข้อพิพาททางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น โดยรัฐบาลทรัมป์กดดันให้บริษัทต่างๆ ปฏิบัติตามคำสั่งฝ่ายบริหาร แม้คำสั่งดังกล่าวจะไม่ได้รับการยอมรับจากแคนาดาและองค์กรระหว่างประเทศบางแห่ง

คำสั่งของทรัมป์เกี่ยวกับทะเลสาบออนแทรีโอมีผลต่อการใช้ชื่อในหน่วยงานรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ เท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจกำหนดว่าแคนาดา องค์กรระหว่างประเทศ หรือหน่วยงานอื่นๆ จะต้องเรียกชื่อทะเลสาบแห่งนี้ว่าอย่างไร

ด้านผลสำรวจความคิดเห็นของ Reuters/Ipsos พบว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการของทรัมป์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งเรื่องการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดา และคำสั่งเปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอเป็น “Lake America”

หลังทรัมป์ลงนามคำสั่งได้ไม่นาน นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา และนางแคธี โฮคุล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กจากพรรคเดโมแครต ต่างระบุว่าจะไม่เปลี่ยนชื่อทะเลสาบแห่งนี้ ซึ่งมีประวัติการใช้ชื่อมายาวนานกว่า 400 ปี โดยรัฐนิวยอร์กเป็นพื้นที่ของสหรัฐฯ ที่มีพรมแดนติดกับทะเลสาบออนแทรีโอ

ทะเลสาบออนแทรีโอเป็นหนึ่งใน 5 ทะเลสาบเกรตเลกส์ (Great Lakes) ของทวีปอเมริกาเหนือ และมีพื้นที่ผิวน้ำประมาณ 52% อยู่ในแคนาดา ส่วนที่เหลืออยู่ในรัฐนิวยอร์กของสหรัฐฯ

นอกจากนี้ ตั้งแต่ต้นปี 2025 ทรัมป์ยังเคยพูดถึงแนวคิดให้แคนาดาเข้าร่วมเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ หลายครั้ง แต่ผู้นำแคนาดาปฏิเสธแนวคิดดังกล่าว โดยมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ

ก่อนหน้านี้ในเดือนมกราคม 2025 ทรัมป์ได้สั่งเปลี่ยนชื่อ “อ่าวเม็กซิโก” เป็น “Gulf of America” และทั้ง Google และ Apple ต่างปรับชื่อบนแอปพลิเคชันแผนที่สำหรับผู้ใช้งานในสหรัฐฯ ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว.

ที่มา : channelnewsasia

“โจชัว หว่อง” ให้การรับสารภาพคดีสมคบต่างชาติ ฝ่าฝืนกฎหมายความมั่นคงฮ่องกง

"โจชัว หว่อง" ให้การรับสารภาพคดีสมคบต่างชาติ ฝ่าฝืนกฎหมายความมั่นคงฮ่องกง

2 ก.ย. 2569 09:01 น.

“โจชัว หว่อง” ให้การรับสารภาพคดีสมคบต่างชาติ ฝ่าฝืนกฎหมายความมั่นคงฮ่องกง

โจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยชื่อดังของฮ่องกง เตรียมรับสารภาพในคดีที่เขาถูกกล่าวหาว่าสมคบต่างชาติ ซึ่งอาจมีโทษจำคุกตลอดชีวิต

วันที่ 2 กันยายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยชื่อดังของฮ่องกง วัย 29 ปี ได้ให้การรับสารภาพในคดีความมั่นคงแห่งชาติที่กล่าวหาว่าสมคบกับต่างชาติ โดยเขาได้ถูกนำตัวไปขึ้นศาลในวันนี้ โดยที่ผ่านมาเขาเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง ซึ่งถูกทางการปราบปรามจนแทบหมดสิ้น เขาถูกตั้งข้อหาภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่จีนบังคับใช้ในฮ่องกงเมื่อปี 2563 และถูกดำเนินคดีในปี 2568

รายงานข่าวระบุว่า ปัจจุบันนายหว่องกำลังรับโทษจำคุกเกือบ 5 ปีจากความผิดฐานโค่นล้มอำนาจรัฐ และเดิมมีกำหนดได้รับการปล่อยตัวในปี 2569 เขาเป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหวหลายสิบคนที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีความมั่นคงแห่งชาติครั้งใหญ่ที่สุดของฮ่องกงจากการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการเมื่อปี 2563 ในขณะที่คดีใหม่ที่หว่องเผชิญมีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต ทำให้กลุ่มสิทธิมนุษยชนมองว่าการตั้งข้อหาเพิ่มเติมอาจเป็นความพยายามของทางการในการทำให้เขาต้องอยู่ในเรือนจำต่อไปให้นานที่สุด 

ทั้งนี้ อัยการกล่าวหาว่า ในปี 2563 หลังจากกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติมีผลบังคับใช้ นายหว่องพยายามขอให้รัฐบาลต่างประเทศ บุคคล หรือสถาบันจากต่างประเทศใช้มาตรการคว่ำบาตร ปิดล้อมทางเศรษฐกิจ หรือดำเนินกิจกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อฮ่องกงและจีน นอกจากนี้เขายังถูกกล่าวหาว่าสมคบกับนายนาธาน ลอว์ นักเคลื่อนไหวที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศและบุคคลอื่น เพื่อขอให้หน่วยงานหรือบุคคลต่างชาติขัดขวางอย่างรุนแรงต่อการกำหนดและบังคับใช้กฎหมายหรือนโยบายในฮ่องกงและจีน.

ที่มา The Straitstimes

รักแท้ไม่แพ้น้ำท่วม บ่าวสาวฟิลิปปินส์ลุยน้ำเข้าพิธีแต่งงานในโบสถ์ แม้ระดับน้ำสูงเกือบถึงเอว

รักแท้ไม่แพ้น้ำท่วม บ่าวสาวฟิลิปปินส์ลุยน้ำเข้าพิธีแต่งงานในโบสถ์ แม้ระดับน้ำสูงเกือบถึงเอว

2 ก.ย. 2569 08:44 น.

รักแท้ไม่แพ้น้ำท่วม บ่าวสาวฟิลิปปินส์ลุยน้ำเข้าพิธีแต่งงานในโบสถ์ แม้ระดับน้ำสูงเกือบถึงเอว

คู่รักชาวฟิลิปปินส์ตัดสินใจเข้าพิธีแต่งงานท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วม โดยยอมลุยน้ำสูงเท่าเอว เข้าพิธีวิวาห์ภายในโบสถ์คาทอลิกที่มีน้ำท่วมสูง ท่ามกลางคนใกล้ชิดที่ยอมลุยน้ำมาเป็นสักขีพยานเช่นกัน

คู่บ่าวสาวชาวฟิลิปปินส์พิสูจน์รักแท้ ท่ามกลางภัยธรรมชาติ ยอมลุยน้ำท่วมสูงเท่าเอว เพื่อเข้าพิธีวิวาห์ภายในโบสถ์เซนต์จอห์น เดอะ แบปทิสต์ ในเมืองฮาโกนอย ทางตอนเหนือของกรุงมะนิลาเมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา ท่ามกลางญาติสนิทคนใกล้ชิด 15 คน ที่มาร่วมเป็นสักขีพยาน

โดยเพจเฟซบุ๊กของโบสถ์เซนต์จอห์น เดอะ แบปทิสต์ ได้ลงภาพถ่ายของ เลียน ลีซา กาลัง เจ้าสาวในชุดแต่งงานสีขาวแบบเปิดไหล่ ถือช่อดอกไม้สีขาว ค่อยๆ เดินลุยน้ำสีน้ำตาลขุ่นเข้าไปภายในโบสถ์ เพื่อเข้าพิธีแต่งงานกับ กิลเบิร์ต ชิโก เจ้าบ่าว 

พิธีแต่งงานจัดขึ้นในช่วงสาย โดยบาทหลวงประกอบพิธีแบบย่อ เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยช่างภาพงานแต่งงาน มิกโก เรย์ อัลฟอนโซ ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ เปิดเผยว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นการจัดงานแต่งงานภายในโบสถ์ที่ถูกน้ำท่วม

ภาพจาก FB St. John the Baptist Parish Hagonoy
ภาพจาก FB St. John the Baptist Parish Hagonoy

อัลฟอนโซ กล่าวว่า ทางโบสถ์ได้แนะนำให้คู่บ่าวสาวเลื่อนพิธีออกไป เนื่องจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นจากน้ำที่ไหลมาจากพื้นที่ต้นน้ำ แต่ทั้งคู่ตัดสินใจเดินหน้าจัดงานต่อ และในเมื่อพวกเขาต้องการทำให้พิธีผ่านไปให้ได้ ดังนั้นพวกเราซึ่งเป็นผู้ช่วยของโบสถ์จึงทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ เพื่อให้วันนี้เป็นวันพิเศษสำหรับพวกเขา

ภาพจากพิธีเผยให้เห็นเจ้าสาวเดินลุยน้ำท่วมภายในโบสถ์ ท่ามกลางแขกที่มีเพียงไม่กี่คน โดยเจ้าสาวถูกพ่อแม่เข้าสวมกอดบริเวณด้านหน้าม้านั่งภายในโบสถ์ ซึ่งประดับด้วยช่อดอกไม้พลาสติก

อีกหนึ่งภาพที่สร้างความสนใจ คือภาพเด็กชายคนหนึ่งทำหน้าที่ถือแหวนแต่งงานเดินไปตามทางเดินภายในโบสถ์ โดยระดับน้ำท่วมสูงจนถึงเอวของเด็ก

ภาพเด็กถือแหวนลุยน้ำท่วม จาก FB St. John the Baptist Parish Hagonoy
ภาพเด็กถือแหวนลุยน้ำท่วม จาก FB St. John the Baptist Parish Hagonoy

ก่อนเข้าสู่พิธี เจ้าสาวเดินทางมายังโบสถ์ด้วยรถสามล้อเครื่องที่มีการยกระดับตัวรถ เพื่อช่วยให้ชุดแต่งงานของเธอยังคงสะอาดและไม่เปียก ก่อนลงจากรถบริเวณลานหน้าโบสถ์ โดยมีการเปิดเผยว่าชุดแต่งงานของเธอต้องถูกนำไปแก้ไข โดยตัดชายกระโปรงส่วนท้ายให้สั้นลง เพื่อให้เจ้าสาวสามารถเดินลุยน้ำได้อย่างปลอดภัย 

สำหรับสถานการณ์ฝนตกหนักในฟิลิปปินส์ ช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พื้นที่ทางตอนเหนือราวหนึ่งในสามของประเทศเผชิญฝนมรสุมที่ตกหนักกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่ม โดยข้อมูลทางการล่าสุดระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 34 ราย.

ที่มา : channelnewsasia

ทำเนียบขาวย้ำ สหรัฐฯ ยังไม่เปลี่ยนนโยบายเกาหลีเหนือ พร้อมหารือ “คิม จอง อึน” แบบไร้เงื่อนไข

ทำเนียบขาวย้ำ สหรัฐฯ ยังไม่เปลี่ยนนโยบายเกาหลีเหนือ พร้อมหารือ "คิม จอง อึน" แบบไร้เงื่อนไข

2 ก.ย. 2569 08:37 น.

ทำเนียบขาวย้ำ สหรัฐฯ ยังไม่เปลี่ยนนโยบายเกาหลีเหนือ พร้อมหารือ “คิม จอง อึน” แบบไร้เงื่อนไข

ทำเนียบขาวยืนยัน นโยบายสหรัฐฯ ต่อเกาหลีเหนือยังไม่เปลี่ยนแปลง พร้อมย้ำประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดทางเจรจา “คิม จอง อึน” แบบไม่มีเงื่อนไข 

วันที่ 2 กันยายน 2569 ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ยืนยันว่า นโยบายของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่มีต่อเกาหลีเหนือยังคงเหมือนเดิม พร้อมย้ำว่าทรัมป์ยังเปิดกว้างสำหรับการเจรจากับคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ โดยไม่มีเงื่อนไขล่วงหน้า ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่า ทั้งสองฝ่ายอาจกลับมาเปิดการเจรจาระดับผู้นำอีกครั้ง

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า ทรัมป์ยังพร้อมพูดคุยกับคิม จอง อึนแบบไม่มีเงื่อนไข พร้อมชี้ว่าในสมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งแรก ทรัมป์เคยพบหารือกับผู้นำเกาหลีเหนือ 3 ครั้ง ซึ่งช่วยทำให้สถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีมีเสถียรภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเป้าหมายเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือกลับมาเป็นที่จับตา หลังทรัมป์กล่าวเมื่อเดือนสิงหาคมว่า เกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ที่ทรงพลังถึง 57 ลูก แต่ไม่ได้ตอบชัดเจนว่า หากกลับมาเจรจากับคิมอีกครั้ง เป้าหมายของสหรัฐฯ ยังคงเป็นการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือทั้งหมดหรือไม่

ทั้งนี้ ในสมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งแรก ทรัมป์พบผู้นำเกาหลีเหนือ 3 ครั้ง ครั้งแรกที่สิงคโปร์ในเดือนมิถุนายน 2561 ครั้งที่สองที่กรุงฮานอยของเวียดนามในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 และครั้งที่สามที่หมู่บ้านปันมุนจอมบริเวณชายแดนเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน.

ที่มา Yonhap