นายกฯ เนปาลกล่าวต่อที่ประชุมยูเอ็น น้ำท่วมครั้งใหญ่เป็น “สัญญาณเตือนโลก” ถึงภัยจากโลกร้อน

นายกฯ เนปาลกล่าวต่อที่ประชุมยูเอ็น น้ำท่วมครั้งใหญ่เป็น “สัญญาณเตือนโลก” ถึงภัยจากโลกร้อน

25 ก.ย. 2569 14:58 น.

นายกฯ เนปาลกล่าวต่อที่ประชุมยูเอ็น น้ำท่วมครั้งใหญ่เป็น “สัญญาณเตือนโลก” ถึงภัยจากโลกร้อน

นายกฯ เนปาลกล่าวต่อที่ประชุมยูเอ็น น้ำท่วมครั้งใหญ่เป็น “สัญญาณเตือนโลก” ถึงภัยจากโลกร้อน ชี้ประเทศปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึง 0.1% แต่กลับต้องรับผลกระทบรุนแรง

วันที่ 25 กันยายน 2569 นายบาลเลนดรา ชาห์ นายกรัฐมนตรีเนปาล กล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ในนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ ว่าเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในเนปาลเมื่อเดือนที่ผ่านมาเป็น “สัญญาณเตือนโลก” ถึงอันตรายที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเรียกร้องให้นานาชาติช่วยเหลือเนปาลในการรับมือและปรับตัวต่อวิกฤติที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ผู้นำเนปาลกล่าวว่า อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นกำลังทำให้ระบบนิเวศเปราะบางในเทือกเขาหิมาลัยเกิดความไม่มั่นคง ส่งผลให้ชั้นดินเยือกแข็งถาวรและธารน้ำแข็งละลาย รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงจากภัยพิบัติในพื้นที่ ทางด้านนักวิทยาศาสตร์จากกลุ่ม World Weather Attribution ระบุว่า ภัยพิบัติครั้งนี้เป็น “วิกฤติซ้อนทับ” ซึ่งเกิดจากความไม่มั่นคงทางธรณีวิทยาในพื้นที่ ประกอบกับภาวะโลกร้อนในระยะยาวที่ทำให้ธารน้ำแข็งถอยร่นและชั้นดินเยือกแข็งละลาย

โดยเมื่อช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา เนปาลเผชิญหนึ่งในภัยพิบัติครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังเกิดมวลน้ำลักษณะคล้ายสึนามิจากการพังถล่มของภูเขาน้ำแข็งบนพื้นที่สูงบริเวณชายแดนเนปาล-จีน ก่อนกระแสน้ำจะไหลเข้าทำลายพื้นที่เป็นวงกว้าง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,400 ศพ และยังสูญหายอีกประมาณ 6,000 คน ขณะที่ความเสียหายทางเศรษฐกิจประเมินว่าสูงถึงหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

นายกรัฐมนตรีเนปาลยังระบุว่า เนปาลมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกไม่ถึง 0.1% แต่กลับต้องเผชิญผลกระทบจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศ พร้อมเรียกร้องให้นานาชาติร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการช่วยประเทศกำลังพัฒนาปรับตัวต่อภาวะโลกร้อน โดยชี้ว่าเนปาลไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันรับมือวิกฤติที่รุนแรงขึ้นจากความล้มเหลวของการกำกับดูแลระดับโลกได้เพียงลำพัง

พร้อมกันนี้นายชาห์ยังเสนอจัดตั้งกลไกที่เรียกว่า “Himalaya Climate Resilience Mechanism” โดยให้เนปาล อินเดีย และจีนร่วมมือกันแบ่งปันข้อมูลดาวเทียมและองค์ความรู้ เฝ้าระวังทะเลสาบธารน้ำแข็ง รวมถึงพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าร่วมกัน เพื่อรับมือภัยพิบัติในภูมิภาคเทือกเขาหิมาลัย.

Amazon ลุยส่งพัสดุด้วยโดรน เร็วสุด 30 นาที แต่ชาวบ้านโอดเสียงดังรบกวน

Amazon ลุยส่งพัสดุด้วยโดรน เร็วสุด 30 นาที แต่ชาวบ้านโอดเสียงดังรบกวน

25 ก.ย. 2569 10:22 น.

Amazon ลุยส่งพัสดุด้วยโดรน เร็วสุด 30 นาที แต่ชาวบ้านโอดเสียงดังรบกวน

บริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ Amazon เปิดศูนย์ส่งพัสดุด้วยโดรนในเท็กซัส เตรียมขยายบริการเกือบ 500 เมืองทั่วสหรัฐฯ หวังชิงความเร็วกับ Walmart แต่ปัญหามลพิษทางเสียงอาจเป็นอุปสรรคใหญ่

แอมะซอน (Amazon) ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซของสหรัฐฯ เดินหน้าพัฒนาระบบจัดส่งพัสดุด้วยโดรน โดยเปิดให้บริการจากศูนย์ปฏิบัติการในเมืองริชาร์ดสัน รัฐเท็กซัส หวังตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการรับสินค้าอย่างรวดเร็ว ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงกลับร้องเรียนว่าเสียงจากโดรนสร้างความรำคาญและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน

โดรนของแอมะซอนสามารถบรรทุกพัสดุที่มีน้ำหนักสูงสุด 5 ปอนด์ หรือประมาณ 2.3 กิโลกรัม และบริษัทระบุว่าสามารถจัดส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้าได้เร็วสุดภายใน 30 นาที

แอมะซอนยังประกาศเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่า มีแผนขยายบริการจัดส่งด้วยโดรนไปยังพื้นที่ชานเมืองในเกือบ 500 เมืองทั่วสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นการขยายระบบจัดส่งทางอากาศครั้งสำคัญของบริษัท

อย่างไรก็ตาม การนำโดรนมาใช้ในพื้นที่ชุมชนกำลังเผชิญกับข้อกังวลเรื่องเสียงรบกวน โดยชาวบ้านบางส่วนในพื้นที่ใกล้ศูนย์ปฏิบัติการที่เมืองริชาร์ดสัน ระบุว่าเสียงจากโดรนดังมากจนสร้างความรำคาญต่อชุมชน

การขยายบริการครั้งนี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันอย่างเข้มข้นระหว่างแอมะซอนและวอลมาร์ต (Walmart) ซึ่งต่างพยายามนำเสนอการจัดส่งสินค้าที่รวดเร็วที่สุดให้กับผู้บริโภค โดยทั้งสองบริษัทใช้ทั้งโดรนและพนักงานขับรถในการนำส่งสินค้า

แม้การจัดส่งด้วยโดรนอาจช่วยลดเวลาในการรอสินค้า แต่ปัญหาเสียงรบกวนอาจกลายเป็นความท้าทายสำคัญ หากบริษัทต้องการขยายบริการเข้าไปในพื้นที่ชุมชนมากขึ้น.

ที่มา : Geekwire

นักวิจัยสงสัยการติดเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุลูกวาฬหลายร้อยตัวตายเกยตื้นในอาร์เจนตินา

นักวิจัยสงสัยการติดเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุลูกวาฬหลายร้อยตัวตายเกยตื้นในอาร์เจนตินา

25 ก.ย. 2569 09:55 น.

นักวิจัยสงสัยการติดเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุลูกวาฬหลายร้อยตัวตายเกยตื้นในอาร์เจนตินา

นักวิจัยอาร์เจนตินาสงสัยการติดเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุลูกวาฬตายหลายร้อยตัว หลังพบซากเกยชายหาดต่อเนื่องตั้งแต่เดือน มิ.ย. เร่งหาสาเหตุที่แท้จริง

วันที่ 25 กันยายน 2569 นางมาเรียโน คอสกาเรยา นักวิจัยจากห้องปฏิบัติการสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเลของสภาวิจัยแห่งชาติอาร์เจนตินา  ซึ่งประจำอยู่ในเมืองเปอร์โต มาดริน เมืองท่องเที่ยวชมวาฬสำคัญริมมหาสมุทรแอตแลนติก เปิดเผยว่า อัตราการตายของวาฬวัยอ่อนในฤดูกาลนี้อยู่ในระดับค่อนข้างสูงเป็นพิเศษ โดยสัตวแพทย์กำลังสงสัยว่าอาจเกิดการระบาดของโรคอีริซิเพลาส (erysipelas) ซึ่งเป็นโรครุนแรงที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียและมักพบอยู่บนผิวหนังของวาฬ 

คอสกาเรยาระบุว่า อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังไม่สามารถยืนยันสาเหตุได้อย่างแน่ชัด โดยเบื้องต้นมีแนวโน้มว่าเป็นสาเหตุตามธรรมชาติ แต่ยังไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ว่ากิจกรรมของมนุษย์อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง ขณะที่รัฐบาล ระบุว่า กำลังทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์เพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับการตายของวาฬ โดยผลการศึกษาเบื้องต้นชี้ว่าอาจเกี่ยวข้องกับแบคทีเรียทางทะเลทั่วไป

โดยเมืองเปอร์โต มาดรินและคาบสมุทรบัลเดสที่อยู่ใกล้เคียง เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สำคัญของวาฬไรต์ใต้ ซึ่งโตเต็มที่ได้ยาวถึง 17 เมตร และมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 40 ตัน หรือราวน้ำหนักช้าง 4 ตัว ขณะที่ข้อมูลการสำรวจพบว่า ในปี 2568 มีการนับจำนวนวาฬในพื้นที่ได้สูงเป็นประวัติการณ์ 2,110 ตัว ในจำนวนนี้เป็นลูกวาฬประมาณ 800 ตัว ส่วนปีนี้เจ้าหน้าที่นับได้แล้ว 1,375 ตัว รวมลูกวาฬเกือบ 400 ตัว

อย่างไรก็ตาม คอสกาเรยาระบุว่า การตายของลูกวาฬที่เกิดขึ้นในปีนี้ยังไม่ถือเป็นภัยคุกคามต่อประชากรวาฬในพื้นที่ในระยะกลาง เนื่องจากวาฬไรต์ใต้มีอายุขัยเฉลี่ยยาวนาน โดยหน่วยงานท้องถิ่นระบุว่าอาจมีอายุได้ถึงประมาณ 60 ปี.

ที่มา AFP

ปธน.อิหร่าน เปิดใจกับสื่อเผย สหรัฐฯ ต้องเลือกเองว่าจะยุติสงครามหรือไม่ ลั่นพร้อมเจรจา

ปธน.อิหร่าน เปิดใจกับสื่อเผย สหรัฐฯ ต้องเลือกเองว่าจะยุติสงครามหรือไม่ ลั่นพร้อมเจรจา

25 ก.ย. 2569 09:19 น.

ปธน.อิหร่าน เปิดใจกับสื่อเผย สหรัฐฯ ต้องเลือกเองว่าจะยุติสงครามหรือไม่ ลั่นพร้อมเจรจา

ประธานาธิบดีอิหร่านให้สัมภาษณ์ Fox News ย้ำเตหะรานไม่ต้องการสู้รบต่อ พร้อมทำข้อตกลงกับทรัมป์ หากสหรัฐฯ ยึดกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะที่สถานการณ์ฮูตี-ซาอุฯ ยังตึงเครียด

ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน ระบุว่า สหรัฐฯ เป็นฝ่ายต้องตัดสินใจว่าจะยุติสงครามกับอิหร่านหรือไม่ พร้อมยืนยันว่าเตหะรานไม่ต้องการสู้รบต่อ โดยให้สัมภาษณ์กับ Fox News ซึ่งออกอากาศเมื่อวันที่ 24 กันยายน ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป

เปเซชเคียนกล่าวว่า หากทั้งสองฝ่ายสามารถแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาได้ ก็ไม่ควรหันมาเข่นฆ่ากัน แต่เขากล่าวหาว่าอิสราเอลเป็นฝ่ายยั่วยุและทำให้เกิดสงครามขึ้น พร้อมย้ำว่า อิหร่านไม่ต้องการสู้รบต่อ สหรัฐฯ ต้องเลือกเองว่าจะยุติสงครามนี้หรือไม่

ก่อนหน้านี้ เปเซชเคียนเดินทางไปนครนิวยอร์กเพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ และกล่าวต่อที่ประชุมว่า อิหร่านจะไม่ยอมคุกเข่า ให้กับสหรัฐฯ แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะยอมรับว่าทั้งสองฝ่ายยังมีการเจรจากันอยู่

อิหร่านพร้อมทำข้อตกลงกับทรัมป์

เปเซชเคียนยืนยันว่า อิหร่านยังพร้อมบรรลุข้อตกลงกับทรัมป์เพื่อยุติความขัดแย้ง โดยตั้งคำถามถึงข้อตกลงหยุดยิงที่ล่มไปก่อนหน้านี้ว่า เหตุใดหลังจากมีการลงนามข้อตกลงเพียง 2 สัปดาห์ จึงมีการโจมตีจนข้อตกลงพังลง

ผู้นำอิหร่านระบุว่า หากรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบันต้องการบรรลุข้อตกลงภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ อิหร่านก็พร้อมเดินหน้าเจรจา และไม่สำคัญว่าข้อตกลงจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้ อับบาส อารัคชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้พบกับสตีฟ วิทคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของทรัมป์ และจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของทรัมป์ นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในนิวยอร์ก แต่การหารือดังกล่าวยังไม่มีความคืบหน้าครั้งสำคัญในทันที

“เปเซชเคียน” ปฏิเสธฮูตีรับคำสั่งจากอิหร่าน

ขณะเดียวกัน เมื่อถูกถามถึงสถานการณ์การสู้รบในเยเมนระหว่างกลุ่มฮูตี ซึ่งถูกมองว่าได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน กับซาอุดีอาระเบียและกองกำลังเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากริยาด เปเซชเคียนปฏิเสธว่า กลุ่มฮูตีไม่ได้รับคำสั่งจากรัฐบาลอิหร่าน

เขาระบุว่า ฮูตีรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง และไม่ได้รับคำสั่งจากรัฐบาลอิหร่าน แม้เตหะรานจะมีการติดต่อกับกลุ่มดังกล่าว โดยย้ำว่าไม่มีความสัมพันธ์ในลักษณะที่เป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ และพันธมิตร รวมถึงซาอุดีอาระเบีย กล่าวหามาโดยตลอดว่าอิหร่านให้การสนับสนุนกลุ่มฮูตี ซึ่งกำลังโจมตีซาอุดีอาระเบียด้วยขีปนาวุธ และสู้รบกับกองกำลังที่ได้รับการสนับสนุนจากริยาด

ล่าสุด เมื่อวันที่ 24 กันยายน ซาอุดีอาระเบียระบุว่าสามารถสกัดขีปนาวุธวิถีโค้ง 6 ลูกที่ยิงโดยกลุ่มฮูตีได้ โดยมุ่งเป้าไปยังพื้นที่เมืองตาอิฟและเมืองยันบูบริเวณทะเลแดง ขณะที่ฮูตีอ้างว่าได้โจมตีเป้าหมายที่มีความสำคัญในกรุงริยาด และโรงงานของบริษัท Saudi Aramco ในเมืองยันบู

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค หลังกลุ่มฮูตีประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย และสามารถยึดพื้นที่ตามแนวชายฝั่งทะเลแดงของเยเมนได้มากขึ้น ส่งผลให้เส้นทางเดินเรือและการขนส่งพลังงานในภูมิภาคได้รับผลกระทบ.

ที่มา : channelnewsasia

ส่อง 5 ประเด็น “ทรัมป์-สี จิ้นผิง” พบกันที่วอชิงตัน พักศึกการค้า แต่ปมใหญ่ยังไม่จบ

ส่อง 5 ประเด็น “ทรัมป์-สี จิ้นผิง” พบกันที่วอชิงตัน พักศึกการค้า แต่ปมใหญ่ยังไม่จบ

25 ก.ย. 2569 08:54 น.

ส่อง 5 ประเด็น “ทรัมป์-สี จิ้นผิง” พบกันที่วอชิงตัน พักศึกการค้า แต่ปมใหญ่ยังไม่จบ

เปิดเบื้องหลังวงหารือผู้นำสหรัฐฯ-จีน ได้ผลลัพธ์ 5 ประเด็นหลัก ทั้งข้อตกลงการค้าที่ขยายเวลา ปมไต้หวัน ความเสี่ยงเผชิญหน้าทางทหาร และความเห็นต่างเรื่อง AI

สรุปผลการหารือระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์-สี จิ้นผิง ที่ทำเนียบขาว มีประเด็นสำคัญที่สะท้อนทั้งความร่วมมือและความแตกต่างระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยมี 5 เรื่องหลักที่น่าจับตา ได้แก่

1. สหรัฐฯ-จีนต่ออายุข้อตกลงการค้า แต่ยังเป็นเพียงการพักศึกชั่วคราว

สหรัฐฯ และจีนตกลงขยายเวลาข้อตกลงพักรบทางการค้าออกไปอีก 2 เดือน หลังข้อตกลงเดิมซึ่งช่วยยุติสงครามการค้าเมื่อปีที่แล้ว มีกำหนดสิ้นสุดในเดือนพฤศจิกายน

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่า การขยายเวลาจะเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายมีเวลามากขึ้นในการหารือด้านเศรษฐกิจ แต่ยังไม่มีการทำข้อตกลงระยะยาวที่จะยุติประเด็นข้อขัดแย้งสำคัญ

ประเด็นที่ยังต้องเจรจากันต่อ ได้แก่ อัตราภาษี การซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ ของจีน การจัดหาแร่หายาก และข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี

เบสเซนต์ระบุว่า จีนกำลังดำเนินการตามข้อตกลงเดิมด้วยการซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ 25 ล้านตัน แต่ยังซื้อสินค้าเกษตรอื่น ๆ ไม่ถึงเป้าหมายมูลค่า 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่าการส่งมอบแร่หายากของจีนยังต่ำกว่าที่ตกลงกันไว้เช่นกัน

สำหรับภาคธุรกิจ การขยายข้อตกลงช่วยลดแรงกดดันเรื่องภาษีลงในระยะสั้น แต่ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ เนื่องจากประเด็นสำคัญยังต้องรอการเจรจารอบต่อไป

2. ทรัมป์จัดเต็ม ต้อนรับสี จิ้นผิงอย่างยิ่งใหญ่

การเยือนทำเนียบขาวของสี จิ้นผิง ยังเป็นโอกาสให้ทรัมป์แสดงภาพของกรุงวอชิงตันในแบบที่เขาต้องการ

หลังจากสี จิ้นผิงเคยพาทรัมป์เยี่ยมชมวัดสมัยราชวงศ์หมิงและสวนที่มีกำแพงล้อมรอบในกรุงปักกิ่ง ซึ่งไม่ค่อยเปิดให้ชาวต่างชาติเข้าชม ครั้งนี้ทรัมป์ก็ตอบรับด้วยพิธีต้อนรับที่เต็มไปด้วยสีสัน

ทหารสหรัฐฯ สวมวิกและหมวกสามมุมแบบย้อนยุค เดินแถวพร้อมบรรเลงดนตรีในบริเวณโรสการ์เดน ซึ่งได้รับการปรับโฉมใหม่ให้มีบรรยากาศคล้ายสนามกอล์ฟของทรัมป์

ตลอดสองวันของพิธีการ ยังมีเครื่องบินขับไล่และเครื่องบินทิ้งระเบิดบินเหนือพื้นที่ ขณะที่ทรัมป์พาสี จิ้น ผิง ชมทำเนียบขาว รวมทั้งชมเฮลิคอปเตอร์ Marine One และสนามหญ้าด้านใต้ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ พร้อมลานจอดเฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่ประดับตราประธานาธิบดี

เมื่อถูกถามถึงการหารือด้านนโยบายกับสี จิ้นผิง ทรัมป์ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดมากนัก โดยกล่าวเพียงว่า เขาชอบหินแกรนิตดี ๆ และบอกว่าเป็นการประชุมที่ยอดเยี่ยม

3. สี จิ้นผิงขอให้สหรัฐฯ ใช้ความรอบคอบ ในประเด็นไต้หวัน

ประเด็นไต้หวันยังคงเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญในการหารือ โดยสี จิ้นผิงเรียกร้องให้สหรัฐฯ จัดการกับประเด็นไต้หวันอย่างรอบคอบ ตามรายงานของสำนักข่าวทางการจีน

สำนักข่าวของจีนยังรายงานด้วยว่า สี จิ้นผิงหวังให้สหรัฐฯ คัดค้านเอกราชของไต้หวัน ซึ่งถือเป็นถ้อยคำที่เข้มกว่าจุดยืนของสหรัฐฯ ที่ผ่านมาซึ่งระบุว่าไม่ได้สนับสนุน การประกาศเอกราชของไต้หวัน

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีสัญญาณว่ารัฐบาลทรัมป์มีแผนเปลี่ยนถ้อยคำดังกล่าว และทำเนียบขาวยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดการหารือเรื่องนี้ในทันที

4. “กับดักทูซิดิดีส” ความเสี่ยงสหรัฐฯ-จีนเผชิญหน้าทางทหาร

สี จิ้นผิงยังหยิบยกแนวคิด “กับดักทูซิดิดีส” (Thucydides Trap) ซึ่งเป็นทฤษฎีทางวิชาการที่อธิบายว่า การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่กำลังเติบโตกับมหาอำนาจเดิม อาจนำไปสู่ความขัดแย้งหรือสงคราม

สี จิ้นผิงกล่าวว่า ความเสี่ยงดังกล่าวสามารถเอาชนะได้ พร้อมเน้นว่าทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างได้ประโยชน์จากความร่วมมือ และมีแต่จะสูญเสียหากเผชิญหน้ากัน

ผู้นำจีนยังเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศมีการเจรจาทางทหารอย่างสม่ำเสมอ และเพิ่มกลไกป้องกันวิกฤต เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากความเข้าใจผิดหรือการเผชิญหน้า

ด้านทรัมป์กล่าวถึงประวัติศาสตร์ร่วมกันของสองประเทศ โดยยกความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ และจีนในช่วงสงครามที่ต่อต้านญี่ปุ่นมาเป็นตัวอย่าง พร้อมระบุว่าทั้งสองประเทศสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้มาก หากมุ่งทำงานร่วมกันในประเด็นที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน

5. สหรัฐฯ-จีนยังเห็นต่างเรื่อง AI

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งผู้นำทั้งสองประเทศมีมุมมองแตกต่างกัน

ทรัมป์ ซึ่งเคยกล่าวว่า AI ควรถูกเรียกว่าซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์ หรือ SI ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า เขาต้องการให้แนวทางการพัฒนา AI เดินหน้าไปโดยไม่มีการเพิ่มข้อจำกัดใหม่ และต้องการพึ่งกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ในการกำกับดูแล โดยเขาระบุว่าจีนมีแนวทางในลักษณะเดียวกัน

ขณะที่สี จิ้นผิงกล่าวว่า ในฐานะประเทศผู้นำด้าน AI ทั้งสหรัฐฯ และจีนมีทั้งศักยภาพและความรับผิดชอบที่จะต้องพัฒนาและบริหารจัดการ AI เพื่อประโยชน์ของมนุษย์ โดยย้ำว่าการพัฒนา AI ควรอยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์ และต้องมุ่งสร้างประโยชน์ต่อประชาชน

สำหรับงานเลี้ยงอาหารค่ำที่ทำเนียบขาวเพื่อเป็นเกียรติแก่สี จิ้นผิง ยังมีบุคคลสำคัญในแวดวงเทคโนโลยีและ AI เข้าร่วมด้วย อาทิ ซุนดาร์ พิชัย ซีอีโอของอัลฟาเบต, แซม อัลต์แมน ซีอีโอของโอเพนเอไอ และเจนเซน หวง ผู้ก่อตั้งเอ็นวิเดีย.

ที่มา : channelnewsasia

“สี จิ้นผิง”และภริยา ร่วมงานเลี้ยงดินเนอร์รัฐพิธีที่ทำเนียบขาว หลังการประชุมผู้นำสหรัฐฯ-จีน

"สี จิ้นผิง"และภริยา ร่วมงานเลี้ยงดินเนอร์รัฐพิธีที่ทำเนียบขาว หลังการประชุมผู้นำสหรัฐฯ-จีน

25 ก.ย. 2569 07:29 น.

“สี จิ้นผิง”และภริยา ร่วมงานเลี้ยงดินเนอร์รัฐพิธีที่ทำเนียบขาว หลังการประชุมผู้นำสหรัฐฯ-จีน

“สี จิ้นผิง” และภริยาเดินทางถึงทำเนียบขาว ร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำแบบรัฐพิธีที่ทรัมป์เป็นเจ้าภาพ ท่ามกลางแขกคนดังและมหาเหล่าเศรษฐี หลังเสร็จสิ้นการประชุมผู้นำสหรัฐฯ-จีน

วันที่ 24 กันยายน 2569 นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และนางเผิง ลี่หยวน สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เดินทางถึงทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำแบบรัฐพิธี ซึ่งนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนางเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เป็นเจ้าภาพ หลังจากผู้นำทั้งสองประเทศพบหารือกันเป็นการส่วนตัวก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน

รายงานข่าวระบุว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งสวมสูทสีดำ และนางเผิง ลี่หยวน ในชุดราตรีสีแดง ลงจากรถยนต์ประจำคณะ เดินบนพรมแดงบริเวณระเบียงทางเข้าทิศเหนือของทำเนียบขาว ก่อนจับมือทักทายทรัมป์และเมลาเนีย และยืนถ่ายภาพร่วมกันตามธรรมเนียมพิธีการต้อนรับผู้นำต่างประเทศ ด้านประธานาธิบดีทรัมป์สวมชุดทักซิโด ขณะที่เมลาเนียสวมชุดจัมป์สูทสีดำทรงคล้ายทักซิโด ประดับโบผูกคอขนาดใหญ่  

โดยงานเลี้ยงอาหารค่ำครั้งนี้มีบรรดาแขกผู้มีชื่อเสียงและมหาเศรษฐีจากแวดวงธุรกิจเทคโนโลยีเข้าร่วมหลายราย ซึ่งในรายชื่อแขกมีนายเจนเซน หวง ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Nvidia นายแซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI และนายเจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon รวมอยู่ด้วย

งานเลี้ยงอาหารค่ำแบบรัฐพิธีถือเป็นกิจกรรมสำคัญของการเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ และเป็นการปิดท้ายวันแห่งพิธีการและการต้อนรับอย่างสมเกียรติ เนื่องในโอกาสที่นายสี จิ้นผิง เดินทางเยือนสหรัฐฯ ในฐานะประธานาธิบดีจีนเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี

ทั้งนี้ ก่อนร่วมงานเลี้ยง ทรัมป์และสี จิ้นผิงได้พบหารือกันแบบปิดประตู ท่ามกลางประเด็นสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ทั้งการค้า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และสถานการณ์สงครามกับอิหร่าน ขณะที่การหารือครั้งนี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากนานาชาติ.

ที่มา AP  

เนทันยาฮูปกป้องการทำสงครามกาซา-อิหร่าน หลายชาติวอล์กเอาต์เวที UN

เนทันยาฮูปกป้องการทำสงครามกาซา-อิหร่าน หลายชาติวอล์กเอาต์เวที UN

25 ก.ย. 2569 06:49 น.

เนทันยาฮูปกป้องการทำสงครามกาซา-อิหร่าน หลายชาติวอล์กเอาต์เวที UN

เนทันยาฮูแถลงเวที UNGA ปกป้องการปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอล ลั่นจะสู้รบต่อจนกว่าจะชนะ ขณะที่ผู้แทนจากหลายประเทศวอล์กเอาต์ออกจากที่ประชุมเพื่อแสดงการประท้วง

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 ก.ย. 2569 นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ขึ้นแถลงต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) โดยมีคณะผู้แทนจากหลายประเทศเดินออกจากห้องประชุมเพื่อประท้วง ซึ่งเนทันยาฮูโต้ตอบโดยเรียกกลุ่มคนกลุ่มนี้ว่า “พวกคนขลาดทางศีลธรรม” และยืนยันว่าอิสราเอลจะเดินหน้าสู้รบต่อไปจนกว่าจะชนะ

“พวกเรากำลังจะชนะ เราไม่มีทางเลือกอื่น” เนทันยาฮูกล่าว “ถ้ายังเหลือพวกคนขลาดทางศีลธรรมคนไหนที่ยังไม่ได้ออกจากห้องไป ขอเชิญออกไปตอนนี้เลย”

เนทันยาฮูกล่าวปกป้องปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในอิหร่าน กาซา และพื้นที่อื่นๆ ในตะวันออกกลาง พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าอิสราเอลกำลังฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา

เขาโจมตีประเทศที่วิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลอย่างเผ็ดร้อน โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศสที่กล่าวหาอิสราเอลเรื่องการล่าอาณานิคม รวมถึงประณามประธานาธิบดีเรเจป ไตยิป เอร์โดอัน ของตุรกีว่าเป็น “ทรราช” ที่สนับสนุนกลุ่มฮามาส

“พวกเขากล่าวหาอิสราเอล ประเทศเล็กๆ แห่งนี้ว่าล่าอาณานิคม ล่าอาณานิคมอะไรกัน? และใครคือคนที่มากล่าวหาเรา? ในบรรดาคนเหล่านั้นมีทั้งคนจากอังกฤษและฝรั่งเศส ให้ตายเถอะ พวกคุณนั่นแหละเป็นคนคิดค้นคำคำนี้ขึ้นมา”

เนทันยาฮูยังวิพากษ์วิจารณ์นายโซห์ราน มัมดานิ นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก โดยกล่าวว่าทำให้ชาวยิวในนิวยอร์กรู้สึกไม่ปลอดภัย ก่อนที่ทางสำนักงานของมัมดานิจะออกมาโต้กลับทันทีว่าเนทันยาฮูพูดโกหกเพื่อกลบเกลื่อนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

จากนั้นผู้นำอิสราเอลกล่าวขอบคุณประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ สำหรับ “ภาวะผู้นำที่เด็ดเดี่ยว” ในการร่วมมือกับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่อิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์

ในวันเดียวกัน นายมาห์มูด อับบาส ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ ได้แถลงในที่ประชุม UNGA ผ่านวิดีโอเนื่องจากถูกปฏิเสธวีซ่าเข้าสหรัฐฯ

นายอับบาสระบุว่า นโยบายของอิสราเอล เช่น การขยายการตั้งถิ่นฐานผิดกฎหมายในเวสต์แบงก์ กำลังคุกคามการมีอยู่ของชาวปาเลสไตน์ ทำลายแนวทางจัดตั้งสองรัฐ และกล่าวหาอิสราเอลว่ากำลังทำสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ สร้างความอดอยาก และพยายามขับไล่ชาวปาเลสไตน์

ขณะเดียวกัน มีผู้ประท้วงจำนวนมากถูกจับกุมในนครนิวยอร์กจากการชุมนุมต่อต้านการเดินทางมาของเนทันยาฮู ซึ่งรวมถึงนักแสดงชื่อดังอย่าง ซูซาน ซาแรนดอน และ ฮันนาห์ ไอน์บินเดอร์

ทั้งนี้ สงครามในฉนวนกาซาเริ่มขึ้นหลังจากกลุ่มฮามาสบุกโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566 ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 1,200 ศพ ถูกจับเป็นตัวประกัน 251 ราย

ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขกาซาระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลในกาซาแล้วมากกว่า 73,920 ศพ ขณะที่สมาคมนักวิชาการด้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ระหว่างประเทศ (IAGS) มีมติระบุว่าการกระทำของอิสราเอลเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่อิสราเอลปฏิเสธมาโดยตลอดว่าเป็นการป้องกันตนเอง

ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2569 สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศระลอกใหญ่ใส่อิหร่านเนื่องจากสงสัยว่ากำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ส่งผลให้อิหร่านยิงขีปนาวุธและส่งโดรนตอบโต้ใส่ทั้งอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ในกลุ่มประเทศอาหรับ รวมถึงสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ กลายเป็นสงครามที่ยืดเยื้อมาจนถึงทุกวันนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อัฟกานิสถานเผย ปากีสถานโจมตีทางอากาศ คร่าพลเรือน 4 ศพ

อัฟกานิสถานเผย ปากีสถานโจมตีทางอากาศ คร่าพลเรือน 4 ศพ

25 ก.ย. 2569 04:49 น.

อัฟกานิสถานเผย ปากีสถานโจมตีทางอากาศ คร่าพลเรือน 4 ศพ

รัฐบาลตาลีบันของอัฟกานิสถานระบุว่า ปากีสถานส่งเครื่องบินรบโจมตีเป้าหมายในหลายจังหวัด จนทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตแล้ว 4 ศพ ท่ามกลางความตึงเครียดที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลตาลีบันของอัฟกานิสถานเปิดเผยในวันพฤหัสบดีที่ 24 ก.ย. 2569 ว่า กองทัพปากีสถานส่งเครื่องบินรบและโดรนทิ้งระเบิดโจมตีหลายพื้นที่ รวมถึงในจังหวัดกันดาฮาร์ (Kandahar) ฐานอำนาจของ ไฮบาตุลเลาะห์ อาคุนด์ซาดา ผู้นำสูงสุดของตาลีบัน และที่จังหวัดปักเตีย (Paktia) และโคสต์ (Khost)

นายซาบิฮุลเลาะห์ มูจาฮิด โฆษกของรัฐบาลตาลีบันแถลงว่า การโจมตีดังกล่าวทำให้พลเรือนเสียชีวิต 4 ศพ พร้อมประณามว่าเป็นการก่ออาชญากรรม และให้คำมั่นว่าจะมีการตอบโต้อย่างเหมาะสม โดยกระทรวงการต่างประเทศอัฟกานิสถานได้เรียกตัวอุปทูตปากีสถานประจำกรุงคาบูลเข้าพบเพื่อประท้วงการละเมิดน่านฟ้าแล้ว

ด้านนายอัตตาอุลเลาะห์ ตาราร์ รัฐมนตรีกระทรวงสารสนเทศของปากีสถาน ยืนยันว่ากองทัพได้โจมตีเป้าหมาย 10 แห่ง ในอัฟกานิสถาน ที่เขาอ้างว่าเป็นสถานที่ทางทหาร เพื่อตอบโต้กลุ่มก่อการร้ายที่ใช้ดินแดนอัฟกานิสถานเป็นแหล่งกบดานและวางแผนโจมตีปากีสถาน รวมถึงการโจมตีสำนักงานตำรวจเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 31 ศพ

ทั้งนี้ ปากีสถานกล่าวหาตาลีบันว่าให้ที่พักพิงแก่กลุ่มติดอาวุธ “ตาลีบันปากีสถาน” (TTP) ซึ่งก่อเหตุรุนแรงในปากีสถานมานานหลายปี ส่วนฝ่ายอัฟกานิสถานปฏิเสธข้อกล่าวหา และแย้งว่าปากีสถานไม่เคารพอธิปไตยของพวกเขา

อัฟกานิสถานกับปากีสถานเคยทำข้อตกลงหยุดยิงร่วมกันไปเมื่อเดือนมีนาคม แต่ความตึงเครียดตามแนวชายแดนและการปะทะยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย UNAMA ระบุว่าความรุนแรงข้ามแดนระหว่างเดือนตุลาคม 2568 ถึงมิถุนายน 2569 ส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 499 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์โว หารือกับสี จิ้นผิง ยอดเยี่ยม พาผู้นำจีนทัวร์ทำเนียบขาว

ทรัมป์โว หารือกับสี จิ้นผิง ยอดเยี่ยม พาผู้นำจีนทัวร์ทำเนียบขาว

25 ก.ย. 2569 04:08 น.

ทรัมป์โว หารือกับสี จิ้นผิง ยอดเยี่ยม พาผู้นำจีนทัวร์ทำเนียบขาว

โดนัลด์ ทรัมป์ บอกกับสื่อว่า เขามีการหารือที่ยอดเยี่ยมกับ สี จิ้นผิง ผู้นำจีน แต่ปฏิเสธที่จะตอบคำถามว่า มีการประชุมเรื่องสำคัญอะไรบ้าง ขณะพาผู้นำจีนชมทำเนียบขาว

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 ก.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เขามีการหารือที่ยอดเยี่ยมกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน หลังจากทั้งสองคนประชุมทวิภาคีแบบเป็นส่วนตัวที่ทำเนียบขาวก่อนหน้านี้ โดยไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดที่แน่ชัด

ทรัมป์แสดงความเห็นดังกล่าวระหว่างพาผู้นำจีนเดินชมพื้นที่รอบทำเนียบขาว ซึ่งรวมถึงการพาขึ้นไปชมบน Marine One เฮลิคอปเตอร์ประจำตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ทรัมป์พา สี จิ้นผิง ขึ้นไปบน Marine One เฮลิคอปเตอร์ประจำตำแหน่ง เมื่อ 24 ก.ย. 2569
ทรัมป์พา สี จิ้นผิง ขึ้นไปบน Marine One เฮลิคอปเตอร์ประจำตำแหน่ง เมื่อ 24 ก.ย. 2569

ระหว่างการทัวร์ โดนัลด์ ทรัมป์ เอ่ยปากแซวว่า จีนมีกลุ่มนักข่าวที่อัธยาศัยดีที่สุด ในขณะที่ช่างภาพชาวจีนกำลังบันทึกภาพการเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการของ สี จิ้นผิง ในวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ทำเนียบขาวปฏิเสธไม่ให้นักข่าวสหรัฐฯ เข้าพื้นที่ แม้ศาลจะระงับคำสั่งห้ามดังกล่าวแล้วก็ตาม

ทรัมป์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับสาระสำคัญของการหารือทวิภาคีระหว่างเขากับผู้นำจีน รวมถึงคำถามที่ว่าพวกเขาได้หารือเกี่ยวกับไต้หวัน, ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือ จิมมี ไหล (Jimmy Lai) อดีตเจ้าพ่อสื่อฮ่องกงที่ถูกตัดสินจำคุก 20 ปีในจีนหรือไม่

“ประธานาธิบดีสีเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านหิน กับเรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่อง และเขาก็ชื่นชอบหินแกรนิตคุณภาพดี” ทรัมป์กล่าวระหว่างพา สี จิ้นผิง เดินไปยังลานจอดเฮลิคอปเตอร์ โดยทั้งสองได้ชี้ลงไปที่หินแกรนิตและพูดคุยกันผ่านล่าม ก่อนที่ในเวลาต่อมาทรัมป์จะชี้ให้นายสีดูห้องบอลรูมใหม่ที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง

โดนัลด์ ทรัมป์ กับ สี จิ้นผิง และคณะเจ้าหน้าที่ ชมการแสดงจากวงดุริยางค์นาวิกโยธินสหรัฐฯ ที่ทำเนียบขาว เมื่อ 24 ก.ย. 2569
โดนัลด์ ทรัมป์ กับ สี จิ้นผิง และคณะเจ้าหน้าที่ ชมการแสดงจากวงดุริยางค์นาวิกโยธินสหรัฐฯ ที่ทำเนียบขาว เมื่อ 24 ก.ย. 2569

นายสีเดินทางออกจากปีกตะวันตกในเวลาประมาณ 13:30 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีการสนทนากับนายทรัมป์เล็กน้อย ก่อนที่เขาจะก้าวขึ้นรถยนต์ของเขา ซึ่งประดับด้วยธงชาติสหรัฐฯ และธงชาติจีนที่บริเวณด้านข้างของฝากระโปรงรถ แล้วเดินทางกลับที่พัก เพื่อเปิดทางให้นายทรัมป์ปฏิบัติงานอื่นๆ ต่อ

ทั้งนี้คาดกันว่า สี จิ้นผิง จะเดินทางกลับมายังทำเนียบขาวอีกครั้งในช่วงค่ำวันเดียวกันนี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) เพื่อร่วมงานรับประทานอาหารเย็น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สี จิ้นผิงบอกทรัมป์ หวังให้สหรัฐฯ คัดค้านการประกาศเอกราชของไต้หวัน

สี จิ้นผิงบอกทรัมป์ หวังให้สหรัฐฯ คัดค้านการประกาศเอกราชของไต้หวัน

25 ก.ย. 2569 02:34 น.

สี จิ้นผิงบอกทรัมป์ หวังให้สหรัฐฯ คัดค้านการประกาศเอกราชของไต้หวัน

สี จิ้นผิง ผู้นำจีนบอกกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่า เขาคาดหวังว่าสหรัฐฯ จะแสดงจุดยืนคัดค้านการประกาศเอกราชของไต้หวัน และระบุว่า พร้อมสนับสนุนให้สหรัฐฯ กลับเข้าสู่การเจรจากับอิหร่านอีกครั้ง

สำนักข่าว ซินหัว สื่อของรัฐบาลจีนรายงานเมื่อ 24 ก.ย. 2569 ว่า ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กล่าวระหว่างการประชุมทวิภาคีร่วมกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่ทำเนียบขาวว่า เขาหวังให้สหรัฐฯ แสดงจุดยืนคัดค้านการประกาศเอกราชของไต้หวัน

“จีนหวังว่าสหรัฐอเมริกาจะยึดมั่นในจุดยืนที่ถูกต้องในการคัดค้าน “เอกราชของไต้หวัน”” พร้อมเสริมว่า จีนหวังให้สหรัฐฯ จัดการกับ “ประเด็นไต้หวันด้วยความระมัดระวัง”

ทั้งนี้ สหรัฐฯ รักษาจุดยืนไม่สนับสนุนการประกาศเอกราชของไต้หวันมาอย่างยาวนาน รวมถึงยอมรับใน “นโยบายจีนเดียว” (One China policy) ซึ่งสหรัฐฯ รับรองว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมายเพียงหนึ่งเดียวของจีน และรับทราบจุดยืนของปักกิ่งที่ว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ไม่เคยยอมรับการที่จีนแผ่นดินใหญ่อ้างตัวเป็นเจ้าของเกาะไต้หวัน

นอกจากนี้ สำนักข่าวซินหัวยังรายงานอีกว่า ทรัมป์กับนายสี ยังได้หารือเกี่ยวกับสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ในระหว่างการประชุมทวิภาคีดังกล่าวด้วย

ตามรายงานของซินหัว นายสีกล่าวว่า จีนจะสนับสนุนให้สหรัฐฯ และอิหร่าน กลับเข้าสู่บันทึกความเข้าใจ 14 ข้อที่บรรลุร่วมกันเมื่อเดือนมิถุนายน และหวังว่าทั้งสองประเทศจะฟื้นฟูการเจรจาโดยเร็วที่สุด ตลอดจนหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับประเด็นนิวเคลียร์ได้ในที่สุด

อนึ่ง สหรัฐฯ เป็นผู้จัดหาอาวุธและหลักประกันความมั่นคงที่สำคัญที่สุดของไต้หวัน ขณะที่รัฐบาลจีนคัดค้านการขายอาวุธให้กับดินแดนเกาะแห่งนี้มาโดยตลอด เนื่องจากปักกิ่งกล่าวอ้างว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งในอาณาเขตของตน แม้ว่าจะไม่เคยเข้าปกครองเลยก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn