“มิน อ่อง หล่าย” ประกาศกฎอัยการศึก 60 อำเภอทั่วเมียนมา

"มิน อ่อง หล่าย" ประกาศกฎอัยการศึก 60 อำเภอทั่วเมียนมา

24 เม.ย. 2569 15:13 น.

“มิน อ่อง หล่าย” ประกาศกฎอัยการศึก 60 อำเภอทั่วเมียนมา

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประกาศใช้กฎอัยการศึกครอบคลุม 60 อำเภอทั่วเมียนมาคุมเข้มพื้นที่สู้รบยาว 90 วัน เพื่อยกระดับการรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงในพื้นที่ที่ยังคงมีการสู้รบอย่างหนัก หลังขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี พร้อมโอนอำนาจบริหารและตุลาการให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำทหารเมียนมาที่เพิ่งก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ได้ออกคำสั่งฉุกเฉินประกาศใช้กฎอัยการศึกใน 60 อำเภอทั่วประเทศ วันนี้ (24 เม.ย.) เพื่อยกระดับการรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงในพื้นที่ที่ยังคงมีการสู้รบอย่างหนัก แม้จะมีการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลพลเรือนตามที่ทางกองทัพกล่าวอ้างแล้วก็ตาม

ประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน เป็นต้นไป ครอบคลุมพื้นที่ในรัฐกะฉิ่น, กะยา, กะเหรี่ยง, ชิน, ฉาน และยะไข่ รวมถึงภูมิภาคสะกาย, มาเกวย และมัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กองทัพเคยประกาศมาตรการจำกัดเวลาออกนอกเคหสถาน หรือเคอร์ฟิว มาตั้งแต่หลังรัฐประหารปี 2021

ตามรายงานจากสื่อกระบอกเสียงของรัฐระบุว่า อำนาจบริหารและตุลาการทั้งหมดในพื้นที่ที่ประกาศกฎอัยการศึก จะถูกโอนไปอยู่ในความดูแลของ พลเอก เย วิน อู ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่ของเมียนมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ “ยุติการก่อการร้ายด้วยอาวุธ” และเพื่อฟื้นฟู “หลักนิติธรรม” ให้กลับมาสู่ความสงบเรียบร้อย

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญครั้งแรกของ มิน อ่อง หล่าย นับตั้งแต่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังจากที่พรรคการเมืองที่หนุนหลังโดยกองทัพคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคมและมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติว่าไม่เป็นธรรมและขาดความโปร่งใส

เป็นที่น่าสังเกตว่าการประกาศกฎอัยการศึกครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่กลุ่มต่อต้านหลายกลุ่ม รวมถึงกองกำลังชาติพันธุ์ และกองกำลังป้องกันประชาชน (PDF) ได้ปฏิเสธข้อเสนอสันติภาพของ มิน อ่อง หล่าย โดยอ้างว่าขาดความเชื่อมั่นในตัวผู้นำทหาร

พื้นที่ที่ถูกประกาศกฎอัยการศึกยังรวมถึงเขตอิทธิพลของกลุ่มสำคัญ ได้แก่ สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU), กองทัพอาระกัน (AA) และ กองทัพเอกราชกะฉิ่น (KIA)

นอกจากนี้ ประกาศดังกล่าวยังครอบคลุมไปถึงบางพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มชาติพันธุ์ที่เคยทำข้อตกลงหยุดยิงกับกองทัพไปก่อนหน้านี้ด้วย

นักวิเคราะห์และอดีตนายทหารเมียนมาระบุว่า กลยุทธ์ของรัฐบาลทหารในขณะนี้คือการรุกทั้งสองทาง นั่นคือการยื่นข้อเสนอสันติภาพควบคู่ไปกับการใช้แรงกดดันทางทหารอย่างหนัก เพื่อกดดันให้ฝ่ายต่อต้านยอมจำนนหรือเข้าสู่โต๊ะเจรจาภายใต้เงื่อนไขของกองทัพ

เมียนมายังคงติดอยู่ในวังวนความขัดแย้งนับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2021 ที่โค่นล้มรัฐบาลของนางอองซานซูจี และส่งผลให้การประท้วงโดยสงบขยายตัวกลายเป็นความขัดแย้งด้วยอาวุธทั่วประเทศในปัจจุบัน.

ที่มา Reuters / The Irrawaddy

DeepSeek เปิดตัว “DeepSeek-V4” โมเดล AI รุ่นใหม่ ลดต้นทุนมหาศาล ท้าชนสหรัฐฯ

DeepSeek เปิดตัว "DeepSeek-V4" โมเดล AI รุ่นใหม่ ลดต้นทุนมหาศาล ท้าชนสหรัฐฯ

24 เม.ย. 2569 14:50 น.

DeepSeek เปิดตัว “DeepSeek-V4” โมเดล AI รุ่นใหม่ ลดต้นทุนมหาศาล ท้าชนสหรัฐฯ

สตาร์ตอัปจีน “DeepSeek” เปิดตัวโมเดล AI รุ่นใหม่ DeepSeek-V4 ชูจุดเด่นรองรับข้อมูลคำสั่งยาวถึง 1 ล้านคำ พร้อมลดต้นทุนการประมวลผลและหน่วยความจำอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางการแข่งขันเทคโนโลยีระหว่างจีน-สหรัฐฯ ที่ร้อนแรงขึ้น

“ดีปซีค” (DeepSeek) สตาร์ทอัพดาวรุ่งจากเมืองหางโจวของจีน ผู้อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ “DeepSeek Shock” ที่ทำให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกร่วงกราวเมื่อปีก่อน ได้ประกาศเปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่ล่าสุด “DeepSeek-V4”  โดยระบุว่ารุ่นใหม่นี้ได้รับการพัฒนาให้มีขีดความสามารถสูงขึ้นในขณะที่ใช้ทรัพยากรน้อยลงอย่างมาก

บริษัทระบุผ่านแถลงการณ์บนแพลตฟอร์ม WeChat และ X ว่า DeepSeek-V4 มีคือปริมาณสูงสุดของข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผลที่ยาวเป็นพิเศษถึง 1 ล้านคำ ซึ่งถือเป็นระดับผู้นำโลกทั้งในกลุ่มโมเดลระดับประเทศและกลุ่มโอเพนซอร์ส ช่วยให้ AI สามารถประมวลผลข้อมูลมหาศาลและทำความเข้าใจคำสั่งที่ซับซ้อนได้อย่างแม่นยำ

สำหรับการเปิดตัวครั้งนี้ DeepSeek ได้แบ่งโมเดลออกเป็น 2 รุ่นย่อย เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน ได้แก่ DeepSeek-V4-Pro รุ่นเรือธงที่มีพารามิเตอร์สูงถึง 1.6 ล้านล้านพารามิเตอร์ มีความรอบรู้ในระดับโลกที่เป็นรองเพียงแค่ Gemini-Pro-3.1 ของกูเกิล เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เหนือกว่าโมเดลโอเพนซอร์สอื่นๆ ทั้งหมด และ DeepSeek-V4-Flash รุ่นประหยัดที่เน้นประสิทธิภาพและความรวดเร็ว โดยมีพารามิเตอร์อยู่ที่ 2.84 แสนล้านพารามิเตอร์ ออกแบบมาเพื่อให้เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับธุรกิจและนักพัฒนา

จาง อี้ ผู้ก่อตั้งบริษัทวิจัย iiMedia ให้ความเห็นว่าการเปิดตัวครั้งนี้คือ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของอุตสาหกรรม เพราะมันช่วยแก้ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพที่ช้าลงและต้นทุนที่สูงเกินไปในการประมวลผลคำสั่งขนาดยาว ซึ่งจะทำให้เทคโนโลยี AI ระดับสูงขยับจากการเป็นเครื่องมือในห้องวิจัย ไปสู่การใช้งานในเชิงพาณิชย์ในวงกว้างได้จริง

การเปิดตัว DeepSeek-V4 เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนกำลังตึงเครียดอย่างหนัก โดยทำเนียบขาวได้ออกมากล่าวหาหน่วยงานของจีนว่ามีความพยายามครั้งใหญ่ในการขโมยเทคโนโลยี AI ของอเมริกา

ไมเคิล แครตซิออส ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าสหรัฐฯ มีหลักฐานว่ามีขบวนการในจีนที่ใช้เทคนิค “Distillation” หรือการกลั่นกรองข้อมูลจากโมเดลของคู่แข่งในระดับอุตสาหกรรม เพื่อนำมาสร้างโมเดลของตัวเองที่ราคาถูกลงและมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน

ความสำเร็จของ DeepSeek ในการสร้าง AI ที่มีประสิทธิภาพสูงด้วยต้นทุนต่ำ ได้กลายเป็นโจทย์ยากสำหรับบริษัทในซิลิคอนวัลเลย์อย่างเมตาและไมโครซอฟท์ ที่ต้องลงทุนมหาศาลเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยล่าสุดเมตาเพิ่งประกาศแผนเลิกจ้างพนักงานอีก 10% เพื่อรักษากำไรและนำเงินไปทุ่มกับการพัฒนา AI ให้ทันโลก

อย่างไรก็ตาม แม้ DeepSeek จะเป็นที่นิยมอย่างสูงในจีน โดยเฉพาะในภาคสาธารณสุข การเงิน และสถาบันปกครองท้องถิ่น แต่ก็ยังเผชิญกับข้อกังขาเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและการเซ็นเซอร์เนื้อหา ซึ่งเป็นปัญหาที่ AI จากจีนมักจะเลี่ยงไม่ตอบคำถามในประเด็นที่อ่อนไหวทางการเมือง.

ที่มา AFP

สหรัฐฯ ลงโทษ “ก๊ก อาน” สว.กัมพูชา รวมพวก 29 ราย ปมตุ๋นเงินชาวอเมริกันนับแสนล้าน

สหรัฐฯ ลงโทษ "ก๊ก อาน" สว.กัมพูชา รวมพวก 29 ราย ปมตุ๋นเงินชาวอเมริกันนับแสนล้าน

24 เม.ย. 2569 13:28 น.

สหรัฐฯ ลงโทษ “ก๊ก อาน” สว.กัมพูชา รวมพวก 29 ราย ปมตุ๋นเงินชาวอเมริกันนับแสนล้าน

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรขั้นรุนแรงต่อ “ก๊ก อาน” สมาชิกวุฒิสภากัมพูชา และเครือข่ายนอมินีรวม 29 ราย หลังพบหลักฐานเป็นเบื้องหลังเครือข่ายสแกมเมอร์ยักษ์ใหญ่ที่ใช้เล่ห์เหลี่ยม “หลอกให้รักแล้วชวนลงทุน” ดูดเงินชาวอเมริกันรวมกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์

สำนักงานควบคุมสินทรัพย์ต่างประเทศ (OFAC) สังกัดกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกประกาศขึ้นบัญชีดำ นายก๊ก อาน (Kok An) สมาชิกวุฒิสภากัมพูชาและนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพล พร้อมด้วยบุคคลและนิติบุคคลในเครือข่ายรวม 29 ราย ในฐานะผู้บงการและให้การสนับสนุนเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลแก่พลเมืองอเมริกัน

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ ระบุว่า “การขจัดปัญหาการฉ้อโกงเป็นลำดับความสำคัญสูงสุดของรัฐบาลชุดนี้ กระทรวงการคลังจะเดินหน้าจัดการกับมิจฉาชีพและศูนย์สแกมเมอร์ที่ขโมยเงินของชาวอเมริกันผู้ขยันขันแข็ง ไม่ว่าพวกมันจะดำเนินงานที่ไหนหรือจะมีเส้นสายทางการเมืองที่แข็งแกร่งเพียงใดก็ตาม”

ข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า ในปี 2024 ชาวอเมริกันสูญเสียเงินจากแก๊งหลอกลวงในภูมิภาคนี้ไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 66% จากปีก่อนหน้า โดยหนึ่งในรูปแบบที่พบบ่อยคือการหลอกลงทุนคริปโต

รายงานระบุว่า เครือข่ายของนายก๊ก อาน ใช้อาคารภายในกาสิโนและนิคมสำนักงานหลายแห่งในเมืองปอยเปต, สีหนุวิลล์ และบาเวต เป็นฐานปฏิบัติการ โดยมิจฉาชีพจะใช้วิธีสร้างโปรไฟล์ปลอมทำความสนิทสนมหรือความสัมพันธ์เชิงชู้สาว หรือ “โรมานซ์ สแกม” เพื่อล่อลวงให้เหยื่อโอนเงินออมไปลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่มีอยู่จริง

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังพบความโหดร้ายภายในค่ายสแกมเมอร์เหล่านี้ โดยระบุว่าพนักงานส่วนใหญ่คือเหยื่อของการค้ามนุษย์ที่ถูกหลอกไปทำงาน ถูกยึดหนังสือเดินทาง และถูกบังคับให้ทำผิดกฎหมายภายใต้การขู่เข็ญด้วยความรุนแรง หากทำยอดไม่ได้ตามเป้าจะถูกทำร้ายร่างกายหรือบังคับประเวณี

นายก๊ก อาน ใช้บริษัทในเครืออย่าง Crown Resorts และ Anco Brothers Co Ltd เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์และกาสิโนเพื่อเป็นฐานให้มิจฉาชีพเช่า และใช้ระบบรักษาความปลอดภัยของตนเองในการควบคุมพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีผู้ร่วมขบวนการรายสำคัญอย่าง ริตธี รักสะไม (Rithy Raksmei) เจ้าของเครือ K99 Group และนักลงทุนชาวพม่าที่ได้สัญชาติกัมพูชาอย่าง  Aik Paung และ Sai Aung Linn ซึ่งดูแลทั้งกาสิโนและธนาคาร Heng Feng Cambodia Bank เพื่อใช้ในการฟอกเงิน

ในส่วนของปฏิบัติการที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ กระทรวงยุติธรรมพบว่ามีกลุ่มสมรู้ร่วมคิดในสหรัฐฯ คอยรับโอนเงินจากเหยื่อก่อนส่งต่อไปยังกัมพูชา โดยมีรายงานว่า หลัว หง (Luo Hong) เจ้าของบริษัทก่อสร้างในกัมพูชา ได้รับเงินโอนโดยตรงจากกลุ่มนี้กว่า 1.3 ล้านดอลลาร์

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการประสานงานร่วมกันของหน่วยงานระดับสูงหลายภาคส่วน ทั้ง FBI, หน่วยสืบราชการลับ และกระทรวงยุติธรรม โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เสนอเงินรางวัลสูงถึง 10 ล้านดอลลาร์ สำหรับข้อมูลที่นำไปสู่การยึดทรัพย์สินจากศูนย์สแกมเมอร์ในพม่า และอีก 4 ล้านดอลลาร์ สำหรับการจับกุมนายดาเรน ลี (Daren Li) ผู้ต้องหาฟอกเงินที่อยู่ระหว่างหลบหนี และสั่งยึดโดเมนเว็บไซต์ปลอมที่ใช้หลอกลงทุนคริปโตจำนวน 503 แห่ง และแอปพลิเคชันส่งข้อความที่ใช้รับสมัครเหยื่อค้ามนุษย์

จากการขึ้นบัญชีดำในครั้งนี้ ทรัพย์สินทั้งหมดของนายก๊ก อาน และเครือข่ายที่อยู่ในสหรัฐฯ หรืออยู่ในความครอบครองของบุคคลสัญชาติอเมริกันจะถูกระงับทันที และห้ามไม่ให้บุคคลอเมริกันเข้าทำธุรกรรมใดๆ กับรายชื่อเหล่านี้ ผู้ฝ่าฝืนจะต้องเผชิญโทษหนักทั้งทางแพ่งและอาญา

ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการกดดันรัฐบาลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะกัมพูชา พม่า และลาว ให้เร่งจัดการกับปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ที่กำลังเป็นภัยคุกคามระดับโลก.

ที่มา U.S. Department of the Treasury

รวบ “ทหารหน่วยรบพิเศษสหรัฐฯ” ใช้ข้อมูลลับจับกุม “มาดูโร” แทงพนันออนไลน์ ได้เงิน 13 ล้าน

รวบ "ทหารหน่วยรบพิเศษสหรัฐฯ" ใช้ข้อมูลลับจับกุม "มาดูโร" แทงพนันออนไลน์ ได้เงิน 13 ล้าน

24 เม.ย. 2569 12:47 น.

รวบ “ทหารหน่วยรบพิเศษสหรัฐฯ” ใช้ข้อมูลลับจับกุม “มาดูโร” แทงพนันออนไลน์ ได้เงิน 13 ล้าน

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ สั่งจับกุมทหารหน่วยรบพิเศษ สังกัดกองทัพบก หลังพบพฤติกรรมใช้ข้อมูลลับสุดยอดของปฏิบัติการบุกจับตัว “นิโกลัส มาดูโร” อดีตผู้นำเวเนซุเอลา ไปวางเดิมพันในแพลตฟอร์มพนันคริปโต ฟันกำไรกว่า 4 แสนดอลลาร์ก่อนข่าวประกาศทางการ 

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ  แถลงการจับกุมและสั่งฟ้องจ่าสิบเอก แคนนอน เคน แวน ไดค์ (Gannon Ken Van Dyke) ทหารประจำการหน่วยรบพิเศษ กองทัพบกสหรัฐฯ จากค่ายฟอร์ตแบรกก์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา ในข้อหาใช้ข้อมูลลับของรัฐบาลเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวจากการพนันออนไลน์

คำฟ้องระบุว่า แวน ไดค์ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวางแผนและปฏิบัติการ “Absolute Resolve” หรือปฏิบัติการบุกจู่โจมจับกุมตัวนายนิโกลัส มาดูโร อดีตผู้นำเวเนซุเอลา ได้ใช้ข้อมูลที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะไปวางเดิมพันใน Polymarket ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มทำนายผลเหตุการณ์โลกด้วยระบบคริปโตเคอร์เรนซี โดยเขาสามารถทำกำไรไปได้มากกว่า 409,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 13.29 ล้านบาท)

อัยการระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2025 เป็นต้นมา แวน ไดค์ มีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดในการวางแผนบุกจับกุมมาดูโร ต่อมาในวันที่ 26 ธันวาคม เขาได้เปิดบัญชี Polymarket และเริ่มวางเงินเดิมพันรวมกว่า 33,000 ดอลลาร์ ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับชะตากรรมของผู้นำเวเนซุเอลาและผลลัพธ์ของปฏิบัติการทางการทหาร

จนกระทั่งในวันที่ 3 มกราคม 2026 กองกำลังสหรัฐฯ ได้บุกเข้าควบคุมตัวมาดูโรและภรรยาถึงทำเนียบในกรุงการากัส ก่อนส่งตัวมาดำเนินคดีที่นิวยอร์ก ซึ่งการที่แวน ไดค์ รู้กำหนดการและผลลัพธ์ล่วงหน้าทำให้เขาชนะเดิมพันมหาศาล

ด้าน Polymarket ได้ออกแถลงการณ์ผ่านโซเชียลมีเดียว่า “เมื่อเราตรวจพบผู้ใช้งานที่ทำการซื้อขายโดยใช้ข้อมูลลับของรัฐบาล เราได้ส่งเรื่องให้กระทรวงยุติธรรมทันทีและให้ความร่วมมือในการสืบสวนอย่างเต็มที่ การใช้ข้อมูลภายในไม่มีที่ยืนในแพลตฟอร์มของเรา”

นายท็อดด์ แบลนช์ รักษาการรัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐฯ กล่าวว่า “ทหารของเราได้รับความไว้วางใจให้เข้าถึงข้อมูลลับเพื่อปฏิบัติภารกิจให้ปลอดภัยที่สุด การนำข้อมูลที่มีความอ่อนไหวสูงมาใช้เพื่อผลกำไรส่วนตัวถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้และผิดกฎหมายรัฐบาลกลางอย่างชัดเจน”

ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ให้ความเห็นต่อเหตุการณ์นี้ว่าเขารู้สึกไม่สบายใจกับระบบการพนันทำนายผลเหตุการณ์โลกเช่นนี้ “น่าเสียดายที่โลกทั้งใบกลายเป็นเหมือนกาสิโนไปแล้ว ไม่ว่าจะในยุโรปหรือที่ไหนๆ ก็มีการพนันแบบนี้เกิดขึ้น ผมไม่เคยสนับสนุนเรื่องพวกนี้เลย”

ปัจจุบัน แวน ไดค์ ถูกตั้งข้อหาหนักหลายกระทง ได้แก่ การใช้ข้อมูลลับของรัฐบาลเพื่อประโยชน์ส่วนตัว, การขโมยข้อมูลของรัฐบาล, การฉ้อโกงสินค้าโภคภัณฑ์และทางสายโทรศัพท์ และการทำธุรกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ แวน ไดค์ เคยลงนามในข้อตกลงรักษาความลับ (NDA) ที่ระบุว่าจะไม่เผยแพร่หรือใช้ข้อมูลปฏิบัติการทางทหารในทุกรูปแบบ ซึ่งหากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง เขาอาจต้องเผชิญโทษจำคุกเป็นเวลาหลายสิบปี.

ที่มา BBC / CNN

อัยการเกาหลีใต้ขอเพิ่มโทษจำคุก “ยุน ซอก ยอล” 30 ปี คดีส่งโดรนรุกล้ำเกาหลีเหนือ

อัยการเกาหลีใต้ขอเพิ่มโทษจำคุก "ยุน ซอก ยอล" 30 ปี คดีส่งโดรนรุกล้ำเกาหลีเหนือ

24 เม.ย. 2569 12:16 น.

อัยการเกาหลีใต้ขอเพิ่มโทษจำคุก “ยุน ซอก ยอล” 30 ปี คดีส่งโดรนรุกล้ำเกาหลีเหนือ

อัยการพิเศษเกาหลีใต้เสนอเพิ่มโทษจำคุก 30 ปี แก่อดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล ในข้อหาเอื้อประโยชน์แก่ศัตรู หลังพบหลักฐานสั่งการส่งโดรนทหารรุกล้ำน่านฟ้าเกาหลีเหนือในปี 2024 หวังใช้ความตึงเครียดเป็นข้ออ้างประกาศกฎอัยการศึก

ทีมศาลพิเศษนำโดยอัยการพิเศษ โช อึนซุก ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเขตกรุงโซลกลาง เพื่อขอให้ลงโทษจำคุก นายยุน ซอกยอล อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เป็นเวลา 30 ปี ในข้อหาเอื้อประโยชน์แก่ศัตรู จากกรณีอื้อฉาวเรื่องการสั่งการให้โดรนทหารบินรุกล้ำเข้าไปในกรุงเปียงยาง ประเทศเกาหลีเหนือ เมื่อปี 2024

นอกจากนี้ อัยการยังได้เสนอโทษจำคุก 25 ปี แก่นายคิม ยงฮยอน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในข้อหาเดียวกัน โดยระบุว่าการกระทำของคนทั้งคู่ถือเป็น “อาชญากรรมต่อรัฐและประชาชน”

ทีมสืบสวนเชื่อว่า การส่งโดรนรุกล้ำพรมแดนในเดือนตุลาคม 2024 มีวัตถุประสงค์แอบแฝงเพื่อยั่วยุให้เกาหลีเหนือตอบโต้ ซึ่งจะเป็นการสร้างเงื่อนไขและข้ออ้างในการประกาศกฎอัยการศึกที่ล้มเหลวในธันวาคม 2024 โดยอัยการระบุว่า นายยุนพยายาม “กุสถานการณ์ภาวะสงคราม” ซึ่งส่งผลเสียร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติและผลประโยชน์ทางทหารของประเทศ

ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นยังรวมถึงการรั่วไหลของความลับทางทหาร เนื่องจากมีโดรนลำหนึ่งประสบอุบัติเหตุตกในฝั่งเกาหลีเหนือ ทำให้ข้อมูลขีดความสามารถทางทหารของเกาหลีใต้ตกไปอยู่ในมือของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งในเวลานั้นทางการเปียงยางได้เผยแพร่ภาพซากโดรนและโจมตีโซลอย่างรุนแรงว่าละเมิดอธิปไตยหลายครั้ง

ปัจจุบันนายยุน ซอกยอล อยู่ระหว่างการถูกคุมขังและเผชิญกับการดำเนินคดีอาญาหลายคดีที่เชื่อมโยงกับการประกาศกฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2024 โดยก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ศาลชั้นต้นได้ตัดสินลงโทษจำคุกตลอดชีวิตเขาไปแล้วในข้อหาก่อกบฏเพื่อทำให้สภานิติบัญญัติเป็นอัมพาต แต่นายยุนได้ยื่นอุทธรณ์โดยอ้างว่าทำไป “เพื่อชาติ”

ด้านรัฐบาลปัจจุบันภายใต้การนำของ ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ โดยยืนยันว่าจะยุติการยั่วยุในลักษณะที่เกิดขึ้นในสมัยของนายยุน เพื่อลดความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี

บทลงโทษที่อัยการเสนอต่อผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ รวมถึงนายยอ อินฮยอง อดีตผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรองทหาร เสนอจำคุก 20 ปี และนายคิม ยงแด อดีตผู้บัญชาการหน่วยปฏิบัติการโดรน เสนอจำคุก 5 ปี

การพิจารณาคดีในครั้งนี้ถูกจัดขึ้นเป็นการลับเนื่องด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ และถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นทางการเมืองในเกาหลีใต้เป็นอย่างมาก.

ที่มา Yonhap /AFP

“เมตา” เตรียมปลดพนักงาน 8,000 คน ทุ่มงบมหาศาลพัฒนา AI

"เมตา" เตรียมปลดพนักงาน 8,000 คน ทุ่มงบมหาศาลพัฒนา AI

24 เม.ย. 2569 11:55 น.

“เมตา” เตรียมปลดพนักงาน 8,000 คน ทุ่มงบมหาศาลพัฒนา AI

ยักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดีย “เมตา” เตรียมปลดพนักงานครั้งใหญ่ 10% หรือประมาณ 8,000 คนในเดือนหน้า พร้อมระงับการจ้างงานในตำแหน่งที่ยังว่างอยู่ หลังมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เบนเข็มทุ่มงบลงทุนด้าน AI สูงถึง 1.35 แสนล้านดอลลาร์ในปีเดียว หวังใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแทนแรงงานคน

บริษัทเมตา (Meta) แจ้งพนักงานผ่านบันทึกภายในว่า มีแผนจะเลิกจ้างพนักงานประมาณ 10% ของบุคลากรทั้งหมด หรือคิดเป็นจำนวนราว 8,000 ตำแหน่ง นอกจากนี้ยังตัดสินใจยกเลิกการบรรจุพนักงานในตำแหน่งว่างอีกหลายพันอัตราที่เคยเปิดรับสมัครก่อนหน้านี้

สาเหตุสำคัญของการเลิกจ้างครั้งนี้เกิดจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการใช้จ่ายของบริษัท โดยในปี 2026 นี้ เมตาวางแผนทุ่มงบประมาณด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) สูงถึง 1.35 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.39 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นตัวเลขที่เกือบเท่ากับงบประมาณด้าน AI ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมารวมกัน

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของเมตาเคยส่งสัญญาณเรื่องการปรับลดพนักงานมาตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยเขาระบุว่าพนักงานที่ใช้เครื่องมือ AI ช่วยในการทำงานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จนพนักงานเพียงคนเดียวสามารถทำโปรเจกต์ที่เคยต้องใช้ทีมขนาดใหญ่ให้สำเร็จล่วงพ้นไปได้ ซักเคอร์เบิร์กกล่าวเน้นย้ำถึงทิศทางใหม่ของบริษัทว่า “ผมเชื่อว่าปี 2026 จะเป็นปีที่ AI เข้ามาเปลี่ยนวิถีการทำงานของเราอย่างสิ้นเชิง” 

นอกจากการปลดพนักงานแล้ว ในสัปดาห์นี้ เมตายังแจ้งพนักงานว่าจะเริ่มมีการติดตามและบันทึกข้อมูลการใช้งานคอมพิวเตอร์ในที่ทำงาน เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นไป “ฝึก” หรือพัฒนาโมเดล AI ของบริษัท ซึ่งพนักงานบางส่วนมองว่าเป็นเรื่องที่น่าหดหู่ โดยเฉพาะในภาวะที่ความมั่นคงในอาชีพกำลังสั่นคลอน

การลดพนักงาน 8,000 ตำแหน่งในครั้งนี้ถือเป็นการเลิกจ้างครั้งใหญ่ที่สุดของเมตานับตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา แม้ว่าปีที่ผ่านมาบริษัทจะเริ่มกลับมาจ้างงานใหม่จนจำนวนพนักงานเกือบเท่ากับระดับก่อนการปลดระลอกแรกก็ตาม

อย่างไรก็ตาม เมตาไม่ใช่บริษัทเดียวที่เผชิญสถานการณ์นี้ เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกหลายแห่งต่างปรับลดพนักงานเพื่อนำเงินไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI เช่นกัน เช่น Amazon เลิกจ้างพนักงานมากกว่า 30,000 คน, Oracle เลิกจ้างมากกว่า 10,000 คน, Block ปรับลดพนักงานเกือบครึ่งบริษัท หรือราว 4,000 คน ส่วน Microsoft ล่าสุดได้เสนอโครงการลาออกโดยสมัครใจให้กับพนักงานที่ทำงานมานานหลายพันตำแหน่ง

โดยเกือบทุกบริษัทให้เหตุผลในทิศทางเดียวกันว่า ความสามารถที่เพิ่มขึ้นของเทคโนโลยี AI และความจำเป็นในการลงทุนมหาศาลในด้านนี้ ทำให้ความต้องการแรงงานคนในระดับเดิมลดน้อยลงตามความเห็นของผู้บริหาร.

ที่มา BBC

อินเดียจวกทรัมป์ “ไร้มารยาท” หลังแชร์โพสต์ด่าอินเดียเป็น “ขุมนรก” เหยียดแรงงานไอที

อินเดียจวกทรัมป์ "ไร้มารยาท" หลังแชร์โพสต์ด่าอินเดียเป็น "ขุมนรก" เหยียดแรงงานไอที

24 เม.ย. 2569 11:25 น.

อินเดียจวกทรัมป์ “ไร้มารยาท” หลังแชร์โพสต์ด่าอินเดียเป็น “ขุมนรก” เหยียดแรงงานไอที

กระทรวงการต่างประเทศอินเดียแถลงตอบโต้อย่างรุนแรง ระบุประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ “ไร้มารยาท” หลังแชร์ข้อความเหยียดเชื้อชาติที่เรียกอินเดียว่าเป็น “ขุมนรก” พร้อมกล่าวหาแรงงานฝีมือชาวอินเดียในสหรัฐฯ ว่ากีดกันคนผิวสีและขาดทักษะภาษาอังกฤษ ชี้เป็นการกระทำที่ไม่สะท้อนความเป็นจริงของความสัมพันธ์สองประเทศ

รัฐบาลอินเดียออกมาตำหนิการกระทำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างเป็นทางการ กรณีการแชร์โพสต์บนโซเชียลมีเดียที่มีเนื้อหาเชิงลบและสร้างความเกลียดชังต่อชาวอินเดียและผู้อพยพ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงค่ำวันพุธที่ผ่านมา (22 เม.ย.) เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ได้ทำการรีโพสต์วิดีโอและข้อความจากนักวิจารณ์ฝ่ายขวา ซึ่งมีเนื้อหาโจมตีสิทธิการได้รับสัญชาติโดยกำเนิดตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ โดยข้อความดังกล่าวระบุตอนหนึ่งว่า “เด็กที่เกิดที่นี่กลายเป็นพลเมืองทันที จากนั้นพวกเขาก็ลากทั้งครอบครัวมาจากจีน อินเดีย หรือขุมนรก (Hellhole) แห่งอื่นๆ บนโลกนี้”

นอกจากนี้ โพสต์ดังกล่าวยังพุ่งเป้าไปที่แรงงานชาวอินเดียในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของสหรัฐฯ โดยกล่าวหาว่าพวกเขาไม่ยอมจ้างงานคนอเมริกันผิวขาวที่เป็นเจ้าของประเทศ และยังอ้างข้อมูลที่บิดเบือนว่าผู้อพยพชาวอินเดียขาดทักษะความรู้ทางภาษาอังกฤษ

นายรันธีร์ ไจสวาล โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย ได้ออกมาตอบโต้ว่า ข้อความดังกล่าวเป็นเรื่องที่ “ขาดข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม และไร้มารยาท” พร้อมย้ำว่าถ้อยคำเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนความสัมพันธ์อันดีระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ ที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันและผลประโยชน์ร่วมกันมาอย่างยาวนาน

ขณะที่นายอามิ เบรา สมาชิกสภาคองเกรสจากพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นบุตรของผู้อพยพชาวอินเดีย กล่าวว่าโพสต์ของทรัมป์นั้น “น่ารังเกียจ เขลา และลดทอนเกียรติของตำแหน่งประธานาธิบดี” โดยระบุว่าทรัมป์ซึ่งเกิดมาบนกองเงินกองทองไม่เคยเข้าใจความยากลำบากที่ครอบครัวผู้อพยพต้องเผชิญ

ด้านมูลนิธิฮินดูอเมริกันได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลว่า การที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชังและเหยียดเชื้อชาติเช่นนี้ จะยิ่งสุมไฟแห่งความเกลียดชังและเป็นอันตรายต่อชุมชนชาวอินเดีย ในช่วงเวลาที่การเหยียดเชื้อชาติในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

ความขัดแย้งครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีกำหนดการเดินทางเยือนอินเดียในเดือนหน้าเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์แสดงท่าทีแข็งกร้าวต่ออินเดีย โดยที่ผ่านมาเขาได้ดำเนินนโยบายเข้มงวดเรื่องวีซ่าสำหรับแรงงานไอที และยังคงมาตรการกำแพงภาษีต่ออินเดียมานานหลายเดือน เนื่องจากความไม่พอใจที่นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ไม่ให้ความสำคัญกับบทบาทการเป็นคนกลางของทรัมป์ในความขัดแย้งระหว่างอินเดียและปากีสถาน

นักวิเคราะห์มองว่า ท่าทีของทรัมป์สวนทางกับความพยายามหลายทศวรรษของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายคน ที่มุ่งเน้นการสร้างพันธมิตรกับอินเดียในฐานะ “ประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก” เพื่อคานอำนาจกับอิทธิพลของจีนในภูมิภาคเอเชีย.

ที่มา AFP / SCMP

สหรัฐฯ ปรับสถานะ “กัญชา” พ้นกลุ่มยาเสพติดอันตรายร้ายแรง

สหรัฐฯ ปรับสถานะ "กัญชา" พ้นกลุ่มยาเสพติดอันตรายร้ายแรง

24 เม.ย. 2569 11:00 น.

สหรัฐฯ ปรับสถานะ “กัญชา” พ้นกลุ่มยาเสพติดอันตรายร้ายแรง

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ประกาศเปลี่ยนสถานะ “กัญชา” อย่างเป็นทางการ จากยาเสพติดประเภทที่ 1 ซึ่งอันตรายเทียบเท่าเฮโรอีน ลงมาเป็นประเภทที่ 3 ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า เพื่อเปิดทางให้มีการวิจัยและเข้าถึงการรักษาทางการแพทย์ได้มากขึ้น ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ทิศทางนโยบายยาเสพติดของสหรัฐฯ  เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อกระทรวงยุติธรรมภายใต้การนำของนายท็อดด์ แบลนช์ รักษาการรัฐมนตรีฯ ได้ลงนามคำสั่งเปลี่ยนประเภทของผลิตภัณฑ์กัญชาที่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา (FDA) หรือได้รับใบอนุญาตทางการแพทย์จากรัฐ ให้ย้ายจากบัญชียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 มาอยู่ในประเภทที่ 3 ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับยาแก้ปวดผสมโคเดอีน

การตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เริ่มผลักดันกระบวนการทบทวนกฎหมายตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสในการศึกษาวิจัยด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพของพืชกัญชา รวมถึงขยายช่องทางการเข้าถึงการรักษาให้กับผู้ป่วยชาวอเมริกัน

แม้จะมีการลดระดับความรุนแรงลง แต่ในทางกฎหมายระดับรัฐ กัญชายังคงถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรัฐส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ ได้อนุญาตให้มีการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์หรือเพื่อสันทนาการอย่างเสรีภายใต้กฎหมายของแต่ละรัฐไปก่อนหน้านี้แล้ว

นายท็อดด์ แบลนช์ ระบุในแถลงการณ์ว่า “กระทรวงยุติธรรมกำลังทำตามสัญญาของประธานาธิบดีทรัมป์ ในการขยายทางเลือกการรักษาทางการแพทย์ให้แก่ชาวอเมริกัน การปรับระดับครั้งนี้จะช่วยให้แพทย์มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือมากขึ้น และผู้ป่วยจะได้รับการดูแลที่ดีกว่าเดิม”

นอกจากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ รักษาการฯ รัฐมนตรียุติธรรมยังได้สั่งให้มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในเดือนมิถุนายน เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการขยับชั้น “กัญชาทุกประเภท” ในภาพรวมให้กว้างขวางขึ้น โดยกระบวนการนี้จะเปิดโอกาสให้มีการโต้แย้งทางกฎหมายได้ภายใน 30 วันหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งอาจส่งผลให้การบังคับใช้จริงล่าช้าออกไปหลายเดือนหรือหลายปีหากมีการฟ้องร้อง

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเพียง 5 วันหลังจากที่ทรัมป์ลงนามในคำสั่งประธานาธิบดีเพื่อเพิ่มการเข้าถึง “ยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท” เพื่อการบำบัดรักษาทางการแพทย์เช่นกัน

นับตั้งแต่ปี 1970 สหรัฐฯ จัดให้กัญชาอยู่ในประเภทที่ 1 ซึ่งหมายถึงยาที่มีโอกาสนำไปใช้ในทางที่ผิดสูงและไม่มีประโยชน์ทางการแพทย์ที่ยอมรับได้ การจัดประเภทใหม่นี้จึงได้รับการตอบรับจากหลายฝ่าย โดยนายมอร์แกน ฟ็อกซ์ จากองค์กร NORML ซึ่งเป็นองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายกัญชา ระบุว่านี่เป็นก้าวที่เป็น “สัญลักษณ์” สำคัญ

ฟ็อกซ์กล่าวว่า “การย้ายกัญชาออกจากบัญชีเดิม จะทำให้เหล่านักนโยบายกล้าหยิบยกประเด็นนี้มาหารืออย่างจริงจังมากขึ้น โดยไม่ต้องติดหล่มอยู่กับนิยามแบบเดิมๆ” อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าเป้าหมายสูงสุดคือการถอดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดโดยสิ้นเชิง เพื่อขจัดปัญหาความทับซ้อนของกฎหมายระหว่างรัฐและสหพันธรัฐ ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งภาคธุรกิจและการเงินในปัจจุบัน.

ที่มา BBC

รถไฟโดยสารสองขบวนชนกันที่เดนมาร์ก บาดเจ็บ 18 ราย

รถไฟโดยสารสองขบวนชนกันที่เดนมาร์ก บาดเจ็บ 18 ราย

24 เม.ย. 2569 10:42 น.

รถไฟโดยสารสองขบวนชนกันที่เดนมาร์ก บาดเจ็บ 18 ราย

รถไฟโดยสารท้องถิ่น 2 ขบวนชนประสานงาทางตอนเหนือกรุงโคเปนเฮเกน ระดมกู้ภัยครั้งใหญ่ อพยพผู้โดยสารหมดแล้ว บางส่วนอาการวิกฤต

วันที่ 24 เมษายน 2569 เกิดเหตุระทึกที่ประเทศเดนมาร์ก เมื่อรถไฟโดยสาร 2 ขบวน พุ่งชนกันอย่างรุนแรง บริเวณเมืองฮิเลโรด ทางตอนเหนือของกรุงโคเปนเฮเกน ในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้ต้องระดมกำลังเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินเข้าช่วยเหลือครั้งใหญ่ โดยภาพจากที่เกิดเหตุเผยให้เห็นหัวรถไฟทั้งสองขบวนพังยับจากแรงชน แต่ตัวขบวนยังคงตั้งอยู่บนราง ไม่ได้ตกราง

ทางการระบุว่า เส้นทางรถไฟนี้เป็นเส้นทางท้องถิ่นที่ประชาชน นักเรียน และพนักงานใช้เดินทางเป็นประจำ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 18 ราย บางส่วนถูกลำเลียงส่งโรงพยาบาลด้วยเฮลิคอปเตอร์  ขณะที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น.

ไฟป่าญี่ปุ่นลามหนัก เผาวอดกว่า 2,700 ไร่ อพยพปชช.แล้วกว่า 2,500 คน

ไฟป่าญี่ปุ่นลามหนัก เผาวอดกว่า 2,700 ไร่ อพยพปชช.แล้วกว่า 2,500 คน

24 เม.ย. 2569 10:14 น.

ไฟป่าญี่ปุ่นลามหนัก เผาวอดกว่า 2,700 ไร่ อพยพปชช.แล้วกว่า 2,500 คน

เกิดไฟป่า 2 จุดในจังหวัดอิวาเตะ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น เปลวไฟยังคงลุกลาม ล่าสุดขยายเข้าใกล้ตัวเมือง ทางการสั่งอพยพประชาชนกว่า 2,500 คน หวั่นสถานการณ์บานปลาย

วันที่ 24 เมษายน 2569 สถานการณ์ไฟป่าญี่ปุ่นล่าสุด เปลวไฟกำลังลุกลามเข้าใกล้ศูนย์กลางของเมืองโอสึจิ ในจังหวัดอิวาเตะ ทำให้ทางการต้องประกาศขยายพื้นที่อพยพ โดยมีประชาชนมากกว่า 2,500 คน หรือราว 1 ใน 4 ของประชากรในพื้นที่ ได้รับคำสั่งให้อพยพออกจากบ้านอย่างเร่งด่วน

สำนักข่าวเอ็นเอชเค รายงานว่า เปลวไฟลุกสูงระดับหัวเข่า ลามไปตามใบไม้และพื้นป่าอย่างรวดเร็ว โดยเจ้าหน้าที่บางส่วนต้องใช้เครื่องมือเกษตร เช่น จอบ เข้าควบคุมเพลิง เนื่องจากแหล่งน้ำในพื้นที่เริ่มแห้งขอด โดยไฟป่าจุดแรกเริ่มขึ้นเมื่อช่วงก่อนเวลา 14.00 น. ของวันพุธ ที่ผ่านมาในพื้นที่ภูเขาห่างจากตัวเมืองโอสึจิราว 8 กิโลเมตร ขณะที่อีกจุดเกิดขึ้นห่างออกไปประมาณ 10 กิโลเมตร ในอีกด้านหนึ่ง

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเร่งควบคุมสถานการณ์ทั้งภาคพื้นดินและทางอากาศ โดยใช้เฮลิคอปเตอร์โปรยน้ำดับไฟ อย่างไรก็ตาม จนถึงเวลา 20.00 น. ของวันพฤหัสบดี พบว่าพื้นที่ถูกเผาไหม้รวมแล้วอย่างน้อยเกือบ 2,700 ไร่ มีรายงานว่า อาคารอย่างน้อย 7 หลัง รวมถึงบ้านพักอาศัย ถูกไฟเผาเสียหาย ขณะที่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอพยพออกไปหมดแล้ว

ผู้เชี่ยวชาญด้านไฟป่าจากมหาวิทยาลัยชิบะ เตือนว่า ไฟอาจลุกลามขึ้นสู่ยอดไม้ ซึ่งจะทำให้สะเก็ดไฟปลิวไปได้ไกลตามแรงลม เสี่ยงทำให้ไฟป่าขยายวงอย่างรวดเร็วและควบคุมได้ยาก

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ได้ระดมกำลังฉีดน้ำดับไฟต่อเนื่องตลอดคืน และกลับมาใช้เฮลิคอปเตอร์ช่วยควบคุมเพลิงอีกครั้งในช่วงเช้าวันศุกร์ ขณะที่ยังต้องเฝ้าระวังการลุกลามเข้าสู่เขตชุมชนอย่างใกล้ชิด

ที่มา NHK