
อุบผลสอบสส.ปากพล่อย เท้งปิดเงียบ
วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
อุบผลสอบสส.ปากพล่อย เท้งปิดเงียบ อ้างเรื่องภายในปชน. เรืองไกรยื่นปปช.ฟัน
ปชน.ไม่ตรงปก “เท้ง” อ้างดำเนินการทางวินัย “สส.ภัณฑิล” เซ่นปมปากเสียด่ากราดกำนัน- ผญบ.เอี่ยวยาเสพติด แต่ไม่ขอลงในรายละเอียดอ้างเรื่องภายใน ขณะที่ “เรืองไกร”กัดไม่ปล่อย ร้อง ป.ป.ช.สอบฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมฯ ด้านสภาฯซัดกันเดือดตั้ง 8 กก.กองทุนบำนาญ สส.-สว. ขณะที่“หมอวรงค์”จี้ยกเลิกเอาเปรียบประชาชน
เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึง ผลการประชุมคณะกรรมการวินัยพรรคพิจารณาลงโทษนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.ซึ่งอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร พาดพิงกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเกี่ยวพันกับการเสพและค้ายาเสพติดว่าในส่วนนี้เป็นกระบวนการภายในพรรคซึ่งมีการประชุมผู้บริหารพรรค เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา ยืนยันว่าเราดำเนินการทางวินัยเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว
เมื่อถามถึงรายละเอียดการลงโทษนายภัณฑิลเป็นอย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การลงโทษทางวินัยเป็นกระบวนการภายในพรรค ตนยืนยันว่าได้ดำเนินการทางวินัยไปแล้ว ส่วนการแสดงความจริงใจต่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ถูกพาดพิงก็ยืนยันว่าเราไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด
ต่อข้อถามถึงการประสานงานไปยังกระทรวงมหาดไทยเพื่อแจ้งต่อกำนันผู้ใหญ่บ้านให้นายภัณฑิลเข้าไปขอโทษด้วยตัวเองเป็นอย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์กล่าวว่า วันนี้เนื้อหาหลักที่อยากให้ประชาชนได้รับทราบคือความพยายามของรัฐบาลที่พยายามสอดไส้เงินกู้ 200,000 ล้านบาท ในพ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท มากกว่า ส่วนเรื่องทางวินัยของสส.ภายในพรรคประชาชน พวกเราก็จัดการอยู่
ด้าน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กล่าวว่า ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS ขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบนายภัณฑิลว่าเข้าข่ายมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 (1) และตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ พ.ศ.2561 ข้อ 8 ข้อ 17 ประกอบข้อ 27 หรือไม่ โดยคำร้องไม่มีเอกสารแนบ เพราะมีบันทึกการประชุมสภาฯ เป็นพยานหลักฐานแล้ว รวมทั้งขอให้ ป.ป.ช.นำแนวคำพิพากษาศาลฎีกามาประกอบการตรวจสอบในกรณีนี้ด้วย
ที่รัฐสภา วันเดียวกัน มีการประชุมพิจารณาแต่งตั้งกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ตามมาตรา 8 พ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2556 รวม 8 คน ได้แก่ นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย, นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย,นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, นายประยุทธ ศิริพานิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย,นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา สส.ราชบุรี พรรคกล้าธรรม, นายประเสริฐ บุญเรือง อดีตสส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย, น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา อดีต สส.นครปฐม พรคก้าวไกล และ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการพิจารณาแต่งตั้งดังกล่าว นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี อภิปรายเสนอแนะต่อกรรมการกองทุนฯ ตอนหนึ่งว่า ให้พิจารณาความเหมาะสมต่อการอนุมัติเงินสวัสดิการให้กับอดีต สส.และอดีต สว. ว่า กรรมการกองทุนมีทั้งสิ้น 21 คน แบ่งเป็น สส.และ สว.รวมถึงอดีตสมาชิกรัฐสภา มี 17 คน หากรวมเลขาธิการของสภาฯ และวุฒิสภา รวมเป็น 19 คน ส่วนคนนอกมี 2 คน คือปลัดกระทรวงการคลัง และ ผอ.สำนักงบประมาณ ทำให้มีข้อห่วงใยว่ากรรมการจะมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ เอื้อประโยชน์ให้สมาชิกรัฐสภามากเกินจำเป็น
นพ.วรงค์ อภิปรายต่อว่า ปัจจุบัน สส.จ่ายเงินเข้ากองทุนเดือนละ 3,500 บาทต่อเดือน แต่แลกกับสิทธิประโยชน์ที่กองทุนมอบให้กับอดีตสมาชิกรัฐสภา 5 สิทธิประโยชน์ คือ 1.เงินทุนเลี้ยงชีพ หรือ เงินบำนาญ จ่ายรายเดือนตลอดชีวิต 2.รักษาพยาบาลเบิกได้ปีละ 1.3 แสนบาท และกรณีไม่เจ็บป่วย สามารถใช้สิทธิตรวจสุขภาพประจำปีได้ ในวงเงิน 1.3 แสนบาทต่อปี 3.สิทธิช่วยเหลือการศึกษาบุตร โดยในหลักการตนรับได้ แต่เชื่อหรือไม่สิทธิครอบคลุมบุตรที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งมากเกินความจำเป็น 4.กรณีทุพพลภาพ 1.5 หมื่นบาท และ 5.เมื่อถึงแก่กรรม ครอบครัวและลูกได้ 2 แสนบาท จุดที่ประชาชนคลางแคลงใจคือบำนาญ สส.และ สว.หากจ่ายเงินแค่ 1 ปี แล้วเกิดยุบสภา ต้องได้รับการดูแลจนตาย ตนถือว่าสิทธิมากเกินจำเป็น เมื่อรวมกับสิทธิการศึกษาที่ให้กับบุตรที่เรียนโรงเรียนนานาชาติ เป็นสิทธิที่มากเกินความจำเป็น
“เห็น สส.ลาออก บางคนลาออกไปเป็นรัฐมนตรี เมื่อกองทุนไม่ได้จำกัดสิทธิคนเป็นรัฐมนตรีถือว่าลาออก สส.เป็นอดีตสมาชิกทำให้นอกจากได้เงินเดือนรัฐมนตรียังได้เงินบำนาญ สส.อีก ถือว่าเอาเปรียบประชาชน หรือแม้แต่ สส.บางคนลาออกไปลงผู้ว่าฯ กทม.ถ้าได้เป็นนอกจากได้เงินเดือนผู้ว่าฯ กทม.แล้ว ยังได้เงินบำนาญของอดีต สส.หรือ สว.อีก ดังนั้นอยากฝากให้ สส.ที่ไปเป็นกรรมการกองทุนฯ พิจารณาว่าสิทธิอะไรที่มากเกินความจำเป็นอย่าให้มากเกินไป” นพ.วรงค์ กล่าวและว่า ขอเรียกร้องให้ สส.และสว.ชุดปัจจุบัน แสดงเจตนารมณ์ว่าไม่ควรได้รับบำนาญ ถือเป็นจุดเริ่มต้นปฏิรูประบบสภา เพื่อปกป้องผลประโยชน์ประชาชน
ขณะที่ นายสนอง อภิปรายว่า ในฐานะกรรมการกองทุนฯ จะรับข้อเสนอของ นพ.วรงค์ เพื่อบัญญัติหลักเกณฑ์ต่อไป แต่ขอพูดด้วยความสัตย์จริงและเป็นธรรม คนเป็น สส.ไม่ได้รวยทุกคน เคยเห็นอดีต สส.หลายคนตายแล้วไม่มีโลงใส่ ดังนั้นเมื่อมีสวัสดิการเพื่อดูแลให้เหมาะสมกับฐานานุรูป ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะเงินส่วนหนึ่งมาจากการหักเงินเดือนช่วงดำรงตำแหน่ง และเป็นสิทธิแต่ละบุคคลว่าหากคิดว่ามีฐานะดี ไม่เดือดร้อน แจ้งความจำนงขอสละสิทธิรับเบี้ยยังชีพ สส.ซึ่งจะได้รับการประกาศเกียรติคุณ
อย่างไรก็ตาม นพ.วรงค์ ชี้แจงต่อว่า เงินภาษีของประชาชนที่จ่ายเป็นกองทุนฯ ให้อดีตสมาชิกรัฐสภา ปีละ 400-500 ล้านบาท ถือว่าเอาเปรียบประชาชน ทั้งนี้ แม้ว่าสส.ไม่ได้รวยทุกคน แต่พอดูแลตัวเองได้ ตนไม่มีเงินมาก แต่พอดูแลตัวเองได้ เพราะไม่โลภ ไม่คิดเข้ามาโกง ตนพอเพียงกับชีวิต ดังนั้นอย่าวัดว่าใครจนใครรวย แต่วัดที่สำนึกความรับผิดชอบต่อประชาชน
อีกด้านหนึ่ง ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เข้ายื่นหนังสือถึงรมว.ยุติธรรม เรื่องขอให้ยับยั้งคณะกรรมการพิจารณาพักการลงโทษ 3 คณะ ในประเด็นการพิจารณาการกระทำผิดวินัยหรือผิดอาญาระหว่างถูกกุมขังของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีโดยมีนายกิตติวิทย์ คงบุญรักษ์ หัวหน้าศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้รับเรื่องแทน
นายพิชิต กล่าวว่า เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา กรมราชทัณฑ์ ได้ออกเอกสารชี้แจงเกี่ยวกับการพักโทษนายทักษิณ โดยอ้างว่าไม่ได้กระทำความผิดซ้ำในเวลา 5 ปี ตามเงื่อนไขกฎหมายอาญามาตรา 92 และ 93 ซึ่งทาง คปท.มองว่ากรมราชทัณฑ์อ้างข้อกฎหมายผิด เหมือนการนำคดีแพ่งมาอธิบายคดีอาญา ทั้งที่ควรศึกษาว่าระหว่างที่นายทักษิณมีหมายขังสั่งจำคุกตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2567 มีพฤติการณ์อย่างไร
ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษระดับเรือนจำคลองเปรม ระดับกรม และระดับกระทรวง มีมติให้พักโทษนายทักษิณโดยติดกำไล EM นั้น ต่อมากรมราชทัณฑ์ยืนยันว่ากระบวนการเป็นไปตามกรอบกฎหมาย โปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยเฉพาะคำชี้แจงข้อ 3 ที่ระบุว่านายทักษิณต้องโทษ 3 คดี ได้รับพระราชทานอภัยลดโทษเหลือ 1 ปี และศาลฎีกาฯ วินิจฉัยว่าไม่อาจนำช่วงเวลาที่อยู่ รพ.ตำรวจมาหักเป็นวันคุมขังได้ การบังคับโทษ 1 ปี จึงมิใช่การกระทำผิดซ้ำ ตามมาตรา 92 หรือ 93 และไม่ใช่กรณีนักโทษเด็ดขาดที่พ้นโทษแล้ว กลับมากระทำผิดอีกภายใน 5 ปี ทำให้นายทักษิณมีคุณสมบัติครบตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องในฐานะนักโทษเด็ดขาดชั้นกลาง
อย่างไรก็ตาม คปท.เห็นว่าการพิจารณาตามคำชี้แจงข้อ 3 ของกรมราชทัณฑ์ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และอ้างระเบียบกฎหมายไม่ถูกต้อง โดยขาดการนำเอาคำสั่งศาลฎีกาฯ มาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แต่กลับบิดเบือนข้อเท็จจริง ทั้งที่ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาฯ ออกคำสั่ง คือ 1.การส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวนอกเรือนจำไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ มาตรา 55 และกฎกระทรวงฯ 2.การบังคับโทษไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยทราบดีว่าไม่ได้ป่วยวิกฤตฉุกเฉิน และ 3.จำเลยมีส่วนตัดสินใจปฏิเสธการผ่าตัดโรคหัวใจและกระดูกคอ แต่เลือกผ่าตัดนิ้วล็อกและเอ็นไหล่ขวาซึ่งไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เป็นผลให้การรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจขยายเวลาออกไปทั้ง 3 ประเด็นชัดเจนว่านายทักษิณรับรู้และอยู่ในขบวนการบังคับโทษมิชอบ ซึ่งอาจมีโทษอาญาตามมาและเป็นการกระทำผิดวินัยระหว่างต้องขัง ซึ่งผู้ผิดวินัยจะไม่ได้รับการพักโทษตามลักษณะต้องห้ามในการนำตัวออกไปกักขังนอกเรือนจำ ตามประกาศกรมราชทัณฑ์ ข้อ 3 (2) (ข) และ (ค) คือมีประวัติกระทำผิดวินัย หรือเคยกระทำผิดเงื่อนไขหรือผิดอาญาระหว่างถูกกุมขังในสถานที่อื่น
ดังนั้นคณะกรรมการพักโทษทั้ง 3 คณะต้องนำประเด็นนี้มาพิจารณา ไม่ใช่ไปอ้างเรื่องการไม่กระทำความผิดซ้ำตามมาตรา 92 และ 93 ซึ่งการกระทำของกรมราชทัณฑ์อาจเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่าแม้รัฐมนตรีจะออกมาระบุว่ามีการตรวจสอบรายละเอียดครบถ้วนแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้ตอบข้อสงสัยสำคัญ เรื่องการกระทำผิดระหว่างถูกคุมขัง โดยมองว่ากรมราชทัณฑ์พยายามอธิบายข้อกฎหมายในลักษณะเลี่ยงประเด็นและลดทอนความร้ายแรงของคำสั่งศาลฎีกา
ส่วนแนวทางการเคลื่อนไหว หากท้ายที่สุดนายทักษิณได้รับการพักโทษจริง กลุ่ม คปท.ก็เตรียมยื่นร้องตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กับคณะกรรมการทั้ง 3 ชุด รวมถึงรมว.ยุติธรรม เนื่องจากเห็นว่าได้รับการทักท้วงอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ยังไม่ดำเนินการยับยั้ง
ด้าน นพ.วรงค์ กล่าวถึงกรณีนายทักษิณ กำลังจะได้รับการพักโทษ ว่าต้องยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นเนื่องจากเป็นการกระทำผิดกฎหมาย และศาลมีคำพิพากษาให้กลับเข้าไปจำคุก จนถึงวันนี้นายทักษิณ ได้จำคุกแล้ว 8 เดือน ถือว่าครบ 2 ใน 3 สามารถได้รับการพักโทษได้ เป็นสิ่งที่นายทักษิณ และคนอื่นๆ ควรได้รับอยู่แล้ว ส่วนตัว ตนโอเคในหลักการ เพราะยึดหลักความถูกต้อง ยึดหลักกฎหมาย เมื่อเขากระทำผิด และรับผิดแล้ว ติดคุกแล้ว เราก็ต้องชื่นชมที่ยอมติดคุก หลังจากนี้ ก็เป็นเรื่องของเขาที่จะวางแผนอนาคต
ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม.สมาชิกครอบครัวชินวัตร นำโดยนายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค พร้อมภรรยา น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ หรือเอม พร้อมสามี และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรืออิ๊งค์ อดีตนายกฯ และที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย พร้อมสามี เข้าเยี่ยมนายทักษิณ ครั้งที่ 61 ซึ่งเป็นการเยี่ยมครั้งสุดท้าย ก่อนจะได้รับการพิจารณาพักโทษ ท่ามกลางคนเสื้อแดง ที่มาคอยให้กำลังใจ
น.ส.แพทองธารกล่าวว่า จากที่ได้พูดคุยกับคุณพ่อ ท่านรู้สึกดีใจเพราะวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ จะได้รับการพักโทษ โดยทุกคนก็จะมารับ คุณพ่อฝากบอกว่า อยู่มา 241 วันแล้ว และไม่ได้พูดคุยเรื่องการเมืองเลย คุยแต่เรื่องชีวิตและหลานๆ ลูกๆ ส่วนหากออกมาแล้วคุณพ่ออยากทำอะไร ท่านก็ไม่ได้มีอะไร บอกแค่ว่าต้องไปตรวจสุขภาพ ก็คงดูแลเรื่องสุขภาพ สำหรับกรณีมีลุ้นเรื่องไม่ต้องติดกำไล EM สามารถยื่นคำร้องไปยังกรมคุมประพฤติได้นั้น เรื่องนี้คงให้เป็นไปตามกระบวนการ
ส่วนกรณีที่ปัจจุบันยังมีผู้เห็นต่างทางการเมืองออกมาคัดค้านการพักโทษนายทักษิณ โดยระบุว่าหากได้พักโทษจริง จะร้องเอาผิดคณะกรรมการทั้ง 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้น น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ก็ขอให้เขาได้ทำตามสิทธิ











.jpg)
.jpg)

























(8).jpg)
(9).jpg)
(1).jpg)
.jpg)

.png)



.jpg)



.jpg)
















