ออสเตรเลียแจ้งข้อหาชายวัย 47 ฆาตกรรม-ล่วงละเมิด ด.ญ. พื้นเมือง 5 ขวบ

ออสเตรเลียแจ้งข้อหาชายวัย 47 ฆาตกรรม-ล่วงละเมิด ด.ญ. พื้นเมือง 5 ขวบ

3 พ.ค. 2569 11:40 น.

ออสเตรเลียแจ้งข้อหาชายวัย 47 ฆาตกรรม-ล่วงละเมิด ด.ญ. พื้นเมือง 5 ขวบ

ตำรวจนอร์เทิร์นเทร์ริทอรีของออสเตรเลีย แจ้งข้อหาหนักชายวัย 47 ปี ฐานฆาตกรรมและล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงวัย 5 ขวบ หลังหายตัวไปจากแคมป์ที่พักจนพบศพกลางป่า เหตุการณ์ลุกลามเป็นจลาจลรุนแรงในเมืองอลิซ สปริงส์ ชาวบ้านบุกล้อมโรงพยาบาล จนตำรวจต้องย้ายผู้ต้องหาหนีข้ามเมือง

เจ้าหน้าที่ตำรวจเขตนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี ประเทศออสเตรเลีย ประกาศแจ้งข้อหาฆาตกรรมและล่วงละเมิดทางเพศอีก 2 กระทง ต่อ นายเจฟเฟอร์สัน ลูอิส วัย 47 ปี หลังจากพบร่างไร้วิญญาณของเด็กหญิงวัย 5 ขวบ ซึ่งนามสมมติว่า “กูมานชายี ลิตเติล เบบี” (Kumanjayi Little Baby)

ด.ญ. กูมานชายี หายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อคืนวันเสาร์ที่แล้ว (25 เม.ย.) หลังจากที่ผู้ปกครองส่งเธอเข้านอนภายในแคมป์ที่พักชาวพื้นเมืองใกล้กับเมืองอลิซสปริงส์ จนกระทั่งมีการระดมกำลังค้นหาครั้งใหญ่และพบศพของเธอเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความโกรธแค้นให้กับคนในชุมชนอย่างรุนแรง โดยก่อนที่นายลูอิสจะถูกจับกุมเมื่อวันพฤหัสบดี มีรายงานว่าเขาถูกรุมทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บและต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลอลิซสปริงส์

ส่งผลให้ฝูงชนจำนวนมากบุกไปล้อมโรงพยาบาลเพื่อหวังจะทำ “เพย์แบ็ก” (Payback) หรือการลงทัณฑ์ตามกฎหมายจารีตประเพณีของชาวอะบอริจิน กลุ่มผู้ประท้วงมีการขว้างปาสิ่งของและปะทะกับเจ้าหน้าที่จนตำรวจต้องใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุม และมีรถตำรวจถูกจุดไฟเผาอย่างน้อย 1 คัน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องตัดสินใจย้ายตัวนายลูอิสไปยังเมืองดาร์วินซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 1,500 กิโลเมตร เพื่อความปลอดภัยและการดำเนินคดี

มาร์ติน โดล ผู้บัญชาการตำรวจนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี ได้ประณามเหตุจลาจลครั้งนี้ว่า “น่ารังเกียจและยอมรับไม่ได้” พร้อมเผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิดที่แสดงให้เห็นกลุ่มคนฉวยโอกาสบุกเข้าไปขโมยสินค้าในสถานีบริการน้ำมันและซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้เคียง โดยระบุว่านี่ไม่ใช่การแสดงความเสียใจต่อเด็กที่จากไป แต่เป็นอาชญากรรม

ความเสียหายต่อทรัพย์สินและสินค้าที่ถูกขโมยไปเบื้องต้นคาดว่ามีมูลค่าสูงกว่า 180,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 4 ล้านบาท) ขณะนี้มีผู้ถูกจับกุมจากเหตุจลาจลแล้ว 5 ราย

ด้านผู้บัญชาการโดลระบุทิ้งท้ายว่า “เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของกูมานชายีและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สะเทือนใจครั้งนี้ และขอให้ชุมชนเคารพในกระบวนการยุติธรรมของศาล” ทั้งนี้ นายเจฟเฟอร์สัน ลูอิส มีกำหนดขึ้นศาลเมืองดาร์วินในวันที่ 5 พ.ค. นี้.

ที่มา BBC

เยอรมนีชี้ สหรัฐฯ ถอนทหารเป็นสิ่งที่ “คาดการณ์ได้” ขณะนาโตขอคำชี้แจง

เยอรมนีชี้ สหรัฐฯ ถอนทหารเป็นสิ่งที่ "คาดการณ์ได้" ขณะนาโตขอคำชี้แจง

3 พ.ค. 2569 11:13 น.

เยอรมนีชี้ สหรัฐฯ ถอนทหารเป็นสิ่งที่ “คาดการณ์ได้” ขณะนาโตขอคำชี้แจง

รัฐมนตรีกลาโหมเยอรมนีชี้ การที่สหรัฐฯ สั่งถอนทหารเป็นเรื่องที่ “คาดการณ์ไว้แล้ว” ท่ามกลางความตึงเครียดหลังทรัมป์เปิดศึกน้ำลายกับนายกฯ เยอรมนี ปมเจรจาอิหร่านล้มเหลว ขณะที่นาโตและสมาชิกพันธมิตรแสดงความกังวลอย่างหนักว่าอาจทำให้ยุโรปอ่อนแอลง

นายโบริส พิสโทเรียส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเยอรมนีระบุว่า การตัดสินใจของสหรัฐฯ ในการถอนกำลังทหารจำนวน 5,000 นายออกจากเยอรมนีถือเป็นเรื่องที่ “คาดการณ์ได้อยู่แล้ว” อย่างไรก็ตาม เขาได้เน้นย้ำว่าการคงอยู่ของทหารอเมริกันในยุโรป โดยเฉพาะในเยอรมนี ถือเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

ด้านองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต แถลงว่า ทางกลุ่มพันธมิตรกำลังประสานงานกับสหรัฐฯ เพื่อขอรายละเอียดและทำความเข้าใจถึงเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้อย่างเร่งด่วน

การเคลื่อนไหวของรัฐบาลสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วิพากษ์วิจารณ์ นายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ ของเยอรมนีอย่างรุนแรง กรณีที่ผู้นำเยอรมนีระบุว่าสหรัฐฯ กำลังถูกอิหร่าน “ลบหลู่” ในการเจรจายุติสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ โดยทรัมป์ประกาศผ่านโซเชียลมีเดียว่า “เราจะลดกำลังพลลงอีก และจะลดมากกว่า 5,000 นายแน่นอน”

ปัจจุบัน สหรัฐฯ มีทหารประจำการในเยอรมนีมากกว่า 36,000 นาย ซึ่งถือเป็นฐานกำลังที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในยุโรป เมื่อเทียบกับอิตาลีที่มี 12,000 นาย และสหราชอาณาจักร 10,000 นาย

นายโดนัลด์ ทัสก์ นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ ได้ออกมาเตือนว่า ภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดของกลุ่มพันธมิตรข้ามแอตแลนติกไม่ใช่ศัตรูภายนอก แต่คือ “การแตกแยกภายใน” ของพันธมิตรเอง ขณะที่สมาชิกพรรครีพับลิกันระดับสูงในสภาคองเกรสสหรัฐฯ อย่าง สว. โรเจอร์ วิคเกอร์ และ สส. ไมค์ โรเจอร์ส ต่างแสดงความกังวลว่าการถอนกำลังทหารจะทำให้ศักยภาพในการป้องปรามศัตรูในยุโรปอ่อนแอลง

นายพิสโทเรียส ระบุว่ายุโรปต้องรับผิดชอบความมั่นคงของตนเองมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันเยอรมนีภายใต้รัฐบาลของนายแมร์ซ ได้เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมอย่างมหาศาล โดยคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 1.05 แสนล้านยูโรในปี 2027 หรือคิดเป็น 3.1% ของจีดีพี ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเดิมของนาโตที่ 2% อย่างมาก เพื่อรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนและสนับสนุนยูเครนในการสู้รบกับรัสเซีย

ความขัดแย้งเริ่มขึ้นเมื่อนายกรัฐมนตรีแมร์ซ กล่าวต่อหน้านักศึกษาว่า “อเมริกาไม่มีกลยุทธ์ที่ชัดเจน” และถูกอิหร่านปั่นหัวในการเจรจา ทำให้ทรัมป์โต้กลับผ่านทรูธโซเชียลว่านายแมร์ซไม่รู้เรื่องที่กำลังพูด และยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ได้ ก่อนจะตามมาด้วยคำสั่งถอนทหารในที่สุด

โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่าคำสั่งดังกล่าวมาจากนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหม โดยคาดว่ากระบวนการถอนทหารจะเสร็จสิ้นภายใน 6 ถึง 12 เดือนข้างหน้า ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกที่อิหร่านยังคงปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซเพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่เริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา.

ที่มา BBC

“ภูเขาไฟมายอน” ปะทุหนัก ฟิลิปปินส์สั่งอพยพด่วน-ยกระดับเตือนภัยระดับ 3

"ภูเขาไฟมายอน" ปะทุหนัก ฟิลิปปินส์สั่งอพยพด่วน-ยกระดับเตือนภัยระดับ 3

3 พ.ค. 2569 11:00 น.

“ภูเขาไฟมายอน” ปะทุหนัก ฟิลิปปินส์สั่งอพยพด่วน-ยกระดับเตือนภัยระดับ 3

ภูเขาไฟมายอนในจังหวัดอัลเบย์ของฟิลิปปินส์ กลับมาปะทุรุนแรงอีกครั้ง พ่นเถ้าถ่านและกลุ่มควันพวยพุ่งพุ่งกระจายไปทั่วภูมิภาคบีโคล พร้อมเกิดปรากฏการณ์ “ลาวาหลาก” ไหลลงตามลาดเขา ทางการประกาศการเตือนภัยที่ระดับ 3

สถาบันภูเขาไฟวิทยาและวิทยาแผ่นดินไหวของฟิลิปปินส์ (Phivolcs) รายงานความคืบหน้าสถานการณ์การปะทุของ “ภูเขาไฟมายอน” ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ทรงพลังที่สุดในประเทศ โดยระบุว่ายังคงระดับการเตือนภัยไว้ที่ ระดับ 3 หลังจากตรวจพบกิจกรรมทางธรณีวิทยาที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

จากการสังเกตการณ์พบว่า มีธารลาวาไหลลงมาตามร่องเขาบาสุด เป็นระยะทางถึง 3.8 กิโลเมตร และไหลลงร่องเขาบองกา 3.2 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังเกิดปรากฏการณ์การพ่นลาวาเป็นระยะ และกระแสลาวาหลากซึ่งเป็นเศษหินร้อนจัดและก๊าซพิษไหลลงมาตามไหล่เขาอย่างน่ากลัว โดยเฉพาะในเขตอันตรายถาวร (Permanent Danger Zone)

การปะทุครั้งล่าสุดส่งผลให้เกิดเถ้าถ่านตกหนักครอบคลุมหลายพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของภูเขาไฟ โดยเฉพาะในเขตเทศบาลคามาลิก และกีนโนบาทัน ส่งผลให้ทัศนวิสัยแย่ลงและท้องฟ้ามืดครึ้มในหลายจุด

ทางด้าน พล.ต.อ. โฮเซ เมเลนซิโอ นาร์ตาเตซ จูเนียร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์ ได้สั่งการด่วนเมื่อเช้าวันอาทิตย์ ให้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่และทรัพยากรทั้งหมดเข้าช่วยเหลือชาวจังหวัดอัลเบย์ โดยเน้นไปที่การอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย และการแจกจ่ายสิ่งของจำเป็น โดยเฉพาะหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจจากเถ้าภูเขาไฟ

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ระบุว่า เครือข่ายตรวจวัดตรวจพบแผ่นดินไหวจากภูเขาไฟถึง 32 ครั้ง และเหตุการณ์หินถล่มอีก 284 ครั้ง นอกจากนี้ยังวัดค่าก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ได้สูงถึง 1,586 ตันต่อวัน ขณะที่ตัว edifice หรือโครงสร้างภูเขาไฟเริ่มมีการบวมตัวเล็กน้อยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งบ่งชี้ถึงความเคลื่อนไหวของแมกมาใต้ดินที่รุนแรงขึ้น

สำหรับภูเขาไฟมายอน มีความสูง 2,462 เมตร เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของฟิลิปปินส์เนื่องจากมีรูปทรงกรวยที่สมมาตรสมบูรณ์แบบ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นภูเขาไฟที่อันตรายที่สุดในบรรดาภูเขาไฟที่ยังมีพลัง 24 ลูกของประเทศ โดยในปี ค.ศ. 1814 การระเบิดของมันเคยคร่าชีวิตผู้คนไปถึง 1,200 ราย ซึ่งการปะทุในรอบปีนี้ได้ส่งผลให้ชาวบ้านนับพันต้องละทิ้งที่อยู่อาศัยเพื่อความปลอดภัยแล้ว.

ที่มา philstar / Manila Bulletin

“ทรัมป์” ขู่อาจกลับไปถล่มอิหร่านอีก หาก “ประพฤติตัวไม่ดี'”

"ทรัมป์" ขู่อาจกลับไปถล่มอิหร่านอีก หาก "ประพฤติตัวไม่ดี'"

3 พ.ค. 2569 10:03 น.

“ทรัมป์” ขู่อาจกลับไปถล่มอิหร่านอีก หาก “ประพฤติตัวไม่ดี'”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุได้รับทราบแนวคิดข้อตกลงจากฝั่งอิหร่านแล้ว แต่ยังสงสัยในเนื้อหา พร้อมเตือนว่าทางเลือกในการใช้กำลังทหารยังคงอยู่ หากอิหร่านทำผิดข้อตกลง ขณะที่อิหร่านยื่นข้อเสนอ 14 ประการ มุ่งเป้าเปิดเส้นทางเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซ แลกกับการยกเลิกปิดล้อมทางทะเล

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ตนได้รับรายงานเกี่ยวกับแนวคิดของข้อตกลงฉบับใหม่กับอิหร่านแล้ว แต่กำลังรอพิจารณารายละเอียดของตัวอักษรอย่างเป็นทางการ พร้อมส่งสัญญาณเตือนอย่างแข็งกร้าวว่า สหรัฐฯ พร้อมที่จะกลับมาเปิดฉากโจมตีทางทหารอีกครั้งหากรัฐบาลอิหร่าน “ประพฤติตัวไม่ดี”

ก่อนการเดินทางไปยังเมืองไมอามี ทรัมป์ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับข้อเสนอของอิหร่านว่า “พวกเขารายงานแนวคิดของดีลนี้ให้ผมทราบแล้ว และพวกเขากำลังจะส่งร่างเนื้อหาที่ชัดเจนมาให้ผมตอนนี้” อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อโซเชียลมีเดียของตนในเวลาต่อมาว่า เขาไม่คิดว่าข้อเสนอดังกล่าวจะได้รับการยอมรับ และมองว่าอิหร่านยังชดใช้ไม่เพียงพอต่อสิ่งที่ได้กระทำลงไป

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการกลับมาใช้กำลังทหารโจมตีอิหร่าน ทรัมป์ตอบว่า “ผมไม่อยากพูดแบบนั้นกับนักข่าวหรอกนะ แต่ถ้าพวกเขาทำตัวไม่ดี หรือทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง เราจะได้เห็นกัน แต่มันมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น”

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยว่า รัฐบาลเตหะรานได้ยื่นข้อเสนอ 14 ข้อ ซึ่งรวมถึงการเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ และการยุติการปิดล้อมทางทะเลจากฝั่งสหรัฐฯ โดยเสนอให้แยกประเด็นการเจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์ไว้หารือในภายหลัง เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการทำข้อตกลงในระยะแรก

ข้อเสนอของอิหร่านประกอบด้วยเงื่อนไขสำคัญ เช่น การถอนกำลังทหารสหรัฐฯ ออกจากพื้นที่รอบอิหร่าน, การยกเลิกมาตรการปิดล้อมและคว่ำบาตรทั้งหมด, การคืนทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ พร้อมจ่ายค่าชดเชย, การยุติสงครามในทุกแนวรบ รวมถึงในเลบานอน และการจัดตั้งกลไกควบคุมใหม่สำหรับช่องแคบฮอร์มุซ

ปัจจุบัน สหรัฐฯ และอิสราเอลได้ระงับแคมเปญการทิ้งระเบิดใส่พื้นทีอิหร่านมาเป็นเวลา 4 สัปดาห์แล้ว แต่ยังไม่มีสัญญาณของข้อตกลงถาวร ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อได้กลายเป็นการหยุดชะงักด้านพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก เนื่องจากอิหร่านได้ปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซถึง 20% ของโลกมานานกว่า 2 เดือน ส่งผลให้ราคาน้ำมันในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น

สถานการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อประธานาธิบดีทรัมป์ โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งพรรครีพับลิกันกังวลว่าคะแนนนิยมจะลดลงจากภาระค่าครองชีพของประชาชน

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยืนกรานหนักแน่นว่า จะไม่มีการยุติสงครามที่คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วหลายพันคน หากไม่มีข้อตกลงที่รับประกันได้อย่างถาวรว่าอิหร่านจะไม่สามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักที่ทรัมป์ระบุไว้ตั้งแต่เริ่มเปิดฉากโจมตีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในขณะที่อิหร่านยังคงปฏิเสธและยืนยันว่าโครงการนิวเคลียร์ของตนมีวัตถุประสงค์เพื่อสันติภาพเท่านั้น.

ที่มา Reuters

จับชายในออสเตรีย หลังพบยาเบื่อหนูปนเปื้อน ในขวดสินค้าอาหารเด็ก

จับชายในออสเตรีย หลังพบยาเบื่อหนูปนเปื้อน ในขวดสินค้าอาหารเด็ก

3 พ.ค. 2569 05:31 น.

จับชายในออสเตรีย หลังพบยาเบื่อหนูปนเปื้อน ในขวดสินค้าอาหารเด็ก

ชายวัย 39 ปี ถูกจับกุมตัวในออสเตรีย ในฐานะผู้ต้องสงสัยเชื่อมโยงกับคดีการตรวจพบยาเบื่อหนูในขวดอาหารเด็กหลายขวด จนบริษัทผู้ผลิตต้องเรียกคืนผลิตภัณฑ์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 พ.ค. 2569 ว่า เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน มีการตรวจพบยาเบื่อหนูในขวดอาหารเด็กประเภท แครอทและมันฝรั่งบด ในรัฐบูร์เกนลันด์ทางตะวันออกของประเทศออสเตรีย ส่งผลให้บริษัทผู้ผลิตอย่าง HiPP ต้องประกาศเรียกคืนผลิตภัณฑ์ในกลุ่มดังกล่าวทั้งหมดทันที

โดยรวมแล้วมีการตรวจพบขวดที่ถูกปนเปื้อนทั้งหมด 5 ขวด และเจ้าหน้าที่สามารถเก็บกู้ได้อย่างปลอดภัยทั้งในออสเตรีย สาธารณรัฐเช็ก และสโลวาเกีย ก่อนที่ผู้บริโภคจะนำไปบริโภค

หนังสือพิมพ์ Die Presse ของออสเตรียรายงานว่า มีอีเมลฉบับหนึ่งส่งมาเรียกค่าไถ่เป็นเงินจำนวน 2 ล้านยูโร แต่ทาง HiPP ไม่ทันได้สังเกตเห็นจนกระทั่งกำหนดเวลาจ่ายเงินนั้นล่วงเลยไปแล้ว

ซีอีโอของ HiPP ซึ่งเป็นของเยอรมนี บอกกับ Die Presse ว่า ข้อความดังกล่าวซึ่งระบุให้บริษัทจ่ายเงินภายใน 6 วัน ถูกส่งมาเมื่อวันที่ 27 มี.ค. ไปยังที่อยู่อีเมลที่จะมีการตรวจสอบเพียงทุกๆ 2 ถึง 3 สัปดาห์เท่านั้น

ต่อมาในวันเสาร์ (2 พ.ค.) ตำรวจในรัฐบูร์เกนลันด์ประกาศการจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยชายวัย 39 ปี โดยนายเฮลมุท มาร์บาน โฆษกตำรวจบอกกับ BBC ว่ายังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัย หรือพฤติการณ์ในการจับกุมได้ เนื่องจากกระบวนการสอบสวนยังคงดำเนินอยู่

ทางการเชื่อว่า ยังมีขวดปนเปื้อนยาเบื่อหนูอย่างน้อยอีกหนึ่งขวดที่ยังคงหมุนเวียนอยู่ในตลาด และได้ออกคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีสังเกตขวดที่อาจถูกดัดแปลงแก้ไขให้ประชาชนรับทราบแล้ว

ทั้งนี้ ผู้บริโภคได้รับการเตือนให้หมั่นสังเกตลักษณะที่ผิดปกติ เช่น ฝาขวดที่ชำรุดหรือถูกเปิดออก, ซีลป้องกันความปลอดภัยขาดหายไป, มีกลิ่นที่ผิดปกติหรือบูดเน่า หรือมีสติกเกอร์สีขาวที่มีวงกลมสีแดงติดอยู่ที่ก้นขวดแก้ว

สำนักงานความปลอดภัยด้านสุขภาพและอาหารแห่งออสเตรีย ออกประกาศเตือนผู้ปกครองที่บุตรหลานรับประทานอาหารของยี่ห้อดังกล่าวไปแล้ว ให้รีบปรึกษาแพทย์หากเด็กมีอาการเลือดออก มีอาการอ่อนเพลียอย่างรุนแรง หรือมีอาการตัวซีด เพื่อป้องกันไว้ก่อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สื่ออิหร่านเผย รัฐสภาเล็งผ่านกฎหมาย จำกัดการสัญจรผ่านฮอร์มุซ

สื่ออิหร่านเผย รัฐสภาเล็งผ่านกฎหมาย จำกัดการสัญจรผ่านฮอร์มุซ

3 พ.ค. 2569 04:25 น.

สื่ออิหร่านเผย รัฐสภาเล็งผ่านกฎหมาย จำกัดการสัญจรผ่านฮอร์มุซ

รัฐสภาอิหร่านเตรียมผ่านกฎหมายจำกัดการสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซ โดยจะห้ามเรือของอิสราเอลผ่านเด็ดขาด ส่วนเรือศัตรู ต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามก่อน

สถานีโทรทัศน์ Press TV ของรัฐบาลอิหร่านรายงานเมื่อวันเสาร์ (2 พ.ค. 2569) ว่า รัฐสภาอิหร่านเตรียมพร้อมที่จะอนุมัติกฎหมายที่จะวางข้อจำกัดว่า เรือประเภทใดบ้างที่ได้รับอนุญาตให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ในขณะที่การเจรจากับสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะชะงักงัน

Press TV รายงานโดยอ้างคำพูดของ อาลี นิกซัด รองประธานรัฐสภาว่า ภายใต้แผนการที่เสนอซึ่งมีทั้งหมด 12 ข้อ เรือของอิสราเอลจะถูกสั่งห้ามผ่านช่องแคบโดยเด็ดขาด ส่วนเรือจาก “ประเทศที่เป็นศัตรู” ซึ่งคาดว่าเป็นสหรัฐฯ จะต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามเพื่อขอรับใบอนุญาตก่อนที่จะข้ามทางน้ำแห่งนี้

สื่อดังกล่าวยังรายงานอีกว่า เรือลำอื่นๆ ทั้งหมดจะต้องขออนุญาตจากอิหร่านในการเดินทางผ่านช่องแคบด้วย

มาตรการนี้มีขึ้นในขณะที่การเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ อยู่ในภาวะหยุดชะงัก โดยทั้งสองฝ่ายต่างปฏิเสธที่จะยอมถอยในข้อเรียกร้องของตนเอง

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา อิหร่านได้ยื่นข้อเสนอสันติภาพฉบับแก้ไขต่อคณะผู้เจรจา หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ปฏิเสธข้อเสนอก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ออกมาระบุในเวลาต่อมาว่า เขาก็ยังไม่พอใจในข้อเสนอล่าสุดอยู่ดี

ขณะเดียวกัน สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติ IRIB รายงานว่า คาเซ็ม การิบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน กล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า “ตอนนี้ลูกบอลไปอยู่ในฝั่งของอเมริกาแล้ว ว่าจะเลือกเส้นทางแห่งการทูตหรือการเผชิญหน้า”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

แคลิฟอร์เนียเตรียมออกใบสั่งรถยนต์ไร้คนขับที่ทำผิดกฎจราจร

แคลิฟอร์เนียเตรียมออกใบสั่งรถยนต์ไร้คนขับที่ทำผิดกฎจราจร

3 พ.ค. 2569 03:12 น.

แคลิฟอร์เนียเตรียมออกใบสั่งรถยนต์ไร้คนขับที่ทำผิดกฎจราจร

ทางการแคลิฟอร์เนียออกข้อบังคับใหม่ อนุญาตให้ตำรวจออกใบสั่งรถยนต์อัตโนมัติที่ทำผิดกฎจราจรได้ โดยส่งใบสั่งตรงถึงบริษัทเจ้าของรถ หลังจากที่ผ่านมาไม่เคยทำได้มาก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 พ.ค. 2569 กรมยานยนต์ของรัฐแคลิฟอร์เนีย (DMV) ประกาศระเบียบข้อบังคับใหม่เกี่ยวกับยานพาหนะอัตโนมัติ (AV) ซึ่งรวมถึงขั้นตอนที่ตำรวจสามารถออก “หนังสือแจ้งการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของ AV” ส่งตรงไปยังบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ได้โดยตรง

กฎระเบียบใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายในปี 2024 ที่กำหนดการควบคุมเทคโนโลยีนี้อย่างเข้มงวดมากขึ้น

DMV ของแคลิฟอร์เนียเรียกกฎระเบียบใหม่นี้ว่าเป็น “ข้อบังคับเกี่ยวกับยานพาหนะอัตโนมัติที่ครอบคลุมที่สุดในประเทศ”

ภายใต้กฎเกณฑ์ใหม่ ตำรวจสามารถสั่งปรับบริษัทเจ้าของรถ AV ได้เมื่อยานพาหนะของพวกเขากระทำผิดกฎจราจร นอกจากนี้ กฎดังกล่าวยังกำหนดให้บริษัทต่างๆ ต้องตอบรับการติดต่อจากตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินอื่นๆ ภายใน 30 วินาที และจะมีการกำหนดโทษปรับหากยานพาหนะเข้าไปในพื้นที่ที่กำลังเกิดเหตุฉุกเฉิน

“แคลิฟอร์เนียยังคงเป็นผู้นำของประเทศในการพัฒนาและนำเทคโนโลยี AV มาใช้ และระเบียบข้อบังคับที่ปรับปรุงใหม่นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐในด้านความปลอดภัยสาธารณะ” สตีฟ กอร์ดอน ผู้อำนวยการ DMV ระบุในเอกสารประชาสัมพันธ์

Waymo เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการหลักของรถแท็กซี่ไร้คนขับ ในพื้นที่ ซานฟรานซิสโก เบย์ แอเรีย และ ลอสแอนเจลิส เคาน์ตี นอกจากนี้ยังมีอีกหลายบริษัทรวมถึง Tesla ที่ได้รับอนุญาตให้ทดสอบยานพาหนะอัตโนมัติในบางเมืองของแคลิฟอร์เนีย

ที่ผ่านมามีรายงานหลายครั้งเกี่ยวกับรถยนต์อัตโนมัติที่ละเมิดกฎจราจร รวมถึงเหตุการณ์ในช่วงที่เกิดไฟดับในซานฟรานซิสโกเมื่อปีที่แล้ว แต่การไม่มีระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจน ทำให้ตำรวจบางนายไม่รู้ว่าควรจะจัดการให้รถยนต์ไร้คนขับเหล่านี้แสดงความรับผิดชอบได้อย่างไร

จากเหตุการณ์เมื่อเดือนกันยายนปีก่อน ตำรวจในเมืองซานบรูโนทางตอนใต้ของซานฟรานซิสโก ระบุว่าพวกเขาพบเห็นรถยนต์อัตโนมัติของ Waymo กลับรถในที่ห้ามกลับตรงบริเวณสัญญาณไฟจราจรต่อหน้าต่อตา แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เรียกให้รถหยุด พวกเขากลับไม่สามารถออกใบสั่งได้เนื่องจากไม่มีคนขับที่จะรับใบสั่งนั้นไป เจ้าหน้าที่จึงทำได้เพียงติดต่อแจ้งบริษัทเกี่ยวกับ “ข้อผิดพลาด” ที่เกิดขึ้นแทน

ต่อมาในเดือนธันวาคม เหตุการณ์ไฟดับครั้งใหญ่ในซานฟรานซิสโกส่งผลให้รถยนต์ของ Waymo จำนวนมากจอดค้างอยู่กลางสี่แยกที่พลุกพล่าน ซึ่งยิ่งทำให้สถานการณ์การจราจรที่ติดขัดอยู่แล้วเลวร้ายลงไปอีก

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่จากแผนกดับเพลิงซานฟรานซิสโกยังเคยร้องเรียนหลายครั้ง เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่รถแท็กซี่ไร้คนขับเหล่านี้เข้าไปกีดขวางการปฏิบัติงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โจรสลัดโซมาเลีย บุกปล้นเรือบรรทุกน้ำมัน นอกชายฝั่งเยเมน

โจรสลัดโซมาเลีย บุกปล้นเรือบรรทุกน้ำมัน นอกชายฝั่งเยเมน

3 พ.ค. 2569 01:55 น.

โจรสลัดโซมาเลีย บุกปล้นเรือบรรทุกน้ำมัน นอกชายฝั่งเยเมน

โจรสลัดโซมาเลียบุกปล้นเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่ง นอกชายฝั่งของเยเมน และกำลังพาเรือกลับไปยังโซมาเลีย ถือเป็นเหตุโจรสลัดปล้นเรือครั้งที่ 2 ในรอบ 10 วัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 พ.ค. 2569 อ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของโซมาเลียหลายนายว่า โจรสลัดโซมาเลียทำการปล้นเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งนอกชายฝั่งของเยเมน สอดคล้องกับรายงานของหน่วยยามฝั่งเยเมนก่อนหน้านี้ว่า เรือบรรทุกน้ำมันชื่อ “เอ็มที ยูเรกา” (MT Eureka) ถูกปล้นและกำลังถูกพาไปยังโซมาเลีย

แหล่งข่าวระบุว่า โจรสลัดบุกเข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมันในบริเวณอ่าวเอเดน ใกล้กับท่าเรือกานา (Qana) ของเลบานอน โดยกลุ่มโจรสลัดออกเดินทางมาจากพื้นที่ชายฝั่งอันห่างไกลใกล้กับเมืองกานดาลา (Qandala) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณอ่าวเอเดน

นี่ถือเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 10 วันที่มีการจี้ปล้นเรือบรรทุกน้ำมันในพื้นที่ดังกล่าว ต่อจากการจี้เรือ “ออเนอร์ 25” (Honor 25) โดยโจรสลัดโซมาเลียเมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา โดยเรือ Honor 25 ลำนั้นกำลังขนส่งน้ำมันจำนวน 18,500 บาร์เรลเพื่อมุ่งหน้าไปยังกรุงโมกาดิชู เมืองหลวงของโซมาเลีย

เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เรือ MT Eureka จดทะเบียนภายใต้ประเทศโตโก ในแอฟริกาตะวันตก ก่อนจะถูกกลุ่มติดอาวุธบุกยึดเมื่อเวลา 05:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ขณะนี้เรือกำลังลอยลำอยู่ในอ่าวเอเดนระหว่างเยเมนและโซมาเลีย และคาดว่าจะเข้าทอดสมอในน่านน้ำโซมาเลียภายในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

ในอีกเหตุการณ์หนึ่ง หน่วยปฏิบัติการด้านการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) รายงานเมื่อวันศุกร์ว่า มีกลุ่มบุคคลติดอาวุธบนเรือเร็วเข้าประชิดเรือบรรทุกสินค้าเทกอง (Bulk carrier) ใกล้กับเมืองอัล-มูคาลา ประเทศเยเมน

กลุ่มติดอาวุธดังกล่าวออกเดินทางมาจากพื้นที่ชายฝั่งอันห่างไกล บริเวณเมืองประมงคาลูลา (Caluula) ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่กลุ่มโจรสลัดออกเดินทางไปยึดเรือ MT Eureka ประมาณ 209 กิโลเมตร

ทั้ง 2 เหตุการณ์กำลังบ่งชี้ว่า การปล้นทางทะเลกำลังขยายตัวไปทั่วแนวชายฝั่งอันกว้างใหญ่ของโซมาเลีย ซึ่งถือเป็นแนวชายฝั่งที่ยาวที่สุดในแผ่นดินใหญ่ของแอฟริกา โดยมีความยาวถึง 3,333 กิโลเมตร

ตอนนี้ ทางการโซมาเลียและกองกำลังทางเรือแห่งสหภาพยุโรป (EUNAVFOR) ซึ่งดูแลปฏิบัติการต่อต้านโจรสลัดในน่านน้ำโซมาเลีย ยังไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหวใดๆ เกี่ยวกับการจี้เรือครั้งล่าสุดนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนลั่นไม่ยอมรับ สหรัฐฯ คว่ำบาตรโรงกลั่น ฐานซื้อน้ำมันอิหร่าน

จีนลั่นไม่ยอมรับ สหรัฐฯ คว่ำบาตรโรงกลั่น ฐานซื้อน้ำมันอิหร่าน

3 พ.ค. 2569 00:19 น.

จีนลั่นไม่ยอมรับ สหรัฐฯ คว่ำบาตรโรงกลั่น ฐานซื้อน้ำมันอิหร่าน

จีนยืนยัน ไม่ยอมรับและจะไม่ปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ซึ่งบังคับใช้กับบริษัท 5 แห่งที่บริหารโรงกลั่นน้ำมันขนาดเล็ก ซึ่งสหรัฐฯ ระบุว่า ซื้อน้ำมันจำนวนมากจากอิหร่าน

เมื่อ 2 พ.ค. 2569 กระทรวงพาณิชย์ของจีนแถลงว่า จีนจะไม่ปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่มุ่งเป้าไปยังโรงกลั่นน้ำมันขนาดเล็กของบริษัท 5 แห่ง โทษฐานจัดซื้อน้ำมันจากอิหร่าน ชี้ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ

จีนถือเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายสำคัญของอิหร่าน โดยส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายผ่านโรงกลั่นอิสระขนาดเล็ก หรือที่เรียกกันว่า “โรงกลั่นกาน้ำชา” (teapot refineries) ซึ่งพึ่งพาการใช้น้ำมันดิบราคาถูกจากสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้

ทางด้านสหรัฐอเมริกา ซึ่งพยายามจะตัดวงจรรายได้ของรัฐบาลเตหะราน ยกระดับมาตรการคว่ำบาตรต่อโรงกลั่นขนาดเล็กของจีนมากขึ้น หลังจากเคยมีการคว่ำบาตรลักษณะเดียวกันไปแล้วเมื่อปีก่อน

กระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า มาตรการของสหรัฐฯ “จะไม่ได้รับการยอมรับ นำไปปฏิบัติ หรือปฏิบัติตาม”

มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว “เป็นการสั่งห้ามหรือจำกัดวิสาหกิจของจีนในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การค้า และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องตามปกติกับประเทศที่สามอย่างไม่เหมาะสม… อีกทั้งยังละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและบรรทัดฐานพื้นฐานที่ใช้ในการดูแลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”

“รัฐบาลจีนยืนหยัดคัดค้านการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวที่ขาดการอนุมัติจากองค์การสหประชาชาติและไม่มีฐานรองรับในกฎหมายระหว่างประเทศมาโดยตลอด”

ทั้งนี้ การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ครอบคลุมบริษัท 3 แห่งในมณฑลซานตง และอีก 2 แห่งในพื้นที่อื่นๆ ของจีน

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา รัฐบาลวอชิงตันเพิ่งประกาศคว่ำบาตรบริษัทจีนเพิ่มอีกแห่งคือ “ชิงเต่า ไห่เย่ ออยล์ เทอร์มินัล” (Qingdao Haiye Oil Terminal) โดยระบุว่าบริษัทดังกล่าวได้นำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านเป็นจำนวน “หลายสิบล้านบาร์เรล” ซึ่งสร้างรายได้ให้แก่เตหะรานหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

มาตรการคว่ำบาตรล่าสุดนี้เกิดขึ้นในขณะที่สหรัฐฯ กับอิหร่าน ติดอยู่ในสภาวะชะงักงันทางการทูต โดยยังไม่มีวี่แววว่า ทั้งสองฝ่ายจะหาทางยุติสงครามในตะวันออกกลาง ที่ปะทุขึ้นจากการโจมตีของสหรัฐฯ กับอิสราเอลเมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมาได้อย่างไร

อนึ่ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มีกำหนดจะเดินทางเยือนประเทศจีนเพื่อร่วมหารือกับผู้นำ สี จิ้นผิง ในช่วงปลายเดือนนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

Spirit Airlines ประกาศ “ปิดกิจการ” เซ่นพิษสงครามอิหร่าน

Spirit Airlines ประกาศ “ปิดกิจการ” เซ่นพิษสงครามอิหร่าน

2 พ.ค. 2569 22:42 น.

Spirit Airlines ประกาศ “ปิดกิจการ” เซ่นพิษสงครามอิหร่าน

สปิริต แอร์ไลน์ส สายการบินต้นทุนต่ำพิเศษของสหรัฐฯ ประกาศยุติการดำเนินกิจการแล้ว หลังจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเพราะสงครามอิหร่าน ซ้ำเติมสถานการณ์ของพวกเขาที่ย่ำแย่มากอยู่แล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “สปิริต แอร์ไลน์ส” (Spirit Airlines) สายการบินราคาประหยัดที่อยู่ในสภาวะล้มละลาย ยุติการดำเนินกิจการแล้วในวันเสาร์ที่ 2 พ.ค. 2569 นับเป็นสายการบินแห่งแรกในวงการที่ต้องปิดตัวลงด้วยเหตุผลที่เชื่อมโยงกับ “สงครามอิหร่าน” หลังจากพวกเขา ขอความเห็นชอบจากเจ้าหนี้เพื่อรับแผนช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่สำเร็จ

การล่มสลายของสายการบินรายแรกนี้ มีสาเหตุมาจาก ราคาเชื้อเพลิงเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้นถึงสองเท่า ในช่วงสงครามอิหร่านที่ดำเนินมานาน 2 เดือน

เหตุการณ์นี้ถือเป็นความสูญเสียทางการเมืองของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเสนอเงินช่วยเหลือจำนวน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อยื้อชีวิตของ สปิริต แอร์ไลน์ส แม้จะถูกคัดค้านจากที่ปรึกษาใกล้ชิดและสมาชิกพรรครีพับลิกันจำนวนมากในสภาคองเกรสก็ตาม

ทั้งนี้ สปิริต แอร์ไลน์ส ซึ่งเคยมีส่วนแบ่งเที่ยวบินในสหรัฐฯ ถึง 5% ถือเป็นสายการบินขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ที่ต้องปิดตัวลงในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา หลังจากพวกเขาเคยมีบทบาทสำคัญในการช่วยควบคุมราคาค่าโดยสารให้ต่ำลง ในตลาดที่ต้องแข่งขันกับสายการบินยักษ์ใหญ่รายอื่นๆ

“เป็นเรื่องน่าเสียใจที่แม้บริษัทจะพยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่ราคาเฉลี่ยของน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเร็วๆ นี้ รวมถึงความกดดันด้านธุรกิจอื่นๆ ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อแนวโน้มทางการเงินของสปิริต” ทางสายการบินระบุในแถลงการณ์ ซึ่งพวกเขาประกาศ “ยุติการดำเนินงานอย่างเป็นขั้นตอน”

แถลงการณ์ระบุอีกว่า เที่ยวบินทั้งหมดถูกยกเลิกแล้ว พร้อมขอความร่วมมือให้ผู้โดยสารไม่ต้องเดินทางไปยังสนามบิน

ข้อมูลจาก Cirium บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลด้านการบินระบุว่า เดิมทีในช่วงระหว่างวันที่ 1-15 พ.ค. สปิริตมีตารางเที่ยวบินภายในประเทศจำนวน 4,119 เที่ยวบินคิดเป็นจำนวนที่นั่งถึง 809,638 ที่นั่ง

ขณะนี้สายการบินทั่วโลกต่างกำลังเผชิญกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้น นับตั้งแต่การสหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ทำให้เตหะรานตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลที่สำคัญของโลก จนทำให้เกิดวิกฤตราคาพลังงานพุ่งสูง

สงครามดังกล่าวถือเป็นวิกฤตครั้งรุนแรงที่สุดของอุตสาหกรรมการบินนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยที่ผ่านมา Spirit เองก็ประสบปัญหาในการทำกำไรอยู่แล้วก่อนที่จะต้องมาเผชิญกับวิกฤตราคาน้ำมันในครั้งนี้

สปิริต แอร์ไลน์ส สร้างชื่อเสียงของแบรนด์ด้วยการเสนอค่าโดยสารราคาประหยัดสำหรับนักเดินทางที่เน้นความคุ้มค่าและพร้อมที่จะสละบริการเสริมต่างๆ เช่น การโหลดกระเป๋าหรือการระบุที่นั่ง

ทว่าความต้องการดังกล่าวลดน้อยลงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 เนื่องจากผู้โดยสารหันไปให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายและการเดินทางที่เน้นประสบการณ์มากขึ้น ส่งผลให้สายการบินราคาประหยัดพิเศษ (Ultra-low-cost) แบบ สปิริต แอร์ไลน์ส ต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อปรับตัว

การปิดตัวลงของ สปิริต จะส่งผลดีต่อคู่แข่งอย่าง “เจ็ทบลู แอร์เวย์ส” (JetBlue Airways) และ “ฟรอนต์เทียร์ แอร์ไลน์ส” (Frontier Airlines) ซึ่งกำลังบอบช้ำจากวิกฤตต้นทุนเช่นกัน โดยในวันศุกร์ที่ผ่านมา หุ้นของ สปิริต ในตลาด Over-the-counter ที่มีความผันผวนสูงร่วงลงถึง 25% ในขณะที่หุ้นของ ฟรอนต์เทียร์ พุ่งขึ้น 10% และ เจ็ทบลู เพิ่มขึ้น 4%

เพื่อเป็นการส่งสัญญาณว่าคู่แข่งพร้อมที่จะเข้ามาแทนที่ในทันที เจ็ทบลู ประกาศขยายบริการที่ท่าอากาศยานฟอร์ต ลอเดอร์เดล ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานการบินหลักของสปิริต โดยจะเพิ่มเส้นทางบินใหม่ 11 เมือง และเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางเดิม

ทรัมป์กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า ทำเนียบขาวได้ยื่นข้อเสนอช่วยเหลือขั้นสุดท้ายให้แก่ สปิริต และบรรดาเจ้าหนี้ หลังจากการเจรจามาถึงทางตันในประเด็นแพ็กเกจเงินสนับสนุนมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้สายการบินสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ในระหว่างเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย

“ถ้าเราช่วยพวกเขาได้ เราก็จะทำ แต่เราต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นอันดับแรก” ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าว “ถ้าเราทำได้ เราก็จะทำ แต่มันต้องเป็นข้อตกลงที่ดีเท่านั้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna