อนุทิน ลั่นพ.ร.ก.กู้เงินฯประกาศใช้แล้ว หลังจากนี้จะดีจะร้าย นายกฯเป็นผู้รับผิดชอบ

อนุทิน ลั่นพ.ร.ก.กู้เงินฯประกาศใช้แล้ว หลังจากนี้จะดีจะร้าย นายกฯเป็นผู้รับผิดชอบ

อนุทิน ลั่นพ.ร.ก.กู้เงินฯประกาศใช้แล้ว หลังจากนี้จะดีจะร้าย นายกฯเป็นผู้รับผิดชอบ

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.52 น.

“นายกฯอนุทิน” ลั่นพ.ร.ก.กู้เงินฯประกาศใช้แล้ว หลังจากนี้จะดีจะร้าย นายกฯเป็นผู้รับผิดชอบ ยันจะสอดส่องดูแลใช้งบให้เกิดประโยชน์ต่อปชช. ไม่รั่วไหลแม้สตางค์แดงเดียว 

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.20 น.ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึง พ.ร.ก.ให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. (พ.ร.ก. กู้เงินฯ) ที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันเดียวกันนี้ ว่า ยืนยันว่าเรื่องนี้ตนและนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง รวมถึงรัฐมนตรีทั้งหลายที่กำกับดูแลใช้งบประมาณโดยตรงจะใช้ความเข้มงวดในการดำเนินการอย่างเต็มที่ เงินเหล่านี้เมื่อถูกใช้ก็จะถูกส่งตรงไปยังพี่น้องประชาชน ไม่มีโครงการอะไรต่างๆมาขั้นกลางกับสิ่งที่เราจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากสถานการณ์ต่างๆ ตลอดจนทำให้คุณภาพชีวิต ค่าครองชีพ และปากท้องได้รับการแก้ไขให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อถามว่าที่จะมีการนำเรื่องนี้ขึ้นฟ้องศาลจะทำให้โครงการที่ใช้งบนี้สะดุดหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตามกฎหมายเลย เรื่องนี้ได้มีการโปรดเกล้าฯลงมาแล้ว และมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันนี้แล้ว จากนี้ไปทุกอย่างอยู่ในความรับผิดชอบของตน 

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชกำหนดฉบับนี้ลงมาแล้ว ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นจากนี้ไปผมต้องเป็นผู้ที่รับผิดชอบ จะดีจะร้าย จะได้ผลหรือไม่ได้ผล ผมต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ก็หวังว่าทุกอย่างจะออกมาในแนวทางที่ดีมีประโยชน์ เกิดคุณประโยชน์และและรับรองได้ว่า ไม่มีรั่วไหลแม้แต่สตางค์อย่างเดียว รัฐมนตรีทุกคนในครม.ของผมในฐานะที่ร่วมกันพิจารณาให้ความเห็นชอบว่าจะต้องมีการออกพระราชกำหนดฉบับนี้ออกมา ก็จะช่วยกันสอดส่องดูแลในการใช้งบประมาณก้อนนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศและพี่น้องประชาชน“ นายอนุทิน กล่าว 

ราชกิจจาฯประกาศ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน แก้ปัญหาผลกระทบวิกฤตพลังงาน

ราชกิจจาฯประกาศ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน แก้ปัญหาผลกระทบวิกฤตพลังงาน

ราชกิจจาฯประกาศ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน แก้ปัญหาผลกระทบวิกฤตพลังงาน

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.45 น.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา 1 พระราชกำหนดนี้เรียกว่า “พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569”

มาตรา 2 พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา 3 เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน ที่มีต่อประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ การรักษาความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจของประเทศไม่ให้หยุดชะงัก และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศให้มีประสิทธิภาพ รองรับการใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกให้ทันต่อเหตุการณ์ ให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจกู้เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศ หรือออกตราสารหนี้ ในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยมีมูลค่ารวมกันไม่เกินสี่แสนล้านบาท โดยต้องลงนามในสัญญากู้เงินหรือออกตราสารหนี้ ภายในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2570

มาตรา 4 ให้การกู้เงินตามพระราชกำหนดนี้เป็นการกู้เงินตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561

มาตรา 5 เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้จะนำไปใช้เพื่อการอื่นนอกจากการดังต่อไปนี้มิได้

(1) เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน

(2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว แผนงานหรือโครงการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามบัญชีท้ายพระราชกำหนดนี้

มาตรา 6 การกู้เงินตามพระราชกำหนดนี้ ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติเท่าที่จำเป็นโดยคำนึงถึงขีดความสามารถของรัฐในการชำระหนี้คืนประกอบด้วย ในกรณีจำเป็นคณะรัฐมนตรีจะมีมติให้ปรับวงเงินกู้ที่กำหนดไว้ตามบัญชีท้ายพระราชกำหนดนี้เพื่อการตามมาตรา 5 (1) หรือ (2)ก็ได้ แต่เมื่อรวมวงเงินกู้ทั้งหมดต้องไม่เกินสี่แสนล้านบาท

มาตรา 7 เพื่อประโยชน์ในการพิจารณากลั่นกรองและอนุมัติการใช้จ่ายเงินกู้ให้เป็นไปตามมาตรา 5 และมาตรา 6 ให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ประกอบด้วยปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแต่งตั้งจำนวนไม่เกินสามคนเป็นกรรมการ ให้ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะเป็นกรรมการและเลขานุการ และผู้แทนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและผู้แทนสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นผู้ช่วยเลขานุการ โดยให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะรับผิดชอบงานวิชาการและธุรการของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ วาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนด

การดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการตามพระราชกำหนดนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะต้องกระทำด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้

มาตรา 8 ให้คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

(1) พิจารณากลั่นกรองแผนงานหรือโครงการการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้ก่อนเสนอ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติ

(2) กำกับดูแลการดำเนินงานตามแผนงานหรือโครงการที่ใช้เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้ และรายงานความก้าวหน้าต่อคณะรัฐมนตรีอย่างน้อยทุกสามเดือน

(3) กำหนดวงเงินสำหรับรายการเงินสำรองจ่ายตามแผนงานหรือโครงการที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชกำหนดนี้ เพื่อจัดเตรียมไว้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการบริหารโครงการตามความจำเป็นและเหมาะสม เพื่อขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี

(4) เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณามีมติตามมาตรา 6

(5) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย

(6) ปฏิบัติการอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย

มาตรา 9 ให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะมีหน้าที่และอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารและจัดการการกู้เงิน การเบิกจ่ายเงินกู้ การบริหารความเสี่ยงหนี้สาธารณะ การติดตามและการประเมินผลโครงการ การชำระหนี้ และการอื่นใดที่เกี่ยวกับการกู้เงินตามพระราชกำหนดนี้ และให้นำกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะมาใช้บังคับด้วย โดยอนุโลม เว้นแต่คำว่าหน่วยงานของรัฐ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ทั้งนี้ นอกจากพระราชกำหนดนี้จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

มาตรา 10 ภายในหกสิบวันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ ให้กระทรวงการคลังรายงานการกู้เงินตามพระราชกำหนดนี้ที่กระทำในปีงบประมาณที่ล่วงมาแล้วให้รัฐสภาทราบ โดยรายงานดังกล่าวอย่างน้อยต้องระบุรายละเอียดของการกู้เงิน วัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเงินกู้ รวมถึงผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ที่ได้รับหรือคาดว่าจะได้รับ

มาตรา 11 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรี

อดิศร ร่ายกลอน ยินดีต้อนรับ ทักษิณ รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในใจชน ย้ำควรติด กำไร มิใช่ ติดกำไล EM ออกมา

อดิศร ร่ายกลอน ยินดีต้อนรับ ทักษิณ รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในใจชน ย้ำควรติด กำไร มิใช่ ติดกำไล EM ออกมา

อดิศร ร่ายกลอน ยินดีต้อนรับ ทักษิณ รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในใจชน ย้ำควรติด กำไร มิใช่ ติดกำไล EM ออกมา

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.57 น.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความ ผ่านแอพพลิเคชั่น x ถึงกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กำลังจะได้รับการพักโทษวันที่ 11 พฤษภาคมนี้

โดยระบุว่า ควรติด“กำไร”มิใช่ “กำไล”ติด เป็นสิทธิ์ อันชอบธรรม ท่านทักษิณ สู่อิสรภาพ ฉาบชีวิน กฎเกณฑ์ ต้องตงฉิน และเที่ยงตรง…!!!

ยินดีต้อนรับ “รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในใจชน” ท่าน ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้มีคุณูปการต่อระบอบประชาธิปไตย ขวัญใจมหาชนคนรากหญ้า หัวหน้าพรรคไทยรักไทยที่ชนะการเลือกตั้งอย่างเด็ดขาด 377 เสียง จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ผู้ผลักดันโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ปราบยาเสพติดให้สิ้นซาก สร้างสนามบินสุวรรณภูมิแล้วเสร็จ ปฏิรูประบบราชการ ฯลฯ

สู่อิสรภาพ !!!!

อิสรภาพที่จะได้รับตามหลักเกณฑ์ของกรมราชทัณฑ์ ต้อง 100% มิใช่อิสรภาพที่มี “กำไล” เป็นของแถม
ตามระเบียบราชทัณฑ์ ต้องให้ “กำไร” มิใช่ติด “กำไล”

ให้ ”กำไร“ แด่อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้ปฏิบัติตนในเรือนจำ ครบถ้วนโดยระยะเวลา 2/3 ของโทษ อายุเกิน 70 ปี ไม่มีพฤติการณ์จะหลบหนี ได้รับพระมหากรุณาธิคุณลดโทษ

กำไร ที่มอบให้ ดร.ทักษิณ คือ การเคารพอิสรภาพ 100%

เป็นการเคารพผู้ใหญ่ตามหลักอปริหานิยธรรม 7 ประการ ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสั่งสอนไว้
ติด “กำไร” ดีกว่า “กำไล” อย่างแน่นอน…!!!

ควรติด “กำไร” มิใช่ “กำไล” ติด
เป็นสิทธิ์ อันชอบธรรม ท่านทักษิณ
สู่อิสรภาพ ฉาบชีวิน
กฎเกณฑ์ ต้องตงฉิน และเที่ยงตรง…!!!

สู่เสรีภาพ อิสรภาพ

จาก

สส.,รศ.พิเศษ ดร.อดิศร เพียงเกษ

9 พฤษภาคม 2569

ข่าวกรองได้ข้อมูลแล้ว หนุ่มจีนซุกคลังแสง รอรายงานนายกฯ

ข่าวกรองได้ข้อมูลแล้ว หนุ่มจีนซุกคลังแสง รอรายงานนายกฯ

ข่าวกรองได้ข้อมูลแล้ว หนุ่มจีนซุกคลังแสง รอรายงานนายกฯ

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.55 น.

ผอ.สำนักข่าวกรอง ยอมรับได้รับรายงานกรณีชายชาวจีน ขับรถบรรทุกอาวุธสงครามพลิกคว่ำ ตอบสั้น ๆ ขอรอแจ้งนายกฯก่อน

วันนี้ 9 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ บน.6 นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ สภ.นาจอมเทียน จังหวัดชลบุรี เข้าตรวจสอบเหตุรถยนต์พลิกคว่ำ โดยพบผู้ขับรถเป็นชายชาวจีน และภายในรถตรวจพบอาวุธสงครามจำนวนมาก เกี่ยวข้องกับประเด็นด้านความมั่นคงหรือไม่ โดยกล่าวเพียงสั้น ๆ ว่าขอรายงานนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ก่อน พร้อมยอมรับว่าได้รับข้อมูลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ผอ.สำนักข่าวกรอง
ผอ.สำนักข่าวกรอง

ติดกำไล EM ‘ทักษิณ’ 11 พ.ค. นี้ ก่อนปล่อยตัวพักโทษรอบสอง

ติดกำไล EM 'ทักษิณ' 11 พ.ค. นี้ ก่อนปล่อยตัวพักโทษรอบสอง

ติดกำไล EM ‘ทักษิณ’ 11 พ.ค. นี้ ก่อนปล่อยตัวพักโทษรอบสอง

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.44 น.

แย้ม 11 พ.ค. “สนง.คุมประพฤติกทม.7” เข้าติดกำไลEM ให้’ทักษิณ’ ที่เรือนจำฯก่อนปล่อยตัวพักโทษ ยันมติ’คณะอนุกรรมการฯ’สั่งติดกำไลEM “ทักษิณ” จนกว่าจะพ้นโทษถือเป็นที่สิ้นสุด หลัง’นายกสมาคมทนายความฯ’ วิจารณ์แหลก แต่ “ทักษิณ” ยังมีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอปลดกำไลหากจำเป็นรักษาพยาบาลหรือป่วยก่อนครบกำหนด 9 ก.ย.69 หรือได้รับอานิสงส์พระราชทานอภัยโทษหมู่ 

จากกรณีเมื่อวันที่ 29 เม.ย.69 คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ได้มีมติให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็น 1 ใน 859 ผู้ต้องขังเด็ดขาดที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ได้รับการพักโทษกรณีทั่วไป และพ่วงเงื่อนไขติดกำไล EM จนกว่าจะพ้นโทษในวันที่ 9 ก.ย.69 ขณะที่นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย มีบันทึกนายกสมาคมทนายความฯ กรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะได้รับการพักโทษในวันที่ 11 พ.ค.69 โดยคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ เห็นว่าอดีตนายกฯ มีคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 แต่มีเงื่อนไขว่า อดีตนายกฯ จะต้องติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) ตลอดระยะเวลา 4 เดือนของการพักโทษคุมประพฤติ ซึ่งกรณีดังกล่าวแม้ว่าการติดกำไล EM เป็นหลักเกณฑ์ของการคุมประพฤติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสี่ยงกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี หรือจะไปก่อภยันอันตรายประการอื่นใด เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยของสังคม ซึ่งเหมาะที่จะใช้กับผู้ต้องหาหรือนักโทษในคดีอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกสูง ขณะที่นายทักษิณ คงเหลือพักโทษเพียง 4 เดือน ประกอบกับเป็นผู้สูงอายุ 76 ปี มีโรคประจำตัว จากเหตุผลและข้อเท็จจริงดังกล่าว จะเห็นได้ว่ามติของคณะอนุกรรมการฯ อาจขัดกับหลักเจตนารมณ์ของกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 ตามข้อ 44 ซึ่งหากคณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาถึงหลักเกณฑ์อย่างเสมอภาคและยุติธรรมแล้ว ก็จะมีเหตุเชื่อได้ว่าอดีตนายกฯไม่มีความจำเป็นที่จะต้องติดกำไล EM ตลอดระยะเวลาการพักโทษแต่อย่างใดนั้น 

ทักษิณ

วันนี้ 9 พฤษภาคม 2569 แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ได้มีมติโดยเห็นว่าอดีตนายกฯ มีคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) ตลอดระยะเวลา 4 เดือน จนกว่าจะพ้นโทษในวันที่ 9 ก.ย.69 นั้น มติของคณะอนุกรรมการฯเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ถือเป็นมติถึงที่สุดแล้ว จะไม่มี เหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง เพราะคณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาจากข้อเท็จจริง พฤติการณ์ และคุณสมบัติของผู้ต้องขังตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายและกฎกระทรวงกำหนดไว้อย่างครบถ้วน 

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยอีกว่า สำหรับกำหนดการติดกำไลEM ให้กับนายทักษิณ ชินวัตร ทางเจ้าหน้าที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 7 จะเดินทางไปยังเรือนจำกลางคลองเปรม เพื่อติดกำไล EM ให้แก่อดีตนายกฯ และแจ้งเรื่องขั้นตอนการใช้งานอุปกรณ์กำไล EM พร้อมกับดำเนินการเรื่องเอกสารต่างๆ ทั้งนี้ เนื่องจากเรือนจำกลางคลองเปรม อยู่ในพื้นที่เขตจตุจักร จึงอยู่ในเขตรับผิดชอบของสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 7 ส่วนการรายงานตัวรับทราบเงื่อนไข หลักการปฏิบัติตนระหว่างการคุมประพฤติ 4 เดือนนั้น ภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ 11 พ.ค.69-13 พ.ค.69 นายทักษิณ จะต้องเดินทางไปรายงานตัวยังสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเขตบางพลัด เพราะ “บ้านจันทร์ส่องหล้า” ตามที่ผู้อุปการะของนายทักษิณได้แจ้งไว้ โดยนายทักษิณจะต้องไปรับทราบละเอียดทั้งหมด ทั้งนี้ เนื่องด้วยนายทักษิณเหลือระยะเวลาการคุมประพฤติเพียง 4 เดือน หรือจนถึงวันที่ 9 ก.ย.69 ดังนั้น การรายงานตัวของนายทักษิณกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 จะเกิดขึ้นเดือนละครั้ง รวมเป็นรายงานตัวทั้งสิ้น 4 ครั้ง หรือหากจะเป็นกรณี 2 เดือนค่อยรายงานตัว 1 ครั้ง ก็จะเป็นเรื่องที่ทางเจ้าหน้าที่คุมประพฤติกับผู้ถูกคุมประพฤติจะพูดคุยประสานงานกัน อย่างไรก็ตาม หากย้อนไปเมื่อครั้งการพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษฯ ก่อนหน้านี้ พบว่านายทักษิณได้มีการรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพ มหานคร 1 ครบทุกครั้ง ไม่มีปัญหาใด ๆ

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยด้วยว่า สำหรับนายทักษิณ ถือเป็นผู้ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษเป็นการทั่วไป ดังนั้น การติดกำไล EM จะต้องถูกติดไปจนกว่าจะพ้นโทษ ในวันที่ 9 ก.ย.69 ซึ่งก็เป็นไปตามมติของอนุกรรม การเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลง โทษ ส่วนการจะขอปลดกำไล EM ระหว่างการคุมประพฤติ เนื่องจากปัญหาเรื่องสุขภาพหรือเพื่อการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะเหตุจำเป็นต้องเข้าอุโมงค์เพื่อทำ MRI (Magnetic Resonance Imaging) หรือการรักษาใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องตรวจที่ใช้สนามแม่เหล็กและคลื่นวิทยุความเข้มสูงนั้น ตามขั้นตอนปกติแล้ว หากผู้ถูกคุมประพฤติจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นครั้งคราว และติดอุปสรรคของกำไล EM ผู้ถูกคุมประพฤติสามารถยื่นคำร้องขอปลดกำไล EM ชั่วคราวได้ โดยใช้เอกสารที่มีความเห็นของแพทย์ ที่ระบุชัดเจนเลยว่า “กำไล EM มันเป็นอุปสรรคในการรักษาพยาบาลจริง”

รวมถึงแจ้งเหตุความจำเป็นของการรับการรักษาพยาบาลอย่างครบถ้วน ในวันเวลาใดบ้าง เพื่อยื่นประกอบการพิจารณาให้แก่เจ้าหน้าที่คุมประพฤติเจ้าของสำนวนคุมประพฤติดังกล่าวได้ อาทิ กรณีของอดีตนายกฯ ก็จะต้องยื่นคำร้องไปยังเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 เพื่อจะได้ปลดกำไล EM เป็นการชั่วคราวเท่านั้น และเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการรักษาพยาบาล ก็ต้องกลับมาติดกำไล EM ดังเดิม แต่ถ้าหากเป็นกรณีที่มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือป่วยติดเตียง หรือข้อเท้าเป็นแผลพุพอง หรือการติดกำไล EM ทำให้เผชิญปัญหาสุขภาพย่ำแย่ลง ทางผู้ถูกคุมประพฤติสามารถยื่นคำร้องขอปลดกำไล EM แบบถาวรมายังเจ้าหน้าที่คุมประพฤติได้เช่นเดียวกัน เพื่อเจ้าหน้าที่คุมประพฤติจะเสนอรายงานไปยังคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ แต่ก็จะเป็นดุลพินิจของคณะอนุกรรมการฯ ว่าจะให้ปลดกำไล EM ระหว่างพักโทษคุมประพฤติด้วยเหตุทางด้านสุขภาพหรือการรับการรักษาพยาบาลตามที่ผู้ร้องยื่นคำขอหรือไม่ โดยจะเป็นชุดคณะอนุกรรมการฯ เดียวกันกับที่เคยมีมติให้ต้องติดกำไล EM ซึ่งถ้าคณะอนุกรรมการฯมีมติอย่างไร กรมคุมประพฤติก็มีหน้าที่ต้องทำตามมติของคณะอนุกรรมการฯทุกประการ

ทักษิณ

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยอีกว่า สำหรับเงื่อนไขการห้ามกระทำการใดๆ ระหว่างพักโทษคุมประพฤติในส่วนของนายทักษิณ พบว่ามติของคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ไม่ได้มีการกำหนดเงื่อนไขพิเศษอื่นใด โดยเฉพาะเรื่องการเมืองก็ไม่ได้ระบุห้ามไว้ ยังคงเป็นเงื่อนไขปกติเหมือนกับผู้พักโทษรายอื่นทุกคน ประกอบด้วย 1.ต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติที่สำนักงานคุมประพฤติท้องที่ภายใน 3 วันนับแต่ได้รับการปล่อยตัว และต่อไปให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนดจนกว่าจะพ้นโทษ 2.ต้องพักอาศัยอาศัยอยู่กับผู้อุปการะตามบ้านเลขที่ที่แจ้งไว้และห้ามออกนอกเขตท้องที่จังหวัด เว้นแต่ติดธุระสำคัญและต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานคุมประพฤติก่อน 3.ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ หากฝ่าฝืนและถูกลงโทษโดยเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับนั้น ต้องแจ้งให้พนักงานคุมประพฤติทราบทุกครั้ง 4.ให้ประกอบอาชีพสุจริต หากเปลี่ยนสถานที่ทำงานหรือย้ายงานใหม่ต้องแจ้งพนักงานคุมประพฤติทราบทุกครั้ง 5.ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำตักเตือนของพนักงานคุมประพฤติและเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกรมคุมประพฤติกำหนด 6.ห้ามประพฤติตนในทางเสื่อมเสีย เช่น เล่นการพนัน เสพยาเสพติด และกระทำความผิดขึ้นอีก 7.ห้ามเกี่ยวข้องกับสารระเหย วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตหรือประสาท หรือยาเสพติดให้โทษทุกประเภท รวมทั้งอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดทุกชนิด 8.ห้ามเยี่ยมเยียนและติดต่อกับนักโทษที่ไม่ใช่ญาติซึ่งกำลังต้องโทษอยู่ และ 9.ต้องแสดงหนังสือสำคัญการปล่อยตัวต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือเจ้าพนักงานเรือนจำเมื่อมีการเรียกให้แสดง และหากหนังสือสำคัญการปล่อยตัวสูญหายให้รีบแจ้งต่อพนักงานคุมประพฤติ

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยว่า สำหรับผู้ถูกคุมประพฤติ เงื่อนไขชัดเจนคือห้ามออกนอกเขตพื้นที่จังหวัด เว้นแต่มีกิจธุระสำคัญเป็นครั้งคราว ทางผู้ถูกคุมประพฤติก็สามารถขออนุญาตเจ้าหน้าที่คุมประพฤติได้ โดยต้องระบุเหตุผลการไปสถานที่นั้น ๆ ว่าไปปลายทางคือที่ใด มีวัตถุประสงค์เพื่อการใด ไประยะเวลากี่วัน เป็นต้น ส่วนถ้าจะเดินทางไปต่างประเทศระหว่างการคุมประพฤตินั้น ต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าสถานะของผู้พักโทษคุมประพฤติ ก็ยังคงสถานะผู้ต้องขัง ยังไม่ใช่การพ้นโทษ ดังนั้น ผู้ต้องขังไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้  

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก Thaksin Shinawatra

สส.ส้มโยง’หลานทักษิณ’ พันบริษัทฉาวที่ถูกสื่อนอกแฉ เป็นทางผ่านขายชิปให้จีน หลบเลี่ยงการแบนของสหรัฐ

สส.ส้มโยง'หลานทักษิณ' พันบริษัทฉาวที่ถูกสื่อนอกแฉ เป็นทางผ่านขายชิปให้จีน หลบเลี่ยงการแบนของสหรัฐ

สส.ส้มโยง’หลานทักษิณ’ พันบริษัทฉาวที่ถูกสื่อนอกแฉ เป็นทางผ่านขายชิปให้จีน หลบเลี่ยงการแบนของสหรัฐ

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.16 น.

จากกรณี สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานข่าว โดยอ้างแหล่งข่าวว่าบริษัท OBON Corp ที่มีฐานอยู่ในกรุงเทพฯ ถูกสงสัยว่ามีส่วนช่วยลักลอบนำเข้าเซิร์ฟเวอร์ Super Micro Computer มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งบรรจุชิป Nvidia ขั้นสูงไปยังประเทศจีน

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์เฟสบุ๊ค แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทของไทยที่ถูกสื่อต่างประเทศชื่อดังระบุว่า เป็นทางผ่านในการส่ง GPU ของ NVIDIA ไปยัง Alibaba เพื่อลบเลี่ยงการแบนของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา กับหลานชายของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

นายอิสริยะ ระบุในโพสต์ดังกล่าวว่า  “บริษัทไทย OBON ทางผ่านขาย GPU สหรัฐให้จีน?

ข่าวเด่นของวงการไอทีโลกในรอบวันนี้คือ Bloomberg ออกมาแฉว่ามีบริษัทไทยแห่งหนึ่งเป็นทางผ่านในการส่ง GPU ของ NVIDIA ไปยัง Alibaba เพื่อลบเลี่ยงการแบนของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา

บริษัทแห่งนี้มีชื่อว่า OBON Corporation (อ่านว่า โอบีโอเอ็น) ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับ Siam AI Cloud ที่เจ้าของคือ หลานชายทักษิณ

บริษัท Siam AI Cloud มีผู้ก่อตั้งและซีอีโอคือ รัตนพล วงศ์นภาจันทร์ บุตรชายของเยาวเรศ ชินวัตร น้องสาวของอดีตนายกทักษิณ ซึ่งรัตนพลก็เคยนั่งเป็นซีอีโอของ OBON มาก่อนด้วย โดยเจ้าตัวให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ว่าไม่เกี่ยวข้องกับ OBON แล้วหลังเขามาเปิดอีกบริษัทคือ Siam AI CLOUD 9

ในหน้าเว็บของ OBON ระบุว่าทำธุรกิจขายส่งฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะอุปกรณ์เครือข่าย ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าบอกว่าจดทะเบียนในปี 2561 แต่ส่งงบถึงแค่ปี 2566 มีรายได้ปีสุดท้าย 29 ล้านบาท ขาดทุน 8.7 ล้านบาท ชื่อกรรมการมีคนเดียวคือ นายณฐพล องค์มรกต ซึ่งค้นหาดูแล้วไม่มีชื่อปรากฏต่อสาธารณะว่าทำอะไรมาบ้าง 

อีกจุดที่น่าสนใจคือมีทุนจดทะเบียนสูงถึง 100 ล้านบาท แต่ถ้ามองว่าอดีตซีอีโอ (และน่าจะเป็นอดีตกรรมการ) คือหลานทักษิณ ก็พอเข้าใจได้ว่ามีทุนจดทะเบียนได้มากพอ (บริษัท Siam AI มีทุนจดทะเบียน 950 ล้านบาท)

จากการสอบสวนของ Bloomberg บอกว่า เซิร์ฟเวอร์ถูกผลิตจากบริษัทไต้หวัน Super Micro ที่เพิ่งมีข่าวฉาวเรื่องการลักลอบขายฮาร์ดแวร์ให้จีนจนซีอีโอต้องลาออก แล้วขายเข้าไทยมายังบริษัท OBON ระหว่างปี 2024-2025 เป็นมูลค่าสูงถึง 2.5 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 8 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ OBON บริษัทโนเนมของไทยกลายเป็นลูกค้ารายใหญ่อันดับ 11 ของ Super Micro อยู่ช่วงหนึ่งด้วย 

ตอนนี้เรายังไม่มีข้อมูลว่าเซิร์ฟเวอร์มันขายผ่าน OBON มาได้อย่างไร ลงรายได้กันอย่างไร เพราะงบมีถึงแค่ปี 66 

สิ่งที่เรารู้แน่ๆ คือ OBON มีความเชื่อมโยงกับ Siam AI Cloud และเป็นผู้ส่งเครื่องต่อไปให้ Siam AI Cloud จริง ในเอกสารข่าวแจกของ OBON เมื่อปี 2024 (2567) เขียนไว้ชัดเจนว่า OBON กำลังสร้างคลัสเตอร์ที่ใช้ชิป NVIDIA H100 ให้กับ Siam AI Cloud และระบุที่อยู่เว็บไซต์ของ OBON เป็น siam.ai (ไม่ใช่ obon.co.th ซึ่งมีเว็บไซต์แยกกันอยู่ก่อนแล้ว)

นักข่าวของ Bloomberg ยังบอกว่าลงสำรวจพื้นที่สำนักงานของ OBON ย่านพัฒนาการ มีป้ายชื่อบริษัท Siam AI ในตึกเดียวกัน แต่ไม่มีชื่อของ OBON อยู่ในรายชื่อผู้เช่าตึก

ในการเปิดตัวบริษัท Siam AI Cloud เมื่อปี 2567 เป็นงานใหญ่ระดับชาติ เพราะบริษัทหน้าใหม่ที่เพิ่งจดทะเบียนเดือนมกราคม 2567 ไม่เคยมีผลงานใดๆ มาก่อน กลับสามารถเชิญ Jensen Huang ซีอีโอของบริษัทระดับโลกอย่าง NVIDIA มาร่วมงานได้

ผมอยู่ในงานเปิดตัวรอบนั้นด้วย ก็พบว่าเป็นงานที่มีผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศไทยมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น อดีตนายกทักษิณ หรือมหาเศรษฐีใหญ่ของประเทศไทย ทั้งเจ้าสัวธนินทร์ เจียรวนนท์ ที่มาพร้อมลูกชาย 2 คน (สุภกิต-ศุภชัย), ฐาปน สิริวัฒนภักดี ลูกชายของกลุ่ม Thai Beverage, สารัชถ์ รัตนาวะดี แห่ง Gulf

ถ้าดูบริบทการเมืองในตอนนั้นที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาล นายกรัฐมนตรีชื่อเศรษฐา ทวีสิน (ประมาณ 4 ก่อนเศรษฐาหลุดจากตำแหน่ง) ก็พอเข้าใจได้ว่าการเปิดตัว Siam AI ในฐานะ “ธุรกิจใหม่” ของตระกูลชินวัตร ที่เป็นธุรกิจไฮเทคก้าวทันโลกตามที่อดีตนายกทักษิณถนัด จะต้องเป็นงานใหญ่ระดับประเทศ มีแขกระดับผู้หลักผู้ใหญ่เข้าร่วมกันมากมาย

อย่างไรก็ตาม ตัวโมเดลธุรกิจของ Siam AI Cloud ก็มีประเด็นที่น่าตั้งคำถามหลายข้อ เริ่มจากความสามารถในการทุ่มซื้อ GPU ของ NVIDIA ราคาแพงมหาศาล และทั้งโลกกำลังแย่งกันซื้อ การเป็นบริษัทหน้าใหม่ของวงการไม่น่าจะสามารถทำเองได้เพียงลำพัง (แม้มีเงินมากขนาดไหนก็ตาม) คงต้องใช้พลังคอนเนคชั่นระดับเทพด้วยเช่นกัน

คำถามถัดมาคือ ทุ่มซื้อ GPU แล้วเอามาทำอะไรต่อ? จากข่าวที่ปรากฏช่วงหลังจากนั้น Siam AI Cloud ได้เซ็นสัญญากับธุรกิจยักษ์ใหญ่ของไทยจำนวนมาก เช่น กลุ่ม CP/True หรือกลุ่ม Gulf (ซึ่งไม่น่าแปลกใจที่เจ้าสัวทั้งสองรายมาปรากฏตัวในงาน) เพื่อให้บริการเช่าใช้งาน GPU ต่อด้วย อันนี้ด้วยคอนเนคชั่นระดับเทพของกลุ่มชินวัตรก็ไม่น่าแปลกใจที่ Siam AI สามารถเจรจากับกลุ่มทุนใหญ่ๆ ของไทยได้โดยง่าย

แต่คำถามที่ผมยังสงสัยต่อไปก็คือ การทุ่มเงินขนาดนี้เพื่อให้บริการเช่าใช้งาน GPU มันเป็นโมเดลธุรกิจคุ้มค่าจริงหรือ เพราะเราเห็นข่าวบริษัทไอทีระดับโลกทุ่มทุนซื้อ GPU กันมหาศาลกว่านั้นมาก เป็นระดับแสนล้านหรือเกินล้านล้านบาทไทย แถมบริษัทระดับโลกเหล่านี้ก็ไม่สามารถ “ทำเงิน” จากการให้เช่า GPU ได้โดยตรงเท่าไรนัก อย่างที่เราเห็นข่าวกันว่าบริษัท AI ล้วนขาดทุนหนักๆ กันถ้วนหน้า ที่ยังอยู่ได้ในปัจจุบันก็เป็นเพราะมีเงินจากนักลงทุน VC หรือมีเงินมหาศาลจากธุรกิจอื่น (เช่น กูเกิลมีรายได้มหาศาลจากโฆษณา) มาช่วยอุ้มไว้เท่านั้น

นี่จึงนำไปสู่ข้อสงสัยสุดท้ายของผมว่า หรือจริงๆ แล้วการเล่นใหญ่ทุ่มซื้อ GPU มาให้บริษัทใหญ่ๆ ในไทยเช่าใช้งาน มันเป็นแค่ฉากหน้าที่ดูดี แต่โมเดลธุรกิจของจริงมันเรียบง่ายกว่านั้นมาก นั่นคือเป็นทางผ่านขาย GPU ไปยังบริษัทยักษ์ใหญ่ในจีนที่มีเงินสดพร้อมจ่ายค่า GPU ให้ทันที ไม่ต้องรอไปทำกำไรจากค่าเช่าในภายหลัง

พรรคประชาชนจะใช้กลไกของรัฐสภา ตรวจสอบเรื่องนี้ต่อไปครับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าโพสต์ดังกล่าวของ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน มีการแชร์ออกไปจำนวนมาก รวมทั้ง นส.รัชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน รวมทั้งนักวิชาการที่สนับสนุนพรรคประชาชน อาทิ สฤณี อาชวานันทกุล ด้วย

สำหรับนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ (มาร์ค) เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี สื่อออนไลน์ และอดีตผู้บริหาร LINE MAN Wongnai ผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ Blognone และ Brand Inside โดยในช่วงต้นปี 2569 ได้เข้าสู่แวดวงการเมืองในฐานะผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์

นายกฯอนุทิน โชว์วิสัยทัศน์อาเซียน ครั้งที่ 48 ชูไทยผู้นำสันติภาพ-ความมั่นคงภูมิภาค

นายกฯอนุทิน โชว์วิสัยทัศน์อาเซียน ครั้งที่ 48 ชูไทยผู้นำสันติภาพ-ความมั่นคงภูมิภาค

นายกฯอนุทิน โชว์วิสัยทัศน์อาเซียน ครั้งที่ 48 ชูไทยผู้นำสันติภาพ-ความมั่นคงภูมิภาค

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.45 น.


โฆษกรัฐบาลเปิดเผยผลสำเร็จของ”นายกฯ”บนเวทีอาเซียน ชี้บทบาทไทยสร้างสันติภาพ-เสถียรภาพภูมิภาค พร้อมเดินหน้าความร่วมมือเชิงรุกกับประเทศสมาชิก ท่ามกลางความผันผวนของโลก ผลักดันอาเซียนเข้มแข็ง มีเอกภาพ และมีบทบาทมากขึ้นบนเวทีระหว่างประเทศ พร้อมรักษาผลประโยชน์ชาติ ควบคู่การสร้างโอกาสให้ประชาชนไทย

9 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 7–9 พฤษภาคม 2569 ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่วการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้สะท้อนบทบาทเชิงรุกของไทยในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ท่ามกลางบริบทโลกที่เผชิญความผันผวนจากความขัดแย้งในหลายภูมิภาค ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคงด้านพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร และเสถียรภาพของภูมิภาคอาเซียน 

โดยนายกรัฐมนตรีได้ใช้เวทีอาเซียนยืนยันจุดยืนของไทยในการส่งเสริมสันติภาพ การแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจา การยึดมั่นในกฎกติกาสากล และการผลักดันให้อาเซียนมีความเป็นเอกภาพ เข้มแข็ง และมีบทบาทมากยิ่งขึ้นบนเวทีโลก ควบคู่กับการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนชาวไทย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ภารกิจสำคัญวันแรกของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 คือการเข้าร่วมการหารือสามฝ่ายร่วมกับสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เพื่อหารือสถานการณ์ไทย–กัมพูชา โดยการหารือดังกล่าวเป็นข้อริเริ่มของฝ่ายฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน ซึ่งมีความประสงค์ให้ภูมิภาคอาเซียนดำรงไว้ซึ่งบรรยากาศแห่งความร่วมมือและความเข้าใจอันดี ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีความละเอียดอ่อนในภูมิภาค

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้เข้าร่วมการหารือด้วยท่าทีสร้างสรรค์และมุ่งมองไปข้างหน้า พร้อมนำคณะผู้แทนด้านการต่างประเทศและฝ่ายความมั่นคงเข้าร่วม เพื่อยืนยันจุดยืนของประเทศไทยที่ยึดมั่นในแนวทางสันติภาพ ควบคู่กับการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนชาวไทย โดยนายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า ไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดในหลายมิติ และความขัดแย้งย่อมนำมาซึ่งความสูญเสียแก่ทุกฝ่าย จึงถึงเวลาที่ทั้งสองประเทศจะร่วมกันเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์ บนพื้นฐานของความจริงใจ ความไว้วางใจ และความร่วมมือที่สร้างสรรค์

ในการหารือดังกล่าว ไทยและกัมพูชาเห็นพ้องที่จะมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศร่วมกันจัดทำมาตรการสร้างความเชื่อมั่นในทางปฏิบัติ โดยเริ่มจากประเด็นที่สามารถดำเนินการร่วมกันได้ทันที เพื่อฟื้นฟูความไว้วางใจและเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง 

อย่างไรก็ดี การหารือครั้งนี้มิได้มีการเจรจาเรื่องการปักปันเขตแดนหรือการเปิดพรมแดนแต่อย่างใด โดยฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นในการรักษาผลประโยชน์ของชาติและดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายและกติกาสากลอย่างเคร่งครัด

สำหรับการประขุมฯ ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 แบบเต็มคณะ (Plenary Session) ร่วมกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน เลขาธิการอาเซียน และประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมฯ ยืนยันความพร้อมของไทยในการทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกทุกประเทศ เพื่อให้อาเซียนยังคงเป็นเสาหลักของสันติภาพ เสถียรภาพ และความรุ่งเรืองของภูมิภาค ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอนและความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

พร้อมเสนอให้อาเซียนเร่งเสริมสร้างความร่วมมือเชิงปฏิบัติด้านความมั่นคงทางพลังงาน อาทิ การผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) การใช้กลไกความมั่นคงด้านปิโตรเลียมอาเซียน รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของภูมิภาคในระยะยาว

ในด้านความมั่นคงทางอาหาร ไทยพร้อมใช้ศักยภาพในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตอาหารสำคัญของโลก สนับสนุนความมั่นคงด้านอาหารของภูมิภาคอย่างเต็มที่ พร้อมเสนอให้ต่อยอดความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จ เช่น ความตกลงการค้าข้าวระหว่างไทย–สิงคโปร์ ไปยังสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นอื่น ๆ เพื่อสร้างความพร้อมร่วมกันของอาเซียนในช่วงวิกฤต

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังได้เน้นย้ำถึงการคุ้มครองประชาชนอาเซียนในสถานการณ์วิกฤต โดยยกประสบการณ์ของไทยในการอพยพคนไทยจากพื้นที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความร่วมมือระดับภูมิภาค พร้อมยืนยันว่า ไทยพร้อมทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกเพื่อผลักดันให้อาเซียนสามารถรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ตกลงเห็นชอบ “พิธีสารเซบู” เพื่อแก้ไขกฎบัตรอาเซียนให้รองรับการเข้าเป็นสมาชิกของติมอร์-เลสเต และร่วมรับรองแถลงการณ์สำคัญ 4 ฉบับ ครอบคลุมด้านความร่วมมือทางทะเล การรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง การบริหารจัดการภัยพิบัติ และการเสริมพลังเยาวชนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของอาเซียนในการเสริมสร้างภูมิภาคให้เข้มแข็งและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

ต่อมา นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 แบบไม่เป็นทางการ (Retreat Session) โดยได้หารือร่วมกับผู้นำอาเซียนเกี่ยวกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกและผลกระทบต่อภูมิภาค พร้อมย้ำว่า หลักการสำคัญของอาเซียน อาทิ การเจรจา การยับยั้งชั่งใจ และการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี จำเป็นต้องได้รับการผลักดันอย่างจริงจังมากขึ้นในบริบทโลกปัจจุบัน

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เสนอ 3 แนวทางเชิงยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยม (Regionalism) เพื่อเพิ่มเอกภาพและประสิทธิภาพในการตัดสินใจร่วมกันของอาเซียน การเสริมสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) โดยยึดหลัก ASEAN Centrality และพัฒนากลไกจัดการวิกฤตที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น และการรักษาความสำคัญของอาเซียนในเวทีโลก (Relevance) ผ่านการทำงานร่วมกับประเทศหุ้นส่วนเพื่อสนับสนุนระบบพหุภาคีนิยมและระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกา เพื่อให้อาเซียนยังคงเป็นภูมิภาคที่ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาคมระหว่างประเทศ

ในห้วงการประชุมดังกล่าว นายกรัฐมนตรียังได้ใช้โอกาสนี้หารือทวิภาคีกับผู้นำอีก 4 ประเทศ เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและประชาชนของไทย 

โดยในการหารือกับนายเล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเร่งขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุเป้าหมาย 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านการลงทุน การเชื่อมโยงด้านการบิน และการพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม

สำหรับการหารือกับนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนภายใต้แนวคิด “Synergise Our Strength” โดยเห็นพ้องว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนควรใช้จุดแข็งร่วมกันในการเพิ่มอำนาจต่อรองและยกระดับบทบาทของภูมิภาคในเวทีโลก พร้อมสนับสนุนความร่วมมือด้านพลังงาน โดยเฉพาะการผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

ขณะที่การหารือกับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นไปอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเร่งผลักดันโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชายแดน ทั้งถนนเชื่อมด่านสะเดา–บูกิตกายูฮิตัม และสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลกแห่งที่ 2 เพื่อส่งเสริมการค้า การเดินทาง และเศรษฐกิจชายแดน รวมถึงหารือความร่วมมือในการสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ผ่านแนวทางสันติวิธี ตลอดจนขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน

สำหรับวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ก่อนเดินทางกลับ ยังได้หารือกับนายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันความพร้อมของไทยในการสนับสนุนการทำหน้าที่ประธานอาเซียนของฟิลิปปินส์ พร้อมเดินหน้ากระชับความร่วมมือระหว่างกันในหลายด้าน ทั้งความมั่นคงทางอาหาร การค้า การลงทุน และพลังงาน เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาค ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงทางออนไลน์

“ผลการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทเชิงรุกของไทยในการขับเคลื่อนความร่วมมือระดับภูมิภาค ท่ามกลางบริบทโลกที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยไทยได้ยืนยันจุดยืนในการส่งเสริมสันติภาพ การแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจา การรักษาผลประโยชน์ของชาติภายใต้กฎกติกาสากล และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง พลังงาน อาหาร และการดูแลประชาชน พร้อมเดินหน้าความร่วมมือกับประเทศสมาชิกและประเทศหุ้นส่วนอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้อาเซียนยังคงเป็นภูมิภาคแห่งสันติภาพ เสถียรภาพ และโอกาสของประชาชนในระยะยาว” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

รัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health เฝ้าระวังภาวะดื้อยาทั้งระบบ หลังพบเชื้อดื้อยาพุ่งเกิน 70%

รัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health เฝ้าระวังภาวะดื้อยาทั้งระบบ หลังพบเชื้อดื้อยาพุ่งเกิน 70%

รัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health เฝ้าระวังภาวะดื้อยาทั้งระบบ หลังพบเชื้อดื้อยาพุ่งเกิน 70%

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.27 น.

รัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health เฝ้าระวังภาวะดื้อยาทั้งระบบ แนะประชาชนใช้ยาปฏิชีวนะตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด หลังพบเชื้อดื้อยาพุ่งเกิน 70% 

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับเครือข่ายโรงพยาบาล 141 แห่ง จาก 77 จังหวัด ดำเนินการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพทางห้องปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพของประเทศย้อนหลัง 10 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2558 – 2568 พบว่า เชื้อ Acinetobacter calcoaceticus-baumannii complex มีอัตราการดื้อยากลุ่ม carbapenem ซึ่งเป็น “ยาต้านจุลชีพทางเลือกสุดท้าย” มีอัตราดื้อยาสูงกว่าร้อยละ 70 และยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อดื้อยาชนิดนี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะไม่มียาในการรักษา

ขณะที่ เชื้อ Klebsiella pneumoniae (เคลบซิลลา นิวโมเนียอี) พบแนวโน้มการดื้อยากลุ่ม carbapenem เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และมีอัตราการดื้อยากลุ่ม third generation cephalosporin (กลุ่มเซฟาโลสปอรินรุ่นที่สาม) ซึ่งเป็นกลุ่มยาปฏิชีวนะที่สามารถรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด ร้อยละ 35–45 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อรุนแรงในอนาคต

ส่วนเชื้อ E. coli (อีโคไลน์) แม้อัตราการดื้อยากลุ่ม carbapenem จะยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับเชื้อ ชนิดอื่น แต่พบอัตราการดื้อยากลุ่ม third generation cephalosporin โดยเฉพาะยา ceftriaxone (เซฟไตรแอ็กโซน) และ Cefotaxime (เซโฟแทกซิม) ในระดับค่อนข้างสูงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาเชื้อดื้อยาไม่ได้จัดกัดอยู่เฉพาะในระบบโรงพยาบาลหรือระบบบริการสุขภาพเท่านั้น แต่เริ่มแพร่กระจายสู่ชุมชนแล้ว

“สำหรับประชาชนหรือผู้ป่วย เพื่อหยุดยั้งเชื้อดื้อยา ควรกินยาปฏิชีวนะให้ครบตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว รวมทั้งห้ามซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง ห้ามหยุดยาเอง และห้ามแบ่งยาให้ผู้อื่นเด็ดขาด รัฐบาลขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ การเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการ รวมถึงการดำเนินงานภายใต้แนวคิด One Health ที่เชื่อมโยงสุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน เพื่อสื่อสารเพิ่มความตระหนักรู้ ให้เกิดการชะลอการเพิ่มขึ้นของเชื้อดื้อยาในอนาคต  รวมถึงมอบหมายกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับเครือข่ายห้องปฏิบัติการทั่วประเทศ ในการเฝ้าระวังต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการวางแผนเชิงนโยบายและการตอบสนองด้านสาธารณสุขของประเทศไทย” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

‘พร้อมพงศ์’ วอนหยุดจองเวร ‘ทักษิณ’ เผยอายุ76 อยากเลี้ยงหลาน ไม่คิดเอาคืนใคร

'พร้อมพงศ์' วอนหยุดจองเวร 'ทักษิณ' เผยอายุ76 อยากเลี้ยงหลาน ไม่คิดเอาคืนใคร

‘พร้อมพงศ์’ วอนหยุดจองเวร ‘ทักษิณ’ เผยอายุ76 อยากเลี้ยงหลาน ไม่คิดเอาคืนใคร

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.02 น.

พร้อมพงศ์ มั่นใจ ทักษิณ พักโทษ ใช้เวลาพักผ่อนกับลูกหลาน ไม่คิดเอาคืนใคร อัด พวกขวางพักโทษ จ้องจองเวร เผย สังคมไทยเป็นสังคมให้โอกาส ควรปล่อยวาง ให้อภัย ย้ำ อดีตนายกฯ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมครบถ้วน วอน อย่าเอาแต่สะใจ เชื่อ แนวคิด ยังมีประโยชน์ต่อประเทศชาติ

9 พ.ค.69  นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กำลังจะได้รับการพักโทษวันที่ 11 พ.ค. แต่ยังมีนักเคลื่อนไหวบางคน บางกลุ่ม คัดค้านการพักโทษ ก่อนหน้าคนพวกนี้ บอกให้ท่านกลับเมืองไทย มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พอท่านกลับเข้ามาอย่างถูกต้อง เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอน ถูกคุมขัง2รอบ แต่คนเหล่านี้ยังไม่พอใจ รมว.ยุติธรรม พูดชัด เป็นไปตามขั้นตอนของคณะกรรมการพักโทษ และไม่อยู่ในข้อห้ามการพูดการเมือง สังคมไทยวนเวียนกับความขัดแย้งมานานกว่า 20ปี ด้วยเพราะมีคนคิดจองเวร ไม่จบไม่สิ้น ไม่รู้จักให้อภัย อดีตนายกฯทักษิณอายุ 76ปีแล้ว ท่านยอมทำตามกฎระเบียบทุกอย่าง แม้ได้ออกมา จะต้องใส่กำไลอีเอ็ม ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ไม่เข้าใจว่า คนที่เคลื่อนไหว จะต้องเป็นอย่างไรถึงพวกท่านจะพอใจ จะเอาแต่สะใจอย่างนั้นใช่หรือไม่ เราควรลดละ อภัย มองไปข้างหน้า มากกว่าจมอยู่ในอดีตแห่งความชิงชัง

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ทุกวิกฤตประเทศ ทางเศรษฐกิจ ผู้คนหวนคิดถึง แนวคิด การแก้ไขของอดีตนายกฯทักษิณ ที่เคยนำประเทศไทยไปยืนหยัดทัดเทียมนานาชาติอย่างไม่อายใคร ผู้นำทั่วโลกให้ความเชื่อถือ ยอมรับ มีนโยบายจับต้องได้ 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน โอทอป การปราบปรามยาเสพติดอย่างเอาจริงเอาจัง การแก้ไขปัญหาด้านพลังงาน แก้ปัญหาปากท้องชาวบ้านอย่างเป็นระบบ 

“ช่วงท่านอยู่ต่างประเทศ นักธุรกิจ นักการเมือง คนรู้จักแวดวงต่างๆ แวะเวียนไปร่วมพูดคุยปรึกษาอยู่บ่อยครั้ง อีกไม่กี่วัน อดีตนายกฯทักษิณ จะได้รับการพักโทษ ความคิด ประสบการณ์ที่ได้เคยบริหารงาน ได้ทำงานร่วมกับบริษัทขนาดใหญ่ระดับโลก และผู้นำหลายต่อหลายชาติ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการมองไปข้างหน้า พวกที่กังวล ท่านออกมาแล้วจะ เอาคืน ล้างแค้นใครหรือไม่ คนอายุ 76ปี กับหลานอีก 7คน คงอยากจะให้เวลาพักผ่อนกับลูกๆหลานๆมากกว่า คนที่เห็นโลกมามาก ผ่านอะไรมาเยอะ อย่างที่ท่านเคยบอก เคยเห็นทั้งนรกและสวรรค์ มาหมดแล้ว คนที่เคยคิดทำร้ายท่านถึงชีวิต ยังให้อภัย อโหสิกรรมให้หมด คงไม่มานั่งคิดเอาคืนอะไรใครหรอก พวกที่ปั่นเรื่อง ยุแยง ควรเลิกระแวง สงสัยได้แล้ว สังคมไทยเป็นสังคมให้โอกาส ให้อภัย อะไรที่ปล่อยวางกันได้ ควรจะปล่อยวางกัน” นายพร้อมพงศ์กล่าว

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ตนเป็นคนหนึ่ง ที่เคยได้รับโอกาส สัมผัส ได้รู้วิธีคิด วันที่ 11 พ.ค. จะเป็นหนึ่งคน ร่วมกับ พี่น้องเสื้อแดง คนที่รักศรัทธาท่าน รอต้อนรับการกลับมา ส่วนวันข้างหน้า บทบาทท่านจะเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้ คงให้ท่านหรือคนในครอบครัวออกมาบอกเอง แต่จากอดีต ประสบการณ์การเป็นนายกฯ การบริหารประเทศ การแก้ไขปัญหาปากท้อง หลายคนยังนึกถึง อดีตผู้นำ ที่ครั้งหนึ่ง ทำให้รู้สึกว่า นโยบายรัฐ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ชาวบ้านสัมผัสได้ เกิดประโยชน์ต่อประเทศ แบบที่ประชาธิปไตยกินได้จริงๆ   

ระวังไทยประสบวินาศกรรม อดีตบิ๊กข่าวกรอง เตือน รัฐบาล ฟรีวีซ่า ทำเหตุ ปล่อยจีนซุกคลังแสง

ระวังไทยประสบวินาศกรรม อดีตบิ๊กข่าวกรอง เตือน รัฐบาล ฟรีวีซ่า ทำเหตุ ปล่อยจีนซุกคลังแสง

ระวังไทยประสบวินาศกรรม อดีตบิ๊กข่าวกรอง เตือน รัฐบาล ฟรีวีซ่า ทำเหตุ ปล่อยจีนซุกคลังแสง

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.01 น.

วันนี้ 9 พฤษภาคม 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชำแหละปมร้อนกรณีการจับกุมชาวจีนที่ดูเหมือนจะเป็นอุบัติเหตุรถยนต์ธรรมดา แต่เกมพลิกกลายเป็นเรื่องความมั่นคงระดับชาติ โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “รื้อระบบการจับกุมคนจีนจากอุบัติเหตุรถยนต์ เกมพลิกพบสะสมอาวุธวัตถุระเบิดจำนวนมาก อาวุธสงครามน่าตกใจที่มีระเบิดซีโฟร์หนักลูกละ​ 16​ ปอนด์ถึง​ 5 ลูก​ ผูกติดกับเสื้อเกราะ​ จุดชนวนด้วยรีโหมด นั่นหมายถึงอุปกรณ์พร้อมทำงานในแบบพลีชีพ

นอกจากนั้น​ ยังพบคลิปการฝึกใช้อาวุธในประเทศข้างบ้านไทย เครื่องหมายคำถามตัวโตๆ ฟรีวีซ่าสวรรค์ของใคร เปิดประตูบ้านเปิดอ้าซ่า​ อยู่เกินกำหนด​ แปลงสัญชาติ​ ซื้อที่ดิน ระบบตรวจคนเข้าเมืองของไทยมีช่องโหว่หละหลวมตรงไหน​ ปล่อยให้คนต่างชาติเข้าประเทศง่ายเกินไปหรือไม่ ไม่มีกระบวนการตรวจสอบติดตามคนที่อยู่เกินกำหนด​ โดยไม่รู้ว่าหลบซ่อนตัวหรือแอบทำกิจกรรมอะไรที่ไหน การหาอาวุธและวัตถุระเบิดยังเป็นเรื่องซื้อง่ายขายคล่อง​ ระวังไทยจะต้องประสบกับวินาศกรรมครั้งใหญ่ ไทยต้องพึ่งพระสยามเทวาธิราชตลอดเลยหรือ”

นันทิวัฒน์ สามารถ

ทำเอาชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกับโพสต์ของ นายนันทิวัฒน์ สามารถ หลังจากที่โพสต์ของเจ้าตัวเผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลได้ไม่นาน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความปลอดภัยและการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น

“งงครับ,..อาวุธส่วนหนึ่งตีตราว่า.RTA.ใครตอบได้บ้างอะไรเกิดขึ้นกับหน่วยงานข่าวกรองและงานความมั่นคงภายใน.อยากให้ท่าน รมว.มหาดไทย.และ รมว.กลาโหม.ออกแอ๊คชั่นมากกว่าที่เป็นอยู่นี้,..อย่าปล่อยให้ท่านสีหศักดิ์.ลุยอยู่คนเดียวเลย”

“กรรมมันติดจรวดมีจริง แล้วจะสืบสวนเจอใครทำ”

“จริงๆ ตม รู้ใช่ไหมครับว่าใครอยู่เกินวีซ่าฝรั่งซื้อที่ดินปลูกบ้านเองมีให้เห็นที่ภูเก็ตข้างบ้านผมเลย”

“หน่วยงาน​”ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง” ควรแยกออกจาก​ สตช เป็นกรมๆหนึ่ง​สังกัดกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง​ จะได้บริหารจัดการ​”บุคคลต่างด้าว” ได้มีประสิทธิภาพ่ดีกว่าที่เป็นอยู่”

“#ยกเลิกฟรีวีซ่า #อย่าเห็นแก่เศษเงินโดยไม่คัดกรองคน #รับคนมีความรู้มีฐานะทางการเงินอาชีพ”

นันทิวัฒน์ สามารถ
นันทิวัฒน์ สามารถ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Nantiwat Samart