“โรนัลโด้” อยู่ไม่ได้แล้ว! ขนครอบครัวหนีตาย หลังอิหร่านถล่มขีปนาวุธโจมตี ซาอุฯ

ไทยรัฐออนไลน์3 มี.ค. 2569 16:55 น.

English version

LightDark-กกก+ฟังข่าว

แชร์ข่าวนี้

“โรนัลโด้” อยู่ไม่ได้แล้ว! ขนครอบครัวหนีตาย หลังอิหร่านถล่มขีปนาวุธโจมตี ซาอุฯ

“โรนัลโด้” อยู่ไม่ได้แล้ว! ขนครอบครัวหนีตาย หลังอิหร่านถล่มขีปนาวุธโจมตี ซาอุดีอาระเบีย 

วันที่ 3 มี.ค. 69 คริสเตียโน โรนัลโด้ กัปตันทีมชาติโปรตุเกสผู้ค้าแข้งอยู่กับ อัล-นาสเซอร์ ในซาอุดีอาระเบีย ตัดสินใจเดินทางออกจากกรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย พร้อมด้วย จอร์จินา โรดริเกซ ภรรยา และลูกๆ รวมทั้ง 5 คน 

เซ่นพิษการสู้รบดำเนินเข้าสู่วันที่ 4 ติดต่อกัน หลังอิหร่านเปิดฉากโจมตีกลับด้วยการถล่มขีปนาวุธ และโดรนเข้าใส่เป้าหมายทั่วอ่าวเปอร์เซีย เพื่อตอบโต้สหรัฐฯ และอิสราเอล

ข้อมูลจากเรดาร์การบินเผยให้เห็นว่า เครื่องบินรุ่น Bombardier Global Express ของ โรนัลโด้ ใช้เวลาเดินทางเกือบ 7 ชั่วโมงจากกรุงริยาด เพื่อไปถึงกรุงมาดริด โดยใช้เส้นทางผ่านน่านฟ้าอียิปต์และข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ขณะที่สถานการณ์ใน ซาอุฯ ยังคงตึงเครียด สถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงริยาดถูกโดรนโจมตีถูกโจมตีจนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว และเกิดเพลิงไหม้พื้นที่บางส่วน 

บริษัทซาอุดี อารัมโก (Saudi Aramco) ได้สั่งปิดโรงกลั่นน้ำมันยักษ์ ในเมืองราสทานูราชั่วคราว หลังถูกโจมตีโดยอาวุธโดรนของอิหร่าน ซึ่งถือเป็น 1 ในศูนย์กลางกลั่นน้ำมันสำคัญของซาอุดีอาระเบีย และเบอร์ต้นของโลก

หลังเกิดเหตุการณ์ สถานทูตสหรัฐฯ ย้ำให้พลเมืองสหรัฐในกรุงริยาด เมืองเจดดาห์ และเมืองดาห์ราน งดออกนอกเคหสถานหากไม่มีความจำเป็นสูงสุด

สำหรับโรนัลโด้ ปัจจุบันค้าแข้งอยู่กับสโมสรอัล-นาสเซอร์ และยิงไปแล้ว 121 ประตูจาก 137 นัด นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมในฤดูกาล 2022/23 โดยเครื่องบินเจ็ตลำดังกล่าวเพิ่งถูกซื้อในปี 2024 หลังขายเครื่อง Gulfstream G200 ลำเดิมที่ซื้อไว้ตั้งแต่ปี 2015 ในราคา 16 ล้านปอนด์

จีนสั่งปลด “3 นายพลเกษียณ” พ้นคณะที่ปรึกษาการเมืองระดับสูง ก่อนประชุมใหญ่ “สองสภา”

จีนสั่งปลด "3 นายพลเกษียณ" พ้นคณะที่ปรึกษาการเมืองระดับสูง ก่อนประชุมใหญ่ "สองสภา"

3 มี.ค. 2569 16:31 น.

จีนสั่งปลด “3 นายพลเกษียณ” พ้นคณะที่ปรึกษาการเมืองระดับสูง ก่อนประชุมใหญ่ “สองสภา”

สื่อของรัฐบาลจีนรายงานว่า สภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งประชาชนจีน (CPPCC) ได้ลงมติถอดถอน หาน เว่ยกั๋ว, เกา จิน และ หลิว เหล่ย สามนายพลที่เกษียณอายุราชการแล้วออกจากตำแหน่งสมาชิกคณะที่ปรึกษา เพียงไม่กี่วันก่อนเริ่มการประชุม “สองสภา” นักวิเคราะห์ชี้เป็นสัญญาณการเดินหน้าล้างบางคอร์รัปชันในกองทัพที่ยังคงเข้มข้น

การปลดครั้งนี้ถูกมองว่า “ไม่ปกติ” เนื่องจากสมาชิก CPPCC และสภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) มักจะดำรงตำแหน่งจนครบวาระ 5 ปี ซึ่งวาระปัจจุบันมีกำหนดจะสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2028 แต่การถอดถอนกลางคันครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญก่อนที่สมาชิกกว่า 3,000 คนจะเดินทางมารวมตัวกันที่กรุงปักกิ่ง เพื่อร่วมการประชุม “สองสภา” ซึ่งเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้ (4 มี.ค.) และจะดำเนินไปเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์

ทางการจีนไม่ได้ให้เหตุผลที่แน่ชัดถึงการสั่งปลดในครั้งนี้ แต่ประวัติของผู้ถูกปลดล้วนเป็นอดีตผู้กุมอำนาจในกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) โดยนายหาน เว่ยกั๋ว วัย 70 ปี เป็นอดีตผู้บัญชาการกองทัพบก ระหว่างปี 2017 – 2021 ที่น่าสนใจคือผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากเขาทั้งสองคน คือหลิว เจิ้นลี่ และ หลี่ เฉียวหมิง ก็เพิ่งถูกปลดพ้นหน้าที่ไปในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาเช่นกัน

ด้านนายหลิว เหล่ย วัย 70 ปี เป็นอดีตผู้ตรวจการทางการเมืองของกองทัพบก ซึ่งทำงานควบคู่กับหาน เว่ยกั๋วในช่วงเวลาดังกล่าว ส่วนนายเกา จิน  วัย 67 ปี เป็นอดีตผู้บัญชาการคนแรกของกองกำลังสนับสนุนยุทธศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันถูกยุบหน่วยแล้ว และเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายสนับสนุนโลจิสติกส์ของคณะกรรมาธิการทหารกลาง (CMC) จนถึงปี 2022

นอกจากนี้ ยังมีการสั่งปลดสมาชิก CPPCC รายอื่นร่วมด้วย รวมถึง จาง เค่อเจี้ยน เจ้าหน้าที่ระดับสูงในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งกำลังถูกสอบสวนในข้อหาคอร์รัปชัน

การกวาดล้างครั้งนี้ถือเป็นความต่อเนื่องจากการปลดเจ้าหน้าที่ระดับสูง 19 ราย ในจำนวนนี้เป็นทหาร 9 ราย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และการปลด จาง โย่วเซี่ย นายพลระดับสูงสุดของจีนพร้อมกับพันธมิตรคนสนิทเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ในข้อหา “ละเมิดระเบียบวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง”

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้ดำเนินนโยบายปราบปรามการทุจริตอย่างเข้มงวดนับตั้งแต่ก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 2012 แม้ว่านักวิจารณ์บางส่วนจะตั้งข้อสังเกตว่านี่อาจเป็นเครื่องมือในการกำจัดคู่แข่งทางการเมือง แต่เหตุการณ์ล่าสุดนี้ตอกย้ำว่ากองทัพจีนยังคงเป็นเป้าหมายหลักในการจัดระเบียบอำนาจภายในภายใต้การนำของสี จิ้นผิง.

ที่มา BBC

“เนทันยาฮู” ลั่นสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลถล่มอิหร่านจบไว ไม่ยืดเยื้อเป็นปี

"เนทันยาฮู" ลั่นสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลถล่มอิหร่านจบไว ไม่ยืดเยื้อเป็นปี

3 มี.ค. 2569 15:29 น.

“เนทันยาฮู” ลั่นสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลถล่มอิหร่านจบไว ไม่ยืดเยื้อเป็นปี

นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เชื่อมั่นปฏิบัติการกวาดล้างอิหร่านจะเป็นไปอย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว เผย “อาจใช้เวลา แต่จะไม่ยาวนานเป็นปี และไม่ใช่สงครามไร้จุดจบ” หลังสงครามเข้าสู่วันที่ 4 ท่ามกลางสถานการณ์ที่ขยายวงกว้าง เมื่ออิหร่านเปิดฉากตอบโต้ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในริยาดและบาห์เรน

 นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “Hannity” ของสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (2 มี.ค.) โดยแสดงความเชื่อมั่นว่า สงครามระหว่างพันธมิตรสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน จะไม่ยืดเยื้อนานเป็นปีเหมือนสงครามครั้งก่อนๆ ในภูมิภาค

เนทันยาฮูกล่าวว่า “ผมเคยบอกไว้ว่ามันจะรวดเร็วและเด็ดขาด มันอาจต้องใช้เวลาบ้าง แต่จะไม่ลากยาวเป็นปีๆ นี่ไม่ใช่สงครามที่ไม่มีวันจบ” แม้ว่าก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะประเมินไว้ที่ 4-5 สัปดาห์ แต่เริ่มมีสัญญาณของการขยายขอบเขตการโจมตีที่กว้างขึ้นอย่างไม่มีกำหนด การสู้รบยังลุกลามสู่เลบานอน โดยอิสราเอลโจมตีเป้าหมายของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

สถานการณ์ล่าสุดในวัน3 มีนาคม กรุงเทลอาวีฟสั่นสะเทือนด้วยเสียงระเบิดจากการสกัดกั้นขีปนาวุธของอิหร่าน ขณะที่กองทัพอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีอาคารสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านในเตหะราน และถล่มฐานที่มั่นของกลุ่มเฮซบอลลาห์ในเลบานอน

ด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน แถลงความสำเร็จในปฏิบัติการ “Operation Promise of the Truth 4” โดยระบุว่าได้ส่งโดรน 20 ลำ และขีปนาวุธ 3 ลูก เข้าถล่มศูนย์บัญชาการหลักของฐานทัพอากาศสหรัฐฯ ในบาห์เรนจนพังพินาศ นอกจากนี้ยังมีรายงานโดรนจากอิหร่านโจมตีสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย จนเกิดเพลิงไหม้

นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกมาเตือนว่ากองทัพสหรัฐฯ ยังมี “หมัดเด็ด” ที่จะโจมตีอิหร่านหนักกว่านี้ พร้อมระบุว่าแม้เป้าหมายหลักคือการทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธโดยไม่ต้องใช้กองกำลังภาคพื้นดิน แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ไม่ได้ตัดทางเลือกในการส่งทหารราบเข้าสู่ตะวันออกกลางออกไป

สงครามครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก หลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้เส้นทางขนส่งน้ำมัน 1 ใน 5 ของโลกถูกปิดตาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันและค่าระวางเรือพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

ส่วนสนามบินดูไบ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบินที่พลุกพล่านที่สุดของโลก ต้องปิดทำการต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ผู้โดยสารนับหมื่นตกค้าง ทั่วโลกเผชิญวิกฤตการบินครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่โควิด-19 นอกจากนั้น ยังมีรายงานทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตแล้ว 6 นายในคูเวต ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ ทำลายเป้าหมายในอิหร่านไปแล้วกว่า 1,250 แห่ง

ประธานาธิบดีทรัมป์อ้างว่าการโจมตีครั้งนี้เป็นไปเพื่อยับยั้งโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่าน ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากรัสเซีย จีน และตุรกีที่ร่วมกันประณามสงครามในครั้งนี้ ขณะที่ผลสำรวจจาก Reuters/Ipsos พบว่าชาวอเมริกันเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่สนับสนุนการโจมตีอิหร่าน ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงทางการเมืองครั้งใหญ่ของพรรครีพับลิกันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึง.

ที่มา Reuters

“จาซินดา อาร์เดิร์น” อดีตนายกฯ นิวซีแลนด์ย้ายไปอยู่ออสเตรเลีย ตอกย้ำวิกฤต “สมองไหล”

"จาซินดา อาร์เดิร์น" อดีตนายกฯ นิวซีแลนด์ย้ายไปอยู่ออสเตรเลีย ตอกย้ำวิกฤต "สมองไหล"

3 มี.ค. 2569 13:49 น.

“จาซินดา อาร์เดิร์น” อดีตนายกฯ นิวซีแลนด์ย้ายไปอยู่ออสเตรเลีย ตอกย้ำวิกฤต “สมองไหล”

กลายเป็นประเด็นร้อนในนิวซีแลนด์ หลังโฆษกยืนยันอดีตนายกฯ หญิง “จาซินดา อาร์เดิร์น” ย้ายไปพำนักในออสเตรเลียพร้อมครอบครัวเพื่อทำงาน ด้านนักวิชาการชี้เป็นสัญลักษณ์ความล้มเหลวในการรั้งทรัพยากรบุคคล ตอกย้ำวิกฤต “สมองไหล” ท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพพุ่งและเศรษฐกิจซบเซาที่บีบให้ชาวนิวซีแลนด์กว่า 6 หมื่นคนต้องโบกมือลาบ้านเกิด

สำนักงานของนางจาซินดา อาร์เดิร์น อดีตนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ยืนยันว่าขณะนี้เธอและครอบครัว ซึ่งประกอบด้วยนายคลาร์ก เกย์ฟอร์ด สามี และ “นีฟ” ลูกสาววัย 7 ขวบ ได้ย้ายไปพำนักในประเทศออสเตรเลีย หลังจากมีรายงานว่ามีผู้พบเห็นครอบครัวอาร์เดิร์นไปดูบ้านในย่านนอร์เทิร์นบีช ของนครซิดนีย์

โฆษกส่วนตัวระบุว่า การย้ายครั้งนี้เนื่องจากทั้งคู่มีงานที่นั่น และยังช่วยให้มีเวลาบินกลับไปเยี่ยมนิวซีแลนด์ได้สะดวกขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่มีการระบุแน่ชัดว่าพวกเขาเริ่มย้ายไปตั้งแต่เมื่อใดหรือทำงานในตำแหน่งใด แต่ย้ำว่าเป็นเรื่องปกติที่อดีตผู้นำจะใช้เวลาในต่างประเทศหลังพ้นตำแหน่ง

การย้ายประเทศของอดีตผู้นำระดับไอคอนรายนี้ถูกมองว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง เนื่องจากนิวซีแลนด์กำลังเผชิญกับสถิติชาวเมืองย้ายออกจากประเทศสูงเป็นประวัติการณ์ โดยในปีที่ผ่านมามีชาว “กีวี” ย้ายออกไปมากถึง 66,000 คน หรือเฉลี่ยวันละ 180 คน ซึ่งกว่าร้อยละ 60 เลือกมุ่งหน้าสู่ออสเตรเลีย เนื่องจากมีรายได้เฉลี่ยต่อสัปดาห์ที่สูงกว่า และได้รับสิทธิในการทำงานและพำนักที่ง่ายกว่า

อลัน แกมเลน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นฐาน มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ให้ความเห็นว่า “การย้ายของอาร์เดิร์นเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของภาพรวมที่เกิดขึ้น สำหรับบางคนนี่อาจถูกมองว่าเป็นการทอดทิ้งประเทศในยามยาก”

ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนให้เกิดปรากฏการณ์สมองไหลครั้งนี้คือสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยและค่าครองชีพที่พุ่งสูงจนเกินรับไหว โดยนิวซีแลนด์กำลังเผชิญกับอัตราว่างงานสูง ซึ่งแตะระดับสูงสุดในรอบทศวรรษ (ไม่นับช่วงโควิด-19) ขณะที่ราคาของชำและสินค้าอุปโภคบริโภคติดอันดับสูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

นอกจากนั้น ปัญหาการขาดแคลนบ้านทำให้ทั้งราคาซื้อขายและค่าเช่าพุ่งสูงจนคนรุ่นใหม่หมดหวังที่จะมีบ้านเป็นของตัวเอง รวมถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบสาธารณสุขและการศึกษาที่ขยายวงกว้างขึ้น

จาซินดา อาร์เดิร์น ก้าวขึ้นเป็นผู้นำหญิงที่อายุน้อยที่สุดในโลกในปี 2017 และกลายเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายเสรีนิยมทั่วโลกจากการรับมือเหตุกราดยิงที่เมืองไครสต์เชิร์ชและการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ในช่วงท้ายของการดำรงตำแหน่ง เธอต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลจากความล้มเหลวในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยและการประท้วงต่อต้านวัคซีนที่รุนแรง จนเธอประกาศลาออกในปี 2023 โดยให้เหตุผลว่า “หมดพลัง” 

ปัจจุบัน อาร์เดิร์นยังคงมีบทบาทในเวทีโลก ทั้งการเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด, การสานต่อโครงการ Christchurch Call เพื่อต่อต้านลัทธิที่สุดโต่งบนโลกออนไลน์ และเพิ่งเปิดตัวหนังสือบันทึกความทรงจำของเธอไปเมื่อปี 2025 ที่ผ่านมา.

ที่มา The Guardian / BBC

ทรัมป์ลั่นสหรัฐมีอาวุธพอทำสงคราม “ตลอดกาล” โวคลังแสงพร้อมชนะครั้งใหญ่

ทรัมป์ลั่นสหรัฐมีอาวุธพอทำสงคราม “ตลอดกาล” โวคลังแสงพร้อมชนะครั้งใหญ่

3 มี.ค. 2569 13:35 น.

ทรัมป์ลั่นสหรัฐมีอาวุธพอทำสงคราม “ตลอดกาล” โวคลังแสงพร้อมชนะครั้งใหญ่

ทรัมป์คุยโวไม่หยุด โพสต์อวดผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุว่า สหรัฐฯ มีคลังอาวุธเพียงพอสำหรับการทำสงครามตลอดกาล พร้อมย้ำว่าอเมริกาพร้อมชนะครั้งใหญ่

ทรัมป์โพสต์ข้อความก่อนเที่ยงคืนตามเวลาท้องถิ่นกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่า สหรัฐฯ มีคลังยุทโธปกรณ์ระดับกลางและระดับกลางค่อนไปทางระดับสูง จำนวนมหาศาลแบบไม่จำกัด และสงครามสามารถดำเนินต่อไปได้ “ตลอดกาล” เชื่อมั่นว่าสหรัฐอเมริกาพร้อมที่จะชนะครั้งใหญ่ 

ถ้อยแถลงนี้มีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กำลังยืดเยื้อ และเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องคลังอาวุธของสหรัฐฯ หลังมีรายงานก่อนหน้านี้ว่าสต็อกอาวุธขั้นสูงบางประเภทลดลง

ในโพสต์เดียวกัน ทรัมป์ยังกล่าวพาดพิงถึงอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดนโดยกล่าวหาว่าเป็นผู้จัดส่งอาวุธระดับสูงสุดจำนวนมากให้กับยูเครน

ในช่วงปลายวาระ 4 ปีของไบเดน รัฐบาลสหรัฐฯ ได้อนุญาตให้ยูเครนใช้งานขีปนาวุธพิสัยไกล ATACMS ซึ่งมีศักยภาพยิงได้ไกลถึง 190 ไมล์ หรือราว 300 กิโลเมตร เพื่อโจมตีเป้าหมายทางทหาร

การตัดสินใจดังกล่าวในขณะนั้นถูกมองว่าเป็นการยกระดับการสนับสนุนยูเครนอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางสงครามกับรัสเซีย

คำประกาศของทรัมป์สะท้อนท่าทีแข็งกร้าวและการส่งสัญญาณความพร้อมทางทหารของสหรัฐฯ ในช่วงเวลาที่หลายฝ่ายจับตาความเพียงพอของคลังอาวุธ โดยเฉพาะอาวุธขั้นสูงที่ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย

แม้ทรัมป์จะยืนยันว่า สหรัฐฯ มีอาวุธเพียงพอสำหรับการทำสงครามระยะยาว แต่คำพูดเรื่องสงครามตลอดกาล ก็จุดคำถามใหม่เกี่ยวกับทิศทางนโยบายความมั่นคงของวอชิงตันในระยะต่อไป.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สงครามตะวันออกกลาง

สถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ชี้แจงปฏิบัติการร่วมทางทหารกับสหรัฐฯ เพื่อขจัดภัยคุกคามจากอิหร่าน

สถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ชี้แจงปฏิบัติการร่วมทางทหารกับสหรัฐฯ เพื่อขจัดภัยคุกคามจากอิหร่าน

3 มี.ค. 2569 12:53 น.

สถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ชี้แจงปฏิบัติการร่วมทางทหารกับสหรัฐฯ เพื่อขจัดภัยคุกคามจากอิหร่าน

สถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ชี้แจงถึงปฏิบัติการสิงโตคำราม ที่ร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการโจมตีอิหร่าน มีวัตถุประสงค์ชัดเจนคือการขจัดภัยคุกคามที่มาจากการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน

สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ส่งเอกสารชี้แจงวัตถุประสงค์ของอิสราเอลในการร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อโจมตีอิหร่านครั้งล่าสุดนี้ โดยมีเนื้อหาใจความว่า

 ขณะนี้อิสราเอลกำลังเผชิญหน้ากับระบอบการปกครองของอายาตอลเลาะห์ คาเมเนอี ในอิหร่านที่มีมาอย่างต่อเนื่อง

อิสราเอลมีวัตถุประสงค์ชัดเจนคือการขจัดภัยคุกคามที่มาจากอิหร่าน ซึ่งรวมถึงความตั้งใจของอิหร่านที่จะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โครงการขีปนาวุธพิสัยไกลที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และการให้การสนับสนุนเครือข่ายกลุ่มก่อการร้ายที่เป็นตัวแทนของอิหร่านซึ่งมีอยู่ทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง นอกจากนั้นอิสราเอลยังเสนอทางเลือกให้ประชาชนชาวอิหร่านสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้ โดยปราศจากระบอบการปกครองที่ประกาศอย่างเปิดเผยให้ทำลายล้างประเทศอิสราเอล

อิสราเอลได้ข้อสรุปว่า แม้จะมีความเสี่ยง แต่หากไม่ดำเนินการใดๆ โดยปราศจากมาตรการที่เด็ดขาด ก็จะก่อให้เกิดอันตรายที่ร้ายแรงยิ่งไปกว่านั้น กล่าวคืออิหร่านจะบรรลุขีดความสามารถสูงสุดด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธ ที่ทำให้ไม่สามารถขจัดภัยคุกคามเหล่านี้ได้เลย ทั้งนี้ อิหร่านได้ย้ายองค์ประกอบสำคัญของโครงการนิวเคลียร์และโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตขีปนาวุธ ลงไปอยู่ใต้ดินอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันการถูกทำลาย

อิสราเอลประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกาและเปิด”ปฏิบัติการสิงโตคำราม” เพื่อลดทอนขีดความสามารถของอิหร่านที่   คุกคามอิสราเอลมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายทางการทหาร รวมถึงโครงการนิวเคลียร์ โครงสร้างพื้นฐานด้านขีปนาวุธ และองค์ประกอบของอุตสาหกรรมด้านการทหารของอิหร่าน

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่อิหร่านได้เรียกร้องอย่างเปิดเผยมาโดยตลอด ให้กำจัดอิสราเอลและดำเนินการต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น รวมถึงการพัฒนาสมรรถนะอาวุธนิวเคลียร์ การเร่งโครงการขีปนาวุธ ตลอดจนการให้เงินทุนและสั่งการเครือข่ายก่อการร้ายที่มีอยู่ทั่วทั้งภูมิภาค อิสราเอลตัดสินใจร่วมกับสหรัฐอเมริกาในปฏิบัติการครั้งนี้ก็เพื่อขจัดภัยคุกคามดังกล่าวและเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของพลเมืองของตน

การที่อิหร่านโจมตีหลายประเทศไปทั่วตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง ยิ่งย้ำให้เห็นถึงท่าทีอันแข็งกร้าวและบทบาทสำคัญของอิหร่านในการทำลายความมั่นคงในภูมิภาค

ในส่วนของแรงงานไทย อิสราเอลให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของแรงงานชาวไทยที่พำนักอยู่ในอิสราเอล โดยสนับสนุนและสร้างระบบต่างๆ เพื่อให้แรงงานไทยมั่นใจและปลอดภัย กล่าวคือ มีการเปิดสายด่วนฉุกเฉินเป็นภาษาไทย ส่งข้อความแจ้งเตือนทันที และให้คำแนะนำด้านความปลอดภัยเป็นภาษาไทยไปยังโทรศัพท์มือถือโดยตรง รวมถึงเผยแพร่วิดีโอแนะนำการปฏิบัติตนเมื่อได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัยและในสถานการณ์ฉุกเฉิน หน่วยงานด้านประชากรและตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงกระทรวงแรงงานของอิสราเอล ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องกับสถานเอกอัครราชทูตไทยในอิสราเอล เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างทันท่วงทีและเกิดความร่วมมืออย่างเต็มที่ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

อิสราเอลมุ่งมั่นดำเนินการทุกวิถีทางที่จะดูแลปกป้องให้แรงงานชาวไทยปลอดภัย และถือว่าการคุ้มครองดังกล่าวเป็นความรับผิดชอบที่มีลำดับความสำคัญสูงสุด.

ที่มา : สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย

สหรัฐฯ ปฏิเสธลั่น ไม่ได้เจตนาถล่ม รร.ประถมในอิหร่าน หลังสื่อท้องถิ่นเผยเด็กดับกว่า 160 ศพ

สหรัฐฯ ปฏิเสธลั่น ไม่ได้เจตนาถล่ม รร.ประถมในอิหร่าน หลังสื่อท้องถิ่นเผยเด็กดับกว่า 160 ศพ

3 มี.ค. 2569 12:38 น.

สหรัฐฯ ปฏิเสธลั่น ไม่ได้เจตนาถล่ม รร.ประถมในอิหร่าน หลังสื่อท้องถิ่นเผยเด็กดับกว่า 160 ศพ

นายมาร์โก รูบิโอ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันกองทัพไม่มีนโยบายพุ่งเป้าโจมตีสถานศึกษา หลังมีรายงานเหตุขีปนาวุธตกใส่โรงเรียนประถมหญิงล้วนในเมืองมีนาบของอิหร่าน ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 160 คน ระหว่างการเปิดฉากโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล 

สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ทวีความรุนแรงขึ้นสู่จุดวิกฤต หลังจากสื่อรัฐบาลอิหร่านรายงานเหตุสลดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 ก.พ.) โดยระบุว่าโรงเรียนประถมหญิงล้วนในเมืองมีนาบ ทางตอนใต้ของอิหร่าน ถูกโจมตีทางอากาศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 160 ราย ถือเป็นเหตุการณ์ที่มีความสูญเสียมากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเปิดฉากสงคราม

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก โดยองค์การยูเนสโก และมาลาลา ยูซัฟไซ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ได้ออกมาประณามการโจมตีครั้งนี้อย่างรุนแรง เนื่องจากตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ การจงใจโจมตีสถานศึกษา โรงพยาบาล หรือโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน ถือเป็น “อาชญากรรมสงคราม”

ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า “กระทรวงสงครามกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าเป็นการโจมตีจากฝ่ายเราหรือไม่ แต่ผมยืนยันได้ว่า สหรัฐฯ จะไม่มีวันจงใจตั้งเป้าโจมตีไปที่โรงเรียนอย่างแน่นอน”

เขายังกล่าวเสริมว่า หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงถือเป็นเรื่องที่น่าสลดใจอย่างยิ่ง แต่ในขณะนี้เขายังไม่มีรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับสาเหตุที่แน่ชัด ขณะที่เพนตากอนและกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ยังไม่ได้ออกมาแถลงการณ์ตอบโต้โดยตรง เพียงแต่ระบุว่ากำลัง “ตรวจสอบ” รายงานความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพลเรือนจากการปฏิบัติการทางทหาร

ส่วนนายแดนนี ดานอน เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหประชาชาติ ได้ออกมาให้ความเห็นต่อรายงานที่สื่ออิหร่านโยนความผิดให้สหรัฐฯ และอิสราเอล โดยระบุว่าเขาเห็นรายงานที่แตกต่างออกไป ซึ่งรวมถึงข้อมูลที่ว่ากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านเองที่เป็นผู้กำหนดเป้าหมายโจมตีโรงเรียนดังกล่าว

ปฏิบัติการทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา โดยพุ่งเป้าไปที่กรุงเตหะราน ก่อนจะขยายวงกว้างออกไปหลังจากอิหร่านเริ่มทำการตอบโต้

สถานการณ์ยิ่งทวีความตึงเครียดถึงขีดสุดเมื่อมีการยืนยันว่าอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตแล้วในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าปฏิบัติการทางทหารในครั้งนี้อาจดำเนินต่อไปอีกหลายสัปดาห์.

ที่มา Reuters

เนทันยาฮูถึงกับหลุดขำ ข่าวลืออิสราเอลลากสหรัฐเข้าสงคราม “ไร้สาระ” ยันทรัมป์ตัดสินใจเอง

เนทันยาฮูถึงกับหลุดขำ ข่าวลืออิสราเอลลากสหรัฐเข้าสงคราม "ไร้สาระ" ยันทรัมป์ตัดสินใจเอง

3 มี.ค. 2569 12:06 น.

เนทันยาฮูถึงกับหลุดขำ ข่าวลืออิสราเอลลากสหรัฐเข้าสงคราม “ไร้สาระ” ยันทรัมป์ตัดสินใจเอง

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล หัวเราะขณะให้สัมภาษณ์สื่อสหรัฐฯ เมื่อถูกถามว่าเป็นฝ่าย “ลาก” สหรัฐอเมริกาเข้าสู่ความขัดแย้งทางทหาร ชี้เป็นเรื่องไร้สาระ ทรัมป์ตัดสินใจเองทั้งหมด 

ในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Fox News โดยผู้ดำเนินรายการ ฌอน แฮนนิตี มีการถามนายเบนจามิน เนทันยาฮูตรง ๆ ว่า อิสราเอลเป็นฝ่ายดึงโดนัลด์ ทรัมป์เข้าสู่สงครามหรือไม่

เนทันยาฮูตอบพร้อมหัวเราะว่า “นั่นมันไร้สาระสิ้นดี โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้นำที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก เขาต้องทำในสิ่งที่เขาเชื่อว่าถูกต้องเพื่ออเมริกา”

ผู้นำอิสราเอลยังกล่าวด้วยว่า เขาตระหนักดีถึงต้นทุนของสงคราม แต่บางครั้งก็จำเป็นต้องทำเพื่อปกป้องประเทศจากภัยคุกคามร้ายแรง

ก่อนหน้านี้ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ ตัดสินใจโจมตีอิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาในลักษณะ เพื่อป้องกันล่วงหน้า

โดยรูบิโอระบุว่า สหรัฐฯ ทราบล่วงหน้าว่าอิสราเอลกำลังจะเปิดปฏิบัติการ และหากไม่ลงมือก่อน อาจเกิดความสูญเสียมากกว่านี้

คำให้สัมภาษณ์ของเนทันยาฮูมีขึ้นท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเวทีการเมืองสหรัฐฯ ว่าอิสราเอลอาจมีบทบาทผลักดันให้วอชิงตันเข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งครั้งล่าสุดกับอิหร่าน แต่จากการให้สัมภาษณ์ครั้งล่าสุดนี้ผู้นำอิสราเอลได้ยืนยันชัดเจนว่า การตัดสินใจของสหรัฐฯ เป็นอำนาจอธิปไตยของรัฐบาลวอชิงตันเอง ไม่ได้เกิดจากแรงกดดันจากอิสราเอลแต่อย่างใด.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สงครามตะวันออกกลาง

“เมลาเนีย ทรัมป์” นั่งประธานประชุมคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น ถกประเด็นเด็กในพื้นที่ความขัดแย้ง

"เมลาเนีย ทรัมป์" นั่งประธานประชุมคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น ถกประเด็นเด็กในพื้นที่ความขัดแย้ง

3 มี.ค. 2569 12:04 น.

“เมลาเนีย ทรัมป์” นั่งประธานประชุมคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น ถกประเด็นเด็กในพื้นที่ความขัดแย้ง

สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งสหรัฐฯ “เมลาเนีย ทรัมป์” นั่งเก้าอี้ประธานการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ชูประเด็นการศึกษาและสวัสดิภาพเด็กในพื้นที่ความขัดแย้ง ขณะที่อิหร่านโต้เดือด รุมประณามสหรัฐฯ-อิสราเอล ปมเหตุโจมตีโรงเรียนประถมในเมืองมีนาบ จนมีเด็กเสียชีวิตนับร้อย

นางเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งแห่งสหรัฐอเมริกา ได้ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ในหัวข้อ “เด็ก เทคโนโลยี และการศึกษาในสภาวะความขัดแย้ง” ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่คู่สมรสของผู้นำประเทศที่ยังอยู่ในตำแหน่ง ได้รับเกียรติให้เป็นประธานในการประชุมของคณะมนตรีชุดนี้ที่มีสมาชิก 15 ประเทศ

การก้าวเข้ามามีบทบาทครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ เข้ารับตำแหน่งประธานหมุนเวียนประจำเดือนของ UNSC และถูกมองว่าเป็นสัญญาณชัดเจนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดึงคนใกล้ชิดและครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

สำนักงานของนางเมลาเนียระบุว่า เป้าหมายหลักของการประชุมคือการผลักดันด้านการศึกษาเพื่อสร้างความอดทนอดกลั้นและสันติภาพของโลก โดยเธอกล่าวต่อที่ประชุมว่า “สหรัฐฯ ยืนหยัดเคียงข้างเด็กทุกคนทั่วโลก และฉันหวังว่าสันติภาพจะเป็นของพวกคุณในเร็ววัน”

อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 2 วัน หลังจากเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน ซึ่งนำไปสู่คำเตือนจากยูเอ็นเกี่ยวกับความปลอดภัยของเด็กในภูมิภาค โดยนายอามีร์ ซาอีด อิราวานี เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำยูเอ็นออกมาประณามว่าการจัดประชุมครั้งนี้เป็นเรื่องที่ “น่าละอายและย้อนแย้งอย่างยิ่ง” เนื่องจากมีรายงานว่าการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลได้ส่งผลให้โรงเรียนประถมหญิงล้วนในเมืองมีนาบถูกถล่ม และมีเด็กนักเรียนเสียชีวิตถึง 165 ราย

ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่าสหรัฐฯ ไม่ได้จงใจตั้งเป้าโจมตีโรงเรียนอย่างแน่นอน ขณะที่ทูตอิสราเอลประจำยูเอ็นระบุว่าได้รับรายงานที่ขัดแย้งกัน โดยมีข้อมูลว่ากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) เป็นผู้พุ่งเป้าไปที่โรงเรียนดังกล่าวเอง แต่ทั้งนี้อิสราเอลรู้สึกเสียใจต่อการสูญเสียชีวิตของพลเรือนทุกคน

ขณะที่นายฟู่ คง เอกอัครราชทูตจีนประจำยูเอ็นเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างจริงจังต่อเหตุการณ์โจมตีโรงเรียน โดยย้ำว่าเป็นหนึ่งในการละเมิดสิทธิเด็กที่ร้ายแรงที่สุดตามบรรทัดฐานของสหประชาชาติ

เป็นที่ทราบกันดีว่าประธานาธิบดีทรัมป์มักแสดงการวิพากษ์วิจารณ์ยูเอ็นมาโดยตลอด โดยมองว่าเป็นองค์กรที่ไม่มีประสิทธิภาพและต้องการการปฏิรูปครั้งใหญ่ อีกทั้งสหรัฐฯ ยังมียอดค้างชำระงบประมาณสนับสนุนยูเอ็นจำนวนมหาศาล อย่างไรก็ตาม การส่งนางเมลาเนียมาทำหน้าที่ประธานในครั้งนี้ นายสเตฟาน ดูจาร์ริก โฆษกยูเอ็น มองว่าเป็นสัญญาณแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ ยังคงให้ความสำคัญกับคณะมนตรีความมั่นคงและประเด็นเด็กในภาวะสงคราม

สำหรับนางเมลาเนีย ทรัมป์ แม้ที่ผ่านมาจะเก็บตัวเงียบจากสายตาประธารชน แต่เธอก็เคยเคลื่อนไหวในประเด็นเด็กมาแล้ว เช่น การเขียนจดหมายถึงประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ในปี 2025 เพื่อเรียกร้องให้ส่งตัวเด็กชาวยูเครนที่ถูกนำตัวไปยังรัสเซียในช่วงสงครามกลับคืนสู่ครอบครัว.

ที่มา Reuters

พระราชวังโกเลสถาน มรดกโลกยูเนสโกในเตหะราน ถูกถล่มเสียหายหนัก

พระราชวังโกเลสถาน มรดกโลกยูเนสโกในเตหะราน ถูกถล่มเสียหายหนัก

3 มี.ค. 2569 11:25 น.

พระราชวังโกเลสถาน มรดกโลกยูเนสโกในเตหะราน ถูกถล่มเสียหายหนัก

พระราชวังโกเลสถาน แหล่งมรดกโลกของยูเนสโกในกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน ได้รับความเสียหายหนัก จากการโจมตีทางทหารของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ตามรายงานของสำนักข่าวกึ่งทางการของอิหร่าน

สำนักข่าว Mehr News Agency รายงานว่าพระราชวังโกเลสถาน ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก ได้รับความเสียหายหนักในช่วงหลังการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่เกิดขึ้นในอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า ห้องบัลลังก์กระจกอันเลื่องชื่อของพระราชวัง รวมถึงวัตถุโบราณและของจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ได้ถูกเคลื่อนย้ายไปเก็บไว้ในห้องนิรภัยล่วงหน้าแล้ว ภายหลังเหตุประท้วงเมื่อเดือนมกราคม และในช่วงสงคราม 12 วันเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2025

เหตุความเสียหายต่อพระราชวังโกเลสถานเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเป้าหมายทางทหารในอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบทั้งด้านความมั่นคงและมรดกทางวัฒนธรรม

ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างหลักของพระราชวัง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคาดว่าจะมีการประเมินเพิ่มเติมในระยะต่อไป

พระราชวังโกเลสถานถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของประวัติศาสตร์อิหร่าน โดยเริ่มมีบทบาทเป็นศูนย์กลางอำนาจตั้งแต่ยุคราชวงศ์กาจาร์ หลังจากมีการย้ายเมืองหลวงมายังกรุงเตหะราน และยังคงสถานะเป็นที่ประทับและศูนย์กลางการปกครองต่อเนื่องในยุคราชวงศ์ปาห์ลาวี 

สถานที่แห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก ด้วยคุณค่าทางสถาปัตยกรรม ศิลปะตกแต่ง และความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนพัฒนาการของรัฐอิหร่านยุคใหม่.

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สงครามตะวันออกกลาง