ดอกไม้ป่าบานสะพรั่ง “หุบเขามรณะ” พื้นที่แห้งแล้งที่สุดในอเมริกา งามที่สุดในรอบ 10 ปี

ดอกไม้ป่าบานสะพรั่ง "หุบเขามรณะ" พื้นที่แห้งแล้งที่สุดในอเมริกา งามที่สุดในรอบ 10 ปี

10 มี.ค. 2569 16:27 น.

ดอกไม้ป่าบานสะพรั่ง “หุบเขามรณะ” พื้นที่แห้งแล้งที่สุดในอเมริกา งามที่สุดในรอบ 10 ปี

จากพื้นดินที่เคยแห้งแล้งดินแตกระแหง กลับกลายเป็นทุ่งดอกไม้สีทองสุดตระการตา เมื่อปรากฏการณ์ “ซูเปอร์บลูม” เข้าแต่งแต้มสีสันให้ “หุบเขามรณะ” พื้นที่ที่แห้งแล้งที่สุดในอเมริกา หลังได้รับปริมาณน้ำฝนมากที่สุดในรอบหลายปี เผยเป็นความงามเพียงชั่วคราวที่หาชมได้ยากและอาจไม่เกิดขึ้นอีกนานนับปี

อุทยานแห่งชาติเดธวัลเลย์ (Death Valley National Park) สถานที่ที่ขึ้นชื่อว่าแห้งแล้งที่สุดในอเมริกาเหนือและร้อนที่สุดในโลก กำลังกลายเป็นจุดสนใจของคนทั่วโลก เมื่อเกิดปรากฏการณ์พืชพรรณนานาชนิดพากันผลิบานพร้อมกันจนเต็มทุ่ง หรือที่เรียกว่า “ซูเปอร์บลูม” เปลี่ยนภูมิทัศน์สีน้ำตาลอันอ้างว้างให้กลายเป็นพรมสีทองอร่ามและสีสันสดใสอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยนัก

แม้อุทยานบางแห่งในแคลิฟอร์เนียใต้และเนวาดาจะมีการบานของดอกไม้ป่าเป็นประจำทุกปี แต่สำหรับเดธวัลเลย์แล้ว ปรากฏการณ์นี้ถือว่าเกิดขึ้นได้ยากมาก โดยแมตธิว ลามาร์ เจ้าหน้าที่อุทยานระบุว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่ดอกไม้บานสวยงามที่สุดนับตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา ปัจจัยสำคัญมาจากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาซึ่งถือเป็นเดือนที่เปียกชื้นที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้เมล็ดพันธุ์ที่ฝังตัวอยู่ใต้ดินมานานนับปีได้รับความชุ่มชื้นและงอกเงยขึ้นมา

ดอกไม้ที่เป็นนางเอกของงานนี้คือ “เดเซิร์ต โกลด์” (Desert Gold) หรือทานตะวันทะเลทรายที่บานสะพรั่งจนดูเหมือนพรมสีทอง ปกคลุมไปทั่วบริเวณหุบเขา แซมด้วยสีม่วงของดอกฟาซีเลีย (Phacelia) สีขาวนวลของพริมโรส (Brown-eyed Primrose) และสีชมพูของดอกเดเซิร์ตไฟว์สปอต (Desert Five-spot)

นักนิเวศวิทยาชี้ให้เห็นว่า ปรากฏการณ์นี้ช่วยลบความเชื่อผิดๆ ที่ว่าทะเลทรายไม่มีสิ่งมีชีวิต เพราะพืชและสัตว์ในเดธวัลเลย์ได้พัฒนากลยุทธ์อันชาญฉลาดในการเอาตัวรอดท่ามกลางสภาพอากาศที่สุดโต่ง เมล็ดพันธุ์เหล่านี้สามารถรอคอยน้ำได้นานนับทศวรรษเพื่อรอจังหวะที่เหมาะสมที่สุดในการเติบโต

สำหรับผู้ที่ต้องการชมความงามนี้ต้องรีบ  เนื่องจากดอกไม้เหล่านี้มีอายุสั้น โดยพื้นที่ในระดับความสูงต่ำจะคงความงามไปจนถึงช่วงกลางหรือปลายเดือนมีนาคมนี้เท่านั้น (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ) ส่วนพื้นที่ในระดับที่สูงขึ้นไปจะเริ่มบานในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน

เจ้าหน้าที่อุทยานและนักนิเวศวิทยาได้ฝากคำเตือนถึงนักท่องเที่ยวว่าห้ามเดินออกนอกเส้นทาง เพื่อป้องกันการเหยียบย่ำดอกไม้และพืชพรรณ รวมถึงห้ามเด็ดดอกไม้ เพราะการเด็ดดอกไม้ 1 ดอก หมายถึงเมล็ดพันธุ์ที่จะลดน้อยลงสำหรับคนรุ่นหลัง และการเด็ดดอกไม้ในอุทยานถือเป็นเรื่องต้องห้ามตามกฎหมาย พร้อมเตือนให้ระวังดอกฟาซีเลียสีม่วงอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังหากสัมผัส รวมถึง “หนอนผีเสื้อเหยี่ยว” (Sphinx Moth Caterpillars) ที่กำลังคลานหาอาหารบนพื้นดินก่อนจะฝังตัวกลายเป็นดักแด้

เจ้าหน้าที่ลามาร์กล่าวทิ้งท้ายว่า “นี่คือช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการมาเยือนเดธวัลเลย์เพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร เพราะไม่มีใครรู้เลยว่าปรากฏการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อไหร่”.

ที่มา ASSOCIATED PRESS

อิหร่านประกาศกร้าว จะไม่มีการส่งออกน้ำมัน “แม้แต่ลิตรเดียว” หากสงครามยังไม่ยุติ

อิหร่านประกาศกร้าว จะไม่มีการส่งออกน้ำมัน "แม้แต่ลิตรเดียว" หากสงครามยังไม่ยุติ

10 มี.ค. 2569 14:49 น.

อิหร่านประกาศกร้าว จะไม่มีการส่งออกน้ำมัน “แม้แต่ลิตรเดียว” หากสงครามยังไม่ยุติ

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ยืนยันจะเป็นผู้กำหนดจุดจบของสงครามเอง ประกาศกร้าวจะไม่ยอมให้มีการส่งออกน้ำมันแม้แต่ลิตรเดียว เมินคำขู่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่ประกาศจะถล่มคืน 20 เท่าหากปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านตัดเยื่อใย ปฏิเสธเจรจาสหรัฐฯ หลังถูกเปิดฉากโจมตีทั้งที่การหารือมีความคืบหน้า

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) แถลงยืนยันจุดยืนแข็งกร้าวในการระงับการส่งออกน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลางไปยังกลุ่มประเทศพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ตราบใดที่ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านยังคงดำเนินต่อไป

นายอาลี โมฮัมหมัด นาอินี โฆษก IRGC ระบุผ่านสำนักข่าวทัสนิมว่า “กองทัพอิหร่านจะไม่ยอมให้มีการส่งออกน้ำมันแม้แต่ลิตรเดียวจากภูมิภาคนี้ไปยังฝ่ายศัตรูและพันธมิตร จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง” พร้อมย้ำว่าความพยายามของสหรัฐฯ ในการควบคุมราคาน้ำมันจะเป็นเรื่องสูญเปล่า เพราะภายใต้สภาวะสงคราม “การค้าต้องขึ้นอยู่กับความมั่นคง”

นอกจากนี้ IRGC ยังได้ยื่นข้อเสนอต่อประเทศในอาหรับและยุโรปว่า หากประเทศใดดำเนินการขับไล่เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ และอิสราเอลออกจากดินแดนของตน จะได้รับ “อิสระและอำนาจเต็ม” ในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป

ชนวนเหตุของสงครามครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดเสียชีวิต และขยายวงกว้างไปทั่วตะวันออกกลาง ส่งผลให้การสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลกต้องหยุดชะงักลงอย่างรุนแรงจากการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันซ้ำหลายครั้ง

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาตอบโต้ โดยขู่ว่าจะตอบโต้กลับ “หนักกว่าเดิมถึง 20 เท่า” หากอิหร่านขัดขวางการไหลเวียนของน้ำมัน และคาดการณ์ว่าสงครามจะจบลงเร็วกว่ากำหนด 4 สัปดาห์ที่เขาวางไว้ แม้จะยังไม่มีการนิยามคำว่า “ชัยชนะ” ที่ชัดเจนก็ตาม ขณะที่อิสราเอลระบุเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการโค่นล้มระบอบการปกครองโดยนักการศาสนาของอิหร่าน

ทางด้าน นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ PBS ของสหรัฐฯ ว่าอิหร่านไม่มีแผนที่จะกลับไปเจรจากับสหรัฐฯ อีก เนื่องจาก “ประสบการณ์อันขมขื่น” ในอดีต โดยระบุว่าแม้การเจรจา 3 รอบที่ผ่านมาจะมีความคืบหน้าอย่างมาก แต่สหรัฐฯ กลับตัดสินใจโจมตีอิหร่านในที่สุด

สำหรับสถานการณ์ด้านพลังงาน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ผันผวนอย่างหนัก โดยพุ่งสูงขึ้นกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่รัสเซียรุกรานยูเครนในปี 2022 ก่อนจะร่วงลงกว่า 10% ในวันนี้ (10 มี.ค.) หลังจากทรัมป์ระบุว่าอาจมีการยกเว้นการคว่ำบาตรน้ำมันต่อ “บางประเทศ” ซึ่งแหล่งข่าวระบุว่าอาจหมายถึงการผ่อนปรนให้น้ำมันจากรัสเซียเพื่อบรรเทาภาวะขาดแคลนพลังงานโลก

ทั้งนี้ เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติเปิดเผยว่า นับตั้งแต่เริ่มมีการระดมโจมตีทางอากาศโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ มีพลเรือนชาวอิหร่านเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1,332 ราย และบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก.

ที่มา Reuters / FRANCE 24

เวียดนามวอนประชาชน “ทำงานที่บ้าน” ประหยัดน้ำมัน หลังสงครามอิหร่านทำราคาพุ่ง-ขาดตลาด

เวียดนามวอนประชาชน "ทำงานที่บ้าน" ประหยัดน้ำมัน หลังสงครามอิหร่านทำราคาพุ่ง-ขาดตลาด

10 มี.ค. 2569 13:18 น.

เวียดนามวอนประชาชน “ทำงานที่บ้าน” ประหยัดน้ำมัน หลังสงครามอิหร่านทำราคาพุ่ง-ขาดตลาด

กระทรวงพาณิชย์เวียดนามออกโรงขอความร่วมมือภาคธุรกิจ หนุนพนักงานทำงานจากบ้าน หรือ  Work from Home ลดการใช้รถส่วนตัวเพื่อประหยัดการใช้น้ำมัน หลังสงครามในตะวันออกกลางพ่นพิษ ทำราคาน้ำมันพุ่งกระฉูด ด้านนายกฯ เร่งต่อสายตรงกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับขอนำเข้าด่วน พร้อมสั่งยกเว้นภาษีนำเข้าถึงสิ้นเดือนเมษายนนี้

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนาม ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ภาคธุรกิจในท้องถิ่นส่งเสริมให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการประหยัดเชื้อเพลิง ท่ามกลางวิกฤตการหยุดชะงักของอุปทานและราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน

รัฐบาลเวียดนามระบุว่า เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการขาดแคลนเชื้อเพลิง เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางเป็นหลัก โดยในแถลงการณ์วันนี้ (10 มี.ค.) ระบุว่า สถานประกอบการควรสนับสนุนการทำงานจากที่บ้านตามความเหมาะสมเพื่อลดความจำเป็นในการเดินทางและการขนส่ง นอกจากนี้ยังแนะนำให้ภาคธุรกิจปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ ลดการตีรถเปล่า และเร่งพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียน

สำหรับภาคประชาชน รัฐบาลขอความร่วมมือให้จำกัดการใช้รถยนต์ส่วนตัว เปลี่ยนมาใช้ระบบคาร์พูล (Carpool) หรือการเดินทางร่วมกันโดยรถยนต์คันเดียวกันระหว่างบุคคลที่มีเส้นทางเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน หรือใช้ระบบขนส่งสาธารณะ พร้อมแนะนำวิธีประหยัดน้ำมัน เช่น ดับเครื่องยนต์เมื่อจอดนาน หลีกเลี่ยงการเบรกหรือเร่งกะทันหัน และหันมาใช้เชื้อเพลิงชีวภาพอย่าง E5 และ E10

ข้อมูลจาก Petrolimex ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม เผยสถิติว่านับตั้งแต่สิ้นเดือนที่ผ่านมา ราคาน้ำมันเบนซินในเวียดนามพุ่งขึ้นแล้ว 32% น้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 56% และน้ำมันก๊าดพุ่งสูงถึง 80% ส่งผลให้เกิดภาพแถวยาวเหยียดของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่รอคิวเติมน้ำมันในกรุงฮานอย

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีฝ่าม มิงห์ จิ๋ง ได้ต่อสายตรงพูดคุยกับผู้นำของคูเวต กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อขอความมั่นใจในการจัดส่งเชื้อเพลิงและน้ำมันดิบให้กับเวียดนาม โดยเฉพาะการเจรจากับนายกรัฐมนตรีคูเวตเพื่อขอให้ประสานงานส่งน้ำมันดิบให้เวียดนามอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ตัดสินใจยกเว้นภาษีนำเข้าเชื้อเพลิงทุกประเภท โดยมีผลบังคับใช้ไปจนถึงสิ้นเดือนเมษายนนี้

ทางกระทรวงฯ ยังได้ขอความร่วมมือประชาชนและภาคธุรกิจ “ห้ามกักตุนหรือเก็งกำไร” น้ำมัน และขออย่าให้ตื่นตระหนกจนเกินไป พร้อมทั้งขอให้ประชาชนแจ้งเบาะแสหากพบสถานีบริการน้ำมันที่กระทำผิดกฎหมาย เช่น หยุดขายโดยไม่มีเหตุผล หรือขายเกินราคาที่กำหนด

ปัจจุบัน ความต้องการน้ำมันในเวียดนามปี 2025 คาดว่าจะอยู่ที่ 28.6 ล้านลูกบาศก์เมตร แม้จะมีโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ 2 แห่ง คือ Nghi Son และ Binh Son แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก ขณะที่ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นกว่า 60% ตั้งแต่ต้นปี ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และนักวิเคราะห์คาดว่าอาจแตะ 140 ดอลลาร์หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ล่าสุดรัฐบาลเวียดนามได้ระดมน้ำมันสำรองจำนวน 4 ล้านบาร์เรลจากพันธมิตรเพื่อบรรเทาสถานการณ์เบื้องต้นแล้ว.

ที่มา Reuters / VnExpress

ผู้เชี่ยวชาญหวั่น AI ปรับแต่งภาพสงครามตะวันออกกลางบิดเบือนข้อเท็จจริง กระทบความน่าเชื่อถือข่าวจริง

ผู้เชี่ยวชาญหวั่น AI ปรับแต่งภาพสงครามตะวันออกกลางบิดเบือนข้อเท็จจริง กระทบความน่าเชื่อถือข่าวจริง

10 มี.ค. 2569 12:49 น.

ผู้เชี่ยวชาญหวั่น AI ปรับแต่งภาพสงครามตะวันออกกลางบิดเบือนข้อเท็จจริง กระทบความน่าเชื่อถือข่าวจริง

ผู้เชี่ยวชาญหวั่น การนำ AI มาใช้ปรับแต่งภาพเหตุการณ์จริงในสงครามตะวันออกกลางให้ดูชัดเจนและรุนแรงมากขึ้น อาจนำไปสู่การบิดเบือนข้อเท็จจริง และกระทบความน่าเชื่อถือของข่าวจริง

สื่อต่างประเทศรายงานว่า โลกออนไลน์กำลังเผชิญกระแสข่าวลือและข้อมูลเท็จที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI อย่างหนัก ในขณะสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางยังคงดุเดือด โดยสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าภาพปลอมที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด คือ “ภาพเหตุการณ์จริง” ที่ถูกนำมามาปรับแต่งด้วย AI เพื่อให้ภาพดูชัดเจนหรือดูมีความรุนแรงยิ่งขึ้น จนเกิดการบิดเบือนข้อมูลไปจากความเป็นจริง

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ภาพนักบินอเมริกันซึ่งดีดตัวออกจากเครื่องบินรบ กำลังคุกเข่าต่อหน้าชาวคูเวตคนหนึ่ง โดยภาพนี้เป็นภาพที่มีความคมชัดสูง ทำให้เกิดการส่งต่อกันอย่างแพร่หลายในโลกออนไลน์ จนมีสื่อหลายสำนักนำไปเผยแพร่ แต่หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าในภาพ นักบินมีนิ้วมือเพียง 4 นิ้ว โดยหลังสื่อต่างประเทศได้นำภาพไปตรวจสอบและพบกับลายน้ำ “SynthID” ของกูเกิล (Google) ทำให้ระบุได้ว่าภาพดังกล่าวเป็นภาพจาก AI

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุการ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยมีหลักฐานจากวิดีโอและภาพถ่ายดาวเทียมยืนยัน ว่าคูเวตยิงเครื่องบินรบสหรัฐฯ ตก 3 ลำ เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา แต่ภาพต้นฉบับมีความคมชัดต่ำทำให้มองเห็นได้ไม่ชัดเจน เมื่อมีการนำ AI มาใช้เพิ่มความคมชัดของภาพ (Enhancement) ระบบ AI จึงได้ใส่รายละเอียดที่ไม่มีอยู่จริงเข้าไปในภาพจนเกิดความผิดเพี้ยนไปจากเดิม

เอวานเกลอส คานูลาส ศาสตราจารย์ด้าน AI จากมหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม ระบุว่า AI สามารถปรับแต่ง รายละเอียดพื้นผิว ใบหน้า แสง หรือพื้นหลัง ของภาพต่าง ๆ เพื่อทำให้ภาพดูสมจริงมากกว่าภาพจริง และอาจถูกนำไปใช้เพื่อสร้างสถานการณ์ โดยทำให้การประท้วงดูรุนแรงขึ้นหรือทำให้กลุ่มฝูงชนดูมีขนาดใหญ่กว่าความเป็นจริง

ในอีกกรณีคือภาพเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ใกล้สนามบินเออร์บิลในประเทศอิรัก หลังถูกอิหร่านโจมตีเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา แม้เหตุการณ์ไฟไหม้จะเป็นเรื่องจริง แต่ AI ได้ปรับแต่ง ให้กองไฟและกลุ่มควันดูใหญ่ขึ้นและมีสีสันฉูดฉาดเกินภาพต้นฉบับไปมากเพื่อให้ดูน่ากลัว

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการที่ AI เกิดอาการ “หลอน”  (Hallucinate) และเติมรายละเอียดใหม่ ๆ ที่ไม่ได้มีอยู่จริง เข้าไปในภาพ เช่นในกรณีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองในเมืองมินนิแอโพลิส สหรัฐฯ ทำการวิสามัญนายอเล็กซ์ เพรตตี เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยภาพจากวิดีโอต้นฉบับแสดงให้เห็นว่านายเพรตตีกำลงถือ “โทรศัพท์มือถือ” ไว้ในมือ แต่ภาพที่ถูกนำไปปรับความคมชัดด้วย AI กลับทำให้ดูเหมือนว่าสิ่งของที่อยู่ในมือนายเพรตติคือ “อาวุธปืน”

เจมส์ โอไบรอัน ศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ เตือนว่า “การปรับแต่งแม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้การรับรู้เรื่องราวของผู้คนต่างไปได้อย่างสิ้นเชิง” และสิ่งที่อันตรายที่สุดคือการที่สาธารณชนเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่น จนแม้แต่ภาพที่เป็นเหตุการณ์จริงก็อาจถูกสงสัยว่าเป็นภาพปลอม.

ที่มา: France24

สิงคโปร์อายัดทรัพย์ 4 พันล้าน บุกทลาย บ.จัดการกองทุน พัวพันเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ

สิงคโปร์อายัดทรัพย์ 4 พันล้าน บุกทลาย บ.จัดการกองทุน พัวพันเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ

10 มี.ค. 2569 11:43 น.

สิงคโปร์อายัดทรัพย์ 4 พันล้าน บุกทลาย บ.จัดการกองทุน พัวพันเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ

ตำรวจและหน่วยงานกำกับการเงินสิงคโปร์เปิดปฏิบัติการบุกตรวจค้นบริษัท Capital Asia Investments (CAI) หลังพบพิรุธเอี่ยวเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สั่งอายัดทรัพย์สินในบัญชีธนาคารและหลักทรัพย์รวมกว่า 160 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือเกือบ 4 พันล้านบาท พร้อมรวบตัว 2 ผู้อำนวยการบริษัทดำเนินคดี

ทางการสิงคโปร์เปิดปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมทางการเงินครั้งใหญ่ โดยเป็นการร่วมมือระหว่างกองกำลังตำรวจสิงคโปร์ (SPF) และธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) เข้าตรวจสอบบริษัทจัดการกองทุนที่ได้รับใบอนุญาตรายหนึ่ง หลังต้องสงสัยว่าพัวพันกับขบวนการฟอกเงิน โดยมีการสั่งอายัดทรัพย์สินในบัญชีธนาคารและบัญชีหลักทรัพย์รวมมูลค่ากว่า 160 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 3,988 ล้านบาท)

แถลงการณ์ร่วมของหน่วยงานระบุว่า ปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา โดยมุ่งเป้าไปที่บริษัท Capital Asia Investments (CAI) ซึ่งนำไปสู่การจับกุมผู้อำนวยการบริษัทจำนวน 2 ราย

ด้าน MAS เปิดเผยว่า ได้ทำการตรวจสอบกิจกรรมของบริษัทดังกล่าวหลังจากได้รับข้อมูลเกี่ยวกับพฤติการณ์ที่อาจผิดกฎหมาย ซึ่งจากการตรวจสอบย้อนหลังพบว่าบริษัทมี “ข้อบกพร่องร้ายแรงในการควบคุม” โดยเฉพาะการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

ขณะที่กองกำลังตำรวจสิงคโปร์ระบุเพิ่มเติมว่า ได้รับข้อมูลข่าวกรองทางการเงินจากสำนักงานรายงานธุรกรรมที่ต้องสงสัย เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของ Capital Asia Investments และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ โดยระบุว่าเงินที่ได้จากการกระทำความผิดนั้นมาจากกิจกรรมอาชญากรรมที่มีการจัดตั้งในต่างประเทศ รวมถึงขบวนการหลอกลวงต้มตุ๋น หรือ สแกมเมอร์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศเพื่อขอข้อมูลและขยายผลการสอบสวน

สำหรับบทลงโทษในความผิดฐานฟอกเงินในสิงคโปร์ มีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 10 ปี หรือปรับสูงสุด 500,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่ความผิดภายใต้พระราชบัญญัติบริการทางการเงินและตลาดปี 2022 มีโทษปรับสูงสุดถึง 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และอาจมีค่าปรับเพิ่มเติมหากยังคงกระทำความผิดต่อไป

แถลงการณ์ระบุว่า “สิงคโปร์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการป้องกันไม่ให้บุคคลหรือองค์กรใดๆ ใช้ระบบการเงินของประเทศเพื่อการฟอกเงินหรือกิจกรรมอาชญากรรมอื่นๆ โดยตำรวจจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและดำเนินการกับผู้กระทำความผิดอย่างเด็ดขาด”.

ที่มา CNA

ครูอเมริกันเสียชีวิต หลังแผนแกล้ง “โยนทิชชู่” ของนักเรียนทำให้เกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน

ครูอเมริกันเสียชีวิต หลังแผนแกล้ง "โยนทิชชู่" ของนักเรียนทำให้เกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน

10 มี.ค. 2569 11:20 น.

ครูอเมริกันเสียชีวิต หลังแผนแกล้ง “โยนทิชชู่” ของนักเรียนทำให้เกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน

เกิดเหตุโศกนาฏกรรมในรัฐจอร์เจียของสหรัฐฯ เมื่อครูมัธยมตั้งใจจะออกมาเซอร์ไพรส์จับผิดกลุ่มนักเรียนที่มาแกล้งโยนกระดาษทิชชู่หน้าบ้าน แต่กลับลื่นล้มจนถูกรถของลูกศิษย์ทับเสียชีวิต ขณะที่ครอบครัวของครูผู้ตายวอนศาลถอนฟ้องเด็ก ชี้เป็นอุบัติเหตุและไม่อยากให้ชีวิตเด็กต้องพังเพราะความผิดพลาดนี้

เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐจอร์เจีย ของสหรัฐฯ รายงานอุบัติเหตุสะเทือนขวัญที่ครูมัธยมปลายรายหนึ่งถูกรถของนักเรียนทับเสียชีวิตบริเวณหน้าบ้านพักของตนเอง หลังจากแผนการแกล้งล้อเล่นของนักเรียนด้วยการนำกระดาษชำระมาโยนพาดบนต้นไม้เกิดความผิดพลาดอย่างรุนแรง

ผู้เสียชีวิตคือ นายเจสัน ฮิวจ์ส วัย 40 ปี ครูสอนคณิตศาสตร์และโค้ชกอล์ฟที่โรงเรียนมัธยมปลาย นอร์ธฮอลล์ ในเมืองเกนส์วิลล์ โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่กลุ่มนักเรียนนำม้วนกระดาษชำระมาโยนเล่นหน้าบ้านของเขาเพื่อเป็นการล้อเล่น เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ที่ผ่านมา นายฮิวจ์สได้เดินออกมาจากบ้านเพื่อตั้งใจจะทำให้กลุ่มนักเรียนตกใจที่ถูกจับได้ แต่ในจังหวะนั้นเขาเกิดสะดุดและลื่นล้มลงบนพื้นถนนที่เปียกแฉะจากฝน ขณะเดียวกันกลุ่มนักเรียนที่ตกใจได้พยายามขับรถหนีออกจากที่เกิดเหตุด้วยรถยนต์ 2 คัน เป็นเหตุให้หนึ่งในรถคันดังกล่าวทับร่างของนายฮิวจ์สโดยไม่ตั้งใจ

นายเจเดน ไรอัน วอลเลซ วัย 18 ปี ซึ่งเป็นผู้ขับรถคันดังกล่าว ถูกตั้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยประมาทด้วยยานพาหนะ นอกจากนี้ วอลเลซและเพื่อนวัย 18 ปีอีก 4 คนที่อยู่ในเหตุการณ์ ยังถูกตั้งข้อหาบุกรุกโดยเจตนาและทิ้งขยะในพื้นที่ส่วนบุคคลอีกด้วย อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่าหลังเกิดเหตุ วอลเลซและเพื่อนอีก 2 คนได้หยุดรถและลงมาช่วยเหลือครูฮิวจ์สทันทีก่อนที่หน่วยกู้ภัยจะมาถึงเพื่อนำตัวเขาส่งโรงพยาบาล

ทางด้าน นางลอร่า ฮิวจ์ส ภรรยาของผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นครูในโรงเรียนเดียวกัน ได้ให้สัมภาษณ์กับนิวยอร์กไทม์สว่า สามีของเธอทราบเรื่องแผนการแกล้งนี้ล่วงหน้า และเขาก็รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้แอบออกมาจับผิดลูกศิษย์ เธอยืนยันว่าครอบครัวสนับสนุนให้มีการถอนฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

นางลอร่ากล่าว “นี่คือโศกนาฏกรรมที่เลวร้าย และครอบครัวของเรามุ่งมั่นที่จะป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำซ้อนที่จะมาทำลายชีวิตของนักเรียนเหล่านี้ เพราะมันจะขัดต่อความตั้งใจตลอดชีวิตของเจสันที่อุทิศตนเพื่อพัฒนาชีวิตเด็กๆ” 

โฆษกเขตการศึกษาฮอลล์เคาน์ตี้ ระบุว่า นายฮิวจ์สจะถูกจดจำในฐานะครูที่มีความมุ่งมั่น เป็นที่ปรึกษา และเป็นโค้ชที่ได้รับความเคารพรักจากทั้งลูกศิษย์และเพื่อนร่วมงาน ขณะที่สมาชิกในชุมชนได้ร่วมกันจัดพื้นที่ไว้อาลัยบริเวณหน้าโรงเรียนที่เขาเคยสอนเพื่อรำลึกถึงคุณความดีของเขา.

ที่มา BBC

เกาหลีเหนือยกเลิก “เปียงยางมาราธอน 2026” กะทันหัน โดยไม่ชี้แจงเหตุผล

เกาหลีเหนือยกเลิก "เปียงยางมาราธอน 2026" กะทันหัน โดยไม่ชี้แจงเหตุผล

10 มี.ค. 2569 10:39 น.

เกาหลีเหนือยกเลิก “เปียงยางมาราธอน 2026” กะทันหัน โดยไม่ชี้แจงเหตุผล

เกาหลีเหนือประกาศยกเลิกการแข่งขัน “เปียงยางมาราธอน” ประจำปี 2026 อย่างกะทันหัน โดยระบุเพียงว่าเกิดจาก “บางเหตุผล” โดยไม่มีการชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม ขณะที่บริษัททัวร์พันธมิตรเผยการตัดสินใจมาจากระดับที่สูงกว่าผู้จัดงาน

การแข่งขันวิ่งมาราธอนนานาชาติ “เปียงยางมาราธอน” ของเกาหลีเหนือ ซึ่งเดิมกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 5 เมษายน 2026 ถูกประกาศยกเลิกอย่างกะทันหัน โดยบริษัทโครยอ ทัวร์ส (Koryo Tours) ซึ่งเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการของการแข่งขัน ระบุว่าได้รับแจ้งจากสมาคมกรีฑาของเกาหลีเหนือเกี่ยวกับการยกเลิกดังกล่าว

ข้อความที่บริษัททัวร์อ้างว่าเป็นของเลขาธิการสมาคมกรีฑาเกาหลีเหนือ ระบุเพียงว่า การแข่งขันถูกยกเลิก “เนื่องจากบางเหตุผล” พร้อมขอบคุณนักวิ่งมาราธอนทั้งระดับอาชีพและสมัครเล่นจากทั่วโลกที่ให้ความสนใจเข้าร่วม “เปียงยาง อินเตอร์เนชันแนล มาราธอน” แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุของการตัดสินใจครั้งนี้

บริษัท Koryo Tours ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ระบุว่าเข้าใจว่าการตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นที่สิ้นสุด และน่าจะเป็นการตัดสินใจจากระดับที่สูงกว่าผู้จัดงานโดยตรง พร้อมทั้งระบุว่าผู้จัดงานและพันธมิตรของการแข่งขันไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และยอมรับว่าการประกาศครั้งนี้อาจสร้างความผิดหวังให้กับนักวิ่งจำนวนมากที่ลงทะเบียนหรือกำลังวางแผนเข้าร่วม

บริษัททัวร์ดังกล่าวจัดแพ็กเกจเดินทางสำหรับนักวิ่งต่างชาติ โดยออกเดินทางจากกรุงปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเสิ่นหยาง ราคาตั้งแต่ 2,529 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 80,321 บาท) สำหรับการเข้าพัก 2 คืนครึ่งในกรุงเปียงยาง รวมสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันและการท่องเที่ยวสถานที่สำคัญในเมืองหลวง ซึ่งตั๋วสำหรับปีนี้ถูกจำหน่ายหมดแล้วตามข้อมูลในเว็บไซต์ของบริษัท

ทั้งนี้ บริษัทระบุว่าจะคืนเงินมัดจำทั้งหมดให้กับผู้สมัคร และเปิดโอกาสให้นักวิ่งสามารถเก็บเงินมัดจำไว้ใช้สำหรับกิจกรรมในอนาคตหรือทัวร์เกาหลีเหนือครั้งอื่นได้ ขณะที่กำหนดการจัดการแข่งขันในปี 2027 ยังไม่ได้ประกาศ

การแข่งขันเปียงยางมาราธอนเริ่มจัดครั้งแรกในปี 1981 เพื่อเฉลิมฉลองวันเกิดของนายคิม อิลซุง ผู้นำผู้ก่อตั้งประเทศเกาหลีเหนือ และเปิดให้ทั้งนักวิ่งสมัครเล่นและนักกีฬาระดับอาชีพเข้าร่วม โดยมีหลายระยะทาง ได้แก่ 5 กิโลเมตร 10 กิโลเมตร ฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กิโลเมตร และฟูลมาราธอน 42.2 กิโลเมตร

การแข่งขันเพิ่งกลับมาจัดอีกครั้งเมื่อปีที่ผ่านมา หลังถูกระงับติดต่อกันนานถึง 5 ปี เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19.

ที่มา BBC

สายการบินทั่วโลกทยอยขึ้นตั๋วเครื่องบิน หลังราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง

สายการบินทั่วโลกทยอยขึ้นตั๋วเครื่องบิน หลังราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง

10 มี.ค. 2569 10:28 น.

สายการบินทั่วโลกทยอยขึ้นตั๋วเครื่องบิน หลังราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง

วิกฤตสงครามสหรัฐ–อิหร่านดันราคาน้ำมันพุ่ง ทำต้นทุนน้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้หลายสายการบินเริ่มปรับขึ้นราคาตั๋ว พร้อมเตือนอาจขึ้นราคาเพิ่ม หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ

สายการบินทั่วโลกเริ่มปรับขึ้นราคาตั๋วเครื่องบิน หลังราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยแอร์นิวซีแลนด์ เปิดเผยเมื่อวันอังคาร (10 มีนาคม) ว่า ได้ปรับขึ้นค่าโดยสารแล้ว และอาจต้องขึ้นราคาเพิ่มเติม หากราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง

สายการบินแห่งชาติของนิวซีแลนด์ระบุว่า ราคาน้ำมันเครื่องบินซึ่งก่อนเกิดความขัดแย้งอยู่ที่ประมาณ 85–90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ได้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 150–200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

บริษัทจึงตัดสินใจระงับการคาดการณ์ผลประกอบการปี 2026 เนื่องจากสถานการณ์สงครามยังมีความไม่แน่นอนสูงโดยข้อมูลจากสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า สายการบินแอร์นิวซีแลนด์ ระบุว่าได้ปรับขึ้นราคาตั๋วแบบเที่ยวเดียวในชั้นประหยัด ได้แก่เที่ยวบินภายในประเทศ เพิ่ม 10 ดอลลาร์นิวซีแลนด์, เที่ยวบินระยะสั้นระหว่างประเทศ เพิ่ม 20 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ และเที่ยวบินระยะไกล เพิ่ม 90 ดอลลาร์นิวซีแลนด์

แม้ว่าราคาตั๋วในเส้นทาง เอเชีย–ยุโรป จะเพิ่มขึ้นอยู่แล้วจากการปิดน่านฟ้าและข้อจำกัดด้านความจุเที่ยวบิน แต่ แอร์นิวซีแลนด์ถือเป็นหนึ่งในสายการบินแรก ๆ ที่ประกาศปรับขึ้นราคาตั๋วในวงกว้างนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น

สายการบินระบุว่า หากความขัดแย้งทำให้ต้นทุนน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง ก็อาจต้องปรับราคาเพิ่มเติม รวมถึงปรับเครือข่ายเส้นทางบินและตารางเที่ยวบินตามสถานการณ์

สายการบินเอเชียรับผลกระทบหนัก

ขณะที่สายการบินเวียดนาม แอร์ไลน์ ได้ยื่นขอให้รัฐบาลเวียดนามยกเลิกภาษีสิ่งแวดล้อมสำหรับน้ำมันเครื่องบิน เพื่อช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน

รัฐบาลเวียดนามเปิดเผยว่า ต้นทุนการดำเนินงานของสายการบินในประเทศเพิ่มขึ้นถึง 60–70% จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง และผู้จัดหาน้ำมันก็เริ่มเผชิญปัญหาในการตอบสนองความต้องการของสายการบิน

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นสายการบินเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ระบุเมื่อวันจันทร์ว่า สงครามอาจยุติลงได้ในเร็ว ๆ นี้

คำกล่าวดังกล่าวทำให้ตลาดผันผวน โดยราคาน้ำมันปรับลดลงเหลือประมาณ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในวันอังคาร จากระดับสูงสุด 119 ดอลลาร์ ในวันก่อนหน้า

ขณะที่หุ้นสายการบินในเอเชียเริ่มทรงตัว ได้แก่ แอร์นิวซีแลนด์ ปรับขึ้น 2% หลังจากร่วงเกือบ 8% วันก่อนหน้า , โคเรียน แอร์ เพิ่มขึ้น 6% หลังลดลง 8.6%, สายการบินแควนตัส เพิ่มขึ้นมากกว่า 1% และเจแปน แอร์ไลน์สปรับขึ้นมากกว่า 2% ซึ่งโดยปกติแล้ว ค่าเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนอันดับสองของสายการบิน รองจากค่าแรง คิดเป็นประมาณ 20–25% ของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

สงครามกระทบอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลก

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและการปิดน่านฟ้าในบางพื้นที่ ทำให้สายการบินต้องบินอ้อมหลีกเลี่ยงพื้นที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ความจุเที่ยวบินลดลง และราคาตั๋วในบางเส้นทางพุ่งสูง

โดยข้อมูลจาก บริษัท ซิเรียม ผู้ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการบินระดับโลก ระบุว่า สายการบินตะวันออกกลาง ได้แก่ Emirates , Qatar Airways และEtihad Airways ปกติแล้วให้บริการผู้โดยสารประมาณ หนึ่งในสามของเส้นทางยุโรป–เอเชีย และมากกว่าครึ่งของผู้โดยสารที่เดินทางจากยุโรปไปยัง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และหมู่เกาะแปซิฟิก

ผลกระทบยังลุกลามไปถึงธุรกิจท่องเที่ยว โดยบริษัททัวร์เกาหลีใต้ฮานา ทัวร์ เซอร์วิส ประกาศยกเลิกทัวร์ที่ต้องบินผ่านตะวันออกกลาง เช่น การเดินทางไปดูไบ หรือเที่ยวบินต่อเครื่องผ่านดูไบไปยุโรป พร้อมยกเว้นค่าธรรมเนียมยกเลิกให้ลูกค้า

ขณะที่ในประเทศไทยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คาดการณ์ว่า หากสงครามยืดเยื้อนานกว่า 8 สัปดาห์ ประเทศไทยอาจสูญเสียนักท่องเที่ยวถึง 595,974 คน และสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 40,900 ล้านบาท

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะด้านพลังงานเท่านั้น แต่ยังเริ่มลุกลามไปสู่ อุตสาหกรรมการบิน การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจโลก อย่างมีนัยสำคัญ.

ที่มา : channelnewsasia

อิหร่านท้าชนสหรัฐ! ประกาศ “รอรับกองเรือสหรัฐฯ” ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ชะตาสงครามอยู่ในมือเตหะราน

อิหร่านท้าชนสหรัฐ! ประกาศ "รอรับกองเรือสหรัฐฯ" ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ชะตาสงครามอยู่ในมือเตหะราน

10 มี.ค. 2569 09:36 น.

อิหร่านท้าชนสหรัฐ! ประกาศ “รอรับกองเรือสหรัฐฯ” ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ชะตาสงครามอยู่ในมือเตหะราน

สงครามตะวันออกกลางทวีความตึงเครียด หลังโฆษกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านระบุ กองทัพอิหร่านกำลัง “รอคอย” กองเรือสหรัฐในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมย้ำว่าการยุติสงครามขึ้นอยู่กับอิหร่าน

พลตรี อาลี โมฮัมหมัด นาอีนี โฆษกของ Islamic Revolutionary Guard Corps หรือกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อของรัฐอิหร่านในช่วงเช้าวันอังคาร ระบุว่ากองทัพอิหร่านกำลังรอคอยที่จะเผชิญหน้ากับกองเรือของสหรัฐที่กำลังมุ่งหน้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่าทิศทางของสงครามในภูมิภาคขณะนี้จะยุติหรือเดินหน้าต่อ อยู่ในมือของอิหร่านเท่านั้น

นาอีนีกล่าวว่ากองกำลังติดอาวุธของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านกำลัง “เฝ้ารอ” การมาถึงของกองเรือรบสหรัฐในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส เจอรัลด์ ฟอร์ด ด้วย ( USS Gerald R. Ford)

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีสหรัฐโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ โดยกล่าวถึงมาตรการปกป้องการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและสินค้าทางทะเลที่สำคัญของโลก

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของโลก เนื่องจากมีน้ำมันดิบจำนวนมหาศาลถูกลำเลียงผ่านเส้นทางนี้ทุกวัน การเผชิญหน้าทางทหารในพื้นที่จึงสร้างความกังวลต่อความมั่นคงด้านพลังงานและเสถียรภาพของตลาดน้ำมันโลกอย่างใกล้ชิด.

ที่มา : CNN

ทรัมป์ ขู่โจมตีอิหร่าน “หนักขึ้น 20 เท่า” หากขวางการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์ ขู่โจมตีอิหร่าน “หนักขึ้น 20 เท่า” หากขวางการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

10 มี.ค. 2569 08:31 น.

ทรัมป์ ขู่โจมตีอิหร่าน “หนักขึ้น 20 เท่า” หากขวางการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ความตึงเครียดตะวันออกกลางทวีความรุนแรง เมื่อทรัมป์เตือนอิหร่านว่า หากพยายามปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก สหรัฐจะโจมตีครั้งใหญ่จนทำให้อิหร่านไม่สามารถฟื้นตัวได้อีก

ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกคำเตือนอย่างรุนแรงต่ออิหร่านเมื่อวันจันทร์ โดยระบุว่า สหรัฐจะโจมตีอิหร่าน “หนักขึ้น 20 เท่า” หากเตหะรานพยายามขัดขวางการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางพลังงานสำคัญของโลก

ทรัมป์ระบุว่า หากอิหร่านดำเนินการปิดช่องแคบหรือขัดขวางการเดินเรือ สหรัฐจะโจมตีเป้าหมายที่สามารถทำลายได้ง่าย ซึ่งจะทำให้อิหร่านแทบไม่สามารถฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานสำคัญได้อีก

ผู้นำสหรัฐยังใช้ถ้อยคำแข็งกร้าวว่า “ความตาย  ไฟ และความพิโรธจะถาโถมใส่พวกเขา” แต่เขายังหวังและภาวนา ว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นจริง

ขณะเดียวกัน กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) แถลงก่อนหน้านี้ในวันเดียวกันว่า ประเทศอาหรับหรือยุโรปใดก็ตามที่ขับไล่เอกอัครราชทูตของอิสราเอลและสหรัฐออกจากประเทศของตน จะได้รับอนุญาตให้เดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างเสรีตั้งแต่วันอังคารเป็นต้นไป

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นหนึ่งในจุดคอขวดด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก โดยมีน้ำมันดิบประมาณ 1 ใน 5 ของการขนส่งทั่วโลก ต้องผ่านเส้นทางเดินเรือแห่งนี้ ทำให้ความตึงเครียดในพื้นที่ส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันและความมั่นคงพลังงานของหลายประเทศ

จีนและหลายประเทศในเอเชียต้องพึ่งพาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่ขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าวเป็นหลัก โดยการสู้รบในภูมิภาคทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงักตั้งแต่สงครามเริ่มต้น.

ที่มา : CNN