ญี่ปุ่นจับตา พายุคู่ “เมขลา-ฮีโกส” เคลื่อนตัวเข้าใกล้โอกินาวา-ญี่ปุ่นตะวันตก

ญี่ปุ่นจับตา พายุคู่ "เมขลา-ฮีโกส" เคลื่อนตัวเข้าใกล้โอกินาวา-ญี่ปุ่นตะวันตก

23 มิ.ย. 2569 16:28 น.

ญี่ปุ่นจับตา พายุคู่ “เมขลา-ฮีโกส” เคลื่อนตัวเข้าใกล้โอกินาวา-ญี่ปุ่นตะวันตก

ญี่ปุ่นจับตาสถานการณ์พายุ 2 ลูก หลังพายุไต้ฝุ่นเมขลาเคลื่อนตัวเหนือทะเลทางตะวันออกของฟิลิปปินส์และมีแนวโน้มเข้าใกล้หมู่เกาะโอกินาวา ก่อนมุ่งหน้าสู่ฝั่งตะวันตกของญี่ปุ่น ขณะที่พายุฮีโกสก่อตัวใหม่บริเวณหมู่เกาะมาเรียนา และคาดว่าจะมุ่งหน้าสู่ฝั่งตะวันตกของญี่ปุ่นเช่นกัน โดยนักอุตุนิยมวิทยาเตือนว่าความชื้นจากพายุอาจกระตุ้นแนวปะทะฝนให้เกิดฝนตกหนักก่อนพายุขึ้นฝั่ง

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) รายงานความเคลื่อนไหวของสภาพอากาศที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เมื่อพายุไต้ฝุ่น 2 ลูกกำลังเคลื่อนตัวมุ่งหน้าสู่ประเทศญี่ปุ่นพร้อมกัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบให้เกิดฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง และคลื่นสูงในหลายพื้นที่ในช่วงสุดสัปดาห์นี้

โดยพายุไต้ฝุ่นเมขลา หรือพายุหมายเลข 7 ยังคงรักษาความรุนแรงในระดับ “ทรงพลังมาก” ขณะเคลื่อนตัวอยู่ทางตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ มีความกดอากาศที่จุดศูนย์กลาง 925 เฮกโตปาสกาล ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางพัดสูงถึง 50 เมตรต่อวินาที และลมกระโชกแรงชั่วขณะพุ่งสูงถึง 70 เมตรต่อวินาที คาดว่าจะเคลื่อนตัวเข้าใกล้เกาะโอกินาวาในช่วงวันที่ 27–28 มิถุนายนนี้ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ตอนเหนือและชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันตกและตะวันออกของญี่ปุ่นต่อไป ทั้งนี้คาดว่าพายุจะค่อยๆ ลดความรุนแรงลงเมื่อเข้าใกล้แผ่นดินใหญ่

ขณะเดียวกัน JMA ได้ประกาศการก่อตัวของ พายุโซนร้อนฮีโกส (Higos) หรือพายุหมายเลข 8 บริเวณหมู่เกาะมาเรียนา มีความกดอากาศที่จุดศูนย์กลาง 1,004 เฮกโตปาสกาล และความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางอยู่ที่ 18 เมตรต่อวินาที โดยกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกด้วยความเร็ว 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าไต้ฝุ่นฮีโกสจะเคลื่อนตัวขึ้นเหนือเร็วกว่าไต้ฝุ่นเมขลา แต่จะไม่ได้เข้าใกล้เกาะฮอนชู ซึ่งเป็นเกาะหลักของญี่ปุ่นมากนัก

แบบจำลองสภาพอากาศจากทั้งญี่ปุ่น (GSM), สหรัฐฯ (GFS) และยุโรป (ECMWF) ยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับทิศทางที่แน่นอนของพายุ เนื่องจากมีหย่อมความกดอากาศต่ำอีกลูกที่กำลังพัฒนาตัวตามมา ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกำลังเฝ้าระวังว่าหากหย่อมความกดอากาศต่ำนี้ทวีความรุนแรงขึ้นและเข้าใกล้ไต้ฝุ่นเมขลา อาจเกิดปรากฏการณ์ “ฟูจิวารา” (Fujiwhara Effect) หรือปรากฏการณ์ที่พายุหมุนสองลูกหมุนรอบซึ่งกันและกันและส่งอิทธิพลต่อทิศทางและดึงดูดมวลอากาศชื้นเข้าหากัน ซึ่งอาจทำให้ทิศทางของพายุเปลี่ยนไปทางทะเลญี่ปุ่นทางตะวันตก หรือเบี่ยงออกไปทางมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันออกได้

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้ไม่ใช่เพียงแค่ผลกระทบโดยตรงจากตัวพายุ แต่เป็นมวลอากาศร้อนชื้นมหาศาลที่ถูกพายุดึงขึ้นมา ซึ่งจะเข้าไปกระตุ้น “แนวปะทะอากาศในฤดูฝน” ที่พาดผ่านประเทศญี่ปุ่นอยู่ก่อนแล้ว ส่งผลให้กลุ่มเมฆฝนก่อตัวหนาแน่นและทำให้มีฝนตกหนักสะสมล่วงหน้าทันที โดยเฉพาะทางฝั่งแปซิฟิกของเกาะคิวชูและเกาะชิโกกุ

ทางการสั่งเตือนภัยประชาชนให้ระวังระดับน้ำในแม่น้ำสายต่างๆ ที่อาจเอ่อล้น ตลอดจนความเสี่ยงขั้นสูงที่จะเกิดดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลัน พร้อมสั่งห้ามเข้าใกล้พื้นที่เสี่ยงอันตราย เช่น ทางลาดเชิงเขาและริมตลิ่ง นอกจากนี้ คลื่นลมในทะเลจะเริ่มรุนแรงขึ้น โดยบริเวณตอนใต้ของหมู่เกาะซากิชิมะของโอกินาวา อาจเผชิญกับคลื่นสูงมากกว่า 4 ถึง 6 เมตร.

ที่มา The Japan News / News On Japan

“เดทตอล” ขอโทษ หลังโฆษณา “กำจัดผู้ชายท็อกซิก” กระแสตีกลับในจีน ถูกวิจารณ์เหยียดผู้หญิง

"เดทตอล" ขอโทษ หลังโฆษณา "กำจัดผู้ชายท็อกซิก" กระแสตีกลับในจีน ถูกวิจารณ์เหยียดผู้หญิง

23 มิ.ย. 2569 15:52 น.

“เดทตอล” ขอโทษ หลังโฆษณา “กำจัดผู้ชายท็อกซิก” กระแสตีกลับในจีน ถูกวิจารณ์เหยียดผู้หญิง

“เดทตอล” แบรนด์ผลิตภัณฑ์สุขอนามัยจากอังกฤษ ออกแถลงการณ์ขอโทษและถอนโฆษณาในจีน หลังโฆษณาในรูปแบบละครสั้น “กำจัดผู้ชายท็อกซิก” ที่ตั้งใจวิจารณ์อคติทางเพศ กลับถูกกระแสสังคมโจมตีอย่างหนัก เนื่องจากเนื้อหาถูกมองว่าเหยียดผู้หญิง เปรียบผู้หญิงเป็นสิ่ง “ปนเปื้อน” และใช้ประเด็นความสัมพันธ์มาเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องความสะอาด

ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรคแบรนด์ “เดทตอล” ได้ออกแถลงการณ์ขอโทษอย่างเป็นทางการผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของจีน หลังจากวิดีโอโฆษณาผลิตภัณฑ์น้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับซักผ้าตัวใหม่ในรูปแบบละครสั้น ได้จุดชนวนความโกรธแค้นให้แก่ผู้บริโภคชาวจีนอย่างรุนแรง เนื่องจากมีเนื้อหาที่ลดทอนคุณค่าของผู้หญิงและตอกย้ำทัศนคติทางเพศที่ล้าหลัง

โฆษณาที่เป็นประเด็นมีความยาวประมาณ 5 นาที โดยเล่าเรื่องผ่านมุมมองของตัวละครเอกชายที่กำลังมองหาคนรักที่มีความ “บริสุทธิ์” และ “ไม่เคยแปดเปื้อนชายใดมาก่อน” ในคลิปมีฉากที่ชายคนนี้บอกเลิกแฟนเก่าหลังจากรู้ว่าเธอเคยใช้ชีวิตอยู่ก่อนแต่งงานกับชายอื่น พร้อมเผยบทสนทนาที่สร้างความไม่พอใจอย่างมาก เช่น “ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเธอถึงเจนจัดเรื่องพวกนี้ คงมีคนอื่นฝึกฝนเธอมาล่ะสิ” และ “ฉันจะมีอดีตอย่างไรก็ได้ แต่ว่าที่ภรรยาของฉันต้องห้ามมี”

นอกจากนี้ เขายังชื่นชมแฟนใหม่ของเขาว่า “ฉันโชคดีที่ได้เจอผู้หญิงคนนี้ เธอทั้งใสซื่อและไม่เคยแปดเปื้อนมือชายอื่น” อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้ายของโฆษณาได้มีการหักมุม เมื่อแฟนใหม่ของเขาจับได้ว่าเขามีพฤติกรรมเกลียดชังและดูถูกผู้หญิง เธอจึงด่าเขาว่าเป็นผู้ชายที่เป็นพิษ ก่อนจะบอกเลิก และโฆษณาก็ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์เดทตอลขึ้นมาในฐานะทางออกในการกำจัด “ผู้ชายท็อกซิกที่เป็นเหมือนแบคทีเรียที่ต้องถูกกำจัดออกไป”

แม้ว่าเดทตอลจะตั้งใจหักมุมในตอนท้ายเพื่อวิพากษ์วิจารณ์และสั่งสอนตัวละครชายที่มีทัศนคติเหยียดเพศ แต่เนื้อหาที่ล่อแหลมและคำพูดที่รุนแรงในช่วงแรกของโฆษณาได้ทำลายความรู้สึกของผู้บริโภคไปเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ชาวเน็ตจีนทั้งในแพลตฟอร์ม เวยป๋อ และ เสี่ยวหงชู พากันเข้าไปถล่มคอมเมนต์แสดงความไม่พอใจ

ชาวเน็ตจีนรายหนึ่งระบุว่า “ฉันดูไปได้แค่สองนาทีก็ต้องกดปิด วิดีโอนี้เป็นพิษต่อสมองมาก” ขณะที่อีกรายคอมเมนต์ว่า “ต่อให้ตอนท้ายจะหักมุมยังไง แต่การปล่อยให้มีคำพูดเหยียดหยามผู้หญิงในช่วงต้นโฆษณา มันแสดงให้เห็นถึงความไม่เคารพผู้หญิงอย่างสิ้นเชิง” และนำไปสู่กระแสการเรียกร้องให้คว่ำบาตร ไม่ซื้อสินค้าของแบรนด์นี้อีกต่อไป

ทางเดทตอลชี้แจงว่า วิดีโอดังกล่าวถูกผลิตขึ้นโดยผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ที่เป็นบุคคลภายนอก โดยแบรนด์มีเจตนาที่ดีในการวิพากษ์วิจารณ์อคติทางเพศและสนับสนุนคุณค่าความรักที่เท่าเทียมกัน แต่ยอมรับว่ามีการตัดต่อคลิปบางส่วนไปแชร์ต่อในโลกออนไลน์จนทำให้ใจความสำคัญถูกบิดเบือน อย่างไรก็ตาม แบรนด์ยอมรับความผิดพลาดในขั้นตอนการตรวจสอบเนื้อหา

“เรารับทราบว่าโฆษณาชิ้นนี้ได้สร้างความขุ่นเคืองใจให้แก่ผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิง เราขอแสดงความรับผิดชอบต่อความประมาทเลินเล่อในการสร้างสรรค์และการตรวจสอบเนื้อหาโฆษณาชิ้นนี้… แม้ภารกิจของเราคือการปกป้องสุขภาพของครอบครัว แต่เราตระหนักดีว่าการปกป้องที่แท้จริงคือการปกป้องศักดิ์ศรีของทุกคนและสิทธิในการได้รับปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน”

เดทตอลได้นำวิดีโอดังกล่าวออกจากแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งหมดทันที และให้คำมั่นว่าจะรื้อระบบการตรวจสอบเนื้อหาโฆษณาใหม่ทั้งหมดเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

หลิว ติงติง นักสังเกตการณ์อุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ต ให้สัมภาษณ์กับสื่อ โกลบอล ไทมส์ (Global Times) ว่า นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของกลยุทธ์การตลาดแบบฉวยโอกาส ที่จงใจจุดชนวนความขัดแย้งเรื่องเพศสภาพเพื่อดึงดูดสายตาของสาธารณชนและสร้างยอดวิวให้เป็นไวรัล

“หากมองในแง่การตลาดล้วน ๆ มันอาจจะสร้างยอดการเข้าถึงที่น่าประทับใจ แต่การปั่นกระแสระยะสั้นแบบนี้ย่อมนำมาซึ่งความโกรธแค้นของสังคมและความเสียหายต่อชื่อเสียงของแบรนด์อย่างร้ายแรง แบรนด์ที่ดีต้องแสวงหาทั้งการรับรู้และทัศนคติเชิงบวกจากสาธารณะ แต่น่าเสียดายที่บางบริษัทในปัจจุบันมุ่งแต่จะหาแสงโดยไม่สนใจชื่อเสียง ซึ่งสะท้อนถึงค่านิยมองค์กรที่บิดเบี้ยว การตลาดแบบนี้ถือว่าไม่เหมาะสมและเป็นพิษต่อสังคม ถึงเวลาแล้วที่องค์กรต่าง ๆ จะต้องสังคายนาทำความสะอาดกลยุทธ์การสื่อสารที่ผิดพลาดของตนเอง”

ทั้งนี้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เดทตอลต้องเผชิญกับกระแสตีกลับในประเทศจีน เพราะเมื่อปีที่ผ่านมา แบรนด์เคยเจอดราม่าจากโฆษณาตัวหนึ่งที่มีประโยคระบุว่า “ผู้หญิงคนนั้นถูก ‘ส่งคืน’ ก่อนวันแต่งงาน มันต้องเป็นเพราะเธอไม่สะอาดแน่ ๆ” ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับผู้บริโภคชาวจีนมาแล้วเช่นกัน.

ที่มา Global Times / BBC

คลื่นความร้อนยุโรปทุบสถิติ ฝรั่งเศสสังเวยแล้ว 20 ศพจากการจมน้ำใน 3 วัน

คลื่นความร้อนยุโรปทุบสถิติ ฝรั่งเศสสังเวยแล้ว 20 ศพจากการจมน้ำใน 3 วัน

23 มิ.ย. 2569 15:14 น.

คลื่นความร้อนยุโรปทุบสถิติ ฝรั่งเศสสังเวยแล้ว 20 ศพจากการจมน้ำใน 3 วัน

สถานการณ์คลื่นความร้อนถล่มทวีปยุโรปทวีความรุนแรงถึงขีดสุด ล่าสุดทางการฝรั่งเศสประกาศเตือนภัย “ระดับสีแดง” ครอบคลุมพื้นที่เกินครึ่งประเทศ หลังอุณหภูมิเฉลี่ยทุบสถิติสูงสุดประวัติการณ์ในรอบเดือนมิถุนายน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากการแอบลงเล่นน้ำคลายร้อนในพื้นที่ไม่ได้รับอนุญาตพุ่งทะลุ 20 รายภายในเวลาเพียง 3 วัน

มารินา แฟร์รารี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกีฬาและเยาวชนของฝรั่งเศส เปิดเผยผ่านสถานีวิทยุ France Inter เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ว่า หน่วยติดตามสถานการณ์การจมน้ำของประเทศรายงานยอดผู้เสียชีวิตแล้วประมาณ 20 ราย ภายในระยะเวลา 3 วันนับตั้งแต่เริ่มเกิดคลื่นความร้อน แม้ตัวเลขยังอยู่ระหว่างการรวบรวมอย่างเป็นทางการ

สถาบันอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติ ได้ขยายพื้นที่เฝ้าระวังสีแดงซึ่งเป็นระดับสูงสุด ไปยังจังหวัดต่าง ๆ มากถึง 54 จังหวัด กระทบต่อประชากรกว่า 39 ล้านคน ขณะที่อีก 35 จังหวัดถูกจัดอยู่ในระดับสีส้ม

จากรายงานเบื้องต้น อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งกลางวันและกลางคืนของฝรั่งเศสพุ่งสูงถึง 29.2 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติสูงสุดเดิมของเดือนมิถุนายนที่เคยบันทึกไว้เมื่อปี 2025 โดยในเมืองบอร์โดอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 43 องศาเซลเซียส และในกรุงปารีสแตะ 39 องศาเซลเซียส ส่งผลให้รัฐบาลต้องสั่งปิดโรงเรียนชั่วคราวแล้วมากกว่า 1,350 แห่ง หลังจากมีรายงานว่าเด็กนักเรียนหลายคนมีอาการป่วยรุนแรง อาเจียน และคลื่นไส้เนื่องจากทนสภาพอากาศที่ร้อนจัดในห้องเรียนไม่ไหว

หนึ่งในวิกฤตแทรกซ้อนที่สร้างความกังวลใจให้กับรัฐบาลฝรั่งเศสมากที่สุดคือ สถิติผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำ โดยตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา มีรายงานผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำแล้วไม่ต่ำกว่า 20 ราย เพิ่มขึ้นจากเมื่อวานนี้ (22 มิ.ย.) ที่มีการประกาศตัวเลขไว้ที่ 13 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีกลุ่มวัยรุ่นและเด็กเล็กรวมอยู่ด้วย

โดยที่เมืองเบอซ็องซง เด็กชายอายุ 15 ปีสองคนจมน้ำเสียชีวิตในแม่น้ำดูส์ และที่จังหวัดแซนและมาร์น เด็กหญิงวัย 13 ปีคนหนึ่งจมหายไปในแม่น้ำแซน ซึ่งทางญาติระบุภายหลังว่าเธอว่ายน้ำไม่เป็น

แฟร์รารีกล่าวว่า  “ในช่วงที่สภาพอากาศร้อนจัด การไปเล่นน้ำในพื้นที่ที่ไม่มีเจ้าหน้าที่กู้ภัยดูแลไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เราเข้าใจดีว่าทุกคนอยากลงน้ำเพื่อคลายร้อน แต่ขอความร่วมมือให้เลือกไปเล่นน้ำเฉพาะในเขตพื้นที่ปลอดภัยที่มีผู้ดูแลอย่างเข้มงวดเท่านั้น”

ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวได้โยงไปถึงวิกฤตโครงสร้างพื้นฐานของฝรั่งเศส ซึ่งในปัจจุบันสระว่ายน้ำสาธารณะกว่า 80% มีอายุการใช้งานนานกว่า 25 ปี และโรงเรียนมัธยมต้นกว่า 10% ไม่มีโอกาสเข้าถึงสระว่ายน้ำเพื่อฝึกทักษะการว่ายน้ำให้เด็ก ๆ เนื่องจากปัญหางบประมาณการบำรุงรักษาของท้องถิ่น โดยเฉพาะในเขตชนบท นอกเหนือจากนี้ ทางสมาพันธ์ไลฟ์การ์ดฝรั่งเศสยังระบุว่าประเทศกำลังขาดแคลนเจ้าหน้าที่กู้ภัยทางน้ำมากถึง 5,000 อัตรา

นอกจากภัยทางน้ำแล้ว ยังเกิดเหตุสะเทือนใจขึ้นที่เมืองคาร์เพนทราส ทางตอนใต้ของประเทศ เมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยพบร่างเด็กเล็ก 2 ราย อายุเพียง 2 ขวบ และ 4 ขวบ นอนหมดสติอยู่ในภาวะหัวใจหยุดเต้นภายในรถยนต์ส่วนบุคคลที่จอดอยู่ในลานจอดรถย่านที่พักอาศัย ท่ามกลางอุณหภูมิรอบตัวที่ร้อนระอุ เจ้าหน้าที่กู้ภัยพยายามช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถแต่ไม่เป็นผล คาดว่าสาเหตุหลักมาจากความร้อนสะสมที่พุ่งสูงในรถยนต์จากคลื่นความร้อนในครั้งนี้ ส่วนมารดาของเด็กอยู่ในอาการช็อกและได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด

ด้านนายเซบาสเตียน เลอกอร์นู นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส ได้เรียกประชุมฉุกเฉินเพื่อเตรียมมาตรการรับมือขั้นสูงสุด โดยหลายจังหวัดเริ่มสั่งให้สแตนด์บายเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยของหน่วยงานความมั่นคงพลเรือน รวมถึงประสานนักดับเพลิงลงพื้นที่ลาดตระเวนจุดเสี่ยง ตลอดจนจัดเตรียมอุปกรณ์ทำความเย็นเคลื่อนที่เพื่อช่วยเหลือประชาชน

วิกฤตการณ์ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในฝรั่งเศส แต่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เยอรมนี ก็มีรายงานผู้เสียชีวิตจากการลงเล่นน้ำในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้วถึง 5 ราย

ขณะที่สเปน อุณหภูมิในกรุงมาดริดและเมืองกอร์โดบาพุ่งแตะ 40 องศาเซลเซียส สภาพท้องถนนในแหล่งท่องเที่ยวร้างผู้คน ทางเทศบาลเมืองหลวงต้องรีบจัดตั้ง “ศูนย์พักพิงสภาพภูมิอากาศ” เพื่อแจกจ่ายน้ำ อาหาร และให้กลุ่มคนไร้บ้านรวมถึงผู้เปราะบางได้เข้ามาอาศัยหลบความร้อนรุนแรง

ทางด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร ได้ประกาศยกระดับคำเตือนเป็น “สีแดง” ซึ่งเป็นระดับสูงสุดสำหรับปรากฏการณ์ความร้อนพุ่งสุดขีดเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ของประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ตอนกลางและตอนใต้ของอังกฤษ รวมทั้งลอนดอนและเบอร์มิงแฮม โดยคาดว่าอุณหภูมิในร่มจะทะยานไปแตะ 40 องศาเซลเซียส ส่งผลให้โรงเรียนหลายแห่งต้องปิดการเรียนการสอนก่อนกำหนด และบริษัทรถไฟประกาศยกเลิกเที่ยวบินหรือปรับตารางเวลาเพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตและป้องกันโครงสร้างพื้นฐานเสียหาย

นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยเรดดิง ยืนยันว่า ปรากฏการณ์คลื่นความร้อนที่มาบ่อยและทุบสถิติโลกถี่ขึ้นเรื่อย ๆ นี้ เป็นผลสะท้อนที่ชัดเจนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ขับเคลื่อนโดยฝีมือมนุษย์ ซึ่งผลักดันให้ชั้นบรรยากาศสะสมความร้อนไว้มากกว่าในอดีต และจะส่งผลให้ทวีปยุโรปต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่รุนแรง ยาวนาน และอันตรายมากยิ่งขึ้นในอนาคต.

ที่มา Le Parisien / radiofrance

ทรัมป์ลงนามคำสั่งพิเศษ ดันสหรัฐฯ เร่งพัฒนา “ควอนตัมคอมพิวเตอร์” รับศึกเทคโนโลยีกับจีน

ทรัมป์ลงนามคำสั่งพิเศษ ดันสหรัฐฯ เร่งพัฒนา "ควอนตัมคอมพิวเตอร์" รับศึกเทคโนโลยีกับจีน

23 มิ.ย. 2569 13:44 น.

ทรัมป์ลงนามคำสั่งพิเศษ ดันสหรัฐฯ เร่งพัฒนา “ควอนตัมคอมพิวเตอร์” รับศึกเทคโนโลยีกับจีน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร 2 ฉบับ สั่งเดินหน้าพัฒนา “ควอนตัมคอมพิวเตอร์” เพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ให้สำเร็จภายในปี 2028 หวังช่วงชิงความเป็นผู้นำเหนือคู่แข่งตลอดกาลอย่าง “จีน” พร้อมสั่งยกระดับระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ของภาครัฐสู่ยุค “หลังควอนตัม” เพื่อป้องกันการถูกเจาะระบบถอดรหัสในอนาคต

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร 2 ฉบับ เพื่อเร่งรัดการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมคอมพิวเตอร์ (Quantum Computing) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีสมรรถนะเหนือกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันอย่างมหาศาล โดยมุ่งหวังให้เกิดการใช้งานจริงในภาคการวิจัยและการทหาร ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงกับประเทศจีน

ไมเคิล คราตสิออส ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งทำเนียบขาว เปิดเผยว่า คำสั่งฉบับแรกกำหนดให้หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ร่วมมือกับภาคเอกชนในการสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่สามารถใช้งานเพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ให้ได้ภายในปี 2028 ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่รวดเร็วกว่าแผนของบริษัทยักษ์ใหญ่ในภาคเอกชนอย่าง IBM, ไมโครซอฟท์ และ กูเกิล ที่ตั้งเป้าจะส่งมอบอุปกรณ์ควอนตัมเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ภายในปี 2029

ควอนตัมคอมพิวเตอร์ทำงานแตกต่างจากคอมพิวเตอร์ทั่วไปที่ประมวลผลด้วยระบบ “บิต” (Bits) ซึ่งมีสถานะเป็น 0 หรือ 1 ทีละตัว แต่ควอนตัมคอมพิวเตอร์จะใช้ “คิวบิต” (Qubits) ตามกฎของควอนตัมฟิสิกส์ ทำให้สามารถเป็นได้ทั้ง 0 และ 1 ในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้มันสามารถคำนวณและประมวลผลความเป็นไปได้อันมหาศาลพร้อมๆ กัน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนความก้าวหน้าทั้งในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิทยาศาสตร์วัสดุ และเคมี

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อาวุโสของทำเนียบขาวชี้แจงว่า แบบจำลองควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่รัฐบาลกำลังเร่งพัฒนานี้ จะมีขีดความสามารถน้อยกว่าระบบเชิงพาณิชย์ที่ภาคเอกชนกำลังซุ่มพัฒนาอยู่ โดยรัฐบาลมองว่าโมเดลปี 2028 นี้จะเป็น “สะพานเชื่อม” หรือบันไดขั้นแรกไปสู่ระบบที่มีขนาดใหญ่และมีประสิทธิภาพสูงขึ้นในอนาคต เนื่องจากปัจจุบันควอนตัมคอมพิวเตอร์ยังคงมีอัตราการทำงานที่ผิดพลาดสูงเกินกว่าจะนำมาใช้งานจริงนอกห้องปฏิบัติการ

นอกเหนือจากประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์แล้ว เทคโนโลยีนี้ยังเป็นดาบสองคมที่น่ากลัว เนื่องจากพลังทำลายล้างในการประมวลผลของมันสามารถถอดรหัสลับที่ปกป้องระบบคอมพิวเตอร์ทั่วโลกในปัจจุบันได้อย่างง่ายดาย

ทรัมป์จึงได้ลงนามในคำสั่งบริหารฉบับที่สองเพื่อปกป้องระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐบาลจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ในอนาคต โดยกำหนดเส้นตายให้หน่วยงานภาครัฐย้ายระบบประมวลผลหลักไปสู่ระบบ “วิทยาการรหัสลับยุคหลังควอนตัม” (Post-Quantum Cryptography) หรือระบบเข้ารหัสที่ทนทานต่อการโจมตีจากควอนตัมคอมพิวเตอร์ให้สำเร็จภายในปี 2030 ถึง 2031

คำสั่งดังกล่าวยังครอบคลุมไปถึงกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ เพนตากอน โดยสั่งการให้เริ่มนำ “ควอนตัมเซนเซอร์” (Quantum Sensors) มาใช้งานจริงในกองทัพภายในปี 2028 ซึ่งเซนเซอร์ชนิดนี้จะช่วยให้เครื่องบินรบสามารถนำทางในสมรภูมิได้แม้ระบบระบุพิกัดทั่วโลก จะถูกตัดขาดหรือถูกรบกวนสัญญาณ และหากนำไปติดตั้งบนดาวเทียม จะสามารถตรวจจับกิจกรรมใต้ดิน เช่น การลักลอบขุดอุโมงค์ หรือการสร้างอุโมงค์เก็บขีปนาวุธจากห้วงอวกาศได้อีกด้วย

แมทธิว คินเซลลา ซีอีโอของบริษัท Infleqtion ซึ่งเข้าร่วมพิธีลงนามในทำเนียบขาว แสดงความเห็นว่า “มีสิ่งน่าสนใจมากมายที่ควอนตัมเซนเซอร์สามารถทำได้ล่วงหน้าก่อนที่ควอนตัมคอมพิวเตอร์จะเสร็จสมบูรณ์ และกรอบเวลาที่รัฐบาลกำหนดมานั้นมีความเป็นไปได้ที่จะสำเร็จจริง”

ความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของรัฐบาลทรัมป์ในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากเมื่อเดือนที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เพิ่งประกาศอัดฉีดงบประมาณร่วมทุนมูลค่ากว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7 หมื่นล้านบาท) ให้กับบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีควอนตัม 9 แห่ง รวมถึงโครงการร่วมทุนใหม่ของ IBM นอกจากนี้ ตัวคำสั่งยังเน้นย้ำถึงการกระชับความร่วมมือระหว่างประเทศในการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาและความปลอดภัยของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศคู่แข่งหรือชาติที่เป็นปฏิปักษ์เข้ามาแทรกแซงและทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจรวมถึงความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ.

ที่มา White House / Reuters

ยูเอ็นชี้สถานการณ์เมียนมายิ่งทรุดหลังเลือกตั้ง จี้ปล่อยตัว “ออง ซาน ซูจี”

ยูเอ็นชี้สถานการณ์เมียนมายิ่งทรุดหลังเลือกตั้ง จี้ปล่อยตัว “ออง ซาน ซูจี”

23 มิ.ย. 2569 13:20 น.

ยูเอ็นชี้สถานการณ์เมียนมายิ่งทรุดหลังเลือกตั้ง จี้ปล่อยตัว “ออง ซาน ซูจี”

ผู้แทนพิเศษยูเอ็นเผย วิกฤตการเมือง มนุษยธรรม และความมั่นคงในเมียนมายังคงเลวร้ายลง สวนทางคำกล่าวอ้างของรัฐบาลทหาร พร้อมเรียกร้องปล่อยตัวออง ซาน ซูจี ขณะที่อียูชี้การเลือกตั้งไม่ชอบธรรม

วันที่ 23 มิถุนายน 2569 นางจูลี บิชอป  ผู้แทนพิเศษสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ด้านเมียนมา กล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติว่า สถานการณ์ในเมียนมายังคงทรุดหนัก ทั้งด้านการเมือง มนุษยธรรม และความมั่นคง แม้รัฐบาลทหารจะอ้างว่าประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้นหลังการเลือกตั้ง

นางบิชอประบุว่า ภาพที่รัฐบาลในกรุงเนปิดอว์นำเสนอแตกต่างจากข้อเท็จจริงในพื้นที่ ซึ่งประชาชนยังเผชิญการโจมตีทางอากาศและการถูกตัดขาดจากบริการพื้นฐาน พร้อมย้ำว่า ยูเอ็นไม่ได้สนับสนุนหรือส่งผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้ง ขณะที่หลายฝ่ายรายงานว่ามีผู้มาใช้สิทธิน้อย พรรคฝ่ายค้านถูกกีดกัน และการลงคะแนนเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้ง

พร้อมกันนี้เตือนว่า เมียนมากำลังกลายเป็นศูนย์กลางอาชญากรรมไซเบอร์และเครือข่ายค้ามนุษย์ข้ามชาติ โดยมีผู้พลัดถิ่นภายในประเทศกว่า 3.7 ล้านคน ผู้ลี้ภัยอีก 1.6 ล้านคน และติดอันดับ 1 ใน 6 ประเทศที่เผชิญวิกฤตความหิวโหยรุนแรงที่สุดของโลก

นางบิชอประบุด้วยว่า ปี 2568 เป็นปีที่เด็กในเมียนมาเสียชีวิตจากความขัดแย้งมากที่สุดนับตั้งแต่กองทัพยึดอำนาจในปี 2564 พร้อมเรียกร้องให้ปล่อยตัว นางออง ซาน ซูจี ซึ่งมีอายุครบ 81 ปี โดยชี้ว่า “สันติภาพไม่อาจเกิดขึ้นได้ตราบใดที่เธอยังคงถูกคุมขัง”

ด้านสหภาพยุโรป (อียู) สนับสนุนการประเมินของยูเอ็น โดยระบุว่าการเลือกตั้งที่กองทัพจัดขึ้นไม่เสรี ไม่เป็นธรรม และไม่สร้างความชอบธรรม พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกคว่ำบาตรอาวุธต่อเมียนมา และผลักดันให้ผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ เพื่อปูทางสู่สันติภาพและการปรองดองอย่างยั่งยืน

จดหมายเรียกค่าไถ่อ้างแม่ผู้ประกาศข่าวสหรัฐฯ “เสียชีวิตแล้ว” หลังถูกลักพาตัวกว่า 5 เดือน

จดหมายเรียกค่าไถ่อ้างแม่ผู้ประกาศข่าวสหรัฐฯ "เสียชีวิตแล้ว" หลังถูกลักพาตัวกว่า 5 เดือน

23 มิ.ย. 2569 12:28 น.

จดหมายเรียกค่าไถ่อ้างแม่ผู้ประกาศข่าวสหรัฐฯ “เสียชีวิตแล้ว” หลังถูกลักพาตัวกว่า 5 เดือน

คดีลักพาตัวนางแนนซี กัทธรี วัย 84 ปี มารดาของซาวันนาห์ กัทธรี ผู้ประกาศข่าวชื่อดังของสหรัฐฯ มีความซับซ้อนมากขึ้น หลังเจ้าหน้าที่สืบสวนเปิดเผยว่ามีจดหมายฉบับที่สองส่งถึงครอบครัวและสื่อมวลชน โดยอ้างว่าผู้ถูกลักพาตัวเสียชีวิตแล้ว พร้อมระบุว่าไม่ได้ตั้งใจให้เกิดเหตุ ขณะที่ตำรวจและเอฟบีไอยังคงเดินหน้าสืบสวนต่อเนื่อง

ความคืบหน้าคดีการหายตัวไปอย่างปริศนานานกว่า 5 เดือน ของ นางแนนซี กัทธรี วัย 84 ปี มารดาของ ซาวันนาห์ กัทธรี ผู้ดำเนินรายการข่าวเช้าชื่อดัง “Today” ของสถานีโทรทัศน์ NBC โดยล่าสุด แหล่งข่าวจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหลายแห่งที่ใกล้ชิดกับการสืบสวนได้เปิดเผยกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นและสื่อต่างประเทศว่า กลุ่มผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นคนร้ายได้ส่งจดหมายฉบับที่สองมาสารภาพว่าตัวประกันได้เสียชีวิตลงแล้ว

คดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 31 ม.ค. ที่ผ่านมา หลังจากญาติได้เดินทางมาส่งนางแนนซีที่บ้านพักใกล้กับเมืองทูซอน รัฐแอริโซนา ก่อนที่เธอจะหายตัวไปอย่างลึกลับในคืนนั้น โดยกล้องวงจรปิดบริเวณบ้านสามารถจับภาพชายสวมหน้ากากพร้อมอาวุธปืนพกเอาไว้ได้ และความกังวลเริ่มทวีคูณขึ้นเมื่อเธอไม่ได้เข้าร่วมฟังเทศนาของโบสถ์ผ่านระบบออนไลน์ในเช้าวันรุ่งขึ้น (1 ก.พ.)

รายงานระบุว่า ในช่วงวันแรกๆ หลังการลักพาตัว มีจดหมายเรียกค่าไถ่ฉบับแรกส่งตรงถึงซาวันนาห์ กัทธรี และสถานีข่าวท้องถิ่น โดยระบุรายละเอียดภายในบ้านและห้องนอนของนางแนนซีได้อย่างแม่นยำ พร้อมยื่นข้อเสนอเรียกร้องเงินค่าไถ่มูลค่าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐในรูปแบบของสกุลเงินดิจิทัล หรือ บิตคอยน์ ซึ่งตำรวจเชื่อว่าเป็นจดหมายของจริงจากคนร้าย

แต่ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ได้มีจดหมายฉบับที่สองถูกส่งมาอีกครั้ง โดยใช้ลักษณะภาษาและสำนวนที่คล้ายคลึงกับฉบับแรก แต่ไม่มีการเรียกร้องเงินใดๆ เพิ่มเติม โดยเนื้อความระบุว่า “นางแนนซีได้เสียชีวิตลงแล้วหลังจากถูกลักพาตัวได้ไม่นาน” พร้อมทั้งกล่าวขอโทษครอบครัวกัทธรี โดยอ้างว่าพวกตนไม่ได้ตั้งใจจะให้เธอต้องเสียชีวิต

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น และสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นในรัฐแอริโซนาที่ได้รับจดหมาย ได้ตกลงร่วมมือกับครอบครัวและเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ ในการปิดบังข้อมูลเรื่องจดหมายฉบับที่สองนี้เอาไว้ก่อน เพื่อไม่ให้กระทบต่อรูปคดีและการพิสูจน์เอกลักษณ์หากคนร้ายมีการติดต่อกลับมาอีกครั้ง

หลังจากได้รับจดหมายฉบับดังกล่าว ในวันที่ 7 ก.พ. ซาวันนาห์ กัทธรี และพี่น้องของเธอได้อัดคลิปวิดีโอส่งสารถึงคนร้ายทั้งน้ำตา โดยระบุว่า “พวกเราได้รับข้อความของคุณแล้ว และพวกเราเข้าใจดี ยินดีจะจ่ายเงินให้ ขอเพียงแค่นำร่างของคุณแม่กลับมาคืนให้พวกเราเท่านั้น” เนื่องจากทางครอบครัวและเจ้าหน้าที่กังวลอย่างมากว่านางแนนซีมีสุขภาพที่ย่ำแย่และต้องทานยาเป็นประจำ ซึ่งการขาดยาที่จำเป็นอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เธอเสียชีวิต

ต่อมาในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ซาวันนาห์ได้เปิดใจว่า ครอบครัวยังคงมีความหวังแม้ลึกๆ จะรู้ดีว่า “คุณแม่อาจจะจากพวกเราไปแล้ว” ทั้งนี้ ซาวันนาห์ได้ตัดสินใจลาพักหน้าจอจากรายการ Today Show ไปนานกว่า 2 เดือนเพื่อติดตามคดี ก่อนจะกลับมาทำหน้าที่อีกครั้งในต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ในขณะที่ครอบครัวได้ตั้งเงินรางวัลนำจับสูงถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผนวกกับเงินสมทบจากเอฟบีไออีก 100,000 ดอลลาร์ สำหรับผู้ที่ให้เบาะแส

ประเด็นจดหมายเรียกค่าไถ่กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังจาก ฮาร์วีย์ เลวิน ผู้ก่อตั้งสื่อบันเทิงชื่อดัง TMZ ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือที่ว่าสำนักข่าวของเขาได้รับจดหมายสารภาพเรื่องการตาย โดยเลวินชี้แจงว่า TMZ ได้รับเพียงอีเมลจากบุคคลปริศนาที่อ้างว่ารู้ที่อยู่ของคนร้ายและตัวประกัน โดยเรียกร้องเงิน 100,000 ดอลลาร์เพื่อแลกกับข้อมูล ซึ่งทางเลวินเชื่อว่าอีเมลนี้อาจมีส่วนจริงและเคยเสนอจะออกเงินจำนวนนี้ให้ แต่ทางเอฟบีไอปฏิเสธที่จะจ่ายเงินให้ต้มตุ๋นรายนี้

ผ่านไปแล้วกว่า 20 สัปดาห์ สำนักงานเขตพิมาเคาน์ตี้ ยืนยันว่า คดียังคงอยู่ภายใต้การสืบสวนอย่างเข้มข้นร่วมกับเอฟบีไอ แต่ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นถึงรายละเอียดในจดหมายเรียกค่าไถ่ โดยระบุเพียงว่าเจ้าหน้าที่กำลังเร่งแกะรอยจากทุกเบาะแสเพื่อนำความจริงมาเปิดเผยให้ได้โดยเร็วที่สุด.

ที่มา CNN / BBC

ทรัมป์ขู่โทษจำคุก 10 ปี คนทำลาย “สระสะท้อนภาพ” กลางวอชิงตัน หลังสีลอกแม้เพิ่งปรับปรุง

ทรัมป์ขู่โทษจำคุก 10 ปี คนทำลาย "สระสะท้อนภาพ" กลางวอชิงตัน หลังสีลอกแม้เพิ่งปรับปรุง

23 มิ.ย. 2569 11:37 น.

ทรัมป์ขู่โทษจำคุก 10 ปี คนทำลาย “สระสะท้อนภาพ” กลางวอชิงตัน หลังสีลอกแม้เพิ่งปรับปรุง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ดำเนินคดีและลงโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี ต่อผู้ที่ทำลายหรือพยายามทำลายสระสะท้อนภาพหน้าอนุสรณ์ลินคอล์นในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หลังโครงการปรับปรุงมูลค่าหลายล้านดอลลาร์เกิดปัญหาสีลอก ตะไคร่เกาะจนน้ำเป็นสีเขียว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (22 มิ.ย.) ขู่ลงโทษจำคุกขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มบุคคลที่พยายามทำลาย “สระสะท้อนภาพ” (Reflecting Pool) แลนด์มาร์กประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่ระหว่างอนุสรณ์สถานลินคอล์นและอนุสาวรีย์วอชิงตัน ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หลังจากโครงการปรับปรุงรูปลักษณ์ใหม่ที่เขาเป็นผู้ผลักดัน กำลังกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง

ทรัมป์ระบุในโพสต์ว่า “โปรดจำไว้ว่า มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี สำหรับการทำลาย หรือแม้แต่ความพยายามที่จะทำลายสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ ซึ่งกฎหมายนี้จะถูกบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ!”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเผยกับผู้สื่อข่าวที่ห้องรูปไข่ในทำเนียบขาวว่า สระน้ำความยาว 610 เมตรดังกล่าวถูกผู้ไม่ประสงค์ดีใช้มีดกรีดจนเป็นรอยยาวกว่า 90-107 เมตร และมีคนแอบใส่ปุ๋ยลงไปในน้ำจนทำให้เกิดไคร่น้ำและทำให้น้ำกลายเป็นสีเขียวเข้ม “ผมช่วยไม่ได้จริง ๆ ถ้าจะมีใครสักคนถือมีดเดินลงไปในสระแล้วเริ่มสับมันเป็นชิ้น ๆ” ทรัมป์กล่าวหลังจากบินเฮลิคอปเตอร์ตรวจความเสียหายระหว่างทางกลับจากแคมป์เดวิด

สำนักงานตำรวจอุทยานแห่งชาติสหรัฐฯ เปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ขณะนี้มีผู้ถูกจับกุมในข้อหาทำลายทรัพย์สินสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับสระน้ำดังกล่าวแล้ว 5 ราย และมีการออกใบสั่งดำเนินคดีแก่บุคคลอื่นอีก 5 ราย ขณะที่การประปากรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ยืนยันว่าได้อนุมัติใบอนุญาตให้ระบายน้ำออกจากสระทั้งหมดอีกครั้งเพื่อทำการซ่อมแซม โดยบริษัทผู้รับเหมาจะดำเนินการภายใต้เงื่อนไขการรับประกันงาน

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา สระน้ำแห่งนี้ถูกสูบน้ำออกจนแห้งเพื่อดำเนินโครงการปรับโฉมตามความต้องการของทรัมป์ โดยมีการทาสีพื้นสระใหม่เป็นสี “น้ำเงินธงชาติอเมริกัน” และเพิ่งจะเติมน้ำกลับเข้าไปเมื่อต้นเดือนนี้ ทว่าไม่กี่วันถัดมา แผ่นสีน้ำเงินกลับเริ่มลอกล่อน ลอยฟูฟ่องขึ้นมาบนผิวน้ำจนนักท่องเที่ยวต้องช่วยกันช้อนออก ส่วนน้ำก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกตจากตะไคร่น้ำ จนเจ้าหน้าที่ต้องระดมเทสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ลงไปเพื่อควบคุม

เรื่องนี้ลามเป็นประเด็นการเมืองอย่างรวดเร็ว เมื่อทรัมป์ประกาศเตรียมยื่นฟ้องสถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่อย่าง ABC News โดยกล่าวหาว่ารายงานข่าวบิดเบือนความจริงเกี่ยวกับสระน้ำดังกล่าว และประกาศว่าหากชนะคดี เงินค่าเสียหายทั้งหมดจะถูกนำเข้าคลังของสหรัฐฯ

ทรัมป์ยังได้โจมตีพรรคเดโมแครตผ่านโซเชียลมีเดียว่า “ABC ล้มเหลวที่จะรายงานว่าเพื่อนรักของพวกเขาอย่าง โอบามา และ ไบเดน เคยผลาญเงินไปมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์กับสระน้ำแห่งนี้ แต่เปลี่ยนไปแล้วมันก็ไม่เคยใช้งานได้จริง ส่วนผมใช้เงินไปแค่ประมาณ 16 ล้านดอลลาร์ (ราว 550 ล้านบาท) และมันออกมาดูดีมาก ยกเว้นแต่เรื่องโดนพวกมือบอนมาทำลายนี่แหละ ซึ่งเรากำลังซ่อมมันอยู่”

ในทางกลับกัน กลุ่มผู้วิจารณ์รัฐบาลระบุว่า โครงการเสริมความงามให้เมืองหลวงของทรัมป์ ซึ่งรวมถึงแผนการสร้างห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ในทำเนียบขาว เป็นเพียง “ความโอ้อวดเอาแต่ใจ” และขาดความโปร่งใสในการประมูลงาน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ชาวอเมริกันจำนวนมากกำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง ซึ่งซ้ำเติมโดยภาวะสงครามที่ทรัมป์เปิดฉากร่วมมือกับอิสราเอลในการโจมตีอิหร่าน

ทั้งนี้ คาดว่าสระน้ำสะท้อนแสงจะยังคงต้องระบายน้ำและปิดปรับปรุงต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเวลากลางคืนและเช้าตรู่ของวันถัดไป ท่ามกลางการตรวจพิสูจน์หลักฐานของหน่วยสืบสวนคดีวางเพลิงและทำลายทรัพย์สินของทางการอย่างใกล้ชิด.

ที่มา AFP / BBC

ทีมชาติอิหร่านทิ้งจดหมายขอบคุณเมืองลอสแองเจลิส หลังไร้พ่าย 2 นัดรวด

ทีมชาติอิหร่านทิ้งจดหมายขอบคุณเมืองลอสแองเจลิส หลังไร้พ่าย 2 นัดรวด

23 มิ.ย. 2569 10:55 น.

ทีมชาติอิหร่านทิ้งจดหมายขอบคุณเมืองลอสแองเจลิส หลังไร้พ่าย 2 นัดรวด

ทีมฟุตบอลทีมชาติอิหร่านฝากข้อความที่เขียนด้วยลายมือในห้องแต่งตัวสนามโซไฟ สเตเดียม ขอบคุณชาวลอสแอนเจลิสและแฟนบอลที่ให้การต้อนรับระหว่างการแข่งขันฟุตบอลโลก ท่ามกลางข้อจำกัดการเดินทางและบรรยากาศการประท้วงทางการเมือง โดยยืนยันว่าทีมเดินทางมาด้วยศักดิ์ศรี แข่งขันด้วยเกียรติ และจากไปอย่างสง่างาม

สหพันธ์ฟุตบอลอิหร่านและรามิน เรซาเอียน กองหน้าของทีม ได้เผยแพร่ภาพจดหมายลายมือที่เขียนทิ้งไว้ในห้องแต่งตัวของสนามโซไฟ สเตเดียม ในเมืองอิงเกิลวูด รัฐแคลิฟอร์เนีย หลังจากทีมชาติอิหร่านเสมอกับเบลเยียมไป 0-0 ในการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม G ทำให้อิหร่านยังมีลุ้นผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ต่อไป

“จากเปอร์เซียโบราณเมื่อหลายพันปีก่อน สู่ความเจริญของอิหร่านในปัจจุบัน จิตวิญญาณของอิหร่านยังคงมีชีวิตและมั่นคง ขอบคุณลอสแอนเจลิสสำหรับความมีน้ำใจและต้อนรับพวกเรา… เรามาลอสแอนเจลิสด้วยความภาคภูมิใจ แข่งขันด้วยเกียรติ และจากไปด้วยศักดิ์ศรี นอกจากนี้ ขอขอบคุณชาวอิหร่านทุกคนที่มอบหัวใจ เสียงเชียร์ และจิตวิญญาณเพื่อประเทศของเราตลอด 180 นาทีที่ผ่านมา ขอให้สันติภาพ ความเคารพ และมิตรภาพ จงมีอยู่เหนือทุกชนชาติ”

การเดินทางมาแข่งขันครั้งนี้ ทีมชาติอิหร่านต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างมากจากข้อจำกัดของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ไม่อนุญาตให้พวกเขาพำนักในประเทศได้ในระยะยาว ส่งผลให้ทีมต้องตั้งค่ายเก็บตัวอยู่ที่เมืองติฮัวนา ประเทศเม็กซิโก และต้องเดินทางข้ามพรมแดนเข้าสู่สหรัฐฯ แบบไป-กลับทุกครั้งที่มีการแข่งขัน นอกจากนี้ ทีมงานและเจ้าหน้าที่สตาฟฟ์โค้ชของอิหร่านบางส่วนยังถูกทางการสหรัฐฯ ปฏิเสธการออกวีซ่าเข้าประเทศอีกด้วย

อามีร์ กาเลนอย หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติอิหร่าน ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ข้อจำกัดดังกล่าวหลายครั้ง โดยระบุว่าทีมของเขาต้องเผชิญกับความท้าทายและความยากลำบากในแบบที่ไม่มีทีมใดในทัวร์นาเมนต์นี้ต้องเผชิญ อย่างไรก็ตาม ทางการสหรัฐฯ เผยว่ากำลังอยู่ระหว่างการทบทวนมาตรการและเจรจาเพื่อผ่อนปรนข้อจำกัดบางประการในอนาคต

แม้ว่านักเตะอิหร่านจะได้รับการต้อนรับและการดูแลเป็นอย่างดีจากโรงแรมที่พักในแมนแฮตตันบีช และสนามซ้อมในเมืองคาร์สัน แต่บรรยากาศการแข่งขันกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดทางการเมือง โดยก่อนเริ่มการแข่งขันทั้งสองนัด เพลงชาติอิหร่านถูกแฟนบอลบางส่วนส่งเสียงโห่ดังสนั่นลั่นสนาม

นอกจากนี้ บริเวณภายนอกสนามโซไฟ สเตเดียม ยังมีกลุ่มผู้ประท้วงชาวอิหร่านพลัดถิ่นและผู้สนับสนุนจำนวนหลายร้อยคน มารวมตัวกันชูป้ายและธงสัญลักษณ์เพื่อต่อต้านระบอบการปกครองของรัฐบาลอิหร่านปัจจุบัน พร้อมทั้งประณามการใช้กำลังปราบปรามกลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในประเทศ แต่ถึงกระนั้น แฟนบอลในสนามส่วนใหญ่ก็ยังคงส่งเสียงเชียร์และให้กำลังใจฟอร์มการเล่นของนักเตะอย่างกึกก้อง

ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ทีมชาติอิหร่านสามารถสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการฟุตบอลชาติตนเอง ด้วยการไม่แพ้ใครเลยในการลงเล่น 2 นัดแรกของศึกฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก (เสมอ นิวซีแลนด์ 2-2 และ เสมอ เบลเยียม 0-0) ซึ่งก่อนเดินทางออกจากลอสแอนเจลิส นักเตะทุกคนยืนยันว่า ความขัดแย้งทางการเมืองไม่ได้ลดทอนความตั้งใจและการเล่นด้วยเกียรติของพวกเขาลงเลย

สำหรับโปรแกรมนัดถัดไป ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม ทีมชาติอิหร่านจะเดินทางไปสมทบที่เมืองซีแอตเทิล เพื่อลงแข่งขันกับทีมชาติอียิปต์ ที่สนามลูเมน ฟิลด์ ในคืนวันที่ 27 มิ.ย. นี้ เพื่อลุ้นตั๋วประวัติศาสตร์ผ่านเข้าสู่รอบต่อไป.

ที่มา Reuters / Los Angeles Times

สถานทูตเกาหลีฯ เผยโฉมแชมป์ “Korean Fermentation Culinary Competition 2026”

สถานทูตเกาหลีฯ เผยโฉมแชมป์ “Korean Fermentation Culinary Competition 2026”

23 มิ.ย. 2569 10:47 น.

สถานทูตเกาหลีฯ เผยโฉมแชมป์ “Korean Fermentation Culinary Competition 2026”

สถานทูตเกาหลีฯ เผยโฉมแชมป์ “Korean Fermentation Culinary Competition 2026” โชว์ไอเดียฟิวชันสุดสร้างสรรค์ เชื่อมสัมพันธ์ไทย-เกาหลี ผ่านวัฒนธรรมอาหารหมักสู่ความยั่งยืน

สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐเกาหลี กระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทแห่งสาธารณรัฐเกาหลี และสถาบันส่งเสริมอาหารเกาหลี (Korean Food Promotion Institute หรือ KFPI) ประกาศผลการแข่งขันและเผยโฉมทำเนียบแชมป์ผู้ชนะอย่างเป็นทางการ ในงานแข่งขันทำอาหารเกาหลีประจำปี 2026 “Korean Fermentation Culinary Competition: Time in a Jar -Thailand 2026” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ณ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง “วันอาหารยั่งยืนโลก (Sustainable Gastronomy Day)” ที่กำหนดขึ้นโดยองค์การสหประชาชาติ (UN)

การแข่งขันในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิดการผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นและการบริโภคอย่างรับผิดชอบ โดยมุ่งเน้นการนำเสนอเสน่ห์อันลึกซึ้งของ “อาหารหมักเกาหลี” (Korean Fermentation) เช่น กิมจิ (Kimchi) โคชูจัง (Gochujang) ทเวนจัง (Doenjang) และคันจัง (Ganjang) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของวัฒนธรรมอาหารเกาหลี และสะท้อนถึงศิลปะการถนอมอาหารอันยาวนาน มาเป็นวัตถุดิบหลักให้ผู้เข้าแข่งขันได้รังสรรค์เมนูใหม่ ผสมผสานเข้ากับเอกลักษณ์รสชาติของอาหารไทย และแนวคิดฟิวชันสมัยใหม่อย่างลงตัว โดยได้รับความสนใจจากผู้รักการทำอาหารทั่วประเทศไทย ส่งคลิปวิดีโอเข้าประกวดในรอบคัดเลือกออนไลน์ภายใต้หัวข้อ “Kimchi Beyond Borders” อย่างล้นหลาม จนกระทั่งได้สุดยอดฝีมือจำนวน 11 ทีมผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ

สำหรับรอบชิงชนะเลิศเป็นไปอย่างคึกคักและเข้มข้น ในรูปแบบการแข่งขันปรุงอาหารสด (Live Cooking Competition) โดยผู้เข้าแข่งขันทั้ง 11 ทีม มีเวลา 80 นาทีในการประชันฝีมือภายใต้หัวข้อ “Time in a Jar: Korean Fermentation Cuisine” ท่ามกลางการตรวจตราและให้คะแนนอย่างใกล้ชิดจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นำโดยคุณอีซอนจู ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมเกาหลี (Korean Cultural Center) ในฐานะประธานกรรมการตัดสิน คุณอี ฮโยจิน ทูตศุลกากรจากสถานทูตเกาหลีประจำประเทศไทย คุณฮง จีฮี ประธานสภาที่ปรึกษาการรวมชาติอย่างสันติแห่งเกาหลี ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนล่าง และ ดร.ศศดิศ ชูชนม์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อสารมวลชนและการท่องเที่ยวเกาหลี ซึ่งเกณฑ์การตัดสินพิจารณาอย่างครอบคลุม ทั้งในด้านความสอดคล้องกับหัวข้อ รสชาติ การเลือกใช้และเข้าใจวัตถุดิบหมักเกาหลี การจัดวางจาน ความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนเทคนิคในการปรุงอาหาร

ซึ่งคณะกรรมการได้เฟ้นหาจนได้สุดยอดปรมาจารย์นักปรุงที่รังสรรค์เมนูฟิวชันได้ยอดเยี่ยมที่สุด ดังนี้ รางวัลชนะเลิศ (Grand Prize) ได้แก่ ทีม Jar of Jeong คุณพิสิฐ พรหมกสิกร และคุณสุชานันท์ ไพคำนาม กับเมนูแฮซันมุล บิบิมกุกซู (해산물 비빔국수) และ The Golden Frost of Joseon ซึ่งโดดเด่นด้วยการใช้กิมจิ และซอสดั้งเดิมของเกาหลี เป็นส่วนประกอบสำคัญ ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 30,000 บาท ส่วนรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เป็นของคุณนัทธมน ธนเดชบุญฤทธิ์ และคุณณิชากร ต้นจันทร์ กับเมนูคัลบีแจววอน และพาจอนทอด ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 3,000 บาท และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เป็นของคุณภักตร์สิริ บุญอยู่ และคุณวชิรญาณ์ กิจเจริญถาวรกุล กับเมนูบันซัง (반상) และยูจาจอลพยอน ไส้กระฉีกเมล็ดสน (Yuja-Jeolpyeon) ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 2,000 บาท

ในการนี้ ฯพณฯ ปาร์ค ยงมิน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำราชอาณาจักรไทย ได้กล่าวแสดงความยินดีและร่วมแบ่งปันมุมมองอันน่าประทับใจว่า “อาหารเป็นสื่อกลางที่เชื่อมผู้คนที่มาจากต่างชาติต่างภาษาให้มีโอกาสมาเรียนรู้วัฒนธรรมของกันและกัน และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีได้ ดังนั้นอาหารที่ทุกท่านรังสรรค์ในวันนี้ ย่อมไม่ใช่เพียงอาหารธรรมดาทั่วไป แต่เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมมิตรภาพระหว่างไทยและเกาหลี ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเกาหลีและไทยจะสานต่อความสัมพันธ์ผ่านอาหารและวัฒนธรรมที่แนบแน่นยิ่งขึ้น เป็นรากฐานที่มั่งคงของมิตรภาพระหว่างคนไทยและคนเกาหลี”

นอกจากไฮไลต์การประชันฝีมือบนเวทีแล้ว งานครั้งนี้ ยังเปิดประสบการณ์ใหม่ให้แก่ผู้ร่วมงานและสื่อมวลชนด้วยกิจกรรมพิเศษมากมาย ตั้งแต่ช่วงเช้ากับบูธกิจกรรม “Flavors of Korea: Traditional K-Food Experience” ชิมซอสหมักดั้งเดิมเกาหลีและเรียนรู้วัฒนธรรมอาหาร ณ โรงอาหารกลาง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต่อด้วยกิจกรรม Traditional Liquor Tasting สัมผัสสุนทรียศาสตร์แห่งการลิ้มลองและการจับคู่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ดั้งเดิมและพื้นบ้านของเกาหลีคู่กับอาหารไทย ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก.

“คิม จองอึน” ประกาศขยายคลังนิวเคลียร์ ตั้งเป้าแซงทุกประเทศในโลก เร่งเสริมแสนยานุภาพกองทัพ

"คิม จองอึน" ประกาศขยายคลังนิวเคลียร์ ตั้งเป้าแซงทุกประเทศในโลก เร่งเสริมแสนยานุภาพกองทัพ

23 มิ.ย. 2569 10:38 น.

“คิม จองอึน” ประกาศขยายคลังนิวเคลียร์ ตั้งเป้าแซงทุกประเทศในโลก เร่งเสริมแสนยานุภาพกองทัพ

“คิม จองอึน” ย้ำเดินหน้าขยายศักยภาพ นิวเคลียร์เต็มกำลัง ตั้งเป้าแซงทุกประเทศในโลก ประกาศเพิ่มการป้องกันประเทศอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมเร่งสร้างเรือลาดตระเวนติดขีปนาวุธเชิงยุทธศาสตร์ 10,000 ตัน

วันที่ 23 มิถุนายน 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ประกาศเร่งขยายขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ของประเทศ โดยตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มศักยภาพจนแซงหน้าทั่วโลก พร้อมย้ำว่าการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์คือแนวทางที่ถูกต้องที่สุดในการรับมือกับสถานการณ์ด้านความมั่นคงระหว่างประเทศที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

รายงานระบุว่า พรรคแรงงานเกาหลีได้จัดการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 2 ของคณะกรรมการกลางชุดที่ 9 เป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 21-23 มิถุนายน เพื่อประเมินผลการดำเนินนโยบายในช่วงครึ่งแรกของปี และทบทวนวาระสำคัญที่กำหนดไว้ในการประชุมใหญ่พรรคเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ที่ประชุมยืนยันอีกครั้งว่า การขยายกองกำลังนิวเคลียร์ยังคงเป็นนโยบายหลักของประเทศ โดยระบุว่านิวเคลียร์เป็นแกนกลางของอธิปไตยทหาร และเป็นหัวใจของยุทธศษสตร์ในการยับยั้งหรือทำสงคราม 

นายคิม จองอึน ยังสั่งการให้ดำเนินภารกิจเพิ่มขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศอย่างต่อเนื่องและกำหนดเป้าหมายให้ก้าวล้ำเหนือประเทศอื่นๆ ทั่วโลก โดยอาศัยเทคโนโลยีนิวเคลียร์เป็นพื้นฐานในการผลักดันแผนงานด้านกลาโหมที่กว้างขวางและสร้างความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้คำมั่นว่าจะเร่งการก่อสร้างเรือลาดตระเวนติดขีปนาวุธนำวิถีเชิงยุทธศาสตร์ขนาด 10,000 ตัน ซึ่งเป็นโครงการที่พรรคมีมติเห็นชอบเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา.

ที่มา Yonhap