ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ชี้คำสั่ง “ทรัมป์” แบนทหารข้ามเพศ “ผิดกฎหมาย” สั่งคุ้มครองห้ามไล่ออก

ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ชี้คำสั่ง "ทรัมป์" แบนทหารข้ามเพศ "ผิดกฎหมาย" สั่งคุ้มครองห้ามไล่ออก

2 มิ.ย. 2569 15:58 น.

ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ชี้คำสั่ง “ทรัมป์” แบนทหารข้ามเพศ “ผิดกฎหมาย” สั่งคุ้มครองห้ามไล่ออก

คณะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ มีมติ 2 ต่อ 1 ชี้ว่านโยบายของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สั่งห้ามบุคคลข้ามเพศรับราชการทหารเป็นสิ่ง “ผิดกฎหมาย” และเป็นการเลือกปฏิบัติ ศาลจึงสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามกองทัพขับไล่กำลังพลข้ามเพศที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบัน แต่ยังคงให้สิทธิกระทรวงกลาโหมในการระงับการรับสมัครทหารข้ามเพศรายใหม่ไว้ก่อน

คณะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์สหรัฐประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีมติเสียงข้างมาก 2 ต่อ 1 ว่า นโยบายของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน ที่จำกัดการรับบุคคลข้ามเพศเข้ารับราชการทหาร เป็นมาตรการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีลักษณะเลือกปฏิบัติต่อบุคคลตามอัตลักษณ์ทางเพศ

คำวินิจฉัยดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคทางกฎหมายต่อรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งผลักดันนโยบายจำกัดสิทธิของบุคคลข้ามเพศในหลายด้านนับตั้งแต่กลับเข้ารับตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ได้สั่งระงับนโยบายทั้งหมด โดยอนุญาตให้กองทัพยังคงห้ามบุคคลข้ามเพศสมัครเข้ารับราชการทหารรายใหม่ได้ต่อไปในระหว่างที่คดียังอยู่ในกระบวนการพิจารณา แต่ห้ามปลดทหารข้ามเพศที่เป็นโจทก์ในคดีออกจากราชการ

คดีนี้มีจุดเริ่มต้นเมื่อเดือนมกราคม 2025 หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร โดยอ้างว่า อัตลักษณ์ทางเพศของกลุ่มคนข้ามเพศนั้น “ขัดแย้งกับพันธสัญญาของทหารที่ต้องมีวิถีชีวิตที่มีเกียรติ ซื่อสัตย์ และมีวินัย แม้กระทั่งในชีวิตส่วนตัว” และส่งผลเสียต่อความพร้อมรบของกองทัพ

ต่อมา นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกนโยบายกำหนดให้ผู้ที่มีภาวะความทุกข์ทรมานคับข้องใจจากเพศสภาพที่ไม่สอดคล้องกับเพศกำเนิด หรือ Gender Dysphoria ถูกพิจารณาว่าไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการรับราชการทหารโดยหลักการ

ผู้พิพากษาโรเบิร์ต วิลกินส์ ซึ่งเขียนคำวินิจฉัยเสียงข้างมาก ระบุว่า นโยบายดังกล่าวดูเหมือนมีแรงจูงใจจากความต้องการสร้างความเสียหายต่อกลุ่มคนที่ไม่ได้รับความนิยมทางการเมือง มากกว่าจะตั้งอยู่บนเหตุผลด้านความมั่นคงหรือประสิทธิภาพทางทหาร

ศาลยังให้เหตุผลว่า การปลดทหารที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้วออกจากราชการจะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงกว่าการชะลอการรับสมัครผู้สมัครใหม่ที่เป็นบุคคลข้ามเพศ

ด้านเจนนิเฟอร์ เลวี ผู้อำนวยการอาวุโสด้านสิทธิคนข้ามเพศและกลุ่มหลากหลายทางเพศขององค์กร GLAD Law ซึ่งเป็นตัวแทนฝ่ายโจทก์ ระบุว่าคำตัดสินครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความกล้าหาญและความทุ่มเทของทหารข้ามเพศที่รับใช้ประเทศมาโดยตลอด

ขณะที่ฝั่งเพนตากอนยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ แต่นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหม ได้โพสต์ข้อความสั้นๆ บนแพลตฟอร์ม X เพื่อตอบโต้ข่าวนี้ว่า “See you at SCOTUS” (แล้วเจอกันที่ศาลฎีกา) ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุดของประเทศอย่างแน่นอน

คำตัดสินครั้งนี้เป็นการยืนตามคำสั่งบางส่วนของ อานา เรเยส ผู้พิพากษาศาลแขวง เมื่อเดือนมีนาคม 2025 ซึ่งเคยวินิจฉัยว่านโยบายดังกล่าวอาจละเมิดสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาจัสติน วอล์คเกอร์ ซึ่งเป็นเสียงข้างน้อยในคดีนี้ เห็นว่าศาลไม่มีอำนาจหรือความเชี่ยวชาญเพียงพอที่จะตัดสินว่ากองทัพควรรับหรือไม่รับบุคคลข้ามเพศเข้าประจำการ โดยอำนาจดังกล่าวเป็นของรัฐสภาและผู้บัญชาการทหารสูงสุดตามรัฐธรรมนูญ

ปัจจุบัน กองทัพสหรัฐมีทหารประจำการประมาณ 1.3 ล้านนาย ขณะที่กลุ่มสิทธิความหลากหลายทางเพศประเมินว่ามีทหารข้ามเพศรับราชการอยู่ราว 15,000 คน แม้เจ้าหน้าที่กองทัพจะระบุว่าตัวเลขที่แท้จริงอาจอยู่เพียงระดับหลักพันก็ตาม

ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคม 2025 ศาลสูงสหรัฐฯ ได้อนุญาตให้รัฐบาลบังคับใช้นโยบายดังกล่าวเป็นการชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดีในอีกคดีหนึ่งที่รัฐวอชิงตัน ทำให้ข้อพิพาททางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลข้ามเพศในกองทัพสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไป และอาจกลับเข้าสู่การพิจารณาของศาลสูงสุดอีกครั้งในอนาคตอันใกล้.

ที่มา Associated Press / Reuters

อุตุฯ โลกเตือนโลกจ่อเผชิญ “ซูเปอร์เอลนีโญ” อาจรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

อุตุฯ โลกเตือนโลกจ่อเผชิญ "ซูเปอร์เอลนีโญ" อาจรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

2 มิ.ย. 2569 15:15 น.

อุตุฯ โลกเตือนโลกจ่อเผชิญ “ซูเปอร์เอลนีโญ” อาจรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก เตือนปรากฏการณ์เอลนีโญมีโอกาสสูงถึง 80% ที่จะก่อตัวในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมนี้ และอาจทวีความรุนแรงจนกลายเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ ส่งผลให้ทั่วโลกเผชิญคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ฝนตกหนัก และสภาพอากาศสุดขั้วรุนแรงขึ้น

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านสภาพอากาศและภูมิอากาศของสหประชาชาติ ได้ออกแถลงการณ์เตือนภัยเร่งด่วน ระบุว่าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เฟสใหม่ของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ “เอลนีโญ” (El Niño) ภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ โดยคาดว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวจะทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงที่เหลือของปี 2026 และจะส่งผลให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วในหลายภูมิภาคทั่วโลก

ข้อมูลจากเครือข่ายพยากรณ์อากาศระดับโลกของ WMO ระบุว่า ความเป็นไปได้ที่จะเกิดเอลนีโญในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม สูงถึงร้อยละ 80 และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นเกือบหรือเกินร้อยละ 90 ภายในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาของหลายประเทศต่างคาดการณ์ตรงกันว่า เอลนีโญในระลอกนี้อาจยกระดับกลายเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) หรือหนึ่งในปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์

เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ทางภูมิอากาศตามธรรมชาติที่ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรตอนกลางและตอนตะวันออกอุ่นขึ้นผิดปกติ ส่งผลกระทบต่อทิศทางลม ความกดอากาศ และรูปแบบของฝนทั่วโลก โดยปกติจะเกิดขึ้นทุก ๆ 2-7 ปี และกินเวลานานประมาณ 9-12 เดือน

WMO เผยว่าจากการเฝ้าติดตามในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่าอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลในแถบแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรกำลังพุ่งแตะเพดานที่ชี้วัดการเกิดเอลนีโญแล้ว โดยอุณหภูมิต่ำกว่าผิวน้ำ สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึงกว่า 6 องศาเซลเซียส ขณะที่ดัชนีความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดทางชั้นบรรยากาศก็สอดคล้องกับการก่อตัวของเอลนีโญเช่นกัน

ทั้งนี้ แถลงการณ์ระบุว่าแม้จะไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีส่วนทำให้เอลนีโญเกิดขึ้นบ่อยหรือรุนแรงขึ้นโดยตรง แต่ภาวะโลกร้อนจะเป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยา” ให้ผลกระทบของเอลนีโญรุนแรงและแผ่ขยายวงกว้างยิ่งขึ้น เนื่องจากมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศที่ร้อนขึ้นจะเพิ่มพลังงานและความชื้น มหาศาล ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติที่รุนแรงกว่าเดิม

นายอันโตนิอู กูแตร์เรช เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ส่งสารผ่านวิดีโอเตือนประชากรโลกว่า “เอลนีโญกำลังมาเยือนถึงหน้าบ้านเราแล้ว โลกต้องปฏิบัติต่อสิ่งนี้เสมือนเป็นคำเตือนเร่งด่วนด้านภูมิอากาศ สภาพการณ์ของเอลนีโญเปรียบเสมือนการสาดน้ำมันเข้าไปในกองไฟของโลกที่กำลังร้อนระอุ ผลกระทบของมันจะรุนแรงขึ้น แผ่ไปไกลขึ้น และข้ามพรมแดนด้วยความเร็วที่สร้างความเสียหายอย่างย่อยยับ” พร้อมย้ำว่าทางออกเดียวคือการยุติการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน และจัดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้าให้ครอบคลุมทุกคนบนโลก

เซเลสเต เซาโล ผู้อำนวยการ WMO ระบุว่า โลกจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับคลื่นความร้อนทั้งบนบกและในมหาสมุทร โดยในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมนี้ แบบจำลองพยากรณ์ว่าพื้นที่เกือบทั้งหมดของโลกจะมีอุณหภูมิ “สูงกว่าปกติ” ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภูมิภาคต่างๆ โดยในแอฟริกาตะวันออก  คาดว่าจะเผชิญกับปริมาณฝนที่ “ต่ำกว่าปกติ” ในช่วงฤดูฝนสำคัญ ระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน ซ้ำเติมปัญหาความมั่นคงทางอาหาร

ด้านเอเชียใต้ ปริมาณน้ำฝนจากลมมรสุมมีแนวโน้มจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรและการเพาะปลูก ขณะที่อเมริกากลาง จะต้องเผชิญกับสภาพอากาศในฤดูร้อนที่แห้งแล้งและร้อนจัดกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา

ส่วนมหาสมุทรแปซิฟิกและแอตแลนติก น้ำทะเลที่อุ่นขึ้นจะช่วยกระตุ้นการเกิดพายุเฮอริเคนในฝั่งแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออก แต่ในทางกลับกันจะช่วยยับยั้งการก่อตัวของพายุในฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก

WMO ทิ้งท้ายว่าความเสียหายจากเอลนีโญในอดีตเคยทำให้ปี 2023 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับสอง และส่งผลให้ปี 2024 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดทุบสถิติโลก โดยมีอุณหภูมิสูงกว่ายุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมถึง 1.55 องศาเซลเซียส การออกคำเตือนล่วงหน้าในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ภาคส่วนที่อ่อนไหว เช่น ภาคการเกษตร การจัดการน้ำ พลังงาน และสาธารณสุขทั่วโลก เตรียมแผนรับมือล่วงหน้าเพื่อลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด.

ที่มา AFP

จีนสั่งล้างบาง “ครัวผี” บนแอปฯ ส่งอาหาร ปลอมใบอนุญาต-ไร้หน้าร้าน

จีนสั่งล้างบาง "ครัวผี" บนแอปฯ ส่งอาหาร ปลอมใบอนุญาต-ไร้หน้าร้าน

2 มิ.ย. 2569 14:31 น.

จีนสั่งล้างบาง “ครัวผี” บนแอปฯ ส่งอาหาร ปลอมใบอนุญาต-ไร้หน้าร้าน

ทางการจีนเดินหน้าปราบปราม “ครัวผี” หรือร้านค้าที่เน้นขายบนแอปฯ ส่งอาหารแต่ไม่มีหน้าร้านจริง หลังตรวจพบพฤติกรรมสวมใบอนุญาตปลอมกว่า 67,000 แห่ง ออกกฎเหล็กบังคับแอปพลิเคชันส่งอาหารรายใหญ่ต้องตรวจสอบสถานที่ตั้งและใบอนุญาตอย่างเข้มงวด

แพลตฟอร์มสั่งอาหารเดลิเวอรีรายใหญ่ของประเทศจีน ต้องเผชิญกับมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้นจากทางการจีน โดยกฎระเบียบใหม่ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ที่ผ่านมา กำหนดให้แอปพลิเคชันส่งอาหารทุกรายต้องตรวจสอบใบอนุญาตและที่ตั้งสถานประกอบการของร้านค้าอย่างละเอียด ซึ่งข้อมูลบนแอปฯ จะต้องตรงกับสถานที่ตั้งจริงของร้าน และร้านค้าจะต้องระบุให้ชัดเจนหากไม่มีบริการนั่งรับประทานที่ร้าน เพื่อขจัดปัญหา “ครัวผี”  ที่กำลังสร้างความกังวลด้านความปลอดภัยทางอาหารแก่ผู้บริโภคอย่างหนัก

การยกระดับมาตรการกวาดล้างครั้งใหญ่ในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้ว เมื่อชายคนหนึ่งในกรุงปักกิ่งได้ร้องเรียนต่อหน่วยงานท้องถิ่น หลังจากสั่งเค้กผ่านแอปพลิเคชันเดลิเวอรีแล้วพบว่า ดอกไม้ที่ใช้ตกแต่งบนหน้าเค้กเป็นดอกไม้ที่ไม่สามารถรับประทานได้

จากการขยายผลตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ พบความจริงที่น่าตกใจว่า แบรนด์ร้านเค้กดังกล่าวมีชื่อจดทะเบียนบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่เกือบ 380 แห่ง แต่ในความเป็นจริงกลับไม่มีหน้าร้านจริงเลยแม้แต่แห่งเดียว และร้านค้าออนไลน์เหล่านั้นล้วนใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจปลอม ยิ่งไปกว่านั้น ออเดอร์เค้กทั้งหมดจะถูกส่งต่อไปยังแพลตฟอร์มคนกลาง เพื่อประมูลงานให้แก่โรงงานหรือผู้ผลิตบุคคลที่สามที่เสนอราคาต่ำที่สุด

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตรวจพบยอดสั่งซื้อเค้กในระบบลักษณะนี้สูงถึง 3.6 ล้านออเดอร์ จากแพลตฟอร์มคนกลาง 2 แห่ง และยังตรวจพบ “ร้านค้าผี” ในลักษณะเดียวกันนี้อีกกว่า 67,000 ร้าน กระจายอยู่บนแพลตฟอร์มส่งอาหารยักษ์ใหญ่ 7 แห่ง ซึ่งร่วมมือกันจัดตั้งเป็นเครือข่ายซัพพลายเชนที่ผิดกฎหมาย โดยพนักงานของแอปพลิเคชันรายหนึ่งยอมรับกับเจ้าหน้าที่ว่า ที่ผ่านมาทางแพลตฟอร์มค่อนข้างปล่อยปละละเลย เพราะหากตรวจสอบเข้มงวดเกินไป ร้านค้าเหล่านี้ก็หนีไปเปิดขายบนแอปฯ คู่แข่งแทน

ตลาดส่งอาหารของจีนมีการแข่งขันที่รุนแรงและตัดราคากันอย่างดุเดือดจนน่ากังวล ซึ่งผลกระทบมักจะตกไปอยู่กับไรเดอร์ส่งอาหารที่ต้องทำเวลาภายใต้กรอบเวลาที่บีบคั้นเพื่อแลกกับค่าแรงอันน้อยนิด

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา สำนักงานบริหารจัดการกฎระเบียบตลาดแห่งรัฐของจีน ได้สั่งปรับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและเดลิเวอรีรายใหญ่ 7 ราย ซึ่งรวมถึง เทาเป่า (Taobao), เจดีดอทคอม (JD.com), เหม่ยต้วน (Meituan) และ พินตัวตัว (Pinduoduo) เป็นมูลค่ารวมกันสูงถึง 3.6 พันล้านหยวน (ราว 18,000 ล้านบาท) โดยความผิดส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการปล่อยให้มีร้านค้าผีและการส่งสินค้าที่ไม่มีอยู่จริง

ท่ามกลางการปราบปรามที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง บรรดาร้านค้าเดลิเวอรีที่ถูกกฎหมายต่างพยายามกู้ความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค โดยในเมืองหางโจว ทางตะวันออกของจีน ร้านค้าเดลิเวอรีมากกว่า 20 แห่งได้ติดตั้งระบบ “ครัวโปร่งใส” ที่จะถ่ายทอดสดกระบวนการทำอาหารแบบเรียลไทม์เพื่อให้ลูกค้าตรวจสอบความสะอาดได้ตลอดเวลา

ขณะเดียวกันที่มณฑลอันฮุย หน่วยงานท้องถิ่นได้ลงนามข้อตกลงความปลอดภัยด้านอาหารร่วมกับแพลตฟอร์มเหม่ยต้วน, เทาเป่า และเจดีดอทคอม โดยจะมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยตรวจสอบความสะอาดภายในห้องครัว รวมถึงการจัดตั้งระบบให้รางวัลแก่ “ไรเดอร์ส่งอาหาร” หากช่วยแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนเกี่ยวกับร้านค้าที่ทำผิดกฎหมายและไม่ได้มาตรฐาน เพื่อร่วมกันล้างบางระบบครัวผีสิงให้หมดไปจากประเทศ.

ที่มา BBC

น้ำมันแพงดันคนฟิลิปปินส์แห่ซื้อรถ EV ไตรมาสแรกยอดขายพุ่ง 36% แต่สถานีชาร์จยังไม่พอ

น้ำมันแพงดันคนฟิลิปปินส์แห่ซื้อรถ EV ไตรมาสแรกยอดขายพุ่ง 36% แต่สถานีชาร์จยังไม่พอ

2 มิ.ย. 2569 13:11 น.

น้ำมันแพงดันคนฟิลิปปินส์แห่ซื้อรถ EV ไตรมาสแรกยอดขายพุ่ง 36% แต่สถานีชาร์จยังไม่พอ

วิกฤตพลังงานตะวันออกกลางกระตุ้นความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในฟิลิปปินส์ ดันยอดขายแตะ 14,000 คันใน 3 เดือนแรกของปี ขณะที่ภาครัฐเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐานรองรับเป้าหมาย EV ครองถนน 50% ภายในปี 2040

ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่กำลังพุ่งสูง เร่งให้ชาวฟิลิปปินส์หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยยอดขายรถ EV ในประเทศเพิ่มขึ้นถึง 36% ในไตรมาสแรกของปี 2026 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ท่ามกลางความพยายามลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในผู้ที่ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าระบุว่ารถ EV ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมากในช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูง โดยก่อนหน้านี้ต้องจ่ายค่าน้ำมันราว 8,000 เปโซต่อเดือน หรือประมาณ 130 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ปัจจุบันเหลือเพียงค่าไฟฟ้าหลักร้อยเปโซเท่านั้น

นอกจากนี้ รถยังสามารถวิ่งได้ตลอดทั้งวันด้วยการชาร์จเพียงครั้งเดียว และเมื่อกลับถึงบ้านยังเหลือแบตเตอรี่ประมาณ 40-50%

โดยราคาน้ำมันในฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่านับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก

ผลกระทบดังกล่าวทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ในการเดินทาง และรถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ได้รับความสนใจมากที่สุด

ข้อมูลจากอุตสาหกรรมยานยนต์ระบุว่า ยอดขายรถ EV ในไตรมาสแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้น 36% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่กระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า มีการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าประมาณ 14,000 คันในช่วง 3 เดือนแรกของปีเพียงอย่างเดียว คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของยอดขายรวมทั้งปี 2025 ที่อยู่ที่ 32,000 คัน แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาด EV ทำให้หลายบริษัทประสบปัญหารถไม่เพียงพอต่อความต้องการ

ไมค์ ลิม ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท EV Supreme เปิดเผยว่ายอดขายที่โชว์รูมในเขตเมโทรมะนิลาของเขาเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่านับตั้งแต่วิกฤตราคาน้ำมันเริ่มต้น

ด้านวิลลี ตี เท็น ประธานสมาคมรถยนต์ไฟฟ้าแห่งฟิลิปปินส์กล่าวว่า หลายแบรนด์ต้องเปิดระบบรอรับรถล่วงหน้า เนื่องจากไม่มีใครคาดคิดว่าความต้องการจะเพิ่มสูงถึงระดับนี้ ทำให้ผู้จำหน่ายรถหลายรายเดินทางไปยังงานแสดงรถยนต์นานาชาติที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เพื่อเจรจาขอเพิ่มโควตาการส่งมอบรถจากผู้ผลิตต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้รถยนต์ไฟฟ้าจะช่วยลดต้นทุนการใช้งานและลดการปล่อยคาร์บอน แต่ปัญหาสำคัญที่ยังขัดขวางการเติบโตของตลาดคือ ราคาจำหน่ายรถที่ยังสูง และจำนวนสถานีชาร์จที่ยังไม่เพียงพอ โดยปัจจุบันมีสถานีชาร์จที่เปิดใช้งานจริงเพียงประมาณ 900 แห่งเท่านั้น ขณะที่แผนพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลฟิลิปปินส์ มีเป้าหมายติดตั้งสถานีชาร์จมากกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2028

ด้านแพทริก อาคีโน ผู้อำนวยการสำนักบริหารการใช้พลังงาน กระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์ระบุว่า แม้ภาคเอกชนจะสนใจลงทุนอย่างมาก แต่กระบวนการอนุมัติและการรับรองต่าง ๆ อาจใช้เวลานานอย่างน้อย 6 เดือนก่อนเริ่มก่อสร้างได้

นอกจากจำนวนสถานีชาร์จแล้ว ความเร็วในการชาร์จไฟยังเป็นอีกประเด็นที่ผู้ใช้รถให้ความสำคัญ โดยผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า สถานีชาร์จหลายแห่งในปัจจุบันยังใช้ระบบชาร์จที่ใช้เวลานาน ทำให้ผู้ขับขี่บางส่วนกังวลเรื่องระยะทางและความสะดวกในการใช้งาน

เกลนฟอร์ด ฟิลิป อาร์ทุซ ผู้ประกอบการรถรับส่งผ่านแอปพลิเคชันกล่าวว่า การเติมน้ำมันใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แต่รถ EV จำเป็นต้องหยุดชาร์จไฟ ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจโดยตรง

ทั้งนี้ รัฐบาลฟิลิปปินส์ตั้งเป้าหมายให้รถยนต์ไฟฟ้ามีสัดส่วน 50% ของยานพาหนะบนท้องถนนภายในปี 2040 พร้อมออกมาตรการสนับสนุนหลายด้าน เช่น สินเชื่อพิเศษสำหรับการซื้อรถ EV และสิทธิประโยชน์ทางภาษี

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากรัฐบาลและภาคเอกชนไม่สามารถเร่งขยายสถานีชาร์จ เพิ่มประสิทธิภาพระบบชาร์จ และแก้ปัญหาการขาดแคลนรถได้ทันเวลา เป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าของฟิลิปปินส์อาจเผชิญความท้าทายอย่างมากในอนาคต.

ที่มา : channelnewsasia

กัมพูชาเดินหน้ากลไก “ประนีประนอมภาคบังคับ” เคลียร์ข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับไทย

กัมพูชาเดินหน้ากลไก "ประนีประนอมภาคบังคับ" เคลียร์ข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับไทย

2 มิ.ย. 2569 13:11 น.

กัมพูชาเดินหน้ากลไก “ประนีประนอมภาคบังคับ” เคลียร์ข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับไทย

กัมพูชาประกาศเริ่มกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลกับไทย หลังไทยประกาศยกเลิก MOU 44 ฝ่ายเดียว ด้าน “ฮุน มาเนต” ย้ำทำเพื่อปกป้องอธิปไตย พร้อมหวังยุติความขัดแย้งเรื้อรังเหนือพื้นที่ทับซ้อนที่มีขุมทรัพย์พลังงานมูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์

รัฐบาลกัมพูชาได้แจ้งต่อองค์การสหประชาชาติ (UN) และรัฐบาลไทยอย่างเป็นทางการว่า ได้เริ่มใช้กระบวนการ “ประนีประนอมภาคบังคับ”ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อแก้ไขข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทยที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลไทย ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล มีมติฝ่ายเดียวเมื่อเดือนที่ผ่านมา ในการยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือ MOU 44 ซึ่งเคยเป็นกรอบการเจรจาหลักระหว่างสองประเทศ โดยการยกเลิกดังกล่าวเป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงของนายอนุทินที่ชนะเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่พุ่งสูงขึ้นหลังเกิดการปะทะกันทางทหารบริเวณชายแดนถึง 2 ครั้งในปีที่ผ่านมา

ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ TVK ว่า กัมพูชาได้ยื่นหนังสือต่อเลขาธิการสหประชาชาติเพื่อเริ่มกระบวนการประนีประนอมภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) โดยระบุว่า “เราดำเนินขั้นตอนสำคัญนี้เพื่อปกป้องอธิปไตยและสิทธิทางทะเลของกัมพูชาตามกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งกัมพูชาและไทยจะได้รับประโยชน์จากการตั้งถิ่นฐานที่เป็นธรรมและยั่งยืนภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญระดับโลก”

พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลดังกล่าว ถูกประเมินโดยกระทรวงพลังงานของไทยว่ามีทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมหาศาล คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.76 ล้านล้านบาท) ซึ่งความพยายามจัดสรรผลประโยชน์นี้ถูกขัดขวางด้วยความขัดแย้งเรื่องเส้นเขตแดนทางบกยาว 800 กิโลเมตร ซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาจากยุคอาณานิคมฝรั่งเศส

สถานการณ์ระหว่างไทยและกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมายังคงตึงเครียด หลังเกิดการสู้รบบริเวณชายแดนเมื่อเดือนกรกฎาคมและธันวาคมปีที่แล้ว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากและพื้นที่บางส่วนถูกยึดครอง แม้จะมีการตกลงหยุดยิงในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงกล่าวหากันไปมาเรื่องการละเมิดข้อตกลง โดยกัมพูชาเรียกร้องให้ไทยถอนกำลังทหารและตำหนิกรณีปราสาทหินได้รับความเสียหายจากการสู้รบ

ภายใต้อนุสัญญา UNCLOS กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับจะเปิดโอกาสให้คณะผู้เชี่ยวชาญอิสระเข้ามาตรวจสอบข้อพิพาทและทำข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม ผลการพิจารณาของคณะกรรมการชุดนี้จะ “ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย” ต่อทั้งสองฝ่าย แต่จะทำหน้าที่เป็นกรอบการเจรจาที่เป็นสากลและเป็นกลางมากขึ้น

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศของไทยยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นใด ๆ ต่อความเคลื่อนไหวของกัมพูชาในครั้งนี้ ท่ามกลางการจับตามองของนักลงทุนด้านพลังงานที่รอคอยความชัดเจนในการขุดเจาะทรัพยากรในอ่าวไทยมาอย่างยาวนาน.

ที่มา AFP / Reuters / The Phnom Penh Post

ญี่ปุ่นปล่อยนกช้อนหอยหงอน 8 ตัวคืนสู่ธรรมชาติ หลังสูญพันธุ์หลายสิบปี

ญี่ปุ่นปล่อยนกช้อนหอยหงอน 8 ตัวคืนสู่ธรรมชาติ หลังสูญพันธุ์หลายสิบปี

2 มิ.ย. 2569 12:28 น.

ญี่ปุ่นปล่อยนกช้อนหอยหงอน 8 ตัวคืนสู่ธรรมชาติ หลังสูญพันธุ์หลายสิบปี

ญี่ปุ่นทำพิธีปล่อย “นกช้อนหอยหงอน” หรือ “นกโทกิ” จำนวน 8 ตัวคืนสู่ป่าในภูมิภาคโนโตะ หลังนกช้อนหอยหงอนญี่ปุ่นป่าตัวสุดท้ายบนเกาะฮอนชู ถูกจับได้ในจังหวัดอิชิกาวะ เป็นครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1970 หรือกว่า 56 ปีก่อน เนื่องจากการล่าและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม

ญี่ปุ่นจัดพิธีปล่อย “นกช้อนหอยหงอน” (Crested Ibis) หรือที่ชาวญี่ปุ่นรู้จักกันในชื่อ “นกโทกิ” จำนวน 8 ตัว คืนสู่ธรรมชาติอย่างเป็นทางการ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นสถานที่แห่งสุดท้ายที่มีผู้พบเห็นนกชนิดนี้ตามธรรมชาติ โดยเมื่อปี 1970 นกช้อนหอยหงอนญี่ปุ่นป่าตัวสุดท้ายบนเกาะฮอนชู ถูกจับได้ในจังหวัดอิชิกาวะ

พิธีการดังกล่าวจัดขึ้นโดยมีเจ้าชายอากิชิโนะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น พร้อมด้วยเจ้าหญิงคิโกะ พระชายา และคณะเจ้าหน้าที่ระดับสูง ร่วมตัดริบบิ้นปล่อยนกออกจากกรงไม้ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของประชาชนในพื้นที่ที่มาร่วมชมภาพนกสีขาวแต้มแดงที่โบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง โดยนกทั้ง 8 ตัวนี้ได้รับการเลี้ยงดูมาจากศูนย์อนุรักษ์บนเกาะซาโดะ ในจังหวัดนีงาตะที่อยู่ใกล้เคียง และยังมีนกอีก 10 ตัวที่อยู่ระหว่างรอการปล่อยสู่ธรรมชาติ

นกช้อนหอยหงอน เป็นนกท้องถิ่นของเอเชียตะวันออก มีลักษณะเด่นที่เป็นเอกลักษณ์คือขนสีขาวบริสุทธิ์ แต่จะมีเฉดสีชมพูอมส้มซ่อนอยู่ใต้ปีก และมีแต้มสีแดงสดรอบดวงตา ในอดีตพวกมันต้องเผชิญกับการถูกล่าอย่างหนัก ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลง จนทำให้สูญพันธุ์ไปจากเกาะฮอนชูซึ่งเป็นเกาะหลักของญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1970 และนกช้อนหอยหงอนสายพันธุ์พื้นเมืองญี่ปุ่นตัวสุดท้ายได้ตายไปในปี 2003 ที่เกาะซาโดะ

อย่างไรก็ตาม นกสายพันธุ์นี้สามารถฟื้นคืนชีพกลับมาได้อีกครั้งด้วยความช่วยเหลือจากประเทศจีน โดยกระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ในปี 1999 จีนได้มอบนกช้อนหอยหงอนคู่หนึ่งให้แก่ญี่ปุ่น จนนำไปสู่ความสำเร็จในการเพาะพันธุ์เทียมและให้กำเนิดลูกนกตัวแรกในกรงเลี้ยง หลังจากนั้นความพยายามในการเพาะพันธุ์และอนุรักษ์ก็รุดหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2008 ญี่ปุ่นได้เริ่มปล่อยนกที่เพาะพันธุ์ได้จำนวน 10 ตัวแรกคืนสู่ป่าบนเกาะซาโดะ ซึ่งในปัจจุบัน ประชากรของพวกมันบนเกาะได้เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นราว ๆ 500 ตัว

การปล่อยนกโทกิคืนสู่ป่าในภูมิภาคโนโตะครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นความสำเร็จทางสิ่งแวดล้อม แต่ชาวเมืองยังมองว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีและเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังของภูมิภาคโนโตะ ซึ่งปัจจุบันยังคงอยู่ในกระบวนการฟื้นฟูเมืองและสภาพจิตใจหลังจากเผชิญกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงเมื่อปี 2024

ทั้งนี้ เทรนด์การอนุรักษ์และคืนชีวิตให้นกช้อนหอยหงอนไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในญี่ปุ่นเท่านั้น เพราะก่อนหน้านี้ในปี 2019 ประเทศเกาหลีใต้ก็ประสบความสำเร็จในการปล่อยนกช้อนหอยหงอนจำนวน 40 ตัวคืนสู่พื้นที่ชุ่มน้ำอูโพ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงโซลเช่นกัน หลังจากที่นกชนิดนี้ได้สูญพันธุ์ไปจากคาบสมุทรเกาหลีตั้งแต่ปี 1979 ซึ่งครั้งสุดท้ายที่มีผู้พบเห็นคือบริเวณเขตปลอดทหารที่กั้นระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้.

ที่มา Associated Press / Independent

จีนส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน “เหลียวหนิง” ซ้อมรบใกล้ฟิลิปปินส์

จีนส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน “เหลียวหนิง” ซ้อมรบใกล้ฟิลิปปินส์

2 มิ.ย. 2569 12:08 น.

จีนส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน “เหลียวหนิง” ซ้อมรบใกล้ฟิลิปปินส์

เรือบรรทุกเครื่องบิน “เหลียวหนิง” ของจีน พร้อมกองเรือคุ้มกันปฏิบัติการในมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันออกของฟิลิปปินส์ เครื่องบิน-ฮ.บินขึ้น-ลงกว่า 170 ครั้ง ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาค

วันที่ 1 มิถุนายน 2569 กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นเปิดเผยว่า กองทัพเรือจีนได้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน เหลียวหนิง พร้อมเรือรบคุ้มกันเข้าปฏิบัติการฝึกทางทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันออกของฟิลิปปินส์ เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลของญี่ปุ่นตรวจพบเรือเหลียวหนิง และกองเรือร่วมปฏิบัติการแล่นอยู่ในน่านน้ำทางตะวันออกของเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 26-28 พฤษภาคม โดยกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นได้มีการเผยแพร่แผนที่แสดงเส้นทางการเคลื่อนที่ของกองเรือจีน

ข้อมูลจากญี่ปุ่นระบุว่า เครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ประจำเรือเหลียวหนิงทำการขึ้นและลงจากดาดฟ้าเรือรวมประมาณ 170 ครั้ง ระหว่างที่กองเรือแล่นปฏิบัติการในพื้นที่มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก นอกจากนี้กองเรือจีนยังเคลื่อนเข้าใกล้พื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะมิยาโกจิมะ จังหวัดโอกินาวา ในระยะประมาณ 590 กิโลเมตร

กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นระบุเพิ่มเติมว่า เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เรือเหลียวหนิงกำลังเคลื่อนตัวลงทางตะวันออกเฉียงใต้ตามแนวฟิลิปปินส์ แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับตำแหน่งล่าสุด

ด้านกระทรวงกลาโหมของไต้หวัน เปิดเผยว่า ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของเรือเหลียวหนิงอย่างใกล้ชิดเช่นกัน โดยระบุว่าเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ได้แล่นผ่านช่องแคบไต้หวันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม รายงานระบุว่า จีนเพิ่มความเคลื่อนไหวทางทหารในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ มีความใกล้ชิดมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา Reuters

รัสเซียถล่มยูเครนระลอกใหญ่ เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ราย บาดเจ็บกว่า 60 คน

รัสเซียถล่มยูเครนระลอกใหญ่ เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ราย บาดเจ็บกว่า 60 คน

2 มิ.ย. 2569 11:40 น.

รัสเซียถล่มยูเครนระลอกใหญ่ เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ราย บาดเจ็บกว่า 60 คน

รัสเซียเปิดฉากโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนครั้งใหญ่ต่อหลายเมืองสำคัญของยูเครน รวมถึงกรุงเคียฟ เมืองดนีโปร และคาร์คิฟ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 คน และบาดเจ็บมากกว่า 60 คน ขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี เพิ่งออกมาเตือนก่อนหน้านี้ไม่กี่วันว่า รัสเซียกำลังเตรียมการโจมตีครั้งใหญ่ระลอกใหม่ ท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 5 และยังไร้วี่แววการเจรจาสันติภาพ

นายวิตาลี คลิทช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ เปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย และบาดเจ็บ 58 ราย ในจำนวนนี้มีเด็กเล็กรวมอยู่ด้วย การโจมตีส่งผลให้อาคารที่พักอาศัยสูง 24 ชั้นพังถล่มลงมา ซึ่งคาดว่ายังมีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง นอกจากนี้ยังมีไฟไหม้อาคาร 9 ชั้น และความเสียหายในย่านโอโบลอน ที่เศษขีปนาวุธตกใส่รถยนต์และพื้นที่ใกล้เคียงโรงเรียนอนุบาล ส่งผลให้ประชาชนหลายพันคนต้องอพยพลงไปหลบภัยในสถานีรถไฟใต้ดิน

ด้านเมืองดนีโปร ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ มีผู้เสียชีวิต 5 ราย และบาดเจ็บ 25 ราย จากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน โดยมีการเผยแพร่ภาพความเสียหายของอาคารที่พักอาศัย รถยนต์ที่ถูกไฟไหม้ และสนามเด็กเล่นที่พังยับเยิน ส่วนที่เมืองคาร์คิฟ นายกเทศมนตรีอิกอร์ เทเรคอฟ ระบุว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ 10 ราย ซึ่งรวมถึงเด็ก 1 คน

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีเซเลนสกี ได้กล่าวสุนทรพจน์ผ่านวิดีโอเตือนประชาชนว่า “ข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองยืนยันว่ารัสเซียเตรียมการโจมตีครั้งใหญ่ และมันได้เกิดขึ้นแล้ว” พร้อมย้ำให้ประชาชนอย่าละเลยสัญญาณเตือนภัยทางอากาศ ทั้งนี้ ผู้นำยูเครนยังได้เรียกร้องไปยังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และสภาคองเกรสของสหรัฐฯ เพื่อขอสนับสนุนระบบขีปนาวุธ “แพทริออต” เพิ่มเติม เพื่อใช้สกัดกั้นขีปนาวุธบอลลิสติกของรัสเซียที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงในขณะนี้

รัสเซียเคยประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าจะโจมตี “เป้าหมายทางทหารและศูนย์กลางการเมือง” ในกรุงเคียฟอย่างเป็นระบบ เพื่อตอบโต้เหตุโดรนโจมตีหอพักในภูมิภาคลูฮันสก์เมื่อเดือนก่อน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 21 ราย แม้ทางยูเครนจะปฏิเสธความรับผิดชอบในเหตุดังกล่าวก็ตาม

ขณะเดียวกัน ยูเครนก็ได้ทำการตอบโต้ด้วยโดรนเช่นกัน โดยรายงานระบุว่าโดรนของยูเครนทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 รายในภูมิภาคเคิร์สก์ของรัสเซีย และเกิดไฟไหม้ที่โรงกลั่นน้ำมันอิลสกี ในเมืองคราสโนดาร์ ทางตอนใต้ของรัสเซีย

ปัจจุบันสงครามรัสเซีย-ยูเครนย่างเข้าสู่ปีที่ 5 นับตั้งแต่การบุกรุกเต็มรูปแบบในปี 2022 โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเพียงเดือนเดียว รัสเซียได้ส่งโดรนพิสัยไกลโจมตียูเครนถึง 8,150 ลำ เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้านี้ถึงร้อยละ 24 ขณะที่ความพยายามในการเจรจาสันติภาพยังคงหยุดชะงัก เนื่องจากประชาคมโลกกำลังมุ่งเน้นความสนใจไปที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นหลัก. 

ที่มา Reuters / AFP

ตำรวจแคนาดายึดเสื้อบอลปลอมรับฟุตบอลโลก มูลค่ากว่า 83 ล้านบาท

ตำรวจแคนาดายึดเสื้อบอลปลอมรับฟุตบอลโลก มูลค่ากว่า 83 ล้านบาท

2 มิ.ย. 2569 11:12 น.

ตำรวจแคนาดายึดเสื้อบอลปลอมรับฟุตบอลโลก มูลค่ากว่า 83 ล้านบาท

ตำรวจนครโตรอนโตของแคนาดาบุกทลายโกดังสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ยึดสินค้ากว่า 16,000 ชิ้น รวมถึงเสื้อบอลและถ้วยฟุตบอลโลกปลอม มูลค่ารวมกว่า 3.56 ล้านดอลลาร์แคนาดา หรือราว 83.8 ล้านบาท ถือเป็นการจับกุมสินค้าเลียนแบบประเภทฟุตบอลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของแคนาดา ก่อนที่การแข่งขันฟุตบอลโลกจะเปิดฉากขึ้นเพียงไม่ถึง 2 สัปดาห์

สำนักงานตำรวจนครโตรอนโต ประเทศแคนาดา แถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาชาย 2 ราย พร้อมของกลางสินค้าประเภทฟุตบอลละเมิดลิขสิทธิ์จำนวนมหาศาล ซึ่งมีมูลค่าในตลาดสูงถึง 3.56 ล้านดอลลาร์แคนาดา (ประมาณ 83.8 ล้านบาท)

ปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มขึ้นหลังจากหน่วยสืบสวนวางแผนเฉพาะกิจเพื่อรองรับการแข่งขันฟุตบอลโลกของตำรวจโตรอนโต ได้รับแจ้งเบาะแสเมื่อเดือนพฤษภาคมจากสำนักงานกฎหมาย “Lipkus Law” ที่เป็นสมาชิกของเครือข่ายต่อต้านการปลอมแปลงแห่งแคนาดา นำไปสู่การขยายผลเข้าตรวจค้นโกดังสินค้าแห่งหนึ่งในเมืองมิสซิสซอกา ซึ่งถูกใช้เป็นแหล่งพักและกระจายสินค้าส่งต่อไปยังร้านค้าปลีกต่าง ๆ

จากการตรวจสอบภายในโกดัง เจ้าหน้าที่พบเสื้อฟุตบอลและธงชาติปลอมแปลงที่ติดตราสัญลักษณ์แบรนด์ดังระดับโลก อาทิ FIFA, Nike, Adidas และ Puma มากกว่า 16,000 ชิ้น นอกจากนี้ยังพบหมวก และถ้วยรางวัลฟุตบอลโลกจำลองปลอมอีก 2 ใบ

เจ้าหน้าที่ได้ทำการจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย เป็นชายอายุ 41 ปี จากเมืองมิลตัน และชายอายุ 62 ปี จากเมืองมิสซิสซอกา โดยทั้งคู่ถูกตั้งข้อหาฉ้อโกงที่มีมูลค่าความเสียหายเกิน 5,000 ดอลลาร์แคนาดา พร้อมด้วยข้อหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงอีกหลายกระทง

โรเบิร์ต จอห์นสัน รองผู้บัญชาการตำรวจโตรอนโต เปิดเผยว่า “นี่คือขบวนการขนาดใหญ่ที่ตั้งใจเข้ามาฉวยโอกาสจากแฟนบอล และใช้ความรักในกีฬาของพวกเขามาแสวงหาผลประโยชน์” ขณะที่ เดวิด เอคลุนด์ ผู้กำกับการตำรวจ ระบุว่า จากจำนวนของกลางที่ยึดได้จำนวนมาก ทำให้เชื่อว่าผู้ต้องหาทั้งสองน่าจะทำธุรกิจผิดกฎหมายนี้มานานแล้ว และเงินที่ได้จากขบวนการสินค้าปลอมเหล่านี้ มักจะถูกนำไปใช้หมุนเวียนเพื่อขับเคลื่อนเครือข่ายอาชญากรรมจัดตั้งอื่น ๆ ต่อไป

ทั้งนี้ นครโตรอนโตกำลังเตรียมพร้อมเป็นเจ้าหน้าที่จัดการแข่งขันฟุตบอลโลกจำนวน 6 แมตช์ ซึ่งรวมถึงนัดเปิดสนามของทีมชาติแคนาดาที่จะพบกับบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเยือนนครงโตรอนโตมากกว่า 300,000 คน ทำให้ความต้องการสินค้าที่ระลึกพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

ด้าน เดวิด ลิปคุส ตัวแทนจากสำนักงานกฎหมาย Lipkus Law ได้ให้คำแนะนำแก่แฟนบอลในการเลือกซื้อสินค้าว่า ให้ตรวจสอบคุณภาพการตัดเย็บ เนื้อผ้า และรอยปั๊มตราแบรนด์ รวมถึงมองหาคำผิดบนป้ายสินค้า ที่สำคัญหากพบสินค้า “แบรนด์พรีเมียม” แต่กลับขายในราคาที่ถูกจนผิดปกติให้สงสัยไว้ก่อนว่าเป็นของปลอม

พร้อมทิ้งท้ายเตือนสติผู้บริโภคว่า “การซื้อของปลอมไม่ใช่เรื่องที่ไม่มีใครเสียหาย เพราะมันคือท่อน้ำเลี้ยงที่ส่งต่อไปยังเครือข่ายสิ่งผิดกฎหมาย และอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของตัวคุณเองด้วย” โดยหากใครที่รู้ตัวว่าหลงซื้อสินค้าปลอมไปแล้ว สามารถแจ้งเรื่องได้ที่ตำรวจท้องที่ หรือศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงแห่งแคนาดา.

ที่มา CBC News / Reuters

เครื่องบินกองทัพไต้หวันตก ขณะซ้อมแผนเหตุเครื่องยนต์ขัดข้อง นักบินดับ 2 นาย

เครื่องบินกองทัพไต้หวันตก ขณะซ้อมแผนเหตุเครื่องยนต์ขัดข้อง นักบินดับ 2 นาย

2 มิ.ย. 2569 11:01 น.

เครื่องบินกองทัพไต้หวันตก ขณะซ้อมแผนเหตุเครื่องยนต์ขัดข้อง นักบินดับ 2 นาย

กองทัพอากาศตั้งคณะสอบสวนหาสาเหตุ หลังเครื่องบินฝึก T-34 ตกในฐานทัพอากาศเกาสง ขณะซ้อมจำลองสถานการณ์เครื่องบินขัดข้อง ด้านผู้นำไต้หวันแสดงความเสียใจ ยกย่องนักบินผู้เสียสละเพื่อชาติ

เกิดอุบัติเหตุเครื่องบินฝึกของกองทัพอากาศไต้หวัน ตกภายในฐานทัพอากาศทางตอนใต้ของประเทศ ระหว่างการฝึกจำลองสถานการณ์เครื่องยนต์ขัดข้อง ส่งผลให้นักบินเสียชีวิตทั้ง 2 นาย

โดยกระทรวงกลาโหมไต้หวันเปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 08.08 น. ของวันที่ 2 มิถุนายน โดยเครื่องบินฝึกแบบ T-34 ประสบอุบัติเหตุตกบริเวณปลายด้านเหนือของรันเวย์ภายในฐานทัพอากาศกังซาน เมืองเกาสง ทำให้นักบินทั้งสองนายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ โดยทางการเปิดเผยเพียงยศและนามสกุล คือ พันโทลู่ และพันโทกัว

ภายหลังเกิดเหตุ กองทัพอากาศไต้หวันได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้อย่างเร่งด่วน ขณะที่นายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน กล่าวแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียครั้งนี้ พร้อมยกย่องนักบินทั้งสองว่าเป็นวีรบุรุษ ที่อุทิศตนเสียสละและทุ่มเทในการปกป้องความมั่นคงของไต้หวัน

ขณะที่โฆษกกองทัพอากาศไต้หวันปฏิเสธให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอุบัติเหตุในระหว่างที่การสอบสวนยังดำเนินอยู่

ข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมไต้หวันระบุว่า เครื่องบินฝึก T-34 ผลิตโดยบริษัทบีชคราฟต์ เป็นเครื่องบินใบพัดเครื่องยนต์เดี่ยวที่ถูกใช้เป็นเครื่องบินฝึกหลักสำหรับนักบินทหารอากาศของไต้หวันมานานหลายทศวรรษเครื่องบินรุ่นดังกล่าวเริ่มเข้าประจำการในไต้หวันตั้งแต่ปี 2527 หรือกว่า 40 ปีมาแล้ว

อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือน หลังจากกองทัพไต้หวันเผชิญเหตุเครื่องบินขับไล่ F-16 ตกลงในทะเลทางตะวันออกของเกาะระหว่างภารกิจฝึกตามปกติเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยมีรายงานว่านักบินสามารถดีดตัวออกจากเครื่องได้ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่พบตัว.

ที่มา :channelnewsasia