“หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์” วิ่งแซงมนุษย์ขาดลอย ทุบสถิติโลกฮาล์ฟมาราธอนที่ปักกิ่ง

"หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์" วิ่งแซงมนุษย์ขาดลอย ทุบสถิติโลกฮาล์ฟมาราธอนที่ปักกิ่ง

19 เม.ย. 2569 13:34 น.

“หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์” วิ่งแซงมนุษย์ขาดลอย ทุบสถิติโลกฮาล์ฟมาราธอนที่ปักกิ่ง

กองทัพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โชว์ศักยภาพสุดล้ำในการแข่งขันปักกิ่งฮาล์ฟมาราธอน วิ่งแซงนักกีฬาอาชีพ ทุบสถิติโลกมนุษย์เกือบ 7 นาที สะท้อนความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ในจีน

การแข่งขันวิ่งฮาล์ฟมาราธอน รายการ Beijing E-Town Half Marathon ซึ่งจัดขึ้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีในกรุงปักกิ่ง ในวันนี้ (19 เม.ย.) ภาพที่สร้างความตกตะลึงให้กับผู้ชมคือภาพของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ฝีมือการผลิตของจีนจำนวนมาก วิ่งด้วยความเร็วสูงแซงหน้านักวิ่งที่เป็นมนุษย์ไปอย่างง่ายดาย แสดงให้เห็นถึงสมรรถนะทางกายภาพและระบบนำทางอัตโนมัติที่ก้าวล้ำไปอีกขั้น

ความก้าวหน้าในปีนี้ถือว่าก้าวกระโดดจากปีที่แล้วอย่างมาก เนื่องจากปีที่ผ่านมาหุ่นยนต์ส่วนใหญ่ยังประสบปัญหาทางเทคนิคและวิ่งไม่จบการแข่งขัน อีกทั้งแชมป์หุ่นยนต์ปีที่แล้วยังทำเวลาไปถึง 2 ชั่วโมง 40 นาที ซึ่งช้ากว่ามนุษย์กว่าเท่าตัว แต่ในปีนี้จำนวนทีมที่เข้าแข่งเพิ่มขึ้นจาก 20 ทีม เป็นกว่า 100 ทีม 

หุ่นยนต์ที่คว้าชัยชนะในครั้งนี้พัฒนาโดยแบรนด์สมาร์ทโฟนชื่อดังอย่าง Honor (ออเนอร์) โดยเข้าเส้นชัยด้วยเวลาเพียง 50 นาที 26 วินาที ซึ่งเร็วกว่าสถิติโลกของมนุษย์ที่ จาคอบ คิปลิโม นักวิ่งชาวอูกันดา เคยทำไว้ที่กรุงลิสบอนเมื่อเดือนก่อนที่ 57 นาที 31 วินาที

ตู่ เสี่ยวตี๋ วิศวกรจาก Honor เปิดเผยว่า หุ่นยนต์รุ่นนี้ใช้เวลาพัฒนาเพียง 1 ปี โดยออกแบบความยาวขาที่ 90-95 เซนติเมตร เพื่อเลียนแบบสรีระของนักวิ่งระดับโลก และที่น่าสนใจคือมีการนำ “ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว” ที่ใช้ในสมาร์ทโฟนมาติดตั้งเพื่อควบคุมอุณหภูมิขณะวิ่งด้วยความเร็วสูง

แม้หุ่นยนต์จะโชว์ความเร็วที่น่าทึ่ง แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่เพียงแค่การวิ่งแข่ง แต่เป็นการทดสอบ “ความทนทานของโครงสร้าง” และ “การถ่ายโอนเทคโนโลยี” เพื่อนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมและการผลิตจริงในอนาคต โดยเฉพาะในงานที่อันตรายหรืองานในโรงงานที่ต้องการความแม่นยำ

ฉู่ เทียนฉี นักศึกษาด้านวิศวกรรมวัย 23 ปี หนึ่งในผู้ชมระบุว่า “โลกอนาคตจะเป็นยุคของ AI อย่างแน่นอน หากใครไม่เรียนรู้ที่จะใช้หรือยังต่อต้านมัน ก็มีสิทธิ์ที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

ปัจจุบันรัฐบาลจีนกำลังผลักดันนโยบายอย่างหนักเพื่อเป็นผู้นำระดับโลกในด้านนี้ ทั้งการให้เงินอุดหนุนและการสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ก่อนหน้านี้ในงานฉลองตรุษจีน จีนยังได้โชว์หุ่นยนต์จากบริษัท ยูนิทรี ที่สามารถรำมวยจีนและใช้อาวุธได้อย่างคล่องแคล่ว ตอกย้ำความทะเยอทะยานในการครองตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และพลิกโฉมภาคการผลิตของโลกในอนาคตอันใกล้.

ที่มา Reuters

ทรัมป์เผยพบเอกสาร “น่าสนใจ” เกี่ยวกับยูเอฟโอ เตรียมเปิดเผยเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์เผยพบเอกสาร "น่าสนใจ" เกี่ยวกับยูเอฟโอ เตรียมเปิดเผยเร็ว ๆ นี้

19 เม.ย. 2569 12:47 น.

ทรัมป์เผยพบเอกสาร “น่าสนใจ” เกี่ยวกับยูเอฟโอ เตรียมเปิดเผยเร็ว ๆ นี้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุพบเอกสารสำคัญเกี่ยวกับยูเอฟโอ “ที่น่าสนใจ” จำนวนมาก และเตรียมเปิดเผยต่อสาธารณชนในเร็วๆ นี้ หลังสั่งการให้เร่งรัดการตรวจสอบข้อมูลสิ่งมีชีวิตนอกโลก 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าว ระหว่างการปราศรัยในงานของกลุ่มเทิร์นนิงพอยต์ ยูเอสเอ (Turning Point USA) ที่เมืองฟีนิกซ์ โดยระบุว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เตรียมเปิดเผย “เอกสารที่น่าสนใจ” เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถอธิบายได้ หรือ UAP ในอนาคตอันใกล้นี้

ทรัมป์กล่าวต่อหน้าฝูงชนว่า “ตามที่ทุกคนจำได้ ผมได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเริ่มกระบวนการเปิดเผยไฟล์ข้อมูลของรัฐบาลที่เกี่ยวกับ UFO ซึ่งกระบวนการนี้กำลังดำเนินไปได้ด้วยดี และผมต้องบอกเลยว่าเราพบเอกสารที่น่าสนใจหลายอย่าง ซึ่งการเปิดเผยชุดแรกจะเริ่มขึ้นในเร็วๆ นี้” 

โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แถลงในเวลาต่อมาว่า สำนักงานแก้ไขปัญหาความผิดปกติในทุกโดเมน (AARO) กำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับทำเนียบขาวเพื่อรวบรวมบันทึกเกี่ยวกับ UAP ทั้งหมด และเร่งรัดการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อนสู่สาธารณะ ตามเจตนารมณ์ของประธานาธิบดีที่ต้องการผลักดันเรื่องความโปร่งใส

คำสั่งของทรัมป์เริ่มขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากที่เขาได้มอบหมายให้นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหม และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ เริ่มตรวจสอบไฟล์ที่เกี่ยวข้องกับ “สิ่งมีชีวิตนอกโลก” อย่างละเอียด

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากสมาชิกสภาคองเกรส โดยเฉพาะ สส. แอนนา พอลินา ลูนา จากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเรียกร้องให้เพนตากอนปล่อยวิดีโอหลักฐาน 46 ชุดที่ได้จากการสอบสวน UAP โดยเธอย้ำว่าความไม่โปร่งใสในเรื่องนี้ถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ เนื่องจากวัตถุเหล่านี้ปรากฏตัวในน่านฟ้าที่อ่อนไหวรอบฐานทัพทหารสหรัฐฯ

ขณะที่ สส. ทิม เบอร์เชตต์ อีกหนึ่งแกนนำที่ผลักดันเรื่องนี้ ได้โพสต์ข้อความขอบคุณทรัมป์ทางโซเชียลมีเดียว่า “ขอบคุณที่รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับผม”

แม้จะมีการเตรียมเปิดเผยเอกสารครั้งใหญ่ แต่ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤศจิกายน 2024 เพนตากอนระบุว่าแม้จะได้รับรายงานเกี่ยวกับ UAP หลายร้อยฉบับ และมี 21 กรณีที่แสดงพฤติกรรมผิดปกติจนน่าสนใจ แต่เจ้าหน้าที่ “ยังไม่พบหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่ามีสิ่งมีชีวิตจากดาวเคราะห์ดวงอื่น”

นอกจากนี้ รายงานเมื่อต้นปี 2024 ยังระบุว่าสิ่งที่ผู้คนพบเห็นส่วนใหญ่มักเป็นการระบุอัตลักษณ์ผิดพลาดจากวัตถุธรรมดาหรือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติทั่วไป อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยเอกสารชุดใหม่ที่ทรัมป์ระบุว่า “น่าสนใจมาก” ในครั้งนี้ อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ไขความลับที่รัฐบาลเก็บงำไว้มานานหลายทศวรรษ.

ที่มา NBC News

แคลิฟอร์เนียสั่งจำคุก 3 ราย “ใส่ชุดหมี” ข่วนรถหรู หวังเคลมเงินประกันหลักล้าน

แคลิฟอร์เนียสั่งจำคุก 3 ราย "ใส่ชุดหมี" ข่วนรถหรู หวังเคลมเงินประกันหลักล้าน

19 เม.ย. 2569 11:40 น.

แคลิฟอร์เนียสั่งจำคุก 3 ราย “ใส่ชุดหมี” ข่วนรถหรู หวังเคลมเงินประกันหลักล้าน

ศาลแคลิฟอร์เนียสั่งลงโทษจำคุกและภาคทัณฑ์ 3 ผู้ต้องหาในคดีฉ้อโกงประกันภัยสุดแปลก หลังใช้คนสวมชุดหมีปลอมบุกข่วนเบาะรถโรลส์-รอยซ์ และเมอร์เซเดส หวังเงินชดเชยกว่า 4.8 ล้านบาท สุดท้ายไม่รอดเพราะผู้เชี่ยวชาญชี้ “หมีท่าทางเหมือนคนเกินไป”

สำนักงานการประกันภัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียแถลงความคืบหน้าคดีฉ้อโกงสุดแปลกที่ตั้งรหัสปฏิบัติการว่า “Operation Bear Claw” (ปฏิบัติการกรงเล็บหมี) โดยล่าสุดศาลได้มีคำพิพากษาลงโทษชาย 2 คน และหญิง 1 คน จากลอสแอนเจลิส ในข้อหาฉ้อโกงประกันภัยระดับอาญา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 2024 เมื่อกลุ่มผู้ต้องหาได้ยื่นคำร้องเคลมเงินประกันจากบริษัทหลายแห่ง รวมเป็นเงินเกือบ 142,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.53 ล้านบาท) โดยอ้างว่ารถยนต์หรูซึ่งประกอบด้วย โรลส์-รอยซ์ 1 คัน และเมอร์เซเดส-เบนซ์ อีก 2 คัน ถูกหมีป่าบุกเข้ามาสร้างความเสียหายภายในขณะจอดอยู่ในแถบเทือกเขาซานเบอร์นาร์ดิโน

กลุ่มผู้ต้องหาได้ส่งหลักฐานเป็นวิดีโอวงจรปิดที่เผยให้เห็นสิ่งมีชีวิตลักษณะคล้ายหมีกำลังตะกุยข่วนเบาะและแผงประตูรถจนเป็นรอยลึก อย่างไรก็ตาม เมื่อบริษัทประกันส่งหลักฐานให้พนักงานสอบสวนและนักชีววิทยาจากกรมสัตว์ป่าและพันธุ์พืชแห่งแคลิฟอร์เนียตรวจสอบ ผู้เชี่ยวชาญยืนยันชัดเจนว่า “สิ่งที่เห็นในคลิปคือมนุษย์ที่สวมชุดหมีอย่างแน่นอน”

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้นำหมายค้นเข้าตรวจสอบบ้านพักของผู้ต้องหา และพบ “ชุดหมีสีน้ำตาล” พร้อมอุปกรณ์เล็บเหล็กที่ใช้สำหรับสร้างรอยข่วน ตกเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ทำให้ผู้ต้องหาจำนนต่อหลักฐาน

จำเลย 3 รายได้รับสารภาพและถูกตัดสินโทษจำคุกในรูปแบบการกักตัวช่วงสุดสัปดาห์ (Weekend Jail) พร้อมด้วยการภาคทัณฑ์ โดยสองในสามถูกสั่งให้จ่ายเงินชดเชยความเสียหายคืนแก่บริษัทประกันเป็นเงินกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.6 ล้านบาท) ส่วนผู้ต้องหารายที่สี่มีกำหนดขึ้นศาลเพื่อฟังคำพิจารณาในเดือนกันยายนนี้

ทั้งนี้ ปัญหาหมีป่าบุกรุกบ้านเรือนหรือรื้อถังขยะเพื่อหาอาหารเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในรัฐแคลิฟอร์เนีย ตั้งแต่แถบทะเลสาบทาโฮไปจนถึงชานเมืองลอสแอนเจลิส ซึ่งมักมีข่าวหมีแอบเปิดตู้เย็นหรือลงไปว่ายน้ำในสระหลังบ้านอยู่บ่อยครั้ง แต่ในกรณีนี้เป็นการฉวยโอกาสจากเหตุการณ์ธรรมชาติมาใช้ในการก่ออาชญากรรมจนถูกจับกุมในที่สุด.

ที่มา Associated Press

“มาชาโด” เจ้าของโนเบลสันติภาพเวเนซุเอลา ขอบคุณ “ทรัมป์” ยอมเสี่ยงเพื่อเสรีภาพ

"มาชาโด" เจ้าของโนเบลสันติภาพเวเนซุเอลา ขอบคุณ "ทรัมป์" ยอมเสี่ยงเพื่อเสรีภาพ

19 เม.ย. 2569 11:03 น.

“มาชาโด” เจ้าของโนเบลสันติภาพเวเนซุเอลา ขอบคุณ “ทรัมป์” ยอมเสี่ยงเพื่อเสรีภาพ

“มารีอา โครีนา มาชาโด” เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพและผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา กล่าวขอบคุณ “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่กล้าเสี่ยงเพื่ออิสรภาพของชาวเวเนซุเอลา พร้อมปฏิเสธการพบปะนายกรัฐมนตรีสเปน พร้อมเดินหน้าประสานสหรัฐฯ วางแผนกลับประเทศและผลักดันประชาธิปไตย

 มารีอา โครีนา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา ได้กล่าวสุนทรพจน์ ณ กรุงมาดริด ในระหว่างการเดินทางเยือนยุโรป เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าชาวเวเนซุเอลาจะจดจำและซาบซึ้งในสิ่งที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้กระทำลงไปเพื่อช่วยให้ประเทศหลุดพ้นจากพันธนาการ

มาชาโดกล่าวชื่นชมทรัมป์ว่าเป็นผู้นำโลกที่ยอมเสี่ยงต่อชีวิตของประชาชนในประเทศตนเองเพื่อสนับสนุนเสรีภาพของเวเนซุเอลา พร้อมย้ำว่าเธอ “ไม่เสียใจเลย” ที่ได้ส่งมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพให้แก่ทรัมป์ในเชิงสัญลักษณ์เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพื่อเป็นการสดุดีในความกล้าหาญครั้งนี้

ในการเยือนสเปนครั้งนี้ มาชาโดได้ปฏิเสธที่จะเข้าพบนายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ ผู้นำรัฐบาลผสมฝ่ายซ้ายของสเปน โดยให้เหตุผลว่าไม่เหมาะสม เนื่องจากซานเชซกำลังเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มหัวก้าวหน้าในบาร์เซโลนา ซึ่งขัดกับแนวคิดเสรีนิยมฝ่ายขวาของเธออย่างสิ้นเชิง

แม้ซานเชซจะแสดงท่าทีพร้อมพบมาชาโดทุกเมื่อและสนับสนุนให้ชาวเวเนซุเอลาตัดสินอนาคตด้วยตนเองโดยปราศจากการแทรกแซงจากต่างชาติ แต่มาชาโดกลับเลือกที่จะพบปะกับ อิซาเบล ดิอาซ อายูโซ ผู้นำภูมิภาคมาดริดซึ่งเป็นคู่ปรับทางการเมืองที่สำคัญของซานเชซแทน ก่อนจะไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มชาวเวเนซุเอลาพลัดถิ่นที่จัตุรัสปูเอร์ตา เดล โซล

มาชาโดเปิดเผยว่าเธอกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลสหรัฐฯ เกี่ยวกับการเดินทางกลับเวเนซุเอลาเพื่อนำการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง หลังจากที่กองทัพสหรัฐฯ ได้เข้าบุกกรุงการากัสและขับไล่นายกรัฐมนตรีนิโกลัส มาดูโร ออกจากอำนาจเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา จนนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลรักษาการภายใต้การนำของ เดลซี โรดริเกซ

นอกจากนี้ เธอยังสนับสนุนให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก กลับมาดำเนินกิจการในเวเนซุเอลาอีกครั้ง เพื่อเข้ามาตรวจสอบระบบเศรษฐกิจและ “เปิดห้องนิรภัยของธนาคารกลาง” เพื่อแสดงให้เห็นถึงปริมาณทองคำสำรองที่แท้จริงของประเทศ

มาชาโดกล่าวทิ้งท้ายว่า “ตอนนี้ภาพชัดเจนแล้วว่า มีทั้งฝ่ายที่ต้องการให้เวเนซุเอลาเป็นประชาธิปไตย และฝ่ายที่ต้องการรักษาอำนาจแบบเดิมไว้… คำถามง่ายๆ คือ ลองไปถามพวกเขาสิว่า จะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่เมื่อไหร่”.

ที่มา AP / Reuters

ทุบสถิติประมูล “เสื้อชูชีพ” ผู้รอดชีวิตไททานิกปิดที่เกือบ 29 ล้านบาท

ทุบสถิติประมูล "เสื้อชูชีพ" ผู้รอดชีวิตไททานิกปิดที่เกือบ 29 ล้านบาท

19 เม.ย. 2569 10:20 น.

ทุบสถิติประมูล “เสื้อชูชีพ” ผู้รอดชีวิตไททานิกปิดที่เกือบ 29 ล้านบาท

เปิดประมูลของสะสมหายากจากเรือไททานิก โดย “เสื้อชูชีพ” ของผู้รอดชีวิตชั้นเฟิสต์คลาส ทำราคาพุ่งสูงกว่า 9 แสนดอลลาร์ หรือมากกว่า 28 ล้านบาท ขณะที่ของใช้อื่นๆ ยังคงได้รับความสนใจล้นหลาม ตอกย้ำความหลงใหลในประวัติศาสตร์ที่ยังคงเป็นอมตะแม้เวลาจะผ่านไปกว่าหนึ่งศตวรรษ

สำนักประมูล เฮนรี อัลดริดจ์ แอนด์ ซัน ในเมืองดีไวเซส ทางตะวันตกของอังกฤษ ได้จัดการประมูลสิ่งของที่ระลึกจากเรือ “อาร์เอ็มเอส ไททานิก” (RMS Titanic) โดยไฮไลต์สำคัญคือ “เสื้อชูชีพ” ของนางสาวลอรา เมเบิล ฟรานคาเตลลี ผู้โดยสารชั้นหนึ่งที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยถูกประมูลไปในราคาสูงถึง 670,000 ปอนด์ หรือประมาณ 906,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 28.94 ล้านบาท) ให้กับผู้ประมูลทางโทรศัพท์ที่ไม่ประสงค์ออกนาม

เสื้อชูชีพสีครีมที่ทำจากผ้าใบยัดไส้ด้วยไม้ก๊อกตัวนี้ มีความพิเศษอย่างยิ่งเนื่องจากปรากฏลายเซ็นของเธอและเพื่อนผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ ที่หนีออกมาด้วยเรือช่วยชีวิตลำเดียวกัน โดยแอนดรูว์ อัลดริดจ์ ผู้ประมูล ระบุว่าในปัจจุบันมีเสื้อชูชีพที่ผู้รอดชีวิตสวมใส่จริงเหลืออยู่เพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น และส่วนใหญ่ถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ จึงยากมากที่จะมีการนำออกมาประมูลสู่ตลาด

นอกจากเสื้อชูชีพแล้ว ยังมีการประมูล “เบาะรองนั่ง” จากเรือช่วยชีวิตของไททานิก ซึ่งปิดประมูลไปที่ราคา 390,000 ปอนด์ (ประมาณ 18.4 ล้านบาท) โดยผู้ชนะการประมูลคือเจ้าของพิพิธภัณฑ์ไททานิกในรัฐเทนเนสซีและรัฐมิสซูรี ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งราคาเหล่านี้ได้รวมค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่มของผู้ซื้อเรียบร้อยแล้ว

แอนดรูว์ อัลดริดจ์ กล่าวว่า “ราคาประมูลครั้งนี้สะท้อนถึงความสนใจอย่างต่อเนื่องในเรื่องราวของไททานิก รวมถึงความเคารพต่อผู้โดยสารและลูกเรือที่เรื่องราวของพวกเขาถูกทำให้เป็นอมตะผ่านสิ่งของเหล่านี้” 

เรือไททานิก ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกขนานนามว่าเป็นเรือที่ “ไม่มีวันจม” ได้ชนภูเขาน้ำแข็งนอกชายฝั่งนิวฟันด์แลนด์ระหว่างการเดินทางเที่ยวแรกจากอังกฤษไปนิวยอร์ก และจมลงเมื่อวันที่ 15 เมษายน 1912 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,500 ราย จากทั้งหมดประมาณ 2,200 ราย

สำหรับนางสาวฟรานคาเตลลี เธอเดินทางมาพร้อมกับนายจ้างคือ ลูซี ดัฟฟ์ กอร์ดอน แฟชั่นดีไซเนอร์ชื่อดัง และสามีคือนายคอสโม ดัฟฟ์ กอร์ดอน ทั้งสามรอดชีวิตมาได้ด้วย “เรือช่วยชีวิตลำที่ 1” ซึ่งภายหลังกลายเป็นประเด็นอื้อฉาว เนื่องจากเรือลำดังกล่าวถูกปล่อยลงน้ำโดยมีผู้โดยสารเพียง 12 คน ทั้งที่สามารถรองรับได้ถึง 40 คน และไม่ได้พยายามวนกลับไปรับผู้รอดชีวิตที่ลอยคออยู่ในน้ำเย็นจัดแต่อย่างใด

สถิติการประมูลของที่ระลึกไททานิกที่สูงที่สุดในโลกยังคงเป็นของ “นาฬิกาพกทองคำ” ซึ่งถูกประมูลไปเมื่อปี 2025 ในราคามากกว่า 2 ล้านดอลลาร์ (ราว 64 ล้านบาท) โดยนาฬิกาเรือนนี้เป็นของ อิซิดอร์ สเตราส์ มหาเศรษฐีเจ้าของห้าง Macy’s ซึ่งสวมใส่ในขณะที่เขาและภรรยาตัดสินใจสละสิทธิ์การลงเรือช่วยชีวิตเพื่อให้คนหนุ่มสาวได้ไปแทน กลายเป็นหนึ่งในเรื่องราวความเสียสละอันเป็นตำนานของเรือลำนี้.

ที่มา Associated Press

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธหลายลูกลงทะเลตะวันออก เกาหลีใต้จับตาใกล้ชิด

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธหลายลูกลงทะเลตะวันออก เกาหลีใต้จับตาใกล้ชิด

19 เม.ย. 2569 09:58 น.

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธหลายลูกลงทะเลตะวันออก เกาหลีใต้จับตาใกล้ชิด

กองทัพเกาหลีใต้เผยเกาหลีเหนือทดสอบยิงขีปนาวุธหลายลูกช่วงเช้าวันอาทิตย์ ท่ามกลางความตึงเครียดที่พุ่งสูง ด้านนักวิเคราะห์ชี้เป็นการส่งสัญญาณปฏิเสธไมตรีจากเกาหลีใต้ ขณะที่ภาพดาวเทียมพบหลักฐานเร่งต่อเรือพิฆาตลำใหม่โดยได้รับความช่วยเหลือจากรัสเซีย

คณะเสนาธิการร่วมของเกาหลีใต้รายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 06:10 น. ของวันนี้ (19 เม.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น เกาหลีเหนือได้ทำการทดสอบยิงขีปนาวุธวิถีโค้งไม่ทราบประเภทจำนวนหลายลูกจากบริเวณพื้นที่เมืองซินโพ ลงสู่ทะเลตะวันออก หรือทะเลญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นครั้งล่าสุดในระลอกการทดสอบอาวุธที่ถี่ขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา 

ด้านทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ได้ประกาศเตรียมเรียกประชุมด้านความมั่นคงฉุกเฉินทันที พร้อมยกระดับการเฝ้าระวังขั้นสูงสุดเพื่อรับมือกับความเป็นไปได้ที่จะมีการยิงเพิ่มเติม

นักวิเคราะห์มองว่าการทดสอบอาวุธครั้งนี้เป็นการแสดงท่าทีปฏิเสธความพยายามของรัฐบาลเกาหลีใต้ที่ต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่ร้าวฉาน แม้ก่อนหน้านี้เกาหลีใต้จะเพิ่งแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์โดรนพลเรือนรุกล้ำน่านฟ้าเกาหลีเหนือเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงแรก คิม โยจอง น้องสาวของคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เคยออกมาชมว่าเป็น “พฤติกรรมที่ฉลาดและน่ายินดี”

อย่างไรก็ตาม ในเดือนนี้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเกาหลีเหนือกลับเปลี่ยนท่าที โดยระบุว่าเกาหลีใต้คือ “รัฐศัตรูที่เป็นปฏิปักษ์มากที่สุด” ซึ่งเป็นการตอกย้ำวาทกรรมเดิมที่คิม จองอึน เคยประกาศไว้ก่อนหน้า

นอกจากการข่มขวัญด้วยขีปนาวุธ มีรายงานว่าเกาหลีเหนือกำลังเร่งยกระดับกองทัพเรืออย่างก้าวกระโดด โดยเมื่อต้นเดือนเมษายน คิม จองอึน ได้เข้าตรวจเยี่ยมการทดสอบขีปนาวุธร่อนทางยุทธศาสตร์จากเรือพิฆาต “ชเว ฮยอน” ซึ่งเป็นหนึ่งในเรือพิฆาตขนาด 5,000 ตัน 2 ลำที่เปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว

นอกจากนี้ ยู ยงวอน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกาหลีใต้ เปิดเผยข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมว่า เกาหลีเหนือกำลังเร่งสร้างเรือพิฆาตชั้น 5,000 ตันเพิ่มอีก 2 ลำที่ท่าเรือนัมโพทางตะวันตก โดยตั้งข้อสังเกตว่าการพัฒนาที่รวดเร็วนี้เป็นผลมาจากการสนับสนุนทางทหารจากรัสเซีย เพื่อเป็นการตอบแทนที่เกาหลีเหนือส่งกำลังทหารและกระสุนปืนใหญ่ไปช่วยรัสเซียในการรุกรานยูเครน บรรดาผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่ารัสเซียได้ส่งมอบเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูงกลับไปให้เกาหลีเหนือ ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งขัดต่อมติคว่ำบาตรขององค์การสหประชาชาติอย่างชัดเจน.

ที่มา Yonhap

โป๊ปยืนยัน ไม่ได้วิจารณ์ โดนัลด์ ทรัมป์ หลังโจมตีพวก “ทรราช” ทำสงคราม

โป๊ปยืนยัน ไม่ได้วิจารณ์ โดนัลด์ ทรัมป์ หลังโจมตีพวก “ทรราช” ทำสงคราม

19 เม.ย. 2569 06:28 น.

โป๊ปยืนยัน ไม่ได้วิจารณ์ โดนัลด์ ทรัมป์ หลังโจมตีพวก “ทรราช” ทำสงคราม

โป๊ปเลโอที่ 14 ยืนยันว่าพระองค์ไม่ได้มีเจตนาปะทะคารมกับ โดนัลด์ ทรัมป์ อีกครั้ง หลังจากไม่กี่วันก่อนพระองค์กล่าวสุนทรพจน์โจมตีพวก “ทรราช” ที่ทุ่มเงินมหาศาลเพื่อทำสงคราม

เมื่อ 18 เม.ย. 2569 สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ตรัสว่าพระองค์ไม่ได้มีเจตนาที่จะโต้เถียงกับโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากพระองค์มีสุนทรพจน์เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา และวิพากษ์วิจารณ์ “พวกทรราช” เรื่องการทุ่มงบประมาณหลายพันล้านไปกับสงคราม แต่ไม่ทุ่มเงินเพื่อฟื้นฟู

โป๊ปเลโอระบุว่า ถ้อยแถลงดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่มีการปะทะคารมอย่างเผ็ดร้อนกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ นั้น ถูกเขียนขึ้นไว้ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ก่อนหน้านั้นแล้ว ซึ่งเป็นเวลานานก่อนที่ท่านประธานาธิบดีจะออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับตัวพระองค์เสียอีก

“ทว่าเมื่อเหตุการณ์ประจวบเหมาะเช่นนี้ มันจึงถูกมองไปว่าข้าพเจ้าพยายามจะโต้เถียงกับประธานาธิบดีอีกครั้ง ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่ข้าพเจ้าสนใจเลยแม้แต่น้อย” พระองค์ตรัสกับผู้สื่อข่าวระหว่างการเดินทางบนเครื่องบินมุ่งหน้าสู่อังโกลาเมื่อวันเสาร์

ทั้งนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้เปิดฉากโจมตีพระสันตะปาปาเลโออย่างรุนแรง โดยระบุว่าพระองค์ “ย่ำแย่เรื่องนโยบายต่างประเทศ” หลังจากพระองค์วิจารณ์ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่านมาโดยตลอด

ต่อมาในวันพฤหัสบดี (16 เม.ย.) โป๊ปเลโอกล่าวสุนทรพจน์ที่แคเมอรูน โดยทรงวิพากษ์วิจารณ์เหล่าผู้นำที่ “เมินเฉยต่อความจริงที่ว่าเงินหลายพันล้านดอลลาร์ถูกใช้ไปกับการฆ่าฟันและความพินาศย่อยยับ แต่กลับไม่มีทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการเยียวยา การศึกษา และการฟื้นฟูให้เห็นเลย”

“เหล่าเจ้าแห่งสงครามแสร้งทำเป็นไม่รู้ว่า การทำลายล้างนั้นใช้เวลาเพียงชั่วพริบตา แต่บ่อยครั้งที่การฟื้นฟูขึ้นมาใหม่นั้น แม้ชั่วชีวิตหนึ่งก็อาจไม่เพียงพอ” สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอตรัส

พระองค์ยังโจมตี “วังวนแห่งความไร้เสถียรภาพและความตายไม่รู้จบ” ในพื้นที่ “นองเลือด” ของแคเมอรูน ซึ่งถูกกลุ่มกบฏเข้าครอบงำมานานเกือบหนึ่งทศวรรษด้วย

อย่างไรก็ตาม ถ้อยแถลงของโป๊ปเลโอถูกหลายฝ่ายตีความว่า เป็นการพาดพิงถึงทรัมป์ ซึ่งต่อมาผู้นำสหรัฐฯ ก็บอกกับผู้สื่อข่าวว่า “พระสันตะปาปาจะพูดอะไรก็ได้ตามที่ท่านต้องการ และผมก็อยากให้ท่านพูดในสิ่งที่ท่านอยากพูด แต่ผมมีสิทธิ์ที่จะไม่เห็นด้วย”

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำคริสตจักรคาทอลิกยาวเหยียด หลังจากที่พระสันตะปาปาทรงแสดงความกังวลต่อคำขู่ของทรัมป์ที่ว่า “อารยธรรมจะสูญสิ้น” หากอิหร่านไม่ยอมตกลงตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ในการยุติสงครามและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่าเขา “ไม่ใช่แฟนตัวยง” ของพระสันตะปาปา พร้อมทั้งตราหน้าพระองค์ว่า “อ่อนข้อให้กับอาชญากรรม และเลวร้ายสุดๆ ในด้านนโยบายต่างประเทศ” นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้โพสต์ภาพที่สร้างจาก AI ซึ่งเป็นรูปตัวเขาเองในลักษณะที่คล้ายกับพระเยซู แต่ได้ลบภาพนั้นออกไปในเวลาต่อมา หลังถูกวิจารณ์อย่างหนัก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ตีนผีขับรถพุ่งชนคนบนทางเท้าในเมลเบิร์น ดับ 1 เจ็บสาหัสอีก 1

ตีนผีขับรถพุ่งชนคนบนทางเท้าในเมลเบิร์น ดับ 1 เจ็บสาหัสอีก 1

19 เม.ย. 2569 04:09 น.

ตีนผีขับรถพุ่งชนคนบนทางเท้าในเมลเบิร์น ดับ 1 เจ็บสาหัสอีก 1

เกิดเหตุรถยนต์คันหนึ่งขับปีนทางเท้าพุ่งชนคนเดินถนน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย โดยคนขับรถถูกตำรวจจับกุมตัวได้แล้ว

เมื่อ 18 เม.ย. 2568 ตำรวจรัฐวิกตอเรียระบุว่า รถยนต์โตโยต้าสีเทาพุ่งชนคนเดินเท้า 2 คน บนถนนแลงส์ (Langs) ในย่านแอสคอตเวล (Ascot Vale) เมื่อเวลาเกือบ 17:00 น. ของวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น โดยผู้เคราะห์ร้ายรายหนึ่งเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนรายที่สองถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยอาการสาหัสที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

ตำรวจระบุว่า พวกเขายังไม่ทราบแน่ชัดว่าสถานการณ์แวดล้อมของการพุ่งชนครั้งนี้เป็นอย่างไร โดยชายที่ถูกจับกุมกำลังอยู่ระหว่างรอการสอบปากคำ

ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบริเวณหน้าศูนย์จัดแสดงสินค้า “เมลเบิร์น โชว์กราวด์ส” (Melbourne Showgrounds) ซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน “ซูปาโนวา คอมิกคอน แอนด์ เกมมิง” (Supanova Comic Con & Gaming) ซึ่งเป็นงานอีเวนต์ด้านป๊อปคัลเจอร์และเกมที่จัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน

สารวัตรสืบสวน เครก แมกเอวอย เผยกับสำนักข่าว 9News ว่า คนขับถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบรายหนึ่ง โดยได้รับความช่วยเหลือจากพลเมืองดีในบริเวณนั้น

ทั้งนี้ ตำรวจยังไม่ยืนยันว่าเป็นการกระทำโดยเจตนาหรือไม่ โดยกำลังเร่งตรวจสอบทุกประเด็น รวมถึงเรื่องการใช้สารเสพติดหรือแอลกอฮอล์

อย่างไรก็ตาม สื่อท้องถิ่นของออสเตรเลียรายงานคำให้การของพยานชื่อ “ทอม” ซึ่งระบุว่าเขา “ได้ยินเสียงล้อเบรกดังสนั่น ก่อนจะเห็นชายคนหนึ่งขับรถปีนทางเท้าด้วยความเร็วที่น่ากลัวและพุ่งชนคนไปสองคน”

ทอมเล่าต่อว่ารถคันดังกล่าวพยายามกลับรถย้อนศรมาทางเขาแต่เครื่องยนต์เกิดดับลงเสียก่อน พร้อมอ้างว่าเขาเป็นคนช่วยสกัดไม่ให้คนขับหลบหนีไปได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านลั่น ปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อม

อิหร่านลั่น ปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อม

19 เม.ย. 2569 03:05 น.

อิหร่านลั่น ปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อม

กองทัพอิหร่านประกาศ เริ่มการปิดช่องแคบฮอร์มุซในเย็นวันเสาร์ (เวลาท้องถิ่น) และจะปิดต่อไปจนกว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อมเรือและท่าเรืออิหร่าน

เมื่อ 18 เม.ย. 2569 กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ออกแถลงการณ์ผ่านทาง Telegram ว่า กองทัพเรือของพวกเขาจะเริ่มการปิดช่องแคบฮอร์มุซในช่วงเย็นวันเดียวกันนี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) และจะปิดต่อไปจนกว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน

แถลงการณ์ของ IRGC ระบุว่า “การเข้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซจะถือเป็นการให้ความร่วมมือกับศัตรู และเรือลำใดที่ละเมิดคำสั่งจะตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี”

ทั้งนี้ อิหร่านเพิ่งประกาศเปิดน่านน้ำไปเมื่อวันศุกร์ แต่พวกเขากลับมาประกาศใช้มาตรการจำกัดการเดินเรืออีกครั้งในวันเสาร์ โดยอ้างว่าสหรัฐฯ “ผิดคำพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า” เรื่องการหยุดยิงระหว่างทั้งสองฝ่าย

IRGC ระบุว่า “ศัตรูชาวอเมริกาไม่ได้ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่อเรือและท่าเรือของอิหร่าน ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ดังนั้น ตั้งแต่เย็นวันนี้เป็นต้นไป ช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิดจนกว่าการปิดล้อมดังกล่าวจะสิ้นสุดลง”

IRGC เตือนด้วยว่า เรือทุกลำไม่ควรเคลื่อนที่ออกจากจุดที่จอดทอดสมอ ทั้งในอ่าวเปอร์เซียและทะเลโอมาน พร้อมกระตุ้นให้บริษัทเจ้าของเรือติดตามข่าวสารจากทางอิหร่านเท่านั้น โดยระบุว่าแถลงการณ์ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นั้น “ไม่มีความน่าเชื่อถือ”

ขณะเดียวกัน นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาและหัวหน้าทีมเจรจาของอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสื่อรัฐบาลโดยเรียกการปิดล้อมของสหรัฐฯ ว่าเป็น “การตัดสินใจที่โง่เขลาและขาดการยับยั้งชั่งใจ” พร้อมทิ้งท้ายว่า “มันเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ผู้อื่นสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ในขณะที่เราเองไม่สามารถผ่านได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

รมต.อิหร่านเผย ยังไม่พร้อมเจรจาโดยตรงรอบใหม่กับสหรัฐฯ

รมต.อิหร่านเผย ยังไม่พร้อมเจรจาโดยตรงรอบใหม่กับสหรัฐฯ

19 เม.ย. 2569 02:06 น.

รมต.อิหร่านเผย ยังไม่พร้อมเจรจาโดยตรงรอบใหม่กับสหรัฐฯ

รัฐมนตรีของอิหร่านบอกกับสื่อว่า พวกเขายังไม่พร้อมสำหรับการเจรจาแบบพบหน้ารอบใหม่กับสหรัฐฯ เนื่องจากสหรัฐฯ ยังไม่ยอมทิ้งข้อเรียกร้องแบบแสวงหาประโยชน์สูงสุดในหลายเรื่อง

เมื่อ 18 เม.ย. 2569 นาย ซาอีด คาติบซาเดห์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านเปิดเผยกับสำนักข่าว Associated Press (AP) ว่า อิหร่านยังไม่พร้อมสำหรับการเจรจาแบบพบหน้ารอบใหม่กับสหรัฐฯ เนื่องจากรัฐบาลวอชิงตันปฏิเสธที่จะละทิ้งข้อเรียกร้องแบบ “แสวงหาประโยชน์สูงสุด” (Maximalist) ในประเด็นสำคัญต่างๆ

นายคาติบซาเดห์กล่าวกับ AP อีกว่า รัฐบาลเตหะรานจะไม่ยอมส่งมอบยูเรเนียมเสริมสมรรถนะให้แก่สหรัฐฯ โดยเรียกข้อเสนอนี้ว่าเป็นสิ่งที่ “ไม่มีทางเป็นไปได้ตั้งแต่ต้น” แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะอ้างเมื่อวันศุกร์ว่า อิหร่านตกลงส่งมอบยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงปริมาณราว 440 กิโลกรัมให้สหรัฐฯ แล้วก็ตาม

รัฐมนตรีช่วยกล่าวต่อว่า คาติบซาเดห์ระบุว่าแม้จะมีการติดต่อกันระหว่างทั้งสองฝ่าย แต่อิหร่านต้องการให้ “ข้อตกลงเกี่ยวกับกรอบการทำงาน” (Framework agreement) ได้รับการสรุปให้เสร็จสิ้นเสียก่อนที่จะเริ่มการเจรจาแบบพบปะกัน

นอกจากนั้น สหรัฐฯ จำเป็นต้อง “เข้าใจและตอบสนองต่อข้อกังวลหลักของเรา” ซึ่งรวมถึงเรื่องมาตรการคว่ำบาตรต่างๆ ที่บังคับใช้กับอิหร่าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc