อิหร่านประกาศพร้อมตอบโต้ หากกองทัพสหรัฐฯ เข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ หลังทรัมป์สั่งช่วยเรือ

อิหร่านประกาศพร้อมตอบโต้ หากกองทัพสหรัฐฯ เข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ หลังทรัมป์สั่งช่วยเรือ

4 พ.ค. 2569 15:51 น.

อิหร่านประกาศพร้อมตอบโต้ หากกองทัพสหรัฐฯ เข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ หลังทรัมป์สั่งช่วยเรือ

อิหร่านประกาศพร้อมตอบโต้ หากกองทัพสหรัฐฯ เข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ หลังทรัมป์เตรียมส่งทหารช่วยเรือพาณิชย์ เสี่ยงปะทะเดือด

วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุอีกระลอก หลังอิหร่านออกแถลงการณ์ ประกาศว่าจะใช้กำลังโจมตีกองกำลังต่างชาติ โดยเฉพาะสหรัฐฯ หากเข้ามาเคลื่อนไหวในเขตช่องแคบฮอร์มุซ  โดยความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศว่า กองทัพสหรัฐฯ จะเริ่มปฏิบัติการช่วยนำทางเรือที่ติดค้างในช่องแคบฮอร์มุซ ตั้งแต่เช้าวันจันทร์ตามเวลาตะวันออกกลาง

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุว่า พร้อมตอบโต้ภัยคุกคามของสหรัฐฯ ย้ำว่า อิหร่านเป็นผู้พิทักษ์และผู้ดูแลช่องแคบฮอร์มุซ และเรือสินค้าทั้งหลายควรประสานงานกับทางการอิหร่านเพื่อความปลอดภัย แถลงการณ์ยังระบุว่า ไม่มีเหตุผลที่ประเทศต่างๆ จะต้องปฏิบัติตามการกระทำที่ผิดกฎหมาย ของสหรัฐฯ พร้อมเตือนว่าการเคลื่อนไหวทางทหารอาจยิ่งทำให้สถานการณ์บานปลาย

ก่อนหน้านี้ ผู้บัญชาการกองกำลังกลางของอิหร่านประกาศชัด จะโจมตีกองกำลังติดอาวุธต่างชาติใดๆ ที่พยายามเข้าใกล้หรือเข้าสู่พื้นที่ดังกล่าว โดยเฉพาะกองทัพสหรัฐฯ.

 ที่มา CNN

นายกฯ ญี่ปุ่นเตือนวิกฤตน้ำมันกระทบหนักภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

นายกฯ ญี่ปุ่นเตือนวิกฤตน้ำมันกระทบหนักภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

4 พ.ค. 2569 15:39 น.

นายกฯ ญี่ปุ่นเตือนวิกฤตน้ำมันกระทบหนักภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ผู้นำญี่ปุ่นชี้วิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลางส่งแรงกระแทกหนักต่อเอเชีย-แปซิฟิก เร่งจับมือออสเตรเลียประกันความมั่นคงพลังงาน

วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ที่อยู่ระหว่างการเยือนกรุงแคนเบอร์รา ของออสเตรเลีย ระบุว่า วิกฤตการขาดแคลนอุปทานน้ำมันโลกกำลังส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก หลังเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ เผชิญข้อจำกัดจากสถานการณ์ความตึงเครียด

ผู้นำญี่ปุ่นกล่าวภายหลังหารือกับนายแอนโทนี อัลบานีส นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ย้ำว่า ญี่ปุ่นและออสเตรเลีย จะเร่งร่วมมือกันเพื่อรับมือสถานการณ์ และรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน พร้อมระบุว่า การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก พร้อมยืนยันว่าญี่ปุ่นและออสเตรเลียจะประสานงานใกล้ชิดเพื่อตอบสนองอย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ทั้งสองประเทศยังมีแผนเสริมความแข็งแกร่งด้านพลังงาน รวมถึงเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน โดยออสเตรเลียถือเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวรายใหญ่ให้ญี่ปุ่น ขณะที่ญี่ปุ่นเป็นแหล่งจัดหาน้ำมันดีเซลบางส่วนให้กับออสเตรเลีย ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และแร่สำคัญ เช่น แร่หายากที่ใช้ในอุตสาหกรรมชิป แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และอาวุธ

ด้านนายอัลบาเนซีระบุว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยให้ออสเตรเลียลดความเปราะบางต่อแรงกระแทกจากวิกฤตโลก เช่นที่กำลังเกิดขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง.

ผู้นำไต้หวันเยือนประเทศเอสวาตินี ลงนามความร่วมมือ ท้าทายแรงกดดันจีน

ผู้นำไต้หวันเยือนประเทศเอสวาตินี ลงนามความร่วมมือ ท้าทายแรงกดดันจีน

4 พ.ค. 2569 12:27 น.

ผู้นำไต้หวันเยือนประเทศเอสวาตินี ลงนามความร่วมมือ ท้าทายแรงกดดันจีน

ผู้นำไต้หวันเยือนเอสวาตินี ประเทศเล็กๆ ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา อย่างเป็นทางการ เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับหนึ่งในพันธมิตรทางการทูตไม่กี่ประเทศที่ยังเหลืออยู่ ท่ามกลางแรงกดดันจากจีนแผ่นดินใหญ่

วันที่ 3 พฤษภาคม 2569  นายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน เดินทางเยือนเอสวาตินี ประเทศเล็กๆทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา อย่างเป็นทางการ เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับหนึ่งในพันธมิตรทางการทูตไม่กี่ประเทศที่ยังเหลืออยู่ ท่ามกลางแรงกดดันจากจีนแผ่นดินใหญ่

ผู้นำไต้หวันเข้าร่วมพิธีต้อนรับทางทหารที่ร่วมกับกษัตริย์อึมสวาตีที่3 ที่ศูนย์การประชุมนานาชาติมันวูโล ก่อนหารือทวิภาคีระหว่างสองฝ่าย  โดยการเยือนครั้งนี้มีการลงนามข้อตกลงความช่วยเหลือด้านศุลกากร ระหว่างไต้หวัน กับราชอาณาจักรเอสวาตินี พร้อมออกแถลงการณ์ร่วมยืนยันความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง

กษัตริย์เอ็มสวาติที่ 3 ย้ำว่า เอสวาตินีจะยังคงสนับสนุนการมีส่วนร่วมของไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศ สะท้อนความสัมพันธ์ทางการทูตที่ยาวนานระหว่างสองฝ่าย ด้านนายไล่ ชิงเต๋อ เน้นย้ำว่า ไต้หวันเป็นรัฐที่มีอธิปไตย และไม่ควรถูกกีดกันจากประชาคมโลก พร้อมระบุว่าไม่มีประเทศใดมีสิทธิขัดขวางการมีส่วนร่วมของไต้หวัน

ทั้งนี้ ปัจจุบัน เอสวาตินีเป็นประเทศเดียวในทวีปแอฟริกาที่ยังคงมีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน ขณะที่จีนเดินหน้ากดดันประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เปลี่ยนการรับรองจากไต้หวันไปเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีน.

ทหารสหรัฐฯ 2 นายสูญหาย ขณะร่วมซ้อมรบในโมร็อกโก

ทหารสหรัฐฯ 2 นายสูญหาย ขณะร่วมซ้อมรบในโมร็อกโก

4 พ.ค. 2569 06:43 น.

ทหารสหรัฐฯ 2 นายสูญหาย ขณะร่วมซ้อมรบในโมร็อกโก

ทหารสหรัฐฯ 2 นายสูญหาย ระหว่างการฝึกซ้อมรบร่วมในประเทศโมร็อกโก โดยมีความเป็นไปได้ที่จะพลัดตกทะเล ซึ่งเจ้าหน้าที่ของทั้งสหรัฐฯ โมร็อกโก และพันธมิตรกำลังออกค้นหาครั้งใหญ่

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 พ.ค. 2569 กองบัญชาการแอฟริกาของสหรัฐฯ (AFRICOM) แถลงว่า มีเจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ 2 นาย สูญหายทางตะวันตกเฉียงใต้ของโมร็อกโก หลังจากเข้าร่วมการฝึกซ้อมทางทหารร่วมนานาชาติประจำปีในประเทศแถบแอฟริกาเหนือแห่งนี้

เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐฯ เปิดเผยกับสำนักข่าว Associated Press โดยขอสงวนนามเนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้เผยข้อมูลต่อสาธารณะว่า เจ้าหน้าที่ที่สูญหายเป็นทหารบกสหรัฐฯ ซึ่งหายตัวไปในระหว่างการเดินป่า

“พวกเขาไม่ได้อยู่ระหว่างการร่วมฝึกซ้อมใดๆ การฝึกซ้อมในวันนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว และตามความเข้าใจของเรา พวกเขาออกไปเดินป่าเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ” เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวระบุ

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐฯ อีกรายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าว AFP ว่า มีผู้พบเห็นทหารทั้งสองนายครั้งสุดท้ายบริเวณหน้าผาริมทะเล และพวกเขาอาจจะพลัดตกลงไปในมหาสมุทรได้

ตอนนี้กองทัพของสหรัฐฯ โมร็อกโก และพันธมิตร เริ่มปฏิบัติการค้นหาครั้งใหญ่ทั้งทางบก ทางอากาศ และทางน้ำแล้ว

กองทัพโมร็อกโกระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์เวลาประมาณ 21.00 น. ใกล้กับพื้นที่ฝึกแคปดรา (Cap Draa) ใกล้กับเมืองตันตัน (Tan Tan) ซึ่งอยู่ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก โดยภูมิประเทศแถบนั้นเป็นภูเขา และมีลักษณะผสมผสานระหว่างทะเลทรายและที่ราบกึ่งทะเลทราย

ทั้งนี้ การซ้อมรบดังกล่าวมีชื่อว่า แอฟริกัน ไลออน (African Lion) เริ่มต้นขึ้นในเดือนเมษายน โดยครอบคลุมพื้นที่ใน 4 ประเทศ ได้แก่ ตูนิเซีย กานา เซเนกัล และโมร็อกโก มีเจ้าหน้าที่กองทัพเข้าร่วมกว่า 7,000 นายจากกว่า 30 ประเทศ และมีกำหนดการจะสิ้นสุดในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ประกาศ เริ่ม “Project Freedom” พาเรือออกจากช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์ประกาศ เริ่ม “Project Freedom” พาเรือออกจากช่องแคบฮอร์มุซ

4 พ.ค. 2569 04:07 น.

ทรัมป์ประกาศ เริ่ม “Project Freedom” พาเรือออกจากช่องแคบฮอร์มุซ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเริ่ม Project Freedom เพื่อพาเรือสินค้าต่างๆ ที่ติดอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซออกมาอย่างปลอดภัย โดยชี้ว่าเรือเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากสงครามทั้งที่ไม่ได้ทำผิดใดๆ

เมื่อ 3 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศผ่านโพสต์บน Truth Social ว่า สหรัฐฯ จะเริ่มปฏิบัติการคุ้มกันและพาเรือสินค้าต่างๆ ออกจากช่องแคบฮอร์มุซในวันจันทร์นี้ (4 พ.ค.) ภายใต้ปฏิบัติการที่มีชื่อว่า “โครงการเสรีภาพ” (Project Freedom) โดยอ้างว่า ประเทศต่างๆ ร้องขอสหรัฐฯ ให้ช่วยเรือของพวกเขา

“ประเทศต่าง ๆ จากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งเกือบทั้งหมดไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทในตะวันออกกลาง ที่กำลังดำเนินอยู่ให้ทุกคนได้เห็นอย่างชัดเจนและรุนแรง ได้ขอให้สหรัฐอเมริกาช่วยปลดปล่อยเรือของพวกเขาที่ถูกกักอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ ในเรื่องที่พวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ เลย พวกเขาเป็นเพียงผู้อยู่ในเหตุการณ์ที่เป็นกลางและเป็นผู้บริสุทธิ์!” โพสต์ของทรัมป์ระบุ

“เพื่อผลดีของอิหร่าน ตะวันออกกลาง และสหรัฐอเมริกา เราได้แจ้งประเทศเหล่านี้แล้วว่า เราจะนำทางเรือของพวกเขาออกจากน่านน้ำที่ถูกจำกัดเหล่านี้อย่างปลอดภัย เพื่อให้พวกเขาสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างอิสระและราบรื่น ขอย้ำว่านี่คือเรือจากพื้นที่ต่าง ๆ ของโลกที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตะวันออกกลางในขณะนี้”

“ผมได้สั่งการให้ตัวแทนของผมแจ้งพวกเขาว่า เราจะใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อนำเรือและลูกเรือของพวกเขาออกจากช่องแคบอย่างปลอดภัย โดยในทุกกรณี พวกเขากล่าวว่าพวกเขาจะไม่กลับมาจนกว่าพื้นที่นี้จะปลอดภัยสำหรับการเดินเรือและเรื่องอื่น ๆ”

“กระบวนการนี้ซึ่งเรียกว่า “โครงการเสรีภาพ” (Project Freedom) จะเริ่มต้นขึ้นในเช้าวันจันทร์ตามเวลาตะวันออกกลาง”

“ผมตระหนักดีว่าตัวแทนของผมกำลังมีการหารือในเชิงบวกอย่างมากกับประเทศอิหร่าน และการหารือเหล่านี้อาจนำไปสู่สิ่งที่เป็นบวกอย่างมากสำหรับทุกคน การเคลื่อนย้ายเรือในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพียงเพื่อปลดปล่อยผู้คน บริษัท และประเทศต่าง ๆ ที่ไม่ได้ทำความผิดใด ๆ เลย — พวกเขาคือเหยื่อของสถานการณ์ นี่คือการแสดงออกทางมนุษยธรรมในนามของสหรัฐอเมริกา ประเทศในตะวันออกกลาง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศอิหร่าน”

“เรือเหล่านี้จำนวนมากเริ่มมีอาหารและสิ่งจำเป็นอื่น ๆ สำหรับลูกเรือจำนวนมากในการอยู่บนเรืออย่างมีสุขภาพอนามัยที่ดีลดน้อยลง”

“ผมคิดว่าสิ่งนี้จะช่วยแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงที่ดีในนามของทุกคนที่ได้ต่อสู้อย่างหนักหน่วงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หากมีการขัดขวางกระบวนการทางมนุษยธรรมนี้ไม่ว่าในทางใดก็ตาม การขัดขวางนั้นจะต้องถูกจัดการอย่างรุนแรงอย่างน่าเสียดาย ขอขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้! โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Truth Social

ดับแล้ว 3 ศพ บนเรือสำราญแอตแลนติก คาดไวรัสแพร่ระบาด

ดับแล้ว 3 ศพ บนเรือสำราญแอตแลนติก คาดไวรัสแพร่ระบาด

4 พ.ค. 2569 03:00 น.

ดับแล้ว 3 ศพ บนเรือสำราญแอตแลนติก คาดไวรัสแพร่ระบาด

พบผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ บนเรือสำราญซึ่งกำลังแล่นอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก โดยคาดว่ากำลังมีการระบาดของไวรัสฮันตาบนเรือลำนี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการอพยพผู้ป่วย

เมื่อ 3 พ.ค. 2569 องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยกับสำนักข่าว BBC ว่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ หลังเกิดเหตุต้องสงสัยว่า เป็นการแพร่ระบาดของ ไวรัสฮันตา (Hantavirus) บนเรือสำราญที่กำลังล่องอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก

รายงานระบุว่า มีการยืนยันผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตาแล้ว 1 ราย และกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีก 5 ราย นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าชาวอังกฤษ 1 ราย กำลังรักษาตัวอยู่ในหออภิบาลผู้ป่วยหนัก (ICU)

เหตุระบาดดังกล่าวเกิดขึ้นบนเรือสำราญ MV Hondius ซึ่งบริหารจัดการโดยบริษัทท่องเที่ยว Oceanwide Expeditions ในเนเธอร์แลนด์ โดยเรือลำนี้อยู่ระหว่างการเดินทางจากอาร์เจนตินามุ่งหน้าไปยังประเทศเคปเวิร์ด ในแอฟริกา

โดยปกติแล้ว การติดเชื้อไวรัสฮันตามักเกี่ยวข้องกับการสัมผัสกับสิ่งแวดล้อม เช่น การสัมผัสกับปัสสาวะหรืออุจจาระของสัตว์ฟันแทะที่ติดเชื้อ แต่ในกรณีที่พบได้ยาก ไวรัสนี้สามารถแพร่กระจายระหว่างคนสู่คนได้ ซึ่งจะนำไปสู่โรคทางเดินหายใจขั้นรุนแรง

ก่อนหน้านี้ ฟอสเตอร์ โมฮาเล โฆษกกระทรวงสาธารณสุขของแอฟริกาใต้ ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่ามีผู้เสียชีวิตบนเรือดังกล่าวอย่างน้อย 2 ศพ

ตามแผนการเดินทางบนเว็บไซต์ของ Oceanwide Expeditions เรือ MV Hondius ออกเดินทางจากเมืองอูซัวยา ประเทศอาร์เจนตินา เมื่อวันที่ 20 มีนาคม และคาดว่าจะสิ้นสุดการเดินทางในวันที่ 4 พฤษภาคม ที่เคปเวิร์ด

ผู้ป่วยรายแรกที่แสดงอาการคือผู้โดยสารวัย 70 ปี ซึ่งเสียชีวิตบนเรือ ขณะนี้ร่างของเขาอยู่ที่เกาะเซนต์เฮเลนา ซึ่งเป็นดินแดนของอังกฤษในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้

ภรรยาวัย 69 ปีของชายคนนี้ก็ล้มป่วยขณะอยู่บนเรือเช่นกัน และได้รับการอพยพไปยังแอฟริกาใต้ แต่ต่อมาเธอก็เสียชีวิตลงที่โรงพยาบาลในกรุงโจฮันเนสเบิร์ก

นอกจากนี้ มีรายงานว่าชายชาวอังกฤษวัย 69 ปีอีกรายหนึ่งถูกอพยพไปยังโจฮันเนสเบิร์ก และกำลังเข้ารับการรักษาอยู่ในห้องไอซียู

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุเพิ่มเติมว่า ทางองค์กรกำลังช่วยประสานงานระหว่างรัฐสมาชิกและผู้ให้บริการเรือสำราญ เพื่ออพยพผู้โดยสารที่มีอาการป่วยอีก 2 รายออกมารักษาตัว ตลอดจนดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านสาธารณสุขอย่างเต็มรูปแบบ และให้การสนับสนุนแก่ผู้ที่ยังอยู่บนเรืออย่างเต็มที่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านอ้าง สหรัฐฯ ตอบกลับข้อเสนอแล้ว เตหะรานกำลังพิจารณาคำตอบ

อิหร่านอ้าง สหรัฐฯ ตอบกลับข้อเสนอแล้ว เตหะรานกำลังพิจารณาคำตอบ

4 พ.ค. 2569 01:23 น.

อิหร่านอ้าง สหรัฐฯ ตอบกลับข้อเสนอแล้ว เตหะรานกำลังพิจารณาคำตอบ

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านเผยว่า สหรัฐฯ ตอบกลับข้อเสนอล่าสุดของพวกเขาผ่านทางปากีสถานแล้ว และเตหะรานกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาคำตอบของสหรัฐฯ

เมื่อ 3 พ.ค. 2569 นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า สหรัฐอเมริกาได้ตอบกลับข้อเสนอล่าสุดของอิหร่านแล้ว โดยส่งผ่านปากีสถานซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลาง และขณะนี้รัฐบาลของพวกเขากำลังอยู่ระหว่างการทบทวนคำตอบของวอชิงตัน

ในการแถลงถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นายบากาอีระบุว่า “ข้อเสนอ 14 ประการ” ของอิหร่านนั้น ไม่ได้รวมถึงประเด็นด้านนิวเคลียร์ และ “ในขั้นตอนนี้ จุดมุ่งหมายหลักของเราอยู่ที่การยุติสงครามในภูมิภาค ซึ่งรวมถึงในเลบานอนด้วย”

นอกจากนี้ นายบากาอียังกล่าวด้วยว่า “ข้อกล่าวอ้างเรื่องการกวาดล้างทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซโดยสหรัฐฯ นั้น โดยพื้นฐานแล้วไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในแผนการของเรา”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งโพสต์ผ่าน Truth Social ว่า เขาอาจไม่ตอบรับข้อเสนอของอิหร่าน เนื่องจากเขามองว่า อิหร่านยังชดใช้ไม่มากพอ

“ผมจะตรวจสอบแผนการที่อิหร่านเพิ่งส่งมาให้เราในเร็วๆ นี้ แต่ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่ามันจะเป็นที่ยอมรับได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขายังไม่ได้ชดใช้ในราคาที่สูงเพียงพอกับสิ่งที่พวกเขาได้ทำไว้กับมนุษยชาติและโลกใบนี้ ตลอดระยะเวลา 47 ปีที่ผ่านมา” โพสต์ของนายทรัมป์ระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิสราเอลอนุมัติแผนซื้อเครื่องบินรบ F-35 กับ F-15 จากล็อกฮีดและโบอิ้ง

อิสราเอลอนุมัติแผนซื้อเครื่องบินรบ F-35 กับ F-15 จากล็อกฮีดและโบอิ้ง

4 พ.ค. 2569 00:02 น.

อิสราเอลอนุมัติแผนซื้อเครื่องบินรบ F-35 กับ F-15 จากล็อกฮีดและโบอิ้ง

ทางการอิสราเอลอนุมัติแผนการซื้อเครื่องบินรบ F-35 กับ F-15 จากบริษัท ล็อกฮีด และ โบอิ้ง ของสหรัฐฯ แล้ว เพื่อเสริมแสนยานุภาพทางทหาร และเตรียมความพร้อมต่อความท้าทายในอนาคต

เมื่อ 3 พ.ค. 2569 กระทรวงกลาโหมอิสราเอลแถลงว่า อิสราเอลได้ให้การอนุมัติขั้นสุดท้ายสำหรับแผนการจัดซื้อฝูงบินรบใหม่จำนวน 2 ฝูง ซึ่งประกอบด้วยเครื่องบินขับไล่ขั้นสูงรุ่น F-35 และ F-15IA จากบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน และโบอิ้ง ภายใต้ข้อตกลงที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์

ข้อตกลงดังกล่าวซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายจัดซื้อของอิสราเอล ถือเป็นก้าวแรกของแผนการมูลค่า 3.5 แสนล้านเชเกล (ราว 3.86 ล้านล้านบาท) ซึ่งคณะกรรมการฯ ระบุว่า เพื่อเสริมสร้างแสนยานุภาพทางทหารของอิสราเอล และ “เสริมความพร้อมล่วงหน้าสำหรับทศวรรษที่ท้าทายต่อความมั่นคงของอิสราเอล”

แถลงการณ์เสริมว่า ฝูงบินใหม่นี้จะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาศักยภาพกองทัพในระยะยาว เพื่อรับมือกับภัยคุกคามในภูมิภาคและรักษาความได้เปรียบทางอากาศเชิงยุทธศาสตร์ของอิสราเอล

“นอกเหนือจากความต้องการจัดซื้อจัดจ้างที่จำเป็นเร่งด่วนในภาวะสงครามแล้ว เรายังมีหน้าที่ต้องดำเนินการตั้งแต่วันนี้ เพื่อรับประกันความได้เปรียบทางทหารของกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ในอีก 10 ปีข้างหน้าและหลังจากนั้น” อามีร์ บาราม ผู้อำนวยการทั่วไปของกระทรวงกลาโหมกล่าว

นายบารามกล่าวเสริมว่า สงครามกับอิหร่านที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ “ช่วยตอกย้ำให้เห็นว่าความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลนั้นมีความสำคัญเพียงใด และขุมพลังทางอากาศที่ทันสมัยยังคงเป็นสิ่งจำเป็นมากแค่ไหน”

ภายใต้ข้อตกลงนี้ อิสราเอลจะจัดซื้อฝูงบิน F-35 เป็นฝูงที่ 4 จากบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน และฝูงบินเครื่องบินขับไล่ F-15IA เป็นฝูงที่ 2 จากบริษัทโบอิ้ง

เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โบอิ้งได้รับสัญญาจ้างมูลค่า 8.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับอิสราเอล ซึ่งรวมถึงเครื่องบินรุ่น F-15IA ใหม่จำนวน 25 ลำ และสิทธิ์ในการเลือกซื้อเพิ่มเติมอีก 25 ลำ

บารามระบุว่า ขั้นตอนต่อไปคือการดำเนินการสรุปข้อตกลงร่วมกับรัฐบาลสหรัฐฯ และพันธมิตรทางทหารให้เสร็จสิ้นต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

OPEC ประกาศเพิ่มกำลังผลิตน้ำมันดิบ ไม่พูดถึงปม UAE ถอนตัว

OPEC ประกาศเพิ่มกำลังผลิตน้ำมันดิบ ไม่พูดถึงปม UAE ถอนตัว

3 พ.ค. 2569 22:42 น.

OPEC ประกาศเพิ่มกำลังผลิตน้ำมันดิบ ไม่พูดถึงปม UAE ถอนตัว

กลุ่มโอเปกประกาศเพิ่มกำลังผลิตน้ำมันขึ้นอีก ท่ามกลางภาวะวิกฤตในตลาดน้ำมัน โดยไม่พูดถึงเรื่องที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ตัดสินใจออกจากกลุ่มแต่อย่างใด

เมื่อ 3 พ.ค. 2569 กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันขนาดใหญ่หรือ “โอเปก” (OPEC) ออกแถลงการณ์ระบุว่า ซาอุดีอาระเบีย, รัสเซีย, อิรัก, คูเวต, คาซัคสถาน, แอลจีเรีย และโอมาน จะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอีก 188,000 บาร์เรลต่อวัน พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการรักษาเสถียรภาพของตลาด

แถลงการณ์ของโอเปกระบุเพิ่มเติมว่า ทั้ง 7 ประเทศจะร่วมประชุมกันในวันที่ 7 มิถุนายน และจะมีการประชุมรายเดือนเพื่อทบทวนสภาวะตลาดต่อไป โดยไม่มีการระบุถึงกรณีที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ตัดสินใจถอนตัวออกจากองค์กรแต่อย่างใด

ทั้งนี้ สงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซในทางพฤตินัย ส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันของประเทศสมาชิกโอเปก ซึ่งรวมถึงซาอุดีอาระเบีย อิรัก และคูเวต

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ประกาศแผนลาออกจากโอเปก โดยระบุว่าเป็นการตัดสินใจหลังจากที่มีการทบทวน “ขีดความสามารถ (ในการผลิต) ทั้งในปัจจุบันและอนาคต” และ “เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของชาติ” ตามแถลงการณ์จากสำนักข่าวเอมิเรตส์

ฆอร์เก ลีออน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์ของบริษัทที่ปรึกษา Rystad กล่าวในขณะนั้นว่า การถอนตัวของ UAE ในครั้งนี้ “ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน”

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญชาวเอมิเรตส์รายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ถูก “ล่ามโซ่” ไว้โดยโอเปก และถูกบังคับให้ปฏิบัติตามโควตาการผลิตที่ “ไม่สมเหตุสมผลสำหรับกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจของประเทศ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์เผย อาจไม่รับข้อเสนอสันติภาพ เหตุอิหร่านยังชดใช้ไม่มากพอ

ทรัมป์เผย อาจไม่รับข้อเสนอสันติภาพ เหตุอิหร่านยังชดใช้ไม่มากพอ

3 พ.ค. 2569 21:45 น.

ทรัมป์เผย อาจไม่รับข้อเสนอสันติภาพ เหตุอิหร่านยังชดใช้ไม่มากพอ

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า เขายังไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมดในข้อเสนอสันติภาพของอิหร่าน แต่ตัวเขาอาจไม่รับข้อเสนอ เนื่องจากอิหร่านยังชดใช้ไม่มากพอกับสิ่งที่ทำต่อโลก

เมื่อ 3 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุในโพสต์บน Truth Social ว่า เขายังไม่ได้ตรวจสอบข้อความในข้อเสนอสันติภาพฉบับใหม่ของอิหร่านอย่างชัดเจน แต่มีแนวโน้มที่ตัวเขาจะไม่ตอบรับข้อเสนอดังกล่าว เนื่องจากเขามองว่า อิหร่านยังชดใช้ “ไม่มากเพียงพอ”

“ผมจะตรวจสอบแผนการที่อิหร่านเพิ่งส่งมาให้เราในเร็วๆ นี้ แต่ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่ามันจะเป็นที่ยอมรับได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขายังไม่ได้ชดใช้ในราคาที่สูงเพียงพอกับสิ่งที่พวกเขาได้ทำไว้กับมนุษยชาติและโลกใบนี้ ตลอดระยะเวลา 47 ปีที่ผ่านมา” โพสต์ของนายทรัมป์ระบุ

ความเห็นของทรัมป์มีขึ้นหลังจาก เขาเพิ่งเปรยเรื่องความเป็นไปได้ในการเริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในอิหร่านอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นการสร้างความสับสนครั้งล่าสุดของผู้นำสหรัฐฯ ในขณะที่ตัวเขาเองกำลังหาทางยุติสงครามที่เขาเป็นผู้เปิดฉากขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์

เมื่อวันอาทิตย์ อิสราเอลได้สั่งการให้ชาวเลบานอนหลายพันคนอพยพออกจากหมู่บ้านต่าง ๆ ทางตอนใต้ของประเทศ นับเป็นการยกระดับสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ครั้งล่าสุด ซึ่งการที่อิสราเอลยังโจมตีในเลบานอนอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้ความพยายามในการสร้างสันติภาพซับซ้อนยิ่งขึ้น

รัฐบาลอิหร่านระบุว่า การเจรจากับสหรัฐฯ ไม่สามารถกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้ เว้นแต่จะมีการประกาศหยุดยิงในเลบานอนด้วยเช่นกัน

เมื่อเดือนเมษายน อิสราเอลกับเลบานอนบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัน แต่การสู้รบยังคงดำเนินต่อไปแม้จะมีขอบเขตลดลงก็ตาม โดยอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ต่างอ้างว่าอีกฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ก่อนหน้านี้เมื่อวันศุกร์ ทรัมป์บอกกับสื่อว่าเขาไม่พอใจกับข้อเสนอของอิหร่าน แต่ในวันเสาร์กลับบอกว่า “เขายังไม่ได้รับทราบรายละเอียดทั้งหมด พวกเขาบอกผมแค่แนวคิดหลักของข้อตกลง แต่ตอนนี้พวกเขากำลังจะส่งถ้อยคำที่แน่ชัดมาให้ผม”

เมื่อถูกถามว่าเขาอาจจะเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านอีกครั้งหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า “ผมไม่อยากพูดแบบนั้น คือผมบอกนักข่าวไม่ได้หรอก ถ้าพวกเขาทำตัวไม่ดี ถ้าพวกเขาทำอะไรที่เลวร้าย ตอนนี้เราก็คงจะได้เห็นกัน แต่มันก็เป็นความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดขึ้นได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna