กัมพูชาประกาศความสำเร็จ ทลายรังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 793 แห่งทั่วประเทศ

กัมพูชาประกาศความสำเร็จ ทลายรังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 793 แห่งทั่วประเทศ

28 ส.ค. 2569 15:51 น.

กัมพูชาประกาศความสำเร็จ ทลายรังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 793 แห่งทั่วประเทศ

กัมพูชาประกาศว่าไม่มีศูนย์หลอกลวงออนไลน์ขนาดใหญ่เหลืออยู่ในประเทศ หลังปฏิบัติการบุกทลายพื้นที่ต้องสงสัย 793 แห่งทั่วประเทศ จับกุมผู้ต้องสงสัยเกือบ 30,000 คนจาก 39 สัญชาติ และส่งตัวชาวต่างชาติกลับประเทศกว่า 58,000 คน แต่ทางการเตือนแก๊งอาชญากรรมกำลังปรับรูปแบบไปใช้สถานที่ขนาดเล็กและซ่อนตัวมากขึ้น

กัมพูชาประกาศความสำเร็จในการปราบปรามศูนย์แก๊งหลอกลวงออนไลน์ขนาดใหญ่ทั่วประเทศ โดยระบุว่า ขณะนี้ไม่มีศูนย์ปฏิบัติการขนาดใหญ่เหลืออยู่ หลังรัฐบาลเปิดปฏิบัติการกวาดล้างทั่วประเทศต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปี 2025 จนถึงวันที่ 20 สิงหาคม 2026

เชย์ สินาริธ รัฐมนตรีอาวุโสประจำกระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์ และประธานฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการเฉพาะกิจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของกัมพูชา เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในการประชุมกับเจ้าหน้าที่สถานทูตและองค์การระหว่างประเทศเกือบ 50 แห่งในกรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม

เจ้าหน้าที่กัมพูชาตรวจสอบสถานที่ต้องสงสัยทั้งหมด 793 แห่ง โดยเข้าดำเนินการกับสถานที่ที่ยังเปิดดำเนินการอยู่ 624 แห่ง และเก็บหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์จากอีก 169 แห่งที่ถูกผู้ต้องสงสัยทิ้งร้างและหลบหนีไปแล้ว

ปฏิบัติการดังกล่าวนำไปสู่การควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเกือบ 30,000 คน จาก 39 สัญชาติ ขณะที่กัมพูชาช่วยเหลือและส่งตัวชาวต่างชาติกลับประเทศแล้ว 58,266 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิง 7,282 คน และพบว่ามีชาวต่างชาติ 22,045 คน จาก 38 สัญชาติที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์

ในด้านคดีอาญา ทางการกัมพูชาส่งคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว 408 คดี ส่งผลให้ผู้ต้องสงสัย 3,477 คน จาก 29 สัญชาติถูกจับกุมและควบคุมตัวระหว่างการพิจารณาคดี โดยมีทั้งชาวจีน บังกลาเทศ เวียดนาม เมียนมา กัมพูชา ลาว มาเลเซีย ปากีสถาน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เนปาล เยเมน สวิตเซอร์แลนด์ แอฟริกาใต้ เคนยา แคเมอรูน โมร็อกโก ศรีลังกา ออสเตรเลีย ยูเครน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และไทย ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังคงติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัยอีก 855 คน ซึ่งมีหมายจับจากศาล

อย่างไรก็ตาม ทางการกัมพูชายอมรับว่า การปราบปรามยังไม่สิ้นสุด เนื่องจากเครือข่ายอาชญากรรมกำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบ โดยย้ายออกจากศูนย์หลอกลวงขนาดใหญ่ไปใช้สถานที่ขนาดเล็กและซ่อนตัวได้ง่ายขึ้น เช่น บ้านเช่า คอนโดมิเนียม เกสต์เฮาส์ รถยนต์ และร้านกาแฟ

สินาริธยืนยันว่า เจ้าหน้าที่จะเดินหน้าตรวจสอบและปราบปรามปฏิบัติการลักษณะดังกล่าวโดยไม่คำนึงถึงขนาดของสถานที่ พร้อมระบุว่าเครือข่ายอาชญากรรมมีการเปลี่ยนสถานที่ รวมถึงปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีและวิธีการหลอกลวงอย่างต่อเนื่อง

นอกจากการปราบปรามแก๊งหลอกลวงออนไลน์แล้ว รัฐบาลกัมพูชายังเดินหน้าจัดการการพนันออนไลน์และการพนันกีฬาที่ไม่ได้รับอนุญาต โดยคณะกรรมการบริหารจัดการการพนันเชิงพาณิชย์ของกัมพูชาเข้าตรวจสอบคาสิโน 27 แห่ง เพิกถอนใบอนุญาต 18 แห่ง และสั่งระงับใบอนุญาตอีก 9 แห่ง พร้อมเดินหน้าตรวจสอบและดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลยังประกาศจุดยืนไม่ยอมรับการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรม โดยหน่วยต่อต้านการทุจริตดำเนินคดีสำคัญ 4 คดี และจับกุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายรวม 15 คน ในจำนวนนี้มีรองอัยการ รองอธิบดีกรมตรวจคนเข้าเมือง รองผู้บัญชาการตำรวจเทศบาลกรุงพนมเปญ อดีตอธิบดีกรมหนึ่งของกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร

ขณะเดียวกัน กัมพูชากำลังเร่งจัดทำกฎหมายเพื่อเสริมมาตรการป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์ ทั้งร่างกฎหมายความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ร่างกฎหมายว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ และกฎระเบียบควบคุมสินทรัพย์เสมือน โดยรัฐบาลระบุว่า กรอบกฎหมายดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นทางการเมืองในการป้องกันไม่ให้เครือข่ายอาชญากรรมกลับมาเปิดดำเนินการในประเทศอีก

อย่างไรก็ตาม กัมพูชาย้ำว่า การหลอกลวงออนไลน์เป็นภัยคุกคามข้ามชาติที่ประเทศใดประเทศหนึ่งไม่สามารถแก้ไขได้เพียงลำพัง จึงเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมนานาชาติว่าด้วยการปราบปรามการหลอกลวงทางเทคโนโลยี ระหว่างวันที่ 23-24 กันยายนนี้ ภายใต้แนวคิด “ร่วมมือกันตัดวงจรและยุติการหลอกลวงทางเทคโนโลยี”

การประชุมจะมีผู้แทนรัฐบาล องค์การระหว่างประเทศ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย สถาบันการเงิน บริษัทเทคโนโลยี และสถาบันวิจัยเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางปฏิบัติ รวมถึงยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศในการสกัดเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ไม่ให้กลับมาเปิดดำเนินการอีก.

ที่มา The Phnom Penh Post / Khmer Times

ด่วน เนปาลเตือนประชาชนหนีขึ้นที่สูง หวั่นทะเลสาบจากดินถล่มแนวกั้นแตก เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำ

ด่วน เนปาลเตือนประชาชนหนีขึ้นที่สูง หวั่นทะเลสาบจากดินถล่มแนวกั้นแตก เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำ

28 ส.ค. 2569 14:39 น.

ด่วน เนปาลเตือนประชาชนหนีขึ้นที่สูง หวั่นทะเลสาบจากดินถล่มแนวกั้นแตก เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำ

เนปาลประกาศเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หลังทะเลสาบกั้นน้ำที่เกิดขึ้นจากเหตุน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มบริเวณชายแดนเนปาล-จีน เสี่ยงแนวกั้นแตก หวั่นจะเกิดน้ำท่วมระลอกใหม่

สำนักงานลดและจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติแห่งชาติของเนปาลประกาศเตือนประชาชนในเขตราสุวา รวมถึงเจ้าหน้าที่กู้ภัย ให้เพิ่มความระมัดระวังและเตรียมเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่สูงที่มีความปลอดภัยทันที หากรู้สึกว่ากำลังเกิดอันตราย

ชาตี มาฮัต โฆษกสำนักงานดังกล่าวระบุว่า มีรายงานมวลโคลนขุ่นเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมเพิ่มเติม พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงอยู่ในภาวะเฝ้าระวังอย่างเต็มที่ 

หลังได้รับคำเตือนจากทางการ ชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงบางส่วนเริ่มทยอยอพยพขึ้นไปยังพื้นที่สูง โดยนำผ้าห่มและสิ่งของจำเป็นติดตัวไปด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากน้ำที่อาจไหลทะลักลงมา

รายงานระบุว่า ทะเลสาบกั้นน้ำดังกล่าวก่อตัวขึ้นหลังเกิดดินถล่มจากเหตุฝนตกหนักและน้ำป่าไหลหลากครั้งใหญ่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ก่อนที่ล่าสุดแนวกั้นของทะเลสาบจะพังลง ทำให้มวลน้ำมีโอกาสไหลลงสู่พื้นที่ปลายน้ำอย่างรวดเร็ว

ขณะที่ทีมกู้ภัยของทั้งเนปาลและจีนต้องระงับภารกิจค้นหาและช่วยเหลือชั่วคราว เนื่องจากกังวลว่าภัยพิบัติระลอกใหม่อาจเป็นอันตรายต่อเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่

ล่าสุด ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในเนปาลเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 469 คน ขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีกกว่า 1,300 คน รวมถึงชาวอเมริกันและชาวต่างชาติอีกหลายสิบคน

ทั้งนี้ นับว่าสถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากพื้นที่ตามแนวเทือกเขาหิมาลัยมีภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงและหุบเขาลึก ทำให้เมื่อเกิดฝนตกหนัก ดินถล่ม หรือทะเลสาบกั้นน้ำแตก อาจทำให้มวลน้ำและโคลนไหลลงสู่ชุมชนด้านล่างอย่างรวดเร็ว และยากต่อการอพยพและช่วยเหลือผู้ประสบภัย.

ที่มา : CNN

กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ เสด็จสวรรคต 89 พรรษา เจ้าชายโฮกุนขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่

กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ เสด็จสวรรคต 89 พรรษา เจ้าชายโฮกุนขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่

28 ส.ค. 2569 14:24 น.

กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ เสด็จสวรรคต 89 พรรษา เจ้าชายโฮกุนขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่

สำนักพระราชวังนอร์เวย์ออกแถลงการณ์ยืนยัน สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 เสด็จสวรรคตอย่างสงบ ณ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยออสโล ขณะพระชนมายุ 89 พรรษา หลังประชวรด้วยโรคโลหิตจางจากการทำลายตัวเองของเม็ดเลือดแดง ส่งผลให้เจ้าฟ้าชายโฮกุน มกุฎราชกุมาร พระชนมายุ 53 พรรษา เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ใหม่ทันที

สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ เสด็จสวรรคตอย่างสงบที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยออสโล เมื่อเวลา 06.35 น. ของวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม ตามเวลาท้องถิ่น พระชนมพรรษา 89 พรรษา หลังทรงเข้ารับการรักษาพระอาการประชวรตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม จากภาวะโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก ซึ่งทำให้เม็ดเลือดแดงถูกทำลายเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดอาการอ่อนเพลียและหายใจลำบาก

พระราชวังแถลงว่า สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์เสด็จสวรรคตอย่างสงบ ขณะที่ธงชาติบริเวณพระราชวังในกรุงออสโลถูกลดลงครึ่งเสา ประชาชนจำนวนมากเดินทางไปวางดอกไม้เพื่อถวายความอาลัย และรวมตัวกันหน้าพระราชวัง

สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ทรงครองราชย์มาตั้งแต่ปี 1991 และทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของนอร์เวย์ในรอบหลายศตวรรษที่พระราชสมภพในประเทศ ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นพระมหากษัตริย์ที่เข้าถึงประชาชน ทรงปรับภาพลักษณ์สถาบันกษัตริย์ให้มีความเท่าเทียมและเปิดกว้างมากขึ้น รวมถึงทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวนอร์เวย์ในช่วงวิกฤตสำคัญ

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญคือเหตุโจมตีด้วยระเบิดและกราดยิงเมื่อปี 2011 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 77 คน สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ทรงมีพระราชดำรัสเรียกร้องให้ประชาชนยืนหยัดร่วมกัน และไม่ปล่อยให้ความหวาดกลัวเข้าครอบงำประเทศ

พระองค์ยังทรงสนับสนุนความหลากหลายทางศาสนา เชื้อชาติ และรสนิยมทางเพศอย่างเปิดเผย โดยพระราชดำรัสในปี 2016 ที่เน้นย้ำว่านอร์เวย์เป็นบ้านของผู้คนจากหลากหลายภูมิหลัง ได้รับเสียงชื่นชมอย่างกว้างขวาง

สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ยังทรงเป็นนักกีฬาเรือใบฝีมือเยี่ยม และเคยเป็นตัวแทนนอร์เวย์เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกถึง 3 ครั้ง นอกจากนี้ยังทรงมีบทบาทด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และทรงเป็นประธานกองทุนสัตว์ป่าโลกสาขานอร์เวย์เป็นเวลานานถึง 20 ปี

พระองค์ทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระราชินีซอนยา ซึ่งเดิมเป็นสามัญชน โดยทั้งสองทรงต่อสู้เพื่อให้ได้รับพระบรมราชานุญาตให้อภิเษกสมรส และเสกสมรสเมื่อปี 1968 การตัดสินพระราชหฤทัยครั้งนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของราชวงศ์นอร์เวย์ และเปิดทางให้พระราชโอรสและพระราชธิดาสามารถเลือกคู่ครองที่เป็นสามัญชนได้เช่นกัน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พระพลานามัยของสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์เสื่อมถอยลง โดยทรงเคยมีพระบรมราชโองการให้ลดพระราชกรณียกิจ และทรงได้รับการติดตั้งเครื่องกระตุ้นหัวใจ พระองค์ทรงยืนยันมาตลอดว่าจะไม่สละราชสมบัติ โดยให้เหตุผลว่าเคยถวายคำปฏิญาณต่อรัฐสภาว่าจะทรงปฏิบัติพระราชหน้าที่ตลอดพระชนม์ชีพ

ภายหลังการเสด็จสวรรคต มกุฎราชกุมารฮากอน พระราชโอรสวัย 53 พรรษา จะทรงสืบราชบัลลังก์เป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ของนอร์เวย์ โดยก่อนหน้านี้ทรงทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในช่วงที่พระบรมชนกนาถทรงพระประชวร

การเปลี่ยนผ่านราชบัลลังก์เกิดขึ้นในช่วงที่ราชวงศ์นอร์เวย์เผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งปัญหาพระพลานามัยและประเด็นอื้อฉาวเกี่ยวกับสมาชิกในราชวงศ์ โดยเฉพาะเมตเต-มาริต พระชายาของเจ้าชายฮากอน ซึ่งเพิ่งเข้ารับการปลูกถ่ายปอดเมื่อเดือนกรกฎาคม หลังทรงป่วยด้วยโรคปอดชนิดรุนแรง

ขณะเดียวกัน มาริอุส บอร์ก ฮอยบี พระโอรสของเมตเต-มาริต จากความสัมพันธ์ครั้งก่อน ถูกศาลนอร์เวย์พิพากษาจำคุก 4 ปีในเดือนมิถุนายน จากความผิดหลายกระทง รวมถึงความผิดฐานข่มขืน 2 กระทงและใช้ความรุนแรงต่ออดีตคู่ครอง โดยเจ้าตัวยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา

นอกจากนี้ เมตเต-มาริตยังถูกจับตามองจากความสัมพันธ์ในอดีตกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินชาวอเมริกันผู้ล่วงลับและผู้กระทำความผิดทางเพศ ซึ่งเอกสารที่เผยแพร่ในสหรัฐฯ ระบุว่า ทั้งสองมีการติดต่อกันอย่างต่อเนื่องระหว่างปี 2011 ถึง 2014

แม้เผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อราชวงศ์ในช่วงที่ผ่านมา แต่สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ยังทรงได้รับความนิยมอย่างสูงจากประชาชนชาวนอร์เวย์ และทรงได้รับการยกย่องว่าเป็น “กษัตริย์ของประชาชน” ผู้ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมความเป็นหนึ่งเดียวของประเทศตลอดกว่า 35 ปีบนราชบัลลังก์.

ที่มา BBC / AFP

สถานทูตอิสราเอลร่อนหนังสือชี้แจง ข่าวนทท.อิสราเอลกินแล้วชักดาบไม่เป็นความจริง

สถานทูตอิสราเอลร่อนหนังสือชี้แจง ข่าวนทท.อิสราเอลกินแล้วชักดาบไม่เป็นความจริง

28 ส.ค. 2569 14:23 น.

สถานทูตอิสราเอลร่อนหนังสือชี้แจง ข่าวนทท.อิสราเอลกินแล้วชักดาบไม่เป็นความจริง

สถานทูตอิสราเอลชี้แจงกรณีข่าวในสื่อออนไลน์ กรณีกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลในอำเภอป่าตองจังหวัดภูเก็ต ทานอาหารแลัวไม่ยอมจ่าย เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง

สถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยชี้แจงกรณีที่มีการนำเสนอข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ ระบุว่ามีนักท่องเที่ยวอิสราเอลกลุ่มหนึ่งเข้าไปรับประทานอาหารในร้านอาหารที่อำเภอป่าตอง จังหวัดภูเก็ตและกลับออกไปโดยไม่ยอมชำระค่าอาหาร โดยในจดหมายชี้แจงระบุว่า

เรียน สื่อสารมวลชน

    สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ขอชี้แจงเกี่ยวกับรายงานบนสื่อสังคมออนไลน์ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในอำเภอป่าตอง จังหวัดภูเก็ต โดยระบุว่ามีนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งรับประทานอาหารมูลค่าประมาณ 8,000 บาท และออกจากร้านไปโดยไม่ชำระเงิน

    รายงานข่าวดังกล่าวระบุว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล และได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยได้รับความสนใจเป็นวงกว้าง

    อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 สถานีตำรวจภูธรป่าตองได้ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวรวมถึงสัญชาติของนักท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้อง โดยระบุว่าบุคคลที่อ้างถึง ไม่ใช่บุคคลสัญชาติอิสราเอล แต่เป็นนักท่องเที่ยวจากซาอุดิอาระเบียและโมร็อกโก

คำชี้แจงดังกล่าวมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากรายงานข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ระบุว่าเป็นนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องโดยปราศจากการตรวจสอบหรือยืนยันข้อเท็จจริง ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและความเสียหายอย่างร้ายแรง ทั้งยังกระตุ้นให้เกิดอคติและความเป็นปฏิปักษ์ต่อนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลและชุมชนชาวอิสราเอลโดยรวม

สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลฯ เห็นว่ารายงานข่าวที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกรณีที่มีการระบุสัญชาติควรได้รับการตรวจสอบอย่างรอบคอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะนำเสนอหรือเผยแพร่ต่อสาธารณะ การแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของข้อมูลที่ไม่ได้รับการตรวจสอบบนสื่อสังคมออนไลน์ ส่งผลกระทบที่เกินจริงอย่างไม่เป็นธรรมต่อบุคคลและชุมชนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ 

ด้วยเหตุนี้ สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลฯ ใคร่ขอความร่วมมือจากองค์กรสื่อ ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ และประชาชนทั่วไป โปรดใช้ความความระมัดระวังให้มากขึ้นในการตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่หรือแบ่งปันรายงานในลักษณะดังกล่าว หากรายงานนี้ยังคงเผยแพร่อยู่บนแพลตฟอร์มดิจิทัลของท่าน สถานเอกอัครราชทูตฯ ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง หากจะพิจารณาลบรายงานดังกล่าวออก

สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยขอขอบพระคุณสำหรับความเข้าใจและความร่วมมือมา ณ โอกาสนี้.

สหรัฐฯ สั่งคุมเข้มฝึกงานนักศึกษาต่างชาติ ขู่ถอดใบอนุญาตมหาวิทยาลัยที่ไม่ปฏิบัติตาม

สหรัฐฯ สั่งคุมเข้มฝึกงานนักศึกษาต่างชาติ ขู่ถอดใบอนุญาตมหาวิทยาลัยที่ไม่ปฏิบัติตาม

28 ส.ค. 2569 12:11 น.

สหรัฐฯ สั่งคุมเข้มฝึกงานนักศึกษาต่างชาติ ขู่ถอดใบอนุญาตมหาวิทยาลัยที่ไม่ปฏิบัติตาม

รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ เตือนมหาวิทยาลัยทั่วสหรัฐฯ ให้ยกระดับความเข้มงวดในการอนุมัติการฝึกงานของนักศึกษาต่างชาติ (CPT)  โดยย้ำว่างานฝึกงานต้องเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรอย่างแท้จริง ชี้หากพบการละเมิดกฎระเบียบ สถาบันแห่งนั้นอาจถูกเพิกถอนสิทธิในการรับนักเรียนต่างชาติ ส่งผลให้สถาบันชั้นนำอย่าง UCLA และ UC Berkeley ต้องประกาศระงับขั้นตอนการอนุมัติฝึกงานบางส่วนทันที ท่ามกลางความกังวลว่าอาจทำให้นักศึกษาย้ายไปเรียนต่อประเทศอื่นแทน

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ (DHS) ร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ได้ส่งบันทึกข้อความลงวันที่ 24 ส.ค. ไปยังวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โดยระบุว่า โครงการนักเรียนและนักศึกษาแลกเปลี่ยน (SEVP) ได้ตรวจพบการอนุมัติสิทธิ “การฝึกงานตามหลักสูตร” หรือ CPT ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างผิดสังเกต และเข้าข่ายขัดต่อกฎระเบียบที่อนุญาตให้ฝึกงานได้เฉพาะกรณีที่งานนั้นเป็น “ส่วนสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในหลักสูตรที่เปิดสอน” เท่านั้น

ภายใต้กฎระเบียบใหม่ นักศึกษาต่างชาติจะได้รับอนุมัติให้ฝึกงานได้ก็ต่อเมื่อ นายจ้างมีข้อตกลงร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ และการฝึกงานนั้นจะต้องเป็นเงื่อนไขบังคับสำหรับนักศึกษาทุกคนที่ลงเรียนในสาขานั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นชาวอเมริกันหรือชาวต่างชาติ ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาใช้ช่องทาง CPT ในการหาประสบการณ์ทำงานช่วงฤดูร้อนได้อย่างยืดหยุ่น

โฆษกกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ระบุ”โรงเรียนและนายจ้างควรตระหนักไว้ว่า ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์ การฉวยโอกาสหรือละเมิดระบบอันเอื้ออารีนี้จะไม่ได้รับความยินยอมอีกต่อไป และสถาบันที่ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบอาจสูญเสียใบอนุญาตในการรับนักศึกษาต่างชาติ” 

การประกาศดังกล่าวทำให้มหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส หรือ UCLA, มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ (UC Berkeley) และ มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เออร์แบนา-แชมเปญจน์ ประกาศระงับการอนุมัติคำร้อง CPT บางส่วนเป็นการชั่วคราว เพื่อประเมินข้อกฎหมายอย่างละเอียด

ไอวอร์ เอ็มมานูเอล ผู้อำนวยการสำนักงานวิเทศสัมพันธ์แห่ง UC Berkeley เตือนว่า ข้อจำกัดใหม่นี้อาจทำให้นักศึกษาต่างชาติลดความสนใจในการมาศึกษาต่อที่สหรัฐฯ เนื่องจากโอกาสในการฝึกงานจริงกับนายจ้างถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการตัดสินใจเลือกที่เรียน ทั้งนี้ ข้อมูลจากสถาบันการศึกษานานาชาติ (IIE) ชี้ว่า จำนวนนักศึกษาต่างชาติใหม่ในสหรัฐฯ ได้ลดลงไปแล้วถึง 17% ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา

ขณะที่นักศึกษาต่างชาติ เช่น ซานดรา ติง นักศึกษาชาวจีนจาก UC Berkeley ซึ่งจ่ายค่าเล่าเรียนสูงถึงปีละ 75,000 ดอลลาร์สหรัฐ เปิดเผยว่า หากรู้ล่วงหน้าว่าจะมีมาตรการเช่นนี้ เธออาจตัดสินใจไปศึกษาต่อที่สิงคโปร์หรือสหราชอาณาจักรแทน

การจำกัดการฝึกงาน CPT ถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของนโยบายคุมเข้มคนเข้าเมืองในยุคทรัมป์ โดยก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ยกเลิกระบบ “Duration of Status” ซึ่งเดิมอนุญาตให้นักศึกษาอยู่ได้จนจบการศึกษา เปลี่ยนมาบังคับให้นักศึกษาต่างชาติต้องยื่นต่อวีซ่าใหม่ทุกๆ 4 ปี แม้จะกำลังเรียนในหลักสูตรปริญญาเอกที่ใช้เวลา 5-6 ปีก็ตาม

นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาเก็บค่าธรรมเนียมสูงถึง 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.2 ล้านบาท) จากนายจ้างที่ต้องการจ้างงานนักศึกษาจบใหม่ผ่านโครงการ Optional Practical Training (OPT) ซึ่งหากมีผลบังคับใช้จริง คาดว่าจะทำให้นักศึกษาต่างชาติส่วนใหญ่ไม่สามารถหางานทำหลังจบการศึกษาได้ และต้องเดินทางกลับประเทศในที่สุด

ในเวลาเดียวกัน กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยังเดินหน้าสอบสวนและตั้งข้อหากับมหาวิทยาลัยหลายแห่ง รวมถึงคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน โดยอ้างว่านโยบายการรับนักศึกษาเข้าเรียนมีลักษณะเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้สมัครกลุ่มคนผิวสีและผู้มีเชื้อสายฮิสแปนิก ซึ่งฝั่งมหาวิทยาลัยได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว ทั้งนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังได้สั่งเพิกถอนวีซ่าของนักศึกษาที่เข้าร่วมการประท้วงต่อต้านสงครามในกาซา โดยกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมเหยียดเชื้อชาติและสนับสนุนกลุ่มหัวรุนแรงอีกด้วย.

ที่มา Reuters / The Wall Street Journal

ญี่ปุ่นแจ้ง “หาที่พักเอง” ยอดนักกีฬา “เอเชียนเกมส์” พุ่งเกินโควตา ชี้งบไม่พอ-ไม่มีห้องพักรองรับ

ญี่ปุ่นแจ้ง "หาที่พักเอง" ยอดนักกีฬา "เอเชียนเกมส์" พุ่งเกินโควตา ชี้งบไม่พอ-ไม่มีห้องพักรองรับ

28 ส.ค. 2569 11:40 น.

ญี่ปุ่นแจ้ง “หาที่พักเอง” ยอดนักกีฬา “เอเชียนเกมส์” พุ่งเกินโควตา ชี้งบไม่พอ-ไม่มีห้องพักรองรับ

ฝ่ายจัดการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2026 ที่เมืองนาโกยาและจังหวัดไอจิของญี่ปุ่น ออกมาเตือนคณะนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ที่ลงทะเบียนเพิ่มเติม ให้ “หาที่พักด้วยตนเอง” ขณะที่เตรียมรับมือจำนวนผู้เข้าร่วมที่พุ่งสูงถึง 17,000 คน จากเดิม 15,000 คน ยอมรับทั้งงบประมาณและพื้นที่รองรับมีจำกัด

คณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ที่จะจัดขึ้น ณ เมืองนาโกยา และจังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19 กันยายน ถึง 4 ตุลาคมนี้ เปิดเผยว่า กำลังประสบปัญหาขาดแคลนที่พักและงบประมาณอย่างหนัก หลังจากที่สภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย (OCA) เพิ่มรายการแข่งขันกีฬาใหม่อย่าง “เทคบอล” และ “พาเดล”  ส่งผลให้จำนวนนักกีฬาและเจ้าหน้าที่พุ่งสูงขึ้นเป็น 17,000 คน แบ่งเป็นนักกีฬา 11,000 คน และเจ้าหน้าที่ 6,000 คน ซึ่งสูงกว่าข้อตกลงเดิมที่กำหนดไว้เพียง 15,000 คน

ความท้าทายสำคัญคือ เจ้าภาพญี่ปุ่นไม่มีการสร้าง “หมู่บ้านนักกีฬา” เฉพาะเพื่อประหยัดงบประมาณ แต่เลือกใช้วิธีเช่าเรือสำราญอิตาลี “คอสต้า เซเรน่า” (Costa Serena) สำหรับรองรับนักกีฬา 4,000–5,000 คน ร่วมกับการสร้างบ้านพักชั่วคราวทรงตู้คอนเทนเนอร์ไม้ในพื้นที่ท่าเรือเมืองนาโกยาอีกประมาณ 2,000 คน ส่วนที่เหลือต้องแยกย้ายกันไปพักตามโรงแรมต่างๆ ซึ่งรวมถึงในกรุงโตเกียวที่ใช้เป็นสถานที่จัดแข่งว่ายน้ำ กระโดดน้ำ และขี่ม้า

นายฮิเดอากิ โอโอ มุระ ประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขันและผู้ว่าราชการจังหวัดไอจิ กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า ทางฝ่ายจัดงานไม่มีทั้งกำลังคนและงบประมาณในการจัดเตรียมที่พักเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ลงทะเบียนเกินเข้ามา

“สัญญาการเป็นเจ้าภาพระบุไว้ชัดเจนว่ารองรับคณะนักกีฬา 15,000 คน เราไม่ได้ตั้งงบประมาณไว้รองรับมากกว่านั้น และมันไม่มีที่ให้พวกเขาพักจริงๆ หากพวกเขายังยืนยันจะมา ก็จำเป็นต้องจัดหาที่พักด้วยตัวเอง” 

ขณะที่ อิชิโร ฮิโรซาวะ นายกเทศมนตรีเมืองนาโกยา ในฐานะรักษาการประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขัน เสริมว่า การรองรับผู้เข้าร่วมจำนวนมากขนาดนี้ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องเวลา ทรัพยากร และงบประมาณอันเข้มงวด เป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่ง

ฝ่ายจัดงานเร่งถก OCA ปรับลดจำนวนคนรายงานข่าวระบุว่า คณะกรรมการจัดการแข่งขันของญี่ปุ่นได้ยื่นเรื่องร้องขอไปยัง OCA เพื่อให้ประสานงานลดจำนวนผู้เข้าร่วมลงแล้ว โดยโฆษกของฝ่ายจัดงานระบุว่า กำลังมีการหารืออย่างต่อเนื่องกับ OCA เกี่ยวกับสถานะการลงทะเบียนของทัพนักกีฬาแต่ละประเทศ ตลอดจนการบริหารจัดการเรื่องที่พัก

อย่างไรก็ตาม ทางสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย (OCA) ยังไม่ได้ออกมากระทำหรือให้ความเห็นใดๆ ต่อข้อเรียกร้องของฝั่งญี่ปุ่นในขณะนี้.

ที่มา AFP / Reuters / JapanToday

ช็อก พบศพชายปริศนาในช่องล้อเครื่องบินจากโตเกียวมายังมาเลย์ เสียชีวิตเกิน 72 ชั่วโมง

ช็อก พบศพชายปริศนาในช่องล้อเครื่องบินจากโตเกียวมายังมาเลย์ เสียชีวิตเกิน 72 ชั่วโมง

28 ส.ค. 2569 11:37 น.

ช็อก พบศพชายปริศนาในช่องล้อเครื่องบินจากโตเกียวมายังมาเลย์ เสียชีวิตเกิน 72 ชั่วโมง

พบศพชายปริศนาซุกอยู่ในช่องล้อเครื่องบินที่สนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย หลังเดินทางมาจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่เร่งส่งศพตรวจชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตและระบุตัวตน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม หลังเครื่องบินเที่ยวบินหนึ่งจากกรุงโตเกียวเดินทางมาถึง สนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ อาคารผู้โดยสาร 2 หรือ KLIA2 ในเวลาประมาณ 06.30 น. จากนั้นเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิศวกรรมเข้าตรวจสอบช่องเก็บล้อ หรือ landing gear compartment ของเครื่องบิน ก่อนพบศพชายคนหนึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่ภายในช่องล้อด้านขวาของเครื่องบิน เมื่อเวลาประมาณ 06.55 น.

ก่อนหน้าที่จะมีการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่สังเกตว่ามีกลิ่นผิดปกติออกมาจากบริเวณช่องล้อ จึงเปิดตรวจสอบและพบร่างผู้เสียชีวิต ก่อนแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจสนามบินให้เข้าตรวจสอบทันที จากนั้นตำรวจพิสูจน์หลักฐานถูกเรียกเข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ

ตำรวจระบุว่า ผู้เสียชีวิตเป็นชาย ไม่ทราบชื่อ อายุโดยประมาณระหว่าง 17–25 ปี จากรูปร่างและลักษณะทางกายภาพ โดยศพอยู่ในสภาพเริ่มเน่าเปื่อย และคาดว่าเสียชีวิตมาแล้ว มากกว่า 72 ชั่วโมง แต่ยังไม่พบเอกสารหรือหลักฐานใดที่สามารถใช้ระบุตัวตนได้

ผู้เสียชีวิตสวมเสื้อฮู้ดสีขาว ด้านหลังมีภาพมังกร และด้านหน้ามีคำว่า “OAKLEY” สวมกางเกงยีนส์สีฟ้าอ่อน เข็มขัดหนังสีน้ำตาล ถุงเท้า และรองเท้ากีฬาสีดำ โดยเสื้อผ้ายังคงอยู่ในสภาพเดิม

เบื้องต้นตำรวจระบุว่า ไม่พบบาดแผลบนร่างกาย และยังไม่สามารถระบุได้ว่าชายคนดังกล่าวเข้าไปอยู่ในช่องล้อเครื่องบินได้อย่างไร หรือเป็นผู้โดยสารที่แอบขึ้นเครื่องบินมาหรือไม่

หลังการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้นำศพส่งไปยังโรงพยาบาลเซอร์ดัง เพื่อชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียด ขณะที่ตำรวจจัดเหตุการณ์ดังกล่าวเป็น การเสียชีวิตอย่างกะทันหัน และอยู่ระหว่างสืบสวนเพื่อระบุตัวผู้เสียชีวิต รวมถึงตรวจสอบที่มาของชายปริศนารายนี้

ช่องล้อเครื่องบินเป็นพื้นที่บริเวณฐานล้อ ซึ่งโดยปกติไม่ได้เป็นพื้นที่สำหรับผู้โดยสาร และต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่รุนแรงระหว่างการบิน ทั้งอุณหภูมิต่ำและความดันอากาศที่ระดับความสูง เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบอย่างละเอียดว่า ชายคนดังกล่าวสามารถเข้าไปอยู่ในบริเวณดังกล่าวได้อย่างไร และเข้าไปตั้งแต่ช่วงใดของการเดินทาง.

ที่มา : Newstraitstimes

สองพี่น้อง “เทต” โจมตีสภาพคุกสหรัฐฯ ขอประกันตัว สู้คดีส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปอังกฤษ

สองพี่น้อง "เทต" โจมตีสภาพคุกสหรัฐฯ ขอประกันตัว สู้คดีส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปอังกฤษ

28 ส.ค. 2569 10:57 น.

สองพี่น้อง “เทต” โจมตีสภาพคุกสหรัฐฯ ขอประกันตัว สู้คดีส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปอังกฤษ

สองพี่น้องอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง “แอนดรูว์” และ “ทริสตัน เทต” ขึ้นสืบพยานในศาลรัฐฟลอริดา ยื่นขอประกันตัวระหว่างสู้คดีส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปรับโทษที่สหราชอาณาจักร ในข้อหาข่มขืนและค้ามนุษย์ โดยปฏิเสธทุกข้อหา พร้อมโจมตีสภาพความเป็นอยู่ในคุกสหรัฐฯ ว่าเลวร้าย ด้านอัยการคัดค้านชี้มีพฤติกรรมความรุนแรงต่อสตรีและเสี่ยงหลบหนีสูง

แอนดรูว์ เทต อายุ 39 ปี และ ทริสตัน เทต อายุ 38 ปี สองพี่น้องอดีตนักคิกบ็อกซิ่งและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ซึ่งถือสองสัญชาติ (อังกฤษ-สหรัฐฯ) ปรากฏตัวต่อศาลไมอามี รัฐฟลอริดา ในชุดนักโทษสีน้ำตาลพร้อมตรวนที่ข้อมือและข้อเท้า เพื่อไต่สวนคำร้องขอประกันตัว หลังจากถูกเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จับกุมเมื่อช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ตามหมายจับและคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนจากทางการสหราชอาณาจักร

ในระหว่างการไต่สวน แอนดรูว์ เทต ยืนยันว่าตนไม่เคยกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา โดยระบุว่าพฤติกรรมและคำพูดสุดเหวี่ยง ก้าวร้าว หรือการเหยียดเพศในโลกออนไลน์ เป็นเพียงการสร้าง “คาแรกเตอร์” หรือเรื่องแสดงตลกเกินจริงเพื่อดึงดูดความสนใจบนอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ขณะที่ นาตาชา เซเซย์ หญิงสาวชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นคนรักและกำลังอุ้มท้องลูกคนที่สองของแอนดรูว์ ได้ขึ้นให้การสนับสนุน โดยย้อนความสัมพันธ์ 5 ปีว่า แอนดรูว์ไม่เคยมีพฤติกรรมรุนแรงต่อผู้หญิงเลยแม้แต่น้อย

ทริสตัน เทต ได้ให้การระบุถึงสภาพการควบคุมตัวในเรือนจำสหรัฐฯ ว่ามีขนาดเล็ก อากาศร้อนจัด ขาดแสงแดดและการออกกำลังกาย จนทำให้เขาน้ำหนักลดลงไปกว่า 6.3 กิโลกรัม พร้อมเปรียบเทียบว่าสภาพที่เป็นอยู่อาจทำให้เขา “ตายด้วยโรคเลือดออกตามไรฟัน” และอุปสรรคสำคัญคือการที่ไม่สามารถติดต่อสื่อสารเพื่อเตรียมข้อมูลต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ ทั้งยังกล่าวว่าคดีความในโรมาเนียและการส่งผู้ร้ายข้ามแดนครั้งนี้ได้ทำลายชีวิต และอายัดทรัพย์สินบัญชีเงินเก็บเพื่อการศึกษาของลูกๆ ไปจนหมด

ด้านทีมอัยการฝั่งรัฐบาลสหรัฐฯ ได้คัดค้านการประกันตัวอย่างหนัก โดยโต้แย้งว่า ทั้งสองคนมีความเสี่ยงสูงที่จะหลบหนี เนื่องจากมีเครือข่าย ทรัพย์สินมหาศาล และเคยอ้างว่าถือครองพาสปอร์ตหลายเล่ม ทั้งนี้ ทางการสหราชอาณาจักรผ่านสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำสหรัฐฯ ก็ได้ยื่นเอกสารต่อศาลขอให้ควบคุมตัวทั้งสองไว้ระหว่างรอการส่งตัวเช่นกัน

นอกจากนี้ อัยการยังได้เปิดคลิปวิดีโอของแอนดรูว์ ที่มีเนื้อหาและคำพูดรุนแรงต่อสตรี เพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าสิ่งที่พวกเขาแสดงออกบนโลกออนไลน์ไม่ใช่แค่ “บทบาทสมมติ” แต่เป็นพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อสังคมอย่างแท้จริง

สหราชอาณาจักรได้แจ้งข้อหากับสองพี่น้องเทตรวมกันถึง 59 ข้อหา ซึ่งครอบคลุมคดีข่มขืน ค้ามนุษย์ และคดีที่เกี่ยวกับภาพอนาจารเด็ก โดยมีผู้เสียหายรวมอย่างน้อย 7 ราย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2010 ถึง 2017 นอกจากนี้ ทั้งสองยังเคยถูกดำเนินคดีข้อหาค้ามนุษย์ในประเทศโรมาเนียเมื่อปี 2022 อีกด้วย

ผู้พิพากษาลอเรน หลุยส์ แห่งศาลไมอามี ระบุว่าจะยังไม่มีคำสั่งในทันที แต่จะออกคำตัดสินเป็นลายลักษณ์อักษรในภายหลัง ทำให้สองพี่น้องเทตต้องถูกส่งตัวกลับไปควบคุมตัวในเรือนจำต่อไป ขณะที่ทางการสหราชอาณาจักรมีกำหนดเวลาจนถึงวันที่ 16 กันยายน ในการยื่นเอกสารคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนฉบับสมบูรณ์ต่อกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งกระบวนการทางกฎหมายทั้งหมดอาจใช้เวลานานหลายเดือน.

ที่มา BBC / Reuters

ไฟไหม้เรือบรรทุกน้ำมันนอกชายฝั่งเกาหลีใต้ เสียชีวิต 2 ราย ลูกเรือ 16 คนรอด

ไฟไหม้เรือบรรทุกน้ำมันนอกชายฝั่งเกาหลีใต้ เสียชีวิต 2 ราย ลูกเรือ 16 คนรอด

28 ส.ค. 2569 09:50 น.

ไฟไหม้เรือบรรทุกน้ำมันนอกชายฝั่งเกาหลีใต้ เสียชีวิต 2 ราย ลูกเรือ 16 คนรอด

เกิดเหตุไฟไหม้บนเรือบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันนอกชายฝั่งเมืองอินชอนของเกาหลีใต้ ส่งผลให้ลูกเรือเสียชีวิต 2 ราย ขณะที่อีก 16 คนได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย

สำนักข่าวยอนฮับรายงานเมื่อวันที่ 27 สิงหาคมว่า เกิดเหตุไฟไหม้บนเรือบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันขนาด 7,333 ตัน ซึ่งมีลูกเรืออยู่บนเรือทั้งหมด 18 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติ 7 คน

เจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งเกาหลีใต้เข้าช่วยเหลือและพบลูกเรือ 2 คนเสียชีวิตอยู่ภายในห้องเครื่องยนต์ ส่วนลูกเรืออีก 16 คนได้รับการช่วยเหลือออกจากเรือโดยหน่วยยามฝั่ง

เรือลำดังกล่าวอยู่ในน่านน้ำนอกชายฝั่งเมืองอินชอน โดยเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมและดับไฟได้สำเร็จในเวลาประมาณ 04.00 น. ของวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม

ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบสาเหตุของเพลิงไหม้ รวมถึงรายละเอียดของผู้เสียชีวิตและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเรือ.

ที่มา :channelnewsasia

จีน-เนปาลผวา! ทะเลสาบใหม่ก่อตัวชายแดน เสี่ยงทะลักใน 3 วัน

จีน-เนปาลผวา! ทะเลสาบใหม่ก่อตัวชายแดน เสี่ยงทะลักใน 3 วัน

28 ส.ค. 2569 08:57 น.

จีน-เนปาลผวา! ทะเลสาบใหม่ก่อตัวชายแดน เสี่ยงทะลักใน 3 วัน

จีนเร่งประเมินความเสี่ยง หลังเกิดทะเลสาบจากมวลน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นบริเวณชายแดนจีน-เนปาล หวั่นแนวกั้นน้ำอาจพังทำให้น้ำทะลักลงสู่พื้นที่ด้านล่างซ้ำสอง

จีนและเนปาลจับตาดูความเสี่ยง หลังเกิดทะเลสาบจากมวลน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นบริเวณชายแดนจีน-เนปาล ใกล้จุดบรรจบของแม่น้ำโชเชน ของเนปาล กับแม่น้ำปูรูชางโป ซังโป ในเขตปกครองตนเองทิเบต หลังเกิดความกังวลว่าแนวกั้นน้ำอาจพังและทำให้น้ำทะลักลงสู่พื้นที่ด้านล่างซ้ำอีกรอบ 

ทีมค้นหาและกู้ภัยของจีนในทิเบตใช้เวลาตลอดวันที่ผ่านมาในการประเมินความเสี่ยงจากน้ำท่วมบริเวณใกล้ด่านจี๋หลง ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญบริเวณชายแดนจีน-เนปาล หลังเกิดทะเลสาบขึ้นจากมวลน้ำที่ไหลมารวมตัวกัน

สื่อทางการจีนรายงานว่า การทำให้แหล่งน้ำดังกล่าวมีเสถียรภาพถือเป็นภารกิจเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลงและเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่ยังคงปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่

กระทรวงทรัพยากรน้ำของจีนได้ใช้แบบจำลองประเมินปริมาณน้ำในทะเลสาบแห่งใหม่ และเตือนว่าหากยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง มีความเสี่ยงสูงที่ทะเลสาบแห่งนี้อาจทะลักหรือพังแนวกั้นภายใน 3 วันข้างหน้า

สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า ทะเลสาบที่เกิดขึ้นหลังน้ำป่าไหลหลากอยู่ในภาวะเสี่ยงสูงที่จะทะลักและส่งมวลน้ำลงสู่พื้นที่ปลายน้ำ โดยคาดว่าหากฝนยังตกต่อเนื่อง ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่ทะเลสาบอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 3 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือราว 3,000 ล้านลิตร ภายใน 3 วัน ซึ่งเทียบเท่ากับน้ำในสระว่ายน้ำโอลิมปิกประมาณ 1,200 สระ

ทางการจีนเตือนว่า หากแนวกั้นน้ำเกิดการพังทลาย มวลน้ำจำนวนมหาศาลอาจไหลลงสู่พื้นที่ปลายน้ำ และอาจสร้างความเสียหายเพิ่มเติม โดยเฉพาะบริเวณด่านจี๋หลงและพื้นที่ใกล้เคียง

กระทรวงทรัพยากรน้ำของจีนระบุว่า ได้เตรียมแผนรับมือกรณีเกิดน้ำทะลัก พร้อมให้การสนับสนุนภารกิจกู้ภัยฉุกเฉิน ขณะที่เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากฝนที่ยังตกต่อเนื่องอาจทำให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางปฏิบัติการกู้ภัยค้นหาผู้สูญหายที่ต้องแข่งกับเวลา.

ที่มา : BBC