อดีตผอ.ซีไอเอ เรียกร้องใช้บทแก้ไขรัฐธรรมนูญข้อ 25 ปลดทรัมป์ พ้นตำแหน่ง ชี้มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม

อดีตผอ.ซีไอเอ เรียกร้องใช้บทแก้ไขรัฐธรรมนูญข้อ 25 ปลดทรัมป์ พ้นตำแหน่ง ชี้มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม

13 เม.ย. 2569 13:32 น.

อดีตผอ.ซีไอเอ เรียกร้องใช้บทแก้ไขรัฐธรรมนูญข้อ 25 ปลดทรัมป์ พ้นตำแหน่ง ชี้มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม

“จอห์น เบรนแนน” อดีตผอ.ซีไอเอ เรียกร้องปลดโดนัลด์ ทรัมป์ พ้นตำแหน่ง ชี้มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กรณีทำสงครามและขู่ทำลายอิหร่าน ด้านสมาชิกเดโมแครตกว่า 70 คนหนุนใช้บทแก้ไขรัฐธรรมนูญข้อ 25

วันที่ 13 เมษายน 2569 okpจอห์น เบรนแนน อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ หรือ ซีไอเอ ออกมาเรียกร้องให้ปลดนายโดนัลด์ ทรัมป์ ออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี โดยระบุว่าบทแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ครั้งที่ 25 ถูก เขียนมาเพื่อคนแบบทรัมป์

โดยนายเบรนแนน ซึ่งดำรงตำแหน่งในยุครัฐบาลบารัค โอบามา ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโทรทัศน์ว่า คำพูดล่าสุดของทรัมป์ที่ขู่จะทำลายอารยธรรมอิหร่าน สะท้อนถึงพฤติกรรมที่อันตรายและไม่เหมาะสมต่อการดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ เขามองว่า บุคคลนี้ชัดเจนว่าไม่มีความมั่นคงทางจิตใจ เบรนแนนกล่าว พร้อมย้ำว่าทรัมป์ไม่ควรได้รับอนุญาตให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดต่อไป เนื่องจากมีอำนาจควบคุมกองทัพและอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ บทแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 25 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี  2510  เปิดช่องให้รองประธานาธิบดีและคณะรัฐมนตรีสามารถถอดถอนประธานาธิบดีได้ หากเห็นว่าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเหมาะสม รายงานระบุว่า มีสมาชิกพรรคเดโมแครตกว่า 70 คนในสภาคองเกรสออกมาเรียกร้องให้ใช้มาตรการนี้ อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ในการปลดทรัมป์ยังคงต่ำ เนื่องจากยังได้รับการสนับสนุนอย่างเหนียวแน่นจากเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดี และคณะรัฐมนตรี

ที่มา CNN

กองทัพอากาศไนจีเรีย “โจมตีพลาด” ถล่มตลาด ดับพุ่งกว่า 100 ศพ

กองทัพอากาศไนจีเรีย "โจมตีพลาด" ถล่มตลาด ดับพุ่งกว่า 100 ศพ

13 เม.ย. 2569 13:26 น.

กองทัพอากาศไนจีเรีย “โจมตีพลาด” ถล่มตลาด ดับพุ่งกว่า 100 ศพ

กองทัพอากาศไนจีเรียปฏิบัติการผิดพลาด หลังส่งเครื่องบินรบโจมตีกลุ่มติดอาวุธ แต่ระเบิดกลับตกใส่ตลาดในพื้นที่ห่างไกลทางตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิตกว่า 100 ราย ด้านแอมเนสตี้จี้เร่งสอบสวนอิสระ ขณะที่กองทัพยืนยันความผิดพลาด อ้างเป็นการทลายฐานที่มั่นผู้ก่อการร้าย

กลุ่มสิทธิมนุษยชนรายงานเหตุโศกนาฏกรรมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (11 เม.ย.) เมื่อการโจมตีทางอากาศของกองทัพอากาศไนจีเรียซึ่งมุ่งเป้าไปที่กลุ่มก่อการร้าย ได้เกิดข้อผิดพลาดและตกใส่ตลาดท้องถิ่นในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของรัฐยอเบ (Yobe) ใกล้กับพรมแดนรัฐบอร์โน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการสู้รบกับกลุ่มติดอาวุธมานานกว่าทศวรรษ

นายไอซา ซานูซี ผู้อำนวยการองค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล ประจำไนจีเรีย เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบและพูดคุยกับผู้รอดชีวิต รวมถึงเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล พบว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 100 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีภาพถ่ายยืนยันว่าเป็นเด็กหลายราย นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บสาหัสอีกจำนวนมากที่กำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลไกดัม

ด้านรัฐบาลรัฐยอร์เบออกแถลงการณ์ยอมรับว่าเกิดเหตุการณ์ “ยิงพลาด” จริง โดยระบุว่าเดิมกองทัพมีเป้าหมายโจมตีฐานที่มั่นของกลุ่มโบโก ฮาราม แต่แรงระเบิดกลับส่งผลกระทบต่อประชาชนที่กำลังจับจ่ายซื้อของในตลาดนัดประจำสัปดาห์ ขณะที่หน่วยงานจัดการภาวะฉุกเฉินได้ส่งทีมบรรเทาทุกข์เข้าพื้นที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม กองทัพไนจีเรีย ได้ออกแถลงการณ์ที่แย้งกัน โดยระบุว่าปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการโจมตีที่ประสบความสำเร็จในการทำลาย “แหล่งกบดานและศูนย์ส่งกำลังบำรุง” ของกลุ่มผู้ก่อการร้าย และสามารถสังหารกลุ่มจิฮาดที่ขี่รถจักรยานยนต์ได้จำนวนมาก พร้อมย้ำว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตหวงห้ามที่สั่งห้ามใช้รถจักรยานยนต์โดยเด็ดขาด และการเคลื่อนไหวใดๆ ในพื้นที่จำกัดจะถูกดำเนินการอย่างเข้มงวดที่สุด

เหตุการณ์ความผิดพลาดในลักษณะนี้ไม่ใช่ครั้งแรกในไนจีเรีย โดยจากสถิติพบว่าตั้งแต่ปี 2017 มีพลเรือนต้องสังเวยชีวิตจากการโจมตีผิดพลาดของกองทัพมาแล้วไม่ต่ำกว่า 500 ราย นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงชี้ว่าเป็นผลมาจากช่องโหว่ในการเก็บข้อมูลข่าวกรอง และการขาดการประสานงานที่มีประสิทธิภาพระหว่างหน่วยภาคพื้นดินและหน่วยทางอากาศ

ปัจจุบัน ไนจีเรียซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในแอฟริกา กำลังเผชิญกับวิกฤตความมั่นคงที่ซับซ้อน โดยเฉพาะทางตอนเหนือที่มีทั้งกลุ่มโบโก ฮาราม, กลุ่มไอเอสในแอฟริกาตะวันตก (ISWAP) และกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ที่ก่อเหตุลักพาตัวเรียกค่าไถ่และโจมตีชุมชนอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา Associated Press

ถล่มใน 20 วินาที ระเบิดทำลายโรงแรมหรู 23 ชั้นใจกลางไมอามี

ถล่มใน 20 วินาที ระเบิดทำลายโรงแรมหรู 23 ชั้นใจกลางไมอามี

13 เม.ย. 2569 12:40 น.

ถล่มใน 20 วินาที ระเบิดทำลายโรงแรมหรู 23 ชั้นใจกลางไมอามี

ผู้เชี่ยวชาญใช้เทคนิคระเบิดควบคุมถล่มอาคารโรงแรมหรู 23 ชั้น บนเกาะเทียมใจกลางเมืองไมอามีของสหรัฐฯ ลงในพริบตา ถือเป็นปฏิบัติการครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 10 ปี เพื่อเปิดทางสร้างโครงการที่พักอาศัยสุดหรูแห่งใหม่

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (12 เม.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น ที่เกาะบริกเคล คีย์  ย่านที่พักอาศัยระดับเอ็กซ์คลูซีฟของเมืองไมอามี อาคารโรงแรมแมนดาริน โอเรียนทัล ความสูง 23 ชั้น ถูกทำลายลงในเวลาไม่ถึง 20 วินาที ด้วยวิธีการระเบิดทำลายจากภายใน 

ปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 08.30 น. โดยมีการจุดพลุสัญญาณสีชมพูและสีน้ำเงินจากดาดฟ้าตึก ก่อนที่จะเกิดเสียงระเบิดต่อเนื่องหลายครั้ง ส่งผลให้อาคารที่เปิดใช้งานมานานกว่า 25 ปี พังถล่มลงมาท่ามกลางกลุ่มฝุ่นละอองขนาดใหญ่ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของประชาชนจำนวนมากที่มารอดูเหตุการณ์จากระยะที่ปลอดภัยพร้อมบันทึกภาพวิดีโอเก็บไว้

ทางด้านบริษัท สไวร์ พร็อพเพอร์ตี้ส์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระบุว่า การรื้อถอนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาโครงการ “เดอะ เรสซิเดนเซส แอท แมนดาริน โอเรียนทัล ไมอามี” (The Residences at Mandarin Oriental, Miami) ซึ่งจะเป็นโครงการอาคารคู่ประกอบด้วยโรงแรมและที่พักอาศัยระดับอัลตราลักชัวรี ที่มีกำหนดการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2030

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ปฏิบัติการในครั้งนี้ผ่านการวางแผนและประสานงานร่วมกับทางเมืองไมอามีมานานเกือบ 2 ปี โดยเลือกใช้วิธีระเบิดทำลายเนื่องจากเป็นวิธีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพที่สุด เพื่อลดการรบกวนชุมชนโดยรอบให้น้อยที่สุด แม้จะมีการประกาศให้ผู้อยู่อาศัยในรัศมี 244 เมตรต้องอยู่แต่ภายในอาคารและปิดประตูหน้าต่างอย่างมิดชิดในช่วงเวลาดังกล่าวก็ตาม

การถล่มอาคารในครั้งนี้ถือเป็นการใช้ระเบิดทำลายอาคารครั้งใหญ่ที่สุดของเมืองไมอามีในรอบกว่าทศวรรษ และได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทั่วโลกในฐานะจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าอสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์ในพื้นที่ดังกล่าว.

ที่มา Associated Press

สิ้นตำนาน “อาชา โภสเล” นักร้องไอคอนแห่งบอลลีวูด เสียชีวิตในวัย 92 ปี

สิ้นตำนาน “อาชา โภสเล” นักร้องไอคอนแห่งบอลลีวูด  เสียชีวิตในวัย 92 ปี

13 เม.ย. 2569 12:40 น.

สิ้นตำนาน “อาชา โภสเล” นักร้องไอคอนแห่งบอลลีวูด เสียชีวิตในวัย 92 ปี

อาชา โภสเล นักร้องระดับตำนานของอินเดีย เสียชีวิตในวัย 92 ปี หลังหัวใจวาย ปิดฉากอาชีพกว่า 80 ปี ร้องเพลงมากกว่า 12,000 เพลง เสียงอมตะที่เป็นหัวใจของบอลลีวูดหลายยุค

วันที่ 13 เมษายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วงการบันเทิงอินเดียสูญเสียบุคคลสำคัญ เมื่อ “อาชา โภสเล” นักร้องระดับตำนานของวงการบอลลีวูด เสียชีวิตในวัย 92 ปี หลังเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลที่นครมุมไบ จากอาการหัวใจวาย 

โดยครอบครัวเป็นผู้ยืนยันข่าวเศร้าการจากไปของ อาชา โภสเล ถือเป็นการปิดฉากยุคทองของดนตรีบอลลีวูดอย่างแท้จริง ด้วยเส้นทางอาชีพยาวนานกว่า 8 ทศวรรษ และผลงานเพลงมากกว่า 12,000 เพลง เธอได้รับการยกย่องว่าเป็นราชินีแห่งการร้องเพลงเบื้องหลัง (playback singer) ที่ไม่มีใครเทียบได้

เสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของเธอทำให้บทเพลงในภาพยนตร์มีชีวิตชีวา ขณะที่นักแสดงลิปซิงก์ตามเสียงร้อง กลายเป็นซาวด์แทร็กที่ฝังอยู่ในความทรงจำของผู้ชมหลายรุ่น ทั้งเพลงจังหวะสนุกสนานและเพลงรักอันไพเราะ

เธอยังเป็นที่รู้จักในระดับสากล โดยเคยร่วมงานกับศิลปินต่างชาติ และเป็นแรงบันดาลใจให้เพลง “Brimful of Asha” ของวงคอร์เนอร์ช็อป (Cornershop) ในปี 2540 ซึ่งยกย่องบทบาทของเธอในวัฒนธรรมดนตรีอินเดีย

หลังข่าวการเสียชีวิตเผยแพร่ออกไป บรรดาผู้นำและคนดังร่วมไว้อาลัยจำนวนมาก โดยนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี  ระบุว่าเธอคือ “หนึ่งในเสียงร้องที่ทรงอิทธิพลและหลากหลายที่สุดที่อินเดียเคยมี” และผลงานของเธอได้สร้างคุณค่าให้กับมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ

ด้านเหมะ มาลินี นักแสดงและนักการเมืองชื่อดัง กล่าวแสดงความเสียใจ พร้อมเผยว่ามีความผูกพันทางอารมณ์กับเธอ เนื่องจากอาชา โภสเล เป็นผู้ขับร้องเพลงประกอบภาพยนตร์หลายเรื่องที่ทำให้เธอโด่งดัง.

ที่มา BBC

อินโดนีเซียจับหญิง 2 คน ฐานเหยียบคัมภีร์อัลกุรอานว่อนโซเชียล เสี่ยงคุก 5 ปี ตามกม.หมิ่นศาสนา

อินโดนีเซียจับหญิง 2 คน ฐานเหยียบคัมภีร์อัลกุรอานว่อนโซเชียล เสี่ยงคุก 5 ปี ตามกม.หมิ่นศาสนา

13 เม.ย. 2569 12:08 น.

อินโดนีเซียจับหญิง 2 คน ฐานเหยียบคัมภีร์อัลกุรอานว่อนโซเชียล เสี่ยงคุก 5 ปี ตามกม.หมิ่นศาสนา

ตำรวจอินโดนีเซียรวบตัวหญิง 2 ราย หลังมีคลิปเหยียบคัมภีร์อัลกุรอาน ว่อนโซเชียล สร้างกระแสไม่พอใจในประเทศมุสลิมใหญ่ที่สุดในโลก เสี่ยงโทษจำคุกสูงสุด 5 ปีตามกฎหมายดูหมิ่นศาสนา

ตำรวจ อินโดนีเซีย เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ (12 เม.ย.) ว่า ได้จับกุมหญิง 2 คน ในข้อหาดูหมิ่นศาสนา หลังมีคลิปวิดีโอแสดงให้เห็นหนึ่งในผู้ต้องหากระทำการ “เหยียบคัมภีร์อัลกุรอาน” แพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดีย

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้ต้องหาทั้งสองถูกควบคุมตัวในจังหวัด บันเตน โดยหากถูกตัดสินว่ามีความผิดตามกฎหมายดูหมิ่นศาสนา อาจต้องโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี

กฎหมายดังกล่าวของอินโดนีเซีย ห้ามมิให้ผู้ใดแสดงออกหรือกระทำการที่เป็นการดูหมิ่นศาสนาใดศาสนาหนึ่งใน 6 ศาสนาที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ หรือขัดขวางการนับถือศาสนาของผู้อื่น

รายงานระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ในเมืองเลบัก จังหวัดบันเตน ซึ่งอยู่ห่างจากกรุง จาการ์ตา ประมาณ 140 กิโลเมตร โดยเจ้าของร้านเสริมสวยแห่งหนึ่งกล่าวหาลูกค้าว่าขโมยทรัพย์สิน

เมื่อหญิงคนดังกล่าวปฏิเสธ เจ้าของร้านจึงบังคับให้เธอสาบานความบริสุทธิ์ด้วยการเหยียบคัมภีร์อัลกุรอาน พร้อมถ่ายคลิปวิดีโอไว้

ด้านโฆษกตำรวจบันเตน มารูลี อาฮิเลส ฮูตาเปีย เปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่าผู้ที่เหยียบคัมภีร์ และผู้ที่บังคับให้ทำการสาบาน ได้ยอมรับการกระทำแล้ว และขณะนี้ถูกตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ

คลิปเหตุการณ์ดังกล่าวถูกแชร์อย่างรวดเร็วในโลกออนไลน์ จุดกระแสความไม่พอใจในสังคมอินโดนีเซียอย่างกว้างขวาง

ขณะเดียวกัน กลุ่มสิทธิมนุษยชนออกมาแสดงความกังวลต่อการใช้กฎหมายดูหมิ่นศาสนา โดยระบุว่ามักถูกนำมาใช้เล่นงานชนกลุ่มน้อยทางศาสนา

ก่อนหน้านี้ บาซูกี จาฮาจา ปูร์นามา อดีตผู้ว่าการกรุงจาการ์ตา เคยถูกจำคุกเกือบ 2 ปีในปี 2017 จากคดีลักษณะเดียวกัน ขณะที่ในปี 2024 ศาลยังตัดสินจำคุกนักแสดงตลกสแตนด์อัพรายหนึ่ง 6 เดือน จากการพูดมุกเกี่ยวกับชื่อ “มูฮัมหมัด”

ทั้งนี้ อินโดนีเซียถือเป็นประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลก โดยมีผู้นับถือศาสนาอิสลามมากกว่า 240 ล้านคน ทำให้ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับศาสนามีความอ่อนไหวสูง และมักกลายเป็นกระแสสังคมในวงกว้าง.

ที่มา : channelnewsasia

เดโมแครตเฮ “วิกเตอร์ ออร์บัน” พันธมิตร “ทรัมป์” พ่ายเลือกตั้งฮังการี

เดโมแครตเฮ "วิกเตอร์ ออร์บัน" พันธมิตร "ทรัมป์" พ่ายเลือกตั้งฮังการี

13 เม.ย. 2569 11:27 น.

เดโมแครตเฮ “วิกเตอร์ ออร์บัน” พันธมิตร “ทรัมป์” พ่ายเลือกตั้งฮังการี

 สส. พรรคเดโมแครตประสานเสียงยินดี หลังนายกรัฐมนตรี วิกเตอร์ ออร์บัน ผู้นำฮังการี พันธมิตรคนสำคัญของ “โดนัลด์ ทรัมป์” พ่ายแพ้การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ ให้กับนายปีเตอร์ มอจยอร์ คู่แข่งจากพรรคฝ่ายค้านแนวอนุรักษนิยมสายกลาง

สมาชิกพรรคเดโมแครตในสหรัฐฯ ต่างออกมาแสดงความยินดีต่อความพ่ายแพ้ของนายกรัฐมนตรี วิกเตอร์ ออร์บัน ผู้นำฮังการีที่ครองเก้าอี้มายาวนานกว่า 16 ปี หลังจากที่ชาวฮังการีออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งอย่างล้นหลามเพื่อเลือกเส้นทางที่สนับสนุนสหภาพยุโรป ภายใต้การนำของนายปีเตอร์ มอจยอร์ คู่แข่งจากพรรคฝ่ายค้านแนวอนุรักษนิยมสายกลาง

ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครต ส่งข้อความเตือนถึงอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักของนายออร์บันว่า “จงดูไว้ให้ดี พวกที่อยากเป็นเผด็จการมักจะอยู่ได้ไม่นาน” ขณะที่ฮาคีม เจฟฟรีย์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร ชี้ว่าความพ่ายแพ้ของออร์บันคือสัญญาณเตือนไปถึงกลุ่ม “MAGA” และขวาจัดในสภาคองเกรสที่จะต้องเผชิญกับการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนนี้

ในขณะเดียวกัน สส. พรรครีพับลิกันบางส่วนอย่าง โรเจอร์ วิกเกอร์ ประธานคณะกรรมการวิเทศสัมพันธ์วุฒิสภา มองผลการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าเป็นการพิสูจน์ว่าชาวฮังการีไม่ยอมรับ “อิทธิพลอันเลวร้ายของวลาดิเมียร์ ปูติน” ผู้นำรัสเซีย ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายออร์บันมาโดยตลอด

ด้านโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงสงวนท่าทีและไม่ได้กล่าวถึงผลการเลือกตั้งฮังการีผ่านสื่อโซเชียลตามปกติ แม้ว่าเมื่อสัปดาห์ก่อนเขาเพิ่งจะวิดีโอคอลไปสนับสนุนนายออร์บันถึงเวทีหาเสียงก็ตาม อย่างไรก็ตาม มหาเศรษฐีอย่าง อีลอน มัสก์ พันธมิตรของทรัมป์ ได้แสดงความเสียดายต่อผลการเลือกตั้ง โดยระบุว่าฮังการีถูกครอบงำโดยองค์กรของ จอร์จ โซรอส แล้ว

ทั้งนี้ ออร์บันเป็นผู้นำยุโรปรายแรกที่สนับสนุนทรัมป์ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2016 และมีจุดยืนสอดคล้องกันในหลายประเด็น เช่น การต่อต้านผู้อพยพ การวิพากษ์องค์กรระหว่างประเทศ และท่าทีแข็งกร้าวต่อสื่อและสถาบันการศึกษา

นายวิกเตอร์ ออร์บัน ยังถือเป็นต้นแบบทางการเมือง “ประชาธิปไตยแบบไม่เสรี” ที่ทรัมป์มักหยิบยกมาอ้างอิง ทั้งในเรื่องนโยบายต่อต้านผู้อพยพอย่างแข็งกร้าว และการโจมตีสถาบันระดับโลก ซึ่งความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ถูกมองว่าจะมีแรงสั่นสะเทือนไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและทิศทางของการเมืองฝ่ายขวาในระดับสากล.

ที่มา Reuters

เดือด สหรัฐฯเตรียมปิดทุกเส้นทางเข้าออกท่าเรืออิหร่าน ทรัมป์ไม่แคร์อิหร่านกลับมาเจรจาอีกหรือไม่

เดือด สหรัฐฯเตรียมปิดทุกเส้นทางเข้าออกท่าเรืออิหร่าน ทรัมป์ไม่แคร์อิหร่านกลับมาเจรจาอีกหรือไม่

13 เม.ย. 2569 11:01 น.

เดือด สหรัฐฯเตรียมปิดทุกเส้นทางเข้าออกท่าเรืออิหร่าน ทรัมป์ไม่แคร์อิหร่านกลับมาเจรจาอีกหรือไม่

โดนัลด์ ทรัมป์ ลั่นไม่แคร์อิหร่านจะกลับมาเจรจาหรือไม่ หลังดีลล้มเหลวที่อิสลามาบัด ขณะกองทัพสหรัฐฯ เตรียมเริ่มปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน 13 เม.ย. 2569 แต่ยังเปิดทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

วันที่ 13 เมษายน 2569 สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ยกระดับขึ้นอีกครั้ง เมื่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า “ไม่แคร์” ว่าอิหร่านจะกลับมาเจรจากับสหรัฐฯ หรือไม่ หลังการหารือที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่ฐานทัพร่วมแอนดรูว์สในรัฐแมริแลนด์ ภายหลังเดินทางกลับจากฟลอริดา โดยกล่าวว่า “ผมไม่สนว่าพวกเขาจะกลับมาหรือไม่ ถ้าไม่กลับมา ผมก็โอเค”

ขณะเดียวกัน กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ เซ็นต์คอม (CENTCOM) ประกาศว่า กองทัพสหรัฐฯ จะเริ่มปฏิบัติการปิดล้อมการเดินเรือเข้า-ออกท่าเรือของอิหร่านทั้งหมด ในวันที่ 13 เมษายน ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ตามเวลาสหรัฐฯ  หรือ 21.00 น. ตามเวลาไทย  

ทรัมป์กล่าวว่า มาตรกานี้จะครอบคลุมเรือทุกสัญชาติที่เข้าและออกท่าเรือ รวมถึงพื้นที่ชายฝั่งในอ่าวเปอร์เซียและอ่าวโอมาน เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลเตหะราน หลังการเจรจาสันติภาพยาวนานหลายชั่วโมงล้มเหลว อย่างไรก็ตาม กองทัพสหรัฐฯ ยืนยันว่าจะไม่ขัดขวางเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปยังประเทศอื่น โดยยังคงเปิดให้การเดินเรือระหว่างประเทศดำเนินต่อไปได้

ขณะเดียวกัน กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านยืนยันว่า ช่องแคบฮอร์มุซยังอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเต็มรูปแบบของอิหร่าน และยังเปิดให้เรือพาณิชย์ผ่านได้ตามปกติ ด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ ไออาร์จีซี (Islamic Revolutionary Guard Corps: IRGC) ของอิหร่าน ออกมาเตือนว่า เรือทหารใดที่เข้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ จะถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และจะถูกตอบโต้อย่างรุนแรง.

ที่มา Aljazeera CNN  

ทรัมป์เดือด ซัดโป๊ปเลโอที่ 14 ปมสงครามอิหร่าน ลั่นนโยบายต่างประเทศแย่

ทรัมป์เดือด ซัดโป๊ปเลโอที่ 14 ปมสงครามอิหร่าน ลั่นนโยบายต่างประเทศแย่

13 เม.ย. 2569 10:51 น.

ทรัมป์เดือด ซัดโป๊ปเลโอที่ 14 ปมสงครามอิหร่าน ลั่นนโยบายต่างประเทศแย่

โดนัลด์ ทรัมป์ วิจารณ์รุนแรง สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 หลังออกมาต่อต้านสงครามอิหร่าน ระบุ “อ่อนแอ-แย่ด้านนโยบายต่างประเทศ” จุดชนวนความขัดแย้งระหว่างทำเนียบขาวกับวาติกัน

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงต่อสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยโจมตีจุดยืนของพระองค์ต่อสงครามอิหร่าน พร้อมระบุว่า “อ่อนแอเรื่องอาชญากรรม และแย่มากด้านนโยบายต่างประเทศ”

คำวิจารณ์ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากโป๊ปเลโอที่ 14 ซึ่งเป็นพระสันตะปาปาชาวอเมริกันองค์แรก แสดงจุดยืนชัดเจนมากขึ้นต่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน โดยก่อนหน้านี้ได้ประณามถ้อยคำและท่าทีแข็งกร้าวของทรัมป์ว่าไม่อาจยอมรับได้ 

โดยทรัมป์ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่ฐานทัพ ฐานทัพร่วมแอนดรูว์ส หลังโพสต์ข้อความยาวผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social โดยระบุว่า “โป๊ปเลโออ่อนแอเรื่องอาชญากรรม และแย่มากด้านนโยบายต่างประเทศ”

พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า เขาไม่ต้องการผู้นำศาสนาที่มองว่าอิหร่านสามารถมีอาวุธนิวเคลียร์ได้ หรือมองว่าสหรัฐฯ ทำผิดที่โจมตีเวเนซุเอลา นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวว่าเขาไม่ต้องการโป๊ปที่ออกมาวิจารณ์ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ และยังตั้งข้อสังเกตถึงการขึ้นดำรงตำแหน่งของโป๊ปเลโอว่าพระองค์ไม่ได้อยู่ในรายชื่อผู้มีโอกาสเป็นโป๊ป แต่ได้รับเลือกเพราะเป็นชาวอเมริกัน ซึ่งอาจเป็นกลยุทธ์ของศาสนจักรในการรับมือกับเขา

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับนครรัฐวาติกัน ท่ามกลางความเห็นต่างอย่างชัดเจนต่อแนวทางจัดการสงครามอิหร่าน โดยฝ่ายวาติกันเน้นย้ำการเจรจาและสันติภาพ ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ยังคงใช้นโยบายแข็งกร้าว.

ที่มา : CNN

เฮติสลด เหยียบกันตายในป้อมปราการโบราณบนภูเขา แหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ดับอย่างน้อย 30 ศพ เจ็บนับสิบ

เฮติสลด เหยียบกันตายในป้อมปราการโบราณบนภูเขา แหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ดับอย่างน้อย 30 ศพ เจ็บนับสิบ

13 เม.ย. 2569 09:02 น.

เฮติสลด เหยียบกันตายในป้อมปราการโบราณบนภูเขา แหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ดับอย่างน้อย 30 ศพ เจ็บนับสิบ

สลด ประชาชนและนักท่องเที่ยวเบียดเสียดเหยียบกันเสียชีวิตอย่างน้อย 30 ศพ ในป้อมปราการโบราณบนยอดเขา สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังทางตอนเหนือของเฮติ สาเหตุคาดคนแออัด-จัดการฝูงชนล้มเหลว

วันที่ 13 เมษายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า เกิดเหตุโศกนาฏกรรมกลางแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง “ป้อมซิทาเดล ลาแฟร์ริแยร์” ป้อมปราการบนยอดเขาแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทางเหนือของประเทศเฮติ เมื่อฝูงชนที่มีทั้งประชาชนและนักท่องเที่ยวเกิดแตกตื่นเหยียบกันตาย เสียชีวิตอย่างน้อย 30 ศพ นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก  

ทางเทศบาลเมืองแคป เฮเทียน  แถลงว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น ที่เมืองมีโลต์ขณะเกิดเหตุมีผู้เข้าร่วมงานประเพณีจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดภาวะขาดอากาศหายใจ ถูกเหยียบ และหมดสติเป็นจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่เผยว่า มีผู้ถูกนำส่งโรงพยาบาลหลายสิบราย ขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีกจำนวนหนึ่ง โดยสาเหตุเบื้องต้นคาดว่าเกิดจากความแออัดอย่างรุนแรง ประกอบกับการบริหารจัดการฝูงชนที่ไม่มีประสิทธิภาพ จนทำให้เกิดเหตุชุลมุนและเหยียบกัน

ด้านรัฐบาลเฮติออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ขณะเดียวกันโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติของเฮติระบุว่า ได้เปิดการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์ พร้อมระบุว่า ยังมีผู้บาดเจ็บราว 30 คนที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล และขอให้ประชาชนงดเผยแพร่ข่าวลือ.

ที่มา Reuters

“ทรัมป์” เผยข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐฯ–อิหร่านยังคงมีผลอยู่ เตรียมปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ

“ทรัมป์” เผยข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐฯ–อิหร่านยังคงมีผลอยู่ เตรียมปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ

13 เม.ย. 2569 08:59 น.

“ทรัมป์” เผยข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐฯ–อิหร่านยังคงมีผลอยู่ เตรียมปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์ ระบุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังมีเสถียรภาพ แม้เจรจาที่ปากีสถานล้มเหลว พร้อมประกาศเดินหน้าปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อิหร่านเตือนจะตอบโต้รุนแรง หากถูกยั่วยุ

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระยะเวลา 2 สัปดาห์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป แม้การเจรจาระดับสูงที่ยืดเยื้อในประเทศปากีสถาน จะไม่สามารถบรรลุผลได้ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวหลังเดินทางกลับถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. จากรัฐฟลอริดา โดยระบุว่า “ผมคิดว่ามันยังคงเป็นไปได้ดี กองทัพของพวกเขาถูกทำลายแล้ว กองทัพเรือของพวกเขาจมอยู่ใต้น้ำทั้งหมด”

พร้อมกันนี้ ทรัมป์ยังประกาศว่า สหรัฐฯ จะเริ่มดำเนินมาตรการปิดล้อมทางทะเล บริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ในวันจันทร์ (ตามเวลาท้องถิ่น)

ด้านกองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ หรือ กองบัญชาการกลางสหรัฐ (CENTCOM) แถลงก่อนหน้านี้ว่า จะเริ่มบังคับใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลกับเรือทุกลำที่เข้า-ออกท่าเรือของอิหร่าน ตามคำสั่งของทรัมป์

ขณะที่ฝั่งอิหร่าน อ้างอิงรายงานจาก สำนักข่าวฟาร์ส กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ออกมาเตือนเมื่อวันอาทิตย์ว่า เรือรบใดก็ตามที่พยายามเข้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซจะถูกจัดการอย่างรุนแรงและเด็ดขาด จึงยังคงต้องจับตาดูสถานการณ์ต่อไป.

ที่มา : CNN