รัสเซียระดมขีปนาวุธ-โดรน ถล่มกรุงเคียฟยับเยิน ดับ 1 เจ็บกว่า 20 ราย

รัสเซียระดมขีปนาวุธ-โดรน ถล่มกรุงเคียฟยับเยิน ดับ 1 เจ็บกว่า 20 ราย

24 พ.ค. 2569 12:30 น.

รัสเซียระดมขีปนาวุธ-โดรน ถล่มกรุงเคียฟยับเยิน ดับ 1 เจ็บกว่า 20 ราย

รัสเซียเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟของยูเครนด้วยขีปนาวุธและโดรนระลอกใหญ่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 คน บาดเจ็บมากกว่า 20 คน และเกิดความเสียหายในหลายพื้นที่ทั่วเมือง หลังประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ขู่ตอบโต้ยูเครนกรณีโจมตีหอพักนักศึกษาในพื้นที่ยึดครองจนมีผู้เสียชีวิต 18 ศพ

กองทัพรัสเซียได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ใส่กรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน ส่งผลให้เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวต่อเนื่องหลายระลอก ปลุกให้ชาวเมืองต้องวิ่งหนีตายลงไปหลบภัยในสถานีรถไฟใต้ดินใจกลางเมืองด้วยความตื่นตระหนก

นายที มูร์ ทกาเชนโก หัวหน้าฝ่ายบริหารด้านทหารของกรุงคีฟ เปิดเผยผ่านทางเทเลแกรมว่า เมืองหลวงตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยขีปนาวุธทิ้งตัว ขีปนาวุธร่อน และโดรนโจมตีจำนวนมาก โดยพิกัดที่ถูกถล่มมีมากกว่า 40 จุดทั่วเมือง ส่งผลให้มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 21 ราย

นายวิตาลี คลิทช์โก นายกเทศมนตรีกรุงคีฟ แถลงว่า เศษซากของขีปนาวุธและโดรนที่ร่วงหล่นลงมาได้จุดชนวนให้เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในอสังหาริมทรัพย์หลายแห่ง ทั้งอาคารที่พักอาศัย คลังสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และศูนย์การค้า โดยความเสียหายกระจายตัวอยู่ในทุกเขตพื้นที่ของกรุงคีฟ

รายงานระบุว่า ผู้เสียชีวิต 1 รายเป็นผู้อยู่อาศัยในอาคารพักอาศัยความสูง 9 ชั้น ในเขตเชฟเชนโก ย่านใจกลางเมือง ซึ่งถูกขีปนาวุธพุ่งชนจนเพลิงลุกไหม้ท่วมชั้นบนสุด นอกเหนือจากนี้ ในเขตเดียวกัน เหตุระเบิดใกล้กับบังเกอร์หลบภัยทางอากาศของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ได้ทำให้เศษซากปรักหักพังถล่มลงมาปิดกั้นทางเข้าออก ส่งผลให้มีประชาชนจำนวนหนึ่งติดอยู่ภายในอาคารพาณิชย์และศูนย์อพยพดังกล่าว โดยในกลุ่มผู้บาดเจ็บทั้งหมด มีเด็กชายวัย 15 ปีรวมอยู่ด้วย 1 ราย และมีผู้ป่วย 13 รายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน ซึ่งในจำนวนนี้ 3 รายอยู่ในอาการสาหัส

ปฏิบัติการโจมตีของรัสเซียในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียและประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้ลั่นวาจาว่าจะดำเนินการ “ลงทัณฑ์อย่างรุนแรงและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้” เพื่อตอบโต้ยูเครน จากกรณีเหตุการณ์ฝูงโดรนโจมตีอาคารหอพักวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเมืองสตาโรบิลสค์ เขตลูฮันสค์ ทางตะวันออกของยูเครนซึ่งอยู่ภายใต้การยึดครองของรัสเซีย เมื่อช่วงคืนวันที่ 21 พ.ค. ที่ผ่านมา

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้โครงสร้างอาคาร 5 ชั้นพังถล่มลงมา ล่าสุดกระทรวงสถานการณ์ฉุกเฉินของรัสเซียระบุว่า สามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตขึ้นมาได้แล้วรวม 18 ศพ และมีผู้บาดเจ็บอีก 42 ราย ซึ่งรายชื่อผู้เสียชีวิตและสูญหายส่วนใหญ่พบว่าเป็นหญิงสาวอายุประมาณ 18-23 ปี ด้านองค์การสหประชาชาติ ได้ออกโรงประณามการโจมตีพลเรือนและสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ใช่เป้าหมายทางทหารในครั้งนี้อย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม กองทัพยูเครนได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการเล็งเป้าหมายไปที่พลเรือน โดยยืนยันว่าปฏิบัติการทางทหารที่เมืองสตาโรบิลสค์นั้น เป็นการตั้งใจโจมตีฐานที่ตั้งของหน่วยโดรนรบของกองทัพรัสเซีย

ก่อนหน้าที่จะเกิดการโจมตีเพียงหนึ่งวัน ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน รวมถึงสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเคียฟ ได้ออกคำเตือนภัยขั้นสูงแก่ประชาชนว่า มีสัญญาณข่าวกรองเด่นชัดจากทั้งในยูเครน ยุโรป และสหรัฐฯ ที่บ่งชี้ว่ามอสโกกำลังเตรียมเปิดฉากโจมตีแบบผสมผสานครั้งใหญ่ในอีก 24 ชั่วโมงข้างหน้า

ผู้นำยูเครนระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่รัสเซียอาจนำขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกข้ามทวีปรุ่นใหม่ล่าสุดที่มีศักยภาพติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์อย่าง “โอเรชนิก” มาใช้ในการโจมตี ซึ่งขีปนาวุธรุ่นดังกล่าวมีความเร็วเหนือแสงมากกว่า 10 เท่า และระบบป้องกันภัยทางอากาศในปัจจุบันยังไม่สามารถสกัดกั้นได้ อย่างไรก็ตาม ในรายงานขั้นต้นยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่ามีการใช้ขีปนาวุธโอเรชนิกในปฏิบัติการเมื่อเช้ามืดวันนี้ (24 พ.ค.) หรือไม่

ปัจจุบัน ปฏิบัติการกู้ภัยและเคลียร์พื้นที่ซากปรักหักพังในกรุงคีฟยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความพยายามของนานาชาตินำโดยสหรัฐฯ ในการเจรจาเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี ซึ่งเริ่มชะลอตัวลงเนื่องจากความสนใจของรัฐบาลวอชิงตันถูกเบี่ยงเบนไปที่วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางแทน.

ที่มา AFP / BBC

สหรัฐฯ ฝึกซ้อมทางทหารเหนือกรุงการากัส

สหรัฐฯ ฝึกซ้อมทางทหารเหนือกรุงการากัส

24 พ.ค. 2569 11:47 น.

สหรัฐฯ ฝึกซ้อมทางทหารเหนือกรุงการากัส

กองทัพสหรัฐฯ จัดการฝึกซ้อมทางทหารเพื่อตอบสนองเหตุฉุกเฉินบริเวณสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงการากัสของเวเนซุเอลา เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การโค่นอำนาจอดีตประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยส่งเครื่องบินออสเปรย์ร่อนลงจอดสถานทูต ท่ามกลางเสียงสะท้อนของชาวเวเนซุเอลาที่แตกเป็นสองฝั่ง

กองทัพสหรัฐฯ ได้ดำเนินมาตรการฝึกซ้อมตอบโต้เร็ว (Rapid Response Exercise) ในกรุงการากัสของเวเนซุเอลา โดยมีการใช้กำลังพลนาวิกโยธินและเครื่องบินรบสมรรถนะสูง ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ นายนิโกลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีถูกกองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ บุกจับกุมตัวและโค่นลงจากอำนาจเมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า เครื่องบินลำเลียงพลและโจมตีสายพันธุ์ผสมแบบ เอ็มวี-22บี ออสเปรย์ จำนวน 2 ลำของกองทัพสหรัฐฯ ได้บินเหนือน่านฟ้ากรุงการากัส และร่อนลงจอดบริเวณลานจอดรถของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำเวเนซุเอลาที่เพิ่งกลับมาเปิดทำการได้ราว 2 เดือน  ก่อนที่กำลังพลนาวิกโยธินจะโรยตัวและเคลื่อนกำลังพลออกจากตัวเครื่องอย่างรวดเร็ว โดยปฏิบัติการครั้งนี้มี พลเรือตรี ฟรานซิส โดโนแวน  ผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ ร่วมบินมาในเครื่องออสเปรย์เพื่อเข้าพบปะกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลเฉพาะกาลของเวเนซุเอลาด้วย

การซ้อมรบกลางเมืองหลวงครั้งนี้ดึงดูดสายตาของประชาชนจำนวนมากที่มารวมตัวกันบริเวณจุดชมวิวที่มองเห็นสถานทูต โดยมาเรีย เบียทริซ ไวน์เรบ ชาวกรุงการากัส เผยว่า “พวกเราเริ่มได้กลิ่นอายของเสรีภาพโชยมาทีละเล็กทีละน้อยแล้ว” ขณะที่หญิงอีกรายหนึ่งโบกธงชาติสหรัฐฯ ควบคู่กับธงชาติเวเนซุเอลา พร้อมกล่าวว่าเธอตื่นเต้นมากที่ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ แม้เธอจะไม่ได้อยากให้ประเทศกลายเป็นรัฐที่ 51 ของอเมริกา แต่การที่สหรัฐฯ มอบเครื่องมือและหนทางให้ประเทศได้เดินหน้าต่อไปคือสิ่งที่เธอสนับสนุนเต็มที่ 100%

ในทางกลับกัน อีกฟากหนึ่งของเมืองได้มีกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตรัฐบาลมาดูโรออกมารวมตัวประท้วง โดยมีการชูธงชาติเวเนซุเอลาผืนใหญ่ที่พ่นข้อความว่า “ไม่เอาการซ้อมรบของพวกแยงกี”  โดย เอร์นัน วาร์กัส แกนนำผู้ประท้วงกล่าวว่า “นี่คือการแสดงออกถึงความบ้าอำนาจทางทหารเพื่อเหยียบย่ำและลดทอนคุณค่าของประชาชน”

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มนักเคลื่อนไหวปีกซ้ายอีกกลุ่มที่ออกมาร่วมประท้วงเช่นกัน แม้กลุ่มนี้จะไม่ชอบรัฐบาลมาดูโรเพราะเคยถูกปราบปรามอย่างหนัก แต่พวกเขาก็มองว่าอเมริกากำลังแทรกแซงและคุกคามอธิปไตยของประเทศ อย่างไรก็ตาม มาร์ทา ลีอา กราฮาเลส หนึ่งในแกนนำกลุ่มระบุว่า สำหรับเธอแล้ว อธิปไตยของชาติได้สูญสิ้นไปนานแล้วตั้งแต่ยุคที่รัฐบาลมาดูโรบริหาร และการกระทำของสหรัฐฯ ในครั้งนี้เป็นเพียงแค่ภาคต่อของการยึดครองอธิปไตยของชาติและประชาชนเท่านั้น

ด้านอีวาน กิล รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของเวเนซุเอลา เปิดเผยว่า รัฐบาลเวเนซุเอลาชุดปัจจุบันได้อนุมัติให้มีการซ้อมรบนี้ล่วงหน้าแล้ว โดยระบุว่าเป็นการฝึกซ้อมแผนอพยพเพื่อเตรียมความพร้อมหากเกิดกรณีฉุกเฉินทางการแพทย์หรือภัยพิบัติร้ายแรง ขณะที่สถานทูตสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมระบุว่า การรักษาขีดความสามารถในการตอบโต้ที่รวดเร็วของกองทัพคือหัวใจสำคัญในการเตรียมพร้อมปฏิบัติภารกิจ และสหรัฐฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะผลักดันแผนการ 3 ขั้นตอนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะการสร้างเสถียรภาพให้เกิดขึ้นในเวเนซุเอลา

ปัจจุบัน รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ให้การสนับสนุนรัฐบาลเฉพาะกาลของ นางเดลซี โรดริเกซ อดีตรองประธานาธิบดีในยุคมาดูโรที่หันมาจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งเพิ่งมีการผ่านกฎหมายเปิดทางให้สหรัฐฯ เข้าถึงแหล่งน้ำมันดิบและทรัพยากรเหมืองแร่สำรองมหาศาลของเวเนซุเอลา

ทั้งนี้ เครื่องบินทหารสหรัฐฯ เคยบินเหนือกรุงการากัสครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 3 มกราคม ระหว่างปฏิบัติการพิเศษที่กองกำลังสหรัฐฯ โรยตัวจากเฮลิคอปเตอร์เข้าจับกุมอดีตประธานาธิบดีมาดูโรและภรรยา นางซิเลีย ฟลอเรส ก่อนถูกนำตัวไปดำเนินคดียาเสพติดในนครนิวยอร์ก โดยทั้งคู่ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ซึ่งปฏิบัติการในวันนั้นทางการเวเนซุเอลาระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 100 ราย ปัจจุบันทั้งคู่ยังคงให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา

วันเดียวกันนั้น มาเรีย โครินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากลว่าเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 ที่แท้จริง ได้ขึ้นกล่าวปราศรัยต่อหน้าผู้อพยพชาวเวเนซุเอลานับร้อยคนในกรุงปานามาซิตี หลังจากที่เธอต้องลี้ภัยและซ่อนตัวตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา 

โดยมาชาโดซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีและพยายามทำคะแนนกับประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ประกาศกร้าวว่า “ช่วงเวลาที่ฉันจะได้กลับคืนสู่มาตุภูมิของเราใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้มันคือเรื่องยิ่งใหญ่ และมันจะเป็นพลังขับเคลื่อนที่มหาศาลของประเทศเรา”.

ที่มา AP / Reuters

วิสามัญดับ มือปืนโจมตีจุดตรวจทำเนียบขาว เผยประวัติป่วยทางจิต-เคยบุกก่อเหตุมาแล้ว

วิสามัญดับ มือปืนโจมตีจุดตรวจทำเนียบขาว เผยประวัติป่วยทางจิต-เคยบุกก่อเหตุมาแล้ว

24 พ.ค. 2569 11:03 น.

วิสามัญดับ มือปืนโจมตีจุดตรวจทำเนียบขาว เผยประวัติป่วยทางจิต-เคยบุกก่อเหตุมาแล้ว

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ชายผู้ก่อเหตุยิงใส่เจ้าหน้าที่บริเวณจุดตรวจความปลอดภัยใกล้กับทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ถูกเจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐฯ วิสามัญเสียชีวิต ขณะที่มีพลเรือนบาดเจ็บ 1 ราย เผยผู้ก่อเหตุมีประวัติปัญหาสุขภาพจิตอย่างรุนแรง

เกิดเหตุระทึกขวัญขึ้นบริเวณใจกลางกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อช่วงค่ำวันเสาร์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น โดยสำนักงานหน่วยอารักขาประธานาธิบดี ยืนยันว่า เกิดเหตุคนร้ายเปิดฉากยิงใส่เจ้าหน้าที่บริเวณจุดตรวจความปลอดภัยใกล้กับทำเนียบขาว ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะยิงโต้ตอบเพื่อระงับเหตุ เป็นเหตุให้คนร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัสและไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณหัวมุมถนนสายที่ 17 ตัดกับถนนเพนซิลเวเนีย แอฟเวนิว นอร์ทเวสต์ ใกล้กับอาคารสำนักงานบริหารไอเซนฮาวร์ นอกรั้วทำเนียบขาว โดยพยานในที่เกิดเหตุระบุว่าได้ยินเสียงปืนดังขึ้นราว 10 ถึง 20 นัด

สำนักข่าวซีบีเอส รายงานอ้างอิงแหล่งข่าวระบุว่า ผู้ก่อเหตุได้รับการยืนยันตัวตนคือ นายนาเซียร์ เบสต์ ชายหนุ่มวัย 21 ปี ซึ่งเป็นบุคคลที่หน่วยอารักขาประธานาธิบดีรู้จักเป็นอย่างดีเนื่องจากมีประวัติปัญหาสุขภาพจิตอย่างรุนแรง

รายงานระบุว่า นายเบสต์เคยถูกเจ้าหน้าที่จับกุมมาแล้วในเดือนกรกฎาคม ปี 2025 หลังจากพยายามจะบุกรุกเข้าไปในทำเนียบขาว ซึ่งในครั้งนั้นเขาถูกส่งตัวไปยังสถานพยาบาลผู้ป่วยจิตเวช และถูกศาลสั่งห้ามเข้าใกล้พื้นที่ ก่อนจะกลับมาก่อเหตุในครั้งนี้ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า นายเบสต์ได้เดินตรงมายังจุดตรวจก่อนจะชักอาวุธปืนออกจากกระเป๋าแล้วเปิดฉากยิงใส่เจ้าหน้าที่ทันทีในช่วงเวลาเกือบ 18.00 น.

แถลงการณ์จากหน่วยอารักขาประธานาธิบดี ระบุเพิ่มเติมว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม มีประชาชนที่เดินผ่านไปมาในบริเวณดังกล่าวถูกกระสุนปืนได้รับบาดเจ็บ 1 รายและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยอาการอย่างเป็นทางการ และยังอยู่ระหว่างการสอบสวนว่าเหยื่อรายนี้ถูกกระสุนจากฝั่งของคนร้าย หรือเป็นกระสุนจากการยิงโต้ตอบของเจ้าหน้าที่

ขณะเกิดเหตุ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พำนักอยู่ภายในทำเนียบขาว และได้รับรายงานสรุปสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว โดยตัวผู้นำสหรัฐฯ ไม่ได้รับผลกระทบและปลอดภัยดี ทว่าเสียงปืนที่ดังสนั่นส่งผลให้กลุ่มผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวที่กำลังทำงานอยู่เกิดความโกลาหล เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยต้องรีบอพยพสื่อมวลชนเข้าไปหลบภัยในห้องแถลงข่าว อย่างเร่งด่วน

เซลินา หวัง ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวเอบีซี ได้โพสต์คลิปวิดีโอผ่านแพลตฟอร์ม X เผยให้เห็นนาทีที่เธอต้องก้มหลบภัย ขณะที่ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นเป็นระยะบริเวณสนามหญ้าทิศเหนือของทำเนียบขาว เช่นเดียวกับ เอ็มมา นิโคลสัน โปรดิวเซอร์ร่วมของซีบีเอส นิวส์ ที่ระบุว่า ทีมงานของเธอกำลังเตรียมตั้งกล้องบันทึกเทป แต่ต้องรีบหมอบลงกับพื้นทันทีหลังได้ยินเสียงปืนหลายนัด ก่อนที่เจ้าหน้าที่พาตัวเข้าไปหลบในอาคาร

เหตุการณ์ยิงกันหน้าทำเนียบขาวครั้งนี้ เกิดขึ้นเพียงไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังจากเกิดเหตุคนร้ายเปิดฉากยิงปืนภายในโรงแรมที่เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำของผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว ซึ่งในครั้งนั้นส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องรีบอพยพประธานาธิบดีทรัมป์และเจ้าหน้าที่ระดับสูงออกจากงานอย่างเร่งด่วนมาแล้ว

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นและซีเครต เซอร์วิส ยังคงปิดล้อมพื้นที่โดยรอบทำเนียบขาวและปิดการจราจรบนถนนสายสำคัญเพื่อสืบสวนหามูลเหตุจูงใจและเก็บหลักฐานอย่างละเอียดต่อไป ซึ่งคาดว่าจะมีการปิดถนนต่อเนื่องไปตลอดทั้งคืน.

ที่มา BBC

อาสาสมัครกาชาดเสียชีวิต 3 ราย จากอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโก

อาสาสมัครกาชาดเสียชีวิต 3 ราย จากอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโก

24 พ.ค. 2569 10:41 น.

อาสาสมัครกาชาดเสียชีวิต 3 ราย จากอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโก

สหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ เผยอาสาสมัครกาชาด 3 คนในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เสียชีวิตจากการติดเชื้ออีโบลา หลังปฏิบัติงานจัดการศพในพื้นที่ระบาด ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตสูงถึง 204 ราย ด้านองค์การอนามัยโลกยกระดับความเสี่ยงสาธารณสุขเป็น “สูงมาก”

วิกฤตการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ล่าสุด สหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ (IFRC) เปิดเผยว่า อาสาสมัครขององค์กรจำนวน 3 ราย ได้เสียชีวิตลงจากการติดเชื้ออีโบลา โดยคาดว่าพวกเขาได้รับเชื้อมาตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม ขณะปฏิบัติหน้าที่จัดการร่างผู้เสียชีวิตในเมืองมองกวาลู  ทางตะวันออกของจังหวัดอิตูรี ซึ่งเป็นโครงการที่ไม่เกี่ยวข้องกับไวรัส ก่อนที่จะมีการระบุพบการแพร่ระบาดอย่างเป็นทางการ

อาสาสมัครผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ราย ได้แก่ นายอาลิคานา อูดุมูซี ออกุสติน, นายเซซาโบ คาตานาโบ และนางสาวอาจิโก ชานดิรู วีวีแอน ซึ่งเสียชีวิตลงในช่วงระหว่างวันที่ 5 ถึง 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทาง IFRC ได้ยกย่องว่าพวกเขาสละชีพหลังจากรับใช้ชุมชน “ด้วยความกล้าหาญและมนุษยธรรม”

เหตุการณ์นี้ส่งผลให้อาสาสมัครทั้งสามกลายเป็นเหยื่อกลุ่มแรก ๆ ของการระบาดระลอกนี้ ซึ่งปัจจุบันส่งผลให้มีผู้ป่วยต้องสงสัยติดเชื้อแล้วกว่า 867 ราย และมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 204 ราย

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขแจ้งเตือนว่า ร่างของผู้เสียชีวิตจากอีโบลาสามารถแพร่กระจายเชื้อได้อย่างรุนแรง เนื่องจากสารคัดหลั่งในร่างกายยังคงมีไวรัสที่พร้อมติดต่อได้แม้จะเสียชีวิตไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น การระบาดครั้งนี้เกิดจากสายพันธุ์หายากที่เรียกว่า “สายพันธุ์บุนดิบูเกียว” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ยังไม่มีวัคซีนที่ผ่านการรับรองผลอย่างเป็นทางการ และมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 1 ใน 3 ของผู้ติดเชื้อ

ส่งผลให้ล่าสุด องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยกระดับความเสี่ยงด้านสาธารณสุขจากไวรัสชนิดนี้ในดีอาร์คองโกจากระดับ “สูง” ขึ้นสู่ระดับ “สูงมาก”

เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดข้ามพรมแดน กระทรวงคมนาคมของดีอาร์คองโกได้ประกาศสั่งระงับเที่ยวบินพาณิชย์และเที่ยวบินส่วนตัวทั้งหมดที่เดินทางเข้า-ออกเมืองบูเนีย ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจังหวัดอิตูรี และเป็นจุดที่พบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตมากที่สุด โดยจะอนุญาตให้เฉพาะเที่ยวบินด้านมนุษยธรรม การแพทย์ หรือเที่ยวบินฉุกเฉินที่ได้รับอนุมัติพิเศษจากหน่วยงานการบินและสาธารณสุขเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ประเทศยูกันดาซึ่งมีพรมแดนติดกัน ยืนยันพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มอีก 3 ราย ส่งผลยอดรวมในยูแกนดาเพิ่มเป็น 5 ราย ด้านศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) ได้เตือนอีก 10 ประเทศในทวีปที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาด ได้แก่ แองโกลา, บุรุนดี, สาธารณรัฐแอฟริกากลาง, สาธารณรัฐคองโก (คองโก-บราซาวีล), เอธิโอเปีย, เคนยา, วันดา, เซาท์ซูดาน, แทนซาเนีย และแซมเบีย

นอกจากวิกฤตโรคระบาดแล้ว เจ้าหน้าที่ยังต้องเผชิญกับความขัดแย้งในชุมชน โดยองค์กรแพทย์ไร้พรมแดน (MSF) รายงานว่า เต็นท์พยาบาลสนับสนุนการกู้ภัยอีโบลาในเมืองมองกวาลูถูกลอบเผาทำลายลง หลังจากก่อนหน้านั้นเพียงหนึ่งวัน มีกลุ่มฝูงชนที่โกรธแค้นพยายามจุดไฟเผาพื้นที่ส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลอีกแห่งในจังหวัดอิตูรี เนื่องจากไม่พอใจที่เจ้าหน้าที่สั่งห้ามญาติและเพื่อนสนิทนำศพของชายหนุ่มที่คาดว่าเสียชีวิตจากอีโบลาออกไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

นอกเหนือจากจังหวัดอิตูรีแล้ว ปัจจุบันยังตรวจพบผู้ติดเชื้อในภูมิภาคนอร์ทคีวู และเซาท์คีวู ซึ่งพื้นที่บางส่วนทางตะวันออกของทั้งสองภูมิภาคนี้ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มกบฏ M23 โดยการปะทะกันอย่างต่อเนื่องระหว่างกลุ่มกบฏและกองกำลังรัฐบาล กลายเป็นอุปสรรคชิ้นโตที่ทำให้เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์เข้าควบคุมระบบและจัดการกับไวรัสร้ายนี้ได้ยากลำบากยิ่งขึ้น.

ที่มา BBC

จีนปรับยอดตายเหมืองถ่านหินระเบิดเป็น 82 ศพ ยังสูญหายอีก 2 ราย

จีนปรับยอดตายเหมืองถ่านหินระเบิดเป็น 82 ศพ ยังสูญหายอีก 2 ราย

24 พ.ค. 2569 10:20 น.

จีนปรับยอดตายเหมืองถ่านหินระเบิดเป็น 82 ศพ ยังสูญหายอีก 2 ราย

จีนปรับยอดตายเหตุระเบิดในเหมืองถ่านหิน “หลิวเซินยวี่” ในมณฑลซานซี เป็นอย่างน้อย 82 ศพ จากเดิม 90 ศพ ขณะที่ยังมีสูญหายอีก 2 คน โดยทางการจีนระดมเจ้าหน้าที่กู้ภัยหลายร้อยนาย พร้อมใช้หุ่นยนต์สำรวจใต้ดินค้นหาผู้รอดชีวิต ท่ามกลางการตั้งคำถามเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยของเหมือง

เจ้าหน้าที่ทางการจีนเปิดเผยว่า เกิดเหตุแก๊สระเบิดครั้งใหญ่ภายในเหมืองถ่านหิน “หลิวเซินยวี่” ในมณฑลซานซี เมื่อเวลา 19.29 น. ของวันศุกร์ที่ผ่านมา (22 พ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 82 ราย และยังคงมีผู้สูญหายอีก 2 ราย ขณะเกิดเหตุมีคนงานกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ใต้ดินมากถึง 247 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือขึ้นมาได้แล้วมากกว่า 100 คน

ก่อนหน้านี้ ทางการได้รายงานยอดผู้เสียชีวิตไว้ที่ 90 ราย ก่อนจะปรับลดตัวเลขลงมาในช่วงค่ำวันเสาร์ พร้อมทั้งกล่าวขออภัยต่อความสับสน โดยชี้แจงว่าในช่วงแรกสถานการณ์เป็นไปอย่างโกลาหล ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการนับจำนวนคน

รายงานจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บระงับนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 128 ราย ในจำนวนนี้ 2 รายอาการสาหัส โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากการสูดดมแก๊สพิษเข้าไป แม้จะยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นแก๊สชนิดใด แต่มีรายงานว่าตรวจพบปริมาณแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งเป็นแก๊สพิษไร้กลิ่นในระดับที่ “เกินมาตรฐาน” อย่างมาก

หวัง หย่ง หนึ่งในคนงานเหมืองที่รอดชีวิตและกำลังรักษาตัวอยู่ เล่าถึงนาทีระทึกว่า ตอนเกิดเหตุเขาไม่ได้ยินเสียงระเบิดเลย แต่เห็นกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นมาทันที “ผมได้กลิ่นกำมะถันเหมือนตอนระเบิดหิน เลยตะโกนบอกให้ทุกคนวิ่งหนี ระหว่างที่วิ่งผมเห็นคนล้มฟุบลงไปต่อหน้าเพราะสำลักควัน จากนั้นผมก็หมดสติไปเหมือนกัน ผมนอนสลบอยู่ตรงนั้นประมาณชั่วโมงกว่าๆ พอฟื้นขึ้นมาก็รีบปลุกคนที่นอนอยู่ข้างๆ แล้วพากันหนีออกมา” 

ล่าสุดเมื่อเช้ามืดวันอาทิตย์ ทีมกู้ภัยได้ส่ง “หุ่นยนต์ตรวจการเหมืองแร่” ที่ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับแก๊สและกล้องอินฟราเรด ลงไปใต้ดินเพื่อเข้าถึงพื้นที่อันตรายที่มนุษย์ยังเข้าไม่ได้ เพื่อเก็บข้อมูลและค้นหาสัญญาณชีพของผู้ที่อาจรอดชีวิตเพิ่มเติม

กระทรวงจัดการภาวะฉุกเฉินของจีนได้ส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ 345 นาย จากทีมกู้ภัย 6 ทีมเข้าร่วมปฏิบัติการ อย่างไรก็ตาม การทำงานเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากมีน้ำท่วมขังใกล้กับจุดระเบิด ทำให้ปิดกั้นเส้นทางในบางจุด นอกจากนี้ ยังพบว่าพิมพ์เขียวของเหมืองที่ผู้บริหารส่งให้ ไม่ตรงกับสภาพพื้นที่จริงในปัจจุบัน ล่าสุดมีรายงานว่าสมาชิกทีมบริหารของเหมืองบางส่วนได้ถูกควบคุมตัวไว้แล้ว ซึ่งคณะรัฐมนตรีจีนลั่นวาจาว่าจะสืบสวนอย่างเฉียบขาดและลงโทษผู้มีส่วนรับผิดชอบอย่างรุนแรง

จากการตรวจสอบประวัติพบว่า เหมืองถ่านหินหลิวเซินยวี่แห่งนี้ ดำเนินการโดยบริษัท ตงโจว กรุ๊ป ซึ่งเมื่อปี 2024 ที่ผ่านมา เพิ่งถูกสำนักงานความปลอดภัยเหมืองแร่แห่งชาติจีน ขึ้นบัญชีดำให้เป็นหนึ่งในเหมืองที่มี “อันตรายร้ายแรงต่อความปลอดภัย” อีกทั้งในปี 2025 บริษัทรายนี้ยังถูกลงโทษทางปกครองถึง 2 ครั้งจากปัญหาด้านความปลอดภัยเช่นกัน

มณฑลซานซี ถือเป็นแหล่งผลิตถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง โดยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 4 ของผลผลิตทั้งหมดในจีน เหตุโศกนาฏกรรมครั้งนี้ตอกย้ำถึงยุคมืดของอุตสาหกรรมเหมืองถ่านหินจีนในอดีต (ช่วงต้นทศวรรษ 2000) ที่มักเกิดอุบัติเหตุคร่าชีวิตคนงานบ่อยครั้ง แม้ช่วงไม่กี่ปีหลังทางการจีนจะยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและกวาดล้างเหมืองเถื่อนอย่างเข้มงวด แต่ก็ยังคงเกิดอุบัติเหตุขึ้นเรื่อยๆ เช่นในปี 2023 เหตุเหมืองเปิดถล่มในเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน คร่าชีวิตผู้คนไป 53 ราย และเหตุเหมืองระเบิดในมณฑลเฮยหลงเจียงเมื่อปี 2009 ที่มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 ราย

ปัจจุบัน จีนยังคงเป็นประเทศที่บริโภคถ่านหินและปล่อยแก๊สเรือนกระจกมากที่สุดในโลก แม้ว่ากำลังเร่งติดตั้งระบบพลังงานหมุนเวียนในประเทศด้วยความเร็วทำลายสถิติโลกก็ตาม โดยเหตุสลดในครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เพิ่งเสร็จสิ้นการเดินทางเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการ.

ที่มา BBC

อาคาร 9 ชั้นถล่มกลางเมืองฟิลิปปินส์ รอด 19 ราย คาดสูญหาย 40 คน

อาคาร 9 ชั้นถล่มกลางเมืองฟิลิปปินส์ รอด 19 ราย คาดสูญหาย 40 คน

24 พ.ค. 2569 09:41 น.

อาคาร 9 ชั้นถล่มกลางเมืองฟิลิปปินส์ รอด 19 ราย คาดสูญหาย 40 คน

เกิดเหตุอาคารที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างความสูง 9 ชั้นถล่มลงมาทั้งหลัง ในเมืองแองเจลิส จังหวัดปัมปังกา ประเทศฟิลิปปินส์ มีผู้รอดชีวิต 19 ราย ขณะที่คาดว่ายังมีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังอีกราว 30-40 คน เร่งเปิดปฏิบัติการค้นหาครั้งใหญ่ ท่ามกลางอุปสรรคจากสายไฟแรงสูง

เกิดเหตุอาคารคอนกรีตความสูง 9 ชั้น ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างเป็นโรงแรมหรืออพาร์ทโฮเทล ถล่มลงมาอย่างรุนแรง บริเวณถนนทีโอโดโร ในหมู่บ้านบาลีบาโก เมื่อช่วงเช้ามืดวันนี้ (24 พ.ค.) เวลาประมาณ 03.00 น.  ส่งผลให้หน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยหลายภาคส่วนต้องระดมกำลังเข้าช่วยเหลือและกู้ภัยอย่างเร่งด่วน

นายเจย์ เปลาโย เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์เมืองแองเจลิส เปิดเผยจากศูนย์บัญชาการท้องถิ่นว่า สถานการณ์ใต้ซากปรักหักพังยังคงไม่แน่ชัด แต่เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินแผนการค้นหาอย่างเต็มกำลัง โดยล่าสุดยังไม่มีรายงานว่าได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากใต้ซากตึก แต่ทีมกู้ภัยทั้งหมดได้กระจายกำลังอยู่ในพื้นที่แล้ว

รายงานระบุว่า มีผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงขณะเกิดเหตุได้รับความช่วยเหลืออกมาได้อย่างปลอดภัยจำนวน 8 คน โดยทั้งหมดเป็นผู้ที่สัญจรผ่านไปมาในพื้นที่ดังกล่าว โชคดีที่ได้รับบาดเจ็บเพียงรอยขีดข่วนเล็กน้อย สามารถเดินได้เอง และอยู่ในอาการทรงตัว

นอกจากนี้ หัวหน้าคนงานก่อสร้างและคนงานอีก 10 คน สามารถวิ่งหนีเอาชีวิตรอดออกมาจากซากตึกที่กำลังถล่มลงมาได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งขณะนี้ทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเบื้องต้นจากหัวหน้าคนงานสร้างความกังวลอย่างมาก เนื่องจากคาดว่ายังมีผู้ที่ติดค้างอยู่ภายในอาคารอีกประมาณ 30 ถึง 40 คน

นายคาร์เมโล ลาซาติน จูเนียร์ นายกเทศมนตรีเมืองแองเจลิส ได้ลงพื้นที่เพื่อเป็นผู้นำในการประสานงานกู้ภัย ร่วมกับสำนักงานลดความเสี่ยงและจัดการภัยพิบัติเมืองแองเจลิส, สำนักงานตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์, สำนักป้องกันอัคคีภัย และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการกู้ภัยต้องเผชิญกับอุปสรรคและความเสี่ยงสูง เนื่องจากมีเสาไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าหักโค่น กีดขวางการเข้าถึงใจกลางจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ต้องทำงานด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด

ในส่วนของการสืบสวน ทางหน่วยงานท้องถิ่นได้เริ่มตรวจสอบประวัติการก่อสร้างและสถานะทางกฎหมายของอาคารดังกล่าวแล้ว โดยกำลังเร่งตรวจสอบว่าโครงการนี้มีใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่ ทั้งนี้ ทางการระบุว่ายังไม่ได้รับการติดต่อหรือเข้าพบจากฝ่ายบริหารและเจ้าของโครงการแต่อย่างใด

สำหรับข้อสงสัยที่ว่า เหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศหรือไม่ เนื่องจากมีพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงพัดถล่มเมืองเมื่อช่วงบ่ายวันก่อนหน้า ทางเจ้าหน้าที่ชี้แจงว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าฝนที่ตกลงมาเป็นปัจจัยที่ทำให้โครงสร้างอาคารล้มเหลว และต้องรอผลการตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป.

ที่มา ABS-CBN

มีผู้ถูกยิง 2 ราย หลังเสียงปืนดังใกล้ทำเนียบขาว จนท.ตรึงกำลังแน่น

มีผู้ถูกยิง 2 ราย หลังเสียงปืนดังใกล้ทำเนียบขาว จนท.ตรึงกำลังแน่น

24 พ.ค. 2569 06:26 น.

มีผู้ถูกยิง 2 ราย หลังเสียงปืนดังใกล้ทำเนียบขาว จนท.ตรึงกำลังแน่น

เกิดเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดบริเวณใกล้ทำเนียบขาว ทำให้เจ้าหน้าที่ระดมกำลังเข้าปิดกั้นพื้นที่เพื่อรักษาความปลอดภัย โดยประธานาธิบดีทรัมป์อยู่ในทำเนียบขณะเกิดเหตุด้วย เบื้องต้นมีผู้ถูกยิง 2 ราย

เมื่อ 23 พ.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า กองกำลังตำรวจและฝ่ายรักษาความมั่นคงระดมกำลังเข้าปิดล้อมทำเนียบขาวเมื่อเย็นวันเสาร์ ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากมีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดในบริเวณดังกล่าว แต่ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น แต่มีผู้ถูกยิง 2 รายจากการเผชิญหน้ากับหน่วยอารักขาประธานาธิบดี

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณใกล้กับทางแยกถนนเพนซิลเวเนียตัดกับถนนตะวันตกเฉียงเหนือที่ 17 โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายระบุว่า เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบของหน่วยอารักขาฯ เข้าตรวจสอบหลังจากได้รับรายงานว่ามีบุคคลหนึ่งกำลังยิงอาวุธปืนในตอนเกิดเหตุ

ข่าวระบุว่า ขณะเกิดเหตุประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ พำนักอยู่ภายในทำเนียบขาว เนื่องจากเขากำลังปฏิบัติภารกิจเพื่อเจรจาข้อตกลงกับประเทศอิหร่าน

หลังเกิดเสียงปืน ตำรวจได้นำกำลังเข้าปิดกั้นทางเข้าออกทำเนียบขาวทั้งหมด ขณะที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ (National Guard) กันไม่ให้นักข่าวเข้าไปภายใน

“ขณะนี้ FBI ได้เดินทางถึงจุดเกิดเหตุแล้ว และกำลังสนับสนุนหน่วยอารักขาประธานาธิบดี ในการรับมือกับเหตุยิงกันใกล้กับบริเวณทำเนียบขาว” นายแคช พาเทล ผู้อำนวยการสำนักงานสืบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X

ด้านเรด เอเดรียน นักท่องเที่ยวชาวแคนาดา บอกกับสำนักข่าว AFP ว่า เขาอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวตอนเกิดเหตุพอดี โดยเล่าว่า “พวกเราได้ยินเสียงดังประมาณ 20 ถึง 25 นัด ซึ่งตอนแรกฟังดูเหมือนเสียงจุดพลุ แต่จริงๆ แล้วมันคือเสียงปืน จากนั้นทุกคนก็เริ่มวิ่งหนีกันอย่างอลหม่าน”

ผู้สื่อข่าวที่อยู่บริเวณสนามหญ้าฝั่งทิศเหนือของทำเนียบขาว (North Lawn) ในเวลานั้น ต่างโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่า พวกเขาได้รับคำสั่งให้รีบวิ่งหนีและเข้าไปหลบภัยภายในห้องแถลงข่าว

เซลีนา หวัง ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว ABC News ซึ่งกำลังอัดคลิปวิดีโอเพื่อลงโซเชียลมีเดียในจังหวะที่เกิดเหตุยิงกันพอดี สามารถบันทึกเสียงปืนเอาไว้ได้ในขณะที่เธอรีบหมอบลงกับพื้น

ด้านโฆษกของหน่วยอารักขาประธานาธิบดีส่งข้อความสั้น หรือ เอสเอ็มเอส ถึงสำนักข่าว AFP ว่า ทางหน่วยงานกำลังอยู่ในระหว่างการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์อ้าง ข้อตกลงรวมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านโต้ “ไม่เป็นความจริง”

ทรัมป์อ้าง ข้อตกลงรวมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านโต้ “ไม่เป็นความจริง”

24 พ.ค. 2569 06:10 น.

ทรัมป์อ้าง ข้อตกลงรวมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านโต้ “ไม่เป็นความจริง”

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความระบุว่า การเจรจา MOU กับอิหร่านเสร็จสิ้นเป็นส่วนใหญ่แล้ว และจะนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ฝ่ายอิหร่านยืนยันว่าพวกเขาจะควบคุมช่องแคบดังกล่าวต่อไป

เมื่อ 23 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า การเจรจาเพื่อทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) เกี่ยวกับข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่านนั้น “เสร็จสิ้นเป็นส่วนใหญ่แล้ว” และจะนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยจะมีการเปิดเผยรายละเอียดในเร็วๆ นี้

“ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการหารือเกี่ยวกับแง่มุมและรายละเอียดขั้นสุดท้ายของข้อตกลง และจะมีการประกาศให้ทราบในไม่ช้า” ข้อความของทรัมป์ระบุ

ทรัมป์โพสต์ข้อความดังกล่าวหลังจากเสร็จสิ้นการต่อสายโทรศัพท์พูดคุยกับผู้นำชาติมุสลิมประเทศต่างๆ และคุยกับนายเบนจามิน เนแทนยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล

ก่อนหน้านี้เมื่อวันเสาร์ ทั้งฝ่ายอิหร่าน สหรัฐฯ และปากีสถานซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ต่างออกมาระบุว่าการเจรจาเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 3 เดือนนั้นมีความคืบหน้า

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวฟาร์ส (Fars) ของอิหร่าน รายงานในวันอาทิตย์ (24 พ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่นว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของอิหร่านต่อไป ตามเนื้อหาในเอกสารล่าสุดที่มีการแลกเปลี่ยนกันระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ

สำนักข่าวของอิหร่านยังปฏิเสธคำประกาศของทรัมป์ที่ระบุว่าการเปิดช่องแคบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่ “เจรจาเสร็จสิ้นเป็นส่วนใหญ่แล้ว” โดยชี้ว่าเป็นข้อมูลที่ “ไม่สมบูรณ์และไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ดับแล้ว 177 ศพ อีโบลาระบาดดีอาร์คองโก ชาติแอฟริกาอื่นๆ เริ่มเสี่ยง

ดับแล้ว 177 ศพ อีโบลาระบาดดีอาร์คองโก ชาติแอฟริกาอื่นๆ เริ่มเสี่ยง

24 พ.ค. 2569 05:30 น.

ดับแล้ว 177 ศพ อีโบลาระบาดดีอาร์คองโก ชาติแอฟริกาอื่นๆ เริ่มเสี่ยง

จำนวนผู้เสียชีวิตที่ต้องสงสัยว่าเกิดจากไวรัสอีโบลาในดีอาร์คองโกเพิ่มเป็น 177 ศพแล้ว ขณะที่ความเสี่ยงจากไวรัสอีโบลาในชาติแอฟริกาประเทศอื่นๆ กำลังเพิ่มสูงขึ้น

เมื่อ 23 พ.ค. 2569 ประเทศยูกันดายืนยันพบผู้ติดเชื้ออีโบลาเพิ่มอีก 3 ราย ขณะที่สภากาชาดเปิดเผยว่ามีอาสาสมัครเสียชีวิต 3 รายในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) หรือ ดีอาร์คองโก ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ท่ามกลางคำเตือนว่าไวรัสมรณะนี้อาจแพร่กระจายไปยังประเทศอื่นๆ ในแอฟริกาอีกหลายประเทศ

เมื่อสัปดาห์ก่อน องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาซึ่งเป็นโรคติดต่อร้ายแรงนี้ เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินระหว่างประเทศ โดยมีผู้เสียชีวิตที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีโบลาในดีอาร์คองโกแล้ว 177 ศพ และมีผู้ป่วยที่ต้องสงสัยอีกกว่า 750 ราย

เมื่อวันเสาร์ หน่วยงานด้านสาธารณสุขของสหภาพแอฟริกาออกมาเตือนว่า มีประเทศต่างๆ ในทวีปแอฟริกาอีกหลายแห่งที่ตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากไวรัสอีโบลา เพิ่มเติมจากดีอาร์คองโกและยูกันดา

“เรามีประเทศที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงอีก 10 ประเทศ” ฌ็อง คาเซยา (Jean Kaseya) ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) กล่าว พร้อมระบุรายชื่อประเทศ อันได้แก่ แองโกลา, บุรุนดี, สาธารณรัฐแอฟริกากลาง, สาธารณรัฐคองโก, เอธิโอเปีย, เคนยา, รวันดา, ซูดานใต้, แทนซาเนีย และแซมเบีย

นายคาเซยากล่าวว่า “การเคลื่อนย้ายประชากรในปริมาณสูงและความไม่มั่นคง” ภายในภูมิภาค เป็นปัจจัยที่ช่วยให้โรคนี้แพร่ระบาดออกไป

ศูนย์กลางการแพร่ระบาดในปัจจุบันอยู่ที่พื้นที่ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) ซึ่งกำลังเผชิญกับภัยสงครามและความขัดแย้ง โดยมีการตรวจพบเชื้อเป็นครั้งแรกในจังหวัดอิตูรี (Ituri) ก่อนจะแพร่กระจายไปยังจังหวัดคิวูใต้ (South Kivu)

การพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ได้รับการยืนยันในยูกันดา ส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อสะสมในประเทศแถบแอฟริกาตะวันออกแห่งนี้เพิ่มขึ้นเป็น 5 รายแล้ว นับตั้งแต่ตรวจพบโรคในยูกันดาและดีอาร์คองโกเมื่อ 15 พ.ค. โดยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ

กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ผู้ป่วยรายใหม่ในยูกันดาประกอบด้วย คนขับรถ, บุคลากรทางการแพทย์ และหญิงรายหนึ่งที่เดินทางมาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ซึ่งทั้งหมดในตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่

เมื่อวันศุกร์ องค์การอนามัยโลกยกระดับความเสี่ยงจากโรคอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกสู่ระดับสูงสุด คือระดับ “สูงมาก” (very high) ขณะที่ประเมินความเสี่ยงในภูมิภาคแอฟริกากลางอยู่ที่ระดับ “สูง” (high) แต่ความเสี่ยงในระดับโลกยังคงอยู่ในระดับ “ต่ำ” (low)

ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า การระบาดระลอกล่าสุดนี้อาจมีการแพร่กระจายอย่างเงียบๆ มาได้ระยะหนึ่งแล้ว เกิดจากเชื้ออีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูเกียว (Bundibugyo) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบได้น้อยกว่า และในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือวิธีการรักษาใดๆ ที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ผู้ว่าฯ แคลิฟอร์เนีย ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หลังสารเคมีอันตรายรั่วไหล

ผู้ว่าฯ แคลิฟอร์เนีย ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หลังสารเคมีอันตรายรั่วไหล

24 พ.ค. 2569 04:29 น.

ผู้ว่าฯ แคลิฟอร์เนีย ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หลังสารเคมีอันตรายรั่วไหล

ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขต ออเรนจ์ เคาน์ตี หลังเกิดเหตุสารเคมีอันตรายรั่วไหล ซึ่งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเตือนว่า มีความเสี่ยงที่สารเคมีจะทะลักหรือถึงขั้นเกิดการระเบิด

เมื่อ 23 พ.ค. 2569 นายเกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่เขต ออเรนจ์ เคาน์ตี ในขณะที่ทางรัฐยังคงเดินหน้าสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง หลังเกิดเหตุสารเคมีอันตรายรั่วไหล ณ สถานประกอบการด้านการบินและอวกาศ จนต้องอพยพผู้อยู่อาศัยในพื้นที่โดยรอบเป็นจำนวนหลายหมื่นคน

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่โรงงานของบริษัท จีเคเอ็น แอโรสเปซ (GKN Aerospace) ในเมืองการ์เดนโกรฟ โดยถังเก็บสาร “เมทิล เมทาคริเลต” ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้ผลิตชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรมการบิน เกิดความร้อนสูงผิดปกติเมื่อวันพฤหัสบดี (21 พ.ค.) ก่อนเริ่มปล่อยไอระเหยปริมาณมากออกสู่อากาศ

เจ้าหน้าที่จึงประกาศอพยพประชาชนในเมืองการ์เดนโกรฟ และขยายพื้นที่อพยพเพิ่มเติมไปยังบางส่วนของอีก 5 เมือง ได้แก่ ไซเปรส, สแตนตัน, อนาไฮม์, บูเอนาพาร์ก และเวสต์มินสเตอร์ รวมประมาณ 40,000 คน

ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินสั่งการให้สำนักงานบริการภาวะฉุกเฉินของผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย (Cal OES) และหน่วยงานภาครัฐทั้งหมด สนับสนุน ออเรนจ์ เคาน์ตี รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบเพื่อจัดการกับสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ และเปิดทางให้สามารถนำทรัพยากรและอำนาจการจัดการภาวะฉุกเฉินเพิ่มเติมออกมาใช้ได้

ทั้งนี้ รวมถึงการเปิดพื้นที่ทรัพย์สินของรัฐและพื้นที่จัดงานประจำเมือง เพื่อใช้เป็นสถานที่พักพิงสำหรับผู้ร่วมอพยพตามความจำเป็น

“ความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยใน ออเรนจ์ เคาน์ตี คือสิ่งสำคัญที่สุด เรากำลังระดมทุกทรัพยากรที่รัฐมีเพื่อสนับสนุนเจ้าหน้าที่กู้ภัยในพื้นที่ และเพื่อให้มั่นใจว่าชุมชนจะได้รับสิ่งที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อความปลอดภัย” นายนิวซัมระบุ

ด้านนาง แคโรไลน์ โทมัส เจคอบส์ ผู้อำนวยการ Cal OES กล่าวว่า “เรามุ่งมั่นที่จะผสานการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานภาครัฐเพื่อมุ่งเน้นไปที่การรักษาความปลอดภัยของชุมชนเป็นหลัก”

ก่อนหน้านี้ นายเครก โคเวย์ ผู้บัญชาการประจำหน่วยงานดับเพลิง ออเรนจ์ เคาน์ตี กล่าวว่า ถังเก็บสารเคมีที่รั่วไหลกำลังจะเกิดความเสียหายในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งจากสองทางนี้ นั่นคือ เกิดการทะลักของสารเคมีพิษปริมาณหลายพันแกลลอน หรือเกิดการระเบิดขึ้น โดยทางการยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเหตุการณ์นี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใดหรือในรูปแบบใด

“ตอนนี้เหลือทางออกที่เป็นไปได้แค่สองทางเท่านั้น” นายโคเวย์กล่าว “ทางแรกคือ ถังเกิดความเสียหายและทำให้สารเคมีอันตรายร้ายแรงรวมประมาณ 6,000 ถึง 7,000 แกลลอน ทะลักไหลนองเต็มลานจอดรถในบริเวณนั้น หรือทางที่สองคือ ถังเกิดปฏิกิริยาความร้อนสะสมจนควบคุมไม่ได้แล้วระเบิด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อถังอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ ที่มีเชื้อเพลิงหรือสารเคมีบรรจุอยู่ด้วยเช่นกัน”

โคเวย์เน้นย้ำว่า “ในขณะนี้ยังไม่มีการรั่วไหลของแก๊ส และไม่มีกลุ่มควันพิษในพื้นที่” แต่เขาได้เตือนให้ประชาชนปฏิบัติตามคำเตือนเรื่องการอพยพอย่างเคร่งครัดและห้ามเข้าไปในพื้นที่เนื่องจากอาจเกิดการทะลักของสารเคมีหรือการระเบิดขึ้นได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : gov.ca.