อิหร่านกล่าวหาสหรัฐฯ ยกเลิกโควตาตั๋วฟุตบอลโลกสำหรับแฟนบอล

อิหร่านกล่าวหาสหรัฐฯ ยกเลิกโควตาตั๋วฟุตบอลโลกสำหรับแฟนบอล

9 มิ.ย. 2569 16:19 น.

อิหร่านกล่าวหาสหรัฐฯ ยกเลิกโควตาตั๋วฟุตบอลโลกสำหรับแฟนบอล

สหพันธ์ฟุตบอลอิหร่านออกแถลงการณ์ประณามสหรัฐฯ ในฐานะเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลก 2026 หลังสั่งยกเลิกโควตาตั๋วเข้าชมการแข่งขันของฝั่งอิหร่านทั้งหมดในรอบแบ่งกลุ่มอย่างกะทันหัน ส่งผลให้ไม่สามารถจัดสรรตั๋วให้แฟนบอลได้แม้แต่ใบเดียว

สหพันธ์ฟุตบอลอิหร่าน (FFIRI) ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ โจมตีรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างรุนแรง โดยกล่าวหาว่าสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในชาติเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลกครั้งนี้ ได้ทำการยกเลิกสิทธิ์และโควตาตั๋วเข้าชมการแข่งขันของแฟนบอลอิหร่านในรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่จงใจขัดขวางและกีดกันไม่ให้ชาวอิหร่านเข้าร่วมมหกรรมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองระดับประเทศที่กำลังคุกรุ่น

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ทั้งสองประเทศยังคงอยู่ในสภาวะสงคราม หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางทหารต่ออิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยทางสหพันธ์ฟุตบอลอิหร่านระบุว่า สหรัฐฯ ได้สร้างอุปสรรคทางระบบราชการขึ้นมาหลายประการ รวมถึงก่อนหน้านี้ที่ปฏิเสธการออกวีซ่าเดินทางเข้าประเทศให้แก่เจ้าหน้าที่บริหารและฝ่ายจัดการของทีมชาติอิหร่านมากกว่า 15 คน

แถลงการณ์ของสหพันธ์ฟุตบอลอิหร่านระบุว่า “เหลือเวลาอีกไม่ถึง 3 วันก่อนที่ฟุตบอลโลก 2026 จะเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ สหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการอีกครั้งเพื่อขัดขวางการเข้าชมของกองเชียร์ทีมชาติอิหร่าน ในสนามแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มทั้ง 3 นัด”

ตามกฎระเบียบของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ระบุไว้ชัดเจนว่า ทีมชาติที่เข้าร่วมการแข่งขันแต่ละนัดจะได้รับจัดสรรโควตาตั๋วเข้าชมคิดเป็นร้อยละ 8 ของความจุสนาม เพื่อนำไปกระจายและจำหน่ายให้แก่แฟนบอลของชาติตนเองผ่านช่องทางที่เป็นทางการ ซึ่งทางอิหร่านระบุว่าพวกเขาได้รับโควตานั้นมาแล้ว และได้เปิดจำหน่ายตั๋วให้แก่แฟนบอลที่เตรียมเดินทางไปเชียร์แมตช์ที่เจอกับ นิวซีแลนด์, เบลเยียม และอียิปต์ ซึ่งการแข่งขันทั้งหมดมีกำหนดจัดขึ้นในแผ่นดินสหรัฐฯ แต่ตั๋วทั้งหมดกลับถูกสั่งเพิกถอนในภายหลัง

ทางสหพันธ์ฯ กล่าวเสริมว่า “โควตาตั๋วที่จัดสรรให้แก่สหพันธ์ฟุตบอลอิหร่านได้ถูกถอนคืนไปทั้งหมด และภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน สหพันธ์ฯ ไม่สามารถจัดหาตั๋วเข้าชมแม้แต่ใบเดียวให้แก่แฟนบอลที่สนับสนุนทีมชาติได้อีกต่อไป”  พร้อมชี้ว่าการกระทำของสหรัฐฯ ขัดต่อจิตวิญญาณของการแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศ และละเมิดหลักการแห่งความเท่าเทียมกันของประเทศสมาชิก พร้อมเรียกร้องให้ฟีฟ่าและคณะผู้จัดงานเร่งยึดมั่นในหลักความเป็นกลางและคืนความเป็นธรรมให้แก่แฟนบอลอิหร่าน

ปัจจุบัน ทั้งทางฟีฟ่า และคณะกรรมการจัดการแข่งขันของฝั่งสหรัฐฯ ยังไม่ได้ออกมาแถลงการณ์ตอบโต้หรือชี้แจงใด ๆ ต่อข้อกล่าวหาของทางอิหร่าน

ข้อพิพาทเรื่องตั๋วเข้าชมถือเป็นชนวนความขัดแย้งล่าสุดที่เกิดขึ้นกับทีมชาติอิหร่านในทัวร์นาเมนต์นี้ เนื่องจากปัญหาสงครามและความปลอดภัยที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ก่อนหน้านี้ ทีมชาติอิหร่านต้องตัดสินใจประกาศย้ายค่ายฝึกซ้อมเก็บตัว จากเดิมที่มีกำหนดการในเมืองทูซอน รัฐแอริโซนา ของสหรัฐฯ เปลี่ยนไปเป็นเมืองติฮัวนา มืองชายแดนของประเทศเม็กซิโกแทนเพื่อความปลอดภัยของนักกีฬาและหลีกเลี่ยงปัญหาด้านการตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ

สำหรับโปรแกรมการแข่งขันของทีมชาติอิหร่านในฟุตบอลโลก 2026 รอบแบ่งกลุ่ม มีกำหนดการลงสนามนัดแรกพบกับทีมนิวซีแลนด์ ที่นครลอสแอนเจลิส ในวันที่ 15 มิถุนายน จากนั้นจะพบกับ เบลเยียม ที่นครลอสแอนเจลิสเช่นกันในวันที่ 21 มิถุนายน และปิดท้ายรอบแบ่งกลุ่มพบกับทีมอียิปต์ ที่เมืองซีแอตเทิล ในวันที่ 26 มิถุนายนนี้.

ที่มา AFP

เฮลิคอปเตอร์ “อาปาเช่” สหรัฐฯ ตกใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ “ทรัมป์” ยันนักบินปลอดภัย

เฮลิคอปเตอร์ "อาปาเช่" สหรัฐฯ ตกใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ "ทรัมป์" ยันนักบินปลอดภัย

9 มิ.ย. 2569 15:15 น.

เฮลิคอปเตอร์ “อาปาเช่” สหรัฐฯ ตกใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ “ทรัมป์” ยันนักบินปลอดภัย

เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์โจมตี “อาปาเช่” ของกองทัพสหรัฐฯ ตกใกล้บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นน่านน้ำยุทธศาสตร์สำคัญที่ถูกปิดล้อมและควบคุมโดยกองทัพอิหร่าน ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันนักบินสหรัฐฯ 2 นายปลอดภัย ขณะที่สาเหตุของอุบัติเหตุยังไม่แน่ชัด

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้แถลงยืนยันกับผู้สื่อข่าว ที่ท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี ในรัฐนิวยอร์ก หลังจากเข้าชมการแข่งขันบาสเกตบอล NBA นัดชิงชนะเลิศ โดยระบุว่า “นักบินทั้งสองนายปลอดภัยดี ย้ำว่าไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ และทางทำเนียบขาวจะมีการออกรายงานอย่างเป็นทางการตามมา”

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ทั้งกระทรวงกลาโหม (เพนตากอน) และกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ยังไม่ได้เปิดเผยสาเหตุที่แน่ชัดว่า เฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ลำดังกล่าวถูกโจมตีโดยกองกำลังอิหร่าน ประสบปัญหาทางเทคนิค หรือเกิดจากสภาพอากาศ โดยเฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้ถือเป็นกำลังหลักของสหรัฐฯ ในปฏิบัติการปิดล้อมและสกัดกั้นเรือขนส่งน้ำมันดิบของอิหร่าน เพื่อกดดันให้รัฐบาลเตหะรานยอมลงนามในข้อตกลงสันติภาพ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่อิหร่านและอิสราเอลเพิ่งประกาศ “หยุดยิงชั่วคราว” ตามคำขอของสหรัฐฯ หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายเปิดฉากดวลอาวุธหนักครั้งใหญ่ที่สุด โดยอิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มอิสราเอลเพื่อแก้แค้นให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ก่อนที่อิสราเอลจะโต้กลับด้วยการทิ้งระเบิดถล่มระบบป้องกันภัยทางอากาศและโรงงานปิโตรเคมีที่ใช้ผลิตขีปนาวุธของอิหร่าน และอิหร่านก็สวนกลับด้วยการยิงถล่มนิคมอุตสาหกรรมในเมืองไฮฟาของอิสราเอล

สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นรวมถึงอาหารแพงขึ้นทั่วโลก เนื่องจากอิหร่านยังคงปิดกั้นการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบและแก๊สธรรมชาติเหลว ราว 1 ใน 5 ของโลก

ทรัมป์แสดงความเชื่อมั่นว่า สหรัฐฯ ใกล้จะบรรลุข้อตกลงครั้งใหญ่กับอิหร่านได้ภายใน 2-3 วันนี้ โดยระบุว่า “เราอยู่ใกล้กับข้อตกลงที่แข็งแกร่งมากแล้ว ถ้าเราเลือกที่จะไปทิ้งระเบิดถล่มต่ออีกสัก 2-3 สัปดาห์ ซึ่งเราทำได้ง่ายมาก อิหร่านจะไม่เหลืออะไรเลย แต่ช่องแคบฮอร์มุซก็จะต้องปิดไปอีกหลายเดือน และผู้คนจะต้องล้มตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งผมไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนั้น”

ปัจจุบัน การเจรจาที่มีปากีสถานเป็นตัวกลางหลักยังคงติดขัด เนื่องจากสหรัฐฯ ต้องการให้อิหร่านทำลายคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงทั้งหมด แต่อิหร่านปฏิเสธและยื่นเงื่อนไขต้องยกเลิกการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ รวมถึงปล่อยอายัดทรัพย์สินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และยอมรับสิทธิ์ในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน

สำนักข่าว Axios รายงานว่า ทรัมป์ได้ต่อสายตรงถึงนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เพื่อเตือนสติว่าหากอิสราเอลเลือกที่จะเปิดฉากสงครามเต็มรูปแบบกับอิหร่านอีกครั้ง อิสราเอลอาจจะต้องสู้อย่างโดดเดี่ยว โดยทรัมป์กล่าวว่า “บีบี (ชื่อเล่นของเนทันยาฮู) คุณต้องระวังให้ดี มิฉะนั้นคุณอาจจะต้องสู้เพียงลำพังในเร็ว ๆ นี้” ด้านสำนักข่าวทาสนิมของอิหร่าน รายงานอ้างแหล่งข่าวทางทหารว่า กองทัพอิหร่านพร้อมทำสงครามระยะยาว และพร้อมโจมตีฐานผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางทันทีหากถูกคุกคาม

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในเลบานอนยังคงวิกฤต ล่าสุดกองทัพอิสราเอลได้ออกคำสั่งด่วนให้ประชาชนอพยพออกจากเมืองไทร์  เมืองท่าทางตอนใต้ของเลบานอน รวมถึงเขตที่อยู่อาศัยของชาวคริสต์ที่ไม่เคยถูกโจมตีมาก่อน โดยอิสราเอลอ้างว่ากลุ่มเฮซบอลลาห์แฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ลี้ภัยชาวชีอะห์ที่หนีระเบิดมายังเขตนี้ แม้ว่ากองทัพเลบานอนจะส่งกำลังเข้าตรึงพื้นที่ในเขตชาวคริสต์เพื่อยืนยันว่าไม่มีกองกำลังติดอาวุธอยู่ก็ตาม แต่อิสราเอลย้ำชัดว่าจะเริ่มปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มก่อการร้ายในพื้นที่ดังกล่าวในไม่ช้า.

ที่มา Reuters / Associated Press

OpenAI ยื่นเอกสารเตรียม IPO เข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตามรอย Anthropic

OpenAI ยื่นเอกสารเตรียม IPO เข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตามรอย Anthropic

9 มิ.ย. 2569 14:45 น.

OpenAI ยื่นเอกสารเตรียม IPO เข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตามรอย Anthropic

OpenAI บริษัทเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ยักษ์ใหญ่ผู้พัฒนา ChatGPT ได้แถลงยืนยันว่า บริษัทได้ยื่นเอกสารแสดงความจำนงแบบลับ ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ เพื่อเตรียมดำเนินการเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนเป็นครั้งแรก หรือ IPO แล้ว ตามหลังคู่แข่งสำคัญอย่าง Anthropic

การเคลื่อนไหวของ OpenAI เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่คู่แข่งสำคัญอย่าง Anthropic ผู้พัฒนาแชตบอต “Claude” และเครื่องมือช่วยเขียนโค้ด “Claude Code” เพิ่งประกาศยื่นไฟลิ่งแบบลับเพื่อเตรียมเข้าตลาดหุ้นไปก่อนหน้า และเกิดขึ้นในสัปดาห์เดียวกันกับที่ SpaceX ของอีลอน มัสก์ ซึ่งเป็นเจ้าของแชตบอต AI “Grok”  กำลังจะเปิดตัวในตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก (Nasdaq) ด้วยมูลค่าบริษัทที่คาดว่าจะสูงถึง 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม OpenAI ระบุในแถลงการณ์ว่ายังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาหรือขนาดของการเสนอขายหุ้นที่แน่นอน โดยระบุว่า “เรายังไม่ได้ตัดสินใจเรื่องช่วงเวลา และอาจต้องใช้เวลาอีกสักระยะ เพราะมีหลายสิ่งที่เราต้องการทำ ซึ่งน่าจะทำได้ง่ายกว่าหากยังคงสถานะเป็นบริษัทเอกชน แต่เราตัดสินใจเปิดเผยแผนการนี้ล่วงหน้าเนื่องจากคาดว่าข้อมูลอาจจะรั่วไหลออกไป”

แหล่งข่าววงในเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า OpenAI กำลังเป้าหมายที่จะทำสถิติมูลค่าบริษัทแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 33 ล้านล้านบาท) ในการเปิดตัวสู่ตลาดหุ้น ซึ่งอาจเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดภายในเดือนกันยายนนี้ โดยก่อนหน้านี้ในการระดมทุนรอบล่าสุด OpenAI มีมูลค่าประเมินในตลาดเอกชนอยู่ที่ 8.52 แสนม้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Anthropic นำอยู่เล็กน้อยที่ 9.65 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

เหตุผลสำคัญที่ผลักดันให้บรรดายักษ์ใหญ่ด้านปัญญาประดิษฐ์ต้องเร่งเข้าสู่ตลาดทุน คือความต้องการเงินทุนจำนวนมหาศาลเพื่อนำไปใช้จ่ายในส่วนของ “ระบบประมวลผลและโครงสร้างพื้นฐาน” ซึ่งใช้ในการสร้าง ฝึกฝน และทดสอบโมเดล AI ขนาดใหญ่ โดยมีการประเมินว่า OpenAI ต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้สูงกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ในขณะที่รายได้ของบริษัทยังห่างไกลจากจุดนั้นมาก แม้ว่าในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา OpenAI จะทำรายได้ต่อเดือนได้สูงถึง 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเติบโตเร็วกว่า Alphabet และ Meta ในยุคเริ่มต้นถึง 4 เท่า แต่บริษัทได้แจ้งต่อผู้ลงทุนว่า ไม่คาดว่าจะสามารถทำกำไรได้จนกว่าจะถึงปี 2030

ในทางกลับกัน ฝั่งคู่แข่งอย่าง Anthropic ซึ่งก่อตั้งโดย ดาริโอ อะโมเดย์ อดีตผู้บริหารที่แยกตัวมาจาก OpenAI เนื่องจากความเห็นไม่ตรงกับแซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ได้อ้างกับผู้ลงทุนว่า บริษัทคาดว่าจะเริ่มพลิกกลับมาทำกำไรได้ภายในครึ่งแรกของปีนี้ เนื่องจากยอดขายของผลิตภัณฑ์และโมเดลรุ่นท็อปอย่าง Mythos เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากกลุ่มนักพัฒนาซอฟต์แวร์

กิล ลูเรีย (กรรมการผู้จัดการของสถาบันการเงิน D.A. Davidson เตือนว่าการเข้าตลาดพร้อมๆ กันของบริษัทยักษ์ใหญ่กลุ่มนี้ อาจทำให้เม็ดเงินในตลาดทุนตึงตัว “สิ่งที่ OpenAI ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นคือการที่เม็ดเงินของนักลงทุนในตลาดมหาชนเหือดแห้งไปซะก่อน เพราะนอกจาก SpaceX และ Anthropic จะต่อคิวรออยู่ข้างหน้าแล้ว คู่แข่งในตลาดปัจจุบันอย่างกูเกิลก็เพิ่งระดมทุนรอบสองไปได้หลายหมื่นล้านดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว”

เส้นทางสู่การทำ IPO ของ OpenAI ก่อนหน้านี้ต้องเผชิญกับมรสุมการปรับโครงสร้างองค์กร จากเดิมที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2015 ในฐานะองค์กรไม่แสวงหากำไร ก่อนจะตั้งบริษัทลูกแบบหวังผลกำไร ในปี 2019 จนนำไปสู่วิกฤตบอร์ดบริหารสั่งปลด แซม อัลต์แมน ในปี 2023 และการประกาศปรับโครงสร้างใหม่อีกครั้งให้กลายเป็น “บริษัทเพื่อประโยชน์สาธารณะ” เพื่อเปิดทางให้ระดมทุนได้ง่ายขึ้น

โครงสร้างที่ทับซ้อนนี้ทำให้ อีลอน มัสก์ อดีตผู้ร่วมก่อตั้งและผู้สนับสนุนยุคแรก ยื่นฟ้องร้อง OpenAI โดยกล่าวหาว่า แซม อัลต์แมน และผู้บริหารคนอื่น ๆ ละทิ้งภารกิจเดิมที่ทำเพื่อมวลมนุษยชาติ และใช้ประโยชน์จากองค์กรเพื่อความร่ำรวยส่วนตน อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คณะลูกขุนสหรัฐฯ ได้ตัดสินยกฟ้องคดีของมัสก์ในทุกข้อกล่าวหา ซึ่งคณะนักวิเคราะห์มองว่าคำตัดสินที่เป็นเอกฉันท์นี้ ได้ช่วยปลดล็อกและเคลียร์อุปสรรคทางกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุด ทำให้ขจัดข้อกังวลของนักลงทุนก่อนที่ OpenAI จะยื่นไฟลิ่งในครั้งนี้อย่างราบรื่น.

ที่มา Reuters / BBC

ฟินแลนด์สั่งคุกอดีตซีอีโอ “Polarica” และนายหน้าหญิงไทย หลอกลวงแรงงานไทยเก็บเบอร์รีป่า

ฟินแลนด์สั่งคุกอดีตซีอีโอ "Polarica" และนายหน้าหญิงไทย หลอกลวงแรงงานไทยเก็บเบอร์รีป่า

9 มิ.ย. 2569 14:01 น.

ฟินแลนด์สั่งคุกอดีตซีอีโอ “Polarica” และนายหน้าหญิงไทย หลอกลวงแรงงานไทยเก็บเบอร์รีป่า

ศาลฟินแลนด์พิพากษาจำคุกอดีตผู้บริหาร “Polarica” บริษัทเก็บเบอร์รีชื่อดังเป็นเวลา 2 ปีครึ่ง หลังพบความผิดฐานค้ามนุษย์แรงงานไทย 78 กระทง หลอกลวงแรงงานให้เดินทางมาเก็บผลไม้ป่าในฟินแลนด์ภายใต้สภาพการทำงานที่เข้าข่ายแรงงานบังคับ ขณะที่ผู้ประสานงานชาวไทยถูกตัดสินจำคุกเพิ่มเติมอีก 9 เดือน นับเป็นคดีค้ามนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในฟินแลนด์

ศาลแขวงแลปแลนด์ในฟินแลนด์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 9 มิ.ย ให้จำคุกนายยุกกา คริสโต อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทเก็บผลไม้ป่า “Polarica” เป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานค้ามนุษย์จำนวน 78 กระทง จากกรณีแสวงหาประโยชน์จากแรงงานเก็บผลไม้ป่าชาวไทยที่เดินทางมาทำงานในฟินแลนด์

ศาลยังมีคำพิพากษาให้นางกัลยากรณ์ หรือ “ทุเรียน” พงษ์พิศ ผู้ประสานงานชาวไทยของบริษัท มีความผิดในข้อหาเดียวกันจำนวน 78 กระทง และสั่งจำคุก 9 เดือน โดยศาลพิจารณาลดโทษเนื่องจากเธอเคยถูกตัดสินจำคุก 3 ปีในคดีค้ามนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเก็บผลไม้ป่าอีกแห่งหนึ่งเมื่อปีที่ผ่านมา

คดีดังกล่าวได้รับการระบุจากสื่อสาธารณะฟินแลนด์ว่าเป็นคดีค้ามนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยมีแรงงานไทยหลายสิบคนตกเป็นผู้เสียหาย

จากการไต่สวน ศาลพบว่าจำเลยทั้งสองได้ชักชวนแรงงานไทยให้เดินทางไปเก็บผลไม้ป่าตามธรรมชาติในฟินแลนด์ โดยให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับรายได้และสภาพการทำงานที่แท้จริง เมื่อแรงงานเดินทางถึงฟินแลนด์ในปี 2022 พวกเขาต้องแบกรับภาระค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จนกลายเป็นหนี้สินตั้งแต่เริ่มต้นการทำงาน

แม้แรงงานจะต้องทำงานเป็นเวลานานทุกวันโดยแทบไม่มีวันหยุด แต่กลับมีรายได้เหลือน้อยมากหลังหักค่าใช้จ่าย ศาลระบุว่าแรงงานจำนวนมากแทบไม่ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับแรงงานที่ลงไป

นอกจากนี้ ศาลยังพบว่าสภาพที่พักบางแห่งมีคุณภาพต่ำและแออัดเกินไป แต่กลับเรียกเก็บค่าที่พักในอัตราที่ไม่สมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับมาตรฐานความเป็นอยู่

ผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นแรงงานไทยที่มีการศึกษาระดับประถมศึกษาและสื่อสารได้เฉพาะภาษาไทย ทำให้มีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลและความช่วยเหลือ อีกทั้งยังไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำงานต่อไปเพื่อชำระหนี้และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงวินิจฉัยว่าการเก็บผลไม้ป่าของแรงงานเหล่านี้ได้กลายเป็น “แรงงานบังคับ” ซึ่งเข้าข่ายความผิดฐานค้ามนุษย์ตามกฎหมายฟินแลนด์

นอกจากโทษจำคุกแล้ว ศาลยังสั่งห้ามจุกกา คริสโต ประกอบธุรกิจเป็นเวลา 5 ปี พร้อมเพิกถอนยศทางทหารของเขา ขณะที่จำเลยทั้งสองและบริษัท Polarica ต้องร่วมกันจ่ายเงินชดเชยแก่ผู้เสียหายรวมประมาณ 500,000 ยูโร หรือราว 21 ล้านบาท สำหรับความเสียหายทางการเงินและความทุกข์ทรมานทางจิตใจ รวมถึงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทางกฎหมายเพิ่มเติมอีกประมาณ 400,000 ยูโร ศาลยังสั่งปรับบริษัท Polarica เพิ่มอีก 150,000 ยูโร หรือประมาณ 6.3 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด เนื่องจากจำเลยทั้งสองยังสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ โดยทั้งคู่ยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหา ขณะที่ฝ่ายอัยการเตรียมยื่นอุทธรณ์เช่นกัน เพื่อขอให้ศาลเพิ่มโทษจำคุกเป็น 5 ปีตามที่เคยร้องขอไว้

คดีนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการตรวจสอบอย่างเข้มงวดของทางการฟินแลนด์ต่ออุตสาหกรรมเก็บผลไม้ป่า ซึ่งพึ่งพาแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะแรงงานไทยจำนวนมากในแต่ละปี เนื่องจากฟินแลนด์มีป่าอุดมสมบูรณ์ที่เต็มไปด้วยผลไม้ป่าหลากหลายชนิด เช่น ลิงกอนเบอร์รี บลูเบอร์รี และคลาวด์เบอร์รี

ก่อนหน้านี้เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม หน่วยงานด้านการแข่งขันทางการค้าของฟินแลนด์ยังเปิดเผยผลการสอบสวนที่พบว่าบริษัทเก็บผลไม้ป่าหลายแห่ง รวมถึง Polarica มีพฤติกรรมร่วมกันกำหนดราคาซื้อผลผลิตจากแรงงานในลักษณะคล้ายการฮั้วหรือการจัดตั้ง “คาร์เทล” ระหว่างปี 2013-2023 เพื่อกดราคาค่าตอบแทนให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

คดีดังกล่าวจึงถูกมองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญในการปราบปรามการแสวงหาประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติในอุตสาหกรรมเก็บผลไม้ป่าของฟินแลนด์ และอาจนำไปสู่การปฏิรูปมาตรการคุ้มครองแรงงานต่างชาติในอนาคต.

ที่มา  YLE / AFP

“Prada” จับมือ “Axiom Space” เผยโฉมชุดซับในนักบินอวกาศนาซา

"Prada" จับมือ "Axiom Space" เผยโฉมชุดซับในนักบินอวกาศนาซา

9 มิ.ย. 2569 12:41 น.

“Prada” จับมือ “Axiom Space” เผยโฉมชุดซับในนักบินอวกาศนาซา

“พราดา” (Prada) แบรนด์แฟชั่นหรูระดับโลกสัญชาติอิตาลี เปิดตัวชุดชั้นในหรือชุดซับในไฮเพอร์ฟอร์มานซ์สำหรับนักบินอวกาศ ภายใต้ชื่อ “Liquid Cooling and Ventilation Garment” (LCVG) ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อสวมใส่ร่วมกับชุดอวกาศหลักรุ่น AxEMU ของบริษัท Axiom Space สำหรับภารกิจส่งมนุษย์กลับไปสำรวจดวงจันทร์ขององค์การนาซา ในรอบกว่า 50 ปี

การเปิดตัวครั้งนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่ร้านพราดา ในย่านแมนแฮตตัน โดยชุด LCVG นี้เกิดจากการนำความเชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์และเทคนิคการถักทอขั้นสูงของ Prada มาผสานรวมกับนวัตกรรมการจำลองแบบ 3 มิติ โครงสร้างของชุดมีลักษณะรัดรูปและติดตั้งเครือข่ายท่อระบายความร้อนที่ถักทอเข้ากับเนื้อผ้าโดยตรง เพื่อให้แน่ใจว่านักบินอวกาศจะรู้สึกสบายตัวและสามารถปฏิบัติภารกิจภายนอกยาน  ได้ยาวนานต่อเนื่องถึง 8 ชั่วโมง

เนื่องจากร่างกายของนักบินอวกาศจะสร้างความร้อนในระดับสูงระหว่างปฏิบัติภารกิจ ชุด LCVG จึงทำหน้าที่หมุนเวียนน้ำเย็นผ่านเครือข่ายท่อที่พาดผ่านกลุ่มกล้ามเนื้อหลักของร่างกายเพื่อดูดซับความร้อนออกไปสู่ระบบยังชีพพกพา แต่สิ่งที่พิเศษและเหนือกว่าชุดหล่อเย็นในอดีตคือ พราดา และ Axiom Space ได้ออกแบบระบบวงจรหล่อเย็นสำรองแบบคู่ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด หากระบบหลักเกิดขัดข้อง ระบบสำรองจะทำงานแทนทันที

นอกจากระบบหมุนเวียนความเย็นแล้ว ชุดนี้ยังมีระบบท่อระบายอากาศแยกต่างหาก ทำหน้าที่ส่งออกซิเจนบริสุทธิ์ผ่านบริเวณใบหน้าของนักบินอวกาศอย่างต่อเนื่องเพื่อพัดเอาคาร์บอนไดออกไซด์ที่หายใจออกมากลับเข้าสู่ระบบกรองอากาศ ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการหายใจท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายของขั้วใต้ดวงจันทร์

ดร.โจนาธาน เซอร์เทน ซีอีโอของ Axiom Space กล่าวว่า “อนาคตของการสำรวจอวกาศจะไม่ถูกสร้างขึ้นโดยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง ความร่วมมือกับ Prada คือข้อพิสูจน์ การรวมสิ่งที่ดีที่สุดของวิศวกรรมการบินและอวกาศเข้ากับงานฝีมือที่หรูหราและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ขั้นสูง ทำให้เราได้ชุดที่ไม่มีบริษัทใดสร้างขึ้นมาได้เองโดยอิสระ”

ขณะที่ ลอเรนโซ แบร์เตลลี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของพราดา กรุ๊ป เผยว่า “นี่คือความสำเร็จอีกขั้นที่เกิดจากการผสมผสานความเชี่ยวชาญอันเป็นเอกลักษณ์ของทั้งสองฝ่าย ก่อนที่มนุษยชาติจะเดินทางกลับสู่พื้นผิวดวงจันทร์ เราตั้งใจจะผลักดันขีดจำกัดและออกสำรวจพรมแดนใหม่ๆ ร่วมกับ Axiom Space ต่อไป”

โทไม เซอร์ดารี นักกลยุทธ์แบรนด์หรูและศาสตราจารย์ด้านการตลาดจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก วิเคราะห์ว่า ความเคลื่อนไหวของพราดาในครั้งนี้ก้าวข้ามคำว่า “แรงบันดาลใจ” ไปสู่ “พันธมิตรทางธุรกิจที่แท้จริง” โดยมีแรงจูงใจสำคัญ 2 ประการ คือ การเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคระดับมหาเศรษฐีที่มีกำลังซื้อและสนใจการท่องเที่ยวอวกาศของบริษัทอย่างสเปซเอ็กซ์ หรือบลู ออริจิน และการยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดูนำสมัยและมีความคิดก้าวหน้า

นอกจากนี้ การขยายตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมอวกาศเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดสินค้าลักชัวรีทั่วโลกกำลังเผชิญสภาวะชะลอตัวและเพิ่งเริ่มจะทรงตัว แต่กลับต้องมาได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากสถานการณ์สงครามในอิหร่านที่ปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและการจับจ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยทั่วโลก แบรนด์หรูจึงจำเป็นต้องหาพื้นที่สื่อและสร้างความโดดเด่นเพื่อดึงดูดสายตาจากคนทั้งโลก

แม้ว่าแบรนด์เสื้อผ้ากีฬาอย่าง Under Armour หรือ Columbia Sportswear จะเคยชิมลางพัฒนาเทคโนโลยีผ้าสำหรับอวกาศมาบ้างแล้ว แต่สำหรับในตลาดไฮเอนด์พราดา ถือเป็นผู้นำเทรนด์อย่างแท้จริง ซึ่งเซอร์ดารีทิ้งท้ายว่า แบรนด์ระดับท็อปอย่าง Louis Vuitton, Hermès หรือ Chanel ต่างก็สนใจอุตสาหกรรมนี้เช่นกัน แต่พวกเขาจะไม่มีวันเลียนแบบกันเอง และน่าจะใช้วิธีอื่นในการรุกคืบสู่ห้วงอวกาศในอนาคต.

ที่มา Axiom Space / Reuters

แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ยอดตายพุ่ง 37 ราย ชาวบ้านกว่า 20,000 กลายเป็นคนไร้บ้าน

แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ยอดตายพุ่ง 37 ราย ชาวบ้านกว่า 20,000 กลายเป็นคนไร้บ้าน

9 มิ.ย. 2569 11:43 น.

แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ยอดตายพุ่ง 37 ราย ชาวบ้านกว่า 20,000 กลายเป็นคนไร้บ้าน

กู้ภัยฟิลิปปินส์เร่งค้นหาผู้รอดชีวิตตามซากอาคารที่พังถล่ม หลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในรอบกว่าครึ่งศตวรรษ ล่าสุดผู้เสียชีวิตพุ่งเป็น 37 ศพ ประชาชนมากกว่า 20,000 คนกลายเป็นคนไร้บ้าน

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.8 แมกนิจูด ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา นอกชายฝั่งเกาะมินดาเนา ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์เพิ่มเป็น 37 ศพแล้ว ขณะที่สำนักงานป้องกันภัยพลเรือนฟิลิปปินส์ระบุว่า ขณะนี้มีรายงานผู้สูญหายอย่างเป็นทางการ 4 ราย แต่เจ้าหน้าที่ยังคงตรวจสอบอาคารที่พังเสียหายหลายแห่งอย่างละเอียด เพื่อค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซาก 

แผ่นดินไหวครั้งนี้ทำให้มีผู้บาดเจ็บเกือบ 500 คน ขณะที่ชาวบ้านจำนวนมากรีบหนีออกจากบ้าน เนื่องจากกังวลว่าจะเกิดสึนามิ หลังมีการตรวจพบคลื่นสูงถึง 1.4 เมตรในบางพื้นที่ของฟิลิปปินส์

แรงสั่นสะเทือนสร้างความเสียหายหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะเมืองเจเนอรัล ซานโตส เมืองชายฝั่งสำคัญของประเทศ มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13 ราย จากอาคารถล่มและเศษซากที่ตกลงมา

ส่วนในจังหวัดซารังกานี มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย โดยส่วนใหญ่เกิดจากดินถล่มที่ฝังบ้านเรือนในพื้นที่ภูเขา

การประเมินความเสียหายเบื้องต้นพบว่า บ้านเรือนราว 2,000 หลัง และอาคารของรัฐ 117 แห่งได้รับผลกระทบ ขณะที่สนามบินนานาชาติเจเนอรัล ซานโตส ต้องปิดให้บริการ ส่งผลให้เที่ยวบินภายในประเทศถูกยกเลิก 63 เที่ยวบิน

นอกจากนี้ โรงเรียนรัฐบาลประมาณ 6,000 แห่งในพื้นที่ประสบภัย ยังต้องผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยก่อนเปิดเรียนอีกครั้ง หลังเหตุการณ์เกิดขึ้นตรงกับวันแรกของการเปิดภาคเรียน โดยนักเรียนบางส่วนได้รับบาดเจ็บระหว่างเข้าร่วมกิจกรรมหน้าเสาธง

เจ้าหน้าที่เตือนว่า อาคารที่แตกร้าวอาจพังถล่มลงมาได้จากแรงสั่นสะเทือนหลังแผ่นดินไหว จึงยังไม่สามารถอนุญาตให้โรงเรียนกลับมาเปิดได้ทันที

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้เป็นครั้งรุนแรงที่สุดของฟิลิปปินส์นับตั้งแต่ปี 1976 ซึ่งครั้งนั้นเกิดแผ่นดินไหวใต้ทะเลขนาด 8.1 แมกนิจูด และทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 8,000 คน จากแรงสั่นสะเทือนและคลื่นสึนามิสูงหลายเมตร

ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ สั่งส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านกู้ภัยและบรรเทาภัยพิบัติลงพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย แจกจ่ายอาหาร และประเมินความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน โดยขณะนี้มีประชาชนราว 20,000 คนกลายเป็นคนไร้บ้าน ต้องอาศัยอยู่ตามศูนย์พักพิงชั่วคราว

ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญภัยธรรมชาติบ่อยที่สุดในโลก เนื่องจากตั้งอยู่บนแนว “วงแหวนแห่งไฟ” ในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกสูง ทำให้ประเทศต้องเผชิญทั้งแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด และพายุหลายสิบลูกในแต่ละปี.

ที่มา : AP

สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี BYD, อาลีบาบา และ ไป่ตู้ เอี่ยวหนุนกองทัพจีน

สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี BYD, อาลีบาบา และ ไป่ตู้ เอี่ยวหนุนกองทัพจีน

9 มิ.ย. 2569 11:39 น.

สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี BYD, อาลีบาบา และ ไป่ตู้ เอี่ยวหนุนกองทัพจีน

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เพิ่มชื่อบริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมชั้นนำของจีน รวมถึง BYD, อาลีบาบา และ ไป่ตู้ ลงในบัญชีรายชื่อบริษัทที่ถูกกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีน ท่ามกลางการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ระหว่างสองมหาอำนาจ ขณะที่จีนตอบโต้ทันที โดยระบุว่าเป็นมาตรการเลือกปฏิบัติและบ่อนทำลายสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นธรรม

รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศยกระดับมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่อประเทศจีนครั้งสำคัญ โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ เพนตากอน ได้เปิดเผยรายชื่ออัปเดตอย่างเป็นทางการในเอกสารแถลงการณ์ของรัฐบาล เพิ่มเติมบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและยานยนต์ไฟฟ้าของจีนหลายแห่ง เข้าสู่บัญชีรายชื่อ “บริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีน” หรือบัญชี Section 1260H ซึ่งความเคลื่อนไหวในครั้งนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะจุดชนวนความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีนให้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

บริษัทระดับโลกของจีนที่ถูกเพิ่มเข้ามาในบัญชีดำรอบนี้ ประกอบด้วย อาลีบาบา ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซ, ไป่ตู้ ผู้นำด้านเสิร์ชเอนจินและปัญญาประดิษฐ์ (AI), BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของโลก รวมถึงบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Nio และบริษัทผลิตเครื่องบินพาณิชย์ Comac

นอกจากนี้ ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมชิปหน่วยความจำชั้นนำของจีนอย่าง CXMT และ YMTC รวมถึงบริษัทไบโอเทค WuXi AppTec และบริษัทผู้พัฒนาหุ่นยนต์ระดับแนวหน้าอย่าง Unitree และ RoboSense ก็ถูกขึ้นบัญชีดำในรอบนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งกรณีของ Unitree นั้น เพิ่งมีข่าวเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่าบริษัทชิปยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง Nvidia มีแผนจะร่วมมือพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อการวิจัยด้วย

แม้ว่าการถูกระบุชื่อในบัญชี Section 1260H นี้ จะยังไม่ได้หมายถึงการถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจในทันที แต่กฎหมายฉบับใหม่ของสหรัฐฯ ระบุไว้ชัดเจนว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จะถูกสั่งห้ามไม่ให้ทำสัญญาจ้างโดยตรงกับบริษัทที่มีรายชื่อเหล่านี้ และจะถูกห้ามซื้อสินค้าหรือบริการผ่านบุคคลที่สาม โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป

มาตรการดังกล่าวส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงไปยังซัพพลายเออร์ของเพนตากอน รวมถึงหน่วยงานรัฐบาลและภาคธุรกิจของอเมริกันทั้งหมด ให้ตระหนักถึงความเสี่ยงในการทำธุรกิจกับบริษัทจีนเหล่านี้ เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ มองว่าโมเดลธุรกิจของบริษัทเหล่านี้เข้าข่าย “การผสานรวมพลเรือน-ทหาร” ที่เทคโนโลยีเชิงพาณิชย์อาจถูกนำไปใช้เพิ่มศักยภาพทางทหารให้กับจีน

จอห์น มูลีนาร์ ประธานคณะกรรมการพิเศษด้านจีนประจำสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ กล่าวว่า “รายชื่อที่อัปเดตนี้ถือเป็นคำเตือนไปยังภาคธุรกิจอเมริกัน รัฐบาลทุกระดับ และประชาชน ว่าบริษัทจีนเหล่านี้กำลังทำงานร่วมกับกองทัพจีนเพื่อต่อต้านผลประโยชน์ระดับชาติของเรา”

หลังจากการประกาศของเพนตากอน บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนต่างออกมาตอบโต้และปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยโฆษกของอาลีบาบา แถลงว่า “ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่มีมูลความจริงอย่างสิ้นเชิง อาลีบาบาไม่ใช่บริษัททหารของจีน และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การผสานพลเรือน-ทหารใดๆ ทั้งสิ้น เราจะดำเนินการทางกฎหมายทุกวิถีทางเพื่อปกป้องชื่อเสียงของบริษัทจากการบิดเบือนความจริงครั้งนี้”

ด้านไป่ตู้ออกมาปฏิเสธเช่นกันว่าข้อกล่าวหานี้ “ไร้ซึ่งเหตุผลที่น่าเชื่อถือ” และพร้อมจะใช้ทุกช่องทางเพื่อนำชื่อบริษัทออกจากบัญชี เช่นเดียวกับ WuXi AppTec ที่ระบุว่าการถูกระบุชื่อเป็นเรื่องที่ “ผิดพลาด” และจะยื่นคัดค้านทันที

ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ได้ออกแถลงการณ์แสดงความคัดค้านอย่างรุนแรง โดยระบุว่า “รัฐบาลจีนต่อต้านการจัดทำบัญชีที่เลือกปฏิบัติเพื่อโจมตีบริษัทจีนอย่างไม่เป็นธรรม สหรัฐฯ ควรหยุดพฤติกรรมที่ผิดพลาดนี้ และสร้างสภาพแวดล้อมที่ยุติธรรม เสมอภาค และไม่เลือกปฏิบัติให้แก่ภาคธุรกิจของจีน”

เครก ซิงเกิลตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนจากสถาบันวิจัย Foundation for Defense of Democracies ในวอชิงตัน ระบุว่า การประกาศรายชื่อครั้งนี้เสมือนเป็นการดึงสติให้กลับสู่โลกความเป็นจริง หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งเดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่งและพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพื่อรักษาความสงบศึกในสงครามการค้าเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้

“ขณะนี้สหรัฐฯ ไม่ได้มองว่าบริษัทเหล่านี้เป็นเพียงบริษัทเอกชนที่แยกตัวเป็นอิสระอีกต่อไป แต่มองว่าโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีทั้งหมดของจีน คือพื้นที่การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่ยอมกันไม่ได้”.

ที่มา BBC / Reuters

ทรัมป์ถูกโห่สนั่นกลางศึก NBA รอบชิงชนะเลิศ ที่เมดิสัน สแควร์ การ์เดน

ทรัมป์ถูกโห่สนั่นกลางศึก NBA รอบชิงชนะเลิศ ที่เมดิสัน สแควร์ การ์เดน

9 มิ.ย. 2569 11:03 น.

ทรัมป์ถูกโห่สนั่นกลางศึก NBA รอบชิงชนะเลิศ ที่เมดิสัน สแควร์ การ์เดน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลายเป็นผู้นำสหรัฐฯ คนแรกที่เข้าชมการแข่งขัน NBA รอบชิงชนะเลิศ ระหว่างดำรงตำแหน่ง แต่กลับถูกแฟนบาสเกตบอลจำนวนมากส่งเสียงโห่ใส่ในสนามเมดิสัน สแควร์ การ์เดน ขณะเดียวกันมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดส่งผลให้การเดินทางและการเข้าชมเกมของแฟนกีฬาในนิวยอร์กได้รับผลกระทบอย่างมาก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เผชิญเสียงโห่จากแฟนบาสเกตบอลจำนวนมากภายในสนามเมดิสัน สแควร์ การ์เดน ในนครนิวยอร์ก เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 8 มิ.ย. ระหว่างเข้าชมการแข่งขัน NBA รอบชิงชนะเลบิศ เกมที่ 3 ระหว่างทีมนิวยอร์ก นิกส์ และซานอันโตนิโอ สเปอร์ส โดยถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งยังดำรงตำแหน่งอยู่ เข้าชมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศของลีกบาสเกตบอลเอ็นบีเอ

เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างพิธีบรรเลงเพลงชาติสหรัฐฯ เมื่อภาพของทรัมป์ปรากฏบนจอยักษ์ภายในสนาม ท่ามกลางเสียงเชียร์ “ยูเอสเอ” ที่ดังก่อนหน้านั้น แต่ไม่นานเสียงเชียร์กลับถูกแทนที่ด้วยเสียงโห่จากแฟนกีฬาจำนวนมาก ขณะที่บางส่วนยังส่งเสียงสนับสนุนผู้นำสหรัฐฯ ด้วย

ทรัมป์เข้าชมเกมในห้องรับรองพิเศษของเจมส์ โดแลน เจ้าของทีมนิวยอร์ก นิกส์ พร้อมด้วยคณะบุคคลใกล้ชิด สมาชิกคณะรัฐมนตรี และบุคคลสำคัญทางการเมืองหลายราย โดยระหว่างการแข่งขันยังได้พูดคุยกับอดัม ซิลเวอร์ กรรมาธิการ NBA และนักการเมืองพรรครีพับลิกันหลายคน

การเดินทางของทรัมป์ส่งผลให้ทางการนิวยอร์กและหน่วยอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐฯ  รวมถึงสำนักงานตำรวจนิวยอร์ก ต้องยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดรอบสนามแมดิสัน สแควร์ การ์เดน มีการตั้งรั้วเหล็กสีดำเป็นแนวป้องกันยาวปิดกั้นพื้นที่ ส่งผลให้ผู้โดยสารรถไฟใต้ดิน นักท่องเที่ยว และแฟนบาสเกตบอลต้องเผชิญกับความสับสน เนื่องจากต้องผ่านจุดตรวจค้นที่เข้มงวดคล้ายกับที่สนามบิน และต้องต่อคิวยาวนานกว่า 4 ชั่วโมงก่อนเกมจะเริ่ม

นอกจากนี้ กิจกรรมชมการแข่งขันร่วมกัน หรือ Watch Party ที่ปกติจัดขึ้นบริเวณด้านนอกสนามในช่วงเพลย์ออฟยังถูกยกเลิก โดยต้องย้ายกลุ่มแฟนบอลไปรวมตัวกันที่สวนสาธารณะไบรอันต์ พาร์ก ที่อยู่ห่างออกไปแทน ทำให้แฟนกีฬาหลายคนแสดงความไม่พอใจ โดยบางรายระบุว่าการมาเยือนของทรัมป์ทำให้บรรยากาศการแข่งขันซึ่งรอคอยมานานถูกบดบังด้วยประเด็นทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม แฟนบางส่วนมองว่าทรัมป์มีสิทธิ์เข้าร่วมชมการแข่งขันในฐานะแฟนของทีมนิกส์เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ และไม่ต้องการให้การเมืองเข้ามากระทบกับบรรยากาศของเกมสำคัญครั้งนี้

การแข่งขัน NBA รอบชิงชนะเลิศที่เมดิสัน สแควร์ การ์เดน ครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม เนื่องจากเป็นเกมเหย้ารอบชิงชนะเลิศนัดแรกของนิวยอร์ก นิกส์ ในรอบ 27 ปี ประกอบกับสถานการณ์ที่นิกส์นำอยู่ 2-0 เกม ทำให้ราคาตั๋วเข้าชมพุ่งสูงกว่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 180,000 บาทสำหรับที่นั่งราคาต่ำสุด ขณะที่ที่นั่งระดับพรีเมียมมีราคาสูงถึงหลายหมื่นดอลลาร์

ภายในสนามยังมีบุคคลมีชื่อเสียงเข้าร่วมชมการแข่งขันจำนวนมาก เช่น ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง สไปก์ ลี อดีตนักเบสบอลระดับตำนาน เดเร็ก จีเตอร์ และอดีตควอเตอร์แบ็กชื่อดังของนิวยอร์ก ไจแอนต์ส อีไล แมนนิง ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันที่ได้รับการจับตามองทั้งในแง่กีฬาและการเมืองไปพร้อมกัน

ทั้งนี้ ทรัมป์ซึ่งเป็นชาวเขตควีนส์ ซึ่งเป็นหนึ่งเขตสำคัญของนิวยอร์กโดยกำเนิด มีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างตึงเครียดกับฐานเสียงในนครนิวยอร์กซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้นิยมพรรคเดโมแครต อีกทั้งในอดีต ทรัมป์ยังเคยวิพากษ์วิจารณ์ลีก NBA อย่างรุนแรงว่าเป็น “องค์กรทางการเมือง” จากกรณีที่นักกีฬาจำนวนมากออกมาประท้วงเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเชื้อชาติในขบวนการ Black Lives Matter เมื่อปี 2020 ด้านสัญญาระหว่างประเทศและการรักษาความปลอดภัยของทรัมป์ถูกจับตามองอย่างหนัก หลังเกิดเหตุพยายามลอบสังหารและภัยคุกคามอาวุธต่อตัวเขาถึง 3 ครั้งในช่วงสองปีที่ผ่านมา ทำให้งานกีฬาระดับชาติที่เขาเข้าร่วมต้องตกอยู่ในสภาวะล็อกดาวน์พื้นที่เช่นนี้ทุกครั้ง.

ที่มา Associated Press / Reuters

คลื่นยักษ์สูง 11 เมตรซัดนิวซีแลนด์! สั่งอพยพประชาชนหลายร้อยคน

คลื่นยักษ์สูง 11 เมตรซัดนิวซีแลนด์! สั่งอพยพประชาชนหลายร้อยคน

9 มิ.ย. 2569 09:51 น.

คลื่นยักษ์สูง 11 เมตรซัดนิวซีแลนด์! สั่งอพยพประชาชนหลายร้อยคน

นิวซีแลนด์สั่งอพยพประชาชนหลายร้อยคนออกจากบ้านเรือนริมชายฝั่งในกรุงเวลลิงตัน หลังเผชิญคลื่นขนาดใหญ่สูงถึง 11 เมตร ซัดเข้าชายฝั่ง ท่ามกลางกระแสลมแรงจัด กระทบการเดินทางและต้องยกเลิกเที่ยวบิน

คลื่นขนาดใหญ่ซัดเข้าสู่บริเวณอ่าวเวลลิงตัน เมื่อวันอังคารที่ 9 มิถุนายน ตามเวลาท้องถิ่น โดยหน่วยงานพยากรณ์อากาศนิวซีแลนด์ระบุว่า ความสูงของคลื่นวัดได้ถึง 11 เมตร

แอนดรูว์ ลิตเทิล นายกเทศมนตรีกรุงเวลลิงตัน ประกาศภาวะฉุกเฉินก่อนที่คลื่นขนาดใหญ่จะเข้าถึงชายฝั่ง พร้อมสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงและอยู่ห่างจากชายฝั่งทางตอนใต้ ได้แก่ โอวิโร เบย์, ไอส์แลนด์ เบย์ , ฮอตัน เบย์ และเบรกเกอร์ เบย์ พร้อมเตือนว่า เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินอาจไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งและอยู่ในพื้นที่อันตราย

คำสั่งอพยพมีผลตั้งแต่ช่วงเช้าวันอังคาร โดยตำรวจถูกส่งเข้าไปควบคุมพื้นที่ พร้อมตั้งจุดกั้นถนนโดยรอบ เพื่อป้องกันประชาชนเดินทางเข้าใกล้ชายฝั่ง

สภาท้องถิ่นระบุว่า เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้มาแล้วเมื่อปี 2021 สร้างความเสียหายให้บ้านเรือนหลายหลังในพื้นที่เบรกเกอร์ เบย์ โดยครั้งนั้นคลื่นสูงประมาณ 6.5 เมตร

นอกจากคลื่นสูงแล้ว กรุงเวลลิงตันยังเผชิญลมกระโชกแรง โดยบริเวณไอส์แลนด์ เบย์ มีรายงานว่าลมแรงจนทำให้ผู้หญิง 2 คนถูกพัดล้ม ขณะคลื่นซัดน้ำขึ้นมาบนถนน

สนามบินเวลลิงตันได้รับผลกระทบเช่นกัน หลังต้องยกเลิกเที่ยวบินบางส่วน จากกระแสลมที่มีความเร็วสูงสุดถึง 128 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ขณะเดียวกัน เครื่องบินขนาดเล็กของสายการบินท้องถิ่นโกลเดน เบย์ แอร์ ถูกแรงลมพัดล้มเอียงตะแคงขณะจอดอยู่ในสนามบิน แม้ไม่มีผู้โดยสารอยู่บนเครื่อง โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้เข้ามาช่วยยึดเครื่องบินให้อยู่กับพื้น

โดยล่าสุดทางการยังคงเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงพื้นที่ชายฝั่ง เนื่องจากสภาพอากาศเลวร้ายและคลื่นสูงยังคงเป็นอันตรายต่อเนื่อง.

ที่มา : channelnewsasia

จีนและเกาหลีเหนือย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้น พร้อมขยายความร่วมมือในหลายด้าน

จีนและเกาหลีเหนือย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้น พร้อมขยายความร่วมมือในหลายด้าน

9 มิ.ย. 2569 07:53 น.

จีนและเกาหลีเหนือย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้น พร้อมขยายความร่วมมือในหลายด้าน

สี จิ้นผิง และคิม จองอึน ให้คำมั่นจะเดินหน้ากระชับความร่วมมือระหว่างกัน ในระหว่างการเดินทางเยือนกรุงเปียงยางของผู้นำจีน พร้อมขยายความร่วมมือกับในหลากหลายด้าน

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิงของจีน และผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จองอึน ให้คำมั่นว่าจะเดินหน้ากระชับความร่วมมือระหว่างกัน ในการประชุมสุดยอดที่หลายฝ่ายจับตามองเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา 

โดยสำนักข่าวโทรทัศน์กลางจีน (CCTV) รายงานว่า ในระหว่างการประชุม สี จิ้นผิง แสดงจุดยืนว่าจีนพร้อมขยายความร่วมมือกับเกาหลีเหนือในหลากหลายด้าน ทั้งการค้า การเกษตร การก่อสร้าง และเทคโนโลยี

ตามรายงานระบุว่า สี จิ้นผิง กล่าวว่า ทั้งสองประเทศควรเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ และร่วมกันปกป้องอธิปไตย รวมถึงผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของแต่ละฝ่ายอย่างหนักแน่น

ด้านคิม จองอึน กล่าวว่า การเยือนของสี จิ้นผิงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือและจีนเป็นสิ่งที่ไม่อาจสั่นคลอนได้

สื่อจีนยังอ้างคำกล่าวของคิมว่า การสานต่อมิตรภาพยุคใหม่ระหว่างสองประเทศคือทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่ไม่เปลี่ยนแปลงของเกาหลีเหนือ

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดของการหารือครั้งนี้

ก่อนหน้านี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างประเทศคาดการณ์ว่า การประชุมครั้งนี้อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ รวมถึงสถานการณ์ระหว่างประเทศในวงกว้าง เนื่องจากทั้งสองประเทศกำลังพยายามฟื้นฟูพันธมิตรดั้งเดิมให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง ท่ามกลางความขัดแย้งกับสหรัฐฯ ที่ต่างฝ่ายต่างเผชิญอยู่

โดยครั้งล่าสุดที่สี จิ้นผิง และคิม จองอึน พบกัน เกิดขึ้นที่กรุงปักกิ่งเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา หลังจากทั้งสองเข้าร่วมชมพิธีสวนสนามทางทหารร่วมกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย และผู้นำต่างประเทศอีกหลายราย.

ที่มา : AP