คาด “สี จิ้นผิง” อาจกดดันทรัมป์ยุติขายอาวุธให้ไต้หวัน อ้างแถลงการณ์ร่วมปี 1982

คาด "สี จิ้นผิง" อาจกดดันทรัมป์ยุติขายอาวุธให้ไต้หวัน อ้างแถลงการณ์ร่วมปี 1982

23 ก.ย. 2569 14:51 น.

คาด “สี จิ้นผิง” อาจกดดันทรัมป์ยุติขายอาวุธให้ไต้หวัน อ้างแถลงการณ์ร่วมปี 1982

แหล่งข่าววงในเผย ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เตรียมหยิบยกประเด็นไต้หวันขึ้นมาหารือและกดดันประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างเยือนสหรัฐฯ  เพื่อให้สหรัฐฯ ยุติการขายอาวุธให้แก่ไต้หวันตามแถลงการณ์ร่วมปี 1982 โดยฝ่ายจีนอาจหยิบยื่นข้อเสนอช่วยกดดันเรื่องสงครามในตะวันออกกลางเป็นการแลกเปลี่ยน ขณะที่ไต้หวันยืนยันเดินหน้าติดต่อสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดเพื่อผลักดันการส่งมอบอาวุธตามแผน

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน คาดว่าจะกดดันประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ให้ยุติการขายอาวุธให้ไต้หวันระหว่างการเยือนกรุงวอชิงตันในสัปดาห์นี้ โดยอาจยกแถลงการณ์ร่วมสหรัฐฯ-จีนปี 1982 มาเป็นเหตุผลในการเรียกร้องดังกล่าว แหล่งข่าว 3 คนที่รับทราบการหารือระหว่างสหรัฐฯ กับจีนก่อนการประชุมสุดยอด เปิดเผยกับรอยเตอร์โดยขอสงวนชื่อเนื่องจากเป็นประเด็นละเอียดอ่อน

ภายใต้แถลงการณ์ร่วมปี 1982 สหรัฐฯ ระบุถึงความตั้งใจที่จะทยอยลดการขายอาวุธให้ไต้หวัน และไม่ได้มุ่งหมายที่จะจัดหาอาวุธให้ไต้หวันในระยะยาว อย่างไรก็ตาม บันทึกประกอบแถลงการณ์ของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกนในขณะนั้นระบุว่า ความพร้อมของสหรัฐฯ ที่จะลดการขายอาวุธนั้นขึ้นอยู่โดยสิ้นเชิงกับการที่จีนยังคงยึดมั่นต่อการแก้ไขความแตกต่างกับไต้หวันด้วยสันติวิธี

จีนมองไต้หวัน ซึ่งปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยว่าเป็นดินแดนของจีน และเรียกร้องมาโดยตลอดให้สหรัฐฯ ยุติการขายอาวุธให้ไต้หวัน ขณะที่รัฐบาลไต้หวันปฏิเสธข้ออ้างเรื่องอธิปไตยของจีน และยืนยันว่าอนาคตของไต้หวันควรถูกกำหนดโดยประชาชนไต้หวัน

แม้สหรัฐฯ กับไต้หวันไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ แต่กฎหมายสหรัฐฯ กำหนดให้สหรัฐฯ จัดหาเครื่องมือที่จำเป็นแก่ไต้หวันเพื่อใช้ป้องกันตนเอง โดยนโยบายของสหรัฐฯ ยึดหลัก “นโยบายจีนเดียว” ซึ่งสหรัฐฯ ไม่ได้แสดงจุดยืนอย่างเป็นทางการว่าไต้หวันมีอธิปไตยเหนือดินแดนหรือไม่ และรับทราบจุดยืนของจีนที่ว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน แต่ไม่ได้ให้การรับรองจุดยืนดังกล่าว

แหล่งข่าวระบุว่า จีนอาจเรียกร้องไม่เพียงให้สหรัฐฯ ยุติการอนุมัติการขายอาวุธชุดใหม่ แต่ยังขอให้ระงับการส่งมอบอาวุธที่ไต้หวันสั่งซื้อไปแล้วด้วย โดยจีนอาจเสนอความช่วยเหลือในการกดดันอิหร่านเกี่ยวกับสงครามในตะวันออกกลางเป็นสิ่งตอบแทน

หนึ่งในแหล่งข่าวระบุว่า สี จิ้นผิงอาจพยายามเน้นย้ำต่อทรัมป์ว่า ไต้หวันเป็นฝ่ายยั่วยุและเป็นต้นตอของความไม่มั่นคงในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน รวมถึงเป็นฝ่ายที่กำลังเปลี่ยนแปลงสถานะเดิมในช่องแคบไต้หวัน อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นมุมมองของฝ่ายจีนตามที่แหล่งข่าวระบุ

จีนเพิ่มกิจกรรมทางทหารรอบไต้หวันอย่างมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รวมถึงการซ้อมรบที่มีการยิงขีปนาวุธจริง และกองทัพจีนปฏิบัติการรอบเกาะไต้หวันเกือบทุกวัน โดยจีนไม่เคยประกาศสละการใช้กำลังเพื่อรวมไต้หวันเข้ากับจีน

กระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า จีน “คัดค้านอย่างเด็ดขาด” ต่อการขายอาวุธของสหรัฐฯ ให้ไต้หวัน และเห็นว่าการปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมทั้ง 3 ฉบับ รวมถึงคำมั่นก่อนหน้านี้ของสหรัฐฯ ในประเด็นไต้หวัน เป็น “เงื่อนไขที่จำเป็น” ต่อการพัฒนาความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนอย่างมีเสถียรภาพและเป็นไปในทิศทางที่ดี

เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์อนุมัติแพ็กเกจขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่าประมาณ 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.9 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นแพ็กเกจใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยอนุมัติ ขณะที่แพ็กเกจอีกชุดมูลค่าประมาณ 14,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 4.5 แสนล้านบาท ยังคงถูกระงับมาหลายเดือน

หลังการประชุมสุดยอดกับสี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่งเมื่อเดือนพฤษภาคม ทรัมป์ระบุว่าเขายังคงชะลอแพ็กเกจดังกล่าวไว้ และเรียกการขายอาวุธชุดนี้ว่าเป็น “ไพ่ต่อรองที่ดีมาก” ขณะที่บริษัทผู้ผลิตอาวุธของสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบจากความล่าช้าดังกล่าว

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า ทรัมป์กล่าวว่าจะตัดสินใจเกี่ยวกับแพ็กเกจอาวุธชุดใหม่ภายในเวลาไม่นาน และชี้ว่าในสมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก ทรัมป์อนุมัติการขายอาวุธให้ไต้หวันมากกว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใดในประวัติศาสตร์ ขณะที่ในสมัยที่สอง เขาอนุมัติการขายอาวุธให้ไต้หวันภายในปีแรกมากกว่ายอดรวมตลอด 4 ปีของรัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดน

ภายใต้ “หลักประกัน 6 ประการ” ที่สหรัฐฯ ให้แก่ไต้หวันในปี 1982 และถูกเปิดเผยต่อสาธารณะในปี 2020 สหรัฐฯ ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาสำหรับการยุติการขายอาวุธให้ไต้หวัน และไม่ได้ตกลงว่าจะต้องหารือกับจีนล่วงหน้าก่อนการขายอาวุธดังกล่าว

ด้านไต้หวันระบุว่าจะยังคงประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐฯ เพื่อผลักดันให้การขายและส่งมอบอาวุธดำเนินไปตามแผน นายเฉียว ฝูชุน รองโฆษกกระทรวงกลาโหมไต้หวัน กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่เมืองไถหนานว่า การรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเป็น “ผลประโยชน์ร่วมของประเทศประชาธิปไตย” พร้อมระบุว่ารัฐบาลและสภาคองเกรสสหรัฐฯ แสดงจุดยืนสนับสนุนความสามารถของไต้หวันในการป้องกันตนเองมาโดยตลอด

เขากล่าวว่า ไต้หวันจะยังคงติดต่ออย่างใกล้ชิดกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และเดินหน้าผลักดันให้การส่งมอบอาวุธเป็นไปตามแผน ด้านโช จุงไท นายกรัฐมนตรีไต้หวัน กล่าวว่า เขามีความเชื่อมั่นอย่างมากต่ออนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ

สี จิ้นผิงมีกำหนดเดินทางถึงกรุงวอชิงตันในวันที่ 23 กันยายน โดยการหารืออย่างเป็นทางการกับทรัมป์จะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน ขณะที่กำหนดการเยือนหอจดหมายเหตุแห่งชาติสหรัฐฯ จะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 25 กันยายน ซึ่งแหล่งข่าวระบุว่าอาจเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ผู้นำจีนหยิบยกประเด็นแถลงการณ์ร่วมปี 1982 ขึ้นหารือ.

ที่มา Reuters / Associated Press

ทรัมป์เผยสหรัฐฯ-อิหร่านหารือนอกรอบ 3 ชั่วโมง หลังขู่ “ทำลายล้าง” อิหร่าน

ทรัมป์เผยสหรัฐฯ-อิหร่านหารือนอกรอบ 3 ชั่วโมง หลังขู่ “ทำลายล้าง” อิหร่าน

23 ก.ย. 2569 14:28 น.

ทรัมป์เผยสหรัฐฯ-อิหร่านหารือนอกรอบ 3 ชั่วโมง หลังขู่ “ทำลายล้าง” อิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า ผู้แทนสหรัฐฯ และอิหร่านพบหารือกันนอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในนครนิวยอร์กนานประมาณ 3 ชั่วโมง หลังจากก่อนหน้านั้นเขากล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมยูเอ็นว่า สหรัฐฯ อาจ “ทำลายล้าง” สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมาเกือบ 7 เดือน 

ทรัมป์กล่าวว่า สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ และจาเร็ด คุชเนอร์ ผู้แทนของเขา เป็นฝ่ายพบหารือกับเจ้าหน้าที่อิหร่าน พร้อมระบุว่าการประชุมเป็นไปด้วยดี แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับผู้เข้าร่วมฝ่ายอิหร่านหรือสาระสำคัญของการหารือมากนัก โดยบอกเพียงว่า “เป็นการประชุมที่ดีมาก” และยอมรับว่าเจ้าหน้าที่อิหร่านที่เข้าร่วม “ไม่ใช่ระดับสูงสุด” แต่ถือเป็นความคืบหน้าอย่างหนึ่ง 

วิตคอฟฟ์ระบุผ่าน X ว่า การหารือดำเนินผ่านคนกลางที่เดินทางติดต่อระหว่างคณะผู้แทนสหรัฐฯ และอิหร่านตลอดทั้งวัน พร้อมแสดงความหวังว่าความพยายามดังกล่าวจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่สร้างสรรค์และมีความคืบหน้า

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังการติดต่อระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านหยุดชะงักมาหลายเดือน นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงที่มีคนกลางช่วยเจรจาเมื่อเดือนมิถุนายนสิ้นสุดลง ก่อนหน้านี้ ผู้เจรจาของทั้งสองฝ่ายเคยพบกับคนกลางจากกาตาร์และปากีสถานในกรุงโดฮาเมื่อเดือนกรกฎาคม เพื่อหารือทางอ้อมเกี่ยวกับการยุติความขัดแย้ง

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า ทรัมป์เปิดกว้างต่อการพบหารือกับมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ โดยระบุว่าการพูดคุยกับคู่ขัดแย้งเป็นสิ่งจำเป็นหากต้องการแก้ไขปัญหา แม้ไม่ได้หมายความว่าจะเห็นพ้องกันในทุกเรื่อง 

ในการกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ทรัมป์ระบุว่า เขากำลังเผชิญกับการตัดสินใจครั้งใหญ่ว่าจะเดินหน้าทำข้อตกลงกับอิหร่าน หรือใช้มาตรการทางทหารเพิ่มเติม โดยกล่าวว่าหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ เขาอาจ “ทำลายล้างสาธารณรัฐอิสลาม” อย่างรวดเร็ว 

ทรัมป์ยังเรียกร้องให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ และกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาเพื่อหาทางยุติสงคราม ขณะที่อิหร่านระบุว่าคำกล่าวของทรัมป์เป็นโฆษณาชวนเชื่อ และกองทัพอิหร่านประกาศว่าพร้อมตอบโต้หากถูกโจมตีเพิ่มเติม 

สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ดำเนินมาเกือบ 7 เดือนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจในภูมิภาค รวมถึงตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงจากความกังวลเกี่ยวกับอุปทานและความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือ 

หลังกล่าวสุนทรพจน์ ทรัมป์ยังมีภารกิจทางการทูตหลายรายการ โดยพบหารือกับผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ หรือ GCC ได้แก่ บาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงจอร์แดน เพื่อหารือแนวทางเกี่ยวกับสงครามอิหร่าน

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังพบหารือกับผู้นำอังกฤษ แอนดี เบิร์นแฮม นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิจิ , ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจ-มยอง, ประธานาธิบดียูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี และเดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลา

ทรัมป์ยังลงนามข้อตกลงด้านความมั่นคงฉบับใหม่ร่วมกับนายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก เมตเต เฟรเดอริกเซน และนายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ เยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน โดยข้อตกลงยืนยันว่ากรีนแลนด์ยังคงเป็นดินแดนของเดนมาร์ก แต่สหรัฐฯ จะเดินหน้ากระบวนการเพิ่มกำลังและโครงสร้างพื้นฐานทางทหารในกรีนแลนด์ รวมถึงการก่อสร้างฐานทัพขนาดใหญ่ 2 แห่ง

ทรัมป์ยังกล่าวถึงสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยยืนยันว่าต้องการให้ความขัดแย้งยุติลงโดยเร็ว ขณะที่เขาแสดงความไม่พอใจต่อสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ หลังจากก่อนหน้านี้เคยคาดการณ์ว่าสงครามจะสามารถยุติได้ตั้งแต่วันแรกของการดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง

ทรัมป์ยังกล่าวถึงกฎหมายคว่ำบาตรรัสเซียฉบับใหม่ที่เขาลงนามเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งเปิดทางให้สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีศุลกากรสูงสุด 100% ต่อประเทศที่นำเข้าน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียในปริมาณสูงสุด 5 ประเทศ อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ทรัมป์ยังไม่ได้บังคับใช้มาตรการลงโทษดังกล่าว โดยระบุเพียงว่า หากจำเป็น สหรัฐฯ ก็พร้อมใช้มาตรการเหล่านี้เพื่อยุติการสู้รบ.

ที่มา Associated Press

คนป่วยทางเดินหายใจทะลุ 1.7 แสนราย วิกฤตหมอกควันไฟป่าอินโดนีเซีย

คนป่วยทางเดินหายใจทะลุ 1.7 แสนราย วิกฤตหมอกควันไฟป่าอินโดนีเซีย

23 ก.ย. 2569 13:08 น.

คนป่วยทางเดินหายใจทะลุ 1.7 แสนราย วิกฤตหมอกควันไฟป่าอินโดนีเซีย

กระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซียเผย พบผู้ป่วยติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่าและไฟไหม้ที่ดินกว่า 174,000 ราย ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึง 21 กันยายน ในจำนวนนี้เป็นเด็กเล็กกว่า 40,000 ราย ขณะที่หมอกควันพิษปกคลุมหลายพื้นที่ของอินโดนีเซีย รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์

กระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซียเปิดเผยว่า พบผู้ป่วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน หรือ ARI จำนวน 174,694 ราย ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่าและไฟไหม้ที่ดิน ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงวันที่ 21 กันยายน โดยในจำนวนนี้มีเด็กเล็กมากกว่า 40,000 ราย

ตัวเลขดังกล่าวรวบรวมจาก 7 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากหมอกควัน และเพิ่มขึ้นจากกว่า 113,000 รายที่รายงานเมื่อวันที่ 9 กันยายน สะท้อนถึงผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนจากสถานการณ์ไฟป่าที่ยืดเยื้อมาหลายสัปดาห์

ไฟป่าในเกาะบอร์เนียว สุมาตรา และปาปัว ส่งผลให้หมอกควันปกคลุมหลายพื้นที่ของอินโดนีเซีย ซึ่งมีประชากรมากกว่า 280 ล้านคน รวมถึงพื้นที่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ ทำให้ดัชนีคุณภาพอากาศในหลายพื้นที่ลดลงจนอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

เธน สุยันตี เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซีย ระบุว่า หมอกควันมีมลพิษหลายชนิด รวมถึงฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเส้นผมมนุษย์ และสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ

กระทรวงสาธารณสุขได้ส่งความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ประสบภัย โดยมีทั้งเครื่องผลิตออกซิเจนแบบเข้มข้น หน้ากากอนามัย และถังออกซิเจน พร้อมแนะนำประชาชนให้ลดกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อคุณภาพอากาศแย่ลง สวมหน้ากากอนามัย และดื่มน้ำให้เพียงพอ

อินโดนีเซียเผชิญไฟป่าเป็นประจำในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม แต่ปีนี้สถานการณ์รุนแรงขึ้น โดยมีปัจจัยจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่คาดว่าจะมีความรุนแรงสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลเปรียบเทียบเมื่อประมาณ 40 ปีก่อน

แพลตฟอร์มติดตามไฟป่า Nusantara Atlas ตรวจพบจุดความร้อนทั่วประเทศประมาณ 734,000 จุด ณ วันที่ 23 กันยายน ซึ่งสูงกว่าช่วงฤดูไฟป่ารุนแรงในปี 2019 มากกว่า 30% ขณะที่ตั้งแต่ต้นปี มีพื้นที่ถูกไฟไหม้แล้วอย่างน้อย 895,657 เฮกตาร์ หรือเกือบ 5.6 ล้านไร่ คิดเป็นเกือบ 6 เท่าของพื้นที่มหานครลอนดอน

รัฐบาลอินโดนีเซียระดมเจ้าหน้าที่มากกว่า 54,000 คน และเครื่องบินหลายสิบลำเพื่อปฏิบัติการทิ้งน้ำดับไฟในเกาะบอร์เนียวและสุมาตรา แต่พื้นที่กว้างใหญ่และสภาพพื้นที่พรุที่ควบคุมไฟได้ยาก ทำให้ภารกิจดับไฟมีความซับซ้อน

เท็ดดี อินทรา วิจายา เลขาธิการคณะรัฐมนตรีอินโดนีเซีย กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ยังคงปฏิบัติงานทั้งทางอากาศและภาคพื้นดิน เพื่อดับไฟ ลดผลกระทบจากควัน และปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามของไฟป่าและไฟไหม้ที่ดิน

สถานการณ์ไฟป่าส่งผลให้โรงเรียนบางแห่งต้องหยุดการเรียนการสอน และมีรายงานผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นทั่วอินโดนีเซีย โดยจำนวนผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจที่เกี่ยวข้องกับไฟป่าเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า จาก 50,891 รายเมื่อวันที่ 1 กันยายน เป็น 113,336 รายเมื่อวันที่ 9 กันยายน ตามข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข

ผลกระทบยังขยายไปถึงสัตว์ป่า โดยเฉพาะอุรังอุตังซึ่งเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง มูลนิธิอนุรักษ์สัตว์ป่าในอินโดนีเซียเผยแพร่ภาพอุรังอุตังตัวหนึ่งมีอาการดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้นในสวนปาล์มน้ำมันของจังหวัดกาลิมันตันตะวันตก ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด อุรังอุตังตัวดังกล่าวถูกเกษตรกรพบและได้รับการช่วยเหลือ พร้อมรักษาภาวะพร่องออกซิเจน และตายลงในเวลาต่อมา

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มชนพื้นเมืองและภาคประชาสังคมในกาลิมันตันตะวันตกได้ยื่นฟ้องแบบกลุ่มต่อรัฐบาลกลางและฝ่ายปกครองท้องถิ่น โดยกล่าวหาว่าละเลยหน้าที่ในการรับมือไฟป่าที่ลุกลามในจังหวัดอย่างเหมาะสม ทนายความของกลุ่มระบุว่า เหตุการณ์หมอกควันที่เกิดขึ้นซ้ำทุกปีสะท้อนถึงความล้มเหลวในการป้องกันและจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อินโดนีเซียได้ดำเนินปฏิบัติการทำฝนเทียมหลายครั้ง โดยบางภารกิจได้รับความร่วมมือจากสมาชิกกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น ซึ่งเดินทางมายังเกาะบอร์เนียวเมื่อต้นเดือนเพื่อช่วยเหลือภารกิจดับไฟ

การทำฝนเทียมเป็นกระบวนการกระตุ้นเมฆที่มีอยู่แล้วให้เกิดฝน โดยอาจใช้การโปรยผลึกเกลือหรือซิลเวอร์ไอโอไดด์เข้าสู่ก้อนเมฆ อย่างไรก็ตาม นักอุตุนิยมวิทยายังมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวิธีการดังกล่าว

รัฐซาราวักของมาเลเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่นอกอินโดนีเซียที่ได้รับผลกระทบจากหมอกควันรุนแรง ได้เปิดปฏิบัติการทำฝนเทียมเป็นเวลา 5 วันเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา นอกจากช่วยรับมือหมอกควันแล้ว ยังมีเป้าหมายเพิ่มระดับน้ำในเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำหลายแห่ง ก่อนเข้าสู่ช่วงอากาศแห้งแล้งรุนแรงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม

ดักลาส อุงกาห์ เอ็มบาส รองนายกรัฐมนตรีรัฐซาราวัก เตือนว่า เดือนตุลาคมอาจมีอากาศร้อนและแห้งแล้งมากขึ้น จึงต้องการเพิ่มระดับน้ำในเขื่อนให้ได้มากที่สุดก่อนที่สภาพอากาศจะเลวร้ายลง

ขณะเดียวกัน หมอกควันจากไฟป่ายังลอยไปไกลถึงบางพื้นที่ของฟิลิปปินส์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นขอให้ประชาชนอยู่ภายในอาคารให้มากที่สุด และสิงคโปร์ที่เริ่มออกประกาศเตือนสถานการณ์หมอกควันเป็นประจำทุกวัน เพื่อให้ประชาชนติดตามคุณภาพอากาศและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ.

ที่มา BBC / AFP

“เมตา” ร่วมมือตำรวจสิงคโปร์ สกัดบัญชี-เพจเอี่ยวมิจฉาชีพกว่า 3.7 ล้านรายการ

"เมตา" ร่วมมือตำรวจสิงคโปร์ สกัดบัญชี-เพจเอี่ยวมิจฉาชีพกว่า 3.7 ล้านรายการ

23 ก.ย. 2569 12:29 น.

“เมตา” ร่วมมือตำรวจสิงคโปร์ สกัดบัญชี-เพจเอี่ยวมิจฉาชีพกว่า 3.7 ล้านรายการ

“เมตา” เจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ เปิดเผยความสำเร็จในการร่วมมือกับสำนักงานตำรวจสิงคโปร์ตลอดช่วงปีนี้ โดยสามารถจัดการกับบัญชี เพจปลอม และ “เพจเปล่า” ที่ใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานของแก๊งมิจฉาชีพได้มากกว่า 3.7 ล้านรายการ ช่วยตัดวงจรก่อนสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน

“เมตา” ผู้ให้บริการเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม เปิดเผยว่าได้ดำเนินการลบหรือจำกัดการเข้าถึงบัญชี เพจ และเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับมิจฉาชีพมากกว่า 3.7 ล้านรายการในปีนี้ โดยได้รับข้อมูลสนับสนุนจากกองกำลังตำรวจสิงคโปร์ หรือ SPF ภายใต้ความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองที่ดำเนินมานาน 2 ปี เมตาระบุว่า ความร่วมมือดังกล่าวช่วยให้ทีมสืบสวนสามารถระบุและทำลายเครือข่ายมิจฉาชีพทั้งระบบ แทนที่จะจัดการเฉพาะบัญชีที่มีการรายงานเป็นรายกรณี

ในช่วงเดือนมกราคมถึงมิถุนายน เมตาดำเนินการกับบัญชีและเพจที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงและการหลอกลวงบนเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมมากกว่า 113,000 รายการ โดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการหลอกลงทุน ซึ่งมักใช้ข้อเสนอผลตอบแทนสูงหรือรับประกันกำไรเพื่อดึงดูดเหยื่อ บริษัทระบุว่า ข้อมูลจากตำรวจสิงคโปร์ช่วยให้สามารถดำเนินการกับสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องได้มากกว่าจำนวนที่ถูกแจ้งเบาะแสถึง 5 เท่า

เมตาเปิดเผยว่า ในเดือนกรกฎาคม บริษัทดำเนินการกับบัญชีและเพจมากกว่า 3.6 ล้านรายการ โดยส่วนใหญ่ประมาณ 3.64 ล้านรายการเป็นสิ่งที่เรียกว่า “เพจเปล่า” ซึ่งเป็นเพจที่ไม่มีเนื้อหา หรือยังไม่ได้ใช้งานอย่างจริงจัง แต่ถูกสร้างและเตรียมไว้เป็นโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้มิจฉาชีพนำไปเปิดใช้งานในแคมเปญหลอกลวงในอนาคต

บริษัทระบุว่า เพจลักษณะนี้อาจดูว่างเปล่าและไม่เป็นอันตราย เนื่องจากไม่มีโฆษณาหรือเนื้อหาที่ละเมิดกฎ แต่สามารถถูกนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็วเมื่อมิจฉาชีพเริ่มปฏิบัติการ โดยเมตามองว่าเพจเปล่าเหล่านี้เป็นช่องทางการหลอกลวงรูปแบบใหม่ที่ตรวจพบผ่านความร่วมมือกับตำรวจสิงคโปร์

นอกจากนี้ ในเดือนมิถุนายน เมตาและตำรวจสิงคโปร์ยังร่วมปฏิบัติการสกัดการหลอกลวงทางอีคอมเมิร์ซ ก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดโรงเรียน ซึ่งเป็นช่วงที่ครอบครัวจำนวนมากมองหาข้อเสนอด้านการท่องเที่ยว โดยดำเนินการกับบัญชีและเพจที่เกี่ยวข้องมากกว่า 33,600 รายการ

เนื้อหาที่ถูกจัดการรวมถึงการเสนอราคาสินค้าที่ทำให้เข้าใจผิด การใช้โปรโมชั่นปลอมของแบรนด์ดัง การกล่าวอ้างสรรพคุณสินค้าเกินจริง ตลอดจนการสร้างแรงกดดันให้ผู้บริโภครีบตัดสินใจซื้อโดยอ้างว่าสินค้ามีจำนวนจำกัด

คลารา โคห์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายสาธารณะประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเมตากล่าวว่า ปัจจุบันมิจฉาชีพดำเนินงานในระดับอุตสาหกรรม และใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อผลิตโปรไฟล์ปลอมจำนวนมาก สร้างภาพปลอม และเขียนโค้ดที่เป็นอันตราย

เธอระบุว่า เมตายังคงลงทุนพัฒนาระบบป้องกันภัยบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ และเร่งตรวจจับเนื้อหาหลอกลวงที่ละเมิดกฎ โดยเฉพาะก่อนที่ผู้ใช้งานจะพบเห็นเนื้อหาเหล่านั้น

ดารีล พูน ผู้อำนวยการฝ่ายประสานงานด้านการบังคับใช้กฎหมายประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ เมตากล่าวว่า มิจฉาชีพอาศัยข้อเท็จจริงที่ว่าไม่มีองค์กรใดสามารถมองเห็นภาพรวมของเครือข่ายหลอกลวงทั้งหมดได้ แต่ความร่วมมือกับตำรวจสิงคโปร์ช่วยให้บริษัทตรวจพบภัยคุกคามที่อาจไม่สามารถระบุได้ด้วยตนเอง และสามารถทำลายเครือข่ายได้ในวงกว้างก่อนที่จะเข้าถึงเหยื่อจำนวนมากขึ้น

จัสติน หว่อง ผู้บังคับบัญชาหน่วยบัญชาการไซเบอร์ของตำรวจสิงคโปร์ กล่าวว่า การจัดการกับเครือข่ายหลอกลวงที่ซับซ้อนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย องค์กรเอกชน และพันธมิตรระหว่างประเทศ

เขาระบุว่า การแลกเปลี่ยนสัญญาณและข้อมูลเกี่ยวกับการหลอกลวงช่วยให้บริษัทพันธมิตรสามารถดำเนินการกับโครงสร้างพื้นฐานทางอาชญากรรมที่อยู่เบื้องหลังการหลอกลวงได้ และปฏิบัติการล่าสุดแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของความร่วมมือระหว่างตำรวจและภาคเอกชนในการตัดช่องทางที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวงประชาชนสิงคโปร์

เมตายังระบุว่า ข้อมูลจากบริษัทเคยช่วยให้ตำรวจสิงคโปร์จับกุมชาย 7 คนเมื่อปีที่ผ่านมา จากข้อสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายการพนันออนไลน์ผิดกฎหมายข้ามชาติ

นอกจากการปราบปรามแล้ว เมตา ตำรวจสิงคโปร์ และสภาป้องกันอาชญากรรมแห่งชาติสิงคโปร์ หรือ NCPC ยังร่วมกันจัดทำโครงการให้ความรู้แก่ประชาชน ภายใต้แคมเปญ “One Step Ahead” เพื่อส่งเสริมการเปิดใช้ระบบรักษาความปลอดภัย เช่น การยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอนและ Passkeys สำหรับเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม รวมถึงฟีเจอร์แจ้งเตือนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อใน WhatsApp

แคมเปญดังกล่าวยังประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ ScamShield ซึ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบการหลอกลวงและแนวทางป้องกันภัยออนไลน์ โดยเมตาเปิดเผยว่า โครงการนี้เข้าถึงประชาชนในสิงคโปร์แล้วประมาณ 1.6 ล้านคน

บริษัทระบุว่า การหลอกลวงเป็นปัญหาระดับโลกที่เกิดขึ้นข้ามแพลตฟอร์ม แอปพลิเคชัน และพรมแดนประเทศ พร้อมย้ำว่า การแลกเปลี่ยนข้อมูลและดำเนินการอย่างรวดเร็วระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เป็นแนวทางสำคัญในการรับมือกับอาชญากรรมที่มีการจัดตั้งเป็นเครือข่าย.

ที่มา CNA / AFP 

ราคาน้ำมันดิบร่วงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ หลังทรัมป์เผยสหรัฐฯ-อิหร่านเจรจาคืบหน้า

ราคาน้ำมันดิบร่วงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ หลังทรัมป์เผยสหรัฐฯ-อิหร่านเจรจาคืบหน้า

23 ก.ย. 2569 11:12 น.

ราคาน้ำมันดิบร่วงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ หลังทรัมป์เผยสหรัฐฯ-อิหร่านเจรจาคืบหน้า

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับลดลง หลังโดนัลด์ ทรัมป์ เผยการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเป็นไปด้วยดี ขณะที่ซาอุดีอาระเบียเตรียมฟื้นการส่งออกผ่านท่อส่งน้ำมันสำคัญ

วันที่ 23 กันยายน 2569 ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลง หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ผู้แทนสหรัฐฯ และอิหร่านได้พบหารือกันที่นครนิวยอร์ก และการเจรจาเป็นไปด้วยดี โดยทั้งสองฝ่ายมีกำหนดหารือกันอีกในเร็วๆ นี้ ส่งผลให้นักลงทุนมีความหวังมากขึ้นว่าอาจมีความคืบหน้าทางการทูตเพื่อยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ในการซื้อขายช่วงเช้าที่เอเชีย ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นมาตรฐานอ้างอิงในตลาดโลก ลดลงมาอยู่ที่ 98.91 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อยู่ที่ 89.93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่ำกว่าระดับ 100 ดอลลาร์ ซึ่งราคาน้ำมันเคยพุ่งขึ้นแตะหลายครั้งนับตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์

ทรัมป์เปิดเผยเรื่องการเจรจาหลังพบหารือกับโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน โดยระบุว่าการประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กับอิหร่านนาน 3 ชั่วโมงเป็นการหารือที่ดีมาก และมีประสิทธิผลอย่างมาก พร้อมยืนยันว่าจะมีการหารือกันอีกครั้งในเร็วๆ นี้

ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง ทรัมป์เพิ่งกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ โดยระบุว่าสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับการตัดสินใจครั้งใหญ่ ว่าจะบรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน หรือใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อทำลายสาธารณรัฐอิสลามอย่างรวดเร็ว

ทางด้านนายสตีเฟน อินเนส จากบริษัท Quintex Intel วิเคราะห์ว่า การพบหารือระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านนาน 3 ชั่วโมงมีความสำคัญต่อตลาด เพราะทำให้ตลาดน้ำมันเริ่มเปลี่ยนจากการประเมินราคาตามความเสี่ยงจากการยกระดับความขัดแย้ง มาเป็นการจับตากระบวนการทางการทูต แม้ขณะนี้ยังห่างไกลจากการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายก็ตาม.

สื่อเกาหลีใต้เผย 2 สมาชิกคณะนักกีฬาเกาหลีเหนือ หวังขอลี้ภัยในญี่ปุ่นระหว่างเอเชียนเกมส์

สื่อเกาหลีใต้เผย 2 สมาชิกคณะนักกีฬาเกาหลีเหนือ หวังขอลี้ภัยในญี่ปุ่นระหว่างเอเชียนเกมส์

23 ก.ย. 2569 11:00 น.

สื่อเกาหลีใต้เผย 2 สมาชิกคณะนักกีฬาเกาหลีเหนือ หวังขอลี้ภัยในญี่ปุ่นระหว่างเอเชียนเกมส์

นิตยสารโชชุนรายเดือนของเกาหลีใต้ รายงานว่า สมาชิกคณะนักกีฬาเกาหลีเหนือ 2 คน ซึ่งเข้าร่วมการแข่งขันเอเชียนเกมส์ไอจิ-นาโกยา 2026 ในญี่ปุ่น กำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการขอลี้ภัยในญี่ปุ่น โดยแสดงความประสงค์ไม่เดินทางกลับเกาหลีเหนือ และต้องการพำนักในญี่ปุ่นแทนการเดินทางไปเกาหลีใต้ 

รายงานดังกล่าวอ้างแหล่งข่าวซึ่งระบุว่าเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานข่าวกรองและวิจัยคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น หรือ CIRO โดยระบุว่า สมาชิกทั้งสองคนเป็นส่วนหนึ่งของคณะผู้แทนเกาหลีเหนือประมาณ 180 คน ที่เข้าร่วมการแข่งขันซึ่งเปิดฉากเมื่อวันที่ 19 กันยายน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยตัวตน เพศหรือหน้าที่ของบุคคลทั้งสองภายในคณะผู้แทนอย่างชัดเจน และยังไม่ทราบว่าการติดต่อเพื่อสำรวจช่องทางขอลี้ภัยจะนำไปสู่การแปรพักตร์จริงหรือไม่ 

โชชุนระบุว่า ข้อมูลดังกล่าวได้รับผ่านแหล่งข่าวที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานข่าวกรองของญี่ปุ่น และสมาคมชาวเกาหลีในญี่ปุ่นที่สนับสนุนเกาหลีเหนือ หรือโชซอนชงรยอน (Chongryon) แต่รายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลทั้งสองและสถานะการยื่นคำร้องขอลี้ภัยยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ 

เกาหลีเหนือส่งนักกีฬาและเจ้าหน้าที่เข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ประมาณ 180 คน รวมถึงคิม อิล-กุก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกีฬา โดยถือเป็นการส่งคณะผู้แทนขนาดใหญ่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬานานาชาติในญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในรอบ 41 ปี นับตั้งแต่การแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยโลกฤดูร้อนที่เมืองโกเบ เมื่อปี 2528 

ก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นมีมาตรการจำกัดการเดินทางเข้าประเทศของชาวเกาหลีเหนือตามมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียว แต่ได้ยกเว้นเป็นกรณีสำหรับการเข้าร่วมการแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า ยังไม่สามารถติดต่อรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อขอความเห็นเกี่ยวกับรายงานดังกล่าวได้ทันที เนื่องจากเป็นวันหยุดราชการในญี่ปุ่น 

ทั้งนี้ ยังไม่มีการยืนยันจากทางการญี่ปุ่นว่าบุคคลทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอลี้ภัยอย่างเป็นทางการ หรือเดินทางออกจากคณะผู้แทนเกาหลีเหนือแล้ว รายงานดังกล่าวยังอยู่ในขั้นการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความประสงค์และการสำรวจความเป็นไปได้ในการขอลี้ภัยเท่านั้น.

ที่มา Chosunilbo / Reuters

อิทธิพลพายุไต้ฝุ่น “ตู้เจวียน” คร่าชีวิตชาวญี่ปุ่น 6 ศพ สูญหาย 6 ราย

อิทธิพลพายุไต้ฝุ่น "ตู้เจวียน" คร่าชีวิตชาวญี่ปุ่น 6 ศพ สูญหาย 6 ราย

23 ก.ย. 2569 10:42 น.

อิทธิพลพายุไต้ฝุ่น “ตู้เจวียน” คร่าชีวิตชาวญี่ปุ่น 6 ศพ สูญหาย 6 ราย

พายุไต้ฝุ่นตู้เจวียน ทำฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์ในภูมิภาคคันโต และหมู่เกาะใกล้กรุงโตเกียว ของญี่ปุ่น เกิดน้ำท่วม-ดินถล่ม มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ สูญหาย 6 ราย

วันที่ 23 กันยายน 2569 สำนักข่าว NHK รายงานว่าพายุไต้ฝุ่นตู้เจวียน (Dujuan)เคลื่อนตัวออกห่างจากญี่ปุ่นแล้ว หลังพัดถล่มภูมิภาคคันโตและหมู่เกาะในพื้นที่กรุงโตเกียว ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์ น้ำท่วมและดินถล่มในหลายพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่อุตุนิยมวิทยายังคงเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังอันตรายอย่างใกล้ชิด

ช่วงเช้าวันอังคารที่ผ่านมา เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ชุมชนแห่งหนึ่งของเมืองซากุระ จังหวัดชิบะ ขณะที่เมืองโยโกสุกะ จังหวัดคานางาวะ รายงานเกิดดินถล่มหลายจุด ส่วนที่เมืองมิอุระ จังหวัดคานางาวะ ดินโคลนถล่มใส่อาคารอพาร์ตเมนต์สูง 2 ชั้น ทำให้หญิงวัย 20 ปีรายหนึ่งสูญหายและยังไม่ทราบชะตากรรม ส่วนบ้านพักอีกหลังซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุราว 2 กิโลเมตร มีรายงานหญิงวัย 30 ปีสูญหายเช่นกัน

ขณะที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในจังหวัดชิบะรายงานว่า เกิดดินถล่มหลายจุด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ และสูญหายอีก 2 คน โดยคาดว่าผู้สูญหายอาจติดอยู่ภายในบ้านที่พังถล่มลงมา โดยเมื่อรวมกับผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในพื้นที่อื่น ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตจากอิทธิพลของไต้ฝุ่นตู้เจวียนในญี่ปุ่นเพิ่มเป็นอย่างน้อย 6 ศพ และสูญหาย 6 ราย.

ที่มา NHK

นักปั่นหญิงอัฟกานิสถานเคยปลอมตัวเป็นชายหนีตาลีบัน คว้าเหรียญเงินเอเชียนเกมส์

นักปั่นหญิงอัฟกานิสถานเคยปลอมตัวเป็นชายหนีตาลีบัน คว้าเหรียญเงินเอเชียนเกมส์

23 ก.ย. 2569 10:39 น.

นักปั่นหญิงอัฟกานิสถานเคยปลอมตัวเป็นชายหนีตาลีบัน คว้าเหรียญเงินเอเชียนเกมส์

“ฟารีบา ฮาชิมี” นักปั่นจักรยานหญิงชาวอัฟกานิสถาน คว้าเหรียญเงินการแข่งขันจักรยานประเภทถนนหญิงในเอเชียนเกมส์ที่ญี่ปุ่น หลังเคยต้องปลอมตัวเป็นผู้ชายเพื่อฝึกซ้อมและหลีกเลี่ยงการถูกทำร้ายจากกลุ่มตาลีบัน หวังความสำเร็จครั้งนี้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงในประเทศเดินหน้าตามความฝันโดยไม่หวาดกลัว

ฟารีบา ฮาชิมี นักปั่นจักรยานหญิงชาวอัฟกานิสถาน วัย 23 ปี คว้าเหรียญเงินในการแข่งขันจักรยานประเภทถนนหญิง ใกล้เมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (22 ก.ย.) โดยเข้าเส้นชัยเป็นอันดับสอง รองจากกัว หลี่ นักปั่นจากจีน ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ขณะที่ก่อนหน้านี้ เธอจบอันดับ 7 ในการแข่งขันจักรยานประเภทจับเวลาเฉพาะบุคคลหญิง เมื่อวันอาทิตย์

ฮาชิมีเคยต้องปลอมตัวเป็นผู้ชายเพื่อฝึกซ้อมจักรยานในอัฟกานิสถาน เนื่องจากเกรงว่าจะถูกทำร้ายในสังคมที่สิทธิสตรีถูกจำกัดอย่างเข้มงวด เธอเปิดเผยว่า ในช่วงเริ่มต้นเส้นทางนักกีฬา เธอสวมเสื้อผ้าผู้ชายและใช้หน้ากาก 2-3 แบบ เพื่อไม่ให้ผู้คนจดจำหรือทำร้าย รวมถึงต้องหลีกเลี่ยงก้อนหินที่ถูกขว้างใส่ขณะปั่นจักรยาน

ฮาชิมีเริ่มเล่นกีฬาชนิดนี้เมื่ออายุ 15 ปี ตามรอยยูลดุซ พี่สาวซึ่งเป็นนักปั่นจักรยานระดับนานาชาติเช่นกัน แม้ทั้งคู่ต้องเผชิญอันตรายในจังหวัดฟารีอับ ทางตอนเหนือของอัฟกานิสถาน

หลังกลุ่มตาลีบันกลับมามีอำนาจในปี 2021 ฮาชิมีตัดสินใจออกจากประเทศ และย้ายไปพำนักและฝึกซ้อมในอิตาลี โดยได้รับความช่วยเหลือจากอเลสซานดรา คัปเปลล็อตโต อดีตแชมป์โลกจักรยานชาวอิตาลี

ฮาชิมีกล่าวว่า เหรียญเงินครั้งนี้มีความหมายเป็นพิเศษ และหวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงชาวอัฟกานิสถานรุ่นต่อไปเดินหน้าตามความฝัน “ฉันเกิดในประเทศที่ผู้หญิงซึ่งมีความฝันต้องถูกทำร้าย และฉันมีความสุขอย่างมากที่ได้ต่อสู้กับสิ่งนั้น ฉันหวังว่าคนรุ่นต่อไปจะสามารถเดินทางมาที่นี่และเป็นตัวแทนประเทศของตนเองได้โดยไม่ต้องหวาดกลัว”

เธอยังกล่าวถึงสถานการณ์ภายใต้การปกครองของตาลีบันว่า กลุ่มตาลีบันพรากเสรีภาพและทุกสิ่งไปจากผู้หญิง พร้อมย้ำว่าเธอไม่ได้ต่อสู้อยู่เพียงลำพัง เพราะผู้หญิงหลายล้านคนจากหลากหลายประเทศต่างมีความฝันเช่นเดียวกับเธอ

ฮาชิมีและพี่สาวเข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกที่กรุงปารีสเมื่อปี 2024 และขณะนี้ตั้งเป้าหมายไปสู่การแข่งขันโอลิมปิกที่นครลอสแอนเจลิสในปี 2028 โดยเธอยืนยันว่าจะไม่ยอมแพ้

นอกจากนี้ ฮาชิมียังกล่าวขอบคุณทีมจักรยานญี่ปุ่นที่ช่วยซ่อมจักรยานให้ระหว่างการแข่งขัน เนื่องจากเธอเดินทางมาโดยไม่มีช่างประจำทีม และต้องดูแลซ่อมบำรุงจักรยานด้วยตัวเอง เธอระบุว่าทีมญี่ปุ่นให้ความช่วยเหลือและมีน้ำใจกับเธอเป็นอย่างมากจนมีส่วนช่วยให้คว้าเหรียญเงินในครั้งนี้สำเร็จ.

ที่มา BBC / Guardian

ฝรั่งเศสเตรียมรับ “โป๊ปเลโอที่ 14” เยือนครั้งแรกในรอบ 18 ปี

ฝรั่งเศสเตรียมรับ “โป๊ปเลโอที่ 14” เยือนครั้งแรกในรอบ 18 ปี

23 ก.ย. 2569 09:49 น.

ฝรั่งเศสเตรียมรับ “โป๊ปเลโอที่ 14” เยือนครั้งแรกในรอบ 18 ปี

ฝรั่งเศสเตรียมรับสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 เสด็จเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 18 ปี เตรียมประกอบพิธีมิสซาครั้งใหญ่กลางกรุงปารีส พร้อมหารือปัญหาสำคัญหลายด้าน

วันที่ 23 กันยายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ฝรั่งเศสเร่งเตรียมความพร้อมรับเสด็จสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ซึ่งจะเสด็จเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปี โดยจะเสด็จเยือนเป็นเวลา 4 วัน ตั้งแต่วันศุกร์นี้ ท่ามกลางการเตรียมสถานที่สำหรับพิธีมิสซากลางแจ้งครั้งใหญ่ในกรุงปารีส

ขณะนี้มีการติดตั้งหลังคาสีขาวขนาดใหญ่บริเวณจัตุรัสปลัส เดอ ลา กงกอร์ด ซึ่งจะใช้เป็นแท่นประกอบพิธีสำหรับสมเด็จพระสันตะปาปา ขณะที่พิธีมิสซาจะจัดขึ้นบริเวณจัตุรัสและถนนฌองเซลีเซ ในช่วงสุดสัปดาห์ โดยมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมแล้วราว 600,000 คน

การเสด็จเยือนครั้งนี้ถือเป็นภารกิจสำคัญของสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์แรกจากสหรัฐฯ โดยพระอัยกาฝ่ายพระบิดาของพระองค์เกิดในฝรั่งเศส และพระองค์มีกำหนดหารือประเด็นสำคัญหลายเรื่อง ตั้งแต่ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศโดยนักบวช อันตรายจากปัญญาประดิษฐ์ วิกฤติผู้อพยพ ไปจนถึงสันติภาพในยุโรป

รายงานข่าวระบุว่า นายเอ็มมานูเอล มาครง ผระธานาธิบดีของฝรั่งเศส จะถวายการต้อนรับสมเด็จพระสันตะปาปาที่ทำเนียบเอลิเซ จากนั้นสมเด็จพระสันตะปาปาจะเสด็จไปยังสำนักงานใหญ่ยูเนสโก และเสด็จไปยังมหาวิหารนอเทรอดามแห่งปารีส ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุเพลิงไหม้ในปี 2562 ก่อนเสด็จไปประกอบพิธีสวดภาวนาร่วมกับเยาวชนคาทอลิกหลายหมื่นคน อายุระหว่าง 17-35 ปี ที่สนามกีฬานอกกรุงปารีสในช่วงค่ำ

วันเสาร์ สมเด็จพระสันตะปาปาจะทรงพบปะผู้อพยพ ก่อนเสด็จไปประกอบพิธีมิสซาครั้งใหญ่ที่ปลัส เดอ ลา กงกอร์ดในช่วงบ่าย จากนั้นวันอาทิตย์จะเสด็จไปยังเมืองลูร์ด ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ส่วนวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเยือน สมเด็จพระสันตะปาปาจะเสด็จไปยังเมืองเมตซ์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส ใกล้ชายแดนเยอรมนี และประกอบพิธีมิสซา นอกจากนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาจะทรงพบผู้แทนจากศาสนาหลักของฝรั่งเศส ได้แก่ คาทอลิก โปรเตสแตนต์ ยิว มุสลิม คริสต์นิกายออร์ทอดอกซ์ และพุทธ เพื่อร่วมลงนามในคำประกาศสันติภาพ

ทั้งนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 เสด็จเยือนฝรั่งเศส 8 ครั้งระหว่างปี 2523-2547 ขณะที่สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 เสด็จเยือนอย่างเป็นทางการครั้งเดียวในเดือนกันยายน 2551 ส่วนสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเสด็จเยือนฝรั่งเศส 3 ครั้ง ได้แก่ เมืองสตราสบูร์ก มาร์กเซย และเกาะคอร์ซิกา แต่ไม่มีครั้งใดเป็นการเสด็จเยือนระดับรัฐ

ที่มา AFP

เฮอริเคน “โปโล” ทวีกำลังแรงพุ่งระดับ 5 นอกชายฝั่งเม็กซิโก เตือนฝนถล่ม-ดินถล่ม

 เฮอริเคน "โปโล" ทวีกำลังแรงพุ่งระดับ 5 นอกชายฝั่งเม็กซิโก เตือนฝนถล่ม-ดินถล่ม

23 ก.ย. 2569 07:42 น.

เฮอริเคน “โปโล” ทวีกำลังแรงพุ่งระดับ 5 นอกชายฝั่งเม็กซิโก เตือนฝนถล่ม-ดินถล่ม

พายุเฮอริเคน “โปโล” ทวีกำลังอย่างรวดเร็วผิดปกติจนขึ้นระดับ 5 นอกชายฝั่งเม็กซิโก ความเร็วลมแตะ 257 กม.ต่อชม. คาดฝนตกหนักเสี่ยงน้ำท่วม-ดินถล่ม

วันที่ 23 กันยายน 2569 ศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติสหรัฐฯ รายงานว่า พายุเฮอริเคน “โปโล” (Polo) ทวีกำลังอย่างรวดเร็วผิดปกติจนกลายเป็นเฮอริเคนระดับ 5 ในมหาสมุทรแปซิฟิกนอกชายฝั่งเม็กซิโก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางแตะ 257 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และคาดว่าจะเคลื่อนตัวช้าๆ ขนานไปกับชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของเม็กซิโก โดยยังอยู่ห่างจากชายฝั่ง

ศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติสหรัฐฯ ยังระบุว่า พายุลูกนี้ใช้เวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงในการทวีกำลังจากพายุโซนร้อนจนกลายเป็นเฮอริเคนระดับ 5 นับเป็นหนึ่งในอัตราที่รวดเร็วที่สุดเท่าที่เคยบันทึกในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก โดยก่อนหน้านั้นในช่วงเช้าวันเดียวกันมีรายงานว่าความเร็วลมเพิ่มขึ้นเป็น 241 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และกำลังมุ่งสู่ระดับ 5 ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 257 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาต่อมา

ล่าสุด ทางการเม็กซิโกประกาศเฝ้าระวังพายุโซนร้อนตามแนวชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ เตือนฝนตกหนัก โดยระบุว่าพื้นที่ชายฝั่งรัฐเกร์เรโร และมิโชอากัง อาจมีฝนสะสมประมาณ 100-200 มิลลิเมตร และบางจุดอาจสูงถึง 300 มิลลิเมตร จนเสี่ยงเกิดน้ำท่วมที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและดินถล่ม โดยเฉพาะพื้นที่ลาดชัน ขณะที่พื้นที่ชายฝั่งรัฐโออาซากา โกลีมา และฮาลิสโก อาจมีฝนประมาณ 75-150 มิลลิเมตร

แม้ศูนย์กลางของเฮอริเคนโปโลคาดว่าจะยังอยู่ในทะเล แต่ศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติสหรัฐฯ เตือนว่าประชาชนตามแนวชายฝั่งเม็กซิโกตะวันตกเฉียงใต้ควรติดตามประกาศอย่างใกล้ชิด เนื่องจากฝนตกหนักอาจทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มรุนแรงได้.

ที่มา AFP