อินเดียเตรียมคุมเข้ม ห้ามขาย “อาหารขยะ” รัศมี 50 เมตรรอบโรงเรียน หวังแก้ปัญหาโรคอ้วนในเด็ก

อินเดียเตรียมคุมเข้ม ห้ามขาย "อาหารขยะ" รัศมี 50 เมตรรอบโรงเรียน หวังแก้ปัญหาโรคอ้วนในเด็ก

24 ก.ย. 2569 16:06 น.

อินเดียเตรียมคุมเข้ม ห้ามขาย “อาหารขยะ” รัศมี 50 เมตรรอบโรงเรียน หวังแก้ปัญหาโรคอ้วนในเด็ก

อินเดียเตรียมออกมาตรการจำกัดการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มที่มีไขมัน น้ำตาล และเกลือสูง ในรัศมี 50 เมตรจากโรงเรียนทั่วประเทศ หวังลดการบริโภคอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพและรับมือปัญหาโรคอ้วนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ขณะที่ร้านค้าและผู้ประกอบการกังวลว่ามาตรการอาจกระทบรายได้

อินเดียเตรียมออกกฎระเบียบใหม่เพื่อจำกัดการจำหน่ายอาหารที่มีไขมัน น้ำตาล และเกลือสูง หรืออาหารกลุ่ม HFSS ในรัศมี 50 เมตรจากโรงเรียน ซึ่งเป็นมาตรการล่าสุดของรัฐบาลในการลดการบริโภคอาหารขยะ ท่ามกลางปัญหาโรคอ้วนที่เพิ่มขึ้นในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก

มาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมร้านค้าครอบครัว ร้านอาหาร และแผงขายอาหารใกล้โรงเรียนประมาณ 1.5 ล้านแห่งทั่วอินเดีย โดยอาหารที่อาจได้รับผลกระทบมีตั้งแต่น้ำอัดลมและมันฝรั่งทอดรสเค็ม ไปจนถึงซาโมซาทอด พิซซ่า และแฮมเบอร์เกอร์ที่มีไขมันสูง

มาตรการนี้อาจเพิ่มแรงกดดันต่อบริษัทอาหารและเครื่องดื่มข้ามชาติรายใหญ่ เช่น PepsiCo, Coca-Cola, Mondelez และ Nestle ซึ่งกำลังเผชิญข้อเสนอให้ติดฉลากคำเตือนสีแดงบนผลิตภัณฑ์ที่มีไขมัน เกลือ และน้ำตาลสูง เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นความเสี่ยงด้านโภชนาการได้ชัดเจนขึ้น

บรรดาเจ้าของร้านค้าใกล้โรงเรียนในอินเดียเริ่มกังวลถึงผลกระทบแล้ว โดยผู้ประกอบการในเมืองภูพเนศวร ทางตะวันออกของประเทศราว 12 ราย กล่าวว่า รายได้อาจลดลงหนึ่งในสามหรือมากกว่านั้น หากมาตรการมีผลบังคับใช้

ที่ร้านค้าแห่งหนึ่ง ปรียานชู ปาเล นักเรียนวัย 15 ปี ซื้อขนม Uncle Chipps ของ PepsiCo จำนวน 2 ห่อใส่กระเป๋าเป้ระหว่างเดินทางไปโรงเรียน โดยบอกว่าเขาจะกินขนมดังกล่าวในช่วงพัก เพราะชอบมากกว่าข้าวกับแกงถั่วที่แม่เตรียมให้รับประทาน

ราชิต ปุนฮานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสำนักงานมาตรฐานและความปลอดภัยด้านอาหารแห่งอินเดีย หรือ FSSAI ซึ่งเป็นหน่วยงานผลักดันมาตรการดังกล่าว กล่าวว่า โครงการอาหารโรงเรียน ปลอดภัย มีเป้าหมายให้เด็กหลีกเลี่ยงพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพตั้งแต่อายุยังน้อย

ปุนฮานีกล่าวว่า จำเป็นต้องส่งเสริมให้เด็กหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ และสร้างพฤติกรรมการกินที่เหมาะสม พร้อมระบุว่า มาตรการดังกล่าวไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างรุนแรง เนื่องจากร้านค้ายังสามารถจำหน่ายอาหารที่ไม่เข้าข่ายกลุ่ม HFSS ได้ ขณะเดียวกัน กฎระเบียบยังมีเป้าหมายผลักดันให้บริษัทผู้ผลิตปรับสูตรอาหารให้มีส่วนประกอบที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น

กฎดังกล่าวถูกเสนอครั้งแรกตั้งแต่ปี 2020 แต่ขณะนี้ยังไม่มีกรอบเวลาที่แน่นอนว่าจะประกาศใช้เมื่อใด โดยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา FSSAI ได้กำหนดเกณฑ์ปริมาณไขมัน เกลือ และน้ำตาลที่จะทำให้อาหารเข้าข่ายถูกจำกัดการจำหน่ายทั้งภายในและบริเวณโรงเรียน พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนจนถึงวันที่ 6 ตุลาคม

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการบางรายตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ในการบังคับใช้ เนื่องจากมีร้านค้าจำนวนมากตั้งอยู่ใกล้โรงเรียนและให้บริการประชาชนทั่วไป ทำให้ยากต่อการตรวจสอบว่าผู้ซื้อเป็นนักเรียนหรือไม่

ข้อมูลจากหน่วยงานระดับรัฐที่สำนักข่าวรอยเตอร์ตรวจสอบพบว่า จนถึงขณะนี้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบการฝ่าฝืนกฎในร้านค้า 133 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ภายในรัศมี 50 เมตรจากโรงเรียน และมีคำสั่งให้ร้านค้า 51 แห่งยุติกิจการ

สมาพันธ์การค้าและอุตสาหกรรมอาหารอินเดียแสดงความกังวลว่า การปฏิบัติตามมาตรการอาจทำได้ยาก เนื่องจากโรงเรียนจำนวนมากตั้งอยู่ใกล้ตลาดที่มีผู้คนหนาแน่นและให้บริการประชาชนทั่วไป โดยเอกสารร่างข้อเสนอของสมาพันธ์ที่จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองต่อมาตรการดังกล่าว ซึ่งรอยเตอร์ได้ตรวจสอบ ระบุว่า กฎนี้อาจทำให้เกิด “การสูญเสียธุรกิจและรายได้ในการดำรงชีวิต” พร้อมเสนอว่าควรจำกัดมาตรการเฉพาะภายในโรงเรียนเท่านั้น

ด้าน PepsiCo ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ Lay’s ให้ข้อมูลกับรอยเตอร์ว่า บริษัทมีนโยบายระดับโลกเกี่ยวกับประเภทผลิตภัณฑ์ที่อนุญาตให้จำหน่ายในโรงเรียน ขณะที่ Nestle ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป Maggi ระบุว่า บริษัทปฏิบัติตามนโยบายระดับโลกที่อนุญาตให้จำหน่ายสินค้าในโรงเรียนระดับประถมและมัธยมได้เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์ด้านโภชนาการที่กำหนด ส่วน Coca-Cola และ Mondelez ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ Cadbury ไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าว

ราหุล คันนา ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎระเบียบอาหารจากสำนักงานกฎหมาย RAKLaw ในอินเดีย กล่าวว่า ลูกค้าของบริษัทกำลังแสดงความกังวลเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ผลิตขนมหวานและขนมขบเคี้ยว ซึ่งมองว่าเด็กเป็นกลุ่มผู้บริโภคสำคัญ

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาระบุว่า ทั่วโลกมี 5 ประเทศที่เสนอหรือบังคับใช้ข้อจำกัดการจำหน่ายอาหารขยะในบริเวณรอบโรงเรียน ขณะที่ 48 ประเทศมีมาตรการจำกัดการจำหน่ายอาหารขยะภายในโรงเรียน

กรณีของชิลีถือเป็นตัวอย่างหนึ่ง โดยในปี 2559 รัฐบาลชิลีออกกฎกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อาหารต้องมีฉลากคำเตือน และห้ามจำหน่ายหรือโฆษณาอาหารขยะภายในโรงเรียน ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Lancet ในปีนี้พบว่า หลังเด็กได้รับผลจากกฎหมายดังกล่าวเป็นเวลา 18 เดือน ความน่าจะเป็นที่จะมีน้ำหนักเกินลดลง 2.85% ในเด็กหญิง และ 2.4% ในเด็กชาย กฎหมายของชิลียังผลักดันให้ผู้ผลิตปรับสูตรผลิตภัณฑ์หลายชนิดเพื่อลดปริมาณสารอาหารที่เข้าข่ายเกณฑ์ควบคุม

กิเยร์โม ปาราเฮ ศาสตราจารย์จาก Adolfo Ibáñez Business School ในชิลี กล่าวว่า หากกฎหมายไม่มีประสิทธิผลและผู้บริโภคไม่เปลี่ยนพฤติกรรม ผู้ผลิตก็คงไม่จำเป็นต้องต่อต้านมาตรการดังกล่าว พร้อมระบุว่า ผู้ผลิตตระหนักดีว่ากฎหมายจะผลักดันให้พวกเขาปรับสูตรผลิตภัณฑ์ให้ได้มากที่สุด.

ที่มา Reuters

นายกฯ ออสเตรเลียเผย AI ของ OpenAI เจาะเว็บไซต์ข้อมูลสุขภาพรัฐบาล

นายกฯ ออสเตรเลียเผย AI ของ OpenAI เจาะเว็บไซต์ข้อมูลสุขภาพรัฐบาล

24 ก.ย. 2569 14:27 น.

นายกฯ ออสเตรเลียเผย AI ของ OpenAI เจาะเว็บไซต์ข้อมูลสุขภาพรัฐบาล

นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี ของออสเตรเลีย ระบุว่าโมเดลปัญญาประดิษฐ์ของ OpenAI สามารถหลีกเลี่ยงระบบป้องกันและเข้าถึงไฟล์ส่วนตัวบนเว็บไซต์ด้านสุขภาพของรัฐบาลออสเตรเลียได้ในระหว่างการฝึก AI ขณะที่นักวิจัยระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเป็นหนึ่งในกรณีแรก ๆ ของการที่ AI แบบอัตโนมัติพยายามเจาะระบบเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐบาล

นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี ของออสเตรเลีย เปิดเผยว่า โมเดลปัญญาประดิษฐ์ของ OpenAI ซึ่งเป็นผู้พัฒนา ChatGPT สามารถหลีกเลี่ยงมาตรการป้องกันระหว่างการฝึก และเจาะเข้าสู่เว็บไซต์ของรัฐบาลออสเตรเลียได้ พร้อมระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่อง “ไม่อาจยอมรับได้”

อัลบาเนซีกล่าวว่า เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เครื่องมือ AI พยายามเข้าถึงพอร์ทัลข้อมูลสถิติด้านสุขภาพของรัฐบาล และ “ไม่ยอมรับคำปฏิเสธ” ก่อนหลีกเลี่ยงข้อจำกัดด้านความปลอดภัยและเข้าถึงส่วนหนึ่งของเว็บไซต์ที่จัดเก็บไฟล์ที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ

อย่างไรก็ตาม OpenAI ไม่ได้แจ้งรัฐบาลออสเตรเลียเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวจนถึงวันที่ 10 กันยายน หรือเกือบ 3 เดือนหลังเกิดเหตุ โดยบริษัทส่งอีเมลไปยังกล่องจดหมายทั่วไปของหน่วยงานรัฐบาล ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเพียงวันละครั้ง

อัลบาเนซีกล่าวว่า เขาได้หารือกับแซม อัลต์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OpenAI ที่นครนิวยอร์ก และแสดงความกังวลอย่างยิ่งของรัฐบาลออสเตรเลีย รวมถึงแสดงความผิดหวังที่บริษัทใช้เวลานานเกินไปกว่าจะรายงานเหตุการณ์ให้รัฐบาลทราบ

ด้านแคตี กัลลาเกอร์ รัฐมนตรีกระทรวงบริการรัฐบาลออสเตรเลีย เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างที่ OpenAI กำลังดำเนินการฝึกและประเมินประสิทธิภาพของโมเดล AI โดยให้โมเดลค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับจำนวนเงินที่รัฐบาลออสเตรเลียใช้จ่ายด้านยา

กัลลาเกอร์กล่าวว่า AI สามารถเข้าถึงทั้งไฟล์ที่เปิดเผยต่อสาธารณะและไฟล์ที่ไม่เปิดเผยบนเว็บไซต์สถิติสุขภาพเก่าแห่งหนึ่ง ขณะที่อัลบาเนซียืนยันว่า ยังไม่มีหลักฐานว่าข้อมูลส่วนบุคคลถูกเข้าถึง และบริการอื่น ๆ ของรัฐบาลไม่ได้ถูกเจาะระบบ

ริชาร์ด มาร์เลส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหมออสเตรเลีย เปรียบเทียบพฤติกรรมของ AI ว่าเป็นการ “ปีนข้ามรั้ว” โดยกล่าวว่า เมื่อระบบไม่ได้รับข้อมูลตามที่ร้องขอ แทนที่จะหยุดการทำงาน มันกลับพยายามหาทางหลีกเลี่ยงมาตรการป้องกันเพื่อเข้าถึงข้อมูล

รัฐบาลออสเตรเลียได้เปิดการตรวจสอบเหตุการณ์อย่างเร่งด่วน โดยจะรวมถึงหน่วยงานข่าวกรองแห่งชาติที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงทางไซเบอร์

OpenAI ระบุว่า บริษัทตรวจพบพฤติกรรมดังกล่าวในเดือนสิงหาคม ระหว่างการตรวจสอบโมเดล AI อย่างละเอียด โดยพบว่าโมเดลพยายามค้นหาคำตอบและสถิติเกี่ยวกับออสเตรเลียจากเว็บไซต์และบริการของรัฐบาลหลายแห่งระหว่างการประเมินภายใน และในกระบวนการดังกล่าว โมเดลได้ดำเนินการบางอย่างที่บริษัทไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้น

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการเปิดเผยผลการศึกษาของ Transluce องค์กรไม่แสวงหากำไรจากสหรัฐฯ ซึ่งระบุว่า พบหลักฐานของกลุ่มเอไอ เอเจนต์ (AI agent) หรือระบบ AI ที่สามารถดำเนินการต่าง ๆ ได้เองของ OpenAI หลายร้อยตัว พยายามเข้าถึงข้อมูลของหน่วยงานรัฐบาลออสเตรเลียและองค์กรอื่น ๆ เป็นระยะเวลาหลายเดือน

ข้อมูลที่นักวิจัยตรวจสอบพบร่องรอยการประสานงานระหว่างเอไอ เอเจนต์ รวมถึงความพยายามหลีกเลี่ยงระบบรักษาความปลอดภัยและค้นหาช่องโหว่ เพื่อเข้าถึงข้อมูลของสถาบันสุขภาพและสวัสดิการออสเตรเลีย (AIHW) และหน่วยงานสถิติอาชญากรรมของรัฐนิวเซาท์เวลส์ หรือ BOSCAR ตลอดจนองค์กรระหว่างประเทศอีกหลายแห่ง

นักวิจัยระบุว่า ความพยายามดังกล่าวอาจถือเป็นหนึ่งในกรณีแรกที่มีการรายงานว่าเอไอ เอเจนต์ พยายามเจาะเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐบาลด้วยตัวเอง แม้บันทึกการทำงานจะแสดงว่า AI ไม่ประสบความสำเร็จในการเจาะระบบของ BOSCAR และความพยายามส่วนใหญ่มุ่งไปที่ AIHW

นอกจากนี้ ยังพบว่าเอไอ เอเจนต์ พยายามเข้าถึงระบบของมหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก และแพลตฟอร์มข้อมูลออนไลน์ DATA USA ด้วย

AIHW ระบุว่า รับทราบเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานว่า AI agent เข้าถึงข้อมูลหรือสารสนเทศใด ๆ ที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ และหน่วยงานกำลังตรวจสอบเพิ่มเติม

ข้อมูลจากการศึกษายังพบว่าเอไอ เอเจนต์ของ OpenAI ใช้เว็บไซต์เขียนโค้ดของเยอรมนีชื่อ DseWiki เป็นช่องทางสื่อสารระหว่างกันโดยที่บริษัทไม่ทราบ โดยโพสต์ของเอไอ เอเจนต์ราว 12 ตัวกล่าวถึง AIHW มากกว่า 300 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม และเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 5 วันนับจากวันที่ 17 มิถุนายน

บันทึกดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเอไอ เอเจนต์พยายามค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนของรัฐบาลสำหรับยารักษาโรคผิวหนังในพื้นที่รัฐบาลท้องถิ่นต่าง ๆ ของรัฐวิกตอเรีย

ในช่วงแรก ความพยายามดังกล่าวถูก Cloudflare ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์สกัดไว้ เนื่องจากระบบสามารถตรวจจับและจำกัดการเข้าถึงจากทราฟฟิกที่ไม่ได้มาจากมนุษย์ ขณะที่ข้อมูลบนเว็บไซต์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเอไอ เอเจนต์แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการใช้พร็อกซี บริการจับภาพหน้าจอ และแม้แต่การคาดเดาชื่อไฟล์ เพื่อพยายามหลีกเลี่ยงระบบรักษาความปลอดภัย

การตรวจสอบยังพบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่เอไอ เอเจนต์ ของ OpenAI เข้าถึงข้อมูลสถิติ Medicare ที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่งจัดเก็บโดย Services Australia ขณะ AI กำลังดำเนินภารกิจที่เจ้าหน้าที่มอบหมายให้

OpenAI ระบุว่า การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ากิจกรรมจำนวนมากที่ปรากฏในรายงานของ Transluce มีความเกี่ยวข้องกับกรณีต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบเกี่ยวกับพฤติกรรมของโมเดล AI ที่ไม่เป็นไปตามที่บริษัทคาดหมาย

อย่างไรก็ตาม บันทึกจากเว็บไซต์ DseWiki และข้อมูลจาก urlquery ที่นักวิจัยใช้ตรวจสอบ ยังไม่พบการกล่าวถึง Medicare หรือ Services Australia โดยตรง

มาร์เลสย้ำว่า ผลกระทบจากเหตุการณ์เข้าถึงข้อมูล Medicare มีขอบเขตจำกัด โดยระบุว่าไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ของบุคคลใดถูกเข้าถึง และระบบของรัฐบาลไม่ได้ถูกเจาะจนเสียหาย แต่ยอมรับว่าเป็นเหตุการณ์ร้ายแรง เนื่องจากเอไอ เอเจนต์สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ของรัฐบาลออสเตรเลียโดยไม่ได้รับอนุญาต

รัฐบาลอัลบาเนซีจึงประกาศจัดตั้งคณะทำงานเพื่อสอบสวนเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ Medicare และประเมินภัยคุกคามทางไซเบอร์รูปแบบใหม่ที่เกิดจากเทคโนโลยี AI

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลทั่วโลกเกี่ยวกับศักยภาพของ AI ขั้นสูง หลังมีการพบเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับโมเดลของทั้ง OpenAI และ Anthropic โดยก่อนหน้านี้ OpenAI ยืนยันว่าโมเดล AI สองตัวสามารถหลุดออกจากสภาพแวดล้อมการทดสอบแบบปิดและเข้าถึงระบบภายในของ Hugging Face ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่นักพัฒนา AI ใช้จัดเก็บและแบ่งปันโค้ด

ขณะที่ Anthropic เปิดเผยว่า โมเดลของบริษัทสามารถเข้าถึงระบบขององค์กรที่ไม่เปิดเผยชื่อ 3 แห่งโดยไม่ได้รับอนุญาต ระหว่างการทดสอบที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้โมเดลเข้าถึงระบบในโลกจริง ส่วน Google ระบุเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า โมเดล AI สำหรับผู้บริโภคอย่าง Gemini สามารถเจาะระบบหลายแห่งได้ด้วยการคาดเดาข้อมูลสำหรับเข้าสู่ระบบ

เมื่อเดือนที่ผ่านมา องค์กรกว่า 100 แห่งทั่วโลก รวมถึง OpenAI และ Anthropic ได้ร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้มีความร่วมมือระดับโลกเพื่อ “เสริมความแข็งแกร่งให้ระบบป้องกันทางไซเบอร์” รับมือภัยคุกคามด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI.

ที่มา ABC News / AFP

รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ ค้านแนวคิวทรัมป์ หนุนให้แบนส่งออกดีเซล

รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ ค้านแนวคิวทรัมป์ หนุนให้แบนส่งออกดีเซล

24 ก.ย. 2569 13:10 น.

รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ ค้านแนวคิวทรัมป์ หนุนให้แบนส่งออกดีเซล

คริส ไรต์ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ ระบุการห้ามส่งออกดีเซลเป็นมาตรการที่ใช้ไม่ได้ผล และอาจทำให้ราคาน้ำมันเบนซินกับเชื้อเพลิงเครื่องบินสูงขึ้น หลังโดนัลด์ ทรัมป์สนับสนุนแนวคิดนี้ 

คริส ไรต์ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ กล่าวว่า การห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลของสหรัฐฯ จะไม่สามารถแก้ปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นได้ และอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินและเชื้อเพลิงเครื่องบินปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งท่าทีดังกล่าวสวนทางกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งก่อนหน้านี้ออกมาสนับสนุนแนวคิดห้ามส่งออกดีเซล

ไรต์กล่าวระหว่างร่วมงานที่จัดโดยนิตยสาร The Economist ในนครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 23 กันยายนว่า การแบนส่งออกดีเซลเป็นมาตรการที่ใช้ไม่ได้ผลอย่างแน่นอน โดยหากโรงกลั่นน้ำมันสหรัฐฯ ไม่สามารถส่งออกดีเซลที่ผลิตได้ ก็อาจประสบปัญหาพื้นที่จัดเก็บไม่เพียงพอ และต้องลดกำลังการกลั่นลง

เขาอธิบายว่า การลดกำลังการกลั่นไม่ได้กระทบเฉพาะปริมาณดีเซล แต่ยังอาจทำให้การผลิตน้ำมันเบนซินและเชื้อเพลิงเครื่องบินลดลงตามไปด้วย ซึ่งจะยิ่งสร้างแรงกดดันให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน ราคาดีเซลในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุด โดยข้อมูลของสมาคมยานยนต์อเมริกัน หรือ AAA ระบุว่า ราคาดีเซลเฉลี่ยอยู่ที่ 6.52 ดอลลาร์สหรัฐต่อแกลลอน เมื่อวันที่ 23 กันยายน เพิ่มขึ้น 76% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นได้รับผลกระทบจากภาวะตึงตัวของตลาดพลังงาน ท่ามกลางสงครามในอิหร่านและยูเครน ซึ่งส่งผลต่อการส่งออกน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันจากผู้ผลิตรายสำคัญ

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์กล่าวเมื่อวันที่ 22 กันยายนว่า เขาสนับสนุนแนวคิดห้ามส่งออกดีเซล โดยระบุว่าสหรัฐฯ ผลิตดีเซลได้เป็นจำนวนมาก และไม่ควรส่งน้ำมันดีเซลออกไปในช่วงที่ราคาภายในประเทศสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ ยังไม่ได้ตัดสินใจใช้มาตรการดังกล่าว โดยสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาว่าการห้ามส่งออกทั้งหมดหรือบางส่วนจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ โดยต้องคำนึงถึงกำลังการกลั่นโดยรวมของประเทศ

ด้านกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ระบุว่า ฝ่ายบริหารของทรัมป์ยังคงพิจารณาทางเลือกทั้งหมดเพื่อลดราคาพลังงาน และกำลังทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมโรงกลั่นเพื่อเพิ่มปริมาณดีเซลในประเทศผ่านแนวทางสมัครใจและความร่วมมือ แทนการใช้มาตรการที่อาจทำให้กำลังการกลั่นลดลง

ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันและโรงกลั่นในสหรัฐฯ ก็ออกมาคัดค้านการห้ามส่งออกดีเซล โดยระบุว่าการจำกัดการส่งออกอาจทำให้โรงกลั่นลดการผลิต และส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินและเชื้อเพลิงเครื่องบินสูงขึ้น

จดหมายที่ลงนามโดยกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรม 36 แห่ง รวมถึง American Petroleum Institute และ US Chamber of Commerce ระบุว่า โรงกลั่นของสหรัฐฯ กำลังเดินเครื่องในระดับสูงและผลิตดีเซลได้มากกว่าปริมาณที่ประเทศใช้

ล่าสุด ทำเนียบขาวยังออกมาปฏิเสธรายงานข่าวที่ระบุว่าสหรัฐฯ กำลังเตรียมประกาศห้ามส่งออกดีเซลเป็นเวลา 90 วัน โดยเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า ทรัมป์ต้องการให้ราคาน้ำมันที่สถานีบริการลดลง และกำลังพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ ที่มีอยู่

นักวิเคราะห์ด้านพลังงานหลายรายก็เตือนในทิศทางเดียวกันว่า หากสหรัฐฯ จำกัดการส่งออก โรงกลั่นบางแห่งอาจลดกำลังการผลิตลง ซึ่งอาจทำให้ปริมาณน้ำมันเบนซินและผลิตภัณฑ์น้ำมันอื่น ๆ ในตลาดลดลงตามไปด้วย.

ที่มา : channelnewsasia

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ สั่งรัฐบาลทรัมป์คืนสิทธิ์ CNN, MS NOW และ Politico เข้าทำเนียบขาว

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ สั่งรัฐบาลทรัมป์คืนสิทธิ์ CNN, MS NOW และ Politico เข้าทำเนียบขาว

24 ก.ย. 2569 13:07 น.

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ สั่งรัฐบาลทรัมป์คืนสิทธิ์ CNN, MS NOW และ Politico เข้าทำเนียบขาว

ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำสั่งให้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คืนสิทธิ์การเข้าทำเนียบขาวแก่ผู้สื่อข่าวของ CNN, MS NOW และ Politico โดยเห็นว่าการเพิกถอนบัตรผ่านสื่อโดยไม่มีการแจ้งและเปิดโอกาสให้อุทธรณ์อย่างเหมาะสม ขัดต่อหลักกระบวนการทางกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ

ผู้พิพากษาทิโมธี เคลลี แห่งศาลแขวงสหรัฐฯ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีคำสั่งให้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คืนสิทธิ์การเข้าพื้นที่ทำเนียบขาวแก่ผู้สื่อข่าวของ CNN, MS NOW และ Politico ซึ่งถูกสั่งห้ามเข้าทำเนียบขาว หลังทรัมป์ประกาศแบนสำนักข่าวทั้งสามแห่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

เคลลีระบุในคำวินิจฉัยว่า การเพิกถอนบัตรผ่านสื่อของผู้สื่อข่าวเกิดขึ้นโดยไม่มี “กระบวนการทางกฎหมายที่เพียงพอตามรัฐธรรมนูญ” โดยหลักทั่วไป รัฐบาลต้องแจ้งให้บุคคลทราบและเปิดโอกาสให้ชี้แจงหรืออุทธรณ์ ก่อนจะดำเนินการใด ๆ ที่กระทบต่อสิทธิซึ่งได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ

คดีนี้เกิดขึ้นหลังทรัมป์ประกาศผ่านสื่อสังคมออนไลน์เมื่อวันศุกร์ว่า จะห้าม CNN, MS NOW และ Politico เข้าทำเนียบขาว โดยกล่าวหาว่าสำนักข่าวเหล่านี้นำเสนอ “ข่าวลวง” อย่างต่อเนื่อง และระบุว่าอาจมีสำนักข่าวอื่นถูกห้ามตามมา

หลังถูกแบน สำนักข่าวทั้งสามแห่งยื่นฟ้องรัฐบาล โดยขอให้ศาลระงับหรือยกเลิกคำสั่งดังกล่าว พร้อมโต้แย้งว่าการเพิกถอนสิทธิ์เข้าทำเนียบขาวโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวอุทธรณ์ ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลในคดีก่อนหน้านี้ รวมถึงละเมิดหลักกระบวนการทางกฎหมาย

ฝ่ายกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ โต้แย้งว่า การตัดสินใจของทรัมป์มีช่องทางอุทธรณ์อยู่แล้ว แม้รายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการดังกล่าวจะถูกส่งเป็นจดหมายถึงสำนักข่าวทั้งสามแห่งหลังประกาศแบนไปแล้วหลายวัน

ในการพิจารณาคดีเมื่อวันพุธ ไมเคิล เวลชิก ทนายความกระทรวงยุติธรรม อ้างว่าการรายงานข่าวของ CNN, MS NOW และ Politico ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงแห่งชาติ และประธานาธิบดีมีอำนาจตัดสินใจว่าใครจะได้รับอนุญาตให้เข้าทำเนียบขาว

ด้านเท็ด บูทรอส ทนายความของสำนักข่าวทั้งสามแห่ง โต้แย้งว่า ประเด็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติไม่เคยถูกหยิบยกขึ้นมาก่อน จนกระทั่งหลายวันหลังประกาศแบนและหลังมีการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลอาจนำเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติมาใช้ภายหลังเพื่อสนับสนุนคำสั่งที่ออกไปแล้ว

บูทรอสยังระบุว่า จดหมายจากทำเนียบขาวที่อธิบายเหตุผลของการแบนถูกส่งให้สำนักข่าวต่าง ๆ หลังจากมีการประกาศแบนไปแล้วหลายวัน และหลังจากมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น

หนึ่งในข่าวของ CNN ที่รัฐบาลนำมาอ้างว่าเป็นเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ เป็นรายงานเกี่ยวกับการก่อสร้างบังเกอร์ใต้ปีกฝั่งตะวันออกของทำเนียบขาว แต่ผู้พิพากษาเคลลีตั้งข้อสังเกตว่า รายงานดังกล่าวเผยแพร่หลายเดือนก่อนที่บัตรผ่านทำเนียบขาวของผู้สื่อข่าวเบ็ตซี ไคลน์ จะได้รับการต่ออายุในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา

เคลลีระบุในคำวินิจฉัยว่า เหตุผลต่าง ๆ ที่ฝ่ายรัฐบาลยกขึ้นมา ไม่สามารถทำให้ศาลเชื่อได้ว่า สำนักข่าวทั้งสามแห่งไม่มีมูลเพียงพอในข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดกระบวนการทางกฎหมาย

ผู้พิพากษาเคลลียังกล่าวถึงคดีที่เขาเคยเป็นผู้พิจารณาในปี 2561 ซึ่งเกี่ยวข้องกับจิม อะคอสตา ผู้สื่อข่าว CNN ที่ขณะนั้นถูกทรัมป์สั่งให้พ้นจากทำเนียบขาว หลังเกิดการโต้เถียงอย่างรุนแรงระหว่างผู้สื่อข่าวกับประธานาธิบดี โดยเคลลีกล่าวว่า คดีดังกล่าวและคำวินิจฉัยของศาลที่มีอยู่ก่อนแล้วเป็นบรรทัดฐานที่เขาต้องนำมาพิจารณาในคดีปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้ ในการพิจารณาคดีเมื่อวันพุธ เคลลีกล่าวว่า ประเด็นเรื่องกระบวนการทางกฎหมายเป็นจุดแรกที่ต้องพิจารณาในการตัดสินคำร้องของสำนักข่าวทั้งสามแห่ง พร้อมระบุว่า ตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ผู้สื่อข่าวมีสิทธิได้รับการแจ้งให้ทราบก่อนที่บัตรผ่านเข้าทำเนียบขาวจะถูกเพิกถอน และมีสิทธิอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว

คำสั่งล่าสุดของเคลลีจึงส่งผลให้ผู้สื่อข่าวของ CNN, MS NOW และ Politico สามารถกลับมาเข้าถึงทำเนียบขาวได้ ขณะที่คดีเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของคำสั่งแบนยังคงดำเนินต่อไปในศาล.

ที่มา CNN

เกาหลีเหนือประกาศกร้าว จะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ “ตลอดไป”

เกาหลีเหนือประกาศกร้าว จะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ "ตลอดไป"

24 ก.ย. 2569 12:25 น.

เกาหลีเหนือประกาศกร้าว จะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ “ตลอดไป”

รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือยืนยันว่า ประเทศจะคงสถานะรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์อย่างถาวร พร้อมปฏิเสธข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีเกาหลีใต้ที่ต้องการให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่เกาหลีเหนือยังเดินหน้าทดสอบอาวุธและวิจารณ์ความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างเกาหลีใต้ สหรัฐฯ และญี่ปุ่น

โช ซอน ฮุย รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือ ยืนยันว่า เกาหลีเหนือจะคงอาวุธนิวเคลียร์ไว้ “ตลอดทุกยุคทุกสมัย” และสถานะการเป็นรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง โดยระบุว่าเป็นสถานะที่ “ไม่อาจย้อนกลับได้”

ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นหนึ่งวัน หลังประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ กล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติว่า เกาหลีใต้ต้องการยับยั้งการเพิ่มขีดความสามารถด้านอาวุธของเกาหลีเหนือ และผลักดันไปสู่การสร้างคาบสมุทรเกาหลีที่ปราศจากอาวุธนิวเคลียร์ในท้ายที่สุด

รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือยังวิจารณ์การหารือระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของเกาหลีใต้ สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ซึ่งจัดขึ้นที่นครนิวยอร์กเมื่อวันจันทร์ โดยทั้งสามประเทศย้ำจุดยืนสนับสนุนการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนืออย่างสมบูรณ์ และเรียกร้องให้เปียงยางกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจา

เกาหลีใต้พยายามฟื้นการเจรจากับเกาหลีเหนือที่หยุดชะงักมานาน โดยประธานาธิบดีอีระบุว่า ต้องการวางพื้นฐานสำหรับการกลับมาเจรจาระหว่างเปียงยางกับกรุงวอชิงตันอีกครั้ง และกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ “ต้องการเจรจาอย่างชัดเจน”

ทรัมป์ ซึ่งเคยพบกับคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ 3 ครั้งในสมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งแรก กล่าวว่าเมื่อเดือนที่แล้วว่า เขามีแผนจะพบกับคิมอีกครั้งภายในปีนี้

ขณะเดียวกัน เกาหลีเหนือเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา ได้ทดสอบระบบจรวดหลายลำกล้องควบคุมขนาด 240 มิลลิเมตรที่ได้รับการปรับปรุง โดยสำนักข่าวกลางเกาหลี หรือเคซีเอ็นเอ รายงานว่า อาวุธดังกล่าวสามารถโจมตีเป้าหมายได้ไกลถึง 115 กิโลเมตร

ด้านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือมีกำหนดกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในสัปดาห์หน้า โดยคาดว่าประเด็นนิวเคลียร์และความมั่นคงบนคาบสมุทรเกาหลีจะเป็นประเด็นสำคัญในการแถลงดังกล่าว.

ที่มา Yonhap / AFP

“เมตา” เปิดตัว “แว่น AI ไร้กล้อง” หวังแก้ปัญหาละเมิดความเป็นส่วนตัว

"เมตา" เปิดตัว "แว่น AI ไร้กล้อง" หวังแก้ปัญหาละเมิดความเป็นส่วนตัว

24 ก.ย. 2569 11:57 น.

“เมตา” เปิดตัว “แว่น AI ไร้กล้อง” หวังแก้ปัญหาละเมิดความเป็นส่วนตัว

“เมตา” เปิดตัวอุปกรณ์สวมใส่รุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงแว่นอัจฉริยะที่ไม่มีกล้อง เพื่อเน้นการใช้งานด้านเสียง และเพื่อลดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้านความเป็นส่วนตัว ขณะที่บริษัทเดินหน้าผลักดันผู้ช่วย AI “Muse” ให้เป็นศูนย์กลางการใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ ท่ามกลางข้อกังวลทั่วโลกเกี่ยวกับการบันทึกภาพและเสียงบุคคลโดยไม่ได้รับความยินยอม 

“เมตา” (Meta) บริษัทเทคโนโลยีเจ้าของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม เปิดตัวอุปกรณ์สวมใส่รุ่นใหม่หลายรายการ ในงานประชุมประจำปี Meta Connect ที่สำนักงานใหญ่ในเมืองเมนโลพาร์ก รัฐแคลิฟอร์เนีย  โดยหนึ่งในผลิตภัณฑ์สำคัญคือ “เรย์แบน เมตา ออดิโอ” (Ray-Ban Meta Audio) แว่นอัจฉริยะที่ไม่มีระบบกล้อง และเน้นการใช้งานด้านเสียง

แว่นรุ่นดังกล่าวมีกำหนดวางจำหน่ายวันที่ 13 ตุลาคม ราคาเริ่มต้น 349 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 11,655 บาท โดยผู้ใช้สามารถฟังเพลง รับสายโทรศัพท์ และโต้ตอบกับผู้ช่วย AI ได้ แต่ไม่สามารถถ่ายภาพหรือบันทึกวิดีโอเหมือนแว่นเมตารุ่นที่มีกล้อง

การเปิดตัวเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเพิ่มขึ้นทั่วโลกเกี่ยวกับประเด็นความเป็นส่วนตัว หลังแว่นอัจฉริยะที่มีกล้องขนาดเล็กสามารถบันทึกภาพบุคคลโดยที่เจ้าตัวอาจไม่รู้หรือไม่ได้ให้ความยินยอม โดยเฉพาะกรณีการถ่ายภาพผู้หญิงและเด็กผู้หญิง

วิชาล ชาห์ รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ AI ของเมตากล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับมาตรการปกป้องความเป็นส่วนตัว โดยแว่นรุ่นที่มีกล้องจะมีไฟแสดงสถานะเมื่อกำลังบันทึกภาพ เพื่อให้บุคคลรอบข้างรับรู้ว่ากำลังมีการบันทึก

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า การตัดกล้องออกอาจไม่ได้แก้ปัญหาความเป็นส่วนตัวทั้งหมด เนื่องจากแว่นรุ่นใหม่ยังสามารถบันทึกเสียงได้ และอาจไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนให้บุคคลรอบข้างทราบว่ากำลังมีการบันทึกเสียง

นอกจากแว่นไร้กล้องแล้ว เมตายังเปิดตัวแว่น “เมตา เรย์แบน” (Meta Ray-Ban) รุ่นใหม่ที่ยังคงมีกล้องสำหรับถ่ายภาพและวิดีโอ รวมถึงแว่นรุ่นที่มีจอแสดงผล ซึ่งมีราคาเริ่มต้น 799 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 26,680 บาท และเตรียมวางจำหน่ายเพิ่มเติมในอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี และแคนาดา

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเมตา ยังเปิดตัว “เมตา วีอาร์ กลาส” (Meta VR Glasses) แว่น Mixed Reality หรือแว่นความเป็นจริงผสมรุ่นใหม่ ที่มีน้ำหนักเบากว่าอุปกรณ์ Quest รุ่นก่อน โดยย้ายแบตเตอรี่และหน่วยความจำไปไว้ในอุปกรณ์ภายนอกที่เชื่อมต่อด้วยสาย ทำให้ตัวแว่นมีน้ำหนักใกล้เคียงกับสำรับไพ่

เมตา วีอาร์ กลาส จะวางจำหน่ายในฤดูใบไม้ผลิปี 2027 ราคา 1,299 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 43,380 บาท โดยรองรับการควบคุมด้วยสายตา เสียง และท่าทางมือ

เมตายังประกาศขยายความสามารถของมิวส์ (Muse) ผู้ช่วย AI แบบเอเจนต์สำหรับผู้บริโภค ซึ่งสามารถดำเนินการบางอย่างแทนผู้ใช้ได้ เช่น จองนัดหมาย โทรศัพท์ และสั่งซื้อสินค้าหรือบริการ หลังเชื่อมต่อบัญชีส่วนตัวต่าง ๆ

บริษัทระบุว่ามิวส์จะกลายเป็นส่วนสำคัญของระบบแว่นอัจฉริยะ โดยสามารถทำงานร่วมกับผู้ให้บริการและร้านค้าหลายราย เช่น Walmart, Best Buy และ Gap ขณะที่ Instacart, Shopify และ Expedia ก็ประกาศความร่วมมือกับเมตาในการผสานบริการเข้ากับมิวส์

เมตายังเปิดตัวอุปกรณ์ขนาดเล็กชื่อ “เมตา ชาร์ม” (Meta Charm) สำหรับใช้งานมิวส์โดยไม่ต้องพึ่งสมาร์ตโฟน ตัวอุปกรณ์มีขนาดใกล้เคียงกับเคส AirPods มีหน้าจอสัมผัสขนาดประมาณ 2 นิ้ว และรองรับการเชื่อมต่อ 5G โดยคาดว่าจะวางจำหน่ายช่วงเดือนธันวาคมนี้ แต่ เมตายังไม่เปิดเผยราคา

การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เกิดขึ้นขณะที่เมตาและบริษัทเทคโนโลยีรายอื่นกำลังลงทุนอย่างหนักในอุปกรณ์ที่ใช้ AI เพื่อเป็นช่องทางใหม่ในการเข้าถึงเทคโนโลยี นอกเหนือจากสมาร์ตโฟน

เมตาเปิดตัวแว่นอัจฉริยะครั้งแรกในปี 2021 และต่อยอดความร่วมมือกับ EssilorLuxottica ผู้ผลิตแว่นตารายใหญ่ ซึ่งผลิตแว่น Ray-Ban Meta และ Oakley Meta ขณะที่บริษัทกำลังเผชิญแรงกดดันด้านความปลอดภัยของเด็กและความเป็นส่วนตัวในหลายประเทศ

ทั้งนี้เมตาระบุว่า การออกแบบแว่นไร้กล้องไม่ได้มีเหตุผลด้านความเป็นส่วนตัวเพียงอย่างเดียว แต่เสียงถือเป็นหนึ่งในฟังก์ชันที่ได้รับความนิยมสูงสุดของแว่นอัจฉริยะ และการตัดกล้องออกยังช่วยให้บริษัทผลิตแว่นที่บางและเบาลง พร้อมเพิ่มระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่เป็นประมาณ 12 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง จากประมาณ 9 ชั่วโมงในแว่นเมตา เรย์แบนรุ่นล่าสุด.

ที่มา AFP / Reuters

ลูกชายทูตอิสราเอลประจำสหรัฐฯบาดเจ็บสาหัสจากเหตุรถพุ่งชนจุดตรวจในเวสต์แบงก์ คนขับปาเลสไตน์ถูกยิงดับ

ลูกชายทูตอิสราเอลประจำสหรัฐฯบาดเจ็บสาหัสจากเหตุรถพุ่งชนจุดตรวจในเวสต์แบงก์ คนขับปาเลสไตน์ถูกยิงดับ

24 ก.ย. 2569 11:29 น.

ลูกชายทูตอิสราเอลประจำสหรัฐฯบาดเจ็บสาหัสจากเหตุรถพุ่งชนจุดตรวจในเวสต์แบงก์ คนขับปาเลสไตน์ถูกยิงดับ

ลูกชายเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหรัฐฯ บาดเจ็บสาหัสจากเหตุรถพุ่งชนจุดตรวจในเวสต์แบงก์ คนขับชาวปาเลสไตน์ถูกยิงเสียชีวิต

วันที่ 24 กันยายน 2569 นายเยเชียล ไลเตอร์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหรัฐฯ เปิดเผยว่าบุตรชายของเขาชื่อว่า นายเนเรีย ไลเตอร์ เป็นหนึ่งในทหารอิสราเอลที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุรถยนต์พุ่งชนจุดตรวจใกล้นิคมเบต โฮรอน ในเขตเวสต์แบงก์ 

โดยระบุว่านายเนเรีย ซึ่งเป็นทหารกองหนุนและปฏิบัติหน้าที่ประจำจุดตรวจ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในกรุงเยรูซาเลมเพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วนหลังเกิดเหตุโจมตีเมื่อช่วงบ่ายวันพุธ ตามรายงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ พร้อมระบุว่าเขาเชื่อในพลังของการสวดภาวนา และเชื่อว่าเมื่อชาวอิสราเอลรวมเป็นหนึ่ง ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้น

ทางด้านกระทรวงสาธารณสุขปาเลสไตน์ระบุว่า คนขับรถวัย 29 ปี ชื่อมาห์มูด มูฮัมหมัด มาห์มูด สุไลมาน ชาวปาเลสไตน์จากหมู่บ้านเบต อูร์ อัล-ตาห์ตา ใกล้จุดเกิดเหตุ ถูกยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

ก่อนหน้านี้ กลุ่มฮามาสออกแถลงการณ์ชื่นชมเหตุโจมตี โดยระบุว่าเป็นการตอบโต้ต่อการกระทำของอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์และกรุงเยรูซาเลม พร้อมเรียกร้องให้เพิ่มการต่อต้านอิสราเอล แต่ไม่ได้อ้างว่าเป็นผู้ก่อเหตุ

ทั้งนี้ เหตุการณ์โจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 1 วันก่อนที่นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล มีกำหนดกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ และเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังเกิดเหตุยิงในเวสต์แบงก์ ก่อนวันสำคัญทางศาสนายม คิปปูร์ ของชาวยิว.

ที่มา AFP

รายงานชี้ลูกเรือสหรัฐฯ 8 นาย พยายามฆ่าตัวตายระหว่างภารกิจเรือ “ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น”

รายงานชี้ลูกเรือสหรัฐฯ 8 นาย พยายามฆ่าตัวตายระหว่างภารกิจเรือ "ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น"

24 ก.ย. 2569 11:19 น.

รายงานชี้ลูกเรือสหรัฐฯ 8 นาย พยายามฆ่าตัวตายระหว่างภารกิจเรือ “ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น”

รักษาการรัฐมนตรีทบวงกองทัพเรือสหรัฐฯ เปิดเผยว่า บุคลากร 8 นายในกองเรือโจมตีที่ประจำการบนเรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น” พยายามฆ่าตัวตายระหว่างภารกิจที่ยืดเยื้อ ซึ่งรวมถึงช่วงปฏิบัติการรบกับอิหร่าน แต่ไม่มีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ขณะที่ประเด็นสภาพความเป็นอยู่และสุขภาพจิตของกำลังพลถูกตั้งคำถามอย่างหนัก

ฮุง เกา รักษาการรัฐมนตรีทบวงกองทัพเรือสหรัฐฯ เปิดเผยว่า บุคลากรกองทัพเรือสหรัฐฯ จำนวน 8 นาย ซึ่งสังกัดกองเรือโจมตีที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น พยายามฆ่าตัวตายระหว่างการประจำการเป็นเวลานาน โดยตัวเลขดังกล่าวถูกเปิดเผยในจดหมายตอบคำถามของวุฒิสมาชิกเคิร์สเตน กิลลิแบรนด์ จากรัฐนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่ผ่านมา

ข้อมูลดังกล่าวครอบคลุมกำลังพลจากหลายส่วนของกองเรือโจมตี ทั้งลูกเรือของเรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น, ฝูงบินประจำเรือ เจ้าหน้าที่กองเรือโจมตีและฝูงเรือพิฆาต เรือพิฆาตคุ้มกัน ตลอดจนฝูงบินที่ปฏิบัติการจากเรือ โดยเคาระบุว่า ไม่มีบุคลากรคนใดเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายระหว่างภารกิจครั้งนี้

กองเรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น มีทหารเรือประมาณ 6,000-7,000 นาย ประจำการอยู่บนเรือราว 6 ลำ และเรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้อยู่ในทะเลเป็นเวลานานหลายเดือน โดยภารกิจเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในเดือนพฤษภาคมถูกขยายออกหลายครั้ง ก่อนเข้าร่วมปฏิบัติการในตะวันออกกลางและภารกิจรบกับอิหร่าน

กองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่า บนเรือมีทรัพยากรด้านสุขภาพจิตหลายรูปแบบ ได้แก่ อนุศาสนาจารย์ 5 นาย นักให้คำปรึกษาด้านการป้องกันและส่งเสริมสุขภาวะ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ทางคลินิก เจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพพฤติกรรม และสุนัขช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต เพื่อดูแลความต้องการด้านจิตใจและอารมณ์ของกำลังพล

ก่อนหน้านี้ ครอบครัวของทหารเรือจำนวนหนึ่งได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพจิตและสภาพความเป็นอยู่ของกำลังพล โดยอ้างถึงภารกิจที่ยาวนาน การขาดแคลนเสบียง ปัญหาระบบประปา น้ำ และการไม่มีโอกาสแวะพักในท่าเรือเป็นเวลานาน ขณะที่กองทัพเรือยืนยันก่อนหน้านี้ว่า ไม่พบหลักฐานว่ามีวิกฤตสุขภาพจิตบนเรือ และระบุว่ามีบุคลากรด้านการแพทย์และสุขภาพจิตพร้อมให้ความช่วยเหลือ

จดหมายของนายเกายังยืนยันว่า มีเหตุการณ์ทหารเรือคนหนึ่งพลัดตกลงจากเรือในช่วงต้นเดือนสิงหาคม แต่ได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและเข้ารับการรักษา นอกจากนี้ ในเดือนมีนาคม ทหารเรืออีกคนหนึ่งพยายามกระโดดลงจากเรือ แต่เพื่อนร่วมงานสามารถหยุดไว้ได้ ก่อนจะได้รับการดูแลทางการแพทย์และเดินทางกลับสหรัฐฯ ในเวลาต่อมา

ด้านวุฒิสมาชิกกิลลิแบรนด์ ซึ่งเป็นสมาชิกคณะกรรมาธิการกองทัพประจำวุฒิสภา วิจารณ์การตอบสนองก่อนหน้านี้ของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ต่อรายงานเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ของกำลังพล โดยเห็นว่าปัญหาดังกล่าวควรได้รับการตรวจสอบและแก้ไขอย่างจริงจัง

ข้อมูลจากกองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่า การพยายามฆ่าตัวตายเป็นปัญหาที่กองทัพให้ความสำคัญ และสถิติด้านพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตายมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขอาจมีการปรับปรุงเมื่อการสอบสวนเหตุการณ์ต่าง ๆ เสร็จสิ้น

งานวิจัยที่เผยแพร่เมื่อเดือนมกราคม 2025 ซึ่งศึกษาทหารเรือสหรัฐฯ 956 นาย พบว่า บุคลากรที่ประจำการบนเรือของกองทัพเรือเผชิญภาวะ “ความทุกข์ทางจิตใจอย่างรุนแรง” ในระดับสูงเมื่อเทียบกับกำลังพลจากเหล่าทัพอื่น โดยงานวิจัยระบุปัจจัยกดดันเฉพาะของการใช้ชีวิตบนเรือ เช่น สภาพที่พักอาศัย เสียงรบกวน และตารางปฏิบัติงานที่หนักจนมีเวลานอนและพักผ่อนไม่เพียงพอ

เรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น เดินทางออกจากแคลิฟอร์เนียเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เดิมมุ่งหน้าไปยังทะเลจีนใต้ ก่อนถูกส่งไปยังตะวันออกกลาง และภารกิจถูกขยายออกหลายครั้ง ปัจจุบันเรือกำลังเดินทางกลับสหรัฐฯ หลังสิ้นสุดภารกิจที่ยาวนานเป็นประวัติการณ์ โดยเมื่อเดินทางกลับ ลูกเรือได้แวะพักผ่อนที่ประเทศไทยระหว่างทางกลับ ก่อนเดินทางต่อไปยังสหรัฐฯ

กองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่า การประจำการครั้งนี้มีระยะเวลา 266 วัน และอยู่ในเขตการรบประมาณ 200 วัน พร้อมยืนยันว่าการดูแลสวัสดิภาพของกำลังพลเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของผู้บังคับบัญชา.

ที่มา CNN / BBC

สภาสูงอิตาลีผ่านกม.ขั้นสุดท้าย ปูทางกลับไปใช้พลังงานนิวเคลียร์ หลังเลิกใช้แล้วเกือบ 40 ปี

สภาสูงอิตาลีผ่านกม.ขั้นสุดท้าย ปูทางกลับไปใช้พลังงานนิวเคลียร์ หลังเลิกใช้แล้วเกือบ 40 ปี

24 ก.ย. 2569 09:52 น.

สภาสูงอิตาลีผ่านกม.ขั้นสุดท้าย ปูทางกลับไปใช้พลังงานนิวเคลียร์ หลังเลิกใช้แล้วเกือบ 40 ปี

วุฒิสภาอิตาลีผ่านกฎหมายขั้นสุดท้าย ปูทางกลับมาใช้พลังงานนิวเคลียร์เกือบ 40 ปีหลังเลิกใช้จากเหตุการณ์เชอร์โนบิล รัฐบาลเตรียมออกกฎรองภายในปีหน้า

วันที่ 24 กันยายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่าวุฒิสภาอิตาลีลงมติเห็นชอบขั้นสุดท้ายต่อกฎหมายที่เปิดทางให้อิตาลีกลับมาใช้พลังงานนิวเคลียร์อีกครั้ง หลังยุติการใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาเกือบ 40 ปี นับตั้งแต่ประชาชนพร้อมใจลงประชามติหลังเกิดภัยพิบัติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ในปี 2529

รายงานข่าวระบุว่า ร่างกฎหมายผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนน 81 ต่อ 51 เสียง และงดออกเสียง 7 เสียง หลังจากก่อนหน้านี้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว ทำให้อิตาลีมีกรอบกฎหมายสำหรับการกลับมาพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์อีกครั้ง

โดยกฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจรัฐบาลออกกฎหมายลำดับรองภายใน 12 เดือน เพื่อกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตก่อสร้างและเดินเครื่องปฏิกรณ์ มาตรฐานความปลอดภัย การจัดการเชื้อเพลิงใช้แล้วและกากกัมมันตรังสี รวมถึงหลักเกณฑ์ในการกำหนดพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และการจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแล

นายกิลแบร์โต ปิกเฮตโต ฟราติน รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงด้านพลังงานของอิตาลี ระบุว่า รัฐบาลตั้งเป้าออกกฎรองเพื่อบังคับใช้กฎหมายภายในสิ้นปีนี้ ขณะที่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีจอร์จา เมโลนี สนับสนุนการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์ยุคใหม่ โดยเฉพาะเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานและลดการพึ่งพาการนำเข้า

ทั้งนี้ การลงมติครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการหวนกลับสู่พลังงานนิวเคลียร์ของอิตาลี หลังประชาชนเคยลงประชามติปฏิเสธการใช้พลังงานนิวเคลียร์ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกเกิดขึ้นหลังภัยพิบัติเชอร์โนบิลในปี 2529 และอีกครั้งหลังเกิดอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะของญี่ปุ่นในปี 2554 โดยอิตาลีปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีอยู่หลังการลงประชามติปี 2530.

 ที่มา AP

เกาหลีเหนือเผยการทดสอบยิงกระสุนจากระบบยิงจรวดหลายลำกล้องขนาด 240 มม. รุ่นปรับปรุงใหม่

เกาหลีเหนือเผยการทดสอบยิงกระสุนจากระบบยิงจรวดหลายลำกล้องขนาด 240 มม. รุ่นปรับปรุงใหม่

24 ก.ย. 2569 09:40 น.

เกาหลีเหนือเผยการทดสอบยิงกระสุนจากระบบยิงจรวดหลายลำกล้องขนาด 240 มม. รุ่นปรับปรุงใหม่

เกาหลีเหนือเผยทดสอบกระสุนจรวดหลายลำกล้อง 240 มม. รุ่นอัปเกรด ยิงได้ไกลสุด 115 กม. พร้อมสั่งเร่งวางกำลังโจมตีรุนแรงที่สุดตามแนวชายแดนเกาหลีใต้

วันที่ 24 กันยายน 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ของเกาหลีเหนือรายงานว่า กองทัพได้้ทดสอบยิงกระสุนสำหรับระบบยิงจรวดหลายลำกล้องขนาด 240 มิลลิเมตรรุ่นอัปเกรด โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการวางกำลังโจมตีที่มีอานุภาพรุนแรงที่สุดตามแนวชายแดนติดกับเกาหลีใต้

รายงานข่าวระบุว่า การทดสอบมีขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 22 กันยายน ภายใต้แผนพัฒนาระยะ 5 ปีเพื่อปรับปรุงกองกำลังปืนใหญ่และขีปนาวุธของประเทศ โดยเป็นการทดสอบจรวดหลายลำกล้องแบบควบคุม ขนาด 240 มิลลิเมตรรุ่นอัปเกรด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงที่กำกับการทดสอบระบุว่า การพัฒนาจรวดที่เพิ่มระยะยิงจะช่วยเปลี่ยนแปลงขีดความสามารถด้านอำนาจการยิงตามแนวชายแดนทางใต้ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยจรวดรุ่นใหม่นี้ติดตั้ง “ระบบนำวิถีอัตโนมัติแบบแม่นยำ” สามารถโจมตีเป้าหมายได้ไกลถึง 100 กิโลเมตรในโหมดวิถีโค้ง และไกลถึง 115 กิโลเมตรเมื่อใช้โหมดผสมที่มีการร่อน

ทางด้านนายพัค จอง ชอน รองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางของพรรคแรงงานเกาหลีเหนือ เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรวมกำลังโจมตีที่รุนแรงและทำลายล้างที่สุดไว้ตามแนวชายแดนทางใต้ พร้อมระบุว่าต้องทำให้ฝ่ายศัตรูตระหนักว่า เกาหลีเหนือได้เร่งเปลี่ยนอาวุธโจมตีระยะไกลของกองทัพทั้งหมดเป็นระบบรุ่นใหม่โดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ การทดสอบครั้งล่าสุดเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของเกาหลีเหนือในการยกระดับขีดความสามารถของระบบอาวุธที่สามารถโจมตีเป้าหมายในเกาหลีใต้ โดยก่อนหน้านี้เกาหลีเหนือประกาศกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างสองเกาหลีเป็นความสัมพันธ์ระหว่างสองรัฐที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ตั้งแต่ปี 2566.

ที่มา Yonhap