อุตุฯ อังกฤษเตือน”เอลนีโญ” รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์-ปี 2027 อาจร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

อุตุฯ อังกฤษเตือน"เอลนีโญ" รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์-ปี 2027 อาจร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

21 ส.ค. 2569 16:55 น.

อุตุฯ อังกฤษเตือน”เอลนีโญ” รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์-ปี 2027 อาจร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

สำนักอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร เตือนปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังก่อตัวและทวีความรุนแรงในมหาสมุทรแปซิฟิก มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นปรากฏการณ์เอลนีโญที่ “รุนแรงที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยเผชิญ” โดยเมื่อผนวกเข้ากับสภาวะโลกร้อนที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ ส่งผลให้มีความเป็นไปได้สูงมากที่ปี 2027 จะกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ของโลก 

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาสหราชอาณาจักร (Met Office) เตือนว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่กำลังก่อตัวขึ้นเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก มีแนวโน้มรุนแรงที่สุดเท่าที่คนรุ่นปัจจุบันเคยประสบ และอาจส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ภูมิอากาศตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นระยะ โดยทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อสภาพอากาศรุนแรงในหลายพื้นที่ เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมของมนุษย์ ผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วอาจรุนแรงยิ่งขึ้น

Met Office ระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่เอลนีโญครั้งนี้จะทำให้ ปี 2027 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติการณ์ แซงหน้าปี 2024 ซึ่งครองสถิติอยู่ในปัจจุบัน

ศาสตราจารย์ อดัม สเคฟ หัวหน้าฝ่ายพยากรณ์ระยะยาวของ Met Office กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเขาไม่เคยเห็นสัญญาณเอลนีโญที่รุนแรงเช่นนี้ในแบบจำลองพยากรณ์ของหน่วยงาน ขณะเดียวกัน มีหลักฐานเพิ่มขึ้นว่าสภาพอากาศในหลายพื้นที่ของโลกเริ่มได้รับอิทธิพลจากเอลนีโญแล้ว เช่น ปริมาณฝนมรสุมในอินเดียที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และกิจกรรมของพายุเฮอริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติกที่ลดลง

เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์สภาพอากาศตามธรรมชาติที่มักเกิดขึ้นทุก 2-7 ปี และแต่ละครั้งอาจกินเวลาประมาณ 1 ปี โดยปกติ ลมสินค้าในมหาสมุทรแปซิฟิกจะพัดจากตะวันออกไปตะวันตก แต่ในช่วงเอลนีโญ ลมดังกล่าวจะอ่อนกำลังลงหรืออาจเปลี่ยนทิศทาง ส่งผลให้น้ำทะเลอุ่นเคลื่อนตัวไปทางตะวันออกมากขึ้น ความร้อนจากมหาสมุทรจะถูกถ่ายเทขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงขึ้น และเปลี่ยนแปลงรูปแบบการกระจายตัวของฝนในหลายภูมิภาค

นักวิทยาศาสตร์จะประกาศการเกิดเอลนีโญเมื่ออุณหภูมิผิวน้ำทะเลในพื้นที่สำคัญของมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 0.5 องศาเซลเซียส

แต่การตรวจวัดในปัจจุบันพบว่า อุณหภูมิในบริเวณดังกล่าวสูงกว่าค่าปกติมากกว่า 2 องศาเซลเซียส แล้ว และแบบจำลองล่าสุดของ Met Office คาดว่าอุณหภูมิที่สูงกว่าปกติอาจเพิ่มขึ้นเกิน 3 องศาเซลเซียส ในช่วงปลายปีนี้ เมื่อเอลนีโญเข้าสู่จุดสูงสุด หากเป็นเช่นนั้น จะถือเป็นระดับที่ไม่เคยพบในข้อมูลย้อนหลังไปถึงปี 1950 และอาจเป็นเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19

นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่า น้ำทะเลในระดับความลึกประมาณ 100 เมตรบางพื้นที่มีอุณหภูมิสูงกว่าปกติถึงประมาณ 8 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจทำหน้าที่เป็นแหล่งสะสมความร้อนขนาดใหญ่ ช่วยเสริมกำลังให้เอลนีโญรุนแรงขึ้น

กลุ่มวิจัยด้านภูมิอากาศบางแห่งคาดการณ์ว่า เอลนีโญอาจรุนแรงกว่าที่ Met Office ประเมินไว้ โดยอุณหภูมิอาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 4 องศาเซลเซียส หากเกิดขึ้นจริง เฮาส์ฟาเธอร์ระบุว่า อาจเป็นไปได้ที่จะเรียกเหตุการณ์ครั้งนี้ว่าเป็นเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดในรอบ 500 ปี หรือแม้แต่ 1,000 ปี แม้จะไม่สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัด เนื่องจากไม่มีข้อมูลที่ละเอียดเพียงพอย้อนหลังไปไกลขนาดนั้น

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เอลนีโญเกิดบ่อยขึ้นหรือมีความรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการศึกษาและถกเถียงในแวดวงวิทยาศาสตร์

รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC เมื่อปี 2021 ระบุว่า ความรุนแรงของเอลนีโญเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ปี 1950 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาย้อนหลังไปถึงประมาณปี 1400 และเอลนีโญที่มีความรุนแรงสูงก็เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า ความรุนแรงของเอลนีโญมีความผันผวนอย่างมากตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา จึงยังเป็นเรื่องยากที่จะสรุปว่าการเพิ่มขึ้นในช่วงหลังเป็นผลโดยตรงจากภาวะโลกร้อน สิ่งที่ชัดเจนคือ ปัจจุบันเอลนีโญเกิดขึ้นท่ามกลางโลกที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นอยู่แล้ว ทำให้ผลกระทบต่อสภาพอากาศมีแนวโน้มรุนแรงมากกว่าในอดีต

การเปลี่ยนแปลงการกระจายตัวของความร้อนในมหาสมุทร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบลมในชั้นบรรยากาศ สามารถส่งผลต่อสภาพอากาศในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก เอลนีโญแต่ละครั้งไม่ได้มีรูปแบบเหมือนกันทั้งหมด แต่มีหลักฐานว่าผลกระทบเริ่มปรากฏแล้ว โดยในเอเชียใต้ เอลนีโญอาจทำให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีฝนลดลง และในปี 2026 ปริมาณฝนมรสุมในพื้นที่ดังกล่าวต่ำกว่าค่าปกติอย่างมาก

ขณะที่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบลมบริเวณทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแอตแลนติกเขตร้อนอาจลดกิจกรรมของพายุเฮอริเคน โดยฤดูพายุในปีนี้จนถึงขณะนี้มีพายุที่ได้รับการตั้งชื่อเพียง 3 ลูก

สำหรับพื้นที่ใกล้มหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน ผลกระทบอาจรุนแรงเป็นพิเศษ โดยออสเตรเลียมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากภัยแล้งและไฟป่า ขณะที่เปรู เอกวาดอร์ และพื้นที่ทางตอนใต้ของสหรัฐฯ อาจเผชิญความเสี่ยงน้ำท่วมมากขึ้น

สำหรับสหราชอาณาจักร Met Office ระบุว่า เอลนีโญไม่น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดคลื่นความร้อนทำลายสถิติในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลชัดเจนขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและต้นฤดูหนาว โดยเพิ่มโอกาสที่พื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของยุโรป รวมถึงสหราชอาณาจักร จะเผชิญสภาพอากาศที่มีฝนตกมากและพายุรุนแรง ในทางตรงกันข้าม เอลนีโญอาจเพิ่มโอกาสเกิดสภาพอากาศหนาวเย็นในช่วงปลายฤดูหนาวได้เช่นกัน แม้ความเชื่อมโยงระหว่างปรากฏการณ์ทั้งสองจะยังไม่ชัดเจนมากนัก

ในช่วงที่เกิดเอลนีโญ มหาสมุทรจะปลดปล่อยความร้อนจำนวนมากเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในปีปฏิทินถัดจากช่วงที่เอลนีโญเข้าสู่จุดสูงสุดในฤดูหนาว

นิก ดันสโตน นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศของ Met Office ระบุว่า ด้วยเหตุนี้จึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่ ปี 2027 จะทำลายสถิติปี 2024 และกลายเป็นปีที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้

ขณะที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO เตือนเมื่อต้นเดือนนี้ว่า เอลนีโญอาจทำให้ประชาชนหลายสิบล้านคนในประเทศที่มีความเปราะบางเผชิญความเสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนอาหารขั้นรุนแรง ซึ่งอาจกลายเป็นวิกฤตด้านความมั่นคงทางอาหารในหลายพื้นที่ทั่วโลก.

ที่มา BBC

เม็กซิโกช่วย 2 ชาวประมง ลอยทะเลใน “ถังน้ำแข็ง” นาน 5 วัน ไร้น้ำและอาหาร

เม็กซิโกช่วย 2 ชาวประมง ลอยทะเลใน "ถังน้ำแข็ง" นาน 5 วัน ไร้น้ำและอาหาร

21 ส.ค. 2569 16:03 น.

เม็กซิโกช่วย 2 ชาวประมง ลอยทะเลใน “ถังน้ำแข็ง” นาน 5 วัน ไร้น้ำและอาหาร

ชาวประมง 2 คนในเม็กซิโกรอดชีวิตอย่างหวุดหวิด หลังเรือประมงประสบเหตุจนขาดการติดต่อและทั้งคู่ต้องลอยอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกนาน 5 วัน โดยไม่มีอาหารหรือน้ำดื่ม ก่อนกองทัพเรือเม็กซิโกค้นพบทั้งสองคนลอยอยู่ภายในถังน้ำแข็งขนาดใหญ่ ห่างจากชายฝั่งรัฐเชียปัสกว่า 240 กิโลเมตร และช่วยเหลือนำตัวขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย

ชาวประมง 2 คนในเม็กซิโกได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย หลังต้องลอยอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกนานถึง 5 วัน โดยไม่มีอาหารหรือน้ำดื่ม และอาศัยอยู่ภายในถังน้ำแข็งขนาดใหญ่ ก่อนเจ้าหน้าที่กองทัพเรือเม็กซิโกจะค้นพบและช่วยเหลือได้สำเร็จเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (19 ส.ค.)

กองทัพเรือเม็กซิโกเปิดเผยว่า ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม หลังสหกรณ์ประมงของชายทั้งสองแจ้งเหตุฉุกเฉินว่าไม่สามารถติดต่อชาวประมงวัย 53 ปีและ 32 ปีได้

รายงานระบุว่า ทั้งสองออกเรือจากเมืองปาเรดอน ในรัฐเชียปัส ทางตอนใต้ของเม็กซิโก เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม เพื่อออกไปทำประมงในมหาสมุทรแปซิฟิก แต่วันรุ่งขึ้นได้ขาดการติดต่อทางวิทยุ ขณะอยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 120 กิโลเมตร

กองทัพเรือระดมกำลังค้นหาทั้งทางเรือและทางอากาศ ครอบคลุมพื้นที่มหาสมุทรเป็นบริเวณกว้าง โดยส่งเรือออกค้นหาตามเส้นทางที่คาดว่าชาวประมงทั้งสองน่าจะเดินทางผ่าน พร้อมใช้เครื่องบินตรวจการณ์ค้นหาจากทางอากาศ

ในที่สุด หลังผ่านไป 5 วัน เจ้าหน้าที่พบชายทั้งสองลอยอยู่กลางทะเล ห่างจากชายฝั่งรัฐเชียปัสมากกว่า 240 กิโลเมตร หรือกว่า 130 ไมล์ทะเล และอยู่ใกล้ชายแดนกัวเตมาลา

ภาพที่กองทัพเรือเผยแพร่แสดงให้เห็นชายทั้งสองอยู่ภายในถังน้ำแข็งสีฟ้าขนาดใหญ่ ซึ่งลอยอยู่ท่ามกลางคลื่นทะเล เจ้าหน้าที่นำเรือเข้าไปใกล้ ก่อนช่วยยกชายทั้งสองขึ้นจากถังและนำตัวขึ้นเรือได้อย่างปลอดภัย เจ้าหน้าที่ระบุว่า ชายทั้งสองมีอาการขาดน้ำอย่างรุนแรง แต่โดยรวมอาการคงที่ ก่อนถูกนำตัวส่งกลับเข้าฝั่งโดยทางอากาศ และได้รับการรักษาพยาบาล จากนั้นจึงได้กลับไปพบครอบครัวอีกครั้ง

หนึ่งในชาวประมงกล่าวในวิดีโอที่กองทัพเรือเผยแพร่ว่า พวกเขาไม่คิดว่าจะรอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ และสิ่งเดียวที่ทำได้คือสวดภาวนาต่อพระเจ้าและรอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่กองทัพเรือ ส่วนชาวประมงอีกคนกล่าวว่า นี่เป็นประสบการณ์ที่ยากลำบากที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้ และไม่อยากให้ใครต้องประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้ แม้แต่ศัตรูที่เกลียดชังที่สุด ทั้งสองเปิดเผยว่า ตลอด 5 วันที่ลอยอยู่กลางทะเล พวกเขา ไม่ได้กินหรือดื่มอะไรเลย

กองทัพเรือเม็กซิโกระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพเรือในการปกป้องชีวิตประชาชนในทะเล และยืนยันว่าหน่วยปฏิบัติการทั้งทางเรือและทางอากาศทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องจนสามารถระบุตำแหน่งของผู้สูญหายและช่วยเหลือได้สำเร็จ

ขณะนี้ทางการกำลังสอบสวนว่า เหตุใดเรือประมงของชายทั้งสองจึงออกนอกเส้นทางไปไกลจากชายฝั่งหลายร้อยกิโลเมตร โดยเบื้องต้นมีข้อสันนิษฐานว่า กระแสลมแรงและสภาพอากาศเลวร้ายอาจมีส่วนทำให้เรือถูกพัดออกนอกเส้นทาง

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรือประมงลำดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการจม การขัดข้อง ลอยออกจากตัวชาวประมงทั้งสอง หรือสูญหายไปในทะเลด้วยสาเหตุอื่น.

ที่มา CNN / Daily Express

กัมพูชาเปิดอาคารวุฒิสภาแห่งใหม่ พบชื่อมหาเศรษฐีถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรเป็นผู้บริจาค

กัมพูชาเปิดอาคารวุฒิสภาแห่งใหม่ พบชื่อมหาเศรษฐีถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรเป็นผู้บริจาค

21 ส.ค. 2569 15:03 น.

กัมพูชาเปิดอาคารวุฒิสภาแห่งใหม่ พบชื่อมหาเศรษฐีถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรเป็นผู้บริจาค

กัมพูชาเปิดอาคารวุฒิสภาแห่งใหม่ในกรุงพนมเปญอย่างเป็นทางการ โดยสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี เสด็จฯ เป็นประธานในพิธี ขณะที่รายชื่อผู้บริจาคก่อสร้างอาคารเผยให้เห็นชื่อมหาเศรษฐีรายใหญ่ของประเทศ รวมถึงนาย ลี ยง พัด ซึ่งถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร จากกรณีเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์และขบวนการค้ามนุษย์

กัมพูชาเปิดอาคารวุฒิสภาแห่งใหม่ หรือ “พระราชวังสามัคคี” (Samaki Palace) อย่างเป็นทางการวันนี้ (21 ส.ค.) ในกรุงพนมเปญ โดยสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี ทรงเป็นประธานในพิธี ท่ามกลางการเข้าร่วมของเจ้าหน้าที่ระดับสูง สมาชิกวุฒิสภา นักการทูต และแขกจากต่างประเทศ

พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี ทรงตัดริบบิ้นเปิดอาคาร โดยมีนายฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา บุตรชายของฮุน เซน รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงร่วมในพิธี

กษัตริย์นโรดม สีหมุนี ตรัสว่า ทรงยินดีอย่างยิ่งที่ได้ทรงเป็นประธานในพิธีเปิดพระราชวังสามัคคี ซึ่งถือเป็นความสำเร็จและความภาคภูมิใจของประเทศ

อาคารดังกล่าวริเริ่มโดยฮุน เซน เป็นอาคารสูงประมาณ 4 ชั้นครึ่ง มีลานจอดเฮลิคอปเตอร์บนดาดฟ้า และจะใช้เป็นหลักสำหรับรองรับการเยือนของบุคคลสำคัญจากต่างประเทศ รวมถึงเป็นสถานที่ทำงานของผู้บริหารระดับสูงของวุฒิสภาและใช้จัดงานต้อนรับแขกทั้งในและต่างประเทศ

กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาระบุว่า อาคารแห่งนี้มีขนาดประมาณ 79 เมตรคูณ 47 เมตร เริ่มก่อสร้างหลังพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2024 และก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2025

ทางการกัมพูชาไม่ได้เปิดเผยมูลค่าการก่อสร้าง แต่ป้ายรายชื่อภายในอาคารระบุชื่อผู้บริจาค 11 ราย โดยมีชื่อของ ลี ยง พัด สมาชิกวุฒิสภาและนักธุรกิจรายใหญ่ของกัมพูชาอยู่ในลำดับแรก และเจ้าตัวเข้าร่วมพิธีเปิดอาคาร

ลี ยง พัด ถูกทางการสหรัฐฯ คว่ำบาตรในปี 2024 โดยสหรัฐฯ กล่าวหาบริษัทของเขาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติต่อผู้ที่ถูกค้ามนุษย์เพื่อให้เข้าไปทำงานในศูนย์หลอกลวงออนไลน์

อย่างไรก็ตาม ลี ยง พัด ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่เชื่อมโยงเขากับเครือข่ายอาชญากรรมทางไซเบอร์และการฟอกเงิน โดยระบุว่าข้อกล่าวหาเป็นข้อมูลเท็จและสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของเขา

กัมพูชากลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมหลอกลวงข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเครือข่ายมิจฉาชีพใช้ทั้งผู้ที่สมัครใจและผู้ที่ถูกค้ามนุษย์เข้าไปทำงาน หลอกเหยื่อทั่วโลกให้สูญเสียเงินหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี ผ่านวิธีการต่าง ๆ เช่น การสร้างความสัมพันธ์เชิงชู้สาวปลอม และการหลอกให้ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล

หนึ่งในผู้บริจาคอาคารที่มีรายชื่ออยู่ในป้ายเช่นกันคือ ฮุน โต นักธุรกิจและลูกพี่ลูกน้องของฮุน มาเนต โดยฮุน โตเปิดเผยเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า เขาเคยถือหุ้น 30% ในแพลตฟอร์มชำระเงินดิจิทัล “ฮวยวัน เพย์”  ซึ่งปัจจุบันปิดดำเนินการแล้ว และถูกเชื่อมโยงกับการหลอกลวงทางไซเบอร์และการฟอกเงิน

ฮุน โต ยืนยันว่า แม้เคยถือหุ้น แต่ไม่ได้เข้าไปบริหารการดำเนินงาน และ “ไม่เคยได้รับผลกำไร เงินปันผล หรือทรัพย์สินใด ๆ” จาก”ฮวยวัน เพย์”

รัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวหาเมื่อปีที่ผ่านมาว่า “กลุ่มฮวยวัน” (Huione Group) ซึ่งเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มดังกล่าว รวมถึงบริษัทอื่น ๆ อีกหลายแห่ง มีส่วนฟอกเงินให้กับกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติที่ดำเนินการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายหลี่ สง อดีตประธานกลุ่มฮวยวันกรุ๊ป ถูกส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังจีนเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังทางการจีนกล่าวหาว่าเขามีบทบาทสำคัญในเครือข่ายการพนันและฉ้อโกงข้ามชาติขนาดใหญ่ ขณะที่ธนาคารแห่งชาติกัมพูชาได้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจของแพลตฟอร์มฮวยวันแล้ว

สำหรับอาคารพระราชวังสามัคคีแห่งใหม่นี้ วุฒิสภากัมพูชาระบุว่า ฮุน เซน เป็นผู้ริเริ่มโครงการ เพื่อรองรับภารกิจที่เพิ่มขึ้นของวุฒิสภาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในระยะยาว โดยจะใช้เป็นสำนักงานของผู้นำวุฒิสภา รวมถึงรองรับภารกิจด้านการทูตรัฐสภา และการติดต่อกับประชาชนและชุมชนท้องถิ่น

ขณะที่ พระราชวังจำการมน หรือ “อาคารแดง” ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และเกี่ยวข้องกับมรดกของอดีตกษัตริย์นโรดม สีหนุ จะยังคงใช้เป็นสถานที่ประชุมวุฒิสภาต่อไป

ทางวุฒิสภาระบุว่า การประชุมเต็มคณะจะยังคงเป็นเวทีสำหรับพิจารณาร่างกฎหมาย กฎหมาย และประเด็นต่าง ๆ โดยยึดหลักการปรองดอง ความเป็นเอกภาพ และความสามัคคี ขณะที่อาคารแห่งใหม่สะท้อนความพยายามของกัมพูชาในการปรับปรุงและพัฒนาสถาบันรัฐสภาให้ทันสมัย ควบคู่กับการอนุรักษ์สถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อมรดกทางการเมืองของประเทศ.

ที่มา AFP / Kampucheathmey Daily

เมียนมารุกยึด-เผาหมู่บ้าน เคลียร์พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ที่รัสเซียหนุนหลัง

เมียนมารุกยึด-เผาหมู่บ้าน เคลียร์พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ที่รัสเซียหนุนหลัง

21 ส.ค. 2569 13:06 น.

เมียนมารุกยึด-เผาหมู่บ้าน เคลียร์พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ที่รัสเซียหนุนหลัง

กองทัพเมียนมาส่งกำลังทหารเปิดปฏิบัติการกวาดล้างและเผาทำลายหมู่บ้านในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ เพื่อบังคับเคลียร์พื้นที่รองรับโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย (Dawei SEZ) ซึ่งมีรัสเซียให้การสนับสนุน โดยมุ่งหวังปั้นให้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ขนส่งสินค้าสายใหม่ทดแทนช่องแคบมะละกา ท่ามกลางการปะทะอย่างหนักกับกลุ่มต่อต้านและตัวเลขผู้เสียชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้น

กองทัพเมียนมาส่งกำลังทหารหลายร้อยนายเข้าปฏิบัติการกวาดล้างพื้นที่ทางภาคใต้ของประเทศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย หรือ Dawei Special Economic Zone และมีแผนก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกและโรงไฟฟ้าบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน ตามข้อมูลจากนักรบฝ่ายต่อต้านและนักเคลื่อนไหวในพื้นที่ที่มีความเข้าใจโดยตรงเกี่ยวกับสถานการณ์

ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นในภูมิภาคตะนาวศรี ซึ่งอยู่ติดกับชายแดนไทย และถือเป็นสัญญาณชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งว่า รัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเมียนมาพร้อมใช้กำลังเพื่อฟื้นโครงการทวาย ซึ่งถูกนำเสนอว่าเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ทางเลือกสำหรับการขนส่งสินค้าระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับเอเชียใต้และเอเชียตะวันตก โดยไม่ต้องพึ่งพาช่องแคบมะละกา

ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม กองทัพเมียนมาได้ส่งทหารหลายร้อยนายเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว และเกิดการสู้รบกับกลุ่มต่อต้านในท้องถิ่น จนฝ่ายต่อต้านต้องถอนกำลังออกจากบางพื้นที่

ซอ ดา โก จากกองกำลังป้องกันประชาชนภูมิภาคตะนาวศรี กล่าวว่า กองทัพกำลังเคลื่อนกำลังเข้าไปในพื้นที่และปฏิบัติการกวาดล้าง โดยมีรายงานว่าหมู่บ้านและบ้านเรือนบางแห่งถูกเผาทำลาย

นักรบฝ่ายต่อต้านอีกรายจากกองพันเขตทวายหมายเลข 1 ซึ่งอยู่ภายใต้การนำของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ หรือ NUG กล่าวโดยไม่เปิดเผยชื่อว่า ทหารได้เผาบ้านเรือนในหมู่บ้านอย่างน้อย 3 แห่ง และสังหารเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ 3 คนที่ให้ความช่วยเหลือชุมชนผู้พลัดถิ่น

กลุ่มภาคประชาสังคมท้องถิ่น MAGGA Initiative ระบุว่า เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือทั้ง 3 คนถูกทหารควบคุมตัวและเสียชีวิต หลังพบกับกองกำลังทหารที่กำลังรุกคืบในเมืองเยบู เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวรอยเตอร์ไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวได้อย่างอิสระ ขณะที่รัฐบาลเมียนมาและสถานทูตรัสเซียในเมียนมาไม่ได้ตอบคำขอให้แสดงความคิดเห็น

ปฏิบัติการทางทหารรุนแรงขึ้นหลังจาก พลโท จ่อ สวาร์ ลิน รองผู้บัญชาการกองทัพเมียนมา เดินทางเยือนพื้นที่ภาคใต้ของประเทศเมื่อปลายเดือนมิถุนายน และเรียกร้องให้ทหารปกป้อง “โครงการยุทธศาสตร์” รวมถึงโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย

กลุ่มติดตามความขัดแย้ง ACLED ระบุในรายงานเดือนสิงหาคมว่า หลังจากนั้น กองกำลังทหารราว 700 นายได้เคลื่อนเข้าสู่พื้นที่โดยรอบ พร้อมบุกตรวจค้นหมู่บ้านและมีรายงานการสังหารพลเรือน

ฝ่ายต่อต้านระบุว่า ปฏิบัติการยึดพื้นที่รอบเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายได้รับการสนับสนุนจากทั้งการโจมตีทางอากาศและทางเรือ ทำให้กลุ่มต่อต้านในพื้นที่ซึ่งมีการจัดกำลังอย่างหลวม ๆ ไม่สามารถต้านทานกองทัพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มิน ลวิน อู จากคณะกรรมการการชุมนุมเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า กองทัพส่งกำลังเข้าไปในพื้นที่ และเมื่อได้รับการเสริมกำลังจากกองทัพเรือ ก็เปิดปฏิบัติการโจมตีหมู่บ้านที่อยู่ภายในพื้นที่โครงการท่าเรือน้ำลึก ส่งผลให้เกิดการปะทะกันบ่อยครั้ง

การรุกคืบในทวายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่กว้างขึ้นของกองทัพเมียนมาในการยึดคืนพื้นที่ยุทธศาสตร์และพื้นที่ชายแดนที่สูญเสียให้กับกลุ่มต่อต้าน นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2021 ซึ่งจุดชนวนสงครามกลางเมืองที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 100,000 คน และประชาชนมากกว่า 3.5 ล้านคนต้องพลัดถิ่น

รัฐบาลทหารเมียนมายังจัดการเลือกตั้งในช่วงเดือนธันวาคม 2025 ถึงมกราคม 2026 ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เนื่องจากฝ่ายต่อต้านที่สำคัญไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมแข่งขัน ส่งผลให้ มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารสามารถก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายเริ่มต้นในปี 2008 ในรูปแบบความร่วมมือระหว่างเมียนมากับไทย โดยมีเป้าหมายอำนวยความสะดวกด้านการค้าระหว่างประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันตก

แต่โครงการหยุดชะงักในปี 2013 เนื่องจากการคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่และปัญหาด้านเงินทุน ต่อมาในเดือนมกราคม 2021 เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนเกิดรัฐประหาร คณะกรรมการกำกับดูแลเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายประกาศยุติข้อตกลงสำหรับโครงการ 9 โครงการในระยะแรก และระบุว่าจะมุ่งหาพันธมิตรรายใหม่เพื่อผลักดันศักยภาพของโครงการ

ปัจจุบันรัฐบาลเมียนมาพยายามฟื้นโครงการอีกครั้ง โดยได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของมิน อ่อง หล่ายและกองทัพเมียนมา

ในเวทีธุรกิจที่กรุงมอสโกเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซอ ซาน ไนง์ อู ผู้ว่าการภูมิภาคตะนาวศรี ระบุว่า โครงการทวายอาจช่วยให้การขนส่งสินค้าใช้เวลาน้อยกว่าการขนส่งผ่านช่องแคบมะละกาประมาณ 4-6 วัน และยังชูจุดเด่นของท่าเรือที่อยู่ห่างจากแหล่งก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งสำคัญของเมียนมาประมาณ 45 กิโลเมตร

ด้านมิคาอิล มิชูสติน นายกรัฐมนตรีรัสเซีย กล่าวว่า บริษัทของรัสเซียมีแผนทำงานร่วมกับเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย เพื่อขยายการค้าและสร้างงานใหม่ รวมถึงสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

แหล่งข่าวซึ่งรับทราบแนวคิดของรัฐบาลรัสเซียระบุว่า โครงการทวายอาจเปิดทางให้รัสเซียเข้าถึงตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มากขึ้น และเพิ่มบทบาทด้านโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือของรัสเซียในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวเตือนว่า ความเสี่ยงในการลงทุนในเมียนมายังคงอยู่ในระดับสูง และการลงทุนของรัสเซียจะต้องเชื่อมโยงกับระบบคมนาคมไปยังประเทศไทย จึงจะทำให้โครงการทวายมีความคุ้มค่าและมีความเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐกิจ.

ที่มา Reuters

“อิมราน ข่าน” อดีตนายกฯ ปากีสถาน ถูกส่งตัวจาก รพ. กลับเข้าคุก หลังศาลสั่งตรวจร่างกาย

"อิมราน ข่าน" อดีตนายกฯ ปากีสถาน ถูกส่งตัวจาก รพ. กลับเข้าคุก หลังศาลสั่งตรวจร่างกาย

21 ส.ค. 2569 11:54 น.

“อิมราน ข่าน” อดีตนายกฯ ปากีสถาน ถูกส่งตัวจาก รพ. กลับเข้าคุก หลังศาลสั่งตรวจร่างกาย

“อิมราน ข่าน” อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถาน ถูกส่งตัวกลับเรือนจำเมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ หลังเข้ารับการตรวจจากทีมแพทย์ที่โรงพยาบาลในกรุงอิสลามาบัด และได้รับการประเมินว่าไม่มีอาการที่จำเป็นต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล ขณะที่ศาลฎีกาเป็นผู้มีคำสั่งให้ส่งตัวเข้ารับการตรวจ หลังทนายความและครอบครัวแสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพของเขา

นายอิมราน ข่าน อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถาน ถูกส่งตัวกลับไปยังเรือนจำในช่วงเช้ามืดวันนี้ (21 ส.ค.) หลังเข้ารับการตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลชิฟา อินเตอร์เนชั่นแนล ในกรุงอิสลามาบัด โดยทีมแพทย์ประเมินว่าเขา “มีสภาพร่างกายเหมาะสมทางการแพทย์” และสามารถกลับไปควบคุมตัวในเรือนจำได้

อัตตาอุลเลาะห์ ทาราร์ รัฐมนตรีสารสนเทศของปากีสถาน เปิดเผยว่า ข่านได้รับการตรวจโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งประกอบด้วยจักษุแพทย์ แพทย์โรคหัวใจ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรม โดยมี อัซมา ข่าน น้องสาวของอดีตนายกรัฐมนตรีอยู่ร่วมตลอดกระบวนการตรวจสุขภาพเมื่อคืนวันพฤหัสบดี

การส่งตัวนายข่านไปโรงพยาบาลเกิดขึ้นตามคำสั่งของศาลฎีกาปากีสถานเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งกำหนดให้เจ้าหน้าที่นำตัวเขาไปโรงพยาบาลภายใน 48 ชั่วโมง เพื่อให้แพทย์ตรวจประเมินอาการ หลังมีการร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพของอดีตนายกรัฐมนตรีวัย 73 ปี

คำสั่งดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในความผ่อนปรนที่สำคัญที่สุดที่ข่านได้รับจากศาล นับตั้งแต่เขาถูกจำคุกในปี 2023 จากคดีทุจริต ซึ่งเจ้าตัวยืนยันมาตลอดว่าเป็นคดีที่มีแรงจูงใจทางการเมือง

นอกจากสั่งให้ข่านเข้ารับการตรวจในโรงพยาบาลแล้ว ศาลฎีกายังระบุให้เขาสามารถพบสมาชิกครอบครัวได้ หลังจากไม่ได้รับอนุญาตให้พบครอบครัวเป็นเวลาหลายเดือน โดยในคืนวันอังคาร อัซมา ข่าน ได้เข้าเยี่ยมพี่ชายที่เรือนจำ และต่อมาอยู่ร่วมระหว่างการตรวจสุขภาพทุกขั้นตอน

บริเวณโดยรอบโรงพยาบาลชิฟา อินเตอร์เนชั่นแนลถูกตำรวจปิดกั้นอย่างเข้มงวด มีการนำแผงกั้น รถตำรวจ และเจ้าหน้าที่จำนวนมากเข้าประจำพื้นที่ ขณะที่บริเวณด้านนอกโรงพยาบาลมีการเคลื่อนย้ายรถยนต์ออกจากถนนเพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย นอกจากนี้ยังพบรถตำรวจและรถหุ้มเกราะลาดตระเวนโดยรอบ

ศาลฎีกายังเตือนพรรค เตห์รีก-อี-อินซาฟ (PTI) ซึ่งเป็นพรรคของข่าน ไม่ให้จัดแถลงข่าวบริเวณด้านหน้าโรงพยาบาล โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้การเข้ารับการตรวจสุขภาพของอดีตนายกรัฐมนตรีถูกนำไปใช้เป็นประเด็นทางการเมือง

ทนายความของข่านกล่าวก่อนหน้านี้ว่า อดีตนายกรัฐมนตรีมีปัญหาสุขภาพหลายด้าน รวมถึงปัญหาการมองเห็น และไม่สามารถเข้าถึงการรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางได้อย่างเพียงพอ

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ทนายความของข่านระบุว่า เขาเหลือการมองเห็นเพียงประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ในดวงตาข้างขวา หลังเจ้าหน้าที่เรือนจำไม่ดำเนินการตามที่ร้องขอเพื่อให้ได้รับการรักษา อย่างไรก็ตาม รัฐบาลปากีสถานปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

ในคำสั่งเมื่อวันอังคาร คณะผู้พิพากษาระบุว่า ศาลตระหนักถึงพันธกรณีตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายในการคุ้มครองชีวิต สุขภาพ ศักดิ์ศรี และความปลอดภัยของผู้ต้องขัง พร้อมกำหนดให้จักษุแพทย์เข้ามามีส่วนร่วมในการประเมินและดูแลอาการของข่าน

ทั้งศาลและสมาชิกพรรค PTI ต่างเตือนผู้สนับสนุนของข่านไม่ให้เดินทางมารวมตัวกันบริเวณโรงพยาบาล เนื่องจากอาจถือเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งศาลและสร้างความวุ่นวายโดยรอบสถานพยาบาล

ข่าน ซึ่งเคยเป็นกัปตันทีมคริกเก็ตทีมชาติปากีสถาน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2018 ถึง 2022 ก่อนถูกปลดออกจากตำแหน่งจากการลงมติไม่ไว้วางใจในรัฐสภา

เขาถูกจำคุกในเดือนสิงหาคม 2023 และเผชิญคดีมากกว่า 100 คดี ตั้งแต่การเปิดเผยความลับของรัฐ ไปจนถึงการขายหรือจัดการทรัพย์สินของขวัญที่ได้รับในฐานะผู้นำประเทศ โดยข่านปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และยืนยันว่าคดีต่าง ๆ มีแรงจูงใจทางการเมือง

ข่านและ บุชรา บีบี ภรรยาของเขา ต่างถูกศาลพิพากษาจำคุกคนละ 17 ปีในช่วงปลายปีที่ผ่านมา จากคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตและทรัพย์สินของรัฐ

การจำคุกข่านนำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่จากกลุ่มผู้สนับสนุนทั่วประเทศ และทางการได้ใช้มาตรการปราบปรามเพื่อควบคุมสถานการณ์ ส่งผลให้สมาชิกและผู้สนับสนุนพรรค PTI จำนวนมากถูกจับกุมหรือดำเนินคดี

แม้ข่านยังคงถูกจำคุกและถูกตัดสิทธิ์จากการเมืองในหลายช่วงที่ผ่านมา แต่เขายังคงเป็นบุคคลสำคัญในแวดวงการเมืองปากีสถาน และยังมีฐานผู้สนับสนุนจำนวนมากทั่วประเทศ.

ที่มา BBC

บาหลีจำคุกนักท่องเที่ยวสวิส 1 ปี โพสต์คลิปลบหลู่-ด่าเทศกาลศักดิ์สิทธิ์ “วันแห่งความเงียบ”

บาหลีจำคุกนักท่องเที่ยวสวิส 1 ปี โพสต์คลิปลบหลู่-ด่าเทศกาลศักดิ์สิทธิ์ "วันแห่งความเงียบ"

21 ส.ค. 2569 11:28 น.

บาหลีจำคุกนักท่องเที่ยวสวิส 1 ปี โพสต์คลิปลบหลู่-ด่าเทศกาลศักดิ์สิทธิ์ “วันแห่งความเงียบ”

ศาลจังหวัดบาหลีของอินโดนีเซียพิพากษาจำคุกนักท่องเที่ยวชาวสวิตเซอร์แลนด์ 1 ปี หลังโพสต์คลิปวิดีโอขณะออกจากที่พักไปชายหาดในช่วง “นเยปี” หรือวันแห่งความเงียบ ซึ่งเป็นวันสำคัญทางศาสนาฮินดูของชาวบาหลี พร้อมใช้ถ้อยคำหยาบคาย จนสร้างความไม่พอใจอย่างกว้างขวาง ขณะที่เจ้าตัวยอมรับผิดและกล่าวขอโทษ โดยอ้างว่าไม่เข้าใจข้อจำกัดของวันสำคัญดังกล่าวอย่างถ่องแท้

ศาลแขวงเดนปาซาร์ของบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย มีคำพิพากษาจำคุกนายลูเซียน แอนดริน ซเกร็กเกน นักท่องเที่ยวชาวสวิตเซอร์แลนด์วัย 26 ปี เป็นเวลา 1 ปี หลังศาลตัดสินว่ามีความผิดจากการฝ่าฝืนข้อจำกัดในช่วง “นเยปี” (Nyepi) หรือ “วันแห่งความเงียบ” ซึ่งเป็นวันสำคัญทางศาสนาฮินดูของชาวบาหลี

คดีนี้เกิดขึ้นหลังซกรักเกนเผยแพร่คลิปวิดีโอบนอินสตาแกรมในช่วงวันนเยปีเมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา โดยบันทึกภาพตัวเองเดินออกจากที่พักไปยังชายหาดที่ว่างเปล่า พร้อมบรรยายสถานการณ์ว่า “บ้าสิ้นดี” และใช้ถ้อยคำหยาบคายในข้อความประกอบโพสต์ ก่อนที่คลิปดังกล่าวจะถูกลบออกในเวลาต่อมา

คลิปสร้างกระแสไม่พอใจอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวบาหลีบนสื่อสังคมออนไลน์ เนื่องจากถูกมองว่าเป็นการไม่เคารพต่อประเพณีและความศรัทธาทางศาสนาของคนในท้องถิ่น ทางการจึงติดตามตัวและจับกุมเขาในเดือนมีนาคม บริเวณแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมใกล้หาดกูตา

ผู้พิพากษา โจคอร์ดา ปุตรา บูดี ปาสติมา ซึ่งเป็นประธานคณะผู้พิพากษา ระบุว่า การกระทำของจำเลยทำให้ชาวบาหลีรู้สึกขุ่นเคือง กระทบต่อความศรัทธา และก่อให้เกิดความไม่พอใจในสังคม พร้อมย้ำว่าจำเลยต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตน

ศาลระบุว่า ซเกร็กเกนกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่ของอินโดนีเซีย จากการเผยแพร่ข้อความและเนื้อหาบนสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับวันหยุดทางศาสนาดังกล่าว แม้ก่อนหน้านั้นเจ้าหน้าที่ของวิลล่าที่เขาพักจะแจ้งให้ทราบถึงข้อจำกัดในช่วงวันนเยปีแล้วก็ตาม

นเยปี เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินสากะของชาวฮินดูบาหลี และถือเป็นหนึ่งในวันสำคัญที่สุดของเกาะ ในช่วงเวลาดังกล่าว บาหลีซึ่งโดยปกติเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คึกคักจะเงียบสงบอย่างผิดปกติ ประชาชนจะอยู่ภายในบ้าน งดส่งเสียงดัง งดกิจกรรมบันเทิง และใช้เวลาในการทำสมาธิและไตร่ตรองจิตใจ

ข้อจำกัดดังกล่าวมีผลกับทุกคนบนเกาะ ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดหรือมีสัญชาติใด รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยทั่วไปประชาชนจะเตรียมอาหารและสิ่งของจำเป็นไว้ล่วงหน้าเพื่อให้สามารถอยู่ภายในบ้านตลอดช่วงวันสำคัญ

ในวันนเยปี สนามบินนานาชาติของบาหลีจะปิดให้บริการ ขณะที่การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตถูกระงับ และกิจกรรมความบันเทิงต่าง ๆ ถูกจำกัดอย่างเข้มงวด รวมถึงมีการรณรงค์ให้ลดการใช้ไฟฟ้า ถนนและชายหาดซึ่งปกติเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวจะว่างเปล่า ยกเว้นเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ดูแลให้ทุกคนปฏิบัติตามกฎของวันแห่งความเงียบ

จากข้อมูลของสื่อท้องถิ่น นายซเกร็กเกนโพสต์คลิปตัวเองขณะฝ่าฝืนข้อห้ามออกจากที่พัก และแสดงท่าทีในลักษณะคล้ายกับการท้าทายข้อจำกัดดังกล่าว โดยในคลิปเขายิ้มให้กล้องและบอกว่าเดินไปยังชายหาด ก่อนใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมเรียกประเพณีดังกล่าวว่า “บ้า”

ระหว่างการพิจารณาคดี ซึ่งเริ่มขึ้นในเดือนมิถุนายน นายซเกร็กเกนยืนยันว่า เขาไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นศาสนาฮินดูหรือชาวบาหลี และไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าข้อจำกัดในวันนเยปีมีความเข้มงวดเพียงใด

เขาอ้างว่า ขณะนั้นรู้สึกหิวและหงุดหงิดเนื่องจากไม่สามารถออกไปหาอาหารได้ เพราะเกาะอยู่ภายใต้มาตรการปิดกิจกรรมและจำกัดการเดินทางในช่วงวันแห่งความเงียบ ในคำให้การต่อศาล ซกรักเกนกล่าวว่า “ผมเสียใจอย่างสุดซึ้งกับสิ่งที่ทำลงไป และขอโทษชาวบาหลี”

ก่อนหน้านี้ นักท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติและชาวอินโดนีเซียเคยถูกควบคุมตัวหรือถูกส่งตัวออกจากพื้นที่จากการฝ่าฝืนข้อจำกัดในช่วงนเยปี โดยเฉพาะการออกจากที่พักโดยไม่มีเหตุฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม คดีในอดีตส่วนใหญ่จบลงด้วยการดำเนินการทางปกครอง โดยไม่ได้ถูกดำเนินคดีในศาล

คำพิพากษาครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่บาหลีเผชิญความท้าทายจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวฟื้นตัวจากช่วงการระบาดของโควิด-19 โดยเมื่อปีที่ผ่านมา บาหลีต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงเป็นประวัติการณ์ราว 7 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม การกลับมาของนักท่องเที่ยวจำนวนมากนำมาซึ่งปัญหาพฤติกรรมไม่เหมาะสมของชาวต่างชาติในบางกรณี ทั้งการกระทำที่ถูกมองว่าลบหลู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ การฝ่าฝืนกฎหมายจราจร รวมถึงพฤติกรรมที่กระทบต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนท้องถิ่น

ทางการบาหลีจึงประกาศว่าจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและกำกับดูแลนักท่องเที่ยว พร้อมเดินหน้าปราบปรามชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเกาะ.

ที่มา BBC / swissinfo.ch

ศาลฮ่องกงตัดสิน 2 นักเคลื่อนไหว รำลึกเทียนอันเหมิน ผิดฐานยุยงโค่นล้มอำนาจรัฐ

ศาลฮ่องกงตัดสิน 2 นักเคลื่อนไหว รำลึกเทียนอันเหมิน ผิดฐานยุยงโค่นล้มอำนาจรัฐ

21 ส.ค. 2569 11:10 น.

ศาลฮ่องกงตัดสิน 2 นักเคลื่อนไหว รำลึกเทียนอันเหมิน ผิดฐานยุยงโค่นล้มอำนาจรัฐ

ศาลฮ่องกงมีคำพิพากษาให้ หลี่ ชอกยัน อายุ 69 ปี และ โจว ฮังถง อายุ 41 ปี นักเคลื่อนไหวที่เคยจัดกิจกรรมรำลึกเหตุการณ์นองเลือดที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อปี 1989 มีความผิดฐาน “ยุยงให้โค่นล้มอำนาจรัฐ” ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่จีนบังคับใช้ในฮ่องกง ซึ่งกำหนดโทษสูงสุดจำคุก 10 ปี โดยศาลจะกำหนดบทลงโทษในภายหลัง

คณะผู้พิพากษา 3 คนระบุว่า ทั้งสองคน “ยุยงให้บุคคลอื่นจัดการ วางแผน กระทำ หรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยมีเป้าหมายเพื่อโค่นล้มอำนาจรัฐ” และเห็นว่าการกระทำของจำเลยเข้าข่าย “ล้มล้างหรือบ่อนทำลายระบบพื้นฐาน” ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญของจีน

หลี่และโจวถูกตั้งข้อหาความผิดด้านการโค่นล้มอำนาจรัฐตั้งแต่ปี 2021 และถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำมาตั้งแต่นั้น ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่รัฐบาลจีนบังคับใช้ในฮ่องกง โดยในระหว่างการอ่านคำพิพากษา ทั้งสองนั่งนิ่งอยู่ในคอกจำเลย

ทั้งสองเป็นอดีตแกนนำของ พันธมิตรฮ่องกงเพื่อสนับสนุนขบวนการประชาธิปไตยและความรักชาติของจีน หรือ Hong Kong Alliance ซึ่งปัจจุบันยุติการดำเนินงานแล้ว และเคยเป็นกลุ่มหลักที่จัดการชุมนุมจุดเทียนรำลึกเหตุการณ์เทียนอันเหมินเป็นประจำทุกปีที่สวนวิกตอเรียในฮ่องกง

ก่อนหน้านี้ ฮ่องกงและมาเก๊าเคยเป็นเพียงพื้นที่ไม่กี่แห่งในดินแดนจีนที่ประชาชนสามารถจัดกิจกรรมสาธารณะเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์วันที่ 4 มิถุนายน 1989 ซึ่งกองทัพจีนส่งทหารและรถถังเข้าปราบปรามผู้ประท้วงที่เรียกร้องการปฏิรูปทางการเมืองในกรุงปักกิ่งและบริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน

พันธมิตรฮ่องกงก่อตั้งขึ้นในเดือนพฤษภาคม 1989 เพื่อสนับสนุนนักศึกษาที่จัดการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย ก่อนที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะส่งกองกำลังและรถถังเข้าสลายการประท้วงในกรุงปักกิ่งในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา โดยตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวมีการประเมินแตกต่างกัน ตั้งแต่หลายร้อยคนไปจนถึงหลายพันคน

ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี พันธมิตรฮ่องกงเรียกร้องให้รัฐบาลจีนยอมรับความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ ปล่อยตัวผู้เห็นต่างทางการเมือง และเดินหน้าปฏิรูปประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมรำลึกเหตุการณ์เทียนอันเหมินในฮ่องกงถูกห้ามตั้งแต่ปี 2020 หลังทางการอ้างมาตรการควบคุมโควิด-19 เป็นเหตุผลในการห้ามการชุมนุม และกิจกรรมดังกล่าวไม่เคยกลับมาจัดได้อีก ขณะเดียวกัน ในปีเดียวกันนั้น กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของฮ่องกงก็มีผลบังคับใช้ โดยกำหนดความผิดเกี่ยวกับการแสดงออกหรือการกระทำที่ถูกมองว่าเป็นภัยต่อรัฐในวงกว้างมากขึ้น

อัยการกล่าวหาว่า คำปราศรัยและถ้อยแถลงของหลี่และโจวตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นส่วนบุคคล แต่มีเจตนายุยงให้ผู้อื่นกระทำการที่ผิดกฎหมาย พร้อมกล่าวหาทั้งสองว่า “ทำให้ความมั่นคงแห่งชาติตกอยู่ในอันตรายโดยอ้างสิทธิมนุษยชน” และย้ำว่าเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการรวมกลุ่ม “ไม่ใช่สิทธิที่ปราศจากข้อจำกัด”

อัลเบิร์ต โฮ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติฮ่องกงวัย 74 ปี ซึ่งเป็นจำเลยคนที่สามในคดีนี้ รับสารภาพเมื่อเดือนมกราคม โดยการรับสารภาพมักมีผลให้จำเลยได้รับการลดโทษ

ด้านกลุ่มสิทธิมนุษยชน ฮิวแมนไรท์วอทช์ ระบุว่า คำตัดสินครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การแสดงออกเพื่อไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิตกำลังกลายเป็นความผิดทางอาญาในฮ่องกง

เอเลน เพียร์สัน ผู้อำนวยการฮิวแมนไรท์วอทช์ประจำภูมิภาคเอเชีย กล่าวว่า นักเคลื่อนไหวเหล่านี้เปิดเผยให้เห็นความหวาดกลัวของรัฐบาลจีนต่อความทรงจำเกี่ยวกับการกระทำที่โหดร้ายของรัฐเอง ซึ่งมองว่าการรำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีตเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ

ก่อนมีคำพิพากษา โจวเขียนข้อความลงในบล็อกว่า “ความยุติธรรมอยู่ในหัวใจของประชาชน ไม่จำเป็นต้องเคารพยำเกรงคำพิพากษาที่ถูกส่งลงมาจากเบื้องบน และคำตัดสินเพียงครั้งเดียวก็มีความสำคัญไม่มากนัก”

โจวยังกล่าวถึงสภาพการควบคุมตัวของเธอว่า เจ้าหน้าที่เรือนจำได้เปลี่ยนวิธีนำตัวเธอออกจากเรือนจำ โดยจากเดิมที่ใช้เพียงกุญแจมือ ปัจจุบันเธอถูกใส่ทั้งกุญแจมือ กุญแจล็อกข้อเท้า โซ่รัดเอว และโซ่ที่ขา ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวไปด้วยโซ่โลหะ

คดีนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการลดทอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในฮ่องกง

ยูราเนีย ชิว อาจารย์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด บรูคส์ กล่าวว่า คดีนี้ส่งสารที่รุนแรงและสร้างความหวาดกลัวต่อภาคประชาสังคมว่า การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและนโยบายของรัฐ ไม่ว่าจะกระทำอย่างสันติเพียงใด ก็ไม่เป็นที่ต้อนรับในฮ่องกงอีกต่อไป

ด้าน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า คดีนี้อาศัยคำจำกัดความของคำว่า “การโค่นล้มอำนาจรัฐ” ที่คลุมเครือ กว้างเกินไป และเปิดช่องให้มีการใช้กฎหมายโดยพลการ พร้อมเรียกร้องให้ปล่อยตัวโจวและหลี่โดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข โดยระบุว่าทั้งสองเป็น “นักโทษทางความคิด” และไม่ควรถูกดำเนินคดีตั้งแต่แรก

โจวยังเคยถูกจับกุมในเดือนมิถุนายน 2021 ในข้อหา “ยุยง” ให้ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมรำลึกเทียนอันเหมินในปีนั้น และต่อมาถูกตัดสินว่ามีความผิด อย่างไรก็ตาม ศาลสูงสุดของฮ่องกงกลับคำพิพากษาดังกล่าวในปี 2022 โดยผู้พิพากษาระบุว่า ตำรวจไม่สามารถให้เหตุผลอย่างเหมาะสมเพียงพอในการสั่งห้ามการจัดกิจกรรมรำลึก

ก่อนถูกจับกุม โจวเคยให้สัมภาษณ์ว่า เธอพร้อมที่จะถูกจับกุม เพราะ “นี่คือสิ่งที่ฮ่องกงเป็นอยู่ในขณะนี้” และยืนยันว่า เธอยอมรับผลสำหรับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของฮ่องกงถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายต่อต้านและกลุ่มสิทธิมนุษยชนว่า ทำให้เสรีภาพและความเป็นอิสระของฮ่องกงลดลง และสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว ขณะที่ทางการฮ่องกงยืนยันว่า กฎหมายดังกล่าวมีความจำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพของเมือง

กฎหมายดังกล่าวกำหนดความผิดหลายประเภท รวมถึงการแบ่งแยกดินแดน การโค่นล้มอำนาจรัฐ การก่อการร้าย และการสมรู้ร่วมคิดกับกองกำลังหรือองค์กรต่างชาติหรือภายนอกประเทศ.

ที่มา BBC / AFP

ญี่ปุ่นประหารชีวิตชายเผาร้านปาจิงโกะ สังหาร 5 ศพ นับเป็นการประหารครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี

ญี่ปุ่นประหารชีวิตชายเผาร้านปาจิงโกะ สังหาร 5 ศพ นับเป็นการประหารครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี

21 ส.ค. 2569 10:55 น.

ญี่ปุ่นประหารชีวิตชายเผาร้านปาจิงโกะ สังหาร 5 ศพ นับเป็นการประหารครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี

ญี่ปุ่นประหารชีวิตนายซูนาโอะ ทาคามิ วัย 58 ปี ผู้ก่อเหตุราดน้ำมันเผาร้านปาจิงโกะในโอซาก้าเมื่อปี 2552 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 ศพ นับเป็นการประหารครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี

วันที่ 21 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ญี่ปุ่นประหารชีวิต นายซูนาโอะ ทาคามิ วัย 58 ปี ด้วยการแขวนคอ หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานก่อเหตุราดน้ำมันเบนซินและจุดไฟเผาร้านปาจิงโกะในเมืองโอซาก้า เมื่อปี 2552 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ศพ นับเป็นการประหารชีวิตครั้งแรกของญี่ปุ่นในรอบกว่า 1 ปี

รายงานข่าวระบุว่า คณะลูกขุน 6 คนและผู้พิพากษา 3 คน พิจารณาคดีและปฏิเสธข้อโต้แย้งของฝ่ายจำเลยที่ระบุว่า นายทาคามิมีอาการป่วยทางจิตขณะก่อเหตุ ก่อนพิพากษาประหารชีวิตด้วยการแขวนคอไปเมื่อปี 2554 โดยนายทาคามิก่อเหตุที่ร้านปาจิงโกะซึ่งอยู่ใกล้บ้านของเขา โดยใช้น้ำมันเบนซินราดภายในร้านก่อนจุดไฟ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 ศพ เป็นลูกค้าของร้าน  4 ราย และพนักงานอีก 1 ราย 

นายฮิโรชิ ฮิรางูจิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมญี่ปุ่น กล่าวว่า ทางการมีคำสั่งประหารชีวิตหลังพิจารณาคดีอย่างรอบคอบและถี่ถ้วน พร้อมระบุว่า การประหารครั้งนี้เป็นครั้งแรกภายใต้รัฐบาลของ นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นยังคงเป็นหนึ่งในประเทศพัฒนาแล้วไม่กี่แห่งที่ใช้โทษประหารชีวิต โดยเป็นเพียง 2 ประเทศในกลุ่มจี7 ร่วมกับสหรัฐฯ ที่ยังคงมีโทษประหารชีวิต ขณะที่นักโทษประหารในญี่ปุ่นมักได้รับแจ้งกำหนดการประหารเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนถูกนำตัวไปแขวนคอ. 

แผ่นดินไหว 6.7 เขย่าเปรูตอนใต้ บ้าน-โรงเรียน-สถานพยาบาลเสียหาย เจ็บ 3 ราย

 แผ่นดินไหว 6.7 เขย่าเปรูตอนใต้ บ้าน-โรงเรียน-สถานพยาบาลเสียหาย เจ็บ 3 ราย

21 ส.ค. 2569 09:59 น.

แผ่นดินไหว 6.7 เขย่าเปรูตอนใต้ บ้าน-โรงเรียน-สถานพยาบาลเสียหาย เจ็บ 3 ราย

แผ่นดินไหวขนาด 6.7 เขย่าภาคใต้ของเปรู แรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้หลายพื้นที่ เบื้องต้นมีผู้บาดเจ็บ 3 ราย บ้าน 22 หลัง โรงเรียน 6 แห่ง และสถานพยาบาล 12 แห่งได้รับผลกระทบ

 วันที่ 20 สิงหาคม 2569 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.7 ทางภาคใต้ของเปรู เมื่อเวลา 13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่า จุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองอูปาฮัวโช ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 40 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากกรุงลิมา ราว 800 กิโลเมตร ลึกลงไปใต้ดิน 99 กิโลเมตร เบื้องต้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 3 ราย

รายงานเบื้องต้นจากทางการเปรูระบุว่า แรงสั่นสะเทือนส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนอย่างน้อย 22 หลัง โรงเรียน 6 แห่ง และสถานพยาบาล 12 แห่ง ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งสำรวจความเสียหายในพื้นที่เพิ่มเติม พร้อมส่งทีมฉุกเฉินลงพื้นที่เมืองปูเกียว และโกราโกรา ในแคว้นอายากูโช ซึ่งอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว ขณะที่แรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ได้ในหลายแคว้นด้วยระดับปานกลางถึงรุนแรง รวมถึงเมืองกุสโก อาเรกีปา และกรุงลิมา แม้แรงสั่นสะเทือนในพื้นที่เหล่านี้จะเบาลงตามระยะทาง.

ไต้หวันเพิ่มงบกลาโหมปี 2570 สูงเป็นประวัติการณ์ ทะลุ 1.12 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน

ไต้หวันเพิ่มงบกลาโหมปี 2570 สูงเป็นประวัติการณ์ ทะลุ 1.12 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน

21 ส.ค. 2569 09:38 น.

ไต้หวันเพิ่มงบกลาโหมปี 2570 สูงเป็นประวัติการณ์ ทะลุ 1.12 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน

ไต้หวันเสนอเพิ่มงบกลาโหมปี 2570 แตะ 1.12 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือราว 1.16 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางแรงกดดันทางทหารจากจีน

 วันที่ 20 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า คณะรัฐมนตรีไต้หวันเสนอร่างงบประมาณปี 2570 โดยจัดสรรงบประมาณด้านกลาโหม 1.1225 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือราว 1.16 ล้านล้านบาท นับเป็นครั้งแรกที่งบกลาโหมของไต้หวันทะลุระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน ท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงในช่องแคบไต้หวันที่ตึงเครียดขึ้นจากแรงกดดันทางทหารของจีน

รายงานข่าวระบุว่า งบกลาโหมที่เสนอคิดเป็นประมาณ 3.01% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี โดยรัฐบาลไต้หวันระบุว่า การเพิ่มงบประมาณครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศและการป้องกันตนเอง

โดยนายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน กล่าวก่อนหน้านี้ว่า แผนงบประมาณแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของไต้หวันที่จะเพิ่มศักยภาพในการป้องกันตนเอง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับกิจกรรมทางทหารของจีนที่เพิ่มขึ้นรอบเกาะ ซึ่งการเพิ่มงบกลาโหมครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กดดันให้ไต้หวันเพิ่มการใช้จ่ายด้านความมั่นคงและเสริมศักยภาพในการรับมือภัยคุกคามทางทหาร

อย่างไรก็ตาม ร่างงบประมาณนี้อาจเผชิญการพิจารณาอย่างเข้มข้นในสภานิติบัญญัติไต้หวัน ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายค้าน โดยงบประมาณประจำปี 2569 เพิ่งผ่านความเห็นชอบเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังใช้เวลาพิจารณานานเกือบ 1 ปี.