เวียดนามจ่อหั่นภาษีนำเข้าน้ำมันเหลือ 0% รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

เวียดนามจ่อหั่นภาษีนำเข้าน้ำมันเหลือ 0% รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

9 มี.ค. 2569 16:13 น.

เวียดนามจ่อหั่นภาษีนำเข้าน้ำมันเหลือ 0% รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

รัฐบาลเวียดนามเตรียมบังคับใช้มาตรการฉุกเฉิน ยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงทุกประเภท หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกอย่างหนัก ดันราคาน้ำมันในประเทศพุ่งสูงขึ้นกว่า 20% ขณะที่สถานีบริการน้ำมันบางแห่งเริ่มทยอยปิดตัวเนื่องจากน้ำมันขาดแคลน

กระทรวงการคลังของเวียดนามเปิดเผยว่า กำลังพิจารณาแผนร่างกฤษฎีกาเพื่อปรับลดอัตราภาษีนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงบางประเภทลงเหลือร้อยละ 0 เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดภายในประเทศและสร้างความมั่นใจด้านความมั่นคงทางพลังงาน หลังราคาพลังงานโลกพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง

แถลงการณ์จากกระทรวงการคลังระบุว่า หากความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อและการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 1 ใน 5 ของโลกยังคงดำเนินต่อไป จะทำให้แหล่งอุปทานน้ำมันในตลาดโลกขาดแคลนและผลักดันให้ราคาสูงขึ้นอีก โดยนับตั้งแต่สงครามเริ่มเปิดฉากขึ้นเมื่อกว่าหนึ่งสัปดาห์ก่อน ราคาน้ำมันในเวียดนามได้พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนรัฐบาลต้องประกาศใช้ระเบียบวาระราคาสถานการณ์ฉุกเฉิน

สื่อรัฐบาลเวียดนามรายงานว่า ราคาน้ำมันเบนซินเกรดที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดในประเทศพุ่งขึ้นถึงร้อยละ 21 มาอยู่ที่ 27,040 ดอง (ประมาณ 33.03 บาท) ต่อลิตร ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2022 ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งทะยานสูงถึงกว่าร้อยละ 50

ปัจจุบัน เวียดนามจัดเก็บภาษีนำเข้าน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วที่ร้อยละ 10 และภาษีน้ำมันดีเซล น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน และน้ำมันก๊าดที่ร้อยละ 7 ซึ่งภายใต้ร่างกฎหมายใหม่นี้ ภาษีทั้งหมดจะถูกยกเลิกชั่วคราวจนถึงสิ้นเดือนเมษายน หากได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาล

แม้ปัจจุบันเวียดนามจะยังไม่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในวงกว้าง แต่มีรายงานว่าสถานีบริการน้ำมันขนาดเล็กหลายสิบแห่งเริ่มปิดให้บริการชั่วคราวหรือลดเวลาทำการลงเนื่องจากปริมาณน้ำมันในสต็อกลดน้อยลง ด้านประชาชนเริ่มได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยชาวนครโฮจิมินห์รายหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า “ราคาน้ำมันสูงเสียดฟ้าในขณะที่เงินเดือนเท่าเดิม ผมคงต้องเริ่มเดินไปทำงานแทนแล้ว”

ทั้งนี้ วิกฤตการณ์สงครามในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นเกือบ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับราคาที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงที่รัสเซียเริ่มเปิดฉากบุกยูเครนเมื่อต้นปี 2022 ทำให้รัฐมนตรีคลังของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ชาติ หรือ จี7 จะจัดประชุมฉุกเฉินในวันนี้ เพื่อเพื่อหารือเกี่ยวกับการปล่อยน้ำมันสำรองร่วมกัน เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น.

ที่มา AFP

ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล กลุ่มจี7 เตรียมประชุมฉุกเฉิน

ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล กลุ่มจี7 เตรียมประชุมฉุกเฉิน

9 มี.ค. 2569 15:22 น.

ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล กลุ่มจี7 เตรียมประชุมฉุกเฉิน

กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ G7 เตรียมเปิดประชุมด่วนวันนี้ รับมือราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านทวีความรุนแรง จนช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดตาย ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกเกิดแรงเทขายอย่างหนัก

รัฐมนตรีคลังจากกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือ G7 เตรียมจัดการประชุมฉุกเฉินในวันนี้ (9 มี.ค.) เพื่อหารือถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและมาตรการรับมือราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกทะยานทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ท่ามกลางความตึงเครียดของการสู้รบในตะวันออกกลางที่ขยายวงกว้าง

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ตลาดเอเชีย พุ่งขึ้นกว่า 25% ไปแตะระดับ 119.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 109 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 104 ดอลลาร์ สาเหตุหลักมาจากความกังวลว่าเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญอย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งรองรับการส่งออกน้ำมันราว 1 ใน 5 ของโลก ตกอยู่ในสภาวะชะงักงันเกือบทั้งหมดนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเมื่อสัปดาห์ก่อน

มีรายงานว่าที่ประชุม G7 จะหารือเรื่องการระบายน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ร่วมกัน ภายใต้การประสานงานของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาไม่ให้กระทบต่อภาคธุรกิจและผู้บริโภคทั่วโลก

ความตื่นตระหนกแผ่กระจายไปยังตลาดเงินทั่วโลก โดยดัชนี FTSE 100 ของอังกฤษเปิดตัวลดลง 1.5% ขณะที่ฝั่งเอเชียเผชิญแรงเทขายอย่างรุนแรง ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นปิดลบ 5.2% ส่วนดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ร่วงหนักกว่า 8% จนต้องประกาศใช้มาตรการ “เซอร์กิตเบรกเกอร์” (Circuit Breaker) เพื่อระงับการซื้อขายชั่วคราวเป็นเวลา 20 นาที ก่อนจะปิดตัวที่ระดับลบ 6%

สถานการณ์ในอิหร่านทวีความตึงเครียดมากขึ้น เมื่อมีการแต่งตั้งนายโมจทาบา คาเมเนอี ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ต่อจากบิดา สะท้อนว่าฝ่ายอนุรักษนิยมสุดโต่งยังคงกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในช่วงสงคราม ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีทางอากาศถล่มคลังน้ำมันหลายแห่งในอิหร่านอย่างต่อเนื่องในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียล โดยระบุว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในระยะสั้นถือเป็น “ราคาที่เล็กน้อยมาก” เมื่อเทียบกับความปลอดภัยและสันติภาพของโลกที่จะเกิดขึ้นเมื่อภัยคุกคามนิวเคลียร์ของอิหร่านถูกกำจัดทิ้ง พร้อมย้ำว่า “มีแต่คนโง่เท่านั้นที่คิดต่างออกไป”

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ ออกมาชี้แจงว่า อิสราเอลเป็นผู้ตัดสินใจโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านเอง ไม่ใช่สหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลของชาวอเมริกันต่อราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่เริ่มขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากผลกระทบของสงครามครั้งนี้.

ที่มา BBC

ไฟไหม้สถานีรถไฟกลางเมืองกลาสโกว์ อาคารถล่มบางส่วน

ไฟไหม้สถานีรถไฟกลางเมืองกลาสโกว์ อาคารถล่มบางส่วน

9 มี.ค. 2569 13:38 น.

ไฟไหม้สถานีรถไฟกลางเมืองกลาสโกว์ อาคารถล่มบางส่วน

เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงลามเผาวอดอาคารสไตล์วิกตอเรียนเก่าแก่หน้าสถานีรถไฟกลางกลาสโกว์  ส่งผลให้อาคารบางส่วนพังถล่มลงมา ท่ามกลางการระดมกำลังนักดับเพลิงกว่า 60 นายเข้าควบคุมสถานการณ์ ทางการสั่งปิดสถานีรถไฟที่พลุกพล่านที่สุดของสกอตแลนด์ทันที กระทบผู้โดยสารนับหมื่นในเช้าวันจันทร์

เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่บริเวณอาคารอนุรักษ์ระดับ B สไตล์วิกตอเรียน บนถนนยูเนียน ซึ่งตั้งอยู่ติดกับทางเข้าสถานีรถไฟกลางกลาสโกว์ เมื่อช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (8 มี.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้อาคารประวัติศาสตร์อายุกว่า 170 ปีพังถล่มลงมาบางส่วน

หน่วยดับเพลิงและกู้ภัยสกอตแลนด์ ได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 15.45 น. โดยต้นเพลิงเริ่มจากร้านขายบุหรี่ไฟฟ้า ก่อนที่เปลวเพลิงจะโหมกระหน่ำและลุกลามอย่างรวดเร็วไปทั่วอาคาร 4 ชั้น จนกระทั่งช่วงค่ำส่วนยอดโดมบริเวณหัวมุมตึกได้พังถล่มลงมาต่อหน้าฝูงชนที่เฝ้าสังเกตการณ์ ท่ามกลางกลุ่มควันดำหนาทึบที่พวยพุ่งออกมาจากตัวอาคารเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 60 นาย พร้อมรถดับเพลิง 15 คัน รวมถึงรถกระเช้าสูงและทีมกู้ภัยทางน้ำ ถูกระดมกำลังเข้าสกัดเพลิงตลอดทั้งคืน เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ร้านค้าชื่อดังในอาคารดังกล่าว อาทิ ร้านกาแฟ “Sexy Coffee” และร้านทำผม “Willow” ออกมาแถลงด้วยความโศกเศร้าว่าธุรกิจของพวกเขาถูกไฟเผาทำลายจนหมดสิ้น ขณะที่โรงแรม Voco Grand Central ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณสถานีต้องอพยพแขกผู้เข้าพักทั้งหมดไปยังโรงแรมอื่นในเมืองเพื่อความปลอดภัยด้านการคมนาคม 

บริษัทรถไฟแห่งชาติประกาศปิดสถานีกลางกลาสโกว์ ซึ่งเป็นสถานีที่พลุกพล่านที่สุดในสกอตแลนด์อย่างไม่มีกำหนด โดยในวันจันทร์นี้จะไม่มีขบวนรถไฟเข้า-ออกในชั้นบน ส่วนชั้นล่างรถไฟจะวิ่งผ่านโดยไม่จอดรับส่งผู้โดยสาร ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเส้นทางเดินรถไปยังลอนดอน, ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์

แถลงการณ์จากรัฐบาลนายจอห์น สวินนีย์ มุขมนตรีแห่งสกอตแลนด์ แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่เกิดเหตุและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด ขณะที่หน่วยงานด้านโครงสร้างพื้นฐาน เตรียมเข้าตรวจสอบความเสียหายของตัวสถานีอย่างละเอียดอีกครั้งในช่วงเช้าวันจันทร์

อาคารที่เกิดเหตุ หรือที่รู้จักในชื่อ “ยูเนียน คอร์เนอร์” (Union Corner) ก่อสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1851 ซึ่งมีความเก่าแก่กว่าตัวสถานีรถไฟกลางที่เปิดใช้งานในปี ค.ศ. 1879 การสูญเสียครั้งนี้จึงถือเป็นการสูญเสียมรดกทางสถาปัตยกรรมครั้งสำคัญของเมืองกลาสโกว์.

ที่มา BBC

มือปืนหญิงกราดยิง 10 นัด คฤหาสน์ “ริฮานนา” กลางเบเวอรีฮิลส์ แต่ไร้คนบาดเจ็บ

มือปืนหญิงกราดยิง 10 นัด คฤหาสน์ "ริฮานนา" กลางเบเวอรีฮิลส์ แต่ไร้คนบาดเจ็บ

9 มี.ค. 2569 12:37 น.

มือปืนหญิงกราดยิง 10 นัด คฤหาสน์ “ริฮานนา” กลางเบเวอรีฮิลส์ แต่ไร้คนบาดเจ็บ

ตำรวจลอสแอนเจลิสจับกุมหญิงวัย 30 ปี หลังก่อเหตุใช้ปืนกราดยิงใส่บ้านพักของซุปเปอร์สตาร์สาว “ริฮานนา” กว่า 10 นัด จนกระสุนทะลุผนังบ้าน เผยขณะเกิดเหตุริฮานนาพักผ่อนอยู่ภายในคฤหาสน์พร้อมครอบครัว โชคดีไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

สำนักงานตำรวจลอสแอนเจลิส (LAPD) ยืนยันเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดขึ้นกับคฤหาสน์หรูของ ริฮานนา (Rihanna) นักร้องสาวชื่อดังระดับโลกในย่านเบเวอรีฮิลส์ โดยเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุยิงกันเมื่อเวลาประมาณ 13.15 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (8 มี.ค.) ก่อนจะสามารถติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้ในเวลาต่อมา

รายงานจากตำรวจระบุว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นหญิงอายุประมาณ 30 ปี ได้ขับรถมาจอดบริเวณฝั่งตรงข้ามคฤหาสน์ และใช้ปืนไรเฟิลจู่โจมระดมยิงเข้าไปในทรัพย์สินของนักร้องสาวประมาณ 10 นัด โดยพยานระบุว่าเห็นเธอลั่นไกอย่างต่อเนื่องประมาณ 7 นัดก่อนจะขับรถหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

ภาพจากมุมสูงเผยให้เห็นร่องรอยกระสุนปืนหลายนัดที่บริเวณประตูรั้วหน้าบ้าน ขณะที่สถานีข่าวท้องถิ่น KTLA รายงานว่ามีกระสุนอย่างน้อย 1 นัดยิงทะลุผนังเข้าไปภายในตัวบ้าน แหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่ยืนยันกับสื่อว่า ในขณะเกิดเหตุริฮานนาพักอาศัยอยู่ภายในคฤหาสน์ ซึ่งเป็นที่พักที่เธอใช้ชีวิตร่วมกับ เอแซป ร็อกกี (A$AP Rocky) สามีของเธอและลูกๆ  อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้

หลังเกิดเหตุไม่นาน เจ้าหน้าที่สามารถแกะรอยและระบุพิกัดรถยนต์ของผู้ต้องสงสัยได้ที่บริเวณซึ่งห่างจากบ้านของริฮานนาไปประมาณ 12 กิโลเมตร และเข้าควบคุมตัวหญิงคนดังกล่าวทันที ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อหรือแรงจูงใจในการก่อเหตุต่อสาธารณชน โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนของ LAPD ได้ปิดกั้นพื้นที่โดยรอบคฤหาสน์เพื่อเก็บหลักฐานและปลอกกระสุนปืนไรเฟิลในที่เกิดเหตุ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่ริฮานนาเพิ่งให้กำเนิดบุตรคนที่สามซึ่งเป็นลูกสาวเมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา หลังจากที่เธอและเอแซป ร็อกกี ได้ประกาศข่าวการตั้งครรภ์ในงาน Met Gala ปี 2025 โดยทั้งคู่มีลูกชายร่วมกันก่อนหน้านี้แล้ว 2 คน คือ ไรออต (Riot) และ อาร์แซดเอ (RZA)

คู่นี้ยังเคยคกเป็นข่าวพาดหัวใหญ่ในช่วงต้นปี 2025 จากคดีความของเอแซป ร็อกกี ที่ถูกฟ้องร้องในข้อหายิงปืนใส่เพื่อนเก่า ซึ่งในครั้งนั้นศาลตัดสินว่าเขาไม่มีความผิด โดยมีภาพจำที่ริฮานนาพาลูกชายทั้งสองคนไปร่วมรับฟังการพิจารณาคดีในศาลด้วย

ปัจจุบัน ริฮานนา หรือ “โรบิน เฟนตี” ในวัย 37 ปี ไม่เพียงแต่เป็นศิลปินผู้ประสบความสำเร็จอย่างสูงตลอดระยะเวลา 20 ปีในวงการเพลง แต่ยังเป็นนักธุรกิจหญิงผู้ทรงอิทธิพลจากแบรนด์เครื่องสำอาง Fenty Beauty และธุรกิจชุดชั้นใน ซึ่งนิตยสารฟอร์บสประเมินว่าเธอมีทรัพย์สินสุทธิรวมมูลค่ากว่าหนึ่งพันล้านดอลลาร์สหรัฐ.

ที่มา BBC

“ฮิวแมนไรต์วอตช์” กล่าวหาอิสราเอลใช้ “ฟอสฟอรัสขาว” โจมตีพื้นที่พลเรือนในเลบานอน

"ฮิวแมนไรต์วอตช์" กล่าวหาอิสราเอลใช้ "ฟอสฟอรัสขาว" โจมตีพื้นที่พลเรือนในเลบานอน

9 มี.ค. 2569 11:49 น.

“ฮิวแมนไรต์วอตช์” กล่าวหาอิสราเอลใช้ “ฟอสฟอรัสขาว” โจมตีพื้นที่พลเรือนในเลบานอน

องค์กรสิทธิมนุษยชน “ฮิวแมนไรต์วอตช์” (HRW) ออกแถลงการณ์ระบุว่า กองทัพอิสราเอลได้ใช้ระเบิดฟอสฟอรัสขาวยิงจากปืนใหญ่เหนือพื้นที่ที่อยู่อาศัยในเมืองโยห์มอร์ ทางตอนใต้ของเลบานอน เมื่อวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

องค์กรสิทธิมนุษยชน “ฮิวแมนไรต์วอตช์” หรือ HRW ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ที่นิวยอร์ก ออกแถลงการณ์ กล่าวหาว่ากองทัพอิสราเอลใช้สารฟอสฟอรัสขาวโจมตีเขตที่พักอาศัยในเมืองโยหมอร์ ทางตอนใต้ของเลบานอน เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ “ผิดกฎหมาย”

HRW ระบุว่าได้ทำการตรวจสอบและระบุพิกัดจากภาพถ่ายจำนวน 7 ภาพ ซึ่งแสดงให้เห็นกระสุนฟอสฟอรัสขาวถูกยิงให้ระเบิดกลางอากาศเหนือพื้นที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ยังมีภาพเจ้าหน้าที่ป้องกันภัยพลเรือนเข้าดับไฟที่ลุกไหม้บ้านเรือนอย่างน้อย 2 หลัง และรถยนต์อีก 1 คันในบริเวณดังกล่าว

ฟอสฟอรัสขาวเป็นสารเคมีที่ลุกไหม้ทันทีเมื่อสัมผัสกับออกซิเจน แม้จะได้รับอนุญาตให้ใช้เพื่อสร้างม่านควันหรือส่องสว่างในสนามรบ แต่หากนำมาใช้เป็นอาวุธเพลิงจะก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง ทั้งไฟไหม้ป่าและอาคาร รวมถึงสร้างบาดแผลฉกรรจ์จากการถูกลวก ทำลายระบบทางเดินหายใจ ทำให้อวัยวะภายในล้มเหลว และอาจถึงขั้นเสียชีวิต

แม้จะมีการประกาศหยุดยิงในปี 2024 แต่อิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีกลุ่มเฮซบอลลาห์อย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีเลบานอนหลายระลอกและส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้าสู่พื้นที่ชายแดน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 394 ราย และมีผู้พลัดถิ่นมากกว่า 500,000 คน ตามรายงานของทางการเลบานอน

นายรามซี เคสส์ นักวิจัยด้านเลบานอนของ HRW ระบุในรายงานว่า “การที่กองทัพอิสราเอลใช้ฟอสฟอรัสขาวเหนือพื้นที่อยู่อาศัยอย่างผิดกฎหมายนั้นเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และจะส่งผลกระทบที่เลวร้ายต่อพลเรือน” พร้อมเรียกร้องให้อิสราเอลยุติการกระทำดังกล่าวทันทีและขอให้ประเทศผู้สนับสนุนอาวุธระงับการช่วยเหลือทางทหารและการขายอาวุธแก่อิสราเอล

นอกจากประเด็นเรื่องฟอสฟอรัสขาวแล้ว เมื่อเดือนที่ผ่านมาเลบานอนยังได้กล่าวหาอิสราเอลว่ามีการฉีดพ่นสารกำจัดวัชพืช “ไกลโฟเซต” ข้ามมายังฝั่งเลบานอนบริเวณชายแดน ซึ่งประธานาธิบดี โจเซฟ อาอูน แห่งเลบานอน ประณามว่าเป็นการ “อาชญากรรมต่อสิ่งแวดล้อม”.

นายรามซี เคสส์ นักวิจัยด้านเลบานอนระบุในแถลงการณ์ว่า การที่กองทัพอิสรา่เอลใช้ฟอสฟอรัสขาวเหนือพื้นที่อยู่อาศัยอย่างผิดกฎหมายนั้น เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

ที่มา Human Rights Watch

กองขยะมหึมาถล่มทับคนในอินโดนีเซีย ฝังรถบรรทุก-ร้านค้า ดับแล้ว 4 ศพ

กองขยะมหึมาถล่มทับคนในอินโดนีเซีย ฝังรถบรรทุก-ร้านค้า ดับแล้ว 4 ศพ

9 มี.ค. 2569 11:03 น.

กองขยะมหึมาถล่มทับคนในอินโดนีเซีย ฝังรถบรรทุก-ร้านค้า ดับแล้ว 4 ศพ

เกิดเหตุกองขยะขนาดยักษ์ถล่มทับรถบรรทุกและร้านอาหารบริเวณศูนย์กำจัดขยะ “บันตาร์เกบัง” นอกกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 ราย และยังคงสูญหายอีก 5 ราย หลังฝนตกหนักทำโครงสร้างกองขยะไม่เสถียร ด้านรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมจวกทางการจาการ์ตาต้องรับผิดชอบ ชี้เป็นบทเรียนราคาแพงจากการจัดการขยะที่ล้มเหลว

หน่วยกู้ภัยแห่งชาติอินโดนีเซียเปิดเผยความคืบหน้าเหตุการณ์กองขยะถล่มครั้งใหญ่ ณ บ่อขยะบันตาร์เกบัง (Bantargebang) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงจาการ์ตาเพียง 25 กิโลเมตร เมื่อเวลาประมาณ 14.30 น. ของวันอาทิตย์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น (8 มี.ค.)  โดยขยะได้ถล่มทับรถบรรทุกขยะและร้านขายอาหารที่ตั้งอยู่โดยรอบ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่กู้ภัยระบุว่า กำลังเร่งเปิดทางเข้าพื้นที่โดยใช้เครื่องจักรกลหนัก เช่น รถขุดไฮดรอลิกร่วมกับการใช้สุนัขกู้ภัยดมกลิ่นเพื่อหาพิกัดของผู้ที่อาจติดอยู่ใต้กองขยะ อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังเนื่องจากสภาพกองขยะยังคงไม่คงตัวและเสี่ยงต่อการถล่มซ้ำหลังจากมีฝนตกหนักสะสม

นายคุสุโม เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยระบุว่า “เรากำลังประเมินสถานการณ์หน้างานอย่างใกล้ชิด หากสภาพอากาศและพื้นที่เอื้ออำนวย เราจะเดินหน้าค้นหาต่อไปอย่างเต็มกำลัง”

ผู้เสียชีวิต 4 รายที่ยืนยันแล้ว ประกอบด้วย นายเดดี สุตรีสโน พนักงานขับรถบรรทุกขยะ และเจ้าของร้านอาหารขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุอีก 2 ราย คือ นางสาวเอนดา วิดายันตี อายุ 25 ปี และนางซูมิเน อายุ 60 ปี ส่วนผู้เสียชีวิตรายที่สี่ไม่มีการระบุชื่อในรายงานเบื้องต้น ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งตามหาผู้สูญหายอีกอย่างน้อย 5 ราย

บ่อขยะบันตาร์เกบัง ถือเป็นหนึ่งในบ่อขยะแบบเปิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 687 ไร่ และรองรับขยะสะสมกว่า 55 ล้านตัน โดยแต่ละวันเขตปริมณฑลรอบจาการ์ตาที่มีประชากรกว่า 42 ล้านคน จะผลิตขยะรวมกันสูงถึง 14,000 ตัน

นายฮานิฟ ไฟซอล นูโรฟิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์หน่วยงานท้องถิ่นอย่างรุนแรง โดยระบุว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะการปล่อยให้มีการสะสมขยะเกินขีดจำกัด ทั้งที่มีกฎหมายสั่งห้ามบ่อขยะแบบเปิด มาตั้งแต่ปี 2008 “บันตาร์เกบังอยู่ในความดูแลของบริหารจัดการกรุงจาการ์ตา ดังนั้นพวกเขาต้องเป็นผู้รับผิดชอบ” นายฮานิฟกล่าวว่า “เหตุการณ์นี้ต้องเป็นบทเรียนที่ขมขื่น เพื่อให้จาการ์ตาเร่งปรับปรุงระบบจัดการขยะโดยเร็วที่สุด”

ย้อนกลับไปในปี 2005 อินโดนีเซียเคยเผชิญเหตุการณ์กองขยะถล่มในจังหวัดชวาตะวันตกซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปถึง 143 ราย โดยมีสาเหตุมาจากการระเบิดของก๊าซมีเทนประกอบกับฝนตกหนัก

ด้านประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ได้ระบุเมื่อเดือนก่อนว่า บ่อขยะส่วนใหญ่ในประเทศจะใช้งานเกินขีดความสามารถภายในปี 2028 ซึ่งรัฐบาลมีแผนจะลงทุนงบประมาณกว่า 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ 34 แห่งภายใน 2 ปีข้างหน้า เพื่อเปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงานไฟฟ้าและลดการพึ่งพาบ่อขยะแบบเดิม.

ที่มา JAKARTA GLOBE

“คิม จองอึน” ยกย่องสตรีเกาหลีเหนือ “กายอ่อนแอแต่ใจแกร่ง” เนื่องในวันสตรีสากล

"คิม จองอึน" ยกย่องสตรีเกาหลีเหนือ "กายอ่อนแอแต่ใจแกร่ง" เนื่องในวันสตรีสากล

9 มี.ค. 2569 10:37 น.

“คิม จองอึน” ยกย่องสตรีเกาหลีเหนือ “กายอ่อนแอแต่ใจแกร่ง” เนื่องในวันสตรีสากล

“คิม จองอึน” ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ กล่าวสุนทรพจน์เนื่องในวันสตรีสากล ยกย่องบทบาทผู้หญิงในประเทศว่าเป็น “เสาหลักแห่งการปฏิวัติ” แม้ร่างกายจะอ่อนแอแต่มีจิตใจที่แข็งแกร่ง พร้อมปรากฏตัวเคียงข้าง “คิมจูแอ” บุตรสาวผู้ถูกจับตามองว่าเป็นทายาทผู้สืบทอดอำนาจคนต่อไป

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) ของรัฐบาลเกาหลีเหนือ รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ ได้กล่าวชื่นชมสตรีชาวเกาหลีเหนือในฐานะผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของประเทศ ในระหว่างงานเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสวันสตรีสากล ณ กรุงเปียงยาง

ในถ้อยแถลงฉบับภาษาอังกฤษ นายคิมระบุว่า สตรีในยุคปัจจุบันได้กลายเป็น “เสาหลักที่แข็งแกร่งของการปฏิวัติ” โดยเขากล่าวเน้นย้ำถึงความพยายามและความเสียสละของพวกเธอว่า “แม้ว่าพวกเธอจะมีร่างกายที่ดูอ่อนแอ แต่กลับมีจิตใจที่เด็ดเดี่ยวอย่างชัดเจน ใบหน้าที่เรียบง่ายนั้นแฝงไปด้วยความกล้าหาญ และริ้วรอยบนใบหน้านั้นคือเครื่องหมายที่แสดงถึงความพยายามอย่างหนักหน่วง”

ภายในงานดังกล่าว นายคิมได้ปรากฏตัวพร้อมกับภรรยาคือ นางรี โซลจู และบุตรสาว “คิม จูแอ” โดยภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยเคซีเอ็นเอ แสดงให้เห็นภาพของจูแอนั่งอยู่ข้างบิดาและกุมมือกันไว้ ซึ่งเหล่านักวิเคราะห์มองว่านี่เป็นสัญญาณตอกย้ำภาพลักษณ์ของเธอในฐานะผู้สืบทอดอำนาจของเกาหลีเหนือ

นอกจากนี้ ในงานยังมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคและคณะทูตต่างประเทศเข้าร่วมชมการแสดงภายหลังการกล่าวสุนทรพจน์ ซึ่งสื่อของรัฐระบุว่าสุนทรพจน์ของนายคิมได้รับ “เสียงเชียร์ที่ดังกึกก้อง” จากผู้ชมที่เต็มไปด้วยความปลาบปลื้มใจ

แม้ว่าในรายงานของเคซีเอ็นเอจะไม่ได้ระบุชื่อ “คิมจูแอ” โดยตรง แต่เรียกเธอว่า “บุตรสาวผู้เป็นที่รัก” ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ที่ระบุว่า รัฐบาลเปียงยางเริ่มกระบวนการวางตัวให้จูแอเป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากนายคิมอย่างเป็นทางการ

การปรากฏตัวครั้งล่าสุดนี้มีขึ้นหลังจากที่จูแอเพิ่งเดินทางไปเยี่ยมชมสนามยิงปืนเมื่อปลายเดือนที่แล้ว ซึ่งสื่อของรัฐได้เผยแพร่ภาพเธอกำลังส่องกล้องเล็งปืนไรเฟิลด้วยท่าทางที่มั่นคง สะท้อนถึงการปลูกฝังอุดมการณ์ตามสายเลือด “เพ็กตู” ที่ตระกูลคิมใช้ปกครองเกาหลีเหนือด้วยความเด็ดขาดมานานหลายทศวรรษ.

ที่มา AFP

อิหร่านถูกฝนกรดถล่มซ้ำเติม หลังถูกโจมตีคลังน้ำมัน

อิหร่านถูกฝนกรดถล่มซ้ำเติม หลังถูกโจมตีคลังน้ำมัน

9 มี.ค. 2569 10:20 น.

อิหร่านถูกฝนกรดถล่มซ้ำเติม หลังถูกโจมตีคลังน้ำมัน

อิหร่านเผชิญกับฝนกรดคุกคามประชาชนซ้ำอีก ผลพวงจากการถูกอิสราเอลโจมตีคลังน้ำมัน จนเกิดไฟไหม้เเละควันพิษสีดำปกคลุมทั่วเมืองเตหะราน

การโจมตีคลังน้ำมันที่เกิดขึ้น ไม่เพียงแต่ทำให้อิหร่านขาดแคลนน้ำมัน แต่ทำให้ประชาชนในอิหร่านต้องเผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศอย่างรุนแรง เพราะหลังการโจมตีคลังน้ำมันในเมืองเตหะรานที่ทำให้เกิดไฟไหม้ลุกลามอย่างรวดเร็วและเกิดควันพิษสีดำปกคลุมทั่วท้องฟ้าในกรุงเตหะราน

ทางการอิหร่านออกประกาศเตือนประชาชนในพื้นที่ให้ระวังตัวและห้ามออกจากบ้าน เนื่องจากควันดำที่ลอยในอากาศเป็นควันพิษที่เรียกว่า sulfur and nitrogen oxides หรือ ก๊าซออกไซด์ของกำมะถันและไนโตรเจน ที่หากมีฝนตกลงมารวมกับก๊าซพิษนี้เเล้วนั้นจะกลายเป็นฝนกรดที่สามารถทำให้เกิดอันตรายต่อผิวหนังหรืออาจร้ายแรงถึงขั้นอันตรายต่อปอดเเละระบบหายใจได้

สภาเสี้ยววงเดือนแดงอิหร่าน เตือนว่าจะเกิดฝนในตัวเมืองเตหะรานซึ่งเป็นฝนกรดเเละมีพิษร้ายแรง และรายงานเพิ่มเติมว่าในตัวเมืองเตหะรานไม่มีกระแสลมพัด ทำให้ควันพิษสีดำยังคงปกคลุมทั่วตัวเมือง

ประชาชนในกรุงเตหะราน ให้สัมภาษณ์ว่า เขาสามารถมองเห็นควันดำจากหน้าต่างในบ้าน เเละปั๊มน้ำมันหลายแห่งในตัวเมืองต้องปิดตัวลงเพราะขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งเป็นปัญหาที่รุนแรงอย่างมากในการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน 

ประชาชนในเตหะรานทิ้งท้ายว่า แม้สหรัฐและอิสราเอลจะบอกว่าพวกเขาโจมตีเพียงเเค่เป้าหมายทางทหารเเละผู้นำของอิหร่านเพียงเท่านั้น แต่สถานที่เหล่านั้นก็ตั้งอยู่ท่ามกลางบ้านเรือนของประชาชนทำให้ท้ายที่สุดผลกระทบก็มาถึงพลเมืองอย่างพวกเขาอยู่ดี.

อ่านเพิ่มเติม ข่าวต่างประเทศ

ที่มา Financial Time

ประวัติ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ภารกิจต้านมหาอำนาจ

ประวัติ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ภารกิจต้านมหาอำนาจ

9 มี.ค. 2569 10:19 น.

ประวัติ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ภารกิจต้านมหาอำนาจ

โมจตาบา คาเมเนอี (Mojtaba Khamenei) เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลอย่างเงียบเชียบที่สุดคนหนึ่งในอิหร่าน เขาเป็นบุตรชายของ อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบันของอิหร่าน แม้เขาจะไม่มีตำแหน่งทางการในรัฐบาล แต่ถูกมองว่าเป็น “ผู้กุมอำนาจหลังม่าน” และเป็นตัวเต็งที่มีโอกาสสืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดต่อจากบิดา

1. ประวัติส่วนตัวและการศึกษา

  • เกิด: ปี 1969 ที่เมืองมัชฮัด (Mashhad) ประเทศอิหร่าน
  • การศึกษาทางศาสนา: เขาเข้ารับการศึกษาทางศาสนาระดับสูง (Hawza) ในเมืองกุม (Qom) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของนิกายชีอะห์ ปัจจุบันเขาดำรงสมณศักดิ์เป็น “อยาตุลเลาะห์” (ระดับสูง) ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญหากต้องการก้าวขึ้นเป็นผู้นำสูงสุด
  • ครอบครัว: แต่งงานกับลูกสาวของ กอลามาลี ฮัดดัด-อาเดล (Gholam-Ali Haddad-Adel) อดีตประธานรัฐสภาที่มีอิทธิพล

2. บทบาทและผลงานในเชิงอำนาจ

โมจตาบาไม่ได้มีผลงานในเชิงนโยบายสาธารณะที่จับต้องได้เหมือนนักการเมืองทั่วไป แต่เขามีบทบาทสำคัญในโครงสร้างความมั่นคง:

  • การควบคุมกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ (IRGC): เขามีสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากกับกองทัพ โดยเฉพาะหน่วย Basij(กองกำลังอาสาสมัคร) และมีบทบาทสำคัญในการสั่งการปราบปรามการประท้วง “Green Movement” ในปี 2009
  • การบริหารสำนักงานผู้นำสูงสุด (Beit-e Rahbari): เขาถือเป็นผู้ดูแลเครือข่ายความมั่นคงและเศรษฐกิจอันมหาศาลของบิดา ว่ากันว่าไม่มีการตัดสินใจสำคัญใดๆ ในอิหร่านที่จะผ่านไปได้โดยที่เขาไม่รับรู้
  • อิทธิพลทางการเมือง: เขาถูกวิจารณ์ว่ามีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ มาห์มุด อาห์มาดิเนจาด ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2005 และ 2009 ซึ่งสร้างความขัดแย้งกับกลุ่มสายปฏิรูปอย่างรุนแรง

3. สถานะปัจจุบัน: ตัวเต็งผู้นำสูงสุด

หลังจากการเสียชีวิตของประธานาธิบดี เอบราฮิม ไรซี (Ebrahim Raisi) ในอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกเมื่อปี 2024 ชื่อของโมจตาบาก็ถูกจับตามองมากขึ้นทันที เนื่องจาก:

  1. คู่แข่งลดลง: ไรซีเคยถูกมองว่าเป็นคู่แข่งคนสำคัญในการสืบทอดอำนาจ
  2. ความไว้วางใจ: เขาได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากบิดาและกองทัพ IRGC
  3. การยอมรับทางศาสนา: การที่เขาได้รับอนุญาตให้สอนวิชาศาสนาระดับสูงในเมืองกุม เป็นการส่งสัญญาณว่าเขามีความพร้อมด้านหลักคำสอนที่จะเป็นผู้นำจิตวิญญาณ

ข้อควรระวัง: แม้เขาจะมีอิทธิพลสูง แต่การสืบทอดอำนาจแบบ “พ่อสู่ลูก” ยังคงเป็นประเด็นที่อ่อนไหวในอิหร่าน เพราะขัดกับหลักการปฏิวัติอิสลามปี 1979 ที่ต้องการล้มล้างระบบกษัตริย์ (Monarchy)

สรุปผลงานสำคัญ

ด้านบทบาท/ผลงาน
ความมั่นคงมีอิทธิพลเหนือหน่วยข่าวกรองและกองกำลัง Basij
การเมืองผู้ประสานงานหลักระหว่างสำนักงานผู้นำสูงสุดและรัฐบาล
ศาสนาอาจารย์สอนวิชาเทววิทยาขั้นสูง (เป็นรากฐานความชอบธรรมในการปกครอง)

ประวัติ “โมจตาบา คาเมเนอี”ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน จากเงาอำนาจสู่ตำแหน่งสูงสุด

ประวัติ “โมจตาบา คาเมเนอี”ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน จากเงาอำนาจสู่ตำแหน่งสูงสุด

9 มี.ค. 2569 10:02 น.

ประวัติ “โมจตาบา คาเมเนอี”ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน จากเงาอำนาจสู่ตำแหน่งสูงสุด

การแต่งตั้ง “โมจตาบา คาเมเนอี” ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่ สร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองทั้งในและนอกประเทศ หลายฝ่ายมองว่าเป็นการตอกย้ำอำนาจกลุ่มสายแข็ง และทำให้โอกาสเจรจาเป็นไปได้ยาก และนี่คือประวัติของโมจตาบา คาเมเนอี และสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับผู้นำคนใหม่ของอิหร่าน

1. เป็นลูกชายของผู้นำสูงสุดคนก่อน

โมจตาบา คาเมเนอี เป็นบุตรชายคนที่สองของ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งดำรงตำแหน่งมานานเกือบ 40 ปี ก่อนเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐและอิสราเอล

การขึ้นสู่อำนาจของเขาถูกมองว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญ เนื่องจากหลังการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 ชาวอิหร่านจำนวนมากเชื่อว่าประเทศจะไม่กลับไปสู่ระบบการสืบทอดอำนาจแบบ “พ่อสู่ลูก” อีก แต่การแต่งตั้งครั้งนี้ทำให้หลายฝ่ายมองว่าระบบการเมืองของอิหร่านกำลังมีลักษณะคล้ายราชวงศ์มากขึ้น

2. ได้รับเลือกจากสภานักบวช

ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของอิหร่านถูกเลือกโดย Assembly of Experts หรือสภาผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นสภานักบวช 88 คนที่มีหน้าที่คัดเลือกผู้นำสูงสุดของประเทศ

การเลือกโมจตาบาเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญสงครามและแรงกดดันจากนานาชาติ โดยผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่าเป็นการส่งสัญญาณว่าระบอบการปกครองต้องการความต่อเนื่องของนโยบายเดิม

3. บุคคลลึกลับที่มีอิทธิพลสูง

โมจตาบา คาเมเนอี เกิดปี 1969 และได้รับการศึกษาทางศาสนาเช่นเดียวกับพี่น้องของเขา แม้จะไม่เคยได้รับตำแหน่งทางการเมืองสำคัญในรัฐบาลมาก่อน แต่เขาเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังมานาน

เขามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งเป็นสถาบันทางทหารและเศรษฐกิจที่ทรงอำนาจของอิหร่าน

นักวิเคราะห์มองว่าเครือข่ายของ IRGC และกลุ่มสายแข็งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเขา

4. เคยถูกสหรัฐคว่ำบาตร

ในปี 2019 โมจตาบาถูกคว่ำบาตรโดยกระทรวงการคลังของสหรัฐอเมริกา หลังถูกกล่าวหาว่ามีบทบาทสนับสนุนนโยบายภูมิรัฐศาสตร์ของบิดา และช่วยผลักดันเป้าหมายทางการเมืองภายในประเทศ

ด้านประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุก่อนหน้าที่จะมีการประกาศชื่ออย่างเป็นทางการว่า การที่โมจตาบาขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้

5. ถูกมองว่าอยู่เบื้องหลังการเมืองสายแข็ง

นักสังเกตการณ์จำนวนมากเชื่อว่า โมจตาบามีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ มาห์มูด อาห์มาดิเนจาด ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2005 โดยใช้เครือข่ายของกองกำลัง IRGC สนับสนุนการหาเสียง

เมื่อเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในปี 2009 หลังการเลือกตั้งที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต เขายังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญเบื้องหลังการปราบปรามผู้ประท้วง

6. อนาคตอิหร่านอาจยิ่งแข็งกร้าว

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า การขึ้นสู่อำนาจของโมจตาบาอาจทำให้กลุ่มสายแข็งในอิหร่านยิ่งมีอำนาจมากขึ้น และเป็นการยืนยันว่าอิหร่านจะยังคงดำเนินนโยบายตามแนวทางของผู้นำคนก่อน

ด้านผู้อำนวยการของ Carnegie Middle East Center ระบุว่า การเลือกเขาเป็นผู้นำสูงสุดอาจสะท้อนถึงความตั้งใจของผู้นำอิหร่านที่จะรักษาเสถียรภาพของระบอบการปกครอง และส่งสัญญาณว่าความกดดันทางทหารจากสหรัฐและอิสราเอลจะไม่ทำให้อิหร่านเปลี่ยนจุดยืน

ขณะที่ เดวิด เพเทรียส  อดีตผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐ หรือ ซีไอเอ ได้ให้สัมภาษณ์กับ เจสสิกา ดีน  ผู้สื่อข่าวของ CNN  โดยระบุว่า ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านมีแนวโน้มจะดำเนินแนวทางทางการเมืองและศาสนาแบบสายแข็ง ต่อเนื่องจากบิดาของเขา และจะยังคงยึดแนวคิดแบบอุดมการณ์เข้มข้นในฐานะนักบวชระดับสูง ซึ่งอาจทำให้ทิศทางนโยบายของอิหร่านไม่เปลี่ยนแปลงมากนักซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะหลายฝ่ายต่างหวังจะได้ผู้นำที่ยืดหยุ่นกว่า เพื่อนำไปสู่หนทางประนีประนอมหรือการเจรจา.

ที่มา : CNN