ญี่ปุ่นเด็กเกิดน้อยต่อเนื่องปีที่ 10 เหลือ 7 แสนราย

ญี่ปุ่นเด็กเกิดน้อยต่อเนื่องปีที่ 10 เหลือ 7 แสนราย

26 ก.พ. 2569 15:53 น.

ญี่ปุ่นเด็กเกิดน้อยต่อเนื่องปีที่ 10 เหลือ 7 แสนราย

กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นเปิดเผยตัวเลขเด็กเกิดใหม่ปี 2025 ลดลงเหลือเพียง 7 แสนคนเศษ ถือเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 ขณะที่ประชากรโดยรวมของญี่ปุ่นลดลงมาอยู่ที่ 122.86 ล้านคน หรือหายไปกว่า 580,000 คน ภายใน 1 ปี สะท้อนความท้าทายครั้งใหญ่ของรัฐบาลภายใต้การนำของ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก ท่ามกลางภาวะสังคมสูงวัยและปัญหาบ้านร้างพุ่งสูงทั่วประเทศ

ข้อมูลเบื้องต้นจากกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น ระบุว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ในญี่ปุ่นปี 2025 ลดลงสู่ระดับ 705,809 คน ซึ่งลดลงร้อยละ 2.1 เมื่อเทียบกับปี 2024 และนับเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 10 โดยสถิตินี้ครอบคลุมทั้งเด็กที่เกิดจากชาวญี่ปุ่นในประเทศ ชาวต่างชาติในญี่ปุ่น และชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ

ในขณะที่ตัวเลขการจดทะเบียนสมรสในปี 2025 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 1.1 อยู่ที่ 505,656 คู่ ส่วนยอดการหย่าร้างลดลงร้อยละ 3.7 มาอยู่ที่ 182,969 ครั้ง สำหรับตัวเลขผู้เสียชีวิตในปี 2025 อยู่ที่ 1,605,654 ราย ลดลงจากปีก่อนหน้า 13,030 ราย หรือร้อยละ 0.8

กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารประเมินว่า ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2026 ประชากรโดยรวมของญี่ปุ่นลดลงมาอยู่ที่ 122.86 ล้านคน หรือหายไปกว่า 580,000 คน หรือลดลงร้อยละ 0.47 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ญี่ปุ่นซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก กำลังเผชิญกับอัตราการเกิดที่ต่ำที่สุดในโลกควบคู่ไปกับสังคมสูงวัยขั้นสูงสุด

วิกฤตครั้งนี้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งปัญหาขาดแคลนแรงงาน ภาระงบประมาณสวัสดิการสังคมที่พุ่งสูงขึ้น และจำนวนผู้เสียภาษีที่น้อยลง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มภาระหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นที่มีสัดส่วนหนี้สูงที่สุดในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักอยู่แล้ว

จากแผนที่ข้อมูลปีที่ผ่านมาพบว่าญี่ปุ่นมีประชากรที่อายุมากกว่า 100 ปี เกือบ 100,000 คน โดยร้อยละ 90 เป็นผู้หญิง ขณะที่ผลการศึกษาล่าสุดระบุว่ากว่าร้อยละ 40 ของเทศบาลทั่วประเทศเสี่ยงต่อการสูญสิ้น เนื่องจากประชากรที่หดตัวลงทำให้มีบ้านร้างพุ่งสูงถึงประมาณ 4 ล้านหลังทั่วประเทศ

นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ซึ่งเพิ่งนำพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้กล่าวในรัฐสภาว่า “วิกฤตเด็กเกิดใหม่ลดลงคือภาวะฉุกเฉินแห่งชาติที่กำลังกัดเซาะความมีชีวิตชีวาของประเทศอย่างเงียบๆ”

แม้ทางการกรุงโตเกียวจะพยายามแก้ปัญหาถึงขั้นพัฒนาแอปพลิเคชันหาคู่ของตัวเองที่ต้องยื่นเอกสารยืนยันสถานะโสดและเจตจำนงในการแต่งงาน แต่ความพยายามของผู้นำหลายสมัยกลับประสบความสำเร็จเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ด้านนายมาซานาโอะ โอซากิ รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ยอมรับกับผู้สื่อข่าวว่า แม้จะมีความพยายามบางส่วนที่เห็นผลบ้าง แต่รัฐบาลยังไม่สามารถย้อนคืนกระแสการลดลงของประชากรได้ โดยย้ำว่ากุญแจสำคัญคือการสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรสำหรับครอบครัวที่ทำงาน

อย่างไรก็ตาม แม้การเพิ่มจำนวนผู้อพยพจะเป็นทางออกหนึ่งในการแก้ปัญหาแรงงาน แต่ภายใต้แรงกดดันจากพรรคการเมืองฝ่ายขวาอย่าง “ซันเซโตะ”  ที่เน้นนโยบาย “ญี่ปุ่นต้องมาก่อน” ทำให้นายกฯ ทาคาอิจิยังคงให้คำมั่นว่าจะใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้นต่อการย้ายถิ่นฐานของชาวต่างชาติ.

ที่มา AFP

วิกฤตความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในซูดานใต้ทวีความรุนแรง ขณะสมรภูมิเลือดยังยืดเยื้อ

วิกฤตความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในซูดานใต้ทวีความรุนแรง ขณะสมรภูมิเลือดยังยืดเยื้อ

26 ก.พ. 2569 15:52 น.

วิกฤตความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในซูดานใต้ทวีความรุนแรง ขณะสมรภูมิเลือดยังยืดเยื้อ

เหตุความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในซูดานใต้ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและล้มตายจำนวนมาก พลเรือนนับแสนกลายเป็นผู้พลัดถิ่น ขณะที่วิกฤตความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทวีความรุนแรง ขาดแคลน ยา อาหาร และศูนย์พักพิง

นาง Nyayual Chuol ยายของเด็กชายวัย 18 เดือน อุ้มหลานชายของเธอมายังโรงพยาบาลในเมือง Akobo ของซูดานใต้ ที่อยู่ห่างออกไปจากหมู่บ้านของเธอถึง 130 กิโลเมตร เพื่อนำตัวหลานชายมารักษาแผลถูกยิงบริเวณขา ซึ่งเธอระบุว่าหลานชายถูกยิงโดยกองทัพของรัฐบาล

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล นักกายภาพบำบัดที่ประจำอยู่ที่โรงพยาบาลได้ทำการรักษาเด็กชาย ท่ามกลางสายตาของผู้พลัดถิ่นทั้งสองราย คือ นาง Kool Gatyen Pajock และ นาง Nyayual Chuol คุณยายของเด็กชาย

โดยเหตุปะทะครั้งใหม่ในรัฐ Jonglei ระหว่างกองกำลังทหารของรัฐบาลที่มีชื่อว่า “กองกําลังป้องกันประชาชนซูดานใต้” (South Sudan People’s Defense Forces) และ ขบวนการปลดปล่อยประชาชนซูดานฝ่ายค้าน (Sudan People’s Liberation Movement In Opposition) ทำให้มีผู้พลัดถิ่นจำนวน 280,000 ราย ในระยะเวลาเพียง 2 เดือน

การปะทะครั้งนี้ทำให้สันติภาพอันเปราะบางที่เกิดขึ้นในปี 2018 หลังสงครามกลางเมืองในซูดานใต้ที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลา 5 ปียุติลง กลับสั่นคลอนอีกครั้ง

ในปี 2020 ซูดานใต้ได้ผ่านข้อตกลงจัดตั้งรัฐบาลผสมเพื่อถ่วงดุลอำนาจ โดยได้แต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้าน นาย Riek Machar เป็นรองประธานาธิบดีลำดับที่หนึ่ง และได้แต่งตั้ง นาย Salva Kiir เป็นประธานาธิบดี โดยต่อมา นาย Kiir ได้สั่งคุมขัง นาย Machar ในที่พักอาศัย ด้วยเหตุผลจากเหตุความรุนแรงที่ปะทุขึ้นในเดือนมีนาคม 

จนกระทั่งในเดือนกันยายน นาย Machar พร้อมสมาชิกฝ่ายค้าน 7 ราย ถูกตั้งข้อหากบฎเนื่องจากถูกพบมีความพัวพันกับการโจมตีกองกำลังของรัฐบาล

ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เมื่อกองกำลังฝ่ายค้านเข้ายึดด่านหน้าของรัฐบาลที่รัฐ Jonglei รัฐบาลจึงดำเนินการตอบโต้ด้วยการทิ้งระเบิดและส่งกองกำลังเข้าโจมตีภาคพื้นดิน ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา แม้จะมีพันธสัญญาข้อตกลงสันติภาพก็ตาม การโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้พลเรือนได้รับผลกระทบอย่างหนัก ผู้คนบาดเจ็บและล้มตาย ประชาชนอีกหลายรายต้องอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัย ทำให้กลายเป็นผู้พลัดถิ่น

Nyankhiay Gatluak Jock อายุ 28 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้พลัดถิ่นจำนวน 42,00 ราย ที่อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงในเมือง Akobo ภายใต้ความคุ้มครองของคณะภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในซูดานใต้ ได้หนีออกจากหมู่บ้าน Walgak ที่เธอเคยอาศัยอยู่ หลังมีการโจมตีจากกองกำลังรัฐบาลในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยเธอเผยว่า สำหรับเธอ ข้อตกลงสันติภาพได้จบสิ้นลงแล้ว เพราะกองกำลังของรัฐบาลคงไม่สังหารประชาชน หากข้อตกลงสันติภาพนี้ยังคงมีผลอยู่

หลังกองกำลังของรัฐบาลทิ้งระเบิดใส่โรงพยาบาลที่อยู่ภายใต้การดำเนินงานของกลุ่มแพทย์ไร้พรมแดน ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ นาง Nyaphan Nyang Lual พร้อมสามี ลูกสาว และหลานสาววัย 1 เดือน ได้มุ่งหน้าสู่เมือง Akobo แต่ในระหว่างทางสามีของเธอถูกยิง และกลุ่มเยาวชนติดอาวุธได้จับตัวลูกสาวของเธอไป

นาง Lual เดินทางมาถึงเมือง Akobo พร้อมกับ Bhan Tut Mut หลานสาววัย 1 เดือน แต่กลับไม่มีใครสามารถให้ความช่วยเหลือด้านอาหารได้กับเธอได้ ในขณะที่หลานสาววัยทารกก็กำลังมีอาการท้องร่วง ทำให้เธอเกิดอาการวิตกกังวลอย่างหนัก

แม้แต่หน่วยบริการด้านมนุษยธรรมก็ไม่ได้รับยกเว้นจากการโจมตี สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (OCHA) รายงานว่า สถานพยาบาล 13 แห่งในรัฐ Jonglei ถูกปล้นสะดมพร้อมทั้งมีบางส่วนถูกทำลาย รวมถึงยังมีรายงานเหตุความรุนแรงทางเพศในหลายพื้นที่

การตัดงบประมาณและเพิ่มข้อจำกัดต่อองค์กรด้านมนุษยธรรมโดยรัฐบาล ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนทรัพยากรซึ่งรวมไปถึงอาหารและเวชภัณฑ์ โดยเจ้าหน้าที่ขององค์กร Nile Hope ในซูดานใต้รายงานว่า พวกเขาไม่สามารถให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นกับผู้พลัดถิ่นเหล่านี้ได้ ทั้งในด้านอาหารและยา หรือแม้แต่ที่พักอาศัย

Nyaphan Nyang Lual อายุ 36 ปี ผู้พลัดถิ่นในซูดานใต้ พักพิงอยู่บริเวณโบสถ์แห่งหนึ่งในเมือง Akobo (ภาพ:AP/Florence Miettaux)
Nyaphan Nyang Lual อายุ 36 ปี ผู้พลัดถิ่นในซูดานใต้ พักพิงอยู่บริเวณโบสถ์แห่งหนึ่งในเมือง Akobo (ภาพ:AP/Florence Miettaux)

ขณะที่ Tom Fletcher รองเลขาธิการสหประชาชาติฝ่ายกิจการมนุษยธรรมและผู้ประสานงานบรรเทาสาธารณภัยฉุกเฉิน ได้เดินทางเยือนเมือง Akobo เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ในระหว่างการลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากการสู้รบในซูดานใต้ โดยเขาได้เรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคง และกลุ่มมหาอำนาจในภูมิภาค เพื่อหาทางยุติความขัดแย้งและความรุนแรงนี้

ผู้หญิงและเด็กผู้พลัดถิ่นจำนวนหลายพันคนในศูนย์พักพิงออกมาให้การต้อนรับนาย Fletcher แม้พวกเขาจะยังคงไม่มั่นใจในความปลอดภัยและมองไม่เห็นอนาคตของตัวเอง 

บางคนชูป้ายที่เขียนด้วยลายมือ โดยมีข้อความว่า “พวกเขาสังหารทุกคน” เพื่อบอกเล่าถึงสถานการณ์อันเลวร้าย.

ผู้พลัดถิ่นในซูดานใต้ตัวกันที่บริเวณโบสถ์แห่งหนึ่งในเมือง Akobo รัฐ Jonglei (ภาพ: AP/Florence Miettaux)
ผู้พลัดถิ่นในซูดานใต้ตัวกันที่บริเวณโบสถ์แห่งหนึ่งในเมือง Akobo รัฐ Jonglei (ภาพ: AP/Florence Miettaux)

ที่มา: AP

ศาลฮ่องกงสั่งจำคุก 8 เดือน บิดานักเคลื่อนไหว เซ่นกฎหมายความมั่นคง มาตรา 23

ศาลฮ่องกงสั่งจำคุก 8 เดือน บิดานักเคลื่อนไหว เซ่นกฎหมายความมั่นคง มาตรา 23

26 ก.พ. 2569 15:10 น.

ศาลฮ่องกงสั่งจำคุก 8 เดือน บิดานักเคลื่อนไหว เซ่นกฎหมายความมั่นคง มาตรา 23

ศาลฮ่องกงตัดสินจำคุกบิดาวัย 69 ปี ของ “แอนนา กว็อก” นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่ลี้ภัยในสหรัฐฯ เป็นเวลา 8 เดือน ฐานพยายามถอนเงินประกันให้ลูกสาว ถือเป็นกรณีแรกที่มีการลงโทษสมาชิกครอบครัวของนักเคลื่อนไหวที่มีหมายจับในต่างประเทศ ภายใต้มาตรา 23 ของกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ 

ศาลฮ่องกงมีคำพิพากษาเมื่อวันพฤหัสบดี (26 ก.พ.) ให้จำคุกนายกว็อก ยินซาง  วัย 69 ปี เป็นเวลา 8 เดือน ในข้อหาละเมิดกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการดำเนินคดีและตัดสินจำคุกบุคคลในครอบครัวของนักเคลื่อนไหวที่ทางการฮ่องกงต้องการตัวและพำนักอยู่ในต่างประเทศ

นายกว็อก ยินซาง ถูกกล่าวหาว่าพยายามจัดการทรัพย์สินทางการเงินของ “แอนนา กว็อก” ลูกสาวของเขาซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่ลี้ภัยในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2020 โดยเขาถูกตัดสินความผิดภายใต้กฎหมายความมั่นคง มาตรา 23  ซึ่งเป็นกฎหมายที่ขยายขอบเขตจากกฎหมายความมั่นคงฉบับที่รัฐบาลจีนเป็นผู้บังคับใช้

อัยการระบุว่านายกว็อกได้พยายามถอนเงินประมาณ 11,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.41 แสนบาท) จากกรมธรรม์ประกันชีวิตที่เขาซื้อให้ลูกสาวไว้ตั้งแต่เธอยังเป็นเด็ก แม้ฝ่ายจำเลยจะโต้แย้งว่ากรมธรรม์ดังกล่าวยังเป็นชื่อของบิดาและถือเป็นทรัพย์สินของเขา แต่อัยการแย้งว่าเมื่อแอนนาบรรลุนิติภาวะ กรมธรรม์จะกลายเป็นของเธอโดยอัตโนมัติ

เจิ้ง หลิมฉี รักษาการหัวหน้าผู้พิพากษา ระบุว่าแม้จำเลยจะไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตรงในกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง แต่พฤติกรรมดังกล่าวถือว่ามีความร้ายแรง อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาได้ปฏิเสธข้อครหาที่ว่าการตัดสินครั้งนี้คือการลงโทษแบบเหมารวมต่อครอบครัวนักเคลื่อนไหว หรือการที่นายกว็อกถูกพุ่งเป้าเพียงเพราะเป็นญาติ

ด้านแอนนา กว็อก วัย 29 ปี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารกลุ่ม Hong Kong Democracy Council ในสหรัฐฯ เธอเป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหว 34 คนที่ตำรวจความมั่นคงฮ่องกงต้องการตัวในข้อหาสมคบคิดกับกองกำลังต่างชาติ โดยมีค่าหัวนำจับสูงถึง 1 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 3.96 ล้านบาท)

แอนนา กว็อก ระบุในโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า เธอไม่เคยควบคุมเรื่องประกันภัย พร้อมเสริมว่าคดีนี้เป็น “ความผิดติดตัวทางสายเลือด” และ “การกดขี่ข้ามชาติ” และกล่าวต่อว่า “การตัดสินลงโทษพ่อของฉันซึ่งอายุ 69 ปี โดยอ้างว่าการกระทำของเขาลดโอกาสที่ฉันจะกลับมาขึ้นศาลนั้นไม่ใช่ความยุติธรรม มันเป็นเพียงเรื่องตลกทางกฎหมาย”

เธอกล่าวว่า “กรณีของพ่อฉันแสดงให้เห็นว่าเสรีภาพทางการเมืองในฮ่องกงกำลังดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดใหม่ และรัฐบาลฮ่องกงกำลังเรียนรู้วิธีการจากจีนในการปราบปรามการรณรงค์ใดๆ ก็ตามที่ชาวฮ่องกงกล้าที่จะลุกขึ้นมาทำ”

ขณะที่ทางการและตำรวจฮ่องกงยืนยันกับสื่อว่า การดำเนินการครั้งนี้ “เป็นไปตามกฎหมาย” และระบุในแถลงการณ์ว่าการบังคับใช้กฎหมายต่อบุคคลใดก็ตามไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับจุดยืนทางการเมือง ภูมิหลัง หรืออาชีพ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลมีหน้าที่ต้องติดตามตัวผู้ต้องสงสัยที่กระทำผิดด้านความมั่นคง แม้ผู้นั้นจะหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศก็ตาม

ทั้งนี้ ทางการฮ่องกงประกาศว่าจะติดตามจับกุมนักเคลื่อนไหวในต่างประเทศที่ถูกกล่าวหาว่าคุกคามความมั่นคงของชาติ และได้ตั้งค่าหัวผู้ต้องหาไปแล้ว 34 คน ซึ่งการกระทำดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการปราบปรามข้ามชาติ

ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ มีผู้ถูกจับกุมในข้อหาอาชญากรรมด้านความมั่นคงของชาติหลายคดีรวม 386 คน โดย 176 คนถูกตัดสินลงโทษแล้ว.

ที่มา AFP / BBC

สอบ 11 ชายแอฟริกาใต้ ถูกหลอกไปรบให้รัสเซียในยูเครน

สอบ 11 ชายแอฟริกาใต้ ถูกหลอกไปรบให้รัสเซียในยูเครน

26 ก.พ. 2569 13:12 น.

สอบ 11 ชายแอฟริกาใต้ ถูกหลอกไปรบให้รัสเซียในยูเครน

ตำรวจแอฟริกาใต้เข้าควบคุมตัวและสอบปากคำชาย 11 คนทันทีหลังเดินทางกลับถึงสนามบินเดอร์บัน หลังถูกล่อลวงด้วยค่าตอบแทนสูงให้ไปรบในฐานะทหารรับจ้างฝ่ายรัสเซียในสงครามยูเครน พบมีการขยายผลสอบสวนลูกสาวอดีตประธานาธิบดี “จาค็อบ ซูมา” ฐานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับสมัคร

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (25 ก.พ.) กลุ่มชาวแอฟริกาใต้จำนวน 11 คน ที่อ้างว่าถูกล่อลวงให้เข้าร่วมกองกำลังรัสเซียเพื่อสู้รบในสงครามยูเครน ได้เดินทางมาถึงสนามบินนานาชาติคิง ชากา ที่เมืองเดอร์บัน ท่ามกลางการอารักขาของเจ้าหน้าที่ที่นำตัวพวกเขาไปยังสถานีตำรวจในสนามบินเพื่อสอบปากคำถึงเบื้องหลังการไปปรากฏตัวในพื้นที่แนวหน้าของสงคราม

รายงานระบุว่า หนึ่งในชายกลุ่มนี้ต้องนั่งรถเข็นออกจากเครื่องบิน ขณะที่คนอื่นๆ สะพายกระเป๋าสัมภาระที่มีลักษณะคล้ายกระเป๋าทางทหาร การกลับมาครั้งนี้ทำให้ยอดรวมพลเมืองแอฟริกาใต้ที่ได้รับความช่วยเหลือกลับประเทศเพิ่มเป็น 15 ราย โดยยังมีอีก 2 รายที่ยังติดค้างอยู่ในรัสเซีย ซึ่งประธานาธิบดีไซริล รามาโฟซา เปิดเผยว่าหนึ่งในนั้นยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ส่วนอีกรายกำลังอยู่ระหว่างรอเอกสารการเดินทางให้เรียบร้อย

โฆษกตำรวจระบุว่า ได้มีการเปิดฉากสอบสวนในคดีนี้ เนื่องจากกฎหมายของแอฟริกาใต้สั่งห้ามพลเมืองเข้าร่วมในความขัดแย้งของต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาล นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนบุคคลอย่างน้อย 5 รายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับสมัครชายกลุ่มนี้ ซึ่งรวมถึงนางดูดูซิเล ซูมา-ซัมบุดลา บุตรสาวของอดีตประธานาธิบดีจาค็อบ ซูมา

แม้เธอจะปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่ล่าสุดเธอได้ลาออกจากตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาแล้วหลังถูกพาดพิง มีรายงานว่าชายบางส่วนในกลุ่มนี้เป็นสมาชิกในครอบครัวของซูมาที่ถูกนางดูดูซิเลรับสมัครโดยตรง ขณะที่ผู้ต้องสงสัยอีก 5 รายที่ถูกจับกุมเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีกำหนดจะขึ้นศาลในเดือนเมษายนนี้ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเกณฑ์คนไปรบ

รัฐบาลแอฟริกาใต้ระบุว่า ได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือจากชายกลุ่มนี้ตั้งแต่เดือนธันวาคม โดยระบุว่าพวกเขาติดอยู่ในภูมิภาคดอนบาส ทางตะวันออกของยูเครนซึ่งเป็นพื้นที่สู้รบรุนแรง ชายกลุ่มนี้ซึ่งมีอายุระหว่าง 20 ถึง 39 ปี อ้างว่าพวกเขาหลงเชื่อทำสัญญาจ้างงานที่อ้างว่ามีค่าตอบแทนสูง ก่อนจะพบว่าถูกส่งตัวไปเป็นทหารรับจ้าง

กรณีที่เกิดขึ้นในแอฟริกาใต้มีความสอดคล้องกับรายงานการรับสมัครชายชาวแอฟริกันไปรบในยูเครนที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยรายงานข่าวกรองที่เสนอต่อรัฐสภาเคนยาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุว่ามีชาวเคนยามากกว่า 1,000 คนที่ถูกเกณฑ์ไปร่วมรบในสงครามครั้งนี้เช่นเดียวกัน.

ที่มา ASSOCIATED PRESS

ศาลฮ่องกงกลับคำพิพากษา “จิมมี่ ไหล” ชนะอุทธรณ์คดีฉ้อโกง แต่ยังต้องติดคุกอีก 20 ปี

ศาลฮ่องกงกลับคำพิพากษา "จิมมี่ ไหล" ชนะอุทธรณ์คดีฉ้อโกง แต่ยังต้องติดคุกอีก 20 ปี

26 ก.พ. 2569 12:12 น.

ศาลฮ่องกงกลับคำพิพากษา “จิมมี่ ไหล” ชนะอุทธรณ์คดีฉ้อโกง แต่ยังต้องติดคุกอีก 20 ปี

ศาลอุทธรณ์ฮ่องกงกลับคำพิพากษาในคดีฉ้อโกงการเช่าที่ดินสำนักงาน ของ “จิมมี่ ไหล” มหาเศรษฐีสื่อและนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย หลังถูกตัดสินจำคุกเกือบ 6 ปีไปเมื่อปี 2022 อย่างไรก็ตาม ชัยชนะครั้งนี้แทบไม่ส่งผลต่ออิสรภาพของเขา เนื่องจากเขายังต้องจำคุก 20 ปี ในคดีความมั่นคงแห่งชาติ ท่ามกลางความกังวลเรื่องสุขภาพที่ทรุดโทรมลงอย่างหนักในวัย 78 ปี

ศาลอุทธรณ์ฮ่องกงได้มีคำพิพากษากลับตัดสินในข้อหาฉ้อโกงที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสัญญาเช่าพื้นที่สำนักงานของนายจิมมี่ ไหล มหาเศรษฐีสื่อผู้สนับสนุนประชาธิปไตย และจำเลยร่วมอีกหนึ่งคน ซึ่งเดิมเขาถูกตัดสินจำคุกเกือบ 6 ปีในคดีนี้เมื่อปี 2022

คดีดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่สำนักงานของหนังสือพิมพ์ “แอปเปิล เดลี” โดยอัยการกล่าวหาว่านายไหลละเมิดเงื่อนไขการเช่าที่ดินของรัฐ ด้วยการอนุญาตให้บริษัทที่ปรึกษาส่วนตัวของเขาเข้ามาใช้พื้นที่สำนักงานที่แอปเปิล เดลี เช่าอยู่ ซึ่งในคดีเดียวกันนี้ นายหว่อง ไหว่-เกียง อดีตผู้บริหารในเครือเน็กซ์ ดิจิทัล ก็ได้รับการยกฟ้องด้วยเช่นกัน หลังจากก่อนหน้านี้ถูกตัดสินจำคุก 21 เดือน

แม้จะชนะคดีฉ้อโกง แต่นายจิมมี่ ไหล ในวัย 78 ปี จะยังคงต้องถูกคุมขังในเรือนจำต่อไป เนื่องจากเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เขาเพิ่งถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 20 ปี ในข้อหาสมคบคิดกับกองกำลังต่างชาติภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่บังคับใช้โดยรัฐบาลจีน

เคลาน์ฟีออน กัลลาเกอร์ หัวหน้าทีมกฎหมายระหว่างประเทศของนายไหล ระบุว่าคำตัดสินในวันนี้ “ไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลย” และเตือนว่านายไหลมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตในเรือนจำเนื่องจากปัญหาสุขภาพ “ไม่ควรมีใครถูกหลอกให้เชื่อว่าชัยชนะในชั้นอุทธรณ์ครั้งนี้ หมายความว่าระบบของฮ่องกงยังคงมีความยุติธรรมหรือทำงานอย่างเที่ยงธรรม” 

จิมมี่ ไหล ซึ่งถือสัญชาติอังกฤษ เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดของการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในฮ่องกง เขาถูกคุมขังมาตั้งแต่ปี 2020 หลังจากหนังสือพิมพ์แอปเปิล เดลี ถูกสั่งปิดถาวร ซึ่งบรรดานักวิจารณ์มองว่าการดำเนินคดีต่อเขาคือหลักฐานของการถดถอยของสิทธิเสรีภาพในฮ่องกง

รัฐบาลสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาได้ออกมากล่าวหาว่า กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติถูกนำมาใช้เพื่อ “ปิดปาก” นักเคลื่อนไหว ขณะที่ทางการจีนและฮ่องกงยืนยันว่ากฎหมายนี้จำเป็นต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยและไม่ได้ทำลายสิทธิปกครองตนเอง

นอกจากเรื่องคดีความ ครอบครัวของนายไหลยังแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสุขภาพที่ย่ำแย่ลง โดยบุตรสาวของเขาเปิดเผยว่า ฟันของเขาเริ่มผุและเล็บมือหลุดออกมาบ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม ทางการจีนยืนยันว่านายไหลยังคงมีสุขภาพแข็งแรงและได้รับการดูแลที่เหมาะสม

กลุ่มผู้สนับสนุนมองว่า ชัยชนะทางกฎหมายครั้งนี้เป็นเพียงความยุติธรรมที่มาล่าช้าเกินไป โดยหนึ่งในผู้ติดตามคดีกล่าวว่า “ต่อให้เขาได้รับการปล่อยตัวตอนอายุ 96 แทนที่จะเป็น 98 มันก็แทบไม่มีความแตกต่างกันเลยสำหรับคนในวัยนี้”.

ที่มา BBC

“ฮุน มาเนต” ยอมรับแก๊งสแกมเมอร์ทำลายเศรษฐกิจประเทศ ปฏิเสธกัมพูชาเอี่ยวผลประโยชน์

"ฮุน มาเนต" ยอมรับแก๊งสแกมเมอร์ทำลายเศรษฐกิจประเทศ ปฏิเสธกัมพูชาเอี่ยวผลประโยชน์

26 ก.พ. 2569 11:35 น.

“ฮุน มาเนต” ยอมรับแก๊งสแกมเมอร์ทำลายเศรษฐกิจประเทศ ปฏิเสธกัมพูชาเอี่ยวผลประโยชน์

นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต แห่งกัมพูชา ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าว AFP ยอมรับเครือข่ายการหลอกลวงออนไลน์หรือ “เศรษฐกิจสีดำ” คือตัวการทำลายภาพลักษณ์ประเทศ กระทบการท่องเที่ยวและการลงทุนอย่างหนัก ยันเดินหน้ากวาดล้างต่อเนื่องพร้อมส่งตัว “เจ้าพ่ออาณาจักรไซเบอร์” อดีตที่ปรึกษาใกล้ชิดให้ทางการจีนดำเนินคดี ปฏิเสธข้อหาจีดีพีกัมพูชาพึ่งพาเงินสีเทา

นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยระบุว่าเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์กำลังสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศ และทำให้กัมพูชาเสียชื่อเสียงในระดับสากล พร้อมทั้งปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลมีส่วนรู้เห็นหรือได้รับผลประโยชน์จากธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้

“เครือข่ายต้มตุ๋น หรือที่เราเรียกว่าเศรษฐกิจสีดำ กำลังทำลายเศรษฐกิจที่สุจริตของเรา มันสร้างชื่อเสียงที่ไม่ดีให้กับกัมพูชา” ฮุน มาเนต กล่าวในการสัมภาษณ์พิเศษ โดยเขาย้ำว่านี่คือเหตุผลหลักที่รัฐบาลจำเป็นต้อง “กวาดล้าง” ขบวนการเหล่านี้ให้หมดไป เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวและการลงทุน

แม้ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินว่ามีผู้คนราว 100,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหยื่อค้ามนุษย์ ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์เหล่านี้ และรายงานจากสถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐฯ (USIP) ในปี 2024 ระบุว่ารายได้จากอาชญากรรมไซเบอร์ในกัมพูชาอาจสูงถึง 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 388,500 ล้านบาท) หรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของจีดีพีประเทศ แต่นายกฯ ฮุน มาเนต ยืนยันว่ากัมพูชาไม่ได้พึ่งพาเงินเหล่านี้

ผู้นำกัมพูชากล่าวว่า “หลายคนบอกว่าจีดีพีของกัมพูชาพึ่งพาการต้มตุ๋น ซึ่งมันไม่จริง เราพึ่งพาเศรษฐกิจพื้นฐานทั่วไป เช่น การท่องเที่ยว การผลิต และอุตสาหกรรมอื่นๆ” พร้อมยอมรับว่าแม้ธุรกิจเหล่านี้อาจมีการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์หรือการจ้างงานทางอ้อมบ้าง แต่รายได้ส่วนใหญ่ไม่ได้ไหลเข้าสู่กระเป๋าของรัฐบาล

ประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือการจับกุมและส่งตัว นายเฉิน จื้อ นักธุรกิจมหาเศรษฐีเชื้อสายจีนเจ้าของอาณาจักร Prince Group ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของทั้งนายฮุน มาเนต และอดีตนายกฯ ฮุน เซน ให้กับทางการจีนเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังจากเขาถูกทางการสหรัฐฯ ฟ้องร้องฐานเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ที่แฝงมาในคราบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และอาชีพที่ถูกกฎหมาย

ฮุน มาเนต เผยว่า ในขณะนั้นรัฐบาล “ไม่ทราบเลยว่าเขาคือตัวการใหญ่” เนื่องจากการตรวจสอบประวัติในขณะนั้นไม่พบความผิดปกติใดๆ และบริษัทของเขาก็มีการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศรวมถึงอังกฤษด้วย

“ก่อนจะมีข้อกล่าวหาปรากฏขึ้น สำหรับพนมเปญ เขาเป็นเพียงนักธุรกิจที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กิจกรรมอื่นๆ (ที่ผิดกฎหมาย) เราไม่รู้เรื่องเลย” ฮุน มาเนต กล่าวเสริมว่ารัฐบาลสั่งดำเนินการทันทีเมื่อทราบเบาะแสความผิด

ส่วนประเด็นที่กัมพูชาเลือกส่งตัวนายเฉิน จื้อ ให้กับจีนแทนที่จะเป็นสหรัฐฯ นายกฯ ฮุน มาเนต อธิบายว่า เป็นเพราะตรวจพบว่านายเฉิน จื้อ ใช้เอกสารปลอมในการขอสัญชาติกัมพูชา จึงได้มีการเพิกถอนสัญชาติกัมพูชาของเขาออกไป ส่งผลให้เขามีเพียง “สัญชาติจีน” เท่านั้น ทางการกัมพูชาจึงจำเป็นต้องส่งตัวเขากลับไปยังประเทศบ้านเกิดตามกฎหมาย

ทั้งนี้ เครือข่ายต้มตุ๋นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ขยายวงกว้างจากการหลอกลวงผู้ที่พูดภาษาจีน ไปสู่เหยื่อทั่วโลกผ่านการหลอกให้รัก (Romance Scams) และการลงทุนคริปโทเคอร์เรนซีปลอม โดยใช้แรงงานทาสที่ถูกหลอกมาทำงานภายใต้การทารุณกรรม ซึ่งฮุน มาเนต ยืนยันว่ากัมพูชาจะยังคงร่วมมือกับนานาชาติเพื่อทลายเครือข่ายเหล่านี้ต่อไป.

ที่มา AFP

เปรูประกาศภาวะฉุกเฉินกว่า 700 เขต ฝนถล่ม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 68 ศพ

เปรูประกาศภาวะฉุกเฉินกว่า 700 เขต ฝนถล่ม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 68 ศพ

26 ก.พ. 2569 11:22 น.

เปรูประกาศภาวะฉุกเฉินกว่า 700 เขต ฝนถล่ม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 68 ศพ

รัฐบาลเปรูประกาศภาวะฉุกเฉินในกว่า 700 เขตทั่วประเทศ หลังเผชิญฝนตกหนัก ดินถล่ม และน้ำท่วมรุนแรง ซึ่งทางการระบุว่าเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์เอลนีโญชายฝั่ง จากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลเปรูประกาศภาวะฉุกเฉินในกว่า 700 เขตทั่วประเทศ หลังเผชิญฝนตกหนัก ดินถล่ม และน้ำท่วมรุนแรง ซึ่งทางการระบุว่าเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์เอลนีโญชายฝั่ง (El Niño Costero) จากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น โดยพื้นที่ที่ประกาศภาวะฉุกเฉินครอบคลุมชายฝั่งแปซิฟิก เทือกเขาแอนดีส และลุ่มน้ำอเมซอน เกือบครึ่งหนึ่งของเขตการปกครองทั้งประเทศ

โดยคำสั่งนี้ลงนามโดยประธานาธิบดีรักษาการโฮเซ่ มาเรีย บาลคาซาร์ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีเป้าหมายเร่งจัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานท้องถิ่นและภูมิภาค เพื่อซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ทั้งสะพาน ถนน ระบบน้ำ และไฟฟ้า พร้อมคุ้มครองชีวิตและสุขภาพประชาชน

ด้านกระทรวงคมนาคมเปรูระบุว่า ถนนทั่วประเทศเสียหายแล้วราว 931 กิโลเมตร โดยเฉพาะใน 4 ภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบหนัก เส้นทางเหล่านี้รองรับประชาชนกว่า 500,000 คนต่อสัปดาห์

ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับฝนตั้งแต่เดือนธันวาคมเพิ่มเป็นอย่างน้อย 68 ศพ รายล่าสุดรวมถึงพ่อและลูกชายที่ถูกดินถล่มพัดหายในแคว้นอาเรกีปา และตำรวจนายหนึ่งในกรุงลิมาที่จมน้ำในแม่น้ำรีมัก ขณะพยายามช่วยสุนัขที่ติดอยู่ท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยว.

ที่มา AP 

กองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดถล่มตลาดรัฐยะไข่ สังเวยพลเรือน 18 ศพ รวมไปถึงเด็ก 4 ศพ

กองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดถล่มตลาดรัฐยะไข่ สังเวยพลเรือน 18 ศพ รวมไปถึงเด็ก 4 ศพ

26 ก.พ. 2569 10:45 น.

กองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดถล่มตลาดรัฐยะไข่ สังเวยพลเรือน 18 ศพ รวมไปถึงเด็ก 4 ศพ

กองทัพเมียนมารุกหนัก ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดถล่มตลาดในรัฐยะไข่ พลเรือนดับ 18 ศพ รวมไปถึงเด็ก 4 ศพ ขณะที่สถานการณ์สู้รบหนักหน่วงเพื่อช่วงชิง 14 เมือง จากทั้งหมด 17 เมืองกลับคืน

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เว็บไซต์ข่าวอิสระวดี รายงานว่า กองทัพเมียนมาได้ส่งเครื่องบินบรรทุกระเบิดไปโจมตีฐานที่มั่นของกองกำลังชาติพันธุ์อาระกัน หรือ เอเอ ในเมืองพอนนาจุน รัฐยะไข่ แต่กลับไปทิ้งระเบิดลงกลางตลาด ทำให้มีพลเรือนเสียชีวิต 18 ศพ ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 4 ศพ อายุระหว่าง 6-15 ปี และมีผู้บาดเจ็บอีก 15 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กเล็กอายุ 4-7 ปี จำนวน 3 คน

โดยกลุ่มเอเอ และสมาคมเยาวชนพอนนาจุน หรือพีวายเอ เปิดเผยว่า เครื่องบินรบได้ทิ้งระเบิด 300 ปอนด์ จำนวน 2 ลูกลงที่ตลาดของหมู่บ้านยออู เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น.  

นายโก เพียว เนียง ประธานกลุ่มพีวายเอ เปิดเผยว่า ระบอบเผด็จการได้พุ่งเป้าสังหารพลเรือน เพราะไม่เคยรู้รบชนะเลย พร้อมขอประณามการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติแบบนี้ 

สถานการณ์ในรัฐยะไข่ของเมียนมาตึงเครียดหนัก หลังรัฐบาลทหารเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีทางอากาศใส่เป้าหมายพลเรือนอย่างต่อเนื่อง ภายหลังสูญเสียพื้นที่ 14 จาก 17 เมืองให้กับกองทัพชาติพันธุ์อาระกัน  

ทางด้านนายอู ไว ฮุน อ่อง นักเขียนชาวยะไข่ซึ่งจัดระดมเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย เปิดเผยว่า เมื่อเดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุ พบว่าบ้านเรือนรอบตลาดอย่างน้อย 13 หลังถูกทำลาย และอีกหลายหลังได้รับความเสียหายหนัก

ขณะเดียวกันกองทัพอาระกัน ระบุว่า เกือบตลอดปีที่แล้ว ระหว่างวันที่ 3 มกราคม ถึง 28 พฤศจิกายน รัฐบาลทหารได้โจมตีทางอากาศใส่เป้าหมายพลเรือนในรัฐยะไข่ถึง 92 ครั้ง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 192 ศพ และบาดเจ็บกว่า 500 ราย ส่วนระหว่างวันที่ 10 ธันวาคม ถึง 12 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมามีการโจมตีทางอากาศใส่เป้าหมายพลเรือนทั่วประเทศอย่างน้อย 15 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 71 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน

ทั้งนี้ รัฐยะไข่เป็นพื้นที่ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ที่โรงพยาบาลในเขตมรัคอู ถูกโจมตี คร่าชีวิตคนไข้ ญาติ และเจ้าหน้าที่รวม 33 ศพ บาดเจ็บกว่า 70 ราย ขณะที่สถานการณ์ในพื้นที่ยังคงน่าวิตก ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญความสูญเสียท่ามกลางการสู้รบที่ยืดเยื้อ.

พีต้าแถลงเดือด จี้สวนสัตว์ญี่ปุ่นย้ายพันช์คุงด่วน จี้ถูกเลี้ยงในบ่อคอนกรีต ขาดสภาพธรรมชาติ

พีต้าแถลงเดือด จี้สวนสัตว์ญี่ปุ่นย้ายพันช์คุงด่วน จี้ถูกเลี้ยงในบ่อคอนกรีต ขาดสภาพธรรมชาติ

26 ก.พ. 2569 10:23 น.

พีต้าแถลงเดือด จี้สวนสัตว์ญี่ปุ่นย้ายพันช์คุงด่วน จี้ถูกเลี้ยงในบ่อคอนกรีต ขาดสภาพธรรมชาติ

กระแสไวรัล “พันช์คุง” ลูกลิงน้อยขวัญใจโซเชียล จุดชนวนดราม่าร้อนแรง เมื่อองค์กรพิทักษ์สัตว์ระดับโลกอย่าง PETA ออกแถลงการณ์วิพากษ์วิจารณ์สภาพความเป็นอยู่ของลูกลิงในสวนสัตว์ญี่ปุ่นอย่างเผ็ดร้อน

องค์กรพิทักษ์สัตว์ พีต้า (PETA) ออกแถลงการณ์วิจารณ์สวนสัตว์อิชิกาวะของญี่ปุ่น จากกรณี ที่ได้เห็นพันช์คุง ลูกลิงหิมะญี่ปุ่นอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยคอนกรีต ไม่ใช้สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ ไม่ต่างอะไรกับการอยู่ในกรงขัง พร้อมย้ำว่าสวนสัตว์ไม่ใช่สถานพักพิง แต่เป็นสถานที่กักขังสัตว์ ทำให้พวกมันถูกจำกัดอิสรภาพ และถูกพรากจากสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติและชีวิตทางสังคมที่ควรมี

โดยกรณีของพันช์คุง พีต้ามองว่านี่อาจเป็นภาพสะท้อนของความเครียด ความโดดเดี่ยว และการสูญเสียของลูกลิงหิมะ ซึ่งตามธรรมชาติควรเติบโตในฝูงครอบครัวที่เหนียวแน่น เรียนรู้ทักษะทางสังคม และใช้ชีวิตในป่าที่อุดมสมบูรณ์ ไม่ใช่หาความสบายใจจากตุ๊กตาในพื้นที่ปิดทึบ

พีต้ายังยกตัวอย่างกรณี “หมูเด้ง” ฮิปโปโปเตมัสแคระที่เคยเป็นไวรัลก่อนหน้านี้ ซึ่งกระแสความสนใจจากสาธารณชนลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ตัวสัตว์ยังคงต้องใช้ชีวิตในกรงต่อไปตลอดชีวิต

องค์กรระบุว่าชื่อเสียงในโลกออนไลน์ไม่ได้เปลี่ยนความจริงของการถูกกักขัง และยังอาจยิ่งกระตุ้นให้สถานที่เลี้ยงสัตว์เพาะพันธุ์ลูกสัตว์ออกมาโชว์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว เพิ่มยอดขายบัตรเข้าชม ขณะที่สัตว์ต้องรับภาระผลกระทบระยะยาว

ในแถลงการณ์พีต้าได้เรียกร้องให้สวนสัตว์อิชิคาวะ ซิตี้ดำเนินการย้ายพันช์คุงไปยังสถานพักพิงสัตว์ที่ได้มาตรฐาน ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวาง เป็นธรรมชาติมากกว่า มีความเป็นส่วนตัว และเปิดโอกาสให้เขาได้สร้างความสัมพันธ์ทางสังคมที่เหมาะสมกับสายพันธุ์

องค์กรย้ำว่า ตราบใดที่ยังมีการปฏิบัติต่อสัตว์ที่มีความรู้สึกนึกคิด ในฐานะ “สิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยว” เรื่องราวเช่นนี้จะยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า.

ที่มา : PETA

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พันช์คุง

“คิม จองอึน” ส่งสัญญาณพร้อมเจรจาสหรัฐฯ หากเลิกนโยบายเป็นศัตรู

"คิม จองอึน" ส่งสัญญาณพร้อมเจรจาสหรัฐฯ หากเลิกนโยบายเป็นศัตรู

26 ก.พ. 2569 09:19 น.

“คิม จองอึน” ส่งสัญญาณพร้อมเจรจาสหรัฐฯ หากเลิกนโยบายเป็นศัตรู

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือเปิดช่องฟื้นสัมพันธ์สหรัฐฯ พร้อมเจรจาหากเลิกนโยบายเป็นศัตรู แต่ย้ำเกาหลีใต้เป็น ศัตรูถาวร พร้อมเดินหน้าพัฒนาด้านนิวเคลียร์ต่อ

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ เคซีเอ็นเอ รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ระบุว่า เกาหลีเหนือไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่อยู่ร่วมกับสหรัฐฯ หากสหรัฐฯ ยอมเคารพสถานะของเกาหลีเหนือและยุตินโยบายเป็นปรปักษ์ต่อกัน

คำกล่าวของผู้นำเกาหลีเหนือมีขึ้นระหว่างการประชุมทบทวนนโยบายในที่ประชุมใหญ่สมัชชาพรรคแรงงานเกาหลี ครั้งที่ 9 ซึ่งจัดขึ้นตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยนายคิมระบุว่า ความสัมพันธ์เกาหลีเหนือ–สหรัฐฯ ขึ้นอยู่กับท่าทีของสหรัฐฯ เป็นหลัก พร้อมเตือนว่าหากสหรัฐฯ ยังคงจุดยืนเผชิญหน้าก็จะได้รับการตอบโต้ที่สมน้ำสมเนื้อ 

ขณะที่ถ้อยแถลงนี้ถูกมองว่าเป็นการเปิดประตูสำหรับการเจรจากับรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีกำหนดเดินทางเยือนจีนในเดือนเมษายน ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าอาจเป็นโอกาสฟื้นการเจรจาระดับผู้นำอีกครั้ง

ขณะที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างมองว่า ท่าทีล่าสุดสะท้อนยุทธศาสตร์สองทางของเกาหลีเหนือ ที่เปิดช่องต่อรองกับสหรัฐฯ แต่ในขณะเดียวกันิก็เดินหน้ากดดันเกาหลีใต้ควบคู่ไปกับการเสริมกำลังทางทหาร.

ที่มา Yonhab