ปักกิ่งสั่งแบน “ขายโดรน” ทั่วเมือง เริ่ม 1 พ.ค. คุมเข้มความมั่นคง-ต้องมีใบอนุญาตก่อนบิน

ปักกิ่งสั่งแบน "ขายโดรน" ทั่วเมือง เริ่ม 1 พ.ค.  คุมเข้มความมั่นคง-ต้องมีใบอนุญาตก่อนบิน

30 เม.ย. 2569 16:58 น.

ปักกิ่งสั่งแบน “ขายโดรน” ทั่วเมือง เริ่ม 1 พ.ค. คุมเข้มความมั่นคง-ต้องมีใบอนุญาตก่อนบิน

ทางการกรุงปักกิ่งของจีน ประกาศมาตรการเข้มงวดใหม่ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม โดยสั่งห้ามจำหน่าย ให้เช่า หรือนำโดรนและชิ้นส่วนสำคัญเข้าสู่เมืองหลวง ขณะเดียวกันผู้ครอบครองโดรนต้องลงทะเบียนกับตำรวจ และต้องขออนุญาตล่วงหน้าก่อนการบินทุกครั้ง

ทางการกรุงปักกิ่งเตรียมบังคับใช้ระเบียบใหม่ในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ โดยสั่งห้ามการจำหน่ายและเช่าโดรน รวมถึงส่วนประกอบสำคัญภายในเขตเมืองหลวงทั้งหมด เพื่อยกระดับความปลอดภัยในน่านฟ้าระดับต่ำ (Low-altitude airspace) หลังเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงที่เพิ่มสูงขึ้น

รายงานระบุว่า มาตรการดังกล่าวเริ่มส่งผลกระทบต่อวงจรธุรกิจแล้ว โดยแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ยักษ์ใหญ่อย่าง Taobao ได้ระงับการสั่งซื้อโดรนสำหรับที่อยู่ที่จัดส่งในปักกิ่ง ขณะที่ร้านค้าของ DJI ผู้ผลิตโดรนรายใหญ่ที่สุดของโลกในปักกิ่ง จำเป็นต้องนำสินค้าลงจากชั้นวางและระบายสต็อกออกให้หมดภายในวันนี้ (30 พ.ค.)

ภายใต้กฎระเบียบใหม่ ผู้ใช้งานโดรนในปักกิ่งต้องเผชิญกับข้อจำกัดที่เข้มงวด ได้แก่ เจ้าของโดรนทุกคนต้องลงทะเบียนอุปกรณ์ด้วยชื่อจริงผ่านระบบออนไลน์ของตำรวจ ส่วนการบินโดรนกลางแจ้งทุกครั้งต้องได้รับการอนุมัติล่วงหน้า และผู้บินต้องผ่านการอบรมรวมถึงทดสอบความรู้ด้านกฎระเบียบออนไลน์และหากส่งโดรนออกไปซ่อมนอกเมือง เจ้าของต้องไปรับเครื่องกลับด้วยตนเอง ห้ามใช้บริการส่งพัสดุเข้าเมือง โดยผู้ฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุด 500 หยวน (ประมาณ 2,500 บาท) และอาจถูกยึดเครื่อง

อย่างไรก็ตาม ทางการยังอนุญาตให้มีการซื้อหรือครอบครองโดรนได้ในกรณีเฉพาะ เช่น การต่อต้านการก่อการร้าย การบรรเทาสาธารณภัย หรืองานวิจัยของมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย แต่ต้องได้รับการอนุมัติเป็นกรณีพิเศษจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น

Xiong Jinghua เจ้าหน้าที่อาวุโสสภาประชาชนเทศบาลกรุงปักกิ่ง ระบุว่าเป้าหมายของกฎหมายนี้คือการหา “จุดสมดุลที่ดีที่สุด” ระหว่างความปลอดภัยสาธารณะ กับการผลักดันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ

มาตรการคุมเข้มนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตของ “เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ” (Low-altitude economy) ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของจีนที่คาดว่าจะสร้างมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 10 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2035 แม้ปัจจุบันโดรนจะถูกใช้อย่างแพร่หลายในหลายเมืองของจีน ทั้งการส่งอาหาร การเกษตร และการทำความสะอาดอาคาร แต่กรุงปักกิ่งยังคงรักษามาตรการความมั่นคงที่เข้มงวดกว่าพื้นที่อื่นเสมอมา

ก่อนหน้านี้ กรุงปักกิ่งเคยประกาศสั่งห้ามรถยนต์เทสลา เข้าไปจอดในพื้นที่หน่วยงานรัฐและสนามบินบางแห่ง เนื่องจากกังวลเรื่องการจารกรรมข้อมูลผ่านกล้องหน้ารถ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงนโยบายความมั่นคงขั้นสูงสุดของเมืองหลวงแห่งนี้.

ที่มา BBC / Associated Press

ศาลสูงสิงคโปร์กลับคำพิพากษา สั่งปรับ 3 แกนนำหญิงจัดเดินขบวนหนุนปาเลสไตน์

ศาลสูงสิงคโปร์กลับคำพิพากษา สั่งปรับ 3 แกนนำหญิงจัดเดินขบวนหนุนปาเลสไตน์

30 เม.ย. 2569 16:25 น.

ศาลสูงสิงคโปร์กลับคำพิพากษา สั่งปรับ 3 แกนนำหญิงจัดเดินขบวนหนุนปาเลสไตน์

ศาลสูงสิงคโปร์พิพากษากลับคำพิพากษา สั่งปรับหญิง 3 คน คนละ 3,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 76,500 บาท ฐานจัดขบวนเดินสนับสนุนปาเลสไตน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ใกล้ทำเนียบประธานาธิบดี ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องเสรีภาพการชุมนุม

ศาลสูงสิงคโปร์มีคำพิพากษาอนุญาตตามคำอุทธรณ์ของฝ่ายอัยการ โดยให้กลับคำตัดสินเดิม และตัดสินให้หญิง 3 รายมีความผิดฐานจัดกิจกรรมเดินขบวนสนับสนุนปาเลสไตน์โดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมสั่งปรับเป็นเงินรายละ 3,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 76,500 บาท)

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2024 นางสาวโมซัมมัด โซบิคุน นาฮาร์ อายุ 26 ปี, นางสาวสิติ อามิราห์ โมฮาเหม็ด อัสโรริ อายุ 31 ปี และนางสาวอันนามาลัย โกกิลา ปาร์วาธี อายุ 37 ปี ได้ร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 70 คน เดินเท้าจากห้างสรรพสินค้าพลาซ่า สิงคปุระ (Plaza Singapura) ไปยังประตูหลังของ “อิสตานา” (The Istana) ซึ่งเป็นทำเนียบประธานาธิบดีและที่ตั้งสำนักงานนายกรัฐมนตรี

วัตถุประสงค์ของการเดินขบวนครั้งนั้น เพื่อนำจดหมายเรียกร้องให้รัฐบาลสิงคโปร์ยุติความสัมพันธ์กับอิสราเอลไปส่งยังกล่องรับจดหมายของสำนักนายกรัฐมนตรี โดยในภาพเหตุการณ์พบว่าผู้ร่วมกิจกรรมมีการถือร่มลายแตงโม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สากลในการสนับสนุนปาเลสไตน์

ก่อนหน้านี้ ศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้องหญิงทั้ง 3 รายเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยผู้พิพากษาศาลแขวงเห็นว่าพวกเธอไม่ทราบว่าเส้นทางดังกล่าวเป็นเขตหวงห้ามภายใต้พระราชบัญญัติความสงบเรียบร้อย

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาศาลสูง ซี กี ออน เห็นพ้องกับฝ่ายอัยการว่าคำตัดสินเดิมมีความผิดพลาดทางกฎหมาย โดยระบุว่าผู้จัดกิจกรรมควรแสวงหาข้อมูลและตรวจสอบข้อห้ามให้ชัดเจนก่อนเริ่มดำเนินการ ซึ่งหากตรวจสอบอย่างสมเหตุสมผลก็จะทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีคำสั่งห้ามชุมนุม และระบุว่าสิงคโปร์มีกฎระเบียบที่เคร่งครัดเรื่องการชุมนุมสาธารณะเพื่อรักษาความสงบสุขและความปรองดอง โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกาซาที่ทางการสั่งห้ามกิจกรรมชุมนุมเกือบทั้งหมด

หลังทราบคำตัดสิน นางสาวโกกิลา หนึ่งในจำเลย กล่าวว่า “การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในสิงคโปร์ยังอีกยาวไกล และการอารยะขัดขืนเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อน เราควรมีสิทธิที่จะเดินไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อส่งจดหมายจากประชาชน”

ทั้งนี้ ภายใต้กฎหมายสิงคโปร์ ความผิดฐานจัดเดินขบวนในพื้นที่หวงห้ามมีโทษสูงสุดคือจำคุก 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ในกรณีนี้อัยการไม่ได้เรียกร้องโทษจำคุก และศาลเห็นสมควรให้ลงโทษสถานเบาเป็นโทษปรับตามที่ทนายจำเลยร้องขอ.

ที่มา CNA / BBC

RSF เผยเสรีภาพสื่อดิ่งเหวต่ำสุดในรอบ 25 ปี “ซาอุฯ-จีน-อิหร่าน” รั้งท้าย-ไทยอันดับ 92

RSF เผยเสรีภาพสื่อดิ่งเหวต่ำสุดในรอบ 25 ปี "ซาอุฯ-จีน-อิหร่าน" รั้งท้าย-ไทยอันดับ 92

30 เม.ย. 2569 15:41 น.

RSF เผยเสรีภาพสื่อดิ่งเหวต่ำสุดในรอบ 25 ปี “ซาอุฯ-จีน-อิหร่าน” รั้งท้าย-ไทยอันดับ 92

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (RSF) เผยดัชนีเสรีภาพสื่อโลก 2026 พบตกต่ำที่สุดในรอบ 25 ปี เผยกว่าครึ่งของประเทศทั่วโลกอยู่ในระดับ “ยากลำบาก” หรือ “วิกฤต” ขณะที่ปัจจัยการเมืองและอำนาจรัฐกดดันสื่อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พบ “ซาอุฯ-จีน-อิหร่าน” รั้งท้าย สหรัฐฯ อยู่ในอันดับ 64 ส่วนไทยอยู่ในอันดับ 92 จาก 180 ประเทศ

 องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders หรือ RSF) เผยแพร่รายงานดัชนีเสรีภาพสื่อโลกประจำปี 2026 ระบุว่าสถานการณ์เสรีภาพสื่อทั่วโลกเลวร้ายลงถึงขีดสุดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบ 25 ปี โดยมีประเทศมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลกที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “ลำบาก”  ไปจนถึง “ขั้นวิกฤต”

รายงานระบุว่า สัดส่วนประชากรโลกที่อาศัยอยู่ในประเทศที่มีเสรีภาพสื่อในระดับ “ดี” ลดฮวบลงจากร้อยละ 20 เหลือเพียงไม่ถึงร้อยละ 1 เท่านั้น

หนึ่งในประเด็นที่น่าจับตาคือการร่วงลงอย่างรุนแรงของเอลซัลวาดอร์ (อันดับ 143) ที่ดิ่งลงถึง 105 อันดับนับตั้งแต่ปี 2014 และ ไนเจอร์ (อันดับ 120) ที่ร่วงลง 37 อันดับในปีเดียวจากการปราบปรามโดยรัฐบาลทหาร ขณะที่ซาอุดีอาระเบีย (อันดับ 176) ยังคงรั้งท้ายร่วมกับกลุ่มประเทศอย่าง รัสเซีย อิหร่าน และจีน หลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญจากการประหารชีวิตนักคอลัมนิสต์ “ตูร์กี อัล-จัสเซอร์” เมื่อปี 2025

โดยภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก สถานการณ์ส่วนใหญ่อยู่ในขั้น “ลำบาก” หรือ “วิกฤต” โดยมี จีน (อันดับ 178) เป็นตัวอย่างที่เลวร้ายที่สุด มีผู้ประกอบวิชาชีพสื่อถูกคุมขังสูงถึง 121 ราย ขณะที่ในฟิลิปปินส์ (อันดับ 114) รัฐบาลใช้วิธีตีตราว่าเป็นผู้ก่อการร้ายเพื่อปิดปากสื่อมวลชน 

ด้านไทยร่วงลงจากอันดับที่ 85 เมื่อปี 2025 มาอยู่ที่อันดับที่ 92 ขณะที่ในภูมิภาคอาเซียน ติมอร์-เลสเต อยู่ในอันดับที่ดีที่สุด (30) ส่วนประเทศอื่นๆ อยู่ในอันดับที่ไม่ดีนัก เช่น มาเลเซีย (95), สิงคโปร์ (123), อินโดนีเซีย (129), กัมพูชา (151), ลาว (154), เมียนมา (166) และเวียดนาม (174)

ส่วนตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ถูกจัดว่าเป็นภูมิภาคที่ “หายนะ” ที่สุด โดยเฉพาะในฉนวนกาซาที่มีผู้สื่อข่าวปาเลสไตน์เสียชีวิตกว่า 220 รายจากสงคราม อย่างไรก็ตาม ซีเรีย (อันดับ 141) กลายเป็นจุดที่มีความหวังเพียงหนึ่งเดียว โดยอันดับพุ่งขึ้นถึง 36 อันดับ หลังการล่มสลายของระบอบเผด็จการบาชาร์ อัล-อัสซาด

ขณะที่เสรีภาพสื่อใน สหรัฐอเมริกา (อันดับ 64) ร่วงลง 7 อันดับ จากแรงกดดันทางการเมืองและการโจมตีสื่ออย่างเป็นระบบ ขณะที่ในอาร์เจนตินาและเอลซัลวาดอร์ สื่อมวลชนกำลังเผชิญกับการถูกดำเนินคดีอาญาและการใช้ความรุนแรง

ด้านยุโรปและเอเชียกลาง แม้ประเทศในสหภาพยุโรปจะยังคงครองอันดับต้นๆ แต่เริ่มเห็นสัญญาณลบ เช่น เอสโตเนีย ที่ร่วงลงมาอยู่อันดับ 3 จากแรงกดดันทางการเมือง ส่วนในยุโรปตะวันออกอย่างเบลารุสและรัสเซีย ยังคงอยู่ในระดับต่ำสุดของโลก

คริสตอฟ เดอลัวร์ ผู้อำนวยการ RSF ชี้ให้เห็นว่า ผู้นำเผด็จการและรัฐบาลในหลายประเทศกำลังใช้ “กฎหมาย” เป็นอาวุธในการเซ็นเซอร์และแพร่กระจายโฆษณาชวนเชื่อ รวมถึงการคุมขังนักข่าวโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม เช่นกรณีใน เอริเทรีย (อันดับ 180) ซึ่งครองอันดับสุดท้ายของโลก และมีการคุมขังนักข่าวต่อเนื่องยาวนานที่สุด

บทสรุปของรายงานฉบับนี้สะท้อนให้เห็นว่า ระบอบประชาธิปไตยทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อเสรีภาพในการนำเสนอความจริงถูกปิดกั้นด้วยอำนาจรัฐและความรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนทั่วโลก.

ที่มา Reporters Without Borders / AFP

ผลโพลชี้ชาวสวิสส่วนใหญ่หนุนจำกัดประชากรไม่เกิน 10 ล้านคน

ผลโพลชี้ชาวสวิสส่วนใหญ่หนุนจำกัดประชากรไม่เกิน 10 ล้านคน

30 เม.ย. 2569 14:15 น.

ผลโพลชี้ชาวสวิสส่วนใหญ่หนุนจำกัดประชากรไม่เกิน 10 ล้านคน

ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนล่าสุดในสวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 52% สนับสนุนหรือมีแนวโน้มสนับสนุนข้อเสนอจำกัดจำนวนประชากรไม่ให้เกิน 10 ล้านคนภายในปี 2050 หลังกังวลปัญหาผู้อพยพพุ่งสูงจนกระทบที่อยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐาน ก่อนการลงประชามติกลางเดือนมิถุนายน

ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดที่เผยแพร่โดยกลุ่มสื่อ Tamedia และ 20 Minuten เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (29 เม.ย.)  ระบุว่าเสียงส่วนใหญ่ของชาวสวิตเซอร์แลนด์เริ่มขยับมาสนับสนุนข้อเสนอจำกัดจำนวนประชากรของประเทศไว้ที่ 10 ล้านคน โดยถือเป็นครั้งแรกที่ผลโพลชี้ว่ามีผู้เห็นด้วยเกินครึ่งหนึ่ง ก่อนที่จะมีการลงประชามติจริงในวันที่ 14 มิถุนายนนี้

ผลการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างกว่า 16,000 คน พบว่า 52% เห็นด้วยหรือมีแนวโน้มจะสนับสนุนร่างประชามติดังกล่าว ขณะที่ 46% คัดค้าน และอีก 2% ยังไม่ตัดสินใจ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจสำหรับนักวิเคราะห์ เนื่องจากโดยปกติแล้ว ข้อเสนอในการลงประชามติของสวิตเซอร์แลนด์มักจะมีคะแนนนิยมลดลงเมื่อใกล้ถึงวันลงคะแนนจริง แต่ในกรณีนี้คะแนนกลับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 45 ในช่วงต้นเดือนมีนาคม

ข้อเสนอนี้ริเริ่มโดย พรรคประชาชนสวิตเซอร์แลนด์ (SVP) ซึ่งเป็นพรรคขวาจัดและเป็นพรรคใหญ่ที่สุดของประเทศ ที่ระบุว่าจำนวนผู้อยู่อาศัยถาวรในสวิตเซอร์แลนด์จะต้องไม่เกิน 10 ล้านคนก่อนปี 2050 ขณะที่ปัจจุบัน สวิตเซอร์แลนด์มีประชากรอยู่ที่ประมาณ 9.1 ล้านคน โดยเป็นชาวต่างชาติกว่า 27%

ข้อเสนอยังระบุว่า รัฐบาลจะต้องดำเนินมาตรการลดจำนวนผู้อพยพ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ลี้ภัย และหากประชากรใกล้แตะระดับเพดาน สวิตเซอร์แลนด์อาจจำเป็นต้องยกเลิกข้อตกลงการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีกับสหภาพยุโรป (EU)

ด้านรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์และกลุ่มผู้นำทางธุรกิจออกมาคัดค้านอย่างรุนแรง โดยเรียกข้อเสนอนี้ว่า “มาตรการสร้างความโกลาหล” พร้อมเตือนว่าหากร่างนี้ผ่านการเห็นชอบ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยเฉพาะการขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากสวิตเซอร์แลนด์พึ่งพาแรงงานต่างชาติอย่างมาก มาตรการนี้จะทำให้บริษัทต่าง ๆ หาพนักงานได้ยากขึ้น

รัฐบาลประเมินว่าอาจส่งผลเสียต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจนับหลายพันล้านฟรังก์ อีกทั้งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความร่วมมือกับสหภาพยุโรป ซึ่งสวิตเซอร์แลนด์กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่สนับสนุนระบุว่าจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อตลาดที่อยู่อาศัย ค่าเช่าบ้านที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงความแออัดของโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ ซึ่งเป็นประเด็นที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกของชาวสวิสมาอย่างยาวนาน

ทั้งนี้ การลงประชามติจะมีขึ้นในวันที่ 14 มิถุนายน 2569 ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าสวิตเซอร์แลนด์จะเลือกเดินหน้าในเส้นทางเศรษฐกิจเสรีต่อไป หรือจะเลือกปิดประตูเพื่อรักษาเสถียรภาพภายในประเทศตามแนวทางของกลุ่มอนุรักษนิยม.

ที่มา SWI swissinfo.ch / Reuters

โตเกียวระทึก! ชายถือค้อนทำร้ายวัยรุ่น เจ็บ 5 ราย พ่นสารปริศนาใส่ตร.ก่อนหลบหนี

โตเกียวระทึก! ชายถือค้อนทำร้ายวัยรุ่น เจ็บ 5 ราย พ่นสารปริศนาใส่ตร.ก่อนหลบหนี

30 เม.ย. 2569 12:57 น.

โตเกียวระทึก! ชายถือค้อนทำร้ายวัยรุ่น เจ็บ 5 ราย พ่นสารปริศนาใส่ตร.ก่อนหลบหนี

เกิดเหตุสะเทือนขวัญในโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อชายวัย 44 ปี ใช้ค้อนเป็นอาวุธไล่ทำร้ายวัยรุ่น ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 5 ราย ก่อนหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุ ขณะที่ตำรวจเร่งไล่ล่าตัว

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า เหตุการณ์ระทึกครั้งนี้เกิดขึ้นในเมืองฟุซซะ ชานกรุงโตเกียว เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยผู้ต้องสงสัยได้ก่อเหตุทำร้ายวัยรุ่นชาย 2 คน บริเวณใกล้บ้านพักของตนเอง

รายงานจาก NHK และ Kyodo News ระบุว่า หนึ่งในเหยื่อได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณใบหน้า ขณะที่อีกรายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยที่หัวไหล่

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าระงับสถานการณ์ แต่ผู้ต้องสงสัยกลับพ่นสารไม่ทราบชนิดใส่เจ้าหน้าที่ ก่อนอาศัยจังหวะหลบหนีไปได้ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติมอีก 3 นาย

อย่างไรก็ตาม สำนักงานตำรวจนครบาลโตเกียวยังไม่ได้ให้ความเห็นอย่างเป็นทางการต่อกรณีนี้กับสำนักข่าว AFP และยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมในขณะนี้

ที่มา :channelnewsasia

เมียนมาลดโทษนักโทษทั่วประเทศ 1 ใน 6 “อองซาน ซูจี” ได้อานิสงส์ด้วย

เมียนมาลดโทษนักโทษทั่วประเทศ 1 ใน 6 "อองซาน ซูจี" ได้อานิสงส์ด้วย

30 เม.ย. 2569 12:53 น.

เมียนมาลดโทษนักโทษทั่วประเทศ 1 ใน 6 “อองซาน ซูจี” ได้อานิสงส์ด้วย

รัฐบาลทหารเมียนมา ประกาศลดโทษให้นักโทษทั่วประเทศลงอีก 1 ใน 6 เนื่องในวันหยุดนักขัตฤกษ์ ส่งผลให้ “อองซาน ซูจี” ได้รับการลดหย่อนโทษเพิ่มเติมเป็นครั้งที่สองในรอบ 1 เดือน ท่ามกลางความกังวลเรื่องปัญหาสุขภาพ

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำการรัฐประหารที่เพิ่งสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมา ออกประกาศลดโทษให้กับนักโทษทุกคนทั่วประเทศลง 1 ใน 6 ในวันนี้ (30 เม.ย.) เนื่องในโอกาสวันหยุดราชการ ซึ่งมาตรการนี้ครอบคลุมถึงนางอองซาน ซูจี อดีตผู้นำรัฐบาลพลเรือนที่ถูกคุมขังอยู่อีกด้วย

แหล่งข่าวระดับสูงจากพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) เปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพี โดยขอสงวนนามว่า แม้จะมีการประกาศลดโทษครั้งล่าสุด แต่เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมของเมียนมาไม่มีความโปร่งใส ทำให้ยากจะระบุได้ว่าปัจจุบันนางซูจี วัย 80 ปี เหลือระยะเวลาต้องโทษจริงอีกกี่ปี

แหล่งข่าวระบุว่า “เราทราบเพียงว่าเธอจะได้รับการลดโทษ 1 ใน 6 จากส่วนที่เหลือ แต่เราไม่รู้แน่ชัดว่าจริง ๆ แล้วเธอเหลือโทษจำคุกอีกกี่ปีกันแน่” 

ย้อนกลับไปในปี 2023 นางซูจีเคยได้รับอภัยโทษในบางข้อหา ทำให้โทษจำคุกรวมกว่า 30 ปีถูกลดเหลือ 27 ปี และเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ก็ได้ออกคำสั่งลดโทษในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้วครั้งหนึ่งหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี รวมถึงมีการอภัยโทษให้นายวิน มินต์ อดีตประธานาธิบดีและคนสนิทของนางซูจีด้วย

นักสังเกตการณ์ด้านประชาธิปไตยวิเคราะห์ว่า การประกาศลดโทษแบบหว่านแหครั้งนี้ เป็นเพียงความพยายามในการ “ปรับภาพลักษณ์” ของรัฐบาลทหารเมียนมา หลังจากที่พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย พยายามเปลี่ยนผ่านตัวเองจากผู้นำทหารมาเป็นประธานาธิบดีพลเรือน ผ่านการเลือกตั้งที่ถูกวิจารณ์ว่ามีการควบคุมอย่างเข้มงวดและกีดกันพรรค NLD ออกจากการเมือง

นอกจากนี้ การผ่อนปรนมาตรการคุมขังบางส่วนถูกมองว่าเป็นเพียง “การสร้างภาพ” ในขณะที่กองทัพเมียนมายังคงเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจนกลายเป็นสงครามกลางเมืองทั่วประเทศ นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2564

ปัจจุบัน นางอองซาน ซูจี ยังคงถูกคุมขังโดยถูกตัดขาดจากการสื่อสารกับโลกภายนอกเกือบจะโดยสิ้นเชิง ท่ามกลางรายงานข่าวจากครอบครัวของเธอที่ออกมาแสดงความกังวลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพที่ทรุดโทรมลงตามวัย ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนยืนยันว่า ข้อหาทั้งหมดที่เธอได้รับนั้นเป็นการ “จัดฉาก” เพื่อกันเธอออกจากการเมืองอย่างถาวร.

ที่มา AFP

นายกเทศมนตรีนิวยอร์กจี้ “คิงชาร์ลส์” คืนเพชร “โคอินัวร์” ถูกขโมยยุคอาณานิคมคืนอินเดีย

นายกเทศมนตรีนิวยอร์กจี้ "คิงชาร์ลส์" คืนเพชร "โคอินัวร์" ถูกขโมยยุคอาณานิคมคืนอินเดีย

30 เม.ย. 2569 12:07 น.

นายกเทศมนตรีนิวยอร์กจี้ “คิงชาร์ลส์” คืนเพชร “โคอินัวร์” ถูกขโมยยุคอาณานิคมคืนอินเดีย

นายโซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กซึ่งมีเชื้อสายอินเดีย กล่าวเรียกร้องให้สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงพิจารณาคืนเพชร “โค-อิ-นัวร์” ขนาด 105.6 กะรัต เพชรล้ำค่าที่ถูกจักรวรรดิอังกฤษยึดไปจากอินเดียในช่วงศตวรรษที่ 19

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการเสด็จเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา โดยนายมัมดานี ซึ่งเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวก่อนร่วมพิธีรำลึกเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน โดยกล่าวว่า “หากผมได้พูดคุยกับพระเจ้าชาร์ลส์ นอกเหนือจากเรื่องพิธีรำลึกแล้ว ผมคงจะสนับสนุนให้พระองค์คืนเพชรโคอินัวร์” พร้อมเสริมว่า สิ่งที่เขาให้ความสำคัญคือการให้เกียรติแก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ก่อการร้าย

แม้ภาพข่าวจะปรากฏว่าพระเจ้าชาร์ลส์ทรงสรวลและทักทายกับนายมัมดานีอย่างเป็นกันเองในพิธีรำลึก แต่ไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่านายกเทศมนตรีนิวยอร์กได้ยกประเด็นที่อ่อนไหวนี้ขึ้นมาสนทนาโดยตรงหรือไม่ ขณะที่สำนักพระราชวังบัคกิงแฮมปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อกรณีดังกล่าว

เพชร “โคอินัวร์” ขนาด 105.6 กะรัต ปัจจุบันถูกจัดแสดงอยู่ที่หอคอยแห่งลอนดอน (Tower of London) และเป็นหนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์ชิ้นสำคัญของอังกฤษ โดยประดับอยู่บนพระมหามงกุฎของสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระราชชนนี

ประวัติของเพชรเม็ดนี้เต็มไปด้วยความขัดแย้ง โดยผ่านมือทั้งจักรพรรดิโมกุล, ชาห์แห่งอิหร่าน และมหาราชาแห่งจักรวรรดิซิกข์ ก่อนที่จะตกเป็นของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียในปี ค.ศ. 1849 ภายหลังบริษัทอินเดียตะวันออกเข้ายึดครองภูมิภาคปัญจาบ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นการบังคับมอบให้ภายใต้เงื่อนไขสนธิสัญญาสันติภาพที่ไม่มีความยุติธรรม

สำหรับชาวอินเดีย เพชรโกอินูร์เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความสูญเสียและรอยร้าวจากการถูกปกครองโดยอังกฤษ โดยทางการอินเดียพยายามเรียกร้องขอคืนสมบัติชิ้นนี้หลายครั้งแต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ นอกจากอินเดียแล้ว ประเทศอย่างอัฟกานิสถาน อิหร่าน และปากีสถาน ต่างก็เคยอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของเพชรดังกล่าวเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของมัมดานีถูกตอบโต้อย่างรุนแรงจากกลุ่มนักการเมืองสายอนุรักษนิยมในอังกฤษ โดยเซีย ยูซุฟ โฆษกพรรครีฟอร์ม ยูเค ที่ระบุว่าข้อเสนอนี้เป็นการดูหมิ่นกษัตริย์และยืนยันว่า “เพชรล้ำค่านี้จัดแสดงอยู่ที่หอคอยแห่งลอนดอน และมันจะอยู่ที่นั่นตลอดไป”

ที่มา AFP / Reuters

ศาลกัมพูชายืนโทษจำคุก 27 ปี “เขม โสกา” ผู้นำฝ่ายค้าน ข้อหากบฏ-สมคบคิดต่างชาติ

ศาลกัมพูชายืนโทษจำคุก 27 ปี "เขม โสกา" ผู้นำฝ่ายค้าน ข้อหากบฏ-สมคบคิดต่างชาติ

30 เม.ย. 2569 11:30 น.

ศาลกัมพูชายืนโทษจำคุก 27 ปี “เขม โสกา” ผู้นำฝ่ายค้าน ข้อหากบฏ-สมคบคิดต่างชาติ

ศาลอุทธรณ์กรุงพนมเปญมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำคุกนายเขม โสกา ผู้นำฝ่ายค้าน อดีตประธานพรรคสงเคราะห์ชาติ เป็นเวลา 27 ปี ในข้อหากบฏและสมคบคิดกับกองกำลังต่างชาติเพื่อโค่นล้มรัฐบาล โดยศาลยังคงคำสั่งเดิมให้รับโทษด้วยการกักบริเวณอยู่ภายในบ้านพัก และสั่งเพิ่มโทษห้ามเดินทางออกนอกประเทศเป็นเวลา 5 ปี

นายเพ็ง เฮง ทนายความของนายเขม โสกา เปิดเผยภายหลังฟังคำพิพากษาว่า ผลการตัดสินตรงข้ามกับความคาดหวังของฝ่ายจำเลยที่หวังจะเห็นความปรองดองและการสร้างความสามัคคีในชาติ โดยหลังจากนี้จะหารือกับลูกความว่าจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาต่อไปหรือไม่

นายเขม โสกา ถูกจับกุมตัวเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2017  โดยหน่วยอารักขาของอดีตนายกรัฐมนตรีฮุน เซน และถูกตัดสินโทษในปี 2023 ให้จำคุกเป็นเวลา 27 ปี ในข้อหาพยายามโค่นล้มรัฐบาลของอดีตนายกฯ ฮุน เซน  อย่างไรก็ตาม ศาลได้อนุญาตให้เขาชดใช้โทษด้วยการถูกกักบริเวณอยู่ภายในบ้านพักในกรุงพนมเปญแทนการเข้าคุก

นายเพ็ง เฮง ทนายความของนายเก็ม โสขา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวหน้าอาคารศาลว่า นอกจากศาลจะยืนโทษจำคุกเดิมแล้ว ผู้พิพากษายังได้สั่งเพิ่มบทลงโทษ “ห้ามเดินทางออกนอกประเทศเป็นเวลา 5 ปี” เพิ่มเติมเข้าไปในคำพิพากษาอีกด้วย

ก่อนหน้านี้ นายเขม โสกา ได้ร้องขอให้ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง โดยทนายระบุว่าลูกความของเขาพร้อมที่จะหา “ข้อยุติทางการเมือง” เพื่อจบคดีนี้ แต่ศาลอุทธรณ์กลับใช้เวลาพิจารณาเพียง 3 สัปดาห์หลังจากกระบวนการหยุดชะงักไปนานกว่า 18 เดือน ก่อนจะมีคำตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา กระบวนการพิจารณาคดีของเขาถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการประวิงเวลาอย่างผิดปกติ โดยเขาถูกกักขังทั้งในเรือนจำและกักบริเวณในบ้านพัก รวมถึงถูกจำกัดสิทธิอย่างเข้มงวด ห้ามติดต่อกับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่สมาชิกในครอบครัวทั้งในชีวิตจริงและในโลกออนไลน์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอัยการ

แม้กัมพูชาจะมีการเปลี่ยนผ่านอำนาจจากนายฮุน เซน ไปสู่ลูกชายคือ นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต เมื่อปี 2023 แต่สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพทางการเมืองยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าย่ำแย่ลง

ปัจจุบันกัมพูชาถูกมองว่าเป็นรัฐพรรคเดียว หลังจากพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ของรัฐบาลคว้าที่นั่งในสภาได้ทั้งหมดจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านหลักถูกตัดสิทธิไม่ให้ลงแข่งขัน

ด้านองค์กรสิทธิมนุษยชน “ฮิวแมน ไรท์ วอตช์” ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทางการกัมพูชายกเลิกคำตัดสินที่ “จอมปลอม” นี้ทันที โดยระบุว่าคดีดังกล่าวมีแรงจูงใจทางการเมืองมาตั้งแต่ต้น เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ผู้นำฝ่ายค้านมีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งจะส่งผลให้การเลือกตั้งท้องถิ่นและการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2028 ขาดความชอบธรรม

ไบรโอนี ลอ รองผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียของฮิวแมน ไรท์ วอตช์ กล่าวว่า รัฐบาลต่างชาติและประเทศผู้บริจาคควรแสดงท่าทีที่ชัดเจน โดยเฉพาะการระงับการสนับสนุนทางเทคนิคสำหรับการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ จนกว่าทางการกัมพูชาจะเปิดพื้นที่ทางการเมืองอย่างแท้จริงและคืนสิทธิให้กับคู่แข่งทางการเมืองอย่างไม่มีเงื่อนไข.

ที่มา AFP / Human Rights Watch

เกาหลีเหนือเผชิญภัยแล้งรุนแรงผิดปกติ เสี่ยงกระทบแหล่งอาหารทั้งประเทศ

เกาหลีเหนือเผชิญภัยแล้งรุนแรงผิดปกติ เสี่ยงกระทบแหล่งอาหารทั้งประเทศ

30 เม.ย. 2569 11:27 น.

เกาหลีเหนือเผชิญภัยแล้งรุนแรงผิดปกติ เสี่ยงกระทบแหล่งอาหารทั้งประเทศ

เกาหลีเหนือ กำลังเผชิญกับภัยแล้งรุนแรงผิดปกติในปีนี้ โดยสื่อทางการรายงานว่ารัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการเพื่อปกป้องพืชผล ท่ามกลางความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหารที่เพิ่มสูงขึ้น

สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ของรัฐบาลเปียงยาง ระบุว่า ภัยแล้งครั้งนี้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ และถือเป็นปรากฏการณ์ที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้แรงงานในหลายภูมิภาคต้องระดมกำลังเพื่อปกป้องพืชผลฤดูกาลแรกอย่างเร่งด่วน

ด้าน เอลิซาเบธ แซลมอน ผู้รายงานพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติประจำเกาหลีเหนือ เปิดเผยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า ปัญหาการขาดแคลนอาหารในประเทศถือเป็นประเด็นหลักที่น่ากังวลหลักอยู่แล้ว ก่อนที่จะเกิดภัยแล้งซ้ำเติมสถานการณ์

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือ มักได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติอย่างรุนแรงกว่าประเทศอื่น เนื่องจากข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจ รวมถึงการถูกโดดเดี่ยวทางการทูต

รายงานอีกฉบับของ KCNA ระบุว่า พัค แท ซอง นายกรัฐมนตรีเกาหลีเหนือ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมฟาร์มในจังหวัดพยองอันใต้ และฮวังแฮเหนือ เพื่อหารือมาตรการลดความเสียหายจากภัยแล้ง

โดยเขาเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจและใช้แหล่งน้ำทุกแห่งอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมชี้ว่าความสำเร็จของฤดูกาลเก็บเกี่ยวในปีนี้ขึ้นอยู่กับการรับมือภัยแล้งรุนแรงให้ได้

KCNA ระบุเพิ่มเติมว่า เมืองและเขตต่าง ๆ ทั่วประเทศกำลังเร่งซ่อมแซมประตูระบายน้ำและระบบชลประทาน ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่เกษตรยังนำมาตรการทางเทคนิคมาใช้เพื่อเพิ่มความทนทานต่อภัยแล้งให้กับพืชหลักอย่างข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์

ขณะเดียวกัน เกาหลีเหนือยังประสบปัญหาขาดแคลนพลังงานเรื้อรัง โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงเครื่องปรับอากาศได้ ทำให้ความเสี่ยงจากสภาพอากาศร้อนยิ่งทวีความรุนแรง

ย้อนกลับไปในปี 2024 ประเทศเผชิญน้ำท่วมครั้งใหญ่ในพื้นที่ทางตอนเหนือใกล้ชายแดนจีน โดยสื่อเกาหลีใต้ รายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตและสูญหายอาจสูงถึง 1,500 คน แม้ทางการเกาหลีเหนือจะออกมาปฏิเสธตัวเลขดังกล่าวก็ตาม

ทั้งนี้ สถานการณ์ภัยแล้งดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางแนวโน้มสภาพอากาศสุดขั้วในภูมิภาคเอเชีย โดยเกาหลีใต้ซึ่งเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของเอเชีย ก็เคยเผชิญภัยแล้งยาวนานในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมืองชายฝั่งอย่างคังนึงที่ต้องใช้มาตรการจำกัดการใช้น้ำ นอกจากนี้ปีที่แล้ว ทั้งเกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้ ยังเผชิญเดือนมิถุนายนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ด้วย

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้คลื่นความร้อนและภัยแล้งเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น ขณะเดียวกันปรากฏการณ์เอลนีโญมีแนวโน้มกลับมาในปีนี้ ซึ่งอาจทำให้หลายพื้นที่ในเอเชียเผชิญทั้งความร้อนจัด ภัยแล้ง และฝนตกหนัก.

ที่มา : channelnewsasia

อัยการเผยนักร้องดัง “D4vd” ฆ่าหั่นศพเด็กหญิงวัย 14 ปี ซื้ออุปกรณ์รวมถึงเลื่อยไฟฟ้าทางออนไลน์

อัยการเผยนักร้องดัง "D4vd" ฆ่าหั่นศพเด็กหญิงวัย 14 ปี ซื้ออุปกรณ์รวมถึงเลื่อยไฟฟ้าทางออนไลน์

30 เม.ย. 2569 09:10 น.

อัยการเผยนักร้องดัง “D4vd” ฆ่าหั่นศพเด็กหญิงวัย 14 ปี ซื้ออุปกรณ์รวมถึงเลื่อยไฟฟ้าทางออนไลน์

อัยการสหรัฐฯ เผยรายละเอียดคดีสะเทือนวงการเพลง “D4vd” นักร้องหนุ่มชื่อดัง ฆาตกรรมอำพรางศพเด็กหญิงวัย 14 ปี สั่งซื้อเลื่อยยนต์ ถุงใส่ศพ เลื่อยไฟฟ้า และอุปกรณ์เผาทำลายศพผ่านออนไลน์

วันที่ 30 เมษายน 2569 อัยการสหรัฐฯ เปิดเผยว่า นายเดวิด แอนโธนี เบิร์ก หรือ “D4vd” นักร้องดังถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม ล่วงละเมิดทางเพศเด็กต่อเนื่อง และทำลายอำพรางศพ โดยผู้ต้องหารู้จักกับผู้ตาย เซเลสต์ ริวาส เอร์นานเดซ ตั้งแต่เธอเป็นเด็กหญิงอายุ 11 ปี และเริ่มมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวตอนเธออายุ 13 ปี ขณะที่เขาอายุ 18 ปี

เอกสารของอัยการระบุว่า ก่อนเกิดเหตุเด็กหญิงส่งข้อความขู่ว่าจะเปิดเผยความสัมพันธ์ลับและทำลายชีวิตของนักร้องหนุ่ม ก่อนที่เธอจะถูกฆาตกรรมในเวลาต่อมา โดยอัยการเชื่อว่า เหตุสังหารเกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2568 ภายในบ้านพักของ D4vd ในย่านฮอลลีวูดฮิลส์ นครลอสแอนเจลิส 

อัยการระบุว่า นายเดวิด แอนโธนี เบิร์ก นักร้องดังจากเพลงไวรัลบน TikTok อย่าง Romantic Homicide และ Here With Me ได้ใช้มีดแทงเด็กหญิงหลายครั้ง และหลังเกิดเหตุผู้ต้องหาได้สั่งซื้อเลื่อยยนต์ 2 เครื่อง สระน้ำเป่าลมสีฟ้า พลั่ว ถุงใส่ศพ และกรงเผา ผ่านบัญชีปลอม เพื่อใช้ทำลายศพและหลักฐานพร้อมระบุว่า ศพของเด็กหญิงถูกแยกชิ้นส่วนภายในโรงรถบ้านพัก ก่อนถูกนำไปซ่อนไว้ในรถยนต์เทสลาของผู้ต้องหา

รายงานข่าวระบุว่า ศพของเซเลสต์ถูกพบในสภาพเน่าเปื่อยอยู่ภายในรถเมื่อเดือนกันยายน 2568 หลังครอบครัวแจ้งความคนหายมาหลายเดือน จนกระทั่งตำรวจนครลอสแอนเจลิสประกาศจับกุม D4vd เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ขณะที่เจ้าตัวยังคงให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยทนายยืนยันว่าจะต่อสู้คดีเต็มที่ และเชื่อว่าหลักฐานจะพิสูจน์ได้ว่าเขาไม่ได้เป็นผู้ลงมือฆ่า

ด้านครอบครัวของเด็กหญิงออกแถลงการณ์เรียกร้องความยุติธรรม พร้อมระบุว่ายังคงโศกเศร้ากับการสูญเสียครั้งนี้อย่างหนัก.

ที่มา BBC