บ.สื่อดูแล “ทรูธโซเชียล” ของทรัมป์ เปิดบริการเสียเงิน ส่งโพสต์ “เรียลไทม์” ให้วอลล์สตรีท

บ.สื่อดูแล "ทรูธโซเชียล" ของทรัมป์ เปิดบริการเสียเงิน ส่งโพสต์ "เรียลไทม์" ให้วอลล์สตรีท

17 ก.ค. 2569 17:15 น.

บ.สื่อดูแล “ทรูธโซเชียล” ของทรัมป์ เปิดบริการเสียเงิน ส่งโพสต์ “เรียลไทม์” ให้วอลล์สตรีท

“ทรัมป์ มีเดีย” เจ้าของแพลตฟอร์ม “ทรูธ โซเชียล” เตรียมเปิดตัวบริการส่งข้อมูลแบบเสียเงิน เพื่อให้บริษัทการเงินในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทสามารถเข้าถึงโพสต์ของบัญชีระดับสูง รวมถึงบัญชีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางข้อกังวลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นผู้ใช้งานหลักของแพลตฟอร์ม ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท

บริษัท ทรัมป์ มีเดีย แอนด์ เทคโนโลยี กรุ๊ป (Trump Media & Technology Group) ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดีย “ทรูธ โซเชียล” (Truth Social) ประกาศแผนการเปิดตัวบริการเชิงพาณิชย์รูปแบบใหม่ในชื่อ “ทรูธ เอพีไอ” (Truth API) ซึ่งเป็นระบบป้อนข้อมูลเชิงพาณิชย์แบบชำระเงิน โดยจะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2026 เป็นต้นไป

บริการนี้ได้รับการออกแบบมาสำหรับกลุ่มลูกค้าสถาบันการเงินและนักเทรดในวอลล์สตรีทที่ต้องการความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร โดยระบบจะจัดส่งโพสต์จากบัญชีที่มีอิทธิพลและมีอันดับสูงสุดบนแพลตฟอร์ม ซึ่งปัจจุบันผู้ที่มีผู้ติดตามมากที่สุดคือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตรงถึงมือผู้ซื้อบริการในเวลาเพียงเศษเสี้ยววินาที ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด

ที่ผ่านมา ข้อความสาธารณะของโดนัลด์ ทรัมป์ มักจะกระตุ้นให้เกิดความผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดการเงินโลกในทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาโพสต์ข้อความเกี่ยวกับนโยบายการค้า ภาษีศุลกากร หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ สำหรับสถาบันการเงินระดับโลกแล้ว ความล่าช้าในการเข้าถึงข้อมูลเพียงไม่กี่วินาทีอาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจหรือความเสียหายมูลค่ามหาศาล

ก่อนหน้านี้ ธนาคารและนักเทรดต่าง ๆ ต้องคอยเฝ้าหน้าจอแอปพลิเคชันทรูธ โซเชียล เพื่อตรวจสอบโพสต์ใหม่ ๆ ด้วยตนเอง แต่บริการใหม่นี้จะส่งข้อมูลโพสต์ที่สามารถขับเคลื่อนทิศทางตลาด ตรงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของลูกค้าที่ยอมจ่ายเงินทันที

“ตลาดการเงินต่างก็เคลื่อนไหวตามโพสต์บนทรูธ โซเชียล อยู่แล้ว” เควิน แมคเกิร์น  รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารของทรัมป์ มีเดีย กล่าว พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าบริการนี้จะกลายเป็นแหล่งสร้างผลกำไรที่มั่นคงและสม่ำเสมอให้กับบริษัท ซึ่งปัจจุบันยังคงมีสถานะขาดทุน

อย่างไรก็ตาม ทางทรัมป์ มีเดีย ยังไม่ได้เปิดเผยโครงสร้างราคาอย่างเป็นทางการสำหรับบริการส่งข้อมูลความเร็วสูงนี้ และระบุเพิ่มเติมว่าที่ผ่านมามีหลายบริษัทแอบลักลอบดึงข้อมูลจากระบบไปใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งทางบริษัทจะเริ่มดำเนินการบล็อกช่องทางเหล่านั้นในเร็ว ๆ นี้ เพื่อบังคับให้สถาบันการเงินต้องหันมาซื้อข้อมูลอย่างถูกกฎหมาย

ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ทำให้เกิดข้อถกเถียงอย่างหนักในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากครอบครัวของโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดในบริษัททรัมป์ มีเดีย ซึ่งหมายความว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังจะได้รับผลประโยชน์ทางการเงินโดยตรงจากการขายสิทธิ์การเข้าถึงแถลงการณ์สาธารณะของตนเองอย่างรวดเร็วกว่าประชาชนทั่วไป

แม้ว่าสื่อโซเชียลมีเดียอื่น ๆ เช่น X  จะมีการขายข้อมูลสถิติและ API ให้กับสถาบันการเงินเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่กรณีนี้สร้างความตื่นตัวเนื่องจากเป็นกรณีของประธานาธิบดีที่ยังอยู่ในตำแหน่ง

มาร์ก สปีเกล ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนจาก Stanphyl Capital Management ระบุว่า หากบริการนี้รวมโพสต์ของประธานาธิบดีเข้าไปด้วยจริง จะถือเป็นเรื่องที่ “ไม่เคยมีปรากฏการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาก่อน” และบริษัทที่ทำการซื้อขายหุ้นตามข่าวด่วนจะตกอยู่ในสภาวะ “เสียเปรียบ” ทันทีหากพวกเขาไม่ยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อข้อมูลความเร็วสูงนี้ ทว่าเขากล่าวเสริมว่า ในความเป็นจริงแล้วโพสต์ของทรัมป์ถือเป็นเพียงสัดส่วนที่เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับปัจจัยอื่น ๆ ทั้งหมดที่ขับเคลื่อนตลาดการเงินโลก

โรเบิร์ต เฟรนช์แมน หุ้นส่วนจากบริษัทกฎหมายสัญชาติอเมริกัน Dynamis ให้ความเห็นกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะดูไม่ยุติธรรมอย่างเห็นได้ชัด แต่ในแง่ของกฎหมายแล้ว แพลตฟอร์มเทคโนโลยีสามารถแบ่งระดับชั้นในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารได้โดยไม่ถือเป็นการละเมิดกฎหมายหลักทรัพย์ของรัฐบาลกลาง”

ปัจจุบัน ทางทำเนียบขาวได้ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าว ขณะที่สำนักข่าวบีบีซีได้ติดต่อไปยัง ทรัมป์ มีเดีย เพื่อขอคำยืนยันอย่างเป็นทางการว่า โพสต์ของตัวประธานาธิบดีทรัมป์เองจะถูกจัดรวมอยู่ในกลุ่มข้อมูลที่ต้องชำระเงินเพื่อเข้าถึงด่วนนี้ด้วยหรือไม่ แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับอย่างเป็นทางการ.

ที่มา BBC

ผลสอบไฟไหม้ฮ่องกงคร่า 168 ศพ ชี้ “โศกนาฏกรรมที่ป้องกันได้” ผู้รับเหมาลดต้นทุน-รัฐปล่อยเกียร์ว่าง

ผลสอบไฟไหม้ฮ่องกงคร่า 168 ศพ ชี้ "โศกนาฏกรรมที่ป้องกันได้" ผู้รับเหมาลดต้นทุน-รัฐปล่อยเกียร์ว่าง

17 ก.ค. 2569 16:02 น.

ผลสอบไฟไหม้ฮ่องกงคร่า 168 ศพ ชี้ “โศกนาฏกรรมที่ป้องกันได้” ผู้รับเหมาลดต้นทุน-รัฐปล่อยเกียร์ว่าง

คณะกรรมการสอบสวนอิสระของฮ่องกงสรุปสำนวนคดีเพลิงไหม้ครั้งประวัติศาสตร์ที่อาคารพักอาศัย “หวังฟุกคอร์ท” ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปถึง 168 ศพเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ชี้ชัดเป็นโศกนาฏกรรมที่ “ป้องกันได้แต่กลับไม่มีการป้องกัน” เผยบริษัทที่ปรึกษาและผู้รับเหมาสมคบคิดกันลดสเปกวัสดุ ปิดระบบดับเพลิงเพื่อซ่อมแซม และหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ขณะที่ระบบกำกับดูแลของภาครัฐล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเพราะปล่อยให้ผู้ประกอบการควบคุมกันเอง

คณะกรรมการอิสระที่มีผู้พิพากษาเป็นประธาน ซึ่งทำหน้าที่สอบสวนเหตุเพลิงไหม้อาคารชุด “หวังฟุกคอร์ต (Wang Fuk Court) ในเขตต่ายโป ของฮ่องกง ได้สรุปการไต่สวน โดยระบุว่า เหตุเพลิงไหม้ครั้งร้ายแรงที่สุดของฮ่องกงในรอบหลายทศวรรษ “เป็นโศกนาฏกรรมที่สามารถป้องกันได้ แต่กลับไม่มีการป้องกัน”

นาย วิกเตอร์ ดอว์ส ทนายความประจำคณะกรรมการ กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ สามารถคาดการณ์ได้ แต่ไม่มีผู้ใดคาดการณ์อย่างจริงจัง จนทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วและสร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ โดยในระหว่างการกล่าวสรุป มีอดีตผู้อยู่อาศัยหลายคนที่สูญเสียสมาชิกในครอบครัวถึงกับหลั่งน้ำตาภายในห้องพิจารณา

หลักฐานที่นำเสนอในการไต่สวนระบุว่า ต้นเพลิงมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเกิดจาก ก้นบุหรี่ที่ถูกทิ้งไม่ถูกวิธี ระหว่างโครงการปรับปรุงอาคาร ขณะเกิดเหตุ อาคารสูงจำนวน 8 หลัง อยู่ระหว่างการซ่อมแซม โดยมีนั่งร้านไม้ไผ่คลุมด้วยตาข่ายและแผ่นโฟมรอบอาคาร ทำให้เมื่อเกิดเพลิงไหม้ ไฟได้ลุกลามอย่างรวดเร็วไปยัง 7 จาก 8 อาคาร

คณะกรรมการยังพบว่า ระบบเตือนไฟไหม้และระบบสายฉีดน้ำดับเพลิงถูกปิดใช้งานระหว่างการก่อสร้าง ขณะที่หน้าต่างหลายจุดถูกปิดทับด้วยแผ่นโฟม ทำให้ผู้อยู่อาศัยไม่สามารถมองเห็นสถานการณ์ภายนอกได้

การสอบสวนระบุว่า ผู้รับเหมาก่อสร้างเลือกใช้ ตาข่ายนั่งร้านที่ไม่ทนไฟ แทนวัสดุป้องกันการลุกไหม้ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไฟลุกลามไปทั่วโครงการ นอกจากนี้ ยังพบการกระทำที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานหลายประการ เช่น ปล่อยให้คนงานสูบบุหรี่ภายในพื้นที่ก่อสร้าง, กำจัดเศษวัสดุไวไฟอย่างไม่เหมาะสม, การถอดหน้าต่างบริเวณบันไดหนีไฟเพื่อให้คนงานเข้าออกสะดวก ส่งผลให้ควันและเปลวไฟแพร่กระจายเข้าสู่ช่องทางอพยพอย่างรวดเร็ว และการใช้ใช้ไม้ปิดช่องหน้าต่างบันได ทำให้ควันสะสมในเส้นทางหลบหนี

นายดอว์สกล่าวว่า หากใช้วัสดุที่ได้มาตรฐาน เหตุเพลิงไหม้อาจดับลงเองตั้งแต่ระยะแรก และอาจไม่ลุกลามกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่

แม้ความผิดส่วนใหญ่จะตกอยู่กับผู้รับเหมาและบริษัทที่เกี่ยวข้อง แต่คณะกรรมการเห็นว่า รัฐบาลฮ่องกงต้องรับผิดชอบส่วนหนึ่ง จากระบบกำกับดูแลที่อาศัยการรับรองตนเองของผู้รับเหมา นายดอว์สระบุว่า ระบบดังกล่าวเปรียบเสมือน “ระบบที่อาศัยเกียรติยศและความซื่อสัตย์ของผู้ประกอบการ” แต่เมื่อมีผู้ประกอบการที่ไม่ซื่อสัตย์ ระบบทั้งหมดก็ล้มเหลว

นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้อยู่อาศัยเคยร้องเรียนถึงปัญหาความปลอดภัยหลายครั้ง แต่เรื่องร้องเรียนกลับถูกส่งต่อระหว่างหน่วยงานราชการ และการตรวจสอบไม่สามารถยืนยันปัญหาได้ ด้านนาย เจนกิน ซุน ทนายความฝ่ายรัฐบาล ยอมรับว่า ระบบกำกับดูแลมีจุดอ่อนหลายประการ แต่เห็นว่า ไม่เป็นธรรมที่จะกล่าวโทษหน่วยงานรัฐทั้งหมด

รัฐบาลระบุว่า สาเหตุหลักของเหตุเพลิงไหม้เกิดจากการหลอกลวง การละเลยหน้าที่ และการจงใจฝ่าฝืนกฎหมายของผู้ประกอบการเอกชน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญบางรายที่ลงนามรับรองเอกสารตรวจสอบโดยไม่ตรวจสอบจริง

อาคารหวังฟุกคอร์ตมีผู้อยู่อาศัยมากกว่า 4,600 คน ในจำนวนนี้กว่า 1,700 คนเป็นผู้สูงอายุอายุเกิน 65 ปี จากผู้เสียชีวิตทั้งหมด 168 คน มีผู้สูงอายุถึง 114 คน หรือคิดเป็นเกือบ 70% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็น เหตุเพลิงไหม้อาคารที่พักอาศัยที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดของโลกนับตั้งแต่ปี 1980

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทางการฮ่องกงได้ตั้งข้อหาบุคคล 7 คน และบริษัท 2 แห่ง ซึ่งรวมถึงบริษัทที่ปรึกษาและบริษัทผู้รับเหมาหลักในข้อหาฆ่าคนตายโดยประมาท และสมคบกันฉ้อโกง จากบทบาทที่เกี่ยวข้องกับเหตุเพลิงไหม้

คณะกรรมการสอบสวนมีกำหนดส่งรายงานฉบับสมบูรณ์พร้อมข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลฮ่องกงภายในเดือนกันยายน โดยรายงานจะมุ่งเน้นการหาสาเหตุของโศกนาฏกรรม การแก้ไขข้อบกพร่องของระบบ และการปรับปรุงกฎหมายด้านความปลอดภัย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันอีกในอนาคต.

ที่มา Associated Press / AFP

อิสราเอลยุบสภา เตรียมเลือกตั้ง 27 ต.ค. หลัง “เนทันยาฮู” เดินหน้าผ่านกฎหมายอื้อฉาวโค้งสุดท้าย

อิสราเอลยุบสภา เตรียมเลือกตั้ง 27 ต.ค. หลัง “เนทันยาฮู” เดินหน้าผ่านกฎหมายอื้อฉาวโค้งสุดท้าย

17 ก.ค. 2569 15:37 น.

อิสราเอลยุบสภา เตรียมเลือกตั้ง 27 ต.ค. หลัง “เนทันยาฮู” เดินหน้าผ่านกฎหมายอื้อฉาวโค้งสุดท้าย

รัฐสภาอิสราเอลลงมติยุบสภาอย่างเป็นทางการ เปิดทางสู่การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 27 ตุลาคมนี้ ปิดฉากการทำงานของรัฐบาลผสมภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ที่สามารถอยู่รอดจนครบเทอม 4 ปีเต็ม หลังรัฐบาลเนทันยาฮู เร่งผลักดันกฎหมายที่สร้างข้อถกเถียงหลายฉบับผ่านสภาในช่วงสุดท้ายของวาระ ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 3 ปี และความไม่แน่นอนทางการเมืองของประเทศ

รัฐสภาอิสราเอล หรือ เนสเซต (Knesset) ได้ลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 62-0 เสียง ในช่วงเช้ามืดของวันศุกร์  (17 ก.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อยุบสภาอย่างเป็นทางการก่อนหน้าที่จะถึงกำหนดพักสมัยประชุมฤดูร้อน โดยมีนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ร่วมลงมติเห็นชอบด้วย และจะไม่มีการประชุมเต็มคณะอีกจนกว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 27 ตุลาคม และจัดตั้งรัฐสภาชุดใหม่

การยุบสภาในครั้งนี้ส่งผลให้เนทันยาฮูสามารถสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ด้วยการเป็นรัฐบาลที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ครบวาระ 4 ปีเต็ม ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากมากในประวัติศาสตร์การเมืองอิสราเอล โดยครั้งล่าสุดที่รัฐบาลอิสราเอลอยู่รอดจนครบวาระโดยไม่มีการประกาศเลือกตั้งก่อนกำหนด ต้องย้อนไปไกลถึงปี 1988 ขณะที่ในช่วงปี 2019 ถึง 2022 ชาวอิสราเอลต้องออกไปเลือกตั้งใหม่ถึง 5 ครั้งเนื่องจากความไร้เสถียรภาพทางการเมือง

ก่อนการลงมติยุบสภาเพียงไม่กี่วัน พรรคร่วมรัฐบาลฝ่ายอนุรักษนิยมของเนทันยาฮูได้สร้างความตะลึงด้วยการจัดประชุมมาราธอนเพื่อเร่งรัดผ่านร่างกฎหมายสำคัญหลายฉบับ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นไปเพื่อรักษาฐานเสียงและปูทางสำหรับการจัดตั้งรัฐบาลผสมในสมัยหน้า

สภาได้ผ่านกฎหมายที่ลดทอนอำนาจของอัยการสูงสุดลงอย่างมาก โดยกฎหมายจะมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม 2027 ส่งผลให้รัฐมนตรีสามารถปฏิเสธคำวินิจฉัยทางกฎหมายของอัยการสูงสุดได้ ซึ่งถือเป็นการทำลายระบบตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหารที่สำคัญที่สุดของประเทศ รวมถึงการผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปสื่อของรัฐมนตรีกระทรวงการสื่อสาร ที่เพิ่มอำนาจให้รัฐบาลสามารถเข้าไปควบคุมและตรวจสอบสถานีโทรทัศน์และสื่อกระจายเสียงได้อย่างกว้างขวางขึ้น 

นอกจากนั้น ยังมีการผ่านกฎหมายห้ามจับกุมหรือดำเนินคดีชั่วคราวกับกลุ่มชาวยิวออร์โธดอกซ์สุดโต่งที่หนีทหาร ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารเป็นการชั่วคราวอย่างถูกกฎหมาย เพื่อเอาใจพรรคการเมืองสายเคร่งศาสนาในการเลือกตั้งครั้งหน้า อย่างไรก็ตาม กฎหมายนี้ถูกศาลฎีกาสั่งระงับไว้ชั่วคราวเพื่อรอการไต่สวน หลังถูกยื่นร้องเรียนทันที

มติการยุบสภาในครั้งนี้ถูกพ่วงเข้าไปกับร่างกฎหมายจัดสรรงบประมาณของพรรคการเมือง ซึ่งมีการเพิ่มเงินสนับสนุนจากภาษีประชาชนให้กับพรรคการเมืองต่าง ๆ ในการหาเสียงเลือกตั้ง ส่งผลให้ อาวิกดอร์ ลิเบอร์แมน แกนนำพรรคฝ่ายค้าน ออกมาประณามว่าเป็น “ความพยายามอันน่ารังเกียจในการใช้เงินภาษีของประชาชนในทางที่ผิดก่อนสภาจะแยกย้าย”

ในคืนเดียวกันก่อนการยุบสภา รัฐสภาได้ผ่านกฎหมายขยายเวลาการเกณฑ์ทหารภาคบังคับสำหรับผู้ชายจาก 30 เดือน เป็น 32 เดือน แต่ประเด็นนี้กลับสร้างความไม่พอใจให้กับกองทัพอิสราเอลเป็นอย่างมาก เนื่องจากก่อนหน้านี้กองทัพได้ร้องขอให้ขยายเวลาเป็น 36 เดือนเพื่อแก้ปัญหากำลังพลขาดแคลนอย่างหนัก ท่ามกลางภาวะสงครามหลายด้านที่ยืดเยื้อมานับตั้งแต่เหตุการณ์โจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023

กองทัพอิสราเอลระบุว่า ปัจจุบันต้องการทหารเกณฑ์เพิ่มขึ้นอย่างเร่งด่วนถึง 12,000 นาย โดยเป็นทหารราบเพื่อการรบ 7,000 นาย เพื่อลดแรงกดดันต่อกองกำลังประจำการและทหารกองหนุน แต่ในขณะเดียวกัน กลับมีกลุ่มชายหนุ่มชาวฮารีดีหรือยิวเคร่งศาสนาที่เข้าเกณฑ์ทหารอีกกว่า 70,000 คน ที่ได้รับการละเว้นไม่ต้องเข้ารับราชการทหารภายใต้กฎหมายใหม่ของรัฐบาล

อามีร์ โอฮานา ประธานรัฐสภาจากพรรคลึคุด (Likud) ของเนทันยาฮู ได้กล่าวแถลงปิดสมัยประชุมโดยยอมรับว่า รัฐสภาชุดที่ 25 นี้ถือเป็นรัฐสภาที่ทำงานภายใต้ความท้าทายและยากลำบากที่สุดในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล “สภาชุดนี้ต้องเผชิญกับการประท้วงหลายรูปแบบ ทำงานควบคู่ไปกับสงครามที่ยาวนานและยากลำบากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ ต้องเผชิญหน้ากับความสูญเสียของครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้ลี้ภัยจากทางเหนือและทางใต้ ผู้บาดเจ็บจากสงคราม ตลอดจนครอบครัวของตัวประกันที่ยังถูกคุมขังอยู่””ผมหวังว่าเมื่อเรากลับมาที่นี่อีกครั้งในอนาคตอันใกล้ เราจะจดจำได้ว่า แม้เราจะมีความเห็นต่างกันอย่างรุนแรง แต่เราไม่ใช่ศัตรู เราคือหุ้นส่วน เป็นผู้ร่วมชาติ และเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินเดียวกัน”  

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสถาบันประชาธิปไตยแห่งอิสราเอล เผยว่า โดยเฉลี่ยแล้วอิสราเอลจะมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ในทุก ๆ 2.4 ปี ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีความถี่ในการเลือกตั้งสูงเป็นอันดับที่ 2 ในกลุ่มประเทศ OECD สะท้อนให้เห็นถึงความไม่มั่นคงทางการเมืองที่ฝังรากลึกในประเทศแห่งนี้


ที่มา The Times of Israel / AP

ฉงชิ่งระทึก ดินถล่มฝังกลบทั้งหมู่บ้าน เร่งค้นหาผู้สูญหาย

ฉงชิ่งระทึก ดินถล่มฝังกลบทั้งหมู่บ้าน เร่งค้นหาผู้สูญหาย

17 ก.ค. 2569 14:21 น.

ฉงชิ่งระทึก ดินถล่มฝังกลบทั้งหมู่บ้าน เร่งค้นหาผู้สูญหาย

เกิดเหตุดินถล่มครั้งใหญ่ในนครฉงชิ่ง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ส่งผลให้บ้านเรือนหลายหลังพังถล่ม มีประชาชนถูกฝังอยู่ใต้ซากดินและอาคาร ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดมกำลังกู้ภัยค้นหาผู้สูญหาย 

สำนักข่าวซินหัวและสถานีโทรทัศน์ CCTV รายงานว่า เหตุดินถล่มเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม ในอำเภอเผิงสุ่ย นครฉงชิ่ง โดยก่อนเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ชุมชนสังเกตเห็นก้อนหินร่วงหล่นจากไหล่เขาเป็นระยะตั้งแต่เวลาประมาณ 08.00 น. จึงรีบแจ้งเตือนและสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

ทางการสามารถอพยพชาวบ้านได้มากกว่า 60 คน แต่ระหว่างการอพยพ เมื่อเวลา 09.08 น. ได้เกิดดินถล่มครั้งใหญ่ มวลดินและหินมหาศาลพังถล่มลงมาทับบ้านเรือนที่อยู่เชิงเขา ทำให้มีประชาชนจำนวนหนึ่งถูกฝังอยู่ใต้ซากอาคาร โดยจนถึงขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบจำนวนผู้สูญหายที่แน่ชัด

ล่าสุด เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยออกจากซากปรักหักพังได้แล้ว 9 คน โดยทั้งหมดไม่มีอาการบาดเจ็บถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต

ภาพจากเฮลิคอปเตอร์ของ CCTV เผยให้เห็นมวลดินและโขดหินมหาศาลไหลทะลักลงมาจากภูเขา พุ่งเข้าทับกลุ่มอาคารที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ขณะที่ชาวบ้านต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอด ท่ามกลางกลุ่มฝุ่นขนาดใหญ่ที่ปกคลุมพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีภาพจากกล้องหน้ารถซึ่งได้รับการตรวจสอบโดยสำนักข่าวรอยเตอร์ แสดงให้เห็นช่วงเวลาที่ไหล่เขาพังถล่มลงมาทับบ้านเรือนและร้านค้าด้านล่าง เศษหินและดินกระจายเต็มถนน จนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่สัญจรอยู่ต้องหยุดกะทันหัน

กระทรวงบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินของจีนได้ยกระดับการตอบสนองต่อสถานการณ์เป็น ระดับ 2 พร้อมส่งทีมกู้ภัยเฉพาะกิจ 100 นาย ลงพื้นที่ ขณะที่หน่วยดับเพลิงและกู้ภัยระดมกำลังเจ้าหน้าที่อีก 206 นาย พร้อมรถกู้ภัย 49 คัน เพื่อเร่งค้นหาผู้ที่อาจยังติดอยู่ใต้ซากดินและอาคารโดยเร็ว.

ที่มา : channelnewsasia

ฟิลิปปินส์ประณามสื่อรัฐบาลจีนใช้ AI ทำคลิปเหยียดเชื้อชาติ หยามคนฟิลิปปินส์เป็น “ลิง”

ฟิลิปปินส์ประณามสื่อรัฐบาลจีนใช้ AI ทำคลิปเหยียดเชื้อชาติ หยามคนฟิลิปปินส์เป็น "ลิง"

17 ก.ค. 2569 12:54 น.

ฟิลิปปินส์ประณามสื่อรัฐบาลจีนใช้ AI ทำคลิปเหยียดเชื้อชาติ หยามคนฟิลิปปินส์เป็น “ลิง”

รัฐบาลฟิลิปปินส์ประณาม “ไชน่า เดลี่” สื่อของรัฐบาลจีนอย่างรุนแรง หลังเผยแพร่วิดีโอที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เปรียบชาวฟิลิปปินส์เป็น “ลิง” พร้อมกล่าวหาว่าเป็นเนื้อหาที่เหยียดเชื้อชาติ ลดทอนความเป็นมนุษย์ และบิดเบือนข้อพิพาททะเลจีนใต้

กระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ ออกแถลงการณ์ประณามสื่อยักษ์ใหญ่ของรัฐบาลจีนอย่าง “ไชน่า เดลี่” (China Daily) อย่างรุนแรง พร้อมยื่นคำขาดเรียกร้องให้ลบคลิปวิดีโอที่เป็นการเหยียดเชื้อชาติและลดทอนความเป็นมนุษย์ออกจากระบบทันที

สาเหตุขัดแย้งครั้งล่าสุดนี้ เกิดจากคลิปวิดีโอที่สร้างขึ้นโดย AI ซึ่งถูกโพสต์ลงบนเพจเฟซบุ๊กของไชน่า เดลี่ เมื่อวันที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยตัวละครหลักในคลิปมีลักษณะเป็น “ลิงขี้กลัว” ที่สวมเสื้อ “บารองตากาล็อก” (Barong Tagalog) ซึ่งเป็นชุดประจำชาติของฟิลิปปินส์ เนื้อหาในคลิปแสดงภาพลิงตัวดังกล่าวส่งเสียงร้องลั่นขณะถูกมือที่มีธงชาติสหรัฐฯ และญี่ปุ่นผลักขึ้นไปบนเวทีคาราโอเกะซอมซ่อบนเรือลำหนึ่ง

หลังจากลิงตัวนี้ถูกดุว่าร้องเพลงผิด คิ้วของมันก็ขมวดขึงขังแล้วดึงกระดาษที่มีข้อความระบุว่า “คำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการทะเลจีนใต้” ออกมา ก่อนที่ในท้ายที่สุด ลิงตัวนี้จะถูกเหวี่ยงทิ้งลงทะเลและถูกระดมฉีดด้วยปืนฉีดน้ำแรงดันสูง

กระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ระบุในแถลงการณ์ว่า วิดีโอดังกล่าวรวมถึงภาพการ์ตูนล้อเลียนอื่น ๆ ที่สื่อจีนเผยแพร่นั้น มีเนื้อหาที่ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ เหยียดเชื้อชาติ และก้าวล่วงขอบเขตของการอภิปรายทางการเมืองที่ชอบด้วยกฎหมายไปไกลมาก

“เราขอขีดเส้นตายอย่างชัดเจนต่อการแสดงภาพชาวฟิลิปปินส์เป็นลิงในวิดีโอเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความขุ่นเคืองใจ ความทุกข์ใจ และเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อย่างเด็ดขาด ความเห็นต่างทางกฎหมายและการเมืองไม่ได้เป็นข้ออ้างให้หันไปใช้ภาพที่น่ารังเกียจเช่นนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในวาทกรรมสาธารณะของอารยประเทศที่มีความรับผิดชอบ” แถลงการณ์ระบุ พร้อมเตือนว่าภาพและการบิดเบือนข้อมูลเหล่านี้มีแต่จะเพิ่มความไม่ไว้วางใจระหว่างทั้งสองประเทศให้ขยายวงกว้างขึ้น

ขณะที่ กิลเบิร์ต ทีโอดอโร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์ ได้ออกมาตอกกลับอย่างเผ็ดร้อน โดยตราหน้าวิดีโอดังกล่าวว่าเป็น “โฆษณาชวนเชื่อที่น่ารังเกียจและน่าอดสู” เขากล่าวว่า “คลิปนี้ได้เปิดโปงความล่มสลายทางศีลธรรมและสติปัญญาของเครื่องจักรโฆษณาชวนเชื่อของจีนอย่างล่อนจาม พฤติกรรมที่สับสนและแปรปรวนอย่างรุนแรงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในช่วงที่ผ่านมานั้นชัดเจนเกินกว่าที่เราจะเพิกเฉยหรือปล่อยผ่านไปได้”  โดยนายทีโอดอโรเพิ่งถูกรัฐบาลจีนสั่งห้ามเดินทางเข้าจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และมาเก๊า ไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

แม้จะถูกทางการฟิลิปปินส์ประณามอย่างรุนแรง แต่จากการตรวจสอบพบว่าคลิปวิดีโอดังกล่าวยังคงปรากฏอยู่บนหน้าเพจเฟซบุ๊กของไชน่า เดลี่ โดยข้อความระบุบรรยายใต้โพสต์ของสื่อจีนยังคงตอกย้ำจุดยืนเดิมของจีนอย่างแข็งกร้าวว่า “10 ปีผ่านไป สิ่งที่เรียกว่าคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการทะเลจีนใต้ไม่ได้เป็นเครื่องมือสำหรับสันติภาพเลย แต่มันคือต้นตอของการเผชิญหน้าความขัดแย้งที่แต่งตัวมาในคราบของกฎหมาย การพึ่งพาอำนาจภายนอกและคอยยั่วยุปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในทะเลจีนใต้ มีแต่จะทำให้ฟิลิปปินส์กลายเป็นเพียง ‘เบี้ย’ ในเกมภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศอื่นเท่านั้น”

ทั้งนี้ สื่อกระบอกเสียงของจีนได้ทยอยโพสต์คลิปและภาพการ์ตูนล้อเลียนการกระทำของฟิลิปปินส์ในทะเลจีนใต้มาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากภาพของ “ลิง” แล้ว ยังมีการนำเสนอภาพของฟิลิปปินส์ในลักษณะของ “ตัวตลก” และ “งู” อีกด้วย ขณะที่ทางการจีนยังไม่ได้ออกมาแสดงท่าทีตอบรับต่อการติติงของฟิลิปปินส์ในครั้งนี้

การปะทะกันทางวาทกรรมผ่านสื่อ AI ครั้งนี้ เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่เป็นวันครบรอบ 10 ปี ที่ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร ณ กรุงเฮก ได้มีคำตัดสินครั้งประวัติศาสตร์ที่เป็นประโยชน์แก่ฟิลิปปินส์ โดยสรุปว่าการกล่าวอ้างกรรมสิทธิ์เหนือน่านน้ำส่วนใหญ่ในทะเลจีนใต้ของจีนนั้นไม่มีฐานรองรับทางกฎหมายภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ แต่จีนได้เพิกเฉยต่อคำตัดสินดังกล่าวมาโดยตลอดและอ้างว่าศาลไม่มีอำนาจพิจารณาคดี

ความตึงเครียดในพื้นที่พิพาททางทะเล โดยเฉพาะบริเวณหมู่เกาะสแปรตลีย์ และแนวสันดอนสการ์โบโร ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรือหน่วยยามฝั่งของจีนมักใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงยิงสกัดเรือของฟิลิปปินส์จนทำให้เรือเสียหายและมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงมีการเผชิญหน้าในระยะประชิดด้วยอาวุธมีคม เช่น ดาบ หอก และมีด จนเกรงกันว่าอาจบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งทางทหารระดับภูมิภาคในอนาคต.

ที่มา BBC / Philstar

ทรัมป์กล่าวหาจีน “แทรกแซงเลือกตั้งปี 2020”

ทรัมป์กล่าวหาจีน "แทรกแซงเลือกตั้งปี 2020"

17 ก.ค. 2569 12:18 น.

ทรัมป์กล่าวหาจีน “แทรกแซงเลือกตั้งปี 2020”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหาจีนแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2020 พร้อมประกาศให้เปิดเผยข้อมูลข่าวกรองและสั่งหน่วยงานความมั่นคงสอบสวน แม้หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ และรัฐบาลจีนต่างปฏิเสธข้อกล่าวหา ขณะที่เดโมแครตและนักวิเคราะห์ชี้ เป็นเพียงเกมการเมืองเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและปูทางในการปฏิเสธผลการเลือกตั้งกลางเทอมที่พรรครัฐบาลส่อแววพ่ายแพ้ และอาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์จากทำเนียบขาวเมื่อค่ำวันพฤหัสบดี (16 ก.ค.) ตามเวลาสหรัฐฯ โดยกล่าวหาว่าจีนแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อปี 2020 ซึ่งเขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต่อนายโจ ไบเดน พร้อมระบุว่าระบบการเลือกตั้งของสหรัฐมี “ช่องโหว่ร้ายแรง” และเสี่ยงต่อการถูกเจาะระบบและแทรกแซงจากต่างชาติ

ทรัมป์กล่าวว่า “ไม่มีประเทศใดจะยิ่งใหญ่ได้ หากการเลือกตั้งไม่ยุติธรรมและโปร่งใส” พร้อมประกาศให้เปิดเผยเอกสารข่าวกรองที่เคยเป็นความลับ โดยอ้างว่าเอกสารดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนของโครงสร้างพื้นฐานด้านการเลือกตั้งของสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ ไม่ได้แสดงหลักฐานที่ยืนยันว่าจีนสามารถเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งหรือคะแนนเสียงได้จริง

ผู้นำสหรัฐสั่งการให้สำนักงานผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม เอฟบีไอ และซีไอเอ สอบสวนว่าเหตุใดข้อมูลข่าวกรองดังกล่าวจึงถูกปกปิด พร้อมให้ดำเนินคดีผู้ที่เกี่ยวข้อง หากพบว่ามีการกระทำผิด ทรัมป์ยังเรียกร้องให้รัฐสภาผ่านร่างกฎหมาย Save America Act ซึ่งกำหนดมาตรการตรวจสอบตัวตนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างเข้มงวด โดยระบุว่าเป็นแนวทางป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง

คำกล่าวอ้างของทรัมป์ขัดแย้งกับผลการประเมินของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ หลายแห่ง รวมถึงรายงานของสำนักงานผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติในปี 2021 ที่ระบุว่า ไม่พบหลักฐานว่าประเทศใด รวมถึงจีน พยายามหรือสามารถเปลี่ยนแปลงคะแนนเสียง บัตรเลือกตั้ง การนับคะแนน หรือผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020 ได้

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ในสมัยทรัมป์เองก็เคยระบุว่า การเลือกตั้งปี 2020 เป็นหนึ่งในการเลือกตั้งที่มีความปลอดภัยมากที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศ

ก่อนการกล่าวสุนทรพจน์ หลิว ฉาง โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ยืนยันว่ “จีนไม่เคยและจะไม่มีวันแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐ” ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจีนยังไม่ได้แถลงเพิ่มเติมหลังคำปราศรัยของทรัมป์

พรรคเดโมแครตออกมาวิจารณ์ทันที โดยระบุว่าทรัมป์กำลังเผยแพร่ข้อมูลที่เคยถูกตรวจสอบและปฏิเสธมาแล้ว เพื่อสร้างข้ออ้างในการโต้แย้งผลการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน

มาร์ก วอร์เนอร์ รองประธานคณะกรรมาธิการข่าวกรองวุฒิสภา กล่าวว่า หน่วยข่าวกรอง เอฟบีไอ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ กระทรวงยุติธรรม เจ้าหน้าที่จัดการเลือกตั้งของทั้งสองพรรค รวมถึงศาล ได้ตรวจสอบข้อกล่าวหาดังกล่าวมาหลายปีแล้ว และไม่พบหลักฐานสนับสนุน

ด้าน คามาลา แฮร์ริส อดีตรองประธานาธิบดีและผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตเมื่อปี 2024 โพสต์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า “การเลือกตั้งปี 2020 ไม่ได้ถูกขโมย เราเป็นฝ่ายชนะ และทรัมป์เป็นฝ่ายแพ้” พร้อมกล่าวหาว่าร่างกฎหมาย Save America Act เป็นความพยายามจำกัดสิทธิการออกเสียงของประชาชน

นักวิเคราะห์มองว่า การกล่าวหาจีนครั้งล่าสุดอาจสร้างแรงกดดันต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเพิ่งฟื้นตัวหลังทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงยุติสงครามการค้าชั่วคราวเมื่อปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยกล่าวถึงประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในเชิงบวก และได้เชิญผู้นำจีนเดินทางเยือนกรุงวอชิงตันในเดือนกันยายนนี้ ขณะที่จีนยังไม่ได้ยืนยันการเดินทางดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า สุนทรพจน์ครั้งนี้มีเป้าหมายทางการเมืองภายในประเทศมากกว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่อจีน เนื่องจากทรัมป์ไม่ได้ประกาศมาตรการลงโทษหรือมาตรการทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมต่อปักกิ่ง

ขณะเดียวกัน หลายเครือข่ายโทรทัศน์หลักของสหรัฐ ได้แก่ NBC, ABC และ CNN ตัดสินใจไม่ถ่ายทอดสดสุนทรพจน์ผ่านช่องหลัก โดยให้เหตุผลว่ามีเนื้อหาอาจมีลักษณะเป็นการเมืองและสร้างความแตกแยก ซึ่งทรัมป์ตอบโต้ด้วยการเรียกร้องให้เพิกถอนใบอนุญาตการออกอากาศของสถานีเหล่านั้น.

ที่มา Guardian / Reuters

ญี่ปุ่นแก้กฎหมายราชวงศ์ เพิ่มมาตรการรักษาราชสกุล แต่ยังคงห้ามสตรีขึ้นครองราชย์

ญี่ปุ่นแก้กฎหมายราชวงศ์ เพิ่มมาตรการรักษาราชสกุล แต่ยังคงห้ามสตรีขึ้นครองราชย์

17 ก.ค. 2569 11:31 น.

ญี่ปุ่นแก้กฎหมายราชวงศ์ เพิ่มมาตรการรักษาราชสกุล แต่ยังคงห้ามสตรีขึ้นครองราชย์

รัฐสภาญี่ปุ่นผ่านการแก้ไขกฎหมายราชวงศ์ครั้งแรกในรอบเกือบ 80 ปี เพื่อรับมือปัญหาสมาชิกราชวงศ์ลดจำนวนลง โดยเปิดทางให้รับสมาชิกเพศชายจากสายตระกูลสาขาเก่าเข้าสู่ราชวงศ์ และให้เจ้าหญิงคงสถานะราชวงศ์หลังสมรสกับสามัญชนได้ แต่ยังคงหลักการให้เฉพาะผู้ชายที่สืบสายโลหิตฝ่ายชายเท่านั้นที่มีสิทธิขึ้นครองราชย์ ท่ามกลางผลสำรวจที่ชี้ว่าชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่สนับสนุนการมีจักรพรรดินี

รัฐสภาญี่ปุ่นมีมติเห็นชอบการแก้ไขกฎหมายราชวงศ์ (Imperial House Law) วันนี้ (17 ก.ค.) นับเป็นการปรับแก้กฎหมายครั้งสำคัญครั้งแรกนับตั้งแต่กฎหมายฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้ในปี 1947 โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาจำนวนสมาชิกราชวงศ์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงหลักการสำคัญที่จำกัดสิทธิในการสืบราชบัลลังก์ไว้เฉพาะผู้ชายที่สืบเชื้อสายทางสายพระราชวงศ์ฝ่ายชาย

กฎหมายฉบับใหม่ผ่านความเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากในวุฒิสภา หลังผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 10 ก.ค.

สาระสำคัญของการแก้ไขกฎหมายมี 2 ประเด็น ได้แก่ การอนุญาตให้รับชายโสดอายุ 15 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นผู้สืบเชื้อสายฝ่ายชายจาก 11 ราชสกุลสาขาเดิมที่ถูกถอดออกจากราชวงศ์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กลับเข้ามาเป็นสมาชิกของราชวงศ์ และการอนุญาตให้สมาชิกราชวงศ์ฝ่ายหญิงยังคงสถานะเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ได้ แม้จะสมรสกับสามัญชน ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าหญิงจะต้องลาออกจากฐานันดรศักดิ์เมื่อสมรสกับบุคคลทั่วไป อย่างไรก็ดี สามีและบุตรของพวกเธอจะไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมราชวงศ์และยังคงมีสถานะเป็นสามัญชนตามกฎหมาย ขณะที่ฝ่ายชายได้รับสิทธิดังกล่าวอยู่แล้ว 

อย่างไรก็ตาม กฎหมายที่แก้ไขไม่ได้เปลี่ยนแปลงหลักการเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์ โดยยังคงกำหนดให้เฉพาะผู้ชายที่สืบเชื้อสายจากจักรพรรดิทางสายบิดาเท่านั้นที่สามารถขึ้นครองราชย์ได้ ส่งผลให้ เจ้าหญิงไอโกะ พระราชธิดาพระองค์เดียวของสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ รวมถึงเจ้าหญิงทั้งสองพระองค์ ซึ่งเป็นพระเชษฐภคินีของ เจ้าชายฮิซาฮิโตะ ไม่มีสิทธิขึ้นครองราชบัลลังก์

ปัจจุบัน ราชวงศ์ญี่ปุ่นมีสมาชิกทั้งหมดเพียง 16 พระองค์ และมีผู้ชายเพียง 5 พระองค์ โดยผู้มีสิทธิ์สืบราชบัลลังก์โดยตรงต่อจากจักรพรรดินารูฮิโตะ (พระชนมายุ 66 พรรษา) เหลือเพียง 3 พระองค์เท่านั้น ได้แก่ มกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะ เจ้าชายฮิซาฮิโตะ พระโอรสวัย 19 ปีของมกุฎราชกุมาร และอดีตจักรพรรดิอากิฮิโตะ ซึ่งทรงสละราชสมบัติแล้ว

เจ้าชายฮิซาฮิโตะ ซึ่งกำลังศึกษาด้านชีววิทยาและกีฏวิทยาในระดับมหาวิทยาลัย ถือเป็นความหวังสำคัญของราชวงศ์ญี่ปุ่น เนื่องจากหากพระองค์ไม่มีพระโอรสในอนาคต ราชวงศ์อาจเผชิญปัญหาการขาดผู้สืบราชสันตติวงศ์ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน

การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้เกิดขึ้นหลังการหารือระหว่างพรรคการเมืองหลายเดือน แต่ประเด็นการเปิดทางให้สตรีขึ้นครองราชย์กลับไม่ถูกบรรจุไว้ในร่างกฎหมาย โดยรัฐบาลผสมอนุรักษนิยมของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ยังคงยืนยันหลักการสืบราชบัลลังก์ผ่านสายโลหิตฝ่ายชาย แม้นายกรัฐมนตรีจะเป็นสตรีก็ตาม

ฝ่ายค้านและนักวิชาการจำนวนหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์ว่า การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และหลีกเลี่ยงการถกเถียงในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการสืบราชบัลลังก์ ขณะที่อดีตสมาชิกราชวงศ์บางส่วนมองว่า การเชิญผู้สืบเชื้อสายจากราชสกุลเดิมกลับเข้าสู่ราชวงศ์อาจไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม เพราะบุคคลเหล่านั้นเติบโตในสังคมทั่วไปมานานหลายสิบปี และอาจปรับตัวเข้ากับข้อจำกัดของชีวิตในราชสำนักได้ยาก

แม้กฎหมายยังคงรักษาระบบสืบราชบัลลังก์แบบเดิม แต่ผลสำรวจความคิดเห็นของสื่อหลายสำนักสะท้อนว่าประชาชนญี่ปุ่นส่วนใหญ่เห็นต่าง โดยผลสำรวจของสำนักข่าวเกียวโดเมื่อเดือนพฤษภาคมพบว่า 83% ของผู้ตอบแบบสอบถามสนับสนุนการเปิดทางให้ผู้หญิงสามารถขึ้นครองราชย์ได้ ขณะที่ผลสำรวจของหนังสือพิมพ์อาซาฮี ชิมบุน พบว่าผู้สนับสนุนมีสัดส่วน 72% แสดงให้เห็นว่ากระแสสังคมญี่ปุ่นกำลังเปิดรับการปฏิรูประบบสืบราชสันตติวงศ์มากขึ้น แม้กฎหมายล่าสุดจะยังไม่ตอบโจทย์ดังกล่าวก็ตาม

นอกจากนี้ แผนการรับตระกูลสาขากลับเข้ามารับเชื้อพระวงศ์ยังถูกวิจารณ์อย่างหนักในแง่ของความเป็นจริง โดย อาซาฮิโร คุนิ อายุ 81 ปี อดีตสมาชิกราชวงศ์จากสายตระกูลเดิมที่ถูกถอดถอน ได้แสดงทัศนะผ่านสื่อว่า แผนการนี้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

“เด็กที่เติบโตมาจนถึงอายุ 15 ปี ได้สูดอากาศแห่งเสรีภาพไปแล้ว การจะให้พวกเขาปรับตัวเข้าสู่กรอบระเบียบและชีวิตในรั้ววังเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก บางคนอาจจะอยากเข้ามา แต่ถ้าพวกเขาเข้าใจความทุกข์ยากของการเป็นราชวงศ์จริงๆ พวกเขาคงไม่พูดเช่นนั้น” คุนิ กล่าวพร้อมระบุว่าจะแนะนำให้หลานๆ ของปฏิเสธหากมีการทาบทาม

ทั้งนี้ กฎหมายฉบับใหม่กำหนดให้มีการทบทวนระบบและโครงสร้างราชวงศ์ทุกๆ 30 ปีตามความจำเป็น เพื่อประเมินความยั่งยืนของสถาบันกษัตริย์ญี่ปุ่นที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,600 ปีต่อไป.

ที่มา KYODO NEWS / AFP

“สี จิ้นผิง” เรียกร้องนานาชาติร่วมมือพัฒนา AI ชี้ไม่ควรถูกผูกขาดโดยประเทศใดประเทศหนึ่ง

"สี จิ้นผิง" เรียกร้องนานาชาติร่วมมือพัฒนา AI ชี้ไม่ควรถูกผูกขาดโดยประเทศใดประเทศหนึ่ง

17 ก.ค. 2569 10:34 น.

“สี จิ้นผิง” เรียกร้องนานาชาติร่วมมือพัฒนา AI ชี้ไม่ควรถูกผูกขาดโดยประเทศใดประเทศหนึ่ง

“สี จิ้นผิง” เรียกร้องนานาชาติร่วมมือพัฒนา AI พร้อมคัดค้านการนำประเด็นความมั่นคงมาเป็นข้ออ้างจำกัดเทคโนโลยี ย้ำ AI ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์และไม่ควรถูกผูกขาดโดยประเทศใดประเทศหนึ่ง

วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน กล่าวเปิดการประชุม World Artificial Intelligence Conference (WAIC) ที่นครเซี่ยงไฮ้ โดยระบุว่า การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ควรถูกครอบงำหรือผูกขาดโดยประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ควรเป็นความร่วมมือของประชาคมโลก

พร้อมกันนี้ผู้นำจีนยังเเรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมกันคัดค้านการขยายแนวคิดด้านความมั่นคงแห่งชาติจนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา AI พร้อมย้ำว่าควรมีกฎหมาย ระบบกำกับดูแล และมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้ AI อยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์เสมอ

การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจากหลายประเทศเข้าร่วม นอกจากนี้ จีนยังร่วมกับอีก 29 ประเทศ รวมถึงรัสเซีย ปากีสถาน และอินโดนีเซีย ลงนามจัดตั้ง องค์การความร่วมมือปัญญาประดิษฐ์โลก (World Artificial Intelligence Cooperation Organization) ซึ่งจะมีสำนักงานใหญ่ในนครเซี่ยงไฮ้ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและกำกับดูแลการพัฒนา AI ในระดับนานาชาติอย่างเป็นระบบ 

ทั้งนี้ การประชุม WAIC ปีนี้มีบริษัทเทคโนโลยีกว่า 1,000 แห่งเข้าร่วม และจัดแสดงผลิตภัณฑ์ด้าน AI ราว 3,000 รายการ อันเป็นการสะท้อนความพยายามของจีนในการผลักดันอุตสาหกรรม AI ให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจและการแข่งขันทางเทคโนโลยีระดับโลก.

ที่มา AFP

เร่งค้นหา 24 ผู้สูญหาย หลังเรือโดยสารอับปางนอกชายฝั่งอินโดนีเซีย ดับ 1 ศพ

เร่งค้นหา 24 ผู้สูญหาย หลังเรือโดยสารอับปางนอกชายฝั่งอินโดนีเซีย ดับ 1 ศพ

17 ก.ค. 2569 09:57 น.

เร่งค้นหา 24 ผู้สูญหาย หลังเรือโดยสารอับปางนอกชายฝั่งอินโดนีเซีย ดับ 1 ศพ

เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียยังคงเดินหน้าปฏิบัติการค้นหา 24 ผู้สูญหาย หลังเรือโดยสารอับปางนอกชายฝั่งจังหวัดสุลาเวสีใต้ เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 ราย ขณะที่ช่วยผู้รอดชีวิตได้ 49 คน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา หลังเรือโดยสาร เคเอ็ม นูรุล ซัลซา ประสบปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้อง ก่อนอับปางในทะเล ห่างจากท่าเรือปลายทางในหมู่เกาะเซลายาร์ จังหวัดสุลาเวสีใต้ ราว 43 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 79 กิโลเมตร

นายมูฮัมหมัด อาริฟ อันวาร์ หัวหน้าสำนักงานค้นหาและกู้ภัยเมืองมากัสซาร์ เปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตได้แล้ว 49 คน และยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายอีก 24 คน

อันวาร์ระบุว่า อุปสรรคสำคัญของภารกิจคือสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย โดยบริเวณจุดเกิดเหตุมีคลื่นสูงประมาณ 2-2.5 เมตร และมีกระแสลมแรง ส่งผลให้การค้นหาเป็นไปด้วยความยากลำบาก

ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่จากกองทัพอินโดนีเซีย ตำรวจ หน่วยกู้ภัย ชาวประมง และประชาชนในพื้นที่ร่วมกันระดมกำลังค้นหาผู้สูญหาย

ทางการระบุว่า เรือ KM Nurul Salsa ออกเดินทางจากเกาะจัมเปีย เมื่อเช้าวันพุธ โดยมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 74 คน นอกจากนี้ยังบรรทุกสินค้าประเภทเนื้อมะพร้าวแห้ง  โค และรถจักรยานยนต์หลายคัน

อินโดนีเซียเป็นประเทศหมู่เกาะที่มีเกาะมากกว่า 17,000 เกาะ ทำให้เรือโดยสารเป็นหนึ่งในระบบคมนาคมหลักของประเทศ อย่างไรก็ตาม อุบัติเหตุทางเรือเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่ยังหละหลวม รวมถึงปัญหาการบรรทุกผู้โดยสารหรือสินค้ามากเกินกำหนด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่อุบัติเหตุหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา.

ที่มา : AP

เหยียบกันตายในเทศกาลฮินดูที่อินเดีย ดับอย่างน้อย 1 ราย หามส่งรพ.จำนวนมาก

เหยียบกันตายในเทศกาลฮินดูที่อินเดีย ดับอย่างน้อย 1 ราย หามส่งรพ.จำนวนมาก

17 ก.ค. 2569 09:24 น.

เหยียบกันตายในเทศกาลฮินดูที่อินเดีย ดับอย่างน้อย 1 ราย หามส่งรพ.จำนวนมาก

เกิดเหตุฝูงชนเบียดเสียดอย่างกะทันหันในเทศกาลฮินดูชื่อดังที่รัฐโอริสสาทางตะวันออกของอินเดียเมื่อวันพฤหัสบดี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และมีผู้ถูกหามส่งโรงพยาบาลจำนวนมาก

เหตุการณ์สลดเกิดขึ้นในเมืองชายฝั่งปูรี ขณะที่ประชาชนหลายหมื่นคนเดินทางมาร่วมงาน รัถยาตรา ซึ่งเป็นเทศกาลแห่รถศึกประจำปี

เทศกาลดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในขบวนแห่ทางศาสนาที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีการอัญเชิญเทวรูปของเทพเจ้าฮินดูออกจาก วัดจากันนาถ และแห่ไปตามท้องถนนด้วยรถศึกที่ตกแต่งอย่างสวยงาม

ภาพวิดีโอจากที่เกิดเหตุเผยให้เห็นผู้ศรัทธามีการเบียดกันไปมา จนเกิดความโกลาหล บางรายเป็นลมและล้มจนถูกเหยียบ รถพยาบาลเร่งเข้ามาในพื้นที่ ก่อนที่จะมีการหามผู้ที่ได้รับบาดเจ็บนำตัวส่งโรงพยาบาล ขณะที่รองเท้า กระเป๋า และสิ่งของส่วนตัวจำนวนมากกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณหลังเกิดเหตุ

ตำรวจรัฐโอริสสาโพสต์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ทีมกู้ภัยได้ให้การปฐมพยาบาลและให้ออกซิเจนแก่ผู้ได้รับผลกระทบ 33 คน ก่อนนำส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง

เมื่อปีที่ผ่านมา ก็เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ในเทศกาลเดียวกัน โดยมีผู้เสียชีวิต 3 ราย และมีผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมากกว่าสิบคนจากการเบียดเสียดของฝูงชน

การเกิดเหตุเหยียบกันในอินเดียถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นค่อนข้างบ่อยในช่วงเทศกาลทางศาสนา เนื่องจากมีประชาชนจำนวนมหาศาล บางครั้งนับล้านคน มารวมตัวกันในพื้นที่จำกัดที่มีมาตรการด้านความปลอดภัยและการควบคุมฝูงชนไม่เพียงพอ

เมื่อเดือนมกราคมปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 30 ราย หลังชาวฮินดูหลายหมื่นคนแห่ลงอาบน้ำในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ระหว่างเทศกาล มหากุมภเมลา

ส่วนในปี 2556 ผู้แสวงบุญที่เข้าร่วมเทศกาลฮินดูที่วัดแห่งหนึ่งในรัฐ มัธยประเทศ เกิดความตื่นตระหนกจากความหวั่นเกรงว่าสะพานจะถล่ม ส่งผลให้มีผู้ถูกเหยียบเสียชีวิตหรือจมน้ำในแม่น้ำด้านล่างอย่างน้อย 115 ราย.

ที่มา :AP