มท.4 ถก กมธ.กระจายอำนาจ ปมรักษาสิทธิ์ผู้สอบท้องถิ่นสุจริต ยันกระบวนการถอดถอน 5,925 รายชื่อ ไม่ยืดเยื้อ-ไร้ฟอกขาว

20 สิงหาคม 2569 เวลา 12:21 น.

20 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา มึการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ ที่มี นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธาน กมธ.ฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณาเรื่องการเสียสิทธิบางประการของผู้ที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการและพนักงานท้องถิ่นในกลุ่มผู้ที่ไม่อยู่ในข่ายทุจริตในการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่นปี 2568 โดยเชิญ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย เข้าร่วมประชุม

นายคงกฤษ กล่าวว่า เนื่องจากครั้งนี้ผู้ที่ไม่ได้ทุจริตอาจเสียสิทธิ์ในการบรรจุหรือแต่งตั้งในจังหวัดที่เขาไม่ได้เลือกมาก่อน สำหรับวันนี้เมื่อได้ขึ้นบัญชีเราก็อยากให้โอกาสกับผู้ที่ได้รับสิทธิ์เลื่อนบัญชีขึ้นมา

ด้าน นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า หากได้ติดตามกระบวนการตอนนี้กำลังส่งข้อมูล ผู้ที่มีคะแนนผิดปกติให้กับทาง ก.จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งหลังจากนั้น ก. จังหวัด จะมีการประชุมและส่งข้อมูลให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อให้ถอดถอนผู้ที่ทุจริตและถูกบรรจุเข้าไป เมื่อกลุ่มบุคคลเหล่านี้ถูกถอดถอนออกไปก็จะทำให้มีที่ว่างเดิมเกิดขึ้น

เมื่อถามว่า นอกจากสิทธิ์สอบแล้วจะสืบเนื่องถึงสิทธิ์อะไรบ้าง เช่น เรื่องเงินเดือน นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ทั้งหมดอยู่แล้ว เพราะเราถือว่ามันเป็นสิทธิ์ที่ไม่ควรได้ ก็ต้องดำเนินการต่อแต่นี่เป็นเพียงขั้นตอนแรก ซึ่งคนเหล่านี้จะได้รับสิทธิ์ตั้งแต่เริ่มวันบรรจุหลังจากมีการเรียกบัญชีและบริหารบัญชีเสร็จ เมื่อเรียกคนไปบรรจุก็จะได้รับสิทธิ์ตั้งแต่ตอนนั้น รวมแล้วประมาณ 5,000 กว่าคน แต่ตัวเลขมีการขยับทุกวัน

เมื่อถามว่า การถอดถอนรายชื่อ 5,925 คน จะมีอุปสรรคหรือไม่เพราะบางท้องถิ่นยังกังวล สุดท้ายจะยืดเยื้อออกไปหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ไม่ยืดเยื้อ ตนเข้าใจนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกที่ ว่ามีความกังวลและไม่มีใครอยากเข้าไปยุ่งเรื่องนี้ แต่ในเมื่อเหตุมันเกิดไปแล้วและมีข้อเท็จจริงที่เราสามารถพิสูจน์ได้ ก็ต้องดำเนินการปฏิเสธไม่ได้ว่าบุคคลเหล่านี้เป็นบุคคลที่ไม่ควรได้รับการบรรจุตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่ในส่วนของความกังวลก็ทราบว่ามีหลายกลุ่ม เพราะยังไม่เห็นข้อมูลจากส่วนกลางส่งไปให้ ซึ่งตอนนี้มีหลายที่เมื่อได้รับข้อมูลไปแล้วเขาก็สบายใจแล้วก็ดำเนินการเรื่องนี้ต่อ อบจ.ลำพูน ก็ออกมาโพสต์ว่าได้รับข้อมูลทาง อบจ.กระบี่ก็ได้ถอดถอนไปแล้วทั้งหมด 112 คน ซึ่งเราขีดเส้นการถอดถอนทั้ง 5,925 คน ไว้วันที่ 31 ส.ค.69

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านเรียกร้องให้ไปยื่น ป.ป.ช. นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เราได้ยื่นไปแล้วเราดำเนินการ 2 ส่วน คือทางบริหารและทางอาญา ในส่วนของอาญา ทาง ป.ป.ช.และตำรวจ เป็นผู้รับผิดชอบ

“วันนี้ถ้าเราไม่ดำเนินการในฝ่ายบริหาร คำถามก็คือว่ามันจะเห็นผลเมื่อไหร่ มันจะเสร็จเมื่อไหร่เพราะฉะนั้นเราสามารถดำเนินการควบคู่กันไปได้ ข้อมูลที่เราพบเห็นปรากฏทั้งหมด ก็รวบรวมข้อมูลและส่งให้ ป.ป.ช.ไปแล้วด้วย เพื่อให้ ป.ป.ช.ไปประกอบสำนวน และทำในส่วนของอาญาต่อ” นายวรศิษฎ์ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่ นายรังสิมันต์​ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่า ต้นตอปัญหาการทุจริตสอบครั้งนี้เกิดจากที่ยุคก่อนยกเลิกมหาวิทยาลัยบูรพาออกจากการเป็นผู้จัดสอบ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าทุกคนมีข้อมูล ที่บอกว่าเขาไปพบบการทุจริตก่อนหน้านี้ ฉะนั้น กระบวนการทุจริตสอบท้องถิ่น แสดงว่าข้อเท็จจริงไม่ได้เกิดในปี 67 หรือ 68 และการที่ยกเลิกสัญญากับมหาวิทยาลัยบูรพา ตรงนี้ตนจะให้มหาวิทยาลัยบูรพา นำข้อมูลไปให้กับ ป.ป.ช.เลย ถ้าคิดว่ามีความผิดปกติ ก็เชื่อว่าจะสามารถนำข้อูลมาตรวจสอบกันได้หมด และในส่วนของกรม สถ. ตนเชื่อว่า ในการดำเนินการมีข้อมูลเอกสารหลักฐานตามกฎหมายอยู่แล้ว เพราะไม่เช่นนั้นกรมฯ ก็แย่ ซึ่งข้อเท็จจริง ณ ขณะนั้นนต้องบอมรับว่ามีกลุ่มผู้มาร้องเรียนนายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย เวลานั้น ก็ให้ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างชัดเจน จึงมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงขึ้นมา

นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ปรากฏว่าคณะกรรมการสอบสวนฯ บอกว่าควรที่จะเพิ่มมาตรฐานในการสอบเพื่อให้เกิดการรัดกุมมากกว่านี้ ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือสัญญาใน TOR และงบประมาณ เปลี่ยนแปลงไปจึงไม่สามารถสามารถใช้ตัวเดิมได้ เพราะข้อแตกต่างในเรื่องรายละเอียดเยอะ ซึ่งตรงนี้ทาง สถ.ได้มีการปรึกษากับกรมบัญชีกลางในการหาผู้รับจ้างรอบใหม่ ซึ่งเรามีการสืบราคาทั้ง 67 มหาวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ แต่ละมหาวิทยาลัยก็แจ้งข้อมูลเข้ามาที่สำคัญ กระบวนการในการจัดซื้อจัดจ้าง จัดทำแบบ e-Bidding ฉะนั้น ทำไมมหาวิทยาลัยอื่นไม่ยื่น เพราะทุกมหาวิทยาลัยมีสิทธิ์ยื่น ซึ่งเป็นกระบวนการไม่มีการปิดกั้น

เมื่อถามว่า นายรังสิมันต์ กังวลว่าเรื่องนี้จะมีการตัดตอน เพราะข้อมูลของทั้งมหาวิทยาลัยบูรพาและมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ให้ข้อมูลตรงกันคือมีการเรียกรับข้อมูล ที่มียศเหนือกว่าอธิบดี โดยมีการไปพูดคุยกันในเซฟเฮ้าส์ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ทั้ง 2 มหาวิทยาลัย ถ้ามีข้อมูลก็ควรส่งให้ ป.ป.ช.ไม่ต้องส่งมาให้ตน ซึ่งท่านอาจจะไม่ไว้ใจตน เพราะเป็นฝ่ายการเมือง ดังนั้น ด้วยความบริสุทธิ์ใจขอให้ส่งไปที่ ป.ป.ช.เพราะตนมั่นใจเหลือเกินว่า ป.ป.ช.ทำงานเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา ถ้าจะมีการกีดกันหรือเข้าไปแทรกแซงจากฝั่งการเมือง ตนคิดว่าการเปิดโปงขบวนการทุจริตสอบครั้งนี้ คงไม่เกิดขึ้นแน่ เพราะทุกคนก็เห็นว่าบุคคลที่ถูกดำเนินคดีที่เข้าไปเกี่ยวข้องหลายคนอยู่ใกล้ชิด รู้จักสนิทสนมกัน ถ้าฝ่ายการเมืองจะเข้าไปกันเพื่อไม่ให้เกี่ยวข้อง คงไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น เราไม่ได้สนใจว่าเป็นใคร เราสนใจแค่ว่าเขาทำอะไรมากกว่า

เมื่อถามว่า มหาวิทยาลัยบูรพา ยังสงสัยว่าทำไมถึงถูกปลดออกจากการจัดการสอบ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าทางมหาวิทยาลัยบูรพาคุยกับ สถ.อยู่ ถ้าต้องการข้อมูลอะไรเพิ่มเติม ก็มาคุยกันในรายละเอียดได้ และถ้าใครมีข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำที่ไม่สมควรกระทำก็ส่ง ป.ป.ช.ได้เลย เพราะเขาพร้อมอยู่แล้ว และตนเชื่อว่าป.ป.ช. มีข้อมูลพอสมควรอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ไม่ใช่เป็นการฟอกขาวใช่หรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า “ไม่ใช่อยู่แล้ว เราไม่มีการฟอก ถ้าฟอก ก็พูดกันตรง ๆ ว่าระบบพังทั้งหมด รัฐบาลอยู่ไม่ได้หรอกครับ เราไม่ฟอกให้ใคร เราตรงไปตรงมาแน่นอน”

เมื่อถามว่า ประเด็นเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่นหากฝ่ายค้านจะมีการอภิปราย จะมีการตั้งรับอย่างไร นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ด้วยความยินดี เพราะเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านพึงกระทำ และเป็นเรื่องที่ดีด้วยที่เขาจะเข้ามาตรวจสอบ แต่เรายืนยันได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่าง และกระบวนการที่เกิดขึ้นทำอย่างตรงไปตรงมา รวมทั้งเหตุการณ์ไม่ได้เพิ่งเกิด เพราะครั้งนี้เป็นการสอบครั้งที่ 4 ทุกคนก็รู้

วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์,มท4,ทุจริตสอบท้องถิ่น,สอบท้องถิ่น,

มท.4 ยันขยายผลฟันสวมสิทธิ์บัตรชมพูต่างด้าวทั่วไทย ย้ำเคสเขตดินแดงแค่จุดเริ่มต้น เร่งสอบ 3 กลุ่มตามหมายจับ

20 สิงหาคม 2569 เวลา 12:10 น.

“มท.4″ยันขยายผลฟันสวมสิทธิ์”บัตรชมพูต่างด้าว”ทั่วไทย ย้ำเคส”เขตดินแดง”แค่จุดเริ่มต้น เร่งสอบ 3 กลุ่มตามหมายจับ เจ้าหน้าที่-นายหน้า-เจ้าบ้าน ชี้ค่าหัวพุ่งหลักหมื่นถึงแสน รับไม่กล้าประเมินยอด เหตุมีเพียบ บอกที่เห็นจับกุมกวาดล้างกันเยอะ เพราะบูรณาการร่วมกันหลายหน่วยงาน

20 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เขตดินแดงสวมบัตรสีชมพู ของแรงงานต่างด้าว โดยจ่ายค่าหัวให้กับเจ้าหน้าที่ ว่า ตัวเลขจริงมีมากกว่านั้นอยู่แล้ว ส่วนที่เจอ 100 กว่าราย ที่ดินแดง เป็นแค่จุดเริ่มต้น เราจะขยายผลจากพื้นที่เดิมด้วย รวมถึงพื้นที่อื่นทั่วประเทศ

เมื่อถามว่า จำนวนตัวเลขของกรณีที่เกิดขึ้นลักษณะนี้มีกี่รายทั่วประเทศ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ตนไม่กล้าบอกจำนวน เพราะมีเยอะ เรายังรวบรวมตัวเลขไม่เสร็จ ซึ่งมีปริมาณเยอะมากแต่เรามีเป้าที่เล็งไว้อยู่ คิดว่าอย่างไรก็เจอตัว แล้วจะนำมาดำเนินการแน่นอน โดยตามหมายจับ 7 หมายจับที่ออกไป ประกอบด้วยบุคคล 3 กลุ่ม คือ กลุ่ม 1 เจ้าหน้าที่ กลุ่ม 2 นายหน้า ซึ่งเป็นตัวการสำคัญ กลุ่ม 3 เจ้าบ้านที่ให้ที่พักอาศัย

“บางครั้งกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่เข้ามา เขาไม่ได้รู้เรื่องอะไรเท่าไหร่ แต่นายหน้าก็บอกให้เขามา บอกว่า คุณจ่ายเงินแบบนี้ เดี๋ยวผมทำให้ กระบวนการที่ซับซ้อน ต้องมีการสอบสวนข้อมูลอย่างละเอียด” นายวรศิษฎ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ปกตินายหน้าเรียกค่าหัวเท่าไหร่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า มีหลักหมื่นถึงหลักแสน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นประเภทอะไร ส่วนได้ขยายผลไปถึงกระทรวงแรงงานหรือไม่ เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว ตนคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกันอยู่แล้ว เพราะกลุ่มคนที่เอามาแอบอ้างในการขึ้นทะเบียน ก็เป็นลูกหลานของกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงาน ซึ่งต้องแยกเป็นสัดส่วนไป โดยต้องบูรณาการข้อมูลทำงานร่วมกันกับกระทรวงแรงงานอยู่แล้ว

“ช่วงหลังจะสังเกตว่า เวลาเราไปกวาดล้าง ที่เห็นว่าเจอนู่นเจอนี่เต็มไปหมด เพราะเราทำงานร่วมกันอยู่แล้ว เคสเมื่อวานซืน ก็เป็นกรณีที่ทางปกครอง ปปท. ปปง. ดีเอสไอ ทำงานร่วมกัน 4-5 หน่วยงาน เพื่อทำให้การตรวจสอบเข้าถึงได้ง่าย และครอบคลุมที่สุด” นายวรศิษฎ์ กล่าว

วรศิษฎ์เลียงประสิทธิ์,มหาดไทย,สวมสิทธิ์ต่างด้าว,ต่างด้าว,

ผอ.JIC ไม่สน ทอม แอนดรูวส์ เรียกร้องไทย ให้คนกัมพูชา กลับบ้านหนองจาน ลั่น!ประชาชนไม่ใช่เครื่องมือชี้เส้นเขตแดน

20 สิงหาคม 2569 เวลา 11:51 น.

20 สิงหาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา กล่าวถึงกรณี ทอม แอนดรูวส์ (Tom Andrews) ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา เรียกร้องให้ไทยปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง โดยอนุญาตให้ชาวกัมพูชากลับบ้านในพื้นที่หนองจาน จ.สระแก้ว ว่า ขอให้กลับไปอ่านถ้อยแถลงร่วมทั้งฉบับ ไม่ควรหยิบข้อความเพียงบางส่วนมาตีความโดยตัดบริบทออก

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ในข้อ 4 ของถ้อยแถลงร่วมระบุหลักการสำคัญว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะอำนวยให้พลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์กลับไปดำรงชีวิตตามปกติ ในพื้นที่ของตนเองโดยเร็วที่สุด โดยปราศจากการขัดขวาง ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรี

“คำสำคัญจึงมีหลายคำ ไม่ใช่เฉพาะคำว่ากลับ แต่รวมถึงพื้นที่ของตนเองปลอดภัย และมีศักดิ์ศรี ทุกคำต้องได้รับการเคารพเท่าเทียมกัน”

ทั้งนี้ รัฐบาลไทยมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของประชาชนทุกคน ดังนั้น ก่อนที่จะให้ประชาชนกลับเข้าสู่พื้นที่ใด จำเป็นต้องมั่นใจก่อนว่าพื้นที่ดังกล่าวมีความปลอดภัย ไม่มีทุ่นระเบิด ไม่มีความเสี่ยงจากการปะทะ และการกลับเข้าไปจะไม่ก่อให้เกิดสถานการณ์เผชิญหน้ารอบใหม่

ส่วนประเด็นว่าพื้นที่ใดเป็นของฝ่ายใดนั้น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า เป็นอีกประเด็นที่ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง หลักฐาน และกลไกด้านเขตแดนที่ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกัน ไม่สามารถใช้การเคลื่อนย้ายประชาชนหรือข้อเรียกร้องของบุคคลภายนอกมาเป็นเครื่องตัดสินอธิปไตยได้

“ไทยไม่ได้ปฏิเสธหลักมนุษยธรรม แต่เราต้องดำเนินการอย่างรับผิดชอบ ปลอดภัยก่อน ไว้วางใจก่อน ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน แล้วจึงดำเนินการตาม”

พร้อมย้ำว่า “ข้อ 4 ไม่ได้มีแค่คำว่า กลับบ้าน แต่เขียนว่า พื้นที่ของตนเอง-ปลอดภัย-มีศักดิ์ศรี ทุกคำต้องได้รับการเคารพเท่ากัน”

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวทิ้งท้ายว่า ประชาชนสามารถกลับบ้านได้ แต่ต้องกลับอย่างปลอดภัย และต้องเป็นพื้นที่ของตนเอง โดยการกลับของประชาชนไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดเส้นเขตแดน หรืออธิปไตยของประเทศ

ประภาสสอนใจดี,ทอมแอนดรูว์ส,สหประชาชาติ,กัมพูชา,ไทยกัมพูชา,บ้านหนองจาน,

เอสเอ็มอีแบงก์ ออกมาตรการด่วนช่วยน้ำท่วมน่าน พักชำระหนี้เงินต้น-ดอกเบี้ย สูงสุดไม่เกิน 12 เดือน

20 สิงหาคม 2569 เวลา 11:44 น.

SME D Bank ขานรับข้อสั่งการนายกฯ ออกมาตรการด่วนช่วยเหลือเอสเอ็มอี จ.น่าน ประสบอุทกภัย ให้สิทธิ์พัก ชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย สูงสุดไม่เกิน 12 เดือน

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของจังหวัดน่าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการทุกหน่วยงานเร่งให้การช่วยเหลืออย่างครอบคลุมในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและความเสียหายของผู้ประกอบการทั้งทางตรงและทางอ้อม

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาล โดยธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ขานรับข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ตามรายงานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อบรรเทาผลกระทบ ลดภาระค่าใช้จ่าย และสามารถกลับมาเดินหน้าธุรกิจได้ในเร็ววัน ประกอบด้วยมาตรการ ดังนี้

มาตรการ “พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย” สำหรับลูกค้าธนาคารที่ได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อม ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติตามที่ธนาคารกำหนด เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ด้วยการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย สำหรับกลุ่มเงินกู้ยืมแบบมีระยะเวลา (Term Loan) สูงสุดไม่เกิน 12 เดือน สัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนประเภทตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) และสินเชื่อแฟคตอริ่ง ขยายระยะเวลาชำระตั๋วสัญญาใช้เงินออกไปอีกสูงสุด 180 วัน และสามารถพักชำระดอกเบี้ยได้

มาตรการ “เติมทุนฉุกเฉิน เพื่อซ่อมแซมฟื้นฟูกิจการ” สำหรับลูกค้าเดิมได้รับผลกระทบทางตรง ที่มีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ภัยพิบัติตามที่ธนาคารกำหนด เพื่อให้มีวงเงินกู้ฉุกเฉิน นำไปฟื้นฟูธุรกิจเฉพาะหน้า วงเงินกู้ 10% ของวงเงินเดิม ขั้นต่ำ 30,000 บาท ถึงสูงสุด 200,000 บาท (บุคคลธรรมดา สูงสุด 100,000 บาท และนิติบุคคล สูงสุด 200,000 บาท) อัตราดอกเบี้ย MLR ต่อปี ระยะเวลากู้ 3 ปี ปลอดชำระเงินต้น 12 เดือน ไม่ต้องมีหลักประกัน ยกเว้นค่าธรรมเนียม ลดกระบวนการนำส่งเอกสารในการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทางตรงเป็นการเร่งด่วน

นอกจากนั้น ธนาคารยังมีสินเชื่อช่วยเติมทุนเพิ่มเติม สำหรับเสริมสภาพคล่อง ลงทุน ยกระดับธุรกิจ ภายหลังสถานการณ์อุทกภัยคลี่คลาย อัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุด 12 เดือน ได้แก่ 1.สินเชื่อ “SME Green Productivity” วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท 2.สินเชื่อ “ปลุกพลัง SME” วงเงินกู้สูงสุด 1 ล้านบาท และ 3.สินเชื่อ “Beyond ติดปีก SME” วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท

“มาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนครั้งนี้ เป็นทางเลือกโดยสมัครใจ ผู้ประกอบการที่ต้องการรับบริการ แจ้งความประสงค์ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น สาขา SME D Bank ทุกแห่งทั่วประเทศ , LINE Official Account : SME Development Bank , เว็บไซต์ http://www.smebank.co.th เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

น่านน้ำท่วมมาตรการพักหนี้เอสเอ็มอีแบงก์แนวหน้าออนไลน์

รัฐบาล ย้ำ ธอส. ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมครอบคลุมลูกหนี้ NPL กรณีบ้านพังทั้งหลังซ่อมไม่ได้ มีสิทธิพิจารณา ปลอดหนี้ส่วนอาคาร

20 สิงหาคม 2569 เวลา 11:37 น.

รัฐบาลย้ำมาตรการ ธอส. ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมครอบคลุมลูกหนี้ NPL ชี้กรณีบ้านพังทั้งหลังซ่อมไม่ได้ มีสิทธิพิจารณา ปลอดหนี้ส่วนอาคาร พร้อมใช้ภาพถ่ายเคลมสินไหม Fast Track

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีความห่วงใยประชาชนในพื้นที่จังหวัดน่านและภาคเหนือตอนบนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยจากฝนตกหนักและน้ำป่าไหลหลาก โดยธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำกับดูแล ได้ออกมาตรการช่วยลดภาระทางการเงินและสนับสนุนประชาชนในการฟื้นฟูที่อยู่อาศัยหลังประสบภัย

ล่าสุด ธอส. ออก “มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ปี 2569” รวม 7 มาตรการ ครอบคลุมตั้งแต่การลดภาระหนี้ การพักชำระหนี้ ไปจนถึงสินเชื่อสำหรับซ่อมแซมหรือสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ โดยรัฐบาลขอย้ำว่า ความช่วยเหลือไม่ได้จำกัดเฉพาะลูกค้าที่มีสถานะบัญชีปกติ แต่ครอบคลุมถึงลูกค้าที่มีสถานะหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพื่อช่วยเหลือผู้ที่กำลังเผชิญทั้งความเสียหายจากภัยพิบัติและภาระทางการเงินในเวลาเดียวกัน

นางสาวลลิดา กล่าวว่า สำหรับลูกหนี้ NPL ที่หลักประกันได้รับความเสียหาย สามารถประนอมหนี้ได้นานสูงสุด 1 ปี 6 เดือน โดยในช่วง 6 เดือนแรกคิดอัตราดอกเบี้ย 0% และไม่ต้องชำระเงินงวด ส่วนลูกหนี้ NPL ที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้ สามารถประนอมหนี้ได้นานสูงสุด 1 ปี โดยในช่วง 6 เดือนแรกคิดอัตราดอกเบี้ย 0% และชำระเงินงวดเพียงเดือนละ 1,000 บาท ซึ่งเงินงวดดังกล่าวจะนำไปตัดเงินต้นทั้งหมด

“จุดสำคัญที่รัฐบาลต้องการเน้นย้ำคือ หากที่อยู่อาศัยได้รับความเสียหายทั้งหลังและไม่สามารถซ่อมแซมได้ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าที่มีสถานะบัญชีปกติหรือลูกหนี้ NPL ธอส. จะพิจารณาปลอดหนี้ในส่วนของราคาอาคารเป็นรายกรณี โดยผู้กู้จะผ่อนชำระต่อเฉพาะหนี้ในส่วนของราคาที่ดินคงเหลือ ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระของประชาชนที่ต้องสูญเสียบ้านจากภัยพิบัติ ไม่ต้องแบกรับภาระหนี้ในส่วนของตัวอาคารที่ไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไป” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้กู้ที่มีกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัยซึ่งมีความคุ้มครองภัยธรรมชาติกับบริษัทประกันภัยที่ธนาคารจัดให้ ธอส. ยังมีช่องทางพิจารณาสินไหมแบบเร่งด่วน หรือ Fast Track โดยผู้เอาประกันสามารถใช้ภาพถ่ายความเสียหายประกอบการแจ้งเคลม และรับค่าสินไหมตามความเสียหายจริงไม่เกิน 20,000 บาท ทั้งนี้ เป็นไปตามรายละเอียดและเงื่อนไขของกรมธรรม์

รัฐบาลจึงแนะนำประชาชนที่ได้รับความเสียหายและมีกรมธรรม์ที่เข้าเงื่อนไข ให้บันทึกภาพตัวบ้าน รวมถึงบริเวณและทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายไว้เป็นหลักฐานก่อนเริ่มเก็บกวาดหรือทำความสะอาด หากสามารถดำเนินการได้โดยปลอดภัย เพื่อใช้ประกอบการแจ้งเคลมและช่วยให้กระบวนการพิจารณาสินไหมเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

“รัฐบาลเข้าใจดีว่าสำหรับผู้ประสบภัย การสูญเสียบ้านไม่ได้หมายถึงเพียงความเสียหายของทรัพย์สิน แต่ยังตามมาด้วยภาระค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูชีวิต จึงต้องการให้ประชาชนทราบว่ามีมาตรการรองรับหลายระดับ แม้เป็นลูกหนี้ NPL ก็ยังสามารถขอรับความช่วยเหลือได้ ขอให้ผู้ได้รับผลกระทบติดต่อ ธอส. เพื่อให้ธนาคารพิจารณาความช่วยเหลือที่เหมาะสมกับแต่ละกรณี” นางสาวลลิดากล่าว

ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถยื่นความประสงค์เข้าร่วมมาตรการได้ที่ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ G H BANK Call Center โทร. 0-2645-9000

ธอส.น่านน้ำท่วมน่านแนวหน้าออนไลน์

รัฐบาลใช้ข้อมูลดาวเทียม GISTDA จำลองน้ำท่วมน่าน ประเมินพื้นที่เสี่ยง–วางแผนอพยพล่วงหน้า

20 สิงหาคม 2569 เวลา 11:30 น.

รัฐบาลใช้ข้อมูลดาวเทียม GISTDA จำลองน้ำท่วมเมืองน่าน ช่วยประเมินพื้นที่เสี่ยง–วางแผนอพยพล่วงหน้า

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้านำข้อมูลภูมิสารสนเทศและเทคโนโลยีดาวเทียมมาใช้ประเมินและจำลองสถานการณ์ภัยพิบัติล่วงหน้า ล่าสุด สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ได้จัดทำภาพแบบจำลองสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน** กรณีระดับน้ำที่สถานี N.1 บริเวณหน้าสำนักงานป่าไม้ ตำบลในเวียง เพิ่มขึ้นถึงระดับ 201.50 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) โดยล่าสุดเวลา 22.00 น. ระดับน้ำที่สถานี N.1 สูงเกิน 200 ม.รทก.แล้ว

ภาพแบบจำลองดังกล่าวแสดงให้เห็นพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง หากระดับน้ำแตะเกณฑ์ 201.50 ม.รทก. พร้อมใช้เฉดสีประเมินความลึกของน้ำในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานสามารถอ่านข้อมูลได้ง่าย โดยสีฟ้าอ่อนแสดงระดับน้ำต่ำกว่า 0.5–1 เมตร สีฟ้าถึงน้ำเงิน 1–3 เมตร สีน้ำเงินเข้มถึงกรมท่า 3–5 เมตร และสีแดงเข้มมากกว่า 5 เมตร ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ตามแนวร่องน้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่ง

นอกจากนี้ แผนที่ยังระบุข้อมูลสำคัญในพื้นที่ ทั้งเส้นทางคมนาคม แหล่งน้ำ อาคารบ้านเรือน โรงเรียน และโรงพยาบาล ทำให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการประเมินว่าพื้นที่ใดมีความเสี่ยง การเลือกเส้นทางที่ควรหลีกเลี่ยง การขนย้ายประชาชนและทรัพย์สินขึ้นสู่ที่สูง รวมถึงการวางแผนอพยพและช่วยเหลือผู้ประสบภัยล่วงหน้า

“ภาพจำลองนี้ทำให้ประชาชนเห็นข้อมูลที่สำคัญต่อการตัดสินใจได้ชัดเจนขึ้นว่า หากระดับน้ำเพิ่มขึ้นถึงจุดที่กำหนด พื้นที่ใดอาจได้รับผลกระทบและมีระดับน้ำประมาณเท่าใด เพื่อใช้ประกอบการเตรียมตัวและตัดสินใจอพยพได้ล่วงหน้า ไม่ต้องรอให้สถานการณ์เกิดขึ้นแล้วจึงค่อยดำเนินการ” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า การนำข้อมูลดาวเทียมและภูมิสารสนเทศมาใช้ในครั้งนี้ เป็นตัวอย่างของแนวทางที่รัฐบาลกำลังผลักดันภายใต้การพัฒนา “Digital Twin Thailand” หรือฝาแฝดดิจิทัลประเทศไทย ซึ่งมุ่งยกระดับจากการใช้แผนที่เพื่อดูว่า “อะไรอยู่ตรงไหน” ไปสู่การใช้ข้อมูลเพื่อจำลองว่า “หากเกิดเหตุการณ์ขึ้น จะเกิดอะไรตามมา” เพื่อให้ภาครัฐและประชาชนสามารถเตรียมการและตัดสินใจได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น

ทั้งนี้ ภาพดังกล่าวเป็นแบบจำลองเพื่อใช้ประกอบการประเมินสถานการณ์ ไม่ใช่การยืนยันว่าพื้นที่ทั้งหมดตามแบบจำลองจะเกิดน้ำท่วมจริง ประชาชนจึงควรใช้ข้อมูลดังกล่าวประกอบการเตรียมความพร้อม ควบคู่กับการติดตามระดับน้ำและประกาศแจ้งเตือนจากหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถติดตามข้อมูลภัยพิบัติเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ GISTDA เพื่อใช้ประกอบการเฝ้าระวัง เตรียมพร้อม และวางแผนอพยพให้ทันต่อสถานการณ์

GISTDAน่านน้ำท่วมแนวหน้าออนไลน์

อนุทิน ย้ำ! พร้อมรับมือศึกซักฟอก บอกถ้าฮั้ว สว. มีจริง น่ารังเกียจ แต่ยืนยันไม่เกี่ยวข้อง

20 สิงหาคม 2569 เวลา 11:22 น.

20 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ระหว่างภารกิจเยือนออสเตรเลีย กรณีฝ่ายค้านจะอื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า ไม่มีปัญหาสามารถชี้แจงได้ในทุกประเด็น คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลทุกคนมีความพร้อมที่จะตอบข้อสงสัย และอธิบายให้ประชาชนรับทราบผ่านช่องทางของสภาฯ รัฐบาลโปร่งใสในการดำเนินการทุกโครงการตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งทุกโครงการล้วนก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มเป็นการนำภาษีที่ได้จากการค้าขายของประชาชนมาเร่งพัฒนาต่อยอดสร้างโอกาสและสร้างรายได้กลับคืนสู่ประชาชนอย่างแท้จริง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อครหาฮั้ว สว.ที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน จะนำมาอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย ทั้งที่รัฐบาลเคยชี้แจงมาตลอดว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนที่รัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาบริหารประเทศ นายอนุทินกล่าวว่า ตนได้พูดชัดเจนไปแล้วว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับวุฒิสภา รัฐบาลกับวุฒิสภาถือเป็นคนละสถาบันกันวุฒิสภาอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติ เราไม่ก้าวก่ายหรือล่วงล้ำข้ามแดนอำนาจกันและกันอยู่แล้ว เรื่องการใช้คำว่า ฮั้ว สว.มันเป็นเจตนารมณ์ของผู้ที่ต้องการจะกล่าวให้ร้ายกระบวนการนี้ ซึ่งตนก็เป็นคนหนึ่งที่ถือว่า ถ้ามีการฮั้วกันจริงก็เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ แต่พวกตนไม่ได้เกี่ยวข้อง รัฐบาลเข้ามาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ และรัฐมนตรีแต่ละคนได้รับการพิจารณา ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง มีการถวายสัตย์ มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนที่จะมาบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้นส่วนที่ตอบได้ก็ตอบ ส่วนที่ไม่รู้ไม่เห็นไม่เกี่ยว ก็ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรไปตอบ แต่ยืนยันว่าเรื่อง ฮั้ว สว.ไม่มีอะไรต้องความกังวลเพราะไม่ใช่เรื่องการทำงานของรัฐบาล หากฝ่ายค้านอภิปรายผลงานรมต.พร้อมตอบ

นายอนุทิน กล่าวว่า หากฝ่ายค้านตั้งคำถามในเรื่องผลงาน รัฐมนตรีที่รับผิดชอบก็พร้อมลุกขึ้นตอบทันที เช่น หากเป็นเรื่องนโยบาย AI นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก็จะเป็นผู้ตอบ หากเป็นเรื่องเงินกู้ พ.ร.บ.งบประมาณ หรือจีดีพีเศรษฐกิจ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ก็พร้อมชี้แจง หรือหากมีความสงสัยเรื่องการเจรจาความมั่นคงและสนธิสัญญาต่างๆ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้องก็พร้อมที่จะให้ความกระจ่างแก่พี่น้องประชาชนในทุกด้าน

อนุทินชาญวีรกูล,นายกรัฐมนตรี,ด่านตรวจ,ยาเสพติด,

ปกรณ์ เล็งชง ครม. แก้ พ.ร.บ.อาวุธปืน กลาง ก.ย. ชี้นิรโทษไม่ตรงจุด ยัน มท.ค้านซื้อคืน เหตุใช้งบสูง

20 สิงหาคม 2569 เวลา 10:56 น.

“ปกรณ์”เล็งนำร่าง กม.อาวุธปืนฉบับแก้ไข เข้า ครม.กลางเดือน ก.ย. ชี้นิรโทษปืนไม่ค่อยได้ผล เหตุไม่ได้รื้อระบบ รับ มท.ไม่เห็นด้วย แนวคิดซื้อปืนคืน ใช้งบสูง

20 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อาวุธปืนว่า การแก้ไขปัญหาจะแก้ไขกฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ อย่าลืมว่า ประเทศไทยมีพรมแดนที่ติดกับเพื่อนบ้านทั้งทางบก ทางทะเล ซึ่งภายในประเทศเพื่อนบ้านสถานการณ์ไม่เรียบร้อย จึงมีการเล็ดรอดของอาวุธเข้ามาในประเทศไทย ส่วนกฎหมายอาวุธปัจจุบันใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2490 ซึ่ง พ.ร.บ.อาวุธปืนฉบับเก่าจะครอบคลุมที่นำเข้าอย่างถูกกฎหมาย แต่มีช่องโหว่

นายปกรณ์ กล่าวว่า ปืนมี 2 ส่วนคือ ปืนที่ชอบด้วยกฎหมาย และปืนเถื่อน ส่วนเรื่องที่ต้องแก้ไขคือ เรื่องอาวุธปืนที่นำเข้าโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยจะต้องมีการปฏิรูประบบปืนเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงทั้งระบบ เนื่องจากที่ผ่านมาต่างคนต่างอนุญาต แม้ก่อนหน้านี้จะพยายามพัฒนาระบบทะเบียนปืนจากส่วนกลาง แต่ยังไม่สมบูรณ์และยังไม่เชื่อมโยง ไม่มีระบบตรวจสอบติดตามที่ดี ในส่วนของร้านปืน กฎหมายไม่ได้เขียนให้ร้านปืนต้องร่วมรับผิดชอบในการดูแล

นายปกรณ์ กล่าวด้วยว่า ปืนที่มีทะเบียนส่วนใหญ่มักไม่มีปัญหา แต่ปัญหาคือ พวกที่มีปืนที่มิชอบด้วยกฎหมายแล้วเอาไปใช้ แม้จะมีการออกใบอนุญาตซื้ออาวุธปืนแล้วแต่ไม่เอาไปขึ้นทะเบียน การขอมีและใช้อาวุธปืน ปืนนั้นก็จะกลายเป็นปืนเถื่อน ปืนเถื่อนมี 3 ประเภทคือ 1.ปืนและเครื่องกระสุนที่ลักลอบนำเข้าตามชายแดน 2.ปืนที่ซื้อโดยชอบแต่ไม่ได้ขอขึ้นทะเบียน และ3.ปืนไทยประดิษฐ์ นอกจากนี้ จะต้องควบคุมสนามยิงให้เข้มข้นด้วย ต้องไปด้วยกันทั้งระบบ ซึ่งตอนนี้ระบบควบคุมยังไม่มี ในส่วนของสนามยิงปืนอยู่ในการดูแลของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ดังนั้น จึงจำเป็นจะต้องมาทบทวนกันใหม่ สิ่งที่กระทรวงมหาดไทยเสนอมาและหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกาคือ ต้องควบคุมปืนในระบบให้ดีผ่านการรื้อระบบ การขึ้นทะเบียนอนุญาต การควบคุมการเล่นปืนหรือใช้ปืน เป็นการป้องกันรอยรั่ว จากนั้นจะต้องดูว่า ของที่มีอยู่จะต้องทำอย่างไร โดยจะมีมาตรการให้นำอาวุธปืนมามอบให้ทางราชการโดยไม่ต้องรับโทษหากไม่แน่ใจว่า ปืนนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นมาตรการที่คล้ายนิรโทษ ซึ่งมาตรการนี้ทำมาแล้วหลายครั้ง ที่ผ่านมาได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง ซึ่งเหตุที่ไม่ได้ผลเพราะไม่ได้มีการรื้อระบบ ส่วนเรื่องการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดคือ การตรวจตราอาวุธปืนและเครื่องกระสุนที่จะลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน

นายปกรณ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ที่จะเกิดขึ้นคือ ผู้ค้าปืน ระบบอนุญาตปืน และเรื่องสนามยิงปืนที่จะต้องถูกควบคุมอย่างเข้มข้น ส่วนแนวคิดเรื่องการซื้ออาวุธปืนคืนนั้น อยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงมหาดไทยและคณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะต้องใช้งบประมาณสูง และหากรับซื้อในราคาที่ต่ำกว่าราคาจริง อาจจะทำให้เขารู้สึกเสียดายและไม่นำมาคืน และกระทรวงมหาดไทยเสนอว่า ให้นำปืนมาคืนดีกว่า ใช้งบประมาณไปซื้อคืนไม่ไหว เพราะใช้งบประมาณจำนวนมาก ส่วนปืนทหารและตำรวจที่ใช้ในราชการนั้น มีมาตรการป้องกันการรั่วไหลอยู่แล้ว แต่ไม่ได้การันตีว่าจะป้องกันได้ 100% แต่เป็นแนวปฏิบัติที่ดี สามารถใช้มาตรการทางบริหารได้

รองนายกฯ กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนการแก้ไขกฎหมาย หลังจากรับฟังความเห็นผ่านระบบกฎหมายกลางจนถึงวันที่ 10 ก.ย.นี้แล้ว จะยกร่างกฎหมายแล้วนำไปรับฟังความเห็นอีกครั้ง และนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งตามมาตรา 19 ตาม พ.ร.บ.หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมาย คือรีบเสนอ ครม.ได้เลย โดยคาดว่าน่าจะสามารถนำร่างกฎหมายเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ได้ประมาณกลางเดือน ก.ย.นี้

ปกรณ์นิลประพันธ์,อาวุธปืน,พรบอาวุธปืน,

ยกเลิกประชุมสภากลาโหม บิ๊กดุลย์ ลุยน่าน เร่งระดมทหารช่วยน้ำท่วม สั่งทุกหน่วยเข้าช่วยเต็มกำลัง

20 สิงหาคม 2569 เวลา 08:39 น.

ยกเลิกประชุมสภากลาโหม บิ๊กดุลย์ ลุยน่าน เร่งระดมทหารช่วยน้ำท่วม สั่งทุกหน่วยเข้าช่วยเต็มกำลัง ย้ำดูแลประชาชน ยึดความปลอดภัยเป็นหลัก

20 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 06.00 น. พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายพื้นที่

พล.ท.อดุลย์ ได้กำชับกำลังพลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ผนึกกำลังและบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างเต็มกำลัง ทั้งการอพยพประชาชน การขนย้ายสิ่งของจำเป็น และการสนับสนุนภารกิจด้านบรรเทาสาธารณภัยตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เน้นย้ำให้ กำลังฝึกทุกรายที่ลงพื้นที่ในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่เป็นอันดับแรก พร้อมประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องและปรับแผนการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหม ได้แจ้งเลื่อนการประชุมสภากลาโหมวันนี้ เวลา 14.00 น.ออกไปก่อน

อดุลย์บุญธรรมเจริญ,บิ๊กดุลย์,น่าน,น้ำท่วมน่าน,

เอ็ดดี้ ร่ายเป็นฉากๆ ปี 62 สมศักดิ์ เจาะรูรอทักษิณ – เล่าต๋า ได้อนิสงส์ หรือไม่!?

20 สิงหาคม 2569 เวลา 08:37 น.

เอ็ดดี้ ร่ายเป็นฉากๆ ปี 62 สมศักดิ์ เจาะรูรอทักษิณ – เล่าต๋า ได้อนิสงส์ หรือไม่!?

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “ตำรวจจับ อัยการส่งฟ้อง ศาลตัดสิน ราชทัณฑ์ปล่อยตัว

“ปี 62 สมศักดิ์เจาะรูรอทักษิณ – เล่าต๋า ได้อนิสงส์! หรือไม่?“ หลังศาลปิดคดี ใครเป็นคนกำหนดว่านักโทษจะติดคุกจริงกี่วัน?

หนึ่ง ระบบราชทัณฑ์ของไทยมีอำนาจบริหารโทษหลังคำพิพากษาจริง และปัญหาตรงนี้ควรถูกตั้งคำถามอย่างจริงจัง

พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 ซึ่งออกก่อนสมศักดิ์ เทพสุทินเป็น รมว.ยุติธรรม ได้วางกลไกเรื่องลดวันต้องโทษและพักการลงโทษไว้แล้ว โดยมาตรา 52(7) เปิดทางให้พักการลงโทษเมื่อรับโทษมาแล้วตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

ดังนั้น การพูดว่า “ศาลตัดสินจำคุก แต่จำนวนวันที่คนหนึ่งอยู่ในเรือนจำจริง อาจแตกต่างจากคำพิพากษามาก เพราะยังมีกระบวนการบริหารโทษอีกชั้นหนึ่ง”

อันนี้ถูกต้อง และผมคิดว่าเป็นประเด็นใหญ่กว่าคดีเล่าต๋าด้วยซ้ำ

แต่คำว่า “ตำรวจจับ ศาลตัดสิน ราชทัณฑ์ปล่อย” เป็นวาทกรรมที่แรงและเข้าใจง่าย แต่ในทางกฎหมายยังไม่ครบ เพราะราชทัณฑ์ไม่ได้มีอำนาจลบคำพิพากษาศาลตามใจ เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ. กฎกระทรวง พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ และกระบวนการพักโทษต่าง ๆ

ปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ใช่ “ราชทัณฑ์ใหญ่กว่าศาล” แต่คือ “กฎหมายว่าด้วยการบริหารโทษหลังคำพิพากษา เปิดช่องให้ผลของคำพิพากษาถูกลดทอนลงมากเกินไปหรือไม่?”

สอง ถ้าจะชี้ไปที่ยุคสมศักดิ์ ต้องชี้ให้ถูกฉบับ

กฎกระทรวง พ.ศ. 2562 ที่สมศักดิ์ลงนามวันที่ 27 ธันวาคม 2562 จริง ๆ แล้วไม่ได้เปิดกว้างเสียทีเดียว ในเรื่องพักโทษกรณีปกติ ข้อ 41 กำหนดว่า ต้องเป็นนักโทษที่ต้องโทษจำคุก “เป็นครั้งแรก” และข้อ 42 ยังแบ่งตามชั้นนักโทษ ตั้งแต่ชั้นดีขึ้นไป โดยให้พักได้สูงสุดแตกต่างกันตั้งแต่ 1/5 ถึง 1/3 ของกำหนดโทษ

จุดเปลี่ยนที่น่าสนใจกว่าคือ ปี 2564

กฎกระทรวงฉบับที่ 2 ซึ่งสมศักดิ์ลงนามเช่นกัน ยกเลิกข้อ 41 ไปเลย หมายความว่าเงื่อนไข “ต้องโทษจำคุกครั้งแรก” หายไป และแก้ข้อ 42 ให้นักโทษตั้งแต่ “ชั้นกลางขึ้นไป” สามารถได้รับพักการลงโทษได้ไม่เกินหนึ่งในสามของกำหนดโทษ

นี่ต่างหากที่ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ควรขุดต่อ เพราะมันเป็น “การขยายประตู” อย่างเป็นรูปธรรม

จากเดิม

นักโทษครั้งแรก + ชั้นดีขึ้นไป กลายเป็น นักโทษตั้งแต่ชั้นกลางขึ้นไป และไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นการติดคุกครั้งแรก

ผมจะไม่เริ่มด้วยข้อกล่าวหาว่า “ปี 62 สมศักดิ์เจาะรูรอทักษิณ”

แต่ผมจะถามว่า “เหตุใดปี 2564 กระทรวงยุติธรรมจึงขยายสิทธิพักโทษอย่างมีนัยสำคัญ ใครเสนอ เหตุผลในเอกสารประกอบคืออะไร และผลในทางปฏิบัติหลังจากนั้นตกแก่ผู้ต้องขังประเภทใดบ้าง?”

และมีข้อเท็จจริงที่น่าสนใจมากคือ เมื่อทักษิณได้รับการพิจารณาพักโทษในปี 2569 กรมราชทัณฑ์ระบุเองอย่างชัดเจนว่า ใช้ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ มาตรา 52(7) ประกอบกฎกระทรวง พ.ศ. 2562 และฉบับแก้ไข พ.ศ. 2564 โดยทักษิณเข้าเกณฑ์เมื่อรับโทษครบ 2 ใน 3 และสามารถพักโทษได้ไม่เกิน 1 ใน 3

ฉะนั้นเราพูดได้เต็มปากว่า “กฎชุดนี้ภายหลังถูกนำมาใช้กับทักษิณจริง”

แต่ยังพูดไม่ได้ว่า “กฎชุดนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อทักษิณ”

เพราะไม่มีหลักฐาน!

สาม – กรณี “เล่าต๋า” ไม่ได้ตรงกับประเด็นข้างต้นเสียทั้งหมด กรมราชทัณฑ์ชี้แจงว่า เล่าต๋าถูกควบคุมตั้งแต่ 11 ตุลาคม 2559 และคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกตลอดชีวิตในเดือนธันวาคม 2562 จากนั้นได้รับพระราชทานอภัยโทษรวม 6 ครั้งในปี 2563, 2564, 2568 และ 2569 จนโทษลดลง ประกอบกับเกณฑ์สำหรับผู้ต้องขังอายุเกิน 70 ปี ทำให้กำหนดโทษสุทธิลดลง และได้รับการปล่อยตัวเมื่อ 14 สิงหาคม 2569

แปลว่า “เครื่องยนต์หลัก” ที่ทำให้โทษตลอดชีวิตของเล่าต๋าหดลงอย่างมหาศาล คือกระบวนการพระราชทานอภัยโทษหลายครั้งประกอบกับเกณฑ์การลดโทษ ไม่ใช่เพียงกฎพักโทษ พ.ศ. 2562–2564 อย่างเดียว

ที่น่าสนใจคือ รมว.ยุติธรรมคนปัจจุบันเองยอมรับหลังกรณีเล่าต๋าว่า หลักเกณฑ์บางส่วนมีปัญหาและ “ไม่เหมาะสม” และตั้งคณะทำงานทบทวน ขณะที่ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามระเบียบที่มีอยู่

ตรงนี้ต่างหากคือหลักฐานแรงมาก เพราะฝ่ายบริหารปัจจุบันกำลังยอมรับเองว่า “ตัวระบบมีช่องโหว่”

ดังนั้น สิ่งที่ผมคิดว่า สิ่งที่ผมจับประเด็นได้ ไม่ใช่เฉพาะ “สมศักดิ์ทำเพื่อทักษิณหรือไม่” แต่เป็นเรื่องใหญ่กว่านั้นมาก

ศาลพิพากษา “จำคุกตลอดชีวิต” หรือ “จำคุก 20 ปี” เพื่อสะท้อนความร้ายแรงของความผิด แต่หลังจากคำพิพากษา มีทั้งการจัดชั้นนักโทษ ลดวันต้องโทษ พักโทษ พักโทษกรณีพิเศษ พระราชทานอภัยโทษ และเกณฑ์ผู้สูงอายุ ซึ่งสามารถซ้อนกันหลายชั้นได้

คำถามคือ เมื่อสิทธิเหล่านี้ซ้อนกันจน “จำคุกตลอดชีวิต” ในทางปฏิบัติอาจเหลือไม่ถึงสิบปี ระบบยังรักษาความหมายของคำพิพากษาศาล สัดส่วนระหว่างความผิดกับโทษ และความปลอดภัยของสังคมไว้ได้หรือไม่?

“หลังศาลปิดคดี ใครเป็นคนกำหนดว่านักโทษจะติดคุกจริงกี่วัน?”

ถ้าขุดเรื่องนี้ ผมคิดว่าเราจะเจอ “ระบบ” ที่น่าสนใจกว่าการไล่เฉพาะทักษิณหรือเล่าต๋ามาก

กรมราชทัณฑ์ทักษิณอนุทินเล่าต๋าเอ็ดดี้แนวหน้าออนไลน์