ฝรั่งเศสสั่งแบน “ทูตสหรัฐฯ” ห้ามเข้าพบรัฐบาล ไม่ชี้แจงกรณีแทรกแซงการเมืองภายใน

ฝรั่งเศสสั่งแบน "ทูตสหรัฐฯ" ห้ามเข้าพบรัฐบาล ไม่ชี้แจงกรณีแทรกแซงการเมืองภายใน

24 ก.พ. 2569 16:20 น.

ฝรั่งเศสสั่งแบน “ทูตสหรัฐฯ” ห้ามเข้าพบรัฐบาล ไม่ชี้แจงกรณีแทรกแซงการเมืองภายใน

นายชาร์ลส์ คุชเนอร์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำฝรั่งเศส ถูกสั่งห้ามเข้าพบสมาชิกรัฐบาลฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ หลังจากที่เขาไม่ได้เดินทางมายังกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อชี้แจงกรณีสถานทูตสหรัฐฯ แสดงความเห็นต่อเหตุสังหารนักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัดในฝรั่งเศส ซึ่งถูกมองว่าเป็นเรื่องการเมืองภายในประเทศ

การเรียกตัวดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นายคุชเนอร์ชี้แจงกรณีที่สถานทูตสหรัฐฯ แสดงความคิดเห็นต่อการเสียชีวิตของนายเกวนติน เดอรองก์ นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัดชาวฝรั่งเศสที่ถูกรุมทำร้ายจนเสียชีวิตในการปะทะกับกลุ่มที่อ้างว่าเป็นนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายจัด ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างความตกตะลึงไปทั่วประเทศและถูกขนานนามว่าเป็น “เหตุการณ์ชาร์ลี เคิร์ก แห่งฝรั่งเศส” 

สถานทูตสหรัฐฯ ในฝรั่งเศส และสำนักงานต่อต้านการก่อการร้ายของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความผ่าน X ระบุว่ากำลังจับตาดูคดีนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมเตือนว่า “ลัทธิซ้ายจัดหัวรุนแรงกำลังพุ่งสูงขึ้น” และควรได้รับการปฏิบัติในฐานะภัยคุกคามต่อความปลอดภัยสาธารณะ

ด้านแหล่งข่าวทางการทูตฝรั่งเศสระบุว่า “หลังการเผยแพร่ความเห็นของสถานทูตสหรัฐฯ ต่อโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเรื่องของการถกเถียงสาธารณะภายในชาติ และเราปฏิเสธที่จะปล่อยให้เรื่องนี้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง ท่านทูตชาร์ลส์ คุชเนอร์ จึงถูกเรียกตัวมายังกระทรวงในวันนี้ แต่เขาไม่ปรากฏตัว”

แหล่งข่าวระบุเพิ่มเติมว่า “เมื่อต้องเผชิญกับความเข้าใจผิดอย่างชัดเจนต่อความคาดหวังพื้นฐานในบทบาทของทูตผู้มีเกียรติที่เป็นตัวแทนประเทศ รัฐมนตรีจึงมีคำสั่งไม่ให้เขาเข้าถึงสมาชิกของรัฐบาลฝรั่งเศสโดยตรงอีกต่อไป”

ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สองที่นายคุชเนอร์เพิกเฉยต่อการเรียกตัวของทางการฝรั่งเศส เมื่อเดือนสิงหาคม 2025 เขาเคยถูกเรียกตัวให้มาชี้แจงหลังจากแสดงความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อชาวยิวในฝรั่งเศส พร้อมทั้งวิจารณ์ทางการฝรั่งเศสว่าดำเนินการรับมือเรื่องนี้ไม่เพียงพอ

การสั่งแบนครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับความตึงเครียดทางการทูตระหว่างพันธมิตรเก่าแก่อย่างสหรัฐฯ และฝรั่งเศส ภายใต้การนำของรัฐบาลชุดปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ.

ที่มา Reuters

ปมสัมพันธ์ชู้สาว สาเหตุ “เอล เมนโช” ถึงจุดจบ ถูกทางการเม็กซิโกวิสามัญ

ปมสัมพันธ์ชู้สาว สาเหตุ "เอล เมนโช" ถึงจุดจบ ถูกทางการเม็กซิโกวิสามัญ

24 ก.พ. 2569 15:43 น.

ปมสัมพันธ์ชู้สาว สาเหตุ “เอล เมนโช” ถึงจุดจบ ถูกทางการเม็กซิโกวิสามัญ

ทางการเม็กซิโกเปิดเผยถึงรายละเอียดของปฏิบัติการซุ่มโจมตีที่เป็นเหตุให้นายเนเมซิโอ โอเซเกรา เซร์บันเตส หรือที่รู้จักกันในนาม “เอล เมนโช” (El Mencho) ราชายาเสพติด หัวหน้าแก๊ง “ฮาลิสโก นิว เจนเนอเรชัน” (CJNG) เสียชีวิต โดยระบุว่าเบาะแสสำคัญมาจากคนสนิทของหญิงที่มี “ความสัมพันธ์เชิงชู้สาว” ของเขาเอง

ริคาร์โด เตรบียา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า ข้อมูลจากคนใกล้ชิดของหญิงคู่นัดคนหนึ่งของเอล เมนโช ช่วยให้เจ้าหน้าที่วางแผนบุกจู่โจมฐานที่มั่นในเมืองทาปัลปา รัฐฮาลิสโก ได้อย่างรวดเร็ว

ปฏิบัติการเริ่มต้นขึ้นในช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ (22 ก.พ.) โดยกองกำลังพิเศษของเม็กซิโกบุกเข้าล้อมบ้านพักในเขตป่าละเมาะ เกิดการยิงปะทะกันอย่างรุนแรงจนลุกลามไปยังกลุ่มบ้านพักในป่า ส่งผลให้เอล เมนโช และบอดี้การ์ด 2 คนได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตระหว่างการลำเลียงทางเฮลิคอปเตอร์เพื่อส่งตัวไปยังกรุงเม็กซิโกซิตี้ ส่วนยอดผู้เสียชีวิตรวมอยู่ที่อย่างน้อย 62 ราย เป็นเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์ชาติ 25 นาย และสมาชิกแก๊งคาร์เทล 34 ราย เจ้าหน้าที่สามารถยึดปืนไรเฟิลพร้อมเครื่องยิงลูกระเบิด, เครื่องยิงจรวด และเครื่องยิงลูกโม่ 

หลังข่าวการเสียชีวิตแพร่สะพัด กลุ่มผู้ภักดีต่อแก๊งดังกล่าวได้ก่อเหตุรุนแรงเพื่อตอบโต้ในกว่า 12 รัฐ มีการตั้งสิ่งกีดขวางบนถนนถึง 85 จุด และเผารถยนต์รวมถึงร้านสะดวกซื้อกว่า 200 แห่ง

ด้าน “เอล ตูลิ” (El Tuli) มือขวาและหัวหน้าฝ่ายการเงินของเอล เมนโช ซึ่งถูกสังหารในเหตุปะทะระหว่างการจับกุมเช่นกัน ได้ระบุค่าหัวเจ้าหน้าที่ทหารไว้ที่ 20,000 เปโซ (ราว 40,000 บาท) เพื่อกระตุ้นให้สมาชิกแก๊งสังหารเจ้าหน้าที่

เหตุรุนแรงส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมในรัฐฮาลิสโก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตอิเล็กทรอนิกส์, เกษตรกรรม เช่น อะโวคาโด, เบอร์รี่ และเตกีลา สายการบินต่าง ๆ ยกเลิกเที่ยวบินในวันอาทิตย์ หุ้นของสายการบิน Volaris และผู้ให้บริการสนามบินร่วงลงกว่า 4% ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติในเมืองตากอากาศชื่อดังอย่าง ‘เปอร์โต วัลลาร์ตา’ ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ระทึกขวัญ ขณะเดินทางไปสนามบินท่ามกลางซากรถที่ถูกเผาทำลาย

ประธานาธิบดีคลอเดีย เชนบาม ยืนยันว่าปฏิบัติการครั้งนี้เม็กซิโกเป็นผู้นำเอง โดยได้รับการสนับสนุนด้านข่าวกรองจากสหรัฐฯ แต่ไม่มีกำลังทหารสหรัฐฯ เข้าร่วม

การสังหารเอล เมนโช ซึ่งมีค่าหัวจากสหรัฐฯ สูงถึง 15 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของรัฐบาลเม็กซิโกภายใต้ความกดดันจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียเรียกร้องให้เม็กซิโก “ยกระดับความพยายาม” ให้มากขึ้น ขณะที่เม็กซิโกสวนกลับขอให้สหรัฐฯ ช่วยควบคุมการลักลอบขายอาวุธผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นต้นตอของคลังอาวุธของแก๊งค้ายา โดยพบว่าอาวุธกว่า 70% ในเม็กซิโกมีที่มาจากสหรัฐฯ.

ที่มา Reuters

ภาษีนำเข้า “ทรัมป์” 10% ทั่วโลก มีผลบังคับใช้แล้ว

ภาษีนำเข้า "ทรัมป์" 10% ทั่วโลก  มีผลบังคับใช้แล้ว

24 ก.พ. 2569 15:01 น.

ภาษีนำเข้า “ทรัมป์” 10% ทั่วโลก มีผลบังคับใช้แล้ว

ภาษีนำเข้าครั้งใหม่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีผลบังคับใช้ในอัตรา 10% ทั่วโลกแล้ว หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อสกัดมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ที่เขาประกาศใช้ก่อนหน้านี้ ด้านนานาชาติเตรียมมาตรการตอบโต้

เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังคำตัดสิน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารบังคับใช้ภาษีศุลกากร 10% ทั่วโลก มีผลวันที่ 24 ก.พ. เพื่อแก้ปัญหาขาดดุลการค้า หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ เพิ่งมีคำสั่งยับยั้งการใช้อำนาจฉุกเฉินเก็บภาษีวงกว้างไปเพียงไม่กี่วัน

รัฐบาลของทรัมป์ได้เปลี่ยนมาใช้ช่องทางตามมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติการค้าปี 1974  ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษีได้เป็นเวลา 150 วัน โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส โดยให้เหตุผลในคำสั่งฝ่ายบริหารว่า มาตรการชั่วคราวนี้มีเป้าหมายเพื่อ “แก้ไขปัญหาการชำระเงินระหว่างประเทศขั้นพื้นฐาน และเพื่อปรับสมดุลความสัมพันธ์ทางการค้าให้เกิดประโยชน์แก่แรงงาน เกษตรกร และผู้ผลิตในอเมริกา”

อย่างไรก็ตาม แม้ทรัมป์จะขู่ว่าจะปรับเพิ่มอัตราภาษีเป็น 15% ในภายหลัง แต่ในขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งอย่างเป็นทางการในการปรับเพิ่มอัตราดังกล่าว 

ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีมติ 6 ต่อ 3 เสียง ชี้ขาดว่าประธานาธิบดีใช้อำนาจเกินขอบเขตในการเรียกเก็บภาษีทั่วโลกเมื่อปีที่แล้ว ผ่านพระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศปี 1977 (IEEPA) ซึ่งทรัมป์ได้ออกมาวิจารณ์คำตัดสินนี้อย่างรุนแรงว่า “ไร้สาระ เขียนมาได้แย่ และเป็นการกระทำที่ต่อต้านอเมริกาอย่างยิ่ง”

แม้ทรัมป์จะอ้างว่าภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือจำเป็นในการลดการขาดดุลการค้า แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมากลับพบว่าการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยขยายตัวขึ้นอีก 2.1% เมื่อเทียบกับปี 2024 แตะระดับประมาณ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 37.3 ล้านล้านบาท) ขณะที่รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA เดิมไปแล้วอย่างน้อย 1.3 แสนล้านดอลลาร์

การประกาศเก็บภาษีครั้งล่าสุดนี้ส่งผลให้หลายประเทศทั่วโลกเริ่มประเมินท่าทีและข้อตกลงทางการค้าใหม่ โดยสหราชอาณาจักรระบุว่า “ไม่มีมาตรการตอบโต้ใดที่ถูกตัดออกจากการพิจารณา” หากสหรัฐฯ ไม่เคารพข้อตกลงทางการค้าที่ทำไว้ พร้อมเสริมว่า “ไม่มีใครอยากให้เกิดสงครามการค้า” ส่วนสหภาพยุโรป ประกาศระงับการให้สัตยาบันในข้อตกลงทางการค้าที่เพิ่งตกลงกันได้เมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ด้านอินเดียประกาศเลื่อนการเจรจาเพื่อหาข้อสรุปในข้อตกลงฉบับล่าสุดออกไปก่อน

ทางด้านทรัมป์ยังได้ทิ้งท้ายด้วยคำขู่ว่า จะเพิ่มภาษีให้สูงขึ้นไปอีกสำหรับประเทศที่ “เล่นตุกติก” กับข้อตกลงทางการค้าที่เพิ่งเกิดขึ้น.

ที่มา BBC

“ร็อบ เยตเทน” สาบานตนรับตำแหน่งนายกฯ หนุ่มหล่ออายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เนเธอร์แลนด์

 "ร็อบ เยตเทน" สาบานตนรับตำแหน่งนายกฯ หนุ่มหล่ออายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เนเธอร์แลนด์

24 ก.พ. 2569 14:16 น.

“ร็อบ เยตเทน” สาบานตนรับตำแหน่งนายกฯ หนุ่มหล่ออายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เนเธอร์แลนด์

“ร็อบ เยตเทน” วัย 38 ปี จากพรรคเดโมแครตส์ 66 ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ กลายเป็นนายกฯ อายุน้อยที่สุดของประเทศ พร้อมภารกิจหนักนำรัฐบาลเสียงข้างน้อยฝ่าด่านฝ่ายค้าน

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 นายร็อบ เยตเทน วัย 38 ปี สาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์อย่างเป็นทางการ หลังพรรคเดโมแครตส์ 66 (Democrats 66) ของเขาชนะการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน

รายงานข่าวระบุว่า พรรคของนายเยตเทนได้จัดตั้งรัฐบาลผสม 3 พรรค ร่วมกับพรรคประชาชนเพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตย (People’s Party for Freedom and Democracy) อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดใหม่เป็น “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” ครองที่นั่งเพียง 66 จากทั้งหมด 150 ที่นั่งในสภา ซึ่งหมายความว่า ทุกครั้งที่ผลักดันวาระสำคัญ นายเยตเทนจำเป็นต้องเจรจาและขอเสียงสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้าน ทำให้เส้นทางบริหารประเทศเต็มไปด้วยความท้าทายทางการเมือง

โดยนอกจากสร้างสถิติเป็นนายกรัฐมนตรีอายุน้อยที่สุดของประเทศแล้ว นายเยตเทนยังเป็นนายกรัฐมนตรีที่เปิดเผยตัวว่าเป็นเกย์คนแรกของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความหลากหลายทางเพศในประเทศที่ออกกฎหมายรับรองการสมรสเพศเดียวกันเป็นชาติแรกของโลกตั้งแต่ปี 2544 

ขณะเดียวกัน การเข้ารับตำแหน่งของนายเยตเทนยังัได้รับการจับตามองทั้งในมิติการเมืองภายในประเทศ และภาพลักษณ์ความก้าวหน้าด้านสิทธิมนุษยชนของเนเธอร์แลนด์บนเวทีโลก.

ที่มา DW.com

สีหศักดิ์ ให้สัมภาษณ์สื่อฝรั่งเศส ตอบโต้ ฮุน มาเนต กล่าวหาไทยวางตู้คอนเทนเนอร์ล้ำเขตแดน

สีหศักดิ์ ให้สัมภาษณ์สื่อฝรั่งเศส ตอบโต้ ฮุน มาเนต กล่าวหาไทยวางตู้คอนเทนเนอร์ล้ำเขตแดน

24 ก.พ. 2569 14:12 น.

สีหศักดิ์ ให้สัมภาษณ์สื่อฝรั่งเศส ตอบโต้ ฮุน มาเนต กล่าวหาไทยวางตู้คอนเทนเนอร์ล้ำเขตแดน

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของไทยให้สัมภาษณ์กับ France 24  ในระหว่างเดินทางเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ตอบโต้ข้อกล่าวหาของฮุน มาเนต ที่อ้างไทยวางคอนเทนเนอร์ล้ำแดน

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของไทยตอบทุกคำถามกับ France 24  ในระหว่างการเดินทางเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ตอบโต้สารพัดข้อกล่าวหาที่ ฮุน มาเนต บิดเบือนให้สัมภาษณ์กับสื่อนอกก่อนหน้านี้

โดยพิธีกรได้ถามถึงสถานการณ์ระหว่างไทยและกัมพูชา ทั้ง ๆ ที่ยังอยู่ในระหว่างข้อตกลงหยุดยิงแต่สถานการณ์ชายแดนกลับยังคงไม่นิ่ง แถมนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ยังให้สัมภาษณ์เมื่อไม่กี่วันก่อนอ้างว่าไทยยังคงรุกล้ำเข้ามาในกัมพูชาไม่ใช่แค่พื้นที่ชายแดน แต่ยังลึกเข้ามาในเขตกัมพูชาเกินพื้นที่ที่ไทยเคยอ้างสิทธิ์ด้วย จึงอยากขอให้ไทยชี้แจงเกี่ยวกับข้อกล่าวหานี้ด้วย

ซึ่งนายสีหศักดิ์ได้ชี้แจงว่า ข้อเท็จจริงคือ ไทยและกัมพูชาได้ตกลงกันในกรอบของการหยุดยิงแล้ว แต่สถานการณ์จริงกลับเปราะบางมาก ผมคิดว่าในเวลานี้ เรายังคงต้องเดินหน้ายกระดับความเชื่อมั่น กองกำลังของแต่ละฝ่ายจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่ตั้ง และจากนั้นจะทำงานร่วมกันเพื่อไปสู่ข้อตกลงในอนาคตเกี่ยวกับเส้นเขตแดนระหว่างสองประเทศ โดยฮุน มาเนต อาจลืมกล่าวถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ก่อนเกิดความขัดแย้งนั้น มีการรุกล้ำเข้ามาในดินแดนของไทยอย่างชัดเจนจากฝ่ายกัมพูชา

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า เราจำเป็นต้องมองข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านก่อน และข้อเท็จจริงในขณะนี้คือ เราต้องทำงานเพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับสถานการณ์ หลีกเลี่ยงการยั่วยุ หลีกเลี่ยงข้อมูลที่ผิดพลาดและการบิดเบือนข้อมูล และรักษาความสงบ เพื่อที่เราจะสามารถเดินหน้าความสัมพันธ์ต่อไปได้ ประเทศไทยเชื่อว่าในที่สุดแล้ว เราต้องอยู่ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมดอย่างสันติ ต้องอยู่ร่วมกันด้วยความมั่งคั่งร่วมกัน และนี่คือเป้าหมายของเรา ผมขอยืนยัน

ขณะที่พิธีกรรายการยังระบุถึงประเด็นที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาพูดว่าทหารไทยได้นำตู้คอนเทนเนอร์และลวดหนามไปตั้งไว้ ในพื้นที่ที่ประเทศไทยเคยยอมรับว่าเป็นดินแดนของกัมพูชา และตั้งคำถามว่า การที่สีหศักดิ์กล่าวว่าไทยและกัมพูชาเห็นพ้องกันข้อตกลงหยุดยิงว่าจะคงอยู่ในตำแหน่งที่ตั้ง เป็นการยอมรับหรือไม่ว่าขณะนี้ทหารไทยอยู่ในดินแดนของกัมพูชา และในตอนนี้จะไม่ถอนทหารออกจากพื้นที่นั้น

นายสีหศักดิ์ตอบอย่างชัดเจนว่า เขาไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้ เพราะพื้นที่ที่ไทยวางลวดหนามหรือตู้คอนเทนเนอร์นั้น เป็นพื้นที่ที่อยู่ภายในอธิปไตยของไทย  เป็นพื้นที่ที่ฝ่ายกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทยเป็นระยะเวลานาน ซึ่งย้อนกลับไปถึงช่วงความขัดแย้งในกัมพูชา เมื่อครั้งที่ไทยเปิดพรมแดนรับผู้ลี้ภัยจากกัมพูชาประมาณ 400,000 คน แต่หลังจากความขัดแย้งยุติลงและมีการฟื้นฟูสันติภาพแล้ว หมู่บ้านของชาวกัมพูชาจำนวนมากไม่ยอมย้ายกลับไปยังดินแดนของตนเอง ดังนั้น ข้อกล่าวอ้างที่ว่าเรารุกล้ำเกินขอบเขตดินแดนของไทยนั้น ไม่ถูกต้องอย่างสิ้นเชิง

นอกจากนี้ พิธีกรยังถามถึงประเด็นที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเคยได้ให้คำมั่นก่อนการเลือกตั้ง ที่จะไม่เปิดพรมแดน และยังมีโครงการที่จะสร้างกำแพงกั้นแนวชายแดนระหว่างสองประเทศ ว่าจะยังมีการดำเนินการอยู่หรือไม่

ซึ่งนายสีหศักดิ์ ตอบว่าไทยต้องทำในสิ่งที่จำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ซึ่งอาจจะต้องทำ เพื่อดำเนินการเชิงป้องกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการรุกล้ำจากฝ่ายกัมพูชา แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับท่าทีของฝ่ายกัมพูชาอย่างมาก ว่าพวกเขาต้องการแสวงหาสันติกับประเทศไทยจริงหรือไม่ หรือว่ายังคงเลือกเดินบนเส้นทางแห่งความขัดแย้ง นี่เป็นการตัดสินใจของฝ่ายกัมพูชา เป็นฝ่ายกัมพูชาที่ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องระหว่างประเทศ เป็นฝ่ายกัมพูชาที่แม้หลังการหยุดยิงแล้วก็ยังคงกล่าวอ้างในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง และเขาคิดว่าสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายควรทำในขณะนี้คือ การใช้ความอดกลั้น หลีกเลี่ยงการยั่วยุ และเดินหน้าความสัมพันธ์ แต่สิ่งที่ฝ่ายกัมพูชากำลังทำอยู่คือการกล่าวอ้างต่าง ๆ ซึ่งเขาคิดว่าเป็นการถอยหลังมากกว่าการก้าวไปข้างหน้าในความสัมพันธ์ของเรา 

พิธีกรยังถามรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยว่าได้พูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาหรือไม่ หรือมีการพูดคุยระหว่างผู้นำประเทศทั้งสองด้วยหรือไม่ ซึ่งนายสีหศักดิ์ ตอบว่าได้มีการพูดคุยและติดต่อกับรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาผ่าน WhatsApp ซึ่งเขาคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญมากเพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด และหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจจุดชนวนให้เกิดความขัดแย้ง

“ผมพูดคุยกับกัมพูชาอยู่เป็นระยะ ๆ และขณะนี้ประเทศไทยเพิ่งผ่านการเลือกตั้ง และอยู่ในกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ประเด็นที่ฝ่ายกัมพูชาอยากจะหารือ ผมคิดว่าเราคงต้องรอจนกว่ารัฐบาลใหม่ของไทยจะจัดตั้งเสร็จสิ้น ซึ่งผมก็ได้บอกฝ่ายกัมพูชาไปแล้ว”

ในระหว่างนี้ ทั้งสองฝ่ายควรพยายามรักษาความสงบ หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งเพิ่มเติม เพราะความขัดแย้งเพิ่มเติมย่อมหมายถึงความสูญเสียที่มากขึ้น ซึ่งเขาไม่คิดว่านั่นจะเกิดประโยชน์ของทั้งสองประเทศ

พิธีกรยังได้ถามไปถึงประเด็นความขัดแย้งทางทะเล ที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวหาว่ากองทัพเรือไทยสกัดจับเรือประมงกัมพูชา พร้อมลูกเรือ 3 คน ในน่านน้ำของกัมพูชา ว่าจริงๆแล้วสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร  ซึ่งนายสีหศักดิ์ชี้แจงว่า ไทยจำเป็นต้องดำเนินการ หากเรือประมงกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในน่านน้ำของไทย พร้อมปฏิเสธคำกล่าวอ้างที่ฝ่ายกัมพูชาระบุว่านั่นเป็นน่านน้ำของกัมพูชา 

พร้อมตอบโต้ว่า นั่นเป็นยุทธวิธีที่ฝ่ายกัมพูชาใช้มาโดยตลอด เพื่อกดดันประเทศไทย และพยายามทำให้ประเทศไทยดูเป็นฝ่ายที่ก้าวร้าวกว่า ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย ไทยมีความภาคภูมิใจในความเป็นไทยมาอย่างยาวนาน เราเป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่เคยสูญเสียเอกราช และยึดมั่นในวิถีทางการทูต ที่ผ่านมาไทยต้องรับมือกับกัมพูชาที่พยายามดึงนานาชาติมาเกี่ยวข้องมาหลายครั้ง ซึ่งกัมพูชาไม่ควรใช้วิธีการแบบนี้ถ้ายังอยากให้ทั้งสองประเทศเดินหน้าความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

นอกจากนี้ พิธีกรยังถามถึงประเด็นที่สีหศักดิ์ได้พบกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา และแสดงความหวังที่จะนำเมียนมากลับเข้าสู่อาเซียน ทั้งที่ยังไม่มีการปฏิบัติตามเงื่อนไขหลายประการ รวมถึงการยุติการสู้รบและการเจรจาอย่างครอบคลุม 

โดยสีหศักดิ์ ชี้ว่าเมียนมาได้จัดการเลือกตั้งแล้ว ถึงแม้จะไม่ใช่การเลือกตั้งที่สมบูรณ์แบบ แต่ก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนผ่านทางการเมืองภายในประเทศ โดยสิ่งที่เขายืนยันคือ ไทยไม่ได้รับรองการเลือกตั้งของเมียนมา แต่เรียกร้องให้เมียนมาเดินหน้าต่อหลังการเลือกตั้งด้วยการเจรจาและการปรองดอง และหวังว่าจะมีการเริ่มต้นกระบวนการสันติภาพ

นี่คือสารที่ไทยต้องการส่ง ไม่ใช่ว่าเรากำลังกอดรับการเลือกตั้ง ไม่ใช่เลย แต่การเลือกตั้งได้เกิดขึ้นแล้ว นั่นคือความเป็นจริง ดังนั้นอย่างที่คุณทราบ สิ่งที่เรากำลังทำอยู่คือการเรียกร้องว่า หากพวกเขาต้องการกลับมามีส่วนร่วมอีกครั้ง ฝ่ายเมียนมาก็ต้องพยายามแสดงให้เห็นว่าพวกเขาต้องการกลับมามีส่วนร่วมเช่นกัน

มันไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายเดียวเป็นฝ่ายริเริ่ม แต่เป็นเรื่องที่ต้องร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย พวกเขาต้องสานต่อการเจรจา การปรองดอง และสร้างกระบวนการสันติภาพที่ยั่งยืน เพราะอย่างที่รู้ ประเทศไทยเป็นประเทศเพื่อนบ้าน เราต้องการสันติภาพที่ยั่งยืนในเมียนมามันเป็นผลประโยชน์ของเรา และเราต้องทำงานอย่างหนัก  เราไม่สามารถแค่พูดว่า เราหวังว่าจะมีสันติภาพแล้วมันจะเกิดขึ้น แต่เรากำลังทำงานเพื่อสันติภาพและความมั่นคง.

ที่มา : France 24 

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กัมพูชา

แผ่นดินไหว 5.6 เขย่าภาคตอ.เฉียงเหนือของไต้หวันสะเทือนหลายเมืองใหญ่ หลายเมืองรับรู้แรงสั่นสะเทือน

แผ่นดินไหว 5.6 เขย่าภาคตอ.เฉียงเหนือของไต้หวันสะเทือนหลายเมืองใหญ่ หลายเมืองรับรู้แรงสั่นสะเทือน

24 ก.พ. 2569 13:40 น.

แผ่นดินไหว 5.6 เขย่าภาคตอ.เฉียงเหนือของไต้หวันสะเทือนหลายเมืองใหญ่ หลายเมืองรับรู้แรงสั่นสะเทือน

แผ่นดินไหวขนาด 5.6 เขย่าพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไต้หวันช่วงเที่ยง (24 ก.พ.) ที่ผ่านมา ศูนย์กลางใกล้อี๋หลาน ความลึกราว 66.8 กม. หลายเมืองรับรู้แรงสั่นสะเทือน

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาไต้หวัน รายงานว่า เมื่อเวลา 12.37 น. ที่ผ่านมา เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.6 ในเขตเมืองอี๋หลาน ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไต้หวัน จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภออี๋หลาน ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 16.9 กิโลเมตร ที่ความลึก 66.8 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีรายงานความเสียหายร้ายแรงหรือผู้ได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด.

ที่มา Taiwan News

กองทัพเมียนมายกระดับโจมตีทางอากาศรัฐคะฉิ่น หลังอ้างว่าเครื่องบินโดยสารสายการบินแห่งชาติถูกโดรนถล่ม

กองทัพเมียนมายกระดับโจมตีทางอากาศรัฐคะฉิ่น หลังอ้างว่าเครื่องบินโดยสารสายการบินแห่งชาติถูกโดรนถล่ม

24 ก.พ. 2569 13:16 น.

กองทัพเมียนมายกระดับโจมตีทางอากาศรัฐคะฉิ่น หลังอ้างว่าเครื่องบินโดยสารสายการบินแห่งชาติถูกโดรนถล่ม

กองทัพเมียนมาประกาศยกระดับการโจมตีทางอากาศหลายพื้นที่ในรัฐคะฉิ่น หลังอ้างว่าเครื่องบินโดยสารสายการบินแห่งชาติถูกโดรนพุ่งชนที่สนามบินมิตจีนา ขณะฝ่ายกบฏปฏิเสธไม่เกี่ยวข้อง

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 กองทัพเมียนมาประกาศยกระดับการโจมตีทางอากาศ หลังอ้างว่าเครื่องบินโดยสารสายการบินแห่งชาติถูกโดรนพุ่งชนที่สนามบินมิตจีนา ขณะฝ่ายกบฏปฏิเสธไม่เกี่ยวข้อง

แหล่งข่าวในรัฐคะฉิ่นเปิดเผยว่า กองทัพรัฐบาลทหารเมียนมา เพิ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่องหลายพื้นที่ในรัฐคะฉิ่น ตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ครอบคลุมหลายพื้นที่ รวมถึงเมืองไลซา ซึ่งเป็นที่ตั้งกองบัญชาการของกองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) ที่อยู่ใกล้ชายแดนจีน  

โดยเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา กองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดใกล้หมู่บ้านวาชอง และลามยาง ในเมืองเวียงมอว์ ซึ่งเป็นพื้นที่ปะทะบ่อยครั้งระหว่างทหารรัฐบาลกับเคไอเอ นอกจากนี้ยังมีรายงานทิ้งระเบิดใกล้หมู่บ้านมินจาง ในเมืองโมเมาก์ โดยยังไม่ทราบจำนวนผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ

แหล่งข่าวระบุว่า ความถี่การโจมตีทางอากาศเพิ่มขึ้นหลังเครื่องบินแบบ ATR 72-600 ของสายการบิน Myanmar National Airlines  ถูกโดรนพลีชีพโจมตีขณะจอดอยู่ที่สนามบินมิตจีนา โดยรัฐบาลทหารกล่าวหา KIA ว่าอยู่เบื้องหลัง และประกาศจะตอบโต้อย่างมีประสิทธิภาพและรุนแรง 

อย่างไรก็ตาม พ.อ. นอว์ บู โฆษก KIA ปฏิเสธว่าไม่ได้มีนโยบายโจมตีเป้าหมายพลเรือน ด้านประชาชนในพื้นที่แสดงความวิตกกังวลว่า หากเมืองมิตจีนาถูกโจมตีหนักขึ้น จะไม่มีที่หลบภัย

ที่มา Irrawaddy

พายุหิมะถล่มชายฝั่งตะวันออกสหรัฐฯ ยกเลิกกว่า 5,000 เที่ยวบิน ไฟฟ้าดับนับแสนครัวเรือน

พายุหิมะถล่มชายฝั่งตะวันออกสหรัฐฯ ยกเลิกกว่า 5,000 เที่ยวบิน ไฟฟ้าดับนับแสนครัวเรือน

24 ก.พ. 2569 12:03 น.

พายุหิมะถล่มชายฝั่งตะวันออกสหรัฐฯ ยกเลิกกว่า 5,000 เที่ยวบิน ไฟฟ้าดับนับแสนครัวเรือน

พายุหิมะครั้งประวัติศาสตร์ถล่มชายฝั่งทางตะวันออกของสหรัฐฯ หิมะหนาสูงทุบสถิติในหลายรัฐ ยกเลิกเที่ยวบินกว่า 5,600 เที่ยว บ้านเรือนกว่า 6 แสนหลังไฟดับ หลายพื้นที่ประกาศห้ามเดินทางไม่จำเป็น

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดพายุหิมะรุนแรงพัดถล่มชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ทำให้เกิดความโกลาหลในหลายรัฐ โดยเฉพาะในโรด ไอส์แลนด์ และแมสซาชูเสตส์ ซึ่งมีรายงานหิมะตกสะสมเกือบ 33 นิ้ว โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่า ในนครนิวยอร์ก มีหิมะตกมากกว่า 19 นิ้ว ส่งผลให้ไม่สามารถเดินทางสัญจรได้ ขณะเดียวกันบ้านเรือนและภาคธุรกิจกว่า 600,000 แห่งบนชายฝั่งตะวันออกเผชิญไฟฟ้าดับ โดยรัฐที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่นิวเจอร์ซีย์ และแมสซาชูเซตส์

เจ้าหน้าที่อุตุนิยมวิทยาระบุว่า ปริมาณหิมะครั้งนี้ทำลายสถิติอย่างสิ้นเชิง และสร้างความตกตะลึงแม้แต่กับผู้เชี่ยวชาญเอง โดยหลายรัฐรวมถึงโรด ไอส์แลนด์และคอนเนคติกัต ประกาศห้ามการเดินทางที่ไม่จำเป็น ขณะที่ผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ประกาศลดความเร็วบนทางหลวงสายหลัก และเตือนประชาชนให้อยู่แต่ในบ้าน เนื่องจากเกิดสภาพทัศนวิสัยเป็นศูนย์ไม่สามารถมองเห็นเส้นทางได้

ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามเที่ยวบิน FlightAware ระบุว่า มีเที่ยวบินภายในประเทศ ทั้งขาเข้า และออกจากสหรัฐฯ ถูกยกเลิกมากกว่า 5,675 เที่ยว ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ในหลายเมืองต้องลากรถของประชาชนออกจากเส้นทางกวาดหิมะนับร้อยคัน โดยเฉพาะในเมืองพรอวิเดนซ์ ที่มีรถถูกลากมากกว่า 300 คัน โดยเจ้าหน้าที่ยังคงเตือนว่าหิมะจะตกต่อเนื่อง และบางพื้นที่อาจมีหิมะสะสมรวมสูงในเช้าวันอังคาร.

ที่มา BBC

ลูกชายผู้กำกับดัง “ร็อบ ไรเนอร์” ให้การปฏิเสธคดีแทงพ่อแม่เสียชีวิต

ลูกชายผู้กำกับดัง "ร็อบ ไรเนอร์" ให้การปฏิเสธคดีแทงพ่อแม่เสียชีวิต

24 ก.พ. 2569 11:55 น.

ลูกชายผู้กำกับดัง “ร็อบ ไรเนอร์” ให้การปฏิเสธคดีแทงพ่อแม่เสียชีวิต

“นิก ไรเนอร์” ลูกชายของผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง “ร็อบ ไรเนอร์” ขึ้นศาลลอสแอนเจลิสเพื่อต่อสู้คดี หลังถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมโดยเจตนาจากการเสียชีวิตของพ่อและแม่ภายในบ้านพักย่านเบรนต์วูดเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยเจ้าตัวยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และหากถูกตัดสินว่ามีความผิดเขาอาจเผชิญโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ขอทัณฑ์บน หรืออาจได้รับโทษประหารชีวิต

เหตุสลดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม โดยลูกสาวของครอบครัวเป็นผู้มาพบศพของ ร็อบ วัย 78 ปี และมิเชล วัย 70 ปี ภายในห้องนอน ผลการชันสูตรระบุว่าทั้งคู่เสียชีวิตจากบาดแผลที่เกิดจากของมีคมหลายจุด

ด้านอัยการระบุว่า นิก ไรเนอร์ ได้ลงมือก่อเหตุแทงพ่อและแม่จนเสียชีวิตก่อนจะหลบหนีไปและถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้ในวันเดียวกัน รายงานจากสื่อสหรัฐฯ ระบุว่าในคืนก่อนเกิดเหตุ นิกและพ่อได้ไปร่วมงานเลี้ยงแห่งหนึ่งและมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม รายงานเกี่ยวกับระดับความรุนแรงของการทะเลาะวิวาทยังคงมีความแตกต่างกันไปในแต่ละสำนักข่าว

นิก ไรเนอร์ ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมโดยเจตนา จำนวน 2 กระทง พร้อมด้วยเหตุพิเศษจากการฆาตกรรมบุคคลมากกว่าหนึ่งราย ซึ่งหากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง เขาอาจต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ขอทัณฑ์บน หรืออาจได้รับโทษประหารชีวิต

เดิมทีการพิจารณาคดีมีกำหนดเริ่มขึ้นในเดือนมกราคม แต่ต้องเลื่อนออกไปหลังจากทนายความคนเดิมถอนตัวจากคดีโดยระบุว่าเป็นเหตุผลที่อยู่เหนือการควบคุม ล่าสุดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (23 ก.พ.) คิมเบอร์ลี กรีน ทนายความคนใหม่ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐ เนื่องจากจำเลยไม่มีกำลังทรัพย์ในการจ้างทนาย ได้ยื่นคำให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาแทนตัวจำเลย โดยนิกมีกำหนดจะต้องขึ้นศาลอีกครั้งในวันที่ 29 เมษายนนี้

การจากไปของร็อบ ไรเนอร์ ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการฮอลลีวูด เขาคือผู้กำกับระดับขึ้นหิ้งที่มีผลงานชื่อดังอย่าง When Harry Met Sally, The Princess Bride, Stand By Me และ This Is Spinal Tap ส่วนมิเชล ภรรยาของเขา ก็เป็นอดีตนักแสดง ช่างภาพ และผู้ก่อตั้งบริษัทโปรดักชัน Reiner Light

ด้าน เจค และ โรมี พี่น้องของจำเลย ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่าเป็น “ความเจ็บปวดที่เหลือจะจินตนาการ” และเป็นความสูญเสียที่น่าสยดสยองต่อครอบครัวอย่างยิ่ง.

ที่มา BBC

จำแทบไม่ได้ อินฟลูฯ ตัวตึงชาวเขมร “วัน มรณา” ล่าสุดท้องโย้ในคุก สื่อเขมรยันยังไม่ปล่อยตัว

จำแทบไม่ได้ อินฟลูฯ ตัวตึงชาวเขมร "วัน มรณา" ล่าสุดท้องโย้ในคุก สื่อเขมรยันยังไม่ปล่อยตัว

24 ก.พ. 2569 11:52 น.

จำแทบไม่ได้ อินฟลูฯ ตัวตึงชาวเขมร “วัน มรณา” ล่าสุดท้องโย้ในคุก สื่อเขมรยันยังไม่ปล่อยตัว

“วัน มรณา” อดีตอินฟลูฯ ตัวตึง และแม่ค้าขายครีมออนไลน์คนดังของกัมพูชา ซึ่งถูกจับเข้าคุกในข้อหาบั่นทอนขวัญกำลังใจกองทัพ ล่าสุดมีภาพหลุดว่า เธอท้องโย้ ขณะถูกคุมขัง โดยสื่อเขมรยัน ยังไม่ปล่อยตัว

โลกโซเชียลมีการเผยภาพของ “เลิฟ ริยา” หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ “วัน มรณา”  อดีตแม่ค้าออนไลน์ขายครีมคนดัง ในสภาพที่เปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้ โดยภาพที่หลุดออกมาแสดงให้เห็นว่าเธอท้องโย้ เอามืออุ้มท้อง ใบหน้าดูอิดโรย นั่งอยู่บนรถเข็นวีลแชร์ ขณะถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกัมพูชา หลังจากที่เธอถูกจับกุมเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วฐานความผิดยุยงปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยก และ บั่นทอนขวัญกำลังใจของกองทัพ  

รายงานข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ของกัมพูชา เพิ่งจะทราบว่าเธอตั้งครรภ์ หลังจากที่ควบคุมตัวเธอเข้าเรือนจำได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ซึ่งเป็นการตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้นก่อนการถูกจับกุมในเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว

ล่าสุดเจ้าหน้าที่นำตัวเธอออกจากแดนขัง เพื่อตรวจร่างกายและประเมินภาวะครรภ์อย่างละเอียด แต่ไม่ได้มีการปล่อยตัวแต่อย่างใด

“วัน มรณา” หรือที่คนไทยรู้จักอีกชื่อในชื่อ “เลิฟ ริยา” กลายเป็นที่รู้จักในหมู่คนไทยมากขึ้น ในช่วงที่สถานการณ์ไทยและกัมพูชาตึงเครียด โดยเธอสวมชุดทหารหญิงใส่รองเท้าบู๊ทส้นสูงไปบริจาคของ และยังพูดโจมตีคนไทย จนคลิปกลายเป็นไวรัล และเป็นมีมที่ถูกนำมาล้อเลียน ก่อนที่เธอจะถูกตั้งข้อหาและถูกจำคุกในที่สุด.

ที่มา : Khmertimes