เมียนมาอภัยโทษนักโทษกว่า 7,000 คน คดีหนุน “กลุ่มก่อการร้าย”

เมียนมาอภัยโทษนักโทษกว่า 7,000 คน คดีหนุน "กลุ่มก่อการร้าย"

2 มี.ค. 2569 16:34 น.

เมียนมาอภัยโทษนักโทษกว่า 7,000 คน คดีหนุน “กลุ่มก่อการร้าย”

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา สั่งปล่อยตัวนักโทษกว่า 7,000 คนที่ถูกตัดสินความผิดฐานสนับสนุนและให้ที่พักพิง “กลุ่มก่อการร้าย” ซึ่งเป็นข้อหาที่ใช้จัดการกลุ่มต่อต้านรัฐบาลและฝ่ายประชาธิปไตย นักวิเคราะห์ชี้เป็นความพยายามสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นก่อนส่งมอบอำนาจให้รัฐบาลพลเรือนช่วงเดือนเมษายนนี้

รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศอภัยโทษแก่นักโทษจำนวน 7,300 ราย ที่ถูกตัดสินจำคุกภายใต้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย ในข้อหาจัดหาเงินทุน ให้ที่พักพิง หรือจัดหารถขนส่งให้แก่ “กลุ่มก่อการร้าย” ซึ่งเป็นนิยามที่กองทัพใช้เรียกกลุ่มการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยและกองกำลังติดอาวุธที่ต่อต้านรัฐประหารปี 2021

นอกจากนี้ ในแถลงการณ์แยกอีกฉบับระบุว่า จะมีการยกฟ้องและยุติการดำเนินคดีกับประชาชนอีกเกือบ 12,500 ราย ที่กำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณาคดีในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายเช่นเดียวกัน โดยอ้างเหตุผลด้านมนุษยธรรมและเพื่อความสงบสุขของประชาชนเนื่องในโอกาสวันหยุดราชการ

บริเวณด้านหน้าเรือนจำอินเส่งในนครย่างกุ้ง มีการปล่อยตัวนักโทษประมาณ 300 คนในช่วงเช้าวันนี้ (2 มี.ค.) โดยใช้รถบัสลำเลียงออกมา ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตื้นตันใจ มีญาติพี่น้องจำนวนมากมารอรับพร้อมช่อดอกไม้และป้ายชื่อของบุคคลอันเป็นที่รักอยู่บริเวณหน้าประตูเรือนจำ

นอกเหนือจากกลุ่มนักโทษคดีก่อการร้ายแล้ว รัฐบาลทหารยังประกาศปล่อยตัวนักโทษในคดีอื่นๆ อีกกว่า 2,800 ราย รวมถึงนักโทษชาวต่างชาติอีก 10 ราย โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดของความผิดชัดเจน

นักวิเคราะห์มองว่าการอภัยโทษครั้งใหญ่ครั้งนี้เป็นความพยายามของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ในการลดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และสร้างความชอบธรรมให้กับการเปลี่ยนผ่านอำนาจ หลังจากที่เมียนมาเพิ่งเสร็จสิ้นการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งพรรคที่กองทัพหนุนหลังได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย เนื่องจากพรรคเอ็นแอลดีของนางอองซาน ซูจี ถูกสั่งยุบพรรคและสมาชิกจำนวนมากยังคงถูกคุมขัง

แม้รัฐบาลทหารจะอ้างว่าการเลือกตั้งและการอภัยโทษคือหนทางสู่ประชาธิปไตยและยุติสงครามกลางเมือง แต่กลุ่มผู้ประท้วงและนักสิทธิมนุษยชนยังคงมองว่านี่เป็นเพียง “การสร้างภาพ” เนื่องจากนางอองซาน ซูจี ยังคงไม่ได้รับอิสรภาพ และการเลือกตั้งไม่ได้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ที่กลุ่มชาติพันธุ์ควบคุมอยู่

ทั้งนี้ รัฐสภาชุดใหม่ของเมียนมาจะเริ่มเปิดประชุมในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า และจะมีการเลือกประธานาธิบดีในช่วงต้นเดือนเมษายน โดยที่พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ยังคงถูกจับตามองว่าอาจจะก้าวขึ้นมารับตำแหน่งประธานาธิบดีด้วยตนเองภายใต้ระบอบใหม่นี้.

ที่มา AFP

คูเวตเผยเครื่องบินทหารสหรัฐฯ ตกหลายลำ ลูกเรือรอดชีวิตทั้งหมด

คูเวตเผยเครื่องบินทหารสหรัฐฯ ตกหลายลำ ลูกเรือรอดชีวิตทั้งหมด

2 มี.ค. 2569 15:56 น.

คูเวตเผยเครื่องบินทหารสหรัฐฯ ตกหลายลำ ลูกเรือรอดชีวิตทั้งหมด

กระทรวงกลาโหมคูเวตยืนยัน เกิดเหตุเครื่องบินทหารของสหรัฐอเมริกาประสบอุบัติเหตุตกหลายลำในพื้นที่ประเทศคูเวต เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยเชื่อว่าเป็นเครื่องบินรุ่น F-15E ระบุลูกเรือทั้งหมดรอดชีวิตและอยู่ในอาการคงที่ ขณะที่โลกโซเชียลเผยแพร่คลิปนาทีนักบินดีดตัวออกจากเครื่องได้ทัน

แถลงการณ์ดังกล่าวมีขึ้นหลังปรากฏวิดีโอที่สื่อระหว่างประเทศตรวจสอบพิกัดได้ ซึ่งแสดงให้เห็นเครื่องบินขับไล่ตกในคูเวต และนักบินดีดตัวออกจากเครื่องพร้อมกางร่มชูชีพลงสู่พื้นดิน

พ.อ.ซาอิด อัล-อัตวาน โฆษกกระทรวงกลาโหมคูเวต ระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เริ่มปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยทันทีหลังเกิดเหตุ โดยลูกเรือถูกอพยพออกจากจุดเกิดเหตุและนำส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจประเมินอาการและรับการดูแลทางการแพทย์ที่จำเป็น เขากล่าวเพิ่มเติมว่า อาการของลูกเรือทั้งหมดอยู่ในภาวะ “คงที่” และไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้

โฆษกกระทรวงกลาโหมคูเวตยังระบุด้วยว่า ทางการคูเวตอยู่ระหว่างการประสานงานโดยตรงกับหน่วยงานของสหรัฐฯ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ เว็บไซต์ซีเอ็นเอ็นเผยคลิปวิดีโอแสดงให้เห็นเครื่องบินรบตกในคูเวต ในระยะ 10 กิโลเมตร จากฐานทัพอากาศอาลี อัล ซาเลม ของสหรัฐฯ ในคูเวต ยังไม่แน่ชัดว่าเหตุใดเครื่องบินจึงตก 

จากการวิเคราะห์วิดีโอของซีเอ็นเอ็น พบว่าเครื่องบินรบสองเครื่องยนต์นี้ สอดคล้องกับรุ่น F-15E หรือ F/A-18 ขณะที่คูเวตก็ใช้งานเครื่องบินรบ F/A-18 เช่นกัน ด้านซีเอ็นเอ็นได้ติดต่อขอความเห็นจากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) และกระทรวงการต่างประเทศของคูเวตแล้ว

นอกจากนั้น สำนักข่าวรอยเตอร์ยังรายงานว่า ผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่าเห็นควันลอยขึ้นมาจากบริเวณใกล้เคียงสถานทูตสหรัฐฯ ในคูเวต โดยพบเห็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและรถพยาบาลอยู่ในบริเวณนั้นด้วย

สถานทูตสหรัฐฯ ในคูเวตแถลงว่าประชาชนไม่ควรเดินทางมายังสถานทูต เนื่องจากผู้สื่อข่าวเอเอฟพีเห็นควันลอยขึ้นจากบริเวณใกล้สถานทูตในวันที่สามของการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านในอ่าวเปอร์เซีย
สถานทูตกล่าวในแถลงการณ์ว่า “ขณะนี้ยังคงมีภัยคุกคามจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนเหนือคูเวต โปรดอย่าเดินทางมายังสถานทูต โปรดหลบภัยในที่พักอาศัยของท่านในชั้นล่างสุดที่สามารถเข้าถึงได้และอยู่ห่างจากหน้าต่าง อย่าออกไปข้างนอก” สถานทูตกล่าวเสริมว่า “เจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐฯ กำลังหลบภัยอยู่ในที่พัก”.

ที่มา CNN

น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้วไปไหน กระทบใครบ้าง

น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้วไปไหน กระทบใครบ้าง

2 มี.ค. 2569 15:23 น.

น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้วไปไหน กระทบใครบ้าง

ช่องแคบ ‘ฮอร์มุซ’ ส่งน้ำมันสู่ภูมิภาคไหน และประเทศใดจะเจ็บหนักสุดหากช่องแคบถูกปิดจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เมื่อทางเลี่ยงมีจำกัด แต่ความต้องการพลังงานพุ่งสูง

ความร่วมมือในการโจมตีอิหร่านระหว่างสหรัฐฯและอิสราเอล ได้จุดชนวนให้เกิดการตอบโต้อย่างรวดเร็วจากอิหร่าน ทำให้นักวิเคราะห์ออกมาเตือนถึงความเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันโลกจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง แม้ว่าอิหร่านจะไม่มีการประกาศปิดอย่างเป็นทางการ แต่ฝ่ายกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามกลับวิทยุแจ้งเตือนเรือในพื้นที่ว่าห้ามเข้า “ช่องแคบฮอร์มุซ”  ซึ่งช่องแคบแห่งนี้เป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลก รองรับทั้งการส่งออกและนำเข้าสินค้าพลังงาน โดยน้ำมันดิบราว 30% ของโลกที่ขนส่งทางเรือต้องถูกขนส่งผ่านทางช่องแคบแห่งนี้ 

น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้วไปไหน

สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ประเมินว่าในปี 2024 น้ำมันดิบและคอนเดนเสท ราว 84% รวมไปถึงก๊าซ LNG กว่า 83% เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีปลายทางสำคัญคือประเทศจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรวมกันถึง 69% ของการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมดผ่านช่องแคบแห่งฮอร์มุซในปีที่ผ่านมา ภาคการผลิต ระบบขนส่ง และระบบผลิตไฟฟ้าของประเทศเหล่านี้ล้วนต้องพึ่งพาสินค้าพลังงานจากประเทศในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียเป็นหลักทั้งสิ้นในการดำเนินงาน

ใครได้รับผลกระทบบ้าง

การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะสร้างความเสียหายต่อกลุ่มประเทศข้างต้นในภูมิภาคเอเชียซึ่งเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ โดยมีผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดคือประเทศจีนที่นำเข้าน้ำมันเป็นสัดส่วนถึง 90% ของปริมาณน้ำมันทั้งหมดที่อิหร่านส่งออกสู่ตลาดโลก การหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมัน อาจส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงในภาคการผลิตและการส่งออกของจีนเพิ่มสูงขึ้น

อีกทั้งจะส่งผลกระต่อประเทศผู้ขาย คือประเทศแถบอ่าวอาหรับซึ่งเศรษฐกิจส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาการส่งออกสินค้าพลังงานจำนวนมหาศาล เช่น ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งส่งออกน้ำมันดิบประมาณ 6 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซแห่งนี้ ซึ่งถือเป็นปริมาณที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค 

เช่นเดียวกับประเทศอิหร่านที่มีการส่งออกน้ำมันประมาณ 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำรายได้จากการส่งออกน้ำมันสูงถึง 6.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จากปีงบประมาณที่สิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2025 ถือเป็นการทำรายได้จากน้ำมันที่สูงที่สุดในรอบทศวรรษของประเทศ ตามการประมาณการของธนาคารกลางอิหร่าน 

การหยุดชะงักของการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง โดยจะดันต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายในภาคการผลิตให้สูงขึ้น และหากราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและค้างอยู่ในระดับนั้นนานพอ อาจกระตุ้นให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มได้ถึง 0.6-0.7% และจะส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย รวมถึงอาจทำให้ธนาคารกลางหลัก ๆ ทั่วโลกชะลอการผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน

การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะทำให้น้ำมัน ราว 1 ใน 5 ที่ซื้อขายทั่วโลกหายไปภายในชั่วข้ามคืน ราคาน้ำมันจะไม่เพียงแค่พุ่งสูงขึ้น แต่จะดีดตัวขึ้นอย่างรุนแรงจากความตื่นตระหนก

อย่างไรก็ตามสื่อทางการอิหร่านระบุว่า การตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการปิดช่องแคบแห่งนี้ต้องมาจากสภาความมั่นคงสูงสุดแห่งชาติและต้องได้รับการรับรองจากรัฐบาลเท่านั้น

ในขณะที่บรรดาผู้ค้าพลังงานต่างอยู่ในภาวะตื่นตัวสูงสุดจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยนักวิเคราะห์อาวุโสด้านน้ำมันดิบจาก Kpler เผยว่า ตั้งแต่เริ่มเกิดความขัดแย้งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 ก.พ) ปริมาณการสัญจรของเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ภูมิศาสตร์ของช่องแคบฮอร์มุซ

โดยช่องแคบฮอร์มุซตั้งอยู่ระหว่างอ่าวเปอร์เซีย(อ่าวอาหรับ)กับอ่าวโอมานและเชื่อมออกสู่ทะเลอาหรับ ฝั่งเหนือของช่องแคบตั้งอยู่ติดกับตอนใต้ของประเทศอิหร่าน และฝั่งใต้ของช่องแคบตั้งอยู่ติดกับบริเวณชายฝั่งตะวันออกของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และประเทศโอมาน

จุดที่แคบที่สุดของช่องแคบฮอร์มุซมีความกว้างเพียง 33 กิโลเมตร (21 ไมล์) โดยมีเส้นทางเดินเรือ (Shipping Lane) กว้างเพียงฝั่งละ 3 กิโลเมตร (2 ไมล์) เท่านั้น ซึ่งทำให้พื้นที่นี้เสี่ยงต่อการเกิดการโจมตีเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ถึงแม้ช่องแคบฮอร์มุซจะมีความกว้างที่จำกัด แต่ก็สามารถรองรับเรือบรรทุกน้ำมันดิบที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ รวมทั้งยังเป็นเส้นทางหลักที่ผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ในตะวันออกกลางใช้ส่งสินค้าพลังงานเหล่านี้ออกสู่ตลาดโลก

ในขณะนี้จำนวนเรือที่จอดทอดสมอรออยู่ทั้งสองฝั่ง ทั้งในอ่าวโอมานและในอ่าวเปอร์เซียพุ่งสูงขึ้น โดยข้อมูลการเดินเรือระบุว่ามีเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซอย่างน้อย 150 ลำ ทอดสมออยู่ในน่านน้ำนอกช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากเจ้าของเรือกังวลเรื่องความปลอดภัยในการเดินเรือหลังจากอิหร่านขู่ปิดช่องแคบแห่งนี้

โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (1 มี.ค.) มีรายงานว่าเกิดการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันนอกชายฝั่งโอมาน เป็นสัญญาณของการยกระดับความขัดแย้งที่เปลี่ยนเป้าหมายจากโครงสร้างพื้นฐานทางการทางทหารไปสู่สินทรัพย์ด้านพลังงาน 

เส้นทางสำรองจะสามารถชดเชยการปิดล้อมได้หรือไม่

ทั้งนี้ การขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซที่มีมาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปี ได้ทำให้ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันในภูมิภาคอ่าวอาหรับต้องเร่งพัฒนาเส้นทางส่งออกเส้นทางอื่นเพื่อเป็นทางเลือก

ซาอุดีอาระเบียได้เปิดใช้งานท่อส่งน้ำมันแนวตะวันออก-ตะวันตก (East–West pipeline) เป็นเส้นทางยาวกว่า 1,200 กิโลเมตร มีความสามารถในการขนส่งน้ำมันดิบได้สูงสุด 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยเมื่อปี 2019 ซาอุดีอาราเบียได้มีการปรับเปลี่ยนการใช้งานท่อส่งก๊าซธรรมชาติเพื่อใช้ในการขนส่งน้ำมันดิบแทนเป็นการชั่วคราว

ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็ได้เชื่อมต่อแหล่งน้ำมันผ่านท่อส่งน้ำมันที่มีกำลังการผลิต 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันไปยังท่าเรือฟูไจราห์ (Fujairah) บริเวณอ่าวโอมาน เช่นเดียวกับอิหร่านที่ได้เปิดใช้งานท่อส่งน้ำมันโกเรห์-จาสก์ (Goreh–Jask) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2021  เพื่อขนส่งน้ำมันดิบไปยังอ่าวโอมานโดยตรง โดยในปัจจุบันท่อส่งน้ำมันนี้สามารถส่งน้ำมันได้ประมาณ 350,000 บาร์เรลต่อวัน

อย่างไรก็ตามสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ได้ประมาณการว่า เส้นทางสำรองเหล่านี้สามารถรองรับการขนส่งรวมกันได้เพียงประมาณ 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นเพียงประมาณ 15% ของปริมาณน้ำมันดิบที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น.

ที่มา: AljazeeraBBC

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ สงครามตะวันออกกลาง

อิสราเอล–ฮิซบอลเลาะห์ ยิงตอบโต้เดือดในเลบานอน หวั่นศึกตะวันออกกลางขยายวง

อิสราเอล–ฮิซบอลเลาะห์ ยิงตอบโต้เดือดในเลบานอน หวั่นศึกตะวันออกกลางขยายวง

2 มี.ค. 2569 14:44 น.

อิสราเอล–ฮิซบอลเลาะห์ ยิงตอบโต้เดือดในเลบานอน หวั่นศึกตะวันออกกลางขยายวง

กองทัพอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีใส่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ท่ามกลางการยิงตอบโต้ข้ามพรมแดนอย่างต่อเนื่อง จุดชนวนความกังวลว่าความขัดแย้งอาจลุกลามเป็นวงกว้าง

พลโทเอยาล ซามีร์ เสนาธิการกองทัพอิสราเอล (IDF) ยืนยันว่า อิสราเอลได้เริ่มปฏิบัติการเชิงรุก ต่อฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนแล้ว และการสู้รบอาจยืดเยื้อหลายวัน

เขาระบุว่า อิสราเอลจะไม่อยู่ในโหมดตั้งรับอีกต่อไป แต่จะเดินหน้าโจมตี พร้อมเตรียมความพร้อมทั้งด้านการป้องกันและการรุกอย่างต่อเนื่องเป็นระลอก โดยย้ำว่ากองทัพจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับการสู้รบที่อาจกินเวลาหลายวัน

ด้านกระทรวงสาธารณสุขเลบานอนเปิดเผยว่า การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในกรุงเบรุต และพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 31 ราย และบาดเจ็บ 149 คน

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น และอาจเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมีการประเมินสถานการณ์เพิ่มเติม

ก่อนหน้าการประกาศโจมตีรอบใหม่ เจ้าหน้าที่ทหารอาวุโสของอิสราเอลออกมาเตือนว่า ฮิซบอลเลาะห์จะต้องสูญเสียหนัก จากการโจมตีพลเรือนอิสราเอล

โดยราฟี มิโล ผู้บัญชาการกองกำลังภาคเหนือของ IDF ระบุในแถลงการณ์ว่า ฮิซบอลเลาะห์เลือกยืนข้างอิหร่านแทนผลประโยชน์ของรัฐเลบานอน และเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีประชาชนอิสราเอลก่อน

เขายืนยันว่า อิสราเอลจะเดินหน้าปกป้องประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ และจะไม่อพยพประชาชนออกจากพื้นที่ดังกล่าว ขณะเดียวกัน กองทัพกำลังดำเนินการอพยพพลเรือนในพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอนก่อนการโจมตีเพิ่มเติม พร้อมระบุว่า ความเข้มข้นของการโจมตีจะเพิ่มขึ้นอีก

การปะทะระหว่างอิสราเอลและฮิซบอลเลาะห์เกิดขึ้นในจังหวะที่ภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากเหตุโจมตีอิหร่าน ซึ่งยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะขยายวงออกไปสู่หลายประเทศ

นักวิเคราะห์มองว่า หากการโจมตียังคงดำเนินต่อเนื่องหลายวันตามที่กองทัพอิสราเอลประกาศไว้ ภูมิภาคนี้อาจเข้าสู่ช่วงความไม่แน่นอนรอบใหม่ที่ยากต่อการควบคุม และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทั้งในเลบานอน อิสราเอล และประเทศรอบอ่าวเปอร์เซียในระยะต่อไป.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สงครามตะวันออกกลาง

อิหร่านลั่น “จะไม่เจรจากับสหรัฐฯ” ชี้ไม่ได้เป็นฝ่ายรุกรานก่อน

อิหร่านลั่น "จะไม่เจรจากับสหรัฐฯ" ชี้ไม่ได้เป็นฝ่ายรุกรานก่อน

2 มี.ค. 2569 12:45 น.

อิหร่านลั่น “จะไม่เจรจากับสหรัฐฯ” ชี้ไม่ได้เป็นฝ่ายรุกรานก่อน

อาลี ลาริจานี เลขาธิการสภาความมั่นคงสูงสุดของอิหร่าน กล่าวแสดงความคิดเห็นตอบโต้รายงานข่าวของสื่อที่ระบุว่าอิหร่านได้ติดต่อสหรัฐฯ ผ่านตัวกลางเพื่อขอให้กลับมาเจรจาอีกครั้ง เขากล่าวในโพสต์บนเว็บไซต์ X ว่า อิหร่าน “จะไม่เจรจากับสหรัฐอเมริกา” ชี้กองกำลังอิหร่าน “ไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มการรุกรานก่อน”

ลาริจานี กล่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ “ได้ทำให้ภูมิภาคนี้ตกอยู่ในความโกลาหลด้วยความหวังที่ผิดๆ” ของเขา และตอนนี้กำลังกังวลเกี่ยวกับการสูญเสียกำลังพลของทหารอเมริกันเพิ่มเติม” เขากล่าวเสริมว่า “ด้วยการกระทำที่หลงผิดของเขา เขาได้เปลี่ยนสโลแกนที่เขาคิดขึ้นเองว่า “อเมริกามาก่อน” เป็น “อิสราเอลมาก่อน” และเสียสละทหารอเมริกันเพื่อการแสวงหาอำนาจของอิสราเอล”

ลาริจานี ซึ่งเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของอยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน กล่าวว่ากองกำลังอิหร่าน “ไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มการรุกรานก่อน”

ทั้งนี้ อาลี ลารีจานี อดีตประธานรัฐสภาและคนสนิทของ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ได้หวนคืนสู่ศูนย์กลางอำนาจอีกครั้งในฐานะเลขานุการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด (SNSC) เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เขาได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญรอบด้าน ตั้งแต่การเจรจานิวเคลียร์ การกระชับความสัมพันธ์ในภูมิภาค ไปจนถึงการจัดการกลุ่มผู้ประท้วงภายในประเทศ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (1 มี.ค.) ลารีจานีได้แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติว่า จะมีการจัดตั้ง “สภาผู้นำชั่วคราว” เพื่อบริหารประเทศ พร้อมประณามสหรัฐฯ และอิสราเอลว่าพยายามปล้นสะดมและทำลายความเป็นปึกแผ่นของอิหร่าน นอกจากนี้เขายังขู่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนว่าหากฉวยโอกาสเคลื่อนไหวในช่วงนี้จะต้องเจอกับการตอบโต้อย่างรุนแรงที่สุด โดยในเหตุโจมตีครั้งล่าสุดนี้ มีรายงานยืนยันด้วยว่า พลเอกอับดุลราฮิม มูซาวี ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของอิหร่าน ก็ได้เสียชีวิตลงเช่นกัน

ลารีจานีได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ที่สามารถเชื่อมประสานกลุ่มการเมืองขั้วต่าง ๆ ในอิหร่านได้ดี เขาเพิ่งเดินทางไปโอมานเมื่อเดือนก่อนเพื่อเตรียมการเจรจานิวเคลียร์ทางอ้อมกับสหรัฐฯ ท่ามกลางการเสริมกำลังทหารของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง

ในด้านนโยบายนิวเคลียร์ ลารีจานีเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อโอมานว่า “ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้” หากความกังวลของสหรัฐฯ คือการป้องกันไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ นั่นเป็นเรื่องที่หาทางออกร่วมกันได้ อย่างไรก็ตาม เขาก็เคยเปรียบเทียบข้อเสนอของยุโรปที่ให้ล้มเลิกโครงการนิวเคลียร์ว่าเหมือนการเอา “ไข่มุกไปแลกกับลูกอม” ซึ่งสะท้อนว่าเขาจะไม่ยอมสูญเสียผลประโยชน์หลักของชาติ

แม้จะมีภาพลักษณ์เป็นนักการทูต แต่ลารีจานีถูกรัฐบาลสหรัฐฯ สั่งคว่ำบาตรเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลอย่างรุนแรง ซึ่งกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่าเขาเป็นผู้นำคนแรก ๆ ที่เรียกร้องให้ใช้กำลังจัดการกับประชาชนตามคำสั่งของคาเมเนอี จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในการประท้วงที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่การปฏิวัติปี 1979

บทบาทสำคัญอีกด้านของลารีจานีคือการเป็นตัวกลางเชื่อมต่อกับมหาอำนาจที่เป็นพันธมิตร เขาเดินทางไปรัสเซียบ่อยครั้งเพื่อพบกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เพื่อคานอำนาจกดดันจากโดนัลด์ ทรัมป์ นอกจากนั้น เขายังเป็นหัวหอกในการผลักดันข้อตกลงความร่วมมือ 25 ปีกับจีนในปี 2021 เขายืนยันว่าโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านไม่มีทางถูกทำลายได้ เพราะ “เมื่อคุณค้นพบเทคโนโลยีแล้ว ใครก็ขโมยมันไปไม่ได้”

ลารีจานีเกิดที่เมืองนาจาฟ ประเทศอิรัก ในตระกูลผู้นำศาสนาที่ทรงอิทธิพลของอิหร่าน เขาจบปริญญาเอกด้านปรัชญา และมีพี่น้องดำรงตำแหน่งระดับสูงทั้งในศาลยุติธรรมและกระทรวงการต่างประเทศ แม้เขาจะเคยถูกสภาผู้พิทักษ์ ตัดสิทธิ์ในการลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2021 และ 2024 เนื่องจากประเด็นการใช้ชีวิตและคนในครอบครัวที่มีความเชื่อมโยงกับต่างประเทศ โดยลูกสาวของเขาเพิ่งถูกไล่ออกจากตำแหน่งอาจารย์แพทย์ในสหรัฐฯ หลังถูกประท้วงหนัก 

ท่ามกลางสุญญากาศอำนาจหลังการเสียชีวิตของคาเมเนอี บทบาทของลาริจานีในฐานะผู้ประสานกลุ่มอำนาจต่าง ๆ ภายในระบบการเมืองอิหร่าน กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิดว่า จะเป็นกุญแจสำคัญกำหนดทิศทางประเทศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่อ่อนไหวที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของอิหร่าน.

ที่มา  CNN / Reuters

ทำความรู้จัก “คณะผู้นำชั่วคราว” ที่บริหารอิหร่าน หลังการเสียชีวิตของคาเมเนอี

ทำความรู้จัก "คณะผู้นำชั่วคราว" ที่บริหารอิหร่าน หลังการเสียชีวิตของคาเมเนอี

2 มี.ค. 2569 12:12 น.

ทำความรู้จัก “คณะผู้นำชั่วคราว” ที่บริหารอิหร่าน หลังการเสียชีวิตของคาเมเนอี

อิหร่านประกาศตั้ง “คณะผู้นำชั่วคราว 3 คน” เพื่อทำหน้าที่บริหารประเทศ จนกว่าจะมีการคัดเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ ตามรธน.อิหร่าน ซึ่งทั้ง 3 คนล้วนแล้วแต่เป็นแกนนำสำคัญและมีบทบาทอย่างมากในอิหร่าน

การจัดตั้งคณะผู้นำชั่วคราวดังกล่าว เป็นไปตาม มาตรา 111 ของรัฐธรรมนูญอิหร่าน ซึ่งกำหนดให้มีสภาชั่วคราวทำหน้าที่แทนผู้นำสูงสุด หากตำแหน่งว่างลง โดยสมาชิกทั้ง 3 คนประกอบด้วย ประธานาธิบดี ประธานศาลยุติธรรมสูงสุด และตัวแทนจากคณะมนตรีพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งเบื้องต้น อยาตอลเลาะห์ อาลีเรซา อาราฟี จะทำหน้าที่เป็นผู้นำคณะชั่วคราว  ก่อนที่จะคัดเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่อีกครั้ง

คณะผู้นำชั่วคราวมีใครบ้าง?

1.อยาตอลเลาะห์ อาลีเรซา อาราฟี (Ayatollah Alireza Arafi)

อยาตอลเลาะห์ อาลีเรซา อาราฟี เป็นสมาชิกคณะมนตรีพิทักษ์รัฐธรรมนูญ (Guardian Council) ตั้งแต่ปี 2019 โดยสมาชิกองค์กรนี้ได้รับการแต่งตั้งจากผู้นำสูงสุด มีหน้าที่ตรวจสอบกฎหมายและนโยบายให้สอดคล้องกับหลักอิสลาม อนุมัติผู้สมัครเลือกตั้ง มีอำนาจยับยั้งกฎหมายของรัฐสภา และกำกับดูแลการเลือกตั้ง

อาราฟียังดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) ซึ่งเป็นองค์กรที่มีหน้าที่คัดเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ นอกจากนี้เขายังเป็นผู้นำละหมาดวันศุกร์ที่เมืองกอม ศูนย์กลางศาสนาที่สำคัญที่สุดของอิหร่าน และดูแลระบบสถาบันศาสนาทั่วประเทศ

กล่าวได้ว่า เขาเป็นบุคคลสำคัญในโครงสร้างอำนาจทางศาสนา และมีบทบาทโดยตรงในกระบวนการเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่

2.มาซูด เปเซชเคียน (Masoud Pezeshkian)

มาซูด เปเซชเคียน วัย 71 ปี เป็นนักการเมืองสายปฏิรูปและแพทย์ศัลยกรรมหัวใจ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีในการเลือกตั้งปี 2024

ก่อนหน้านี้ เขาเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีสาธารณสุขในรัฐบาลของ โมฮัมหมัด คาตามี และเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากเมืองทาบริซ เปเซชเคียนหาเสียงด้วยนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจ ผ่อนคลายข้อจำกัดทางสังคม และสร้างความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์กับต่างประเทศ แต่ยังคงยืนยันความจงรักภักดีต่อโครงสร้างสาธารณรัฐอิสลาม

หลังการเสียชีวิตของคาเมเนอี เขาออกแถลงการณ์ระบุว่า อิหร่านถือเป็นหน้าที่และสิทธิอันชอบธรรม ที่จะตอบโต้ผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนี้

3.โกลาม-โฮสเซน โมห์เซนี-เอเจอี (Gholam-Hossein Mohseni-Ejei)

โกลาม-โฮสเซน โมห์เซนี-เอเจอี เป็นผู้นำศาสนาสายแข็ง และดำรงตำแหน่งประธานฝ่ายตุลาการตั้งแต่ปี 2021 หลังได้รับการแต่งตั้งจากคาเมเนอี

ก่อนหน้านี้ เขาเคยเป็นรัฐมนตรีข่าวกรอง (ช่วงปี 2005–2009) และอัยการสูงสุด รวมถึงรองประธานศาลยุติธรรมสูงสุด เขาถูกมองว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดฝ่ายอนุรักษนิยมของรัฐบาล

เมื่อเกิดการประท้วงจากวิกฤตค่าเงินเรียลในช่วงต้นปีที่ผ่านมา โมห์เซนี-เอเจอีประกาศว่าจะไม่ปรานี ต่อผู้ที่เขาเรียกว่าเป็นผู้ก่อความไม่สงบ พร้อมกล่าวหาว่า สหรัฐและอิสราเอลสนับสนุนความวุ่นวายในประเทศ

บทบาทของคณะผู้นำชุดนี้
คณะผู้นำทั้ง 3 จะทำหน้าที่บริหารประเทศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ท่ามกลางภาวะสงครามและแรงกดดันระหว่างประเทศ พร้อมทั้งเริ่มกระบวนการคัดเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ผ่านสภาผู้เชี่ยวชาญ โดยสภาผู้นำประกาศว่าจะสานต่อแนวทางของคาเมเนอีอย่างแข็งแกร่ง พร้อมยืนยันว่ากองกำลังติดอาวุธของอิหร่านมีความพร้อมที่จะบดขยี้ ฐานที่มั่นของบรรดาศัตรู.

ที่มา : Aljazeera

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สงครามตะวันออกกลาง

จริยธรรมบิ๊กเทค Anthropic vs กองทัพ จากเวเนฯ ถึงอิหร่าน AI ถูกบีบใช้ทำสงคราม

จริยธรรมบิ๊กเทค Anthropic vs กองทัพ จากเวเนฯ ถึงอิหร่าน AI ถูกบีบใช้ทำสงคราม

จริยธรรมบิ๊กเทค Anthropic vs กองทัพ จากเวเนฯ ถึงอิหร่าน AI ถูกบีบใช้ทำสงคราม

Date Time: 2 มี.ค. 2569 11:52 น.

Video

More

ปี 2026 ทองคำมาวิน? หุ้นไทยปีนี้ยากแล้ว ปีหน้ายากกว่า?| Thairath Money Night Stand EP.30

ปี 2026 ทองคำมาวิน? หุ้นไทยปีนี้ยากแล้ว ปีหน้ายากกว่า?| Thairath Money Night Stand EP.30

“Summary“

Anthropic ปฏิเสธการใช้ AI Claude ในการสอดส่องประชาชนและอาวุธอัตโนมัติ ทำให้เกิดความขัดแย้งกับ DoD

  • DoD ขู่ใช้กฎหมายบังคับให้ Anthropic ยอมให้ใช้ AI ในทุกกรณีที่ถูกกฎหมาย
  • ทรัมป์สั่งยุติการใช้เทคโนโลยี Anthropic และโจมตีบริษัท
  • OpenAI เข้ามาแทนที่ Anthropic ในการให้บริการ AI แก่ DoD
  • ประเด็นนี้สะท้อนความขัดแย้งระหว่างความปลอดภัยของ AI และความต้องการของรัฐบาลในการใช้เทคโนโลยีทางทหาร

สัปดาห์ที่ผ่านมา วงการเทคโนโลยีและความมั่นคงของสหรัฐฯ สั่นสะเทือนจากความขัดแย้งระหว่าง Anthropic ผู้พัฒนาโมเดล AI “Claude” กับ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ Department of Defense (DoD) จนลุกลามกลายเป็นประเด็นระดับชาติว่า “ใครควรมีอำนาจควบคุม AI ที่ทรงพลังที่สุดในโลกในทางทหาร” บริษัทผู้พัฒนาหรือรัฐบาลที่สามารถใช้กฎหมายกดดันผู้พัฒนาเมื่อต้องการนำไปใช้งาน

สรุปไทม์ไลน์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ฤดูร้อน 2025 จุดเริ่มต้นความร่วมมือ

  • Anthropic พร้อมบริษัท AI รายใหญ่อื่น ๆ ได้แก่ Google, OpenAI และ xAI ได้รับสัญญาจ้างจากกระทรวงกลาโหม มูลค่าสูงสุดบริษัทละ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • โดย Anthropic ถือเป็นบริษัทเทคโนโลยีแห่งแรกที่ได้รับอนุมัติให้สามารถนำโมเดล AI ของตนอย่าง “Claude” เข้าไปใช้งานในเครือข่ายทางทหารระดับลับสุดยอด (Classified military networks) ของเพนตากอน การเข้าถึงของกองทัพเกิดขึ้นผ่านบริษัทพาร์ทเนอร์ด้านข้อมูลและวิเคราะห์ข่าวกรองอย่าง Palantir

มกราคม 2026 ปฏิบัติการจับ Nicolás Maduro

  • กองทัพสหรัฐฯ นำโมเดล Claude ไปใช้งานในปฏิบัติการบุกจับกุมตัวอดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลา Nicolás Maduro ที่กรุงการากัส (ดำเนินการผ่านสัญญาที่มี กับ Palantir)
  • Claude ถูกใช้เพื่อวิเคราะห์ข่าวกรอง สนับสนุนการเลือกเป้าหมาย และจำลองสถานการณ์ปฏิบัติการ
  • หลังเหตุการณ์นี้ Anthropic แสดงความกังวลทันที โดยย้ำ “เส้นแดง” ของบริษัทที่ห้ามนำ AI ไปใช้เพื่อ 2 ประการสำคัญ นั่นคือ ห้ามใช้ AI กับอาวุธอัตโนมัติเต็มรูปแบบ (Fully autonomous weapons) ที่สามารถตัดสินใจโจมตีเป้าหมายได้โดยไม่มีมนุษย์ควบคุม และสองคือ ห้ามใช้เพื่อสอดแนมประชาชนในประเทศแบบวงกว้าง (Mass domestic surveillance)

กุมภาพันธ์ 2026 ความตึงเครียดมาถึงจุดเดือด

  • (24 ก.พ.) Pete Hegseth รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เรียกตัว Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic เข้าพบที่เพนตากอน
  • Amodei ชี้แจงถึงข้อจำกัดของบริษัท แต่เจ้าหน้าที่กลาโหมโต้แย้งว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการใช้อาวุธอัตโนมัติหรือการสอดแนมประชาชนเลย
  • เพนตากอนโต้กลับว่า กระทรวงไม่ควรถูกจำกัดด้วย “กฎของผู้ขาย” โดยมีจุดยืนให้ Anthropic ต้องยอมให้กองทัพใช้ AI ใน “ทุกกรณีที่ถูกกฎหมาย” (All lawful use cases) โดยมีจุดยืนว่าบริษัทไม่มีสิทธิ์กำหนดว่ากองทัพจะใช้อย่างไร
  • ขีดเส้นตายให้ Anthropic ต้องยินยอมให้กองทัพใช้เทคโนโลยี AI ในแอปพลิเคชันทางทหารทั้งหมดภายในช่วงเย็นวันศุกร์ (27 ก.พ.) ที่ผ่านมา โดยมีเงื่อนไขว่าหาก Anthropic ไม่ยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง กระทรวงกลาโหมจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด ได้แก่ การงัดใช้กฎหมายการผลิตเพื่อการป้องกันประเทศ (Defense Production Act) เพื่อบังคับให้ผู้บริหารของ Anthropic ต้องยอมให้เพนตากอนใช้งาน AI อย่างไร้ข้อจำกัด โดยอ้างความจำเป็นด้านความมั่นคงของชาติ และ ถอดถอนและขึ้นบัญชีดำ Hegseth ขู่ว่าจะแบนและถอด Anthropic ออกจากห่วงโซ่อุปทานและขึ้นบัญชีว่าเป็นบริษัทเป็น “ภัยต่อห่วงโซ่อุปทานที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ” (Supply chain risk) คำที่ปกติใช้กับบริษัทจากประเทศคู่แข่ง
  • ในวันเดียวกันนั้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งให้หน่วยงานรัฐบาลกลางทั้งหมด “ยุติการใช้งาน” เทคโนโลยีของ Anthropic ทันที ด้านผู้รับเหมาของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ต้องรับรองว่าไม่ได้ใช้โมเดลของ Anthropic อีกต่อไป
  • ทรัมป์โจมตี Anthropic ทางโซเชียลว่าเป็น “บริษัท AI ซ้ายจัดที่ไม่มีความเข้าใจโลกความจริง”
  • Hegseth กล่าวโทษ Anthropic ว่าแสดง “ความหยิ่งยโสและการทรยศ” ต่อกองทัพ
  • ล่าสุดแอปพลิเคชัน Claude ของ Anthropic ทะยานขึ้นสู่อันดับ 1 บนชาร์ตแอปฟรียอดนิยมของสหรัฐฯ ใน Apple ช่วงปลายวันเสาร์ที่ผ่านมา แซงหน้า ChatGPT, Gemini หลังปฏิเสธไม่ให้โมเดลของตนถูกใช้เพื่อการสอดส่องประชาชนในวงกว้างหรือพัฒนาอาวุธอัตโนมัติ 

OpenAI เข้ารับไม้ต่อ Claude ยังคงถูกใช้ในอิหร่าน

อย่างไรก็ตามไม่กี่ชั่วโมงหลัง Anthropic ถูกตัดออกก็มีรายงานว่า OpenAI ประกาศบรรลุข้อตกลงกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โดยซีอีโอ Sam Altman ระบุว่า โมเดลของบริษัทจะถูกใช้งานต่อไปในเครือข่ายทางทหารระดับลับสุดยอดของกระทรวงแทน โดยย้ำว่า OpenAI ยังคงมี “เส้นแดง” เหมือน Anthropic ได้แก่ ห้ามใช้เพื่อสอดส่องประชาชนในวงกว้างและต้องมีความรับผิดชอบของมนุษย์ในการใช้กำลังร้ายแรง

ขณะเดียวกันรายงานจากสื่อหลายสำนัก ระบุว่า กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (U.S. Central Command) ยังคงใช้ AI ของ Anthropic อยู่แม้ทรัมป์เพิ่งสั่งแบนไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้าในปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน

โดยระบุว่าในช่วงที่สหรัฐฯ และอิสราเอลทำการโจมตีอิหร่าน Claude ถูกนำไปใช้ในด้านข่าวกรอง การเลือกเป้าหมาย และจำลองสนามรบ การใช้เครื่องมือ AI ในระดับนี้สะท้อนให้เห็นว่า ระบบ AI ถูกฝังอยู่เป็นส่วนสำคัญของการวางแผนปฏิบัติการทางทหารมากกว่าที่หลายคนคิด และไม่สามารถยุติการใช้งานได้ทันทีเพียงคำสั่งเดียว เพราะต้องมีการถอดออกจากระบบที่ซับซ้อนก่อน

จริยกรรมการใช้เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคง จากนี้จะเกิดอะไรขึ้นต่อ ? 

ประเด็นดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีเป็นวงกว้าง จากมุมมองของ Anthropic ที่เคยระบุไว้ชัดเจนว่า AI แตกต่างจากอาวุธหรือเทคโนโลยีทางทหารแบบดั้งเดิม เพราะมีความสามารถเรียนรู้ วิเคราะห์ และตัดสินใจในระดับที่อาจสร้างผลกระทบวงกว้างและรวดเร็ว

Anthropic วางตัวเป็นบริษัท AI ที่ยึดหลักความปลอดภัยและจริยธรรม ส่วนรัฐบาลทรัมป์เดินหน้าแนวทางเร่งพัฒนา AI ทางทหารแบบทุ่มสรรพกำลังทุกวิถีทาง แนวทางของกระทรวงกลาโหมที่เคยกล่าวไว้ในปี 2023 ระบุว่า ระบบ AI สามารถเลือกและโจมตีเป้าหมายได้โดยไม่ต้องมีมนุษย์แทรกแซงโดยตรง หากผ่านการตรวจสอบตามขั้นตอน จุดนี้เองทำให้ Anthropic กังวลว่า หากโมเดลของตนถูกนำไปใช้ในระบบลับทางทหาร สาธารณชนอาจไม่รับรู้จนกว่าจะเกิดขึ้นจริง

บริษัทไม่ได้ปฏิเสธการใช้งานด้านความมั่นคงโดยสิ้นเชิง แต่เห็นว่าโมเดลในปัจจุบันยังไม่พร้อมพอสำหรับภารกิจที่มีเดิมพันชีวิตสูง เช่น การตัดสินใจโจมตีเป้าหมายแบบเสี้ยววินาที และอีกประเด็นสำคัญ คือ การใช้ AI ในการเฝ้าระวังข้อมูลประชาชน ซึ่งแม้กฎหมายปัจจุบันเปิดช่องให้มีการเก็บข้อมูลบางประเภท แต่ AI สามารถยกระดับเป็นการวิเคราะห์เชิงพฤติกรรมแบบต่อเนื่อง การจับแพตเทิร์นข้ามฐานข้อมูล และการประเมินความเสี่ยงแบบอัตโนมัติในวงกว้าง

หลายฝ่ายตั้งคำถามการตัดสินใจของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ว่าทำไมถึงยอมรับเงื่อนไขของ OpenAI แต่ไม่ยอมรับของ Anthropic ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐบางรายก่อนหน้านี้วิจารณ์ว่า Anthropic กังวลเรื่องความปลอดภัยมากเกินไป

นี่ไม่ใช่ความขัดแย้งที่ฝ่ายใดจะถอนตัวได้ง่าย ๆ หาก Anthropic ถูกตัดขาดจากตลาดภาครัฐอย่างถาวร อาจกระทบธุรกิจอย่างรุนแรง แต่หากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ สูญเสียการเข้าถึงโมเดลที่ล้ำหน้าที่สุดก็อาจเกิดช่องว่างด้านความมั่นคงระหว่างรอผู้เล่นรายอื่นพัฒนาเทคโนโลยีตามทัน

เหตุการณ์นี้สะท้อนความตึงเครียดเชิงโครงสร้างระหว่าง ค่านิยมด้านความปลอดภัยของบริษัท AI ที่ไม่ต้องการให้โมเดลถูกใช้เพื่อการก่อความรุนแรงหรือสอดส่องโดยไม่มีมนุษย์ควบคุม และความต้องการของรัฐบาลและกองทัพที่ต้องการหาประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางยุทธศาสตร์

นำไปสู่คำถามใหญ่ของจุดสมดุลในยุคที่ AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง, ความปลอดภัยของมนุษยชาติ, สิทธิมนุษยชน และการควบคุมเทคโนโลยีแห่งอนาคต ใครควรกำหนดขอบเขตจริยธรรม ความขัดแย้งนี้อาจกลายเป็นแม่แบบใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างบิ๊กเทคกับกองทัพ จุดเริ่มต้นของสมการอำนาจใหม่ระหว่างอุตสาหกรรม AI กับรัฐบาลทั่วโลกในอนาคตหลังจากนี้

เปิดประวัติ “มาห์มูด อาห์มาดีเนจาด” อดีตประธานาธิบดีอิหร่าน

เปิดประวัติ "มาห์มูด อาห์มาดีเนจาด" อดีตประธานาธิบดีอิหร่าน

2 มี.ค. 2569 11:40 น.

เปิดประวัติ “มาห์มูด อาห์มาดีเนจาด” อดีตประธานาธิบดีอิหร่าน

นายมาห์มูด อาห์มาดีเนจาด (Mahmoud Ahmadinejad) เป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่ของอิหร่าน ผู้มีภาพลักษณ์ทั้งในฐานะนักการเมืองประชานิยมที่เข้าถึงชนชั้นแรงงาน และผู้นำสายแข็งที่ท้าทายมหาอำนาจตะวันตกอย่างดุดัน ข้อมูลล่าสุดในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2026 มีรายงานข่าวการเสียชีวิตของเขาพร้อมกับบอดี้การ์ด จากการโจมตีทางอากาศในกรุงเตหะราน ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากทางการอิหร่านหรือแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้

ประวัติชีวิตส่วนตัวและการศึกษา

มาห์มูด อาห์มาดีเนจาด เกิดเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 1956 ในหมู่บ้านอาราดาน จังหวัดเซมนาน โดยเป็นบุตรชายของช่างตีเหล็กที่มีฐานะยากจน ครอบครัวของเขาได้ย้ายมาตั้งรกรากในกรุงเตหะรานตั้งแต่เขายังเด็ก ซึ่งความยากลำบากในวัยเยาว์นี้เองที่กลายเป็นรากฐานสำคัญของนโยบายประชานิยมในเวลาต่อมา 

ด้านการศึกษา อาห์มาดิเนจาดสำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมโยธาจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอิหร่าน (IUST) ต่อมาเขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านวิศวกรรมการจราจรและการขนส่ง และเคยทำหน้าที่เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ด้วย

ในด้านชีวิตส่วนตัว อาห์มาดิเนจาดแต่งงานกับอาซัม อัลซาดัต ฟาราฮี และมีบุตรหลายคน เขามักนำเสนอภาพลักษณ์สมถะ ใช้ชีวิตเรียบง่าย และย้ำจุดยืนว่าตนเป็นตัวแทนของประชาชนระดับล่าง แม้จะถูกวิจารณ์อย่างหนักทั้งในและต่างประเทศ เขายังคงมีฐานสนับสนุนบางส่วนที่มองว่าเขายืนหยัดปกป้องอธิปไตยของอิหร่านอย่างแข็งขัน

จุดเริ่มต้นบนเส้นทางการเมือง

เขาเริ่มเป็นที่รู้จักในช่วงหลังการปฏิวัติอิสลามปี 1979 โดยมีบทบาทในองค์กรนักศึกษาอิสลาม และถูกมองว่าใกล้ชิดกับแนวคิดปฏิวัติอิสลามที่เน้นชาตินิยมและต่อต้านอิทธิพลตะวันตก ในช่วงการปฏิวัติอาห์มาดีเนจาดเป็นหนึ่งในผู้นำนักศึกษาที่สนับสนุนการโค่นล้มระบอบกษัตริย์ (พระเจ้าชาห์) และต่อมาได้เข้าร่วมกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) โดยมีรายงานว่าเขาเคยปฏิบัติภารกิจลับในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก 

เส้นทางการเมืองระดับบริหารของเขาเริ่มชัดเจนเมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอาร์ดาบีลในช่วงทศวรรษ 1990 และก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในระดับท้องถิ่นเมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นนายกเทศมนตรีกรุงเตหะราน ในปี 2003 ซึ่งเขาได้สร้างชื่อเสียงจากการดำเนินนโยบายช่วยเหลือผู้ยากไร้และยึดถือวิถีชีวิตที่สมถะ ต่อต้านชนชั้นนำ และเน้นความยุติธรรมทางสังคม ทำให้เขาได้รับความนิยมในหมู่ประชาชนกลุ่มรากหญ้า และปูทางสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2005

การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี (2005–2013)

เขาได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนที่ 6 ของอิหร่านในปี 2005 โดยเอาชนะอดีตประธานาธิบดีราฟซานจานีที่เป็นสายกลาง อาห์มาดีเนจาดกลายเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายอนุรักษนิยมสุดโต่ง ระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี อาห์มาดิเนจาดใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบประชานิยม เช่น การอุดหนุนพลังงานและแจกจ่ายเงินสดแก่ครัวเรือนรายได้น้อย เขามุ่งเน้นการกระจายรายได้จากน้ำมันสู่คนจน และผลักดันโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านอย่างไม่ลดละ ขณะเดียวกัน เขาเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติอย่างหนัก โดยเฉพาะกรณีโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ซึ่งนำไปสู่มาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และชาติตะวันตกหลายระลอก จุดยืนแข็งกร้าวของเขาต่ออิสราเอลและสหรัฐฯ ทำให้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งปี 2009 ซึ่งเขาชนะเป็นสมัยที่สอง กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อผลเลือกตั้งถูกฝ่ายตรงข้ามกล่าวหาว่ามีการทุจริต จุดชนวนการประท้วงครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “ขบวนการสีเขียว” การชุมนุมถูกปราบปรามอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ภาพลักษณ์รัฐบาลอิหร่านในสายตาประชาคมโลกตกต่ำลง และสร้างรอยร้าวทางการเมืองภายในประเทศ

บทบาททางการเมืองหลังพ้นตำแหน่ง

ในช่วงปลายวาระ อาห์มาดิเนจาดมีความขัดแย้งกับชนชั้นนำฝ่ายศาสนาและสถาบันอำนาจสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะความเห็นที่แตกต่างกับผู้นำสูงสุดอิหร่านในบางประเด็น หลังพ้นตำแหน่งในปี 2013 เขายังคงมีบทบาททางการเมือง และได้เปลี่ยนบทบาทจากผู้นำสายแข็งมาเป็น “นักประชานิยมอิสระ” ที่มักวิพากษ์วิจารณ์ชนชั้นนำในรัฐบาลอิหร่านเอง เขาพยายามลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกหลายครั้ง รวมถึงในปี 2024 แต่ส่วนใหญ่มักถูกตัดสิทธิ์โดยสภาผู้พิทักษ์ แม้จะถูกจำกัดบทบาท แต่เขายังคงเป็นสมาชิกของสภาวินิจฉัยประโยชน์ของรัฐ และมีฐานเสียงที่เหนียวแน่นในกลุ่มคนยากจนในชนบท

วาทะและจุดยืนที่สั่นสะเทือนโลก

ตลอดการเป็นผู้นำ อาห์มาดีเนจาดเป็นที่รู้จักจากวาทะที่ก้าวร้าวต่ออิสราเอล โดยครั้งหนึ่งเขาเคยกล่าวอ้างว่าอิสราเอลควรถูก “ลบออกจากหน้าประวัติศาสตร์” และตั้งคำถามถึงความจริงของเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว จนกลายเป็นบุคคลที่ชาติตะวันตกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อสันติภาพ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ได้รับความนิยมในกลุ่มประเทศที่ต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยมจากการกล้าเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ อย่างตรงไปตรงมา

ช่วงวาระสุดท้ายท่ามกลางสงครามปี 2026

รายงานข่าวในช่วงวันที่ 1-2 มีนาคม 2026 ระบุว่า อาห์มาดีเนจาดเสียชีวิตลงในวัย 69 ปี จากการโจมตีเป้าหมายในเขตที่พักอาศัยย่านนาร์มัก ทางตะวันออกของกรุงเตหะราน ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการโจมตีผู้นำระดับสูงคนอื่นๆ ของอิหร่าน การเสียชีวิตของเขา (แม้ในขณะนั้นจะมีรายงานว่าเขาถูกกักบริเวณในบ้านพักหรืออยู่วงนอกของอำนาจหลัก) ถือเป็นความสูญเสียบุคคลที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อขบวนการอนุรักษนิยมและประชานิยมในอิหร่านอย่างมีนัยสำคัญ.

หอการค้าไทย ประเมินการสู้รบในตะวันออกกลาง หาแผนรับมือผลกระทบภาคธุรกิจ-ประชาชน

หอการค้าไทย ประเมินการสู้รบในตะวันออกกลาง หาแผนรับมือผลกระทบภาคธุรกิจ-ประชาชน

2 มี.ค. 2569 11:32 น.

หอการค้าไทย ประเมินการสู้รบในตะวันออกกลาง หาแผนรับมือผลกระทบภาคธุรกิจ-ประชาชน

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงการประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรี ในช่วงบ่ายวันนี้ (2 มี.ค.) เพื่อประเมินผลกระทบสถานการณ์ตะวันออกกลาง ว่า  สถานการณ์ดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน ซึ่งอาจส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยท่านนายกรัฐมนตรี ได้เชิญหน่วยงานด้านความมั่นคง หน่วยงานเศรษฐกิจ และภาคเอกชน รวมถึงหอการค้าไทย เข้าหารือเพื่อประเมินผลกระทบในภาพรวม และกำหนดแนวทางรองรับผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจไทยอย่างรอบด้าน

สำหรับความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซนั้น ถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่รองรับการขนส่งน้ำมันดิบประมาณ 14–20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นราว 20% ของการค้าน้ำมันทางทะเลโลก รวมถึงเป็นเส้นทางสำคัญของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ไปยังตลาดเอเชีย หากเกิดข้อจำกัดด้านการเดินเรือ ไม่ว่าจะในลักษณะปิดช่องแคบหรือความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่ทำให้บริษัทพลังงานและเรือบรรทุกน้ำมันชะลอการขนส่ง จะก่อให้เกิดภาวะตึงตัวของอุปทานพลังงานทันที ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อในหลายประเทศ

ประเทศในเอเชีย ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เป็นผู้นำเข้าน้ำมันหลักจากเส้นทางดังกล่าว โดยเฉพาะจีนที่พึ่งพาน้ำมันผ่านฮอร์มุซในสัดส่วนสูง หากราคาพลังงานปรับเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ภูมิภาคเอเชียจะได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน สำหรับประเทศไทย ในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะสะท้อนผ่านต้นทุนการผลิต ค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

นายพจน์ ระบุเพิ่มเติมว่า จากการประเมินร่วมกับภาคธุรกิจและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ สถานการณ์ปัจจุบันมีแนวโน้มก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงปฏิบัติอย่างชัดเจน ดังนี้

1. ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยกระดับ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นทันทีและมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่อง ซึ่งจะสะท้อนผ่านต้นทุนค่าขนส่งทางเรือ ทางอากาศ และทางบกทั่วโลก ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์โดยรวมเพิ่มขึ้นเป็นวงกว้าง

2. การขนส่งสินค้าไปยังอ่าวเปอร์เซียเผชิญ War Risk Premium ผู้ส่งออกที่มีปลายทางในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียจะเผชิญกับการเรียกเก็บ “ค่าเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงคราม” (War Risk Premium) เพิ่มเติมจากสายเรือและบริษัทประกันภัย ซึ่งจะทำให้ต้นทุนต่อเที่ยวเรือเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เบื้องต้นทราบมาว่า สูงขึ้นประมาณ 50% 

3. การส่งออกไปตะวันออกกลางอาจชะลอหรือหยุดชั่วคราว ในระยะสั้น สายเรือบางส่วนอาจชะลอการรับจองตู้สินค้าไปยังพื้นที่เสี่ยง หรือปรับตารางเดินเรือใหม่ หากจำเป็นต้องขนส่งจริง ผู้ประกอบการจะต้องเผชิญทั้งต้นทุนที่สูงขึ้น และระยะเวลาขนส่งที่ยาวนานขึ้น ส่งผลต่อการบริหารสต็อกสินค้าและกระแสเงินสด

4. การส่งออกไปยุโรปยังเผชิญต้นทุนเพิ่มต่อเนื่อง แม้หลายเส้นทางไปยุโรปรวมถึงสหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันออก ได้ปรับอ้อมผ่านแหลมกู๊ดโฮปอยู่ก่อนหน้าแล้วจากความตึงเครียดในทะเลแดง แต่หากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น จะทำให้ต้นทุนการเดินเรือเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง ส่งผลต่อราคาสินค้าปลายทางและความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย และสินค้าหากจะต้องปรับอ้อม เพื่อการขนส่งไม่ใช่แค่ต้นทุนเพิ่มขึ้นแต่จะกระทบต่อระยะเวลาการเดินทาง ซึ่งรวมไปกลับแล้วไม่ต่ำกว่าหนึ่งเดือน โดยกระทบต่อการวางแผนตู้ขนส่งสินค้าไปกลับอีกด้วย

หากเกิดสถานการณ์ที่ราคาพลังงานปรับสูงขึ้นพร้อมกับค่าระวางเรือเพิ่มขึ้นในเวลาเดียวกัน จะเป็นแรงกดดันสองชั้นต่อระบบการค้าโลก และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย ซึ่งผู้ประกอบการไทยควรเร่งทบทวนสัญญาการขนส่ง เงื่อนไขการประกันภัย และต้นทุนพลังงาน พร้อมเตรียมแผนรองรับหลายสถานการณ์ เพื่อรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจและลดความเสี่ยงจากความผันผวนในระยะสั้น

ผลกระทบต่อการเดินทางและความเชื่อมั่น

โดยสายการบินระหว่างประเทศหลายแห่งได้ปรับเส้นทางบินหลีกเลี่ยงน่านฟ้าพื้นที่เสี่ยง ไม่ใช่แค่พื้นที่ตะวันออกกลาง แต่ยังกระทบไปยังยุโรปหรือสหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันออกด้วย ส่งผลให้เวลาเดินทางยาวนานขึ้นและต้นทุนเพิ่มขึ้น ภาคธุรกิจที่มีการติดต่อกับภูมิภาคดังกล่าวควรติดตามประกาศด้านความปลอดภัยและบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ และยิ่งช่วงนี้เป็นฤดูท่องเที่ยวของฝั่งยุโรปด้วย จะทำให้กระทบต่อการเดินทางของทั้งนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว

สำหรับแนวทางของภาครัฐ หน่วยงานด้านเศรษฐกิจทั้ง รองนายกฯเอกนิติ และคุณศุภจี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการรองรับทั้งในมิติพลังงาน การเงิน และการค้า เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม พร้อมประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง  และในวันนี้ ภาคเอกชนคงจะเสนอ ขอให้ภาครัฐ เร่งมาตรการต่างๆ ที่มีอยู่ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว เช่น มาตรการเสริมสภาพคล่อง SME ของออมสินผ่านธนาคารพาณิชย์ Reinvent Thailand รวมถึงการทำงานเป็นทีมของภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น นโยบายทางการเงินและการคลัง รวมถึงความร่วมมือระหว่าง กระทรวงเศรษฐกิจ ทั้ง คลัง เกษตร, พาณิชย์ เป็นต้น เสริมกับกระทรวงต่างประเทศที่เน้นการทูตเชิงเศรษฐกิจตามที่ได้หารือกับภาคเอกชนก่อนหน้านี้

นายพจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้ความไม่แน่นอนระดับสูง ภาคธุรกิจควรเน้นการบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ และอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรอบคอบ พร้อมจัดทำแผนรองรับหลายสถานการณ์ (Scenario Planning) และรักษาสภาพคล่องทางการเงินให้เพียงพอ แม้สถานการณ์จะสร้างความไม่แน่นอน แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสในบางภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตร อาหาร อาหารแปรรูป และสินค้าอุปโภคบริโภคที่อาจมีความต้องการเพิ่มขึ้น

“หอการค้าไทยพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบเชิงลึกในแต่ละกลุ่มธุรกิจ และเสนอแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถบริหารความเสี่ยงและรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน” ดร.พจน์กล่าว

หอการค้าไทยขอให้ผู้ประกอบการและประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด ดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ และร่วมกันรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาที่โลกเผชิญความไม่แน่นอนสูง

อิสราเอลถล่มเลบานอน ตอบโต้ “ฮิซบอลเลาะห์” ยิงขีปนาวุธแก้แค้นแทนผู้นำสูงสุดอิหร่าน

อิสราเอลถล่มเลบานอน ตอบโต้ "ฮิซบอลเลาะห์" ยิงขีปนาวุธแก้แค้นแทนผู้นำสูงสุดอิหร่าน

2 มี.ค. 2569 10:49 น.

อิสราเอลถล่มเลบานอน ตอบโต้ “ฮิซบอลเลาะห์” ยิงขีปนาวุธแก้แค้นแทนผู้นำสูงสุดอิหร่าน

กองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเลบานอน รวมถึงกรุงเบรุต หลังเฮซบอลเลาะห์ยิงจรวดและโดรนใส่อิสราเอล อ้างตอบโต้การสังหารผู้นำสูงสุดอิหร่าน ด้านนายกรัฐมนตรีเลบานอนประณามการกระทำ “ไร้ความรับผิดชอบ” หวั่นประเทศถูกลากเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ

ในช่วงเช้ามืดวันนี้ (2 มี.ค.) กองทัพอิสราเอล (IDF) ออกแถลงการณ์เริ่มปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ทั่วเลบานอน รวมถึงในกรุงเบรุต โดยผู้สื่อข่าว AFP ในพื้นที่รายงานว่าได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นหลายครั้งทั่วเมือง ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ฮิซบอลเลาะห์ยิงจรวดและโดรนเข้าใส่พื้นที่ของอิสราเอล ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ทำไว้เมื่อพฤศจิกายน 2024 เป็นครั้งแรก

อิสราเอลระบุว่าได้ใช้การโจมตีที่แม่นยำต่อเป้าหมายที่เป็นสมาชิกระดับสูงของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ทั้งในเขตเบรุตและทางตอนใต้ของเลบานอน

กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ออกมาประกาศความรับผิดชอบต่อการโจมตีอิสราเอลในครั้งนี้ โดยระบุว่าเป็นการล้างแค้นให้แก่อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ที่เสียชีวิตในกรุงเตหะรานจากการโจมตีร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของฮิซบอลเลาะห์เคยระบุว่า หากมีการโจมตีอิหร่านในวงจำกัดทางกลุ่มอาจจะไม่แทรกแซง แต่การสังหารผู้นำสูงสุดถือเป็น “เส้นตาย” ที่ยอมไม่ได้ นอกจากนี้ทางกลุ่มยังอ้างว่าการโจมตีครั้งนี้ทำไปเพื่อปกป้องชาวเลบานอนจากการรุกรานซ้ำซากของอิสราเอลด้วย

โฆษกกองทัพอิสราเอลได้ออกประกาศผ่าน X เตือนให้ผู้อยู่อาศัยในเมืองและหมู่บ้านกว่า 50 แห่งทางตอนใต้และตะวันออกของเลบานอนซึ่งเป็นฐานที่มั่นของฮิซบอลเลาะห์อพยพออกจากบ้านเรือนทันที โดยให้ไปอยู่ในพื้นที่เปิดโล่งห่างจากหมู่บ้านอย่างน้อย 1,000 เมตร เพื่อความปลอดภัย

สำนักข่าวแห่งชาติเลบานอน (NNA) รายงานว่าเกิดเหตุการณ์ “อพยพครั้งใหญ่” ในเขตชานเมืองทางใต้ของเบรุตและพื้นที่ภาคใต้ โดยภาพจากสื่อท้องถิ่นเผยให้เห็นการจราจรที่ติดขัดอย่างหนักเนื่องจากประชาชนจำนวนมากพยายามขับรถหนีออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย

ด้านนายกรัฐมนตรีนาวาฟ ซาลาม แห่งเลบานอน ได้ออกมาตำหนิการกระทำของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ว่า “ไร้ความรับผิดชอบ” พร้อมระบุว่าการยิงจรวดใส่อิสราเอลเป็นการสร้างเงื่อนไขให้อิสราเอลมีข้ออ้างในการโจมตีเลบานอนต่อไป และเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ

นายกฯ ซาลาม ให้คำมั่นว่าจะจับกุมตัวผู้กระทำผิดและปกป้องประชาชนชาวเลบานอน พร้อมทั้งเรียกประชุมฉุกเฉินในวันนี้เพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการรับมือสถานการณ์ที่เลวร้ายลง หลังจากที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลเลบานอนพยายามอย่างเต็มที่ที่จะไม่ดึงประเทศเข้าสู่สงครามระดับภูมิภาค

ส่วนสถานการณ์ล่าสุด อิสราเอลยืนยันว่าขีปนาวุธส่วนใหญ่ของฮิซบอลเลาะห์ตกในพื้นที่เปิด และยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตฝั่งอิสราเอลในขณะนี้ กองทัพอิสราเอลย้ำว่าฮิซบอลเลาะห์ต้องรับผิดชอบต่อการยกระดับความรุนแรงในครั้งนี้แต่เพียงผู้เดียว

ทั้งนี้ ความขัดแย้งครั้งนี้ลุกลามมาจากการที่สหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีอิหร่าน จนนำไปสู่การตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่านเข้าใส่กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับที่มีฐานทัพสหรัฐฯ ตั้งอยู่.

ที่มา AFP