มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ทรงผ่าตัดปลูกถ่ายปอดสำเร็จ หลังอาการพังผืดในปอดทรุดหนัก

มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ทรงผ่าตัดปลูกถ่ายปอดสำเร็จ หลังอาการพังผืดในปอดทรุดหนัก

17 มิ.ย. 2569 16:56 น.

มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ทรงผ่าตัดปลูกถ่ายปอดสำเร็จ หลังอาการพังผืดในปอดทรุดหนัก

ราชสำนักนอร์เวย์เปิดเผยว่า เจ้าหญิงเมตเต-มาริต พระชายาในมกุฎราชกุมารฮากอน ทรงเข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายปอดและประสบความสำเร็จ หลังพระอาการจากโรคพังผืดในปอดทรุดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางมรสุมข่าวฉาวครั้งใหญ่ของราชวงศ์ รวมถึงกรณีบุตรชายถูกศาลสั่งจำคุก 4 ปีคดีข่มขืน

ราชสำนักนอร์เวย์ออกแถลงการณ์วันนี้ (17 มิ.ย.) ว่า เจ้าหญิงเมตเต-มาริต มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ พระชนมายุ 52 พรรษา ทรงเข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายปอดและการผ่าตัดเป็นไปด้วยความสำเร็จ โดยขณะนี้ยังคงประทับรักษาพระองค์อยู่ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยออสโล ริกส์ฮอสปิทาเลต เพื่อเฝ้าติดตามอาการในช่วงพักฟื้น

ศาสตราจารย์อาเร โฮล์ม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอดของโรงพยาบาล ระบุว่า เช่นเดียวกับผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะรายอื่น เจ้าหญิงจะต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลต่ออีกหลายสัปดาห์ และจะมีการแจ้งความคืบหน้าครั้งต่อไปเมื่อสามารถออกจากโรงพยาบาลได้

เจ้าหญิงเมตเต-มาริตได้รับการวินิจฉัยเมื่อปี 2018 ว่าทรงป่วยด้วยโรคพังผืดในปอด  ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่ทำให้เนื้อเยื่อปอดเกิดแผลเป็น ส่งผลให้การรับออกซิเจนเข้าสู่กระแสเลือดลดลง และทำให้หายใจลำบาก

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พระองค์ทรงลดภารกิจสาธารณะลงเป็นระยะจากผลกระทบของโรค ก่อนที่อาการจะทรุดลงอย่างชัดเจนในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา และเมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา คณะแพทย์ได้ประกาศให้พระองค์เข้าสู่บัญชีรอการปลูกถ่ายปอด

แพทย์ระบุว่า การปลูกถ่ายปอดถือเป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับผู้ป่วยที่คาดว่าอาจมีอายุขัยเหลือน้อยกว่า 2 ปี หากไม่ได้รับอวัยวะใหม่

ก่อนหน้านี้ เจ้าหญิงเมตเต-มาริตเคยปรากฏพระองค์ต่อสาธารณะพร้อมใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจและถังออกซิเจนเคลื่อนที่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของพระอาการในช่วงหลัง

ด้านมกุฎราชกุมารฮากอน รัชทายาทแห่งราชบัลลังก์นอร์เวย์ ซึ่งจะสืบราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 ทรงเตรียมลดภารกิจสาธารณะลงเพื่อใช้เวลาดูแลพระชายา ขณะที่เจ้าหญิงอิงกริด อเล็กซานดรา พระธิดาวัย 22 พรรษา ได้หยุดการศึกษาด้านสังคมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยซิดนีย์ชั่วคราว เพื่อเสด็จกลับมาดูแลพระมารดา และมีแผนศึกษาต่อในกรุงออสโลช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้

ราชสำนักยังประกาศเลื่อนการจัดงานฉลองครบรอบ 25 ปีแห่งการอภิเษกสมรสของทั้งสองพระองค์ ซึ่งเดิมกำหนดจัดขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้

ช่วงเวลานี้ยังถือเป็นช่วงที่ราชวงศ์นอร์เวย์เผชิญแรงกดดันจากหลายประเด็น โดยเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มาริอุส บอร์ก ฮอยบี พระโอรสวัย 29 ปีของเจ้าหญิงเมตเต-มาริตจากความสัมพันธ์ก่อนเสกสมรส ถูกศาลออสโลพิพากษาจำคุก 4 ปี จากคดีข่มขืนและความผิดอื่นหลายข้อหา ซึ่งเจ้าตัวยืนยันจะยื่นอุทธรณ์

นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้ยังมีการเปิดเผยเอกสารเกี่ยวกับการติดต่อระหว่างเจ้าหญิงกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้กระทำผิดคดีทางเพศชาวอเมริกัน ซึ่งกลายเป็นอีกประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมนอร์เวย์

แม้ราชวงศ์นอร์เวย์ยังคงได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ แต่ผลสำรวจล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมพบว่า ระดับการสนับสนุนสถาบันกษัตริย์อยู่ที่ 64% ลดลงจากช่วงก่อนเกิดประเด็นต่าง ๆ ในปีนี้.

ที่มา AFP / Reuters

แข้งเกาหลีใต้บอยคอตสื่อตัวเอง หลังนักข่าวลืมปิดไมค์ แอบนินทาเรื่องเกณฑ์ทหาร “ซน ฮึง-มิน”

แข้งเกาหลีใต้บอยคอตสื่อตัวเอง หลังนักข่าวลืมปิดไมค์ แอบนินทาเรื่องเกณฑ์ทหาร "ซน ฮึง-มิน"

17 มิ.ย. 2569 16:25 น.

แข้งเกาหลีใต้บอยคอตสื่อตัวเอง หลังนักข่าวลืมปิดไมค์ แอบนินทาเรื่องเกณฑ์ทหาร “ซน ฮึง-มิน”

ทัพนักเตะทีมชาติเกาหลีใต้พร้อมใจกันปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์และทำกิจกรรมร่วมกับสื่อมวลชนในประเทศ หลังมีคลิปเสียงหลุดนักข่าวเกาหลีใต้แอบนินทาล้อเลียนกัปตันทีมคนดัง “ซน ฮึง-มิน” ประเด็นการได้รับยกเว้นการเกณฑ์ทหาร ก่อนหน้าเกมการแข่งขันกับทีมเม็กซิโก ด้านสมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้แถลงแสดงความผิดหวังอย่างรุนแรงต่อพฤติกรรมไร้จรรยาบรรณ

นักเตะเกาหลีใต้ได้ร่วมกันประกาศบอยคอตและปฏิเสธที่จะทำหน้าที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ ก่อนหน้าเกมการแข่งขันนัดสำคัญที่จะพบกับทีมชาติเม็กซิโก เนื่องจากไม่พอใจอย่างรุนแรงที่ผู้สื่อข่าวจากประเทศบ้านเกิดแอบแสดงพฤติกรรมล้อเลียนเรื่องการรับใช้ชาติของ “ซน ฮึง-มิน” กัปตันทีมวัย 33 ปี

ชนวนเหตุของความขัดแย้งในครั้งนี้ เกิดขึ้นระหว่างการฝึกซ้อมของทีมชาติเกาหลีใต้ที่เมืองกัวดาลาฮารา ซึ่งในวันนั้น ซน ฮึง-มิน แยกไปฝึกซ้อมเดี่ยวตามโปรแกรมฟื้นฟูร่างกาย แต่มีผู้สื่อข่าวกลุ่มหนึ่งลืมปิดไมโครโฟน ทำให้เสียงบทสนทนาเชิงดูถูกและล้อเลียนประเด็นที่ซนได้รับสิทธิ์ยกเว้นการเกณฑ์ทหารเล็ดลอดออกมา และคลิปวิดีโอดังกล่าวถูกนำไปเผยแพร่และออกอากาศในเกาหลีใต้ จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์และสร้างความไม่พอใจให้กับแฟนบอลรวมถึงตัวนักเตะอย่างมาก

ทั้งนี้ ประเด็นการเกณฑ์ทหารเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่งในสังคมเกาหลีใต้ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ชายไทยทุกคนที่มีร่างกายสมบูรณ์ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารเป็นเวลาประมาณ 21 เดือน เพื่อคงกำลังพลในการป้องปรามภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีข้อยกเว้นพิเศษให้กับนักกีฬาที่สามารถคว้าเหรียญรางวัลในโอลิมปิกเกมส์ หรือเหรียญทองในเอเชียนเกมส์ ซึ่ง ซน ฮึง-มิน และเพื่อนร่วมทีมได้รับสิทธิ์นั้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หลังร่วมกันคว้าเหรียญทองในศึกเอเชียนเกมส์ปี 2018 ที่ประเทศอินโดนีเซีย แม้ว่าตัวเขาจะยังต้องเข้ารับการฝึกทหารหลักสูตรขั้นพื้นฐานเป็นเวลา 3 สัปดาห์ในปี 2020 ช่วงที่ศึกพรีเมียร์ลีกหยุดชะงักจากโควิด-19 ซึ่งต้องผ่านทั้งการฝึกยิงปืนด้วยกระสุนจริงและการเดินสวนสนามระยะทาง 30 กิโลเมตรก็ตาม

หลังจากเกิดเหตุการณ์ฉาวดังกล่าว สมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ (KFA) ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจและตำหนิพฤติกรรมของสื่อมวลชนกลุ่มดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า “สมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อคำพูดที่ไม่เหมาะสมของบุคลากรกลุ่มสื่อมวลชนบางรายในระหว่างการฝึกซ้อมของทีมชาติที่เบสแคมป์กัวดาลาฮารา นักเตะทีมชาติทุกคนกำลังทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถด้วยความรับผิดชอบในฐานะตัวแทนประเทศบนเวทีโลกอย่างฟุตบอลโลก เพื่อตอบแทนการสนับสนุนและความคาดหวังของประชาชน””อย่างไรก็ตาม การรั่วไหลของบทสนทนาที่ไม่เหมาะสมระหว่างเจ้าหน้าที่สื่อบางรายในพื้นที่ฝึกซ้อม ได้สร้างความตกใจและสร้างความผิดหวังอย่างรุนแรงให้แก่ทีมงานและนักเตะทุกคนในทีม”

นอกจากนี้ KFA ยังได้เรียกร้องให้สำนักข่าวต่างๆ แสดงความเห็นอกเห็นใจและมีทัศนคติที่รับผิดชอบต่อขุนพลนักเตะทีมชาติมากกว่านี้ พร้อมย้ำว่าหลังจากนี้ทางสมาคมฯ จะให้ความสำคัญกับการปกป้องนักเตะในสังกัดเป็นอันดับแรก และมุ่งมั่นที่จะสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานร่วมกับสื่อมวลชนที่สร้างสรรค์และเหมาะสม

เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารมวลชนของทีมชาติเกาหลีใต้ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับระยะเวลาในการบอยคอตสื่อในครั้งนี้ อย่างไรก็ดี มาตรการงดให้สัมภาษณ์ดังกล่าวจะครอบคลุมเฉพาะกิจกรรมสื่อภายในของประเทศเท่านั้น แต่นักเตะและทีมงานสต๊าฟโค้ชยังคงจำเป็นต้องเดินทางเข้าร่วมงานแถลงข่าวและกิจกรรมสื่อที่กำหนดโดยสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ตามกฎระเบียบของการแข่งขันฟุตบอลโลก

สำหรับสถานการณ์ของทีมชาติเกาหลีใต้ภายใต้การคุมทีมของ ฮง มยอง-โบ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในเกมนัดแรกของกลุ่ม A โดยเอาชนะสาธารณรัฐเช็กมาได้ 2-1 จากประตูของ ฮวัง อิน-บอม และ โอ ฮยอน-กยู โดยพวกเขามีคิวจะลงสนามนัดที่สองพบกับเจ้าภาพร่วมอย่าง เม็กซิโก ในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ ที่เมืองกัวดาลาฮารา ก่อนจะปิดท้ายรอบแบ่งกลุ่มพบกับแอฟริกาใต้ ในวันที่ 25 มิถุนายน ที่เมืองมอนเตร์เรย์

สำหรับ ซน ฮึง-มิน ดาวยิงสูงสุดและนักเตะที่ติดทีมชาติมากที่สุดในชุดนี้ กำลังลงเล่นฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่ 4 ของตัวเอง ซึ่งก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์เขาเคยให้สัมภาษณ์ถึงความภูมิใจในการรับใช้ชาติว่า “ผมมีความสุขมากที่ได้กลับมาอยู่บนสนามฟุตบอลโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมฝันถึงมาตั้งแต่เด็กๆ ไม่ว่านี่จะเป็นฟุตบอลโลกครั้งแรก ครั้งที่สี่ หรือครั้งที่หกของผม ความคิดและสปิริตของเราทุกคนในการลงเล่นเพื่อชาติต้องยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง”.

ที่มา Reuters / TNT SPORTS

ผู้นำ G7 ประกาศหนุนอธิปไตยยูเครน-ยกระดับคว่ำบาตรรัสเซีย

ผู้นำ G7 ประกาศหนุนอธิปไตยยูเครน-ยกระดับคว่ำบาตรรัสเซีย

17 มิ.ย. 2569 15:10 น.

ผู้นำ G7 ประกาศหนุนอธิปไตยยูเครน-ยกระดับคว่ำบาตรรัสเซีย

ที่ประชุมผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือ G7 ที่ประเทศฝรั่งเศส ออกแถลงการณ์ร่วมยืนยันหนุนอธิปไตยเหนือดินแดนของยูเครน พร้อมเห็นชอบเพิ่มมาตรการกดดันรัสเซีย ขณะเดียวกันยังส่งสัญญาณสนับสนุนกรอบข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และเตรียมหารือประเด็นห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ การแข่งขันทางเศรษฐกิจ และการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์

ความคืบหน้าการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม G7 ประจำปี 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 มิ.ย. ที่ เมืองเอวียอง-เล-แบงส์ เมืองรีสอร์ตริมทะเลสาบของประเทศฝรั่งเศส โดยในวันนี้ (17 มิ.ย.) บรรดาผู้นำ G7 ได้ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความเป้าหมายที่เป็นหนึ่งเดียวในการสนับสนุนประเทศยูเครน รวมถึงบูรณภาพแห่งดินแดน พร้อมเห็นพ้องที่จะยกระดับมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียให้เข้มงวดยิ่งขึ้น ซึ่งแถลงการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงแต้มต่อและการมีอำนาจต่อรองที่เพิ่มมากขึ้นของรัฐบาลยูเครน ในขณะที่กำลังแสวงหาแนวทางการเจรจาสันติภาพกับรัสเซีย

แถลงการณ์ร่วมครั้งนี้ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากที่ผ่านมา คณะทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ มักจะมีความเห็นที่ยากจะประนีประนอมกับชาติพันธมิตร โดยเฉพาะในประเด็นอย่างการยุติสงครามยูเครน อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ได้ร่วมประชุมครั้งสำคัญกับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน และผู้นำ G7 คนอื่นๆ เมื่อวันอังคาร ซึ่งทรัมป์ระบุว่าเป็นไปได้ด้วยดี และจุดประกายความหวังว่าอาจมีการบรรลุข้อตกลงสันติภาพขึ้นในเร็วๆ นี้ โดยเซเลนสกีเปิดเผยว่าเขาอาจเข้าพบกับทรัมป์อีกครั้ง 

นอกจากนี้ ท่าทีที่แข็งกร้าวของ G7 ยังสะท้อนถึงสถานะของยูเครนที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างเด่นชัด หลังจากประสบความสำเร็จในการส่งโดรนรุกคืบโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย ซึ่งตัดกำลังและลดทอนความได้เปรียบของฝั่งมอสโกในเกมการเมืองลงไปมาก

ผู้นำ G7 ยังได้แสดงความยินดีต่อข้อตกลงกรอบสันติภาพเบื้องต้นระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนามไปเมื่อช่วงก่อนเริ่มการประชุมสุดยอดเพียงไม่กี่วัน โดย G7 ประกาศพร้อมที่จะมีส่วนร่วมสนับสนุนให้ข้อตกลงนี้ถูกนำไปปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม

ในขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้ตกลงที่จะร่วมมือกันแสวงหาและกระจายเส้นทางการจัดส่งพลังงานในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อลดการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องแคบยุทธศาสตร์สำคัญ และจะเร่งเพิ่มปริมาณการสำรองพลังงานของแต่ละประเทศเพื่อความมั่นคงในอนาคต

ในช่วงการประชุมวันพุธ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในฐานะที่ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ วาระการหารือได้มุ่งเป้าไปที่ “แร่ธาตุหายากและจำเป็น” และปัญหาความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจโลก โดยนักการทูตเปิดเผยว่า ฝรั่งเศสกำลังผลักดันให้ประเทศพันธมิตรร่วมลงนามในมาตรการปกป้องกลุ่มแร่ธาตุสำคัญ เพื่อช่วยให้ชาติตะวันตกสามารถลดการพึ่งพาซัพพลายเชนจากประเทศจีน และปกป้องนักลงทุนจากการถูกรัฐบาลปักกิ่งใช้มาตรการโต้กลับหรือการทุ่มตลาด

ความกังวลนี้เกิดขึ้นหลังจากที่จีนได้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับเศรษฐกิจโลกเมื่อปีที่แล้ว ด้วยการประกาศใช้มาตรการจำกัดการส่งออก “แม่เหล็กถาวร” ที่ทำจากแร่แรร์เอิร์ธ จนส่งผลให้อุตสาหกรรมขั้นสูงหลายประเภทในชาติตะวันตกเกือบต้องหยุดชะงักลง เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ซัพพลายเชนในภาคพลังงาน, ความมั่นคง-กลาโหม และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของชาติตะวันตก ต้องพึ่งพาสินค้าจากจีนมากเกินไป นอกจากนี้ จีนยังได้ทยอยคุมเข้มการส่งออกแร่เฉพาะทางและโลหะที่ใช้ทำแบตเตอรี่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจำกัดไม่ให้บริษัทอเมริกันเข้าถึงแร่วุลแฟรม (ทังสเตน) และพลวง (แอนติโมนี)

เจ้าหน้าที่ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศสระบุว่า มาตรการที่กำลังหารือกันรวมถึง การเข้ามาพยุงราคา, การกำหนดมาตรฐานตลาด, การให้เงินอุดหนุน, การรับประกันการรับซื้อสินค้า ตลอดจนการขยายการลงทุนของภาคเอกชนในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญนอกประเทศจีน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสหรัฐฯ จะเคยเสนอให้มีการจัดตั้ง “กลุ่มพันธมิตรการค้าแร่ธาตุสำคัญ” ไปเมื่อต้นปี 2026 แต่หลายประเทศยังคงมีความเห็นขัดแย้งกันในเรื่องระบบการทำงาน โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ของทำเนียบขาว

ในมิติความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจโลก ผู้นำ G7 ได้หารือเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างการค้าโลกและจัดการกับ “การแข่งขันแบบล่าเหยื่อ” (Predatory Competition) นำโดยประเทศจีน ซึ่งฝรั่งเศสได้สรุปนิยามสั้นๆ ว่า “จีนผลิตมากเกินไป สหรัฐฯ บริโภคมากเกินไป และยุโรปลงทุนน้อยเกินไป”

ปัจจุบัน ยุโรปกำลังตื่นตระหนกกับตัวเลขการได้เปรียบดุลการค้าที่สูงเป็นประวัติการณ์ของจีน รวมถึงการที่จีนยกระดับห่วงโซ่มูลค่าขึ้นมาผลิตสินค้าไฮเทค ซึ่งนักวิเคราะห์เตือนว่านี่คือภาวะ “China Shock รอบที่สอง” หลังจากที่จีนเคยใช้ความเหนือกว่าในอุตสาหกรรมต้นทุนต่ำเข้ายึดครองตลาดโลกในช่วงทศวรรษ 2000 โดยในปีที่ผ่านมา สหภาพยุโรปต้องเผชิญกับการขาดดุลการค้ากับจีนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ถึงกว่า 3.6 แสนล้านยูโร

แม้ว่าก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส จะพยายามดึงจีนเข้ามาร่วมมือในวินาทีสุดท้าย แต่ปักกิ่งได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาของอียูเรื่องการให้เงินอุดหนุนที่ไม่เป็นธรรมอย่างสิ้นเชิง พร้อมขู่จะใช้มาตรการโต้กลับอย่างรุนแรงต่อกฎระเบียบ “Buy European” และกฎหมายอธิปไตยทางเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ของยุโรป ซึ่งประเด็นการใช้มาตรการปกป้องทางการค้าเพื่อสกัดกั้นสินค้านำเข้าจากจีนนี้ จะถูกนำไปถกเถียงอย่างเข้มข้นต่อในการประชุมสุดยอดผู้นำ EU ที่กรุงบรัสเซลส์ ในวันพฤหัสบดีนี้ (18 มิ.ย.)

นอกจากนี้ ในช่วงอาหารกลางวัน บรรดาผู้นำ G7 ยังได้ร่วมหารือในประเด็นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยมุ่งเน้นไปที่ข้อกฎหมายความรับผิดชอบของระบบอัตโนมัติ และการรับมือกับปัญหาเฟกนิวส์หรือการบิดเบือนข้อเท็จจริงโดย AI โดยมีรายงานว่านายแซม อัลต์แมน ผู้ก่อตั้ง OpenAI และนายดาริโอ อโมเดอี ซีอีโอของ Anthropic ได้เข้าร่วมการหารือในเซสชันพิเศษนี้ด้วย.

ที่มา Reuters

ญี่ปุ่นบุกค้น 6 บ.ไอศกรีมยักษ์ใหญ่ ต้องสงสัย “ฮั้วราคา” เอาเปรียบผู้บริโภค

ญี่ปุ่นบุกค้น 6 บ.ไอศกรีมยักษ์ใหญ่ ต้องสงสัย "ฮั้วราคา" เอาเปรียบผู้บริโภค

17 มิ.ย. 2569 14:23 น.

ญี่ปุ่นบุกค้น 6 บ.ไอศกรีมยักษ์ใหญ่ ต้องสงสัย “ฮั้วราคา” เอาเปรียบผู้บริโภค

หน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าของญี่ปุ่น (JFTC) เปิดฉากบุกตรวจค้นสำนักงานใหญ่ของ 6 บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตไอศกรีม รวมถึง เมจิ, ลอตเต้ และกูลิโกะ หลังพบหลักฐานต้องสงสัยส่งอีเมล-นัดพบปะเพื่อล็อกราคาและกรอบเวลาขึ้นราคาไอศกรีมมานานหลายปี เผยอาจใช้ข้ออ้างเรื่องเงินเฟ้อเพื่อฟันกำไรเกินควรในช่วงที่ตลาดไอศกรีมทำยอดขายทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 1.35 แสนล้านบาท

คณะกรรมาธิการการค้าที่เป็นธรรมแห่งญี่ปุ่น (JFTC) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลด้านการผูกขาดและการแข่งขันทางการค้า ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นสำนักงานใหญ่ของบริษัทผู้ผลิตไอศกรีมรายใหญ่ของประเทศจำนวน 6 แห่ง เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (16 มิ.ย.) เนื่องจากต้องสงสัยว่ามีพฤติกรรมสมรู้ร่วมคิดในการกำหนดราคา หรือ “ฮั้วราคา” สำหรับขายปลีก ซึ่งเข้าข่ายละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาด

แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับประเด็นนี้เปิดเผยว่า บริษัทผู้ผลิตไอศกรีมยักษ์ใหญ่ทั้ง 6 แห่งที่ถูกบุกค้นประกอบด้วย:

  1. บริษัท เมจิ (Meiji Co.)
  2. บริษัท โมรินากะ มิลค์ อินดัสทรี (Morinaga Milk Industry Co.)
  3. บริษัท ล็อตเต้ (Lotte Co.)
  4. บริษัท เอซากิ กูลิโกะ (Ezaki Glico Co.)
  5. บริษัท โมรินากะ แอนด์ โค (Morinaga & Co.)
  6. บริษัท อาคากิ นิวโก (Akagi Nyugyo Co.)

รายงานระบุว่า ทั้ง 6 บริษัทถูกสงสัยว่ามีการแลกเปลี่ยนข้อมูลภายในผ่านทางอีเมลและการนัดประชุมร่วมกันอย่างลับๆ มานานหลายปี เพื่อประสานงานและกำหนดกรอบเวลา รวมถึงสัดส่วนในการปรับขึ้นราคาขายปลีกแนะนำสำหรับผลิตภัณฑ์ไอศกรีมและของหวานแช่แข็งอื่นๆ โดยสื่อท้องถิ่นระบุว่า ตั้งแต่ช่วงปี 2022 เป็นต้นมา บริษัทเหล่านี้ได้พร้อมใจกันปรับขึ้นราคาไอศกรีมในเวลาใกล้เคียงกันทุกปี ซึ่งการสืบสวนคดีฮั้วราคาในตลาดไอศกรีมครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของคณะกรรมาธิการฯ ญี่ปุ่น

นอกจากประเด็นเรื่องการกำหนดราคาแล้ว สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า JFTC กำลังขยายผลสอบสวนว่า บริษัทเหล่านี้ฉวยโอกาสจากสถานการณ์เงินเฟ้อ ขยับราคาขายปลีกแนะนำให้สูงเกินกว่าความเป็นจริง โดยเกินกว่าระดับต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นเพื่อหวังฟันกำไรส่วนต่างเพิ่มเติมหรือไม่

แม้ว่า “ราคาขายปลีกแนะนำ” จะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และร้านค้าปลีกสามารถตั้งราคาเองได้ แต่ในความเป็นจริง ร้านค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นมักจะใช้ราคาแนะนำนี้เป็นเกณฑ์หลักในการติดป้ายราคาบนชั้นวางสินค้า

ภายหลังการบุกค้น ตัวแทนจากบริษัท เอซากิ กูลิโกะ ออกมาแถลงยอมรับว่า “เป็นความจริงที่บริษัทกำลังอยู่ภายใต้การตรวจสอบของคณะกรรมาธิการการค้าที่เป็นธรรม และเราพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่” เช่นเดียวกับอีก 4 บริษัทที่ออกแถลงการณ์ในทิศทางเดียวกัน ขณะที่นางนัตสึโยะ ซูซูกิ ตัวแทนจากบริษัท อาคากิ นิวโก ยืนยันกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่าทางบริษัทจะทำงานร่วมกับพนักงานสอบสวนอย่างใกล้ชิดหลังจากถูกเข้าตรวจสอบพื้นที่

ทั้งนี้ หาก JFTC สรุปผลการสืบสวนและชี้มูลความผิดว่ากลุ่มบริษัทเหล่านี้มีพฤติกรรมเป็นกลุ่มผู้ค้าผูกขาดจริง หน่วยงานต่อต้านการผูกขาดจะออกคำสั่งให้บริษัททั้งหมดปรับปรุงแนวปฏิบัติทางธุรกิจทันที พร้อมทั้งสั่งปรับเงินเป็นมูลค่ามหาศาล

สมาคมไอศกรีมแห่งญี่ปุ่น (Japan Ice Cream Association) เปิดเผยข้อมูลว่า มูลค่าตลาดรวมของไอศกรีมและของหวานแช่แข็งในญี่ปุ่นในปีกระทบยอดบัญชีปี 2025 ซึ่งสิ้นสุดเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พุ่งทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 6.63 แสนล้านเยน (ประมาณ 1.35 แสนล้านบาท)

ความสำเร็จของยอดขายที่เติบโตทำลายสถิติต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ติดต่อกันนี้ ส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนมาจากกลยุทธ์การปรับขึ้นราคาสินค้า และวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับฤดูร้อนที่ร้อนจัดและยาวนานที่สุดทุบสถิตินับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติในปี 1989 ส่งผลให้ความต้องการบริโภคไอศกรีมของประชาชนพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก แต่น่าเสียดายที่ช่วงเวลาทำเงินของกลุ่มผู้ผลิตกลับต้องมาสะดุดลงจากการถูกตรวจสอบครั้งใหญ่ในครั้งนี้

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตลาดไอศกรีมญี่ปุ่นถูกเพ่งเล็ง ย้อนกลับไปในปี 1997 คณะกรรมาธิการฯ เคยตัดสินว่า บริษัท ฮาเก้น-ดาซส์ เจแปน (Haagen-Dazs Japan) มีความผิดฐานละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาดมาแล้ว หลังจากพบว่าทางแบรนด์ได้ใช้อิทธิพลกดดันและบังคับไม่ให้ร้านค้าปลีกนำสินค้าของตนไปจัดโปรโมชันลดราคาต่ำกว่าราคาขายปลีกแนะนำ.

ที่มา The Mainichi / AFP

FBI สกัดแผนโจมตีงาน UFC ในทำเนียบขาว รวบ 5 ผู้ต้องสงสัย วางแผนใช้โดรนติดระเบิด-ทีมซุ่มยิง

FBI สกัดแผนโจมตีงาน UFC ในทำเนียบขาว รวบ 5 ผู้ต้องสงสัย วางแผนใช้โดรนติดระเบิด-ทีมซุ่มยิง

17 มิ.ย. 2569 12:43 น.

FBI สกัดแผนโจมตีงาน UFC ในทำเนียบขาว รวบ 5 ผู้ต้องสงสัย วางแผนใช้โดรนติดระเบิด-ทีมซุ่มยิง

สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สามารถสกัดกั้นแผนการโจมตีที่มุ่งเป้าการจัดการแข่งขันศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน หรือ UFC ซึ่งจัดขึ้นที่สนามหญ้าของทำเนียบขาวเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่มีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ร่วมชมการแข่งขันด้วย พร้อมทั้งควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ 5 ราย ซึ่งถูกกล่าวหาว่าวางแผนใช้โดรนติดวัตถุระเบิดสร้างความแตกตื่น หวังบีบผู้ร่วมงานเข้าสู่จุดซุ่มยิงเพื่อสังหารเป้าหมายระดับสูง

เอกสารคำฟ้องของศาลระบุว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุวางแผนอย่างเป็นระบบ โดยตั้งใจจะใช้โดรนติดระเบิดโจมตีอาคารทำเนียบขาวฝั่งทิศเหนือ เพื่อสร้างความแตกตื่นตกใจและบีบให้ผู้เข้าร่วมงานวิ่งหนีไปทางประตูทางออก ซึ่งมีทีมซุ่มยิง ของกลุ่มคนร้ายดักรอเปิดฉากยิงถล่มใส่กลุ่มนักการเมืองและบุคคลสำคัญที่กำลังหลบหนี นอกจากนี้ยังมีแผนขั้นที่สองให้ทีมจู่โจมอีกชุดบุกพังรั้วทำเนียบขาวเข้ามาซ้ำซ้อน

ในวันเกิดเหตุ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีอายุครบ 80 ปีในวันนั้น ได้เข้าร่วมชมการแข่งขันมวยกรงนัดพิเศษนี้ร่วมกับสมาชิกรัฐสภาสังกัดพรรครีพับลิกัน กลุ่มทุนผู้บริจาค และเจ้าหน้าที่ระดับสูงจำนวนมาก เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีการประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ โดยมีผู้เข้าร่วมงานที่ได้รับเชิญกว่า 4,300 คน และประชาชนทั่วไปรับชมอยู่บริเวณใกล้เคียงอีกราว 85,000 คน ซึ่งโชคดีที่งานดำเนินไปจนจบโดยไม่มีเหตุรุนแรงใดๆ เกิดขึ้น

ปฏิบัติการจู่โจมหลายรัฐพร้อมกันของเอฟบีไอ สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 5 ราย ประกอบด้วย ไทเซน ซี. โพรเพอร์ (Tycen C. Proper) อายุ 19 ปี ถูกจับกุมที่รัฐโอไฮโอ, ไบรอัน โอมาร์ โรอา (Bryan Omar Roa) อายุ 24 ปี ถูกจับกุมที่รัฐแคลิฟอร์เนีย, ไมเคิล อลัน โทมัส (Michael Alan Thomas) อายุ 32 ปี ถูกจับกุมที่รัฐแคลิฟอร์เนีย, แดเนียล เค. เอสคริดจ์ (Daniel K. Eskridge) อายุ 32 ปี ถูกจับกุมที่รัฐมิสซูรีและอับราฮัม เอร์โมซิโย อัลวาเรซ (Abraham Hermosillo Alvarez) อายุ 31 ปี ถูกจับกุมที่รัฐเนแบรสกา

ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกตั้งข้อหาหนักฐาน “สมคบคิดเพื่อก่อฆาตกรรม” ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต โดยอัยการระบุว่า อัลวาเรซ เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการวางแผนและจัดการระบบโดรน ส่วนโทมัสแบ่งงานออกเป็น 4 ระดับ ตั้งแต่ระดับหน้าเสื่อยอมพลีชีพขัดขวางกฎหมาย ไปจนถึงระดับระดมทุนและปั่นกระแสในโลกออนไลน์

เอกสารระบุว่า กลุ่มนี้ฝักใฝ่ลัทธิสมคบคิดต่อต้านรัฐบาลและแนวคิดสุดโต่งทางศาสนา โดยมีแรงจูงใจส่วนหนึ่งมาจากความโกรธแค้นต่อการจัดการคดีค้าประเวณีเด็กของ “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” รวมไปถึงปมทุจริตของรัฐบาล และปัญหาการสร้างศูนย์ข้อมูลที่แย่งชิงทรัพยากรน้ำของชุมชน โดยพวกเขาระบุว่าต้องการ “ทำลายสหรัฐฯ เพื่อสร้างขึ้นมาใหม่” เนื่องจากมองว่าประเทศกำลังเดินไปในทิศทางที่ผิด

เป้าหมายสังหารล้างบางที่กลุ่มนี้พุ่งเป้าไว้ในแอปพลิเคชันส่งข้อความลับ ประกอบด้วย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์, รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์, นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล, อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีชื่อดัง รวมถึงสมาชิกรัฐสภาบางคนที่กลุ่มนี้เชื่อว่ารับเงินสนับสนุนจากกลุ่มล็อบบี้ยิสต์สนับสนุนอิสราเอล

แผนการร้ายแรงนี้ถูกเปิดโปงหลังจากแม่ของนายไทเซน โพรเพอร์ วัย 19 ปี ได้โทรศัพท์แจ้งความกับตำรวจท้องถิ่นในรัฐโอไฮโอเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา เนื่องจากเธอพบว่าลูกชายกว้านซื้ออาวุธปืนร้ายแรงจำนวนมากผิดปกติ และมักแช็ตคุยกับกลุ่มคนที่อ้างว่าเป็นอดีตทหารและกลุ่มเคร่งศาสนา

จากการสอบสวนพบว่า กลุ่มนี้เริ่มพูดคุยกันตั้งแต่เดือนมีนาคมผ่านกลุ่มในแอปพลิเคชัน TikTok ที่ชื่อว่า “Vanguard of the Old” (กลุ่มผู้พิทักษ์แห่งสาธารณรัฐเก่า) ก่อนจะคัดกรองผู้ที่ “ผ่านการตรวจสอบ” ให้ย้ายไปคุยแผนการและแจกจ่ายแผนที่ยุทธศาสตร์เชิงลึก ผ่านแอปพลิเคชันเข้ารหัสอย่าง Signal ซึ่งในกลุ่มแช็ตหลักมีสมาชิกประมาณ 19 คน และแยกย่อยตามภูมิภาค โดยทางสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์รายงานว่า เครือข่ายทั้งหมดอาจมีผู้เกี่ยวข้องมากถึง 23 คน

นายแคช พาเทล ผู้อำนวยการเอฟบีไอ ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า แผนการโจมตีครั้งนี้ถูก “หยุดยั้งได้อย่างราบคาบ” ด้วยความร่วมมือของเครือข่ายบังคับใช้กฎหมาย ขณะที่ นายเจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์อย่างดุเดือดว่า “คน 23 คนจะมารวมตัวกันก่อเหตุวินาศกรรมกลางกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ขนาดนี้ไม่ได้ ถ้าไม่มีแหล่งเงินทุนและการประสานงานที่จริงจัง นี่ไม่ใช่แค่ไอ้หนุ่มไม่กี่คนมาทำเรื่องบ้าๆ แต่มันคือแผนการก่อการร้ายที่มีการจัดตั้งมาอย่างดี”

อย่างไรก็ดี ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งอยู่ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำ G7 ที่เมืองเอวิยอง ประเทศฝรั่งเศส ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวสั้นๆ เพียงว่า “ผมยังไม่ได้รับรายงานเรื่องนี้เลย”

ขณะที่ นายแมตต์ ควินน์ รองผู้อำนวยการหน่วยอารักขาประธานาธิบดี ยอมรับว่านี่คือภัยคุกคามที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง แต่ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติม โดยแสดงความอึดอัดใจที่ข้อมูลการสืบสวนภายในหลุดรอดไปยังสื่อมวลชนก่อนเวลาอันควร

ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ระบุว่า ความรุนแรงทางการเมืองในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นกว่า 30% ในช่วงปี 2024 ถึง 2025 โดยเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงสองเดือนหลังจากมีเหตุยิงกันในงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว และเพียงเดือนเดียวหลังจากเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมชายคนหนึ่งที่พยายามเปิดฉากยิงใส่จุดตรวจรักษาความปลอดภัยรอบทำเนียบขาว ทั้งนี้ ศาลได้กำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องนัดแรกในวันที่ 29 มิถุนายนนี้.

ที่มา Reuters / BBC

แฉงบสร้างห้องบอลรูมใหม่ของ “ทรัมป์” พุ่ง 1.9 หมื่นล้าน พบใช้เงินภาษีประชาชนเกินครึ่ง

แฉงบสร้างห้องบอลรูมใหม่ของ "ทรัมป์" พุ่ง 1.9 หมื่นล้าน พบใช้เงินภาษีประชาชนเกินครึ่ง

17 มิ.ย. 2569 12:07 น.

แฉงบสร้างห้องบอลรูมใหม่ของ “ทรัมป์” พุ่ง 1.9 หมื่นล้าน พบใช้เงินภาษีประชาชนเกินครึ่ง

สื่อสหรัฐฯ รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากหนังสือพิมพ์เดอะวอชิงตันโพสต์ ที่เปิดเผยเอกสารประเมินราคาภายในของรัฐบาล ระบุว่า โครงการก่อสร้างห้องจัดเลี้ยงหรือห้องบอลรูมแห่งใหม่บริเวณปีกตะวันออกของทำเนียบขาวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีมูลค่าพุ่งสูงถึง 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.95 หมื่นล้านบาท และมีการนำเงินภาษีของประชาชนมาใช้จ่ายในโครงการนี้ไปแล้วมากกว่าครึ่งหนึ่ง

รายงานระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสวนทางกับสิ่งที่โดนัลด์ ทรัมป์ เคยแถลงต่อสื่อมวลชนมาโดยตลอด โดยก่อนหน้านี้เขาอ้างว่าโครงการนี้จะใช้งบประมาณราว 400 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นจาก 200 ล้านดอลลาร์ที่เคยประเมินไว้ตอนเปิดตัวโครงการเมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 และยืนกรานหลายครั้งว่าจะใช้เงินบริจาคจากภาคเอกชนและทุนส่วนตัวของเขาเองทั้งหมด โดยจะไม่แตะต้องเงินภาษีของประชาชนแม้แต่เซนต์เดียว

อย่างไรก็ตาม เอกสารสรุปโครงการจากบริษัท คลาร์ก คอนสตรัคชัน (Clark Construction) ซึ่งเป็นผู้รับเหมาหลัก ที่ส่งถึงทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 5 มีนาคม ระบุชัดเจนว่า งบประมาณได้บานปลายไปถึง 600 ล้านดอลลาร์ โดยมีเงินจาก “แหล่งทุนเอกชน” เพียง 293 ล้านดอลลาร์ ส่วนที่เหลืออีกกว่าครึ่งหนึ่งเป็นเงินงบประมาณรัฐบาลที่มาจากภาษีประชาชน ประกอบด้วย งบประมาณจากหน่วยอารักขาประธานาธิบดี 155 ล้านดอลลาร์, สำนักงานทหารประจำทำเนียบขาว 149 ล้านดอลลาร์ และงบการจัดการที่พำนักประธานาธิบดีอีก 3 ล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ เอกสารกำกับสินค้าและอีเมลยังเผยว่า รัฐบาลได้อนุมัติจ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินจำนวนหลายสิบล้านดอลลาร์ให้แก่บริษัทผู้รับเหมาไปแล้วตั้งแต่เริ่มโครงการ รวมถึงเงินจำนวน 3.6 ล้านดอลลาร์เพื่อเตรียมพื้นที่ก่อนการทุบทำลายอาคาร และอีก 1.6 ล้านดอลลาร์เป็นค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนอาคารประวัติศาสตร์ปีกตะวันออก ซึ่งทรัมป์สั่งทุบทิ้งไปเมื่อปีที่แล้วโดยไม่ได้ปรึกษาหารือกับสภาคองเกรส

ด้านนายเดวิส อิงเกิล โฆษกทำเนียบขาว ออกแถลงการณ์ตอบโต้รายงานข่าวดังกล่าว โดยยังคงยืนยันว่า ประธานาธิบดีทรัมป์และกลุ่มผู้บริจาคชาวอเมริกันผู้รักชาติ ร่วมกันสนับสนุนเงินทุนในส่วนของห้องบอลรูมเป็นจำนวนเงินประมาณ 400 ล้านดอลลาร์ เพื่อให้เป็นสถานที่ที่ปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับประธานาธิบดีในรุ่นต่อๆ ไป

ทำเนียบขาวพยายามชี้แจงว่า เม็ดเงินส่วนที่มาจากงบประมาณรัฐนั้นเป็นงบด้านระบบรักษาความปลอดภัย ซึ่งแยกส่วนออกจากตัวห้องจัดเลี้ยงชัดเจน โดยโครงการนี้จะรวมถึงการสร้างโรงพยาบาลไว้ที่ชั้นใต้ดิน และมีสถานีจอดโดรนอยู่บนดาดฟ้าอาคาร

นอกจากนี้ โฆษกทำเนียบขาวยังได้ยกเหตุการณ์สกัดแผนก่อเหตุก่อการร้ายในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเอฟบีไอ สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัย 5 รายที่พยายามโจมตีงานแข่งขัน UFC ในทำเนียบขาวที่ทรัมป์เข้าร่วม รวมถึงเหตุการณ์ที่มีชายพกอาวุธพยายามบุกพังงานเลี้ยงกาล่าสื่อมวลชนเมื่อเดือนเมษายน มาเป็นข้ออ้างว่า “นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำเนียบขาวจำเป็นต้องมีห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ 90,000 ตารางฟุตที่มีโครงสร้างป้องกันโดรนและระบบความปลอดภัยขั้นสูงเช่นนี้” เนื่องจากห้องอีสต์รูม (East Room) เดิมหรือสนามหญ้าทิศใต้ มีขนาดเล็กเกินไปและไม่ปลอดภัยเพียงพอ

รายงานชิ้นนี้จุดชนวนให้พรรคเดโมแครตออกมาโจมตีทรัมป์อย่างรุนแรง โดยนางแคทเธอรีน คลาร์ก ประธานวิปฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “ทรัมป์โกหกทุกครั้งที่บอกว่าจะไม่ใช้เงินภาษีประชาชนแม้แต่ดอลลาร์เดียวกับห้องบอลรูมสุดหรูของเขา แต่กลับไม่มีเงินแม้แต่เหรียญเดียวที่จะไปช่วยลดค่าครองชีพให้ครอบครัวคนอเมริกัน”

ขณะเดียวกัน สมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนเริ่มแสดงความกังวลว่า ประเด็นอื้อฉาวเรื่องความฟุ่มเฟือยนี้อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากปัจจุบันชาวอเมริกันกำลังเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพอย่างหนัก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์อันเนื่องมาจากสงครามในอิหร่าน ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนพบว่า ชาวอเมริกันถึง 56% ไม่เห็นด้วยกับการทุบตึกประวัติศาสตร์เพื่อสร้างห้องบอลรูมใหม่นี้

ปัจจุบัน โครงการก่อสร้างดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไปท่ามกลางการต่อสู้ทางกฎหมาย หลังจากที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งในเดือนมีนาคมให้ระงับการก่อสร้างเหนือพื้นดินตามคำร้องของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและประวัติศาสตร์ ทว่าต่อมาศาลอุทธรณ์ได้สั่งชะลอคำสั่งระงับดังกล่าวไว้ก่อน ทำให้การก่อสร้างยังคงดำเนินไปได้ในระหว่างที่รอคำตัดสินขั้นสุดท้ายจากศาลอุทธรณ์ ซึ่งทรัมป์ยังคงเดินหน้าพาสื่อมวลชนทัวร์ไซต์งานพร้อมกล่าวย้ำคำเดิมว่า “นี่คือของขวัญที่ผมมอบให้สหรัฐอเมริกา และนี่คือเงินส่วนตัวของผมกับผู้บริจาค ไม่ใช่เงินภาษี”

ที่มา USA TODAY / Washington Post

กลาโหมเนเธอร์แลนด์เผยภาพ F-35 คุ้มกันเครื่องบินพระที่นั่ง “จักรพรรดิญี่ปุ่น” อย่างสมพระเกียรติ

กลาโหมเนเธอร์แลนด์เผยภาพ F-35 คุ้มกันเครื่องบินพระที่นั่ง "จักรพรรดิญี่ปุ่น" อย่างสมพระเกียรติ

17 มิ.ย. 2569 11:33 น.

กลาโหมเนเธอร์แลนด์เผยภาพ F-35 คุ้มกันเครื่องบินพระที่นั่ง “จักรพรรดิญี่ปุ่น” อย่างสมพระเกียรติ

กองทัพอากาศเนเธอร์แลนด์เผยแพร่ภาพ ขณะเครื่องบินขับไล่ เอฟ-35 บินประกบคุ้มกันเครื่องบินพระที่นั่งของสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น ระหว่างเสด็จเยือนราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์อย่างเป็นทางการ

กองทัพอากาศเนเธอร์แลนด์โพสต์ภาพขณะเครื่องบินขับไล่ เอฟ-35 บินประกบคุ้มกันเครื่องบินพระที่นั่งของ สมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น พร้อมข้อความระบุว่า ภารกิจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเครื่องบินพระที่นั่งเดินทางเข้าสู่น่านฟ้าเนเธอร์แลนด์ โดยเครื่องบินรบ F-35 ของเนเธอร์แลนด์ได้ขึ้นบินประกบ เพื่อให้การต้อนรับพระราชอาคันตุกะอย่างปลอดภัย และสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ

การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นตามคำเชิญของ สมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลม-อเล็กซานเดอร์แห่งเนเธอร์แลนด์ โดยสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่นทรงมีกำหนดเสด็จเยือนเนเธอร์แลนด์ในฐานะการเสด็จเยือนระดับรัฐ 

ทางการเนเธอร์แลนด์ระบุว่า ญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์มีความสัมพันธ์เป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นมายาวนาน โดยทั้งสองประเทศให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสันติภาพ ความมั่นคง ความยั่งยืน และการเคารพกติกาสากล

นอกจากนี้ เนเธอร์แลนด์ยังระบุว่า ทั้งสองประเทศมีความเห็นร่วมกันว่า ความสงบและเสถียรภาพในปัจจุบันไม่ใช่สิ่งที่ควรมองข้าม จึงจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยและความร่วมมือในระดับนานาชาติ

สำหรับเครื่องบินขับไล่ F-35 ถือเป็นหนึ่งในอากาศยานรบยุคใหม่ของกองทัพอากาศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งถูกนำมาใช้ในภารกิจด้านความมั่นคงและการป้องกันน่านฟ้าของประเทศ

ภาพการคุ้มกันเครื่องบินพระที่นั่งครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างมากบนโลกออนไลน์ โดยหลายฝ่ายมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพและความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างญี่ปุ่นกับเนเธอร์แลนด์ที่ดำเนินมายาวนาน.

ที่มา : กระทรวงกลาโหมเนเธอร์แลนด์

เผยข้อตกลง “สหรัฐฯ-อิหร่าน” ตั้งกองทุน 3 แสนล้านดอลลาร์ กระตุ้นเศรษฐกิจหลังสงคราม

เผยข้อตกลง "สหรัฐฯ-อิหร่าน" ตั้งกองทุน 3 แสนล้านดอลลาร์ กระตุ้นเศรษฐกิจหลังสงคราม

17 มิ.ย. 2569 11:27 น.

เผยข้อตกลง “สหรัฐฯ-อิหร่าน” ตั้งกองทุน 3 แสนล้านดอลลาร์ กระตุ้นเศรษฐกิจหลังสงคราม

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานข้อมูลพิเศษจากแหล่งข่าวที่ระบุว่า กรอบข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งมุ่งยุติความขัดแย้งและฟื้นความร่วมมือทางเศรษฐกิจ มีแผนจัดตั้งกองทุนลงทุนภาคเอกชนมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9.75 ล้านล้านบาท เพื่อระดมทุนฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและกระตุ้นการลงทุนในอิหร่าน โดยมีเงินลงทุนมากกว่าครึ่งหนึ่งได้รับคำมั่นสนับสนุนแล้ว และจะเริ่มดำเนินการได้ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายลงนามข้อตกลงฉบับสมบูรณ์

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานข้อมูลพิเศษจากแหล่งข่าวที่มีความใกล้ชิดกับข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ระบุว่า ในร่างกรอบความร่วมมือมีการระบุถึงแผนการจัดตั้งกองทุนภาคเอกชนมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.75 ล้านล้านบาท) เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่อิหร่าน โดยล่าสุดได้รับคำมั่นด้านเงินทุนสนับสนุนจากภาคเอกชนแล้วมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนดังกล่าว

แหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์ออกนามเนื่องจากแผนการนี้ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า กองทุนดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อเป็นแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันผลักดันข้อตกลงฉบับสุดท้ายให้สำเร็จ ในขณะที่สหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเตรียมลงนามร่วมกันในวันศุกร์นี้ (19 มิ.ย.)

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และอิหร่าน แถลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงกรอบการทำงานร่วมกันเพื่อยุติภาวะสงคราม ซึ่งเปิดฉากขึ้นเมื่อกองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พร้อมทั้งเตรียมยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน และเปิดเส้นทางการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของโลกอีกครั้ง

แหล่งข่าวระบุชัดเจนว่า กองทุนใหม่นี้จะมีชื่อว่า “กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา” (Reconstruction and Development Fund) โดยจะเป็นกลไกการลงทุนของภาคเอกชนโดยสมบูรณ์ ไม่ใช่โครงการช่วยเหลือเพื่อการบูรณะประเทศหรือการจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม และจะไม่มีเม็ดเงินหรือเงินทุนอุดหนุนจากรัฐบาลใดๆ ทั้งสิ้น ขณะนี้บริษัทเอกชนจากสหรัฐฯ, กลุ่มประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซีย, เอเชีย, อเมริกาใต้ และแอฟริกา ได้ตอบรับที่จะเข้าร่วมสนับสนุนเงินทุนแล้ว โดยครอบคลุมภาคธุรกิจพลังงาน, โลจิสติกส์, การผลิต และการคมนาคมขนส่ง

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวระดับสูงจากฝั่งอิหร่านให้ข้อมูลกับรอยเตอร์ว่า ในตอนแรกอิหร่านได้เรียกร้องเงินจำนวน 4 แสนล้านดอลลาร์จากสหรัฐฯ เพื่อเป็นค่าชดเชยความเสียหายจากสงคราม แต่ทางสหรัฐฯ ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง จึงนำมาสู่แนวคิดการจัดตั้งกองทุนร่วมนี้ขึ้นมาแทน โดยกลไกดังกล่าวจะเปิดทางให้ประเทศในภูมิภาคเข้ามามีส่วนร่วมในหลายรูปแบบ เช่น การค้ำประกันเงินกู้, การเปิดวงเงินสินเชื่อ หรือการลงทุนโดยตรงเพื่อฟื้นฟูสถานที่ที่ได้รับความเสียหายจากสงคราม เช่น นิคมอุตสาหกรรมเหล็กโมบาราเคห์, โรงกลั่นน้ำมัน, สนามบิน และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ

อิหร่าน ถือเป็นหนึ่งในระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง แต่ในช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมา กลับแทบไม่มีเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศเลยเนื่องจากถูกตัดขาดจากตลาดทุนโลกด้วยมาตรการคว่ำบาตรอย่างรุนแรงจากสหรัฐฯ และนานาชาติ

อย่างไรก็ดี อิหร่านเป็นประเทศที่มีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก และมีน้ำมันดิบสำรองมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก นอกจากนี้ยังมีประชากรวัยหนุ่มสาวที่มีการศึกษาสูงกว่า 92 ล้านคน มีฐานอุตสาหกรรมที่หลากหลาย และมีศักยภาพที่ยังไม่ถูกนำมาใช้ในอีกหลายภาคส่วน ตั้งแต่ปิโตรเคมี เหมืองแร่ ไปจนถึงการท่องเที่ยวและการเกษตร

แหล่งข่าวเน้นย้ำว่า กองทุนการลงทุนนี้ “แยกส่วนอย่างสิ้นเชิง” จากการเจรจาคู่ขนานเรื่องการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และการคืนสินทรัพย์ของรัฐบาลอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ในต่างประเทศ โดยทั้งสองเรื่องเป็นกลไกทางการเงินที่มีวัตถุประสงค์และกรอบเวลาที่แตกต่างกัน

กองทุนนี้จะยังไม่มีการจัดตั้งหรือเริ่มดำเนินการจนกว่าข้อตกลงฉบับสุดท้ายที่เป็นที่พึงพอใจของทุกฝ่ายจะเสร็จสิ้น โดยบันทึกความเข้าใจที่จะลงนามในวันศุกร์นี้จะเป็นเพียงการวางโครงสร้างกระบวนการทำงานในช่วง 60 วันข้างหน้า ซึ่งผู้บริหารกองทุนจะทำงานร่วมกับฝ่ายอิหร่านและนักลงทุนเพื่อวางแผนและกำหนดขอบเขตของโครงการต่างๆ

ทางด้านโฆษกทำเนียบขาวได้ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นโดยตรง แต่ได้ชี้แจงโดยอ้างอิงถึงบทสัมภาษณ์ของรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ผ่านรายการของสถานีโทรทัศน์ CBS เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งแวนซ์ระบุว่า อิหร่านอาจเข้าถึงกองทุนฟื้นฟูมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ที่สนับสนุนโดยกลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซียได้ ก็ต่อเมื่ออิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลงกับวอชิงตันอย่างเคร่งครัด ซึ่งรวมถึงการยุติโครงการนิวเคลียร์, กำจัดคลังสะสมสารกัมมันตรังสีที่เสริมสมรรถนะแล้วทั้งหมด และยอมรับระบบการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด

แม้ว่าแหล่งข่าวจะยังไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดว่าใครจะเป็นผู้บริหารจัดการกองทุนนี้เนื่องจากรายละเอียดสำคัญยังคงต้องรอการเจรจา แต่ได้มีการเปิดเผยรายชื่อประเทศที่มีบริษัทเอกชนตอบรับเข้าร่วมแล้ว ได้แก่ เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, มาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ บันทึกความเข้าใจระยะเวลา 60 วันดังกล่าวเป็นเพียงกรอบการทำงานเบื้องต้น ไม่ใช่ข้อตกลงขั้นสุดท้าย ซึ่งคาดว่าคณะผู้เจรจาของทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านจะต้องทำงานร่วมกันในอีกหลายด้าน ทั้งประเด็นนิวเคลียร์ มาตรการคว่ำบาตร และความมั่นคงในภูมิภาคในช่วงเวลาหลังจากนี้.

ที่มา Reuters

เจ้าชายจอร์จ แห่งอังกฤษ เลือกเรียนต่อวิทยาลัยอีตัน เดินตามรอยพระบิดา เจ้าชายวิลเลียม

เจ้าชายจอร์จ แห่งอังกฤษ เลือกเรียนต่อวิทยาลัยอีตัน เดินตามรอยพระบิดา เจ้าชายวิลเลียม

17 มิ.ย. 2569 11:24 น.

เจ้าชายจอร์จ แห่งอังกฤษ เลือกเรียนต่อวิทยาลัยอีตัน เดินตามรอยพระบิดา เจ้าชายวิลเลียม

สำนักพระราชวังเคนซิงตันยืนยัน เจ้าชายจอร์จ พระโอรสองค์โตของเจ้าชายวิลเลียม จะเข้าศึกษาที่วิทยาลัยอีตันในเดือนกันยายนนี้ ตามรอยพระบิดา ท่ามกลางกระแสคาดการณ์เรื่องสถานศึกษาต่อของรัชทายาทลำดับ 2 แห่งราชวงศ์อังกฤษ

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 สำนักพระราชวังเคนซิงตัน ของอังกฤษ แถลงยืนยันว่า เจ้าชายจอร์จ พระชนมายุ 12 พรรษา พระโอรสองค์โตของ เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ และ แคเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ จะเข้าศึกษาต่อที่ วิทยาลัยอีตัน (Eton College) ตั้งแต่เดือนกันยายนนี้

ก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาของเจ้าชายจอร์จ โดยบางฝ่ายเชื่อว่าอาจเลือกเรียนที่ วิทยาลัยมาร์ลโบโรห์ (Marlborough College) ซึ่งเป็นโรงเรียนเก่าของเจ้าหญิงแคเธอรีน พระมารดา อย่างไรก็ตาม สำนักพระราชวังยืนยันว่า เจ้าชายจอร์จจะเลือกเดินตามรอยพระบิดา ด้วยการเข้าศึกษาที่วิทยาลัยอีตัน โรงเรียนประจำชายล้วนชื่อดังของอังกฤษ 

โดยปัจจุบัน เจ้าชายจอร์จทรงศึกษาอยู่ที่ โรงเรียนแลมบรู๊ก (Lambrook School) ในมณฑลเบิร์กเชียร์ ร่วมกับ เจ้าหญิงชาร์ลอตต์ พระขนิษฐา วัย 11 พรรษา และ เจ้าชายหลุยส์ พระอนุชา วัย 8 พรรษา โดยโรงเรียนตั้งอยู่ไม่ไกลจากพระตำหนักประจำครอบครัวที่เมืองวินด์เซอร์ ทางตะวันตกของกรุงลอนดอน

ทั้งนี้ วิทยาลัยอีตันก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1440 โดย พระเจ้าเฮนรีที่ 6 และมีชื่อเสียงในฐานะสถาบันที่ผลิตผู้นำระดับประเทศของสหราชอาณาจักร โดยศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียง ได้แก่ โรเบิร์ต วอลโพล  เดวิด คาเมรอน และ บอริส จอห์นสัน อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ นอกจากเจ้าชายวิลเลียมแล้ว เจ้าชายแฮร์รี พระอนุชาของพระองค์ และ เอิร์ลชาร์ลส์ สเปนเซอร์ พระอนุชาของเจ้าหญิงไดอานา ก็เคยศึกษาในสถาบันแห่งนี้เช่นกัน โดยโรงเรียนยังคงรักษาเอกลักษณ์ด้วยเครื่องแบบดั้งเดิม ประกอบด้วยเสื้อหางยาวสีดำ ปกคอสีขาวแข็ง และกางเกงลายทาง.

ผู้นำเกาหลีใต้ขอทรัมป์ เดินหน้าการทูต สางปัญหาเกาหลีเหนือ นำพาสันติภาพสู่คาบสมุทรเกาหลี

ผู้นำเกาหลีใต้ขอทรัมป์ เดินหน้าการทูต สางปัญหาเกาหลีเหนือ นำพาสันติภาพสู่คาบสมุทรเกาหลี

17 มิ.ย. 2569 11:17 น.

ผู้นำเกาหลีใต้ขอทรัมป์ เดินหน้าการทูต สางปัญหาเกาหลีเหนือ นำพาสันติภาพสู่คาบสมุทรเกาหลี

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจ-มยอง ขอให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามาผลักดันการแก้ไขปัญหาเกาหลีเหนือด้วยแนวทางสันติวิธี โดยหวังให้สหรัฐฯ ใช้การทูตลดความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี

สำนักงานประธานาธิบดีเกาหลีใต้เปิดเผยว่า การพูดคุยดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการพบปะสั้น ๆ ของผู้นำทั้งสองประเทศ ระหว่างการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก หรือ จี 7 เมื่อวันอังคารที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา

ระหว่างการถ่ายภาพร่วมของผู้นำ จี 7 ทรัมป์ได้สอบถามอี แจ-มยอง ถึงสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้กับเกาหลีเหนือในขณะนี้

ด้านผู้นำเกาหลีใต้ได้ขอให้ทรัมป์เป็นผู้นำความพยายามทางการทูต เพื่อคลี่คลายปัญหาเกาหลีเหนืออย่างสันติ เช่นเดียวกับบทบาทที่ทรัมป์พยายามผลักดันในการยุติสงครามในตะวันออกกลาง

โฆษกประธานาธิบดีเกาหลีใต้ คัง ยู-จอง ระบุว่า ทรัมป์ตอบว่าเขาจะพยายามเดินหน้าจัดการปัญหาเกาหลีเหนือ

ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองเกาหลีเผชิญความตึงเครียด หลังเกาหลีเหนือยังคงพัฒนาโครงการอาวุธ และมีความขัดแย้งด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาค

ที่ผ่านมา ทรัมป์เคยพบกับผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จอง อึน ถึง 3 ครั้งในช่วงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก โดยหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญคือการประชุมสุดยอดที่สิงคโปร์เมื่อปี 2018 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ผู้นำสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือพบกันอย่างเป็นทางการ

ทั้งสองฝ่ายยังเคยพบกันอีกครั้งที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ในปี 2019 และมีการพบปะกันบริเวณเขตปลอดทหารระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ในปีเดียวกัน

แม้การเจรจาในอดีตยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องการยุติโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ หรือการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ ได้ แต่ทรัมป์เคยส่งสัญญาณหลายครั้งว่า ต้องการกลับมาเปิดช่องทางเจรจากับคิม จอง อึนอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยกล่าวว่า เขารอคอยที่จะพบกับผู้นำเกาหลีเหนือในเวลาที่เหมาะสม และล่าสุดยังโพสต์ภาพคู่กับคิม จอง อึน บนแพลตฟอร์ม Truth Social ซึ่งถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณถึงความสัมพันธ์ทางการทูตในอดีต.

ที่มา : channelnewsasia