อินฟลูฯ ดังอังกฤษดับ หลังฉีดฟิลเลอร์เพิ่มขนาดอวัยวะเพศในกรุงเทพฯ แพทย์ชี้ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

อินฟลูฯ ดังอังกฤษดับ หลังฉีดฟิลเลอร์เพิ่มขนาดอวัยวะเพศในกรุงเทพฯ แพทย์ชี้ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

6 ก.ย. 2569 12:13 น.

อินฟลูฯ ดังอังกฤษดับ หลังฉีดฟิลเลอร์เพิ่มขนาดอวัยวะเพศในกรุงเทพฯ แพทย์ชี้ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

“อิโก อูบิริโบ” หรือ “ไทนี” นักธุรกิจและอินฟลูเอ็นเซอร์ชาวอังกฤษ-ไนจีเรีย วัย 43 ปี เสียชีวิตฉับพลันระหว่างเดินทางมาพักผ่อนที่ประเทศไทย โดยชันสูตรพบสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด หลังเข้ารับการฉีดสารไฮยาลูโรนิกเพิ่มขนาดอวัยวะเพศที่คลินิกแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

“อิโก อูบิริโบ” หรือ “ไทนี” นักธุรกิจและอินฟลูเอนเซอร์ชาวอังกฤษเชื้อสายไนจีเรีย เสียชีวิตในประเทศไทยด้วยวัย 43 ปี หลังเข้ารับการฉีดฟิลเลอร์เพื่อเพิ่มขนาดอวัยวะเพศระหว่างเดินทางมาพักผ่อนกับภรรยา โดยผลการไต่สวนการเสียชีวิตในศาลชันสูตรศพอินเนอร์ เวสต์ ลอนดอน ของอังกฤษ ระบุว่า การทำหัตถการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิต

อูบิริโบเข้ารับการฉีดสารไฮยาลูโรนิกและลิโดเคนรวม 40 มิลลิลิตร ที่คลินิกแห่งหนึ่งในประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคม 2026 ขณะพักอยู่ที่โรงแรมในกรุงเทพฯ กับภรรยา ดาเนียลล์ ซิมบา อัลเลน นักออกแบบแฟชั่นชื่อดัง โดยหลังเข้ารับการทำหัตถการ ทั้งคู่ไปนวดด้วยกัน ก่อนอูบิริโบจะเริ่มมีอาการเจ็บหน้าอกและหมดสติถึง 2 ครั้ง จากนั้นถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยรถพยาบาล โดยในช่วงแรกยังสามารถตอบคำถามแพทย์ได้

ภรรยาของเขาแจ้งแพทย์ว่า ก่อนหน้านั้นอูบิริโบได้รับการฉีดฟิลเลอร์ แพทย์จึงแนะนำให้ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือซีทีสแกน แต่ก่อนที่จะได้ตรวจ เขากลับหมดสติอีกครั้ง

แพทย์วินิจฉัยว่าอูบิริโบมีภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด ซึ่งเกิดจากลิ่มเลือดหรือสารอื่นเข้าไปอุดตันหลอดเลือดในปอด และถูกส่งเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนัก ทีมแพทย์ทำการช่วยฟื้นคืนชีพนานกว่า 100 นาที แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ โดยเขาเสียชีวิตในช่วงเช้ามืดของวันที่ 6 มีนาคม 2026

ผลชันสูตรศพในสหราชอาณาจักร พบโมเลกุลสารตกค้างในปอด ซึ่งมีลักษณะสอดคล้องกับกรดไฮยาลูโรนิกที่ใช้ในการฉีดฟิลเลอร์ก่อนหน้านั้น ขณะที่ จีน ฮาร์กิน เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ มีคำวินิจฉัยว่าอูบิริโบเสียชีวิตจากภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอดที่เกิดจากการทำหัตถการดังกล่าว

แพทย์จากโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ให้ข้อมูลว่า ผู้เสียชีวิตมีอาการเป็นลม 2 ครั้งขณะกำลังนวด และได้รับการฉีดฟิลเลอร์ที่อวัยวะเพศปริมาณ 40 มิลลิลิตรในวันเดียวกัน ด้านแพทย์ประจำตัวในกรุงลอนดอนระบุเพิ่มเติมว่า อูบิริโบเคยเข้ารับการผ่าตัดเกี่ยวกับข้อต่อ มีภาวะก่อนเบาหวานและโรคเกาต์ แต่ไม่มีปัญหาสุขภาพสำคัญอื่น ๆ

อูบิริโบเป็นที่รู้จักจากการนำเสนอชีวิตหรูหราผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีผู้ติดตามบนอินสตาแกรมประมาณ 185,000 คน เขาเป็นเจ้าของบ้านมูลค่าประมาณ 1.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐในย่านเครนชอว์ นครลอสแอนเจลิส และอพาร์ตเมนต์ในกรุงลอนดอนมูลค่าประมาณ 600,000 ดอลลาร์สหรัฐ

เขาแต่งงานกับดาเนียลล์ในพิธีหรูที่ประเทศซิมบับเวเมื่อปี 2022 และหลังเสียชีวิต ศพของเขาถูกฝังในกรุงลอนดอน โดยมีรายงานว่าใช้โลงศพสีทองมูลค่ามากกว่า 745,000 ดอลลาร์สหรัฐ แขกที่มาร่วมงานศพรวมถึง ดาวิโด นักร้องแนวแอฟโครบีตชื่อดังชาวไนจีเรีย ซึ่งเป็นเพื่อนสมัยเด็กของอูบิริโบ และ คูบานา ชีฟ พรีสต์ บุคคลดังในวงการบันเทิงไนจีเรีย

ดาวิโดกล่าวในพิธีศพว่า การสูญเสียอูบิริโบเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับ พร้อมระบุว่าเขาเป็นคนที่มีพลังและมีตัวตนโดดเด่นอย่างมาก ทำให้การไม่มีเขาอยู่เป็นความรู้สึกที่หนักหน่วงและไม่เหมือนความจริง

การฉีดสารไฮยาลูโรนิกเพื่อเพิ่มขนาดอวัยวะเพศมีค่าใช้จ่ายสูงถึงประมาณ 9,000 ดอลลาร์สหรัฐ และโดยทั่วไปผลของสารอาจคงอยู่ประมาณ 6-9 เดือน อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสสาวะในอังกฤษเตือนว่า หัตถการดังกล่าวอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

กรณีของอูบิริโบจึงกลายเป็นอีกเหตุการณ์ที่สะท้อนถึงความเสี่ยงของการทำหัตถการเพื่อความงาม โดยเฉพาะการฉีดสารเข้าสู่ร่างกายในบริเวณที่มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรง.

ที่มา Mirror US / TMZ

ศาลอียิปต์ตัดสินประหารชีวิต 12 รายคดีค้ายาเสพติด รวม “พิธีกรหญิงรายการดัง”

ศาลอียิปต์ตัดสินประหารชีวิต 12 รายคดีค้ายาเสพติด รวม "พิธีกรหญิงรายการดัง"

6 ก.ย. 2569 11:43 น.

ศาลอียิปต์ตัดสินประหารชีวิต 12 รายคดีค้ายาเสพติด รวม “พิธีกรหญิงรายการดัง”

ศาลอียิปต์ตัดสินโทษประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ “ซาราห์ คาลิฟา” พิธีกรรายการทีวีชื่อดังวัย 39 ปี พร้อมจำเลยอีก 11 คน หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีลักลอบนำเข้าสารเคมีเพื่อผลิตและค้ายาเสพติด ยึดของกลางได้กว่า 750 กิโลกรัม พร้อมอาวุธปืนผิดกฎหมาย

ศาลในกรุงไคโรของอียิปต์มีคำพิพากษาประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ ซาราห์ คาลิฟา อายุ 39 ปี ผู้ประกาศข่าวและพิธีกรรายการโทรทัศน์ชื่อดัง พร้อมจำเลยอีก 11 คน ในคดีเกี่ยวกับการผลิตและค้ายาเสพติด ตามรายงานของสื่อทางการอียิปต์ 

คาลิฟาเป็นที่รู้จักจากรายการ “Mission Impossible” ซึ่งนำเสนอประเด็นด้านความมั่นคงและอาชญากรรม นอกจากนี้เธอยังเป็นเจ้าของคลินิกศัลยกรรมความงามและบริษัทผลิตรายการที่รับจัดงานปาร์ตี้และกิจกรรมต่าง ๆ

หนังสือพิมพ์อัล-อาห์รอม ซึ่งเป็นสื่อของรัฐ รายงานว่า ศาลพิพากษาคาลิฟาและจำเลยอีก 11 คนในข้อหาจัดตั้งแก๊งอาชญากรรมที่มีการจัดตั้งเป็นระบบ เพื่อจัดหาวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตยาเสพติด โดยมีเจตนานำไปจำหน่าย รวมถึงข้อหาครอบครองและพกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนโดยไม่ได้รับอนุญาต

เจ้าหน้าที่สามารถยึดยาเสพติดและวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตได้มากกว่า 750 กิโลกรัม พร้อมตรวจพบอพาร์ตเมนต์ 2 แห่งที่ถูกใช้เป็นสถานที่ผลิตยาเสพติด รวมถึงอาวุธปืนและเครื่องกระสุนที่ไม่มีใบอนุญาต อัยการยังนำพยาน 20 คนเข้าให้การ รวมถึงหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งบทสนทนาและคลิปวิดีโอ เพื่อประกอบคดี

ระหว่างการพิจารณาคดีเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ผู้พิพากษาถามคาลิฟาเกี่ยวกับบทบาทที่ถูกกล่าวหา โดยเธอยืนยันว่าไม่เคยเห็นยาเสพติดมาก่อน จนกระทั่งถูกถ่ายภาพคู่กับยาเสพติดภายในสำนักงานของหน่วยงานปราบปรามยาเสพติด

นอกจากคดีค้ายาเสพติดแล้ว ศาลยังพิพากษาจำคุกคาลิฟาและจำเลยบางรายเป็นเวลา 5 ปี ในอีกคดีหนึ่ง จากข้อกล่าวหาลักพาตัวและทำร้ายร่างกายชายหนุ่ม

คำพิพากษาประหารชีวิตในคดีนี้มีขึ้นหลังศาลส่งเรื่องให้มุฟตีใหญ่แห่งอียิปต์ ซึ่งเป็นผู้นำด้านกฎหมายศาสนาอิสลามของประเทศ เพื่อให้ความเห็นทางศาสนา โดยเป็นขั้นตอนที่กฎหมายอียิปต์กำหนดไว้สำหรับคดีที่มีโทษประหารชีวิต ทั้งนี้ ความเห็นของมุฟตีใหญ่ไม่มีผลผูกพันต่อศาล และคำพิพากษายังสามารถยื่นอุทธรณ์ได้

คาลิฟาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด ขณะที่คดีนี้ถูกจับตาเนื่องจากอียิปต์ยังคงใช้โทษประหารชีวิตกับความผิดบางประเภท รวมถึงการฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน การก่อการร้าย ความผิดฐานข่มขืนบางกรณี และการค้ายาเสพติด

ข้อมูลจากคณะกรรมาธิการอียิปต์เพื่อสิทธิและเสรีภาพระบุว่า ในปี 2025 มีการพิพากษาประหารชีวิตในอียิปต์ 541 คดี ขณะที่รายงานของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลระบุว่า ในปีเดียวกันมีคำพิพากษาประหารชีวิต 492 คดี และมีการประหารชีวิตจริง 23 ราย.

ที่มา BBC / Guardian

ภูเขาไฟอานักกรากะตัวปะทุหนัก เถ้าภูเขาไฟแผ่ถึงกรุงจาการ์ตา เตือนห้ามเข้าใกล้รัศมี 3 กม.

ภูเขาไฟอานักกรากะตัวปะทุหนัก เถ้าภูเขาไฟแผ่ถึงกรุงจาการ์ตา เตือนห้ามเข้าใกล้รัศมี 3 กม.

6 ก.ย. 2569 11:07 น.

ภูเขาไฟอานักกรากะตัวปะทุหนัก เถ้าภูเขาไฟแผ่ถึงกรุงจาการ์ตา เตือนห้ามเข้าใกล้รัศมี 3 กม.

ภูเขาไฟ “อานักกรากะตัว” ในอินโดนีเซียเกิดปะทุหนัก ส่งเถ้าถ่านภูเขาไฟพุ่งสูงถึง 15,200 เมตร กระจายครอบคลุมหลายจังหวัดรวมถึงกรุงจาการ์ตาและเกาะสุมาตรา ส่งผลให้ท่าอากาศยานนานาชาติซูการ์โน-ฮัตตา ต้องประกาศระงับเที่ยวบินทั้งหมดชั่วคราว เจ้าหน้าที่ตรึงเตือนภัยระดับ 3 ห้ามเข้าใกล้รัศมี 3 กิโลเมตร แนะนำประชาชนสวมหน้ากากป้องกันระบบทางเดินหายใจ

สำนักงานธรณีวิทยาอินโดนีเซีย หรือ PVMBG รายงานว่า ภูเขาไฟอานักกรากะตัว ซึ่งตั้งอยู่ในช่องแคบซุนดา ระหว่างเกาะชวาและสุมาตรา ยังคงมีความเคลื่อนไหวสูง หลังเริ่มมีการปะทุตั้งแต่วันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2569 และปะทุอีกครั้งเมื่อเวลา 03.53 น. วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน โดยการปะทุครั้งล่าสุดกินเวลาประมาณ 30 วินาที

เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ และยังไม่มีการประกาศอพยพประชาชน เนื่องจากชุมชนที่ใกล้ที่สุดอยู่ห่างจากภูเขาไฟมากกว่า 16 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม PVMBG เตือนประชาชนและนักท่องเที่ยว ห้ามทำกิจกรรมภายในรัศมี 3 กิโลเมตรจากศูนย์กลางการปะทุ

เฮรุนิงเตียส เดซี ปูร์นามาซารี หัวหน้าทีมสังเกตการณ์ภูเขาไฟของ PVMBG ระบุว่า อานักกรากะตัวยังคงอยู่ในระดับเตือนภัย 3 หรือระดับเฝ้าระวัง และขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณว่าความเสี่ยงการปะทุลดลง โดยประชาชนต้องเตรียมรับมืออันตรายจากลาวา การพ่นลาวาร้อน เมฆร้อน และเถ้าภูเขาไฟ

จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมฮิมาวาริ-9 และการติดตามร่วมกับศูนย์เตือนภัยเถ้าภูเขาไฟดาร์วินของออสเตรเลีย พบกลุ่มเถ้าภูเขาไฟอย่างน้อย 2 กลุ่มในชั้นบรรยากาศ

กลุ่มแรกอยู่ที่ระดับความสูงไม่เกิน 20,000 ฟุต หรือประมาณ 6,000 เมตร โดยทิศทางการเคลื่อนตัวเปลี่ยนแปลงตามสภาพลม ล่าสุดเคลื่อนไปทางตะวันออกเฉียงเหนือถึงทางใต้ ครอบคลุมบางพื้นที่ของกรุงจาการ์ตา จังหวัดบันเติน ชวาตะวันตก และน่านน้ำโดยรอบ

ส่วนกลุ่มที่สองอยู่สูงถึง 50,000 ฟุต หรือประมาณ 15,000 เมตร และเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงใต้ถึงตะวันตกเฉียงเหนือ ครอบคลุมบางส่วนของบันเติน ลัมปุง เบงกูลู ช่องแคบซุนดาตอนใต้ และมหาสมุทรอินเดียทางตะวันตกของเกาะสุมาตรา

เถ้าภูเขาไฟที่แผ่ปกคลุมพื้นที่ดังกล่าวไม่เพียงส่งผลกระทบต่อประชาชนและกิจกรรมบนพื้นดิน แต่ยังสร้างความเสี่ยงต่อการเดินทางทางอากาศ เนื่องจากเถ้าภูเขาไฟสามารถลดทัศนวิสัยและสร้างความเสียหายต่อเครื่องยนต์อากาศยาน

ท่าอากาศยานนานาชาติ ซูการ์โน-ฮัตตา ในกรุงจาการ์ตา ประกาศระงับเที่ยวบินชั่วคราวตั้งแต่เวลา 05.30-09.30 น. เนื่องจากกิจกรรมการปะทุของอานักกรากะตัวและการแพร่กระจายของเถ้าภูเขาไฟ

ผู้โดยสารจำนวนหนึ่งต้องติดต่อขอคืนเงินและรับสัมภาระที่โหลดใต้เครื่อง ขณะที่เที่ยวบินถูกยกเลิกหรือได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เถ้าภูเขาไฟประกอบด้วยอนุภาคขนาดเล็กของหิน แร่ และเศษแก้วภูเขาไฟ รวมถึงอาจมีซัลเฟอร์ไดออกไซด์ปะปนอยู่ การสูดดมสามารถทำให้เกิดการระคายเคืองตาและระบบทางเดินหายใจ ไอ หายใจไม่สะดวก และอาจทำให้อาการของผู้ที่มีโรคทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด รุนแรงขึ้น

นายเฮรุนิงเตียสเตือนประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบว่า ควรสวมหน้ากาก เนื่องจากแม้เถ้าภูเขาไฟจะมีลักษณะเป็นผงละเอียด แต่มีส่วนประกอบของแก้วซิลิกา ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจได้

ประชาชนควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีเถ้าภูเขาไฟ ปิดประตูและหน้าต่างให้มิดชิด และหากจำเป็นต้องออกนอกอาคาร ควรใช้หน้ากากกรองอนุภาค เช่น N95 ที่ได้รับการรับรองจาก NIOSH และสวมใส่ให้ถูกต้องตามคำแนะนำของผู้ผลิต ส่วนผู้ที่มีโรคระบบทางเดินหายใจควรเพิ่มความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการสัมผัสเถ้าภูเขาไฟโดยตรง และพกยาประจำตัวติดตัวไว้

สถานการณ์ครั้งนี้ได้รับการจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากอานักกรากะตัวเคยเกิดการพังถล่มของภูเขาไฟลงสู่ทะเลในปี 2561 จนก่อให้เกิดสึนามิในช่องแคบซุนดา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 430 คน บนเกาะชวาและสุมาตรา

หน่วยงานด้านภูเขาไฟของอินโดนีเซียจึงยังคงติดตามระดับกิจกรรมของอานักกรากะตัว การปะทุ และทิศทางการเคลื่อนตัวของเถ้าภูเขาไฟอย่างใกล้ชิด พร้อมขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากทางการและปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด.

ที่มา Kompas.com / AP

แอลจีเรียพบร่างเด็กชาย 10 ขวบ ตกบ่อน้ำลึก 80 เมตร นาน 4 วัน

แอลจีเรียพบร่างเด็กชาย 10 ขวบ ตกบ่อน้ำลึก 80 เมตร นาน 4 วัน

6 ก.ย. 2569 10:14 น.

แอลจีเรียพบร่างเด็กชาย 10 ขวบ ตกบ่อน้ำลึก 80 เมตร นาน 4 วัน

ปฏิบัติการกู้ภัยในแอลจีเรียยุติลง หลังทีมกู้ภัยพบร่างเด็กชายวัย 10 ปีที่ตกลงไปในบ่อน้ำลึก 80 เมตร และติดอยู่ภายในนาน 4 วัน แม้เจ้าหน้าที่จะระดมกำลังและเครื่องจักรหนักขุดพื้นที่โดยรอบเพื่อช่วยชีวิต แต่สุดท้ายเด็กเสียชีวิต

ทีมกู้ภัยของแอลจีเรียสามารถนำร่างของ อายูบ ฮาดาฟ เด็กชายวัย 10 ปี ออกจากบ่อน้ำได้เมื่อช่วงค่ำวันเสาร์ (5 ก.ย.) แต่พบว่าเสียชีวิตแล้ว หลังติดอยู่ภายในบ่อนาน 4 วัน โดยข่าวการช่วยเหลือเด็กชายได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ และมีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์จำนวนมากเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เร่งช่วยเหลือ

อายูบตกลงไปในบ่อน้ำใกล้บ้าน ในเขตเทศบาลเบรซีนา จังหวัดเอล-บายาดห์ ทางตอนใต้ของแอลจีเรีย ห่างจากกรุงแอลเจียร์ประมาณ 550 กิโลเมตร โดยบ่อน้ำมีความลึกราว 80 เมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงประมาณ 40 เซนติเมตร ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก

หน่วยงานป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนของแอลจีเรียระบุว่า บ่อดังกล่าวเป็นบ่อน้ำแห้งที่ขุดด้วยวิธีดั้งเดิม และโครงสร้างบางส่วนเสื่อมสภาพตามกาลเวลา ขณะที่ทีมกู้ภัยพบว่าเด็กชายติดอยู่ใต้ชั้นดินหนา จึงไม่สามารถลงไปช่วยโดยตรงได้

เจ้าหน้าที่จึงใช้เครื่องจักรหนักขุดหลุมขนาดใหญ่บริเวณข้างบ่อ เพื่อเปิดทางเข้าสู่จุดที่เด็กติดอยู่ และพยายามระบุตำแหน่งและโครงสร้างของปล่องบ่ออย่างละเอียด ก่อนเริ่มปฏิบัติการนำตัวเด็กออกมา

อาเหม็ด ฮาดาฟ ปู่ของเด็กชาย ยืนยันข่าวการเสียชีวิต พร้อมกล่าวแสดงความอาลัยต่อหลานชาย ขณะที่ นาซิม เบอร์นาอุย โฆษกสำนักงานป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนแอลจีเรีย กล่าวว่า ปฏิบัติการกู้ภัยประสบความสำเร็จในแง่ของการเข้าถึงจุดที่พบเด็กและสามารถนำร่างออกมาได้อย่างปลอดภัย แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เด็กชายเสียชีวิตแล้ว

ด้านโมฮัมเหม็ด ฮาดาฟ บิดาของอายูบ เปิดเผยว่า ลูกชายตกลงไปในบ่อขณะกำลังเดินทางไปหาพี่ชาย ซึ่งกำลังต้อนแกะอยู่อีกฝั่งหนึ่งของพื้นที่เกษตรกรรม พยานในพื้นที่ระบุว่า บ่อน้ำดังกล่าวเคยถูกปิดไว้ แต่ส่วนที่ปิดทับและโครงสร้างภายในเสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา จนกลายเป็นจุดเกิดเหตุสลดในครั้งนี้

ปฏิบัติการช่วยเหลือดำเนินต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ก่อนเจ้าหน้าที่จะยุติภารกิจในคืนวันเสาร์ หลังสามารถนำร่างของอายูบขึ้นมาจากบ่อได้สำเร็จ แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตเด็กชายไว้ได้.

ที่มา AFP / AP

มัดเทปกาวผู้โดยสารคลั่ง ทำร้ายร่างกาย-ด่าหยียดเชื้อชาติ-เพศ บนเที่ยวบิน”อเมริกัน แอร์ไลน์ส”

มัดเทปกาวผู้โดยสารคลั่ง ทำร้ายร่างกาย-ด่าหยียดเชื้อชาติ-เพศ บนเที่ยวบิน"อเมริกัน แอร์ไลน์ส"

6 ก.ย. 2569 09:55 น.

มัดเทปกาวผู้โดยสารคลั่ง ทำร้ายร่างกาย-ด่าหยียดเชื้อชาติ-เพศ บนเที่ยวบิน”อเมริกัน แอร์ไลน์ส”

เกิดเหตุระทึกบนเที่ยวบินของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ส เมื่อชายวัย 67 ปี ก่อเหตุคลั่ง ด่าทอเหยียดเชื้อชาติ-เพศ และลงมือทำร้ายร่างกายผู้โดยสารคนอื่น จนอดีตตำรวจและผู้โดยสารต้องช่วยกันจับมัดด้วยเคเบิลไทร์และเทปกาวติดกับเก้าอี้ กัปตันตัดสินใจนำเครื่องลงจอดฉุกเฉิน ก่อนตำรวจเข้าควบคุมตัวดำเนินคดี

สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (FAA) และเจ้าหน้าที่ตำรวจขนส่งรัฐแมรีแลนด์ (MDTA) เปิดเผยรายงานเหตุผู้โดยสารก่อความวุ่นวายบนเที่ยวบิน AA 618 ของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ส ซึ่งเดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติดัลลัส-ฟอร์ตเวิร์ธ รัฐเท็กซัส มุ่งหน้าสู่ท่าอากาศยานนวร์ก จนเป็นเหตุให้กัปตันต้องนำเครื่องเบี่ยงเส้นทางลงจอดฉุกเฉินที่ท่าอากาศยานนานาชาติบอลติมอร์-วอชิงตัน 

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณที่นั่งชั้นหนึ่ง เมื่อนายอาร์เธอร์ ลุนดีน อายุ 67 ปี ชาวรัฐแอริโซนา เริ่มแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว พูดจาหยาบคาย ตะโกนด่าทอพนักงานและผู้โดยสารด้วยถ้อยคำเหยียดเชื้อชาติและเหยียดเพศอย่างรุนแรง แม้ลูกเรือจะพยายามเข้าควบคุมสถานการณ์ แต่นายลุนดีนกลับยิ่งทวีความคลั่ง และเริ่มลงมือทำร้ายร่างกายด้วยการชกผู้โดยสารด้านข้าง รวมถึงทำร้ายหญิงสาวอีกรายที่พยายามเข้าห้าม

ท่ามกลางสถานการณ์ที่เริ่มบานปลาย นายฮวน เมเฮีย อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐนิวเจอร์ซีย์ และนายริชาร์ด โอเลนิค สองผู้โดยสารซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้า ได้ตัดสินใจเข้าจับกุมตัวนายลุนดีนทันที โดยมีลูกเรือนำกุญแจมือพลาสติก ส่งให้เพื่อใช้พันธนาการข้อมือ แต่นายลุนดีนยังคงขัดขืนและพยายามกัดนายเมเฮียและนายโอเลนิค ทำให้กลุ่มผู้โดยสารต้องนำ “เทปกาว” มามัดร่างของนายลุนดีนติดไว้กับเก้าอี้ โดยเว้นช่วงบริเวณปากไว้เพื่อไม่ให้กระทบต่อระบบการหายใจ นอกจากนี้ นายโอเลนิคยังต้องนั่งทับบริเวณตักของผู้ก่อเหตุไว้นานกว่า 15 นาที เพื่อป้องกันไม่ให้ดิ้นหลุดจนกระทั่งเครื่องลงจอดอย่างปลอดภัย

หลังเครื่องลงจอดที่ท่าอากาศยานบอลติมอร์เมื่อเวลาประมาณ 22:15 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ MDTA ได้ขึ้นบนเครื่องและเข้าควบคุมตัวนายลุนดีนทันที พร้อมส่งตัวให้ทีมแพทย์ตรวจรักษาแผลเปิดที่แขน ก่อนแจ้งข้อหาดำเนินคดีในความผิดฐานสร้างความวุ่นวายในที่สาธารณะ และทำร้ายร่างกายผู้อื่น  ขณะเดียวกัน สำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) ได้เข้ามาร่วมสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลางอากาศเพิ่มเติม

ด้านสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์สออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า “ความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงานคือความสำคัญสูงสุด สายการบินจะไม่ยอมรับการกระทำความรุนแรงทุกรูปแบบ และขอขอบคุณพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นมืออาชีพ รวมถึงผู้โดยสารทุกท่านที่ให้ความเข้าใจ” ทั้งนี้ เที่ยวบินดังกล่าวได้เดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางที่เมืองนวร์กหลังจากจัดการส่งตัวผู้ก่อเหตุเรียบร้อยแล้ว

รายงานจาก FAA ระบุว่า เทปกาวและกุญแจมือพลาสติกถือเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่มีติดไว้บนเครื่องบินพาณิชย์หลายแห่งเพื่อรับมือกับผู้โดยสารที่ก่อความรุนแรง โดยในปีนี้มีการรายงานเหตุผู้โดยสารก่อความวุ่นวายบนเที่ยวบินแล้วมากกว่า 1,160 ราย ซึ่งผู้ก่อเหตุอาจต้องเผชิญทั้งโทษทางอาญาและโทษปรับขั้นสูงจาก FAA มากกว่า 43,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.5 ล้านบาท) สำหรับความผิดฐานทำร้าย ข่มขู่ หรือแทรกแซงการปฏิบัติงานของลูกเรือ.

ที่มา ABC News / CNN

ผู้แทนสหรัฐฯ เข้าพบปูตินที่มอสโก เจรจาหาทางยุติสงครามยูเครน

ผู้แทนสหรัฐฯ เข้าพบปูตินที่มอสโก เจรจาหาทางยุติสงครามยูเครน

6 ก.ย. 2569 05:50 น.

ผู้แทนสหรัฐฯ เข้าพบปูตินที่มอสโก เจรจาหาทางยุติสงครามยูเครน

ผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ เข้าพบ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียที่กรุงมอสโกแล้ว และร่วมการเจรจาแบบปิดเพื่อหาทางยุติสงครามในยูเครนที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปีครึ่งแล้ว

เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2569 นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ กับ จาเรด คุชเนอร์ ผู้แทนเจรจาคนสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เข้าพบประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ที่ทำเนียบเครมลิน ในกรุงมอสโก โดยใช้เวลาเจรจาแบบปิดเป็นเวลา 3 ชั่วโมง เพื่อผลักดัน “ข้อเสนอยุติสงครามยูเครน” ของทรัมป์

ก่อนหน้าการเจรจาในวันเสาร์ ทั้งรัสเซียและยูเครนเห็นพ้องที่จะ หยุดการโจมตีทางอากาศเข้าใส่เมืองหลวงของอีกฝ่าย เป็นเวลา 3 วัน เพื่อรองรับกระบวนการเจรจา โดยปูตินเน้นย้ำว่าไม่ได้รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ของยูเครนนอกเหนือจากกรุงเคียฟ

แม้ว่าจะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดการพูดคุยออกมา แต่ปูตินเปิดเผยว่ารู้สึก “สบายใจ” และมีความไว้วางใจในระดับสูงต่อคณะผู้แทนชุดนี้ พร้อมขอบคุณทรัมป์สำหรับความพยายามในการสร้างสันติภาพ แม้จะยอมรับว่าสถานการณ์ในปัจจุบัน “ไม่ใช่เรื่องง่าย”

หลังจากนี้ ผู้แทนสหรัฐฯ มีกำหนดเดินทางต่อไปยังกรุงเคียฟในวันอาทิตย์ (6 ก.ย.) เพื่อเข้าพบประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ซึ่งถือเป็นการเดินทางเยือนยูเครนครั้งแรกของคณะผู้แทนชุดนี้

ในวันเดียวกัน ผู้นำยูเครนออกมากล่าวหาว่า รัสเซียยิงถล่มสนามบินในกรุงเคียฟและเมืองโบริสปิล (Boryspil) เมื่อช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันเสาร์ที่ผ่านมา เพื่อเป็นการแสดงอิทธิพลกดดันเส้นทางการเดินทางของผู้แทนสหรัฐฯ รวมถึงเหตุโจมตีอาคารพลเรือนในเขตดนิโปร ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 ศพและบาดเจ็บ 5 รายด้วย

อนึ่ง การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นตามหลังการเดินทางเยือนมอสโกอย่างเงียบๆ ของ จอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการ CIA เมื่อสัปดาห์ก่อน แม้จะมีความพยายามเจรจาหลายครั้งร่วมกับพันธมิตรยุโรป แต่ข้อตกลงยุติสงครามยูเครนยังคงติดขัดในประเด็นสำคัญ เช่น เรื่องดินแดนและการรับประกันความมั่นคง

สถานการณ์รบในปัจจุบัน ยูเครนกำลังประสบปัญหาขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้นการโจมตีทางอากาศจากรัสเซีย ขณะที่ฝ่ายยูเครนก็เน้นเป้าหมายโจมตีไปที่โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของรัสเซียมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้รัสเซียได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์เซ็นคำสั่ง ถอด “หมาป่าสีเทา” ออกจากบัญชีสัตว์ใกล้สูญพันธุ์

ทรัมป์เซ็นคำสั่ง ถอด “หมาป่าสีเทา” ออกจากบัญชีสัตว์ใกล้สูญพันธุ์

6 ก.ย. 2569 04:11 น.

ทรัมป์เซ็นคำสั่ง ถอด “หมาป่าสีเทา” ออกจากบัญชีสัตว์ใกล้สูญพันธุ์

(ภาพจาก AFP PHOTO / MONTANA FISH, WILDLIFE AND PARKS)

โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งเพื่อถอด หมาป่าสีเทา กับ หมาป่าเม็กซิโก ออกจากบัญชีคุ้มครองสัตว์ใกล้สูญพันธุ์แล้ว เพื่อเปิดทางให้เกษตรกรสามารถยิงพวกมันได้เพื่อปกป้องฝูงสัตว์ของตัวเอง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 5 ก.ย. 2569 ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อถอด “หมาป่าสีเทา” (Grey wolf) และสายพันธุ์ย่อยอย่าง “หมาป่าเม็กซิกัน” (Mexican wolf) ออกจากบัญชีคุ้มครองในฐานะสัตว์ใกล้สูญพันธุ์แล้ว

การตัดสินใจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในครั้งนี้ อาจเป็นการเปิดทางให้เกษตรกรและเจ้าของฟาร์มปศุสัตว์สามารถสังหารสัตว์ตระกูลสุนัขเหล่านี้เพื่อปกป้องฝูงสัตว์ของตนได้ โดยในคำสั่งระบุว่า เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์มี “บทบาทสำคัญยิ่ง” ต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารและมรดกทางวัฒนธรรมของอเมริกา

อย่างไรก็ตาม กลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การเคลื่อนไหวนี้ โดยเตือนว่าอาจทำลายความพยายามระยะยาวในการฟื้นฟูประชากรหมาป่าที่กำลังใกล้สูญพันธุ์

ตัวเลขจากสำนักงานบริหารปลาและสัตว์ป่าแห่งสหรัฐฯ (FWS) ระบุว่า ในปี 2568 สหรัฐฯ มีหมาป่าเม็กซิกันในธรรมชาติจำนวน 319 ตัว เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีเพียง 4 ตัวเมื่อตอนเริ่มนำพวกมันกลับคืนสู่ธรรมชาติในปี 2541

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ มีหมาป่าสีเทาราว 18,000 ตัวทั่วประเทศ แต่พวกมันยังคงถูกจัดเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากถิ่นที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ถูกมนุษย์ทำลายไป

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ เคยพยายามถอดหมาป่าทั้งสองสายพันธุ์นี้ออกจากบัญชีคุ้มครองระดับรัฐบาลกลางมาก่อน แต่ความพยายามในปี 2565 ติดขัดในกระบวนการฟ้องร้องทางกฎหมาย และนักเคลื่อนไหวบางส่วนระบุว่าพวกเขามีแผนที่จะทำแบบเดิม หากกระทรวงมหาดไทยสหรัฐฯ ดำเนินการตามคำสั่งของทรัมป์

คำสั่งฝ่ายบริหารนี้ไม่ได้ให้ใบอนุญาตแก่เจ้าของฟาร์มยิงหมาป่าที่มาล่าสัตว์เลี้ยงในทันที แต่เป็นการให้เวลา ดัก เบอร์กัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นเวลา 90 วัน ในการพิจารณาว่าประชากรหมาป่าสีเทาและหมาป่าเม็กซิกันได้รับการฟื้นฟูมากพอที่จะปลดออกจากบัญชีสัตว์ใกล้สูญพันธุ์แล้วหรือไม่

คำสั่งดังกล่าวระบุเพิ่มเติมว่า ฝูงสัตว์เลี้ยงในสหรัฐฯ ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 75 ปี ในขณะที่ความต้องการเนื้อวัวเพิ่มขึ้น 10% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ดังนั้น “เราสามารถและควรทำสิ่งต่างๆ ให้มากขึ้นเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมที่สำคัญนี้”

อย่างไรก็ตาม กลุ่มสิ่งแวดล้อมได้ชี้ให้เห็นถึงผลการศึกษาที่ระบุว่า เหตุการณ์หมาป่าโจมตีสัตว์เลี้ยงนั้นเกิดขึ้นน้อยมาก และส่งผลกระทบต่อรายได้ของเจ้าของฟาร์มเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“นี่คือการเบี่ยงเบนความสนใจครั้งใหญ่ เพื่อเอาใจเจ้าของฟาร์มเพียงกลุ่มเล็กๆ และทำให้พวกเขาเชื่อว่าหมาป่าเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่กว่านโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์เอง” เกรตา แอนเดอร์สัน รองผู้อำนวยการโครงการ Western Watersheds Project ซึ่งทำงานอนุรักษ์สัตว์ป่าในรัฐทางตะวันตกของสหรัฐฯ กล่าว

อนึ่ง คำสั่งฝ่ายบริหารนี้เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลทรัมป์กำลังพยายามลดราคาเนื้อวัวสำหรับผู้บริโภคที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งมีสาเหตุมาจากภัยแล้งและการระบาดของปรสิตในฝูงวัวของสหรัฐฯ

เหล่าเจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ต่างรู้สึกไม่พอใจกับการตัดสินใจของทรัมป์ที่ผ่อนคลายข้อจำกัดในการนำเข้าเนื้อวัวเพื่อแก้ปัญหาราคาพุ่งสูง ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อผลกำไรของพวกเขาที่ค่อนข้างน้อยอยู่แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เครื่องบินรบกรีซตก ขณะแสดงโชว์ นักบินเสียชีวิต 2 นาย

เครื่องบินรบกรีซตก ขณะแสดงโชว์ นักบินเสียชีวิต 2 นาย

6 ก.ย. 2569 03:26 น.

เครื่องบินรบกรีซตก ขณะแสดงโชว์ นักบินเสียชีวิต 2 นาย

เกิดเหตุเครื่องบินรบของกองทัพกรีซ ตกระเบิดไฟลุกท่วม ระหว่างทำการแสดงกลางอากาศ ส่งผลให้นักบินทั้ง 2 คนเสียชีวิต หลังจากทั้งคู่ไม่ได้ดีดตัวออกจากเครื่อง

สำนักข่าว ANA ของกรีซรายงานว่า เครื่องบินรบรุ่น F-4 แฟนทอม (F-4 Phantom) ของกองทัพกรีซประสบเหตุตกเมื่อวันเสาร์ที่ 5 ก.ย. 2569 ที่ฐานทัพแห่งหนึ่งนอกกรุงเอเธนส์ ในระหว่างทำการแสดงทางอากาศ ส่งผลให้นักบินเสียชีวิตทั้ง 2 นาย

สื่อท้องถิ่นระบุว่า เครื่องบินเพิ่งทะยานขึ้นฟ้าได้ไม่นาน ก่อนจะสูญเสียความสูงอย่างกะทันหันและตกลงสู่พื้น และเกิดการระเบิดขึ้นทันที ต่อหน้าต่อตาของประชาชนหลายพันคนที่เดินทางมาร่วมชมงานแสดงทางอากาศประจำปี “Athens Flying Week”

ตอนนี้รายละเอียดและสาเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่นักบินไม่ได้ทำการดีดตัวออกจากเครื่องบิน

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ของกรีซส่งเครื่องบินดับเพลิงหลายลำไปยังจุดเกิดเหตุเพื่อเข้าควบคุมและดับเพลิงที่ลุกไหม้จากเหตุเครื่องบินตก

ทั้งนี้ งาน “Athens Flying Week” ถูกยกเลิกทันทีหลังเกิดเหตุ ขณะที่ นายนิกอส เดนดิอัส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของกรีซ ยกเลิกภารกิจการเดินทางไปร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติที่เมืองเทสซาโลนิกี เพื่อลงพื้นที่ตรวจจุดเกิดเหตุเครื่องบินตก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

คดี ลินด์เซย์ แคลนซี สหรัฐฯ เสียงแตกว่าเธอคือเหยื่อหรืออาชญากร

คดี ลินด์เซย์ แคลนซี สหรัฐฯ เสียงแตกว่าเธอคือเหยื่อหรืออาชญากร

6 ก.ย. 2569 02:05 น.

คดี ลินด์เซย์ แคลนซี สหรัฐฯ เสียงแตกว่าเธอคือเหยื่อหรืออาชญากร

สังคมอเมริกากำลังแตกเป็น 2 ฝ่ายในเรื่องคดีของ ลินด์เซย์ แคลนซี แม่ผู้ฆาตกรรมลูก 3 คน ฝั่งหนึ่งมองว่าเธอไม่ต้องรับโทษเพราะต้องต่อสู้กับโรคจิตเภทหลังคลอด อีกฝั่งชี้ว่าเธอคืออาชญากรที่ต้องรับโทษ

คดีของ ลินด์เซย์ แคลนซี พยาบาลวัย 36 ปี ในรัฐแมสซาชูเซตส์ ซึ่งก่อเหตุรัดคอลูกๆ ทั้งสามคนเสียชีวิต ก่อนจะกระโดดหน้าต่างพยายามจบชีวิตตนเองจนเป็นอัมพาต ได้สร้างกระแสถกเถียงและรอยร้าวทางความคิดอย่างหนักในสังคมอเมริกันตลอดช่วงเวลาการไต่สวนเกือบ 7 สัปดาห์ที่ผ่านมา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเดือนมกราคม 2566 โดยลินด์เซย์ ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 32 ปี ก่อเหตุทำร้ายลูกๆ ทั้งสามคน อายุ 5 ขวบ, 3 ขวบ และ 8 เดือน ในบ้านพักจนเสียชีวิต จากนั้นได้พยายามจบชีวิตตนเองด้วยการกระโดดลงมาจากหน้าต่างชั้นสอง ทำให้เธอได้รับบาดเจ็บสาหัสและเป็นอัมพาตตั้งแต่ช่วงเอวลงมา

เธอถูกอัยการสั่งฟ้องในข้อหาฆาตกรรม โดยการไต่สวนคดีเริ่มต้นขึ้นในช่วงกลางปี 2569 แต่ประเด็นหลักไม่ได้อยู่ที่ว่าเธอเป็นผู้ลงมือหรือไม่ (เพราะฝ่ายจำเลยยอมรับว่าก่อเหตุจริง) แต่อยู่ที่ “สภาวะทางจิตและการรับผิดชอบทางอาญา” ว่าลินด์เซย์สมควรถูกลงโทษตามกฎหมายหรือไม่

ผู้พิพากษา วิลเลียม ซัลลิแวน
ผู้พิพากษา วิลเลียม ซัลลิแวน

ทนายความของลินด์เซย์ สู้คดีด้วยเหตุผลว่าเธอไม่มีความรับผิดชอบทางอาญา เนื่องจากขณะเกิดเหตุเธอกำลังเผชิญกับโรคจิตเภทหลังคลอดอย่างรุนแรง (Postpartum Psychosis) ร่วมกับภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล ทำให้เกิดอาการหูแว่วสั่งให้ทำร้ายลูกๆ และไม่สามารถควบคุมตนเองได้

ทนายบอกอีกว่า ลินด์เซย์ป่วยหนัก มีอาการนอนไม่หลับ วิตกกังวล และสมองมึนงงสะสมอย่างรุนแรงในช่วงหลายเดือนก่อนเกิดเหตุ นอกจากนั้น สมุดบันทึกของเธอยังสะท้อนถึงความสิ้นหวังและความทรมานจากปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดขึ้นหลังคลอดลูกคนเล็กด้วย

ส่วนอัยการซึ่งเป็นฝ่ายโจทก์ โต้แย้งว่าเธอรับรู้และวางแผนการกระทำทั้งหมด โดยพยายามชี้ให้เห็นว่าการกระทำของเธอเป็นการฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ไม่ใช่ภาวะขาดสติไร้การควบคุม โดยมีผู้เชี่ยวชาญบางรายระบุว่าเธอไม่ได้แสดงอาการของโรคจิตเภท และการแพทย์บางแห่งไม่จัดว่าภาวะนี้เป็นโรคจิตเภทแบบเฉพาะเจาะจง

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะลูกขุน 12 คน (หญิง 9 คน ชาย 3 คน) ใช้เวลาหารือเครียดนานกว่า 40 ชั่วโมงตลอด 7 วัน แต่ไม่สามารถบรรลุความเห็นร่วมกันอย่างเป็นเอกฉันท์ได้ ผลการลงคะแนนของลูกขุนติดอยู่ที่ 11 ต่อ 1 โดยมีลูกขุน 1 คนที่ไม่ยอมเห็นพ้องตามเสียงส่วนใหญ่

คณะลูกขุน 11 คน มีความเห็นโน้มเอียงไปทางฝ่ายจำเลย โดยมองว่าลินด์เซย์มีอาการทางจิตอย่างรุนแรงจากโรคซึมเศร้าหลังคลอดในขณะที่ก่อเหตุ ซึ่งเข้าข่ายภาวะวิกลจริต (Insanity) ตามข้อต่อสู้ จึงไม่ควรมีความผิดทางอาญาฐานฆาตกรรม

ส่วนลูกขุนอีก 1 คน ไม่เห็นด้วย และปฏิเสธที่จะรับฟังหลักฐานหรือข้อต่อสู้เรื่องอาการทางจิตดังกล่าว โดยยืนกรานว่าจำเลยมีความผิดตามข้อกล่าวหา

สุดท้ายเมื่อวันศุกร์ที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา ผู้พิพากษา วิลเลียม ซัลลิแวน ก็ประกาศให้การพิจารณาคดีเป็น โมฆะ (Mistrial) เนื่องจากคณะลูกขุนไม่อาจลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ได้ ซึ่งสะท้อนถึงความเห็นที่แตกแยกของคนในสังคมได้อย่างชัดเจน

ผู้พิพากษาตัดสินให้การพิจารณาคดีเป็น โมฆะ (Mistrial)
ผู้พิพากษาตัดสินให้การพิจารณาคดีเป็น โมฆะ (Mistrial)

ในวันพิจารณาคดี มีผู้หญิงและแม่จำนวนมาก หลายคนใส่ชุดสีชมพูมาให้กำลังใจลินด์เซย์ที่ศาล เนื่องจากพวกเธอมองว่าลินด์เซย์เป็นเหยื่อของความล้มเหลวในระบบดูแลสุขภาพจิตของผู้หญิงหลังคลอด

มีข้อมูลเปิดเผยออกมาด้วยว่า ก่อนเกิดเหตุฆาตกรรม ลินด์เซย์พยายามขอความช่วยเหลือมาโดยตลอด ทั้งเข้าห้องฉุกเฉิน พบแพทย์หลายคน และโทรสายด่วนป้องกันการฆ่าตัวตาย ทำให้หลายคนเห็นใจและมองว่าเธอทำดีที่สุดแล้วแต่ระบบไม่สามารถช่วยเธอได้ทัน

ส่วนอีกฝ่ายมองว่าลินด์เซย์คือ “อาชญากร” ที่ต้องรับโทษ เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่า การป่วยทางจิตไม่ใช่ข้ออ้างในการพรากชีวิตเด็ก 3 คน และมองว่าเธอได้รับการดูแลช่วยเหลือจากครอบครัวและแพทย์มากกว่าแม่คนอื่นๆ ด้วยซ้ำ

ขณะเดียวกันก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง “Toxic Empathy” (ความเห็นอกเห็นใจที่เป็นพิษ) โดยมองว่าไม่ควรยกเธอเป็นสัญลักษณ์ของความยากลำบากในการเป็นแม่ เพราะแม่คนอื่นๆ ที่เผชิญความยากลำบากก็ไม่ได้ทำร้ายลูกของตนเอง

นอกจากนั้น หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า หากผู้ก่อเหตุเป็นผู้ชายหรือคนเป็นพ่อ สังคมจะไม่มีวันแสดงความเห็นอกเห็นใจมากขนาดนี้ และควรเน้นไปที่การเรียกร้องความยุติธรรมให้เด็กที่เสียชีวิตมากกว่า

ทนายความของ ลินด์เซย์ ลุกขึ้นให้ข้อมูลในชั้นศาล
ทนายความของ ลินด์เซย์ ลุกขึ้นให้ข้อมูลในชั้นศาล

บนโซเชียลมีเดีย คดีนี้ถูกพูดถึงอย่างมากจนเกิดทฤษฎีสมคบคิด รวมถึงการโจมตีสามีเก่าของลินด์เซย์อย่างรุนแรงจนทนายต้องออกมาชี้แจงว่า เขาก็เป็นผู้สูญเสียเช่นกัน และข้อมูลที่โจมตีเขาไม่เป็นความจริง

หลังจากนี้ ศาลได้นัดหมายฟังคำสั่งและสถานะคดีอีกครั้งในวันที่ 29 ก.ย. 2569 โดยอัยการต้องตัดสินใจว่าจะยื่นฟ้องดำเนินคดีใหม่ (Retrial) โดยตั้งคณะลูกขุนชุดใหม่ หรือยอมเสนอข้อตกลงยอมรับสารภาพ (Plea Deal) กับลินด์เซย์

ส่วนตัวของลินด์เซย์ยังคงถูกควบคุมตัวและรับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลจิตเวชต่อไป ระหว่างรอผลการตัดสินใจจากอัยการว่าจะดำเนินคดีต่ออย่างไร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เกิดเหตุระเบิดที่ค่ายทหารโบลิเวีย ดับ 2 ศพ เจ็บอื้อ

เกิดเหตุระเบิดที่ค่ายทหารโบลิเวีย ดับ 2 ศพ เจ็บอื้อ

6 ก.ย. 2569 00:04 น.

เกิดเหตุระเบิดที่ค่ายทหารโบลิเวีย ดับ 2 ศพ เจ็บอื้อ

เกิดเหตุระเบิดที่ค่ายทหารแห่งหนึ่งในประเทศโบลิเวียส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย ในขณะที่เจ้าหน้าที่แสดงความกังวลว่าผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นอีก

เมื่อวันเสาร์ที่ 5 ก.ย. 2569 นายเออร์เนสโต จัสติเนียโน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมโบลิเวีย เปิดเผยว่า วัตถุสำหรับทำพลุเกิดระเบิดขึ้นที่ค่ายทหารแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรมทหารปืนใหญ่ เมื่อเวลาประมาณ 14:30 น. ของวันศุกร์ (4 ก.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ บาดเจ็บอีก 81 ราย และยังมีผู้สูญหายอีก 14 คน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างอิงคำสัมภาษณ์ของ ริตา เนบราสกา เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผ่านสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นว่า คาดว่ามีผู้เสียชีวิตระหว่าง 10 ถึง 15 รายจากเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นในเมืองเวียชา (Viacha) ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงลาปาซราว 30 กิโลเมตร

ตำรวจเปิดเผยว่าบ้านเรือนหลายสิบหลังได้รับความเสียหายจากแรงระเบิด และเจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากปรักหักพัง

เนบราสกาเตือนว่าอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดการระเบิดซ้ำ และเรียกร้องให้ประชาชนเว้นระยะห่างจากฐานทัพดังกล่าวอย่างน้อย 150 เมตร

ด้านพันเอก อันโตนิโอ อามารู ผู้บังคับการฐานทัพ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเมื่อวันเสาร์ว่า ผู้สูญหายรวมถึงจ่าทหาร 1 นาย และพลทหารเกณฑ์อายุระหว่าง 18 ถึง 19 ปี อีก 13 นาย

ส่วนประธานาธิบดี โรดริโก ปาซ แห่งโบลิเวียออกมาแสดงความเสียใจอย่างที่สุด ต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ และให้คำมั่นว่าจะมีการสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่าง “ละเอียดถี่ถ้วน ตามหลักเทคนิค และโปร่งใส”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc