“ทรัมป์” ฉุนขาด ลุกหนีสัมภาษณ์กลางรายการ NBC หลังโดนจี้ถามปม “โกงเลือกตั้ง”

"ทรัมป์" ฉุนขาด ลุกหนีสัมภาษณ์กลางรายการ NBC หลังโดนจี้ถามปม "โกงเลือกตั้ง"

8 มิ.ย. 2569 16:00 น.

“ทรัมป์” ฉุนขาด ลุกหนีสัมภาษณ์กลางรายการ NBC หลังโดนจี้ถามปม “โกงเลือกตั้ง”

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เดินลุกออกจากการสัมภาษณ์ของรายการดัง “Meet the Press” ทางช่อง NBC หลังเผชิญหน้าตึงเครียดกับผู้ประกาศข่าวหญิง “คริสเตน เวลเกอร์” เหตุถูกซักถามเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตเลือกตั้งปี 2020 รวมถึงประเด็นเงินเยียวยาผู้ก่อจลาจลรัฐสภา เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021

เหตุตึงเครียดระหว่างการบันทึกเทปสัมภาษณ์ของรายการข่าวการเมือง “Meet the Press” ของสถานีโทรทัศน์ NBC ซึ่งออกอากาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (7 มิ.ย.) โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตัดสินใจยุติการสัมภาษณ์อย่างกะทันหันและเดินออกจากฉาก หลังจากถูกจี้ถามอย่างหนักเกี่ยวกับข้ออ้างเรื่องการโกงเลือกตั้ง และประเด็นกองทุนช่วยเหลือผู้ต้องหาในคดีบุกอาคารรัฐสภา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการบันทึกเทปสัมภาษณ์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (5 มิ.ย.) ภายในโรงนาแห่งหนึ่งในรัฐวิสคอนซิน ซึ่งทรัมป์เดินทางไปร่วมงานกับกลุ่มเกษตรกร โดยการถ่ายทำเป็นไปอย่างทุลักทุเลเนื่องจากมีปัญหาทางเทคนิคและมีฝนตกกระทบหลังกาเหล็กเป็นระยะ ๆ จนกระทั่งผ่านไปราว 50 นาที บรรยากาศเริ่มทวีความเดือดดาลขึ้น

ในช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ คริสเตน เวลเกอร์ ผู้ประกาศข่าวและผู้ดำเนินรายการ ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับโครงการ “กองทุนต่อต้านการใช้อำนาจรัฐเป็นอาวุธ”  มูลค่า 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.3 หมื่นล้านบาท) ซึ่งเป็นแผนการของทรัมป์ และปัจจุบันแผนนี้ถูกยกเลิกไปแล้ว ที่ตั้งขึ้นเพื่อเยียวยาบุคคลที่อ้างว่าถูกรัฐบาลสืบสวนอย่างไม่เป็นธรรม แผนนี้ถูกวิจารณ์อย่างหนักจากทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันบางส่วนว่า อาจถูกนำไปใช้จ่ายเงินให้แก่กลุ่มผู้ก่อเหตุจลาจลบุกอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021

เมื่อเวลเกอร์ถามว่า กลุ่มคนที่ยอมรับสารภาพผิดในคดีทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันนั้น จะมีสิทธิ์ได้รับเงินภาษีประชาชนจากกองทุนนี้หรือไม่ ทรัมป์แสดงอาการหงุดหงิดทันที และอ้างโดยไม่มีหลักฐานว่า “คุณรู้ไหมว่าทำไมพวกเขาถึงยอมรับสารภาพ? เพราะพวกเขาโดนขู่ว่าจะต้องติดคุก 15 ปี… พวกเขากลัว พวกเขาหมดหนทาง จริง ๆ แล้วพวกเขาถูกเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ เชื้อเชิญให้เดินเข้าไปในอาคารด้วยซ้ำ” โดยทรัมป์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามตรง ๆ ว่าคนกลุ่มนี้ควรได้เงินเยียวยาหรือไม่

ชนวนเหตุสำคัญเกิดขึ้นเมื่อทรัมป์โยงเข้าสู่ประเด็นการเลือกตั้ง โดยเขาอ้างลอย ๆ ว่า การเลือกตั้งรอบไพรมารีเพื่อสรรหาผู้สมัครผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียที่กำลังนับคะแนนอยู่ในขณะนี้ รวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020 ที่เขาพ่ายแพ้ ทั้งหมดเป็นเรื่อง “จัดฉากและมีการโกงกันเกิดขึ้น”

ทรัมป์โจมตีว่า ผ่านมา 4 วันแล้วในแคลิฟอร์เนียแต่ยังนับคะแนนไม่เสร็จ พวกนั้นกำลังโกงเลือกตั้ง ซึ่งเวลเกอร์ได้แย้งว่า นั่นเป็นกระบวนการมาตรฐานที่พิถีพิถันของรัฐแคลิฟอร์เนียที่เน้นการลงคะแนนทางไปรษณีย์ พร้อมถามทรัมป์กลับว่า “ท่านมีหลักฐานมาสนับสนุนข้ออ้างนี้ไหมคะ?”

ทรัมป์ตอบว่า “สิ่งเดียวที่ผมต้องทำ คือการดูและฟัง” ด้านเวลเกอร์สวนกลับทันทีว่า “แต่นั่นไม่ใช่หลักฐานค่ะ”

คำตอกกลับของเวลเกอร์ทำให้ทรัมป์ไม่พอใจ และเริ่มเปิดฉากโจมตีสื่อมวลชนว่า “พวกนั้นมันคอร์รัปชัน เหมือนกับที่คุณโกงนั่นแหละ สื่อของคุณมันโกง และรายการ Meet the Press ก็โกง” ซึ่งเวลเกอร์พยายามปกป้องตัวเองโดยกล่าวว่า “เพื่อความยุติธรรม ดิฉันไม่ได้โกงค่ะ แต่เรามาคุยกันต่อเถอะ”

ทว่าทรัมป์ไม่ยอมหยุดและตอกกลับเธออย่างรุนแรงว่า “คุณไม่โกงก็โง่แล้ว คุณยอมตกเป็นเครื่องมือของไอ้เรื่องขยะพวกนี้ คุณก็รู้ว่าการเลือกตั้งพวกนี้มันโกง ช่องของคุณก็รู้ว่ามันโกง” ก่อนกล่าวทิ้งท้ายว่า “ประเทศไม่มีวันเจริญถ้าสื่อไม่ซื่อสัตย์”

หลังจากเวลเกอร์พยายามจะเปลี่ยนคำถาม ทรัมป์ได้ตัดบทและประกาศยุติการสัมภาษณ์ทันที โดยกล่าวว่า “พอทีเถอะ เลิกคุยกันแค่นี้เพราะผมทนมามากพอแล้ว ขอบคุณ ขอให้สนุกนะ” พร้อมกับเอื้อมมือไปถอดไมโครโฟนออกจากเสื้อ

เมื่อเวลเกอร์เตือนทรัมป์ว่าเธอต้องเดินทางไกลมาถึงรัฐวิสคอนซินเพื่อการสัมภาษณ์นี้ ทรัมป์ตอบกลับก่อนเดินหนีไปว่า “ผมก็นั่งตากฝนอยู่กับคุณเป็นชั่วโมง ฝนตก ๆ หยุด ๆ และผมให้เวลาคุณมากพอแล้ว คุณควรไปจัดการสื่อของคุณให้ตรงไปตรงมาเสียใหม่ เพราะรู้ไหมอะไร? ประเทศนี้ไม่มีวันยิ่งใหญ่ได้หรอก ถ้ายังมีสื่อที่ไม่ซื่อสัตย์แบบนี้” จากนั้นเขาได้กวักมือเรียกทีมงานหลังกล้องแล้วเดินออกจากฉากไปทันที

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากประเด็นดุเดือดดังกล่าว ในช่วงต้นของการสัมภาษณ์ ทั้งคู่ได้พูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่าน โดยทรัมป์ยืนยันว่าสหรัฐฯ จำเป็นต้องดำเนินการเพื่อยับยั้งไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และย้ำว่านี่จะไม่ใช่ “สงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด” โดยคาดว่าจะใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนภัยคุกคามก็จะจบลง

หลังจากการออกอากาศเสร็จสิ้น คริสเตน เวลเกอร์ ได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า “ดิฉันได้พูดคุยกับประธานาธิบดีทรัมป์อีกครั้งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งเราทั้งคู่ต่างเข้าใจถึงความทุลักทุเลในการสัมภาษณ์ที่เกิดจากอุปสรรคเรื่องฝนตก และท่านประธานาธิบดีได้ตกลงที่จะนัดวันเวลานั่งคุยให้สัมภาษณ์กับรายการ Meet the Press อีกครั้งในอนาคต”

ที่มา BBC / Guardian

เมืองญี่ปุ่นสั่งปิดโรงเรียน 94 แห่ง หลังพบหมีโผล่กลางเมืองครั้งแรก

เมืองญี่ปุ่นสั่งปิดโรงเรียน 94 แห่ง หลังพบหมีโผล่กลางเมืองครั้งแรก

8 มิ.ย. 2569 15:21 น.

เมืองญี่ปุ่นสั่งปิดโรงเรียน 94 แห่ง หลังพบหมีโผล่กลางเมืองครั้งแรก

เมืองอุตสึโนมิยะของญี่ปุ่นสั่งระงับการเรียนการสอนโรงเรียนประถมและมัธยมต้นของรัฐรวม 94 แห่งในวันนี้ (8 มิ.ย.) หลังพบหมีป่าหลุดเข้ามาเดินเพ่นพ่านกลางย่านที่พักอาศัยและแหล่งช้อปปิ้งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเมือง

ทางการเมืองอุตสึโนมิยะ ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางภูมิภาคที่มีประชากรราว 510,000 คน ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงโตเกียวประมาณ 100 กิโลเมตร ได้ประกาศสั่งปิดโรงเรียนประถมศึกษาและโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นของรัฐที่เมืองดูแลอยู่ทั้งหมด 94 แห่งเป็นการชั่วคราว หลังจากมีรายงานการพบหมีป่าเข้ามาเพ่นพ่านในเขตเมืองเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และยังไม่สามารถจับตัวได้

เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองอุตสึโนมิยะเปิดเผยว่า ทางการได้รับรายงานการพบหมีป่ามากกว่า 10 ครั้ง นับตั้งแต่ช่วงเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยจุดแรกที่พบอยู่ทางตอนเหนือของใจกลางเมือง และมีการระบุว่าหมีตัวดังกล่าวมีความยาวประมาณ 1 เมตร

หลังจากนั้น มีรายงานการพบหมีป่าอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงสุดสัปดาห์ ทั้งในย่านที่พักอาศัยใกล้กับสวนสาธารณะ รวมถึงในย่านถนนคนเดินและแหล่งช้อปปิ้งของเมือง จนกระทั่งล่าสุดในช่วงเช้าตรู่วันจันทร์ มีชาวเมืองพบหมีตัวนี้อยู่ใกล้กับตลาดค้าส่ง ซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียนมัธยมต้นเพียงแค่ 500 เมตรเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระบุว่ายังไม่แน่ชัดว่าหมีที่สร้างความปั่นป่วนในขณะนี้มีเพียงตัวเดียวหรือมากกว่านั้น

ขณะนี้ ทางการเมืองอุตสึโนมิยะได้ระดมกำลังนายพรานที่มีความชำนาญ เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหลายสิบคน ออกปูพรมค้นหาตัวหมีป่าอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งส่งรถยนต์กระจายเสียงวิ่งตรวจตราไปทั่วพื้นที่ที่มีรายงานการพบเห็น เพื่อประกาศแจ้งเตือนและร้องขอให้ประชาชนอาศัยอยู่แต่ภายในบ้านเรือนหรืออยู่ภายในตัวรถเท่านั้นเพื่อความปลอดภัย

ทั้งนี้ ในอดีตเมืองอุตสึโนมิยะแทบไม่เคยมีประวัติเผชิญหน้ากับหมีป่ามาก่อน โดยตลอดทั้งปีที่ผ่านมามีรายงานการพบนหมีที่ยังไม่ได้รับการยืนยันเพียงแค่ 2 ครั้งเท่านั้น การปรากฏตัวของหมีป่าใจกลางเมืองครั้งนี้จึงสร้างความตื่นตระหนกให้กับคนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

ในระยะหลัง ประเทศญี่ปุ่นเผชิญกับปัญหาการพบและการโจมตีของหมีป่าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเมือง โดยสถิติเมื่อปีที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตจากการถูกหมีทำร้ายสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 13 ราย และมีรายงานการพบหมีทั่วประเทศในช่วงปีที่ผ่านมาจนถึงเดือนมีนาคมพุ่งทะลุ 50,000 ครั้ง ซึ่งมากกว่าสถิติสูงสุดเดิมที่เคยบันทึกไว้เมื่อสองปีก่อนถึงกว่าเท่าตัว เนื่องจากหมีตื่นจากการจำศีลด้วยความหิวโหย

ความรุนแรงของสถานการณ์ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจขึ้นมาในปีนี้เพื่อหาแนวทางลดความสูญเสียอย่างจริงจัง โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพิ่งเกิดเหตุหมีป่าบุกทำร้ายคนในเมืองฟุกุชิมะ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 4 ราย ซึ่งภาพจากกล้องวงจรปิดของโรงงานเหล็กฟุกุชิมะ เผยให้เห็นนาทีระทึกขณะที่หมีดำวิ่งไล่กวดพนักงานบริเวณหน้าทางเข้าโรงงานและตะปบเขาลงไปกองกับพื้น

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หมีดำเอเชีย ถูกจัดให้เป็นสิ่งมีชีวิตที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในระดับโลก แต่ในญี่ปุ่น ประชากรของพวกมันกลับเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัวนับตั้งแต่ปี 2012 เนื่องจากความนิยมในการล่าสัตว์ที่ลดลง ประกอบกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อพืชพรรณในป่า ทำให้ผลผลิตอาหารตามธรรมชาติของหมี เช่น ลูกโอ๊ก และลูกบีช ลดน้อยลง

นอกจากนี้ การลดลงของประชากรในเขตชนบทของญี่ปุ่น และการปล่อยให้พื้นที่เกษตรกรรมรกร้างตื้นเขิน กลายเป็นการเปิดทางและสร้างความย่ามใจให้หมีป่าพากันละทิ้งผืนป่าธรรมชาติ และเดินทางเข้ามาหากินใกล้กับชุมชนเมืองของมนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ ดังเช่นเหตุการณ์ล่าสุดนี้.

ที่มา Kyodo / AFP

“สี จิ้นผิง” เยือนเกาหลีเหนือรอบ 7 ปี ประกาศ “มิตรภาพที่ไม่มีวันพ่ายแพ้”

"สี จิ้นผิง" เยือนเกาหลีเหนือรอบ 7 ปี ประกาศ "มิตรภาพที่ไม่มีวันพ่ายแพ้"

8 มิ.ย. 2569 14:16 น.

“สี จิ้นผิง” เยือนเกาหลีเหนือรอบ 7 ปี ประกาศ “มิตรภาพที่ไม่มีวันพ่ายแพ้”

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน เดินทางเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2019 โดยได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติจากนายคิม จองอึน พร้อมย้ำ “มิตรภาพที่ไม่มีวันพ่ายแพ้” หลังจากก่อนหน้านี้ผู้นำจีนได้ร่วมการประชุมสุดยอดกับ โดนัลด์ ทรัมป์ และ วลาดิเมียร์ ปูติน โดยจีนประกาศพร้อมเป็นหลักประกันความมั่นคงให้เกาหลีเหนือ

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ได้เดินทางเยือนกรุงเปียงยาง ประเทศเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการในวันนี้ (8 มิ.ย.) ซึ่งถือเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งแรกของเขาในปีนี้ หลังจากที่เพิ่งเปิดทำเนียบต้อนรับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ในการประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งก่อนหน้านี้

คลิปวิดีโอจากสำนักข่าวซินหัวของจีนเผยให้เห็นภาพเครื่องบินของสายการบินแอร์ไชน่า ร่อนลงจอด โดยมีกองทหารเกียรติยศตั้งแถวต้อนรับบนพรมแดง นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ และนางรี ซอลจู ภริยา ได้เดินทางมาต้อนรับนายสี จิ้นผิง และนางเผิง ลี่หยวน ภริยา ด้วยตนเอง ณ จัตุรัสคิมอิลซุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจากวงดุริยางค์ทหารและฝูงชนชาวเกาหลีเหนือที่โบกธงชาติและช่อดอกไม้ พร้อมป้ายข้อความขนาดใหญ่ระบุว่า “ขอต้อนรับสหายสี จิ้นผิง อย่างอบอุ่น” และ “มิตรภาพอันเป็นนิรันดร์ระหว่างเกาหลีเหนือและจีน”

นายสี จิ้นผิง ได้ส่งสารผ่านบทความบนหน้าแรกของหนังสือพิมพ์โรดอง ซินมุน ของเกาหลีเหนือ โดยระบุว่า “ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปอย่างไร หรือสถานการณ์ระหว่างประเทศจะวิวัฒนาการไปในทิศทางไหน มิตรภาพดั้งเดิมระหว่างจีนและเกาหลีเหนือจะยังคงแข็งแกร่งและไม่มีวันพ่ายแพ้เสมอ”

การเดินทางเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะชะงักงันของการเจรจาปลดอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐฯ แม้ว่าทำเนียบขาวจะเปิดเผยว่า ในการประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งก่อนหน้านี้ นายสี จิ้นผิง และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ “ยืนยันเป้าหมายร่วมกันในการปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ”

นอกจากนั้น ในคืนก่อนที่ผู้นำจีนจะเดินทางมาถึง คิม โยจอง น้องสาวของคิม จองอึน ได้ออกมาประกาศกร้าวอย่างเป็นทางการว่า โครงการอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือคือ “เส้นที่จะไม่มีวันหันหลังกลับ” สอดคล้องกับท่าทีของเกาหลีเหนือที่ประกาศตัวเองว่าเป็นรัฐนิวเคลียร์ที่ “ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้” มาโดยตลอด นับตั้งแต่การเจรจาระหว่างคิมและทรัมป์ล่มลงในปี 2019

ด้านนายอี แจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ กล่าวว่า เกาหลีใต้จะไม่ยอมแพ้ต่อการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ พร้อมเตือนว่า “เกาหลีเหนือยังคงเดินหน้าผลิตวัสดุนิวเคลียร์อยู่แม้ในวินาทีนี้”

มินซอน คู ศาสตราจารย์ด้านการทูตจากมหาวิทยาลัยเดอพอล ให้ความเห็นกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า “รัฐบาลจีนอาจยอมรับในทางพฤตินัยแล้วว่าเกาหลีเหนือเป็นรัฐนิวเคลียร์ แต่สิ่งที่นายสีจะบอกกับนายคิมคือ จีนต้องการเสถียรภาพมากที่สุด”

ขณะที่ ซองฮยอน ลี นักวิชาการรับเชิญจากศูนย์เอเชียแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด วิเคราะห์ว่า จีนกำลังเปลี่ยนกลยุทธ์จากการกดดันให้ปลดอาวุธนิวเคลียร์ มาเป็นการ “รับประกันความอยู่รอดของระบอบเกาหลีเหนือ” แทน เนื่องจากยุทธศาสตร์ในภูมิภาคของจีนจะได้รับประโยชน์จากการมีเกาหลีเหนือเป็น “รัฐกันชน” ที่มีอาวุธหนักครบมือและเป็นพันธมิตรกับจีน เพื่อคอยดึงความสนใจและความร่วมมือทางทหารของสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาค เช่น เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ออกไป

นอกจากนี้ การเยือนครั้งนี้ยังถูกมองว่าเป็นความพยายามของจีนในการคานอำนาจกับรัสเซีย ที่พยายามแผ่อิทธิพลเหนือเกาหลีเหนือผ่านการส่งกำลังทหารและเทคโนโลยีในช่วงสงครามยูเครน รวมถึงเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังญี่ปุ่น ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ สายเหยี่ยวความมั่นคง ที่เคยขู่ว่าจะใช้กำลังทหารแทรกแซงหากจีนบุกไต้หวัน

ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศไม่เพียงแต่เป็นพันธมิตรทางทหารอย่างเป็นทางการที่ผูกพันตามกฎหมายเพียงหนึ่งเดียวของกันและกันเท่านั้น แต่จีนยังเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของเกาหลีเหนือ ท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรอย่างหนักจากนานาชาติ

ข้อมูลระบุว่า มูลค่าการค้าระหว่างจีนและเกาหลีเหนือในช่วงสองเดือนแรกของปี 2026 นี้ พุ่งสูงขึ้นถึง 22% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2025 โดยเกาหลีเหนือพึ่งพาการนำเข้าสินค้าเกือบทั้งหมดจากจีน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง อาหาร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร ยานพาหนะ และสิ่งทอ

ในทางกลับกัน จีนคือตลาดใหญ่สำหรับสินค้าส่งออกของเกาหลีเหนือ เช่น ผมปลอมและวิกผม ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของการส่งออก รวมถึงแร่ทังสเตน อาหารทะเลแช่แข็ง ผลิตภัณฑ์เหล็กและเหล็กกล้า และชิ้นส่วนนาฬิกา นอกจากนี้ รายงานจากสหประชาชาติระบุว่า เกาหลีเหนือยังคงสร้างรายได้จากการส่งแรงงานนับหมื่นคนไปทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะในจีนและรัสเซีย ในภาคการก่อสร้าง การทำไม้ การผลิต และการประมง ซึ่งเงินทุนและสินค้าเหล่านี้ทำให้นายสี จิ้นผิง มีอำนาจต่อรองและอิทธิพลอย่างสูงต่อตัวนายคิม จองอึน.

ที่มา AFP / BBC

ผู้นำยุโรปหนุนเจรจาหยุดยิงยูเครน-รัสเซีย ย้ำต้องมีสหรัฐฯ และยุโรปร่วมวงสันติภาพ

ผู้นำยุโรปหนุนเจรจาหยุดยิงยูเครน-รัสเซีย ย้ำต้องมีสหรัฐฯ และยุโรปร่วมวงสันติภาพ

8 มิ.ย. 2569 13:31 น.

ผู้นำยุโรปหนุนเจรจาหยุดยิงยูเครน-รัสเซีย ย้ำต้องมีสหรัฐฯ และยุโรปร่วมวงสันติภาพ

ผู้นำสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี ประกาศสนับสนุนข้อเสนอของประธานาธิบดียูเครนในการเปิดการเจรจาโดยตรงกับประธานาธิบดีรัสเซีย เพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 4 ปี พร้อมกำหนดเงื่อนไข 5 ประการสำหรับการบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืน โดยย้ำว่ายุโรปและสหรัฐฯ ต้องมีบทบาทสำคัญในกระบวนการดังกล่าว

ผู้นำกลุ่มพันธมิตรความมั่นคงยุโรป หรือ “E3” ซึ่งประกอบด้วย นายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ, นายฟรีดริช เมิรตซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี และนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ได้เปิดทำเนียบดาวนิงสตรีทในกรุงลอนดอน ร่วมประชุมและออกแถลงการณ์ร่วมกับนายโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เพื่อประกาศจุดยืนสนับสนุนการเปิดเจรจาสันติภาพโดยตรงระหว่างยูเครนและรัสเซีย โดยต้องการให้ทั้งสหรัฐฯ และยุโรปมีบทบาทสำคัญในกระบวนการนี้

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายเซเลนสกี ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เพื่อเสนอให้มีการเจรจาแบบเผชิญหน้าเพื่อยุติสงครามที่ลากยาวเข้าสู่ปีที่ 5 โดยเซเลนสกีระบุในจดหมายว่า ประชาชนชาวรัสเซียเองก็เริ่มเหนื่อยล้ากับผลกระทบของสงคราม ทั้งการถูกยูเครนโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธลึกเข้าไปในดินแดน ปัญหาอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูง และวิกฤตการขาดแคลนน้ำมัน

นอกจากนี้ ผู้นำยูเครนยังเน้นย้ำว่า ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังมุ่งความสนใจไปที่ความขัดแย้งในอิหร่าน “มันคงเป็นเรื่องที่ผิดหากยุโรปจะทำเพียงแค่นั่งรอ จนกว่าสงครามในยุโรปจะกลับมาได้รับความสนใจจากสหรัฐฯ อีกครั้ง”

ในการประชุมร่วมกันที่กรุงลอนดอน กลุ่ม E3 และยูเครนได้ร่วมกันกำหนดเงื่อนไขสำคัญ 5 ข้อ เพื่อบรรลุข้อตกลงที่ “ยุติธรรมและยั่งยืน” ได้แก่ ต้องมีการประกาศหยุดยิงอย่างสมบูรณ์และเป็นรูปธรรม, ให้ใช้เส้นแบ่งเขตการสู้รบในปัจจุบันในสมรภูมิเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจา, ยูเครนจะต้องได้รับการรับประกันความมั่นคงที่ผูกพันทางกฎหมาย รวมถึงการส่งกองกำลังนานาชาติเข้าไปประจำการ, ทรัพย์สินของรัสเซียในต่างประเทศที่ถูกอายัดไว้ จะไม่ได้รับการปลดล็อกจนกว่ารัสเซียจะชดเชยค่าเสียหายจากสงครามให้กับยูเครนทั้งหมด และรัสเซียต้องเคารพสิทธิ์ของยูเครนในการเลือกมาตรการความมั่นคงและพันธมิตร รวมถึงความพยายามในการเข้าร่วมนาโต

ด้านนายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ยืนยันว่า ความร่วมมือของอังกฤษกับยูเครนนั้น “แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า” และความมั่นคงของยูเครนก็คือความมั่นคงของยุโรปเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเจรจาของเซเลนสกีกลับถูกปฏิเสธโดยปูติน ซึ่งผู้นำรัสเซียระบุว่า ข้อเสนอดังกล่าวดู “ขาดความจริงใจ” และยังไม่มีประโยชน์ที่จะนัดพบกันในตอนนี้ โดยย้ำว่ารัสเซียจะยุติสงครามก็ต่อเมื่อบรรลุเป้าหมายทางการทหารทั้งหมดแล้วเท่านั้น

แต่ถึงกระนั้น ปูตินได้กล่าวกับสื่อมวลชนต่างประเทศว่า ข้อเสนอสันติภาพของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจเป็นหนทางในการยุติการสู้รบได้ หากรัฐบาลยูเครนพร้อมที่จะยอมประนีประนอม ซึ่งสอดคล้องกับกรณีที่สหรัฐฯ เคยพยายามกดดันให้ทั้งสองฝ่ายลงนามในข้อตกลงยุติสงครามเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

สถานการณ์ในแนวหน้ายังคงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ล่าสุดก่อนเดินทางเยือนลอนดอน นายเซเลนสกีได้ออกมาประณามรัสเซียอย่างรุนแรง หลังเกิดเหตุโดรนของกองทัพรัสเซียพุ่งโจมตีอาคารจัดเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว ใกล้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล จนโครงสร้างอาคารได้รับความเสียหายบางส่วนและเกิดเพลิงไหม้

ด้าน “เอเนอร์โฮอะตอม” ผู้ดูแลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของยูเครน แถลงว่า เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้สำเร็จ ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และระดับรังสีโดยรอบยังคงอยู่ในระดับปกติ พร้อมวิจารณ์ว่ารัสเซียจงใจคุกคามความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ ซึ่งเซเลนสกีระบุว่าเป็นการกระทำที่ “ชั่วช้า” ต่อโครงสร้างพื้นฐานที่วิกฤตระดับโลก ทั้งนี้ เชอร์โนบิลถือเป็นสถานที่เกิดภัยพิบัตินิวเคลียร์ที่ร้ายแรงที่สุดในโลกเมื่อปี 1986 และเมื่อปีที่ผ่านมาก็เคยถูกโดรนรัสเซียโจมตีโดนโดมครอบปฏิกรณ์มาแล้วครั้งหนึ่ง

นอกจากนี้ ยูเครนยังเผชิญกับการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่เริ่มสงครามในปี 2022 โดยในวันเสาร์ที่ผ่านมา มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย จากการโจมตีหมู่บ้านแห่งหนึ่งนอกเมืองซาปอรีเชีย ทางตอนใต้ของประเทศ.

ที่มา Reuters / BBC

ระทึกกลางนิวยอร์ก คนร้ายไล่แทงเจ็บ 6 ราย คาสถานีรถไฟเพนน์สเตชัน

ระทึกกลางนิวยอร์ก คนร้ายไล่แทงเจ็บ 6 ราย คาสถานีรถไฟเพนน์สเตชัน

8 มิ.ย. 2569 13:03 น.

ระทึกกลางนิวยอร์ก คนร้ายไล่แทงเจ็บ 6 ราย คาสถานีรถไฟเพนน์สเตชัน

เกิดเหตุระทึกขวัญใจกลางนครนิวยอร์ก เมื่อชายคลุ้มคลั่งก่อเหตุไล่แทงผู้คนอย่างไม่เลือกหน้า บริเวณ สถานีรถไฟเพนน์สเตชัน ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 6 ราย เจ้าหน้าที่เร่งรวบตัวระงับเหตุ ท่ามกลางการยกระดับรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดการเดินทางมาชมการแข่งขันบาสเกตบอล NBA นัดชิงชนะเลิศ ที่เมดิสันสแควร์การ์เดน ซึ่งตั้งอยู่เหนือสถานีที่เกิดเหตุพอดี

เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. ของวันอาทิตย์ (7 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุคนร้ายใช้มีดไล่แทงประชาชนภายในสถานีรถไฟและรถไฟใต้ดิน “เพนน์สเตชัน” ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการคมนาคมที่พลุกพล่านที่สุดของนครนิวยอร์ก

สำนักงานป้องกันอัคคีภัยแห่งนครนิวยอร์ก และนายโซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ยืนยันตรงกันว่า จากข้อมูลล่าสุดมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ทั้งหมด 6 ราย โดยมี 1 รายอาการสาหัส อีก 2 รายบาดเจ็บปานกลาง และที่เหลือบาดเจ็บเล็กน้อย ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้นำตัวผู้บาดเจ็บทั้งหมดส่งโรงพยาบาลเบลวิวแล้ว 

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟแอมแทร็กและกองกำลังตำรวจนิวยอร์ก ได้ระดมกำลังไล่ล่าตัวคนร้ายอย่างเร่งด่วน ก่อนจะสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเอาไว้ได้ในเวลาต่อมา จากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า เหตุการณ์นี้เป็นการสุ่มโจมตีด้วยความรุนแรง โดยเจ้าหน้าที่นิวยอร์ก ระบุว่า ผู้ก่อเหตุเป็นคนไร้บ้านที่มีอาการป่วยทางจิตและสภาวะอารมณ์แปรปรวน

ช่างภาพในพื้นที่รายงานว่า บริเวณชานชาลาที่ 5 และ 6 ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุ เต็มไปด้วยเศษผ้าก๊อซ ถุงมือแพทย์ และรอยเลือดกระจายอยู่บนพื้น โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำถังแบริเออร์และสายกั้นสีเหลืองมาปิดล้อมพื้นที่เพื่อความปลอดภัย และมีการแจ้งเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงบริเวณดังกล่าวเนื่องจากการจราจรและการขนส่งมวลชนรอบสถานีเกิดการติดขัดอย่างหนัก

ทางด้านนางเคธี โฮชูล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ได้ออกแถลงการณ์ประณามเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเป็น “การกระทำที่รุนแรงและน่าสยดสยอง” พร้อมย้ำว่าชาวนิวยอร์กทุกคนควรได้รับความปลอดภัยในทุกที่ที่ไป และทางการจะไม่หยุดยั้งในการทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง

เหตุสะเทือนขวัญครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่นครนิวยอร์กกำลังเตรียมพร้อมจัดการแข่งขันกีฬาถึง 2 งานใหญ่ ได้แก่ การแข่งขันบาสเกตบอล NBA นัดชิงชนะเลิศ และการแข่งขันฟุตบอลโลก 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมดิสันสแควร์การ์เดน ซึ่งตั้งอยู่เหนือสถานีรถไฟเพนน์สเตชัน มีกำหนดจัดแข่งขัน NBA นัดชิงชนะเลิศเกมที่ 3 ในค่ำคืนวันจันทร์นี้ ตามเวลาท้องถิ่น ระหว่างทีม นิวยอร์ก นิกส์พบกับ ซานแอนโตนิโอ สเปอส์  โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตอบรับคำเชิญของเจมส์ โดแลน เจ้าของทีมส์นิกส์ เพื่อเดินทางมาเข้าชมการแข่งขันในครั้งนี้ด้วย รวมถึงนายมัมดานี ก็จะเข้าร่วมชมเช่นกัน

ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุแทงกัน ทางการนิวยอร์กได้สั่งเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดรอบสนามกีฬาอยู่แล้ว รวมถึงการประกาศนโยบายห้ามนำกระเป๋าเข้าสนาม และสั่งยกเลิกกิจกรรม “วอทช์ปาร์ตี้” หรือการรวมตัวชมการถ่ายทอดสดผ่านจอยักษ์ที่บริเวณภายนอกสนามกีฬา เนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้าเกิดเหตุแฟนบอลบางส่วนก่อความวุ่นวาย จนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกทำร้ายและมีการจับกุมแฟนบอลไปถึง 26 ราย

นอกจากศึก NBA แล้ว ในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ สนามกีฬาเม็ทไลฟ์ ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งอยู่ติดกับนิวยอร์ก ก็มีกำหนดการเปิดสนามจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบแบ่งกลุ่มนัดแรกเช่นกัน ทำให้เจ้าหน้าที่สั่งตรึงกำลังเข้มงวดทั่วทุกจุดยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวและแฟนกีฬาจากทั่วโลก.

ที่มา BBC / AFP

ดับ 19 ราย บาดเจ็บ 134 แผ่นดินไหว 7.8 ถล่มเกาะมินดาเนา

 ดับ 19 ราย บาดเจ็บ 134 แผ่นดินไหว 7.8 ถล่มเกาะมินดาเนา

8 มิ.ย. 2569 11:16 น.

ดับ 19 ราย บาดเจ็บ 134 แผ่นดินไหว 7.8 ถล่มเกาะมินดาเนา

ทางการฟิลิปปินส์ระบุมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 ราย บาดเจ็บ 134 คน จากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.8 นอกชายฝั่งเกาะมินดาเนาทางตอนใต้ของประเทศ ส่งผลให้อาคารและบ้านเรือนพังถล่มหลายแห่ง  ขณะที่ทางการฟิลิปปินส์สั่งระดมหน่วยงานเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมากว่า 138 ครั้ง ต่อเนื่องประมาณ 2 ชั่วโมงหลังจากแผ่นดินไหวครั้งแรก โดยครั้งที่รุนแรงที่สุดวัดได้ขนาด 6.7

เจ้าหน้าที่หน่วยงานบรรเทาภัยพิบัติฟิลิปปินส์กล่าวว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ทางตอนใต้ของประเทศ พุ่งสูงถึงอย่างน้อย 19 ราย และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 134 คน นายโรดริโก โซสเมนา ผู้อำนวยการฝ่ายป้องกันภัยพลเรือนประจำภูมิภาค กล่าวว่า มีผู้เสียชีวิต 12 รายในเขตซอกซาร์เกน บนเกาะมินดาเนา นอกจากนี้ ยังมีผู้เสียชีวิตอีก 3 รายในจังหวัดดาเวาตะวันตก

ตามรายงานของสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐฯ เกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมากว่า 138 ครั้งรุนแรงต่อเนื่องประมาณ 2 ชั่วโมงหลังจากแผ่นดินไหวครั้งแรก โดยครั้งที่รุนแรงที่สุดวัดได้ขนาด 6.7

ศูนย์เตือนภัยสึนามิแปซิฟิกกล่าวในประกาศว่า อาจเกิดคลื่นสึนามิ “ภายใน 3 ชั่วโมงข้างหน้า” ตามแนวชายฝั่งของฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ปาเลา ไต้หวัน และปาปัวนิวกินี

สถาบันภูเขาไฟวิทยาและแผ่นดินไหวแห่งฟิลิปปินส์รายงานว่า ตรวจพบคลื่นสึนามิใน 6 พื้นที่ของเกาะมินดาเนา โดยตรวจพบคลื่นระหว่างเวลา 07:42 ถึง 08:45 ตามเวลาท้องถิ่น คลื่นที่สูงที่สุดที่บันทึกได้วัดได้ 1.4 เมตร ทางหน่วยงานแจ้งว่า ยังคงมีการเตือนภัยสึนามิสำหรับฟิลิปปินส์อยู่

ทั้งนี้ เหตุแผ่นดินไหวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 07.37 น. ของวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.8 โดยมีศูนย์กลางอยู่นอกชายฝั่งทางตอนใต้ของเมืองมาอาซิม จังหวัดซารังกานี บนเกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ ในระดับความลึกประมาณ 10 กม. สถาบันภูเขาไฟวิทยาและแผ่นดินไหววิทยาแห่งฟิลิปปินส์ (Phivolcs) ระบุว่า แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นอยู่ในระดับ 7 ซึ่งเป็นระดับที่ “ทำลายล้างสูง” 

เจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองเจนเนอรัลซานโตส เปิดเผว่า แรงสั่นสะเทือนส่งผลให้อาคารและบ้านเรือนหลายหลังพังถล่มลงมา โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งทำงานอย่างแข่งกับเวลาเพื่อช่วยเหลือผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

ขณะเดียวกัน มีคลิปวิดีโอถูกแชร์บนโลกออนไลน์ เผยให้เห็นภาพของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งที่มีร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดตั้งอยู่ พังถล่มลงมากลายเป็นเศษอิฐเศษปูนต่อหน้าต่อตา รวมถึงอาคารเรียนในสถาบันการศึกษาท้องถิ่นที่พังครืนลงมา ท่ามกลางเสียงหวีดร้องด้วยความตกใจของผู้อยู่ในเหตุการณ์ว่า “พระเจ้า! มันถล่มลงมาแล้ว อาคารถล่มลงมาจริง ๆ!”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตรงกับวันที่ 8 มิถุนายน ซึ่งเป็น วันเปิดภาคเรียนวันแรกของโรงเรียนรัฐบาลในฟิลิปปินส์

ด้านประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ แห่งฟิลิปปินส์ ได้ออกแถลงการณ์สั่งการด่วนให้ทุกหน่วยงานรัฐเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมสั่งระงับการเรียนการสอนในทุกระดับชั้นทั่วพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบบนเกาะมินดาเนาจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ยังได้ส่งข้อความถึงประชาชนว่า “ถึงพี่น้องร่วมชาติในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ โปรดปฏิบัติตามคำเตือนภัยสึนามิและอพยพขึ้นที่สูงในทันที อย่ารอช้า ชีวิตของท่านมีค่ามากกว่าสิ่งของใด ๆ ที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง”

ขณะที่ นายซอนนี อังการา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่า ได้ส่งทีมวิศวกรโครงสร้างลงพื้นที่ร่วมกับทีมงานในภูมิภาค เพื่อเร่งตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารเรียนที่ได้รับผลกระทบแล้ว

นอกจากฟิลิปปินส์แล้ว แผ่นดินไหวครั้งนี้ยังส่งผลกระทบไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศวิทยา และธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซีย (BMKG) ได้ประกาศเตือนภัยสึนามิและสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงสูงทางตอนเหนือ เช่น เมืองมานาโด จังหวัดโกซอนตาโล และเกาะซันกีเฮ ขึ้นที่สูงทันที อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านไป 4 ชั่วโมงครึ่ง ทางการอินโดนีเซียได้ประกาศยกเลิกคำเตือนดังกล่าว โดยมีรายงานคลื่นสึนามิขนาดเล็กซัดเข้าฝั่ง 9 จุด จุดที่สูงที่สุดอยู่ที่เกาะซันกีเฮ วัดได้ 0.75 เมตร

ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่น ได้ประกาศเฝ้าระวังและเตือนภัยสึนามิตลอดแนวชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก โดยคาดการณ์ว่าอาจมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ซัดเข้าฝั่งในหลายพื้นที่ ตั้งแต่เวลา 11.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นของญี่ปุ่น

ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียตั้งอยู่บนแนว “วงแหวนแห่งไฟ”  ในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นแนวรอยเลื่อนที่มีพลังงานสูง ทำให้เกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดบ่อยครั้ง โดยอินโดนีเซียเคยเผชิญกับโศกนาฏกรรมแผ่นดินไหวขนาด 9.1 และสึนามิครั้งใหญ่ที่จังหวัดอาเจะห์ เมื่อปี 2004 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 170,000 ราย.

ที่มา GMA News / ABS-CBN / AFP

อิสราเอลเมินคำขอ “ทรัมป์” สั่งเปิดฉากถล่มอิหร่าน

อิสราเอลเมินคำขอ "ทรัมป์" สั่งเปิดฉากถล่มอิหร่าน

8 มิ.ย. 2569 10:55 น.

อิสราเอลเมินคำขอ “ทรัมป์” สั่งเปิดฉากถล่มอิหร่าน

อิสราเอลเปิดฉากโจมตีเป้าหมายหลายแห่งในอิหร่าน เมินคำสั่งของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่พยายามโทรศัพท์สายตรงสกัดไม่ให้ตอบโต้ ด้านอิหร่านเตือนหากทำอีกเจอล้างแค้นครอบคลุมฐานทัพสหรัฐฯ ทั้งภูมิภาค ขณะที่ราคาน้ำมันโลกดีดตัวพุ่งสูงทันที 3% 

กองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่า ได้ส่งเครื่องบินรบเข้าโจมตีเป้าหมายทางการทหารทางตะวันตกและตอนกลางของประเทศอิหร่าน รวมถึงมีเสียงระเบิดดังสนั่นใน 3 เมืองใหญ่ ซึ่งรวมถึงกรุงเตหะราน 

การโจมตีครั้งนี้เป็นการเพิกเฉยต่อคำเรียกร้องของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่พยายามกดดันให้นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล อดกลั้นและหลีกเลี่ยงการตอบโต้ เพื่อรักษาข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางซึ่งเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา รวมถึงเพื่อไม่ให้กระทบต่อการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

โดยมีรายงานว่า ก่อนหน้าที่อิสราเอลจะเปิดฉากถล่ม ทรัมป์ได้ต่อสายตรงพูดคุยกับเนทันยาฮูเป็นเวลากว่าครึ่งชั่วโมง โดยสื่อต่างประเทศระบุคำพูดของทรัมป์ว่า “ผมจะโทรหาบีบี (ชื่อเล่นของเนทันยาฮู) ตอนนี้เพื่อบอกเขาว่าอย่าตอบโต้ อิสราเอลโจมตีไปแล้ว อิหร่านก็โจมตีไปแล้ว เราไม่จำเป็นต้องมีการโจมตีครั้งต่อไปอีก”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อดังอย่าง ไฟแนนเชียล ไทม์ส โดยแสดงความมั่นใจว่าเหตุการณ์นี้จะไม่กระทบต่อข้อตกลงหยุดยิง พร้อมกล่าวอย่างดุดันว่า “มันจะไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อข้อตกลง เพราะผมเป็นคนคุมเกมทั้งหมด เนทันยาฮูไม่ได้เป็นคนคุมเกม”

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงปฏิเสธที่จะปลดล็อกทรัพย์สินมูลค่า 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ จนกว่าอิหร่านจะปฏิบัติตัวดีและบรรลุข้อตกลงขั้นต้นร่วมกัน ซึ่งขัดต่อข้อเรียกร้องของฝ่ายอิหร่าน

การเปิดฉากโจมตีของอิสราเอลในวันนี้ (8 มิ.ย.) เป็นการโต้กลับแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน หลังจากเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา อิหร่านได้ระดมยิงขีปนาวุธ 11 ลูก รวมถึงขีปนาวุธทิ้งตัวแบบยิงจากอากาศ มุ่งเป้าโจมตีฐานทัพอากาศรามัต ดาวิด ใกล้กับเมืองนาซาเร็ธของอิสราเอล ซึ่งกองทัพอิสราเอลยืนยันว่าสามารถสกัดไว้ได้ทั้งหมดและไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

ขณะเดียวกัน กองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) แถลงว่า การยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอลก่อนหน้านี้ ถือเป็นการ “เตือนสติ” หลังจากอิสราเอลละเมิดข้อตกลงด้วยการส่งเครื่องบินรบถล่มย่านดาฮีเยห์ ทางตอนใต้ของกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 20 ราย โดยทางอิหร่านกล่าวหาว่าสหรัฐฯ เป็นผู้ให้ “ไฟเขียว” ในการโจมตีเลบานอนครั้งนี้

อิหร่านยังประกาศกร้าวว่า “หากอิสราเอลยังทำซ้ำซาก การตอบโต้ครั้งต่อไปจะขยายวงกว้าง และครอบคลุมเป้าหมายที่เป็นของทั้งสหรัฐฯ และไซโอนิสต์ (อิสราเอล) ทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง” ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ยังตึงเครียดขึ้นเมื่ออิหร่านได้ส่งโดรนและขีปนาวุธโจมตีฐานที่มั่นของกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดในอิรัก ขณะที่อิสราเอลก็ระบุว่ากำลังสกัดกั้นขีปนาวุธที่ยิงมาจากกลุ่มกบฏในเยเมนเช่นกัน

ผลจากการยกระดับความรุนแรงส่งผลให้อิหร่านประกาศปิดน่านฟ้าทางตอนตะวันตกของประเทศ และระงับเที่ยวบินขาเข้าทั้งหมด ณ ท่าอากาศยานนานาชาติทันที ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านอย่างอิรักและซีเรียก็ได้ประกาศปิดน่านฟ้าตามมาในลักษณะเดียวกัน

ความขัดแย้งที่กลับมาปะทุเดือด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจโลก โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ พุ่งทะยานขึ้นทันทีมากกว่า 3% ซื้อขายทะลุ 96 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากตลาดกังวลว่าช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการเดินเรือขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก คิดเป็น 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันโลก ซึ่งปัจจุบันถูกอิหร่านปิดอยู่นั้น จะไม่มีโอกาสกลับมาเปิดใช้งานได้ในเร็ว ๆ นี้

ด้านการทูต แม้ว่ารัฐมนตรีมหาดไทยของปากีสถานจะเดินทางเยือนกรุงเตหะรานเพื่อส่งจดหมายลับจากผู้บัญชาการทหารและนายกรัฐมนตรีปากีสถาน เพื่อทำหน้าที่เป็นกาวใจระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่ทางที่ปรึกษาทหารของผู้นำสูงสุดอิหร่านยอมรับว่า การเจรจากับสหรัฐฯ ในขณะนี้ “อยู่ในภาวะชะงักงัน”.

ที่มา Reuters / AFP

ด่วน! แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ ขนาด 8.2 เตือนสึนามิ เร่งอพยพ

ด่วน! แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ ขนาด 8.2 เตือนสึนามิ เร่งอพยพ

8 มิ.ย. 2569 07:39 น.

ด่วน! แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ ขนาด 8.2 เตือนสึนามิ เร่งอพยพ

เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 8.2 แมกนิจูด ที่เกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ ทางการเร่งประกาศเตือนภัยคลื่นสึนามิ และอพยพประชาชนขึ้นที่สูง หลังคาดจะเกิดคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปกติ

ตามรายงานของศูนย์วิจัยธรณีศาสตร์เยอรมนี (GFZ) ระบุว่า จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ลึกลงไปใต้ดินประมาณ 10 กิโลเมตร โดยก่อนหน้านี้ประเมินขนาดไว้ที่ 7.3 แมกนิจูด ก่อนปรับเพิ่มเป็น 8.2

หลังเกิดแผ่นดินไหว ระบบเตือนภัยสึนามิสหรัฐฯ ได้ออกประกาศเตือนภัยคลื่นสึนามิ ขณะที่สำนักงานแผ่นดินไหวและภูเขาไฟวิทยาของฟิลิปปินส์ ระบุว่าอาจเกิดคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปกติ

ทางการฟิลิปปินส์แนะนำให้ประชาชนในพื้นที่ชายฝั่งของบางจังหวัดทางตอนใต้ รีบอพยพขึ้นสู่พื้นที่สูง หรือเคลื่อนตัวออกห่างจากแนวชายฝั่งทันที เพื่อความปลอดภัย

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นได้ออกประกาศเฝ้าระวังสึนามิตามแนวชายฝั่งฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นบริเวณกว้าง หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงครั้งนี้

ด้านสถาบันภูเขาไฟวิทยาและแผ่นดินไหวแห่งฟิลิปปินส์ (Phivolcs) ระบุว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้มีขนาด 7.0 แมกนิจูด พร้อมเตือนว่าอาจเกิดความเสียหายต่ออาคารและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงเตือนภัยสึนามิสูงกว่า 1 เมตร อาจเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง

ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศ และธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซีย (BMKG) ประเมินขนาดแผ่นดินไหวไว้ที่ 7.7 แมกนิจูด

เบนจี อันเชตา ผู้กำกับการตำรวจเมืองอาลาเบล ในจังหวัดซารังกานี ของฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า อาคารสถานีตำรวจเกิดรอยร้าวบางส่วนทันทีหลังเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังประกอบพิธีเคารพธงชาติ

อันเชตากล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้ได้รับบาดเจ็บร้ายแรง แต่มีประชาชนบางส่วนเป็นลมเนื่องจากแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรง.

ที่มา : channelnewsasia

เกาหลีเหนือประกาศกร้าว ไม่ทิ้งสถานะรัฐนิวเคลียร์ ก่อนหน้าสี จิ้นผิง เดินทางเยือน

เกาหลีเหนือประกาศกร้าว ไม่ทิ้งสถานะรัฐนิวเคลียร์ ก่อนหน้าสี จิ้นผิง เดินทางเยือน

8 มิ.ย. 2569 07:22 น.

เกาหลีเหนือประกาศกร้าว ไม่ทิ้งสถานะรัฐนิวเคลียร์ ก่อนหน้าสี จิ้นผิง เดินทางเยือน

เกาหลีเหนือประกาศยืนยันว่าจะไม่ละทิ้งสถานะรัฐติดอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน เตรียมเดินทางเยือนกรุงเปียงยาง กระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติพันธมิตรสำคัญ

สำนักข่าวกลางเกาหลีเหนือ (KCNA) รายงานว่า คิม โย จอง น้องสาวของผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จอง อึนกล่าวว่า เกาหลีเหนือจะไม่มีวันยอมถอยจากสถานะประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลเปียงยางจะไม่อดทนต่อแรงกดดันหรือภัยคุกคามจากภายนอก

ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นเพียงหนึ่งวันก่อนที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะเดินทางเยือนเกาหลีเหนือในวันจันทร์นี้ เพื่อร่วมประชุมสุดยอดกับคิม จอง อึน ซึ่งถือเป็นการเยือนเกาหลีเหนือครั้งแรกของผู้นำจีนในรอบเกือบ 7 ปี

การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่กรุงปักกิ่งต้องการเสริมความสัมพันธ์กับกรุงเปียงยาง ซึ่งเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญาอย่างเป็นทางการเพียงประเทศเดียวของจีน

คิม โย จอง ยังกล่าวโจมตีคำกล่าวอ้างของสหรัฐฯ ที่ระบุว่า สี จิ้นผิง และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ได้ยืนยันเป้าหมายการปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือระหว่างการประชุมสุดยอดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเรียกข้อมูลดังกล่าวว่าเป็นเรื่องเท็จ

เธอระบุว่า เกาหลีเหนือมีข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว และยืนยันว่านโยบายการเสริมสร้างศักยภาพการป้องปรามด้วยอาวุธนิวเคลียร์เพื่อป้องกันตนเอง ซึ่งประกาศโดยผู้นำสูงสุดของประเทศนั้น เป็นข้อสรุปสุดท้ายที่ไม่สามารถย้อนกลับได้และจะต้องดำเนินการต่อไปโดยไม่มีเงื่อนไข

ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์เดียวกัน เกาหลีเหนือเพิ่งเปิดเผยโรงงานผลิตวัสดุนิวเคลียร์แห่งใหม่ โดยคิม จอง อึน เรียกร้องให้มีการขยายคลังอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศแบบก้าวกระโดด

นักวิเคราะห์มองว่า การเปิดเผยโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมแห่งใหม่ อาจเป็นความเคลื่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์ของเกาหลีเหนือ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองก่อนการพบหารือระหว่างคิม จอง อึน และสี จิ้นผิง รวมถึงใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนการเร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศ

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวยอนฮัป ของเกาหลีใต้รายงานว่า คิม จอง อึน ยังเดินทางเยือนโรงงานผลิตอาวุธขนาดใหญ่ และสั่งเพิ่มกำลังการผลิตขีปนาวุธของประเทศให้มากขึ้น 2.5 เท่าภายในระยะเวลา 5 ปี โดยอ้างอิงจากหนังสือพิมพ์โรดง ซินมุน สื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลเกาหลีเหนือ.

ที่มา : channelnewsasia

ทรัมป์ลั่น เนทันยาฮู “ไม่มีทางเลือก” นอกจากต้องยอมรับข้อตกลงอิหร่าน

ทรัมป์ลั่น เนทันยาฮู “ไม่มีทางเลือก” นอกจากต้องยอมรับข้อตกลงอิหร่าน

8 มิ.ย. 2569 06:22 น.

ทรัมป์ลั่น เนทันยาฮู “ไม่มีทางเลือก” นอกจากต้องยอมรับข้อตกลงอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า เบนจามิน เนทันยาฮู ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับข้อตกลงใดๆ ที่สหรัฐฯ ทำร่วมกับอิหร่าน เนื่องจากผู้นำอิสราเอลไม่ใช่คนกุมบังเหียน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับสำนักข่าว เดอะ ไฟแนนเชียล ไทมส์ (FT) ว่า นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู จำเป็นต้องยอมรับข้อตกลงใด ๆ ก็ตามที่สหรัฐฯ บรรลุร่วมกับอิหร่าน เนื่องจากผู้นำอิสราเอล “ไม่ใช่คนกุมบังเหียน”

“ผมเป็นคนคุมเกมเอง ผมเป็นคนตัดสินใจทุกอย่าง เขา (เนทันยาฮู) ไม่ใช่คนที่มีอำนาจตัดสินใจเรื่องนี้” โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าว และเสริมว่า “เขาไม่มีทางเลือกอื่นหรอก”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังยืนยันว่า เหตุการณ์ที่อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มอิสราเอลเมื่อคืนวันอาทิตย์นั้น “จะไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อข้อตกลงดังกล่าว”

“เราต้องรอดูกันต่อไปว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร แต่การโจมตีเหล่านั้นแทบไม่ได้สร้างความสะเทือนอะไรเลย มันก็เป็นแค่หนึ่งในเรื่องราวความขัดแย้งที่ดำเนินมานานถึง 3,000 ปี หรือ 47 ปี แล้วแต่ว่าคุณจะนับจากตรงไหน” ทรัมป์กล่าว

ถ้อยแถลงของทรัมป์ที่มีต่อผู้นำอิสราเอลในครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าเขารู้สึก ไม่พอใจนายเนทันยาฮูมากๆ เรื่องแผนปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอน ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังพยายามขับเคลื่อนข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน

อนึ่ง เนทันยาฮูเคยวิพากษ์วิจารณ์ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านที่บรรลุในสมัยของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามาอย่างรุนแรง โดยเขาเคยกล่าวต่อที่ประชุมสหประชาชาติ (UN) ในปี 2558 ว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงการให้รางวัลต่อ “พฤติกรรมอันเลวร้าย” ของอิหร่านเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn