“ฮิงาชิโนะ เคโงะ” เจ้าพ่อนิยายสืบสวนญี่ปุ่น เสียชีวิตแล้วในวัย 68 ปี

"ฮิงาชิโนะ เคโงะ" เจ้าพ่อนิยายสืบสวนญี่ปุ่น เสียชีวิตแล้วในวัย 68 ปี

27 ก.ค. 2569 15:17 น.

“ฮิงาชิโนะ เคโงะ” เจ้าพ่อนิยายสืบสวนญี่ปุ่น เสียชีวิตแล้วในวัย 68 ปี

ฮิงาชิโนะ เคโงะ นักเขียนนวนิยายสืบสวนชื่อดังของญี่ปุ่น เจ้าของผลงานอย่าง The Devotion of Suspect X (กลลวงซ่อนตาย) และ Byakuyakō (พระอาทิตย์เที่ยงคืน) และ “ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ” เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในวัย 68 ปี ทิ้งผลงานกว่า 100 เรื่อง ที่มียอดพิมพ์สะสมในญี่ปุ่นกว่า 109 ล้านเล่ม และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในปรมาจารย์แห่งวรรณกรรมสืบสวนของญี่ปุ่นตลอดกาล

สำนักพิมพ์โคดันฉะ  ประกาศวันนี้ (27 ก.ค.) ว่า ฮิงาชิโนะ เคโงะ นักเขียนนวนิยายสืบสวนชื่อดังของญี่ปุ่น ได้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา ขณะอายุ 68 ปี โดยพิธีศพจัดขึ้นเป็นการภายในเฉพาะครอบครัว สำนักพิมพ์ระบุว่า ครอบครัวขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนงดติดต่อสัมภาษณ์ รวมถึงงดการส่งพวงหรีด เงินช่วยงานศพ และโทรเลขแสดงความอาลัย ส่วนการจัดงานรำลึกจะประกาศรายละเอียดในภายหลัง

ฮิงาชิโนะเกิดเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 1958 ที่นครโอซากา สำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยจังหวัดโอซากา ก่อนทำงานเป็นวิศวกรในบริษัทเอกชนควบคู่กับการเขียนหนังสือ กระทั่งเปิดตัวในฐานะนักเขียนเมื่อปี 1985 หลังคว้ารางวัล เอโดะงาวะ รัมโปะ (Edogawa Rampo) จากนวนิยายเรื่อง “หลังเลิกเรียน” (Hōkago) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางนักเขียนอาชีพ

ต่อมาในปี 1999 เขาได้รับรางวัล สมาคมนักเขียนนิยายสืบสวนญี่ปุ่น จากนวนิยายเรื่อง “ความลับ” (Secret) ก่อนจะสร้างชื่อในระดับนานาชาติจากผลงาน “The Devotion of Suspect X” (กลลวงซ่อนตาย) ที่ตีพิมพ์ในปี 2005 ซึ่งได้รับทั้ง รางวัลนาโอกิ (Naoki Prize) และ รางวัล Honkaku Mystery Award กลายเป็นหนึ่งในนวนิยายสืบสวนที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดของญี่ปุ่น

นวนิยายเรื่องดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์นักสืบ “กาลิเลโอ (Galileo)” ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นละครและภาพยนตร์ โดยมีนักแสดงชื่อดัง มาซาฮารุ ฟุกุยามะ รับบทนำ และประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ฮิงาชิโนะยังสร้างผลงานยอดนิยมอีกหลายเรื่อง อาทิ “Byakuyakō” (แสงส่องรัก), “The Miracles of the Namiya General Store” (ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ), ซีรีส์ สารวัตรคางะ เคียวอิจิโร, ซีรีส์ชุด Masquerade และ Newcomer ซึ่งล้วนถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ และละครเวทีทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ

ตลอดเส้นทางอาชีพ ฮิงาชิโนะได้รับรางวัลวรรณกรรมสำคัญมากมาย ได้แก่ รางวัล Chuo Koron Literary Prize จาก ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ ในปี 2012, รางวัล Shibata Renzaburo Award จาก Mugenbana (ปริศนาดอกไม้มายา) ในปี 2013 และรางวัล Yoshikawa Eiji Prize for Literature จาก When the Curtain Falls (ม่านภาวนา)  ในปี 2014

ในปี 2023 ผลงานของเขามียอดพิมพ์สะสมในประเทศญี่ปุ่นทะลุ 100 ล้านเล่ม ก่อนเพิ่มเป็นประมาณ 109 ล้านเล่ม ในปัจจุบัน มีหนังสือรวมทั้งสิ้น 106 เล่ม (ไม่นับรวมงานเขียนร่วม) และได้รับการตีพิมพ์ใน 41 ประเทศและดินแดนทั่วโลก

ผลงานของฮิงาชิโนะยังสร้างประวัติศาสตร์ในระดับนานาชาติ โดย The Devotion of Suspect X ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง Edgar Award ของสมาคมนักเขียนนิยายลึกลับแห่งสหรัฐอเมริกาในปี 2012 ขณะที่ Newcomer ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง International Dagger Award ของสมาคมนักเขียนนิยายอาชญากรรมแห่งสหราชอาณาจักรในปี 2562 ทำให้เขาเป็นนักเขียนชาวญี่ปุ่นคนแรกที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลระดับโลกทั้งสองรายการ

นอกจากงานเขียน ฮิงาชิโนะยังดำรงตำแหน่งประธานสมาคมนักเขียนนิยายสืบสวนแห่งญี่ปุ่น ระหว่างปี 2009-2013 และเป็นกรรมการตัดสินรางวัลนาโอกิ ระหว่างปี 2014-2022 อีกทั้งได้รับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ริบบิ้นสีม่วง (Medal with Purple Ribbon) ในปี 2023 รวมถึง รางวัลคิคุจิ คัง (Kikuchi Kan Prize) และ รางวัล Japan Mystery Literature Award ในเวลาต่อมา

ก่อนเสียชีวิต ฮิงาชิโนะยังคงทำงานเขียนอย่างต่อเนื่อง โดยนวนิยายเรื่องล่าสุดในซีรีส์ Galileo ชื่อ “Eternal Memory” (永遠の記憶) มีกำหนดวางจำหน่ายในวันที่ 5 สิงหาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งจะกลายเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของนักเขียนผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในปรมาจารย์แห่งวรรณกรรมสืบสวนของญี่ปุ่นตลอดกาล.

ศาลเกาหลีใต้ตัดสินจำคุก 18 เดือน “ยุน ซอก ยอล” ผิดกฎหมายเลือกตั้ง รอลงอาญา 3 ปี

ศาลเกาหลีใต้ตัดสินจำคุก 18 เดือน "ยุน ซอก ยอล" ผิดกฎหมายเลือกตั้ง รอลงอาญา 3 ปี

27 ก.ค. 2569 14:40 น.

ศาลเกาหลีใต้ตัดสินจำคุก 18 เดือน “ยุน ซอก ยอล” ผิดกฎหมายเลือกตั้ง รอลงอาญา 3 ปี

ศาลกรุงโซลมีคำพิพากษาให้ ยุน ซอก ยอล อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ มีความผิดฐานเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2022 พร้อมลงโทษจำคุก 18 เดือน แต่ให้รอลงอาญา 3 ปี หากคำพิพากษาถึงที่สุด พรรคพลังประชาชน (PPP) อาจต้องคืนเงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการหาเสียง 39,700 ล้านวอน หรือราว 906 ล้านบาท ขณะที่นายยุนยังอยู่ระหว่างรับโทษจำคุกตลอดชีวิตในอีกคดีหนึ่งจากความผิดฐานก่อกบฏ

ศาลแขวงกลางกรุงโซลมีคำพิพากษาให้นายยุน ซอก ยอล อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ มีความผิดฐานละเมิดกฎหมายการเลือกตั้ง จากการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2022 โดยศาลพิพากษาจำคุก 18 เดือน แต่ให้ รอลงอาญาเป็นเวลา 3 ปี

คำตัดสินดังกล่าวอาจส่งผลกระทบอย่างหนักต่อ พรรคพลังประชาชน (PPP) ซึ่งเป็นพรรคต้นสังกัดของยุนในขณะลงสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากหากคำพิพากษาได้รับการยืนยันในชั้นอุทธรณ์และฎีกา พรรคจะต้องคืนเงิน 39,700 ล้านวอน หรือราว 906 ล้านบาท ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติเกาหลีใต้ชดเชยเป็นค่าใช้จ่ายในการหาเสียง หลังยุนชนะการเลือกตั้งเมื่อปี 2022

ภายใต้กฎหมายของเกาหลีใต้ ผู้สมัครที่ได้รับโทษจำคุกหรือถูกปรับตั้งแต่ 1 ล้านวอน ขึ้นไปจากความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง จะถูกเพิกถอนผลการเลือกตั้ง และพรรคการเมืองที่ได้รับเงินสนับสนุนการหาเสียงจากรัฐจะต้องคืนเงินดังกล่าวทั้งหมด หากคำพิพากษามีผลบังคับใช้

คดีนี้มีต้นตอมาจากการฟ้องร้องของคณะอัยการพิเศษ นำโดย มิน จุง-กี ซึ่งกล่าวหาว่า ยุนให้ข้อมูลอันเป็นเท็จในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง โดยเฉพาะการปฏิเสธว่าไม่เคยแนะนำทนายความให้กับอดีตเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรรายหนึ่งที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีรับสินบน

นอกจากนี้ ยุนยังถูกกล่าวหาว่าให้สัมภาษณ์เป็นเท็จในเดือนมกราคม 2022 โดยอ้างว่า เขาไม่ได้รู้จักหรือพบกับ ชอน ซอง-แบ หมอผีที่มีบทบาทในแวดวงการเมือง ผ่านการแนะนำของ คิม กอน ฮี ภรรยาของเขา และกล่าวว่ามีเพียงเจ้าหน้าที่พรรคเป็นผู้แนะนำเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานของฝ่ายอัยการมีน้ำหนักเพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่า ยุนได้แนะนำทนายความให้เจ้าหน้าที่สรรพากรจริง และเคยพบกับหมอผีรายดังกล่าวผ่านการแนะนำของภรรยา จึงถือว่าเป็นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จต่อสาธารณชนในช่วงการเลือกตั้ง

ศาลระบุในคำพิพากษาว่า “ลักษณะของความผิดมีความร้ายแรง เนื่องจากเป็นการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จในประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก และส่งผลกระทบต่อความสามารถของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง” ด้านทีมทนายความของยุน ซอก ยอล แถลงว่าจะยื่นอุทธรณ์ทันที โดยระบุว่าคำพิพากษามีข้อผิดพลาดหลายประการทั้งในด้านข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

คำพิพากษาครั้งนี้นับเป็นอีกคดีสำคัญของอดีตผู้นำวัย 65 ปี ซึ่งกำลังถูกดำเนินคดีหลายคดีภายหลังความพยายามประกาศกฎอัยการศึกเมื่อเดือนธันวาคม 2024 ที่ล้มเหลว หลังสั่งให้กองทัพเข้าควบคุมอาคารรัฐสภา ก่อนที่สมาชิกสภาจะลงมติยกเลิกกฎอัยการศึกภายในเวลาเพียง 6 ชั่วโมง และนำไปสู่การถอดถอนเขาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ยุนถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตในคดีก่อกบฏจากเหตุประกาศกฎอัยการศึก และขณะนี้อยู่ระหว่างการยื่นอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว

หากคำพิพากษาในคดีเลือกตั้งมีผลถึงที่สุด นอกจากจะสร้างความเสียหายทางการเมืองต่อยุน ซอก ยอล แล้ว ยังอาจส่งผลกระทบทางการเงินอย่างรุนแรงต่อพรรคพลังประชาชน เนื่องจากเงินชดเชยค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเกือบ 39,700 ล้านวอน คิดเป็นประมาณ หนึ่งในสามของทรัพย์สินทั้งหมดของพรรค ตามข้อมูลที่ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ.

ที่มา Yonhap / Associated Press

เกิดระเบิด-ระเบิดต้องสงสัย ก่อน “ปธน.มาร์กอส จูเนียร์” แถลงนโยบายประจำปี

เกิดระเบิด-ระเบิดต้องสงสัย ก่อน "ปธน.มาร์กอส จูเนียร์" แถลงนโยบายประจำปี

27 ก.ค. 2569 12:59 น.

เกิดระเบิด-ระเบิดต้องสงสัย ก่อน “ปธน.มาร์กอส จูเนียร์” แถลงนโยบายประจำปี

เกิดเหตุระเบิดบริเวณหน้ากระทรวงยุติธรรมในกรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์ และพบวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิดแสวงเครื่องอีกจุดใกล้อาคารวุฒิสภา เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ กล่าวแถลงนโยบายประจำปี ขณะที่ตำรวจเชื่อทั้งสองเหตุการณ์อาจมีความเชื่อมโยงกัน และอยู่ระหว่างเร่งสืบสวน

เกิดเหตุระเบิดจากระเบิดแสวงเครื่องบริเวณทางเข้ากระทรวงยุติธรรมในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ช่วงหลังเที่ยงคืนของวันจันทร์ (27 ก.ค.) โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ขณะที่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เจ้าหน้าที่พบวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิดอีกจุดหนึ่งใกล้อาคารวุฒิสภา ก่อนที่ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ จะกล่าวแถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภา หรือ SONA

พล.ต.อ.โฮเซ เมเลนซิโอ นาร์ตาเตซ จูเนียร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า มี “ความเป็นไปได้สูง” ที่เหตุการณ์ทั้งสองจะมีความเชื่อมโยงกัน พร้อมยอมรับว่า แม้เจ้าหน้าที่จะเตรียมมาตรการรับมือภัยคุกคามจากระเบิดไว้แล้ว แต่ยังคงเกิดเหตุระเบิดขึ้นบริเวณหน้ากระทรวงยุติธรรมได้

ตำรวจกรุงมะนิลาระบุว่า ยังไม่สามารถประเมินขนาดหรืออานุภาพของแรงระเบิดได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการตรวจสอบหลักฐาน ขณะที่ภาพจากสื่อท้องถิ่นเผยให้เห็นกระจกรถยนต์ที่แตกร้าวจากแรงระเบิด และเศษซากความเสียหายกระจายอยู่ในพื้นที่

ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 08.00 น. หน่วยรักษาความปลอดภัยของวุฒิสภาระหว่างการตรวจตราตามปกติ ได้รับแจ้งจากพนักงานรถลากที่พบวัตถุต้องสงสัยบริเวณถนนดิออกโน บูเลอวาร์ด ซึ่งอยู่ติดกับอาคารวุฒิสภา โดยเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดของตำรวจเมืองปาไซเข้าตรวจสอบและทำลายวัตถุดังกล่าวได้อย่างปลอดภัย

จากการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่พบอุปกรณ์หลายชิ้นที่เชื่อว่าเป็นส่วนประกอบของระเบิดแสวงเครื่อง ได้แก่ แบตเตอรี่ขนาด 9 โวลต์ ชนวนระเบิด นาฬิกา และภาชนะพลาสติกที่บรรจุผงสีน้ำตาล ซึ่งสงสัยว่าเป็นสารระเบิด โดยทั้งหมดถูกส่งไปตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ พร้อมเร่งสืบสวนหาผู้ที่นำวัตถุดังกล่าวมาวางไว้

เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงที่บรรยากาศการเมืองฟิลิปปินส์กำลังตึงเครียด โดยประธานาธิบดีมาร์กอสเตรียมกล่าวสุนทรพจน์ประจำปี ท่ามกลางแรงกดดันจากหลายประเด็นสำคัญ ทั้งการพิจารณาถอดถอน ซารา ดูเตอร์เต รองประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ รวมถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วมและปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น

นักวิเคราะห์การเมืองระบุว่า การแถลงนโยบายในปีนี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของประธานาธิบดีมาร์กอส ซึ่งเหลือวาระการดำรงตำแหน่งอีกเพียง 2 ปี โดยการแถลงนโยบายประจำปีในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 5 ของประธานาธิบดีมาร์กอส จูเนียร์ ในช่วง 2 ปีสุดท้ายของเทอม โดยนักวิเคราะห์มองว่า มาร์กอส จูเนียร์ กำลังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งผลสำรวจความคิดเห็นของ Pulse Asia ระบุว่า สิ่งที่ประชาชนฟิลิปปินส์ต้องการเห็นมากที่สุดในขณะนี้คือ ความจริงจังในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน และมาตรการรับมือกับปัญหาราคาสินค้าและแพง ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

นักวิเคราะห์ทางการเมืองระบุเพิ่มเติมว่า ประธานาธิบดีมาร์กอส จูเนียร์ จำเป็นต้องใช้วาระนี้ในการสร้างความกู้คืนความเชื่อมั่นของรัฐบาลกลับคืนมา โดยเฉพาะการลงโทษผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องอื้อฉาวการทุจริต ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรของตนเองหรือฝ่ายรองประธานาธิบดี รวมถึงการนำเสนอนโยบายแก้ปัญหาระยะยาว เช่น การส่งเสริมพลังงานเร่งด่วนและยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อบรรเทาปัญหาระบบเศรษฐกิจของประเทศ

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีบุคคลหรือกลุ่มใดออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ทั้งสอง ขณะที่ตำรวจและหน่วยความมั่นคงของฟิลิปปินส์ยังคงยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สำคัญทั่วกรุงมะนิลา และเร่งสอบสวนเพื่อหาสาเหตุและผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว.

ที่มา ABS-CBN / AFP 

องค์กรเฝ้าระวังเตือนกองทัพเมียนมาปรับโครงสร้าง ยกระดับทิ้งระเบิด-สังหารหมู่พลเรือน

องค์กรเฝ้าระวังเตือนกองทัพเมียนมาปรับโครงสร้าง ยกระดับทิ้งระเบิด-สังหารหมู่พลเรือน

27 ก.ค. 2569 12:11 น.

องค์กรเฝ้าระวังเตือนกองทัพเมียนมาปรับโครงสร้าง ยกระดับทิ้งระเบิด-สังหารหมู่พลเรือน

องค์กรเฝ้าระวังความขัดแย้ง ACLED ระบุว่า กองทัพเมียนมาได้ยกระดับความรุนแรงและการโจมตีทางอากาศต่อพลเรือนอย่างหนัก หลังจากการปรับโครงสร้างอำนาจใหม่และการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของพลเอกอาวุโส มิน ออง หล่าย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากการสังหารหมู่เฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 แล้วกว่า 450 ราย

องค์กร Armed Conflict Location & Event Data Project (ACLED) ซึ่งติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งทั่วโลก เปิดเผยรายงานระบุว่า กองทัพเมียนมาได้ยกระดับการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนอย่างชัดเจน นับตั้งแต่มีการปรับโครงสร้างการบังคับบัญชาทางทหารเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และแต่งตั้ง พล.อ.เย วิน อู อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองและผู้ใกล้ชิดของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่มิน อ่อง หล่าย จะก้าวจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดขึ้นเป็นประธานาธิบดี ภายหลังการเลือกตั้งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เนื่องจากมีการห้ามพรรคฝ่ายค้านส่วนใหญ่เข้าร่วมแข่งขัน ส่งผลให้รัฐบาลทหารสามารถรักษาอำนาจทางการเมืองไว้ได้

ACLED ระบุว่า ยุทธวิธีของกองทัพเปลี่ยนไปจากเดิม โดยมีการส่งเครื่องบินขับไล่เป็นชุดละ 2-5 ลำ เข้าโจมตีเป้าหมายเดียวซ้ำหลายระลอก ทำให้แม้จำนวนครั้งของการโจมตีทางอากาศที่บันทึกได้จะลดลง แต่ความรุนแรงและจำนวนผู้เสียชีวิตกลับเพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมถึงสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน

นอกจากการโจมตีทางอากาศแล้ว รายงานยังระบุว่า กองทัพกลับมาใช้ปฏิบัติการโจมตีพลเรือนโดยตรงเพิ่มขึ้น ทั้งการจับกุม การลักพาตัว การวางเพลิงเผาหมู่บ้าน และการกวาดล้างในพื้นที่ที่เป็นฐานสนับสนุนฝ่ายต่อต้าน โดยเฉพาะในภูมิภาคตอนกลางของประเทศ หรือพื้นที่ “อันยาร์ (Anyar)” ซึ่งครอบคลุมบางส่วนของเขตสะกาย มัณฑะเลย์ และมะกเว

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ACLED บันทึกเหตุสังหารหมู่ที่กองทัพเป็นผู้ก่อเหตุมากกว่าสิบครั้ง ส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิตกว่า 450 คน โดยเกือบ 40% ของผู้เสียชีวิตอยู่ในภูมิภาคอันยาร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เชื่อมต่อหลายสมรภูมิ และเป็นเส้นทางโครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เมื่อกำลังทหารรัฐบาลหลายร้อยนายเข้าปฏิบัติการในเมืองมิตเช ใกล้เมืองพุกาม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 40 คน ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านในพื้นที่ แม้สำนักข่าวรอยเตอร์จะไม่สามารถตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าวได้อย่างอิสระ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลของ ACLED และมีรายงานจากสื่อท้องถิ่นหลายแห่ง

รายงานยังระบุว่า กองทัพเมียนมามุ่งโจมตีพื้นที่ที่มีการสู้รบสำคัญในรัฐชิน กะเหรี่ยง รัฐยะไข่ รวมถึงบางส่วนของเขตพะโค มะกเว และสะกาย โดยใช้ทั้งการโจมตีทางอากาศ โดรน และปืนใหญ่ พร้อมระบุว่าเป้าหมายจำนวนมากเป็นโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล โบสถ์ วัด และสถานที่ชุมนุมของประชาชน รวมถึงศูนย์พักพิงผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ

นอกจากนี้ กองทัพยังขยายการใช้เทคโนโลยีเฝ้าระวังประชาชนผ่านระบบ Person Scrutinization and Monitoring System (PSMS) ควบคู่กับกล้องวงจรปิดที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และฐานข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชนกับข้อมูลชีวมิติ เพื่อระบุตัวและติดตามผู้เห็นต่างจากรัฐบาลทหาร ขณะเดียวกัน เครือข่ายที่สนับสนุนกองทัพยังเฝ้าติดตามผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล

ข้อมูลของรัฐบาลทหารระบุว่า ระหว่างปี 2024 ถึงเดือนพฤษภาคม 2026 มีประชาชนมากกว่า 20,000 คน ถูกควบคุมตัวจากการเผยแพร่เนื้อหาบนโลกออนไลน์ โดยการจับกุมจำนวนมากเกิดขึ้นในช่วงการเลือกตั้งและการเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมือง

ACLED ประเมินว่า แม้การโจมตีทางอากาศอาจลดลงชั่วคราวในช่วงฤดูมรสุม แต่มีแนวโน้มจะกลับมารุนแรงอีกครั้งหลังเดือนตุลาคม เมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อปฏิบัติการทางทหาร พร้อมเตือนว่าพลเรือนในพื้นที่สู้รบจะยังคงเผชิญการอพยพ ความขาดแคลนอาหาร การรักษาพยาบาล และวิกฤตด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง

รายงานดังกล่าวเผยแพร่ในช่วงที่รัฐบาลเมียนมาเร่งดำเนินความพยายามทางการทูตเพื่อสร้างความชอบธรรมในเวทีระหว่างประเทศ โดยมิน อ่อง หล่าย เดินทางเยือนอินเดียและจีนในช่วงที่ผ่านมา อีกทั้งอาเซียนเริ่มกลับมาเปิดช่องทางการติดต่อกับรัฐบาลเมียนมามากขึ้น หลังจากเคยระงับการเชิญผู้นำรัฐบาลทหารเข้าร่วมการประชุมสุดยอดภายหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2021

ทั้งนี้ มิน อ่อง หล่าย มีกำหนดเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคม ซึ่งถูกจับตาว่าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเพิ่มการยอมรับรัฐบาลเมียนมาบนเวทีภูมิภาค.

ที่มา Reuters / ACLED

พบศพนักปีนเขา 5 รายบน “ยอดเขาเอลบรุส” ยอดเขาสูงสุดรัสเซีย เหตุสภาพอากาศแปรปรวน

พบศพนักปีนเขา 5 รายบน "ยอดเขาเอลบรุส" ยอดเขาสูงสุดรัสเซีย เหตุสภาพอากาศแปรปรวน

27 ก.ค. 2569 11:39 น.

พบศพนักปีนเขา 5 รายบน “ยอดเขาเอลบรุส” ยอดเขาสูงสุดรัสเซีย เหตุสภาพอากาศแปรปรวน

เจ้าหน้าที่รัสเซียพบศพนักปีนเขาชาวบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา 5 ราย บนภูเขาเอลบรุส ยอดเขาสูงที่สุดของรัสเซียและยุโรป หลังคณะนักปีนเขา 7 คนหลงเส้นทางจากสภาพอากาศเลวร้ายอย่างฉับพลัน ขณะที่ผู้รอดชีวิต 2 คนได้รับการช่วยเหลือ และทางการบอสเนียประกาศไว้อาลัยทั่วประเทศ

เจ้าหน้าที่รัสเซียยืนยันการพบศพนักปีนเขาชาวบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา 5 ราย บนภูเขาเอลบรุส ซึ่งเป็นยอดเขาสูงที่สุดของรัสเซียและทวีปยุโรป หลังประสบเหตุระหว่างการปีนเขาเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง

สำนักงานอัยการท้องถิ่นในสาธารณรัฐคาบาร์ดีโน-บัลคาเรีย ระบุว่า คณะนักปีนเขาชาวต่างชาติ 7 คน เริ่มต้นการพิชิตยอดเขาเอลบรุสเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม แต่ในช่วงเย็นของวันถัดมา สภาพอากาศเลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว ทำให้คณะนักปีนเขาหลงออกนอกเส้นทาง

นักปีนเขาหนึ่งคนสามารถเดินลงจากภูเขาเพื่อขอความช่วยเหลือ และแจ้งเจ้าหน้าที่ว่า สมาชิกในคณะ 2 คนล้มป่วยที่ระดับความสูงประมาณ 5,100 เมตร ก่อนเสียชีวิต ต่อมาเจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตได้อีก 1 คน และพบศพของนักปีนเขาอีก 3 คน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 5 ราย และรอดชีวิต 2 ราย

สโมสรนักปีนเขา Vedro ของบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ซึ่งผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นสมาชิก ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อการสูญเสียครั้งใหญ่ พร้อมระบุว่าทั้งหมดเสียชีวิตระหว่างการทำในสิ่งที่พวกเขารักที่สุดคือการปีนเขา

นายเอลเมดิน โคนาโควิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา เรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่” ขณะที่นายเนอร์มิน นิกซิช นายกรัฐมนตรีแห่งสหพันธรัฐบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมประกาศให้วันจันทร์เป็นวันไว้อาลัยแห่งชาติ และยืนยันว่าจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อนำร่างผู้เสียชีวิตกลับประเทศ

สื่อบอสเนียรายงานว่า สมาชิกทั้ง 7 คนเป็นชาวเมืองเซนิตซา ทางตอนกลางของประเทศ โดยในคณะมีคู่สามีภรรยาและแพทย์หญิงจากโรงพยาบาลท้องถิ่นรวมอยู่ด้วย ขณะที่มีรายงานที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่า การเดินทางครั้งนี้อาจไม่มีไกด์มืออาชีพร่วมคณะ

ด้านหน่วยกู้ภัยรัสเซียระบุว่า ปฏิบัติการค้นหาและกู้ร่างผู้เสียชีวิตเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากกระแสลมแรงจัด ความเร็วลมเพิ่มขึ้นจากประมาณ 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นราว 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นระดับอันตรายสำหรับการขึ้นสู่ยอดเขา อีกทั้งยังมีหมอกหนาทำให้ทัศนวิสัยลดลงอย่างมาก

ทั้งนี้ ยอดเขาเอลบรุสมีความสูง 5,642 เมตร ตั้งอยู่ในเทือกเขาคอเคซัส ใกล้พรมแดนจอร์เจีย และเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของนักปีนเขาทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ภูเขาแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันและเป็นหนึ่งในเส้นทางปีนเขาที่ท้าทายที่สุดของรัสเซีย โดยก่อนหน้านี้ในเดือนกรกฎาคม ก็เพิ่งเกิดอุบัติเหตุพ่อและลูกชายพลัดตกจากหน้าผาระหว่างการปีนเขา ส่งผลให้ลูกชายเสียชีวิต ส่วนผู้เป็นพ่อได้รับการช่วยเหลือออกมาได้อย่างปลอดภัย.

ที่มา Reuters / RTVI

รร.โรฮิงญาในมาเลเซียทยอยปิด หลัง “คำพูดเกลียดชัง” บนโซเชียลพุ่ง เด็กกลัวจนไม่กล้าไปเรียน

รร.โรฮิงญาในมาเลเซียทยอยปิด หลัง "คำพูดเกลียดชัง" บนโซเชียลพุ่ง เด็กกลัวจนไม่กล้าไปเรียน

27 ก.ค. 2569 11:07 น.

รร.โรฮิงญาในมาเลเซียทยอยปิด หลัง “คำพูดเกลียดชัง” บนโซเชียลพุ่ง เด็กกลัวจนไม่กล้าไปเรียน

โรงเรียนสำหรับเด็กผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในมาเลเซียอย่างน้อย 9 แห่ง ต้องปิดการเรียนการสอนหรือถูกสั่งปิด หลังเผชิญกระแสวาทกรรมสร้างความเกลียดชังและข้อมูลบิดเบือนบนสื่อสังคมออนไลน์ ส่งผลให้เด็กจำนวนมากถูกคุกคาม ข่มขู่ และไม่กล้าออกจากบ้าน ขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนเตือนสถานการณ์อาจสร้างบาดแผลทางจิตใจในระยะยาวและทำให้ปัญหาสังคมรุนแรงขึ้น

โรงเรียนสำหรับเด็กผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในประเทศมาเลเซียกำลังเผชิญวิกฤต หลังมีการปิดโรงเรียนอย่างน้อย 9 แห่งทั่วประเทศ ท่ามกลางกระแสวาทกรรมสร้างความเกลียดชังและข้อมูลบิดเบือนที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนสื่อสังคมออนไลน์ จนทำให้เด็กผู้ลี้ภัยจำนวนมากตกเป็นเป้าของการคุกคามและการเลือกปฏิบัติ

หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบคือ “นูร์” เด็กหญิงชาวโรฮิงญาวัย 12 ปี ซึ่งหยุดไปโรงเรียนตั้งแต่เดือนมิถุนายน หลังถูกชายสองคนข่มขู่ระหว่างเดินทางไปเรียน โดยถามว่า “จะไปโรงเรียนทำไม อยากมายึดประเทศของเราหรือ” ครอบครัวของเธอขอสงวนนามสกุล เนื่องจากเกรงว่าจะได้รับผลกระทบด้านความปลอดภัย

นักเคลื่อนไหวในชุมชนโรฮิงญาระบุว่า เด็กจำนวนมากหวาดกลัวจนไม่กล้าออกจากบ้าน พร้อมเตือนว่าการคุกคามเช่นนี้ไม่ได้สร้างความหวาดกลัวเพียงชั่วคราว แต่ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็กในระยะยาว

การตรวจสอบของสำนักข่าวรอยเตอร์พบว่า โรงเรียนอย่างน้อย 9 แห่งต้องหยุดการเรียนการสอนด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย หรือถูกทางการสั่งปิด หลังตกเป็นเป้าโจมตีบนโลกออนไลน์ โดยหลายโรงเรียนถูกกล่าวหาว่าดำเนินการโดยไม่มีใบอนุญาต

มาเลเซียไม่ได้ให้สถานะผู้ลี้ภัยแก่ชาวโรฮิงญาอย่างเป็นทางการ แต่จัดให้เป็นผู้อพยพผิดกฎหมาย แม้ว่าจะมีชาวโรฮิงญาราว 120,000 คนที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR ก็ตาม อีกทั้งผู้ลี้ภัยไม่มีสิทธิทำงานอย่างถูกกฎหมาย และบุตรหลานก็ไม่สามารถเข้าเรียนในระบบการศึกษาของรัฐ ทำให้ต้องพึ่งพาโรงเรียนที่ดำเนินการโดยองค์กรเอกชนหรือศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน

กระแสต่อต้านโรฮิงญาระลอกล่าสุดเริ่มรุนแรงขึ้นในเดือนพฤษภาคม หลังมีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสุขอนามัยในการเชือดวัวตามพิธีกรรมทางศาสนาอิสลามของชุมชนโรฮิงญา ก่อนที่ข้อความและคลิปวิดีโอโจมตีจะถูกเผยแพร่ต่อบนแพลตฟอร์มของเมตา และ TikTok

นอกจากนี้ ยังมีคำร้องออนไลน์เรียกร้องให้รัฐบาลขับไล่ผู้ลี้ภัยโรฮิงญา ซึ่งมีผู้ร่วมลงชื่อเกือบ 500,000 คน ก่อนถูกถอดออกในเดือนมิถุนายนตามคำร้องขององค์กรสิทธิมนุษยชน ขณะที่บางโพสต์ถึงขั้นยุยงให้ใช้ความรุนแรง และมีอินฟลูเอนเซอร์บางรายเรียกร้องให้ผู้ติดตามถ่ายภาพชุมชนโรฮิงญาและแจ้งพิกัดให้เจ้าหน้าที่

องค์กรสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น “Article 19” ระบุว่า กระแสเกลียดชังบนโลกออนไลน์ส่งผลให้ชุมชนโรฮิงญาถูกตรวจสอบ เข้าตรวจค้น และโรงเรียนหลายแห่งถูกสั่งปิด แต่รัฐบาลกลับใช้มาตรการเชิงลงโทษมากกว่าการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ซึ่งยิ่งซ้ำเติมปัญหาแทนที่จะช่วยลดความตึงเครียด

ด้าน UNHCR แสดงความกังวลต่อการเพิ่มขึ้นของวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง ข้อมูลบิดเบือน และการลดทอนความเป็นมนุษย์ของผู้ลี้ภัยโรฮิงญา พร้อมระบุว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสนับสนุนมาตรการที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อทั้งผู้ลี้ภัยและชุมชนเจ้าบ้าน

ขณะที่ครูในโรงเรียนที่ยังเปิดสอนอยู่ต้องใช้มาตรการป้องกันหลายรูปแบบ เช่น ห้ามนักเรียนสวมเครื่องแบบ ยกเลิกกิจกรรมกลางแจ้ง และลดการเปิดเผยข้อมูลของโรงเรียน เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเป้าบนโลกออนไลน์

นักเคลื่อนไหวเตือนว่า หากโรงเรียนสำหรับเด็กโรฮิงญายังคงทยอยปิดตัวต่อไป เด็กจำนวนมากจะสูญเสียโอกาสทางการศึกษา และอาจนำไปสู่ปัญหาสังคมที่รุนแรงขึ้น เช่น การแต่งงานตั้งแต่อายุน้อย การเร่ร่อน และการขอทานบนท้องถนน ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมวงจรความยากจนและการถูกกีดกันในสังคม.

ที่มา Reuters

ระทึก เหตุกราดยิงในงานเทศกาลอาหารซีแอตเทิล ดับ 2 ศพ เด็ก 2 ขวบบาดเจ็บ

ระทึก เหตุกราดยิงในงานเทศกาลอาหารซีแอตเทิล ดับ 2 ศพ เด็ก 2 ขวบบาดเจ็บ

27 ก.ค. 2569 10:27 น.

ระทึก เหตุกราดยิงในงานเทศกาลอาหารซีแอตเทิล ดับ 2 ศพ เด็ก 2 ขวบบาดเจ็บ

เกิดเหตุกราดยิงภายในงานเทศกาลอาหารประจำปีของซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ช่วงเย็นวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย เด็กวัยเพียง 2 ขวบบาดเจ็บ เร่งติดตามผู้ก่อเหตุ

หน่วยดับเพลิงเมืองซีแอตเทิล เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุยิงกันภายในงาน Bite of Seattle Festival เทศกาลอาหารประจำปีของเมืองซีแอตเทิล บริเวณซีแอตเทิล เซ็นเตอร์ (Seattle Center) ซึ่งอยู่ห่างจาก Space Needle แลนด์มาร์กชื่อดังของเมืองเพียง 1 ช่วงตึก เมื่อเวลาหลัง 18.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

เจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิต 2 รายในที่เกิดเหตุ และนำผู้บาดเจ็บ 4 คน ส่งโรงพยาบาล โดยหนึ่งในนั้นเป็นเด็กอายุ 2 ปี ขณะที่ศูนย์การแพทย์ Harborview Medical Center ระบุว่า มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 1 คนอยู่ในอาการวิกฤต ส่วนผู้บาดเจ็บอีกรายได้รับการรักษาอาการเล็กน้อยและปฏิเสธการนำตัวส่งโรงพยาบาล

จนถึงขณะนี้ ตำรวจยังไม่เปิดเผยรายละเอียดของผู้ต้องสงสัย และยังไม่ทราบแรงจูงใจของเหตุกราดยิงดังกล่าว โดยไม่มีการยืนยันว่ามีผู้ถูกจับกุมแล้วหรือไม่ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยกู้ภัย และเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน รวมถึงสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (FBI) ได้เข้าปิดล้อมพื้นที่เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการสอบสวน

ทั้งนี้ ในช่วงเกิดเหตุ พื้นที่ดังกล่าวกำลังจัดงาน Bite of Seattle Festival ซึ่งเป็นเทศกาลอาหารประจำปีที่รวบรวมร้านอาหารท้องถิ่นหลายร้อยร้าน พร้อมการแสดงดนตรีสด และมีประชาชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

คลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์เผยให้เห็นผู้คนกำลังเดินเลือกซื้ออาหารตามซุ้มต่าง ๆ ก่อนจะเกิดเสียงปืนดังขึ้น ทำให้ผู้ร่วมงานแตกตื่นและวิ่งหนีเอาชีวิตรอดอย่างโกลาหล

พยาน 2 คนที่อยู่ในงานให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ KOMO ซึ่งเป็นพันธมิตรของ CNN ว่า ได้ยินเสียงปืนประมาณ 7-8 นัด และเห็นผู้คนวิ่งหนีกันไปคนละทิศละทาง

ภายหลังเหตุยิงกัน รถไฟ Seattle Center Monorail ประกาศระงับการให้บริการตลอดช่วงเวลาที่เหลือของวัน เพื่อความปลอดภัย และจะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในเช้าวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น.

ที่มา :CNN

สนามบินแกตวิกของลอนดอนวุ่น น้ำประปาขัดข้อง กระทบห้องน้ำ-ร้านอาหาร แต่เที่ยวบินยังให้บริการได้

สนามบินแกตวิกของลอนดอนวุ่น น้ำประปาขัดข้อง กระทบห้องน้ำ-ร้านอาหาร แต่เที่ยวบินยังให้บริการได้

27 ก.ค. 2569 09:15 น.

สนามบินแกตวิกของลอนดอนวุ่น น้ำประปาขัดข้อง กระทบห้องน้ำ-ร้านอาหาร แต่เที่ยวบินยังให้บริการได้

สนามบินแกตวิก ของสหราชอาณาจักร ประสบปัญหาระบบน้ำประปาขัดข้องเมื่อวันอาทิตย์ ส่งผลให้ห้องน้ำบางส่วนไม่สามารถใช้งานได้ ร้านอาหารหลายแห่งต้องปิดชั่วคราว สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้โดยสารจำนวนมาก

สนามบินแกตวิก ซึ่งมีผู้โดยสารหนาแน่นเป็นอันดับ 2 ของสหราชอาณาจักร ประสบปัญหาระบบน้ำประปาขัดข้องเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นช่วงฤดูท่องเที่ยวภาคฤดูร้อนที่มีผู้โดยสารจำนวนมาก 

โดยเหตุขัดข้องดังกล่าวส่งผลกระทบต่ออาคารผู้โดยสารทั้ง 2 แห่งของสนามบิน ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงลอนดอน และเป็นศูนย์กลางการให้บริการของสายการบินต้นทุนต่ำหลายแห่ง รวมถึง EasyJet

แม้ปัญหาดังกล่าวจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อการขึ้น-ลงของเที่ยวบิน แต่ผู้โดยสารจำนวนมากโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ระบุว่าไม่สามารถกดชักโครกได้ ไม่สามารถล้างมือ เติมน้ำดื่ม หรือซื้อเครื่องดื่มร้อนภายในสนามบินได้

ด้านสนามบินแกตวิกโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า “ปัญหาระบบน้ำในพื้นที่ฮอร์ลีย์ ส่งผลกระทบต่อการให้บริการที่สนามบินในช่วงเช้าวันนี้ โดยระบบจ่ายน้ำได้รับผลกระทบทั้งอาคารผู้โดยสารฝั่งเหนือและฝั่งใต้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบหาสาเหตุ”

พร้อมระบุว่า ทางสนามบินได้แจกน้ำดื่มบรรจุขวดให้แก่ผู้โดยสารและพนักงาน รวมถึงดำเนินมาตรการฉุกเฉินอื่น ๆ เพื่อดูแลความเป็นอยู่และความปลอดภัยของผู้โดยสารระหว่างรอการแก้ไขปัญหา

ด้าน SES Water ผู้ให้บริการน้ำประปาในพื้นที่เปิดเผยว่า สาเหตุของปัญหาเกิดจากไฟฟ้าดับที่โรงงานผลิตน้ำประปาแห่งหนึ่งในบริเวณใกล้เคียง ส่งผลให้ระบบจ่ายน้ำเกิดความขัดข้อง ทำให้ลูกค้าบางส่วนประสบปัญหาแรงดันน้ำต่ำ หรือมีน้ำประปาไหลไม่ต่อเนื่องชั่วคราว

บริษัทระบุว่า กำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสนามบินแกตวิก เพื่อเร่งฟื้นฟูระบบน้ำประปาให้กลับมาให้บริการได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด.

ที่มา : channelnewsasia

คิม โย จอง ซัดอาเซียน “โง่เขลา” หลังเรียกร้องเกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์

คิม โย จอง ซัดอาเซียน "โง่เขลา" หลังเรียกร้องเกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์

27 ก.ค. 2569 08:57 น.

คิม โย จอง ซัดอาเซียน “โง่เขลา” หลังเรียกร้องเกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์

คิม โย จอง น้องสาวผู้ทรงอิทธิพลของ คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ออกแถลงการณ์โจมตีอาเซียนอย่างรุนแรง ชี้ข้อเรียกร้องให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดอาวุธนิวเคลียร์เป็นเรื่อง “โง่เขลาและไร้เหตุผล”

คิม โย จอง น้องสาวของ คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านสำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ว่า เธอรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่งต่อท่าทีของอาเซียน หลังอาเซียนได้แสดงความกังวลอย่างยิ่ง ต่อการเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการเจรจา เพื่อบรรลุสันติภาพและเสถียรภาพที่ยั่งยืนบนคาบสมุทรเกาหลีที่ปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้องเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา 

โดยเธอมองว่าท่าทีดังกล่าวของอาเซียน เป็นการแสดงความเป็นปฏิปักษ์อย่างเปิดเผย ด้วยการคล้อยตามสหรัฐฯ ที่ยังคงโหมกระแสเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ และเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงที่ว่า สถานะการเป็นรัฐนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว

เธอยังกล่าวว่า การเรียกร้องให้เกาหลีเหนือยกเลิกโครงการนิวเคลียร์ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และสะท้อนถึงการไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายและสถานะของประเทศ พร้อมวิจารณ์ว่าแนวคิดดังกล่าวเป็น “เรื่องโง่เขลาและไร้เหตุผล” 

ที่ผ่านมา เกาหลีเหนือยืนยันมาโดยตลอดว่าตนมีสิทธิครอบครองอาวุธนิวเคลียร์และโครงการขีปนาวุธ ซึ่งแม้จะขัดต่อมาตรการคว่ำบาตรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) แต่รัฐบาลเปียงยางได้บัญญัติสถานะการเป็นรัฐนิวเคลียร์ไว้ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2566 และเกาหลีเหนือย้ำมาโดยตลอดว่าจะไม่ยอมละทิ้งอาวุธนิวเคลียร์ โดยระบุว่าเป็นมาตรการสำคัญในการปกป้องอธิปไตยและรับมือกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงจากสหรัฐฯ และพันธมิตร.

ที่มา : channelnewsasia

น้ำมันโลกดิ่ง 5% หลังสหรัฐฯ-อิหร่านหยุดโจมตีตอบโต้กัน

น้ำมันโลกดิ่ง 5% หลังสหรัฐฯ-อิหร่านหยุดโจมตีตอบโต้กัน

27 ก.ค. 2569 06:01 น.

น้ำมันโลกดิ่ง 5% หลังสหรัฐฯ-อิหร่านหยุดโจมตีตอบโต้กัน

ราคาน้ำมันโลกลดลงมากกว่า 5% หลังจากสหรัฐฯ กับอิหร่านชะลอการโจมตีในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากโจมตีตอบโต้กันอย่างดุเดือดนาน 13 คืนต่อเนื่อง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในวันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค. 2569 น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงสากล ร่วงลงประมาณ 5.7% ไปปิดตลาดที่ราว 91.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) ปรับตัวลดลงราว 5.4% มาอยู่ที่ 84.43 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

การสู้รบที่ระอุขึ้นอีกครั้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ทำให้ราคาน้ำมันที่เคยปรับตัวลดลงจนต่ำกว่าช่วงก่อนที่สงครามในตะวันออกกลางจะปะทุ (เมื่อสิ้นเดือนกุมภาพันธ์) กลับมาเพิ่มขึ้นจนทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ก่อน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ส่งสัญญาณชะลอการโจมตีอิหร่าน โดยเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติอ้างว่า เป็นเพราะประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการให้เพิ่มที่สำหรับการเจรจากับอิหร่านซึ่งยังคงดำเนินอยู่

อย่างไรก็ตาม สื่อในสหรัฐฯ หลายสำนักรายงานว่า ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้เตือนประธานาธิบดีทรัมป์ว่า การทิ้งระเบิดตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ทำลายเป้าหมายที่เลือกไว้ล่วงหน้าไปจนเกือบหมดสิ้นแล้ว

ขณะที่พลเอก แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม เตือนประธานาธิบดีทรัมป์เป็นการส่วนตัวว่า การกลับมาปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่กับอิหร่านอีกครั้ง มีความเสี่ยงเนื่องจากส่งผลกระทบเชิงลบต่อคลังกระสุน ซึ่งรวมถึงระบบขีปนาวุธสกัดกั้นที่ป้องกันทางอากาศของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna