ญี่ปุ่นเล็งสำรวจแร่หายากในกรีนแลนด์ หวังลดพึ่งพาจีนในห่วงโซ่อุปทาน

ญี่ปุ่นเล็งสำรวจแร่หายากในกรีนแลนด์ หวังลดพึ่งพาจีนในห่วงโซ่อุปทาน

14 มิ.ย. 2569 12:01 น.

ญี่ปุ่นเล็งสำรวจแร่หายากในกรีนแลนด์ หวังลดพึ่งพาจีนในห่วงโซ่อุปทาน

รัฐบาลญี่ปุ่นจับมือภาคเอกชนเตรียมส่งคณะผู้แทนเยือน “กรีนแลนด์” ในช่วงฤดูร้อนนี้ เพื่อประเมินศักยภาพการสำรวจแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งเป็นแร่ธาตุหายากที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง หวังลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีน หลังจีนยกระดับมาตรการควบคุมการส่งออกอย่างเข้มงวด

สำนักข่าวนิกเคอิรายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนที่จะเริ่มศึกษาความเป็นไปได้ในการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธและแร่ธาตุสำคัญอื่นๆ ในกรีนแลนด์ภายในฤดูร้อนนี้ เพื่อสนับสนุนให้บริษัทในประเทศสามารถเข้าไปลงทุนในโครงการเหมืองแร่ในดินแดนอาร์กติกแห่งนี้ได้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่จีนซึ่งเป็นผู้ควบคุมกำลังการผลิตแร่แรร์เอิร์ธทั่วโลกสูงถึงร้อยละ 70 ได้ประกาศยกระดับมาตรการควบคุมการส่งออกเมื่อปีที่ผ่านมา ท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูตกับสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ญี่ปุ่นจำเป็นต้องเร่งจัดหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ๆ เพื่อสร้างความมั่นคงทางห่วงโซ่อุปทานของประเทศ

ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา คณะผู้แทนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนของญี่ปุ่นได้เดินทางไปเยือนเหมืองแร่เฟลด์สปาร์ หรือ หินฟันม้า ในกรีนแลนด์ และได้ข้อสรุปว่าการดำเนินงานทำเหมืองสามารถทำได้จริงแม้ในสภาพอากาศที่หนาวเย็นจัด

ในก้าวต่อไป รัฐบาลญี่ปุ่นจะส่งทีมนักธรณีวิทยาจากสถาบันความมั่นคงด้านโลหะและพลังงานแห่งญี่ปุ่น (JOGMEC) เดินทางไปยังเมืองนุก เมืองหลวงของกรีนแลนด์ เพื่อเข้าพบเจรจากับเจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่น และลงพื้นที่สำรวจเหมืองแร่ต่างๆ ที่กำลังเตรียมการขุดเจาะแร่แรร์เอิร์ธ โดยคณะทำงานจะศึกษาทั้งเรื่องขนาดของแหล่งแร่ที่ฝังตัวอยู่ใต้ดิน รวมถึงประเมินต้นทุนในการทำเหมืองอย่างละเอียด

เจ้าหน้าที่รัฐบาลญี่ปุ่นคาดการณ์ว่า แหล่งแร่ในกรีนแลนด์จะมีแร่ธาตุสำคัญหลายชนิด เช่น ดิสโพรเซียม (Dysprosium) ซึ่งใช้ในการผลิตมอเตอร์ไฟฟ้า, กราไฟต์ (Graphite) สำหรับอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ รวมถึงอาจค้นพบ แทนทาลัม (Tantalum) และ ไนโอเบียม (Niobium) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์หรือชิปประมวลผลขั้นสูง

ข้อมูลจากสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่า กรีนแลนด์มีปริมาณสำรองแร่แรร์เอิร์ธสะสมอยู่ราว 1.5 ล้านเมตริกตัน ซึ่งสูงที่สุดเป็นอันดับ 8 ของโลก ดินแดนแห่งนี้ตั้งอยู่ในแถบอาร์กติกเหนือและกำลังเป็นที่สนใจอย่างมากของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่เคยแสดงความต้องการที่จะซื้อเกาะแห่งนี้อย่างจริงจัง ประกอบกับภาวะโลกร้อนที่ทำให้น้ำแข็งละลายลงเรื่อยๆ ส่งผลให้การขุดเจาะทำได้ง่ายขึ้นกว่าในอดีต

ปัจจุบันการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในกรีนแลนด์ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น โดยมีบริษัทจากสหรัฐฯ และยุโรปกำลังเตรียมความพร้อม ซึ่งบริษัทของญี่ปุ่นอาจเข้าร่วมทุนกับพันธมิตรต่างชาติเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญคือ “กระบวนการนำแร่กลับประเทศ” เนื่องจากกรีนแลนด์ยังไม่มีโรงงานถลุงแปรรูป รัฐบาลญี่ปุ่นจึงวางแผนที่จะสร้างห่วงโซ่อุปทานร่วมกับประเทศพันธมิตร เช่น การจัดตั้งโรงกลั่นและแปรรูปแร่ภายในกลุ่มสหภาพยุโรป

ด้านรัฐบาลท้องถิ่นของกรีนแลนด์แสดงท่าทีเปิดรับความร่วมมือกับญี่ปุ่น โดย นายเจนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ ได้เปิดเผยกับนิกเคอิเมื่อปลายปีที่แล้วว่า กรีนแลนด์ยินดีร่วมมือกับญี่ปุ่น สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปในการพัฒนาทรัพยากร พร้อมระบุทิ้งท้ายว่า “ประเทศใดก็ตามที่ต้องการลดการพึ่งพาหังโซ่อุปทานจากจีน ควรหันมาร่วมมือกับกรีนแลนด์”.

ที่มา Nikkei Asia

อิหร่านกำหนดพิธีศพ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” เริ่ม 4 ก.ค. ก่อนฝังศพ 9 ก.ค.

อิหร่านกำหนดพิธีศพ "อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี" เริ่ม 4 ก.ค. ก่อนฝังศพ 9 ก.ค.

14 มิ.ย. 2569 11:12 น.

อิหร่านกำหนดพิธีศพ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” เริ่ม 4 ก.ค. ก่อนฝังศพ 9 ก.ค.

สื่อทางการอิหร่านประกาศกำหนดการจัดพิธีศพของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยพิธีจะเริ่มขึ้นในกรุงเตหะรานวันที่ 4 กรกฎาคม ก่อนเคลื่อนขบวนไปยังเมืองศักดิ์สิทธิ์มัชฮัดเพื่อประกอบพิธีฝังในวันที่ 9 กรกฎาคม

สื่อรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า พิธีศพของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดผู้ล่วงลับของอิหร่าน จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการที่กรุงเตหะราน ในวันที่ 4 กรกฎาคมนี้ และจะสิ้นสุดลงด้วยพิธีฝังศพ ที่เมืองมัชฮัด  เมืองศักดิ์สิทธิ์ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขาในวันที่ 9 กรกฎาคม

ตามหลักศาสนาอิสลาม ร่างของผู้เสียชีวิตจะต้องได้รับการฝังอย่างรวดเร็วที่สุดภายใน 24 ชั่วโมง แต่กฎระเบียบระบุว่าสามารถยกเว้นได้ในสภาวะสงคราม ซึ่งเดิมทีพิธีฝังร่างมีกำหนดจัดขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม แต่ต้องถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากสถานการณ์สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอลทวีความรุนแรงและยืดเยื้อ โดยรายงานระบุว่า ก่อนพิธีฝังจะมีพิธีสวดที่กรุงเตหะรานเป็นเวลา 3 วัน และจะมีพิธีสำคัญอีกครั้งที่เมืองกุม เมืองศักดิ์สิทธิ์ทางตอนใต้ในวันที่ 7 กรกฎาคม

อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ในวัย 86 ปี เสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จากการโจมตีทางอากาศร่วมกันระหว่างอิสราเอลและสหรัฐฯ ซึ่งระเบิดทำลายล้างทำเนียบที่พักใจกลางกรุงเตหะรานจนพังราบ โดยคาเมเนอีดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของอิหร่านยาวนานถึง 36 ปี เขามีบทบาทสำคัญในการสร้างกองทัพและการขยายอำนาจทางทหารของอิหร่านผ่านกลุ่มตัวแทนในตะวันออกกลาง เช่น กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน และต่อต้านสหรัฐฯ อย่างแข็งกร้าวมาโดยตลอด

ภายหลังการสูญเสีย “โมจตาบา คาเมเนอี” บุตรชายวัย 56 ปี ซึ่งได้รับบาดเจ็บและสูญเสียภรรยาจากการโจมตีครั้งเดียวกัน ได้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่แทนบิดา แต่เขาไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะมากนักนับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น อย่างไรก็ตาม นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า โมจตาบาเริ่มมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการขับเคลื่อนการเจรจาระหว่างประเทศ หลังมีการประกาศข้อตกลงหยุดยิงไปเมื่อวันที่ 8 เมษายน

ในขณะที่มีการประกาศเตรียมจัดพิธีศพ สัญญาณการสิ้นสุดของความขัดแย้งก็ปรากฏขึ้นเด่นชัด โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียล ระบุว่า “ข้อตกลงเพื่อยุติการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน มีกำหนดจะลงนามในวันอาทิตย์นี้ (14 มิ.ย.) และทันทีหลังจากลงนาม ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดให้เรือทุกลำผ่านได้ตามปกติ” นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวถึงคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่านว่า เมื่อสถานการณ์สงบลง สหรัฐฯ จะเข้าไปเคลื่อนย้ายอาวุธนิวเคลียร์ออกมาเพื่อทำลายทิ้งในเวลาที่เหมาะสม

สอดคล้องกับถ้อยแถลงของ นายเชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ในฐานะประเทศตัวกลางไกล่เกลี่ยคนสำคัญ ที่ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุกรอบข้อตกลงสันติภาพได้แล้วหลังจากเผชิญสงครามนานกว่า 3 เดือน โดยขณะนี้ปากีสถานกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับ “การลงนามในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์” ที่คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายใน 24 ชั่วโมงนี้ ก่อนจะเริ่มการเจรจาระดับเทคนิคในสัปดาห์หน้า

ด้านนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ยอมรับว่าข้อตกลงใกล้จะบรรลุผลจริง โดยจะครอบคลุมถึงการยุติความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน รวมถึงการยกเลิกมาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านของสหรัฐฯ แต่ในส่วนของ “โครงการนิวเคลียร์อิหร่าน” อารักชีระบุว่าจะแยกไปเจรจาในภายหลัง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ตรงกับทางฝั่งสหรัฐฯ ที่ระบุว่า ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่อิหร่านจะได้รับคืนนั้น ขึ้นอยู่กับความร่วมมือในการปฏิบัติตามข้อผูกพัน

อย่างไรก็ตาม นายอิสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ยังคงแสดงท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้เกี่ยวกับกรอบเวลาของทรัมป์ โดยระบุว่าอาจจะต้องรอความชัดเจนเรื่องวันที่แน่นอนในการลงนามบันทึกความเข้าใจ และ “อาจจะยังไม่ใช่ในวันพรุ่งนี้” ขณะที่ทรัมป์เองก็ทิ้งท้ายด้วยคำเตือนว่า หากข้อตกลงนี้ไม่ราบรื่นหรือเสร็จสิ้นโดยเร็ว สหรัฐฯ ก็มี “ทางเลือกขั้นเด็ดขาด” เตรียมพร้อมไว้รองรับเช่นกัน.

ที่มา Reuters / BBC

รื้อแล้วชื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” จาก “เคนเนดี เซ็นเตอร์” ชี้เปลี่ยนชื่อโดยไม่ผ่านสภาคองเกรส

รื้อแล้วชื่อ "โดนัลด์ ทรัมป์" จาก "เคนเนดี เซ็นเตอร์" ชี้เปลี่ยนชื่อโดยไม่ผ่านสภาคองเกรส

14 มิ.ย. 2569 10:29 น.

รื้อแล้วชื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” จาก “เคนเนดี เซ็นเตอร์” ชี้เปลี่ยนชื่อโดยไม่ผ่านสภาคองเกรส

ชื่อของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกรื้อออกจากด้านหน้าอาคารเคนเนดี เซ็นเตอร์ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เรียบร้อยแล้ว หลังศาลมีคำสั่งให้คืนชื่อเดิม ระบุว่าการเปลี่ยนชื่อสถานที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสเท่านั้น ขณะที่ประชาชนแห่ร่วมชมการรื้อถอน ลั่นเป็นชัยชนะครั้งใหญ่เพื่อปกป้องเกียรติยศของอดีตประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี

กลุ่มคนงานได้ทำการรื้อถอนป้ายชื่อของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกจากบริเวณส่วนหน้าของ “เคนเนดี เซ็นเตอร์” ศูนย์ศิลปะการแสดงระดับแถวหน้าของสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งนับเป็นความพ่ายแพ้ครั้งล่าสุดของผู้นำฝั่งรีพับลิกันในการพยายามฝืนธรรมเนียมปฏิบัติทางการเมืองเพื่อประทับชื่อและรูปลักษณ์ของตนเองลงบนพื้นที่สาธารณะต่างๆ

นายแมตต์ ฟโลกา ผู้อำนวยการบริหารของศูนย์ศิลปะฯ ได้ยื่นเอกสารต่อศาลระบุว่า ทางศูนย์ได้ทำการรื้อถอนป้ายสัญลักษณ์ทางกายภาพทั้งหมดที่มีชื่อของทรัมป์ออกจากตัวอาคารและบริเวณโดยรอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากสู้คดีชั้นศาลมาอย่างยาวนาน

ชนวนเหตุของเรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาวอีกครั้งในวาระล่าสุด และเริ่มใช้อำนาจแต่งตั้งตนเองเป็นประธานศูนย์ศิลปะฯ พร้อมส่งกลุ่มผู้ภักดีเข้าพิทักษ์ตำแหน่งในคณะกรรมการบริหาร

ต่อมาในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้ลงมติเปลี่ยนชื่อสถานที่แห่งนี้เป็น “ศูนย์ศิลปะการแสดงอนุสรณ์ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ และ จอห์น เอฟ. เคนเนดี” (The Donald J. Trump and John F. Kennedy Memorial Center for the Performing Arts) และได้นำชื่อของทรัมป์ไปติดตั้งด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ไว้เหนือชื่อของเคนเนดีทันที ซึ่งการกระทำดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับสาธารณชนอย่างรุนแรง จนส่งผลให้เกิดการคว่ำบาตร ยอดขายตั๋วเข้าชมการแสดงต่างๆ ดิ่งลงอย่างน่าใจหาย

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังมีความพยายามในการเปลี่ยนชื่อสถานที่สำคัญอื่นๆ ในเมืองหลวง เช่น สถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐฯ (USIP) รวมถึงการสั่งติดภาพใบหน้าขนาดใหญ่ของตนเองที่หน้ากระทรวงยุติธรรมและกระทรวงเกษตรอีกด้วย

สส. จอยซ์ บีตตี จากพรรคเดโมแครต เป็นผู้ยื่นฟ้องร้องต่อศาลเพื่อต่อต้านการเปลี่ยนชื่อดังกล่าว จนกระทั่งเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายคริสโตเฟอร์ คูเปอร์ ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า การเปลี่ยนชื่ออาคารดังกล่าวเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เนื่องจาก เคนเนดี เซ็นเตอร์ ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1971 เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแก่อดีตประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี ที่ถูกลอบสังหาร ดังนั้น มีเพียงสภาคองเกรสเท่านั้นที่มีสิทธิ์ตามกฎหมายในการเปลี่ยนแปลงชื่ออาคารนี้

ศาลได้ขีดเส้นตายให้รัฐบาลรื้อถอนชื่อของทรัมป์ออกภายในเวลา 23:59 น. ของวันศุกร์ ทว่ากระทรวงยุติธรรมได้ยื่นอุทธรณ์เพื่อขอระงับคำสั่ง โดยอ้างว่าการรื้อถอนป้ายจะสร้าง “ความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขได้” หากรัฐบาลชนะคดีอุทธรณ์ในภายหลัง แต่ทั้งศาลแขวงและศาลอุทธรณ์ภาคต่างพร้อมใจกันปัดตกคำร้องของฝ่ายรัฐบาลทั้งหมด

เดิมทีปฏิบัติการตั้งนั่งร้านเพื่อรื้อถอนป้ายมีกำหนดเสร็จสิ้นในคืนวันศุกร์ แต่ต้องล่าช้าออกไปเนื่องจากเกิดพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรง ซึ่งเป็นอันตรายต่อคนงาน ทำให้นายแมตต์ ฟโลกา ต้องยื่นขอขยายเวลาปฏิบัติงานออกไปอีก 12 ชั่วโมง โดยกลุ่มคนงานเริ่มดึงผ้าใบคลุมและถอดตัวอักษรชื่อของทรัมป์ออกได้สำเร็จในเวลาประมาณ 03:10 น. ของวันเสาร์ ซึ่งใช้เวลาเพียง 30 นาที

ตลอดค่ำคืนจนถึงช่วงเช้า มีประชาชนชาววอชิงตันจำนวนมากเดินทางมาปักหลักชมการรื้อถอน และมีผู้คนอีกนับหมื่นร่วมชมผ่านระบบไลฟ์สตรีม โดยนางเอลิส เซอร์บาโรลี วัย 42 ปี หนึ่งในผู้มาเฝ้าดูเหตุการณ์กล่าวว่า “ฉันใจสลายมากตอนที่เห็นชื่อของเขาถูกยกขึ้นไปติดตรงนั้น และการรื้อถอนในวันนี้ถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่”

ขณะที่ ประชาชนรายหนึ่งระบุว่า “บางคนอาจมองว่าเป็นแค่เรื่องป้ายเล็กๆ แต่ความจริงคือ เราไม่สามารถปล่อยให้ใครมาพรากเกียรติยศที่รัฐสภามอบให้อาคารที่สวยงามแห่งนี้เพื่อระลึกถึง จอห์น เอฟ. เคนเนดี ได้ ชื่อของอดีตประธานาธิบดีผู้นี้ควรได้รับการปกป้อง”

นอกเหนือจากเรื่องป้ายชื่อแล้ว ผู้พิพากษาคูเปอร์ยังมีคำสั่งระงับแผนการของทรัมป์ชั่วคราว ที่ต้องการสั่งปิดปรับปรุงเคนเนดี เซ็นเตอร์ เป็นเวลา 2 ปี ซึ่งเดิมทีมีกำหนดจะเริ่มในเดือนกรกฎาคมนี้ โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการใหญ่ในการปรับโฉมภูมิทัศน์ใจกลางกรุงวอชิงตัน รวมถึงโครงการสร้างส่วนต่อขยายปีกตะวันออกของทำเนียบขาวที่ทรัมป์เคยสั่งทุบทำลายไปเมื่อปลายปีที่แล้ว

ทั้งนี้ สื่อรายงานว่า ทางทำเนียบขาวและผู้แทนของเคนเนดี เซ็นเตอร์ ยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติมต่อกรณีดังกล่าว ทว่าในระบบเว็บไซต์ของทางศูนย์ศิลปะฯ ได้มีการถอดชื่อของโดนัลด์ ทรัมป์ ออกไปตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว.

ที่มา Reuters / AFP

เกาหลีเหนือกร้าว ยันสถานะรัฐนิวเคลียร์ “ย้อนกลับไม่ได้”

เกาหลีเหนือกร้าว ยันสถานะรัฐนิวเคลียร์ "ย้อนกลับไม่ได้"

14 มิ.ย. 2569 10:06 น.

เกาหลีเหนือกร้าว ยันสถานะรัฐนิวเคลียร์ “ย้อนกลับไม่ได้”

เกาหลีเหนือออกแถลงการณ์ตอกกลับสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร ยืนยันสถานะการเป็นประเทศผู้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เป็นเรื่องที่ “ไม่สามารถย้อนกลับได้” พร้อมตำหนิความพยายามกดดันให้ปลดอาวุธนิวเคลียร์ว่าเป็นเพียง “ฝันกลางวัน” ย้ำคลังแสงนิวเคลียร์คือหลักประกันความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาค

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือได้ออกแถลงการณ์ประณามต่อกรณีที่สหรัฐฯ และชาติพันธมิตร ได้แก่ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ได้เปิดการเจรจาร่วมกันและตอกย้ำถึงเป้าหมายในการ “ปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์” บนคาบสมุทรเกาหลี โดยเกาหลีเหนือระบุว่า ประเด็นเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์นั้น ถือเป็นเรื่องที่ “ยุติลงอย่างถาวรและไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขได้อีกแล้ว”

แถลงการณ์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านสำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือ ระบุว่า “มันเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลและเป็นความฝันกลางวันอันเพ้อเจ้อ ที่จะมาพูดถึงการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของอีกฝ่ายที่เป็นคู่สงคราม”

นอกจากนี้ยังระบุเสริมว่า “วาทกรรมที่ไร้ความหมายของสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศบริวาร รวมถึงความร่วมมือในการสร้างภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ต่อสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี จะไม่มีวันสั่นคลอนสถานะอันมั่นคงของประเทศในฐานะรัฐนิวเคลียร์ได้”

ท่าทีอันแข็งกร้าวของเกาหลีเหนือในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากมีความเคลื่อนไหวทางการทูตของฝั่งพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการประชุมกลุ่มที่ปรึกษาด้านนิวเคลียร์ (NCG) ระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ที่ผ่านมา รวมถึงการเจรจาป้องปรามขยายผลระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น และการประชุมไตรภาคี ระหว่างสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ที่กรุงโตเกียว เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ระบุว่า ทั้งสามประเทศได้ร่วมกันย้ำเจตนารมณ์ในการทำให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดอาวุธนิวเคลียร์

อย่างไรก็ตาม โฆษกเกาหลีเหนือย้อนถามกลับว่า “ไม่ว่า สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ จะพยายามบิดเบือนหรือหาข้ออ้างอย่างไร พวกเขาก็ไม่มีวันเปลี่ยนสถานะปัจจุบันของเกาหลีเหนือในฐานะรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ได้”

เกาหลีเหนือยังได้หยิบยกประเด็นที่รัฐบาลสหรัฐฯ เดินหน้าขายระบบอาวุธล้ำสมัยให้กับเกาหลีใต้และญี่ปุ่น มาเป็นเหตุผลความชอบธรรมในการเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์ของตน โดยระบุว่า อาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือคือ “หลักประกันความมั่นคงที่แข็งแกร่ง เพื่อเสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาค”

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือได้เร่งรัดและยกระดับโครงการอาวุธนิวเคลียร์อย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่การเจรจากับสหรัฐฯ พังทลายลงในปี 2019 หลังจากการประชุมสุดยอดที่กรุงฮานอยระหว่างนายคิม จองอึน และอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จบลงโดยไม่มีข้อตกลงใดๆ ซึ่งโฆษกเกาหลีเหนือได้กล่าวทิ้งท้าย โดยคาดว่าเป็นการอ้างถึงความล้มเหลวในอดีตว่า “ไม่มีใครสามารถกู้คืน ‘การปลดอาวุธนิวเคลียร์’ ที่สูญหายไปอย่างถาวรตามกระแสของกาลเวลาได้อีกแล้ว”

นอกจากนั้น เมื่อไม่นานมานี้ นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เพิ่งเปิดทำเนียบต้อนรับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ที่กรุงเปียงยาง หลังจากที่ผู้นำจีนได้เสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดร่วมกับโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งจากการรายงานของสื่อทางการของทั้งสองประเทศ พบว่าไม่มีการหยิบยกหรือกล่าวถึงประเด็น “การปลดอาวุธนิวเคลียร์” ในการหารือครั้งนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งสอดคล้องกับถ้อยแถลงก่อนหน้านี้ของ นางคิม โยจอง น้องสาวของคิม จองอึน ที่เคยประกาศว่า นโยบายด้านนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือคือ “เส้นทางที่จะไม่มีวันถอยกลับ”.

ที่มา Yonhap / AFP

ราคาน้ำมันวันนี้ 14 มิถุนายน 2569 อัปเดตล่าสุด “เบนซิน-ดีเซล” ลิตรละกี่บาท

ราคาน้ำมันวันนี้ 14 มิถุนายน 2569 อัปเดตล่าสุด "เบนซิน-ดีเซล" ลิตรละกี่บาท

14 มิ.ย. 2569 08:32 น.

ราคาน้ำมันวันนี้ 14 มิถุนายน 2569 อัปเดตล่าสุด “เบนซิน-ดีเซล” ลิตรละกี่บาท

อัปเดตราคาน้ำมันวันนี้ 14 มิถุนายน 2569 เช็กราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มเบนซิน, แก๊สโซฮอล์, ดีเซล จากปั๊มน้ำมัน ปตท., บางจาก, พีที, คาลเท็กซ์, ซัสโก้ และเชลล์ ล่าสุดราคาลิตรละกี่บาทแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานการอัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 14 มิถุนายน 2569 กลุ่มเบนซิน, แก๊สโซฮอล์ และดีเซล ล่าสุด จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด, บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน), บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด โดยราคาน้ำมันวันนี้ มีดังนี้

อัปเดตราคาน้ำมันวันนี้ 14 มิถุนายน 2569

ราคาน้ำมัน “บางจาก” วันที่ 14 มิถุนายน 2569

  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 34.80 บาท/ลิตร
  • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 39.80 บาท/ลิตร
  • ไฮพรีเมียมดีเซล พลัส อยู่ที่ 55.25 บาท/ลิตร
  • ไฮพรีเมียม 98 พลัส อยู่ที่ 53.44 บาท/ลิตร
  • GSH E85S EVO อยู่ที่ 33.24 บาท/ลิตร
  • GSH E20S EVO อยู่ที่ 37.30 บาท/ลิตร
  • GSH91S EVO อยู่ที่ 41.93 บาท/ลิตร
  • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.30 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมัน “ปตท.” วันที่ 14 มิถุนายน 2569

  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 34.80 บาท/ลิตร
  • ดีเซล อยู่ที่ 39.80 บาท/ลิตร
  • GSH E85S EVO อยู่ที่ 33.24 บาท/ลิตร
  • GSH E20S EVO อยู่ที่ 37.30 บาท/ลิตร
  • GSH91S EVO อยู่ที่ 41.93 บาท/ลิตร
  • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.30 บาท/ลิตร
  • เบนซิน อยู่ที่ 51.89 บาท/ลิตร
  • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 55.25 บาท/ลิตร
  • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 50.99 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “เชลล์” วันที่ 14 มิถุนายน 2569

  • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 37.80 บาท/ลิตร
  • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 42.43 บาท/ลิตร
  • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 42.80 บาท/ลิตร
  • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
  • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 39.80 บาท/ลิตร
  • เชลล์ ดีเซล B20 อยู่ที่ 34.80 บาท/ลิตร
  • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “พีที” วันที่ 14 มิถุนายน 2569

  • ดีเซล อยู่ที่ 39.80 บาท/ลิตร
  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 34.80 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 42.30 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 41.93 บาท/ลิตร
  • เบนซิน อยู่ที่ 52.39 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 37.30 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “ซัสโก้” วันที่ 14 มิถุนายน 2569

  • ดีเซล อยู่ที่ 39.80 บาท/ลิตร
  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 34.80 บาท/ลิตร
  • เบนซิน 95 อยู่ที่ 52.04 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 42.30 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 41.93 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 37.30 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “คาลเท็กซ์” วันที่ 14 มิถุนายน 2569

  • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 53.41 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 42.30 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 41.93 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 37.30 บาท/ลิตร
  • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 39.80 บาท/ลิตร
  • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 55.25 บาท/ลิตร
  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 34.80 บาท/ลิตร

อย่างไรก็ตาม ราคาข้างต้นเป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งอาจมีความแตกต่างในแต่ละพื้นที่.

สหรัฐฯ เร่งล่าตัว คนร้ายขโมยอุปกรณ์ทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกฟุตบอลโลก

สหรัฐฯ เร่งล่าตัว คนร้ายขโมยอุปกรณ์ทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกฟุตบอลโลก

14 มิ.ย. 2569 05:46 น.

สหรัฐฯ เร่งล่าตัว คนร้ายขโมยอุปกรณ์ทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกฟุตบอลโลก

ทางการสหรัฐฯ ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับรัฐ และระดับรัฐบาลกลาง กำลังเร่งสืบสวนหลังอุปกรณ์กีฬาของทีมฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ ซึ่งกำลังเตรียมตัวแข่งฟุตบอลโลก ถูกขโมยไประหว่างการขนส่ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน อ้างการเปิดเผยของนาย ควินตัน ลูคัส นายกเทศมนตรีเมืองแคนซัสซิตี รัฐมิสซูรี ว่า เจ้าหน้าที่ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับรัฐ และระดับรัฐบาลกลาง กำลังเร่งสืบสวน หลังจากอุปกรณ์ต่างๆ ของทีมฟุตบอลทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกบอลโลก 2026 ถูกขโมยไปก่อนที่ทัพนักเตะจะเดินทางมาถึงแคมป์ฝึกซ้อมเมื่อวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา

สำนักข่าว BBC รายงานว่า สิ่งของที่ถูกขโมยไปนั้นรวมถึงลูกฟุตบอลและรองเท้าสตั๊ด โดยคนร้ายได้งัดแงะเข้าไปในรถยนต์ที่ใช้ขนส่งอุปกรณ์ไปยังศูนย์ฝึกซ้อม “สโวป ซอกเกอร์ วิลเลจ” (Swope Soccer Village)

นายกเทศมนตรีลูคัสออกแถลงการณ์ผ่านแพลตฟอร์ม X ภายใต้หัวข้อ “แถลงการณ์กรณีการปล้นทรัพย์ระหว่างการขนส่งอุปกรณ์ของทีมชาติอังกฤษ”

“เมื่อวานนี้ ทางการเมืองแคนซัสซิตีได้รับแจ้งว่า ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งระหว่างการขนส่งทางบกจากรัฐฟลอริดา มายังศูนย์ฝึกซ้อมในเมืองแคนซัสซิตี ทรัพย์สินของทีมชาติอังกฤษได้ถูกขโมยไปจากยานพาหนะที่ใช้ขนส่งของทีม” ลูคัสระบุในแถลงการณ์

“เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยสาธารณะทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับรัฐ และระดับรัฐบาลกลาง กำลังร่วมมือกันเพื่อแกะรอยดูว่าสิ่งของเหล่านั้นถูกปล้นไป ณ จุดใดในสหรัฐอเมริกา รวมถึงติดตามตัวบุคคลทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยทางการจะแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมให้ทราบในภายหลัง”

ทั้งนี้ ทีมชาติอังกฤษภายใต้การคุมทีมของ โธมัส ทูเคิล ลงฝึกซ้อมที่ศูนย์ฝึกซ้อมสโวป ซอกเกอร์ วิลเลจ เป็นครั้งแรกเมื่อเวลา 17:00 น. ของวันเสาร์ ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากย้ายมาจากค่ายเก็บตัวก่อนทัวร์นาเมนต์ในรัฐฟลอริดา

ทีมสิงโตคำรามมีโปรแกรมจะลงเตะนัดเปิดสนามในศึกฟุตบอลโลกพบกับทีมชาติโครเอเชียในวันพุธนี้ ก่อนที่จะลงแข่งขันนัดต่อ ๆ ไปในกลุ่ม L พบกับกานาและปานามา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ราชวงศ์อังกฤษ ร่วมพิธีสวนสนามฉลองวันพระราชสมภพคิงชาร์ลส์

ราชวงศ์อังกฤษ ร่วมพิธีสวนสนามฉลองวันพระราชสมภพคิงชาร์ลส์

14 มิ.ย. 2569 05:06 น.

ราชวงศ์อังกฤษ ร่วมพิธีสวนสนามฉลองวันพระราชสมภพคิงชาร์ลส์

ราชวงศ์อังกฤษร่วมพิธีสวนสนามเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 โดยที่ประชาชนจำนวนหลายพันคนมาร่วมชม

เมื่อวันเสาร์ที่ 13 มิ.ย. 2569 ประชาชนจำนวนมากได้รวมตัวกันใจกลางกรุงลอนดอนเพื่อร่วมชมพิธีสวนสนาม “ทรูปปิง เดอะ คัลเลอร์” (Trooping the Colour) เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพอย่างเป็นทางการของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

พิธีสวนสนามนี้ถือเป็นหนึ่งในรัฐพิธีและการแสดงทางทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี โดยมีไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การบินแสดงความเคารพของฝูงบินผาดแผลง “เรดแอร์โรวส์” (Red Arrows) ซึ่งพระบรมวงศานุวงศ์ได้ร่วมทอดพระเนตรจากบริเวณสีหบัญชรของพระราชวังบัคกิงแฮม

ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา เสด็จออกพร้อมด้วยเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ รวมถึงพระโอรสและพระธิดา โดยเจ้าชายหลุยส์ซึ่งมักจะทรงขโมยซีนและสร้างสีสันในอดีต ในครั้งนี้พระองค์ทรงมีพระชนมายุ 8 พรรษาและทรงอยู่ในพระอิริยาบถที่เรียบร้อยกว่าเดิม พร้อมทั้งมีปฏิสันถารกับพระบิดาและพระมารดาในขณะที่เครื่องบินบินผ่าน

ช่วงเวลาบนสีหบัญชรนี้ยังคงเป็นสิ่งเตือนใจถึงความสืบเนื่องอันมั่นคงของราชวงศ์อังกฤษ โดยสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงประทับยืนเคียงข้างกับผู้สืบทอดราชบัลลังก์ในอนาคตอีกสองพระองค์ นั่นคือเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายจอร์จ

ก่อนหน้านี้ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ทรงประทับรถม้าเปิดประทุนท่ามกลางแสงแดดจ้า เสด็จพระราชดำเนินผ่านประชาชนหลายพันคนที่มารอรับเสด็จฯ ตลอดสองข้างทางตั้งแต่พระราชวังบักกิงแฮม เลียบถนนเดอะมอลล์ (The Mall) ไปจนถึงลานพิธีสวนสนามทหารม้าองครักษ์

ทั้งนี้ ชื่อพิธี “ทรูปปิง เดอะ คัลเลอร์” มาจากคำว่า “คัลเลอร์ส” (Colours) ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้เรียกธงประจำกองพันต่าง ๆ ของกองทัพบกอังกฤษ พิธีนี้มีกำลังพลจากกองทัพมากกว่า 1,400 นาย รวมถึงม้า 200 ตัว และนักดนตรีอีก 400 คนเข้าร่วม

ในแต่ละปีจะมีการเชิญธงชัยเฉลิมพลของกองพันที่แตกต่างกันมาทำพิธีสวนสนาม โดยในปีนี้เป็นธงของกองทหารรักษาพระองค์ เกรนาเดียร์ การ์ดส์ (Grenadier Guards)

หลังจากเสร็จสิ้นพิธีสวนสนาม สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงรับการถวายความเคารพแบบกองทหารเกียรติยศสูงสุด พร้อมด้วยการยิงสลุต 41 นัด โดยกองร้อยทหารปืนใหญ่ในพระองค์

จากนั้น พระองค์ทรงเริ่มการตรวจพลสวนสนาม ซึ่งตามด้วยพิธีเชิญธงชัยเฉลิมพลประจำกองพันเดินสวนสนามผ่านแถวทหารราบรักษาพระองค์ ก่อนที่สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะทรงนำขบวนทหารรักษาพระองค์เสด็จพระราชดำเนินกลับสู่พระราชวังบักกิงแฮม ซึ่งมีการถวายความเคารพอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ดี พิธีในครั้งนี้ก็มีความโศกเศร้าปนอยู่ด้วยสำหรับกองทัพที่เข้าร่วม เนื่องจาก พลทหารปืนใหญ่ เซียรา ซัลลิแวน ที่ควรจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้ควบม้าร่วมพิธี “ทรูปปิง เดอะ คัลเลอร์” ในปีนี้ ทว่าเธอได้เสียชีวิตลงอย่างน่าสลดใจหลังประสบอุบัติเหตุตกม้าในระหว่างการแสดง Royal Windsor Horse Show เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ตลอดช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เหล่าทหารหาญจากกองร้อยทหารม้าปืนใหญ่ในพระองค์ ต่างร่วมกันจัดกิจกรรมน้อมรำลึกถึงเธอในระหว่างการเตรียมงานและพิธีต่าง ๆ ก่อนจะถึงวันเสาร์นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ออสเตรเลียปิดหาด ฉลามกัดผู้หญิงเจ็บสาหัส ที่ชายหาดซิดนีย์

ออสเตรเลียปิดหาด ฉลามกัดผู้หญิงเจ็บสาหัส ที่ชายหาดซิดนีย์

14 มิ.ย. 2569 04:01 น.

ออสเตรเลียปิดหาด ฉลามกัดผู้หญิงเจ็บสาหัส ที่ชายหาดซิดนีย์

หญิงรายหนึ่งถูกฉลามกัดบริเวณชายหาดนครซิดนีย์ จนได้รับบาดเจ็บสาหัส นับเป็นเหตุฉลามทำร้ายคนครั้งล่าสุดในออสเตรเลีย หลังมีผู้ถูกกัดเสียชีวิตไปแล้วหลายรายในปีนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างการเปิดเผยของกรมตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ ของออสเตรเลียว่า หญิงรายหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสหลังจากถูกฉลามกัดที่ชายหาด “คูจี” (Coogee) ทางตะวันออกของนครซิดนีย์ เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 13 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา นับเป็นเหตุฉลามทำร้ายคนครั้งล่าสุดในประเทศแห่งนี้

ตำรวจระบุว่า หญิงวัย 35 ปีรายดังกล่าวได้รับความช่วยเหลือจากพลเมืองดี ที่พากันนำตัวเธอขึ้นจากน้ำทะเลและเริ่มปฐมพยาบาลในทันที โดยเธอได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณแขนและขา จากนั้น เธอก็ถูกนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปยังโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

หลังเกิดเหตุ ทางการท้องถิ่นมีคำสั่งปิดชายหาดหลายแห่งในพื้นที่ดังกล่าวชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย

นิโคลา โลแกน ผู้เห็นเหตุการณ์เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า เธอเห็น “กองเลือดขนาดใหญ่” ในน้ำ จากนั้นก็เห็น “ผู้หญิงคนหนึ่งพยายามตะเกียกตะกายว่ายน้ำ มีน้ำสาดกระจายอย่างรุนแรง แล้วก็มีคนพายเซิร์ฟสกีออกไปเพื่อช่วยพาเธอเข้าฝั่ง”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่เพิ่งมีนักดำน้ำชายรายหนึ่งเสียชีวิตเมื่อสัปดาห์ก่อน จากการถูกฉลามที่คาดว่ามีความยาวถึง 4.5 เมตร กัดบริเวณชายหาดทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเพิร์ท รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย

และเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก็มีคุณพ่อลูกสองคนหนึ่งเสียชีวิตจากการถูกฉลามโจมตีใกล้กับเมืองเพิร์ทเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติในปี 2334 มีรายงานเหตุฉลามโจมตีในออสเตรเลียแล้วเกือบ 1,300 ครั้ง โดยในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 260 ราย อย่างไรก็ตาม แหล่งว่ายน้ำและจุดเล่นเซิร์ฟยอดนิยมหลายแห่งในออสเตรเลียมักจะมีมาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันและเฝ้าระวังการโจมตีจากฉลามอยู่เสมอ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ โจมตีทางอากาศสังหารผู้นำแก๊งอาชญากรรมเวเนซุเอลา

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ โจมตีทางอากาศสังหารผู้นำแก๊งอาชญากรรมเวเนซุเอลา

14 มิ.ย. 2569 02:41 น.

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ โจมตีทางอากาศสังหารผู้นำแก๊งอาชญากรรมเวเนซุเอลา

โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า กองทัพสหรัฐฯ โจมตีทางอากาศสังหารหัวหน้าแก๊ง “เทรน เด อารากวา” องค์กรอาชญากรรมรายใหญ่ได้สำเร็จ หลังจากชายคนนี้ขยายอิทธิพลองค์กรไปหลายประเทศ

เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยผ่าน Truth Social ว่า กองทัพสหรัฐฯ โจมตีทางอากาศสังหารผู้นำของ “เทรน เด อารากวา” (Tren de Aragua) แก๊งอาชญากรรมในเวเนซุเอลา ซึ่งสหรัฐฯ ประกาศให้เป็นองค์กรก่อการร้ายข้ามชาติได้สำเร็จ

“ภายใต้คำสั่งของผม กองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีทางทหารอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด จนสามารถปลิดชีพ ‘นินโญ เกร์เรโร’ ได้สำเร็จ” โพสต์ของทรัมป์ระบุ

นินโญ เกร์เรโร หรือชื่อเต็มคือ เอกตอร์ รุสเทนฟอร์ด เกร์เรโร ฟลอเรส เป็นผู้นำที่ควบคุมแก๊ง มาอย่างยาวนาน โดยแก๊งดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในกลุ่มอาชญากรอื้อฉาวที่สุดในลาตินอเมริกา และตกเป็นเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลทรัมป์

ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวหาว่ากลุ่มนี้ดำเนิน “สงครามนอกรูปแบบ” ต่อสหรัฐฯ และได้ประกาศให้แก๊งนี้เป็นองค์กรผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้โพสต์คลิปวิดีโอที่คาดว่าเป็นภาพเหตุการณ์โจมตีทางอากาศดังกล่าว ซึ่งเผยให้เห็นอาคารสีเขียวและโรงเรือนข้างเคียงถูกระเบิดจนพังยับเยิน โดยมีเศษซากปรักหักพังปลิวว่อนไปในอากาศ

ทรัมป์ระบุว่าปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้เป็นการ “ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับมิตรประเทศของเราในเวเนซุเอลา ซึ่งเรากำลังร่วมมือกันเป็นอย่างดี” ขณะเดียวกัน ทางการเวเนซุเอลาได้ออกมาสอดรับและยืนยันถึงการมีส่วนร่วมใน “ปฏิบัติการร่วม” ครั้งนี้

อนึ่ง ภายใต้การนำของเกร์เรโร แก๊งเทรน เด อารากวา ขยายอิทธิพลไปยังโคลอมเบีย เอกวาดอร์ เปรู และชิลี ทั้งยังขยายประเภทอาชญากรรมจากการรีดไถเงินจากกลุ่มผู้นำเข้าสู่ธุรกิจค้ามนุษย์เพื่อการค้าประเวณี การรับจ้างฆ่า และการเรียกค่าไถ่

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า เดิมทีแก๊งนี้เริ่มต้นจากการเป็นแก๊งในคุก ก่อนที่นินโญ เกร์เรโร จะพัฒนาจนกลายเป็น “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” ซึ่งทางสหรัฐฯ เคยตั้งเงินรางวัลนำจับมูลค่าหลายล้านดอลลาร์สำหรับผู้ที่ให้เบาะแสนำไปสู่การจับกุมเขา

เกร์เรโรใช้ชีวิตเข้าๆ ออกๆ คุกอยู่หลายปี โดยในปี 2555 เขาเคยหลบหนีออกจากคุกด้วยการติดสินบนผู้คุม ก่อนจะถูกจับกุมตัวได้อีกครั้งในปี 2556

เมื่อกลับเข้าสู่เรือนจำโตโครอน ในรัฐอารากวา ทางตอนเหนือของเวเนซุเอลา เขาได้เปลี่ยนคุกแห่งนี้ให้กลายเป็นสถานบันเทิงครบวงจร ซึ่งมีทั้งสวนสัตว์ ร้านอาหาร ไนท์คลับ โต๊ะพนัน และสระว่ายน้ำ

ต่อมาในเดือนกันยายน 2566 นิโคลัส มาดูโร ซึ่งตอนนั้นยังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ส่งกำลังทหารกว่า 11,000 นายเข้าบุกโจมตีเพื่อยึดอำนาจควบคุมเรือนจำคืน ทว่าเกร์เรโรก็สามารถหลบหนีไปได้อีกครั้ง ก่อนจะมาถูกปลิดชีพในปฏิบัติการล่าสุดนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์อ้าง ข้อตกลงกับอิหร่าน จะลงนามในวันอาทิตย์นี้

ทรัมป์อ้าง ข้อตกลงกับอิหร่าน จะลงนามในวันอาทิตย์นี้

14 มิ.ย. 2569 01:20 น.

ทรัมป์อ้าง ข้อตกลงกับอิหร่าน จะลงนามในวันอาทิตย์นี้

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความยืนยันว่า จะมีการลงนามข้อตกลงกับอิหร่านในวันอาทิตย์นี้ แม้โฆษกกระทรวงต่างประเทศของอิหร่านเพิ่งปฏิเสธเรื่องดังกล่าว

เมื่อวันเสาร์ที่ 14 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ยืนยันว่า ข้อตกลงกับอิหร่านมีกำหนดการ “ลงนามในวันพรุ่งนี้” พร้อมเสริมว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดสำหรับเรือทุกลำทันทีที่มีการลงนามข้อตกลงดังกล่าว

“ข้อตกลงของ บารัค ฮุสเซน โอบามา ที่ทำกับอิหร่าน หรือ JCPOA นั้น มันคือเส้นทางไปสู่การครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ที่แสนง่ายดาย สวยงาม และราบรื่น ซึ่งจริง ๆ แล้วอิหร่านควรจะมีมันตั้งแต่เมื่อ 6 ปีก่อน และคงจะเอามันมาใช้ไปนานก่อนหน้านี้แล้ว” ข้อความของทรัมป์ระบุ

“แต่ข้อตกลงของผมกับอิหร่านนั้นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง มันคือ “กำแพงกั้นไม่ให้มีอาวุธนิวเคลียร์!” อันที่จริง ตอนนี้พวกเขาไม่ได้ต้องการอาวุธนิวเคลียร์อีกต่อไปแล้ว และจะไม่มีวันได้ครอบครองมันด้วย ไม่ว่าจะผ่านการซื้อ การพัฒนา หรือการจัดหาด้วยวิธีอื่นใดก็ตาม”

“ข้อตกลงนี้มีกำหนดจะลงนามในวันพรุ่งนี้ (วันอาทิตย์ที่ 14 มิ.ย.) และทันทีหลังจากลงนามสำเร็จ ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดให้ทุกคนผ่านได้ ความสัมพันธ์ของเรากับอิหร่านในตอนนี้แตกต่างและดีกว่าที่รัฐบาลชุดก่อน ๆ เคยมีมาอย่างสิ้นเชิง และไม่เหมือนกับยุคโอบามาที่จ่ายเงินให้พวกเขาหลายแสนล้านดอลลาร์ รวมถึงเงินสดเป็นฟ่อนอีก 1.7 พันล้านดอลลาร์ เพราะข้อตกลงนี้จะไม่มีการแลกเปลี่ยนเงินกันแม้แต่ดอลลาร์เดียว!”

“เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมและทุกอย่างสงบลง เราจะเข้าไปขนเศษฝุ่นนิวเคลียร์ที่ฝังลึกอยู่ใต้ภูเขาหินแกรนิตอันแข็งแกร่งกลับมา ซึ่งต้องขอบคุณเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 ที่แสนสวยงามของเราและเหล่านักบินที่ชาญฉลาด จากนั้นเราจะนำมันมาลดสมรรถนะและทำลายทิ้ง ไม่ว่าจะทำในอิหร่านหรือในสหรัฐอเมริกาก็ตาม”

“เราตั้งตารอที่จะได้ร่วมงานกับอิหร่าน รวมถึงทั่วทั้งตะวันออกกลางไปอีกยาวไกลในอนาคต หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากระบวนการทั้งหมดนี้จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีอย่างรวดเร็ว ง่ายดาย และราบรื่น แต่ถ้ามันไม่เป็นเช่นนั้น เราก็ยังมีทางเลือกขั้นเด็ดขาด ซึ่งหวังว่าคงจะไม่ต้องนำมาใช้ซ้ำอีก! ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้!!! ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์”

ข้อความของนายทรัมป์ถูกโพสต์หลังจาก โฆษกกระทรวงต่างประเทศของอิหร่านออกมาปฏิเสธข่าวที่ว่าจะมีการลงนามข้อตกลงกับสหรัฐฯ ในวันอาทิตย์นี้ แต่เขาไม่ตัดความเป็นไปได้ที่การลงนามจะเกิดขึ้นภายในไม่กี่วันข้างหน้า

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (12 มิ.ย.) ว่า บันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ระบุว่าหากมีการลงนาม ข้อตกลงนี้จะเริ่มต้นกรอบเวลา 60 วันสำหรับการเจรจาใน “ระดับเทคนิค”

เจ้าหน้าที่ระบุเพิ่มเติมว่า แม้บันทึกความเข้าใจดังกล่าวจะกำหนดกรอบข้อผูกพันหลัก ๆ ที่อิหร่านต้องยอมรับ ซึ่งรวมถึงการยุติโครงการนิวเคลียร์ การกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการที่สหรัฐฯ จะเข้าไปทำลายวัสดุเสริมสมรรถนะของอิหร่าน แต่การเจรจาในระดับเทคนิคขั้นสูงต่อจากนั้น จะมุ่งเน้นไปที่รายละเอียดวิธีการนำประเด็นเหล่านั้นไปปฏิบัติและลงมือทำจริงอย่างเป็นรูปธรรม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn