สเปนจับกุมลูกชายผู้ก่อตั้งแบรนด์ Mango ต้องสงสัยเหตุบิดาตกหน้าผาเสียชีวิต

สเปนจับกุมลูกชายผู้ก่อตั้งแบรนด์ Mango ต้องสงสัยเหตุบิดาตกหน้าผาเสียชีวิต

19 พ.ค. 2569 16:29 น.

สเปนจับกุมลูกชายผู้ก่อตั้งแบรนด์ Mango ต้องสงสัยเหตุบิดาตกหน้าผาเสียชีวิต

ตำรวจสเปนบุกจับกุม “โจนาธาน อันดิก” ลูกชายคนโตของ “อิซัก อันดิก” มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งอาณาจักรเสื้อผ้าแบรนด์ดังระดับโลก Mango ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุตกหน้าผาเมื่อปี 2024 หลังพบพิรุธในคำให้การ 

สำนักงานตำรวจแห่งแคว้นกาตาลุญญา ประเทศสเปน แถลงยืนยันการจับกุม โจนาธาน อันดิก ลูกชายคนโตของ อิซัก อันดิก ผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นระดับโลก Mango หลังจากที่นายอิซักได้พลัดตกหน้าผาเสียชีวิตระหว่างการเดินป่าเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2024 ซึ่งการจับกุมในครั้งนี้เป็นการยืนยันตามรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ลา วานกวาร์เดีย 

ในวันเกิดเหตุ โจนาธานอยู่กับบิดาวัย 71 ปีเพียงลำพัง ก่อนที่เจ้าพ่อค้าปลีกแฟชั่นรายใหญ่จะพลัดตกจากที่สูงจนเสียชีวิตบริเวณใกล้กับถ้ำซัลนีเตร ในเมืองกอลบาโต ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขามอนต์เซอร์รัต ใกล้นครบาร์เซโลนา ซึ่งมีลักษณะเป็นหน้าผาสูงชันและหุบเหว

ในช่วงแรก เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอุบัติเหตุ โดยผลการสอบสวนเบื้องต้นชี้ว่านายอิซักอาจจะลื่นล้ม และผู้พิพากษาได้สั่งปิดคดีไปเมื่อเดือนมกราคม ปี 2025 เนื่องจากไม่พบหลักฐานที่ส่อถึงการกระทำความผิดทางอาญา

อย่างไรก็ตาม ทีมสืบสวนของตำรวจแคว้นกาตาลุญญา ร่วมกับอัยการและศาล ได้ตัดสินใจรื้อคดีขึ้นมาสอบสวนใหม่ในเดือนตุลาคม ปี 2025 หลังจากพบ “ความไม่สอดคล้องและข้อพิรุธหลายประการ” ในคำให้การของโจนาธาน อันดิก โดยสื่อสเปนหลายสำนักรายงานตรงกันว่า พ่อลูกคู่นี้มีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดและมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงไม่นานก่อนเกิดเหตุ

ด้านโจนาธาน อันดิก ยังคงปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของบิดา และย้ำว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุ ซึ่งเขาจะถูกนำตัวไปขึ้นศาลในเมืองมาร์ตอเรลล์ ใกล้กับเมืองบาร์เซโลนา เพื่อให้ผู้พิพากษาสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้งในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้

ขณะที่ทางครอบครัวอันดิกได้ออกแถลงการณ์แสดงความมั่นใจในความบริสุทธิ์ของโจนาธาน โดยระบุว่า “ทางครอบครัวจะยังคงให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่มีอำนาจอย่างเต็มที่เหมือนเช่นที่ผ่านมา นอกจากนี้ เราเชื่อมั่นว่ากระบวนการยุติธรรมจะสิ้นสุดลงโดยเร็วที่สุด และจะพิสูจน์ได้ว่า โจนาธาน อันดิก เป็นผู้บริสุทธิ์”

สำหรับ อิซัก อันดิก เกิดเมื่อปี 1953 ที่เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี ในครอบครัวชาวยิวเซฟาร์ดิก ก่อนจะย้ายมาตั้งรกรากที่แคว้นกาตาลุญญา ประเทศสเปน ในช่วงทศวรรษ 1960 ขณะอายุได้ 14 ปี เขาเริ่มเส้นทางสายแฟชั่นจากการขายเสื้อผ้าและรองเท้าตามตลาดนัดเมื่ออายุ 17 ปี ก่อนจะขยายกิจการเปิดร้านแฟชั่น และก่อตั้งแบรนด์ Mango ในปี 1984 จนกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจสิ่งทอที่ยิ่งใหญ่ของสเปน และสามารถแข่งขันในเวทีระดับโลกคู่กับแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Zara

ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต อิซัก อันดิก ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร (Non-Executive Chairman) ของ Mango และได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บส ว่ามีทรัพย์สินมูลค่าสูงถึง 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.5 แสนล้านบาท).

อ่านข่าว euronews / independent

ยอดตายไวรัสอีโบลาในดีอาร์คองโกพุ่งอย่างน้อย 131 ราย อนามัยโลกหารือวัคซีนทางเลือก

ยอดตายไวรัสอีโบลาในดีอาร์คองโกพุ่งอย่างน้อย 131 ราย อนามัยโลกหารือวัคซีนทางเลือก

19 พ.ค. 2569 15:50 น.

ยอดตายไวรัสอีโบลาในดีอาร์คองโกพุ่งอย่างน้อย 131 ราย อนามัยโลกหารือวัคซีนทางเลือก

การระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกทวีความรุนแรง มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 131 คน และพบผู้ต้องสงสัยติดเชื้อมากกว่า 510 ราย ขณะที่องค์การอนามัยโลกเร่งหารือแนวทางใช้วัคซีนทางเลือกรับมือการระบาดของไวรัสสายพันธุ์ที่ยังไม่มียารักษาเฉพาะ

สถานการณ์การระบาดของอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือดีอาร์คองโก กำลังสร้างความวิตกในระดับนานาชาติ หลังเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 131 คน และพบผู้ต้องสงสัยติดเชื้อมากกว่า 513 ราย

รัฐบาลดีอาร์คองโกระบุว่า ขณะนี้พบการแพร่ระบาดขยายวงกว้างมากขึ้น โดยมีรายงานผู้ป่วยในหลายพื้นที่ใหม่ ได้แก่ เมืองเนียกุนเด ในจังหวัดอิตูรี เมืองบูเตมโบ ในจังหวัดนอร์ทคิวู และเมืองโกมา ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญทางตะวันออกของประเทศ และแถลงให้ความมั่นใจแก่ประชาชนว่า ทีมบุคลากรทางการแพทย์กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อแกะรอยและตรวจสอบผู้ต้องสงสัยติดเชื้อ พร้อมขอให้ประชาชนอยู่ในความสงบและไม่ตื่นตระหนก แต่ความกังวลของภาคประชาชนยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้านองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การระบาดของอีโบลาสายพันธุ์ “บันดิบูเกียว” (Bundibugyo) เป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ” (PHEIC) แต่ระบุว่ายังไม่เข้าเกณฑ์การระบาดใหญ่ทั่วโลก (Pandemic)

หนึ่งในความท้าทายครั้งใหญ่ของวิกฤตครั้งนี้คือ ไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บันดิบูเกียว มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 40% และในปัจจุบันยัง “ไม่มีวัคซีนหรือยารักษาใดๆ ที่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ” สำหรับสายพันธุ์นี้โดยเฉพาะ ทำให้ WHO เตรียมจัดประชุมผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาทางเลือกด้านวัคซีนและมาตรการควบคุมโรคเพิ่มเติม

หนึ่งในวัคซีนที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคือ “Ervebo” ของบริษัท Merck ซึ่งเดิมใช้ป้องกันอีโบลาสายพันธุ์ซาอีร์ แต่มีผลการทดลองในสัตว์ที่บ่งชี้ว่าอาจช่วยป้องกันสายพันธุ์บันดิบูเกียวได้บางส่วน

ดร.โมโซกา ฟัลลาห์ รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาศาสตร์ของศูนย์ควบคุมโรคแอฟริกา หรือ Africa CDC ระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดก่อนตัดสินใจเลือกแนวทางรับมือที่เหมาะสมที่สุด

ขณะเดียวกันศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ (CDC) เปิดเผยว่า ยืนยันว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสนี้ข้ามพรมแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างยูกันดาแล้ว 2 ราย และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย

นอกจากนี้ ยังมีแพทย์ชาวอเมริกันติดเชื้ออีโบลาระหว่างปฏิบัติงานในคองโก โดยกลุ่มมิชชันนารีทางการแพทย์ Serge ระบุว่า ผู้ติดเชื้อคือ ดร.ปีเตอร์ สแตฟฟอร์ด ซึ่งเตรียมถูกส่งตัวไปรักษาที่ประเทศเยอรมนี ขณะที่แพทย์อีก 2 คน รวมถึงภรรยาของเขา อยู่ระหว่างกักตัวเฝ้าระวังอาการหลังสัมผัสผู้ป่วย

รายงานยังระบุว่า มีชาวอเมริกันอย่างน้อย 6 คนสัมผัสเชื้อระหว่างการระบาดครั้งนี้ โดยรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังประสานเคลื่อนย้ายบุคลากรบางส่วนไปยังพื้นที่กักกันปลอดภัย CDC ระบุว่า แม้ความเสี่ยงต่อสหรัฐฯ ยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ได้เริ่มมาตรการเฝ้าระวังเข้มงวด ทั้งการติดตามผู้เดินทางจากพื้นที่ระบาด การเพิ่มศักยภาพการตรวจหาเชื้อ และการเตรียมความพร้อมของโรงพยาบาลทั่วประเทศ

สหรัฐฯ ยังประกาศคำเตือนการเดินทางระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ห้ามประชาชนเดินทางไปยังดีอาร์คองโก ขณะที่ WHO แนะนำให้คองโกและยูกันดาเพิ่มมาตรการคัดกรองข้ามพรมแดน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสไปยังประเทศอื่น

ด้านรวันดาประกาศเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจคัดกรองตามแนวชายแดนกับคองโก ส่วนไนจีเรีย ระบุว่ากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขยังเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพิธีศพแบบดั้งเดิมที่มีการสัมผัสร่างผู้เสียชีวิต เนื่องจากเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เชื้อแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในการระบาดครั้งใหญ่ในแอฟริกาตะวันตกเมื่อปี 2014-2016 ซึ่งมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 28,600 คน และเสียชีวิตกว่า 11,000 คนทั่วโลก.

ที่มา BBC / Reuters

จีนอ่วม ฝนกระหน่ำภาคใต้-กลาง ทำน้ำท่วมดินถล่ม สังเวยแล้วอย่างน้อย 10 ศพ

จีนอ่วม ฝนกระหน่ำภาคใต้-กลาง ทำน้ำท่วมดินถล่ม สังเวยแล้วอย่างน้อย 10 ศพ

19 พ.ค. 2569 14:44 น.

จีนอ่วม ฝนกระหน่ำภาคใต้-กลาง ทำน้ำท่วมดินถล่ม สังเวยแล้วอย่างน้อย 10 ศพ

หลายมณฑลทางตอนใต้และตอนกลางของจีนเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วมรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 คน โรงเรียนและธุรกิจหลายแห่งต้องปิดทำการ ขณะที่ทางการเร่งอพยพประชาชนและประกาศเตือนภัยดินถล่ม น้ำป่า และน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่

หน่วยงานท้องถิ่นของจีนเปิดเผยว่า พายุฝนที่ตกลงมาอย่างหนักและต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค. ที่ ผ่านมา ได้ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมสูงและตัดขาดเส้นทางคมนาคมในหลายมณฑลทางตอนกลางและตอนใต้ของประเทศจีน 

โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของจีนประกาศเตือนภัยความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภัยพิบัติเกี่ยวเนื่องจากน้ำ เช่น ดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังรอการระบายในเขตเมืองหลวงและย่านชุมชน ครอบคลุมพื้นที่มณฑลเจียงซี, อันฮุย, หูหนาน, หูเป่ย, กุ้ยโจว, กว่างซี, กวางตุ้ง และเกาะไหหลำ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ยกระดับมาตรการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ประสบภัยแล้ว

ในเมืองจิงโจว มณฑลหูเป่ย ทางตอนกลางของประเทศ ระดับน้ำท่วมขังในตัวเมืองพุ่งสูงขึ้นจนถึงระดับหัวเข่าของชาวเมือง โดยคลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนแพลตฟอร์ม “โต่วอิน”  แสดงให้เห็นภาพชาวบ้านสามารถจับปลารวมถึงสัตว์น้ำที่หลุดลอยมาตามท้องถนนได้อย่างง่ายดาย ขณะที่รถยนต์จำนวนมากจมอยู่ใต้บาดาลเกือบมิดคัน ท่ามกลางตึกรามบ้านช่องและอาคารพาณิชย์ที่ถูกล้อมรอบไปด้วยมวลน้ำ

สถานีวิทยุโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน (CCTV) รายงานว่า มีผู้เสียชีวิตยืนยันแล้วอย่างน้อย 10 ราย โดยอุบัติเหตุที่ร้ายแรงที่สุดเกิดขึ้นที่เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตะวันตกเฉียงใต้ เมื่อรถกระบะคันหนึ่งที่บรรทุกผู้โดยสารมาถึง 15 คน เสียหลักพลัดตกจากถนนลงสู่แม่น้ำที่กำลังเชี่ยวกรากและเอ่อล้นเนื่องจากฝนตกหนัก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ทันทีอย่างน้อย 6 ราย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำป่าไหลหลากหลากเข้าท่วมหมู่บ้านในพื้นที่ลุ่มต่ำของมณฑลหูเป่ย์อีก 3 ราย และที่อำเภอสือเหมิน มณฑลหูหนาน อีก 1 ราย โดยในมณฑลหูหนานยังมีรายงานผู้สูญหายอีก 2 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงระดมกำลังค้นหาอย่างต่อเนื่อง

จากสภาวะน้ำท่วมขั้นรุนแรง ส่งผลให้เมืองใหญ่อย่างจิงโจวและจือเจียง ในมณฑลหูเป่ย ต้องประกาศมาตรการขั้นเด็ดขาดด้วยการสั่งระงับการเรียนการสอนในโรงเรียน หยุดสายการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม ปิดสถานประกอบการ และงดให้บริการระบบขนส่งสาธารณะชั่วคราว โดยทางการเมืองจิงโจวได้เปิดใช้งานแผนตอบสนองฉุกเฉินเพื่อควบคุมอุทกภัยระดับ 3 ตั้งแต่ช่วงเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา ในขณะที่มณฑลหูหนาน มีรายงานว่าประชาชนรวมทั้งสิ้น 18,406 ราย ได้รับการอพยพไปยังที่ปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมสิ่งของจำเป็นขั้นพื้นฐานไว้คอยรองรับ

นักอุตุนิยมวิทยาชาวจีนระบุว่า ปรากฏการณ์ฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์และครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 1,000 กิโลเมตร ในครั้งนี้ เกิดจากการปะทะและบรรจบกันของมวลความชื้นมหาศาลจากอ่าวเบงกอล ทะเลจีนใต้ และมหาสมุทรแปซิฟิก ประกอบกับกลุ่มก้อนสภาพอากาศดังกล่าวเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ จึงทำให้มีปริมาณฝนสะสมหนาแน่นจนเกิดวิกฤต ซึ่งศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของจีนคาดการณ์ว่า กลุ่มฝนรุนแรงจะค่อยๆ เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออกและทิศใต้ในช่วงสองวันนี้ โดยพื้นที่ลุ่มแม่น้ำแยงซีตอนกลางและตอนล่างจะเผชิญกับฝนตกชุกหนาแน่นที่สุด

ขณะเดียวกันที่เกาะไหหลำ ทางตอนใต้ของจีน ได้มีการประกาศเตือนภัยพิบัติทางธรณีวิทยา หลังจากเกิดเหตุภูเขาถล่มลงมาทับเส้นทางหลวงในอำเภอหลิงสุ่ย ส่งผลให้ทางการต้องสั่งปิดถนนสายหลักหลายสายเพื่อความปลอดภัย

นอกจากภัยพิบัติน้ำท่วมแล้ว ทางการในมณฑลกว่างซียังต้องรับมือกับเหตุแผ่นดินไหวขนาด 5.2 ที่เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ (18 พ.ค.) ซึ่งส่งแรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ในหลายเมือง โดยเจ้าหน้าที่ต้องเร่งจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวจำนวน 99 แห่ง เพื่อรองรับชาวบ้านมากกว่า 4,000 คน และอพยพประชาชนรวมแล้วกว่า 7,000 คนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติซ้ำซ้อนในเวลานี้.

ที่มา Global Times / Reuters

“สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด” เตรียมปลดพนักงานกว่า 7,800 ตำแหน่ง หลังนำ AI มาใช้

"สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด" เตรียมปลดพนักงานกว่า 7,800 ตำแหน่ง หลังนำ AI มาใช้

19 พ.ค. 2569 13:43 น.

“สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด” เตรียมปลดพนักงานกว่า 7,800 ตำแหน่ง หลังนำ AI มาใช้

ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดประกาศแผนลดพนักงานฝ่ายสนับสนุนกว่า 15% ภายในปี 2030 หรือราว 7,800 ตำแหน่ง หลังเร่งนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อเพิ่มผลกำไรและแข่งขันในธุรกิจธนาคารยุคใหม่

สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ธนาคารยักษ์ใหญ่ที่มีสำนักงานใหญ่ในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ได้แถลงแผนยุทธศาสตร์ระดับโลก โดยระบุว่าจะทำการปรับลดตำแหน่งงานในส่วนปฏิบัติการองค์กรและสนับสนุนลง 15% ภายในปี 2030 ซึ่งจากการคำนวณพบว่าจะส่งผลให้มีการเลิกจ้างพนักงานมากกว่า 7,800 ตำแหน่ง จากจำนวนพนักงานในกลุ่มนี้ทั้งหมดที่มีอยู่ราว 52,000 คน จากจำนวนพนักงานทั่วโลกของธนาคารที่มีอยู่เกือบ 82,000 คน

นายบิล วินเทอร์ส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เปิดเผยว่า การปรับลดพนักงานในครั้งนี้ถูกขับเคลื่อนโดยระบบอัตโนมัติและการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาประยุกต์ใช้ พร้อมระบุว่า “นี่ไม่ใช่แค่การตัดลดต้นทุนแบบธรรมดา แต่ในบางกรณีมันคือการแทนที่ทุนมนุษย์ที่มีมูลค่าต่ำ ด้วยทุนทางเงินตราและทุนเพื่อการลงทุนที่เราใส่เข้าไปต่างหาก” อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าธนาคารตั้งเป้าที่จะโยกย้ายพนักงานส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอื่นๆ ภายในองค์กรแทนหากเป็นไปได้

ธนาคารระบุในแถลงการณ์ว่า กำลังขยายขอบเขตการใช้งานจริงของระบบอัตโนมัติ การวิเคราะห์ขั้นสูง และ AI เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีความคล่องตัว ช่วยในการตัดสินใจ และเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในแง่การบริการลูกค้าและระบบการทำงานภายใน โดยศูนย์ปฏิบัติการแบ็กออฟฟิศที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจะอยู่ในเมืองเจนไนและบังกาลอร์ของอินเดีย รวมถึงในกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย และกรุงวอร์ซอของโปแลนด์

การประกาศลดพนักงานครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงปลายของแผนการดำเนินงานนับทศวรรษของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ที่ต้องการพลิกโฉมองค์กรจากธนาคารที่ตกเป็นเป้าหมายในการเข้าซื้อกิจการ ให้กลายเป็นสถาบันการเงินที่ทำกำไรได้อย่างมั่นคง โดยธนาคารได้ปรับเพิ่มเป้าหมายอัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้นที่จับต้องได้ ขึ้นไปอยู่ที่สูงกว่า 15% ในปี 2028 และคาดว่าจะขยับขึ้นไปถึงราว 18% ในปี 2030 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่

นอกจากนี้ ธนาคารยังคงมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง รวมถึงกลุ่มลูกค้าบุคคลที่มั่งคั่งและสถาบันการเงินภายใต้ฝ่ายวาณิชธนกิจและบรรษัทภิบาล โดยธนาคารได้เลื่อนเป้าหมายในการดึงดูดเงินทุนใหม่สุทธิ มูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐให้เร็วขึ้นเป็นปี 2028 จากเดิมที่ตั้งไว้ปี 2029 หลังจากที่ในไตรมาสแรกธนาคารสามารถทำรายได้จากกลุ่มธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและเงินทุนใหม่จากลูกค้าได้สูงเป็นประวัติการณ์

ข่าวดังกล่าวส่งผลให้ราคาหุ้นของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง พุ่งสูงขึ้น 2.5% ในช่วงการซื้อขายภาคเช้า สวนทางกับดัชนีฮั่งเส็งที่ค่อนข้างทรงตัวในวันเดียวกัน

สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดไม่ใช่สถาบันการเงินแห่งแรกที่ปลดพนักงานเพื่อหลีกทางให้ AI โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดีบีเอส (DBS) ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ ก็ได้ประกาศแผนปรับลดพนักงานสัญญาจ้างและพนักงานชั่วคราวราว 4,000 ตำแหน่งในช่วง 3 ปีข้างหน้าเช่นกัน

กระแสการเลิกจ้างงานที่เกี่ยวข้องกับ AI กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อคนทำงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและกลุ่มนักศึกษาจบใหม่ โดยในปีนี้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่หลายแห่งที่ทุ่มเงินมหาศาลไปกับการสร้างเครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ต่างพากันปลดพนักงานเป็นจำนวนมาก เช่น เมตา (Meta) บริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก ที่ประกาศว่าจะปรับลดพนักงานลง 10% หรือราว 8,000 ตำแหน่ง พร้อมระงับการเปิดรับสมัครงานในอีกหลายพันตำแหน่ง รวมถึง แอมะซอน (Amazon) ที่ประกาศเลิกจ้างพนักงานมากกว่า 30,000 ราย และ ออราเคิล (Oracle) ที่ปรับลดไปมากกว่า 10,000 รายในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ทั้งภาคการเงินและภาคเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังเร่งรวมโมเดล AI ขั้นสูงเข้ามาในระบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกที่ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจในปัจจุบัน.

ที่มา BBC / Reuters

สงครามอิสราเอล-ฮิซบอลเลาะห์ยังเดือด ยอดตายเลบานอนทะลุ 3,000 ศพ

สงครามอิสราเอล-ฮิซบอลเลาะห์ยังเดือด ยอดตายเลบานอนทะลุ 3,000 ศพ

19 พ.ค. 2569 12:30 น.

สงครามอิสราเอล-ฮิซบอลเลาะห์ยังเดือด ยอดตายเลบานอนทะลุ 3,000 ศพ

สถานการณ์สู้รบระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังคงรุนแรง แม้ทั้งสองฝ่ายตกลงขยายเวลาหยุดยิงออกไปอีก 45 วัน โดยกระทรวงสาธารณสุขเลบานอนเผยยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลพุ่งเกิน 3,000 คน ขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังเดินหน้าโจมตีกันต่อเนื่อง

กระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนเปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตในประเทศจากการโจมตีของกองทัพอิสราเอล นับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้พุ่งทะลุเกิน 3,000 ศพ โดยตัวเลขอย่างเป็นทางการ ณ วันจันทร์ที่ผ่านมา (18 พ.ค.) อยู่ที่ 3,020 ศพ ในจำนวนนี้รวมถึงผู้หญิง เด็ก และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์จำนวน 619 ราย ซึ่งสะท้อนว่าการสู้รบยังคงไม่มีทีท่าว่าจะลดลง แม้ว่าจะมีข้อตกลงหยุดยิงก็ตาม

ชนวนเหตุของสงครามครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม หลังจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธนิกายชีอะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ได้เปิดฉากยิงจรวดถล่มอิสราเอล เพื่อตอบโต้เหตุการณ์ที่อิสราเอลโจมตีปลิดชีพผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ท่ามกลางบริบทความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน

ตัวเลขผู้เสียชีวิตยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา  (15 พ.ค.) เลบานอนและอิสราเอลจะบรรลุข้อตกลงร่วมกันในการขยายเวลาหยุดยิงที่มีสหรัฐฯ เป็นตัวกลางออกไปอีก 45 วัน ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลาเที่ยงคืน และมีกำหนดจะกลับมาเจรจากันอีกครั้งในต้นเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงครั้งแรกที่ประกาศโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 17 เมษายน มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเฉพาะในช่วงเวลาหยุดยิงนี้แล้วกว่า 400 ศพ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างละเมิดข้อตกลงหลายครั้ง

เงื่อนไขในข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวเปิดช่องให้อิสราเอลสามารถปฏิบัติการโจมตีได้ หากอ้างว่าเป็นไปเพื่อต่อต้านกิจกรรมทางทหารของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งทางรัฐบาลเลบานอนได้ออกมาประณามการโจมตีเหล่านี้ โดยระบุว่าเป็นการทำลายความพยายามของรัฐบาลในการเข้ามาควบคุมอาวุธของกลุ่มติดอาวุธแต่เพียงผู้เดียวในประเทศ ขณะที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์เองก็แสดงท่าทีคัดค้านการที่รัฐบาลเลบานอนเข้าร่วมการเจรจาในครั้งนี้

รายงานระบุว่า นับตั้งแต่มีการประกาศขยายเวลาหยุดยิงเมื่อวันที่ 15 พ.ค. กองทัพอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีทางอากาศในเมืองและหมู่บ้านต่างๆ ทั่วทางตอนใต้ของเลบานอน รวมถึงบริเวณหุบเขาเบกา โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีหมู่บ้านมากกว่า 24 แห่ง แต่มีเพียง 9 แห่งเท่านั้นที่มีการแจ้งเตือนให้ประชาชนอพยพล่วงหน้า และล่าสุดในรอบ 24 ชั่วโมงก่อนวันจันทร์ อิสราเอลเผยว่าได้โจมตีที่ตั้งของฮิซบอลเลาะห์ไปมากกว่า 30 แห่ง พร้อมออกคำสั่งเตือนให้ชาวบ้านใน 3 หมู่บ้านทางตอนใต้อพยพออกจากพื้นที่

นอกจากนี้ แหล่งข่าวความมั่นคงของเลบานอนระบุว่า การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลใกล้กับเมืองบัลเบก ทางตะวันออกของประเทศ ได้ส่งผลให้ นายวาเอล มะห์มูด อับดุล ฮาลิม ผู้บัญชาการกลุ่มญิฮาดอิสลามปาเลสไตน์ ซึ่งเป็นพันธมิตรของฮิซบอลเลาะห์ เสียชีวิตพร้อมกับลูกสาวของเขา โดยกองทัพอิสราเอลออกมายอมรับว่าได้สังหารแกนนำรายนี้จริงและอ้างว่าได้ดำเนินมาตรการลดความเสี่ยงต่อพลเรือนแล้ว แต่ไม่มีการกล่าวถึงลูกสาวของผู้บัญชาการรายดังกล่าว

ทางกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ออกมาประกาศตอบโต้ โดยระบุว่ากองกำลังของตนได้ส่งฝูงโดรนโจมตีฆ่าตัวตาย เข้าใส่ค่ายทหารยาอารา และระบบป้องกันภัยทางอากาศไอออนโดมของอิสราเอลในพื้นที่กาลิลีทางตอนเหนือของอิสราเอล รวมถึงปฏิบัติการโจมตีกองทัพอิสราเอลในพื้นที่เลบานอนใต้หลายครั้ง ซึ่งทางกองทัพอิสราเอลยืนยันว่ามีวัตถุระเบิดและโดรนข้ามฝั่งเข้ามาในดินแดนของตนจริง

ปัจจุบัน กองกำลังภาคพื้นดินของอิสราเอลยังคงเดินหน้ายึดครองพื้นที่ชายแดนทางตอนใต้ของเลบานอน ลึกเข้ามาประมาณ 10 กิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ระบุว่าเป็น “เขตความมั่นคง” โดยอิสราเอลได้ทำการรื้อถอนและทำลายหมู่บ้านหลายแห่ง โดยอ้างวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องพื้นที่ทางตอนเหนือของอิสราเอลจากการโจมตีของนักรบฮิซบอลเลาะห์ที่แฝงตัวอยู่ในย่านชุมชน

นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นเมื่อต้นเดือนมีนาคม ฝ่ายอิสราเอลต้องสูญเสียกำลังพลทหารไปแล้ว 20 นาย และมีพลเรือนเสียชีวิต 4 ราย ขณะที่วิกฤตครั้งนี้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในระดับภูมิภาค โดยอิหร่านระบุว่า การยุติสงครามของอิสราเอลในเลบานอน ถือเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องหลักของอิหร่านในการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งในภาพรวมกับสหรัฐฯ และอิสราเอล.

ที่มา BBC / Reuters

ปลดซีอีโอสตาร์บัคส์เกาหลีใต้ หลังแคมเปญ “Tank Day” จุดกระแสเดือด โยงเหตุสังหารหมู่ควังจู

ปลดซีอีโอสตาร์บัคส์เกาหลีใต้ หลังแคมเปญ "Tank Day" จุดกระแสเดือด โยงเหตุสังหารหมู่ควังจู

19 พ.ค. 2569 11:08 น.

ปลดซีอีโอสตาร์บัคส์เกาหลีใต้ หลังแคมเปญ “Tank Day” จุดกระแสเดือด โยงเหตุสังหารหมู่ควังจู

สตาร์บัคส์เกาหลีใต้ปลดซีอีโอพ้นตำแหน่ง หลังเปิดตัวแคมเปญ “Tank Day” โปรโมตแก้วน้ำรุ่นใหม่ ตรงกับวันครบรอบเหตุลุกฮือประชาธิปไตยเมืองควังจูปี 1980 จนถูกวิจารณ์ว่าไม่เหมาะสมและกระทบความรู้สึกของเหยื่อเหตุสังหารหมู่

กลุ่มบริษัทชินเซเก (Shinsegae Group) ยักษ์ใหญ่ด้านค้าปลีกผู้ได้รับสิทธิ์บริหารและจัดการเชนร้านกาแฟสัญชาติอเมริกัน “สตาร์บัคส์” ในเกาหลีใต้ แถลงเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า ได้มีคำสั่งปลดนายซอน จองฮยอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของสตาร์บัคส์เกาหลีใต้ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีการเปิดตัวแคมเปญการตลาดที่ไร้ความเหมาะสม และสร้างความโกรธแค้นให้แก่สาธารณชนอย่างรุนแรง

ชนวนเหตุของความขัดแย้งในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการที่สตาร์บัคส์ เกาหลีใต้ ได้เปิดตัวแก้วน้ำที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้รุ่น “แทงก์ ทัมเบลอร์” เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ซึ่งตรงกับวันครบรอบเหตุการณ์ลุกฮือเพื่อประชาธิปไตยที่เมืองควังจู โดยบริษัทได้ใช้คำโปรโมตแคมเปญนี้ว่า “Tank Day” พร้อมสโลแกนประกอบว่า “วางมันลงบนโต๊ะด้วยเสียงดัง ‘ตั๊ก!’ (Tak!)”

การเลือกใช้คำว่า “Tank” (ซึ่งแปลว่า รถถัง หรือแก้วน้ำขนาดใหญ่) ในวันดังกล่าว ได้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน เนื่องจากเป็นการยั่วยุและทำให้ผู้คนนึกถึง “รถถัง” ของกองทัพทหารที่ถูกส่งมาใช้ปราบปรามกลุ่มนักศึกษาและประชาชนอย่างโหดเหี้ยม ในเหตุการณ์ลุกฮือที่เมืองกวางจูเพื่อต่อต้านการปกครองภายใต้ระบอบเผด็จการทหารของนายชอน ดูฮวาน เมื่อปี 1980 ซึ่งปีนี้ถือเป็นวันครบรอบปีที่ 46 ของโศกนาฏกรรมดังกล่าว

เหตุการณ์ปราบปรามในครั้งนั้นใช้เวลานานกว่า 10 วัน ตัวเลขอย่างเป็นทางการระบุว่ามีพลเรือนเสียชีวิต 165 ราย สูญหาย 65 ราย และอีก 376 รายเสียชีวิตในเวลาต่อมาเนื่องจากทนพิษบาดแผลไม่ไหว อย่างไรก็ตาม ประชาชนจำนวนมากเชื่อว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตที่แท้จริงนั้นสูงกว่านี้มาก และจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่าใครเป็นผู้สั่งการให้เปิดฉากยิงใส่ประชาชน ก่อนที่อดีตประธานาธิบดีชอน ดู-ฮวาน จะยอมก้าวลงจากตำแหน่งในปี 1988 ท่ามกลางกระแสเรียกร้องประชาธิปไตยที่เติบโตขึ้น

นอกจากนี้ การใช้คำว่า “ตั๊ก!” (Tak!) ในสโลแกน ก็ถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรงจากสังคมเช่นกัน เนื่องจากคำนี้ชวนให้รำลึกถึงคำแถลงที่น่าอัปยศของตำรวจเกาหลีใต้ในปี 1987 ที่พยายามปกปิดสาเหตุการเสียชีวิตของนักศึกษาผู้ประท้วงรายหนึ่งซึ่งถูกซ้อมทรมานจนเสียชีวิต โดยในเวลานั้นตำรวจอ้างหน้าตาเฉยว่า นักศึกษาคนดังกล่าวเสียชีวิตเนื่องจากหัวใจวาย หลังจากที่พนักงานสอบสวนใช้มือทุบโต๊ะจนเกิดเสียงดัง “ตั๊ก!”

ด้านประธานาธิบดี อี แจมยอง แห่งเกาหลีใต้ ซึ่งได้เดินทางไปร่วมพิธีรำลึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์กวางจูด้วยนั้น ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X แสดงความไม่พอใจต่อการตลาดในครั้งนี้ โดยระบุว่า “ผมรู้สึกโกรธแค้นกับการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมและน่าอับอายเช่นนี้ มันเป็นการหาผลประโยชน์ทางการค้าที่ปฏิเสธคุณค่าของชุมชนชาวเกาหลีใต้ สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และระบอบประชาธิปไตย แคมเปญนี้ลดทอนคุณค่าของการต่อสู้ด้วยเลือดของชาวเมืองควังจูและเหยื่อผู้สูญเสีย” พร้อมทั้งตราหน้าสตาร์บัคส์ว่าเป็นเสมือน “พ่อค้าที่เสื่อมทราม”

วิกฤตศรัทธาดังกล่าวส่งผลให้ทางสตาร์บัคส์ เกาหลีใต้ ต้องรีบถอดแคมเปญนี้ออกทันที และได้ออกแถลงการณ์ขอโทษอย่างเป็นทางการผ่านเว็บไซต์ โดยระบุว่า “เราขอค้อมศีรษะขออภัยต่อดวงวิญญาณของผู้สูญเสียในเหตุการณ์ 18 พฤษภาคมอย่างสุดซึ้ง เรารับรู้แล้วว่าการใช้คำที่เกี่ยวข้องกับการโปรโมตขายแก้วทัมเบลอร์ทางออนไลน์นั้น เป็นไปในลักษณะที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง” พร้อมให้คำมั่นว่าจะยกระดับความตระหนักรู้ทางประวัติศาสตร์และมาตรฐานจริยธรรมของพนักงานผ่านการฝึกอบรมเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

ขณะเดียวกัน นายจอง ยงจิน ประธานกลุ่มบริษัทชินเซเก ก็ได้ออกโรงแถลงการณ์ขอโทษต่อสาธารณชนด้วยตนเอง โดยระบุว่า “ในฐานะตัวแทนของกลุ่มบริษัท ผมขอขออภัยอย่างสุดซึ้ง การตลาดในครั้งนี้ได้สร้างบาดแผลที่หยั่งรากลึกให้แก่สาธารณชน ครอบครัวผู้สูญเสีย และเหยื่อจากการชุมนุมเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมทุกท่าน”.

ที่มา Reuters / AFP

“ชากีรา” ชนะคดีเลี่ยงภาษี ศาลสเปนสั่งสรรพากรคืนเงินกว่า 2 พันล้านบาท

"ชากีรา" ชนะคดีเลี่ยงภาษี ศาลสเปนสั่งสรรพากรคืนเงินกว่า 2 พันล้านบาท

19 พ.ค. 2569 10:44 น.

“ชากีรา” ชนะคดีเลี่ยงภาษี ศาลสเปนสั่งสรรพากรคืนเงินกว่า 2 พันล้านบาท

ศาลสูงสเปนมีคำสั่งให้กรมสรรพากรคืนเงินกว่า 55 ล้านยูโร หรือกว่า 2 พันล้านบาทแก่ “ชากีรา” ศิลปินชื่อดังชาวโคลอมเบีย หลังชี้ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเธอพำนักในสเปนครบตามเกณฑ์เสียภาษี พร้อมยกฟ้องคดีฉ้อโกงภาษีที่ยืดเยื้อมานานกว่า 8 ปี

ศาลสูงสเปนมีคำพิพากษาตัดสินยกฟ้อง “ชากีรา” ซูเปอร์สตาร์สาวชาวโคลอมเบียวัย 49 ปี ในคดีฉ้อโกงภาษี พร้อมทั้งสั่งการให้กระทรวงการคลังสเปนจ่ายเงินคืนแก่เธอเป็นจำนวน 55 ล้านยูโร (ประมาณ 2 พันล้านบาท) พร้อมดอกเบี้ย หลังจากศาลชี้ว่าหน่วยงานจัดเก็บภาษีไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเธออาศัยอยู่ในประเทศสเปนเกิน 183 วันในปี 2011 ซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่บุคคลจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในฐานะผู้อยู่อาศัย

สำหรับเงินที่จะได้รับคืนในครั้งนี้ ประกอบด้วยภาษีเงินได้ประมาณ 24 ล้านยูโร และค่าปรับอีกเกือบ 25 ล้านยูโร ซึ่งก่อนหน้านี้ทางการสเปนระบุว่าเป็นความผิดขั้นร้ายแรง อย่างไรก็ตาม ทางกรมสรรพากรสเปนได้แถลงว่าจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาต่อไป และจะยังไม่มีการคืนเงินใดๆ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

หลังทราบคำตัดสิน ชากีราได้เปิดเผยว่า ศาลได้ช่วยคืนความยุติธรรมและพิสูจน์ความจริงให้ปรากฏเสียที หลังจากที่เธอต้องอดทนต่อการตกเป็นเป้าโจมตีของสาธารณะอย่างรุนแรง มีขบวนการที่จงใจทำลายชื่อเสียงของเธอ และต้องนอนไม่หลับมาตลอด 8 ปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพและอนามัยของครอบครัวอย่างมาก

ศาลสูงระบุว่า ค่าปรับทั้งหมดก่อนหน้านี้ถือเป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะอยู่บนพื้นฐานของ “การทึกทักไปเอง” ว่าสเปนเป็นถิ่นที่อยู่เพื่อเสียภาษีของเธอในปีภาษี 2554 ซึ่งไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ โดยจากการตรวจสอบพบว่าในปีนั้น นักร้องสาวเจ้าของเพลงฮิต “Hips Don’t Lie” พำนักอยู่ในสเปนเพียง 163 วัน ซึ่งขาดไปอีก 20 วันจึงจะเข้าเกณฑ์เสียภาษี โดยคดีนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปีภาษีอื่นๆ หลังจากนั้น

ทั้งนี้ ชากีราเคยใช้ชีวิตร่วมกับ “เคราร์ด ปิเก” อดีตนักฟุตบอลทีมชาติสเปนและสโมสรบาร์เซโลนาเป็นเวลานานกว่าทศวรรษ หลังจากพบกันในปี 2010 ระหว่างถ่ายทำมิวสิกวิดีโอเพลง “Waka Waka (This Time for Africa)” ซึ่งเป็นเพลงประจำการแข่งขันฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้

คดีนี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายคดีที่เธอถูกกรมสรรพากรสเปนยื่นฟ้อง โดยก่อนหน้านี้ในปี 2023 ชากีราได้ยอมตกลงยอมความกับอัยการสเปนในคดีฉ้อโกงภาษีช่วงปี 2012-2014 ก่อนที่จะมีการขึ้นศาล โดยเธอยอมรับข้อกล่าวหา 6 กระทงและจ่ายค่าปรับ 7.5 ล้านยูโรเพื่อจบคดี แม้จะปฏิเสธว่าไม่ได้ทำสิ่งใดผิดก็ตาม ซึ่งในตอนนั้นอัยการขู่ขังคุกเธอนานถึง 8 ปีและปรับอีก 23.8 ล้านยูโรหากถูกตัดสินว่าผิดจริง โดยเธอกล่าวว่าที่ยอมความเพราะนึกถึงผลประโยชน์สูงสุดของลูกๆ ขณะที่ในปี 2024 ศาลสเปนก็ได้สั่งยกฟ้องการสอบสวนคดีภาษีปี 2018 ของเธอเนื่องจากขาดหลักฐาน

คำตัดสินนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ชากีรากำลังเตรียมปิดฉากคอนเสิร์ตเวิลด์ทัวร์ “Women Don’t Cry Anymore” ซึ่งมีกำหนดจัดแสดงต่อเนื่องในกรุงมาดริดตั้งแต่เดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีการประกาศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เธอจะขึ้นแสดงร่วมกับ “มาดอนนา” และวง “BTS” ในช่วงพักครึ่ง ของการแข่งขันฟุตบอลโลกชายรอบชิงชนะเลิศในช่วงฤดูร้อนปีนี้อีกด้วย หลังจากที่เพิ่งสร้างปรากฏการณ์จัดคอนเสิร์ตให้เข้าชมฟรีที่ชายหาดโคปาคาบานา ในเมืองริโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล ซึ่งมีผู้เข้าร่วมชมสูงถึง 2 ล้านคนเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา.

ที่มา BBC

ทรัมป์เพิ่มยาสามัญกว่า 600 รายการในเว็บ “TrumpRx” หวังลดค่ายาให้ชาวอเมริกันก่อนเลือกตั้ง

ทรัมป์เพิ่มยาสามัญกว่า 600 รายการในเว็บ "TrumpRx"  หวังลดค่ายาให้ชาวอเมริกันก่อนเลือกตั้ง

19 พ.ค. 2569 09:43 น.

ทรัมป์เพิ่มยาสามัญกว่า 600 รายการในเว็บ “TrumpRx” หวังลดค่ายาให้ชาวอเมริกันก่อนเลือกตั้ง

ทรัมป์เอาใจชาวอเมริกัน ประกาศเพิ่มรายชื่อยามากกว่า 600 รายการ ในเว็บไซต์รวมยาราคาประหยัดของรัฐบาลสหรัฐฯ หรือ “TrumpRx” ก่อนหน้าการเลือกตั้ง หวังช่วยรับมือค่ารักษาพยาบาลและค่ายาที่พุ่งสูงขึ้น

ทรัมป์ประกาศเรื่องดังกล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าการเพิ่มรายการยาใหม่ครั้งนี้ จะทำให้จำนวนยาบนแพลตฟอร์ม TrumpRx เพิ่มขึ้นเกือบ 7 เท่า จากเดิมที่เปิดตัวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์พร้อมยากว่า 40 รายการ รวมถึงยาลดน้ำหนักชื่อดังอย่าง Ozempic และ Wegovy

รัฐบาลสหรัฐฯระบุว่า TrumpRx ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยประชาชนค้นหายาราคาถูก โดยเว็บไซต์ไม่ได้จำหน่ายยาโดยตรง แต่ทำหน้าที่เชื่อมผู้บริโภคไปยังเว็บไซต์ของบริษัทยาและร้านขายยาออนไลน์ พร้อมคูปองส่วนลดสำหรับใช้ซื้อยาตามร้านขายยาต่าง ๆ

การขยายบริการครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางการเมือง หลังพรรคเดโมแครตวิจารณ์ว่า TrumpRx เป็นเพียง นโยบายสร้างภาพ และชี้ว่ายาแบรนด์เนมหลายตัวในเว็บไซต์สามารถซื้อได้ถูกกว่าผ่านระบบประกันสุขภาพ หรือมีเวอร์ชันยาสามัญราคาต่ำกว่าจากแหล่งอื่นอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ประเด็นค่ารักษาพยาบาลและราคายา ยังถือเป็นหนึ่งในปัญหาหลักที่ชาวอเมริกันกังวลก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ โดยเฉพาะหลังสภาคองเกรสที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก มีการปรับลดงบประมาณโครงการ Medicaid และการสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนภายใต้กฎหมาย Affordable Care Act ส่งผลให้เบี้ยประกันสุขภาพของประชาชนบางส่วนพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

ทรัมป์เปิดเผยว่าการขยาย TrumpRx ครั้งนี้เกิดขึ้นได้จากความร่วมมือกับร้านขายยาออนไลน์รายใหญ่หลายแห่ง เช่น Amazon Pharmacy, GoodRx และ Cost Plus Drugs ของมหาเศรษฐีนักลงทุน Mark Cuban

ระหว่างการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวทรัมป์กล่าวว่า TrumpRx ถือเป็นความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ และเรียกแพลตฟอร์มนี้ว่าเป็นสิ่งที่ร้อนแรงที่สุดในวงการการแพทย์

นอกจาก TrumpRx แล้ว รัฐบาลทรัมป์ยังผลักดันมาตรการอื่นเพื่อลดราคายา เช่น ข้อตกลงกับบริษัทยารายใหญ่ 17 แห่ง เพื่อให้จำหน่ายยาในราคาที่เทียบเท่าหรือต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของข้อตกลงดังกล่าวยังไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ส่งผลให้สมาชิกสภานิติบัญญัติจากทั้งสองพรรคเรียกร้องให้มีการตรวจสอบสัญญาและความโปร่งใสของโครงการ.

ที่มา : Reuters

ไฟป่ารุนแรงผลาญแคลิฟอร์เนียตอนใต้ เร่งสกัดเพลิงก่อนถึงย่านชุมชน

ไฟป่ารุนแรงผลาญแคลิฟอร์เนียตอนใต้ เร่งสกัดเพลิงก่อนถึงย่านชุมชน

19 พ.ค. 2569 08:37 น.

ไฟป่ารุนแรงผลาญแคลิฟอร์เนียตอนใต้ เร่งสกัดเพลิงก่อนถึงย่านชุมชน

เกิดเหตุไฟป่าลุกลามอย่างรวดเร็วในรัฐแคลิฟอร์เนียตอนใต้ของสหรัฐฯ เผาผลาญพื้นที่ไปแล้วกว่า 455 ไร่ จนทางการต้องประกาศอพยพประชาชนบางส่วน และมีบ้านเรือนได้รับความเสียหายอย่างน้อย 1 หลัง

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระบุว่า เหตุไฟป่าเกิดขึ้นเมื่อช่วงหลังเวลา 10.00 น. ของวันจันทร์ ตามเวลาท้องถิ่น ในเมืองซิมีแวลลีย์ เขตเวนทูราเคาน์ตี ทางตะวันตกเฉียงเหนือของนครลอสแอนเจลิส

ภายในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง เพลิงได้ลุกลามอย่างรวดเร็วจนครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 455 ไร่ ท่ามกลางสภาพอากาศแห้งและลมแรง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไฟป่าขยายวงกว้าง

ภาพมุมสูงจากสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นเผยให้เห็นบ้านอย่างน้อย 1 หลังถูกไฟไหม้อย่างรุนแรง ขณะที่กลุ่มควันดำปกคลุมทั่วพื้นที่

ทางการมีคำสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่ตอนใต้ของเมืองซิมีแวลลีย์ เพื่อความปลอดภัย หลังเปลวไฟเริ่มเข้าใกล้ย่านที่พักอาศัยมากขึ้น

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและทีมกู้ภัยกำลังเร่งควบคุมสถานการณ์ เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามลงมาตามแนวลาดเขาเข้าสู่ย่านชานเมืองของเมืองเธาซันด์โอ๊กส์ ซึ่งมีประชาชนอาศัยอยู่จำนวนมาก

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่เจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนียมักขยายตัวได้อย่างรวดเร็วในช่วงอากาศร้อนและแห้ง.

ที่มา :AP

ดีอาร์คองโกเปิดศูนย์รักษาผู้ป่วยอีโบลาเพิ่ม 3 แห่ง รับมือสายพันธุ์หายาก ดับแล้วกว่า 110 ศพ

ดีอาร์คองโกเปิดศูนย์รักษาผู้ป่วยอีโบลาเพิ่ม 3 แห่ง รับมือสายพันธุ์หายาก ดับแล้วกว่า 110 ศพ

19 พ.ค. 2569 08:27 น.

ดีอาร์คองโกเปิดศูนย์รักษาผู้ป่วยอีโบลาเพิ่ม 3 แห่ง รับมือสายพันธุ์หายาก ดับแล้วกว่า 110 ศพ

ดีอาร์คองโก เตรียมเปิดศูนย์รักษาผู้ป่วยอีโบลาเพิ่ม 3 แห่ง หลังไวรัสอีโบลาสายพันธุ์หายากคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 110 ราย ขณะที่ WHO ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญพร้อมเวชภัณฑ์เข้าพื้นที่เร่งคุมสถานการณ์

สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เตรียมเปิดศูนย์รักษาผู้ป่วยอีโบลาเพิ่มอีก 3 แห่งในจังหวัดอิตูรี ทางตะวันออกของประเทศ หลังการระบาดของไวรัสอีโบลาสายพันธุ์หายากคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 110 ราย โดยเจ้าหน้าที่คองโกเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า แพทย์ชาวอเมริกันที่ปฏิบัติงานอยู่ในคองโก เป็นหนึ่งในผู้ติดเชื้อรายใหม่ของไวรัสสายพันธุ์นี้ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง 1 วัน หลังองค์การอนามัยโลกประกาศให้การระบาดของอีโบลาในคองโกเป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่นานาชาติต้องให้ความสำคัญ”

โดยล่าสุดเครื่องบินที่บรรทุกผู้เชี่ยวชาญของ WHO และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์มากกว่า 5 ตัน ลงจอดที่เมืองบูเนีย ในจังหวัดอิตูรีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการควบคุมโรคของรัฐบาลคองโก

ล่าสุด มีรายงานผู้เสียชีวิตมากกว่า 118 ราย และผู้ต้องสงสัยติดเชื้อกว่า 300 ราย ในจังหวัดอิตูรีและนอร์ทคิวู ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างยูกันดา พบผู้เสียชีวิต 1 ราย และผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีก 1 ราย

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า จำนวนผู้ติดเชื้ออาจเพิ่มสูงขึ้นอีก เนื่องจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขยังอยู่ระหว่างการเฝ้าระวังและค้นหาผู้ป่วยเพิ่มเติมในหลายพื้นที่

การระบาดครั้งนี้เชื่อมโยงกับไวรัสบุนดิบูกโย ซึ่งเป็นสายพันธุ์อีโบลาที่พบได้ยาก โดยก่อนหน้านี้เคยตรวจพบเพียง 2 ครั้งเท่านั้น คือในยูกันดาเมื่อปี 2007 และในคองโกเมื่อปี 2012

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขยืนยันการระบาดอย่างเป็นทางการเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังเกิดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตอย่างไม่ทราบสาเหตุหลายสัปดาห์ในพื้นที่เหมืองแร่ห่างไกลของเมืองมองบวาลู จังหวัดอิตูรี

สำหรับโรคอีโบลา เป็นโรคติดเชื้อรุนแรงที่แพร่กระจายได้ง่ายผ่านสารคัดหลั่งของร่างกาย เช่น อาเจียน เลือด หรืออสุจิ โดยผู้ป่วยมักมีอาการรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง ทำให้การระบาดครั้งนี้สร้างความกังวลต่อวงการสาธารณสุขทั่วโลกอีกครั้ง.

ที่มา : AP