เปิดเงื่อนไขพาร่าง “ฮลุน โซโล่” เสียชีวิตที่จอร์เจียกลับไทย ไฟลต์บิน-นิติเวช นานสุดอาจถึงเดือน

เปิดเงื่อนไขพาร่าง "ฮลุน โซโล่" เสียชีวิตที่จอร์เจียกลับไทย ไฟลต์บิน-นิติเวช นานสุดอาจถึงเดือน

30 ก.ค. 2569 16:36 น.

เปิดเงื่อนไขพาร่าง “ฮลุน โซโล่” เสียชีวิตที่จอร์เจียกลับไทย ไฟลต์บิน-นิติเวช นานสุดอาจถึงเดือน

เปิดเงื่อนไข “ฮลุน โซโล่” เสียชีวิตที่จอร์เจีย ขั้นตอนพาร่างกลับไทย ไฟลต์บิน-นิติเวช นานสุดอาจถึงเดือน คาดค่าใช้จ่ายประมาณ 200,000-250,000 บาท

จากกรณีการหายตัวไปของ “ฮลุน โซโล่” ยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยวชื่อดัง หลังเดินทางไปประเทศจอร์เจีย เมื่อ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา และไม่ได้ติดต่อกลับมาทางครอบครัวหลายวัน กระทั่งทางครอบครัวได้ต้องออกมาโพสต์ประกาศตามหาตัว ก่อนทราบข่าวร้ายว่าพบร่างฮลุน เสียชีวิตอยู่ที่โรงแรม ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด และหลังจากนี้ยังอยู่ในขั้นสืบสวน

แต่การนำร่าง “ฮลุน โซโล่” กลับไทย บนเงื่อนไขการหาข้อเท็จจริงการเสียชีวิต ยังเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ

ทีมงานข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง นายวิโรจน์ สุริยเสนีย์ ทายาทรุ่นที่ 2 และประธานกรรมการ บริษัท สุริยา ฟิวเนอรัล จำกัด (สุริยาหีบศพ) ที่มีธุรกิจในการลำเลียงร่างคนไทยที่เสียชีวิตในต่างประเทศกลับภูมิลำเนา ได้ให้ข้อมูล ถึงขั้นตอน ความซับซ้อน ค่าใช้จ่ายในการประสานงานนำร่างผู้เสียชีวิตจากประเทศจอร์เจีย กลับไทย

ขั้นตอนและความยากลำบากในการส่งตัวกลับไทย

คุณวิโรจน์ ได้เล่าถึงประสบการณ์กรณี ถ้าต้องมีการรับร่างผู้เสียชีวิตจากจอร์เจีย กลับไทย ว่า กรณีนี้จำเป็นต้องได้รับการติดต่อจากทางสถานทูตไทยที่ประเทศจอร์เจียก่อน แต่ขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงทำการเช็กไปยังสถานทูตไทยที่จอร์เจียว่าทางฝั่งนั้นทราบเรื่องแล้วหรือไม่ เพราะตามปกติแล้วทางสถานทูตเป็นผู้จัดการ และให้สถานบริการจัดการงานศพ ที่จอร์เจีย ดำเนินการก่อนในเบื้องต้น แล้วส่งร่างกลับมา โดยมีทีมงานรอรับร่างที่สนามบินในประเทศไทย

เนื่องจากสาเหตุการเสียชีวิตยังคงเป็นปริศนา จึงต้องทำการพิสูจน์ก่อนว่าเกิดจากสาเหตุใด เป็นเหตุฆาตกรรมหรือเป็นการฆ่าตัวตาย ซึ่งต้องรอให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ และหมอนิติเวชทำการสรุปคดีให้เรียบร้อย รวมถึงเสร็จสิ้นขั้นตอนพิธีการต่าง ๆ เสียก่อน จึงสามารถนำร่างส่งกลับประเทศไทยได้

เคสการตายผิดธรรมชาติในต่างประเทศ

 สำหรับเคสการเสียชีวิตที่ทางญาติยังมีข้อสงสัยในลักษณะนี้ คุณวิโรจน์ กล่าวว่า ที่ประเทศจอร์เจียเพิ่งเคยมีเป็น “เคสแรก” และขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานงานเข้ามา ยังคงรอขั้นตอนการดำเนินงานอยู่ ส่วนในประเทศอื่น ๆ ทางฝั่งยุโรปหรือตะวันออกกลาง ก็พอมีเข้ามาบ้าง เช่น ประเทศจอร์แดน หรือประเทศอียิปต์

ค่าใช้จ่ายในการส่งตัวกลับไทย

ในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการส่งร่างกลับประเทศไทย คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 200,000-250,000 บาท ต้องดูว่าทางคุณฮลุนได้ซื้อประกันภัย (Insurance) เอาไว้หรือไม่ หากมีการทำประกันไว้ ก็จะต้องตรวจสอบเงื่อนไขความคุ้มครองว่าครอบคลุมถึงบริการส่งร่างกลับประเทศ (Repatriation Service) ด้วยหรือไม่ ซึ่งหากมีประกันในส่วนนี้ ทางบริษัทประกันจะเป็นผู้รับผิดชอบและจัดการค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้ 

คปภ. ชี้ “ฮลุน” ทำประกันเดินทาง ทุน 5 ล้าน คุ้มครองอุบัติเหตุ-ฆาตกรรม

ทางด้านข้อมูลความคุ้มครองประกันภัย ในรายการโหนกระแส นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการด้านกฎหมายและตรวจสอบ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) ได้เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่า “ฮลุน โซโล่” ได้ทำประกันภัยอุบัติเหตุและการเดินทางเอาไว้จำนวน 1 ฉบับ

โดยมีหลักการคุ้มครองครอบคลุมกรณีการเกิดอุบัติเหตุ และรวมถึงกรณีการถูกฆาตกรรม แต่จะไม่คุ้มครองในกรณีการเสียชีวิตจากโรคประจำตัว ซึ่งประกันฉบับดังกล่าวมี วงเงินทุนประกันสูงถึง5,000,000 บาท

ความแตกต่างเมื่อเทียบกับประเทศอื่น

คุณวิโรจน์ มองว่า เมื่อเปรียบเทียบการส่งร่างกลับจากจอร์เจียกับประเทศอื่น ๆ มีความยากตรงที่ประเทศจอร์เจีย ไม่มีไฟลต์บินตรงกลับไทยทุกวัน บางสัปดาห์มีเพียงไฟลต์เดียวเท่านั้น จึงทำให้ติดเงื่อนไขในเรื่องของเวลา

โดยหลังจากที่กระบวนการชันสูตรเสร็จสิ้นแล้ว ยังต้องรอจัดการเรื่องเอกสารให้เรียบร้อย และต้องรอคิวเที่ยวบินว่าจะมีไฟลต์บินในวันไหน ทำให้ต้องใช้เวลานานกว่าประเทศอื่น ๆ ซึ่งประเทศที่มีไฟลต์บินเป็นประจำส่วนใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป หรือโซนเอเชีย จะใช้เวลาเพียงประมาณ 3 วัน แต่ในกรณีของเคสจอร์เจียนี้ อาจต้องใช้เวลานานถึง 20 วันขึ้นไป หรืออาจเป็นเดือน

สิ่งที่อยากฝากถึงนักเดินทาง

ทิ้งท้าย คุณวิโรจน์ได้ฝากเตือนถึงผู้ที่รักการเดินทางไปต่างประเทศว่า สถานที่ที่เราคิดว่าปลอดภัย ก็อาจไม่ได้ปลอดภัยไปเสียทุกที่ เพราะทุกแห่งล้วนมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกัน การเดินทางจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังอยู่เสมอ

และอยากแนะนำให้ทำ “ประกันภัยการเดินทาง” ที่ครอบคลุมเรื่องเจ็บป่วยและการเสียชีวิตไว้ด้วยเสมอ เพราะหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ประกันจะเข้ามาช่วยจัดการค่าใช้จ่ายทั้งหมด ไม่ทิ้งภาระหนักไว้ให้คนที่อยู่ข้างหลัง เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการส่งร่างกลับในบางประเทศสูงมาก

จีนยื่นประท้วงนิวซีแลนด์ หลัง รมว.ต่างประเทศบอก สส.เชื้อสายจีน “กลับประเทศของคุณ”

จีนยื่นประท้วงนิวซีแลนด์ หลัง รมว.ต่างประเทศบอก สส.เชื้อสายจีน "กลับประเทศของคุณ"

30 ก.ค. 2569 16:07 น.

จีนยื่นประท้วงนิวซีแลนด์ หลัง รมว.ต่างประเทศบอก สส.เชื้อสายจีน “กลับประเทศของคุณ”

รัฐบาลจีนยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการต่อนิวซีแลนด์ หลังนายวินสตัน ปีเตอร์ส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวในรัฐสภาให้ สส.เชื้อสายจีน “กลับประเทศของคุณ” ระหว่างการอภิปรายเรื่องการรับมือโควิด-19 จนถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการเหยียดเชื้อชาติ ขณะที่นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ตำหนิคำพูดดังกล่าวว่าไม่เหมาะสม ส่วนปีเตอร์สยืนยันไม่ขอถอนคำพูด โดยอ้างว่าเป็นการปกป้องประชาธิปไตยของประเทศ

สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำนิวซีแลนด์เปิดเผยว่า ได้ยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการต่อกระทรวงการต่างประเทศและการค้าของนิวซีแลนด์ จากกรณีที่นายวินสตัน ปีเตอร์ส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคนิวซีแลนด์เฟิร์สต์ กล่าวถ้อยคำพาดพิงถึงจีนระหว่างการประชุมรัฐสภา

สถานทูตจีนระบุว่า ได้แสดงความกังวลอย่างจริงจังต่อ “ถ้อยคำเชิงลบที่เกี่ยวข้องกับจีน” และเรียกร้องให้นิวซีแลนด์ดำเนินนโยบายที่เอื้อต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี มากกว่าการสร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ด้าน หวัง เสี่ยวหลง เอกอัครราชทูตจีนประจำนิวซีแลนด์ โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า แม้โดยปกติจะไม่แทรกแซงการเมืองภายในของนิวซีแลนด์ แต่ “บางครั้งคำพูดก็สะท้อนตัวผู้พูดได้มากกว่าสิ่งอื่นใด”

เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างการอภิปรายเรื่องการรับมือการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม หลังนายลอว์เรนซ์ ซู-หนาน (Lawrence Xu-Nan) สส.จากพรรคกรีน ซึ่งเกิดที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน แต่เติบโตในเมืองอ๊อกแลนด์ของนิวซีแลนด์ ซักถามปีเตอร์สว่า “คุณได้รับวัคซีนหรือไม่”

ปีเตอร์สตอบโต้ด้วยถ้อยคำรุนแรงว่า “กลับไปประเทศของคุณเถอะ” พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า “ที่นั่นพวกเขาโกหกเหมือนปลาซีกเดียว แต่ที่นี่ไม่ใช่” และยังกล่าวอีกว่า “นี่คือประชาธิปไตย ไม่ใช่แบบที่คุณคุ้นเคย กลับไปยังที่ที่คุณจากมา เจ้าคนปากมาก” คำพูดดังกล่าวสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางทั้งในและนอกสภา

คริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ซึ่งบริหารประเทศในรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคนิวซีแลนด์เฟิร์สต์ วิจารณ์คำพูดของปีเตอร์สว่าเป็นการ “เรียกร้องความสนใจ” และไม่เหมาะสม เขากล่าวย้ำว่า พรรคเนชันแนลและรัฐบาลสนับสนุนชุมชนชาวนิวซีแลนด์เชื้อสายจีน และต้องการให้ผู้แทนประชาชนมุ่งแก้ไขปัญหาที่ประชาชนเผชิญ มากกว่าการสร้างกระแสเพื่อเรียกความสนใจ

ด้าน ไซเมียน บราวน์ โฆษกด้านการหาเสียงของพรรคเนชันแนล ถึงกับระบุว่าคำพูดดังกล่าวเป็น “การเหยียดเชื้อชาติ” ขณะที่ คาร์เมล เซปูโลนี รองหัวหน้าพรรคแรงงาน เรียกร้องให้ปลดปีเตอร์สออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ โดยระบุว่า บุคคลที่ดำรงตำแหน่งสำคัญด้านการทูตไม่ควรกล่าวถ้อยคำลักษณะนี้

ด้าน ทามาธา พอล สส.พรรคกรีน กล่าวว่า หากเป็นผู้มีอำนาจ เธอจะปลดปีเตอร์สทันที พร้อมย้ำว่า “การเหยียดเชื้อชาติเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้”

แม้จะถูกวิจารณ์อย่างหนัก แต่ปีเตอร์สยืนยันไม่ถอนคำพูด พร้อมโพสต์ผ่าน X ว่า นิวซีแลนด์เป็นประเทศประชาธิปไตยที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งแตกต่างจากบางประเทศที่จำกัดเสรีภาพด้วยกำลัง เขายังเรียกผู้ที่วิจารณ์ตนว่าเป็น “คนที่แสดงความตกใจเกินเหตุ” และ “ผู้รับใช้คอมมิวนิสต์”

กระทรวงการต่างประเทศนิวซีแลนด์ระบุว่า ปีเตอร์สได้รับรายงานเกี่ยวกับการประท้วงจากสถานทูตจีนแล้ว แต่ยังคงยืนกรานว่าคำพูดของตนมีเป้าหมายเพื่อปกป้องประชาธิปไตยของนิวซีแลนด์

ลอว์เรนซ์ ซู-หนาน ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ TVNZ ว่า ปีเตอร์สกำลังใช้ชุมชนผู้อพยพเป็น “แพะรับบาป” เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากผลงานของรัฐบาล เหตุการณ์ดังกล่าวยังทำให้ เมลิสซา ดาร์บี กรรมาธิการด้านความสัมพันธ์ทางเชื้อชาติของนิวซีแลนด์ ออกมาแสดงความผิดหวัง โดยระบุว่า นักการเมืองควรตระหนักว่าคำพูดของตนส่งผลต่อสังคม และไม่ควรสร้างความแตกแยกเพื่อหวังผลทางการเมือง

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งในหลายกรณีที่นักการเมืองจากพรรคนิวซีแลนด์เฟิร์สต์ถูกวิจารณ์เรื่องการใช้ถ้อยคำเกี่ยวกับเชื้อชาติ ก่อนหน้านี้ เชน โจนส์ รองหัวหน้าพรรค เคยเปรียบเทียบข้อตกลงการค้าเสรีกับอินเดียว่าจะทำให้เกิด “สึนามิแกงบัตเตอร์ชิกเกน” ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นการดูหมิ่นชาวอินเดีย

นอกจากนี้ ปีเตอร์สและโจนส์ยังเคยถูกกดดันให้ถอนคำพูด หลังกล่าวระหว่างการอภิปรายในรัฐสภาเมื่อปีก่อนว่า “ส่งชาวเม็กซิกันกลับบ้าน” ทั้งที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ถูกพาดพิงเป็นชาวฟิลิปปินส์

จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของนิวซีแลนด์ โดยในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนกันยายน 2025 มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศสูงกว่า 41,000 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ หรือประมาณ 8 แสนล้านบาท ทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกจับตาว่าอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจระหว่างทั้งสองประเทศในระยะต่อไป.

ที่มา 1News / Reuters / AFP 

BTS บอยคอตต์ “แกรมมี” คัดค้านสาขาใหม่ Asian Pop ชี้ดนตรีไม่ควรถูกแบ่งแยกด้วยภาษา-ภูมิภาค

BTS บอยคอตต์ "แกรมมี" คัดค้านสาขาใหม่ Asian Pop ชี้ดนตรีไม่ควรถูกแบ่งแยกด้วยภาษา-ภูมิภาค

30 ก.ค. 2569 15:21 น.

BTS บอยคอตต์ “แกรมมี” คัดค้านสาขาใหม่ Asian Pop ชี้ดนตรีไม่ควรถูกแบ่งแยกด้วยภาษา-ภูมิภาค

BTS วงเคป๊อประดับโลกจากเกาหลีใต้ ประกาศไม่ส่งผลงานเข้าชิงรางวัลแกรมมี ครั้งที่ 69 ในปี 2027 เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการจัดตั้งรางวัลสาขาใหม่ “การแสดงเพลงป๊อปเอเชียยอดเยี่ยม” โดยระบุว่า ดนตรีควรถูกตัดสินจากคุณค่าของผลงาน ไม่ใช่แบ่งแยกตามภูมิภาคหรือภาษา ด้านแกรมมีแสดงความเสียใจต่อการตัดสินใจของวง พร้อมยืนยันว่ารางวัลใหม่มีขึ้นเพื่อขยายโอกาสให้ศิลปินเอเชีย ไม่ใช่แบ่งแยกการแข่งขัน

สมาชิกทั้ง 7 คนของวง BTS ได้แก่ RM, จิน (Jin), ชูก้า (Suga), เจโฮป (J-Hope), จีมิน (Jimin), วี (V) และ จองกุก (Jungkook) ได้โพสต์ข้อความลงบนอินสตาแกรมส่วนตัวพร้อมกัน เพื่อประกาศตัดสินใจครั้งสำคัญว่าจะ “ไม่ส่งผลงานเพลงใดๆ เข้าพิจารณาชิงรางวัล งานประกาศผลรางวัลแกรมมี่ ครั้งที่ 69” ที่จะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2027

ข้อความแถลงการณ์ระบุไว้ว่า “พวกเราได้ตัดสินใจที่จะไม่ส่งผลงานเข้าชิงรางวัลแกรมมีในปีนี้ พวกเราหวังว่าดนตรีจะสามารถรับฟังและได้รับความรักจากตัวตนของมันอย่างแท้จริง มากกว่าที่จะถูกแบ่งแยกด้วยภูมิภาคหรือภาษา”

การเคลื่อนไหวในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก Recording Academy ผู้จัดงานแกรมมี ได้ประกาศเพิ่มสาขารางวัลใหม่ “Best Asian Pop Music Performance” (การแสดงดนตรีป๊อปเอเชียยอดเยี่ยม) เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อมอบรางวัลให้กับผลงานเพลงจากเกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, จีน และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย โดยระบุเงื่อนไขว่าต้องมีการใช้ “ภาษาเอเชียอย่างมีนัยสำคัญ” ในบทเพลง

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขดังกล่าวกลับกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญ เนื่องจากอัลบั้มคัมแบ็กอย่าง “ARIRANG” ที่เพิ่งวางจำหน่ายหลังสมาชิกผ่านพ้นภารกิจรับรับราชการทหาร และเพลงไทเทิลอย่าง “Swim” ที่ทะยานขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard Hot 100 นั้น มีเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษเกือบ 80% ซึ่งนั่นทำให้เพลงของพวกเขาหลุดจากเกณฑ์ของสาขา Asian Pop ทันที ขณะเดียวกันแฟนเพลงทั่วโลกต่างมองว่า การตั้งสาขานี้ขึ้นมาเปรียบเสมือนการ “จัดระเบียบให้ศิลปินเอเชียไปอยู่ในกรอบเฉพาะ” เพื่อกีดกันไม่ให้เข้าไปแข่งในสาขาหลักร่วมกับศิลปินฝั่งตะวันตก

หลังการประกาศบอยคอตต์ของ BTS นายฮาร์วีย์ เมสัน จูเนียร์  ประธานบริหาร ของ Recording Academy ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้อย่างเร่งด่วน โดยระบุว่ารู้สึกเสียใจและสลดใจกับการตัดสินใจของ BTS แต่ก็เข้าใจและเคารพในฐานะคนทำเพลงด้วยกัน “ผมรู้สึกเสียใจที่ได้ยินว่า BTS เลือกที่จะไม่เข้าร่วมกระบวนการรางวัลแกรมมีในปีนี้ แต่ในฐานะผู้สร้างสรรค์ดนตรี ผมเข้าใจและเคารพการตัดสินใจของพวกเขาทั้งหมด” 

อย่างไรก็ตาม CEO ของแกรมมี่ได้ชี้แจงเพื่อแก้ข้อเข้าใจผิดว่า “การตั้งสาขา Asian Pop ขึ้นมา มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมฉลองความลึกซึ้ง ความหลากหลาย และการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของศิลปินป๊อปจากเอเชีย จิตวิญญาณของสาขานี้คือการฉายแสงสปอตไลท์ไปที่ศิลปินที่สำคัญเหล่านี้ ยิ่งมีสาขามากขึ้น ยิ่งหมายถึงผลงานของศิลปินได้รับการยอมรับมากขึ้น มันไม่ได้มีไว้เพื่อแบ่งแยก แต่มีไว้เพื่อขยายโอกาสสำหรับผู้ลงคะแนนแกรมมี่กว่า 15,000 คน”

นอกจากนี้ เมสันยังย้ำว่า การมีสาขา Asian Pop ไม่ได้ขัดขวางไม่ให้ศิลปินถูกเสนอชื่อในสาขาใหญ่ประจำปีอย่าง Album of the Year, Record of the Year หรือ Song of the Year แต่อย่างใด ศิลปินสามารถมีชื่อเข้าชิงควบคู่กันได้ทั้งสองส่วน และสถาบันยังคงพร้อมรับฟังเสียงจากประชาคมดนตรีทั่วโลกเสมอ

การประกาศปฏิเสธรางวัลแกรมมี่ของ BTS ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวเดินครั้งประวัติศาสตร์ของวงการเค-ป๊อป โดย BTS เป็นวงเคป๊อปวงแรกที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี เมื่อปี 2021 จากเพลง Dynamite ซึ่งเป็นเพลงภาษาอังกฤษเต็มรูปแบบเพลงแรกของวง นับตั้งแต่นั้น BTS ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมีอีกหลายครั้ง ทั้งในสาขา Best Pop Duo/Group Performance และ Best Music Video รวมถึงสมาชิกทั้ง 7 คนยังได้รับสิทธิ์เป็นสมาชิกผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนของ Recording Academy ตั้งแต่ปี 2019 อย่างไรก็ตาม วงยังไม่เคยคว้ารางวัลแกรมมีแม้แต่ครั้งเดียว

ทั้งนี้ การบอยคอตต์แกรมมี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการเพลงระดับโลก เพราะก่อนหน้านี้มีศิลปินระดับท็อปอย่าง The Weeknd, Drake, Frank Ocean, Morgan Wallen และ Will Smith ที่เคยปฏิเสธไม่ส่งผลงานเข้าชิงหรือปฏิเสธการร่วมงานมาแล้ว จากปัญหาเรื่องความโปร่งใส ค่านิยมที่ล้าหลัง และการแบ่งแยกชาติพันธุ์/ประเภทดนตรี

แม้จะไม่ร่วมชิงรางวัลแกรมมีในปี 2027 แต่ BTS ยังคงประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย อัลบั้ม “ARIRANG” ครองอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard 200 สองสัปดาห์ติด นอกจากนี้ การจำหน่ายบัตรคอนเสิร์ตเวิลด์ทัวร์ทั้งในเกาหลีใต้ อเมริกาเหนือ และยุโรป ก็ขายหมดภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง สะท้อนความนิยมอย่างต่อเนื่องของวงและฐานแฟนคลับทั่วโลก.

ที่มา Reuters / BBC

อินโดนีเซียสลด หนุ่มวัย 35 ปี ถูกงูเหลือมยักษ์ยาว 7 เมตร รัด-กลืนทั้งตัว ขณะเดินกลับบ้านลำพัง

อินโดนีเซียสลด หนุ่มวัย 35 ปี ถูกงูเหลือมยักษ์ยาว 7 เมตร รัด-กลืนทั้งตัว ขณะเดินกลับบ้านลำพัง

30 ก.ค. 2569 15:18 น.

อินโดนีเซียสลด หนุ่มวัย 35 ปี ถูกงูเหลือมยักษ์ยาว 7 เมตร รัด-กลืนทั้งตัว ขณะเดินกลับบ้านลำพัง

ชายชาวอินโดนีเซียวัย 35 ปี ถูกงูเหลือมยักษ์ยาวกว่า 7 เมตร รัดจนตายก่อนกลืนทั้งตัว ขณะเดินกลับบ้านเพียงลำพังหลังงานเลี้ยง ญาติออกตามหาจนพบงูท้องป่อง เมื่อผ่าท้องออกก็พบร่างผู้เสียชีวิต

เกิดเหตุสลดที่จังหวัดมาลูกูเหนือ ของอินโดนีเซียอีกแล้ว เมื่อชายวัย 35 ปี ถูกงูเหลือมยักษ์กลืนทั้งตัวระหว่างเดินกลับบ้านเพียงลำพังหลังร่วมงานสังสรรค์ ก่อนที่ชาวบ้านจะพบศพอยู่ภายในท้องงู

ผู้เสียชีวิตทราบชื่อคือ ฮาซิม ลุมเบสซี อายุ 35 ปี โดยรายงานระบุว่า เขาออกจากร้านในหมู่บ้านช่วงเวลาประมาณ 03.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 27 กรกฎาคม หลังดื่มสังสรรค์กับเพื่อน และเดินกลับบ้านในหมู่บ้านไวซาไก ผ่านเส้นทางป่าภายในเขต เปลิตา จายา โคโบ 

คาดว่างูเหลือมขนาดใหญ่ยาวประมาณ 7 เมตร น่าจะซุ่มอยู่ในพงหญ้า ก่อนพุ่งเข้าฉกขาของเขา จากนั้นใช้ลำตัวรัดจนเสียชีวิต ก่อนกลืนร่างทั้งตัว

ผู้กำกับการตำรวจหมู่เกาะซูลา เปิดเผยว่า ญาติเริ่มออกตามหาผู้เสียชีวิตในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน หลังพบว่าเขาไม่กลับบ้าน ระหว่างการค้นหา ญาติพบคราบเลือดบนพื้น รวมถึงกระเป๋าเป้ กระเป๋าสะพาย และรองเท้าแตะของผู้สูญหาย จึงรีบกลับไปแจ้งชาวบ้านให้ช่วยกันค้นหาเพิ่มเติม

ต่อมาในเวลาประมาณ 20.00 น. ชุดค้นหาพบร่องหญ้าที่ถูกกดล้มเป็นทางลึกเข้าไปในป่า เมื่อเดินตามร่องรอยไป ก็พบงูเหลือมขนาดใหญ่ที่มีลำตัวใหญ่ผิดปกติจนแทบเคลื่อนไหวไม่ได้

ชาวบ้านจึงตัดสินใจผ่าท้องงู ก่อนพบร่างของฮาซิมอยู่ภายใน โดยร่างเริ่มบวมและสีผิวเปลี่ยนไปจากการสัมผัสน้ำย่อยของงู ก่อนจะนำศพกลับไปประกอบพิธีทางศาสนา

หลังเกิดเหตุ ตำรวจหมู่เกาะซูลาได้ออกประกาศเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังเมื่อต้องเดินทางผ่านพื้นที่ป่าหรือเข้าไปทำสวน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวยังคงเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า จึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเข้าป่าเพียงลำพัง หากเป็นไปได้ควรเดินทางเป็นคู่หรือเป็นกลุ่ม เพื่อลดความเสี่ยงจากเหตุลักษณะเดียวกัน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียง 1 เดือน หลังจากเกิดเหตุงูเหลือมทำร้ายคนจนเสียชีวิตอีก 2 คดีในจังหวัดเดียวกัน

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ชายวัย 25 ปี ถูกงูเหลือมยาวประมาณ 22 ฟุต โจมตีระหว่างจอดรถจักรยานยนต์ข้างถนนดินเพื่อเดินทางไปทำงาน

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน นาง เอลิซาเบธ ยามาเลา วัย 44 ปี ถูกงูเหลือมยาว 25 ฟุต จู่โจมขณะเลี้ยงวัว โดยสามีพบร่างของเธอถูกงูกลืนเข้าไปบางส่วน ก่อนจะฆ่างูตัวดังกล่าว

มีรายงานว่างูที่ก่อเหตุเป็น งูเหลือมตาข่าย ซึ่งพบได้ทั่วไปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในป่า พื้นที่ชุ่มน้ำ คลอง รวมถึงบริเวณใกล้ชุมชน

งูชนิดนี้เป็นหนึ่งในงูที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สามารถล่าและกลืนสัตว์ขนาดใหญ่ได้หลายชนิด รวมถึงในบางกรณีสามารถรัดและกลืนมนุษย์ได้

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า อินโดนีเซียมีประชากรงูเหลือมจำนวนมาก เนื่องจากสภาพอากาศแบบร้อนชื้นและผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมเข้าไปในเขตป่า ทำให้มนุษย์กับงูเหลือมต้องเผชิญหน้ากันบ่อยครั้ง และนำไปสู่เหตุสลดเช่นนี้มากขึ้น.

ที่มา : Viralpress

เกาหลีใต้เตรียมนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ เหตุบัตรลงคะแนนไม่พอ

เกาหลีใต้เตรียมนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ เหตุบัตรลงคะแนนไม่พอ

30 ก.ค. 2569 14:46 น.

เกาหลีใต้เตรียมนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ เหตุบัตรลงคะแนนไม่พอ

พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านของเกาหลีใต้บรรลุข้อตกลงจัดตั้งคณะอัยการพิเศษ เพื่อสอบสวนกรณีบัตรลงคะแนนไม่เพียงพอในการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศเมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ที่ผ่านมา พร้อมขยายเวลาการทำงานของคณะกรรมาธิการสอบสวนรัฐสภาอีก 30 วัน เพื่อเตรียมการนับคะแนนใหม่จากหีบบัตรที่เก็บรักษาไว้ในกรุงโซล ท่ามกลางข้อสงสัยเกี่ยวกับการบริหารจัดการเลือกตั้งและความโปร่งใสของคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ

พรรคประชาธิปไตยเกาหลี และพรรคพลังประชาชน บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการผลักดันร่างกฎหมายแต่งตั้งอัยการพิเศษ เพื่อสอบสวนข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเหตุการณ์บัตรลงคะแนนเลือกตั้งไม่เพียงพอในการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศครั้งที่ 9 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน

ร่างกฎหมายดังกล่าวมีชื่อว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยการแต่งตั้งอัยการพิเศษเพื่อตรวจสอบข้อกล่าวหาการละเมิดสิทธิในการเลือกตั้งของประชาชน อันรวมถึงกรณีบัตรลงคะแนนไม่เพียงพอในการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งที่ 9” และมีกำหนดเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมใหญ่ของรัฐสภาในช่วงบ่ายวันเดียวกัน

นอกจากการเห็นชอบตั้งอัยการพิเศษแล้ว ทั้งสองพรรคยังตกลงขยายเวลาการทำงานของคณะกรรมาธิการสอบสวนกิจการคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ (NEC) ของรัฐสภาออกไปอีก 30 วัน จากเดิมที่จะสิ้นสุดในวันที่ 31 กรกฎาคม

ในช่วงเวลาที่ขยายออกไป เจ้าหน้าที่จะเตรียมความพร้อมสำหรับการ นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ จากหีบบัตรที่ถูกเก็บรักษาไว้ ณ ศูนย์นับคะแนนภายในสวนโอลิมปิก เขตซงพา กรุงโซล

ชอน จุน-โฮ รองหัวหน้าวิปรัฐบาลจากพรรคประชาธิปไตย กล่าวว่า การขยายเวลาครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อเตรียมการนับคะแนนใหม่ ขณะที่คิม ซึง-ซู รองหัวหน้าวิปฝ่ายค้านจากพรรคพลังประชาชน ระบุว่า หากกระบวนการแต่งตั้งอัยการพิเศษดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ก็ควรเชื่อมโยงการนับคะแนนใหม่เข้ากับการสอบสวนของอัยการพิเศษด้วย

ตามข้อตกลงของทั้งสองฝ่าย การสอบสวนจะครอบคลุมข้อกล่าวหาหลายด้าน ได้แก่ กรณีบัตรลงคะแนนไม่เพียงพอจนประชาชนไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้อย่างเต็มที่, ข้อสงสัยเกี่ยวกับความผิดพลาดของระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้บริหารจัดการการเลือกตั้ง รวมถึงการบันทึกข้อมูลและการคำนวณผลคะแนน, ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการบิดเบือนหรือแก้ไขสถิติการเลือกตั้ง, การดำเนินการนับคะแนนต่อไปทั้งที่เกิดปัญหาการบริหารจัดการบัตรเลือกตั้ง

นอกจากนั้นยังรวมถึงการใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือการละเมิดขั้นตอนของคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติและคณะกรรมการการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น, ปัญหาด้านความปลอดภัยของระบบบริหารจัดการการเลือกตั้ง, ข้อกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งปกปิดหรือรายงานข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วนเกี่ยวกับเหตุผิดปกติที่เกิดขึ้น และความไม่สอดคล้องกันระหว่างงบประมาณการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งกับจำนวนบัตรที่พิมพ์และจัดส่งจริง นอกจากนี้ อัยการพิเศษยังสามารถขยายผลไปยังความผิดอื่น ๆ ที่พบระหว่างการสอบสวนได้

ร่างกฎหมายกำหนดให้อัยการพิเศษมีผู้ช่วยอัยการพิเศษ 5 คน เจ้าหน้าที่สืบสวนพิเศษ 70 คน อัยการที่ได้รับการแต่งตั้งไม่เกิน 20 คน และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐที่ถูกส่งมาช่วยปฏิบัติงานไม่เกิน 70 คน

หลังได้รับการแต่งตั้ง อัยการพิเศษจะมีเวลาเตรียมการไม่เกิน 20 วัน ก่อนเริ่มการสอบสวนอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 90 วัน และสามารถขอขยายเวลาได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 30 วัน หากมีความจำเป็น ทำให้ระยะเวลาสอบสวนรวมสูงสุดอาจยาวนานถึง 150 วัน

สำหรับกระบวนการคัดเลือกอัยการพิเศษ ทั้งสองพรรคได้ตกลงกันก่อนหน้านี้ให้จัดตั้ง คณะกรรมการสรรหาตัวแทนประชาชน ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกที่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเสนอฝ่ายละ 3 คน

คณะกรรมการดังกล่าวจะพิจารณารายชื่อผู้ได้รับการเสนอจากเนติบัณฑิตยสภาเกาหลีและสภาคณบดีคณะนิติศาสตร์ ก่อนคัดเลือกผู้เหมาะสม 2 คน เสนอให้นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีพิจารณาแต่งตั้งอัยการพิเศษ 1 คน

กรณีบัตรลงคะแนนไม่เพียงพอในการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในเกาหลีใต้ และนำไปสู่ข้อเรียกร้องให้ตรวจสอบการดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติอย่างละเอียด

การที่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันทั้งในเรื่องการตั้งอัยการพิเศษและการเตรียมนับคะแนนใหม่ ถือเป็นความพยายามสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเลือกตั้ง และคลี่คลายข้อสงสัยของสาธารณชนเกี่ยวกับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งในประเทศ.

ที่มา The Chosun Daily / NEWSIS.COM

“โค้ชฮง” อดีตกุนซือเกาหลีใต้ ถูกสภาฯ ไต่สวนหนัก เหตุทีมชาติตกรอบแรกฟุตบอลโลก

"โค้ชฮง" อดีตกุนซือเกาหลีใต้ ถูกสภาฯ ไต่สวนหนัก เหตุทีมชาติตกรอบแรกฟุตบอลโลก

30 ก.ค. 2569 13:13 น.

“โค้ชฮง” อดีตกุนซือเกาหลีใต้ ถูกสภาฯ ไต่สวนหนัก เหตุทีมชาติตกรอบแรกฟุตบอลโลก

“ฮง มยอง-โบ” อดีตหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติเกาหลีใต้ และอดีตนายกสมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ ถูกไต่สวนอย่างหนัก ในการเข้าให้ปากคำต่อคณะกรรมาธิการด้านกีฬาของรัฐสภาเกาหลีใต้ เพื่อตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องความไม่โปร่งใสในการบริหารสมาคมฟุตบอล รวมถึงสาเหตุที่ทีมชาติเกาหลีใต้ตกรอบแรกฟุตบอลโลก 2026

คณะกรรมาธิการด้านกีฬาแห่งรัฐสภาเกาหลีใต้ ดำเนินการไต่สวนวันนี้ (30 ก.ค.) เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบริหารงานของสมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ (KFA) หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากปัญหาความไม่โปร่งใสในการบริหาร และผลงานอันน่าผิดหวังของทีมฟุตบอลชายในศึกฟุตบอลโลก 2026

ผู้ที่ถูกเชิญเข้าให้ปากคำในฐานะพยาน ได้แก่ ชุง มง-กยู อดีตนายกสมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ ซึ่งเพิ่งลาออกจากตำแหน่งเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม และ ฮง มยอง-โบ อดีตหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติชาย ที่ประกาศลาออกทันทีหลังทีมตกรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลโลกเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยการประชุมครั้งนี้มี อี แจ-จอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาธิปไตย (DP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล เป็นประธานคณะกรรมาธิการ

คณะกรรมาธิการระบุว่า การไต่สวนไม่ได้มุ่งเน้นเพียงผลการแข่งขันฟุตบอลโลก แต่ต้องการตรวจสอบระบบบริหารงานของ KFA ทั้งหมด รวมถึงกระบวนการแต่งตั้งหัวหน้าผู้ฝึกสอน และแนวทางการกำกับดูแลวงการฟุตบอลเกาหลีใต้ในระยะยาว

อี แจ-จอง กล่าวว่า ฟุตบอลเป็นกีฬาที่สร้างความสุขและความภาคภูมิใจให้กับชาวเกาหลีใต้มายาวนาน แต่ในช่วงที่ผ่านมา ประชาชนตั้งคำถามอย่างมากเกี่ยวกับความโปร่งใสของสมาคมฟุตบอล และต้องการเห็นการปฏิรูปองค์กรอย่างจริงจัง โดยในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 เกาหลีใต้จบอันดับในรอบแบ่งกลุ่มด้วยผลงานชนะ 1 นัด แพ้ 2 นัด ไม่สามารถผ่านเข้าสู่รอบ 32 ทีมสุดท้ายได้

ชุง มง-กยู ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้นาน 13 ปี กล่าวขอโทษต่อประชาชนและแฟนฟุตบอลสำหรับผลงานของทีมชาติ รวมถึงข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นตลอดช่วงที่เขาบริหารองค์กร เขาระบุว่า ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งได้พยายามพัฒนาวงการฟุตบอลเกาหลีใต้อย่างเต็มที่ แต่ยอมรับว่าผลงานในฟุตบอลโลกและประเด็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นสร้างความผิดหวัง พร้อมเผยว่าจะกลับไปทุ่มเทให้กับการบริหารธุรกิจของตนและทำงานเพื่อสังคมต่อไป

ด้าน ฮง มยอง-โบ กล่าวขอโทษแฟนบอล พร้อมยอมรับว่าไม่สามารถพาทีมทำผลงานได้ตามความคาดหวัง อดีตกุนซือทีมชาติเกาหลีใต้ยืนยันว่า พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดตามที่ตนทราบ และจะไม่หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

หนึ่งในประเด็นสำคัญของการไต่สวน คือกระบวนการแต่งตั้งฮง มยอง-โบ เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนเมื่อปี 2024 ซึ่งก่อนหน้านี้กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้เคยสอบสวนว่า สมาคมฟุตบอลอาจไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนการคัดเลือกที่เหมาะสม

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคพลังประชาชน ตั้งข้อสังเกตว่า ฮงไม่ได้ผ่านกระบวนการสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ แต่ได้รับการทาบทามจาก อี อิม-แซง ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคในขณะนั้น ระหว่างพบกันที่ร้านเบเกอรี่ใกล้บ้าน เมื่อถูกถามว่ารู้สึกอับอายกับกระบวนการแต่งตั้งหรือไม่ ฮงตอบว่า ขณะได้รับข้อเสนอ เขาเชื่อว่าทางสมาคมได้ดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างถูกต้อง และยืนยันว่าไม่เคยร้องขอสิทธิพิเศษใด ๆ

อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือข้อกล่าวหาว่าสมาคมฟุตบอลให้ความสำคัญกับศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเกาหลี (Korea University) มากเป็นพิเศษ เนื่องจากชุง มง-กยู ก็เป็นศิษย์เก่าของสถาบันแห่งนี้

ชุงชี้แจงว่า ตลอดระยะเวลาที่เขาดำรงตำแหน่ง มีการแต่งตั้งหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติชายทั้งหมด 25 คน แต่มีเพียง 1 คนเท่านั้นที่จบจากมหาวิทยาลัยโคเรีย ส่วนหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติหญิงกว่า 20 คน ไม่มีผู้ใดจบจากสถาบันดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าภาพลักษณ์ดังกล่าวทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจเช่นนั้น และกล่าวขอโทษต่อสังคม

ภายหลังความล้มเหลวในฟุตบอลโลก กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ ได้จัดตั้ง คณะกรรมการปฏิรูปฟุตบอลเกาหลี (K-Football Innovation Committee) เพื่อศึกษาแนวทางปฏิรูประบบบริหารของสมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้และยกระดับธรรมาภิบาลของวงการฟุตบอล

หนึ่งในประธานร่วมของคณะกรรมการชุดดังกล่าว คือ พัค จี-ซอง อดีตกัปตันทีมชาติเกาหลีใต้ และ รยู ซึง-มิน ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกและกีฬาเกาหลี โดยรยูเข้าร่วมการไต่สวนในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ขณะที่พัคไม่ได้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้

การไต่สวนครั้งนี้สะท้อนแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อวงการฟุตบอลเกาหลีใต้ หลังทีมชาติทำผลงานต่ำกว่าความคาดหวัง และเสียงเรียกร้องจากสังคมให้ปฏิรูประบบบริหารของสมาคมฟุตบอลอย่างจริงจัง เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของแฟนบอลและยกระดับฟุตบอลเกาหลีใต้ในอนาคต.

ที่มา Yonhap

รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มยูเครน ดับอย่างน้อย 8 ราย โปแลนด์ส่งเครื่องบินรบป้องกันน่านฟ้า

รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มยูเครน ดับอย่างน้อย 8 ราย โปแลนด์ส่งเครื่องบินรบป้องกันน่านฟ้า

30 ก.ค. 2569 12:42 น.

รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มยูเครน ดับอย่างน้อย 8 ราย โปแลนด์ส่งเครื่องบินรบป้องกันน่านฟ้า

รัสเซียเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ทั่วยูเครนด้วยขีปนาวุธและโดรน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย รวมเด็กหญิงวัย 5 และ 12 ปี บาดเจ็บอีกหลายสิบคน ขณะที่โปแลนด์ ซึ่งเป็นสมาชิกนาโต ต้องส่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นลาดตระเวนเพื่อปกป้องน่านฟ้าจากภัยคุกคามใกล้ชายแดน

กองทัพรัสเซียเปิดปฏิบัติการโจมตีด้วยขีปนาวุธพิสัยไกลและอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ต่อหลายพื้นที่ของยูเครนในช่วงเช้ามืดวันนี้ (30 ก.ค.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก

สัญญาณเตือนภัยทางอากาศดังขึ้นในเกือบทุกภูมิภาคของยูเครน โดยเกิดแรงระเบิดหลายครั้งในกรุงเคียฟ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้อาคารและพื้นที่หลายแห่ง ทางการกรุงเคียฟยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 2 ราย ขณะที่เขตทางตะวันออกของเมืองมีผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติมอีก 5 คน

ความสูญเสียรุนแรงที่สุดเกิดขึ้นที่เมืองคริฟวีริห์ บ้านเกิดของประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี เมื่อขีปนาวุธพิสัยใกล้แบบ อิสกันเดอร์-เอ็ม (Iskander-M) พุ่งตกใส่บ้านพักของครอบครัวหนึ่ง เจ้าหน้าที่ระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 6 ราย รวมถึงเด็กหญิงอายุ 5 ปี และ 12 ปี อีกทั้งมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 8 คน พร้อมเตือนว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยังคงค้นหาผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคาร

ที่เมืองลวีฟ ทางตะวันตกของยูเครน ใกล้ชายแดนโปแลนด์ ขีปนาวุธรัสเซียสร้างความเสียหายให้กับอาคารที่พักอาศัยอย่างน้อย 2 แห่ง มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 15 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากปรักหักพัง ส่วนภูมิภาคโปลตาวาทางตะวันออก มีผู้เสียชีวิตอีก 1 ราย หลังโดรนโจมตีคลังสินค้า

ด้านกองทัพโปแลนด์ประกาศส่งเครื่องบินขับไล่และเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้าขึ้นปฏิบัติการ พร้อมยกระดับความพร้อมของระบบป้องกันภัยทางอากาศและระบบเรดาร์ เพื่อป้องกันน่านฟ้าของประเทศ ท่ามกลางการโจมตีของรัสเซียที่เกิดขึ้นใกล้ชายแดน

กองทัพโปแลนด์ระบุว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการป้องกันเชิงรุก เพื่อรับมือความเสี่ยงจากการโจมตีที่อาจลุกลามเข้าสู่น่านฟ้าของประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต)

ก่อนเกิดเหตุ ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ได้เตือนว่ารัสเซียกำลังเตรียมการโจมตีครั้งใหญ่ พร้อมเรียกร้องให้พันธมิตรตะวันตกเร่งสนับสนุนระบบป้องกันขีปนาวุธเพิ่มเติม เซเลนสกีกล่าวว่า ความปลอดภัยของชาวยูเครนขึ้นอยู่กับความพร้อมของพันธมิตรในการจัดหาอาวุธป้องกันภัยทางอากาศ โดยเฉพาะขีปนาวุธสกัดกั้นของระบบแพทริออต ซึ่งยูเครนกำลังขาดแคลนอย่างหนัก

ก่อนหน้านี้ เซเลนสกีเดินทางเยือนสหรัฐ และเปิดเผยว่าได้หารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเห็นชอบในหลักการที่จะให้ยูเครนได้รับสิทธิ์ผลิตขีปนาวุธสกัดกั้นแพทริออตภายในประเทศ

ขณะเดียวกัน ทางการรัสเซียเปิดเผยว่า โดรนของยูเครนได้โจมตีคลังสินค้าของบริษัทค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ Wildberries ในเมืองเพนซา ทางตะวันตกของประเทศ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย และต้องอพยพประชาชนราว 200 คน

บริษัท Wildberries ระบุว่า ได้ปรับเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งสินค้าเพื่อบรรเทาผลกระทบ หลังคลังสินค้าหลายแห่งตกเป็นเป้าหมายโจมตีอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา โดยความเสียหายได้กระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยหลายหมื่นรายที่ใช้แพลตฟอร์มดังกล่าวในการดำเนินธุรกิจ

สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนดำเนินต่อเนื่องนับตั้งแต่รัสเซียเปิดปฏิบัติการรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 โดยทั้งสองฝ่ายต่างปฏิเสธว่าไม่ได้มุ่งโจมตีพลเรือน

อย่างไรก็ตาม องค์การสหประชาชาติระบุว่าเดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงที่มีพลเรือนเสียชีวิตในยูเครนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2022 สะท้อนถึงความรุนแรงของการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ความพยายามผลักดันการเจรจาสันติภาพจะยังดำเนินอยู่ก็ตาม.

ที่มา Reuters / AFP

สหรัฐฯ เปิดฉากถล่มหนักอิหร่าน ตอบโต้พยายามโจมตีฐานทัพในจอร์แดน

สหรัฐฯ เปิดฉากถล่มหนักอิหร่าน ตอบโต้พยายามโจมตีฐานทัพในจอร์แดน

30 ก.ค. 2569 11:30 น.

สหรัฐฯ เปิดฉากถล่มหนักอิหร่าน ตอบโต้พยายามโจมตีฐานทัพในจอร์แดน

กองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ต่อเป้าหมายของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน เพื่อตอบโต้เหตุอิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดนและเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าจะ “ตอบโต้เต็มกำลัง” ด้านสถานการณ์ความขัดแย้งลุกลามไปยังอิรักและอียิปต์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงและเพิ่มความกังวลต่อเสถียรภาพของภูมิภาค

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) แถลงว่า ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเสร็จสิ้นเมื่อเวลา 22.00 น. ของวันที่ 29 กรกฎาคม ตามเวลาท้องถิ่นกรุงวอชิงตัน หลังใช้เวลาปฏิบัติการราว 2 ชั่วโมง CENTCOM ระบุว่า ได้โจมตีเป้าหมายของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) หลายสิบแห่งทั่วอิหร่าน โดยเป้าหมายประกอบด้วย ศูนย์บัญชาการทางทหาร, ฐานขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับ (โดรน), ระบบเฝ้าระวังและป้องกันชายฝั่ง และขีดความสามารถด้านปฏิบัติการทางทะเล

กองทัพสหรัฐระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการตอบโต้ความพยายามของอิหร่านในการยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดนและเรือในช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา พร้อมยืนยันว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดขีปนาวุธทั้งหมดได้สำเร็จ

ก่อนการโจมตีไม่กี่ชั่วโมง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวที่ทำเนียบขาวว่า ถึงเวลาที่สหรัฐฯ จะตอบโต้การโจมตีของอิหร่าน “ตอนนี้ถึงตาของเราแล้ว เราจะโจมตีพวกเขาอย่างหนัก” อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังย้ำว่าสหรัฐยังคงเปิดกว้างต่อการหาทางออกผ่านการเจรจากับรัฐบาลอิหร่าน หากมีโอกาสบรรลุข้อตกลงสันติภาพ

อิหร่านยืนยันว่า ได้ยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน รวมถึงเรือในช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล พร้อมปฏิเสธข้อเสนอของโอมานที่เสนอให้ประเทศต่าง ๆ ร่วมกันบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ด้านกองกำลัง IRGC ระบุว่า การโจมตีมีเป้าหมายที่ฐานทัพอากาศและศูนย์บัญชาการของสหรัฐฯ ในจอร์แดน รวมทั้งโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ โดยอ้างว่าเรือเหล่านั้นเดินเรือผ่านเส้นทางที่ “ไม่ปลอดภัยและผิดกฎหมาย”

ก่อนหน้าการโจมตีอิหร่านหนึ่งวัน สหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียได้เปิดปฏิบัติการร่วมกันเป็นครั้งแรก โจมตีฐานที่มั่นของกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านสนับสนุนในภาคตะวันออกของอิรัก กองกำลัง Popular Mobilisation Forces (PMF) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เปิดเผยว่า มีสมาชิกเสียชีวิตอย่างน้อย 20 คน และบาดเจ็บอีก 32 คน รัฐบาลอิรักประณามการโจมตีดังกล่าวว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศ ขณะที่ทรัมป์ยืนยันว่าปฏิบัติการดังกล่าวดำเนินการโดยประสานงานกับรัฐบาลอิรัก

สำนักข่าวหลายแห่งยังรายงานว่า รัฐมนตรีกลาโหมซาอุดีอาระเบียได้เข้าพบรองประธานาธิบดีสหรัฐ เจดี แวนซ์ เพื่อขอให้รัฐบาลวอชิงตันหลีกเลี่ยงการขยายสงครามไปยังเยเมนและการโจมตีเพิ่มเติมต่อกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านหนุนหลัง

สถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะยานขึ้นเกือบ 8% ในระหว่างวัน ก่อนอ่อนตัวลงมาเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน

แม้ความตึงเครียดจะเพิ่มขึ้น แต่ข้อมูลการเดินเรือเบื้องต้นระบุว่า เรือบรรทุกสินค้าและเรือบรรทุกน้ำมันหลายสิบลำยังคงเดินทางผ่านทะเลแดง ขณะที่การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวได้รับผลกระทบจากสงครามตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

สงครามระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน โดยในขณะนั้นประธานาธิบดีทรัมป์เคยระบุว่า ปฏิบัติการจะใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการหยุดยิงชั่วคราวในเดือนมิถุนายน แต่ข้อตกลงดังกล่าวล่มลงจากการสู้รบรอบใหม่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ และจนถึงขณะนี้ ความขัดแย้งได้ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ห้า ท่ามกลางความกังวลว่าสงครามอาจขยายวงกว้างจนดึงประเทศต่าง ๆ ในตะวันออกกลางเข้าสู่ความขัดแย้งมากขึ้น และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว.

ที่มา BBC / Reuters

หนุ่มฝรั่งเศสวัย 19 ถูกปรับ 600 ดอลลาร์สิงคโปร์ หลังถ่ายคลิปเลียหลอดเครื่องขายน้ำส้ม

หนุ่มฝรั่งเศสวัย 19 ถูกปรับ 600 ดอลลาร์สิงคโปร์ หลังถ่ายคลิปเลียหลอดเครื่องขายน้ำส้ม

30 ก.ค. 2569 10:58 น.

หนุ่มฝรั่งเศสวัย 19 ถูกปรับ 600 ดอลลาร์สิงคโปร์ หลังถ่ายคลิปเลียหลอดเครื่องขายน้ำส้ม

ศาลสิงคโปร์สั่งปรับวัยรุ่นชาวฝรั่งเศส 600 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 15,600 บาท ฐานก่อความเดือดร้อนในที่สาธารณะ หลังถ่ายคลิปเลียหลอดดูดน้ำจากเครื่องจำหน่ายน้ำส้มอัตโนมัติ iJooz แล้วนำกลับไปวางในช่องจ่ายหลอด ก่อนโพสต์ลงอินสตาแกรมจนกลายเป็นไวรัล ส่งผลให้บริษัทต้องเปลี่ยนหลอดใหม่ทั้งหมด แม้ไม่มีผู้ใดนำหลอดดังกล่าวไปใช้งานก็ตาม

ศาลสิงคโปร์มีคำพิพากษาเมื่อวันนี้ (30 ก.ค.) สั่งปรับนายดิดิเยร์ กัสปาร์ โอเวน มักซีมีเลียง ชาวฝรั่งเศสวัย 19 ปี เป็นเงิน 600 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 16,500 บาท) หลังรับสารภาพในข้อหาก่อความเดือดร้อนในที่สาธารณะ จากกรณีถ่ายคลิปเลียหลอดดูดน้ำของเครื่องจำหน่ายน้ำผลไม้อัตโนมัติ iJooz แล้วนำกลับไปวางไว้ในช่องจ่ายหลอด นอกจากนี้ ศาลยังนำข้อหาทำให้ทรัพย์สินเสียหายอีก 1 กระทง มาพิจารณาประกอบการตัดสินคดีด้วย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา หลังจากนายมักซีมีเลียงไปฝึกซ้อมชกมวยที่อาคารโกลด์ฮิลล์ เซ็นเตอร์ จากนั้นได้ซื้อน้ำจากเครื่อง iJooz ก่อนหยิบหลอดออกมา เลียหลอดประมาณครึ่งหนึ่ง แล้วนำกลับไปวางในช่องจ่ายหลอด พร้อมถ่ายคลิปวิดีโอไว้ หลังจากนั้น เขาหยิบเครื่องดื่มของตนเอง นำหลอดที่เลียแล้วกลับไปใช้เอง และเดินออกจากบริเวณดังกล่าว ก่อนตัดต่อคลิปและเผยแพร่ลงในบัญชีอินสตาแกรมส่วนตัว

คลิปดังกล่าวถูกบันทึกหน้าจอโดยผู้ติดตามคนหนึ่ง ก่อนส่งต่อให้สื่อมวลชน จนกลายเป็นกระแสไวรัลและสร้างความวิตกกังวลในสังคม

อัยการระบุว่า แม้จะไม่มีประชาชนนำหลอดที่ปนเปื้อนไปใช้งาน แต่บริษัท iJooz จำเป็นต้องเปลี่ยนหลอดทั้งหมด 500 หลอด ภายในเครื่อง คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 5 ดอลลาร์สิงคโปร์

ทั้งฝ่ายอัยการและฝ่ายจำเลยเห็นพ้องกันว่า โทษปรับเป็นบทลงโทษที่เหมาะสม โดยอัยการพิจารณาถึงอายุของจำเลยและพฤติการณ์ของคดี ส่วนฝ่ายจำเลยเคยพิจารณาขอให้ศาลลงโทษด้วยการคุมประพฤติหรือมาตรการฟื้นฟูในชุมชน แต่ติดปัญหาด้านผู้ปกครองที่ต้องทำหน้าที่ดูแล เนื่องจากบิดาทำงานอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ในทางปฏิบัติ

ทนายความของจำเลยย้ำว่า ไม่มีผู้ใดใช้หลอดที่ถูกเลีย และคลิปดังกล่าวเดิมตั้งใจเผยแพร่เฉพาะในกลุ่มผู้ติดตามบนอินสตาแกรมเท่านั้น แต่มีผู้บันทึกหน้าจอและส่งต่อให้สื่อ จนกลายเป็นประเด็นสาธารณะ

ทนายยังระบุว่า ลูกความรู้สึกสำนึกผิดอย่างแท้จริง และตระหนักแล้วว่าการกระทำที่เคยมองว่าเป็นเรื่องล้อเล่น กลับส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสังคม ขณะที่ครอบครัวได้ตักเตือนให้รับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง และพร้อมชำระค่าปรับตามคำพิพากษา

ด้านผู้พิพากษา เคลลี โฮ ระบุว่า โดยหลักแล้ว ผู้กระทำผิดที่มีอายุน้อยเช่นนี้อาจเหมาะสมกับมาตรการคุมประพฤติหรือบทลงโทษในชุมชนมากกว่า แต่เมื่อพิจารณาถึงข้อจำกัดด้านการดูแลและปัญหาทางปฏิบัติ จึงเห็นว่าโทษปรับเป็นทางออกที่เหมาะสม และมีคำสั่งปรับตามจำนวนที่ฝ่ายจำเลยเสนอ

สำหรับความผิดฐานก่อความเดือดร้อนในที่สาธารณะ ตามกฎหมายสิงคโปร์ มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือทั้งจำทั้งปรับ.

ที่มา CNA

ยอดเสียชีวิตเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงในญี่ปุ่น เพิ่มเป็น 28 ศพ

ยอดเสียชีวิตเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงในญี่ปุ่น เพิ่มเป็น 28 ศพ

30 ก.ค. 2569 10:47 น.

ยอดเสียชีวิตเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงในญี่ปุ่น เพิ่มเป็น 28 ศพ

แผ่นดินไหวญี่ปุ่นคร่าชีวิตแล้ว 28 ราย เจ้าหน้าที่หลายร้อยนายยังเดินหน้าค้นหาผู้สูญหายใต้ซากห้างอิออนในจังหวัดคุมาโมโตะ ขณะที่ประชาชนหลายหมื่นครัวเรือนไร้ไฟฟ้าและน้ำประปา 

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุ แผ่นดินไหวญี่ปุ่น ขนาด 7.1 ที่เขย่าจังหวัดคุมาโมโตะ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม เพิ่มขึ้นเป็น 28 ราย แล้ว ตามการเปิดเผยของรัฐบาลญี่ปุ่นเมื่อวันพฤหัสบดี (30 ก.ค.)

นายมิโนรุ คิฮาระ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่นกล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวรวมผู้เสียชีวิตที่อยู่ระหว่างการสอบสวนว่าสาเหตุการเสียชีวิตเกี่ยวข้องกับเหตุแผ่นดินไหวหรือไม่

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยหลายร้อยนายยังคงระดมกำลังค้นหาผู้รอดชีวิตที่อาจยังติดอยู่ใต้ซากของ ห้างสรรพสินค้าอิออน ในเมืองคาชิมะ จังหวัดคุมาโมโตะ ซึ่งพังถล่มหลังเกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่

รายงานระบุว่า หลังเกิดแผ่นดินไหว ห้างอิออนได้อพยพผู้คนออกจากอาคารทั้งหมด แต่ราว 50 นาทีต่อมา ได้เกิดเหตุระเบิดรุนแรงจนตัวอาคารได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามีพนักงานจำนวนเท่าใดที่ยังติดอยู่ภายในอาคารในขณะเกิดระเบิด

ภาพจากภายในซากอาคารเผยให้เห็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยในชุดสีส้มและหมวกนิรภัยสีขาว ค่อย ๆ เดินฝ่าซากโครงเหล็กที่บิดงอ สายไฟที่ห้อยระโยงระยาง และเศษเพดานที่ถล่มลงมา เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต

นอกจากเหตุที่ห้างอิออนแล้ว เจ้าหน้าที่ยังยืนยันว่า มีผู้เสียชีวิตอีก 5 ราย จากเหตุปล่องควันของโรงงาน Nippon Paper Industries ในเมืองยัตสึชิโระพังถล่ม และยังมีผู้สูญหายอีก 4 ราย

แผ่นดินไหวครั้งนี้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างทั่วเกาะคิวชู บ้านเรือนจำนวนมากพังเสียหาย สะพานได้รับความเสียหาย และเกิดไฟไหม้หลายจุด

ล่าสุด เช้าวันพฤหัสบดี ยังมีบ้านเรือนและสถานประกอบการกว่า 22,670 แห่ง ไม่มีไฟฟ้าใช้ ขณะที่ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันพุธระบุว่า มีบ้านเรือนราว 84,000 หลัง ประสบปัญหาน้ำประปาหยุดไหล

ภาพจากสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นยังเผยให้เห็นประชาชนจำนวนมากต่อแถวซื้อน้ำดื่มและน้ำมันเชื้อเพลิง ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ขณะเดียวกัน พื้นที่ประสบภัยยังเผชิญ อาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่อง และสภาพอากาศร้อนจัด โดยคาดว่าอุณหภูมิจะสูงถึง 35 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ทางการออกประกาศเตือนความเสี่ยงจากโรคลมแดด 

แม้สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) จะวัดความรุนแรงของแผ่นดินไหวครั้งนี้ได้ที่ 6.8 แต่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นยังคงประเมินขนาดไว้ที่ 7.1

ญี่ปุ่นตั้งอยู่บนรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกหลัก 4 แผ่น บริเวณ “วงแหวนแห่งไฟ” จึงเป็นหนึ่งในประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยที่สุดในโลก โดยคิดเป็นประมาณ 18% ของแผ่นดินไหวทั้งหมดทั่วโลก

จังหวัดคุมาโมโตะเคยเผชิญแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อปี 2559 ซึ่งคร่าชีวิตประชาชน 273 ราย และมีผู้บาดเจ็บกว่า 2,800 คน

ส่วนเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 ขนาด 9.0 นอกชายฝั่งญี่ปุ่น ยังคงเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของประเทศ โดยมีผู้เสียชีวิตและสูญหายรวมประมาณ 18,500 คน อีกทั้งยังก่อให้เกิดวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะอีกด้วย.

ที่มา : channelnewsasia