ชาวฮ่องกงเเห่ขับรถไปเติมน้ำมันที่จีนเเผ่นดินใหญ่ หลังสงครามทำพิษราคาน้ำมันพุ่งสูง

ชาวฮ่องกงเเห่ขับรถไปเติมน้ำมันที่จีนเเผ่นดินใหญ่ หลังสงครามทำพิษราคาน้ำมันพุ่งสูง

19 มี.ค. 2569 16:42 น.

ชาวฮ่องกงเเห่ขับรถไปเติมน้ำมันที่จีนเเผ่นดินใหญ่ หลังสงครามทำพิษราคาน้ำมันพุ่งสูง

ชาวฮ่องกงแห่ขับรถข้ามไปเติมน้ำมันในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ หลังเหตุการณ์สงครามทำให้ราคาน้ำมันในฮ่องกงสูงขึ้นกว่าในจีน 3 เท่า

เหตุการณ์ความวุ่นวายในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ เช่นเดียวกันกับในฮ่องกงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงถึงประมาณ 140 บาทต่อลิตรในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ราคาน้ำมันอยู่ที่ 45 บาทต่อลิตร จึงทำให้ประชาชนในฮ่องกงหลายคนตัดสินใจขับรถไปเติมน้ำมันที่ประเทศจีน

ริงโก้ ลี ผู้นำระดับสูงในวงการยานยนต์ของฮ่องให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า แม้ว่าราคาน้ำมันในจีนแผ่นดินใหญ่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เเต่ก็ยังคงถูกกว่าในฮ่องกงถึง 3 เท่า 

เขายังบอกอีกว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จำนวนชาวฮ่องกงที่ขับรถไปประเทศจีนแผ่นดินใหญ่เพื่อเติมน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

หนึงในผู้ที่เดินทางไปเติมน้ำมันที่จีน ให้สัมภาษณ์ว่า ปกติเขาใช้เงินไปกับการเติมน้ำมันในฮ่องกงประมาณ 5,000 บาทต่อสัปดาห์ แต่ถ้าเขาขับรถไปเติมน้ำมันที่เมืองเซินเจิ้นเเละเมืองกวางโจว มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของประเทศจีน เขาจะใช้เงินในการเติมน้ำมัน รวมกับค่าน้ำมันในการเดินทางไปกลับอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาทต่อรอบ 

อย่างไรก็ตาม หากมองถึงค่าใช้จ่ายแฝงที่ตามมา การขับรถไปเติมน้ำมันที่จีนอาจทำให้ชาวฮ่องกงประหยัดไปเพียงนิดหน่อยเท่านั้น เพราะการจะขับรถข้ามพรมแดน จำเป็นต้องใช้ป้ายทะเบียนสองใบ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำหนดเเละการอนุมัติภายใต้โครงการเดินทางขึ้นเหนือของฮ่องกง ซึ่งทำให้การขับรถข้ามพรมเเดนนั้นมีค่าใช้จ่ายในส่วนของการข้ามพรมเเดนอยู่ประมาณ 1,000 บาท เมื่อคำนวณเเล้วชาวฮ่องกงประหยัดเงินเพียง 1,000 บาท เเต่ต้องเเลกกับการขับรถเดินทางไกล

ในขณะที่บางคนยังคงเลือกที่จะยังขับรถไปที่ประเทศจีน ไม่เพียงเเต่ไปเติมน้ำมัน แต่พวกเขาเลือกที่ซื้ออาหารเเละของใช้จำเป็นหลาย ๆ อย่าง ที่มีราคาถูกกว่าเพื่อความคุ้มค่าในการเดินทางเเต่ละครั้ง

ขณะที่ชาวฮ่องกงอีกจำนวนหนึ่งหันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือรถอีวี เพื่อประหยัดในส่วนของค่าใช้จ่ายเเละประหยัดเวลาในการเดินทางไกล.

ที่มา : CNA

รัสเซียจ่อส่งผู้หญิงไม่อยากมีลูก พบ “นักจิตวิทยา”

รัสเซียจ่อส่งผู้หญิงไม่อยากมีลูก พบ "นักจิตวิทยา"

19 มี.ค. 2569 16:29 น.

รัสเซียจ่อส่งผู้หญิงไม่อยากมีลูก พบ “นักจิตวิทยา”

รัฐบาลรัสเซียออกแนวทางปฏิบัติใหม่ด้านสาธารณสุข สั่งให้แพทย์ส่งตัวผู้หญิงที่ปฏิเสธการมีบุตรเข้าพบนักจิตวิทยาคลีนิกเพื่อ “ปรับทัศนคติ” หลังอัตราการเกิดในประเทศวิกฤตหนักแตะระดับต่ำสุดในรอบ 200 ปี ท่ามกลางภาวะสงครามที่ยืดเยื้อ

รัฐบาลรัสเซียออกแนวทางด้านสาธารณสุขฉบับใหม่ กำหนดให้ผู้หญิงที่ไม่ต้องการมีบุตร ถูกส่งต่อเข้ารับคำปรึกษากับนักจิตวิทยาคลีนิก เพื่อส่งเสริมทัศนคติเชิงบวกต่อการมีบุตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามแก้ไขวิกฤตประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง

แนวทางดังกล่าวมาจากกระทรวงสาธารณสุข โดยระบุว่า ในการตรวจสุขภาพด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ แพทย์จะสอบถามจำนวนบุตรที่ผู้หญิงต้องการมี หากคำตอบที่ได้รับคือ “ศูนย์” หรือไม่มีความประสงค์จะมีบุตร แพทย์จะได้รับคำแนะนำให้ส่งตัวคนไข้รายนั้นเข้ารับการปรึกษาจาก “นักจิตวิทยาคลีนิก” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ “สร้างทัศนคติเชิงบวกต่อการมีบุตร” ซึ่งแนวทางนี้ได้รับความเห็นชอบตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และเริ่มมีการเผยแพร่ผ่านสื่อของรัฐในสัปดาห์นี้

ประธานาธิบดีวลาดีเมียร์ ปูติน ซึ่งปกครองรัสเซียมานานกว่า 25 ปี แสดงความกังวลอย่างมากต่อปัญหาประชากรลดลง โดยเขาระบุว่านี่คือ “เรื่องของความอยู่รอดของชาติ” และเคยเตือนในปี 2024 ว่ารัสเซียอาจเผชิญกับภาวะ “สูญพันธุ์” หากไม่สามารถยกระดับอัตราการเกิดได้

ปัจจุบัน อัตราการเกิดของรัสเซียอยู่ที่ประมาณ 1.4 ต่อผู้หญิงหนึ่งคน ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 200 ปี และต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ 2.1 ซึ่งนักประชากรศาสตร์ระบุว่าเป็นระดับที่จำเป็นต่อการรักษาเสถียรภาพของจำนวนประชากร

ปัญหานี้ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา หลังจากรัสเซียส่งชายฉกรรจ์หลายแสนคนไปประจำการในแนวหน้าของสงครามยูเครน ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนประชากรวัยเจริญพันธุ์อย่างหนัก

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลรัสเซียได้ดำเนินมาตรการทางกฎหมายอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นการเกิด เช่น การคุมเข้มการทำแท้ง โดยปรับปรุงกฎระเบียบให้ทำแท้งได้ยากขึ้น รวมถึงการออกกฎหมายให้การโฆษณาหรือเผยแพร่แนวคิด “การไม่มีลูก” เป็นเรื่องผิดกฎหมาย และการเชิดชูครอบครัวที่มีลูกมากให้เป็นวีรบุรุษของชาติ พร้อมมอบสวัสดิการและเงินช่วยเหลือมหาศาล

นโยบายการส่งพบนักจิตวิทยานี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามครั้งล่าสุดของทางการรัสเซียในการแทรกแซงพื้นที่ส่วนตัวของพลเมือง เพื่อแก้ปัญหายุทธศาสตร์ระดับชาติที่กำลังสั่นคลอนอนาคตของรัสเซีย.

ที่มา AFP

ศาลอิหร่านสั่งแขวนคอ 3 นักโทษ ฐานสังหารตำรวจและก่อปฏิบัติการเอื้อประโยชน์ให้สหรัฐฯในการประท้วงใหญ่

ศาลอิหร่านสั่งแขวนคอ 3 นักโทษ ฐานสังหารตำรวจและก่อปฏิบัติการเอื้อประโยชน์ให้สหรัฐฯในการประท้วงใหญ่

19 มี.ค. 2569 16:28 น.

ศาลอิหร่านสั่งแขวนคอ 3 นักโทษ ฐานสังหารตำรวจและก่อปฏิบัติการเอื้อประโยชน์ให้สหรัฐฯในการประท้วงใหญ่

ศาลอิหร่านสั่งประหารชีวิต 3 ผู้ต้องหาฐานฆาตกรรมเจ้าหน้าที่และก่อปฏิบัติการเอื้อประโยชน์แก่สหรัฐฯ-อิสราเอล ในการชุมนุมช่วงต้นปีที่ผ่านมา ขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนเผย ยอดผู้เสียชีวิตเกิน 7 พัน

เว็บไซต์ข่าวของฝ่ายตุลาการอิหร่าน มีซาน ออนไลน์ (Mizan Online) เปิดเผยว่าทางการได้ประหารชีวิตผู้ต้องหา 3 ราย โดยการแขวนคอในช่วงเช้าวันนี้ (19 มี.ค.) หลังศาลตัดสินให้ทั้ง 3 มีความผิดจริงในข้อหาฆาตกรรมตำรวจ และก่อปฏิบัติการที่เอื้อประโยชน์แก่สหรัฐอเมริกาและระบอบไซออนิสต์ (อิสราเอล) ในระหว่างเหตุความไม่สงบท่ามกลางการชุมนุมประท้วงเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ถูกประหารชีวิตจากการกระทำผิดในฐาน “โมฮาเรเบห์” (Moharebeh) หรือการ “ก่อสงครามต่อพระเจ้า” จากการสังหารเจ้าหน้าที่ 2 นาย ระหว่างเหตุความวุ่นวายในเดือนมกราคมหรือเดือนดี (Dey) ตามปฏิทินของประเทศอิหร่าน โดยการประหารครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีความเกี่ยวข้องต่อเนื่องมาจากการประท้วงครั้งใหญ่

ชนวนเหตุการชุมนุมประท้วงครั้งนี้มาจากความไม่พอใจในค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ก่อนจะลุกลามจนกลายเป็นการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล ซึ่งเกิดความรุนแรงที่สุดในช่วงวันที่ 8-9 มกราคม ที่ผ่านมา

ด้านรัฐบาลอิหร่านยอมรับว่า เหตุความไม่สงบดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 3,000 ศพ ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและประชาชนผู้บริสุทธิ์ พร้อมกล่าวโทษว่าเหตุรุนแรงทั้งหมดเป็นฝีมือของกลุ่ม “ผู้ก่อจลาจลที่รับคำสั่งจากต่างชาติ” และการก่อการร้าย

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวสวนทางกับข้อมูลของสำนักข่าวสิทธิมนุษยชนของสหรัฐฯ (Human Rights Activists News Agency หรือ HRANA) ที่ระบุว่ายอดผู้เสียชีวิตที่ตรวจสอบได้จริงนั้นพุ่งสูงเกินกว่า 7,000 ศพแล้ว และส่วนใหญ่ในจำนวนนั้นคือกลุ่มผู้ประท้วง นอกจากนั้นจำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงอาจสูงกว่าตัวเลขนี้อีกหลายเท่าตัว เนื่องจากยังคงมีผู้สูญหาย และกระบวนการยุติธรรมในหลายพื้นที่ยังขาดความโปร่งใส.

ที่มา: The Economic Times

อินโดนีเซียรวบ 4 ทหารหน่วยข่าวกรอง คดีสาดน้ำกรดนักสิทธิมนุษยชน ปมวิจารณ์กองทัพ

อินโดนีเซียรวบ 4 ทหารหน่วยข่าวกรอง คดีสาดน้ำกรดนักสิทธิมนุษยชน ปมวิจารณ์กองทัพ

19 มี.ค. 2569 15:28 น.

อินโดนีเซียรวบ 4 ทหารหน่วยข่าวกรอง คดีสาดน้ำกรดนักสิทธิมนุษยชน ปมวิจารณ์กองทัพ

ทางการอินโดนีเซียสั่งคุมตัว 4 นายทหารต้องสงสัยพัวพันเหตุลอบสาดน้ำกรดใส่ “อันดรี ยูนุส” นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนจากกลุ่ม KontraS จนได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังออกมาวิพากษ์วิจารณ์การแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพ ด้านประธานาธิบดีปราโบโวสั่งสอบสวนอย่างโปร่งใสท่ามกลางความกังวลเรื่องการคุกคามสิทธิเสรีภาพ

เจ้าหน้าที่ตำรวจทหารอินโดนีเซียยืนยันการควบคุมตัวทหาร 4 นายสังกัดหน่วยข่าวกรอง หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีลอบทำร้ายนายอันดรี ยูนุส เจ้าหน้าที่จาก KontraS องค์กรสิทธิมนุษยชนชั้นนำที่ตรวจสอบคดีอุ้มหายในอินโดนีเซีย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่อันดรีกำลังขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านหลังจากอัดรายการพอดแคสต์เกี่ยวกับบทบาทที่เพิ่มขึ้นของกองทัพในวงการเมือง เขาถูกชายสองคนขี่รถประกบและสาดน้ำกรดเข้าใส่ ส่งผลให้ได้รับแผลไหม้รุนแรงกว่า 20% ของร่างกาย ครอบคลุมบริเวณใบหน้า หน้าอก มือ และดวงตา ซึ่งขณะนี้กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในกรุงจาการ์ตา

นายอันดรีเป็นหนึ่งในกระบอกเสียงสำคัญที่คัดค้านการแก้ไขกฎหมายทหารฉบับใหม่ที่ผ่านความเห็นชอบเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเปิดทางให้นายทหารสามารถดำรงตำแหน่งในหน่วยงานรัฐบาลได้มากขึ้น นอกจากนี้ เขายังอยู่ระหว่างการสอบสวนกรณีเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้ประชุมต่อต้านรัฐบาลในช่วงปีที่ผ่านมา โดยกลุ่มพันธมิตรภาคประชาสังคมเปิดเผยว่า อันดรีได้รับคำขู่และถูกคุกคามในรูปแบบต่างๆ มาโดยตลอดในช่วงหลายวันก่อนเกิดเหตุ

นายโฟลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์นี้ โดยมองว่าเป็นการ “พยายามปิดปากผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐ” ขณะที่กลุ่มนักสิทธิมนุษยชนเรียกร้องให้ประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต อดีตนายพลผู้ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ จัดตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาสอบสวนคดีนี้

ล่าสุด โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีระบุว่า ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ได้สั่งการให้มีการสอบสวนอย่าง “ตรงไปตรงมา เปิดเผย และรวดเร็ว” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและประชาคมโลก

เหตุการณ์นี้ตอกย้ำความกังวลของนักกิจกรรมในอินโดนีเซียที่ต้องเผชิญกับการข่มขู่มาอย่างยาวนาน โดยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เคยมีกรณีกลุ่มรณรงค์สิทธิฯ ถูกข่มขู่ด้วยซากไก่และระเบิดขวด หลังจากวิพากษ์วิจารณ์การจัดการปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาล ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพื้นที่การแสดงออกทางการเมืองที่กำลังถูกบีบคั้นอย่างหนักในปัจจุบัน.

ที่มา BBC

เกาหลีใต้ยกระดับเตือนภัย รับคอนเสิร์ต BTS ใจกลางโซล คาดคนร่วมงานกว่า 2.6 แสน

เกาหลีใต้ยกระดับเตือนภัย รับคอนเสิร์ต BTS ใจกลางโซล คาดคนร่วมงานกว่า 2.6 แสน

19 มี.ค. 2569 14:27 น.

เกาหลีใต้ยกระดับเตือนภัย รับคอนเสิร์ต BTS ใจกลางโซล คาดคนร่วมงานกว่า 2.6 แสน

รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศยกระดับการเตือนภัยก่อการร้ายขึ้น 1 ขั้น เป็นระดับ “เฝ้าระวัง” ในพื้นที่เขตจงโนและเขตจุง ใจกลางกรุงโซล ตั้งแต่เที่ยงคืนวันพุธถึงเที่ยงคืนวันเสาร์ เพื่อเตรียมรับคอนเสิร์ตของวง BTS ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 21 มี.ค. นี้ ที่จัตุรัสควางฮวามุน โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานมากถึง 260,000 คน จากทั่วโลก นับเป็นการรวมตัวขนาดใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของฝูงชนในเกาหลีใต้ นับตั้งแต่ฟุตบอลโลกปี 2002

นายกรัฐมนตรี คิม มินซอก ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานวางมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยระบุว่าไม่สามารถละเลยความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในสถานการณ์ปัจจุบันได้ เจ้าหน้าที่จะเพิ่มการตรวจตราสถานที่สำคัญและประสานงานร่วมกันเพื่อเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง

สำนักงานตำรวจนครบาลโซลคาดการณ์ว่าจะมีฝูงชนหลั่งไหลเข้าสู่พื้นที่ตั้งแต่จัตุรัสควางฮวามุนไปจนถึงประตูซุงนเยมุน สูงถึง 260,000 คน ซึ่งถือเป็นจำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่ฟุตบอลโลกปี 2002 โดยตำรวจได้เตรียมมาตรการต่างๆ เช่น การจัดโซนควบคุมฝูงชน โดยจัดพื้นที่รองรับคนได้ 100,000 คน โดยจำกัดความหนาแน่นไม่เกิน 1 คนต่อตารางเมตร เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

นอกจากนั้นยังมีการติดตั้งเครื่องตรวจจับโลหะและตรวจค้นสิ่งของต้องห้ามก่อนเข้าพื้นที่จัดงาน การระดมตำรวจปราบจลาจล 72 ชุด และทีมสืบสวน 35 ชุด พร้อมเจ้าหน้าที่รวมกว่า 8,200 นาย เฝ้าระวังสถานการณ์แบบเรียลไทม์ เจ้าหน้าที่เน้นย้ำว่ามาตรการที่เข้มงวดนี้มีเป้าหมายเพื่อป้องกันเหตุไม่ให้ซ้ำรอยโศกนาฏกรรมอิแทวอนเมื่อปี 2022

นอกจากนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้จัดเตรียมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ 3 จุด ติดตั้งรั้วนิรภัยในพื้นที่เสี่ยง และจัดเตรียมห้องน้ำสาธารณะกว่า 2,500 ห้องไว้บริการ รวมถึงขยายบริการล่ามภาษาต่างประเทศ (รวมถึงภาษาเวียดนามและมองโกเลีย) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่แฟนคลับทั่วโลก

ด้านสมาชิกวง BTS ได้ส่งข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Weverse แสดงความตื่นเต้นที่จะได้เปิดตัวอัลบั้มใหม่ชื่อ “Arirang” ต่อหน้าแฟนๆ ในสถานที่ที่มีความหมายอย่างจัตุรัสควางฮวามุน

RM ลีดเดอร์ของวง ได้ฝากถึงแฟนๆ ว่า “เนื่องจากจะมีคนมารวมตัวกันจำนวนมาก ผมขอให้ทุกคนสนุกกับการแสดงอย่างปลอดภัย โปรดปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ และผมเชื่อว่าความเคารพซึ่งกันและกันของแฟนๆ จะทำให้โชว์ออกมาดีที่สุด” พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณตำรวจ ดับเพลิง และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำงานหนักเพื่อความปลอดภัย

ขณะที่ “จิน” พี่ใหญ่ของวงกล่าวเสริมว่า “ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้กลับมาทักทายทุกคนในสถานที่ที่เปี่ยมไปด้วยความหมายเช่นนี้ เราจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และขอให้ทุกคนในพื้นที่ดูแลความปลอดภัยของตัวเองด้วยนะครับ”

ที่มา Yonhap

แรงงานไทยดับ 1 อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มอิสราเอลกลางดึก

แรงงานไทยดับ 1 อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มอิสราเอลกลางดึก

19 มี.ค. 2569 12:58 น.

แรงงานไทยดับ 1 อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มอิสราเอลกลางดึก

ขีปนาวุธอิหร่านตกใส่พื้นที่เวสต์แบงก์และตอนกลางของอิสราเอล คร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ 3 ราย และแรงงานต่างชาติ 1 ราย ด้านไทยยืนยันผู้เสียชีวิตเป็นแรงงานชาวไทย

สภาเสี้ยววงเดือนแดงปาเลสไตน์ (PRCS) รายงานเหตุสลดเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (18 มี.ค.) เมื่อเศษซากขีปนาวุธจากอิหร่านตกใส่ร้านเสริมสวยในเมืองเบต อาวา (Beit Awa) ใกล้กับเมืองเฮบรอน ในเขตเวสต์แบงก์ ส่งผลให้ผู้หญิงชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตทันที 3 ราย หนึ่งในนั้นคือเด็กสาววัยเพียง 17 ปี ชื่อว่า เมย์ส กาซี มาซัลเมห์ 

เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจากการโจมตีของอิหร่านในสงครามครั้งนี้ นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บอีกอย่างน้อย 8 ราย โดยสภาพที่เกิดเหตุซึ่งเป็นร้านทำผมในตู้คอนเทนเนอร์ถูกสะเก็ดระเบิดเจาะจนเป็นรูพรุนและเต็มไปด้วยคราบเลือด

ในเวลาไล่เลี่ยกัน หน่วยกู้ภัย Magen David Adom ของอิสราเอล ยืนยันพบผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย ในนิคมเกษตรกรรมอาดานิม ทางตอนกลางของอิสราเอล ห่างจากกรุงเทลอาวีฟไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 20 กิโลเมตร

ล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้รับคำยืนยันจากทางการอิสราเอลแล้วว่า ผู้เสียชีวิตคือ “แรงงานเกษตรชาวไทย” วัย 30 ปี ซึ่งเสียชีวิตจากบาดแผลฉกรรจ์ที่เกิดจากสะเก็ดระเบิดโลหะที่กระจายอยู่เต็มพื้นที่เกิดเหตุ ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมในอิสราเอลจากการโจมตีของอิหร่านเพิ่มขึ้นเป็น 15 รายแล้ว

กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) แถลงว่าได้ส่งโดรนและขีปนาวุธเข้าโจมตีเป้าหมายหลายจุดทั่วอิสราเอล ขณะที่สื่ออิสราเอลระบุว่า การโจมตีในระลอกล่าสุดมีการใช้ “ระเบิดคลัสเตอร์” ซึ่งเป็นอาวุธที่แตกตัวกลางอากาศและกระจายระเบิดลูกหักไปทั่วบริเวณกว้าง ทำให้ยากต่อการสกัดกั้นและสร้างความเสียหายต่อพลเรือนอย่างหนัก

หลังเกิดเหตุ นายฮุสเซน อัล-เชค รองประธานาธิบดีปาเลสไตน์ ได้รับสายด่วนจากรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพื่อแสดงความเสียใจและประณามการโจมตีของอิหร่านที่ทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิต โดยตัวประเทศ UAE เองก็ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของอิหร่านหลายครั้งนับตั้งแต่สงครามเปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา.

ที่มา AFP

บ.วิเคราะห์เดินเรือเผย เรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนเปลี่ยนเส้นทางผ่านทะเลแดงแทนเสี่ยงโจมตี-ค่าระวางพุ่ง

บ.วิเคราะห์เดินเรือเผย เรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนเปลี่ยนเส้นทางผ่านทะเลแดงแทนเสี่ยงโจมตี-ค่าระวางพุ่ง

19 มี.ค. 2569 12:39 น.

บ.วิเคราะห์เดินเรือเผย เรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนเปลี่ยนเส้นทางผ่านทะเลแดงแทนเสี่ยงโจมตี-ค่าระวางพุ่ง

ผลกระทบปิดเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนเปลี่ยนเส้นทางไปรับน้ำมันดิบและสินค้าที่ท่าเรือฝั่งตะวันตกของซาอุฯ แล้วแล่นเรือผ่านทะเลแดงแทน แม้จะเสี่ยงถูกโจมตีและค่าระวางพุ่ง 

วันที่ 18 มีนาคม 2569 บริษัทวิเคราะห์การเดินเรือ “แอตลาส” (Atlas) ในกรุงโตเกียว ของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้เรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนเริ่มหลีกเลี่ยงเส้นทางผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของการขนส่งน้ำมันโลก และหันไปใช้เส้นทางผ่านทะเลแดง แทน 

โดยระบุว่า ในช่วงราว 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรือบรรทุกน้ำมันต่างชาติบางลำเปลี่ยนเส้นทาง โดยไปรับน้ำมันดิบจากท่าเรือยันบู ทางฝั่งตะวันตกของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งอยู่คนละด้านกับอ่าวเปอร์เซีย ก่อนจะแล่นผ่านทะเลแดงแทนการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

การปรับเส้นทางแบบนี้สะท้อนความพยายามหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง โดยปกติเรือจะต้องออกจากอ่าวเปอร์เซียและผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อไปยังเอเชีย แต่เส้นทางใหม่นี้เปรียบเสมือน “ทางอ้อม” ที่ยาวกว่า โดยใช้ฝั่งทะเลแดงของซาอุดีอาระเบียเป็นจุดรับน้ำมันแทน อย่างไรก็ตาม เส้นทางใหม่ไม่ได้ปลอดภัยทั้งหมด เนื่องจากต้องผ่านพื้นที่เสี่ยงอย่าง อ่าวเอเดน และทะเลแดง ซึ่งมีภัยคุกคามจากกลุ่มฮูตีใน เยเมน

รายงานระบุว่า ค่าระวางเรือยังรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 2-3 เท่า จากความกังวลว่าการขนส่งน้ำมันจะได้รับผลกระทบ ขณะที่บริษัทเดินเรือญี่ปุ่นจำนวนมากยังคงหลีกเลี่ยงเส้นทางใหม่นี้เนื่องจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ขณะที่สมาคมเจ้าของเรือญี่ปุ่นยังได้ออกคำเตือนให้หลีกเลี่ยงการเดินเรือในทะเลแดงและอ่าวเอเดน เนื่องจากมีความเสี่ยงถูกโจมตี.

 ที่มา NHK

ข่าวกรองสหรัฐฯ ประเมิน “จีน” ยังไม่คิดบุกไต้หวันปี 2027 มุ่งรวมชาติโดยไม่ใช้กำลัง

ข่าวกรองสหรัฐฯ ประเมิน "จีน" ยังไม่คิดบุกไต้หวันปี 2027 มุ่งรวมชาติโดยไม่ใช้กำลัง

19 มี.ค. 2569 12:21 น.

ข่าวกรองสหรัฐฯ ประเมิน “จีน” ยังไม่คิดบุกไต้หวันปี 2027 มุ่งรวมชาติโดยไม่ใช้กำลัง

รายงานประจำปีจากหน่วยงานข่าวกรองสหรัฐฯ ชี้ชัด จีนยังไม่มีแผนบุกไต้หวันในปี 2027 ตามที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยมุ่งเน้นการควบคุมเกาะด้วยวิธีอื่นที่ไม่ใช่สงคราม ขณะที่รัฐบาลทรัมป์เดินเกมสองด้าน ทั้งการลดระดับความตึงเครียดผ่านความสัมพันธ์ส่วนตัวกับ “สี จิ้นผิง” ควบคู่ไปกับการอนุมัติขายอาวุธมูลค่ามหาศาลให้ไต้หวัน

รายงานสถานการณ์ภัยคุกคามระดับโลกประจำปีของหน่วยงานข่าวกรองสหรัฐฯ ระบุว่า แม้จีนจะมีการซ้อมรบทางทหารรอบเกาะไต้หวันอย่างต่อเนื่อง แต่ในปัจจุบันผู้นำจีนยังไม่มีแผนที่จะใช้กำลังทหารบุกยึดไต้หวันภายในปี 2027 ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน 

รายงานระบุว่า “จีนยังคงพยายามที่จะบรรลุการรวมชาติโดยไม่ใช้กำลังหากเป็นไปได้” และหน่วยงานข่าวกรองประเมินว่าจีน “ยังไม่มีตารางเวลาที่แน่นอน” ในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว แม้ว่ากองทัพจีนจะมีความคืบหน้าในการพัฒนาขีดความสามารถทางทหารอย่างต่อเนื่องก็ตาม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แสดงท่าทีลดความสำคัญของความเสี่ยงในช่องแคบไต้หวัน โดยอ้างถึงความสัมพันธ์อันดีกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง และระบุว่าผู้นำจีนได้ยืนยันกับเขาว่าจะไม่มีการโจมตีไต้หวันในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทรัมป์เพิ่งอนุมัติขายอาวุธล็อตใหญ่ให้ไต้หวันมูลค่าสูงถึง 11,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับปักกิ่ง

ด้านญี่ปุ่นมีความกังวลว่า ทรัมป์อาจยอมอ่อนข้อในประเด็นไต้หวันเพื่อแลกกับข้อตกลงทางการค้ากับจีน โดยเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นบางส่วนหวั่นเกรงว่าท่าทีดังกล่าวจะยิ่งทำให้จีนฮึกเหิมมากขึ้น

นอกจากนี้ รายงานข่าวกรองยังระบุถึงความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น หลังจากที่นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น เคยระบุว่าญี่ปุ่นอาจตอบโต้ทางทหารหากจีนโจมตีไต้หวัน ซึ่งมีรายงานว่าทรัมป์ได้เตือนเธอเป็นการส่วนตัวว่าอย่าทำให้ความขัดแย้งทางการทูตกับจีนบานปลาย โดยรายงานฉบับนี้มองว่าคำพูดของผู้นำญี่ปุ่นเป็นการ “เปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญ” ซึ่งอาจสร้างความไม่สบายใจให้กับญี่ปุ่น ก่อนหน้าที่นางทาคาอิจิเดินทางเยือนทำเนียบขาวในวันพฤหัสบดีนี้

รายงานสรุปว่า จีนจะยังคงใช้การกดดันในหลายมิติ ซึ่งคาดว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นตลอดปี 2026 โดยมีเป้าหมายเพื่อลงโทษญี่ปุ่นและข่มขู่ประเทศอื่นๆ ไม่ให้แสดงตัวเข้าแทรกแซงวิกฤตการณ์ในช่องแคบไต้หวัน

ขณะที่สำนักงานตัวแทนไต้หวันในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ยืนยันว่า ไต้หวันจะยังคงเฝ้าระวังอย่างสูงสุด เนื่องจากจีนไม่เคยประกาศสละสิทธิ์ในการใช้กำลังทหาร และการปฏิบัติการใน “พื้นที่สีเทา” ของจีนยังคงเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสันติภาพในภูมิภาค.

ที่มา Reuters

ตัวพอสซัมป่าสุดเนียน ปลอมตัวเป็นตุ๊กตากลางสนามบินออสเตรเลีย

ตัวพอสซัมป่าสุดเนียน ปลอมตัวเป็นตุ๊กตากลางสนามบินออสเตรเลีย

19 มี.ค. 2569 12:20 น.

ตัวพอสซัมป่าสุดเนียน ปลอมตัวเป็นตุ๊กตากลางสนามบินออสเตรเลีย

เกิดเรื่องไม่คาดคิดกลางสนามบินออสเตรเลีย เมื่อมีคนไปเจอเจ้าพอสซัมป่า ที่ปลอมตัวได้แนบเนียนไปกับตุ๊กตาสัตว์ ภายในร้านขายของที่ระลึกในสนามบินโฮบาร์ท

ชาวเน็ตต่างแชร์เรื่องราวความน่ารัก ของเจ้าพอสซัมป่าสุดเนียน ที่ซ่อนตัวอยู่กับเพื่อนๆตุ๊กตาสัตว์ขนฟูที่ตั้งอยู่ชั้นขายของฝาก กลางสนามบินออสเตรเลีย  

โดยผู้จัดการร้านของฝากให้สัมภาษณ์ว่า นี่เป็นเหตุการณ์ที่น่ารักมาก ที่เจ้าพอสซัมแอบตัวเองสุดเนียนไปกับตุ๊กตาจิงโจ้เเละตุ๊กตาหมีบนชั้นวางตุ๊กตา เขายังบอกอีกว่า นี่เป็นการยืนยันได้เลยว่าตุ๊กตาสัตว์ที่พวกเขาขายนั้นเหมือนจริงมาก ๆ จนเมื่อเจ้าพอสซัมตัวจริงมาซ่อนอยู่ด้วยนั้น พวกเราเกือบจะมองไม่ออก 

นอกจากนี้เขายังบอกว่า พวกเขาดีใจมากๆที่ได้เห็นเเขกสุดพิเศษที่เป็นสัตว์ป่าตัวจริงมาเยี่ยมเยือนที่ร้านค้าของพวกเขาในสนามบิน เเละพวกเขายังคงตั้งตารอเจอกับเพื่อนๆสัตว์โลกตัวใหม่ๆ ที่จะมาเยี่ยมร้านค้าของเขา 

อย่างไรก็ตาม หลังจากเห็นการที่เจ้าพอสซัมถูกจับได้ว่ากำลังซ่อนตัวอยู่ ทางเจ้าหน้าที่สนามบินก็ได้นำตัวเจ้าพอสซัมออกไปยังบริเวณนอกสนามบินทันทีเพื่อความปลอดภัยของเจ้าพอสซัมและผู้โดยสารทุกคน

เจ้าหน้าที่สนามบินทิ้งทายว่า พวกเราดีใจมากๆที่ได้มาที่พักพิงสุดอบอุ่นให้เจ้าพอสซัมในครั้งนี้

ทั้งนี้ พอสซัม เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสุดน่ารัก ที่มีลักษณะภายนอกคล้ายหนูขนาดใหญ่ มีถุงหน้าท้องเหมือนกับจิงโจ้เพื่อเอาไว้เลี้ยงลูกน้อย นิสัยสุดแปลกของเจ้าพอสซัมป่าคือ มันมักจะแกล้งตาย เมื่อรู้สึกถึงภัยคุกคาม โดยเจ้าพอสซัมจะนิ่งสนิท อ้าปากค้าง พร้อมทำท่าน้ำลายฟูมปาก เเละปล่อยกลิ่นเหม็นเหมือนตายเเล้ว จนกว่าศัตรูจะหมดความสนใจ.

Pop Mart จับมือ Sony ดึงผู้กำกับ Paddington ช่วยคุมโปรเจกต์ภาพยนตร์ “ลาบูบู้”

Pop Mart จับมือ Sony ดึงผู้กำกับ Paddington ช่วยคุมโปรเจกต์ภาพยนตร์ "ลาบูบู้"

19 มี.ค. 2569 12:00 น.

Pop Mart จับมือ Sony ดึงผู้กำกับ Paddington ช่วยคุมโปรเจกต์ภาพยนตร์ “ลาบูบู้”

กระแสอาร์ตทอย “ลาบูบู้” ยังแรงต่อเนื่อง ล่าสุด Pop Mart ผนึกกำลัง Sony Pictures ประกาศสร้างภาพยนตร์พร้อมคว้าตัวผู้กำกับ Paddington มาร่วมโปรเจกต์

ป๊อปมาร์ท (Pop Mart) ค่ายของเล่นยักษ์ใหญ่จากจีน และ Sony Pictures ประกาศยืนยันการสร้างภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ของ “ลาบูบู้” (Labubu) ตุ๊กตาอาร์ตทอยที่ครองใจผู้คนทั่วโลกอย่างเป็นทางการ พร้อมเผยว่าขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นพัฒนาโปรเจกต์ โดยการสร้างจะใช้วิธีการถ่ายทำแบบคนแสดงจริง (Live-action) ผสมผสานกับการใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกแอนิเมชัน (CGI)

สิ่งที่น่าจับตามองของโปรเจกต์นี้คือการดึงตัว พอล คิง ผู้กำกับมือทองที่เคยฝากผลงานอย่าง Wonka และ Paddington รวมถึงซีรีส์ตลกชื่อดัง The Mighty Boosh มาร่วมผลิตและนั่งแท่นผู้กำกับ โดยในขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดวันเข้าฉายที่แน่นอน

ความสำเร็จของลาบูบู้ไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแสชั่วคราว แต่ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ผลักดันให้มูลค่าของบริษัท ป๊อปมาร์ท พุ่งขึ้นไปถึงราว 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท กลายเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการของเล่น แซงหน้าคู่แข่งระดับตำนานอย่าง Mattel ผู้ผลิตตุ๊กตาบาร์บี้ไปเป็นที่เรียบร้อย และยังช่วยให้ป๊อปมาร์ทขยายตลาดจากธุรกิจตุ๊กตาของเล่น ไปสู่การเปิดธุรกิจสวนสนุกแห่งแรกในกรุงปักกิ่ง ต่อด้วยการจ่อประเดิมตลาดภาพยนตร์ด้วยโปรเจกต์ที่ร่วมมือกับ Sony Pictures ในครั้งนี้

โดยเสน่ห์สำคัญของลาบูบู้คือรูปแบบการจำหน่ายที่ทำเป็นแบบ “กล่องสุ่ม” (Blind Box) ที่สามารถสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ซื้อ อีกทั้งยังมีคนดังระดับโลกอย่าง ริฮานน่า และ ลิซ่า แบล็กพิงก์ ที่เคยห้อยพวงกุญแจลาบูบู้คู่กับกระเป๋าแบรนด์เนมจนเป็นไวรัล ทำให้ความต้องการตุีกตาลาบูบู้พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

โดย “ลาบูบู้” ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว โดยมีแรงบันดาลใจมาจากเทพปกรณัมนอร์ด (Nordic Mythology) เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์หนังสือ “The Monsters” ของศิลปินชาวฮ่องกง Kasing Lung ที่รวบรวมตัวละครในจินตนาการไว้มากมาย

การประกาศสร้างภาพยนตร์ลาบูบู้ในครั้งนี้เกิดขึ้นที่กรุงปารีส ระหว่างการงานนิทรรศการฉลองครบรอบ 10 ปีของลาบูบู้ เมื่อวานนี้ (18 มี.ค.) โดย Kasing Lung ผู้สร้างสรรค์ตัวละครลาบูบู้จะร่วมเป็นผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร โดยมี สตีเวน เลเวนสัน มือเขียนบทผลงานชื่อดัง Dear Evan Hansen และ Tick, Tick… Boom! มาร่วมผลิตและพัฒนาบทภาพยนตร์ร่วมกับ พอล คิง

ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์มองว่า นี่คือย่างก้าวที่ชาญฉลาดของป๊อปมาร์ท ที่จะยกระดับบริษัทจากผู้จำหน่ายของเล่น สู่การเป็น “แบรนด์ความบันเทิงระดับโลก” เพราะกลุ่มผู้บริโภค Gen Z และมิลเลนเนียลไม่ได้ซื้อเพียงสินค้า แต่พวกเขายังซื้อ “เรื่องราว” ด้วย ดังนั้นการทำให้ตัวละครมีชีวิตขึ้นมาบนหน้าจอจึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความผูกพันและต่อยอดมูลค่าทางธุรกิจ และขณะนี้ก็ถือเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการที่ป๊อปมาร์ทจะเดินหน้าสู่ตลาดแอนิเมชันตามรอยความสำเร็จของภาพยนตร์จีนอย่าง นาจา 2  และเกมชื่อดัง แบล็ก มิธ: วูคอง ที่กำลังเป็นกระแสไปทั่วโลก.

ที่มา: BBC