อิหร่านเสนอเก็บค่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นคริปโต

อิหร่านเสนอเก็บค่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นคริปโต

9 เม.ย. 2569 14:37 น.

อิหร่านเสนอเก็บค่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นคริปโต

อิหร่านเสนอระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซด้วยเงินคริปโต หวังเลี่ยงการถูกยึดทรัพย์จากมาตรการคว่ำบาตร พร้อมสั่งตรวจเข้มทุกลำช่วงหยุดยิง 2 สัปดาห์ ด้าน “โดนัลด์ ทรัมป์” ยื่นคำขาดต้องเปิดเส้นทางเดินเรือทันทีและปลอดภัยเท่านั้น

รัฐบาลอิหร่านพยายามเพิ่มอำนาจการควบคุมเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งน้ำมันของโลก ท่ามกลางช่วงเวลาหยุดยิง 2 สัปดาห์ที่ยังคงเปราะบาง โดยเสนอระบบจัดเก็บ “ค่าธรรมเนียมผ่านทาง” จากเรือบรรทุกน้ำมันเป็นเงินคริปโตเคอร์เรนซี พร้อมกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวด

นายฮามิด ฮอสเซนี โฆษกสหภาพผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมัน ก๊าซ และปิโตรเคมีของอิหร่าน เปิดเผยว่า อิหร่านจำเป็นต้องตรวจสอบเรือทุกลำที่ผ่านช่องแคบเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการลักลอบขนอาวุธในช่วงหยุดยิง โดยเรือทุกลำต้องส่งรายละเอียดสินค้าผ่านอีเมลล่วงหน้า และจะถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตรา 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

อิหร่านกำหนดให้ชำระเงินด้วย “บิตคอยน์” (Bitcoin) หรือสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ทางการสหรัฐฯ หรือชาติพันธมิตรสามารถตรวจสอบเส้นทางการเงิน หรืออายัดทรัพย์สินตามมาตรการคว่ำบาตรได้ โดยเจ้าหน้าที่จะให้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการทำธุรกรรมหลังจากประเมินข้อมูลเสร็จสิ้น

สถานการณ์ตึงเครียดสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อมีการเผยแพร่คลิปเสียงแจ้งเตือนผ่านวิทยุเป็นภาษาอังกฤษไปยังเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย โดยระบุว่า “หากเรือลำใดพยายามผ่านทางโดยไม่ได้รับอนุญาต จะถูกทำลาย” คำขู่นี้ส่งผลให้บริษัทเดินเรือรายใหญ่ส่วนใหญ่หยุดชะงักและเฝ้าดูสถานการณ์ โดยขณะนี้มีเพียงเรือไม่กี่ลำที่มีความเชื่อมโยงกับอิหร่านเท่านั้นที่กล้าสัญจร

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียโดยยื่นคำขาดว่า การหยุดยิงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ “อิหร่านตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ ทันที และปลอดภัย” ขณะที่ชาติมหาอำนาจในอ่าวเปอร์เซียอย่างซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ต่างมองว่าการปล่อยให้อิหร่านเข้ามาควบคุมเส้นทางน้ำสากลนี้ถือเป็น “เส้นตาย” ที่ยอมรับไม่ได้

ปัจจุบันมีเรือบรรทุกสินค้าและน้ำมันประมาณ 300-400 ลำ ติดค้างอยู่ภายในอ่าวเปอร์เซียเพื่อรอทางออก จนถูกเปรียบเทียบว่าเป็น “ลานจอดรถขนาดยักษ์” นักวิเคราะห์ระบุว่า แม้อิหร่านจะยอมเปิดทางภายใต้การควบคุม แต่จะระบายเรือได้เพียง 10-15 ลำต่อวันเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติที่ 135 ลำต่อวันอย่างมาก ทำให้วิกฤตการขนส่งน้ำมันโลกอาจลากยาวไปอีกนาน.

ที่มา TIMES OF INDIA

ช็อกมาเลเซีย! ตำรวจระดับสูงเอี่ยวปล้นชาวต่างชาติ สูญกว่า 40 ล้านบาท ลักรถหรู-ทองคำเพียบ

ช็อกมาเลเซีย! ตำรวจระดับสูงเอี่ยวปล้นชาวต่างชาติ สูญกว่า 40 ล้านบาท ลักรถหรู-ทองคำเพียบ

9 เม.ย. 2569 14:34 น.

ช็อกมาเลเซีย! ตำรวจระดับสูงเอี่ยวปล้นชาวต่างชาติ สูญกว่า 40 ล้านบาท ลักรถหรู-ทองคำเพียบ

เจ้าหน้าที่มาเลเซียจับกุมผู้ต้องหา 6 ราย รวมถึงนายตำรวจระดับสูง ฐานก่อเหตุปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธ มุ่งเป้าไปที่ชาวต่างชาติผู้มีฐานะ โดยมูลค่าความเสียหายรวมสูงถึงราว 40 ล้านบาท

เหตุสุดสะเทือนขวัญนี้เกิดในกรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ฟาดิล มาร์ซุส เปิดเผยว่า นายตำรวจรายดังกล่าวทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานของขบวนการ และโดยกลุ่มผู้ก่อเหตุแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเข้าถึงบ้านของเหยื่อในย่านเกปง ช่วงเช้ามืดของวันที่ 5 เมษายน ที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุได้ทรัพย์สินจำนวนมาก ได้แก่ รถหรู 3 คัน: Toyota Alphard, Rolls-Royce และ Bentley นอกจากนี้ยังมีตู้เซฟที่มีเงินสด 24,200 ริงกิต และ 1,200 ดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งเครื่องประดับ ทองคำแท่ง และทรัพย์สินมีค่าอื่น ๆ

เหยื่อประกอบด้วยชาวจีน 2 ราย (ชาย 1 หญิง 1) และหญิงชาวอินโดนีเซีย อายุระหว่าง 29–52 ปี โดยมีรายงานว่าหนึ่งในผู้ต้องหาใช้อุปกรณ์คล้ายปืนข่มขู่เหยื่อระหว่างก่อเหตุ

มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกจับกุม ถูกสั่งพักงานแล้ว และพบว่ามีประวัติคดีเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน ขณะที่ผู้ต้องหาอีก 2 ราย ซึ่งมีใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนและทำงานเป็นบอดี้การ์ด เป็นผู้จัดหาอาวุธให้กับขบวนการ

เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหา 3 รายแรกได้ตั้งแต่คืนวันที่ 5 เมษายน พร้อมของกลาง ได้แก่ ปืนพก 2 กระบอก รถยนต์ 5 คัน เงินสดหลายสกุลรวม 13,056 ริงกิต โทรศัพท์มือถือ 8 เครื่อง และบัตรผ่านรักษาความปลอดภัย 2 ใบ

จากนั้นขยายผลจับกุมเพิ่มได้อีก 3 ราย อายุระหว่าง 31–51 ปี โดยหนึ่งในผู้ต้องหาตรวจพบสารแอมเฟตามีนในร่างกาย

ทั้งนี้ ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกควบคุมตัว 7 วัน เพื่อสอบสวนเพิ่มเติม โดยคดีนี้อยู่ภายใต้กฎหมายอาญามาตรา 395 และ 397 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปล้นเป็นแก๊งและการใช้ความรุนแรง รวมถึงมาตรา 170 ฐานแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งหากถูกตัดสินว่ามีความผิด อาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี พร้อมโทษเฆี่ยน และปรับเพิ่มเติม.

ที่มา : channelnewsasia

ผู้นำฝ่ายค้านไต้หวันเยือนจีน เรียกร้องสันติภาพ “ท้องฟ้าควรมีแต่นก ไม่ใช่ขีปนาวุธ”

ผู้นำฝ่ายค้านไต้หวันเยือนจีน เรียกร้องสันติภาพ "ท้องฟ้าควรมีแต่นก ไม่ใช่ขีปนาวุธ"

9 เม.ย. 2569 13:11 น.

ผู้นำฝ่ายค้านไต้หวันเยือนจีน เรียกร้องสันติภาพ “ท้องฟ้าควรมีแต่นก ไม่ใช่ขีปนาวุธ”

ประธานพรรคก๊กมินตั๋ง พรรคฝ่ายค้านไต้หวัน เดินทางเยือนเซี่ยงไฮ้ ชูภารกิจแห่งสันติภาพ หวังลดอุณหภูมิความตึงเครียดช่องแคบไต้หวัน พร้อมหยิบยกถ้อยคำเตือนใจผู้นำสองฝั่งว่า “ท้องฟ้าควรมีแต่นก ไม่ใช่ขีปนาวุธ” ขณะที่กองทัพจีนยังคงเดินหน้าส่งเครื่องบินรบและเรือรบประชิดไต้หวัน

นางเจิ้ง ลี่เหวิน ประธานพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน กล่าวถ้อยคำเตือนใจระหว่างการเดินทางเยือนจีนแผ่นดินใหญ่ โดยระบุว่าท้องฟ้าควรเป็นพื้นที่ของธรรมชาติและสันติภาพ ไม่ใช่พื้นที่สำหรับการทำสงคราม

ในระหว่างการแถลงข่าวที่ท่าเรือหยางซาน นครเซี่ยงไฮ้ นางเจิ้งได้กล่าวถ้อยคำเตือนใจว่า “ท้องฟ้าควรมีไว้ให้นกบิน ไม่ใช่ขีปนาวุธ และผืนน้ำควรมีไว้ให้ปลาว่าย ไม่ใช่สำหรับเรือรบ” พร้อมทั้งหยิบยกบทกวีภาษาอังกฤษ “In Flanders Fields” จากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 มากล่าวเพื่อย้ำเตือนว่า หากเราไม่สามารถรักษาสันติภาพไว้ได้ ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษผู้ล่วงลับย่อมไม่อาจหลับใหลอย่างเป็นสุข

การเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ นางเจิ้งระบุว่าเป็น “ภารกิจแห่งสันติภาพ” เพื่อลดความตึงเครียดในขณะที่รัฐบาลจีนได้เพิ่มแรงกดดันทางทหารต่อไต้หวันอย่างต่อเนื่อง โดยเธอมีกำหนดการเดินทางต่อไปยังกรุงปักกิ่ง และมีความเป็นไปได้ที่จะได้เข้าพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไต้หวันภายใต้การนำของประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ได้ออกมาเรียกร้องให้นางเจิ้งใช้โอกาสนี้บอกให้จีนหยุดการข่มขู่ทางทหาร และย้ำว่าจีนควรเจรจากับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยโดยตรง มากกว่าการเจรจาผ่านพรรคฝ่ายค้าน

จีนยังคงส่งกำลังทางทหารประชิดเกาะไต้หวันแม้ผู้นำฝ่ายค้านไต้หวันจะอยู่ในแผ่นดินใหญ่ แต่กระทรวงกลาโหมไต้หวันรายงานว่า ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ยังคงตรวจพบเครื่องบินรบของจีน 6 ลำ และเรือรบอีก 8 ลำ ปฏิบัติการอยู่รอบเกาะไต้หวัน

ด้านนางมิเชล ลิน สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลได้โพสต์วิจารณ์ผ่านเฟซบุ๊กว่า “ข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้วว่าภัยคุกคามจากกองทัพจีนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้นางเจิ้งจะเดินทางไปถึงจีนแล้ว 2 วัน แต่คอมมิวนิสต์จีนก็ยังคงเอา “มีดจ่อคอหอยของไต้หวันอยู่เหมือนเดิม”

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ยังคงยืนหยัดในจุดยืนที่พร้อมจะเจรจากับทางการจีนภายใต้หลักการที่ว่า “อนาคตของไต้หวันต้องตัดสินโดยคนไต้หวันเท่านั้น” และปฏิเสธการอ้างสิทธิอธิปไตยของจีนเหนือเกาะไต้หวันอย่างสิ้นเชิง.

ที่มา Reuters

ปากีสถานจวกอิสราเอลถล่มเลบานอน เสี่ยงดีลสหรัฐ–อิหร่านล่ม ย้ำรวมเลบานอนอยู่ในดีล

ปากีสถานจวกอิสราเอลถล่มเลบานอน เสี่ยงดีลสหรัฐ–อิหร่านล่ม ย้ำรวมเลบานอนอยู่ในดีล

9 เม.ย. 2569 12:52 น.

ปากีสถานจวกอิสราเอลถล่มเลบานอน เสี่ยงดีลสหรัฐ–อิหร่านล่ม ย้ำรวมเลบานอนอยู่ในดีล

ปากีสถาน ในฐานะตัวกลางการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีครั้งล่าสุดของอิสราเอลในเลบานอน ย้ำชัดรวมเลบานอนในข้อตกลงหยุดยิงด้วย

ปากีสถาน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในฐานะตัวกลางการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีครั้งล่าสุดของอิสราเอลในเลบานอน พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกดำเนินมาตรการเร่งด่วนและเป็นรูปธรรมเพื่อหยุดยั้งความรุนแรง

กระทรวงการต่างประเทศของปากีสถาน ระบุเมื่อวันพฤหัสบดีว่าการกระทำของอิสราเอล บ่อนทำลายความพยายามของนานาชาติในการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค และถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง

โดยปากีสถานยืนยันมาโดยตลอดว่า เลบานอนเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงหยุดยิงที่ตนมีบทบาทช่วยไกล่เกลี่ย ระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายโดนัลด์ ทรัมป์ และนายกรัฐมนตรีอิสราเอลเบนจามิน เนทันยาฮู กลับระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าว ไม่ครอบคลุมปฏิบัติการทางทหารต่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน

ขณะที่อิหร่านออกมาเตือนว่า ข้อตกลงหยุดยิงอาจล่มสลาย หากอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีในเลบานอนต่อไป สะท้อนถึงความเปราะบางของสถานการณ์ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ปากีสถานมีกำหนดเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ที่กรุงอิสลามาบัด ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ โดยทั่วโลกกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดว่า การหารือจะนำไปสู่ความคืบหน้า หรือจะกลายเป็นชนวนให้ความขัดแย้งปะทุขึ้นอีกครั้ง.

ที่มา : CNN

เกาหลีใต้ระดมชุด SWAT-ทหาร-โดรน ล่าระทึก “หมาป่า” แหกกรงสวนสัตว์แทจอน

เกาหลีใต้ระดมชุด SWAT-ทหาร-โดรน ล่าระทึก "หมาป่า" แหกกรงสวนสัตว์แทจอน

9 เม.ย. 2569 12:03 น.

เกาหลีใต้ระดมชุด SWAT-ทหาร-โดรน ล่าระทึก “หมาป่า” แหกกรงสวนสัตว์แทจอน

ปฏิบัติการไล่ล่าหมาป่าที่หลุดออกจากสวนสัตว์ในเมืองแทจอน ประเทศเกาหลีใต้ เข้าสู่วันที่ 2 เจ้าหน้าที่ระดมกำลังกว่า 400 นาย พร้อมโดรนตรวจจับความร้อนเร่งค้นหาบนเนินเขา หลังพบร่องรอยใกล้รั้วกั้นช่วงกลางดึก สั่งปิดโรงเรียนและสวนสนุกชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย

ปฏิบัติการค้นหาหมาป่าที่หลุดออกจากคอกกั้นภายในสวนสนุกและสวนสัตว์ “โอเวิลด์” (O-World) ในเขตจุง เมืองแทจอน ดำเนินเข้าสู่วันที่สองในวันนี้ (9 เม.ย.) โดยเจ้าหน้าที่ยังคงระดมกำลังอย่างต่อเนื่องเพื่อจับตัวมันกลับมาให้ได้ก่อนพ้นช่วงเวลาวิกฤต

หน่วยคอมมานโดตำรวจ (SWAT), เจ้าหน้าที่ทหาร และพนักงานดับเพลิง ได้กลับมาเริ่มปฏิบัติการค้นหาบริเวณเนินเขาป่าละเมาะด้านหลังสวนสัตว์อีกครั้ง โดยมีการใช้เทคโนโลยีโดรนติดตั้งกล้องตรวจจับความร้อนและสุนัขดมกลิ่นเข้าร่วมภารกิจ ซึ่งใช้กำลังพลรวมกว่า 400 นาย

ตัวแทนจากบรรษัทเมืองแทจอน (Daejeon City Corporation) ผู้บริหารจัดการสวนสัตว์ ระบุว่า พบความเคลื่อนไหวของหมาป่ามุ่งหน้ากลับมายังสวนสัตว์ แต่ยังไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่นอนได้ เจ้าหน้าที่จึงวางแผนใช้ “สัญชาตญาณการกลับถิ่น” และวิธีการต้อนสัตว์ เพื่อล่อให้มันกลับเข้าสู่พื้นที่ซาฟารีตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศที่มีฝนตกตลอดทั้งวันอาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำงานของสุนัขดมกลิ่น

เจ้าหน้าที่ตั้งเป้าที่จะจับหมาป่าตัวนี้ด้วยการใช้ปืนยิงยาสลบเพื่อให้มันรอดชีวิต แต่เนื่องจากหมาป่ามีความสามารถในการเคลื่อนที่ได้ไกลถึง 100 กิโลเมตร หากสถานการณ์บานปลายจนเป็นอันตรายต่อสาธารณะ เจ้าหน้าที่อาจจำเป็นต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด

สำหรับหมาป่าตัวดังกล่าว เป็นเพศผู้ อายุ 2 ปี มีขนาดตัวใกล้เคียงกับสุนัขโตเต็มวัย น้ำหนักประมาณ 30 กิโลกรัม โดยมันหลุดออกจากกรงเมื่อช่วงเช้าวันพุธที่ผ่านมา ส่งผลให้ทางสวนสนุกต้องอพยพนักท่องเที่ยวและปิดให้บริการชั่วคราวจนกว่าสถานการณ์จะปลอดภัย

ทางการเมืองแทจอนได้ส่งข้อความแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินถึงประชาชน โดยระบุว่าหมาป่าอาจแสดงอาการดุร้ายต่อสัตว์เลี้ยง จึงขอความร่วมมือประชาชนงดนำสุนัขไปเดินเล่นใกล้บริเวณเขาโบมุน และหากพบเห็นให้รีบแจ้งสายด่วน 119 ทันที

นอกจากนี้ สำนักงานการศึกษาเมืองแทจอนได้สั่งปิดโรงเรียนประถมซานซองซึ่งอยู่ใกล้เคียงเป็นการชั่วคราวในวันพฤหัสบดีนี้ พร้อมกำชับโรงเรียนอื่นๆ ในพื้นที่ให้เฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือหากพบเห็นสัตว์ร้ายในบริเวณสถานศึกษา.

ที่มา JoongAng Daily

ทรัมป์ขู่จะเรียกเก็บภาษี 50% กับประเทศที่จัดหาอาวุธให้อิหร่าน

ทรัมป์ขู่จะเรียกเก็บภาษี 50% กับประเทศที่จัดหาอาวุธให้อิหร่าน

9 เม.ย. 2569 11:58 น.

ทรัมป์ขู่จะเรียกเก็บภาษี 50% กับประเทศที่จัดหาอาวุธให้อิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่เก็บภาษี 50% ประเทศที่ส่งอาวุธให้อิหร่าน แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะใช้กฎหมายฉบับใด หลังศาลเพิ่มจำกัดอำนาจด้านภาษี

วันที่ 9 เมษายน 2569 สำนักข่าวอัลจาซีราห์ รายงานว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศมาตรการภาษีตอบโต้ประเทศที่จัดส่งอาวุธให้อิหร่าน โดยจะถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 50% ทันที โดยไม่มีข้อยกเว้น แม้ทรัมป์จะไม่ได้ระบุชื่อประเทศเป้าหมาย แต่รายงานระบุว่า จีน และ รัสเซีย ต่างเป็นประเทศที่มีบทบาทในการสนับสนุนด้านอาวุธและเทคโนโลยีทางทหารให้อิหร่านในช่วงที่ผ่านมา

โดยคำประกาศมีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากสหรัฐฯ ตกลงหยุดยิงกับอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐฯ ไม่ได้ระบุว่าจะใช้อำนาจทางกฎหมายใดในการบังคับใช้มาตรการดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำตัดสินให้การใช้อำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ของรัฐบาล เพื่อกำหนดภาษีในวงกว้าง เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ส่งผลให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนเงินภาษีที่จัดเก็บไปแล้วบางส่วน

นักวิเคราะห์ด้านนโยบายการค้าระบุว่า การออกมาตรการภาษีในลักษณะนี้มีความซับซ้อน และอาจต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส หรือใช้เครื่องมือทางการค้าอื่น ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีกรอบที่ชัดเจนรองรับ.

ที่มา Aljazeera

จีนจี้สหรัฐฯ สอบปม “นักวิจัยชิป” พลัดตกตึกเสียชีวิต หลังถูก FBI สอบสวนอย่างหนัก

จีนจี้สหรัฐฯ สอบปม "นักวิจัยชิป" พลัดตกตึกเสียชีวิต หลังถูก FBI สอบสวนอย่างหนัก

9 เม.ย. 2569 11:14 น.

จีนจี้สหรัฐฯ สอบปม “นักวิจัยชิป” พลัดตกตึกเสียชีวิต หลังถูก FBI สอบสวนอย่างหนัก

ทางการจีนเรียกร้องสหรัฐฯ สอบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตของนายหวัง ต้านห่าว นักวิจัยเซมิคอนดักเตอร์ชาวจีนในมหาวิทยาลัยมิชิแกน หลังพบเสียชีวิตจากการพลัดตกตึกเพียงไม่นานหลังถูกเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของสหรัฐฯ เรียกตัวไปสอบสวนในลักษณะ “คุกคาม”

สื่อสหรัฐฯ ระบุว่าผู้เสียชีวิตคือ นายหวัง ต้านห่าว นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ซึ่งเสียชีวิตลงไม่นานหลังจากเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนกลาง (FBI) ขณะที่ทางมหาวิทยาลัยแถลงว่ากำลังตรวจสอบเหตุการณ์ที่อาจเป็นการทำร้ายตัวเอง หลังจากพบร่างของนักวิจัยรายนี้พลัดตกจากอาคารในวิทยาเขตเมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา

นายหลิว เผิงหยู่ โฆษกสถานทูตจีนประจำสหรัฐฯ เปิดเผยกับสำนักข่าวบีบีซีว่า จีนรู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่งต่อโศกนาฏกรรมครั้งนี้ และได้ยื่นหนังสือคัดค้านอย่างเป็นทางการต่อหน่วยงานรัฐบาลและมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมทั้งเตือนให้นักศึกษาชาวจีนในสหรัฐฯ เพิ่มความระมัดระวังด้านความปลอดภัย

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่า นักวิจัยรายนี้ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองหลังจากถูกเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ “สอบสวนในเชิงคุกคาม” ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิ์โดยชอบธรรมของพลเมืองจีนอย่างร้ายแรง และสร้าง “สภาวะชะงักงันด้วยความหวาดกลัว”  ต่อการแลกเปลี่ยนทางวิชาการระหว่างสองประเทศ

จากข้อมูลบนเว็บไซต์มหาวิทยาลัย นายหวัง ต้านห่าว ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยนักวิจัยด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ โดยมุ่งเน้นการวิจัยด้าน “เซมิคอนดักเตอร์” หรือชิปเซต ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่เป็นข้อพิพาทหลักระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในปัจจุบัน

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักวิชาการชาวจีนเผชิญกับแรงกดดันในสหรัฐฯ ย้อนกลับไปในปี 2024 เจน หวู นักประสาทวิทยาชาวจีน-อเมริกันจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ได้ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองเช่นกันหลังจากถูกตรวจสอบเรื่องความเชื่อมโยงกับประเทศจีนนานหลายปี

สหรัฐฯ ได้ยกระดับการตรวจสอบนักศึกษาและนักวิจัยชาวจีนอย่างเข้มงวดโดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ โดยเฉพาะในยุคของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีการออกคำสั่งระงับวีซ่านักวิจัยที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีน รวมถึงความพยายามเพิกถอนวีซ่านักศึกษาที่ศึกษาในสาขาเทคโนโลยีที่อ่อนไหว แม้ภายหลังจะมีการผ่อนปรนท่าทีลงบ้างในช่วงการเจรจาการค้าก็ตาม

ทางด้านนางเหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ย้ำชัดว่า จีนจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นทุกประการเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของพลเมืองจีนในต่างประเทศอย่างถึงที่สุด.

ที่มา BBC / CBS

ผู้สื่อข่าวอัลจาซีราถูกโดรนอิสราเอลสังหารในกาซา

ผู้สื่อข่าวอัลจาซีราถูกโดรนอิสราเอลสังหารในกาซา

9 เม.ย. 2569 10:45 น.

ผู้สื่อข่าวอัลจาซีราถูกโดรนอิสราเอลสังหารในกาซา

สำนักข่าวอัลจาซีราและทางการปาเลสไตน์ยืนยัน ผู้สื่อข่าว “โมฮัมเหม็ด วิชาห์” เสียชีวิตหลังโดรนอิสราเอลโจมตีรถยนต์ทางตะวันตกของกาซา ด้านอัลจาซีราซัดเป็นการมุ่งเป้าสังหารเพื่อข่มขู่สื่อมวลชน ขณะที่กองทัพอิสราเอลอ้างผู้ตายเป็นสมาชิกกลุ่มฮามาส

สำนักข่าวอัลจาซีราและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขปาเลสไตน์รายงานว่า นายโมฮัมเหม็ด วิชาห์ ผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์อัลจาซีรา มูบาเชอร์ ถูกสังหารเสียชีวิตเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (8 เม.ย.) หลังกองทัพอิสราเอลส่งโดรนโจมตีรถยนต์ที่เขาใช้เดินทางบริเวณพื้นที่เชค อัจลิน ทางตะวันตกของฉนวนกาซา

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความโกลาหลอย่างมาก โดยมีภาพปรากฏชาวปาเลสไตน์จำนวนมากรุมล้อมซากรถที่ยังมีควันพวยพุ่งก่อนที่ร่างของนายวิชาห์จะถูกส่งไปยังโรงพยาบาลอัล-ชิฟา ท่ามกลางความโศกเศร้าของเพื่อนร่วมงานและประชาชนที่มาร่วมไว้อาลัย

แถลงการณ์จากเครือข่ายสื่ออัลจาซีรา ระบุว่า “นี่คืออาชญากรรมที่น่ารังเกียจ การสังหารนายวิชาห์ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นความตั้งใจที่จะข่มขู่สื่อมวลชนไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่” พร้อมประกาศจะดำเนินการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุดเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษและเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่นักข่าวที่เสียชีวิตทุกคน

ขณะที่โฆษกกองทัพอิสราเอลได้ออกมาตอบโต้โดยกล่าวหาว่า นายวิชาห์เป็นสมาชิกของกลุ่มฮามาส พร้อมอ้างอิงข้อมูลย้อนหลังว่าเขาเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการระดับสูงในหน่วยขีปนาวุธต่อต้านรถถังของกลุ่มฮามาส อย่างไรก็ตาม ทางกองทัพอิสราเอลยังไม่มีคำชี้แจงเพิ่มเติมต่อเหตุการณ์โจมตีครั้งล่าสุดนี้เมื่อถูกสอบถามโดยสำนักข่าวเอเอฟพี

องค์กรนักข่าวไร้พรมแดน (RSF) และคณะกรรมการคุ้มครองสื่อมวลชน (CPJ) เปิดเผยตัวเลขว่านับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นในเดือนตุลาคม 2023 มีนักข่าวและบุคลากรสื่อในกาซาถูกสังหารไปแล้วกว่า 220 ราย โดยในจำนวนนี้อย่างน้อย 70 รายเสียชีวิตขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สถานการณ์ในกาซายังคงตึงเครียด แม้จะมีการประกาศหยุดยิงภายใต้การสนับสนุนของสหรัฐฯ มาตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว แต่ทั้งอิสราเอลและฮามาสต่างกล่าวหากันว่ามีการละเมิดข้อตกลง โดยอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีเป้าหมายที่ระบุว่าเป็นสมาชิกกลุ่มฮามาสอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา Al Jazeera

ส่อแววล่ม หัวหน้าทีมเจรจาอิหร่านโวย สหรัฐฯละเมิดเงื่อนไขสำคัญไปแล้ว 3 ข้อในรอบ 24 ชม.

ส่อแววล่ม หัวหน้าทีมเจรจาอิหร่านโวย สหรัฐฯละเมิดเงื่อนไขสำคัญไปแล้ว 3 ข้อในรอบ 24 ชม.

9 เม.ย. 2569 09:54 น.

ส่อแววล่ม หัวหน้าทีมเจรจาอิหร่านโวย สหรัฐฯละเมิดเงื่อนไขสำคัญไปแล้ว 3 ข้อในรอบ 24 ชม.

หัวหน้าทีมเจรจาอิหร่านโวยสหรัฐฯละเมิดข้อตกลงหยุดยิงไปแล้ว 3 ข้อในรอบ 24 ชม. ชี้เป็นข้อตกลงหยุดยิงที่ไร้ความหมายและส่อแววล่ม สถานการณ์ไม่เหมาะต่อการเจรจา

วันที่ 9 เมษายน 2569 นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน เปิดเผยว่า เงื่อนไข 3 ข้อในข้อเสนอหยุดยิง 10 ข้อของอิหร่าน ถูกละเมิด “อย่างชัดเจน” ทำให้สถานการณ์ปัจจุบันไม่เหมาะสม ต่อการเดินหน้าเจรจาหรือข้อตกลงหยุดยิงแบบทวิภาคี ที่จะมีขึ้นที่ปากีสถาน ในวันที่ 11 เมษายน นี้ 

นายกาลิบาฟระบุว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการรวมสถานการณ์ในเลบานอนไว้ในข้อตกลง ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ ไม่ยอมรับ ขณะที่อีกประเด็นเกี่ยวข้องกับรายงานการตรวจพบโดรนในจังหวัดฟาร์ส ทางตอนใต้ของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม กองทัพอิสราเอลระบุว่ายังไม่รับทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ อีกหนึ่งประเด็นคือสิทธิของอิหร่านในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ซึ่งถูกระบุอยู่ในข้อเสนอของสภาความมั่นคงแห่งชาติอิหร่าน แต่ยังเป็นจุดขัดแย้งกับฝ่ายตะวันตก

ความเห็นของนายกาลิบาฟ สะท้อนความตึงเครียดที่ยังคงมีอยู่ท่ามกลางการบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์เพื่อเปิดทางสู่การเจรจา หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ หลังการเจรจาโครงการนิวเคลียร์รอบล่าสุดล้มเหลว

ทั้งนี้ มีรายงานที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่า ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยพิจารณาให้นายกาลิบาฟเป็นหนึ่งในบุคคลที่อาจมีบทบาทสำคัญทางการเมืองในอนาคตของอิหร่าน.

ที่มา BBC

นั่งร้านพังถล่มที่โรงงานเหล็กใกล้โตเกียว บาดเจ็บ 3 ราย

นั่งร้านพังถล่มที่โรงงานเหล็กใกล้โตเกียว บาดเจ็บ 3 ราย

9 เม.ย. 2569 09:34 น.

นั่งร้านพังถล่มที่โรงงานเหล็กใกล้โตเกียว บาดเจ็บ 3 ราย

เกิดเหตุนั่งร้านสูงกว่า 40 เมตรพังถล่มภายในโรงงานเหล็กในเมืองคาวาซากิ ใกล้กรุงโตเกียว ของญี่ปุ่น ส่งผลให้มีคนงานตกจากที่สูงหลายราย บาดเจ็บสาหัสอย่างน้อย 3 ราย และยังมีผู้สูญหายอีก 1 คน

วันที่ 9 เมษายน 2569 สำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่น รายงานว่า เกิดอุบัติเหตุโครงนั่งร้านสูงราว 40 เมตร พังถล่มลงมา ที่ไซต์งานก่อสร้างของบริษัท JFE Steel เขตเคฮิน ในเมืองคาวาซากิ ใกล้กรุงโตเกียว ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างน้อย 3 ราย และยังมีผู้สูญหายอีก 1 คน

รายงานข่าวระบุว่า เบื้องต้นตำรวจเชื่อว่า สาเหตุเกิดจากตุ้มน้ำหนักทรงกระบอกขนาดประมาณ 500 ตันที่ติดอยู่กับเครนหลุดออกมา ก่อนกระแทกโครงนั่งร้านจนพังถล่ม ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบรายละเอียดของเหตุการณ์ รวมถึงมาตรการความปลอดภัยในการทำงาน ว่ามีข้อบกพร่องหรือไม่.

ที่มา NHK