รถไฟชนประสานงาในเดนมาร์ก เจ็บอย่างน้อย 17 ราย

รถไฟชนประสานงาในเดนมาร์ก เจ็บอย่างน้อย 17 ราย

23 เม.ย. 2569 15:32 น.

รถไฟชนประสานงาในเดนมาร์ก เจ็บอย่างน้อย 17 ราย

เกิดเหตุรถไฟท้องถิ่น 2 ขบวนพุ่งชนประสานงากันบริเวณทางข้ามทางรถไฟทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 17 ราย ในจำนวนนี้อาการสาหัสถึง 4 ราย เจ้าหน้าที่รุดตรวจสอบเบื้องต้นคาดสาเหตุจากระบบความปลอดภัยยังไม่เป็นระบบอัตโนมัติ

เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินและตำรวจเดนมาร์กรายงานเหตุการณ์รถไฟท้องถิ่น 2 ขบวนพุ่งชนประสานงากันอย่างรุนแรงบนเส้นทางที่เชื่อมระหว่างเมืองฮิลเลอเริด และเมืองคาเกรุป ในเขตเกาะเชลลันด์เหนือ เมื่อช่วงเช้าวันนี้ตามเวลาท้องถิ่น (23 เม.ย.)

ภาพจากสถานีโทรทัศน์ DR ของเดนมาร์ก เผยให้เห็นรถไฟสีเหลือง-เทา 2 ขบวนจอดนิ่งเผชิญหน้ากันในสภาพด้านหน้าพังยับเยินภายในพื้นที่ป่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและหน่วยกู้ภัยระบุว่าได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 06:30 น. โดยเจ้าหน้าที่ต้องระดมกำลังทั้งรถพยาบาลและเฮลิคอปเตอร์กู้ชีพเพื่อเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บเป็นการด่วน

ล่าสุดหน่วยกู้ภัยยืนยันว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บรวมทั้งหมด 17 ราย โดยมี 4 รายที่อาการอยู่ในขั้นวิกฤตและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแห่งชาติในกรุงโคเปนเฮเกนด้วยเฮลิคอปเตอร์ ส่วนที่เหลืออีก 13 รายถูกกระจายส่งไปยังโรงพยาบาลใกล้เคียง ทันทีที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่มีผู้โดยสารติดอยู่ภายในขบวนรถแล้ว

ด้านนางไตรเน เอเก็ตเวด นายกเทศมนตรีเขตกรีบสคอฟ แสดงความตกใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากเส้นทางนี้เป็นเส้นทางหลักที่นักเรียนและคนทำงานใช้สัญจรเป็นประจำ

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านรถไฟตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุอาจเกิดจากการที่พนักงานขับรถไฟขบวนหนึ่งอาจเคลื่อนรถล้ำสัญญาณไฟหยุดจนเข้าไปอยู่ในเส้นทางเดียวกันกับรถไฟอีกขบวน ประกอบกับเส้นทางสายกรีบสคอฟนี้ยังไม่ได้รับการติดตั้งระบบความปลอดภัยอัตโนมัติที่ทันสมัย

แม้ว่าเดนมาร์กจะเป็นประเทศที่มีสถิติความปลอดภัยด้านการเดินรถไฟอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นอุบัติเหตุทางรางครั้งล่าสุดที่สร้างความหวั่นกังวล หลังจากที่ในปี 2019 เคยเกิดเหตุรถไฟชนครั้งใหญ่ที่มีผู้เสียชีวิตถึง 8 ราย และเมื่อปีที่ผ่านมาเพิ่งเกิดเหตุรถไฟด่วนชนกับรถบรรทุกในฟาร์มซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย

ล่าสุด ทางการเดนมาร์กได้สั่งระงับการเดินรถในเส้นทางดังกล่าวชั่วคราวและเตรียมตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอีก.

ที่มา BBC / FRANCE 24

เลบานอนประณามอิสราเอล “ก่ออาชญากรรมสงคราม” จงใจโจมตีนักข่าวเสียชีวิต

เลบานอนประณามอิสราเอล "ก่ออาชญากรรมสงคราม" จงใจโจมตีนักข่าวเสียชีวิต

23 เม.ย. 2569 14:38 น.

เลบานอนประณามอิสราเอล “ก่ออาชญากรรมสงคราม” จงใจโจมตีนักข่าวเสียชีวิต

นายกรัฐมนตรีเลบานอนประณามอิสราเอล หลังการโจมตีทางอากาศในภาคใต้ปลิดชีพนักข่าวหญิง “อามาล คาลิล” และทำให้นักข่าวอีกรายเจ็บสาหัส เผยมีการจงใจยิงถล่มบ้านที่เหยื่อใช้หลบภัยและขัดขวางรถพยาบาล ด้านกองทัพอิสราเอลปฏิเสธ อ้างเล็งเป้าหมายกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

นายนาวาฟ ซาลาม นายกรัฐมนตรีเลบานอน ออกแถลงการณ์กล่าวหาอิสราเอลว่ากระทำการอันเป็น “อาชญากรรมสงคราม” จากเหตุโจมตีทางอากาศในหมู่บ้านไทรี ทางตอนใต้ของเลบานอน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (22 เม.ย.) ซึ่งส่งผลให้มีผู้สื่อข่าวเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังคงรุนแรงแม้จะมีการประกาศหยุดยิงชั่วคราว

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ “อามาล คาลิล” (Amal Khalil) นักข่าววัย 43 ปี จากหนังสือพิมพ์ Al-Akhbar เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และ ไซนับ ฟาราจ (Zeinab Faraj) ช่างภาพอิสระได้รับบาดเจ็บสาหัส รายงานระบุว่าทั้งคู่ถูกโจมตีขณะพยายามเข้าไปหลบภัยในบ้านหลังหนึ่ง หลังจากรถยนต์คันหน้าถูกขีปนาวุธถล่มจนมีชายเสียชีวิต 2 ราย

กระทรวงสาธารณสุขเลบานอนอ้างว่า กองทัพอิสราเอลได้ “ไล่ล่า” นักข่าวทั้งสองคนโดยการยิงถล่มบ้านที่ทั้งสองใช้กำบัง และเมื่อรถพยาบาลของสภากาชาดเลบานอนพยายามเข้าช่วยเหลือ กลับถูกกองทัพอิสราเอลใช้ระเบิดแสงและปืนยิงขัดขวางไม่ให้เข้าถึงตัวผู้บาดเจ็บ

ด้านกองทัพอิสราเอล (IDF) ปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยระบุว่า “ไม่ได้ตั้งเป้าโจมตีนักข่าว” แต่เป็นการโจมตีรถยนต์ 2 คันที่ขับออกมาจากอาคารที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ใช้งาน และอ้างว่ารถคันดังกล่าวพยายามเข้าประชิดกองกำลังอิสราเอลในลักษณะที่เป็นภัยคุกคามและละเมิดข้อตกลงหยุดยิง อย่างไรก็ตาม IDF ยังไม่มีการชี้แจงถึงการเสียชีวิตของนางคาลิลในรายงานล่าสุด

องค์การนักข่าวไร้พรมแดน (RSF) และคณะกรรมการคุ้มครองผู้สื่อข่าว (CPJ) แสดงความไม่พอใจต่อเหตุการณ์นี้ โดยระบุว่านี่คือการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง เนื่องจากมีการโจมตีซ้ำในจุดเดิมและขัดขวางการช่วยเหลือทางการแพทย์

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขเลบานอนกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า บุคลากรทางการแพทย์อย่างน้อย 100 คนเสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลในช่วงสงคราม และมีการบันทึกการโจมตีรถพยาบาลและสถานพยาบาลโดยอิสราเอลมากกว่า 120 ครั้ง การโจมตีของอิสราเอลยังทำให้มีนักข่าวเสียชีวิต 7 คนในเลบานอน

ทางการเลบานอนยังระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2,475 คนจากการโจมตีของอิสราเอลในเลบานอนนับตั้งแต่สงครามครั้งล่าสุดเริ่มต้นขึ้น และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 7,500 คน โดยตัวเลขดังกล่าวไม่ได้แยกแยะระหว่างพลเรือนและทหาร ซึ่งรวมถึงผู้หญิงอย่างน้อย 274 คน และเด็ก 177 คน

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว การประชุมที่จัดขึ้นโดยนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้นำทูตเลบานอนและอิสราเอลมาพบกันเป็นครั้งแรกในรอบสามทศวรรษ หลังจากการเจรจา รัฐบาลของทั้งสองประเทศตกลงที่จะหยุดยิงเป็นเวลา 10 วัน ซึ่งเริ่มต้นในวันที่ 17 เม.ย. เพื่อ “เปิดโอกาสให้มีการเจรจาอย่างสุจริตใจเพื่อบรรลุข้อตกลงด้านความมั่นคงและสันติภาพถาวร” กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าว โดยก่อนการเจรจาติดตามผลในกรุงวอชิงตันในวันที่ 23 เม.ย. ประธานาธิบดีเลบานอนยืนยันว่ากำลังดำเนินการเพื่อขยายเวลาหยุดยิง.

ที่มา BBC

“หวัง อี้” เรียกร้องกัมพูชากวาดล้าง “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ให้สิ้นซาก

"หวัง อี้" เรียกร้องกัมพูชากวาดล้าง "แก๊งคอลเซ็นเตอร์" ให้สิ้นซาก

23 เม.ย. 2569 14:09 น.

“หวัง อี้” เรียกร้องกัมพูชากวาดล้าง “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ให้สิ้นซาก

นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน หารือร่วม “ฮุน มาเนต” ย้ำจุดยืนต้องถอนรากถอนโคนศูนย์ฉ้อโกงออนไลน์และการพนันข้ามชาติ พร้อมเดินหน้ายกระดับความร่วมมือด้านกลาโหมและความมั่นคงไซเบอร์ 

กระทรวงการต่างประเทศของจีนเปิดเผยว่า นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้เข้าพบหารือกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีแห่งกัมพูชา เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยประเด็นหลักคือการเรียกร้องให้กัมพูชาเร่งปราบปรามและกวาดล้าง “ศูนย์ฉ้อโกงออนไลน์” ในประเทศให้หมดสิ้นไป

นายหวัง อี้ ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า “การพนันข้ามชาติและการฉ้อโกงออนไลน์เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จึงต้องมีการปราบปรามอย่างเด็ดขาดและขุดรากถอนโคนให้สิ้นซาก” ซึ่งถ้อยแถลงนี้มีขึ้นท่ามกลางรายงานจากองค์กรสิทธิมนุษยชนที่ระบุว่า กัมพูชาเป็นฐานที่ตั้งของแก๊งคอลเซ็นเตอร์จำนวนมากที่มีผู้เกี่ยวข้องนับหมื่นคน ทั้งที่เต็มใจและถูกหลอกลวงมาทำธุรกิจผิดกฎหมายมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

ด้านนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ยืนยันว่าอุตสาหกรรมมืดเหล่านี้กำลังทำลายระบบเศรษฐกิจและสร้างความเสื่อมเสียให้กับชื่อเสียงของประเทศ พร้อมให้คำมั่นว่าจะ “ล้างบาง” ธุรกิจเหล่านี้ให้สำเร็จ นอกจากนี้ในการหารือร่วมกับนายหวัง อี้ และนายต่ง จวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของจีน ทั้งสองฝ่ายยังตกลงที่จะกระชับความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมาย การป้องกันประเทศ และความมั่นคงทางไซเบอร์ให้เข้มงวดขึ้น

นอกเหนือจากประเด็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ นายหวัง อี้ ยังได้หารือกับนายปรัก สุคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา โดยระบุว่าจีนแสดงการสนับสนุนให้กัมพูชาและไทยฟื้นฟูความสัมพันธ์ ผ่านการเจรจาและกลไกความร่วมมือที่มีอยู่ พร้อมเสนอเป็นตัวกลางสนับสนุนการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ระหว่างทั้งสองฝ่าย

นอกจากนี้ จีนยืนยันจะสนับสนุนการพัฒนาของกัมพูชา ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของประชาชน รวมถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และโครงการลดความยากจน พร้อมผลักดันความร่วมมือภายใต้กรอบความริเริ่มระดับโลกของจีน

ด้านรัฐมนตรีกลาโหมจีนระบุว่า พร้อมเสริมสร้างความไว้วางใจด้านความมั่นคงทางทหารกับกัมพูชา ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาย้ำว่าจีนเป็นพันธมิตรที่ไว้วางใจได้มากที่สุด และยืนยันยึดมั่นนโยบาย “จีนเดียว” อย่างต่อเนื่อง

การเยือนครั้งนี้ตอกย้ำถึงความสัมพันธ์ “เหล็กกล้า” ระหว่างจีนและกัมพูชา ทั้งในมิติด้านการทูต การค้า และการทหาร โดยนายปรัก สุคน ได้กล่าวยกย่องจีนว่าเป็น “เพื่อนที่น่าเชื่อถือที่สุด” และขอบคุณสำหรับการสนับสนุนอย่างรอบด้านของรัฐบาลจีนที่มีต่อกัมพูชามาโดยตลอด.

ที่มา AFP / Xinhua

อินโดนีเซียเสนอเก็บค่าผ่าน “ช่องแคบมะละกา” สิงคโปร์ต้องคงเสรีภาพการเดินเรือ

อินโดนีเซียเสนอเก็บค่าผ่าน "ช่องแคบมะละกา" สิงคโปร์ต้องคงเสรีภาพการเดินเรือ

23 เม.ย. 2569 12:48 น.

อินโดนีเซียเสนอเก็บค่าผ่าน “ช่องแคบมะละกา” สิงคโปร์ต้องคงเสรีภาพการเดินเรือ

รัฐมนตรีคลังอินโดนีเซียเสนอแนวคิดเก็บค่าธรรมเนียมเรือสินค้าที่แล่นผ่าน “ช่องแคบมะละกา” หวังยกระดับประเทศจาก “รัฐริมขอบ” สู่ “ผู้เล่นหลัก” บนเวทีเศรษฐกิจโลก หลังเห็นตัวอย่างจากแผนของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่สิงคโปร์ชี้การสัญจรต้องเป็นสิทธิเสรีภาพไม่ใช่เอกสิทธิ์ที่ต้องจ่ายเงินซื้

นายปูร์บายา ยูดี ซาเดวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซีย ได้เสนอแนวคิดในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมกับเรือที่สัญจรผ่าน “ช่องแคบมะละกา” ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือและขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก เพื่อใช้ประโยชน์จากตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ของประเทศให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด

แนวคิดดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นระหว่างการประชุมสัมมนาในกรุงจาการ์ตา ซึ่งนายปูร์บายาระบุว่า ข้อเสนอนี้สอดคล้องกับนโยบายของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต ที่ต้องการให้อินโดนีเซียหยุดมองตัวเองเป็นเพียงประเทศริมขอบ แต่ต้องเป็น “ผู้เล่นหลัก” ในเศรษฐกิจโลก โดยระบุว่า “อินโดนีเซียตั้งอยู่บนเส้นทางยุทธศาสตร์ แต่เรือกลับผ่านไปมาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งผมไม่แน่ใจว่านั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่”

รมว.คลังอินโดนีเซียยอมรับว่า แนวคิดนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแผนการของอิหร่าน ที่เตรียมจัดเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมานานกว่า 8 สัปดาห์ โดยเขามองว่าหากสามประเทศชายฝั่งอย่าง อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และสิงคโปร์ ร่วมมือกันจัดเก็บค่าธรรมเนียม จะสร้างรายได้มหาศาล 

เขากล่าวว่า แม้ว่าอินโดนีเซียจะควบคุมน่านน้ำส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่สามารถกำหนดนโยบายได้ฝ่ายเดียว เนื่องจากเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ข้ามพรมแดน “สิงคโปร์มีขนาดเล็ก มาเลเซียก็คล้ายกัน บางทีเราอาจจะแบ่งมันออกเป็นสองส่วนได้ ถ้ามันง่ายอย่างนั้นก็คงดี แต่มันไม่ใช่ ดังนั้นด้วยทรัพยากรทั้งหมดที่เรามี เราต้องไม่คิดแบบตั้งรับ เราต้องเริ่มคิดแบบรุกมากขึ้น แต่ต้องทำอย่างรอบคอบ”

ด้านนายวิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสิงคโปร์ ยังคงแสดงการคัดค้านว่า เส้นทางเดินเรือในช่องแคบมะละกาและสิงคโปร์ “ต้องเปิดกว้างสำหรับทุกคน” พร้อมย้ำว่าสิงคโปร์จะไม่สนับสนุนความพยายามใดๆ ในการจำกัดการเดินเรือหรือการเรียกเก็บค่าผ่านทางในลักษณะ “ค่าต๋ง” เขากล่าวว่า “สิทธิในการสัญจรผ่านแดนเป็นสิ่งที่รับประกันสำหรับทุกคน เราจะไม่เข้าร่วมในความพยายามใดๆ ที่จะปิดกั้น ขัดขวาง หรือเรียกเก็บค่าผ่านทางในพื้นที่ของเรา”

สิงคโปร์เน้นย้ำว่า “สิทธิในการผ่านทาง” (Right of transit passage) ได้รับการคุ้มครองภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานสากล ไม่ใช่สิ่งที่รัฐชายฝั่งจะมอบให้เป็นเอกสิทธิ์ และไม่ใช่ใบอนุญาตที่ต้องร้องขอหรือต้องจ่ายเงินแลกมา

แม้รัฐบาลอินโดนีเซียจะมองว่านี่เป็นเพียง “แนวคิดเริ่มต้น” แต่ยอมรับว่าการดำเนินการจริงทำได้ยาก เนื่องจากต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกันจากมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งต่างก็มีส่วนแบ่งในพื้นที่ทางน้ำดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวยังอยู่ในขั้นแนวคิดเบื้องต้น โดยรัฐบาลอินโดนีเซียจะต้องพิจารณาผลกระทบต่อการค้าโลก และหารือกับประเทศที่เกี่ยวข้องก่อนมีการดำเนินนโยบายในอนาคต.

ที่มา CNA

ไฟป่าญี่ปุ่นลุกลามหนัก อพยพประชาชนกว่า 1,800 คน เผาวอดกว่า 1,200 ไร่

ไฟป่าญี่ปุ่นลุกลามหนัก อพยพประชาชนกว่า 1,800 คน เผาวอดกว่า 1,200 ไร่

23 เม.ย. 2569 11:56 น.

ไฟป่าญี่ปุ่นลุกลามหนัก อพยพประชาชนกว่า 1,800 คน เผาวอดกว่า 1,200 ไร่

สถานการณ์ไฟป่าในเมืองโอสึจิ จังหวัดอิวาเตะ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นยังคงรุนแรง ล่าสุดทำลายอาคารบ้านเรือนแล้ว 7 หลัง พื้นที่ป่าเสียหายราว 1,250 ไร่ ทางการสั่งอพยพประชาชนเกือบ 2,000 คน

สถานการณ์ไฟป่าในเมืองโอสึจิ จังหวัดอิวาเตะ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ยังคงรุนแรง หลังเกิดไฟไหม้พร้อมกัน 2 จุดตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 22 เมษายน โดยเพลิงได้ลุกลามต่อเนื่องเข้าสู่พื้นที่ป่าและอาคารบ้านเรือน โดดยจุดเกิดเหตุแบ่งเป็นสองจุดใหญ่ในย่าน “โคซูจิ” และ “คิริคิริ” ซึ่งอยู่ห่างกันราว 10 กิโลเมตร

การแถลงข่าวของเทศบาลเมืองโอสึจิเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (23 เม.ย.) ระบุว่าเปลวเพลิงได้ลุกลามอย่างรวดเร็วเนื่องจากสภาพอากาศที่แห้งและกระแสลมแรง ส่งผลให้พื้นที่เสียหายรวมประมาณ 1,250 ไร่ แบ่งเป็นย่านคิริคิริ 1,112 ไร่ และย่านโคซูจิ 144 ไร่ ส่วนอาคารบ้านเรือนถูกไฟไหม้เสียหายแล้ว 7 หลัง รวมบ้านพักอาศัย 1 หลัง

ทางการได้มีคำสั่งอพยพครอบคลุมประชาชนกว่า 1,884 คน จากประมาณ 900 ครัวเรือน โดยล่าสุดมีรายงานว่าในบางจุดเปลวไฟได้ลามเข้ามาใกล้บ้านพักอาศัยในระยะเพียง 100 เมตรเท่านั้น

รัฐบาลญี่ปุ่นได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานข้อมูล ณ สำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งส่งเฮลิคอปเตอร์จากกองกำลังป้องกันตนเอง และจากจังหวัดใกล้เคียงอย่างอาคิตะและอาโอโมริ เข้าสนับสนุนปฏิบัติการดับไฟทางอากาศร่วมกับเจ้าหน้าที่ดับเพลิงในพื้นที่

นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X แสดงความห่วงใยต่อประชาชนและขอบคุณเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการอพยพและความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก รวมถึงสั่งการให้กระจายข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็วเนื่องจากในขณะนี้มีการเฝ้าระวังเรื่อง “อาฟเตอร์ช็อก” จากเหตุแผ่นดินไหวควบคู่ไปด้วย

ด้านนายโคมิโซะ ฮิราโนะ นายกเทศมนตรีเมืองโอสึจิ ระบุว่าสถานการณ์ยังคงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และขอให้ชาวเมืองติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเนื่องจากมีความกังวลว่าไฟอาจลุกลามเป็นเวลานานเนื่องจากพื้นที่เกิดเหตุเข้าถึงได้ยากและขาดแคลนแหล่งน้ำในบางจุด.

ที่มา KYODO NEWS / NHK

สหรัฐฯ สกัดเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่าน 3 ลำในน่านน้ำเอเชีย

สหรัฐฯ สกัดเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่าน 3 ลำในน่านน้ำเอเชีย

23 เม.ย. 2569 11:32 น.

สหรัฐฯ สกัดเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่าน 3 ลำในน่านน้ำเอเชีย

กองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติการสกัดและบังคับเปลี่ยนทิศทางเรือบรรทุกน้ำมันติดธงอิหร่านอย่างน้อย 3 ลำ บริเวณน่านน้ำใกล้ประเทศอินเดีย มาเลเซีย และศรีลังกา หลังมาตรการปิดล้อมทางทะเลเริ่มส่งผลกระทบวงกว้าง ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกจากการปิดเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ

แหล่งข่าวความมั่นคงและอุตสาหกรรมการเดินเรือเปิดเผยว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้เข้าแทรกแซงและสกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติอิหร่านอย่างน้อย 3 ลำในน่านน้ำเอเชีย พร้อมบังคับให้เปลี่ยนเส้นทางออกไปจากตำแหน่งเดิมที่อยู่ใกล้กับอินเดีย มาเลเซีย และมาเลเซีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการปิดล้อมทางการค้าระหว่างประเทศต่ออิหร่าน

จากการตรวจสอบข้อมูลดาวเทียมและแหล่งข่าวความมั่นคงทางทะเล พบว่าเรือที่ถูกควบคุมตัวประกอบด้วย เรือ “ดีพซี” (Deep Sea) เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษ ซึ่งพบสัญญาณครั้งสุดท้ายนอกชายฝั่งมาเลเซียเมื่อสัปดาห์ก่อน, เรือ “เซวิน” (Sevin) เรือบรรทุกน้ำมันขนาดรองลงมา ซึ่งบรรทุกน้ำมันมาถึง 65% ของความจุ หรือประมาณ 1 ล้านบาร์เรล และเรือ “โดเรนา” (Dorena) เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษที่บรรทุกน้ำมันดิบเต็มอัตรา 2 ล้านบาร์เรล 

โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ยืนยันว่าขณะนี้เรือลำดังกล่าวอยู่ภายใต้การควบคุมของเรือทำลายพานิชย์นาวีสหรัฐฯ ในมหาสมุทรอินเดีย หลังพยายามฝ่าฝืนมาตรการปิดล้อม

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเรือ “เดอร์ยา” (Derya) อาจเป็นอีกลำที่ถูกสกัดหลังไม่สามารถระบายน้ำมันดิบในอินเดียได้ทันกำหนดเส้นตายการผ่อนปรนของสหรัฐฯ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านที่ดำเนินมาเกือบ 2 เดือน โดยอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการยิงโจมตีและยึดเรือขนส่งสินค้าบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ส่งผ่านน้ำมันและก๊าซถึง 1 ใน 5 ของโลก ส่งผลให้เกิดวิกฤตพลังงานไปทั่วโลกในขณะนี้

แหล่งข่าวระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ เลือกที่จะปฏิบัติการสกัดกั้นในน่านน้ำเปิดห่างไกลจากช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากทุ่นระเบิดที่อิหร่านอาจวางไว้ตามแนวชายฝั่ง โดยตั้งแตเริ่มมาตรการปิดล้อมเป็นต้นมา สหรัฐฯ ได้สั่งให้เรือที่เข้า-ออกพอร์ตอิหร่านหันหลังกลับหรือกลับเข้าฝั่งไปแล้วกว่า 29 ลำ.

ที่มา Reuters

จีน-กัมพูชา ประชุมความร่วมมือ 2+2 ครั้งแรก กระชับสัมพันธ์การเมืองความมั่นคง

จีน-กัมพูชา ประชุมความร่วมมือ 2+2 ครั้งแรก กระชับสัมพันธ์การเมืองความมั่นคง

23 เม.ย. 2569 11:24 น.

จีน-กัมพูชา ประชุมความร่วมมือ 2+2 ครั้งแรก กระชับสัมพันธ์การเมืองความมั่นคง

จีนและกัมพูชาเปิดการประชุมกลไกความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ “2+2” เป็นครั้งแรก รัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของทั้งสองประเทศร่วมโต๊ะหารือ เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง

วันที่ 22 เมษายน 2569 ผู้แทนจีนและกัมพูชาเปิดการประชุมกลไกความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์แบบสองบวกสอง (2+2) เป็นครั้งแรก นำโดยรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของทั้งสองประเทศร่วมโต๊ะหารือ เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง

นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศ และนายต่ง จวิน รัฐมนตรีกลาโหมเป็นผู้นำการเจรจา กับนายปรัก สุคนธ์ รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา และ เตีย เซยฮา รัฐมนตรีกลาโหม 

การหารือครั้งนี้เป็นข้อริเริ่มที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เสนอไว้ระหว่างเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อกระชับความสัมพันธ์และยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างสองประเทศ ผลักดันกรอบความร่วมมือที่มีอยู่เดิม รวมถึงแลกเปลี่ยนความเห็นด้านสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพของภูมิภาค

ครม.ญี่ปุ่นไฟเขียวยกเลิกห้ามส่งออกอาวุธร้ายแรง ถือเป็นการพลิกนโยบายสันติหลังสงครามโลก

ครม.ญี่ปุ่นไฟเขียวยกเลิกห้ามส่งออกอาวุธร้ายแรง ถือเป็นการพลิกนโยบายสันติหลังสงครามโลก

23 เม.ย. 2569 11:07 น.

ครม.ญี่ปุ่นไฟเขียวยกเลิกห้ามส่งออกอาวุธร้ายแรง ถือเป็นการพลิกนโยบายสันติหลังสงครามโลก

รัฐบาลญี่ปุ่นอนุมัติยกเลิกข้อห้ามส่งออกอาวุธร้ายแรง เปิดทางขายเครื่องบินรบ ขีปนาวุธ และเรือพิฆาต ถือเป็นการเปลี่ยนนโยบายสำคัญจากแนวทางสันติหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

วันที่ 23 เมษายน 2569 ที่ประชุมคณะรัฐบาลญี่ปุ่น ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ มีมติอนุมัติยกเลิกข้อห้ามการส่งออกอาวุธร้ายแรง เปิดทางให้ญี่ปุ่นสามารถส่งออกยุทโธปกรณ์ที่มีอานุภาพร้ายแรง อาทิ เครื่องบินขับไล่ ขีปนาวุธ และเรือพิฆาต ขณะที่ก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นจำกัดการส่งออกอาวุธอย่างเข้มงวดภายใต้รัฐธรรมนูญสันติภาพหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยอนุญาตเฉพาะอุปกรณ์เพียง 5 ประเภท ได้แก่ การกู้ภัย การขนส่ง การแจ้งเตือน การเฝ้าระวัง และการกู้ทุ่นระเบิด

การตัดสินใจครั้งนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของนโยบายสันติหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่ามกลางความพยายามเสริมศักยภาพกองทัพ และขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงกับประเทศพันธมิตร

นายมิโนรุ คิฮาระ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวว่า การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นเพื่อเสริมความมั่นคงของญี่ปุ่น และช่วยส่งเสริมสันติภาพกับเสถียรภาพของภูมิภาคและโลก และเป็นการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นเร่งเสริมกำลังทางทหาร หลังเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงเพิ่มขึ้นในภูมิภาคเอเชีย

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายคัดค้านมองว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ขัดต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญสันติภาพของญี่ปุ่น อาจเพิ่มความตึงเครียดทั่วโลก และกระทบความปลอดภัยของประชาชน.

ที่มา NHK

เพนตากอนปลดฟ้าผ่า “จอห์น ฟีแลน” รมว.ทบวงทหารเรือสหรัฐฯ

เพนตากอนปลดฟ้าผ่า "จอห์น ฟีแลน" รมว.ทบวงทหารเรือสหรัฐฯ

23 เม.ย. 2569 11:04 น.

เพนตากอนปลดฟ้าผ่า “จอห์น ฟีแลน” รมว.ทบวงทหารเรือสหรัฐฯ

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศว่า “จอห์น ฟีแลน” รัฐมนตรีทบวงการทหารเรือสหรัฐฯ ได้พ้นจากตำแหน่งแล้วโดยมีผลทันที โดยกระทรวงฯ ไม่ได้ระบุเหตุผลที่แน่ชัดในการปลดครั้งนี้

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศปลดนายจอห์น ฟีแลน รัฐมนตรีว่าการทบวงการทหารเรือภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พ้นจากตำแหน่งโดยมี “ผลในทันที” โดยทางกระทรวงไม่ได้ระบุเหตุผลที่แน่ชัดในการปลดครั้งนี้

นายฌอน พาร์เนลล์ หัวหน้าฝ่ายโฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ยืนยันผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า การพ้นตำแหน่งของ “จอห์น ฟีแลน” รัฐมนตรีทบวงทหารเรือสหรัฐฯ “มีผลทันที” แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุของการปลดจากตำแหน่ง “ในนามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามและรัฐมนตรีช่วยฯ  เราขอขอบคุณรัฐมนตรีฟีแลนสำหรับการรับใช้กระทรวงและกองทัพเรือสหรัฐ”

โฆษกเพนตากอน ระบุว่า นายฮุง เคา ปลัดกระทรวงทหารเรือ อดีตนายทหารผ่านศึก 25 ปี และเป็นบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจให้ขึ้นดำรงตำแหน่งรักษาการแทน ซึ่งนายเคาเคยมีบทบาทโดดเด่นในการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายความหลากหลายในกองทัพ และสนับสนุนการสร้างกองทัพที่ดุดัน

แหล่งข่าววิเคราะห์ว่าการลาออกครั้งนี้อาจมีสาเหตุหลัก 2 ประการ ได้แก่ความล่าช้าของ “Golden Fleet” โดยนายฟีแลนเคยสนับสนุนโครงการต่อเรือรบหนักรุ่นใหม่ที่จะใช้ชื่อ “ทรัมป์” ตามนโยบายของประธานาธิบดี แต่การขยายกองเรือกลับไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร และนโยบายล้างบางนายทหาร 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ  ขอให้เสนาธิการทหารบก แรนดี จอร์จ ลาออกจากตำแหน่ง นอกจากนี้ นายทหารระดับสูงของกองทัพบกอีกสองคนคือพลเอก เดวิด ฮอดเน และพลตรี วิลเลียม กรีน ก็ถูกปลดออกจากตำแหน่งเมื่อไม่นานมานี้เช่นกัน

นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เฮกเซธได้ปลดนายทหารระดับสูงมากกว่าสิบคน รวมถึงผู้บัญชาการกองทัพเรือและรองเสนาธิการกองทัพอากาศด้วย

การเปลี่ยนแปลงผู้นำกองทัพเรือเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่วิกฤตที่สุด โดยปัจจุบันสหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังทำสงครามกับอิหร่าน ซึ่งมีการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดทางอิหร่านประกาศว่า “เป็นไปไม่ได้ที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซในขณะนี้” เนื่องจากสหรัฐฯ และอิสราเอลละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ขณะที่ทำเนียบขาวระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงพอใจกับมาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน โดยเชื่อว่าขณะนี้อิหร่านกำลังอยู่ในสถานะที่อ่อนแออย่างมาก.

ที่มา BBC

วุฒิสภาตีตกมาตรการจำกัดอำนาจทรัมป์ในการทำสงครามเป็นครั้งที่ 5

วุฒิสภาตีตกมาตรการจำกัดอำนาจทรัมป์ในการทำสงครามเป็นครั้งที่ 5

23 เม.ย. 2569 05:54 น.

วุฒิสภาตีตกมาตรการจำกัดอำนาจทรัมป์ในการทำสงครามเป็นครั้งที่ 5

วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติปฏิเสธมาตรการจำกัดอำนาจการทำสงครามของโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นครั้งที่ 5 ในปีนี้แล้ว สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังคงคุกรุ่นแม้จะมีมาตรการหยุดยิง

เมื่อ 22 เม.ย. 2569 สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติ 46 เสียงต่อ 51 เสียง ปฏิเสธมาตรการที่มุ่งจำกัดอำนาจการทำสงครามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นครั้งที่ 5 ในปีนี้ โดยมาตรการดังกล่าวระบุว่า รัฐบาลต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนการดำเนินการทางทหารใดๆ ในอิหร่านที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สว. จอห์น เฟตเตอร์แมน จากพรรคเดโมแครต ได้ลงมติร่วมกับฝั่งรีพับลิกันในการปฏิเสธมาตรการนี้ ขณะที่ สว. แรนด์ พอล จากพรรครีพับลิกัน กลับลงคะแนนเห็นชอบร่วมกับฝั่งเดโมแครต

สว. ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยจากพรรคเดโมแครตประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ พรรคเดโมแครตจะผลักดันให้มีการลงมติเรื่องการจำกัดอำนาจการทำสงครามเช่นนี้เป็นประจำทุกสัปดาห์

ด้านสว. ฝั่งรีพับลิกันบางส่วน เช่น สว. ธอม ทิลลิส และ สว. ลิซา เมอร์คาวสกี ระบุว่าพวกเขามีแนวโน้มที่จะสนับสนุนการลงมติมอบอำนาจการใช้กำลังทางทหาร หากความขัดแย้งยืดเยื้อไปจนถึงวันที่ 60 ขณะที่แกนนำพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาก็ไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่จะดำเนินการในขั้นตอนดังกล่าว หากความขัดแย้งยังไม่สงบลงหลังจากผ่านไป 90 วัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามถึงเรื่องการลงมติมอบอำนาจดังกล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สว.จอห์น ธูน ผู้นำเสียงข้างมากจากพรรครีพับลิกันตอบเพียงว่า “ผมยังไม่เห็นว่าเรื่องนั้นจะเกิดขึ้นในตอนนี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn