ม็อบ “พรรคแมลงสาบ” อินเดีย ชุมนุมครั้งแรก เรียกร้องปฏิรูปการศึกษา-โอกาสการจ้างงาน

ม็อบ "พรรคแมลงสาบ" อินเดีย ชุมนุมครั้งแรก เรียกร้องปฏิรูปการศึกษา-โอกาสการจ้างงาน

7 มิ.ย. 2569 12:20 น.

ม็อบ “พรรคแมลงสาบ” อินเดีย ชุมนุมครั้งแรก เรียกร้องปฏิรูปการศึกษา-โอกาสการจ้างงาน

ขบวนการ “พรรคแมลงสาบประชาชน” หรือ CJP ของอินเดีย ซึ่งเริ่มต้นจากการล้อเลียนทางการเมืองบนโลกออนไลน์ ที่มีผู้ติดตามกว่า 22 ล้านคน จัดการชุมนุมบนท้องถนนครั้งแรกในกรุงนิวเดลี ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจของคนรุ่นใหม่ต่อระบบการศึกษา การสอบ และปัญหาการว่างงาน โดยผู้ชุมนุมเรียกร้องให้รัฐมนตรีศึกษาธิการลาออกภายใน 7 วัน

ผู้สนับสนุน “พรรคแมลงสาบประชาชน” (Cockroach Janata Party หรือ CJP)  หลายร้อยคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว ได้รวมตัวกันอย่างเป็นทางการครั้งแรก เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (6 มิ.ย.) บริเวณจันตาร์ มันตาร์ ใกล้กับอาคารรัฐสภาในกรุงนิวเดลี หลังจากที่ความเคลื่อนไหวดังกล่าวโด่งดังจนกลายเป็นไวรัลและยึดพื้นที่หน้าสื่อในอินเดียมานานหลายสัปดาห์

ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการประท้วงครั้งนี้ มาจากรายงานความไม่โปร่งใสและการทุจริตในการสอบคัดเลือกเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งกลายเป็นพื้นที่ระบายความอัดอั้นตันใจของเยาวชนอินเดียที่มีต่อระบบการศึกษา และโอกาสในการหางานที่จำกัดอย่างยิ่งในปัจจุบัน โดยบัญชีทางการของพรรค CJP บนแพลตฟอร์ม X ได้โพสต์ข้อความก่อนวันประท้วงว่า “ถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนมุกตลกเล็ก ๆ นี้ให้กลายเป็นสัปประยุทธ์แห่งการปฏิวัติ” ทั้งนี้ ประชากรคนรุ่นใหม่ในอินเดียคิดเป็นจำนวนมากกว่า 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศ

นายอภิชิต ทิปเก วัยรุ่นอินเดียซึ่งเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยบอสตันและเป็นผู้ก่อตั้งขบวนการออนไลน์นี้ ได้เดินทางกลับมาจากสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมการชุมนุม โดยในตอนแรกตำรวจได้ตั้งแผงกั้นเหล็กบริเวณผู้โดยสารขาเข้าของสนามบินนานาชาตินิวเดลี แต่ในเวลาต่อมานายทิปเกเปิดเผยว่าตำรวจได้อนุญาตให้จัดกิจกรรมประท้วงได้โดยสงบ

แกนนำและผู้เข้าร่วมการชุมนุมได้ร่วมกันชูธงชาติอินเดียพร้อมกับถือ “หนังสือ” ซึ่งผู้จัดงานระบุว่าเป็นสัญลักษณ์ของการทวงคืนสิทธิทางการศึกษาและโอกาสที่เท่าเทียม พร้อมกับตะโกนขับไล่นายธาร์เมนดรา ปราธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงค่ำวันเสาร์ พรรค CJP ได้ออกแถลงการณ์ยื่นคำขาดต่อรัฐบาลเป็นเวลา 7 วัน ให้นายปราธานลาออก หรือให้นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ปลดเขาออกจากตำแหน่ง หากไม่มีการดำเนินการใด ๆ ขบวนการ “แมลงสาบ” จะขยายตัวและยกระดับการประท้วงไปทั่วประเทศ

มันซี เซห์กัล ผู้ประท้วงวัย 26 ปี กล่าวว่า “การประท้วงอาจจะเริ่มจากปัญหาระบบสอบ แต่ปัญหาที่ลึกกว่านั้นคือคนรุ่นใหม่ไม่มีพื้นที่ให้ส่งเสียงหรือตั้งคำถาม ซึ่งพรรค CJP ได้มอบพื้นที่นั้นให้ และกลายเป็นสิ่งแรกที่ผู้คนสามารถเข้ามาร่วมเชื่อมต่อเพื่อทวงถามความจริงได้”

พรรค CJP เพิ่งก่อตั้งขึ้นบนโลกออนไลน์ได้เพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากกรณีที่ประธานศาลฎีกาของอินเดีย  ได้ใช้คำเปรียบเปรยเชิงเหยียดหยามเรียกกลุ่มผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและคนหนุ่มสาวที่ตกงานว่าเป็น “พวกแมลงสาบ” ในระหว่างการพิจารณาคดีเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้นายทิปเก ซึ่งเป็นนักยุทธศาสตร์ด้านการสื่อสารทางการเมือง นำคำด่าดังกล่าวมาประชดประชันด้วยการตั้งพรรคการเมืองล้อเลียนขึ้นมา จนหน้าเพจอินสตาแกรมของพรรคมีผู้ติดตามพุ่งทะยานเกิน 22 ล้านคนอย่างรวดเร็ว

“แมลงสาบ” จึงกลายเป็นตราสัญลักษณ์แห่งความอดทนและการแสดงออกทางการเมืองอย่างเจ็บแสบ มีการสร้างภาพมีมและวิดีโอตลกขบขันเพื่อล้อเลียนปัญหาการว่างงาน การทุจริต และความล้มเหลวในการบริหารประเทศของรัฐบาล ซึ่งมียอดเข้าชมนับล้านครั้ง คนรุ่นใหม่ที่สนับสนุนมักเรียกตัวเองขำ ๆ ว่าเป็นพวกตกงานและใช้ชีวิตอยู่แต่ในโลกออนไลน์ เนื่องจากพวกเขาถูกตัดขาดจากการมีส่วนร่วมในเชิงนโยบายภายใต้รัฐบาลของนายโมดี

การชุมนุมในครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบครั้งสำคัญว่า ขบวนการที่โด่งดังจากโลกออนไลน์จะสามารถเปลี่ยนความนิยมในหน้าจอ ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนจากรากหญ้าเพื่อต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าคนรุ่นใหม่ได้จริงหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้น ยังต้องจับตาดูว่าพรรคแมลงสาบนี้จะรับมืออย่างไรกับการปราบปรามของรัฐบาล ซึ่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลของนายโมดีได้ใช้มาตรการเด็ดขาดในการสลายการชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงกฎหมายสัญชาติหรือการประท้วงของกลุ่มเกษตรกร จนทำให้นักกิจกรรมหลายคนถูกจับกุม

ขณะที่ฝั่งผู้สนับสนุนพรรครัฐบาลอินเดีย (BJP) ออกมาแสดงความเห็นเชิงปรามาสว่า ขบวนการนี้เป็นเพียง “ลูกเล่นทางโซเชียลมีเดีย” ที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว และความนิยมบนโลกออนไลน์จะไม่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังมวลชนบนท้องถนนที่ยั่งยืนได้

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ของพรรค CJP ย่อมสะท้อนถึงแนวโน้มในเอเชียใต้ที่คนรุ่นใหม่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนการประท้วงต่อต้านรัฐบาล เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในศรีลังกา บังกลาเทศ และเนปาลมาแล้ว เนื่องจากคนรุ่นใหม่เริ่มหมดศรัทธาต่อการเมืองแบบเก่า และกังวลต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำรวมถึงความแตกแยกทางศาสนาที่เพิ่มขึ้นในสังคมอินเดีย.

ที่มา Associated Press

รมว.กลาโหมสหรัฐฯ ฉะยุโรปกลางงานรำลึกวันดีเดย์ ชี้ปล่อยผู้อพยพบุกขึ้นฝั่งเป็น “การรุกราน”

รมว.กลาโหมสหรัฐฯ ฉะยุโรปกลางงานรำลึกวันดีเดย์ ชี้ปล่อยผู้อพยพบุกขึ้นฝั่งเป็น "การรุกราน"

7 มิ.ย. 2569 11:44 น.

รมว.กลาโหมสหรัฐฯ ฉะยุโรปกลางงานรำลึกวันดีเดย์ ชี้ปล่อยผู้อพยพบุกขึ้นฝั่งเป็น “การรุกราน”

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีรำลึกวันครบรอบ 82 ปี เหตุการณ์ยกพลขึ้นบก หรือวันดีเดย์ (D-Day) โจมตีชาติยุโรปอย่างดุเดือด เปรียบเปรยวิกฤตผู้อพยพทางเรือเป็นเหมือน “การรุกราน” ด้วยอุดมการณ์ที่เป็นอันตราย พร้อมเตือนว่าหากผู้นำยุโรปไม่ปกป้องเสรีภาพที่บรรพบุรุษต่อสู้เพื่อรักษาไว้ คุณค่าดังกล่าวอาจสูญหายไปในอนาคต

นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ได้กล่าวสุนทรพจน์เนื่องในวันครบรอบ 82 ปี เหตุการณ์ยกพลขึ้นบกวันดีเดย์ (D-Day) ณ สุสานทหารอเมริกันนอร์มังดี ในเมืองโคลวิลล์-ซูร์-แมร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสถานที่ที่กองกำลังพันธมิตรเคยบุกขึ้นฝั่งเพื่อปลดปล่อยยุโรปจากการยึดครองของนาซีเยอรมันในปี 1944

อย่างไรก็ดี นายเฮกเซธได้ใช้เวทีรำลึกประวัติศาสตร์นี้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายคนเข้าเมืองของประเทศในยุโรปอย่างรุนแรง โดยระบุว่า “เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ในวันนี้ ชายหาดต่าง ๆ ของยุโรปกำลังถูกรุกรานโดยอุดมการณ์ที่แตกต่างและเป็นอันตราย ไม่ว่าจะเป็นชายหาดในสเปน อิตาลี กรีซ และบัลแกเรีย ที่มีทั้งเรือและผู้คนเดินทางมาถึง คำถามคือเมื่อไหร่รัฐบาลในเมืองหลวงของยุโรปจะลงมือทำอะไรสักอย่างกับการรุกรานนี้? หรือว่ามันจะสายเกินไปแล้ว? ผมสวดอ้อนวอนและเชื่อว่ามันยังไม่สายเกินไป”

แม้ว่านายเฮกเซธจะไม่ได้ใช้คำว่า “ผู้อพยพ” ตรง ๆ ในสุนทรพจน์ แต่การแสดงความเห็นของเขาแสดงถึงการเชื่อมโยงการอพยพทางเรือเข้ากับการรุกรานในยุคสงคราม และสะท้อนถึงจุดยืนของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มักวิจารณ์ยุโรปในเรื่องการปล่อยปละละเลยเรื่องพรมแดน การเซ็นเซอร์กลุ่มชาตินิยม รวมถึงคำเตือนในยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาที่ระบุว่า ยุโรปอาจ “ไม่เหลือเค้าโครงเดิมภายใน 20 ปี” และกำลังเผชิญกับภาวะ “การล่มสลายทางอารยธรรม” จากปัญหานี้

ประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น หลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมากล่าวโทษว่า เหตุฆาตกรรมนายเฮนรี โนวัก นักศึกษาชาวอังกฤษวัย 18 ปี ที่ถูกแทงเสียชีวิตที่เมืองเซาท์แฮมป์ตันเมื่อปีที่แล้ว เป็นผลมาจาก “การรุกรานของผู้อพยพจำนวนมหาศาล” และชี้ว่าความโกรธแค้นคือคำตอบเดียวสำหรับเรื่องนี้

ทำเนียบนายกรัฐมนตรีอังกฤษได้ออกแถลงการณ์ประณามคำพูดของรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทันที โดยระบุว่าเป็นการกระทำของ “ผู้ที่พยายามแทรกแซงระบอบประชาธิปไตยของเรา” พร้อมชี้แจงว่าครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้ร้องขอแล้วว่าไม่อยากให้ความตายของลูกชายถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยก ยิ่งไปกว่านั้น สำนักงานอัยการสูงสุดของอังกฤษยังยืนยันข้อเท็จจริงว่า นายวิคกรัม ดิกวา ผู้ก่อเหตุแทงนักศึกษาคนดังกล่าว เป็นผู้ที่เกิดในสหรัฐราชอาณาจักรและมีสัญชาติอังกฤษโดยกำเนิด ไม่ใช่ผู้อพยพตามที่ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวอ้าง

วิกฤตผู้อพยพทางเรือเข้าสู่ยุโรปเคยพุ่งทะลุจุดสูงสุดในปี 2015 ซึ่งองค์การสหประชาชาติ ระบุว่ามีผู้คนมากกว่า 1 ล้านคนเดินทางข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดระหว่างเดือนเมษายน 2025 ถึงมีนาคม 2026 พบว่ามียอดผู้เดินทางมาถึงทางเรือรวม 169,341 คน ในสหราชอาณาจักร กรีซ อิตาลี สเปน และไซปรัส โดยเป็นการลักลอบข้ามฝั่งไปยังสหราชอาณาจักรคิดเป็นรอยละ 23 ของทั้งหมด

สำหรับข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 3 มิถุนายน 2026 มีผู้คนเดินทางข้ามช่องแคบอังกฤษด้วยเรือเล็กจากฝรั่งเศสมายังอังกฤษจำนวน 9,142 คน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ลดลงถึงร้อยละ 38 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า

ด้านนายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้เคยออกมาก่อนหน้านี้เพื่อตอบโต้ความเห็นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เคยวิจารณ์บนเวทียูเอ็น ว่ายุโรปกำลัง “ลงนรก” เพราะคุมผู้อพยพไม่ได้ โดยผู้นำอังกฤษระบุว่า คำพูดของทรัมป์นั้น “ไม่ถูกต้อง” แต่อังกฤษก็ยอมรับความท้าทายและกำลังเร่งปราบปรามขบวนการลักลอบขนคนเข้าเมืองด้วยเรือเล็กอย่างจริงจัง ซึ่งแตกต่างจากนโยบายในประเทศของรัฐบาลทรัมป์ที่เน้นการใช้กำลังเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร เข้าจับกุมผู้อพยพรายวันนับหมื่นรายตั้งแต่ช่วงต้นปี 2025 ที่ผ่านมา.

ที่มา BBC / Associated Press

ดวลปืนสนั่นใกล้เทศกาลฤดูร้อนรัฐโอไฮโอ เจ็บระนาว 12 ราย

ดวลปืนสนั่นใกล้เทศกาลฤดูร้อนรัฐโอไฮโอ เจ็บระนาว 12 ราย

7 มิ.ย. 2569 11:05 น.

ดวลปืนสนั่นใกล้เทศกาลฤดูร้อนรัฐโอไฮโอ เจ็บระนาว 12 ราย

เกิดเหตุสองคนร้ายเปิดฉากดวลปืนสนั่นใกล้เทศกาลพื้นเมืองชื่อดังในรัฐโอไฮโอ ของสหรัฐฯ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 12 ราย ในจำนวนนี้อาการสาหัส 2 ราย ผู้คนวิ่งหนีตายอลหม่าน ขณะที่ตำรวจยังจับกุมใครไม่ได้

เหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 17.37 น. ของวันเสาร์ (6 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณใกล้กับสถานที่จัดงาน “เทศกาลโอลด์เวสต์เอนด์” (Old West End Festival) ซึ่งเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองประจำปีในย่านประวัติศาสตร์ของเมืองโทเลโด รัฐโอไฮโอ โดยโจเซฟ เฮฟเฟอร์แนน รองผู้บัญชาการตำรวจเมืองโทเลโด เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นคาดว่าเป็นการเปิดฉากยิงโต้ตอบกันระหว่างบุคคลอย่างน้อย 2 ฝ่าย ที่ตั้งใจยิงใส่กันเอง แต่กระสุนกลับสาดไปโดนผู้คนในงาน

เหตุยิงครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 12 ราย โดยผู้บาดเจ็บมีอายุตั้งแต่ 14 ปีไปจนถึง 61 ปี และส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นอายุราว 20 ปีเศษ ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการวิกฤติต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด 2 ราย ด้านคลิปวิดีโอที่มีการแชร์บนโลกออนไลน์เผยให้เห็นภาพนาทีชีวิตขณะที่ผู้คนนับร้อยพากันวิ่งหนีตายหาที่หลบภัยอย่างอลหม่าน ท่ามกลางเสียงปืนที่ดังขึ้นหลายนัด

นายเควิน เบอร์รี หนึ่งในผู้เห็นเหตุการณ์ซึ่งกำลังนั่งฟังดนตรีสดอยู่กับเพื่อนในสวนรุกขชาติใกล้ ๆ เล่าว่า ทันทีที่เสียงปืนดังขึ้น ทุกคนพากันหมอบลงกับพื้น และเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นปืนกระบอกหนึ่งถูกโยนทิ้งไว้บนพื้นห่างออกไปไม่ถึง 15 เมตร โดยนายเบอร์รีซึ่งเคยผ่านการฝึกทางการแพทย์และเคยเป็นทหารเรือเก่า ได้รีบวิ่งเข้าไปช่วยปฐมพยาบาลผู้ประสบเหตุ และพบผู้ถูกยิงอย่างน้อย 5 ราย นอนกระจายอยู่ทั่วบริเวณสวนรุกขชาติ

แอลลิสัน อาร์มสตรอง หัวหน้าฝ่ายดับเพลิงเปิดเผยว่า การลำเลียงผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลในช่วงแรกเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากมีการปิดถนนประกอบกับการจราจรที่ติดขัดอย่างหนักจากคลื่นมหาชนที่พยายามขับรถหนีออกจากงานเทศกาล อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถนำตัวผู้บาดเจ็บทั้งหมดส่งโรงพยาบาลได้ภายในเวลา 1 ชั่วโมง

ด้านนายไมค์ เดอไวน์ ผู้ว่าการรัฐโอไฮโอ ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า “เทศกาลฤดูร้อนควรจะเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับครอบครัวในการใช้เวลาร่วมกัน โดยปราศจากความหวาดกลัวต่อความรุนแรง”

ด้าน จอร์จ คราล ผู้อำนวยการฝ่ายความมั่นคงปลอดภัยของเมืองโทเลโด ได้ออกมาขอความร่วมมือจากประชาชนทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ให้ช่วยส่งภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอจากโทรศัพท์มือถือให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อใช้เป็นเบาะแส เพราะเชื่อว่าต้องมีข้อมูลสำคัญอยู่ในมือของประชาชนอย่างแน่นอน โดยขณะนี้ทีมสืบสวนกำลังเร่งไล่ตรวจกล้องวงจรปิดและสอบปากคำพยานหลายราย ซึ่งคดีมีความคืบหน้าไปพอสมควรแต่ยังไม่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ พร้อมกล่าวอย่างเสียดายว่า นี่คือหนึ่งในเทศกาลที่เป็นสัญลักษณ์และน่าภาคภูมิใจที่สุดของเมืองโทเลโด แต่กลับต้องมาถูกทำลายลงด้วยความรุนแรงเช่นนี้ โดยทางเมืองกำลังหารือกับผู้จัดงานว่าจะสั่งระงับการจัดงานในวันอาทิตย์ที่เหลืออยู่หรือไม่

ทั้งนี้ จากสถิติของเว็บไซต์ Gun Violence Archive ระบุว่า หากไม่นับรวมเหตุการณ์ที่เมืองโทเลโดในครั้งนี้ สหรัฐฯ เผชิญกับเหตุการณ์กราดยิง มาแล้วถึง 171 ครั้งในปีนี้ โดยนิยามของเหตุสืบเนื่องจากอาวุธปืนที่เป็นการกราดยิง คือเหตุการณ์ที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตตั้งแต่ 4 คนขึ้นไป โดยไม่รวมตัวคนร้ายผู้ก่อเหตุ.

ที่มา Associated Press / Reuters

ทารกปาเลสไตน์วัย 7 เดือนเสียชีวิต หลังอิสราเอลยิงรถครอบครัวในเวสต์แบงก์

ทารกปาเลสไตน์วัย 7 เดือนเสียชีวิต หลังอิสราเอลยิงรถครอบครัวในเวสต์แบงก์

7 มิ.ย. 2569 10:25 น.

ทารกปาเลสไตน์วัย 7 เดือนเสียชีวิต หลังอิสราเอลยิงรถครอบครัวในเวสต์แบงก์

กระทรวงสาธารณสุขปาเลสไตน์เผย ทารกวัย 7 เดือนเสียชีวิต และพ่อแม่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุทหารอิสราเอลเปิดฉากยิงใส่รถยนต์ของครอบครัวใกล้เมืองเฮบรอน ในเขตเวสต์แบงก์ ด้านกองทัพอิสราเอลระบุว่า ทหารเข้าใจว่ารถคันดังกล่าวกำลังเร่งความเร็วพุ่งเข้าหาเจ้าหน้าที่ แต่ผลสอบเบื้องต้นพบว่าผู้บาดเจ็บเป็นพลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุความไม่สงบ พร้อมแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

กระทรวงสาธารณสุขปาเลสไตน์เปิดเผยว่า เกิดเหตุทหารอิสราเอลใช้อาวุธปืนยิงถล่มใส่พลเรือนปาเลสไตน์ เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมา (5 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณย่านเทล รูไมดา ทางตอนใต้ของเมืองฮีบรอน ในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกอิสราเอลยึดครอง ส่งผลให้ ด.ช.แซม ฟาฮัด อาบู ไฮคัลทารกเพศชายวัย 7 เดือน เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะที่พ่อและแม่ของเด็กได้รับบาดเจ็บจากบาดแผลกระสุนปืน แต่อาการปลอดภัยแล้ว

คุณยายของทารกผู้ล่วงลับเปิดเผยนาทีชีวิตว่า ครอบครัวกำลังขับรถอยู่ใกล้กับจุดตรวจที่ 17 เมื่อมองเห็นรถทหารและกำลังพลของอิสราเอลอยู่ไกล ๆ ทางคนขับจึงได้หยุดรถ ทันใดนั้นทหารได้เปิดฉากยิงใส่รถของพวกเขา ซึ่งในตอนแรกครอบครัวคิดว่าเป็นเพียงการยิงขู่  คุณยายกล่าวด้วยความโศกเศร้าว่า “กระสุนนัดหนึ่งพุ่งเจาะเข้าที่ใบหน้าและทะลุศีรษะของหลานชายฉัน ก่อนจะพุ่งไปฝังอยู่ที่แก้มของคนเป็นแม่ ส่วนคนเป็นพ่อถูกกระสุนเฉี่ยวที่นิ้วมือ ตอนนี้แม่ของเด็กยังคงต้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล” 

ขณะที่ นพ. ทาเร็ก บาร์บาราวี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลในเมืองฮีบรอน เปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีก่อนหน้านี้ว่า ทารกถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยอาการบาดเจ็บที่สาหัสอย่างยิ่งก่อนจะสิ้นใจในเวลาต่อมา ยอดสอดคล้องกับรายงานของสำนักข่าววาฟาของปาเลสไตน์ ที่ระบุว่ากองทัพอิสราเอลได้เจาะจงยิงใส่รถยนต์ของครอบครัวนี้

ด้านกองทัพอิสราเอลชี้แจงถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า ในระหว่างการปฏิบัติการในพื้นที่เมืองฮีบรอนเมื่อวันศุกร์ ทหารในพื้นที่รับรู้ว่ามีรถยนต์คันหนึ่งกำลังเร่งความเร็วพุ่งตรงมาทางพวกเขา ทหารนายหนึ่งจึงได้ลั่นไกยิงใส่รถคันดังกล่าว ส่งผลให้ชาวปาเลสไตน์ 3 รายได้รับบาดเจ็บและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

อย่างไรก็ตาม ผลการสอบสวนเบื้องต้นของกองทัพอิสราเอลยอมรับว่า ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตทั้งหมดเป็น “พลเรือนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับความขัดแย้ง” พร้อมทั้งได้กล่าวแสดง “ความเสียใจอย่างสุดซึ้ง” ต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น และยืนยันว่าเหตุการณ์นี้กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อส่งรายงานให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการต่อไป

พื้นที่ย่านเทล รูไมดา ในเมืองฮีบรอน ถือเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ที่มีความตึงเครียดและเกิดเหตุปะทะรุนแรงบ่อยครั้ง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีผู้อพยพชาวอิสราเอลเข้าไปตั้งถิ่นฐาน โดยอยู่ภายใต้การคุ้มกันอย่างหนาแน่นของกองทัพอิสราเอล ท่ามกลางวงล้อมของผู้อยู่อาศัยชาวปาเลสไตน์ ทั้งนี้ จากรายงานของสหภาพยุโรป เมื่อปี 2024 ระบุว่า มีชาวอิสราเอลเข้าไปตั้งถิ่นฐานในเยรูซาเล็มตะวันออกและเวสต์แบงก์มากกว่า 700,000 คน ท่ามกลางประชากรชาวปาเลสไตน์กว่า 3 ล้านคน

นับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาปะทะขึ้นหลังเหตุการณ์ที่กลุ่มฮามาสบุกโจมตีอิสราเอล ความรุนแรงในเขตเวสต์แบงก์ก็ทวีความรุนแรงขึ้นแทบทุกวัน โดยจากการรวบรวมข้อมูลของสำนักข่าวเอเอฟพีอ้างอิงสถิติจากกระทรวงสาธารณสุขปาเลสไตน์ พบว่ามีชาวปาเลสไตน์ทั้งกลุ่มติดอาวุธและพลเรือนถูกทหารหรือกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลสังหารเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1,080 ราย ขณะที่ข้อมูลอย่างเป็นทางการของฝั่งอิสราเอลระบุว่า มีชาวอิสราเอลทั้งทหารและพลเรือนเสียชีวิตจากการโจมตีของปาเลสไตน์หรือระหว่างปฏิบัติการทางทหารในช่วงเวลาเดียวกันอย่างน้อย 46 ราย.

ที่มา Reuters / BBC

อิหร่านกล่าวหาสหรัฐฯ สั่งแบนวีซ่า “สตาฟฟ์โค้ช-ผู้บริหารทีม” ก่อนลุยฟุตบอลโลก 2026

อิหร่านกล่าวหาสหรัฐฯ สั่งแบนวีซ่า "สตาฟฟ์โค้ช-ผู้บริหารทีม" ก่อนลุยฟุตบอลโลก 2026

7 มิ.ย. 2569 09:52 น.

อิหร่านกล่าวหาสหรัฐฯ สั่งแบนวีซ่า “สตาฟฟ์โค้ช-ผู้บริหารทีม” ก่อนลุยฟุตบอลโลก 2026

สหรัฐฯ อนุมัติวีซ่านักเตะทีมชาติอิหร่านเข้าประเทศลุยศึกฟุตบอลโลก 2026 แต่กลับสั่งปฏิเสธวีซ่าทีมสตาฟฟ์โค้ชและผู้บริหารระดับสูงเกือบยกชุด ด้านอิหร่านฉะเดือด “นำการเมืองมาแทรกแซงกีฬา” ร้องฟีฟ่าเร่งจัดการ ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยสุดเข้มงวดหลังสหรัฐฯ หวั่นผู้ก่อการร้ายแฝงตัว

ทางการสหรัฐฯ ยืนยันการอนุมัติวีซ่าให้แก่นักฟุตบอลทีมชาติอิหร่านและ “เจ้าหน้าที่สนับสนุนที่จำเป็น” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ก่อนหน้าการแข่งขันนัดเปิดสนามของอิหร่านที่จะมีขึ้น ณ นครลอสแอนเจลิส ในวันที่ 15 มิถุนายนนี้ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ระบุชัดเจนว่าจะไม่อนุญาตให้มีการ “อาศัยช่องโหว่ของระบบนี้เพื่อลักลอบส่งผู้ก่อการร้ายเข้ามายังสหรัฐฯ โดยการแอบอ้าง”

ทางด้านสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศตุรกี ได้ออกมาตอบโต้อย่างรุนแรง โดยกล่าวหาว่าสหรัฐฯ “แทรกแซงการกีฬาด้วยอคติทางการเมือง” หลังจากเจ้าหน้าที่บริหาร ผู้จัดการทีม และสตาฟฟ์โค้ช “จำนวนมาก” ถูกปฏิเสธวีซ่า

สื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารจำนวน 15 คน รวมถึงประธานสหพันธ์ฟุตบอลอิหร่าน รองประธาน และผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสาร ที่ถูกสั่งห้ามเดินทางเข้าประเทศสหรัฐฯ ในครั้งนี้

ปัจจุบันนักเตะอิหร่านได้ออกเดินทางจากค่ายฝึกซ้อมในตุรกีไปยังประเทศเม็กซิโก ซึ่งจะใช้เป็นฐานหลักตลอดการแข่งขัน โดยคาดว่าจะเดินทางถึงในช่วงเช้ามืดวันนี้ (7 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากต้องนั่งเครื่องบินยาวนานกว่า 20 ชั่วโมง

เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศเม็กซิโกเปิดเผยว่า ภายใต้เงื่อนไขวีซ่าที่สหรัฐฯ ออกให้ นักเตะทีมชาติอิหร่านจะต้องเดินทางเข้าและออกจากสหรัฐฯ ภายในวันเดียวกับที่มีโปรแกรมการแข่งขันเท่านั้น ซึ่งทางสถานทูตอิหร่านได้ออกแถลงการณ์ประณามข้อกำหนดนี้ว่าเป็นเพียง “ผักชีโรยหน้า” และชี้ว่า “นี่คือการยกระดับการเลือกปฏิบัติอย่างจงใจต่อทีมฟุตบอลทีมชาติอิหร่านขั้นสูงสุด” พร้อมทั้งเรียกร้องให้ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า เข้ามาแทรกแซงในกรณีนี้

ศึกฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งมีสหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก เป็นเจ้าภาพร่วม จะเปิดฉากขึ้นในวันที่ 11 มิ.ย. นี้ โดยอิหร่านสามารถคว้าตั๋วผ่านเข้ารอบมาได้จากการเป็นแชมป์กลุ่มในรอบคัดเลือกตั้งแต่เดือนมีนาคม 2025 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่สงครามระหว่างสองประเทศจะปะทุขึ้น และนี่ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ประเทศเจ้าภาพต้องเปิดบ้านต้อนรับทีมฟุตบอลจากประเทศที่ตนเองกำลังมีสถานะสงครามด้วย

ย้อนกลับไปเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทีมชาติอิหร่านจำเป็นต้องย้ายแคมป์ฝึกซ้อมจากเมืองทูซอน รัฐแอริโซนา ของสหรัฐฯ ข้ามฝั่งไปยังประเทศเม็กซิโกแทน เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งดังกล่าว

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเกี่ยวกับข้อจำกัดเฉพาะเจาะจงที่จะบังคับใช้กับนักเตะและคณะผู้แทนของอิหร่านในระหว่างที่อยู่ในสหรัฐฯ แต่ได้ชี้แจงว่า ทางหน่วยงานยังคงยึดมั่นในความปลอดภัยของประชาชนชาวอเมริกันและผู้เข้าร่วมชมงานฟุตบอลโลก 2026 อย่างสูงสุด โดยมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดกับทุกภาคส่วนของรัฐบาลในการดูแลความปลอดภัยของเมืองเจ้าภาพทั้ง 11 เมือง รวมถึงลอสแอนเจลิส

ก่อนหน้านี้นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ได้แจ้งต่อสมาชิกรัฐสภาอย่างชัดเจนว่า คณะเดินทางของทีมฟุตบอลอิหร่านจะต้องไม่มีบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ “กองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม” (IRGC) ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธที่ทรงอิทธิพลของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่านักฟุตบอลทีมชาติอิหร่านหลายคนเคยผ่านการเกณฑ์ทหารภาคบังคับกับกองกำลังกลุ่มนี้มาก่อน

สำหรับโปรแกรมการแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่มของทีมชาติอิหร่าน นอกจากนัดแรกที่ต้องพบกับคู่แข่งในลอสแอนเจลิสแล้ว พวกเขายังมีคิวต้องดวลแข้งกับทีมเบลเยียม ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย และพบกับทีมอียิปต์ ที่เมืองซีแอตเทิล.

ที่มา BBC

แคนาดางดนำเข้าปศุสัตว์จากเท็กซัส หลังพบ “หนอนแมลงวันกินเนื้อ” ในวัว

แคนาดางดนำเข้าปศุสัตว์จากเท็กซัส หลังพบ “หนอนแมลงวันกินเนื้อ” ในวัว

7 มิ.ย. 2569 06:34 น.

แคนาดางดนำเข้าปศุสัตว์จากเท็กซัส หลังพบ “หนอนแมลงวันกินเนื้อ” ในวัว

ทางการแคนาดาประกาศงดนำเข้าปศุสัตว์จากรัฐเท็กซัสของสหรัฐฯ ชั่วคราว หลังมีการตรวจพบหนอนแมลงวันกินเนื้ออยู่ในวัวถึง 2 ครั้ง จนทำให้เกิดความกังวลเรื่องการแพร่กระจายเป็นวงกว้าง

สำนักงานตรวจสอบอาหารแห่งแคนาดา (CFIA) ประกาศห้ามนำเข้าปศุสัตว์จากรัฐเท็กซัสของสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2569 หลังจากมีรายงานการตรวจพบหนอนแมลงวันกินเนื้อ (Screwworm) ในลูกวัวที่รัฐดังกล่าวถึง 2 ครั้งเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

แถลงการณ์ของ CFIA ระบุว่า วัวและม้าที่เคยอยู่ในรัฐเท็กซัสในช่วงเวลาใดก็ตามภายใน 21 วันก่อนจะเดินทางข้ามพรมแดนเข้าสู่แคนาดา จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศ

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นหลังจากกระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ (USDA) เปิดเผยว่า มีการตรวจพบปรสิตชนิดนี้ในลูกวัวตัวในรัฐเท็กซัสเป็นตัวที่ 2 ส่งผลให้ผู้ว่าการรัฐ นายเกร็ก แอบบอตต์ ต้องประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เนื่องจากเท็กซัสเป็นผู้ผลิตเนื้อวัวและปศุสัตว์รายใหญ่ที่สุดของประเทศ และอาจมีผลกระทบร้ายแรงหากเกิดการระบาด

“เรื่องนี้มีแนวโน้มที่จะแพร่กระจายไปตลอดช่วงฤดูร้อน” แอบบอตต์กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันศุกร์

ทั้งนี้ หนอนแมลงวันกินเนื้อโลกใหม่ (New World Screwworm) เป็นแมลงวันปรสิตชนิดหนึ่ง โดยตัวเมียจะวางไข่ในแผลเปิดและเยื่อบุผิวของสัตว์เลือดอุ่นที่ยังมีชีวิตรวมถึงมนุษย์ เมื่อไข่ฟักตัว หนอนนับร้อยตัวจะใช้ปากที่แหลมคมกัดเจาะเข้าไปในเนื้อเยื่อที่ยังมีชีวิต ซึ่งท้ายที่สุดจะทำให้โฮสต์ (สิ่งมีชีวิตที่ถูกอาศัย) เสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษา

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ประกาศว่ารัฐเท็กซัสตรวจพบหนอนแมลงวันกินเนื้อในลูกวัวเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 60 ปี โดยพบตัวอ่อนบริเวณสะดือของลูกวัวอายุ 3 สัปดาห์ ที่เมืองลาไพรเออร์ (La Pryor) ซึ่งอยู่ห่างจากพรมแดนเม็กซิโกประมาณ 48 กิโลเมตร

จากนั้นในวันศุกร์ ก็มีการตรวจพบเคสที่สองในลูกวัวอายุ 1 เดือน ที่เขต ซาวาลา เคาน์ตี ซึ่งห่างจากเคสแรกเพียง 9 กิโลเมตร โดยกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ระบุว่า การค้นพบนี้เกิดขึ้นในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังทำการตรวจหาเชื้อใน “เคสที่ต้องสงสัยจำนวนหนึ่ง”

กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ เผยอีกว่า เคสที่ 2 ถูกพบภายใน “เขตควบคุม” รัศมี 20 กิโลเมตร ที่ถูกจัดตั้งขึ้นหลังจากการค้นพบเคสแรก โดยทางกระทรวงได้บังคับใช้มาตรการ “กักกัน ควบคุมการเคลื่อนย้าย และเฝ้าระวัง” ในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้หนอนปรสิตแพร่กระจายออกไป

การค้นพบทั้งสองกรณีในสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งของการแพร่กระจายของหนอนแมลงวันกินเนื้อที่กำลังเคลื่อนตัวผ่านทวีปอเมริกาและเม็กซิโก ซึ่งก่อนหน้านี้อยู่ภายใต้การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดจากเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขและเกษตรกรรมของสหรัฐฯ

ปรสิตชนิดนี้เคยถูกประกาศว่าหมดไปจากสหรัฐฯ แล้วในปี 2509 จะยังคงมีเคสเกิดขึ้นประปรายหลังจากนั้น รวมถึงการระบาดครั้งใหญ่ในช่วงทศวรรษ 70

ตัวอ่อนของหนอนแมลงวันกินเนื้อจะเจริญเติบโตไปเป็นแมลงวันซึ่งสามารถบินเดินทางได้ในระยะทางสั้น ๆ ทว่าวิธีหลักที่ทำให้พวกมันสามารถแพร่กระจายไปได้ในระยะไกล คือการที่มนุษย์เป็นผู้นำพาไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ปีเตอร์ ฟิลลิปส์ หลานคิงชาร์ลส์ เข้าพิธีวิวาห์กับพยาบาลสาว

ปีเตอร์ ฟิลลิปส์ หลานคิงชาร์ลส์ เข้าพิธีวิวาห์กับพยาบาลสาว

7 มิ.ย. 2569 05:45 น.

ปีเตอร์ ฟิลลิปส์ หลานคิงชาร์ลส์ เข้าพิธีวิวาห์กับพยาบาลสาว

ปีเตอร์ ฟิลลิปส์ พระราชนัดดาในพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งราชวงศ์อังกฤษ เข้าพิธีวิวาห์กับ แฮร์เรียต สเปอร์ลิง คู่หมั้นสาวแล้ว โดยมีพระบรมวงศานุวงศ์มากมายเดินทางมาร่วมพิธี

เมื่อวันเสาร์ที่ 6 มิ.ย. 2569 ปีเตอร์ ฟิลลิปส์ พระราชนัดดาในพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งราชวงศ์อังกฤษ และพระโอรสในเจ้าหญิงแอนน์ เข้าพิธีสมรสกับ แฮร์เรียต สเปอร์ลิง พยาบาลประจำระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) แล้ว ในงานที่จัดแบบเป็นส่วนตัว ณ โบสถ์ออลเซนต์ส (All Saints Church) ในหมู่บ้านเคมเบิล มณฑลกลอสเตอร์เชียร์

กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา เสด็จร่วมงานพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงเจ้าชายวิลเลียมกับแคเทอรีน เจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์, ซารา และ ไมค์ ทินดอลล์ รวมทั้ง เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดและโซเฟีย ดยุกและดัชเชสแห่งเอดินบะระ

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เสร็จมาถึงสถานที่จัดงานเมื่อ 6 มิ.ย. 2569
พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เสร็จมาถึงสถานที่จัดงานเมื่อ 6 มิ.ย. 2569

นอกจากนี้ยังมีภาพของเจ้าหญิงยูจีนีและเจ้าหญิงเบียทริซเสด็จพร้อมด้วยพระสวามี แจ็ก บรูกส์แบงก์ และ เอโดอาร์โด มาเปลลี มอซซี เดินทางมาร่วมงานเช่นกัน

บริเวณรอบโบสถ์มีการตั้งแผงกั้นเหล็กเพื่อจัดระเบียบพื้นที่สองส่วนสำหรับสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป รวมถึงมีการปิดถนนในบริเวณดังกล่าวด้วย โดยประชาชนที่เดินทางมาต่างส่งเสียงเชียร์สมเด็จพระราชาและพระราชินี กับพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่นๆ

ขณะที่มีเสียงโห่ร้องแสดงความยินดี “ฮิป ฮิป ฮูเรย์” ดังขึ้นเมื่อเจ้าสาวเดินทางมาถึงพร้อมกับเพื่อนเจ้าสาวทั้งสามคน ซึ่งได้แก่ ซาวันนาห์ วัย 15 ปี และ อิสลา วัย 14 ปี ซึ่งเป็นบุตรสาวของฟิลลิปส์ รวมถึง จอร์จินา ลูกสาววัยรุ่นของสเปอร์ลิง

ทั้งนี้ สำหรับปีเตอร์ ฟิลลิปส์ ในวัย 48 ปี เป็นโอรสในเจ้าหญิงแอนน์และกัปตันมาร์ก ฟิลลิปส์ โดยปัจจุบันเขาอยู่ในลำดับที่ 19 ของการสืบราชสันตติวงศ์แห่งสหราชอาณาจักร และไม่ได้ดำรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าชาย เนื่องจากตามธรรมเนียมราชวงศ์อังกฤษ บรรดาศักดิ์เจ้าชายจะถูกถ่ายทอดผ่านทางสายพระราชโอรสเท่านั้น

ฟิลลิปส์และสเปอร์ลิงเริ่มคบหาดูใจกันในปี 2567 หลังจากที่เขาได้แยกทางกับ ออทัมน์ เคลลี ภรรยาคนแรกในปี 2563 ก่อนที่ทั้งสองจะประกาศการหมั้นหมายอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคม 2568 และเลือกที่จะแต่งงานกันที่หมู่บ้านเคมเบิล ซึ่งเป็นสถานที่ที่พวกเขาได้พบกันเป็นครั้งแรก

เจ้าหญิงเคทเสด็จมาร่วมพิธีด้วย
เจ้าหญิงเคทเสด็จมาร่วมพิธีด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

หนุ่มออสเตรเลียถูกฉลามยาว 4.5 ม.ขย้ำดับ ขณะดำน้ำยิงปลา

หนุ่มออสเตรเลียถูกฉลามยาว 4.5 ม.ขย้ำดับ ขณะดำน้ำยิงปลา

7 มิ.ย. 2569 03:21 น.

หนุ่มออสเตรเลียถูกฉลามยาว 4.5 ม.ขย้ำดับ ขณะดำน้ำยิงปลา

นักดำน้ำชายคนหนึ่งเสียชีวิตหลังจากถูกฉลามที่คาดว่ามีความยาวราว 4.5 เมตรกัด ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย นับเป็นเหตุฉลามกัดคนเสียชีวิตครั้งที่ 2 ในรัฐแห่งนี้ภายในเวลาไม่ถึง 1 เดือน

เมื่อวันเสาร์ที่ 6 มิ.ย. 2569 ตำรวจออสเตรเลียเปิดเผยว่า เกิดเหตุนักดำน้ำชายวัย 35 ปี ถูกฉลามที่คาดว่ามีความยาวราว 4.5 เมตรกัด ขณะกำลังดำน้ำยิงปลา (Spearfishing) ร่วมกับครอบครัว นอกชายฝั่งเกาะไมเคิลมัส ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเพิร์ท ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ตำรวจระบุว่า ชายคนนี้ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยชื่อ ถูกฉลามจู่โจมในเวลาประมาณ 11.25 น. วันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น โดยเขาถูกนำตัวขึ้นเรือกลับเข้าฝั่งเพื่อส่งต่อให้กับทีมแพทย์กู้ชีพ แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถยื้อชีวิตของเขาไว้ได้

ทางด้านกระทรวงอุตสาหกรรมขั้นปฐมภูมิและการพัฒนาภูมิภาค (DPIRD) เปิดเผยว่า ทางกระทรวงกำลังให้ความช่วยเหลือตำรวจและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ทางกระทรวงยังได้เรียกร้องให้ประชาชนรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีหากพบเห็นฉลามในพื้นที่ด้วย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่ถึง 1 เดือน หลังจากเกิดเหตุนาย สตีเวน มัตตาโบนี คุณพ่อลูกสองวัย 38 ปี เสียชีวิตจากการถูกฉลามขนาด 4 เมตร โจมตีในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียเช่นกัน

ออสเตรเลียเผชิญเหตุฉลามโจมตีผู้คนในพื้นที่ต่างๆ มากกว่าในประเทศอื่นๆ ของโลก อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์เหล่านี้มักจะไม่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต และตามสถานที่ว่ายน้ำรวมถึงแหล่งโต้คลื่นยอดนิยมต่าง ๆ มักจะมีมาตรการป้องกันเพื่อดูแลความปลอดภัยจากการถูกฉลามโจมตีอยู่แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กู้ภัยยุติค้นหา ชาย 2 คนสุดท้ายที่สูญหายในถ้ำน้ำท่วมที่ลาว

กู้ภัยยุติค้นหา ชาย 2 คนสุดท้ายที่สูญหายในถ้ำน้ำท่วมที่ลาว

7 มิ.ย. 2569 02:46 น.

กู้ภัยยุติค้นหา ชาย 2 คนสุดท้ายที่สูญหายในถ้ำน้ำท่วมที่ลาว

ทีมกู้ภัยจากนานาชาติยุติปฏิบัติการค้นหาชายอีก 2 คนที่ติดอยู่ภายในถ้ำน้ำท่วมที่ประเทศลาวแล้ว หลังจากผ่านมานานกว่า 2 สัปดาห์แล้ว และโครงสร้างถ้ำเริ่มไม่มั่นคงจนเสี่ยงพังถล่ม

เมื่อวันเสาร์ที่ 6 มิ.ย. 2569 ทีมกู้ภัยประกาศหยุดการค้นหาชาย 2 คนที่ติดอยู่ภายในถ้ำที่มีน้ำท่วมขังบางส่วนใน สปป.ลาว หลังดำเนินการค้นหามานานกว่า 2 สัปดาห์ เนื่องจากสภาพพื้นที่เริ่มขาดความมั่นคงและมีความเสี่ยงที่จะพังทลาย ประกอบกับความหวังในการรอดชีวิตเริ่มริบหรี่ลง

ทั้งนี้ ชาวบ้าน 7 คนติดอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ในแขวงไซสมบูน ทางตอนกลางของประเทศตั้งแต่ 20 พ.ค. หลังน้ำท่วมฉับพลันปิดปากถ้ำ ทำให้เกิดปฏิบัติการช่วยเหลือครั้งใหญ่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ช่วยผู้ประสบภัยออกมาได้ 5 คนในวันที่ 29-30 พ.ค. หลังมีการสูบน้ำออกจากถ้ำ แต่เหลืออีก 2 คนที่ยังคงหาไม่พบ

นายลี เคียน ไล (Lee Kian Lie) นักดำน้ำในถ้ำชาวมาเลเซีย ซึ่งเข้าร่วมปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 28 พ.ค. บอกกับสำนักข่าว AFP ว่า ภารกิจนี้มาถึง “จุดสิ้นสุด” แล้ว เนื่องจากความเสี่ยงในการดำเนินการต่อนั้นมีมากกว่าโอกาสอันริบหรี่ที่จะช่วยชีวิตชายทั้ง 2 คนได้

“พวกเราเข้าใกล้เป้าหมายมากแล้วครับ” นายลีกล่าว “ระดับน้ำในถ้ำอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้แล้ว แต่บริเวณปากถ้ำเริ่มไม่มีความมั่นคงและเสี่ยงต่อการพังทลาย”

“การดำเนินปฏิบัติการต่อไปมีความเสี่ยงสูงมาก หลังจากนี้พวกเขาจะยังคงควบคุมน้ำด้วยการสูบน้ำและขุดเจาะตามจุดที่คาดว่าน้ำจะทะลักออกมา เพื่อให้น้ำไหลออกได้เร็วขึ้น บางทีปาฏิหาริย์อาจจะเกิดขึ้นก็ได้” นายลีกล่าวต่อ “ทุกคนพยายามอย่างเต็มที่แล้ว พวกเราพยายามแล้ว และผมต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของพวกเขาด้วยครับ”

ลีอธิบายว่าภารกิจนี้เป็นปฏิบัติการกู้ภัยที่อันตรายที่สุดเท่าที่เขาเคยประสบมา โดยระบุว่าทีมงานต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วม, โครงสร้างถ้ำที่ไม่มั่นคง, ช่องทางที่แคบและจำกัดมาก รวมถึงคุณภาพอากาศภายในถ้ำที่ย่ำแย่

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญด้านถ้ำคนสำคัญ ซึ่งรวมถึง มิคโก ปาซี นักดำน้ำชาวฟินแลนด์ ผู้เคยมีส่วนร่วมในปฏิบัติการช่วยเหลือเด็กๆ สมาชิกทีมหมูป่าที่ติดในถ้ำหลวงมาแล้ว กับนายโยชิตากะ อิซาจิ จากญี่ปุ่น เดินทางออกจากพื้นที่ปฏิบัติงานแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิสราเอลโจมตีรถยนต์บรรทุกทหารเลบานอน นายพลดับ 1 ทหารอีก 2 นาย

อิสราเอลโจมตีรถยนต์บรรทุกทหารเลบานอน นายพลดับ 1 ทหารอีก 2 นาย

7 มิ.ย. 2569 01:42 น.

อิสราเอลโจมตีรถยนต์บรรทุกทหารเลบานอน นายพลดับ 1 ทหารอีก 2 นาย

อิสราเอลโจมตีรถยนต์คันหนึ่งในภาคใต้ของเลบานอน ส่งผลให้นายพลคนหนึ่งกับทหารอีก 2 นายเสียชีวิต โดยฝ่ายอิสราเอลอ้างว่า โจมตีเพราะรถคันนี้มีพิรุธ

เมื่อวันเสาร์ที่ 7 มิ.ย. 2569 กองทัพเลบานอนออกมาเปิดเผยว่า การโจมตีอัน “ก้าวร้าวและป่าเถื่อน” ของอิสราเอล โดยรถยนต์คันหนึ่งซึ่งกำลังขนส่งเจ้าหน้าที่ของกองทัพในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ ส่งผลให้ทหารยศพลจัตวา, ร้อยเอก และพลทหารเสียชีวิต

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ยอมรับว่ายิงรถคันดังกล่าวจริง แต่อ้างว่ารถคันนี้ “เคลื่อนตัวอย่างมีพิรุธมุ่งหน้ามาทางกองกำลังของตน” และมีการรายงานเหตุยิงปืนในพื้นที่ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม IDF ระบุว่าพวกเขาเริ่มดำเนินการสืบสวนหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว

แต่ฝ่ายกองทัพเลบานอนออกมาตอบโต้อย่างโกรธเกรี้ยวต่อการโจมตีครั้งนี้ ซึ่งพวกเขาระบุว่า เป็นการโจมตีอย่างโหดเหี้ยม, จงใจ และเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก พร้อมทั้งได้แชร์ภาพซากรถยนต์ที่ถูกไฟไหม้จนวอดบนถนนนอกหมู่บ้านด้วย

ทั้งนี้ อิสราเอลต่อสู้กับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธในเลบานอนอย่างดุเดือดมาตั้งแต่เดือนมีนาคม โดยพื้นที่สู้รบหลักอยู่ทางตอนใต้ของเลบานอน ซึ่งเป็นจุดที่กลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านกลุ่มนี้ใช้ยิงจรวดและส่งโดรนโจมตีเข้าไปทางตอนเหนือของอิสราเอล

อย่างไรก็ตาม อิสราเอลไม่ได้มีความขัดแย้งโดยตรงกับรัฐบาลและกองทัพของเลบานอน ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับอิสราเอลเพื่อบรรลุข้อตกลงหยุดยิง

การโจมตีครั้งล่าสุดนี้ เกิดขึ้นบนถนนใกล้กับหมู่บ้าน คฟาร์ เทบนิต (Kfar Tebnit) ซึ่งอยู่ห่างไปทางเหนือของแม่น้ำลิตานีประมาณ 4 ไมล์ และอยู่ใกล้กับเมืองนาบาตีเยห์ (Nabatieh) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการสู้รบอย่างรุนแรงและเกิดการอพยพของประชาชนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ได้รับการระบุตัวตนแล้ว ได้แก่ นายพลจัตวา ซาเมอร์ ซาบรา, ร้อยเอก เอลี คูรี และ พลทหาร ฮัสซัน กาซาล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc