ยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซีย 2 แห่ง รัสเซียถล่มสถานีรถไฟ-เรือบรรทุกข้าวสาลี

ยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซีย 2 แห่ง รัสเซียถล่มสถานีรถไฟ-เรือบรรทุกข้าวสาลี

6 ส.ค. 2569 16:44 น.

ยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซีย 2 แห่ง รัสเซียถล่มสถานีรถไฟ-เรือบรรทุกข้าวสาลี

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ระบุว่า ยูเครนใช้โดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซีย 2 แห่งในแคว้นยาโรสลาฟล์และบัชคอร์โตสถาน ซึ่งอยู่ห่างจากแนวรบหลายร้อยกิโลเมตร ขณะที่รัสเซียเปิดฉากโจมตีหลายพื้นที่ของยูเครน ส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมถึงเรือสินค้าที่บรรทุกข้าวสาลียูเครนในทะเลดำ

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน เปิดเผยวันนี้ (6 ส.ค.) ว่า กองกำลังยูเครนใช้โดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซีย 2 แห่ง ระหว่างปฏิบัติการโจมตีระยะไกลในช่วงกลางคืน โดยเป้าหมายอยู่ห่างจากแนวหน้าหลายร้อยกิโลเมตร

เซเลนสกีระบุว่า โรงกลั่นที่ถูกโจมตี ได้แก่ โรงกลั่นสลาฟเนฟต์-ยาโนส ในเมืองยาโรสลาฟล์ ทางเหนือของกรุงมอสโก ห่างจากแนวรบราว 700 กิโลเมตร และโรงกลั่นบัชเนฟต์-โนวอยล์ ในแคว้นบัชคอร์โตสถาน ซึ่งอยู่ห่างจากแนวหน้าประมาณ 1,300 กิโลเมตร พร้อมกล่าวว่า การโจมตีดังกล่าวจะช่วยเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซียและ “เพิ่มโอกาสทางการทูต” โดยเรียกร้องให้รัสเซียเลือกสันติภาพ

โรงกลั่นสลาฟเนฟต์-ยาโนสถือเป็นหนึ่งในโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดของรัสเซีย ก่อตั้งขึ้นในปี 1961 และมีกำลังการกลั่นน้ำมันดิบประมาณ 15 ล้านตันต่อปี ผลิตทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ เชื้อเพลิงอากาศยาน และผลิตภัณฑ์น้ำมันหลากหลายประเภท โดยมีพนักงานประมาณ 3,500 คน

มิคาอิล เยฟราเยฟ ผู้ว่าการแคว้นยาโรสลาฟล์ กล่าวว่า พื้นที่ดังกล่าวเผชิญการโจมตีด้วยโดรนครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดโดรนได้ 92 ลำ แต่เศษซากที่ตกลงมาทำให้บ้าน 3 หลังเกิดเพลิงไหม้ และสร้างความเสียหายต่อถังเก็บน้ำมันของโรงกลั่น มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 คน แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า กองกำลังป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดและทำลายโดรนยูเครนได้ทั้งหมด 605 ลำในช่วงกลางคืน ครอบคลุมหลายพื้นที่ รวมถึงกรุงมอสโก ทะเลดำ และแคว้นยาโรสลาฟล์ ขณะเดียวกัน ยูเครนยังอ้างว่าได้โจมตีเรือลาดตระเวนทางทหารของรัสเซีย 2 ลำ รวมถึงเรือที่เกี่ยวข้องกับกองเรือเงาของรัสเซียในทะเลดำ

การโจมตีเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบระยะไกลที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยก่อนหน้านี้รัสเซียโจมตีกรุงเคียฟด้วยขีปนาวุธและโดรน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 17 คน และสร้างความเสียหายต่อคลังสินค้าและธุรกิจหลายแห่งในเมืองหลวงของยูเครน

ล่าสุด รัสเซียยังโจมตีเมืองบาราคลียา ในแคว้นคาร์คิฟ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน และเกิดเพลิงไหม้บ้านเรือนในพื้นที่ชุมชน ขณะที่เมืองซูมีมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 12 คน ที่เมืองโลโซวา ในแคว้นคาร์คิฟ การโจมตีของรัสเซียยังทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 คนบริเวณสถานีรถไฟ

ส่วนในเมืองโอเดสซา ทางตอนใต้ของยูเครน เรือพาณิชย์ที่บรรทุกข้าวสาลียูเครนถูกโจมตีในทะเลดำ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 คน และบาดเจ็บ 3 คน ตามข้อมูลของผู้ว่าการแคว้นโอเดสซา เรือซึ่งชักธงกินี-บิสเซาได้รับความเสียหายบริเวณตัวเรือและเกิดไฟไหม้บนเรือ

ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียอ้างว่า ได้โจมตีเรือบรรทุกสินค้า 2 ลำในทะเลดำ ซึ่งกล่าวหาว่ากำลังขนอาวุธเข้าสู่ยูเครน บริเวณใกล้ท่าเรือโอเดสซา อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเรือบรรทุกข้าวสาลีที่ถูกโจมตีหรือไม่

ทะเลดำยังคงเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งสินค้าและธัญพืชของยูเครน และตกเป็นเป้าหมายการโจมตีอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากฝ่ายบริหารท่าเรือยูเครนระบุว่า ในเดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียว รัสเซียโจมตีเรือพลเรือน 57 ครั้ง โดย 22 ครั้งเกิดขึ้นในทะเล และโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรืออีก 67 ครั้ง

การโจมตีระยะไกลที่เพิ่มขึ้นทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้นขณะที่ความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามยังคงหยุดชะงัก และทำให้ความสูญเสียในหมู่พลเรือนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังรัสเซียเปิดฉากการรุกรานครั้งใหญ่ต่อยูเครนมานานกว่า 4 ปี.

ที่มา BBC / AFP

ทรัมป์โต้ข่าว “ยุทโธปกรณ์หมดคลัง” ย้ำมี “มหาศาล” ขู่ลงโทษผู้ปล่อยข้อมูล

ทรัมป์โต้ข่าว "ยุทโธปกรณ์หมดคลัง" ย้ำมี "มหาศาล" ขู่ลงโทษผู้ปล่อยข้อมูล

6 ส.ค. 2569 15:19 น.

ทรัมป์โต้ข่าว “ยุทโธปกรณ์หมดคลัง” ย้ำมี “มหาศาล” ขู่ลงโทษผู้ปล่อยข้อมูล

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธรายงานว่าสหรัฐฯ กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนอาวุธและกระสุนจากสงครามกับอิหร่าน ยืนยันกองทัพมีคลังอาวุธจำนวนมหาศาล พร้อมขู่ดำเนินคดีกับผู้ที่นำข้อมูลเรื่องคลังอาวุธออกมาเปิดเผย ขณะที่สื่อหลายสำนักระบุว่า ขีปนาวุธพิสัยไกลและระบบสกัดกั้นภัยทางอากาศของสหรัฐฯ ลดลงอย่างมาก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาปฏิเสธรายงานข่าวที่ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนอาวุธและกระสุนจากสงครามกับอิหร่าน โดยยืนยันว่า สหรัฐฯ มีอาวุธยุทโธปกรณ์อยู่ในคลังเป็นจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะอาวุธบางประเภท

ทรัมป์โพสต์ผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียลว่า นอกจากมีคลังอาวุธจำนวนมากแล้ว บริษัทด้านอุตสาหกรรมความมั่นคงของสหรัฐฯ ยังเร่งผลิตและส่งมอบอาวุธเพิ่มเติมตามความต้องการ พร้อมระบุว่า ขณะนี้มีการสร้างโรงงานและสายการผลิตด้านกลาโหมในจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ ทรัมป์ยังกล่าวหาผู้ที่นำข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาคลังอาวุธออกมาเปิดเผยว่าเป็น “ผู้ปล่อยข่าวลือ” และขู่ว่าจะดำเนินคดี พร้อมเรียกร้องโทษจำคุกระยะยาว

ทั้งนี้ สื่อยักษ์ใหญ่ เช่น เดอะ วอชิงตัน โพสต์, ซีเอ็นเอ็น, ซีบีเอส และรอยเตอร์ ได้รายงานว่า สหรัฐฯ ได้ใช้อาวุธปล่อยนำวิถีระยะไกล เช่น ขีปนาวุธ ATACMS, ขีปนาวุธโจมตีแม่นยำ รวมถึงขีปนาวุธแพทริออต และ THAAD ไปเป็นจำนวนมากจนเกือบหมดคลังสำรองทั่วโลก โดยคาดว่าอาจต้องใช้เวลาจนถึงกลางปี 2029 ในการผลิตทดแทนให้กลับสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม

อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์รายงานว่า ทรัมป์ได้สอบถามพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เกี่ยวกับปัญหาคลังอาวุธเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีที่แคมป์เดวิด โดยอ้างแหล่งข่าว 2 คนที่ทราบเหตุการณ์ รายงานระบุว่า ทรัมป์ถามเฮกเซธว่าเหตุใดปัญหาคลังอาวุธจึงยังเกิดขึ้น ทั้งที่เขาเข้าใจว่าปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไขแล้ว

ขณะที่ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า การขาดแคลนขีปนาวุธนำวิถีพิสัยไกลและจรวดสกัดกั้นภัยทางอากาศกำลังส่งผลกระทบต่อยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในสงครามกับอิหร่าน โดยกองทัพสหรัฐฯ ใช้จรวดสกัดกั้นของระบบป้องกันภัยทางอากาศ THAAD ไปเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ของคลังที่มีอยู่

รายงานของศูนย์การศึกษายุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศ หรือ CSIS ประเมินว่า ก่อนสงคราม สหรัฐฯ มีจรวดสกัดกั้น Patriot ประมาณ 2,330 ลูก แต่ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมอาจเหลือเพียง 759-827 ลูก ส่วนจรวดสกัดกั้น THAAD ซึ่งเดิมมีประมาณ 452 ลูก อาจเหลืออยู่ราว 234-278 ลูก

CSIS ประเมินว่า อาจต้องใช้เวลาจนถึงอย่างน้อยกลางปี 2029 กว่าคลังจรวดสกัดกั้นทั้งสองระบบจะกลับคืนสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม

ด้านทำเนียบขาวปฏิเสธรายงานเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างทรัมป์กับเฮกเซธ โดยแคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าว “ไม่เคยเกิดขึ้น” ขณะที่ฌอน พาร์เนล โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวว่า รายงานเรื่องการปะทะคารมระหว่างทรัมป์กับเฮกเซธ รวมถึงปัญหาคลังอาวุธ เป็นเรื่องแต่งขึ้น

พาร์เนลยืนยันว่า กองทัพสหรัฐฯ ยังคงมีศักยภาพทางทหารเพียงพอที่จะปฏิบัติการตามคำสั่งของประธานาธิบดี และมีคลังขีดความสามารถด้านการทหารที่แข็งแกร่งเพื่อปกป้องประชาชนและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้ เฮกเซธก็เคยปฏิเสธความกังวลเกี่ยวกับคลังอาวุธสหรัฐฯ โดยกล่าวว่าข่าวเรื่องคลังอาวุธร่อยหรอเป็นเรื่องที่สื่อสร้างขึ้น และยืนยันว่าคลังอาวุธของสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับที่ดีและกำลังเพิ่มขึ้น

ความขัดแย้งเรื่องปริมาณอาวุธเกิดขึ้นในช่วงที่สงครามกับอิหร่านยืดเยื้อ และมีรายงานว่าสหรัฐฯ ใช้อาวุธนำวิถีแม่นยำจำนวนมากในการปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความสามารถของอุตสาหกรรมกลาโหมในการผลิตอาวุธทดแทนได้ทันต่ออัตราการใช้งาน

ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านปฏิเสธว่าไม่ได้มีการเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ แม้ทรัมป์จะกล่าวก่อนหน้านี้ว่า อิหร่านต้องการบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ.

ที่มา CBS News / AFP

นักวิทยาศาสตร์ยืนยันชิ้นส่วนจรวดสเปซเอ็กซ์ หนัก 4 ตัน พุ่งชนดวงจันทร์

นักวิทยาศาสตร์ยืนยันชิ้นส่วนจรวดสเปซเอ็กซ์ หนัก 4 ตัน พุ่งชนดวงจันทร์

6 ส.ค. 2569 14:54 น.

นักวิทยาศาสตร์ยืนยันชิ้นส่วนจรวดสเปซเอ็กซ์ หนัก 4 ตัน พุ่งชนดวงจันทร์

ชิ้นส่วนจรวดฟอลคอน 9 ของสเปซเอ็กซ์ น้ำหนักราว 4 ตัน พุ่งชนดวงจันทร์ด้วยความเร็วประมาณ 8,690 กิโลเมตรต่อชั่วโมงตามการคาดการณ์ นักวิทยาศาสตร์ยืนยันเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง หลังกล้องโทรทรรศน์ในชิลีตรวจพบร่องรอยก๊าซจากแรงกระแทก นาซาคาดว่าจะก่อให้เกิดหลุมกว้างราว 18 เมตร และลึก 4 เมตร  ขณะที่ยานสำรวจดวงจันทร์ “ดานูรี” ของเกาหลีใต้สามารถบันทึกภาพขณะชนและภาพพื้นผิวก่อน-หลังการชนได้

นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า ชิ้นส่วนส่วนบนของจรวดฟอลคอน 9 ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ พุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์ตามที่คาดการณ์ไว้ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (5 ส.ค.) หลังลอยอยู่ในอวกาศมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 โดยการชนครั้งนี้เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ และไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อโลก

ชิ้นส่วนจรวดดังกล่าวมีขนาดสูงประมาณตึก 5 ชั้น หรือใกล้เคียงกับรถโดยสาร และมีน้ำหนักขณะชนราว 4,000 กิโลกรัม โดยคาดว่าพุ่งชนดวงจันทร์ด้วยความเร็วประมาณ 8,690 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในช่วงเวลาประมาณ 06.35 น. ตามเวลาสากล 

หอดูดาวยุโรปใต้ หรือ ESO ระบุว่า กล้องโทรทรรศน์ Very Large Telescope ในประเทศชิลีสามารถตรวจพบหลักฐานของการชน โดยตรวจพบเส้นสเปกตรัม หรือ “ลายนิ้วมือทางเคมี” ของก๊าซโซเดียมและลิเทียมในกลุ่มฝุ่นและเศษวัสดุที่พุ่งขึ้นจากจุดปะทะ นานประมาณ 5-10 นาทีหลังเกิดเหตุ นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า โซเดียมน่าจะมาจากดินบนดวงจันทร์ ขณะที่ลิเทียมอาจมาจากตัวจรวดเอง และจะมีการวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อยืนยันรายละเอียดของการชน

เบนจามิน เฟอร์นันโด นักวิทยาศาสตร์จากห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอส อลามอส ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้เขียนหลักของงานวิจัยเกี่ยวกับการชนครั้งนี้ กล่าวว่า สามารถยืนยันได้ว่าแรงกระแทกเกิดขึ้นจริง ขณะที่นักวิเคราะห์ด้านอวกาศระบุว่า การชนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเส้นทางโคจรของจรวดนำไปสู่พื้นผิวดวงจันทร์

หลักฐานสำคัญอีกชิ้นมาจากยานสำรวจดวงจันทร์ “ดานูรี”” ซึ่งเป็นยานสำรวจดวงจันทร์ลำแรกของเกาหลีใต้ โดยสำนักงานการบินและอวกาศเกาหลี หรือ KASA เปิดเผยว่า ดานูรีสามารถบันทึกภาพช่วงที่ชิ้นส่วนจรวดฟอลคอน 9 พุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์ได้สำเร็จ

KASA ระบุว่า การชนเกิดขึ้นใกล้กับหลุมอุกกาบาตไอน์สไตน์ เมื่อเวลา 15.34 น. ของวันพุธตามเวลาท้องถิ่นเกาหลีใต้ ภาพที่ดานูรีบันทึกไว้แสดงให้เห็นเงาดำและลักษณะเป็นแนวรัศมีที่ก่อตัวขึ้นบนพื้นผิวดวงจันทร์ในช่วงเกิดแรงกระแทก รวมถึงพบการเปลี่ยนแปลงทางธรณีสัณฐานบริเวณจุดชน

ดานูรียังสามารถเก็บภาพพื้นที่ดังกล่าวทั้งก่อนและหลังเกิดการชน ทำให้นักวิทยาศาสตร์มีข้อมูลสำหรับวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของพื้นผิวดวงจันทร์ที่เกิดจากวัตถุซึ่งมนุษย์สร้างขึ้น โดยข้อมูลดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อภารกิจของยาน Lunar Reconnaissance Orbiter ของนาซา ในการสำรวจจุดชนในอนาคต

นาซาระบุว่า การชนอาจทำให้เกิดหลุมบนพื้นผิวดวงจันทร์กว้างประมาณ 18 เมตร และลึกราว 4 เมตร พร้อมทำให้ฝุ่นและเศษหินจากพื้นผิวกระจายออกโดยรอบ โดยนักวิทยาศาสตร์จะใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อศึกษาผลกระทบจากการชนของวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้น และพัฒนาวิธีติดตามวัตถุในอวกาศให้แม่นยำยิ่งขึ้น

นาซาย้ำก่อนหน้านี้ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีความเสี่ยงต่อโลก และจะพยายามเก็บข้อมูลจากพื้นที่เกิดเหตุ แม้อาจต้องใช้เวลาหลายวันกว่าข้อมูลจากยานสำรวจจะถูกส่งกลับมายังโลก

จรวดฟอลคอน 9 ลำนี้ถูกปล่อยในเดือนมกราคม 2025 เพื่อส่งยานลงจอดบนดวงจันทร์ 2 ลำ ได้แก่ Blue Ghost ของบริษัท Firefly Aerospace จากสหรัฐฯ และยานของบริษัท ispace จากญี่ปุ่น

หลังส่งยานทั้งสองลำขึ้นสู่อวกาศ ส่วนบูสเตอร์ของจรวดเดินทางกลับมายังโลกตามปกติ แต่ส่วนบนของจรวดยังคงอยู่ในอวกาศ เนื่องจากภารกิจเดินทางไปดวงจันทร์ต้องใช้แรงขับมากกว่าภารกิจที่ส่งวัตถุเข้าสู่วงโคจรใกล้โลก

โดยทั่วไป สเปซเอ็กซ์จะดำเนินการปรับเส้นทางของจรวดส่วนบนหลังเสร็จสิ้นภารกิจ เพื่อให้วัตถุดังกล่าวกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกและเผาไหม้ หรือไปตกในมหาสมุทรอย่างปลอดภัย แต่ในกรณีนี้ จรวดได้ปล่อยเชื้อเพลิงที่เหลือจนไม่สามารถควบคุมเส้นทางได้อีก ก่อนที่กิจกรรมของดวงอาทิตย์และแรงโน้มถ่วงจากวัตถุท้องฟ้าจะส่งผลต่อเส้นทางโคจร จนท้ายที่สุดนำจรวดเข้าสู่เส้นทางที่มุ่งตรงไปยังดวงจันทร์

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดการถกเถียงเรื่องการจัดการขยะอวกาศ หรือชิ้นส่วนดาวเทียมและจรวดที่หมดภารกิจแล้ว ซึ่งปัจจุบันมีอยู่หลายหมื่นชิ้นและโคจรอยู่รอบโลก

บิล เกรย์ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านดาราศาสตร์ที่ใช้ติดตามวัตถุในอวกาศ ระบุว่า เหตุการณ์นี้อาจมีประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ แม้จะไม่ได้ก่อให้เกิดอันตราย แต่ก็สะท้อนถึงปัญหาการจัดการชิ้นส่วนอุปกรณ์อวกาศที่เหลือจากภารกิจ

การชนของวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้นกับดวงจันทร์ถือว่าเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แม้ในอดีตสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตเคยมีภารกิจที่ยานอวกาศพุ่งชนดวงจันทร์ทั้งโดยตั้งใจและโดยอุบัติเหตุ โดยนาซาเคยจงใจนำจรวดส่วนหนึ่งพุ่งชนดวงจันทร์ในปี 2009 เพื่อศึกษากลุ่มฝุ่นและวัสดุที่ถูกกระแทกขึ้นจากพื้นผิว ส่วนในปี 2022 ชิ้นส่วนจรวดของจีนก็พุ่งชนดวงจันทร์หลังเสร็จสิ้นภารกิจทดสอบ

นักวิทยาศาสตร์ยังเตือนว่า ขยะอวกาศที่สะสมอยู่ในวงโคจรโลกมากเกินไปอาจนำไปสู่การชนต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ หรือที่เรียกว่า “ปรากฏการณ์เคสส์เลอร์” ซึ่งอาจทำให้บางพื้นที่ในอวกาศเต็มไปด้วยเศษซากจนเป็นอุปสรรคต่อการส่งดาวเทียมและภารกิจอวกาศในอนาคต

สำหรับภารกิจปี 2025 ยาน Blue Ghost ของสหรัฐฯ สามารถลงจอดบนดวงจันทร์ได้สำเร็จและปฏิบัติภารกิจศึกษาดินบนดวงจันทร์ ขณะที่ยานลงจอดของบริษัท ispace จากญี่ปุ่น ซึ่งบรรทุกยานสำรวจขนาดเล็ก ประสบอุบัติเหตุระหว่างการลงจอดและตกกระแทกพื้นผิว

นาซาและสเปซเอ็กซ์กำลังหารือแนวทางเพื่อป้องกันไม่ให้ชิ้นส่วนจรวดจากภารกิจในอนาคตพุ่งชนดวงจันทร์โดยไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศกำลังเร่งเดินหน้าภารกิจสำรวจดวงจันทร์ และ นาซามีเป้าหมายที่จะสร้างการดำรงอยู่ของมนุษย์บนดวงจันทร์อย่างต่อเนื่องในอนาคต.

ที่มา AFP / Guardian / Yonhap

อาจารย์ ม.เคมบริดจ์ลาออก เผชิญมรสุมคัดลอกวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก

อาจารย์ ม.เคมบริดจ์ลาออก เผชิญมรสุมคัดลอกวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก

6 ส.ค. 2569 12:30 น.

อาจารย์ ม.เคมบริดจ์ลาออก เผชิญมรสุมคัดลอกวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก

เจสัน อาร์เดย์ ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาการศึกษาของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ผิวดำที่อายุน้อยที่สุดของมหาวิทยาลัย ลาออกจากตำแหน่งทันที หลังเผชิญข้อกล่าวหาคัดลอกผลงานวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก รวมถึงมีข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อมูลบางส่วนในประวัติส่วนตัวและผลงานของเขา

ศาสตราจารย์เจสัน อาร์เดย์ แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ลาออกจากตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาการศึกษา และตำแหน่งสมาชิกวิทยาลัยเจซัส ของมหาวิทยาลัย โดยมีผลทันที หลังตกเป็นศูนย์กลางข้อกล่าวหาเรื่องการคัดลอกผลงานทางวิชาการ 

อาร์เดย์ วัย 40 ปี เคยสร้างประวัติศาสตร์ในปี 2023 เมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ผิวดำที่อายุน้อยที่สุดของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ขณะมีอายุ 37 ปี แต่ช่วงที่ผ่านมา เขาเผชิญข้อกล่าวหาหลายระลอกว่า มีการนำข้อความจากผลงานของผู้อื่นมาใช้ในวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกโดยไม่ได้อ้างอิงอย่างเหมาะสม รวมถึงมีข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อมูลบางส่วนในประวัติส่วนตัวและผลงานของเขา

ก่อนหน้านี้ นาธาน คอฟนาส นักวิชาการชาวอเมริกัน ซึ่งนิยามตัวเองว่าเป็นผู้สนับสนุนแนวคิด “เชื้อชาติเป็นปัจจัยกำหนดความสามารถ” ออกมากล่าวหาว่าพบข้อความหลายส่วนในวิทยานิพนธ์ของอาร์เดย์ที่มีลักษณะคัดลอกมาจากผลงานอื่น โดยคอฟนาสระบุว่าใช้ซอฟต์แวร์ตรวจสอบการลอกเลียนผลงาน และพบข้อความจำนวนมากที่ถูกนำมาใช้โดยแก้ไขเพียงเล็กน้อย

อาร์เดย์ยอมรับว่าเคยเกิดข้อผิดพลาดในผลงานวิชาการของเขา แต่ยืนยันว่าไม่ได้เป็นคนโกหก และกล่าวว่าการตรวจสอบและโจมตีเขาเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะทำให้เขาพ้นจากตำแหน่ง โดยเขาเชื่อว่ามีแรงจูงใจด้านเชื้อชาติและเกี่ยวข้องกับการถกเถียงเรื่องนโยบายความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วม หรือ DEI

มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ประกาศก่อนหน้านี้ในวันเดียวกับที่อาร์เดย์ลาออกว่า ได้เริ่มการสอบสวนหลังได้รับข้อมูลใหม่เกี่ยวกับคุณวุฒิทางวิชาการและตำแหน่งกิตติมศักดิ์ของอาร์เดย์ พร้อมระบุว่า ยังมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการประพฤติมิชอบทางวิชาการอีกหลายกรณี ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการตามระเบียบว่าด้วยการประพฤติมิชอบในการวิจัยของมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยไม่ได้เปิดเผยว่าข้อมูลใหม่ดังกล่าวคืออะไร ขณะที่วิทยาลัยเจซัส ซึ่งอาร์เดย์ดำรงตำแหน่งสมาชิกวิทยาลัย ก็ประกาศว่าจะดำเนินกระบวนการตรวจสอบของตนเองควบคู่ไปกับการสอบสวนของมหาวิทยาลัย

ในจดหมายประกาศลาออก อาร์เดย์ระบุว่า การได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ที่เคมบริดจ์ถือเป็น “เกียรติสูงสุดในชีวิตการทำงาน” แต่หลังจากนั้นต้องเผชิญกับการตรวจสอบจากสาธารณชนและการโจมตีส่วนตัวอย่างต่อเนื่อง จนถึงจุดที่ต้นทุนทางจิตใจและชีวิตส่วนตัวสูงเกินกว่าที่บุคคลหนึ่งควรต้องรับ

เขาย้ำว่า การลาออกไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการยอมรับข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้น และไม่ได้หมายความว่าเขาหมดศรัทธาต่อการศึกษาและคุณค่าทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ พร้อมระบุว่า การลาออกเป็นทางเดียวที่จะยุติช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ และขอเวลาเยียวยาตัวเอง ก่อนกล่าวทิ้งท้ายว่า “เมื่อถึงเวลานั้น ผมจะกลับมา”

นอกจากข้อกล่าวหาเรื่องการลอกเลียนผลงาน ยังมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับคำกล่าวอ้างบางประการในประวัติของอาร์เดย์ เช่น การวิ่งมาราธอน 30 รายการภายใน 35 วัน การวิ่งระยะทาง 300 ไมล์ภายใน 3 วันเพื่อระดมทุนการกุศล และการวิ่งบนลู่วิ่งเป็นระยะทาง 600 ไมล์ภายใน 6 วัน

อาร์เดย์ชี้แจงว่า เงินมากกว่า 5 ล้านปอนด์ที่ระบุว่าเขาระดมทุนเพื่อการกุศลนั้น เกิดจากความร่วมมือกับบุคคลอื่นตลอดระยะเวลาประมาณ 20 ปี ส่วนการวิ่ง 600 ไมล์ เขาระบุว่ากิจกรรมดังกล่าวใช้เวลา 12 วันเพื่อให้มีวันพัก เนื่องจากร่างกายสะสมความเหนื่อยล้าจากการฝึกซ้อมและกิจกรรมก่อนหน้านี้

ด้านสำนักพิมพ์ไซมอน แอนด์ ชูสเตอร์ ซึ่งมีกำหนดตีพิมพ์บันทึกความทรงจำของอาร์เดย์เรื่อง Great and Unfortunate Things ในเดือนนี้ ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าภูมิใจที่จะจัดพิมพ์ผลงานดังกล่าว และระบุว่าไม่มีข้อกล่าวหาเรื่องการลอกเลียนผลงานที่เกี่ยวข้องกับหนังสือเล่มนี้

อาร์เดย์ ซึ่งเปิดเผยว่าได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติก เคยเล่าว่าเขาไม่สามารถพูดได้จนถึงอายุ 11 ปี และเรียนรู้การอ่านและเขียนเมื่ออายุ 18 ปี ก่อนก้าวขึ้นเป็นศาสตราจารย์ที่เคมบริดจ์ในวัย 37 ปี

ขณะเดียวกัน มีนักวิชาการและบุคคลในแวดวงการศึกษาจำนวนมากออกมาปกป้องอาร์เดย์ โดยจดหมายเปิดผนึกที่กล่าวหาว่ากรณีนี้เป็นความพยายามบ่อนทำลายบุคคลผิวดำที่ดำรงตำแหน่งทรงอิทธิพล มีผู้ลงชื่อสนับสนุนมากกว่า 15,000 คน รวมถึงนักวิชาการผิวดำและบุคลากรของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

มหาวิทยาลัยระบุว่า แม้ตระหนักถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม แต่กระบวนการสอบสวนจำเป็นต้องดำเนินอย่างรอบคอบและเป็นไปตามระเบียบของมหาวิทยาลัยและกฎหมายแรงงาน พร้อมย้ำว่าจะให้การสนับสนุนอาร์เดย์ในฐานะบุคคลที่อยู่ใจกลางสถานการณ์นี้ ขณะที่ผลการสอบสวนจะเป็นปัจจัยสำคัญในการชี้แจงข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นต่อไป.

ที่มา BBC / AFP

“อินฟานติโน” ขอโทษปมแผนขายสิทธิ์ฟุตบอลให้เอกชน แต่ยังนั่งประธานฟีฟ่าต่อ

"อินฟานติโน" ขอโทษปมแผนขายสิทธิ์ฟุตบอลให้เอกชน แต่ยังนั่งประธานฟีฟ่าต่อ

6 ส.ค. 2569 11:41 น.

“อินฟานติโน” ขอโทษปมแผนขายสิทธิ์ฟุตบอลให้เอกชน แต่ยังนั่งประธานฟีฟ่าต่อ

จานนี อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า ขอโทษสมาชิก 211 สมาคม หลังเกิดกระแสวิจารณ์อย่างหนักต่อแผนจัดตั้งบริษัทใหม่เพื่อขายสิทธิ์เชิงพาณิชย์ของการแข่งขันให้กับนักลงทุนเอกชน ยืนยันจะแก้ไขข้อผิดพลาดและไม่ให้เกิดขึ้นอีก ขณะที่ยังคงได้รับความไว้วางใจจากคณะบริหารระดับสูงให้ดำรงตำแหน่งผู้นำองค์กรลูกหนังโลกต่อไป

จานนี อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า กล่าวขอโทษต่อ “ข้อผิดพลาด” ที่เกิดขึ้นจากการผลักดันข้อเสนอจัดตั้งบริษัทใหม่เพื่อบริหารสิทธิ์เชิงพาณิชย์ของการแข่งขันฟุตบอลรายการสำคัญ หลังเผชิญเสียงคัดค้านอย่างหนักจากหลายฝ่าย แต่ยืนยันว่าจะยังคงดำรงตำแหน่งประธานฟีฟ่าต่อไป

การเคลื่อนไหวเกิดขึ้นหลังอินฟานติโนเรียกประชุมคณะผู้บริหารฟีฟ่าที่สำนักงานประจำทวีปแอฟริกาในกรุงราบัตของโมร็อกโก  เพื่อหารือวิกฤตที่เกิดขึ้นจากข้อเสนอของบริษัท FIFA Forward Enterprise หรือ FFE ซึ่งถูกถอนออกไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

หลังการประชุม ฟีฟ่าออกแถลงการณ์ระบุว่า คณะผู้บริหาร “ยืนยันการสนับสนุนอย่างเต็มที่” ต่ออินฟานติโนในฐานะประธาน พร้อมยอมรับว่าการดำเนินการเกี่ยวกับข้อเสนอ FFE ควรทำแตกต่างออกไป และไม่ควรทำให้สภาฟีฟ่าหรือสมาคมสมาชิก 211 แห่งรู้สึกว่าถูกกันออกจากกระบวนการตัดสินใจ

อินฟานติโนและมัทธีอัส กราฟสตรอม เลขาธิการฟีฟ่า ยังส่งจดหมายลงนามร่วมถึงสมาชิกสภาฟีฟ่า รองประธาน และสมาคมสมาชิกทั้ง 211 แห่ง โดยกล่าวขอโทษอย่างจริงใจต่อข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น และให้คำมั่นว่าจะทบทวนกระบวนการเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีก

ข้อเสนอ FFE ซึ่งถูกถอนออกไป มีแนวคิดให้ฟีฟ่าขายสัดส่วนประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ในหน่วยงานบริหารสิทธิ์เชิงพาณิชย์แห่งใหม่ให้แก่นักลงทุนเอกชน คาดว่าจะระดมเงินได้ประมาณ 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปสนับสนุนการพัฒนาฟุตบอลทั่วโลก โดยข้อเสนอครอบคลุมสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันฟุตบอลโลกทั้งประเภทชายและหญิง

อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวถูกวิจารณ์อย่างรุนแรง โดยเฉพาะจากสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือยูฟ่า ซึ่งระบุว่าได้สูญเสียความเชื่อมั่นในตัวอินฟานติโน และกล่าวหาว่าข้อเสนอดังกล่าวเป็นกระบวนการที่ไม่โปร่งใสและขาดการหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

แรงกดดันยังมาจากภายในฟีฟ่าเอง โดยกราฟสตรอมเคยส่งบันทึกภายในถึงเจ้าหน้าที่ ระบุว่าสถานการณ์ที่นำไปสู่การยกเลิกโครงการเป็น “เหตุการณ์ที่น่าเศร้าและน่าตำหนิ” ขณะที่เควิน ลามูร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของฟีฟ่า กล่าวว่า เจ้าหน้าที่รู้สึกว่าได้รับข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนเกี่ยวกับแผนดังกล่าว

คาร์ลอส กอร์เดโร ที่ปรึกษาอาวุโสของอินฟานติโน ลาออกจากตำแหน่งเพื่อประท้วงแผนดังกล่าว ขณะที่อาร์แซน เวนเกอร์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาฟุตบอลระดับโลกของฟีฟ่า กล่าวว่า เขาไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำข้อเสนอ และเห็นว่าการถอนแผนดังกล่าวเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

ด้านอดีตนักฟุตบอลทีมชาติโปรตุเกส หลุยส์ ฟิโก ซึ่งเคยลงสมัครชิงตำแหน่งประธานฟีฟ่าในปี 2015 เรียกร้องให้อินฟานติโนลาออก ขณะที่ลอรา แม็กอัลลิสเตอร์ รองประธานยูฟ่า ระบุว่าเรื่องอื้อฉาวดังกล่าวทำให้ภาวะผู้นำของอินฟานติโนเข้าสู่ภาวะวิกฤต

ขณะเดียวกัน มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ก็ออกมาแสดงความไม่ไว้วางใจอินฟานติโน โดยกล่าวว่า การที่ผู้บริหารระดับสูงและสมาชิกคณะกรรมการไม่ได้รับการปรึกษาเกี่ยวกับข้อเสนอสำคัญเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องร้ายแรงสำหรับผู้นำองค์กร

แม้เผชิญแรงกดดันอย่างหนัก แต่อินฟานติโนยังมีฐานสนับสนุนจากหลายประเทศ โดยเฉพาะสมาคมฟุตบอลนอกยุโรป ซึ่งหลายแห่งพึ่งพางบสนับสนุนจากฟีฟ่าในการดำเนินงาน ประเทศอย่างกาตาร์ คูเวต เลบานอน ศรีลังกา อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ต่างประกาศสนับสนุนอินฟานติโน

บรรดาผู้บริหารฟุตบอลแอฟริกาหลายคนก็ออกมาให้กำลังใจอินฟานติโน ขณะที่สมาพันธ์ฟุตบอลแอฟริกา หรือ CAF ซึ่งมีสมาชิก 54 ประเทศ ยังไม่ได้ประกาศจุดยืนอย่างเป็นทางการ

อีกปัจจัยที่ยังเป็นข้อได้เปรียบของอินฟานติโน คือยังไม่มีคู่แข่งที่ชัดเจนสำหรับการเลือกตั้งประธานฟีฟ่าในเดือนมีนาคมปีหน้า แม้เจ้าชายอาลี บิน อัล-ฮุสเซน ประธานสมาคมฟุตบอลจอร์แดน ซึ่งเคยลงสมัครชิงตำแหน่งมาแล้ว 2 ครั้ง จะออกมากล่าวหาฟีฟ่าว่าใช้ “การแบล็กเมล์” และยืนยันว่าจะไม่สนับสนุนอินฟานติโน

นอกจากนี้ ยังมีข้อกล่าวหาว่าอินฟานติโนอาจให้คำมั่นกับโมร็อกโกว่าจะได้เป็นเจ้าภาพนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2030 เพื่อแลกกับการสนับสนุน แต่ฟีฟ่าปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นข้อมูลเท็จและทำให้เข้าใจผิด และยืนยันว่าการตัดสินใจเลือกสนามสำหรับนัดชิงชนะเลิศ ซึ่งฟุตบอลโลก 2030 จะจัดร่วมกันโดยโมร็อกโก สเปน และโปรตุเกส จะมีขึ้นในเวลาที่เหมาะสม

วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งต่อการดำรงตำแหน่งของอินฟานติโน นับตั้งแต่เขาขึ้นเป็นประธานฟีฟ่าในปี 2016 โดยเกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนก่อนการเลือกตั้งประธานสมัยที่ 4 ซึ่งจะมีขึ้นที่ประเทศโมร็อกโกในเดือนมีนาคม และอาจส่งผลต่อความพยายามของเขาที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนถึงปี 2031.

ที่มา BBC / Reuters

Meta ยอมรับ AI เชื่อมต่อเน็ตก่อนแฮกระบบบริษัทอื่นระหว่างทดสอบ คาดเกิดจากตั้งค่าระบบผิด

Meta ยอมรับ AI เชื่อมต่อเน็ตก่อนแฮกระบบบริษัทอื่นระหว่างทดสอบ คาดเกิดจากตั้งค่าระบบผิด

6 ส.ค. 2569 11:07 น.

Meta ยอมรับ AI เชื่อมต่อเน็ตก่อนแฮกระบบบริษัทอื่นระหว่างทดสอบ คาดเกิดจากตั้งค่าระบบผิด

บริษัท Meta ยอมรับว่า AI ของบริษัท เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและแฮกระบบขององค์กรอื่นได้ ระหว่างการทดสอบด้านความปลอดภัย เนื่องจากเกิดความผิดพลาดในการตั้งค่าระบบ กำลังเร่งตรวจสอบรายละเอียด

โฆษกของ Meta หรือ เมตาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซีว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการประเมินโดยบริษัททดสอบอิสระด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และมีลักษณะคล้ายกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับบริษัทผู้พัฒนา AI รายอื่นก่อนหน้านี้

เมตาระบุว่า การทดสอบครั้งนี้ดำเนินการโดยบริษัท Irregular ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทดสอบความปลอดภัยของ AI รายเดียวกับที่เคยทดสอบโมเดล AI ของ Anthropic และพบว่า AI สามารถเข้าถึงระบบของบริษัทอื่นได้ หลังได้รับสิทธิ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจากการตั้งค่าที่ผิดพลาด

โฆษกของ Irregular กล่าวว่าเหตุการณ์ของเมตาเป็นปัญหาเดียวกันทุกประการ กับที่บริษัท Anthropic เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมระบุว่ากำลังจัดทำรายงานแนวทางการทดสอบด้านความมั่นคงไซเบอร์ที่ปลอดภัยสำหรับ AI Agent เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันอีก

เมตาระบุเพิ่มเติมว่าจะเปิดเผยรายละเอียดของเหตุการณ์มากขึ้น เมื่อสามารถรวบรวมข้อเท็จจริงได้ครบถ้วน

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทชั้นนำด้าน AI อย่าง OpenAI และ Anthropic ต่างออกมาเปิดเผยว่า โมเดล AI ของตนสามารถโจมตีระบบขององค์กรอื่นได้ระหว่างการทดสอบ ภายหลังได้รับสิทธิ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจากความผิดพลาดในการตั้งค่าระบบ

ก่อนหน้านี้ OpenAI เปิดเผยว่า AI Agent ของบริษัทได้ทดลองโจมตีบริการสาธารณะหลายแห่ง รวมถึงแพลตฟอร์มพัฒนา AI อย่าง Hugging Face ขณะที่ Anthropic ตรวจสอบเพิ่มเติมและพบว่าโมเดล Claude มีพฤติกรรมลักษณะเดียวกัน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในหลายบริษัท ทำให้นักวิจัยและหน่วยงานภาครัฐเรียกร้องให้ผู้พัฒนา AI เพิ่มมาตรการป้องกันและยกระดับการทดสอบความปลอดภัย ก่อนนำระบบ AI ที่มีความสามารถสูงออกใช้งานในวงกว้าง

ล่าสุด สถาบันความมั่นคงด้าน AI ของสหราชอาณาจักร เปิดเผยผลการทดสอบว่า โมเดล AI บางระบบพยายามก่อการโจมตีทางไซเบอร์ด้วยการสร้างบัญชีผู้ใช้ปลอมและสวมรอยเป็นบุคคลจริง เพื่อหลอกให้เหยื่อเปิดเผยข้อมูลหรือให้สิทธิ์เข้าถึงระบบ

ในกรณีที่ร้ายแรงที่สุด AISI ระบุว่า โมเดล Mythos AI ของ Anthropic พยายามส่งข้อความส่วนตัวผ่านบัญชีปลอมเพื่อหลอกขอสิทธิ์เข้าถึงบริการ อย่างไรก็ตาม Anthropic ยืนยันว่า การทดสอบดังกล่าวไม่ได้สะท้อนพฤติกรรมของโมเดลที่เปิดให้บริการจริง ขณะที่ OpenAI ระบุว่าผลการทดสอบดังกล่าวไม่ใช่ลักษณะการใช้งานตามปกติของผู้ใช้ทั่วไป.

ที่มา : BBC

นักการเมืองออสเตรเลียรับ พิมพ์แชตหลุด “งานโคตรน่าเบื่อ” ระหว่างประชุมสภา

นักการเมืองออสเตรเลียรับ พิมพ์แชตหลุด "งานโคตรน่าเบื่อ" ระหว่างประชุมสภา

6 ส.ค. 2569 10:52 น.

นักการเมืองออสเตรเลียรับ พิมพ์แชตหลุด “งานโคตรน่าเบื่อ” ระหว่างประชุมสภา

นายมาร์ก พาร์ตัน ผู้นำฝ่ายค้านเขตกรุงแคนเบอร์ราของออสเตรเลีย ยอมรับว่าเป็นผู้ส่งข้อความระบุว่า “งานผมโคตรน่าเบื่อ” ระหว่างเข้าร่วมการพิจารณางบประมาณ หลังเกิดกระแสแชตหลุดแฉว่อนโซเชียล แต่ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าข้อความดังกล่าวส่งถึงหญิงค้าบริการทางเพศ พร้อมอ้างเป็นเรื่องส่วนตัวและถูกผู้ไม่หวังดีกลั่นแกล้ง

นายมาร์ก พาร์ตัน (Mark Parton) ผู้นำพรรคเสรีนิยมประจำเขตปกครองพิเศษเมืองหลวงออสเตรเลีย (ACT) ยอมรับอย่างเปิดเผยในระหว่างการแถลงข่าวว่า เขาเป็นผู้พิมพ์ข้อความหลุดว่า “งานผมโคตรน่าเบื่อ” (f*** my job is boring) ระหว่างเข้าร่วมการพิจารณางบประมาณของสภานิติบัญญัติเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้ส่งข้อความดังกล่าวให้หญิงค้าบริการตามที่มีการร้องเรียน

พาร์ตันเปิดเผยเรื่องนี้ในการแถลงข่าวหลังมีการร้องเรียนแบบไม่เปิดเผยชื่อกล่าวหาว่า เขาส่งข้อความดังกล่าวให้หญิงค้าบริการระหว่างการประชุม โดยมีรายงานว่าภาพข้อความถูกนำไปเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมภาพที่อ้างว่าถ่ายจากภายในห้องประชุม

พาร์ตันยอมรับว่าเขาเป็นผู้เขียนข้อความดังกล่าวจริง แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้ส่งให้หญิงค้าบริการ และปฏิเสธที่จะเปิดเผยว่าข้อความถูกส่งถึงใคร โดยให้เหตุผลว่าเป็นเรื่องส่วนตัวและไม่ใช่ประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชน

เมื่อถูกถามหลายครั้งว่าเคยติดต่อหรือใช้บริการหญิงค้าบริการหรือไม่ พาร์ตันปฏิเสธที่จะตอบโดยตรง พร้อมตั้งคำถามกลับว่า เหตุใดจึงมีการนำประเด็นดังกล่าวมาถาม และย้ำว่าเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องถูกยุติแล้ว

พาร์ตันระบุว่า เขาได้รับแจ้งจากเคน คริสปิน กรรมาธิการมาตรฐานของสภานิติบัญญัติ ACT ว่า จะไม่มีการสอบสวนเรื่องร้องเรียนดังกล่าว โดยกรรมาธิการสามารถตัดสินใจไม่สอบสวนได้ หากเห็นว่าหลักฐานไม่เพียงพอ เรื่องร้องเรียนไม่มีมูล หรือมีแรงจูงใจทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง

พาร์ตันยังระบุว่า ได้ส่งเรื่องดังกล่าวให้ตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย หรือ AFP ตรวจสอบ โดยกล่าวว่าเขากำลังได้รับความเสียหายจากบุคคลที่พยายามทำลายชื่อเสียง และเห็นว่าควรให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบหากมีความพยายามกลั่นแกล้งหรือสร้างความเสียหาย

สำหรับข้อความที่เขาส่งระหว่างการพิจารณางบประมาณ พาร์ตันกล่าวว่า เขาไม่แน่ใจว่าจะรู้สึกเสียใจกับเรื่องนี้หรือไม่ พร้อมอธิบายว่า การประชุมพิจารณางบประมาณเป็นกระบวนการที่ใช้เวลานาน และแม้เขาจะมองว่าการประชุมบางช่วงค่อนข้างน่าเบื่อ แต่ฝ่ายค้านยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น

เขายังยืนยันว่า ตนทำงานหนักและเพิ่งทำงานถึงประมาณ 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ พร้อมระบุว่า ไม่ควรตัดสินการทำงานของเขาจากข้อความส่วนตัวเพียงข้อความเดียว แต่ควรพิจารณาจากผลงานและการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล พาร์ตันยืนยันว่าจะไม่ลาออกจากตำแหน่ง และยังได้รับการสนับสนุนจากพรรคและประชาชนในเขตเลือกตั้งของเขา

ด้านแอนดรูว์ บาร์ นายกรัฐมนตรีแห่งเขตนครหลวงออสเตรเลีย กล่าวว่า การพิจารณางบประมาณเป็นกระบวนการที่ใช้เวลานาน และไม่ใช่เรื่องน่าแปลกหากสมาชิกสภาจะรู้สึกเบื่อในบางช่วง แต่เห็นว่าการส่งข้อความระหว่างการประชุมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง พร้อมย้ำว่าเรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลของเขา

พาร์ตันเป็นผู้นำพรรคเสรีนิยม ACT คนที่ 3 นับตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2024 และดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน หลังลีแอนน์ แคสต์ลีย์ ลาออกจากพรรคและไปนั่งเป็นสมาชิกอิสระ ท่ามกลางข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการกลั่นแกล้งและวัฒนธรรมการทำงานที่เป็นพิษภายในพรรค.

ที่มา ABC News / 9News

ภูเขาไฟกัวเตลามา ปะทุต่อเนื่อง ยังเสี่ยงกระแสเถ้าร้อน-โคลนถล่ม

ภูเขาไฟกัวเตลามา ปะทุต่อเนื่อง ยังเสี่ยงกระแสเถ้าร้อน-โคลนถล่ม

6 ส.ค. 2569 10:33 น.

ภูเขาไฟกัวเตลามา ปะทุต่อเนื่อง ยังเสี่ยงกระแสเถ้าร้อน-โคลนถล่ม

ภูเขาไฟ “ฟูเอโก” ในกัวเตมาลาปะทุต่อเนื่องหลายวัน แม้จะเริ่มลดความรุนแรง แต่ทางการเตือนยังอันตราย เสี่ยงเกิดกระแสเถ้าร้อนและโคลนภูเขาไฟไหลหลาก ขณะอพยพประชาชนแล้วกว่า 1,600 คน

วันที่ 5 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ภูเขาไฟฟูเอโก (Fuego) ในกัวเตมาลา ซึ่งปะทุต่อเนื่องมาหลายวันและทำให้ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงต้องอพยพออกจากบ้านเรือน แม้จะเริ่มลดความรุนแรงลงแต่ยังคงเป็นอันตราย

สำนักงานประสานงานเพื่อลดผลกระทบจากภัยพิบัติแห่งชาติของกัวเตมาลาระบุว่า การปะทุของภูเขาไฟมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีเถ้าถ่านและเศษหินภูเขาไฟสะสมอยู่บริเวณยอด ซึ่งอาจพังถล่มและก่อให้เกิดกระแสไพโรคลาสติก (pyroclastic flows) หรือกระแสเถ้าร้อน ไหลลงมาตามร่องหุบเขารอบภูเขาไฟได้ นอกจากนี้ ฝนที่คาดว่าจะตกในพื้นที่อาจทำให้เกิดลาฮาร์ (lahar) หรือกระแสโคลนและเศษซากภูเขาไฟที่ไหลอย่างรวดเร็วตามแนวลำน้ำและหุบเขา ส่งผลให้ทางการยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน อย่างน้อย 3 เขตยังคงประกาศเตือนภัยระดับสีแดง ซึ่งเป็นระดับสูงสุด เพื่อเร่งให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงและเข้าพักในศูนย์พักพิง

ภูเขาไฟฟูเอโกตั้งอยู่ห่างจากกรุงกัวเตมาลาซิตี เมืองหลวงของกัวเตมาลา ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 50 กิโลเมตร โดยเริ่มพ่นลาวาและเถ้าถ่านอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา การปะทุทำให้เกิดกระแสเถ้าร้อนไหลลงตามร่องหุบเขารอบภูเขาไฟ และทางการต้องอพยพประชาชนออกจากเมืองและชุมชนใกล้เคียงแล้วอย่างน้อย 1,699 คน

ที่มา BBC

ปูตินลงนามกฎหมายกำกับดูแลสกุลเงินดิจิทัล-สินทรัพย์ดิจิทัล อย่างเป็นระบบครั้งแรก

ปูตินลงนามกฎหมายกำกับดูแลสกุลเงินดิจิทัล-สินทรัพย์ดิจิทัล อย่างเป็นระบบครั้งแรก

6 ส.ค. 2569 10:24 น.

ปูตินลงนามกฎหมายกำกับดูแลสกุลเงินดิจิทัล-สินทรัพย์ดิจิทัล อย่างเป็นระบบครั้งแรก

รัสเซียออกกฎหมายกำกับดูแลคริปโตเคอร์เรนซีและสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งใหญ่ เปิดทางซื้อขายภายใต้การกำกับของรัฐ กำหนดมาตรฐานผู้ให้บริการทุกภาคส่วน หวังดึงตลาดเข้าสู่ระบบและหนุนการค้าระหว่างประเทศท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตร

วันที่ 5 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวทาสส์ ของรัสเซีย รายงานว่า นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ลงนามบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยสกุลเงินดิจิทัลและสิทธิในสินทรัพย์ดิจิทัล (Law on Digital Currencies and Digital Rights) ซึ่งถือเป็นกฎหมายฉบับแรกที่กำหนดกรอบการกำกับดูแลตลาดคริปโตเคอร์เรนซีของรัสเซียอย่างครอบคลุม

กฎหมายฉบับใหม่นี้เปิดทางให้การซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีสามารถดำเนินการได้อย่างถูกกฎหมายภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ พร้อมกำหนดกฎเกณฑ์สำหรับผู้ประกอบการทุกภาคส่วนในตลาด ตั้งแต่ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ผู้รับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล นายหน้าซื้อขาย บริษัทจัดการกองทุน ผู้จัดตลาดซื้อขาย และสำนักหักบัญชี รวมถึงกำหนดเงื่อนไขสำหรับนักลงทุนที่ต้องการซื้อและถือครองคริปโตเคอร์เรนซี

นอกจากนี้ กฎหมายยังครอบคลุมการจัดเก็บ การบันทึกบัญชี และการรับฝากสกุลเงินดิจิทัล รวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัลจากต่างประเทศ ตลอดจนกำกับดูแลการขุดคริปโตเคอร์เรนซี การออกและการซื้อขายสิทธิในสินทรัพย์ดิจิทัล และการดำเนินงานของผู้ให้บริการระบบที่ออกสินทรัพย์ทางการเงินดิจิทัล  

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะรับรองการซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีอย่างเป็นทางการ แต่กฎหมายยังคงห้ามใช้เป็นสื่อกลางชำระค่าสินค้าและบริการภายในประเทศ โดยเงินรูเบิลยังคงเป็นสกุลเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายเพียงสกุลเดียว.

ที่มา RT Tass

ไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” จ่อถล่มทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ทางการเตือนคลื่นสูง 9 เมตร

ไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” จ่อถล่มทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ทางการเตือนคลื่นสูง 9 เมตร

6 ส.ค. 2569 09:54 น.

ไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” จ่อถล่มทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ทางการเตือนคลื่นสูง 9 เมตร

ไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” เคลื่อนเข้าใกล้โอกินาวาและอามามิ ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น คาดลมกระโชกแรงสูงสุด 216 กม.ต่อชม. คลื่นสูง 9 เมตร ขณะหลายพื้นที่เผชิญอากาศร้อนจัด แตะ 39 องศาฯ

วันที่ 6 สิงหาคม 2569 สำนักข่าว NHK รายงานว่า สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ประกาศเตือนว่า ไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” (Dolphin) ซึ่งเป็นพายุไต้ฝุ่นกำลังแรง มีแนวโน้มเคลื่อนเข้าใกล้พื้นที่โอกินาวาและหมู่เกาะอามามิ ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น พร้อมขอให้ประชาชนเตรียมรับมือกับลมกระโชกแรง คลื่นสูง และฝนตกหนัก

สำนักงานอุตุฯ ระบุว่า เมื่อเวลา 03.00 น. วันพุธตามเวลาท้องถิ่น ศูนย์กลางของไต้ฝุ่นดอลฟินอยู่ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น และกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยพายุเริ่มเคลื่อนห่างจากหมู่เกาะโอกาซาวาระ แต่คาดว่าจะเข้าใกล้โอกินาวาและอามามิในระดับความรุนแรงสูง

โดยระบุว่า พายุไต้ฝุ่นดอลฟินมีแนวโน้มเคลื่อนตัวไปทางตะวันตก และจะทำให้ทะเลบริเวณโอกินาวามีคลื่นลมแรงในวันพุธ ก่อนส่งผลกระทบต่อพื้นที่อามามิในวันพฤหัสบดี พร้อมคาดว่า ในวันพฤหัสบดี ลมแรงสูงสุดในจังหวัดโอกินาวาอาจเพิ่มเป็น 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีลมกระโชกแรงสูงสุดถึง 216 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่พื้นที่อามามิอาจมีลมแรงสูงสุด 82.8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และลมกระโชกแรงสูงสุด 126 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เจ้าหน้าที่เตือนว่า บางพื้นที่ของจังหวัดโอกินาวาอาจเผชิญลมแรงระดับที่สามารถสร้างความเสียหายหรือทำให้บ้านเรือนบางหลังพังถล่มได้ พร้อมแนะนำให้ประชาชนเข้าไปหลบภัยในอาคารที่มีความแข็งแรง หรือสถานที่ปลอดภัย ก่อนที่ลมจะทวีความรุนแรง 

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นยังเผชิญสภาพอากาศร้อนจัด โดยอุณหภูมิในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันตก มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในวันพุธ คาดว่าเมืองคุมาโมโตะ ซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว จะมีอุณหภูมิสูงสุด 39 องศาเซลเซียส ขณะที่นครโอซากาและเมืองซางะอาจมีอุณหภูมิสูงถึง 38 องศาเซลเซียส

ก่อนหน้านี้ ทางการญี่ปุ่นออกประกาศเตือนภัยโรคลมแดด หรือ ฮีตสโตรก (heatstroke) ครอบคลุม 19 จังหวัด จากทั้งหมด 47 จังหวัด ตั้งแต่จังหวัดนีงาตะไปจนถึงภูมิภาคคิวชูและโอกินาวา โดยแนะนำให้ประชาชนอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศเย็นในช่วงที่อากาศร้อนที่สุด ดื่มน้ำและรับประทานเกลือแร่ให้เพียงพอ รวมถึงพักผ่อนอย่างเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคลมแดด

ที่มา NHK