ดร.มัลลิกา ซาบซึ้ง ในหลวง พระราชทาน เครื่องราชฯ ชั้นสายสะพาย

ดร.มัลลิกา ซาบซึ้ง ในหลวง พระราชทาน เครื่องราชฯ ชั้นสายสะพาย

ดร.มัลลิกา ซาบซึ้ง ในหลวง พระราชทาน เครื่องราชฯ ชั้นสายสะพาย

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.39 น.

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศ เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสายสะพาย ประจำปี 2568

ซึ่ง ในหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ได้รับพระราชทานเครื่องราชฯ ชั้นสายสะพาย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน พร้อมด้วย บุคคลต่างๆทั้งสิ้น 20,141 ราย เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 ดังรายนามท้ายประกาศนี้ ประกาศ ณ วันที่ 23 เมษายน พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข
ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข
ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

>>> อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง คลิกที่นี่ <<<

พระราชทานเครื่องราชฯ 20,141 ราย ‘ภูมิธรรม’ ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก-‘ซาบีดา’ประถมาภรณ์มงกุฎไทย

นายกฯ วอนสื่ออย่าถามดีเทลโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ กลัวคนอื่นไม่กล้าทำงาน

นายกฯ วอนสื่ออย่าถามดีเทลโครงการ 'คนละครึ่งพลัส' กลัวคนอื่นไม่กล้าทำงาน

นายกฯ วอนสื่ออย่าถามดีเทลโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ กลัวคนอื่นไม่กล้าทำงาน

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.12 น.

นายกฯ วอนสื่ออย่าถามดีเทลโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ กลัวคนอื่นไม่กล้าทำงาน ย้ำพร้อมหนุนทุกโครงการพรรคร่วมรัฐบาล

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2569 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีโครงการคนละครึ่งพลัสจะนำเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อใดว่า เขาวางไทม์ไลน์ว่าจะเดินหน้าเดือนมิถุนายน ก็ต้องเข้า ครม.ตั้งแต่ช่วงนี้ถึงช่วงเดือนพฤษภาคม  

เมื่อถามว่าโครงการนี้จะถือเป็นโครงการเรือธงของรัฐบาลใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า โอ้ย! โครงการคนละครึ่งเป็นโครงการที่เราใช้ตั้งแต่หาเสียง ตอนแรกต้องการให้โครงการนี้กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นช่วง 4 เดือน ควิก บิ๊ก วิน แต่เห็นว่าเมื่อดำเนินการไปแล้วมันเกิดประโยชน์มากมายเป็นที่ชื่นชอบของประชาชน และตอนนั้นเรากำลังจะมีเฟส 2 แต่ยุบสภาฯไปก่อน ไม่ใช่เรื่องใหม่ และช่วงนี้มีเรื่องสถานการณ์ตะวันออกกลางอาจมีผลกระทบต่อประชาชนเราก็มาพลัส โดยไม่ใช่คนละครึ่งแล้วแต่ใช่คำว่าไทยช่วยไทยพลัส รูปแบบไม่ใช่ 50-50 พยายามจัดสรรเพื่อมาแบ่งเบาภาระประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยเหลือประชาชนทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้ามาในระบบ จากเดิมโครงการ 2 เดือน ก็เพิ่มเป็นเดือนละ 1,000 จำนวน4 เดือน รวมเป็น 4,000 บาท ตามที่เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลังบอกไว้ 

เมื่อถามว่าวางกรอบคนลงทะเบียนไว้เท่าไหร่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ต้องถามนายเอกนิติ ขอทำความเข้าใจว่าจะมาถามรายละเอียดกับตัวผม ผมว่าไปถามผู้ปฏิบัติและผู้รับผิดชอบจะดีกว่า เพราะพอผมพูดไปคนอื่นเลยไม่กล้าพูดต่อ ตัวผมยินดีให้การสนับสนุนโครงการหรือการดำเนินการต่างๆ ของรัฐมนตรีทุกกระทรวงทุกพรรคร่วมรัฐบาลอยู่แล้ว ถ้าจะถามผมให้ถามว่าโอเค ผมเห็นชอบในหลักการหรือยังคุยกับเราหรือยังพร้อมสนับสนุนไหม แต่รายละเดียดขอความกรุณาถ้าผมตอบไปคนอื่นไม่กล้าทำงานพอดี“ 

อนุทิน ลั่นเดินหน้าแลนด์บริดจ์ดึงเงินเข้าประเทศ บอกคนในพื้นที่ต้องเข้าใจเป็นเรื่องของส่วนรวม

อนุทิน ลั่นเดินหน้าแลนด์บริดจ์ดึงเงินเข้าประเทศ บอกคนในพื้นที่ต้องเข้าใจเป็นเรื่องของส่วนรวม

อนุทิน ลั่นเดินหน้าแลนด์บริดจ์ดึงเงินเข้าประเทศ บอกคนในพื้นที่ต้องเข้าใจเป็นเรื่องของส่วนรวม

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.53 น.

อนุทิน ลั่นเดินหน้าแลนด์บริดจ์ดึงเงินเข้าประเทศ บอกคนในพื้นที่ต้องเข้าใจเป็นเรื่องของส่วนรวม​ ขณะที่ พ.ร.บ.อากาศสะอาด หนุนร่างของ ภท.เป็นหลัก

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2569 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์กรณีจะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์โดยจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาช่วง มิ.ย.-ก.ค. ว่า แลนด์บริดจ์เป็นนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยตั้งใจผลักดัน เราศึกษาและปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากที่สุด ทั้งเรื่องเทคโนโลยี ต้นทุนการก่อสร้าง รูปแบบที่ทำให้เกิดขึ้น และวันนี้มีเหตุผลต้องนำขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจังเพิ่มมากขึ้น เพราะมีการพูดถึงกันว่าใครจะแสดงความเป็นผู้ครอบครองช่องทางขนส่งโดยมีแนวคิดการจัดเก็บค่าผ่านทางช่องแคบนั้นช่องแคบนี้ ดังนั้นในส่วนของประเทศไทยหากเรามีสิ่งที่สามารถพึ่งพาได้เกิดประโยชน์และรายได้เกิดความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเราก็ต้องเร่งพิจารณา 

เมื่อถามว่าจะทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่ได้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มันเป็นเรื่องของส่วนรวม 

ส่วนกรณีจะสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาฯ หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “จะสนับสนุนร่างของพรรคภูมิใจไทยเป็นหลัก “

อดีตทูต นริศโรจน์ ให้คะแนนเต็ม ชั้นเชิงการทูตขั้นเทพของ อนุทิน ต้อนรับ หวังอี้

อดีตทูต นริศโรจน์ ให้คะแนนเต็ม ชั้นเชิงการทูตขั้นเทพของ อนุทิน ต้อนรับ หวังอี้

อดีตทูต นริศโรจน์ ให้คะแนนเต็ม ชั้นเชิงการทูตขั้นเทพของ อนุทิน ต้อนรับ หวังอี้

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.48 น.

หลังจากที่วานนี้ (24 เมษายน 2569) หวัง อี้ เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี ในโอกาสเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งในระหว่างหารือที่ตึกไทยคู่ฟ้านั้นมีการเสิร์ฟทุเรียนและข้าวหลามในกะลามะพร้าวต้อนรับ นอกจากนี้ยังได้จัดเตรียมขนมไทยอย่างลูกชุบ และขนมสอดไส้ ก่อนที่ในเวลาต่อมา นาย อนุทิน ชาญวีรกูล จะขับรถไฟฟ้า BYD พา หวังอี้ ไปกินข้าวกลางวันที่โรงแรมด้วยตนเอง

ล่าสุดวันนี้ 25 เมษายน 2569 นายนริศโรจน์ เฟื่องระบิล อดีตเอกอัครราชทูตไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิเคราะห์หมากเกมการเมืองระดับโลกในจังหวะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ขับรถไฟฟ้าส่วนตัวพา หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนไปรับประทานอาหารด้วยตนเอง โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “นรม.ขับรถไฟฟ้า BYD (Build Your Dream) ที่ นรม.เพิ่งซื้อมาใช้ส่วนตัว พาหวังอี้ไปกินข้าวด้วยตนเอง ทั้งๆที่ในทางพิธีการ (Protocol) หวังอี้มีขบวนรถรับรองอย่างดีที่ทางสำนักนายกรัฐมนตรีจัดเตรียมให้แล้ว หมากทางการทูตหมากนี้ ผมให้คะแนนเต็ม เพราะอะไร อย่างที่เคยบอกว่าชั้นเชิงทางการทูตนั้นไม่ได้ดูแค่ภาษาพูด หรือ ภาษาเขียน แต่ต้องดูภาษากายประกอบด้วย การยื่นมือให้ก่อน จับแล้วใช้มืออีกข้างกุมจับให้กระชับแน่น การแสดงความเป็นกันเองที่นอกพิธีการ เช่น นรม.ขับรถเอง หวังอี้นั่งคู่ด้านหน้า รถที่ใช้เป็นรถไฟฟ้าจีน ชื่อรถที่มีความหมายดี อาหารที่พาไปกินเป็นอาหารไทย มี “ลูกชุบ” ด้วย ทั้งหมดมีนัยยะที่ตีเป็นความหมายแฝงในทางที่ดีได้หมด

ผมมองว่าเป็นการ “ตัดไม้ข่มนาม” ประเทศเพื่อนบ้านที่หวังอี้เพิ่งไปเยือนมาก่อนหน้าด้วย โชว์ให้เห็นๆกันไปเลยว่า เอ็งกับข้าคนละ level กัน ซึ่งเรื่องแบบนี้ “เด็กที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม” ทำไม่ได้ เพราะบารมีไม่ถึง ! มิหนำซ้ำยังออกตัวแรง ชอบอวดว่าเป็น ผลิตผลทางการศึกษาจาก US จะยืนหลังตรง จะไม่ใช้นโยบายลู่ลม บลา บลา บลา โชคดีเหลือเกินที่ประเทศไทยเราไม่ได้เด็กเมื่อวานซืนอ่อนประสบการณ์มาเป็นผู้นำ”

นริศโรจน์ เฟื่องระบิล

หลังจากโพสต์ของ นายนริศโรจน์ เฟื่องระบิล เผยแพร่ออกไป บรรดาชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นสนับสนุนแนวคิดของอดีตทูตกันอย่างดุเดือด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องบารมีและประสบการณ์การทำงาน เช่น

“มากกว่าพิธีทางการทูต คือเพิ่มความเป็นไทยลงไป”

“ท่านหวังอี้ นั่งรถไปด้วยกันกับท่านนายกฯอนุทิน แสดงถึงความสนิทสนม ไว้วางใจ ยิ่งกว่าแค่มีมิตรภาพ อีกค่ะ”

“ไอ้ที่ได้ไปเรียน รร.ทหารโก้ๆ ก็โควต้าเด็กไทยสละให้”

“เหนือสิ่งอื่นใด..พูดภาษาเดียวกันค่ะ ไม่ต้องใช้ล่าม”

“จริงค่ะ ชอบความเก๋าเกมของนายกฯอนุทิน”

“เมื่อตอนเห็นภาพข่าว ผมรู้สึกประทับใจในตัวนายกรัฐมนตรีของเรามากครับ”

“เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ…ท่านทูตฯ..#โชคดีมหาศาล ที่ ไอ้เด็กวานซืน ไม่ได้ เป็น เพียงแค่ เกือบ!!!”

“พฤติกรรมการแสดงออกถึงความดูแลเอาใจใส่ ยิ่งกว่าภาษากายทั่วไป ด้อมส้มคงไม่สามารถหยั่งรู้ด้วยญาณวิถีใดๆทั้งสิ้น”

นริศโรจน์ เฟื่องระบิล
นริศโรจน์ เฟื่องระบิล
นริศโรจน์ เฟื่องระบิล

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Fuangrabil Narisroj

โอ๊ย ไร้สาระ! อนุทิน ลั่นใส่สื่อหลังถูกถาม ปมมีโมเดลส้มใส่กล่องกระจกตั้งห้องทำงาน

โอ๊ย ไร้สาระ! อนุทิน ลั่นใส่สื่อหลังถูกถาม ปมมีโมเดลส้มใส่กล่องกระจกตั้งห้องทำงาน

โอ๊ย ไร้สาระ! อนุทิน ลั่นใส่สื่อหลังถูกถาม ปมมีโมเดลส้มใส่กล่องกระจกตั้งห้องทำงาน

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.45 น.

อนุทิน ร้อง โอ๊ย! ไร้สาระ หลังถูกถาม เอาโมเดลส้มใส่กล่องกระจก ตั้งโชว์ในห้องทำงาน โยงการเมือง ลั่น ถามแล้ว ปชช.ได้อะไร 

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2569 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีมีภาพปรากฏบนสื่อออนไลน์ว่า มีโมเดลผลไม้ส้มขนาดใหญ่ 2 ลูก ตั้งโชว์ไว้ในกล่องกระจกใสภายในห้องทำงานนายกฯ ซึ่งมีคนไปตีความว่าขังส้มหรือไม่ โดยนายอนุทินหัวเราะ ส่ายศีรษะ และกล่าวว่า “ไร้สาระจริงๆ เลย โอ๊ยตายแล้ว” 

เมื่อถามยํ้าว่า เป็นส้มอะไร ส้มมงคลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ไม่บอก ไม่เกี่ยว มันไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาเผยแพร่ หากส้มไม่อยู่ในกล่องแล้วจะไปอยู่ที่ไหน อย่ามาถามเรื่องแบบนี้ ประชาชนได้อะไร ประเทศชาติได้อะไร มันเป็นอุปสรรคการทำงานของรัฐบาลไหม ไม่ใช่ก็ไม่ควรจะต้องถาม”

อนุทิน ยํ้า ภูมิใจไทยเป็นปึกแผ่น แม้พรรคขยายตัว ลั่น ไม่มีมุ้งในพรรค

อนุทิน ยํ้า ภูมิใจไทยเป็นปึกแผ่น แม้พรรคขยายตัว ลั่น ไม่มีมุ้งในพรรค

อนุทิน ยํ้า ภูมิใจไทยเป็นปึกแผ่น แม้พรรคขยายตัว ลั่น ไม่มีมุ้งในพรรค

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.31 น.

อนุทิน ยํ้า ภูมิใจไทยเป็นปึกแผ่น แม้พรรคขยายตัว ลั่น ไม่มีมุ้งในพรรค 

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2569 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ของพรรคภูมิใจไทย ว่า มีการรับรองรายงานการประชุม และมีการเปลี่ยนระเบียบข้อบังคับพรรคเล็กน้อย 

เมื่อถามว่า เห็นนายกฯ ย้ำในที่ประชุมถึงความเป็นปึกแผ่นภายในพรรค นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นสัญลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทยอยู่แล้ว เราก็ต้องเน้นย้ำ เพราะพรรคภูมิใจไทย ขยายตัวมากขึ้น มีสมาชิกเพิ่มขึ้น สมาชิกใหม่ก็มีเพิ่มมา ก็ต้องเน้นให้ทุกคนรับทราบ และรักษาเอกลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทย คือความเป็นปึกแผ่นในพรรค และความตั้งใจทำงานให้กับประเทศและประชาชน

เมื่อถามว่า มุ้งภายในพรรคยังมีอยู่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “มุ้งในพรรคภูมิใจไทย มีมุ้งผมนี่แหละ” 

อภิสิทธิ์ แย้มคนสนใจลงผู้ว่าฯ กทม. มีทั้งไปทาบทาม-สมัครเข้ามา เล็งเปิดตัวต้น พ.ค.นี้

อภิสิทธิ์ แย้มคนสนใจลงผู้ว่าฯ กทม. มีทั้งไปทาบทาม-สมัครเข้ามา เล็งเปิดตัวต้น พ.ค.นี้

อภิสิทธิ์ แย้มคนสนใจลงผู้ว่าฯ กทม. มีทั้งไปทาบทาม-สมัครเข้ามา เล็งเปิดตัวต้น พ.ค.นี้

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.30 น.

อภิสิทธิ์ แย้มคนสนใจลงผู้ว่าฯ กทม. มีทั้งไปทาบทาม-สมัครเข้ามา เล็งเปิดตัวต้น พ.ค.นี้ 

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการส่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในนามพรรคประชาธิปัตย์ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการทาบทามผู้ที่เสนอตัวและสนใจ หรือคนที่เราไปทาบทาม การเปิดตัวอย่างไรต้องทำโดยเร็วที่สุดเพราะผู้ว่าฯ คนปัจจุบันใกล้จะครบวาระแล้ว ซึ่งตอนนี้มีทั้งคนที่ติดต่อมาและเราติดต่อไปหลายคน 

เมื่อถามว่าจะสามารถเปิดตัวได้ต้นเดือน พ.ค.หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะพยายามทำให้ได้เพราะจะสมัครในช่วงกลางเดือน พ.ค.แล้ว 

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า บุคคลดังกล่าว เป็นคนภายในพรรคหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวพร้อมหัวเราะว่า  “เดี๋ยวมาก็เป็นคนภายในพรรคแล้ว” 

เช็กความพร้อมสอบเทียบ อัครนันท์ ส่ง ครูจวง ลุย Surprise Visit

เช็กความพร้อมสอบเทียบ อัครนันท์ ส่ง ครูจวง ลุย Surprise Visit

เช็กความพร้อมสอบเทียบ อัครนันท์ ส่ง ครูจวง ลุย Surprise Visit

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.28 น.

“อัครนันท์ รมช.ศธ” มอบหมายครูจวง ลุย Surprise Visit “สอบเทียบต้องโปร่งใส มาตรฐานเดียวทั่วไทย”  ที่ สกร. ผนึกกำลังทีม รมช.ศธ. 

วันที่ 25 เมษายน 2569 คณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำโดย คุณปารมี ไวจงเจริญ ได้รับมอบหมายจาก นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ ให้ผนึกกำลังร่วมกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) โดยมี ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมด้วย นายโยฑิน สมโนนนท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงาน “การสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน” ณ สนามสอบโรงเรียนศรีบุณยานนท์ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ในรูปแบบ Surprise Visit เพื่อสะท้อนสภาพการดำเนินงานจริงในพื้นที่อย่างตรงไปตรงมา

ครูจวง

การลงพื้นที่ครั้งนี้มุ่งเน้นการกำกับคุณภาพการจัดสอบให้เป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และยึดมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ สอดคล้องกับแนวทางการยกระดับระบบการประเมินผลของ สกร. ที่ให้ความสำคัญกับ “ความเชื่อมั่นของผู้เรียน” ควบคู่กับ “คุณภาพของระบบ” โดยคณะผู้บริหารได้ตรวจเยี่ยมกระบวนการจัดสอบ พบปะให้กำลังใจผู้เข้าสอบ พร้อมสร้างความมั่นใจว่าทุกความพยายามของผู้เรียนจะได้รับการประเมินอย่างเที่ยงตรงและยุติธรรม

นอกจากนี้ ได้รับมอบหมายจาก นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะลงพื้นที่ ยังได้พูดคุยรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ปกครองที่มาส่งนักศึกษาเข้าสอบ โดยผู้ปกครองรายหนึ่งสะท้อนว่า การสอบเทียบฯ ของ สกร. เป็นโอกาสสำคัญสำหรับบุตรหลานที่เรียนในรูปแบบโฮมสคูลและมีความสามารถพิเศษ ช่วยเปิดทางให้สามารถพิสูจน์ศักยภาพได้อย่างเหมาะสม พร้อมเสนอให้ภาครัฐขยายการสนับสนุนกลุ่มผู้เรียนลักษณะนี้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นในอนาคต

ครูจวง

ครูจวง เผยว่า ในมิติของการพัฒนาระบบการเรียนรู้ การสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ถือเป็นกลไกสำคัญภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ที่สะท้อนแนวคิด “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” อย่างเป็นรูปธรรม โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่มีอยู่ มาพิสูจน์ผลลัพธ์การเรียนรู้ได้โดยไม่ยึดติดกับเวลาเรียนในระบบเดิม เปลี่ยนจาก “เรียนตามเวลา” เป็น “วัดจากศักยภาพจริง”

ทั้งนี้ การสอบเทียบฯ ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในรูปแบบ Fast Track ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ของตนเองได้อย่างยืดหยุ่น ลดข้อจำกัดเดิม และต่อยอดสู่การศึกษาระดับที่สูงขึ้นหรือสายอาชีพได้เร็วขึ้น ตอกย้ำบทบาทของ สกร. ในการเป็น “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา และตอบโจทย์ความแตกต่างของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21

ครูจวง

สำหรับการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ 1 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีผู้เข้าสอบทั่วประเทศจำนวน 267 คน โดยในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี มีผู้เข้าสอบรวม 20 คน แบ่งเป็นระดับประถมศึกษา 2 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2 คน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 16 คน

การลงพื้นที่แบบ Surprise Visit ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการติดตามตรวจสอบ แต่ยังเป็นการยืนยันว่า ความตั้งใจของ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ ที่มีความตั้งใจที่อยากจะเข้าไปดูกระบวนการ การทำงานขององค์กร หน่วยงานความรับผิดชอบ มีอะไรที่ต้องปรับแก้ไขเพื่อให้การศึกษาได้มีประสิทธิภาพเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งตรงกันกับแนวทางของ “สกร. ให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และความเท่าเทียม” พร้อมรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้เรียนและผู้ปกครองอย่างรอบด้าน เพื่อให้ทุกสนามสอบคือโอกาสที่แท้จริงของผู้เรียน และทุกความสำเร็จคือผลลัพธ์ของระบบการเรียนรู้ที่เชื่อถือได้อย่างแท้จริง

ครูจวง
ครูจวง
ครูจวง
ครูจวง
ครูจวง
ครูจวง

แก้โจทย์วิกฤตปุ๋ยแพง อว. ผนึก ก.เกษตร ชูโซลูชัน ปุ๋ยสั่งตัดอัจฉริยะ ผสาน AI แม่นยำรายแปลง

แก้โจทย์วิกฤตปุ๋ยแพง อว. ผนึก ก.เกษตร ชูโซลูชัน ปุ๋ยสั่งตัดอัจฉริยะ ผสาน AI แม่นยำรายแปลง

แก้โจทย์วิกฤตปุ๋ยแพง อว. ผนึก ก.เกษตร ชูโซลูชัน ปุ๋ยสั่งตัดอัจฉริยะ ผสาน AI แม่นยำรายแปลง

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.16 น.

วันที่ 25 เม.ย. 2569 ที่ จ.อุดรธานี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดตัวโครงการ “ปุ๋ยสั่งตัดเพื่อ(เกษตรกร) ไทย” เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยเคมีพุ่งสูงขึ้นและปัญหาดินเสื่อมโทรม โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน  นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สส.อุดรธานี บุคลากรและเกษตรกรเข้าร่วมงาน ณ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. อุดรธานี จำกัด

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวง อว. ตระหนักดีว่า “หัวใจสำคัญ” ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยคือพี่น้องเกษตรกร แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความผันผวนของราคาปัจจัยผลิตในตลาดโลก โดยเฉพาะปุ๋ยเคมีที่เป็นต้นทุนหลัก รัฐบาลจึงมีนโยบายเร่งด่วนในการนำ “วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม” มาช่วยลดภาระและเพิ่มรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม

ปุ๋ยแพง

โครงการปุ๋ยสั่งตัดในวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การผลิตปุ๋ยเพียงอย่างเดียว แต่คือการนำองค์ความรู้มาผสมผสานกับเทคโนโลยีที่เหมาะสม โดยเปลี่ยนจากการใช้ปุ๋ยแบบเหมาจ่าย มาเป็นการใช้ปุ๋ยที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อสภาพดินในพื้นที่นั้นๆ จริงๆ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้น่าทึ่งมาก เพราะสามารถช่วยลดต้นทุนลงได้ถึงร้อยละ 40-60 และยังช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินกลับมามีชีวิตและอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง โดยจะใช้กลไกของสหกรณ์การเกษตรเป็นรากฐานที่เข้มแข็งของชุมชนในการติดตั้งเครื่องผลิตปุ๋ยและแพลตฟอร์มอัจฉริยะ เพื่อขยายผลไปสู่ระดับประเทศ มุ่งสร้าง “ความมั่นคงทางอาหาร” และ “ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ” ให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน

โครงการนี้ได้เริ่มต้นนำร่องที่สหกรณ์ในจังหวัดอุดรธานีเป็นแห่งแรก และตั้งเป้าขยายไปยังสหกรณ์ต้นแบบ เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพก่อนขยายผลทั่วประเทศ ซึ่งหัวใจสำคัญคือการทำให้เกษตรกรเข้าถึง “แม่ปุ๋ย” ที่เหมาะสมกับดินและพืชของตนเอง ผ่านเครื่องมือที่จับต้องได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันจากกระทรวงเกษตรฯ หรือชุดตรวจสอบดินจาก อว.

ปุ๋ยแพง

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอนวัตกรรม “ปุ๋ยอินทรีย์เคมี” ที่เป็นการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ตอซังข้าว มาแปรรูปและผสมกับแม่ปุ๋ยเคมี ซึ่งนอกจากจะรักษาประสิทธิภาพของผลผลิตแล้ว ยังช่วยฟื้นฟูสภาพดินในระยะยาว ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญคือการบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวง ทั้งกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงแรงงาน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อร่วมกันยกระดับทักษะและสร้างอาชีพเสริมให้กับเกษตรกรในยามวิกฤต เป็นการสร้างรอยยิ้มและความมั่นคงที่ยั่งยืนให้กับพี่น้องเกษตรกรและแรงงานไทยทุกคน

ด้านนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญวิกฤตราคาปุ๋ยเคมีพุ่งสูงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งประเทศไทยต้องนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศสูงถึงกว่าร้อยละ 40 โดยการส่งเสริม “ปุ๋ยอินทรีย์เคมีสั่งตัด” ซึ่งผสมผสานระหว่างปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน จึงเป็นทางออกสำคัญในการลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว และช่วยแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรมจากการใช้สารเคมีต่อเนื่องยาวนาน ด้วยการเติมอินทรียวัตถุกลับคืนสู่ดินอย่างน้อยร้อยละ 10 

ปุ๋ยแพง

สำหรับโครงการ “ปุ๋ยสั่งตัดเพื่อ (เกษตรกร) ไทย” ถือเป็นโมเดลต้นแบบในการแก้ปัญหาปากท้องอย่างตรงจุด โดยในระยะแรกมีแผนดำเนินงาน 6 เดือน สิ้นสุดเดือนกันยายน 2569 มุ่งเน้นการติดตั้งชุดเครื่องผสมปุ๋ยและแพลตฟอร์มอัจฉริยะให้แก่สหกรณ์การเกษตรนำร่องเพื่อให้เกษตรกรได้ใช้ปุ๋ยที่ “ถูกดิน ถูกพืช และถูกราคา” พร้อมทั้งประเมินผลสัมฤทธิ์เพื่อพิจารณาขยายผลการติดตั้งและถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังจังหวัดอื่นๆ ต่อไปทั่วประเทศให้ครอบคลุมกลุ่มเกษตรกรในวงกว้าง โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการยกระดับการเกษตรไทยสู่ “เกษตรแม่นยำ” (Precision Agriculture) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยเพิ่มรายได้สุทธิจากการลดรายจ่ายและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งกิจกรรม Kick off ในวันนี้ได้มีการสาธิตเครื่องผสมปุ๋ยและมอบปุ๋ยให้แก่ตัวแทนเกษตรกรเพื่อแสดงถึงความพร้อมในการขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่มือเกษตรกรไทยอย่างเป็นรูปธรรมก่อนจะกระจายความสำเร็จไปสู่พื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศต่อไป

ปุ๋ยแพง
ปุ๋ยแพง
ปุ๋ยแพง
ปุ๋ยแพง
ปุ๋ยแพง
ปุ๋ยแพง
ปุ๋ยแพง

อภิสิทธิ์ หนุน ตั้งคณะพูดคุยสันติสุข พร้อมแนะ 2 ข้อ ต้องสะสาง

อภิสิทธิ์ หนุน ตั้งคณะพูดคุยสันติสุข พร้อมแนะ 2 ข้อ ต้องสะสาง

อภิสิทธิ์ หนุน ตั้งคณะพูดคุยสันติสุข พร้อมแนะ 2 ข้อ ต้องสะสาง

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.09 น.

อภิสิทธิ์ มอง ตั้งคณะพูดคุยสันติสุข จชต. เป็นเรื่องดี หลัง อภิปรายติงในสภาฯ ชี้ ข้อควรระวังเหตุที่ผ่านมามักถูกหวาดระแวงกลายเป็นวงหาข่าว บอกโจทย์สำคัญ คือการกระจายอำนาจ รักษาอัตลักษณ์ที่แตกต่าง แต่ต้องกลมกลืน แนะ 2 ข้อ ต้องสะสาง หาตัวบงการลอบยิงสส.- ไม่ใช้ปฏิบัติการไอโอสร้างความเกลียดชัง

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความเหมาะสมในการแต่งตั้งนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ ว่า ดีใจว่าอย่างน้อยรัฐบาลเดินหน้าในเรื่องนี้ เพราะได้ท้วงติงไปในช่วงแถลงนโยบาย เพราะไม่ได้ระบุถึงประเด็นการพูดคุย และได้มีการระบุถึงการรายงานในสภาความมั่นคง ในการนำเสนอนโยบายจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งก็ยังพูดถึงการพูดคุยอยู่ แต่ก็ติงถึงน้ำหนักที่ให้กับเรื่องนี้มีน้อยลง ทั้งที่จริงแล้วเป็นกระบวนการที่มีโอกาสมากที่สุด ที่จะแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน

ส่วนการตั้งคณะพูดคุยตนเองไม่ได้พูดถึงตัวบุคคล ซึ่งจริงๆแล้วการเป็นพลเรือนก็มีส่วนช่วย แต่ก็มีข้อสังเกตไปแล้ว ว่าการทำงานในด้านการข่าว จะต้องสร้างความมั่นใจหรือไว้วางใจ ในกระบวนการพูดคุยให้ดี เพราะที่ผ่านมา เมื่อเกิดความหวาดระแวงกัน มักจะกังวลในฝ่ายความมั่นคง และกังวลว่าการพูดคุยเป็นการไปหาข่าว เพราะฉะนั้นจึงต้องระมัดระวังตรงนี้ สิ่งสำคัญที่ตนอยากเห็น คือเริ่มทำความเข้าใจกับประชาชนทั้งประเทศ ว่าการพูดคุยที่จะนำไปสู่ความสงบ คำตอบทางการเมืองคงหนีไม่พ้นเรื่องการกระจายอำนาจ ว่าควรจะเป็นแบบไหน ซึ่งเงื่อนไขชัดเจนแล้วว่า อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เป็นราชอาณาจักรที่แบ่งแยกไม่ได้ แต่การกระจายอำนาจหรือการจัดระบบ จะทำอย่างไรให้ที่ให้ผู้ที่มีความหลากหลายอยู่กันอย่างกลมกลืน สามารถรักษาอัตลักษณ์ของตัวเองนั่นคือหัวใจของความสงบ เพราะฉะนั้นถ้าจะมีข้อแนะนำ จึงอยากให้คณะพูดคุยให้ความสำคัญกับการสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และให้มั่นใจว่า คนที่เข้ามาพูดคุยด้วยสามารถคุมสภาพในพื้นที่ได้ และมีการฉายภาพให้เห็นว่า เดินไปสู่อะไร มากกว่าการพูดคุยไปเหมือนกับว่าอยากให้มีความสงบ แต่ไม่ได้มีคำตอบที่จะได้ข้อยุติของกระบวนการนี้

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวอีกว่า ในพื้นที่เองมี 2 เรื่องที่ต้องเร่งสะสางคือเรื่องตัวคดีที่เกี่ยวข้องกับการลอบสังหารสส. โดยเฉพาะเมื่อมีการจับกุมได้แล้ว ควรจะต้องมีการขยายผลไปถึงผู้บงการ และที่สำคัญที่สุดมีการตั้งคำถาม ถึงการใช้รถยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์สินของราชการ และบุคลากรไปเกี่ยวข้องกับฝ่ายความมั่นคงหรือไม่ ซึ่งต้องทำให้โปร่งใส ไม่เช่นนั้นจะเป็นเงื่อนไขที่สร้างความหวาดระแวง ขณะเดียวกันอีกหนึ่งปัญหาที่มีการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือไอโอ กับผู้เห็นต่างแม้กระทั่งกับสื่อมวลชนถือว่าไม่เป็นผลดี มีแต่จะสร้างความขัดแย้งและความเกลียดชังมากยิ่งขึ้น