ฟิลิปปินส์ขอสหรัฐฯ ต่อเวลา ยกเว้นคว่ำบาตร หวังซื้อน้ำมันรัสเซียเพิ่ม กระจายความเสี่ยงพลังงาน

ฟิลิปปินส์ขอสหรัฐฯ ต่อเวลา ยกเว้นคว่ำบาตร หวังซื้อน้ำมันรัสเซียเพิ่ม กระจายความเสี่ยงพลังงาน

14 เม.ย. 2569 15:00 น.

ฟิลิปปินส์ขอสหรัฐฯ ต่อเวลา ยกเว้นคว่ำบาตร หวังซื้อน้ำมันรัสเซียเพิ่ม กระจายความเสี่ยงพลังงาน

รัฐบาลฟิลิปปินส์ร้องขอให้ สหรัฐอเมริกา ขยายระยะเวลามาตรการยกเว้น เพื่อเปิดทางให้สามารถซื้อน้ำมันจาก รัสเซียได้ต่อไป ท่ามกลางความพยายามกระจายแหล่งพลังงานของประเทศ

 เจ้าหน้าที่รัฐบาลฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังรอคำตอบจากสหรัฐฯ ที่จะขยายระยะเวลามาตรการยกเว้น (waiver)  เพื่อเปิดทางให้สามารถซื้อน้ำมันจากรัสเซียได้ต่อไป โดยเชื่อมั่นว่าจะได้รับการอนุมัติให้ขยายเวลาเพิ่มเติม

ทางการฟิลิปปินส์ระบุว่า การเปิดทางนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย เป็นเพียงหนึ่งในกลยุทธ์เพิ่มตัวเลือกด้านพลังงาน โดยยังมองหาแหล่งนำเข้าอื่น ๆ ด้วย เช่น โคลอมเบีย, อาร์เจนตินา, แคนาดา และ สหรัฐอเมริกา เพื่อมีทางเลือกกระจายความเสี่ยง 

ก่อนหน้านี้ เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำสหรัฐฯ โฮเซ มานูเอล โรมัลเดซ ระบุว่า กรุงมะนิลากำลังทำงานร่วมกับวอชิงตัน เพื่อขอรับการยกเว้นจากมาตรการคว่ำบาตร สำหรับการซื้อน้ำมันจากประเทศที่ถูกสหรัฐฯ ลงโทษ

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ได้มีคำสั่งระงับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันก๊าด และก๊าซหุงต้ม (LPG) ชั่วคราว หลังได้รับอำนาจพิเศษจากรัฐสภา เพื่อปรับโครงสร้างภาษีพลังงาน

อย่างไรก็ตาม ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลยังคงคัดค้านการระงับภาษีในน้ำมันดีเซลและเบนซิน

ด้านรัฐมนตรีคลัง เฟรเดอริก โก เปิดเผยว่า คณะกรรมการประสานงบประมาณและพัฒนาเศรษฐกิจ เห็นว่าการลดภาษีดีเซลและเบนซิน อาจไม่ช่วยลดราคาหน้าปั๊มได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากยังถูกกดดันจากปัจจัยตลาดโลก ทำให้รัฐบาลเลือกใช้มาตรการแบบเฉพาะจุด มากกว่าการลดภาษีวงกว้าง.

ที่มา :channelnewsasia

“สี จิ้นผิง” ต้อนรับนายกฯ สเปน ประกาศบทบาทจีนส่งเสริม”เจรจาสันติภาพ” ในตะวันออกกลาง

"สี จิ้นผิง" ต้อนรับนายกฯ สเปน ประกาศบทบาทจีนส่งเสริม"เจรจาสันติภาพ" ในตะวันออกกลาง

14 เม.ย. 2569 14:26 น.

“สี จิ้นผิง” ต้อนรับนายกฯ สเปน ประกาศบทบาทจีนส่งเสริม”เจรจาสันติภาพ” ในตะวันออกกลาง

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พบหารือกับนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ของสเปน ในกรุงปักกิ่ง เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและใช้สเปนเป็นสะพานเชื่อมสู่สหภาพยุโรป พร้อมยืนหยัดจุดยืนหนุนการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ แห่งสเปน ที่มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง ในโอกาสเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายหลักในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจระหว่างจีนและสหภาพยุโรป ท่ามกลางความตึงเครียดของนโยบายการค้าโลก

นายกรัฐมนตรีซานเชซ ซึ่งเดินทางเยือนจีนเป็นครั้งที่ 4 ในรอบ 4 ปี พยายามวางตำแหน่งให้สเปนเป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างจีนและอียู ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปและสหรัฐฯ กำลังสั่นคลอนจากนโยบายกำแพงภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างไรก็ตาม ผู้นำสเปนได้ระบุว่าปัญหาการขาดดุลการค้าระหว่างอียูกับจีนในปัจจุบันเป็นสถานการณ์ที่ “ไม่ยั่งยืน” และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข

ด้านนายสี จิ้นผิง กล่าวกับซานเชซว่า ทั้งสองฝ่ายควรเสริมสร้างความร่วมมือท่ามกลาง “ความโกลาหลและความปั่นป่วน” ทั่วโลก และ “การต่อสู้ระหว่างความยุติธรรมและอำนาจ” เขากล่าวว่า “ทั้งจีนและสเปนเป็นประเทศที่มีหลักการและยืนหยัดเพื่อความยุติธรรม พวกเขาควรเสริมสร้างการสื่อสาร เสริมสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อต่อต้านการถอยหลังของโลกไปสู่กฎแห่งป่า” หรือ “ผู้ที่แข็งแรงที่สุดเท่านั้นที่จะเป็นผู้ชนะ”

เขาเสริมว่า “วิธีที่ประเทศหนึ่งปฏิบัติต่อกฎหมายระหว่างประเทศและระเบียบระหว่างประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงโลกทัศน์ แนวคิดเกี่ยวกับระเบียบ ค่านิยม และความรู้สึกรับผิดชอบของประเทศนั้น” และกล่าวว่า ทั้งสองประเทศควร “คว้าโอกาส” ในการร่วมมือกันในด้านการค้า พลังงานใหม่ และเทคโนโลยี

แม้ว่าการเยือนของนายกรัฐมนตรีซานเชซจะเน้นไปที่เรื่องการค้าทวิภาคี แต่เขาได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า จีนสามารถแสดงบทบาทที่ “สำคัญอย่างยิ่ง” ในการแก้ไขความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ได้

นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ของสเปน เรียกร้องให้มีการปฏิรูปเพื่อทำให้ระเบียบโลก “มีความเป็นแบบอย่างมากขึ้น” หลังจากการหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง นายซานเชซกล่าวในการแถลงข่าวว่า “สิ่งที่เราต้องการคือการทุ่มเทความพยายามทั้งหมดของเราเพื่อปฏิรูประเบียบโลกที่รับประกันสันติภาพมาหลายทศวรรษ และทำให้มันมีความครอบคลุมมากขึ้น เป็นตัวแทนมากขึ้น และเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น” 

ซานเชซยังกล่าวอีกว่า เขาได้หารือกับสี จิ้นผิง เกี่ยวกับ “การปฏิรูปที่ระบบพหุภาคีของเราต้องการเพื่อให้สามารถรับรู้ความเป็นจริงของโลกหลายขั้วในปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น”

นอกเหนือจากการหารือกับผู้นำสเปนแล้ว ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยังได้เข้าพบกับเชค คาลิด บิน โมฮัมเหม็ด บิน ซายิด อัล นาห์ยาน มกุฎราชกุมารแห่งอาบูดีบี  โดยผู้นำจีนได้ยื่นข้อเสนอ 4 ประการเพื่อสันติภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางและอ่าวเปอร์เซีย

ประธานาธิบดีสีเน้นย้ำว่า จีนจะแสดง “บทบาทที่สร้างสรรค์” ในการผลักดันให้เกิดการเจรจาสันติภาพ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพอำนาจอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศในภูมิภาค โดยเขากล่าวอย่างมีนัยสำคัญว่า “การรักษาอำนาจของกฎหมายสากลต้องไม่ใช่การเลือกใช้ตามอำเภอใจเฉพาะตอนที่ได้ประโยชน์”

คำกล่าวของผู้นำจีนเกิดขึ้นหลังจากที่การเจรจารอบแรกระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ปากีสถานจบลงโดยไม่มีข้อตกลง โดยนายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่าขณะนี้เป็นหน้าที่ของอิหร่านในการตัดสินใจยุติสงคราม

สัปดาห์นี้กรุงปักกิ่งกลายเป็นศูนย์กลางการเจรจาระดับโลกอย่างแท้จริง นอกจากผู้นำจากสเปนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แล้ว ในวันอังคารนี้ยังมีผู้นำและนักการทูตระดับสูงจากอีกหลายประเทศที่เดินทางมาถึง ได้แก่ นายโต เลิม ผู้นำเวียดนาม และนายเซอเก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ซึ่งมีกำหนดการหารือกับนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน เพื่อร่วมมือกันลดสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง.

ที่มา AFP

กรีนพีซเตือนโครงสร้าง “เชอร์โนบิล” เสี่ยงพังถล่ม กัมมันตรังสีอาจรั่วไหลครั้งใหญ่

กรีนพีซเตือนโครงสร้าง "เชอร์โนบิล" เสี่ยงพังถล่ม กัมมันตรังสีอาจรั่วไหลครั้งใหญ่

14 เม.ย. 2569 12:42 น.

กรีนพีซเตือนโครงสร้าง “เชอร์โนบิล” เสี่ยงพังถล่ม กัมมันตรังสีอาจรั่วไหลครั้งใหญ่

“กรีนพีซ” เตือนโครงสร้างของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลในยูเครน เสี่ยงพังถล่มแบบไม่สามารถควบคุมได้ หลังถูกรัสเซียโจมตีจนโครงสร้างป้องกันเสียหาย ชี้หากพังลงมาจะทำให้ฝุ่นกัมมันตรังสีมหาศาลฟุ้งกระจายไปทั่วทวีปยุโรป

“กรีนพีซ” (Greenpeace) องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลกได้ออกรายงานเตือนถึงความเสี่ยงระดับ “หายนะ” ที่อาจเกิดขึ้นที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ในยูเครน โดยระบุว่าโครงสร้างนิรภัยชั้นในที่สร้างขึ้นเพื่อกักเก็บกัมมันตรังสี กำลังอยู่ในสภาวะสุ่มเสี่ยงต่อการพังถล่ม ซึ่งจะส่งผลให้มีการปล่อยรังสีออกมาสู่สิ่งแวดล้อมในระดับที่ควบคุมไม่ได้

ปัจจุบัน ซากเตาปฏิกรณ์ที่ระเบิดเมื่อปี 1986 ถูกครอบด้วยโครงสร้างสองชั้น ได้แก่ “ซาร์โคฟากัส” (Sarcophagus) ซึ่งเป็นเหล็กและคอนกรีตชั้นในที่สร้างขึ้นอย่างเร่งด่วนหลังเกิดเหตุ และ “โครงสร้างโดมป้องกันรังสี” (New Safe Confinement) ซึ่งเป็นโดมโลหะที่ใช้เทคโนโลยีสูงชั้นนอก อย่างไรก็ตาม กรีนพีซระบุว่าจากการที่รัสเซียรุกรานยูเครนและมีการโจมตีทางอากาศเมื่อปี 2025 ที่ผ่านมา ส่งผลให้โดมชั้นนอกเสียหายจนไม่สามารถทำหน้าที่กักเก็บรังสีได้อย่างสมบูรณ์

ฌอน เบอร์นี ผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์อาวุโสของกรีนพีซยูเครน ให้สัมภาษณ์ว่า “ภายในซาร์โคฟากัสมีฝุ่นกัมมันตรังสีเข้มข้นสูงถึง 4 ตัน รวมถึงเม็ดเชื้อเพลิงจำนวนมหาศาล หากโครงสร้างชั้นในพังถล่มลงมาในขณะที่โดมชั้นนอกยังซ่อมแซมไม่ได้ จะถือเป็นหายนะครั้งใหญ่เพราะกัมมันตรังสีจะรั่วไหลออกสู่ภายนอกทันที”

ขณะที่ เซอร์เก ทารากานอฟ ผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล ย้ำว่าสถานการณ์ในพื้นที่ “อันตรายมาก” โดยระบุว่าแม้ขีปนาวุธจะไม่ได้ตกใส่โดมโดยตรง แต่หากตกในระยะ 200 เมตร แรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงราวกับแผ่นดินไหวก็เพียงพอที่จะทำให้โครงสร้างชั้นในที่เสื่อมสภาพพังถล่มลงมาได้ และบทเรียนจากปี 1986 สอนให้เรารู้ว่า “อนุภาคกัมมันตรังสีไม่มีพรมแดน”

แม้จะมีความจำเป็นเร่งด่วนในการรื้อถอนโครงสร้างที่ไม่มั่นคงออกเพื่อป้องกันการถล่ม แต่การดำเนินการแทบจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากสงครามที่ยังคงยืดเยื้อ โดยเบอร์นีระบุว่ารัสเซียยังคงยิงขีปนาวุธข้ามพื้นที่เชอร์โนบิลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเขามองว่านี่คือการทำ “สงครามนิวเคลียร์” ต่อประชาชนในยูเครนและยุโรปโดยพฤตินัย

ทั้งนี้ เมื่อเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลฝรั่งเศสประเมินว่าโดมป้องกันรังสีของเชอร์โนบิลอาจต้องใช้เงินงบประมาณในการซ่อมแซมสูงถึงเกือบ 500 ล้านยูโร (ราว 19,000 ล้านบาท) หลังจากได้รับความเสียหายจากการโจมตีของรัสเซียในปี 2025 ที่ผ่านมา โดยรายงานของกรีนพีซในครั้งนี้ถูกเผยแพร่ออกมาเพียงไม่กี่วันก่อนจะครบรอบ 40 ปีของโศกนาฏกรรมเชอร์โนบิลในเดือนเมษายนนี้.

ที่มา AFP

รมต.ต่างประเทศรัสเซียเยือนจีน เร่งถกปัญหาสงครามตะวันออกกลาง

รมต.ต่างประเทศรัสเซียเยือนจีน เร่งถกปัญหาสงครามตะวันออกกลาง

14 เม.ย. 2569 12:41 น.

รมต.ต่างประเทศรัสเซียเยือนจีน เร่งถกปัญหาสงครามตะวันออกกลาง

รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ เดินทางถึงกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันอังคาร เพื่อหารือกับผู้นำจีนเกี่ยวกับประเด็นสำคัญระดับโลก โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางและยูเครน

กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเผยภาพการเดินทางของลาฟรอฟ ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างเป็นทางการบนพรมแดงในเมืองหลวงของจีน สะท้อนความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศมหาอำนาจ

ในการเยือนครั้งนี้ เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ มีกำหนดพบหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศจีน หวัง อี้ โดยทั้งสองฝ่ายจะแลกเปลี่ยนมุมมองและประสานจุดยืนในหลายประเด็น ทั้งความสัมพันธ์ทวิภาคี ความร่วมมือในด้านต่าง ๆ รวมถึงสถานการณ์ระหว่างประเทศที่มีความสำคัญร่วมกัน

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า การหารือจะครอบคลุมทั้งสงครามในยูเครน และสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 5 เมษายน หวัง อี้ ได้หารือทางโทรศัพท์กับ เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันในการทำงานเพื่อลดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

ในวันเดียวกัน จีน ยังให้การต้อนรับผู้นำจากหลายประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและภาวะเศรษฐกิจ เช่น นาย โต เลิม ประธานาธิบดีของเวียดนาม รวมทั้งโมฮาเหม็ด บิน ซายิด อัล นาห์ยาน มกุฎราชกุมารแห่งอาบูดาบี

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนบทบาทของจีนที่พยายามขยายอิทธิพลทางการทูตในเวทีโลก ท่ามกลางความขัดแย้งที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง

ทั้งนี้ จีน และ รัสเซีย ถือเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจและการเมืองที่สำคัญ และยิ่งกระชับแน่นแฟ้นมากขึ้น นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนในปี 2022

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีจีน หลี่ เฉียง ยังได้กล่าวกับผู้นำสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ว่า จีนพร้อมมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ เพื่อช่วยฟื้นฟูสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียต่อไป.

ที่มา : channelnewsasia

จับตาสหรัฐฯ-อิหร่าน จ่อหารือรอบที่ 2 หวังปิดดีลยุติสงคราม

จับตาสหรัฐฯ-อิหร่าน จ่อหารือรอบที่ 2 หวังปิดดีลยุติสงคราม

14 เม.ย. 2569 11:32 น.

จับตาสหรัฐฯ-อิหร่าน จ่อหารือรอบที่ 2 หวังปิดดีลยุติสงคราม

แหล่งข่าวเผย “สหรัฐฯ-อิหร่าน” เตรียมเปิดโต๊ะเจรจาระดับสูงรอบใหม่ หวังบรรลุข้อตกลงยุติสงคราม 6 สัปดาห์ ก่อนเส้นตายหยุดยิงในสัปดาห์หน้า หลังการถกนัดแรกที่ปากีสถานเกือบสำเร็จแต่ยังไร้ข้อสรุป ด้าน “ทรัมป์” เผยอิหร่านเป็นฝ่ายติดต่อขอกลับมาคุยเพื่อทำข้อตกลง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างแหล่งข่าวทางการทูตและเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่า สหรัฐอเมริกาและอิหร่านกำลังพิจารณาเปิดการเจรจาแบบเผชิญหน้ากันเป็นรอบที่ 2 ในสัปดาห์นี้ เพื่อหาทางบรรลุข้อตกลงยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 สัปดาห์ ก่อนที่ข้อตกลงหยุดยิงจะสิ้นสุดลงในสัปดาห์หน้า

แหล่งข่าวระบุว่า ปากีสถานได้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพในการจัดเจรจาที่กรุงอิสลามาบัดอีกครั้ง ขณะที่มีการเสนอชื่อนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นอีกหนึ่งตัวเลือก โดยคาดว่าการหารืออาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในวันที่ 16 เม.ย. นี้ ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเมื่อวันจันทร์ว่า “อีกฝ่าย (อิหร่าน) ติดต่อมา และพวกเขาต้องการบรรลุข้อตกลง”

การเจรจารอบแรกที่โรงแรมเซเรนา ในกรุงอิสลามาบัด เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นการเผชิญหน้าโดยตรงระดับสูงสุดในรอบกว่า 4 ทศวรรษ นับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979 โดยมีบุคคลสำคัญอย่างนายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิอิหร่าน เข้าร่วม

แหล่งข่าวเผยว่าบรรยากาศในการเจรจานัดแรกเป็นไปอย่างตึงเครียดและไม่เป็นมิตรในช่วงเริ่มต้น แต่เริ่มมีความหวังในช่วงท้าย โดยทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงไปได้แล้วถึง 80% ก่อนที่จะติดขัดในประเด็นสำคัญที่ต้องอาศัยการตัดสินใจจากรัฐบาลชุดใหญ่ ทำให้การเจรจาจบลงโดยไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ประเด็นหลักที่ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในการเจรจา ได้แก่โครงการนิวเคลียร์ ซึ่งสหรัฐฯ ยืนกรานว่าอิหร่านจะต้องไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ รวมถึงการกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งพลังงานโลกที่อิหร่านสั่งปิดอยู่ในขณะนี้ ขณะที่อิหร่านยังคงมีความระแวงในเจตนาของสหรัฐฯ ขณะที่สหรัฐฯ มองว่าอิหร่านยังไม่เข้าใจเป้าหมายหลักของตนอย่างถ่องแท้

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายยังคง “เปิดประตู” สู่การสนทนา โดยทำเนียบขาวระบุว่าตำแหน่งและจุดยืนของสหรัฐฯ ยังคงชัดเจนไม่เปลี่ยนแปลง แต่ยืนยันว่ากระบวนการสื่อสารยังคงดำเนินต่อไปเพื่อนำไปสู่ข้อตกลงที่ยั่งยืนในอนาคตอันใกล้.

ที่มา Reuters / AP

“เจดี แวนซ์” บอก “โป๊ปเลโอที่ 14” ไม่ควรก้าวก่ายการเมืองสหรัฐฯ

"เจดี แวนซ์" บอก "โป๊ปเลโอที่ 14" ไม่ควรก้าวก่ายการเมืองสหรัฐฯ

14 เม.ย. 2569 11:00 น.

“เจดี แวนซ์” บอก “โป๊ปเลโอที่ 14” ไม่ควรก้าวก่ายการเมืองสหรัฐฯ

รองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ เมินกระแสวิจารณ์ ยันวาติกันควรโฟกัสแค่เรื่องศีลธรรม เรียกร้องให้วาติกัน “อยู่ในขอบเขตของตน” และไม่ควรก้าวก่ายการเมืองสหรัฐฯ หลังสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ประณามโดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องนโยบายต่างประเทศ พร้อมปัดป้องดราม่าภาพ AI ทรัมป์คล้ายพระเยซูเป็นเพียง “มุกตลก”

นายเจดี แวนซ์  รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการทางช่องฟ็อกซ์นิวส์  ยืนกรานจุดยืนหนุนหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการตอบโต้สำนักวาติกัน โดยระบุว่าสำนักวาติกันควรยุติการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายสาธารณะของสหรัฐฯ

ชนวนเหตุความขัดแย้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงออกมาประณามทรัมป์และนโยบายสงครามในอิหร่าน ส่งผลให้ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียลโจมตีพระสันตะปาปาอย่างเผ็ดร้อนว่า “อ่อนข้อให้อาชญากรรม” และ “ล้มเหลวในนโยบายต่างประเทศ” พร้อมระบุว่าเขาไม่ต้องการผู้นำทางจิตวิญญาณที่คัดค้านการที่อเมริกาบุกเวเนซุเอลาเพื่อปราบปรามยาเสพติด

แวนซ์ ซึ่งเป็นรองประธานาธิบดีที่นับถือคาทอลิก ระบุว่าความขัดแย้งนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ และเป็นธรรมดาที่จะมีความเห็นไม่ลงรอยกันบ้าง “ในบางกรณี ผมคิดว่ามันจะดีกว่าถ้าทางวาติกันจะยึดถือแค่เรื่องของศีลธรรมและสิ่งที่เกิดขึ้นในคริสตจักรคาทอลิก และปล่อยให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นคนกำหนดนโยบายสาธารณะของอเมริกาเอง”

นอกจากประเด็นวิวาทะกับวาติกัน แวนซ์ยังได้ออกมาป้องทรัมป์กรณีโพสต์ภาพที่สร้างจาก AI ซึ่งแสดงภาพทรัมป์ในลักษณะคล้ายพระเยซูคริสต์ท่ามกลางกลุ่มผู้สนับสนุน โดยระบุว่าภาพดังกล่าวเป็นเพียง “มุกตลก”  เท่านั้น และที่ทรัมป์ลบโพสต์ไปในภายหลังก็เพราะตระหนักว่าหลายคนไม่เข้าใจอารมณ์ขันของเขา

อย่างไรก็ตาม คำพูดของแวนซ์ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากกลุ่มทางศาสนาหลายฝ่าย โดยกลุ่ม Catholics Vote Common Good ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้แวนซ์แสดงความเคารพต่อพระสันตะปาปา โดยระบุว่า “ความเงียบคือการสมรู้ร่วมคิด” ในการทำลายศักดิ์ศรีของคริสตจักร

ด้านกลุ่มอีแวนเจลิคัลที่แม้จะเป็นฐานเสียงหลักของทรัมป์ แต่ผู้นำศาสนาหลายท่านอย่าง วิลลี ไรซ์ และ เมแกน บาแชม ต่างออกมาประณามภาพ AI ดังกล่าวว่าเป็น “การหมิ่นประมาทพระเจ้าอย่างร้ายแรง” และเรียกร้องให้ทรัมป์ขอโทษต่อพระเจ้า

ส่วนในแพลตฟอร์ม X มีผู้ใช้งานจำนวนมากเรียกร้องให้แวนซ์ลาออก โดยตราหน้าเขาว่าเป็น “นักต้มตุ๋น” และ “คาทอลิกปลอม” ที่ใช้ศาสนาเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและทรัพย์สิน โดยเฉพาะการโปรโมตหนังสือบันทึกความทรงจำเล่มใหม่ของเขาที่ชื่อ Communion: Finding My Way Back to Faith

ปัจจุบัน ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารของทรัมป์และสำนักวาติกันยังคงเป็นที่จับตามองของคนทั่วโลก โดยเฉพาะบทบาทของแวนซ์ที่ถูกมองว่ากำลังเดินหันหลังให้กับคำสอนของคริสตจักรที่ตนเองนับถือ เพื่อรักษาตำแหน่งทางการเมืองของตนไว้.

ที่มา Irish Star / 1News

“จอร์เจีย เมโลนี” นายกฯ อิตาลี ประณามทรัมป์ กรณีวิจารณ์โป๊ปเลโอที่ 14 อย่างรุนแรง

"จอร์เจีย เมโลนี" นายกฯ อิตาลี ประณามทรัมป์ กรณีวิจารณ์โป๊ปเลโอที่ 14 อย่างรุนแรง

14 เม.ย. 2569 10:56 น.

“จอร์เจีย เมโลนี” นายกฯ อิตาลี ประณามทรัมป์ กรณีวิจารณ์โป๊ปเลโอที่ 14 อย่างรุนแรง

“จอร์เจีย เมโลนี” นายกฯ อิตาลี ประณามโดนัลด์ ทรัมป์ หลังวิจารณ์โป๊ปเลโอที่ 14 อย่างรุนแรง ด้านโป๊ปย้ำไม่หวั่นการเมือง เดินหน้าส่งสารสันติภาพ

วันที่ 14 เมษายน 2569 จอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี ออกมาตำหนินายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯว่าเป็นการแสดงความเห็นที่ไม่อาจยอมรับได้ หลังโจมตีสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 อย่างรุนแรง โดยก่อนหน้านี้ ทรัมป์โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดีย วิจารณ์โป๊ปว่า “อ่อนแอเรื่องอาชญากรรม และแย่ด้านนโยบายต่างประเทศ” พร้อมระบุว่าไม่ใช่แฟนของพระองค์ 

โดยเมโลนีซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาลฝ่ายขวาและมีความใกล้ชิดกับทรัมป์ ระบุว่า โป๊ปในฐานะประมุขแห่งคริสตจักรคาทอลิก มีหน้าที่เรียกร้องสันติภาพและประณามสงคราม ซึ่งถือเป็นเรื่องถูกต้องตามบทบาท

คำวิจารณ์ของทรัมป์สร้างแรงกระเพื่อมในอิตาลี โดยพรรคฝ่ายค้านโจมตีเมโลนีว่าตอบสนองช้า ขณะที่นายมัตเตโอ ซัลวินี พันธมิตรในรัฐบาล ระบุว่าการโจมตีโป๊ปไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดหรือเป็นประโยชน์  ซึ่งถือเป็นกรณีที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก ที่ผู้นำโลกวิจารณ์โป๊ปโดยตรง โดยมีชาวคาทอลิกทั่วโลกออกมาแสดงความไม่พอใจ ขณะที่นักวิชาการบางรายชี้ว่า แม้แต่ผู้นำเผด็จการในอดีตอย่างฮิตเลอร์หรือมุสโสลินี ก็ไม่เคยโจมตีโป๊ปอย่างเปิดเผยเช่นนี้

ด้านโป๊ปเลโอที่ 14 ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนแอฟริกา 11 วัน กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ไม่ต้องการโต้เถียงกับทรัมป์ แต่จะยังคงทำหน้าที่เผยแพร่สันติภาพ พร้อมย้ำว่าไม่หวั่นเกรงรัฐบาลทรัมป์ และจะเดินหน้าพูดถึงความจำเป็นในการยุติสงคราม โดยก่อนหน้านี้โป๊ปที่วิจารณ์สงครามอิหร่าน โดยระบุว่าคำขู่ทำลายอารยธรรมของอิหร่านเป็นสิ่งที่ ไม่อาจยอมรับได้ และเรียกร้องให้หาทางออกเพื่อลดความขัดแย้ง.

“เบโกญา โกเมซ” ภรรยานายกฯ สเปน ถูกตั้งข้อหาคอร์รัปชันหลังสอบสวน 2 ปี ในคดีสั่นสะเทือนรัฐบาล

"เบโกญา โกเมซ" ภรรยานายกฯ สเปน ถูกตั้งข้อหาคอร์รัปชันหลังสอบสวน 2 ปี ในคดีสั่นสะเทือนรัฐบาล

14 เม.ย. 2569 09:41 น.

“เบโกญา โกเมซ” ภรรยานายกฯ สเปน ถูกตั้งข้อหาคอร์รัปชันหลังสอบสวน 2 ปี ในคดีสั่นสะเทือนรัฐบาล

“เบโกญา โกเมซ” ภรรยาของนายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ แห่งสเปน ถูกตั้งข้อหาคอร์รัปชันหลังสอบสวนนาน 2 ปี เจ้าตัวยืนยันบริสุทธิ์ ด้านผู้นำสเปนชี้เป็นเกมการเมืองฝ่ายขวาโจมตี

วันที่ 14 เมษายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นางเบโกญา โกเมซ ภรรยาของนายเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ถูกตั้งข้อหาคอร์รัปชัน ตามคำตัดสินของศาลหลังกระบวนการทางอาญาที่มีการสอบสวนนานกว่า 2 ปี  โดยนางโกเมซถูกกล่าวหาว่า ใช้ความสัมพันธ์ในฐานะภรรยานายกรัฐมนตรี เพื่อเอื้อประโยชน์ต่ออาชีพส่วนตัว โดยเฉพาะการได้ตำแหน่งในมหาวิทยาลัยกอมปลูเตนเซ กรุงมาดริด รวมถึงการใช้ทรัพยากรของรัฐเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

คำสั่งศาลระบุว่า เธอถูกตั้งข้อหาหลายกระทง ได้แก่ ยักยอกทรัพย์ ใช้อิทธิพลแทรกแซง เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจ และใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ โดยขั้นตอนต่อไปขึ้นอยู่กับศาลว่าจะพิจารณาส่งฟ้องขึ้นสู่การพิจารณาคดีหรือไม่

ทางด้านนางโกเมซปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ขณะที่นายกรัฐมนตรีซานเชซ ยืนยันว่า เป็นความพยายามของฝ่ายขวาในการบ่อนทำลายรัฐบาลผสมของเขา ซึ่งก่อนหน้านี้ เขาเคยประกาศหยุดปฏิบัติหน้าที่ 5 วัน เพื่อทบทวนการดำรงตำแหน่ง ท่ามกลางการใส่ร้ายป้ายสี และยุทธศาสตร์คุกคามจากฝ่ายขวาและขวาจัดที่พุ่งเป้าโจมตีภรรยาของเขา

โดยการสอบสวนเริ่มขึ้นในเดือนเมษายน 2567 โดยผู้พิพากษาฮวน การ์ลอส เปอินาโด เพื่อตรวจสอบว่าโกเมซใช้สถานะภรรยานายกรัฐมนตรีแสวงหาผลประโยชน์หรือไม่ โดยเฉพาะกรณีเข้าดำรงตำแหน่งและบริหารหลักสูตรปริญญาโทด้านธุรกิจ ทั้งที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพียงพอ ในขณะที่คดีนี้เริ่มจากคำร้องของกลุ่มต่อต้านคอร์รัปชัน “มานอส ลิมเปียส” ของนายมิเกล เบร์นาด ที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มขวาจัด และเคยยื่นฟ้องคดีนักการเมืองหลายครั้งในอดีตแต่ไม่ประสบความสำเร็จ

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาปัญหาทางกฎหมายยังลุกลามไปถึงครอบครัวและทีมงานใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีซานเชซ โดยนายเดวิด ซานเชซ น้องชายของนายกรัฐมนตรี ถูกตั้งข้อหาในคดีใช้อิทธิพลแทรกแซงการจ้างงานของรัฐบาลท้องถิ่น นอกจากนี้นายโฆเซ หลุยส์ อาบาลอสส อดีตรัฐมนตรีคมนาคมของรัฐบาล ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในข้อหารับผลประโยชน์จากการจัดซื้ออุปกรณ์ป้องกันโควิด-19.

ที่มา BBC

“เจดี แวนซ์” ซัดปิดฮอร์มุซคือการก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ ชี้เการตัดสินใจอยู่ในมืออิหร่านแล้ว

"เจดี แวนซ์" ซัดปิดฮอร์มุซคือการก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ ชี้เการตัดสินใจอยู่ในมืออิหร่านแล้ว

14 เม.ย. 2569 09:19 น.

“เจดี แวนซ์” ซัดปิดฮอร์มุซคือการก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ ชี้เการตัดสินใจอยู่ในมืออิหร่านแล้ว

รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจดี แวนซ์ ประณามการปิดกั้นการสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน เท่ากับเป็นการก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ ชี้การตัดสินใจจบเกมหลังเจรจาขึ้นอยู่กับอิหร่าน

นายเจดี แวนซ์ระบุว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก และเท่ากับเป็นการก่อการร้ายทางเศรษฐกิจพร้อมเตือนว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พร้อมตอบโต้ หากอิหร่านยังเดินหน้าใช้มาตรการนี้ โดยหากอิหร่านเล่นเกมนี้ สหรัฐฯ ก็สามารถเล่นได้เช่นกัน และสหรัฐฯจะไม่ปล่อยให้เรือของอิหร่านออกมาได้

ขณะเดียวกัน เขาย้ำว่า ขณะนี้ “ลูกบอลอยู่ในมือของฝั่งของอิหร่าน” ซึ่งหมายถึงอิหร่านสามารถตัดสินใจจบเกมได้  หลังการเจรจาระหว่างสองฝ่ายในช่วงสุดสัปดาห์ที่ปากีสถาน ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมากกว่า 5 สัปดาห์ได้

แวนซ์เปิดเผยว่า สหรัฐฯ ได้กำหนด “เส้นแดง” ชัดเจน และไม่ยืดหยุ่นใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่

  • การให้สหรัฐฯ ควบคุมยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่าน
  • และการมีระบบตรวจสอบ เพื่อยืนยันว่าอิหร่านจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

พร้อมระบุว่า การที่อิหร่านเพียงแค่ประกาศว่าจะไม่สร้างอาวุธนิวเคลียร์ ยังไม่เพียงพอ หากไม่มีมาตรการตรวจสอบที่เชื่อถือได้

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยังแสดงความคาดหวังว่า ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ อิหร่านจะต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ.

ที่มา : BBC

“คิม จองอึน” คุมการทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือรบ ย้ำเร่งเสริมนิวเคลียร์

"คิม จองอึน" คุมการทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือรบ ย้ำเร่งเสริมนิวเคลียร์

14 เม.ย. 2569 08:53 น.

“คิม จองอึน” คุมการทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือรบ ย้ำเร่งเสริมนิวเคลียร์

“คิม จองอึน” ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ลงพื้นที่ดูทดสอบยิงขีปนาวุธนำวิถีต่อต้านเรือ จากเรือพิฆาต “ชเว ฮยอน” ย้ำเป้าหมายหลักเสริมศักยภาพยับยั้งนิวเคลียร์ เดินหน้าพัฒนาอาวุธต่อเนื่อง

วันที่ 14 เมษายน 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ เคซีเอ็นเอ รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เดินทางลงพื้นที่สังเกตการณ์การทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือรบอีกครั้ง พร้อมย้ำว่าภารกิจสำคัญสูงสุดของประเทศคือการเสริมศักยภาพการยับยั้งสงครามนิวเคลียร์

รายงานข่าวระบุว่า เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธนำวิถีเชิงยุทธศาสตร์ 2 ลูก และขีปนาวุธต่อต้านเรือ 3 ลูก จากเรือพิฆาต “ชเว ฮยอน” (Choe Hyon) เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ภายใต้การทดสอบประสิทธิภาพการปฏิบัติการ โดยขีปนาวุธนำวิถีใช้เวลาร่อนราว 7,869-7,920 วินาที ส่วนขีปนาวุธต่อต้านเรือใช้เวลา 1,960-1,973 วินาที ก่อนพุ่งเป้าหมายในทะเลเหลืองได้อย่างแม่นยำสูง

คิม จองอึน ระบุว่า การทดสอบครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบระบบควบคุมการยิงแบบบูรณาการของเรือรบ รวมถึงประสิทธิภาพของระบบนำวิถีต้านการรบกวนสัญญาณที่ได้รับการพัฒนาใหม่  โดยศักยภาพการปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ของกองทัพได้รับการยกระดับเชิงคุณภาพ และเรียกร้องให้ “เสริมสร้างขีดความสามารถยับยั้งสงครามนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่องและไม่จำกัด”

โดยคำว่า “เชิงยุทธศาสตร์” ที่ทางการเปียงยางใช้ มักสื่อถึงอาวุธที่อาจมีขีดความสามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้ภาพจากสื่อทางการเผยให้เห็นคิมยืนสังเกตการณ์จากท่าเรือ พร้อมเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูง ในสถานที่ที่ไม่เปิดเผย ซึ่งก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคม เกาหลีเหนือได้ทดสอบขีปนาวุธลักษณะเดียวกันจากเรือรบขนาด 5,000 ตันลำนี้มาแล้ว 2 ครั้ง ก่อนเข้าประจำการอย่างเป็นทางการ

รายงานข่าวระบุว่า เรือพิฆาต “ชเว ฮยอน” ถูกเปิดตัวครั้งแรกในเดือนเมษายน 2568 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนากำลังทางเรือของเกาหลีเหนือ โดยหลังจากนั้นยังมีการเปิดตัวเรือพิฆาตขนาดใกล้เคียงกันอีกลำชื่อ “คัง กอน” (Kang Kon) ในเดือนมิถุนายน 2568 ขณะที่ คิม จองอึน ยังสั่งการให้เดินหน้าสร้างเรือพิฆาตลำที่ 3 ในระดับเดียวกันให้แล้วเสร็จภายในวันครบรอบก่อตั้งพรรคแรงงานเกาหลีในวันที่ 10 ตุลาคมปีนี้ สะท้อนการเร่งเสริมกำลังทางทหารอย่างต่อเนื่องของเกาหลีเหนือ.

ที่มา Yonhap