แม่ญี่ปุ่นฟ้องรัฐ 100 ล้านเยน ลูกสาววัย 16 ถูกขัง-บังคับสารภาพ ทั้งที่ไม่ทำผิด จนป่วย-เสียชีวิต

แม่ญี่ปุ่นฟ้องรัฐ 100 ล้านเยน ลูกสาววัย 16 ถูกขัง-บังคับสารภาพ ทั้งที่ไม่ทำผิด จนป่วย-เสียชีวิต

18 มิ.ย. 2569 16:46 น.

แม่ญี่ปุ่นฟ้องรัฐ 100 ล้านเยน ลูกสาววัย 16 ถูกขัง-บังคับสารภาพ ทั้งที่ไม่ทำผิด จนป่วย-เสียชีวิต

แม่ชาวญี่ปุ่นยื่นฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลและจังหวัดเฮียวโงะ กว่า 100 ล้านเยน หลังลูกสาววัย 16 ปี ที่ทำงานดูแลผู้พิการ ถูกตำรวจจับกุมอย่างไม่เป็นธรรมทั้งที่ไม่ได้กระทำความผิด และใช้จิตวิทยาข่มขู่ให้รับสารภาพในห้องขังนาน 18 วัน จนเกิดภาวะตรอมใจรุนแรง หลังปล่อยตัวร่างกายไม่ยอมดูดซึมอาหารจนน้ำหนักลดฮวบ ก่อนเสียชีวิตในที่สุด จุดกระแสวิจารณ์ “ระบบยุติธรรมแบบตัวประกัน” ของญี่ปุ่น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานคดีที่กำลังเป็นกระแสพากันวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในประเทศญี่ปุ่น เมื่อแม่ของหญิงสาวนามสมมุติ “รูนะ” (Runa) วัย 16 ปี ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแขวงโกเบทางตะวันตกของญี่ปุ่น เพื่อเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลญี่ปุ่นและรัฐบาลท้องถิ่นจังหวัดเฮียวโงะเป็นจำนวนเงิน 100 ล้านเยน (ราว 22 ล้านบาท) จากกรณีที่ลูกสาวของเธอต้องเสียชีวิตลงอย่างทรมาน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเหยื่อที่น่าสลดใจที่สุดจากระบบที่เรียกว่า “Hostage Justice” หรือ “ระบบยุติธรรมแบบตัวประกัน”

ชนวนเหตุเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายนปี 2025 รุนะซึ่งเป็นเด็กสาวที่รักและทุ่มเททำงานในสถานดูแลผู้พิการทางสติปัญญาขั้นรุนแรงที่ครอบครัวบริหารอยู่ ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมในข้อหา “ทำร้ายร่างกาย” หลังจากมีผู้ร้องเรียนว่า ในช่วงงานปาร์ตี้วันวาเลนไทน์ รุนะได้เข้าไปห้ามผู้รับการดูแลรายหนึ่งที่กำลังจะอ้าปากกัดผู้ป่วยอีกคน โดยเธอใช้วิธีแตะมือเข้าที่คางของผู้ป่วยเพื่อดันออกอย่างเบามือเพื่อความปลอดภัย แต่กลับถูกตีความว่าเป็นการทารุณกรรม

รุนะยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองมาโดยตลอด แต่ในระบบยุติธรรมของญี่ปุ่น ผู้ต้องหาที่ปฏิเสธข้อกล่าวหามักจะถูกควบคุมตัวไว้ในเรือนจำก่อนการพิจารณาคดีเป็นเวลานานอย่างโหดร้าย และถูกตัดขาดจากการติดต่อกับครอบครัว โดยเจ้าหน้าที่จะใช้การคุมขังนี้เป็นเครื่องมือบีบบังคับให้ยอมรับสารภาพเพื่อแลกกับการปล่อยตัว ซึ่งกรณีของรุนะ เธอถูกกักขังยาวนานถึง 18 วัน

ทนายความฝ่ายโจทก์ได้เปิดเผยบันทึกไดอารี่ของรุนะที่เขียนไว้ขณะถูกคุมขัง ซึ่งมีรอยคราบน้ำตาเปื้อนอยู่ทั่วหน้ากระดาษ บันทึกระบุว่าเธอถูกพนักงานสอบสวนกดดันและใช้คำพูดข่มขู่สารพัด เช่น “แกทำใช่ไหม? พูดความจริงมาเถอะ”, “ถ้าสารภาพตอนนี้เรื่องจะง่ายขึ้นเยอะ” รวมถึงขู่ว่าจะส่งตัวเธอเข้าสถานพินิจ และจะไม่ได้เจอหน้าแม่อีกหากไม่ยอมรับสารภาพ รุนะเขียนระบายในบันทึกว่า “ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ทำไมต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ คืนอิสรภาพให้ฉันเถอะ ฉันจะไม่ยอมแพ้”

ความกดดันทางจิตใจจากการสูญเสียอิสรภาพส่งผลให้รุนะเกิดอาการ “ภาวะจิตใจแปรปรวนจากการถูกคุมขัง” ร่างกายปฏิเสธและต่อต้านอาหารจนกระทั่งในวันที่ 17 ของการถูกขัง รุนะได้เกิดอาการอาเจียนและล้มฟุบหมดสติลง เจ้าหน้าที่จึงนำตัวส่งโรงพยาบาลภายนอก ซึ่งแพทย์วินิจฉัยว่าเธอมีภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง แต่ตำรวจกลับพากลับมาขังต่อทันที ก่อนที่วันถัดมาอัยการจะตัดสินใจปล่อยตัวเธอเนื่องจากสั่งไม่ฟ้องคดี

คุณแม่ของรุนะเปิดเผยในงานแถลงข่าวทั้งน้ำตาว่า “ภาพวันที่ลูกเดินออกมาฉันไม่มีวันลืม เธอไม่ใช่ลูกสาวคนเดิมที่ฉันรู้จัก ร่างกายเธอผอมโซจนสวมกอดเข้าไปมีแต่กระดูกโผล่ออกมา” หลังได้รับการปล่อยตัว แม้รุนะจะพยายามรับประทานอาหารตามที่แพทย์สั่ง แต่สภาพจิตใจที่แตกสลายทำให้เธอถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรค PTSD (สภาวะป่วยทางจิตใจหลังเผชิญเหตุการณ์รุนแรง) และโรคระบอบการกินผิดปกติ (Eating Disorder) ร่างกายไม่สามารถดูดซึมสารอาหารได้ จนกระทั่งในเดือนธันวาคม รุนะได้เสียชีวิตลงจากภาวะทุพโภชนาการขั้นวิกฤต หรือสภาวะผอมโซจนเหลือแต่กระดูก (Emaciation) โดยขณะเสียชีวิตเธอมีน้ำหนักตัวเพียง 20 กิโลกรัมเท่านั้น

ที่น่าเจ็บปวดไปกว่านั้นคือ ทางทนายความระบุว่าในการสืบสวนอันหละหลวมของตำรวจ มีคนอยู่ในงานอีเวนต์วันนั้นถึง 35 คน แต่ตำรวจกลับเลือกสอบปากคำพยานเพียงคนเดียว ซึ่งเป็นผู้แจ้งเรื่องร้องเรียน และหลังจากที่รุนะเสียชีวิตลง พยานปากดังกล่าวได้เข้ามาขอโทษครอบครัวในเดือนมีนาคม 2026 พร้อมสารภาพว่า “พูดใส่ร้ายเกินจริงไปมาก”

คดีนี้กลายเป็นกระแสเรียกร้องให้ปฏิรูประบบกฎหมายญี่ปุ่นครั้งใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมาองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศต่างพากันประณามระบบ “Hostage Justice” ของญี่ปุ่นมาโดยตลอด เช่นเดียวกับคดีประวัติศาสตร์ของนาย “อิวาโอะ ฮากามาดะ” อดีตนักโทษประหารที่ถูกคุมขังยาวนานที่สุดในโลก ซึ่งศาลเพิ่งยกฟ้องไปเมื่อปี 2024 หลังจากพบว่าคำสารภาพในอดีตเกิดจากการถูกเจ้าหน้าที่สอบสวนอย่างทารุณและไร้มนุษยธรรมเช่นเดียวกัน ซึ่งในคดีของรุนะ ทางสำนักงานอัยการเขตโกเบยังคงปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น โดยอ้างว่ายังไม่ได้รับเอกสารคำฟ้องอย่างเป็นทางการ.

ที่มา Yahoo! JAPAN / AFP

ไข้หวัดนกคร่าชีวิต “ลูกแมวน้ำช้าง” บนเกาะใกล้ขั้วโลกใต้ออสเตรเลียกว่า 13,000 ตัว

ไข้หวัดนกคร่าชีวิต "ลูกแมวน้ำช้าง" บนเกาะใกล้ขั้วโลกใต้ออสเตรเลียกว่า 13,000 ตัว

18 มิ.ย. 2569 15:47 น.

ไข้หวัดนกคร่าชีวิต “ลูกแมวน้ำช้าง” บนเกาะใกล้ขั้วโลกใต้ออสเตรเลียกว่า 13,000 ตัว

นักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลียเผยผลวิจัย พบเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์อันตราย H5N1 ระบาดหนักในหมู่เกาะเฮิร์ดและแมคโดนัลด์ ในเขตกึ่งแอนตาร์กติกของออสเตรเลีย คร่าชีวิตลูกแมวน้ำช้าง (Southern Elephant Seal) ไปมากกว่า 13,000 ตัว หรือคิดเป็นกว่า 75% ของประชากรลูกแมวน้ำทั้งหมด

คณะนักวิทยาศาสตร์จากโครงการแอนตาร์กติกของออสเตรเลีย (Australian Antarctic Program) เปิดเผยผลการวิจัยล่าสุดชี้ว่า เชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ที่มีความรุนแรงได้แพร่ระบาดเข้าสู่หมู่เกาะเฮิร์ดและแมคโดนัลด์ (Heard and McDonald Islands) ซึ่งเป็นดินแดนโพ้นทะเลอันห่างไกลและไร้ผู้คนอยู่อาศัยของออสเตรเลีย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ห่างจากแผ่นดินใหญ่ราว 4,000 กิโลเมตร ส่งผลให้ลูกแมวน้ำช้างใต้ต้องล้มตายลงเป็นจำนวนมหาศาล

รายงานระบุว่า ทีมวิจัยเริ่มพบความผิดปกติเมื่อเดินทางไปสำรวจเกาะภูเขาไฟแห่งนี้ในเดือนตุลาคม 2025 และพบซากลูกแมวน้ำนอนตายเกลื่อนชายหาดหิน จากนั้นจึงได้ทำการสำรวจภาคพื้นดินและใช้โดรนบินเก็บข้อมูลต่อจนถึงเดือนมกราคม 2026 ผลการประเมินคาดว่ามีลูกแมวน้ำช้างล้มตายสูงถึง 13,359 ตัว จากประชากรลูกแมวน้ำทั้งหมด 17,364 ตัว หรือคิดเป็นอัตราการตายที่สูงกว่า 75% ยิ่งไปกว่านั้น ในบางพื้นที่หรือบางกลุ่มประชากร มีอัตราการตายสูงถึง 97% โดยนักวิจัยเตือนว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้เนื่องจากในตอนที่สิ้นสุดการสำรวจยังมีลูกแมวน้ำทยอยตายลงเรื่อย ๆ

ดร. จูลี แมคอินเนส นักชีววิทยาสัตว์ป่าและหัวหน้าทีมวิจัย เปิดเผยว่า นี่เป็นครั้งแรกที่มีการตรวจพบเชื้อไข้หวัดนกตระกูล H5 ในดินแดนโพ้นทะเลของออสเตรเลีย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไวรัสกำลังแพร่กระจายตัวขยายวงกว้างมาทางทิศตะวันออกของมหาสมุทรใต้ โดยผลการตรวจสารคัดหลั่งจากสัตว์ป่า 9 สายพันธุ์บนเกาะ พบว่ามีสัตว์ถึง 6 สายพันธุ์ที่มีผลตรวจเชื้อเป็นบวก ได้แก่ แมวน้ำช้างใต้, แมวน้ำขนแอนตาร์กติก, นกเพนกวินราชา (King Penguin), นกเพนกวินเจนทู (Gentoo Penguin) และนกเพนกวินดำน้ำเซาท์จอร์เจีย (South Georgia diving petrel)

ข้อมูลระบุว่า นอกจากแมวน้ำช้างที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดแล้ว ยังพบว่ามีนกเพนกวินราชาตัวเต็มวัยล้มตายหลายร้อยตัว ซึ่งแม้จะคิดเป็นสัดส่วนที่ต่ำเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมด แต่ก็เป็นตัวเลขที่สูงกว่าเกณฑ์ปกติอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบการล้มตายที่ผิดปกติในกลุ่มนกอัลบาทรอสและสัตว์ท้องถิ่นอีก 2 สายพันธุ์

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เชื้อไวรัสดังกล่าวถูกแพร่กระจายมายังหมู่เกาะแห่งนี้ตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2025 โดยกลุ่มนกอพยพที่บินมาจากหมู่เกาะโครเซต์ของฝรั่งเศส ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 1,500-1,800 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

ด้านนายเมอร์รีย์ วัตต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมของออสเตรเลีย กล่าวว่า ตัวเลขการตายของแมวน้ำช้างในครั้งนี้เป็นเรื่องที่ “น่าสลดและเตือนสติได้อย่างดี” ปัจจุบันออสเตรเลียเป็นทวีปเดียวในโลกที่ยังไม่มีรายงานการพบผู้ติดเชื้อหรือสัตว์ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 บนแผ่นดินใหญ่ แต่วิกฤตที่เกิดขึ้นบนเกาะโพ้นทะเลนี้แสดงให้เห็นว่า ออสเตรเลียจะนิ่งนอนใจไม่ได้เด็ดขาด และต้องเร่งวางแผนรับมือกับโอกาสที่เชื้อจะแพร่กระจายเข้าสู่แผ่นดินใหญ่ในอนาคต

ทั้งนี้ หมู่เกาะเฮิร์ดและแมคโดนัลด์ ซึ่งเป็นพื้นที่ธรรมชาติที่ดุร้ายและท้าทาย เพิ่งตกเป็นข่าวดังไปทั่วโลกเมื่อช่วงเดือนเมษายน 2025 ที่ผ่านมา หลังจากถูกระบุชื่อไว้ในบัญชีรายชื่อดินแดนระหว่างประเทศที่จะถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากรอย่างไม่คาดคิด โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ก่อนที่ในปัจจุบันจะกลับมาเป็นจุดสนใจของโลกอีกครั้งจากวิกฤตการณ์ทางสิ่งแวดล้อมในครั้งนี้ ซึ่งทางโครงการแอนตาร์กติกของออสเตรเลียยืนยันว่าจะยังคงเฝ้าระวังและติดตามสัญญาณของโรคอย่างใกล้ชิดต่อไป.

ที่มา BBC / AFP

ยูเครนส่งโดรนกว่า 500 ลำถล่มกรุงมอสโก เกิดไฟไหม้–อพยพผู้โดยสารสนามบิน

ยูเครนส่งโดรนกว่า 500 ลำถล่มกรุงมอสโก เกิดไฟไหม้–อพยพผู้โดยสารสนามบิน

18 มิ.ย. 2569 15:10 น.

ยูเครนส่งโดรนกว่า 500 ลำถล่มกรุงมอสโก เกิดไฟไหม้–อพยพผู้โดยสารสนามบิน

ยูเครนเปิดฉากโจมตีด้วยโดรนครั้งใหญ่ต่อกรุงมอสโกของรัสเซีย ส่งผลให้เกิดเหตุเพลิงไหม้หลายจุด รวมถึงบริเวณโรงกลั่นน้ำมัน และทำให้สนามบินที่มีผู้โดยสารหนาแน่นที่สุดของรัสเซียต้องอพยพประชาชน ขณะที่รัสเซียระบุสามารถสกัดโดรนได้กว่า 500 ลำ

กองทัพยูเครนได้เปิดฉากโจมตีด้วยอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีพุ่งเป้าถล่มกรุงมอสโก เมืองหลวงของรัสเซีย ในวันนี้ (18 มิ.ย.) ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรงในหลายจุด และโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมต้องหยุดชะงักอย่างหนัก ก่อนหน้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงที่ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน มีกำหนดการเปิดฉากการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่เมืองคาซาน

นายเซอร์เก โซบยานิน ผู้ว่าราชการกรุงมอสโก เปิดเผยผ่านแอปพลิเคชันเทเลแกรม ว่า กองกำลังป้องกันภัยทางอากาศสามารถยิงสกัดโดรนที่มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงได้ถึง 180 ลำ ขณะที่กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่าสามารถสกัดโดรนของยูเครนทั่วประเทศได้รวมกันมากกว่า 500 ลำตลอดทั้งคืน อย่างไรก็ตาม มีโดรนบางส่วนหลุดรอดไปโจมตี “โรงกลั่นน้ำมันมอสโก”  จนเกิดเพลิงไหม้ และเจ้าหน้าที่ต้องสั่งปิดถนนโดยรอบทันที นอกจากนี้ยังเกิดเหตุโดรนตกใส่พาร์ตเมนต์ในย่านซูคอฟสกี และเศษซากโดรนตกใส่อาคารพาณิชย์จนไฟลุกท่วมบริเวณชานเมือง

การโจมตีครั้งนี้ ส่งผลให้ท่าอากาศยานเชเรเมเตียโว ซึ่งเป็นสนามบินที่หนาแน่นที่สุดของกรุงมอสโก ต้องประกาศอพยพผู้โดยสารไปยังพื้นที่ปลอดภัยอย่างเร่งด่วน และต้องจำกัดเที่ยวบินเข้าออกทั้งหมดชั่วคราว นับเป็นการโจมตีเมืองหลวงของรัสเซียครั้งรุนแรงที่สุดในรอบอย่างน้อย 2 ปี

การโจมตีอันดุเดือดเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประธานาธิบดีปูติน กำลังเตรียมการต้อนรับกลุ่มผู้นำจากสมาคมประชาชาติต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ที่เมืองคาซาน ซึ่งอยู่ห่างจากมอสโกไปทางตะวันออกราว 700 กิโลเมตร โดยมีผู้นำระดับนายกรัฐมนตรีจากไทย เวียดนาม กัมพูชา ลาว มาเลเซีย และสิงคโปร์ รวมถึงประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ จากฟิลิปปินส์ เดินทางเข้าร่วมประชุม

แม้ว่าเศรษฐกิจของรัสเซียจะกำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อสูง การขาดแคลนแรงงาน และต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี แต่ปูตินยังคงปฏิเสธข้อเสนอในการเจรจาแบบเผชิญหน้ากับประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน โดยยืนยันคำเดิมว่ารัสเซียจะใช้กำลังทหารยึดครองภูมิภาคดอนบาสทางตะวันออกของยูเครนให้สำเร็จ ท่ามกลางแรงกดดันจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่เพิ่งกล่าวในที่ประชุม G7 ณ ฝรั่งเศส ว่า รัสเซียควร “ยอมทำข้อตกลง” เพื่อยุติสงครามได้แล้ว

ในวันเดียวกัน ทางการรัสเซียได้ออกมากล่าวหาเพิ่มเติมว่า ยูเครนได้เจตนาส่งโดรนโจมตีรถบัสคันหนึ่งในภูมิภาคบรีอันสค์ ซึ่งมีพรมแดนติดกับยูเครน โดยรถบัสคันดังกล่าวบรรทุกทีมนักฟุตบอลเด็กชาวเบลารุสจำนวน 28 คน จากผู้โดยสารทั้งหมด 44 คน ที่กำลังเดินทางไปพักผ่อนทางตอนใต้ของรัสเซีย

รายงานจากกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็น “อาชญากรรมที่โหดเหี้ยม” ส่งผลให้หญิงผู้ดูแลเด็กเสียชีวิต 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 8 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 6 ราย ขณะที่นายอเล็กซานเดอร์ โลคาเชนโก ประธานาธิบดีเบลารุส ได้สั่งการให้ส่งเครื่องบินด่วนไปรับตัวผู้บาดเจ็บชาวเบลารุสกลับประเทศทันที และยื่นคำขาดเรียกร้องคำชี้แจงจากยูเครน

อย่างไรก็ตาม กองทัพยูเครนได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง โดยระบุว่าเป็น “ข่าวปลอม” และยืนยันว่ากองกำลังป้องกันตนเองของยูเครนไม่ได้มีการใช้โดรนโจมตีเป้าหมายพลเรือนในพื้นที่ดังกล่าวแต่อย่างใด เนื่องจากที่ผ่านมา ยูเครนจะมุ่งเป้าโจมตีเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและพลังงานของรัสเซียเพื่อตัดกำลังท่อน้ำเลี้ยงสงครามเท่านั้น สงครามครั้งนี้ถือเป็นสมรภูมิที่นองเลือดที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วหลายแสนราย.

ที่มา AFP / Reuters

ฮ่องกงยกระดับเตือนภัยฝนสูงสุด ปิดโรงเรียน เตือนน้ำท่วมหนักจากฝนมรสุม

ฮ่องกงยกระดับเตือนภัยฝนสูงสุด ปิดโรงเรียน เตือนน้ำท่วมหนักจากฝนมรสุม

18 มิ.ย. 2569 14:32 น.

ฮ่องกงยกระดับเตือนภัยฝนสูงสุด ปิดโรงเรียน เตือนน้ำท่วมหนักจากฝนมรสุม

ฮ่องกงยกระดับสัญญาณเตือนภัยฝนเป็นระดับสูงสุด หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง โรงเรียนต้องปิดการเรียนการสอน ภาคธุรกิจหยุดให้บริการชั่วคราว โดยเตือนประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังน้ำท่วมรุนแรง

หอสังเกตการณ์ฮ่องกงประกาศ สัญญาณเตือนฝนสีดำ เมื่อช่วงเที่ยงวันที่ 18 มิถุนายน ตามเวลาท้องถิ่น โดยระบุว่าอาจมีฝนตกหนักเกิน 70 มิลลิเมตรต่อชั่วโมงต่อเนื่อง

นี่เป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้ที่ฮ่องกงต้องประกาศเตือนภัยฝนระดับสูงสุด หลังจากครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา

พื้นที่ฮ่องกง รวมถึงหลายพื้นที่ทางตอนใต้ของจีน เผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน จากอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และร่องความกดอากาศต่ำที่ยังปกคลุมพื้นที่

ทางการยังเตือนว่า อาจมีลมกระโชกรุนแรง โดยเขตไท่โอ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฮ่องกง ตรวจพบความเร็วลมประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

การประกาศเตือนภัยครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนเทศกาลแข่งเรือมังกร ซึ่งตรงกับวันศุกร์นี้ และยังเป็นช่วงวันหยุดยาว 3 วันของฮ่องกง ทำให้ทางการกังวลว่าอาจมีประชาชนเดินทางจำนวนมาก

ขณะเดียวกัน เมืองเซินเจิ้นในจีนแผ่นดินใหญ่ ได้ประกาศสัญญาณเตือนฝนสีแดง พร้อมขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่ลุ่มต่ำ จุดน้ำท่วมขัง และพื้นที่อันตราย โดยเตือนความเสี่ยงน้ำป่า ดินถล่ม และภัยพิบัติอื่น ๆ.

ที่มา : channelnewsasia

“เจฟฟ์ เบซอส” มั่นใจ AI ไม่แย่งงานมนุษย์ แต่จะทำให้เกิด “ภาวะขาดแคลนแรงงาน”

"เจฟฟ์ เบซอส" มั่นใจ AI ไม่แย่งงานมนุษย์ แต่จะทำให้เกิด "ภาวะขาดแคลนแรงงาน"

18 มิ.ย. 2569 14:17 น.

“เจฟฟ์ เบซอส” มั่นใจ AI ไม่แย่งงานมนุษย์ แต่จะทำให้เกิด “ภาวะขาดแคลนแรงงาน”

เจฟฟ์ เบซอส มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งแอมะซอน แสดงทัศนะเชิงบวก มั่นใจปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จะไม่เข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่สร้างโอกาสใหม่จนแรงงานมนุษย์ไม่พอใช้ สวนทางกับสถิติเลิกจ้างทั่วโลกที่พุ่งสูงเพราะ AI พร้อมเผยวิสัยทัศน์ดันโปรเจกต์ยลู ออริจิน พามนุษย์ไปตั้งรกรากถาวรบนดวงจันทร์ เพื่อย้ายอุตสาหกรรมก่อมลพิษออกจากโลก

นายเจฟฟ์ เบซอส มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งแอมะซอน และบุคคลที่รวยที่สุดอันดับ 4 ของโลก ได้ขึ้นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ในงานนิทรรศการเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป “VivaTech” ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยเขาได้แสดงมุมมองเชิงบวกอย่างมากต่ออนาคตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมปฏิเสธความกังวลของสังคมที่กลัวว่าเทคโนโลยีนี้จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์ครั้งใหญ่

เบซอสระบุว่า AI จะไม่ทำให้คนตกงาน แต่ในทางกลับกัน มันจะเข้ามาช่วยทลายขีดจำกัดและอุปสรรคต่าง ๆ ของมนุษย์ จนนำไปสู่ความต้องการแรงงานที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล “ผมรู้ว่ามีความกังวลมากมายจากผู้คน รวมถึงคนฉลาด ๆ หลายคน ว่า AI จะมาแทนที่มนุษย์และทำให้เรากลายเป็นสิ่งล้าหลัง แต่ผมไม่เห็นด้วยกับมุมมองนี้เลยสิ้นเชิง ผมคิดว่าในความเป็นจริงแล้ว AI กำลังจะทำให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานต่างหาก”

คำกล่าวของเบซอสจัดว่าสวนกระแสกับความเป็นจริงในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากมีรายงานจาก Challenger, Gray & Christmas ระบุว่า เฉพาะในเดือนพฤษภาคม สหรัฐฯ มีการประกาศเลิกจ้างงานสูงถึง 97,006 ตำแหน่ง ซึ่งในจำนวนนี้มีสาเหตุเกี่ยวเนื่องมาจาก AI สูงถึง 40% นอกจากนี้ แม้แต่บริษัทแอมะซอนของเบซอสเอง ก็เพิ่งปรับลดพนักงานประจำสำนักงานไปกว่า 30,000 ตำแหน่งตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว โดยแอนดี แจสซี ซีอีโอคนปัจจุบันของแอมะซอน ก็เคยยอมรับว่าระบบอัตโนมัติและ AI คือสาเหตุที่ทำให้ต้องลดคน

ความเห็นของเบซอสยังขัดแย้งกับบุคคลสำคัญทางการเมืองและเทคโนโลยีรายอื่น ๆ เช่น นายริชี ซูนัค อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาของไมโครซอฟท์ และบริษัท AI ชั้นนำอย่าง Anthropic ที่เพิ่งออกมาเตือนว่า AI กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโอกาสทางอาชีพของคนรุ่นใหม่ เช่นเดียวกับสมาพันธ์แรงงานสหราชอาณาจักร (TUC) ที่เตือนว่า AI อาจซ้ำรอยภัยพิบัติยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ทำให้ผู้ถือหุ้นรวยขึ้น แต่คนงานถูกลดคุณค่าหรือถูกแย่งงาน

ในการปรากฏตัวครั้งนี้ เบซอสยังได้พูดถึง “Prometheus” สตาร์ตอัป AI ตัวใหม่ของเขาที่มุ่งเน้นการเร่งกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมจริง รวมถึงอัปเดตความคืบหน้าของ “บลู ออริจิน” บริษัทเทคโนโลยีอวกาศคู่แข่งของสเปซเอ็กซ์ โดยเขาได้ฉายภาพในการพาโลกกลับคืนสู่สภาพบริสุทธิ์เหมือนยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม ด้วยการย้ายอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษทั้งหมดออกไปอยู่นอกโลก

เบซอสเน้นย้ำว่า ดวงจันทร์คือจุดเริ่มต้นที่เป็นธรรมชาติที่สุดของมนุษยชาติในการขยายถิ่นฐาน โดยเขากล่าวว่า “เรากำลังจะไปดวงจันทร์เพื่อตั้งรกรากถาวร ไม่ใช่แค่ไปเที่ยว” และหวังจะใช้เทคโนโลยีอย่างการแยกน้ำด้วยไฟฟ้า เพื่อเปลี่ยนทรัพยากรบนดวงจันทร์ให้เป็นเชื้อเพลิงจรวด

ด้านเดฟ ลิมป์ ซีอีโอของบลู ออริจิน ซึ่งขึ้นเวทีร่วมกัน ได้เปิดเผยว่า บริษัทกำลังเร่งซ่อมแซมฐานปล่อยจรวด “นิว เกลนน์” (New Glenn) ในรัฐฟลอริดา หลังเกิดเหตุระเบิดอย่างรุนแรงระหว่างการทดสอบภาคพื้นดินเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าโครงสร้างพื้นฐานสำคัญไม่ได้รับความเสียหาย และคาดว่าจะกลับมาเริ่มปล่อยจรวดได้อีกครั้งก่อนสิ้นปีนี้ ซึ่งเป็นการแข่งขันโดยตรงกับ อีลอน มัสก์ ที่เพิ่งนำบริษัทสเปซเอ็กซ์เข้าสู่ตลาดหุ้นและมีแผนสร้างเมืองบนดาวอังคารเช่นกัน

นอกเหนือจากไฮไลต์ของเจฟฟ์ เบซอสแล้ว ภายในงาน VivaTech ปีนี้ยังแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ชัดเจนว่า AI ได้ก้าวข้ามจากการเป็นเพียงแชตบอตในจอคอมพิวเตอร์ เข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงผ่าน “หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์”

โดยไฮไลต์เด่นที่ดึงดูดความสนใจของผู้เข้าชมงาน คือหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จากบริษัท Unitree ที่จับมือกับ HABS บริษัทเทคโนโลยีประสาท-AI ของฝรั่งเศส นำเสนอเทคโนโลยีที่ช่วยให้มนุษย์สามารถออกคำสั่งควบคุมหุ่นยนต์ให้เคลื่อนไหวได้ผ่าน “สัญญาณความคิดในสมอง” โดยตรง โดยไม่ต้องใช้คำพูด เพียงแค่สวมสายรัดศีรษะที่มีระบบตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพอนาคตที่หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จะเข้ามาทำงานร่วมกับมนุษย์ในภาคการแพทย์ การผลิต และการบริการอย่างเต็มตัวในอนาคตอันใกล้.

ที่มา Reuters / BBC

นักท่องเที่ยววัย 18 ปีดับ หลังม้าลากรถตกใจวิ่งเตลิดทำรถพลิกคว่ำในเซ็นทรัลพาร์ก

นักท่องเที่ยววัย 18 ปีดับ หลังม้าลากรถตกใจวิ่งเตลิดทำรถพลิกคว่ำในเซ็นทรัลพาร์ก

18 มิ.ย. 2569 13:04 น.

นักท่องเที่ยววัย 18 ปีดับ หลังม้าลากรถตกใจวิ่งเตลิดทำรถพลิกคว่ำในเซ็นทรัลพาร์ก

เกิดเหตุม้าลากรถนำเที่ยวในสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์ก ในนครนิวยอร์ก เกิดอาการตกใจและวิ่งเตลิดอย่างไร้การควบคุม ก่อนพุ่งชนรถคันอื่นจนพลิกคว่ำ เหวี่ยงนักท่องเที่ยววัย 18 ปีร่วงกระแทกพื้นเสียชีวิต เผยเหตุเกิดจากคนขับทิ้งบังเหียนเดินห่างจากตัวม้าเพื่อถ่ายรูปให้ผู้โดยสาร ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้สั่งแบนธุรกิจรถลากม้าอายุกว่า 150 ปี

เกิดอุบัติเหตุสะเทือนขวัญเมื่อบ่ายวันพุธที่ผ่านมา (17 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณใกล้กับร้านอาหาร ทาเวิร์น ออน เดอะ กรีน (Tavern on the Green) ภายในสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์ก นครนิวยอร์ก ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชายอายุ 18 ปีรายหนึ่ง ซึ่งเดินทางมาท่องเที่ยวกับครอบครัว ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกเหวี่ยงตกจากรถม้า และได้เสียชีวิตในเวลาต่อมาที่ศูนย์การแพทย์ ไวล์ คอร์เนลล์ 

จากการสอบสวนและคลิปวิดีโอที่มีผู้บันทึกไว้ได้ เผยให้เห็นนาทีระทึกขณะที่ม้าลากรถชื่อ “แซมป์สัน”  ซึ่งเพิ่งถูกนำเข้ามาทำงานในสวนสาธารณะแห่งนี้ได้เพียง 6 สัปดาห์ เกิดอาการตกใจด้วยสาเหตุที่ยังไม่แน่ชัด และได้ออกตัววิ่งเตลิดไปตามถนนอย่างรวดเร็ว โดยที่ตัวรถม้าส่ายไปมาจนเหวี่ยงผู้โดยสารร่วงลงสู่พื้นถนน ก่อนที่รถม้าคันดังกล่าวจะพุ่งไปเฉี่ยวชนเข้ากับล้อของรถม้าอีกคันหนึ่ง จนพลิกคว่ำตะแคงข้างอย่างรุนแรง ท่ามกลางความตื่นตระหนกของผู้เห็นเหตุการณ์ที่ระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมากจนผู้โดยสารไม่มีโอกาสได้ตั้งตัวหรือกระโดดหนี

นายอเล็กซานเดอร์ เคมป์ รองประธานบริหารสหภาพแรงงานขนส่ง ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ประกอบการรถม้า เปิดเผยว่า ในช่วงเวลาเกิดเหตุ คนขับไม่ได้อยู่บนรถม้าหรือควบคุมม้าอย่างใกล้ชิด แต่ได้เดินห่างออกไปอย่างน้อยหนึ่งช่วงแขนเพื่อถ่ายภาพให้แก่ครอบครัวผู้โดยสารที่กำลังทยอยขึ้นรถ ซึ่งในกลุ่มนั้นมีเด็กเล็กรวมอยู่ด้วย

นายเคมป์กล่าวว่า “ตามกฎแล้ว คนขับห้ามละทิ้งรถม้าเพื่อไปถ่ายรูปเด็ดขาด ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม”  พร้อมระบุว่าทางสหภาพฯ ขอประณามการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบนี้ และสนับสนุนให้มีการสอบสวนอย่างเต็มที่ ล่าสุด เจ้าของกิจการรถม้าได้สั่งพักงานคนขับรายนี้อย่างไม่มีกำหนด และสั่งปลดเกษียณม้าแซมป์สันจากธุรกิจนี้ทันที

อุบัติเหตุคร่าชีวิตในครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากเกิดเหตุม้าล้มตายในสวนสาธารณะเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า ส่งผลให้องค์กรอนุรักษ์เซ็นทรัลพาร์ก ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่บริหารจัดการสวนสาธารณะแห่งนี้ และได้ประกาศสนับสนุนการแบนรถม้ามาตั้งแต่ปีที่แล้ว ได้ออกมาเรียกร้องให้ยุติธุรกิจที่ล้าหลังนี้อย่างถาวร

ทางองค์กรฯ ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย พร้อมระบุว่า “นี่คือโศกนาฏกรรมที่เราหวาดกลัวมาตลอด ชายหนุ่มคนหนึ่งมาเพื่อพักผ่อนในสวนสาธารณะแต่ต้องมาเสียชีวิต ซึ่งนี่ไม่ใช่ราคาที่สังคมต้องจ่ายให้กับอุตสาหกรรมที่ล้าหลัง  ในพื้นที่สาธารณะที่มีผู้คนหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของอเมริกา” พร้อมทั้งเรียกร้องให้สภานครนิวยอร์กเร่งผ่านกฎหมาย “ไรเดอร์ส ลอว์” (Ryder’s Law) เพื่อสั่งแบนรถม้าลากอย่างเป็นทางการ และจัดหาตำแหน่งงานเปลี่ยนผ่านให้แก่กลุ่มคนขับรถม้า เพื่อไม่ให้ความปลอดภัยของชาวนิวยอร์กและนักท่องเที่ยวต้องตกอยู่ในความเสี่ยงอีกต่อไป.

ที่มา ABC7NY / CNN

“ทิม คุก” เผยแอปเปิลจ่อขึ้นราคาสินค้า เหตุชิปความจำขาดแคลน-กระแส AI บูม

"ทิม คุก" เผยแอปเปิลจ่อขึ้นราคาสินค้า เหตุชิปความจำขาดแคลน-กระแส AI บูม

18 มิ.ย. 2569 12:13 น.

“ทิม คุก” เผยแอปเปิลจ่อขึ้นราคาสินค้า เหตุชิปความจำขาดแคลน-กระแส AI บูม

ทิม คุก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอปเปิล เปิดเผยว่าบริษัทมีแผนปรับขึ้นราคาสินค้า หลังต้นทุนชิปหน่วยความจำและชิปจัดเก็บข้อมูลปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความต้องการของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เร่งแข่งขันแย่งกำลังการผลิตทั่วโลก

นายทิม คุก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอปเปิล ได้เปิดเผยผ่านบทสัมภาษณ์กับสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ว่าแอปเปิลมีแผนที่จะปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อชดเชยต้นทุนชิปความจำและหน่วยความจำสำรองที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคุกระบุว่าสถานการณ์ในปัจจุบันเข้าขั้น “ไม่สามารถแบกรับได้อีกต่อไป”

วิกฤตการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากความต้องการใช้ชิปในศูนย์ข้อมูล เพื่อรองรับระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บริษัทสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกต้องเปิดศึกแย่งชิงชิปความจำที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยเฉพาะชิปประเภท DRAM ซึ่งผู้ผลิตชิปได้หันไปจัดสรรกำลังการผลิตให้แก่ชิปความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) ที่จำเป็นสำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI มากขึ้น ส่งผลให้ราคาของ RAM ซึ่งเป็นส่วนประกอบพื้นฐาน พุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัวนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 เป็นต้นมา

นอกจากนี้ ปัญหายังถูกซ้ำเติมจากไฟสงครามในอิหร่านที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของก๊าซฮีเลียม ซึ่งเป็นก๊าซที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ยิ่งส่งผลให้ต้นทุนชิปคอมพิวเตอร์ทั่วโลกทะยานสูงขึ้นไปอีก

“น่าเสียดายที่การปรับขึ้นราคานั้นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” ทิม คุก กล่าวกับ WSJ “เราพยายามอย่างเต็มที่แล้วที่จะบรรเทาผลกระทบจากราคาที่พุ่งสูงขึ้นซึ่งถูกส่งต่อมายังเรา และเราพยายามที่จะปกป้องลูกค้าของเราจากการขึ้นราคานี้ แต่สถานการณ์ตอนนี้มันเกินกว่าจะรับไหวแล้ว อุปทานชิปมีน้อยลงในเวลาที่ผู้บริโภคต้องการอุปกรณ์ และฝั่งผู้ผลิตชิปก็ผลักภาระต้นทุนมหาศาลมาให้เรา สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราต้องการให้ราคาและปริมาณของชิปความจำกลับคืนสู่ระดับที่เหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์ผู้บริโภค”

อย่างไรก็ตาม ทิม คุก ซึ่งกำลังจะส่งไม้ต่อให้แก่ “จอห์น เทอร์นัส” ที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ในเดือนกันยายนนี้ ยังไม่ได้เปิดเผยกรอบเวลาหรือสัดส่วนราคาที่จะปรับขึ้น รวมถึงยังไม่ได้ระบุว่าผลิตภัณฑ์ใดบ้างที่จะได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรก ซึ่งทำให้ยังไม่แน่ชัดว่าการปรับขึ้นราคาในครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อ iPhone 18 Pro, iPhone 18 Pro Max รวมถึง iPhone หน้าจอพับได้รุ่นแรกของค่ายที่มีกำหนดการเปิดตัวในเดือนกันยายนนี้โดยตรงหรือไม่

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นปี 2026 แอปเปิลได้ทำการปรับขึ้นราคาคอมพิวเตอร์ขนาดพกพาอย่าง Mac Mini ไปแล้วประมาณ 200 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6,500 บาท) ขณะที่ค่ายคู่แข่งอย่างซัมซุงก็ได้เคยออกมาเตือนล่วงหน้าแล้วว่า ปัญหาชิปขาดแคลนจะทำให้ราคาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แพงขึ้น เช่นเดียวกับบริษัท TSMC ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปจากไต้หวัน ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปขั้นสูงให้แก่แอปเปิล, Nvidia และ AMD ที่ไม่ปฏิเสธถึงความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นราคาชิปเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อ

เมื่อถูกถามถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา ทิม คุก ระบุว่าแอปเปิลยินดีที่จะใช้เงินสดสำรองของบริษัทที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในการช่วยสนับสนุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตชิปความจำให้มากขึ้น แต่ปฏิเสธว่าแอปเปิล ไม่มีแผนที่จะนำเงินทุนและความเชี่ยวชาญด้านซิลิคอนของตนเองไปใช้ในการสร้างโรงงานผลิตชิปความจำและหน่วยความจำสำรองเองแต่อย่างใด.

ที่มา BBC / Reuters

“ทรัมป์-ปธน.อิหร่าน” ลงนามดิจิทัลข้อตกลงยุติสงครามตะวันออกกลาง

"ทรัมป์-ปธน.อิหร่าน" ลงนามดิจิทัลข้อตกลงยุติสงครามตะวันออกกลาง

18 มิ.ย. 2569 11:36 น.

“ทรัมป์-ปธน.อิหร่าน” ลงนามดิจิทัลข้อตกลงยุติสงครามตะวันออกกลาง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ผู้นำอิหร่าน ลงนามดิจิทัลในข้อตกลงเพื่อยุติสงครามในตะวันออกกลาง ณ พระราชวังแวร์ซายส์ เพื่อเปิดช่องให้มีการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์อย่างเต็มรูปแบบภายใน 60 วัน เปิดทางให้อิหร่านลดระดับยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ แลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรและความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซทันที

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ได้ร่วมลงนามแบบดิจิทัลในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อยุติสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างเป็นทางการ โดยมีปากีสถานเป็นตัวกลางในการเจรจา ซึ่งข้อตกลงนี้ถือเป็นเอกสารฉบับแรกที่ลงนามโดยประธานาธิบดีของทั้งสองประเทศนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในอิหร่านเมื่อปี 1979

รายงานระบุว่า ทรัมป์ได้จรดปากกาลงนามในช่วงระหว่างการรับประทานอาหารค่ำ ณ พระราชวังแวร์ซายส์ ประเทศฝรั่งเศส หลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดผู้นำ G7 ท่ามกลางเสียงปรบมือแสดงความยินดีจากนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และผู้นำโลกที่เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน จากเดิมที่สหรัฐฯ ระบุว่าพิธีลงนามอย่างเป็นทางการสำหรับข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะจัดขึ้นที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันศุกร์นี้ (19 มิ.ย.)

ด้านเอสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านได้แสดงความสงสัยในเรื่องนี้ โดยกล่าวกับสำนักข่าว IRIB ว่า เนื่องจากประธานาธิบดีทั้งสองได้ลงนามไปแล้ว “จึงจะไม่มีพิธีลงนามใดๆ จัดขึ้นในสวิตเซอร์แลนด์”

ผู้นำยุโรปมีความกังวลเช่นเดียวกับสหรัฐฯ เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่ไม่เคยสนับสนุนการตัดสินใจของสหรัฐฯ ที่จะทำสงครามโดยปราศจากการอนุมัติจากสหประชาชาติ และกังวลว่าอิหร่านจะได้รับอำนาจต่อรองมากขึ้นจากการต้านทานการโจมตีของมหาอำนาจและยืนยันการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ

ผู้นำของฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ ญี่ปุ่น อิตาลี แคนาดา และสหรัฐฯ เรียกร้องในแถลงการณ์ร่วมให้มีการหยุดยิงทันทีในเลบานอน ซึ่งในบันทึกข้อตกลงเรียกร้องให้ยุติการสู้รบระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลลาห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปหลายพันคนและทำให้ผู้คนกว่าล้านคนต้องพลัดถิ่น

ข้อตกลงที่มีกรอบเวลาไม่เกิน 60 วัน ฉบับนี้ มีเป้าหมายเพื่อยุติสงครามที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านจนลุกลามเป็นสงครามภูมิภาค โดยมีเงื่อนไขสำคัญ เช่น อิหร่านจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญของโลกในทันที โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ส่วนสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อมทางเรือต่อท่าเรือต่างๆ ของอิหร่าน และระงับมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจอิหร่านมาอย่างยาวนานทันที

นอกจากนั้น อิหร่านตกลงที่จะลดความเข้มข้นของคลังสำรองยูเรเนียมที่มีคุณสมบัติสูงลง ภายใต้การควบคุมดูแลของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) พร้อมยืนยันว่าจะไม่สร้างอาวุธนิวเคลียร์ และหากทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย สหรัฐฯ จะช่วยประสานงานเพื่อปล่อยเงินทุนฟื้นฟูประเทศหลังสงครามมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.78 ล้านล้านบาท) ซึ่งสนับสนุนโดยกลุ่มประเทศในภูมิภาค รวมถึงยกเลิกการอายัดสินทรัพย์ของอิหร่าน

แม้จะมีการลงนาม แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงใช้ถ้อยคำที่ดุดันในการแถลงข่าว โดยระบุว่า “เราจะทิ้งระเบิดใส่พวกเขาให้ยับหากพวกเขาละเมิดข้อตกลงนี้ ผมไม่ได้อยากทำแบบนั้น ผมอยากให้พวกเขาปฏิบัติตามสัญญา” ยิ่งไปกว่านั้น ทรัมป์ยังยอมถอยจากคำมั่นสัญญาเดิมที่เคยบอกว่าจะทำลายล้างอุตสาหกรรมขีปนาวุธของอิหร่านให้สิ้นซาก โดยกล่าวว่า “ถ้าประเทศอื่นมีขีปนาวุธได้ มันก็ไม่ยุติธรรมถ้าอิหร่านจะไม่มีบ้าง”

ทางด้านฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐฯ นำโดย สว.บิล คาสซิดี จากพรรครีพับลิกันของทรัมป์เอง ได้ออกมาวิจารณ์ข้อตกลงนี้อย่างรุนแรง โดยชี้ว่าเป็นความล้มเหลวด้านนโยบายต่างประเทศที่แย่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เนื่องจากไม่ได้จำกัดความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านอย่างแท้จริง และทำให้อิหร่านรู้ว่าการขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้นได้ผล

ขณะที่นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาและหัวหน้าทีมเจรจาของอิหร่าน ได้แถลงผ่านโทรทัศน์แห่งชาติชื่นชมว่านี่คือชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของอิหร่าน โดยระบุว่า “ทุกสิ่งที่เราพยายามบรรลุผ่านการทำสงคราม เราได้รับมันกลับมามากกว่าเดิมหลายเท่าผ่านการเจรจา” เนื่องจากรัฐบาลอิหร่านยังคงอยู่ คลังยูเรเนียมไม่ได้ถูกยึด และขีปนาวุธก็ไม่ได้ถูกทำลาย

ข่าวดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ร่วงลงต่ำกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มสงคราม ก่อนจะดีดตัวกลับขึ้นมาเล็กน้อยหลังจากทรัมป์ออกมาขู่ขวัญอิหร่านรอบใหม่

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าข้อตกลงนี้จะระบุให้ครอบคลุมถึงการหยุดยิงในเลบานอนด้วย แต่นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ได้พยายามเอาตัวออกห่างจากข้อตกลงนี้ เนื่องจากอิสราเอลไม่ได้มีส่วนร่วมในการเจรจา ส่งผลให้กองทัพอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีทางอากาศและยิงปืนใหญ่ถล่มพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย ขณะที่กลุ่มเฮซบอลเลาะห์ก็ได้ส่งโดรนกามิกาเซ่โจมตีกลับ จนทหารอิสราเอลได้รับบาดเจ็บ 5 นาย

โดยทรัมป์ได้กล่าวตำหนิเนทันยาฮูอย่างนุ่มนวลต่อสื่อมวลชนว่า “เนทันยาฮูเป็นคนดี แต่บางครั้งก็ตื่นตูมเกินไปหน่อย เรามีความเห็นต่างกันเล็กน้อยเกี่ยวกับเลบานอน ผมบอกเขาว่า “บีบี เบาลงหน่อยก็ได้ คุณไม่จำเป็นต้องพังตึกทิ้งทุกครั้งที่มีคนของเฮซบอลเลาะห์เดินเข้าไปหรอก’”

ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายจะเริ่มเปิดฉากการเจรจารายละเอียดทางเทคนิคที่ซับซ้อนเป็นเวลา 2 เดือนนับจากนี้ เพื่อมุ่งสู่การทำสนธิสัญญาสันติภาพที่ถาวรต่อไป.

ที่มา AFP / Reuters

สื่อกัมพูชาตีข่าว สนามบินนานาชาติเตโช ติดโผสนามบินสวยที่สุดในโลกปี 2026

สื่อกัมพูชาตีข่าว สนามบินนานาชาติเตโช ติดโผสนามบินสวยที่สุดในโลกปี 2026

18 มิ.ย. 2569 10:34 น.

สื่อกัมพูชาตีข่าว สนามบินนานาชาติเตโช ติดโผสนามบินสวยที่สุดในโลกปี 2026

สื่อกัมพูชาตีข่าว สนามบินนานาชาติเตโช ติดโผสนามบินสวยที่สุดในโลกปี 2026 จากเวที Prix Versailles ด้วยการออกแบบที่ผสานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่เข้ากับเอกลักษณ์วัฒนธรรมเขมร

วันที่ 18 มิถุนายน 2569 สนามบินนานาชาติเตโช ของกัมพูชา ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน “สนามบินที่สวยที่สุดในโลกประจำปี 2026” จากการประกาศรางวัล World Selection เวทีรางวัลด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบระดับนานาชาติ โดยคณะกรรมการยกย่องความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรม การสะท้อนอัตลักษณ์เขมร และการผสานวัฒนธรรมกัมพูชาเข้ากับงานออกแบบ  

งานนี้จัดขึ้นภายใต้การสนับสนุนขององค์การยูเนสโกมาตั้งแต่ปี 2558 เพื่อยกย่องโครงการที่สามารถผสมผสานความเป็นเลิศทางสถาปัตยกรรม นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ มรดกท้องถิ่น ประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อม และผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม

เลขาธิการรางวัลกล่าวว่า สนามบินในยุคปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางการคมนาคม แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของพลังทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสังคมของแต่ละประเทศ ที่ผ่านมา สนามบินที่เคยได้รับการคัดเลือกในประเภทนี้ ได้แก่ อาคารผู้โดยสาร 2 ของสนามบินชางงี ประเทศสิงคโปร์ และอาคารผู้โดยสาร B ของสนามบินลาการ์เดีย นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ

ทั้งนี้ สนามบินนานาชาติเตโชเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของบริษัท โอเวอร์ซีส์ กัมพูชา อินเวสต์เมนต์ คอร์ปอเรชัน ได้รับการออกแบบจากบริษัทสถาปนิกอังกฤษ ฟอสเตอร์ แอนด์ พาร์ตเนอร์ส จุดเด่นของสนามบินคือหลังคาขนาดใหญ่ ตัวอาคารยกสูงบริเวณกึ่งกลาง สะท้อนรูปแบบสถาปัตยกรรมโบราณของเขมร ขณะที่รายละเอียดโครงสร้างภายในได้รับแรงบันดาลใจจากงานจักสานแบบดั้งเดิม.

ที่มา Freshnews

สะเทือนวงการ AI! “โนม ชาซีร์” ผู้ร่วมพัฒนา Google Gemini ย้ายซบ OpenAI

สะเทือนวงการ AI! "โนม ชาซีร์" ผู้ร่วมพัฒนา Google Gemini ย้ายซบ OpenAI

18 มิ.ย. 2569 10:12 น.

สะเทือนวงการ AI! “โนม ชาซีร์” ผู้ร่วมพัฒนา Google Gemini ย้ายซบ OpenAI

วงการ AI เกิดแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ เมื่อ โนม ชาซีร์ รองประธานฝ่ายวิศวกรรมของกูเกิล และหนึ่งในผู้พัฒนาโมเดล AI Gemini ประกาศลาออก เพื่อเข้าร่วมงานกับ OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT 

การย้ายงานครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันอย่างดุเดือดระหว่างบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ที่กำลังเร่งพัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่ และแย่งชิงบุคลากร AI ระดับแนวหน้า ขณะที่บริษัทผู้พัฒนา ChatGPT กำลังเตรียมเข้าสู่การเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชนครั้งแรก หรือ IPO

รายงานระบุว่า การตัดสินใจของชาซีร์ถือเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ เพราะเกิดขึ้นไม่ถึง 2 ปี หลังจากกูเกิลเคยทุ่มเงินประมาณ 2,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9.7 หมื่นล้านบาท เพื่อดึงตัวเขากลับมาร่วมงาน พร้อมทีมวิจัยจากสตาร์ทอัพ Character.AI ที่เขาเคยเป็นผู้นำ

ก่อนหน้านี้ในปี 2024 กูเกิลแต่งตั้งชาซีร์เป็นหนึ่งในผู้ร่วมดูแลการพัฒนา Gemini AI โดยเขาถูกมองว่าเป็นบุคคลสำคัญที่ช่วยให้ Gemini สามารถไล่ตามความสามารถของ ChatGPT จาก OpenAI ได้อย่างรวดเร็ว

ชาซีร์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า เขาภูมิใจอย่างมากกับทีมงานกูเกิลและผลงานที่สร้างร่วมกัน พร้อมบอกว่าตื่นเต้น ที่จะได้เข้าร่วมกับ OpenAI

ด้านกูเกิลออกแถลงการณ์ขอบคุณชาซีร์สำหรับผลงานสำคัญที่สร้างให้บริษัทตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ชาซีร์เข้าร่วมงานกับกูเกิลตั้งแต่ปี 2000 และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเขียนงานวิจัยสำคัญในปี 2017 เรื่อง “Transformer” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของกระแส AI ยุคใหม่ และนำไปสู่การเติบโตอย่างรวดเร็วของแชตบอตอัจฉริยะในปัจจุบัน

การย้ายทีมครั้งนี้ถูกจับตาอย่างมาก เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่ OpenAI กำลังขยายธุรกิจครั้งใหญ่ ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกแข่งขันกันเพื่อครองตำแหน่งผู้นำด้าน AI แห่งอนาคต.

ที่มา : channelnewsasia