ชี้นักบินขับเครื่องบินเล็กชนตึกสูงสุดในปักกิ่ง พบเขียนไดอารี่คิดจบชีวิต-ป่วยวิตกกังวลเรื้อรัง

ชี้นักบินขับเครื่องบินเล็กชนตึกสูงสุดในปักกิ่ง พบเขียนไดอารี่คิดจบชีวิต-ป่วยวิตกกังวลเรื้อรัง

2 ก.ค. 2569 17:05 น.

ชี้นักบินขับเครื่องบินเล็กชนตึกสูงสุดในปักกิ่ง พบเขียนไดอารี่คิดจบชีวิต-ป่วยวิตกกังวลเรื้อรัง

ทางการกรุงปักกิ่งสรุปผลการสอบสวนเหตุเครื่องบินเล็กพุ่งชนอาคาร “ซิติก ทาวเวอร์” ตึกระฟ้าสูงที่สุดของกรุงปักกิ่ง จนมีผู้บาดเจ็บ 13 คน และนักบินเสียชีวิต โดยระบุว่านักบินวัย 66 ปี มีภาวะนอนไม่หลับและวิตกกังวลเรื้อรัง พร้อมพบข้อความเกี่ยวกับการจบชีวิตหลายครั้งในบันทึกส่วนตัว ก่อนสรุปว่าเป็นเหตุที่เกิดจากปัญหาส่วนบุคคล

ทางการเขตเฉาหยาง กรุงปักกิ่ง ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับความคืบหน้ากรณีอุบัติเหตุเครื่องบินขนาดเล็กพุ่งชนอาคารซิทิค ทาวเวอร์ (CITIC Tower) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไชน่า ซุน” (China Zun) ตึกระฟ้าความสูง 109 ชั้น (528 เมตร) ซึ่งสูงที่สุดในเมืองหลวงของจีน เมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา (26 มิ.ย.) เวลาประมาณ 17.55 น. ตามเวลาท้องถิ่น

จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่า นักบินผู้ก่อเหตุและเสียชีวิตในที่เกิดเหตุเป็นชายวัย 66 ปี อาศัยอยู่ในปักกิ่ง โดยทางการระบุเพียงว่า “แซ่หลิว” มีสถานะหย่าร้าง พักอาศัยอยู่คนเดียว และประกอบอาชีพเป็นฟรีแลนซ์ แถลงการณ์ระบุว่า นายหลิวเผชิญกับภาวะโรคนอนไม่หลับ และโรควิตกกังวล มาเป็นเวลานาน อีกทั้งจากการตรวจสอบสมุดบันทึกประจำวันหรือไดอารี่ของเขา พบข้อความที่เขียนตัดพ้อและกล่าวถึงการ “จบชีวิตตัวเอง” อยู่หลายครั้ง

แถลงการณ์ของรัฐบาลท้องถิ่นระบุ “จากการสืบสวนอย่างครอบคลุม สรุปได้ว่าเหตุการณ์นี้เป็นคดีที่เป็นภัยต่อความปลอดภัยสาธารณะ โดยมีชนวนเหตุมาจากปัญหาส่วนตัวของผู้ก่อเหตุ” 

รายงานระบุว่า นายหลิวค่อนข้างมีความเชี่ยวชาญด้านการบิน โดยเขาได้รับใบอนุญาตนักบินสำหรับเครื่องบินขนาดเล็ก ในปี 2021 และเพิ่งได้รับใบอนุญาตนักบินส่วนบุคคล (Private Pilot License) ในปี 2024

ในวันเกิดเหตุช่วงบ่าย นายหลิวได้ทำการขึ้นบินจากสนามบินการบินทั่วไปในเขตผิงกู่ ซึ่งเป็นพื้นที่ชานเมืองของปักกิ่ง โดยในช่วงแรกเป็นการบินภายใต้การควบคุมดูแลของครูฝึก ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นการบินเดี่ยว แต่ในระหว่างการบินเดี่ยวนั้น นายหลิวได้ขับเครื่องบินเบี่ยงเบนออกนอกพื้นที่ที่กำหนดไว้ และขาดการติดต่อกับหอบังคับการบินไปอย่างกะทันหัน ก่อนจะพุ่งเข้าชนชั้นบนของตึกระฟ้าใจกลางย่านธุรกิจของปักกิ่งอย่างรุนแรง

ข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามเที่ยวบิน Flightradar24 ระบุว่า เครื่องบินที่นายหลิวใช้คือรุ่น Aurora SA60L ซึ่งเป็นเครื่องบินเล็กใบพัดเครื่องยนต์เดี่ยว ขนาด 2 ที่นั่ง ผลิตโดยบริษัท ซันวาร์ด แอร์คราฟต์ ของจีน ตัวเครื่องมีความยาว 6.9 เมตร และมีช่วงปีกกว้าง 8.6 เมตร ออกแบบมาเพื่อการท่องเที่ยว ถ่ายภาพทางอากาศ และการบินสันทนาการ

แรงกระเบิดจากการชนส่งผลให้นายหลิวเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บภายในอาคารและบริเวณโดยรอบทั้งหมด 13 ราย ล่าสุดมีรายงานว่าแพทย์อนุญาตให้ผู้บาดเจ็บ 1 รายออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว) ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า พบเศษซากเครื่องบินร่วงหล่นลงมา และเกิดเพลิงไหม้กลุ่มควันขนาดเล็กพวยพุ่งขึ้นบริเวณกระจกชั้นบนของตึกรวมถึงบริเวณฐานตึก

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกและตั้งคำถามเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยทางอากาศของกรุงปักกิ่งเป็นอย่างมาก เนื่องจากตึกซิทิค ทาวเวอร์ ตั้งอยู่ห่างจาก “จงหนานไห่” ซึ่งเป็นทำเนียบรัฐบาลและที่พำนักของบรรดาผู้นำระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเพียงประมาณ 7 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นช่องโหว่ด้านความมั่นคงครั้งใหญ่

หลังเกิดเหตุไม่นาน ภาพถ่ายและคลิปวิดีโอของเครื่องบินที่พุ่งชนตึกซึ่งถูกแชร์อย่างแพร่หลายในโลกออนไลน์ของจีน ได้ถูกระบบเซนเซอร์ของทางการสั่งลบและกวาดล้างออกจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งภาพถ่ายทั่วไปหรือภาพมีมที่ไม่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุของตึกซิทิค ทาวเวอร์ ซึ่งคนท้องถิ่นมักเชื่อว่าเป็นตึกนำโชค ก็ถูกลบออกไปด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ยังได้เข้าปิดล้อมจุดเกิดเหตุเพื่อห้ามไม่ให้ผู้สื่อข่าวและประชาชนถ่ายภาพความเสียหายของตัวตึก

ขณะเดียวกัน บีบีซีรายงานว่า มีบริษัทด้านการบินอย่างน้อย 3 แห่งในจีนเปิดเผยว่า พวกเขาได้รับคำสั่งด่วนจากส่วนกลางให้ระงับการขึ้นบินและการดำเนินงานของเครื่องบินขนาดเล็กทั้งหมดเป็นการชั่วคราวในระหว่างที่การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป.

ที่มา BBC / AFP

กูเกิลแพ้อุทธรรณ์คดีประวัติศาสตร์ ศาลยุโรปยืนปรับ 4.1 พันล้านยูโร คดีผูกขาดระบบ “แอนดรอยด์”

กูเกิลแพ้อุทธรรณ์คดีประวัติศาสตร์ ศาลยุโรปยืนปรับ 4.1 พันล้านยูโร คดีผูกขาดระบบ "แอนดรอยด์"

2 ก.ค. 2569 16:33 น.

กูเกิลแพ้อุทธรรณ์คดีประวัติศาสตร์ ศาลยุโรปยืนปรับ 4.1 พันล้านยูโร คดีผูกขาดระบบ “แอนดรอยด์”

ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป (ECJ) ซึ่งเป็นศาลสูงสุดของยุโรป  ได้มีคำพิพากษาให้ยกคำร้องอุทธรณ์ของบริษัท กูเกิล และบริษัทแม่ อัลฟาเบต โดยยืนตามคำตัดสินเดิมที่ให้ปรับเงินกูเกิลเป็นจำนวนสูงถึง 4.1 พันล้านยูโร (ประมาณ 1.55 แสนล้านบาท) จากพฤติกรรมผูกขาดและต่อต้านการแข่งขันทางการค้าผ่านระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวยังคงเป็นค่าปรับด้านการผูกขาดที่สูงที่สุดเท่าที่คณะกรรมาธิการยุโรปเคยสั่งปรับมา

คดีความดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2018 เมื่อคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลการผูกขาดของกลุ่มประเทศสมาชิก 27 ชาติ ได้สั่งปรับกูเกิลเป็นเงิน 4.34 พันล้านยูโร โดยกล่าวหาว่ากูเกิลใช้อำนาจมิชอบจากความนิยมของระบบแอนดรอยด์บีบบังคับให้ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือต้องติดตั้งเครื่องมือค้นหา Google Search, เบราว์เซอร์ Google Chrome และร้านค้าแอปพลิเคชัน Google Play ลงในอุปกรณ์ล่วงหน้า ซึ่งเป็นการปิดกั้นโอกาสของคู่แข่งรายอื่นอย่างไม่เป็นธรรม

ต่อมาในปี 2022 ศาลชั้นต้นของยุโรปได้พิจารณายืนตามข้อกล่าวหา แต่อยู่ในเกณฑ์ที่ปรับลดค่าปรับลงเล็กน้อยเหลือ 4.1 พันล้านยูโร ก่อนที่กูเกิลจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุดในเวลาต่อมา ทว่าศาลสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้ตัดสินผิดพลาดในข้อกฎหมายเกี่ยวกับผลกระทบของการต่อต้านการแข่งขัน จึงสั่งยกคำร้องและสั่งให้กูเกิลเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทางกฎหมายของคณะกรรมาธิการยุโรปทั้งหมด

หลังมีคำพิพากษา โฆษกของกูเกิลได้ออกแถลงการณ์แสดงความผิดหวัง โดยระบุว่าคำตัดสินของศาลไม่ได้คำนึงถึงความจริงที่ว่า บริษัทได้ลงทุนมหาศาลเพื่อให้ระบบแอนดรอยด์ยังคงเป็นระบบปฏิบัติการแบบเปิด ทำงานร่วมกันได้กับทุกฝ่าย และเปิดให้ใช้งานได้ฟรี

โฆษกกูเกิล กล่าวว่า “ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เราได้ปรับเปลี่ยนข้อตกลงและสัญญากับคู่ค้าเพื่อให้สอดคล้องกับคำตัดสินเบื้องต้นมาตั้งแต่ปี 2018 แล้ว และเราจะยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนานวัตกรรมและความเป็นระบบเปิดเพื่อผู้ใช้งาน พันธมิตร และเหล่านักพัฒนาต่อไป” 

ก่อนหน้านี้ในชั้นศาล กูเกิลพยายามต่อสู้ว่า สหภาพยุโรปเลือกปฏิบัติและมองข้ามแนวปฏิบัติของคู่แข่งอย่าง แอปเปิล ที่มักจะให้สิทธิพิเศษกับบริการของตัวเอง เช่น เบราว์เซอร์ Safari บนไอโฟน นอกจากนี้ยังอ้างว่าผู้บริโภคไม่ได้ถูกบังคับให้ใช้ผลิตภัณฑ์ของกูเกิล เพราะการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันของคู่แข่งรายอื่นสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่การกดคลิกเดียวเท่านั้น

อากุสติน เรย์นา ผู้อำนวยการใหญ่ของ BEUC ซึ่งเป็นกลุ่มคุ้มครองผู้บริโภคแห่งยุโรป ออกมาแสดงความยินดีกับคำตัดสินนี้ โดยระบุว่าเป็น “ชัยชนะครั้งใหญ่สำหรับยุโรป” แต่ยังเรียกร้องให้มีการดำเนินการที่รวดเร็วกว่านี้ในการควบคุมอิทธิพลของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ “เป็นเวลาหลายปีที่ผู้ใช้แอนดรอยด์ถูกชี้นำให้ไปใช้ Google Search และ Chrome จนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้บริษัทขนาดเล็กหรือคู่แข่งรายอื่นได้เติบโตและท้าทาย แม้ว่าคู่แข่งเหล่านั้นจะนำเสนอนวัตกรรมที่ดีกว่า หรือมีระบบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวที่ปลอดภัยกว่าก็ตาม” 

ความพ่ายแพ้ในคดีนี้เป็นเพียงหนึ่งในสมรภูมิกฎหมายหลายระลอกระหว่างกูเกิลและสหภาพยุโรป โดยในช่วงระหว่างปี 2017 ถึง 2019 กูเกิลถูกอียูปรับเงินรวมในคดีผูกขาดต่างๆ ไปแล้วกว่า 8.2 พันล้านยูโร และเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก็เพิ่งถูกสั่งปรับอีก 2.95 พันล้านยูโร ในคดีพฤติกรรมเอื้อประโยชน์ให้แก่บริการโฆษณาของตัวเอง

คำตัดสินที่ออกมาอย่างต่อเนื่องนี้สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โดยทรัมป์ได้ออกมากล่าวหาอย่างดุเดือดว่า สหภาพยุโรปกำลังมุ่งเป้าโจมตีบริษัทเทคโนโลยีของอเมริกาอย่างไม่เป็นธรรม พร้อมทั้งขู่ซ้ำหลายครั้งว่าจะใช้มาตรการตอบโต้ด้วยการตั้งกำแพงภาษีสินค้าส่งออกของยุโรป

ในปัจจุบัน สหภาพยุโรปได้เสริมอาวุธทางกฎหมายที่ทรงพลังขึ้นภายใต้ กฎหมายตลาดดิจิทัล (Digital Markets Act หรือ DMA) ซึ่งจะกำหนดแนวทางปฏิบัติที่บริษัทด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่ “ทำได้และทำไม่ได้” บนโลกออนไลน์อย่างชัดเจน โดยไม่ต้องรอให้เกิดการสอบสวนที่กินเวลานานหลายปี ซึ่งปัจจุบันกูเกิลก็กำลังอยู่ภายใต้กระบวนการตรวจสอบอย่างเป็นทางการของกฎหมาย DMA ฉบับใหม่นี้อีกหลายคดีเช่นกัน.

ที่มา AFP / Reuters

ผลศึกษาญี่ปุ่นชี้ คาดมีประชาชนกว่า 3.5 แสนคนเคยใช้โคเคน

ผลศึกษาญี่ปุ่นชี้ คาดมีประชาชนกว่า 3.5 แสนคนเคยใช้โคเคน

2 ก.ค. 2569 15:18 น.

ผลศึกษาญี่ปุ่นชี้ คาดมีประชาชนกว่า 3.5 แสนคนเคยใช้โคเคน

ผลการศึกษาของรัฐบาลญี่ปุ่น มีการประมาณการว่าประชาชนชาวญี่ปุ่นอายุระหว่าง 15 ถึง 64 ปี จำนวนประมาณ 350,000 คน เคยมีประวัติการใช้สารเสพติดประเภท “โคเคน” ซึ่งถือเป็นตัวเลขประมาณการที่สูงที่สุดนับตั้งแต่มีการนำระเบียบวิธีวิจัยปัจจุบันมาใช้ในปี 2007

รายงานข่าวระบุว่า ผลการสำรวจทั่วประเทศดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นในปี 2025 โดยพบว่าร้อยละ 0.4 ของผู้ตอบแบบสอบถามยอมรับว่าเคยใช้โคเคน ซึ่งตัวเลขที่เพิ่มสูงขึ้นนี้สอดคล้องกับสถิติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่น ที่มีการปราบปรามและดำเนินคดีเกี่ยวกับโคเคนพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2025 เช่นกัน โดยตำรวจได้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องกับโคเคนไปถึง 804 ราย เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้นถึง 218 ราย

เมื่อจำแนกตามประเภทของยาเสพติดผิดกฎหมายที่มีการลักลอบใช้มากที่สุดในญี่ปุ่น พบว่า “กัญชา” ยังคงมาเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีสัดส่วนผู้ยอมรับว่าเคยใช้สูงถึงร้อยละ 1.6 หรือคิดเป็นจำนวนประชากรประมาณ 1.41 ล้านคน

ทาคุยะ ชิมาเนะ หัวหน้าทีมวิจัยจากศูนย์ประสาทวิทยาและจิตเวชศาสตร์แห่งชาติ (NCNP) ได้ให้ความเห็นต่อสถานการณ์นี้ว่า “ในอดีต ยาเสพติดประเภทยากระตุ้นประสาท เช่น ยาบ้า หรือสารไอซ์ เคยเป็นกลุ่มหลักที่ระบาดในญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันแนวโน้มและเทรนด์กำลังเปลี่ยนทิศทางไปสู่กัญชาและโคเคนมากขึ้น ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในยุโรปและสหรัฐอเมริกา” พร้อมย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการออกมาตรการป้องกันไม่ให้ผู้บำบัดกลับไปเสพซ้ำ

การวิจัยในครั้งนี้ กลุ่มวิจัยของกระทรวงสาธารณสุขได้ส่งแบบสอบถามไปยังประชาชน 5,000 คนที่ถูกสุ่มเลือกจากทะเบียนราษฎร์พื้นฐาน ระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคมปี 2025 และได้รับความร่วมมือตอบกลับมาอย่างถูกต้องจำนวน 3,156 ชุด อย่างไรก็ตาม คณะผู้จัดทำระบุว่าจำนวนผู้ใช้ยาเสพติดที่แท้จริงอาจสูงกว่าตัวเลขประมาณการ เนื่องจากเป็นการกรอกข้อมูลตามความสัตย์จริงของผู้ตอบแบบสอบถามเอง 

สถิติที่น่าสนใจจากการสำรวจจำแนกตามกลุ่มประชากร พบว่าเพศชายยอมรับว่าเคยใช้โคเคนอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต ร้อยละ 0.5 คิดเป็นประชากรราว 210,000 คน ส่วนเพศหญิงยอมรับว่าเคยใช้โคเคนอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต ร้อยละ 0.3 คิดเป็นประชากรราว 140,000 คน

โดยกลุ่มอายุที่มีประวัติเคยใช้โคเคนมากที่สุด คือกลุ่มคนใน วัย 40 ปี โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 0.7 หรือคิดเป็นจำนวนประชากรประมาณ 130,000 คน ส่วนกลุ่มอายุที่ถูกชักชวนหรือเสนอขายมากที่สุด: คือกลุ่มวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวใน วัย 20 ปี โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 1.2 หรือประมาณ 140,000 คน โดยพบว่าผู้ชายมักจะถูกเสนอขายกัญชาและยากระตุ้นประสาท ขณะที่ผู้หญิงมักตกเป็นเป้าหมายในการถูกชักชวนให้ใช้โคเคนมากกว่า

นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนหนุ่มสาวเข้าถึงยาเสพติดได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นในปัจจุบัน เกิดจากการติดต่อซื้อขายผ่านช่องทาง โซเชียลมีเดีย

สำหรับสถานการณ์ของสาร “เฟนทานิล” (Fentanyl) ซึ่งเป็นยาแก้ปวดในกลุ่มโอปิออยด์ (Opioid) ที่กำลังเป็นวิกฤตการณ์ระบาดและคร่าชีวิตประชากรในสหรัฐอเมริกาอย่างรุนแรงในขณะนี้ ผลการสำรวจในญี่ปุ่นพบว่ามีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 2 รายเท่านั้นที่ยอมรับว่าใช้ยาตัวนี้เกินขนาดจากที่แพทย์สั่ง

ด้านชิมาเนะ หัวหน้าทีมวิจัยระบุว่า ในประเทศญี่ปุ่น เฟนทานิลถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์และเพื่อการรักษาโรคในบางกรณีเท่านั้น แต่ระบบการกระจายยาและการควบคุมบัญชียาเสพติดของภาครัฐยังคงทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและเข้มงวด จึงไม่เกิดปัญหาแพร่ระบาดรุนแรง

ทั้งนี้ ประเทศญี่ปุ่นได้จัดทำแบบสำรวจเกี่ยวกับการใช้สารเสพติดในทางที่ผิดเป็นประจำทุกๆ 2 ปีมาตั้งแต่ปี 1995 และได้ปรับปรุงวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้นในปี 2007 เป็นต้นมา.

ที่มา KYODO NEWS

สส.หญิงญี่ปุ่นยื่นร้องเรียนสำเร็จ ได้ห้องน้ำเพิ่มแค่ “2 ห้อง” สะท้อนความเหลื่อมล้ำทางเพศในสภา

สส.หญิงญี่ปุ่นยื่นร้องเรียนสำเร็จ ได้ห้องน้ำเพิ่มแค่ "2 ห้อง" สะท้อนความเหลื่อมล้ำทางเพศในสภา

2 ก.ค. 2569 15:03 น.

สส.หญิงญี่ปุ่นยื่นร้องเรียนสำเร็จ ได้ห้องน้ำเพิ่มแค่ “2 ห้อง” สะท้อนความเหลื่อมล้ำทางเพศในสภา

รัฐสภาญี่ปุ่นอนุมัติเพิ่มห้องน้ำหญิงในสภาอีกเพียง 2 ห้อง หลังกลุ่ม สส.หญิง 58 คน รวมใจยื่นฎีการ้องเรียนเหตุต้องยืนต่อคิวยาวเหยียดก่อนเปิดประชุม เผยอาคารรัฐสภาเก่าแก่สร้างตั้งแต่ยุคที่ผู้หญิงยังไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง ชี้สะท้อนปัญหาความเท่าเทียมทางเพศในแวดวงการเมืองญี่ปุ่นที่ยังคงล้าหลังในระดับโลก

โฆษกหญิงของสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า รัฐสภาญี่ปุ่นเตรียมดำเนินการขยายห้องน้ำหญิงถัดจากห้องประชุมใหญ่เพิ่มขึ้นอีก 2 ห้อง จากเดิมที่มีเพียง 2 ห้อง ให้เพิ่มเป็น 4 ห้อง โดยจะเริ่มดำเนินการทันทีหลังจากสิ้นสุดการประชุมสภาในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ นอกจากนี้ ทางการยังอยู่ระหว่างการพิจารณาแผนเพิ่มห้องน้ำหญิงในชั้นอื่นๆ เพิ่มเติมอีกด้วย

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากกลุ่ม สส.หญิงจากหลากหลายพรรคการเมืองจำนวน 58 คน ได้ร่วมกันลงนามในหนังสือร้องเรียนยื่นต่อคณะกรรมการกฎระเบียบและการบริหารสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้มีการจัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกให้สอดคล้องกับจำนวน สส.หญิงที่เพิ่มขึ้น

ยาซูโกะ โคมิยามา สส.หญิงจากพรรคฮิคเค็น (Constitutional Democratic Party) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านและเป็นหนึ่งในผู้ร่วมลงนาม เปิดเผยถึงความยากลำบากว่า “ก่อนที่การประชุมสภาจะเริ่มต้นขึ้น มี สส.หญิงจำนวนมากต้องมายืนต่อแถวคิวยาวเหยียดอยู่หน้าห้องน้ำทุกครั้ง”

ด้าน ฮิเดโกะ นิชิโอกะ ซึ่งเป็นสตรีเพียงคนเดียวในคณะกรรมการสภาที่มีส่วนร่วมในการอนุมัติการขยายห้องน้ำครั้งนี้ กล่าวกับสื่อท้องถิ่นว่า เธอซาบซึ้งและยินดีกับความคืบหน้าในครั้งนี้ แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แต่มันจะช่วยบรรเทาปัญหาความขาดแคลนห้องน้ำหญิงให้กับทั้งตัว สส.หญิง รวมถึงเจ้าหน้าที่สภาและเลขานุการได้เช่นกัน

หนังสือพิมพ์โยมิอุริ ชิมบุน รายงานว่า อาคารสภาผู้แทนราษฎรของญี่ปุ่นในปัจจุบัน มีห้องน้ำชายทั้งหมด 12 จุด รวมห้องน้ำย่อย 67 ห้อง ในขณะที่มีห้องน้ำหญิงเพียง 9 จุด และมีห้องน้ำย่อยรวมกันเพียง 22 ห้องเท่านั้น

ความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้างนี้มีที่มาจากประวัติศาสตร์ เนื่องจากอาคารรัฐสภาญี่ปุ่นสร้างเสร็จสิ้นในปี 1936 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่ผู้หญิงชาวญี่ปุ่นจะได้รับสิทธิ์ในการออกเสียงเลือกตั้งเกือบ 1 ทศวรรษ โดยผู้หญิงญี่ปุ่นได้รับสิทธิ์เลือกตั้งในเดือนธันวาคม 1945 หลังจากญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ตัวอาคารจึงถูกออกแบบมาเพื่อรองรับผู้ชายเป็นหลักตั้งแต่แรก

แม้ว่าในกลุ่มผู้ลงนามเรียกร้องครั้งนี้จะมีนักการเมืองหญิงระดับแถวหน้าอย่าง ซานาเอะ ทากาอิจิ (นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นรวมอยู่ด้วย แต่สถานการณ์ความเท่าเทียมทางเพศในแวดวงการเมืองของญี่ปุ่นยังคงวิกฤต

ในการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีผู้หญิงที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเพียง 68 คน จากเก้าอี้ทั้งหมด 465 ที่นั่ง ซึ่งยังห่างไกลจากเป้าหมายของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ประกาศว่าต้องการเห็นผู้หญิงครองที่นั่งในสภาอย่างน้อยร้อยละ 30

นอกจากนี้ ยูเอ็นและรายงานช่องว่างทางเพศระดับโลก  โดยสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) เมื่อปีที่ผ่านมา จัดอันดับความเท่าเทียมทางเพศของญี่ปุ่นให้อยู่ในอันดับที่ 118 จาก 148 ประเทศทั่วโลก ซึ่งไม่เพียงแต่ในทางการเมืองเท่านั้น แต่ผู้หญิงญี่ปุ่นยังขาดการยอมรับและมีสัดส่วนที่น้อยมากในภาคธุรกิจและสื่อสารมวลชน

นอกจากนั้น ผู้สมัครรับเลือกตั้งหญิงในญี่ปุ่นหลายคนยังเปิดเผยว่า ในช่วงหาเสียงพวกเธอ มักจะต้องเผชิญกับการพูดจาเสียดสีและเหยียดเพศอยู่บ่อยครั้ง โดยมักจะโดนวิจารณ์จากสังคมและผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งบางกลุ่มว่า “ผู้หญิงควรจะอยู่บ้านเลี้ยงลูกมากกว่าจะมาเล่นการเมือง” วิกฤตห้องน้ำในสภาครั้งนี้จึงเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่สะท้อนถึงโครงสร้างทางสังคมของญี่ปุ่นที่ยังคงยึดติดกับบทบาททางเพศแบบเดิมๆ อย่างเหนียวแน่น.

ที่มา AFP / Yahoo!ニュース

โดนัลด์ ทรัมป์ ประเดิมบิน “แอร์ฟอร์ซวัน” 1.3 หมื่นล้าน ของขวัญสุดอื้อฉาวจากกาตาร์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประเดิมบิน "แอร์ฟอร์ซวัน" 1.3 หมื่นล้าน ของขวัญสุดอื้อฉาวจากกาตาร์

2 ก.ค. 2569 13:12 น.

โดนัลด์ ทรัมป์ ประเดิมบิน “แอร์ฟอร์ซวัน” 1.3 หมื่นล้าน ของขวัญสุดอื้อฉาวจากกาตาร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประเดิมนั่งเครื่องบิน “แอร์ฟอร์ซวัน” ลำใหม่ “โบอิ้ง 747-800” มูลค่ากว่า 400 ล้านดอลลาร์ (ราว 13,300 ล้านบาท) ที่รัฐบาลกาตาร์มอบให้เป็นของขวัญ ประเดิมเที่ยวบินแรกมุ่งสู่รัฐนอร์ทดาโคตา ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทั้งสองพรรคเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้เริ่มออกเดินทางครั้งประวัติศาสตร์ด้วยเครื่องบินประจำตำแหน่ง “แอร์ ฟอร์ซ วัน” ลำใหม่ ซึ่งดัดแปลงมาจากเครื่องบิน โบอิ้ง 747-800 มูลค่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 13,300 ล้านบาท ที่ได้รับมอบเป็นของขวัญจากรัฐบาลกาตาร์ ซึ่งการปรับปรุงครั้งนี้สะท้อนตัวตนของทรัมป์อย่างชัดเจน

แอร์ฟอร์ซวันลำใหม่นี้ ได้สลัดโทนสีฟ้าอ่อนแบบดั้งเดิมที่ใช้มานานเพื่อพรางตาบนท้องฟ้าออกไป โดยเปลี่ยนมาใช้โทนสีโปรดของทรัมป์ คือ ตัวเครื่องส่วนล่างสีน้ำเงินกรมท่า คาดด้วยแถบสีแดงและสีทอง ภายในตกแต่งอย่างหรูหราตามแบบฉบับที่ทรัมป์เชื่อว่าคู่ควรกับคณะผู้ติดตามของผู้นำประเทศ ประกอบด้วย พรมเนื้อนุ่ม, เบาะที่นั่งปรับนอนราบ, การตกแต่งด้วยแผงไม้หรูหรา และมีการปั๊มตราสัญลักษณ์ประธานาธิบดีลงบนเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง

“มันมีสองทางเลือก คุณจะทำแบบเงียบๆ โลว์โปรไฟล์ หรือคุณจะแสดงมันออกมาให้โลกเห็น” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวด้วยความภาคภูมิใจ “นี่น่าจะเป็นเครื่องบินพาณิชย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา  พูดตรงๆ นะ สหรัฐฯ สร้างเครื่องบินแบบนี้เองไม่ได้หรอก เพราะเราคงไม่พร้อมจะทุ่มเงินมหาศาลขนาดนั้น แต่กาตาร์เขาจ่ายแบบจัดเต็ม”

เครื่องบินที่กาตาร์มอบให้ลำนี้ เดิมทีเป็นเครื่องบินที่ทางการกาตาร์พยายามประกาศขายแต่ขายไม่ออก ทรัมป์จึงนำมาใช้เป็นเครื่องบิน “เชื่อมต่อ” ชั่วคราว แทนเครื่องบินโบอิ้ง 747-200 ลำเดิมที่ใช้งานในยุคสงครามเย็นมานานถึง 36 ปี เนื่องจากเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันลำใหม่ที่สั่งต่ออย่างเป็นทางการ 2 ลำ เกิดความล่าช้ากว่ากำหนดและคาดว่าจะส่งมอบได้เร็วที่สุดในปี 2027 และ 2028 โดยงบประมาณบานปลายจาก 3,700 ล้านดอลลาร์ เป็น 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

กองทัพอากาศสหรัฐฯ ระบุว่า การดัดแปลงเครื่องบินจากกาตาร์ลำนี้ใช้เงินไปไม่ถึง 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่บางแหล่งข่าวคาดว่ามูลค่าการแปลงโฉมรวมอาจสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเน้นไปที่ความพร้อมในการปฏิบัติงานมากกว่ารูปลักษณ์ ทำให้โครงสร้างห้องโดยสารภายในเปลี่ยนแปลงไปเพียงเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม จากภาพถ่ายที่มีการวิเคราะห์โดยสำนักข่าวเอพี พบว่า เครื่องบินลำนี้ไม่ได้ติดตั้งระบบตรวจจับขีปนาวุธและระบบต่อต้านการโจมตีทางอากาศ เหมือนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันลำเดิม ยิ่งไปกว่านั้น กองทัพอากาศยอมรับว่าจงใจตัดการดัดแปลงทางวิศวกรรมที่ซับซ้อนบางอย่างออกไป เช่น ไม่ได้ขยายขนาดประตูเครื่องบิน และไม่มีบันไดในตัวเครื่อง

เจอเรไมอาห์ เกิร์ตเลอร์ นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Teal Group บริษัทที่ปรึกษาด้านการบินและความมั่นคง ระบุว่า การขาดหายไปของระบบป้องกันภัยและเสาอากาศสื่อสารที่มีจำนวนน้อยลง ชี้ชัดว่าแอร์ฟอร์ซวันลำนี้เหมาะสำหรับใช้บิน “ภายในประเทศเท่านั้น” เกิร์ตเลอร์ กล่าวว่า “ถ้าคุณต้องเดินทางไกล คุณย่อมเลือกใช้รถคันใหญ่ที่หรูหราและปลอดภัยที่สุด แต่ถ้าคุณแค่ขับวนรอบเมือง คุณก็อาจจะยอมลดสเปกลงมา ซึ่งเครื่องบินลำนี้ดูเหมือนจะเป็นรุ่นที่ใช้เฉพาะในประเทศ” 

อย่างไรก็ดี ทรัมป์เผยว่าเขามีแผนจะใช้เครื่องบินลำนี้เดินทางไปร่วมการประชุมสุดยอดนาโต ที่ประเทศตุรกีในสัปดาห์หน้า ซึ่งขัดแย้งกับข้อจำกัดด้านความมั่นคงดังกล่าว

การรับของขวัญมูลค่ามหาศาลจากประเทศอำนาจในตะวันออกกลางครั้งนี้ ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงและเกิดความขัดแย้งจากทั้งสองพรรคการเมืองในสหรัฐฯ โดยพรรคเดโมแครตตราหน้าเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “นิยามของคอร์รัปชัน” และแสดงความกังวลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ต่อต้านยังชี้ว่า งบประมาณที่สูญเสียไปกับการดัดแปลงเครื่องบินลำนี้ ควรถ่ายโอนไปสนับสนุนโครงการ “เซนทิเนล” (Sentinel) ซึ่งเป็นโครงการปรับปรุงขีปนาวุธข้ามทวีปของสหรัฐฯ ที่กำลังล่าช้ากว่ากำหนดไปหลายปี อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยยืนยันว่าการรับบริจาคครั้งนี้เป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้องทุกประการ และทรัมป์ยังอ้างว่าช่วยประหยัดเงินภาษีประชาชนได้เป็นจำนวนมาก พร้อมเผยว่าในอนาคตเครื่องบินลำนี้จะถูกนำไปจัดแสดงในหอสมุดประธานาธิบดีของเขา

ตามปกติแล้ว ผู้สื่อข่าวจะไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายภาพภายในเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันหากประธานาธิบดีไม่ได้อยู่ด้วย แต่ในเที่ยวบินแรกเมื่อวันพุธ บรรดาทีมงานของทรัมป์ต่างพากันแชร์ภาพถ่ายภายในเครื่องลงบนโซเชียลมีเดีย

สตีเวน ชอง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารของทำเนียบขาว ได้โพสต์ภาพคณะที่ปรึกษานั่งล้อมรอบโต๊ะประชุมวงกลมขนาดใหญ่บนเก้าอี้หนังระดับกัปตัน ขณะที่ โมนิกา ครอว์ลีย์ หัวหน้าฝ่ายพิธีการทูตสหรัฐฯ โพสต์ภาพตนนั่งอยู่บนโซฟาหนังหรูหรา ขนาบข้างด้วยหมอนอิงแอร์ฟอร์ซวัน โดยมีฉากหลังเป็นภาพจำลองของอนุสรณ์สถานโทมัส เจฟเฟอร์สัน ที่ใส่กรอบอย่างสวยงามติดอยู่บนผนัง

สำหรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์นี้ เครื่องบินได้พาทรัมป์มุ่งหน้าไปยังรัฐนอร์ทดาโคตา เพื่อเยี่ยมชม “หอสมุดประธานาธิบดีธีโอดอร์ รูสเวลต์”  ซึ่งทรัมป์ถือเป็นแขกอย่างเป็นทางการคนแรกที่ได้เข้าเยี่ยมชม ก่อนที่หอสมุดดังกล่าวจะเปิดทำการอย่างเป็นทางการในช่วงเฉลิมฉลองวันชาติสหรัฐฯ ครบรอบ 250 ปี.

ที่มา Associated Press / Guardian

สหรัฐฯ เผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงรับวันชาติ-ฟุตบอลโลก คาดอุณหภูมิทะลุ 46 องศาฯ

สหรัฐฯ เผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงรับวันชาติ-ฟุตบอลโลก คาดอุณหภูมิทะลุ 46 องศาฯ

2 ก.ค. 2569 12:37 น.

สหรัฐฯ เผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงรับวันชาติ-ฟุตบอลโลก คาดอุณหภูมิทะลุ 46 องศาฯ

สหรัฐฯ และแคนาดาเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงต่อเนื่อง ดันดัชนีความร้อนพุ่งสูงถึงประมาณ 46.1 องศาเซลเซียส ประชาชนกว่า 250 ล้านคนตกอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย กระทบแผนฉลองวันชาติสหรัฐฯ ครบรอบ 250 ปี และอาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันฟุตบอลโลก ชี้เป็นผลพวงจากภาวะโลกร้อนที่ทำให้อุณหภูมิพุ่งสูงเร็วผิดปกติเช่นเดียวกับในยุโรป

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ ออกประกาศเตือนภัยสภาพอากาศร้อนจัดขั้นรุนแรง ครอบคลุมประชากรราว 120 ล้านคน ก่อนที่มวลความร้อนจะแผ่ขยายวงกว้างนับตั้งแต่วันพฤหัสบดีเป็นต้นไป ซึ่งจะทำให้ประชากรราว 250 ล้านคน หรือค่อนประเทศ ตั้งแต่แถบมิดเวสต์ ลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปี ไปจนถึงชายฝั่งตะวันออก ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เป็นอันตราย

ปรากฏการณ์ “โดมความร้อน” ซึ่งเกิดจากระบบความกดอากาศสูงกักเก็บความร้อนและความชื้นเอาไว้ในชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้อุณหภูมิปกติพุ่งสูงถึง 35–40.5 องศาเซลเซียส แต่เมื่อรวมกับความชื้นสะสมสูง จะทำให้ประชาชนสัมผัสได้ถึง “ดัชนีความร้อน” หรืออุณหภูมิความรู้สึกจริง สูงถึง37.8–46.1 องศาเซลเซียส ซึ่งคาดว่าจะทุบสถิติอุณหภูมิสูงสุดรายวันในหลายพื้นที่

วิกฤตความร้อนครั้งนี้มาเยือนตรงกับช่วงวันหยุดยาวเฉลิมฉลองวันชาติสหรัฐฯ ครบรอบ 250 ปี ซึ่งมีกำหนดการจัดพาเหรด การแสดงคอนเสิร์ตกลางแจ้ง และการล่องเรือประจำปี เมืองใหญ่อย่าง นิวยอร์ก, บอสตัน และฟิลาเดลเฟีย ต่างได้รับคำเตือนให้ระวังอันตราย

นายโซห์ราน มามดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ได้ประกาศแผนฉุกเฉินรับมือภัยร้อน โดยสั่งเปิด “ศูนย์คลายร้อน” หลายร้อยแห่งทั่วเมือง รวมถึงที่อาคารนิทรรศการจาวิตส์เซนเตอร์  และการส่งรถตู้เคลื่อนที่นำน้ำดื่ม สารเกลือแร่ และครีมกันแดดไปแจกจ่ายแก่ผู้พิการและคนไร้บ้าน ยิ่งไปกว่านั้น ทางการได้ขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการในย่าน “ไทม์สแควร์” ลดความสว่างของป้ายโฆษณาบิลบอร์ดลง และขอความร่วมมือให้ร้านค้าตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไม่ต่ำกว่า 25.5 องศาเซลเซียส เพื่อป้องกันระบบสายส่งกระแสไฟฟ้าขัดข้อง 

สภาพอากาศที่ร้อนระอุในครั้งนี้ ยังสร้างความกังวลให้กับการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก  ที่กำลังดำเนินอยู่ โดยสมาคมนักฟุตบอลอาชีพโลก ระบุว่า ดัชนีความร้อนในบางแมตช์พุ่งสูงเกินขีดจำกัดความปลอดภัยของนักกีฬา โดยที่รัฐเท็กซัส อุณหภูมิพุ่งสูงที่สุดในประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อแฟนบอลที่ต้องเดินทางเข้า-ออกสนามแข่งขันที่มีระบบปรับอากาศในเมืองฮิวสตันและอาร์ลิงตัน

ส่วนที่เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย แฟนบอลและนักกีฬาในแมตช์ระหว่าง ทีมชาติอังกฤษ พบ ทีมชาติสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ต้องเผชิญอากาศที่ร้อนจัดเช่นกัน และที่นครโตรอนโต ของแคนาดา ได้ประกาศเตือนภัยระดับสีส้มในรัฐออนแทรีโอ โดยในวันพฤหัสบดีนี้โตรอนโตมีคิวเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันฟุตบอลโลก ซึ่งคาดว่าอุณหภูมิจะพุ่งสูงถึง 35-37 องศาเซลเซียส

ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศระบุว่า เมืองใหญ่ที่มีสิ่งปลูกสร้างเป็นคอนกรีต ยางมะตอย และเหล็กกล้า จะทำหน้าที่ดูดซับและกักเก็บความร้อน  ทำให้ผู้พักอาศัยรู้สึกร้อนกว่าอุณหภูมิที่รายงานบนหน้าจอโทรศัพท์

ประชาชนในพื้นที่ต่างปรับตัวและได้รับผลกระทบถ้วนหน้า ดานา โรเบลส ผู้อาศัยในเมืองบราวน์สวิลล์ รัฐเท็กซัส เล่าด้วยความกังวลว่า ค่าไฟในเดือนนี้อาจพุ่งสูงเกิน 300 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 10,000 บาท) ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของค่าเช่าบ้าน และเธอยังกลัวว่าหากเกิดไฟดับ อาหารในตู้เย็นจะเน่าเสียทั้งหมด ขณะที่เอมี คาสปาร์ นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในชิคาโก กล่าวเปรียบเทียบว่า “สภาพอากาศตอนนี้เมื่อรวมกับลมพัด มันรู้สึกเหมือนเรากำลังยืนอยู่ข้างหลังท่อไอเสียของรถบัสตลอดเวลา”

นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันการศึกษาด้านสภาพภูมิอากาศมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ยืนยันว่า คลื่นความร้อนที่รุนแรงและมาเร็วขึ้นในปัจจุบัน เป็นผลกระทบที่สามารถชี้วัดได้ชัดเจนที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ เช่นเดียวกับที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุโรปตะวันตกก่อนหน้านี้ ซึ่งหากไม่มีภาวะโลกร้อน เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วในลักษณะนี้แทบจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้.

ที่มา BBC / Associated Press / Reuters

ไปรษณีย์ญี่ปุ่นป่วน หนุ่มต่างชาติมือลั่นพ่นสเปรย์กันหมีฟุ้ง หาม 5 คนส่ง รพ.

ไปรษณีย์ญี่ปุ่นป่วน หนุ่มต่างชาติมือลั่นพ่นสเปรย์กันหมีฟุ้ง หาม 5 คนส่ง รพ.

2 ก.ค. 2569 12:13 น.

ไปรษณีย์ญี่ปุ่นป่วน หนุ่มต่างชาติมือลั่นพ่นสเปรย์กันหมีฟุ้ง หาม 5 คนส่ง รพ.

เกิดเหตุระทึกในที่ทำการไปรษณีย์แห่งหนึ่งใจกลางประเทศญี่ปุ่น เมื่อชายชาวต่างชาติกดพ่นสเปรย์กันหมีโดยไม่ตั้งใจ ส่งผลให้มีผู้ได้รับผลกระทบ 8 คน และต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 5 คน

เกิดเหตุความปั่นป่วน ในที่ทำการไปรษณีย์ใจกลางประเทศญี่ปุ่น หลังชายชาวต่างชาติที่เข้าไปใช้บริการมือลั่นไปโดนที่ฉีดพ่นสเปรย์กันหมี จนทำให้สารเคมีฟุ้งไปทั่วบริเวณ  ท่ามกลางผู้ที่เข้าไปใช้บริการจำนวนมาก

โดยนายเรียวเฮ อาซาโนะ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเปิดเผยว่า ผู้ได้รับผลกระทบมีอาการไม่สบายจากการสูดดมละอองสเปรย์ แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการรุนแรง

รายงานระบุว่าชายชาวต่างชาติ ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยชื่อ ได้กล่าวขอโทษต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมยืนยันว่าการฉีดสเปรย์ดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ขณะที่เจ้าหน้าที่จะมีการสอบสวนหาสาเหตุอย่างละเอียดต่อไป

สเปรย์กันหมีเป็นสารป้องกันตัวที่มีส่วนผสมของสารแคปไซซินความเข้มข้นสูง ใช้สำหรับป้องกันการถูกหมีทำร้าย โดยสามารถก่อให้เกิดอาการแสบตา แสบจมูก ระคายเคืองผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจ หากสัมผัสหรือสูดดมเข้าไป

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหาหมีป่าออกมาทำร้ายประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากการถูกหมีทำร้ายแล้วอย่างน้อย 5 คน และเมื่อสัปดาห์นี้ ทางการกำลังตรวจสอบผู้เสียชีวิตอีกราย หลังพบศพชายคนหนึ่งมีร่องรอยถูกกัดในพื้นที่ภูเขาทางตอนเหนือของประเทศ

ข้อมูลจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่นยังระบุว่า ช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายนของปีนี้ มีผู้เสียชีวิตจากเหตุหมีทำร้ายมากกว่า 2 คนเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เริ่มเก็บสถิติในปีงบประมาณ 2560

นักวิทยาศาสตร์มองว่า สาเหตุหลักมาจากจำนวนประชากรหมีที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับจำนวนประชาชนในพื้นที่ชนบทที่ลดลง ทำให้หมีออกหากินใกล้ชุมชนมากขึ้น และเริ่มรุกล้ำเข้าสู่เขตเมืองบ่อยครั้ง

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ พรานล่าสัตว์ และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหลายสิบคน ต้องใช้เวลาถึง 4 วัน จึงสามารถจับหมีที่หลงเข้ามาในเมืองอุตสึโนะมิยะ ทางตอนเหนือของกรุงโตเกียวได้ ส่งผลให้โรงเรียนหลายแห่งต้องประกาศหยุดการเรียนการสอนชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย.

ที่มา : channelnewsasia

ต้นทางเฮโรอีนแอร์สาว มาจากต่างประเทศ ใช้ไทยเป็นจุดบรรจุ จับที่รางน้ำไม่เกี่ยว

ต้นทางเฮโรอีนแอร์สาว มาจากต่างประเทศ ใช้ไทยเป็นจุดบรรจุ จับที่รางน้ำไม่เกี่ยว

2 ก.ค. 2569 12:04 น.

ต้นทางเฮโรอีนแอร์สาว มาจากต่างประเทศ ใช้ไทยเป็นจุดบรรจุ จับที่รางน้ำไม่เกี่ยว

ป.ป.ส. ขยายผล กรณี “แอร์สาวขนเฮโรอีน” ค้นเครือข่ายยาเสพติด ยันทราบต้นทางแล้ว มาจากต่างประเทศ ใช้ไทยเป็นจุดบรรจุ ส่วนคดีจับที่รางน้ำ เป็นเพียงคดีทั่วไป ไม่เกี่ยวกับ “มีนา” 

วันที่ 2 ก.ค. 69 น.ส.อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส. ในฐานะโฆษก ป.ป.ส.เปิดเผยว่า เมื่อคืนวันที่ 1 ก.ค.69 เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ได้เปิดปฏิบัติการตรวจค้นเครือข่ายยาเสพติดทั่วประเทศ และจากการตรวจค้นพบว่าเป็นเครือข่ายยาเสพติดที่มีต้นตอมาจากพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ ประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนจะเกี่ยวข้องกับคดีแอร์สาวหรือไม่นั้น เบื้องต้นพบว่ามีทั้งส่วนที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้อง จึงขอเวลาช่วงเช้าวันนี้ให้เจ้าหน้าที่ชุดทำงานได้รวบรวมผลการตรวจค้นทั้งหมดมาตรวจสอบอย่างละเอียด ก่อนจะแถลงข่าวในช่วงบ่ายวันนี้ต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวการจับกุมกลุ่มบุคคลที่คาดว่าเป็นคนขับรถยนต์เก๋ง หรือผู้เกี่ยวข้องในซอยรางน้ำช่วงกลางดึกวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร น.ส.อารีภักดิ์ กล่าวว่า คดีดังกล่าวเป็นเพียงคดีทั่วไปตามพฤติการณ์ที่ปรากฏเป็นข่าว ยังไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับคดีของ น.ส.มีนา โดยตรง แต่อย่างไรก็ตาม ป.ป.ส. กำลังเร่งขยายผลขบวนการนี้ในอีกหลายส่วน ขอให้รออีกหน่อย คาดว่าภายใน 1-2 วันนี้จะมีความชัดเจน ตามที่เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้เน้นย้ำให้ดำเนินการอย่างเต็มที่ ส่วนกรณีรถยนต์ต้องสงสัย ที่อาจเกี่ยวข้องกับการขนส่งพัสดุยาเสพติดเฮโรอีนนั้น มั่นใจว่าพื้นที่กรุงเทพฯ มีกล้องวงจรปิด จำนวนมาก แม้เจ้าตัวจะไม่เข้ามารายงานตัว เจ้าหน้าที่ก็สามารถติดตามตัวมาสอบสวน เพื่อพิสูจน์ความเชื่อมโยงได้อย่างแน่นอน

สำหรับเป้าหมายสำคัญของการขยายผลภายใน 1-2 วันนี้ คือ การตัดวงจรและหาเส้นทางลำเลียงยาเสพติดจากประเทศไทยไปยังประเทศปลายทางออสเตรเลีย โดยพฤติการณ์ของเครือข่ายนี้จะมีกลุ่มที่ทำหน้าที่เป็น “นักบิน” หรือคนวิ่งของคอยลำเลียงยาเสพติดมาพักไว้ ก่อนส่งออกนอกประเทศ ขณะนี้ ป.ป.ส. ทราบข้อมูลและเส้นทางบางส่วนแล้ว รวมทั้งทราบตัวกลุ่มผู้ร่วมขบวนการและผู้รับปลายทางในออสเตรเลีย ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะนำไปต่อจิ๊กซอว์ร่วมกับทางการออสเตรเลียต่อไป 

ส่วนประเด็นที่สังคมตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใด น.ส.มีนา จึงหลงเชื่อและไว้วางใจเพจเฟซบุ๊ก “Rose Rose” จนยอมรับหิ้วกระเป๋าเดินทางข้ามประเทศ ทั้งที่มีกฎเหล็กห้ามลูกเรือรับหิ้วของโดยเด็ดขาด ประเด็นนี้เราเองก็ตั้งข้อสังเกตมาโดยตลอด เนื่องจากสินค้าที่ส่งมา ไม่มีการระบุที่มาของเจ้าของอย่างชัดเจน ซึ่งผู้ที่จะให้คำตอบได้ดีที่สุดคือตัว น.ส.มีนา โดยขณะนี้ทางการออสเตรเลียกำลังอยู่ระหว่างสรุปและรวบรวมคำให้การส่งมาให้ ป.ป.ส. เช่นกัน

ขณะนี้ ป.ป.ส. ทราบแหล่งที่มาของขบวนการยาเสพติดและกระเป๋าผ้าที่เกี่ยวข้องกับคดีของแอร์สาวแล้ว แต่อยู่ระหว่างปฏิบัติการเชิงลึก จึงยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้ โดยยืนยันได้เพียงว่า ทราบต้นทางของยาเสพติดประเภทเฮโรอีนที่แอร์สาวนำมาแล้ว ซึ่งมีต้นทางมาจากต่างประเทศอย่างแน่นอน ส่วนจะเป็นพื้นที่ใดนั้น อยู่ระหว่างไล่เส้นทาง เนื่องจากขบวนการค้ายาเสพติดใช้เส้นทางลำเลียงหลัก 3 เส้นทาง ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และจ.กาญจนบุรี เพราะประเทศไทยไม่มีแหล่งผลิตยาเสพติดประเภทนี้ แต่ขบวนการมักใช้ประเทศไทยเป็นจุดบรรจุและเปลี่ยนพัสดุภัณฑ์ ก่อนส่งต่อไปถึงมือของ น.ส.มีนา ส่วนความชัดเจนเกี่ยวกับพัสดุที่ถูกนำมาส่ง และการแชตพูดคุยกับผู้ว่าจ้างนั้น ยืนยันว่า จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของนิติบุคคล พบว่าพัสดุต้องสงสัยถูกนำมาส่งเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ขณะที่แอร์สาวมีการแชตพูดคุยกับผู้ว่าจ้างมาตั้งแต่ต้นเดือน มิ.ย.เป็นการพูดคุยต่อเนื่อง ก่อนจะตกลงทำธุรกิจร่วมกัน และนัดให้นำพัสดุมาส่งในวันที่ 22 มิ.ย.นอกจากนี้ คาดว่าทางแอร์สาวน่าจะมีความสับสนเรื่องวัน และแอร์สาวให้การกับทางการออสเตรเลียว่าเป็นการรับงานลักษณะนี้เป็นครั้งแรก แต่จากข้อมูลพบว่าการเดินทางเข้า-ออกประเทศออสเตรเลียครั้งล่าสุด นับเป็นครั้งที่ 14 จึงต้องตรวจสอบว่าคำให้การดังกล่าวสอดคล้องกับพยานหลักฐานหรือไม่

นิวยอร์กเตรียมรับ “วิวาห์แห่งปี” เทย์เลอร์ สวิฟต์ – ทราวิส เคลซี ปิดแมดิสันสแควร์การ์เดน

นิวยอร์กเตรียมรับ "วิวาห์แห่งปี" เทย์เลอร์ สวิฟต์ - ทราวิส เคลซี ปิดแมดิสันสแควร์การ์เดน

2 ก.ค. 2569 11:47 น.

นิวยอร์กเตรียมรับ “วิวาห์แห่งปี” เทย์เลอร์ สวิฟต์ – ทราวิส เคลซี ปิดแมดิสันสแควร์การ์เดน

สื่อสหรัฐฯ และแหล่งข่าวหลายกระแสคาด “เทย์เลอร์ สวิฟต์” และ “ทราวิส เคลซี” เตรียมจัดงานแต่งงานสุดยิ่งใหญ่ที่แลนด์มาร์กใจกลางนครนิวยอร์ก “เมดิสัน สแควร์ การ์เดน” วันศุกร์นี้ ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดและรายชื่อแขกคนดังระดับเอลิสต์

นครนิวยอร์กกำลังจับตากระแสข่าวการจัดงานแต่งงานของนักร้องระดับโลก เทย์เลอร์ สวิฟต์ และทราวิส เคลซี นักอเมริกันฟุตบอลชื่อดัง หลังมีรายงานจากสื่อสหรัฐฯ หลายแห่งว่า ทั้งคู่เตรียมเข้าพิธีวิวาห์ในคืนวันศุกร์ (3 ก.ค.) ที่เมดิสัน สแควร์ การ์เดน (MSG) แลนด์มาร์กสำคัญในย่านแมนฮัตตัน

แม้ว่าแผนการจัดงานแต่งงานของซูเปอร์สตาร์สาวระดับพันล้าน เทย์เลอร์ สวิฟต์ และยอดนักกีฬาแชมป์ซูเปอร์โบวล์ 3 สมัย ทราวิส เคลซี ในวัย 36 ปีเท่ากัน จะถูกเก็บเป็นความลับสุดยอด แต่ล่าสุดเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายที่ได้รับฟังบรรยายสรุปแผนรักษาความปลอดภัยได้เปิดเผยกับสำนักข่าวเอพีว่า งานวิวาห์แห่งปีจะเกิดขึ้นในคืนวันศุกร์นี้อย่างแน่นอน

รายงานระบุว่า เทศกาลแห่งความเฉลิมฉลองจะเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่คืนวันพฤหัสบดี ด้วยงานเลี้ยงอาหารค่ำมื้อพิเศษ สำหรับแขกคนสนิทเพียง 100 คน ก่อนจะเข้าสู่งานวิวาห์เต็มรูปแบบในวันศุกร์ที่มีรายชื่อแขกคนดังระดับท็อปของวงการร่วม 1,000 คน อาทิ จีจี ฮาดิด, คารา เดอเลอวีญ, เซเลนา โกเมซ, โซอี คราวิตซ์ ตลอดจนเพื่อนร่วมทีมแคนซัส ซิตี้ ชีฟส์ ของเคลซี

นอกจากนี้ แหล่งข่าวบันเทิงชื่อดังอย่าง TMZ ยังเปิดเผยว่า ภายในฮอลล์ยักษ์ของแมดิสันสแควร์การ์เดน มีการสร้างปราสาทจำลองขนาดใหญ่เพื่อใช้เป็นฉากหลังสุดอลังการสำหรับงานนี้ โดยแขกทุกคนต้องเซ็นสัญญาเก็บความลับและจะไม่อนุญาตให้ใช้โทรศัพท์มือถือตลอดทั้งงาน

บรรยากาศรอบๆ แมดิสันสแควร์การ์เดนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความคึกคัก มีรถบรรทุกและรถโฟร์กลิฟต์ลำเลียงอุปกรณ์จัดงานเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง มีผู้พบเห็นการปูพรมแดงขนาดใหญ่บริเวณทางเข้าก่อนจะถูกเก็บออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อพรางตา ขณะที่หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงานว่า จะมีการเพิ่มกำลังตำรวจและสั่งปิดถนนรอบพื้นที่ตั้งแต่วันพฤหัสบดีเป็นต้นไป

ปัจจุบัน คาดว่าทั้งคู่เดินทางถึงนิวยอร์กแล้ว โดยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวของสวิฟต์ลงจอดเมื่อวันอังคาร และมีคนเห็นรถของเธอในเมือง ขณะที่เคลซีก็มีภาพหลุดขณะกำลังวิ่งจ็อกกิ้งในย่านแมนแฮตตัน

แม้แมดิสันสแควร์การ์เดน ซึ่งรองรับคนได้กว่า 19,500 คน จะไม่ใช่สถานที่จัดงานแต่งงานทั่วไป และตั้งอยู่เหนือสถานีรถไฟเพนน์สเตชันอันพลุกพล่าน แต่นี่คือสถานที่ที่ตอบโจทย์เรื่องความเป็นส่วนตัวสูงสุด เนื่องจากมีทางเข้าที่มิดชิด มีที่จอดรถในร่มที่ปลอดภัย และไม่มีหน้าต่าง ทำให้สามารถรอดพ้นจากสายตาของปาปารัสซีและโดรนติดกล้องได้อย่างสมบูรณ์

แม้ตัวแทนของเทย์เลอร์ สวิฟต์ จะยังไม่ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการ แต่บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมืองต่างออกมายอมรับกลายๆ โดย เจสสิกา ทิสช์  ผู้บัญชาการตำรวจนิวยอร์กกล่าวแถลงการณ์ว่า ตำรวจกำลังติดตามอีเวนต์ใหญ่ที่แมดิสันสแควร์การ์เดนในคืนวันศุกร์นี้ และได้เตรียมกำลังเจ้าหน้าที่พร้อมรับมือแล้ว

ด้านนายโซห์ราน มามดานี นายกเทศมนตรีนิวยอร์ก ได้โพสต์คลิปวิดีโอเตือนประชาชนเกี่ยวกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดในสัปดาห์นี้ พร้อมทิ้งท้ายแบบมีเลศนัยว่า: “เราพร้อมแล้ว และอยากให้คุณพร้อมด้วย โดยเฉพาะถ้าคุณกำลังจะฉลองฟุตบอลโลก, วันชาติ 4 กรกฎาคม หรือถ้าคุณกำลังเช่า MSG เพื่อจัดงานแต่งงานสุดสัปดาห์นี้” คลางกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

สัปดาห์นี้ถือเป็นช่วงเวลาที่นิวยอร์กต้องรับศึกหนัก เนื่องจากตรงกับช่วงฉลองวันชาติสหรัฐฯ (4 ก.ค.) ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัด และยังมีโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลโลกในวันที่ 5 กรกฎาคมอีกด้วย ทางแจนโน ลีเบอร์ ประธานการขนส่งมวลชนนครนิวยอร์ก จึงได้ออกมาแนะนำให้เหล่าคนดังเลือกใช้รถไฟใต้ดินแทนการนั่งรถติดอยู่บนถนนในย่านใจกลางเมืองในวันงานดังกล่าว.

ที่มา Associated Press / AFP

สุดช็อก เด็กแคนาดาวัย 11 ปี เสียชีวิตเพราะพิษสุนัขบ้า หลังถูกค้างคาวเกาะใบหน้า

สุดช็อก เด็กแคนาดาวัย 11 ปี เสียชีวิตเพราะพิษสุนัขบ้า หลังถูกค้างคาวเกาะใบหน้า

2 ก.ค. 2569 11:19 น.

สุดช็อก เด็กแคนาดาวัย 11 ปี เสียชีวิตเพราะพิษสุนัขบ้า หลังถูกค้างคาวเกาะใบหน้า

เด็กชายชาวแคนาดา วัย 11 ปี เสียชีวิตจาก โรคพิษสุนัขบ้า หลังถูกค้างคาวสัมผัสบริเวณจมูกและปากระหว่างนอนหลับ โดยครอบครัวไม่ทราบว่ามีความเสี่ยงติดเชื้อ จึงไม่ได้รีบพาเข้ารับการรักษาป้องกันทันที

วารสารการแพทย์ของสมาคมแพทย์แคนาดา เผยแพร่รายงานกรณีศึกษาสุดสะเทือนใจ เมื่อเด็กชายชาวแคนาดา วัย 11 ปี ต้องเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า สาเหตุจากการที่ถูกค้างคาวสัมผัสบริเวณจมูกและปากระหว่างนอนหลับ แต่ครอบครัวไม่คิดว่าเป็นอันตราย เพราะไม่ได้ถูกกัดและไม่มีรอยแผล จึงไม่ได้รีบพาเข้ารับการรักษาป้องกันทันที

เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างที่เด็กชายเดินทางไปพักผ่อนกับครอบครัวที่กระท่อมตากอากาศแห่งหนึ่งในรัฐออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา เมื่อปี 2024 โดยรายงานระบุว่า เด็กชายสะดุ้งตื่นขึ้นมาพบค้างคาวเกาะอยู่บริเวณจมูกและปาก จึงใช้มือปัดค้างคาวออกจากใบหน้า ก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะจับค้างคาวใส่ภาชนะและนำไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ไม่ได้พาลูกชายไปพบแพทย์ในทันที เนื่องจากไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยการถูกกัด และเห็นว่าค้างคาวไม่ได้มีพฤติกรรมผิดปกติ แต่หลังจากผ่านไป 19 วัน เด็กชายเริ่มมีอาการชาบริเวณใบหน้าและเกิดอาการบวม ครอบครัวจึงพาไปเข้ารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉิน

ในระยะแรก แพทย์สงสัยว่าอาจเป็น โรคเบลล์พาลซี หรือภาวะอัมพาตของเส้นประสาทใบหน้าชั่วคราว จึงให้ยาต้านไวรัสที่ใช้รักษาโรคในกลุ่มเริม

ต่อมาเด็กชายกลับเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอีก 2 ครั้ง โดยแพทย์วินิจฉัยเบื้องต้นว่าอาจเป็นการติดเชื้อไวรัสในช่องปากและเหงือก แต่ในวันถัดมาอาการกลับทรุดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อใบหน้าด้านขวาเริ่มอ่อนแรง

ระหว่างรอเข้ารับการรักษา เด็กชายมีไข้สูงถึง 39 องศาเซลเซียส กลืนลำบาก มีอาการสับสน และเกิดภาพหลอน ก่อนอาการจะเลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว จนต้องใส่เครื่องช่วยหายใจและเข้ารักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตเด็ก

แพทย์จากมหาวิทยาลัยแมนิโทบา เริ่มสงสัยว่าเด็กชายอาจติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า ก่อนที่ผลตรวจในอีกไม่กี่วันต่อมาจะยืนยันว่าเป็นความจริง

ขณะเดียวกัน สำนักงานตรวจสอบอาหารแห่งแคนาดายังตรวจพบว่า เชื้อที่เด็กชายได้รับเป็นสายพันธุ์โรคพิษสุนัขบ้าที่พบในค้างคาว

ท้ายที่สุดเด็กชายเสียชีวิตหลังเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้ 17 วัน โดยก่อนหน้านี้ไม่มีประวัติภูมิแพ้ ไม่ได้ถูกเห็บกัด ไม่มีประวัติสัมผัสผู้ป่วย และไม่ได้เดินทางออกนอกประเทศ

รายงานระบุว่า โรคพิษสุนัขบ้าในมนุษย์พบได้น้อยมากในประเทศแคนาดา โดยนับตั้งแต่ปี 1924 มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้เพียง 28 ราย เนื่องจากประเทศมีโครงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม แพทย์เน้นย้ำว่าการสัมผัสค้างคาวโดยตรง ไม่ว่าจะถูกกัดหรือไม่เห็นรอยแผลก็ตาม ถือเป็นข้อบ่งชี้ที่ควรได้รับวัคซีนและอิมมูโนโกลบูลินป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าหลังการสัมผัสเชื้อโดยเร็วที่สุด

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เชื้อโรคพิษสุนัขบ้าสามารถเข้าสู่ร่างกายได้จากบาดแผลขนาดเล็กมากจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และเมื่อผู้ป่วยเริ่มแสดงอาการ เช่น ชา กลืนลำบาก ไข้ สับสน หรือมีอาการทางระบบประสาทแล้ว โรคนี้แทบจะเสียชีวิตเกือบ 100% และยังไม่มีวิธีรักษาที่ได้ผล.

ที่มา : BBC