ฉัตรชัย เผย รอ นายกฯ เซ็นตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยคนใหม่ เชื่อสถานการณ์ใต้ดีขึ้น

ฉัตรชัย เผย รอ นายกฯ เซ็นตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยคนใหม่ เชื่อสถานการณ์ใต้ดีขึ้น

ฉัตรชัย เผย รอ นายกฯ เซ็นตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยคนใหม่ เชื่อสถานการณ์ใต้ดีขึ้น

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.02 น.

28 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 09.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึง ความคืบหน้ากระบวนการพูดคุยสันติสุข จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าตอนนี้กำลังจะเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยอย่างเป็นทางการ 

ผู้สื่อข่าวถามถึงคณะพูดคุยทางหัวหน้าคณะจะเป็นคนคัดเลือกเองใช่หรือไม่ นายฉัตรชัยกล่าวว่า เดี๋ยวจะไปดูอีกที ต้องให้หัวหน้าคณะพิจารณาด้วยว่ารูปแบบการพูดคุยหรือองค์ประกอบจะเป็นอย่างไรบ้าง ส่วน สมช. ยังทำหน้าที่เลขาคณะพูดคุยอยู่

เมื่อถามว่า จะเริ่มพูดคุยได้เมื่อไหร่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า ถ้านายกฯลงนามก็จะเริ่มกระบวนการได้เลย

เมื่อถามว่า การพูดคุยในช่วงที่ผ่านมายังคงมีการพูดคุยต่อเนื่องหรือเว้นช่วงไปช่วงที่เปลี่ยนผ่านรัฐบาล นายฉัตรชัย กล่าวว่า ความจริงรอบที่แล้วที่ พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา อดีตหัวหน้าคณะพูดคุย ขณะปฏิบัติหน้าที่ก็มีการพูดคุยจนได้เนื้อหาระดับหนึ่ง แต่บังเอิญมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลพอดี ส่วนครั้งนี้จะหยิบยกสิ่งที่เคยมีการพูดคุยกันมาพิจารณาด้วยหรือไม่ เดี๋ยวต้องรอดู อยู่ที่หัวหน้าคณะ

ผู้สื่อข่าวถามถึง มีการตั้งข้อสังเกตคนที่มาพูดคุยกับเราเป็นตัวจริงหรือตัวปลอม นายฉัตรชัย กล่าวว่า หลักการในการคุย ต้องใช้คำว่า เราคุยทุกกลุ่มให้ครอบคลุมทั้งในประเทศ และนอกประเทศ ส่วนตัวจริงหรือตัวปลอมนั้น ถ้าคนที่เห็นต่างเราก็ต้องคุย ที่ผ่านมามักเป็นฝ่ายการเมือง หรือฝ่ายทหาร ซึ่งมีหลายส่วน เราต้องคุยทั้งหมดนี่คือหลักการที่เราทำมานานแล้ว 

เมื่อถามว่า มั่นใจคณะพูดคุยชุดใหม่จะสามารถทำให้เหตุการณ์ในภาคใต้ดีขึ้นใช่หรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า จากประสบการณ์เก่าๆที่ผ่านมา เราต้องเอาประสบการณ์นั้นมาประเมินดู และอาจมีการปรับแนวทางให้มีความลงตัวมากขึ้น

เมื่อถามว่า จะมีอะไรที่แตกต่างจากแนวทางเก่าหรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า ตรงนี้ต้องรอให้หัวหน้าคณะได้พิจารณาดีกว่า

วธ.คืนชีพ ปราสาทตาควาย บูรณะใหม่สวยเหมือนเดิม เผยความต่างแค่สีวัสดุ

วธ.คืนชีพ ปราสาทตาควาย บูรณะใหม่สวยเหมือนเดิม เผยความต่างแค่สีวัสดุ

วธ.คืนชีพ ปราสาทตาควาย บูรณะใหม่สวยเหมือนเดิม เผยความต่างแค่สีวัสดุ

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.46 น.

วธ.เดินหน้า บูรณะปราสาทตาควาย กลับมาเหมือนเดิม ชี้สภาพคล้ายของเก่า ต่างกันแค่สี

28 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 09.40 น. ที่ทําเนียบรัฐบาล น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว. วัฒนธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงการดําเนินการบูรณะฟื้นฟูประสาทตาควาย ต.บังได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ว่าตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการจัดสรรงบประมาณ ที่เบื้องต้นกรมศิลปากรได้มีการสํารวจและตั้งงบประมาณเรียบร้อยแล้ว โดยมีการประสานเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ในการเข้าพื้นที่ ซึ่งก็พร้อมที่จะอํานวยความสะดวกในทุก ๆ ด้าน ส่วนเรื่องความปลอดภัยของสถานการณ์ในพื้นที่นั้นตนยังไม่สามารถยืนยันได้ ขอให้เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคงที่จะเป็นผู้ยืนยัน แต่ที่ได้รับทราบในเรื่องของการอํานวยความสะดวก ถ้าหากเราจะเข้าไปในพื้นที่ ซึ่งมีการยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ของเราจะต้องได้รับความปลอดภัย แต่จากล่าสุดที่ได้มีการลงไปทําพิธีบวงสรวงในพื้นที่ก็มีความปลอดภัยไม่มีอะไร 

เมื่อถามว่าการบูรณะครั้งนี้ รูปแบบของปราสาทจะกลับมาคล้ายเดิมมากที่สุดใช่หรือไม่ น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า คล้ายมากที่สุดเพราะตอนนี้เรามีเทคโนโลยี ที่สามารถทําให้ปราสาทกลับมาลักษณะเดิม แต่อาจจะมีเรื่องของสีที่จะมองเห็นชัดว่าอันไหนคือของเก่า อันไหนคือของใหม่ ซึ่งขั้นตอนการบูรณะไม่ได้มีความซับซ้อน ซึ่งทางกรมศิลปากรเองก็มีบุคลากรที่มีความรู้อยู่แล้ว ที่สามารถจะบูรณะให้สวยงามได้เหมือนเดิม และจากนั้นก็จะสามารถเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้  และจะมีการดูในเรื่องของการปรับปรุงพื้นที่ ปรับปรุงภูมิทัศน์ในคราวเดียวกัน

นายกฯ ทำท่าเขียนลายเซ็น เผยใกล้ได้ ครม.เศรษฐกิจ แล้ว

นายกฯ ทำท่าเขียนลายเซ็น เผยใกล้ได้ ครม.เศรษฐกิจ แล้ว

นายกฯ ทำท่าเขียนลายเซ็น เผยใกล้ได้ ครม.เศรษฐกิจ แล้ว

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.43 น.

28 เมษายน 2569 ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยก่อนการประชุมผู้สื่อข่าวถามว่าจะลงนามตั้ง ครม.เศรษฐกิจ เมื่อใด นายกฯ กล่าวว่า “กำลังๆ” พร้อมทำท่าเขียนลายเซ็น ก่อนกล่าวอีกว่า “ไฟนอล” ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมวันเดียวกันนี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ ลาการประชุมเพียงคนเดียว

เลขา สมช.ชี้ชัด! ไทยมีสิทธิ์ยกเลิก MOU 44 แม้เขมรไม่พอใจ

เลขา สมช.ชี้ชัด! ไทยมีสิทธิ์ยกเลิก MOU 44 แม้เขมรไม่พอใจ

เลขา สมช.ชี้ชัด! ไทยมีสิทธิ์ยกเลิก MOU 44 แม้เขมรไม่พอใจ

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.40 น.

“เลขา สมช.”ชี้ชัด! ไทยมีสิทธิ์ยกเลิก MOU 44 แม้เขมรไม่พอใจ เผยรอ กต.เสนอ ครม.ยกเลิก

28 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังยกเลิกเอ็มโอยู 44 มีการประเมิณสถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง ว่า เรื่องของทวิภาคีเรายังมีอยู่ คงต้องเดินตามนั้น ซึ่งกรณีเอ็มโอยู 44 ที่ยกเลิกนายกรัฐมนตรีพูดแล้วว่า ต้องมีรูปแบบอื่นมาทดแทน

เมื่อถามว่า มีปฏิกิริยาจากฝ่ายกัมพูชาแล้วหรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า ตามข่าวที่ออกมาเห็นว่าฝ่ายกัมพูชาไม่เห็นด้วย แต่ตามกฎหมายเราได้มีการตรวจสอบแล้วเห็นว่า เรามีสิทธิ์ที่จะยกเลิกฝ่ายเดียวได้ ส่วนเรื่องของเอ็มโอยู 44 ทางกระทรวงต่างประเทศจะเป็นผู้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อถามว่า ยังไม่ทราบว่าเป็นช่วงไหนที่ยกเลิกใช่หรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า ยังไม่ทราบ อยู่ที่กระทรวงการต่างประเทศ จะนำเข้า ครม.เมื่อไหร่

ยศชนัน ชูโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนขยะเกษตรเป็นพลังงาน หนุนรายได้ยั่งยืน

ยศชนัน ชูโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนขยะเกษตรเป็นพลังงาน หนุนรายได้ยั่งยืน

ยศชนัน ชูโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนขยะเกษตรเป็นพลังงาน หนุนรายได้ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.40 น.

ยศชนัน จ่อดันเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนการเผาเป็นพลังงาน สร้างรายได้ยั่งยืนให้เกษตรกร

28 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 07.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ในช่วงบ่ายวันนี้จะเดินทางไปแถลงแนวทางขับเคลื่อน Circular Economy หรือ เศรษฐกิจหมุนเวียน ณ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) โดยจะเป็นการนำเสนอโมเดลการจัดการวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือ

ทั้งนี้ กระทรวงฯ พยายามผลักดันให้เกิดระบบหมุนเวียนอย่างครบวงจร เพื่อเปลี่ยนวัสดุที่เกษตรกรเคยเผาทิ้งให้กลายเป็นแผงโซลาร์เซลล์และน้ำมันประเภทต่าง ๆ ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยอาศัยเทคโนโลยีของ อว. และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเอง ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้จะเข้ามาช่วยลดภาระรายจ่ายให้แก่เกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับวาระที่จะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในส่วนของกระทรวง อว. วันนี้นั้น นายยศชนัน ระบุว่า เนื่องจากสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายน จึงต้องเร่งเสนอเรื่องต่าง ๆ ให้ทันตามกำหนดการ โดยคาดว่าจะมีหลายวาระทยอยเข้าสู่ที่ประชุม เนื่องจากเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มรายได้และแก้ปัญหาค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งจะมีโครงการที่เป็นประโยชน์จากหลายกระทรวงเสนอเข้ามาพร้อมกัน

ในด้านงบประมาณของกระทรวง อว. คาดว่าจะยังคงอยู่ในกรอบเดิมตามที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ระบุถึงเกณฑ์การคุมงบประมาณของแต่ละกระทรวงไว้ไม่เกิน 20% ซึ่งการใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละปีจะปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม โดยพิจารณาจากความเดือดร้อนของประชาชนในแต่ละพื้นที่และความต่อเนื่องของโครงการเป็นหลัก นอกจากนี้ ตนยังมีแผนที่จะสนับสนุน Wellness Economy หรือเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพควบคู่ไปด้วย

ทั้งนี้ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) คือแนวคิดในการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่กระบวนการผลิต การใช้งาน ไปจนถึงการนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดปริมาณของเสียให้เหลือศูนย์ (Zero Waste)

รุทธพล เผย 29 เม.ย.รู้ผล พักโทษ ทักษิณ ติดกำไล EM หรือไม่ มีเงื่อนไขอะไรบ้าง

รุทธพล เผย 29 เม.ย.รู้ผล พักโทษ ทักษิณ ติดกำไล EM หรือไม่ มีเงื่อนไขอะไรบ้าง

รุทธพล เผย 29 เม.ย.รู้ผล พักโทษ ทักษิณ ติดกำไล EM หรือไม่ มีเงื่อนไขอะไรบ้าง

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.36 น.

28 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงการพักโทษ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ในวันที่ 29 เม.ย.จะมีการประชุมคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรม ที่กระทรวงยุติธรรม ซึ่งการพิจารณาเป็นไปตามกรอบระเบียบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่ต้องติดกำไล EM ใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า คงมีการสอบถามในที่ประชุมจากกรมคุมประพฤติว่าอยู่ในเงื่อนไขที่ไม่ต้องติดกำไล EM หรือไม่ เมื่อถามว่า หลังจากพักโทษแล้วจะมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดอะไรหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ต้องดูตามระเบียบว่าหากจะไม่ต้องติดกำไล EM จะมีเงื่อนไขอะไรบ้าง รวมถึงเงื่อนไขในการรายงานตัวจะมีอะไรบ้าง ซึ่งเป็นระเบียบของกรมคุมประพฤติ

เมื่อถามอีกว่า ในการประชุมวันที่ 29 เม.ย.รู้ผลสรุปทั้งหมด รวมถึงเรื่องกำไล EM ด้วยหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ถูกต้อง และหลังจากนี้เมื่อทราบผลแล้วก็ไม่ต้องชงไปที่คณะกรรมการชุดใดอีกแล้ว เพราะถือเป็นอำนาจของปลัดกระทรวงในการพิจารณา

ผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่ได้มีเงื่อนไขห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมืองใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขในการพิจารณาพักโทษ

ดนุชา เคลียร์ปมแลนด์บริดจ์ ยันไม่เคยค้าน แค่ชี้คลองไทยไม่คุ้ม แนะปั้นระนองนำร่องส่งออก

ดนุชา เคลียร์ปมแลนด์บริดจ์ ยันไม่เคยค้าน แค่ชี้คลองไทยไม่คุ้ม แนะปั้นระนองนำร่องส่งออก

ดนุชา เคลียร์ปมแลนด์บริดจ์ ยันไม่เคยค้าน แค่ชี้คลองไทยไม่คุ้ม แนะปั้นระนองนำร่องส่งออก

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.19 น.

“ดนุชา”แจง”สภาพัฒน์”ยังไม่เคยศึกษา”แลนด์บริดจ์” แค่ค้าน”คลองไทย” ชี้ควรเริ่มทำท่าเรือส่งออกฝั่งตะวันตกที่ จ.ระนอง ก่อนค่อยขยาย ประเทศได้ประโยชน์มาก

28 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึงกรณี สศช.เคยมีผลการศึกษาว่าโครงการแลนด์บริดจ์ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า สศช.ยังไม่ศึกษาเรื่องแลนด์บริดจ์ แต่สิ่งที่ทำในสมัย พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเรื่องคลองไทย โดยนายกรัฐมนตรีและสมาคมคลองไทย ให้ทาง สศช.ไปดูว่าจะได้ผลประโยชน์อย่างไรบ้าง เราจึงได้ไปทำการศึกษาในเบื้องต้นว่าคลองไทยมีประโยชน์ออย่างไร ซึ่งมีการเปรียบเทียบกันระหว่างระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ Southern Economic Corridor กับแลนด์บริดจ์ โดยผลในการเปรียบเทียบออกมาว่า คลองไทยจะได้ผลประโยชน์ต่ำสุด รองลงมาคือตัวแลนด์บริดจ์ เพราะจะมีการลงทุนสูงมาก แต่ถ้าไม่มีการพัฒนาตัวอุตสาหกรรมเพิ่มเติม เป็นแค่แลนด์บริดจ์อย่างเดียวนั้น ผลประโยชน์มันจะไม่มาก แต่ถ้ามาเทียบกันกับการทำ Southern Economic Corridor ซึ่งมีพื้นที่อุตสาหกรรมด้วย เป็นอุตสาหกรรมเบาหรืออะไรที่เป็นการเกษตร ในพื้นที่ก็จะมีประโยชน์มากกว่า ยืนยันว่า สศช.ไม่เคยศึกษาเรื่องแลนด์บริดจ์อย่างจริงจัง

เมื่อถามย้ำว่า โครงการที่ไม่คุ้มทุน คือ โครงการคลองไทย ใช่หรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า โครงการคลองไทย ที่เราศึกษามาแล้วว่า ถ้าหากทำจะไม่คุ้ม เมื่อถามว่า ขณะนี้รัฐบาลเดินหน้าทำโครงการแลนด์บริดจ์ สภาพัฒน์ฯ มองอย่างไร นายดนุชา กล่าวว่า ต้องดูว่ารูปแบบโครงการจะมีอะไรบ้าง และการลงทุนจะเป็นอย่างไร ต้องเปรียบเทียบและดูว่า จะได้ผลประโยชน์อะไรบ้าง เพราะการส่งสินค้าอย่างเดียวนั้นไม่ได้ ต้องมีพื้นที่อุตสาหกรรม และพัฒนาพื้นที่เพิ่มเติมด้วย แต่ประเด็นสำคัญตอนนี้ในประเทศไทยท่าเรือฝั่งตะวันตก ที่เป็นท่าเรือส่งออกสินค้าจริงๆ นั้น ยังไม่มี หากเริ่มต้นจากการทำท่าเรือที่ จ.ระนอง ก่อน แล้วค่อยขยายก็ได้เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับรูปแบบที่จะดำเนินโครงการว่าจะมีอะไรบ้าง ซึ่งต้องไปดูในรายละเอียด โดยหน่วยงานที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียดและจริงจัง คือ กระทรวงคมนาคม ที่ได้เริ่มมานานแล้ว

เมื่อถามว่า เมื่อศึกษาแล้วผลสรุปจะคุ้มหรือเหมาะต่อการดำเนินโครงการหรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า ยังตอบตอนนี้ไม่ได้ เพราะต้องดูองค์ประกอบ และรายละเอียดโครงการว่ามีอะไรบ้าง และต้องดูว่าการกระบวนการขั้นตอนเป็นอย่างไร

“แต่ถ้าถามผม ว่าน่าจะทำอะไรอย่างไร ต้องเรียนว่า ตอนนี้ฝั่งตะวันตกยังไม่มีท่าเรือที่ส่งออกได้เลย ที่เป็นการส่งออกสินค้าแบบจริงจัง ไม่ใช่เรือเล็กๆ น้อยๆ หรือเป็นเรือที่ต้องไปเปลี่ยนถ่ายสินค้าที่ประเทศมาเลเซีย แต่ถ้าเป็นท่าเรือของเราจริงๆ เชื่อมโยงกับพื้นที่อุตสาหกรรมภายในประเทศ ที่จะส่งไปทางอินเดีย หรือตะวันออกกลาง และยุโรป ถ้าสามารถทำท่าเรือฝั่งตะวันตกได้ ก็เอาสินค้าจากแหลมฉบังมาออกตรงนี้ ก็เป็นประโยชน์กับประเทศ” นายดนุชา ระบุ

เอกนัฏ ชง ครม.รื้อค่าไฟใหม่! 200 หน่วยแรก 3 บาท-คิดขั้นบันไดช่วยทุกบ้าน เริ่มบิล มิ.ย.

เอกนัฏ ชง ครม.รื้อค่าไฟใหม่! 200 หน่วยแรก 3 บาท-คิดขั้นบันไดช่วยทุกบ้าน เริ่มบิล มิ.ย.

เอกนัฏ ชง ครม.รื้อค่าไฟใหม่! 200 หน่วยแรก 3 บาท-คิดขั้นบันไดช่วยทุกบ้าน เริ่มบิล มิ.ย.

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.37 น.

“เอกนัฏ”ชี้อัตราค่าไฟใหม่ ถูกลง 20% สำหรับ 20 ล้านครัวเรือน ใช้ไม่เกิน 200 หน่วย ทั้งระบบถูกลง 30-40%

28 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่สำหรับครัวเรือน โดย 200 หน่วยแรก จะเก็บไม่เกิน 3 บาท 200 – 400 หน่วย หน่วยละ 3.95 บาท ส่วน 401 หน่วยขึ้นไป คิดอัตราใหม่ 5 บาทต่อหน่วย ว่า ที่ผ่านมาที่ค่าไฟแพงขึ้น เพราะเรากำหนดจากค่าเอฟทีตามราคาแก๊สที่นำเข้า ซึ่งแก๊สแอลเอ็นจีจะเป็นไปตามราคาตลาด เมื่อเกิดปัญหาในตะวันออกกลาง ทำให้ค่าแก๊สขึ้นเป็นเท่าตัว และทำให้ค่าไฟฟ้าแพง เพราะไทยพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากแก๊ส

นายเอกนัฏ กล่าวว่า สูตรค่าไฟใหม่จะทำให้ค่าไฟถูกลงทั้งระบบ 30 – 40% ยืนยันว่าการปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่ครั้งนี้ เฉพาะสำหรับครัวเรือนของประชาชน ไม่เกี่ยวกับกิจการหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือผู้ใช้ไฟที่เป็นเกษตรกร และไม่เกี่ยวกับผู้ที่ใช้อัตราค่าไฟแบบมิเตอร์ทีโอยู โดยคำนวณแล้วมีทั้งหมด 23 ล้านครัวเรือน โดยการคำนวน 200 หน่วยแรก จะได้ทุกคน

เมื่อถามว่า ขณะนี้ประชาชนยังสับสนว่า สำหรับผู้ใช้ 400 หน่วยขึ้นไป ต้องจ่าย 5 บาททั้งหมด นายเอกนัฏ กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่ใช่ ค่าเฉลี่ยค่าไฟในปัจจุบัน ราคา 3.88 บาท คิดคำนวณเหมือนภาษีขั้นบันได ซึ่งในการปรับโครงสร้าง เมื่อใช้เกิน 200 หน่วย ก็จะได้ประโยชน์จากการใช้ไฟ

นายเอกนัฏ กล่าวว่า สำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟใน 200 หน่วยแรก จะได้ประโยชน์เต็มๆ และค่าไฟจะลดลง 20% ส่วนผู้ที่ใช้เกิน 200 หน่วย จะได้อานิสงส์จาก 200 หน่วยแรก ซึ่งจะถูกลง 10%

นายเอกนัฏ กล่าวว่า วันนี้จะนำวาระของกระทรวงพลังงาน ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อาทิ การปรับโครงสร้างค่าไฟ และการส่งเสริมการใช้โซล่ารูฟท็อป โดยจะลดขั้นตอนจากเดิมที่ต้องไปติดต่อหลายหน่วยงาน จะให้ไปทีเดียว ใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน พร้อมหาแหล่งเงินทุนผ่อนจ่ายในราคาที่ถูกกว่าจ่ายค่าไฟ ซึ่งไฟที่เกินกว่าที่ใช้ รัฐบาลก็จะรับซื้อแพงกว่าที่ซื้อจากโซล่าฟาร์ม

นอกจากนี้ ยังมีวาระการส่งเสริมการใช้จักรยานไฟฟ้า และจักรยานยนต์ไฟฟ้า ที่ผลิตในประเทศไทย และการใช้ไฟอย่างมีประสิทธิภาพในหน่วยงานราชการ ไฟบนพื้นถนน รวมถึงการลดค่าไฟถาวร โดยจะใช้มติ ครม.ไปเร่งเจรจายกเลิกเปลี่ยนสัญญา โครงสร้างค่าไฟฟ้า ที่เป็นสัญญาทาสชั่วนิรันดร์ เพราะไปคำนวณอัตราค่าไฟแพง และจะลดการพึ่งพาแก๊สในการผลิตไฟฟ้า ด้วยการลดการนําเข้าแก๊สราคาแพง หากเราช่วยกันใช้พลังงานแสงอาทิตย์แทน ค่าไฟจะถูกลงกับทุกคน

โดยหลังจากที่นำเรื่องเข้าที่ประชุม ครม.แล้ว พรุ่งนี้ (29 เม.ย.) ตนจะร่วมประชุมกับคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อนำเรื่องทำประชาพิจารณ์ และคาดว่าจะมีผลในรอบบิลเดือนมิถุนายนนี้ โดยประชาชนจะจ่ายในอัตราค่าไฟใหม่ สิ้นเดือนมิถุนายน

อนุทิน ตั้ง วีระพงษ์ ประภา นั่งที่ปรึกษานายกฯ ทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย

อนุทิน ตั้ง วีระพงษ์ ประภา นั่งที่ปรึกษานายกฯ ทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย

อนุทิน ตั้ง วีระพงษ์ ประภา นั่งที่ปรึกษานายกฯ ทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.57 น.

‘อนุทิน’ตั้ง ‘วีระพงษ์ ประภา’ ผู้แทนการค้าสมัยรัฐบาลแพทองธาร นั่งที่ปรึกษานายกฯ ทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทยต่อ 

เมื่อวันที่ 27 เม.ย. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 104 /2569 เรื่อง แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเพื่อทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6 ) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และข้อ 4 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยผู้แทนการค้าไทย พ.ศ. 2552 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยผู้แทนการค้าไทย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2552 จึงมีคำสั่งแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเพื่อทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย จำนวน 3 ราย ดังนี้ 1.นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ 2 นายชุตินทร คงศักดิ์ และ 3.นายวีระพงษ์ ประภา ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายวีระพงษ์ ประภา เคยดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ)และเคยเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีในรัฐบาลน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทยรับผิดชอบการเจรจาการค้ากับสหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐอเมริกา

มื้อเช้าเชื่อมสัมพันธ์! นายกฯ พา รมว.กห.สิงคโปร์ ชิมโจ๊กดังบางรัก

มื้อเช้าเชื่อมสัมพันธ์! นายกฯ พา รมว.กห.สิงคโปร์ ชิมโจ๊กดังบางรัก

มื้อเช้าเชื่อมสัมพันธ์! นายกฯ พา รมว.กห.สิงคโปร์ ชิมโจ๊กดังบางรัก

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.49 น.

28 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ช่วงเช้าก่อนเดินทางเข้าปฎิบัติหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ได้พา นายชาง ชุน ซิง รัฐมนตรีประสานงานด้านบริการภาครัฐ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐสิงคโปร์ ไปรับประทานโจ๊ก ที่ร้านโจ๊กปรินซ์บางรัก ภายหลัง นายชาง ชุน ชิง ได้เข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับนายกฯ เมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ร้านดังกล่าวเป็นร้านโจ๊กเจ้าดัง และเป็นร้านโปรดที่นายกฯ ไปรับประทานเป็นประจำ ภายหลังรับประทานเสร็จสิ้น นายอนุทิน เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 08.00 น.

– 006