ดรามากางเกงรัดรูป ผู้ว่าฯ ตุรกีถูกปลดจากตำแหน่ง หลังภาพชุดปั่นจักรยานเป็นไวรัล

ดรามากางเกงรัดรูป ผู้ว่าฯ ตุรกีถูกปลดจากตำแหน่ง หลังภาพชุดปั่นจักรยานเป็นไวรัล

24 ก.ค. 2569 12:52 น.

ดรามากางเกงรัดรูป ผู้ว่าฯ ตุรกีถูกปลดจากตำแหน่ง หลังภาพชุดปั่นจักรยานเป็นไวรัล

ผู้ว่าราชการจังหวัดในตุรกีผู้หลงใหลการปั่นจักรยาน ต้องเผชิญกับมรสุมทางการเมืองอย่างไม่คาดคิด หลังภาพที่เขาสวมกางเกงรัดรูปปั่นจักรยานกลายเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์ จนนำไปสู่การถูกปลดจากตำแหน่ง

เมห์เม็ต ฟาติห์ ชิเชกลี ผู้ว่าราชการจังหวัดอาร์ดาฮาน ทางตะวันออกของตุรกี ถูกปลดจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ตามพระราชกฤษฎีกาที่ลงนามโดยประธานาธิบดี เรเจป แทยิป แอร์โดอาน แม้ในคำสั่งจะไม่ได้ระบุเหตุผลของการปลด แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังนักการเมืองบางส่วนออกมาวิพากษ์วิจารณ์เขา จากกรณีที่สวมกางเกงปั่นจักรยานรัดรูปในงานส่งเสริมกีฬาปั่นจักรยาน และยังนำภาพดังกล่าวไปโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์

อินัน อักกุน อัลป์ สมาชิกพรรคฝ่ายค้านหลัก พรรครีพับลิกันประชาชน (CHP) กล่าวหาว่า ชิเชกลีให้ความสำคัญกับโซเชียลมีเดียมากกว่าการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมมองว่าการแต่งกายด้วยชุดรัดรูปเช่นนั้น ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด

ด้านชิเชกลี ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยประธานาธิบดีแอร์โดอัน ได้ออกมาปกป้องตัวเอง โดยยืนยันว่าชุดที่เขาสวมเป็นชุดปั่นจักรยานตามปกติ และเป็นการแต่งกายที่เหมาะสมกับกิจกรรมกีฬา

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดได้มีการเปิดแคมเปญรวบรวมรายชื่อเรียกร้องให้รัฐบาลคืนตำแหน่งให้กับเขา ซึ่งขณะนี้มีผู้ร่วมลงชื่อแล้วมากกว่า 10,000 คน โดยผู้สนับสนุนระบุว่า ชิเชกลีมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาจังหวัดอาร์ดาฮาน ทั้งการส่งเสริมกีฬา กิจกรรมสำหรับเยาวชน และการผลักดันการท่องเที่ยวด้วยจักรยาน และไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะให้ปลดเขาออกจากตำแหน่ง.

ที่มา : AP

“ศุภจี” เร่งหารือสหรัฐฯ หลังประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่ ย้ำต้องสร้างผลประโยชน์สมดุล

“ศุภจี” เร่งหารือสหรัฐฯ หลังประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่ ย้ำต้องสร้างผลประโยชน์สมดุล

24 ก.ค. 2569 12:19 น.

“ศุภจี” เร่งหารือสหรัฐฯ หลังประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่ ย้ำต้องสร้างผลประโยชน์สมดุล

“ศุภจี” เผยเร่งหารือสหรัฐฯ หลังประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่ที่เก็บจากสินค้าไทยเป็น 12.5% ย้ำ ต้องเป็นความตกลงที่สร้างผลประโยชน์อย่างสมดุล พาณิชย์เผยมีสินค้าที่ไทยได้รับการยกเว้นถึง 2,120 รายการ

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการหารือกับสหรัฐอเมริกา เปิดเผยถึงการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) กับสหรัฐฯ ว่า ได้เร่งหารือกับสหรัฐฯ เพื่อให้ได้ข้อยุติที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีทางการค้าที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานในฐานะหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระยะยาว โดยหลักสำคัญของไทยมิใช่เพียงการเร่งสรุปผลให้เร็วที่สุด แต่ต้องเป็นความตกลงที่สร้างผลประโยชน์อย่างสมดุล ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาวะของประชาชน ความมั่นคงของประเทศ ประโยชน์สาธารณะ และความสามารถในการกำหนดนโยบายของรัฐบาลในด้านต่างๆ เพื่อการบริหารประเทศได้อย่างเหมาะสม

ขณะที่ นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่สหรัฐฯ ประกาศคำตัดสินชั้นที่สุดให้เรียกเก็บภาษีตอบโต้กรณีไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับจากคู่ค้า 60 ประเทศในอัตรา 10% และ 12.5% โดยไทยและอีก 37 ประเทศ เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และจีน ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มจากอัตราภาษีนำเข้าปกติ (MFN) อีก 12.5% ว่า วันนี้สหรัฐฯ ได้บังคับใช้มาตรการภาษีภายใต้มาตรา 301 กรณีการไม่กำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ โดยเก็บอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย 12.5%  คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับที่ถูกเก็บอยู่ที่ 10% ภายใต้มาตรา 122 ที่หมดอายุในวันนี้ (24 กรกฎาคม) อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีในครั้งนี้ สหรัฐฯ ได้ยกเว้นสินค้าถึง 2,120 รายการ ซึ่งคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าสินค้าไทยไปสหรัฐฯ จึงเชื่อว่าสินค้าไทยยังคงสามารถแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ได้ 

สำหรับสินค้าที่ได้รับการยกเว้น ไม่ถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษี 12.5% รวม 2,120 รายการนั้น เช่น วงจรรวม หน่วยเก็บข้อมูล (HDD) ชิ้นส่วนอากาศยาน ยางธรรมชาติ ยางแผ่น/แท่ง แป้งมันสำปะหลัง สับปะรดสดและแปรรูป ผลไม้สดและแห้ง มะพร้าวสดและน้ำมะพร้าว น้ำตาลจากอ้อย  

อย่างไรก็ตาม ยังเหลืออีก 1 ประเด็นที่สหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างการไต่สวนตามมาตรา 301 กับคู่ค้าอีก 16 ประเทศรวมถึงไทย และยังไม่ได้ประกาศอัตราภาษีที่จะจัดเก็บ คือ การมีกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์กำลังติดตามอย่างใกล้ชิด และกำลังเร่งหารือกับสหรัฐฯ เพื่อสรุปการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ที่จะได้ประโยชน์สูงสุดต่อทั้ง 2 ฝ่าย

“ไทยอาจต้องใช้เวลาหารือกับสหรัฐฯ มากกว่าบางประเทศในภูมิภาค เนื่องจากไทยมีประเด็นอ่อนไหวและข้อจำกัดด้านกฎหมายภายในบางประการที่ไม่สามารถผ่อนปรนได้ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและความปลอดภัยของคนในประเทศ แต่ภาคส่วนต่างๆ ของไทยที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ผลิต ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า สามารถเชื่อมั่นได้ว่า การกำหนดท่าทีของไทยจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ โดยคำนึงถึงทั้งการลดผลกระทบระยะสั้นและเสริมความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว”

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้ดำเนินการคู่ขนาน ทั้งในด้านการเตรียมมาตรการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดยเฉพาะผู้ประกอบการและภาคส่วนที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง อาทิ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเสริมสภาพคล่อง มาตรการสนับสนุนด้านภาษีสำหรับผู้ส่งออก มาตรการลดต้นทุนการขนส่งและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโลจิสติกส์ ตลอดจนมาตรการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศเพื่อเพิ่มมูลค่าและเสริมความเข้มแข็งให้แก่ห่วงโซ่อุปทานของไทย 

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ยังเร่งการบุกเจาะและขยายตลาดใหม่ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการค้า ขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทยให้มีความหลากหลายมากขึ้น ควบคู่กับการรักษาฐานลูกค้าในตลาดเดิม โดยแนวทางดังกล่าวมิใช่เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่ยังมุ่งปรับโครงสร้างการค้าของไทยให้มีความยืดหยุ่น ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาวท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางการค้าโลกที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้นด้วย

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ได้ใช้มาตรการ 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ประกาศไต่สวนประเทศคู่ค้าทั่วโลกรวมทั้งไทยใน 2 ประเด็นสำคัญได้แก่ กำลังผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง และการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ ซึ่งเป็นการใช้มาตรการด้านภาษีแทนมาตรา 122 ที่เรียกเก็บอยู่ที่ 10% เพิ่มจากภาษีปกติ (MFN) ที่หมดอายุลงในวันที่ 24 ก.ค.69 

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 (เวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ) สหรัฐฯ ได้ประกาศคำตัดสินชั้นที่สุดให้เรียกเก็บภาษีตอบโต้กรณีไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับในอัตรา 10% และ 12.5% โดยไทยและอีก 37 ประเทศ เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และจีน ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มจาก MFN 12.5% แต่มีสินค้าที่ไทยได้รับการยกเว้นไม่ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% ถึง 2,120 รายการ หรือเกินกว่าครึ่งของมูลค่าส่งออกไทยไปสหรัฐฯ 

สงครามภาษีไม่มีวันจบ ทรัมป์เปลี่ยนเกม ใช้ประเด็น”แรงงานบังคับ” เดินหน้าเก็บภาษีโลกต่อ

สงครามภาษีไม่มีวันจบ ทรัมป์เปลี่ยนเกม ใช้ประเด็น"แรงงานบังคับ" เดินหน้าเก็บภาษีโลกต่อ

24 ก.ค. 2569 12:03 น.

สงครามภาษีไม่มีวันจบ ทรัมป์เปลี่ยนเกม ใช้ประเด็น”แรงงานบังคับ” เดินหน้าเก็บภาษีโลกต่อ

ถอดรหัสแผนรัฐบาลทรัมป์ จากกฎหมายภาวะฉุกเฉิน สู่การใช้กฎหมายการค้าและประเด็นแรงงานบังคับเป็นฐานทางกฎหมาย เพื่อรักษานโยบายภาษีและเดินหน้าสงครามการค้ากับทั่วโลก แม้ต้องเผชิญการตรวจสอบจากศาล

แม้ศาลสูงสหรัฐจะมีคำวินิจฉัยว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากทั่วโลก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับสะท้อนว่า ทำเนียบขาวไม่ได้ล้มเลิกนโยบายสงครามการค้า แต่เป็นเพียงการเลือกใช้กฎหมายคนละฉบับ เพื่อรักษามาตรการภาษีเอาไว้

CNN เปรียบเทียบการเดินเกมภาษีของรัฐบาลทรัมป์ออกเป็น 3 แผน ได้แก่ แผน A ที่อาศัยกฎหมายภาวะฉุกเฉิน (IEEPA) ในการประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศ ก่อนจะถูกศาลตีตกไป ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้ แผน B คือการหันไปใช้กฎหมายการค้าอีกฉบับเพื่อคงมาตรการภาษีไว้เป็นการชั่วคราว 150 วัน และเมื่อมาตรการดังกล่าวหมดอายุลง รัฐบาลทรัมป์ก็ไม่รอช้าที่จะเดินหน้า แผน C ด้วยการอาศัยกฎหมายการค้าอีกฉบับ ที่หยิบประเด็นแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทานมาเป็นฐานทางกฎหมายในการออกมาตรการภาษีรอบใหม่

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 หลังทรัมป์ใช้อำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) หรือกฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ เพื่อประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้าหลายแห่ง โดยให้เหตุผลว่าการขาดดุลการค้าและการพึ่งพาสินค้าจากต่างประเทศส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสหรัฐ มาตรการดังกล่าวทำให้อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 15% และกระทบสินค้านำเข้ามูลค่าราว 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ก่อนที่ศาลสูงจะวินิจฉัยว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการจัดเก็บภาษีศุลกากรในวงกว้าง ส่งผลให้มาตรการดังกล่าวถูกยกเลิก

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทรัมป์ไม่ได้ยุตินโยบายดังกล่าว แต่ยังหันไปใช้อำนาจตาม Section 122 ของ Trade Act ปี 1974 ซึ่งเปิดทางให้ประธานาธิบดีสามารถเรียกเก็บภาษีนำเข้าชั่วคราวเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางการค้าได้เป็นเวลา 150 วัน แม้อัตราภาษีเฉลี่ยจะลดลงเหลือราว 11.7% แต่มาตรการดังกล่าวยังคงครอบคลุมสินค้านำเข้ามูลค่ากว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 24 กรกฎาคม

เมื่อมาตรการชั่วคราวสิ้นสุดลง รัฐบาลทรัมป์จึงประกาศมาตรการภาษีชุดใหม่ ซึ่งสื่อสหรัฐเรียกว่า แผน C โดยครั้งนี้ไม่ได้อาศัยกฎหมายภาวะฉุกเฉินเหมือนเดิม แต่หันไปใช้กฎหมายการค้าอีกฉบับ พร้อมอ้างผลการสอบสวนเกี่ยวกับการค้าที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน เป็นเหตุผลทางกฎหมายในการดำเนินมาตรการภาษีต่อประเทศคู่ค้าจาก 60 ประเทศทั่วโลก ในอัตรา 10% ถึง 12.5%  รวมถึง ไทยที่โดนในอัตรา 12.5 %

นักวิเคราะห์มองว่า สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่เป้าหมายของนโยบาย แต่เป็นเครื่องมือทางกฎหมาย ที่รัฐบาลเลือกใช้ เพราะเป้าหมายหลักของทรัมป์ยังคงเป็นการรักษากำแพงภาษีเพื่อลดการขาดดุลการค้า กระตุ้นการผลิตภายในประเทศ และกดดันประเทศคู่ค้าให้กลับมาเจรจากับสหรัฐ ขณะที่ เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ กล่าวต่อวุฒิสภาว่าสิ่งที่เปลี่ยนมีเพียงอำนาจทางกฎหมายที่รัฐบาลใช้ แต่ยุทธศาสตร์การค้าไม่ได้เปลี่ยน

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจำนวนหนึ่งมองว่า แม้รัฐบาลจะเปลี่ยนฐานกฎหมายในการออกมาตรการ แต่ก็ยังมีโอกาสถูกท้าทายในชั้นศาลอีกครั้ง หากศาลเห็นว่าการใช้กฎหมายการค้าเพื่อออกมาตรการภาษีในวงกว้างเกินกว่าขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า ไม่ว่ารัฐบาลจะใช้กฎหมายฉบับใด ต้นทุนของภาษีนำเข้าก็ยังมีแนวโน้มถูกผลักไปยังผู้นำเข้า ภาคธุรกิจ และผู้บริโภคชาวอเมริกัน ผ่านราคาสินค้าที่สูงขึ้น

หากมองในภาพรวม สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดช่วงปีครึ่งที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า สงครามภาษีของทรัมป์ไม่ได้หยุดลงเพราะคำตัดสินของศาล แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการเดินเกม จากการใช้อำนาจภาวะฉุกเฉิน ไปสู่การใช้กฎหมายการค้าและเหตุผลทางกฎหมายในรูปแบบใหม่ เพื่อรักษานโยบาย “America First” เอาไว้ และหากมาตรการชุดใหม่ต้องเผชิญการฟ้องร้องอีกครั้ง ก็อาจไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ หากในอนาคตจะมีแผน D ตามมาอีก.

ที่มา : CNN , Reuters

หลายประเทศจวกทรัมป์ขึ้นภาษีนำเข้าใหม่ อ้างประเด็นแรงงานบังคับ

หลายประเทศจวกทรัมป์ขึ้นภาษีนำเข้าใหม่ อ้างประเด็นแรงงานบังคับ

24 ก.ค. 2569 11:48 น.

หลายประเทศจวกทรัมป์ขึ้นภาษีนำเข้าใหม่ อ้างประเด็นแรงงานบังคับ

หลายประเทศวิจารณ์มาตรการขึ้นภาษีนำเข้ารอบใหม่ของทรัมป์ อ้างการปราบปรามสินค้าใช้แรงงานบังคับ โดยบราซิลประกาศเตรียมตอบโต้ ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ แสดงความผิดหวังและคัดค้าน 

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หลายประเทศออกมาแสดงความไม่พอใจ หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากคู่ค้ารายใหญ่ 60 ประเทศ ในอัตรา 10-12.5% โดยอ้างว่าประเทศเหล่านั้นไม่ดำเนินมาตรการอย่างเพียงพอในการป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ

โดยบราซิล ซึ่งถูกเรียกเก็บภาษีใหม่ในอัตรา 12.5% ระบุว่า มาตรการของสหรัฐฯ เป็นการดำเนินการที่ “ไร้เหตุผล” และ “เลือกปฏิบัติโดยพลการ” พร้อมกล่าวหาว่าสหรัฐฯ นำประเด็นสิทธิแรงงาน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ มาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนนโยบายกีดกันทางการค้า พร้อมประกาศว่า จะใช้มาตรการตอบโต้ภายใต้กฎหมาย “หลักการต่างตอบแทน” (Reciprocity Law) และจะพิจารณาขยายความร่วมมือทางการค้ากับประเทศคู่ค้าอื่นเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เพิ่งประกาศเก็บภาษีสินค้าจากบราซิลอีก 25% ครอบคลุมเฟอร์นิเจอร์ เครื่องจักร น้ำตาล และสินค้าอีกหลายรายการ แม้จะยกเว้นสินค้าบางประเภท เช่น เนื้อวัวและกาแฟ

ด้านรัฐบาลญี่ปุ่น แสดงความเสียใจต่อมาตรการนี้ พร้อมยืนยันว่า การค้าของญี่ปุ่นดำเนินไปตามกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ ขณะที่ นายดอน ฟาร์เรลล์ รัฐมนตรีการค้าของออสเตรเลีย กล่าวว่า มาตรการภาษีของสหรัฐฯ “ไม่มีเหตุผลโดยสิ้นเชิง” และยืนยันว่าจะเดินหน้าผลักดันให้สหรัฐฯ ยกเลิกภาษีสินค้านำเข้าจากออสเตรเลียทั้งหมด

ส่วนนายกรัฐมนตรี คริสโตเฟอร์ ลักซอน ของนิวซีแลนด์ ระบุว่า รู้สึก “ผิดหวังอย่างยิ่ง” หลังนิวซีแลนด์และอีก 59 ประเทศถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้ารอบใหม่

มาตรการนี้มีผลบังคับใช้ในวันศุกร์ 24 กรกฎาคม หลังมาตรการภาษีนำเข้าชั่วคราว 10% ที่สหรัฐฯ ใช้กับสินค้าต่างประเทศก่อนหน้านี้สิ้นสุดลง โดยถือเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของสงครามการค้าโลกที่กลับมาปะทุอีกครั้ง นับตั้งแต่นายทรัมป์กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวเมื่อปี 2568

ทางด้านสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุว่า ภาษีครั้งนี้อาศัยอำนาจตาม มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 2517 (Trade Act of 1974) โดยให้เหตุผลว่า ประเทศคู่ค้าหลายแห่งยังไม่บังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประเทศที่ให้คำมั่นและดำเนินมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ จะถูกเก็บภาษีในอัตรา 10% ส่วนประเทศที่ยังไม่ดำเนินการหรือดำเนินการไม่เพียงพอ จะถูกเก็บภาษีในอัตรา 12.5%.

ที่มา BBC

สเปนประกาศภาวะฉุกเฉินในกรุงมาดริด-พื้นที่ใกล้เคียง หลังไฟป่าลุกลาม อพยพกว่า 1 หมื่นคน

สเปนประกาศภาวะฉุกเฉินในกรุงมาดริด-พื้นที่ใกล้เคียง หลังไฟป่าลุกลาม อพยพกว่า 1 หมื่นคน

24 ก.ค. 2569 10:55 น.

สเปนประกาศภาวะฉุกเฉินในกรุงมาดริด-พื้นที่ใกล้เคียง หลังไฟป่าลุกลาม อพยพกว่า 1 หมื่นคน

รัฐบาลสเปนประกาศภาวะฉุกเฉินในแคว้นมาดริดและจังหวัดอาบีลา หลังไฟป่าหลายจุดลุกลามควบคุมไม่ได้ สั่งอพยพประชาชนกว่า 10,000 คน พร้อมส่งหน่วยทหารเข้าควบคุมสถานการณ์

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงมหาดไทยสเปนประกาศ ภาวะฉุกเฉินระดับชาติ ในแคว้นมาดริดและจังหวัดอาบีลา  ซึ่งอยู่ใกล้กรุงมาดริด หลังเกิดไฟป่าหลายจุดลุกลามอย่างรุนแรงและยังไม่สามารถควบคุมได้

รัฐบาลระบุว่า การประกาศภาวะฉุกเฉินมีเป้าหมายเพื่อเร่งระดมกำลังพลและทรัพยากรในการดับไฟ พร้อมโอนภารกิจรับมือวิกฤตให้ หน่วยทหารรับมือเหตุฉุกเฉิน เป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติการ โดยตลอดหลายวันที่ผ่านมา มีประชาชนในแคว้นมาดริดถูกอพยพออกจากพื้นที่แล้วมากกว่า 10,000 คน เนื่องจากเกิดไฟป่าพร้อมกันหลายจุด ขณะที่ทางการได้ส่งข้อความแจ้งเตือนให้อพยพประชาชนอีก 3,500 คน ในเมือง อัลเดอา เด เฟรสโน  ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงมาดริดราว 60 กิโลเมตร

ส่วนไฟป่าที่ปะทุขึ้นในจังหวัดอาบีลาเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ยังคงลุกลามอย่างควบคุมไม่ได้ ส่งผลให้ประชาชนในเมือง บูร์โกออนโด  เอล เตียมโบล และนาบาลูเอนกา ได้รับคำสั่งให้อยู่ภายในบ้านเพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์ เอล ปาอิสรายงานว่า ประชาชนอีกกว่า 1,500 คน ถูกอพยพออกจากแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและหมู่บ้านจัดสรรในเมืองเอล เตียมโบล หลังเปลวเพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว

ด้าน นายเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ระบุว่า รัฐบาลได้ระดมทรัพยากรทุกด้านเพื่อรับมือกับไฟป่าที่กำลังส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่ ทั้งจังหวัดอาบีลา เลออน โตเลโด มาดริด และพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ พร้อมขอให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังอย่างสูง และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด.

ไฟป่าฝรั่งเศสลามหนักเข้าใกล้เมืองท่องเที่ยว เร่งอพยพกว่า 2 หมื่นคน หนีตายกลางดึก

ไฟป่าฝรั่งเศสลามหนักเข้าใกล้เมืองท่องเที่ยว เร่งอพยพกว่า 2 หมื่นคน หนีตายกลางดึก

24 ก.ค. 2569 10:38 น.

ไฟป่าฝรั่งเศสลามหนักเข้าใกล้เมืองท่องเที่ยว เร่งอพยพกว่า 2 หมื่นคน หนีตายกลางดึก

ฝรั่งเศสเผชิญไฟป่ารุนแรงอีกระลอก เร่งอพยพประชาชนและนักท่องเที่ยวมากกว่า 20,000 คน ออกจากเมืองและแหล่งท่องเที่ยวริมชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ไฟลามอย่างรวดเร็วห่างจากบ้านเรือนเพียง 300 เมตร

ไฟป่าปะทุขึ้นในพื้นที่ป่าใกล้เมือง เลฌ-กัป-แฟร์เรต์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองบอร์กโดซ์ ก่อนลุกลามเผาผลาญพื้นที่แล้วมากกว่า 31 ตารางกิโลเมตร หรือราว 19,000 ไร่ แม้จนถึงขณะนี้จะยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้ได้รับบาดเจ็บ

ทางการจังหวัดฌีรงด์ระดมเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 700 นาย พร้อมส่งเครื่องบินทิ้งน้ำเข้าควบคุมสถานการณ์ หลังแนวไฟเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชุมชนอย่างน่าหวาดเสียว โดยในช่วงกลางคืนมีการอพยพนักท่องเที่ยวที่พักในลานกางเต็นท์และฮอลิเดย์แคมป์ รวมถึงประชาชนที่อาศัยอยู่ติดแนวป่าออกจากพื้นที่เสี่ยง

ต่อมาทางการยังสั่งอพยพประชาชนในหมู่บ้าน กลาอูเอย์ เพิ่มเติมอีก 8,800 คน เพื่อป้องกันอันตราย พร้อมเปิดศูนย์พักพิงหลายแห่งรองรับผู้ประสบภัย

แม้เจ้าหน้าที่จะสามารถจำกัดวงไฟไม่ให้ลุกลามไปยังพื้นที่ใหม่ได้ แต่จนถึงขณะนี้ไฟป่ายังไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด ทำให้ทุกฝ่ายยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ฝรั่งเศสกำลังเผชิญไฟป่ารุนแรงต่อเนื่อง หลังประเทศต้องรับมือกับคลื่นความร้อนหลายระลอกตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ฤดูร้อน ส่งผลให้ป่าไม้เกี่ยวกับ พืชพรรณแห้งแล้งอย่างหนัก เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าครั้งใหญ่ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังทำให้คลื่นความร้อนเกิดบ่อยขึ้น ยาวนานขึ้น และทำให้ไฟป่าทวีความรุนแรงมากกว่าเดิม

ด้าน โลร็องต์ นูเญซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศส เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ต้นปี ประเทศเกิดไฟป่ามาแล้วมากกว่า 12,500 จุด และมีพื้นที่ถูกไฟเผาทำลายเกือบ 44,000 เฮกตาร์ หรือประมาณ 275,000 ไร่ สะท้อนให้เห็นว่าฝรั่งเศสกำลังเผชิญหนึ่งในฤดูไฟป่าที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี.

ที่มา : AP

สมาชิกรัฐสภาอาเซียนเรียกร้องประธานอาเซียน ขอ “หลักฐานยืนยันว่ายังมีชีวิต” ของออง ซาน ซูจี

สมาชิกรัฐสภาอาเซียนเรียกร้องประธานอาเซียน ขอ "หลักฐานยืนยันว่ายังมีชีวิต" ของออง ซาน ซูจี

24 ก.ค. 2569 10:14 น.

สมาชิกรัฐสภาอาเซียนเรียกร้องประธานอาเซียน ขอ “หลักฐานยืนยันว่ายังมีชีวิต” ของออง ซาน ซูจี

สมาชิกรัฐสภาเพื่อสิทธิมนุษยชนอาเซียน เรียกร้องประธานอาเซียนคนปัจจุบัน ขอหลักฐานยืนยันว่า “ออง ซาน ซู จี” ยังมีชีวิตอยู่ พร้อมเปิดทางให้ครอบครัว ทนายความ และทีมแพทย์เข้าพบ

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าว Irrawaddy รายงานว่า กลุ่มสมาชิกรัฐสภาอาเซียนเพื่อสิทธิมนุษยชน (ASEAN Parliamentarians for Human Rights: APHR) เรียกร้องให้นายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียนปีนี้ เร่งดำเนินการขอหลักฐานยืนยันว่านางออง ซาน ซู จี อดีตผู้นำรัฐบาลเมียนมา ซึ่งถูกควบคุมตัวโดยรัฐบาลทหาร ยังคงมีชีวิตอยู่

แถลงการณ์ของ APHR ระบุว่า การยืนยันสถานะของออง ซาน ซู จี ควรเป็น “บททดสอบที่เป็นรูปธรรม” ว่า อาเซียนสามารถกลับมาสานสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารเมียนมาได้หรือไม่ และควรกำหนดให้เป็นเงื่อนไขที่ไม่อาจต่อรองได้ ก่อนมีการติดต่อทางการทูตเพิ่มเติมกับรัฐบาลทหาร

โดยข้อเรียกร้องนี้ มีขึ้นก่อนการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โดย APHR ยังเรียกร้องให้ประธานอาเซียนกดดันรัฐบาลทหารเมียนมา เปิดทางให้ครอบครัว ทนายความ และทีมแพทย์อิสระของออง ซาน ซูจี สามารถเข้าพบเธอได้

นอกจากนี้ จดหมายยังส่งถึงนายโฮเซ รามอส-ฮอร์ตา ประธานาธิบดีติมอร์-เลสเต ซึ่งรัฐบาลของเขาได้เปิดคดีดำเนินการทางกฎหมายต่อ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา โดย APHR เรียกร้องให้ผู้นำทั้งสองประเทศผลักดันเรื่องการปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไข รวมถึงออง ซาน ซู จี

ทั้งนี้ นางออง ซาน ซู จี วัย 81 ปี ถูกควบคุมตัวมาตั้งแต่กองทัพเมียนมายึดอำนาจเมื่อปี 2564 โดยมีรายงานว่าเธอมีสุขภาพอ่อนแอ และภายใต้แรงกดดันจากจีน มีข่าวว่าเธอถูกย้ายจากเรือนจำไปยังบ้านพักภายในพื้นที่ของกองทัพเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา พร้อมได้รับการลดโทษจำคุกเหลือประมาณ 13 ปี อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้เธอยังคงถูกควบคุมตัวโดยไม่มีการเปิดเผยสถานที่คุมขัง และไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้ ส่งผลให้ประชาคมระหว่างประเทศเรียกร้องให้รัฐบาลทหารแสดงหลักฐานยืนยันว่าเธอยังมีชีวิตอยู่.

ที่มา Irrawaddy

นักเคลื่อนไหวชื่อดังของอินเดียยุติอดอาหารประท้วง 26 วัน แต่ผู้ชุมนุมเดินหน้ากดดันรมต.ศึกษาให้ลาออก

นักเคลื่อนไหวชื่อดังของอินเดียยุติอดอาหารประท้วง 26 วัน แต่ผู้ชุมนุมเดินหน้ากดดันรมต.ศึกษาให้ลาออก

24 ก.ค. 2569 09:47 น.

นักเคลื่อนไหวชื่อดังของอินเดียยุติอดอาหารประท้วง 26 วัน แต่ผู้ชุมนุมเดินหน้ากดดันรมต.ศึกษาให้ลาออก

“โซนัม วังชุก” นักเคลื่อนไหวชื่อดังของอินเดีย ยุติการอดอาหารประท้วงหลังนาน 26 วัน ภายหลังรัฐบาลรับปากไม่ดำเนินคดีกับผู้ชุมนุม ขณะที่กลุ่มผู้ประท้วงยืนยันเดินหน้าชุมนุมต่อจนรัฐมนตรีศึกษาลาออก 

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโซนัม วังชุก นักเคลื่อนไหวด้านการศึกษาและสิ่งแวดล้อมชื่อดังของอินเดีย วัย 59 ปี ประกาศยุติการอดอาหารประท้วง หลังอดอาหารนาน 26 วัน เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มเยาวชนที่เรียกร้องให้ปฏิรูประบบการศึกษา โดยก่อนหน้านี้เขาโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์  ว่าเขาตัดสินใจยุติการอดอาหารหลังการเจรจาเป็นเวลานานในหลายประเด็น และเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในประเทศ

สื่อท้องถิ่นของอินเดียรายงานว่า นายวังชุกมีน้ำหนักลดลงแล้ว 11 กิโลกรัม จากการอดอาหาร แต่ยังปลอดภัย ขณะที่เขายุติการประท้วงหลังรัฐบาลรับประกันว่าจะไม่ดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุมที่รวมตัวกันบริเวณจันตาร์ มันตาร์ ในกรุงนิวเดลี โดยระหว่างรักษาตัวในโรงพยาบาล เขาได้รับการเยี่ยมจากรัฐมนตรีหลายคนของรัฐบาลอินเดีย 

ด้านนายอภิจิต ดิปเก ผู้ก่อตั้งพรรคค็อกโรช จันตา หรือพรรคแมลงสาบ ซึ่งเป็นแกนนำการเคลื่อนไหว กล่าวว่า รู้สึกโล่งใจที่นายวังชุกยุติการอดอาหาร แต่ยืนยันว่าการชุมนุมอย่างสันติที่จันตาร์ มันตาร์ จะยังดำเนินต่อไปจนกว่า นายธรรมเมนทรา ประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะลาออกจากตำแหน่ง โดยผู้ประท้วงเรียกร้องให้นายธรรมเมนทรา ประธาน แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองด้วยการลาออก หลังการสอบคัดเลือกเข้าเรียนแพทย์ระดับประเทศถูกยกเลิกเมื่อเดือนพฤษภาคม เนื่องจากเกิดกรณีข้อสอบรั่ว ซึ่งสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี.

ที่มา BBC

เหยื่อดินถล่มในนครฉงชิ่ง เพิ่มเป็น 11 ศพ ยังสูญหายอีก 50 ราย

เหยื่อดินถล่มในนครฉงชิ่ง เพิ่มเป็น 11 ศพ ยังสูญหายอีก 50 ราย

24 ก.ค. 2569 06:20 น.

เหยื่อดินถล่มในนครฉงชิ่ง เพิ่มเป็น 11 ศพ ยังสูญหายอีก 50 ราย

จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุดินถล่มในนครฉงชิ่งของจีนเพิ่มขึ้นเป็น 11 ศพแล้ว ขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีก 50 ราย แต่เจ้าหน้าที่ตรวจไม่พบสัญญาณชีพใดๆ แล้ว

สื่อของรัฐบาลจีนรายงานในวันพฤหัสบดีที่ 23 ก.ค. 2569 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดินถล่มในนครฉงชิ่ง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 11 ศพแล้ว ในขณะที่ยังคงมีผู้สูญหายอีก 50 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 10 คน

ส่วนหนึ่งของภูเขาในอำเภอเผิงซุย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีชื่อเสียงด้านธรรมชาติอันงดงาม และอยู่ห่างจากใจกลางนครฉงชิ่งประมาณ 270 กิโลเมตร พังทลายลงมาเมื่อ 17 ก.ค. หลังเกิดฝนตกอย่างหนัก ทำให้หินและดินจำนวนมหาศาลทับอาคารบ้านเรือนและร้านค้าบริเวณชายน้ำที่อยู่เชิงเขาจนพังพินาศ

“หลังจากผ่านการสแกนสัญญาณชีพและการค้นหาหลายต่อหลายรอบ ไม่พบสัญญาณของสิ่งมีชีวิตเหลืออยู่อีกแล้ว” สำนักข่าวซินหัวของรัฐบาลจีนรายงานเมื่อวันพฤหัสบดี พร้อมระบุว่า ปฏิบัติการในพื้นที่ได้เข้าสู่ “ขั้นตอนการกู้ภัยเชิงลึก” แล้ว

ซินหัวระบุเพิ่มเติมว่า ทีมผู้เชี่ยวชาญพิเศษยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อกู้ร่างของผู้ที่ยังสูญหาย รวมถึงใช้วัตถุระเบิดเพื่อทำลายโขดหินขนาดใหญ่ที่กีดขวางและเป็นอุปสรรคต่อความพยายามในการกู้ภัย

“เนื่องจากปริมาณดินและหินที่ถล่มลงมาในพื้นที่มีจำนวนมาก โขดหินที่ตกลงมามีขนาดใหญ่และมีจำนวนมาก กอปรกับพื้นที่ปฏิบัติงานที่แคบและความมั่นคงของที่ลาดเชิงเขานั้นต่ำ ทำให้ปฏิบัติการกู้ภัยเป็นไปด้วยความยากลำบากอย่างยิ่ง” ซินหัวระบุ

ทั้งนี้ จีนถือเป็นหนึ่งในประเทศที่เกิดเหตุดินถล่มบ่อยที่สุดในโลก โดยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตถึง 294 ศพ จากเหตุดินถล่มครั้งใหญ่และรุนแรงอย่างน้อย 5 ครั้งทั่วประเทศ

เหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม 2558 เมื่อกองเศษขยะและวัสดุก่อสร้างขนาดมหึมาถล่มลงมาในนิคมอุตสาหกรรมเมืองเซินเจิ้น ศูนย์กลางเทคโนโลยีทางตอนใต้ของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 70 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รัฐบาลทรัมป์สั่งเก็บภาษีใหม่ 60 ประเทศรวม ไทย อ้างลงโทษบังคับใช้แรงงาน

รัฐบาลทรัมป์สั่งเก็บภาษีใหม่ 60 ประเทศรวม ไทย อ้างลงโทษบังคับใช้แรงงาน

24 ก.ค. 2569 05:41 น.

รัฐบาลทรัมป์สั่งเก็บภาษีใหม่ 60 ประเทศรวม ไทย อ้างลงโทษบังคับใช้แรงงาน

รัฐบาลทรัมป์สั่งเก็บภาษีศุลกากรชุดใหม่กับสินค้าจาก 60 ประเทศทั่วโลก รวมถึง ไทย ในอัตรา 10% ถึง 12.5% โดยอ้างว่าเป็นการลงโทษที่ปล่อยให้มีการบังคับใช้แรงงาน ซึ่งสร้างความได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรม

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 ก.ค. 2569 รัฐบาลสหรัฐฯ ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าจะเริ่มเก็บภาษีศุลกากรใหม่ในอัตราสูงสุด 12.5% กับสินค้าที่นำเข้าจากประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ จำนวน 60 ประเทศ เริ่มตั้งแต่ 00.01 น. ของวันศุกร์นี้เป็นต้นไป โดยอ้างเหตุผลว่า เป็นการลงโทษประเทศเหล่านี้ที่การสืบสวนภายในมาตรา 301 (Section 301) พบว่าล้มเหลวในการปราบปรามการบังคับใช้แรงงาน

ประเทศคู่ค้าส่วนใหญ่จาก 60 ประเทศที่สหรัฐฯ สืบสวนแล้ว จะต้องเผชิญกับอัตราภาษี 12.5% รวมถึง ไทย, เวียดนามและจีน

แต่จะมีการใช้อัตราภาษีที่ต่ำกว่าคือ 10% กับ 17 ประเทศที่มีกฎหมายสั่งห้ามบังคับใช้แรงงานอยู่บ้าง ได้แก่ อาร์เจนตินา, บังกลาเทศ, กัมพูชา, แคนาดา, เอกวาดอร์, เอลซัลวาดอร์, กัวเตมาลา, ฮอนดูรัส, อินเดีย, อินโดนีเซีย, จอร์แดน, มาเลเซีย, เม็กซิโก, ปากีสถาน, ศรีลังกา, ตรินิแดดแอนด์โตเบโก และสหราชอาณาจักร

ขณะที่ประเทศคู่ค้าอีก 5 แห่ง ซึ่งรวมถึงสหภาพยุโรป (EU), ไต้หวัน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และสวิตเซอร์แลนด์ จะต้องเผชิญกับการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม เพื่อปรับให้อัตราภาษีสำหรับประเทศที่ได้รับสิทธิพิเศษที่สุด (MFN) รวมทั้งหมดขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 10% หรือ 12.5%

อย่างไรก็ตาม มีสินค้าส่งออกบางชนิดที่ได้รับการยกเว้นภาษี เช่น น้ำมันและก๊าซ สินค้าที่ไม่สามารถผลิตได้ในสหรัฐฯ หรือสินค้าที่อาจก่อให้เกิดการชะงักงันทางเศรษฐกิจ สินค้าที่การเก็บภาษีไม่ได้ช่วยขจัดพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงสินค้าอย่างเหล็กกล้าซึ่งถูกครอบคลุมด้วยภาษีเฉพาะอยู่แล้ว

นอกจากนี้ สินค้าจำนวนมากที่ปฏิบัติตามข้อตกลงสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) ซึ่งเป็นข้อตกลงการค้าที่เซ็นสัญญาในยุครัฐบาลทรัมป์สมัยแรก ก็ได้รับการยกเว้นเช่นกัน

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอธิบายว่า มาตรการนี้เป็น “การดำเนินการด้านสิทธิแรงงานระหว่างประเทศที่ครอบคลุมมากที่สุดเท่าที่สหรัฐฯ หรือประเทศใดๆ เคยทำมา”

เจ้าหน้าที่บอกกับผู้สื่อข่าวว่า รัฐบาลทรัมป์มองว่าการบังคับใช้แรงงานไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนเท่านั้น แต่ประเทศที่ไม่บังคับใช้กฎหมายห้ามบังคับใช้แรงงานยังกอบโกย “ความได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรม” เหนือสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศที่บังคับใช้กฎหมายดังกล่าวอย่างเคร่งครัด

นี่นับเป็นความพยายามล่าสุดของประธานาธิบดีทรัมป์ในการฟื้นฟูระบบภาษีศุลกากรทั่วโลกของเขา หลังจากคำตัดสินของศาลสูงสุดเมื่อช่วงต้นปียกเลิกมาตรการเก็บภาษีต่างตอบแทน ที่ทรัมป์เรียกเก็บจากสินค้าที่นำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลก โดยศาลตัดสินว่า ทรัมป์ใช้อำนาจตามกฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจในการจัดเก็บภาษีอย่างผิดกฎหมาย

เกือบจะทันทีหลังคำตัดสินของศาลสูงสุดในเดือนกุมภาพันธ์ ทรัมป์ก็สั่งเก็บภาษี 10% สำหรับสินค้านำเข้าส่วนใหญ่จากทั่วโลก โดยใช้กฎหมายที่เรียกว่า มาตรา 122 (Section 122) ซึ่งมอบอำนาจให้ประธานาธิบดีจัดการกับปัญหาดุลการชำระเงิน แต่ทว่าอำนาจตามกฎหมายนั้นมีอายุเพียง 150 วันเท่านั้น

ภาษีตามมาตรา 122 จะหมดอายุในเวลา 00.01 น. วันศุกร์นี้ (24 ก.ค.) และจะถูกแทนที่ด้วยมาตรการภาษีใหม่ล่าสุด ซึ่งออกภายใต้กฎหมายอีกฉบับคือ มาตรา 301 ที่อนุญาตให้เก็บภาษีที่มีผลระยะยาวกว่าเพื่อตอบโต้พฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม แต่ต้องทำหลังจากรัฐบาลทำการสอบสวนแล้วเท่านั้น ซึ่งสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ของนายเจมีสัน เกรียร์ เพิ่งเสร็จสิ้นการสอบสวนในสัปดาห์นี้

ปัจจุบัน รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังดำเนินการสอบสวนภายใต้มาตรการ 301 อีกหลายคดี และอาจนำไปสู่การเก็บภาษีเพิ่มเติม โดยการสอบสวนคดีหนึ่งได้จุดชนวนให้เกิดการเก็บภาษี 25% กับบราซิลในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และสหรัฐฯ เริ่มการสอบสวนอีก 16 ประเทศ ว่ามีการสร้าง “กำลังการผลิตส่วนเกิน” ในภาคการผลิตอย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cbsnews