“ทรัมป์” ปิดฉากเยือนจีน ชี้เป็น “การเยือนครั้งประวัติศาสตร์” ชื่นมื่นแต่ไร้ผลลัพธ์เป็นรูปธรรม

"ทรัมป์" ปิดฉากเยือนจีน ชี้เป็น “การเยือนครั้งประวัติศาสตร์” ชื่นมื่นแต่ไร้ผลลัพธ์เป็นรูปธรรม

15 พ.ค. 2569 16:34 น.

“ทรัมป์” ปิดฉากเยือนจีน ชี้เป็น “การเยือนครั้งประวัติศาสตร์” ชื่นมื่นแต่ไร้ผลลัพธ์เป็นรูปธรรม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสร็จสิ้นภารกิจเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยคำชื่นชมและพิธีการสุดยิ่งใหญ่ แต่กลับสร้างความผิดหวังให้ตลาดหุ้น หลังยอดสั่งซื้อเครื่องบินโบลอิ้งต่ำกว่าเป้า ด้านนักวิเคราะห์และตลาดทุนกลับมองว่าการเยือนครั้งนี้มีเนื้อหาสาระที่จับต้องได้น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางออกจากประเทศจีนด้วยเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน หลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งถือเป็นการเยือนจีนซึ่งเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจรายใหญ่ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2017 โดยแม้ทรัมป์จะกล่าวชื่นชมถึง “ข้อตกลงทางการค้าที่ยอดเยี่ยม” แต่ในสายตานักวิเคราะห์และตลาดทุนกลับมองว่าการเยือนครั้งนี้มีเนื้อหาสาระที่จับต้องได้น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้

หนึ่งในประเด็นที่ตลาดจับตามองมากที่สุดคือการทำข้อตกลงธุรกิจ โดยทรัมป์เปิดเผยกับฟ็อกซ์นิวส์ว่า จีนตกลงที่จะสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้งจำนวน 200 ลำ ซึ่งถือเป็นการสั่งซื้อเครื่องบินพาณิชย์จากสหรัฐฯ ครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวกลับน้อยกว่าที่ตลาดคาดหวังไว้ที่ 500 ลำ ส่งผลให้หุ้นของโบอิ้งร่วงลงทันทีมากกว่า 4%

นอกจากนี้ ยังไม่มีความคืบหน้าชัดเจนเกี่ยวกับข้อตกลงขายชิป AI ขั้นสูงรุ่น H200 ของ Nvidia ให้แก่จีน แม้ว่านายเจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia จะร่วมเดินทางมาในนาทีสุดท้ายก็ตาม ขณะที่รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุเพียงว่าทั้งสองฝ่ายได้เริ่มหารือเกี่ยวกับการสร้าง “แนวป้องกัน”  ในการใช้งาน AI ร่วมกันในอนาคต

ในมิติความมั่นคง ทรัมป์อ้างว่านายสี จิ้นผิง ได้ให้ความมั่นใจว่าจะไม่ส่งความช่วยเหลือทางทหารให้แก่อิหร่าน และแสดงความพร้อมที่จะช่วยผลักดันให้มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซที่สำคัญของโลกอีกครั้ง ทรัมป์เปิดเผยว่า เขาและสี จิ้นผิง มีมุมมอง “คล้ายกันมาก” ต่อสถานการณ์ในอิหร่าน และผู้นำจีนแสดงความสนใจช่วยผลักดันการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศจีนกลับมีท่าทีที่ระมัดระวังกว่า โดยเน้นย้ำเพียงการเรียกร้องให้มีการหยุดยิงที่ครอบคลุมและยั่งยืน และวิจารณ์ว่าสงครามระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านเป็นความขัดแย้งที่ “ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก”

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า จีนไม่น่าจะกดดันอิหร่านอย่างจริงจัง เนื่องจากอิหร่านยังมีบทบาทสำคัญในฐานะพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของจีนเพื่อต้านอิทธิพลสหรัฐฯ

ท่าทีที่เป็นมิตรของทรัมป์ต่อสี จิ้นผิง ซึ่งเขาบรรยายว่าเป็น “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่” และ “เพื่อน” นั้น ได้รับการตอบรับที่นุ่มนวลกว่าจากประธานาธิบดีจีน แต่ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า “สิ่งดีๆ มากมาย” เกิดขึ้นจากการเยือนครั้งนี้

“เราได้ทำข้อตกลงทางการค้าที่ยอดเยี่ยมหลายรายการ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ” ทรัมป์กล่าวหลังจากเดินเล่นกับสี จิ้นผิง ท่ามกลางพุ่มกุหลาบในสวนจงหนานไห่ ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการรัฐบาลที่อยู่ติดกับพระราชวังต้องห้ามในกรุงปักกิ่ง

ทรัมป์กล่าวเสริมโดยไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า “เราได้แก้ไขปัญหาต่างๆ มากมายที่คนอื่นๆ ไม่สามารถแก้ไขได้” ด้านสี จิ้นผิง กล่าวว่าเป็นการ “เยือนครั้งสำคัญ” และทั้งสองฝ่ายได้สร้าง “ความสัมพันธ์ทวิภาคีใหม่ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์แห่งความมั่นคงเชิงกลยุทธ์ที่สร้างสรรค์” ขึ้นมาแล้ว ผู้นำจีนยังสัญญาว่าจะส่งเมล็ดพันธุ์กุหลาบให้ทรัมป์สำหรับสวนกุหลาบทำเนียบขาว

แม้บรรยากาศการเดินชมสวนจงหนานไห่ในกรุงปักกิ่งจะเป็นไปอย่างผ่อนคลาย แต่นายสี จิ้นผิง ได้ส่งคำเตือนอย่างตรงไปตรงมาว่า ปัญหาไต้หวันคือประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่สุด และหากจัดการผิดพลาดอาจนำไปสู่ “ความขัดแย้ง” ระหว่างสองมหาอำนาจได้ ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่านโยบายของสหรัฐฯ ต่อไต้หวันยังคง “ไม่เปลี่ยนแปลง” และได้ยกระดับการหารือประเด็นสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะกรณีการจำคุก “จิมมี ไหล” มหาเศรษฐีสื่อในฮ่องกง

นักวิเคราะห์จาก Economist Intelligence Unit (EIU) มองว่า ความสำเร็จสูงสุดของการประชุมครั้งนี้อาจเป็นเพียงการรักษาสถานะ “พักรบทางการค้า” ที่ทำไว้เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วให้คงอยู่ต่อไป โดยทรัมป์ยังคงระงับการเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูง ขณะที่จีนยังไม่ระงับการส่งออกแร่หายากที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยี

ทรัมป์ยังกล่าวว่า จีนแสดงความสนใจซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มเติม ทั้งน้ำมันและถั่วเหลือง ซึ่งอาจช่วยลดความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศ หลังจีนลดการนำเข้าสินค้าเกษตรจากอเมริกาในช่วงสงครามภาษีที่ผ่านมา

ด้านสื่อของรัฐบาลจีนได้เน้นย้ำบทบาทของสี จิ้นผิง ในการหยุดยั้งความสัมพันธ์ที่กำลังเสื่อมถอยระหว่างสหรัฐฯ และจีน รายงานระบุว่า สี จิ้นผิง “มองในมุมมองเชิงกลยุทธ์และระยะยาวเสมอ” เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และ “เสนอหลักการ” ว่าทั้งสองประเทศควร “หาหนทางที่เหมาะสมในการอยู่ร่วมกัน” อย่างไร

หลังจากที่จีนยืนยันการเยือนของทรัมป์เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม หนังสือพิมพ์โกลบอลไทมส์ได้ตีพิมพ์บทบรรณาธิการเกี่ยวกับวิธีที่สี จิ้นผิง ได้โทรศัพท์พูดคุยและพบปะกับทรัมป์หลายครั้งในปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วย “แก้ไขทิศทางของความสัมพันธ์ทวิภาคี”

ส่วนหนังสือพิมพ์ พีเพิลส์ เดลี ได้ตีพิมพ์บทความแสดงความคิดเห็นของเซี่ย เฟิง เอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐฯ ซึ่งเขียนว่า สี จิ้นผิง ได้ “ชี้นำทิศทาง” ของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ “ในช่วงเวลาสำคัญ” และนำพาความสัมพันธ์ทวิภาคีให้ก้าวไปข้างหน้าท่ามกลาง “พายุ” ในช่วงเก้าปีที่ผ่านมา ซึ่งหมายถึงการขึ้นๆ ลงๆ ของความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ นับตั้งแต่การเยือนครั้งล่าสุดของทรัมป์ในปี 2017 ที่แสดงให้เห็นว่าสี จิ้นผิง เป็นผู้นำประเทศที่มีประสบการณ์ และเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่สาธารณชนชาวจีนว่าแนวทางการทูตของสี จิ้นผิง นั้นเป็นประโยชน์ต่อประเทศ

ก่อนเดินทางกลับ ทรัมป์กล่าวทิ้งท้ายว่า “เป็นการเยือนที่น่าเหลือเชื่อ และผมคิดว่ามีสิ่งดีๆ มากมายเกิดขึ้น” แม้จะยังไม่มีข้อตกลงระดับพลิกโฉม แต่ทั้งสองฝ่ายต่างย้ำถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ โดยสี จิ้นผิง ระบุว่า ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ คือ “ความสัมพันธ์ที่สำคัญที่สุดของโลก” และทั้งสองประเทศต้องทำให้ความสัมพันธ์นี้ดำเนินต่อไปอย่างมั่นคงและไม่ล้มเหลวอีกครั้ง.

ที่มา Reuters / AFP / BBC

ยืนยันพบ “อีโบลา” ระบาดใหม่ในดีอาร์คองโก ตายแล้ว 65 ศพ จับตาสายพันธุ์ใหม่ลามเข้าเขตเมือง

ยืนยันพบ "อีโบลา" ระบาดใหม่ในดีอาร์คองโก ตายแล้ว 65 ศพ จับตาสายพันธุ์ใหม่ลามเข้าเขตเมือง

15 พ.ค. 2569 14:44 น.

ยืนยันพบ “อีโบลา” ระบาดใหม่ในดีอาร์คองโก ตายแล้ว 65 ศพ จับตาสายพันธุ์ใหม่ลามเข้าเขตเมือง

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) ประกาศยืนยันการแพร่ระบาดครั้งใหม่ของไวรัสอีโบลาในจังหวัดอิตูรี ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก พบผู้ป่วยสงสัยพุ่งเกือบ 250 ราย เสียชีวิตแล้ว 65 ศพ

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) ยืนยันอย่างเป็นทางการวันนี้ (15 พ.ค.) ว่า เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาครั้งใหม่ในพื้นที่ห่างไกลของจังหวัดอิตูรี ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก

ข้อมูลล่าสุดระบุว่าพบผู้ป่วยต้องสงสัยรวม 246 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 65 ศพ โดยพื้นที่ระบาดหนักอยู่ในเขตสาธารณสุขมองวาลู และรวัมพารา ผลการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการจากสถาบันวิจัยชีวการแพทย์แห่งชาติ ในกรุงกินชาซา พบเชื้ออีโบลาในตัวอย่าง 13 รายจากทั้งหมด 20 ราย โดยในจำนวนผู้เสียชีวิตนั้น มี 4 รายที่ได้รับการยืนยันผลตรวจเป็นบวกอย่างเป็นทางการแล้ว นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยสงสัยรายใหม่ในเมืองบูเนีย ซึ่งกำลังรอผลตรวจยืนยัน

Africa CDC ระบุว่าผลการวิเคราะห์เบื้องต้นบ่งชี้ว่า เชื้อที่พบอาจเป็นสายพันธุ์อื่นที่ไม่ใช่ “สายพันธุ์ซาอีร์” ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการถอดรหัสพันธุกรรมเพื่อระบุลักษณะเฉพาะของไวรัส

Africa CDC แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อความเสี่ยงในการแพร่ระบาดวงกว้าง เนื่องจากพื้นที่ที่พบเชื้อเป็นเขตเมืองอย่างบูเนียและรวัมพารา รวมถึงมีการเคลื่อนย้ายประชากรอย่างหนาแน่น โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในมองวาลู ซึ่งอาจทำให้ไวรัสกระจายตัวได้รวดเร็วขึ้น

ปัจจุบัน Africa CDC ได้เรียกประชุมด่วนระดับสูงร่วมกับเจ้าหน้าที่จากคองโก, ยูแกนดา และเซาท์ซูดาน รวมถึงพันธมิตรระดับโลก เพื่อยกระดับการเฝ้าระวังชายแดนและเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินร่วมกัน

การระบาดครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 5 เดือนหลังจากที่ดีอาร์คองโกเพิ่งประกาศจบการระบาดครั้งก่อนที่คร่าชีวิตผู้คนไป 43 ศพ อีกทั้งจังหวัดอิตูรียังเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงยากเนื่องจากสภาพถนนที่ย่ำแย่ และตั้งอยู่ห่างจากกรุงกินชาซากว่า 1,000 กิโลเมตร นอกจากนี้ คองโกยังต้องรับศึกสองด้านเนื่องจากสถานการณ์สู้รบกับกลุ่มกบฏ M23 ทางตะวันออกของประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาเป็นโรคที่รุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง ติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับของเหลวในร่างกายของผู้ติดเชื้อ เช่น เลือด อาเจียน หรือสารคัดหลั่ง รวมถึงการสัมผัสวัสดุที่ปนเปื้อน หรือร่างของผู้เสียชีวิตจากโรคนี้.

ที่มา Associated Press / Reuters

ตั๋วเกลี้ยงใน 12 ชม. ศึกฟุตบอลหญิงประวัติศาสตร์ “เกาหลีใต้-เกาหลีเหนือ” ครั้งแรกในรอบ 7 ปี

ตั๋วเกลี้ยงใน 12 ชม. ศึกฟุตบอลหญิงประวัติศาสตร์ "เกาหลีใต้-เกาหลีเหนือ" ครั้งแรกในรอบ 7 ปี

15 พ.ค. 2569 14:16 น.

ตั๋วเกลี้ยงใน 12 ชม. ศึกฟุตบอลหญิงประวัติศาสตร์ “เกาหลีใต้-เกาหลีเหนือ” ครั้งแรกในรอบ 7 ปี

ตั๋วเข้าชมเกมแชมเปียนส์ลีกนัดประวัติศาสตร์ระหว่างทีมฟุตบอลหญิง “ซูวอน เอฟซี” จากเกาหลีใต้ และ “แนโกฮยาง” จากเกาหลีเหนือ จำนวนกว่า 7,087 ที่นั่ง ถูกจำหน่ายหมดเกลี้ยงภายใน 12 ชั่วโมง หลังรัฐบาลเกาหลีใต้ไฟเขียวให้ทัพนักเตะเกาหลีเหนือเข้าประเทศเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 7 ปี

สมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ (KFA) เปิดเผยว่า บัตรเข้าชมการแข่งขันฟุตบอลหญิงรายการเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก วีเมนส์ (AFC Women’s Champions League) รอบรองชนะเลิศ ระหว่างทีมเจ้าถิ่น ซูวอน เอฟซี (Suwon FC Women) และ แนโกฮยาง (Naegohyang Women’s FC) จากเกาหลีเหนือ จำนวนกว่า 7,087 ที่นั่ง ถูกจำหน่ายหมดลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 12 ชั่วโมงหลังเปิดขาย

การพบกันในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในวงการกีฬา เนื่องจากจะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2018 ที่ทีมนักกีฬาจากเกาหลีเหนือได้รับอนุญาตให้ข้ามพรมแดนมาแข่งขันบนผืนแผ่นดินเกาหลีใต้ ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ยังคงตึงเครียดของทั้งสองประเทศ

แม้ทั้งสองเกาหลีจะยังอยู่ในภาวะสงครามทางเทคนิค หลังสงครามเกาหลีระหว่างปี 1950-1953 สิ้นสุดลงด้วยข้อตกลงสงบศึก ไม่ใช่สนธิสัญญาสันติภาพ แต่การแข่งขันครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของการแลกเปลี่ยนระหว่างสองฝ่ายผ่านกีฬา

กระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้แถลงยืนยันการอนุมัติให้คณะนักกีฬาและเจ้าหน้าที่จากเกาหลีเหนือรวม 39 คน เดินทางเข้าประเทศได้ตั้งแต่วันอาทิตย์นี้จนถึงวันที่ 24 พฤษภาคม โดยทีมแนโกฮยางจะบินตรงจากกรุงปักกิ่งมายังเกาหลีใต้เพื่อเตรียมทำศึกครั้งสำคัญ

เนื่องจากการแข่งขันครั้งนี้เป็นการพบกันในระดับสโมสรภายใต้กฎของสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (เอเอฟซี) จึงจะไม่มีการเชิญธงชาติหรือบรรเลงเพลงชาติของทั้งสองประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงประเด็นทางการเมืองและศาสนาตามแนวทางของเอเอฟซี

แม้จะไม่มีแฟนบอลจากเกาหลีเหนือได้รับอนุญาตให้เข้าเมืองมาเชียร์ แต่กลุ่มภาคประชาสังคมในเกาหลีใต้กว่า 200 กลุ่ม ได้รวมตัวกันจัดตั้ง “กองเชียร์ร่วม” จำนวน 3,000 คน เพื่อสนับสนุนนักเตะทั้งสองฝ่ายภายใต้จิตวิญญาณแห่งสันติภาพและมิตรภาพทางการกีฬา โดยรัฐบาลเกาหลีใต้ได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนกลุ่มเชียร์นี้เป็นเงิน 300 ล้านวอน (ประมาณ 6.5 ล้านบาท)

ผู้ชนะในการแข่งขันนัดนี้จะผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในวันที่ 23 พฤษภาคม เพื่อรอพบกับผู้ชนะระหว่างทีมเมลเบิร์น ซิตี้ จากออสเตรเลีย หรือทีมโตเกียว เวอร์ดี้ เบเลซ่า จากญี่ปุ่น โดยเกาหลีเหนือถือเป็นมหาอำนาจในวงการฟุตบอลหญิงระดับเอเชียและระดับโลกมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในรุ่นเยาวชนที่คว้าแชมป์โลกมาได้หลายสมัยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ศึกครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการชิงชัยในสนามฟุตบอล แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการใช้ “การทูตเชิงกีฬา” เพื่อลดอุณหภูมิความขัดแย้งบนคาบสมุทรเกาหลีที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง.

ที่มา AFP / Yonhap

รัสเซียกระหน่ำโดรน-ขีปนาวุธถล่มยูเครนหนักสุดในรอบ 4 ปี – 2 วัน ตายพุ่ง 27 ศพ

รัสเซียกระหน่ำโดรน-ขีปนาวุธถล่มยูเครนหนักสุดในรอบ 4 ปี - 2 วัน ตายพุ่ง 27 ศพ

15 พ.ค. 2569 12:19 น.

รัสเซียกระหน่ำโดรน-ขีปนาวุธถล่มยูเครนหนักสุดในรอบ 4 ปี – 2 วัน ตายพุ่ง 27 ศพ

ยูเครนเผชิญการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 2 วันนับตั้งแต่เริ่มสงคราม รัสเซียส่งโดรนกว่า 1,500 ลำ และขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟและหลายเมืองทั่วประเทศ คร่าชีวิตพลเรือนอย่างน้อย 27 ศพ ด้านประธานาธิบดียูเครนระบุ การโจมตีครั้งนี้สะท้อนว่ารัสเซียยังไม่มีท่าทีต้องการยุติสงคราม

ทางการยูเครนเปิดเผยว่า ในช่วงวันพุธและพฤหัสบดีที่ผ่านมา (13-14 พ.ค.) รัสเซียได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสงคราม 4 ปี โดยระดมโดรนพิฆาตกว่า 1,567 ลำ และขีปนาวุธอีกหลายสิบลูก เข้าถล่มโครงสร้างพื้นฐานและย่านที่พักอาศัยของพลเรือนในหลายพื้นที่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 27 ราย และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก

เป้าหมายหลักของการโจมตีในครั้งนี้คือกรุงเคียฟซึ่งถูกถล่มด้วยขีปนาวุธ Kh-101 รุ่นใหม่ล่าสุด แรงระเบิดทำให้ตึกที่พักอาศัยสูง 9 ชั้นถล่มลงมาทั้งแถบ เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเร่งทำงานแข่งกับเวลาเพื่อขุดค้นร่างผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

นายวิตาลี คลิทช์โก นายกเทศมนตรีกรุงคีว ประกาศให้วันศุกร์เป็นวันไว้อาลัยทั่วเมืองหลวง เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ซึ่งรวมถึงเด็กอย่างน้อย 3 รายที่เสียชีวิตจากการโจมตีในย่านชุมชน

ด้านประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ระบุในแถลงการณ์ว่า “นี่ไม่ใช่การกระทำของผู้ที่เชื่อว่าสงครามกำลังจะจบลง” ซึ่งเป็นการตอบโต้คำกล่าวของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ที่เคยอ้างก่อนหน้านี้ว่าสงครามกำลังเข้าสู่จุดสิ้นสุด นอกจากนี้ เซเลนสกียังเผยว่าโดรนของรัสเซียได้จงใจโจมตีรถของหน่วยประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNOCHA) ในเมืองเคอร์ซอน แต่โชคดีที่ไม่มีผู้บาดเจ็บ

นอกเหนือจากกรุงเคียฟแล้ว พื้นที่อื่นๆ ยังได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยที่เมืองคาร์คีฟ เมืองใหญ่อันดับ 2 ถูกโจมตีทำให้มีผู้บาดเจ็บ 28 ราย รวมถึงเด็ก 3 ราย ส่วนระบบไฟฟ้าใน 11 ภูมิภาคถูกตัดขาด โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหายอย่างหนัก ขณะที่ท่าเรือในเมืองโอเดสซาและเส้นทางรถไฟถูกโจมตีเพื่อตัดวงจรการขนส่ง

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางเยือนจีนเพื่อผลักดันกระบวนการสันติภาพ ด้านนางเออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ชี้ว่าการกระทำของรัสเซียคือ “การเยาะเย้ยอย่างเปิดเผย” ต่อความพยายามยุติสงคราม ขณะที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ประณามว่าการถล่มพลเรือนคือการแสดงความอ่อนแอของรัสเซียที่ไร้ทางออกในสนามรบ

สงครามในยูเครนซึ่งยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี กลายเป็นความขัดแย้งที่เลวร้ายที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วนับแสนราย และทำให้ประชาชนอีกหลายล้านคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น.

ที่มา Reuters / AFP 

ผอ. ซีไอเอ เยือนคิวบารอบ 67 ปี ถกวิกฤตพลังงาน หลังสหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอช่วย 100 ล้านดอลลาร์

ผอ. ซีไอเอ เยือนคิวบารอบ 67 ปี ถกวิกฤตพลังงาน หลังสหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอช่วย 100 ล้านดอลลาร์

15 พ.ค. 2569 11:51 น.

ผอ. ซีไอเอ เยือนคิวบารอบ 67 ปี ถกวิกฤตพลังงาน หลังสหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอช่วย 100 ล้านดอลลาร์

ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ หรือ ซีไอเอ เดินทางเยือนคิวบาในรอบ 67 ปี เพื่อหารือกับรัฐบาลคิวบา ขณะที่วิกฤตพลังงานในประเทศทวีความรุนแรง โรงพยาบาล โรงเรียน และหน่วยงานรัฐหลายแห่งต้องหยุดดำเนินงานจากปัญหาขาดแคลนน้ำมันที่ทำให้คิวบาเผชิญความมืดมิดทั่วเกาะ ขณะที่สหรัฐฯ ย้ำพร้อมให้เงินช่วยเหลือ 3,500 ล้านบาท แต่มีเงื่อนไขต้องกระจายผ่านองค์กรอิสระ ไม่ผ่านรัฐบาลคิวบา

นายจอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (ซีไอเอ) เดินทางเยือนกรุงฮาวานาเพื่อเข้าพบกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยคิวบา ถือเป็นการเคลื่อนไหวทางการทูตครั้งสำคัญหลังจากสหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอเงินช่วยเหลือจำนวน 100 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3,250 ล้านบาท) เพื่อบรรเทาผลกระทบจากมาตรการปิดกั้นการนำเข้าน้ำมัน

การเดินทางเยือนของแรตคลิฟฟ์ถือเป็นการเยือนคิวบาครั้งที่สองของผู้อำนวยการซีไอเอ นับตั้งแต่การปฏิวัติปี 1959 ของฟิเดล คาสโตร อดีตผู้นำคิวบา 

เจ้าหน้าที่ซีไอเอ เปิดเผยกับสำนักข่าว CBS News ว่า สหรัฐฯ พร้อมที่จะมีส่วนร่วมอย่างจริงจังในประเด็นเศรษฐกิจและความมั่นคง แต่มีเงื่อนไขว่า “คิวบาต้องมีการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน” โดยในการหารือครั้งนี้ ผู้อำนวยการซีไอเอ ได้ย้ำข้อความจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าคิวบาจะต้องไม่เป็นที่พำนักที่ปลอดภัยสำหรับศัตรูของสหรัฐฯ ในซีกโลกตะวันตกอีกต่อไป

ขณะที่แถลงการณ์จากฝั่งคิวบาระบุว่า การพบปะครั้งนี้เป็นความพยายามที่จะยกระดับการเจรจา และยืนยันกับสหรัฐฯ ว่ารัฐบาลคิวบาไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติของอเมริกา

ปัจจุบันคิวบากำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงอย่างรุนแรงจากการถูกปิดกั้นการนำเข้าน้ำมัน ส่งผลให้โรงพยาบาลไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ โรงเรียนและหน่วยงานราชการต้องปิดทำการ นายวิเซนเต เด ลา โอ เลบี รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของคิวบา ยอมรับว่าน้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาในประเทศหมดลงอย่างสิ้นเชิง ทำให้ระบบพลังงานอยู่ในขั้น “วิกฤต”

ความตึงเครียดนี้ทำให้ประชาชนชาวคิวบาออกมาประท้วงบนท้องถนนในกรุงฮาวานา มีการปิดถนนและจุดไฟเผาขยะพร้อมตะโกนขับไล่รัฐบาล ซึ่งถือเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตพลังงานในเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ความขัดแย้งเรื่องวิธีการช่วยเหลือแม้สหรัฐฯ จะเสนอเงินช่วยเหลือ 100 ล้านดอลลาร์ แต่นายบรูโน โรดริเกซ รัฐมนตรีต่างประเทศคิวบา ตั้งคำถามถึงวิธีการดำเนินงาน โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุชัดเจนว่า การกระจายความช่วยเหลือต้องทำผ่าน “คริสตจักรคาทอลิกและองค์กรอิสระที่เชื่อถือได้” เพื่อไม่ให้เงินผ่านมือรัฐบาลคิวบา

ด้านประธานาธิบดี มิเกล ดิอาซ-กาเนล ของคิวบา สวนกลับว่า หากสหรัฐฯ ต้องการช่วยจริง ควรยกเลิกมาตรการปิดกั้นทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้นในสมัยประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งข่มขู่จะเก็บภาษีประเทศใดก็ตามที่ส่งน้ำมันให้คิวบา จนทำให้ซัพพลายเออร์หลักอย่างเวเนซุเอลาและเม็กซิโกต้องยุติการส่งน้ำมัน

ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางการเจรจา สหรัฐฯ ยังคงเพิ่มแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายงานว่าทางการสหรัฐฯ เตรียมสั่งฟ้องอดีตประธานาธิบดีราอูล คาสโตร ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการยิงเครื่องบินของกลุ่มช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมตกเมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งเหตุการณ์นี้ตอกย้ำถึงความสัมพันธ์ที่ยังคงเปราะบางและเต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ.

ที่มา BBC

สนามเด็กเล่นมิตรภาพไทย-อิสราเอล ฉลองมิตรภาพ 72 ปี เปิดแล้ว ที่บางใหญ่ นนทบุรี

สนามเด็กเล่นมิตรภาพไทย-อิสราเอล ฉลองมิตรภาพ 72 ปี เปิดแล้ว ที่บางใหญ่ นนทบุรี

15 พ.ค. 2569 11:37 น.

สนามเด็กเล่นมิตรภาพไทย-อิสราเอล ฉลองมิตรภาพ 72 ปี เปิดแล้ว ที่บางใหญ่ นนทบุรี

ไทยและอิสราเอลร่วมเปิด “สนามเด็กเล่นเพื่อมิตรภาพอิสราเอล-ไทย” ที่บ้านเอื้ออาทร บางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 72 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ

เนื่องในโอกาสครบรอบ ๗๒ ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศอิสราเอลและประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย และ มาชาฟ (ศูนย์ความร่วมมือด้านการพัฒนาระหว่างประเทศของอิสราเอล) ร่วมกับการเคหะแห่งชาติของประเทศไทย 

ทำพิธีเปิด “สนามเด็กเล่นเพื่อมิตรภาพอิสราเอล-ไทย” ณ โครงการบ้านเอื้ออาทร บางใหญ่ (วัดพระเงิน) จังหวัดนนทบุรี หลังจากมีพิธีวางศิลาฤกษ์ไปเมื่อปีที่แล้ว

เป็นที่ทราบกันดีว่าอิสราเอลเป็น “ประเทศแห่งสตาร์ทอัพ” และเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นผู้นำทางด้านนวัตกรรม ส่งเสริมความเท่าเทียมและการเข้าถึงสำหรับผู้พิการ สนามเด็กเล่นที่ทุกคนเข้าถึงได้แห่งนี้สะท้อนถึงความเชื่อที่ว่า เด็กทุกคนไม่ว่าจะมีข้อจำกัดทางร่างกายหรือไม่ก็ตาม ควรได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมกันในการเล่น การมีปฏิสัมพันธ์ และเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างและยอมรับความแตกต่าง

สนามเด็กเล่นมิตรภาพอิสราเอล-ไทยนี้เป็นแบบเปิดกว้างสำหรับทุกคน ออกแบบมาให้ปลอดภัยและสามารถเข้าถึงได้ ส่งเสริมความเท่าเทียม การมีส่วนร่วม และความผูกพันกันในชุมชน โครงการนี้บ่งบอกถึงหลักการของการยอมรับความแตกต่าง ซึ่งเป็นคุณธรรมที่ฝังรากลึกในสังคมอิสราเอล อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลที่ต้องการกระชับความสัมพันธ์ของประเทศทั้งสอง ทั้งในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาลและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน

โครงการบ้านเอื้ออาทรบางใหญ่ (วัดพระเงิน) อยู่ภายใต้การดูแลของการเคหะแห่งชาติ มีประชาชนอยู่อาศัยประมาณ ๗,๐๐๐ คน รวมถึงเด็กและเยาวชนราว ๑,๕๐๐ คน สนามเด็กเล่นแบบเปิดกว้างแห่งแรกนี้ สร้างขึ้นบนพื้นที่อเนกประสงค์ขนาด ๓๖๐ ตารางเมตร ได้รับการสนับสนุนเพื่อจัดหาและติดตั้งอุปกรณ์โดยสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยและมาชาฟ 

พิธีเปิดได้รับเกียรติจากนายทวีพงศ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ และสมาชิกชุมชนบ้านเอื้ออาทร บางใหญ่ เข้าร่วมงาน

ในโอกาสนี้ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ดร. อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ ได้กล่าวว่า “สนามเด็กเล่นคือที่แรกที่เด็กๆ ได้เรียนรู้ถึงการอยู่ร่วมกัน เป็นสถานที่ซึ่งพวกเขาค้นพบความร่วมมือ ความมีน้ำใจ ความมั่นใจ และเรียนรู้ที่จะเคารพความแตกต่าง เป็นสถานที่ที่ความเห็นอกเห็นใจถือกำเนิดและเติบโต นี่คือรากฐานสำคัญของการสร้างและหล่อเลี้ยงสังคมที่เข้มแข็ง เป็นเวลากว่าเจ็ดสิบปีที่ชาวอิสราเอลและชาวไทยได้ร่วมมือกัน เรียนรู้และสนับสนุนซึ่งกันและกัน ได้สร้างสะพานเชื่อมสังคมของเราให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น สนามเด็กเล่นแห่งนี้เป็นสะพานที่แม้จะเล็กแต่ก็เปี่ยมด้วยความหมาย เป็นสะพานที่สร้างขึ้นเพื่อเด็กๆ เพื่อครอบครัว เพื่อชุมชน และเพื่ออนาคต”.

หุ้นโบอิ้งร่วง 4% หลัง “ทรัมป์” เผยจีนสั่งซื้อเครื่องบินเพียง 200 ลำ

หุ้นโบอิ้งร่วง 4% หลัง "ทรัมป์" เผยจีนสั่งซื้อเครื่องบินเพียง 200 ลำ

15 พ.ค. 2569 11:06 น.

หุ้นโบอิ้งร่วง 4% หลัง “ทรัมป์” เผยจีนสั่งซื้อเครื่องบินเพียง 200 ลำ

หุ้นบริษัทโบอิ้ง ปรับตัวลดลงกว่า 4% หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า จีนตกลงซื้อเครื่องบินโบอิ้งเพียง 200 ลำ ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์และตลาดคาดหวังไว้ก่อนหน้าว่าอาจสูงถึง 500 ลำ ท่ามกลางการแข่งขันดุเดือดกับแอร์บัสเพื่อชิงตลาดการบินในจีน

ราคาหุ้นของบริษัทโบอิ้ง ผู้ผลิตเครื่องบินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง 4.1% ในการซื้อขายเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (14 พ.ค.) หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการของสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ว่า จีนได้ตกลงที่จะสั่งซื้อเครื่องบินจากโบอิ้ง จำนวน 200 ลำ

ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวถึงผลการหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนว่า “สิ่งหนึ่งที่เขาตกลงในวันนี้คือ เขาจะสั่งซื้อเครื่องบิน 200 ลำ เป็นเครื่องบินลำใหญ่ 200 ลำ” อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวน้อยกว่าที่เหล่านักวิเคราะห์และแหล่งข่าวคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า การเจรจาอาจครอบคลุมถึงการสั่งซื้อเครื่องบินรุ่น 737 MAX มากถึง 500 ลำ รวมถึงเครื่องบินลำตัวกว้างรุ่นอื่นๆ ที่มีราคาสูงกว่า

แม้ว่ารายละเอียดของข้อตกลง ทั้งเรื่องรุ่นของเครื่องบินและกำหนดการส่งมอบจะยังไม่มีการประกาศแน่ชัด แต่นักวิเคราะห์มองว่ายอดสั่งซื้อนี้ “น้อยเกินคาด” โดยนายแมตต์ เอเคอร์ส นักวิเคราะห์ด้านการลงทุนจาก BNP Paribas ระบุว่า “แม้เป็นไปได้ว่าอาจมีการสั่งซื้อเพิ่มเติมในทริปนี้ แต่ ณ ตอนนี้ นักลงทุนตีความว่ายอดดังกล่าวยังห่างไกลจากสิ่งที่คาดหวังไว้”

ปัจจุบัน จีนถือเป็นตลาดการบินที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก และมีการแข่งขันอย่างรุนแรงระหว่างโบอิ้ง และแอร์บัส โดยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาแอร์บัสสามารถแย่งส่วนแบ่งการตลาดส่วนใหญ่ในจีนไปได้ รวมถึงมีการตั้งโรงงานประกอบเครื่องบินรุ่น A320 ในเมืองเทียนจินอีกด้วย

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจีนจำเป็นต้องสั่งซื้อเครื่องบินใหม่มากถึง 1,000 ลำในขณะนี้เพื่อให้ทันต่อการเติบโตของการเดินทาง และอาจต้องการเครื่องบินใหม่สูงถึง 9,000 ลำภายในปี ค.ศ. 2045

ความสัมพันธ์ทางการเมืองกับคำสั่งซื้อเป็นที่ทราบกันดีในแวดวงอุตสาหกรรมว่า รัฐบาลจีนมักใช้การประกาศสั่งซื้อเครื่องบินในระหว่างการเยือนทางการทูตเพื่อแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยครั้งล่าสุดที่โบอิ้งได้รับใบสั่งซื้อครั้งใหญ่จากจีนคือในปี 2017 จำนวน 300 ลำ ก่อนที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศจะเริ่มตึงเครียดขึ้นในเวลาต่อมา

การเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ นายเคลลี ออร์ตเบิร์ก ซีอีโอของโบอิ้ง และนายลาร์รี คัลป์ ซีอีโอของ GE Aerospace ได้ร่วมคณะเดินทางไปกับประธานาธิบดีทรัมป์ด้วย โดยหวังที่จะบรรลุข้อตกลงทางการค้าครั้งสำคัญเพื่อกระตุ้นยอดขายของบริษัทให้กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง.

ที่มา Reuters

“ราชินีเมารี” แห่งนิวซีแลนด์ เข้าเฝ้ากษัตริย์ชาร์ลส์ กระชับสัมพันธ์ชนพื้นเมือง-ราชวงศ์อังกฤษ

“ราชินีเมารี” แห่งนิวซีแลนด์ เข้าเฝ้ากษัตริย์ชาร์ลส์ กระชับสัมพันธ์ชนพื้นเมือง-ราชวงศ์อังกฤษ

15 พ.ค. 2569 10:53 น.

“ราชินีเมารี” แห่งนิวซีแลนด์ เข้าเฝ้ากษัตริย์ชาร์ลส์ กระชับสัมพันธ์ชนพื้นเมือง-ราชวงศ์อังกฤษ

“เต อาริกินุย คูอินี งา ไว โฮโน อิ เต โป” ราชินีเมารีแห่งนิวซีแลนด์ เข้าเฝ้ากษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ขึ้นครองตำแหน่ง หลังพระบิดาสิ้นพระชนม์เมื่อปี 2567

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พระนาง เต อาริกินุย คูอินี งา ไว โฮโน อิ เต โป พระราชินีแห่งชาวเมารี ของนิวซีแลนด์ ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ที่พระราชวังบักกิงแฮม กรุงลอนดอน นับเป็นการพบกันครั้งแรกระหว่างทั้งสองพระองค์ หลังราชินีเมารีขึ้นดำรงตำแหน่งในปี 2567 ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระบิดากีงงี ตูเฮเตีย

โดยการพบกันครั้งนี้เป็นการกระชับสัมพันธ์ระหว่างชนพื้นเมืองกับราชวงศ์อังกฤษ และถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของความสัมพันธ์อันยาวนานเกือบ 200 ปี ซึ่งมีรากฐานจากสนธิสัญญาไวตางี (Treaty of Waitangi) หนึ่งในเอกสารก่อตั้งประเทศนิวซีแลนด์

โฆษกของราชินีเมารีเปิดเผยว่า ทั้งสองพระองค์ได้หารือกันอย่างอบอุ่นและจริงใจ โดยมีการกล่าวถึงการสิ้นพระชนม์ของอดีตกษัตริย์เมารี รวมถึงแนวทางเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์อังกฤษกับชาวเมารีในอนาคต

ก่อนหน้านี้ ราชินีเมารียังได้รับการต้อนรับจากเจ้าชายวิลเลียม ที่พระราชวังวินด์เซอร์ โดยเจ้าชายแห่งเวลส์โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมว่าเป็นความยินดีที่ได้พบกับราชินี 

ขณะที่แถลงการณ์จากสถาบันกีงงีตังกา หรือสถาบันกษัตริย์เมารี ระบุว่า ราชินีเมารีได้หารือกับเจ้าชายวิลเลียมในหลายประเด็นระดับโลก พร้อมย้ำถึงความสำคัญของภูมิปัญญาชนพื้นเมือง และการดูแลโลกข้ามรุ่น เพื่อช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคมของโลก

ทั้งนี้ พระนางเต อาริกินุย คูอินี งา ไว โฮโน อิ เต โป ขึ้นครองตำแหน่งราชินีเมารีในปี 2567 สืบทอดบัลลังก์ในฐานะราชินีเมารีพระองค์ที่ 2 ต่อจากพระอัยยิกาเต อาริกินุย เดม เต อาไตรังกิกาอาฮู โดยสถาบันกษัตริย์เมารีมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เมื่อชนเผ่าเมารีหลายเผ่าร่วมกันจัดตั้งผู้นำศูนย์กลางขึ้นในลักษณะคล้ายราชวงศ์ยุโรป เพื่อป้องกันการสูญเสียที่ดินให้กับอาณานิคมอังกฤษ และรักษาวัฒนธรรมเมารีเอาไว้ โดยบทบาทของกษัตริย์หรือราชินีเมารีในปัจจุบันถือเป็นเชิงสัญลักษณ์และวัฒนธรรมเป็นหลัก.

ที่มา BBC

พายุฝุ่น-ฝนถล่มอินเดีย ดับพุ่ง 111ศพ รัฐอุตตรประเทศอ่วม ต้นไม้โค่นแถมฟ้าผ่าซ้ำ

พายุฝุ่น-ฝนถล่มอินเดีย ดับพุ่ง 111ศพ รัฐอุตตรประเทศอ่วม ต้นไม้โค่นแถมฟ้าผ่าซ้ำ

15 พ.ค. 2569 10:05 น.

พายุฝุ่น-ฝนถล่มอินเดีย ดับพุ่ง 111ศพ รัฐอุตตรประเทศอ่วม ต้นไม้โค่นแถมฟ้าผ่าซ้ำ

ยอดผู้เสียชีวิตจากพายุฝุ่น ฝนตกหนัก และฟ้าผ่าในรัฐอุตตรประเทศทางเหนือของอินเดีย พุ่งอย่างน้อย 111 ศพ บาดเจ็บอีกมากกว่า 50 คน ขณะที่บ้านเรือน สิ่งปลูกสร้าง และปศุสัตว์เสียหายวงกว้าง

เจ้าหน้าที่อินเดียเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า สภาพอากาศแปรปรวนอย่างรุนแรงเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเย็นวันพุธที่ผ่านมา โดยลมกระโชกแรงพัดฝุ่นปกคลุมหลายพื้นที่ทั่วรัฐอุตตรประเทศ ซึ่งเป็นรัฐที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศ

ฮาริเคช ภัสการ์ ยโศธ กรรมาธิการฝ่ายบรรเทาสาธารณภัยของรัฐระบุว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ถูกอาคารพังถล่ม กิ่งไม้และต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มทับ รวมถึงเหตุฟ้าผ่า

รายงานระบุว่า ประชาชนจำนวนมากต้องรีบหาที่หลบภัยใต้ต้นไม้และทางยกระดับ หลังลมแรงพัดป้ายโฆษณา ป้ายจราจร และหลังคาสังกะสีปลิวว่อน หลายพื้นที่มีต้นไม้โค่นล้มกีดขวางถนน และทับรถยนต์เสียหาย ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเร่งค้นหาผู้ติดค้างใต้ซากปรักหักพัง

ตำรวจและเจ้าหน้าที่กู้ภัยใช้เลื่อยยนต์และรถเครนเคลียร์ต้นไม้ที่ล้มปิดเส้นทางถนนและทางรถไฟในหลายเขต พร้อมเร่งฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย

ทางการอินเดียระบุว่า ขณะนี้ศูนย์ควบคุมและบัญชาการกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และได้สั่งการให้หน่วยงานท้องถิ่นเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยดูแลผู้บาดเจ็บ รวมถึงเปิดเส้นทางคมนาคมที่ถูกตัดขาดโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ พายุฝุ่นและพายุฝนรุนแรงมักเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือของอินเดียในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน ก่อนเข้าสู่ฤดูมรสุมประจำปี แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า สภาพอากาศสุดขั้วมีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยขึ้นจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ.

ที่มา : Xinhua , channelnewsasia

สลด นักท่องเที่ยวอิตาลี 5 คน เสียชีวิตขณะดำน้ำสำรวจถ้ำใต้ทะเลลึกกว่า 50 เมตรที่มัลดีฟส์

สลด นักท่องเที่ยวอิตาลี 5 คน เสียชีวิตขณะดำน้ำสำรวจถ้ำใต้ทะเลลึกกว่า 50 เมตรที่มัลดีฟส์

15 พ.ค. 2569 10:02 น.

สลด นักท่องเที่ยวอิตาลี 5 คน เสียชีวิตขณะดำน้ำสำรวจถ้ำใต้ทะเลลึกกว่า 50 เมตรที่มัลดีฟส์

เกิดเหตุสลด นักดำน้ำชาวอิตาลี 5 รายเสียชีวิตจากอุบัติเหตุดำน้ำในมัลดีฟส์ ระหว่างสำรวจถ้ำใต้น้ำลึกกว่า 50 เมตร เจ้าหน้าที่เร่งปฏิบัติการค้นหาร่าง ท่ามกลางสภาพอากาศเลวร้าย และความเสี่ยงสูง

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 กระทรวงการต่างประเทศอิตาลีเปิดเผยว่า นักดำน้ำทั้ง 5 คนเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติการดำน้ำสำรวจถ้ำใต้น้ำในเขต “วาวู อะทอลล์” (Vaavu Atoll) ของมัลดีฟส์ โดยเชื่อว่าเหตุเกิดขณะทั้งหมดลงไปสำรวจถ้ำใต้ทะเลที่ระดับความลึกราว 50 เมตร  

กองทัพมัลดีฟส์ระบุว่า พบศพผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย ภายในถ้ำใต้น้ำที่ระดับลึกประมาณ 60 เมตร ส่วนอีก 4 รายเชื่อว่ายังคงอยู่ในบริเวณเดียวกัน พร้อมส่งทีมนักประดาน้ำพิเศษเข้าปฏิบัติการ เนื่องจากภารกิจค้นหาถือว่ามีความเสี่ยงสูงมาก

รายงานระบุว่า ช่วงเกิดเหตุมีสภาพอากาศแปรปรวนอย่างหนักในพื้นที่ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงมาเล ราว 100 กิโลเมตร โดยทางการได้ประกาศเตือนภัยระดับสีเหลืองสำหรับเรือโดยสารและชาวประมง ขณะที่กลุ่มนักดำน้ำลงน้ำตั้งแต่เช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แต่ไม่กลับขึ้นสู่ผิวน้ำตามกำหนด ทำให้ลูกเรือเรือดำน้ำต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ว่ากลุ่มนักดำน้ำสูญหาย

ทางด้านมหาวิทยาลัยเจนัว ในอิตาลีเปิดเผยว่า หนึ่งในผู้เสียชีวิตเป็นศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาทางทะเล พร้อมลูกสาว และนักวิจัยรุ่นใหม่อีก 2 คน พร้อมแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต

เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกมองว่าอาจเป็นอุบัติเหตุดำน้ำครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของมัลดีฟส์ ประเทศท่องเที่ยวยอดนิยมกลางมหาสมุทรอินเดียที่มีชื่อเสียงด้านแนวปะการังและแหล่งดำน้ำระดับโลก.

ที่มา BBC