เผยรัสเซียอนุมัติส่งทหารฝึกลับในจีน เจาะลึกกลยุทธ์ “สงครามเคมี-ชีวภาพ”

เผยรัสเซียอนุมัติส่งทหารฝึกลับในจีน เจาะลึกกลยุทธ์ “สงครามเคมี-ชีวภาพ”

1 ก.ค. 2569 15:38 น.

เผยรัสเซียอนุมัติส่งทหารฝึกลับในจีน เจาะลึกกลยุทธ์ “สงครามเคมี-ชีวภาพ”

รายงานสืบสวนของสำนักข่าวรอยเตอร์เปิดเผยว่า รัฐบาลรัสเซียได้อนุมัติให้จีนจัดการฝึกทางทหารอย่างลับแก่กำลังพลรัสเซียเมื่อปีที่ผ่านมา โดยได้รับความเห็นชอบโดยตรงจากนายอันเดร เบลูซอฟ รัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย และมีนายทหารระดับสูงของทั้งสองประเทศเข้าร่วมอย่างน้อย 4 นาย

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ทหารของยุโรป 2 นาย และเอกสารลับภายในของกองทัพรัสเซีย ระบุว่า โครงการฝึกทหารอย่างลับๆ ของกองกำลังรัสเซียในประเทศจีนเมื่อปีที่ผ่านมา ได้รับการอนุมัติเป็นการส่วนตัวจาก นายอันเดร เบลูซอฟ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรัสเซีย โดยมีนายทหารระดับนายพลของรัสเซียและจีนเข้าร่วมกระบวนการโดยตรงอย่างน้อย 4 นาย

เอกสารลับชั้นความลับสูงสุดของรัสเซียระบุว่า นายเบลูซอฟได้ออกคำสั่งภายในเมื่อเดือนสิงหาคม 2025 อนุมัติให้คณะผู้แทนจากกองทัพรัสเซียเดินทางไปยังประเทศจีน เพื่อเข้าร่วมการฝึกซ้อมรบ ณ สถานที่ฝึกของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ซึ่งเจ้าหน้าที่ยุโรปชี้ว่า การที่บุคคลระดับสูงขนาดนี้ลงมาพัวพันกับการฝึกทหารที่เชื่อมโยงกับสงครามยูเครน สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งที่ทั้งสองประเทศมีต่อความร่วมมือครั้งนี้

ในรายงานระบุรายละเอียดว่า หนึ่งในหลักสูตรที่มีการฝึกอบรมคือ การฝึกซ้อมเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ณ ค่ายทหารแห่งหนึ่งในกรุงปักกิ่งเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นไปที่ “ระบบป้องกันภัยจากรังสี สารเคมี และชีวภาพ”

นอกจากนี้ เอกสารยังปรากฏภาพถ่ายขณะที่ทหารรัสเซียกำลังนั่งฟังคำบรรยายจากครูฝึกชาวจีน โดยมีการศึกษาแบบจำลองของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ และรับการฝึกอบรมในหัวข้อ “การลาดตระเวนทางเคมี” (Chemical Reconnaissance) “การลาดตระเวนทางรังสี” (Radiation Reconnaissance) รวมถึงเทคนิคการปกป้องระบบระบายอากาศไม่ให้ปนเปื้อนสารพิษ

เจ้าหน้าที่ยุโรปรายหนึ่งให้ความเห็นว่า การรวมหลักสูตรสงครามนิวเคลียร์ เคมี และชีวภาพ เข้าไว้ด้วยกัน ยิ่งตอกย้ำถึงลักษณะเชิงยุทธศาสตร์ของการแลกเปลี่ยนทางทหารในครั้งนี้ เนื่องจากเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่งสำหรับกองทัพทั่วโลก

เอกสารลับของกองทัพรัสเซียมีการระบุรายชื่อผู้เข้าร่วมหลักสูตรทั้งหมดอย่างละเอียด ตั้งแต่ชั้นยศ วันเกิด สังกัด ไปจนถึงระดับการเข้าถึงความมั่นคง โดยพบรายชื่อนายทหารระดับสูง ได้แก่พลเอกเอก รุสตาม มูราดอฟ รองผู้บัญชาการทหารบกรัสเซีย เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนรัสเซียเดินทางไปจีน, พลตรี วิทาลี เกราซิมอฟ นายพลชื่อดังของรัสเซีย เข้าร่วมรับการอบรมในเมืองเปิ้งปู่, พลตรี หลี่ จินซุน ผู้บัญชาการวิทยาลัยทหารป้องกันภัยรังสี เคมี และชีวภาพ ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน เข้าร่วมในพิธีเปิดหลักสูตร โดยพลตรี รุสตาม คูซายนอฟ  จากฝั่งรัสเซีย และ พันเอกพิเศษ ซุน ได่หยุน จากฝั่งจีน เป็นผู้ลงนามในข้อตกลงพื้นฐานเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม เพื่อรองรับการฝึกดังกล่าว

แม้เทคโนโลยีของจีนจะก้าวหน้า แต่รายงานประเมินผลภายในของกองทัพรัสเซียที่ส่งกลับมอสโกได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจ โดยรายงานจากการฝึกที่เมืองหนานจิงชื่นชมว่า อุปกรณ์ของจีนมีมาตรฐานสูง มีการใช้ระบบจำลองที่ดีเยี่ยม และผู้ฝึกสอนมีความรู้เชิงทฤษฎีที่แน่นมาก แต่จุดอ่อนสำคัญคือ จีนขาดประสบการณ์ในการรบจริง ซึ่งสวนทางกับรัสเซียที่สะสมประสบการณ์การรบอย่างโชกโชนในยูเครนมานานกว่า 4 ปี ขณะที่จีนไม่ได้เข้าร่วมทำสงครามจริงมานานหลายทศวรรษ

ทางด้าน นายอันเดร คาร์ตาโปลอฟ ประธานคณะกรรมการกลาโหมของรัฐสภารัสเซีย ออกมาตอบโต้อย่างดุเดือดผ่านสื่อ RTVI ว่า รายงานข่าวเรื่องการฝึกนี้เป็น “เรื่องไร้สาระโดยสิ้นเชิง” และกองทัพรัสเซียไม่มีอะไรจำเป็นต้องเรียนรู้จากจีน

กระทรวงการต่างประเทศของจีนออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า ข้อกล่าวหาทั้งหมดไม่มีมูลความจริง และย้ำว่าจีนยังคงรักษาจุดยืนที่เป็นกลางในวิกฤตการณ์ยูเครนและพร้อมเป็นตัวกลางสร้างสันติภาพ ขณะที่ทำเนียบเครมลินของรัสเซียปฏิเสธที่จะแสดงความเห็น แต่โจมตีว่าเป็น “ข้อมูลเท็จ” จากฝั่งตะวันตก

อย่างไรก็ตาม นางคาจา คัลลาส หัวหน้านโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป ยืนยันว่า อียูได้ตรวจสอบผ่านช่องทางของตนเองแล้วและพบว่าการฝึกทหารดังกล่าวเกิดขึ้นจริง และกำลังอยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบทางความมั่นคง

ปัจจุบัน สหภาพยุโรปกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ในการพิจารณามาตรการตอบโต้จีน เนื่องจากจีนเป็นทั้งพันธมิตรทางการค้าที่สำคัญและมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงในอียูเริ่มออกมาเตือนว่า “ยุโรปต้องเลิกมองจีนผ่านเลนส์เศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว” แต่ต้องมองจีนในฐานะ “ผู้สนับสนุนรายสำคัญที่ขับเคลื่อนสงครามของรัสเซีย” อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งหลังจากนี้อาจนำไปสู่การคว่ำบาตรบริษัทเทคโนโลยีของจีนเพิ่มเติมในอนาคต.

ที่มา Reuters

เมียนมายอดดับทะลุ 100,000 ศพ เซ่นพิษสงครามกลางเมือง 5 ปีหลังรัฐประหาร

เมียนมายอดดับทะลุ 100,000 ศพ เซ่นพิษสงครามกลางเมือง 5 ปีหลังรัฐประหาร

1 ก.ค. 2569 14:28 น.

เมียนมายอดดับทะลุ 100,000 ศพ เซ่นพิษสงครามกลางเมือง 5 ปีหลังรัฐประหาร

องค์กรติดตามความขัดแย้ง เปิดเผยยอดผู้เสียชีวิตจากทุกฝ่ายในสงครามกลางเมืองเมียนมาพุ่งทะลุ 100,000 ราย หลังผ่านพ้นเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 มานานกว่า 5 ปี ส่งผลให้กลายเป็นความขัดแย้งที่นองเลือดและรุนแรงที่สุดในเอเชีย ขณะที่ประชาชนกว่า 3.7 ล้านคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น

องค์กรติดตามข้อมูลที่ตั้งความขัดแย้งและเหตุการณ์ (ACLED) ซึ่งเป็นหน่วยงานเฝ้าระวังความขัดแย้งระดับโลก เปิดเผยรายงานล่าสุดระบุว่า นับตั้งแต่กองทัพเมียนมาก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของนางอองซาน ซูจี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 จนถึงปัจจุบัน ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเหตุความรุนแรงที่เกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งพุ่งสูงถึง 100,114 ราย แล้ว ซึ่งตัวเลขดังกล่าวรวบรวมจากรายงานความรุนแรงในหน้าสื่อ แม้จะไม่มีการประกาศตัวเลขอย่างเป็นทางการและนักวิเคราะห์ประเมินว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้ แต่นี่คือหลักฐานชัดเจนว่าสงครามกลางเมืองเมียนมาคือ “ความขัดแย้งที่รุนแรงและนองเลือดที่สุดในเอเชียที่ยังคงดำเนินอยู่”

จากการที่กองทัพเข้าปราบปรามประชาชนที่ออกมาประท้วงต่อต้านการรัฐประหารอย่างโหดเหี้ยม ทำให้กลุ่มนักเคลื่อนไหวและเยาวชนจำนวนมากตัดสินใจเดินหน้าเข้าสู่ป่าเพื่อจัดตั้งกลุ่มกองกำลังติดอาวุธฝักใฝ่ประชาธิปไตย (PDF) และจับมือเป็นพันธมิตรร่วมรบกับกองกำลังชาติพันธุ์ที่ต่อต้านส่วนกลางมาอย่างยาวนาน

ACLED ระบุว่า ปัจจุบันมีกลุ่มติดอาวุธที่แตกต่างกันมากกว่า 1,200 กลุ่มในสงครามครั้งนี้ ทำให้มันกลายเป็น “ความขัดแย้งที่แตกแยกและแยกย่อยที่สุดในโลก” โดย ซัน มน ทัน นักวิเคราะห์อาวุโสของ ACLED กล่าวว่า ความขัดแย้งนี้ได้แผ่ขยายไปทั่วทุกตารางนิ้วของประเทศและเป็นอันตรายต่อพลเรือนอย่างยิ่ง ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมา เมียนมาติดอันดับประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากดินแดนปาเลสไตน์เท่านั้น

ตลอด 5 ปีหลังรัฐประหาร เมียนมาถูกปกครองภายใต้คำสั่งเผด็จการของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ซึ่งล่าสุดเขาได้เกษียณอายุจากกองทัพเพื่อมารับตำแหน่ง “ประธานาธิบดีพลเรือน” หลังการเลือกตั้งที่มีข้อจำกัดอย่างหนัก และพรรคของนางซูจีถูกกีดกันออกไป ซึ่งองค์กรจับตาประชาธิปไตยต่างตราหน้าว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียง “ละครตบตา” เพื่อฟอกขาวอำนาจของเขา ขณะที่กลุ่มกบฏปฏิเสธข้อเสนอเจรจาสันติภาพ โดยชี้ว่าเป็นเพียงอุบายสร้างภาพลักษณ์ในเวทีสากล

แม้ว่าในช่วงปลายปี 2023 กองกำลังพันธมิตรฝ่ายต่อต้านจะสามารถบุกยึดพื้นที่สำคัญและรุกคืบเข้าใกล้เมืองมัณฑะเลย์ เมืองใหญ่อันดับสอง จนมีกระแสว่าอาจยึดเมืองหลวงเก่าได้สำเร็จ แต่ในปัจจุบัน นักวิเคราะห์ชี้ว่า สถานการณ์เริ่มกลับมาเข้าทางฝั่งกองทัพเมียนมาอีกครั้ง หลังจากรัฐบาลจีนหันมาให้การสนับสนุนกองทัพ และช่วยเป็นตัวกลางเจรจาหยุดยิงระหว่างกองทัพกับกองกำลังชาติพันธุ์ที่ทรงอิทธิพลที่สุด 2 กลุ่ม

เพื่อทดแทนกำลังพลที่ร่อยหรอ กองทัพเมียนมาได้ประกาศบังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหาร ส่งผลให้พลเรือนกว่า 50,000 คน ถูกบังคับเข้าสู่กองทัพ ด้านอดีตทหารเกณฑ์วัย 20 ปี รายหนึ่งซึ่งตัดสินใจหนีทัพหลังจากถูกส่งไปแนวหน้า เปิดเผยว่า “ทหารเกณฑ์เหล่านี้ทำอะไรไม่ได้เลย มันเหมือนกับพวกเขาถูกส่งไปตาย ถ้าคุณไม่ตายในสมรภูมิหนึ่ง พวกเขาก็จะส่งคุณไปตายในอีกสมรภูมิหนึ่งอยู่ดี”

สงครามครั้งนี้ส่งผลกระทบในวงกว้างไปต่างประเทศด้วย ทำให้ค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและบังคลาเทศเต็มไปด้วยผู้ลี้ภัย และยังเป็นแหล่งเพาะบ่มอาชญากรรมข้ามชาติอีกด้วย

กลุ่มติดอาวุธทุกฝ่ายต่างหาเงินมาจุนเจือคลังอาวุธของตนผ่านการค้ายาเสพติดที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งเฮโรอีนและยาบ้า ขณะเดียวกัน พื้นที่ชายแดนของเมียนมาได้กลายเป็นศูนย์กลางของ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์และศูนย์หลอกลวงออนไลน์” ขนาดใหญ่ ที่ดำเนินงานอยู่ภายในป้อมปราการแน่นหนาและมีกลุ่มติดอาวุธคอยคุ้มกันอย่างใกล้ชิด

ในส่วนของประชาชนที่ยังอยู่ในประเทศ สหประชาชาติระบุว่า ปัจจุบันมีชาวเมียนมาพลัดถิ่นภายในประเทศสูงเกิน 3.7 ล้านคน และประชากรมากกว่า 1 ใน 5 กำลังเผชิญกับภาวะความมั่นคงทางอาหารในขั้นวิกฤต จากการที่ประเทศดิ่งลงสู่ความยากจนอย่างรวดเร็ว.

ที่มา AFP

เวียดนามแจก “โบนัสมีลูก” หลังยกเลิกนโยบายลูก 2 คน หวังกู้วิกฤตสังคมสูงวัย

เวียดนามแจก "โบนัสมีลูก" หลังยกเลิกนโยบายลูก 2 คน หวังกู้วิกฤตสังคมสูงวัย

1 ก.ค. 2569 13:57 น.

เวียดนามแจก “โบนัสมีลูก” หลังยกเลิกนโยบายลูก 2 คน หวังกู้วิกฤตสังคมสูงวัย

เวียดนามเปิดมาตรการใหม่ แจกโบนัสให้คนมีลูก จูงใจประชาชน หลังยกเลิกนโยบายจำกัดบุตร 2 คนที่ใช้มายาวนาน ท่ามกลางความกังวลว่า ประเทศกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว กระทบเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน

มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 ภายใต้กฎหมายประชากรฉบับใหม่ โดยมารดาที่มีบุตรคนที่ 2 จะได้รับ สิทธิลาคลอดเพิ่มจาก 6 เดือนเป็น 7 เดือน พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนด้านสุขภาพและเงินช่วยเหลือจากรัฐ

สำหรับผู้ที่เข้าเกณฑ์ จะได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น การตรวจคัดกรองก่อนคลอดและหลังคลอดฟรี รวมถึงเงินโบนัสก้อนเดียวสูงสุดประมาณ 228 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวสองในสามของรายได้เฉลี่ยต่อเดือนของชาวเวียดนาม

ฟาม ถิ ลาน หัวหน้าฝ่ายประชากรและการพัฒนาของ กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติกล่าวว่า นี่คือการเปลี่ยนแนวทางครั้งสำคัญของเวียดนาม ซึ่งเปลี่ยนจากการควบคุมการวางแผนครอบครัว ไปสู่การมุ่งเน้นการพัฒนาประชากร

ที่ผ่านมา สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามที่มีบุตรเกิน 2 คน เคยถูกลงโทษทางวินัย จนกระทั่งกฎดังกล่าวถูกยกเลิกเมื่อปีที่แล้ว

ปัจจุบันเวียดนามกำลังเผชิญแนวโน้ม อายุขัยเฉลี่ยสูงขึ้น แต่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง ทำให้ประเทศกลายเป็นหนึ่งในชาติที่เข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วที่สุดในโลก

นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป อาจเกิดภาวะขาดแคลนแรงงาน และเพิ่มภาระต่อระบบสวัสดิการและการดูแลผู้สูงอายุ และแม้รัฐจะใช้วิธีแจกเงิน แต่หลายครอบครัวยังไม่อยากมีลูกเพิ่ม

เหงียน คิม บิก วัย 32 ปี ชาวกรุงฮานอยเปิดเผยว่า แม้เธอจะได้สิทธิลาเพิ่มและเงินช่วยเหลือหากมีลูกคนที่สอง แต่ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูกยังสูงเกินไป การได้ลาเพิ่มอีกหนึ่งเดือนกับเงินช่วยเหลือเล็กน้อย ไม่ได้ทำให้เธออยากมีลูกคนที่สอง เพราะทุกวันนี้เกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ครอบครัวราว 1,000 ดอลลาร์ต่อเดือน ถูกใช้ไปกับการเลี้ยงดูลูกคนแรกแล้ว

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่า เวียดนามยังไม่เข้าสู่วิกฤตประชากรรุนแรงแบบ เกาหลีใต้ หรือ ญี่ปุ่น แต่รัฐบาลเริ่มเร่งแก้ปัญหาก่อนที่จำนวนประชากรวัยทำงานจะลดลงอย่างหนัก.

ที่มา : channelnewsasia

สภาผู้แทนฯ ญี่ปุ่นผ่านร่างกฎหมายห้ามดูหมิ่นธงชาติ ฝ่ายค้านคว่ำบาตรลงมติประท้วงรัฐบาล

สภาผู้แทนฯ ญี่ปุ่นผ่านร่างกฎหมายห้ามดูหมิ่นธงชาติ ฝ่ายค้านคว่ำบาตรลงมติประท้วงรัฐบาล

1 ก.ค. 2569 13:16 น.

สภาผู้แทนฯ ญี่ปุ่นผ่านร่างกฎหมายห้ามดูหมิ่นธงชาติ ฝ่ายค้านคว่ำบาตรลงมติประท้วงรัฐบาล

สภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นลงมติผ่านร่างกฎหมายห้ามทำลายหรือดูหมิ่นธงชาติ โดยกำหนดโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 เยน ท่ามกลางการคว่ำบาตรของพรรคฝ่ายค้านที่กล่าวหารัฐบาลเร่งผลักดันกฎหมายโดยไม่เปิดให้มีการอภิปรายอย่างเพียงพอ และตั้งข้อกังวลต่อเสรีภาพในการแสดงออก

สภาผู้แทนราษฎรของญี่ปุ่นได้ลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายห้ามทำลายหรือดูหมิ่นธงชาติ อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการประชุมกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียด เมื่อสมาชิกพรรคฝ่ายค้านทุกพรรคพร้อมใจกันไม่เข้าร่วมการลงมติ เพื่อแสดงพลังประท้วงต่อแนวทางการทำงานของพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ ที่พยายามผลักดันมาตรการดังกล่าว ซึ่งเป็นแกนหลักของวาระนโยบายสายอนุรักษนิยมอย่างเบ็ดเสร็จ

แม้ว่าก่อนหน้านี้ พรรคประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (DPFP) และพรรคซันเซโตะ (Sanseito) ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองแนวคิดอนุรักษนิยม จะได้ร่วมมือกับพรรค LDP และพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (JIP) ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ในการเสนอเข้าสู่สภา แต่สุดท้ายทั้งสองพรรคก็เลือกที่จะเข้าร่วมการคว่ำบาตรการลงมติในครั้งนี้ด้วย เนื่องจากไม่พอใจวิธีการควบคุมและนำทางวาระการประชุมสภาของกลุ่มพันธมิตรรัฐบาล

สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ กำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ที่กระทำการทำลาย เคลื่อนย้าย หรือทำให้ธงชาติแปดเปื้อนในที่สาธารณะ โดยเจตนาให้เกิด “ความรู้สึกไม่สบายใจหรือความรังเกียจอย่างรุนแรง” ต่อผู้อื่น โดยผู้ฝ่าฝืนจะต้องระวางโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 เยน (ประมาณ 41,000 บาท)

กฎหมายดังกล่าวถูกระบุไว้ในข้อตกลงร่วมจัดตั้งรัฐบาลระหว่างพรรค LDP และ JIP เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยผู้เสนอระบุว่าต้องการแก้ไข “ความย้อนแย้ง” ในประมวลกฎหมายอาญาฉบับปัจจุบันของญี่ปุ่น ที่ระบุความผิดและบทลงโทษสำหรับการดูหมิ่นธงชาติของ “ต่างประเทศ” เอาไว้แล้ว แต่กลับไม่มีบทลงโทษสำหรับการกระทำต่อธงชาติของตนเอง

การบังคับใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในรัฐสภาไม่เพียงแต่สร้างความขัดแย้งกับฝ่ายค้าน แต่ยังสร้างความเห็นต่างภายในพรรค LDP เอง โดยมี สส. บางส่วนตัดสินใจงดออกเสียง เช่น นายทาเคชิ อิวายะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งถูกมองว่าเป็นนักการเมืองสายพิราบ หรือสายประนีประนอม ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า แม้เขาจะไม่คัดค้านมติของพรรค แต่เขาก็ไม่สามารถ “สนับสนุนอย่างออกหน้าออกตา” ได้เช่นกัน เขากล่าวว่า “ความเคารพต่อธงชาติควรเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและด้วยความสมัครใจ ไม่ควรถูกบังคับผ่านการกำหนดโทษทางอาญา”

ขณะเดียวกัน ร่างกฎหมายนี้ยังต้องเผชิญกับด่านสำคัญในสภาสูง ซึ่งพรรครัฐบาลยังคงเป็นเสียงข้างน้อย และยังไม่แน่ชัดว่าจะผ่านการอนุมัติหรือไม่ เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านหลักๆ รวมถึงพรรคสายกลางอย่าง พันธมิตรปฏิรูปสายกลาง และพรรคโคเมโต (Komeito) ต่างแสดงความกังวลว่า กฎหมายนี้อาจละเมิด “เสรีภาพในการแสดงออก” ที่ได้รับการคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังตั้งคำถามถึงเหตุผลทางกฎหมายในการเอาผิด และการนิยามขอบเขตพฤติกรรมที่ควรถูกลงโทษว่ายังไม่มีความชัดเจนพอ

จากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พรรค LDP และ JIP ได้ร่วมกันกวาดที่นั่งในสภาล่างไปได้มากกว่า 3 ใน 4 ซึ่งเกินเกณฑ์ 2 ใน 3 ที่จำเป็นในการใช้อำนาจโหวตคว่ำมติของสภาสูงหากเกิดกรณีขัดแย้ง ทำให้รัฐบาลสามารถใช้ “กฎหมู่เสียงข้างมาก” ในการลากกฎหมายต่างๆ ผ่านสภาล่างได้อย่างง่ายดาย

นอกเหนือจากร่างกฎหมายธงชาติแล้ว รัฐบาลยังได้บังคับเปิดการพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญอื่นๆ ท่ามกลางเสียงคัดค้าน เช่น ร่างกฎหมายลดจำนวนที่นั่ง สส. ลงราวร้อยละ 10 และร่างกฎหมายจัดตั้ง “เมืองหลวงสำรองแห่งที่สอง” เพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินของกรุงโตเกียว

สถานการณ์ความเผชิญหน้าที่ทวีความรุนแรงส่งผลให้การทำงานของรัฐสภาติดขัด โดยตัวแทนจาก 5 พรรคฝ่ายค้านในสภาล่างได้เข้าพบและแจ้งต่อ นายเอสุเกะ โมริ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า “พวกเขาไม่สามารถยอมรับการบังคับพิจารณาร่างกฎหมายโดยอาศัยเพียงจำนวนป้ายชื่อได้อย่างเด็ดขาด”

ด้านนายโยชิฮิโกะ อิโซซากิ ประธานคณะกรรมการกิจการวุฒิสภาของพรรค LDP ได้ออกมาแถลงยอมรับต่อสื่อมวลชนว่า ด้วยสถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบัน เป็นเรื่องยากมากที่จะผลักดันร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ของรัฐบาลอีก 17 ฉบับ รวมถึงร่างกฎหมายที่เสนอโดยสมาชิกสภาอีกหลายฉบับให้เสร็จสิ้นได้ทันตามกำหนดการเดิมที่จะปิดสมัยประชุมในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้

แกนนำพรรครัฐบาลจึงเริ่มมีกระแสเรียกร้องให้มีการ “ขยายเวลาสมัยประชุมสภา” ออกไป เพื่อจัดการกับกฎหมายค้างท่อทั้งหมด ซึ่งคาดว่าเกมนโยบายและการประลองกำลังระหว่างขั้วอำนาจในเมืองหลวงของญี่ปุ่นจะยังคงดุเดือดต่อไปหลังจากนี้.

ที่มา KYODO NEWS / The Mainichi 

สหรัฐฯ ส่งตัวผู้อพยพรายแรกสู่ “ปาเลา” ประเทศเกาะกลางแปซิฟิก

สหรัฐฯ ส่งตัวผู้อพยพรายแรกสู่ "ปาเลา" ประเทศเกาะกลางแปซิฟิก

1 ก.ค. 2569 12:15 น.

สหรัฐฯ ส่งตัวผู้อพยพรายแรกสู่ “ปาเลา” ประเทศเกาะกลางแปซิฟิก

รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มมาตรการผลักดันผู้อพยพไร้เอกสารไปยังประเทศที่สาม โดยส่งตัวรายแรกไปยัง “ปาเลา” ประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กในมหาสมุทรแปซิฟิก ภายใต้ข้อตกลงแลกเปลี่ยนเงินอุดหนุนมูลค่า 7.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ผู้อพยพรายแรกกลับตัดสินใจออกจากเกาะแห่งนี้หลังอยู่ได้เพียง 2 สัปดาห์ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าสหรัฐฯ กำลังผลักภาระปัญหาผู้อพยพไปยังประเทศขนาดเล็ก

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานโดยอ้างอิงแถลงการณ์จากทำเนียบประธานาธิบดีปาเลา ระบุว่า สหรัฐฯ ได้เริ่มส่งผู้อพยพมายัง “ปาเลา” ซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้แล้ว โดยผู้อพยพรายแรกได้เดินทางมาถึงช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

สำนักงานของประธานาธิบดี สุรังเกล วิปส์ จูเนียร์ แห่งปาเลา ระบุในแถลงการณ์ว่า “ต้อนรับบุคคลแรกที่สนามบินในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม นำตัวเขาไปยังที่พักชั่วคราว พร้อมทั้งช่วยดำเนินการเรื่องโทรศัพท์มือถือและช่วยให้เขาปรับตัวเข้ากับที่นี่”

ข้อตกลงดังกล่าวตั้งเป้าให้ผู้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานและหางานทำในปาเลา เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสถานที่ที่พวกเขาไม่คุ้นเคย ไม่มีทั้งครอบครัว เพื่อนฝูง หรือความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมใดๆ อย่างไรก็ตาม ผู้อพยพรายแรกนี้อาศัยอยู่บนเกาะได้ไม่ถึงสองสัปดาห์หลังจากเดินทางมาถึงเมืองโกรอร์ ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางของประเทศ

ทางทำเนียบประธานาธิบดีปาเลาเปิดเผยว่า “หลังจากผ่านไปประมาณสองสัปดาห์ เขาตัดสินใจที่จะไม่พำนักอยู่ที่นี่ต่อ” โดยข้อมูลพื้นฐานของชายคนดังกล่าว รวมถึงเหตุผลที่เขาถูกเนรเทศจากสหรัฐฯ และจุดหมายปลายทางที่เขาเดินทางไปต่อหลังจากออกจากปาเลา ยังคงถูกปิดเป็นความลับและไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี สุรังเกล วิปส์ จูเนียร์ เคยยกย่องข้อตกลงรับผู้เนรเทศนี้ว่าเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย ทั้งปาเลาและสหรัฐฯ โดยระบุในพิธีลงนามข้อตกลงเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมาว่า “มันคือการชนะไปด้วยกัน เราได้ช่วยเหลือสหรัฐฯ และเราได้ช่วยเหลือบุคคลเหล่านี้ที่กำลังต้องการสถานที่ที่ปลอดภัยในการอยู่อาศัย และหวังว่าพวกเขาจะมีงานทำและมีความสุขในปาเลา”

ภายใต้ข้อตกลงนี้ ปาเลาตกลงที่จะรับผู้อพยพที่ถูกเนรเทศจำนวนสูงสุด 75 คน โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่า ผู้ลี้ภัยทุกคนต้องไม่มีประวัติอาชญากรรม และปาเลามีสิทธิ์เด็ดขาดในการ “วีโต้” หรือปฏิเสธบุคคลที่ไม่ต้องการรับเข้าประเทศ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน สหรัฐฯ จะจ่ายเงินสนับสนุนให้แก่พาเลาจำนวน 7.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 255 ล้านบาท) เพื่อนำไปใช้พัฒนาระบบบริการสาธารณะและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น

แม้ผู้นำประเทศจะมองว่าเป็นข้อตกลงที่ดี แต่มาตรการนี้กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์และต่อต้านอย่างหนักจากภายในประเทศ โดยกลุ่มสมาชิกรัฐสภาของปาเลาได้ยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อระงับนโยบายดังกล่าว แต่ก็ต้องพ่ายแพ้คดีไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

นายฮอกคอนส์ บาอูเลส ผู้นำวุฒิสภาของปาเลา ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ABC ของออสเตรเลียเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยระบุว่า “อธิปไตยของพาเลากำลังถูกละเลย เรารู้สึกเหมือนว่าพวกเขากำลังเอาปัญหาของตัวเองมาทิ้งไว้ที่ปาเลา”

ขณะที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกมาชี้แจงต่อกรณีดังกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคง “ยึดมั่นอย่างแน่วแน่ในการยุติการอพยพย้ายถิ่นฐานที่ผิดกฎหมายและการอพยพของคนกลุ่มใหญ่ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงบริเวณชายแดนของอเมริกา” พร้อมปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับรายละเอียดของการสื่อสารทางการทูตเป็นการภายในกับรัฐบาลพาเลา

ทั้งนี้ ปาเลา ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีประชากรน้อยที่สุดในโลก โดยมีประชากรเพียงประมาณ 20,000 คน กระจายอยู่ตามเกาะภูเขาไฟและเกาะปะการังหลายร้อยเกาะ แม้จะได้รับเอกราชในปี 1994 แต่พาเลายังคงมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ อย่างมากภายใต้ข้อตกลง “Compact of Free Association”

ภายใต้เงื่อนไขนี้ สหรัฐฯ จะได้รับสิทธิ์ในการใช้พื้นที่ของปาเลาเพื่อผลประโยชน์ทางการทหาร แลกกับการที่สหรัฐฯ ต้องสนับสนุนงบประมาณมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ และรับหน้าที่ดูแลระบบป้องกันประเทศและความมั่นคงทั้งหมดให้แก่ปาเลา นอกจากนี้ ปาเลายังเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่ยังคงให้การรับรองทางการทูตแก่ “ไต้หวัน” แทนสาธารณรัฐประชาชนจีนอีกด้วย

ทั้งนี้ นโยบายส่งผู้อพยพไปยังประเทศที่สามของทรัมป์ไม่ได้เกิดขึ้นที่ปาเลาเป็นที่แรก ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ ได้มีการทำข้อตกลงในลักษณะคล้ายกันเพื่อผลักดันผู้แสวงหาที่พักพิงไปยังประเทศอื่นๆ เช่น เอลซัลวาดอร์ และยูกันดา มาแล้ว.

ที่มา AFP

มหาสมุทรโลกทำสถิติร้อนที่สุดในเดือนมิถุนายน นักวิทย์เตือนเอลนีโญ อาจดันอุณหภูมิพุ่งอีก

มหาสมุทรโลกทำสถิติร้อนที่สุดในเดือนมิถุนายน นักวิทย์เตือนเอลนีโญ อาจดันอุณหภูมิพุ่งอีก

1 ก.ค. 2569 11:33 น.

มหาสมุทรโลกทำสถิติร้อนที่สุดในเดือนมิถุนายน นักวิทย์เตือนเอลนีโญ อาจดันอุณหภูมิพุ่งอีก

อุณหภูมิน้ำทะเลทั่วโลกในเดือนมิถุนายนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นักวิทย์เตือนปรากฏการณ์เอลนีโญ บวกกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาจทำให้อุณหภูมิทั้งในมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศโลกพุ่งสูงขึ้นอีก

ข้อมูลจาก โครงการโคเปอร์นิคัส มารีน เซอร์วิส ของสหภาพยุโรประบุว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกในเดือนมิถุนายน 2026 อยู่ที่ 20.98 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติเดิมที่เคยเกิดขึ้นในปี 2023 และ 2024

นอกจากนี้ ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 ยังเป็นอีกช่วงเวลาที่มหาสมุทรทั่วโลกมีอุณหภูมิสูงผิดปกติอย่างต่อเนื่อง โดยมีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยอยู่ที่ 20.04 องศาเซลเซียส ต่ำกว่าสถิติสูงสุดของช่วงเดียวกันในปี 2024 เพียงเล็กน้อย ขณะที่หลายพื้นที่ทั่วโลกยังเผชิญกับคลื่นความร้อนในทะเลที่ยืดเยื้อ

คาร์โล บวนเตมโป ผู้อำนวยการ โครงการโคเปอร์นิคัส ไคลเมต เชนจ์ เซอร์วิสกล่าวว่า สภาพมหาสมุทรในปัจจุบันอาจเป็นสัญญาณของการเข้าสู่ช่วงใหม่ที่โลกยังไม่เคยเผชิญมาก่อน

เขาระบุว่าเมื่ออุณหภูมิมหาสมุทรอยู่ในระดับสูงเช่นนี้ และมีแนวโน้มเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญในระยะอันใกล้ โลกมีโอกาสเห็นการทำลายสถิติอุณหภูมิอีกหลายครั้งในช่วงหลายเดือนข้างหน้า

เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนสูงกว่าปกติ ส่งผลให้มีการปลดปล่อยความร้อนสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้น และส่งผลต่อรูปแบบกระแสลม เมฆ และสภาพอากาศทั่วโลก

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ น้ำท่วมรุนแรงในเปรู ภัยแล้งในหลายพื้นที่ของทวีปแอฟริกา ไฟป่าในออสเตรเลีย รวมถึงอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นชั่วคราว ซึ่งยิ่งซ้ำเติมแนวโน้มโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมนุษย์

ด้าน ไซมอน ฟาน เกนนิป นักสมุทรศาสตร์อาวุโสของโครงการโคเปอร์นิคัส มารีน เซอร์วิส กล่าวว่า ปี 2026 มีแนวโน้มจะกลายเป็นหนึ่งในปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่โลกเคยบันทึกไว้ โดยมีทั้งอิทธิพลของเอลนีโญและการสะสมก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญ

รายงานฉบับนี้มีขึ้นหลังจากการประเมินทางวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญขององค์การสหประชาชาติเมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเตือนว่า มหาสมุทรของโลกกำลังเผชิญวิกฤตที่ทวีความรุนแรง เนื่องจากอุณหภูมิของทะเลเพิ่มขึ้นและระดับน้ำทะเลสูงขึ้นในอัตราที่รวดเร็วกว่าที่เคย

มหาสมุทรมีบทบาทสำคัญในการควบคุมสภาพภูมิอากาศของโลก โดยดูดซับความร้อนส่วนเกินจากก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ปล่อยออกมาประมาณ 90%

อย่างไรก็ตาม เมื่อมหาสมุทรอุ่นขึ้น จะทำให้มีไอน้ำในชั้นบรรยากาศมากขึ้น เพิ่มพลังให้กับพายุหมุนเขตร้อนและฝนตกหนัก อีกทั้งน้ำทะเลที่ร้อนยังขยายตัว ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และสร้างความเสียหายต่อแนวปะการัง ซึ่งอาจเกิดภาวะฟอกขาวและตายลงจากคลื่นความร้อนในทะเลที่ยาวนาน

ข้อมูลของโคเปอร์นิคัสระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 คลื่นความร้อนในทะเลได้แผ่ปกคลุมพื้นที่ประมาณ 82% ของมหาสมุทรทั่วโลก ถือเป็นระดับสูงเป็นอันดับ 2 รองจากปี 2024

คลื่นความร้อนในทะเล คือช่วงเวลาที่อุณหภูมิน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล สภาพอากาศ และทำให้สัตว์ทะเลจำนวนมากเสี่ยงต่อการตาย

รายงานยังระบุว่า ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีอุณหภูมิเฉลี่ยในเดือนมิถุนายนสูงถึง 24.3 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติเดิมที่เคยเกิดขึ้นในปี 2023 และ 2025 โดยกว่า 98% ของพื้นที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เผชิญคลื่นความร้อนในทะเลตลอดช่วง 6 เดือนแรกของปี

ขณะที่สถาบันด้านภูมิอากาศของสเปนเปิดเผยว่า คลื่นความร้อนในทะเลบริเวณเมดิเตอร์เรเนียนฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือได้สร้างสถิติความรุนแรงสูงสุดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังยุโรปเพิ่งเผชิญคลื่นความร้อนที่ทำให้อุณหภูมิในหลายประเทศพุ่งทำสถิติใหม่

ส่วนบริเวณ มหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน มีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยในเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 27.26 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา โดยพื้นที่ที่ร้อนผิดปกติมากที่สุดอยู่บริเวณแปซิฟิกตะวันตก เส้นศูนย์สูตร รวมถึงนอกชายฝั่งประเทศเปรูและรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า หากแนวโน้มดังกล่าวยังดำเนินต่อไป โลกอาจต้องเผชิญทั้งสภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงขึ้น ความเสียหายต่อระบบนิเวศทางทะเล และผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหารในหลายภูมิภาคทั่วโลก.

ที่มา :channelnewsasia

อิหร่านลั่นไม่พบผู้แทนสหรัฐฯ ดับหวังข้อตกลงสันติภาพ

อิหร่านลั่นไม่พบผู้แทนสหรัฐฯ ดับหวังข้อตกลงสันติภาพ

1 ก.ค. 2569 11:12 น.

อิหร่านลั่นไม่พบผู้แทนสหรัฐฯ ดับหวังข้อตกลงสันติภาพ

อิหร่านประกาศปฏิเสธที่จะพบหารือโดยตรงกับคณะผู้แทนระดับสูงของสหรัฐฯ ที่เดินทางมายังตะวันออกกลาง ที่รวมถึงนายจาเรด คุชเนอร์ บุตรเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะเดียวกันมีรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาแผนการโจมตีทางทหารระลอกใหม่ หากการทูตไม่เป็นผล

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยว่า อิหร่านจะไม่เข้าร่วมประชุมโดยตรงกับคณะผู้แทนระดับสูงของสหรัฐฯ ที่เดินทางมายังภูมิภาคตะวันออกกลาง หลังจากเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงก่อนหน้านี้ โดยระบุว่าทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องตกลงเงื่อนไขของข้อตกลงหยุดยิงที่ลงนามไปเมื่อสองสัปดาห์ก่อนให้ชัดเจนเสียก่อน ก่อนที่จะขยับไปหารือในประเด็นที่ยากกว่า อย่างเช่นการจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ท่าทีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ทั้งสองฝ่ายยังคงมีความเห็นต่างกันอย่างมากในโครงสร้างข้อตกลงเบื้องต้น ซึ่งกำหนดให้อิหร่านต้องยุติการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ แลกกับการได้รับผลประโยชน์จูงใจทางการเงิน และกำหนดกรอบเวลาเจรจา 60 วันเพื่อบรรลุข้อตกลงสันติภาพที่ถาวร

แม้ว่านายจาเรด คุชเนอร์ บุตรเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษสหรัฐฯ จะเดินทางถึงกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เพื่อเข้าร่วมการเจรจาระดับสูง แต่ทางอิหร่านและกาตาร์ ในฐานะเจ้าภาพ ยืนยันว่า คณะผู้แทนของสหรัฐฯ จะได้พบกับ “ตัวกลาง” เท่านั้น ไม่ใช่การเผชิญหน้ากับผู้แทนอิหร่านโดยตรง 

ทั้งนี้ นายมาเจด อัล-อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายจะเริ่มการเจรจาทางเทคนิคในระดับที่ต่ำกว่าผ่านตัวกลางแทน ส่วนนายเอสมาอิล บาฆาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า “ไม่มีการกำหนดตารางการประชุมในทุกระดับกับฝ่ายอเมริกันในช่วงไม่กี่วันข้างหน้านี้”

หนังสือพิมพ์ วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวในสหรัฐฯ ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้หารือกับนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพลเอกแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการกลับสู่สงครามเต็มรูปแบบและการเปิดฉากโจมตีทางทหารเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่าในขณะนี้ ทรัมป์ตัดสินใจที่จะให้เวลาเพิ่มกับการทูต แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะออกมาข่มขู่อิหร่านผ่านสื่อสาธารณะก็ตาม

ส่วนการขนส่งสินค้าทางเรือ ปัจจุบันเริ่มกลับมาดำเนินการได้บางส่วนผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวถึง 1 ใน 5 ของโลกก่อนที่สงครามจะปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตาม ข้อพิพาทใหม่กำลังก่อตัวขึ้นเมื่อ นายโมฮัมหมัด บาเคอร์ กาลิบาฟ หัวหน้าทีมเจรจาของอิหร่าน ประกาศผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติว่า “อธิปไตยของช่องแคบฮอร์มุซเป็นของอิหร่านและโอมาน” และอิหร่านเตรียมจะจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง ในกลางเดือนสิงหาคมนี้ เมื่อระยะเวลาผ่อนผัน 60 วันสิ้นสุดลง

ด้านนายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาตอบโต้อย่างรุนแรงผ่านรายการ The Michael Knowles Show โดยย้ำว่า สหรัฐฯ จะไม่มีวันยอมให้อิหร่านเก็บค่าผ่านทางในน่านน้ำสากลแห่งนี้อย่างเด็ดขาด พร้อมเปิดเผยว่าขณะนี้ปริมาณการไหลเวียนของน้ำมันผ่านช่องแคบได้กลับสู่ระดับก่อนเกิดสงครามแล้ว และในบางวันยังสูงกว่าเดิม

แม้จะมีความไม่แน่นอนสูง แต่ราคาน้ำมันโลกเริ่มปรับตัวลดลงตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ หลังจากที่สหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดโจมตีฐานทัพเรือของอิหร่าน เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านใช้โดรนโจมตีเรือสินค้า ขณะที่อิหร่านก็โต้กลับด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวตและบาห์เรน

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานเพื่อการค้าและการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNCTAD) เตือนว่า ประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจเปราะบางยังคงมีความเสี่ยงสูงจากราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและราคาน้ำมันที่อาจพุ่งสูงขึ้น

นอกจากนี้ สงครามดังกล่าวยังดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น ซึ่งสร้างแรงกดดันทางการเมืองอย่างมหาศาลต่อประธานาธิบดีทรัมป์ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินว่าพรรคใดจะได้ครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ทำให้ทรัมป์และนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องออกมาเรียกร้องให้ผู้ค้าน้ำมันรายย่อยเร่งลดราคาขายปลีกในประเทศลง

ข้อตกลงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในครั้งนี้ เดิมทีครอบคลุมถึงการยุติความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนที่อิหร่านหนุนหลังด้วย แต่นายนาบิห์ แบร์รี ประธานสภาผู้แทนราษฎรเลบานอน ซึ่งเป็นพันธมิตรของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ได้ออกมาแสดงความคลางแคลงใจต่อกรอบข้อตกลงที่สหรัฐฯ เป็นตัวกลางระหว่างเลบานอนและอิสราเอล

นักวิเคราะห์ประเมินว่า ข้อตกลงนี้มีความเสี่ยงที่จะทำให้สถานการณ์หยุดชะงักยาวนาน เนื่องจากมีการผูกเงื่อนไขการถอนทหารของอิสราเอลออกจากตอนใต้ของเลบานอน เข้ากับการปลดอาวุธของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ยอมรับได้ยากสำหรับทั้งสองฝ่าย.

ที่มา Reuters

ฮ่องกงจัดพิธีฉลองครบรอบ 29 ปีคืนสู่การปกครองของจีน

ฮ่องกงจัดพิธีฉลองครบรอบ 29 ปีคืนสู่การปกครองของจีน

1 ก.ค. 2569 10:27 น.

ฮ่องกงจัดพิธีฉลองครบรอบ 29 ปีคืนสู่การปกครองของจีน

ฮ่องกงจัดพิธีเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 29 ปี ของการกลับคืนสู่การปกครองภายใต้อธิปไตยของจีน วันที่ 1 กรกฎาคม โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูง ผู้นำภาคธุรกิจ และบุคคลสำคัญของฮ่องกงเข้าร่วมกันอย่างพร้อมเพรียง

เนื่องในวันที่ 1 กรกฎาคม ซึ่งถือเป็นวันครบรอบการส่งมอบฮ่องกงจากสหราชอาณาจักรกลับคืนสู่จีนเมื่อปี 1997 ภายใต้หลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ฮ่องกงจึงได้จัดพิธีเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 29 ปี ของการกลับคืนสู่การปกครองภายใต้อธิปไตยของจีน

โดยเริ่มต้นพิธีด้วยการเชิญธงชาติสาธารณรัฐประชาชนจีนและธงเขตบริหารพิเศษฮ่องกงขึ้นสู่ยอดเสา ที่จัตุรัสโกลเดนเบาฮิเนีย ในย่านหว่านไจ๋ ท่ามกลางการเข้าร่วมของเจ้าหน้าที่ระดับสูง ผู้นำภาคธุรกิจ และบุคคลสำคัญของฮ่องกง 

หลังเสร็จสิ้นพิธี จอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกง มีกำหนดกล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงรับรองที่ศูนย์การประชุมและนิทรรศการฮ่องกง เพื่อแสดงวิสัยทัศน์และทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจ รวมถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ภายใต้หลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” (One Country, Two Systems) 

นอกจากนี้ รัฐบาลฮ่องกงยังจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองทั่วเมืองตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นการบินเฮลิคอปเตอร์พร้อมธงชาติและธงฮ่องกง การสวนสนามทางทะเลของหน่วยงานด้านความมั่นคง ตลอดจนกิจกรรมในทั้ง 18 เขตของเมือง เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันสถาปนาเขตบริหารพิเศษฮ่องกง 

นอกจากนี้ ภาครัฐและภาคเอกชนยังร่วมกันมอบสิทธิประโยชน์แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยมีร้านค้า ร้านอาหาร และธุรกิจกว่า 1,000 แห่ง จัดโปรโมชั่นพิเศษ ขณะที่ประชาชนสามารถใช้บริการรถรางฟรี เข้าชมพิพิธภัณฑ์และสถานที่ท่องเที่ยวของรัฐบางแห่งโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมถึงมีส่วนลดสำหรับระบบขนส่งสาธารณะและแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่ง เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดพิเศษของฮ่องกง.

ที่มา : CGTN

รัฐบาลญี่ปุ่นไฟเขียวแก้กฎหมายป้องกันสมาชิกราชวงศ์ลดลง เปิดทางเจ้าหญิงคงฐานันดรหลังสมรส

รัฐบาลญี่ปุ่นไฟเขียวแก้กฎหมายป้องกันสมาชิกราชวงศ์ลดลง เปิดทางเจ้าหญิงคงฐานันดรหลังสมรส

1 ก.ค. 2569 09:19 น.

รัฐบาลญี่ปุ่นไฟเขียวแก้กฎหมายป้องกันสมาชิกราชวงศ์ลดลง เปิดทางเจ้าหญิงคงฐานันดรหลังสมรส

รัฐบาลญี่ปุ่นอนุมัติร่างแก้ไขกฎหมายราชวงศ์ เปิดทางเจ้าหญิงยังคงเป็นสมาชิกพระราชวงศ์หลังสมรส พร้อมรับบุตรบุญธรรมสายชายจากราชสกุลเดิม หวังแก้ปัญหาสมาชิกราชวงศ์ลดลง

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นมีมติอนุมัติร่างแก้ไขกฎหมายราชวงศ์  เพื่อรับมือกับปัญหาจำนวนสมาชิกพระราชวงศ์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และเตรียมเสนอให้รัฐสภาพิจารณาในสมัยประชุมปัจจุบัน โดยสาระสำคัญของร่างกฎหมายคือ การเปิดทางให้สมาชิกราชวงศ์ฝ่ายหญิงยังคงสถานะเป็นสมาชิกพระราชวงศ์แม้สมรสกับสามัญชน จากเดิมที่กฎหมายกำหนดให้ต้องออกจากราชวงศ์เมื่อแต่งงานกับบุคคลนอกพระราชวงศ์ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเปลี่ยนผ่าน สมาชิกราชวงศ์ฝ่ายหญิงที่มีสถานะอยู่ก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้ ยังสามารถเลือกลาออกจากการเป็นสมาชิกพระราชวงศ์หลังสมรสได้ หากประสงค์จะทำเช่นนั้น 

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังเปิดทางให้ รับบุตรบุญธรรมที่เป็นผู้สืบเชื้อสายฝ่ายชายของอดีตราชสกุล 11 สาย ซึ่งถูกถอดสถานะจากราชวงศ์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี 2490 เพื่อเพิ่มจำนวนสมาชิกพระราชวงศ์ โดยผู้ที่จะเข้ารับการอุปการะต้องมีอายุ 15 ปีขึ้นไป เป็นโสด และไม่มีบุตร โดยบุคคลดังกล่าว ไม่มีสิทธิ์สืบราชบัลลังก์ แต่บุตรชายที่เกิดภายหลังจะมีสิทธิ์อยู่ในลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ปัจจุบันราชวงศ์ญี่ปุ่นมีสมาชิกทั้งหมด 16 พระองค์ รวมถึง สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ ขณะที่กฎหมายกำหนดให้ผู้มีสิทธิ์สืบราชบัลลังก์ต้องเป็น พระราชวงศ์ฝ่ายชายที่สืบสายพระโลหิตทางฝ่ายชาย ส่งผลให้ปัจจุบันมีผู้มีสิทธิ์สืบราชบัลลังก์เพียง 3 พระองค์ เท่านั้น.

ที่มา NHK

ทรัมป์แจ้งรายได้คริปโต ทะลุ 4.5 หมื่นล้านบาท ถูกจับตาผลประโยชน์ทับซ้อน

ทรัมป์แจ้งรายได้คริปโต ทะลุ 4.5 หมื่นล้านบาท ถูกจับตาผลประโยชน์ทับซ้อน

1 ก.ค. 2569 08:48 น.

ทรัมป์แจ้งรายได้คริปโต ทะลุ 4.5 หมื่นล้านบาท ถูกจับตาผลประโยชน์ทับซ้อน

เอกสารเปิดเผยทรัพย์สินรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุ “โดนัลด์ ทรัมป์” มีรายได้จากธุรกิจสกุลเงินดิจิตัลคริปโตมากกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 หลังเดินหน้านโยบายหนุนสินทรัพย์ดิจิทัล ถูกตั้งคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 สำนักงานจริยธรรมแห่งรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยแบบแสดงรายการทรัพย์สินและรายได้ประจำปีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ โดยเอกสารความยาว 927 หน้า ระบุว่า ทรัมป์มีรายได้จากธุรกิจสกุลเงินดิจิทัลรวมมากกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 45,500 ล้านบาท

เอกสารระบุว่า รายได้ส่วนใหญ่มาจาก “เวิลด์ ลิเบอร์ตี ไฟแนนเชียล” (World Liberty Financial) ธุรกิจคริปโตที่ทรัมป์ร่วมก่อตั้งกับบุตรชาย ซึ่งสร้างรายได้มากกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 16,250 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีรายได้อีก 635 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 20,640 ล้านบาท จากการจำหน่ายเหรียญมีม “$TRUMP” เป็นการแสดงให้เห็นว่า รายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลได้กลายเป็นแหล่งรายได้หลักของทรัมป์ แซงหน้าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นรากฐานความมั่งคั่งของครอบครัว

โดยการเปิดเผยข้อมูลนี้ทำให้เกิดกระแสจับตาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากนับตั้งแต่กลับเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เมื่อเดือนมกราคม 2568 ทรัมป์ได้ผลักดันนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมคริปโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมประกาศเป้าหมายผลักดันให้สหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางคริปโตของโลก นอกจากนี้รัฐบาลของทรัมป์ยังประกาศจัดตั้ง กองทุนสำรองคริปโตเชิงยุทธศาสตร์แห่งชาติ เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพของสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงจัดการประชุมด้านคริปโตที่ทำเนียบขาวเป็นครั้งแรก

นอกจากนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ได้ยกเลิกการดำเนินคดีกับ คอยน์เบส (Coinbase) แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตรายใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งเคยถูกกล่าวหาว่าดำเนินธุรกิจเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาตในสมัยรัฐบาลก่อน ส่งผลให้เกิดการตั้งคำถามจากฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์ว่า นโยบายของรัฐบาลอาจเอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมที่ทรัมป์มีผลประโยชน์ทางธุรกิจอยู่ด้วย.

ที่มา Aljazeera