เคนยาจับกุม 8 นักเรียนหญิง ต้องสงสัยวางเพลิงหอพักโรงเรียน ดับ 16 ศพ

เคนยาจับกุม 8 นักเรียนหญิง ต้องสงสัยวางเพลิงหอพักโรงเรียน ดับ 16 ศพ

29 พ.ค. 2569 16:49 น.

เคนยาจับกุม 8 นักเรียนหญิง ต้องสงสัยวางเพลิงหอพักโรงเรียน ดับ 16 ศพ

ตำรวจเคนยาจับกุมนักเรียนหญิง 8 คน หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่หอพักโรงเรียนประจำหญิงล้วนในเมืองกิลกิล ส่งผลให้นักเรียนเสียชีวิต 16 คน และบาดเจ็บอีก 79 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งสอบสวนหาสาเหตุ โดยตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นการวางเพลิง 

สำนักงานสืบสวนสอบสวนกลางแห่งเคนยา ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุมตัวนักเรียนหญิงจำนวน 8 คน ซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยสำคัญในฐานร่วมกันวางแผนและลงมือวางเพลิงอาคารหอพักของโรงเรียนมัธยมปลายสตรีอูตูมิชิ ในเมืองกิลกิล ทางตอนกลางของประเทศ

เหตุเพลิงไหม้รุนแรงดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้ามืดของวันพฤหัสบดีที่ 28 พ.ค. ส่งผลให้อาคารชั้นหนึ่งของหอพัก “เมลีโน ไวเทรา” ซึ่งเป็นอาคารสูง 2 ชั้นที่ใช้รองรับเตียงนอนสองชั้นจำนวน 135 หลัง ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ผลของเพลิงทำให้นักเรียนหญิงเสียชีวิตทันที 16 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 79 ราย

สำนักงานสืบสวนสอบสวนกลางระบุว่า “จากการสืบสวนในเบื้องต้น รวมถึงการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด การพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และการสอบปากคำพยานในที่เกิดเหตุ นำไปสู่การระบุตัวตนของนักเรียนหญิงทั้ง 8 คนในฐานะบุคคลที่น่าสนใจและมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับโศกนาฏกรรมครั้งนี้ ซึ่งในขณะนี้เด็กสาวทั้ง 8 คนได้ถูกจับกุมและอยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว”

ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนกำลังเร่งบันทึกคำให้การและจำลองลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น โดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์กำลังตรวจสอบรูปแบบการเผาไหม้ แหล่งกำเนิดประกายไฟ ระบบติดตั้งไฟฟ้า ตลอดจนตรวจหาความเป็นไปได้ของสารเร่งไฟ เพื่อระบุสาเหตุที่แน่ชัดและค้นหาแรงจูงใจเบื้องหลังการลอบวางเพลิงครั้งนี้

ด้านร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 16 รายที่กู้มาได้จากซากเพลิงไหม้ได้ถูกส่งต่อไปยังห้องชันสูตรศพของโรงเรียนแพทย์ประจำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพย่อยนาวาชา เพื่อรอการชันสูตรพลิกศพและพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลอย่างเป็นทางการต่อไป

ขณะนี้ ปฏิบัติการสืบสวนถูกส่งต่อให้แก่ทีมงานความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน นำโดยนักสืบคดีฆาตกรรม, ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์, เจ้าหน้าที่สืบสวนพื้นที่เกิดเหตุ, เจ้าหน้าที่ข่าวกรอง และหน่วยงานเผชิญเหตุภัยพิบัติ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งไปยังครอบครัวผู้สูญเสีย ศิษย์ปัจจุบัน และบุคลากรของโรงเรียน พร้อมขอความร่วมมือให้สังคมอยู่ในความสงบและละเว้นการคาดเดาใดๆ ในระหว่างที่กระบวนการทางกฎหมายกำลังดำเนินไป

ข้อมูลจากรัฐบาลเคนยาระบุว่า เหตุเพลิงไหม้สถานศึกษาเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนน่าตกใจในประเทศ โดยตลอดปี 2024 ที่ผ่านมา มีรายงานเหตุไฟไหม้โรงเรียนสูงกว่า 100 ครั้ง

ขณะที่ผลงานวิจัยของคณะผู้เชี่ยวชาญระบุตรงกันว่า เหตุเพลิงไหม้โรงเรียนส่วนใหญ่ในเคนยา มักมีจุดเริ่มต้นมาจาก “ตัวกลุ่มนักเรียนเอง” ที่จงใจจุดไฟเผาเพื่อแสดงออกถึงการประท้วงต่อต้านมาตรการระเบียบวินัยที่เข้มงวดทารุณเกินไป รวมถึงเพื่อเรียกร้องความสนใจต่อปัญหาสภาพความเป็นอยู่และสุขอนามัยที่ย่ำแย่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกภายในโรงเรียนประจำเหล่านั้น ซึ่งทางการจะนำประเด็นเหล่านี้มาร่วมพิจารณาในคดีต่อไป.

ที่มา Reuters / Capital FM Kenya

นายกฯ มาเลเซีย เจอแรงกดดันหนัก หลังคลื่นลูกทีมแห่ “ย้ายพรรค” ซบอดีตศิษย์เอก

นายกฯ มาเลเซีย เจอแรงกดดันหนัก หลังคลื่นลูกทีมแห่ "ย้ายพรรค" ซบอดีตศิษย์เอก

29 พ.ค. 2569 16:07 น.

นายกฯ มาเลเซีย เจอแรงกดดันหนัก หลังคลื่นลูกทีมแห่ “ย้ายพรรค” ซบอดีตศิษย์เอก

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย กำลังเผชิญมรสุมการเมืองครั้งใหญ่ หลังสมาชิกพรรคยุติธรรมประชาชน หรือ PKR ทยอยลาออกและย้ายไปสนับสนุนพรรคการเมืองใหม่ของอดีตลูกศิษย์คนสำคัญ ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่า มาเลเซียอาจจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนดภายในปีนี้

นักวิเคราะห์และสมาชิกรัฐสภามาเลเซียเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม กำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากกระแสการย้ายพรรคของสมาชิกพรรครัฐบาล นำโดยอดีตลูกศิษย์คนสำคัญที่หันไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวลือว่ามาเลเซียอาจจะต้องเปิดฉากการเลือกตั้งทั่วไปก่อนกำหนดอย่างเร็วที่สุดภายในปีนี้

อันวาร์ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2022 หลังจากใช้เวลานานกว่าสองทศวรรษในฐานะผู้นำฝ่ายค้านที่รณรงค์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน แม้ว่าการบริหารงานของเขาจะช่วยฟื้นฟูเสถียรภาพทางการเมืองให้แก่มาเลเซียได้ในระดับหนึ่ง แต่รัฐบาลของเขากลับถูกจับตามองอย่างหนักถึงความล่าช้าในการปฏิรูปสถาบันทางการเมือง รวมถึงข้อกังขาเรื่องความมุ่งมั่นในการปราบปรามการทุจริต จนนำไปสู่ความตึงเครียดและการแยกตัวภายในพรรคร่วมรัฐบาล

ชนวนเหตุสำคัญเกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา เมื่อนายราฟิซี รัมลี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นทายาททางการเมืองของอันวาร์ ได้ประกาศลาออกจากพรรคยุติธรรมประชาชน (PKR) ซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลของอันวาร์ พร้อมสละเก้าอี้สมาชิกรัฐสภา เพื่อไปก้าวขึ้นนำพรรคการเมืองขนาดเล็กที่ชื่อว่า พรรครวมพลังมาเลเซีย หรือ “เบอร์ซามา” (Bersama)

พรรคเบอร์ซามาเปิดเผยว่า ขณะนี้พรรคได้รับใบสมัครสมาชิกใหม่แล้วมากกว่า 18,000 ราย โดยราว 1 ใน 3 เป็นอดีตสมาชิกของพรรค PKR แม้ว่าผู้ที่ย้ายพรรคส่วนใหญ่จะเป็นสมาชิกทั่วไปและเจ้าหน้าที่พรรคระดับท้องถิ่น เนื่องจากกฎหมายของมาเลเซียสั่งห้ามไม่ให้สมาชิกรัฐสภาย้ายพรรคขณะดำรงตำแหน่ง แต่ตัวเลขที่สูงขนาดนี้กำลังสร้างความกังขาต่อความมั่นคงในอำนาจของอันวาร์ หากความขัดแย้งที่ขยายตัวบีบให้เขาต้องประกาศเลือกตั้งกะทันหัน

นายฮัสซัน อับดุล คาริม สส. พรรค PKR และผู้สนับสนุนอันวาร์มาอย่างยาวนาน ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย โดยยอมรับว่าเขาได้ล้มเลิกความพยายามที่จะห้ามปรามไม่ให้สมาชิกพรรคย้ายไปซบพรรคอื่นแล้ว เนื่องจากกลุ่มแกนนำพรรคไม่ยอมรับฟังความกังวลของคนทำงาน พร้อมระบุว่าแม้เขาจะยังเชื่อมั่นในอุดมการณ์เดิม แต่ในเวลานี้พรรค PKR กำลัง “บอบช้ำ มีบาดแผล และบาดเจ็บขั้นวิกฤต”

นอกจากนี้ ฮัสซันยังให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า พรรคเบอร์ซามาของราฟิซีอาจได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามจากกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ยังไม่ตัดสินใจ กลุ่มคนรุ่นใหม่ และกลุ่มโหวตเตอร์ที่ให้ความสำคัญกับปัญหาเศรษฐกิจเป็นหลัก และกล่าวเตือนว่า “หากมี ส.ส. ของพรรค PKR ที่สนับสนุนคุณราฟิซี พากันลาออกและทิ้งพรรคไปมากกว่านี้ นายกรัฐมนตรีอันวาร์จะสูญเสียความชอบธรรมในการบริหารประเทศทันที”

อย่างไรก็ดี ทำเนียบนายกรัฐมนตรีมาเลเซียยังคงปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าว ขณะที่ นางฟูเซียห์ ซาเละห์ เลขาธิการพรรค PKR แย้งว่าไม่มีปรากฏการณ์สมาชิกแห่ลาออกครั้งใหญ่ตามที่เป็นข่าว เช่นเดียวกับนายฟาห์มี ฟัดซิล โฆษกรัฐบาลและหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ของพรรค ที่ออกมาลดกระแสข่าวดังกล่าว โดยระบุว่าในช่วงสองเดือนที่ผ่านมามีสมาชิกใหม่สมัครเข้าพรรคเพิ่มถึง 5,000 คน และปัจจุบันพรรคมีสมาชิกทั้งหมดมากกว่า 1 ล้านคน

บริดเจ็ต เวลช์  นักวิเคราะห์การเมืองเอเชียจากมหาวิทยาลัยน็อตติงแฮม มองว่าการลาออกของสมาชิกในตอนนี้อาจยังไม่กระทบต่อเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของอันวาร์โดยตรง เนื่องจากเขายังคงครองเสียงข้างมากในสภา แต่ความแตกแยกภายในพรรค PKR จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโอกาสชนะการเลือกตั้ง และทำให้เส้นทางสู่การครองเก้าอี้นายกฯ สมัยที่สองของอันวาร์ริบหรี่ลง “สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ ภาพลักษณ์การบริหารจัดการภายในพรรคของตัวอันวาร์เอง เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นในพรรค PKR สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ลงตัวในภาวะผู้นำของเขา”

ตามกำหนดการเดิม มาเลเซียจะไม่จัดการเลือกตั้งทั่วไปจนกว่าจะถึงช่วงต้นปี 2028 แต่เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา อันวาร์ได้ส่งสัญญาณว่าเขาอาจพิจารณายุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ หากความแตกแยกภายในพรรคร่วมรัฐบาลยังคงขยายวงกว้าง โดยมีชนวนเหตุมาจากความไม่พอใจของกลุ่มพันธมิตรสายปฏิรูปต่อการจัดการปัญหาอื้อฉาวในหน่วยงานปราบปรามการทุจริต ประกอบกับการกระทบกระทั่งกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลในประเด็นเรื่องชาติพันธุ์และศาสนาในประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ทั้งนี้ สมาชิกรัฐสภา 2 รายระบุว่า การเลือกตั้งระดับชาติอาจถูกเลื่อนขึ้นมาจัดเร็วที่สุดในเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อให้สอดรับกับการเลือกตั้งระดับรัฐในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ขณะเดียวกัน สมาชิกท้องถิ่นของพรรค PKR จำนวน 21 รายที่ตัดสินใจลาออกพร้อมกัน ได้ออกแถลงการณ์ร่วมระบุว่า “พวกเราเชื่อว่าพรรคการเมืองต้องปฏิบัติวิชาชีพตามคุณค่าของการปฏิรูปและประชาธิปไตยตามที่เคยให้สัญญากับประชาชน แต่น่าเสียดายที่ในวันนี้ เราไม่เห็นหลักการเหล่านั้นถูกนำมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่องในพรรค PKR อีกต่อไป” ซึ่งสอดคล้องกับแกนนำพรรคระดับภูมิภาคอีกหลายคนที่ลาออกในลักษณะเดียวกัน โดยระบุว่า พรรคเบอร์ซามาของราฟิซี คือสิ่งที่จะสืบทอดอุดมการณ์ที่แท้จริงดั้งเดิมที่พรรคของอันวาร์เคยมีในอดีต.

ที่มา Reuters

WHO ชี้ “อีโบลา” ในคองโกควบคุมยากและซับซ้อน จากปัญหาความขัดแย้ง ความไม่มั่นคง และปชช.ไม่ไว้วางใจ

WHO ชี้ "อีโบลา" ในคองโกควบคุมยากและซับซ้อน จากปัญหาความขัดแย้ง ความไม่มั่นคง และปชช.ไม่ไว้วางใจ

29 พ.ค. 2569 13:29 น.

WHO ชี้ “อีโบลา” ในคองโกควบคุมยากและซับซ้อน จากปัญหาความขัดแย้ง ความไม่มั่นคง และปชช.ไม่ไว้วางใจ

ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกเตือน การระบาดของอีโบลาในคองโกซับซ้อนหนักจากความขัดแย้ง ความไม่มั่นคง การพลัดถิ่น และความไม่ไว้วางใจของประชาชน

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นายทีดรอส อัดฮานอม กีเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก(World Health Organization) หรือ WHO เดินทางถึงกรุงคินชาชา ของสาธารณรัฐคองโก พร้อมระบุว่า การระบาดของโรคอีโบลาครั้งล่าสุดในประเทศมีความซับซ้อนอย่างมาก และยากต่อการควบคุม เนื่องจากต้องเผชิญหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งความขัดแย้งด้านความมั่นคง การโจมตีของกลุ่มติดอาวุธ การพลัดถิ่นของประชาชน ภาวะขาดแคลนอาหาร และความไม่ไว้วางใจต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในบางชุมชน

นายทีดรอสกล่าวว่า เขาเดินทางมายังคองโกเพื่อส่งสารถึงชุมชนในพื้นที่ระบาดว่า พวกเขาไม่ได้ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว และ WHO พร้อมสนับสนุนภารกิจรับมือการระบาดอย่างเต็มที่ โดยขณะนี้ทีมงาน WHO ลงพื้นที่ปฏิบัติงานแล้วในเมืองบูเนีย เมืองเอกของจังหวัดอิตูรี ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการระบาดในภาคตะวันออกของประเทศ โดยทีดรอสเตรียมเดินทางต่อไปยังพื้นที่ในวันศุกร์เพื่อติดตามสถานการณ์ด้วยตนเอง

ผู้อำนวยการใหญ่ WHO ยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดยิงในพื้นที่ที่มีการสู้รบ เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงผู้ป่วยและควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างปลอดภัย

สำหรับมาตรการจำกัดการเดินทางที่บางประเทศนำมาใช้กับผู้เดินทางจากคองโก นายทีดรอสระบุว่า WHO ไม่สนับสนุนการห้ามเดินทาง เพราะมีผลเพียงชะลอการแพร่เชื้อได้ในช่วงสั้น และอาจส่งผลเสียต่อระบบสาธารณสุขมากกว่า โดยเฉพาะทำให้ประเทศที่รายงานการระบาดอย่างโปร่งใสรู้สึกว่าถูกลงโทษ และอาจลังเลที่จะเปิดเผยข้อมูลเร็วในอนาคต

กระทรวงสาธารณสุขคองโกระบุว่า จนถึงขณะนี้พบผู้ป่วยต้องสงสัยมากกว่า 1,000 ราย และผู้เสียชีวิตต้องสงสัยแล้วอย่างน้อย 238 ราย การระบาดยังคงลุกลามในหลายพื้นที่ทางภาคตะวันออก.

ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน แถลงเตือน “ศัตรูกำลังพยายามสร้างความแตกแยก” กลบเกลื่อนความล้มเหลวทางการทหาร

ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน แถลงเตือน "ศัตรูกำลังพยายามสร้างความแตกแยก" กลบเกลื่อนความล้มเหลวทางการทหาร

29 พ.ค. 2569 12:43 น.

ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน แถลงเตือน “ศัตรูกำลังพยายามสร้างความแตกแยก” กลบเกลื่อนความล้มเหลวทางการทหาร

ผู้นำสูงสุดอิหร่านเตือนศัตรูกำลังพยายามสร้างความแตกแยกในประเทศ ขณะสหรัฐฯ กล่าวหาอิหร่านละเมิดข้อตกลงหยุดยิง หลังคูเวตถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธ

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ออกแถลงการณ์เตือนผ่านสถานีโทรทัศน์ IRIB ของรัฐว่า ศัตรูของอิหร่านกำลังพยายามสร้างความแตกแยกและความร้าวฉานในสังคม เพื่อชดเชยความล้มเหลวที่เผชิญจากสมรภูมิทางทหาร รวมถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ผ่านมา โดยระบุว่า ความพยายามกดดันจากภายนอกไม่สามารถทำให้อิหร่านยอมจำนนได้ จึงหันมาใช้วิธีสร้างความแตกแยกภายในประเทศแทน

ความเคลื่อนไหวของผู้นำอิหร่านเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดครั้งใหม่ในตะวันออกกลาง หลังกองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (United States Central Command) หรือ CENTCOM กล่าวหาอิหร่านว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ยังเปราะบาง หลังมีรายงานว่าคูเวตถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธเมื่อช่วงค่ำวันพุธที่ผ่านมา

ทางการคูเวต ระบุว่าสามารถสกัดขีปนาวุธไว้ได้ ขณะที่รัฐบาลคูเวตออกมาประณามการโจมตีครั้งนี้ว่าเป็นการรุกรานอย่างโจ่งแจ้ง โดยเหตุปะทะล่าสุดทำให้ความพยายามเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเผชิญความไม่แน่นอนอีกครั้ง หลังทั้งสองฝ่ายส่งสัญญาณพร้อมใช้การทูต แต่ยังกล่าวโทษกันไปมาว่าเป็นฝ่ายละเมิดเงื่อนไขหยุดยิง

นักวิเคราะห์มองว่า สถานการณ์ในภูมิภาคยังเปราะบางอย่างมาก และความเคลื่อนไหวทางทหารแม้เพียงเล็กน้อยอาจทำให้การเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่สะดุดลงได้ทุกเมื่อ.

โดรนรัสเซียพุ่งชนอพาร์ตเมนต์ในโรมาเนีย บาดเจ็บ 2 คน

โดรนรัสเซียพุ่งชนอพาร์ตเมนต์ในโรมาเนีย บาดเจ็บ 2 คน

29 พ.ค. 2569 12:41 น.

โดรนรัสเซียพุ่งชนอพาร์ตเมนต์ในโรมาเนีย บาดเจ็บ 2 คน

กระทรวงกลาโหมโรมาเนียเผยโดรนโจมตีของรัสเซียพุ่งตกใส่หลังคาอาคารที่พักอาศัยในเมืองกาลาตี ใกล้ชายแดนยูเครน จนเกิดเพลิงไหม้และส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 รายนับเป็นครั้งแรกที่โดรนจากสงครามรัสเซีย ตกใส่อาคารที่พักอาศัยของพลเรือนโรมาเนียซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกนาโต

กระทรวงกลาโหมของโรมาเนียเปิดเผยว่า เกิดเหตุโดรนโจมตีของรัสเซียพุ่งชนอาคารที่พักอาศัยในเมืองกาลาตี ทางตอนใต้ของประเทศ ส่งผลให้มีพลเรือนได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล 2 ราย

แถลงการณ์ของกองทัพโรมาเนียระบุว่า “ในช่วงคืนวันที่ 28 ถึง 29 พฤษภาคม รัสเซียได้เปิดฉากโจมตีด้วยโดรนระลอกใหม่ โดยมุ่งเป้าไปที่เป้าหมายพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานในยูเครน ซึ่งอยู่ใกล้กับพรมแดนทางน้ำที่ติดกับโรมาเนีย ทว่ามีโดรนลำหนึ่งได้ล้ำเข้ามาในน่านฟ้าของโรมาเนีย เรดาร์สามารถตรวจจับสัญญาณได้จนถึงทางตอนใต้ของเมืองกาลาตี ก่อนที่โดรนดังกล่าวจะพุ่งชนเข้ากับหลังคาของอาคารที่พักอาศัยและเกิดเพลิงไหม้ขึ้น”

หลังเกิดเหตุ หน่วยบริการฉุกเฉินได้รีบเข้าควบคุมสถานการณ์จนสามารถดับเพลิงได้สำเร็จ ทั้งนี้ แม้ว่าทางการโรมาเนียจะเคยตรวจพบโดรนล่วงล้ำน่านฟ้ามาแล้วหลายสิบครั้งนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อปี 2022 แต่เหตุการณ์ล่าสุดนี้ถือเป็น “ครั้งแรก” ที่มีโดรนพุ่งชนอาคารที่พักอาศัยของประชาชนโดยตรง โดยกองทัพได้ส่งเครื่องบินรบ F-16 จำนวน 2 ลำขึ้นบินสกัดทันทีที่ตรวจพบสิ่งแปลกปลอม

ด้านนาโตกล่าวว่าจะเสริมกำลังป้องกันภัยคุกคามทุกรูปแบบ รวมถึงโดรน หลังจากโดรนลำหนึ่งตกใส่หลังคาอาคารอพาร์ตเมนต์ 10 ชั้นในเมืองกาลาติ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของโรมาเนีย ระหว่างการโจมตีของรัสเซียต่อยูเครนในช่วงกลางคืน โฆษกนาโตกล่าวในโพสต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X “เราขอประณามความประมาทของรัสเซีย และนาโตจะยังคงเสริมกำลังป้องกันภัยคุกคามทุกรูปแบบ รวมถึงโดรนต่อไป”

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่รัสเซียระดมถล่มยูเครนอย่างหนัก โดยยูเครนได้ประกาศเตือนภัยทางอากาศทั่วประเทศตลอดทั้งคืน ซึ่งในพื้นที่ทางตอนใต้ของยูเครนอย่างเมืองซาปอรีเชีย มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 2 ราย 

ความตึงเครียดบริเวณชายแดนที่ติดกับพื้นที่สงครามกำลังสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อกลุ่มประเทศสมาชิกนาโต ทั้งโรมาเนีย, ลัตเวีย, เอสโตเนีย และโปแลนด์ ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกโดรนหลงทิศของทั้งสองฝ่ายล่วงล้ำน่านฟ้า โดยก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่สัปดาห์ รัฐบาลของประเทศลัตเวียเพิ่งจะเผชิญภาวะล่มสลายและต้องจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ หลังจากอดีตนายกรัฐมนตรีหญิงสั่งปลดรัฐมนตรีกลาโหมฐานล้มเหลวและล่าช้าในการวางระบบป้องกันภัยทางอากาศเพื่อสกัดโดรนของยูเครนที่หลงทิศเข้ามาในดินแดน ซึ่งคาดว่าถูกระบบกวนสัญญาณของรัสเซียเล่นงานจนเสียการควบคุม

แม้เหตุการณ์ในลัตเวียจะสร้างความเสียหายเพียงเล็กน้อย แต่ก็จุดชนวนความตื่นตระหนกไปทั่วประเทศ ทำให้ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน เสนอตัวส่งผู้เชี่ยวชาญไปช่วยลัตเวียเพื่อยกระดับระบบป้องกันทางอากาศ นอกจากนี้ เซเลนสกียังได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ เร่งจัดส่งขีปนาวุธสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศ “แพทริออต” เพิ่มเติม เพื่อรับมือกับขีปนาวุธนำวิถีของรัสเซียที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ขณะเดียวกัน ความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 4 เริ่มส่งสัญญาณชะงักงัน นับตั้งแต่รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มเบนความสนใจไปที่ความขัดแย้งกับอิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ด้านหัวหน้านโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป ได้ออกมาแถลงอย่างชัดเจนโดยปฏิเสธบทบาทการเป็น “ตัวกลางที่เป็นกลาง” ระหว่างยูเครนและรัสเซีย

ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากรัฐมนตรีต่างประเทศจาก 27 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปได้ร่วมหารือเกี่ยวกับเงื่อนไขในการเปิดโต๊ะเจรจากับรัสเซีย แม้ว่ายูเครนจะพยายามผลักดันให้ยุโรปเข้ามามีบทบาทนำในการเจรจาแทนสหรัฐฯ ก็ตาม แต่ทางสหภาพยุโรปยืนยันว่า ตนไม่สามารถทำตัวเป็นกลางได้ เนื่องจากจุดยืนที่ชัดเจนในการสนับสนุนและช่วยเหลือยูเครนมาโดยตลอด.

ที่มา AFP / BBC

ครอบครัวทารกผิวดำ 2 รายฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ ปมเสียชีวิตหลังถูกทดลองวัคซีน RSV โดยไม่ได้รับความยินยอม

ครอบครัวทารกผิวดำ 2 รายฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ ปมเสียชีวิตหลังถูกทดลองวัคซีน RSV โดยไม่ได้รับความยินยอม

29 พ.ค. 2569 12:27 น.

ครอบครัวทารกผิวดำ 2 รายฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ ปมเสียชีวิตหลังถูกทดลองวัคซีน RSV โดยไม่ได้รับความยินยอม

ครอบครัวทารกชาวอเมริกันผิวดำ 2 ราย ยื่นฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ หลังลูกเสียชีวิตจากการถูกใช้ทดลองวัคซีน RSV โดยไม่ได้รับความยินยอมเมื่อปี 2510

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ครอบครัวของทารกชาวอเมริกันผิวดำ 2 ราย ยื่นฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ เรียกค่าเสียหายจากกรณีที่ลูกของพวกเขาถูกนำไปใช้ทดลองวัคซีนป้องกันเชื้ออาร์เอสวี หรือ RSV โดยไม่ได้รับการแจ้งหรือความยินยอมจากผู้ปกครอง ก่อนเสียชีวิตในปี 2510

ทารกทั้งสองคือ “รอสส์ ออตโต แฮมบริก” และ “วิกเตอร์ มาร์เซลลัส คิง” ขณะมีอายุเพียง 2 เดือนและ 4 เดือน ตามลำดับ โดยถูกนำเข้าร่วมการทดลองวัคซีนต้นแบบในช่วงปี 2508-2509 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institutes of Health) หรือ NIH

ทีมกฎหมายของครอบครัวระบุว่า เด็กทั้งสองถูกเลือกให้รับวัคซีนทดลองเข้มข้นที่มีชื่อว่า “ล็อต 100” โดยครอบครัวไม่เคยได้รับแจ้งถึงความเสี่ยงหรือให้ความยินยอมแต่อย่างใด ก่อนที่ทั้งคู่จะเสียชีวิตในเดือนมกราคม ปี 2510

คำฟ้องยังระบุว่า ตัวอย่างเนื้อเยื่อที่เก็บจากการชันสูตรศพของเด็กทั้งสอง ถูกนำไปใช้ศึกษาต่อเนื่องหลายสิบปี และมีส่วนช่วยในการพัฒนาวัคซีน RSV รุ่นใหม่ ซึ่งได้รับอนุมัติในสหรัฐฯ เมื่อปี 2566 และปัจจุบันสร้างรายได้รวมหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเชื้อ RSV เป็นไวรัสทางเดินหายใจที่ติดต่อได้ง่าย และเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ทารกในสหรัฐฯ ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

ทนายความของครอบครัวกล่าวหาว่า หน่วยงานรัฐเลือกใช้เด็กทารกผิวดำจากครอบครัวยากจนเป็นกลุ่มทดลอง เนื่องจากเป็นประชากรเปราะบางและเข้าถึงได้ง่ายที่สุด

ขณะที่คดีนี้ยังทำให้สังคมอเมริกันหวนกลับไปทบทวนประวัติศาสตร์การทดลองทางการแพทย์กับคนผิวดำโดยไม่ได้รับความยินยอม ซึ่งเคยสร้างบาดแผลทางสังคมอย่างรุนแรงในอดีต หนึ่งในกรณีที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือการศึกษาซิฟิลิสที่เมืองทัสคีกี ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ เคยออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการในปี 2540 หลังปล่อยให้ชายผิวดำหลายร้อยคนไม่ได้รับการรักษา แม้มียารักษาแล้วก็ตาม ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการดำเนินการภายใต้กฎหมายเรียกร้องค่าสินไหมจากรัฐบาลกลางสหรัฐฯ โดยครอบครัวผู้เสียชีวิตเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อเท็จจริงเพิ่มเติมและรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบ 60 ปีก่อน.

มิลานบูรณะภาพโมเสก “อัณฑะกระทิงนำโชค” หลังนักท่องเที่ยวแห่ “หมุนส้นเท้า” เสริมโชค จนสึกเป็นหลุม

มิลานบูรณะภาพโมเสก "อัณฑะกระทิงนำโชค" หลังนักท่องเที่ยวแห่ "หมุนส้นเท้า" เสริมโชค จนสึกเป็นหลุม

29 พ.ค. 2569 12:05 น.

มิลานบูรณะภาพโมเสก “อัณฑะกระทิงนำโชค” หลังนักท่องเที่ยวแห่ “หมุนส้นเท้า” เสริมโชค จนสึกเป็นหลุม

เมืองมิลานของอิตาลีเดินหน้าบูรณะภาพโมเสก “วัวกระทิง” อันโด่งดัง เหตุจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกแห่ทำตามความเชื่อโบราณ ด้วยการ “หมุนส้นเท้า 3 รอบบนอัณฑะวัวกระทิง” เพื่อเสริมโชค และหวังจะได้กลับมาเยือนมิลานอีกครั้ง จนทำให้หินโมเสกบริเวณดังกล่าวสึกหรอจนกลายสภาพเป็นหลุมลึก

ทางการเมืองมิลานได้เริ่มการบูรณะซ่อมแซมภาพโมเสกรูป “วัวกระทิง” บนพื้นทางเดินภายใน “กัลเลเรีย วิตตอริโอ เอมานูเอเล 2” (Galleria Vittorio Emanuele II) อาเขตชอปปิงระดับลักชัวรีที่เก่าแก่และโอ่อ่าจากศตวรรษที่ 19 ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับมหาวิหารดูโอโมอันเลื่องชื่อ

ภาพโมเสกวัวกระทิงสีเบจและน้ำเงินตัวนี้ เป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของเมืองตูริน อดีตเมืองหลวงแห่งแรกของอิตาลี แต่มันได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวทั่วโลกจาก “ตำนานความเชื่อท้องถิ่น” ที่เล่าขานกันมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 ว่า หากใครต้องการความโชคดี หรือปรารถนาจะกลับมาเยือนเมืองมิลานอีกครั้ง ให้เอาส้นเท้าไปวางกดลงบน “อัณฑะ” ของวัวกระทิงตัวนี้ แล้วหมุนตัวตามเข็มนาฬิกาให้ครบ 3 รอบ

สภาเมืองมิลานเปิดเผยผ่านแถลงการณ์ว่า “เนื่องจากในแต่ละวันมีผู้คนนับพันทำท่าหมุนส้นเท้าดังกล่าว ส่งผลให้ชิ้นส่วนโมเสกสีชมพูที่ประกอบขึ้นเป็นส่วนอัณฑะของวัวกระทิงถูกบดขยี้จนสึกหรอและยุบตัวลงไปกลายเป็นแอ่งหลุมขนาดเล็ก”

เอ็มมานูเอล คอนเต และ มาร์โก กราเนลลี สองรองนายกเทศมนตรีเมืองมิลาน ระบุว่า ภาพโมเสกชิ้นนี้เคยได้รับการบูรณะครั้งล่าสุดไปเมื่อปี 2017 และการซ่อมแซมในสัปดาห์นี้ถือเป็นเวลาที่เหมาะสมในการคืนความงดงามดั้งเดิมกลับมา โดยชี้ว่า “กัลเลเรียแห่งนี้คือมรดกที่มีชีวิต ซึ่งสามารถสึกหรอได้ตามกาลเวลาเพราะมันเป็นที่รักและมีผู้คนมาเยือนอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งหน้าที่ของเราคือการดูแลรักษามันไว้”

ในสัปดาห์นี้ ทางการได้ล้อมพื้นที่ขนาดเล็กเป็นเขตก่อสร้างชั่วคราว โดยมี ยานลูกา กัลลี ช่างบูรณะศิลปะฝีมือดีได้ทำการตัดหินชิ้นใหม่ด้วยมืออย่างประณีต ท่ามกลางสายตาของนักท่องเที่ยวที่ยืนมุ่งดูรอบๆ ระหว่างเดินชอปปิง 

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ กัลลีได้ศึกษาแบบพิมพ์เขียวในยุคอดีตและลอกแบบจากชิ้นส่วนดั้งเดิมเพื่อสกัดหินขึ้นมาใหม่ แต่ในขั้นตอนการยึดติด เขาเลือกที่จะเปลี่ยนไปใช้ “อีพ็อกซีเรซิน” แทนที่จะใช้ปูนปลาสเตอร์และทรายสูตรโบราณ เพื่อช่วยให้พื้นผิวโมเสกมีความแข็งแกร่งและทนทานต่อแรงกดของส้นเท้านักท่องเที่ยวในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น

รายงานข่าวระบุว่า ในระหว่างที่จุดฮิตของวัวกระทิงถูกปิดซ่อมแซมและไม่สามารถลงไปหมุนตัวได้ นักท่องเที่ยวบางส่วนที่ยังคงต้องการแสวงหาโชคลาภ ได้เปลี่ยนเป้าหมายไปทำพิธีกรรมหมุนส้นเท้าในลักษณะเดียวกันบนภาพโมเสก “หมาป่า” ที่อยู่ใกล้ๆ กัน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของกรุงโรมแทนชั่วคราว

ทั้งนี้ ยานลูกา กัลลี กล่าวทิ้งท้ายว่าเขารู้สึกภูมิใจกับงานนี้มาก และอยากจะใช้โอกาสนี้เชิญชวนให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจอาชีพช่างบูรณะศิลปะ เพราะปัจจุบันอิตาลีเติบโตและต้องการบุคลากรด้านนี้เป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะเป็นงานที่เหนื่อยและต้องเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ ตลอดเวลา แต่สำหรับในอิตาลีแล้ว อาชีพนี้ถือเป็นอาชีพที่มีเกียรติและได้รับสิทธิพิเศษอย่างยิ่งในการได้ใกล้ชิดและรักษาประวัติศาสตร์ของชาติ.

ที่มา AFP / BBC

ญี่ปุ่นเผชิญวิกฤตประชากรหนัก ชี้หายกว่า 3.1 ล้านคนใน 5 ปี

ญี่ปุ่นเผชิญวิกฤตประชากรหนัก ชี้หายกว่า 3.1 ล้านคนใน 5 ปี

29 พ.ค. 2569 11:21 น.

ญี่ปุ่นเผชิญวิกฤตประชากรหนัก ชี้หายกว่า 3.1 ล้านคนใน 5 ปี

รัฐบาลญี่ปุ่นเผยผลสำมะโนประชากรล่าสุด พบจำนวนประชากรลดลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์กว่า 3.1 ล้านคนภายใน 5 ปี สะท้อนปัญหาสังคมสูงวัยและอัตราการเกิดต่ำต่อเนื่อง ขณะที่ประชากรกว่า 30% กระจุกตัวอยู่ในเขตมหานครโตเกียว

กระทรวงกิจการภายในประเทศและการสื่อสารของญี่ปุ่น เปิดเผยผลสำรวจสำมะโนประชากรขั้นต้นประจำปี 2025  พบว่าจำนวนประชากรทั้งหมดของญี่ปุ่น ซึ่งรวมถึงชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศ ลดลงมาอยู่ที่ 123,049,524 คน จนถึงวันที่ 1 ตุลาคมปีที่ผ่านมา

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ประชากรญี่ปุ่นลดลงไปถึง 2.5% หรือหายไปมากกว่า 3.1 ล้านคน เมื่อเทียบกับการสำรวจครั้งก่อนในปี 2020 ซึ่งนับเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 และถือเป็นตัวเลขการดิ่งลงที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการจัดทำสำมะโนประชากรในปี 1920 หรือในรอบกว่า 1 ศตวรรษ โดยตัวเลขที่ลดลงในรอบนี้ยังสูงกว่าช่วงปี 2015-2020 ถึงกว่า 3 เท่าตัว

กระทรวงกิจการภายในฯ ระบุว่า สาเหตุสำคัญของประชากรที่ลดลงอย่างมากนี้ มาจากปัญหาสังคมผู้สูงอายุขั้นรุนแรง และอัตรา “การลดลงตามธรรมชาติ” ที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากจำนวนประชากรที่เสียชีวิตมีมากกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ในแต่ละปีอย่างเห็นได้ชัด

โดยข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า ในปี 2025 จำนวนเด็กเกิดใหม่ในญี่ปุ่นลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน โดยมีทารกเกิดใหม่เพียง 705,809 คนเท่านั้น

นายมิโนรุ คิฮาระ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า “ข้อมูลชุดนี้ช่วยยืนยันอีกครั้งว่า สถานการณ์ประชากรหดตัวในประเทศของเรากำลังเข้าสู่ภาวะที่วิกฤตและดิ่งลึกยิ่งขึ้น”

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาจากผลสำรวจระบุว่า ประชากรในญี่ปุ่น 30.1% ได้หลั่งไหลเข้าไปกระจุกตัวอยู่ในเขตเมืองหลวงและปริมณฑลของกรุงโตเกียว ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่สัดส่วนทะลุเพดานที่ 30% ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาระดับภูมิภาคที่ประชากรในชนบทลดฮวบจนเสี่ยงต่อการล่มสลายของชุมชนท้องถิ่น และสร้างความกดดันให้รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการพยุงเศรษฐกิจในพื้นที่ห่างไกล

ทั้งนี้ ข้อมูลประมาณการประชากรโลกขององค์การสหประชาชาติ ปี 2025 ระบุว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 12 ของโลก คิดเป็น 1.5% ของประชากรโลกทั้งหมด แต่เมื่อเจาะลึกไปที่กลุ่มประเทศที่มีประชากรมากที่สุด 20 อันดับแรกของโลก พบว่ามีเพียง ญี่ปุ่น, จีน, รัสเซีย และไทย ที่มีแนวโน้มประชากรลดลงในช่วงปี 2020-2025 โดยญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีอัตราการลดลงของประชากร “รวดเร็วและรุนแรงที่สุด” ในกลุ่มนี้

แม้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งรัฐบาลส่วนกลางและท้องถิ่นของญี่ปุ่นจะพยายามหาวิธีเพื่อกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่แต่งงานและมีบุตร ตั้งแต่การพัฒนาแอปพลิเคชันหาคู่ของรัฐ, การเพิ่มเงินอุดหนุนในการเลี้ยงดูบุตร ไปจนถึงการให้เงินสนับสนุนช่วงลาคลอด แต่มาตรการเหล่านั้นยังคงได้รับผลสำเร็จในวงจำกัด

ในขณะที่หลายฝ่ายมองว่า “การเปิดรับแรงงานและผู้ย้ายถิ่นฐานชาวต่างชาติ” อาจเป็นทางออกที่ช่วยกู้สถานการณ์ขาดแคลนประชากรของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกในปัจจุบัน แต่นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้นำญี่ปุ่นคนปัจจุบัน กลับมีแนวคิดที่สวนทาง โดยเธอกำลังผลักดันนโยบายและมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นในการคัดกรองและควบคุมการหลั่งไหลเข้ามาของชาวต่างชาติ ซึ่งยิ่งทำให้ความท้าทายด้านประชากรของญี่ปุ่นทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้นในอนาคต.

ที่มา KYODO NEWS / AFP

ตำรวจอิตาลียึดทรัพย์ “เจ้าพ่อมาเฟีย” ผู้ล่วงลับ กว่า 7,500 ล้านบาท

ตำรวจอิตาลียึดทรัพย์ "เจ้าพ่อมาเฟีย" ผู้ล่วงลับ กว่า 7,500 ล้านบาท

29 พ.ค. 2569 10:56 น.

ตำรวจอิตาลียึดทรัพย์ “เจ้าพ่อมาเฟีย” ผู้ล่วงลับ กว่า 7,500 ล้านบาท

ตำรวจอิตาลีบุกทลายเครือข่ายและอายัดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 200 ล้านยูโร หรือราว 7,580 ล้านบาท ของ “มัตเตโอ เมสสินา เดนาโร” อดีตหัวหน้าแก๊งมาเฟีย “โคซา นอสทรา” ที่เสียชีวิตไปแล้ว พบนำรายได้จากการค้ายาเสพติดไปฟอกผ่านอสังหาริมทรัพย์และรีสอร์ตหรูในยุโรป รวมถึงบัญชีลับในต่างแดนและคริปโทเคอร์เรนซี

เจ้าหน้าที่ตำรวจทางการเงินของอิตาลี ร่วมกับสำนักงานอัยการต่อต้านมาเฟียแห่งชาติ แถลงผลปฏิบัติการยึดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 200 ล้านยูโร (ราว 7,580 ล้านบาท) ของนายมัตเตโอ เมสสินา เดนาโร (Matteo Messina Denaro) อดีตหัวหน้าแก๊งมาเฟียแห่งกลุ่ม “โคซา นอสทรา” (Cosa Nostra) ในแคว้นซิซิลี

ปฏิบัติการครั้งนี้ มีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่มากกว่า 150 นาย พร้อมเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งโดรน อุปกรณ์สแกนความร้อนเพื่อตรวจหาช่องลับที่ซ่อนเงิน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีในการแกะรอยกระเป๋าเงินดิจิทัลและสกุลเงินคริปโทฯ โดยมีการเปิดเผยคลิปวิดีโอขณะตำรวจพร้อมอาวุธครบมือบุกพังประตูและปีนกำแพงเข้าตรวจค้นวิลล่าหรูหลายแห่งที่ล้อมรอบด้วยต้นปาล์ม

ตำรวจเปิดเผยว่า ปฏิบัติการนี้เริ่มขึ้นหลังจากได้รับรายงานจากประเทศอันดอร์รา เกี่ยวกับหญิงชาวอิตาลีรายหนึ่งที่มี “ทรัพย์สินมหาศาลผิดปกติ” ก่อนจะสืบพบว่าเธอแต่งงานกับนักค้ายาเสพติดที่มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับกลุ่ม โคซา นอสทรา และตัวของเดนาโร

การสืบสวนเชิงลึกพบว่า เงินจำนวนมหาศาลนี้เป็นรายได้จากการค้ายาเสพติดตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ซึ่งถูกนำกลับมาฟอกให้กลายเป็นเงินถูกกฎหมายในระบบเศรษฐกิจ ผ่านทรัพย์สินหลากรูปแบบ โดยเฉพาะในย่านสุดหรูของชายฝั่งกอสตาเดลโซล ประเทศสเปน เช่น มาร์เบยา, เบนาฮาบิส และเปอร์โต บานูส ซึ่งถูกเนรมิตเป็นรีสอร์ตตากอากาศระดับหรูหรา

นอกจากนี้ ยังมีการอายัดทรัพย์สินและบริษัทนอมินี 8 แห่งที่ใช้จัดการอสังหาริมทรัพย์ บัญชีธนาคาร และพอร์ตหุ้นในอีกหลายประเทศ อาทิ หมู่เกาะเคย์แมน, ยิบรอลตาร์, เลบานอน, ลักเซมเบิร์ก, โมนาโก, สวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงในอิตาลี และสามารถจับกุมผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องได้ 3 ราย

จิโอวันนี เมลิลโล หัวหน้าอัยการต่อต้านมาเฟียแห่งชาติของอิตาลี ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง “มันไม่ใช่แค่การยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบในแคว้นซิซิลีตลอดหลายทศวรรษเท่านั้น แต่ความสำเร็จในครั้งนี้คือการ ‘ขัดขวางและชะลอ’ ความพยายามของกลุ่ม โคซา นอสทรา ที่จะฟื้นฟูโครงสร้างอำนาจขึ้นมาใหม่ หลังจากที่เดนาโรเสียชีวิตไป” อัยการเมลิลโล กล่าวในการแถลงข่าวที่เมืองปาแลร์โม

ขณะที่สื่ออิตาลีเรียกทรัพย์สินที่ยึดได้ในครั้งนี้ว่าเป็นเพียง “คลังสมบัติยาเสพติดของเดนาโร” เท่านั้น และเชื่อกันว่านี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของทรัพย์สินทั้งหมดที่เครือข่ายนี้กระจายไปลงทุนอยู่ทั่วโลก

มัตเตโอ เมสสินา เดนาโร ถือเป็นหนึ่งในเจ้าพ่อมาเฟียที่อื้อฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์อิตาลี เขาหลบหนีการจับกุมของทางการมาได้ยาวนานถึง 30 ปี นับตั้งแต่ปี 1993 โดยใช้ชีวิตอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ในบ้านเกิดที่ซิซิลีตะวันตก โดยความช่วยเหลือจากพี่สาวและคนสนิท ซึ่งทำให้เขายังคงสามารถสั่งการเครือข่ายมาเฟียได้แม้ในยามหลบหนี

เดนาโร ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตรวม 6 ครั้ง จากคดีอุกฉกรรจ์มากมาย รวมถึงการอยู่เบื้องหลังเหตุลอบวางระเบิดสังหาร จิโอวันนี ฟัลโกเน (Giovanni Falcone) และ เปาโล บอร์เซลลิโน (Paolo Borsellino) สองผู้พิพากษาต่อต้านมาเฟียชื่อดังในปี 1992 รวมถึงเหตุระเบิดนองเลือดในกรุงโรม ฟลอเรนซ์ และมิลาน ในปี 1993

หนึ่งในคดีที่โหดเหี้ยมที่สุดคือ การสั่งลักพาตัวเด็กชายวัย 12 ปี ซึ่งเป็นลูกชายของอดีตสมาชิกมาเฟียที่แปรพักตร์ไปเป็นพยานให้ศาล โดยเด็กชายถูกกักขังนานถึง 2 ปี ก่อนจะถูกรัดคอจนเสียชีวิต และนำศพไปทำลายในน้ำกรดเพื่อไม่ให้ใครหาเจอ

ตำนานการหลบหนี 3 ทศวรรษของเดนาโรสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2023 หลังเขาถูกรวบตัวได้ที่หน้าคลินิกแพทย์ในเมืองปาแลร์โม ขณะเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งภายใต้ชื่อปลอม และเขาได้เสียชีวิตลงในโรงพยาบาลภายใต้การคุ้มกันอย่างแน่นหนาในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน ด้วยวัย 61 ปี.

ที่มา AFP / BBC

จรวด New Glenn ของ Blue Origin ระเบิดระหว่างทดสอบ เครื่องยนต์ไฟลุกกลางฐานยิง

จรวด New Glenn ของ Blue Origin ระเบิดระหว่างทดสอบ เครื่องยนต์ไฟลุกกลางฐานยิง

29 พ.ค. 2569 09:46 น.

จรวด New Glenn ของ Blue Origin ระเบิดระหว่างทดสอบ เครื่องยนต์ไฟลุกกลางฐานยิง

บริษัทอวกาศ Blue Origin ของมหาเศรษฐีเจฟฟ์ เบซอส เจออุบัติเหตุขณะทดสอบ หลังจรวด “นิว เกล็นน์” เกิดระเบิดและไฟลุกไหม้ระหว่างการทดสอบระบบเครื่องยนต์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

Blue Origin เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ได้เกิดความผิดปกติ ระหว่างการทดสอบแบบ “Hot-fire test” ซึ่งเป็นกระบวนการจุดเครื่องยนต์จรวดนิว เกล็นน์ (New Glenn) ขณะยึดตัวจรวดไว้กับฐานภาคพื้นดิน เพื่อทดสอบสมรรถนะก่อนปล่อยบินจริง

ภาพที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นลูกไฟขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นจากฐานทดสอบ หลังจรวดเกิดระเบิดอย่างรุนแรง ท่ามกลางกลุ่มควันและเปลวเพลิงจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่า เจ้าหน้าที่และบุคลากรทุกคนปลอดภัย และสามารถตรวจสอบตัวบุคคลได้ครบทั้งหมด ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้

จรวด New Glenn ถือเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของ Blue Origin โดยบริษัทใช้เวลาพัฒนานานเกือบ 10 ปี และลงทุนไปหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างจรวดขนาดใหญ่สูงเทียบเท่าอาคาร 29 ชั้น

จุดเด่นของ New Glenn คือการออกแบบให้จรวดท่อนแรกสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เพื่อแข่งขันกับจรวดตระกูล Falcon ของ SpaceX รวมถึงโครงการ Starship ของ Elon Musk ที่กำลังเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอวกาศเชิงพาณิชย์

ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับสาเหตุของการระเบิด ขณะที่สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ FAA ยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อเหตุการณ์ดังกล่าว.

ที่มา : channelnewsasia