“ธนาธร” ยินดีกับ ภท. ชนะเลือกตั้ง ขอด้อมส้มอย่าหมดหวัง เดินร่วมกันต่อไป

“ธนาธร” ยินดีกับ ภท. ชนะเลือกตั้ง ขอด้อมส้มอย่าหมดหวัง เดินร่วมกันต่อไป

9 ก.พ. 2569 17:53 น.

“ธนาธร” ยินดีกับ ภท. ชนะเลือกตั้ง ขอด้อมส้มอย่าหมดหวัง เดินร่วมกันต่อไป

“ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่มอบให้พรรคประชาชน ซาบซึ้งและขออย่าหมดหวัง เผยประชาชนแพ้กี่ครั้งก็ได้ ขอแค่ชนะครั้งเดียว ยินดีกับพรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กหลังผลเลือกตั้ง 2569 ว่า ถึงผู้ลงคะแนนให้พรรคประชาชนและผู้ลงประชามติเห็นชอบ ขอขอบคุณทุกคะแนนเสียงของประชาชนที่มอบให้กับพวกเราในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ถึงพรรคภูมิใจไทย ผมขอแสดงความยินดีที่พรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง

ถึงผู้สนับสนุนและสมาชิกพรรคประชาชนทุกท่าน ผมซาบซึ้งใจในการสนับสนุนลงแรงที่ท่านทำร่วมกับพรรค เดินร่วมกันต่อไป อย่าหมดหวัง หมดหวังเมื่อไหร่ แพ้ทันที

ประชาชน แพ้กี่ครั้งก็ได้ ขอแค่ชนะครั้งเดียว

มันเป็นเช้าที่หนักหน่วง แต่ดวงอาทิตย์ยังคงส่องแสง

ธจ

9 กุมภาพันธ์ 2569

มือปืนกราดยิง 51 ศพมัสยิดนิวซีแลนด์ ยื่นขอถอนคำรับสารภาพ อ้างสภาพในคุกทำให้ตัดสินใจผิด

มือปืนกราดยิง 51 ศพมัสยิดนิวซีแลนด์ ยื่นขอถอนคำรับสารภาพ อ้างสภาพในคุกทำให้ตัดสินใจผิด

9 ก.พ. 2569 17:10 น.

มือปืนกราดยิง 51 ศพมัสยิดนิวซีแลนด์ ยื่นขอถอนคำรับสารภาพ อ้างสภาพในคุกทำให้ตัดสินใจผิด

เบรนตัน ทาร์แรนต์ อาชญากรเหยียดผิวชาวออสเตรเลียผู้ก่อเหตุสังหารหมู่ 51 ศพ ที่มัสยิดในเมืองไครสต์เชิร์ช ของนิวซีแลนด์ เมื่อเดือนมีนาคม 2019 ปรากฏตัวต่อศาลอุทธรณ์เพื่อขอถอนคำให้การรับสารภาพ โดยอ้างว่าถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมในเรือนจำจนขาดวิจารณญาณและให้การรับสารภาพ ด้านครอบครัวเหยื่อชี้เป็นการพยายามเรียกร้องความสนใจและตอกย้ำบาดแผลทางจิตใจ

เบรนตัน ทาร์แรนต์ วัย 35 ปี ซึ่งกำลังรับโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ขอทัณฑ์บน ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลในกรุงเวลลิงตันเพื่อขอถอนคำให้การรับสารภาพในข้อหาฆาตกรรม 51 ศพ พยายามฆ่า 40 ราย และข้อหาก่อการร้ายอีก 1 กระทง จากเหตุการณ์กราดยิงมัสยิดอัลนูร์และศูนย์อิสลามลินวูด ในเมืองไครสต์เชิร์ชของนิวซีแลนด์ เมื่อเดือนมีนาคม 2019

แม้ในตอนแรกเขาจะให้การปฏิเสธ แต่ได้เปลี่ยนมาเป็นยอมรับสารภาพในปีถัดมา อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทาร์แรนต์อ้างว่าในขณะนั้นเขาไม่สามารถตัดสินใจอย่างมีเหตุผลได้ เนื่องจากต้องเผชิญกับสภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำที่เขาระบุว่า “ทารุณและไร้มนุษยธรรม” นอกจากนี้เขายังยื่นอุทธรณ์เพื่อขอลดหย่อนโทษจำคุกตลอดชีวิตอีกด้วย

การพิจารณาคดีซึ่งกำหนดไว้เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เต็ม ได้สร้างความสะเทือนใจให้กับครอบครัวผู้สูญเสียอีกครั้ง อายา อัล-อุมารี ผู้สูญเสียพี่ชาย “ฮุสเซน อัล-อุมารี” ในเหตุการณ์ดังกล่าว เปิดเผยว่า เธอเคยคิดว่าบทเรียนที่เลวร้ายนี้จบลงไปแล้วเมื่อศาลตัดสินโทษครั้งก่อน แต่การอุทธรณ์ครั้งนี้เปรียบเสมือนการเปิดบาดแผลขึ้นมาใหม่ “ฉันสงสัยว่าแรงจูงใจหลักของเขาคือการกลับมาทำให้เราเจ็บปวดและอยากเป็นจุดสนใจอีกครั้ง แต่ฉันจะไม่ยอมให้เขาทำสำเร็จ” อายากล่าว พร้อมระบุว่าพี่ชายของเธอซึ่งได้รับเหรียญกล้าหาญจากการพยายามหยุดยั้งมือปืน มีสิทธิ์ในชีวิตเหนือกว่าข้อโต้แย้งทางกฎหมายที่มือปืนกำลังเรียกร้อง

หากผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ทั้ง 3 คนอนุญาตให้ถอนคำให้การรับสารภาพ คดีนี้จะต้องกลับไปเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีใหม่ทั้งหมด แต่หากไม่อนุญาต ศาลจะนัดพิจารณาคำร้องอุทธรณ์เรื่องการขอลดหย่อนโทษในช่วงปลายปีนี้แทน

ทาร์แรนต์ เกิดในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย และย้ายมาอยู่ที่นิวซีแลนด์ในปี 2017 ซึ่งอัยการระบุว่า เป็นช่วงที่เขาเริ่มวางแผนโจมตีชุมชนมุสลิม

เหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งนี้ ซึ่งมีการไลฟ์สตรีมผ่านโลกออนไลน์ และมือปืนได้เผยแพร่ “คำประกาศ” หนา 74 หน้าก่อนก่อเหตุ ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประเทศนิวซีแลนด์ภายใต้การนำของอดีตนายกฯ จาซินดา อาร์เดิร์น ตัดสินใจปฏิรูปกฎหมายอาวุธปืนอย่างเข้มงวดที่สุด โดยมีการสั่งห้ามครอบครองอาวุธปืนกึ่งอัตโนมัติสไตล์ทหาร และดำเนินโครงการรับซื้ออาวุธคืนจากประชาชนทั่วประเทศภายในเวลาไม่ถึงเดือนหลังเกิดเหตุ.

ที่มา BBC

รัสเซียถล่มยูเครนต่อเนื่อง เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย รวมเด็กชาย 10 ขวบ

รัสเซียถล่มยูเครนต่อเนื่อง เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย รวมเด็กชาย 10 ขวบ

9 ก.พ. 2569 16:33 น.

รัสเซียถล่มยูเครนต่อเนื่อง เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย รวมเด็กชาย 10 ขวบ

สถานการณ์สงครามยูเครนยังคงทวีความรุนแรง หลังรัสเซียเปิดฉากระดมยิงโดรนและขีปนาวุธถล่มหลายเมืองทั่วประเทศยูเครนตลอดคืนที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย ท่ามกลางกระแสการเจรจาสันติภาพที่ยังมีข้อขัดแย้งเรื่องการแบ่งเขตแดน

กองทัพอากาศยูเครนรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงค่ำวันอาทิตย์จนถึงเช้ามืดวันจันทร์ (9 ก.พ.) รัสเซียได้ยิงขีปนาวุธนำวิถี จำนวน 11 ลูก และส่งโดรนโจมตีอีกกว่า 149 ลำ ซึ่งรวมถึงโดรน “ชาเฮด” ที่ผลิตโดยอิหร่าน เข้าถล่มพื้นที่ต่าง ๆ แม้หน่วยป้องกันภัยทางอากาศของยูเครนจะสามารถสกัดโดรนได้มากกว่า 100 ลำ และขีปนาวุธได้บางส่วน แต่ก็ยังมีหลายจุดที่ถูกโจมตีจนเกิดความสูญเสีย

การโจมตีครั้งนี้กระจายวงกว้างและส่งผลกระทบต่อพลเรือนในหลายภูมิภาค โดยที่เมืองโอเดสซา  เมืองท่าสำคัญทางตอนใต้ได้รับความเสียหายอย่างหนัก สื่อรายงานว่าพบอาคารหลายหลังถูกทำลายอย่างหนักเจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเร่งทำซีพีอาร์ยื้อชีวิตเหยื่อท่ามกลางแสงไฟจากโคมไฟพกพา เบื้องต้นมีรายงานผู้เสียชีวิตเป็นชายวัย 35 ปี 1 ราย และบาดเจ็บอีก 2 ราย

ส่วนภูมิภาคคาร์คิฟ ทางตอนเหนือ เจ้าหน้าที่กู้ภัยพบร่างผู้เสียชีวิต 2 รายใต้ซากปรักหักพังหลังการโจมตีด้วยโดรน คือหญิงหนึ่งรายและ เด็กชายวัยเพียง 10 ขวบ อีกหนึ่งราย ด้านภูมิภาคเชอร์นีกิฟ พบชายชราวัย 71 ปี ถูกโดรนรัสเซียโจมตีจนเสียชีวิตขณะกำลังนอนอยู่บนเตียงในบ้านพักที่หมู่บ้านนอฟโกรอด-ซีเวอร์สกี

นายมิไคโล พนักงานไปรษณีย์วัย 32 ปี ผู้อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ที่โอเดสซา เล่านาทีระทึกว่าเขาได้ยินเสียงหึ่ง ๆ ของโดรนชาเฮดก่อนจะตามมาด้วยเสียงระเบิดถึงสองครั้ง ส่งผลให้หน้าต่างห้องพักแตกกระจายและรถยนต์เสียหาย เช่นเดียวกับนักศึกษาวัย 17 ปีที่ระบุว่าแรงระเบิดรุนแรงจนทำให้กรอบประตูระเบียงหลุดออกมา

การโจมตีครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นในขณะที่รัสเซียยังคงเดินหน้ากดดันทางทหาร แม้จะมีการเข้าร่วมการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งที่มีสหรัฐฯ เป็นคนกลาง โดยเป้าหมายหลักของรัสเซียคือการเข้าควบคุมภูมิภาคโดเนตสค์ทางตะวันออกโดยสมบูรณ์ ขณะที่ปัจจุบันรัสเซียยึดครองพื้นที่ของยูเครนอยู่ประมาณ 20%

แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะแสดงความต้องการให้สงครามยุติลงภายในกลางปีนี้ แต่ทั้งคีฟและมอสโกยังคงมีความเห็นต่างอย่างรุนแรงในเรื่องการแบ่งเขตแดนและอธิปไตยเหนือพื้นที่ที่ถูกยึดครอง.

ที่มา AFP

เฮลิคอปเตอร์ตกในเกาหลีใต้ระหว่างฝึกบิน ทหารเสียชีวิต 2 นาย

เฮลิคอปเตอร์ตกในเกาหลีใต้ระหว่างฝึกบิน ทหารเสียชีวิต 2 นาย

9 ก.พ. 2569 14:24 น.

เฮลิคอปเตอร์ตกในเกาหลีใต้ระหว่างฝึกบิน ทหารเสียชีวิต 2 นาย

เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ AH-1S คอบรา ของกองทัพบกเกาหลีใต้ ตกในพื้นที่ทางตอนเหนือของกรุงโซล ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต 2 นาย ด้านกองทัพสั่งระงับบินเฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้ทวนกองทัพทันทีเพื่อหาสาเหตุ พร้อมเร่งตรวจสอบความปลอดภัยหลังพบบางลำเป็นรุ่นเก่าที่ใช้งานมานานหลายสิบปี

เจ้าหน้าที่กองทัพเกาหลีใต้รายงานว่า เมื่อเวลา 11:04 น. วันนี้ (9 ก.พ.) ตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์โจมตีรุ่น AH-1S คอบรา สังกัดกองบินที่ 15 ของกองทัพบก ประสบอุบัติเหตุตกระหว่างการฝึกซ้อม ที่เมืองคาพยอง ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโซลไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 55 กิโลเมตร

เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวได้ทะยานขึ้นจากฐานทัพเมื่อเวลา 09:45 น. เพื่อทำการฝึกซ้อมตามปกติ ก่อนจะประสบอุบัติเหตุตกลงสู่พื้นดิน เจ้าหน้าที่กู้ภัยพบเจ้าหน้าที่ทหารยศพันจ่า จำนวน 2 นายบนเครื่องในสภาวะหัวใจหยุดเต้น จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน แต่ทั้งคู่เสียชีวิตในเวลาต่อมาเนื่องจากทนพิษบาดแผลไม่ไหว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ระบุว่า ขณะเกิดเหตุ ไม่มีไฟลุกไหม้หรือการระเบิดของตัวเครื่อง โดยอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างการฝึกซ้อมเพื่อเสริมสร้างความคุ้นเคยกับ “ขั้นตอนการลงจอดฉุกเฉิน” สำหรับลูกเรือ

ขณะนี้กองทัพบกได้จัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิเศษเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของโศกนาฏกรรมครั้งนี้ พร้อมทั้งสั่ง ระงับการบินของเฮลิคอปเตอร์ AH-1S คอบรา ทุกลำในกองทัพ จนกว่าการตรวจสอบจะเสร็จสิ้น

ด้านนายอัน กยู-แบก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนประเทศซาอุดีอาระเบีย ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้ว และได้สั่งการให้ดำเนินมาตรการเยียวยาและติดตามผลอย่างรวดเร็วที่สุด

สำหรับเฮลิคอปเตอร์ AH-1S คอบรา เป็นเฮลิคอปเตอร์โจมตีต่อต้านรถถังเครื่องยนต์เดียวที่ผลิตโดยสหรัฐฯ ซึ่งกองทัพเกาหลีใต้ใช้งานมานาน โดยบางลำมีอายุการใช้งานมากกว่า 30 ปี แม้จะไม่มีการระบุจำนวนที่แน่ชัดว่ายังคงประจำการอยู่กี่ลำ แต่หน่วยงานจัดหาอาวุธของรัฐบาลเคยระบุไว้ในปี 2022 ว่า เฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้ “มีกำหนดปลดประจำการ” เพื่อแทนที่ด้วยเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธเบา (LAH) ที่พัฒนาขึ้นเองภายในประเทศ.

ที่มา Yonhap

บังกลาเทศจัดเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ พลัง “Gen Z” ชี้ชะตาประเทศหลังสิ้นยุค “ชีค ฮาสินา”

บังกลาเทศจัดเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ พลัง "Gen Z" ชี้ชะตาประเทศหลังสิ้นยุค "ชีค ฮาสินา"

9 ก.พ. 2569 13:31 น.

บังกลาเทศจัดเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ พลัง “Gen Z” ชี้ชะตาประเทศหลังสิ้นยุค “ชีค ฮาสินา”

บังกลาเทศเตรียมเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปในวันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งถูกจับตามองว่าเป็น “การเลือกตั้งที่ขับเคลื่อนด้วยพลัง Gen Z” ครั้งแรกของโลก โดยเป็นการแข่งขันที่เสรีที่สุดในรอบ 15 ปี หลังจากอดีตนายกฯ ชีค ฮาสินา ถูกโค่นอำนาจ ขณะที่โพลชี้พรรค BNP มีคะแนนนำ แต่กลุ่มอิสลามิสต์และคนรุ่นใหม่ขู่เบียดลุ้นเก้าอี้ผู้นำ

บังกลาเทศเตรียมจัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันพฤหัสบดีนี้ (12 ก.พ.) ซึ่งถูกมองว่าเป็นการเลือกตั้งที่ได้รับอิทธิพลจากคนรุ่นเจนเนอเรชัน Z ครั้งแรกของโลก หลังการลุกฮือของประชาชนในปี 2024 ที่นำไปสู่การโค่นอำนาจของอดีตนายกรัฐมนตรี ชีค ฮาสินา และยุติการครองอำนาจยาวนาน 15 ปี ตั้งแต่ปี 2009

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พรรคฝ่ายค้านแทบไม่มีบทบาทในสนามเลือกตั้ง เนื่องจากการคว่ำบาตรและการจับกุมผู้นำทางการเมืองจำนวนมาก แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 15 ปี ที่ถูกมองว่าเปิดกว้างและมีการแข่งขันอย่างแท้จริง

พรรคสันนิบาตอวามีของฮาสินา ถูกสั่งห้ามทางการเมือง ขณะที่คนรุ่นใหม่ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการประท้วงเมื่อปี 2024 ระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศ

พรรคชาตินิยมบังกลาเทศ หรือ บีเอ็นพี ถูกคาดหมายว่าจะคว้าชัยชนะ โดยส่งผู้สมัครลงแข่งถึง 292 จาก 300 เขตเลือกตั้ง ขณะที่แนวร่วมที่นำโดยพรรคอิสลามจามาต-อี-อิสลามี กลายเป็นคู่แข่งสำคัญ

ขณะเดียวกัน พรรคใหม่ที่ขับเคลื่อนโดยนักกิจกรรมเจน Z อายุต่ำกว่า 30 ปี ได้จับมือกับจามาต หลังไม่สามารถเปลี่ยนพลังการประท้วงบนท้องถนนให้เป็นฐานเสียงทางการเมืองได้ ด้านตารีก ราห์มาน ผู้นำพรรคบีเอ็นพี ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคมีความมั่นใจว่าจะได้เสียงเพียงพอจัดตั้งรัฐบาล

นักวิเคราะห์ระบุว่า ผลการเลือกตั้งวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ต้องมีความชัดเจน ไม่แตกเป็นหลายฝ่าย เพื่อฟื้นเสถียรภาพของประเทศที่มีประชากรกว่า 175 ล้านคน หลังเผชิญความไม่สงบต่อเนื่องและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมหลัก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งบังกลาเทศเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับสองของโลก

ผลการเลือกตั้งยังจะกำหนดทิศทางความสัมพันธ์กับมหาอำนาจในภูมิภาคอย่างจีนและอินเดีย โดยผลสำรวจความคิดเห็นชี้ว่า บีเอ็นพียังได้เปรียบ แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากยังไม่ตัดสินใจ

พาร์เวซ คาริม อับบาซี ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาธรรมาภิบาลในกรุงธากา ระบุว่า คนรุ่นเจน Z ซึ่งคิดเป็นราวหนึ่งในสี่ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จะเป็นกลุ่มชี้ขาดผลการเลือกตั้งครั้งนี้

บรรยากาศการหาเสียงทั่วประเทศเต็มไปด้วยโปสเตอร์และป้ายสัญลักษณ์ของพรรคบีเอ็นพีและจามาต แตกต่างจากอดีตที่พรรคอวามีลีกครองพื้นที่อย่างชัดเจน ขณะที่ผลสำรวจคาดว่า จามาตจะทำผลงานดีที่สุดนับตั้งแต่เคยถูกสั่งห้าม

ด้านนโยบายต่างประเทศ นักวิเคราะห์มองว่า อิทธิพลของจีนในบังกลาเทศเพิ่มขึ้น ขณะที่บทบาทของอินเดียลดลง หลังฮาซีนาลี้ภัยไปยังกรุงนิวเดลี หากแนวร่วมจามาตขึ้นสู่อำนาจ อาจหันไปใกล้ชิดปากีสถานมากขึ้น ในด้านเศรษฐกิจ บังกลาเทศเผชิญเงินเฟ้อสูง เงินทุนสำรองลดลง และการลงทุนชะลอตัว จนต้องพึ่งพาเงินกู้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลกตั้งแต่ปี 2022

ผลสำรวจในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 128 ล้านคน ระบุว่า ปัญหาคอร์รัปชันเป็นความกังวลอันดับหนึ่ง รองลงมาคือค่าครองชีพและเศรษฐกิจ โดยภาพลักษณ์ความโปร่งใสของพรรคจามาตถือเป็นจุดแข็งสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ทาริก ราห์มาน บุตรชายของอดีตนายกรัฐมนตรี คาลิดา เซีย ยังคงถูกมองว่าเป็นตัวเต็งผู้นำรัฐบาลชุดใหม่ ขณะที่หากแนวร่วมจามาตชนะ ผู้นำพรรค ชาฟีกูร์ ราห์มาน อาจก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

โมฮัมหมัด ราคิบ วัย 21 ปี ผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก กล่าวว่า เขาหวังว่ารัฐบาลใหม่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นและใช้สิทธิอย่างเสรี เขาระบุว่า ในอดีตประชาชนไม่สามารถลงคะแนนได้อย่างแท้จริง และไม่มีเสียงในระบบการเมือง พร้อมหวังว่าผู้นำคนใหม่จะรับประกันเสรีภาพในการแสดงออกและประชาธิปไตยในอนาคต.

ที่มา Reuters

“อีลอน มัสก์” ปรับแผน ดัน SpaceX สร้าง “เมืองโตได้เอง” บนดวงจันทร์แทนดาวอังคาร

"อีลอน มัสก์" ปรับแผน ดัน SpaceX สร้าง "เมืองโตได้เอง" บนดวงจันทร์แทนดาวอังคาร

9 ก.พ. 2569 12:20 น.

“อีลอน มัสก์” ปรับแผน ดัน SpaceX สร้าง “เมืองโตได้เอง” บนดวงจันทร์แทนดาวอังคาร

อีลอน มัสก์ ซีอีโอ SpaceX ประกาศเปลี่ยนแผนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ โดยเบนเข็มความสำคัญสูงสุดมาที่การสร้าง “เมืองที่เติบโตได้ด้วยตัวเอง” บนดวงจันทร์ ให้สำเร็จภายใน 10 ปี พร้อมตั้งเป้าส่งยานไร้คนขับลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์เร็วที่สุดปี 2027 ขณะที่โปรเจกต์ดาวอังคารต้องถูกเลื่อนลำดับความสำคัญออกไป

อีลอน มัสก์ เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (8 ก.พ.) ว่า แม้ SpaceX จะยังคงความทะเยอทะยานในการสร้างเมืองบนดาวอังคารภายใน 5-7 ปีข้างหน้า แต่ในขณะนี้ “ภารกิจที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือการรักษาอนาคตของอารยธรรมมนุษย์ ซึ่งดวงจันทร์สามารถทำได้เร็วกว่า” 

ความเคลื่อนไหวนี้สอดคล้องกับรายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัลที่ระบุว่า SpaceX ได้แจ้งต่อนักลงทุนถึงการปรับลำดับความสำคัญ โดยตั้งเป้าที่จะส่งยานสำรวจแบบไร้คนขับลงจอดบนดวงจันทร์ในเดือนมีนาคม 2027 แทนแผนเดิมที่เคยตั้งเป้าจะส่งภารกิจไร้คนขับไปดาวอังคารภายในสิ้นปี 2026

การปรับแผนครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นระหว่างสหรัฐฯ และจีน ในการส่งมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้งภายในทศวรรษนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่ได้ทำมานับตั้งแต่ภารกิจ อะพอลโล 17 ในปี 1972

นอกจากนี้ SpaceX เพิ่งเข้าซื้อกิจการ xAI บริษัทด้านปัญญาประดิษฐ์ของมัสก์ ซึ่งทำให้มูลค่าบริษัท SpaceX พุ่งสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมีแผนจะนำ AI มาเสริมศักยภาพในการสร้าง “ศูนย์ข้อมูลในอวกาศ” ซึ่งมัสก์เชื่อว่ามีประสิทธิภาพด้านพลังงานมากกว่าศูนย์ข้อมูลบนพื้นโลก ท่ามกลางความต้องการพลังงานในการประมวลผลที่เพิ่มสูงขึ้น

เพื่อให้แผนการใหญ่สำเร็จ SpaceX เตรียมเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะ (IPO) ภายในปีนี้ โดยคาดว่าจะระดมทุนได้สูงถึง 50,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหากสำเร็จจะเป็นการทำ IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

ในขณะเดียวกัน มัสก์ยังเดินหน้าปรับทิศทางของเทสลา เช่นกัน โดยวางแผนทุ่มงบประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ไปสู่บริษัทด้านการขับขี่อัตโนมัติและหุ่นยนต์อย่างเต็มตัว ถึงขั้นประกาศยุติการผลิตรถยนต์ 2 รุ่นในโรงงานที่แคลิฟอร์เนีย เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อย่าง “ออพติมัส” แทน.

ที่มา Reuters

การนับคะแนนลงประชามตินอกราชอาณาจักร ซิดนีย์-แคนาดา-นิวยอร์กเรียบร้อยดี มีชาวไทยร่วมสังเกตการณ์

การนับคะแนนลงประชามตินอกราชอาณาจักร ซิดนีย์-แคนาดา-นิวยอร์กเรียบร้อยดี มีชาวไทยร่วมสังเกตการณ์

9 ก.พ. 2569 12:01 น.

การนับคะแนนลงประชามตินอกราชอาณาจักร ซิดนีย์-แคนาดา-นิวยอร์กเรียบร้อยดี มีชาวไทยร่วมสังเกตการณ์

บรรยากาศการนับคะแนนการลงประชามตินอกราชอาณาจักรทั้ังที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย แคนาดา รวมทั้งนครนิวยอร์กเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีสื่อมวลชน และชุมชนชาวไทยร่วมสังเกตการณ์คึกคัก

โดยนายจุมพฏ ฉวางรองกงสุลใหญ่ รักษาราชการแทนกงสุลใหญ่นครแวนคูเวอร์ ได้เปิดการนับบัตรลงคะแนนเสียงประชามติของผู้ใช้สิทธิ์ในพื้นที่รัฐต่างๆ ในแคนาดาฝั่งตะวันตก เช่นรัฐบริติชโคลัมเบีย รัฐอัลเบอร์ต้า ทั้งที่ได้รับจากทางไปรษณีย์และจากประชาชนผู้เดินทางมาใช้สิทธิ์ด้วยการเข้าคูหา เมื่อวันที่ 24-25 มกราคมที่ผ่านมา รวมทั้งสิ้น 1,165 ใบ

การนับบัตรลงประชามติเริ่มขึ้นในเวลา 10:00 นาฬิกา ตามเวลาท้องถิ่นนครแวนคูเวอร์ ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 15 ชั่วโมง โดยมีข้าราชการ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ที่สมัครเข้าร่วมเป็นสักขีพยานและสังเกตการณ์กว่า 20 คน

ผลการนับคะแนนการลงประชามติปรากฏว่า มีผู้ให้ความเห็นชอบจำนวน 996 คะแนน ไม่เห็นชอบ 142 คะแนน ไม่แสดงความเห็น 22 คะแนน และบัตรเสีย 5 ใบ

นายจุมพฏ ฉวาง ได้กล่าวขอบคุณประชาชนที่มาร่วมลงคะแนนเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ผู้ที่มาร่วมเป็นสักขีพยานและสังเกตการณ์การนับคะแนนเสียงประชามติ รวมทั้งข้าราชการและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในครั้งนี้

ขณะที่บรรยากาศการนับคะแนนออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักรไทย ที่ซิดนีย์ จัดขึ้นที่โรงแรม Metro Hotel Marlow Sydney, ย่านไทยทาวน์ โดยมีนายนฤชัย นินนาท กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ทำหน้าที่ประธานกำกับกระบวนการ พร้อมเจ้าหน้าที่สถานกงสุลและคณะกรรมการประจำหน่วยดำเนินงานตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สื่อมวลชนไทยในซิดนีย์ ชุมชนไทยในซิดนีย์ทยอยเข้าร่วมสังเกตการณ์ตั้งแต่ช่วงเช้า โดยเริ่มนับบัตรตั้งแต่เวลา 10.00 น. จนถึงเวาลา 14.40 น จึงแล้วเสร็จ ( ตามเวลาในท้องถิ่น ) สะท้อนถึงความสนใจต่อกระบวนการประชามติที่เปิดโอกาสให้คนไทยในต่างแดนมีส่วนร่วมทางการเมือง แม้อยู่ห่างจากมาตุภูมิ

กงสุลใหญ่ฯ กล่าวย้ำถึงความโปร่งใสและความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อให้ผลการลงคะแนนสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมชี้แจงขั้นตอนการลงคะแนน การตรวจสอบเอกสาร และการนับคะแนนต่อผู้เข้าร่วมอย่างชัดเจน

ผู้สังเกตการณ์จากชุมชนไทยระบุว่า การได้ร่วมติดตามกระบวนการประชามติในต่างแดนเป็นสิ่งที่สะท้อนความผูกพันต่อบ้านเกิด และสร้างความมั่นใจในความเป็นระเบียบของการจัดงานครั้งนี้

การลงประชามติในซิดนีย์เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่จัดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก โดยสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ รับผิดชอบพื้นที่รัฐนิวเซาท์เวลส์และออสเตรเลียตอนใต้ ซึ่งมีชาวไทยอาศัยอยู่จำนวนมาก โดยมีบัตรการลงประชามติทั้งหมด 9,209 ใบ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยถึงจำนวนบัตรที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบ

ส่วนที่สถานกงสุลใหญ่ เมืองแมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นจัดอุณหภูมิติดลบ -25 องศา มีการเปิดการนับคะแแนนการออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร โดยเชิญคนไทยในนครนิวยอร์กและในเขตกงสุล (คอนเนคทิคัต เมน แมสซาชูเซสต์ นิวแฮมเเชียร์ นิวเจอร์ซีย์ นิวยอร์ก โอไฮโอ เพนซิลเวเนีย โรดไอแลนด์ เวอร์มอนต์) ร่วมสังเกตการณ์การนับคะแนนในครั้งนี้  และยังมีสื่อมวลชน รวมทั้งนักศึกษา มาร่วมสังเกตการณ์เต็มพื้นที่หน้าหน่วยนับคะแนนในสถานกงสุลใหญ่ฯ

โดยมีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามติ จำนวน 2,510 คน ขณะที่สถานกงสุลใหญ่ฯ ได้รับซองใส่บัตรออกเสียงประชามติ จำนวน 2,271 ซอง คิดเป็นร้อยละ 90.48 ของผู้ลงทะเบียนฯทั้งหมด

โดยผลการนับคะแนนออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร สกญ. ณ นครนิวยอร์ก

เห็นชอบ 1954 บัตร

ไม่เห็นชอบ 262 บัตร

ไม่แสดงความคิดเห็น 52 บัตร

รวม 2268 บัตร  

บัตรเสีย 3 บัตร  

รวมทั้งหมด 2271 บัตร 

ด้านนางสาว สมใจ ตะเภาพงษ์ กงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก กล่าวขอบคุณคนไทยทุกท่านที่ได้ร่วมใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักรในครั้งนี้ และขอบคุณคณะกรรมการ เจ้าหน้าที่ ในหน่วยนับคะแนน ที่ทำให้งานในครั้งนี้ผ่านไปประสบความสำเร็จด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และขอบคุณผู้มาร่วมสังเกตการณ์ในครั้งนี้ ทั้งที่สภาพอากาศหนาวเย็นเป็นอุปสรรคในการเดินทาง.

รายงานข่าวโดย

ณัฐพันธ์ ตรีเมฆ : ผู้สื่อข่าวไทยรัฐ ประจำออสเตรเลีย 

แพรวพิมพ์ เขียวบริบูรณ์ : ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำแคนาดา 

ไพโรจน์ ปักษาษิณ : ผู้สื่อข่าวประจำรัฐนิวยอร์ก 

ที่มาภาพ: สถานกงสุลใหญ่ นครซิดนีย์ และภาพแคนาดา จาก นายสัมฤทธิ์ ปิยวาทโสภณ

“แบด บันนี” ฉลองวัฒนธรรมเปอร์โตริโกบนเวทีซูเปอร์โบวล์ “ทรัมป์” จวกยับเป็นความอัปยศ

"แบด บันนี" ฉลองวัฒนธรรมเปอร์โตริโกบนเวทีซูเปอร์โบวล์ "ทรัมป์" จวกยับเป็นความอัปยศ

9 ก.พ. 2569 11:20 น.

“แบด บันนี” ฉลองวัฒนธรรมเปอร์โตริโกบนเวทีซูเปอร์โบวล์ “ทรัมป์” จวกยับเป็นความอัปยศ

กลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการดนตรีและกีฬา เมื่อ “แบด บันนี” (Bad Bunny) ศิลปินหนุ่มชื่อดังชาวเปอร์โตริโก เปลี่ยนสนามซูเปอร์โบวล์ให้กลายเป็นปาร์ตี้ริมถนนสไตล์เปอร์โตริโก พร้อมชูสโลแกนสร้างความเท่าเทียม แต่ไม่วายโดน “โดนัลด์ ทรัมป์” โพสต์โจมตีว่าฟังไม่รู้เรื่องและเป็นความอัปยศของอเมริกา

แบด บันนี หรือชื่อจริง เบนิโต อันโตนิโอ มาร์ติเนซ โอคาซิโอ วัย 31 ปี ได้สร้างปรากฏการณ์ด้วยการขึ้นโชว์ช่วงพักครึ่งซูเปอร์โบวล์โดยใช้ภาษาภาษาสเปนตลอดทั้งโชว์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยเขาเน้นการนำเสนอวัฒนธรรมบ้านเกิดอย่างเปอร์โตริโกผ่านฉากหลังที่จำลองไร่อ้อย รถเข็นขายน้ำแข็งใส “piragua” และการจำลองบรรยากาศบ้านไม้ “La Casita”

ในโชว์นี้เขายังขนทัพซุปเปอร์สตาร์มาร่วมแจมเพียบ ไม่ว่าจะเป็น เปโดร ปาสคาล, เจสสิกา อัลบา, คาร์ดิ บี รวมถึงแขกรับเชิญเซอร์ไพรส์อย่าง เลดี้ กาก้า ที่มาในเพลง “Die with a Smile” เวอร์ชันกลิ่นอายละติน และศิลปินระดับตำนานอย่าง ริคกี มาร์ติน

แม้จะถูกจับตามองว่าเขาจะวิจารณ์นโยบายคนเข้าเมืองของรัฐบาลทรัมป์อย่างรุนแรงเหมือนบนเวทีแกรมมี่ที่เขาเคยตะโกนว่า “ICE out” หรือไม่ แต่ครั้งนี้แบด บันนี เลือกใช้ “สัญลักษณ์” ในการสื่อสารแทน เขาหยิบเพลง “El Apagon” มาถ่ายทอดเพื่อสะท้อนปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าและชาวเปอร์โตริโกที่ถูกขับไล่ที่ทำกิน พร้อมปิดท้ายโชว์ด้วยข้อความบนจอยักษ์ว่า “สิ่งเดียวที่มีอำนาจเหนือความเกลียดชัง คือความรัก” และลูกฟุตบอลที่มีข้อความว่า “Together, we are America” (เราคืออเมริกาด้วยกัน)

นอกจากนี้ยังมีประเด็นดราม่าเรื่องเด็กชายที่ปรากฏตัวในโชว์ ซึ่งชาวเน็ตคาดเดาว่าเป็นเด็กชายชาวเอกวาดอร์ที่ถูกกักตัวโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง อย่างไรก็ตาม ทาง NFL ยืนยันว่าเด็กคนดังกล่าวคือ “ลินคอล์น ฟอกซ์” นักแสดงเด็กที่มารับบทเป็นแบด บันนี วัยเยาว์เท่านั้น

หลังจบโชว์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียล ทันที โดยระบุว่า “ไม่มีใครเข้าใจสักคำที่หมอนี่พูด” และตราหน้าโชว์นี้ว่าเป็น “การดูหมิ่นความยิ่งใหญ่ของอเมริกา” แม้ว่าข้อมูลทางสถิติจะระบุว่ามีชาวอเมริกันกว่า 41 ล้านคนที่สื่อสารด้วยภาษาสเปนก็ตาม

ทั้งนี้ โชว์ดังกล่าวได้รับกระแสต่อต้านจากฝั่งอนุรักษ์นิยมมาตั้งแต่ประกาศชื่อศิลปิน เนื่องจากไม่พอใจที่จะมีการใช้ภาษาสเปนบนเวทีระดับชาติของสหรัฐฯ

เส้นทางของแบด บันนี ถือเป็นเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจอย่างมาก จากอดีตพนักงานแพ็กของในซูเปอร์มาร์เก็ตที่เมืองเบกา บาฆา ผู้โด่งดังจากการทำเพลงลง SoundCloud จนกลายเป็นศิลปินที่มียอดสตรีมสูงสุดในโลก 4 ปีซ้อน และเพิ่งคว้าสถิติอัลบั้มภาษาสเปนชุดแรกที่ชนะรางวัลอัลบั้มแห่งปีจากเวทีแกรมมี่มาครอง

สำหรับชาวเปอร์โตริโก แบด บันนี คือความภาคภูมิใจ โดย โอลวิน เรเยส หนึ่งในชาวเปอร์โตริโกกล่าวว่า “การที่คนจากที่นี่ไปยืนอยู่บนจุดที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ คือความภูมิใจของพวกเราทุกคน”

ที่มา AFP

อาร์เจนตินาลุ้นสถิติโลก คนลอยน้ำพร้อมกันมากที่สุด กลางทะเลสาบน้ำเค็ม “มาร์ ชีกีตา”

อาร์เจนตินาลุ้นสถิติโลก คนลอยน้ำพร้อมกันมากที่สุด กลางทะเลสาบน้ำเค็ม "มาร์ ชีกีตา"

9 ก.พ. 2569 10:13 น.

อาร์เจนตินาลุ้นสถิติโลก คนลอยน้ำพร้อมกันมากที่สุด กลางทะเลสาบน้ำเค็ม “มาร์ ชีกีตา”

ชาวอาร์เจนตินาหลายร้อยคนรวมตัวกันที่ชายฝั่งทะเลสาบน้ำเค็ม มาร์ ชีกีตา เพื่อร่วมสร้างสถิติโลกใหม่ ในความพยายามทำสถิติ คนลอยน้ำพร้อมกันมากที่สุดในโลก ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของงานเทศกาลท้องถิ่น

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นในเมือง มิรามาร์ (Miramar) ภายใต้การจัดงานเทศกาล “Festival de la Planchita” ประจำปี ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่สอง โดยผู้จัดงานตั้งเป้ารวบรวมผู้เข้าร่วมอย่างน้อย 1,942 คน เพื่อทำลายสถิติเดิมที่ถูกบันทึกไว้เกือบ 10 ปีก่อน

สถิติโลกปัจจุบันถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 2017 ที่ทะเลสาบ เอเปกูเอน (Lake Epecuén) ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำเค็มอีกแห่งของอาร์เจนตินา โดยในครั้งนั้นมีผู้เข้าร่วมลอยน้ำพร้อมกันได้ 1,941 คน และสามารถสร้างโซ่มนุษย์ลอยน้ำขนาดใหญ่ได้สำเร็จ

ตามกติกาของกินเนสส์เวิลด์เรคคอร์ด ผู้จัดงานต้องสามารถควบคุมและประสานผู้เข้าร่วมอย่างน้อย 1,942 คน ให้ลอยตัวในน้ำได้พร้อมกัน โดยไม่ใช้ตัวช่วย และต้องรักษาสภาพการลอยน้ำไว้ตามระยะเวลาที่กำหนด จึงจะได้รับการรับรองสถิติอย่างเป็นทางการ

ทะเลสาบ มาร์ ชีกีตา ถือเป็นสถานที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการท้าทายสถิติโลกครั้งนี้ เนื่องจากมีความเค็มของน้ำในระดับสูง หรือที่เรียกว่า hypersaline lake ทำให้น้ำมีแรงพยุงตัวตามธรรมชาติ ช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถลอยตัวได้ง่าย แม้จะไม่ใช่นักว่ายน้ำมืออาชีพก็ตาม

ผู้จัดงานหวังว่า ความพยายามครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะสร้างสถิติโลกใหม่ให้กับอาร์เจนตินาเท่านั้น แต่ยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวท้องถิ่นของเมืองมิรามาร์ และสร้างสีสันให้กับเทศกาลประจำปีที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อาร์เจนตินา

ศาลฮ่องกงตัดสินโทษจำคุก 20 ปี “จิมมี่ ไหล” คดีความมั่นคงแห่งชาติ

ศาลฮ่องกงตัดสินโทษจำคุก 20 ปี "จิมมี่ ไหล" คดีความมั่นคงแห่งชาติ

9 ก.พ. 2569 09:35 น.

ศาลฮ่องกงตัดสินโทษจำคุก 20 ปี “จิมมี่ ไหล” คดีความมั่นคงแห่งชาติ

ศาลฮ่องกงสั่งจำคุก 20 ปี “จิมมี ไหล” อดีตเจ้าพ่อสื่อฮ่องกง วัย 78 ปี หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดตามกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ที่ถูกจับตาว่ากระทบเสรีภาพสื่ออย่างรุนแรง

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลฮ่องกงมีคำพิพากษาจำคุก นายจิมมี ไหล วัย 78 ปี อดีตเจ้าพ่อสื่อชื่อดังและนักวิจารณ์รัฐบาลปักกิ่ง เป็นเวลา 20 ปี หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานละเมิดกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ โดยก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนธันวาคม ศาลได้มีคำตัดสินว่า นายไหลมีความผิดในข้อหา สมคบคิดร่วมกับต่างชาติบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ และสมคบคิดเผยแพร่บทความยุยงปลุกปั่น แม้เจ้าตัวจะให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหามาโดยตลอด

คดีของนายจิมมี่ ไหล ถือเป็นหนึ่งในคดีสำคัญที่สุดนับตั้งแต่จีนบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในฮ่องกง โดยโทษสูงสุดตามกฎหมายสามารถจำคุกตลอดชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม ศาลมีคำสั่งลงโทษจำคุกเป็นเวลา 20 ปี

การตัดสินโทษของจิมมี ไหล จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติอีกครั้ง โดยหลายฝ่ายมองว่าเป็นสัญญาณของการถดถอยด้านเสรีภาพสื่อและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในฮ่องกง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกยกให้เป็นศูนย์กลางเสรีภาพสื่อของเอเชีย

ขณะที่รัฐบาลฮ่องกงและจีนยืนยันว่า การดำเนินคดีครั้งนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพสื่อ แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ที่กระทำการอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ

ทั้งนี้ การพิพากษาจำคุก 20 ปีของไหลอาจยิ่งเพิ่มแรงกดดันทางการทูตต่อจีน หลังสหรัฐฯ และอังกฤษเคยออกมาแสดงความกังวลต่อคดีนี้อย่างต่อเนื่อง.

ที่มา BBC