Ministry eyes lifting face mask requirement in green, blue provinces

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/in-focus/40015946


The Public Health Ministry aims to ask the Centre for Covid-19 Situation Administration (CCSA) to do away with the mandatory face mask requirement in public places such as parks.

Ministry eyes lifting face mask requirement in green, blue provinces

Dr Jakrat Phittayawong-anon, chief of the Department of Disease Control’s Epidemiology Bureau, said on Wednesday the Covid-19 situation in Thailand was improving, with decreasing daily infections and mortality, so this would be a suitable time to further ease disease control measures.

“The ministry is considering downgrading the Covid-19 warning level from the current level 3 to 2 soon to let people resume their lives as normal. We will ask the CCSA to allow people in certain areas and who are engaged in public activities to go without face masks,” he said.

Jakrat said that in the early phase of the no-mask measure, only people in non-high-risk groups would be allowed to take off their masks in areas such as public parks, and the measure will be implemented first in green and blue provinces.

“People in high-risk groups, such as the elderly aged over 60, those with chronic health problems and unvaccinated people will still be required to wear face masks and avoid visiting crowded areas,” he added.

A CCSA meeting last Friday approved the new colour coding of provinces from next month based on the Covid-19 situation.

Fourteen provinces have been added to the green or low-surveillance zone, namely Chai Nat, Phichit, Ang Thong, Nan, Maha Sarakham, Yasothon, Nakhon Phanom, Lampang, Amnat Charoen, Buriram, Trat, Surat Thani, Surin and Udon Thani.

Seventeen provinces will be classified as pilot tourism areas or blue zones – Bangkok, Krabi, Kanchanaburi, Chanthaburi, Chonburi, Chiang Mai, Chiang Rai, Nakhon Ratchasima, Nonthaburi, Narathiwat, Pathum Thani, Prachuap Khiri Khan, Phang-nga, Phetchaburi, Phuket, Rayong and Songkhla.

The 46 other provinces will remain in the yellow or high-surveillance zone.

Published : May 26, 2022

By : THE NATION

Most of Thailand to experience heavy to very heavy rains Friday to Tuesday

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/in-focus/40015945


Isolated heavy to very heavy rains are likely in the Northeast, the Central region, the East and the South from May 27 to 31, the Thailand Meteorological Department warned on Thursday.

Most of Thailand to experience heavy to very heavy rains Friday to Tuesday

During this period, the southwest monsoon prevailing over the country, the Andaman Sea and the Gulf of Thailand will strengthen. In addition, a monsoon trough lies across the North and will become a low-pressure cell as it moves over the Gulf of Tonkin.

The department said wind and waves in the Andaman Sea and the Gulf would also become stronger, with waves 2-3 metres high in the Andaman Sea, 2 metres in the upper Gulf and above 3 metres during thundershowers.

People have been warned to beware of heavy showers and accumulated rainfall that could cause flash floods and overflows.

The department advised all ships in the upper Gulf and the Andaman Sea to proceed with caution and keep away from areas experiencing thundershowers, while small boats should stay ashore.

Here’s the weather forecast for May 27-31:

North: Thundershowers in 40-60 per cent of the area; temperature lows of 23-27 degrees and highs of 29-37 degrees Celsius.

Northeast: Thundershowers in 60-70 per cent of the area with isolated heavy to very heavy rains; temperature lows of 22-26 degrees and highs of 30-34 degrees Celsius.

Central: Thundershowers in 40-60 per cent of the area with isolated heavy rains; temperature lows of 22-26 degrees, highs of 30-35 degrees Celsius.

East: Thundershowers in 60-70 per cent of the area with isolated heavy to very heavy rains; temperature lows of 23-28 degrees, highs of 29-34 degrees Celsius; waves about 2 metres high and over 2 metres high during thundershowers.

South (east coast): Thundershowers in 40-60 per cent of the area with isolated heavy rains; temperature lows of 23-26 degrees, highs of 28-35 degrees Celsius; waves 1-2 metres high and about 2 metres offshore.

South (west coast): Thundershowers in 60-70 per cent of the area with isolated heavy to very heavy rains; temperature lows of 23-28 degrees, highs of 30-34 degrees Celsius; waves 2-3 metres high and over 3 metres during thundershowers.

Bangkok and surrounding areas: Thundershowers in 40-60 per cent of the area, mostly from the afternoon to evening; temperature lows of 24-28 degrees, highs of 31-34 degrees Celsius.

Published : May 26, 2022

By : THE NATION

ใกล้สิ้นสภาพ “ประยุทธ์” ฝ่า 3 ด่านอันตรายในอุ้งมือพรรคเล็ก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/516403

26 พ.ค. 2565

ใกล้สิ้นสภาพ "ประยุทธ์" ฝ่า 3 ด่านอันตรายในอุ้งมือพรรคเล็ก

พยัคฆ์บูรพาใกล้สิ้นลาย “ประยุทธ์” เผชิญสัจธรรมยามขาลง พรรคเล็กใต้อาณัติธรรมนัส มีฤทธิ์มีเดช เมื่อฝ่ายค้านต้องการ 30 เสียงก็ล่มเรือเหล็กได้ คอลัมน์…ท่องยุทธภพ โดย..ขุนน้ำหมึก

อาการร่อแร่ “ประยุทธ์” ฝ่า 3 ด่านอันตราย งบประมาณ กฎหมายลูก และซักฟอก พรรคเล็กสายธรรมนัส รอจังหวะโหวตคว่ำได้ทุกเวลา 


พยัคฆ์บูรพาใกล้สิ้นลาย “ประยุทธ์” เริ่มเผชิญสัจธรรมยามขาลง นักเลือกตั้งมีฤทธิ์มีเดช เจอการต่อรองหนักขึ้นเรื่อยๆ อุบัติเหตุการเมืองเกิดขึ้นได้ทุกเวลา


พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำลังเผชิญหน้ากับพรรคเล็ก พรรคขนาด 1-5 เสียงในปีสุดท้ายของสภาฯ พรรคเหล่านี้เป็นดอกผลรัฐธรรมนูญ 2560 และระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม 
 

เมื่อ 3 ปีก่อน พรรคเล็กเหล่านี้ช่วยให้พรรคพลังประชารัฐ จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากสำเร็จ หลายคนต่างขอบคุณรัฐธรรมนูญที่ออกแบบสูตรพิสดาร ทำให้พรรคที่มีคะแนน 3 หมื่นได้ ส.ส. 1 คน


กระทั่งวันนี้ พรรคเล็กในนามกลุ่ม 16 ได้ขับเคลื่อนการเมืองแบบจับปลาสองมือ ด้านหนึ่ง ยังนัดพูดคุยกับสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน และผู้ประสานงานพรรคเล็ก อีกด้านหนึ่ง ยังเดินตาม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แกนนำพรรคเศรษฐกิจไทย

วันที่ 25 พ.ค.2565 สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีแรงงาน ในฐานะ ผอ.พรรคพลังประชารัฐ ผู้ประสานงานพรรคเล็กมาคุยกับกลุ่ม 16 เพื่อขอความร่วมมือในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ และล่าสุด มีรายงานข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ อาจมีนัดจิบกาแฟกับกลุ่ม ส.ส.พรรคเล็ก ในเร็ววันนี้

กลุ่ม 16 ดินเนอร์กับแกนนำฝ่ายค้าน ครั้งล่าสุด กลุ่ม 16 ดินเนอร์กับแกนนำฝ่ายค้าน ครั้งล่าสุด


ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แกนนำพรรคเศรษฐกิจไทย ที่มีความใกล้ชิดกับแกนนำกลุ่ม 16 ก็เตรียมนัดรับประทานอาหารร่วมกัน และมีแผนจะเชิญตัวแทนพรรคฝ่ายค้านเข้าร่วมวงดินเนอร์ด้วย


ลึก ๆ แล้ว กลุ่ม 16 ของพิเชษฐ สถิรชวาล ก็เกิดขึ้นโดยความเห็นชอบของ ร.อ.ธรรมนัส เพราะต้องการให้การถ่วงดุลกับพรรคเล็กสายที่ใกล้ชิด พล.อ.ประยุทธ์


“ชี้ชะตาซักฟอก”
แทบไม่น่าเชื่อว่า “ประยุทธ์” จะรอดหรือร่วงกลับขึ้นอยู่กับเสียงจากพรรคเล็ก ที่มี พิเชษฐ สถิรชวาล แกนนำกลุ่ม 16 และพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค หัวหน้าพรรคไทรักธรรม เป็นหัวหอกขับเคลื่อนทั้งในและนอกสภา
 

เอ๋ พระบาท หรือพีระวิทย์ ให้สัมภาษณ์สื่อเกี่ยวกับทิศทางการโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 ว่า ทางกลุ่ม 16 ตั้งใจให้ผ่านเพื่อนำงบประมาณไปขับเคลื่อนประเทศ ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องติดตามว่า มีจุดไหนไม่ชอบมาพากล ก็จะส่งสัญญาณผ่านรัฐมนตรี หากไม่มีการแก้ไขก็จะใช้สิทธิใช้เสียงในสภาผู้แทนราษฎร


สำหรับประเด็นการอภิปรายไม่ไว้วางรัฐมนตรีรายบุคคล พีระวิทย์กล่าวว่า ถ้านายกรัฐมนตรี ชี้แจงตอบข้อซักถามได้ทุกประเด็น เราก็พร้อมที่จะยกมือไว้วางใจให้ เพราะไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องร่วมมือกับ ร.อ.ธรรมนัส โค่นล้มนายกรัฐมนตรี 


เอ๋ พระบาทยังเปิดเผยถึงการหารือกับ ร.อ.ธรรมนัส โดยมีข้อสรุปเบื้องต้น หากการชี้แจงของรัฐมนตรีคนใดไม่สามารถชี้แจงเข้าใจได้ชัดเจน เราก็ไม่สามารถที่จะยกมือไว้วางใจให้รัฐมนตรีคนนั้นได้ ในส่วนนายกรัฐมนตรี หากการบริหารถูกต้อง ร.อ.ธรรมนัส ก็ไม่ปฏิเสธที่จะไว้วางใจ 


ดูเหมือนว่า กลุ่ม 16 และ ร.อ.ธรรมนัส จะพุ่งเป้าไปที่สันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ที่ตกเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องท่อส่งน้ำอีอีซี 


ด้าน พิเชษฐ สถิรชวาล ให้ความเป็นห่วงกฎหมายลูก หรือร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. โดยเฉพาะการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะหาร 100 หรือหาร 500 ซึ่งกลุ่มพรรคเล็กยังต้องการให้หาร 500 และยังมีความเชื่อมั่นว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในวาระ 2 และ 3 


จะว่าไปแล้ว ส.ว.สายทำเนียบรัฐบาล ก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยกับสูตรหาร 500 และมีความพยายามจะคว่ำสูตรหาร 100 ในวาระ 2 และ 3

“ดุลกำลังสองขั้ว”
พูดถึงพรรคเล็ก ไม่ใช่มีแต่กลุ่ม 16 เท่านั้น หากแต่ยังมีกลุ่มพรรคเล็กที่สนับสนุน “ประยุทธ์” อยู่อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งพวกเขาให้ความสนใจเรื่องกฎหมายลูกว่าด้วยเรื่องเลือกตั้งมากกว่า


กลุ่ม 16 เกิดจากพิเชษฐ สถิรชวาล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธรรมไทย ได้จับมือกับ คฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติไทย และพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทรักธรรม ตั้งกลุ่ม 16 โดยมี ดำรงค์ พิเดช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย เข้าร่วมด้วย 


พิเชษฐอ้างอยู่เสมอว่า มี ส.ส.อยู่ในมือ 18 เสียง รวมถึง ส.ส.อีก 3-4 คน จากพรรคพลังท้องถิ่นไท และพรรคชาติพัฒนา ที่แหกค่ายมาเป็นสมาชิกกลุ่ม 16 พร้อมกองหนุนจากพรรคเศรษฐกิจใหม่


เนื่องจากระยะหลัง มนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ ที่มี 6 เสียง ได้เข้ามาร่วมวงดินเนอร์กับฝ่ายค้านด้วย แต่ก็ไม่ได้เป็นสมาชิกกลุ่ม 16 มาแต่แรก


ส่วนพรรคเล็กที่หนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกอบด้วย นพ.ระวี มาศฉมาดล พรรคพลังธรรมใหม่ ,ปรีดา บุญเพลิง พรรคครูไทยเพื่อประชาชน, ศิลัมพา เลิศนุวัฒน์ พรรคพลเมืองไทย ,นันทนา สงฆ์ประชา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาภิวัฒน์ และบุญญาพร นาตะธนภัทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังชาติไทย


นอกจากนี้ ก็มี พรรคพลังท้องถิ่นไท ของ ชัชวาลล์ คงอุดม และพรรครวมพลัง(รวมพลังประชาติไทย) ของอเนก เหล่าธรรมทัศน์ ซึ่งปีกนี้ รวมกันประมาณ 15 เสียง


สรุปว่า พรรคเล็กทั้งหมดไม่ได้อยู่ข้าง ร.อ.ธรรมนัสทั้งหมด หากแต่มีปีกที่หนุน พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยเหตุนี้ กลุ่ม 16 จึงเล่นเกมชักเข้าชักออก ต่อรองให้ตัวเองได้ประโยชน์มากกว่าจะหักโค่นตามราคาคุยผ่านสื่อ

ลาขาด 3 ป. “ธรรมนัส” ผนึกวิรัช สร้างครอบครัวของเรา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/516348

26 พ.ค. 2565

ลาขาด 3 ป. "ธรรมนัส" ผนึกวิรัช สร้างครอบครัวของเรา

ครอบครัวของเรา “ธรรมนัส” จับมือเสี่ยวิรัช ปั้นพรรคเศรษฐกิจไทย พันธมิตรคนแดนไกล และที่โคราชลมพัดหวนแรง บ้านรัตนเศรษฐจะทิ้งพลังประชารัฐหวนคืนเพื่อไทย คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย.. ขุนน้ำหมึก

ครอบครัวของเรา “ธรรมนัส” จับมือเสี่ยวิรัช ปั้นพรรคเศรษฐกิจไทย พันธมิตรคนแดนไกล จับตาบ้านรัตนเศรษฐ จะทิ้งพลังประชารัฐหวนคืนเพื่อไทย


โลกใบใหม่ “ธรรมนัส” พร้อมไพร่พล 18 ชีวิต พ่วงด้วยกลุ่ม 16 พรรคเล็ก กลายเป็นตัวแปรสำคัญในความเป็นความตายของรัฐบาลประยุทธ์


ในที่สุด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เจ้าของพรรคเศรษฐกิจไทย ก็ประกาศเอกราช ไม่ขึ้นต่อบ้านป่ารอยต่อ แม้โดยส่วนตัวยังเคารพรัก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อยู่ก็ตาม 


ถอดรหัสคำพูดของธรรมนัส “ครอบครัวของเรา” ที่ร่วมแสดงความยินดีกับ ส.ก.นั้น ย่อมหมายถึงบรรดา ส.ส.พรรคเล็ก และกลุ่ม ส.ส.พลังประชารัฐ โดยเฉพาะบ้านรัตนเศรษฐ
 

จากนี้ไป น่าจับตาบทบาทของ วิรัช รัตนเศรษฐ สหายร่วมรบของ ร.อ.ธรรมนัส ที่ในทางนิตินัยยังสังกัดพรรคพลังประชารัฐ แต่ทางพฤตินัยในพื้นที่นครราชสีมา ปลดป้าย พปชร.ออกไปนานแล้ว


เสี่ยปานหรือเสี่ยยักษ์ เดินเกมหาเสียงในโคราช โดยโชว์ความเป็น “บ้านรัตนเศรษฐ” มาตั้งแต่ต้นปี 2565 หลังจากวิรัชส่ง ทัศนาพร เกษเมธีการุณ ส.ส.นครราชสีมา เขต 8 และเกษม ศุภรานนท์ ส.ส.นครราชสีมา เขต 1 ไปอยู่พรรคเศรษฐกิจไทย ของ ร.อ.ธรรมนัส 

ในปฏิทินครอบครัวรัตนเศรษฐ มีภาพลูกสะใภ้ ของวิรัชด้วยในปฏิทินครอบครัวรัตนเศรษฐ มีภาพลูกสะใภ้ ของวิรัชด้วย


ปลายปีที่แล้ว สมัยที่ ร.อ.ธรรมนัส เป็นเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ได้ผนึกกำลังกับวิรัช เตรียมสร้างป้อมค่ายโคราชให้แข็งแกร่ง และเป็นฐานที่มั่นเพื่อขยายผลไปทั่วภาคอีสาน


โมเดลธรรมนัสที่จะสู้กับกระแสเพื่อไทยในเวลานั้นคือ ไม่ชู พล.อ.ประยุทธ์ แต่พยายามปั้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ให้เป็นผู้อาสามาแก้ปัญหาดิน และน้ำของชาวอีสาน


ทั้งธรรมนัสและวิรัช เชื่อในสูตรสำเร็จบ้านใหญ่ ไม่ขายประยุทธ์ เชื่อว่าพลังประชารัฐจะสู้ได้กับทุกพรรค แต่ปีก พล.อ.ประยุทธ์ เล่นไล่ธรรมนัสไม่เลิก จึงเกิดศึกแตกหัก และแยกไปตั้งพรรคเศรษฐกิจไทย


เสี่ยปานหรือวิรัช พร้อมคู่ชีวิต และน้องภรรยา เจอวิบากคดีฟุตซอล จนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. จึงวางแผนส่งไม้ต่อให้ทายาทรุ่นต่อไป โดยแตะมือกับผู้กองธรรมนัส และมีข่าวเสี่ยปานลมพัดหวน จะกลับบ้านเพื่อไทยสมัยหน้า


“บ้านรัตนเศรษฐ”
ช่วงเลือกตั้งปี 2562 “ธรรมนัส” กับวิรัช รัตนเศรษฐ อยู่คนละสาย แต่เกมประลองกำลังในพลังประชารัฐ หลายก๊กหลายก๊วน ทำให้วิรัชกับธรรมนัส กลายเป็นเพื่อนตายสหายศึก

ผลเลือกตั้งสมัยที่แล้ว พลังประชารัฐภายใต้การนำของบ้านใหญ่รัตนเศรษฐ กวาดมา 6 ที่นั่ง(เฉพาะตระกูลของวิรัช 4 คน) และเป็นครั้งแรกที่วิรัชนำมาสมาชิกครอบครัวเข้าสภาได้มาก 5 คน รวมถึงตัวเขาด้วย แถมอธิรัฐ รัตนเศรษฐ ก็ได้ตำแหน่ง รมช.คมนาคม


ปลายปี 2563 วิรัชจับมือ วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.คมนาคม และ ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา แม่ทัพใหญ่ค่ายภูมิใจไทย เป็นพันธมิตรการเมืองระดับท้องถิ่น


เมื่อ ยลดา หวังศุภกิจโกศล เป็นนายก อบจ.นครราชสีมา ได้แต่งตั้ง กมลศักดิ์ เกษเมธีการุณ เป็นรองนายก อบจ.นครราชสีมา คนที่ 4 ซึ่งกมลศักดิ์เป็นสามีของ ทัศนาพร เกษเมธีการุณ ส.ส.โคราช เขต 8


“กลับเพื่อไทย”
สมรภูมิเลือกตั้ง ส.ส.นครราชสีมา สมัยหน้า “ธรรมนัส” คงแตะมือวิรัช จัดทัพผู้สมัคร ส.ส. ในนามพรรคเศรษฐกิจไทย และบ้านใหญ่รัตนเศรษฐ ที่กำลังหาเสื้อสีใหม่อยู่


สถานการณ์วันนี้ ชัชชาติแลนด์สไลด์ ฉุดให้พรรคเพื่อไทยมีกระแสมาแรงในโคราช ขณะที่กระแสลุงตู่ค่อย ๆ ลดลง ดังนั้น พลังประชารัฐแทบจะไร้อนาคต ส่วนภูมิใจไทย ที่ไม่มีกระแสพรรค ก็ต้องอาศัยความสามารถเฉพาะตัวของ ส.ส. และกลยุทธ์หาคะแนนแบบเก่า


วิรัช และทัศนียา ติดบ่วงกรรมคดีเก่า จึงวางทายาทไว้แล้วคือ อธิรัฐ รัตนเศรษฐ ลูกชายคนโต ส.ส.นครราชสีมา เขต 6, ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ ลูกชายคนรอง ส.ส.นครราชสีมา เขต 4 และตติรัฐ รัตนเศรษฐ ลูกชายคนเล็ก ที่จะลงแทนมารดา-ทัศนียา (ครั้งที่แล้ว ตติรัฐลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ)


ผู้สมัคร ส.ส.หน้าใหม่ของบ้านรัตนเศรษฐ ที่มีการเปิดตัวไปแล้วชื่อ อรัชมน รัตนเศรษฐ ภรรยาของปลัดแบงก์ อธิรัฐ รมช.คมนาคม ก็ต้องรอดูว่า วิรัชจะให้ลูกสะใภ้ ลงสมัคร ส.ส.นครราชสีมา เขตไหน


ส่วนทัศนาพร เกษเมธีการุณ น้องภรรยาของวิรัชที่ติดบ่วงคดีเหมือนกัน ก็มีลูกสาว ธนวรรณ เกษเมธีการุณ นายกเทศมนตรีเทศบาลห้วยแถลง เป็นตัวแทนอยู่แล้ว 


วิรัช เป็น ส.ส.นครราชสีมาครั้งแรก ในสีเสื้อพรรคชาติไทย และปักหลักอยู่กับพรรคชาติไทยหลายสมัย ก่อนจะย้ายไปพรรคมหาชน, พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา, พรรคเพื่อไทย และพรรคพลังประชารัฐ


นับแต่ทักษิณครองใจคนอีสาน วิรัชก็เจอศึกหนักขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงพาครอบครัวย้ายเข้าพรรคเพื่อไทย เมื่อปี 2554 มาถึงปีนี้ อุ๊งอิ๊งแลนด์สไลด์มาแรง จึงมีข่าวร่ำลือว่า เสี่ยปานจะหวนคืนบ้านเก่า


อย่างไรก็ตาม หากแผนกลับเพื่อไทยสะดุด เสี่ยปานก็มีพรรคเศรษฐกิจไทยรองรับอยู่แล้ว หากวิรัชผนึกกำลังผู้กอง ก็จะทำให้หุ้นพรรคธรรมนัสพุ่งขึ้นทันที

“ชัชชาติ” เตรียม “ย้ายศาลาว่าการกทม.” ไปอยู่ที่ดินแดง 100%

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/516427

26 พ.ค. 2565

"ชัชชาติ" เตรียม "ย้ายศาลาว่าการกทม." ไปอยู่ที่ดินแดง 100%

“ย้ายศาลาว่าการกทม.” ไปอยู่รวมที่ดินแดง “ชัชชาติ” ตั้งเป้า จะเอาเกาะรัตนโกสินทร์มาเป็นฮับของการท่องเที่ยว

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่พร้อมด้วย นางปวีณา หงสกุล และว่าที่สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตดอนเมือง โดยระบุว่า การลงพื้นที่วันนี้ เป็นการย้อนรำลึกถึงอดีตเมื่อครั้งมาเดินลุยน้ำท่วมและสอบถามปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ระหว่างที่ลงสมัครเป็นผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งปัญหาจุดนี้พบว่าถนนที่ใช้สัญจรเป็นของเอกชน จึงทำให้การแก้ปัญหาต้องไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้งก่อนจะร่วมในพิธีเบิกเนตรท้าวเวสสุวรรณ พร้อมปวีณา หงสกุล และน.ต. ศิธา ทิวารี

"ชัชชาติ" เตรียม "ย้ายศาลาว่าการกทม." ไปอยู่ที่ดินแดง 100%

สำหรับประเด็นการย้ายศาลาว่าการกทม. จากเสาชิงช้า ลานคนเมืองไปยัง ศาลาว่าการ กทม.แห่งที่ 2 ดินแดงนั้น ชัชชาติ ระบุว่า การย้ายไปที่ใหม่ ตั้งเป้าที่จะย้ายร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เชื่อว่า อาจจะมีปัญหาเรื่องพื้นที่นิดหน่อย เพราะมีคนอยู่ 2 สำนัก คือสำนักงบประมาณ สำนักการเงินที่ยังอยู่ ก็ต้องหาออฟฟิศให้ หรืออาจจะมีบางชั้นที่เจ้าหน้าที่อยู่ แต่ชั้นอื่นปล่อยได้ เช่น ที่ประชุมสภากรุงเทพมหานคร หรือผู้ว่าฯ ผู้บริหารควรย้ายไปที่ใหม่ทั้งหมดในระยะยาวศาลาว่าการกรุงเทพมหานครควรมีแห่งเดียว ปัจจุบันผู้มีบริหารหลายคนมีออฟฟิศ 2 ที่ 
 

สำหรับที่เสาชิงช้าถือว่าเป็นตึกประวัติศาสตร์ สามารถทำเป็นพิพิธภัณฑ์คนเมือง พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับเมืองที่ดีได้ แต่ก็อาจจะมีปัญหาเรื่องพื้นที่นิดหน่อย ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลา แต่เราต้องตั้งคณะกรรมการย้ายเลย รวมถึงลานคนเมือง

ถามว่าทำไมต้องตั้งศาลาว่าการที่เสาชิงช้า เพราะเปรียบเสมือนสะดือของกทม. ในสมัยรัชกาลที่ 1 เป็นจุดศูนย์กลางของกทม. ลานคนเมืองเป็นศูนย์กลางการเดินทางของเกาะรัตนโกสินทร์ด้านใน ควรจะเอาพื้นที่ตรงนี้คืนมาไม่ใช่เป็นที่จอดรถของข้าราชการกทม. เอามาเป็นฮับ (HUB) สำหรับการท่องเที่ยว กระจายออกไปจุดต่างๆ ทั้งเรื่องจักรยาน น่าจะมีศักยภาพมากกว่าการเป็นที่จอดรถ เพราะจะทำให้เมืองมีศักยภาพ มีความสง่ามากขึ้น

“คนข้ามเพศ”มีหวัง ตั้งอนุฯกมธ. เตรียมยกร่างกฏหมาย รับรอง “กลุ่มคนข้ามเพศ”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/516402

26 พ.ค. 2565

"คนข้ามเพศ"มีหวัง ตั้งอนุฯกมธ. เตรียมยกร่างกฏหมาย รับรอง "กลุ่มคนข้ามเพศ"

ข่าวดี “คนข้ามเพศ” สภาฯตั้งอนุกรรมาธิการฯศึกษา เพื่อยกร่างกฎหมาย “บุคคลข้ามเพศ” รองรับ สถานะความหลากหลายทางเพศ

ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ สัดส่วนผู้มีความหลากหลายทางเพศ พรรคก้าวไกล กล่าวภายหลังจากที่ประชุมคณะกรรมาธิการกิจการเด็กเยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธ์ และผู้มีความหลากหลายทางเล็งความสำคัญ กฏหมายรับรองเพศ หรือ Gender Recognition ซึ่ง เป็นกฎหมายที่มีการประกาศใช้ครั้งแรกในปี 2547 ด้วยการตั้งอนุกรรมาธิการฯขึ้นมาศึกษาและเตรียมยกร่างกฎหมายแล้ว

"คนข้ามเพศ"มีหวัง ตั้งอนุฯกมธ. เตรียมยกร่างกฏหมาย รับรอง "กลุ่มคนข้ามเพศ"

ในฐานะที่ได้รับเลือกเป็นประธานอนุกรมาธิการฯ ขณะนี้กำลังเตรียมการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อให้ทุกฝ่ายเข้ามาแสดงความคิดเห็น เพราะสภาผู้แทนราษฎรเป็นพื้นที่ของประชาชนที่จะได้พูดถึงปัญหาของตนเอง ร่วมกันยกร่างกฏหมายรับรองคนข้ามเพศเพื่อนำเข้าสู่สภาในวาระต่อ ๆ ไป  

ธัญวัจน์ ระบุอีกว่า ปัญหาดังกล่าวแม้จะมีการประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะเรื่องเพศเป็นปัญหาโครงสร้าง และกลุ่มคนข้ามเพศยังมิได้มีกฎหมายรับรองเพศและคำนำหน้า ตนจึงเสนอให้ กมธ.ฯ พิจารณาวาระดังกล่าว และมีความเห็นว่าควรยกร่างกฏหมาย เพราะการแก้ปัญหาเป็นรายกรณีไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาถาวร และเมื่อไม่มีกฎหมายรองรับเรื่องดังกล่าวก็ยังเป็นปัญหาต่อกลุ่มคนข้ามเพศแบบนี้เรื่อยไป

ปัจจุบันมีหลายประเทศให้การรับรองกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ เช่น อังกฤษ สเปน อาเจนตินา อุรุกวัย มอลต้า โคลัมเบีย ไอร์แลนด์ โปแลนด์ โบลีเวีย นอร์เวย์ ฝรั่งเศส อินเดีย อเมริกา ออสเตรเลีย และ แคนนาดา เป็นต้น และจากข้อมูลของมูนิธิเครือข่ายเพื่อนกระเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน พบว่าการเกณท์ทหารในแต่ละปีจากจำนวนเพศกำเนิดชาย 97,000 คน จะพบบุคคลที่อยู่ในสถานะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิดโดยเฉลี่ย 3,000 คนต่อปี จึงมีการคาดคะเนและประมาณการว่าจำนวนหญิงข้ามเพศ Transwoman ในประเทศไทยน่าจะมีเกือบ 2 – 3 แสนคน ไม่รวมชายข้ามเพศ Transmen ที่ยังไม่มีการประมาณการแน่ชัด

“พลังประชารัฐ” อ้าง “นโยบายที่หายไป” เพราะปรับปรุงระบบโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/516396

26 พ.ค. 2565

"พลังประชารัฐ" อ้าง "นโยบายที่หายไป" เพราะปรับปรุงระบบโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ก

ไพบูลย์ แจง “นโยบายที่หายไป” ของพรรค “พลังประชารัฐ” เกิดจากการปรับปรุงโซเชี่ยลเน็ตเวิร์กใหม่ เตรียมการเลือกตั้งคร้งหน้า

เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ แชร์เพจ วิวาทะ พร้อมขึ้นข้อความว่าใครที่จะตอบโต้ รมว.แรงงาน คุณสุชาติ ชมกลิ่น เรื่องที่ไป “สอนมวยอาจารย์ชัชชาติ ว่าหาเสียงไว้แล้วทำไม่ได้ ประชาชนจะลงโทษ” ด้วยการเอานโยบายของพรรคพลังประชารัฐที่ผ่านมาหลายปีแล้วก็ยังทำไม่ได้จริง มาฟาดคืน ….. หมดสิทธิแล้วนะครับ ทางพรรค ปชพร ลบนโยบายหาเสียงไปแล้ว แบบไม่บอกไม่กล่าวล่วงหน้า

"พลังประชารัฐ" อ้าง "นโยบายที่หายไป" เพราะปรับปรุงระบบโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ก

ไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนโยบายที่หายไป จากเพจของพรรคว่า ผู้บริหารพรรคมีมติจะปรับปรุงระบบโซเชียลเน็ตเวิร์กครั้งใหญ่ของพรรคให้ทันสมัย และมีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งสามารถเชื่อมต่อกับผู้สมัครส.ส.ทั้งประเทศ เพื่อเป็นการเตรียมเลือกตั้งใหญ่ในครั้งหน้า และควรจะลบนโยบายนั้นออกตั้งนานแล้ว เพราะนโยบายที่ผ่านมา มีบางนโยบายที่เราทำไม่ได้ เนื่องจากทางพรรคไม่ได้ดูแลกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับนโยบายนั้นๆ เช่น มารดาประชารัฐ เพราะพรรคอื่นดูแล

"พลังประชารัฐ" อ้าง "นโยบายที่หายไป" เพราะปรับปรุงระบบโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ก

ส่วนเรื่องค่าแรง หลังจากที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเข้าไปดูแล ตอนนี้ก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามลำดับเพจที่ลบออกไปคือเพจโฆษณา ซึ่งมันควรจะลบออกหลังสิ้นสุดการโฆษณา 1 ปี ตอนนี้พรรคพลังประชารัฐได้มีนโยบายใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น และจัดให้สอดรับกับกระทรวงที่ดูแล เพื่อให้เกิดผลประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้การปรับกลยุทธ์โซเชียลเน็ตเวิร์กใหม่ เป็นนโยบายแรกในการบริหารพรรค ซึ่งจะได้เห็นความทันสมัยทั้งของทีมงาน กระบวนการ และการสร้างเครือข่าย โดยมอบหมายให้นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นผู้ประสานงานกับฝ่ายต่างๆ

ศาลให้ประกัน “ทานตะวัน” แล้ว พ่วง6เงื่อนไขติด “กำไลอีเอ็ม”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/516373

26 พ.ค. 2565

ศาลให้ประกัน "ทานตะวัน" แล้ว พ่วง6เงื่อนไขติด "กำไลอีเอ็ม"

นักเคลื่อนไหวทางการเมือง “ทานตะวัน” ได้รับอนุญาติให้ประกันตัวแล้ว ศาลวาง 6 เงื่อนไข ต้องติด “กำไลอีเอ็ม” ให้ “พิธา” ดูแล

เฟสบุ๊ค อานนท์ นำภา นักกิจกรรมและทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ระบุว่าเมื่อเวลา13.30 ศาลมีคำสั่ง ปล่อยตัวชั่วคราวทานตะวัน ตัวตุลานนท์ นักกิจกรรมกลุ่มทะลุวังโดยกำหนดเงื่อนไขประกอบด้วย
– ให้ติดกำไลอีเอ็ม
– ห้ามออกนอกเคหะสถาน 24 ชั่วโมง ยกเว้นเจ็บป่วยหรือศาลอนุญาต
– ห้ามกระทำการในลักษณะเดียวกันนี้อีก
– ห้ามกระทำการที่กระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
– ห้ามออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต
– ให้พิธาเป็นผู้กำกับดูแล
– ปล่อยตัวชั่วคราวมีกำหนด 1 เดือน

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะนายประกันของทานตะวัน ตัวตุลานนท์ นักกิจกรรมกลุ่มทะลุวัง เดินทางมายังศาลอาญาถนนรัชดาภิเษก เพื่อฟังผลการไต่สวนกรณีขอปล่อยตัวชั่วคราวทานตะวัน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากการทำกิจกรรมโพลขบวนเสด็จ ซึ่งถูกถอนการประกันตัวและถูกควบคุมตัวอยู่ในทัณฑสถานหญิงกลาง พร้อมกับกระทำการอดอาหารประท้วงมาเป็นเวลากว่า 30 วันแล้ว

ศาลให้ประกัน "ทานตะวัน" แล้ว พ่วง6เงื่อนไขติด "กำไลอีเอ็ม"

ก่อนหน้านี้ พิธาได้ใช้ตำแหน่ง ส.ส. ประกอบการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวของทนายความมาแล้วถึงสองครั้ง ครั้งแรกในวันที่ 17 พฤษภาคม ซึ่งศาลได้ปฏิเสธโดยอ้างเหตุผลเรื่องไม่ปรากฏหลักฐานอัตราเงินเดือน และครั้งที่สองในวันที่ 20 พฤษภาคม แต่ศาลก็ได้อนุญาตให้ฝากขังต่ออีก 7 วัน ด้วยเหตุผลว่าอัยการเพิ่งได้รับสำนวนการสอบสวนจากพนักงานสอบสวน จึงไม่อาจที่จะพิจารณาสั่งฟ้องได้ทัน แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ต้องหาในการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่งมีการไต่สวนคำร้องในวันนี้

หัวหน้าพรรคก้าวไกล ยังระบุอีกว่า ในฐานะนายประกัน ยินดีทำทุกวิถีทางให้ทานตะวันออกมาตามที่กรอบกฎหมายกำหนด และสามารถรับรองได้ว่าจะไม่มีการหลบหนีอย่างแน่นอน

นายกฯย้ำจุดยืนหนุน “เอสเอ็มอี” ในเวที “Nikkei Forum” ครั้งที่ 27

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/516364

26 พ.ค. 2565

นายกฯย้ำจุดยืนหนุน "เอสเอ็มอี" ในเวที "Nikkei Forum" ครั้งที่ 27

นายกรัฐมนตรี ร่วมประชุม “Nikkei Forum” ครั้งที่ 27 ที่ประเทศญี่ปุ่น ยืนยัน ประเทศไทยให้การสนับสนุน “เอสเอ็มอี” เพื่อความยั่งยื่น

เวลา 06.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นประเทศญี่ปุ่น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมในตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติฮาเนดะ ณ กรุงโตเกียว เพื่อเข้าร่วมการประชุม International Conference on the Future of Asia (Nikkei Forum) ครั้งที่ 27

นายกฯย้ำจุดยืนหนุน "เอสเอ็มอี" ในเวที "Nikkei Forum" ครั้งที่ 27

นายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความยินดีที่ได้เข้าร่วมการประชุมฯ และขอบคุณสำหรับการต้อนรับที่อบอุ่น ตั้งใจมาร่วมการประชุมด้วย 4 เหตุผลหลัก คือ 1.ไทยเชื่อว่าญี่ปุ่นเป็นมิตรแท้ของไทยเสมอมา นายกรัฐมนตรีคิชิดะได้เยือนไทยและประเทศในอาเซียนเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกต่อเนื่องทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นโอกาสเฉลิมฉลองความสัมพันธ์และมิตรภาพกว่า 135 ปี ระหว่างไทย-ญี่ปุ่น

 

2.ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าที่มีความสำคัญอันดับ 2 ของไทย และมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เหนียวแน่น นับตั้งแต่ได้จัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น หรือ JTEPA และความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCEP) ซึ่งในปี 2564 การค้าระหว่างกันมีมูลค่าสูงกว่าหกหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ลงทุนในไทยอันดับหนึ่งมาอย่างยาวนาน คิดเป็นเกือบร้อยละ 30 ของมูลค่าFDI ทั้งหมดของไทยในปีที่แล้ว นอกจากนี้ จากที่ RCEP มีผลใช้บังคับเมื่อต้นปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นการเจริญเติบโตทางการค้าที่มหาศาลระหว่างประเทศสมาชิก
3.การที่ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปค ซึ่งญี่ปุ่นเป็นสมาชิกที่แข็งขัน ในปีนี้ซึ่งตรงกับที่กัมพูชาเป็นประธานอาเซียน และอินโดนีเซียเป็นประธาน G20 ประเทศสมาชิกอาเซียน 3 ประเทศมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับหุ้นส่วนเพื่อส่งเสริมจิตวิญญาณของความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เสริมสร้างความเข้มแข็ง ความน่าเชื่อถือ และบทบาทของอาเซียน ในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาคและของโลกต่อไป ซึ่งไทยในฐานะผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-ญี่ปุ่น พร้อมร่วมมือในการส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกันให้แน่นแฟ้น โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะในโอกาสการฉลองความสัมพันธ์ 50 ปีระหว่าง อาเซียนกับญี่ปุ่นในปีหน้า และ 4.เชื่อว่าโลกกำลังเผชิญสถานการณ์ที่ท้าทาย การเข้าร่วมประชุมในเวทีแห่งนี้ทำให้ได้แบ่งปันมุมมองของไทยและรับฟังและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นที่มีประโยชน์กับทุกฝ่าย โดยเฉพาะภาคเอกชน

นายกฯย้ำจุดยืนหนุน "เอสเอ็มอี" ในเวที "Nikkei Forum" ครั้งที่ 27

นายกรัฐมนตรีได้ กล่าวถึง หัวข้อหลัก ของไทย “เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์” ไทยผลักดันให้ทบทวนการหารือเรื่อง FTAAP โดยคำนึงถึงประเด็นการค้าและการลงทุนใหม่ ๆ เช่น เศรษฐกิจดิจิทัลและสิ่งแวดล้อม และหวังว่าจะมีการต่อยอดงาน การเปิดเสรีและการอำนวยความสะดวกการค้าและการลงทุน การลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน และการรวมตัวทางเศรษฐกิจ หัวข้อหลักที่ 2 “เชื่อมโยงกัน” ในทุกมิติ ไทยมุ่งจะเชื่อมโยงภูมิภาคเข้าด้วยกัน โดยได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อหาแนวทางที่จะรื้อฟื้นการเดินทางข้ามพรมแดนอย่างปลอดภัย และไร้รอยต่อ การใช้ใบรับรองการฉีดวัคซีนร่วมกันได้ในเอเปค และการขยายขอบเขตการใช้บัตรเดินทางของนักธุรกิจในเอเปค เป็นต้น หัวข้อหลักที่ 3 “สู่สมดุล” ในทุกทาง ไทยผลักดันการส่งเสริมการเติบโตที่ยั่งยืนและครอบคลุม โดยจุดมุ่งหมายประการหนึ่งที่สำคัญ คือการทำให้เอสเอ็มอี ธุรกิจที่นำโดยสตรี และธุรกิจเล็ก ๆ ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ สามารถเข้าถึงตลาดและเงินทุนได้มากขึ้น เพื่อให้มีความสามารถในการแข่งขันและมีโอกาสที่จะเติบโต

“ชัชชาติ” ลุยสำรวจ สวนสาธารณะตามนโนบายพื้นที่สีเขียว “คนกรุงเทพฯ”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/516344

26 พ.ค. 2565

"ชัชชาติ" ลุยสำรวจ สวนสาธารณะตามนโนบายพื้นที่สีเขียว "คนกรุงเทพฯ"

“ชัชชาติ” เดินหน้านโยบาย พื้นที่สีเขียว เพื่อ “คนกรุงเทพฯ” ลุยสำรวจสวนสาธารณะบางกอกใหญ่ พร้อมทำงานร่วมกับส.ก.ทุกคน

ชัชชาติ สิทธิพันธ์ ว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. เดินทางไปสวบางกอกใหญ่เขตบางกอกใหญ่เมื่อเวลา 06.00 น.ที่ผ่านมา เพื่อพบปะและร่วมออกกำลังกายกับประชาชนที่มาใช้บริการสวนสาธารณะ ตามนโยบาย สำรวจพื้นที่ สีเขียว พทื้นที่ว่างเปล่าที่อาจเป็นประโยชน์ สามารถใช้เป็นพื้นที่สีเขียว ซึ่งยังไม่เพียงพอ บริเวณชุมชนเขตบางกอกใหญ่ ตามนโยบายคนกรุงเทพฯต้องเดินทางถึงสวนสาธารณะได้ในเวลาไม่เกิน 15 นาที หรือไม่เกิน 800 เมตร โดยว่าที่ผู้ว่าฯ กทม.ได้วิ่งรอบสวนรอบดังกล่าว 2 รอบ และยืนยันว่า พร้อมทำงานร่วมกับส.ก.จากทุกพรรค

"ชัชชาติ" ลุยสำรวจ สวนสาธารณะตามนโนบายพื้นที่สีเขียว "คนกรุงเทพฯ"

ด้าน เกษรา ธัญญลักษณ์ภาค หัวหน้าทีมนโยบาย ชัชชาติ ออกมาปฏิเสธกระแสข่าว เข้าไปเป็นรองผู้ว่าฯ กทม. ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทยฯ โดยระบุว่า เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทีมชัชชาติเพราะต้องการร่วมแก้ไขปัญหา เมืองใหญ่  ไม่ได้รับตำแหน่งดังกล่าว  

"ชัชชาติ" ลุยสำรวจ สวนสาธารณะตามนโนบายพื้นที่สีเขียว "คนกรุงเทพฯ"

นโยบาย 214 ข้อ บางเรื่องหน่วยงานของกทม.สามารถนำไปปฏิบัติได้เลย บางเรื่องต้องอาศัยการริเริ่มเป็นแนวทางให้นำไปปฏิบัติเช่นการดูแลเด็กเล็ก หรือการปรับหลักสูตรการศึกษาของกทม. ให้ทันโลก ซึ่งตัวเองมีประสบการณ์เป็นอาจารย์มากว่ายี่สิบปี ยังทำงานอยู่กับชัชชาติ ไม่ได้ไปไหน แต่เน้นภาพรวมมากกว่าอาจเป็นที่ปรึกษาหรือตำแหน่งอื่นๆ  

ส่วนตัวเชื่อว่า ทีมรองผู้ว่าฯกทม. ที่ชัชชาติเลือกไว้มีความสามารถในการขับเคลื่อนนโยบายที่สามารถนำไปปฏิบัติได้เลย ไม่ได้มีความกังวลนโยบายที่นำเสนอจะนำไปปฏิบัติไม่ได้ ที่เป็นห่วงคือปัจจัยที่ไม่สามารถคอนโทรลได้ เช่น โควิด อาจทำให้การขับเคลื่อนนโยบายล่าช้า  ความเสี่ยวงที่น่ากลัวที่สุดคือความเสี่ยงที่ไม่อาจประเมินได้ ไม่ใช่ความแตกแยกทางการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ที่ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้ว