ไฟไหม้ป่าสนฝรั่งเศสลุกลามกว่า 12,500 ไร่ อพยพประชาชน-นักท่องเที่ยวเกือบ 12,000 คน

ไฟไหม้ป่าสนฝรั่งเศสลุกลามกว่า 12,500 ไร่ อพยพประชาชน-นักท่องเที่ยวเกือบ 12,000 คน

23 ก.ค. 2569 15:57 น.

ไฟไหม้ป่าสนฝรั่งเศสลุกลามกว่า 12,500 ไร่ อพยพประชาชน-นักท่องเที่ยวเกือบ 12,000 คน

ไฟป่ารุนแรงทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสเผาผลาญพื้นที่ป่าสนใกล้อ่าวอาร์กาชงในแคว้นฌีรงด์ไปแล้วกว่า 12,500 ไร่ ส่งผลให้ต้องอพยพประชาชนและนักท่องเที่ยวเกือบ 12,000 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดมกำลังนักผจญเพลิงกว่า 500 นาย พร้อมเครื่องบินดับเพลิงเข้าควบคุมสถานการณ์ ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดและแห้งแล้งซึ่งเป็นปัจจัยเร่งการลุกลามของเปลวไฟ

สถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่จังหวัดฌีรงด์ บริเวณป่าสนหมู่บ้านเลอ ปอร์จ (Le Porge) ใกล้อ่างอาร์กาชง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างหนักนับตั้งแต่ช่วงเที่ยงวันพุธที่ผ่านมา (22 ก.ค.) โดยเปลวไฟพุ่งสูงหลายสิบเมตรและลุกลามอย่างรวดเร็วในป่าสนที่แห้งแล้ง จนกลืนกินพื้นที่ป่าไปแล้วมากกว่า 2,000 เฮกตาร์ หรือประมาณ 12,500 ไร่ 

สำนักงานจังหวัดฌีรงด์เปิดเผยว่า ในช่วงคืนที่ผ่านมา ทางการได้ดำเนินการอพยพประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นการด่วนรวมแล้วเกือบ 12,000 คน โดยในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวมากกว่า 10,000 คน ที่ต้องอพยพออกจากค่ายพักแรมและศูนย์พักผ่อน 8 แห่งในแถบชายฝั่ง รวมถึงชาวบ้านอีกกว่า 1,000 คน ในพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งนี้ เทศบาลเมือง 9 แห่ง รวมถึงเมืองบอร์โด ได้เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อรองรับผู้ประสบภัยแล้วกว่า 2,500 คน

เจ้าหน้าที่นักผจญเพลิงราว 500 นาย พร้อมรถดับเพลิง 150 คัน และฝูงบินดับเพลิงทางอากาศ ซึ่งรวมถึงเครื่องบิน Canadair, Dash และ Air Tractor ได้เร่งเข้าควบคุมเพลิงตลอดทั้งวันทั้งคืน โดยใช้วิธีการ “การเผาควบคุม” สร้างแนวกันไฟบริเวณขอบป่า เพื่อตัดเชื้อเพลิงและชะลอการลุกลามของไฟ ท่ามกลางทิศทางลมที่ทำให้ไฟกระจายไปทุกทิศทาง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวเต็มไปด้วยความสูญเสีย หลังจากเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา มีนักผจญเพลิงเสียชีวิต 2 นาย ขณะปฏิบัติหน้าที่ดับไฟป่าใกล้สนามบินบอร์โด-เมรีญัก ส่งผลให้นายลอร็องต์ นูเญซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศส ต้องเดินทางลงพื้นที่เพื่อพบปะและแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต ขณะที่สหภาพนักผจญเพลิงออกมาร้องเรียนถึงปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์และภาวะหมดแรงของเจ้าหน้าที่

มาร์กซิยาล ซานิเนตตี นายกเทศมนตรีเมืองเลอ ปอร์จ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ คาดการณ์เบื้องต้นว่า ต้นเพลิงอาจเกิดจากอุบัติเหตุจากเครื่องมือแผ้วถางป่าหรือเครื่องตัดหญ้าที่เกิดความร้อนหรือประกายไฟ

ส่งผลให้ โซฟี โบรคาส์ ผู้ว่าราชการจังหวัดฌีรงด์ ประกาศยกระดับการเตือนภัยเป็น “สีแดง” พร้อม สั่งห้ามการทำงานในป่าไม้ทุกประเภทที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในโดยเด็ดขาดตลอดทั้งวัน ขณะที่อัยการเมืองบอร์โดประกาศว่าจะเพิ่มโทษทางอาญาอย่างหนักสำหรับผู้ที่จุดไฟหรือทิ้งก้นบุหรี่ในพื้นที่ป่า

เหตุการณ์ไฟป่าครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากฝรั่งเศสต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนถึง 3 ระลอกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นผลกระทบชัดเจนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้แม่น้ำหลายสายแห้งขอด และเกิดไฟป่าได้ง่ายขึ้น

ข้อมูลจากรัฐบาลฝรั่งเศสระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2026 เป็นต้นมา มีเหตุไฟป่าเกิดขึ้นในประเทศแล้วมากกว่า 12,500 ครั้ง เผาผลาญพื้นที่ไปรวมกว่า 44,000 เฮกตาร์ หรือราว 275,000 ไร่ ซึ่งแซงหน้าสถิติความเสียหายร้ายแรงเมื่อปี 2022.

ที่มา TV5MONDE / AFP

เรือยามฝั่งจีนฉีดน้ำแรงดันสูงใส่เรือฟิลิปปินส์ ระหว่างภารกิจบริเวณสันดอนสการ์โบโรห์

เรือยามฝั่งจีนฉีดน้ำแรงดันสูงใส่เรือฟิลิปปินส์ ระหว่างภารกิจบริเวณสันดอนสการ์โบโรห์

23 ก.ค. 2569 14:55 น.

เรือยามฝั่งจีนฉีดน้ำแรงดันสูงใส่เรือฟิลิปปินส์ ระหว่างภารกิจบริเวณสันดอนสการ์โบโรห์

หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า เรือยามฝั่งจีนใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงใส่เรือของสำนักงานประมงฟิลิปปินส์ที่กำลังแจกจ่ายเงินอุดหนุนค่าน้ำมันและอาหารให้ชาวประมงบริเวณสันดอนสการ์โบโรห์ ขณะที่จีนยืนยันว่าเรือฟิลิปปินส์รุกล้ำน่านน้ำของจีน และการปฏิบัติการของฝ่ายจีนเป็นไปตามกฎหมาย

หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ (PCG) เปิดเผยว่า เรือหน่วยยามฝั่งจีน หมายเลข CCG 3302 ใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงใส่เรือ BRP Datu Dumangsil ของสำนักงานประมงและทรัพยากรทางน้ำฟิลิปปินส์ (BFAR) ขณะปฏิบัติภารกิจแจกจ่ายเงินอุดหนุนค่าน้ำมันและถุงยังชีพแก่ชาวประมงฟิลิปปินส์ที่ทำการประมงบริเวณ สันดอนสการ์โบโรห์ หรือที่ฟิลิปปินส์เรียกว่าสันดอนปานาตัก 

พลเรือตรี เจย์ ทาร์เรียลา โฆษกหน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ด้านทะเลฟิลิปปินส์ตะวันตก ระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 05.54 น. วันนี้ (23 ก.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น เมื่อเรือจีนแล่นเข้าประชิดหัวเรือของ BRP Datu Dumangsil ในระยะเพียงประมาณ 50 เมตร ต่อมาในเวลา 06.29 น. เรือจีนได้ฉีดน้ำแรงดันสูงต่อเนื่องนานกว่า 2 นาที ส่งผลให้น้ำกระทบเรือฟิลิปปินส์ แม้จะเป็นการปะทะทางอ้อมก็ตาม

นอกจากนี้ เรือยามฝั่งจีนอีกลำ CCG 21579 ยังแล่นตัดหน้าเรือ BRP Datu Paiburong ในระยะประมาณ 500 เมตร ซึ่งฟิลิปปินส์ระบุว่าเป็นการเดินเรือที่เป็นอันตราย

หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ระบุว่า การกระทำของจีนละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยกฎระเบียบระหว่างประเทศเพื่อป้องกันการชนกันในทะเล (COLREGs) และเป็นการสร้างความเสี่ยงต่อเจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์ที่กำลังปฏิบัติภารกิจด้านมนุษยธรรม อย่างไรก็ตาม ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเรือของ BFAR ยังคงดำเนินภารกิจแจกจ่ายเชื้อเพลิงและอาหารให้แก่ชาวประมงต่อไปจนแล้วเสร็จในช่วงสายของวัน

นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์ยังส่งเครื่องบิน Cessna Grand Caravan ของหน่วยยามฝั่งขึ้นลาดตระเวนทางอากาศเหนือพื้นที่พิพาท โดยระบุว่าได้รับการติดต่อทางวิทยุจากฝ่ายจีน แม้เครื่องบินจะบินอยู่ภายในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของฟิลิปปินส์

การลาดตระเวนพบเรือยามฝั่งจีน 9 ลำ เรือกองกำลังติดอาวุธทางทะเลของจีน 2 ลำ และเรือรบของกองทัพเรือจีน 1 ลำ ปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่

ด้านหน่วยยามฝั่งจีนออกแถลงการณ์ระบุว่า ได้ติดตาม สกัดกั้น และขับไล่เรือของฟิลิปปินส์ 2 ลำ ที่เข้าไปในน่านน้ำใกล้สันดอนสการ์โบโรห์ โดยอ้างว่าเป็นการรุกล้ำอธิปไตยของจีน แม้จะมีการแจ้งเตือนแล้วก็ตาม จีนยืนยันว่าการดำเนินการของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ ถูกต้องตามกฎหมาย และเรียกร้องให้ฟิลิปปินส์ยุติการกระทำที่จีนมองว่าเป็นการยั่วยุและละเมิดอธิปไตย

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศสมาชิกอาเซียนกำลังประชุมร่วมกันที่กรุงมะนิลา โดยมี หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน เข้าร่วมการประชุมด้วย

ก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งวัน รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนและฟิลิปปินส์ได้แลกเปลี่ยนคำประท้วงกันเกี่ยวกับเหตุเผชิญหน้าระหว่างเรือของทั้งสองฝ่ายที่บริเวณสันดอนโธมัสที่สอง (Second Thomas Shoal) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นที่พิพาทสำคัญในทะเลจีนใต้

นายหวัง อี้ เตือนฟิลิปปินส์ว่า หากยังคงดำเนินการยั่วยุจีนโดยได้รับการสนับสนุนจากชาติมหาอำนาจภายนอก ฟิลิปปินส์จะต้องเผชิญกับ “ผลลัพธ์อันขมขื่นที่ตนเองเป็นผู้ก่อ”

สันดอนสการ์โบโรห์ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งจังหวัดซัมบาเลสของฟิลิปปินส์ประมาณ 357 กิโลเมตร และอยู่ภายในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของฟิลิปปินส์ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้การควบคุมของจีนมาตั้งแต่ปี 2012 หลังเกิดการเผชิญหน้าระหว่างกองทัพเรือของทั้งสองประเทศ

แม้ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร ณ กรุงเฮก จะมีคำวินิจฉัยเมื่อปี 2016 ว่า การอ้างสิทธิ์ของจีนในทะเลจีนใต้ไม่มีฐานทางกฎหมาย และรับรองสิทธิการทำประมงดั้งเดิมของชาวประมงฟิลิปปินส์ในพื้นที่ แต่จีนยังคงไม่ยอมรับคำตัดสินดังกล่าว และยืนยันอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ส่วนใหญ่ของทะเลจีนใต้ต่อไป.

ที่มา INQUIRER.net / Reuters

ลูฟวร์เปิด “หออพอลโล” อีกครั้ง หลังเหตุโจรกรรมครั้งประวัติศาสตร์ ไร้เครื่องราชกกุธภัณฑ์จัดแสดง

ลูฟวร์เปิด "หออพอลโล" อีกครั้ง หลังเหตุโจรกรรมครั้งประวัติศาสตร์ ไร้เครื่องราชกกุธภัณฑ์จัดแสดง

23 ก.ค. 2569 14:02 น.

ลูฟวร์เปิด “หออพอลโล” อีกครั้ง หลังเหตุโจรกรรมครั้งประวัติศาสตร์ ไร้เครื่องราชกกุธภัณฑ์จัดแสดง

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในกรุงปารีส เปิดให้ประชาชนเข้าชมหออพอลโลอีกครั้ง หลังปิดนานกว่า 9 เดือน จากเหตุโจรกรรมเครื่องราชกกุธภัณฑ์มูลค่า 88 ล้านยูโร โดยจนถึงขณะนี้ยังไร้วี่แววตามของกลางกลับคืนมา

หออพอลโล ของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในกรุงปารีส กลับมาเปิดให้ประชาชนเข้าชมแล้วเมื่อวันพุธ (23 ก.ค.) โดยผู้เข้าชมยังสามารถชมความวิจิตรงดงามของเพดานปิดทองและภาพจิตรกรรมฝาผนังสไตล์กรีก ซึ่งเป็นทางผ่านไปยังห้องจัดแสดงภาพวาด โมนาลิซา แต่จะไม่พบทั้งเครื่องราชกกุธภัณฑ์หรือแม้แต่ตู้จัดแสดงเดิม เนื่องจากพิพิธภัณฑ์ตัดสินใจนำออกทั้งหมด เพื่อคืนบทบาทของห้องแห่งนี้ให้เป็นพื้นที่ประกอบพิธีการตามรูปแบบดั้งเดิมในศตวรรษที่ 17

เครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่ถูกขโมยไปยังคงสูญหาย แม้เวลาจะผ่านมานานกว่า 9 เดือนแล้ว

เหตุโจรกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา โดยคนร้ายใช้เวลาไม่ถึง 8 นาที งัดหน้าต่างบุกเข้าไปในหออพอลโล ก่อนขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์มูลค่า 88 ล้านยูโร (ราว 3,400 ล้านบาท) และหลบหนีไป เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตกตะลึงให้กับผู้มาเยือน และเผยให้เห็นช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในโลก

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ลอเรนซ์ เดส์ การ์ส ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ได้ลาออกจากตำแหน่ง ก่อนที่เซบาสเตียง เลอรีโบลต์ จะได้รับการแต่งตั้งให้เข้ารับตำแหน่งแทนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย ทั้งการติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมและระบบป้องกันการบุกรุก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าโครงการ “Louvre New Renaissance” ซึ่งมีงบประมาณสูงถึง 800 ล้านยูโร เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ลดความแออัดของนักท่องเที่ยว และเตรียมสร้างห้องจัดแสดงถาวรสำหรับภาพ โมนาลิซา โดยตั้งเป้าแล้วเสร็จภายในปี 2031.

ที่มา : AP

จีนเปิดฉากซ้อมรบใช้กระสุนจริง 2 วัน ในช่องแคบไต้หวัน

จีนเปิดฉากซ้อมรบใช้กระสุนจริง 2 วัน ในช่องแคบไต้หวัน

23 ก.ค. 2569 13:03 น.

จีนเปิดฉากซ้อมรบใช้กระสุนจริง 2 วัน ในช่องแคบไต้หวัน

จีนเริ่มการซ้อมรบด้วยกระสุนจริงเป็นเวลา 2 วันในพื้นที่บางส่วนของช่องแคบไต้หวัน ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม โดยประกาศปิดน่านน้ำใกล้เกาะตงซาน มณฑลฝูเจี้ยน ห้ามเรือทุกประเภทเข้าพื้นที่ ขณะที่ไต้หวันรายงานตรวจพบเครื่องบินรบจีนกว่า 20 ลำข้ามเส้นกึ่งกลางช่องแคบ หรือเพียงวันเดียวหลังการหารือระดับสูงระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และจีน

ทางการจีนเริ่มการฝึกซ้อมทางทหารด้วยกระสุนจริงเป็นเวลา 2 วัน ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม ในพื้นที่บางส่วนของช่องแคบไต้หวัน ใกล้ชายฝั่งมณฑลฝูเจี้ยนทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ

สำนักงานความปลอดภัยทางทะเลเมืองจางโจวประกาศแจ้งเตือนการเดินเรือ โดยระบุว่าพื้นที่ทะเลบางส่วนบริเวณใกล้เกาะตงซาน จะถูกปิดไม่ให้เรือทุกประเภทเข้าออกระหว่างเวลา 06.00-18.00 น. ของวันที่ 24 และ 25 กรกฎาคม เนื่องจากมีการฝึกยิงด้วยกระสุนจริง

เกาะตงซานตั้งอยู่ทางตอนใต้ของมณฑลฝูเจี้ยน ใกล้พรมแดนมณฑลกวางตุ้ง และอยู่ไม่ไกลจากช่องแคบไต้หวัน ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญของภูมิภาค

การซ้อมรบครั้งนี้มีขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากการหารือระหว่าง มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และ หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญหลายด้าน รวมถึงสถานการณ์ไต้หวัน

จีนยังคงยืนยันว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีน และไม่ตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังเพื่อรวมชาติ ขณะที่รัฐบาลไต้หวันซึ่งปกครองตนเองในระบอบประชาธิปไตยปฏิเสธข้ออ้างอธิปไตยของปักกิ่งมาโดยตลอด

กระทรวงกลาโหมไต้หวันเปิดเผยว่า ระหว่างเวลา 06.00 น. ของวันที่ 23 กรกฎาคม ถึง 06.00 น. ของวันที่ 24 กรกฎาคม กองทัพไต้หวันตรวจพบเครื่องบินทหารจีน 21 เที่ยวบิน เรือรบ 6 ลำ และเรือราชการอีก 2 ลำ ปฏิบัติการใกล้เกาะไต้หวัน ในจำนวนนี้ มีเครื่องบินอย่างน้อย 20 ลำ ที่ข้ามเส้นกึ่งกลางช่องแคบไต้หวัน และเข้าสู่พื้นที่ทางอากาศทางตอนเหนือและตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะ

กองทัพอากาศไต้หวันยังรายงานว่าได้ส่งสัญญาณเตือนทางวิทยุไปยังอากาศยานของจีนอย่างน้อย 2 ครั้ง หลังตรวจพบการเคลื่อนไหวของอากาศยานและเฮลิคอปเตอร์ที่ปฏิบัติการจากเรือของจีนใกล้พื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้และตะวันออกเฉียงใต้ของไต้หวัน

นอกจากนี้ จีนยังประกาศปล่อยจรวดจากศูนย์ปล่อยดาวเทียมซีชางในวันเดียวกัน โดยมีเส้นทางบินมุ่งสู่มหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันตก

กระทรวงกลาโหมไต้หวันระบุว่า วิถีการบินของจรวดดังกล่าวได้ผ่านเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ หรือ ADIZ ของไต้หวัน แม้จะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับภารกิจดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่าเรือสำรวจของกองทัพเรือสหรัฐฯ USNS Henson เข้าปฏิบัติการในน่านน้ำทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะฉีเหม่ยในหมู่เกาะเผิงหูเมื่อช่วงปลายวันที่ 22 กรกฎาคม โดยหน่วยยามฝั่งจีนได้ติดตามเรือลำดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ขณะที่กองทัพเรือและหน่วยยามฝั่งไต้หวันเฝ้าติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา

เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา จีนได้จัดการซ้อมรบครั้งใหญ่ที่สุดรอบเกาะไต้หวัน หลังสหรัฐฯ ประกาศแพ็กเกจขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่า 11,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นวงเงินสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ในครั้งนั้น กองบัญชาการยุทธบริเวณภาคตะวันออกของจีนได้ยิงจรวดหลายลูกลงสู่ทะเลทั้งทางเหนือและทางใต้ของไต้หวันระหว่างการฝึกยิงจริงที่ใช้เวลานานกว่า 10 ชั่วโมง

นักวิเคราะห์มองว่า การซ้อมรบครั้งล่าสุดสะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นระหว่างจีนและสหรัฐฯ และอาจยิ่งเพิ่มความกังวลต่อเสถียรภาพด้านความมั่นคงในช่องแคบไต้หวัน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดเสี่ยงสำคัญที่สุดของภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน.

ที่มา Reuters / DimSum Daily

สหรัฐฯ กล่าวหาสตาร์ทอัพ “Moonshot AI” ของจีน ขโมยเทคโนโลยีโมเดล AI ของ Anthropic

สหรัฐฯ กล่าวหาสตาร์ทอัพ "Moonshot AI" ของจีน ขโมยเทคโนโลยีโมเดล AI ของ Anthropic

23 ก.ค. 2569 12:34 น.

สหรัฐฯ กล่าวหาสตาร์ทอัพ “Moonshot AI” ของจีน ขโมยเทคโนโลยีโมเดล AI ของ Anthropic

รัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวหา Moonshot AI บริษัทปัญญาประดิษฐ์ชั้นนำของจีน ลักลอบนำเทคโนโลยีจากโมเดล AI ระดับแนวหน้าของบริษัท Anthropic ของสหรัฐฯ ไปใช้พัฒนาโมเดล Kimi K3 พร้อมระบุว่าบริษัทจีนยังเข้าถึงชิป AI ขั้นสูงของ Nvidia ที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดการส่งออก ขณะที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เตรียมพิจารณาขึ้นบัญชีดำและใช้มาตรการคว่ำบาตร

นายไมเคิล แครตซิออส ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยผ่าน X ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ มีข้อมูลที่บ่งชี้ว่า Moonshot AI ใช้วิธีการที่เรียกว่า “Model Distillation” เพื่อดึงศักยภาพของโมเดล Fable ซึ่งเป็นโมเดลภาษาขนาดใหญ่ รุ่นล่าสุดของ Anthropic มาใช้พัฒนาโมเดล Kimi K3

แครตซิออสระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการลักลอบถ่ายทอดเทคโนโลยีในระดับอุตสาหกรรม เพื่อขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ และบ่อนทำลายงานวิจัยของบริษัทอเมริกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่อาจยอมรับได้

ด้านนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังพิจารณานำ Moonshot AI เข้าสู่บัญชีดำทางการค้า และอาจใช้มาตรการคว่ำบาตร หากพบว่ามีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทอเมริกันจริง เบสเซนต์ระบุว่า สหรัฐฯ สนับสนุนการพัฒนา AI แบบโอเพนซอร์ส แต่ “โอเพนซอร์สไม่ได้หมายความว่าสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ ไปใช้ได้อย่างเสรี”

แครตซิออสยังกล่าวหาว่า Moonshot AI ได้ครอบครองเซิร์ฟเวอร์ที่ติดตั้งชิปประมวลผล AI รุ่น Nvidia GB300 Grace Blackwell ซึ่งเป็นชิประดับสูงที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดการส่งออกของสหรัฐฯ และมีการนำไปใช้งานในประเทศไทยเพื่อฝึกสอนโมเดล AI ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้จำกัดการส่งออกชิป AI ขั้นสูงของ Nvidia ไปยังจีนตั้งแต่ปี 2022 เนื่องจากกังวลว่าอาจถูกนำไปใช้เพื่อเสริมศักยภาพทางทหาร

ข้อกล่าวหาดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเมื่อต้นปี เจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์เคยระบุว่า บริษัท AI ของจีนอย่าง DeepSeek อาจใช้ชิป AI ขั้นสูงของ Nvidia ในการพัฒนาโมเดลของตน ซึ่งอาจเข้าข่ายละเมิดมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ

ซาราห์ เฮก ผู้บริหารฝ่ายนโยบายสาธารณะของ Anthropic ระบุว่า การที่บริษัทจีนลักลอบนำโมเดล AI ของสหรัฐฯ ไปใช้ ถือเป็นความเสี่ยงด้านความมั่นคงแห่งชาติอย่างร้ายแรง

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Anthropic เปิดเผยว่า บริษัท AI ของจีน 3 แห่ง ได้แก่ DeepSeek, Moonshot AI และ MiniMax ใช้บัญชีผู้ใช้งานปลอมกว่า 24,000 บัญชี สร้างคำสั่งใช้งานมากกว่า 16 ล้านครั้ง เพื่อเข้าถึงโมเดล Claude ของบริษัท โดยเป็นการละเมิดเงื่อนไขการใช้งานและข้อจำกัดด้านภูมิภาค

หลิว ฉาง โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยระบุว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ “ไม่มีมูลความจริงโดยสิ้นเชิง” เขายืนยันว่า จีนให้ความสำคัญกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เคารพข้อเท็จจริง เลิกอคติ และยุติการกล่าวหาที่ทำลายความก้าวหน้าของอุตสาหกรรม AI ของจีน

ทั้งนี้ Moonshot AI เปิดตัว Kimi K3 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมระบุว่าเป็นโมเดล AI แบบ Open-weight ที่มีพารามิเตอร์ถึง 2.8 ล้านล้านพารามิเตอร์ มากที่สุดในโลก และมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับโมเดล Fable ของ Anthropic

บริษัทประกาศว่าจะเปิดให้ดาวน์โหลดและปรับแต่ง Kimi K3 แบบโอเพนซอร์สตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม ทำให้เป็นโมเดล AI ขนาดใหญ่ที่สุดที่นักพัฒนาและประชาชนสามารถใช้งานได้อย่างอิสระ

ข้อกล่าวหาครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่การแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนทวีความเข้มข้น โดยรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มมาตรการตรวจสอบบริษัท AI ของจีนอย่างต่อเนื่อง จากความกังวลว่ามีการใช้วิธี Model Distillation เพื่อถอดแบบความสามารถของโมเดล AI ชั้นนำของสหรัฐฯ ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก

นักวิเคราะห์มองว่า กรณี Moonshot AI อาจกลายเป็นประเด็นสำคัญในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีน โดยเฉพาะในช่วงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในเดือนกันยายนนี้ และอาจยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อความสัมพันธ์ด้านเทคโนโลยีของทั้งสองประเทศในอนาคต.

ที่มา Reuters / BBC

รถยนต์ไฟฟ้าดันตลาดยุโรปโตไม่หยุด “BYD-แบรนด์จีน” เร่งชิงส่วนแบ่ง ยอดขายพุ่ง

รถยนต์ไฟฟ้าดันตลาดยุโรปโตไม่หยุด "BYD-แบรนด์จีน" เร่งชิงส่วนแบ่ง ยอดขายพุ่ง

23 ก.ค. 2569 11:56 น.

รถยนต์ไฟฟ้าดันตลาดยุโรปโตไม่หยุด “BYD-แบรนด์จีน” เร่งชิงส่วนแบ่ง ยอดขายพุ่ง

ตลาดรถยนต์ยุโรปเดือนมิถุนายนยังเติบโต แรงหนุนหลักจากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดที่พุ่งสูง ชดเชยยอดขายรถใช้น้ำมันที่ลดลง ขณะที่ค่ายรถจีนเข้าครองส่วนแบ่งตลาดในยุโรปอย่างรวดเร็ว

สมาคมผู้ผลิตรถยนต์ยุโรป (European Automobile Manufacturers’ Association: ACEA) เปิดเผยข้อมูลเมื่อวันพฤหัสบดี (23 ก.ค.) ว่า ยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ ซึ่งใช้เป็นตัวชี้วัดยอดขาย เพิ่มขึ้น 13.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะ 1,407,332 คัน ครอบคลุมสหภาพยุโรป (EU) สหราชอาณาจักร และกลุ่มประเทศสมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA)

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันตลาดมาจากความต้องการ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า และรถยนต์พลังงานทางเลือกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยยอดจดทะเบียน รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) เพิ่มขึ้น 51% รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เพิ่มขึ้น 22.7% และรถยนต์ไฮบริด (Hybrid) เพิ่มขึ้น 17.1% ซึ่งรถยนต์ทั้ง 3 ประเภทคิดเป็น มากกว่า 80% ของรถยนต์ใหม่ทั้งหมดที่จดทะเบียนในเดือนมิถุนายน

ในทางกลับกัน ความนิยมของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยยอดจดทะเบียน รถยนต์เบนซิน ลดลง 12.2% รถยนต์ดีเซล ลดลง 16.9%

ข้อมูลของ ACEA ยังสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ผลิตรถยนต์จากจีนยังคงขยายอิทธิพลในตลาดยุโรปอย่างต่อเนื่อง อย่าง BYD, Chery และ Leapmotor มียอดขายเพิ่มขึ้น เกือบ 3-6 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วน SAIC Motor เติบโตมากกว่า 50% และ Geely เติบโต 11%

ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของยุโรปยังคงมียอดขายเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดย Renault, Stellantis และVolkswagen ต่างมียอดจดทะเบียนรถยนต์เพิ่มขึ้นในช่วง 3.6-7.3%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ตลาดรถยนต์ยุโรปจะยังเติบโต แต่แรงขับเคลื่อนสำคัญได้เปลี่ยนจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าและไฮบริด ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์จากจีนกำลังเร่งขยายส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุโรป.

ที่มา : channelnewsasia

สภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายงบกลาโหม 1.15 ล้านล้านดอลลาร์ ลุยสงครามอิหร่าน-อุ้มอิสราเอล

สภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายงบกลาโหม 1.15 ล้านล้านดอลลาร์ ลุยสงครามอิหร่าน-อุ้มอิสราเอล

23 ก.ค. 2569 11:41 น.

สภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายงบกลาโหม 1.15 ล้านล้านดอลลาร์ ลุยสงครามอิหร่าน-อุ้มอิสราเอล

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติผ่านร่างกฎหมายงบประมาณด้านกลาโหมประจำปีงบประมาณ 2027 สูงเป็นประวัติการณ์ 1.15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 38.8 ล้านล้านบาท ด้วยคะแนนเฉียดฉิว 216 ต่อ 212 เสียง แม้เผชิญเสียงคัดค้านทั้งจากประเด็นค่าใช้จ่ายสงครามอิหร่านที่บานปลาย การขยายความร่วมมือทางทหารกับอิสราเอล การตัดงบสวัสดิการสังคม และข้อเสนอในการเปลี่ยนชื่อ “กระทรวงกลาโหม” กลับไปเป็น “กระทรวงสงคราม”

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ มีมติผ่าน ร่างกฎหมายว่าด้วยการอนุมัติงบประมาณด้านกลาโหมแห่งชาติ (NDAA) ประจำปีงบประมาณ 2027 ด้วยคะแนน 216 ต่อ 212 เสียง โดยเป็นการลงมติที่แบ่งแยกตามแนวพรรคการเมืองอย่างชัดเจน โดยสมาชิกพรรครีพับลิกันเกือบทั้งหมดลงคะแนนสนับสนุน ขณะที่สมาชิกพรรคเดโมแครตส่วนใหญ่ลงคะแนนคัดค้าน

ร่างกฎหมายดังกล่าวอนุมัติวงเงินด้านความมั่นคงรวม 1.15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ  หรือราว 38.8 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นงบประมาณกลาโหมที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ

ฝ่ายรีพับลิกันระบุว่า งบประมาณดังกล่าวมีความจำเป็นเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในสงครามกับอิหร่าน การพัฒนาระบบอาวุธและเทคโนโลยีป้องกันประเทศ การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ รวมถึงการปรับขึ้นเงินเดือนกำลังพลในอัตรา 5-7% ตามระดับยศ พร้อมทั้งจัดสรรงบประมาณก่อสร้างที่พักทหารและที่อยู่อาศัยสำหรับครอบครัวกำลังพล

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังรองรับข้อเสนอของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการเปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหม เป็น “กระทรวงสงคราม” (Department of War) แม้ว่าการเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการยังต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา โดยสำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ ประเมินว่าการเปลี่ยนชื่ออาจมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

พรรคเดโมแครตวิจารณ์ว่า การเพิ่มงบประมาณกลาโหมเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลทรัมป์และพรรครีพับลิกันเดินหน้าตัดลดงบประมาณโครงการสวัสดิการและสังคมหลายด้าน

สมาชิกสภาหลายคนยังแสดงความกังวลต่อสงครามกับอิหร่าน ซึ่งกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยว่าจนถึงขณะนี้ใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 37,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.26 ล้านล้านบาท

นายอดัม สมิธ สมาชิกอาวุโสพรรคเดโมแครตในคณะกรรมาธิการกองทัพสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า หากรวมงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อทำสงครามกับอิหร่านและการสะสมคลังอาวุธ งบด้านกลาโหมของรัฐบาลอาจสูงเกือบ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเตือนว่าการผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้เท่ากับเป็นการสนับสนุนสงครามที่ยังไม่เห็นจุดสิ้นสุด

อีกประเด็นที่สร้างแรงต่อต้านจากเดโมแครต คือบทบัญญัติที่ขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีทางทหารระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอล แม้ประชาชนอเมริกันจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มเสรีนิยม จะเรียกร้องให้รัฐบาลลดการสนับสนุนอิสราเอลจากความกังวลต่อผลกระทบต่อพลเรือนในฉนวนกาซา

ร่างกฎหมายยังมีมาตรการด้านนโยบายสังคมที่เป็นข้อเสนอของฝ่ายอนุรักษนิยม เช่น การห้ามใช้สิทธิรักษาพยาบาลเกี่ยวกับการแปลงเพศภายใต้โครงการประกันสุขภาพของกองทัพ (TRICARE) และการผ่อนคลายข้อจำกัดในการพกพาอาวุธปืนส่วนบุคคลภายในฐานทัพ

ก่อนส่งร่างกฎหมายไปยังวุฒิสภา พรรครีพับลิกันยังแนบร่าง SAVE America Act ซึ่งเป็นกฎหมายปฏิรูประบบเลือกตั้งที่ประธานาธิบดีทรัมป์สนับสนุน เพื่อเพิ่มข้อจำกัดในการใช้สิทธิเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่มีเสียงสนับสนุนเพียงพอในวุฒิสภา ทำให้เกิดคำถามว่าการผูกทั้งสองร่างเข้าด้วยกันอาจส่งผลให้กระบวนการผ่านกฎหมายกลาโหมมีความซับซ้อนมากขึ้น

แม้สภาผู้แทนราษฎรจะผ่านร่างกฎหมายแล้ว แต่กระบวนการยังไม่สิ้นสุด เนื่องจากวุฒิสภาจะต้องพิจารณาร่างของตนเอง ก่อนที่ทั้งสองสภาจะตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อจัดทำร่างฉบับประนีประนอม

หากทั้งสองสภาเห็นชอบในร่างฉบับสุดท้าย จึงจะส่งต่อให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามประกาศใช้หรือใช้สิทธิวีโต้ต่อไป

ทั้งนี้ ร่างกฎหมาย NDAA ถือเป็นกฎหมายสำคัญที่รัฐสภาสหรัฐฯ ผ่านความเห็นชอบต่อเนื่องมา 65 ปีติดต่อกัน แต่ปีนี้ถูกมองว่าเผชิญอุปสรรคมากที่สุดครั้งหนึ่ง จากความเห็นต่างเรื่องงบประมาณกลาโหม สงครามอิหร่าน ความช่วยเหลืออิสราเอลและยูเครน รวมถึงประเด็นทางสังคมและการเมืองที่แบ่งขั้วอย่างรุนแรงภายในสภาคองเกรส.

ที่มา Associated Press / Reuters

เกาหลีใต้ บุกตรวจค้น “กกต.” สอบปม “บิดเบือนสถิติผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง”

เกาหลีใต้ บุกตรวจค้น "กกต." สอบปม "บิดเบือนสถิติผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง"

23 ก.ค. 2569 11:11 น.

เกาหลีใต้ บุกตรวจค้น “กกต.” สอบปม “บิดเบือนสถิติผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง”

คณะทำงานร่วมอัยการ-ตำรวจเกาหลีใต้ บุกตรวจค้นสำนักงานใหญ่คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ และสำนักงานในพื้นที่กรุงโซล หลังพบหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่บางรายอาจร่วมกันแก้ไขข้อมูลสถิติผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อปกปิดความผิดพลาดในการบันทึกตัวเลขระหว่างการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา ขณะที่เจ้าหน้าที่สามารถยึดข้อความสนทนาที่ส่อถึงการสมคบคิด “ปรับตัวเลขให้ตรงกัน” โดยไม่ผ่านขั้นตอนอนุมัติตามระเบียบ

คณะทำงานร่วมระหว่างอัยการและตำรวจเกาหลีใต้ ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อสอบสวนกรณีบัตรเลือกตั้งไม่เพียงพอในการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ได้เข้าตรวจค้นสำนักงานใหญ่คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ (NEC) ที่เมืองกวาชอน ทางตอนใต้ของกรุงโซล รวมถึงสำนักงาน กกต. ในเขตซงพา กังนัม และซอโช ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกิดปัญหาบัตรเลือกตั้งขาดแคลนในวันเลือกตั้ง

การตรวจค้นครั้งนี้เกิดขึ้นหลังคณะสอบสวนพบพยานหลักฐานว่า เจ้าหน้าที่บางคนอาจมีการแก้ไขข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับอัตราผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อปกปิดความผิดพลาดในการกรอกข้อมูล โดยไม่รายงานผู้บังคับบัญชาตามขั้นตอนที่กำหนด

ตามระบบของ NEC จะมีการประกาศอัตราผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งทุกชั่วโมงในวันเลือกตั้ง โดยอ้างอิงข้อมูลจากหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ หากพบว่ามีการกรอกข้อมูลผิด เจ้าหน้าที่จะต้องรายงานต่อผู้บังคับบัญชาและได้รับอนุมัติก่อนจึงจะแก้ไขข้อมูลได้ อย่างไรก็ตาม คณะสอบสวนเชื่อว่าเจ้าหน้าที่บางรายข้ามขั้นตอนดังกล่าว และแก้ไขตัวเลขเองในระบบ

ตัวอย่างที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบคือ หากหน่วยเลือกตั้งแห่งหนึ่งกรอกจำนวนผู้มาใช้สิทธิผิดจาก 100 คนเป็น 1,000 คน เจ้าหน้าที่อาจนำตัวเลขส่วนเกิน 900 คน ไปเฉลี่ยเพิ่มให้กับหน่วยเลือกตั้งอีก 9 แห่งแห่งละ 100 คน เพื่อให้ตัวเลขรวมดูสมเหตุสมผล ก่อนที่จำนวนผู้มาใช้สิทธิจริงจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนใกล้เคียงกับตัวเลขที่ถูกปรับไว้

แหล่งข่าวจากฝ่ายสอบสวนเปิดเผยว่า ระหว่างการตรวจสอบพยานหลักฐาน เจ้าหน้าที่พบข้อความสนทนาผ่านแอปพลิเคชันสื่อสารภายใน ซึ่งมีเนื้อหาสื่อถึงการหารือกันไม่ให้รายงานความผิดพลาดต่อผู้บังคับบัญชา แต่ใช้วิธี “ปรับตัวเลขให้ตรงกัน” แทน

หมายค้นที่ใช้ในการเข้าตรวจค้นยังระบุข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการปลอมแปลงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของทางราชการ และการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ซึ่งถือเป็นความผิดร้ายแรงกว่าการบริหารจัดการที่บกพร่องโดยประมาท

การสอบสวนครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากเหตุบัตรเลือกตั้งขาดแคลนในหลายหน่วยเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ส่งผลให้ประชาชนจำนวนหนึ่งไม่สามารถลงคะแนนเสียงได้และต้องเดินทางกลับโดยไม่ได้ใช้สิทธิ

หลังเกิดเหตุ ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง มีคำสั่งเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ให้จัดตั้งคณะทำงานร่วมอัยการ-ตำรวจเพื่อสืบสวนหาสาเหตุ โดยคณะทำงานได้เข้าตรวจค้นสำนักงาน NEC ครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน และเข้าตรวจค้นเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน เพื่อรวบรวมเอกสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการวันเลือกตั้ง

เจ้าหน้าที่ระบุว่า หลังวิเคราะห์ข้อมูลจากการตรวจค้นและสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง จึงพบเบาะแสใหม่เกี่ยวกับการบิดเบือนสถิติการเลือกตั้ง และนำไปสู่การเปิดการสอบสวนในประเด็นดังกล่าวโดยเฉพาะ

หากสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการปลอมแปลงข้อมูลจริง คดีอาจไม่จำกัดอยู่เพียงการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน แต่มีแนวโน้มขยายผลไปตรวจสอบการเลือกตั้งครั้งก่อน ๆ เพื่อพิจารณาว่าเคยมีการแก้ไขสถิติผู้มาใช้สิทธิหรือข้อมูลการเลือกตั้งประเภทอื่นโดยมิชอบหรือไม่

คณะสอบสวนระบุว่า หลังเสร็จสิ้นการวิเคราะห์พยานหลักฐานที่ยึดมา จะทยอยเรียกเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติเข้าให้ปากคำ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบันทึกข้อมูลผู้มาใช้สิทธิและการแก้ไขตัวเลขในระบบเลือกตั้งต่อไป.

ที่มา Yonhap / SBS / JoongAng Ilbo

โตเกียวป่วยโรคลมแดดพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 15 ปี ดับแล้ว 1 ศพ

โตเกียวป่วยโรคลมแดดพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 15 ปี ดับแล้ว 1 ศพ

23 ก.ค. 2569 10:55 น.

โตเกียวป่วยโรคลมแดดพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 15 ปี ดับแล้ว 1 ศพ

กรุงโตเกียวเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง ยอดผู้ป่วยโรคลมแดดที่ต้องเข้ารักษาในรพ.พุ่งสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บสถิติปี 2553 ขณะที่มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ เตือนประชาชนดื่มน้ำ-เปิดเครื่องปรับอากาศ

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กรุงโตเกียว ของญี่ปุ่น เผชิญสภาพอากาศร้อนจัดอย่างต่อเนื่อง โดยหน่วยกู้ภัยเปิดเผยว่า เมื่อวันพุธที่ผ่านมา มีผู้ป่วยจากโรคลมแดด (Heatstroke) ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลถึง 453 คน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดต่อวันนับตั้งแต่เริ่มบันทึกข้อมูลในปี 2553

รายงานระบุว่า คลื่นความร้อนที่ปกคลุมพื้นที่หลายภูมิภาคของญี่ปุ่นยังส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ ขณะที่หน่วยงานฉุกเฉินต้องรับมือกับผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โฆษกสำนักงานดับเพลิงกรุงโตเกียวเปิดเผยว่า จำนวนผู้เข้ารับการรักษาถือเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูล พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนระมัดระวังอันตรายจากอากาศร้อน โดยแนะนำให้ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน และเปิดใช้เครื่องปรับอากาศเพื่อป้องกันโรคลมร้อน

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงในหลายพื้นที่ โดยก่อนหน้านี้กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นได้ออกคำเตือนโรคลมแดดครอบคลุมหลายจังหวัด พร้อมขอให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็ก ดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอุณหภูมิในหลายพื้นที่ยังอยู่ในระดับอันตราย.

ที่มา AFP

สิงคโปร์ยืนยันอดีตรมต.ลาออก ปมส่งข้อความถึงหญิงรายหนึ่ง เป็นข้อความไม่เหมาะสมจริง

สิงคโปร์ยืนยันอดีตรมต.ลาออก ปมส่งข้อความถึงหญิงรายหนึ่ง เป็นข้อความไม่เหมาะสมจริง

23 ก.ค. 2569 10:44 น.

สิงคโปร์ยืนยันอดีตรมต.ลาออก ปมส่งข้อความถึงหญิงรายหนึ่ง เป็นข้อความไม่เหมาะสมจริง

สิงคโปร์ยืนยันอดีตรมต.ลาออก ปมส่งข้อความถึงหญิงรายหนึ่ง เป็นข้อความไม่เหมาะสมจริง และได้รับโอกาสชี้แจงอย่างเป็นธรรมแล้ว

วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเค. ชันมูกัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสิงคโปร์ ออกมาชี้แจงกรณี นายไฟซาล อิบราฮิม อดีตรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบกิจการชาวมุสลิม ซึ่งลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่า ข้อความที่ไฟซาลส่งถึงหญิงรายหนึ่งผ่านช่องทางออนไลน์  ไม่เหมาะสมและน่ากังขา  แม้เจ้าตัวจะไม่มีเจตนาสร้างความสัมพันธ์เชิงชู้สาวก็ตาม 

โดยนายชันมูกัม ระบุผ่านเฟซบุ๊กว่า การพิจารณากรณีเป็นไปอย่างเป็นธรรม และต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ไม่ใช่เพียงเจตนาของผู้เกี่ยวข้อง พร้อมระบุว่าไฟซาลเองยอมรับในภายหลังว่า ไม่ควรปล่อยให้การสนทนาดำเนินต่อไป และควรกำหนดขอบเขตความสัมพันธ์ให้ชัดเจนตั้งแต่แรก

ก่อนหน้านี้ ในหนังสือลาออกที่ยื่นต่อนายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง นายไฟซาลยืนยันว่า เขาไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางกายกับหญิงคนนี้ และไม่เคยมีเจตนาให้ความสัมพันธ์พัฒนาไปในลักษณะนั้น แต่เมื่อมีการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้นำรัฐบาล กรณีดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องส่วนตัวระหว่างบุคคลอีกต่อไป แต่กลายเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะ ซึ่งสำนักงานนายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องตรวจสอบความเหมาะสมของพฤติกรรมที่เกิดขึ้น

พร้อมกันนี้เขาย้ำว่า นายไฟซาลได้รับโอกาสชี้แจงอย่างเป็นธรรม และสุดท้ายเป็นผู้ตัดสินใจเองว่า ไม่สามารถดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรีต่อไปได้ จึงยื่นหนังสือลาออก ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ยอมรับการลาออก

พร้อมกันนี้ เขายังอ้างถึงหลักปฏิบัติว่า หากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมยังคงเป็นเรื่องส่วนตัวและยุติลงหลังได้รับการตักเตือน ก็อาจจัดการเป็นเรื่องภายในได้ แต่หากมีการร้องเรียนหรือเรื่องเข้าสู่สาธารณะแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องตรวจสอบ และหากพบการกระทำที่ไม่เหมาะสม ก็ต้องดำเนินการตามสมควร.

ที่มา The Straits Times