อินโดฯ เร่งล่า 4 คนร้ายสาดน้ำกรดใส่นักเคลื่อนไหวบาดเจ็บ ปมวิจารณ์ทหารแทรกแซงการเมือง

อินโดฯ เร่งล่า 4 คนร้ายสาดน้ำกรดใส่นักเคลื่อนไหวบาดเจ็บ ปมวิจารณ์ทหารแทรกแซงการเมือง

16 มี.ค. 2569 16:08 น.

อินโดฯ เร่งล่า 4 คนร้ายสาดน้ำกรดใส่นักเคลื่อนไหวบาดเจ็บ ปมวิจารณ์ทหารแทรกแซงการเมือง

ตำรวจอินโดนีเซียเร่งล่าตัว 4 คนร้าย คดีสาดน้ำกรดใส่ “อันดรี ยูนุส” นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนชื่อดัง ที่วิจารณ์บทบาทกองทัพในรัฐบาล ขณะกลุ่มสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศร่วมประณามเหตุการณ์รุนแรงครั้งนี้ ท่ามกลางความกังวลว่าค่านิยมประชาธิปไตยในประเทศกำลังถดถอย

เจ้าหน้าที่ตำรวจกรุงจาการ์ตาเปิดเผยความคืบหน้าการสืบสวนเหตุโจมตีด้วยน้ำกรดใส่นายอันดรี ยูนุส  รองผู้ประสานงานกลุ่ม “คอนทราส” (KontraS) ซึ่งเป็นองค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนและเหยื่อความรุนแรงระดับแนวหน้าของอินโดนีเซีย โดยภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นว่ามีผู้ต้องสงสัย 4 คน ขี่รถจักรยานยนต์ 2 คัน ติดตามนายอันดรีมาก่อนจะลงมือก่อเหตุเมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่นายอันดรีเสร็จสิ้นการบันทึกเทปรายการพอดแคสต์ ในหัวข้อการขยายอำนาจของกองทัพในกิจการพลเรือน ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นนี้อย่างเผ็ดร้อนมาโดยตลอด

ตัวแทนจากกลุ่ม KontraS ระบุว่า นายอันดรีได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกสาดน้ำกรด โดยมีบาดแผลพุพองครอบคลุมพื้นที่ 24% ของร่างกาย ทั้งบริเวณใบหน้า หน้าอก มือ และลำตัว โดยเฉพาะดวงตาข้างขวาที่ได้รับความเสียหายรุนแรงที่สุด จนต้องเข้ารับการรักษาตัวในหออภิบาลผู้ป่วยหนัก (ICU) ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด

เหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับกระบวนการประชาธิปไตยในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตยใหญ่อันดับ 3 ของโลก โดยภายใต้การบริหารของ ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต อดีตนายพลผู้ทรงอิทธิพล กองทัพได้เข้ามามีบทบาทในกิจการพลเรือนและรัฐวิสาหกิจมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ประเด็นดังกล่าวนำไปสู่การประท้วงใหญ่ทั่วประเทศในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนปีที่แล้ว ซึ่งบานปลายกลายเป็นจลาจลหลังเจ้าหน้าที่ความมั่นคงสังหารคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างใกล้พื้นที่ชุมนุม จนมีการจับกุมนักเคลื่อนไหวจำนวนมาก

ด้านนายโวลเกอร์ เติร์ก หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UN) ประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “การกระทำที่ขี้ขลาดและน่าสะพรึงกลัว” พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ ขณะที่องค์กรกว่า 170 แห่ง รวมถึงแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล (Amnesty International) เชื่อว่าการโจมตีครั้งนี้มีเจตนาฆ่าเพื่อข่มขู่เหล่านักสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน

นายยุซริล อิหซา มาเฮนดรา รัฐมนตรีกระทรวงกฎหมาย ระบุว่าเหตุการณ์นี้ถือเป็นการ “โจมตีตัวประชาธิปไตยเอง” และขัดต่อคำมั่นสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนของประธานาธิบดี ส่วนนักวิเคราะห์จากสถาบัน ISEAS ในสิงคโปร์ มองว่านี่คือ “สัญญาณเตือน” เพื่อปิดปากผู้เห็นต่างและสกัดกั้นไม่ให้เกิดการประท้วงระลอกใหม่ในอินโดนีเซีย.

ที่มา Reuters

สลด! ไฟไหม้ห้อง ICU โรงพยาบาลอินเดีย คร่าชีวิตคนไข้ 10 ศพ คาดเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

สลด! ไฟไหม้ห้อง ICU โรงพยาบาลอินเดีย คร่าชีวิตคนไข้ 10 ศพ คาดเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

16 มี.ค. 2569 15:37 น.

สลด! ไฟไหม้ห้อง ICU โรงพยาบาลอินเดีย คร่าชีวิตคนไข้ 10 ศพ คาดเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในห้องไอซียูแผนกอุบัติเหตุของโรงพยาบาลในรัฐโอริสสา ประเทศอินเดีย ส่งผลให้คนไข้เสียชีวิต 10 ศพ เจ้าหน้าที่บาดเจ็บอีก 11 ราย ขณะพยายามเข้าช่วยเหลือ คาดสาเหตุจากไฟฟ้าลัดวงจร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วันนี้ (16 มี.ค.) เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงภายในศูนย์อุบัติเหตุของวิทยาลัยการแพทย์และโรงพยาบาลเอสซีบี (SCB Medical College and Hospital) ซึ่งเป็นสถานพยาบาลขนาดใหญ่ของรัฐฯ ในเมือง Cuttack รัฐโอริสสา ทางตะวันออกของประเทศอินเดีย โดยต้นเพลิงเกิดขึ้นภายในห้องไอซียูแผนกผู้ป่วยอุบัติเหตุ เมื่อเวลาประมาณ 02.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ท่ามกลางความแตกตื่นของผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในช่วงกลางดึก

นายโมฮัน จารัน มาจฮี (Mohan Charan Majhi) มุขมนตรีรัฐโอริสสา แถลงยืนยันว่า มีผู้ป่วยเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้รวม 10 ราย และนอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลอีก 11 ราย ถูกไฟคลอกและต้องเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน หลังจากพยายามเสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยเหลือคนไข้ออกจากกองเพลิง โดยเปลวเพลิงได้ลุกลามจากห้องไอซียูแผนกอุบัติเหตุไปยังแผนกใกล้เคียงอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะสามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ในเวลาต่อมา และทำการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่เหลือไปยังแผนกอื่นเพื่อความปลอดภัย

สำหรับสาเหตุเบื้องต้น เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากเหตุไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมในโรงพยาบาลหลายแห่งของอินเดียมาโดยตลอด โดยหากย้อนกลับไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะพบเหตุการณ์สลดในลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เช่น

  • ในปี 2568: เกิดเพลิงไหม้แผนก ICU ในโรงพยาบาลรัฐราชสถาน ทำให้มีคนไข้เสียชีวิต 6 ราย
  • ในปี 2567: เกิดเพลิงไหม้แผนก ICU เด็กแรกเกิดในโรงพยาบาลในเมือง Jhansi ทำให้มีทารกเสียชีวิตอย่างน้อย 10 ราย
  • ในปี 2564: เกิดเพลิงไหม้แผนก ICU ที่โรงพยาบาลวิชัย วัลลภ ในเมืองวิราร์ ขณะรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 13 ราย รวมถึงยังมีเหตุเพลิงไหม้อีกเหตุการณ์ในโรงพยาบาลที่รัฐมหาราษฏระ ทำให้มีเด็กทารกเสียชีวิตถึง 10 ราย

มุขมนตรีรัฐโอริสสาได้กล่าวชื่นชมความกล้าหาญของทีมแพทย์และหน่วยรักษาความปลอดภัยที่ยอมเสี่ยงชีวิตตนเองเพื่อเข้าช่วยเหลือผู้ป่วย พร้อมกำชับให้มีการดูแลรักษาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บอย่างดีที่สุด ขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นได้ประกาศมาตรการเยียวยาด้วยการมอบเงินช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย พร้อมสั่งการให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้

โดยย้ำว่าหากพบว่าเหตุการณ์นี้เกิดจากความประมาทหรือความบกพร่องของบุคคลใด จะต้องมีการดำเนินการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด

ทั้งนี้ โรงพยาบาลในอินเดียถือเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยสูง เนื่องจากมีการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าจำนวนมาก ทั้งยังมีมีระบบออกซิเจนที่ไวไฟ รวมถึงความยากลำบากในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน.

ที่มา: BBC

เที่ยวบินกลับมาให้บริการ หลังโดรนโจมตีใกล้สนามบินดูไบทำไฟไหม้ถังเชื้อเพลิง

เที่ยวบินกลับมาให้บริการ หลังโดรนโจมตีใกล้สนามบินดูไบทำไฟไหม้ถังเชื้อเพลิง

16 มี.ค. 2569 15:19 น.

เที่ยวบินกลับมาให้บริการ หลังโดรนโจมตีใกล้สนามบินดูไบทำไฟไหม้ถังเชื้อเพลิง

สนามบินดูไบเริ่มกลับมาเปิดให้บริการอย่างจำกัด หลังเกิดเหตุโดรนโจมตีคลังน้ำมันใกล้สนามบินจนเกิดเพลิงไหม้รุนแรงเมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ ท่ามกลางวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางที่อิหร่านระดมยิงขีปนาวุธและโดรนใส่ยูเออีแล้วกว่า 1,900 ลูก หวังตอบโต้สหรัฐฯ และอิสราเอล

เกิดเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับโดรน ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ถังเก็บน้ำมันบริเวณใกล้กับสนามบินนานาชาติดูไบ ส่งผลกระทบต่อการเดินทางอย่างหนัก ทางการดูไบระบุว่าเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้แล้วและไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

สนามบินดูไบ แถลงผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “เที่ยวบินทั้งขาเข้าและขาออกจาก DXB กำลังทยอยกลับมาให้บริการในบางเส้นทาง หลังจากการระงับชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย” ขณะที่สายการบินเอมิเรตส์ แจ้งว่าจะกลับมาให้บริการตามตารางเวลาที่จำกัด และขอให้ผู้โดยสารตรวจสอบสถานะเที่ยวบินก่อนเดินทางมายังสนามบิน

พยานในที่เกิดเหตุเล่าว่า เห็นกลุ่มควันสีดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นจากบริเวณสนามบินเมื่อเวลาประมาณ 10:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ผู้โดยสารที่รอขึ้นเครื่องถูกอพยพไปยังชั้นล่างของอาคารเพื่อความปลอดภัยเป็นเวลาหลายชั่วโมง หนึ่งในผู้โดยสารเปิดเผยความรู้สึกว่า “ช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้มันยากลำบากมากที่เราต้องได้ยินเสียงระเบิดเป็นประจำ แต่ไม่คิดว่าการโจมตีของอิหร่านจะตามมาหลอกหลอนผมจนถึงชั่วโมงสุดท้ายก่อนที่จะได้บินกลับบ้าน”

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธวิธีตอบโต้จากอิหร่าน หลังจากคลังน้ำมันในกรุงเตหะรานถูกโจมตีจนเมืองตกอยู่ในความมืดมิดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ข้อมูลระบุว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ถูกอิหร่านยิงขีปนาวุธและโดรนใส่แล้วกว่า 1,900 ลูก นับตั้งแต่เริ่มสงคราม ซึ่งถือว่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

ส่วนกระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบีย รายงานว่าสามารถสกัดกั้นโดรนได้มากกว่า 60 ลำ ทางตะวันออกของประเทศตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนวันจันทร์ โดยยูเออีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ราย เป็นพลเรือน 4 ราย และทหาร 2 รายจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก

นักวิเคราะห์มองว่า หลังจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลได้ทำลายล้างกลุ่มผู้นำของอิหร่าน อิหร่านจึงเปลี่ยนเป้าหมายมาโจมตีทรัพย์สินของสหรัฐฯ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือนที่สำคัญ ทั้งสนามบิน ท่าเรือ และโรงกลั่นน้ำมันรอบอ่าวเปอร์เซีย เพื่อสั่นคลอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในฐานะศูนย์กลางการเงินโลกอย่างดูไบ

แม้ระบบป้องกันทางอากาศของยูเออีจะสามารถสกัดกั้นวัตถุระเบิดได้เป็นส่วนใหญ่ แต่เหตุการณ์ที่โดรนตกจนทำให้มีผู้บาดเจ็บ 4 คนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา และเหตุเพลิงไหม้คลังน้ำมันในวันนี้ ยิ่งตอกย้ำถึงภัยคุกคามที่ขยับเข้าใกล้เขตพลเรือนมากขึ้นเรื่อยๆ.

สงครามอิหร่านดันต้นทุนน้ำมัน เสี่ยงค่าตั๋วแพงขึ้นทั่วโลก

สงครามอิหร่านดันต้นทุนน้ำมัน เสี่ยงค่าตั๋วแพงขึ้นทั่วโลก

16 มี.ค. 2569 14:18 น.

สงครามอิหร่านดันต้นทุนน้ำมัน เสี่ยงค่าตั๋วแพงขึ้นทั่วโลก

อนาคตราคาตั๋วเครื่องบินจะเป็นอย่างไร  ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นจะกระทบต่อกระเป๋าเงิน นักเดินทางอย่างไร เมื่อราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูงต่อเนื่อง เพราะสงครามระหว่าง สหรัฐอเมริกา-อิสราเอลเเละอิหร่าน ยังคงดำเนินต่อไป

หลังจากเหตุการณ์ที่สหรัฐ-อิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทะลุ 100 ดอลล่าร์ ต่อบาร์เรล ครั้งแรกในรอบ 4 ปี

สงครามในครั้งนี้ส่งผลอย่างมากในการดำเนินงานของสายการบินทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง และเที่ยวบินกว่า 50,000เที่ยวบิน ถูกยกเลิกตลอดช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา 

โรบ บริตตัน อาจารย์ภาคธุรกิจจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ในปัจจุบันว่า ปริมาณปิโตรเลียมได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้เพียงเล็กน้อย เเต่ราคาน้ำมันดิบกลับพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว 

เขาเสริมว่า ถ้าราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูงขึ้นแบบนี้ ราคาตั๋วเครื่องบินก็จะมีราคาสูงตาม นี่เป็นคณิตศาสตร์ขั้นพื้นที่ฐานที่เข้าใจง่ายมากๆ เพราะเมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ราคาตั๋วเครื่องก็เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่เท่ากัน

ที่ผ่านมา สายการบินมักจะขึ้นราคาตั๋วเครื่องบินเมื่อเกิดปัญหาด้านต้นทุน เช่น ปัญหาราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสิ่งนี้นับว่าเป็นการผลักภาระทางต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้โดยสาร

ราคาตั๋วเครื่องบินมีผลอย่างมากต่ออุปสงค์หรือความต้องการในการเดินทาง ถ้าอัตราเงินเฟ้อหรืออัตราการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจไม่เดินทางในช่วงหน้าร้อนนี้ ทางสายการบินคงไม่สามารถขึ้นราคาค่าตั๋วเครื่องบินได้ ไม่ว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้นอย่างไรก็ตาม 

ราคาเชื้อเพลิงเเละน้ำมันดิบสามารถพุ่งสูงอย่างรุนเเรงเเละคาดการณ์ไม่ได้ หากราคาน้ำมันปรับเปลี่ยนเล็กน้อยก็ส่งผลต่อผลกำไรของสายการบินได้ 

มีรายงานเพิ่มเติมว่า นักท่องเที่ยวมักจ่ายเงินจองเที่ยวบินล่วงหน้าเป็นเวลานาน ทำให้สายการบินไม่สามารถปรับขึ้นราคาตั๋วเครื่องบินได้หลังมีปัญหาราคาต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น ทำให้สายการบินต้องหันไปลดต้นทุนในการดำเนินการด้านอื่นๆ เพื่อทดเเทนกำไรที่หายไปจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น

ราคาต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้สายการบินต้องคิดทบทวนอีกครั้งในการดำเนินเที่ยวบินที่เคยได้กำไรเพราะราคาน้ำมันต่ำกว่าปัจจุบัน อีกทั้งนักเดินทางก็เริ่มมีตัวเลือกในการเดินทางที่ลดลง เพราะเมื่อสายการบินลดจำนวนเที่ยวบินลงก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ ราคาตั๋วเครื่องบินเพิ่มสูงขึ้น

นอกจากปัญหาราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงเเล้ว บางสายการบินยังคงเผชิญหน้ากับการระงับเที่ยวบินเพราะความขัดเเย้งในตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไป ทำให้สายการบินต้องเสียเงินจำนวนมหาศาลในการชดเชยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อรักษาความปลอดภัยของผู้โดยสารเเละเจ้าหน้าที่

ผู้เชี่ยวชาญยังคงกังวลว่า หากราคาน้ำมันยังคงพุ่งขึ้นต่อไปสายการบินต้นทุนต่ำอย่าง สปิริตแอร์ไลน์ส (Spirit Airline) ของสหรัฐฯ อาจเกิดปัญหาล้มละลายเเละถูกบีบให้ออกจากธุรกิจนี้ ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลกระทบทางลบต่อนักท่องเที่ยวเอง เพราะสายการบินอื่นๆ สามารถปรับเพิ่มราคาตั๋วเครื่องบินได้อย่างอิสระขึ้น เนื่องจากตลาดขาดคู่เเข่งที่ราคาถูกอย่าง สปิริตแอร์ไลน์ส ที่คอยช่วยตรึงราคาไว้

อัตราค่าตั๋วเครื่องบินขึ้นอยู่กับอุปทานหรือจำนวนของที่นั่งที่ทางสายการบินให้บริการและอุปสงค์หรือความต้องการเดินทางของผู้โดยสารซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนักตั้งเเต่มีความขัดแย้ง

ยิ่งไปกว่านั้นราคาตั๋วเครื่องบินยังคงเปลี่ยนไปตามปัจจัยต่างๆได้หลายปัจจัย เช่นอุปสงค์เเละอุปทานในการเดินทาง, ต้นทุนในการดำเนินเที่ยวบินอย่างราคาน้ำมัน, ฤดูกาล เเละรวมไปถึงคู่แข่ง 

มีอีกหลากหลายปัจจัยที่เรายังไม่รู้เเน่ชัดที่สามารถส่งผลต่อผู้โดยสาร เช่นความขัดเเย้งในครั้งนี้จะยืดเยื้อไปนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลลบต่อผู้โดยสารในเเง่ของค่าใช้จ่ายในการเดินทางมากขึ้นเท่านั้น 

ท้ายที่สุดสำหรับนักเดินทางคนใดที่ต้องการเดินทางในช่วงเดือนมิถุนายนเเละกรกฎาคม เเล้วยังไม่จองตั๋วเครื่องบินนั้น นี้เป็นโอกาสดีที่คุณจะจองตั๋วที่สามารถคืนเงินได้ เพราะถ้าหากราคาตํ่วเครื่องบินปรับลดลง คุณก็สามารถยกเลิกเเละจองใหม่ได้

การฟื้นตัวของตลาดพลังงานเวลานี้จึงเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เริ่มเปิดฉากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยหากราคาน้ำมันดิบและพลังงานยังคงเพิ่มสูงขึ้น สหรัฐจะรับรู้ถึงผลกระทบทางการเงินของตนเองได้ชัดเจนในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2026.

ที่มา: CNN

ศาลสวีเดนสั่งฝากขังกัปตัน “เรือเงารัสเซีย” แอบอ้างใช้ธงโคโมโรส ลอบขนส่งน้ำมันฝ่ามาตรการคว่ำบาตร

ศาลสวีเดนสั่งฝากขังกัปตัน "เรือเงารัสเซีย" แอบอ้างใช้ธงโคโมโรส ลอบขนส่งน้ำมันฝ่ามาตรการคว่ำบาตร

16 มี.ค. 2569 13:22 น.

ศาลสวีเดนสั่งฝากขังกัปตัน “เรือเงารัสเซีย” แอบอ้างใช้ธงโคโมโรส ลอบขนส่งน้ำมันฝ่ามาตรการคว่ำบาตร

ศาลสวีเดนมีคำสั่งฝากขังกัปตันเรือบรรทุกน้ำมันชาวรัสเซียวัย 55 ปี หลังพบแอบอ้างใช้ธงประเทศโคโมโรสพยายามแล่นผ่านน่านน้ำ คาดเป็นส่วนหนึ่งของกองเรือเงาของรัสเซียหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร

สื่อต่างประเทศรายงานว่าวันนี้ (16 มี.ค.) ศาลเมือง Ystad ประเทศสวีเดน มีคำสั่งฝากขังกัปตันเรือบรรทุกน้ำมันชาวรัสเซียวัย 55 ปี ซึ่งถูกจับกุมตัวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 มี.ค.) หลังอัยการสวีเดนตั้งข้อสงสัยว่าเขาใช้เอกสารปลอมในการเดินเรือ

ปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งสวีเดนบุกขึ้นตรวจสอบเรือบรรทุกน้ำมัน “ซี อาวล์ วัน” (Sea Owl I) ความยาว 228 เมตร ขณะลอยลำอยู่ทางตอนใต้ของเมืองเทรลเลบอร์ก (Trelleborg) ในคืนวัน พฤหัสที่ผ่านมา (12 มี.ค.) หลังพบความผิดปกติว่าเรือลำดังกล่าวติดธงชาติของประเทศโคโมโรส (ประเทศหมู่เกาะในแอฟริกา) แต่เจ้าหน้าที่กลับไม่พบชื่อเรือลำนี้อยู่ในทะเบียนเรือของประเทศโคโมโรสแต่อย่างใด ซึ่งการปลอมแปลงและแอบอ้างธงเพื่อเดินเรือถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ พบว่าเอกสารที่กัปตันวัย 55 ได้แสดงต่อเจ้าหน้าที่นั้นมีความน่าสงสัยว่าอาจเป็นเอกสารปลอมทั้งหมด รวมทั้ง เรือ “ซี อาวล์ วัน” (Sea Owl I) ลำนี้ ยังอยู่ในรายชื่อเรือที่ถูกสหภาพยุโรป (EU) คว่ำบาตรอีกด้วย เนื่องจากอาจเป็นส่วนหนึ่งของ “กองเรือเงา” (shadow fleet) ที่รัสเซียใช้ลักลอบขนส่งสินค้า เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันจากการรุกรานยูเครนเมื่อปี 2022

ขณะถูกบุกตรวจค้น เรือลำดังกล่าวกำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรือพรีมอร์สค์ (Primorsk) ในทะเลบอลติก ริมชายฝั่งประเทศรัสเซีย หลังออกเดินทางมาจากเมืองซานโตส ประเทศบราซิล โดยเรือลำนี้มีประวัติขนส่งน้ำมันระหว่างทั้งสองประเทศนี้มาอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

โฆษกสำนักงานอัยการสวีเดนยืนยันกับสื่อว่า จะควบคุมตัวกัปตันเรือรายนี้ไว้เพื่อสอบสวนขยายผลเพิ่มเติม เป็นเวลาราว 14 วัน ขณะที่สถานทูตรัสเซียในสวีเดนเปิดเผยว่า ในบรรดาลูกเรือทั้งหมด 24 ราย มี 10 ราย (รวมกัปตัน) เป็นชาวรัสเซีย และอีก 14 รายเป็นชาวอินโดนีเซีย โดยทางสถานทูตกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์นี้นับเป็นครั้งที่สองภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์ ที่ทางการสวีเดนสามารถตรวจและยึดเรือต้องสงสัยที่มีความเกี่ยวข้องกับ “กองเรือเงาของรัสเซีย” หลังจากเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา หน่วยยามฝั่งสวีเดนได้ควบคุมและยึดเรือสินค้า คัฟฟา (Caffa) ที่ใช้ธงประเทศกินี ขนธัญพืชที่ถูกขโมยมาจากยูเครน เดินทางจากเมืองคาซาบลังกา ประเทศโมร็อกโก และกำลังมุ่งหน้าไปยังนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

นอกจากสวีเดนแล้ว ฝรั่งเศสก็ได้ยึดเรือในลักษณะเดียวกันนี้หลายลำ เช่น เรือ Grinch ที่พยายามล่องผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อเดือนมกราคม และ เรือ Boracay ที่พยายามล่องผ่านมหาสมุทรแอตแลนติกเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ชาติตะวันตกได้บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของรัสเซียอย่างเข้มงวด นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกรุกยูเครนเต็มรูปแบบในปี 2022 โดยนอกจากการลักลอบขนส่งน้ำมัน กองเรือเงา ของรัสเซีย ยังถูกกล่าวหาว่าพยายาม “ปลอมแปลงพิกัดตำแหน่ง” (Spoofing) และมีความพัวพันกับการลักลอบทำลายสายเคเบิลใต้ทะเลและปล่อยโดรนสอดแนมอีกด้วย.

ที่มา: BBC

ญี่ปุ่นเริ่มระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

ญี่ปุ่นเริ่มระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

16 มี.ค. 2569 13:14 น.

ญี่ปุ่นเริ่มระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศเริ่มระบายน้ำมันจากคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ หลังองค์การพลังงานระหว่างประเทศ หรือ  IEA เห็นชอบให้ประเทศสมาชิกระบายสต็อกน้ำมันเพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง ขณะที่รัฐบาลยืนยันยังไม่มีแผนส่งกองกำลังป้องกันตนเองทางเรือไปช่วยสหรัฐฯ คุ้มกันเส้นทางเดินเรือ

รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศผ่านราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการว่าได้เริ่มกระบวนการลดระดับการสำรองน้ำมันของประเทศลง ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อมติขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ หรือ  IEA เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงอันเนื่องมาจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง

นายมิโนรุ คิฮาระ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น ระบุว่าญี่ปุ่นจะระบายน้ำมันสำรองจากภาคเอกชนออกมาในปริมาณที่เท่ากับการบริโภคภายในประเทศเป็นเวลา 15 วัน ขณะที่นายเรียวเซ อากาซาวะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม เสริมว่าการระบายน้ำมันในระยะแรกจะเน้นไปที่คลังสำรองของภาคเอกชนก่อนจะเริ่มใช้คลังสำรองของรัฐบาล

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่มีคลังสำรองน้ำมันขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีน้ำมันสำรองรวมกว่า 400 ล้านบาร์เรล (ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม) ซึ่งเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศนานถึง 254 วัน

IEA ระบุว่าสมาชิกทั่วโลกตกลงที่จะปล่อยน้ำมันสำรองรวมกันถึง 271.7 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือเป็นการตอบสนองครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยแผนการดำเนินการระบุว่า ประเทศสมาชิกในแถบ เอเชียและโอเชียเนีย จะเริ่มระบายน้ำมันสู่ตลาดทันที ส่วนในภูมิภาคอเมริกาและยุโรปจะเริ่มดำเนินการในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้

ในประเด็นด้านความมั่นคง รัฐบาลญี่ปุ่นแสดงจุดยืนชัดเจนต่อคำร้องขอของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้พันธมิตรรวมถึงญี่ปุ่น ส่งเรือรบไปช่วยคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากอิหร่านสั่งปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าวเพื่อตอบโต้สงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอล

นายชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงต่อรัฐสภาว่า “ในสถานการณ์ปัจจุบัน เรายังไม่มีการพิจารณาสั่งการปฏิบัติการความมั่นคงทางทะเลใดๆ” ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ  ที่ระบุว่าเธอยังไม่ได้รับคำร้องขออย่างเป็นทางการจากทรัมป์ และย้ำว่าการตัดสินใจใดๆ ต้องยึดถือผลประโยชน์ของญี่ปุ่นและกรอบกฎหมายภายในประเทศเป็นสำคัญ พร้อมยอมรับว่าการส่งกองกำลังป้องกันตนเองไปปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศนั้นเป็นเรื่องที่ “ยากลำบากอย่างยิ่งในทางกฎหมาย” เนื่องจากขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับปี 1947 ที่เน้นสันติภาพ

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก แต่กลับมีความเปราะบางด้านพลังงานสูงมาก เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึง 95% และน้ำมันกว่า 70% ของญี่ปุ่นต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

การที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานของญี่ปุ่น ทำให้รัฐบาลต้องเร่งระบายน้ำมันสำรองเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในขณะที่ต้องหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางทหารในระดับสากล.

ที่มา AFP

ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านใช้ AI เป็น “อาวุธข่าวลวง” บิดเบือนสถานการณ์สงคราม

ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านใช้ AI เป็น "อาวุธข่าวลวง" บิดเบือนสถานการณ์สงคราม

16 มี.ค. 2569 12:41 น.

ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านใช้ AI เป็น “อาวุธข่าวลวง” บิดเบือนสถานการณ์สงคราม

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวหาอิหร่านใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สร้างข้อมูลเท็จเกี่ยวกับความสำเร็จทางทหารและการสนับสนุนจากประชาชน พร้อมพาดพิงสื่อบางแห่งว่าอาจมีการประสานงานเผยแพร่ข่าวที่สร้างด้วย AI ท่ามกลางความตึงเครียดด้านสงครามและข้อพิพาทเรื่องการรายงานข่าว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน โดยระบุว่าอิหร่านกำลังใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เป็น “อาวุธปล่อยข้อมูลเท็จ” เพื่อบิดเบือนภาพลักษณ์ความสำเร็จและแรงสนับสนุนในระหว่างสงครามที่กำลังดำเนินอยู่

“AI เป็นสิ่งที่อันตรายมาก เราต้องระมัดระวังกับมันให้ดี” ทรัมป์กล่าว หลังจากที่ก่อนหน้านี้เขาได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล โดยไม่มีหลักฐานยืนยันว่า สื่อตะวันตกบางสำนักกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับอิหร่านเพื่อเผยแพร่ “ข่าวปลอม” ที่สร้างขึ้นโดย AI

ทรัมป์ได้ยกตัวอย่าง 3 กรณีสำคัญที่เขาเชื่อว่าเป็นการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาบิดเบือนความจริง ได้แก่กรณีเรือกามิกาเซ่พิฆาต ซึ่งทรัมป์อ้างว่าภาพเรือที่อิหร่านนำมาแสดงนั้นไม่มีอยู่จริง อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบของสำนักข่าวรอยเตอร์พบวิดีโอจากท่าเรือบาสราในอิรัก ที่แสดงให้เห็นเรือบรรทุกระเบิดของอิหร่านเข้าโจมตีเรือขนส่งน้ำมันจนมีผู้เสียชีวิตจริง

ส่วนการโจมตีเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ ทรัมป์กล่าวหาว่าอิหร่านใช้ AI สร้างภาพการโจมตีเรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ให้ดูเหมือนประสบความสำเร็จ พร้อมย้ำว่าสื่อที่นำข่าวนี้ไปขยายความควรถูกตั้งข้อหา “ขายชาติ”

ขณะที่ภาพการชุมนุมสนับสนุนผู้นำคนใหม่ ทรัมป์อ้างว่าภาพชาวอิหร่านกว่า 250,000 คนที่ออกมารวมตัวสนับสนุนนายโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ เป็นภาพที่สร้างจาก AI ทั้งหมดและเหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นจริง แม้จะมีภาพฝูงชนในกรุงเตหะรานปรากฏตามสำนักข่าวต่าง ๆ จริง แต่ยังไม่มีสื่อตะวันตกกระแสหลักระบุจำนวนตัวเลข 250,000 คนตามที่ทรัมป์อ้าง

ประเด็นดังกล่าวส่งผลให้ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลและสื่อมวลชนพุ่งสูงขึ้น โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานายเบรนแดน คาร์ ประธานคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ได้ออกมาข่มขู่ว่าจะเพิกถอนใบอนุญาตของสถานีโทรทัศน์ที่ไม่ยอม “ปรับปรุงแนวทาง” การรายงานข่าวเกี่ยวกับสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน

ที่ผ่านมา ทรัมป์มักโจมตีสื่อที่นำเสนอข่าวในเชิงวิพากษ์วิจารณ์เขาว่าเป็นผู้โกหก และเคยเรียกร้องให้ยึดใบอนุญาตสื่อที่เขาพิจารณาว่าไม่มีความยุติธรรมมาแล้วหลายครั้ง

แม้สื่อของรัฐบาลอิหร่านจะมีการอ้างชัยชนะทางการทหารหลายประการ รวมถึงกรณีเรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น แต่สื่อตะวันตกส่วนใหญ่ไม่ได้นำเสนอข้อมูลดังกล่าวในเชิงข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยัน ซึ่งขัดแย้งกับข้อกล่าวหาของทรัมป์ที่มองว่าสื่อตะวันตกให้ความร่วมมือกับอิหร่าน.

ที่มา Reuters

รัฐสภาเมียนมาเปิดสมัยประชุมครั้งแรก สส.ฝ่ายหนุนกองทัพนั่งเต็มสภา

รัฐสภาเมียนมาเปิดสมัยประชุมครั้งแรก สส.ฝ่ายหนุนกองทัพนั่งเต็มสภา

16 มี.ค. 2569 11:47 น.

รัฐสภาเมียนมาเปิดสมัยประชุมครั้งแรก สส.ฝ่ายหนุนกองทัพนั่งเต็มสภา

รัฐสภาเมียนมาเปิดสมัยประชุมนัดแรกในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2021 โดยสมาชิกสภาส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองฝ่ายสนับสนุนกองทัพและทหารประจำการ หลังการเลือกตั้งที่ถูกวิจารณ์ว่าอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหาร ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นความพยายามสร้างภาพความชอบธรรมให้ระบอบทหาร

รัฐสภาเมียนมาได้เปิดสมัยประชุมเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารในปี 2021 โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ส่วนใหญ่เป็นพันธมิตรของรัฐบาลทหาร ซึ่งผ่านการเลือกตั้งที่ถูกจับตามองว่ามีการวางแผนไว้ล่วงหน้าโดยกลุ่มผู้นำระดับสูง การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเริ่มขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 10:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อดำเนินการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด

สมาชิกสภาส่วนใหญ่ในการประชุมครั้งนี้มาจากพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งเป็นพรรคที่สนับสนุนกองทัพและก่อตั้งโดยอดีตนายพล ขณะที่ที่นั่งส่วนที่เหลือเป็นโควตาของเจ้าหน้าที่ทหารที่ประจำการอยู่ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญระบุให้มีสิทธิครองที่นั่งในสภาได้ 1 ใน 4 โดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง

นักวิเคราะห์และองค์กรตรวจสอบประชาธิปไตยระบุว่า การเลือกตั้งที่จัดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมและมกราคมที่ผ่านมา เป็นการ “จัดฉาก” โดยรัฐบาลทหาร เนื่องจากมีการสั่งห้ามวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้ง และการเลือกตั้งไม่ได้จัดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มกบฏ

ประเด็นที่คนทั่วโลกกำลังจับตามองคืออนาคตของ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร ซึ่งคาดการณ์กันว่าอาจจะถอดเครื่องแบบทหารเพื่อก้าวขึ้นมารับตำแหน่งประธานาธิบดีในรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ารับหน้าที่ในเดือนหน้า โดยตำแหน่งประธานาธิบดีจะมาจากการลงคะแนนเสียงของทั้งสองสภา ซึ่งปัจจุบันถูกครอบงำโดยผู้สนับสนุนกองทัพอย่างเบ็ดเสร็จ

ทอม แอนดรูวส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนในเมียนมาของ UN ระบุว่า “นี่คือรัฐบาลทหารในคราบพลเรือน” พร้อมเสริมว่าไม่ว่ามิน อ่อง หล่าย จะอยู่ในบทบาทใด กองทัพก็จะยังคงเป็นผู้กุมอำนาจเบื้องหลังอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ เมื่อปี 2020 พรรคเอ็นแอลดีของอองซาน ซูจี ชนะการเลือกตั้งถล่มทลาย ต่อมาในปี 2021 กองทัพทำรัฐประหาร อ้างเหตุทุจริตเลือกตั้ง ควบคุมตัวนางซูจี และยุบพรรคเอ็นแอลดีจนนำไปสู่สงครามกลางเมือง ปัจจุบันพรรค USDP ครองที่นั่งในสภาที่จัดเลือกตั้งใหม่ได้มากกว่า 80% ของที่นั่งที่มีการแข่งขันทั้งหมด

รัฐธรรมนูญที่ร่างโดยกองทัพยังคงรับรองให้ทหารมีตำแหน่งสำคัญในคณะรัฐมนตรี และมีอำนาจยับยั้งทางการเมืองอย่างถาวร ส่งผลให้การเปิดสภาครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นเพียงความพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับการปกครองของทหารที่ดำเนินมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ได้รับเอกราช.

ที่มา AFP 

อิสราเอลโจมตีกาซาระลอกใหม่ ดับอย่างน้อย 13 ศพ รวมไปถึงเด็ก-หญิงตั้งครรภ์

อิสราเอลโจมตีกาซาระลอกใหม่ ดับอย่างน้อย 13 ศพ รวมไปถึงเด็ก-หญิงตั้งครรภ์

16 มี.ค. 2569 11:44 น.

อิสราเอลโจมตีกาซาระลอกใหม่ ดับอย่างน้อย 13 ศพ รวมไปถึงเด็ก-หญิงตั้งครรภ์

การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในฉนวนกาซาคร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์อย่างน้อย 13 คน รวมเด็กสองคนและหญิงตั้งครรภ์ ขณะผู้ป่วยกว่า 20,000 คนยังรอการอพยพออกจากพื้นที่ผ่านด่านราฟาห์

วันที่ 16 มีนาคม 2569 การโจมตีทางอากาศของกองทัพอิสราเอลในพื้นที่ฉนวนกาซา ได้เริ่มขึ้นระลอกใหม่เมื่อวันอาทิตย์ ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13 ศพ ในจำนวนนี้รวมไปถึงเด็กชาย 2 คน หญิงตั้งครรภ์ 1 ราย และเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก 9 นาย

รายงานระบุว่า การโจมตีหนึ่งครั้งได้พุ่งเป้าใส่บ้านหลังหนึ่งในค่ายผู้ลี้ภัยนูเซรัต ทางตอนกลางของกาซา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ ได้แก่ สามีภรรยาวัยราว 30 ปี และลูกชายวัย 10 ปี โดยโรงพยาบาลอัล อักซอร์ ระบุว่า หญิงผู้เสียชีวิตกำลังตั้งครรภ์ลูกแฝด ขณะเดียวกันยังมีเด็กวัย 15 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านเสียชีวิตอีกหนึ่งราย และถูกนำร่างส่งไปยังอัล อัพดา

นายมาห์มูด อัล-มุห์ตาเซบ เพื่อนบ้านในพื้นที่เล่าว่า ครอบครัวกำลังนอนหลับอยู่ก่อนจะถูกถล่มด้วยแรงระเบิดจากขีปนาวุธปลุกขึ้นมา เขาบอกว่า พวกเรากำลังนอนอยู่ แล้วจู่ ๆ ก็มีการโจมตีด้วยมิสไซล์ มันรุนแรงมาก และไม่มีการเตือนล่วงหน้า

กระทรวงมหาดไทยของกาซาระบุว่า การโจมตีครั้งนี้ทำให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 9 นาย รวมถึง พันเอก อิยาด อาบู ยูเซฟ เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงในพื้นที่ ขณะที่โรงพยาบาลในเมืองอัลอักษา ซึ่งรับศพผู้เสียชีวิตยืนยันตัวเลขดังกล่าว และระบุว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ อย่างน้อย 14 คน.

ที่มา Aljazeera

เวียดนามปล่อยราคาน้ำมันพุ่ง ทำคนแห่ค้นหา “รถยนต์ไฟฟ้า” กว่า 5 แสนครั้ง หลังรัฐเลิกอุ้มราคาน้ำมัน

เวียดนามปล่อยราคาน้ำมันพุ่ง ทำคนแห่ค้นหา “รถยนต์ไฟฟ้า” กว่า 5 แสนครั้ง หลังรัฐเลิกอุ้มราคาน้ำมัน

16 มี.ค. 2569 11:32 น.

เวียดนามปล่อยราคาน้ำมันพุ่ง ทำคนแห่ค้นหา “รถยนต์ไฟฟ้า” กว่า 5 แสนครั้ง หลังรัฐเลิกอุ้มราคาน้ำมัน

เวียดนามเผชิญความผันผวนของราคาน้ำมันอย่างหนักนับตั้งแต่ต้นมีนาคม หลังรัฐบาลปรับขึ้นราคาขายปลีกต่อเนื่องถึง 3 ครั้งภายใน 1 สัปดาห์ ผู้บริโภคจำนวนมากจึงเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ อย่างรถยนต์ไฟฟ้า

ข้อมูลจากรายงานล่าสุดของ Cốc Cốc Research ระบุว่า ระหว่างวันที่ 1–12 มีนาคม ชาวเวียดนามค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างคึกคัก โดยมีการค้นหาคำว่า “gasoline” และ “diesel” รวมเกือบ 7 ล้านครั้ง สะท้อนความกังวลต่อราคาพลังงานที่พุ่งสูง

สำหรับแนวโน้มการค้นหาพบว่าช่วง 1–4 มีนาคม ราคาน้ำมันยังค่อนข้างคงที่ ความสนใจ EV อยู่ในระดับปานกลางขณะที่วันที่ 5 มีนาคม หลังการปรับราคาน้ำมันครั้งใหม่ การค้นหาคำว่า “gasoline” พุ่งขึ้น 164% และ “diesel” เพิ่ม 40% วันที่ 7 มีนาคม หลังการปรับราคาครั้งถัดมา การค้นหาเพิ่มอีก 95% สำหรับ gasoline และ 47% สำหรับ diesel และวันที่ 9 มีนาคม การค้นหาทำสถิติสูงสุด โดยเพิ่ม 81% สำหรับ gasoline และ 71% สำหรับ diesel

ขณะเดียวกัน การค้นหารถยนต์ไฟฟ้าก็พุ่งขึ้นตามราคาน้ำมัน โดยเฉพาะช่วง 9–11 มีนาคม ซึ่งความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายของรถใช้น้ำมันสูงที่สุด ส่งผลให้การค้นหา EV เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าเมื่อเทียบกับต้นเดือน โดยมีการค้นหาคำที่เกี่ยวข้องกับ รถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 512,000 ครั้ง ซึ่งตัวแทนจาก Cốc Cốc ระบุว่า การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของการค้นหาเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงเวลาสั้น ๆ แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคเวียดนามบางส่วนเริ่มพิจารณาเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางอย่างจริงจัง

โดยตามประกาศของ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามซึ่งมีผลตั้งแต่เวลา 23.45 น. ของวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้ปรับขึ้นราคาน้ำมันหลายประเภท ได้แก่

  • น้ำมัน RON95-III เพิ่ม 2,080 ดอง/ลิตร เป็น 29,120 ดอง/ลิตร
  • น้ำมัน E5 RON92 เพิ่ม 1,350 ดอง/ลิตร เป็น 26,570 ดอง/ลิตร
  • น้ำมันดีเซล 0.05S เพิ่ม 480 ดอง/ลิตร เป็น 30,710 ดอง/ลิตร
  • น้ำมันเตา Mazut เพิ่ม 3,380 ดอง/กก. เป็น 24,700 ดอง

ขณะที่ น้ำมันก๊าด (Kerosene) เป็นเพียงชนิดเดียวที่ปรับลด 2,710 ดอง/ลิตร เหลือ 32,380 ดอง

การปรับราคาครั้งนี้เป็นไปตาม มติรัฐบาลหมายเลข 36 ที่อนุญาตให้หน่วยงานรัฐสามารถปรับราคาขายปลีกได้ทันที หากราคาน้ำมันอ้างอิงในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ 7% ขึ้นไป

แม้รัฐบาลจะตัดสินใจ นำเงินจากกองทุนรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน (Fuel Price Stabilisation Fund) มาใช้เป็นครั้งแรกในรอบ กว่า 3 ปี เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาที่พุ่งสูง โดยอัตราการช่วยเหลืออยู่ที่ 4,000 ดอง/ลิตรหรือกก. สำหรับ RON95-III น้ำมันก๊าด และน้ำมันเตา และ 5,000 ดอง/ลิตร สำหรับน้ำมันดีเซล

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวเป็นเพียงการ ลดแรงกระแทกของราคา ไม่ได้ตรึงราคาน้ำมันเหมือนในอดีต สะท้อนแนวโน้มที่รัฐบาลเวียดนาม ปล่อยให้ราคาน้ำมันสะท้อนต้นทุนตลาดโลกมากขึ้น.

ที่มา : Vietnamnews , Vietnamnet