บิ๊กดุลย์ เข้าไหว้อำลา บิ๊กเล็ก พร้อมสานต่อภารกิจ-รากฐานความมั่นคง

บิ๊กดุลย์ เข้าไหว้อำลา บิ๊กเล็ก พร้อมสานต่อภารกิจ-รากฐานความมั่นคง

บิ๊กดุลย์ เข้าไหว้อำลา บิ๊กเล็ก พร้อมสานต่อภารกิจ-รากฐานความมั่นคง

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.57 น.

วันที่ 3 เมษายน 2569 พล.ท.อดุลย์​ บุญธรรมเจริญ​  รมว.กลาโหม ได้โพสต์ข้อความระบุว่า  สิ่งที่พี่เล็กได้วางรากฐานไว้ ไม่ใช่แค่ภารกิจหน้าที่ แต่คือความห่วงใยที่ส่งต่อถึงกำลังพลทุกคน โดยเฉพาะน้องๆ นายทหารชั้นประทวน ที่เป็นกำลังสำคัญของกองทัพ และเป็นหัวใจของความมั่นคงของประเทศ

ผมขอกราบมุทิตาจิต ในสิ่งที่พี่ได้ทุ่มเททำเพื่อกองทัพและประเทศชาติมาโดยตลอด และขอให้คำมั่นว่า…สิ่งที่พี่เริ่มไว้ ผมจะสานต่อให้สำเร็จ

ด้วยความเคารพรักอย่างยิ่ง

— พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ —

ทั้งนี้ ที่ศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ. ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม นำข้าราชการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม อำลา และแสดงมุทิตาจิตให้กับ พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งพ้นจากตำแหน่ง

ปชป.ลงดาบขั้นสูงสุด! ผู้สมัคร สส. คุกคามทางเพศ ก่อนเจ้าตัวชิ่งลาออก

ปชป.ลงดาบขั้นสูงสุด! ผู้สมัคร สส. คุกคามทางเพศ ก่อนเจ้าตัวชิ่งลาออก

ปชป.ลงดาบขั้นสูงสุด! ผู้สมัคร สส. คุกคามทางเพศ ก่อนเจ้าตัวชิ่งลาออก

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.40 น.

“ปชป.”แจงปมผู้สมัคร สส.เอี่ยวคดี”คุกคามทางเพศ” ยันยึดหลักสากลป้องสิทธิผู้เสียหาย ลงดาบพักงานขั้นสูงสุด ก่อนเจ้าตัวชิ่งลาออก

3 เมษายน 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงกรณีอดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาธิปัตย์ ชื่อย่อ “พ.” ถูกกล่าวหาในคดีคุกคามทางเพศ ว่า สำหรับกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในพรรค และความรับผิดชอบของผู้บริหารพรรคในเรื่องนี้ คือ กระบวนการทั้งหมดที่เริ่มขึ้นจนถึงวินาทีนี้ เราทำเพื่อปกป้องชื่อเสียง ศักดิ์ศรี ของผู้เสียหาย ตามหลักการ Survivor Friendly Justice ซึ่งเป็นที่ทำอยู่ในปัจจุบันหลักสากล โดยทางผู้บริหารรับรู้เรื่องนี้หลังจากเกิดเหตุ และทางผู้บริหาร คือตน , นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งวันนั้นเราได้รับข้อมูลและเห็นเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเรื่องคุกคามทางเพศไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเป็นเรื่องที่พวกเรารับไม่ได้ และเราก็ทำการจัดการโดยทันที โดยกรอบระเบียบของพรรคซึ่งเริ่มจากการตั้งคณะกรรมการในการสอบข้อเท็จจริง

นางการดี กล่าวต่อว่า เราได้คุยกับทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้ที่ถูกกล่าวหาและผู้ที่ได้รับความเสียหาย จากนั้นด้วยมาตรฐานที่เราไม่ยอมรับในเรื่องนี้ ทำให้เราเชื่อได้ว่ามีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจริง และเมื่อมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจริงแล้ว ในฐานะของผู้บริหารพรรคมีทางเลือกที่จะเป็นไปตามกฎระเบียบพรรค คือเลือกที่จะมีการสอบสวนและปกปิดข้อมูลตรงนี้เป็นความลับที่ให้รู้ในวงน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของผู้ที่เสียหาย และเป็นไปตามหลักการของพรรคไปสู่การตัดสินเพื่อให้มีการ พักหน้าที่ของผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งถือว่าเป็นการลงโทษอย่างขั้นที่สุดตามกฎระเบียบพรรคที่มีในตอนนี้

“เรามีทางเลือกที่จะขับออกจากพรรคทันที แต่กระบวนการนั้นจะทำให้ข้อมูลที่ละเอียดอ่อนและชื่อเสียงของผู้เสียหายถูกรับรู้ในวงกว้าง คณะกรรมการจึงตัดสินใจเลือกทางที่ปกป้องผู้เสียหายเป็นหลักภายใต้ความยินยอมของเจ้าตัว จึงเป็นที่มาว่าเราได้มีการลงโทษของผู้ที่ได้รับข้อกล่าวหานั้นไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ และในการเมืองเป็นสิ่งที่เรายอมรับไม่ได้ ในฐานะลูกผู้หญิงด้วยกันเราก็ต้องทำระเบียบแบบนี้ ความชัดเจนและสร้างบรรทัดฐานที่ดีต่อการทำงานการเมืองต่อไป รวมถึงไม่ว่าจะเป็นองค์กรไหนเราก็ไม่ควรที่จะทำให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น” นางการดี กล่าว

ด้าน นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเสริมว่า ในเรื่องของกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมายที่มีการดำเนินอยู่ ทางพรรคจะเกาะติดและติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูว่าความผิดยุติธรรมเกิดขึ้นจริง นอกจากนั้นการดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบ คือดูแลในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เขาสามารถดำรงชีวิตและทำงานที่เขารักต่อไปได้อย่างมีความเท่าเทียมกับผู้อื่น และรู้สึกว่าเขาปลอดภัย ในการเยียวยาเรื่องหัวใจ ทางพรรคให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และประสานผู้เชี่ยวชาญเพื่อที่จะดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องต่อไป

นางการดี กล่าวทิ้งท้ายว่า ส่วนผู้ที่ได้รับข้อกล่าวหามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ได้ลาออกจากสมาชิกพรรคไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และขั้นตอนของพรรคยืนยันว่าไม่นิ่งนอนใจ และจัดการดำเนินการทันทีและรัดกุม เพื่อไม่ให้มีการรั่วไหลของข้อมูลที่ทำให้เสียชื่อเสียงไปถึงผู้ที่ได้รับความเสียหาย

‘พี่คนดี’ ร่ายกลอนแซะแรง! จิกกัดความย้อนแย้ง ค้านไป-แอบใช้ไป

'พี่คนดี' ร่ายกลอนแซะแรง! จิกกัดความย้อนแย้ง ค้านไป-แอบใช้ไป

‘พี่คนดี’ ร่ายกลอนแซะแรง! จิกกัดความย้อนแย้ง ค้านไป-แอบใช้ไป

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.36 น.

วันที่ 19 มีนาคม 2569 เฟซบุ๊กเพจ ‘P.khondee(พี่คนดี กวีสมัครเล่น)’ ที่มีผู้ติดตามบนมากกว่า 1.4 แสนราย ได้ออกมาโพสต์บทกลอนว่า 49/2026  ชวนเก่ง

     วัคซีนจีน พ่อส้ม          ชวนแบน
แต่แอบฉีดเข้าแขน            ไม่ช้า
    ใครนำช่วยเติมแคลน     ส้มเฉ่ง
แต่กับพรรคพวกข้า          กล้าร้อง เรี่ยไร
     ส้มป่วนชวนด่าแป้ง      แช่งหนู
แต่กลับยกมือชู                 ยกให้
    ด้อมชวนเพื่อน เชื่อกู     บอยขอต พีที
แถวต่อลดแล้วมั้ย              กูได้ ไปเติม
พี่คนดี
3/4/2569

ระวัง คลื่นพายุ เศรษฐกิจลูกใหญ่ที่สุด กิ๊ก อนิศ แนะ รัฐบาลควรตั้งวอร์รูมรับมือ

ระวัง คลื่นพายุ เศรษฐกิจลูกใหญ่ที่สุด กิ๊ก อนิศ แนะ รัฐบาลควรตั้งวอร์รูมรับมือ

ระวัง คลื่นพายุ เศรษฐกิจลูกใหญ่ที่สุด กิ๊ก อนิศ แนะ รัฐบาลควรตั้งวอร์รูมรับมือ

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.11 น.

วันนี้ 3 เมษายน 2569 นายอนิศ โอสถานุเคราะห์ อดีตผู้สมัคร สส.กาฬสินธ์ เขต 2  พรรคภูมิใจไทย (ภท.) สั่นกระดิ่งเตือนคนไทยให้เตรียมรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจระดับ Worst Case ที่กำลังถาโถงเข้ามาอย่างหนักหน่วง โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ระวัง คลื่นพายุ เศรษฐกิจลูกใหญ่ที่สุดกำลังมาแล้ว อ่านข่าวในฟีด ทุกวันนี้ยังเจอสื่อ สารพัด มัวหาเสียง ด่ากันในเรื่อง รมต เมื่อสามสิบปีที่แล้ว เรียนจบอะไรมา มหาวิทยาลัย ใหญ่ไหม ให้ สส ต่อแถวซื้อข้าว ดีใจกันว่านี่คือชัยชนะ ของจริง มาแล้วเต็มๆ นายกสิงคโปร์ ออกแถลงการณ์ถึง ปชช สรุปสั้นๆว่า วิกฤติ มาแล้ว ทั้งสงคราม สินค้่าขึ้นราคา น้ำมัน ห่วงโซ่ supply ทุกเรื่อง ว่าง่ายๆ คำเดียว สั้นๆ เตรียมเละเทะ และนี่คือเวลาที่ทุกคน ต้องพร้อมใจกัน ไม่ใช่ทะเลาะกัน

หลายคนยังไม่รู้สึกอะไร แม้กระทั่งตัวผมเอง น้ำมันแพง ก็ขึ้นรถไฟฟ้าเอา รถจอดอยู่ 7 วันแล้ว ว่าจะไปขยับ ให้ยางไม่เสื่อมสักหน่อย จนเมื่อวาน ได้อ่านเจอ เฟสบุค ของ นายก Liza นายกสมาคม ก่อสร้างรับเหมา คนแชร์ไม่เยอะ เพราะคนติดตามเธอ แค่พันกว่าๆ อ่านจบ จึงได้รำพึงขึ้นมาว่า ชิบหายแล้ว และช่วยแชร์ในโพสต์ก่อนหน้านี้ การก่อสร้าง ยางมะตอย เหล็ก ทุกอย่าง ราคาขึ้นแบบ จรวด แถมหาของไม่ได้ การถมดิน cost หลักคือน้ำมัน ขึ้นราคาแบบ ถมต่อก็เจ๊ง ไม่ทำก็เจ๊ง ถูกปรับ ไม่ไหวรถก็ถูกยึดลามไปถึงแบงค์ รับกรรมต่อ supplier ไม่ปล่อยของ สักพัก ก็เจ๊งตาม คราวนี้ โครงการ ก่อสร้าง จะค้าง ทั้ง ecosystem

อนิศ โอสถานุเคราะห์

กรรมกร หาเช้ากินค่ำ ไม่มีงานทำ พลาสติค แพคเกจจิ้ง ทุกสินค้า รวมถึงต้นทุนของ จะขึ้นพรวดๆ กำไร ที่เราขายใน แอพจีน ที่ไม่เหลืออยู่แล้ว จะแตะระดับขาดทุน ให้เห็นแน่ ถ้าขายราคาเดิม ขึ้นราคาคนก็ไม่มีเงินซื้ออีก ค่าขนส่ง แน่นอน จะขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะต้นทุนคือน้ำมัน ใครส่งฟรี คำนวนดีๆ ไม่งั้นกลับบ้านก่อนเพื่อน เงินเราทุกคน ต่อให้ได้เท่าเดิม ก็เหมือนถูดลดเงินเดือนแบบน่าใจหาย เพราะเงินเฟ้อทุกประเทศ เป็นหมด มล ปลื้ม ออกมาด่า ใส่ใครไม่รู้ ว่าหยุดหาเสียง บ้าๆบอๆ ได้แล้ว สร้างความเกลียดชัง มันไม่ใช่เวลา ตอนนี้ต้องร่วมมือกัน

รัฐบาล ควรตั้ง war room ให้ทุกภาคส่วน ส่งผลกระทบเข้ามา วิเคราะห์ สถานการณ์รายวัน และระดมภาคเอกชน ฝีมือดีเข้าช่วยคิด ตอนนี้ เราอยู่ใน worst case scenario คือสงคราม ขาดอย่างเดียวคือ ระเบิดยังไม่ลง พื้นที่เราเท่านั้น แต่ผลกระทบคืิอเต็มๆ ผมไม่ใช่กูรูทางเศรษฐกิจ ไม่กล้าแนะนำ อะไรในช่วงนี้ รู้แต่ภาพกว้างๆ คืิอ

อนิศ โอสถานุเคราะห์

1 รัฐบาลอย่างแรก ต้องไม่ให้ระบบล้ม อย่าเติมเงินสู้ ชดเชยอย่างเดียว แบบ สู้สงครามเงินกับ จอร์จ โซรอส ไม่กี่วัน IMF มาแน่ เยียวยาเฉพาะจุดสำคัญ อย่าแจกหว่านทุกระบบ เงินเราไม่พอ รักษา ระบบหลักไว้ให้ได้ อันนี้เชื้อว่า พี่เอก เอกนิติ เอาอยู่ เช่นมีคน บอก ลดราคาน้ำมัน ตัดภาษี สรรพสามิตทิ้งเลย พี่เอก บอกต้องดูดีๆ น้ำมันลดราคาวันนี้ แต่ไม่สะท้อนความจริง ในสงคราม อีกไม่กี่วัน เงินหมด ราคาขึ้นปรี้ดอยู่ดี แต่เงินคลังหมด ไปช่วยด้านอืืนๆไม่ได้ นี่คือการรักษาระบบ มองแนวคิดแล้ว ผมเชื่อว่า นี่คือขุนพลคลังแนวหน้า ที่ดีที่สุด ที่เรามีในระบบขณะนี้ ไม่มี รมช การเมืองอะไรมาแทรกแซง เชื่อว่าเอาอยู่

2 สื่อสารความจริง แบบรายวัน คล้ายลอร์เรนซ์ หว่อง นายกสิงคโปร์ และใช้ info graphic มาคุยให้เห็นภาพ วันละสองครั้งยังได้ ให้ประชาชนเข้าใจเป็นเสตปว่าเกิดอะไรขึ้น worse case คืออะไร most likely happen คืออะไร ควรตั้งรับอย่างไร ค่อยๆอธิบาย ผมเชื่อว่าคนไทยเข้าใจ โควิดยังผ่านกันมาได้ อีกครั้งจะเป็นไร มันคือสงคราม ที่เราไม่ได้ก่อ

อนิศ โอสถานุเคราะห์

ภาคเอกชน รักษาเงินสด อย่าหยุด ใช้จ่าย แต่ให้หันมาใช้ของไทย บริการไทยเป็นหลัก ใครจะซื้อกระเป๋า ใบละแสนละล้าน หยุดก่อน รู้ว่าเงินคุณ แต่นาทีนี้มันคือเงินประเทศไทย อย่าให้ไหลออก ถ้ารวยนัก เอาเงินแสน เงินล้านที่จะซื้อประเป๋า ฉีดลงรากหญ้า จะไปนวดไทย ซื้ออาหารสตรีทฟูด บริการอะไร แพงๆ ของคนไทยก็ได้ ฉีดปุ๋ย ลงรากหญ้าไปช่วยๆกัน มันจะฟื้นระบบ ขึ้นมาได้ เที่ยว ตปท งดแป๊บนึง หัวหิน ระยอง ชายทะเล เมืองรอง ก่อน อย่าเอาเงินออกนอก ปท แต่ไปฉีดใส่ระบบเมืองรองแทน คอนเทนด์ประเภทวันนี้ ช้อบยุโรปไปสิบล้าน อย่าเพิ่ง เอาสิบล้านไปโปรยใส่เมืองรอง ซะ จะจ้างคนมาพันคน เต้นให้คุณดู ก็ได้แทน เศรษฐกิจเมืองนั้นจะหมุนขึ้นมาทั้งระบบ ได้คอนเทนท์เหมือนกัน ใส่แฮชแทค คนจะรวยช่วยชาติ มาทำเคมเปญนี้ซะ

กินข้าวถ้าไหว เดินไปร้านซะ อย่าให้เงินไหลผ่านแอพ ตปท ให้คนไทยได้รับเต็มๆ พยายามหาทาง ส่งออก ให้ได้เยอะที่สุด ล่าสุดผมไปงานของ กระทรวง พานิชย์ เขามีอบรม จัด แมทชิ่ง คู่ค้าฟรี แถมออกค่าบูท ที่ตปท ให้ฟรี ลงแพลตฟอม ออนไลน์ ตปท ฟรี ไปหาความรู้ตรงนั้น ทุก SME คือขุนพลประเทศไทย

อนิศ โอสถานุเคราะห์

พี่แต๋ม รอขายของให้อยู่แล้ว ชั่วโมงนี้ ต้องหาเงินเข้าประเทศทุกช่องทาง ส่วนพี่แก จะใส่วิกอะไร ก็ช่างแกเถอะ เอาเป็นว่าสวยดี แล้วทำงานได้ ก็พอแล้ว อย่าดราม่าอะไร ไม่เข้าเรื่องขนาดนั้น อย่า panic มาร่วมใจกัน เข้าใจว่า เงินหมด มันต้องหาแพะสักตัว ก็คงไม่พ้นรัฐบาล ขอแค่ปากด่าไป แต่มือช่วยหยิบช่วยผลัก เดี๋ยวมันจะไปได้ เราอยู่ต้น พายุ กลางพายุ หรือปลายพายุ อันนี้ไม่ได้อยู่ที่เรา คงเป็น ตาทรัมป์ ว่าเมื่อไหร่จะจบสักที ขอแค่คนไทย ร่วมมือกัน มันจะไปได้ เราเก่งอยู่แล้ว เรื่องยามศึกร่วมกันสู้ พอสงบเดี๋ยวมาด่ากันต่อ

ตอนนี้ ถึงเวลาแล้วครับใครมีคอมเมนท์ ว่าชั่วโมงนี้ ควรทำอย่างไร ภาคส่วนไหน ผลกระทบ อะไร แชร์กันมาได้ จะช่วยเป็นกระบอกเสียงให้อีกทางหนึ่ง ส่วนพวก คอมเมนท์ แนวควายสีอะไร อย่าเพิ่ง เดี๋ยว จบพายุเศรษฐกิจ เดี๋ยวไปเล่นด้วย แต่ตอนนี้มาระดมสมองกันก่อน ตามนี้นะทุกคนคร้าบ อนิศ โอสถานุเคราะห์”

โพสต์ฺของนาย อนิศ โอสถานุเคราะห์ เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลไม่นานนัก ทำให้ชาวเน็ตจำนวนมากเข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“นายน้อยขอคารวะครับผมครับ ท่านอาจารย์ครับ”

“ชอบแคมเปญ”คนรวยช่วยชาติ”

“สุดยอดๆ ขอบคุณๆ ช่วยๆ กันกระตุ้น ต่อมความคิด..ขออนุญาต แชร์นะ.”

“1.เอาภาษีต่างๆในน้ำมันออกก่อนเลย 2.ความแพนิคทั้งหมดเกิดจากความไม่น่าไว้ใจของรัฐบาลเอง ทีมบริหารควรเคลียร์ตัวเองเพื่อไม่ให้เกิดคำครหาประชาชนจะได้รับรู้ถึงความจริงใจในการแก้ปัญหา”

“ในเรื่องของท่องเที่ยวเห็นด้วยเลยครับสำหรับการเที่ยวในประเทศ…แต่ ราคาที่พักสูงมาก ถึงขนาดว่าไปเที่ยวต่างประเทศคุ้มกว่า แต่สถานการณ์ราคาน้ำมันตอนนี้ก็ทำให้หลายๆคนลังเลกับการเดินทางส่วนตัวเชื่อว่าหลังสงกรานต์น่าจะหนักขึ้นแน่นอน แล้วเดี๋ยวก็จะเปิดเทอมกันอีกครับ”

“โทษ รบ.รอบนี้เรื่องการสื่อสารและการรับมือ แต่อยากพ้นวิกฤติต้องร่วมมือกัน”

“ภาครัฐ ควรทำให้ดูเป็นตัวอย่างในการประหยัด ทั้งตัวนายก สส. สว. ปรัยแอร์27องศา งดใส่สูท ตัดงบสวัสดิการสส. ถ้าจะให้ดูสง่างามนายกกล้าไหม ไม่รับเงินเดือน ตังบหรือชลองบบางอย่างที่ไม่เร่งด่วน นำงบเข้าส่วนกลาง”

อนิศ โอสถานุเคราะห์
อนิศ โอสถานุเคราะห์
อนิศ โอสถานุเคราะห์
อนิศ โอสถานุเคราะห์
อนิศ โอสถานุเคราะห์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Anit Osathanugrah 

พรรคเศรษฐกิจ จุดพลุจี้ยกเลิก บำนาญ สส. ทำชาวเน็ตคอมเมนต์สนั่น

พรรคเศรษฐกิจ จุดพลุจี้ยกเลิก บำนาญ สส. ทำชาวเน็ตคอมเมนต์สนั่น

พรรคเศรษฐกิจ จุดพลุจี้ยกเลิก บำนาญ สส. ทำชาวเน็ตคอมเมนต์สนั่น

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.56 น.

วันนี้ 3 เมษายน 2569 พรรคเศรษฐกิจ ได้ออกมาโพสต์ข้อความตั้งคำถามถึงสวัสดิการของเหล่านักการเมืองที่ทำเอาชาวเน็ตตาสว่างกันทั้งประเทศ โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “สส. #พรรคเศรษฐกิจ ประกาศ ยกเลิกบำนาญ สส. เมื่อวานนี้ในสภา ใครเห็นว่า สส.สามล้อถูกหวย ไม่ควรได้บำนาญสส. เดือนละ 20,000-40,000 บ้าง? ขอเสียงหน่อย”

พรรคเศรษฐกิจ

หลังจากที่โพสต์ของ พรรคเศรษฐกิจ เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตแห่เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างถล่มทลาย เช่น

“หมอวรงค์เสนอ3ข้อทำตามนั้นเลยครับ สุดยอด”

“เพิ่งรู้ ว่าเป็น สส มีบำนาญ”

“ให้ได้ครับ แต่ขอ 5 สมัย ครบ 5 สมัย เอาไปเลย บำนาญรัฐ”

“พูดถึงเพื่อเตี๊ยม ภูมิใจเตี๊ยม ก็บอกมาเถอะ อุ่นใจ เย่ ๆๆๆ”

“อย่างนี้นี่เอง ถึงอยากจะเป็นกันทั้งครอบครัว”

“เพิ่งรู้ สส. มีบำนาญ”

“อยากรู้ ใคร/พรรคไหน ในอดีต ที่เสนอเรื่องเพิ่มสวัสดิการ สส. มากมายขนาดนี้ ประชาชน จะได้รู้จัก หน้าตา จะได้ชื่นชม ได้ถูกคน”

“#พรรคเศรษฐกิจ รอบหน้าไม่ได้มาแค่3ท่านแน่นอน “

“หาแสงไปเรื่อยๆ 555”

“เห็นด้วยยกเลิกไปเลยประชาชนทำงานกว่าจะได้บำนาญจากประกันสังคมต้องอายุ55ปี สส.ทำงานเข้ามาปีเดียวก็ได้บำนาญจากภาษีประชาชนเอาเปรียบมาก”

“พนักงานข้าราชการ ทำงานอย่างน้อย25ปี กว่าจะได้บำนาญ อายุ55 – 60ปีกว่าจะได้ แถมได้น้อยกว่าอีก”

พรรคเศรษฐกิจ
พรรคเศรษฐกิจ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก พรรคเศรษฐกิจ – Economic Party

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย สิบเอก พาคม สุเด็น

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย สิบเอก พาคม สุเด็น

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย สิบเอก พาคม สุเด็น

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.51 น.

วันที่ 3 เมษายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระบรมราชโองการ ประกาศเรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย ให้แก่ สิบเอก พาคม สุเด็น สังกัดกองทัพบก ที่เสียชีวิตเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการในเวลาเหตุฉุกเฉิน ในพื้นที่อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 31 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

เปิดทรัพย์สิน มัลลิกา รอง ปธ.สภา กรณีพ้นตำแหน่ง สส.รวย 47.3ล้าน ที่ดิน-ปืนเพียบ

เปิดทรัพย์สิน มัลลิกา รอง ปธ.สภา กรณีพ้นตำแหน่ง สส.รวย 47.3ล้าน ที่ดิน-ปืนเพียบ

เปิดทรัพย์สิน มัลลิกา รอง ปธ.สภา กรณีพ้นตำแหน่ง สส.รวย 47.3ล้าน ที่ดิน-ปืนเพียบ

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.44 น.

เปิดทรัพย์สิน “มัลลิกา” รองปธ.สภา พ้นตำแหน่ง สส. รวย47.3 ล้าน ที่ดิน-ปืนเพียบ

วันที่ 3 เมษายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินหนี้ของน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 กรณีพ้นจากตำแหน่งสส.สมัยที่แล้วเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.68 โดยน.ส.มัลลิกาแจ้งสถานะโสด ระบุมีทรัพย์สินรวม47,365,882 บาท มีหนี้สินเป็นเงินเบิกเกินบัญชี 471,802 บาท

ทรัพย์สินประกอบไปด้วยเงินสด 500,000 บาทเงินฝาก 11บัญชีรวม4,544,164 บาท เงินลงทุน ส่วนใหญ่ในสลากออมสินพิเศษ,กองทุนเปิดรวม 5,663,049 บาท ที่ดิน14 แปลงในอำเภอต่างๆของจังหวัดลพบุรี รวม 25,252,380 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 7หลังเป็นบ้านและกิจการให้เช่าห้องพักโรงแรม อาคารอเนกประสงค์ คลังสินค้า ห้องน้ำรวม อาคารพาณิชย์ รวมมูลค่า 8,076,736 บาท ยานพาหนะ 4 คัน 1.8 ล้านบาท สิทธิและสัมปทาน 1,098,952 บาท ทรัพย์สินอื่น 430,600 บาทโดยเป็นอาวุธปืน 6 กระบอกๆละ45,000บาท สร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท 1เส้น  120,000 บาท กรอบพระ 1,600 บาท นาฬิกา chanel สีดำ 25,000 บาทแหวนทองคำพร้อมพลอย 1วง 10,000 บาทแหวนทองคำนพเก้า1วง 8,000 บาท

นอกจากนี้แจ้งมีรายได้รวมต่อปีประมาณ 1,562,720 บาท แบ่งเป็นเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งสส995 ,542 บาท เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งรมช.367,177 บาท ค่าบริการที่พัก เจ.พี แลนด์ รีสอร์ท ลพบุรี 20,000 บาท ค่าเช่าตึก 180,000 บาท และแจ้งมีรายจ่ายต่อปีรวม1,030,100 บาท โดยเป็นรายจ่ายบริษัทประกันชีวิต 3 บริษัทรวม206,500 บาท ค่าอุปการะบิดามารดา 600,000 บาท ค่าท่องเที่ยว 200,000 บาท เงินบริจาค 20,000 บาท ค่าเช่าตึก 3,600 บาท

ทั้งนี้ น.ส.มัลลิกา ยังแจ้งว่าปัจจุบันยังมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการ เจ พี แลนด์ รีสอร์ท ที่ต.โพธิ์เก้าต้น อำเภอเมืองจังหวัดลพบุรี และประวัติการทำงานย้อนหลัง 5 ปีตั้งแต่ปี2562-2568 เป็นสส.ลพบุรี และวันที่24ก.ย.68 ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1หลังการเลือกตั้งเมื่อ8ก.พ.69

ทวี สอดส่อง จี้ นายกฯ ล่าตัวคนร้าย รถ กอ.รมน. โผล่พัวพันคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์

ทวี สอดส่อง จี้ นายกฯ ล่าตัวคนร้าย  รถ กอ.รมน. โผล่พัวพันคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์

ทวี สอดส่อง จี้ นายกฯ ล่าตัวคนร้าย รถ กอ.รมน. โผล่พัวพันคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.38 น.

จากกรณีที่ สส. กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ถูกคนร้ายลอบยิงบริเวณหน้าบ้าน เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ขณะเดินทางกลับจากสนามบินหาดใหญ่ หลังการประชุมสภาฯ ส่งผลให้คนขับรถ ด.ต. หริรักษ์ จนได้รับบาดเจ็บสาหัสนั้น

ล่าสุดวันนี้ 3 เมษายน 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส แถลงข่าวความคืบหน้าในกรณีดังกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้เกี่ยวข้องได้ทำงานกันอย่างเต็มที่ ทำให้ได้ตับุคลหลายคน และออกหมายจับผู้ก่อเหตุ ก่อนที่จะะบว่ารถกระบะคันสีขาวที่ใช้ก่อเหคุนั้นได้ถูกชำแหละเป็นชิ้นส่วนไปแล้ว แต่สิ่งที่ตนไม่สบายใจคือรถยนต์คันดังกล่าวที่ใช้ก่อเหตุลอบสังหาร สส. กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ทราบมาว่าเป็นรถยนต์ของทางราชการ และหน่วยงานราชการนั้นก็คือ กอ.รมน.

ทวี สอดส่อง

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ได้ตั้งคำถามสำคัญส่งตรงถึงนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นผู้กำกับดูแล กอ.รมน. โดยเฉพาะ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า เพื่อขอความชัดเจนและสร้างความมั่นใจให้กับสังคมว่า เหตุใดจึงมีการปล่อยให้รถในความดูแลถูกนำไปใช้ในเหตุสังหารนายกมลศักดิ์ พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า หากรัฐบาลและผู้บังคับบัญชาในสายงานโดยตรงไม่แสดงท่าทีหรือส่งสัญญาณที่ชัดเจนในการลากตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ จะทำให้ประชาชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยต่อตัวเจ้าหน้าที่รัฐ

นอกจากนี้ พ.ต.อ.ทวี ยังชี้ให้เห็นว่าในพื้นที่ภาคใต้มีการนำหลักนิติวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยมาใช้ และมี กอ.รมน. เป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหา จึงต้องการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งตรวจสอบที่มาที่ไปว่ารถคันดังกล่าวหลุดไปอยู่ในมือคนร้ายได้อย่างไร ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานถูกแทรกแซงหรือครอบงำ จึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ผบ.ทบ. และแม่ทัพภาคที่ 4 ช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้ทีมทำคดีทำงานอย่างตรงไปตรงมาที่สุด

ทวี สอดส่อง

ขณะที่ทางด้าน นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ เปิดเผยว่า กลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมหรือถูกออกหมายจับในขณะนี้ ตนไม่เคยรู้จักหรือมีความสัมพันธ์ส่วนตัวด้วยเลย จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นเรื่องความโกรธแค้นส่วนตัว สิ่งที่ตนต้องการทราบที่สุดคือแรงจูงใจเบื้องหลังว่าเหตุใดถึงมีรถของทางราชการถูกนำมาใช้ลอบสังหารตน อีกทั้งอาวุธที่ใช้ยังเป็นปืน M16 ถึง 2 กระบอกที่ไม่เคยมีประวัติก่อเหตุที่ไหนมาก่อน ซึ่งพฤติการณ์ชัดเจนว่าหวังเอาชีวิตตน แต่กลับมีความพยายามเบี่ยงเบนประเด็นว่าคนร้ายต้องการยิงคนขับรถ ซึ่งตนมองว่าหากเป้าหมายคือคนขับรถจริงๆ คนร้ายก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาติดตามตนมาไกลตั้งแต่สนามบินหาดใหญ่ขนาดนี้

หลังจากที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส ออกแถลงข่าวถึงกรณีเหตุการณ์ดังกล่าว ในเวลาต่อมา พรรคประชาชาติ ได้ออกแถลงการณ์ผ่านทางเพจเฟซบุ๊กของพรรคเปิดเผยข้อมูลสำคัญและการดำเนินคดี โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “[แถลงการณ์พรรคประชาชาติ]

ทวี สอดส่อง

กรณี สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ถูกคนร้ายลอบยิง ด้วยเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 เวลา 01:05 น. โดยประมาณ จากกรณีมีคนร้ายลอบยิงรถยนต์ สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ บริเวณหน้าบ้าน ตำบลบาเจาะ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ขณะเดินทางกลับจากสนามบินหาดใหญ่ หลังจากการประชุมสภาฯ ส่งผลให้นายอุชลัมห์ โกะเลาะ คนขับรถ และด.ต.หริรักษ์ หีมมิหนะ ตำรวจติดตามถูกกระสุนปืนได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะนี้ได้นอนรับการรักษาที่โรงพยาบาลนราธิวาส ตามที่ปรากฏเป็นข่าวก่อนแล้วนั้น

จากการตรวจที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนจำนวน 30 ปลอก และการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามาจากอาวุธปืน M16 จำนวน 2 กระบอกและได้ภาพรถก่อเหตุเป็นรถยนต์กระบะ 4 ประตูสีขาว จากการรวบรวมพยานหลักฐานในเบื้องต้น ทั้งภาพถ่ายที่ได้จากกล้องด้านหน้ารถ และการติดต่อสื่อสารช่วงเวลาก่อนและหลังเกิดเหตุจาก จากหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสื่อสาร เจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 9 ได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 รวม 2 คน เป็นอดีตทหารนาวิกโยธิน ชื่อนายสมพร ลังเดช และนายยศกร ลังเดช ต่อมามีการขยายผล ไปสู่การควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเพิ่มเติม จนนำไปสู่การรวบรวมพยานหลักฐาน คดีได้เพิ่มขึ้น กล่าวคือเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ชุดคลี่คลายคดีได้ส่งกำลังรวมกับหน่วยเก็บกู้ และตรวจสอบวัตถุระเบิด และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานจังหวัดนราธิวาสเข้าตรวจสอบเป้าหมาย 2 จุด บ้านบาวง ตำบลบางขุนทอง อำเภอตากใบ นราธิวาส เป็นชำแหละชิ้นส่วนรถยนต์ที่ใช้ในการก่อเหตุ และอาวุธปืนที่คนร้ายใช้ในการ ก่อเหตุ ตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปก่อนนี้

ทวี สอดส่อง

จากพฤติการณ์การก่อเหตุถือเป็นการกระทำเป็นกระบวนการแบ่งหน้าที่กันทำ นับเป็นการกระทำที่ร้ายแรง และสะเทือนขวัญอย่างยิ่ง อีกทั้งยังเป็นการคุกคามต่อความปลอดภัยของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

จากพฤติการณ์การก่อเหตุถือเป็นการกระทำเป็นกระบวนการโดยแบ่งหน้าที่กันทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการตรวจสอบความเชื่อมโยง อาจมีผู้บงการใช้จ้างวานให้ก่อเหตุในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังคงมีประเด็นที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จะต้องสืบสวนสอบสวน วิธีร่วมกระทำความผิด และผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังต่อไป พรรคประชาชาติเห็นว่า ควรรีบดำเนินการ ดังนี้

1. เนื่องจากคดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชนเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน ขอให้ทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแถลงความคืบหน้าของคดีอย่างต่อเนื่อง

2. ในเบื้องต้น หากพบพยานหลักฐานความเชื่อมโยงกับบุคคลใดที่น่าเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะระดับใดหรือหน่วยงานใด ให้รีบดำเนินการเรียกมาสอบในฐานะพยานหรือผู้ต้องสงสัย

3. ที่มาของรถยนต์คันที่ใช้ในการก่อเหตุมีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับบุคคลใด ให้ดำเนินการเรียกมาสอบปากคำเพื่อขยายผลโดยเร็ว

4. การสืบสวนเชิงลึกเพื่อหาตัวผู้บงการและเครือข่ายผู้สนับสนุน การสืบสวนเพื่อให้ถึงตัว ผู้ใช้จ้างวาน และผู้สนับสนุนการก่อเหตุ ไม่ได้ตัวผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน ไม่ควรหยุดเพียงแค่การจับกุมผู้ปฏิบัติการโดยใช้พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสื่อสาร เพื่อระบุตัวตนผู้บงการที่แท้จริงมาลงโทษตามกฎหมายให้ถึงที่สุดไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับผู้ใดก็ตาม

ทวี สอดส่อง

[ข้อเสนอมาตรการความปลอดภัย จชต]

​​1. นายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.กอ.รมน. ใหญ่ ดูแล กอ.รมน.ภาค 4 สน. มีหน้าที่ควบคุมการบริหารงานภาพรวม ติดตามสถานการณ์ และสั่งการหน่วยงานรัฐเพื่อแก้ปัญหาความมั่นคง มาถึงวันนี้ สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควรต้องลงพื้นที่ รับฟัง ตรวจสอบสถานการณ์จริง เพื่อทบทวน สั่งการดำเนินการด้นคดี ทุกคดีอย่างรวดเร็ว เด็ดขาด

​​2. ทบทวนโครงสร้าง อัตรากำลังพล กอ.รมน.ระดับภาค ให้รัดกุม เน้นการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนมากขึ้น

​​3. นายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผู้กำกับดูแล ศอ.บต. ต้องสั่งการ ทบทวน อำนาจหน้าที่ ศอ.บต. ให้มีบทบาทในการอำนวยความเป็นธรรม ด้านคดี และการติดตามเร่งรัด ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อรายงาน เสนอแนะ และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมที่้เข้มแข็ง ผ่านสภาที่ปรึกษา ศอ.บต. (ในอดีต สภาที่ปรึกษาเคยตั้งคณะ กก.ตรวจสอบข้อเท็จจริง)

​​4. เนื่องจากสถานการณ์ในความไม่สงบในชยแดนภาตคใต้ในขณะนี้ มีการก่อเหตุ มีความรุนแรงมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กำกับ ศอ.บต.ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ศอ.บต. หรือ หน่วยงานอื่นในกระบวนการยุติธรรม ติดตาม เร่งรัด ตรวจสอบข้อเท็จจริงในแต่ละคดี เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทุกกรณี ไม่เฉพาะแต่กรณีการก่อเหตุลอบยิงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

พรรคประชาชาติ 3 เมษายน 2569 #พรรคประชาชาติ”

พรรคประชาชาติ
พรรคประชาชาติ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก พรรคประชาชาติ Prachachat Party

เปิดทรัพย์สิน อนันต์ สุวรรณรัตน์ กกต.ใหม่ รวย 29.2 ล้านบาท ไม่มีหนี้สิน

เปิดทรัพย์สิน อนันต์ สุวรรณรัตน์ กกต.ใหม่ รวย 29.2 ล้านบาท ไม่มีหนี้สิน

เปิดทรัพย์สิน อนันต์ สุวรรณรัตน์ กกต.ใหม่ รวย 29.2 ล้านบาท ไม่มีหนี้สิน

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.34 น.

ป.ป.ช.เปิดทรัพย์สิน “อนันต์ สุวรรณรัตน์” รับตำแหน่งกกต.รวย 29.2 ล้านบาท ไม่มีหนี้สิน

วันที่ 3 เมษายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินหนี้ของนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ กรณีเข้ารับตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.68 โดยนายอนันต์ และนางพัชพร สุวรรณรัตน์  คู่สมรส แจ้งมีทรัพย์สินรวม29,218,813 บาท ไม่มีหนี้สินโดยแบ่งเป็นทรัพย์สินของนายอนันต์ 21, 790,033 บาท ประกอบด้วยเงินฝาก 9 บัญชี 18,734,161 บาท ส่วนใหญ่อยู่ในสหกรณ์ออมทรัพย์กรมวิชาการเกษตร และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ เงินลงทุนในหุ้นและกองทุนเปิดต่างๆรวม 2,327,872 บาท ที่ดิน1แปลงในอ.มะขาม จ.จันทบุรี 228,000 บาท ยานพาหนะ 500,000 บาท ทรัพย์สินอื่น ไม่มี  และแจ้งมีรายได้รวมต่อปีประมาณ2,743,000 บาท แบ่งเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ 2,453,000 บาท และเบี้ยประชุม 200,000 บาท มีรายจ่ายต่อปีรวม758, 257 บาทโดยเป็นค่าอุปโภคบริโภค 600,000 บาท เบี้ยประกันชีวิต 58,257 บาท และเงินบริจาค 100,000 บาท

ส่วนนางพัชพร มีทรัพย์สินรวม7,428 ,780 บาท แบ่งเป็นเงินฝาก 5 บัญชี 2,395,380 บาท เงินลงทุน265, 399บาท ที่ดิน 2 แปลงย่านตลิ่งชันกรุงเทพฯ รวม 3,168,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านพักอาศัยในย่านทวีวัฒนา กทม. 1.5 ล้านบาท ยานพาหนะ 100,000 บาท  ทรัพย์สินอื่นไม่มี และไม่แจ้งว่ามีรายได้ต่อปี แต่แจ้งว่ามีรายจ่ายต่อปีรวม350,000 บาท เป็นค่าอุปโภคบริโภค 300,000 บาท ค่าอุปการะบิดามารดา 50,000 บาท

ทั้งนี้ นายอนันต์ เคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปี 2561 หลังเกษียณอายุราชการ จนถึงก่อนเข้ารับตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง ดำรงตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อนุกรรมการในคณะอนุกรรมการพัฒนาบุคลากรวิจัย ด้านการวิจัยการเกษตร สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร(องค์การมหาชน) ประธานกรรมการจริยธรรมประจำสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรรมการบริษัทเพิ่มผลผลิต จำกัด บริษัทไซโล เพิ่มผลผลิต จำกัด บริษัทปุ๋ยสะหวัน จำกัด

หมอวรงค์ ฟาดเดือด! กองทุนบำนาญ สส.-สว. อภิสิทธิ์ชน กินภาษีทะลุฟ้า

หมอวรงค์ ฟาดเดือด! กองทุนบำนาญ สส.-สว. อภิสิทธิ์ชน กินภาษีทะลุฟ้า

หมอวรงค์ ฟาดเดือด! กองทุนบำนาญ สส.-สว. อภิสิทธิ์ชน กินภาษีทะลุฟ้า

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.19 น.

3 เมษายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “พรรคไทยภักดี” โพสต์ข้อความระบุว่า ผมกล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่า กองทุนนี้อย่างไรก็เป็นกองทุนที่ติดลบ และถือเป็นกองทุนอภิสิทธิ์ เพราะสภาฯ เสนอเอง และพิจารณากฎหมายเอง และผู้ที่ใกล้ชิดก็เป็นผู้ออกระเบียบเอง และพูดได้อย่างเต็มปากว่า เป็นกองทุนที่เอาภาษีของประชาชนมาดูแลมากที่สุดในทุก ๆ กองทุนที่สภาฯ เคยพิจารณา

หลายคนออกมาชี้แจงว่าเป็นการจ่ายเงินสมทบ โดยให้ สส. และ สว. จ่ายเดือนละ 3,500 บาท แต่เมื่อแลกกับสิทธิประโยชน์ของสวัสดิการ 5 สิทธิ ทั้งเงินทุนเลี้ยงชีพ (บำนาญ) ค่ารักษาพยาบาล ตรวจร่างกาย เงินช่วยเหลือการศึกษาบุตร กรณีทุพพลภาพ และกรณีถึงแก่กรรม สำหรับการจ่ายรายเดือนที่ 3,500 บาท ถือเป็นผลประโยชน์ที่ทะลุฟ้า ทะลุเพดาน ที่ไม่มีกองทุนไหนให้สวัสดิการมากมายเช่นนี้

ผมมองว่าเป็นการเอาเปรียบประชาชนมากเกินไป ดังนั้นอะไรที่ลดได้ก็ลด อะไรที่ตัดได้ก็ควรตัด ไม่อย่างนั้นกองทุนนี้ก็จะถังแตก เพราะเมื่อดูรายงานค่าใช้จ่ายแล้ว พบว่าปี 2566 ก็ติดลบที่ 19 ล้านบาท ปี 2567 ติดลบที่ 23 ล้านบาท”

สมัยรัฐบาลอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้น หากเป็น สส. ตั้งแต่ 1 เดือน ถึงไม่เกิน 1 ปี และเกิดการยุบสภา จะได้บำนาญเลี้ยงดูตลอดชีวิตที่ 21,300 บาท ซึ่งตนมองว่าเอาเปรียบประชาชนเกินไป ได้รับการเลี้ยงดูตลอดชีวิต

ยิ่งสมัยนี้ สส.อายุยังน้อย 20 กว่า 30 กว่า หากเกิดการยุบสภา ประชาชนต้องเลี้ยงดูตลอดชีวิต เผลอ ๆ บางคนรัฐต้องเลี้ยงดูมากกว่า 40 ปี ซึ่งปัจจุบันได้มีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การจ่ายบำนาญว่า หากเป็น สส. ไม่ถึง 1 ปี จะได้รับบำนาญที่ 4 เท่าของระยะเวลาในการดำรงตำแหน่ง

สำหรับเกณฑ์การดำรงตำแหน่ง 16 ปี ไม่ถึง 20 ปี จะได้รับบำนาญตลอดชีวิตที่ 35,600 บาท ตั้งแต่ 20 ปี ไม่ถึง 24 ปี ได้รับบำนาญ 39,100 บาท และหากเป็น สส. ตั้งแต่ 24 ปีขึ้นไป จะได้รับบำนาญ 42,700 บาทตลอดชีพ

นี่คือสิทธิประโยชน์ที่กองทุนนี้โดยพวกเราเองดำเนินการกันเอง ตั้งงบกันเอง และยกมือกันเอง สนับสนุนกันเอง เชื่อว่าประชาชนรับไม่ได้

แผนงบประมาณกองทุนฯ ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบันว่า ตั้งแต่ปี 2558 ใช้งบประมาณลดลง เพราะมี คสช. เข้ามา และลดสิทธิประโยชน์ และปี 2567 มีการแก้ไขระเบียบ เพราะมีการใช้เงินมากขึ้น ทำให้ปี 2568 งบประมาณไม่พอใช้ จึงจำเป็นต้องตั้งงบกลางมาเลี้ยงดูสมาชิกกว่า 500 ล้านบาท

การเก็บเงินสมาชิกที่เดือนละ 3,500 บาท สส. 500 คน สว. 200 คน 1 เดือนได้ 29 ล้านบาท หากเทียบกับกองทุนประกันสังคม สัดส่วนการนำเงินรัฐมาอุดหนุนนั้นต่างกันมากกว่า 13-15 เท่า ตัวเลขของอดีตสมาชิกที่มีสิทธิ 3,832 คน มีสมาชิกที่ยื่นบำนาญ 1,291 คน งบส่วนนี้ตีไปกว่า 500 ล้านบาท หากอดีตสมาชิกทั้ง 3,832 คนยื่นขอรับเงินบำนาญหมดทุกคน กองทุนนี้จะต้องจ่ายกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี

“กองทุนนี้จะเป็นกองทุนที่แบกรับภาระคิดเป็นสัดส่วนเปอร์เซ็นต์มากที่สุดในประเทศ ภายใต้สภาวะอย่างนี้ เรา สส. สว. เป็นนักการเมืองที่อาสาเข้ามา วันที่ไม่มีตำแหน่ง ประชาชนต้องเลี้ยงดูพวกเราจนตลอดชีพเชียวหรือ ผมว่าประชาชน เพื่อนข้าราชการ รับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงอยากให้พวกเราในฐานะผู้มีส่วนได้เสียลองช่วยกันเสียสละยกเลิกบำนาญ สิทธิประโยชน์อื่นผมพอรับได้ แต่บำนาญที่เป็นภาระที่ประชาชนต้องเอาภาษีมาเลี้ยงดู ผมเชื่อว่าประชาชนรับไม่ได้”

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม
สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี

#ไทยภักดี #หมอวรงค์ #ยกเลิกบำนาญสส #บำนาญสส #กองทุนสวัสดิการสส #ภาษีประชาชน #งบประมาณแผ่นดิน #นักการเมือง