ศาลอินโดฯ สั่งจำคุก 10 ปี “นาเดียม มาคาริม” ผู้ก่อตั้งซูเปอร์แอปฯ “Gojek” คดีทุจริตจัดซื้อแล็ปท็อป

ศาลอินโดฯ สั่งจำคุก 10 ปี "นาเดียม มาคาริม" ผู้ก่อตั้งซูเปอร์แอปฯ "Gojek" คดีทุจริตจัดซื้อแล็ปท็อป

30 มิ.ย. 2569 16:50 น.

ศาลอินโดฯ สั่งจำคุก 10 ปี “นาเดียม มาคาริม” ผู้ก่อตั้งซูเปอร์แอปฯ “Gojek” คดีทุจริตจัดซื้อแล็ปท็อป

ศาลอินโดนีเซียพิพากษาจำคุก “นาเดียม มาคาริม” อดีตรัฐมนตรีศึกษาธิการและผู้ร่วมก่อตั้งแอปพลิเคชัน Gojek เป็นเวลา 10 ปี หลังตัดสินว่ามีความผิดในคดีทุจริตจัดซื้อแล็ปท็อป Chromebook สำหรับโรงเรียนในช่วงโควิด-19 จนรัฐเสียหายกว่า 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เจ้าตัวยืนยันความบริสุทธิ์และเตรียมยื่นอุทธรณ์

ศาลปราบปรามการทุจริตอินโดนีเซีย มีคำพิพากษาวันนี้ (30 มิ.ย.)  ตัดสินจำคุกเป็นเวลา 10 ปี แก่ นายนาดีม มาคาริม (Nadiem Makarim) อายุ 41 ปี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและผู้ร่วมก่อตั้ง “Gojek” ซูเปอร์แอปพลิเคชันชื่อดังระดับเอเชีย ในความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติมิชอบ

นอกจากโทษจำคุกแล้ว ศาลยังสั่งปรับเงินมาคาริมเป็นจำนวน 1 พันล้านรูเปียห์ (ราว 1.85 ล้านบาท) และสั่งให้ชำระเงินชดเชยค่าเสียหายแก่รัฐอีกสูงถึง 8.09 แสนล้านรูเปียห์ (ราว 1.5 พันล้านบาท) ซึ่งหากเขาไม่มีเงินจ่ายค่าปรับและค่าเสียหายดังกล่าว จะต้องรับโทษจำคุกเพิ่มเติม ซึ่งมาคาริมระบุว่านี่เท่ากับเขาต้องถูกจำคุกรวมเกือบ 15 ปี 

คดีความดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงปี 2021-2022 ระหว่างการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยอัยการยื่นฟ้องว่า มาคาริมใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทกูเกิล ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนรายใหญ่ของ Gojek ในการจัดซื้อจัดจ้างแล็ปท็อป Chromebook ให้แก่โรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยเขาเขียนข้อกำหนดการประมูลที่ล็อกสเปกให้รองรับเฉพาะระบบปฏิบัติการ ChromeOS เท่านั้น เพื่อให้กูเกิลกลายเป็นผู้ควบคุมระบบนิเวศทางการศึกษาของอินโดนีเซียแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งอัยการระบุว่ามาคาริมได้รับผลประโยชน์ส่วนตัวจากดีลนี้ไปถึง 46.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.54 พันล้านบาท) และสร้างความเสียหายต่อรัฐรวมกว่า 120-125 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.98 – 4.15 พันล้านบาท)

นอกจากนี้ อัยการยังชี้ว่าโครงการจัดซื้อดังกล่าวขัดต่อคำสั่งเดิมของกระทรวงเมื่อปี 2018 ที่ระบุว่าคอมพิวเตอร์เหล่านี้ต้องพึ่งพาระบบอินเทอร์เน็ตในการใช้งาน ซึ่งไม่เหมาะสมอย่างยิ่งกับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลของอินโดนีเซียที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตยังเข้าไม่ถึง แต่กระทรวงภายใต้การนำของมาคาริมก็ยังเดินหน้าจัดซื้อต่อไป หลังจากเขาได้เข้าพบกับผู้แทนของกูเกิล ในปี 2020

หลังรับฟังคำพิพากษา นาดีม มาคาริม ซึ่งเดินทางมาศาลพร้อมกับ ฟรังกา มาคาริม ภรรยา ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนยืนยันว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ และการจัดซื้อ Chromebook ช่วยให้รัฐประหยัดงบประมาณได้มากขึ้นด้วยซ้ำ พร้อมทั้งปฏิเสธว่าเงินลงทุนของกูเกิลใน Gojek ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับโครงการของรัฐ

มาคาริมกล่าวว่า “ผมถูกตัดสินโทษบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่ไร้เหตุผลสิ้นดี ผู้พิพากษาทั้ง 4 คนที่สั่งจำคุกผม 10 ปี ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาผมตรง ๆ ด้วยซ้ำ ก่อนหน้านี้ผมบอกศาลว่า ผมยอมเสียสละอย่างมากเพื่อมาทำงานรับใช้บ้านเมือง แต่รางวัลที่ผมได้รับกลับเป็นลูกกรงเหล็ก”  ขณะที่ทนายความของเขายืนยันว่าจะยื่นอุทธรณ์สู้คดีต่อไป  ด้านกูเกิล และกลุ่ม GoTo ไม่ได้ถูกตั้งข้อหาใด ๆ และปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับกรณีนี้

บรรยากาศที่ศาลเป็นไปอย่างโกลาหล เมื่อกลุ่มคนขับ Gojek ในเสื้อแจ็กเก็ตสีเขียวเอกลักษณ์ และผู้สนับสนุนจำนวนมากเดินทางมาปักหลักให้กำลังใจ พร้อมชูป้ายข้อความ “เราอยู่เคียงข้างนาดีม” และส่งเสียงตะโกนลั่นว่า “นาดีมเป็นผู้บริสุทธิ์!” ในขณะที่ตัวเขาเข้าไปสวมกอดกับกลุ่มคนขับด้วยความตื้นตัน

นักวิเคราะห์และนักเคลื่อนไหวหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า คดีนี้อาจเป็นการใช้กระบวนการปราบปรามการทุจริตเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้าม โดยมองว่ามาคาริมเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางการเมืองของอดีตประธานาธิบดีโจโก วิโดโด เช่นเดียวกับอดีตรัฐมนตรีอีกหลายคนที่เคยถูกตัดสินโทษแต่ได้รับการอภัยโทษในเวลาต่อมา

อุสมาน ฮามิด ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล อินโดนีเซีย ระบุว่า คนรุ่นใหญ่มองมาคาริมเป็นสัญลักษณ์ของความเปลี่ยนแปลง แต่กลับต้องมาติดกับดักในระบบราชการที่มีปัญหาเชิงโครงสร้าง ขณะที่ อันโดวี ดา โลเปซ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนรุ่นใหม่ เตือนว่า คำตัดสินนี้จะสร้างความหวาดกลัวให้กับคนรุ่นใหม่และผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชน จนไม่มีใครกล้าเข้ามาทำงานพัฒนาประเทศร่วมกับรัฐบาลอีกต่อไป เนื่องด้วยกลัวว่าจะถูกยัดข้อหาและกลายเป็นเหยื่อรายต่อไป.

ที่มา AFP / BBC

ออสเตรเลียรวบหญิงฝรั่งเศสบินจากไทย ซุกสารเสพติดใน “ขวดครีมอาบน้ำ”

ออสเตรเลียรวบหญิงฝรั่งเศสบินจากไทย ซุกสารเสพติดใน "ขวดครีมอาบน้ำ"

30 มิ.ย. 2569 15:34 น.

ออสเตรเลียรวบหญิงฝรั่งเศสบินจากไทย ซุกสารเสพติดใน “ขวดครีมอาบน้ำ”

ตำรวจออสเตรเลียจับกุมหญิงสัญชาติฝรั่งเศสวัย 31 ปี หลังเดินทางมาจากประเทศไทยและถูกจับกุมที่สนามบินเพิร์ท พบซุกสารเสพติดอันตราย “บิวเทนไดออล” บรรจุในขวดครีมอาบน้ำ และผลการตรวจสอบรูปในโทรศัพท์มือถือพบว่าเธอกลืนสิ่งของผิดกฎหมาย จนต้องให้ขับถ่ายเม็ดยาสเตียรอยด์ที่กลืนลงไปออกมาอีก 40 เม็ด เจอข้อหาหนักโทษสูงสุดคุก 25 ปี

สำนักงานตำรวจแห่งชาติออสเตรเลีย (AFP) ร่วมกับกองกำลังพิทักษ์พรมแดนออสเตรเลีย (ABF) แถลงการณ์จับกุมหญิงสัญชาติฝรั่งเศสวัย 31 ปี ซึ่งพำนักอยู่ในย่านแมนนิง โดยเธอได้ขึ้นศาลแขวงเมืองเพิร์ท เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ที่ผ่านมา หลังจากถูกตั้งข้อหาลักลอบนำเข้ายาเสพติดและสารควบคุมต้องห้ามเข้ามาในประเทศ

ผู้ต้องหารายนี้เดินทางมาจากประเทศไทย และถูกเจ้าหน้าที่ ABF เรียกตรวจค้นสิ่งของสัมภาระทันทีที่เดินทางมาถึงท่าอากาศยานนานาชาติเพิร์ท เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ที่ผ่านมา จากการตรวจสอบกระเป๋าเดินทางอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่พบขวดพลาสติกขนาดเล็กระบุฉลากว่าเป็น “ครีมอาบน้ำ” แต่เมื่อนำของเหลวภายในไปตรวจวิเคราะห์ กลับพบว่าเป็นสาร “บิวเทนไดออล” (Butanediol) น้ำหนัก 50 กรัม ซึ่งเป็นสารเคมีควบคุมต้องห้ามตามกฎหมายควบคุมพรมแดน

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ตรวจค้นโทรศัพท์มือถือของเธอ และพบภาพถ่ายที่ระบุว่าเธอน่าจะใช้วิธีกลืนหรือซุกซ่อนสิ่งของผิดกฎหมายไว้ภายในร่างกาย เจ้าหน้าที่ ABF จึงส่งตัวเธอให้แก่ตำรวจ AFP เพื่อดำเนินมาตรการขั้นต่อไป ซึ่งในเวลาต่อมา หญิงรายนี้ได้ขับถ่ายเม็ดยาสเตียรอยด์ออกมาจากร่างกายจำนวน 40 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงได้ยึดไว้เป็นของกลางเพื่อนำไปตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์

เบื้องต้นเธอถูกตั้งข้อหาลักลอบนำเข้ายาเสพติดและสารควบคุมในปริมาณเพื่อการค้า ตามมาตรา 307.2 ของประมวลกฎหมายอาญาออสเตรเลีย ซึ่งความผิดนี้มีบทลงโทษขั้นสูงคือจำคุกนานถึง 25 ปี

จอห์น เอลดริดจ์ ผู้บังคับการกองกำลังพิทักษ์พรมแดนออสเตรเลีย (ABF) เปิดเผยว่า สารบิวเทนไดออลเป็นตัวทำละลายเคมีที่อันตรายอย่างยิ่ง เมื่อเข้าสู่ร่างกายมนุษย์จะถูกแปรสภาพเป็นสาร ‘จีเอชบี’ (GHB) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ยาเสียสาว” ซึ่งการได้รับสารนี้เพียงไม่กี่มิลลิกรัมก็สามารถส่งผลให้เสียชีวิตได้ทันที

ผู้บังคับการ ABF กล่าวว่า “เนื่องจากมันมีความอันตรายสูงมาก ออสเตรเลียจึงได้ประกาศให้ บิวเทนไดออล เป็นสารควบคุมพรมแดนมาตั้งแต่ปี 2024 ดังนั้น การลักลอบนำเข้าสารชนิดนี้อย่างผิดกฎหมาย จึงมีโทษและถูกจัดอยู่ในระดับเดียวกันกับยาเสพติดร้ายแรงชนิดอื่น ๆ ที่ผู้คนรู้จักดี เช่น ยาไอซ์ (เมทแอมเฟตามีน) เฮโรอีน และโคเคน” 

ด้าน ปีเตอร์ บรินดัล รักษาการผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนของตำรวจ AFP ย้ำว่า เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจะยังคงเพิ่มความเข้มงวดและเฝ้าระวังอย่างที่สุดตามสนามบินต่าง ๆ เพื่อไม่ให้สิ่งผิดกฎหมายหลุดรอดผ่านประตูผู้โดยสารขาเข้า และขอเตือนผู้ที่คิดจะลักลอบขนยาเสพติดว่านี่คืออาชญากรรมร้ายแรงที่มีโทษสถานหนัก และไม่มีทางรอดพ้นสายตาของเจ้าหน้าที่ไปได้.

ที่มา Australian Federal Police

ศาลสหรัฐฯ สั่งจำคุก 30 ปี “กัว เหวินกุ้ย” มหาเศรษฐีจีนพลัดถิ่น คดีฉ้อโกงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์

ศาลสหรัฐฯ สั่งจำคุก 30 ปี "กัว เหวินกุ้ย" มหาเศรษฐีจีนพลัดถิ่น คดีฉ้อโกงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์

30 มิ.ย. 2569 15:08 น.

ศาลสหรัฐฯ สั่งจำคุก 30 ปี “กัว เหวินกุ้ย” มหาเศรษฐีจีนพลัดถิ่น คดีฉ้อโกงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์

ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ พิพากษาจำคุก 30 ปี “กัว เหวินกุ้ย” อดีตเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ชื่อดังของจีน หลังพบความผิดจริงในคดีฉ้อโกงและฟอกเงินมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.3 หมื่นล้านบาท โดยใช้ภาพลักษณ์นักเคลื่อนไหวต้านพรรคคอมมิวนิสต์จีนบังหน้า โดยนำเงินผู้สนับสนุนไปใช้ชีวิตหรูหรา ซื้อคฤหาสน์-เรือยอชต์-ซูเปอร์คาร์

กัว เหวินกุ้ย  อดีตหนึ่งในมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศจีน ถูกศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในนครนิวยอร์ก พิพากษาลงโทษจำคุกเป็นเวลา 30 ปี หลังจากคณะลูกขุนมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าเขามีความผิดจริงใน 9 จาก 12 ข้อหา ซึ่งรวมถึงความผิดฐานฉ้อโกงหลักทรัพย์, ฉ้อโกงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์, การสมคบกันจัดตั้งองค์กรอาชญากรรม และการฟอกเงิน

อดีตเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์วัยราว 50 ปีเศษรายนี้ ซึ่งเป็นที่รู้จักในหลายชื่อ เช่น “ไมลส์ กัว” (Miles Guo) และ “โฮ วัน กว็อก” (Ho Wan Kwok) ถูกเจ้าหน้าที่เอฟบีไอบุกเข้าจับกุมตัวได้เมื่อเดือนมีนาคม 2023 ที่อพาร์ตเมนต์สุดหรูในย่านแมนแฮตตัน ซึ่งมองเห็นทิวทัศน์ของเซนทรัลพาร์ก

ในระหว่างการอ่านคำพิพากษา อนาลิซา ตอร์เรส ผู้พิพากษาศาลนิวยอร์ก ได้กล่าวตำหนิพฤติกรรมของกัวอย่างรุนแรง โดยระบุว่า นายกัวได้ใช้เป้าหมายอันทรงเกียรติในเรื่องการกุศลและการเมืองมาบังหน้า เพื่อ “ล่อลวงและหาประโยชน์จากกลุ่มคนที่ต้องการเห็นการปฏิรูปประชาธิปไตยในประเทศจีน” โดยนำเงินที่ได้จากความศรัทธาเหล่านั้นไปปรนเปรอและเพิ่มพูนความมั่งคั่งให้แก่ตนเอง พร้อมกันนี้ ศาลยังได้สั่งริบทรัพย์สินของกัวเป็นมูลค่าสูงถึง 889 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.95 หมื่นล้านบาท)

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ กัว เหวินกุ้ย สร้างความมั่งคั่งและอิทธิพลในจีนจากการเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ และเคยมีความสัมพันธ์อันดีกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลจีน แต่ต่อมาในปี 2017 เขาได้ตัดสินใจหลบหนีออกจากประเทศจีนและขอลี้ภัยในสหรัฐฯ หลังจากถูกทางการจีนตั้งข้อหาทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเขากล่าวอ้างว่าเป็นข้อหาร้ายแรงที่เกิดจากการกลั่นแกล้งทางการเมืองโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน 

เมื่อย้ายมาพำนักในสหรัฐฯ กัวได้เปลี่ยนภาพลักษณ์ของตัวเองใหม่ กลายเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์ระบอบคอมมิวนิสต์จีนอย่างเผ็ดร้อน จนสามารถสร้างฐานแฟนคลับและมีผู้ติดตามบนโลกออนไลน์อย่างเหนียวแน่นในหมู่ชาวจีนโพ้นทะเลในอเมริกา

อัยการระบุว่า ในช่วงระหว่างปี 2018 ถึง 2023 กัวได้อาศัยความเชื่อใจและชื่อเสียงในฐานะผู้ลี้ภัยทางการเมือง ชักชวนให้ผู้ติดตามออนไลน์ร่วมลงทุนในโครงการต่าง ๆ รวมถึงระบบสกุลเงินดิจิทัล จนสามารถระดมทุนไปได้มากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 หมื่นล้านบาท) แต่เงินเหล่านั้นกลับไม่ได้ถูกนำไปขับเคลื่อนทางการเมืองตามที่กล่าวอ้าง แต่ถูกโยกย้ายไปใช้จ่ายเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์อันหรูหราส่วนตัวของเขา ไม่ว่าจะเป็นการซื้อคฤหาสน์พื้นที่กว่า 50,000 ตารางฟุต, รถซูเปอร์คาร์ลัมโบร์กินีมูลค่า 1 ล้านดอลลาร์ รวมถึงเรือยอชต์สุดหรูมูลค่า 37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด้าน ไรอัน ฟินเคล อัยการผู้สั่งฟ้องคดี ได้แถลงต่อหน้ากลุ่มผู้สนับสนุนของกัวกว่า 100 คนที่มาร่วมฟังการพิจารณาคดีว่า “กัว เหวินกุ้ย ไม่ใช่นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ตัวตนที่แท้จริงของเขาคือสิบแปดมงกุฎ นักต้มตุ๋น และหัวขโมย” เช่นเดียวกับ ฌอน เอส บักลีย์ ทนายความฝ่ายรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ระบุว่า คำตัดสินในวันนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าชื่อเสียงและความร่ำรวยไม่ได้ทำให้ใครอยู่เหนือกฎหมาย

นอกจากนี้ กัว ยังมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาในสหรัฐฯ โดยเฉพาะ สตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาคนสนิทของโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งคู่มักปรากฏตัวร่วมกันในวิดีโอออนไลน์ และในปี 2020 ได้ร่วมกันตั้งกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในชื่อ “รัฐสหพันธรัฐใหม่แห่งประเทศจีน” (New Federal State of China) โดยมีเป้าหมายเพื่อโค่นล้มพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งในเวลาต่อมา แบนนอนก็ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวได้ขณะอยู่บนเรือยอชต์ส่วนตัวของกัว ในคดีฉ้อโกงเงินบริจาคสร้างกำแพงกั้นพรมแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก ซึ่งแบนนอนได้ยอมรับสารภาพผิดต่อศาลแมนแฮตตันในปี 2025 และได้รับโทษภาคทัณฑ์ 3 ปีโดยไม่ต้องจำคุก

อย่างไรก็ตาม กัว เหวินกุ้ย ยังคงยืนยันในความบริสุทธิ์ของตนเอง โดยอ้างว่าเงินทุนทั้งหมดที่ได้รับมานั้น ถูกนำไปใช้เพื่อกิจกรรมทางการเมืองในการต่อต้านรัฐบาลจีนอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ อิวอนน์ หวัง หุ้นส่วนคนสนิทของกัว ซึ่งร่วมกันจัดตั้งกลุ่มล็อบบี้ต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์จีน ก็ถูกศาลสั่งจำคุกเป็นเวลา 10 ปีไปก่อนหน้านี้แล้วเมื่อปีที่ผ่านมา จากการมีส่วนร่วมในเครือข่ายฉ้อโกงระดับโลกในครั้งนี้.

ที่มา BBC / Guardian

ไฟไหม้ท่อส่งสารเคมี โรงงานปิโตรเคมีในอินเดีย เจ็บอย่างน้อย 20 ราย เร่งสอบปมลักลอบขโมยเชื้อเพลิง

ไฟไหม้ท่อส่งสารเคมี โรงงานปิโตรเคมีในอินเดีย เจ็บอย่างน้อย 20 ราย เร่งสอบปมลักลอบขโมยเชื้อเพลิง

30 มิ.ย. 2569 14:37 น.

ไฟไหม้ท่อส่งสารเคมี โรงงานปิโตรเคมีในอินเดีย เจ็บอย่างน้อย 20 ราย เร่งสอบปมลักลอบขโมยเชื้อเพลิง

เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงบริเวณท่อส่งตัวทำละลายแนฟทา ของโรงงานปิโตรเคมีในรัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 20 คน เจ้าหน้าที่เร่งระดมรถดับเพลิงควบคุมสถานการณ์

สำนักข่าว Press Trust of India (PTI) รายงานว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น ที่โรงงานของบริษัท ฮัลเดีย ปิโตรเคมิคอลส์ ลิมิเต็ด ในเขตปูร์บา เมดินีปุระ รัฐเบงกอลตะวันตก

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ระดมรถดับเพลิง 12 คัน เข้าควบคุมเพลิง พร้อมเร่งอพยพและช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลในพื้นที่ โดยสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ในเวลาต่อมา

บริษัท ฮัลเดีย ปิโตรเคมิคอลส์ ระบุในแถลงการณ์เบื้องต้นว่า จากข้อมูลที่ได้รับในระยะแรก คาดว่าเหตุเพลิงไหม้อาจเกิดขึ้นจากความพยายามลักลอบขโมยสารทำละลายแนฟทา โดยไม่ได้รับอนุญาต อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่แท้จริงยังอยู่ระหว่างการสอบสวน

แนฟทา เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม มีคุณสมบัติติดไฟได้ง่าย และเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเชื้อเพลิง พลาสติก รวมถึงสารเคมีหลายชนิด จึงมีความเสี่ยงสูงหากเกิดการรั่วไหลหรือการติดไฟ

ขณะนี้ บริษัทได้ตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบสาเหตุของเหตุเพลิงไหม้อย่างละเอียด พร้อมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินความเสียหายและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันซ้ำอีก.

ที่มา : AP

พบอวตารชื่อ “โรส” แชตคุยแอร์สาว ฝากหิ้วของ ให้ค่าจ้าง 8,800 บาท

พบอวตารชื่อ “โรส” แชตคุยแอร์สาว ฝากหิ้วของ ให้ค่าจ้าง 8,800 บาท

30 มิ.ย. 2569 13:50 น.

พบอวตารชื่อ “โรส” แชตคุยแอร์สาว ฝากหิ้วของ ให้ค่าจ้าง 8,800 บาท

เลขาธิการ ป.ป.ส. เผยจุดเริ่มต้น คดีแอร์สาว พบอวตารชื่อ “โรส” แชตฝากหิ้วของ ให้ค่าจ้าง 8,800 บาท ล่าสุดปิดบัญชีทิ้งแล้ว ขณะที่ ป.ป.ส. ลุยค้นบ้านที่ จ.พะเยา พร้อมสอบปากคำแม่ 

สำนักงาน ป.ป.ส. เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 30 มิ.ย. 69 พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. เปิดเผยความคืบหน้าแอร์การบินไทยถูกจับขนเฮโรอีนที่ออสเตรเลีย ว่า การจับกุมลูกเรือสายการบินไทยที่เมืองเมลเบิร์น เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ได้เร่งแลกเปลี่ยนข้อมูลและเข้าตรวจค้นคอนโดมิเนียมที่พักของผู้ต้องหาในประเทศไทย

จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบภาพไรเดอร์นำกล่องพัสดุมาส่งที่คอนโด ในวันที่ 22 มิ.ย. โดยในขณะนั้นแอร์สาวยังไม่กลับถึงที่พัก จึงฝากพัสดุไว้ที่ล็อบบี้ ก่อนที่ผู้ต้องหาจะกลับมารับกล่องและนำขึ้นห้องพักด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม จากการตรวจค้นห้องพักไม่พบยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมายอื่นเพิ่มเติม หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ได้เชิญแฟนหนุ่มของผู้ต้องหามาให้ข้อมูล เพื่อขยายผลหาเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแฟนหนุ่มให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ข้อมูลที่ให้ยังไม่สามารถระบุตัวผู้ส่งพัสดุได้ ขณะเดียวกัน ภาพจากกล้องวงจรปิดก็สอดคล้องกับข้อมูลการสืบสวนทั้งหมด

เจ้าหน้าที่ยังทราบด้วยว่า หลังแอร์สาวเดินทางถึงออสเตรเลียและถูกจับกุม แฟนหนุ่มไม่สามารถติดต่อได้ จึงโทรศัพท์สอบถามเพื่อน จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรื่องราวถูกเปิดเผย

ผลการสืบสวนร่วมกับตำรวจ AFP พบว่า ผู้ต้องหาได้รับการติดต่อผ่านกลุ่มรับหิ้วสินค้าในสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีบัญชีอวตารชื่อ “โรส” โพสต์หาผู้ที่เดินทางไปประเทศออสเตรเลีย พร้อมระบุว่าต้องการพื้นที่ว่างประมาณ 20 กิโลกรัม เพื่อฝากขนส่งสินค้าโอทอปและสินค้าไทย จากข้อมูลการสนทนาที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบ แอร์สาวและแฟนหนุ่มได้เข้าไปพูดคุยกับผู้โพสต์ พร้อมสอบถามถึงความน่าเชื่อถือ เนื่องจากอีกฝ่ายใช้บัญชีอวตาร โดยผู้ต้องหาย้ำว่าไม่รับงานจากผู้ใช้บัญชีปลอม แต่คู่สนทนายืนยันว่าเป็นบัญชีที่ใช้งานเป็นประจำ ทำให้ทั้งสองฝ่ายตกลงรับงานในค่าจ้าง 8,800 บาท ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าอัตราค่าจ้างดังกล่าวสอดคล้องกับการรับหิ้วสินค้าทั่วไปหรือไม่

หลังตกลงรับงาน ผู้ส่งได้นำพัสดุมาส่งที่คอนโด ก่อนที่แอร์สาวจะนำติดตัวเดินทางไปยังประเทศออสเตรเลีย ปัจจุบันบัญชีอวตารชื่อ “โรส” ได้ปิดการใช้งานไปแล้ว เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งติดตามตัวผู้ใช้บัญชีดังกล่าว เพื่อขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการ

พ.ต.ต.สุริยา กล่าวว่า ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ยังเข้าตรวจสอบบ้านพักของผู้ต้องหาที่ จ.พะเยา และสอบปากคำมารดา เบื้องต้นทราบว่า ผู้ต้องหากลับบ้านครั้งล่าสุดเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา และส่งเงินให้ครอบครัวเดือนละ 10,000 บาท เพื่อนำไปผ่อนรถยนต์ที่ใช้ชื่อมารดาเป็นเจ้าของ โดยมีค่างวดประมาณ 8,000 บาทต่อเดือน มารดายังให้ข้อมูลว่า ลูกสาวยังมีภาระต้องชำระหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) รายได้ไม่ได้สูงมาก และครอบครัวมีฐานะทั่วไป ประกอบอาชีพทำไร่ทำนา ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย 

ขณะนี้สถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำประเทศออสเตรเลีย ได้ให้การดูแลผู้ต้องหาตามสิทธิขั้นพื้นฐานในฐานะคนไทย ขณะที่คดีอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรมของออสเตรเลีย โดยผู้ต้องหายังไม่ได้รับการประกันตัว และคาดว่าภายในประมาณ 4 สัปดาห์ จะมีความชัดเจนเกี่ยวกับขั้นตอนทางคดีเพิ่มเติม ส่วนการสืบสวนของไทย ยังคงเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับตำรวจออสเตรเลีย เพื่อขยายผลไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องและเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังการลักลอบขนยาเสพติดในคดีนี้ต่อไป

“ทรัมป์” สั่งปั๊มน้ำมันลดราคาด่วน ตั้งเป้า 2.5 ดอลลาร์/แกลลอน ลั่นใครโก่งราคาเจอดีแน่

"ทรัมป์" สั่งปั๊มน้ำมันลดราคาด่วน ตั้งเป้า 2.5 ดอลลาร์/แกลลอน ลั่นใครโก่งราคาเจอดีแน่

30 มิ.ย. 2569 13:46 น.

“ทรัมป์” สั่งปั๊มน้ำมันลดราคาด่วน ตั้งเป้า 2.5 ดอลลาร์/แกลลอน ลั่นใครโก่งราคาเจอดีแน่

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกโรงเตือนผู้ค้าปลีกน้ำมันทั่วประเทศ ให้รีบปรับลดราคาหน้าปั๊มลงทันที ชี้ราคาน้ำมันดิบโลกร่วงลงอย่างต่อเนื่องแล้ว ขีดเส้นเป้าหมายที่ 2.50 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ลั่นหากใครยังฝ่าฝืนโก่งราคาจะต้องเผชิญกับ “ปัญหาใหญ่” พร้อมตำหนินโยบายภาษีน้ำมันที่เอาเปรียบประชาชนของรัฐแคลิฟอร์เนีย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย “ทรูธ โซเชียล” ส่งสัญญาณเตือนถึงบรรดาผู้ประกอบการและสถานีบริการน้ำมันค้าปลีกทั่วประเทศ โดยเรียกร้องให้มีการปรับลดราคาน้ำมันลงในทันที เพื่อให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่กำลังดิ่งลง

ทรัมป์ระบุว่า “ผู้ค้าปลีกน้ำมันต้องลดราคางดงามลงทันที! ตอนนี้ราคามันสูงเกินไปเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันดิบที่ร่วงลงมาอยู่ที่ 68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและยังมีแนวโน้มลดลงอีก ผู้ค้าปลีกต้องรีบตอบรับแถลงการณ์นี้ และทำในสิ่งที่ถูกต้อง นั่นคือ ‘ลดราคาเพื่อประชาชนอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่ของเรา!’ จะไม่มีการโก่งราคา ซึ่งเป็นสิ่งผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด ถ้าพวกคุณไม่ทำ ปัญหาใหญ่รออยู่ข้างหน้าแน่! เริ่มตั้งเป้าหมายราคาไว้ที่ประมาณ 2.50 ดอลลาร์ต่อแกลลอนได้เลย” 

นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังได้ใช้โอกาสนี้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายภาษีน้ำมันของรัฐแคลิฟอร์เนียอย่างเผ็ดร้อน โดยกล่าวว่าแคลิฟอร์เนียควรหยุดเก็บภาษีน้ำมันที่แพงมหาโหดเช่นนี้ เพราะอีกไม่นานค่าภาษีอาจจะแพงกว่าราคาน้ำมันเสียด้วยซ้ำ ซึ่งสหรัฐฯ และชาวแคลิฟอร์เนียจะไม่ยอมทนต่อการถูกเอารัดเอาเปรียบจากภาษีที่ไร้สาระรวมถึงจากรัฐบาลท้องถิ่นของพวกเขาเอง

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สัปดาห์ก่อน ทรัมป์ได้สั่งการให้กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เข้าตรวจสอบบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ในข้อหาโก่งราคาน้ำมัน หลังจากพบว่าบริษัทเหล่านี้จงใจไม่ยอมลดราคาขายปลีกหน้าปั๊มให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบต้นทุนที่ร่วงลงอย่างรวดเร็วราวกับก้อนหินตกตึก

ก่อนหน้านี้ ชาวอเมริกันต้องเผชิญกับภาวะค่าน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง จากชนวนเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ นำไปสู่การโจมตีตอบโต้กันไปมา อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เริ่มผ่อนคลายลงหลังมีการประกาศใช้และขยายเวลาข้อตกลงหยุดยิงในเดือนเมษายน ประกอบกับความพยายามทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ทรัมป์ยังได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส ล่าสุดลดลงมาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 70.24 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ข้อมูลจากสมาคมรถยนต์อเมริกัน (AAA) ระบุว่า ณ วันที่ 29 มิถุนายน ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั่วประเทศลดลงมาอยู่ที่ 3.860 ดอลลาร์ต่อแกลลอน จากเดือนก่อนซึ่งอยู่ที่ 4.391 ดอลลาร์ต่อแกลลอน แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.187 ดอลลาร์ต่อแกลลอน

ทั้งนี้ ประเด็นราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่สูงลิ่ว กำลังกลายเป็นความกังวลหลักของกลุ่มผู้บริโภคชาวอเมริกัน และกลายเป็นโจทย์การเมืองข้อใหญ่ของประธานาธิบดีทรัมป์รวมถึงพรรครีพับลิกัน ที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อรักษาเสียงข้างมากในสภาคองเกรสสำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะเปิดฉากขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้.

ที่มา Reuters / FOX Business

ตำรวจคุมเข้ม โค้ชฟุตบอลทีมชาติเกาหลีใต้ถูกขู่ฆ่า หลังทีมตกรอบแรกฟุตบอลโลก

ตำรวจคุมเข้ม โค้ชฟุตบอลทีมชาติเกาหลีใต้ถูกขู่ฆ่า หลังทีมตกรอบแรกฟุตบอลโลก

30 มิ.ย. 2569 12:57 น.

ตำรวจคุมเข้ม โค้ชฟุตบอลทีมชาติเกาหลีใต้ถูกขู่ฆ่า หลังทีมตกรอบแรกฟุตบอลโลก

สำนักงานตำรวจอินชอนสั่งระดมกำลังตำรวจปราบจลาจลและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกว่า 180 นาย คุมเข้มสนามบินอินชอน หวั่นเกิดเหตุไม่คาดคิด หลังแฟนบอลเกาหลีใต้เดือดจัด ขู่ฆ่า “ฮง มยอง-โบ” อดีตหัวหน้าผู้ฝึกสอนที่เพิ่งประกาศลาออกเซ่นผลงานตกรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลโลก 2026

สำนักงานตำรวจเมืองอินชอน และท่าอากาศยานนานาชาติตินชอน ประกาศยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด โดยสั่งตรึงกำลังตำรวจปราบจลาจลและตำรวจสนามบินจำนวน 160 นาย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพิเศษเพิ่มอีก 25 นาย รวมเกือบ 190 นาย เพื่อรับการเดินทางกลับมาของทีมฟุตบอลทีมชาติเกาหลีใต้ หรือ “ขุนพลแทกุกวอร์ริเออร์ส” ในวันนี้ (30 มิ.ย.) หลังจากทำผลงานได้อย่างย่ำแย่จนตกรอบแรกในศึกฟุตบอลโลก

แถลงการณ์จากเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า มาตรการขั้นเด็ดขาดนี้มีขึ้นเพื่อป้องกันอุบัติเหตุและรักษาความปลอดภัยในระหว่างกระบวนการเดินทางเข้าเมืองของนักเตะและทีมงาน โดยยืนยันว่าจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อการกระทำที่ผิดกฎหมายทุกรูปแบบ รวมถึงพฤติกรรมการปาข้าวของใส่ขุนพลนักเตะ

ชนวนเหตุความไม่พอใจทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากเกาหลีใต้ไม่สามารถผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ได้ ทั้งที่นัดแรกโชว์ฟอร์มพลิกแซงชนะสาธารณรัฐเช็กมาได้ แต่กลับมาพ่ายแพ้ในอีก 2 นัดต่อแอฟริกาใต้และเม็กซิโก ส่งผลให้หมดลุ้นโควตาทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุดอย่างเป็นทางการ หลังจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกเอาชนะอุซเบกิสถาน 3-1 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ ฮง มยอง-โบ  อดีตกุนซือวัย 57 ปี ประกาศลาออกจากตำแหน่งทันทีท่ามกลางความผิดหวังของคนทั้งชาติ ขณะที่สถานีโทรทัศน์ช่องหลักของเกาหลีใต้ถึงขั้นต้องเบลอหน้าของเขาในรายงานข่าวราวกับเป็นอาชญากร

ไม่เพียงแต่กระแสวิจารณ์ในแง่ฟุตบอล แต่สถานการณ์ลุกลามไปถึงความปลอดภัยในชีวิต เมื่อมีผู้โพสต์ข้อความขู่ฆ่าอดีตกุนซือรายนี้บนโลกออนไลน์ โดยอ้างว่าเป็นพลเมืองอเมริกันวัย 41 ปี ระบุว่า “ผมจะรับผิดชอบเอง ผมจะไปที่สนามบินอินชอนและฆ่าฮงมยองโบในวันที่เขาเดินทางกลับ” ซึ่งขณะนี้ทางตำรวจนครบาลโซลกำลังเร่งสืบสวนและแกะรอยผู้โพสต์ข้อความดังกล่าว

นอกจากนี้ กระแสต่อนต้านยังขยายวงกว้างไปสู่ภาคธุรกิจ ร้านค้าหลายแห่งในเกาหลีใต้ เช่น บาร์ในเมืองอันยาง และร้านปิ้งย่างในเมืองกิมเจ ต่างขึ้นป้ายประกาศหน้าร้านชัดเจนว่า “ห้าม ฮง มยอง-โบ เข้าใช้บริการ” เพื่อแสดงความประท้วงต่อการวางแทกติกและผลงานที่ไร้ประสิทธิภาพในทัวร์นาเมนต์นี้

นอกเหนือจากเรื่องผลงานในสนามแล้ว ฮง มยอง-โบ และสมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ (KFA) ยังต้องเผชิญกับการตรวจสอบทางกฎหมาย โดยตำรวจเปิดเผยว่าได้รับการร้องเรียนถึง 8 กรณี เกี่ยวกับความไม่โปร่งใสและพฤติกรรมมิชอบในการแต่งตั้งฮงเข้ามารับตำแหน่ง โดยมีการกล่าวหาว่านายจุง มง-กยู  ประธานสมาคมฯ และ อี ลิม-แซง ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค มีพฤติกรรมใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ ซึ่งศาลปกครองโซลเพิ่งมีคำตัดสินยกคำร้องของสมาคมฯ ที่พยายามคัดค้านคำสั่งลงโทษวินัยร้ายแรงจากกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว

ทางด้าน ลี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ได้ออกมาตำหนิผลงานของทีมชาติและกระบวนการทำงานของสมาคมฟุตบอลอย่างเผ็ดร้อน โดยระบุว่า “ในฐานะคนที่รักฟุตบอลคนหนึ่ง ผมรู้สึกตกใจและสับสนกับผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงนี้ นี่คือข้อพิสูจน์อีกครั้งว่า ‘การเลือกใช้คนคือตัวกำหนดทุกสิ่ง’ หากเราเห็นแก่ความจงรักภักดีและพวกพ้องมากกว่าความสามารถ แล้วแต่งตั้งคนไร้ฝีมือขึ้นมาเป็นผู้นำ ผลลัพธ์มันก็มอดไหม้ชัดเจนเหมือนไฟอยู่แล้ว ผมขออภัยต่อประชาชนทุกคนสำหรับความผิดหวังครั้งใหญ่ และเราจะรีบปฏิรูปการบริหารจัดการด้านกีฬาโดยเร็วที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องเหลวไหลเช่นนี้อีก”

สำหรับ ฮง มยอง-โบ ถือเป็นการคุมทีมชาติรอบที่ 2 หลังจากที่เคยพาทีมลุยศึกฟุตบอลโลกปี 2014 ที่บราซิล ซึ่งในครั้งนั้นเกาหลีใต้ก็จอดป้ายเพียงแค่รอบแบ่งกลุ่มเช่นเดียวกัน โดยเกาหลีใต้ถือเป็นขาประจำของฟุตบอลโลกจากการเข้ารอบสุดท้ายติดต่อกันถึง 11 ครั้ง และเคยสร้างประวัติศาสตร์ทะลุเข้าถึงรอบรองชนะเลิศในปี 2002 ที่เป็นเจ้าภาพร่วม.

ที่มา Independent / JoongAng Ilbo

ดินถล่มเหมืองหยกเมียนมา ดับอย่างน้อย 5 ราย สูญหายอีกกว่า 15 คน

ดินถล่มเหมืองหยกเมียนมา ดับอย่างน้อย 5 ราย สูญหายอีกกว่า 15 คน

30 มิ.ย. 2569 11:54 น.

ดินถล่มเหมืองหยกเมียนมา ดับอย่างน้อย 5 ราย สูญหายอีกกว่า 15 คน

ฝนมรสุมกระหน่ำพื้นที่เหมืองหยกทางตอนเหนือของเมียนมา ทำให้กองดินและกากแร่จากเหมืองร้างพังถล่มทับผู้เก็บหาเศษหยก เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 5 ราย ขณะที่ยังมีผู้สูญหายราว 15 คน

เดอะ โกลบอล นิว ไลต์ ออฟ เมียนมา สื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลเมียนมา รายงานว่า เกิดเหตุสลดกองกากแร่และดินถล่มทับคนเก็บหาเศษหยก บริเวณใกล้กับหมู่บ้านนัมม่อ ในเขตเมืองพากัน (Hpakant) รัฐคะฉิ่น ทางตอนเหนือของประเทศเมียนมา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงดึกของคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (28 มิ.ย.) โดยรายงานระบุว่า ในขณะที่ผู้เก็บหาเศษหยกประมาณ 20 คน กำลังใช้ไฟสปอตไลต์ส่องเพื่อขุดค้นหาเศษเนื้อหยกที่หลงเหลืออยู่ในพื้นที่เหมืองเก่าที่เลิกใช้งานแล้ว กองกากแร่และเศษหินดินทรายขนาดใหญ่ได้เกิดพังทลายและถล่มลงมาทับร่างของพวกเขาอย่างกะทันหัน เนื่องจากเผชิญกับฝนตกหนักจากพายุมรสุมต่อเนื่องกันหลายวัน จนทำให้โครงสร้างของกองกากแร่เก่าเหล่านั้นสูญเสียความมั่นคงและทรุดตัวลง

ล่าสุด มีการยืนยันผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 5 ราย โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้กู้ร่างขึ้นมาเพื่อส่งมอบให้แก่ครอบครัวไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ขณะเดียวกันยังมีผู้สูญหายที่คาดว่าถูกฝังอยู่ใต้ซากดินและหินอีกประมาณ 15 ราย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น กลุ่มอาสาสมัคร และชาวบ้านในพื้นที่ยังคงร่วมมือกันขุดค้นหาผู้รอดชีวิตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีอุปสรรคจากฝนที่ยังคงตกกระหน่ำลงมา และความเสี่ยงที่จะเกิดดินถล่มซ้ำสองก็ตาม

ทั้งนี้ พื้นที่เมืองพากัน ในรัฐคะฉิ่น ถือเป็นแหล่งขุดพบแร่หยกคุณภาพดีที่สุดและใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเป็นอัญมณีที่ได้รับความนิยมอย่างมากในวัฒนธรรมเอเชียและสร้างมูลค่ามหาศาลในตลาดประเทศจีน อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเหมืองหยกในเมียนมาส่วนใหญ่ยังขาดการควบคุมดูแลที่ได้มาตรฐาน ทำให้อุบัติเหตุรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากเกิดขึ้นเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูมรสุมที่สายฝนจะกัดเซาะหน้าดินและกองขยะแร่ที่สูงชันจนพังทลายลงมา

นอกจากนี้ กลุ่มชาวบ้านที่เข้ามาคุ้ยเขี่ยหาเศษหยกตามเหมืองแร่เก่าที่บริษัทใหญ่ทิ้งไว้ ถือเป็นกลุ่มแรงงานระดับล่างสุดที่ต้องเสี่ยงชีวิตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่อันตรายเพื่อหาเลี้ยงชีพ อีกทั้งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา พื้นที่เมืองพากันยังกลายเป็นสมรภูมิสู้รบอย่างดุเดือดระหว่างกองทัพเมียนมาและกองกำลังฝ่ายต่อต้าน ที่ต่างแย่งชิงสิทธิ์ในการควบคุมและเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากธุรกิจเหมืองหยก นับตั้งแต่เกิดเหตุรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลพลเรือนของอองซานซูจี เมื่อปี 2021 เป็นต้นมา.

ที่มา AFP / Xinhua

ปธน.ปารากวัยประกาศวันหยุด ฉลองโค่นเยอรมนีสร้างประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก

ปธน.ปารากวัยประกาศวันหยุด ฉลองโค่นเยอรมนีสร้างประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก

30 มิ.ย. 2569 11:11 น.

ปธน.ปารากวัยประกาศวันหยุด ฉลองโค่นเยอรมนีสร้างประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก

รัฐบาลปารากวัยประกาศวันหยุดแห่งชาติ หลังทีมฟุตบอลชาติปารากวัยสร้างเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ เอาชนะเยอรมนีในการดวลจุดโทษ ศึกฟุตบอลโลก รอบ 32 ทีมสุดท้าย ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ท่ามกลางการเฉลิมฉลองทั่วประเทศ

นายซานติอาโก เปนญา ประธานาธิบดีปารากวัย ประกาศให้วันอังคารที่ 30 มิถุนายนนี้ เป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศได้ร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ หลังจากทีมฟุตบอลทีมชาติปารากวัยสร้างหนึ่งในการล้มยักษ์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ด้วยการเอาชนะอดีตแชมป์โลก 4 สมัยอย่างทีมชาติเยอรมนี ในรอบ 32 ทีมสุดท้าย

ปารากวัย ซึ่งผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์มาได้อย่างหวุดหวิดในฐานะทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุด เป็นฝ่ายขึ้นนำก่อนในครึ่งแรกจากการโหม่งของ ฮูลิโอ เอนซิโซ  ก่อนที่ ไค ฮาแวร์ตซ์ จะยิงตีเสมอให้เยอรมนีในครึ่งหลัง ในช่วงต่อเวลาพิเศษ เยอรมนีเกือบได้ประตูชัยจากการโหม่งของ โจนาธาน ทาห์ แต่ถูกริบคืนหลังจากผู้ตัดสินเช็ก VAR ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

จบ 120 นาทีเสมอกัน 1-1 ต้องตัดสินด้วยการดวลจุดโทษ ซึ่งปารากวัยทำเสียวพลาดโอกาสปิดเกมไปถึง 2 ครั้ง ก่อนที่ โฆเซ กานาเล จะยิงจุดโทษผ่านตัว มานูเอล นอยเออร์ ผู้รักษาประตูเยอรมนีเข้าไป ช่วยให้ปารากวัยชนะจุดโทษไป 4-3 ส่งผลให้เยอรมนีเผชิญความพ่ายแพ้ในการดวลจุดโทษเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก

หลังจบการแข่งขัน ผู้นำปารากวัยได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X พร้อมรูปถ่ายขณะลงนามประกาศวันหยุดพิเศษ โดยระบุว่า “ปารากวัยไม่มีวันยอมแพ้! วันหยุดราชการ! วันนี้คนทั้งประเทศกำลังเฉลิมฉลอง ชัยชนะของทีมที่เป็นตัวตนที่แท้จริงของเรา นั่นคือความกล้าหาญ ความศรัทธา และพลังของคนที่ไม่เคยยอมแพ้”

นอกจากนี้ในการประกาศยังระบุเพิ่มเติมว่า ชัยชนะครั้งนี้เป็นมากกว่าเรื่องของกีฬา และรัฐบาลไม่อาจนิ่งเฉยต่อความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ได้ จึงจำเป็นต้องอำนวยความสะดวกให้ชาวปารากวัยทุกคนได้มารวมตัวกันเพื่อเฉลิมฉลองในวันประวัติศาสตร์

ตามกฎหมายของปารากวัย ฝ่ายบริหารมีสิทธิ์ประกาศวันหยุดราชการเพิ่มเติมได้สูงสุด 3 วันต่อปี ซึ่งก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีเปนญาเพิ่งประกาศวันหยุดราชการไปเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว หลังจากปารากวัยคว้าตั๋วกลับไปเล่นฟุตบอลโลกได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2010

ทั้งนี้ ปารากวัยกลายเป็นชาติที่สองในอเมริกาใต้ที่ประกาศวันหยุดฉลองชัยชนะเหนือเยอรมนีในทัวร์นาเมนต์นี้ ตามแดเนียล โนโบอา ประธานาธิบดีเอกวาดอร์ ที่เพิ่งประกาศวันหยุดไปเมื่อสัปดาห์ก่อนหลังพาทีมชนะเยอรมนี 2-1 ในรอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม E

สำหรับด่านต่อไปในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ปารากวัยจะเดินทางไปแข่งขันที่เมืองฟิลาเดลเฟีย ในวันที่ 4 ก.ค. นี้ โดยจะรอพบผู้ชนะระหว่าง ฝรั่งเศส หรือ สวีเดน ต่อไป.

ที่มา REUTERS

ยูเอ็นประณามอิสราเอล ขยายนิคมในเวสต์แบงก์ เรียกร้องยุติทันที

ยูเอ็นประณามอิสราเอล ขยายนิคมในเวสต์แบงก์ เรียกร้องยุติทันที

30 มิ.ย. 2569 10:39 น.

ยูเอ็นประณามอิสราเอล ขยายนิคมในเวสต์แบงก์ เรียกร้องยุติทันที

สหประชาชาติประณามการขยายนิคมชาวยิวและความรุนแรงในเขตเวสต์แบงก์ เรียกร้องให้อิสราเอลยุติการตั้งถิ่นฐานโดยทันที พร้อมแสดงความกังวลต่อการโจมตีพลเรือนทั้งจากผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลและชาวปาเลสไตน์

วันที่ 30 มิถุนายน 2569 นายรามิซ อาลัคบารอฟ ผู้ประสานงานด้านมนุษยธรรมประจำสหประชาชาติ และรองผู้ประสานงานพิเศษเพื่อกระบวนการสันติภาพตะวันออกกลาง กล่าวต่อที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติผ่านระบบวิดีโอ  ย้ำจุดยืนของเลขาธิการสหประชาชาติที่ ประณามอย่างรุนแรงต่อการขยายนิคมชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ พร้อมระบุว่า การตั้งถิ่นฐานและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องต้องยุติลงโดยทันที

อาลัคบารอฟกล่าวว่า สถานการณ์ความรุนแรงและความตึงเครียดในเขตเวสต์แบงก์กำลังน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง พร้อมประณามการใช้ความรุนแรงต่อพลเรือนทุกรูปแบบ รวมถึงการก่อการร้าย และแสดงความกังวลต่อเหตุโจมตีของผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและทวีความรุนแรงขึ้น

ขณะเดียวกัน เขายังแสดงความกังวลต่อการโจมตีของชาวปาเลสไตน์ต่อชาวอิสราเอล โดยย้ำว่า ผู้ก่อเหตุทุกฝ่ายจะต้องถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้ ผู้แทนยูเอ็นยังแสดงความห่วงใยต่อความพยายามเปลี่ยนแปลงสถานะเดิมของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในนครเยรูซาเล็ม พร้อมย้ำว่าต้องเคารพข้อตกลงเดิมและบทบาทพิเศษของราชอาณาจักรจอร์แดนในการดูแลพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์.

ที่มา AP