ประธานศาลรธน.นำนศ.หลักสูตรบยร1.ศึกษาดูงานจ.เชียงราย

ประธานศาลรธน.นำนศ.หลักสูตรบยร1.ศึกษาดูงานจ.เชียงราย

ประธานศาลรธน.นำนศ.หลักสูตรบยร1.ศึกษาดูงานจ.เชียงราย

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.56 น.

ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ศ.ดร.นครินทร์ เมฒไตรรัตน์ พร้อมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย นาย อุดม สิทธิวิรัชธรรม นาย อุดม รัฐอมฤต นาย สุเมธ รอยกุลเจริญ และ นาย สราวุธ ทรงศิวิไล พร้อมทั้งเลขาธิการ นางสาว ร่มปรางค์ สวมประคำ รองเลขาธิการ นาง ฉัตรแก้ว เลิศไพฑูรย์ ได้นำผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตร “ผู้บริหารในกระบวนการยุติธรรมทางรัฐธรรมนูญ”(บยร.1) อาทิเช่น คุณ ภรณี  ลีนุตพงษ์  (ประธานรุ่น) คุณ โอฬาร แพพ่วง คุณ วรเดช วีระเวคิน คุณ อัจราพร นาคสาร คุณ สิริยา หอมสุวรรณ รศ.ดร.ธาตรี มหันตรัตน์ คุณ พจีกานต์ สวัตติวงศ์ คุณ พรพินี ปลูกเจริญ คุณ อลิศรา  พรหมโชติชัย คุณ ยุทธกิจ  เจียรสุวรรณภาส คุณ เสรี ลีเกษม เป็นต้น ไปรับฟังบรรยายสรุปที่หอประชุมจังหวัดเชียงราย เพื่อทราบข้อมูลต่างๆ ของจังหวัดชายแดน ทั้งด้านความมั่นคงในหลากมิติ เศรษฐกิจ การค้าชายแดน การคมนาคม (รถไฟทางคู่ ที่จะมีมาถึงจ.เชียงรายเป็นครั้งแรก) ศาสนา ศิลปะวัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดจน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนผลกระทบที่จะเกิดจากเขื่อนกาลัมป้าในจีนส่งผลกระทบอย่างไรต่อแม่น้ำโขง โดยมีท่านผู้ว่าราชการ จังหวัด คือ นาย ชูชีพ พงษ์ไชย ได้บรรยายในภาพรวมอย่างเป็นระบบ ไม่มีการเขียนบทเพื่อมาบรรยาย แต่สามารถทำให้ผู้เข้ารับการอบรมได้เห็นภาพรวมในมุมมองต่างๆได้อย่างกระจ่างชัดอย่างยิ่ง เป็นประโยชน์อย่างมาก

จากนั้นได้ไปที่วัดพระแก้ว เพื่อทำบุญและสวดมนต์ ทำสมาธิ “ขอถวายพระกุศล แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา” ทุกคนตั้งจิตด้วยใจภักดีอย่างสำรวมในธรรมอย่างสงบ การศึกษาดูงานในครั้งนี้ ใช้เวลา3วัน 15-17มิถุนายน  วันนี้จึงเป็นกิจกรรมวันแรกของการมาศึกษาดูงานภายในประเทศครั้งที่สอง

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณสองสมาคมนักเรียนเก่าภาคพื้นยุโรป-ฝรั่งเศส ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลพระบรมศพฯ

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณสองสมาคมนักเรียนเก่าภาคพื้นยุโรป-ฝรั่งเศส ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลพระบรมศพฯ

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณสองสมาคมนักเรียนเก่าภาคพื้นยุโรป-ฝรั่งเศส ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลพระบรมศพฯ

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.47 น.

สองนายกสมาคมนักเรียนเก่าฯ ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพฯ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา นายศิรเวท ศุขเนตร นายกสมาคมนักเรียนเก่าภาคพื้นยุโรป ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วย คุณเปรมิกา สุจริตกุล นายกสมาคมนักเรียนเก่าฝรั่งเศส ในพระบรมราชูปถัมภ์ และคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังในการนี้ คณะผู้บริหารและตัวแทนจากทั้งสองสมาคมฯ ได้ร่วมในพิธีสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ ด้วยความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและต่อนักเรียนเก่าภาคพื้นยุโรปและฝรั่งเศสเสมอมา ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ศูนย์อายุรกรรมประสาทและสมอง คืออะไร ดูแลโรคอะไรบ้าง?

ศูนย์อายุรกรรมประสาทและสมอง คืออะไร ดูแลโรคอะไรบ้าง?

ศูนย์อายุรกรรมประสาทและสมอง คืออะไร ดูแลโรคอะไรบ้าง?

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.34 น.

ศูนย์อายุรกรรมประสาทและสมอง คืออะไร รักษาโรคเกี่ยวกับอะไร

อาการปวดศีรษะเรื้อรัง เวียนหัว บ้านหมุน หรือชาปลายมือปลายเท้า อาจเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเกี่ยวข้องกับโรคระบบประสาทและสมองโดยตรง ซึ่งการเข้ารับการตรวจที่ศูนย์อายุรกรรมประสาทและสมองจะช่วยให้วินิจฉัยสาเหตุได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วมากขึ้น

หลายคนอาจยังไม่แน่ใจว่าศูนย์อายุรกรรมประสาทและสมองดูแลโรคอะไรได้บ้างและควรเข้ารับบริการเมื่อมีอาการระดับไหน บทความนี้จะพาไปรู้จักตั้งแต่ขอบเขตการรักษา ไปจนถึงแนวทางการดูแล เพื่อให้ตัดสินใจดูแลสุขภาพสมองได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น

ศูนย์อายุรกรรมประสาทและสมอง คืออะไร?

ศูนย์อายุรกรรมประสาทและสมอง (Neurology Center) คือหน่วยบริการทางการแพทย์เฉพาะทางที่มุ่งดูแล วินิจฉัย และรักษาความผิดปกติของระบบประสาท ครอบคลุมทั้งสมอง ไขสันหลัง เส้นประสาท และกล้ามเนื้อ โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท (Neurologist) เป็นผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการหรือความเสี่ยงของโรคระบบประสาท เช่น โรคหลอดเลือดสมอง ไมเกรน โรคลมชัก พาร์กินสัน หรือภาวะสมองเสื่อม

ภายในศูนย์อายุรกรรมประสาทและสมองจะมีการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยเพื่อช่วยในการวินิจฉัย เช่น การตรวจ MRI, CT Scan และ EEG เพื่อค้นหาสาเหตุของอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมวางแผนการรักษาที่เหมาะสมในแต่ละบุคคล ทั้งการใช้ยา การฟื้นฟูด้วยกายภาพบำบัด และการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว

ศูนย์อายุรกรรมประสาทและสมอง รักษาโรคอะไรได้บ้าง?

ความผิดปกติของระบบประสาทและสมองเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่อาการเล็กน้อยไปจนถึงภาวะรุนแรง ซึ่งศูนย์อายุรกรรมประสาทและสมองดูแลและรักษาโรคได้อย่างครอบคลุม ดังนี้

  • โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke): เกิดจากหลอดเลือดในสมองตีบ อุดตัน หรือแตก ทำให้สมองขาดเลือด ส่งผลให้มีอาการอ่อนแรง ชาครึ่งซีก พูดไม่ชัด หรือสูญเสียการมองเห็น หากไม่รักษาทันอาจเสี่ยงอัมพาตหรือเสียชีวิตได้
  • โรคปวดศีรษะและไมเกรน (Headache & Migraine): อาการปวดศีรษะที่เกิดจากความเครียดหรือหลอดเลือดสมองผิดปกติ มักปวดข้างเดียว ร่วมกับคลื่นไส้ อาเจียน และไวต่อแสงเสียง
  • โรคสมองเสื่อม (Dementia): ภาวะที่การทำงานของสมองลดลง ทำให้ความจำเสื่อม สับสน และไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ
  • โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก (Bell’s Palsy): เส้นประสาทใบหน้าอักเสบ ทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงครึ่งซีก ยิ้มไม่ได้ หรือปิดตาไม่สนิท
  • โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease): ความเสื่อมของเซลล์สมองที่ควบคุมการเคลื่อนไหว ทำให้เกิดอาการสั่น เคลื่อนไหวช้า กล้ามเนื้อแข็ง และทรงตัวลำบาก
  • โรคปลายประสาทอักเสบ (Peripheral Neuropathy): เส้นประสาทส่วนปลายถูกทำลาย ทำให้มีอาการชา ปวดแสบปวดร้อน หรืออ่อนแรงที่แขนและขา ส่งผลต่อการเดินและการใช้ชีวิต

โรคเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยการวินิจฉัยที่แม่นยำและการดูแลอย่างต่อเนื่อง การเข้ารับบริการที่แผนกอายุรกรรมประสาทและสมองจึงช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาและควบคุมอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ศูนย์อายุรกรรมประสาทและสมอง ทำหน้าที่อะไรบ้าง?

นอกจากการดูแลรักษาโรคระบบประสาทแล้ว ศูนย์อายุรกรรมประสาทและสมองยังมีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพสมองและระบบประสาทตั้งแต่การตรวจวินิจฉัยไปจนถึงการฟื้นฟูและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ดังนี้

  • ตรวจประเมินและวินิจฉัยอาการทางระบบประสาท: หมอระบบประสาทและสมองจะตรวจประเมินอาการผิดปกติ เช่น ปวดศีรษะเรื้อรัง เวียนศีรษะ ชา อ่อนแรง แขนขาไม่มีแรง หรือมีความผิดปกติด้านความจำ
  • ตรวจด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์เฉพาะทาง: ใช้เครื่องมือวินิจฉัยที่ทันสมัย เช่น MRI, CT Scan, EEG และการตรวจระบบประสาทอื่น ๆ เพื่อช่วยให้แพทย์วิเคราะห์ความผิดปกติได้อย่างแม่นยำ
  • วางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล: แพทย์ระบบประสาทและสมองจะออกแบบแนวทางการรักษาให้เหมาะกับอาการและความรุนแรงของโรคในแต่ละราย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยา การปรับพฤติกรรมสุขภาพ หรือการรักษาร่วมกับสหสาขาวิชาชีพ
  • ดูแลภาวะฉุกเฉินทางระบบประสาท: หมอระบบประสาทจะให้การดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะเร่งด่วน เช่น โรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน หรืออาการชัก เพื่อให้ได้รับการรักษาทันเวลา ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน
  • ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยระบบประสาท: สนับสนุนการฟื้นฟูผ่านกายภาพบำบัด การฝึกการเคลื่อนไหว หรือการฟื้นฟูด้านการสื่อสาร เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น
  • ติดตามอาการและดูแลระยะยาว: สำหรับโรคเรื้อรัง เช่น พาร์กินสัน สมองเสื่อม หรือโรคลมชัก ศูนย์อายุรกรรมประสาทและสมองจะมีการติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับแผนการรักษาให้เหมาะสม
  • ให้คำแนะนำในการป้องกันและดูแลสุขภาพสมอง: แพทย์จะให้ความรู้เกี่ยวกับการลดปัจจัยเสี่ยง การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต และแนวทางดูแลสุขภาพสมอง เพื่อช่วยป้องกันการเกิดโรคในอนาคต

อาการทางระบบประสาท มีอะไรบ้าง?

อาการผิดปกติของระบบประสาทอาจเริ่มจากสัญญาณเล็ก ๆ ที่หลายคนมองข้าม แต่บางกรณีอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงได้ หากมีอาการเหล่านี้ต่อเนื่องควรพิจารณาเข้ารับการตรวจที่ศูนย์อายุรกรรมประสาทและสมอง

  • ปวดศีรษะเรื้อรังหรือปวดรุนแรงผิดปกติ
  • เวียนศีรษะ บ้านหมุน เสียการทรงตัว
  • ชาหรืออ่อนแรงที่แขน ขา หรือใบหน้า
  • พูดไม่ชัด สื่อสารลำบาก
  • การมองเห็นผิดปกติ เช่น มองภาพซ้อน เห็นภาพไม่ชัด หรือสูญเสียการมองเห็นบางส่วน
  • ความจำลดลง หรือสับสนง่าย
  • อาการชัก เกร็ง หรือหมดสติ
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเคลื่อนไหวผิดปกติ
  • ปวดแสบ ปวดร้อน หรือเสียวซ่าตามร่างกาย

หากมีอาการเหล่านี้โดยเฉพาะแบบเฉียบพลันหรือเป็นต่อเนื่องไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ การเข้ารับการตรวจอย่างเหมาะสมจะช่วยให้วินิจฉัยและรักษาได้ทัน

ศูนย์อายุรกรรมประสาทและสมอง ทางเลือกเพื่อการดูแลสมองอย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบประสาทและสมองเป็นศูนย์กลางสำคัญของร่างกาย เมื่อเกิดความผิดปกติย่อมส่งผลต่อการใช้ชีวิตในหลายด้าน สำหรับผู้ที่กำลังมองหาว่าจะเข้าไปใช้บริการศูนย์ระบบประสาทและสมองที่ไหนดี โรงพยาบาลวิภาวดี ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่มีศูนย์อายุรกรรมประสาทและสมองให้บริการอย่างครบครัน ด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย รวมถึงมีการดูแลอย่างต่อเนื่องและฟื้นฟูผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ จึงเหมาะสำหรับทั้งผู้ที่มีอาการผิดปกติและผู้ที่ต้องการตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อให้สามารถดูแลสมองและระบบประสาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

  • Facebook: Vibhavadi Hospital
  • Line: @Vibhavadihospital
  • Email: custserv@vibhavadi.com
  • Tel: 02-058-1111 หรือ 02-561-1111

Life & Health : รู้จักบทบาทเภสัชกรไทย..ผู้พิทักษ์ความปลอดภัยด้านยาและสุขภาพ คู่สังคมไทย

Life&Health : รู้จักบทบาทเภสัชกรไทย..ผู้พิทักษ์ความปลอดภัยด้านยาและสุขภาพ คู่สังคมไทย

Life&Health : รู้จักบทบาทเภสัชกรไทย..ผู้พิทักษ์ความปลอดภัยด้านยาและสุขภาพ คู่สังคมไทย

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

ในโลกปัจจุบันที่นวัตกรรมทางการแพทย์ก้าวล้ำไปอย่างไม่หยุดยั้ง “ยา” ไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยสี่ในการรักษาโรคเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่มีทั้งคุณอนันต์และโทษมหันต์หากใช้ไม่ถูกวิธี ท่ามกลางกระบวนการดูแลสุขภาพที่ซับซ้อนนี้ “เภสัชกร” คือวิชาชีพที่ยืนหยัดอยู่แถวหน้าในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านยาที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างตัวยากับผู้ป่วย เพื่อให้เกิดความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่าสูงสุดในการรักษา

ข้อมูลจาก เภสัชกรปรีชา พันธุ์ติเวช นายกสภาเภสัชกรรม เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติวิชาชีพ พศ.2537 ฉบับปรับปรุงปัจจุบัน “วิชาชีพเภสัชกรรม”[ หมายความว่า วิชาชีพที่เกี่ยวกับการกระทำในการเตรียมยา การผลิตยา การประดิษฐ์ยา การเลือกสรรยา การวิเคราะห์ยา การควบคุมและการประกันคุณภาพยา การปรุง และการจ่ายยาตามใบสั่งยาของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ การปรุงยา การจ่ายยา การขายยา และการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยยาและกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับยา การให้คำแนะนำปรึกษาและการคุ้มครองผู้บริโภคด้านยา รวมทั้งการดำเนินการหรือร่วมกับผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์และสาธารณสุขในการค้นหา ป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้ยา

สภาเภสัชกรรม ในฐานะองค์กรควบคุมวิชาชีพ ตาม พ.ร.บ. วิชาชีพเภสัชกรรม ตระหนักดีว่าบทบาทของเภสัชกรไทยในปัจจุบันได้วิวัฒนาการไปไกลกว่าการ “จ่ายยา” ตามใบสั่งยาเพียงอย่างเดียว แต่บทบาทของเภสัชกรได้แทรกซึมอยู่ในทุกมิติของวงจรสุขภาพ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อเคียงคู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน ดังนี้

1. เภสัชกรอุตสาหการ: ต้นน้ำแห่งคุณภาพและความมั่นคงทางยา

เบื้องหลังยาทุกเม็ด ทุกขวด ทุกหลอดที่ส่งถึงมือประชาชน คือการทำงานอย่างเข้มงวดของเภสัชกรในภาคอุตสาหกรรม เริ่มตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) การควบคุมคุณภาพการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล (GMP) ไปจนถึงการขึ้นทะเบียนตำรับยาเพื่อให้มั่นใจว่ายาที่ผลิตในประเทศหรือนำเข้ามีมาตรฐานความปลอดภัยเท่าเทียมระดับโลก บทบาทนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้าง “ความมั่นคงทางยา” ให้แก่ประเทศไทย โดยเฉพาะในภาวะวิกฤตที่การพึ่งพาตนเองด้านยาเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด

2. เภสัชกรขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์: จุดเริ่มต้นของความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์

ยาและเครื่องมือแพทย์จะสามารถนำเข้าในประเทศได้หรือไม่ เภสัชกรชึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์มีตวามสำคัญเป็นอย่างมากในการจัดทำรายละเอียดงาน เตรียมและยื่นเอกสาร ติดตามผลการยื่นขึ้นทะเบียนยาและเครื่องมือแพทย์ จนกว่าจะได้รับการอนุมัติในประเทศไทย จัดทำเอกสารขึ้นทะเบียน การต่อใบอนุญาตและขอใบอนุญาตต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กับผลิตภัณฑ์ให้ทันกับการนำเข้าและจำหน่าย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ติดต่อและประสานงานกับหน่วยงานภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชน ในการเตรียมเอกสาร สนับสนุนข้อมูล สำคัญ ในการ
ยื่นขึ้นทะเบียนยาและเครื่องมือแพทย์ ทบทวนข้อกำหนดและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยาและเครื่องมือทางการแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ควบคุมการจัดทำฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้เป็นปัจจุบัน และรายงานต่อฝ่ายบริหาร สรุปข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่จะหมดอายุและข้อมูลอื่น ๆ และนำเสนอต่อฝ่ายบริหาร ปฏิบัติข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด อื่นๆ ที่ได้รับมอบหมาย

3. เภสัชกรโรงพยาบาลและบริบาลเภสัชกรรม: หัวใจสำคัญในระบบการรักษา

ในสถานพยาบาลทุกระดับไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาล
ส่งเสริมระดับตำบล ศูนย์บริการทางการแพทย์ โรงพยาบาลเอกชน เภสัชกรทำหน้าที่ทำงานร่วมกับสหวิชาชีพ ทั้งแพทย์และพยาบาล เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย (Individualized Medicine) เภสัชกรทำหน้าที่ตรวจความถูกต้องของชนิดยา ขนาดยาที่ใช้ สอบความซ้ำซ้อน ป้องกันการแพ้ยา และเฝ้าระวังอันตรกิริยาระหว่างยา (Drug Interaction) การส่งมอบยาและการให้คำปรึกษาเรื่องการใช้ยา นอกจากนี้ บทบาทเภสัชกรโรงพยาบาลเฉพาะทาง เช่น เภสัชกร โรคมะเร็ง หรือเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญด้านการติดเชื้อ ยังเป็นกลไกหลักที่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยโรคซับซ้อน

4. เภสัชกรชุมชน (ร้านยา): “ที่พึ่งแรก” ของประชาชน

ร้านยามาตรฐาน กว่าหลายหมื่นแห่งทั่วประเทศ คือด่านหน้าของระบบสาธารณสุข เภสัชกรชุมชนทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพเบื้องต้นที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายที่สุด เราไม่เพียงจ่ายยาเพื่อบรรเทาอาการ แต่ยังทำหน้าที่คัดกรองโรคเรื้อรัง ให้คำแนะนำการส่งต่อผู้ป่วย และที่สำคัญที่สุดคือการเป็น “ศูนย์การเรียนรู้ด้านสุขภาพ” ในชุมชน ช่วยให้คนไทยหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม ยาชุด หรือยาสมุนไพรที่ปนเปื้อนสารอันตราย

5. เภสัชกรปฐมภูมิ: การดูแลสุขภาพเชิงรุกถึงครัวเรือน

ในยุคของการดูแลสุขภาพเชิงรุก เภสัชกรปฐมภูมิได้ก้าวออกจากเคาน์เตอร์จ่ายยาลงพื้นที่สู่บ้านของผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง เพื่อติดตามผลการใช้ยาในสภาพแวดล้อมจริง ตรวจสอบการเก็บรักษายาที่บ้าน ยาเหลือใช้ และลดปัญหาการใช้ยาผิดพลาด ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพระดับครอบครัว ทำให้การรักษามีความต่อเนื่องและไร้รอยต่อ

6. เภสัชกรคุ้มครองผู้บริโภค: เกราะป้องกันความปลอดภัยของสังคม

เภสัชกรที่การทำงานในหน่วยงานภาครัฐ เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เภสัชกรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและกำกับดูแลผลิตภัณฑ์สุขภาพในท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็นยา เครื่องสำอาง อาหารเสริม หรือเครื่องมือแพทย์ เพื่อคุ้มครองประชาชนจากการโฆษณาชวนเชื่อที่เกินจริง และป้องกันผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานไม่ให้เข้าสู่ร่างกายของคนไทย

7. เภสัชกรการตลาด: ข้อมูลถูกต้องสู่บุคลากรทางการแพทย์และประชาชน

บริหารเภสัชกิจ เป็นงานเภสัชกรรมการตลาด คือบทบาทที่รวมทักษะความรู้ทางเภสัชกรรมกับการตลาดเข้าด้วยกัน ซึ่งนอกจากจะมีหน้าที่ดูแลข้อมูลผลิตภัณฑ์ยาอย่างละเอียด เพื่อช่วยทีมขายและผู้แทนจำหน่ายในการนำข้อมูลผลิตภัณฑ์ถูกต้องให้กับบุคคลากรทางการแพทย์และประชาชนแล้ว ยังต้องประสานงานกับฝ่ายขึ้นทะเบียนและโรงงานผลิตอย่างใกล้ชิด หลายคนเข้าใจว่าผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์ยาเป็นแค่ผู้แทนขาย แต่จริงๆ แล้วตำแหน่งนี้ทำหน้าที่มากกว่า เช่น การเป็นวิทยากรฝึกอบรมข้อมูลผลิตภัณฑ์กับทีมขาย การวางแผนกลยุทธ์การตลาดเพื่อส่งเสริมสินค้า รวมถึงออกบูธตามงานสัมมนาหรือกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างความรู้และเพิ่มการรับรู้แบรนด์ให้กับกลุ่มเป้าหมาย จุดเด่นของงานนี้คือโอกาสได้เรียนรู้ด้านธุรกิจและเภสัชกรรมไปพร้อมกัน รวมทั้งได้เป็นพิธีกรงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งถือเป็นการเพิ่มประสบการณ์และความภูมิใจในงานที่ทำ สำหรับใครที่สนใจงานนี้ ควรเตรียมความรู้ทั้งด้านเภสัชกรรมและการตลาดให้แข็งแรง ลงมือฝึกฝนการสื่อสาร และเรียนรู้วิธีประสานงานหลายฝ่าย เพราะงานนี้ต้องทำงานร่วมกับฝ่ายต่างๆ ตั้งแต่โรงงานไปจนถึงฝ่ายขายเพื่อให้สินค้าประสบความสำเร็จในตลาด สุดท้ายแล้ว  เภสัชกรการตลาด ถือเป็นสายงานที่มีความหลากหลายและเปิดโอกาสพัฒนาอย่างต่อเนื่องเหมาะสำหรับเภสัชกรที่ต้องการก้าวไปสู่บทบาทที่ท้าทายและสนุกกับการเรียนรู้ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

ความท้าทายและก้าวต่อไปของวิชาชีพ

ในวาระที่สังคมไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” และการมาถึงของเทคโนโลยี Digital Health บทบาทของเภสัชกรต้องปรับเปลี่ยนไปสู่การเป็น “ที่ปรึกษาด้านสุขภาพดิจิทัล” (Digital Health Advisor) การใช้ระบบเภสัชกรรมทางไกล (TelePharmacy) เพื่อให้
คำปรึกษาทางไกล และการประยุกต์ใช้ระบบฐานข้อมูลยา (Big Data) เพื่อติดตามความปลอดภัยในระดับประชากร เป็นสิ่งที่สภาเภสัชกรรมกำลังมุ่งเน้นส่งเสริม อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปเพียงใด หัวใจหลักของวิชาชีพเภสัชกรรมยังคงเดิม คือ “จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ คุณธรรม และความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์”

โดยสรุป เภสัชกรไทยในทุกแขนง ไม่ว่าจะทำงานในสถานพยาบาลที่มีผู้ป่วยแออัด หรือในร้านยาที่ใกล้ชิดชุมชน หรือเภสัชกรการตลาดในภาคเอกชน เภสัชกรคุ้มครองผู้บริโภค เภสัชกรในภาคการศึกษา เภสัชกรวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทุกท่านคือฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ระบบสาธารณสุขไทยเข้มแข็ง สภาเภสัชกรรมขอให้คำมั่นว่า จะมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพของเภสัชกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เภสัชกรเป็นวิชาชีพที่ประชาชนเชื่อมั่นและไว้วางใจเสมอมา สภาเภสัชกรรมเคียงข้าง สร้างวิชาชีพชั้นนำ ทำให้ประชาชนวางใจ (Together Talent Trust) เพราะความปลอดภัยของผู้ป่วย คือความภาคภูมิใจของเรา เภสัชกรไทยจะยังคงทำหน้าที่เป็นผู้คุ้มครองสุขภาพ เคียงข้างสังคมไทยในทุกย่างก้าว เพื่อสร้างสังคมที่ใช้ยาอย่างสมเหตุผลและประชาชนมีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืนตลอดไป

ผศ.(พิเศษ) ดร.ภก.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

กรรมการ ราชวิทยาลัยเภสัชกรรมแห่งประเทศไทย

คุณแหน : 17 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 17 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 17 มิถุนายน 2569

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

ll พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระเกียรติยศ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สูงสุดตามโบราณราชประเพณี พร้อมพระราชทาน พระโกศทองใหญ่ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 9 สำหรับทรงพระศพ และพระราชทานพระสัปตปฎลเศวตฉัตร คือฉัตรขาวเจ็ดชั้น กลางกั้นพระโกศ

ll พระโกศทองใหญ่ ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 9 เป็นพระโกศทองใหญ่องค์ที่สาม โดยพระโกศทองใหญ่องค์แรก สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 ส่วนพระโกศทองใหญ่ องค์ที่สอง สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 พระโกศทองใหญ่ รัชกาลที่ 9 สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2543 เพื่อใช้ในการพระราชพิธีพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

ll โจ อานันทเดชน์ อมาตยกุล นักธุรกิจใหญ่ผู้แสนจะติดดิน ไปเที่ยวประเทศหนึ่งที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษ โดยไปเที่ยวกับเพื่อนผู้ชาย แล้วดันเปิด
ห้องพักเพียงห้องเดียว คราวนี้ก็เลยว้าวุ่นเมื่อพนักงานในโรงแรมมองนักท่องเที่ยวคู่นี้ด้วยสายตาที่บ่งบอกว่าแสนสงสัย เอ๊ะ ๆ ๆ เขาเป็นอะไรกันหนอ นี่แหละหนอผลของความประหยัดของเจ้าสัวโจ

ll เจม นันทวุฒิ ภิรมย์ภักดี หลานชาย คุณหญิงหมัด ม.ร.ว.มาลินี จักรพันธุ์ มีแววเด่นว่าน่าจะเป็นนักร้องนักดนตรีดัง เพราะเล่นและร้องได้ดี ในขณะเดียวกันก็น่าจะเป็นนักแข่งรถฟอร์มูลาระดับโลกอีกด้วย แต่แม้จะมากความสามารถ คุณแม่คือ บิ๋ง นันทมาลี ภิรมย์ภักดี ก็ยังยืนยันว่าห้ามทิ้งการเรียนเป็นอันขาด ต้องเรียนให้จบแล้วกลับมาช่วยครอบครัวทำธุรกิจ ส่วนจะมีงานอดิเรกหรืออาชีพเสริมใดๆ ก็ให้อิสระเต็มที่ 

ททท. ปลุกกระแสการท่องเที่ยวเชิงผจญภัย สัมผัสช่วงเวลาแห่งการค้นพบ

ททท. ปลุกกระแสการท่องเที่ยวเชิงผจญภัย สัมผัสช่วงเวลาแห่งการค้นพบ

ททท. ปลุกกระแสการท่องเที่ยวเชิงผจญภัย สัมผัสช่วงเวลาแห่งการค้นพบ

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.45 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยด้านตลาดในประเทศ เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยปี 2569 อย่างต่อเนื่อง ขานรับยุทธศาสตร์ The New Thailand ที่มุ่งเน้นคุณค่ามากกว่าปริมาณ (Value over Volume) พร้อมสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน กระตุ้นให้คนไทยออกเดินทางและสร้างความทรงจำที่มีคุณค่า ชูแนวคิด Memory of Discovery มุ่งส่งมอบประสบการณ์ที่ตรงใจนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม และกระตุ้นให้คนไทยออกไปสร้างความทรงจำอันทรงคุณค่าใน ‘ช่วงเวลาแห่งการค้นพบ’

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. กล่าวว่า “จากกระแสการท่องเที่ยวเชิงผจญภัยของกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ ประกอบกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวกลุ่ม Gen Y และกลุ่มผู้มีรายได้สูงที่เริ่มมองหาประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แปลกใหม่จากเดิม ททท. จึงเปิดตัวโครงการ ‘ONLY MEN ผู้ชายสายลุย’ เพื่อนำเสนอประสบการณ์ผ่านกิจกรรมผจญภัยกลางแจ้ง ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ซึ่งตอบโจทย์การท่องเที่ยวแบบ ‘ลงมือทำจริง’ ควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์สินค้าทางการท่องเที่ยวระดับพรีเมียม เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพสูงที่ชอบความท้าทาย โดยนำเสนอผ่านแนวคิด ‘Design your limits with your destination’

โดยต่อยอดโครงการด้วยการจัดแคมเปญส่งเสริมการตลาดและกระตุ้นการขาย ในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2569 ผ่าน 3 กิจกรรมหลัก MEN ON LEAVE ลา…ออกไปใช้ชีวิต กิจกรรมประกวดภาพถ่ายนำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวสายลุย MEN ON DEAL แจกดีลส่วนลดพิเศษสำหรับกิจกรรม เส้นทางท่องเที่ยว และอุปกรณ์สายลุย MEN ON LEAVE: OFF THE MAP EXPERIENCE เอ็กคลูซิฟทริปแนวผจญภัยร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์สายลุยคนดัง ซึ่ง ททท. ได้ร่วมมือกับพันธมิตรและครีเอเตอร์มาช่วยกันสร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นให้เกิดการเดินทาง และสร้างการรับรู้โครงการในวงกว้าง  นายอภิชัย กล่าว

ในการนี้ ททท. โดยด้านตลาดในประเทศ คาดว่าโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยว ขยายฐานตลาดใหม่ และเพิ่มค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ พร้อมทั้งยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้เป็น “เวทีแห่งการผจญภัยและการค้นพบตัวตนระดับโลก” สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและกิจกรรมต่าง ๆ ของโครงการ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: Only Men www.facebook.com/onlymenthailand

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมถวายน้ำสรงพระศพ พร้อมจัดพิธีถวายความอาลัย ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมถวายน้ำสรงพระศพ  พร้อมจัดพิธีถวายความอาลัย ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมถวายน้ำสรงพระศพ พร้อมจัดพิธีถวายความอาลัย ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.14 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำโดย ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา เข้าถวายน้ำสรงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เบื้องหน้าพระรูป ซึ่งประดิษฐาน ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2569

ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภา มธ. และ ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มธ. ถวายน้ำสรงพระศพ

สำหรับวันที่ 15 มิถุนายน 2569 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประกอบด้วย 4 ศูนย์การศึกษา ได้แก่ ท่าพระจันทร์ ศูนย์รังสิต ศูนย์ลำปาง และศูนย์พัทยา จัดพิธีถวายความอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เบื้องหน้าพระรูปเพื่อน้อมถวายความอาลัย และด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

โดยมีคณะผู้บริหารเข้าร่วมฯ อาทิ ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รศ.ดร.ดำรงค์ อดุลยฤทธิกุล รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ผศ.ดร.ชยกฤต อัศวธิตานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ รศ.ดร.จิรพล สังข์โพธิ์ รองอธิการบดี ฝ่ายบริหารท่าพระจันทร์และการดิจิทัล รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์พัทยาและสุขศาสตร์ รศ.ดร.สุปรีดี ฤทธิรงค์ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ ผศ.ดร.อรพรรณ ยลระบิล รองอธิการบดีฝ่ายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์และการสร้างคุณค่าทางวิสาหกิจ ผศ.พิมพ์ฉัตร รสสุธรรม
ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์ลำปาง รศ.ดร.ณัฐดนย์ พรรณุเจริญวงษ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์พัทยา รศ.ประไพพิศ มุทิตาเจริญ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร พร้อมทั้งผู้บริหารคณะ คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในระดับปริญญาตรี ปริญญานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับสอง และได้รับพระราชทานปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการบริหารงานยุติธรรม ด้วยพระปณิธานอันแน่วแน่ในการธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม พระองค์ทรงเข้ารับราชการในสายงานอัยการ และทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้านกฎหมายอย่างใกล้ชิดกับประชาชน ทรงพระวิริยอุตสาหะเพื่อเสริมสร้างหลักนิติธรรมและความเสมอภาคในสังคม จนเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและนานาชาติ และได้รับการถวายพระสมัญญาในสื่อมวลชนว่า “เจ้าหญิงนักกฎหมาย”

ตลอดพระชนม์ชีพ พระองค์ทรงประกอบพระกรณียกิจนานัปการ ทั้งด้านกฎหมาย การยุติธรรม การทหาร การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ตลอดจน
การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ด้อยโอกาสในสังคม พระกรณียกิจเหล่านี้ล้วนเป็นประจักษ์พยานแห่งพระเมตตา พระปรีชาสามารถ และทรง
อุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง

สมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำโดย พงษ์เทพ เทพกาญจนา นายกสมาคมฯ พร้อมคณะกรรมการ อาทิ ผาณิต
พูนศิริวงศ์, ดารณี วัธนเวคิน-กิตติพงค์ เศวตกิติธรรม, สถิตย์ ไม้งิ้ว บุคลากร เจ้าหน้าที่สมาคม ร่วมลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เบื้องหน้าพระรูป
ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569

สมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำโดย พงษ์เทพ เทพกาญจนา นายกสมาคมฯ พร้อมคณะกรรมการ อาทิ ผาณิต พูนศิริวงศ์, ดารณี วัธนเวคิน-กิตติพงค์ เศวตกิติธรรม, สถิตย์ ไม้งิ้ว บุคลากร เจ้าหน้าที่สมาคม ร่วมลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เบื้องหน้าพระรูป ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มธ. คณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา ในศูนย์ท่าพระจันทร์ น้อมถวายความอาลัย

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มธ. คณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา ในศูนย์ท่าพระจันทร์ น้อมถวายความอาลัย

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มธ. ลงนามถวายความอาลัย

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มธ. ลงนามถวายความอาลัย

ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานรัฐสภา พร้อมศิษย์เก่า มธ. ร่วมพิธี
ถวายความอาลัย ณ ศูนย์ท่าพระจันทร์

ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานรัฐสภา พร้อมศิษย์เก่า มธ. ร่วมพิธี ถวายความอาลัย ณ ศูนย์ท่าพระจันทร์

ผศ.พิมพ์ฉัตร รสสุธรรม ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์ลำปาง
นำคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาศูนย์พัทยา ร่วมพิธี
ถวายความอาลัย

ผศ.พิมพ์ฉัตร รสสุธรรม ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์ลำปาง นำคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาศูนย์พัทยา ร่วมพิธี ถวายความอาลัย

รศ.ดร.ธีร เจียศิริพงษ์กุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์พัทยา นำคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาศูนย์พัทยา ร่วมพิธี
ถวายความอาลัย

ชาวธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ น้อมถวายความอาลัยอย่างสุดซึ้ง

รศ.ดร.ธีร เจียศิริพงษ์กุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์พัทยา นำคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาศูนย์พัทยา ร่วมพิธี ถวายความอาลัย ชาวธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ น้อมถวายความอาลัยอย่างสุดซึ้ง

รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์พัทยาและ
สุขศาสตร์ นำคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา
ศูนย์พัทยา ร่วมพิธีถวายความอาลัย

รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์พัทยาและ สุขศาสตร์ นำคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา ศูนย์พัทยา ร่วมพิธีถวายความอาลัย

เมื่อประชาชนประสบภัย การมีที่ให้พึ่งพาคือหัวใจสำคัญ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

เมื่อประชาชนประสบภัย การมีที่ให้พึ่งพาคือหัวใจสำคัญ  มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

เมื่อประชาชนประสบภัย การมีที่ให้พึ่งพาคือหัวใจสำคัญ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.05 น.

ยามเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติ โดยเฉพาะ “อุทกภัย” ชื่อหน่วยงานที่หลายคนคุ้นหูและภาพจำที่หลายคนคุ้นตา นั่นคือ “มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย” ที่อยู่เคียงข้างและเป็นที่พึ่งของผู้ประสบภัยมายาวนานกว่า 30 ปี โดยมีสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา
นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย หรือที่ทุกคนคุ้นเคยในพระนามว่า “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา” หรือ “พระองค์ภาฯ” ภาพของพระองค์ที่ทรงลงพื้นที่ประสบภัย พร้อมกับน้ำพระทัยที่หลั่งไหล
ดั่งสายธารแห่งพระเมตตานั้นยังคงตราตรึงอยู่ในห้วงดวงใจของพสกนิกรไทย ที่พระองค์ทรงเป็นที่พึ่งพิงและเป็นที่พึ่งพาให้กับพวกเขาตราบจนทุกวันนี้

ภาพคุ้นชินของพสกนิกรไทยกับการที่พระองค์ภา ทรงลงไปให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ที่ประสบภัยด้วยพระองค์เอง ยังคงเป็นภาพที่ประทับอยู่ในจิตใจอันสัมผัสได้ถึงน้ำพระทัยที่ทรงมีอย่างเปี่ยมล้น เพื่อช่วยเหลือพสกนิกรของพระองค์ให้พ้นจากความทุกข์ยาก ทั้งภาพที่ทรงแจกถุงยังชีพด้วยพระองค์เอง ภาพทรงช่วยประกอบอาหารร่วมกับพระมารดา พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ในโรงครัวพระราชทาน ภาพพระองค์ทรงดูแลผู้ประสบภัยอย่างใกล้ชิด รวมถึงภาพแห่งความทรงจำอื่นอีกมากมาย อันสะท้อนถึงพระปณิธานอันแน่วแน่ในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างยั่งยืน โดยการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างครบวงจร ทั้งการเฝ้าระวังก่อนเกิดภัย บรรเทาทุกข์ระหว่างเกิดภัย และการฟื้นฟูอย่างยั่งยืน ผ่านกิจกรรมของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

“มูลนิธิฯ จะเป็นศูนย์กลางการเป็นเลิศด้านการบรรเทาทุกข์ และจัดการภัยพิบัติอันเกิดจากอุทกภัย (Center of Excellence in Flood Relief and Management) ในด้านสังคมและมนุษย์ มีการประสานงานกับภาคีเครือข่ายซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันทั้งด้านการป้องกัน เพื่อให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด หรือมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการป้องกันการสูญเสีย ด้านการบรรเทาทุกข์เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ด้วยดี และการฟื้นฟูให้กับประชาชนที่ประสบอุทกภัย ให้สามารถกลับมาดำรงชีวิต
อย่างปกติได้อย่างยั่งยืน ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับหน่วยงานรัฐทุกหน่วยงาน บูรณาการ มุ่งขณะเข้าใจปัญหาแบบองค์รวม ดำเนินการตามเป้าหมายอันเดียวกัน เพื่อมุ่งไปสู่การพัฒนาที่เกิดความยั่งยืนให้กับสังคม”

พระนโยบาย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชรมหาวัชรราชธิดา ประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

รวมไปถึงหลักการที่พระองค์พระราชทานเอาไว้ และเป็นที่ยึดถือปฏิบัติของมูลนิธิฯ ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย นั่นคือ “เข้าก่อนออกทีหลัง”

“มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และทีมเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) อาสา ปฏิบัติการภัยพิบัติ พวกเรา เข้าก่อน ออกทีหลัง” นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิฯ กล่าวไว้เมื่อครั้งเหตุการณ์มหาอุทกภัยจังหวัดเชียงราย ในปี 2567 ว่า “เพราะทันทีที่ได้รับข้อมูลจากสถานีโทรมาตรอัตโนมัติและแหล่งต่างๆ จะลงพื้นที่ และถ้า ณ จุดนั้นขาดอุปกรณ์หรือเครื่องมือในการตอบโต้ภัยพิบัติและช่วยเหลือผู้ประสบภัย ก็จะแจ้งเข้ามายังมูลนิธิฯ การจัดหาอุปกรณ์สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว”

สถานีโทรมาตรอัตโนมัติเป็นหนึ่งในโครงการที่พระองค์ภา ทรงเล็งเห็นถึงการเตือนภัยก่อนที่จะเกิดเหตุ มีพระดำริให้มูลนิธิฯ ดำเนินการจัดตั้งเสาสถานีโทรมาตรอัตโนมัติขึ้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์เป็นต้นแรก ทำหน้าที่ตรวจวัดอากาศและปริมาณน้ำเพื่อการเฝ้าระวังและป้องกันการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นและพัฒนาจนสามารถส่งผลแบบทันท่วงที และติดตั้งอีกหลายจุดทั่วประเทศไทยในเวลาต่อมา

“เมื่อน้ำจบแล้ว หลายหน่วยอาจออกจากพื้นที่กันไปแล้ว แต่มูลนิธิฯ ยังคงอยู่ในพื้นที่ ไม่ใช่แค่คอยทำความสะอาด เพื่อส่งผู้ประสบภัยกลับเข้าบ้านได้อย่างปลอดภัย แต่เรายังอยู่เพื่อเยียวยา และฟื้นฟูอาชีพให้ผู้ประสบภัยกลับมามีอาชีพ มีรายได้ สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัว
ได้อย่างที่เคยเป็น และเลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืน ทั้งหมดนี้มาจากพระวิสัยทัศน์ขององค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที” นายวีระศักดิ์กล่าวทิ้งท้ายถึงพระวิสัยทัศน์ของพระองค์ภา ที่เป็นหลักการในการทำงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยครั้งนั้น

“การฟื้นฟูหลังน้ำลดก็มีความหมายอยู่เหมือนกัน เพราะน้ำท่วมทำความเสียหายให้อุปกรณ์ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพ ผู้ต้องสร้างรายได้จากอุปกรณ์ต่างๆ … ทางมูลนิธิฯ ก็เลยจัดเงินทุน สิ่งของจำเป็นมาช่วยสนับสนุนให้ฟื้นคืนกลับสู่อาชีพต่างๆ และกลับคืนสู่ชีวิตปกติได้อย่างรวดเร็วที่สุด”

พระดำรัส สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เมื่อครั้งเสด็จไปทรงเยี่ยมและพระราชทานสิ่งของแก่ผู้ประสบอุทกภัย หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ จ.อุบลราชธานี วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569 นับเป็นอีกหนึ่งวันแห่งความอาลัยอย่างหาที่สุดไม่ได้ เมื่อพระองค์ภาฯ เสด็จสู่แดนสรวง ตลอดพระชนม์ชีพ
ของพระองค์ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมากมายเพื่อคนไทย และทรงมีพระวิสัยทัศน์ในการมุ่งมั่น และพัฒนาที่ยังคงจารึกอยู่ในใจพสกนิกรชาวไทยอย่างไม่รู้ลืม อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า ทรงเป็นเจ้าหญิงที่เป็นที่พึ่งพาของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง ทุกพระราชปณิธาน
อันแน่วแน่ ทรงห่วงใยและปรารถนาเพื่อที่จะบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยอันจะเป็นแนวพระราชจริยวัตรหลักที่สภากาชาดไทยน้อมนำ มุ่งมั่น และสานต่อสืบไป

น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณตราบนิรันดร์ ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหารและบุคลากรสภากาชาดไทย

สมเด็จเจ้าฟ้าภาฯ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สมเด็จเจ้าฟ้าภาฯ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สมเด็จเจ้าฟ้าภาฯ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.49 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา หรือสมเด็จเจ้าฟ้าภาฯ ทรงเป็น
พระมิ่งขวัญและเป็นความภาคภูมิใจของชาวมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะพระองค์ทรงเป็นบัณฑิตแห่งธรรมศาสตร์ เพราะทรงช่วยประกาศความเกรียงไกรของธรรมศาสตร์ให้ขจรขจายแผ่ไปบนแผ่นดินไทย และนานาชาติ

พระองค์ทรงเข้าศึกษาระดับปริญญาตรีที่คณะนิติศาสตร์ เมื่อปีการศึกษา 2540 ระหว่างที่ทรงศึกษา ทรงปฏิบัติพระองค์ให้กลมกลืน
กับนักศึกษา โดยไม่ได้ถือพระองค์ ทรงร่วมกิจกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัยเป็นประจำ เช่น งานรับเพื่อนใหม่ งานกีฬาในคณะและระหว่างคณะ และทุกครั้งที่ทรงร่วมกิจกรรมก็ไม่เคยทำให้เพื่อนๆ และรุ่นพี่รุ่นน้องเกิดอาการอึดอัดแม้แต่น้อย

ครั้นในยามมีเวลาว่างจากการเรียน อย่างเช่นช่วงเวลาพักเที่ยง ก็ทรงร่วมพระดำเนินไปเสวยอาหารตามร้านต่างๆ บริเวณท่าพระจันทร์ ทำให้พ่อค้า แม่ขายในบริเวณดังกล่าวประทับใจในความเรียบง่ายเป็นกันเองของพระองค์ท่าน

ชาวธรรมศาสตร์ที่ได้ใกล้ชิดพระองค์ บอกตรงกันว่า พระองค์ทรงบอกเสมอว่าเวลาเล่นหรือเรียนด้วยกัน รวมถึงเวลาทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งไปพบเจอภายนอกมหาวิทยาลัยก็ขอให้ทักทายพระองค์ โดยไม่ต้องใช้คำราชาศัพท์

อาจารย์นริศ ชัยสูตร ระลึกถึงความประทับใจในสมเด็จเจ้าฟ้าภาฯ โดยบอกว่าตนเองตั้งใจอยากให้พระองค์ทรงเลือกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นที่ศึกษาระดับปริญญาตรีในคณะเศรษฐศาสตร์ เพราะตนเองเป็นคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ ปี 2539

แล้ววันหนึ่ง สมเด็จเจ้าฟ้าภาฯ เสด็จยังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อย่างไม่เป็นทางการเพื่อทอดพระเนตรการแข่งขันขี่ม้าในสนามธรรมศาสตร์ ที่คณะเศรษฐศาสตร์เป็นเจ้าภาพจัดงาน ในยุคอาจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัย

สมเด็จเจ้าฟ้าภาฯ เสด็จมาทอดพระเนตรการแข่งขัน โดยไม่มีขบวนใหญ่โต ไม่มีพิธีรีตอง แค่เพียงมีผู้ติดตามเพียงไม่กี่คน แล้วประทับนั่งในเต็นท์ธรรมดาข้างสนามฟุตบอลเหมือนกับผู้ชมทั่วไป

ในช่วงพักการแข่งขัน อาจารย์นริศกราบทูลเชิญเสด็จไปยังห้องรับรองบนตึกโดม ชั้น 2 โดยอาจารย์นรนิติ และอาจารย์สมยศ เชื้อไทย คณบดี คณะนิติศาสตร์ รอเฝ้าอยู่

อาจารย์นริศบอกว่าได้กราบทูลเชิญพระองค์ท่านเข้าศึกษาในโครงการเศรษฐศาสตร์ B.E. ที่ใช้การเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ แต่พระองค์ท่านรับสั่งว่าทรงไม่ถนัดเรียนเศรษฐศาสตร์ แต่สนพระทัยด้านนิติศาสตร์ และรับสั่งอีกว่ายังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มากนัก ทำให้อาจารย์นรนิติและอาจารย์สมยศได้กราบถวายข้อมูลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย และคณะนิติศาสตร์อย่างโดยละเอียด และพระองค์ท่านทรงบอกว่า หากทรงเข้าศึกษาที่ธรรมศาสตร์ จะทรงใช้ชีวิตนักศึกษาอย่างเช่นคนทั่วไป ไม่ต้องการให้ทหารหรือเจ้าหน้าที่ติดตามเดินประกบในเขตมหาวิทยาลัย

พระองค์ท่านทรงสอบเข้าธรรมศาสตร์ด้วยพระองค์เอง ไม่มีโควตาพิเศษใดๆ จากมหาวิทยาลัย เมื่อทรงเข้าเป็นนักศึกษา ก็ทรงดำเนินชีวิตเรียบง่าย เดินไปเรียน ร่วมทำกิจกรรมเหมือนนักศึกษาทั่วไป แม้แต่รถยนต์ประจำพระองค์ ก็ไม่ได้เข้ามาจอดภายในมหาวิทยาลัย

ตลอดระยะเวลาที่ทรงศึกษาในธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยไม่มีปัญหาเรื่องการถวายการดูแลพระองค์ เพราะพระองค์ไม่เคยสร้างความลำบากใจให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยแม้แต่น้อย แต่พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างของความมีวินัย ความเรียบง่าย ความรับผิดชอบ และทรงเป็นกันเองกับทุกคน

พระจริยวัตรที่แสนเรียบง่าย แต่ทรงมุ่งมั่นมุมานะในการศึกษาอย่างจริงจัง และทรงเสียสละเพื่อสังคมตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้ปรากฏชัดเจนในสายตาและการรับรู้ของชาวธรรมศาสตร์ตราบนิจนิรันดร์

อั้ม พัชราภา ตัวแม่สายบุญ! ควงแก๊งสี่ขาสลัดลุคสุดจึ้ง แฟนคลับแห่กดไลก์สนั่น

อั้ม พัชราภา ตัวแม่สายบุญ! ควงแก๊งสี่ขาสลัดลุคสุดจึ้ง แฟนคลับแห่กดไลก์สนั่น

อั้ม พัชราภา ตัวแม่สายบุญ! ควงแก๊งสี่ขาสลัดลุคสุดจึ้ง แฟนคลับแห่กดไลก์สนั่น

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.21 น.

กลายเป็นกระแสฮือฮาในโลกโซเชียลทันที เมื่ออินสตาแกรมอย่างเป็นทางการของนิตยสารแฟชั่นชื่อดัง ellethailandofficial ได้เผยแพร่ภาพแฟชั่นเซตสุดน่ารักของซุปเปอร์สตาร์ค้างฟ้า “อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ” ที่มาร่วมถ่ายทอดความอบอุ่นในแคมเปญการกุศลสุดพิเศษการถ่ายแบบในครั้งนี้เป็นการร่วมมือกับแบรนด์แฟชั่นชั้นนำอย่าง Sretsis ในการเปิดตัวเสื้อยืดการกุศล “Comète and Nutella Charity Tees” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชันประจำฤดูกาล Spring/Summer 2026 ภายใต้คอนเซปต์ ‘Significant Others’

เสื้อยืดรุ่นพิเศษนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหล่าสัตว์เลี้ยงแสนรักที่เข้ามาเติมเต็มความทรงจำ โดยความพิเศษของผลงานชุดนี้ได้รับความร่วมมือจาก มูลนิธิเดอะวอยซ์ (The Voice Foundation) ซึ่ง Carly Beck ศิลปินชื่อดังที่มาร่วมตีความให้ Comète และ Nutella สุนัขแสนรักของผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ กลายร่างเป็นคู่บ่าวสาวสุดชิคในย่าน West Village ของนครนิวยอร์ก ซึ่งลวดลายดังกล่าวได้ถูกสกรีนลงบนเสื้อยืดสีหวานที่สาวอั้มสวมใส่ถ่ายแบบ

โดย  อั้ม พัชราภา ซุปตาร์ผู้เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้ที่รักและสนับสนุนสวัสดิภาพของสัตว์ต่างๆ มาอย่างยาวนานสำหรับผู้ที่สนใจเสื้อยืดในคอลเลกชันนี้ นอกจากจะได้เสื้อผ้าดีไซน์น่ารักไปครอบครองแล้ว ยังได้ร่วมทำบุญใหญ่อีกด้วย โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายเสื้อยืดการกุศล Comète and Nutella Charity Tees จะถูกนำไปบริจาคให้กับมูลนิธิเดอะวอยซ์โดยตรง เพื่อนำไปใช้สนับสนุนคุณภาพชีวิตและสวัสดิภาพของสัตว์จรจัดที่กำลังต้องการความช่วยเหลือในสังคมต่อไปเรียกได้ว่าเป็นแคมเปญที่อิ่มทั้งใจได้ทั้งสไตล์ สมฐานะตัวแม่สายบุญของวงการบันเทิงไทยจริงๆ