ธรรมนัส เจอแสงเหนือแล้ว ภรรยาอวดภาพสุดว้าว ด้านเถกิง ไขปริศนาชุดกันหนาวส้ม-ดำ

ธรรมนัส เจอแสงเหนือแล้ว ภรรยาอวดภาพสุดว้าว ด้านเถกิง ไขปริศนาชุดกันหนาวส้ม-ดำ

ธรรมนัส เจอแสงเหนือแล้ว ภรรยาอวดภาพสุดว้าว ด้านเถกิง ไขปริศนาชุดกันหนาวส้ม-ดำ

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.49 น.

ธรรมนัส เจอแสงเหนือแล้ว ภรรยาอวดภาพสุดว้าว ด้านเถกิง ไขปริศนาชุดกันหนาวส้ม-ดำ

เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2569 น.ส.ธนพร ศรีวิราช หรือ จุ๊บจิ๊บ ภรรยาของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้โพสต์ภาพถ่ายลงบนโซเชียลมีเดียส่วนตัว

​ภาพดังกล่าวเผยให้เห็นทิวทัศน์ของป่าสนที่ปกคลุมไปด้วยหิมะในยามค่ำคืน โดยมีปรากฏการณ์แสงเหนือ หรือ ออโรร่า (Aurora) ปรากฏเป็นลำแสงสีเขียวพาดผ่านท้องฟ้าอย่างสวยงาม พร้อมระบุข้อความอัปเดตการเดินทางว่า “เห็นแสงเหนือแล้ว”

ต่อมานายเถกิง สมทรัพย์ สื่อมวลชนอาวุโส และอดีตนายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “จาก IG ภรรยาคุณธรรมนัส โพสต์เมื่อเกือบชั่วโมงที่ผ่านมา น่าจะเจอแสงเหนือแล้วในคืนที่ผ่านมา ลองคาดการณ์ตามภาพนี้ว่า.. ในภาพมีรถตู้หรือSUV ออกตะลุยชมแสงเหนือ ตามจุดที่คาดว่าจะพบ คือ ถ้าตรงไหนมีโอกาส ก็จะขับตามไปจุดนั้นว่าฟ้าเปิด พบแสงเหนือขึ้นแถวนั้น

ภาษาพวกเราเรียกว่า ล่าแสงเหนือ คือ ขับไปตามทุ่งหิมะช่วงกลางคืนจนกว่าจะพบแสงเหนือในภาพนี้มีทั้ง เขียว ม่วง แดง สวยมากครับ ฟ้าเปิด แสงจะมาเต็มๆ “

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายเถกิง ได้โพสต์ภาพร้อยเอกธรรมนัส ที่สวมชุดกันหนาวสีส้ม ดำ มีโลโก้สามเหลี่ยม พร้อมระบุข้อความว่า  “สื่อรายงานว่า คุณธรรมนัส สวมชุดกันหนาวสีส้ม/ดำ มีโลโก้สามเหลี่ยม ถ้าเราขยายโลโก้สามเหลี่ยมบนหน้าอกเสื้อ น่าจะเป็นชุดใช้ในการขับขี่ สโนว์โมบิล ซึ่งจะกันหนาวแบบพิเศษ หรือ ใช้ในการทำกิจกรรมกลางแจ้งหนาวสุดๆ

ในภาพ คุณธรรมนัสกับครอบครัว เล่นหิมะกลางทุ่งในเขตแลปแลนด์ หนาวสุดๆของฟินแลนด์

ซึ่งจะมีกิจกรรมกลางแจ้งให้สนุกสนาน เช่น ขี่สโนว์โมบิล ขี่ลากเลื่อนกวาง สุนัข หรือ ไปตกปลา

ชุดเสื้อนี้คือ AMOQ Apex Racing Varikkotakki (Pit Coat) คือเสื้อกันหนาวแบบยาวพิเศษสำหรับยืนทำงาน/พักข้างสนามหรือกิจกรรมกลางแจ้งในอากาศหนาวจัด ผลิตโดยแบรนด์สายมอเตอร์สปอร์ตจากสแกนดิเนเวียอย่าง AMOQ 

จุดเด่นหลัก
– กันน้ำ–กันลมระดับสูง: เมมเบรน 20K (20,000 มม.) + ตะเข็บเทปกันน้ำ
– อุ่นมาก: บุฉนวนหนา (มักราว 200g) เหมาะกับอุณหภูมิติดลบ
– ทรงยาว: คลุมถึงเข่า/ขา ลดการสูญเสียความร้อนจากลม
– ใช้งานจริงในสนาม: ฮู้ด + กระเป๋าออกแบบสำหรับทีมแข่ง/ช่าง/นักขี่
– สีให้เลือก: ดำ/ส้ม, ดำ/แดง, ดำ/เหลือง Hi-Vis ฯลฯ

เหมาะกับใคร
– นักขี่สโนว์โมบิล / ทีมแข่ง
– ช่าง/สตาฟฟ์ที่ต้องยืนนอกอาคารนาน ๆ
– นักท่องเที่ยวโซนหนาว (เช่น ลัปแลนด์) ที่ต้องการ “เสื้อตัวเดียวจบ”

สรุปสั้น ๆ
ถ้าคุณมองหา เสื้อกันหนาวแบบยาวที่อุ่นจัด กันน้ำจริง ใช้งานโหดได้
AMOQ Apex Racing Pit Coat คือรุ่นยอดนิยมที่ตอบโจทย์มากครับ
อ้อ มีหลายสี ไม่ใช่แค่สีส้ม แต่สีส้ม จะเด่นในหิมะ”

ขอบคุณภาพจาก IG : jarubjubjib และเฟซบุ๊ก เถกิง สมทรัพย์

ผัง IO ทหาร เกมพรรคส้ม แขวนชื่อ ไชยันต์-นิติพงษ์ ไร้คำตอบ?

ผัง IO ทหาร เกมพรรคส้ม แขวนชื่อ ไชยันต์-นิติพงษ์ ไร้คำตอบ?

ผัง IO ทหาร เกมพรรคส้ม แขวนชื่อ ไชยันต์-นิติพงษ์ ไร้คำตอบ?

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.52 น.

‘ผัง IO ทหาร’ เกมพรรคส้ม แขวนชื่อ ‘ไชยันต์-นิติพงษ์’ ไร้คำตอบ?

คำว่า “ไอโอ” หรือ Information Operation เดิมเป็นคำนิยามทางทหาร หมายถึงปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสารและจิตวิทยา แต่ในสนามการเมืองไทยปัจจุบัน คำนี้ถูกนำมาใช้ในความหมายของการจัดตั้งเครือข่ายออนไลน์เพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม และกลายเป็นประเด็นที่สร้างความขัดแย้งในสังคมมาอย่างต่อเนื่อง

พรรคประชาชน หรือ “พรรคส้ม” เป็นพรรคการเมืองที่ชูประเด็นเรื่องไอโอเพื่อตรวจสอบกองทัพมาโดยตลอด โดยระบุว่ามีการใช้ทรัพยากรของรัฐทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเพื่อเล่นงานฝ่ายการเมืองที่เห็นต่าง ประเด็นนี้ไม่ได้อยู่เพียงในโลกโซเชียล แต่ถูกยกระดับเข้าสู่กลไกสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการ

ช่วงปี 2568 ระหว่างที่สภาชุดก่อนยังทำหน้าที่อยู่ ได้มีการนำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การประชุมของกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ โดยมี “รังสิมันต์ โรม” สส.พรรคส้ม ทำหน้าที่ประธานกรรมาธิการในขณะนั้น

ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 กรรมาธิการฯ ได้เรียกผู้แทนจากกองทัพเข้ามาชี้แจง และมีการนำแผนผังที่ถูกอ้างว่าเป็นโครงสร้าง IO ของทหารมาใช้ประกอบการซักถาม ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้รายชื่อบุคคลจำนวนมากถูกบรรจุลงในบันทึกการประชุมของรัฐสภา

แผนผังดังกล่าวไม่ได้มีเพียงชื่อหน่วยงานความมั่นคง แต่กลับมีรายชื่อและภาพใบหน้าของบุคคลจริงมากกว่าสิบราย ครอบคลุมตั้งแต่กลุ่ม “จุดประเด็น” ไปจนถึงกลุ่ม “สร้างกระแส” และ “แพร่กระจาย” ที่กวาดเอาทั้งนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย สื่อมวลชน แพทย์ อินฟลูเอนเซอร์ และศิลปินชื่อดังเข้าไปรวมอยู่ในกรอบเดียวกัน

การจัดวางชื่อบุคคลสาธารณะเหล่านี้ไว้ในกรอบเดียวกับคำว่า IO ทหาร ทำให้เกิดการเชื่อมโยงในความรับรู้ของสังคมทันทีว่าคนเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของกองทัพ โดยที่พวกเขาไม่มีโอกาสได้ชี้แจงในจังหวะเดียวกับที่ชื่อถูกนำเสนอต่อหน้าสื่อและคณะกรรมาธิการ

แต่เมื่อพิจารณาในเชิงตรรกะและที่มา ผังนี้กลับไม่ปรากฏแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจน ไม่ระบุผู้จัดทำ และไม่มีหลักฐานเชิงพฤติกรรมหรือเส้นทางการสั่งการที่พิสูจน์ได้ว่า บุคคลเหล่านี้มีความเชื่อมโยงเชิงโครงสร้างกับกองทัพจริง 

การนำเอกสารในลักษณะนี้เข้าสู่เวทีกรรมาธิการ จึงเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะหมายถึงการทำให้ชื่อเสียงของบุคคลภายนอกถูกนำไปแขวนประจานในข้อกล่าวหาที่รุนแรง

หนึ่งในรายชื่อที่ปรากฏในผังคือ ศาสตราจารย์ ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งชื่อเสียงทางวิชาการถูกนำไปผูกโยงกับวาทกรรมไอโอทหาร จนนำมาสู่การเรียกร้องความชัดเจนตามสิทธิ์

ในวันที่ 23 มิถุนายน 2568 ศาสตราจารย์ ดร.ไชยันต์ ได้ทำหนังสืออย่างเป็นทางการส่งถึง รังสิมันต์ โรม เพื่อขอสำเนาเอกสารหลักฐานและรายงานการประชุม เพื่อใช้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือ นับจากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน เวลาล่วงเลยมาหลายเดือน แต่คำชี้แจงหรือเอกสารที่ร้องขอกลับยังไม่มีการตอบสนองจากฝั่งกรรมาธิการ

นอกจากนี้ยังมีชื่อของบุคคลสาธารณะรายอื่น เช่น “นิติพงษ์ ห่อนาค” ศิลปิน นักแต่งเพลงชื่อดัง ที่ออกมาตั้งคำถามถึงที่มาของผังและการนำมาใช้ในเวทีสภาอย่างใกล้ชิด เพราะเกียรติภูมิของคนทำงานในที่แจ้ง ไม่ควรถูกนำไปลดทอนด้วยการกล่าวหาที่ปราศจากพยานหลักฐานที่หนักแน่นเพียงพอ

ในอีกด้านหนึ่ง พรรคส้มเองก็ต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาในกรณี “สเปกเตอร์ C“ ซึ่งมีการตั้งคำถามถึงปฏิบัติการไอโอ ในฝั่งของพรรคเช่นกัน เมื่อพรรคถูกโยงด้วยคำเดียวกัน ปฏิกิริยาตอบโต้ออกมาอย่างรวดเร็ว โดยพรรคยืนยันว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวกระทบต่อภาพลักษณ์และพร้อมจะดำเนินคดีกับผู้ที่พาดพิงอย่างเด็ดขาด

ภาพนี้สะท้อนให้เห็นว่า คำว่าไอโอมีผลกระทบที่รุนแรงต่อทุกฝ่าย เมื่อพรรคต้องการปกป้องชื่อเสียงของตนจากการถูกตีตรา ก็ย่อมต้องเข้าใจดีว่าคนอื่นที่ถูกพาดพิงในแผนผังก็ย่อมรู้สึกไม่ต่างกัน

ความย้อนแย้งจึงเกิดขึ้น เมื่อฝ่ายหนึ่งเลือกที่จะนิ่งเฉยต่อหนังสือทวงถามหลักฐานในฐานะประธานกรรมาธิการผู้เปิดเกมกล่าวหา แต่กลับกระตือรือร้นอย่างยิ่งในการปกป้องตนเองเมื่อสถานะเปลี่ยนจากผู้ตรวจสอบกลายเป็นผู้ถูกตั้งคำถาม

เมื่อลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน ความจริงที่ปรากฏชัดคือการใช้ “เกมกล่าวหา” บนเวทีสภาชุดก่อน มีผลกระทบต่อบุคคลสาธารณะและบุคคลที่มีชื่อเสียงหลากวิชาชีพมากกว่าสิบราย และแม้จะมีการขอหลักฐานเพื่อยืนยันความสุจริตอย่างเป็นทางการ แต่ความเงียบที่ได้รับกลับมากลายเป็นประเด็นที่บั่นทอนความน่าเชื่อถือของผู้ตรวจสอบเสียเอง

ความรับผิดชอบต่อข้อมูลจึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญของการเมืองยุคใหม่ หากสามารถนำชื่อบุคคลไปแขวนประจานในที่สาธารณะได้ ก็ต้องพร้อมที่จะแสดงหลักฐานเมื่อถูกทวงถาม การนิ่งเฉยไม่เพียงแต่ทำลายความเชื่อมั่นต่อกลไกสภา แต่ยังเป็นการทำร้ายพลเรือนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองอีกด้วย

บทสรุปของเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การรอคำอธิบาย แต่เป็นการเรียกร้องมาตรฐานที่เท่าเทียม เมื่อเกมกล่าวหาเริ่มขึ้น ความรับผิดชอบต้องตามมาอย่างชัดเจน 

การเมืองที่อ้างความโปร่งใสจะสมบูรณ์ได้ต่อเมื่อกล้าที่จะรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ไม่ใช่ใช้เพียงวาทกรรมเพื่อทำลายผู้อื่นแล้วปล่อยให้ความเสียหายกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครต้องรับผิดชอบ

#ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

ทัพเรือภาคที่ 1 รวบเรือประมงเขมรรุกน่านน้ำไทย พบลูกเรือ 3 ราย ไร้เอกสาร

ทัพเรือภาคที่ 1 รวบเรือประมงเขมรรุกน่านน้ำไทย พบลูกเรือ 3 ราย ไร้เอกสาร

ทัพเรือภาคที่ 1 รวบเรือประมงเขมรรุกน่านน้ำไทย พบลูกเรือ 3 ราย ไร้เอกสาร

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.25 น.

ทัพเรือภาคที่ 1 รวบเรือประมงเขมรรุกน่านน้ำไทย จับคาพิกัดคลองใหญ่ พบลูกเรือ 3 ราย ไร้เอกสาร

เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2569 ทัพเรือภาคที่ 1 โดยผู้บังคับการเรือ ต.996 แจ้งเหตุการจับกุมเรือประมงสัญชาติกัมพูชา 1 ลำ บริเวณพิกัดละติจูด 11°31.51’ เหนือ และลองจิจูด 102°53.40’ ตะวันออก ในเขตน่านน้ำไทย

จากการตรวจสอบพบลูกเรือสัญชาติกัมพูชา 3 คน ไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ และไม่มีเอกสารแสดงตนหรือนำเรือเข้าออกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ภายในเรือตรวจพบหมึกสดจำนวน 2 ลัง โดยรับสารภาพว่าเข้ามาทำการประมงในน่านน้ำไทยเป็นเวลา 2 วัน

เจ้าหน้าที่จึงควบคุมเรือและลูกเรือทั้งหมด นำเข้าท่าเรืออเนกประสงค์คลองใหญ่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมประสาน ศรชล.จังหวัดตราด  จัดชุดสหวิชาชีพร่วมบูรณาการตรวจสอบและดำเนินการในขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป

เบื้องต้นอยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวนและดำเนินการตามกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด

ศาลปกครองสูงสุด สั่งรับฟ้องคดีตำรวจ คฝ. ทำร้ายนักข่าว จากเหตุสลายม็อบ APEC เมื่อปี 65

ศาลปกครองสูงสุด สั่งรับฟ้องคดีตำรวจ คฝ. ทำร้ายนักข่าว จากเหตุสลายม็อบ APEC เมื่อปี 65

ศาลปกครองสูงสุด สั่งรับฟ้องคดีตำรวจ คฝ. ทำร้ายนักข่าว จากเหตุสลายม็อบ APEC เมื่อปี 65

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.17 น.

ศาลปกครองสูงสุด สั่งรับฟ้องคดีตำรวจ คฝ. ทำร้ายนักข่าวระหว่างลงพื้นที่ทำข่าว เหตุสลายม็อบ APEC เมื่อปี 65 ชี้คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาได้ ให้ศาลปกครองกลางรับพิจารณาคดี

เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2569 นายพงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์ ผู้สื่อข่าวอิสระ อดีตบรรณาธิการบริหารสำนักข่าวออนไลน์ The MATTER เปิดเผยว่า เมื่อไม่นานมานี้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ศาลปกครองกลางรับคดีที่ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวผู้สื่อข่าวสำนักข่าวออนไลน์ The MATTER ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กรณีตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) ทำร้ายสื่อมวลชน ระหว่างลงพื้นที่ทำข่าวการสลายการชุมนุมของกลุ่ม “ราษฎรหยุด APEC 2022” ที่ถนนดินสอ เมื่อปี พ.ศ. 2565 ไว้พิจารณา ซึ่งผู้ฟ้องได้ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ สตช.กำหนดคำบังคับในกรณีจะสลายการชุมนุมว่า ให้ตำรวจหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง หรือหากจะใช้กำลังก็ต้องยึดหลักพอสมควรแก่เหตุ โดยขั้นตอนต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และ.ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา 5% นับแต่วันฟ้องคดีจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น  หลังจากก่อนหน้านี้ ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคดีไว้พิจารณา เพราะเห็นว่าการสลายการชุมนุมกลุ่ม “ราษฎรหยุด APEC 2022” ในวันดังกล่าว เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและตามที่กฎ หมายกำหนด และคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ทั้งนี้ ศาลปกครองสูงสุดให้เหตุผลว่า  การที่ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ไม่ได้มีการบัญญัติไว้ว่าให้ศาลใดเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาในเรื่องใดไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องพิจารณาไปตาม “หลักทั่วไป” ที่ว่าศาลปกครองเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครอง กรณีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย เป็นกรณีที่ศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับได้  และเมื่อผู้ฟ้องคดีได้นำคดีนี้มายื่นฟ้องต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลา 1 ปีนับแต่วันที่รู้เหตุแห่งการฟ้องคดี จึงเป็นเหตุให้สามารถ รับคดีนี้ไว้พิจารณาได้

ไมค์ ประสิทธิ์ จ่องานเข้า ฝ่าฝืนกม.เลือกตั้งสส.มาตรา73 ส่อซื้อเสียงหลังเลือกตั้ง

ไมค์ ประสิทธิ์ จ่องานเข้า ฝ่าฝืนกม.เลือกตั้งสส.มาตรา73 ส่อซื้อเสียงหลังเลือกตั้ง

ไมค์ ประสิทธิ์ จ่องานเข้า ฝ่าฝืนกม.เลือกตั้งสส.มาตรา73 ส่อซื้อเสียงหลังเลือกตั้ง

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.53 น.

ไมค์ ประสิทธิ์ จ่องานเข้า ฝ่าฝืนกม.เลือกตั้งสส.มาตรา73 ส่อซื้อเสียงหลังเลือกตั้ง เหตุเเจกเครื่องดื่ม-เสื้อยืด

เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ อดีตสส.ปทุมธานี เขต7 เเละผู้สมัคร สส.ปทุม ธานี เขต 8 พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก ช่วง 6 วันก่อนหน้านี้ โดยลงข้อความเเละภาพของนายประสิทธิ์ เเละทีมงานช่วงลงพื้นที่ในห้วงเวลาดังกล่าวว่า “วันนี้ผมได้ไปพบพี่น้องปทุมธานี เขต 8 เพื่อกล่าวขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่มอบให้ผมด้วยตัวเอง พร้อมนำเสื้อทีมไมค์ฯ ไปมอบเป็นที่ระลึกแทนคำขอบคุณจากใจ สำหรับกำลังใจที่มีให้กันมาตลอดไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง หรือผลแพ้ชนะ แต่เป็นความตั้งใจของผมและทีมงาน

แม้วันนี้ผมจะไม่มีตำแหน่งแล้วแต่ผมยังคงรับฟังปัญหา และช่วยประสานเรื่องต่าง ๆ ให้พี่น้องได้เหมือนเดิม เพราะความผูกพันกับพื้นที่ไม่เคยจบลงพร้อมกับผลการเลือกตั้ง

ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน สำหรับความไว้วางใจ และกำลังใจที่ยังส่งให้กันมาตลอดนะครับ”

ผู้สิ่อข่าวรายงานว่า โดยภาพที่นายประสิทธิ์ นำมาโพสต์ในเฟ:บุ๊กของนายประสิทธิ์ “ไมค์- ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์-Prasit Puttampadungsakนั้น พบว่า นายประสิทธิ์ ได้เเจกลังเครื่องดื่ม/เสื้อยืดสีส้มที่มีภาพของนายประสิทธิ์ โลโก้พรรคประชาขนเเละหมายเลข 6 ซึ่งนายประสิทธิ์ใช้ลงสมัครสส.วันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมาให้กับประชาชนหลายคน   

ซึ่งตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 73 ระบุว่า “ห้ามผู้สมัครหรือผู้ใดให้ เสนอหรือสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินทั้งแก่บุคคลและพื้นที่หรือองค์กรเช่น ชุมชน วัดหรือสถานศึกษา จัดมหรสพ จัดเลี้ยง หรือหลอกลวง ขู่เข็ญ ใส่ร้ายเพื่อจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยม หากฝ่าฝืนมีโทษ จำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี (พ.ร.ป. เลือกตั้งสส.มาตรา 73 (1)-(5) ประกอบมาตรา 158 และ 159) เพราะสำนักงาน กกต.ยังอยู่ในห้วงเวลา 60 วันในการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสส.ในครั้งนี้ ดังนั้น การดำเนินการของนายประสิทธิ์ในครั้งนี้ อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายดังกล่าวเพราะกระทำการ”ซื้อเสียงหลังการเลือกตั้ง“

รายงานข่าวว่า ตั้งแต่ยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2568 ผู้สมัครสส.พรรคประชาชน ถูกจับดำเนินคดี ได้แก่ นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ (กทม. เขต 33) คดีฟอกเงินยาเสพติด (29 ธ.ค. 68) , นายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ (ตาก เขต 2) พัวพันเว็บพนัน (14 ม.ค. 69) ,นายธีระวัฒน์ (มหาสารคาม เขต 1) จำคุก 2 ปี 8 เดือน คดีข่มขืน (18 ก.พ. 69) 

ส่วนนายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ อดีตสส.ปทุมธานี เขต7 เเละผู้สมัคร สส.ปทุม ธานี เขต 8 พรรคประชาชน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวขาญด้านระบบ ไอที(IT)ที่ออกมาเคลื่อน ไหวฟ้องสำนักงาน กกต.กรณีบัตรเลือกตั้ง การนับคะเเนนผลการเลือกตั้ง การไปติดตามการลงคะเเนนใหม่ในบางเขตในช่วงนี้นั้น พบว่านายประสิทธิ์ อาจกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งพ.ร.ป. เลือกตั้งสส.มาตรา 73 (1)-(5) ประกอบมาตรา 158 และ 159 หากฝ่าฝืนมีโทษ จำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี
 

โฆษก ทบ.เคลียร์ปมพบช้อนหลังเผาร่างพลทหาร

โฆษก ทบ.เคลียร์ปมพบช้อนหลังเผาร่างพลทหาร

โฆษก ทบ.เคลียร์ปมพบช้อนหลังเผาร่างพลทหาร

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.30 น.

โฆษก ทบ.เคลียร์ปมพบช้อน หลังเผาร่างพลทหาร เผยทหารทุกคนพกช้อนติดตัวทานข้าว ไม่ชัด มีคนใส่ลงไป หรือวางไว้ตอนไหน เผยในผลชันสูตร ไม่มีช้อน

เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2569 ที่กอง​บัญชาการ​กองทัพบก พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวเพิ่มเติมข้อสงสัยของสังคมกรณีพบช้อนหลังการเผาร่าง พลทหารเพชรรัตน์ สังกัดกรมปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายพรหมโยธี จ.ปราจีนบุรี เสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลว  ยืนยันไม่มีร่องรอยการถูกสัมผัสเพื่อทำร้ายร่างกายแต่อย่างใดว่า ปกติ  ทหารจะพกช้อนไว้กับตัวกัน ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อผ้า หน่วยนี้ก็เช่นกัน เช่น อยู่ในเสื้อผ้าตลอด ใครหยิบใส่ไปกับของใช้ติดตัว หรือใครวางไว้ตอนถ่าย ไม่รู้เมื่อไหร่ ศพไหน แต่ประเด็นหลักที่จะต้องอธิบายซ้ำอธิบายคือ เสียชีวิตอย่างไร ทุกอย่างชี้ไปที่ ตายธรรมชาติ ไม่ใช่ถูกกระทำ 

นอกจากนี้ ช้อนไม่อยู่ในผลชันสูตรพลิกศพ ตามกระบวนการทางกฎหมาย ระบบราชการ

เวเนซุเอลารับคำขออภัยโทษนักโทษการเมืองกว่า 1,500 คน

เวเนซุเอลารับคำขออภัยโทษนักโทษการเมืองกว่า 1,500 คน

22 ก.พ. 2569 12:49 น.

เวเนซุเอลารับคำขออภัยโทษนักโทษการเมืองกว่า 1,500 คน

ประธานสภาแห่งชาติของเวเนซุเอลาเปิดเผยว่า มีผู้ต้องขังทางการเมืองยื่นคำร้องขออภัยโทษภายใต้กฎหมายฉบับใหม่แล้วมากกว่า 1,500 คน ขณะที่ทางการเริ่มดำเนินการปล่อยตัวตามกฎหมาย หลังผ่านสภาเมื่อไม่กี่วันก่อน ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้านและองค์กรสิทธิมนุษยชนว่ายังมีความไม่ชัดเจนและจำกัดพื้นที่ของการอภัยโทษ

นายฮอร์เก โรดริเกซ ประธานสมัชชาแห่งชาติเวเนซุเอลา เปิดเผยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 ก.พ.) ว่า ขณะนี้มีนักโทษการเมืองจำนวน 1,557 ราย ได้ยื่นคำร้องขออภัยโทษภายใต้กฎหมายใหม่ที่เพิ่งประกาศใช้เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

นายโรดริเกซระบุว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการพิจารณาคำร้อง “โดยทันที” และตั้งเป้าว่ากฎหมายฉบับนี้จะครอบคลุมการปล่อยตัวนักโทษได้ถึง 11,000 คน ในท้ายที่สุด โดยกลุ่มแรกที่จะได้รับการปล่อยตัวคือผู้ที่ถูกคุมขังใน “เอล เฮลิคอยด์” คุกอื้อฉาวในกรุงการากัส ซึ่งคาดว่าจะได้รับอิสรภาพภายในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นหลังจากสหรัฐฯ ส่งกองกำลังบุกเข้าจับกุมตัวนายนิโกลัส มาดูโร เมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งต่อมาสหรัฐฯ ได้กดดันให้รัฐบาลรักษาการเร่งปล่อยตัวนักโทษการเมืองที่ถูกคุมขังมาอย่างยาวนานในสมัยของมาดูโร

แม้จะมีข่าวการปล่อยตัวนักโทษรวมถึงนายฮวน ปาโบล กวานิปา นักการเมืองฝ่ายค้านชื่อดัง แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนและนักวิชาการกลับตั้งข้อสังเกตว่ากฎหมายฉบับนี้มี “เงื่อนไขแฝง” โดยเฉพาะข้อกำหนดที่ ไม่ให้อภัยโทษแก่ผู้ที่เคยเรียกร้องให้ต่างชาติใช้กำลังทหารแทรกแซงเวเนซุเอลา

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมองว่า ข้อกำหนดดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่นางมารีอา กอรีนา มาชาโด เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปีล่าสุดโดยเฉพาะ นอกจากนี้ กฎหมายดังกล่าวยังดูเหมือนจะกีดกันกลุ่มนายทหารหลายสิบนายที่เคยพยายามก่อกบฏต่อต้านรัฐบาลมาดูโรในช่วงหลายปีที่ผ่านมาด้วย

ปัจจุบัน นายมาดูโรและนางซีเลีย ฟลอเรส ภรรยา กำลังถูกคุมขังเพื่อรอการพิจารณาคดีในสหรัฐฯ โดยเขาถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดและอาวุธ แต่นายมาดูโรให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาพร้อมระบุว่าตนเองมีสถานะเป็นเชลยศึก

สำหรับคุก เอล เฮลิคอยด์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่นักกิจกรรมระบุว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยประกาศไว้ว่าสถานที่แห่งนี้จะถูกสั่งปิดถาวรหลังจากการจับกุมมาดูโรเสร็จสิ้นลง ขณะที่บรรดาญาติของผู้ต้องขังบางส่วนได้เริ่มประท้วงอดอาหารเพื่อกดดันให้มีการปล่อยตัวบุคคลอันเป็นที่รักโดยเร็วที่สุด.

ที่มา BBC

อิตาลีจัดแสดง “กระดูกนักบุญฟรังซิส” ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ครบ 800 ปีการมรณกรรม

อิตาลีจัดแสดง "กระดูกนักบุญฟรังซิส" ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ครบ 800 ปีการมรณกรรม

22 ก.พ. 2569 11:55 น.

อิตาลีจัดแสดง “กระดูกนักบุญฟรังซิส” ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ครบ 800 ปีการมรณกรรม

เมืองอัสซีซีของอิตาลีเตรียมเปิดให้สาธารณชนเข้าชมกระดูกของนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซีเป็นครั้งแรก เพื่อรำลึกครบ 800 ปีแห่งการมรณภาพ คาดดึงผู้ศรัทธากว่า 500,000 คนในหนึ่งเดือน ท่ามกลางความกังวลด้านโครงสร้างพื้นฐานและผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น

กระดูกของนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซิซี (St. Francis of Assisi) นักบวชผู้ยากไร้ในยุคกลางผู้เป็นแรงบันดาลใจให้กับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสและคริสต์ศาสนิกชนทั่วโลก กำลังจะถูกนำออกจัดแสดงต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก ณ เมืองอัสซิซี แคว้นอุมเบรีย ประเทศอิตาลี เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 800 ปีแห่งการมรณกรรมในปีนี้

การจัดแสดงจะมีขึ้นเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม โดยชิ้นส่วนกระดูกจะถูกบรรจุไว้ในตู้กระจกกันกระสุนภายในมหาวิหารเซนต์ฟรานซิส ก่อนจะถูกนำกลับไปประดิษฐานในสุสานใต้ดินตามเดิมในวันที่ 22 มีนาคมนี้

วอลเตอร์ สตอปปินี นายกเทศมนตรีเมืองอัสซิซี ระบุว่าเหตุการณ์นี้คือพรที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนขอเข้าชมแล้วเกือบ 400,000 คน และคาดว่าจำนวนจะแตะ 500,000 คนก่อนสิ้นสุดกิจกรรมนี้

ทางการได้ระดมอาสาสมัครกว่า 400 คน เพื่อจัดระเบียบฝูงชนตามถนนหินกรวดแคบๆ ในเมือง รวมถึงการจัดทำที่จอดรถชั่วคราวนอกเขตเมืองเก่าและมีรถรับ-ส่งให้บริการ ด้านนายกเทศมนตรียอมรับว่าปกติเมืองเคยรับมือคนจำนวนมากแค่ช่วงเทศกาลสั้นๆ 1-3 วัน แต่ครั้งนี้เป็นการต่อเนื่องยาวนานถึงหนึ่งเดือน ซึ่งจะสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อระบบสาธารณูปโภคและผู้อยู่อาศัย

แม้ชาวเมืองบางส่วนจะกังวลเรื่องที่จอดรถและความแออัด แต่กลุ่มผู้ประกอบการร้านค้าของที่ระลึกกลับขานรับด้วยความยินดี โดยระบุว่าการท่องเที่ยวเชิงศาสนาคือเส้นเลือดใหญ่ของเมือง

เมืองอัสซีซีตั้งอยู่บนเนินเขาในแคว้นอุมเบรีย โดดเด่นด้วยอาคารหินปูนสีชมพูเรืองรองยามอาทิตย์ตก เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางแสวงบุญสำคัญของคริสต์ศาสนาในแต่ละปี มีผู้เดินทางมาหลายล้านคนเพื่อเยือนสุสานของนักบุญและชื่นชมจิตรกรรมฝาผนังของจอตโต ดี บอนโดเน ภายในมหาวิหาร

นักบุญฟรังซิสเกิดในครอบครัวที่ร่ำรวยเมื่อปี ค.ศ. 1182 แต่ตัดสินใจสละทรัพย์สมบัติทั้งหมดเพื่อใช้ชีวิตอย่างสมถะและช่วยเหลือคนยากจน ท่านเป็นที่รู้จักในฐานะนักบุญแห่งสันติภาพ ผู้รักในสรรพสิ่งและธรรมชาติ ซึ่งคำสอนของท่านได้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่สมเด็จพระสันตะปาปาองค์ปัจจุบันทรงนำมาใช้เป็นชื่อประจำพระองค์

เจ้าหน้าที่ระบุว่า การนำโครงกระดูกออกมาให้คริสต์ศาสนิกชนได้สักการะในครั้งนี้ เพื่อเป็นการตอกย้ำข้อความแห่งความเชื่อให้ยังคงมีชีวิตอยู่ และเปิดโอกาสให้ผู้ศรัทธาได้สวดภาวนาต่อหน้าท่านอย่างใกล้ชิดที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต.

ที่มา AP

“ทรัมป์” ประกาศส่งเรือพยาบาลไปกรีนแลนด์ อ้างช่วยคนป่วย พร้อมเดินหน้าแผนซื้อเกาะ

"ทรัมป์" ประกาศส่งเรือพยาบาลไปกรีนแลนด์ อ้างช่วยคนป่วย พร้อมเดินหน้าแผนซื้อเกาะ

22 ก.พ. 2569 10:41 น.

“ทรัมป์” ประกาศส่งเรือพยาบาลไปกรีนแลนด์ อ้างช่วยคนป่วย พร้อมเดินหน้าแผนซื้อเกาะ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศความร่วมมือกับผู้ว่าการรัฐหลุยเซียนา ส่งเรือพยาบาลมุ่งหน้าสู่กรีนแลนด์ อ้างมีผู้ป่วยจำนวนมากไม่ได้รับการดูแล ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งกับเดนมาร์กและพันธมิตรนาโต หลังทรัมป์พยายามผลักดันแผนเข้าครอบครองกรีนแลนด์อย่างหนัก

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 ก.พ.) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียล พร้อมภาพกราฟิกเรือพยาบาลของสหรัฐฯ กำลังล่องไปในทะเลยามพระอาทิตย์ตกดิน เพื่อประกาศแผนการส่งความช่วยเหลือทางการแพทย์ไปยังกรีนแลนด์ ดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์กที่ทรัมป์เคยแสดงความประสงค์จะขอซื้อ

ทรัมป์ระบุในโพสต์ว่า “เรากำลังร่วมมือกับ เจฟฟ์ แลนดรี ผู้ว่าการรัฐหลุยเซียนาที่ยอดเยี่ยม เพื่อส่งเรือพยาบาลลำใหญ่ไปยังกรีนแลนด์ เพื่อดูแลผู้คนจำนวนมากที่เจ็บป่วยและไม่ได้รับการดูแลที่นั่น เรือกำลังเดินทางไปแล้ว!!!”

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าทางการกรีนแลนด์ได้ร้องขอความช่วยเหลือดังกล่าวหรือไม่ หรือเหตุใดทรัมป์จึงอนุมานว่าชาวกรีนแลนด์ไม่ได้รับการดูแลทางการแพทย์ที่เหมาะสม

ทรัมป์พยายามหยิบยกประเด็นการครอบครองกรีนแลนด์จากเดนมาร์กมาโดยตลอด โดยอ้างเหตุผลด้าน “ความมั่นคงแห่งชาติ” เนื่องจากกรีนแลนด์มีตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่ใกล้กับรัสเซียและจีน ซึ่งทั้งกรีนแลนด์และเดนมาร์กต่างออกมาคัดค้านข้อเสนอนี้อย่างรุนแรง

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมกราคม เดนมาร์กนำกองกำลังร่วมกับพันธมิตรนาโต เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร เข้าประจำการในพื้นที่เพื่อตอบโต้ท่าทีของสหรัฐฯ ทรัมป์เคยเผยว่าได้บรรลุ “แนวคิดข้อตกลง” กับนายมาร์ก รุตเตอ เลขาธิการนาโต เกี่ยวกับความมั่นคงในอาร์กติกและกรีนแลนด์ โดยระบุว่าเป็นข้อตกลงที่ซับซ้อนแต่จะเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย แม้ทรัมป์จะย้ำความปรารถนาในการครอบครองดินแดนนี้ แต่ระบุว่า “ไม่มีแผนจะใช้กำลังทหาร” ตามที่เคยบอกเป็นนัยก่อนหน้านี้

ก่อนการประกาศของทรัมป์เพียงไม่กี่ชั่วโมง กองบัญชาการอาร์กติกร่วมของเดนมาร์ก รายงานว่าได้ส่งหน่วยกู้ภัยเข้าช่วยอพยพลูกเรือรายหนึ่งจาก เรือดำน้ำของสหรัฐฯ ที่อยู่ห่างจากเมืองนุก เมืองหลวงของกรีนแลนด์เพียง 7 ไมล์ทะเล เนื่องจากต้องได้รับการรักษาพยาบาลด่วน

นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สมเด็จพระราชาธิบดีเฟรเดอริกที่ 10 แห่งเดนมาร์ก ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนกรีนแลนด์เป็นครั้งที่สองในรอบปี เพื่อแสดงเอกภาพของดินแดนท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ

ปัจจุบัน ทั้งทำเนียบขาวและกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังไม่ได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดของเรือพยาบาลลำดังกล่าว หรือระบุเจาะจงว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ต้องการความช่วยเหลือนั้นคือใคร.

ที่มา  Reuters / Yahoo

รัสเซียถล่มโรงงาน “โอรีโอ” ในยูเครน ชี้มุ่งเป้าโจมตีผลประโยชน์ธุรกิจสหรัฐฯ (คลิป)

รัสเซียถล่มโรงงาน "โอรีโอ" ในยูเครน ชี้มุ่งเป้าโจมตีผลประโยชน์ธุรกิจสหรัฐฯ (คลิป)

22 ก.พ. 2569 10:11 น.

รัสเซียถล่มโรงงาน “โอรีโอ” ในยูเครน ชี้มุ่งเป้าโจมตีผลประโยชน์ธุรกิจสหรัฐฯ (คลิป)

รัฐมนตรีต่างประเทศยูเครนเผย รัสเซียส่งโดรนและขีปนาวุธโจมตีแคว้นซูมีทางตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้โรงงานผลิตคุกกี้โอรีโอ ของบริษัทสัญชาติอเมริกัน “มอนเดลีช” ได้รับความเสียหายเป็นครั้งที่สองนับตั้งแต่เริ่มสงคราม พร้อมประณามเหตุโดรนโจมตีรถพยาบาลซ้ำจนมีผู้เสียชีวิต 4 ราย ชี้เป้าหมายคือการโจมตีผลประโยชน์ธุรกิจสหรัฐฯ 

นายอันดรีย์ ซีบีฮา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครน เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 ก.พ.) ว่า ขีปนาวุธของรัสเซียได้โจมตีโรงงานผลิตของบริษัท บริษัท มอนเดลีช อินเตอร์เนชันแนล ยักษ์ใหญ่ด้านอาหารจากสหรัฐฯ ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองทรอสเตียนิตส์ ในแคว้นซูมี

โรงงานแห่งนี้เป็นฐานการผลิตสินค้าแบรนด์ดังระดับโลก อาทิ คุกกี้โอรีโอ (Oreo), ช็อกโกแลตมิลก้า (Milka) และทอปเบอโรน (Toblerone) โดยนายซีบีฮาระบุว่านี่ไม่ใช่เป้าหมายทางทหาร แต่เป็นโรงงานที่ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 จ้างงานชาวยูเครน และสร้างรายได้ให้กับทั้งเศรษฐกิจยูเครนและสหรัฐฯ

รมว.ต่างประเทศยูเครนกล่าวเสริมว่า “เมื่อขีปนาวุธรัสเซียโจมตีสถานที่เช่นนี้ พวกเขาไม่ได้เล็งเป้าแค่ยูเครน แต่กำลังโจมตีผลประโยชน์ทางธุรกิจของอเมริกาในยุโรป”  พร้อมย้ำว่ามอสโกไม่ควรพูดเรื่องการเจรจาทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ ในขณะที่ยังโจมตีฐานการผลิตของบริษัทอเมริกันอยู่

นอกจากการโจมตีโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว นายโอเลห์ ฮรีโฮรอฟ ผู้ว่าราชการแคว้นซูมี รายงานเหตุสลดที่เมืองซน็อบ-นอฟโฮรอดสเก ซึ่งห่างจากชายแดนรัสเซียเพียง 4 กิโลเมตร โดยระบุว่ามีผู้เสียชีวิตรวม 4 ราย จากการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธเมื่อวันที่ 21 ก.พ.

เหตุการณ์เริ่มต้นจากพี่น้องคู่หนึ่งได้รับบาดเจ็บจากการถูกระเบิดที่ทิ้งลงมาจากโดรน แต่ในระหว่างที่รถพยาบาลกำลังนำตัวทั้งคู่ส่งโรงงาน โดรนของรัสเซียได้พุ่งเป้าโจมตีรถพยาบาลคันดังกล่าวโดยเจตนา ส่งผลให้สองพี่น้องเสียชีวิตในที่สุด โดยหนึ่งในนั้นเป็นเยาวชนอายุเพียง 17 ปี นอกจากนี้ยังมีคู่สามีภรรยาอีกหนึ่งคู่ที่เสียชีวิตจากการโจมตีในระลอกเดียวกัน

เมืองทรอสเตียนิตส์ตั้งอยู่ห่างจากชายแดนรัสเซียเพียง 30 กิโลเมตร เคยถูกกองทัพรัสเซียยึดครองในช่วงต้นของสงครามเต็มรูปแบบ ก่อนที่กองกำลังยูเครนจะยึดคืนมาได้ในเดือนมีนาคม 2022 โดยครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สองที่โรงงานดังกล่าวได้รับความเสียหายจากอาวุธของรัสเซีย

ขณะนี้บริษัทมอนเดลีชซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในนครชิคาโก รวมถึงทำเนียบรัฐบาลรัสเซีย ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ มอนเดลีชเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากการที่ยังคงดำเนินธุรกิจในตลาดรัสเซียต่อไป แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้ถอนตัวออกเพื่อคว่ำบาตรการทำสงครามก็ตาม.

ที่มา The Kyiv Independent / Reuters