ปธน.เบลารุสเยือนเกาหลีเหนือครั้งแรก หวังกระชับความสัมพันธ์ต้านอำนาจชาติตะวันตก

ปธน.เบลารุสเยือนเกาหลีเหนือครั้งแรก หวังกระชับความสัมพันธ์ต้านอำนาจชาติตะวันตก

25 มี.ค. 2569 16:43 น.

ปธน.เบลารุสเยือนเกาหลีเหนือครั้งแรก หวังกระชับความสัมพันธ์ต้านอำนาจชาติตะวันตก

อเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ประธานาธิบดีเบลารุส เดินทางเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการครั้งแรกตามคำเชิญของผู้นำ คิม จองอึน หวังกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ถูกคว่ำบาตรโดยชาติตะวันตก 

นายอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ประธานาธิบดีเบลารุส ได้เริ่มภารกิจเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) อย่างเป็นทางการในวันนี้ (25 มี.ค.) ถือเป็นการเยือนครั้งประวัติศาสตร์ท่ามกลางการจับตามองของนานาชาติ เนื่องจากประเทศทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัสเซียและต่างถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกเช่นเดียวกัน

เบลตา (Belta) สื่อเบลารุส ระบุว่าการเยือนเกาหลีเหนือเป็นเวลา 2 วันในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผ่านการเฟ้นหาประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญรวมถึงเดินหน้าวางรากฐานโครงการที่มีศักยภาพและมีความเป็นไปได้สูงในการพัฒนาให้เกิดผลเป็นรูปธรรมร่วมกัน

โดยนักวิเคราะห์มองว่า ทั้งเบลารุสและเกาหลีเหนือต่างเป็นพันธมิตรสำคัญที่คอยสนับสนุนรัสเซียในทำสงครามกับยูเครน โดยเกาหลีเหนือได้ส่งทั้งอาวุธและกำลังพลไปยังสมรภูมิ ขณะที่เบลารุสเคยให้รัสเซียใช้พื้นที่เป็นฐานปฏิบัติการในการเปิดฉากบุกโจมตียูเครนเมื่อปี 2022

สำหรับการพบกันครั้งนี้เกิดขึ้นหลังนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้กล่าวเชิญปธน.ลูคาเชนโกด้วยตนเอง ระหว่างที่ทั้งคู่พบกันในงานสวนสนามที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา โดยนายคิมได้ส่งจดหมายถึงปธน.ลูคาเชนโก เพื่อย้ำถึงความตั้งใจในการยกระดับความสัมพันธ์ยุคใหม่ของสองประเทศให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น

สถาบันเกาหลีเพื่อการวิเคราะห์การป้องกันประเทศ (KIDA) ให้ความเห็นกับสื่อต่างประเทศว่า การที่ปธน.เบลารุสเดินทางเยือนเกาหลีเหนือในครั้งนี้อาจเป็นไปเพื่อให้กลุ่มประเทศที่ต่อต้านระเบียบโลกของชาติตะวันตก ได้แสดงพลังและเสริมสร้างความสามัคคีในกลุ่มให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ทั้งนี้เกาหลีเหนือตกอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกมาอย่างยาวนาน โดยส่วนใหญ่มีชนวนเหตุมาจากโครงการอาวุธนิวเคลียร์และการทดสอบขีปนาวุธ รวมไปถึงการสนับสนุนรัสเซียในการทำสงครามรุกรานยูเครน

หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้และชาติตะวันตกประเมินว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือได้ส่งกำลังพลหลายพันนาย พร้อมด้วยยุทโธปกรณ์จำนวนมาก ทั้งกระสุนปืนใหญ่ และขีปนาวุธ ไปยังรัสเซีย โดยเฉพาะในภูมิภาคเคิร์สก์ โดยข้อมูลจากเกาหลีใต้ระบุว่า มีทหารเกาหลีเหนือเสียชีวิตจากการสู้รบแล้วประมาณ 2,000 นาย และบาดเจ็บอีกหลายพันนาย

นักวิเคราะห์มองว่า สิ่งที่เกาหลีเหนือได้รับเป็นการตอบแทนจากรัสเซีย คือความช่วยเหลือด้านการเงิน เทคโนโลยีทางทหาร เสบียงอาหาร และพลังงาน ซึ่งการกระชับมิตรภาพครั้งนี้สามารถเห็นได้ชัดจากการเดินทางเยือนเกาหลีเหนือของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ในปี 2024 ซึ่งช่วยให้เกาหลีเหนือลดการพึ่งพาจีน ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักรายเดียวมาอย่างยาวนานลงได้

ขณะเดียวกัน องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศยังคงเดินหน้าประณามความโหดร้ายของระบอบเกาหลีเหนือ ทั้งในเรื่องการซ้อมทรมาน การประหารชีวิตในที่สาธารณะ การกักขังประชาชนในค่ายกักกันนักโทษ การบังคับใช้แรงงานทาส ตลอดจนการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกและการเคลื่อนไหวของประชาชน

ด้านปธน.ลูคาเชนโกก็ได้พยายามนำเบลารุสเข้าหารัสเซียอย่างเต็มตัว ทั้งยังใช้นโยบายจัดการผู้เห็นต่างอย่างเด็ดขาดตลอดช่วง 3 ทศวรรษที่ครองอำนาจ โดยชาติตะวันตกได้บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อเบลารุสเนื่องจากการสนับสนุนรัสเซียในการรุกรานยูเครน และการใช้กำลังปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงในปี 2020

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กลับมีความพยายามที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเบลารุส โดยมีการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรและส่งคำเชิญให้เบลารุสเข้าร่วม คณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) ส่งผลให้ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เบลารุสมีการปล่อยตัวนักโทษจำนวนมาก ซึ่งรวมไปถึงการปล่อยตัวนักโทษครั้งใหญ่ 250 รายเมื่อต้นเดือนนี้

อย่างไรก็ตามยังมีนักโทษการเมืองอีกหลายร้อยคนที่ยังถูกคุมขัง โดยส่วนใหญ่ถูกจับกุมหลังการเลือกตั้งปี 2020 ที่ปธน.ลูคาเชนโกคว้าชัยชนะอย่างถล่มทลาย ท่ามกลางเสียงครหาจากฝ่ายค้านว่าเป็น “การเลือกตั้งลวงโลก”

ทั้งนี้ การที่ปธน.ทรัมป์เคยพบปะกับนายคิม จองอึน มาแล้วในวาระแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่าอาจมีการการพบกันครั้งใหม่เกิดขึ้น ในระหว่างที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางเยือนจีนในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้หลังขอเลื่อนกำหนดการมาแล้วครั้งหนึ่ง.

ที่มา: AFP

สหรัฐฯ เตรียมส่ง “กองพลร่มที่ 82” เกือบ 4,000 นาย บุกตะวันออกกลาง

สหรัฐฯ เตรียมส่ง "กองพลร่มที่ 82" เกือบ 4,000 นาย บุกตะวันออกกลาง

25 มี.ค. 2569 16:05 น.

สหรัฐฯ เตรียมส่ง “กองพลร่มที่ 82” เกือบ 4,000 นาย บุกตะวันออกกลาง

แหล่งข่าวระบุ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เตรียมส่งทหารพลร่มหน่วยรบพิเศษ “กองพลร่มที่ 82” เพิ่มอีกเกือบ 4,000 นาย เข้าสู่สมรภูมิตะวันออกกลาง เสริมกำลังรบทางบกท่ามกลางสถานการณ์สงครามกับอิหร่านที่เข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 แม้ “โดนัลด์ ทรัมป์” จะอ้างว่าการเจรจาคืบหน้า ขณะผลโพลชี้ชาวอเมริกันส่วนใหญ่เริ่มไม่เห็นด้วยกับสงครามครั้งนี้

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เตรียมเคลื่อนกำลังพลจากกองพลร่มที่ 82 (82nd Airborne Division) ซึ่งเป็นหน่วยรบระดับหัวกะทิจากค่ายฟอร์ตแบรกก์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา จำนวน 3,000 ถึง 4,000 นาย มุ่งหน้าสู่ตะวันออกกลาง โดยหน่วยนี้มีความสามารถพิเศษในการกระโดดร่มลงสู่พื้นที่ปฏิบัติการได้ภายใน 18 ชั่วโมงหลังได้รับคำสั่ง

แหล่งข่าวยืนยันว่า ยังไม่มีการตัดสินใจส่งทหารเข้าไปในดินแดนอิหร่านโดยตรง แต่การเสริมกำลังครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพรองรับปฏิบัติการในอนาคต และเพื่อขยายทางเลือกทางทหารให้ครอบคลุมถึง “การปฏิบัติการภาคพื้นดินในดินแดนอิหร่าน” ซึ่งรวมถึงแผนการส่งทหารเข้ายึดชายฝั่งเพื่อควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ และการบุกเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันถึง 90% ของอิหร่าน

นับตั้งแต่ปฏิบัติการทางทหารร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ สถานการณ์ยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยสหรัฐฯ ถล่มเป้าหมายในอิหร่านไปแล้วกว่า 9,000 จุด และมีทหารอเมริกันเสียชีวิตแล้ว 13 นาย และบาดเจ็บอีก 290 นาย ในจำนวนนี้บาดเจ็บสาหัส 10 นาย ทั้งนี้ ก่อนการส่งทัพเสริมครั้งนี้ สหรัฐฯ มีทหารประจำการในภูมิภาคแล้วกว่า 50,000 นาย พร้อมด้วยกองเรือบรรทุกเครื่องบินและหน่วยนาวิกโยธินบนเรือยูเอสเอส บ็อกเซอร์ (USS Boxer)

ความเคลื่อนไหวทางทหารครั้งใหญ่เกิดขึ้นในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามส่งสัญญาณในเชิงบวกผ่านโซเชียลมีเดียว่ามีการเจรจาที่ “เกิดดอกออกผล” กับเตหะราน และได้ระงับแผนการทิ้งระเบิดโรงไฟฟ้าในอิหร่านไว้ก่อน อย่างไรก็ตาม ทางการอิหร่านได้ออกมาปฏิเสธทันควันว่า “ไม่มีการเจรจาใดๆ เกิดขึ้นทั้งสิ้น”

การตัดสินใจส่งทหารราบเข้าสู่สมรภูมิถือเป็นความเสี่ยงสูงสำหรับทรัมป์ เนื่องจากขัดกับคำมั่นสัญญาในช่วงหาเสียงที่ว่าจะไม่พาประเทศเข้าสู่สงครามครั้งใหม่ในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ผลสำรวจล่าสุดจาก Reuters/Ipsos พบว่าชาวอเมริกันเพียง 35% ที่เห็นด้วยกับการโจมตีอิหร่าน ซึ่งลดลงจากสัปดาห์ก่อน และมีชาวอเมริกันถึง 61% ไม่เห็นด้วยกับการทำสงครามครั้งนี้.

ที่มา Reuters

เอเชียงัดสูตรยุคโควิด รับมือวิกฤตน้ำมัน ทำงานจากบ้าน-ลดใช้พลังงาน-ช่วยค่าครองชีพ

เอเชียงัดสูตรยุคโควิด รับมือวิกฤตน้ำมัน ทำงานจากบ้าน-ลดใช้พลังงาน-ช่วยค่าครองชีพ

25 มี.ค. 2569 15:31 น.

เอเชียงัดสูตรยุคโควิด รับมือวิกฤตน้ำมัน ทำงานจากบ้าน-ลดใช้พลังงาน-ช่วยค่าครองชีพ

ประเทศต่าง ๆ ทั่วเอเชียกำลังหวนใช้มาตรการแบบยุคโควิด-19 อีกครั้ง ทั้งนโยบายทำงานจากที่บ้าน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานโลกจากสงครามอิหร่าน ที่กระทบราคาน้ำมันอย่างรุนแรง

ภูมิภาคเอเชียถือเป็นภูมิภาคที่เจอผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้แบบเต็ม ๆ เนื่องจากต้องพึ่งพาน้ำมันดิบกว่า 80% ที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮฮร์มุซ ซึ่งปัจจุบันถูกปิดกั้นเกือบทั้งหมด หลังสงครามปะทุเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์

แม้ยังไม่มีประเทศใดในเอเชียบังคับใช้ Work From Home หรือการทำงานจากบ้านอย่างเป็นทางการ แต่หลายประเทศเริ่มพิจารณาอย่างจริงจัง

ด้านสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency)  หรือ IEA ได้ออกข้อเสนอเพื่อลดแรงกดดันด้านพลังงาน เช่น การทำงานจากบ้าน ลดการเดินทางโดยเครื่องบิน และประหยัดพลังงานในชีวิตประจำวัน

พร้อมกันนี้ IEA ยังประกาศระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์ ราว 400 ล้านบาร์เรล เพื่อช่วยบรรเทาวิกฤต

ฟาติห์ บิรอล ผู้อำนวยการบริหารของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ย้ำว่า มาตรการลักษณะนี้เคยพิสูจน์แล้วว่าได้ผล เช่นในช่วง ที่รัสเซียรุกรานยูเครน ที่ยุโรปสามารถลดการพึ่งพาพลังงานรัสเซียและยังคงรักษาระบบไฟฟ้าได้

หลายประเทศเริ่มลงมือจริง: เกาหลีใต้-ฟิลิปปินส์-ไทย

ในประเทศเกาหลีใต้รัฐบาลเปิดแคมเปญให้ประชาชนลดการใช้พลังงาน เช่น อาบน้ำให้สั้นลง ชาร์จมือถือช่วงกลางวัน และใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาที่เหมาะสม

ขณะที่รัฐมนตรีพลังงาน ระบุว่า มาตรการทำงานจากบ้าน (Work From Home) เป็นแนวคิดที่ดี และกำลังอยู่ระหว่างพิจารณา

ด้านฟิลิปปินส์ซึ่งพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางอย่างมาก ได้ลดวันทำงานในหน่วยงานรัฐบางแห่ง พร้อมประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน โดยนายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ผู้นประเทศเตือนว่าสถานการณ์นี้เป็นภัยคุกคามเร่งด่วน ต่อความมั่นคงพลังงาน

ขณะที่ในประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งมาตรการประหยัดพลังงานในภาครัฐ เช่น งดเดินทางต่างประเทศ ตั้งแอร์สูงกว่า 25 องศา เลี่ยงการใส่สูท ใช้บันไดแทนลิฟต์ และสนับสนุนการทำงานจากที่บ้าน

ปากีสถาน-ศรีลังกา-สิงคโปร์ ใช้มาตรการเข้ม

ปากีสถาน ปิดโรงเรียน 2 สัปดาห์ และเพิ่มการทำงานจากบ้าน

ศรีลังกา ประกาศให้ทุกวันพุธเป็นวันหยุดราชการ เพื่อยืดอายุการใช้น้ำมัน

ส่วนสิงคโปร์แนะนำประชาชนและธุรกิจใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน ใช้รถยนต์ไฟฟ้า และตั้งอุณหภูมิแอร์ให้สูงขึ้น

นอกจากนี้หลายประเทศยังเริ่มออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนโดยตรง

อย่างประเทศญี่ปุ่นรัฐบาลเตรียมใช้งบสำรอง 8 แสนล้านเยน เพื่ออุดหนุนราคาน้ำมันให้อยู่ที่ราว 170 เยนต่อลิตร

ด้าน นิวซีแลนด์ เตรียมจ่ายเงินช่วยเหลือครอบครัวรายได้น้อย สัปดาห์ละ 50 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ เพื่อลดผลกระทบจากราคาพลังงาน

ขณะที่ ออสเตรเลีย เผชิญปัญหาปั๊มน้ำมันขาดแคลนจากการกักตุน และออกกฎหมายเพิ่มโทษผู้ฉวยโอกาสขึ้นราคาน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการหลายอย่างจะคล้ายยุคโควิด แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือนโยบายการเงิน โดยในครั้งนี้ ธนาคารกลางไม่ได้ลดดอกเบี้ย แต่กลับมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย เพื่อสกัดเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน

ธนาคารกลางของประเทศออสเตรเลีย ได้ขึ้นดอกเบี้ยแล้ว 2 ครั้งในปีนี้ และเตือนว่าความเสี่ยงด้านพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญที่ดันเงินเฟ้อ

นักวิเคราะห์ชี้ว่า ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังเผชิญภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นทำให้เงินเฟ้อสูง แต่ในขณะเดียวกันก็อาจฉุดเศรษฐกิจให้ชะลอตัว.

ที่มา : channelnewsasia

ฮ่องกงจับเจ้าของร้านหนังสือ-พนักงาน ปมขายหนังสือชีวประวัติ “จิมมี ไหล”

ฮ่องกงจับเจ้าของร้านหนังสือ-พนักงาน ปมขายหนังสือชีวประวัติ "จิมมี ไหล"

25 มี.ค. 2569 15:03 น.

ฮ่องกงจับเจ้าของร้านหนังสือ-พนักงาน ปมขายหนังสือชีวประวัติ “จิมมี ไหล”

สถานีโทรทัศน์ TVB ของฮ่องกงรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าควบคุมตัว นายพง ยัต-หมิง เจ้าของร้านหนังสือ “บุ๊ก พันช์” (Book Punch) และพนักงานอีก 3 คน โดยถูกกล่าวหาว่าจำหน่ายสิ่งพิมพ์ที่มีเนื้อหา “ปลุกระดม” ซึ่งรวมถึงหนังสือชื่อ “The Troublemaker” ซึ่งเป็นชีวประวัติของจิมมี ไหล มหาเศรษฐีสื่อและนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่ถูกจำคุก

ปัจจุบันร้านหนังสือ “บุ๊ก พันช์” ได้ติดป้ายประกาศ “หยุดพักชั่วคราวเนื่องจากเหตุฉุกเฉิน” ขณะที่โฆษกตำรวจไม่ได้ให้ความเห็นโดยตรงต่อการจับกุม แต่ระบุเพียงว่าตำรวจ “จะดำเนินการตามสถานการณ์จริงและเป็นไปตามกฎหมาย”

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายจิมมี ไหล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์แอปเปิล เดลี ที่ถูกสั่งปิดไปแล้ว ถูกศาลตัดสินจำคุก 20 ปี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในข้อหาสมคบคิดกับกองกำลังต่างชาติและปลุกระดม ซึ่งถือเป็นคดีความมั่นคงแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดของฮ่องกง

มาร์ก คลิฟฟอร์ด ผู้เขียนหนังสือเล่มดังกล่าวซึ่งปัจจุบันพำนักอยู่ในนิวยอร์ก ให้สัมภาษณ์ว่า “หากข่าวนี้เป็นจริง มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและย้อนแย้งอย่างยิ่ง ที่การขายหนังสือเกี่ยวกับชายที่ติดคุกเพราะการทำหน้าที่สื่อสารมวลชนและการส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงออก กลับต้องถูกตั้งข้อหาปลุกระดมเสียเอง”

ภายใต้กฎหมายความมั่นคงภายในหรือ “มาตรา 23” ที่เพิ่งบังคับใช้ ผู้กระทำผิดในข้อหาปลุกระดมมีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี และหากพบว่ามีการสมคบกับต่างชาติ โทษจะเพิ่มเป็นสูงสุด 10 ปี

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (23 มี.ค.) รัฐบาลฮ่องกงเพิ่งประกาศแก้ไขกฎระเบียบใหม่ ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถยึดสิ่งของที่ต้องสงสัยว่ามี “เจตนาปลุกระดม” ได้ทันที นอกจากนั้น ตำรวจที่มีหมายศาลสามารถบังคับให้ผู้ต้องสงสัยส่งมอบ “รหัสผ่าน” โทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ หากขัดขืนจะมีความผิดทั้งจำและปรับ

เอเลน เพียร์สัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียของฮิวแมนไรท์วอตช์ ระบุว่า “ฮ่องกงเริ่มเหมือนดินแดนดิสโทเปียขึ้นทุกที เริ่มจากการจับกุมเจ้าของหนังสือพิมพ์ ต่อมาคือการจับคนขายหนังสือเกี่ยวกับเขา คำถามคือใครจะเป็นรายต่อไป?” เธอยังชี้ว่าการไล่ล่าความมั่นคงทางการเมืองอย่างไม่สิ้นสุดของทางการ จะกลับกลายเป็นตัวสร้างความไม่มั่นคงเสียเอง.

ที่มา The Guardian

สหรัฐฯ ยื่นแผน 15 ข้อถึงอิหร่าน หวังยุติสงครามตะวันออกกลาง แต่สถานการณ์ยังตึงเครียด

สหรัฐฯ ยื่นแผน 15 ข้อถึงอิหร่าน หวังยุติสงครามตะวันออกกลาง แต่สถานการณ์ยังตึงเครียด

25 มี.ค. 2569 15:00 น.

สหรัฐฯ ยื่นแผน 15 ข้อถึงอิหร่าน หวังยุติสงครามตะวันออกกลาง แต่สถานการณ์ยังตึงเครียด

สำนักข่าวต่างประเทศเผยรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอแผนหยุดยิง 15 ข้อ ต่ออิหร่าน เพื่อหาทางยุติสงครามที่กำลังสั่นคลอนภูมิภาคตะวันออกกลาง

รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เสนอแผนหยุดยิง 15 ข้อให้กับอิหร่าน เมื่อช่วงค่ำวันอังคารที่ผ่านมา ตามการเปิดเผยของแหล่งข่าวที่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับข้อเสนอ

อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวถูกเสนอขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่กองทัพสหรัฐฯ กำลังเตรียมส่งกำลังทหารเพิ่มเติมอย่างน้อย 1,000 นาย ไปยังตะวันออกกลาง เพื่อเสริมกำลังจากเดิมที่มีอยู่ราว 50,000 นายในภูมิภาค

ปากีสถานเป็นตัวกลางส่งแผน – เปิดทางเจรจารอบใหม่

แหล่งข่าวระบุว่า แผนหยุดยิงดังกล่าวถูกส่งถึงอิหร่านผ่านตัวกลางจากปากีสถาน ซึ่งได้เสนอเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจารอบใหม่ระหว่างวอชิงตันและเตหะราน

รายงานระบุว่าเดอะ นิวยอร์กไทมส์ เป็นสื่อรายแรกที่เปิดเผยว่า ข้อเสนอนี้ได้ถูกส่งถึงเจ้าหน้าที่อิหร่านแล้ว

ทั้งนี้ แหล่งข่าวให้ข้อมูลโดยไม่เปิดเผยชื่อ เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้แสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ

เพนตากอนขยับ ส่งนาวิกโยธินเพิ่มอีกหลายพันนาย

ขณะเดียวกันเพนตากอนอยู่ระหว่างการส่งหน่วยนาวิกโยธิน 2 หน่วยไปยังภูมิภาค ซึ่งจะเพิ่มกำลังทหารอีกประมาณ 5,000 นาย พร้อมด้วยกำลังพลทางเรืออีกหลายพันนาย

แหล่งข่าวระบุว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ของโดนัลด์ ทรัมป์ที่ต้องการเพิ่มความยืดหยุ่นสูงสุดในการตัดสินใจขั้นต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการเดินหน้าทางทหารหรือการเจรจาทางการทูต

อิสราเอลแปลกใจ หลังหนุนสหรัฐฯ เดินหน้าสงคราม

ด้านเจ้าหน้าที่อิสราเอล ซึ่งก่อนหน้านี้สนับสนุนให้สหรัฐฯ เดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน แสดงความประหลาดใจต่อการยื่นข้อเสนอหยุดยิงครั้งนี้ โดยจนถึงขณะนี้ทำเนียบขาวยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อรายงานดังกล่าวแต่อย่างใด

ที่มา : AP

OpenAI ประกาศหยุดให้บริการ “Sora” แอปฯสร้างวิดีโอด้วย AI แม้เปิดให้บริการมาเพียง 6 เดือน

OpenAI ประกาศหยุดให้บริการ "Sora" แอปฯสร้างวิดีโอด้วย AI แม้เปิดให้บริการมาเพียง 6 เดือน

25 มี.ค. 2569 14:12 น.

OpenAI ประกาศหยุดให้บริการ “Sora” แอปฯสร้างวิดีโอด้วย AI แม้เปิดให้บริการมาเพียง 6 เดือน

สะเทือนวงการเทคโนโลยี! OpenAI ประกาศปิดตัวแอปฯสร้างวิดีโอ “Sora” แม้เปิดตัวได้เพียง 6 เดือน พร้อมหันไปมุ่งพัฒนา AI เขียนซอฟต์แวร์-วิเคราะห์ข้อมูล หวังกู้กำไรก่อนจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์

OpenAI ผู้นำด้านธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการเทคโนโลยีเมื่อวานนี้ (24 มี.ค.) ด้วยการประกาศยุติการพัฒนา Sora แอปพลิเคชันสร้างวิดีโอจากข้อความด้วย AI แม้เพิ่งเปิดตัวมาได้เพียง 6 เดือนเท่านั้น โดยระบุสั้น ๆ ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “เราขอโบกมือลาโซระ” เพื่อปรับทิศทางบริษัทไปมุ่งเน้นการพัฒนาเครื่องมือสำหรับภาคธุรกิจแทน

การสั่งยุติโครงการในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางคำถามถึงความยั่งยืนของโมเดลธุรกิจของ Sora เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการประมวลผลวิดีโอนั้นสูงมากจนแซงหน้าผลกำไร แม้ว่าปัจจุบันแอปฯ Sora จะมียอดผู้ใช้งานสูงถึง 1,000 ล้านคนต่อวันก็ตาม

รายงานจาก The Wall Street Journal ระบุว่า Sam Altman ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OpenAI ได้แจ้งถึงการปรับทิศทางใหม่นี้แก่พนักงานด้วยตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับคำแถลงของ Fidji Simo หัวหน้าฝ่ายแอปพลิเคชัน ที่ย้ำกับทีมงานว่าห้ามวอกแวกไปกับ ภารกิจรอง (Side Quests) แต่ให้ทุ่มเททรัพยากรไปกับการพัฒนา “เอไอตัวแทน” (Agentic AI) หรือระบบปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติบนคอมพิวเตอร์ เช่น การเขียนซอฟต์แวร์ หรือการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก

นอกจากนี้ การปิดตัว Sora ยังส่งผลให้ดีลยักษ์ใหญ่ที่ทำไว้กับ Disney เมื่อเดือนธันวาคม ปีที่ผ่านมาต้องล่มลงทันที โดยเดิมทีดิสนีย์เตรียมทุ่มงบลงทุนสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32,700 ล้านบาท) เพื่อแลกกับการเข้าถึงเทคโนโลยี Sora มาใช้ผลิตคอนเทนต์บนบริการสตรีมมิ่ง Disney+ รวมถึงการนำตัวละครดังมาโลดแล่นในรูปแบบวิดีโอ AI

ทางด้านโฆษกของดิสนีย์แถลงผ่าน The Hollywood Reporter ว่า “เราเคารพการตัดสินใจของ OpenAI ที่จะถอยจากธุรกิจวิดีโอและหันไปมุ่งหน้าพัฒนา AI ในธุรกิจอื่น โดยดิสนีย์จะยังคงเดินหน้าหาพันธมิตรด้าน AI รายอื่น ๆ เพื่อเข้าถึงแฟนคลับด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยยังคงคำนึงถึงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ผลงานอย่างมีความรับผิดชอบต่อไป”

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ความเคลื่อนไหวของ OpenAI ในครั้งนี้เป็นการเร่งสร้างผลกำไรจากภาคธุรกิจเพื่อเตรียมความพร้อมนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต.

ที่มา: France24

อิหร่านเย้ยสหรัฐฯ “เจรจากับตัวเอง” ปมยุติสงคราม

อิหร่านเย้ยสหรัฐฯ "เจรจากับตัวเอง" ปมยุติสงคราม

25 มี.ค. 2569 13:09 น.

อิหร่านเย้ยสหรัฐฯ “เจรจากับตัวเอง” ปมยุติสงคราม

โฆษกกองทัพอิหร่านเย้ยสหรัฐฯ ว่ากำลัง “เจรจากับตัวเอง” หลังโดนัลด์ ทรัมป์ เผยส่งร่างแผนสันติภาพ 15 ข้อให้เตหะรานหวังยุติสงคราม สวนทางกับสถานการณ์จริงที่อิสราเอลยังคงส่งฝูงบินถล่มเมืองหลวงอิหร่าน และมีการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง

นายอิบราฮิม โซลฟากอรี โฆษกศูนย์บัญชาการกลางคาทาม อัล-อันบิยา ของกองทัพอิหร่าน ออกมาตอบโต้ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่าอิหร่านต้องการบรรลุข้อตกลงยุติสงคราม โดยโซลฟากอรีระบุว่า สหรัฐฯ กำลังตกอยู่ในสภาวะสับสนจนต้อง “เจรจากับตัวเอง”

“คนอย่างพวกเราไม่มีวันเข้ากับคนอย่างพวกคุณได้” โซลฟากอรีกล่าวเสริม พร้อมย้ำว่าเสถียรภาพในภูมิภาคและราคาพลังงานจะไม่มีวันกลับไปจุดเดิม ตราบใดที่สหรัฐฯ ไม่ยอมรับบทบาทของกองทัพอิหร่านในการดูแลความมั่นคง

แม้จะมีกระแสข่าวเรื่องแผนสันติภาพ 15 ข้อ แต่สถานการณ์ในสนามรบกลับทวีความรุนแรงขึ้น โดยกองทัพอิสราเอลยืนยันการโจมตีทางอากาศระลอกใหญ่ใส่โครงสร้างพื้นฐานทั่วกรุงเตหะราน ขณะที่สื่ออิหร่านรายงานว่าขีปนาวุธตกใส่ย่านที่พักอาศัย ทำให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากปรักหักพัง

ส่วนกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ประกาศส่งโดรนและขีปนาวุธโจมตีเป้าหมายในอิสราเอล รวมถึง “ฐานทัพสหรัฐฯ” ในคูเวต จอร์แดน และบาห์เรน เพื่อเป็นการตอบโต้ ด้านคูเวต-ซาอุดีอาระเบีย มีรายงานการสกัดกั้นโดรนปริศนา โดยมีโดรนลำหนึ่งตกใส่ถังน้ำมันที่สนามบินนานาชาติคูเวตจนเกิดเพลิงไหม้ แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

ท่ามกลางเสียงปฏิเสธจากฝั่งอิหร่านว่าข่าวการเจรจาเป็นเพียง “ข่าวปลอม” (Fake News) แต่ตลาดทุนทั่วโลกกลับตอบรับในเชิงบวกต่อรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ที่ว่า รัฐบาลทรัมป์ได้ส่งร่างแผนสันติภาพและเสนอการหยุดยิงเป็นเวลา 1 เดือน โดยราคาน้ำมันปรับตัวลดลงทันทีหลังมีข่าวความพยายามเปิดเส้นทางส่งออกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียอีกครั้ง ขณะที่ดัชนีหุ้นสำคัญพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากนักลงทุนมีความหวังว่า “การคุยกับคนที่ใช่” ในอิหร่านตามที่ทรัมป์อ้าง จะช่วยคลี่คลายวิกฤตพลังงานที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ลงได้.

ที่มา Reuters

อิหร่านเปิดทาง “เรือที่ไม่เป็นปฏิปักษ์” ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านเปิดทาง "เรือที่ไม่เป็นปฏิปักษ์" ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

25 มี.ค. 2569 11:44 น.

อิหร่านเปิดทาง “เรือที่ไม่เป็นปฏิปักษ์” ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านประกาศอนุญาตให้เรือที่ “ไม่มีเจตนาเป็นปฏิปักษ์” สามารถสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ภายใต้เงื่อนไขความปลอดภัยที่เข้มงวด ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียและราคาน้ำมันขยับรับข่าวลือแผนสันติภาพ 15 ข้อจากรัฐบาลทรัมป์

คณะผู้แทนอิหร่านประจำสหประชาชาติแถลงเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า (24 มี.ค.) เรือพาณิชย์สามารถใช้เส้นทาง “ผ่านทางอย่างปลอดภัย” ในช่องแคบฮอร์มุซได้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องไม่เข้าร่วมหรือสนับสนุนการกระทำที่เป็นการรุกรานอิหร่าน รวมถึงต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยและความมั่นคงอย่างเคร่งครัด และต้องมีการประสานงานกับหน่วยงานที่มีอำนาจของอิหร่านก่อนการสัญจร

คำแถลงนี้มีขึ้นหลังจากปริมาณการเดินเรือผ่านช่องแคบซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมัน 1 ใน 5 ของโลก ลดลงอย่างฮวบฮาบจากเฉลี่ยวันละ 120 ลำ เหลือเพียง 5 ลำต่อวัน นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์

การปิดช่องแคบฮอร์มุซก่อนหน้านี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าอาจแตะระดับ 150-200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ได้ปรับตัวลดลงกว่า 9% ในวันนี้ (25 มี.ค.) หลังจากมีรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งร่างแผนสันติภาพ 15 ข้อให้แก่ทางอิหร่านเพื่อยุติสงคราม

การตอบรับของตลาดหุ้นเอเชีย ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่น พุ่งขึ้น 2.3% ส่วนดัชนี KOSPI ของ เกาหลีใต้ พุ่งขึ้น 2.6% ขณะที่ดัชนี Hang Seng ของฮ่องกง ปรับตัวขึ้น 0.7%

แม้อิหร่านจะยืนยันว่าช่องแคบยังคงเปิดอยู่สำหรับ “ผู้ที่ไม่ใช่ศัตรู” แต่ในรายละเอียดของกฎระเบียบการเดินเรือยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งสร้างความกังวลให้กับบริษัทเดินเรือข้ามชาติเกี่ยวกับความปลอดภัยในทางปฏิบัติจริง ขณะที่การเจรจาสันติภาพยังคงอยู่ในขั้นเริ่มต้นและมีความเปราะบางสูงท่ามกลางสถานการณ์สู้รบที่ยังดำเนินอยู่เป็นระยะ.

ที่มา Al Jazeera

ญี่ปุ่นเตรียมติดตั้งขีปนาวุธต่อต้านเรือบนเกาะห่างไกล ทางตะวันออก

ญี่ปุ่นเตรียมติดตั้งขีปนาวุธต่อต้านเรือบนเกาะห่างไกล ทางตะวันออก

25 มี.ค. 2569 11:42 น.

ญี่ปุ่นเตรียมติดตั้งขีปนาวุธต่อต้านเรือบนเกาะห่างไกล ทางตะวันออก

กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นเตรียมติดตั้งระบบขีปนาวุธ Type-12 บนเกาะห่างไกลสุดทางตะวันออก เป็นครั้งแรก คาดเริ่มเร็วสุด มิ.ย.นี้ เพื่อเสริมแนวป้องกันฝั่งแปซิฟิก

วันที่ 25 มีนาคม 2569 สถานีโทรทัศน์ NHK รายงานว่า ญี่ปุ่นเตรียมเสริมศักยภาพทางทหารในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยกระทรวงกลาโหมมีแผนติดตั้งระบบขีปนาวุธต่อต้านเรือ  เป็นครั้งแรกบนเกาะมินามิโทริชิมะ ซึ่งเป็นเกาะห่างไกลที่สุดทางตะวันออกของประเทศ

รายงานข่าวระบุว่า การติดตั้งอาจเริ่มได้เร็วที่สุดในเดือนมิถุนายน ปีนี้ โดยจะมีการสร้างสนามยิงสำหรับขีปนาวุธ Type-12 ของกองกำลังป้องกันตนเองภาคพื้นดิน ซึ่งแผนนี้รวมถึงการติดตั้งเครื่องยิง ระบบอากาศยานไร้คนขับขนาดกลางเพื่อระบุตำแหน่งเป้าหมาย และระบบตรวจจับ วิเคราะห์สัญญาณจากเรือ อย่างไรก็ตาม ตัวขีปนาวุธจริงจะยังไม่ถูกนำไปประจำการในระยะแรก โดยจะใช้เพื่อทดสอบความพร้อมของระบบเป็นหลัก

ทั้งนี้ เกาะมินามิโทริชิมะ ตั้งอยู่ห่างจากเกาะฮอนชู ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 2,000 กิโลเมตร ปัจจุบันมีเพียงเจ้าหน้าที่กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเล และเจ้าหน้าที่อุตุนิยมวิทยาประจำอยู่ โดยไม่มีประชาชนอาศัย โดยความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ญี่ปุ่นเร่งเสริมกำลังป้องกันฝั่งแปซิฟิก หลังจากกองทัพเรือจีนส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำออกปฏิบัติการในมหาสมุทรแปซิฟิกพร้อมกันเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา นักวิเคราะห์มองว่า แผนติดตั้งระบบขีปนาวุธบนเกาะห่างไกลนี้ เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เพิ่มขีดความสามารถในการป้องปราม และรักษาความมั่นคงทางทะเลของญี่ปุ่นในภูมิภาคที่มีการแข่งขันด้านอิทธิพลเพิ่มสูงขึ้น.

ที่มา NHK

ฟิลิปปินส์ประสานสหรัฐฯ ขอผ่อนปรนนำเข้าน้ำมัน แก้วิกฤตพลังงานจากสงคราม

ฟิลิปปินส์ประสานสหรัฐฯ ขอผ่อนปรนนำเข้าน้ำมัน แก้วิกฤตพลังงานจากสงคราม

25 มี.ค. 2569 11:38 น.

ฟิลิปปินส์ประสานสหรัฐฯ ขอผ่อนปรนนำเข้าน้ำมัน แก้วิกฤตพลังงานจากสงคราม

รัฐบาลฟิลิปปินส์เผย กำลังหารือกับสหรัฐอเมริกาเพื่อขอผ่อนผันมาตรการคว่ำบาตร หวังนำเข้าน้ำมันจากประเทศที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร เพื่อรับมือปัญหาพลังงาน

รัฐบาลฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า กำลังเร่งเจรจากับสหรัฐอเมริกา เพื่อขอผ่อนผันมาตรการคว่ำบาตร หวังเปิดทางให้นำเข้าน้ำมันจากประเทศที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ ท่ามกลางผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากฟิลิปปินส์ประกาศ “ภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานระดับชาติ” เมื่อวันที่ 24 มีนาคม เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะปัญหาการจัดหาน้ำมัน ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง

หารือสหรัฐฯ ขอยกเว้นคว่ำบาตร เปิดทางนำเข้าน้ำมัน

โฮเซ่ มานูเอล โรมัวเดส เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลมะนิลากำลังทำงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อขอ “waiver” หรือข้อยกเว้นในการซื้อน้ำมันจากประเทศที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ โดยระบุว่ากำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ และยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนในขณะนี้

เมื่อถูกถามว่า การหารือครอบคลุมน้ำมันจากเวเนซูเอล่า และอิหร่าน หรือไม่ เอกอัครราชทูตตอบว่าทุกทางเลือกกำลังถูกพิจารณา สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการกระจายแหล่งพลังงาน

ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 20 มีนาคม ระบุว่า ฟิลิปปินส์มีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับใช้งานราว 45 วันเท่านั้น ทำให้รัฐบาลต้องเร่งจัดหาน้ำมันเพิ่มเติมอีก 1 ล้านบาร์เรล เพื่อเสริมคลังสำรองและลดความเสี่ยงจากภาวะขาดแคลน

การประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน ซึ่งมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 1 ปี ยังเปิดทางให้รัฐบาลสามารถจัดซื้อน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการในประเทศ

ภายใต้แรงกดดันด้านพลังงาน รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้เพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินชั่วคราว เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น แม้จะมีข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกัน ฟิลิปปินส์เตรียมรับน้ำมันดิบจากรัสเซีย เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี หลังได้รับการผ่อนผันจากสหรัฐฯ เป็นเวลา 30 วัน

นอกจากนี้สหรัฐอเมริกา ยังออกมาตรการผ่อนผันชั่วคราว 30 วัน สำหรับการซื้อน้ำมันจากอิหร่านที่อยู่ระหว่างขนส่งทางทะเล โดยครอบคลุมน้ำมันที่บรรทุกขึ้นเรือก่อนวันที่ 20 มีนาคม และต้องขนถ่ายให้เสร็จภายในวันที่ 19 เมษายน

นักวิเคราะห์มองว่า สถานการณ์นี้สะท้อนความเปราะบางของประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างฟิลิปปินส์ ซึ่งต้องเผชิญกับแรงกดดันจากทั้งสงคราม ภูมิรัฐศาสตร์ และราคาน้ำมันที่ผันผวน

การขอผ่อนผันคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ จึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ เพื่อให้ฟิลิปปินส์สามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานที่หลากหลายมากขึ้น และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต.

ที่มา : channelnewsasia