จีนประท้วงญี่ปุ่น ชายอ้างเป็นทหารบุกรุกสถานทูตในโตเกียว ขู่ฆ่าเจ้าหน้าที่

จีนประท้วงญี่ปุ่น ชายอ้างเป็นทหารบุกรุกสถานทูตในโตเกียว ขู่ฆ่าเจ้าหน้าที่

24 มี.ค. 2569 17:02 น.

จีนประท้วงญี่ปุ่น ชายอ้างเป็นทหารบุกรุกสถานทูตในโตเกียว ขู่ฆ่าเจ้าหน้าที่

กระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงประท้วงอย่างรุนแรงต่อญี่ปุ่น หลังชายอ้างเป็นทหารกองกำลังป้องกันตนเอง ปีนรั้วบุกรุกสถานทูตจีนประจำกรุงโตเกียว พร้อมขู่สังหารเจ้าหน้าที่การทูต ด้านทางการจีนยื่นประท้วงด่วน จี้ญี่ปุ่นสอบสวนลงโทษสถานหนัก พร้อมตำหนินโยบายต่างประเทศของรัฐบาลนายกฯ ทากาอิจิที่ทำความสัมพันธ์เสื่อมถอย

นายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงข่าวว่า รัฐบาลจีนได้ยื่นประท้วงอย่างรุนแรงต่อรัฐบาลญี่ปุ่น หลังเกิดเหตุ “บุกรุกโดยใช้กำลัง” ที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงโตเกียว เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (24 มี.ค.) 

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อบุคคลหนึ่งซึ่งอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น (JSDF) ได้ปีนกำแพงและบุกเข้าไปในพื้นที่สถานทูตจีน โดยโฆษกจีนระบุว่า “บุคคลดังกล่าวได้ยอมรับว่าการกระทำของตนผิดกฎหมาย และได้กล่าวข่มขู่จะสังหารเจ้าหน้าที่การทูตของจีนในนามของพระเจ้า” ซึ่งถือเป็นการละเมิดอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างร้ายแรง และคุกคามสวัสดิภาพของบุคลากรทางการทูตอย่างยิ่ง

ทางการจีนระบุว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการแพร่กระจายของแนวคิดขวาจัดในญี่ปุ่นที่เริ่มรุนแรงขึ้น พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลญี่ปุ่นเร่งดำเนินการ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่สอบสวนเหตุการณ์อย่างละเอียดและลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด การรับประกันความปลอดภัยขั้นสูงสุดต่อสถานทูตและกงสุลจีนทุกแห่งในญี่ปุ่น และการทบทวนและแก้ไขนโยบายต่อต้านจีน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต

เหตุการณ์บุกรุกครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างสองชาติมหาอำนาจแห่งเอเชีย นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ ของญี่ปุ่น ได้ออกมาให้ความเห็นเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วว่า ญี่ปุ่นอาจใช้มาตรการทางทหารหากจีนโจมตีไต้หวัน นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าญี่ปุ่นเตรียม “ลดระดับ” ความสำคัญของความสัมพันธ์กับจีนในรายงานทางการทูตประจำปี หลังจากเกิดการเผชิญหน้ากันหลายครั้งในช่วงปีที่ผ่านมา

ขณะนี้กระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการต่อข้อกล่าวหาที่ว่าผู้ก่อเหตุเป็นทหารในสังกัด ขณะที่ทางการจีนยังคงเรียกร้องให้นางทากาอิจิถอนคำพูดที่กระทบกระทั่งต่อประเด็นไต้หวันเพื่อลดอุณหภูมิความขัดแย้งลง.

ที่มา Reuters

สหรัฐฯ แบน “เราเตอร์ ” ผลิตต่างประเทศรุ่นใหม่ อ้างความเสี่ยงความมั่นคง

สหรัฐฯ แบน "เราเตอร์ " ผลิตต่างประเทศรุ่นใหม่ อ้างความเสี่ยงความมั่นคง

24 มี.ค. 2569 15:33 น.

สหรัฐฯ แบน “เราเตอร์ ” ผลิตต่างประเทศรุ่นใหม่ อ้างความเสี่ยงความมั่นคง

คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) ประกาศสั่งห้ามนำเข้าและจำหน่าย “เราเตอร์อินเทอร์เน็ต” รุ่นใหม่ที่ผลิตในต่างประเทศ หลังพบหลักฐานการถูกใช้เป็นเครื่องมือโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและจารกรรมข้อมูล พร้อมตั้งเงื่อนไขเข้มหากจะขายต้องเผยผู้ร่วมทุนและย้ายฐานการผลิตเข้าสหรัฐฯ

รัฐบาลสหรัฐฯ ยกระดับมาตรการความมั่นคงทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ โดยล่าสุดคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ได้เพิ่มรายชื่อ “เราเตอร์สำหรับผู้บริโภคที่ผลิตนอกสหรัฐฯ” ลงในบัญชีอุปกรณ์ที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งส่งผลให้เราเตอร์รุ่นใหม่ๆ ที่ผลิตในต่างประเทศถูกแบนในลักษณะเดียวกับโดรนต่างชาติที่ถูกสั่งห้ามไปเมื่อปลายปีที่แล้ว

FCC ระบุว่า ที่ผ่านมากลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดีได้ใช้ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยในเราเตอร์ที่ผลิตในต่างประเทศ เพื่อโจมตีครัวเรือนชาวอเมริกัน รบกวนเครือข่าย ทำการจารกรรม และขโมยทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะเหตุการณ์ไซเบอร์โจมตีครั้งใหญ่ภายใต้ชื่อรหัส “Volt, Flax และ Salt Typhoon” ในช่วงปี 2024-2025 ซึ่งมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ และถูกระบุว่ามีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลจีน

มาตรการนี้จะแบนเฉพาะเราเตอร์รุ่นใหม่ ส่วนผู้ที่มีเราเตอร์ที่ผลิตต่างประเทศอยู่เดิมยังสามารถใช้งานได้ปกติ แต่ “รุ่นใหม่” ที่จะเปิดตัวหลังจากนี้จะถูกสั่งห้ามนำเข้าและจำหน่ายจนกว่าจะได้รับอนุมัติ ส่วนบริษัทที่ผลิตนอกสหรัฐฯ ต้องยื่นขออนุมัติแบบมีเงื่อนไข โดยต้องเปิดเผยข้อมูลผู้ลงทุนต่างชาติทั้งหมด รวมถึงต้องมี “แผนการย้ายฐานการผลิตมายังสหรัฐฯ” อย่างชัดเจน

คำสั่งนี้รวมถึงเราเตอร์ที่ออกแบบในอเมริกาแต่จ้างผลิตในต่างประเทศ เช่น แบรนด์ Netgear รวมถึงแบรนด์ที่มียอดขายสูงสุดอย่าง TP-Link จากจีน

อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์บางชนิดอาจได้รับยกเว้นหากกระทรวงกลาโหมหรือกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิรับรองว่าปลอดภัย ขณะที่ในปัจจุบันอุปกรณ์เพียงไม่กี่ชนิดที่ผ่านเกณฑ์นี้คือเราเตอร์ Starlink ของบริษัท SpaceX ของนายอีลอน มัสก์ ซึ่งระบุว่าฐานการผลิตหลักตั้งอยู่ในรัฐเท็กซัส

ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงความพยายามของสหรัฐฯ ในการดึงห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีกลับสู่ประเทศ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อโครงสร้างพื้นฐานและวิถีชีวิตของประชาชนจากการโจมตีทางไซเบอร์ในอนาคต.

ที่มา BBC

รวบ 8 ชายบราซิล ใช้ไม้-เหล็กแป๊บฟาด “คาปิบารา” บาดเจ็บสาหัส

รวบ 8 ชายบราซิล ใช้ไม้-เหล็กแป๊บฟาด "คาปิบารา" บาดเจ็บสาหัส

24 มี.ค. 2569 13:14 น.

รวบ 8 ชายบราซิล ใช้ไม้-เหล็กแป๊บฟาด “คาปิบารา” บาดเจ็บสาหัส

ตำรวจริโอเดอจาเนโรจับกุมผู้ต้องหา 8 ราย หลังร่วมกันทำร้าย “คาปิบารา” สัตว์ขวัญใจโซเชียลอย่างทารุณด้วยท่อนไม้และท่อนเหล็กจนได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังกลุ่มผู้ก่อเหตุถูกระบุตัวได้จากกล้องวงจรปิด

เจ้าหน้าที่ตำรวจบราซิลบุกจับกุมกลุ่มผู้ก่อเหตุจำนวน 8 คน รวมเยาวชน 2 ราย หลังก่อเหตุรุมทำร้าย “คาปิบารา” หนูยักษ์ที่เป็นมิตรและเป็นสัญลักษณ์ทางธรรมชาติของริโอเดอจาเนโร ในย่านอิลยา ดู โกแวร์นาโดร์ เมื่อช่วงเช้ามืดวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 มี.ค.)

เหตุการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกไว้ได้โดยกล้องวงจรปิด เผยให้เห็นภาพกลุ่มวัยรุ่นใช้ท่อนไม้และเหล็กเส้นรุมทุบตีคาปิบาราอย่างบ้าคลั่ง โดย เฟลิเป ซานโตโร สารวัตรเจ้าของคดี ระบุว่า “นี่คืออาชญากรรมที่โหดเหี้ยมและสร้างความตกตะลึงให้กับสังคมอย่างมาก มันคือการทารุณกรรมสัตว์อย่างสุดโต่งต่อสิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยเป็นอันตรายต่อใคร”

ด้านอาการของคาปิบาราเพศผู้ น้ำหนัก 65 กิโลกรัมตัวนี้ ล่าสุดถูกส่งตัวไปรักษาที่ศูนย์ดูแลสัตว์ป่า มหาวิทยาลัยเอสตาซิโอ โดยนายเจเฟอร์สัน ไพเรส สัตวแพทย์หัวหน้าศูนย์ฯ เผยกับสำนักข่าวเอเอฟพี ว่า “ตลอด 22 ปีที่ดูแลสัตว์ป่ามา ผมไม่เคยเจอคาปิบาร่าตัวไหนที่ถูกทำร้ายอย่างรุนแรงขนาดนี้มาก่อน” โดยเบื้องต้นพบว่ามันมีอาการกะโหลกศีรษะร้าว มีเลือดออกในตาซ้าย และมีบาดแผลฉกรรจ์ทั่วบริเวณหลัง แต่อาการเริ่มทรงตัวแล้ว

ทั้งนี้ คาปิบาราเป็นสัตว์พื้นถิ่นของทวีปอเมริกาใต้ และพบได้ทั่วไปในพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำในนครริโอเดจาเนโร

เหตุการณ์นี้กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ เนื่องจาก “คาปิบารา” เป็นสัตว์ที่ได้รับความนิยมสูงมากในปัจจุบัน โดยมีมีมชื่อดังอย่าง “สหายคาปิบารา” (Comrade Capybara) ที่สื่อถึงความเป็นมิตรและการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ นอกจากนี้ กรณีดังกล่าวยังเกิดขึ้นในช่วงที่สังคมบราซิลกำลังตื่นตัวเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ หลังจากเพิ่งเกิดเหตุสะเทือนขวัญที่กลุ่มวัยรุ่นรุมตีสุนัขจรจัดจนตายเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา.

ที่มา The Guardian

ไต้หวันถอนตัวร่วมประชุม WTO หลังถูกระบุเป็น “มณฑลของจีน”

ไต้หวันถอนตัวร่วมประชุม WTO หลังถูกระบุเป็น "มณฑลของจีน"

24 มี.ค. 2569 12:32 น.

ไต้หวันถอนตัวร่วมประชุม WTO หลังถูกระบุเป็น “มณฑลของจีน”

กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันแถลงการณ์งดส่งคณะผู้แทนเข้าร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีขององค์การการค้าโลก (WTO) ณ ประเทศแคเมอรูนเป็นครั้งแรก หลังเกิดข้อพิพาทเรื่องการระบุสัญชาติในเอกสารวีซ่าที่เรียกไต้หวันว่า “มณฑลของจีน” ชี้เป็นการลบหลู่เกียรติภูมิของชาติและไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหา

รัฐบาลไต้หวันประกาศวันนี้ (24 มี.ค.) ว่า จะไม่ส่งคณะตัวแทนเข้าร่วมการประชุมระดับสูงขององค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งจะจัดขึ้นที่ประเทศแคเมอรูน ระหว่างวันที่ 26-29 มีนาคมนี้ หลังจากเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงกับประเทศเจ้าภาพในประเด็นการเรียกชื่อของไต้หวันในเอกสารทางการ

กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันเปิดเผยว่า ได้ทำการคัดค้านอย่างรุนแรงหลังจากพบว่าทางการแคเมอรูนระบุชื่อในเอกสารการเดินทางของคณะผู้แทนไต้หวันว่า “ไต้หวัน มณฑลของจีน” (Taiwan, Province of China) นอกจากนี้ แม้ภายหลังแคเมอรูนจะเสนอการ “ยกเว้นวีซ่า” ให้แทน แต่เอกสารดังกล่ากลับไม่ระบุสัญชาติ สะกดชื่อภาษาอังกฤษผิดพลาด และระบุเพศของคณะผู้แทนเกือบทั้งหมดเป็น “เพศหญิง” ซึ่งไต้หวันมองว่าเป็นการแสดงออกที่ขาดความจริงใจในการแก้ไขปัญหาอย่างสิ้นเชิง

แถลงการณ์จากกระทรวงฯ ระบุว่า “เมื่อพิจารณาว่าคณะผู้แทนของเราอาจถูกขัดขวางในการเข้าเมืองหากใช้เอกสารที่มีข้อมูลผิดพลาดเช่นนี้ และเพื่อเป็นการรักษาศักดิ์ศรีของชาติ เราจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตัดสินใจไม่เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้” 

ทั้งนี้ ไต้หวันเข้าเป็นสมาชิก WTO ตั้งแต่ปี 2002 ในฐานะ “อาณาเขตศุลกากรแยก” (Separate Customs Territory) ซึ่งมีสถานะเท่าเทียมและไม่ขึ้นตรงกับสมาชิกรายอื่น โดยใช้ชื่ออย่างเป็นทางการในองค์กรว่า “อาณาเขตศุลกากรแยกของไต้หวัน เผิงหู จินเหมิน และหม่าจู” (จีนไทเป)

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของจีนที่ต้องการลบชื่อไต้หวันออกจากเวทีโลก โดยอ้างว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนอธิปไตยของจีน และมักคัดค้านการใช้ชื่อ “ไต้หวัน” หรือ “สาธารณรัฐจีน” ในที่ประชุมนานาชาติเสมอมา ขณะที่ทางองค์การการค้าโลก (WTO) ยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อกรณีข้อพิพาทในครั้งนี้.

ที่มา AFP

ระเบิดรุนแรงโรงกลั่นน้ำมันในเท็กซัส ควันดำปกคลุมเมือง (คลิป)

ระเบิดรุนแรงโรงกลั่นน้ำมันในเท็กซัส ควันดำปกคลุมเมือง (คลิป)

24 มี.ค. 2569 11:26 น.

ระเบิดรุนแรงโรงกลั่นน้ำมันในเท็กซัส ควันดำปกคลุมเมือง (คลิป)

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงภายในโรงกลั่นน้ำมันของบริษัท Valero Energy ในเมืองพอร์ตอาเธอร์ รัฐเท็กซัส ของสหรัฐฯ แรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้เป็นวงกว้าง พร้อมกลุ่มควันดำหนาทึบและกลิ่นกำมะถันฟุ้งกระจาย เจ้าหน้าที่เร่งสั่งประชาชนในพื้นที่เสี่ยงกักตัวในที่พักเพื่อความปลอดภัยจากสารเคมี

เมื่อช่วงเย็นของวันจันทร์ที่ 23 มีนาคม ตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุระเบิดเสียงดังสนั่นขึ้นที่โรงกลั่นน้ำมันของบริษัท Valero Energy ทางฝั่งตะวันตกของเมืองพอร์ตอาเธอร์ ส่งผลให้อาคารและยานพาหนะของประชาชนในบริเวณใกล้เคียงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

กลุ่มควันสีดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมีรายงานจากชาวบ้านในพื้นที่ว่าได้กลิ่นเหม็นรุนแรงคล้ายไข่เน่า ซึ่งเป็นกลิ่นเฉพาะของกำมะถัน ทำให้เกิดความกังวลด้านสุขภาพอย่างหนัก จนทางการท้องถิ่นต้องออกคำสั่งให้ประชาชนทางฝั่งตะวันตกของเมืองกักตัวอยู่แต่ในที่พักอาศัย ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด และเฝ้าระวังคุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด

ซีนา สตีเฟนส์ เจ้าหน้าที่เขตเจฟเฟอร์สันเคาน์ตี้ เปิดเผยเบื้องต้นว่า สาเหตุของการระเบิดอาจเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับหน่วยทำความร้อนภายในโรงกลั่น อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องรอผลการสอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้ง

ด้านตัวแทนของ Valero Energy Corporation ยืนยันว่า พนักงานทุกคนในโรงกลั่นได้รับการเช็กชื่อและยืนยันตัวตนครบถ้วน โดยไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้ สำหรับโรงกลั่นแห่งนี้ถือเป็นโรงกลั่นขนาดใหญ่ มีพนักงานกว่า 770 คน และมีกำลังการผลิตน้ำมันเบนซิน ดีเซล และน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานรวมกว่า 435,000 บาร์เรลต่อวัน

ขณะที่ในโลกโซเชียล ประชาชนในเมืองพอร์ตอาเธอร์และพื้นที่ใกล้เคียงต่างแสดงความกังวล โดยบางส่วนมองว่าควรมีการสั่งอพยพเนื่องจากเกรงว่าสารเคมีจะแพร่กระจายไปไกลกว่าพื้นที่ประกาศเตือน เนื่องจากเมืองพอร์ตอาเธอร์มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นกว่า 55,000 คน และแรงระเบิดสามารถรับรู้ได้ไกลถึงเมืองโกรฟส์ซึ่งอยู่ห่างออกไปเกือบ 10 กิโลเมตร.

ที่มา New York Post

รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมระบายน้ำมันสำรอง 26 มี.ค. นี้

รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมระบายน้ำมันสำรอง 26 มี.ค. นี้

24 มี.ค. 2569 11:03 น.

รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมระบายน้ำมันสำรอง 26 มี.ค. นี้

นายกฯ ญี่ปุ่นประกาศระบายน้ำมันสำรองจากคลังของรัฐเริ่มวันที่ 26 มี.ค. นี้ หวังพยุงเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นด้านพลังงาน หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง พร้อมประสาน “โดนัลด์ ทรัมป์” ประกันความปลอดภัยเส้นทางขนส่งน้ำมันโลก

นางซานาเอะ ทากาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แถลงวันนี้ (24 มี.ค.) ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะเริ่มดำเนินการระบายน้ำมันดิบออกจากคลังสำรองของรัฐตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. นี้เป็นต้นไป เพื่อรับมือกับความกังวลด้านอุปทานพลังงานที่ตึงตัว ท่ามกลางภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับประเทศอิหร่านที่ยังคงยืดเยื้อ

มาตรการดังกล่าวถูกประกาศในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือถึงแนวทางการลดผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น โดยการระบายน้ำมันจากคลังของรัฐในครั้งนี้ เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากที่ญี่ปุ่นได้เริ่มระบายน้ำมันจากคลังสำรองภาคเอกชนไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ นายกฯ ทากาอิจิ ยังระบุว่าน้ำมันสำรองร่วมของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางที่ฝากเก็บไว้ในญี่ปุ่น จะเริ่มถูกนำออกมาใช้ภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้เช่นกัน โดยเธอย้ำว่า “สันติภาพและความมั่นคงในตะวันออกกลางมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อญี่ปุ่นและประชาคมโลก” และยืนยันว่าโตเกียวจะดำเนินการทางการทูตอย่างเต็มที่ร่วมกับประเทศพันธมิตร

สำหรับการเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่นายกฯ ทากาอิจิ ได้เข้าพบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ณ กรุงวอชิงตัน เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว โดยทั้งสองผู้นำได้ยืนยันร่วมกันถึงความสำคัญของการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน และการคุ้มครองความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์หลักในการขนส่งน้ำมันของโลก

ทั้งนี้ แผนการระบายน้ำมันของญี่ปุ่นเริ่มชัดเจนตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา โดยญี่ปุ่นตัดสินใจเริ่มระบายน้ำมันสำรองภาคเอกชนจำนวน 15 วันตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม และตามด้วยการระบายน้ำมันสำรองของรัฐในปริมาณสำหรับการใช้งาน 1 เดือน เพื่อบรรเทาวิกฤตพลังงานก่อนที่จะมีการระบายน้ำมันร่วมกันภายใต้การนำของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA).

ที่มา KYODO NEWS

จีนปรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งใหญ่สุดในรอบเกือบ 4 ปี พุ่งกว่า 13% เหตุวิกฤตตะวันออกกลาง

จีนปรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งใหญ่สุดในรอบเกือบ 4 ปี พุ่งกว่า 13% เหตุวิกฤตตะวันออกกลาง

24 มี.ค. 2569 10:49 น.

จีนปรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งใหญ่สุดในรอบเกือบ 4 ปี พุ่งกว่า 13% เหตุวิกฤตตะวันออกกลาง

รัฐบาลจีนปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 5 ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทำราคามาตรฐานเบนซินของจีนแตะกว่า 9,900 หยวนต่อตัน 

วันที่ 24 มีนาคม 2569 รัฐบาลจีนประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินภายในประเทศ ส่งผลให้ในกรุงปักกิ่ง ราคาน้ำมันหน้าปั๊มปรับขึ้นมาอยู่ที่ 8.57 หยวนต่อลิตร หรือประมาณ 42 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคามาตรฐานน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นราว 13% อยู่ที่ 9,905 หยวนต่อตัน หรือประมาณ 49,000 บาทต่อตัน  นับเป็นการปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 5 และเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2565  ซึ่งขณะนั้นราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน 

โดยตามกลไกของจีน ราคาน้ำมันจะมีการปรับทุก 10 วันทำการ โดยอิงตามแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ทางการจีนระบุว่า ได้จำกัดการปรับขึ้นราคาไว้เพียงประมาณครึ่งหนึ่งของระดับที่ควรจะเป็น เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้บริโภค

ทางด้านผู้เชี่ยวชาญระบุว่า จีนพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจาก 6 ประเทศในตะวันออกกลางคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40% ของการนำเข้าทั้งหมด ทำให้ประเทศมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนด้านพลังงานในภูมิภาค.

ที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น สงครามจะไม่ยุติ จนกว่าจะได้ค่าชดเชย-ยกเลิกคว่ำบาตร

ที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น สงครามจะไม่ยุติ จนกว่าจะได้ค่าชดเชย-ยกเลิกคว่ำบาตร

24 มี.ค. 2569 10:28 น.

ที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น สงครามจะไม่ยุติ จนกว่าจะได้ค่าชดเชย-ยกเลิกคว่ำบาตร

ที่ปรึกษาของผู้นำสูงสุดอิหร่าน โมห์เซน เรซาอี ระบุ สงครามจะยังคงดำเนินต่อไป จนกว่าอิหร่านจะได้รับการชดเชยความเสียหายอย่างเต็มรูปแบบ จากความสูญเสียที่เกิดขึ้นทั้งหมด

โมห์เซน เรซาอี ที่ปรึกษาของผู้นำสูงสุดอิหร่าน กล่าวสุนทรพจน์ผ่านทางโทรทัศน์เมื่อวันจันทร์ ระบุว่า อิหร่านจะสู้ต่อไปจนกว่าจะมีการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจทั้งหมด และมีหลักประกันระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากสหรัฐในอนาคต

เขายังระบุว่า กองกำลังติดอาวุธของอิหร่านยังคงปฏิบัติการอย่างเข้มแข็ง และการบริหารประเทศได้เข้าสู่ความมั่นคงภายใต้ผู้นำคนใหม่แล้ว

ขณะเดียวกัน เรซาอีอ้างว่าสงครามได้ยุติลงในทางปฏิบัติแล้ว ตั้งแต่เมื่อกว่าสัปดาห์ก่อน และระบุว่าสหรัฐมีความพร้อมที่จะหยุดการสู้รบและเดินหน้าสู่การหยุดยิง แต่ถูกผลักดันให้ยืดเยื้อโดยนายกรัฐมนตรีอิสราเอลนายเบนจามิน เนทันยาฮู

นอกจากนี้ เขายังกล่าวว่า หลังจากผ่านวันที่ 15 ของความขัดแย้ง สหรัฐเข้าใจอย่างชัดเจนว่าไม่มีหนทางชนะสงครามครั้งนี้

ในอีกด้านหนึ่ง ประธานสภาอิหร่าน โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า ประชาชนอิหร่านกำลังเรียกร้องให้มีการลงโทษผู้รุกรานอย่างสมบูรณ์และสำนึกผิด

ท่าทีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า อิหร่านยังคงยืนกรานเงื่อนไขแข็งกร้าวในการยุติสงคราม ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย และความพยายามจากนานาชาติในการผลักดันให้เกิดการเจรจาโดยเร็ว.

ที่มา  : CNN

“คิม จองอึน” ประกาศกร้าว เกาหลีใต้คือศัตรูตัวฉกาจ ขู่ตอบโต้อย่างไร้ความไร้ปรานี

“คิม จองอึน” ประกาศกร้าว เกาหลีใต้คือศัตรูตัวฉกาจ ขู่ตอบโต้อย่างไร้ความไร้ปรานี

24 มี.ค. 2569 10:24 น.

“คิม จองอึน” ประกาศกร้าว เกาหลีใต้คือศัตรูตัวฉกาจ ขู่ตอบโต้อย่างไร้ความไร้ปรานี

“คิม จองอึน” ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือประกาศกร้าว เกาหลีใต้คือศัตรูตัวฉกาจ พร้อมขู่ตอบโต้ทันทีหากถูกยั่วยุ ย้ำเดินหน้าพัฒนานิวเคลียร์เสริมอำนาจ แอบแขวะทรัมป์ทำตัวเป็นผู้ก่อการร้ายและผู้รุกราน

วันที่ 24 มีนาคม 2569 สำนักข่าวยอนฮัป รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ประกาศอย่างเป็นทางการให้เกาหลีใต้เป็น “ประเทศศัตรูตัวฉกาจ” พร้อมเตือนว่าจะมีการตอบโต้อย่างไร้ความปรานี หากถูกเหาหลีใต้กระทำการยั่วยุ

คำประกาศของผู้นำเกาหลีเหนือมีขึ้นระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ในวันที่ 24 มีนาคม ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการประชุมสมัยแรกของสภาประชาชนสูงสุด ชุดที่ 15 อย่างไรก็ตามที่ประชุมยังได้หารือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ แม้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดว่ามีการบรรจุสถานะรัฐศัตรู ของเกาหลีใต้ลงในรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการหรือไม่

ผิู้นำเกาหลีเหนือยังย้ำว่า สถานะของเกาหลีเหนือในฐานะรัฐครอบครองอาวุธนิวเคลียร์จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง พร้อมประกาศเดินหน้าพัฒนาศักยภาพการยับยั้งทางนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือภัยคุกคามด้านความมั่นคงนอกจากนี้ คิมยังกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าเป็นผู้ก่อการก่อการร้ายและผู้รุกรานในหลายพื้นที่ทั่วโลก ซึ่งถูกมองว่าอาจพาดพิงถึงสถานการณ์สู้รบกับอิหร่าน แม้ไม่ได้เอ่ยชื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์โดยตรง

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญเกาหลีเหนือเดิมระบุเป้าหมายการรวมชาติอย่างสันติ แต่ตั้งแต่ปี 2567 คิมได้สั่งให้แก้ไขกฎหมาย เพื่อกำหนดให้เกาหลีใต้เป็นศัตรูอันดับหนึ่ง ส่งผลให้เปียงยางมีท่าทีแข็งกร้าว และตัดความเป็นไปได้ของความร่วมมือระหว่างสองเกาหลี และก่อนหน้านี้ ในปี 2565 เกาหลีเหนือได้ออกกฎหมายอนุญาตให้ใช้อาวุธนิวเคลียร์เชิงป้องกันล่วงหน้า (preemptive strike) พร้อมย้ำว่าสถานะรัฐนิวเคลียร์ของประเทศเป็นสิ่งไม่อาจย้อนกลับได้.

ที่มา Yonhap

EU เรียกร้องเจรจายุติสงครามอิหร่าน หวั่นกระทบพลังงานโลก-เศรษฐกิจสั่นคลอน

EU เรียกร้องเจรจายุติสงครามอิหร่าน หวั่นกระทบพลังงานโลก-เศรษฐกิจสั่นคลอน

24 มี.ค. 2569 10:09 น.

EU เรียกร้องเจรจายุติสงครามอิหร่าน หวั่นกระทบพลังงานโลก-เศรษฐกิจสั่นคลอน

ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เรียกร้องทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในอิหร่าน เร่งเข้าสู่โต๊ะเจรจาเพื่อยุติการสู้รบ ท่ามกลางความกังวลต่อผลกระทบด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น

โดยในการแถลงข่าวของนาง อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ร่วมกับนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แอนโทนี อัลบาเนซี เมื่อวันอังคาร ฟอน แดร์ ไลเอิน ระบุว่า ขณะนี้สถานการณ์อยู่ในขั้นวิกฤต และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาทางออกผ่านการเจรจา

โดยเธอระบุว่า “ถึงเวลาแล้วที่ต้องเข้าสู่โต๊ะเจรจา และยุติความเป็นปรปักษ์ในอิหร่าน สถานการณ์ด้านพลังงานโลกกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต เราทุกคนได้รับผลกระทบต่อเนื่อง ทั้งราคาก๊าซ น้ำมัน ธุรกิจ และสังคม”

ผู้นำฝ่ายบริหารของสหภาพยุโรปยังเน้นย้ำว่า การหาทางออกด้วยวิธีทางการทูตเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด เพื่อยุติความรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ เธอยังประณามการโจมตีของอิหร่านที่พุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน และเรือในอ่าว โดยระบุว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ และส่งแรงกระเพื่อมไปยังตลาดพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาน้ำมันและก๊าซที่ผันผวนหนัก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในหลายประเทศ

นักวิเคราะห์มองว่า หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ความเสี่ยงด้านพลังงานและค่าครองชีพทั่วโลกอาจยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น และกดดันให้ผู้นำโลกต้องเร่งหาทางออกผ่านการเจรจาโดยเร็ว.

ที่มา : CNN