อพท. ปักหมุดพันธกิจ ยกระดับพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนระดับโลก เดินหน้าผลักดัน พัทยา-จันทบุรี-ศีรษะเกษ สู่ ‘เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก’

อพท. ปักหมุดพันธกิจ ยกระดับพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนระดับโลก  เดินหน้าผลักดัน พัทยา-จันทบุรี-ศีรษะเกษ สู่ ‘เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก’

อพท. ปักหมุดพันธกิจ ยกระดับพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนระดับโลก เดินหน้าผลักดัน พัทยา-จันทบุรี-ศีรษะเกษ สู่ ‘เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.15 น.

หลังประสบความสำเร็จจากการจัดงาน “Thailand Creative Cities Network: TCCN Forum 2026” ที่ อพท. ร่วมกับ กทม. จัดขึ้น ณ สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) โดยมีผู้แทนเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network: UCCN) จากประเทศไทยและต่างประเทศ รวม 13 เมือง ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งงานดังกล่าวถือเป็นการจัดเวทีเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกครั้งแรกในประเทศไทย และเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนการเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนระดับโลก

ทั้งนี้ ผู้อำนวยการอพท. (องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน) ได้เผยถึง วิสัยทัศน์ในการทำงานของอพท. ในการเดินหน้าผลักดัน “พัทยา” สู่เมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ (City of Film) พร้อมกับร่วมผลักดันศักยภาพจังหวัดจันทบุรีและศีรษะเกษ สู่อีกสองเมืองแคนดิเดตของไทยบนเวทีระดับโลกต่อไป

นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร 

นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. กล่าวว่า การจัดงาน “Thailand Creative Cities Network: TCCN Forum 2026” อพท. ได้ร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร ในการเชิญภาคีเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ทั้งในประเทศไทย และในระดับนานาชาติ รวมมากถึง 13 เมือง เพื่อสร้างการรับรู้การพัฒนาเมือง ภายใต้แนวคิดเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (UCCN) และเผยแพร่ผลการดำเนินงานการพัฒนาเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโกของประเทศไทย ตลอดจนเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แนวคิดและมุมมองการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์จากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนจากเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ ภายใต้แนวคิด “Creative Cities Connect: Connecting People • Culture • Creativity • Sustainability”

โดย 13 เมือง ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดการพัฒนาเมืองและปัจจัยต่างๆ ให้เอื้อต่อการยกระดับ ขีดความสามารถของเมือง ทำให้เมืองน่าอยู่ และกลายเป็นเมืองน่าเที่ยว และมีการจัดนิทรรศการของแต่ละเมือง ประกอบด้วย

เมืองสร้างสรรค์ 4 ประเภท รวม 9 เมือง ได้แก่ เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร (City of Gastronomy) ได้แก่ ภูเก็ต เพชรบุรี และสงขลา, เมืองสร้างสรรค์ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (City of Crafts and Folk Art) ได้แก่ เชียงใหม่ สุโขทัย และน่าน, เมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ (City of Design) ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และเชียงราย, เมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรี (City of Music) ได้แก่ สุพรรณบุรี

เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (UCCN) เป็นอีกหนึ่งโครงการใหญ่ที่ยูเนสโกดำเนินงานควบคู่กับการประกาศแหล่งมรดกทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ของโลก โดยเริ่มมาตั้งแต่ ปี 2004 เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดย “เมืองสร้างสรรค์” (Creative City) จะเน้นความร่วมมือระหว่างชุมชนท้องถิ่นภาครัฐและภาคเอกชน ในการสร้างสรรค์เมืองผ่านนโยบายและกิจกรรมการพัฒนาสภาพแวดล้อม โครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจ และการนำสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่นมาพัฒนาและสร้างคุณค่าและเชื่อมโยงความเป็นเมืองต่างๆ ทั่วโลกเข้าด้วยกัน

ปัจจุบันมีเมืองกว่า 408 เมืองทั่วโลก ได้รับการประกาศเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์จากยูเนสโก สำหรับในประเทศไทย น่านและสงขลาเป็น 2 จังหวัดล่าสุด ที่ได้รับได้การประกาศให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ ในระดับโลก (UCCN) ประจำปี 2025 ที่ผ่านมา

อพท. มีนโยบายในการขับเคลื่อนแหล่งท่องเที่ยวและเมืองในพื้นที่พิเศษโดยเริ่มต้นจากการใช้เกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก หรือเครื่องมือที่เรียกว่า Global Sustainable Tourism Criteria (GSTC) เป็นเกณฑ์ของสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (Global Sustainable Tourism Council) ซึ่งมีทั้งหมด 4 มิติ ได้แก่ การบริหารจัดการความยั่งยืน ความยั่งยืนด้านสังคม-เศรษฐกิจ ด้านวัฒนธรรมและด้านสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน อพท. ได้ร่วมขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ร่วมกับจังหวัดและภาคีเครือข่าย จนมีเมืองสร้างสรรค์ที่ได้รับประกาศจากยูเนสโกแล้วรวมทั้งสิ้น 6 เมือง ได้แก่ สุโขทัย น่าน สงขลา เชียงราย สุพรรณบุรี และเพชรบุรี และในปี 2570 กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับเมืองพัทยา และ อพท. วางเป้าหมายขับเคลื่อนพื้นที่พิเศษเมืองพัทยา สู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ (City of Film)

การขับเคลื่อนเมืองสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก ถือเป็นการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลที่จะพัฒนาเมืองให้เกิดความยั่งยืนและตอบโจทย์การนำไปสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อเพิ่มและกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนท้องถิ่น และตอบโจทย์บทบาทหน้าที่ของ อพท. ในการกำหนดนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ในการบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยการประสาน ส่งเสริม และสนับสนุนให้เกิดการบูรณาการของทุกภาคส่วนในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในพื้นที่พิเศษฯ เพื่อให้แหล่งท่องเที่ยวมีคุณภาพ มีมาตรฐาน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเป้าหมายของนักท่องเที่ยวคุณภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อไป

ผู้อำนวยการ อพท. กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า การเตรียมความพร้อมของพัทยาในการก้าวสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ (City of Film) แห่งแรกของไทย ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การใช้พื้นที่เป็นสถานที่ถ่ายทำ (Film Location) เท่านั้น แต่เน้นการพัฒนาองค์ประกอบของเมืองอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาบรรยากาศเมืองและการลงทุนระดับสากล: พัทยาเริ่มมีกระแสการลงทุนจากต่างประเทศ เช่น การสร้างสวนน้ำโคลัมเบีย พิคเจอร์ส ที่จำลองฉากจากภาพยนตร์ต่าง ๆ มาไว้ เมืองพัทยาจึงมุ่งเน้นการพัฒนาบรรยากาศของเมืองโดยรวมให้มีกลิ่นอายที่เหมาะสมกับเมืองภาพยนตร์ ลงมาแล้วให้ความรู้สึกตื่นตาตื่นใจคล้ายกับฮอลลีวูด ตลอดจนส่งเสริมให้มีระบบนิเวศของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในพื้นที่ เช่น บริษัททำเรื่อง Post-production และบริษัทปั้นหนัง

การวางรากฐานการศึกษาแก่เยาวชนในท้องถิ่น: จุดเด่นสำคัญของพัทยาคือ การมีโรงเรียนในสังกัดเมืองพัทยาเองที่เปิดสอนหลักสูตรทำภาพยนตร์และทำคลิปสั้นให้แก่เด็กนักเรียน ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เน้นให้เด็กสามารถนำไปต่อยอดสร้างอาชีพและสร้างสรรค์ผลงานลงบนสื่อโซเชียลมีเดียได้จริง รวมทั้งการส่งเสริมกิจกรรมและความคิดสร้างสรรค์: มีการจัดประกวดภาพยนตร์สั้นในกลุ่มนักเรียนเพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้และการแสดงออก ซึ่งการปลูกฝังเรื่องนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ตั้งแต่ระดับเยาวชนนี้ ถือเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนพัทยาสู่การเป็นเมืองภาพยนตร์ที่ยั่งยืน

นอกจากพัทยาแล้ว ยังมีแคนดิเดตอีก 2 จังหวัดอย่าง จันทบุรี เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร (Gastronomy) และ จังหวัดศรีสะเกษ ที่น่าสนใจมาก ในการพัฒนาเพื่อคัดเลือกสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ต่อไป ซึ่งศีรษะเกษยังอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมและพิจารณาเลือกประเภทเมืองสร้างสรรค์ที่จะยื่นเสนอให้ชัดเจน ว่าจะเน้นขับเคลื่อนในด้านศิลปะและหัตถกรรมพื้นบ้าน (Crafts and Folk Art) ด้านการออกแบบ (Design) หรือด้านอื่น ๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับความตั้งใจและทิศทางของตัวจังหวัดเอง แต่โดยรวมถือเป็นจังหวัดที่มีเกณฑ์ประเมินและศักยภาพหลังบ้านที่ดีมาก

ท้ายที่สุด นายศิริปกรณ์ ชี้ให้เห็นว่า เกณฑ์การประเมินเมืองสร้างสรรค์เปรียบเสมือน “เหรียญ 3 ด้าน” ที่แต่ละเมืองจะต้องสำรวจและแสดงศักยภาพของตนเองออกมาให้ชัดเจน เพื่อให้เหรียญนั้นสามารถตั้งอยู่ได้อย่างสมดุล ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ ด้านที่ 1: ด้านหัว (ความโดดเด่น) คือ การมีของดีหรือมีความโดดเด่นในด้านนั้น ๆ อย่างชัดเจนและจริงจัง เช่น มีวัตถุดิบอาหารที่อุดมสมบูรณ์ หรือมีศิลปวัฒนธรรมดนตรีที่เข้มแข็ง ด้านที่ 2: ด้านก้อย (ความเปราะบาง) คือ จุดด้อยหรือความเปราะบางของเมืองที่มีความเสี่ยงจะถูกทำลาย ถูกรบกวน หรือสูญหายไปตามกาลเวลาหากไม่มีการอนุรักษ์ ด้านที่ 3: สันเหรียญ (ความคิดสร้างสรรค์และการจัดการ) เป็นส่วนสำคัญที่สุดที่จะทำให้เหรียญนี้สามารถ “ตั้งอยู่ได้” สันเหรียญเปรียบเสมือน ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) นวัตกรรม และระบบการบริหารจัดการ ที่นำเอา “ของดี” (ด้านหัว) และ “ของด้อย” (ด้านก้อย) มาต่อยอดผสมผสานกันเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่

อย่างไรก็ตาม การประเมินแบบเหรียญ 3 ด้านนี้จึงไม่ใช่แค่การมองหาว่าเมืองมีของดีอะไร แต่เน้นไปที่ความสามารถในการเชื่อมโยงและบริหารจัดการทรัพยากรเหล่านั้นอย่างสร้างสรรค์เพื่อความยั่งยืนในอนาคต

เปิดตัวหนังสือ Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027 สานต่อพระดำริ ‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ พัฒนาองค์ความรู้ยกระดับผ้าไทยสู่สากล

เปิดตัวหนังสือ Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027  สานต่อพระดำริ ‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ พัฒนาองค์ความรู้ยกระดับผ้าไทยสู่สากล

เปิดตัวหนังสือ Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027 สานต่อพระดำริ ‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ พัฒนาองค์ความรู้ยกระดับผ้าไทยสู่สากล

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.47 น.

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวหนังสือการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่สากล ประจำปี 2569 (Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027) ภายใต้แนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งบรรณาธิการบริหาร มุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและงานหัตถศิลป์สู่เวทีแฟชั่นระดับสากล ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร

การจัดทำหนังสือเล่มดังกล่าวนับเป็นการสานต่อพระปณิธานและสะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ไทยให้มีคุณภาพทัดเทียมนานาชาติในราคาที่เข้าถึงได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนโครงการ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ และการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ไทยสู่สากลอย่างยั่งยืน

หนังสือ Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027 การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่สากล ประจำปี 2569” กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นบรรณาธิการบริหารหนังสือฯ และได้ดำเนินการน้อมนำแนวพระดำริตามโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุกมาใช้ โดยหนังสือเล่มนี้ นับเป็นพระนิพนธ์ เล่มที่ 7 ภายในงานมีการเสวนาพูดคุยถึงรายละเอียดของหนังสือโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและดีไซเนอร์ชั้นนำของเมืองไทย

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วย นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน คณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน และเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน ร่วมงานดังกล่าวอย่างพร้อมเพรียงโดยมีการเสวนาพูดคุยถึงรายละเอียดอันน่าสนใจของเทรนด์บุ๊กฉบับฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2027 (Spring/Summer 2027) จากผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและนักออกแบบชื่อดัง ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” อาทิ เจนสุดา ปานโต สิริสันต์, กุลวิทย์ เลาสุขศรี, ธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ และ พลพัฒน์ อัศวประภา 

หนังสือ Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027 นำเสนอแนวคิดหลัก “ REIMAGINE” เกิดขึ้นจากแนวคิดในการมองโลกใหม่ ผ่านพลังของศิลปะ วัฒนธรรม และงานหัตถกรรม โดยนำเสนอแนวคิด “Cultural Diplomats” หรือการใช้วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือในการสื่อสารและเชื่อมโยงผู้คนในโลกยุคใหม่ งานหัตถกรรมจึงไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงความเป็นมรดกทางวัฒนธรรม แต่ถูกนำกลับมาสร้างสรรค์ใหม่ ผ่านการผสมผสานเทคนิคดั้งเดิมเข้ากับแนวคิดร่วมสมัย เกิดเป็นผลงานที่สะท้อนทั้งรากเหง้าทางวัฒนธรรมและจินตนาการของโลกอนาคต โดยรวบรวมแรงบันดาลใจและองค์ความรู้ด้านแฟชั่นและสิ่งทอไทย เพื่อนำมาประยุกต์สู่การออกแบบร่วมสมัย ต่อยอดองค์ความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการ ช่างทอผ้า และนักออกแบบ ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดโลก และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยอย่างยั่งยืน 

หนังสือเล่มนี้ยังชวนค้นหาว่า “ความสุข” มิได้ถือกำเนิดจากจุดใดจุดหนึ่ง หากค่อยๆ ก่อตัวจากแรงสั่นสะเทือนเล็กๆ ที่แทรกซึมอยู่ในวิถีชีวิต ผ่านศิลปะที่ปลุกเร้าจิตวิญญาณ กีฬาในฐานะจังหวะของการมีชีวิต สถาปัตยกรรมที่หล่อหลอมอารมณ์ของพื้นที่ และศาสตร์แห่งการชะลอวัยที่เผยให้เห็นความงามในระดับโมเลกุล ซึ่งทั้งหมดล้วนหลอมรวมเป็นแรงขับสำคัญให้แฟชั่นวิวัฒน์อย่างทรงพลัง

ด้วยเหตุนี้ “THAI TEXTILES TREND BOOK SPRING/SUMMER 2027” จึงชวนทุกคนร่วมจินตนาการใหม่ถึงแฟชั่นในฐานะ “นักการทูตทางวัฒนธรรม” (Cultural Ambassador) ที่นำความงดงามของรากเหง้ามาต่อยอดสู่การออกแบบวิถีชีวิตแห่งอนาคต ผ่านการจินตนาการใหม่ (Reimagining) การตีความใหม่ (Reinterpreting) ต่อวัฒนธรรมดั้งเดิม และการสร้างสรรค์ใหม่ (Reinventing) เพื่อให้แฟชั่นก้าวสู่การเป็นส่วนหนึ่งของระบบวิถีชีวิตที่ยั่งยืน

นอกจากการเปิดตัวหนังสือแล้ว ยังมีการจัดนิทรรศการ Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027 อย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม เพื่อให้ผู้สนใจได้สัมผัสผลงานจริง เรียนรู้เรื่องราวเบื้องหลัง และร่วมขับเคลื่อนยกระดับผ้าไทยสู่เวทีแฟชั่นระดับสากลต่อไป

สำหรับนักเรียน นักศึกษา หรือบุคคลทั่วไปผู้สนใจหนังสือ Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027 สามารถดาวน์โหลดในรูปแบบดิจิทัลได้ทาง https://online.fliphtml5.com/rnqjs/yohh/#p=1

‘แอ่วลําปาง’ นั่งรถม้าชมเมืองเก่า เจาะลึกชุมชนบ้านป่าเหมี้ยง ความลับ ‘กาแฟกลิ่นอายฟรุตตี้’

‘แอ่วลําปาง’ นั่งรถม้าชมเมืองเก่า เจาะลึกชุมชนบ้านป่าเหมี้ยง ความลับ ‘กาแฟกลิ่นอายฟรุตตี้’

‘แอ่วลําปาง’ นั่งรถม้าชมเมืองเก่า เจาะลึกชุมชนบ้านป่าเหมี้ยง ความลับ ‘กาแฟกลิ่นอายฟรุตตี้’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.46 น.

รายการ “หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” เสาร์นี้ “เต้ย พงศกร” พิธีกรหนุ่มชวน “แชมป์ ชนาธิป” แอ่วลําปาง นั่งรถม้าชมเมืองเก่า พาชม บ้านป่าเหมี้ยง เจาะลึกความลับ “กาแฟกลิ่นอายฟรุตตี้” เดินทางสัมผัสเสน่ห์เมืองเขลางค์นคร จังหวัดลําปาง ท่องเที่ยวสุดคลาสสิกผสมผสานงานศิลป์และวิถีชุมชน ด้วยการนั่ง “รถม้าลําปาง” ชมแลนด์มาร์คหัวใจของเมือง วงเวียนหอนาฬิกา ก่อนพาไปย้อนรอยประวัติศาสตร์กว่า 120 ปี  ที่ “บ้านหลุยส์ ที เลโอโนเวนส์” บ้านไม้สักโบราณหลังใหญ่ในชุมชนท่ามะโอที่เคยเป็นศูนย์กลางการค้าไม้ในอดีต     

จากนั้นเดินทางต่อสัมผัสความเป็น “ลําปางศิลปนคร” ด้วยการลงมือเพ้นท์ “ชามตราไก่” ในตํานาน ณ ธนบดีเซรามิค  มุ่งหน้าสู่ดอยสูงที่ “บ้านป่าเหมี้ยง” ชม Street Art กลางหุบเขา สัมผัสความเย็นสดชื่นที่นํ้าตกสองปานเช็คอินสะพานรักษ์ดอกเสี้ยวท่ามกลางธรรมชาติที่สมบูรณ์ เจาะลึกแปลงปลูกและสัมผัสเสน่ห์ของกาแฟแบรนด์”ZHAN Coffee”แห่งชุมชนบ้านป่าเหมี้ยงเพื่อพิสูจน์ความมหัศจรรย์ของเมล็ดพันธุ์”อราบิก้า” คุณภาพเยี่ยมที่เพาะปลูกอย่างเกื้อกูลธรรมชาติอยู่ใต้ร่มเงาป่าไม้ใหญ่   เดินทางไปเก็บผลเชอร์รี่กาแฟสีแดงสด ผ่านขั้นตอนการตาก คั่ว บด อย่างพิถีพิถัน จนเป็นกาแฟสุดพิเศษที่มีรสชาตินุ่มลึก กลมกล่อม และมีกลิ่นอายฟรุตตี้ของผลไม้ป่าอ่อน ๆ ซึ่งได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมอย่างใกล้ชิดจาก ธ.ก.ส. เพื่อยกระดับสินค้าชุมชนและขยายโอกาสทางการตลาดอย่างยั่งยืน

สำหรับผู้ที่รักการเดินทาง เสพงานศิลป์ กับบรรยากาศการจิบกาแฟดริปอุ่น ๆ เคล้าสายหมอกพร้อมแรงบันดาลใจดี ๆ ติดตามได้ในรายการ “หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคมนี้ เวลา 20.20 น. ทางช่อง 9 MCOT HD กด 30

เฟ้นหาคนไทยมากความสามารถ สู่เวทีศิลปะการแสดงระดับโลก ‘WCOPA Thailand’ รอบคัดเลือก 4 ต.ค.นี้

เฟ้นหาคนไทยมากความสามารถ สู่เวทีศิลปะการแสดงระดับโลก 'WCOPA Thailand' รอบคัดเลือก 4 ต.ค.นี้

เฟ้นหาคนไทยมากความสามารถ สู่เวทีศิลปะการแสดงระดับโลก ‘WCOPA Thailand’ รอบคัดเลือก 4 ต.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.44 น.

การเดินทางครบรอบ 11 ปีในฐานะ National Director ของประเทศไทย ของ ครูพิช ดร. พัทธ์นิธาน ศรีเอี่ยม นับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของความมุ่งมั่นในการผลักดันเยาวชนไทยสู่เวทีศิลปะการแสดงระดับโลก โดยในการแข่งขัน World Championships of Performing Arts (WCOPA) 2026 ณ เมืองลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา ที่ผ่านมาทีมประเทศไทยสามารถสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่น กวาด 119 เหรียญ เหรียญทอง 47 เหรียญ  เหรียญเงิน 30 เหรียญ เหรียญทองแดง 42 เหรียญ  สะท้อนถึงศักยภาพของเยาวชนไทยที่สามารถแข่งขันกับตัวแทนจากนานาประเทศได้อย่างยอดเยี่ยม และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศอีกครั้ง

และหลังจากสร้างผลงานโดดเด่นและความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทยบนเวที World Championships of Performing Arts (WCOPA) 2026 ณ เมืองลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ล่าสุด WCOPA Thailand ประกาศเปิดรับสมัครคนไทยที่มีความสามารถด้านศิลปะการแสดง เพื่อเข้าร่วมการคัดเลือกเป็น ตัวแทนประเทศไทย ประจำปี 2027 อย่างเป็นทางการแล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

การแข่งขันรอบคัดเลือกประเทศไทย หรือ Thailand Championships of Performing Arts (TCOPA) มีกำหนดจัดการแข่งขันแบบ Onsite ในวันที่ 4 ตุลาคม 2569 ณ Black Box Theater วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเฟ้นหาคนไทยมากความสามารถที่จะได้รับโอกาสก้าวสู่การเป็นตัวแทนประเทศไทย และเข้าร่วมการแข่งขัน World Championships of Performing Arts 2027 บนเวทีระดับนานาชาติ

สำหรับการคัดเลือกในปีนี้ เปิดรับผู้มีความสามารถในหลากหลายประเภท ได้แก่ การร้องเพลง การร้องเพลงพร้อมเล่นเปียโน เปียโน และการแสดง โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความสามารถและมีความฝันด้านศิลปะการแสดงได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่

การเปิดรับสมัครครั้งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากความสำเร็จครั้งสำคัญของทีมประเทศไทยในการแข่งขัน WCOPA 2026 ภายใต้การนำทีมของ ครูพิช ดร. พัทธ์นิธาน ศรีเอี่ยม National Director – Thailand ซึ่งปฏิบัติหน้าที่นำทีมประเทศไทยเข้าสู่ปีที่ 11

และในการแข่งขัน WCOPA 2026 ทีมประเทศไทยสามารถคว้ารางวัลกลับประเทศรวมทั้งสิ้น 119 เหรียญ ประกอบด้วย 47 เหรียญทอง 30 เหรียญเงิน และ 42 เหรียญทองแดง พร้อมคว้า High Score Plaques จำนวน 20 โล่ นอกจากนี้ ตัวแทนประเทศไทยยังสามารถผ่านเข้าสู่รอบสำคัญของการแข่งขัน โดยคว้า เหรียญ Finalist จำนวน 3 เหรียญ และเหรียญ Semi-finalist จำนวน 15 เหรียญ จาก 13 การแสดง ตลอดจนได้รับทุนการศึกษาและทุนสนับสนุนรวม 4 ทุน จากองค์กรและบุคลากรในวงการบันเทิงระดับนานาชาติ ได้แก่ New York Film Academy, Kacy Owens, Darienne Arnold และ Water Sound Entertainment

หนึ่งในความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ของทีมประเทศไทยในปี 2026 คือผลงานของ ฌาริน สินธวถาวร ตัวแทนประเทศไทยรุ่น Junior ซึ่งสามารถคว้าตำแหน่ง 2026 Junior Grand Champion Vocalist of the World มาครองได้สำเร็จ นับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงศักยภาพของคนไทยบนเวทีศิลปะการแสดงระดับโลก

นอกเหนือจากความสำเร็จด้านการแข่งขัน ทีมประเทศไทยยังได้รับ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากการประกวดชุดพาเหรดประจำชาติ จากผลงานภายใต้แนวคิด “มาลัย” ซึ่งนำความงดงามและอัตลักษณ์ของศิลปวัฒนธรรมไทยมาถ่ายทอดสู่สายตาผู้เข้าร่วมจากนานาประเทศ ชุดดังกล่าวออกแบบโดย ครูเจ รัฏฐพิชญ์ แสงดา และคุณนิพพิชฌน์ นิมิตรบรรณสาร และถือเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์และความภาคภูมิใจให้แก่ประเทศไทยบนเวทีนานาชาติ

ด้าน ครูพิช ดร. พัทธ์นิธาน ศรีเอี่ยม ยังได้รับ Certificate of Excellence for National Director เพื่อเชิดชูบทบาทในการบริหารทีม พัฒนาศักยภาพผู้เข้าแข่งขัน และผลักดันตัวแทนประเทศไทยสู่เวทีระดับโลกอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 11 ปี

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมการคัดเลือกตัวแทนประเทศไทย ประจำปี 2027 การแข่งขันแบ่งออกเป็นทั้งรูปแบบ Onsite และ Online การแข่งขันแบบ Onsite เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 24 กันยายน 2569 โดยจะประกาศลำดับการแข่งขันและกำหนดส่ง Backing Track ในวันที่ 27 กันยายน 2569 ก่อนจัดการแข่งขันและประกาศผลในวันที่ 4 ตุลาคม 2569 ณ Black Box Theater วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ขณะที่การแข่งขันแบบ Online เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 และกำหนดประกาศผลการแข่งขันในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2569ผู้เข้าร่วมการแข่งขันทุกคนจะได้รับ ประกาศนียบัตร และมีสิทธิ์ได้รับ ถ้วยรางวัลตามเกณฑ์การให้คะแนน ของการแข่งขัน

WCOPA Thailand เชิญชวนคนไทยที่มีความสามารถและมีความฝันด้านศิลปะการแสดง มาร่วมเปิดประสบการณ์ครั้งสำคัญ และคว้าโอกาสในการก้าวสู่การเป็นตัวแทนประเทศไทยบนเวทีระดับโลก เพราะเวทีต่อไป อาจเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้คุณได้พาความสามารถของคนไทยไปสู่สายตาชาวโลก ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับ ประเภทการแข่งขัน คุณสมบัติผู้สมัคร กติกา และขั้นตอนการสมัคร ได้ทาง Facebook Page: WCOPA Thailand LINE: @wcopathailand E-mail: thailand.copa@gmail.com

เชิญชวนเที่ยวงาน ‘ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี ปี 2569’ ชมนิทรรศการ Live Exhibition จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ

เชิญชวนเที่ยวงาน 'ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี ปี 2569' ชมนิทรรศการ Live Exhibition จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ

เชิญชวนเที่ยวงาน ‘ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี ปี 2569’ ชมนิทรรศการ Live Exhibition จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.38 น.

กรมหม่อนไหมเชิญชวนเที่ยวงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี ปี 2569” ชมนิทรรศการ Live Exhibition จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ พร้อมช้อปผลิตภัณฑ์หม่อนไหมจากผู้ประกอบการทั่วประเทศ

กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี ปี 2569” ระหว่างวันที่ 8–16 สิงหาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อร่วมสืบสานพระราชปณิธานและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ต่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย ตลอดจนการพัฒนาผ้าไหมไทยให้เป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่ทรงคุณค่าและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ภายในงานมีการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ สินค้าหัตถกรรม และผลิตภัณฑ์ OTOP จากทั่วประเทศ เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์คุณภาพจากชุมชนและผู้ประกอบการโดยตรง พร้อมสัมผัสเรื่องราวของภูมิปัญญาไทยที่ได้รับการสืบทอดและพัฒนาต่อยอดจากรุ่นสู่รุ่น

โดยภายในบูธกรมหม่อนไหมได้ถ่ายทอดแนวคิด “สายน้ำพระราชหฤทัย สืบสานไหมไทยสู่ปวงชน สายน้ำพระเมตตา อนุรักษ์ไหมไทยให้ยั่งยืน” สื่อถึงสายธารแห่งพระเมตตาที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของเกษตรกร ช่างทอ และผู้สืบทอดภูมิปัญญาหม่อนไหมไทยมาอย่างต่อเนื่อง เปรียบเสมือนสายน้ำที่ไหลเชื่อมโยงจากอดีตสู่ปัจจุบัน และส่งต่อคุณค่าของไหมไทยไปสู่คนรุ่นใหม่อย่างยั่งยืน

ภายใต้ โครงการส่งเสริมการจำหน่ายผ้าไหมและผลิตภัณฑ์หม่อนไหมในงานศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี ปี 2569 ได้จัดพื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวของหม่อนไหมไทยในรูปแบบ Live Exhibition ให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้และสัมผัสกระบวนการหม่อนไหมอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ “ต้นน้ำ กลางน้ำ สู่ปลายน้ำ” โดยนำแนวคิด “สายน้ำ” มาเชื่อมโยงเรื่องราวของการสืบสานพระราชปณิธานกับกระบวนการผลิตไหมไทยในทุกช่วง ตั้งแต่การเลี้ยงไหม การสาวไหม การทอผ้า ไปจนถึงการพัฒนาผ้าไหมและผลิตภัณฑ์หม่อนไหมให้มีความร่วมสมัยและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

นิทรรศการในส่วน “ต้นน้ำ” นำเสนอองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงไหมและวงจรชีวิตของหนอนไหม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของเส้นใยไหมคุณภาพ สะท้อนรากฐานของภูมิปัญญาที่ต้องอาศัยความเอาใจใส่ ความละเอียด และการสืบทอดองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง

ส่วน “กลางน้ำ” ถ่ายทอดภูมิปัญญาการสาวไหม การแปรรูปเส้นไหม และการทอผ้า ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของการเปลี่ยนเส้นไหมให้กลายเป็นผืนผ้าที่เปี่ยมด้วยคุณค่า แสดงให้เห็นถึงทักษะ ความประณีต และเอกลักษณ์ของช่างทอไทยในแต่ละพื้นที่

ขณะที่ “ปลายน้ำ” นำเสนอการพัฒนาผ้าไหมและผลิตภัณฑ์หม่อนไหมสู่สินค้าเชิงสร้างสรรค์ที่สามารถต่อยอดด้านการออกแบบ การตลาด และการใช้งานในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ไหมไทยสามารถเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง และก้าวต่อไปอย่างมั่นคงบนพื้นฐานของการอนุรักษ์ควบคู่กับการพัฒนา

อีกหนึ่ง กิจกรรมพิเศษ Workshop ประดิษฐ์ดอกมะลิจากรังไหม เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ วันที่ 12 สิงหาคม 2569 เปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้เข้าชมงานได้ร่วมลงมือสร้างสรรค์ดอกมะลิจากรังไหม ซึ่งเป็นการนำวัสดุจากหม่อนไหมมาต่อยอดให้เกิดคุณค่า พร้อมร่วมถ่ายทอดความหมายของ “ดอกมะลิ” สัญลักษณ์แห่งความรัก ความกตัญญู และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อภูมิปัญญาหม่อนไหมไทยสู่คนรุ่นต่อไป

การจัดนิทรรศการดังกล่าวจึงไม่เพียงนำเสนอขั้นตอนการผลิตหม่อนไหมเท่านั้น แต่ยังต้องการสื่อถึง “สายน้ำพระเมตตา” ที่ทรงวางรากฐานให้ภูมิปัญญาไหมไทยได้รับการอนุรักษ์ สืบทอด และพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน พร้อมส่งต่อคุณค่าเหล่านี้ให้แก่ประชาชนและคนรุ่นใหม่ อันนำไปสู่การอนุรักษ์ไหมไทยให้คงอยู่คู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังมี ผู้ประกอบการด้านผ้าไหมและผลิตภัณฑ์หม่อนไหม จำนวน 19 ราย ร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกซื้อผ้าไหมและผลิตภัณฑ์หม่อนไหมคุณภาพจากแหล่งผลิตโดยตรง พร้อมสนับสนุนเกษตรกร ช่างทอ และผู้ประกอบการหม่อนไหมไทยให้มีช่องทางการตลาดและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

กรมหม่อนไหมจึงขอเชิญชวนประชาชนและผู้สนใจ ร่วมสัมผัสคุณค่าของภูมิปัญญาหม่อนไหมไทย ผ่านเรื่องราว “สายน้ำพระราชหฤทัย สืบสานไหมไทยสู่ปวงชน สายน้ำพระเมตตา อนุรักษ์ไหมไทยให้ยั่งยืน” เรียนรู้เส้นทางจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ พร้อมเลือกซื้อผ้าไหมและผลิตภัณฑ์หม่อนไหมจากผู้ประกอบการไทย ในงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี ปี 2569” ระหว่างวันที่ 8–16 สิงหาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

คุณแหน : 13 สิงหาคม 2569

คุณแหน : 13 สิงหาคม 2569

คุณแหน : 13 สิงหาคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.34 น.

  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิด “อาคารทศมบพิตร” และทอดพระเนตรนิทรรศการ “นาวีเวชบริรักษ์ ใต้ร่มทศมบพิตร” 16 ส.ค.17.00 น. ณ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ เขตธนบุรี ..
  • ในโอกาสเสร็จพุทธกิจ ณ ประเทศอังกฤษ  สมเด็จพระมหาธีรญานมุนี กรรมการมหาเถระสมาคม และเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส ใช้บริการการบินไทย  เดินทางกลับประเทศไทยเมื่อวันที่  6 ส.ค.   และได้เมตตาให้พรแก่ กัปตัน ปิยะพงษ์ วงศ์ปิยะกุล  และอนุญาตให้ร่วมฉายภาพด้วย นับเป็นสิริมงคล ด้วยความตื้นตันใจ แก่ กัปตันแพท ปิยะพงษ์  และครอบครัว ยิ่งนัก..
  • วันคล้ายวันสถาปนาการประปานครหลวง ครบรอบ 59 ปี สุวรา ทวิชศรี ผู้ว่าการฯ วันศุกร์ 14 ส.ค.08.30-12.00 น. ห้องMWA Convention Hall ชั้น 5 อาคารสุทธิอุทกากร สนญ.การประปานครหลวง ..ของดรับกระเช้าดอกไม้ หากร่วมบริจาค ชื่อบัญชี มูลนิธิพระแม่ธรณี การประปานครหลวง  ธ.กรุงไทย สาขาการประปานครหลวง เลขที่บัญชี 080-0-11875-8..
  • พิเศษเดือนส.ค.เนื่องในเดือนเกิดของ อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต มูลนิธิฯ เปิดให้เข้าชมการซ้อมหุ่นกระบอกด้วยหุ่นจริง วันที่ 9,16,23,30 ส.ค.เวลา 13.30-14.00 น. สอบถาม โทร 081-839-3653 ..
  • อ.สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ ประธานมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ (ม.น.ข.) จะไปเป็นประธานมอบทุนการศึกษาให้นักเรียนที่พิการทางด้านการได้ยิน (หูหนวก)  27 ส.ค.13.00 น.โรงเรียนโสตศึกษา อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม..
  • ครบรอบ 100 ปีชาตกาล พิชัย รัตตกุล อดีตประธานรัฐสภา อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานโรตารีสากล “จากชีวิตที่อุทิศเพื่อสันติภาพ สู่มรดกแห่งอนาคต” 16 ก.ย.09.30 น.  ครอบครัวรัตตกุลนำโดย ดร.พิจิตต รัตตกุล  กราบเรียนเชิญ  ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน  กล่าวเปิดงาน พร้อมเชิญฟังปาฐกถา “ผู้นำ”และ “ผู้ให้” โดย บัญญัติ บรรทัดฐาน และ Gary C.K.Huang ดำเนินรายการโดย สุทธิชัย หยุ่น, การเสวนา “สันติภาพ” โดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พระเมธีวัชรบัณฑิต ศ.ดร.,รศ.ดร.โคทม อารียา ดำเนินรายการโดย สุภาพ คลี่ขจาย และฟัง “จากมรดกทางความคิด” โดย ศ.กิตติคุณ ดร.อมรา พงศาพิชญ์  พร้อมนี้  ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ จะกล่าวปิดงาน ณ หอประชุม 1 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ อาคารพุทธวิชชาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร ..
  • ก้าวสู่ปีที่ 100 ของ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ  11 ส.ค.อบอุ่นท่ามกลางผู้ที่เคารพรักไปกราบอวยพรที่บ้าน ส่วนวันแม่แห่งชาติ  12 ส.ค.ที่ผ่านเป็นวันครอบครัวพร้อมหน้า ศรีภริยาสุคนธ์ และลูกๆหลานๆ ..
  • ข่าวน่ายินดีสำหรับพิธีกรคุณภาพที่อยู่คู่ อสมท. มายาวนาน สุวิช สุทธิประภา พิธีกร และผู้ประกาศข่าวรายการทีวี “คุยโขมงบ่ายสามโมง” และรายการ “คุยโขมงยามเย็น” ทางสถานีวิทยุ fm 100.5 MCOT. ได้รับรางวัลอินทรีทอง Golden Eagle Awards 2026 สาขาพิธีกรยอดนิยมแห่งปี เตรียมรับรางวัล ในเดือน ก.ย.นี้..

คุณแหน

พก.เปิดโครงการ ‘กีฬาสีสร้างสัมพันธ์เครือข่ายคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย’ เสริมสุขภาพสร้างความเท่าเทียมในสังคม

พก.เปิดโครงการ 'กีฬาสีสร้างสัมพันธ์เครือข่ายคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย' เสริมสุขภาพสร้างความเท่าเทียมในสังคม

พก.เปิดโครงการ ‘กีฬาสีสร้างสัมพันธ์เครือข่ายคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย’ เสริมสุขภาพสร้างความเท่าเทียมในสังคม

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.18 น.

กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ร่วมส่งเสริมกิจกรรมกีฬาเพื่อพัฒนาศักยภาพคนพิการทางสติปัญญา เปิดโครงการ “กีฬาสีสร้างสัมพันธ์เครือข่ายคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย” ระหว่างวันที่ 10–12 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ต และสวนสนุกดรีมเวิลด์ จังหวัดปทุมธานี โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการมากกว่า 1,000 คน จากชมรมเครือข่ายของสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทยทั่วประเทศ มุ่งใช้กีฬาเป็นสื่อกลางสร้างสุขภาพกาย–ใจ เสริมความมั่นใจ เปิดพื้นที่แสดงศักยภาพ และสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายคนพิการทางสติปัญญาทั่วประเทศ

นางสาวสนธยา บุณยภูษิต อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ มอบหมายให้ นางเบญจมาส แก่นเมือง รองอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “กีฬาสีสร้างสัมพันธ์เครือข่ายคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย” ซึ่งจัดโดย สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย และได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10–12 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ต และสวนสนุกดรีมเวิลด์ จังหวัดปทุมธานี มีผู้เข้าร่วมโครงการ มากกว่า 1,000 คน จากชมรมเครือข่ายของสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทยทั่วประเทศ ประกอบด้วยคนพิการทางสติปัญญา ผู้ปกครอง ผู้ดูแล เจ้าหน้าที่ ตลอดจนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง นับเป็นการรวมพลังครั้งสำคัญของเครือข่ายคนพิการทางสติปัญญาจากหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

การจัดกิจกรรมมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพจิตของคนพิการทางสติปัญญาผ่านกิจกรรมกีฬาและนันทนาการ เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้แสดงออกถึงศักยภาพและความสามารถอย่างสร้างสรรค์ ตลอดจนส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องการทำงานเป็นทีม ความมีน้ำใจนักกีฬา ความสามัคคี การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่าง

นอกจากนี้ ยังมุ่งสร้างความสัมพันธ์และเสริมความเข้มแข็งของเครือข่ายความร่วมมือระหว่างองค์กรด้านคนพิการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ปกครอง ผู้ดูแล และภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการทางสติปัญญาให้สามารถมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเสมอภาคและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นางเบญจมาส แก่นเมือง รองอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการครั้งนี้ เพราะกิจกรรมกีฬาไม่ได้มีความสำคัญเพียงในมิติของการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพ สร้างความสุข และเปิดโอกาสให้คนพิการทางสติปัญญาได้แสดงออกถึงความสามารถของตนเอง

ขณะเดียวกัน การที่มีคนพิการทางสติปัญญา ผู้ปกครอง ผู้ดูแล และเครือข่าย มากกว่า 1,000 คนจากทั่วประเทศ มารวมตัวและทำกิจกรรมร่วมกัน ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเชื่อมโยงการทำงานระหว่างเครือข่าย ซึ่งจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการทางสติปัญญาให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน

“กีฬาจริง ๆ แล้วไม่ใช่เรื่องของการแพ้หรือชนะเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการได้ลงมือทำ ได้ช่วยเหลือกัน ได้ให้กำลังใจกัน และได้เรียนรู้ว่าเราทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้อย่างเต็มที่” นางเบญจมาส กล่าว

รองอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เชื่อมั่นว่ากิจกรรมครั้งนี้จะช่วยสร้างทั้งความสุข ความมั่นใจ และความภาคภูมิใจให้กับคนพิการทางสติปัญญา รวมถึงสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครอบครัว ผู้ดูแล และภาคีเครือข่าย ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการทางสติปัญญาให้สามารถดำรงชีวิตและมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีและเท่าเทียม

ด้าน นายสุชาติ โอวาทวรรณสกุล นายกสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย กล่าวรายงานว่า โครงการนี้จัดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะเปิดพื้นที่ให้คนพิการทางสติปัญญา ผู้ปกครอง ผู้ดูแล และชมรมเครือข่ายจากพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ได้มีโอกาสมาพบปะ ทำกิจกรรม และใช้เวลาร่วมกันผ่านกิจกรรมกีฬาและนันทนาการ

การที่มีสมาชิกและเครือข่ายเดินทางมาร่วมกิจกรรม มากกว่า 1,000 คนจากทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงพลัง ความร่วมมือ และความเข้มแข็งของเครือข่ายสมาคมฯ ที่มีเป้าหมายร่วมกันในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการทางสติปัญญา

สมาคมฯ ต้องการให้ “กีฬา” เป็นมากกว่าการแข่งขัน แต่เป็นพื้นที่แห่งโอกาสที่ทุกคนจะได้ออกกำลังกาย ได้แสดงความสามารถ ได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น รู้จักการช่วยเหลือ การแบ่งปัน การเคารพกติกา และที่สำคัญคือการได้สร้างมิตรภาพและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

อีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญ คือการสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายคนพิการทางสติปัญญาทั่วประเทศ เนื่องจากการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรด้านคนพิการ ครอบครัว ผู้ปกครอง ผู้ดูแล และชุมชน

นายสุชาติ กล่าวอีกว่า สมาคมฯ ไม่ได้มุ่งหวังเพียงผลแพ้หรือชนะจากการแข่งขัน แต่สิ่งที่ต้องการเห็นมากที่สุดคือ รอยยิ้ม ความสนุก ความกล้าแสดงออก ความสามัคคี และกำลังใจที่ทุกคนมอบให้แก่กัน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นพลังสำคัญที่จะช่วยให้คนพิการทางสติปัญญาเกิดความมั่นใจ เห็นคุณค่าในตนเอง และรับรู้ว่าตนเองสามารถเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กิจกรรมครั้งนี้จะเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนได้ทั้งสุขภาพที่ดี ได้เพื่อนใหม่ ได้มิตรภาพ ได้ความมั่นใจ และได้ความทรงจำดี ๆ กลับไป ที่สำคัญคือทำให้เราเห็นว่า ไม่ว่าแต่ละคนจะมีความแตกต่างกันเพียงใด ทุกคนล้วนมีศักยภาพ มีคุณค่า และสามารถมีส่วนร่วมสร้างสรรค์สังคมร่วมกันได้” นายสุชาติ กล่าวทิ้งท้าย

โครงการ “กีฬาสีสร้างสัมพันธ์เครือข่ายคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย” จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมกีฬา แต่เป็นเวทีแห่งการรวมพลังของ คนพิการทางสติปัญญา ครอบครัว ผู้ดูแล และเครือข่ายมากกว่า 1,000 คนจากทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างโอกาส สร้างมิตรภาพ สร้างความมั่นใจ และสร้างการยอมรับในความแตกต่าง พร้อมสะท้อนให้สังคมเห็นถึงศักยภาพและคุณค่าของคนพิการทางสติปัญญา ตลอดจนพลังของเครือข่ายที่พร้อมร่วมกันขับเคลื่อนสังคมแห่งความเท่าเทียมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

จัดโดย สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย (APID) สนับสนุนโดย กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

ททท. ชวนสัมผัสเส้นทาง เกาะเกิดศิลป์ แผ่นดินสยาม

ททท. ชวนสัมผัสเส้นทาง เกาะเกิดศิลป์ แผ่นดินสยาม

ททท. ชวนสัมผัสเส้นทาง เกาะเกิดศิลป์ แผ่นดินสยาม

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.18 น.

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ร่วมเดินทางบนเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงจากพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร สู่ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภายใต้แนวคิด “เกาะเกิดศิลป์ แผ่นดินสยาม” เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสวันคล้าย วันพระราชสมภพ 12 สิงหาคม 2569 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม ผ่านงานประณีตศิลป์ การแสดงโขน และเรื่องราวของ  พระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาไทย ณ ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมศิลปหัตถกรรมและภูมิปัญญาไทยโดยเฉพาะงานศิลปาชีพ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการธำรงรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ ควบคู่กับการสร้างอาชีพและรายได้แก่ประชาชนในท้องถิ่น ส่งเสริมคุณภาพชีวิต และสืบทอดองค์ความรู้ด้านงานช่างฝีมือไทยจากรุ่นสู่รุ่นอันเป็นรากฐานสำคัญของการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่สืบไป

เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จัดกิจกรรมเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงจากพระบรมมหาราชวังสู่ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด ภายใต้แนวคิด “เกาะเกิดศิลป์ แผ่นดินสยาม” เชิญชวนผู้สนใจเดินทางไปสัมผัสคุณค่าของงานประณีตศิลป์ชั้นสูงของไทย ณ พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน ตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แหล่งรวบรวมผลงานอันวิจิตรงดงามที่สะท้อนภูมิปัญญา ความประณีต และฝีมือของช่างศิลป์ไทย อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของประเทศ

ภายใต้แนวคิด “เกาะเกิดศิลป์ แผ่นดินสยาม” ผู้ร่วมกิจกรรมจะได้เยี่ยมชม อาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน และเรียนรู้คุณค่าของ “โขน” ศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยที่ผสมผสานศาสตร์และศิลป์หลากหลายแขนง ก่อนเดินทางด้วยรถรางไปยังพิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน เพื่อชมผลงานประณีตศิลป์อันทรงคุณค่า ตลอดจนเลือกชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์และของที่ระลึกภายในพื้นที่

เส้นทางดังกล่าวนับเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมที่เชื่อมโยง ศิลปะการแสดง งานประณีตศิลป์ และภูมิปัญญาไทย เข้าไว้ด้วยกัน ถ่ายทอดเรื่องราวของ “เสน่ห์ไทย” ผ่านผลงานศิลป์และองค์ความรู้ที่ได้รับการสืบทอดมาอย่างยาวนาน พร้อมเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ครอบครัว นักท่องเที่ยว และผู้สนใจด้านศิลปวัฒนธรรม ได้เรียนรู้และสัมผัสคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมไทยอย่างใกล้ชิด ซึ่งมีบริการรถรับ–ส่งฟรี กรุงเทพฯ-จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดบริการรถรับ–ส่ง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ระหว่างพระบรมมหาราชวังและศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 26 ธันวาคม 2569 ให้บริการทุกวันพุธ–อาทิตย์ เที่ยวไปรถออกจากบริเวณถนนหน้าพระลาน ตรงข้ามประตูวิมานเทเวศร์ ฝั่งมหาวิทยาลัยศิลปากร กรุงเทพมหานคร เวลา 11.00 น. และเดินทางถึงศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด ประมาณ 12.30 น. เที่ยวกลับรถออกจากศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด เวลา 15.30 น. และเดินทางถึงจุดส่ง ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ อาคาร 4 ประมาณ 16.30–17.00 น. ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านช่องทางที่โครงการกำหนด โดยรองรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมตามจำนวนที่นั่งของรถในแต่ละรอบ ไม่เกิน 50 ที่นั่ง

ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ ททท. จะประชาสัมพันธ์กิจกรรมผ่านสื่อออนไลน์และออฟไลน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดินและอาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน ส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างกรุงเทพมหานครและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาไทยที่มีเอกลักษณ์และทรงคุณค่า ตลอดจนร่วมสืบสานพระราชปณิธานในการอนุรักษ์และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ที่ https://artofthekingdomfreebus.com/

สกสว. เตรียมจัดงาน ‘The 3rd Thailand Talent Summit 2026’ ดันศักยภาพบุคลากร ววน. ขับเคลื่อนนวัตกรรมสร้างผลกระทบระดับประเทศ

สกสว. เตรียมจัดงาน 'The 3rd Thailand Talent Summit 2026' ดันศักยภาพบุคลากร ววน. ขับเคลื่อนนวัตกรรมสร้างผลกระทบระดับประเทศ

สกสว. เตรียมจัดงาน ‘The 3rd Thailand Talent Summit 2026’ ดันศักยภาพบุคลากร ววน. ขับเคลื่อนนวัตกรรมสร้างผลกระทบระดับประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สกสว. ผนึกกำลัง สป.อว. – วช. -หน่วยบริหารจัดการทุน และภาคีเครือข่ายในระบบ ววน. แถลงใหญ่เตรียมจัดงาน The 3rd Thailand Talent Summit 2026 ดันศักยภาพบุคลากร ววน. ขับเคลื่อนนวัตกรรมสร้างผลกระทบระดับประเทศ

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ประกาศความพร้อมการเป็นเจ้าภาพจัดงานใหญ่ประจำปี ร่วมกับ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) หน่วยบริหารจัดการทุน และภาคีเครือข่ายในระบบ ววน. โดย ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ได้กล่าวเปิดงาน แถลงข่าว “การประชุมบุคลากรไทยที่มีความสามารถระดับสูง ประจำปี พ.ศ. 2569 (ครั้งที่ 3)” หรือ The 3rd Thailand Talent Summit 2026 ภายใต้แนวคิด “Fostering Thailand Future; Advancing Innovation and National Impact” ณ ห้องพญาไท 1-2  แกรนด์ บอลรูม ชั้น 6 โรงแรม อีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ

ภายในงานแถลงข่าว ได้มีการจัดกิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองทิศทางการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศร่วมเสวนา ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.คมกฤต เล็กสกุล รองผู้อำนวยการ สกสว. , ศาสตราจารย์ นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สาขาวิชากุมารเวชศาสตร์  ประเภทวิชาแพทยศาสตร์และทันตแพทยศาสตร์ สำนักวิทยาศาสตร์ , ศาสตราจารย์ ดร.สุภา หารหนองบัว สังกัดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมธีวิจัยอาวุโส และกรรมการด้านการพัฒนาเส้นทางอาชีพนักวิจัย วช. และ รศ.ดร.วโรดม เจริญสวรรค์ สังกัดมหาวิทยาลัยมหิดล ตัวแทนนักวิจัยรุ่นกลาง

ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ได้เปิดเผยถึงเป้าหมายสำคัญและรายละเอียดการจัดงาน The 3rd Thailand Talent Summit 2026 ว่า “The 3rd Thailand Talent Summit 2026 เป็นเวทีกลางที่เชื่อมโยงนักวิจัยรุ่นใหม่ นักวิจัยอาวุโส ผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ให้ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ข้ามรุ่นและข้ามสาขา เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง ต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง และเปิดพื้นที่สำหรับการสื่อสารนโยบายและรับฟังความคิดเห็น เพื่อให้การสนับสนุนกำลังคนในระบบ ววน. ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“เป้าหมายสำคัญของงานคือการสร้างพื้นที่ให้บุคลากร ววน. ได้พบปะ แลกเปลี่ยนความรู้ และเชื่อมโยงความร่วมมือเพื่อนำงานวิจัยไปสร้างผลกระทบต่อประเทศ กิจกรรมสำคัญประกอบด้วย การนำเสนอผลงานวิจัย การแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักวิจัยชั้นนำ กิจกรรมพัฒนาทักษะ การรับฟังทิศทางนโยบาย และการสร้างเครือข่าย โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานรวมกว่า 2,500 คน จากทั้งภาครัฐ เอกชน หน่วยงานนโยบาย หน่วยบริหารจัดการทุน และสื่อมวลชน”

นอกจากนี้ ศ.ดร.สมปอง ยังได้ส่งต่อแรงบันดาลใจและคำแนะนำถึงนักวิจัยรุ่นใหม่ว่า สิ่งสำคัญคือการเลือกทำวิจัยจากปัญหาที่มีความสำคัญต่อประชาชน ทำงานด้วยความอดทน ยึดหลักวิชาการที่ถูกต้อง รวมถึงการสร้างความเชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง รักษาจริยธรรม และเปิดใจทำงานร่วมกับผู้อื่นทั้งในและต่างสาขา พร้อมเน้นย้ำว่านักวิจัยรุ่นใหม่ควรได้รับการสนับสนุนทั้งทุนวิจัย โครงสร้างพื้นฐาน ระบบพี่เลี้ยง และเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพที่ชัดเจน และคาดหวังให้งานนี้พัฒนาไปสู่เครือข่ายที่เชื่อมโยงนักวิจัยและหน่วยงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี มีกลไกติดตามความร่วมมือ เพื่อนำไปสู่การใช้ทรัพยากรร่วมกันและการต่อยอดงานวิจัยที่เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับงาน The 3rd Thailand Talent Summit 2026 มีกำหนดจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 23 – 25 กันยายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติพีช พัทยา จังหวัดชลบุรี สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของ สกสว. และหน่วยงานภาคีเครือข่าย

มูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา -ไอ.ซี.ซี. ผนึกกำลังเครือสหพัฒน์ จับมือพันธมิตร จัดงานวิ่ง Thai PBS KINGBRIDGE RUN 2026

มูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา -ไอ.ซี.ซี. ผนึกกำลังเครือสหพัฒน์  จับมือพันธมิตร จัดงานวิ่ง Thai PBS KINGBRIDGE RUN 2026

มูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา -ไอ.ซี.ซี. ผนึกกำลังเครือสหพัฒน์ จับมือพันธมิตร จัดงานวิ่ง Thai PBS KINGBRIDGE RUN 2026

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.47 น.

มูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา นำโดย ดร.ศิรินา ปวโรฬารวิทยา ประธานมูลนิธิฯ (กลาง) พร้อมด้วย นายอนุตร ภู่อารีย์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานทรัพยากรบุคคล บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (ที่ 2 จากซ้าย), KingBridge Tower , KINGSQUARE  Community Mall และบริษัทในเครือสหพัฒน์ ร่วมกับ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส และมูลนิธิไทยพีบีเอส แถลงข่าวเปิดงานวิ่งแห่งปี “Thai PBS KINGBRIDGE RUN 2026” (ไทย พีบีเอส คิงส์ บริดจ์ รัน 2026) ณ ลานไม้ ชั้น1 อาคารเอ ไทยพีบีเอส ภายใต้แนวคิด “วิ่งเชื่อมสองสะพาน” ครั้งแรกของการเปิดประสบการณ์การวิ่งชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาแบบพาโนรามา 360 องศาบน สะพานภูมิพล 1 และสะพานภูมิพล 2 เส้นทางเชื่อมต่อสองฝั่งระหว่างกรุงเทพมหานครและสมุทรปราการ 

เชิญชวนประชาชนและผู้สนใจสมัครเข้าร่วมงานวิ่งได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พร้อมสัมผัสความสนุก ความท้าทาย และทัศนียภาพอันสวยงามของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเปิดเส้นทางการแข่งขัน 3 ระยะ ได้แก่ Fun Run 5 กิโลเมตรSuper Mini Marathon 13 กิโลเมตร และ Half  Marathon 21 กิโลเมตร

ซึ่งรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายนำไปมอบให้มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์, มูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา และมูลนิธิไทยพีบีเอส เพื่อนำไปช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่มีความเสี่ยงต้องหยุดเรียนหรือหลุดจากระบบการศึกษา  

ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วม และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.thaipbs.or.th/kingbridgerun2026  และ Facebook มูลนิธิไทยพีบีเอส