อดีตผู้นำฟิลิปปินส์ “โรดริโก ดูเตอร์เต” ปรากฏตัวต่อ ICC ครั้งแรก ข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

อดีตผู้นำฟิลิปปินส์ "โรดริโก ดูเตอร์เต" ปรากฏตัวต่อ ICC ครั้งแรก ข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

16 ก.ย. 2569 16:38 น.

อดีตผู้นำฟิลิปปินส์ “โรดริโก ดูเตอร์เต” ปรากฏตัวต่อ ICC ครั้งแรก ข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

โรดริโก ดูเตอร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ปรากฏตัวต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC ที่กรุงเฮกด้วยตนเองเป็นครั้งแรก ขณะเผชิญข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติจากปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด ซึ่งอัยการกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการสังหารผู้ต้องสงสัยอย่างน้อย 76 ราย ระหว่างปี 2013 ถึง 2018 สมัยดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศและนายกเทศมนตรีเมืองดาเวา

โรดริโก ดูเตอร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ วัย 81 ปี ปรากฏตัวต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ด้วยตนเองเป็นครั้งแรกวันนี้ (16 ก.ย.) ขณะที่เขากำลังเผชิญข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จากการปราบปรามผู้ใช้และค้ายาเสพติดในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองดาเวาและประธานาธิบดีฟิลิปปินส์

ดูเตอร์เต ซึ่งสวมสูทสีเข้ม เสื้อเชิ้ตสีขาว และไม่ผูกเนกไท นั่งอยู่ในห้องพิจารณาคดีโดยวางคางบนมือ ขณะที่การพิจารณาเริ่มต้นขึ้น

ก่อนหน้านี้ ดูเตอร์เตปรากฏตัวต่อศาลผ่านระบบวิดีโอลิงก์ในการปรากฏตัวครั้งแรก หลังถูกจับกุมเมื่อเดือนมีนาคม 2568 แต่ไม่ได้เข้าร่วมการพิจารณาคดีในครั้งต่อมา โดยทีมทนายความฝ่ายจำเลยอ้างว่าเขามีอาการป่วยจนไม่สามารถเข้าร่วมกระบวนการพิจารณาได้

ผู้พิพากษาโจแอนนา คอร์เนอร์ ระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ดูเตอร์เตมาปรากฏตัวต่อศาลด้วยตนเอง และแจ้งว่าเขาสามารถออกจากห้องพิจารณาคดีได้ทุกเมื่อโดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากคณะผู้พิพากษา

ดูเตอร์เตเผชิญข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ 3 กระทง โดยอัยการกล่าวหาว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารอย่างน้อย 76 ราย ระหว่างปี 2013 ถึง 2018 ซึ่งเป็นช่วงที่เขาดำเนินนโยบายปราบปรามผู้ใช้และผู้ค้ายาเสพติดอย่างเข้มงวด

เขาถือเป็นอดีตผู้นำประเทศในเอเชียคนแรกที่ถูกนำตัวขึ้นพิจารณาคดีต่อหน้า ICC ซึ่งมีอำนาจดำเนินคดีกับบุคคลในข้อหาอาชญากรรมร้ายแรงที่สุด เช่น อาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ผู้พิพากษาคอร์เนอร์กำหนดให้การพิจารณาคดีเริ่มต้นในวันที่ 30 พฤศจิกายน โดยคดีอาจใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี ขณะที่การพิจารณาเมื่อวันพุธเป็นการประชุมเพื่อกำหนดสถานะของคดีและหารือรายละเอียดด้านกระบวนการและการจัดการต่าง ๆ

ด้านญาติของผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการต่อต้านยาเสพติดหลายรายแสดงความโล่งใจที่เห็นดูเตอร์เตมาปรากฏตัวต่อศาลด้วยตนเอง แรนดี เดลอส ซานโตส วัย 48 ปี ลุงของคีอัน เดลอส ซานโตส เด็กวัยรุ่นที่ถูกตำรวจยิงเสียชีวิตในเดือนสิงหาคม 2017 ระหว่างที่ดูเตอร์เตดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี กล่าวว่า ครอบครัวรู้สึกดีใจที่เห็นอดีตผู้นำฟิลิปปินส์สามารถเข้าร่วมการพิจารณาคดีด้วยตนเอง และหวังว่ากระบวนการดังกล่าวจะนำไปสู่ความยุติธรรมสำหรับครอบครัวของผู้เสียชีวิต

ขณะเดียวกัน ทนายความของดูเตอร์เตยื่นเอกสารต่อศาลเมื่อวันอังคาร โดยระบุว่าเขามี “ความบกพร่องด้านความจำอย่างมีนัยสำคัญ” จนไม่สามารถจดจำข้อมูลใหม่ ๆ และเรียกคืนความทรงจำได้อย่างน่าเชื่อถือ คณะผู้พิพากษากำลังพิจารณาว่า ดูเตอร์เตมีความพร้อมทางสภาพจิตใจเพียงพอที่จะเข้าสู่การพิจารณาคดีหรือไม่ และได้สั่งให้ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ 3 คนประเมินอาการของเขา

แม้รายงานผลการประเมินดังกล่าวยังไม่ได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณะ แต่ทีมทนายความของดูเตอร์เตได้อ้างถึงผลการตรวจในรายงาน โดยระบุว่า ผลการตรวจชี้ว่า ดูเตอร์เตเข้าใจว่าตนเองกำลังอยู่ในช่วงปี 2007 หรือ 2008 และเชื่อว่าตนเองมีอายุ 84 หรือ 85 ปี รวมทั้งไม่สามารถจำชื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบันได้

ในการพิจารณาคดีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ อัยการกล่าวหาว่า ดูเตอร์เตมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารผู้ต้องสงสัยเป็นผู้ค้ายาเสพติดและผู้ใช้ยา “หลายพันคน” ทั้งในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองดาเวา และต่อมาในฐานะประธานาธิบดีฟิลิปปินส์

จูเลียน นิโคลส์ อัยการฝ่ายโจทก์ กล่าวสรุปต่อศาลว่า ดูเตอร์เตเคยจัดตั้งและควบคุม “หน่วยสังหาร” ในเมืองดาเวา พร้อมระบุว่า นโยบายของเขาคือการสังหารผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเป็นจำนวนมาก

จำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงจากปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดของฟิลิปปินส์ยังเชื่อว่าอยู่ในระดับหลายพันคน ขณะที่ทนายความที่เป็นตัวแทนของครอบครัวผู้เสียชีวิตระบุว่า การพิจารณาคดีอย่างเต็มรูปแบบอาจทำให้ครอบครัวผู้เสียหายรายอื่น ๆ กล้าออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม นิโกลาส คอฟมัน ทนายความของดูเตอร์เตในขณะนั้น ยืนยันต่อศาลเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า ลูกความของเขายืนยันความบริสุทธิ์อย่างชัดเจน พร้อมโต้แย้งว่าหลักฐานของฝ่ายอัยการมีน้ำหนักไม่เพียงพอ และข้อกล่าวหาต่าง ๆ ถูกตั้งขึ้นอย่างไม่เหมาะสมและมีแรงจูงใจทางการเมือง ฝ่ายจำเลยยังยอมรับว่า ดูเตอร์เตเคยใช้ถ้อยคำรุนแรงและเกินจริงในการกล่าวสุนทรพจน์ แต่ยืนยันว่าเขามักสั่งให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธได้เฉพาะในกรณีที่เป็นการป้องกันตัว

แม้เผชิญคดีต่อหน้า ICC ดูเตอร์เตยังคงได้รับการสนับสนุนจากประชาชนบางส่วนในฟิลิปปินส์ ซึ่งเห็นด้วยกับแนวทางปราบปรามอาชญากรรมอย่างเข้มงวดของเขาในช่วงดำรงตำแหน่ง.

ที่มา AFP

อียูเปิดทางแคนาดาเป็น “สมาชิกสมทบ” ชาติแรก หลังสัมพันธ์แคนาดา-สหรัฐฯ ตึงเครียด

อียูเปิดทางแคนาดาเป็น "สมาชิกสมทบ" ชาติแรก หลังสัมพันธ์แคนาดา-สหรัฐฯ ตึงเครียด

16 ก.ย. 2569 16:13 น.

อียูเปิดทางแคนาดาเป็น “สมาชิกสมทบ” ชาติแรก หลังสัมพันธ์แคนาดา-สหรัฐฯ ตึงเครียด

ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปเผยสหภาพยุโรปพร้อมเปิดทางให้แคนาดาเป็น “สมาชิกสมทบ” ชาติแรกของกลุ่ม แม้สถานะดังกล่าวยังไม่มีบัญญัติไว้ในสนธิสัญญาของอียู ขณะที่นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ เตรียมกล่าวสุนทรพจน์ต่อรัฐสภายุโรป ท่ามกลางความสัมพันธ์ระหว่างแคนาดากับสหรัฐฯ ที่ตึงเครียดจากมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

เออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ประกาศระหว่างการแถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภายุโรปในเมืองสตราสบูร์กของฝรั่งเศส ว่าสหภาพยุโรป หรืออียู ต้องการเปิดทางให้แคนาดาเป็น “สมาชิกสมทบ” ชาติแรกของอียู ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงท่าทีครั้งสำคัญของกลุ่ม เนื่องจากสถานะดังกล่าวไม่ได้กำหนดไว้ในสนธิสัญญาของอียู

ฟอน แดร์ ไลเอิน กล่าวต่อหน้านายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา ซึ่งนั่งอยู่แถวหน้าในรัฐสภายุโรปว่า เธอต้องการร่วมมือกับคาร์นีย์เพื่อเปิดทางให้แคนาดาเป็นสมาชิกสมทบชาติแรกของอียู โดยคาร์นีย์ได้รับเสียงปรบมือยืนจากสมาชิกรัฐสภายุโรป และมีกำหนดขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อรัฐสภายุโรปในวันพฤหัสบดี

ฟอน แดร์ ไลเอิน ระบุว่า ความเป็นหุ้นส่วนเป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ของยุโรป และเป็นการตอบสนองต่อความแตกแยกของระบบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ พร้อมกล่าวว่า อียูและแคนาดามีมุมมองร่วมกันในประเด็นสำคัญ ตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาร์กติก ไปจนถึงภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงมีความร่วมมือด้านยูเครน กลาโหม วัตถุดิบสำคัญ และห่วงโซ่อุปทาน

เธอย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือยุโรปและแคนาดาต่างเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย พร้อมเสนอให้อียูและแคนาดายกระดับความสัมพันธ์ผ่านกรอบความร่วมมือที่ครอบคลุมหลายภาคส่วน โดยต่อยอดจากข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างกัน หรือ CETA ไปสู่สิ่งที่เธอเรียกว่า “พันธมิตรเพื่ออนาคต” ซึ่งมีเป้าหมายสร้างพื้นที่แห่งความมั่งคั่งร่วมและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ความร่วมมือที่เสนอจะครอบคลุมตั้งแต่การผลิตขั้นสูง เทคโนโลยี อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ อาร์กติก พลังงาน แร่สำคัญ แบตเตอรี่ ปัญญาประดิษฐ์ คอมพิวเตอร์ควอนตัม ความมั่นคงทางไซเบอร์ ไปจนถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ฟอน แดร์ ไลเอิน ยังกล่าวว่า อียูและแคนาดาจะร่วมมือด้านการผลิตอัจฉริยะ สร้างพันธมิตรด้านเทคโนโลยี เชื่อมโยงฐานอุตสาหกรรมกลาโหม และผลักดันให้อาร์กติกเป็นโครงการความร่วมมือสำคัญร่วมกัน พร้อมย้ำว่า ความเป็นหุ้นส่วนนี้ “ไม่ได้มีเป้าหมายต่อต้านใคร” แต่เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งร่วมกัน และต้องการยกระดับความสัมพันธ์กับแคนาดาให้สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์เดียวกัน คาร์นีย์กล่าวว่า แคนาดาต้องการสร้าง “พันธมิตรที่มีลักษณะเฉพาะ” กับอียู แต่ไม่ได้ต้องการเข้าเป็นสมาชิกอียูโดยตรง ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างแคนาดากับสหรัฐฯ เผชิญความตึงเครียดครั้งสำคัญ หลังการเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศล้มเหลวเมื่อเดือนที่ผ่านมา และนำไปสู่มาตรการภาษีตอบโต้ระหว่างกัน

มาตรการภาษีของทรัมป์ รวมถึงการพูดถึงแนวคิดให้แคนาดาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ หลายครั้ง ทำให้รัฐบาลแคนาดาพยายามกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงกับยุโรปมากขึ้น ขณะที่คาร์นีย์เรียกร้องให้แคนาดาลดการพึ่งพาการค้ากับสหรัฐฯ และสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับยุโรป

แคนาดาได้ออกมาตรการตอบโต้ภาษีของสหรัฐฯ และปฏิเสธเงื่อนไขการค้าที่คาร์นีย์มองว่าอาจกระทบต่ออธิปไตยของประเทศ

ด้านอียูเลือกแนวทางที่แตกต่างจากแคนาดาในการเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ โดยบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งกำหนดเพดานภาษีของสหรัฐฯ ที่ร้อยละ 15 สำหรับสินค้าส่งออกจากอียูส่วนใหญ่ ขณะที่ยุโรปตกลงยกเลิกภาษีสินค้าภาคอุตสาหกรรมจากสหรัฐฯ

ความแตกต่างดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของคาร์นีย์ในการผลักดันความสัมพันธ์กับยุโรป โดยก่อนหน้านี้เขาได้กล่าวสุนทรพจน์ที่การประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อเดือนมกราคม เรียกร้องให้ประเทศมหาอำนาจระดับกลางร่วมมือกันเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในยุคที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจทวีความรุนแรง

คาร์นีย์กล่าวในเวลานั้นว่า หากประเทศต่าง ๆ เจรจาแบบทวิภาคีกับมหาอำนาจที่มีอำนาจเหนือกว่าเพียงฝ่ายเดียว ก็จะเป็นการเจรจาจากจุดที่เสียเปรียบ และต้องยอมรับข้อเสนอที่อีกฝ่ายกำหนด พร้อมตั้งคำถามว่าการยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวจะถือเป็นอธิปไตยได้หรือไม่

สุนทรพจน์ของคาร์นีย์ที่ดาวอสในเดือนมกราคม ซึ่งพูดถึงความร่วมมือระหว่างประเทศมหาอำนาจระดับกลางและมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ ทำให้ทรัมป์ออกมาตอบโต้คาร์นีย์เป็นการส่วนตัว ขณะที่ข้อเสนอของฟอน แดร์ ไลเอิน ในครั้งนี้อาจเพิ่มความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดาอีกครั้ง

ทั้งนี้ การที่อียูเสนอแนวคิด “สมาชิกสมทบ” ให้แคนาดาถือเป็นแนวทางใหม่ของสหภาพยุโรป เนื่องจากที่ผ่านมาอียูมักไม่สนับสนุนสถานะสมาชิกที่มีความยืดหยุ่น และสมาชิกอียูเองก็มีปฏิกิริยาค่อนข้างระมัดระวังต่อข้อเสนอของเยอรมนีเมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ต้องการให้ยูเครนได้รับสถานะสมาชิกสมทบเป็นขั้นตอนก่อนการเข้าเป็นสมาชิกอียูอย่างเต็มรูปแบบ.

ที่มา Reuters / Associated Press

‘มัลลิกา’ นั่งหัวโต๊ะถกวิป ‘ฝ่ายค้าน-รัฐบาล’ นัดประชุมสภาฯ พิเศษ 2 ต.ค. กับ 20 พ.ย.

17 กันยายน 2569 เวลา 18:44 น.

‘มัลลิกา’ นั่งหัวโต๊ะถกวิป ‘ฝ่ายค้าน-รัฐบาล’ นัดประชุมสภาฯ พิเศษ 2 ต.ค. กับ 20 พ.ย.

วันที่ 17 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร (วิป) 2 ฝ่าย ครั้งที่ 3/2569 โดยมีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ในฐานะประธานกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมฯ วาระพิจารณากำหนดการนัดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

โดยมีนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะวิปรัฐบาล นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และนายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สส.สมุทรสาคร พรรคประชาชน ในฐานะวิปฝ่ายค้าน เข้าร่วมประชุมด้วย

โดยที่ประชุมได้กำหนดให้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มเป็นพิเศษคือ วันที่ 2 ตุลาคม โดยจะเป็นการพิจารณารับทราบรายงานของผู้สอบบัญชี และรายงานการเงินของกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 พร้อมกับพิจารณาญัตติจำนวน 2-3 ญัตติ นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณากำหนดวันประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นพิเศษเป็นการล่วงหน้า คือวันที่ 20 พฤศจิกายน

‘รัดเกล้า’ ดัน ร่าง พ.ร.บ.ความรุนแรงในครอบครัว ฉบับ ปชป. ชู 7 ประเด็นรื้อใหญ่ระบบคุ้มครอง

17 กันยายน 2569 เวลา 17:24 น.

“รัดเกล้า” ดันร่าง พ.ร.บ.ความรุนแรงในครอบครัว ฉบับ ปชป. ชี้ปัญหาสังคมคือ “ต้นทุนเศรษฐกิจ” จี้รื้อมายด์เซ็ตเลิกวัดผลที่ “การคืนดี” ชู 7 ประเด็นรื้อใหญ่ระบบคุ้มครอง

วันที่ 17 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเสนอ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. …. ซึ่งเสนอโดยพรรคประชาธิปัตย์และคณะ โดยย้ำเตือนให้สภาฯ และสังคมปรับเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาความรุนแรงในครอบครัวใหม่ จากเดิมที่มักมองเป็นเพียง “ปัญหาสังคมหรือเรื่องส่วนตัว” ให้มองเป็น “ปัญหาเศรษฐกิจและสาธารณสุขระดับชาติ” ที่กระทบต่อต้นทุนและอนาคตของประเทศ

นางรัดเกล้า อภิปรายว่า ตลอด 10–20 ปีที่ผ่านมา ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวยังคงวนลูปแก้ไม่ตก เนื่องจากผู้กำหนดนโยบายมักมองปัญหาด้วยความสงสาร หรือเห็นใจ แต่ละเลยความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและปากท้อง ทั้งที่ความจริงแล้ว ความรุนแรงในบ้านสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาล ทั้งค่ารักษาพยาบาล การสูญเสียรายได้ การหยุดงาน ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยที่ระบุว่า เหยื่อความรุนแรงถึงร้อยละ 61 ประสบปัญหาสมาธิในการทำงาน และกลายเป็นภาระภาษีของประชาชนทั้งประเทศ

สำหรับร่างกฎหมายฉบับพรรคประชาธิปัตย์ นางรัดเกล้า ได้สรุป 7 ประเด็นสำคัญในการปฏิรูป ดังนี้

1.ครอบคลุมทุกกลุ่มและทุกเพศ ข้อมูลพบว่า หญิงไทย 1 ใน 6 เคยเจอความรุนแรง ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ชายก็ตกเป็นเหยื่อถึงร้อยละ 28.89 (อ้างอิงสถิติ รพ.นครพิงค์) แต่มีผู้กล้าแจ้งความไม่ถึงร้อยละ 30

2.นิยามความรุนแรงรูปแบบใหม่ ขยายความรุนแรงออกเป็น 8 ลักษณะ ตามมาตรา 4 ไม่จำกัดแค่บาดแผลทางกาย แต่ครอบคลุมถึงความรุนแรงทางจิตใจ การยึดบัตร ATM การกักขังหน่วงเหนี่ยว การควบคุมแบบแผนชีวิต และการใช้อุปสรรคทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ

3.ทลายกับดักเศรษฐกิจ ปลดล็อกเงื่อนไขที่เหยื่อไม่สามารถออกจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (toxic) ได้เนื่องจากหนี้สินครัวเรือนและภาระพึ่งพา โดยเพิ่มมาตรา 17 และหมวด 5 ให้รัฐต้องจัดหาที่พักพิง ฝึกอาชีพ และให้คำปรึกษาทางการเงินแก่ผู้ถูกกระทำ

4.คุ้มครองความหลากหลายทางเพศ รองรับกลุ่มครอบครัวสมรสเท่าเทียมตามหลักสากล เพื่อทลายอุปสรรคของผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ที่มักถูกคุกคามในครอบครัวและกลัวการถูกเลือกปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่

5. สร้างกลไกเฝ้าระวังระดับชุมชน เพิ่มมาตรา 8 จัดตั้งเครือข่ายคุ้มครองและประสานความปลอดภัยระดับชุมชน (อสม. ผู้นำชุมชน ครู) พร้อมจัดอบรมยกระดับ เพื่อทำหน้าที่สังเกตสัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุร้าย

6. ประเมินความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ เปลี่ยนจากกฎหมายเชิงรับเป็นเชิงป้องกัน โดยเสนอระบบประเมินความเสี่ยง 3 ระดับ (เฝ้าระวัง, ช่วยเหลือ, ฉุกเฉิน) สอดรับกับมาตรฐานสากล

7. เลิกวัดความสำเร็จด้วย “การคืนดี” ปรับหมวด 8 ห้ามนำการให้อภัย การยอมความ หรือการยอมกลับไปอยู่ร่วมกัน มาเป็นเงื่อนไขในการหยุดช่วยเหลือ โดยย้ำว่า “เรื่องความปลอดภัยของมนุษย์ต้องมาก่อนการรักษาภาพลักษณ์ครอบครัว”

ช่วงท้าย นางรัดเกล้า ย้ำว่า การแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง แต่เป็นการสร้างทุนมนุษย์และปูรากฐานความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ จึงขอให้รัฐบาลและทุกหน่วยงาน ทั้งมหาดไทย ตำรวจ ศึกษาธิการ ร่วมกันขับเคลื่อนกฎหมายฉบับนี้ไปสู่การบังคับใช้จริง เพื่อยุติปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ก.ล.ต. แจง การบังคับใช้กฎหมายกับเครือข่าย ‘สแกมเมอร์-ฟอกเงิน’ ยันไม่มีการเลือกปฎิบัติ

17 กันยายน 2569 เวลา 17:17 น.

ก.ล.ต.

จากกรณีก่อนหน้าที่ กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า สหรัฐฯจ่อใช้กฎหมายคว่ำบาตร ล่าแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ แฉ มีอดีต รมต.ไทย ติดโผด้วย และในไม่กี่ชั่วโมงต่อมาเจ้าตัวได้โพสต์ชุดเอกสารที่มีชื่อ นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังโผล่ ก่อนทีในเวลาต่อมา นายวรภัค จะโพสต์ชี้แจงเเกี่ยวกับในประเด็นนี้ผ่านช่องทางเฟซบุ๊กส่วนตัว จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างไปทั้งโลกออนไลน์

ล่าสุดวันนี้ 7 กันยายน 259 สำนักงาน กลต. ได้ออกมาการบังคับใช้กฎหมายดำเนินคดีกับเครือข่ายสแกมเมอร์และการฟอกเงิน โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ก.ล.ต. ชี้แจงประเด็นการบังคับใช้กฎหมายในการดำเนินการกับเครือข่ายสแกมเมอร์และการฟอกเงิน

ก.ล.ต.

นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีประเด็นสาธารณะที่เกี่ยวโยงถึงการบังคับใช้กฎหมายของ ก.ล.ต. ในการดำเนินการกับ เครือข่ายสแกมเมอร์และการฟอกเงิน

ก.ล.ต. ขอชี้แจงว่า ก.ล.ต. ให้ความสำคัญต่อการป้องกันและบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ลงทุน โดยมุ่งให้ตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล เกิดความโปร่งใสไม่ให้เกิดการใช้ช่องทางตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในการกระทำทุจริตทางการเงิน อาชญากรรมทางไซเบอร์ และการฟอกเงิน ทั้งมาตรการในเชิงป้องกันและการปราบปราม ซึ่งรวมถึงการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิด
ก.ล.ต. มีหลักการทำงานคือ เรื่องใดที่บังคับใช้กฎหมายได้ก่อนโดยไม่กระทบรูปคดีส่วนที่เหลือ จะแยกออกมาดำเนินการทันที ดังจะเห็นได้จากการทำงานแบบบูรณาการระหว่าง ก.ล.ต. กับ ปปง. และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนำไปสู่การยึดและอายัดทรัพย์สินได้ในหลายกรณี เพราะเมื่อพบเส้นทางเงินที่เชื่อมโยงกับความผิดมูลฐานกฎหมายฟอกเงินให้ดำเนินการได้ทันทีจากธุรกรรมที่ปรากฏ

ส่วนความผิดตามกฎหมายหลักทรัพย์ที่เกี่ยวกับการรายงานการถือครองหลักทรัพย์และการเข้าครอบงำกิจการนั้น มีองค์ประกอบที่ต้องพิสูจน์หลายชั้นเพื่อหาผู้ถือครองที่แท้จริงและช่วงเวลาที่เกิดการกระทำผิด นอกจากนี้ ในความผิดบางฐาน หากเร่งดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องเพียงบางรายจนเสร็จสิ้นก็อาจกระทบกับการดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องรายอื่น ดังนั้น การที่สาธารณชนยังไม่เห็นรายละเอียดของการดำเนินการ ไม่ได้แปลว่าไม่มีการดำเนินการ ความรอบคอบในขั้นตอนนี้เป็นการรักษาโอกาสในการดำเนินการกับผู้อยู่เบื้องหลังให้ครบถ้วน ทั้งนี้ ในส่วนที่พยานหลักฐานครบถ้วนแล้ว ก.ล.ต. ได้เร่งบังคับใช้กฎหมายไปก่อนแล้ว

ก.ล.ต. ขอให้ความมั่นใจว่า ก.ล.ต. และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย กำลังดำเนินการอย่างเต็มกำลัง พร้อมทั้งเร่งติดตามและขอข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศผ่านช่องทางความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเป้าหมายสุดท้ายคือ การบังคับใช้กฎหมายตามพยานหลักฐานอย่างครบถ้วนในทุกฐานความผิดที่เกี่ยวข้อง และจะไม่มีการเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าผู้ใดจะเคยดำรงตำแหน่งใดมาก่อน หากพบการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด
คลิกอ่าน statement ได้ที่ https://www.sec.or.th/TH/Documents/SEC-17-09-2026.pdf”

กลต.
กลต.

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เพจเฟซบุ๊ก สำนักงาน กลต.

ย้อนเส้นทาง “วรภัค ธันยาวงษ์” จากมือบริหารการเงิน-อดีต รมช.คลัง สู่ปมร้อนระดับโลก

17 กันยายน 2569 เวลา 16:24 น.

จากข่าวใหญ่ของสหรัฐฯ กรณี มีการยื่นจดมายลงนามจากประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศและประธานคณะกรรมาธิการว่าด้วยเรื่องจีน ส่งถึงรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ โดยเปิดเผย 28 รายชื่อ ที่อาจเกี่ยวเนื่องกับเครือข่ายศูนย์หลอกลวงออนไลน์ การฟอกเงิน และการค้ามนุษย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อพิจารณา ว่าเข้าเกณฑ์คว่ำบาตรตาม Global Magnitsky Act หรือไม่ ซึ่งหนึ่งในรายชื่อดังกล่าวปรากฏชื่อของ นาย วรภัค ธันยาวงษ์ สถานการณ์นี้ทำให้ อดีต รมช.คลัง และ อดีตนายแบงก์ชื่อดัง ต้องกลับมาเป็นที่พูดถึงกันอีกครั้ง

เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์และความเป็นมาอย่างชัดเจนมากขึ้นวันนี้ แนวหน้าออนไลน์ พาทุกคนมาส่องประวัติของ วรภัค ธันยาวงษ์ ผู้เป็นที่รู้จักในวงการเศรษฐกิจไทยว่าเป็นมาอย่างไร

ประวัติและการศึกษา

วรภัค ธันยาวงษ์ เกิดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2507 (ปัจจุบันมีอายุ 62 ปี) เป็นบุตรนายอธิคม กับนางอร่าม ทองน้ำตะโก ด้านครอบครัวสมรสกับนางกนกพร ธันยาวงษ์ มีบุตร-ธิดา 4 คน

  • จบปริญญาตรี ด้านวิทยาการจัดการและระบบคอมพิวเตอร์ จาก Oklahoma State University สหรัฐอเมริกา
  • จบปริญญาโท ด้านการเงิน (MBA in Finance) จาก University of Missouri สหรัฐอเมริกา

เส้นทางสายการเงิน

ช่วงเวลา 30 ปีในแวดวงการเงิน นายวรภัค ผ่านการทำงานบริหารระดับสูงหลายแห่ง ทั้งสถาบันการเงินชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนี้

  • กรรมการผู้จัดการใหญ่ Bank of America (สาขาประเทศไทย)
  • กรรมการผู้จัดการ Deutsche Bank (สาขาประเทศไทย)
  • กรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มธนาคารและบล. J.P. Morgan (ประเทศไทย)
  • รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)
  • กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) ระหว่างปี พ.ศ. 2555 – 2559

จุดเปลี่ยนสู่การเมือง

จากสามารถที่หลากหลายและพิสูจน์ตนเองมาหลายทศวรรษ ควบรวมไปถึงความสามารถบริหารที่โดดเด่นจึงได้รับการดึงตัวเข้าสู่งานภาครัฐ โดยเคยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา นายพิชัย ชุณหวชิร อดีต รมว.คลัง ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งเป็น รมช.คลัง ในรัฐบาลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อเดือนกันยายนปี 2568 โดยการเป็น “โควตาผู้เชี่ยวชาญคนนอก” ที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ

ไม่นานนักเพียงแค่เวลาสั้นๆในการดำรงตำแหน่ง เส้นทางการเมืองก็ต้องหยุดลง เมื่อเกิดกระแสข่าวจาก Whale Hunting สื่อสืบสวนต่างประเทศ ที่พาดพิงถึงชื่อของ นาย วรภัค ถึงการเชื่อมโยงถึงศูนย์แก๊งสแกมเมอร์ โดยเฉพาะกรณีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายธุรกิจในกัมพูชาและ “เบน สมิธ”

ทำให้นายวรภัค ตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง รมช.คลัง เพื่อไม่ให้ประเด็นข้อกล่าวหาดังกล่าว กลายเป็นเงื่อนไขกระทบต่อประสิทธิภาพการบริหารงานของรัฐบาล พร้อมยืนยันความบริสุทธิ์ใจของตนเอง

จากกรณีการยื่นหนังสือร้องตรวจสอบของ รมต.คลังสหรัฐฯ ล่าสุด นายวรภัค ออกมาชี้แจงทันที โดยย้ำข้อเท็จจริงว่า หนังสือของสมาชิกสภาคองเกรสนั้นเป็นเพียง “คำขอให้หน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ตรวจสอบข้อมูล” เท่านั้น ไม่ใช่ผลการสอบสวน ไม่ใช่คำวินิจฉัยความผิด และตนยังไม่ได้ถูกทางการสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรแต่อย่างใด พร้อมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาโดยยืนยันว่า ตนเองไม่มีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายเหล่านั้นแต่อย่างใด และพร้อมนำเอกสารหลักฐานทั้งหมดไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ทั้งในชั้นศาลไทยและต่อหน่วยงานของสหรัฐฯ ต่อไป

ทั้งนี้ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า นายวรภัค ธันยาวงษ์ จะก้าวข้ามผ่านคลื่นมรสุมลูกนี้ไปได้อย่างไร

บิ๊กเกรียง-บิ๊กปูด้วง ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เบิร์ดเดย์ย้อนหลัง อนุทิน

17 กันยายน 2569 เวลา 16:22 น.

วันที่ 17 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บ่ายวันนี้ พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง และพลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ว่าที่เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย บนตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะลงมาส่งทั้งสองคนในเวลา 15:05 น.

โดยพลเอก เกรียงไกร เปิดเผยภายหลังเดินทางกลับว่า มาอวยพรวันคล้ายวันเกิดนายกรัฐมนตรีย้อนหลัง ซึ่งก่อนหน้านี้ตนไม่อยู่ หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ติดภารกิจตามเสด็จฯ ไปประเทศเวียดนาม จึงมาสุขสันต์วันคล้ายวันเกิดตามธรรมเนียม และขอบคุณที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปเป็นประธานงานสมรสของบุตรชาย

พลเอก เกรียงไกร ระบุต่อว่า ได้พบกับ พลเอก ชัยพฤกษ์ จึงทักทายและได้มีการพูดคุยสถานการณ์ชายแดนภาคใต้เล็กน้อย ซึ่งตรงกับที่ผู้สื่อข่าวตะโกนถามนายกรัฐมนตรี ว่าได้พูดคุยเรื่องสถานการณ์ชายแดนภาคใต้หรือไม่ โดยนายกรัฐมนตรีพยักหน้ารับ ก่อน ก่อนเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในเวลา 12.00 น.วันเดียวกัน เอกอัครราชทูตอิตาลี ประจำประเทศไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันนายกฯ บนตึกไทยคู่ฟ้า

ไชยชนก บอกรู้สึกปกติ ภท.รอดฮั้วสว. เรื่องธรรมดาพรรคอันดับ 1 ตกเป็นเป้า ลั่น มีขบวนการจ้องทำลายพรรค

17 กันยายน 2569 เวลา 15:28 น.

ไชยชนก บอกรู้สึกปกติ ภท.รอดฮั้วสว. ยัน ไม่เกี่ยวข้องเลย รับ เป็นเรื่องธรรมดาพรรคอันดับ 1 ตกเป็นเป้า ลั่น เห็นได้ชัดมีขบวนการจ้องทำลายภูมิใจไทย เผย ยังไม่คุยเนวิน-นายกฯ

เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระแสข่าวว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีสำนวนคดีฮั้วสว.อีก 3 สำนวน ที่เกี่ยวข้องกับสว.สีส้มและพรรคประชาชน มีคาดหวังเรื่องนี้อย่างไร ว่า ตนไม่ได้คาดหวังอะไรกับเรื่องนี้ เชื่อว่าทุกหน่วยงานจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ความจริงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และตนเชื่อว่ามันจะปรากฏ และจะมีการดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่าทางพรรคประชาชนและไอลอว์ ยังเดินหน้าเปิดเผยข้อมูล ที่เชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย นายไชยชนก กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติของพรรคอันดับ 1 ที่มีความเข้มแข็งและเป็นรัฐบาลที่มีความเสถียรภาพที่จะตกเป็นเป้า เป็นสิทธิ์ของพรรคประชาชน ตนไม่มีความเห็นในเรื่องนี้

เมื่อถามว่าจะฟ้องร้องแจ้งความกลับหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ต้องปรึกษา แต่ส่วนตัวตนไม่อยาก ทั้งนี้ หากเราไม่ดำเนินการอะไร อาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ จึงขอปรึกษาทีมกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนว่าจะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีหรือไม่

เมื่อถามว่า คิดว่ามีขบวนการที่จ้องทำลายพรรคภูมิใจไทยจริงหรือไม่ นายไชยชนก ย้อนถามว่า “ท่านคิดว่าจริงไหมฮะ” พร้อมกล่าวต่อว่า เป็นเรื่องที่เห็นได้ชัด ไม่ใช่สิ่งที่ตนต้องตอบ เพราะเป็นกระบวนการหลายมิติ แต่เราก็มั่นใจในสิ่งที่เราดำเนินการว่าทำทุกอย่างภายใต้ระเบียบและกฎหมาย ดังนั้น ไม่กังวล

เมื่อถามว่า ได้พูดคุยกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ดในฐานะบิดา หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ไม่ได้คุย แม้แต่นายกรัฐมนตรีตนก็ไม่ได้คุย และตนไม่ได้กังวลเรื่องนี้ วันก่อนก็มีผู้สื่อข่าวมาถามว่ามีมติออกมาเป็นเอกฉันท์แบบนี้รู้สึกอย่างไร ตนก็บอกไปว่ารู้สึกปกติที่กกต.มีมติเอกฉันท์ เพราะไม่ได้มีความเกี่ยวข้อง ตนและนายกฯก็ได้มีการออกจดหมายตั้งแต่แรกที่มีกระบวนการเลือกสว.เพื่อไม่ให้สมาชิกพรรคภูมิใจไทยมีความเกี่ยวข้อง และจากสำนวนที่มีความพยายามเปิดเผยออกมา ก็จะเห็นได้ว่าตนไม่มีอะไรเลยจริงๆ ฉะนั้น จะไม่ให้มีมติเอกฉันท์ได้อย่างไร

เมื่อถามว่า ส่วนตัวมองว่าอยากให้มีการส่งเรื่องไปที่ศาลฎีกาหรือไม่ เพราะสังคมยังกังขาเรื่องดังกล่าว นายไชยชนก กล่าวว่า ตนไม่ได้มีความรู้สึกส่วนตัวว่าควรดำเนินการแบบไหน เพราะเรื่องนี้มีกระบวนการของมันอยู่แล้ว และเชื่อว่าทุกอย่างจะดำเนินไปตามกระบวนการ

ไชยชนก โผล่แจง กมธ.ปมสินบน 40 ล้าน ยัน ส่งหลักฐานทุกอย่างให้ ตำรวจ-ป.ป.ช. แล้ว รับ ไม่แน่ใจ ผู้เสนอสินบนมีตัวตนจริงหรือไม่

17 กันยายน 2569 เวลา 14:45 น.

ไชยชนก โผล่แจง กมธ.กฎหมาย ปม สินบน 40 ล้าน ยัน ส่งหลักฐานทุกอย่างให้ ตำรวจ-ป.ป.ช. แล้ว รับ ไม่แน่ใจ หลังถูกถามผู้เสนอสินบนมีตัวตนจริงหรือไม่ เชื่อ ต้องมีมูล ระบุ คนที่ถูกซักถามไม่น่ามีศักยภาพทำเว็บพนัน ลั่น หลังประกาศจุดยืน ไม่มีใครกล้าเสนอเงินให้อีก

เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2569 ที่รัฐสภา นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าชี้แจงกับคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนเรียกเข้าชี้แจง ปมสินบน 40 ล้าน ว่า ตอนนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอยู่แล้ว เราได้มอบข้อมูลและแจ้งไปตั้งแต่ปีที่แล้วใน กมธ.ของนายรังสิมันต์ โรม สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่มีการขอข้อมูลเรื่องการดำเนินการของทางกระทรวงในการปิดเว็บพนันต่างๆ ซึ่งตนก็ยินดีที่จะส่งข้อมูลเพิ่ม ตั้งแต่ได้ปฎิบัติหน้าที่มาในรัฐบาลที่แล้วจนถึงรัฐบาลนี้ เรามีการยกระดับหลายอย่างที่นำมาซึ่งการปิดเว็บพนันได้มากมาย เกินล้านURL ยืนยันว่าทุกหน่วยงานดำเนินการอย่างเต็มที่

เมื่อถามว่ามีการเอาผิดกับคนเสนอสินบนอย่างไร นายไชยชนก กล่าวว่า เข้าใจว่าทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีการหาแนวทางที่จะเข้าถึงตัว บุคคลที่ถูกกล่าวหา ก็รอดูว่าจะมีการดำเนินการแบบไหนต่อได้

เมื่อถามว่าบุคคลที่เสนอเงิน 40 ล้านบาทมีตัวตนจริงหรือไม่ นายไชยชนก ยืนยันว่า ข่าวสารที่มาถึงตนตอนนั้น จริงๆ เป็นการเตือนโดย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นรัฐมนตรี

“โดยบอกว่า พี่ระวังเรื่องพวกนี้นะ เพราะเขามีการพูดถึงเรื่องนี้อยู่ ผมรู้ว่าพี่ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว เลยเป็นเหตุที่ผมขึ้นมาและพูดว่ามีการสั่งการให้ปลัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบภายในกระทรวงก่อน ว่าที่ผ่านมามีการกระทำแบบนี้ในกระทรวงหรือไม่ ทำไมถึงกล้าที่จะหาแนวทางเข้าถึงตัวของผมในรูปแบบนี้ เพื่อตัดปัญหาและแสดงจุดยืนที่ชัดเจนก็เลยขึ้นไปพูดกลางสภา ผมปฏิเสธและไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ และก็ดำเนินการตามข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่” นายไชยชนก กล่าว

นายไชยชนก กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นมีพลเมืองดีมอบบัตรสนเท่ห์ มาให้ตนตอนที่ลงพื้นที่ เพราะเขาเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ จึงนำเรื่องนี้มอบให้ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการต่อจนนำมาซึ่งการขยายผล

เมื่อถามว่าวันนี้มีประเด็นไหนที่กมธ.การกฎหมายฯ ติดใจอยู่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า เบื้องต้นคิดว่าไม่มี ท่านประธานได้มีการสอบถามว่า มีอะไรที่ตนจะดำเนินการเพิ่มเติมในเรื่องนี้หรือไม่ ตนก็บอกว่าตอนนี้ปัจจุบันมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานกำลังดำเนินการอยู่ เรื่องทุกอย่างก็อยู่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ถ้าหากหน่วยงานคิดว่ามีสิ่งที่ที่ตนสามารถส่งเสริมเพิ่มเติมได้ตนก็พร้อมสนับสนุนทุกเรื่อง ซึ่งที่ผ่านมาได้ส่งหลักฐานที่ตนมีไปให้ทั้งหมด คือการที่มาบอกให้ตนรู้ก่อนที่จะขึ้นบัลลังก์ และก็ข้อมูลเรื่องบัตรสนเท่ห์ที่ตามมา

เมื่อถามว่ามีการสืบสวนแล้วหรือไม่ว่าผู้ที่มาติดสินบนมีความเชื่อมโยงกับเว็บพนันเครือข่ายใด นายไชยชนก กล่าวว่า ตนคิดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการดำเนินการอย่างเต็มที่ แต่ในส่วนของตัวเองในฐานะที่เป็นเจ้ากระทรวง เราได้ดำเนินการมาเยอะมากจากที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ เราทำทุกช่องทางและลดเรื่องสแกมเมอร์มากว่า 50 % ซึ่งได้มีการปิดเว็บพนันถี่และเยอะมาก กว่าในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ ทำเต็มที่ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่าได้สอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือไม่ว่าทำไมเรื่องนี้ถึงล่าช้า นายไชยชนก กล่าวว่า ตนไม่ได้ก้าวก่ายการปฎิบัติหน้าที่ ของตำรวจหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSl) คิดว่าเท่าที่ตนได้เห็นทุกคนก็ดำเนินการเต็มที่ตามพยานหลักฐานที่มี และตามอำนาจหน้าที่ที่มี

เมื่อถามย้ำว่าบุคคลที่มีการติดสินบนนี้มีตัวตนจริงๆ ใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ตนคิดว่าไม่แน่ใจ ซึ่งก็ต้องมีมูล เพราะคนที่ถูกซักถามต่อไปไม่น่าดูมีศักยภาพในการทำเว็บพนัน เพราะฉะนั้นตนคิดว่าต้องมาจากคนอื่นแน่ๆ

“ ไม่มีใครกล้าที่จะมาเสนอกับผมแล้ว หลังจากผมประกาศไปเขารู้อยู่แล้วว่าผมเป็นคนไม่รับเรื่องพวกนี้ และก็ไม่ยุ่งกับเรื่องพวกนี้ ผมว่าก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้การดำเนินการของหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การกำกับปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นมาก จากก่อนที่ผมได้เข้ามาปฎิบัติหน้าที่“ นายไชยชนก กล่าว

ด้านนายวรศิษฎ์ เปิดเผยภายหลังเข้าชี้แจงต่อกมธ. ว่า สามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้ทั้งหมดว่าข้อมูลมาอย่างไร ซึ่งได้แจ้งให้กมธ.ได้รับทราบ

เมื่อถามว่ากรณีสินบน 40 ล้านบาท มีข้อเท็จจริงอย่างไร นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เราได้รับข้อมูลมา ก็นำเรื่องแจ้งให้กับคนที่เกี่ยวข้อง เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่ต้องมาคุยกับเราอยู่แล้ว เพราะผิดกฎหมาย ดังนั้น ต้องแจ้งให้มีการดำเนินคดีทางกฎหมาย ยืนยันว่าข้อเท็จจริงมีแค่นั้น ซึ่งตนตั้งใจจะมาชี้แจงกับทางกรรมาธิการทุกครั้งจะได้สิ้นข้อสงสัย และยินดีให้ความร่วมมือเพราะเราไม่มีอะไรปิดบัง

DSI เดินหน้าต่อ เตรียมประชุมคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.นัดแรก ชี้ไม่ผูกมัดแค่ 77 รายตาม กกต.  ระบุโยงถึงใครฟันหมด

17 กันยายน 2569 เวลา 14:44 น.

ปมคดีฮั้ว สว.ร้อนไม่หยุด!! หลัง กกต.ชี้แจงมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับหลักฐานตามสำนวน DSI ขณะที่ล่าสุด DSI ยืนยันเดินหน้าเปิดเกมต่อแยกคดีอาญา อั้งยี่-ฟอกเงินแยกจากคดีเลือกตั้ง ไม่จำเป็นต้องรอคำวินิจฉัย กกต. ลุยเส้นเงินฮั้ว สว.ไม่จำกัดเฉพาะ 77 รายที่ กกต.ส่งฟ้อง ระบุโยงถึงใครเจอหมด พร้อมเตรียมประชุมคณะพนักงานสอบสวนร่วมอัยการภายในสิ้นเดือน ก.ย.


วันที่ 17 กันยายน 2569 จากกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติไต่สวนในคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิ สภา(สว.) ปี 2567 หรือคดีฮั้ว สว.67 โดยมีการวินิจฉัยส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย ตามที่นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.แถลงมติกกต.เรื่องดังกล่าวต่อสื่อมวลชนไปแล้วเมื่อวันที่14กันยายน ที่ผ่านมา และล่าสุดวานนี้(17ก.ย.) สำนักงานกกต.ได้ออกเอกสารข่าว ระบุว่ารายงานการประชุมกกต.มติ 4 ต่อ 3 ไม่รับหลักฐานจากDSI ชี้ไม่มีการเสนอรายละเอียด “เส้นเงิน” ให้พิจารณา ระบุช่วงไต่สวนคดีฮั้วเลือก สว. 11 ครั้ง ไม่มี กกต.คนใดร้องขอสำนวนคดีพิเศษมาประกอบการพิจารณานั้น

ล่าสุด แหล่งข่าวจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เปิดเผยว่า สำหรับการนัดหมายประชุมครั้งที่ 1 ของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ที่มีทั้งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอและพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย กรณีทุจริตเลือกวุฒิสภา คาดว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะดำเนินการประชุมครั้งแรกได้ภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้

ส่วนประเด็นว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจำเป็นต้องรอสำนวนคำวินิจฉัยของ กกต. ที่จะจัดทำอย่างละเอียดภายใน 60 วันหรือไม่นั้น แหล่งข่าวจากดีเอสไอ ชี้แจงว่าในการดำเนินคดีอาญา โดยเฉพาะคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ไม่มีเหตุจำเป็นต้องรอสำนวนคำวินิจฉัยของ กกต.

“เพราะคดีอาญาของดีเอสไอ และ กกต. มันแยกออกจากกัน อีกทั้งในจำนวนผู้ถูกร้องทั้ง 77 รายตามมติของ กกต. ก็ไม่ใช่เหตุผูกมัดให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษต้องดำเนินคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.จำนวน 77 รายเท่านั้น เพราะคณะพนักงานสอบสวนจะต้องดูพฤติการณ์ พยานหลักฐาน และเส้นทางการเงินเป็นหลัก ว่าใครบ้างที่มีพฤติการณ์อั้งยี่ ใครบ้างมีพฤติการณ์ฟอกเงิน”

ทั้งนี้ กรณีที่มีการจับตาว่าในสำนวนของดีเอสไอที่ส่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษ ซึ่งก่อนหน้านี้ อัยการคดีพิเศษตีกลับสำนวนให้สอบสวนเพิ่มเติม ดีเอสไอและอัยการ สำนักงานการสอบสวน ในฐานะคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้สั่งฟ้องผู้ต้องหา 8 ราย คือ 1.น.ส.นิสิตา หมั่นชัย 2.นายสุบิน ศักดา 3.นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร 4.น.ส.อัจฉราพรรณ หอมรส 5.นายวงศกร ชนะกิจ 6.น.ส.มาเรีย เผ่าประธาน 7.นางผกามาศ ไทยนุกูล 8.นายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น

ทั้งนี้ เมื่อมาเทียบดูกับรายชื่อที่ กกต.ส่งฟ้องศาลฎีกาฯในจำนวน 77 รายนั้น ตรงกับรายชื่อของดีเอสไอที่สั่งฟ้องอัยการคดีพิเศษในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เพียง 6 ราย โดยมี 2 รายที่ไม่ถูก กกต. มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาฯ คือ นางผกามาศ ไทยนุกูล และนายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น ฉะนั้น คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ก็ต้องพิจารณาในส่วนของผู้ต้องหา 2 รายนี้อีกครั้งว่าจะมีการดำเนินคดีด้วยหรือไม่ เพราะหากจะยึดเอาเพียงตัวเลข 77 รายตามมติของ กกต. ก็จะเป็นปัญหาว่าแล้วการสั่งฟ้องในครั้งแรกจะทำอย่างไร และก็ต้องรับฟังความเห็นของพนักงานอัยการที่ร่วมสอบสวนด้วย

รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยอีกว่า สำหรับการทำสำนวนสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนได้มีการทำหนังสือถึง กกต.มาตลอด เพื่อสอบถามว่าจะนำเอาหลักฐานทางคดีของดีเอสไอไปประกอบในสำนวนทั้งหมดหรือไม่ แต่ปรากฏว่า กกต. มีมติไม่รับไว้ และเมื่อดีเอสไอพยายามขอสำนวนของ กกต. ก็กลับไม่มีการให้มาทางดีเอสไอเช่นเดียวกัน รวมถึงกรณีที่ดีเอสไอขอเอกสารเกี่ยวกับการรับเงินเดือนของกลุ่มผู้ช่วย สว. ผู้เชี่ยวชาญ และที่ปรึกษาประจำตัวสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ทั้ง 138 สว.ตัวจริง เนื่องด้วยจากรายงานการสืบสวนสอบสวนและพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน พบว่ามีเส้นทางการเงินของคนใกล้ชิด สว. เหล่านี้ไปเชื่อมโยงกับกลุ่มคณะบุคคลที่อยู่ในขบวนการจัดฮั้วระดับประเทศ จึงต้องประสานเอกสารจากวุฒิสภา แต่จนถึงปัจจุบันนี้ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ก็ไม่เคยส่งเอกสารให้ดีเอสไอ โดยอ้างว่าติดปัญหาเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA แม้ดีเอสไอได้ทำหนังสือตอบกลับว่ากฎหมาย PDPA ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการดำเนินคดีอาญาก็ตาม หรือแม้กระทั่งสำนักงาน ปปง. ทางคณะพนักงานสอบสวนได้ส่งเอกสารขอเส้นทางการเงิน เลขที่บัญชีธนาคารกับทางสำนักงาน ปปง. แต่ก็ยังไม่ได้รับความร่วมมือนาน 1 ปี

รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยต่อว่า กรณีที่ กกต. ออกมาแถลงว่าขาดซึ่งพยานหลักฐานส่วนใดก็ตามในคดีฮั้ว สว. ทำให้ต้องมีมติไม่ฟ้องบุคคลรายนั้นๆ ก็เนื่องมาจากการที่ดีเอสไอพยายามส่งหลักฐานให้ กกต. แต่ทาง กกต. มีมติไม่รับหลักฐานไว้ มันก็ทำให้ขาดซึ่งพยานหลักฐานได้ หรือแม้กระทั่งในส่วนของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ กกต. และดีเอสไอเป็นพนักงานสืบสวนสอบสวนร่วมกัน ก็ยังไม่ได้รับเอาหลักฐานครบทุกรายการจากคณะพนัก งานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จึงต้องย้ำว่าพยานหลักฐานในสำนวนของคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.กับพยานหลักฐานในสำนวนของคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 ก็ยังมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะในการกลับคำให้การของพยานรหัสที่ 16 (นายเอกราช ช่างเหลา) เหตุใด กกต. จึงไม่พูดว่าในชั้นการสอบปากคำพยานนายเอกราช ได้มีการจัดเจ้าหน้าที่ 2 ชุดในห้องทำงานห้องเดียวกัน คือ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. และคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ร่วมสอบปากคำและบันทึกคำให้การพร้อมกัน เพียงแค่จัดพิมพ์คนละชุดกันเท่านั้น และยังมีอัยการร่วมสอบสวนด้วย ซึ่งพนักงานอัยการจะถือเป็นพยานในเหตุการณ์ เพราะพนักงานอัยการจะเห็นเลยว่านายเอกราช ช่างเหลา ในตอนให้ปากคำ ก็มีการให้ปากคำปกติ สีหน้าท่าทางอากัปกิริยาปกติทุกประการ ไม่มีการถูกข่มขู่คุกคามเพื่อให้พยานให้การเท็จแต่อย่างใด จึงเป็นไปไม่ได้ที่พยานจะถูกบังคับ ส่วนกรณีที่นายเอกราชมากลับคำให้การภายหลังนั้น นายเอกราชก็ไม่เคยเดินทางเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 เพื่อขอให้บันทึกการกลับคำให้การเลย แต่กลับไปส่งเป็นหนังสือจดหมาย 1 ฉบับ แจ้งแก้ไขคำให้การไปยังประธานกรรมการการเลือกตั้งแทน


รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยด้วยว่า ตอนนี้สังคมต่างตั้งคำถามว่าหากนายเอกราช ช่างเหลา มีพฤติการณ์กลับคำให้การจริงๆ ในฐานะพนักงานสอบสวน ควรแจ้งความดำเนินคดีฐานให้การเท็จเข้าสู่สำนวนหรือไม่นั้น ตามหลักการแล้ว คำให้การใดเป็นจริงหรือเท็จ มันจะไปปรากฏในการสืบชั้นศาล เพราะการสืบชั้นศาล อัยการจะถามเลยว่า “คุณได้ให้การสองครั้ง คุณต้องยืนยันมาว่าอันไหนจริง อันไหนเท็จ“ นี่คือหลักการการสืบชั้นศาล เพราะถ้าอัยการไม่ถามคำให้การของครั้งที่พยานให้การไว้ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งไหนจริง สิ่งไหนเท็จ เพื่อที่จะเห็นได้เลยว่า ท้ายสุดพยานจะกลับคำให้การในชั้นศาลหรือไม่ เช่น หากพยานบอกว่า “ในคำให้การชั้นพนักงานสอบสวนเป็นเท็จ” มันก็จะนำไปสู่การดำเนินคดีความผิดฐานให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวนได้ แต่ถ้าพยานบอกว่า “คำให้การในชั้นพนักงานสอบสวนเป็นจริง แต่ที่เบิกความในชั้นศาลเป็นเท็จ“ ก็จะเป็นความผิดในอีกมาตรา คือ ฐานเบิกความเท็จต่อศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ในชั้นการสืบชั้นศาล จะเห็นข้อเท็จจริงมากกว่า

รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยเพิ่มเติมว่า ส่วนกรณีว่าในสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอ จะสามารถดำเนินคดีอาญาต่อกลุ่มกรรม การบริหารพรรค ผู้มีตำแหน่งทางการเมือง หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่ถูกปัดตกจากสำนวนและมติของ กกต. ได้หรือไม่นั้น เรื่องนี้พิสูจน์ได้จากพยานหลักฐานเท่านั้น ถ้ามีความเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใด คณะพนักงานสอบสวนก็ต้องพิจารณาดำเนินคดีแจ้งข้อกล่าวหาเช่นเดียวกัน แม้บุคคลนั้นจะไม่ถูกมติวินิจฉัยชี้ขาดของ กกต. ในข้อกล่าวหาที่ 1 และข้อกล่าวหาที่ 2 ก็ตาม

ทั้งนี้ มีรายงานข่าว ระบุด้วยว่า พฤติกรรมส่อพิรุธของ กกต. คือ การปฏิเสธไม่รับหลักฐานจากดีเอสไอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาพกล้องวงจรปิดของรถบุคคลสำคัญต่าง ๆ ที่ขับเข้าไปในโรงแรมที่เกี่ยวข้องในขบวนการจัดฮั้ว สว. เรื่องพิกัดการใช้งานโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น และยังมีพฤติกรรมของคนบางกลุ่มในฝ่ายการเมืองที่มีการบีบคั้นกดดันสั่งเบรกไปยังสำนักงานที่เกี่ยวข้องกับการให้เอกสารและข้อมูลเกี่ยวกับการเงินมายังดีเอสไอ