ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุกอดีต ปธน. “ยุน ซอกยอล” 2 ปี คดีรับ “โพลผี” แลกตั๋วส่งผู้สมัคร สส.

ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุกอดีต ปธน. "ยุน ซอกยอล"  2 ปี คดีรับ "โพลผี" แลกตั๋วส่งผู้สมัคร สส.

13 ก.ค. 2569 16:28 น.

ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุกอดีต ปธน. “ยุน ซอกยอล” 2 ปี คดีรับ “โพลผี” แลกตั๋วส่งผู้สมัคร สส.

ศาลกรุงโซลพิพากษาจำคุกอดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล เป็นเวลา 2 ปี หลังตัดสินว่ามีความผิดฐานรับผลสำรวจความคิดเห็นทางการเมืองฟรีจากนายหน้าผู้ทรงอิทธิพล เพื่อแลกกับการสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค ขณะที่อดีตผู้นำเกาหลีใต้ยังอยู่ระหว่างรับโทษจำคุกตลอดชีวิตจากคดีก่อกบฏจากการประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปลายปี 2024

ศาลแขวงกลางกรุงโซล มีคำพิพากษาเมื่อวันนี้ (13 ก.ค.) ตัดสินจำคุกอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล วัย 65 ปี เป็นเวลา 2 ปี และสั่งริบทรัพย์อีก 13.96 ล้านวอน (ราว 3.7 แสนบาท) ในความผิดฐานละเมิดกฎหมายเงินทุนทางการเมือง 

คดีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากกรณีที่ทีมอัยการอิสระที่นำโดย มิน จุงกิ ได้ยื่นฟ้องนายยุน ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับนางคิม กอนฮี อดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง รับทำผลสำรวจความคิดเห็นหรือโพล ฟรีจำนวน 58 ครั้ง คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 270 ล้านวอน (ประมาณ 6.4 ล้านบาท) จากนายมยอง แทคยุน นายหน้าผู้ทรงอิทธิพลทางการเมือง ในช่วงระหว่างเดือนเมษายน 2021 ถึงมีนาคม 2022

อย่างไรก็ตาม ในคำพิพากษาศาลได้การรับรองว่านายยุนมีความผิดจริงบางส่วน โดยระบุว่าได้รับโพลฟรีจำนวน 14 ครั้งจากนายมยอง ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนกับการที่นายยุนรับปากจะสนับสนุนอดีต สส. คิม ยองซอน ซึ่งเป็นบุคคลที่นายมยองหนุนหลัง ให้ได้รับสิทธิ์เสนอชื่อลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภานิติบัญญัติในนามพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรคอนุรักษนิยมเมื่อเดือนมิถุนายน 2022 ทั้งนี้ ศาลยังได้พิพากษาจำคุกนายมยอง แทคยุน เป็นเวลา 18 เดือนในคดีเดียวกันนี้ด้วย จากเดิมที่อัยการเสนอให้จำคุกนายยุน 4 ปี และจำคุกนายมยอง 3 ปี

ศาลระบุในแถลงการณ์ว่า “พฤติกรรมของนายยุนส่งผลให้ความไว้วางใจของสาธารณชนที่มีต่อการเมืองลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และทำลายความคาดหวังของประชาชนต่อการพัฒนาธรรมาภิบาลในระบอบประชาธิปไตยที่โปร่งใส ความรับผิดชอบของจำเลยในฐานะอดีตผู้นำจึงถือว่าร้ายแรงเป็นพิเศษ”

คำตัดสินจำคุกนายยุนในครั้งนี้ ถือว่ามีความขัดแย้งและแตกต่างจากคดีแยกของนางคิม กอนฮี ภริยาของเขา โดยก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน ศาลสูงกรุงโซลได้พิพากษายกฟ้องนางคิมในข้อหารับโพลฟรีจากนายมยอง โดยศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าไม่สามารถมองได้ว่าคู่สามีภรรยาคู่นี้ได้รับผลประโยชน์โดยตรง เนื่องจากนายมยองได้แจกจ่ายผลโพลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันทีมอัยการอิสระได้ยื่นอุทธรณ์คดีของนางคิมต่อศาลฎีกาแล้ว และมีกำหนดการรับฟังคำพิพากษาจากศาลฎีกาในวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง คิม กอนฮี กำลังรับโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำจากคดีอื่น ๆ โดยเธอต้องโทษจำคุก 7 ปีในคดีทุจริตรับสินบนเพื่อแลกกับการจัดหาตำแหน่งงาน และโทษจำคุกอีก 4 ปีในคดีปั่นหุ้นและรับสินบน

โทษจำคุก 2 ปีในคดีรับโพลฟรีนี้ ถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของมรสุมทางกฎหมายที่รุมเร้านายยุน ซอกยอล หลังจากที่เขาประสบความล้มเหลวในการพยายามประกาศใช้กฎอัยการศึกเมื่อเดือนธันวาคม 2024 ซึ่งนำไปสู่การถูกรัฐสภาลงมติถอดถอนออกจากตำแหน่งในเวลาต่อมา

ปัจจุบันนายยุนถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ และกำลังเผชิญคดีความหลักอีกหลายคดี ได้แก่คดีก่อกบฏและล้มล้างการปกครอง เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายยุนถูกศาลพิพากษาตัดสิน จำคุกตลอดชีวิต จากการเป็นผู้นำก่อการกบฏผ่านการประกาศใช้กฎอัยการศึกระยะสั้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการยื่นอุทธรณ์

ส่วนคดีความมั่นคง นายยุนถูกศาลตัดสินจำคุก 30 ปี ในอีกคดีหนึ่ง จากความผิดฐานสั่งการส่งโดรนล่วงล้ำเข้าไปในน่านฟ้าของเกาหลีเหนือ เพื่อเจตนา “สร้างสถานการณ์วิกฤต” ก่อนหน้าที่จะมีการประกาศใช้กฎอัยการศึกเพื่อรักษาอำนาจทางการเมืองของตนเอง.

ที่มา Yonhap / KBS

ศาลสิงคโปร์เลื่อนพิจารณาคดีวัยรุ่นฝรั่งเศส “เลียหลอดตู้กดน้ำส้ม” รอพิจารณาวีซ่านักเรียน

ศาลสิงคโปร์เลื่อนพิจารณาคดีวัยรุ่นฝรั่งเศส "เลียหลอดตู้กดน้ำส้ม" รอพิจารณาวีซ่านักเรียน

13 ก.ค. 2569 15:44 น.

ศาลสิงคโปร์เลื่อนพิจารณาคดีวัยรุ่นฝรั่งเศส “เลียหลอดตู้กดน้ำส้ม” รอพิจารณาวีซ่านักเรียน

วัยรุ่นชายฝรั่งเศสวัย 19 ปี ผู้ตกเป็นจำเลยจากคดีอัดคลิปวิดีโอ “เลียหลอด” ในตู้กดน้ำส้มหยอดเหรียญแล้วใส่กลับคืนที่เดิมในสิงคโปร์ เดินทางมาขึ้นศาลเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตามนัด แต่อัยการสั่งเลื่อนการพิพากษาออกไปเป็นปลายเดือนนี้ เนื่องจากอยู่ระหว่างตรวจสอบกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองว่าอาจต้องเพิกถอนวีซ่านักเรียนหลังถูกตัดสินความผิด

ศาลสิงคโปร์มีคำสั่งเลื่อนการพิจารณาคดีของ นายดีดีเญร์ กัสปาร์ โอเวน แมกซิมิเลียน นักศึกษาชาวฝรั่งเศสวัย 19 ปี ซึ่งถูกดำเนินคดีจากกรณีโพสต์คลิปวิดีโอขณะเลียหลอดดูดน้ำจากตู้จำหน่ายน้ำส้มอัตโนมัติของบริษัท iJooz ก่อนนำหลอดกลับไปใส่ในช่องเดิม ภายในศูนย์การค้าโกลด์ฮิลล์ เซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา

เดิมผู้ต้องหามีกำหนดรับสารภาพต่อศาลในวันที่ 13 กรกฎาคม แต่ฝ่ายอัยการยื่นคำร้องขอเลื่อนการพิจารณาออกไป โดยระบุว่ากำลังประสานงานกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและด่านตรวจของสิงคโปร์ (ICA) เพื่อตรวจสอบว่า หากจำเลยถูกพิพากษาว่ามีความผิด วีซ่านักเรียนของเขาจะถูกเพิกถอนหรือไม่

อัยการระบุว่า ผลการพิจารณาของ ICA อาจส่งผลต่อแนวทางการขอให้ศาลกำหนดโทษ จึงจำเป็นต้องขอเลื่อนคดีออกไป ขณะที่ศาลกำหนดวันนัดรับสารภาพใหม่เป็นวันที่ 30 กรกฎาคม

นายแมกซิมิเลียนถูกตั้งข้อหาทั้งหมด 2 ข้อหา ได้แก่ ก่อความเดือดร้อนรำคาญในที่สาธารณะ และ ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย หลังถูกกล่าวหาว่าเลียหลอดจากตู้จำหน่ายน้ำส้มของ iJooz แล้วนำกลับไปไว้ในเครื่อง พร้อมโพสต์คลิปเหตุการณ์ลงในสตอรี่ของอินสตาแกรม

จากเหตุการณ์ดังกล่าว บริษัท iJooz ต้องเปลี่ยนหลอดทั้งหมด 500 หลอด ภายในตู้จำหน่าย และดำเนินการฆ่าเชื้อเครื่องทั้งหมด พร้อมเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยบริษัทประกาศว่าจะปรับปรุงระบบตู้จำหน่ายสินค้าให้มีมาตรการด้านสุขอนามัยที่เข้มงวดยิ่งขึ้น เช่น เปลี่ยนมาใช้หลอดที่บรรจุแยกเป็นซอง และออกแบบช่องจ่ายหลอดให้สามารถเปิดได้เฉพาะหลังลูกค้าชำระเงินแล้วเท่านั้น

ผู้ต้องหาเดินทางมาศาลพร้อมทนายความ แต่ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน โดยฝ่ายจำเลยชี้แจงว่า เขาไม่ได้เดินทางมาสิงคโปร์ในฐานะนักศึกษาแลกเปลี่ยน แต่ถือวีซ่านักเรียน และกำลังศึกษาที่สถาบันธุรกิจเอสเซค ซึ่งหลักสูตรกำหนดให้ต้องเดินทางกลับประเทศฝรั่งเศสตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงสิ้นปีนี้ หากไม่สามารถเดินทางกลับได้ก็อาจไม่สามารถสำเร็จการศึกษา

ฝ่ายจำเลยยังขอให้ศาลพิจารณาใช้มาตรการคุมประพฤติแทนการลงโทษจำคุก โดยระบุว่าหากศาลสั่งจัดทำรายงานประเมินความเหมาะสมในการคุมประพฤติ ก็พร้อมให้ความร่วมมือ และจะพยายามจัดตารางเดินทางเพื่อกลับมารายงานตัวตามที่ศาลกำหนด

ก่อนหน้านี้ สถาบันธุรกิจเอสเซคออกแถลงการณ์ยืนยันว่ารับทราบเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการสอบสวนภายในตามระเบียบของสถาบัน

ตามกฎหมายสิงคโปร์ ความผิดฐานทำให้ทรัพย์สินเสียหาย มีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่ข้อหาก่อความเดือดร้อนรำคาญในที่สาธารณะ มีโทษจำคุกสูงสุด 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือทั้งจำทั้งปรับ

สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีมาตรการบังคับใช้กฎหมายด้านความสะอาดและระเบียบสาธารณะอย่างเข้มงวด โดยมีบทลงโทษรุนแรงต่อพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสุขอนามัยและความเป็นระเบียบของสังคม รวมถึงการทิ้งขยะ การทำลายทรัพย์สินสาธารณะ และการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสาธารณสุข.

ที่มา CNA / Associated Press

“แซม นีล” นักแสดงผู้รับบท “ดร.อลัน แกรนต์” จากจูราสสิก พาร์ค เสียชีวิตแล้วในวัย 78 ปี

"แซม นีล" นักแสดงผู้รับบท  "ดร.อลัน แกรนต์" จากจูราสสิก พาร์ค เสียชีวิตแล้วในวัย 78 ปี

13 ก.ค. 2569 13:31 น.

“แซม นีล” นักแสดงผู้รับบท “ดร.อลัน แกรนต์” จากจูราสสิก พาร์ค เสียชีวิตแล้วในวัย 78 ปี

วงการภาพยนตร์โลกสูญเสีย “แซม นีล” นักแสดงชาวนิวซีแลนด์ผู้โด่งดังจากบท ดร.อลัน แกรนต์ ในภาพยนตร์จูราสสิก พาร์ค หลังเสียชีวิตอย่างกะทันหันในวัย 78 ปี ที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย แม้เพิ่งประกาศเมื่อต้นปีว่าสามารถเอาชนะโรคมะเร็งได้สำเร็จ โดยครอบครัวระบุว่าเขาจากไปอย่างสงบ ท่ามกลางสมาชิกในครอบครัวที่อยู่เคียงข้าง

ครอบครัวของ แซม นีล ได้ออกแถลงการณ์ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวเพื่อแจ้งข่าวร้ายแก่แฟนภาพยนตร์ทั่วโลก โดยระบุว่า “ด้วยความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้ง ครอบครัวของ แซม นีล ขอแจ้งข่าวการจากไปของเขาในวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม ณ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย โดยแซมได้จากไปอย่างสงบท่ามกลางสมาชิกครอบครัวที่คอยเคียงข้าง พร้อมด้วยศักดิ์ศรีและเกียรติยศอันเป็นเอกลักษณ์ที่เขาถือปฏิบัติมาตลอดชีวิต””ความสูญเสียในครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหันและไม่คาดคิด แต่สิ่งที่เป็นความประธานพรคือ แซม จากไปในสภาวะที่ไม่มีเซลล์มะเร็งหลงเหลืออยู่ในร่างกาย ทางครอบครัวขอแสดงความขอบคุณอย่างลึกซึ้งต่อบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลเอกชนเซนต์วินเซนต์ สำหรับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีเยี่ยม สำหรับรายละเอียดอื่น ๆ จะมีการแจ้งให้ทราบในภายหลัง และในเวลานี้ ทางครอบครัวขอความกรุณาทุกท่านร่วมเคารพความเป็นส่วนตัวในช่วงเวลาแห่งความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้นี้”

หลังทราบข่าว แอนโทนี อัลบานีซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ได้โพสต์ข้อความไว้อาลัยผ่านแพลตฟอร์ม X ทันที โดยระบุว่า แซม นีล คือผู้สร้างเรื่องราวอันเป็นที่รักและครองใจชาวออสเตรเลียและคนทั่วโลก เขาต่อสู้กับโรคร้ายด้วยศักดิ์ศรี มุกตลก และความมุ่งมั่นทุ่มเท เช่นเดียวกับการแสดงของเขาที่จะอยู่ในความทรงจำตลอดไป

ก่อนหน้านี้ในปี 2022 แซม นีล ตรวจพบว่าตนเองป่วยเป็น โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดทีเซลล์ ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดที่พบได้ยากและมีความรุนแรงสูง โดยเขาเริ่มมีอาการต่อมน้ำเหลืองโตระหว่างเดินสายโปรโมตภาพยนตร์ Jurassic World: Dominion ก่อนจะเปิดเผยเรื่องนี้ต่อสาธารณชนในหนังสือบันทึกความทรงจำ Did I Ever Tell You This? เมื่อปี 2023

นีลเคยผ่านการรักษาด้วยเคมีบำบัดแต่ไม่ได้ผล จนต้องเปลี่ยนมารักษาด้วยนวัตกรรมการแพทย์แผนใหม่ด้วยการบำบัดด้วยเซลล์ทีปรับแต่งพันธุกรรม หรือ CAR-T cell therapy และยารักษาตัวใหม่ จนกระทั่งในเดือนเมษายนที่ผ่านมา นีลได้แจ้งข่าวดีกับสื่อออสเตรเลียว่าผลสแกนร่างกายไม่พบเซลล์มะเร็งแล้ว ซึ่งเขากล่าวในเวลานั้นว่าเป็นเรื่องที่วิเศษมาก แม้ว่าจะต้องเข้ารับยาต่อเนื่องทุกเดือนไปตลอดชีวิตก็ตาม ทั้งนี้ ทางครอบครัวย้ำว่ามะเร็งไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของการเสียชีวิตอย่างกะทันหันในครั้งนี้

แซม นีล มีชื่อจริงว่า ไนเจล จอห์น เดอร์มอต นีล เกิดเมื่อวันที่ 14 กันยายน 1947 ที่ไอร์แลนด์เหนือ ก่อนจะย้ายตามครอบครัวมาตั้งรกรากที่ประเทศนิวซีแลนด์เมื่ออายุได้ 8 ขวบ เขาเปลี่ยนมาใช้ชื่อ “แซม” ตอนอายุ 12 ปี เนื่องจากชื่อเดิมซ้ำกับเพื่อนในโรงเรียน

หลังจากเรียนจบด้านวรรณกรรมและเคยเกือบเข้าสู่วงการกฎหมาย นีลได้หันเหชีวิตมาเป็นนักแสดงอาชีพ โดยมีผลงานแจ้งเกิดจากภาพยนตร์ออสเตรเลียเรื่อง My Brilliant Career (1979) และเริ่มเปิดประตูสู่ฮอลลีวูดจากภาพยนตร์ระทึกขวัญ Dead Calm (1989) ร่วมกับ นิโคล คิดแมน

แซม นีล ประสบความสำเร็จสูงสุดในระดับสากลในปี 1993 จากผลงานภาพยนตร์ระดับรางวัลออสการ์เรื่อง The Piano และบทบาทสร้างชื่อระดับตำนานอย่าง “ดร.อลัน แกรนท์” นักบรรพชีวินวิทยาในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ของ สตีเวน สปีลเบิร์ก เรื่อง Jurassic Park ซึ่งเขาได้กลับมารับบทบาทนี้อีกครั้งในภาคต่ออย่าง Jurassic Park III และ Jurassic World: Dominion

ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีในวงการบันเทิง แซม นีล มีผลงานการแสดงทั้งภาพยนตร์และซีรีส์มากกว่า 150 เรื่อง เช่น The Hunt for Red October, Event Horizon, Bicentennial Man รวมถึงบทบาทตัวร้ายสุดบารมีอย่าง ‘ผู้การเชิสเตอร์ แคมป์เบลล์’ ในซีรีส์ฮิต Peaky Blinders นอกจากนี้เขายังเคยเป็นหนึ่งในตัวเก็งที่จะได้รับบทเป็น ‘เจมส์ บอนด์’ ต่อจาก โรเจอร์ มัวร์ ก่อนที่บทจะตกเป็นของ ทิโมธี ดาลตัน ในปี 1986

ด้านชีวิตส่วนตัว นีลเป็นเจ้าของไร่องุ่นและโรงกลั่นไวน์ชื่อ “Two Paddocks” ในประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเขามักจะตั้งชื่อสัตว์เลี้ยงในฟาร์มตามชื่อเพื่อนนักแสดงในวงการอย่างสนุกสนาน จากคุณงามความดีและผลงานอันทรงคุณค่า ในปี 2022 เขาได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นอัศวินจากสหราชอาณาจักรและนิวซีแลนด์ ทำให้เขามีบรรดาศักดิ์เป็น “เซอร์ แซม นีล” อย่างเป็นทางการ

แซม นีล จากไปในวัย 78 ปี โดยทิ้งความทรงจำอันยิ่งใหญ่ไว้ให้แก่แฟนภาพยนตร์ทั่วโลก โดยเขาซื่อสัตย์ต่ออาชีพนักแสดงจนวาระสุดท้ายและเคยกล่าวไว้ว่าเขา “เกลียดความคิดที่จะต้องเกษียณอายุการทำงาน” นีลมีบุตรทั้งหมด 4 คน และหลานอีก 6 คน.

ที่มา Guardian / BBC

“เซเลนสกี” ปรับครม. ปลดนายกฯ หญิงยูเครน หลังนั่งเก้าอี้ปีเดียว

"เซเลนสกี" ปรับครม. ปลดนายกฯ หญิงยูเครน หลังนั่งเก้าอี้ปีเดียว

13 ก.ค. 2569 12:50 น.

“เซเลนสกี” ปรับครม. ปลดนายกฯ หญิงยูเครน หลังนั่งเก้าอี้ปีเดียว

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ประกาศปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่ โดยเตรียมเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี ยูเลีย สวีรีเดนโก หลังดำรงตำแหน่งได้เพียง 1 ปี ส่งผลให้รัฐบาลต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ พร้อมเตรียมเปลี่ยนผู้บริหารหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหลายแห่ง โดยระบุว่าเป็นการปรับยุทธศาสตร์การเมืองของประเทศ ขณะที่ยูเครนยังเผชิญสงครามกับรัสเซียและแรงกดดันจากคดีคอร์รัปชันครั้งใหญ่

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ (13 ก.ค.) ว่า เตรียมเสนอเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรียูเลีย สวีรีเดนโก (Yulia Svyrydenko) ซึ่งดำรงตำแหน่งมาได้เพียง 1 ปี พร้อมปรับเปลี่ยนผู้บริหารหน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมายหลายแห่ง ส่งผลให้รัฐบาลทั้งคณะต้องยื่นลาออกตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญยูเครน

เซเลนสกีระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อ “ผลักดันยุทธศาสตร์ทางการเมืองฉบับใหม่” และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารประเทศ แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุผลของการปรับเปลี่ยน หรือระบุชื่อผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่

อย่างไรก็ตาม ผู้นำยูเครนกล่าวชื่นชมผลงานของสวีรีเดนโก โดยระบุว่าเธอปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีอย่างมั่นคง มีประสิทธิภาพ และทำงานรับใช้ประเทศมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดเผยว่าได้เสนอให้เธอรับผิดชอบ “ภารกิจสำคัญด้านความสัมพันธ์กับประเทศพันธมิตรหลัก” แม้จะไม่ได้ระบุว่าเป็นประเทศใด

ด้านสวีรีเดนโก ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 หลังเคยดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าสำนักงานประธานาธิบดี และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายพัฒนาเศรษฐกิจและการค้า โดยภายหลังการประกาศของเซเลนสกี เธอได้โพสต์ข้อความขอบคุณประธานาธิบดีสำหรับความไว้วางใจ และยืนยันว่าพร้อมรับใช้ประเทศในบทบาทใหม่

การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญของสงครามยูเครน-รัสเซีย ซึ่งดำเนินมาแล้วกว่า 4 ปี โดยรัสเซียเพิ่มความถี่ในการโจมตีด้วยขีปนาวุธพิสัยไกลต่อเมืองต่าง ๆ ของยูเครน ขณะที่รัฐบาลยูเครนกำลังเร่งแผนผลิตระบบป้องกันภัยทางอากาศแพทริออตภายในประเทศ ภายใต้ข้อตกลงด้านเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ

เซเลนสกียังระบุว่า รัฐบาลชุดใหม่จะต้องเร่งผลักดันการสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป เตรียมความพร้อมด้านพลังงานสำหรับฤดูหนาว และเสริมสร้างขีดความสามารถในการผลิตอาวุธเพื่อรับมือกับการโจมตีจากรัสเซีย

แม้ประธานาธิบดีจะไม่ได้ชี้แจงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย แต่การปรับโครงสร้างรัฐบาลเกิดขึ้นหลังยูเครนเผชิญคดีคอร์รัปชันครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี ซึ่งนำไปสู่การลาออกของบุคคลสำคัญในสำนักงานประธานาธิบดี

คดีที่ถูกเรียกว่า “คดีไมดาส”  เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาการเรียกรับสินบนมูลค่าราว 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในบริษัทพลังงานนิวเคลียร์ของรัฐ “เอเนอร์โกอะตอม” (Energoatom) โดยอัยการกล่าวหาว่าทีมูร์ มินดิช อดีตหุ้นส่วนธุรกิจของเซเลนสกี เป็นผู้บงการขบวนการดังกล่าว และยังพาดพิงถึงอันดรีย์ เยอร์มัค อดีตหัวหน้าสำนักงานประธานาธิบดี ทั้งสองฝ่ายปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

ตามกฎหมายของยูเครน การลาออกของนายกรัฐมนตรีต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา และจะส่งผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม พรรคฝ่ายค้านและสื่อท้องถิ่นคาดว่า รัฐสภาจะให้การสนับสนุนข้อเสนอของเซเลนสกี เนื่องจากรัฐบาลยังคงได้รับเสียงข้างมากนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครน

สื่อยูเครนรายงานว่า ผู้ที่มีโอกาสได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ได้แก่ เซอร์ฮีย์ โคเรตสกี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทพลังงานแห่งชาติ “นัฟโตกาซ” (Naftogaz), เดนิส ชมีฮาล อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีพลังงาน รวมถึงมีคาอิโล เฟโดรอฟ รัฐมนตรีกลาโหม ขณะที่สมาชิกฝ่ายค้านบางรายเชื่อว่า โคเรตสกีมีโอกาสได้รับการเสนอชื่อมากที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีกระแสคาดการณ์ว่า สวีรีเดนโกอาจได้รับการแต่งตั้งเป็นเอกอัครราชทูตยูเครนประจำสหรัฐฯ แทนโอลกา สเตฟานิชีนา ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อปีที่ผ่านมา แม้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลยูเครนก็ตาม.

สหรัฐฯ-อิหร่านเปิดศึกถล่ม อิหร่านประกาศปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ขยายวงโจมตี 6 ชาติอาหรับ

 สหรัฐฯ-อิหร่านเปิดศึกถล่ม อิหร่านประกาศปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ขยายวงโจมตี 6 ชาติอาหรับ

13 ก.ค. 2569 12:10 น.

สหรัฐฯ-อิหร่านเปิดศึกถล่ม อิหร่านประกาศปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ขยายวงโจมตี 6 ชาติอาหรับ

ทางการอิหร่านประกาศปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” อย่างไม่มีกำหนด พร้อมขยายวงโจมตี 6 ชาติอาหรับ ที่รวมถึงฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวต จอร์แดน และบาห์เรน ส่งผลให้ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวส่อแววล่มสลายอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากถล่มโต้ตอบกันอย่างดุเดือดนานข้ามวัน

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง โดยสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศระลอกใหม่เมื่อเย็นวันอาทิตย์ โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุว่า การโจมตีมีเป้าหมายเพื่อทำลายศักยภาพของอิหร่านในการโจมตีเรือพาณิชย์ที่ใช้เส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเปิดเผยว่าในช่วง 3 วันที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้โจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านแล้วมากกว่า 300 จุด ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศ สถานีเรดาร์ชายฝั่ง ฐานยิงขีปนาวุธ และฐานปฏิบัติการโดรน

ในเวลาเดียวกัน สื่อทางการอิหร่านรายงานว่า เกิดการระเบิดหลายจุดที่เมืองท่าสิริก, บันดาร์ อับบาส, จาสก์ และเกาะเกชม์ ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ริมช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 คน และบาดเจ็บอีก 4 คนจากการโจมตีของสหรัฐฯ ในจังหวัดคูเซสถาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์สั้น ๆ กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “เรากำลังจัดการพวกเขาอย่างหนัก” พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ จะเดินหน้าปฏิบัติการต่อไปเพื่อรักษาเสรีภาพในการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

เพื่อเป็นการตอบโต้ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านได้ยกระดับการโจมตีครั้งใหญ่ โดยพุ่งเป้าไปที่ฐานทัพและโครงสร้างพื้นฐานของกองทัพสหรัฐฯ ใน 6 ประเทศรอบอ่าวเปอร์เซียและตะวันออกกลาง 

โดยที่จอร์แดน อิหร่านโจมตีฐานทัพอากาศเจ้าชายฮัสซัน และคลังเก็บโดรน ส่วนที่คูเวต ฐานทัพอากาศอาลี อัล ซาเล็มถูกถล่ม แรงระเบิดสร้างความเสียหายต่อแท่นขุดเจาะน้ำมันและมีคนงานได้รับบาดเจ็บ 1 ราย ขณะที่บาห์เรน มีการโจมตีศูนย์บัญชาการโดรนของกองทัพสหรัฐฯ

การโจมตีที่กาตาร์ ได้ทำลายศูนย์ซ่อมบำรุงเครื่องบินรบและอาคารบัญชาการ มีรายงานผู้บาดเจ็บจากเศษกระสุน 3 ราย ที่โอมาน มีการโจมตีแพลตฟอร์มสนับสนุนและเติมน้ามันของเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เผชิญกับการโจมตีด้วยมิไซล์และโดรนภายนอกชายแดน ซึ่งระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดไว้ได้บางส่วน

กองทัพจอร์แดนแถลงว่าได้ยิงสกัดขีปนาวุธของอิหร่านตก 4 ลูกเหนือน่านฟ้า พร้อมเสริมว่าไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือความเสียหายต่อทรัพย์สิน

ทางการโอมานได้ทำการเรียกตัวเอกอัครราชทูตอิหร่านเข้าพบเพื่อประท้วงอย่างรุนแรง ขณะที่สถานทูตสหรัฐฯ ในโอมานได้ประกาศเตือนให้พลเมืองของตนในเมืองดุกม์ และมูซันดัม หลบภัยในที่ตั้งทันที

สำนักงานบริหารจัดการช่องแคบเปอร์เซียของอิหร่านที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ ประกาศว่าการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ “ไม่สามารถทำได้ในขณะนี้” เนื่องจากการเคลื่อนไหวที่ผิดกฎหมายของกองทัพสหรัฐฯ โดยอิหร่านพยายามจัดตั้งระบบถาวรในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการผ่านทาง และสั่งห้ามเรือทุกลำผ่านโดยไม่ได้รับอนุญาต หลังจากก่อนหน้านี้ได้ยิงเตือนและโจมตีเรือพาณิชย์ 2 ลำที่ใช้เส้นทางโดยไม่ได้รับอนุมัติ

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เรือบรรทุกสินค้า GFS Galaxy ของอินเดียถูกโจมตีนอกชายฝั่งโอมาน โดยทางการโอมานสามารถช่วยชีวิตลูกเรือไว้ได้ 23 ราย แต่ยังมีลูกเรือชาวอินเดียสูญหายอีก 1 ราย ส่งผลให้ทางการกาตาร์ออกประกาศเตือนให้เรือทุกประเภท รวมถึงเรือประมงและเจ็ทสกี งดทำกิจกรรมในน่านน้ำโดยเด็ดขาด ข้อมูลจาก Kpler ระบุว่า มีเรือผ่านช่องแคบเพียง 6 ลำในวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นจำนวนที่ต่ำที่สุดในรอบ 5 สัปดาห์

อย่างไรก็ตาม ทางการสหรัฐฯ และศูนย์ข้อมูลทางทะเลร่วม (JMIC) ออกมาแถลงแย้งว่า อิหร่านไม่ได้เป็นผู้ควบคุมช่องแคบ และการเดินเรือยังคงดำเนินไปได้ โดยกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้เปิดเส้นทางเดินเรือสำรองทางตอนใต้ใกล้กับโอมานเพื่อความปลอดภัย และพร้อมปกป้องเสรีภาพในการเดินเรือสากล

การสู้รบที่กลับมาปะทุรุนแรงในครั้งนี้ ทำลายความหวังของข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่สหรัฐฯ และอิหร่านเพิ่งลงนามร่วมกันเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเดิมทีมีเป้าหมายเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซและยุติสงครามหลังการเจรจาต่ออีก 60 วัน โดยประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้ว ขณะที่ นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ เจรจาระดับสูงของอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “ยุคสมัยของข้อตกลงฝ่ายเดียวได้จบลงแล้ว จงรักษาคำพูดหรือจ่ายค่าตอบแทน”

กระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านยังเปิดเผยเพิ่มเติมว่า การเจรจาร่วมกับโอมานที่กรุงมัสกัตเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาล้มเหลว เนื่องจากถูกสหรัฐฯ กดดันทั้งทางลับและทางแจ้ง.

ที่มา Reuters / BBC

ไฟป่าฟงแตนโบลใกล้กรุงปารีส เผาวอดแล้วราว 5,000 ไร่

ไฟป่าฟงแตนโบลใกล้กรุงปารีส เผาวอดแล้วราว 5,000 ไร่

13 ก.ค. 2569 11:36 น.

ไฟป่าฟงแตนโบลใกล้กรุงปารีส เผาวอดแล้วราว 5,000 ไร่

ฝรั่งเศสเผชิญไฟป่าครั้งรุนแรงในป่าฟงแตนโบล ห่างจากกรุงปารีสเพียง 60 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่ระดมนักผจญเพลิงกว่า 400 นาย พร้อมเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ดับเพลิงเข้าควบคุมสถานการณ์ หลังเพลิงเผาผลาญพื้นที่แล้วราว 5,000 ไร่ ส่งผลให้ต้องอพยพประชาชน ปิดทางหลวงสายหลัก และกระทบระบบรถไฟความเร็วสูง ท่ามกลางคลื่นความร้อนระลอกที่ 3 ของฝรั่งเศสในปีนี้

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงของฝรั่งเศสกว่า 400 นาย พร้อมด้วยเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินโปรยน้ำ เร่งระดมกำลังเข้าควบคุมเหตุไฟป่าครั้งใหญ่ที่มีความรุนแรงและมีขนาดปะทุที่ “ใหญ่เป็นพิเศษ” บริเวณฝั่งตะวันตกของป่าฟงแตนโบล (Fontainebleau) ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงปารีสไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 60 กิโลเมตร

รายงานล่าสุดระบุว่า เพลิงได้ลุกลามอย่างรวดเร็วครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 5,000 ไร่ และยังคงไม่สามารถควบคุมได้ ทั้งนี้ ทันทีที่ทัศนวิสัยเริ่มมืดลง เครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ดับเพลิงจำเป็นต้องระงับปฏิบัติการทางอากาศชั่วคราว ทำให้เหลือเพียงเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินที่ต้องต่อสู้กับเปลวเพลิงตลอดทั้งคืน โดยหวังให้อุณหภูมิที่ลดลงในช่วงค่ำช่วยชะลอการลุกลาม

การส่งเครื่องบินดับเพลิงจากพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งปกติมีอากาศแห้งและร้อนกว่า ขึ้นมาปฏิบัติการในแถบปารีสและภาคเหนือในครั้งนี้ ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์ในปัจจุบัน

เหตุไฟป่าดังกล่าวเกิดขึ้นตรงกับช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์แรกของฤดูท่องเที่ยวฤดูร้อน และก่อนหน้าวันชาติฝรั่งเศส 14 ก.ค.) ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบคมนาคมขนส่ง โดยทางหลวงสาย A6 ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมสายหลักเชื่อมต่อระหว่างภาคเหนือและภาคใต้ของประเทศ ต้องถูกสั่งปิดการใช้งานบางส่วนเนื่องจากกลุ่มควันหนาทึบและเปลวไฟที่ประชิดขอบทาง ส่วนบริการรถไฟความเร็วสูง TGV สายใต้ต้องหยุดชะงัก ส่งผลให้ผู้โดยสารที่สถานีแกร์ เดอ ลียง ในกรุงปารีส ต้องเผชิญกับการล่าช้านานสูงสุดถึง 6 ชั่วโมง

ด้านการอพยพ ประชาชนในหมู่บ้านโวดูเอ และพื้นที่ใกล้เคียงต้องอพยพออกจากที่พักอาศัยอย่างเร่งด่วน โดยชาวบ้านรายหนึ่งเปิดเผยว่า เถ้าถ่านปลิวว่อนไปทั่วชั้นบรรยากาศและสามารถมองเห็นไฟป่าโอบล้อมอยู่ทั้งสองด้านของหมู่บ้าน ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อตั้งแนวป้องกันไม่ให้ไฟลามเข้าสู่ตัวเมือง

ปัจจุบัน พื้นที่ส่วนใหญ่ของฝรั่งเศส รวมถึงภูมิภาคปารีส กำลังอยู่ภายใต้ประกาศเฝ้าระวังภัยคุกคามระดับสีแดง ใน 37 เขต เนื่องจากเผชิญกับคลื่นความร้อนระลอกที่ 3 นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม โดยอุณหภูมิในหลายพื้นที่พุ่งสูงเฉียด 40 องศาเซลเซียส

วิกฤตสภาพอากาศสุดขั้วนี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในฝรั่งเศส ทางการต้องสั่งปิดโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ชั่วคราวถึง 3 แห่ง เนื่องจากอุณหภูมิน้ำในแม่น้ำสูงเกินกว่าจะนำมาใช้ระบายความร้อนได้อย่างปลอดภัย ส่วนผู้จัดงานแข่งขันจักรยานทางไกล ตูร์เดอฟร็องส์ (Tour de France) ต้องสั่งตัดลดระยะทางการแข่งขันในสเตจวันอาทิตย์ลง 30 กิโลเมตร เพื่อความปลอดภัยของนักปั่น

นายโลรองต์ นูเญซ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในปีนี้ไฟป่าได้เผาทำลายพื้นที่ในฝรั่งเศสไปแล้วรวมกว่า 17,000 เฮกตาร์ และคาดว่าเมื่อรวบรวมตัวเลขทั้งหมดอาจสูงถึง 25,000 เฮกตาร์ ซึ่งนับเป็นความเสียหายที่ “มากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2025 ถึงสองเท่า”

นอกจากในแถบปารีสแล้ว ที่จังหวัดแม็ง-เอ-ลัวร์ (Maine-et-Loire) ทางตะวันตกของประเทศ ก็เกิดเหตุไฟป่าลุกไหม้รุนแรงเช่นกัน โดยเพลิงได้เผาวอดพื้นที่การเกษตรและป่าไม้ไปแล้วราว 1,875 ไร่ ส่งผลให้บ้านพักอาศัย 2 หลัง และรถบ้านอีก 3 หลังถูกทำลาย รวมถึงสร้างความเสียหายต่อสายส่งไฟฟ้าแรงสูง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 200 นายพร้อมเกษตรกรในพื้นที่ได้ร่วมมือกันสกัดเพลิงจนสถานการณ์เริ่มทรงตัวในช่วงดึก และยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต.

ที่มา AFP / Le Monde

กัมพูชาเตือนประชาชนอย่าเชื่อข้อมูลบน Facebook-TikTok ระบุไม่ใช่สื่อวิชาชีพ ข้อมูลไม่ผ่านการตรวจสอบ

กัมพูชาเตือนประชาชนอย่าเชื่อข้อมูลบน Facebook-TikTok ระบุไม่ใช่สื่อวิชาชีพ ข้อมูลไม่ผ่านการตรวจสอบ

13 ก.ค. 2569 09:04 น.

กัมพูชาเตือนประชาชนอย่าเชื่อข้อมูลบน Facebook-TikTok ระบุไม่ใช่สื่อวิชาชีพ ข้อมูลไม่ผ่านการตรวจสอบ

กระทรวงข้อมูลข่าวสารกัมพูชาเตือนประชาชนอย่าเชื่อข้อมูลบน Facebook และ TikTok ระบุไม่ใช่สื่อมวลชนวิชาชีพ ใครก็เผยแพร่ข้อมูลได้โดยไม่ผ่านการตรวจสอบ

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 กระทรวงข้อมูลข่าวสารกัมพูชาออกคำเตือนถึงประชาชนไม่ให้เชื่อข้อมูลที่เผยแพร่ผ่าน Facebook และ TikTok โดยระบุว่าแพลตฟอร์มทั้งสองไม่ใช่สื่อมวลชนวิชาชีพ เนื่องจากเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ทุกคนสามารถสร้างบัญชีและเผยแพร่ข้อมูลได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรอง ตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือการกำกับดูแลด้านบรรณาธิการ

โดยนายเทพ อัสนาริธ โฆษกกระทรวงข้อมูลข่าวสาร กล่าวว่า ผู้ใช้โซเชียลมีเดียส่วนใหญ่ไม่ได้ผ่านการอบรมด้านสื่อสารมวลชน จึงอาจเผยแพร่ทั้งข้อมูลที่ถูกต้องและข้อมูลเท็จได้ เว้นแต่บัญชีทางการของหน่วยงานรัฐ องค์กร หรือบุคคลสาธารณะที่มีผู้เชี่ยวชาญดูแล พร้อมยอมรับว่าโซเชียลมีเดียมีประโยชน์ทั้งด้านความบันเทิง การค้า และการสื่อสาร แต่หากผู้ใช้ขาดการตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลก่อนแชร์ต่อ อาจสร้างความสับสนและส่งผลกระทบต่อสังคมได้

พร้อมกันนี้ กระทรวงระบุว่า ปัจจุบันกัมพูชามีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียมากกว่า 15 ล้านคน จากประชากรราว 17 ล้านคน โดยในกลุ่มนักเรียนและเยาวชน มีผู้ใช้ Facebook ราว 59% และ TikTok ประมาณ 35% พร้อมยังเปรียบเทียบว่าสื่อมวลชนวิชาชีพต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบข้อมูลโดยบรรณาธิการและแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือก่อนเผยแพร่ เพื่อให้เป็นไปตามจริยธรรมสื่อ โดยให้ความสำคัญกับ ความถูกต้องและความน่าเชื่อถือมากกว่าความรวดเร็ว แม้การทำข่าวในยุคดิจิทัลจะต้องแข่งขันกับความเร็วในการนำเสนอข้อมูลก็ตาม.

ที่มา Phnompenh Post

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกที่ 4 ตามคำสั่งของทรัมป์

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกที่ 4 ตามคำสั่งของทรัมป์

13 ก.ค. 2569 05:37 น.

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกที่ 4 ตามคำสั่งของทรัมป์

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านเป็นระลอกที่ 4 ในรอบสัปดาห์เดียว ตามคำสั่งของโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่าทำเพื่อลดขีดความสามารถของอิหร่านในการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 ก.ค. 2569 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านเพิ่มเติมแล้ว หลังจากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา วอชิงตันกับเตหะรานโจมตีตอบโต้กันหลายครั้ง จนทำให้ข้อตกลงหยุดยิงอยู่ในภาวะใกล้พังทลาย ขณะที่ความหวังว่าทั้งสองประเทศจะบรรลุข้อตกลงยุติสงครามก็ยิ่งริบหรี่

“เมื่อเวลา 17.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของวันนี้ กองกำลังบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เริ่มเปิดฉากโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม เพื่อลดทอนขีดความสามารถของพวกเขาในการโจมตีลูกเรือพลเรือนและเรือพาณิชย์ที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเสรีอย่างต่อเนื่อง” กองกำลังบัญชาการกลางสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน X

CENTCOM บอกด้วยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้ “สั่งการให้มีการโจมตีเพื่อให้อิหร่านรับผิดชอบต่อการกระทำของตน”

นาวาเอก ทิม ฮอว์กินส์ โฆษกของ CENTCOM เปิดเผยว่า ในช่วงหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้ยิงโจมตีเรือพาณิชย์ที่กำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซหลายลำ ซึ่งจนถึงขณะนี้ เครื่องบินรบของสหรัฐฯ สามารถยิงสกัดขีปนาวุธร่อนและโดรนพลีชีพของอิหร่านได้สำเร็จ

ขณะเดียวกัน สำนักข่าว IRIB สื่อทางการของอิหร่านรายงานว่า เกิดเหตุระเบิดต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วจังหวัดฮอร์โมซกัน (Hormozgan) ทางตอนใต้ของอิหร่าน ในช่วงดึกวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น

มีรายงานเหตุระเบิดในพื้นที่เมืองจาสก์ (Jask), เกาะเกชม์ (Qeshm), เมืองบันดาร์อับบาส (Bandar Abbas) และเมืองสิริก (Sirik) ภายในจังหวัดดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่ายังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตที่เป็นพลเรือนหรือความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน

“สืบเนื่องจากการโจมตีระลอกล่าสุดของสหรัฐฯ ในหลายพื้นที่ของจังหวัด จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตที่เป็นพลเรือน รวมถึงไม่มีความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของที่อยู่อาศัยหรือเชิงพาณิชย์แต่อย่างใด” สำนักงานประชาสัมพันธ์ของผู้ว่าราชการจังหวัดฮอร์โมซกันระบุ

นอกจากนี้ สำนักข่าว IRIB ยังรายงานแยกอีกฉบับว่า “ตามรายงานในเบื้องต้น การโจมตีในค่ำคืนนี้พุ่งเป้าไปที่เสาส่งสัญญาณโทรคมนาคม” ในเมืองสิริก พร้อมระบุเสริมว่า “เป็นจุดเดียวกันกับที่เคยถูกโจมตีไปแล้วก่อนหน้านี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทหารเรือชิลีซิ่งรถ เสียหลักชนผู้คนในงานเทศกาล ดับ 6 ศพ เจ็บอีก 7 ราย

ทหารเรือชิลีซิ่งรถ เสียหลักชนผู้คนในงานเทศกาล ดับ 6 ศพ เจ็บอีก 7 ราย

13 ก.ค. 2569 05:08 น.

ทหารเรือชิลีซิ่งรถ เสียหลักชนผู้คนในงานเทศกาล ดับ 6 ศพ เจ็บอีก 7 ราย

เกิดเหตุรถยนต์พุ่งชนผู้คนที่งานเทศกาลในเมืองของประเทศชิลี โดยคนขับเป็นทหารเรือ คาดว่าเกิดเสียหลักขณะขับรถด้วยความเร็วสูง อย่างไรก็ตาม ตำรวจกำลังสืบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง

เมื่อ 12 ก.ค. 2569 ตำรวจท้องถิ่นของประเทศชิลีเปิดเผยว่า เกิดเหตุรถยนต์คันหนึ่งพุ่งชนผู้คนในงานเทศกาลริมถนนที่เมือง บีญ่า เดล มาร์ (Viña del Mar) ติดชายฝั่งทะเล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 6 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 7 ราย

เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฮอร์เก กวยตา บอกกับสำนักข่าว AFP ว่า ชายคนดังกล่าวขับรถด้วยความเร็วสูงบนถนนที่วิ่งขนานไปกับพื้นที่จัดงานเทศกาล ก่อนจะสูญเสียการควบคุมรถพุ่งเข้าชนผู้คน ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว โดยผู้บาดเจ็บทั้ง 7 ราย ไม่มีอาการรุนแรงถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต

นายกวยตาบอกด้วยว่า ชายคนดังกล่าวถูกควบคุมตัวไว้แล้ว และจะเข้ารับการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในร่างกายต่อไป

ทางด้านกองทัพเรือชิลีแถลงว่า คนขับรถรายนี้เป็นข้าราชการทหารเรือยศ “จ่าทหารเรือ” ที่อยู่ระหว่างช่วงนอกเวลาปฏิบัติราชการ

เจ้าหน้าที่ประจำภูมิภาคเปิดเผยว่า ตามรายงานเบื้องต้นของตำรวจระบุว่า คนขับไม่ได้อยู่ภายใต้ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ แต่อาจสูญเสียการควบคุมรถเนื่องจากมีฝนตกทำให้ถนนลื่น และเขากล่าวเสริมว่า เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าแม่ค้าในงานแฟร์แห่งนี้

ภาพถ่ายจากที่เกิดเหตุเผยให้เห็นรถยนต์สีขาวคันหนึ่งในสภาพกระจกหน้ารถแตก ฝากระโปรงหน้าพังยับเยิน โดยมีเศษเสื้อผ้า กล่องกระดาษ และสิ่งของที่ดูเหมือนจะเป็นสินค้าในงานแฟร์กระจายอยู่โดยรอบ

ประธานาธิบดี โฮเซ อันโตนิโอ คาสต์ โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X โดยระบุว่าโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ “ได้ทำให้คนทั้งประเทศต้องตกอยู่ในความโศกเศร้า” พร้อมทั้งแสดงความเสียใจอย่างที่สุดไปยังครอบครัวของผู้เสียชีวิตทุกท่านด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : straitstimes

สลดเวเนซุเอลา เหยื่อแผ่นดินไหวพุ่ง 4,490 ศพ เจ็บอีก 16,000 ราย

สลดเวเนซุเอลา เหยื่อแผ่นดินไหวพุ่ง 4,490 ศพ เจ็บอีก 16,000 ราย

13 ก.ค. 2569 03:57 น.

สลดเวเนซุเอลา เหยื่อแผ่นดินไหวพุ่ง 4,490 ศพ เจ็บอีก 16,000 ราย

ทางการเวเนซุเอลาอัพเดตยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อเดือนก่อน โดยเพิ่มขึ้นเป็น 4,490 ศพแล้ว ขณะที่ประชาชนอีกเกือบ 20,000 คนยังต้องอาศัยในที่พักชั่วคราว

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 ก.ค. 2569 นายฮอร์เก โรดริเกซ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติของเวเนซุเอลา เปิดเผยว่านับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อนเมื่อ 24 มิ.ย. จำนวนผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการได้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 4,490 ศพแล้ว ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บประมาณ 16,740 ราย

จนถึงตอนนี้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตออกมาได้ 6,462 ราย ขณะที่ทางการให้ความช่วยเหลือครอบครัวผู้ประสบภัยแล้ว 120,794 ครัวเรือน และได้จัดตั้งแคมป์ที่พักพิงชั่วคราวจำนวน 108 แห่ง ซึ่งรองรับประชาชนอยู่ 19,583 คน ขณะที่อีก 17,907 คนยังคงไม่มีที่อยู่อาศัยแบบถาวร

รายงานระบุว่า แรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวส่งผลให้อาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหาย 856 หลัง ซึ่งรวมถึงอาคารที่พังถล่มลงมาโดยสิ้นเชิงจำนวน 190 หลัง

ทีมบรรเทาทุกข์ได้แจกจ่ายอาหารไปแล้วปริมาณ 9,995 ตัน และน้ำดื่มมากกว่า 18.5 ล้านลิตร ขณะที่มีผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาทางการแพทย์แล้ว 32,401 ราย

การดำเนินงานช่วยเหลือในครั้งนี้มีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จำนวน 31,837 นาย อาสาสมัคร 30,535 คน และเจ้าหน้าที่กู้ภัยจากนานาชาติอีก 2,422 คน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.2 และ 7.5 เขย่าประเทศเวเนซุเอลา โดยเหตุการณ์ทั้งสองครั้งเกิดขึ้นห่างกันเพียง 39 วินาทีเท่านั้น ความรุนแรงของแผ่นดินไหวสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ส่งผลให้เกิดการระดมความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมครั้งใหญ่ทั้งจากภายในประเทศและจากประชาคมโลก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aa