ชาวมาเลเซียแต่งดำ ชุมนุมเรียกร้องจับกุมประธาน ป.ป.ช. ปมถือหุ้นบริษัท-ใช้อำนาจมิชอบ

ชาวมาเลเซียแต่งดำ ชุมนุมเรียกร้องจับกุมประธาน ป.ป.ช. ปมถือหุ้นบริษัท-ใช้อำนาจมิชอบ

16 ก.พ. 2569 15:25 น.

ชาวมาเลเซียแต่งดำ ชุมนุมเรียกร้องจับกุมประธาน ป.ป.ช. ปมถือหุ้นบริษัท-ใช้อำนาจมิชอบ

ชาวมาเลเซียนับพันร่วมแต่งชุดดำ รวมตัวประท้วงกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ กดดันให้จับกุม “อาซัม บากี” ประธานคณะกรรมการต่อต้านการคอร์รัปชัน หลังมีรายงานว่าเขาถือครองหุ้นเกินเกณฑ์และข้อกล่าวหาช่วยนักธุรกิจยึดบริษัท ขณะที่เจ้าตัวยันบริสุทธิ์ ลั่นไม่ลาออกจากตำแหน่ง ชี้อดีตรัฐมนตรีคลังยังทำงานต่อแม้ขณะโดนสอบสวน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (15 ก.พ.) กลุ่มผู้ประท้วงชาวมาเลเซียหลายร้อยคน นัดหมายสวมชุดสีดำรวมตัวกันใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อเรียกร้องให้มีการจับกุม นายอาซัม บากี ประธานคณะกรรมการต่อต้านการคอร์รัปชันแห่งมาเลเซีย (MACC) หลังเกิดอื้อฉาวเกี่ยวกับการถือครองหุ้นที่อาจไม่เหมาะสมและข้อกล่าวหาเรื่องการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ

กลุ่มผู้ประท้วงซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชน กลุ่มนักศึกษา องค์กรภาคสังคม รวมถึงนักการเมืองฝั่งรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมตัวกันบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง พร้อมโบกธงสีดำและชูป้ายข้อความ จนต้องมีการปิดถนนสายหลักเป็นการชั่วคราว

อมิรา ไอสยา อับดุล อาซิซ นักการเมืองฝ่ายค้าน กล่าวต่อฝูงชนว่า “เรามารวมตัวกันเพราะศักดิ์ศรีของกฎหมายและประเทศชาติกำลังถูกล้อเล่น เยาวชนและพลเมืองมาเลเซียจะไม่นั่งเงียบหลับตาอีกต่อไป เราจะเรียกร้องให้จับกุมอาซัม บากี จนกว่าจะสำเร็จ”

การประท้วงครั้งนี้ถือเป็นการชุมนุมบนท้องถนนครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา โดยหนังสือพิมพ์นิว สเตรท ไทมส์ รายงานว่ามีผู้เข้าร่วมราว 1,000 คน ซึ่งรวมถึงสมาชิกจากพรรคยุติธรรมประชาชน (PKR) ของรัฐบาล โดยนายราฟิซี รัมลี อดีตรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ระบุว่าประชาชนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องออกมาประท้วงซ้ำๆ เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการดำเนินการกับประธาน MACC

รายงานจากบลูมเบิร์ก ระบุว่า เอกสารที่ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามาเลเซียเมื่อปีที่ผ่านมา พบว่านายอาซัมถือครองหุ้นในบริษัท Velocity Capital Partner จำนวน 17.7 ล้านหุ้น ซึ่งมีมูลค่ารวมเกือบ 800,000 ริงกิต (ประมาณ 6.37 ล้านบาท)

ตามระเบียบข้าราชการของรัฐบาลมาเลเซียปี 1993 และคำสั่งเพิ่มเติมปี 2024 ระบุว่า ข้าราชการสามารถซื้อหุ้นได้ในเงื่อนไขที่ว่า ต้องไม่เกิน 5% ของทุนจดทะเบียน หรือมูลค่าไม่เกิน 100,000 ริงกิต (ประมาณ 7.96 แสนบาท) แล้วแต่จำนวนใดจะต่ำกว่า นอกจากนี้ยังมีข้อกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ใน MACC ให้การช่วยเหลือนักธุรกิจกลุ่มหนึ่งในการยึดครองกิจการของบริษัทอื่น ซึ่งทางหน่วยงานและกลุ่มนักธุรกิจได้ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้

ภายหลังการประท้วง นายอาซัม บากี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า “ไม่มีความจำเป็นต้องลาพักงาน” ระหว่างการสืบสวน โดยระบุว่าเขายังไม่ได้ถูกแจ้งข้อหาอาญาใดๆ “ผมไม่จำเป็นต้องลาพักงาน ถ้าผมต้องลา ผมอยากถามว่ามีอีกกี่คนที่ถูกฟ้องศาลไปแล้วแต่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่? แม้แต่อดีตรัฐมนตรีคลังบางคนยังอยู่ในตำแหน่งตอนถูกสืบสวนเลย แล้วปัญหาคืออะไร ผมทำผิดอาญาแล้วหรือ?” 

อย่างไรก็ตาม เขาให้คำมั่นว่าจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับคณะกรรมการสอบสวนพิเศษและเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยพร้อมจะเปิดเผยเอกสารส่วนตัว เช่น รายการเดินบัญชีธนาคารต่อคณะกรรมการสืบสวนอย่างโปร่งใส แต่จะไม่ออกสื่อสาธารณะเพื่อให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องนำไปใช้ประโยชน์.

ที่มา New Straits Times /  Bernama

ตำรวจซิดนีย์วอนแก๊งลักพาตัว ปล่อยตัวคุณตาวัย 85 หลังบุกจับผิดตัว

ตำรวจซิดนีย์วอนแก๊งลักพาตัว ปล่อยตัวคุณตาวัย 85 หลังบุกจับผิดตัว

16 ก.พ. 2569 14:23 น.

ตำรวจซิดนีย์วอนแก๊งลักพาตัว ปล่อยตัวคุณตาวัย 85 หลังบุกจับผิดตัว

ตำรวจซิดนีย์เผยกลุ่มคนร้ายบุกลักพาตัวชายชราวัย 85 ปีถึงในบ้านพัก ก่อนพบหลักฐานชี้ชัดเป็นการ “จับตัวผิดคน” ด้านตำรวจเผยพบวิดีโอเหยื่อในสภาพบาดเจ็บสาหัสถูกแชร์ว่อนในเครือข่ายอาชญากรรม วอนคนร้ายปล่อยตัวทิ้งไว้ที่โรงพยาบาลหรือห้างสรรพสินค้าโดยด่วน ครอบครัววิตกหนัก เนื่องจากเหยื่อต้องใช้ยาประจำทุกวัน

ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ออกแถลงการณ์วิงวอนให้กลุ่มคนร้ายปล่อยตัว “คริส แบกซาเรียน” ชายชราวัย 85 ปี ซึ่งถูกลักพาตัวไปจากบ้านพักย่านนอร์ทไรด์ โดยเชื่อมั่นว่าเหยื่อรายนี้ถูกจับตัวไปผิดคนเนื่องจากความผิดพลาดของกลุ่มอาชญากร

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 ก.พ.) กล้องวงจรปิดเผยให้เห็นรถเอสยูวีสีเข้มขับมาจอดหน้าบ้านของนายแบกซาเรียน ซึ่งอาศัยอยู่เพียงลำพัง จากนั้นปรากฏร่างชายสวมฮู้ดอย่างน้อย 2 คน บุกเข้าไปในบ้านและหิ้วปีกชายชราที่พยายามขัดขืนขึ้นรถหลบหนีไป ต่อมาเจ้าหน้าที่พบรถยนต์ที่มีลักษณะตรงกันถูกเผาทิ้งในย่านเซาท์ทูร์รามูร์รา เพื่อทำลายหลักฐาน

แอนดรูว์ มาร์กส์ รักษาการผู้กำกับการฝ่ายสืบสวน ระบุว่า “คนร้ายตั้งใจจะมาลักพาตัวใครบางคน แต่พวกเขาจับไปผิดคน ครอบครัวของคุณตาอยู่ในอาการโศกเศร้า สิ่งที่พวกเขาต้องการคือการได้พ่อและปู่ของพวกเขากลับคืนมา”

สื่อท้องถิ่นอย่างซิดนีย์ มอร์นิง เฮรัลด์ รายงานว่า ขณะนี้มีภาพนิ่งและคลิปวิดีโอของคุณตาแบกซาเรียนในสภาพได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกเผยแพร่หมุนเวียนอยู่ในเครือข่ายผู้มีอิทธิพลใต้ดินของซิดนีย์

ผู้กำกับมาร์กส์ยอมรับว่าได้เห็นคลิปดังกล่าวแล้วและรู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก พร้อมย้ำว่า “ทุกชั่วโมงมีความหมาย” เนื่องจากคุณตาจำเป็นต้องได้รับยาประจำตัวทุกวัน นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่าคนร้ายไม่มีการเรียกค่าไถ่มายังครอบครัว เพราะครอบครัวนี้เป็นพลเมืองดีและไม่มีความเกี่ยวข้องกับโลกอาชญากรรมใดๆ ซึ่งยืนยันได้ “ล้านเปอร์เซ็นต์” ว่าเป็นการจับตัวผิดคน

รายงานระบุว่า เคสการทำร้ายหรือลักพาตัวผิดคนเริ่มพบบ่อยขึ้นในซิดนีย์ เนื่องจากเครือข่ายอาชญากรรมขนาดใหญ่มักจะ “จ้างช่วง” งานประเภทดังกล่าวให้กลุ่มแก๊งระดับล่างทำ ซึ่งมักจะเกิดความผิดพลาดในการชี้ตัวเหยื่อ ดังเช่นกรณีปีที่แล้วที่ช่างประปาวัย 23 ปีถูกยิงเสียชีวิตหน้าบ้านเพียงเพราะคนร้ายจำคนผิด

นายคริส มินส์ มุขมนตรีรัฐนิวเซาท์เวลส์ ได้กล่าววิงวอนกลุ่มคนร้ายให้คำนึงถึงมนุษยธรรม “ขอให้บอกตำรวจว่าเขาอยู่ที่ไหน หรือไม่ก็ช่วยนำคุณตาแบกซาเรียนไปทิ้งไว้ที่ห้างสรรพสินค้า แผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาล หรือแม้แต่บ้านพักคนชรา เราขอร้องให้พวกคุณทำเช่นนั้นโดยเร็วที่สุด”

ในวันที่ถูกลักพาตัว คุณตาแบกซาเรียนสวมชุดนอนสีเทา และเสื้อเชิ้ตผ้าสำลี ลายสก็อตสีแดงน้ำเงิน หากใครพบเห็นบุคคลที่มีลักษณะดังกล่าวหรือพบเห็นสิ่งผิดปกติในบ้านพักที่ไม่มีคนอยู่ โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที.

ที่มา BBC

“เนทันยาฮู” ยื่นคำขาด อิหร่านต้องรื้อโครงสร้างนิวเคลียร์ทั้งหมด

"เนทันยาฮู" ยื่นคำขาด อิหร่านต้องรื้อโครงสร้างนิวเคลียร์ทั้งหมด

16 ก.พ. 2569 13:09 น.

“เนทันยาฮู” ยื่นคำขาด อิหร่านต้องรื้อโครงสร้างนิวเคลียร์ทั้งหมด

นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ประกาศต่อหน้าที่ประชุมองค์กรยิวในสหรัฐฯ ยืนกรานข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านต้องบังคับให้มีการรื้อถอนโครงสร้างพื้นฐานทางนิวเคลียร์ทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่ระงับการเสริมสมรรถนะ ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เผย “โดนัลด์ ทรัมป์” เน้นการทูตนำหน้า แม้จะส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำประชิดภูมิภาคตะวันออกกลางก็ตาม

นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (15 ก.พ.) ว่าเขาได้แจ้งต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ข้อตกลงใดๆ ที่สหรัฐฯ จะทำกับอิหร่านนั้น จะต้องครอบคลุมถึงการ “รื้อถอนโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์” ทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่การสั่งให้หยุดกระบวนการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเท่านั้น

ในการกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมประจำปีของประธานองค์กรยิวรายใหญ่ในอเมริกา นายเนทันยาฮูแสดงความกังขาต่อการเจรจา แต่ย้ำว่าหากจะมีข้อตกลงเกิดขึ้นจริง ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะทั้งหมดต้องถูกส่งออกนอกประเทศอิหร่าน “จะต้องไม่มีขีดความสามารถในการเสริมสมรรถนะหลงเหลืออยู่ ไม่ใช่แค่การหยุดกระบวนการ แต่ต้องรื้อถอนอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้คุณสามารถกลับมาเสริมสมรรถนะได้อีกครั้งตั้งแต่ต้น” 

นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงสถานการณ์ในฉนวนกาซาว่าอิสราเอลยังคงต้อง “ปิดงาน” ในการทำลายอุโมงค์ทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันทำลายไปได้แล้ว 150 กิโลเมตร จากทั้งหมดที่คาดการณ์ไว้ราว 500 กิโลเมตร

ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นขณะที่เจ้าหน้าที่อิหร่านและสหรัฐฯ เตรียมเปิดการเจรจารอบที่สอง ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันอังคารนี้ โดยนายมาจิด ทัคต์-ราวันชี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เผยว่าอิหร่านพร้อมพิจารณาการประนีประนอม หากสหรัฐฯ ยอมหารือเรื่องการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร

อย่างไรก็ตาม อิหร่านยืนกรานว่า “การเสริมสมรรถนะเป็นศูนย์” คือเส้นตายที่ยอมรับไม่ได้ เพราะถือเป็นสิทธิภายใต้สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT)

ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงที่สโลวาเกียว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ชื่นชอบวิธีการทางการทูตและการเจรจามากกว่าการโจมตีโดยตรง อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ได้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำ ซึ่งรวมถึงเรือรบที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา เข้าสู่ตะวันออกกลางเพื่อป้องกันภัยคุกคาม

ในการเจรจาที่เจนีวาครั้งนี้ สหรัฐฯ ได้ส่งคนสนิทของทรัมป์อย่างนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ และ จาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของเขา เข้าร่วมพบกับนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน โดยนายรูบิโอยอมรับว่า “ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครทำข้อตกลงกับอิหร่านได้สำเร็จ แต่เราจะพยายาม”

นอกเหนือจากประเด็นนิวเคลียร์ อิสราเอลยังเรียกร้องเงื่อนไขสำคัญอื่นๆ ที่มองว่าจำเป็นต่อความมั่นคงของโลก ได้แก่การควบคุมขีปนาวุธนำวิถี ซึ่งอิหร่านใช้โจมตีอิสราเอลโดยตรง แต่อิหร่านยังคงปฏิเสธที่จะหารือเรื่องนี้ และการตัดการสนับสนุนกลุ่มตัวแทน ได้แก่ กลุ่มฮามาส และกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง.

ที่มา BBC / Reuters

“หลุมยุบยักษ์” อาเจะห์ ลามไม่หยุด กินพื้นที่แล้ว 18 ไร่ จ่อประชิดชุมชนห่างเพียง 400 เมตร

"หลุมยุบยักษ์" อาเจะห์ ลามไม่หยุด กินพื้นที่แล้ว 18 ไร่ จ่อประชิดชุมชนห่างเพียง 400 เมตร

16 ก.พ. 2569 11:46 น.

“หลุมยุบยักษ์” อาเจะห์ ลามไม่หยุด กินพื้นที่แล้ว 18 ไร่ จ่อประชิดชุมชนห่างเพียง 400 เมตร

สถานการณ์ภัยพิบัติทางธรณีวิทยาในหมู่บ้านปอนด็อก บาเล็ก เกตอล ในจังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย กำลังทวีความรุนแรงขึ้น หลังภาพถ่ายทางอากาศเผยให้เห็นการเคลื่อนตัวของดินบริเวณ “หลุมยุบยักษ์” ที่ยังคงขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดครอบคลุมพื้นที่การเกษตรและคุกคามเขตที่อยู่อาศัยเป็นบริเวณกว้างกว่า 18 ไร่ และยังคงเพิ่มขนาดอย่างต่อเนื่องวันละราว 1 เมตร

หลุมบยุบขนาดมหึมาอยู่ในพื้นที่อำเภออาเจะห์กลาง จังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งสำนักงานทรัพยากรพลังงานและแร่ธาตุแห่งอาเจะห์รายงานว่า หลุมดังกล่าวได้ขยายตัวจนมีพื้นที่กว้างถึง 18.75 ไร่แล้วในปีนี้ และยังคงทรุดตัวเพิ่มขนาดอย่างต่อเนื่องวันละราว 1 เมตร โดยพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายส่วนใหญ่เป็นที่ดินทำกินของชาวบ้าน เช่น ไร่พริก ส่งผลให้เกษตรกรสูญเสียพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจและแหล่งรายได้หลัก

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า ขอบของหลุมยักษ์มีการพังทลายและขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงวันละ 1 เมตร โดยขณะนี้ระยะห่างระหว่างปากหลุมกับชุมชนเหลือเพียงประมาณ 400 เมตรเท่านั้น สร้างความกังวลให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก

พลโท ซูฮารยันโต ผู้อำนวยการสำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ (BNPB) ระบุว่า รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน โดยการเคลื่อนย้ายเสาไฟฟ้าแรงสูงออกจากพื้นที่เสี่ยง และเร่งสร้างถนนทางเลือกใหม่เพื่อให้ประชาชนสามารถสัญจรได้ตามปกติ

ทางด้านกระทรวงโยธาธิการ  ได้สั่งระงับการปล่อยน้ำทิ้งจากชุมชนลงสู่บริเวณดังกล่าวชั่วคราว เพื่อลดปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้ดินอ่อนตัวและพังทลายเพิ่มขึ้น

นายมุลยาดี เจ้าหน้าที่จากกระทรวงโยธาธิการ เปิดเผยว่า “ขณะนี้ทีมงานกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาทางเทคนิคอย่างละเอียดเพื่อหาวิธีการรับมือที่ปลอดภัยที่สุด เนื่องจากขนาดความเสียหายของหน้าดินกว้างขวางมาก เราจำเป็นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการกำหนดมาตรการบรรเทาภัย เพื่อป้องกันดินถล่มซ้ำซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ”

ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ผสมได้เข้าทำการติดตั้งแนวเขตกั้นถาวรเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวบ้านเข้าใกล้บริเวณขอบหลุมยุบ เนื่องจากสภาพดินมีความไม่เสถียรสูงและมีการเคลื่อนตัวตลอดเวลา ขณะเดียวกันทางการท้องถิ่นได้ประกาศเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกหนักซึ่งอาจเร่งให้ดินเกิดการกัดเซาะและทรุดตัวเร็วขึ้น

ทั้งนี้ ทีมบรรเทาสาธารณภัยกำลังเร่งประเมินหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดหลุมยุบครั้งนี้ โดยคาดว่าจะสรุปผลการศึกษาและแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างถาวรได้ภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 นี้.

ที่มา KOMPAS

สลดรับตรุษจีน ร้านขายพลุระเบิดในจีน ดับ 8 ศพ บาดเจ็บอีก 2 ราย

สลดรับตรุษจีน ร้านขายพลุระเบิดในจีน ดับ 8 ศพ บาดเจ็บอีก 2 ราย

16 ก.พ. 2569 11:25 น.

สลดรับตรุษจีน ร้านขายพลุระเบิดในจีน ดับ 8 ศพ บาดเจ็บอีก 2 ราย

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่ร้านจำหน่ายพลุในมณฑลเจียงซู ทางตะวันออกของจีน ดับ 8 ศพ บาดเจ็บ 2 ราย ทางการเร่งสอบสวนหาสาเหตุ ในช่วงที่มีการใช้ดอกไม้ไฟสูงสุดของประเทศ

เหตุสลดรับตรุษจีน เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 14.30 น. ของวันอาทิตย์ตามเวลาในท้องถิ่น ในเขตตงไห่ มณฑลเจียงซู โดยสาเหตุเบื้องต้นมาจากการจุดพลุอย่างไม่เหมาะสม ของชาวบ้านหนึ่งรายหรือมากกว่า ทำให้เกิดการระเบิดขึ้นที่ร้านขายพลุใกล้เคียง

หลังเกิดเหตุ หน่วยงานด้านการจัดการเหตุฉุกเฉิน ดับเพลิง ตำรวจ และสาธารณสุข ได้เร่งเข้าพื้นที่เพื่อดำเนินการกู้ภัยและควบคุมสถานการณ์ โดยสามารถควบคุมเพลิงที่ลุกไหม้จากแรงระเบิดได้ภายในเวลาประมาณ 16.00 น.

รายงานระบุว่า มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 8 ราย ขณะที่ผู้บาดเจ็บอีก 2 ราย จากแผลไฟไหม้เล็กน้อย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ที่เกี่ยวข้องไว้แล้ว และอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม

กระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉินของจีนออกแถลงเตือนว่า ขณะนี้ประเทศกำลังเข้าสู่ช่วงการใช้พลุและดอกไม้ไฟสูงสุดในเทศกาลตรุษจีน ซึ่งตรงกับวันอังคารนี้ พร้อมเตือนประชาชนหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การทดลองจุดพลุนอกร้าน หรือการสูบบุหรี่บริเวณร้านจำหน่ายดอกไม้ไฟ

นอกจากนี้ ยังได้ส่งหนังสือแจ้งเตือนไปยังผู้ประกอบการร้านจำหน่ายพลุทั่วประเทศ ให้ดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันความเสี่ยงและอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

ทั้งนี้ อุบัติเหตุในภาคอุตสาหกรรมยังคงเกิดขึ้นบ่อยครั้งในจีน ซึ่งมักถูกวิจารณ์เรื่องมาตรฐานความปลอดภัยที่หละหลวม ก่อนหน้านี้เมื่อต้นเดือน ก.พ. เกิดเหตุระเบิดที่โรงงานเทคโนโลยีชีวภาพในมณฑลซานซี ทางตอนเหนือของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย

ขณะที่ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ยังเกิดเหตุระเบิดที่โรงงานเหล็กในมณฑลมองโกเลียใน ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ราย.

ที่มา : channelnewsasia
คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พลุ

“คิม จองอึน” เปิดโครงการที่อยู่อาศัย เป็นสวัสดิการครอบครัวทหารเสียชีวิตในสงครามยูเครน

"คิม จองอึน" เปิดโครงการที่อยู่อาศัย เป็นสวัสดิการครอบครัวทหารเสียชีวิตในสงครามยูเครน

16 ก.พ. 2569 11:03 น.

“คิม จองอึน” เปิดโครงการที่อยู่อาศัย เป็นสวัสดิการครอบครัวทหารเสียชีวิตในสงครามยูเครน

นายคิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เปิดตัวโครงการที่พักอาศัยใหม่อย่างเป็นทางการในกรุงเปียงยาง เพื่อเป็นรางวัลตอบแทนครอบครัวทหารที่สละชีพในสมรภูมิยูเครนร่วมกับกองทัพรัสเซีย ด้านหน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้คาดมีทหารเสียชีวิตรวมกว่า 6,000 นาย

รัฐบาลเกาหลีเหนือประกาศความสำเร็จในการก่อสร้างย่านที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ในกรุงเปียงยาง เพื่อมอบให้แก่ครอบครัวของทหารเกาหลีเหนือที่เสียชีวิตจากการสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับกองกำลังรัสเซียในยูเครน ซึ่งถือเป็นความพยายามล่าสุดของนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุด ในการยกย่องและให้เกียรติแก่ผู้พลีชีพในสงคราม

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) เผยแพร่ภาพนิ่งจากพิธีซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (15 ก.พ.) โดยปรากฏภาพนายคิม จองอึน และบุตรสาว “คิม จูแอ” ร่วมกันตัดริบบิ้นเปิดโครงการ ก่อนจะสวมกอดกับประชาชนและมอบเอกสารสิทธิ์ครอบครองห้องพักด้วยตนเอง ภาพชุดดังกล่าวยังแสดงให้เห็นสตรีรายหนึ่งก้มคำนับนายคิมอย่างนอบน้อมขณะรับมอบเอกสาร อย่างไรก็ตาม ภาพเหล่านี้ยังไม่ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวอิสระภายนอก ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่สื่อทางการเกาหลีเหนือจะรายงานข่าวล่าช้ากว่าเหตุการณ์จริงหลายชั่วโมง

การเปิดตัวโครงการนี้มีขึ้นตรงกับวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดปีที่ 84 ของนายคิม จองอิล อดีตผู้นำผู้ล่วงลับและบิดาของนายคิม จองอึน ซึ่งถือเป็นวันสำคัญที่เกาหลีเหนือเฉลิมฉลองเป็นประจำ

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นายคิม จองอึน ได้ส่งทหารหลายพันนายรวมถึงยุทโธปกรณ์จำนวนมาก ทั้งปืนใหญ่และขีปนาวุธ เพื่อสนับสนุนประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ในสงครามรุกรานยูเครน

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้ (NIS) รายงานต่อสมาชิกรัฐสภาว่า มีการประเมินว่าทหารเกาหลีเหนือประมาณ 6,000 นาย เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในสงครามครั้งนี้ แม้จะไม่มีการระบุจำนวนผู้เสียชีวิตที่แน่ชัด แต่เมื่อปีที่ผ่านมา NIS เชื่อว่ามีทหารเสียชีวิตไปแล้วราว 600 นาย

โครงการที่พักอาศัยแห่งใหม่ตั้งอยู่บนถนน “แซ-พยอล” ในเขตชานเมืองห่างจากศูนย์กลางกรุงเปียงยาง ซึ่งตามธรรมเนียมของเกาหลีเหนือนั้น การมอบที่พักอาศัยในทำเลเฉพาะถือเป็นรางวัลเกียรติยศสำหรับพลเมืองที่รัฐบาลต้องการตอบแทนเป็นพิเศษ นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ยกระดับการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อเชิดชูทหารที่ไปรบในรัสเซีย เช่น การสร้างกำแพงอนุสรณ์และพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่

พิธีเปิดโครงการครั้งนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญก่อนการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ของพรรคแรงงานเกาหลี ซึ่งมีกำหนดจะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ แม้จะยังไม่มีการประกาศวันที่แน่ชัดออกมาก็ตาม.

ที่มา Associated Press

เมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ ปมฟ้อง “อาชญากรรมสงคราม” สะเทือนอาเซียน

เมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ ปมฟ้อง "อาชญากรรมสงคราม" สะเทือนอาเซียน

16 ก.พ. 2569 09:31 น.

เมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ ปมฟ้อง “อาชญากรรมสงคราม” สะเทือนอาเซียน

รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศขับผู้แทนระดับสูงของติมอร์-เลสเตออกจากประเทศ หลังมีรายงานว่ารัฐบาลติมอร์ฯ ดำเนินคดีกับกองทัพเมียนมาในข้อหา “อาชญากรรมสงคราม” และ “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ”

รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศขับผู้แทนระดับสูงของติมอร์-เลสเตออกจากประเทศเพื่อเป็นการตอบโต้ หลังมีรายงานว่ารัฐบาลติมอร์เลสเตเปิดกระบวนการทางกฎหมายเอาผิดกองทัพเมียนมาในข้อหา “อาชญากรรมสงคราม” และ “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ” ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวยิ่งเพิ่มแรงกดดันทางการทูตภายในกลุ่มอาเซียน และตอกย้ำประเด็นสิทธิมนุษยชนเมียนมาที่ถูกจับตามองจากประชาคมโลก

แถลงการณ์ของรัฐบาลทหารเมียนมาเมื่อวันอาทิตย์ (15 ก.พ.) ระบุว่า ได้เรียกอุปทูตของติมอร์-เลสเตเข้าพบเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และสั่งให้เดินทางออกจากประเทศภายในหนึ่งสัปดาห์ หลังมีรายงานว่าติมอร์-เลสเตแต่งตั้งอัยการอาวุโสเพื่อตรวจสอบคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับกองทัพเมียนมา ซึ่งทางการเมียนมาเรียกว่าเป็นความน่าผิดหวังอย่างยิ่ง

ก่อนหน้านี้ องค์กร Chin Human Rights Organization (CHRO) เปิดเผยว่า ติมอร์-เลสเตได้เริ่มดำเนินคดีตามหลัก เขตอำนาจศาลสากล ซึ่งเปิดทางให้ศาลภายในประเทศสามารถพิจารณาคดีอาชญากรรมร้ายแรงระหว่างประเทศได้ แม้เหตุจะเกิดนอกอาณาเขตก็ตาม

องค์กรสิทธิฯ ซึ่งเป็นตัวแทนของชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์ชินในเมียนมา ระบุว่า คดีดังกล่าวมีหลักฐานที่ปฏิเสธไม่ได้ เกี่ยวกับการข่มขืนหมู่ การสังหารหมู่ประชาชน 10 ราย การสังหารผู้นำศาสนา และการโจมตีทางอากาศใส่โรงพยาบาล

เมียนมาซึ่งกองทัพยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนเมื่อปี 2021 เผชิญข้อกล่าวหาละเมิดสิทธิมนุษยชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะต่อชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์ทั่วประเทศ ปัจจุบันรัฐบาลทหารเมียนมายังอยู่ระหว่างต่อสู้คดีที่ International Court of Justice (ICJ) จากข้อกล่าวหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ต่อชนกลุ่มน้อยชาวโรฮิงญาซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม

กรณีล่าสุดถือเป็นความตึงเครียดทางการทูตระหว่างสองประเทศสมาชิกของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดยติมอร์-เลสเตเพิ่งเข้าเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบลำดับที่ 11 ของอาเซียนเมื่อเดือนตุลาคม 2025

รัฐบาลทหารเมียนมากล่าวหาติมอร์-เลสเตว่า ละเมิดกฎบัตรอาเซียน ซึ่งเน้นย้ำหลักการเคารพอธิปไตยและการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศสั่นคลอน โดยในเดือนสิงหาคม 2023 เมียนมาเคยขับนักการทูตระดับสูงของติมอร์-เลสเตออกจากประเทศมาแล้ว หลังรัฐบาลดิลีจัดการพบปะกับฝ่ายบริหารเงาที่ถูกสั่งห้าม ซึ่งก่อตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหาร.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เมียนมา

จีนไฟเขียวยกเว้นวีซ่าให้ชาวแคนาดา-สหราชอาณาจักร เริ่ม 17 ก.พ. นี้

จีนไฟเขียวยกเว้นวีซ่าให้ชาวแคนาดา-สหราชอาณาจักร เริ่ม 17 ก.พ. นี้

16 ก.พ. 2569 08:31 น.

จีนไฟเขียวยกเว้นวีซ่าให้ชาวแคนาดา-สหราชอาณาจักร เริ่ม 17 ก.พ. นี้

รัฐบาลจีนไฟเขียวให้พลเมืองของแคนาดาและสหราชอาณาจักรเดินทางเข้าจีนได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ตั้งแต่ 17 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป หลังผู้นำของทั้งสองประเทศเยือนปักกิ่งอย่างเป็นทางการมกราคมที่ผ่านมา

การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นหลังจากนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรเคียร์ สตาร์เมอร์และนายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ เดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับจีน ท่ามกลางบริบทภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลง และความไม่แน่นอนในความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา

ผู้นำทั้งสองประเทศระบุว่า การหารือกับผู้นำระดับสูงของจีน รวมถึงประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีความคืบหน้าในหลายประเด็นสำคัญ หนึ่งในนั้นคือข้อตกลงยกเว้นวีซ่าสำหรับพลเมืองของตน

กระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ ยืนยันว่า นโยบายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม โดยผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของแคนาดาและสหราชอาณาจักรสามารถเดินทางเข้าจีนโดยไม่ต้องขอวีซ่า เพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ การท่องเที่ยว เยี่ยมญาติหรือเพื่อน การแลกเปลี่ยนกิจกรรมต่าง ๆ หรือการเดินทางผ่าน (ทรานซิต) ได้เป็นระยะเวลาไม่เกิน 30 วันต่อครั้ง

แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมว่า มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนจีนกับประเทศอื่น ๆ และสะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลจีนในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระดับประชาชน

นโยบายยกเว้นวีซ่าครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกด้านความร่วมมือระหว่างจีนกับทั้งสองประเทศตะวันตก และอาจช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว การค้า และการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจในช่วงที่หลายประเทศกำลังเร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์และการเดินทางระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ วีซ่าจีน

กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย

กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย

16 ก.พ. 2569 06:59 น.

กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย

กองทัพสหรัฐฯ ประกาศ ทหารบุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 2 ในรอบสัปดาห์ โดยตามล่าจากทะเลแคริบเบียนถึงมหาสมุทรอินเดีย ลั่น “น่านน้ำสากลไม่ใช่ที่หลบภัย”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ ขึ้นตรวจค้นเรือบรรทุกน้ำมันในมหาสมุทรอินเดียเป็นลำที่ 2 ในรอบสัปดาห์เดียว เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 ก.พ. 2569 หลังจากติดตามมาจากทะเลแคริบเบียน โดยต้องสงสัยว่า เรือดังกล่าวกำลังช่วยเวเนซุเอลาหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

เรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกตรวจยึดในครั้งนี้มีชื่อว่า “เวโรนิกา 3” (Veronica III) ติดธงชาติปานามา โดยที่นับเป็นเรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 7 เป็นอย่างน้อยแล้วที่ถูกสหรัฐฯ เข้ายึดนับตั้งแต่พวกเขาเริ่มการปราบปรามการส่งออกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรจากเวเนซุเอลาเมื่อปลายปีก่อน

“ระยะทางไม่ได้คุ้มครองคุณ” เพนตากอน กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ พร้อมเผยแพร่วิดีโอและภาพถ่ายที่ดูเหมือนจะเป็นการบุกตรวจค้นของกองทัพสหรัฐฯ

แถลงการณ์ของเพนตากอนระบุอีกว่า นี่เป็นสิทธิในการเข้าตรวจค้น การสกัดกั้นทางทะเล และการขึ้นเรือ โดยไม่ได้เปิดเผยว่า กองทัพสหรัฐฯ ยึดเรือลำดังกล่าวหลังเข้าตรวจค้นหรืออนุญาตให้เดินทางต่อไปได้

“เรือลำนี้พยายามฝ่าฝืนการกักกันของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยหวังว่าจะหนีรอดไปได้” แถลงการณ์ของเพนตากอนระบุ “เราติดตามเรือลำนี้จากทะเลแคริบเบียนไปยังมหาสมุทรอินเดีย ลดระยะห่าง และหยุดเรือลำดังกล่าว”

“ไม่มีประเทศอื่นใดที่มีขีดความสามารถ ความอดทน หรือความมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งนี้ น่านน้ำสากลไม่ใช่ที่หลบภัย ไม่ว่าจะทางบก ทางอากาศ หรือทางทะเล เราจะหาคุณให้พบและนำความยุติธรรมมาสู่คุณ”

ทั้งนี้ รายงานจากกลุ่มตรวจสอบ TankerTrackers.com ระบุว่า เรือเวโรนิกา 3 ออกเดินทางจากเวเนซุเอลาเมื่อวันที่ 3 มกราคม ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่สหรัฐฯ จับกุมนิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ในการบุกโจมตีบ้านพักของเขาในกรุงการากัส

เว็บไซต์ดังกล่าวระบุอีกว่า เรือลำนี้บรรทุกน้ำมันดิบ 1.9 ล้านบาร์เรลในขณะที่ออกเดินทาง และเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันของรัสเซีย อิหร่าน และเวเนซุเอลามาตั้งแต่ปี 2566

เมื่อสัปดาห์ก่อน สหรัฐฯ เพิ่งประกาศว่าได้ขึ้นตรวจค้นเรืออากีลา 2 (Aquila II) ซึ่งกองกำลังสหรัฐฯ ได้ “ติดตามและไล่ล่า” ไปจนถึงมหาสมุทรอินเดียเช่นเดียวกัน

การปิดล้อมของสหรัฐฯ ลดการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาลงอย่างมาก โดยมีเพียงเรือที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเชฟรอน (Chevron) และมุ่งหน้าไปยังสหรัฐฯ เท่านั้นที่ยังดำเนินงานตามปกติ

นายแมตต์ สมิธ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์จากบริษัทวิเคราะห์ข้อมูล “เคปเลอร์” (Kpler) ของสหรัฐฯ บอกกับ บีบีซี ว่า เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา การขนส่งน้ำมันของเวเนซุเอลาลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง เหลือเพียงประมาณ 400,000 บาร์เรลต่อวันเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

คกก.สันติภาพ เล็งทุ่มทุน 5 พันล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยฟื้นฟูฉนวนกาซา

คกก.สันติภาพ เล็งทุ่มทุน 5 พันล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยฟื้นฟูฉนวนกาซา

16 ก.พ. 2569 03:44 น.

คกก.สันติภาพ เล็งทุ่มทุน 5 พันล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยฟื้นฟูฉนวนกาซา

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า คณะกรรมการสันติภาพ ซึ่งเขาเป็นผู้ผลักดันให้ก่อตั้ง จะประกาศที่การประชุมครั้งแรกในสัปดาห์นี้ว่า จะมอบเงินจำนวน 5 พันล้านดอลลาร์เพื่อช่วยฟื้นฟูฉนวนกาซา

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 ก.พ. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่า ประเทศสมาชิกของ “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) จะประกาศคำมั่นสัญญาในการประชุมที่กำลังจะมาถึงในวันพฤหัสบดีที่ 19 ก.พ. ว่าจะมอบเงินมากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์เพื่อบูรณะฉนวนกาซา และช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

โพสต์ของนายทรัมป์ระบุว่า ประเทศสมาชิกได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะส่งบุคลากรหลายพันคนเข้าร่วมในกองกำลังรักษาเสถียรภาพที่ได้รับอนุญาตจากสหประชาชาติ และกองกำลังตำรวจท้องถิ่นในดินแดนปาเลสไตน์แห่งนี้

การประชุมในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งเป็นการประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรกของคณะกรรมการฯ จะจัดขึ้นที่สถาบันสันติภาพ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศเพิ่งเปลี่ยนชื่อตามประธานาธิบดี (ชื่อเดิมคือ สถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐอเมริกา – USIP) โดยคาดว่าจะมีคณะผู้แทนจากกว่า 20 ประเทศ รวมทั้งประมุขแห่งรัฐเข้าร่วมด้วย

อนึ่ง การจัดตั้งคณะกรรมการสันติภาพได้รับการรับรองโดยมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการของรัฐบาลทรัมป์ในการยุติสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา ก่อนจะขยายไปเป็นการรักษาเสถียรภาพโลก

แม้ว่ามหาอำนาจในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงตุรกี อียิปต์ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และอิสราเอล ตลอดจนประเทศเกิดใหม่ เช่น อินโดนีเซีย ได้เข้าร่วมคณะกรรมการนี้แล้ว แต่มหาอำนาจโลกและพันธมิตรตะวันตกของสหรัฐฯ ยังคงระมัดระวังไม่ด่วนตัดสินใจเข้าร่วม

ผู้นำสหรัฐฯ เคยกล่าวไว้ว่า ประเทศที่ต้องการเป็นสมาชิกถาวรของคณะกรรมการนี้ต้องจ่ายเงิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อเข้าร่วม ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า คณะกรรมการนี้อาจกลายเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในรูปแบบ “จ่ายเพื่อเข้าร่วม”

บางประเทศรวมถึงโครเอเชีย ฝรั่งเศส อิตาลี นิวซีแลนด์ และนอร์เวย์ ได้ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมไปแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna