“Deep Purple” พบแฟนพันธุ์แท้ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” นายกฯ ญี่ปุ่น

"Deep Purple" พบแฟนพันธุ์แท้ "ซานาเอะ ทาคาอิจิ" นายกฯ ญี่ปุ่น

10 เม.ย. 2569 15:52 น.

“Deep Purple” พบแฟนพันธุ์แท้ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” นายกฯ ญี่ปุ่น

นายกฯ หญิงของญี่ปุ่นออกอาการดีใจสุดขีด หลังวงร็อกระดับตำนานอย่าง Deep Purple เข้าพบเป็นการส่วนตัว เผยเป็นติ่งตัวจริงตั้งแต่ประถมถึงขั้นตั้งวงเล่นคัฟเวอร์ พร้อมหยอดมุกตลก “เวลาทะเลาะกับสามี จะไปตีกลองเพลง Burn เพื่อสาปแช่ง”

ทำเนียบนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปลี่ยนจากสถานที่ทางการที่ตึงเครียดให้กลายเป็นพื้นที่ของชาวร็อก เมื่อวงร็อกระดับตำนานจากอังกฤษอย่าง Deep Purple ได้เข้าเยี่ยมนางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเธอคือ “ซูเปอร์แฟน” ของวงนี้

บรรยากาศการพบปะเป็นไปอย่างชื่นมื่น โดยทาคาอิจิซึ่งมีชื่อเสียงในฐานะมือกลองสมัครเล่นและชื่นชอบเพลงแนวฮาร์ดร็อกและเฮฟวีเมทัลเป็นชีวิตจิตใจ ถึงกับเอ่ยปากบอก เอียน เพซ มือกลองของวงเป็นภาษาอังกฤษว่า “You are my god” (คุณคือเทพเจ้าของฉัน) พร้อมกับมอบของขวัญสุดพิเศษเป็นไม้กลองที่ผลิตในญี่ปุ่นพร้อมลายเซ็นของเธอเองให้กับเขา

เธอยังเล่าความหลังให้ เอียน กิลแลน นักร้องนำและสมาชิกในวงฟังว่า เธอซื้ออัลบั้ม Machine Head มาตั้งแต่อยู่ชั้นประถม และเคยเล่นคีย์บอร์ดในวงดนตรีที่กัฟเวอร์เพลงของ Deep Purple ช่วงมัธยมต้น ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นมือกลองในช่วงมหาวิทยาลัย

นายกฯ ทาคาอิจิยังเรียกเสียงหัวเราะด้วยการหยอดมุกตลกถึงชีวิตส่วนตัวว่า “ทุกวันนี้ เวลาฉันทะเลาะกับสามี ฉันจะไปตีกลองเพลง Burn เพื่อสาปแช่งเขาค่ะ”

การเข้าพบครั้งนี้ถือเป็นการพักเบรกจากภารกิจอันหนักอึ้งของผู้นำญี่ปุ่น ซึ่งตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อตุลาคมปีก่อน เธอต้องเผชิญกับปัญหารุมเร้า ทั้งความขัดแย้งทางการทูตกับจีน, ปัญหาค่าเงินเยนอ่อนตัว, และวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ทาคาอิจิกล่าวผ่านล่ามว่า “ฉันมีความเคารพอย่างลึกซึ้งต่อวิธีที่พวกคุณเดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์ร็อก พร้อมรับความท้าทายใหม่ๆ และสร้างสรรค์ดนตรีที่สะกดใจผู้คนมาจนถึงทุกวันนี้” 

วง Deep Purple มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับประเทศญี่ปุ่นมายาวนานกว่า 50 ปี โดยเฉพาะอัลบั้มบันทึกการแสดงสดระดับตำนานอย่าง Made in Japan ในปี 1972 ที่ส่งให้วงกลายเป็นหนึ่งในวงแสดงสดที่ทรงพลังที่สุดในโลก

สำหรับแฟนๆ ชาวร็อกในญี่ปุ่น วง Deep Purple มีกำหนดเปิดฉากทัวร์คอนเสิร์ต Japan Tour 2026 ในวันเสาร์ที่ 11 เม.ย. นี้ ที่สนามกีฬานิปปอน บูโดกัน กรุงโตเกียว.

ที่มา Reuters / AP

ช็อกพบสุนัขกว่า 250 ตัวถูกเลี้ยงแออัดในบ้าน องค์กรคุ้มครองสัตว์เผยเป็นภาพจริงไม่ใช่ AI

ช็อกพบสุนัขกว่า 250 ตัวถูกเลี้ยงแออัดในบ้าน องค์กรคุ้มครองสัตว์เผยเป็นภาพจริงไม่ใช่ AI

10 เม.ย. 2569 14:50 น.

ช็อกพบสุนัขกว่า 250 ตัวถูกเลี้ยงแออัดในบ้าน องค์กรคุ้มครองสัตว์เผยเป็นภาพจริงไม่ใช่ AI

RSPCA องค์กรพิทักษ์สัตว์ของอังกฤษ ยืนยันภาพสุนัขพันธุ์ผสมพุดเดิลกว่า 250 ตัว ที่ถูกเลี้ยงอย่างแออัดในบ้านแห่งหนึ่งเป็นเหตุการณ์จริง หลังชาวเน็ตแห่สงสัยว่าเป็นภาพสร้างจากปัญญาประดิษฐ์ ล่าสุดพบอาการโดยรวมดีขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ และหลายตัวได้รับการดูแลจนสามารถหาบ้านใหม่ได้แล้ว

องค์การป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ (RSPCA) และมูลนิธิ Dogs Trust เปิดเผยความคืบหน้าการช่วยเหลือสุนัขพันธุ์ผสมพุดเดิล หรือ “ดูเดิล” (Doodle) กว่า 250 ตัว ที่ถูกพบในสภาพความเป็นอยู่อย่างแออัดภายในห้องนั่งเล่นของบ้านหลังหนึ่งในสหราชอาณาจักรเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยระบุว่าสุนัขส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้นมากและหลายตัวเริ่มย้ายเข้าสู่บ้านใหม่ที่อบอุ่นแล้ว

ภาพถ่ายโดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่กลายเป็นไวรัล ซึ่งแสดงให้เห็นสุนัขจำนวนมหาศาลเบียดเสียดกันอยู่ในพื้นที่จำกัด ถูกตั้งข้อสังเกตจากชาวโซเชียลว่าเป็นภาพปลอมที่สร้างโดย AI แต่ทาง RSPCA ยืนยันว่าเป็นภาพเหตุการณ์จริงที่สะท้อน “ความจริงอันน่าตกใจ” ของปัญหาการเลี้ยงสัตว์จำนวนมากเกินขีดความสามารถ ซึ่งมีสถิติพุ่งสูงขึ้นถึง 70% ในอังกฤษและเวลส์ นับตั้งแต่ปี 2021

ภาพ: RSPCA
ภาพ: RSPCA

ลี ฮอปวูด หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการของ RSPCA กล่าวว่า แม้สภาพตอนที่พบสุนัขจะมีขนพันกันเป็นก้อนและมีบาดแผลตามร่างกาย แต่ปัจจุบันพวกมัน “ฟื้นตัวได้ดีมาก” และมีสุขภาพจิตที่ฟื้นตัวได้อย่างน่าประหลาดใจ

ในรายการ BBC Breakfast เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ที่ผ่านมา มีการเปิดตัว “บูน” หนึ่งในสุนัขที่ถูกช่วยเหลือ ซึ่งตอนนี้ได้รับการอุปการะโดยอดีตเจ้าหน้าที่ RSPCA โดยเจ้าของใหม่เล่าว่า ตอนแรกบูนมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ หูและตาอักเสบ และที่น่าเศร้าคือมันไม่เคยรู้จักการใส่สายจูงหรือการขึ้นรถมาก่อนจนต้องใช้วิธีอุ้มเท่านั้น เพราะมันจะหวาดกลัวต่อสิ่งเร้าภายนอกที่เพิ่งเคยพบเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต

RSPCA ระบุว่า กรณีการเลี้ยงสัตว์จำนวนมากเกินไปมักมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น ปัญหาสุขภาพจิตของเจ้าของ รวมถึงวิกฤตค่าครองชีพ ที่ทำให้ไม่สามารถดูแลสัตว์ได้ทั่วถึง และปัญหาฟาร์มเพาะพันธุ์ที่ไร้มาตรฐาน ซึ่งเห็นแก่ความนิยมของสุนัขพันธุ์ผสม “ดูเดิล” ที่ติดอันดับสุนัขยอดนิยมในปี 2025

ภาพ: RSPCA
ภาพ: RSPCA

อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้ทาง RSPCA ตัดสินใจไม่ดำเนินคดีต่อเจ้าของเนื่องจากพิจารณาแล้วว่าเป็นกลุ่มเปราะบางอย่างมาก และสถานการณ์ลุกลามจนเกินควบคุมจากปัจจัยภายในครอบครัวที่ยากลำบาก

ขณะนี้สุนัขส่วนใหญ่จากทั้งหมด 250 ตัว ได้รับการดูแลและฝึกพฤติกรรมจนสามารถย้ายเข้าสู่บ้านใหม่ได้แล้ว แต่ยังมีบางส่วนที่ยังอยู่ในการดูแลของ Dogs Trust โดยเฉพาะแม่สุนัขที่เพิ่งตกลูกหลังจากได้รับการช่วยเหลือออกมา.

ที่มา BBC

“สี จิ้นผิง” พบผู้นำฝ่ายค้านไต้หวัน ชี้ไม่ยอมรับการประกาศเอกราช มั่นใจสองฝั่งรวมเป็นหนึ่ง

"สี จิ้นผิง" พบผู้นำฝ่ายค้านไต้หวัน ชี้ไม่ยอมรับการประกาศเอกราช มั่นใจสองฝั่งรวมเป็นหนึ่ง

10 เม.ย. 2569 13:53 น.

“สี จิ้นผิง” พบผู้นำฝ่ายค้านไต้หวัน ชี้ไม่ยอมรับการประกาศเอกราช มั่นใจสองฝั่งรวมเป็นหนึ่ง

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ให้ต้อนรับนางเจิ้ง ลี่เหวิน ประธานพรรคก๊กมินตั๋ง ผู้นำฝ่ายค้านของไต้หวัน โดยย้ำว่าจีน “ไม่อาจยอมรับ” การประกาศเอกราชของไต้หวัน และแสดงความเชื่อมั่นว่าประชาชนทั้งสองฝั่งจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกันในอนาคต

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ให้การต้อนรับ นางเจิ้ง ลี่เหวิน ประธานพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักของไต้หวัน ณ มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง โดยถือเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของผู้นำพรรคก๊กมินตั๋งในรอบ 10 ปี ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคที่พุ่งสูงขึ้น

ในระหว่างการหารือ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้แสดงความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าประชาชนทั้งสองฝั่งช่องแคบจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกันในที่สุด โดยระบุว่านี่คือ “กระแสธารแห่งประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้”

ผู้นำจีนกล่าวว่า “เพื่อนร่วมชาติทั้งสองฝั่งช่องแคบล้วนเป็นชาวจีน เป็นประชาชนในครอบครัวเดียวกันที่ปรารถนาสันติภาพ การพัฒนา การแลกเปลี่ยน และความร่วมมือ” สี จิ้นผิง กล่าวเสริมว่า ทั้งสองฝั่งช่องแคบเป็นส่วนหนึ่งของ “จีนเดียว””

“เมื่อครอบครัวปรองดองกัน ทุกสิ่งก็จะเจริญรุ่งเรือง การแยกตัวเป็นอิสระของไต้หวันเป็นตัวการสำคัญที่บ่อนทำลายสันติภาพในช่องแคบไต้หวัน เราจะไม่ยอมรับหรือเห็นชอบอย่างเด็ดขาด”

ผู้นำจีนย้ำว่า จีนพร้อมกระชับความร่วมมือและเปิดการเจรจากับทุกกลุ่มทางการเมืองในไต้หวัน รวมถึงพรรคก๊กมินตั๋ง ภายใต้พื้นฐานทางการเมืองเดียวกันคือ “การคัดค้านเอกราชของไต้หวัน” เพื่อปกป้องสันติภาพและเสถียรภาพของดินแดนที่เป็นบ้านเกิดร่วมกัน

ด้านนางเจิ้ง ลี่เหวิน ได้ตอบรับโดยระบุว่า การฟื้นฟูความรุ่งเรืองของชนชาติจีนคือความปรารถนาร่วมกันของประชาชนทั้งสองฝั่ง พร้อมแสดงความหวังว่าช่องแคบไต้หวันจะไม่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เสี่ยงต่อความขัดแย้งอีกต่อไป

“ทั้งสองฝ่ายควรอยู่เหนือการเผชิญหน้าทางการเมือง และร่วมกันแสวงหาทางออกเชิงระบบเพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงสงคราม เพื่อให้ช่องแคบไต้หวันกลายเป็นต้นแบบของการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติของโลก” 

ทั้งนี้ พรรคก๊กมินตั๋งเคยปกครองจีน จนกระทั่งรัฐบาลสาธารณรัฐจีนที่พรรคก๊กมินตั๋งเป็นผู้นำได้ลี้ภัยไปยังไต้หวันในปี 1949 หลังจากพ่ายแพ้ในสงครามกลางเมืองต่อพรรคคอมมิวนิสต์ของเหมาเจ๋อตุง ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน และไม่มีการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพหรือการหยุดยิง และจนถึงทุกวันนี้ รัฐบาลทั้งสองฝ่ายก็ยังไม่ยอมรับอีกฝ่ายอย่างเป็นทางการ

นางเจิ้งกล่าวกับสี จิ้นผิงว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งช่องแคบที่เอื้อประโยชน์ร่วมกันคือสิ่งที่ประชาชนทั้งสองฝ่ายปรารถนา และการปฏิสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนควรเป็นไปในลักษณะต่างตอบแทน และกล่าวเสริมว่า “ดิฉัน ลี่เหวิน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสักวันหนึ่งในอนาคต ดิฉันจะมีโอกาสได้เป็นเจ้าภาพและต้อนรับท่านสี จิ้นผิง และทุกท่านที่อยู่ ณ ที่นี้ในไต้หวัน”

การเยือนจีนครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลไต้หวัน ที่มองว่านางเจิ้งมีท่าทีโอนอ่อนต่อจีนมากเกินไป โดยเฉพาะในช่วงที่สภาไต้หวันซึ่งพรรคก๊กมินตั๋งครองเสียงข้างมาก กำลังขัดแย้งกับรัฐบาลเรื่องแผนงบประมาณซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ มูลค่า 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน

นางเจิ้งยืนกรานคัดค้านงบประมาณดังกล่าว โดยระบุว่า “ไต้หวันไม่ใช่ตู้เอทีเอ็ม” และเสนอให้ปรับลดงบประมาณลงเหลือ 3.8 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวันสำหรับซื้ออาวุธที่จำเป็นเท่านั้น ขณะที่ประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า การคุกคามทางทหารของจีนรอบเกาะไต้หวันต่างหากที่เป็นตัวทำลายสันติภาพในภูมิภาคอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ การพบกันระหว่างนายสีและนางเจิ้ง เกิดขึ้นเพียงหนึ่งเดือนก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มีกำหนดเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อประชุมสุดยอดกับผู้นำจีน ซึ่งคาดว่าประเด็นเรื่องความมั่นคงของไต้หวันจะเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของการหารือระดับโลกในครั้งนี้ด้วย.

ที่มา Reuters / AFP

“มิน อ่อง หล่าย” สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมา

"มิน อ่อง หล่าย" สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมา

10 เม.ย. 2569 12:03 น.

“มิน อ่อง หล่าย” สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมา

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำกองทัพเมียนมา เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ ถือเป็นการสืบทอดอำนาจในฐานะผู้นำพลเรือน หลังจากที่เขาทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของนางออง ซาน ซูจี เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ร่วมส่งสารแสดงความยินดี

ในพิธีซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเนปิดอว์ มิน อ่อง หล่าย ในวัย 69 ปี ได้กล่าวคำสาบานตนว่าจะ “มุ่งมั่นส่งเสริมหลักการแห่งยุติธรรม เสรีภาพ และความเท่าเทียม” พร้อมประกาศอุทิศตนเพื่อรับใช้สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาในวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี โดยเขาได้ลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดเพื่อมาบริหารงานในฐานะประธานาธิบดีของรัฐบาลชุดใหม่ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ในสัปดาห์หน้า

บรรยากาศโดยรอบสถานที่จัดงานเต็มไปด้วยการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด มีหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดลาดตระเวนรอบโรงแรม และมีการตั้งด่านตรวจหนาแน่นรอบอาคารรัฐสภา

มิน อ่อง หล่าย กล่าวในสุนทรพจน์ซึ่งใช้เวลาไม่ถึง 20 นาที และมีแขกต่างชาติเข้าร่วมกว่า 50 คนว่า “เมียนมากำลังก้าวไปสู่ประชาธิปไตยอย่างมั่นคงแล้ว แต่รัฐบาลใหม่ยังมีอุปสรรคและความท้าทายอีกมากมายที่ต้องเอาชนะ” และกล่าวว่า “รัฐบาลใหม่จะดำเนินการตามแผนงานบนพื้นฐานของประชาธิปไตยและระบบสหพันธรัฐ  สิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือประชาธิปไตยและสันติภาพ” 

เขากล่าวเพิ่มเติมในภายหลังว่า “เราจะเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ปกติกับอาเซียน”

แม้ทางการจะโฆษณาว่าการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาคือการคืนอำนาจให้ประชาชน แต่กลุ่มจับตามองสิทธิมนุษยชนระบุว่านี่เป็นเพียงการเลือกตั้งจอมปลอม โดยรัฐมนตรี 30 รายที่สาบานตนพร้อมกัน กว่า 2 ใน 3 เป็นทหาร ทั้งที่ยังคงรับราชการและเกษียณอายุแล้ว ส่วนรัฐมนตรีมากกว่า 10 คน เป็นบุคคลที่อยู่ในรายชื่อถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ นอกจากนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้สั่งห้ามพรรคเอ็นแอลดีของนางออง ซาน ซูจี เข้าร่วม และไม่มีการลงคะแนนในหลายพื้นที่ซึ่งยังคงมีการสู้รบกับกลุ่มต่อต้าน

นักวิเคราะห์มองว่าเป้าหมายหลักของการเลือกตั้งครั้งนี้คือการสร้าง “ความชอบธรรมแบบเปลือกนอก” เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์และการลงทุนจากต่างประเทศ โดยในพิธีสาบานตนมีตัวแทนจากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ไทย จีน และอินเดีย เข้าร่วมด้วย

สื่อของรัฐบาลเมียนมารายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ได้ส่งสารแสดงความยินดี โดยเชื่อมั่นว่าภายใต้การนำของมิน อ่อง หล่าย ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ขณะที่จีนถูกมองว่าเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดของการเลือกตั้งครั้งนี้ และเตรียมรื้อฟื้นโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่เคยหยุดชะงักไป

อย่างไรก็ตาม กลุ่มรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยยังคงยืนยันว่า การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่สามารถแก้ไขวิกฤตความขัดแย้งภายในประเทศได้ ตราบใดที่ผู้นำยังคงเป็นกลุ่มเดิมที่ใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชนตลอด 5 ปีที่ผ่านมา.

ที่มา AFP / Reuters

สหรัฐฯ เตรียมปรับระบบ “ลงทะเบียนเกณฑ์ทหารอัตโนมัติ” สำหรับชายอายุ 18-25 ปี

สหรัฐฯ เตรียมปรับระบบ "ลงทะเบียนเกณฑ์ทหารอัตโนมัติ" สำหรับชายอายุ 18-25 ปี

10 เม.ย. 2569 11:34 น.

สหรัฐฯ เตรียมปรับระบบ “ลงทะเบียนเกณฑ์ทหารอัตโนมัติ” สำหรับชายอายุ 18-25 ปี

รัฐบาลสหรัฐฯ เล็งยกเลิกระบบการลงทะเบียนเกณฑ์ทหารด้วยตนเองแบบเดิมที่ใช้มานานกว่า 50 ปี เปลี่ยนมาใช้ระบบดึงข้อมูลอัตโนมัติเพื่อลดงบประมาณการประชาสัมพันธ์ หวังเพิ่มประสิทธิภาพการระดมพลท่ามกลางสถานการณ์โลกตึงเครียด ขณะที่สังคมเริ่มกังวลอาจเป็นสัญญาณรื้อฟื้นการบังคับเกณฑ์ทหารในอนาคต

ชายชาวอเมริกันที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 25 ปี อาจเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลผู้มีสิทธิถูกเรียกเกณฑ์ทหารโดยอัตโนมัติอย่างเร็วที่สุดในเดือนธันวาคมนี้ หลังมีการเสนอระเบียบใหม่เพื่อปรับปรุงระบบการลงทะเบียนจากเดิมที่บุคคลต้องดำเนินการด้วยตนเองภายใน 30 วันหลังอายุครบ 18 ปี ให้กลายเป็นการลงทะเบียนผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ

สำนักงานทะเบียนการเกณฑ์ทหาร ได้เสนอแผนนี้ต่อสำนักงานสารสนเทศและกำกับดูแลกฎระเบียบเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่าการเปลี่ยนมาใช้ระบบอัตโนมัติจะช่วยประหยัดงบประมาณหลายล้านดอลลาร์ต่อปี ที่เดิมต้องใช้ไปกับการโฆษณาและการแจ้งเตือนประชาชนให้มาลงทะเบียนตามกฎหมาย

สส. คริสซี ฮูลาฮาน จากพรรคเดโมแครต ผู้ผลักดันกฎหมายนี้ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะช่วยให้รัฐบาลสามารถนำงบประมาณไปใช้ในการเตรียมความพร้อมและการระดมพลได้โดยตรง แทนที่จะเสียเงินไปกับการจัดทำแคมเปญการศึกษาและโฆษณาประชาสัมพันธ์แบบเดิม

แม้ในปัจจุบันเกือบทุกรัฐในสหรัฐฯ จะมีการลงทะเบียนให้อัตโนมัติเมื่อขอทำใบขับขี่ แต่พบว่าอัตราการปฏิบัติตามกฎหมายในปี 2024 ลดลงเหลือเพียง 81% โดยตามกฎหมายสหรัฐฯ ชายที่ไม่ลงทะเบียนอาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี แม้ในทางปฏิบัติจะเกิดขึ้นน้อยมากก็ตาม รวมถึงไม่สามารถกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาจากรัฐบาลได้ และหมดสิทธิ์รับราชการในหน่วยงานรัฐ และสำหรับชาวต่างชาติที่อาศัยในสหรัฐฯ หากไม่ลงทะเบียนอาจถูกปฏิเสธการขอสัญชาติอเมริกัน

ความเคลื่อนไหวนี้สร้างความกังวลให้กับชาวอเมริกันจำนวนมาก โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่านที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น หลายฝ่ายกลัวว่านี่คือการปูทางไปสู่การบังคับเกณฑ์ทหารซึ่งสหรัฐฯ เคยใช้ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1973 ในช่วงสงครามเวียดนาม ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้ระบบอาสาสมัครทั้งหมด

ด้านนางคาโรลีน ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ได้ตอบคำถามผ่านสื่อฟ็อกซ์นิวส์ถึงความเป็นไปได้ในการส่งทหารบกบุกอิหร่านและการเกณฑ์ทหารว่า “ในปัจจุบันยังไม่อยู่ในแผนงาน แต่ประธานาธิบดีจำเป็นต้องเปิดทางเลือกไว้เพื่อความเหมาะสม และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปกป้องประชาชนและกองทัพอเมริกัน”

ปัจจุบัน กฎหมายดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสแล้วในฐานะส่วนหนึ่งของกฎหมายงบประมาณกลาโหม และอยู่ในระหว่างการตรวจสอบขั้นตอนสุดท้ายก่อนเริ่มบังคับใช้จริงในช่วงปลายปี 2026 นี้.

ที่มา BBC

IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลก ผลพวงสงครามตะวันออกกลาง

IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลก ผลพวงสงครามตะวันออกกลาง

10 เม.ย. 2569 11:03 น.

IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลก ผลพวงสงครามตะวันออกกลาง

IMF หั่นคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก เตือนต้นทุนพลังงานพุ่ง ซัพพลายสะดุด ฉุดการเติบโต พร้อมอาจต้องอัดฉีดช่วยสูงสุด 5 หมื่นล้านดอลลาร์

วันที่ 10 เมษายน 2569 นางคริสตาลินา จอร์จีวา ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ  หรือ ไอเอ็มเอฟ เปิดเผยว่า เตรียมปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก หลังผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางยังคงกดดันระบบเศรษฐกิจ แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว อย่างไรก็ตามแม้ในกรณีดีที่สุด โลกก็ไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติเดิมได้ง่าย เนื่องจากผลกระทบเชิงลึกจากสงคราม ทั้งต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และความเชื่อมั่นตลาดที่ลดลง

ไอเอ็มเอฟ ยังเตือนว่า เศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในพื้นที่สู้รบอาจหดตัวลงราว 3% ในช่วงเริ่มต้นของสงคราม และอาจฟื้นตัวได้ช้าในระยะยาว พร้อมคาดว่า ความต้องการเงินช่วยเหลือฉุกเฉินสำหรับประเทศที่ได้รับผลกระทบอาจอยู่ระหว่าง 20,000–50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7 แสนล้าน–1.8 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย 

ขณะเดียวกัน นายอเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก ระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับผลกระทบหนัก โดยเฉพาะประเทศรายได้น้อยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยผลกระทบดังกล่าวยังสะท้อนผ่านอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลก จากต้นทุนพลังงาน ปุ๋ย และการขนส่งที่สูงขึ้น ขณะที่ความไม่มั่นคงด้านอาหารอาจกระทบประชาชนอย่างน้อย 45 ล้านคน ซึ่งทางธนาคารโลกอาจสามารถจัดสรรเงินช่วยเหลือเร่งด่วนได้ราว 25,000 ล้านดอลลาร์ และอาจเพิ่มเป็น 60,000 ล้านดอลลาร์ในระยะยาว หากมีความจำเป็น.

ที่มา AFP

ญี่ปุ่นสั่งระบายน้ำมันสำรองเพิ่ม เทียบเท่าการใช้ 20 วัน เริ่ม พ.ค. นี้

ญี่ปุ่นสั่งระบายน้ำมันสำรองเพิ่ม เทียบเท่าการใช้ 20 วัน เริ่ม พ.ค. นี้

10 เม.ย. 2569 11:02 น.

ญี่ปุ่นสั่งระบายน้ำมันสำรองเพิ่ม เทียบเท่าการใช้ 20 วัน เริ่ม พ.ค. นี้

รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศแผนระบายน้ำมันสำรองเพิ่มเทียบเท่าการใช้ 20 วัน เริ่มต้นเร็วสุดต้นเดือนพฤษภาคม หวังรักษาเสถียรภาพพลังงาน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตะวันออกกลาง แม้มีข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านแล้วก็ตาม

นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แถลงในที่ประชุมรัฐมนตรีเพื่อติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางว่า รัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนจะระบายน้ำมันดิบจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์เพิ่มเทียบเท่าการใช้ 20 วัน โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้เร็วที่สุดในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมนี้

การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนว่าอิหร่านจะกลับมาเปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลกเมื่อใด แม้ว่าสหรัฐฯ และอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ไปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาก็ตาม แต่ดูเหมือนสถานการณ์ยังคงเปราะบาง เนื่องจากอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีกลุ่มเฮซบอลลาห์ในเลบานอนอย่างต่อเนื่อง

มาตรการใหม่นี้จะต่อยอดจากการระบายน้ำมันสำรองเดิม เทียบเท่าการใช้จำนวน 50 วัน ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งครอบคลุมทั้งน้ำมันจากคลังสำรองของรัฐ ภาคเอกชน และความร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวอาหรับ นายกฯ ทาคาอิจิ ย้ำว่า “รัฐบาลจะดำเนินทุกวิถีทางเพื่อให้มั่นใจว่าญี่ปุ่นจะมีอุปทานน้ำมันดิบที่มั่นคง” และระบุว่าปริมาณสำรองปัจจุบันเพียงพอที่จะใช้ไปจนถึงปีหน้า

นอกจากนี้ ผู้นำญี่ปุ่นยังได้สั่งการให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนในภาคส่วนเฉพาะทางที่เริ่มได้รับผลกระทบจากวิกฤตขนส่ง ได้แก่การเร่งจัดหาทินเนอร์ผสมสีที่เริ่มขาดตลาดในอุตสาหกรรมก่อสร้างและซ่อมรถยนต์ และการประคองปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่จำเป็นต้องใช้ในกระบวนการผลิตชาเขียว

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 90% และเกือบทั้งหมดต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถูกอิหร่านสั่งปิดเพื่อตอบโต้การโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์

แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะขู่ใช้วิธีทำลายโครงสร้างพื้นฐานหากอิหร่านไม่เปิดเส้นทางเดินเรือ จนนำไปสู่การหยุดยิงชั่วคราว แต่การที่ความขัดแย้งในเลบานอนยังไม่ยุติ ทำให้ญี่ปุ่นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานที่อาจยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ไว้.

ที่มา KYODO NEWS

เกาหลีใต้ส่งทูตพิเศษเจรจาอิหร่าน หลังเรือ 26 ลำ ยังติดค้างที่ “ฮอร์มุซ”

เกาหลีใต้ส่งทูตพิเศษเจรจาอิหร่าน หลังเรือ 26 ลำ ยังติดค้างที่ "ฮอร์มุซ"

10 เม.ย. 2569 10:54 น.

เกาหลีใต้ส่งทูตพิเศษเจรจาอิหร่าน หลังเรือ 26 ลำ ยังติดค้างที่ “ฮอร์มุซ”

รัฐบาลเกาหลีใต้เตรียมส่งทูตพิเศษเดินทางไปยังอิหร่าน เจรจาเรื่องความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ยังไม่สร้างความมั่นใจต่อการสัญจรผ่านทาง

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ระบุว่า ได้แต่งตั้ง ชอง บยอง-ฮา อดีตเอกอัครราชทูตประจำคูเวต และผู้แทนด้านความร่วมมือขั้วโลก เป็นทูตพิเศษ เพื่อเดินทางไปกรุงเตหะรานในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นหลังการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้ โช ฮยอน กับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อารักชี 

โดยระหว่างการเยือน เกาหลีใต้หวังจะหารือกับอิหร่านในหลายประเด็น ทั้งสถานการณ์ตะวันออกกลาง ความปลอดภัยของพลเมือง เรือ และลูกเรือ รวมถึงเงื่อนไขการผ่านเส้นทางเดินเรือ

ปัจจุบัน มีเรือสัญชาติเกาหลีใต้รวม 26 ลำ รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมัน ไม่สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้

ผู้บริหารบริษัทเดินเรือและนักวิเคราะห์ระบุว่า แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิง แต่ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ยังทำให้การเดินเรือในพื้นที่มีความเสี่ยงสูง

ทั้งนี้ เกาหลีใต้ถือเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และเป็นประเทศที่มีบทบาทด้านความมั่นคง โดยมีทหารสหรัฐฯ ประจำการราว 28,000 นาย เพื่อรับมือภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ จึงต้องจับตาดูผลการหารือในครั้งนี้ว่าจะออกมาในทิศทางใด.

ที่มา : CNN

ผู้บริหารน้ำมันอาบูดาบีจี้อิหร่านเปิดเส้นทางทันที ชี้ฮอร์มุซถูกคุมเข้ม เสี่ยงกระทบพลังงานโลก

ผู้บริหารน้ำมันอาบูดาบีจี้อิหร่านเปิดเส้นทางทันที ชี้ฮอร์มุซถูกคุมเข้ม เสี่ยงกระทบพลังงานโลก

10 เม.ย. 2569 10:03 น.

ผู้บริหารน้ำมันอาบูดาบีจี้อิหร่านเปิดเส้นทางทันที ชี้ฮอร์มุซถูกคุมเข้ม เสี่ยงกระทบพลังงานโลก

สุลต่าน อัล จาเบอร์ ผู้บริหารบริษัทน้ำมันแห่งชาติอาบูดาบี ออกโรงเรียกร้องให้อิหร่านเปิดเส้นทางเดินเรือ “โดยไม่มีเงื่อนไข” ทันที หลังช่องแคบพลังงานสำคัญของโลกยังคงถูกควบคุมและจำกัด

สุลต่าน อัล จาเบอร์ ผู้บริหารบริษัทน้ำมันแห่งชาติอาบูดาบี Abu Dhabi National Oil Company (ADNOC) และรัฐมนตรีอุตสาหกรรมของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลกยังไม่สามารถเปิดใช้งานตามปกติ และการผ่านเส้นทางดังกล่าวขึ้นอยู่กับ เงื่อนไข การอนุญาต และแรงกดดันทางการเมือง จากอิหร่าน พร้อมประณามว่านี่ไม่ใช่เสรีภาพในการเดินเรือ แต่เป็นการบีบบังคับ

อัล จาเบอร์ยังเรียกร้องให้อิหร่านต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค พร้อมย้ำว่า การปิดหรือควบคุมช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นความเสี่ยงร้ายแรงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก

เขาระบุว่า ช่องแคบดังกล่าวต้องเปิด เต็มรูปแบบ ไม่มีเงื่อนไข และไร้ข้อจำกัด เนื่องจากความมั่นคงด้านพลังงานโลกขึ้นอยู่กับเส้นทางนี้ และก่อนเกิดสงคราม เส้นทางนี้ถือเป็นน่านน้ำสากลที่เปิดเสรี

รายงานของ Reuters ระบุว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซนับตั้งแต่สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลเริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้การผลิตน้ำมันของยูเออีลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง

แม้ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจะช่วยพยุงรายได้ แต่ปริมาณการผลิตที่ลดลงทำให้ตลาดพลังงานโลกเริ่มตึงตัว ขณะที่มีเรือบรรทุกน้ำมันกว่า 230 ลำ บรรทุกสินค้าเตรียมรอออกเดินทาง แต่ยังไม่สามารถผ่านช่องแคบได้

นอกจากยูเออีแล้ว โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในหลายประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ คูเวต และบาห์เรน ก็ได้รับผลกระทบจากการโจมตีเช่นกัน

สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ต้องเร่งเปิดเส้นทางเดินเรือ เพื่อหลีกเลี่ยงคลื่นกระแทกทางเศรษฐกิจ ที่อาจลุกลามทั่วโลก

ก่อนหน้านี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินเรือให้ข้อมูลกับ CNN ว่า ความไม่แน่นอนของข้อตกลงหยุดยิง ทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังมีความเสี่ยงสูง

ขณะที่อิหร่านยืนยันว่า การผ่านเส้นทางดังกล่าวต้องประสานกับกองกำลังของอิหร่าน และอยู่ภายใต้ข้อจำกัดทางเทคนิค โดยยังไม่มีแผนชัดเจนในการรับประกันความปลอดภัยของการเดินเรือ ทำให้เรือแต่ละลำยังต้องรอดูสถานการณ์ต่อไป.

ที่มา : reuters

ศาลอิสราเอล เปิดไต่สวนคดี “เนทันยาฮู” คอร์รัปชั่น อีกครั้งหลังหยุดพักไปช่วงสงคราม

ศาลอิสราเอล เปิดไต่สวนคดี "เนทันยาฮู" คอร์รัปชั่น อีกครั้งหลังหยุดพักไปช่วงสงคราม

10 เม.ย. 2569 09:41 น.

ศาลอิสราเอล เปิดไต่สวนคดี “เนทันยาฮู” คอร์รัปชั่น อีกครั้งหลังหยุดพักไปช่วงสงคราม

ศาลอิสราเอลยกเลิกมาตรการฉุกเฉิน เปิดพิจารณาคดีคอร์รัปชั่นนายกรัฐมนตรี “เบนจามิน เนทันยาฮู” ต่อ หลังถูกระงับชั่วคราวจากสถานการณ์สงครามกับอิหร่าน 

วันที่ 10 เมษายน 2569 การพิจารณาคดีทุจริตของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล มีกำหนดกลับมาเริ่มต้นอีกครั้งในวันอาทิตย์นี้ หลังถูกระงับชั่วคราวจากสถานการณ์สงครามกับอิหร่าน โดยศาลแขวงกรุงเยรูซาเล็ม กำหนดนัดไต่สวนในเวลา 09.30 น. เพื่อรับฟังพยานฝ่ายจำเลย โดยถือเป็นการกลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาปกติ หลังศาลยุติระบบสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่จำกัดเฉพาะคดีเร่งด่วนเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ กระทรวงยุติธรรมอิสราเอลได้ใช้มาตรการพิเศษตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ทำให้คดีอาญาและคดีแพ่งส่วนใหญ่ต้องหยุดชะงัก โดยการพิจารณาคดีครั้งนี้ถือเป็นการกลับมาดำเนินกระบวนการต่อจากช่วงก่อนสงคราม โดยยังอยู่ในขั้นตอนการสอบค้าน ไม่ใช่การเริ่มต้นคดีใหม่

ทั้งนี้ นายเนทันยาฮูถูกตั้งข้อหาในปี 2562 และยืนยันปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยเขาเริ่มขึ้นให้การในศาลตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 และถูกอัยการเริ่มสอบค้านตั้งแต่กลางปี 2568 ครอบคลุมข้อกล่าวหาหลายคดี ได้แก่ คดี 1000, 2000 และ 4000 โดยเฉพาะคดี 4000 หรือคดีเบเซก-วาลลา ซึ่งถูกมองว่าเป็นข้อหาที่ร้ายแรงที่สุด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการรับสินบน ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากในอิสราเอล เนื่องจากเกี่ยวพันกับคำถามสำคัญทางการเมืองว่า ผู้นำประเทศที่กำลังเผชิญคดีอาญาควรดำรงตำแหน่งต่อไปได้หรือไม่ ท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงที่ยังตึงเครียด.

ที่มา The Jerusalem Post