ระทึก! อุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังน้ำอินเดียถล่ม ดับ 7 คนงานสูญหาย 3 ราย

ระทึก! อุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังน้ำอินเดียถล่ม ดับ 7 คนงานสูญหาย 3 ราย

15 ส.ค. 2569 13:53 น.

ระทึก! อุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังน้ำอินเดียถล่ม ดับ 7 คนงานสูญหาย 3 ราย

อุโมงค์ระหว่างก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำในรัฐอุตตราขัณฑ์ของอินเดียพังถล่ม ทำให้คนงานเสียชีวิตอย่างน้อย 7 ราย ขณะที่อีก 3 คนยังสูญหาย ท่ามกลางระดับน้ำในอุโมงค์ที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

เกิดเหตุระทึกที่อินเดีย เมื่ออุโมงค์ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างภายในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำวิษณุคัด-ปิปัลโกตี ในเขตจำโอลี รัฐอุตตราขัณฑ์ ทางตอนเหนือของประเทศ พังถล่มช่วงกลางดึกคืนวันพฤหัสบดี หลังเกิดมวลน้ำและเศษดินจำนวนมากทะลักเข้าไปภายในอุโมงค์

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ขณะเกิดเหตุมีคนงานอยู่ภายในอุโมงค์ทั้งหมด 22 คน เบื้องต้นสามารถช่วยเหลือออกมาได้อย่างปลอดภัย 12 คน ขณะที่มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 ราย และอีก 3 คนยังสูญหาย

หลังเกิดเหตุ หน่วยกู้ภัยจากกองกำลังรับมือภัยพิบัติแห่งชาติและระดับรัฐ ตำรวจชายแดนอินโด-ทิเบต รวมถึงหน่วยดับเพลิง ถูกส่งเข้าพื้นที่เพื่อเร่งค้นหาคนงานที่ยังติดอยู่ภายใน

อย่างไรก็ตาม ภารกิจช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากมีน้ำจำนวนมากไหลเข้าท่วมภายในอุโมงค์ และยังมีน้ำซึมเข้ามาจากผนังด้านข้างอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ

อมฤต ลาล มีนา ผู้บัญชาการทีมกองกำลังรับมือภัยพิบัติแห่งชาติเปิดเผยว่า เมื่อทีมกู้ภัยเดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุ พบว่าภายในอุโมงค์มีน้ำอยู่เป็นจำนวนมาก และน้ำยังคงซึมเข้ามาจากหลายจุด ก่อนที่ระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อเข้าถึงผู้ที่ยังสูญหาย

ด้านปุษการ์ สิงห์ ธามี มุขมนตรีรัฐอุตตราขัณฑ์ระบุว่า เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้าค้นหาและช่วยเหลือคนงานที่สูญหายอีก 3 คน พร้อมเร่งประเมินสถานการณ์ภายในอุโมงค์เพื่อให้การค้นหาเป็นไปอย่างปลอดภัยที่สุด

อุบัติเหตุในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่เกิดขึ้นค่อนข้างบ่อยในอินเดีย โดยเฉพาะในพื้นที่ภูเขาหิมาลัย ซึ่งมีทั้งสภาพภูมิประเทศที่เปราะบาง กิจกรรมทางธรณีวิทยาสูง และสภาพใต้ดินที่คาดการณ์ได้ยาก ประกอบกับการขยายโครงสร้างพื้นฐานอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุระหว่างการก่อสร้าง

ก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2566 เคยเกิดเหตุอุโมงค์ในรัฐอุตตราขัณฑ์ถล่ม ทำให้คนงาน 41 คนติดอยู่ใต้ดินนานถึง 17 วัน ก่อนเจ้าหน้าที่จะสามารถช่วยเหลือออกมาได้ทั้งหมด

ขณะที่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เกิดเหตุระเบิดภายในเหมืองถ่านหินในรัฐเมฆาลัย ซึ่งอยู่ติดกับรัฐอุตตราขัณฑ์ ส่งผลให้คนงานเสียชีวิตอย่างน้อย 18 คน.

ที่มา : channelnewsasia

ตายพุ่ง 20 ราย! แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย เร่งช่วยคนติดใต้ซาก

ตายพุ่ง 20 ราย! แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย เร่งช่วยคนติดใต้ซาก

15 ส.ค. 2569 13:29 น.

ตายพุ่ง 20 ราย! แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย เร่งช่วยคนติดใต้ซาก

ยอดผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวรุนแรงนอกชายฝั่งอินโดนีเซีย พุ่งอย่างน้อย 20 ราย บาดเจ็บอีก 6 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ใต้ซากอย่างน้อย 2 คน 

สถานการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงในอินโดนีเซียยังน่าเป็นห่วง หลังยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 20 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีก 6 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังเร่งค้นหาผู้ประสบภัยที่อาจติดอยู่ใต้ซากอาคาร โดยมีรายงานว่ามีอย่างน้อย 2 คนยังถูกฝังอยู่ใต้ซากและอาจยังมีชีวิต

ฟาธูร์ เราะห์มาน เจ้าหน้าที่กู้ภัย เปิดเผยกับเอเอฟพีว่า ผู้เสียชีวิตทั้งหมดถูกพบใน 4 เมืองบนเกาะฟลอเรส ขณะที่ทีมกู้ภัยกำลังมุ่งหน้าไปยังเขตนาเกเคโอ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด เพื่อเร่งค้นหาและช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ใต้ซาก

ภารกิจกู้ภัยเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากดินถล่มหลายจุดทำให้ถนนถูกตัดขาด เจ้าหน้าที่จึงต้องเร่งหาทางเข้าถึงพื้นที่ประสบภัย ท่ามกลางความกังวลว่าอาจมีผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคารอีก

ขณะเดียวกัน ภาพจากพื้นที่เกิดเหตุสะท้อนความแตกตื่นของประชาชนอย่างชัดเจน หลังชาวบ้านในเขตนาเกเคโอ ซึ่งอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว พากันวิ่งหนีขึ้นพื้นที่สูง หลังสังเกตเห็นว่า ระดับน้ำทะเลลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงการเกิดสึนามิ

ผู้คนจำนวนมากพากันอพยพออกจากเมือง ทั้งเดินเท้า ขี่รถจักรยานยนต์ ขับรถยนต์ และบางส่วนต้องขึ้นท้ายรถกระบะ ท่ามกลางความหวาดกลัวว่าจะเกิดคลื่นยักษ์ตามมา

ก่อนหน้านี้ สำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศ และธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซีย หรือ BMKG ได้ออกคำเตือนสึนามิ หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 และสั่งให้ประชาชนตามแนวชายฝั่งอพยพขึ้นพื้นที่สูง แต่ล่าสุดได้ ยกเลิกคำเตือนสึนามิแล้ว หลังไม่พบสถานการณ์ระดับน้ำทะเลที่เป็นอันตราย

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เตือนประชาชนยังไม่ควรกลับเข้าไปในอาคารที่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากยังเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาแล้วหลายสิบครั้ง โดยครั้งที่รุนแรงที่สุดมีขนาด 6.1 และยังคงมีการเฝ้าระวังระดับน้ำทะเลอย่างต่อเนื่อง

สำหรับแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณนอกชายฝั่งทางตอนเหนือของเกาะฟลอเรส ทางตะวันออกของอินโดนีเซีย เมื่อช่วงเช้ามืดวันเสาร์ โดยมีขนาด 7.7 และเป็นแผ่นดินไหวที่เกิดในระดับตื้น ส่งแรงสั่นสะเทือนรุนแรงไปยังหลายพื้นที่บนเกาะ

เกาะฟลอเรสและพื้นที่โดยรอบเป็นหนึ่งในเขตที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง เนื่องจากอินโดนีเซียตั้งอยู่บนแนว วงแหวนแห่งไฟ หรือ Ring of Fire ซึ่งเป็นแนวรอยต่อแผ่นเปลือกโลกที่มีความเคลื่อนไหวสูง

เหตุการณ์ครั้งนี้ยังสร้างความหวาดหวั่นเป็นพิเศษ เนื่องจากเกาะฟลอเรสเคยเผชิญแผ่นดินไหวขนาด 7.7 เมื่อปี 2535 ซึ่งทำให้เกิดสึนามิและมีผู้เสียชีวิตราว 2,500 คน ขณะที่ในปี 2547 แผ่นดินไหวขนาด 9.1 นอกชายฝั่งเกาะสุมาตราได้ก่อให้เกิดสึนามิครั้งใหญ่ คร่าชีวิตผู้คนทั่วภูมิภาคราว 220,000 คน รวมถึงในอินโดนีเซียประมาณ 170,000 คน.

ที่มา : channelnewsasia

ทรัมป์บอกชาวอเมริกันทำใจ น้ำมันแพงต่อ หลังอิหร่านลั่นคุมช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์บอกชาวอเมริกันทำใจ น้ำมันแพงต่อ หลังอิหร่านลั่นคุมช่องแคบฮอร์มุซ

15 ส.ค. 2569 10:13 น.

ทรัมป์บอกชาวอเมริกันทำใจ น้ำมันแพงต่อ หลังอิหร่านลั่นคุมช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์บอกชาวอเมริกันให้ทำใจและยอมรับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ท่ามกลางสงครามกับอิหร่านที่ยังไม่มีทีท่ายุติ หลังอิหร่านประกาศกร้าว จะเป็นผู้ตัดสินใจเปิด-ปิดช่องแคบฮอร์มุซเพียงฝ่ายเดียว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาเตือนชาวอเมริกันให้เตรียมรับมือกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่อาจยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงยืดเยื้อ และการเจรจาสันติภาพยังไม่มีความคืบหน้า

ทรัมป์กล่าวระหว่างการปราศรัยที่เมืองการ์เดน ซิตี รัฐนิวยอร์ก เมื่อวันศุกร์ว่า ชาวอเมริกันอาจต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเล็กน้อยสำหรับน้ำมันเบนซิน แต่ถือเป็นราคาที่ต้องยอมรับ เพื่อแลกกับการป้องกันไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมเรียกอิหร่านว่าเป็นประเทศที่ชั่วร้ายอย่างมาก

ข้อมูลจากสมาคมยานยนต์อเมริกัน หรือ AAA ระบุว่า ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยในสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 4.08 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เมื่อวันศุกร์ เพิ่มขึ้นราว 29 เปอร์เซ็นต์จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่อิหร่านยังคงแสดงท่าทีแข็งกร้าว โดย คาเซ็ม การีบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดหรือปิดภายใต้คำสั่งของอิหร่านเท่านั้น พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยอมรับความพ่ายแพ้ และย้ำว่าอิหร่านจะเดินหน้าบังคับใช้การปิดกั้นการเดินเรือต่อไป

การีบาบาดียังตอบโต้คำขู่ของทรัมป์ โดยระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซไม่สามารถถูกยึดได้ด้วยโพสต์บนโซเชียลมีเดีย เรือบรรทุกเครื่องบิน คำสั่ง หรือสุนทรพจน์หาเสียง

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก ก่อนเกิดสงคราม มีน้ำมันที่ส่งออกทั่วโลกราว 1 ใน 5 ต้องผ่านช่องแคบแห่งนี้ ทำให้การเดินเรือที่หยุดชะงักกำลังสร้างแรงกดดันต่อตลาดพลังงานทั่วโลก

ข้อมูลจากบริษัทติดตามการเดินเรือ Kpler ระบุว่า เมื่อวันศุกร์ มีเรือเพียงไม่กี่ลำที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และ ไม่พบเรือขนส่งน้ำมันดิบ ขณะที่ก่อนเกิดสงครามมีเรือเดินทางผ่านช่องแคบแห่งนี้มากกว่า 130 ลำต่อวัน สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น

สถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลต่อตลาดน้ำมันโดยตรง ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เมื่อวันศุกร์ปรับขึ้น 1.45 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 88.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 1.15 ดอลลาร์ อยู่ที่ 82.40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยทั้งสองตลาดมีแนวโน้มปรับขึ้นตลอดสัปดาห์

นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ โดยบริษัทน้ำมันแห่งชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ADNOC เปิดเผยว่า เรือของบริษัทถูกโจมตีระหว่างเดินทางผ่านช่องแคบเมื่อวันพฤหัสบดี และมีรายงานเรืออีกลำถูกโจมตีในวันศุกร์ แม้ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ด้านการเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังไม่มีความคืบหน้า รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านระบุว่า ยังไม่มีการตัดสินใจว่าจะกลับมาเจรจากับสหรัฐฯ หรือไม่ แม้กาตาร์และปากีสถานยังคงทำหน้าที่เป็นคนกลางและติดต่อแลกเปลี่ยนข้อความกับอิหร่าน แต่ยังไม่ถือเป็นการเจรจาอย่างเป็นทางการ

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังยกระดับถ้อยแถลงเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่า หลังจากสหรัฐฯ เอาชนะอิหร่านได้ เขาจะประกาศให้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นดินแดนของสหรัฐฯ ซึ่งยิ่งเพิ่มความตึงเครียดกับอิหร่านที่ยืนยันมาตลอดว่า ช่องแคบแห่งนี้อยู่ภายใต้อำนาจการควบคุมของตน.

ที่มา : channelnewsasia

อินโดฯยกเลิกเตือนสึนามิ หลังเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.7 สร้างความเสียหายหนัก

อินโดฯยกเลิกเตือนสึนามิ หลังเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.7 สร้างความเสียหายหนัก

15 ส.ค. 2569 09:49 น.

อินโดฯยกเลิกเตือนสึนามิ หลังเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.7 สร้างความเสียหายหนัก

อินโดนีเซียยกเลิกคำเตือนสึนามิแล้ว หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.7 นอกชายฝั่งเกาะฟลอเรส ทำประชาชนหลายพื้นที่แตกตื่นอพยพขึ้นที่สูง เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย บาดเจ็บ 2 คน 

หลังจากที่เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 นอกชายฝั่งทางตอนเหนือของเกาะฟลอเรส ทางตะวันออกของอินโดนีเซีย เมื่อช่วงเช้ามืดวันนี้ตามเวลาท้องถิ่น โดยจุดศูนย์กลางอยู่ใต้ทะเล ลึกประมาณ 10 กิโลเมตร ห่างจากเมืองเอนเดราว 68 กิโลเมตร จนทำให้มีการประกาศแจ้งเตือนสึนามิ และหลายพื้นที่แตกตื่นอพยพขึ้นที่สูง 

ล่าสุดสำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศ และธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซียหรือ BMKG  ตรวจพบคลื่นในหลายพื้นที่ แต่ระดับน้ำทะเลที่ตรวจวัดได้ยังไม่ก่อให้เกิดภัยร้ายแรง โดยจุดที่มีคลื่นสูงสุดอยู่ที่เมืองเมาโรเล ในเขตเอนเด วัดได้ประมาณ 94 เซนติเมตร ก่อนที่ทางการจะประกาศยกเลิกคำเตือนสึนามิในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง ทำให้อาคารและบ้านเรือนหลายแห่งได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะในพื้นที่เมาเมเรและจังหวัดนูซาเต็งการาตะวันออก ขณะที่มีรายงานอาคารบางแห่งพังถล่ม และโรงพยาบาลบางแห่งต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกมาอยู่ในพื้นที่ด้านนอก เพื่อความปลอดภัย

เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย และบาดเจ็บอีก 2 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยและทีมค้นหาและช่วยเหลือถูกส่งลงพื้นที่หลายจุด เพื่อสำรวจความเสียหายและค้นหาผู้ประสบภัยเพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน หลังแผ่นดินไหวหลักยังเกิดแรงสั่นสะเทือนตามมาอีกหลายครั้ง รวมถึงอาฟเตอร์ช็อกที่มีขนาด 5.6 และ 5.9 ทำให้ประชาชนจำนวนมากยังไม่กล้ากลับเข้าไปในอาคาร และเจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ล่าสุด ทางการยังคงเร่งประเมินความเสียหายในพื้นที่ประสบภัย และเตือนประชาชนให้ติดตามประกาศจากทางการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีโอกาสเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีก.

ที่มา : BBC

ภูเขาไฟเอตนา ในอิตาลี ปะทุเถ้าถ่านปกคลุมสนามบินใหญ่ที่สุดของเกาะซิซิลี ยกเลิกเที่ยวบินนับร้อย

ภูเขาไฟเอตนา ในอิตาลี ปะทุเถ้าถ่านปกคลุมสนามบินใหญ่ที่สุดของเกาะซิซิลี ยกเลิกเที่ยวบินนับร้อย

15 ส.ค. 2569 07:34 น.

ภูเขาไฟเอตนา ในอิตาลี ปะทุเถ้าถ่านปกคลุมสนามบินใหญ่ที่สุดของเกาะซิซิลี ยกเลิกเที่ยวบินนับร้อย

ภูเขาไฟเอตนาปะทุและพ่นเถ้าถ่านกระทบสนามบินคาตาเนีย สนามบินใหญ่ที่สุดของซิซิลี ต้องระงับเที่ยวบินถึงอย่างน้อยช่วงบ่ายวันเสาร์ กระทบผู้โดยสารหลายร้อยคน

วันที่ 15 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ภูเขาไฟเอตนา (Etna) ทางตอนใต้ของอิตาลีปะทุอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เถ้าภูเขาไฟกระจายปกคลุมพื้นที่และกระทบการเดินทางทางอากาศ จนสนามบินวินเชนโซ เบลลินี ในเมืองคาตาเนีย ซึ่งเป็นสนามบินที่มีผู้ใช้บริการมากที่สุดของเกาะซิซิลี ต้องระงับเที่ยวบิน

เจ้าหน้าที่สนามบินประกาศเมื่อวันศุกร์ว่า เที่ยวบินจะยังคงระงับอย่างน้อยจนถึงเวลา 14.00 น. วันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 19.00 น. ตามเวลาไทย เนื่องจากเถ้าภูเขาไฟส่งผลกระทบรุนแรงที่สุดที่สนามบินแห่งนี้ในรอบกว่า 20 ปี

ขณะที่นับตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม ถึงวันพุธที่ 12 สิงหาคม เที่ยวบินกว่า 1 ใน 3 จากทั้งหมด 1,974 เที่ยวที่มีกำหนดเดินทางผ่านสนามบินคาตาเนีย ได้ถูกยกเลิกเนื่องจากการปะทุของภูเขาไฟ ขณะที่อีกประมาณ 600 เที่ยวบินต้องเปลี่ยนเส้นทางไปลงสนามบินอื่น

โดยสถานการณ์เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่มีผู้เดินทางท่องเที่ยวหนาแน่นที่สุดของปี ส่งผลให้ผู้โดยสารหลายร้อยคนต้องตกค้างจากเที่ยวบินที่ถูกยกเลิกหรือล่าช้า ขณะที่ผู้โดยสารที่มีกำหนดเดินทางผ่านคาตาเนียในวันเสาร์ต่างติดต่อสายการบินเพื่อสอบถามว่าเที่ยวบินของตนจะยังให้บริการหรือไม่ 

ทั้งนี้ ภูเขาไฟเอตนาเป็นภูเขาไฟที่สูงที่สุดในยุโรปและเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ยังคงปะทุบ่อยที่สุดในโลก โดยตั้งอยู่ห่างจากเมืองคาตาเนียประมาณ 30 กิโลเมตร ทำให้เกิดคำถามขึ้นอีกครั้งถึงความเหมาะสมในการมีสนามบินสำคัญตั้งอยู่ใกล้ภูเขาไฟที่ยังมีพลัง.

ที่มา Aljazeera

คนงานก่อสร้างเบลเยียม ขุดพบทองคำแท่งและเหรียญทองฝังผนังบ้าน มูลค่าเกือบ 400 ล้านบาท

คนงานก่อสร้างเบลเยียม ขุดพบทองคำแท่งและเหรียญทองฝังผนังบ้าน มูลค่าเกือบ 400 ล้านบาท

15 ส.ค. 2569 06:53 น.

คนงานก่อสร้างเบลเยียม ขุดพบทองคำแท่งและเหรียญทองฝังผนังบ้าน มูลค่าเกือบ 400 ล้านบาท

คนงานก่อสร้างในเบลเยียมพบทองคำแท่งและเหรียญทองซุกอยู่ในผนังห้องใต้ดินขณะเจาะวางท่อระบายน้ำ คาดมูลค่าสูงถึง 9 ล้านยูโร หรือราว 350 ล้านบาท ตำรวจเร่งสอบหาเจ้าของ

วันที่ 15 สิงหาคม 2569 สื่อท้องถิ่นเบลเยียมรายงานว่า คนงานก่อสร้างที่กำลังขุดเจาะพื้นและโครงสร้างเพื่อวางท่อระบายน้ำใหม่ที่บ้านหลังหนึ่งในแคว้นฟลานเดอร์ตะวันออก ทางตะวันออกของเบลเยียม ได้ค้นพบทองคำแท่งและเหรียญทองจำนวนมากซุกซ่อนอยู่ภายในผนังห้องใต้ดินของบ้าน บริเวณฐานรากของอาคาร คาดว่ามีมูลค่ารวมประมาณ 9 ล้านยูโร หรือราว 350 ล้านบาท

หนึ่งในคนงานที่ร่วมค้นพบคือ นายโคบี นักศึกษาวัย 18 ปี ซึ่งมาทำงานช่วงปิดภาคเรียน เล่ากับสถานีโทรทัศน์ข่าว VRT ของเบลเยียมว่า ตอนแรกทุกคนไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองและคิดว่าสิ่งที่พบอาจเป็นเหรียญมูลค่า 1 ยูโร แต่เมื่อเห็นก้อนทองคำอยู่ด้วย จึงรู้ว่าพวกเขาพบสิ่งที่มีมูลค่ามหาศาล

รายงานข่าวระบุว่า หลังพบทองคำ คนงานรีบเข้าแจ้งตำรวจทันที โดยผู้จัดการไซต์ก่อสร้างชื่อนายมาริโอ ระบุว่า การเก็บทองไว้เองไม่ใช่ทางเลือก เพราะมีทั้งเหรียญและทองคำแท่งจำนวนมาก และการนำไปครอบครองก็อาจเข้าข่ายการลักทรัพย์ โดยตำรวจเข้าตรวจสอบพื้นที่และนำทองคำทั้งหมดไปเก็บไว้ในสถานที่ปลอดภัย พร้อมเตือนประชาชนไม่ให้เดินทางมายังพื้นที่ก่อสร้างเพื่อค้นหาทองคำเพิ่มเติม 

ทั้งนี้ บ้านหลังนี้เป็นทรัพย์สินขององค์กรซีเอดับเบิลยู ออสต์-ฟลานเดอเรน (CAW Oost-Vlaanderen) ซึ่งให้บริการด้านสวัสดิการและช่วยเหลือประชาชนในเมืองเดนเดอร์มอนเด  ขณะที่กฎหมายเบลเยียมเปิดโอกาสให้เจ้าของที่แท้จริงเข้ามาแสดงสิทธิ์ได้ภายใน 5 ปี ทางด้านอัยการท้องถิ่นซึ่งกำลังสอบสวนคดีระบุว่า ยังไม่ทราบว่าเจ้าของทองคำเป็นใคร แต่หากไม่มีผู้ใดมาแสดงสิทธิ์ กฎหมายแพ่งของเบลเยียมกำหนดว่า ขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในทรัพย์สินของผู้อื่นอาจต้องแบ่งระหว่างผู้ค้นพบกับเจ้าของทรัพย์สิน อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขนี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วพบว่าทองคำไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางอาญา.

ที่มา AP/ Lokale Politie Dendermonde

ด่วน เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 7.7 เขย่านอกชายฝั่งเกาะฟลอเรส ของอินโดนีเซีย

ด่วน เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 7.7 เขย่านอกชายฝั่งเกาะฟลอเรส ของอินโดนีเซีย

15 ส.ค. 2569 05:49 น.

ด่วน เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 7.7 เขย่านอกชายฝั่งเกาะฟลอเรส ของอินโดนีเซีย

แผ่นดินไหวรุนแรง 7.7 เขย่านอกชายฝั่งเกาะฟลอเรส ของอินโดนีเซีย ทางการประกาศเตือนภัยสึนามิในพื้นที่เกาะนูซา เตงการา ตะวันออก จับตาพื้นที่ชายฝั่ง 

วันที่ 15 สิงหาคม 2569 สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) รายงานว่า เวลา 05.58 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับ 04.58 น. ตามเวลาในไทย เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.7 นอกชายฝั่งเกาะฟลอเรส ประเทศอินโดนีเซีย 

USGS ระบุว่า จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ในทะเลนอกชายฝั่งทางตอนเหนือของเกาะฟลอเรส ห่างจากเมืองเอ็นเด  ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 68 กิโลเมตร โดยแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในระดับตื้น ความลึกเพียง 10 กิโลเมตรจากพื้นผิวโลก

เบื้องต้นทางการประกาศเตือนภัยสึนามิในพื้นที่เกาะนูซา เตงการา ตะวันออก และเฝ้าระวังพื้นที่ชายฝั่ง ยังไม่มีรายงานความเสียหายหรือผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ในข้อมูลต้นฉบับที่ได้รับมา โดยรายละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบและการแจ้งเตือนภัยสึนามิยังต้องติดตามจากหน่วยงานของอินโดนีเซียเพิ่มเติม.

ที่มา AFP

ตร.อิตาลี ตามคืนผลงานศิลปะล้ำค่า 3 ชิ้นของ “เรอนัวร์-เซซานน์-มาตีส” มูลค่าหลายล้านยูโร

ตร.อิตาลี ตามคืนผลงานศิลปะล้ำค่า 3 ชิ้นของ “เรอนัวร์-เซซานน์-มาตีส” มูลค่าหลายล้านยูโร

15 ส.ค. 2569 01:34 น.

ตร.อิตาลี ตามคืนผลงานศิลปะล้ำค่า 3 ชิ้นของ “เรอนัวร์-เซซานน์-มาตีส” มูลค่าหลายล้านยูโร

ตำรวจอิตาลีตามคืนผลงานศิลปะของ “เรอนัวร์-เซซานน์-มาตีส” ที่ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์เอกชนใกล้เมืองปาร์มา มูลค่ารวมหลายล้านยูโร พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 5 คน

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 ตำรวจอิตาลีแถลงว่า สามารถติดตามยึดคืนผลงานศิลปะ 3 ชิ้นของจิตรกรชื่อดังอย่างโอกุสต์ เรอนัวร์ ตลอดจน ปอล เซซานน์ และ อองรี มาตีส ซึ่งถูกขโมยไปจากพิพิธภัณฑ์เอกชนแห่งหนึ่งใกล้เมืองปาร์มา ทางตอนเหนือของอิตาลี เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ 5 คน

ตำรวจระบุว่า ผลงานทั้ง 3 ชิ้นถูกพบอยู่ในความครอบครองของผู้ต้องสงสัยรายหนึ่ง ระหว่างการเข้าตรวจค้นตามคำสั่งของอัยการในจังหวัดปาร์มาและจังหวัดใกล้เคียง โดยเชื่อว่าผู้ต้องสงสัยทั้ง 5 คน เป็นสมาชิกของกลุ่มอาชญากรรมที่จัดตั้งเป็นขบวนการ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจรกรรมบ้านพัก ธุรกิจ และทรัพย์สินประเภทต่างๆ หลายครั้ง นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังสามารถยึดคืนทรัพย์สินอื่นๆ ที่ถูกขโมยไป มูลค่ารวมหลายหมื่นยูโร

ผลงานศิลปะที่ติดตามกลับคืนมาได้ ประกอบด้วย “Fish” ภาพวาดของโอกุสต์ เรอนัวร์ “Still Life with Cherries” ภาพวาดดินสอและสีน้ำของปอล เซซานน์ และ “Odalisque on the Terrace” ภาพพิมพ์สีอะควาทินต์ของอองรี มาตีส

ทางด้านเจ้าหน้าที่ประเมินมูลค่าผลงานของเซซานน์ไว้ที่ประมาณ 6 ล้านยูโร หรือราว 230 ล้านบาท ส่วนผลงานของเรอนัวร์มีมูลค่าประมาณ 3 ล้านยูโร หรือราว 115 ล้านบาท และผลงานของมาตีสมีมูลค่าประมาณ 20,000 ยูโร หรือราว 770,000 บาท รวมมูลค่าผลงานทั้ง 3 ชิ้นประมาณ 345 ล้านบาท

ทั้งนี้ เหตุโจรกรรมเกิดขึ้นที่มูลนิธิมาญญานี รอกกา ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองปาร์มาประมาณ 20 กิโลเมตร ในคืนวันที่ 22 ต่อเนื่องถึงวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยภาพจากกล้องวงจรปิดที่เจ้าหน้าที่เผยแพร่ แสดงให้เห็นกลุ่มคนร้ายงัดกระจกบริเวณประตูเพื่อเข้าไปภายในอาคาร ก่อนถอดผลงานศิลปะทั้ง 3 ชิ้นออกจากผนังที่อยู่ติดกัน จากนั้นหลบหนีออกทางสวนด้านนอก โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที.

ที่มา AFP

ศาลสูงฝรั่งเศสคว่ำกฎหมายแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 15 ปี ชี้เป็นการละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก

ศาลสูงฝรั่งเศสคว่ำกฎหมายแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 15 ปี ชี้เป็นการละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก

15 ส.ค. 2569 01:10 น.

ศาลสูงฝรั่งเศสคว่ำกฎหมายแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 15 ปี ชี้เป็นการละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก

ศาลรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสคว่ำกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ชี้เป็นการละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก ขณะที่ “มาครง” สั่งนายกฯ เร่งร่างกฎหมายใหม่

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 สภารัฐธรรมนูญฝรั่งเศส มีคำวินิจฉัยคว่ำกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่าเป็นการละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการสื่อสาร หลังรัฐสภาฝรั่งเศสให้ความเห็นชอบกฎหมายเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

โดยกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นความพยายามครั้งแรกในยุโรปที่จะห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้โซเชียลมีเดียโดยตรง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของแพลตฟอร์มออนไลน์ต่อสุขภาพจิตของเด็ก โดยประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง เคยประกาศว่าจะเริ่มบังคับใช้มาตรการเป็นขั้นตอนตั้งแต่เดือนกันยายน 2569

อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยของสภารัฐธรรมนูญ ส่งผลให้กฎหมายไม่สามารถเดินหน้าบังคับใช้ตามแผนเดิมได้ หลังสภาตรวจสอบพบว่า มาตรา 1 ของกฎหมายเป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการสื่อสารของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ในลักษณะที่ไม่เหมาะสม ไม่จำเป็น และไม่ได้สัดส่วนกับเป้าหมายของกฎหมาย

หลังมีคำวินิจฉัย นายมาครงสั่งให้นายเซบาสเตียง เลอกอร์นู นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส จัดทำร่างกฎหมายฉบับใหม่ โดยนำข้อสังเกตของสภารัฐธรรมนูญมาพิจารณา พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด และประธานาธิบดียังคงต้องการให้การปฏิรูปมีผลบังคับใช้ภายในต้นปี 2570

ความเคลื่อนไหวของฝรั่งเศสเกิดขึ้นท่ามกลางหลายประเทศที่กำลังพยายามจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็ก โดยออสเตรเลียเป็นประเทศแรกที่ออกกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดียเมื่อเดือนธันวาคม 2568 แม้ยังมีรายงานว่าเด็กจำนวนมากในประเทศยังคงใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้ ขณะที่เดือนพฤษภาคม 2569 นางเออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เสนอแนวคิด “ชะลอการใช้โซเชียลมีเดีย” สำหรับเด็กในสหภาพยุโรป และระบุว่าอาจมีการเสนอร่างกฎหมายใหม่ภายในไม่กี่เดือน

ส่วนอังกฤษ อดีตนายกรัฐมนตรีเซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ ประกาศเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ว่า จะห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดียตั้งแต่เดือนมกราคม 2570 พร้อมเสนอเคอร์ฟิวออนไลน์โดยสมัครใจช่วงเที่ยงคืนสำหรับวัยรุ่นอายุ 16-17 ปี.

ที่มา BBC

ฝนถล่มจังหวัดชิบะ ของญี่ปุ่น ดับ 8 ศพ หลายเมืองน้ำท่วมหนัก สนามบินนาริตะมีคนตกค้างกว่า 7,000 คน

ฝนถล่มจังหวัดชิบะ ของญี่ปุ่น ดับ 8 ศพ หลายเมืองน้ำท่วมหนัก สนามบินนาริตะมีคนตกค้างกว่า 7,000 คน

14 ส.ค. 2569 22:29 น.

ฝนถล่มจังหวัดชิบะ ของญี่ปุ่น ดับ 8 ศพ หลายเมืองน้ำท่วมหนัก สนามบินนาริตะมีคนตกค้างกว่า 7,000 คน

ฝนตกหนักทำสถิติในจังหวัดชิบะของญี่ปุ่น คร่าชีวิตประชาชนแล้ว 8 ศพ หลายพื้นที่จมอยู่ใต้น้ำ ขณะที่สนามบินนาริตะมีผู้โดยสารตกค้างราว 7,000 คน และไฟฟ้าดับกว่า 20,000 ครัวเรือน

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 สถานีโทรทัศน์ NHK รายงานว่า จังหวัดชิบะ ทางภาคตะวันออกของญี่ปุ่น เผชิญฝนตกหนักในระดับทำลายสถิติต่อเนื่องจนถึงช่วงเช้าวันศุกร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 8 ศพ ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเตือนว่าอาจยังมีฝนตกหนักเพิ่มขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ก่อนหน้านี้ สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น  เคยประกาศเตือนภัยฉุกเฉินระดับ 5 สำหรับฝนตกหนักและดินถล่มในบางพื้นที่ของจังหวัดชิบะ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของระบบเตือนภัย แต่ล่าสุดได้ปรับลดระดับการเตือนลงมาอยู่ที่ระดับ 4 หรือต่ำกว่า หลังสถานการณ์ฝนเริ่มคลี่คลาย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงเตือนให้ประชาชนระวังดินถล่ม น้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำ และแม่น้ำที่มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น ไม่เฉพาะในจังหวัดชิบะ แต่รวมถึงพื้นที่ภูมิภาคคันโต ซึ่งครอบคลุมกรุงโตเกียวและพื้นที่โดยรอบ

ตำรวจท้องถิ่นระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุฝนตกหนักและน้ำท่วมแล้ว 8 ศพ โดยผู้เสียชีวิตบางรายถูกพบตามถนนที่มีน้ำท่วม ขณะที่บางรายติดอยู่ภายในรถยนต์

นายคุมางาอิ โทชิฮิโตะ ผู้ว่าราชการจังหวัดชิบะ จัดประชุมศูนย์บัญชาการรับมือภัยพิบัติเมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ โดย แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมยืนยันว่าจะให้ความสำคัญสูงสุดกับการช่วยชีวิตประชาชน การลดความเสียหาย และการวางมาตรการเพื่อให้การฟื้นฟูพื้นที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยังอยู่ระหว่างประเมินความเสียหาย เนื่องจากยังไม่สามารถสรุปขอบเขตผลกระทบทั้งหมดได้ โดยหน่วยงานต่างๆ กำลังประสานงานกันเพื่อรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบพื้นที่ประสบภัย

รายงานข่าวระบุว่า ฝนตกหนักยังส่งผลกระทบต่อสนามบินนาริตะ ซึ่งเป็นสนามบินสำคัญที่ให้บริการพื้นที่กรุงโตเกียว โดยผู้ดำเนินการสนามบินเปิดเผยว่า มีผู้โดยสารและประชาชนราว 7,000 คนติดค้างอยู่ภายในสนามบินตลอดคืน หลังบริการรถไฟและรถโดยสารถูกระงับ

ด้านบริษัทโตเกียว อิเล็กทริก พาวเวอร์ หรือเทปโก รายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. วันศุกร์ เกิดไฟฟ้าดับกระทบประชาชนประมาณ 20,000 ครัวเรือนในจังหวัดชิบะ อิบารากิ และโทจิกิ ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากแม้คำเตือนระดับสูงสุดจะถูกลดระดับลงแล้ว แต่ฝนตกหนักเพิ่มเติมอาจทำให้เกิดดินถล่ม น้ำท่วม และแม่น้ำเอ่อล้นในพื้นที่เสี่ยงได้อีก.

ที่มา NHK