อินโดนีเซียเสริมแสนยานุภาพกองทัพ รับมอบเครื่องบินรบ Rafale ล็อตใหม่จากฝรั่งเศส

อินโดนีเซียเสริมแสนยานุภาพกองทัพ รับมอบเครื่องบินรบ Rafale ล็อตใหม่จากฝรั่งเศส

18 พ.ค. 2569 16:07 น.

อินโดนีเซียเสริมแสนยานุภาพกองทัพ รับมอบเครื่องบินรบ Rafale ล็อตใหม่จากฝรั่งเศส

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ประกาศเดินหน้าเสริมศักยภาพกองทัพอินโดนีเซีย ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ไม่แน่นอน พร้อมรับมอบเครื่องบินขับไล่ Rafale จากฝรั่งเศสเพิ่มเติม รวมถึงอาวุธและยุทโธปกรณ์รุ่นใหม่ เพื่อยกระดับความพร้อมด้านความมั่นคงของประเทศ

นายปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย กล่าวระหว่างพิธีรับมอบยุทโธปกรณ์ใหม่ของกองทัพอากาศ ที่ฐานทัพอากาศในกรุงจาการ์ตา เมื่อวันจันทร์ว่า อินโดนีเซียจำเป็นต้องเดินหน้าเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ เพื่อใช้เป็น “เครื่องยับยั้ง” ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก

ผู้นำอินโดนีเซียย้ำว่า ประเทศไม่มีเป้าหมายอื่นใด นอกจากการปกป้องอธิปไตยและดินแดนของตนเอง พร้อมระบุว่า เสถียรภาพของชาติจำเป็นต้องอาศัยความพร้อมด้านการป้องกันประเทศเป็นพื้นฐานสำคัญ

ในพิธีดังกล่าว อินโดนีเซียได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ Rafale จากฝรั่งเศสเพิ่มเติมอีก 3 ลำ หลังได้รับมาแล้ว 3 ลำเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา รวมเป็น 6 ลำ จากคำสั่งซื้อทั้งหมด 42 ลำ ภายใต้ข้อตกลงมูลค่า 8,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 2.9 แสนล้านบาท ที่ลงนามไว้ตั้งแต่ปี 2022

นอกจากเครื่องบินรบ Rafale แล้ว อินโดนีเซียยังได้รับมอบเครื่องบิน Dassault Falcon 8X จำนวน 4 ลำ เครื่องบินลำเลียง Airbus A400M Atlas อีก 1 ลำ ระบบเรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศ GM403 GCI ของบริษัท Thales รวมถึงขีปนาวุธ Meteor และอาวุธอัจฉริยะ AASM Hammer จากฝรั่งเศส

ประธานาธิบดีปราโบโว ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมก่อนขึ้นสู่อำนาจในปี 2024 ได้ทำพิธีพรมน้ำดอกไม้บนหัวเครื่องบิน Rafale ตามธรรมเนียมอินโดนีเซีย เพื่อความเป็นสิริมงคล

กระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียระบุว่า การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มอาวุธทางทหาร แต่เป็น “การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อเสริมสร้างอธิปไตย เกียรติภูมิ และความพร้อมด้านความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงมองว่า แม้อินโดนีเซียยังเดินหน้าโครงการจัดซื้ออาวุธ แต่รัฐบาลอาจเผชิญแรงกดดันด้านงบประมาณมากขึ้น จากภาวะเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ

ผู้เชี่ยวชาญยังตั้งคำถามว่า รัฐบาลอาจต้องใช้มาตรการประหยัดงบประมาณฉุกเฉินเพื่อรองรับโครงการด้านกลาโหมเพิ่มเติมในอนาคตหรือไม่ ท่ามกลางสถานะการคลังของประเทศที่กำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนัก.

ที่มา JAKARTA GLOBE / Reuters

รัสเซียยิงโดรนถล่มเรือสินค้าจีนในทะเลดำ ก่อน “ปูติน” บินพบ “สี จิ้นผิง” เพียงวันเดียว

รัสเซียยิงโดรนถล่มเรือสินค้าจีนในทะเลดำ ก่อน "ปูติน" บินพบ "สี จิ้นผิง" เพียงวันเดียว

18 พ.ค. 2569 15:43 น.

รัสเซียยิงโดรนถล่มเรือสินค้าจีนในทะเลดำ ก่อน “ปูติน” บินพบ “สี จิ้นผิง” เพียงวันเดียว

รัฐบาลยูเครนระบุว่า โดรนรัสเซียโจมตีเรือสินค้าของจีนในทะเลดำใกล้เมืองโอเดสซา แม้ไม่มีผู้บาดเจ็บ แต่เหตุการณ์เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันก่อนประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เพื่อหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

กองทัพเรือยูเครนและประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้ออกมาเปิดเผยว่า โดรนโจมตีของกองทัพรัสเซียได้พุ่งชนเรือบรรทุกสินค้าของประเทศจีนในทะเลดำ เมื่อช่วงดึกคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันก่อนที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย จะเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเป็นเวลา 2 วัน เพื่อเข้าพบและร่วมหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน

ทางการยูเครนระบุว่า รัสเซียได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ในคืนดังกล่าว โดยใช้โดรนโจมตีจำนวน 524 ลำ และขีปนาวุธอีก 22 ลูก ซึ่งรวมถึงขีปนาวุธนำวิถี และขีปนาวุธร่อน ถล่มเมืองท่าโอเดซา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกพืชผลทางการเกษตรที่สำคัญของยูเครน

ดีมีโทร เพลเทนชุก โฆษกกองทัพเรือยูเครน เปิดเผยว่า หนึ่งในโดรนกามิกาเซ่ตระกูล “ชาเฮด” ได้พุ่งชนเรือบรรทุกสินค้าที่มีชื่อว่า “เคเอสแอล เต๋อหยาง” (KSL DEYANG) ซึ่งติดธงหมู่เกาะมาร์แชลล์ แต่มีเจ้าของเป็นบริษัทสัญชาติจีน โดยกองทัพเรือยูเครนได้เผยแพร่ภาพถ่ายหลักฐานแสดงให้เห็นบริเวณดาดฟ้าเรือชั้นบนที่มีรอยไหม้เกรียมเป็นสีดำเขม่าจากการถูกโจมตี

รายงานระบุว่า ขณะเกิดเหตุเรือลำดังกล่าวเป็นเรือเปล่าที่ไม่มีสินค้า และกำลังแล่นเข้าสู่ท่าเรือปิฟเดนเนีย ในภูมิภาคโอเดสซา เพื่อเตรียมโหลดแร่เหล็กเข้มข้น แรงระเบิดทำให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นบนเรือ แต่โชคดีที่ลูกเรือทั้งหมดซึ่งเป็นชาวจีนสามารถช่วยกันควบคุมเพลิงและจัดการกับความเสียหายได้ด้วยตัวเอง ตัวเรือไม่ได้รับความเสียหายรุนแรง และไม่มีลูกเรือคนใดได้รับบาดเจ็บ โดยเรือลำดังกล่าวสามารถเดินทางมุ่งหน้าสู่ท่าเรือจุดหมายปลายทางต่อไปได้

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ระบุถึงเหตุการณ์นี้ว่า “โดรนได้โจมตีเมืองโอเดซา และมีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ลำหนึ่งพุ่งชนเรือที่เป็นของประเทศจีน พวกเขารัสเซียไม่มีทางที่จะไม่รู้ว่าเรือที่แล่นอยู่ในทะเลลำนั้นเป็นเรือของใคร”

เหตุการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นความผิดพลาดที่สร้างความกระอักกระอ่วนใจให้แก่รัฐบาลรัสเซีย เนื่องจากจีนถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของรัสเซีย ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการทูต นับตั้งแต่รัสเซียส่งกองกำลังบุกเข้าสู่ยูเครนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022 แม้ว่าที่ผ่านมาจีนจะพยายามวางตัวเป็นกลางและเรียกร้องให้มีการเจรจาสันติภาพ โดยไม่เคยออกมาประณามการกระทำของรัสเซียเลยก็ตาม

นอกจากนี้ วิกฤตการณ์ในทะเลดำยังคงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่รัสเซียประกาศถอนตัวออกจากข้อตกลงส่งออกธัญพืชผ่านทะเลดำ ที่สหประชาชาติและตุรกีร่วมเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยเมื่อปี 2023 ส่งผลให้เรือสินค้าพลเรือนที่เดินทางเข้าออกพรมแดนยูเครนตกเป็นเป้าหมายการโจมตีจากรัสเซียอย่างต่อเนื่อง

ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเพิ่มเติมว่า เหตุโดรนพุ่งชนเรือสินค้าจีนเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่กระทรวงกลาโหมของรัสเซียออกมาแถลงว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รัสเซียต้องเผชิญกับการโจมตีทางอากาศจากยูเครนอย่างหนักหน่วงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบปี โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียสามารถสกัดกั้นและทำลายโดรนของยูเครนได้ถึง 3,124 ลำ

โดยวันที่สถานการณ์วิกฤตที่สุดคือวันที่ 13 พฤษภาคม และ 17 พฤษภาคม ซึ่งสามารถยิงสกัดโดรนยูเครนได้ถึง 572 ลำ และ 1,054 ลำตามลำดับ นอกจากนี้ ทางการท้องถิ่นรัสเซียยังรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ศพ และบาดเจ็บอีกนับสิบรายจากเศษซากโดรนของยูเครนในรอบวันท่ีผ่านมา ซึ่งประธานาธิบดีเซเลนสกีชี้แจงผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าการโจมตีโต้กลับเข้าไปในดินแดนรัสเซียของยูเครนนั้น “เป็นสิ่งที่ชอบธรรมอย่างยิ่ง” ในสถานการณ์สงครามเช่นนี้.

ที่มา AFP / Independent

ญี่ปุ่นรวบชายอเมริกันบุกคอกพันช์คุง หวังทำคอนเทนต์ชิงเหรียญคริปโต

ญี่ปุ่นรวบชายอเมริกันบุกคอกพันช์คุง หวังทำคอนเทนต์ชิงเหรียญคริปโต

18 พ.ค. 2569 14:57 น.

ญี่ปุ่นรวบชายอเมริกันบุกคอกพันช์คุง หวังทำคอนเทนต์ชิงเหรียญคริปโต

ตำรวจญี่ปุ่นบุกรวบ 2 หนุ่มสัญชาติอเมริกัน หลังก่อเหตุอุกอาจปีนรั้วบุกรุกเข้าไปในพื้นที่จัดแสดงลิงของสวนสัตว์เมืองอิจิกาวะ ซึ่งเป็นที่อาศัยของ “พันช์คุง” ลูกลิงหิมะที่เป็นไวรัลไปทั่วโลก คาดว่าเพื่อถ่ายคลิปสร้างคอนเทนต์ชิงเหรียญคริปโต

ตำรวจญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ชายชาวอเมริกัน 2 คน ถูกจับกุมในข้อหากีดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หลังร่วมกันก่อเหตุบุกรุกเข้าไปในส่วนจัดแสดงลิงของสวนสัตว์อิจิคาวะ เมืองอิจิคาวะ จังหวัดชิบะ ใกล้กรุงโตเกียว ซึ่งเป็นสถานที่อาศัยของพันช์คุงลูกลิงหิมะชื่อดัง เมื่อช่วงสายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (17 พ.ค.)

ผู้ต้องหารายแรก อายุ 24 ปี อ้างตัวเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ถูกจับหลังปีนรั้วและกระโดดลงไปในคูแห้งรอบคอกลิง ขณะที่อีกคน อายุ 27 ปี อ้างว่าเป็นนักร้อง ทำหน้าที่ถ่ายวิดีโอเหตุการณ์ดังกล่าว

ภาพที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นชายคนหนึ่งสวมชุดแฟนซีสีเหลือง พร้อมหน้ากากหน้ายิ้มและแว่นกันแดด ปีนรั้วเข้าไปในพื้นที่ลิง ส่งผลให้ฝูงลิงแตกตื่นวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง

เจ้าหน้าที่สวนสัตว์เข้าควบคุมตัวทั้งสองคนได้อย่างรวดเร็ว โดยยืนยันว่า ผู้ก่อเหตุไม่ได้สัมผัสหรือทำร้ายสัตว์แต่อย่างใด ก่อนส่งตัวให้ตำรวจดำเนินคดี ตำรวจระบุเพิ่มเติมว่า ทั้งสองไม่มีเอกสารยืนยันตัวตนติดตัว และพยายามให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับชื่อของตนในช่วงแรกของการสอบสวน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังสวนสัตว์อิจิคาวะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ทั้งชาวญี่ปุ่นและต่างชาติ เนื่องจาก “พันช์คุง” ลูกลิงหิมะญี่ปุ่น กลายเป็นดาวดังในโลกออนไลน์ หลังสวนสัตว์เผยแพร่ภาพลูกลิงกอดตุ๊กตาอุรังอุตังของอิเกียเพื่อปลอบใจตัวเอง หลังถูกแม่ปฏิเสธไม่เลี้ยงดู

พันช์คุงเกิดเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา และถูกเลี้ยงในสภาพแวดล้อมพิเศษ ก่อนเริ่มฝึกกลับเข้าสู่ฝูงลิงอีกครั้งในปีนี้ โดยเรื่องราวของมันได้รับความสนใจอย่างมากบนโลกออนไลน์ ภายใต้แฮชแท็ก “#HangInTherePunch”

ภายหลังเกิดเหตุ บัญชี X ของ Memecoin ได้ออกมาย้ำเตือนให้ทุกคนเคารพกฎหมายท้องถิ่น และห้ามเอาตัวเอง คนอื่น หรือสัตว์ใดๆ ไปเสี่ยงอันตราย ในการทำคอนเทนต์ร่วมแคมเปญ และบอกว่า ชายคนดังกล่าวมีเจตนาจะเอาตุ๊กตาไปให้พันช์คุงเท่านั้น และยืนยันว่าไม่มีสัตว์ตัวใดได้รับอันตราย พร้อมประกาศเตรียมบริจาคเงิน 1 ล้านเยนให้สวนสัตว์ เพื่อสนับสนุนการดูแลสัตว์และปรับปรุงพื้นที่จัดแสดงลิง

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งสะท้อนความกังวลของสังคมญี่ปุ่น ต่อพฤติกรรมไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวและนักสร้างคอนเทนต์ต่างชาติ โดยเมื่อปีที่แล้ว ยูทูบเบอร์ชาวยูเครนที่มีผู้ติดตามมากกว่า 6.5 ล้านคนถูกจับกุมหลังจากถ่ายทอดสดตัวเองขณะบุกรุกบ้านหลังหนึ่งในเขตห้ามเข้าใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ และยูทูบเบอร์ฺชาวอเมริกันที่รู้จักกันในชื่อ จอห์นนี โซมาลี ถูกจับกุมในปี 2023 ในข้อหาบุกรุกสถานที่ก่อสร้าง.

ที่มา AFP / @thememecoincult / Yomiuri Shimbun

“คิม จองอึน” สั่งทหารยกระดับพรมแดนติดเกาหลีใต้เป็น “ป้อมปราการที่ไม่มีวันแตก”

"คิม จองอึน" สั่งทหารยกระดับพรมแดนติดเกาหลีใต้เป็น "ป้อมปราการที่ไม่มีวันแตก"

18 พ.ค. 2569 12:44 น.

“คิม จองอึน” สั่งทหารยกระดับพรมแดนติดเกาหลีใต้เป็น “ป้อมปราการที่ไม่มีวันแตก”

“คิม จองอึน” ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ เรียกประชุมผู้บัญชาการทหารระดับสูง สั่งยกระดับกองกำลังแนวหน้าและแปรสภาพพรมแดนติดเกาหลีใต้ให้กลายเป็น “ป้อมปราการที่ไม่มีวันแตกพ่าย” เพื่อป้องปรามสงครามอย่างเบ็ดเสร็จ

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้เข้าร่วมการประชุมระดับผู้บัญชาการกองพลและผู้บัญชาการกองพลน้อยจากทั่วทั้งกองทัพเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (17 พ.ค.) เพื่อกำหนดแผนการเพิ่มขีดความสามารถทางทหารในพื้นที่แนวหน้าอย่างจริงจัง

ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยเคซีเอ็นเอ แสดงให้เห็นภาพนายคิม จองอึน กำลังเป็นประธานในสภากลาโหม ท่ามกลางเหล่าผู้บัญชาการทหารระดับสูงที่สวมเครื่องแบบเต็มยศเข้ารับฟังนโยบายอย่างพร้อมเพรียง

ในการประชุมครั้งนี้ นายคิม จองอึน ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการยกระดับความตื่นตัวต่อ “ศัตรูตัวฉกาจ” ซึ่งเป็นคำที่เกาหลีเหนือใช้เรียกเกาหลีใต้ โดยระบุว่าแผนการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับหน่วยรบแนวหน้าและหน่วยรบหลักอื่นๆ ทั้งในแง่กำลังพลและเทคโนโลยีการทหาร ถือเป็น “การตัดสินใจครั้งสำคัญ” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องปรามสงครามอย่างเบ็ดเสร็จ

ผู้นำเกาหลีเหนือยังได้ประกาศถึง “นโยบายการป้องกันดินแดน” ของพรรคแรงงานเกาหลี โดยระบุว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงกองกำลังแนวหน้าบริเวณพรมแดนทางใต้ และแปรสภาพเส้นเขตแดนดังกล่าวให้กลายเป็น “ป้อมปราการที่ไม่มีวันแตกพ่าย”

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลจากคณะเสนาธิการร่วมของเกาหลีใต้ ที่เปิดเผยว่า กองทัพเกาหลีเหนือได้เริ่มเร่งรัดภารกิจเสริมสร้างความมั่นคงบริเวณพรมแดนทางบกมาตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงการก่อสร้างกำแพงและแนวกั้นถาวรด้วย ทั้งนี้ ในทางพฤตินัยแล้ว สองเกาหลียังคงอยู่ในสถานะสงคราม เนื่องจากสงครามเกาหลีในช่วงปี 1950-1953 สิ้นสุดลงด้วยข้อตกลงหยุดยิงเท่านั้น ไม่ใช่สนธิสัญญาสันติภาพ

นอกจากนี้ นายคิม จองอึน ยังเรียกร้องให้มีการปรับปรุงระบบการฝึกซ้อมและขยายการซ้อมรบในภาคปฏิบัติ เพื่อให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของสงครามในยุคปัจจุบัน และนิยามแนวคิดการปฏิบัติการของกองทัพเกาหลีเหนือใหม่ในทุกๆ ด้าน

ฮง มิน นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันเพื่อการรวมชาติแห่งเกาหลีในกรุงโซล วิเคราะห์ว่า คำสั่งของนายคิมสะท้อนให้เห็นว่าเปียงยางได้รับบทเรียนสำคัญมาจากสงครามในยูเครน ซึ่งเกาหลีเหนือมีส่วนร่วมด้วยการส่งกำลังพลไปสนับสนุนรัสเซีย รวมถึงศึกษาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

“คำสั่งนี้สะท้อนชัดว่า เกาหลีเหนือตระหนักถึงอิทธิพลของสงครามโดรน, การโจมตีที่แม่นยำสูง, การทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ และสมรภูมิรบแบบหลากมิติ ที่ปรากฏในปัจจุบัน” ฮง มิน ระบุพร้อมชี้ว่า แนวคิดการรบใหม่ของเกาหลีเหนือกำลังจะขยายขอบเขตจากเดิมที่มีเพียงทางบก ทางเรือ และทางอากาศ ไปสู่มิติใต้ทะเล, อวกาศ, อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงไซเบอร์ และการเอ่ยถึงพรมแดนใต้อาจหมายรวมถึงการเสริมกำลังทหารบริเวณเส้นจำกัดเขตแดนเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาททางทะเลกับเกาหลีใต้ด้วย

ด้านกระทรวงการรวมชาติของเกาหลีใต้ระบุในวันจันทร์ว่า นี่ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่นายคิม จองอึน ขึ้นสู่อำนาจ ที่มีรายงานอย่างเป็นทางการว่าเขาเข้าประชุมร่วมกับกลุ่มผู้บัญชาการระดับกองพลและกองพลน้อย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลโซลย้ำว่าจะยังคงเดินหน้าบริหารจัดการความตึงเครียดทางทหารและพยายามสร้างความไว้วางใจระหว่างกันต่อไป แม้ว่าที่ผ่านมาเปียงยางจะไม่ยอมตอบรับคำขอเปิดการเจรจาหลายต่อหลายครั้งก็ตาม

เป็นที่น่าสังเกตว่า การส่งสัญญาณกร้าวทางทหารของผู้นำเกาหลีเหนือในครั้งนี้ เกิดขึ้นในวันเดียวกับที่คณะนักฟุตบอลหญิงทีมชาติเกาหลีเหนือเดินทางถึงประเทศเกาหลีใต้ เพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งถือเป็นการมาเยือนโสมขาวครั้งแรกในรอบ 8 ปี ท่ามกลางกระแสความหวังเล็กๆ ว่ากีฬาอาจช่วยลดอุณหภูมิความตึงเครียดที่เย็นชาลงได้บ้าง แต่คำแถลงล่าสุดจากฝั่งเปียงยางกลับแสดงให้เห็นชัดเจนว่า นโยบายความมั่นคงและการเตรียมพร้อมทำสงครามยังคงเป็นวาระสำคัญสูงสุดของพวกเขาเช่นเดิม.

ที่มา Reuters / AFP 

ไกด์เชอร์ปาเนปาลพิชิตเอเวอเรสต์ครั้งที่ 32 ส่วน “ราชินีขุนเขา” พิชิตครั้งที่ 11

ไกด์เชอร์ปาเนปาลพิชิตเอเวอเรสต์ครั้งที่ 32 ส่วน "ราชินีขุนเขา" พิชิตครั้งที่ 11

18 พ.ค. 2569 12:08 น.

ไกด์เชอร์ปาเนปาลพิชิตเอเวอเรสต์ครั้งที่ 32 ส่วน “ราชินีขุนเขา” พิชิตครั้งที่ 11

สองสุดยอดไกด์เชอร์ปาชาวเนปาลจับมือทุบสถิติโลกของตัวเองบนยอดเขาเอเวอเรสต์ในวันเดียวกัน โดย “กามี ริตา เชอร์ปา” เจ้าของฉายา “มนุษย์เอเวอเรสต์” วัย 56 ปี นำทีมนักปีนเขาพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกเป็นครั้งที่ 32 ขณะที่ “ลักปา เชอร์ปา” เจ้าของฉายา “ราชินีแห่งขุนเขา” วัย 52 ปี สามารถปีนขึ้นสู่ยอดเขาได้เป็นครั้งที่ 11

ยอดมัคคุเทศก์ชาวเนปาล 2 ราย ได้ทำการทุบสถิติโลกของตัวเองในการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกด้วยความสูง 8,849 เมตร ได้สำเร็จพร้อมกันเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (17 พ.ค.)

กามี ริตา เชอร์ปา (Kami Rita Sherpa) วัย 56 ปี หรือที่รู้จักกันในนาม “มนุษย์เอเวอเรสต์” ได้สร้างสถิติโลกครั้งใหม่ด้วยการเดินนำลูกทัวร์ของบริษัท 14 Peaks Expedition ขึ้นสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์สำเร็จเป็นครั้งที่ 32 ซึ่งเป็นการทำลายสถิติเดิมของตัวเองลงอย่างราบคาบ

กามี ริตา พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ครั้งแรกในปี 1994 ขณะทำงานให้กับการเดินเรือเชิงพาณิชย์ และนับตั้งแต่นั้นมา เขาก็เดินทางขึ้นสู่ยอดเขานี้เกือบทุกปีเพื่อนำทางนักปีนเขาต่างชาติ โดยบางปีเขาเก่งกาจถึงขั้นปีนขึ้นไปถึง 2 ครั้งในฤดูกาลเดียว ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเคยครองสถิติร่วมกับเพื่อนนักปีนเขาเชอร์ปาอีก 2 คนที่ 21 ครั้ง ก่อนที่ทั้งสองคนนั้นจะเกษียณตัวเองไป

อย่างไรก็ตาม กามี ริตา เคยกล่าวไว้ในปี 2024 ว่า “ผมแค่ทำงานของผมไปตามปกติ ไม่ได้ตั้งใจจะมาสร้างสถิติต่างๆ เลย”

ในวันเดียวกัน ลักปา เชอร์ปา (Lakpa Sherpa) วัย 52 ปี เจ้าของฉายา “ราชินีแห่งขุนเขา” ก็ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่เช่นกัน โดยเธอสามารถพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้เป็นครั้งที่ 11 ซึ่งถือเป็นสถิติการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ที่สูงที่สุดในโลกในกลุ่มนักปีนเขาฝ่ายหญิง

ย้อนกลับไปในปี 2000 ลักปา ถือเป็นผู้หญิงเนปาลคนแรกที่ประสบความสำเร็จในการปีนขึ้นสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์และเดินทางกลับลงมาได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ เรื่องราวชีวิตการเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวควบคู่ไปกับการเป็นนักปีนเขาระดับโลกของเธอยังถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์สารคดีของเน็ตฟลิกซ์ในชื่อ “Mountain Queen” เมื่อปี 2023 อีกด้วย

หลังความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ กรมการท่องเที่ยวเนปาลได้ร่วมแสดงความยินดีต่อความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ โดย ฮิมาล เกาตัม โฆษกกรมการท่องเที่ยว ระบุว่า “นี่คืออีกหนึ่งหลักไมล์สำคัญในประวัติศาสตร์การปีนเขาของเนปาล สถิติของพวกเขาจะสร้างความตื่นเต้นและแรงบันดาลใจให้แก่นักปีนเขาคนอื่นๆ และการทำลายสถิติผ่านการแข่งขันที่ดีบนเอเวอเรสต์ จะช่วยให้การปีนเขามีความปลอดภัย มีเกียรติ และมีการจัดการที่ดีขึ้น”

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี บาเลนทรา ชาห์ แห่งเนปาล ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เพื่อยกย่องนักปีนเขาทั้งสองว่า “วันนี้นักปีนเขาชาวเนปาลได้จารึกประวัติศาสตร์บนภูเขาอันรุ่งโรจน์ลูกนี้อีกครั้ง ความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์เช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีก้าวที่เปี่ยมด้วยความกล้าหาญอันแน่วแน่ วินัยในตนเองที่เข้มงวด และความทุ่มเทอย่างจริงใจต่องานของตนเองเท่านั้น”

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีชาห์ยังได้กล่าวยกย่องชุมชนชาวเชอร์ปาทั้งหมด โดยเรียกพวกเขาว่าเป็น “วีรบุรุษผู้ปิดทองหลังพระแห่งเทือกเขาหิมาลัย” ที่ยอมเผชิญความเสี่ยงอย่างกล้าหาญเพื่อนำทางนักปีนเขาจากทั่วโลกให้เข้าสู่พุทธสถานอันศักดิ์สิทธิ์อย่างปลอดภัย

ธุรกิจการปีนเขากลายเป็นอุตสาหกรรมที่ทำเงินมหาศาลนับตั้งแต่ เอ็ดมันด์ ฮิลลารี และ เทนซิง นอร์เก เชอร์ปา พิชิตยอดเขาแห่งนี้ได้เป็นครั้งแรกในปี 1953 โดยในฤดูกาลนี้ ทางการเนปาลได้ออกใบอนุญาตปีนเขาเอเวอเรสต์ให้กับนักปีนเขาต่างชาติสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 492 ใบ จนพื้นที่บริเวณเบสแคมป์ คลาคล่ำไปด้วยเต็นท์ที่พักจำนวนมาก

เนื่องจากนักปีนเขาต่างชาติส่วนใหญ่จะต้องเดินทางร่วมกับมัคคุเทศก์ท้องถิ่นชาวเนปาลอย่างน้อย 1 คน  จึงคาดว่าจะมีนักปีนเขาเกือบ 1,000 คน มุ่งหน้าสู่ยอดเขาพร้อมๆ กันในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ตัวเลขที่สูงเป็นประวัติการณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายเริ่มแสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหา “การจราจรติดขัด” และความแออัดบนเส้นทางขึ้นยอดเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ เส้นทางจากเบสแคมป์เกิดความล่าช้าเนื่องจากมีก้อนธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่เป็นอันตรายตกลงมาขวางเส้นทาง ประกอบกับหากมีสภาพอากาศที่เลวร้ายเข้ามาแทรกแซง ก็อาจทำให้ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปีนเขาสั้นลง และนำไปสู่ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของนักปีนเขาทั้งหมดได้.

ที่มา AFP / BBC

แผ่นดินไหว 5.2 ถล่มเมืองหลิ่วโจวของจีน เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย สูญหาย 1

แผ่นดินไหว 5.2 ถล่มเมืองหลิ่วโจวของจีน เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย สูญหาย 1

18 พ.ค. 2569 11:31 น.

แผ่นดินไหว 5.2 ถล่มเมืองหลิ่วโจวของจีน เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย สูญหาย 1

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.2 ที่เมืองหลิ่วโจว เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน ส่งผลให้อาคารพังถล่มหลายแห่ง มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย สูญหายอีก 1 คน และบาดเจ็บอีก 4 คน ขณะที่ทางการเร่งค้นหาผู้ติดค้างใต้ซากอาคาร พร้อมอพยพประชาชนกว่า 7,000 คนออกจากพื้นที่เสี่ยง

ศูนย์เครือข่ายแผ่นดินไหวแห่งประเทศจีน (CENC) ได้ตรวจพบเหตุแผ่นดินไหวขนาด 5.2  เมื่อเวลา 00:21 น. ของวันจันทร์ (18 พ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่เขตหลิ่วหนาน เมืองหลิ่วโจว ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของประเทศจีน และมีความลึกจากพื้นดินเพียง 8 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังรายงานว่า ทั้งก่อนและหลังการเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ได้เกิดอาฟเตอร์ช็อคตามมาอีกถึง 5 ครั้ง โดยมีความรุนแรงอยู่ระหว่าง 2.2 ถึง 3.2 

ทางการท้องถิ่นเปิดเผยข้อมูลล่าสุดเมื่อเวลา 04:00 น. ของวันจันทร์ระบุว่า แรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงส่งผลให้อาคารบ้านเรือนพังถล่มลงมาแล้วอย่างน้อย 13 หลังคาเรือน และเพื่อความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ได้เร่งอพยพผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยออกไปยังสถานที่ปลอดภัยแล้วมากกว่า 7,000 คน

พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุดคือ หมู่บ้านช่างเติ้ง ในตำบลไท่หยางชุน ของเขตหลิ่วหนาน โดยพบอาคารหลายหลังในชุมชนพังทลายกลายเป็นกองเศษอิฐและหินในพริบตา

ในส่วนของยอดผู้บาดเจ็บและสูญหาย ล่าสุดมีรายงานผู้บาดเจ็บจนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลแล้ว 4 ราย ขณะที่มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย สูญหายอีก 1 คน ซึ่งทางการยืนยันแล้วว่ายังคงติดอยู่ภายใต้ซากอาคารที่พังถล่มลงมา ทำให้เจ้าหน้าที่กู้ภัย เจ้าหน้าที่ดับเพลิง และตำรวจ ต้องเร่งระดมกำลังค้นหาอย่างแข่งกับเวลาท่ามกลางเศษซากปรักหักพัง

หลังเกิดเหตุเพียงไม่นาน สำนักงานบรรเทาภัยแผ่นดินไหวส่วนภูมิภาคของกว่างซีได้ประกาศยกระดับมาตรการตอบโต้ฉุกเฉินขึ้นเป็น “ระดับ 3”  เมื่อเวลา 02:00 น. เช่นเดียวกับสำนักงานแผ่นดินไหวแห่งประเทศจีนที่ยกระดับการรับมือเป็นระดับ 3 เช่นกัน ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการบรรเทาภัยแผ่นดินไหวแห่งสภาแห่งรัฐ และกระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉินของจีน ได้ร่วมกันประกาศเปิดแผนตอบโต้ฉุกเฉินส่วนกลางที่ “ระดับ 4”  พร้อมส่งทีมงานผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในทันทีเพื่อสนับสนุนภารกิจกู้ภัยของท้องถิ่น

นอกจากความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือนแล้ว เหตุแผ่นดินไหวในครั้งนี้ยังส่งผลให้เกิดดินถล่มลงมาปิดทับเส้นทางหลวงสายวงแหวนเมืองหลิ่วโจว ช่วงที่ตัดผ่านตำบลไท่หยางชุน ส่งผลให้การจราจรบนเส้นทางสายหลักดังกล่าวถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง และรถยนต์ทุกชนิดจำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางเบี่ยงแทน

ปัจจุบัน ทางการท้องถิ่นเมืองหลิ่วโจวและเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ได้ร่วมกันจัดตั้งกองกำลังเฉพาะกิจร่วมจากหลายหน่วยงาน ทั้งฝ่ายจัดการเหตุฉุกเฉิน ตำรวจ ดับเพลิง ทรัพยากรธรรมชาติ การคมนาคม การไฟฟ้า และการประปา เพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์

โดยภารกิจหลักในขณะนี้คือการมุ่งเน้นไปที่การระบุตำแหน่งและช่วยเหลือผู้สูญหายทั้ง 3 ราย พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ได้ทำการปิดกั้นพื้นที่อันตราย ปิดถนนช่วงที่เสี่ยงภัย และวางมาตรการป้องกันชั่วคราว เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดภัยพิบัติซ้ำซ้อนจากอาฟเตอร์ช็อกที่อาจเกิดขึ้นตามมา รวมถึงเร่งสำรวจมูลค่าความเสียหายและจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วนที่สุด.

ที่มา CCTV

คนแห่แย่งซื้อนาฬิกา Swatch x Audemars Piguet วุ่นหลายประเทศ ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาควบคุมฝูงชน

คนแห่แย่งซื้อนาฬิกา Swatch x Audemars Piguet วุ่นหลายประเทศ ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาควบคุมฝูงชน

18 พ.ค. 2569 11:10 น.

คนแห่แย่งซื้อนาฬิกา Swatch x Audemars Piguet วุ่นหลายประเทศ ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาควบคุมฝูงชน

การเปิดจำหน่ายนาฬิการุ่นลิมิเต็ด “Royal Pop” จากความร่วมมือระหว่าง Swatch และ Audemars Piguet กลายเป็นเหตุชุลมุนในหลายประเทศทั่วโลก หลังประชาชนจำนวนมากแห่ต่อคิวข้ามคืนเพื่อซื้อไปเก็งกำไร ส่งผลให้หลายสาขาต้องปิดร้านชั่วคราว ขณะที่ตำรวจในหลายเมืองต้องเข้าควบคุมสถานการณ์

การเปิดตัวนาฬิกาคอลเลกชันพิเศษ “Royal Pop” ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างแบรนด์นาฬิกาขวัญใจมหาชนอย่าง Swatch และแบรนด์นาฬิกาหรูระดับลักชัวรี Audemars Piguet เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (16 พ.ค.)  ได้กลายเป็นความโกลาหลครั้งใหญ่ในหลายเมืองทั่วทวีปยุโรปและนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา จนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เกิดการทะเลาะวิวาท และตำรวจต้องเข้าระงับเหตุอย่างเร่งด่วน

รายงานระบุว่า มีผู้คนหลายร้อยคนพากันมาปักหลักกางเต็นท์รอข้ามคืน และในบางรายถึงขั้นมานอนรอนานหลายวัน เพื่อให้ได้สิทธิ์ซื้อนาฬิกาสุดพิเศษเรือนนี้

ที่ประเทศฝรั่งเศส ฝูงชนกว่า 300 คนได้เข้าปิดล้อมร้าน Swatch สาขาหนึ่งในแถบชานกรุงปารีส ตั้งแต่ช่วงดึกของคืนวันศุกร์ สถานการณ์เริ่มบานปลายเมื่อร้านเปิดทำการ จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องตัดสินใจยิงแก๊สน้ำตาเพื่อควบคุมฝูงชนที่พยายามเบียดเสียดเข้าไปในร้าน เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ประตูม้วนเหล็กและประตูกั้นรักษาความปลอดภัยของร้านได้รับความเสียหาย ซึ่งทางตำรวจระบุว่า ร้านค้าประเมินและจัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยต่ำเกินไป

ที่สหราชอาณาจักร Swatch จำเป็นต้องสั่งปิดร้านสาขาในกรุงลอนดอน และอีก 6 เมืองใหญ่ อาทิ แมนเชสเตอร์, คาร์ดิฟฟ์, เบอร์มิงแฮม, ลิเวอร์พูล และเชฟฟิลด์ เนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัย หลังจากฝูงชนจำนวนมหาศาลหลั่งไหลเข้ามาจนควบคุมไม่ได้

ภาพวิดีโอที่แชร์บนโลกออนไลน์เผยให้เห็นจังหวะที่ผู้คนพยายามพังฝ่าแนวรั้วรักษาความปลอดภัยที่ห้าง Battersea ในลอนดอน ขณะที่ห้าง Trafford Centre ในเมืองแมนเชสเตอร์เกิดเหตุทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องนำสุนัขตำรวจเข้ามาระงับเหตุ มีการออกคำสั่งสลายการชุมนุมในเมืองเบอร์มิงแฮม และชายวัย 25 ปีรายหนึ่งถูกจับกุมที่เมืองคาร์ดิฟฟ์ ส่งผลให้ Swatch ต้องประกาศปิดบริการสาขาแมนเชสเตอร์และลิเวอร์พูลต่อเนื่องเป็นวันที่สองในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

สถานการณ์ในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ก็ตึงเครียดไม่แพ้กัน โดยสื่อท้องถิ่นเผยแพร่ภาพเหตุการณ์ชกต่อยกันหน้าเปิดร้าน ขณะที่ในเนเธอร์แลนด์ ตำรวจต้องเข้าแทรกแซงที่ห้างสรรพสินค้าใกล้กับกรุงเฮก เนื่องจากบรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดและการโต้เถียงอย่างรุนแรง จนทางร้านตัดสินใจ “ไม่เปิดให้บริการ” และส่งผู้คนกลับบ้าน เช่นเดียวกับสาขาในอัมสเตอร์ดัมและอูเทรชต์ที่ยังคงปิดประตูเงียบ โดยยังไม่มีกำหนดว่าจะกลับมาเปิดบริการอีกครั้งเมื่อใด

ด้านนครนิวยอร์ก สหรัฐฯ บรรยากาศการเปิดตัวที่สาขาไทม์สแควร์ เต็มไปด้วยการผลักและเบียดเสียด ประชาชนรายหนึ่งซึ่งมารอคิวตั้งแต่พุธ เผยว่า “มันเหมือนอยู่ในหลุม ในคอนเสิร์ตร็อก คนที่เพิ่งมาถึงเมื่อคืนพยายามเบียดไปข้างหน้า ส่วนคนมาตอนเช้าก็พยายามแซงคิว ใครโกงและผลักแรงที่สุดก็ได้อยู่หน้าสุด”

ผู้ซื้ออีกหลายคนยอมรับว่า พวกเขาต้องการซื้อนาฬิกาเรือนนี้ ซึ่งมีราคาหน้าร้านเพียงประมาณ 400 ถึง 420 ดอลลาร์สหรัฐ  เพื่อนำไป “รีเซล” หรือขายต่อในราคาสูงทันที โดยผู้ซื้อรายหนึ่งเผยว่า เขาเข้าคิวนาน 5 วัน และหลังจากซื้อนาฬิกามาได้ในราคา 400 ดอลลาร์ เขาก็ขายต่อได้ทันทีในราคา 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 130,000 บาท) ซึ่งฟันกำไรไปถึง 10 เท่าตัว

จากเหตุความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทั่วโลก ล่าสุด Swatch ได้ออกแถลงการณ์แจ้งเตือนลูกค้า โดยระบุว่า”เพื่อความปลอดภัยของทั้งลูกค้าและพนักงานของเราในร้าน Swatch เราขอความกรุณาทุกท่านอย่าเพิ่งแห่กันมาที่ร้านเป็นจำนวนมากเพื่อซื้อสินค้านี้ นาฬิกาคอลเลกชัน Royal Pop จะยังคงมีวางจำหน่ายต่อไปอีกหลายเดือน และในบางประเทศ เราไม่สามารถรองรับแถวที่ยาวเกิน 50 คนได้ ซึ่งอาจจำเป็นต้องระงับการขายชั่วคราว” อย่างไรก็ตาม ทาง Swatch ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรการเยียวยาหรือกำหนดการเปิดร้านใหม่อีกครั้งข้องสาขาที่ปิดไป.

ที่มา AFP / Guardian

เมียนมาสะเทือน! แผ่นดินไหวขนาด 5.2 ใกล้เนครย่างกุ้ง รู้สึกได้หลายพื้นที่ในไทย

เมียนมาสะเทือน! แผ่นดินไหวขนาด 5.2 ใกล้เนครย่างกุ้ง รู้สึกได้หลายพื้นที่ในไทย

18 พ.ค. 2569 09:51 น.

เมียนมาสะเทือน! แผ่นดินไหวขนาด 5.2 ใกล้เนครย่างกุ้ง รู้สึกได้หลายพื้นที่ในไทย

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.2 ในประเทศเมียนมา เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2026 จุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองจ๊อกตาน  ใกล้พื้นที่นครย่างกุ้งแรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ในหลายพื้นที่ รวมถึงในไทย

ศูนย์แผ่นดินไหวยุโรป-เมดิเตอร์เรเนียน (European-Mediterranean Seismological Centre: EMSC) รายงานว่า แผ่นดินไหวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 08.05 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่ระดับความลึกราว 35 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าเป็นแผ่นดินไหวระดับตื้นปานกลาง

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานด้านธรณีวิทยาระบุว่า ข้อมูลเกี่ยวกับขนาดแผ่นดินไหว ความลึก และตำแหน่งศูนย์กลาง อาจมีการปรับแก้เพิ่มเติมในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า หลังนักวิทยาศาสตร์ตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดมากขึ้น

ต่อมา เครือข่ายเฝ้าระวังแผ่นดินไหวแห่งชาติของฝรั่งเศส (Réseau National de Surveillance Sismique หรือ RéNaSS) ก็ยืนยันเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้มีขนาด 5.2 เช่นกัน

ขณะที่หน่วยงานอื่น ๆ รายงานค่าความรุนแรงใกล้เคียงกัน โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศ และธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซีย ประเมินขนาดไว้ที่ 5.4 ส่วนเครือข่ายตรวจวัดแผ่นดินไหว RaspberryShake และศูนย์วิจัยธรณีศาสตร์เยอรมนี (GFZ) รายงานที่ระดับ 5.2

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายงานความเสียหายรุนแรงหรือผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว.

ที่มา : USGS , volcanodiscovery.com

ตร.รวบตัว คนส่งพัสดุเดนมนุษย์ ข่มขืนเด็กหญิง 15 ปีในรถส่งของ เหยื่อผวาแจ้งครูที่โรงเรียน

 ตร.รวบตัว คนส่งพัสดุเดนมนุษย์ ข่มขืนเด็กหญิง 15 ปีในรถส่งของ เหยื่อผวาแจ้งครูที่โรงเรียน

18 พ.ค. 2569 08:42 น.

ตร.รวบตัว คนส่งพัสดุเดนมนุษย์ ข่มขืนเด็กหญิง 15 ปีในรถส่งของ เหยื่อผวาแจ้งครูที่โรงเรียน

เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์สหรัฐฯ ในรัฐนิวยอร์ก ถูกตร.รวบตัว หลังก่อเหตุข่มขืนเด็กหญิงวัย 15 ปี ภายในรถส่งพัสดุ ขณะปฏิบัติหน้าที่ส่งของ ช็อกสังคมอเมริกัน

ผู้ต้องหาคือ เจนรี บูเอสแตน กูตามา อายุ 23 ปี จากเมืองมอนทอก รัฐนิวยอร์ก ถูกตำรวจเมืองอีสต์แฮมป์ตัน จับกุมเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พร้อมตั้งข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา

รายงานระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ขณะกูตามาปฏิบัติหน้าที่ส่งพัสดุในพื้นที่แฮมป์ตัน โดยผู้ต้องหารู้จักกับเด็กหญิงผู้เสียหายมาก่อน ซึ่งเชื่อว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้เขาสามารถตีสนิทและหลอกให้เด็กขึ้นไปบนรถส่งของได้

หลังเกิดเหตุ เด็กหญิงที่อยู่ในอาการหวาดกลัวได้เข้าแจ้งเรื่องกับครูที่โรงเรียน ก่อนที่ครูจะประสานตำรวจเข้าตรวจสอบทันที

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับสำนักงานผู้ตรวจการไปรษณีย์สหรัฐฯ (USPS Inspector General’s Office) เปิดการสอบสวนร่วมกัน ก่อนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหา

นอกจากข้อหาข่มขืนเด็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์แล้ว กูตามายังถูกตั้งข้อหากระทำการที่เป็นอันตรายต่อสวัสดิภาพเด็ก เพิ่มเติมอีกด้วย

ตามกฎหมายรัฐนิวยอร์ก หากถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานข่มขืนผู้เยาว์ในระดับแรก ซึ่งถือเป็นความผิดอาญาร้ายแรงผู้ต้องหาอาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 25 ปี และกฎหมายกำหนดโทษขั้นต่ำไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี ส่วนข้อหากระทำอันตรายต่อสวัสดิภาพเด็ก มีโทษจำคุกสูงสุด 1 ปี

ด้านสื่อสหรัฐฯ รายงานว่า ได้ติดต่อไปยังไปรษณีย์สหรัฐฯ หรือ USPS และตำรวจท้องถิ่นเพื่อสอบถามสถานะการควบคุมตัวของผู้ต้องหา รวมถึงการให้การรับสารภาพ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม

คดีดังกล่าวยังทำให้หลายคนนึกถึงเหตุสะเทือนขวัญในปี 2022 ของเอเธนา สแตรนด์ เด็กหญิงวัย 7 ขวบในสหรัฐฯ ที่ถูกคนขับรถส่งพัสดุ FedEx ลวงขึ้นรถก่อนสังหารระหว่างนำพัสดุคริสต์มาสไปส่ง โดยแทนเนอร์ ฮอร์เนอร์ คนขับรถส่งพัสดุวัย 34 ปี ผู้ก่อเหตุในคดีดังกล่าว เพิ่งถูกศาลตัดสินประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา.

ที่มา : THE SUN

เตือนภัย แก๊งมิจฉาชีพใช้ Deepfake AI ปลอมเป็นนายกฯ สิงคโปร์ หลอกเหยื่อสูญเงินกว่า 120 ล้านบาท

 เตือนภัย แก๊งมิจฉาชีพใช้ Deepfake AI ปลอมเป็นนายกฯ สิงคโปร์ หลอกเหยื่อสูญเงินกว่า 120 ล้านบาท

18 พ.ค. 2569 07:13 น.

เตือนภัย แก๊งมิจฉาชีพใช้ Deepfake AI ปลอมเป็นนายกฯ สิงคโปร์ หลอกเหยื่อสูญเงินกว่า 120 ล้านบาท

ตำรวจสิงคโปร์เผยคลิปวิดีโอการประชุมผ่าน Zoom ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี “ดีปเฟก” หลังแก๊งมิจฉาชีพนำมาใช้แอบอ้างเป็นนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เพื่อหลอกเหยื่อโอนเงิน สูญเงินไปราว 120 ล้านบาท

สำนักงานตำรวจสิงคโปร์ แจ้งเตือนประชาชน ระวังภัยรูปแบบใหม่จาก มิจฉาชีพซึ่งใช้เทคโนโลยี AI สร้างการประชุมออนไลน์ปลอม โดยอ้างว่าเกี่ยวข้องกับความช่วยเหลือด้านเงินทุนจากสถานการณ์ใน “ช่องแคบฮอร์มุซ” 

รูปแบบการหลอกลวงเริ่มจากผู้เสียหายได้รับข้อความผ่าน WhatsApp จากคนร้ายที่แอบอ้างเป็นเลขานุการคณะรัฐมนตรี พร้อมเชิญเข้าร่วมประชุมกับนายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง 

จากนั้น เหยื่อจะถูกเชิญเข้าสู่การประชุมผ่าน Zoom ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี Deepfake AI ให้ดูเหมือนมีเจ้าหน้าที่รัฐบาลสิงคโปร์และต่างประเทศเข้าร่วมประชุมจริง

คลิปที่ตำรวจนำมาเปิดเผยแสดงให้เห็นการประชุมปลอมเกี่ยวกับสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีภาพของนายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ประธานาธิบดีธาร์มัน ชันมูการัตนัม รัฐมนตรีอินดรานี ราจาห์  รวมถึงตัวแทนจากธนาคารกลางสิงคโปร์ 

นอกจากนี้ ยังมีการแอบอ้างเจ้าหน้าที่ต่างประเทศ เช่น รัฐมนตรีต่างประเทศแคนาดา ที่ปรึกษาทางการทูตอาวุโสของประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงภาคเอกชนอย่าง BlackRock และ Dubai International Financial Centre เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับการประชุมปลอมดังกล่าว

ตำรวจระบุว่า เหยื่อจะถูกแนะนำตัวในฐานะตัวแทนภาคเอกชนที่เข้าร่วมประชุม ก่อนที่ผู้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐจะกล่าวสรุปสถานการณ์ และปิดท้ายด้วยคลิป Deepfake ของนายกรัฐมนตรีที่กล่าวขอบคุณผู้เสียหายที่เข้าร่วมประชุม

หลังจากนั้น มิจฉาชีพอีกคนจะติดต่อเหยื่อในคราบทนายความ เพื่อโน้มน้าวให้โอนเงินเข้าร่วมโครงการหรือช่วยเหลือด้านการเงิน

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า กลุ่มมิจฉาชีพมักเลือกเป้าหมายเป็นนักธุรกิจหรือบุคคลที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับหน่วยงานรัฐบาลมาก่อน ทำให้เหยื่อหลงเชื่อได้ง่ายขึ้น

ตำรวจสิงคโปร์ยังอธิบายถึงจุดสังเกตที่บ่งชี้ว่าคลิปดังกล่าวถูกสร้างด้วย AI เช่น เสียงพูดไม่ตรงกับการขยับริมฝีปากของผู้พูด แสดงให้เห็นว่ามีการใส่เสียงปลอมทับลงบนวิดีโอที่อัดไว้ล่วงหน้า

นอกจากนี้ เสียงพูดทั้งหมดในห้องประชุมยังถูกส่งผ่านบัญชีผู้ใช้เพียงบัญชีเดียว แทนที่จะออกมาจากผู้เข้าร่วมแต่ละคนตามปกติของ Zoom

อีกจุดผิดสังเกตคือ พื้นหลังของวิดีโอมีลักษณะบิดเบี้ยว และโลโก้ Zoom ถูกบดบังบางส่วนโดยไม่สอดคล้องกับภาพด้านหน้า ซึ่งเป็นหลักฐานว่ามีการใช้ AI ดัดแปลงวิดีโอ

ตำรวจสิงคโปร์เตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะการติดต่อผ่านช่องทางออนไลน์หรือวิดีโอคอล เนื่องจากเทคโนโลยี Deepfake ในปัจจุบันมีความสมจริงสูงและแยกได้ยากว่าเป็นของจริงหรือของปลอม

ทั้งนี้ทางตำรวจได้เน้นย้ำว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลสิงคโปร์จะไม่มีการกระทำต่อไปนี้ผ่านอีเมล โทรศัพท์ หรือวิดีโอคอล ได้แก่ ขอให้โอนเงิน ,ขอข้อมูลเข้าสู่ระบบธนาคาร, ขอให้ติดตั้งแอปพลิเคชันจากแหล่งที่ไม่เป็นทางการ หรือโอนสายไปยังตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐคนอื่น

หากประชาชนพบเห็นการหลอกลวง ข่าวปลอม หรือโฆษณาต้องสงสัยบนโซเชียลมีเดีย สามารถแจ้งผู้ดูแลแพลตฟอร์มหรือแจ้งตำรวจได้ทันที พร้อมสามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมผ่านสายด่วน ScamShield ของสิงคโปร์ หมายเลข 1799.

ที่มา : channelnewsasia