
22 พ.ค. 2569 16:22 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
สหรัฐฯ สั่งระงับขายอาวุธให้ไต้หวัน 5 แสนล้านชั่วคราว เผยกักไว้ใช้ใน “สงครามอิหร่าน”
รักษาการรัฐมนตรีทบวงทหารเรือสหรัฐฯ แถลงกลางสภา ยืนยันระงับข้อตกลงขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 5 แสนล้านบาทเป็นการชั่วคราว เพื่อสำรองคลังแสงไว้ใช้ในยุทธการร่วมกับอิสราเอลถล่มอิหร่าน
ฮัง เกา (Hung Cao) รักษาการรัฐมนตรีว่าการทบวงทหารเรือสหรัฐฯ ได้แถลงต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ยืนยันว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ได้สั่ง “ระงับ” ข้อตกลงการขายอาวุธมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5 แสนล้านบาท) ให้แก่ไต้หวันชั่วคราว เพื่อสร้างหลักประกันว่ากองทัพอเมริกันจะมีอาวุธยุทโธปกรณ์เพียงพอสำหรับปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน
นายเกากล่าวในชั้นพิจารณาของสภา “ในเวลานี้เรากำลังระงับข้อตกลงชั่วคราว เพื่อให้มั่นใจว่าเรามีกระสุนและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับภารกิจ Epic Fury ซึ่งจริงๆ แล้วเรามีอยู่เป็นจำนวนมาก” โดยคำว่า “Epic Fury” เป็นรหัสลับของปฏิบัติการทางทหารร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่าน “เราแค่ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเรามีทุกอย่างพร้อมสรรพ และการขายอาวุธให้แก่ต่างชาติจะดำเนินต่อไปเมื่อรัฐบาลเห็นว่าจำเป็น”
เมื่อถูกซักถามเพิ่มเติมว่าทางฝั่งไต้หวันมีความคิดเห็นอย่างไรต่อการระงับดีลในครั้งนี้ เกายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผมยังไม่ได้พูดคุยกับทางไต้หวัน” ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมต่อถ้อยแถลงดังกล่าว
ด้าน คาเรน กัว โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีไต้หวัน แถลงต่อผู้สื่อข่าวว่า ทางไต้หวันยังไม่ได้รับข้อมูลใดๆ จากรัฐบาลวอชิงตันเกี่ยวกับ “การปรับเปลี่ยนข้อตกลงขายอาวุธของสหรัฐฯ” โดยที่ผ่านมา ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน ย้ำเสมอว่าการสนับสนุนอาวุธจากสหรัฐฯ คือปัจจัยสำคัญในการรักษาเสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาค ซึ่งภายใต้การนำของเขา ไต้หวันได้เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมอย่างมหาศาลเพื่อรับมือกับแรงกดดันทางทหารจากจีน
ขณะเดียวกัน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนได้แถลงโดยย้ำจุดยืนเดิมว่า “จุดยืนของจีนในการคัดค้านอย่างเด็ดขาดต่อการที่สหรัฐฯ ขายอาวุธให้แก่ภูมิภาคไต้หวันของจีนนั้น มีความสอดคล้อง ชัดเจน และมั่นคงมาโดยตลอด”
แพ็กเกจอาวุธมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐนี้ รอการอนุมัติขั้นสุดท้ายจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มานานหลายเดือน โดยรายงานระบุว่าอาวุธในดีลนี้รวมถึงระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ PAC-3 ของบริษัท ล็อคฮีด มาร์ติน และระบบขีปนาวุธพื้นสู่อากาศอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้และเพิ่งให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) ว่า ข้อตกลงขายอาวุธนี้เป็น “ชิปต่อรองที่ยอดเยี่ยมมาก” ในการเจรจากับประเทศจีน ซึ่งถ้อยแถลงนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์เดินทางไปประชุมที่กรุงปักกิ่ง และได้หารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งผู้นำจีนย้ำกับทรัมป์ว่า ประเด็นไต้หวันคือเรื่องที่อ่อนไหวและสำคัญที่สุดระหว่างสหรัฐฯ และจีน
ทรัมป์ยอมรับว่าเขาได้หารือเรื่องรายละเอียดการขายอาวุธให้ไต้หวันกับสี จิ้นผิง อย่างลึกซึ้ง ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการฉีกแนวทางปฏิบัติและ “คำมั่นสัญญา 6 ประการ” ปี 1982 ที่สหรัฐฯ เคยให้ไว้กับไต้หวันว่า สหรัฐฯ จะไม่ทำการปรึกษาหารือกับรัฐบาลปักกิ่งก่อนการขายอาวุธให้ไต้หวัน นอกจากนี้ ทรัมป์ยังระบุว่าจะต่อสายตรงคุยกับ ไล่ ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวันเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งเป็นท่าทีที่อาจสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้แก่จีน เนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ และไต้หวันไม่มีการเจรจาโดยตรงมานานหลายทศวรรษ
แม้ว่าตามกฎหมายของสหรัฐฯ จะกำหนดให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องจัดหาอาวุธให้แก่ไต้หวันเพื่อการป้องกันตนเอง แต่ท่าทีล่าสุดของทรัมป์ประกอบกับวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง ได้สร้างความกังวลอย่างยิ่งต่อรัฐบาลไทเปเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือในการสนับสนุนของสหรัฐฯ
โดยก่อนหน้านี้เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ เคยอนุมัติแพ็กเกจอาวุธชุดใหญ่มูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐให้ไต้หวัน ซึ่งครั้งนั้นจีนได้ออกมาเตือนว่า การกระทำของสหรัฐฯ กำลัง “เร่งผลักดันให้สถานการณ์บริเวณช่องแคบไต้หวันก้าวไปสู่จุดที่อันตรายและรุนแรง” และการประกาศระงับดีลล่าสุดเพื่อโยกอาวุธไปใช้ในสงครามอิหร่าน อาจกลายเป็นการเปิดช่องว่างทางยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก.










