“ทรัมป์” ฉีกข้อตกลงหยุดยิงอิหร่าน ลั่นเป็น “พวกขยะ-คนป่วย” สั่งตัดสัมพันธ์การค้า “สเปน”

"ทรัมป์" ฉีกข้อตกลงหยุดยิงอิหร่าน ลั่นเป็น "พวกขยะ-คนป่วย" สั่งตัดสัมพันธ์การค้า "สเปน"

8 ก.ค. 2569 16:37 น.

“ทรัมป์” ฉีกข้อตกลงหยุดยิงอิหร่าน ลั่นเป็น “พวกขยะ-คนป่วย” สั่งตัดสัมพันธ์การค้า “สเปน”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวระหว่างการประชุมสุดยอดนาโตว่า ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน “จบลงแล้ว” ตราหน้าผู้นำอิหร่านเป็นพวกตลบแตลงและไร้สติ พร้อมสั่งกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ตัดสัมพันธ์ทางการค้ากับสเปนทันที  ฐานเป็นพันธมิตรนาโตที่แย่ ไม่ยอมช่วยสหรัฐฯ ในสงครามอิหร่าน พร้อมลั่นยังไม่ล้มเลิกแผนฮุบ “กรีนแลนด์” จากเดนมาร์ก  การประกาศของทรัมป์ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานทันที 6%

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวระหว่างการเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต ที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี โดยประกาศอย่างเป็นทางการว่า บันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่เพิ่งลงนามไปเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนนั้น “ได้สิ้นสุดลงแล้ว” หลังจากเกิดเหตุการณ์ยิงปะทะทางอากาศและขีปนาวุธตอบโต้อย่างรุนแรงระหว่างกองทัพสหรัฐฯ และกองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ตลอดคืนที่ผ่านมา

เมื่อผู้สื่อข่าวทูลถามถึงสถานภาพของข้อตกลงหยุดยิง ทรัมป์ตอบกลับด้วยถ้อยคำที่ดุเดือดและเผ็ดร้อน โดยตราหน้ากลุ่มผู้นำอิหร่านว่าเป็น “พวกขยะ”  และ “คนบ้า”

“สำหรับผม ผมคิดว่ามันจบลงแล้ว ผมไม่อยากจะข้องแวะกับพวกเขาอีกต่อไป พวกนั้นมันเศษขยะ เป็นคนป่วย และถูกปกครองโดยกลุ่มคนที่มีอาการป่วยทางจิต พวกเขาเป็นพวกโหดร้าย รุนแรง และถ้าพวกเขามีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในมือ พวกเขาจะเอามันออกมาใช้แน่นอน” ทรัมป์ กล่าว “เราอุตส่าห์ทำข้อตกลงกัน ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ แต่พอทำสัญญาเสร็จ พวกเขากลับเดินออกไปล้อเลียนและให้ข่าวกับสื่อมวลชนว่าเราไม่เคยคุยกันเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ คนพวกนี้สมองมีปัญหา พวกเขาเป็นคนโกหก และการเจรจาด้วยมันเป็นเรื่องเสียเวลาโดยสิ้นเชิง”

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์แง้มว่าเขาอาจจะยอมให้ทีมเจรจาของเขา ซึ่งนำโดยนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ และนายจาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของเขา ดำเนินการพูดคุยต่อไป แต่อยู่ที่ว่าทางอิหร่านจะยอมกลับมานั่งที่โต๊ะเจรจาอย่างจริงใจหรือไม่ ทันทีที่คำพูดของทรัมป์เผยแพร่ออกไป ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ พุ่งขึ้นทันที 6% แตะระดับ 78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปร่วงระนาว 1.6% จากความกังวลเรื่องภาวะเงินเฟ้อรอบใหม่

สอดคล้องกับสถานการณ์ดังกล่าว สำนักงานความปลอดภัยการบินแห่งสหภาพยุโรป (EASA) ได้ออกคำสั่งเตือนภัยขั้นสูงให้สายการบินพาณิชย์ทั้งหมด หลีกเลี่ยงการบินผ่านน่านฟ้าของประเทศอิหร่านและอิรักโดยเด็ดขาดไปจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2026

ไม่เพียงแต่เรื่องอิหร่าน ทรัมป์ยังใช้เวทีนาโตเปิดฉากโจมตีประเทศสมาชิกยุโรปอย่างรุนแรง โทษฐานที่ไม่ยอมให้ความช่วยเหลือทางการทหารแก่สหรัฐฯ ในช่วงสงครามอิหร่าน โดยทรัมป์ได้หันไปสั่งการ นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ให้ดำเนินการ “ตัดสัมพันธ์ทางการค้าและพาณิชย์ทั้งหมดกับประเทศสเปนทันที”

“เราไม่อยากทำธุรกิจการค้าใดๆ กับสเปนอีกต่อไป สเปนเป็นพันธมิตรที่แย่มากในนาโต พวกเขาไม่ยอมเข้าร่วมรบ และพวกเขาก็ไม่ยอมจ่ายเงิน” ทรัมป์ระบุอย่างไม่สบอารมณ์ ขณะที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีสเปนได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันควัน โดยพยายามลดกระแสความตึงเครียดว่า สเปนจะมองคำขู่ของทรัมป์เป็นเพียง “เรื่องปกติที่ต้องเจอในการทำธุรกิจ” และยืนยันว่าสเปนยังมีพรมแดนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่ดีเยี่ยมกับสหรัฐฯ และไม่ต้องการให้สิ่งใดมาเปลี่ยนมัน

นอกจากสเปนแล้ว ทรัมป์ยังวิจารณ์สหราชอาณาจักรที่ไม่ยอมให้ใช้ฐานทัพทั้งหมด และระบุว่าอิตาลี “แย่มาก” ในการสนับสนุนด้านฐานทัพ แม้ว่า นายมาร์ก รุตเต  เลขาธิการนาโตซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ทรัมป์ จะพยายามช่วยชี้แจงว่า ยุโรปได้สนับสนุนสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ โดยมีเครื่องบินรบถึง 5,000 ลำบินขึ้นจากสนามบินในยุโรปเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการในอิหร่าน และย้ำว่ายุโรปคือฐานกำลังหลักของสหรัฐฯ ก็ตาม

ความตึงเครียดในที่ประชุมยังลามไปถึงประเด็นดินแดนแถบอาร์กติก เมื่อทรัมป์ยอมรับว่าเขายังคงไม่พอใจนาโตและเดนมาร์กเกี่ยวกับกรณี “กรีนแลนด์”  เกาะทางยุทธศาสตร์ที่เขาเคยพยายามจะขอซื้อในสมัยดำรงตำแหน่งวาระแรก

“กรีนแลนด์เป็นปัญหาใหญ่สำหรับเรา มันมีความสำคัญต่อสหรัฐฯ มาก แต่ดันไม่มีความสำคัญอะไรเลยกับเดนมาร์ก เราจำเป็นต้องใช้มันเพื่อการปกป้องโลก ไม่ใช่แค่เพื่อสหรัฐฯ มันไม่ได้ช่วยอะไรเดนมาร์กเลย แต่ช่วยเราได้ ตอนที่เราต้องการพวกเขา พวกเขาไม่เคยอยู่ตรงนั้นเพื่อเรา ทั้งที่เราอยู่ช่วยพวกเขามาตลอด สหรัฐฯ แบกรับค่าใช้จ่ายในนาโตสูงเกินส่วนเพื่อปกป้องยุโรปจากรัสเซีย เราได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม”

ด้าน นางเมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีหญิงของเดนมาร์ก ได้ออกมายืนยันคำเดิมอย่างหนักแน่นก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลโคเปนเฮเกนมีจุดยืนที่ชัดเจนและไม่มีวันเปลี่ยนแปลงว่า “กรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้ขาย” อย่างไรก็ดี นายมาร์ก รุตเต เลขาธิการนาโต พยายามไกล่เกลี่ยว่า สหรัฐฯ และเดนมาร์กจะยังคงยึดมั่นในข้อตกลงที่จะเปิดโต๊ะเจรจาเพื่อร่วมมือขยายขอบเขตการวางกำลังทหารของสหรัฐฯ บนเกาะกรีนแลนด์ในอนาคตต่อไป.

ที่มา Reuters / Al Jazeera

“ทรัมป์” ชม “นายกฯ อิตาลี” เป็นคน “ไนซ์” แต่ตำหนิไม่ช่วยสหรัฐฯ รับมืออิหร่าน

"ทรัมป์" ชม "นายกฯ อิตาลี" เป็นคน "ไนซ์" แต่ตำหนิไม่ช่วยสหรัฐฯ รับมืออิหร่าน

8 ก.ค. 2569 15:47 น.

“ทรัมป์” ชม “นายกฯ อิตาลี” เป็นคน “ไนซ์” แต่ตำหนิไม่ช่วยสหรัฐฯ รับมืออิหร่าน

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า แม้ยังมองว่า “จอร์เจีย เมโลนี” นายกรัฐมนตรีอิตาลี เป็น “คนอัธยาศัยดี” แต่รู้สึกผิดหวังที่อิตาลีไม่ให้การสนับสนุนสหรัฐฯ ในการรับมือสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่าน พร้อมระบุว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่าย “แย่ลงเล็กน้อย”

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวระหว่างเข้าร่วมการประชุมสุดยอดองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี โดยกล่าวว่า “ความสัมพันธ์ของผมกับเธอมันเริ่มแย่นิดหน่อย ก็เพราะเธอปฏิเสธที่จะช่วยเราเรื่องอิหร่าน เธอเลือกที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ มันเลยทำให้ความสัมพันธ์ของเราจืดจางลงไปบ้าง แต่ผมก็ยังชอบเธอนะ ผมคิดว่าจริงๆ แล้วเธอเป็นคนอัธยาศัยดีคนหนึ่งเลยล่ะ แต่ผมแค่คิดว่าในเรื่องนี้เธอทำผิดพลาดไปหน่อย”

คำกล่าวดังกล่าวถือเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของข้อพิพาททางการทูตระหว่างผู้นำทั้งสอง ซึ่งเริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แม้ก่อนหน้านี้เมโลนีจะถูกมองว่าเป็นหนึ่งในพันธมิตรยุโรปที่ใกล้ชิดกับทรัมป์มากที่สุด โดยเธอเป็นผู้นำยุโรปเพียงคนเดียวที่เข้าร่วมพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของทรัมป์ในปี 2568

ความสัมพันธ์เริ่มสั่นคลอนเมื่อเดือนที่ผ่านมา หลังทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ของอิตาลีว่า เมโลนีเคย “ขอร้อง” ให้เขาถ่ายภาพร่วมกันระหว่างการประชุมผู้นำ G7 ที่ฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม เมโลนีได้ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงพร้อมตอกกลับว่าทรัมป์กุเรื่องโกหกขึ้นมาเอง

ก่อนหน้านี้ เมโลนียังเคยวิจารณ์ทรัมป์กรณีโจมตีสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอ จากการที่พระองค์ทรงประณามสงครามกับอิหร่าน ขณะที่ทรัมป์ตอบโต้ด้วยการตำหนิรัฐบาลอิตาลีที่ไม่สนับสนุนความพยายามของสหรัฐฯ ในการเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

นอกจากนี้ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลอิตาลียังปฏิเสธไม่อนุญาตให้เครื่องบินทหารของสหรัฐฯ ลงจอดที่ฐานทัพอากาศซิโกเนลลา บนเกาะซิซิลี ก่อนเดินทางต่อไปยังตะวันออกกลาง โดยให้เหตุผลว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ขออนุญาตจากรัฐบาลอิตาลีล่วงหน้าตามขั้นตอน

ก่อนการประชุมนาโตไม่นาน ทรัมป์ยังจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อีกครั้ง หลังโพสต์ภาพเมโลนีบนแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล พร้อมข้อความว่า “RESTRAINING ORDER NEEDED” หรือ “ควรมีคำสั่งห้ามเข้าใกล้” ซึ่งถูกมองว่าเป็นการเหน็บแนมและยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองผู้นำตึงเครียดมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอิตาลีเลือกที่จะไม่ตอบโต้ถ้อยคำล่าสุดของทรัมป์ โดย อันโตนิโอ ทายานี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิตาลี กล่าวว่า รัฐบาลไม่มีความประสงค์จะขยายความขัดแย้ง เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ พร้อมระบุว่า “ทรัมป์เป็นคนที่ชอบยั่วยุ โดยเฉพาะผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และอิตาลีตัดสินใจว่าจะไม่ตอบโต้คำพูดลักษณะนี้อีก”

ขณะที่แหล่งข่าวใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีเมโลนีเปิดเผยว่า เธอไม่มีแผนหลีกเลี่ยงการพบทรัมป์ระหว่างการประชุมที่กรุงอังการา และเชื่อว่าเธอสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม โดยอาจเลือกกล่าวทักทายผู้นำสหรัฐฯ “พร้อมรอยยิ้ม” เพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มความตึงเครียดทางการทูต.

ที่มา Reuters

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟครั้งที่ 3 ในรอบสัปดาห์ เสียชีวิต-บาดเจ็บหลายราย

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟครั้งที่ 3 ในรอบสัปดาห์ เสียชีวิต-บาดเจ็บหลายราย

8 ก.ค. 2569 14:33 น.

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟครั้งที่ 3 ในรอบสัปดาห์ เสียชีวิต-บาดเจ็บหลายราย

รัสเซียเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟด้วยขีปนาวุธและโดรนเป็นครั้งที่ 3 ในรอบไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 ราย และบาดเจ็บหลายราย ท่ามกลางการขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้นจากสหรัฐฯ ก่อนการพบหารือระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี นอกรอบการประชุมสุดยอดนาโต

รัสเซียเปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่กรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน อีกครั้งในช่วงกลางดึกของวันพุธ (7 ก.ค.) นับเป็นการโจมตีเมืองหลวงของยูเครนครั้งที่ 3 ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ โดยใช้ขีปนาวุธวิถีโค้งร่วมกับอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ขณะที่ยูเครนยังประสบปัญหาขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้นระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ผลิตโดยสหรัฐฯ

กองทัพอากาศยูเครนเปิดเผยว่า รัสเซียส่งโดรนโจมตีรวม 169 ลำ และขีปนาวุธวิถีโค้ง 5 ลูกเข้าโจมตีหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถยิงสกัดโดรนได้มากกว่า 80% แต่ไม่สามารถสกัดขีปนาวุธวิถีโค้งได้แม้แต่ลูกเดียว เนื่องจากยูเครนกำลังขาดแคลนอาวุธสกัดกั้นที่มีขีดความสามารถรับมืออาวุธประเภทนี้

เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารของกรุงเคียฟระบุว่า การโจมตีครั้งล่าสุดทำให้มีเสียชีวิตอย่างน้อย 1 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 คน ขณะที่นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ วิตาลี คลิตช์โก เปิดเผยว่า ขีปนาวุธได้สร้างความเสียหายให้กับโกดังเก็บสินค้าและอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัยในพื้นที่สองเขตของเมือง ซึ่งตั้งอยู่คนละฝั่งของแม่น้ำดนีโปร จนเกิดเพลิงไหม้หลายจุด

นอกจากนี้ เมืองคาร์คิฟ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของยูเครน ก็ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธเช่นกัน ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนและโบสถ์ได้รับความเสียหาย ขณะที่ในพื้นที่อื่นของประเทศมีรายงานผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเพิ่มเติม โดยแคว้นมิโคลาอิฟทางตอนใต้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย จากการโจมตีด้วยระเบิดนำวิถี ส่วนแคว้นดนีโปรเปตรอฟสก์และแคว้นซาปอริซเซียมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีด้วยโดรน ปืนใหญ่ และขีปนาวุธ

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่การประชุมสุดยอดองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต กำลังจัดขึ้นที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มีกำหนดพบหารือกับประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ซึ่งคาดว่าจะหยิบยกประเด็นการขอรับขีปนาวุธสกัดกั้นเพิ่มเติมจากสหรัฐฯ เนื่องจากปัจจุบันเป็นอาวุธหลักเพียงชนิดเดียวที่ยูเครนสามารถใช้รับมือขีปนาวุธวิถีโค้งของรัสเซียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวก่อนการประชุมว่า เขาเชื่อว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครนมีโอกาสยุติลงได้ในเร็ววัน หลังได้พูดคุยกับทั้งประธานาธิบดีเซเลนสกีและประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ขณะที่ปูตินยืนยันว่าจะเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อไป แม้รัสเซียจะเผชิญความท้าทายเพิ่มขึ้น พร้อมย้ำข้อเรียกร้องให้ยูเครนยกพื้นที่ส่วนที่เหลือของแคว้นโดเนตสก์ทางตะวันออกให้แก่รัสเซีย

ตลอดเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา การโจมตีของรัสเซียต่อกรุงเคียฟและพื้นที่โดยรอบส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 60 คน สะท้อนถึงการยกระดับการโจมตีทางอากาศของมอสโกในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แม้ความคืบหน้าของกองกำลังภาคพื้นดินจะชะลอตัว ขณะที่ยูเครนยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านการทหารและอุตสาหกรรมน้ำมันของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลกระทบต่อการขนส่งเชื้อเพลิงภายในประเทศรัสเซีย.

ที่มา Reuters

อิหร่านยิงขีปนาวุธ-โดรนถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรน-คูเวต ตอบโต้ถูกเปิดฉากโจมตี

อิหร่านยิงขีปนาวุธ-โดรนถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรน-คูเวต ตอบโต้ถูกเปิดฉากโจมตี

8 ก.ค. 2569 13:14 น.

อิหร่านยิงขีปนาวุธ-โดรนถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรน-คูเวต ตอบโต้ถูกเปิดฉากโจมตี

สถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง หลังอิหร่านเปิดปฏิบัติการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรนและคูเวต เพื่อตอบโต้การโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ ที่มุ่งเป้าทรัพย์สินทางทหารของอิหร่านจากเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงกว่า 3% ท่ามกลางความกังวลว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสองประเทศอาจล่มลง

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) แถลงว่า ได้เปิดปฏิบัติการร่วมด้วยขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับ โจมตีฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ได้แก่ ฐานทัพเรือสหรัฐฯ เขตทหารเรือที่ 5 ในประเทศบาห์เรน และฐานทัพอากาศอาลี อัล ซาเลม ในประเทศคูเวต พร้อมอ้างว่าสามารถยิงโดรนลาดตระเวนแบบ MQ-9 ของสหรัฐฯ ตกได้ระหว่างปฏิบัติการ

หลังการโจมตี มีการเปิดไซเรนเตือนภัยในบาห์เรนและคูเวต ขณะที่กองทัพคูเวตระบุว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศได้เข้าสกัดขีปนาวุธและโดรนที่เป็นภัยคุกคาม ส่วนความเสียหายและผู้บาดเจ็บยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีเป้าหมายทางทหารหลายแห่งในอิหร่าน เพื่อตอบโต้เหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมยกเลิกใบอนุญาตชั่วคราวที่เคยอนุญาตให้อิหร่านส่งออกน้ำมันเข้าสู่ตลาดโลก โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวมุ่งทำลายเรือติดอาวุธขนาดเล็กของ IRGC มากกว่า 60 ลำ รวมถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศ ระบบเรดาร์ชายฝั่ง ขีปนาวุธต่อสู้อากาศยาน ขีปนาวุธต่อต้านเรือ และฐานปล่อยโดรน เพื่อเพิ่มต้นทุนทางทหารให้อิหร่านจากการโจมตีเส้นทางเดินเรือ

ด้านกองบัญชาการกลางคอแทม อัล-อันบิยา ของอิหร่าน ประณามการโจมตีของสหรัฐฯ ว่าเป็น “การรุกรานอย่างโจ่งแจ้ง” และประกาศว่าจะตอบโต้ด้วยมาตรการที่รุนแรง พร้อมยืนยันว่าจะไม่ยอมให้สหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ขณะเดียวกัน โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน กล่าวหาสหรัฐฯ ว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ทั้งจากการโจมตีทางทหาร การกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน รวมถึงการกระทำอื่น ๆ ที่อิหร่านมองว่าเป็นการละเมิดข้อตกลง พร้อมย้ำว่า “ยุคแห่งการข่มขู่และการบีบบังคับได้สิ้นสุดลงแล้ว”

สื่ออิหร่านรายงานว่า เกิดเสียงระเบิดหลายครั้งในพื้นที่เกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันดิบของประเทศ รวมถึงเกาะเกชม์ เมืองสิริก และเมืองท่าบันดาร์อับบาส โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า การโจมตีมุ่งเป้าเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร ไม่ใช่แหล่งผลิตน้ำมันโดยตรง ขณะที่อิหร่านระบุว่า ไม่มีพลเรือนเสียชีวิต แต่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดที่ท่าเรือพาณิชย์ในเมืองสิริก

ความตึงเครียดรอบใหม่เกิดขึ้นหลังข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งบรรลุเมื่อเดือนก่อนเริ่มสั่นคลอน โดยข้อตกลงดังกล่าวกำหนดระยะเวลา 60 วันเพื่อเปิดทางสู่การเจรจาสันติภาพถาวร อย่างไรก็ตาม การเจรจาทางอ้อมที่ประเทศกาตาร์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่สามารถสร้างความคืบหน้าได้

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดหลังรัฐบาลสหรัฐฯ เพิกถอนใบอนุญาตที่เคยอนุญาตให้อิหร่านจำหน่ายน้ำมันในตลาดโลก และกำหนดเส้นตายให้ยุติธุรกรรมทั้งหมดภายในวันที่ 17 กรกฎาคม ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 3% ทันทีจากความกังวลว่าความขัดแย้งอาจกระทบต่อการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ในอีกด้านหนึ่ง กาตาร์กล่าวหาอิหร่านว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีเรือพาณิชย์หลายลำในช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว “อัล เรกัยยัต” ของกาตาร์ ซึ่งถูกโดรนโจมตีจนเกิดเพลิงไหม้ในห้องเครื่อง และเรือบรรทุกน้ำมันดิบติดธงซาอุดีอาระเบียอีกหนึ่งลำที่ได้รับความเสียหายบริเวณนอกชายฝั่งโอมาน แม้อิหร่านจะปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมระบุว่าตนยังคงปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เตือนหลายครั้งว่าจะกลับมาใช้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ หากอิหร่านไม่ยอมบรรลุข้อตกลงฉบับถาวร ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อารักชี ยืนยันว่า การเจรจาเพื่อข้อตกลงระยะยาวจะไม่สามารถเริ่มต้นได้ หากสหรัฐฯ ยังคงใช้การข่มขู่และการใช้กำลังทหารต่อไป.

ที่มา Reuters

ไฟไหม้ “ภูเขาขยะ” อินโดนีเซียลาม 94 ไร่ นาน 8 วัน ควันพิษทำป่วยพุ่งนับร้อย

ไฟไหม้ "ภูเขาขยะ" อินโดนีเซียลาม 94 ไร่ นาน 8 วัน ควันพิษทำป่วยพุ่งนับร้อย

8 ก.ค. 2569 12:38 น.

ไฟไหม้ “ภูเขาขยะ” อินโดนีเซียลาม 94 ไร่ นาน 8 วัน ควันพิษทำป่วยพุ่งนับร้อย

อินโดนีเซียเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม หลังไฟไหม้กองขยะขนาดยักษ์ที่บ่อฝังกลบขยะ “จาติวาริงิน” ชานกรุงจาการ์ตา ไฟลุกไหม้ต่อเนื่องนานกว่า 8 วัน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 94 ไร่ ควันพิษหนาทึบพวยพุ่งปกคลุมชุมชนโดยรอบ ดันค่ามลพิษทางอากาศพุ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานนับสิบเท่า ประชาชนแห่อพยพ และล้มป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจหลายร้อยคน

เหตุเพลิงไหม้ครั้งรุนแรงที่กองขยะขนาดยักษ์ภายใน “บ่อฝังกลบขยะจาติวาริงิน” (Jatiwaringin) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชานเมืองในเขตตังเกอราง ในจังหวัดบันเติน ชานกรุงจาการ์ตา ยังคงลุกไหม้ต่อเนื่องเป็นวันที่ 8 นับตั้งแต่เกิดเหตุเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยเพลิงได้ลุกลามขยายวงกว้างไปแล้วกว่า 94 ไร่ ส่งผลให้เกิดกลุ่มควันพิษสีดำหนาทึบปกคลุมทั่วบริเวณ และทำให้ประชาชนหลายร้อยครัวเรือนต้องอพยพออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน

กระทรวงสิ่งแวดล้อมอินโดนีเซียเปิดเผยว่า คุณภาพอากาศรอบบ่อขยะได้พุ่งสูงขึ้นแตะระดับอันตรายร้ายแรง โดยค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กพุ่งทะลุเกิน 1,000 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้ไม่เกิน 15.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หลายเท่าตัว แม้ว่าในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาสถานการณ์จะเริ่มบรรเทาลงบ้างเล็กน้อยก็ตาม

นางซาร์มานาห์  อายุ 45 ปี ชาวบ้านในพื้นที่เปิดเผยว่า ควันพิษหนาทึบพัดเข้าท่วมบ้านของเธอจนมองไม่เห็นทาง และส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างรุนแรง “ควันมันหนามากจนมองไม่เห็นใครเลย มันแสบจมูก ไอ น้ำมูกไหล และหายใจไม่ออก… พวกเราจำเป็นต้องทิ้งบ้านหนีออกมาเพราะทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว” 

ขณะที่หน่วยงานสาธารณสุขท้องถิ่นระบุว่า มีการตรวจรักษาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากกลุ่มควันพิษแล้วอย่างน้อย 234 ราย โดยในจำนวนนี้พบว่ามีผู้ป่วยถึง 72 ราย ที่มีอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน 

นายดีอาซ เฮนโดรพรีโยโน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม ระบุว่า การดับไฟในกองขยะทำได้ยากลำบากมาก เนื่องจากเพลิงไม่ได้ลุกไหม้แค่บนพื้นผิว แต่เป็นการ “คุไหม้อยู่ใต้กองขยะ” ลึกลงไป ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการเกิดไฟป่าในพรุ

ทางการอินโดนีเซียต้องระดมกำลังเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน รวมถึงส่งทีม “มังคลา อัคนี” (Manggala Agni) จำนวน 30 นาย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการดับไฟป่าพรุจากสุลาเวสีและชวาตะวันตก พร้อมอุปกรณ์แรงดันน้ำสูงเข้ามาสนับสนุน นอกจากนี้ยังมีการใช้โดรนตรวจจับความร้อน พร้อมกล้องอินฟราเรดบินค้นหาจุดความร้อนใต้กองขยะ ตลอดจนประสานงานกับสำนักงานบรรเทาภัยพิบัติแห่งชาติ และสำนักงานอุตุนิยมวิทยา เพื่อเตรียมทำฝนเทียมเร่งดับไฟให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นสัปดาห์นี้

แม้ทางการจะยังไม่สรุปสาเหตุ แต่กลุ่มเพื่อสิ่งแวดล้อมอินโดนีเซีย (Walhi) องค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม ระบุชัดเจนว่า ชนวนเหตุเกิดจากการสะสมของ “ก๊าซมีเทน” ที่เกิดจากการย่อยสลายของขยะอินทรีย์ที่ทับถมกันมานานหลายปี ซึ่งเป็นผลพวงจากระบบการทิ้งขยะแบบเปิดที่ขาดการควบคุม

นายวาฮยู เอกา สตียาวัน นักเคลื่อนไหวจาก Walhi กล่าวว่า บ่อขยะจาติวาริงิน ถูกออกแบบมาให้รองรับขยะได้เพียง 2,700 ตันต่อวัน ซึ่งครอบคลุมขยะเพียง 59% ของเขตตังเกอรางเท่านั้น ส่วนขยะที่เหลือถูกนำไปเทกองรวมกันแบบผิดกฎหมายตามพื้นที่รอบๆ จนกลายเป็นภูเขาขยะส่งกลิ่นเหม็นและมีแมลงวันตอมอยู่ห่างจากบ้านเรือนประชาชนไม่ถึง 100 เมตร และเมื่อเจอกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ก๊าซมีเทนใต้กองขยะจึงกลายเป็นคลังระเบิดที่พร้อมจะปะทุขึ้นทันทีเมื่อมีประกายไฟเพียงเล็กน้อย

พล.ต.ท. ริซาล อิราวัน รองอธิบดีฝ่ายบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อม กระทรวงสิ่งแวดล้อมและป่าไม้ แถลงว่า บ่อขยะจาติวาริงินเคยถูกลงโทษทางปกครองมาแล้วในปี 2025 เนื่องจากบริหารจัดการได้อย่างย่ำแย่ ซึ่งทางการได้สั่งให้ปรับเปลี่ยนไปใช้ระบบฝังกลบแบบควบคุมที่ต้องใช้เครื่องจักรบดอัดขยะและฝังกลบด้วยชั้นดินเป็นระยะเพื่อลดการสะสมของก๊าซมีเทน แต่ที่ผ่านมาทางส่วนท้องถิ่นเพิ่งปรับปรุงไปได้เพียง 5-6 เฮกตาร์ จากพื้นที่ทั้งหมด 33 เฮกตาร์ และจุดที่เกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ก็อยู่นอกเขตพื้นที่ควบคุม

ทั้งนี้ กระทรวงสิ่งแวดล้อมฯ ได้เตรียมมาตรการขั้นเด็ดขาด โดยจะเปิดปฏิบัติการตรวจสอบและประเมินผลบ่อขยะครั้งใหญ่จำนวน 390 แห่งทั่วประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจะเริ่มขึ้นในต้นเดือนสิงหาคม 2026 นี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักสิทธิสิ่งแวดล้อมเน้นย้ำว่า ปัญหานี้จะไม่หมดไปตราบใดที่รัฐบาลยังไม่จริงจังกับการบังคับใช้กฎหมาย งบประมาณบริหารจัดการขยะในท้องถิ่นยังต่ำ และขาดการศึกษาให้ประชาชนคัดแยกขยะอินทรีย์ตั้งแต่ต้นทาง หากรูปแบบการทิ้งขยะยังคงปะปนกันเหมือนเดิม ใต้ดินก็จะยังคงผลิตก๊าซมีเทนต่อไป และเมื่อใดที่อากาศร้อนขึ้นมาอีกครั้ง ก็เตรียมใจรับมือกับเหตุไฟไหม้ครั้งใหม่.

ที่มา BBC / ANTARA

เครื่องบินขนส่งสินค้าปากีสถานสูญหายกลางทะเลนอกชายฝั่งการาจี

เครื่องบินขนส่งสินค้าปากีสถานสูญหายกลางทะเลนอกชายฝั่งการาจี

8 ก.ค. 2569 11:56 น.

เครื่องบินขนส่งสินค้าปากีสถานสูญหายกลางทะเลนอกชายฝั่งการาจี

เครื่องบินขนส่งสินค้าโบอิ้ง 737 ของสายการบินเคทู แอร์เวย์ส (K2 Airways) ซึ่งจดทะเบียนในปากีสถาน สูญหายจากจอเรดาร์ระหว่างบินจากเมืองชาร์จาห์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มุ่งหน้าสู่เมืองการาจี หลังนักบินแจ้งปัญหาระบบนำร่อง ก่อนสัญญาณขาดหายเหนือทะเล ทางการปากีสถานระดมกำลังทั้งกองทัพเรือ กองทัพอากาศ และหน่วยกู้ภัยออกค้นหาอย่างเร่งด่วน ขณะที่มีลูกเรืออยู่บนเครื่องทั้งหมด 5 คน

เครื่องบินขนส่งสินค้าแบบโบอิ้ง 737-400 ของสายการบินเคทู แอร์เวย์ส สูญเสียการติดต่อกับหอบังคับการบินเมื่อช่วงค่ำวันอังคารที่ 8 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ขณะปฏิบัติการบินจากเมืองชาร์จาห์ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มุ่งหน้าสู่เมืองการาจี ประเทศปากีสถาน

การท่าอากาศยานปากีสถาน เปิดเผยว่า นักบินได้แจ้งเหตุขัดข้องของระบบนำร่องเมื่อเวลา 21.18 น. ตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่เครื่องบินอยู่ห่างจากเมืองการาจีไปทางตะวันตกประมาณ 155 ไมล์ทะเล หรือราว 287 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่ควบคุมการบินพยายามให้คำแนะนำในการนำเครื่องกลับเข้าสู่เส้นทาง แต่เพียง 3 นาทีต่อมา เรดาร์ตรวจพบว่าเครื่องบินลดระดับอย่างรวดเร็ว ก่อนจะขาดการติดต่อในเวลา 21.21 น.

ข้อมูลเบื้องต้นจากเว็บไซต์ติดตามเที่ยวบิน Flightradar24 ระบุว่า เครื่องบินมีการเปลี่ยนแปลงระดับความสูงอย่างผิดปกติในช่วงนาทีสุดท้าย โดยลดระดับลงราว 5,000 ฟุตภายในเวลาไม่ถึง 1 นาที ก่อนจะไต่ระดับขึ้นกว่า 6,000 ฟุตในเวลาเพียง 30 วินาที จากนั้นจึงดิ่งลงอย่างรุนแรงจากระดับความสูงประมาณ 36,550 ฟุต

สัญญาณสุดท้ายที่ส่งจากเครื่องบินระบุว่า เครื่องอยู่ที่ระดับความสูงเพียง 1,100 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล และมีอัตราการลดระดับถึง 22,400 ฟุตต่อนาที หรือประมาณ 400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยการบินระบุว่า เป็นอัตราการร่วงที่ผิดปกติอย่างมาก แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปสาเหตุของเหตุการณ์

ภายหลังเกิดเหตุ ทางการปากีสถานได้ระดมกำลังจากหลายหน่วยงาน รวมถึงกองทัพเรือ กองทัพอากาศ และหน่วยค้นหาและกู้ภัย ออกปฏิบัติการค้นหาในทะเลทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองการาจี ซึ่งคาดว่าเป็นจุดที่เครื่องบินอาจตก ขณะที่สายการบินเคทู แอร์เวย์ส ระบุว่า กำลังให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับสำนักงานการบินพลเรือนปากีสถานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเปิดเผยรายชื่อลูกเรือทั้ง 5 คน และแสดงความหวังว่าทุกคนจะปลอดภัย

เครื่องบินลำดังกล่าวเป็นโบอิ้ง 737-400 อายุการใช้งาน 27 ปี เดิมถูกส่งมอบให้สายการบินแอโรฟลอตของรัสเซียในฐานะเครื่องบินโดยสาร ก่อนดัดแปลงเป็นเครื่องบินขนส่งสินค้าเมื่อปี 2555 และเข้าประจำการกับเคทู แอร์เวย์ส ในปี 2567 โดยเป็นเครื่องบินเพียงลำเดียวของสายการบิน

หากยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิต เหตุการณ์นี้จะนับเป็นอุบัติเหตุทางอากาศที่มีผู้เสียชีวิตครั้งแรกของปากีสถาน นับตั้งแต่ปี 2563 เมื่อเครื่องบินโดยสารของสายการบินปากีสถาน อินเตอร์เนชันแนล แอร์ไลน์ส ตกขณะลงจอดที่สนามบินการาจี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 97 คน.

ที่มา Reuters / BBC

สหรัฐฯ ทลายเครือข่ายมาเฟียอินเดียข้ามชาติ รวบ 24 ผู้ต้องหา โยงคดีสังหารแกนนำซิกข์ในแคนาดา

สหรัฐฯ ทลายเครือข่ายมาเฟียอินเดียข้ามชาติ รวบ 24 ผู้ต้องหา โยงคดีสังหารแกนนำซิกข์ในแคนาดา

8 ก.ค. 2569 11:17 น.

สหรัฐฯ ทลายเครือข่ายมาเฟียอินเดียข้ามชาติ รวบ 24 ผู้ต้องหา โยงคดีสังหารแกนนำซิกข์ในแคนาดา

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ แคนาดา และยุโรป เปิดปฏิบัติการร่วมภายใต้ชื่อ “Operation Hard Ball” กวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติจากอินเดีย จับกุมผู้ต้องหาได้ 24 คน พร้อมตั้งข้อหาผู้เกี่ยวข้องรวม 37 คน ในคดีอาชญากรรมร้ายแรงหลายประเภท รวมถึงการลอบสังหารนายฮาร์ดีป ซิงห์ นิจจาร์ นักเคลื่อนไหวชาวซิกข์ในแคนาดาเมื่อปี 2023 ซึ่งเคยจุดชนวนความตึงเครียดทางการทูตระหว่างแคนาดากับอินเดีย

นายบิล เอสเซย์ลี อัยการสหรัฐฯ พร้อมด้วยตัวแทนจากสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) กองบัญชาการตำรวจลอสแอนเจลิส (LAPD) และสำนักงานตำรวจสหพันธรัฐแคนาดา (RCMP) ได้ร่วมกันแถลงความคืบหน้าใน “ปฏิบัติการฮาร์ดบอล” (Operation Hard Ball) ซึ่งเป็นการประสานงานร่วมกันของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในสหรัฐฯ แคนาดา และยุโรป เพื่อทลายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติของอินเดีย

ปฏิบัติการในครั้งนี้มีการสั่งฟ้องผู้ต้องหารวมทั้งหมด 37 ราย ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับ 3 เครือข่ายอาชญากรรมรายใหญ่ของอินเดีย โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวไว้ได้แล้ว 24 ราย และกำลังเร่งล่าตัวผู้หลบหนีอีก 10 ราย ซึ่งอยู่ในสหรัฐฯ 7 ราย, อินเดีย 2 ราย และยุโรป 1 ราย กลุ่มอาชญากรเหล่านี้เผชิญข้อหาหนักหลายกระทง ตั้งแต่การกรรโชกทรัพย์, ลักพาตัว, ค้าอาวุธปืน, ค้ายาเสพติด, ขู่กรรโชก ไปจนถึงการฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

โดยมีการสั่งฟ้องนายลอว์เรนซ์ บิชนอย แกนนำกลุ่มอาชญากรที่มีอิทธิพลในรัฐปัญจาบของอินเดีย ซึ่งปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำที่อินเดีย และ นายสตินเดอร์จีต ซิงห์ เพื่อนสนิทในวัยเด็ก ในข้อหาร่วมกันบงการลอบสังหาร นายฮาร์ดีป ซิงห์ นิจจาร์ แกนนำผู้เรียกร้องเอกราชชาวซิกข์วัย 45 ปี ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตบริเวณหน้าวัดซิกข์ในแคนาดาเมื่อปี 2023

เจ้าหน้าที่ระบุว่า นายบิชนอย สร้างภาพลักษณ์ในที่สาธารณะว่าเป็น “ผู้รักชาติ” และเคร่งศาสนา เพื่อดึงดูดและรับสมัครวัยรุ่นเข้าสู่แก๊งในอินเดียและสหรัฐฯ แต่ใช้โทรศัพท์สั่งการจากในเรือนจำอินเดีย นำพาเครือข่ายก่อคดี ทั้งการฆ่าล้างบางศัตรูทางการเมือง การเรียกค่าไถ่ และการค้ามนุษย์ข้ามทวีป

คดีฆาตกรรมนายนิจจาร์ในปี 2023 นั้น เคยกลายเป็นชนวนเหตุความขัดแย้งทางการทูตครั้งใหญ่ ระหว่างแคนาดาและอินเดีย หลังจากที่ นายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา ออกมาเปิดเผยว่ามี “หลักฐานที่เชื่อถือได้” ว่ารัฐบาลอินเดียอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของนิจจาร์ ซึ่งส่งผลให้ทั้งสองประเทศสั่งขับไล่นักการทูตของอีกฝ่ายตอบโต้กันอย่างรุนแรงในเวลานั้น

นอกเหนือจากแก๊งของบิชนอยแล้ว การสืบสวนที่ยาวนานกว่า 2 ปีของเจ้าหน้าที่ยังนำไปสู่การทลายอีก 2 องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่มีสมาชิกกระจายตัวอยู่ในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐฯ, แคนาดา, สหราชอาณาจักร, โปรตุเกส, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

หนึ่งในนั้นคือแก๊งของ นายจักกู ภักวันปูเรีย อดีตพันธมิตรที่ผันตัวมาเป็นอริกับนายบิชนอย ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำอินเดียเช่นกัน โดยนายภักวันปูเรียได้สร้างเครือข่ายมาเฟียที่มีสมาชิกมากกว่า 1,000 คนทั่วโลก เผชิญข้อหารับจ้างฆ่า, ค้าอาวุธ และเรียกค่าไถ่ ทั้งในสหรัฐฯ และแคนาดา

รายงานระบุเพิ่มว่า สมาชิกแก๊งเหล่านี้ในสหรัฐฯ มีพฤติกรรมอุกอาจด้วยการบุกปล้นยาเสพติดล็อตใหญ่จากแก๊งค้ายารายอื่นในรัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อนำมาขายต่อทั่วประเทศและส่งข้ามแดนไปยังแคนาดา นอกจากนี้ ยุทธวิธีการทำงานของพวกเขายังรวมถึงการใช้ความสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ทุจริตในอินเดีย เพื่อกลั่นแกล้งและตามล่ากลุ่มคู่อริ หรือผู้ที่ให้ความร่วมมือกับตำรวจ ยิ่งไปกว่านั้น พบว่ามีผู้ต้องหารายหนึ่งสามารถสั่งการเครือข่ายค้ายาได้แม้กระทั่งในระหว่างที่ถูกคุมขังอยู่ในศูนย์กักกันตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ (ICE) ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบสวนว่าลักลอบสื่อสารออกไปได้อย่างไร

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังได้สั่งฟ้อง นายราวินเดอร์ ซิงห์ ดันดา อายุ 57 ปี จากเมืองแวนคูเวอร์ แคนาดา พร้อมพวกรวม 11 คน ในข้อหาลักลอบขนส่งยาเสพติดข้ามชาติรายใหญ่ โดยนำเข้าโคเคนและเมทแอมเฟตามีน น้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัมต่อสัปดาห์จากสหรัฐฯ เข้าสู่แคนาดา.

ที่มา Associated Press / AFP

ดินถล่มจีนดับพุ่ง 21ศพ จนท.ยุติค้นหาแล้ว ขณะพายุถล่มหลายมณฑล ดับรวมกว่า 38 ศพ

ดินถล่มจีนดับพุ่ง 21ศพ จนท.ยุติค้นหาแล้ว ขณะพายุถล่มหลายมณฑล ดับรวมกว่า 38 ศพ

8 ก.ค. 2569 10:11 น.

ดินถล่มจีนดับพุ่ง 21ศพ จนท.ยุติค้นหาแล้ว ขณะพายุถล่มหลายมณฑล ดับรวมกว่า 38 ศพ

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุดินถล่มมณฑลกานซู่ เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 21 ศพ โดยเจ้าหน้าที่ได้ยุติภารกิจค้นหาและกู้ภัยแล้ว  ขณะที่พายุฝนและฝนตกหนักในภาคกลางและภาคใต้ยังมีตายเพิ่ม

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดินถล่มในหมู่บ้านเหรินชาง อำเภอต่างชาง มณฑลกานซู่ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 21 คน หลังเกิดเหตุดินถล่มเมื่อช่วงเช้าวันอังคาร (7 ก.ค.) ฝังกลบผู้คนรวม 33 คน โดยเจ้าหน้าที่ได้ยุติภารกิจค้นหาและกู้ภัยแล้ว

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 06.56 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้หน่วยกู้ภัยระดมกำลังเข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ขณะที่ทางการจีนจัดสรรงบประมาณ 30 ล้านหยวน หรือราว 4.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ขณะเดียวกัน จีนยังเผชิญสภาพอากาศเลวร้ายในหลายพื้นที่ โดยพายุฝนและฝนตกหนักในภาคกลางและภาคใต้ทำให้มีผู้เสียชีวิตอีกประมาณ 17 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 330 คน

ในมณฑลหูเป่ย พายุฝนฟ้าคะนองส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 14,600 คน บ้านเรือนพังถล่มมากกว่า 20 หลัง และเสียหายอีกกว่า 4,800 หลัง นอกจากนี้ยังมีผู้สูญหายอย่างน้อย 1 คน

ส่วนเมืองหวงกังเผชิญพายุทอร์นาโดระดับ EF2 ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับคลังสินค้าและศูนย์โลจิสติกส์ โดยแรงลมพัดรถบรรทุกหลายคันเคลื่อนที่ไกลถึง 30 เมตร

ด้านเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของประเทศ มีประชาชนหลายหมื่นคนต้องอพยพ หลังแม่น้ำและลำน้ำกว่า 40 สาย เอ่อล้นตลิ่ง และน้ำทะลักผ่านเขื่อนอ่างเก็บน้ำ ขณะที่อ่างเก็บน้ำ 341 แห่ง มีระดับน้ำสูงเกินเกณฑ์ควบคุมน้ำท่วม และสถานีวัดระดับน้ำ 56 แห่ง มีระดับน้ำสูงเกินระดับเตือนภัย

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเตือนว่า หลายพื้นที่ยังมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดดินถล่ม การพังทลายของคันกั้นน้ำ และโครงสร้างอาคารเสียหาย เนื่องจากดินและเขื่อนอุ้มน้ำจากฝนที่ตกต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่งผลให้ระบบประปา ถนน ระบบไฟฟ้า และโครงข่ายสื่อสารในหลายเมืองได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ขณะที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งเดินหน้าปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มกำลัง ส่วนกระทรวงทรัพยากรน้ำของจีนเตือนว่า พื้นที่ในกว่างซีและบางส่วนของมณฑลกวางตุ้งยังคงเผชิญฝนตกหนักต่อเนื่อง และต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมและดินถล่มอย่างใกล้ชิด.

ที่มา : channelnewsasia

อุตุฯ เกาหลีใต้เตือนฝนมรสุมถล่มทั่วประเทศถึงวันพฤหัสฯ บางพื้นที่ปริมาณฝนสะสมเกิน 200 มม.

อุตุฯ เกาหลีใต้เตือนฝนมรสุมถล่มทั่วประเทศถึงวันพฤหัสฯ บางพื้นที่ปริมาณฝนสะสมเกิน 200 มม.

8 ก.ค. 2569 09:12 น.

อุตุฯ เกาหลีใต้เตือนฝนมรสุมถล่มทั่วประเทศถึงวันพฤหัสฯ บางพื้นที่ปริมาณฝนสะสมเกิน 200 มม.

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเกาหลีใต้เตือนฝนมรสุมตกหนักทั่วประเทศต่อเนื่องถึงวันพฤหัสบดี หลายพื้นที่เสี่ยงฝนสะสมเกิน 200 มิลลิเมตร รัฐบาลสั่งทุกจังหวัดเตรียมรับมืออุทกภัย

วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวยอนฮัป รายงานว่า สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเกาหลี (Korea Meteorological Administration: KMA) คาดการณ์ว่า ฝนจากฤดูมรสุมจะตกหนักปกคลุมทั่วเกาหลีใต้ตลอดวันพุธ และมีแนวโน้มตกต่อเนื่องไปจนถึงวันพฤหัสบดี โดยบางพื้นที่อาจมีปริมาณฝนสะสมมากกว่า 200 มิลลิเมตร

รายงานระบุว่า พื้นที่กรุงโซลและปริมณฑล พื้นที่ตอนในของจังหวัดคังวอน รวมถึงจังหวัดชุงชองใต้ มีฝนตกมาตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา ก่อนที่แนวฝนจะขยายปกคลุมทั่วประเทศ โดยมีสาเหตุมาจาก แนวปะทะอากาศที่เคลื่อนตัวขึ้นลงเหนือคาบสมุทรเกาหลี พร้อมกันนี้คาดว่า พื้นที่กรุงโซลและปริมณฑล พื้นที่ภูเขาและพื้นที่ตอนในของจังหวัดคังวอน รวมถึงตอนกลางและตอนเหนือของจังหวัดคย็องซังเหนือ จะมีฝนตกสะสมประมาณ 50-100 มิลลิเมตร จนถึงวันพฤหัสบดี 

ขณะที่จังหวัดชุงชองเหนือ จังหวัดชุงชองใต้ และจังหวัดช็อลลาเหนือ คาดว่าจะมีฝนตกสะสม 80-150 มิลลิเมตร และบางพื้นที่อาจมีฝนตกหนักเกิน 200 มิลลิเมตร แม้หลายพื้นที่คาดว่าฝนจะเริ่มซาลงในคืนวันพฤหัสบดี แต่บริเวณกรุงโซลและปริมณฑล รวมถึงพื้นที่ภูเขาและพื้นที่ตอนในของจังหวัดคังวอน อาจยังมีฝนตกต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเช้าวันศุกร์

ด้านนายยุน โฮ-จอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและความปลอดภัยของเกาหลีใต้ สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบจากฝนตกหนัก พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จังหวัดคย็องกี จังหวัดชุงชองใต้ และอีก 5 พื้นที่ เพื่อติดตามมาตรการป้องกันและรับมือสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบแผนอพยพประชาชน เตรียมมาตรการด้านความปลอดภัย และประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลกลางกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อป้องกันความสูญเสียจากฝนตกหนักที่อาจเกิดขึ้น.

ที่มา Yonhap

ระเบิดเขย่ากรุงดามัสกัส เจ็บอย่างน้อย 18 คน ระหว่างผู้นำฝรั่งเศสเยือนซีเรียครั้งประวัติศาสตร์

ระเบิดเขย่ากรุงดามัสกัส เจ็บอย่างน้อย 18 คน ระหว่างผู้นำฝรั่งเศสเยือนซีเรียครั้งประวัติศาสตร์

8 ก.ค. 2569 08:44 น.

ระเบิดเขย่ากรุงดามัสกัส เจ็บอย่างน้อย 18 คน ระหว่างผู้นำฝรั่งเศสเยือนซีเรียครั้งประวัติศาสตร์

เกิดเหตุระเบิด 2 ครั้งซ้อนในกรุงดามัสกัส ในระหว่างที่ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเยือนซีเรียครั้งประวัติศาสตร์ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 18 คน และสร้างความเสียหายให้กับรถยนต์รวมถึงอาคารโดยรอบ

เหตุระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันอังคาร (8 ก.ค.) ตามเวลาในท้องถิ่น ในระหว่างที่นายเอ็มมานูเอล มาครงประธานาธิบดีฝรั่งเศส กำลังอยู่ระหว่างการเยือนซีเรียอย่างเป็นทางการเพื่อพบหารือกับนายอาห์หมัด อัล ชารา ประธานาธิบดีซีเรีย 

กระทรวงมหาดไทยซีเรียเปิดเผยว่า จุดเกิดเหตุอยู่ในพื้นที่พลุกพล่านของกรุงดามัสกัส แรงระเบิดทำให้กระจกอาคารจำนวนมากแตกกระจาย ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยเร่งเข้าปิดล้อมพื้นที่ พร้อมส่งทีมสืบสวนเข้าตรวจสอบหาสาเหตุของเหตุระเบิด

ภาพจากพื้นที่เผยให้เห็นรถตู้คันหนึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าตรวจสอบความมั่นคงของอาคารโดยรอบ และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงนำสุนัขดมกลิ่นเข้าค้นหาวัตถุต้องสงสัย เพื่อป้องกันเหตุระเบิดซ้ำ

ชาวเมืองดามัสกัสรายหนึ่งเปิดเผยว่า ขณะกำลังอยู่ในร้านค้า ได้ยินเสียงระเบิดครั้งแรก ก่อนที่ตำรวจจะเข้ามาควบคุมพื้นที่ และเพียงประมาณ 5 นาทีต่อมา ก็เกิดระเบิดลูกที่สองขึ้น

เขายังระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศและเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับการเดินทางเยือนของประธานาธิบดีฝรั่งเศส ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสกับซีเรีย

เหตุระเบิดครั้งนี้นับเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาล อาหมัด อัล-ชาราที่ขึ้นสู่อำนาจหลังเป็นผู้นำฝ่ายกบฏโค่นล้มรัฐบาลของ บาชาร์ อัล อัสซาด ในปี 2024 และยุติสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมานานกว่า 14 ปี

ทั้งนี้ การเยือนของประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ถือเป็นการเดินทางเยือนซีเรียของผู้นำชาติตะวันตกรายสำคัญคนแรก นับตั้งแต่รัฐบาลชุดใหม่เข้าบริหารประเทศ ก่อนที่เขาจะเดินทางต่อไปยังกรุงอังการา ประเทศตุรกี เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำองค์การนาโตในวันเดียวกัน.

ที่มา : BBC