เพนตากอนเผยผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ “บาดเจ็บหนัก-อาจเสียโฉม” ยังไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะ

เพนตากอนเผยผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ “บาดเจ็บหนัก-อาจเสียโฉม” ยังไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะ

13 มี.ค. 2569 19:53 น.

เพนตากอนเผยผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ “บาดเจ็บหนัก-อาจเสียโฉม” ยังไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะ

รมว.กลาโหมสหรัฐฯ ระบุผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ “โมจตาบา คาเมเนอี” ได้รับบาดเจ็บและอาจเสียโฉม หลังการโจมตีช่วงต้นสงครามสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่าน ขณะที่เจ้าตัวยังไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะ

วันที่ 13 มีนาคม 2569 นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านได้รับบาดเจ็บและอาจมีอาการเสียโฉมจากบาดแผล หลังการโจมตีช่วงต้นสงครามสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่าน

นายเฮกเซธกล่าวระหว่างการแถลงข่าวว่าสหรัฐฯ ทราบว่าผู้นำคนใหม่ที่เรียกกันว่า ผู้นำสูงสุด นั้นได้รับบาดเจ็บ และมีแนวโน้มว่าจะเสียโฉม

คำกล่าวของนายเฮกเซธมีขึ้นหลังจากคาเมเนอีเพิ่งออกแถลงการณ์เป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรก เมื่อวันพฤหัสบดี นับตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม คาเมเนอียังคงไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งต่อจากบิดาของเขา อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุโจมตีทิ้งระเบิดในกรุงเตหะราน ในช่วงเริ่มต้นของสงครามระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

ทางการอิหร่านยืนยันก่อนหน้านี้ว่า ผู้นำสูงสุดคนใหม่ได้รับบาดเจ็บจริง แต่ ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับอาการหรือความรุนแรงของบาดแผล ขณะที่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยิ่งเพิ่มกระแสคาดการณ์เกี่ยวกับสุขภาพและความสามารถในการบริหารประเทศของผู้นำสูงสุดคนใหม่ ในช่วงที่อิหร่านกำลังเผชิญสงครามในตะวันออกกลาง.

ที่มา Reuters

สหรัฐฯ ยืนยันทหารดับ 4 ศพ เครื่องบินเติมน้ำมันตกในอิรัก

สหรัฐฯ ยืนยันทหารดับ 4 ศพ เครื่องบินเติมน้ำมันตกในอิรัก

13 มี.ค. 2569 17:08 น.

สหรัฐฯ ยืนยันทหารดับ 4 ศพ เครื่องบินเติมน้ำมันตกในอิรัก

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ เผยทหารเสียชีวิต 4 นาย จากทั้งหมด 6 นาย หลังเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-135 ตกในอิรัก ขณะกำลังปฏิบัติภารกิจในช่วงความขัดแย้งกับอิหร่าน โดยยังคงเดินหน้าปฏิบัติการค้นหาและสอบสวนสาเหตุของเหตุการณ์

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ เซนต์คอม (Centcom) แถลงยืนยันเหตุเครื่องบินเติมน้ำมันทางทหารรุ่น KC-135 Stratotanker ประสบอุบัติเหตุตกในพื้นที่ประเทศอิรัก ส่งผลให้ลูกเรือ 4 รายจากทั้งหมด 6 รายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้าภารกิจกู้ภัยเพื่อช่วยเหลือผู้ที่อาจรอดชีวิตอย่างต่อเนื่อง

เซนต์คอมระบุว่า เครื่องบินลำดังกล่าวเป็นหนึ่งในเครื่องบิน 2 ลำที่ปฏิบัติภารกิจสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารต่อต้านอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่ โดยเครื่องบินลำที่สองสามารถนำเครื่องลงจอดได้อย่างปลอดภัย และในเบื้องต้นทางกองทัพยืนยันว่าอุบัติเหตุครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการถูกโจมตีโดยฝ่ายศัตรูหรือเกิดจากอุบัติเหตุยิงกันเองแต่อย่างใด

แม้กองทัพสหรัฐฯ จะยืนยันว่าเหตุเกิดในน่านฟ้าของฝ่ายพันธมิตร แต่จุดเกิดเหตุเป็นพื้นที่ในอิรักที่มีกลุ่มติดอาวุธฝักใฝ่อิหร่านเคลื่อนไหวอยู่เป็นจำนวนมาก ล่าสุดกองทัพอิหร่านได้ประกาศผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติอ้างว่า กลุ่มพันธมิตรของตนได้ใช้ขีปนาวุธยิงเป้าหมายจนเครื่องบินลำดังกล่าวตก

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้จำนวนทหารสหรัฐฯ ที่เสียชีวิตอย่างเป็นทางการในความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน เพิ่มขึ้นเป็น 7 นายแล้ว และถือเป็นเครื่องบินลำที่ 4 ของสหรัฐฯ ที่สูญเสียไปในสงครามครั้งนี้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เครื่องบินขับไล่ F-15 จำนวน 3 ลำเพิ่งถูกยิงตกเหนือน่านฟ้าคูเวตจากอุบัติเหตุยิงกันเอง

สำหรับเครื่องบิน KC-135 Stratotanker ผลิตโดยบริษัทโบอิ้งในช่วงปี 1950 ถึงต้นปี 1960 ถือเป็น “กระดูกสันหลัง” ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ในการทำหน้าที่เติมน้ำมันกลางอากาศ เพื่อเพิ่มระยะการปฏิบัติการให้กับเครื่องบินขับไล่และเครื่องบินทิ้งระเบิดโดยไม่ต้องลงจอด

โดยปกติแล้วเครื่องบินรุ่นนี้จะมีลูกเรืออย่างน้อย 3 ราย ประกอบด้วย นักบิน, นักบินผู้ช่วย และเจ้าหน้าที่ควบคุมคานเติมน้ำมัน ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้มีลูกเรืออยู่บนเครื่องถึง 6 ราย ทำให้เกิดความสูญเสียต่อบุคลากรทางการทหารครั้งสำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง.

ที่มา BBC

จีนบริจาค 6 ล้านบาท เยียวยาครอบครัวเหยื่อขีปนาวุธถล่มโรงเรียนอิหร่าน

จีนบริจาค 6 ล้านบาท เยียวยาครอบครัวเหยื่อขีปนาวุธถล่มโรงเรียนอิหร่าน

13 มี.ค. 2569 16:36 น.

จีนบริจาค 6 ล้านบาท เยียวยาครอบครัวเหยื่อขีปนาวุธถล่มโรงเรียนอิหร่าน

กระทรวงการต่างประเทศของจีนแถลงว่า รัฐบาลจีนเตรียมบริจาคเงินจำนวน 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.45 ล้านบาท) เพื่อช่วยเหลือพ่อแม่และครอบครัวของนักเรียนที่เสียชีวิตจากเหตุโจมตีด้วยขีปนาวุธใส่โรงเรียนประถมหญิงอิหร่านในช่วงเริ่มต้นของสงครามในตะวันออกกลาง 

นายกัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน เปิดเผยว่า สภากาชาดจีนจะส่งมอบเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมฉุกเฉินนี้ให้แก่สภาเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่าน โดยระบุวัตถุประสงค์ชัดเจนว่าเพื่อเป็นการ “แสดงความเสียใจและเยียวยา” ครอบครัวของผู้สูญเสียโดยเฉพาะ

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวในการแถลงข่าวประจำวันว่า การโจมตีดังกล่าวถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างรุนแรง “การโจมตีโรงเรียนและเด็กถือเป็นการละเมิดที่ร้ายแรงยิ่งกว่า และเป็นการก้าวข้ามขีดจำกัดสูงสุดของมโนธรรมและศีลธรรมของมนุษย์” พร้อมยืนยันว่าจีนพร้อมจะยืนหยัดเคียงข้างและให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นแก่ประชาชนชาวอิหร่านในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

สื่อท้องถิ่นของอิหร่านรายงานว่า ได้มีการจัดพิธีศพให้แก่ผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 165 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีเด็กรวมอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก โดยทางการเตหะรานได้กล่าวหาว่าสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลคือผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีที่เกิดขึ้นในวันแรกของสงคราม

ขณะที่หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงานเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า ผลการสอบสวนของกองทัพสหรัฐฯ พบว่าขีปนาวุธ “โทมาฮอว์ก”  ของสหรัฐฯ ได้พุ่งเป้าไปที่โรงเรียนดังกล่าวเนื่องจากความผิดพลาดในการกำหนดเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม ฝั่งอิสราเอลได้ปฏิเสธความเกี่ยวข้องหรือการรับรู้ใดๆ เกี่ยวกับการโจมตีครั้งนี้

ด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้แสดงความเห็นที่สร้างความสับสน โดยในตอนแรกเขาตั้งข้อสังเกตว่าอิหร่านอาจเป็นผู้ลงมือโจมตีเอง ทั้งที่อิหร่านไม่มีขีปนาวุธโทมาฮอว์กในคลังแสง และเมื่อถูกถามถึงรายงานของนิวยอร์กไทมส์ เกี่ยวกับความผิดพลาดของกองทัพสหรัฐฯ ทรัมป์กลับตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ผมไม่รู้เรื่องนี้”.

ที่มา AFP

บ.สร้าง “ศาลาไทย” งานเอ็กซ์โปโอซากา ชี้แจง บ.ที่ถูกกล่าวหา “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง” กับงานระบบไฟฟ้า

บ.สร้าง "ศาลาไทย" งานเอ็กซ์โปโอซากา ชี้แจง บ.ที่ถูกกล่าวหา "ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง" กับงานระบบไฟฟ้า

13 มี.ค. 2569 15:41 น.

บ.สร้าง “ศาลาไทย” งานเอ็กซ์โปโอซากา ชี้แจง บ.ที่ถูกกล่าวหา “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง” กับงานระบบไฟฟ้า

บริษัท JV RMA 110 ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการจัดสร้าง “ศาลาไทย” ในงานเอ็กซ์โป 2025 ที่นครโอซากา ชี้บริษัท DIO ที่ปรากฏในข่าว ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานด้านระบบไฟฟ้าในโครงการแต่อย่างใด โดยผู้รับเหมาก่อสร้างและผู้รับเหมางานระบบไฟฟ้า รวมถึงงานระบบอื่น ๆ เป็นบริษัทก่อสร้างที่ญี่ปุ่น มีใบอนุญาตประกอบกิจการถูกต้องตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นครบถ้วนทุกประการ

บริษัท JV RMA 110 ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการจัดสร้าง “ศาลาไทย” ในงานเอ็กซ์โป 2025 ที่นครโอซากา ออกแถลงการณ์ชี้แจงบริษัท DIO ที่ปรากฏในข่าว ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานด้านระบบไฟฟ้าในโครงการดังกล่าวแต่อย่างใด

“ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวในไทยรัฐออนไลน์เกี่ยวกับกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจนครโอซากา ประเทศญี่ปุ่น เข้าตรวจค้นบริษัทก่อสร้างที่รับงานระบบไฟฟ้า โดยมีการระบุหรือทำให้เกิดความเข้าใจว่าบริษัทดังกล่าวอาจมีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานระบบไฟฟ้าในอาคาร Thailand Pavilion ภายในงาน Expo 2025 Osaka, Kansai นั้น

บริษัท JV RMA 110 ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการจัดสร้างอาคารนิทรรศการ Thailand Pavilion ขอเรียน ชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อความถูกต้องดังต่อไปนี้โครงการก่อสร้างอาคาร Thailand Pavilion ได้มีการว่าจ้าง ผู้รับเหมาก่อสร้างและผู้รับเหมางานระบบไฟฟ้า รวมถึงงานระบบอื่น ๆ โดยเป็นบริษัทก่อสร้างที่ญี่ปุ่น มีใบอนุญาตประกอบกิจการถูกต้องตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นครบถ้วนทุกประการ บริษัทผู้รับเหมาดังกล่าวได้ดำเนินการตามสัญญาจ้าง และได้รับการชำระเงินตามเงื่อนไขของสัญญาเรียบร้อยแล้ว บริษัทที่ปรากฏในข่าวว่าอยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบหรือถูกกล่าวหา มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการ ก่อสร้างอาคาร Thailand Pavilion และไม่ได้เข้ามาดำเนินการติดตั้งหรือปฏิบัติงานด้านระบบไฟฟ้าในโครงการดังกล่าวแต่อย่างใด”

ทั้งนี้ บริษัท JV RMA 110 ยังได้แนบเอกสารหลักฐานใบอนุญาตประกอบกิจการของบริษัทผู้รับเหมาที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณา ได้แก่

1. ใบอนุญาตประกอบกิจการ บริษัท TUFF’S CORPORATION (งานก่อสร้าง)

2. ใบอนุญาตประกอบกิจการ บริษัท อคาลา จำกัด (งานระบบไฟฟ้า)

3. ใบอนุญาตประกอบกิจการ บริษัท Yamamoto Co., Ltd. (Landscape)

อ่านข่าว ตำรวจโอซากาบุกค้น บ.ก่อสร้าง รับงานระบบไฟฟ้า “ศาลาไทย” งานเอ็กซ์โป 2025 โดยไม่มีใบอนุญาต

รัฐสภาไต้หวันไฟเขียว ลงนามซื้ออาวุธสหรัฐฯ 4 ดีลใหญ่กว่า 3 แสนล้าน

รัฐสภาไต้หวันไฟเขียว ลงนามซื้ออาวุธสหรัฐฯ 4 ดีลใหญ่กว่า 3 แสนล้าน

13 มี.ค. 2569 14:54 น.

รัฐสภาไต้หวันไฟเขียว ลงนามซื้ออาวุธสหรัฐฯ 4 ดีลใหญ่กว่า 3 แสนล้าน

รัฐสภาไต้หวันอนุมัติให้รัฐบาลลงนามข้อตกลงจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ จำนวน 4 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 3 แสนล้านบาท หลังเจ้าหน้าที่เตือนว่าหากไม่ดำเนินการภายในกำหนด ไต้หวันอาจถูกผลักไปอยู่ท้ายแถวการผลิตและส่งผลต่อความมั่นคงแห่งชาติ ท่ามกลางความตึงเครียดด้านความมั่นคงกับจีน

รัฐสภาไต้หวันมีมติอนุมัติให้รัฐบาลสามารถลงนามข้อตกลงจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ จำนวน 4 โครงการ หลังเจ้าหน้าที่เตือนว่าหากไม่ดำเนินการภายในกรอบเวลาที่กำหนด ไต้หวันอาจถูกเลื่อนลำดับการผลิตและส่งมอบอาวุธ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ

มติดังกล่าวผ่านความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ โดยประธานสภา ฮัน กั๋วอวี่ ระบุระหว่างอ่านมติว่า รัฐสภายึดหลักให้ความสำคัญกับความมั่นคงของชาติเป็นอันดับแรก และมุ่งปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนอย่างมั่นคง พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลจัดทำรายงานรายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดการส่งมอบอาวุธเพื่อนำเสนอต่อรัฐสภาหลังการลงนาม

อาวุธที่อยู่ในข้อตกลงดังกล่าวประกอบด้วยขีปนาวุธต่อต้านรถถัง TOW 2B, ปืนใหญ่อัตตาจร M109A7, ขีปนาวุธ Javelin ที่ผลิตโดยบริษัทล็อกฮีดมาร์ติน (Lockheed Martin) และระบบจรวดหลายลำกล้อง HIMARS ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพ็คเกจอาวุธมูลค่า 1.11 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.55 แสนล้านบาท ที่สหรัฐฯ ประกาศเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลของประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ พยายามผลักดันงบประมาณกลาโหมเพิ่มเติมมูลค่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่พรรคฝ่ายค้านซึ่งครองที่นั่งส่วนใหญ่ในรัฐสภาแสดงความกังวลเกี่ยวกับรายละเอียดของแผน และระบุว่าไม่สามารถอนุมัติงบประมาณขนาดใหญ่โดยไม่มีข้อมูลชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านได้ตกลงกันในที่สุดว่าความมั่นคงของชาติรอไม่ได้ จึงอนุญาตให้มีการลงนามล่วงหน้าก่อนที่การตรวจสอบงบประมาณจะเสร็จสิ้น เพื่อให้มั่นใจว่าระบบอาวุธสำคัญเหล่านี้จะไม่ถูกยกเลิกหรือล่าช้าออกไป

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากนายเวลลิงตัน คู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไต้หวัน เตือนว่าหนังสือตอบรับสำหรับระบบ HIMARS จำนวน 82 ระบบ ที่สหรัฐฯ ขายให้แก่ไต้หวัน จะหมดอายุในวันที่ 26 มีนาคม ขณะที่ข้อตกลงอื่นๆ มีกำหนดต้องลงนามภายในวันที่ 15 มี.ค. นี้ มิฉะนั้นจะสูญเสียลำดับในสายการผลิต

การอนุมัติอย่างเป็นทางการของรัฐสภาเกิดขึ้นหนึ่งวันหลังจากสมาชิกสภาจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านตกลงกันว่า รัฐบาลสามารถลงนามในข้อตกลงล่วงหน้าได้ แม้กระบวนการพิจารณางบประมาณจะยังไม่เสร็จสิ้น

กระทรวงกลาโหมไต้หวันแสดงความขอบคุณต่อการตัดสินใจของรัฐสภา พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านที่ระบุว่าแผนดังกล่าวขาดความโปร่งใส โดยยืนยันว่าการจัดซื้อผ่านกระบวนการอนุมัติโครงการอย่างเข้มงวดเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของกองทัพ

ด้านสมาชิกสภาจากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ระบุว่าการอนุญาตให้ลงนามข้อตกลงล่วงหน้ามีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้การจัดหาอาวุธสำคัญของไต้หวันต้องล่าช้าหรือถูกยกเลิก

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยังได้กดดันพันธมิตรให้เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม ซึ่งรัฐบาลไต้หวันก็ให้การสนับสนุนแนวทางดังกล่าว ท่ามกลางการซ้อมรบและการเคลื่อนไหวทางทหารที่เพิ่มขึ้นของจีนรอบเกาะไต้หวัน

ทั้งนี้ จีนอ้างสิทธิอธิปไตยเหนือไต้หวันมาโดยตลอด แต่รัฐบาลไต้หวันปฏิเสธข้อกล่าวอ้างดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าประชาชนไต้หวันเท่านั้นที่มีสิทธิ์ตัดสินอนาคตของตนเอง.

ที่มา Reuters

ทรัมป์พูดง่าย ยุส่งเรือบรรทุกน้ำมันให้แสดงความกล้าฝ่าช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์พูดง่าย ยุส่งเรือบรรทุกน้ำมันให้แสดงความกล้าฝ่าช่องแคบฮอร์มุซ

13 มี.ค. 2569 14:12 น.

ทรัมป์พูดง่าย ยุส่งเรือบรรทุกน้ำมันให้แสดงความกล้าฝ่าช่องแคบฮอร์มุซ

โดนัลด์ ทรัมป์ ยุส่งให้ลูกเรือบรรทุกน้ำมันอย่าไปกลัว เดินเรือฝ่าช่องแคบฮอร์มุซต่อไป แม้จะเสี่ยงถูกโจมตี หลังสถานการณ์ความตึงเครียดกับอิหร่านทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง

ทรัมป์กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับไบรอัน คิลมีด ผู้ดำเนินรายการของฟ็อกซ์ นิวส์ว่า เรือบรรทุกน้ำมันควรแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซและแสดงความกล้าหาญ พร้อมยืนยันว่าไม่มีอะไรต้องหวาดกลัว

โดยผู้นำสหรัฐกล่าวว่า “ไม่มีอะไรต้องกลัว อิหร่านไม่มีแม้แต่กองทัพเรือ และเราทำลายเรือของพวกเขาไปหมดแล้ว” 

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารในอุตสาหกรรมการเดินเรือได้เรียกร้องให้กองทัพเรือของสหรัฐฯ จัดเรือคุ้มกันสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันที่ต้องผ่านเส้นทางดังกล่าวหลายครั้ง แต่จนถึงขณะนี้ทางเพนตากอน ยังคงปฏิเสธคำร้องดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าภารกิจคุ้มกันมีความเสี่ยงสูงเกินไปในสถานการณ์ปัจจุบัน

ข้อมูลจาก United Kingdom Maritime Trade Operations หรือ UKMTO ระบุว่า นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเมื่อสองสัปดาห์ก่อน มีเรือบรรทุกน้ำมัน เรือสินค้า และเรือประเภทอื่น ๆ อย่างน้อย 16 ลำ ถูกโจมตีในและรอบพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงอ่าวอาหรับ และอ่าวโอมาน 

รายงานยังระบุว่า การโจมตีในช่วงต้นสัปดาห์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 คน และสามารถช่วยชีวิตลูกเรือได้ 38 คน

สถานการณ์ตึงเครียดในพื้นที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังอิหร่านซึ่งมีอิทธิพลควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ได้สั่งปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าว หลังจากสหรัฐและอิสราเอล เปิดฉากโจมตีทางทหารร่วมกันต่ออิหร่านเมื่อเกือบสองสัปดาห์ก่อน

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีน้ำมันประมาณหนึ่งในห้าของการค้าพลังงานทั่วโลกต้องผ่านเส้นทางนี้ ทำให้เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันและตลาดพลังงานโลก.

ที่มา : CNN

อดีตนายพลเมียนมา แฉกองทัพทิ้งระเบิดถล่มค่ายเชลยของตัวเอง ดับทหารรัฐบาลกว่า 100 นาย

อดีตนายพลเมียนมา แฉกองทัพทิ้งระเบิดถล่มค่ายเชลยของตัวเอง ดับทหารรัฐบาลกว่า 100 นาย

13 มี.ค. 2569 13:57 น.

อดีตนายพลเมียนมา แฉกองทัพทิ้งระเบิดถล่มค่ายเชลยของตัวเอง ดับทหารรัฐบาลกว่า 100 นาย

อดีตนายพลเมียนมาที่รอดชีวิตจากเหตุโจมตีทางอากาศในรัฐยะไข่ กล่าวหากองทัพรัฐบาลจงใจทิ้งระเบิดค่ายเชลยที่มีทหารฝ่ายตนถูกควบคุมตัวอยู่ ส่งผลให้ทหารรัฐบาลเสียชีวิตอย่างน้อย 116 นาย

วันที่ 13 มีนาคม 2569 อดีตนายพลจัตวา ตอง ตุน  ซึ่งรอดชีวิตจากเหตุโจมตีเมื่อวันที่ 8 มีนาคม เปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นว่า การโจมตีทางอากาศต่อค่ายเชลยศึกในรัฐยะไข่ ที่ทำให้ทหารรัฐบาลเสียชีวิตจำนวนมาก เป็นการโจมตีที่กองทัพเมียนมารู้ทั้งรู้ว่ากำลังทิ้งระเบิดใส่ทหารของตนเอง โดยเครื่องบินรบของกองทัพได้โจมตีค่ายเชลยศึกที่ควบคุมโดยกองกำลังชาติพันธุ์อารกัน ในพื้นที่ดาร์ลัตเชา เป็นเวลานานกว่า 3 ชั่วโมงครึ่ง 

ตามรายงานระบุว่า เครื่องบินรบ 4 ลำ และเครื่องบินแบบ Y-12 อีก 4 ลำ ได้ทิ้งระเบิดต่อเนื่องตั้งแต่เวลาประมาณ 11.00 น. ส่งผลให้ ทหารรัฐบาลเสียชีวิตอย่างน้อย 116 นาย รวมถึงนายพลหนึ่งนายและนายทหารระดับพันตรีหลายคน ผู้เสียชีวิตรวมถึงมยิน ชเว นายพลจัตวาของกองทัพเมียนมา รวมถึงแพทย์ทหารและนายทหารระดับสูงอีกหลายราย ขณะที่ยังมีนักโทษพลเรือนเสียชีวิตจำนวนหนึ่งและมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 32 คน

ตอง ตุน ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคตะวันตกในเมืองอันน์ กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุ กองทัพได้ทำการบินลาดตระเวนเหนือค่ายหลายครั้งในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้แทบเป็นไปไม่ได้ที่กองทัพจะไม่รู้ว่าพื้นที่นี้ถูกใช้เป็นเรือนจำ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า การโจมตีค่ายเชลยอาจเป็น ยุทธวิธีข่มขู่ทหารของรัฐบาล เพื่อส่งสัญญาณว่าการยอมจำนนต่อฝ่ายต่อต้านจะไม่ถูกยอมรับ โดยนับตั้งแต่สูญเสียพื้นที่จำนวนมากในรัฐยะไข่ กองทัพเมียนมามักใช้ การโจมตีทางอากาศต่อพื้นที่ที่ฝ่ายต่อต้านควบคุม รวมถึงค่ายเชลย โรงเรียน โรงพยาบาล และชุมชนพลเรือน.

ที่มา Irawaddy

เนทันยาฮู แถลงครั้งแรกนับตั้งแต่เปิดศึกอิหร่าน ลั่นอิสราเอล “แข็งแกร่งกว่าที่เคย”

เนทันยาฮู แถลงครั้งแรกนับตั้งแต่เปิดศึกอิหร่าน ลั่นอิสราเอล “แข็งแกร่งกว่าที่เคย”

13 มี.ค. 2569 13:20 น.

เนทันยาฮู แถลงครั้งแรกนับตั้งแต่เปิดศึกอิหร่าน ลั่นอิสราเอล “แข็งแกร่งกว่าที่เคย”

“เบนจามิน เนทันยาฮู” นายกฯ อิสราเอล แถลงครั้งแรกนับตั้งแต่เปิดสงครามอิหร่าน ระบุปฏิบัติการโจมตีสร้างความเสียหายหนักต่อโครงการนิวเคลียร์-กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน  

วันที่ 13 มีนาคม 2569 นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล แถลงข่าวครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดสงครามกับ อิหร่าน โดยยืนยันว่าอิสราเอลกำลัง “แข็งแกร่งกว่าที่เคย” หลังการโจมตีต่อเนื่องร่วมกับสหรัฐฯ เป็นเวลาเกือบสองสัปดาห์ ในขณะเดียวกัน สงครามกับอิหร่านเปิดโอกาสให้อิสราเอลได้สร้างพันธมิตรใหม่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งในอดีตไม่สามารถทำได้

เนทันยาฮูกล่าวว่า ปฏิบัติการโจมตีที่เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ได้สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน รวมถึงกำจัดนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ระดับสูงหลายคน เขายังระบุว่า การโจมตีดังกล่าวได้สร้างความเสียหายรุนแรงต่อกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน และกองกำลังอาสาสมัคร ทำให้อิหร่านไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป พร้อมอ้างว่าการโจมตีของอิสราเอลช่วย สกัดไม่ให้อิหร่านย้ายโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธไปซ่อนใต้ดิน

ผู้นำอิสราเอลยังวิจารณ์โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านว่าเป็น “หุ่นเชิดของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ” และชี้ว่าผู้นำสูงสุดคนใหม่ยังไม่สามารถปรากฏตัวต่อสาธารณะได้ หลังแถลงการณ์ล่าสุดถูกอ่านผ่านโทรทัศน์ของรัฐ. 

 ที่มา Aljazeera

รถไฟโดยสารจีน-เกาหลีเหนือ ขบวนแรกในรอบ 6 ปี เดินทางถึงกรุงเปียงยางแล้ว

รถไฟโดยสารจีน-เกาหลีเหนือ ขบวนแรกในรอบ 6 ปี เดินทางถึงกรุงเปียงยางแล้ว

13 มี.ค. 2569 12:14 น.

รถไฟโดยสารจีน-เกาหลีเหนือ ขบวนแรกในรอบ 6 ปี เดินทางถึงกรุงเปียงยางแล้ว

รถไฟโดยสารเชื่อม จีน-เกาหลีเหนือ เที่ยวแรกเดินทางถึงกรุงเปียงยางแล้ววานนี้ (12 มี.ค.) หลังระงับไปนาน 6 ปี หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-สัมพันธ์ทวิภาคี

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.07 น. วานนี้ (12 มี.ค.) ตามเวลาท้องถิ่นเกาหลีเหนือ รถไฟโดยสารขบวนแรกในรอบหลายปี ระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ได้เดินทางจากเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง ถึงสถานีรถไฟใจกลางกรุงเปียงยาง ประเทศเกาหลีเหนือแล้ว โดยถือเป็นการกลับมาเปิดให้บริการเดินรถไฟระหว่างสองประเทศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง หลังจากที่ต้องหยุดชะงักไปนานถึง 6 ปี หลังจากเกาหลีเหนือดำเนินมาตรการปิดพรมแดนอย่างเข้มงวดมาตั้งแต่ต้นปี 2020 จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 

ภาพ: Xinhua
ภาพ: Xinhua

การกลับมาเปิดให้บริการเดินรถไฟเส้นทางนี้เป็นไปตามกำหนดการที่บริษัทไชน่า เรลเวย์ กรุ๊ป (China Railway Group) ประกาศไว้เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (10 มี.ค.) โดยมี นายหวัง ย่าจวิน (Wang Yajun) เอกอัครราชทูตจีนประจำสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (DPRK) พร้อมด้วยคณะนักการทูต และเจ้าหน้าที่ฝ่ายการต่างประเทศจากกระทรวงการรถไฟของเกาหลีเหนือ ได้เดินทางมาร่วมรอต้อนรับผู้โดยสารที่เดินทางมาถึง ณ ชานชาลาสถานีอย่างอบอุ่น

ในการนี้ นายหวังได้กล่าวว่า การกลับมาเปิดเส้นทางเดินรถไฟในครั้งนี้ หลังจากถูกระงับไปตั้งแต่ปี 2020 ถือเป็น “เหตุการณ์สำคัญในความสัมพันธ์ทวิภาคี และนับเป็นการพัฒนาที่ประชาชนของทั้งสองประเทศต่างเฝ้ารอคอย”

ทั้งนี้ การกลับมาดำเนินงานดังกล่าวจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดน ตลอดจนส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านเศรษฐกิจ การค้า และวัฒนธรรมระหว่างทั้งสองประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยเส้นทางเดินรถระหว่างกรุงปักกิ่งและเปียงยาง จะให้บริการ 4 วันต่อสัปดาห์ คือ วันจันทร์ วันพุธ วันพฤหัสบดี และวันเสาร์ ส่วนเส้นทางระหว่างเมืองตานตงและเปียงยาง จะเปิดให้บริการเป็นประจำทุกวัน.

ที่มา: CCTV/Xinhua

กพท.ยันเส้นทาง “เที่ยวบินไทย-ยุโรป” ยังเปิดบินได้ แนะประชาชนเช็กก่อนเดินทางทุกครั้ง

กพท.ยันเส้นทาง "เที่ยวบินไทย-ยุโรป" ยังเปิดบินได้ แนะประชาชนเช็กก่อนเดินทางทุกครั้ง

13 มี.ค. 2569 12:02 น.

กพท.ยันเส้นทาง “เที่ยวบินไทย-ยุโรป” ยังเปิดบินได้ แนะประชาชนเช็กก่อนเดินทางทุกครั้ง

กพท.อัปเดตสถานการณ์ตะวันออกกลาง ยันเส้นทางบินไทย–ยุโรปยังเดินทางได้ โดยปรับเส้นทางเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง บางเที่ยวบินอาจใช้เวลาเดินทางนานขึ้น แนะผู้โดยสารตรวจสอบตารางบินกับสายการบินก่อนเดินทางทุกครั้ง

นายศรัณย เบ็ญจนิรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) หรือ กพท. เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง กพท.ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนและอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โดยภาพรวม การเดินทางทางอากาศระหว่างประเทศไทยกับยุโรปยังสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับเที่ยวบินที่ไม่ต้องแวะต่อเครื่องในภูมิภาคตะวันออกกลาง เนื่องจากสายการบินสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางบินไปใช้เส้นทางอื่นได้

อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนเส้นทางบินอาจส่งผลให้ระยะเวลาการเดินทางมีการเปลี่ยนแปลงได้ กพท. จึงขอแนะนำให้ผู้โดยสารตรวจสอบเวลาเที่ยวบินทั้งขาไปและขากลับกับสายการบินก่อนการเดินทาง ส่วนพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง ปัจจุบันยังคงมีการปิดห้วงอากาศในบางพื้นที่ แต่หลายประเทศได้เริ่มปรับมาตรการเพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินการบินได้บางส่วน โดยในปัจจุบันเที่ยวบินไปยังประเทศซาอุดิอาระเบีย และประเทศโอมาน สามารถให้บริการได้ตามปกติ ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้เริ่มกลับมาให้บริการเที่ยวบินในวงจำกัดตั้งแต่ช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขณะที่สายการบิน Emirates ได้รายงานต่อ CAAT ว่า ปัจจุบันมีการให้บริการเที่ยวบินจากดูไบมายังประเทศไทยวันละ 2 เที่ยวบิน จากเดิมในสถานการณ์ปกติให้บริการวันละ 7 เที่ยวบิน และมีแผนเพิ่มเที่ยวบินในช่วงสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ ผู้โดยสารสามารถติดตามสถานะเที่ยวบินได้จากสายการบินโดยตรง ขณะที่สายการบิน Etihad Airways และ Qatar Airways ได้เริ่มกลับมาทำการบินบางเที่ยวบินแล้วแต่ยังมีการจำกัดอยู่ในผู้โดยสารเฉพาะกลุ่ม

สำหรับสายการบินจากประเทศคูเวต และบาห์เรน ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดให้บริการเที่ยวบินพาณิชย์ตามปกติ แต่อาจมีการจัดเที่ยวบินพิเศษเป็นกรณีเฉพาะ ซึ่งผู้โดยสารสามารถติดตามข้อมูลจากสายการบินเกี่ยวกับเงื่อนไขและข้อจำกัดในการเดินทางได้

อย่างไรก็ตามแม้แนวโน้มการดำเนินการด้านการบินในภูมิภาคจะเริ่มมีทิศทางฟื้นตัว แต่สถานการณ์ยังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านความมั่นคงในภูมิภาค ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา CAAT จึงขอแนะนำให้ผู้โดยสารตรวจสอบสถานะเที่ยวบินกับสายการบินก่อนเดินทาง และเผื่อเวลาในการเดินทางมายังท่าอากาศยาน เนื่องจากบางเที่ยวบินอาจมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางบิน ซึ่งอาจส่งผลให้ระยะเวลาในการเดินทางเปลี่ยนแปลงได้

ทั้งนี้ หากผู้โดยสารพบปัญหาการให้บริการหรือไม่ได้รับการดูแลตามสิทธิ สามารถร้องเรียนมายัง CAAT ผ่านเว็บไซต์ http://complaint.caat.or.th