อิสราเอลอ้างสังหาร “อาลี ลาริจานี” เลขาฯ หน่วยความมั่นคงอิหร่าน พร้อม ผบ.กองกำลังบาซิจ

อิสราเอลอ้างสังหาร “อาลี ลาริจานี” เลขาฯ หน่วยความมั่นคงอิหร่าน พร้อม ผบ.กองกำลังบาซิจ

17 มี.ค. 2569 17:16 น.

อิสราเอลอ้างสังหาร “อาลี ลาริจานี” เลขาฯ หน่วยความมั่นคงอิหร่าน พร้อม ผบ.กองกำลังบาซิจ

รมว.กลาโหมอิสราเอลเผยความสำเร็จในการสังหาร “อาลี ลาริจานี” เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน และผู้บัญชาการกองกำลังบาสิจ หลังปฏิบัติการโจมตีทางอากาศใจกลางเมืองหลวงอิหร่านเมื่อคืนที่ผ่านมา หากเป็นจริงจะถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดของอิหร่านนับตั้งแต่การสังหารอาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน

อิสราเอล คัตซ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล แถลงว่า อาลี ลาริจานี (Ali Larijani) เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน และ โฆลาม เรซา สุไลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังกึ่งทหารบาสิจ ถูกสังหารแล้วในปฏิบัติการเมื่อคืนวันจันทร์ (16 มี.ค.)

“ผมเพิ่งได้รับรายงานอัปเดตจากเสนาธิการทหารว่า ลาริจานี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด และหัวหน้าหน่วยบาสิจ (สุไลมานี) ซึ่งเป็นกลไกหลักในการปราบปรามของอิหร่าน ได้ถูกกำจัดแล้วเมื่อคืนนี้” คัตซ์ระบุในแถลงการณ์จากกระทรวงกลาโหม

จนถึงขณะนี้ ทางการอิหร่านยังไม่ได้ออกมาแถลงยืนยันหรือปฏิเสธรายงานดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สื่อของรัฐบาลอิหร่านได้เผยแพร่บันทึกที่เขียนด้วยลายมือของลาริจานีผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของเขา โดยมีเนื้อหาไว้อาลัยแก่เหล่าทหารเรืออิหร่านที่เสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ ในน่านน้ำสากล ซึ่งจะมีพิธีศพในวันอังคารนี้ ทว่ายังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการเผยแพร่บันทึกดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพิสูจน์ว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่

หากการเสียชีวิตได้รับการยืนยัน ลาริจานีจะเป็นบุคคลระดับสูงที่สุดที่ถูกสังหารในสงครามครั้งนี้นับตั้งแต่ปฏิบัติการร่วมระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล ที่ส่งผลให้ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และสมาชิกในครอบครัวเสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ อาลี ลาริจานี ถือเป็นบุคคลสำคัญในโครงสร้างอำนาจของอิหร่านมาอย่างยาวนาน เขาเคยดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาอิหร่าน และเคยเป็นหัวหน้าคณะเจรจาด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านกับชาติตะวันตก เขาปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ในงานเดินขบวน “วันอัล-กุดส์” พร้อมกับประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน

กองทัพอิสราเอลระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าปฏิบัติการครั้งนี้ขับเคลื่อนด้วยหน่วยข่าวกรองทหารที่แม่นยำ โดยกองทัพอากาศได้ดำเนินการโจมตีเป้าหมายใจกลางกรุงเตหะราน เพื่อกำจัด โฆลาม เรซา สุไลมานี ผู้บัญชาการหน่วยบาสิจ ซึ่งทำหน้าที่คุมกองกำลังรักษาความมั่นคงภายในภายใต้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) มาตลอด 6 ปีที่ผ่านมา.

ที่มา  Al Jazeera

อิรักรุดเจรจาอิหร่าน ขอเปิดทางเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อิรักรุดเจรจาอิหร่าน ขอเปิดทางเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

17 มี.ค. 2569 16:47 น.

อิรักรุดเจรจาอิหร่าน ขอเปิดทางเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

รัฐมนตรีน้ำมันอิรักเผย กำลังประสานงานใกล้ชิดกับทางการอิหร่าน เพื่อขออนุญาตให้เรือขนส่งน้ำมันบางส่วนสามารถสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ หลังการสู้รบทำยอดส่งออกดิ่งเหว พร้อมเร่งฟื้นฟูท่อส่งน้ำมันสายประวัติศาสตร์เชื่อมตุรกีเพื่อเพิ่มทางเลี่ยงวิกฤต

นายฮายัน อับเดล-กานี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงน้ำมันของอิรัก เปิดเผยผ่านสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น Al-Sharqiya ว่า อิรักกำลังอยู่ระหว่างการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของอิหร่าน เพื่อขออนุมัติให้เรือบรรทุกน้ำมันบางลำสามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งพลังงานของโลก

รมว.น้ำมันอิรักระบุว่า “เราจำเป็นต้องระบุตัวตนของเรือเหล่านี้ ทั้งชื่อเรือ สังกัด และเจ้าของเรือ ให้ทางอิหร่านทราบ เพื่อที่เราจะสามารถกลับมาดำเนินการส่งออกน้ำมันได้อีกครั้ง” 

ปัจจุบันอิหร่านได้สั่งปิดช่องแคบดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อเรือจากเกือบทุกประเทศ ซึ่งในสภาวะปกติ ช่องแคบแห่งนี้ถือเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบถึง 1 ใน 5 ของปริมาณการใช้ทั่วโลก

อิรักในฐานะสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม OPEC พึ่งพารายได้จากการขายน้ำมันดิบสูงถึง 90% ของงบประมาณแผ่นดิน ก่อนเกิดสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อิรักเคยส่งออกน้ำมันราว 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยส่วนใหญ่ส่งออกจากแหล่งน้ำมันบาสราทางตอนใต้ผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง ปริมาณการผลิตน้ำมันของอิรักลดลงอย่างรวดเร็วจาก 4.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือเพียงประมาณ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากคลังเก็บน้ำมันเต็มและไม่สามารถส่งออกได้

นอกจากการเจรจากับอิหร่านแล้ว อิรักยังเร่งแผนสำรองด้วยการฟื้นฟูท่อส่งน้ำมันที่ไม่ได้ใช้งานมานานกว่าทศวรรษ เพื่อส่งน้ำมันตรงไปยังท่าเรือเจย์ฮัน ของตุรกี โดยไม่ต้องผ่านภูมิภาคเคอร์ดิสถาน

รัฐมนตรีน้ำมันระบุว่า อิรักจะตรวจสอบท่อส่งน้ำมันระยะทาง 100 กิโลเมตรแรกภายในหนึ่งสัปดาห์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการส่งออกโดยตรงจากแหล่งน้ำมันในเคอร์คุก หากสามารถเปิดใช้งานได้อีกครั้ง ท่อส่งดังกล่าวจะเป็นทางเลือกสำคัญในช่วงที่การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเผชิญข้อจำกัดรุนแรง

ท่อส่งเคอร์คุก-เจย์ฮาน ซึ่งมีความยาวรวมประมาณ 960 กิโลเมตร เคยรองรับการส่งออกน้ำมันราว 0.5% ของอุปทานโลก แต่ต้องปิดดำเนินการตั้งแต่ปี 2557 หลังถูกโจมตีซ้ำโดยกลุ่มรัฐอิสลาม โดยกระทรวงน้ำมันอิรักประเมินว่า หากกลับมาใช้งานได้ในระยะแรก จะสามารถส่งออกได้ประมาณ 250,000 บาร์เรลต่อวัน และอาจเพิ่มเป็น 450,000 บาร์เรลต่อวัน หากรวมปริมาณจากแหล่งน้ำมันในเขตเคอร์ดิสถาน

การเปิดใช้งานท่อส่งน้ำมันสายนี้อีกครั้งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้อิรักมีทางเลือกในการส่งออกน้ำมันสู่ตลาดโลก ในขณะที่เส้นทางหลักอย่างช่องแคบฮอร์มุซยังคงเผชิญกับภาวะชะงักงันอย่างรุนแรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง.

ที่มา Reuters

จีนประกาศส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมช่วย “อิหร่าน-ตะวันออกกลาง”

จีนประกาศส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมช่วย "อิหร่าน-ตะวันออกกลาง"

17 มี.ค. 2569 16:01 น.

จีนประกาศส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมช่วย “อิหร่าน-ตะวันออกกลาง”

รัฐบาลจีนเตรียมส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมฉุกเฉินครอบคลุมทั้งอิหร่าน เลบานอน จอร์แดน และอิรัก หลังเผชิญภัยพิบัติทางมนุษยธรรมอย่างรุนแรงจากการโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอล พร้อมเดินหน้าบทบาทกาวใจเรียกร้องทุกฝ่ายยุติการสู้รบ

รัฐบาลจีนประกาศว่า เตรียมจัดส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้แก่ประเทศในตะวันออกกลาง รวมถึงอิหร่านและเลบานอน ซึ่งตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ในขณะที่ความขัดแย้งก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม

นายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุในระหว่างการแถลงข่าวว่า สงครามครั้งนี้ได้ก่อให้เกิด “ภัยพิบัติทางมนุษยธรรมที่ร้ายแรง” ในอิหร่านและประเทศใกล้เคียง “จีนจึงตัดสินใจที่จะมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมฉุกเฉินให้แก่ อิหร่าน จอร์แดน เลบานอน และอิรัก โดยหวังว่าสิ่งนี้จะช่วยบรรเทาความทุกข์ยากที่ประชากรในพื้นที่กำลังเผชิญอยู่” แม้จะยังไม่มีการระบุรายละเอียดของสิ่งของหรือมูลค่าความช่วยเหลือในขณะนี้

โฆษกกระทรวงต่างประเทศยังย้ำว่า จีนจะพยายามอย่างเต็มที่ในการส่งเสริมสันติภาพและหยุดยั้งสงคราม เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตด้านมนุษยธรรมแพร่กระจายไปมากกว่านี้

ในฐานะพันธมิตรที่ใกล้ชิดของอิหร่าน จีนได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ และอิสราเอลยุติการโจมตีอิหร่าน ขณะเดียวกันก็วิพากษ์วิจารณ์การที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีกลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซียซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ

ที่ผ่านมา จีนพยายามแสดงบทบาทตัวกลางในการไกล่เกลี่ย โดยนายไจ๋ จุ้น ทูตพิเศษด้านปัญหาตะวันออกกลางของรัฐบาลจีน ได้เข้าพบกับรัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดีอาระเบียเพื่อหารือเรื่องการลดระดับความรุนแรง เช่นเดียวกับนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ที่ออกมาเน้นย้ำว่าสงครามครั้งนี้ “ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก”

การประกาศมอบความช่วยเหลือของจีนเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดทางการทูต หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แจ้งขอเลื่อนกำหนดการเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง ซึ่งเดิมกำหนดไว้ 31 มี.ค. – 2 เม.ย. ออกไปประมาณ 1 เดือน เพื่อจัดการกับปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังพยายามกดดันให้จีนช่วยกดดันอิหร่านในการเปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ที่ถูกอิหร่านปิดเพื่อตอบโต้สหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ทางการจีนระบุว่าได้รับทราบคำชี้แจงจากทำเนียบขาวแล้ว และย้ำว่าการเลื่อนเยือนครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเงื่อนไขเรื่องเสรีภาพการเดินเรือในช่องแคบตามที่มีรายงานข่าวกรองบางกระแสระบุไว้

ปัจจุบัน ทั้งจีนและสหรัฐฯ ยังคงรักษาการสื่อสารเพื่อกำหนดวันนัดหมายใหม่สำหรับการประชุมสุดยอดระหว่าง ทรัมป์ และ สี จิ้นผิง เพื่อเป้าหมายในการปรับความสัมพันธ์และขยายระยะเวลาพักรบสงครามการค้าต่อไป.

ที่มา Xinhua

เอเชียคุมเข้มพลังงาน หลายประเทศงัดมาตรการฉุกเฉิน รับมือวิกฤตน้ำมันตึงตัวจากสงครามตะวันออกกลาง

เอเชียคุมเข้มพลังงาน หลายประเทศงัดมาตรการฉุกเฉิน รับมือวิกฤตน้ำมันตึงตัวจากสงครามตะวันออกกลาง

17 มี.ค. 2569 13:40 น.

เอเชียคุมเข้มพลังงาน หลายประเทศงัดมาตรการฉุกเฉิน รับมือวิกฤตน้ำมันตึงตัวจากสงครามตะวันออกกลาง

หลายประเทศในเอเชียเร่งออกมาตรการรัดเข็มขัดด้านพลังงาน ตั้งแต่ประกาศวันหยุด ลดวันทำงาน ไปจนถึงจำกัดการใช้น้ำมัน หลังสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางกระทบตลาดพลังงานโลกอย่างหนัก เสี่ยงภาวะขาดแคลน

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วตลาดพลังงานโลก ส่งผลให้หลายประเทศในเอเชีย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจำนวนมาก ต้องเร่งออกมาตรการควบคุมการใช้พลังงานเพื่อรับมือกับความเสี่ยงขาดแคลนเชื้อเพลิง

ข้อมูลระบุว่า น้ำมันและก๊าซเกือบ 90% ที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มีปลายทางอยู่ในเอเชีย ทำให้ภูมิภาคนี้ได้รับผลกระทบโดยตรงเมื่อเกิดความไม่แน่นอนด้านอุปทาน

ส่องมาตรการคุมเข้มทั่วเอเชีย

หลายประเทศในเอเชียเริ่มใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้นเพื่อบรรเทาสถานการณ์ขาดแคลนพลังงานเฉพาะหน้าแล้วดังนี้

  • ศรีลังกา ประกาศให้ ทุกวันพุธเป็นวันหยุดราชการ เพื่อลดการใช้น้ำมัน พร้อมใช้ระบบ “National Fuel Pass” จำกัดปริมาณการซื้อน้ำมันของประชาชน
  • เมียนมา จำกัดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล โดยอนุญาตให้วิ่ง วันเว้นวันตามเลขทะเบียน
  • บังกลาเทศ เลื่อนวันหยุดเดือนรอมฎอนของมหาวิทยาลัย และใช้มาตรการ ดับไฟฟ้าเป็นช่วง ๆ เพื่อลดการใช้พลังงานและลดการจราจร ที่ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมัน
  • ฟิลิปปินส์ ให้หน่วยงานรัฐบางแห่งใช้ระบบ ทำงานที่บ้าน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน ลดใช้พลังงาน 10–20% และยกเลิกประชุมออฟไลน์ที่ทำออนไลน์ได้
  • เวียดนาม กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า แนะนำภาคธุรกิจใช้ระบบทำงานจากที่บ้าน พร้อมรณรงค์ลดใช้รถส่วนตัว หันมาใช้ขนส่งสาธารณะและคาร์พูล ท่ามกลางราคาน้ำมันพุ่งแรง และเกิด คิวยาวหน้าปั๊ม บางแห่งต้องปิดชั่วคราว
  • ประเทศไทย สั่งหน่วยงานรัฐ–รัฐวิสาหกิจ ทำงานจากที่บ้าน งดเดินทางต่างประเทศ พร้อมมาตรการประหยัดพลังงาน เช่น ตั้งแอร์ 26 องศาฯ ใช้บันไดแทนลิฟต์ และเตรียมพิจารณา ปิดไฟป้ายหลัง 22.00 น. รวมถึงอาจจำกัดเวลาปั๊มน้ำมัน
  • ปากีสถาน ใช้มาตรการรัดเข็มขัดครั้งใหญ่ ปิดโรงเรียน 2 สัปดาห์ ใช้ 4 วันทำงาน และให้ข้าราชการครึ่งหนึ่งทำงานที่บ้าน
  • มาเลเซีย เตรียมหารือมาตรการลดค่าใช้จ่ายพลังงาน รวมถึงแนวทางทำงานจากที่บ้านทั้งภาครัฐและเอกชน

ที่มา : BBC , FTNnews

นักเขียนวางยาฆ่าสามี ฮุบสมบัติ 4 ล้านดอลลาร์ ก่อนแต่งหนังสือเด็กรับมือความสูญเสีย

นักเขียนวางยาฆ่าสามี ฮุบสมบัติ 4 ล้านดอลลาร์ ก่อนแต่งหนังสือเด็กรับมือความสูญเสีย

17 มี.ค. 2569 13:21 น.

นักเขียนวางยาฆ่าสามี ฮุบสมบัติ 4 ล้านดอลลาร์ ก่อนแต่งหนังสือเด็กรับมือความสูญเสีย

ศาลรัฐยูทาห์ของสหรัฐฯ ตัดสินให้ “คูรี ริชินส์” มีความผิดฐานวางยาพิษ “เฟนทานิล” ฆาตกรรมสามีตนเองเพื่อหวังเงินประกันและมรดก พบพฤติกรรมสุดอำมหิต แอบคบชู้-กู้หนี้ท่วม ก่อนสร้างภาพลักษณ์ด้วยการเขียนหนังสือภาพสำหรับเด็กเกี่ยวกับการรับมือกับความสูญเสีย หลังสามีเสียชีวิตไม่นาน

คณะลูกขุนในรัฐยูทาห์ใช้เวลาหารือเพียง 3 ชั่วโมง ก่อนมีคำพิพากษาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (16 มี.ค.) ตัดสินให้ คูรี ริชินส์ (Kouri Richins) วัย 35 ปี มีความผิดจริงในข้อหาฆาตกรรมสามีของเธอ “เอริก ริชินส์” เมื่อเดือนมีนาคม 2022 โดยการผสมสารเฟนทานิลเกินขนาดลงในเครื่องดื่ม

อัยการได้เรียกพยานขึ้นให้การกว่า 40 ปาก รวมถึงผู้หญิงที่สารภาพว่าเป็นคนขายเฟนทานิลให้แก่จำเลย โดยพยานหลักฐานชี้ให้เห็นว่า คูรีมีหนี้สินล้นพ้นตัวเป็นเงินหลายล้านดอลลาร์ และแอบทำกรมธรรม์ประกันชีวิตในชื่อของสามีไว้หลายฉบับ นอกจากนี้เธอยังลักลอบมีความสัมพันธ์กับชายอื่นและวางแผนที่จะใช้ชีวิตร่วมกับชู้รักคนดังกล่าว

นายแบรด บลัดเวิร์ธ อัยการเขตซัมมิท เคาน์ตี้ ระบุในศาลว่า “เธอต้องการทิ้งเอริก แต่เธอไม่ต้องการทิ้งเงินของเขา” โดยคูรีเชื่อผิดๆ ว่าเธอจะได้รับมรดกมูลค่ากว่า 4 ล้านดอลลาร์ (ราว 130 ล้านบาท) หากสามีเสียชีวิตลง

เจ้าหน้าที่เปิดเผยข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุสลด คูรีเคยพยายามวางยาในแซนด์วิชให้สามีรับประทานมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งครั้งนั้นเอริกเกือบเสียชีวิตแต่รอดมาได้ จนกระทั่งครั้งล่าสุดเธอได้เพิ่มปริมาณยาให้สูงขึ้น ส่งผลให้เธอถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานพยายามฆ่าจากเหตุการณ์ครั้งก่อนด้วย

ด้านเอริกเองเริ่มสงสัยในตัวภรรยา โดยเอกสารจากศาลระบุว่า หลังจากเขาล้มป่วยอย่างรุนแรงในวันวาเลนไทน์ปี 2022 เขาได้บอกกับเพื่อนสนิทว่า “ผมเชื่อว่าผมถูกวางยา และผมคิดว่าเมียผมพยายามจะฆ่าผม”

สิ่งที่ทำให้คดีนี้ได้รับความสนใจไปทั่วโลก คือพฤติกรรมหลังจากเอริกเสียชีวิต คูรีได้ตีพิมพ์หนังสือภาพสำหรับเด็กชื่อ “Are You With Me?” ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับการก้าวผ่านความโศกเศร้าจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก โดยเธอให้สัมภาษณ์สื่อว่าเขียนขึ้นเพื่อช่วยลูกๆ ทั้ง 3 คนและครอบครัวอื่นๆ ให้รับมือกับความสูญเสีย พร้อมทั้งอุทิศหนังสือเล่มนี้ให้เอริก โดยเรียกเขาว่า “สามีที่น่าทึ่งและพ่อที่วิเศษ” ก่อนที่เธอจะถูกจับกุมในอีก 2 เดือนต่อมา

ในคืนวันที่ 4 มีนาคม 2022 คูรีโทรแจ้งตำรวจกลางดึกว่าพบสามีนอนแน่นิ่งไม่รู้สึกตัว โดยอ้างว่าเธอชงเครื่องดื่มวอดก้าไปให้เขาที่เตียงก่อนจะไปนอนกับลูกที่ฝันร้าย และเมื่อกลับมาพบสามีอีกครั้งร่างกายเขาก็ “เย็นเฉียบ” แล้ว

อย่างไรก็ตาม ผลชันสูตรพลิกศพพบว่าเอริกเสียชีวิตจากการได้รับยาเฟนทานิลเกินขนาด โดยมีปริมาณสารพิษในร่างกายสูงถึง 5 เท่าของปริมาณที่ทำให้เสียชีวิตได้ทันที นอกจากนี้ยังมีหลักฐานการส่งข้อความหาผู้ค้ายาเพื่อสั่งซื้อยาแก้ปวดที่ออกฤทธิ์แรงเป็นพิเศษ โดยเธอระบุว่าต้องการ “ของแรงๆ แบบที่ไมเคิล แจ็กสัน ใช้”

คูรี ริชินส์ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาตลอดการพิจารณาคดี แต่คณะลูกขุนตัดสินว่ามีความผิดจริง ซึ่งโทษสูงสุดในข้อหาฆาตกรรมโดยมีเหตุฉกรรจ์คือการจำคุก 25 ปี ไปจนถึงจำคุกตลอดชีวิต.

ที่มา BBC

เรือน้ำมันลำที่ 21 ถูกโจมตีในอ่าวโอมาน อิหร่านเดินหน้าโจมตีอิรัก-ยูเออี

เรือน้ำมันลำที่ 21 ถูกโจมตีในอ่าวโอมาน อิหร่านเดินหน้าโจมตีอิรัก-ยูเออี

17 มี.ค. 2569 12:50 น.

เรือน้ำมันลำที่ 21 ถูกโจมตีในอ่าวโอมาน อิหร่านเดินหน้าโจมตีอิรัก-ยูเออี

ศูนย์ปฏิบัติการด้านการเดินเรือสหราชอาณาจักร (ยูเคเอ็มทีโอ) รายงานว่า เรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งถูกโจมตีด้วย “วัตถุที่ไม่ทราบชนิด” ขณะกำลังทอดสมออยู่ในอ่าวโอมาน ห่างจากท่าเรือฟูไจราห์ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไปทางตะวันออกราว 23 ไมล์ทะเล ขณะที่อิหร่านเดินหน้าโจมตีเป้าหมายในอิรักและยูเออีอย่างต่อเนื่อง

ศูนย์ปฏิบัติการด้านการเดินเรือสหราชอาณาจักร (ยูเคเอ็มทีโอ) รายงานว่า เรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งถูกโจมตีด้วย “วัตถุที่ไม่ทราบชนิด” ขณะกำลังทอดสมออยู่ในอ่าวโอมาน ห่างจากท่าเรือฟูไจราห์ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไปทางตะวันออกราว 23 ไมล์ทะเล รายงานระบุว่าตัวเรือได้รับความเสียหายเล็กน้อย แต่ไม่มีลูกเรือได้รับบาดเจ็บ และไม่มีรายงานการเกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม โดยเรือลำนี้ ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยสัญชาติ นับเป็นเรือลำที่ 21 ที่ถูกโจมตีในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย และช่องแคบฮอร์มุซ นับตั้งแต่สงครามปะทุ เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา

ขณะที่การโจมตีอิรักยังคงดำเนินต่อเนื่องในวันอังคาร (17 มี.ค.) หลังจากเมื่อวันจันทร์ โดรนลำหนึ่งทำให้เกิดไฟไหม้ที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่งในเขตกรีนโซน ซึ่งเป็นเขตที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในกรุงแบกแดด ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารรัฐบาลและสถานทูตต่างประเทศ

โดยในช่วงเช้าวันอังคาร สถานทูตสหรัฐฯ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตกรีนโซน ก็ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงคนหนึ่งบอกกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า “โดรน 3 ลำและจรวด 4 ลูกโจมตีสถานทูต โดยมีโดรนอย่างน้อย 1 ลำตกภายในสถานทูต”

พยานคนหนึ่งบอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า พวกเขาเห็นโดรนอย่างน้อย 3 ลำบินไปยังสถานทูตสหรัฐฯ 2 ลำถูกยิงตก แต่ลำที่สามตกภายในบริเวณสถานทูต ส่วนแหล่งข่าวความมั่นคงของอิรักบอกกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า “เป็นการโจมตีที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการโจมตี”

นอกจากนั้น อิหร่านยังโจมตีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น กองทัพอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธและโดรนมากกว่า 1,900 ลูกใส่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและน้ำมันของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

เที่ยวบินถูกระงับชั่วคราวในวันจันทร์หลังจากเกิดไฟไหม้ใกล้สนามบินนานาดูไบ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเดินทางระหว่างประเทศที่พลุกพล่านที่สุด หลังจาก “เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับโดรน” การโจมตีด้วยโดรนยังทำให้เกิดไฟไหม้ที่ท่าเรือฟูไจราห์ ซึ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ และเป็นหนึ่งในคลังเก็บน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค และการโจมตีด้วยจรวดใส่รถยนต์ทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิต 1 รายที่ชานนครอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า การจราจรทางอากาศในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กลับสู่ภาวะปกติแล้ว หลังจากเมื่อช่วงเช้าวันอังคาร สำนักงานการบินพลเรือนแห่งชาติ (GCAA) “ประกาศปิดน่านฟ้าของประเทศชั่วคราว ท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า GCAA ได้กล่าวว่า การเดินอากาศกลับสู่ภาวะปกติแล้วทั่วทุกน่านฟ้าของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ GCAA เน้นย้ำว่า “การตรวจสอบแบบเรียลไทม์อย่างต่อเนื่องยังคงดำเนินต่อไป เพื่อให้มั่นใจได้ถึงความปลอดภัยสูงสุดในการเดินอากาศ”.

ที่มา BBC

ศรีลังกาประกาศหยุดงานทุกวันพุธ ประหยัดพลังงาน รับวิกฤตน้ำมันโลกพุ่ง

ศรีลังกาประกาศหยุดงานทุกวันพุธ ประหยัดพลังงาน รับวิกฤตน้ำมันโลกพุ่ง

17 มี.ค. 2569 12:17 น.

ศรีลังกาประกาศหยุดงานทุกวันพุธ ประหยัดพลังงาน รับวิกฤตน้ำมันโลกพุ่ง

ศรีลังกาประกาศปรับลดวันทำงานเหลือ 4 วันต่อสัปดาห์ โดยให้วันพุธเป็นวันหยุดราชการเพื่อสำรองเชื้อเพลิง ขณะที่ประเทศต่างๆ ในเอเชียเริ่มงัดมาตรการรัดเข็มขัด ทั้งจำกัดการใช้รถยนต์และรณรงค์สวมเสื้อแขนสั้นลดค่าแอร์ หลังสงครามตะวันออกกลางทำราคาน้ำมันพุ่งสูงและปิดตายเส้นทางขนส่งหลัก

รัฐบาลศรีลังกาประกาศให้ทุก “วันพุธ” เป็นวันหยุดราชการอย่างเป็นทางการ เพื่อหาทางรักษาระดับเชื้อเพลิงสำรองของประเทศ ในขณะที่ชาติต่างๆ บนเกาะกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนพลังงานอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นผลพวงจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน

ประธานาธิบดีอนุรา กุมารา ดิสซานายาเก กล่าวในการประชุมฉุกเฉินเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า “เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด แต่ยังคงหวังในสิ่งที่ดีที่สุด”  

มาตรการดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัดเข็มขัดที่หลายประเทศในเอเชียเริ่มนำมาใช้ หลังจากสงครามส่งผลให้เส้นทางขนส่งผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ถูกปิดตาย ซึ่งเส้นทางนี้เคยเป็นเส้นทางหลักในการลำเลียงน้ำมันหลายล้านบาร์เรลจากอ่าวเปอร์เซียมายังภูมิภาค โดยสถิติปีที่ผ่านมาพบว่าเกือบ 90% ของน้ำมันและก๊าซที่ผ่านช่องแคบนี้มีปลายทางอยู่ที่เอเชีย ซึ่งเป็นภูมิภาคนำเข้าน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ขณะที่มาตรการรัดเข็มขัดของชาติต่างๆ ในเอเชีย หลังราคาน้ำมันที่พุ่งสูงแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ประเทศในภูมิภาคต้องปรับตัวอย่างหนัก เช่น รัฐบาลไทยรณรงค์ให้ประชาชนเปลี่ยนจากการสวมสูทมาใส่เสื้อยืดแขนสั้น เพื่อลดการทำงานของเครื่องปรับอากาศ ส่วนเมียนมาออกกฎให้รถยนต์ส่วนบุคคลสลับวันวิ่งตามเลขทะเบียน (วันคู่-วันคี่)

บังกลาเทศเลื่อนปิดภาคเรียนในช่วงรอมฎอนให้เร็วขึ้น และเริ่มมาตรการตัดไฟตามกำหนดเวลาทั่วประเทศ ด้านฟิลิปปินส์สั่งข้าราชการบางส่วนทำงานจากบ้าน อย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ พร้อมห้ามหน่วยงานรัฐเดินทางในภารกิจที่ไม่จำเป็น นอกจากนี้ยังแจกเงินเยียวยา 3,000-5,000 เปโซ ให้แก่กลุ่มอาชีพขับรถสามล้อ เกษตรกร และชาวประมง และเวียดนามสนับสนุนให้ประชาชนอยู่บ้านมากขึ้น รณรงค์ให้ขี่จักรยาน ใช้รถร่วมกัน และใช้ขนส่งสาธารณะแทนรถส่วนตัว

สำหรับมาตรการหยุดงานวันพุธของศรีลังกานั้น จะครอบคลุมถึงโรงเรียนและมหาวิทยาลัยด้วย แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อหน่วยงานที่ให้บริการจำเป็น เช่น สาธารณสุข และงานตรวจคนเข้าเมือง ทั้งนี้ ทางการเลือกวันพุธแทนที่จะเป็นวันศุกร์ เพื่อป้องกันไม่ให้สำนักงานของรัฐปิดติดต่อกันเป็นเวลา 3 วัน (ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์)

นอกจากนี้ ประชาชนยังถูกบังคับให้ลงทะเบียน National Fuel Pass เพื่อรับการ “ปันส่วนน้ำมัน” โดยกำหนดโควตาให้รถยนต์ส่วนบุคคลซื้อได้เพียง 15 ลิตร และรถจักรยานยนต์เพียง 5 ลิตร ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนบางส่วนที่มองว่าปริมาณดังกล่าวน้อยเกินไป

ระบบการปันส่วนน้ำมันนี้เคยถูกนำมาใช้ครั้งแรกในปี 2022 ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจครั้งเลวร้ายที่สุดของประเทศ จนกระทั่งมาเกิดสถานการณ์ราคาน้ำมันพุ่งสูงอีกครั้งจากการสู้รบในตะวันออกกลางที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อปลายเดือนก่อน.

ที่มา BBC

ฟิลิปปินส์เร่งแจกเงินเยียวยา-ขึ้นค่าโดยสาร หลังราคาน้ำมันพุ่งเซ่นพิษสงคราม

ฟิลิปปินส์เร่งแจกเงินเยียวยา-ขึ้นค่าโดยสาร หลังราคาน้ำมันพุ่งเซ่นพิษสงคราม

17 มี.ค. 2569 11:48 น.

ฟิลิปปินส์เร่งแจกเงินเยียวยา-ขึ้นค่าโดยสาร หลังราคาน้ำมันพุ่งเซ่นพิษสงคราม

รัฐบาลฟิลิปปินส์เร่งออกมาตรการระยะสั้น ทั้งแจกเงินช่วยเหลือผู้ขับขี่สามล้อและปรับขึ้นค่าโดยสารระบบขนส่ง หลังราคาน้ำมันพุ่งสูงจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง กระทบค่าครองชีพและรายได้ประชาชนทั่วประเทศ ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่รุดเจรจานำเข้าน้ำมันจากรัสเซียหวังบรรเทาภาระประชาชน

คนขับรถสามล้อเครื่องหลายร้อยคนในกรุงมะนิลาต่างพากันเข้าคิวรอรับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นเมื่อเดือนก่อน หลังเกิดการโจมตีระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน

มาตรการรัดเข็มขัดทั่วประเทศวิกฤตการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้ฟิลิปปินส์ต้องออกมาตรการฉุกเฉินหลายด้าน รวมถึงการปรับลดวันทำงานของข้าราชการเหลือ 4 วันต่อสัปดาห์ การลดรอบเรือเฟอร์รี่ในบางพื้นที่ และการเริ่มมองหาแหล่งพลังงานใหม่เพื่อความอยู่รอดของชาติ

ในวันเดียวกันนั้น ทางการฟิลิปปินส์ได้ประกาศปรับขึ้นค่าโดยสารขนส่งสาธารณะหลายประเภท รวมถึง “รถจี๊ปนีย์” ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการเดินทางในฟิลิปปินส์ โดยนายวีเกอร์ เมนโดซา ประธานหน่วยงานกำกับดูแลการขนส่ง เปิดเผยว่าค่าโดยสารรถจี๊ปนีย์จะปรับขึ้นเฉลี่ยประมาณ 8% เพื่อสะท้อนถึง “ความห่วงใยอย่างแท้จริง” ต่อทั้งผู้โดยสารและผู้ประกอบการที่กำลังเดือดร้อน

อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นค่าโดยสารยังไม่ครอบคลุมถึงรถสามล้อเครื่องที่มีอยู่หลายแสนคันทั่วประเทศ ซึ่งเน้นรับส่งผู้โดยสารตามตรอกซอกซอยแคบๆ โดยนายโรมิโอ ซิปริอาโน วัย 60 ปี ผู้ยึดอาชีพคนขับรถสามล้อมานาน กว่า 40 ปี กล่าวว่านี่คือน้ำมันที่แพงที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมา และเงินช่วยเหลือ 5,000 เปโซ (ประมาณ 2,710 บาท) ที่ได้รับนั้น “ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย”

ส่วนนายอัล เด โอคัมโป อีกหนึ่งคนขับรถรับจ้างระบุว่า รายได้ต่อวันของเขาลดลงครึ่งหนึ่งจาก 1,000 เปโซ เหลือเพียง 500 เปโซ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลยกเว้นหรือลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง 50% จนกว่าสงครามจะสงบ

คาดว่าวุฒิสภาจะลงมติมอบอำนาจให้ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ สามารถสั่งระงับหรือลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นการชั่วคราวได้ในเร็วๆ นี้

เนื่องจากฟิลิปปินส์พึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเกือบทั้งหมด การปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ล่าสุด นายรามอน อัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Petron ซึ่งเป็นโรงกลั่นน้ำมันเพียงแห่งเดียวในประเทศ ยืนยันว่าบริษัทกำลัง “อยู่ระหว่างการเจรจา” เพื่อความเป็นไปได้ในการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย หลังจากที่สหรัฐฯ เริ่มผ่อนปรนข้อจำกัดบางประการในธุรกิจน้ำมัน.

ที่มา AFP

“ทรัมป์” ขอเลื่อนเยือนจีนแล้ว อ้างต้องอยู่คุมศึกกับอิหร่าน ปัดเกี่ยวข้องปมบีบช่วยเปิดฮอร์มุซ

"ทรัมป์" ขอเลื่อนเยือนจีนแล้ว อ้างต้องอยู่คุมศึกกับอิหร่าน ปัดเกี่ยวข้องปมบีบช่วยเปิดฮอร์มุซ

17 มี.ค. 2569 11:18 น.

“ทรัมป์” ขอเลื่อนเยือนจีนแล้ว อ้างต้องอยู่คุมศึกกับอิหร่าน ปัดเกี่ยวข้องปมบีบช่วยเปิดฮอร์มุซ

“โดนัลด์ ทรัมป์” ปธน.สหรัฐฯ ขอเลื่อนการเดินทางเยือนจีนเพื่อประชุมสุดยอดกับ “สี จิ้นผิง” แล้ว อ้างติดภารกิจคุมสงครามกับอิหร่าน ยืนยันไม่เกี่ยวปมบีบให้จีนยื่นมือเข้าช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สื่อต่างประเทศรายงานว่า วานนี้ (16 มี.ค.) นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่าเขามีแผนที่จะเลื่อนกำหนดการเดินทางเยือนประเทศจีน เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำกับ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนออกไปก่อนราว 1 เดือน จากกำหนดการเดิมในปลายเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ โดยให้เหตุผลว่า เขาต้องการอยู่บัญชาการสถานการณ์สงครามกับอิหร่านอย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำว่าท่ามกลางช่วงเวลาที่ความขัดแย้งกำลังทวีความรุนแรงเช่นนี้เขาจำเป็นจะต้องอยู่สั่งการและตัดสินใจในเรื่องสำคัญด้วยตนเอง

โดยเดิมทีกำหนดการพบปะระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน มีกำหนดจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึง 2 เมษายน ที่จะถึงนี้ โดยถือเป็นการพบกันครั้งแรกนับตั้งแต่การหารือครั้งล่าสุดในเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา

ประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันว่า การเลื่อนการพบปะครั้งนี้ไม่มีนัยทางการเมืองแอบแฝง รวมถึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบีบบังคับให้จีนช่วยเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซแต่อย่างใด พร้อมระบุว่าเขายังคงตั้งตารอที่จะได้พบกับนายสี จิ้นผิง และย้ำว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทั้งสองยังคงเป็นไปด้วยดี

สอดคล้องกับคำแถลงของ นายสก็อต เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่ระบุว่า การขอเลื่อนประชุมสุดยอดผู้นำครั้งนี้ไม่ใช่เพราะทางสหรัฐฯ ต้องการกดดันให้จีนยื่นมือช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หรือปมเรื่องความขัดแย้งทางการค้าของทั้งสองประเทศแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะประธานาธิบดีทรัมป์ ต้องการอยู่ประสานงานด้านสถานการณ์สงครามอิหร่านด้วยตนเองที่กรุงวอชิงตัน และการเดินทางเยือนต่างประเทศในช่วงเวลานี้จึงอาจไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมนัก

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่ทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อดังอย่าง Financial Times ว่าเขาอาจเลื่อนการประชุมสุดยอดผู้นำออกไป หากจีนไม่ยอมยื่นมือเข้าช่วยคลี่คลายปัญหาการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าพลังงานที่สำคัญของโลกซึ่งถูกอิหร่านปิดกั้นไว้ในขณะนี้ จนทำให้ราคาน้ำมันในสหรัฐฯ และทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างหนัก

ทั้งนี้สถานการณ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศก็ยังคงมีความตึงเครียด หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้มีคำสั่งยกเลิกนโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์จึงประกาศเดินหน้าสอบสวนแนวปฏิบัติทางการค้าของจีนรวมถึงอีกหลายประเทศอีกครั้ง โดยล่าสุดตัวแทนจากสองฝ่ายเพิ่งเสร็จสิ้นการเจรจาเพื่อหาทางออกเรื่องภาษีและการคว่ำบาตรเศรษฐกิจไปเมื่อสองวันที่ผ่านมา ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส 

โดยนายหลี่ เฉิงกัง (Li Chenggang) หัวหน้าทีมเจรจาด้านการค้าของจีน ได้เปิดเผยกับสำนักข่าวซินหัว ว่าสองฝ่ายสามารถบรรลุฉันทามติได้ในบางประเด็น แต่แผนการสอบสวนแนวปฏิบัติทางการค้าของจีนโดยสหรัฐฯยังทำให้เขามีความกังวลอย่างมาก เขาจึงอยากเรียกร้องให้สหรัฐฯ คำนึงถึงการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็นหลักในยามนี้ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตจากสงคราม.

ที่มา: BBC

นักวิเคราะห์ชี้ ทรัมป์ดึงกำลังจากอินโด-แปซิฟิกไปรบอิหร่าน สบโอกาสให้จีนขยายอิทธิพลในภูมิภาค

นักวิเคราะห์ชี้ ทรัมป์ดึงกำลังจากอินโด-แปซิฟิกไปรบอิหร่าน สบโอกาสให้จีนขยายอิทธิพลในภูมิภาค

17 มี.ค. 2569 11:12 น.

นักวิเคราะห์ชี้ ทรัมป์ดึงกำลังจากอินโด-แปซิฟิกไปรบอิหร่าน สบโอกาสให้จีนขยายอิทธิพลในภูมิภาค

อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงสหรัฐฯ แสดงความกังวลว่า รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์กำลังถอนทรัพยากรทางทหารสำคัญจากอินโด-แปซิฟิกไปตะวันออกกลางเพื่อทำสงครามกับอิหร่าน อาจทำให้ความสามารถยับยั้งจีนอ่อนแอลง

วันที่ 17 มีนาคม 2569 อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ แสดงความกังวลว่า รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังถอน หรือโยกย้ายทรัพยากรทางทหารที่ใช้ยับยั้งภัยคุกคามในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ไปสนับสนุนปฏิบัติการในสงครามกับอิหร่าน

คำเตือนเกิดขึ้นหลังมีรายงานว่า สหรัฐฯ ได้ย้ายองค์ประกอบบางส่วนของระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD จาก เกาหลีใต้ ไปยังตะวันออกกลาง และส่งกำลังทหารกว่า 2,000 นายจากหน่วย 31st Marine Expeditionary Unit ซึ่งประจำการในญี่ปุ่น ไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางเช่นเดียวกัน อดีตเจ้าหน้าที่สหรัฐฯรายหนึ่งกล่าวว่า ขีดความสามารถทางทหารจำนวนมากที่ใช้ยับยั้งภัยคุกคามในอินโด-แปซิฟิก ถูกถอนออกไปในช่วงเวลาที่จีนเพิ่มกิจกรรมทางทหารรอบไต้หวันอย่างไม่เคยมีมาก่อน

ขณะเดียวกัน เรือบรรทุกเครื่องบิน USS George Washington (CVN‑73) ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่ประจำการล่วงหน้าในญี่ปุ่น กำลังอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง ทำให้ช่วงนี้ไม่มีเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ ที่พร้อมปฏิบัติการเต็มรูปแบบในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก 

ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ยังสร้างความกังวลให้พันธมิตรในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ ที่เกรงว่าสงครามในตะวันออกกลางอาจทำให้สหรัฐฯ หันเหความสนใจจากภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ซึ่งถือเป็นแนวหน้าหลักในการรับมือจีนและ เกาหลีเหนือ ขณะที่นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงบางรายเตือนว่า หากความขัดแย้งกับอิหร่านยืดเยื้อ สหรัฐอาจต้องเผชิญภาวะกระจายกำลังเกินขีดจำกัด  ซึ่งอาจกระทบต่อยุทธศาสตร์ระยะยาวในการรักษาสมดุลอำนาจในเอเชียตะวันออก.

ที่มา NHK