“ชินจุกุ” จ่อสั่งแบน “ที่พักรายวัน-Airbnb” เร่งแก้ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง-รบกวนชาวบ้าน

"ชินจุกุ" จ่อสั่งแบน "ที่พักรายวัน-Airbnb"  เร่งแก้ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง-รบกวนชาวบ้าน

7 ก.ย. 2569 13:29 น.

“ชินจุกุ” จ่อสั่งแบน “ที่พักรายวัน-Airbnb” เร่งแก้ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง-รบกวนชาวบ้าน

ย่านชินจุกุ แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมและย่านการค้าสำคัญของกรุงโตเกียว เตรียมประกาศยกระดับมาตรการขั้นเด็ดขาดด้วยการสั่งห้ามเปิดให้บริการที่พักระยะสั้น รวมถึงบ้านที่เปิดให้เช่าผ่าน Airbnb ในพื้นที่อยู่อาศัยมากกว่า 50% หลังชาวเมืองร้องเรียนปัญหาขยะ เสียงดัง และการสูบบุหรี่ไม่เป็นที่เป็นทางจากภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เขตชินจูกุของกรุงโตเกียว ซึ่งเป็นหนึ่งในย่านการค้าและความบันเทิงที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก เตรียมออกมาตรการห้ามให้บริการที่พักระยะสั้น หรือ “มินปากุ” (Minpaku) มากกว่าครึ่งหนึ่งของที่พักประเภทดังกล่าวในพื้นที่ หลังเผชิญปัญหาการร้องเรียนจากประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เจ้าหน้าที่เขตชินจูกุซึ่งรับผิดชอบดูแลธุรกิจที่พักระยะสั้น เปิดเผยว่า เขตมีแผนแก้ไขข้อบัญญัติท้องถิ่นที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อห้ามให้บริการ Airbnb ในพื้นที่เขตที่อยู่อาศัย รวมถึงพื้นที่ใกล้โรงเรียน โดยคาดว่ามาตรการใหม่จะส่งผลต่อที่พักระยะสั้นมากกว่า 50% ของทั้งหมดในเขตชินจูกุ และจะมีการประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการโดยนายกเทศมนตรีเขตในวันอังคาร

เจ้าหน้าที่ระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะมีผลกับที่พักที่เปิดให้บริการอยู่แล้ว ไม่ได้จำกัดเฉพาะที่พักรายใหม่ โดยให้เหตุผลว่า เมื่อจำนวนธุรกิจที่พักส่วนตัวเพิ่มสูงขึ้น ปัญหาและข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้องก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ข้อมูลระบุว่า ในช่วงปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จำนวนข้อร้องเรียนเกี่ยวกับที่พักระยะสั้นในชินจูกุเพิ่มขึ้นประมาณ 40% โดยเรื่องที่ร้องเรียนมากที่สุด ได้แก่ การไม่ปฏิบัติตามกฎการทิ้งขยะ การสูบบุหรี่ในพื้นที่ห้ามสูบ และการบุกรุกพื้นที่หรือสถานที่โดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงปัญหาเสียงดังที่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อยู่อาศัย

ชินจูกุเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีธุรกิจที่พักระยะสั้นจำนวนมากของญี่ปุ่น โดยมีที่พักประเภทนี้เกือบ 10% จากทั้งหมดประมาณ 42,000 แห่งทั่วประเทศ แม้จะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและธุรกิจ แต่ชินจูกุก็มีประชากรที่พักอาศัยถาวรจำนวนมาก ทำให้ปัญหาจากนักท่องเที่ยวส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของคนในชุมชน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง ที่กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญในญี่ปุ่น หลังจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมืองท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่งเริ่มเผชิญผลกระทบจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ทั้งปัญหาการจราจร ความแออัด การถ่ายภาพในพื้นที่สาธารณะ รวมถึงราคาที่ดินและที่อยู่อาศัยที่เพิ่มสูงขึ้น

ส่วนเมืองเกียวโต ก็อยู่ระหว่างพิจารณามาตรการจำกัดที่พักระยะสั้นเช่นกัน โดยมีแนวคิดห้ามเปิดที่พักประเภทดังกล่าวแห่งใหม่ในพื้นที่อยู่อาศัยและเขตอุตสาหกรรม

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่นและหน่วยงานรัฐบาลอีก 2 แห่ง ได้ออกหนังสือแจ้งไปยังรัฐบาลท้องถิ่นทั่วประเทศว่า สามารถใช้ข้อบัญญัติท้องถิ่นจำกัดหรือแม้แต่สั่งห้ามธุรกิจที่พักส่วนตัวได้ หากการให้บริการส่งผลกระทบต่อ “สภาพแวดล้อมที่สงบสุขในการอยู่อาศัยและการศึกษา” หรือเป็นอุปสรรคต่อการรักษาประชากรที่อาศัยอยู่ถาวรและชุมชนท้องถิ่น

ภายใต้กฎหมายญี่ปุ่นในปัจจุบัน เจ้าของบ้านหรือห้องพักสามารถนำพื้นที่ว่างมาให้บริการแก่นักท่องเที่ยวได้ไม่เกิน 180 วันต่อปี แต่รัฐบาลท้องถิ่นบางแห่งเริ่มกำหนดจำนวนวันที่สามารถเปิดให้บริการได้เป็นศูนย์ผ่านข้อบัญญัติ ซึ่งในทางปฏิบัติเท่ากับเป็นการห้ามประกอบธุรกิจที่พักระยะสั้นในพื้นที่นั้น

รัฐบาลกลางญี่ปุ่นระบุว่า หากการให้บริการที่พักส่งผลกระทบต่อพื้นที่อยู่อาศัยหรือสถานศึกษา รัฐบาลท้องถิ่นสามารถห้ามหรือจำกัดการประกอบธุรกิจได้ และสำหรับสถานประกอบการที่เปิดอยู่แล้ว หากไม่มีมาตรการอื่นที่สามารถใช้แก้ปัญหาได้ ก็สามารถกำหนดช่วงเวลาผ่อนผันก่อนบังคับใช้ข้อห้ามหรือจำกัดจำนวนวันที่ดำเนินธุรกิจ

นอกจากนี้ รัฐบาลท้องถิ่นยังสามารถกำหนดให้ผู้ประกอบการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดเสียง รวมถึงกล้องบริเวณทางเข้าและทางออก เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมที่สร้างความเดือดร้อนแก่ชุมชน โดยพิจารณาตามสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นการปรับท่าทีของรัฐบาลญี่ปุ่น หลังจากก่อนหน้านี้เคยมีจุดยืนว่าการจำกัดธุรกิจที่พักส่วนตัวมากเกินไปอาจไม่สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมธุรกิจมินปากุ

สำหรับชินจูกุ เจ้าหน้าที่ระบุว่า เป้าหมายของมาตรการใหม่คือการรักษาสมดุลระหว่างการรองรับนักท่องเที่ยวกับการคุ้มครองคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่อาศัยและบริเวณโดยรอบโรงเรียน ซึ่งได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวและผู้เข้าพักเพิ่มขึ้น

การออกข้อบัญญัติใหม่ของชินจูกุจึงสะท้อนแนวโน้มที่ชัดเจนขึ้นของญี่ปุ่นในการจัดการกับผลกระทบจากการท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยรัฐบาลท้องถิ่นได้รับอำนาจมากขึ้นในการกำหนดว่า พื้นที่ใดควรเปิดให้บริการที่พักระยะสั้น และพื้นที่ใดควรได้รับการคุ้มครองเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมของชุมชน.

ที่มา AFP / Kyodo

ออสเตรเลียเตรียมออกกฎหมาย ให้ผู้ใช้ “ปิดอัลกอริทึม” โซเชียลมีเดียได้

ออสเตรเลียเตรียมออกกฎหมาย ให้ผู้ใช้ "ปิดอัลกอริทึม" โซเชียลมีเดียได้

7 ก.ย. 2569 13:01 น.

ออสเตรเลียเตรียมออกกฎหมาย ให้ผู้ใช้ “ปิดอัลกอริทึม” โซเชียลมีเดียได้

รัฐบาลออสเตรเลียเตรียมเสนอร่างกฎหมายฉบับใหม่ “Digital Duty of Care” ภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะบังคับให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ เช่น เมตา, กูเกิล และ TikTok ต้องเพิ่มตัวเลือกให้ผู้ใช้งานสามารถ “ปิดการทำงานของอัลกอริทึม” ได้ เพื่อลดการฟีดเนื้อหาที่เป็นอันตรายและป้องกันพฤติกรรมเสพติดโซเชียลมีเดีย หากฝ่าฝืนอาจต้องเผชิญโทษปรับมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

รัฐบาลออสเตรเลียเตรียมเสนอร่างกฎหมาย “Digital Duty of Care” ภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะเปิดทางให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียสามารถเลือกปิดอัลกอริทึมที่ใช้คัดเลือกและจัดลำดับเนื้อหาบนหน้าฟีดของตนเองได้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการยกระดับความปลอดภัยและรับมือกับผลกระทบจากการใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์

อนิกา เวลส์ รัฐมนตรีกระทรวงการสื่อสารของออสเตรเลีย กล่าวว่า กฎหมายดังกล่าวจะกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อกำหนดในลักษณะเดียวกัน พร้อมระบุว่า หากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น เมตา, กูเกิล และ TikTok ไม่เปิดทางให้ผู้ใช้ปิดอัลกอริทึมได้ บริษัทเหล่านี้อาจต้องเผชิญบทลงโทษจำนวนมาก

เวลส์กล่าวว่า รัฐบาลต้องการให้ชาวออสเตรเลียมีทางเลือกมากขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่ปรากฏบนฟีดโซเชียลมีเดีย โดยยอมรับว่าผู้ใช้จำนวนมากยังชื่นชอบการทำงานของอัลกอริทึม เพราะช่วยแนะนำเนื้อหาที่ตรงกับความสนใจ รวมถึงช่วยให้ค้นพบธุรกิจหรือบริการในพื้นที่ใกล้บ้าน

ภายใต้ร่างกฎหมาย บริษัทโซเชียลมีเดียจะต้องแสดงข้อความป๊อปอัปเป็นระยะ เพื่อถามผู้ใช้ว่าต้องการใช้ฟีดที่คัดเลือกโดยอัลกอริทึมต่อไปหรือไม่ หรือจะเลือกดูเฉพาะเนื้อหาที่โพสต์โดยบัญชีที่ผู้ใช้ติดตาม โดยผู้ใช้เป็นผู้ตัดสินใจเอง

อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มจะวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ เช่น พฤติกรรมการรับชมเนื้อหา ข้อมูลประชากร และตำแหน่งที่ตั้ง เพื่อคาดการณ์ว่าเนื้อหาใดน่าจะดึงดูดผู้ใช้และนำมาแสดงในฟีด ระบบดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจขยายการเผยแพร่เนื้อหาที่เร้าอารมณ์ สร้าง “ห้องเสียงสะท้อน” ที่ผู้ใช้ได้รับแต่ความคิดเห็นในแนวเดียวกัน และอาจมีส่วนทำให้คนหนุ่มสาวเข้าสู่แนวคิดสุดโต่งมากขึ้น เนื่องจากแพลตฟอร์มต้องการให้ผู้ใช้อยู่บนระบบนานที่สุด

นอกจากเรื่องอัลกอริทึมแล้ว กฎหมายใหม่ยังคาดว่าจะกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบในการระบุและลดความเสี่ยงจากเนื้อหาที่เป็นอันตราย รวมถึงป้องกันการเผยแพร่เนื้อหาผิดกฎหมาย เช่น สื่อลามกผิดกฎหมาย สำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี จะมีการระบุความเสี่ยงด้านผลกระทบทางจิตสังคมเพิ่มเติมอีกหลายด้าน เช่น เนื้อหาเกี่ยวกับภาพลักษณ์ร่างกายและการกลั่นแกล้งทางออนไลน์

บริษัทที่ฝ่าฝืนกฎหมายอาจถูกลงโทษปรับมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 2,370 ล้านบาท ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการความปลอดภัยทางอิเล็กทรอนิกส์ และนักวิจัยอิสระที่ได้รับการรับรอง จะมีอำนาจตรวจสอบการทำงานของแพลตฟอร์ม รวมถึงใช้บัญชีที่ปลอมตัวเป็นเด็กเพื่อประเมินว่าเยาวชนได้รับเนื้อหาประเภทใดจากระบบอัลกอริทึม

เวลส์ยืนยันว่า มาตรการนี้ไม่ใช่การเซ็นเซอร์ แต่เป็นการกำหนดให้บริษัทเทคโนโลยีต้องระบุความเสี่ยงบนแพลตฟอร์มของตนเองและดำเนินมาตรการเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้เผชิญเสียงคัดค้านจากฝ่ายค้าน โดยแองกัส เทย์เลอร์ ผู้นำพรรคเสรีนิยม กล่าวว่า เขายังไม่เชื่อมั่นอย่างมาก และกังวลว่ารัฐบาลอาจพยายามใช้กฎหมายดังกล่าวเพื่อควบคุมหรือเซ็นเซอร์โซเชียลมีเดีย พร้อมระบุว่า ฝ่ายค้านยังไม่ได้เห็นรายละเอียดร่างกฎหมายฉบับเต็ม

ขณะที่สมาชิกฝ่ายค้านบางส่วนสนับสนุนหลักการของการควบคุมอัลกอริทึม แต่ก็มีความเห็นแตกต่างกัน โดยซาราห์ เฮนเดอร์สัน รัฐมนตรีเงาด้านการสื่อสาร เคยกล่าวถึงอันตรายจาก “การชักจูงทางจิตวิทยา” ต่อเด็กผ่านอัลกอริทึม ขณะที่ทิม วิลสัน รักษาการรัฐมนตรีคลัง มองว่าอัลกอริทึมเพียงสะท้อนเนื้อหาที่ผู้ใช้ต้องการรับชม และกังวลว่ามาตรการดังกล่าวอาจนำไปสู่การจำกัดความคิดเห็น

ด้านพรรคกรีนส์เรียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรการเข้มงวดยิ่งกว่านี้ โดยเสนอให้ผู้ใช้ต้อง เลือกเข้าร่วม หรือ opt-in ก่อนจึงจะสามารถใช้ฟีดที่ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมได้ ซาราห์ แฮนสัน-ยัง สมาชิกวุฒิสภาจากพรรคกรีนส์ เสนอร่างกฎหมายของตนเอง โดยระบุว่าผู้ใช้ควรมีทางเลือกอย่างชัดเจนว่าจะใช้ฟีดที่อัลกอริทึมคัดเลือกหรือไม่ แทนที่จะต้องตกอยู่ภายใต้ระบบที่ออกแบบมาเพื่อทำให้ผู้ใช้เลื่อนหน้าจอและบริโภคเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง

ข้อเสนอของรัฐบาลยังได้รับแรงสนับสนุนจากชาแนล คอนทอส นักรณรงค์ด้านความยินยอมทางเพศ ซึ่งเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดระบบ opt-in สำหรับฟีดที่ใช้อัลกอริทึม โดยเธอเตือนว่าอัลกอริทึมอาจมีส่วนส่งเสริมปัญหาความรุนแรงทางเพศ และทำให้เยาวชนเข้าถึงเนื้อหาที่เกลียดชังผู้หญิงหรือแนวคิดจากกลุ่มที่เรียกว่า “manosphere” ได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายคาดว่าจะถูกเสนออย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่วันข้างหน้า หลังรัฐบาลออสเตรเลียเดินหน้ามาตรการควบคุมแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเข้มงวด โดยก่อนหน้านี้ออสเตรเลียได้บังคับใช้กฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งถือเป็นมาตรการลักษณะนี้ที่มีความเข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่รัฐบาลยอมรับว่า ขณะนี้ยังไม่มีบริษัทเทคโนโลยีรายใดถูกปรับจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว แม้งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีส่วนใหญ่ที่เคยใช้แพลตฟอร์มก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้ ยังคงเข้าถึงโซเชียลมีเดียอยู่ก็ตาม.

ที่มา BBC / ABC

“เนทันยาฮู” สั่งรื้อถอน “จุดตั้งถิ่นฐานชาวยิวผิดกฎหมาย” ในเวสต์แบงก์ หลังสหรัฐฯ กดดันหนัก

"เนทันยาฮู" สั่งรื้อถอน "จุดตั้งถิ่นฐานชาวยิวผิดกฎหมาย" ในเวสต์แบงก์ หลังสหรัฐฯ กดดันหนัก

7 ก.ย. 2569 12:12 น.

“เนทันยาฮู” สั่งรื้อถอน “จุดตั้งถิ่นฐานชาวยิวผิดกฎหมาย” ในเวสต์แบงก์ หลังสหรัฐฯ กดดันหนัก

นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล ออกคำสั่งให้รื้อถอนจุดตั้งถิ่นฐานของชาวยิวที่ก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตในเขตเวสต์แบงก์ ท่ามกลางแรงกดดันอย่างหนักจากสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้อิสราเอลปราบปรามเหตุความรุนแรงและการโจมตีชาวปาเลสไตน์โดยกลุ่มชาวยิวสุดโต่ง

เบซาเลล สโมทริช รัฐมนตรีคลังอิสราเอล เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล มีคำสั่งให้รื้อถอนจุดตั้งถิ่นฐานของชาวอิสราเอลบางแห่งในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายของอิสราเอล

สโมทริช ซึ่งเป็นผู้นำพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดและเป็นผู้สนับสนุนการผนวกดินแดนเวสต์แบงก์ทั้งหมด กล่าวว่า เท่าที่เขาทราบ เนทันยาฮูได้สั่งให้อพยพหรือรื้อถอนจุดตั้งถิ่นฐานบางแห่ง โดยระบุว่าเขาไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจดังกล่าว

แหล่งข่าว 2 รายที่ทราบเรื่องเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า คำสั่งดังกล่าวครอบคลุมจุดตั้งถิ่นฐานที่ชาวอิสราเอลเข้าไปสร้างขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล โดยทั่วไปจุดตั้งถิ่นฐานลักษณะนี้ประกอบด้วยบ้านสำเร็จรูปหรือรถบ้านเพียงไม่กี่หลัง และมีผู้อยู่อาศัยจำนวนไม่มาก ขณะที่รัฐบาลอิสราเอลเคยรื้อถอนจุดตั้งถิ่นฐานบางแห่ง และในบางกรณีก็รับรองสถานะอย่างเป็นทางการ ทำให้สามารถเข้าถึงเงินสนับสนุนจากรัฐบาลได้

สื่ออิสราเอลหลายแห่งรายงานว่า คำสั่งดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับแรงกดดันจากสหรัฐฯ โดยเว็บไซต์ข่าว Ynet รายงานว่า มีเป้าหมายไปยังจุดตั้งถิ่นฐานราว 100 แห่งทั่วเขตเวสต์แบงก์ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าปฏิบัติการรื้อถอนจะเริ่มขึ้นเมื่อใด

สโมทริชกล่าวว่า คำสั่งของเนทันยาฮูเกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่เรียกว่า เขต A และ B ของเวสต์แบงก์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายปาเลสไตน์เป็นหลัก ตามข้อตกลงออสโลในช่วงทศวรรษ 1990 เวสต์แบงก์ถูกแบ่งออกเป็น 3 เขต ได้แก่ A, B และ C โดยพื้นที่ C อยู่ภายใต้การควบคุมของอิสราเอลเป็นหลัก

แม้สโมทริชจะคัดค้านคำสั่งรื้อถอน แต่เขากล่าวว่า รัฐบาลอิสราเอลมีความคืบหน้าในการดำเนินการขยายการตั้งถิ่นฐานในเขต C   โดยก่อนหน้านี้เขาอ้างว่าได้ผลักดัน “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” ผ่านการสร้างและรับรองหมู่บ้าน ฟาร์ม ถนน และบ้านหลายพันหลังในพื้นที่ดังกล่าว

ข้อมูลจากกลุ่ม Peace Now ซึ่งเป็นองค์กรอิสราเอลที่ต่อต้านการขยายถิ่นฐาน ระบุว่า ปัจจุบันมีจุดตั้งถิ่นฐานที่ไม่ได้รับอนุญาตประมาณ 340 แห่งในเวสต์แบงก์ นอกเหนือจากนิคมที่รัฐบาลอิสราเอลรับรองอย่างเป็นทางการอีก 146 แห่ง

ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ สหประชาชาติและรัฐบาลส่วนใหญ่ทั่วโลกถือว่านิคมอิสราเอลทั้งหมดในเวสต์แบงก์เป็นสิ่งผิดกฎหมาย และถือว่าเวสต์แบงก์เป็นดินแดนที่ถูกอิสราเอลยึดครองทางทหารมาตั้งแต่ปี 1967 ขณะที่อิสราเอลโต้แย้งว่า ดินแดนดังกล่าวเป็นพื้นที่พิพาท ไม่ใช่ดินแดนที่ถูกยึดครอง

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความรุนแรงในเวสต์แบงก์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาปะทุขึ้นหลังกลุ่มฮามาสโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ปัจจุบันมีชาวอิสราเอลมากกว่า 500,000 คนอาศัยอยู่ในนิคมต่าง ๆ ทั่วเวสต์แบงก์ ท่ามกลางประชากรชาวปาเลสไตน์ราว 3 ล้านคน

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (5 ก.ย.) นายไมค์ ฮัคคาบี เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิสราเอล เดินทางเยือนพื้นที่เวสต์แบงก์ เพื่อแสดงการสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ที่ถือสัญชาติสหรัฐฯ ซึ่งตกเป็นเหยื่อการโจมตีของผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอล

ฮัคคาบีกล่าวอย่างชัดเจนว่า “อาชญากรรมก็คืออาชญากรรม การก่อการร้ายก็คือการก่อการร้าย” พร้อมเรียกร้องให้ผู้ก่อเหตุคาดหวังว่าจะต้องเผชิญผลลัพธ์หรือบทลงโทษที่รุนแรง โดยไม่ได้ระบุชื่ออิสราเอลโดยตรง

ขณะเดียวกัน ศาลสูงสุดของอิสราเอลมีคำตัดสินในวันเดียวกันว่า หน่วยงานด้านกลาโหมของอิสราเอลต้องดำเนินการเพื่อให้ครอบครัวชาวปาเลสไตน์ 3 ครอบครัวสามารถเดินทางกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย หลังถูกผู้ตั้งถิ่นฐานขับไล่ออกจากบ้านในหมู่บ้านจาลุด ทางตะวันตกของเวสต์แบงก์

รัฐบาลอิสราเอลประณามความรุนแรงของผู้ตั้งถิ่นฐานเป็นระยะ แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนและชาวปาเลสไตน์กล่าวหาว่า ผู้ก่อเหตุจำนวนมากไม่ถูกจับกุม และยิ่งมีจำนวนน้อยลงที่ถูกดำเนินคดี ขณะที่สหรัฐฯ ย้ำว่า การจัดการกับผู้ตั้งถิ่นฐานที่ก่อเหตุรุนแรงเป็นผลประโยชน์ของอิสราเอลเอง ท่ามกลางแรงกดดันจากพันธมิตรสำคัญที่เพิ่มขึ้นต่อรัฐบาลเนทันยาฮู.

ที่มา Reuters / AFP

อีลอน มัสก์เปิดตัว “Cybercab” สีทองไร้พวงมาลัย วิ่งจริงบนถนนสหรัฐฯ หวังปฏิวัติรถไร้คนขับ

อีลอน มัสก์เปิดตัว "Cybercab" สีทองไร้พวงมาลัย วิ่งจริงบนถนนสหรัฐฯ หวังปฏิวัติรถไร้คนขับ

7 ก.ย. 2569 11:32 น.

อีลอน มัสก์เปิดตัว “Cybercab” สีทองไร้พวงมาลัย วิ่งจริงบนถนนสหรัฐฯ หวังปฏิวัติรถไร้คนขับ

อีลอน มัสก์ เดินหน้าเดิมพันครั้งใหญ่ นำรถยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับรุ่นใหม่ล่าสุด “ไซเบอร์แค็บ” (Cybercab) สีทอง ที่ไม่มีทั้งพวงมาลัยและไม่มีแป้นเหยียบ ออกวิ่งให้บริการบนถนนแบบจำกัดในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส ท่ามกลางการจับตามองของนักลงทุนและหน่วยงานกำกับดูแลด้านความปลอดภัยของสหรัฐฯ

เทสลาเปิดให้บริการรถแท็กซี่ไร้คนขับ “ไซเบอร์แค็บ” (Cybercab) ในพื้นที่ของเมืองออสติน รัฐเท็กซัส แบบจำกัด โดยรถยนต์ไฟฟ้าสีทองรุ่นใหม่นี้เป็นรถสองที่นั่งที่ไม่มีทั้งพวงมาลัยและแป้นเหยียบ ทำให้ผู้โดยสารไม่สามารถเข้าควบคุมรถได้หากเกิดเหตุฉุกเฉิน

ก่อนเปิดตัว เทสลาเผยแพร่ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่า “ไม่มีพวงมาลัย ไม่มีแป้นเหยียบ” พร้อมภาพ ไซเบอร์แค็บลอยอยู่เหนือเส้นขอบฟ้าเมืองออสติน ขณะที่อีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเทสลา โพสต์ข้อความว่า “พายุแห่งไซเบอร์แค็บ” แต่เขากลับไม่ได้ปรากฏตัวในงานเปิดตัว

เทสลาระบุว่า ขณะนี้ไซเบอร์แค็บให้บริการเฉพาะบางพื้นที่ของออสติน และยังไม่ได้ประกาศว่าจะเริ่มเก็บค่าโดยสารเมื่อใด โดยผู้บริหารระบุว่าในอนาคตมีแผนใช้ระบบกำหนดราคาแบบยืดหยุ่น ซึ่งค่าโดยสารจะปรับสูงขึ้นตามความต้องการ พร้อมชูแนวคิดมอบ “ประสบการณ์ชั้นหนึ่งในราคาแบบชั้นประหยัด”

การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในแผนของมัสก์ที่ต้องการผลักดันเทสลาให้เป็นผู้นำด้านรถยนต์ไร้คนขับ โดยมัสก์ระบุว่าไซเบอร์แค็บถูกสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับการขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบโดยไม่มีผู้ควบคุม และคาดหวังว่าในอนาคตจะกลายเป็นรถยนต์รุ่นหลักของเครือข่าย Robotaxi หรือแท็กซี่ไร้คนขับของเทสลา

อย่างไรก็ตาม เทสลายังตามหลัง “เวย์โม” (Waymo) อย่างมากในด้านจำนวนรถและการให้บริการ เวย์โมมีรถแท็กซี่ไร้คนขับมากกว่า 4,000 คันใน 14 เมือง ขณะที่ข้อมูลของรัฐเท็กซัสเมื่อวันที่ 3 ก.ย. ระบุว่าเทสลามีรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติจดทะเบียน 420 คัน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นไซเบอร์แค็บ 45 คัน ส่วน เวย์โมมี 988 คันในรัฐเท็กซัส

ความท้าทายสำคัญของเทสลาคือระบบขับขี่อัตโนมัติของบริษัทใช้กล้องเป็นหลัก แตกต่างจากเวย์โม และ Zoox ของแอมะซอน (Amazon) ซึ่งใช้ทั้งกล้อง เรดาร์ และเทคโนโลยีตรวจจับด้วยแสงเลเซอร์ หรือไลดาร์ เพื่อช่วยให้รถรับรู้สภาพแวดล้อม

ด้านสำนักงานบริหารความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NHTSA ระบุว่า กำลังติดต่อกับเทสลาและประเมินสถานการณ์ หลังมาตรฐานความปลอดภัยของรัฐบาลกลางโดยทั่วไปกำหนดให้รถยนต์ต้องมีอุปกรณ์ควบคุมสำหรับมนุษย์ ขณะที่กฎของรัฐบาลกลางยังจำกัดจำนวนรถที่ผู้ผลิตสามารถจำหน่ายได้ หากรถไม่มีพวงมาลัยและแป้นเหยียบ

นอกจากนี้ เทสลายังเผชิญการตรวจสอบด้านความปลอดภัยจากหน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐฯ หลายกรณี ทั้งการชนในสภาพหมอก แสงแดดจ้า และทัศนวิสัยต่ำ รวมถึงอุบัติเหตุที่มีคนเดินถนนเสียชีวิต ตลอดจนเหตุการณ์ที่รถซึ่งใช้ระบบช่วยขับขี่ของเทสลาฝ่าไฟแดงหรือขับผิดช่องทางจนเกิดการชนและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ

แม้เทสลาจะเริ่มทดสอบแท็กซี่ไร้คนขับในเมืองออสตินตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2025 และขยายไปยังเมืองอื่นในรัฐเท็กซัสและฟลอริดา แต่การให้บริการยังมีข้อจำกัด โดยการทดสอบของรอยเตอร์สก่อนหน้านี้พบว่าผู้โดยสารบางครั้งต้องรอรถเป็นเวลานาน และในเมืองดัลลัส รถไม่สามารถส่งผู้โดยสารถึงจุดหมายปลายทางบางแห่งภายในพื้นที่ให้บริการ ทำให้ต้องเดินต่อประมาณ 15 นาที

ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นของชาวอเมริกันยังเป็นอุปสรรคสำคัญ ผลสำรวจของ Pew Research Center เมื่อเดือนกุมภาพันธ์พบว่า 7 ใน 10 ของผู้ใหญ่ชาวอเมริกันรู้สึก “ไม่ค่อยสบายใจ” หรือ “ไม่สบายใจเลย” ที่จะโดยสารรถไร้คนขับ มีเพียง 7% ที่ระบุว่ารู้สึกสบายใจ “อย่างมาก” หรือ “มาก”

มัสก์ตั้งเป้าในระยะยาวที่จะส่งซอฟต์แวร์ขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบไปยังรถเทสลาหลายแสนคันผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์ เพื่อเปิดทางให้เจ้าของรถนำรถของตนเข้าสู่เครือข่ายแท็กซี่ไร้คนขับของเทสลาในช่วงที่ไม่ได้ใช้งาน

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของแผนดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีมีความปลอดภัยเพียงพอ และสามารถผ่านข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐฯ และต่างประเทศได้ โดยเฉพาะในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นตลาดสำคัญ แต่ปัจจุบันเทสลายังไม่มีใบอนุญาตให้ดำเนินบริการแท็กซี่ไร้คนขับ หรือทดสอบรถไร้คนขับโดยไม่มีคนขับนิรภัยนั่งอยู่ด้านหน้า

สำหรับเทสลาแล้ว ไซเบอร์แค็บจึงไม่ใช่เพียงรถรุ่นใหม่ แต่เป็นเดิมพันครั้งใหญ่ต่ออนาคตของบริษัท ขณะที่ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าหลักกำลังเผชิญการแข่งขันรุนแรงจากผู้ผลิตทั่วโลก โดยเฉพาะผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน และความสำเร็จหรือล้มเหลวของโครงการรถแท็กซี่ไร้คนขับอาจมีผลโดยตรงต่อมูลค่าและทิศทางของเทสลาในระยะยาว.

ที่มา Reuters / The Independent

สิงคโปร์เร่งรับมือหมอกควัน-อากาศร้อน สภากาชาดแจกเครื่องฟอกอากาศ ช่วยกลุ่มเสี่ยง

สิงคโปร์เร่งรับมือหมอกควัน-อากาศร้อน สภากาชาดแจกเครื่องฟอกอากาศ ช่วยกลุ่มเสี่ยง

7 ก.ย. 2569 11:16 น.

สิงคโปร์เร่งรับมือหมอกควัน-อากาศร้อน สภากาชาดแจกเครื่องฟอกอากาศ ช่วยกลุ่มเสี่ยง

สภากาชาดสิงคโปร์ยกระดับมาตรการช่วยประชาชนกลุ่มเปราะบาง จากหมอกควันและอากาศร้อน เตรียมแจกเครื่องฟอกอากาศ ชุดยังชีพ และช่วยเหลือค่าไฟฟ้าแก่ผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยง นำร่องราว 700 คนทั่วประเทศ

สถานการณ์หมอกควันยังเป็นที่จับตา หลังค่าดัชนีมาตรฐานมลพิษในอากาศ หรือ PSI เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เคยพุ่งเข้าสู่ระดับไม่ดีต่อสุขภาพ ใน 3 พื้นที่ของสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2023 ที่ค่าดัชนี PSI ทะลุระดับดังกล่าว

แม้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา คุณภาพอากาศจะกลับมาอยู่ในระดับปานกลาง แต่สำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติสิงคโปร์ หรือ NEA ยังคงออกคำแนะนำเรื่องหมอกควันเป็นประจำทุกวัน พร้อมเผยการคาดการณ์ค่า PSI ล่วงหน้า เพื่อให้ประชาชนวางแผนกิจกรรมและการเดินทางได้อย่างเหมาะสม

ด้านสภากาชาดสิงคโปร์แสดงความกังวล สภาพอากาศร้อนขึ้น ประกอบกับคุณภาพอากาศที่แย่ลง อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพัง และผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยได้ออกมาตรการช่วยเหลือครั้งใหม่ ด้วยการแจกเครื่องฟอกอากาศ ต่อยอดจากโครงการรับมืออากาศร้อนและหมอกควันที่สภากาชาดสิงคโปร์เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยอาสาสมัครได้แจกชุดดูแลสุขภาพ ซึ่งประกอบด้วยผ้าเย็น หน้ากาก แก้วน้ำ และพัดลมแบบพกพา พร้อมให้คำแนะนำเรื่องการดูแลสุขภาพ

คาดว่าในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 70 ปี จำนวน 200 คน ซึ่งอาศัยอยู่ตามลำพัง และอยู่ในโครงการช่วยเหลือของสภากาชาด จะได้รับเครื่องฟอกอากาศและชุดช่วยเหลือสำหรับรับมืออากาศร้อนและหมอกควัน ขณะเดียวกันสภากาชาดจะช่วยเหลือ ค่าไฟฟ้าเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายจากการเปิดเครื่องฟอกอากาศ

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มเปราะบางอีก 500 คน ที่จะได้รับชุดดูแลสุขภาพ ซึ่งประกอบด้วยน้ำมะพร้าว เครื่องดื่มเกลือแร่ อาหารพร้อมรับประทานที่เหมาะสม ของใช้ด้านสุขอนามัย และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ

สภากาชาดระบุว่า สิ่งของที่แจกจ่ายมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงดื่มน้ำอย่างเพียงพอ ลดการทำกิจกรรมนอกบ้านโดยไม่จำเป็น และปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสุขภาพของสำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติอย่างเคร่งครัด

ขณะเดียวกัน อาสาสมัครที่ทำหน้าที่เยี่ยมบ้านและดูแลผู้ได้รับความช่วยเหลือ จะได้รับการฝึกอบรมให้สามารถสังเกตอาการผิดปกติที่เกิดจาก ความร้อนและหมอกควัน รวมถึงรู้วิธีให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นเมื่อพบผู้ที่มีอาการน่าเป็นห่วง

ส่วนเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครของสภากาชาดที่ต้องลงพื้นที่ในบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากคุณภาพอากาศ จะได้รับ หน้ากาก N95 เพื่อป้องกันการสูดดมมลพิษระหว่างปฏิบัติงาน

เบนจามิน วิลเลียม เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารสภากาชาดสิงคโปร์ กล่าวว่า เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นและคุณภาพอากาศแย่ลง ผลกระทบต่อผู้ที่มีความเสี่ยงอยู่แล้วอาจรุนแรงกว่าคนทั่วไป พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนติดตามคำแนะนำด้านสุขภาพ และช่วยตรวจสอบความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุหรือผู้ที่อาจต้องการความช่วยเหลือ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและเสริมความแข็งแกร่งให้ชุมชนสามารถรับมือกับสภาพอากาศที่รุนแรงได้.

ที่มา : channelnewsasia

“คิม จองอึน” เปิดตัวเรือพิฆาตลำที่ 2 ติดอาวุธนิวเคลียร์ ขู่เพิ่มศักยภาพกองทัพเรือ

"คิม จองอึน" เปิดตัวเรือพิฆาตลำที่ 2 ติดอาวุธนิวเคลียร์ ขู่เพิ่มศักยภาพกองทัพเรือ

7 ก.ย. 2569 10:40 น.

“คิม จองอึน” เปิดตัวเรือพิฆาตลำที่ 2 ติดอาวุธนิวเคลียร์ ขู่เพิ่มศักยภาพกองทัพเรือ

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ เปิดประจำการเรือพิฆาตลำที่ 2 ขนาด 5,000 ตัน ติดขีปนาวุธรองรับหัวรบนิวเคลียร์ พร้อมเรียกร้องสร้างศักยภาพยับยั้งนิวเคลียร์ที่แข็งแกร่งและเชื่อถือได้

วันที่ 7 กันยายน 2569 สื่อทางการเกาหลีเหนือ รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ทำพิธีปล่อยเรือพิฆาต “คัง กอน” (Kang Kon) เข้าประจำการในกองทัพเรือ พร้อมเรียีกร้องให้ประเทศเดินหน้าเสริมศักยภาพการยับยั้งสงครามนิวเคลียร์ให้มีความแข็งแกร่งและน่าเชื่อถือมากขึ้น ท่ามกลางการซ้อมรบร่วม 3 ฝ่ายระหว่างสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งเกาหลีเหนือมองว่าเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคง

โดยพิธีเปิดประจำการเรือพิฆาตคัง กอน จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่เมืองท่าวอนซาน ทางตะวันออกของเกาหลีเหนือ โดยมีคิม จองอึน และบุตรสาววัยรุ่นเข้าร่วมพิธี ซึ่งหน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ระบุว่าเธอมีแนวโน้มเป็นทายาททางการเมืองของคิม

เรือพิฆาตคัง กอน และเรือพิฆาตชเว ฮยอน (Choe Hyon) ซึ่งเข้าประจำการเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เป็นเรือรบขนาด 5,000 ตันทั้งคู่ และติดตั้งขีปนาวุธที่สามารถรองรับหัวรบนิวเคลียร์ได้ ทำให้ถูกมองว่าเป็นเรือรบที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดของเกาหลีเหนือในเวลานี้

ขณะที่ระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ในพิธี คิม จองอึน ระบุว่า การเพิ่มเรือรบเข้าประจำการต่อเนื่องจะสร้างความหวาดกลัวให้แก่ฝ่ายศัตรู พร้อมชี้ว่า การติดอาวุธนิวเคลียร์ให้แก่กองทัพเรือทำให้เกาหลีเหนือสามารถใช้ศักยภาพการยับยั้งนิวเคลียร์ได้หลากหลายและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ผู้นำเกาหลีเหนือยังกล่าวว่า ความกังวลของฝ่ายศัตรูจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน พร้อมเรียกร้องให้เกาหลีเหนือสร้างศักยภาพการยับยั้งสงครามนิวเคลียร์ที่ทรงพลังและน่าเชื่อถือให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถใช้งานระบบอาวุธนิวเคลียร์ในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมสร้างกิจกรรมทางทหารเพื่อป้องกันทางทะเลและยับยั้งสงคราม.

 ที่มา Yonhap

ฮือฮาอีก ทรัมป์โพสต์แผนที่ เปลี่ยนชื่อ “New Mexico” เป็น “New America” หลังเปลี่ยนชื่อทะเลสาบ-อ่าว

ฮือฮาอีก ทรัมป์โพสต์แผนที่ เปลี่ยนชื่อ "New Mexico" เป็น "New America" หลังเปลี่ยนชื่อทะเลสาบ-อ่าว

7 ก.ย. 2569 10:19 น.

ฮือฮาอีก ทรัมป์โพสต์แผนที่ เปลี่ยนชื่อ “New Mexico” เป็น “New America” หลังเปลี่ยนชื่อทะเลสาบ-อ่าว

ทรัมป์สร้างกระแสอีกครั้ง หลังโพสต์ภาพแผนที่ที่แสดงชื่อรัฐ New Mexico โดยขีดฆ่าคำว่า “Mexico” แล้วเปลี่ยนเป็นคำว่า “America” กลายเป็น “New America” โดยไม่มีคำอธิบายประกอบ

ภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านบัญชี Truth Social ของทรัมป์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก่อนที่ทำเนียบขาวจะนำภาพไปเผยแพร่ซ้ำผ่านบัญชี X โดยภาพแสดงโครงร่างของรัฐนิวเม็กซิโก พร้อมคำว่า “Mexico” ที่ถูกขีดทับด้วยสีแดง และแทนที่ด้วยคำว่า “America”

อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวยังไม่ได้ประกาศแผนการเปลี่ยนชื่อรัฐนิวเม็กซิโกอย่างเป็นทางการ และยังไม่มีคำชี้แจงว่าภาพดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด

แม้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะมีอำนาจในการเปลี่ยนชื่อสถานที่ทางภูมิศาสตร์บางประเภทที่อยู่ในระบบชื่อภูมิศาสตร์ของรัฐบาลกลาง แต่การเปลี่ยนชื่อรัฐ ไม่สามารถทำได้ด้วยคำสั่งประธานาธิบดีเพียงฝ่ายเดียว และต้องผ่านกระบวนการภายในรัฐ โดยชื่อ “New Mexico” มีประวัติยาวนานกว่าการก่อตั้งประเทศสหรัฐฯ โดยมีรากย้อนกลับไปถึงศตวรรษที่ 16

การโพสต์ครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากทรัมป์ลงนามในคำสั่งเปลี่ยนชื่อ “Lake Ontario” เป็น “Lake America” ในระบบของรัฐบาลกลาง ขณะที่ก่อนหน้านี้ในเดือนมกราคม 2025 ซึ่งเป็นวันแรกของการกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง ทรัมป์ก็ใช้อำนาจฝ่ายบริหารเปลี่ยนชื่อ “Gulf of Mexico” เป็น “Gulf of America”

หลังภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ นางมิเชล ลูฮาน กริแชม ผู้ว่าการรัฐนิวเม็กซิโกจากพรรคเดโมแครต ออกมาตอบโต้ โดยกล่าวหาทรัมป์ว่าพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของชาวอเมริกัน พร้อมยืนยันว่า ชื่อ New Mexico ไม่ได้อยู่ในประเด็นให้ถกเถียง เธอยังระบุว่า ขณะที่ทำเนียบขาวกำลังเสียเวลาอยู่กับการระบายสีบนแผนที่ รัฐนิวเม็กซิโกกำลังเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชน

ด้านวุฒิสมาชิกมาร์ติน ไฮน์ริช จากพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐนิวเม็กซิโก ก็ออกมาแสดงจุดยืนเช่นกัน โดยระบุว่า มี 3 ชื่อที่เขาจะเรียกตามชื่อจริงเสมอ ได้แก่ Gulf of Mexico, Lake Ontario และ New Mexico

ทรัมป์แสดงความสนใจเรื่องการเปลี่ยนชื่อสถานที่สำคัญของสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงอำนาจของประธานาธิบดี

นอกจากการเปลี่ยนชื่ออ่าวเม็กซิโกเป็น “Gulf of America” และความพยายามเปลี่ยนชื่อ Lake Ontario แล้ว ทรัมป์ยังเคยพูดถึงความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนชื่อมหาสมุทรแอตแลนติกหรือแปซิฟิกอีกด้วย

ทั้งนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่าภาพ “New America” เป็นเพียงการโพสต์เชิงสัญลักษณ์หรือเป็นการส่งสัญญาณถึงแนวคิดใดในอนาคต แต่ในทางกฎหมาย ชื่อรัฐนิวเม็กซิโกยังคงเป็น New Mexico และไม่ได้ถูกเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการ.

ที่มา : CNN

ดอกไม้ไฟงานฉลองนักบุญในเม็กซิโกระเบิด ทำกำแพงถล่มดับอย่างน้อย 10 ศพ เจ็บ 64 ราย

ดอกไม้ไฟงานฉลองนักบุญในเม็กซิโกระเบิด ทำกำแพงถล่มดับอย่างน้อย 10 ศพ เจ็บ 64 ราย

7 ก.ย. 2569 09:48 น.

ดอกไม้ไฟงานฉลองนักบุญในเม็กซิโกระเบิด ทำกำแพงถล่มดับอย่างน้อย 10 ศพ เจ็บ 64 ราย

เกิดเหตุพลุและดอกไม้ไฟระเบิดระหว่างงานเทศกาลฉลองนักบุญในเม็กซิโก แรงระเบิดทำกำแพงพังถล่ม มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 ศพ บาดเจ็บ 64 ราย ทางการเร่งสอบสวนหาสาเหตุ

วันที่ 7 กันยายน 2569 เกิดเหตุระเบิดจากพลุและดอกไม้ไฟระหว่างงานเทศกาลทางศาสนาในเมืองซานตา มาเรีย คานเชสดา เทศบาลเตมาสกัลซิงโก รัฐเม็กซิโก ประเทศเม็กซิโก โดยพื้นที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากกรุงเม็กซิโกซิตีไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 160 กิโลเมตร แรงระเบิดส่งผลให้กำแพงแห่งหนึ่งพังถล่ม มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 ศพ และบาดเจ็บอีก 64 ราย  

รายงานข่าวระบุว่าเหตุการณ์นี้เกิดเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา บริเวณด้านข้างโบสถ์นูเอสตรา เซญอรา เด ลา ลุซ ขณะที่ประชาชนหลายร้อยคนกำลังเตรียมชมการแสดงดอกไม้ไฟ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลทางศาสนาเพื่อเฉลิมฉลองนักบุญประจำท้องถิ่น ก่อนเกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง เบื้องต้นยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการระเบิด ขณะที่สำนักงานอัยการรัฐเม็กซิโกเปิดการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุและตรวจสอบต้นตอระเบิด

เหตุระเบิดที่เกี่ยวข้องกับดอกไม้ไฟเกิดขึ้นค่อนข้างบ่อยในเม็กซิโก เนื่องจากดอกไม้ไฟถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองตามท้องถนนและเทศกาลทางศาสนาในหลายพื้นที่ ขณะที่ก่อนหน้านี้เมื่อเกือบ 4 ปีก่อน เคยเกิดเหตุพลุระเบิดครั้งใหญ่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของเทศบาลอูเอฮุตลาในรัฐฮิดัลโก ทางตอนกลางของเม็กซิโก ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 17 รายมาแล้ว.

ที่มา Aljazeera

เจ้าชายฮิซาฮิโตะ รัชทายาทลำดับ 2 ของราชวงศ์ญี่ปุ่น ทรงเจริญพระชนมายุ 20 พรรษา

เจ้าชายฮิซาฮิโตะ รัชทายาทลำดับ 2 ของราชวงศ์ญี่ปุ่น ทรงเจริญพระชนมายุ 20 พรรษา

7 ก.ย. 2569 09:43 น.

เจ้าชายฮิซาฮิโตะ รัชทายาทลำดับ 2 ของราชวงศ์ญี่ปุ่น ทรงเจริญพระชนมายุ 20 พรรษา

เจ้าชายฮิซาฮิโตะ พระราชนัดดาของสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะแห่งญี่ปุ่น และรัชทายาทลำดับที่ 2 แห่งราชวงศ์ญี่ปุ่น ทรงเจริญพระชนมายุครบ 20 พรรษาวานนี้ 

เจ้าชายฮิซาฮิโตะ รัชทายาทลำดับที่ 2 แห่งราชวงศ์ญี่ปุ่น ทรงเจริญพระชนมายุครบ 20 พรรษาแล้ว ในวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา นับเป็นสมาชิกพระองค์ล่าสุดของราชวงศ์ญี่ปุ่นที่ทรงบรรลุนิติภาวะ

เจ้าชายฮิซาฮิโตะทรงเป็นพระโอรสในมกุฎราชกุมารอากิชิโนะ พระอนุชาของสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะ และทรงเป็นสมาชิกราชวงศ์ญี่ปุ่นพระองค์เล็กที่สุด จากสมาชิกทั้งหมด 16 พระองค์ในปัจจุบัน โดยมีสมาชิกฝ่ายชายเพียง 5 พระองค์

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม เจ้าชายฮิซาฮิโตะเสด็จเยือนพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ด้านแผนที่และการสำรวจ ในจังหวัดอิบารากิ ทรงทอดพระเนตรอุปกรณ์สำรวจแผนที่ และทรงรับฟังคำอธิบายเกี่ยวกับแผนที่สามมิติของญี่ปุ่น รวมถึงทรงทดลองใช้แว่นตาสามมิติและทรงซักถามเจ้าหน้าที่อย่างสนพระทัย

ปัจจุบัน เจ้าชายฮิซาฮิโตะทรงอยู่ในลำดับที่ 2 ของการสืบราชบัลลังก์ดอกเบญจมาศ หรือราชบัลลังก์ญี่ปุ่น รองจากพระบิดา คือ มกุฎราชกุมารอากิชิโนะ ขณะที่ลำดับถัดไปคือเจ้าชายมาซาฮิโตะแห่งฮิตาชิ พระปิตุลาของสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะ ซึ่งมีพระชนมายุ 90 พรรษา

ตามกฎหมายราชวงศ์ญี่ปุ่นปัจจุบัน กำหนดให้เฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ชายที่สืบเชื้อสายทางฝ่ายชายเท่านั้นที่สามารถขึ้นครองราชบัลลังก์ได้ ทำให้เจ้าหญิงไอโกะ พระราชธิดาพระองค์เดียวของสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะ แม้จะทรงได้รับความนิยมอย่างมากจากประชาชนชาวญี่ปุ่น แต่ยังไม่มีสิทธิ์สืบราชบัลลังก์ เนื่องจากทรงเป็นสตรี

ระบบดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่สอดคล้องกับยุคสมัย และอาจทำให้จำนวนสมาชิกชายของราชวงศ์ญี่ปุ่นลดน้อยลงเรื่อย ๆ ขณะที่ผู้วิจารณ์บางส่วนมองว่า กฎการสืบราชบัลลังก์ที่จำกัดเฉพาะเพศชายยังสร้างแรงกดดันและข้อจำกัดต่อสมาชิกราชวงศ์ด้วย.

ที่มา : AP

อิหร่านเตรียมประกาศเส้นทางเดินเรือใหม่ในช่องแคบฮอร์มุซ จ่อขึ้นบัญชีคว่ำบาตรเรือฝ่าฝืน

อิหร่านเตรียมประกาศเส้นทางเดินเรือใหม่ในช่องแคบฮอร์มุซ จ่อขึ้นบัญชีคว่ำบาตรเรือฝ่าฝืน

7 ก.ย. 2569 09:14 น.

อิหร่านเตรียมประกาศเส้นทางเดินเรือใหม่ในช่องแคบฮอร์มุซ จ่อขึ้นบัญชีคว่ำบาตรเรือฝ่าฝืน

เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดอิหร่าน เผยเตรียมประกาศเขตจำกัดนอกช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเส้นทางเดินเรือใหม่ที่ตกลงร่วมกับโอมานในอีกไม่กี่วัน ย้ำเรือที่ฝ่าฝืนอาจถูกคว่ำบาตร

วันที่ 7 กันยายน 2569 นายโมห์เซน เรซาอี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน เปิดเผยว่า อิหร่านเตรียมประกาศ “เขตจำกัดการเดินเรือบริเวณนอกช่องแคบฮอร์มุซ” ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า พร้อมขึ้นบัญชีคว่ำบาตรเรือทุกลำที่พยายามแล่นผ่านพื้นที่โดยไม่ได้ประสานงานกับทางการอิหร่าน

โดยนายเรซาอีให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ไออาร์ไอบี ของทางการอิหร่าน ซึ่งออกอากาศเมื่อคืนวันอาทิตย์ ที่ผ่านมาโดยระบุว่า เขตจำกัดจะครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่แนวที่การปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ เริ่มต้น ไปจนถึงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ และพื้นที่ด้านในอ่าวเปอร์เซียอีกฝั่งของช่องแคบ ซึ่งเรือที่เข้าสู่พื้นที่โดยไม่ได้ประสานงานกับอิหร่านจะถูกใช้มาตรการคว่ำบาตร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการประกันภัยของเรือ รวมถึงสิทธิในการเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซในอนาคต

นายเรซาอีระบุว่า มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับเปลี่ยนแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ของอิหร่านต่อสงครามและการทูต โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อสหรัฐฯ พร้อมย้ำว่า ช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดอย่างสมบูรณ์ และปฏิเสธคำกล่าวอ้างของสหรัฐฯ ที่ระบุว่าเรือสินค้าและเรือบรรทุกน้ำมันยังสามารถแล่นผ่านช่องแคบได้  

สำหรับสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ เรซาอีย้ำว่า อิหร่านจะยังคงปิดช่องแคบต่อไป จนกว่าสหรัฐฯ จะดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้บันทึกความเข้าใจเพื่อสันติภาพ ที่อิหร่านและสหรัฐฯ ลงนามร่วมกันเมื่อเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน เขาเปิดเผยว่า ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า อิหร่านและโอมานจะประกาศ ระเบียงเดินเรือระหว่างประเทศเส้นทางใหม่ สำหรับเรือที่ต้องการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยย้ำว่าเส้นทางนี้จะอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของอิหร่าน.

ที่มา Aljazeera