อินโดนีเซียเตรียมปิดรัฐวิสาหกิจกว่า 750 แห่งภายในสิ้นปี หวังลดต้นทุน-ปราบทุจริต

อินโดนีเซียเตรียมปิดรัฐวิสาหกิจกว่า 750 แห่งภายในสิ้นปี หวังลดต้นทุน-ปราบทุจริต

14 ส.ค. 2569 16:55 น.

อินโดนีเซียเตรียมปิดรัฐวิสาหกิจกว่า 750 แห่งภายในสิ้นปี หวังลดต้นทุน-ปราบทุจริต

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซีย ประกาศแผนปิดรัฐวิสาหกิจกว่า 750 แห่งภายในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ หลังพบว่าประเทศมีรัฐวิสาหกิจมากถึง 1,074 แห่ง และหลายแห่งขาดประสิทธิภาพหรือรายงานผลกำไรที่ไม่เป็นความจริง พร้อมเสนอจัดตั้งศาลพิเศษตรวจสอบการบริหารย้อนหลังหลายสิบปี ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าลดค่าใช้จ่ายและเก็บไว้เฉพาะกิจการที่สร้างมูลค่าให้ประชาชน

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซีย ประกาศว่า รัฐบาลจะเดินหน้าปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจครั้งใหญ่ โดยมีเป้าหมายปิดกิจการมากกว่า 750 แห่งภายในสิ้นปี 2569 และเหลือรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานอยู่ไม่เกิน 300 แห่ง จากจำนวนทั้งหมดที่พบว่ามีมากถึง 1,074 แห่ง

ปราโบโวกล่าวระหว่างการแถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภาอินโดนีเซียว่า รัฐวิสาหกิจจำนวนมากไม่มีประสิทธิภาพ และบางแห่งรายงานว่ามีกำไรทั้งที่แท้จริงแล้วขาดทุน โดยตัวเลขกำไรเหล่านั้นอาจถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ดูเหมือนว่ากิจการมีผลประกอบการที่ดี เขากล่าวว่า “มีรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพมากเกินไป รายงานผลขาดทุนอยู่เสมอ แต่กลับอ้างว่ามีกำไร ซึ่งกำไรเหล่านั้นถูกสร้างขึ้น”

ปราโบโวกล่าวว่า การจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ “ดานันตารา” (Danantara) เมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐ ทำให้รัฐบาลค้นพบว่า อินโดนีเซียมีรัฐวิสาหกิจมากถึง 1,074 แห่ง

“ผมเคยคิดว่ามีรัฐวิสาหกิจอยู่ 300 หรือ 400 แห่ง แต่ปรากฏว่ามีถึง 1,074 แห่ง” ปราโบโวกล่าว พร้อมระบุว่า รัฐวิสาหกิจบางแห่งดำเนินงานตามอำเภอใจ โดยขาดความรับผิดชอบต่อประเทศและรัฐ

จนถึงขณะนี้ รัฐบาลได้ปิดรัฐวิสาหกิจไปแล้ว 290 แห่ง และตั้งเป้าว่าภายในวันที่ 31 ธันวาคม จะเหลือไม่เกิน 300 แห่ง “เราจะปิดกิจการมากกว่า 750 แห่ง และเหลือไว้เฉพาะกิจการที่มีประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ประชาชน” ประธานาธิบดีอินโดนีเซียกล่าว พร้อมเรียกการปรับโครงสร้างครั้งนี้ว่าอาจเป็น “การปรับโครงสร้างภาคธุรกิจครั้งใหญ่ที่สุดในโลก”

ปราโบโวระบุว่า การปฏิรูปดังกล่าวช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไปแล้วประมาณ 50 ล้านล้านรูเปียห์ หรือมากกว่า 93,000 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงเงินเดือนของกรรมการและคณะกรรมาธิการ ค่าเช่าอาคารและรถยนต์ ตลอดจนค่าเดินทางเพื่อธุรกิจ

ประธานาธิบดีกล่าวด้วยว่า การปรับปรุงระบบบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจ ส่งผลให้กำไรของรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้นมากกว่า 75% จากปี 2567 มาอยู่ที่ 326 ล้านล้านรูเปียห์ในปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการทุจริตยังคงเป็นประเด็นสำคัญของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้รัฐบาลจะออกกฎหมายต่อต้านการทุจริตที่เข้มงวดขึ้น จัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิเศษ และดำเนินคดีกับบุคคลระดับสูงหลายรายก็ตาม

ปราโบโวยังเสนอแนวคิดจัดตั้ง “ศาลพิเศษเฉพาะกิจ” เพื่อตรวจสอบการบริหารงานและคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจย้อนหลังไปหลายทศวรรษ โดยอาจครอบคลุมระยะเวลานานถึง 30 ปี พร้อมกันนั้น เขาเรียกร้องให้รัฐสภาพิจารณามาตรการในลักษณะ “นิรโทษกรรมพิเศษ” สำหรับผู้ที่ยอมรับผิดและกลับใจ เพื่อเปิดทางให้ผู้เกี่ยวข้องกับการบริหารรัฐวิสาหกิจสามารถเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและแก้ไขความเสียหายได้

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นในขณะที่อินโดนีเซียยังคงเผชิญปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน โดยได้รับคะแนนเพียง 34 จาก 100 คะแนน ในดรรชนีรับรู้การทุจริต (CPI) ประจำปี 2025 ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจของประชาชนต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงอันเป็นผลกระทบมาจากสงครามในตะวันออกกลาง

ประเด็นการทุจริตยังกลายเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องสำคัญของกลุ่มผู้ประท้วงที่ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่อินโดนีเซียและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง

หนึ่งในโครงการที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือโครงการอาหารฟรีสำหรับเด็กนักเรียน ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาลปราโบโว ประธานาธิบดียืนยันว่าจะเดินหน้าโครงการต่อไป แต่ต้องปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน พร้อมระบุว่า รัฐบาลไม่สามารถยอมรับสถานการณ์ที่เด็กอินโดนีเซีย 1 ใน 4 คนประสบภาวะเติบโตชะงักหรือภาวะแคระแกร็นจากภาวะทุพโภชนาการ

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ปราโบโวยืนยันว่า อินโดนีเซียมีความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน และแสดงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซียจะเติบโตได้ 6% ภายในสิ้นปี 2026

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี ของอินโดนีเซีย ขยายตัว 5.3% ในไตรมาส 2 ของปีนี้ หลังจากเติบโต 5.6% ในไตรมาสแรก อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังคงตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการของรัฐบาลเป็นระยะ

ปราโบโวกล่าวว่า เป้าหมายของรัฐบาลไม่ได้อยู่ที่การสร้างตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือการดึงดูดการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจตกถึงประชาชนอย่างแท้จริง “การเติบโตและการลงทุนไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด เป้าหมายของเราคือความมั่งคั่งและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน”

เขาย้ำว่า เงินลงทุนทุก 1 รูเปียห์จะต้องนำไปสู่การสร้างงานและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนที่มีรายได้น้อยที่สุด

แผนปิดและควบรวมรัฐวิสาหกิจครั้งใหญ่จึงเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลปราโบโว เพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย ลดความซ้ำซ้อน และกำจัดกิจการที่ไม่มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันยังเป็นบททดสอบสำคัญว่า รัฐบาลจะสามารถยกระดับธรรมาภิบาลและลดปัญหาการทุจริตในภาคธุรกิจของรัฐได้มากน้อยเพียงใด.

ที่มา AFP 

ชาวเกาหลีใต้กิน “เนื้อสุนัข” ทิ้งทายวันคลายร้อน ก่อนกฎหมายสั่งห้ามเด็ดขาดปี 2027

ชาวเกาหลีใต้กิน "เนื้อสุนัข" ทิ้งทายวันคลายร้อน ก่อนกฎหมายสั่งห้ามเด็ดขาดปี 2027

14 ส.ค. 2569 16:31 น.

ชาวเกาหลีใต้กิน “เนื้อสุนัข” ทิ้งทายวันคลายร้อน ก่อนกฎหมายสั่งห้ามเด็ดขาดปี 2027

ชาวเกาหลีใต้บางส่วนเดินทางไปรับประทานเมนูเนื้อสุนัข “โบซินทัง” หรือแกงเนื้อสุนัข ในวัน “บกนัล” ซึ่งเป็นวันสู้ความร้อนตามประเพณีโบราณ โดยถือเป็นฤดูกาลสุดท้ายที่จะสามารถรับประทานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก่อนที่รัฐบาลจะประกาศบังคับใช้กฎหมายห้ามการเลี้ยง ชำแหละ และจำหน่ายเนื้อสุนัขทั่วประเทศอย่างเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2027

ย่านตลาดโมรัน ในเมืองซองนัม ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการค้าเนื้อสุนัขที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดของเกาหลีใต้ คึกคักไปด้วยกลุ่มผู้บริโภคที่เข้ามาจับจ่ายและรับประทานอาหารในช่วงวัน “บกนัล” (복날) ครั้งที่ 3 ของปี 2026 ซึ่งเป็นประเพณีวันสู้ความร้อน ในช่วงที่ร้อนที่สุดของฤดูร้อน ที่ชาวเกาหลีใต้นิยมรับประทานอาหารบำรุงร่างกาย อย่างไรก็ตาม บรรยากาศในปีนี้กลับแฝงไปด้วยความรู้สึกของการ “นับถอยหลัง” เนื่องจากนี่จะเป็นฤดูร้อนสุดท้ายที่ร้านค้าสามารถจำหน่ายเมนูเนื้อสุนัขได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นผลมาจากกฎหมายที่ผ่านการอนุมัติจากรัฐสภาเกาหลีใต้เมื่อเดือนมกราคม 2024 ที่สั่งห้ามการเพาะพันธุ์ การชำแหละ การจัดจำหน่าย และการขายเนื้อสุนัขเพื่อการบริโภค โดยให้ระยะเวลาผ่อนผันนาน 3 ปี และจะเริ่มลงโทษผู้ฝ่าฝืนอย่างจริงจัง ทั้งจำคุกและปรับเงิน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2027 เป็นต้นไป ซึ่งรัฐบาลยังมีมาตรการเยียวยาและช่วยเหลือผู้ประกอบการ ฟาร์ม และร้านค้าในการเปลี่ยนผ่านไปสู่อาชีพอื่น

การสั่งห้ามค้าเนื้อสุนัขถือเป็นจุดสิ้นสุดของวัฒนธรรมการบริโภคที่มีมานานหลายทศวรรษ อันเนื่องมาจากกระแสการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด และความตระหนักรู้ด้านสวัสดิภาพสัตว์ของคนรุ่นใหม่ ผลการสำรวจความคิดเห็นจากประชาชน 2,000 คน ก่อนการผ่านกฎหมายในปี 2024 พบว่า ประชาชนกว่า 90% ระบุว่าไม่มีความคิดที่จะรับประทานเนื้อสุนัขอีกในอนาคต ขณะที่มากกว่า 80% สนับสนุนให้มีกฎหมายสั่งห้าม และเกือบ 95% ยืนยันว่าไม่ได้รับประทานเนื้อสุนัขเลยในรอบปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ข้อมูลของรัฐบาลระบุว่า มีธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนี้มากกว่า 5,600 แห่ง ทว่าฟาร์มเลี้ยงสุนัขส่วนใหญ่ได้เริ่มทยอยทยอยปิดตัวลงแล้วล่วงหน้า ก่อนจะถึงกำหนดเด็ดขาดในปีหน้า

บรรยากาศในตลาดโมรันปัจจุบันเริ่มเงียบเหงาลงอย่างเห็นได้ชัด ผู้ค้าหลายรายปรับตัวด้วยการหันไปขาย “แกงเนื้อแพะดำ” ซึ่งเป็นอาหารบำรุงกำลังตามตำรับโบราณแทน ขณะที่ลูกค้าที่ยังคงเดินทางมาสั่ง “โบซินทัง” หรือแกงเนื้อสุนัข ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุวัย 70-90 ปี ที่ยังคงเชื่อมั่นในสรรพคุณบำรุงร่างกาย

อี คังชุน เจ้าของร้านอาหารผู้คร่ำหวอดในวงการมากว่า 37 ปี และอดีตประธานสมาคมผู้ค้าตลาดโมรัน เปิดเผยด้วยความรู้สึกย้อนย้อนศรว่า แม้ตนจะเห็นด้วยว่าการยกเลิกบริโภคเนื้อสุนัขเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อภาพลักษณ์ของประเทศในระดับสากลและตามค่านิยมสังคมที่เปลี่ยนไป แต่ก็อดรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้เมื่อเห็นลูกค้ารุ่นใหญ่ที่เดินทางมาไกลแต่ต้องผิดหวังกลับไปเพราะวัตถุดิบหมด ทั้งนี้ ตนยังคงเปิดร้านขายต่อเพื่อลูกค้าประจำ แม้ต้นทุนจะสูงขึ้นและได้กำไรเพียงเล็กน้อย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือผู้ค้าวัยชราในการเปลี่ยนผ่านไปทำธุรกิจอื่นอย่างจริงจัง เพราะยอดขายจากเมนูทดแทนอย่างแพะดำยังไม่สามารถชดเชยรายได้ที่หายไปได้ทั้งหมด

ขณะที่ ยู จินซัม ลูกค้าวัย 69 ปี ที่รับประทานเนื้อสุนัขมาตั้งแต่อายุ 20 ปี กล่าวแสดงความเสียดายว่า แม้เขาจะรักสุนัขและยอมรับการตัดสินใจของรัฐบาล แต่ก็รู้สึกใจหายที่จะไม่ได้รับประทานอาหารที่เชื่อว่าดีต่อสุขภาพนี้อีกแล้ว อย่างไรก็ตาม ลูกค้าบางส่วนอย่าง คิม จินซุก วัย 71 ปี กลับมองต่างออกไป โดยระบุว่าไม่ได้รู้สึกติดใจอะไรกับการตัดเมนูนี้ออกไป เพราะยังมีอาหารชนิดอื่นให้เลือกรักษาประเพณีคลายร้อนได้เช่นกัน.

ที่มา Reuters

จี้สอบสภาพความเป็นอยู่ลูกเรือ “อับราฮัม ลินคอล์น” ทำงาน 250 วัน เครียดหนักพยายามโดดเรือปลิดชีพ

จี้สอบสภาพความเป็นอยู่ลูกเรือ "อับราฮัม ลินคอล์น" ทำงาน 250 วัน เครียดหนักพยายามโดดเรือปลิดชีพ

14 ส.ค. 2569 15:23 น.

จี้สอบสภาพความเป็นอยู่ลูกเรือ “อับราฮัม ลินคอล์น” ทำงาน 250 วัน เครียดหนักพยายามโดดเรือปลิดชีพ

สมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ เรียกร้องให้กระทรวงกลาโหมตรวจสอบอย่างเร่งด่วน หลังมีรายงานว่าลูกเรือราว 5,000 นาย บนเรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น” เผชิญปัญหาเรื่องอาหารและสิ่งของจำเป็นขาดแคลน ระบบประปาขัดข้อง น้ำร้อนใช้ไม่ได้ สุขอนามัยย่ำแย่ และความเหนื่อยล้าสะสม จนนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต  โดยมีรายงานลูกเรือหลายนายพยายามกระโดดลงจากเรือเพื่อจบชีวิต หลังเรือปฏิบัติภารกิจกลางทะเลต่อเนื่องกว่า 250 วัน ขณะที่สงครามอิหร่านยังคงยืดเยื้อ

สถานการณ์การปฏิบัติการทางทหารของกองทัพเรือสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก จากกรณีที่ลูกเรือและนาวิกโยธินราว 5,000 นาย บนเรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น” ต้องเผชิญกับสภาวะยากลำบากอย่างหนัก หลังจากถูกขยายเวลาปฏิบัติหน้าที่กลางทะเลยาวนานกว่า 250 วัน หรือย่างเข้าเดือนที่ 9 อันเป็นผลมาจากภารกิจสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางและสงครามอิหร่าน

รายงานจากสื่อมวลชนสายทหารและคำบอกเล่าของครอบครัวลูกเรือ ระบุว่า สภาพความเป็นอยู่บนเรือเข้าขั้นย่ำแย่ โดยเผชิญกับปัญหาขาดแคลนสบู่ ยาสีฟัน และยาระงับกลิ่นกาย ระบบสุขาภิบาลล้มเหลว ชักโครกพัง  ห้องอาบน้ำขึ้นรา ระบบซักรีดใช้งานไม่ได้นานหลายสัปดาห์ จนลูกเรือไม่สามารถซักเสื้อผ้าได้เกินหนึ่งสัปดาห์ รวมถึงปัญหาขาดแคลนอาหารสดเนื่องจากไม่ได้จอดพักเทียบท่า มื้ออาหารบางมื้อลดลงเหลือเพียงข้าวครึ่งถ้วยกับแผ่นแป้งตอร์ติยา 2 แผ่น และระบบไปรษณีย์ขัดข้องจนพัสดุจากครอบครัวสูญหายระหว่างทางนานหลายเดือน ญาติของลูกเรือรายหนึ่งเปิดเผยกับสื่อว่า สมาชิกในครอบครัวของตนน้ำหนักลดลงไปถึง 29 กิโลกรั นับตั้งแต่เริ่มออกปฏิบัติการ

นอกจากความยากลำบากทางร่างกายแล้ว ปัญหาสุขภาพจิตยังวิกฤตถึงขีดสุดอันเนื่องมาจากความเครียดในพื้นที่สู้รบ ตารางงานที่หนักหน่วง และเสียงสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์และเครื่องบินเจ็ทตลอด 24 ชั่วโมง โดยสำนักข่าว military news outlets และสื่อท้องถิ่นรายงานว่า มีลูกเรือหลายนายพยายามกระโดดลงจากเรือเพื่อจบชีวิต ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม มีรายงานยืนยันว่ามีลูกเรือตกจากเรือหนึ่งราย แต่ได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาจากน้ำด้วยเฮลิคอปเตอร์ ปัจจุบันถูกส่งตัวไปรับการรักษาทางการแพทย์ภายนอกเรือแล้ว และอยู่ระหว่างการสอบสวนข้อเท็จจริง

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้กระทรวงกลาโหมแสดงความรับผิดชอบ โดย ริชาร์ด บลูเมนทัล วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตจากรัฐคอนเนตทิคัต ได้ส่งหนังสือถึง พีท เฮกเซธรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อจี้ถามถึงสวัสดิภาพของทหาร พร้อมตั้งคำถามว่ากองทัพเรือสามารถแบกรับภารกิจที่ตึงมือเช่นนี้ได้จริงหรือ ขณะที่ รูเบน กาเยโก วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต เรียกร้องให้กองทัพอนุญาตให้คณะผู้แทนจากสภาฯ เข้าตรวจเยี่ยมเรือเพื่อสืบสวนข้อเท็จจริงโดยด่วน

ทางด้าน พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยระบุว่า รายงานข่าวเกี่ยวกับสภาพความเป็นโอบนเรือนั้น “ถูกบิดเบือนไปจากความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง” และยืนยันว่าเพนตากอนให้การสนับสนุนทรัพยากรแก่เรือและลูกเรือทุกคนอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับโฆษกของรัฐบาลที่ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนยุทโธปกรณ์แก่กองทัพ ขณะที่เจ้าหน้าที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุเพิ่มเติมว่า ไม่พบการเพิ่มขึ้นของแนวโน้มการฆ่าตัวตายบนเรือ และย้ำว่าระบบการขนส่งส่งกำลังบำรุงขั้นพื้นฐาน เช่น น้ำสะอาด ระบบปรับอากาศ และอาหารสุขภาพ ยังคงใช้งานได้ตามปกติ แต่ยอมรับว่าเส้นทางส่งกำลังบำรุงทางทหารได้รับผลกระทบจากการสู้รบ ทำให้ต้องจัดลำดับความสำคัญของเสบียงทหารก่อน สิ่งของสุขอนามัย และจดหมายตามลำดับ

ผู้เชี่ยวชาญจาก Center for Naval Analyses ชี้ว่า ปกติกลุ่มเรือรบประหารจะถูกออกแบบมาให้ออกปฏิบัติการรอบละประมาณ 6 เดือนเพื่อสวัสดิภาพของลูกเรือ การขยายภารกิจเกินกำหนดในพื้นที่สู้รบไม่เพียงแต่สร้างความล้าและปัญหาสุขภาพจิตแก่ทหาร แต่ยังส่งผลเสียต่อระดับความพร้อมทางยุทธการและการบำรุงรักษาเรือในระยะยาวอีกด้วย ซึ่งกรณีลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นกับเรือยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์ ฟอร์ด ที่เคยต้องปฏิบัติการกลางทะเลยาวนานถึง 326 วันมาแล้ว

ทั้งนี้ เรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ออกเดินทางจากรัฐแคลิฟอร์เนียตั้งแต่นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2025 ก่อนจะถูกเปลี่ยนเส้นทางมุ่งสู่ตะวันออกกลางเพื่อปฏิบัติภารกิจการโจมตีอิหร่านในเวลาต่อมา ล่าสุดมีรายงานว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ เตรียมส่งเรือยูเอสเอส จอร์จ วอชิงตัน เข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทนตามแผนการผลัดเปลี่ยนกำลัง ซึ่งคาดว่าจะช่วยบรรเทาวิกฤตความตึงเครียดของลูกเรือและครอบครัวลงได้ในเร็วๆ นี้.

ที่มา BBC / AFP

สหรัฐฯ แฉ กว่า 40 ประเทศช่วยจีนเลี่ยงภาษีทรัมป์ ทำสูญรายได้ปีละเกือบ 9 แสนล้าน

สหรัฐฯ แฉ กว่า 40 ประเทศช่วยจีนเลี่ยงภาษีทรัมป์ ทำสูญรายได้ปีละเกือบ 9 แสนล้าน

14 ส.ค. 2569 14:12 น.

สหรัฐฯ แฉ กว่า 40 ประเทศช่วยจีนเลี่ยงภาษีทรัมป์ ทำสูญรายได้ปีละเกือบ 9 แสนล้าน

ทำเนียบขาวเผยรายงานระบุ จีนใช้ประเทศที่สามเป็นทางผ่านส่งออกสินค้าเข้าสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้า โดยมีมากกว่า 40 ประเทศเกี่ยวข้อง รวมถึงแคนาดา อินเดีย เม็กซิโก ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ขณะที่สหรัฐฯ ประเมินสูญเสียรายได้จากภาษีสูงถึง 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 8.6 แสนล้านบาทต่อปี

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เปิดเผยรายงานฉบับใหม่เมื่อวันพฤหัสบดี (13 ส.ค.) กล่าวหาว่า จีนใช้เครือข่ายการส่งออกผ่านประเทศที่สามเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยมีมากกว่า 40 ประเทศที่ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกในการส่งต่อสินค้า ซึ่งทำให้สหรัฐฯ สูญเสียรายได้จากภาษีเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์

ประเทศที่ถูกระบุในรายงาน ได้แก่ แคนาดา อินเดีย เม็กซิโก ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยทำเนียบขาวระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวอาจทำให้จีนหลีกเลี่ยงภาษีของสหรัฐฯ ได้เป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ และส่งผลกระทบต่อการจ้างงานของชาวอเมริกัน รวมถึงรายได้ของรัฐบาล

ปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านการค้าของทำเนียบขาว กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า จีนใช้ประเทศต่าง ๆ มากกว่า 40 ประเทศเป็นช่องทางในการ “ฟอก” สินค้าส่งออก เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีของสหรัฐฯ พร้อมเรียกกระบวนการดังกล่าวว่าเป็น “กลโกงการส่งต่อสินค้าครั้งใหญ่” ที่ดำเนินมานานหลายปี

รายงานระบุว่า การส่งต่อสินค้าผ่านประเทศที่สาม หรือ Transshipping หมายถึง การขนส่งสินค้าผ่านประเทศอื่นก่อนถึงประเทศปลายทาง โดยสหรัฐฯ กล่าวหาว่า จีนใช้วิธีดังกล่าวเพื่อปกปิดแหล่งกำเนิดสินค้าที่แท้จริง เช่น ส่งสินค้าไปยังประเทศที่มีอัตราภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ต่ำกว่า ก่อนนำไปบรรจุหีบห่อใหม่หรือประกอบสินค้าเพียงบางส่วน แล้วส่งต่อเข้าสหรัฐฯ

ทำเนียบขาวระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวทำให้สินค้าที่ผลิตในจีนถูกนำเข้าสหรัฐฯ เสมือนเป็นสินค้าที่มาจากประเทศอื่น พร้อมเรียกกระบวนการนี้ว่าเป็น “การฉ้อโกงที่ถูกปกคลุมด้วยเอกสาร” และระบุว่าเครือข่ายการส่งต่อสินค้าดังกล่าวมีทั้งขนาดและความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่ทำเนียบขาวนำมาอ้างอิง ประเมินว่า สินค้ามูลค่าราว 3.42 หมื่นล้านถึง 3.03 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี อาจถูกส่งผ่านประเทศที่สามเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี โดยตัวเลขกลางที่ใช้ประเมินอยู่ที่ประมาณ 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี

จากตัวเลขดังกล่าว สหรัฐฯ ประเมินว่า การหลีกเลี่ยงภาษีทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ประมาณ 1.9–2.6 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี หรือราว 6.3 – 8.6 แสนล้านบาท

นาวาร์โรเปิดเผยว่า สำนักงานศุลกากรและป้องกันพรมแดนสหรัฐฯ (CBP) ได้เริ่มใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในโครงการนำร่องเพื่อช่วยตรวจจับการส่งต่อสินค้าและสกัดการหลีกเลี่ยงภาษี นอกจากนี้ หากพบว่าผู้นำเข้าสหรัฐฯ ปลอมแปลงแหล่งกำเนิดสินค้า อาจถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังเป็นระยะเวลาประมาณ 1 ปี

นาวาร์โรยังเตือนว่า ประเทศอื่น ๆ เช่น อินเดีย อาจถูกใช้เป็นช่องทางในการส่งต่อสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีใหม่เช่นกัน และรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีแผนกำหนดเงื่อนไขในกรอบข้อตกลงทางการค้าใหม่ เพื่อให้ประเทศคู่ค้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งต่อสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีต้องเผชิญกับบทลงโทษ

ด้านโฆษกสถานทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตอบข้อซักถามของบีบีซีว่า “สงครามการค้าไม่มีผู้ชนะ” พร้อมยืนยันว่าจีนคัดค้านมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และการใช้อำนาจรัฐเพื่อมุ่งเป้าไปยังบริษัทจีน โดยระบุด้วยว่า การดำเนินการหรือข้อตกลงฝ่ายเดียวเกี่ยวกับสินค้าที่ถูกส่งต่อผ่านประเทศที่สาม ไม่ควรมุ่งเป้าหรือสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของประเทศอื่น

รายงานของทำเนียบขาวมีขึ้นก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในเดือนกันยายน และอาจกลายเป็นประเด็นสำคัญในการเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศ

แม้สหรัฐฯ และจีนจะตกลงชะลอการเรียกเก็บภาษีส่วนใหญ่หลังการเจรจาในเดือนพฤษภาคม 2025 แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงใช้มาตรการตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง ทั้งข้อจำกัดเกี่ยวกับการส่งออกหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ไปยังสหรัฐฯ และการที่จีนเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการส่งออกโดรน

รัฐบาลทรัมป์เริ่มใช้มาตรการภาษีครั้งใหญ่กับประเทศคู่ค้าจำนวนมากในเดือนเมษายน 2025 โดยให้เหตุผลว่าภาษีจะช่วยปกป้องผู้ผลิตในประเทศ เพิ่มการจ้างงาน และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวถูกท้าทายทางกฎหมายหลายครั้ง และศาลสูงสุดสหรัฐฯ ได้ยกเลิกมาตรการภาษีบางส่วนในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

แม้สหรัฐฯ ยังคงนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมากกว่าการส่งออก แต่ข้อมูลล่าสุดระบุว่า การขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ในปีนี้อยู่ที่ประมาณ 3.71 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนราว 1.89 แสนล้านดอลลาร์.

ที่มา BBC / euronews

ขู่วางระเบิดป่วน รร.มัธยมสิงคโปร์ ตำรวจเตือนโทษหนัก คุกสูงสุด 7 ปี ปรับ 1.3 ล้านบาท

ขู่วางระเบิดป่วน รร.มัธยมสิงคโปร์ ตำรวจเตือนโทษหนัก คุกสูงสุด 7 ปี ปรับ 1.3 ล้านบาท

14 ส.ค. 2569 12:58 น.

ขู่วางระเบิดป่วน รร.มัธยมสิงคโปร์ ตำรวจเตือนโทษหนัก คุกสูงสุด 7 ปี ปรับ 1.3 ล้านบาท

เกิดเหตุขู่วางระเบิดป่วนโรงเรียนมัธยมซินหมิน ในย่านโฮ่วกัง ประเทศสิงคโปร์ ส่งผลให้มีการสั่งอพยพนักเรียนและบุคลากรออกจากอาคารเป็นการด่วน เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งเข้าตรวจค้นไม่พบสิ่งผิดปกติ ยืนยันเป็นเพียงข่าวลวง ด้านตำรวจเตือนโทษหนัก จำคุกสูงสุด 7 ปี ปรับสูงสุด 1.3 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นที่โรงเรียนมัธยมศึกษาซินหมิน (Xinmin Secondary School) ซึ่งตั้งอยู่ในย่านโฮ่วกัง ประเทศสิงคโปร์ เมื่อช่วงเช้าวานนี้ (13 ส.ค.) หลังทางโรงเรียนได้รับแจ้งเตือนเกี่ยวกับ “ภัยคุกคามขู่วางระเบิด” ส่งผลให้ต้องอพยพนักเรียนและเจ้าหน้าที่ทั้งหมดออกจากอาคารเรียนอย่างเร่งด่วน

สำนักงานตำรวจสิงคโปร์เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 08:20 น. จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมด้วยบุคลากรของโรงเรียนได้ร่วมกันเข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียดถี่ถ้วนทั่วทั้งโรงเรียน ซึ่งผลการตรวจสอบไม่พบวัตถุต้องสงสัยหรือสิ่งผิดปกติใด ๆ และยืนยันว่านักเรียนรวมถึงบุคลากรทุกคนปลอดภัยดี ก่อนจะอนุญาตให้กลับเข้าชั้นเรียนและดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนตามปกติในเวลาต่อมา

นายตัน ซุน ฮุย อาจารย์ใหญ่โรงเรียนมัธยมซินหมิน ระบุในแถลงการณ์ว่า ทันทีที่ทราบถึงภัยคุกคามดังกล่าว โรงเรียนได้ประสานงานกับตำรวจในทันที และได้สั่งการอพยพนักเรียนและครูทุกคนไปยังจุดรวมพลที่กำหนดไว้บริเวณสนามอย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยโรงเรียนจะให้การดูแลสภาพจิตใจของนักเรียนและบุคลากร พร้อมทั้งมีมาตรการรับมือเหตุฉุกเฉินที่เข้มงวดต่อไป

นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 รายหนึ่ง เล่าความรู้สึกว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนได้ประกาศผ่านลำโพงของโรงเรียนเมื่อเวลาประมาณ 08:30 น. ให้ทุกคนอพยพไปยังสนาม ซึ่งสร้างความตื่นตกใจเป็นอย่างมากเพราะเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน โดยเฉพาะนักเรียนบางกลุ่มที่กำลังนั่งทำข้อสอบอยู่

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตกใจให้กับบรรดาผู้ปกครองเป็นอย่างมาก โดยผู้ปกครองได้รับแจ้งเหตุผ่าน “Parents Gateway” ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันแจ้งข่าวสารของโรงเรียนในเวลาประมาณ 10:00 น. ก่อนจะได้รับอัปเดตสถานการณ์เพิ่มเติมทางแอปพลิเคชัน WhatsApp ในช่วงบ่าย

ผู้ปกครองรายหนึ่งเปิดเผยว่า “ผมตกใจมาก ไม่เคยคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นในโรงเรียนของสิงคโปร์ แต่ต้องยอมรับว่าโรงเรียนจัดการกับสถานการณ์ได้อย่างเป็นมืออาชีพและปฏิบัติตามขั้นตอนความปลอดภัยอย่างถูกต้อง การที่โรงเรียนควบคุมสถานการณ์และยืนยันความปลอดภัยให้เรียบร้อยก่อนแจ้งผู้ปกครองถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะหากผู้ปกครองตื่นตระหนกและแห่กันมาที่โรงเรียน อาจทำให้เกิดความวุ่นวายมากกว่าเดิม”

เจ้าหน้าที่ตำรวจสิงคโปร์ระบุว่า ขณะนี้กำลังดำเนินการสืบสวนคดีดังกล่าวในความผิดฐาน “การแจ้งข้อมูลเท็จเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นอันตราย” ซึ่งผู้ก่อเหตุมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 7 ปี หรือปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 1.3 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“ตำรวจให้ความสำคัญและจริงจังกับภัยคุกคามด้านความปลอดภัยทุกรูปแบบ และจะไม่ลังเลที่จะดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดกับผู้ที่เจตนาส่งข้อมูลเท็จเกี่ยวกับคำขู่วางระเบิด” แถลงการณ์จากตำรวจระบุ

ทั้งนี้ เหตุการณ์ขู่วางระเบิดปลอมในโรงเรียนครั้งนี้เกิดขึ้นให้หลังเพียง 4 ปี นับจากเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันที่เคยเกิดขึ้นกับโรงเรียนมัธยมเอเวอร์กรีน ในย่านวู้ดแลนด์ ซึ่งแม้ในครั้งนั้นจะพบว่าเป็นเรื่องโกหกเช่นกัน แต่นิวส์การ์ดและกระทรวงมหาดไทยสิงคโปร์ย้ำเตือนว่า ภัยคุกคามด้านความมั่นคงทุกรูปแบบยังคงเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังและรับมืออย่างจริงจังเสมอ.

ที่มา CNA / The Straits Times

“สตาร์ลิงก์” เปิดบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมในเวียดนาม เคาะราคาเริ่มต้น 1,440 บ.

"สตาร์ลิงก์" เปิดบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมในเวียดนาม เคาะราคาเริ่มต้น 1,440 บ.

14 ส.ค. 2569 12:23 น.

“สตาร์ลิงก์” เปิดบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมในเวียดนาม เคาะราคาเริ่มต้น 1,440 บ.

“สตาร์ลิงก์” (Starlink) กิจการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมของ “อีลอน มัสก์” เริ่มเปิดให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมในเวียดนามอย่างเป็นทางการ ลูกค้าสามารถสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ได้แล้ว โดยแพ็กเกจสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปเริ่มต้นเดือนละประมาณ 1.13 ล้านดอง หรือราว 1,440 บาท พร้อมค่าชุดอุปกรณ์เริ่มต้นกว่า 8.6 ล้านดอง หรือราว 11,000 บาท

เว็บไซต์และหน้าเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของ สตาร์ลิงก์ (Starlink) บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำในเครือ สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ของมหาเศรษฐี อีลอน มัสก์ ได้อัปเดตแผนที่ระบุสถานะ “พร้อมให้บริการแล้ว” (Available now) ในประเทศเวียดนาม พร้อมเปิดให้ผู้ใช้บริการสามารถลงทะเบียน สั่งซื้ออุปกรณ์ และตรวจสอบพื้นที่ให้บริการผ่านออนไลน์ได้ทันที โดยเสนอฟรีทดลองใช้งาน 30 วัน ไม่มีข้อผูกมัดสัญญา และพร้อมจัดส่งอุปกรณ์ถึงบ้านภายใน 1-2 สัปดาห์

จากการตรวจสอบบนหน้าเว็บไซต์ สตาร์ลิงก์ได้เปิดตัวแพ็กเกจบริการรายเดือนสำหรับลูกค้ารายบุคคลในเวียดนามไว้ 2 ระดับ ได้แก่ แพ็กเกจ ความเร็ว 100 Mbps: ราคา 1,131,990 ดองต่อเดือน หรือราว 1,440 บาท ส่วนแพ็กเกจความเร็วสูงกว่า 300–400 Mbps ราคา 1,711,100 ดองต่อเดือน หรือราว 2,176 บาท สำหรับลูกค้าองค์กร/ธุรกิจ โดยราคาจะขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้งานข้อมูล

ราคาดังกล่าวถือเป็นการปรับลดลงอย่างมากจากที่เคยมีการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ค่าบริการรายเดือนในเวียดนามอาจสูงถึง 85 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,000 บาท) ส่วนราคาอุปกรณ์รับสัญญาณครั้งแรก ซึ่งรวมจานดาวเทียมและเราเตอร์ Wi-Fi อยู่ที่ราว 8,655,300 ดอง หรือราว ราว 11,000 บาท สำหรับรุ่นปกติ และรุ่นใหญ่ Standard 4 X อยู่ที่ 10,269,900 ดอง (ราว 13,065 บาท) ทำให้ราคารวมค่าอุปกรณ์และค่าบริการงวดแรกเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 12,000–15,000 บาท)

นายเหงียน อานห์ เกื่อง รองอธิบดีกรมโทรคมนาคม กระทรวงสารสนเทศและการสื่อสารเวียดนาม เปิดเผยว่า บริษัท สตาร์ลิงก์ เซอร์วิสเซส เวียดนาม จำกัด ได้รับใบอนุญาตโทรคมนาคม 2 ฉบับ เพื่อเปิดทดลองให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำในเวียดนาม โดยกำหนดเพดานผู้ใช้งานในช่วงทดลองไว้ไม่เกิน 600,000 ราย ซึ่งคิดเป็นเพียงร้อยละ 2.5 ของฐานผู้ใช้บรอดแบนด์ประจำที่ทั้งหมดในประเทศ

ทางการเวียดนามประเมินว่า บริการของสตาร์ลิงก์จะไม่ส่งผลกระทบหรือเกิดการแข่งขันโดยตรงในวงกว้างกับค่ายโทรคมนาคมท้องถิ่น เนื่องจากค่าบริการและราคาอุปกรณ์ของสตาร์ลิงก์ยังคงสูงกว่าบริการอินเทอร์เน็ตสายเคเบิลใยแก้วนำแสง หรือเครือข่ายมือถือทั่วไปหลายเท่าตัว ประกอบกับผลสำรวจจากสำนักข่าว VnExpress พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามชาวเวียดนามถึง 74% ปฏิเสธที่จะใช้สตาร์ลิงก์เนื่องจากเน็ตบ้านเดิมตอบโจทย์ดีอยู่แล้ว มีเพียง 15% ที่สนใจ และ 11% กำลังพิจารณา

อย่างไรก็ตาม นายเกื่องย้ำว่า สตาร์ลิงก์จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายเวียดนามว่าด้วยราคาและการแข่งขันอย่างเคร่งครัด หากพบการทุ่มตลาดหรือการลดราคาที่ไม่เป็นธรรม รัฐบาลจะเข้ามาดูแลเพื่อรักษาบรรยากาศการแข่งขันที่เท่าเทียม

ด้าน นายวู เท บิ่ญ อุปนายกและเลขาธิการสมาคมอินเทอร์เน็ตเวียดนาม กล่าวว่า การเข้ามาของสตาร์ลิงก์ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อภูมิทัศน์ดิจิทัลของประเทศ ทำให้ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร เขตภูเขา ทะเล และเกาะแก่งที่สายเคเบิลใยแก้วนำแสงยังเข้าไม่ถึง มีทางเลือกในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูง นอกจากนี้ สตาร์ลิงก์ยังสามารถทำหน้าที่เป็นระบบสื่อสารสำรองที่มีประสิทธิภาพสูงในยามเกิดภัยพิบัติธรรมชาติหรือเหตุฉุกเฉินที่ทำให้โครงสร้างพื้นฐานบนดินเสียหายได้อีกด้วย.

ที่มา VnExpress / VietNamNet

ครั้งแรกในรอบ 16 ปี สหรัฐฯ ประหารชีวิตนักโทษวันเดียว 3 ราย ใน 3 รัฐ

ครั้งแรกในรอบ 16 ปี สหรัฐฯ ประหารชีวิตนักโทษวันเดียว 3 ราย ใน 3 รัฐ

14 ส.ค. 2569 11:44 น.

ครั้งแรกในรอบ 16 ปี สหรัฐฯ ประหารชีวิตนักโทษวันเดียว 3 ราย ใน 3 รัฐ

สหรัฐฯ ประหารชีวิตนักโทษคดีฆาตกรรม 3 คนด้วยการฉีดยาพิษในรัฐโอคลาโฮมา เทนเนสซี และอะลาบามา ภายในวันเดียวกัน ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2010 และสะท้อนแนวโน้มการประหารชีวิตในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

สหรัฐฯ ดำเนินการประหารชีวิตนักโทษ 3 คนในวันเดียวกันเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (13 ส.ค.) โดยทั้งหมดถูกประหารด้วยวิธีฉีดยาพิษใน 3 รัฐ ได้แก่ เทนเนสซี โอคลาโฮมา และอะลาบามา ถือเป็นวันที่มีการประหารชีวิตมากที่สุดในสหรัฐฯ ภายในวันเดียว นับตั้งแต่ปี 2010

นักโทษคนแรกคือ แอนโธนี ไฮนส์ อายุ 66 ปี ซึ่งถูกประหารชีวิตที่เรือนจำความมั่นคงสูงในเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี จากความผิดฐานฆ่าแคทเธอรีน เจนกินส์ หญิงวัย 54 ปี ซึ่งทำงานเป็นแม่บ้านในโมเทลและเป็นแม่ของลูก 4 คน เมื่อเดือนมีนาคม 1985

ไฮนส์แทงเจนกินส์จนเสียชีวิตขณะเธอกำลังทำงานอยู่ที่โมเทลในเมืองคิงส์ตัน สปริงส์ โดยก่อนเสียชีวิต ไฮนส์กล่าวว่า “ฝากสวัสดีลูกชายของผมด้วย” ขณะที่ลูกชายของเขาเดินทางมาเป็นพยานในการประหารชีวิต หลังจากทั้งสองกลับมาติดต่อกันอีกครั้งเพียง 4 วันก่อนหน้านั้น หลังไม่ได้พบกันตั้งแต่ลูกชายอายุเพียง 3 ขวบ

การประหารชีวิตไฮนส์เกิดขึ้นเพียง 3 เดือนหลังความพยายามประหารนักโทษประหารชีวิตอีกรายในรัฐเทนเนสซีต้องยุติลง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ไม่สามารถเปิดเส้นเลือดสำหรับให้น้ำยาฉีดเข้าไปได้เป็นเวลานานกว่า 1 ชั่วโมง ไฮนส์ยื่นอุทธรณ์ต่อผู้ว่าการรัฐและศาล โดยอ้างว่าแพทย์ที่รับผิดชอบการประหารครั้งก่อนขาดคุณสมบัติ และอาจทำให้การประหารของเขาผิดพลาดเช่นเดียวกัน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

นักโทษคนที่สองคือ คาร์ลอส คูเอตสตา-โรดริเกซ อายุ 70 ปี ถูกประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษที่เรือนจำรัฐในเมืองแมคอเลสเตอร์ รัฐโอคลาโฮมา จากความผิดฐานยิง โอลิมเปีย ฟิชเชอร์ หญิงคนรักของเขาเสียชีวิตที่บ้านในเมืองโอคลาโฮมาซิตี เมื่อปี 2003

คูเอตสตา-โรดริเกซหันไปมองญาติ 2 คนที่เข้าร่วมเป็นพยานและขยับปากว่า “ผมรักคุณ” แต่ไม่ได้กล่าวถ้อยคำสุดท้ายอย่างเป็นทางการ เขามีอาการหายใจติดขัดเป็นเวลาหลายนาทีก่อนถูกประกาศว่าเสียชีวิตเมื่อเวลา 10.13 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ก่อนหน้านี้ คูเอตสตา-โรดริเกซยอมรับว่าเสียใจกับการสังหารฟิชเชอร์ และบอกต่อคณะกรรมการพิจารณาการอภัยโทษว่าไม่ต้องการขอผ่อนผันโทษ ทนายความระบุว่าเขามีวัยเด็กที่ยากลำบากในคิวบา และมีภาวะสมองได้รับความเสียหาย รวมถึงโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ

ด้านบุตรสาวของฟิชเชอร์กล่าวว่า หวังว่าการประหารชีวิตจะช่วยสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการป้องกันความรุนแรงในครอบครัว และจะรำลึกถึงมารดาด้วยการเลี้ยงดูครอบครัวให้สะท้อนถึงความรักและศรัทธาในพระเจ้าที่แม่เคยสอน

ส่วนการประหารชีวิตครั้งที่สามเกิดขึ้นที่รัฐอะลาบามา โดย เจเรมี วิลเลียมส์ อายุ 42 ปี ถูกประหารจากความผิดฐานข่มขืนและฆ่า คามารี ฮอลแลนด์ เด็กหญิงวัย 5 ขวบ เมื่อปี 2021

อัยการระบุว่า วิลเลียมส์เสนอเงินให้แม่ของเด็ก 2,500 ดอลลาร์ เพื่อให้เด็กกระทำกิจกรรมทางเพศ ก่อนที่เขาจะข่มขืนและรัดคอเด็กจนเสียชีวิต และบันทึกเหตุการณ์ไว้ด้วย ขณะที่แม่ของเด็กกำลังรับโทษจำคุก 20 ปี หลังรับสารภาพในคดีค้ามนุษย์เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศ

วิลเลียมส์รับสารภาพในคดีฆาตกรรม และปฏิเสธการอุทธรณ์ พร้อมร้องขอให้ดำเนินการประหารชีวิตโดยเร็ว โดยระบุในจดหมายถึงสำนักงานอัยการสูงสุดรัฐอะลาบามาว่า ครอบครัวของเหยื่อสมควรได้รับความรู้สึกว่าเรื่องนี้ได้สิ้นสุดลงและได้รับความยุติธรรม

ก่อนเสียชีวิต วิลเลียมส์กล่าวขอบคุณพระเจ้าที่ให้อภัยบาปของเขา เพื่อให้เขาสามารถจากไปอย่างสงบ จากนั้นเขาขยับศีรษะไปมา ยิ้ม และดูเหมือนกำลังร้องเพลงหรือพูด ก่อนจะหยุดนิ่ง และถูกประกาศว่าเสียชีวิตเมื่อเวลา 18.16 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ข้อมูลจาก Death Penalty Information Center ระบุว่า การประหารชีวิตทั้ง 3 รายในวันเดียวถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2010 ซึ่งในวันนั้นรัฐลุยเซียนา โอไฮโอ และเท็กซัสประหารนักโทษคนละ 1 ราย

แม้ในปี 2018 จะมีการกำหนดตารางประหารชีวิตนักโทษ 3 รายในวันเดียวกัน แต่เกิดขึ้นจริงเพียงรายเดียว หลังนักโทษในรัฐเท็กซัสได้รับการผ่อนผันโทษ และเจ้าหน้าที่เรือนจำในแอละแบมาประสบปัญหาในการเปิดเส้นให้น้ำเกลือและสารประหารชีวิต

การประหารชีวิต 3 รายล่าสุดเกิดขึ้นท่ามกลางแนวโน้มการใช้โทษประหารชีวิตในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น โดยในปี 2025 มีนักโทษถูกประหารชีวิต 47 คนใน 11 รัฐ ซึ่งเป็นจำนวนสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 ที่มีการประหารชีวิต 52 คน

สำหรับปี 2026 รัฐฟลอริดามีการประหารชีวิตแล้ว 12 คน มากกว่าทุกรัฐรวมกัน ขณะที่โอคลาโฮมามี 3 คน และรัฐเทนเนสซีและแอละแบมามีรัฐละ 1 คน ทั้งนี้ มีการประหารชีวิตในสหรัฐฯ แล้วมากกว่า 20 คนในปีนี้ และยังมีนักโทษอีกเกือบ 1 โหลที่มีกำหนดถูกประหารชีวิตในช่วงที่เหลือของปี

ปัจจุบัน 23 จาก 50 รัฐของสหรัฐฯ ยกเลิกโทษประหารชีวิตแล้ว ขณะที่อีก 3 รัฐ ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย โอเรกอน และเพนซิลเวเนีย มีคำสั่งระงับการประหารชีวิต แม้กฎหมายยังเปิดช่องให้ใช้โทษประหารชีวิตได้

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สนับสนุนการขยายการใช้โทษประหารชีวิตในสหรัฐฯ ขณะที่วิธีการประหารส่วนใหญ่ยังคงเป็นการฉีดยาพิษ โดยในปีที่ผ่านมา มีนักโทษ 39 คนถูกประหารด้วยวิธีดังกล่าว อีก 3 คนถูกประหารด้วยการยิงเป้า และอีก 5 คนด้วยวิธี ภาวะพร่องออกซิเจนจากไนโตรเจน ซึ่งเป็นการให้นักโทษสูดก๊าซไนโตรเจนผ่านหน้ากากจนขาดออกซิเจน

องค์การสหประชาชาติได้ประณามการใช้ก๊าซไนโตรเจนในการประหารชีวิต โดยระบุว่าเป็นวิธีการลงโทษประหารชีวิตที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรม ทั้งนี้ การประหารชีวิตด้วยก๊าซไนโตรเจนในรัฐอะลาบามาถูกระงับไว้เมื่อเดือนมิถุนายน หลังผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางมีคำวินิจฉัยว่าวิธีการดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขณะที่การประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษยังคงดำเนินต่อไปในหลายรัฐของสหรัฐฯ.

ที่มา CBS News / AFP 

“เจดี แวนซ์” ชี้เป้าหมายสูงสุดสหรัฐฯ ในสงครามอิหร่าน คือลดราคาน้ำมัน ไม่ใช่ยับยั้งนิวเคลียร์

"เจดี แวนซ์" ชี้เป้าหมายสูงสุดสหรัฐฯ ในสงครามอิหร่าน คือลดราคาน้ำมัน ไม่ใช่ยับยั้งนิวเคลียร์

14 ส.ค. 2569 11:05 น.

“เจดี แวนซ์” ชี้เป้าหมายสูงสุดสหรัฐฯ ในสงครามอิหร่าน คือลดราคาน้ำมัน ไม่ใช่ยับยั้งนิวเคลียร์

เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุ เป้าหมายสำคัญอันดับหนึ่งของสหรัฐฯ ในความขัดแย้งกับอิหร่านขณะนี้ คือการทำให้ราคาน้ำมันและน้ำมันเบนซินถูกลงสำหรับชาวอเมริกัน ส่วนการป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ซึ่งเคยเป็นเหตุผลหลักในการเข้าสู่สงคราม จะเป็นเป้าหมายรองลงมา

รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจ.ดี. แวนซ์ เปิดเผยว่า เป้าหมายสูงสุดของสหรัฐฯ ในสงครามกับอิหร่านในขณะนี้ ไม่ได้อยู่ที่โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นอันดับแรกอีกต่อไป แต่เป็นการทำให้ราคาน้ำมันและน้ำมันเบนซินลดลง เพื่อบรรเทาภาระของผู้บริโภคชาวอเมริกัน

แวนซ์กล่าวให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์ นิวส์ว่า ราคาน้ำมันปรับลดลงจากระดับสูงสุดในช่วงแรกของความขัดแย้งแล้ว และการรักษาราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติให้ถูกลงสำหรับชาวอเมริกันทั่วประเทศคือ “เป้าหมายอันดับหนึ่ง” ขณะที่เป้าหมายอันดับสองคือการทำให้แน่ใจว่าอิหร่านจะไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

ถ้อยแถลงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า อิหร่านมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังจากสามารถปิดกั้นการเดินเรือผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการลำเลียงน้ำมันและเชื้อเพลิงออกจากภูมิภาคตะวันออกกลาง

ก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเปิดฉากสงครามร่วมกับอิสราเอลในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ช่องแคบฮอร์มุซยังเปิดให้เรือเดินทางได้ตามปกติ แต่หลังจากอิหร่านตอบโต้ด้วยการเกือบปิดเส้นทางดังกล่าว เตหะรานจึงมีเครื่องมือต่อรองสำคัญในมือ ขณะที่รัฐบาลทรัมป์พยายามหาทางยุติสงครามและหลีกเลี่ยงการกลับมาใช้ปฏิบัติการโจมตีขนาดใหญ่อีกครั้ง

แวนซ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีท่าทีระมัดระวังต่อการทำสงครามกับอิหร่าน กล่าวเพิ่มเติมว่า บางช่วงสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับปัญหาพลังงาน เพื่อให้ชาวอเมริกันสามารถรับมือกับราคาน้ำมันและก๊าซได้ ขณะที่บางช่วงก็ต้องมุ่งเน้นด้านการทหารและโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ด้าน สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่า รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน โดยระบุว่าอิหร่านอาจถูกผลักเข้าสู่ภาวะโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ “อย่างที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน” และคาดว่าจะมีการประกาศมาตรการใหม่ในสัปดาห์หน้า

ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากทรัมป์เคยระบุว่า ข้อตกลงเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งใกล้บรรลุผล แต่ขณะนี้รัฐบาลสหรัฐฯ กลับมีแนวโน้มใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่อไป โดยหวังว่าความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจจะบีบให้อิหร่านยอมถอย

ทรัมป์กล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังดำเนินการเจรจากับอิหร่านอย่างระมัดระวัง โดยเฝ้าดูสถานการณ์เงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นและปัญหาการขาดแคลนเงินทุนของอิหร่าน พร้อมใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือสำคัญ

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่ากองทัพสหรัฐฯ ใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ราคาแพงจำนวนมาก ทั้งขีปนาวุธเทคโนโลยีขั้นสูงและอาวุธประเภทอื่น ๆ ตลอดหลายเดือนนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น คิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และขณะนี้มีรายงานว่าสต็อกอาวุธบางส่วนเริ่มลดลง ซึ่งอาจจำกัดทางเลือกของทรัมป์ หากต้องการกลับมาโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่อีกครั้ง

สถานการณ์ยังสร้างแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศต่อทรัมป์ โดยคะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์ลดลงอย่างมาก ขณะที่สงครามไม่ได้รับความนิยมจากชาวอเมริกัน และการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ กำลังจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน พรรครีพับลิกันจึงกังวลว่า ทั้งสงครามและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอาจส่งผลให้พรรคสูญเสียการควบคุมรัฐสภา

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ระบุว่าเขาจะชะลอการโจมตีอิหร่านครั้งใหม่ก็ต่อเมื่อสามารถบรรลุข้อตกลงอย่างรวดเร็วเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แต่ขณะนี้อิหร่านได้กำหนดเงื่อนไขหลายประการสำหรับการเปิดเส้นทางดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลทรัมป์มีแนวโน้มยอมรับได้ยาก

เงื่อนไขของอิหร่านประกอบด้วย การยุติสงครามในทุกแนวรบ การยกเลิกการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านของสหรัฐฯ การยุติมาตรการคว่ำบาตร การปล่อยทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ และการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสงคราม

เงื่อนไขเหล่านี้สอดคล้องกับข้อตกลงเบื้องต้น หรือบันทึกความเข้าใจที่ทั้งสองฝ่ายเคยบรรลุในเดือนมิถุนายน แต่ข้อตกลงดังกล่าวล่มลงหลังการสู้รบรอบใหม่ปะทุขึ้น โดยในข้อตกลงยังมีข้อเสนอให้จัดตั้งกองทุนฟื้นฟูอิหร่านมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วย

สถานการณ์จึงทำให้ ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของความขัดแย้ง มากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องสร้างสมดุลระหว่างการกดดันให้อิหร่านยอมถอย การป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และการควบคุมราคาพลังงานที่กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อชาวอเมริกัน.

ที่มา AFP

แอร์อินเดียคุมเข้มสั่งตรวจสารเสพติดนักบินทุกคน หลังเครื่องบินดิ่งกลางอากาศ ผู้โดยสารเจ็บ 24 คน

แอร์อินเดียคุมเข้มสั่งตรวจสารเสพติดนักบินทุกคน หลังเครื่องบินดิ่งกลางอากาศ ผู้โดยสารเจ็บ 24 คน

14 ส.ค. 2569 08:59 น.

แอร์อินเดียคุมเข้มสั่งตรวจสารเสพติดนักบินทุกคน หลังเครื่องบินดิ่งกลางอากาศ ผู้โดยสารเจ็บ 24 คน

แอร์อินเดีย สั่งตรวจสารเสพติดนักบินทุกคนเป็นกรณีพิเศษ เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม หลังเกิดเหตุเครื่องบินดิ่งกลางอากาศหลังออกจากจังหวัดภูเก็ต โดยตรวจพบสารเสพติดประเภทกัญชาในร่างกายนักบิน

แอร์อินเดีย ออกมาตรการคุมเข้มนักบิน หลังเกิดเหตุเครื่องบิน Airbus A320 ดิ่งระดับความสูงกลางอากาศหลังออกจากจังหวัดภูเก็ต มุ่งหน้ากรุงนิวเดลี เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม จนมีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 24 คน โดยมีรายงานว่า มีการตรวจพบสารกัญชาในการตรวจสารเสพติดนักบินผู้ควบคุมเครื่องบินลำดังกล่าว

โดยทางสายการบิน จะมีการตรวจสารเสพติดและสารต้องห้ามกับนักบินทุกคนเป็นกรณีพิเศษ เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคมเป็นต้นไป โดยการตรวจครั้งนี้เป็น การตรวจภาคบังคับ และเริ่มดำเนินการทันที

ขณะที่ก่อนหน้านี้ กฎระเบียบที่มีอยู่ของอินเดียกำหนดให้สายการบินต้องสุ่มตรวจลูกเรืออย่างน้อย 10% ของจำนวนลูกเรือทั้งหมดต่อปี เพื่อค้นหาการใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่

สำหรับอุบัติเหตุทางอากาศครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ขณะที่เครื่องบิน Airbus A320 ของแอร์อินเดียเดินทางออกจาก จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย มุ่งหน้าไปยังกรุงนิวเดลี โดยหลังทะยานขึ้นจากสนามบิน เครื่องบินเกิดสูญเสียระดับความสูงประมาณ 91 เมตรอย่างกะทันหัน ส่งผลให้ผู้โดยสารอย่างน้อย 24 คนได้รับบาดเจ็บ

สื่อท้องถิ่นในอินเดียรายงานว่า นักบินผู้ควบคุมเครื่องบินอาจสูบกัญชาและมีผลตรวจสารเสพติดเป็นบวกในการตรวจยืนยันครั้งที่สอง อย่างไรก็ตาม แอร์อินเดียระบุว่า ผลการตรวจดังกล่าวยังไม่ได้ถูกส่งให้สายการบิน และทางสายการบินยังไม่ได้ยืนยันข้อกล่าวหานี้

ด้านคณะสอบสวนของอินเดียยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อรายงานเรื่องผลตรวจสารเสพติดของนักบิน แต่ระบุว่ากำลังตรวจสอบหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเที่ยวบินดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยการสอบสวนได้รับการสนับสนุนจากบริษัท Airbus และสำนักงานสอบสวนความปลอดภัยด้านการบินพลเรือนของฝรั่งเศส หรือ BEA

เหตุการณ์เครื่องบินดิ่งกลางอากาศเกิดขึ้นในช่วงที่แอร์อินเดียกำลังเร่งปรับปรุงมาตรฐานและการดำเนินงานของสายการบิน หลังเผชิญเหตุการณ์หลายครั้งที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้โดยสาร

ก่อนหน้านี้ ในเดือนมิถุนายน 2568 เครื่องบินแอร์อินเดีย เที่ยวบิน AI171 ซึ่งเดินทางจากเมืองอาห์เมดาบัดไปกรุงลอนดอน ประสบเหตุตกไม่นานหลังขึ้นบิน ส่งผลให้ผู้โดยสารและลูกเรือบนเครื่องเสียชีวิต 241 จากทั้งหมด 242 คน รวมถึงมีผู้เสียชีวิตบนพื้นดินอีก 19 คน

ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แอร์อินเดียแต่งตั้ง เทโวลเด เกเบรมาเรียม อดีตผู้บริหารระดับสูงของสายการบิน Ethiopian Airlines เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ เพื่อเข้ามาช่วยขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างและยกระดับการดำเนินงานของสายการบิน

การสั่งตรวจสารเสพติดนักบินทั้งหมดในครั้งนี้ จึงถือเป็นหนึ่งในมาตรการที่แอร์อินเดียนำมาใช้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากผู้โดยสารกลับคืนมา.

ที่มา : channelnewsasia

ฝนถล่มญี่ปุ่นครั้งประวัติการณ์ ดับ 4 น้ำท่วมหนัก-รถไฟหยุด 7,000 คนติดค้างสนามบินนาริตะ

ฝนถล่มญี่ปุ่นครั้งประวัติการณ์ ดับ 4 น้ำท่วมหนัก-รถไฟหยุด 7,000 คนติดค้างสนามบินนาริตะ

14 ส.ค. 2569 08:35 น.

ฝนถล่มญี่ปุ่นครั้งประวัติการณ์ ดับ 4 น้ำท่วมหนัก-รถไฟหยุด 7,000 คนติดค้างสนามบินนาริตะ

เกิดฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์ในพื้นที่จังหวัดชิบะ ทางตะวันออกของญี่ปุ่น ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ถนนและเส้นทางรถไฟหลายสายถูกตัดขาด บ้านเรือนไม่มีไฟฟ้าใช้ มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 ศพ

ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 13 สิงหาคม ส่งผลให้สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น หรือ JMA ประกาศคำเตือนฝนตกหนักระดับสูงสุดในพื้นที่ชิบะเป็นครั้งแรก ขณะที่บางพื้นที่มีปริมาณฝนสะสมในช่วง 24 ชั่วโมงมากกว่า 360 มิลลิเมตร ส่งผลให้ถนนและทางรถไฟถูกน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คน หนึ่งในนั้นพบว่าเสียชีวิตหลังติดอยู่ภายในรถที่ถูกน้ำท่วม ขณะที่มีการส่งกำลังทหารเข้าพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนและสนับสนุนภารกิจกู้ภัย โดยสถานการณ์ฝนตกหนักถูกระบุว่าอยู่ในระดับรุนแรงผิดปกติ เมื่อเทียบกับมาตรฐานสภาพอากาศที่รุนแรงของญี่ปุ่น

ผลกระทบยังลุกลามถึง สนามบินนาริตะ หนึ่งในศูนย์กลางการเดินทางระหว่างประเทศที่สำคัญของญี่ปุ่น โดยมีผู้โดยสารประมาณ 7,000 คนติดค้างอยู่ภายในสนามบินตลอดคืน หลังถนนและรถไฟที่เชื่อมต่อกับสนามบินหยุดให้บริการจำนวนมาก ขณะที่เจ้าหน้าที่สนามบินแจกน้ำ อาหาร และถุงนอนให้กับผู้โดยสารที่ไม่สามารถเดินทางออกจากสนามบินได้

แม้เที่ยวบินส่วนใหญ่ยังมีกำหนดให้บริการตามปกติในวันที่ 14 สิงหาคม แต่สายการบิน Japan Airlines เตือนว่าอาจมีเที่ยวบินล่าช้า ขณะที่ถนนสายหลักหลายเส้นทางในจังหวัดชิบะ รวมถึงเส้นทางเชื่อมสนามบินนาริตะกับกรุงโตเกียว ยังคงปิดการจราจร ทำให้เกิดการจราจรติดขัดอย่างหนักบนเส้นทางเลี่ยง

นอกจากนี้ ยังมีประชาชนหลายร้อยคนติดค้างอยู่ที่สถานีรถไฟชิบะ หลังการให้บริการรถไฟหลายสายถูกระงับ ขณะที่พื้นที่ประสบภัยบางแห่งมีรถยนต์จมอยู่ในน้ำจนเกือบมิดหลังคา และประชาชนจำนวนหนึ่งต้องอพยพไปพักตามศูนย์พักพิง

ทางการญี่ปุ่นยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมและดินถล่มอย่างใกล้ชิด หลังสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเตือนว่า ฝนที่เกิดขึ้นครั้งนี้มีความรุนแรงในระดับที่ไม่เคยพบมาก่อนในหลายพื้นที่ของชิบะ

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์มีส่วนทำให้สภาพอากาศสุดขั้วเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น ยาวนานขึ้น และมีความรุนแรงมากขึ้น.

ที่มา :channelnewsasia