อาสาสมัครรวมพลัง พา “นกกีวี” กลับคืนเมืองหลวงนิวซีแลนด์ หลังหายไปกว่า 100 ปี

อาสาสมัครรวมพลัง พา "นกกีวี" กลับคืนเมืองหลวงนิวซีแลนด์ หลังหายไปกว่า 100 ปี

1 พ.ค. 2569 15:14 น.

อาสาสมัครรวมพลัง พา “นกกีวี” กลับคืนเมืองหลวงนิวซีแลนด์ หลังหายไปกว่า 100 ปี

กลุ่มอาสาสมัครในนิวซีแลนด์สร้างประวัติศาสตร์ พา “นกกีวี” สัตว์สงวนและสัญลักษณ์ประจำชาติที่ใกล้สูญพันธุ์ กลับมาอาศัยในเทือกเขารอบกรุงเวลลิงตันได้อีกครั้ง หลังหายสาบสูญไปนานกว่า 100 ปี

ชาวกรุงเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการภาคประชาชน เพื่อนำนกกีวี สัตว์ประจำชาติที่ใกล้สูญพันธุ์ กลับคืนสู่พื้นที่ธรรมชาติรอบเมืองหลวงอีกครั้ง หลังจากหายไปนานกว่าหนึ่งศตวรรษ

พอล วอร์ด ผู้ก่อตั้งโครงการ Capital Kiwi Project เปิดเผยว่า นกกีวีซึ่งเป็นสัตว์สัญลักษณ์ที่ปรากฏอยู่ทุกแห่งตั้งแต่ตรากองทัพอากาศไปจนถึงฉายาของคนในชาติ ได้หายไปจากเนินเขารอบกรุงเวลลิงตันมานานกว่า 100 ปี เนื่องจากการขยายตัวของเมืองและสัตว์ผู้ล่า เขากล่าวว่า “พวกมันคือส่วนหนึ่งของตัวตนและความรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่แห่งนี้ เราชาวเวลลิงตันตัดสินใจร่วมกันว่า การที่พวกมันหายไปนับร้อยปีนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง” 

ความสำเร็จล่าสุดในสัปดาห์นี้ คือการย้ายนกกีวีตัวที่ 250 เข้าสู่พื้นที่ป่ารอบเมืองหลวง โดยก่อนการเคลื่อนย้าย นกเหล่านี้ได้รับเกียรติให้เข้าไปปรากฏตัวภายในอาคารรัฐสภาเป็นครั้งแรก เพื่อให้บรรดานักการเมืองและเด็กนักเรียนได้สัมผัสและตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์อย่างใกล้ชิด

ในอดีต นิวซีแลนด์ต้องอพยพนกหายากไปไว้ตามเกาะที่ปลอดสัตว์ผู้ล่าเพื่อให้พวกมันรอดพ้นจากการสูญพันธุ์ แต่โครงการ Capital Kiwi Project มีความฝันที่ต่างออกไป คือการให้คนและนกสามารถอาศัยอยู่ร่วมกันได้ในเขตเมืองหลวงที่พลุกพล่าน

ปัจจัยความสำเร็จของโครงการ เกิดจากความร่วมมือระหว่างเจ้าของที่ดินและชนเผ่าเมารีท้องถิ่น สร้างพื้นที่ปลอดภัยกว่า 1.5 แสนไร่ นอกจากนั้น ยังมีการติดตั้งกับดักกว่า 5,000 จุด เพื่อกำจัด “ตัวสโตท” หรือเพียงพอนหางสั้น ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจที่คอยกินลูกนกกีวี ปัจจุบันลูกนกกีวีในพื้นที่เวลลิงตันมีอัตราการรอดชีวิตสูงถึง 90% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าทึ่ง

ปัจจุบันนิวซีแลนด์มีนกกีวีเหลืออยู่เพียงประมาณ 70,000 ตัวทั่วประเทศ และจำนวนยังคงลดลงเฉลี่ยปีละ 2% โครงการในกรุงเวลลิงตันนี้จึงถือเป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติที่ตั้งเป้าจะทำให้ทั้งประเทศปลอดจากสัตว์ผู้ล่าที่เป็นอันตรายต่อสัตว์ท้องถิ่น เช่น หนู แมวป่า และพอสซัม ภายในปี 2050

มิเชล อิมพีย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารขององค์กร Save the Kiwi ระบุว่า นี่คือความเคลื่อนไหวที่น่าเหลือเชื่อ เพราะในขณะที่สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ทั่วโลกมักได้รับความช่วยเหลือเพียงแค่การบริจาคเงิน แต่ในนิวซีแลนด์ “คนธรรมดาทั่วไปกำลังลุกขึ้นมาลงมือทำทุกอย่างที่ทำได้ด้วยตัวเอง เพื่อปกป้องสัตว์ที่พวกเขารัก”

ขณะนี้ ชาวเมืองเวลลิงตันเริ่มคุ้นเคยกับการเห็นภาพนกกีวีจากกล้องวงจรปิดหลังบ้าน หรือได้ยินเสียงร้องของพวกมันขณะปั่นจักรยานเสือภูเขาในตอนกลางคืน เป็นสัญญาณว่า “เพื่อนบ้านหน้าขน” ในตำนานได้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของเมืองหลวงอย่างเต็มตัวแล้ว.

ที่มา Associated Press

อังกฤษตั้งข้อหาพยายามฆ่า “เอสซา สุไลมาน” หลังแทงชาวยิว 2 รายในลอนดอน

อังกฤษตั้งข้อหาพยายามฆ่า "เอสซา สุไลมาน" หลังแทงชาวยิว 2 รายในลอนดอน

1 พ.ค. 2569 14:44 น.

อังกฤษตั้งข้อหาพยายามฆ่า “เอสซา สุไลมาน” หลังแทงชาวยิว 2 รายในลอนดอน

ตำรวจนครบาลลอนดอนสั่งฟ้อง “เอสซา สุไลมาน” ข้อหาพยายามฆ่า หลังก่อเหตุสะเทือนขวัญแทงชายชาวยิว 2 รายย่านโกลเดอร์สกรีน ขณะที่รัฐบาลอังกฤษประกาศยกระดับภัยคุกคามด้านก่อการร้ายสู่ระดับ “รุนแรงมาก”

สำนักงานตำรวจนครบาลลอนดอน แถลงการตั้งข้อหาหนักแก่นายเอสซา สุไลมาน วัย 45 ปี ในข้อหาพยายามฆ่า 2 กระทง และครอบครองอาวุธมีคมในที่สาธารณะ จากเหตุไล่แทงชายชาวยิว 2 รายในย่านโกลเดอร์สกรีน ทางตอนเหนือของลอนดอน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (29 เม.ย.) นอกจากนี้เขายังถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่าในอีกคดีหนึ่งที่เกิดขึ้นในวันเดียวกันที่ย่านซัทเธิร์กด้วย

ข้อมูลจากบีบีซีระบุว่า นายสุไลมานเป็นพลเมืองอังกฤษที่ย้ายถิ่นฐานมาจากโซมาเลียอย่างถูกกฎหมายในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ทั้งนี้ ตำรวจเปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า เขาเคยถูกส่งตัวเข้าโครงการเฝ้าระวังและป้องกันแนวคิดสุดโต่งเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย ในปี 2020 ก่อนที่กรณีของเขาจะถูกปิดลงในปลายปีเดียวกัน

ภายหลังเหตุโจมตีดังกล่าว รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ประกาศยกระดับเตือนภัยก่อการร้ายทั่วประเทศสู่ระดับ “Severe” (รุนแรงมาก) ซึ่งหมายความว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดการโจมตี โดยระบุว่าระดับภัยคุกคามนี้ได้เพิ่มสูงขึ้นมาสักระยะหนึ่งแล้ว และเหตุการณ์แทงชาวยิวครั้งนี้ไม่ใช่ปัจจัยเพียงอย่างเดียว

นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ได้ให้คำมั่นจากบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง ว่าจะบังคับใช้มาตรการเข้มงวดเพื่อกวาดล้างการต่อต้านชาวยิว รวมถึงเพิ่มกำลังตำรวจในชุมชนชาวยิว และเร่งผลักดันกฎหมายจัดการกับภัยคุกคามที่สนับสนุนโดยรัฐ พร้อมกล่าวเรียกร้องให้คนในชาติ “ลืมตาและรับรู้ถึงความเจ็บปวดของคนเชื้อสายยิว”

หนึ่งในผู้ได้รับบาดเจ็บคือนายชลอยเมอ แรนด์ วัย 34 ปี ให้สัมภาษณ์ว่าเขารู้สึกเหมือน “พระเจ้ามอบชีวิตคืนมาให้” ล่าสุดเขาสามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว ส่วนเหยื่ออีกรายคือนายโมเช ไชน์  วัย 76 ปี ยังคงรักษาตัวโดยมีอาการทรงตัว

ด้านนายมาร์ก รูว์ลีย์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลลอนดอน ระบุว่านี่คือสิ่งที่เขาเรียกว่า “โรคระบาดแห่งการต่อต้านชาวยิว” ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกและในอังกฤษ โดยยืนยันว่าตำรวจจะทุ่มทรัพยากรทั้งหมดที่มีเพื่อดูแลความปลอดภัยในพื้นที่เสี่ยง

รัฐบาลอังกฤษประกาศจัดสรรงบประมาณพิเศษ 25 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1.1 พันล้านบาท) เพื่อเพิ่มกำลังสายตรวจและการรักษาความปลอดภัยในชุมชนชาวยิว อย่างไรก็ตาม ความหวาดกลัวยังคงปกคลุมไปทั่ว โดยชายชาวยิวรายหนึ่งเปิดใจกับสื่อว่าเขากำลังตัดสินใจย้ายออกจากอังกฤษมุ่งหน้าไปอิสราเอล เนื่องจาก “รู้สึกไม่ปลอดภัยอีกต่อไปเมื่อต้องเดินบนถนนในประเทศนี้”.

ที่มา BBC

ทีมกฎหมายเตรียมเข้าพบ “อองซาน ซูจี” สุดสัปดาห์นี้ หลังเมียนมาย้ายกักตัวในบ้านพัก

ทีมกฎหมายเตรียมเข้าพบ "อองซาน ซูจี" สุดสัปดาห์นี้ หลังเมียนมาย้ายกักตัวในบ้านพัก

1 พ.ค. 2569 13:14 น.

ทีมกฎหมายเตรียมเข้าพบ “อองซาน ซูจี” สุดสัปดาห์นี้ หลังเมียนมาย้ายกักตัวในบ้านพัก

ทีมกฎหมายเตรียมเข้าพบ “อองซาน ซูจี” อดีตผู้นำเมียนมา เพื่อหารือแนวทางสู้คดีในวันอาทิตย์นี้ หลังได้รับยืนยันว่าเธอถูกย้ายจากเรือนจำไปกักตัวในบ้านพักที่กรุงเนปิดอว์ พร้อมได้รับการลดโทษเพิ่มเติม

ตัวแทนทีมกฎหมายของนางอองซาน ซูจี เปิดเผยว่า มีแผนจะเข้าพบอดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐวัย 80 ปี ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ หลังจากรัฐบาลทหารเมียนมาตัดสินใจย้ายตัวเธอออกจากการคุมขังในเรือนจำไปเป็นการกักตัวภายในบ้านพักเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (30 เม.ย.)

ความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นหลังจากสื่อของรัฐบาลทหารเมียนมาได้เผยแพร่ภาพถ่ายของนางซูจี ขณะนั่งอยู่บนม้านั่งไม้ขนาบข้างด้วยเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบ 2 นาย ซึ่งถือเป็นภาพแรกของเธอที่ปรากฏต่อสาธารณะในรอบหลายปี นับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021

ตัวแทนทีมกฎหมายยืนยันกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “ขณะนี้นางอองซาน ซูจี ยังคงอยู่ในกรุงเนปิดอว์” และระบุว่าการพบกันในวันอาทิตย์นี้ (3 พ.ค.) จะไม่ใช่เพียงการเยี่ยมเยียนผู้ต้องขังตามปกติ แต่จะเป็นการหารือเรื่องสถานะทางกฎหมายและนำสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นไปมอบให้เธอด้วย

ก่อนหน้าที่จะมีการประกาศย้ายตัวไปกักตัวในบ้านพัก รัฐบาลทหารเมียนมาได้ประกาศลดโทษให้นางซูจีลงอีก 1 ใน 6 ของโทษที่เหลืออยู่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการอภัยโทษนักโทษจำนวนมากทั่วประเทศ 

ทั้งนี้ อองซาน ซูจีถูกตัดสินจำคุกรวม 33 ปี จากหลายข้อหา เช่น การคอร์รัปชัน และการละเมิดความลับทางราชการ ซึ่งพันธมิตรของเธอยืนยันว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง โดยการลดโทษครั้งก่อนถูกลดเหลือ 27 ปี และได้รับการลดโทษเพิ่มเติมในช่วงสงกรานต์เมียนมาที่ผ่านมา ขณะที่ล่าสุดได้รับการลดโทษเพิ่มอีก 1 ใน 6 อีกครั้งก่อนถูกย้ายมากักตัวในบ้านพัก

นักวิเคราะห์มองว่า ความเคลื่อนไหวของ พล.อ.อาวุโส มิน ออง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาในครั้งนี้ เกิดจากแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากประชาคมโลก โดยเฉพาะกลุ่มอาเซียนที่เรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง ซึ่งสอดคล้องกับความพยายามของเมียนมาที่ต้องการกลับเข้ามาร่วมวงประชุมระดับพยากรณ์ของอาเซียนอีกครั้ง หลังจากถูกสั่งแบนไปนับตั้งแต่เกิดรัฐประหาร

นางอองซาน ซูจี บุตรสาวของนายพลอองซาน วีรบุรุษกู้เอกราชของเมียนมา เคยถูกกักตัวในบ้านพักริมทะเลสาบอินยาในย่างกุ้งมานานรวมกว่า 15 ปีภายใต้รัฐบาลทหารชุดก่อน ก่อนจะนำพรรค NLD ชนะการเลือกตั้งและก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำพลเรือน และถูกยึดอำนาจอีกครั้งในปี 2021 ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้นำไปสู่สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน.

ที่มา Reuters

“ทรัมป์” ประกาศยกเว้นภาษี “สกอตช์วิสกี้” ให้สหราชอาณาจักร เพื่อเป็นเกียรติแก่ “คิงชาร์ลส์”

"ทรัมป์" ประกาศยกเว้นภาษี "สกอตช์วิสกี้" ให้สหราชอาณาจักร เพื่อเป็นเกียรติแก่ "คิงชาร์ลส์"

1 พ.ค. 2569 12:33 น.

“ทรัมป์” ประกาศยกเว้นภาษี “สกอตช์วิสกี้” ให้สหราชอาณาจักร เพื่อเป็นเกียรติแก่ “คิงชาร์ลส์”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างเซอร์ไพรส์ประกาศยกเลิกกำแพงภาษีวิสกี้จากสหราชอาณาจักร ระบุเพื่อเป็นเกียรติแก่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลา ในโอกาสสิ้นสุดการเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ ด้านทำเนียบระบุเป็นดีลการค้าครั้งสำคัญที่ผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่าสหรัฐฯ จะทำการยกเลิกภาษีนำเข้าและข้อจำกัดทางการค้าต่อวิสกี้จากสหราชอาณาจักร โดยระบุว่าเป็นการมอบให้เพื่อเป็นเกียรติแก่สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา เนื่องในโอกาสที่ทั้งสองพระองค์เสร็จสิ้นการเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการเป็นเวลา 4 วัน

ผู้นำสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียลหลังจากส่งเสด็จทั้งสองพระองค์ที่ทำเนียบขาว โดยระบุว่า “พระราชาและพระราชินีทรงทำให้ผมยอมทำในสิ่งที่ไม่มีใครสามารถทำได้มาก่อน ทั้งที่พระองค์แทบจะไม่ได้ร้องขอด้วยซ้ำ!” พร้อมทั้งยกย่องพระเจ้าชาร์ลส์ว่าเป็น “กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”

การตัดสินใจครั้งนี้เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างสกอตแลนด์และรัฐเคนทักกี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเบอร์เบิน (Bourbon) ที่สำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะเรื่องข้อจำกัดเกี่ยวกับถังไม้ไม้โอ๊กที่ใช้ในการบ่มสุรา ซึ่งนายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ยืนยันในเวลาต่อมาว่า มาตรการนี้จะเปิดทางให้วิสกี้จากสหราชอาณาจักรได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีในการเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ

มาตรการยกเว้นภาษีนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ทางการทูตของสหราชอาณาจักร เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของสกอตช์วิสกี้ โดยมีมูลค่าการส่งออกสูงถึง 1,200 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.9 หมื่นล้านบาท) ต่อปี ก่อนหน้านี้วิสกี้ต้องเผชิญภาษีนำเข้า 10% ในยุคทรัมป์สมัยที่ 2 และมีแนวโน้มจะดีดตัวขึ้นเป็น 25% หากมาตรการพักรบทางการค้าเดิมหมดอายุลงในปีนี้

การประกาศนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และพันธมิตรยุโรป รวมถึงรัฐบาลของนายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ในประเด็นสงครามอิหร่านที่สหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังดำเนินการอยู่

นายปีเตอร์ ไคล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าของอังกฤษ ออกมาขานรับข่าวดีนี้ โดยระบุว่าเป็นก้าวย่างที่สำคัญที่จะช่วยปกป้องตำแหน่งงานนับพันตำแหน่งในอุตสาหกรรมวิสกี้ทั่วสหราชอาณาจักร

ขณะที่โฆษกพระราชวังบักกิงแฮมแถลงว่า สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงฝากความขอบพระทัยอย่างจริงใจต่อประธานาธิบดีทรัมป์สำหรับการตัดสินใจครั้งนี้ และระบุว่าพระองค์จะทรง “ดื่มวิสกี้” เพื่อเป็นการขอบคุณในน้ำใจและการต้อนรับที่ยอดเยี่ยมของประธานาธิบดี ก่อนที่จะเสด็จพระราชดำเนินกลับ

การเยือนในครั้งนี้ แม้ทางการจะระบุว่าเป็นการเฉลิมฉลองโอกาสที่สหรัฐฯ เตรียมครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศเอกราชจากอังกฤษ แต่ในสายตาของนักวิเคราะห์มองว่านี่คือการใช้ “ซอฟท์ พาวเวอร์” ของราชวงศ์อังกฤษในการเชื่อมความสัมพันธ์ทางการค้าระดับโลกอย่างได้ผล.

ที่มา Reuters / AFP

ออสเตรเลียเดือด มวลชนบุกล้อม รพ. หวังล้างแค้นผู้ต้องหาฆ่า ด.ญ. พื้นเมือง 5 ขวบ

ออสเตรเลียเดือด มวลชนบุกล้อม รพ. หวังล้างแค้นผู้ต้องหาฆ่า ด.ญ. พื้นเมือง 5 ขวบ

1 พ.ค. 2569 12:03 น.

ออสเตรเลียเดือด มวลชนบุกล้อม รพ. หวังล้างแค้นผู้ต้องหาฆ่า ด.ญ. พื้นเมือง 5 ขวบ

เกิดเหตุจลาจลรุนแรงในเมืองอลิซสปริงส์ ของออสเตรเลีย เมื่อกลุ่มฝูงชนที่โกรธแค้นบุกล้อมโรงพยาบาลและปะทะกับตำรวจ เพื่อหวังใช้กฎจารีต “สะสางแค้น” กับผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมเด็กหญิงชาวพื้นเมืองวัย 5 ขวบ

สถานการณ์ในเมืองอลิซสปริงส์ ตอนกลางของประเทศออสเตรเลีย ทวีความตึงเครียดเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (30 เม.ย.) หลังจากตำรวจยืนยันการจับกุม นายเจฟเฟอร์สัน ลูอิส ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุฆาตกรรมเด็กหญิงชาวพื้นเมืองวัย 5 ขวบ หรือที่ครอบครัวอนุญาตให้ระบุชื่อชั่วคราวว่า “คุมานจายี ลิตเติล เบบี้” (Kumanjayi Little Baby) ทั้งนี้ การใช้ชื่อ “คุมานจายี” เป็นธรรมเนียมของชาวพื้นเมืองออสเตรเลีย เพื่อหลีกเลี่ยงการออกชื่อผู้ล่วงลับโดยตรงในช่วงเวลาแห่งการไว้อาลัย

เด็กหญิงคนดังกล่าวหายตัวไปจากแคมป์ที่พักชาวพื้นเมือง “Old Timers” ตั้งแต่คืนวันเสาร์ที่ผ่านมา นำไปสู่ปฏิบัติการค้นหาครั้งใหญ่ทั้งทางบก ม้า และเฮลิคอปเตอร์ ท่ามกลางการเฝ้าติดตามของประชาชนจำนวนมาก จนกระทั่งเมื่อวันพฤหัสบดี เจ้าหน้าที่พบร่างที่ไร้วิญญาณของเธอในพุ่มไม้ ห่างจากแคมป์ประมาณ 5 กิโลเมตร

หลังข่าวการพบศพแพร่สะพัด นายลูอิส ผู้ต้องสงสัยซึ่งเพิ่งพ้นคุกมาได้เพียง 6 วันก่อนเกิดเหตุ ได้เข้ามอบตัวกับกลุ่มสมาชิกชุมชนพื้นเมือง แต่เขาถูกรุมประชาทัณฑ์จนสลบคาที่ ก่อนที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยจะเข้าช่วยเหลือนำตัวส่งโรงพยาบาล

เมื่อกลุ่มฝูงชนทราบว่าผู้ต้องหาถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลอลิซสปริงส์ คนกว่า 200 รายได้รวมตัวกันบุกล้อมอาคาร พยายามจะเข้าไปภายในเพื่อชำระแค้นตามความเชื่อ “Payback” หรือการลงทัณฑ์ตามจารีตของชาวพื้นเมือง

โดยฝูงชนขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่และพยายามจุดไฟเผารถตำรวจ ส่งผลให้ตำรวจต้องตัดสินใจใช้แก๊สน้ำตาเพื่อสลายการชุมนุม เหตุรุนแรงทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและกู้ภัยได้รับบาดเจ็บหลายนาย โดยมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงรายหนึ่งได้รับบาดเจ็บรุนแรงที่ใบหน้า

มาร์ติน โดล ผู้บัญชาการตำรวจนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี แถลงว่าพฤติกรรมความรุนแรงดังกล่าวเป็นสิ่งที่ “ยอมรับไม่ได้” พร้อมยืนยันว่าได้เคลื่อนย้ายตัวนายลูอิสไปคุมขังยังเมืองดาร์วินเพื่อความปลอดภัยแล้ว และเตรียมแจ้งข้อหาหนักในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ยังประกาศตามล่าบุคคลในชุมชนที่อาจให้ความช่วยเหลือหรือซ่อนตัวคนร้ายในช่วงที่หลบหนี

ด้านคุณตาของเด็กหญิง และผู้อาวุโสกลุ่มชาติพันธุ์วาร์ลปิริ (Warlpiri) ได้ออกแถลงการณ์ขอความร่วมมือให้คนในชุมชนอยู่ในความสงบ “ตอนนี้เป็นเวลาแห่งความเศร้าโศก เพื่อแสดงความเคารพต่อครอบครัวและไว้อาลัยให้หลานสาวของเรา เราต้องปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมทำหน้าที่ของมัน”

ขณะนี้ร่างของเด็กหญิงอยู่ระหว่างการชันสูตรอย่างละเอียดเพื่อยืนยันสาเหตุการเสียชีวิต ท่ามกลางความโศกเศร้าของอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่นับร้อยคนที่ร่วมกันออกตามหาเธอตลอด 5 วันที่ผ่านมา

การใช้ชื่อ “คุมานจายี” (Kumanjayi) เป็นธรรมเนียมของชาวพื้นเมืองออสเตรเลีย เพื่อหลีกเลี่ยงการออกชื่อผู้ล่วงลับโดยตรงในช่วงเวลาแห่งการไว้อาลัย.

ที่มา  ABC News / BBC

ศาลสิงคโปร์สั่งปรับนักกิจกรรมหญิง 3 คน เดินขบวนหนุนปาเลสไตน์

ศาลสิงคโปร์สั่งปรับนักกิจกรรมหญิง 3 คน เดินขบวนหนุนปาเลสไตน์

1 พ.ค. 2569 11:52 น.

ศาลสิงคโปร์สั่งปรับนักกิจกรรมหญิง 3 คน เดินขบวนหนุนปาเลสไตน์

ศาลสูงสิงคโปร์มีคำพิพากษาสั่งปรับนักกิจกรรมหญิง 3 คน คนละ 3,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 75,000 บาท หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานจัดขบวนเดินแสดงจุดยืนสนับสนุนชาวปาเลสไตน์โดยไม่ได้รับอนุญาต

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ศาลสูงสิงคโปร์มีคำพิพากษาสั่งปรับนักกิจกรรมหญิง 3 คน คนละ 3,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 75,000 บาท หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานจัดขบวนเดินแสดงจุดยืนสนับสนุนชาวปาเลสไตน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามกฎหมายควบคุมการชุมนุมที่เข้มงวดของสิงคโปร์

ก่อนหน้านี้ นักกิจกรรมทั้ง 3 คน ได้แก่ Mossammad Sobikun Nahar และ Siti Amirah Mohamed Asrori และ Kokila Annamalai ได้รับการยกฟ้องจากศาลชั้นต้นเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 นักกิจกรรมทั้งสามคนได้นำกลุ่มผู้ชุมนุมราว 70 คน เดินจากห้างสรรพสินค้าไปยังบริเวณใกล้ทำเนียบประธานาธิบดีสิงคโปร์ เพื่อยื่นจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้สิงคโปร์ตัดความสัมพันธ์กับอิสราเอล จากกรณีสงครามในฉนวนกาซา ภาพจากเหตุการณ์เผยให้เห็นผู้ร่วมกิจกรรมถือร่มลายแตงโม  ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้สนับสนุนชาวปาเลสไตน์ในหลายประเทศ

อัยการสิงคโปร์ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษายกฟ้อง และศาลสูงมีคำสั่งกลับคำตัดสินเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยระบุว่า จำเลยควรตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนว่าเส้นทางเดินขบวนอยู่ในพื้นที่ห้ามชุมนุมหรือไม่

ทั้งนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ยืนยันมาโดยตลอดว่า กฎหมายควบคุมการชุมนุมและการประท้วงมีความจำเป็นต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปรองดองในสังคม แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนและนักวิจารณ์มองว่า เป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและการเคลื่อนไหวทางการเมืองของประชาชนอย่างมาก.

ที่มา AFP

รถบัสฝึกขับพุ่งตกแม่น้ำแซน ใกล้กรุงปารีส ผู้โดยสาร 4 ชีวิตรอด

รถบัสฝึกขับพุ่งตกแม่น้ำแซน ใกล้กรุงปารีส ผู้โดยสาร 4 ชีวิตรอด

1 พ.ค. 2569 11:15 น.

รถบัสฝึกขับพุ่งตกแม่น้ำแซน ใกล้กรุงปารีส ผู้โดยสาร 4 ชีวิตรอด

เกิดเหตุระทึกทางตอนใต้ของกรุงปารีส เมื่อพนักงานขับรถเมล์ฝึกหัดเสียการควบคุม พุ่งชนรถยนต์ที่จอดอยู่ก่อนพาผู้โดยสารและครูฝึกดิ่งลงแม่น้ำแซน แต่ทั้ง 4 คนได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเหตุการณ์อุบัติเหตุรุนแรงที่เมืองอูว์วีซี-ซูร์-ออร์ฌ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อรถโดยสารประจำทางพุ่งตกลงไปในแม่น้ำแซนในช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (30 เม.ย.) ส่งผลให้มีผู้อยู่บนรถ 4 รายต้องลอยคอรอการช่วยเหลือกลางแม่น้ำ

พยานผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า รถเมล์คันดังกล่าวไม่ได้เลี้ยวขวาตามเส้นทางที่ควรจะเป็น แต่กลับขับพุ่งตรงไปข้างหน้าชนเข้ากับรถยนต์สีฟ้าคันหนึ่งที่จอดอยู่ริมทาง ก่อนจะกวาดเอารถคันนั้นพุ่งลงไปในแม่น้ำแซนพร้อมกัน แรงกระแทกส่งเสียงดังสนั่นจนประชาชนในละแวกนั้นคิดว่าเกิดเหตุระเบิด

หน่วยกู้ภัยระดมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 110 นาย พร้อมด้วยนักประดาน้ำ รถดับเพลิง เรือกู้ภัย โดรน และเฮลิคอปเตอร์ เข้าควบคุมสถานการณ์และตรวจสอบว่าไม่มีบุคคลอื่นติดอยู่ในซากรถที่จมอยู่ใต้น้ำ

ในช่วงนาทีวิกฤต โดเรียน เลอแดง โค้ชสโมสรพายเรือท้องถิ่นซึ่งกำลังเตรียมฝึกซ้อม เห็นเหตุการณ์พอดีจึงรีบนำเรือกู้ภัยของสโมสรออกไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่กำลังตะโกนขอความช่วยเหลือ

เลอแดงกล่าวกับสื่อท้องถิ่นว่า “ผู้หญิงสองคนเกาะเรือของผมไว้ พวกเขาอยู่ในอาการช็อกและว่ายน้ำไม่เป็น ท่ามกลางกระแสน้ำที่เชี่ยวมาก” 

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มพลเมืองดีที่อยู่บนเรือบรรทุกสินค้าใกล้เคียง ช่วยกันโยนห่วงยางชูชีพลงไปให้ผู้ประสบภัยก่อนที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยจะเดินทางมาถึง

โฆษกหน่วยงานขนส่ง Île-de-France Mobilités (IDFM) ยืนยันว่า พนักงานขับรถเป็นหญิงสาวที่อยู่ในช่วง “การฝึกหัดภาคปฏิบัติขั้นสุดท้าย” โดยมีครูฝึกดูแลอย่างใกล้ชิด ขณะเกิดเหตุมีผู้โดยสารบนรถ 2 คน รวมเป็น 4 คน ซึ่งทั้งหมดได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย

ผลตรวจของพนักงานฝึกหัดและครูฝึกเป็น “ลบ” โดยไม่พบสารเสพติด พนักงานขับรถถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวนหาสาเหตุ ด้านเจ้าหน้าที่ยืนยันไม่พบความเสี่ยงของการรั่วไหลของมลพิษลงในแม่น้ำแซน

นางลามียา เบนซาร์ซา เรดา นายกเทศมนตรีเมืองอูว์วีซี-ซูร์-ออร์ฌ ระบุว่าเธอรู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก เพราะไม่เคยมีอุบัติเหตุในลักษณะนี้ในพื้นที่มาก่อน แต่ถือเป็นเรื่องโชคดีที่ไม่มีความสูญเสียถึงแก่ชีวิต

ขณะนี้ซากรถเมล์และรถยนต์คู่กรณีถูกลากขึ้นจากน้ำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายในเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป.

ที่มา Le Monde / BBC

Banksy ยืนยันผลงานรูปปั้นปริศนากลางลอนดอน “ชายถูกธงบังตา”

Banksy ยืนยันผลงานรูปปั้นปริศนากลางลอนดอน "ชายถูกธงบังตา"

1 พ.ค. 2569 10:46 น.

Banksy ยืนยันผลงานรูปปั้นปริศนากลางลอนดอน “ชายถูกธงบังตา”

ศิลปินสตรีทอาร์ทนิรนาม “Banksy” ยืนยันเป็นเจ้าของผลงานรูปปั้นปริศนาที่โผล่ใจกลางกรุงลอนดอน เผยแพร่คลิปแอบติดตั้งกลางดึก สื่อถึงชายในชุดสูทที่ก้าวเดินอย่างไม่รู้อนาคตเพราะถูกธงบังตา

“แบงก์ซี” (Banksy) ศิลปินกราฟฟิตี้ผู้ลึกลับระดับโลก ยืนยันผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวว่าเขาคือผู้อยู่เบื้องหลังผลงานประติมากรรมชิ้นใหม่ที่เพิ่งปรากฏขึ้นบริเวณย่านพอลมอลล์ ใจกลางกรุงลอนดอน ซึ่งกำลังกลายเป็นจุดสนใจและดึงดูดฝูงชนให้มาเข้าชมอย่างล้นหลาม

รูปปั้นดังกล่าวตั้งอยู่บนเกาะกลางถนนในจัตุรัสวอเตอร์ลู ใกล้กับอนุสาวรีย์บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่าง พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 และฟลอเรนซ์ ไนติงเกล โดยลักษณะของงานชิ้นนี้เป็นรูปชายสวมชุดสูทยืนอยู่บนแท่นหิน ในลักษณะกำลังก้าวเดินออกไปสู่ความว่างเปล่า ส่วนมือของเขากำลังถือธงที่สะบัดมาพันรอบศีรษะจนปิดบังการมองเห็นทั้งหมด ทำให้ดูเหมือนเขากำลังก้าวเดินไปสู่ความอันตรายโดยไม่รู้ตัว และมีชื่อ “Banksy” เขียนไว้อย่างลวกๆ ที่ฐานของรูปปั้น

โฆษกส่วนตัวของแบงก์ซีเปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ศิลปินแอบนำรูปปั้นนี้มาติดตั้งในช่วงเช้ามืดของวันพุธ โดยเลือกจุดนี้เพราะเห็นว่า “ยังมีช่องว่างเหลืออยู่” ขณะที่ในคลิปวิดีโอเผยให้เห็นการใช้เครื่องจักรหนักในการยกติดตั้งภายใต้ความมืด

ผลงานชิ้นนี้ได้รับคำวิจารณ์ที่หลากหลาย ผู้เข้าชมบางส่วนมองว่าเป็นการเสียดสีทางการเมือง โดยนักศึกษาวัย 23 ปีรายหนึ่งให้ความเห็นว่า “ชุดสูทนั้นตะโกนบอกว่าเป็นนักการเมือง” และเชื่อว่าเป็นการตอบโต้กระแสชาตินิยมที่กำลังรุนแรงขึ้นทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทุกคนจะชื่นชอบ ในคลิปวิดีโอของแบงก์ซีเองยังเผยให้เห็นชายสูงอายุคนหนึ่งที่เดินผ่านมาแล้วบอกตรงๆ ว่า “ผมไม่ชอบมันเลย รูปปั้นดั้งเดิมตรงโน้นยังดูดีกว่า”

การเผยผลงานครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งเดือนหลังจากมีรายงานข่าวเชิงสืบสวนจากสำนักข่าวรอยเตอร์ที่พยายามระบุตัวตนที่แท้จริงของแบงก์ซี ว่าเขาคือ “โรบิน กันนิงแฮม” หรือ “เดวิด โจนส์” ชายชาวอังกฤษวัย 52 ปี แต่เจ้าตัวก็ยังไม่เคยออกมายอมรับอย่างเป็นทางการ

ด้านสภาเขตเวสต์มินสเตอร์ ระบุว่ารู้สึกตื่นเต้นกับผลงานชิ้นใหม่นี้ที่มาช่วยเติมสีสันให้งานศิลปะสาธารณะของเมือง และได้ดำเนินขั้นตอนเบื้องต้นในการดูแลความปลอดภัยของรูปปั้น เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าชมได้ต่อไป โดยยังไม่มีแผนที่จะรื้อถอนในขณะนี้.

ที่มา AFP

เผยทรัมป์เตรียมรับฟังแผนโจมตีอิหร่านเพิ่ม หวังกดดันยอมอ่อนข้อเจรจานิวเคลียร์

เผยทรัมป์เตรียมรับฟังแผนโจมตีอิหร่านเพิ่ม หวังกดดันยอมอ่อนข้อเจรจานิวเคลียร์

1 พ.ค. 2569 09:16 น.

เผยทรัมป์เตรียมรับฟังแผนโจมตีอิหร่านเพิ่ม หวังกดดันยอมอ่อนข้อเจรจานิวเคลียร์

สื่อสหรัฐเผย “โดนัลด์ ทรัมป์” เตรียมรับฟังทางเลือกปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านเพิ่มเติม หลังใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลกดดันอิหร่าน ขณะที่อิหร่านย้ำพร้อมปกป้องโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธเต็มที่

วันที่ 30 เมษายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เตรียมรับฟังแผนปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมต่ออิหร่าน ท่ามกลางความพยายามของสหรัฐในการเพิ่มแรงกดดันให้เตหะรานยอมอ่อนข้อในการเจรจาประเด็นนิวเคลียร์

รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า กองทัพสหรัฐกำลังจัดเตรียมปฏิบัติการโจมตีแบบ กระชับเวลาแต่มีความรุนแรง โดยมีเป้าหมายเพื่อบีบให้อิหร่านแสดงความยืดหยุ่นมากขึ้นต่อข้อเรียกร้องเรื่องโครงการนิวเคลียร์

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ถูกมองว่าใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลและกดดันเส้นทางการค้า มากกว่าการโจมตีทางอากาศเต็มรูปแบบเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับอิหร่าน โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก

ด้านอยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ออกแถลงการณ์ผ่านสื่อของรัฐ ยืนยันว่าอิหร่านพร้อมปกป้องขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธ  ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินของชาติ  พร้อมย้ำว่าอิหร่านมีสิทธิบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซแต่เพียงผู้เดียว

ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์ เดอะ วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า สหรัฐกำลังผลักดันให้หลายประเทศเข้าร่วมกองกำลังผสม เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยในการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ โดยจะอยู่ภายใต้การนำของสหรัฐ และมุ่งเน้นด้านการแบ่งปันข่าวกรอง รวมถึงการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ปิดฉากการเยือนสหรัฐฯ สุดชื่นมื่น

 สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ปิดฉากการเยือนสหรัฐฯ สุดชื่นมื่น

1 พ.ค. 2569 09:15 น.

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ปิดฉากการเยือนสหรัฐฯ สุดชื่นมื่น

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ปิดฉากการเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการในรัฐเวอร์จิเนีย ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่น ท่ามกลางการจับตามองการฟื้นฟูสัมพันธ์ของสองชาติ

ในวันสุดท้ายของการเยือนสหรัฐอเมริกา สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา พระราชาและพระราชินีแห่งสหราชอาณาจักร เสด็จไปยังเมืองฟรอนต์รอยัล รัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นเมืองเล็กที่มีประชากรราว 15,000 คน เพื่อร่วมงานบล็อกปาร์ตี้ หรือการเฉลิมฉลองระดับชุมชน เนื่องในโอกาสครบรอบ 250 ปีเอกราชของสหรัฐฯ

บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก แตกต่างจากความเป็นทางการในกรุง วอชิงตัน ดีซี โดยมีทั้งดนตรีบลูแกรส คันทรีร็อก ขบวนพาเหรด รถคลาสสิก และการแสดงเต้นพื้นเมือง Appalachian clog dancing ที่ทั้งสองพระองค์ทรงทอดพระเนตรอย่างสนใจ

ขณะที่ประชาชนจำนวนมากออกมาต้อนรับ พร้อมเสียงเชียร์ดังกึกก้อง นับเป็นครั้งแรกในการเยือนครั้งนี้ที่พระราชวงศ์ได้ใกล้ชิดกับประชาชนทั่วไป ผ่านการเดินทักทายและจับมืออย่างเป็นกันเอง 

ไฮไลต์ของงานยังรวมถึงอาหารแบบ pot luck ที่ทุกคนนำอาหารมาแบ่งปันกัน โดยพระราชาและพระราชินีได้นำอาหารจากพระราชวังมาร่วมด้วย ทั้ง Coronation quiche เค้ก Victoria sponge และน้ำผึ้งจากรังผึ้งหลวง

ก่อนหน้านี้ทั้งสองพระองค์ได้เสร็จสิ้นภารกิจสำคัญใน วอชิงตัน ดีซี โดยเข้าอำลาประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เมลาเนีย ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาว รวมถึงวางพวงมาลาที่สุสานทหารนิรนาม ณ สุสานแห่งชาติอาร์ลิงตัน

การเยือนครั้งนี้ได้รับการประเมินว่าประสบความสำเร็จเกินคาด โดยเฉพาะการกล่าวสุนทรพจน์ต่อสภาคองเกรสที่ได้รับเสียงปรบมืออย่างกว้างขวาง

หลังเสร็จสิ้นภารกิจในสหรัฐฯ ขบวนเสด็จได้ออกเดินทางต่อไปยังจุดหมายถัดไปคือ เบอร์มิวดา ท่ามกลางภาพความทรงจำของการเยือนที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น.

ที่มา : BBC