สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 15 กันยายน 2569

15 กันยายน 2569 เวลา 18:08 น.

วันที่ 15 กันยายน 2569 เวลา 10.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1  ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้

กฎหมาย

  1. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ (ฉบับที่ ..)
    พ.ศ. ….

              คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่คณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการเสนอ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วและให้ดำเนินการต่อไปได้

                รวมทั้งให้คณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการรับความเห็นของสำนักงบประมาณและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

                สาระสำคัญของเรื่อง

              ค.ต.ป. เสนอว่า

  1. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ พ.ศ. 2569 (ระเบียบฉบับปัจจุบัน) ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 มีสาระสำคัญเป็นการวางหลักเกณฑ์และกลไกการตรวจสอบและประเมินผลการบริหารและการปฏิบัติภารกิจของหน่วยงานรัฐ เพื่อบรรลุเป้าหมายของประเด็นนโยบายสำคัญให้เป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีในด้านต่าง ๆ โดยมี ค.ต.ป. ทำหน้าที่วางนโยบายในการตรวจสอบและประเมินผลในภาคราชการตามประเด็นนโยบายของรัฐบาล ติดตาม และตรวจสอบเพื่อให้หน่วยงานรัฐดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ ซึ่งข้อ 16 ของระเบียบดังกล่าวกำหนดให้แต่ละกระทรวงอาจจัดให้มี ค.ต.ป. ประจำกระทรวงของตนเองก็ได้ ทั้งนี้ หน้าที่และอำนาจของ ค.ต.ป. ประจำกระทรวงให้เป็นไปตามที่ ค.ต.ป. กำหนด
  2. ปัจจุบัน ค.ต.ป. ประจำกระทรวงที่แต่งตั้งตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ระเบียบฉบับเดิม) ยังคงมีภารกิจหน้าที่ในการดำเนินการตามแนวทางการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยต้องจัดทำรายงานผลการตรวจสอบและประเมินผลรอบ 12 เดือน เสนอรัฐมนตรีเจ้าสังกัดพิจารณา และส่งสำเนาให้ปลัดกระทรวงและสำนักงาน ก.พ.ร. ภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 อย่างไรก็ดี ระเบียบฉบับปัจจุบันมิได้กำหนดบทเฉพาะกาลรองรับสถานะและการปฏิบัติงานของ ค.ต.ป. ประจำกระทรวงที่ได้รับการแต่งตั้งไว้ตามระเบียบฉบับเดิม ซึ่งอาจเกิดปัญหาความไม่ต่อเนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ดังนั้น เพื่อให้ ค.ต.ป. ประจำกระทรวง ชุดปัจจุบันสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามแนวทางการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สำนักงาน ก.พ.ร. จึงเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ พ.ศ. 2569 โดยเพิ่มเติมบทเฉพาะกาลเพื่อรองรับการปฏิบัติงานของ ค.ต.ป. ประจำกระทรวงชุดปัจจุบัน ที่ได้รับการแต่งตั้งตามระเบียบเดิมให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
  3. ในคราวประชุม ค.ต.ป. ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 มีมติเห็นชอบ
    การแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ พ.ศ. 2569
    และให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
  4. ค.ต.ป. จึงได้เสนอร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. มาเพื่อดำเนินการ โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

                        4.1 กำหนดให้ ค.ต.ป. ประจำกระทรวงที่แต่งตั้งตามระเบียบฉบับเดิมยังคงดำรงตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และให้มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนและประโยชน์ตอบแทนอื่นตามที่เคยได้รับต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้ง ค.ต.ป. ประจำกระทรวงชุดใหม่ตามระเบียบฉบับปัจจุบัน (เพิ่มข้อ 17/1)

                        4.2 กำหนดให้บรรดาระเบียบ ประกาศ ข้อกำหนด คำสั่งหรือมติ ค.ต.ป. และ
ค.ต.ป. ประจำกระทรวงที่แต่งตั้งตามระเบียบฉบับเดิม และใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่ระเบียบฉบับปัจจุบันใช้บังคับยังคงใช้บังคับต่อไปได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบฉบับปัจจุบันจนกว่าจะมีระเบียบ ประกาศ ข้อกำหนด คำสั่ง หรือมติตามระเบียบนี้ (เพิ่มข้อ 17/2)

                        4.3 กำหนดให้การติดตาม ตรวจสอบ ให้ข้อเสนอแนะ หรือการดำเนินการอื่นใดตามหน้าที่และอำนาจของ ค.ต.ป. และ ค.ต.ป. ประจำกระทรวงที่แต่งตั้งตามระเบียบฉบับเดิมซึ่งได้ดำเนินการอยู่ก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นการดำเนินการตามระเบียบนี้และการดำเนินการต่อไปให้เป็นไปตามระเบียบนี้เช่นเดียวกัน (เพิ่มข้อ 17/3)

  1. เรื่อง ร่างระเบียบคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ว่าด้วยหลักเกณฑ์การได้มา การใช้ หรือจัดหาประโยชน์ในที่ดินที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกได้มาโดยวิธีการจัดซื้อ เช่า เช่าซื้อ แลกเปลี่ยน เวนคืน หรือโดยวิธีการอื่น พ.ศ. ….

              คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบร่างระเบียบคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ว่าด้วยหลักเกณฑ์การได้มา การใช้ หรือจัดหาประโยชน์ในที่ดินที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกได้มาโดยวิธีการจัดซื้อ เช่า เช่าซื้อ แลกเปลี่ยน เวนคืน หรือโดยวิธีการอื่น พ.ศ. …. ตามที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเสนอ โดยให้แก้ไขบทอาศัยอำนาจ จาก “อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 วรรคหนึ่ง (7) และมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561” เป็น “อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (7) และมาตรา 34 วรรคหนึ่งและวรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561” และตัดบทบัญญัติการกำหนดลักษณะต้องห้ามของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ร่างข้อ 8 และร่างข้อ 17 วรรคสาม) ในร่างระเบียบดังกล่าวออกตามข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา แล้วดำเนินการต่อไปได้

                รวมทั้งให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกรับความเห็นของกระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

                สาระสำคัญของเรื่อง

                กพอ. เสนอว่า

  1. โดยที่พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 มาตรา 34 บัญญัติให้
    สกพอ. มีอำนาจดำเนินการโดยวิธีการจัดซื้อ เช่า เช่าซื้อ แลกเปลี่ยน เวนคืน หรือโดยวิธีการอื่นตามหลักเกณฑ์ที่ กพอ. กำหนด ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องได้มา ซึ่งที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สกพอ. จึงได้ดำเนินการยกร่างระเบียบคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ว่าด้วยหลักเกณฑ์การได้มา การใช้ หรือจัดหาประโยชน์ในที่ดินที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกได้มาโดยวิธีการจัดซื้อ เช่า เช่าซื้อ แลกเปลี่ยน เวนคืน หรือโดยวิธีการอื่น พ.ศ. … โดยเป็นการดำเนินการออกกฎหมายลำดับรองตามบทบัญญัติดังกล่าวและมีสาระสำคัญ ดังนี้
ประเด็นรายละเอียด
1. กำหนดบทนิยาม (ร่างข้อ 3)• ได้แก่ คำว่า “ที่ดิน” “ค่าตอบแทน” และ “โครงการ”
2. ขอบเขตการใช้บังคับ (ร่างข้อ 4) • ระเบียบนี้ไม่ใช้บังคับกับการได้มาซึ่งที่ดินโดยวิธีการ
ที่นอกเหนือจากมาตรา 34
แห่งพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 (ได้แก่ การจัดซื้อ เช่า เช่าซื้อ แลกเปลี่ยน เวนคืน และโดยวิธีการอื่น) หรือโดยมุ่งหมายเพื่อการใช้ประโยชน์สำหรับการปฏิบัติงานของ สกพอ. หรือโดยผลของสัญญาร่วมลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนหรือกฎหมายว่าด้วยเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือสัญญาเช่าหรือสัญญาต่างตอบแทนอื่นที่มิใช่เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
3. หมวด 1 การได้มา (ร่างข้อ 6 – 15)    3.1 ขั้นตอนการดำเนินการ            3.2 คณะกรรมการเฉพาะกิจ        3.3 การดำเนินการให้ได้มาซึ่งที่ดิน                       3.4 การพิจารณาทบทวน • เมื่อ สกพอ. เห็นว่ามีความจำเป็นต้องได้มาซึ่งที่ดินแปลงใดเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
ให้เสนอโครงการต่อ กพอ. เห็นชอบหลักการของโครงการ และแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ
เพื่อศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ ความเหมาะสมทางด้านการเงินตลอดจนผลกระทบและแนวทางหรือมาตรการป้องกัน แก้ไข หรือเยียวยาผลกระทบดังกล่าว และความคุ้มค่าที่ประชาชนในพื้นที่และรัฐจะได้รับจากการได้มาซึ่งที่ดิน รวมทั้งวิธีการได้มาซึ่งที่ดินที่เหมาะสมหรือเรื่องอื่นใด ที่เกี่ยวข้องกับโครงการนั้น (ร่างข้อ 6)• คณะกรรมการเฉพาะกิจ มีจำนวนไม่เกิน 7 คน โดยจะต้องไม่มีส่วนได้เสียในการได้มาซึ่งที่ดินและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนด และให้คณะกรรมการเฉพาะกิจสิ้นสุดลงเมื่อได้มาซึ่งที่ดินแล้ว หรือ กพอ. มีมติเห็นชอบให้ยุติโครงการ(ร่างข้อ 7 -10)• เมื่อคณะกรรมการเฉพาะกิจได้ศึกษาความเหมาะสมดังกล่าวเรียบร้อยแล้วให้รายงานต่อ กพอ. เพื่อพิจารณาเห็นชอบ ก่อนให้ สกพอ. ดำเนินการให้ได้มาซึ่งที่ดิน (ร่างข้อ 11 – 14) ดังนี้1. กรณีวิธีซื้อ เช่า เช่าซื้อ หรือแลกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ ให้สกพอ. สามารถเจรจากับเจ้าของหรือผู้มีสิทธิในที่ดินได้โดยตรง2. กรณีวิธีเวนคืน ให้ สกพอ. ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์3. กรณีวิธีการอื่น ๆ เช่น การได้มาซึ่งสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การได้มาซึ่งสิทธิการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน และการได้มาซึ่งสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฎหมายอื่น ให้ สกพอ. ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการนั้น• ในกรณีที่ สกพอ. ไม่สามารถดำเนินการตามผลการศึกษาได้ ให้จัดทำรายงานและเสนอให้คณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาทบทวนหรือกำหนดวิธีการอื่นให้ กพอ. พิจารณาอีกครั้ง(ร่างข้อ 15)
4. หมวด 2 การใช้หรือการจัดหาประโยชน์ในที่ดิน (ร่างข้อ 16 – 20)  4.1 การใช้หรือจัดหาประโยชน์ในที่ดิน      4.2 คณะกรรมการพิจารณาการจัดหาประโยชน์ในที่ดิน       4.3 วิธีการจัดหาประโยชน์ในที่ดิน          4.4 ปัจจัยในการพิจารณาระยะเวลาและค่าตอบแทน  • กำหนดให้ สกพอ. ใช้หรือจัดหาประโยชน์ในที่ดินตามวัตถุประสงค์ของโครงการในกรณีการได้มาซึ่งที่ดินด้วยวิธี
การซื้อ เช่า เช่าซื้อ แลกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ หรือวิธีการอื่น ๆ และตามวัตถุประสงค์ของการเวนคืนในกรณีการได้มาซึ่งที่ดินโดยวิธีเวนคืน (ร่างข้อ 16)• กำหนดให้ กพอ. แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาการจัดหาประโยชน์ในที่ดิน จำนวนไม่เกิน 7 คน (เลขาธิการ กพอ. เป็นประธานกรรมการ) มีหน้าที่และอำนาจเชิญชวนให้ยื่นข้อเสนอ พิจารณาคัดเลือก เจรจา ค่าตอบแทน หรือเงื่อนไขเกี่ยวกับการจัดหาประโยชน์ในที่ดิน และเสนอความเห็นต่อ สกพอ. โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ สกพอ. ประกาศกำหนด(ร่างข้อ 17 และข้อ 20)• กำหนดให้การจัดหาประโยชน์ในที่ดินกระทำโดยวิธีการประมูลโดยประกาศเชิญชวนเป็นการทั่วไป เว้นแต่กรณีการจัดหาประโยชน์ในที่ดินกับหน่วยงานของรัฐเพื่อปฏิบัติตามหน้าที่
การจัดหาประโยชน์ในที่ดินกับเอกชนเพื่อดำเนินการตามนโยบายรัฐ หรือกรณีอื่น ๆ ที่คณะกรรมการพิจารณาการจัดหาประโยชน์ในที่ดินเห็นว่าไม่เหมาะสมที่จะกระทำด้วยวิธีการประมูล ให้มีหนังสือเชิญชวนผู้ที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดหลายรายหรือเพียงรายเดียวให้เข้าร่วมยื่นข้อเสนอหรือเข้าเจรจาตกลงโดยตรงก็ได้ (ร่างข้อ 18)• กำหนดปัจจัยในการพิจารณาระยะเวลาและค่าตอบแทนการให้ใช้ประโยชน์ในที่ดิน ได้แก่ วัตถุประสงค์และแนวทางการใช้ประโยชน์หรือการพัฒนาในที่ดิน มูลค่าที่ดิน สภาพ ทำเล ที่ตั้ง ข้อจำกัดของที่ดิน อัตราค่าตอบแทนตามปกติในท้องตลาด มูลค่าอสังหาริมทรัพย์อื่นบนที่ดินที่ตกหรือจะตกเป็นของ สกพอ. และต้นทุนการดำเนินการของภาครัฐในการได้มาและพัฒนาที่ดิน (ร่างข้อ 19)
  1. สกพอ. ได้เสนอร่างระเบียบดังกล่าวให้คณะอนุกรรมการด้านกฎหมายภายใต้ กพอ. พิจารณา โดยในการประชุมคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายภายใต้ กพอ. ครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 คณะอนุกรรมการด้านกฎหมายภายใต้ กพอ. ได้มีมติเห็นชอบร่างระเบียบดังกล่าว และต่อมา กพอ. ในการประชุมครั้งที่ 2/2568 (นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเป็นประธานกรรมการ) ได้มีมติเห็นชอบร่างระเบียบดังกล่าวและให้เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบต่อไป
  2. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ โดย สกพอ. คาดว่าร่างระเบียบดังกล่าวจะทำให้ภาครัฐมีที่ดินสำหรับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่ภาครัฐในการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะต่อไป

เศรษฐกิจ-สังคม

  1. เรื่อง การเสนอพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์เป็นอุทยานมรดกอาเซียน

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการเสนอพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์เป็นอุทยานมรดกอาเซียน ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ

[จะมีการประเมินพื้นที่จากคณะผู้เชี่ยวชาญของศูนย์อาเซียนว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (ASEAN Centre for Biodiversity : ACB) ระหว่างวันที่ 16 – 18 กันยายน 2569]

                เรื่องเดิม

                ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติเห็นชอบการเสนอพื้นที่อุทยานมรดกอาเซียน ดังนี้

พื้นที่มติคณะรัฐมนตรีปีที่ได้รับการประกาศ
1) อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ไม่ได้นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเนื่องจากเป็นการดำเนินการตั้งแต่ช่วงปี 2527 -2546ซึ่งในขณะนั้นเรื่องลักษณะนี้ ไม่ได้มีข้อกฎหมายกำหนดให้ต้องนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี2527
2) อุทยานแห่งชาติตะรุเตา2527
3) กลุ่มอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะ
สิมิลันและอ่าวพังงา
2546
4) กลุ่มป่าแก่งกระจาน ประกอบด้วย อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แม่น้ำภาชี2546
5) อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม – เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง23 สิงหาคม 25612562 
6) อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง
7) อุทยานแห่งชาติเขาสก30 มิถุนายน 25632564
8) อุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอนอยู่ระหว่างการพิจารณา
9) เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว – อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว29 มีนาคม 25652566
10) อุทยานแห่งชาติภูกระดึง
11) ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู)เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาราชินี จังหวัดสมุทรปราการ11 มิถุนายน 25672567

                สาระสำคัญของเรื่อง

  1. ในการประชุมคณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 (ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธาน) ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้นำเสนออุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์เป็นอุทยานมรดกอาเซียน และมอบหมายให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จัดทำเอกสารฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษให้ครบถ้วน และให้นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ก่อนจัดส่งให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
  2. พื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์มีเนื้อที่ประมาณ 296,922.22 ไร่ ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอแม่วาง และอำเภอดอยหล่อ ซึ่งมีลักษณะโดดเด่นที่สมควรได้รับการยกย่องให้เป็นอุทยานมรดกอาเซียน โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์การพิจารณาขึ้นทะเบียนอุทยานมรดกอาเซียน (เป็นไปตามหลักเกณฑ์การพิจารณาทั้งหมด 10 หลักเกณฑ์) สรุปได้ ดังนี้

                หลักเกณฑ์ที่ 1 ความสมบูรณ์ทางระบบนิเวศ หลักเกณฑ์ที่ 2 ความเป็นตัวแทนของภูมิภาค หลักเกณฑ์ที่ 3 ความเป็นธรรมชาติ หลักเกณฑ์ที่ 4 ความสำคัญต่อการอนุรักษ์อย่างสูง หลักเกณฑ์ที่ 5 กฎหมายที่กำหนดให้เป็นพื้นที่คุ้มครอง หลักเกณฑ์ที่ 6 แผนการบริหารจัดการที่ได้รับความเห็นชอบ หลักเกณฑ์ที่ 7 ลักษณะการข้ามพรมแดน หลักเกณฑ์ที่ 8 ความมีเอกลักษณ์โดดเด่น หลักเกณฑ์ที่ 9 ความเชื่อมโยงที่สำคัญระหว่างวัฒนธรรมและระบบนิเวศ หลักเกณฑ์ที่ 10 ความสำคัญด้านความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตที่มีค่าและใกล้สูญพันธุ์

  1. ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ที่ได้รับการรับรองในระดับสากลหลากหลายประเภท เช่น พื้นที่อุทยานมรดกอาเซียน พื้นที่มรดกโลก พื้นที่อุทยานธรณีโลก เป็นต้น ซึ่งอุทยานมรดกอาเซียนเป็นพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติที่มีความสำคัญสูง ซึ่งเป็นตัวแทนระบบนิเวศที่โดดเด่นของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และได้รับการประเมินจากประเทศสมาชิกอาเซียน ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนที่ประสงค์จะขอรับรองพื้นที่อุทยานมรดกอาเซียนจะต้องดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้
ขั้นตอนระดับประเทศหน่วยงานเจ้าของเรื่องจัดทำเอกสารนำเสนอพื้นที่อุทยานมรดกอาเซียน
คณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ (ระดับประเทศ) พิจารณาเอกสารนำเสนอพื้นที่อุทยานมรดกอาเซียน
หน่วยงานเจ้าของเรื่องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบการเสนอพื้นที่เป็นอุทยานมรดกอาเซียน
สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดส่งเอกสารนำเสนอพื้นที่อุทยานมรดกอาเซียนให้ศูนย์อาเซียนว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ
ขั้นตอนระดับอาเซียนคณะผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์อาเซียนว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพตรวจประเมินพื้นที่
คณะกรรมการอุทยานมรดกอาเซียนพิจารณาเอกสารนำเสนอ พื้นที่อุทยานมรดกอาเซียน
เจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมพิจารณาและให้
การรับรองพื้นที่ขั้นต้น
การประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมให้การรับรองและประกาศพื้นที่อุทยานมรดกอาเซียน
หมายเหตุ : ภายหลังการประกาศเป็นอุทยานมรดกอาเซียน จะมีการตรวจติดตามและประเมินทุก 3 ปีโดยหากพื้นที่เข้าเกณฑ์ที่ต้องปรับปรุง (มีสภาพเสื่อมโทรมจนสูญเสียคุณสมบัติหรือคุณค่าโดดเด่น ที่เคยเป็นเหตุผลในการเสนอ) จะต้องดำเนินการแก้ไขภายใน 3 ปี ซึ่งหากไม่สามารถแก้ไขหรือฟื้นฟูได้ พื้นที่ดังกล่าวจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาถอดถอนออกจากการเป็นอุทยานมรดกอาเซียน
  1. ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ที่ได้รับการรับรองเป็นอุทยานมรดกอาเซียนแล้ว จำนวน 10 แห่ง เช่น อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติภูกระดึง เป็นต้น ซึ่งในครั้งนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประสงค์จะเสนอพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์รับรองเป็นอุทยานมรดกอาเซียน ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของอำเภอ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอแม่วาง และอำเภอดอยหล่อ พื้นที่ประมาณ 296,922.22 ไร่ โดยพื้นที่ดังกล่าวเข้าหลักเกณฑ์การพิจารณารับรองเป็นอุทยานมรดกอาเซียน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ความสมบูรณ์ทางระบบนิเวศสูงและมีระบบนิเวศที่หลากหลาย โดยมีสัดส่วน พื้นที่ป่าธรรมชาติมากถึงร้อยละ 89.5 ของพื้นที่ทั้งหมด เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต ซึ่งรวมถึงพรรณพืชและสัตว์หายากเฉพาะถิ่นและใกล้จะสูญพันธุ์ รวมถึงเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารขนาดใหญ่และเป็นแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจกและผลิตก๊าซออกซิเจน ที่มีความสำคัญ ตลอดจนเป็นพื้นที่ที่มีชุมชนอาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติและมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ นอกจากนี้ พื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์เป็นพื้นที่ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ได้แก่ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ซึ่งการดำเนินการใด ๆ ภายในพื้นที่ดังกล่าวจะต้องดำเนินการตามนัยกฎหมาย ดังกล่าวด้วย (เช่น ห้ามก่อสร้างแผ้วถาง เผาป่า หรือกระทำการใด ๆ ให้เสื่อมสภาพหรือเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ไปจากเดิม)
  2. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและกระทรวงพลังงานพิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง ส่วนกระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้ไม่มีประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
  1. เรื่อง ขอยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี ที่ห้ามมิให้อนุญาตใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลนเพื่อก่อสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่เพื่อบริการประชาชน บริเวณเทศบาลตำบลเสม็ด อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี

              คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในการขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2534 เรื่อง รายงานการศึกษาสถานภาพปัจจุบันของป่าชายเลนและปะการังของประเทศ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2543 เรื่อง มติคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ เรื่อง การแก้ไขปัญหาการจัดการพื้นที่ป่าชายเลน และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2543 เรื่อง มติคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ครั้งที่ 3/2543 เรื่องการแก้ไขปัญหาการจัดการพื้นที่ป่าชายเลน กรณีเทศบาลตำบลเสม็ด อำเภอเมืองชลบุรี  ขออนุญาตใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อดำเนินการก่อสร้างอาคารสำนักงานเทศบาลตำบลเสม็ด หลังใหม่และอาคารอเนกประสงค์พร้อมส่วนประกอบต่าง ๆ ของอาคาร เพื่อใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติงานของบุคลากรเทศบาลตำบลเสม็ด และเพื่อให้มีสถานที่ให้บริการประชาชนในการจัดกิจกรรมสาธารณะต่าง ๆ เพื่อเทศบาลตำบลเสม็ดจะได้นำข้อมูลไปใช้ประกอบในการขออนุญาตต่อกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งต่อไปตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง

  1. เทศบาลตำบลเสม็ดประสงค์จะดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่และอาคารอเนกประสงค์ เพื่อรองรับการให้บริการประชาชนที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างเพียงพอ รวมถึงมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพและคนชราให้สามารถเข้าถึงงานบริการได้อย่างเสมอภาค ซึ่งโครงการดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าชายเลน บริเวณหมู่ที่ 3 ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 25 ไร่ ซึ่งกระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้มีหนังสือขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าชายเลนดังกล่าวไปยังกระทรวทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) แล้ว โดย ทส. (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง) ไม่ขัดข้องให้ มท. (เทศบาลตำบลเสม็ด) เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลน ทั้งนี้ มท. แจ้งว่า โครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่และอาคารอเนกประสงค์ในครั้งนี้จะไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม
  2. ทส. สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) พิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง โดยหน่วยงานดังกล่าวมีความเห็นเพิ่มเติม เช่น (1) ควรมีการประเมินความพร้อมและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรอบคอบ ตลอดจนกำหนดมาตรการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพนิเวศวิทยาของป่าชายเลนโดยรอบร่วมกับชุมชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง (สศช.) (2) หน่วยงานเจ้าของโครงการจะต้องดำเนินการจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปลูกป่าทดแทนไม่น้อยกว่า 20 เท่า ของพื้นที่ป่าชายเลนตามนัยระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด (สคทช.)
  1. เรื่อง ขออนุมัติดำเนินโครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง

              คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทานดำเนินโครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง ภายในกรอบวงเงินรวม 95,000,000,000 บาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 6 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – พ.ศ. 2575) และอนุมัติให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) พิจารณาแผนรองรับเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการฯ ให้สอดคล้องกับแผนดำเนินโครงการ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ (สงป.) โดยให้กระทรวงการคลังจัดหาแหล่งเงินกู้ตามแผนบริหารหนี้สาธารณะ สำหรับอัตราส่วนของแหล่งเงินกู้และเงินงบประมาณให้เป็นไปตามที่กระทรวงการคลังทำความตกลงกับแหล่งเงินกู้ และดำเนินการตามมาตรา 7 และมาตรา 22 ของพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะพ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมทั้งระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนต่อไป

                สาระสำคัญของเรื่อง

  1.        ปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาก่อให้เกิดความเสียหายกับพื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรม รวมทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน สาเหตุหนึ่งเนื่องมาจากปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณมากจนเกินขีดความสามารถในการระบายน้ำลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างและออกสู่อ่าวไทยได้ทัน ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) โดยกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงคมนาคม (คค.) และกระทรวงมหาดไทย (มท.) จึงได้จัดทำแผนบรรเทาอุทกภัยเจ้าพระยาตอนล่างเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำบริเวณหน้าเขื่อนเจ้าพระยาจากเดิม3,425 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเป็น 4,295 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างและอ่าวไทย จากเดิม 252 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 1,630 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ผ่านการปรับปรุงคลองและอาคารบังคับน้ำให้สามารถรองรับและบริหารจัดการน้ำหลากได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับสถานการณ์น้ำท่วมที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในอนาคต และแก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ แผนบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างครอบคลุมพื้นที่จำนวน 17 จังหวัด (ตั้งแต่จังหวัดชัยนาทจนถึงจังหวัดสมุทรสาคร) ประกอบด้วยแผนงานทั้งหมด 9 กลุ่มแผนงาน ดังนี้
กลุ่มแผนงาน/โครงการ/หน่วยงานรับผิดชอบหลักรายละเอียด/สถานภาพโครงการ
ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา (เดิม 160 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 960 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที)
1ปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง [กรมชลประทาน (กษ.)]เพิ่มอัตราการระบายน้ำผ่านระบบชลประทานเดิมลงสู่ชายทะเลอ่าวไทย (เสนอคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้)
2คลองระบายน้ำหลากชัยนาท – ป่าสัก – อ่าวไทย[กรมชลประทาน (กษ.)]เพิ่มความสามารถในการระบายน้ำของคลองชัยนาท – ป่าสัก และระบายน้ำหลากจาก
แม่น้ำป่าสักและแม่น้ำเจ้าพระยาออกสู่ทะเลได้อย่างต่อเนื่อง (ยังไม่ได้ดำเนินการ)
3คลองระบายน้ำควบคู่กับถนนวงแหวนรอบที่ 3[กรมชลประทาน (กษ.)] เพิ่มการระบายน้ำจากบริเวณพื้นที่จังหวัดอยุธยา โดยลดภาระการระบายน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาให้ผ่านคลองระบายน้ำคู่ถนนวงแหวน เพื่อระบายน้ำลงสู่ชายทะเลอ่าวไทย (ยังไม่ได้ดำเนินการ)
ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา (เดิม 465 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 535 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที)
4ปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานฝั่งตะวันตก[กรมชลประทาน (กษ.)]ลดภาระการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำเจ้าพระยา โดยระบายน้ำแนวเหนือใต้ ตั้งแต่คลองเจ้าเจ็ดบางยี่หนจนถึงอ่าวไทย(ยังไม่ได้ดำเนินการ)
แม่น้ำ (เดิม 252 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 1,630 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที)
5เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา [กรมเจ้าท่า (คค.)]ขุดลอกแม่น้ำเจ้าพระยาให้สามารถระบายน้ำได้เพิ่มขึ้นที่ระดับตลิ่ง และที่ระดับคันกั้นน้ำสามารถระบายน้ำได้ (ดำเนินการแล้วเสร็จ)
6การบริหารจัดการพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ[กรมโยธาธิการและผังเมือง (มท.)]จัดการพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วม (เป็นการดำเนินการต่อเนื่องกับกลุ่มแผนงานที่ 5) (ดำเนินการแล้วเสร็จ)
7คลองระบายน้ำหลากบางบาล – บางไทร[กรมชลประทาน (กษ.)]เพิ่มการระบายน้ำเลี่ยงเมืองอยุธยา เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วม (อยู่ระหว่างดำเนินการ)
8เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน[กรมเจ้าท่า (คค.)]บรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ    ท่าจีนโดยขุดลอกแม่น้ำในบริเวณคอขวดและปรับปรุงคลองลัดธรรมชาติเดิม(อยู่ระหว่างดำเนินการ)
9พื้นที่รับน้ำนอง [กรมชลประทาน (กษ.)] เพิ่มพื้นที่รับน้ำบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง(ดำเนินการแล้วเสร็จ)
  1. โครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง (โครงการฯ)ที่กรมชลประทาน (กษ.) เสนอในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในแผนบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มีกำหนดแผนงานโครงการฯ 6 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – 2575) ใช้กรอบวงเงินทั้งสิ้น 95,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินการปรับปรุงโครงข่ายคลองชลประทานเดิม จำนวน 22 คลองหลัก ความยาวรวม 462.8 กิโลเมตร และก่อสร้าง/ปรับปรุงอาคารชลประทานจำนวน 23 อาคาร (ก่อสร้างใหม่ 12 อาคาร ปรับปรุงอาคารบังคับน้ำ 10 อาคาร และ ปรับปรุงสถานีสูบน้ำ 1 อาคาร) ในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเพิ่มศักยภาพในการรับน้ำเข้าผ่านคลองระพีพัฒน์จากเดิม 210 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และบริหารจัดการน้ำผ่านการระบายออกทางแม่น้ำเจ้าพระยา 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แม่น้ำนครนายกและแม่น้ำบางปะกง รวม 156 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และส่วนที่เหลือ 144 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระบายลงสู่คลองชายทะเลเพื่อสูบน้ำออกทะเล ซึ่งจะสามารถป้องกันและลดปัญหาน้ำท่วมบริเวณพื้นที่ชุมชนและเขตเศรษฐกิจที่สำคัญได้ 298,250 ไร่
  2. คณะกรรมการลุ่มน้ำเจ้าพระยามีมติรับทราบการดำเนินงานโครงการฯ คณะกรรมการลุ่มน้ำบางปะกงได้มีมติเห็นชอบในหลักการโครงการฯ โดยมีเงื่อนไขให้กรมชลประทานดำเนินการตามความเห็นคณะกรรมการลุ่มน้ำบางปะกง 7 ข้อ เช่น จัดทำรายละเอียดระดับน้ำที่ระบายจากแม่น้ำบางปะกงมายังพื้นที่แม่น้ำปราจีนบุรีและแม่น้ำนครนายก ว่าจากเดิมก่อนดำเนินการตามโครงการฯ ในช่วงน้ำหลาก ระดับน้ำจนถึงตลิ่งมีความสูงเท่าใด และหากดำเนินการก่อสร้างแล้วมีการระบายน้ำในปริมาณที่มากขึ้น จะส่งผลให้น้ำมีระดับความสูงเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด และส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่หรือไม่ คณะกรรมการทรัพยากรนำแห่งชาติ (กนช.) ในการประชุมครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบโครงการฯ วงเงิน 95,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี แต่เนื่องจากโครงการฯ มีวงเงินสูงและมีส่วนที่เป็นเงินกู้ร่วมด้วย กนช. จึงขอให้หน่วยงานดำเนินการความเห็นของฝ่ายเลขานุการและกรรมการ รวมถึงข้อสั่งการของประธาน เช่น ให้กรมชลประทานเร่งรัดจัดทำแผนการจัดการสิ่งรุกล้ำร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) และ มท. ที่อยู่ภายในเขตคลองให้สอดคล้องกับแผนงานก่อสร้างทั้งโครงการ รวมทั้งในการเสนอแผนขอรับการสนับสนุนเงินกู้ให้ดำเนินการสอดคล้องกับแผนการดำเนินโครงการฯ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้พิจารณาโครงการฯ แล้ว เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 มีมติ เช่น เห็นควรเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณากำหนดเป็นเงื่อนไขของการอนุมัติโครงการฯ โดยเห็นควรให้กรมชลประทานพิจารณาจัดทำแผนงานก่อสร้างออกเป็นระยะ ๆ (Phasing) ตามความสามารถในการส่งมอบที่ดินให้ผู้รับจ้างก่อสร้างโครงการฯ ส่วนของความเหมาะสมของแหล่งเงินเห็นควรให้เป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณ (สงป.) และกระทรวงการคลัง (กค.)
  3. กค. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) คค. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) มท. สงป. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) ได้เสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีโดย พม. คค. ทส. มท. สงป. สคทช. เห็นชอบ และ กค. พม. คค. ทส. สคก. สศช. และ สทนช. มีความเห็นเพิ่มเติม เช่น กค. เห็นควรให้กรมชลประทานจัดลำดับแผนงานก่อสร้างโครงการเป็นระยะ ๆ (Phasing) ตามความพร้อมในการส่งมอบที่ดินสำหรับพื้นที่ตามแนวคลองที่พบปัญหาสิ่งรุกล้ำลำน้ำตามความเห็นของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ สทนช. เห็นควรพิจารณา ก่อสร้างคลองแนวดิ่ง (เหนือ – ใต้) ก่อนเป็นลำดับแรก เพื่อระบายน้ำออกสู่ทะเลได้โดยตรง ทั้งนี้ กรมชลประทาน (กษ.) ได้ชี้แจงตามประเด็นความเห็นของ กค. สคก. และ สทนช. ด้วยแล้ว
  1. 6. เรื่อง ขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีที่ห้ามใช้ประโยชน์ป่าชายเลน เพื่อเป็นที่ตั้งสถานีพัฒนาที่ดินฉะเชิงเทรา

              คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีที่ห้ามใช้ประโยชน์ป่าชายเลนตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ได้แก่

  1. มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2534 (เรื่อง รายงานการศึกษาสถานภาพปัจจุบันของป่าไม้ชายเลนและปะการังของประเทศ)
  2. มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2543 (เรื่อง มติคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ เรื่อง การแก้ไขปัญหาการจัดการพื้นที่ป่าชายเลน)
  3. มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2543 (เรื่อง มติคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ
    ครั้งที่ 3/2543 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการจัดการพื้นที่ป่าชายเลน)

เพื่อให้สถานีพัฒนาที่ดินฉะเชิงเทรา กรมพัฒนาที่ดิน ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลน ท้องที่ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ประมาณ 17 – 3 – 73.42 ไร่

                สาระสำคัญของเรื่อง

  1. เดิมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) โดยกรมพัฒนาที่ดิน ได้ก่อตั้งสถานีพัฒนาที่ดินฉะเชิงเทรา เมื่อปี 2508 เพื่อเป็นหน่วยงานปฏิบัติการในด้านการพัฒนาที่ดิน ส่งเสริม และสาธิต เกี่ยวกับการพัฒนาที่ดิน การฝึกอบรม และถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่หมอดินอาสาและเกษตรกรทั่วไป ซึ่งสถานีพัฒนาที่ดินฉะเชิงเทรามีเนื้อที่ประมาณ 58 – 3 – 28.18 ไร่ ประกอบด้วย พื้นที่ป่าแควระบม – สียัด เนื้อที่ประมาณ 40 – 3 – 54.76 ไร่ (กษ. ได้ดำเนินการขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าและกรมป่าไม้ได้อนุญาตให้สถานีพัฒนาที่ดินฉะเชิงเทราเข้าทำประโยชน์ในเขตป่าแล้ว ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2563) และพื้นที่เขตอนุรักษ์ป่าชายเลน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2530 เนื้อที่ประมาณ 17 – 3 – 73.42 ไร่ ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินได้ตรวจสอบแล้วพบว่า พื้นที่เขตอนุรักษ์ป่าชายเลนดังกล่าวของสถานีพัฒนาที่ดินฉะเชิงเทรา ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ตามกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ กษ. จึงได้ยื่นคำขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าชายเลนดังกล่าวต่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2563 ซึ่ง ทส. ไม่ขัดข้อง แต่เนื่องจากคณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2534 วันที่ 22 สิงหาคม 2543 และวันที่ 17 ตุลาคม 2543 ห้ามมิให้มีการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลน ดังนั้น กษ. จึงขอเสนอคณะรัฐมนตรียกเว้นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว เพื่อให้สถานีพัฒนาที่ดินฉะเชิงเทรา กรมพัฒนาที่ดิน ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลน ท้องที่ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ประมาณ 17 – 3 – 73.42 ไร่ ทั้งนี้ กษ. แจ้งว่า การขอใช้ประโยชน์บริเวณพื้นที่เขตอนุรักษ์ป่าชายเลนของสถานีพัฒนาที่ดินฉะเชิงเทราในครั้งนี้ไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม
  2. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) พิจารณาแล้วไม่ขัดข้อง/เห็นชอบ โดย สคทช. มีความเห็นเพิ่มเติมว่า เห็นควรให้ กษ. ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2556 ในการจัดสรรงบประมาณให้กับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปลูกป่าทดแทนเพื่อการอนุรักษ์ หรือรักษาสภาพแวดล้อม ไม่น้อยกว่า 20 เท่า ของพื้นที่ป่าชายเลนที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ตามระเบียบกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งว่าด้วยการปลูกและบำรุงป่าชายเลนทดแทนเพื่อการอนุรักษ์หรือรักษาสภาพแวดล้อม กรณีการดำเนินการโครงการใด ๆ ของหน่วยงานของรัฐที่มีความจำเป็นต้องเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลน พ.ศ. 2566 อย่างเคร่งครัดด้วย [ทส. แจ้งว่า พื้นที่ที่ กษ. ขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตป่า เป็นคำขออนุญาตตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 จึงเข้าข้อยกเว้นกรณีหน่วยงานของรัฐ หรือโครงการบางประเภทที่ไม่ต้องจัดสรรงบประมาณค่าปลูกป่าทดแทนตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2565] ทั้งนี้ สคทช. ได้ตรวจสอบ พื้นที่ดังกล่าวตามผลการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1 : 4000 (One Map) พบว่า อยู่ในพื้นที่กลุ่มที่ 2 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแล้ว เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2565 โดยพื้นที่ดังกล่าวมีสถานะที่ดินเป็นที่ราชพัสดุอยู่ในความรับผิดชอบของกรมธนารักษ์ รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณายกเว้นมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวได้ตามที่เห็นสมควร โดยอาจกำหนดมาตรการต่าง ๆ ให้ กษ. ดำเนินการเพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาป่าชายเลนด้วยก็ได้
  3. เรื่อง ข้อเสนอโครงการสร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ (1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา)

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการของข้อเสนอโครงการสร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ (1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา) (โครงการฯ) และให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) [รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เป็นประธานกรรมการ] เสนอ ต่อไป รวมทั้งมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.ร. เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนและติดตามโครงการฯ ของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง

               สาระสำคัญของเรื่อง

                ก.พ.ร. รายงานว่า

  1. สถานการณ์การทุจริตของประเทศไทยยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน จากผลคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี พ.ศ. 2568 ซึ่งประเทศไทยได้ 33 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน อยู่ในลำดับที่ 116 จาก 182 ประเทศต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่มีคะแนนเฉลี่ยที่ 42 คะแนน ประกอบกับดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรม (Rule of Law Index) ปี 2568 ประเทศไทยมีคะแนนภาพรวมอยู่ที่ 0.50 คะแนน จากคะแนนเต็ม 1 คะแนนอยู่ในอันดับที่ 77 จาก 143 ประเทศ โดยปัจจัยด้านการปราศจากคอร์รัปชันมีคะแนนอยู่ที่ 0.45 คะแนน จากคะแนนเต็ม 1 คะแนน และผลสำรวจ Global Corruption Barometer ของ TI พบว่า ประชาชนในประเทศไทยถึงร้อยละ 88 เชื่อว่าการทุจริตในภาครัฐเป็นปัญหาสำคัญ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียที่ร้อยละ 74 สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการทำงานของภาครัฐ นอกจากนี้ รายงานผลการศึกษาพร้อมบทวิเคราะห์ผลการประเมิน CPI ของประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2567 พบว่าสถิติการรับเรื่องร้องเรียนการทุจริตตั้งแต่ปี 2565-2567 ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) จำนวน 21,358 เรื่อง และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) จำนวน 1,394 เรื่อง รวม 22,752 เรื่อง มีมูลค่าความเสียหายรวม 48,283 ล้านบาท โดยรูปแบบการทุจริตที่พบมากที่สุด คือ การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง การเรียกรับสินบนการยักยอกทรัพย์สินของทางราชการ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาสำนักงาน ก.พ.ร. ได้ขับเคลื่อนการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการของภาครัฐเพื่อสร้างความโปร่งใสภาครัฐ โดยได้ผลักดันการดำเนินการให้เป็นไปตามแนวทางของพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 และพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 เช่น การลดระยะขั้นตอนและระยะเวลาการให้บริการการพัฒนางานบริการ e-Service การยกเลิกการเรียกเอกสารของรัฐ การเปิดเผยข้อมูล การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ด้วยแล้ว
  2. ก.พ.ร. [รองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) (ในขณะนั้น) เป็นประธานกรรมการ]ในการประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 มีมติเห็นชอบในหลักการของข้อเสนอโครงการฯ เพื่อยกระดับความโปร่งใสและป้องกันการทุจริตในหน่วยงานของรัฐ โดยกำหนดให้หน่วยงานคัดเลือกงานที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดมาจัดทำข้อเสนอโครงการ พร้อมระบุวิธีการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาความเสี่ยงการทุจริต ซึ่งกำหนดกลุ่มเป้าหมายและกรอบระยะเวลาดำเนินงาน แบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ช่วง คือ ระยะที่ 1 ปี 2570 ดำเนินการในส่วนราชการระดับกรม และระยะที่ 2 ปี 2571 ดำเนินการในระดับจังหวัด รัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชน
  3. ต่อมาคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้เผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ โดยสำรวจตัวอย่างผู้บริหารและตัวแทนภาคธุรกิจทั่วประเทศ จำนวน 401 ราย ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม-10 เมษายน 2569 ผลสำรวจพบประเด็นสำคัญ ดังนี้

                        3.1 ความเห็นต่อสถานการณ์คอร์รัปชัน ร้อยละ 89.1 เห็นว่าปัญหาคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจในระดับปานกลางถึงระดับมาก และร้อยละ 51.2 เห็นว่าสถานการณ์คอร์รัปชันมีแนวโน้มแย่ลงเมื่อเทียบกับช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

                        3.2 ประสบการณ์ในการขอรับบริการ ร้อยละ 60.9 เคยได้รับการสื่อสารหรือบอกเป็นนัยจากหน่วยงานภาครัฐว่าต้องให้ของกำนัล เงิน หรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อให้กระบวนการดำเนินไปด้วยความสะดวกหรือรวดเร็วขึ้น และร้อยละ 54.1 เคยมอบเงิน ของขวัญหรือผลประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อให้กระบวนการดำเนินไปด้วยความสะดวกหรือรวดเร็วขึ้น โดยร้อยละ 67.3 ให้ความเห็นว่า กระบวนการที่มีความเสี่ยงสูงสุด คือการขอใบอนุญาตหรือการอนุมัติ

                        3.3 ความเห็นต่อช่องทางร้องเรียนของรัฐ ร้อยละ 52.3 ไม่มั่นใจในช่องทางร้องเรียนของภาครัฐ

                        ทั้งนี้ ภาคเอกชนเสนอแนวทางการลดปัญหาโดยให้ใช้ระบบดิจิทัลลดการพบปะเจ้าหน้าที่ การเพิ่มบทลงโทษผู้เกี่ยวข้อง และผลักดันการปฏิรูปกฎหมายลดขั้นตอน (Regulatory Guillotine) ควบคู่กับการเปิดเผยข้อมูลสัญญาเชิงรุก และระบบดิจิทัลอย่างครบวงจร ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าวและได้มีคำสั่งจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการและเลขาธิการ ก.พ.ร. เป็นฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการดังกล่าว

  1. ก.พ.ร. [รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เป็นประธานกรรมการ] ในการประชุมครั้งที่ 3/2569 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 มีมติเห็นชอบให้แก้ไขเพิ่มเติมหลักการของข้อเสนอโครงการฯ[ซึ่ง ก.พ.ร. ได้มีมติเห็นชอบไว้เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 (ตามข้อ2.2)] โดยนำข้อเสนอของ กกร. มาเพิ่มเติมหลักการของข้อเสนอโครงการดังกล่าว เพื่อให้หน่วยงานสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และให้เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

                        4.1 หลักการของโครงการฯ

                             (1) วัตถุประสงค์เพื่อยกระดับความโปร่งใสและป้องกันการทุจริตในหน่วยงานของรัฐ โดยให้แต่ละหน่วยงานคัดเลือกงานบริการหรือกระบวนการทำงาน ที่เสี่ยงต่อการทุจริตสูงมาพัฒนาเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

                             (2) กลุ่มเป้าหมายและกรอบระยะเวลาดำเนินงาน

                                 1) กลุ่มหน่วยงานนำร่อง (จำนวน 24 หน่วยงาน ตามข้อเสนอของ กกร.) โดยกำหนดระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน นับแต่คณะรัฐมนตรีมีมติ

                                 2) กลุ่มหน่วยงานทั่วไป หน่วยงานที่เหลือจากหน่วยงานนำร่องโดยกำหนดระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี นับแต่คณะรัฐมนตรีมีมติ

                              (3) กลไกการขับเคลื่อน โดยใช้ความร่วมมือจากเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม คณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และเครือข่ายอื่น ๆ
ที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนการดำเนินการ

                              (4) การสร้างแรงจูงใจในการดำเนินการ ผ่านกลไกการมอบรางวัลเพื่อเป็นการยกย่องและเผยแพร่ผลงานให้เป็นต้นแบบกับหน่วยงานอื่นต่อไป

                        4.2 หลักเกณฑ์การคัดเลือกงานบริการ/กระบวนการทำงานที่จะนำมาเข้าร่วมโครงการฯ พิจารณาจากปัจจัยสำคัญ 6 ประการ ดังนี้

                             (1) ผลกระทบสูง (High Impact) หมายถึง งานบริการที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม หรือสิทธิของประชาชนในวงกว้าง

                             (2) มีผู้ใช้บริการหรือผู้เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก (High Volume) สำหรับหน่วยงานด้านบริการ หมายถึง กระบวนงานที่มีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก และสำหรับหน่วยงานด้านนโยบาย หมายถึง กระบวนงานที่มีผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก

                            (3) ความเสี่ยงสูง (High Risk) หมายถึง งานบริการที่อาจมีช่องโหว่ทำให้เกิดความไม่โปร่งใส หรือเสี่ยงต่อการทุจริต

                            (4) มีการใช้ดุลพินิจในการพิจารณา หมายถึง งานบริการที่เจ้าหน้าที่มีอำนาจในการพิจารณาหรือตัดสินใจ ซึ่งอาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติ

                            (5) การได้รับเรื่องร้องเรียน หมายถึง งานบริการที่เป็นประเด็นปัญหาและได้รับการร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตจากประชาชนหรือหน่วยงานของรัฐ

                            (6) กระบวนการที่มีความเสี่ยงต่อการเรียกรับผลตอบแทนตามข้อเสนอของ กกร. ได้แก่ งานออกใบอนุญาต งานที่มีการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ งานด้านภาษีงานจัดซื้อจัดจ้าง และงานต่ออายุใบอนุญาต

                        4.3 แนวทางการดำเนินการเพื่อสร้างความโปร่งใส่ในการปฏิบัติราชการจากการศึกษาแนวทางขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) หลักการของภาคีสมาชิกความร่วมมือเพื่อการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ(Open Government Partnership: OGP) และกรณีศึกษาจากต่างประเทศ สำนักงาน ก.พ.ร. ได้รวบรวมตัวอย่างรูปแบบหรือวิธีการดำเนินการเพื่อสร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการเพื่อเป็นแนวทางการดำเนินการให้กับหน่วยงาน ดังนี้

                        (1) การเพิ่มความโปร่งใสของกระบวนการอนุมัติ อนุญาต/จัดซื้อจัดจ้าง มีเกณฑ์ที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ และเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อลดช่องว่างที่อาจนำไปสู่การใช้ดุลพินิจโดยมิชอบหรือการทุจริต

                        (2) การใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงานและให้บริการ นำระบบดิจิทัลทั้งระบบและเครื่องมือที่ทันสมัยมาใช้ เพื่อลดขั้นตอน ลดการใช้ดุลพินิจ ลดการพบปะเจ้าหน้าที่และเพิ่มความโปร่งใส โดยประชาชนสามารถติดตามสถานะออนไลน์ได้

                        (3) การแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค หรือมีความเสี่ยงต่อการใช้ดุลพินิจหรือยกเลิกกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน ทบทวนและปรับปรุงบทบัญญัติของกฎหมายกฎ และระเบียบที่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจเกินสมควร รวมถึงยกเลิกกฎระเบียบที่มีความซ้ำซ้อนหรือล้าสมัย เพื่อให้การปฏิบัติราชการเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน โปร่งใส และป้องกันมิให้เกิดช่องทางการทุจริตและประพฤติมิชอบ

                        (4) การมีระบบเฝ้าระวังจุดเสี่ยงความไม่โปร่งใส จัดให้มีระบบติดตามจุดเสี่ยง วิเคราะห์สถานการณ์ เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที

                        (5) การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน เปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลร่วมตรวจสอบการทำงานและแสดงความเห็น สร้างกลไกถ่วงดุลจากภายนอก

                        (6) การมีระบบร้องเรียนและคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส จัดให้มีช่องทางการร้องเรียนที่หลากหลาย เข้าถึงได้ง่าย และมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งกำหนดมาตรการ คุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส

                        (7) การสร้างวัฒนธรรมโปร่งใสในองค์กร ความรู้ความเข้าใจให้กับบุคลากร และปลูกฝังจิตสำนึกในการให้บริการ

                        (8) การเปิดเผยและแบ่งปันข้อมูล (Open Data/Sharing Data) เพื่อสร้างความโปร่งใสในการทำงานของภาครัฐ

                        (9) การสร้างมาตรฐาน โดยใช้คู่มือสำหรับประชาชน จัดทำคู่มือสำหรับประชาชนและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ให้ประชาชนเข้าใจ เข้าถึงได้ง่าย และเป็นปัจจุบัน

                        4.4 แผนการดำเนินการ มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

ขั้นตอนสาระสำคัญ
ขั้นตอนที่ 1การคัดเลือกและเสนอโครงการ(1) กลุ่มหน่วยงานนำร่อง หน่วยงานนำร่องคัดเลือก 1 – 5 งาน มาดำเนินการจัดทำ ข้อเสนอโครงการ ระบุวิธีการป้องกันความเสี่ยง เช่น การนำเทคโนโลยีมาใช้การสร้างการมีส่วนร่วม การสร้างจิตสำนึก การปรับปรุงกระบวนการ การลดการใช้ดุลพินิจและนำไปรับฟังความเห็นกับผู้แทน กกร.(2) กลุ่มหน่วยงานทั่วไป หน่วยงานคัดเลือกอย่างน้อย 1 งาน มาดำเนินการจัดทำ ข้อเสนอโครงการ ระบุวิธีการป้องกันความเสี่ยง เช่น การนำเทคโนโลยีมาใช้การสร้างการมีส่วนร่วม การสร้างจิตสำนึก การปรับปรุงกระบวนการ การลดการใช้ดุลพินิจ
ขั้นตอนที่ 2การพิจารณาข้อเสนอโครงการหน่วยงานจัดทำข้อเสนอโครงการและจัดส่งให้สำนักงาน ก.พ.ร.โดยหน่วยงาน ต้องมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอการดำเนินการกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียผ่านช่องทางออนไลน์โดยให้สำนักงาน ก.พ.ร. แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาและให้ความเห็นชอบโครงการที่หน่วยงานเสนอ
ขั้นตอนที่ 3การดำเนินการตามข้อเสนอโครงการ(1) กลุ่มหน่วยงานนำร่อง ดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายใน 6 เดือนนับแต่คณะรัฐมนตรีมีมติ(2) กลุ่มหน่วยงานทั่วไป ดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายใน 1 ปีนับแต่คณะรัฐมนตรีมีมติ 
ขั้นตอนที่ 4การติดตามและประเมินผลสำนักงาน ก.พ.ร. ติดตามความก้าวหน้า ประเมินผลสำเร็จ และพิจารณาผลงานเพื่อมอบรางวัล ซึ่งเป็นการสร้างแรงจูงใจและยกย่องหน่วยงานต้นแบบ 
ขั้นตอนที่ 5การรายงานผลหน่วยงานแถลงผลต่อสาธารณะอย่างเป็นรูปธรรม และสำนักงาน ก.พ.ร. รายงานผลการดำเนินการให้ ก.พ.ร. ทราบเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี
  1. ประโยชน์ที่ได้รับจากการผลักดันข้อเสนอโครงการฯ ถือเป็นมาตรการที่ส่งเสริมความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการในหน่วยงานของรัฐ มีแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานเพื่อส่งเสริมการดำเนินการในหน่วยงานของรัฐ ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับคะแนน CPI ของประเทศ นอกจากนี้ยังส่งผลให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในการทำงานของภาครัฐ และได้รับบริการที่มีคุณภาพ รวดเร็วและเป็นธรรม ซึ่งจะส่งผลต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยรวม
  1. เรื่อง ระบบการจัดสรรและบริหารงบประมาณแบบบูรณาการที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ตามกรอบวงเงินงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

              คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติระบบการจัดสรรและบริหารงบประมาณแบบบูรณาการที่มุ่งผลสัมฤทธิ์
(ระบบการจัดสรรและบริหารงบประมาณฯ) ตามกรอบวงเงินงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ (ด้านวิทยาศาสตร์ฯ) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามที่สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สภานโยบายฯ) [รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) เป็นประธานสภานโยบาย] เสนอ

  1. เรื่องเดิม

              คณะรัฐมนตรีมีมติ (11 พฤศจิกายน 2568) อนุมัติตามที่สภานโยบายฯ เสนอ ดังนี้

                        1.1 กรอบวงเงินงบประมาณด้านการอุดมศึกษาในความรับผิดชอบของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) (ด้านการอุดมศึกษาฯ) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 122,505.75 ล้านบาท และระบบการจัดสรรบริหารงบประมาณฯ ตามกรอบวงเงินดังกล่าว

                        1.2 กรอบวงเงินงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 42,000 ล้านบาท

  1. สาระสำคัญของเรื่อง

                     2.1 สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สภานโยบายฯ) ได้มีมติเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 เห็นชอบระบบการจัดสรรและบริหารงบประมาณแบบบูรณาการที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ (ระบบการจัดสรรและบริหารงบประมาณฯ) ตามกรอบวงเงินงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ (ด้านวิทยาศาสตร์ฯ) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 42,000 ล้านบาทที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติแล้วเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 (ตามข้อ 1.2) เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติต่อไป โดยระบบการจัดสรรและบริหารงบประมาณฯ ตามกรอบวงเงินงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ฯให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่มีเป้าหมายตามยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ       อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล นำไปสู่การสร้างผลงานเพื่อพัฒนาประเทศ โดยเป็นการจัดสรรงบประมาณผ่านกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุนฯ) ที่มีแนวทางการจัดสรรงบประมาณแบบเป็นก้อนและจัดสรรงบประมาณแบบผูกพันมากกว่า 1 ปีงบประมาณ สอดคล้องกับแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ พ.ศ. 2566 – 2570 มีการกระจายอำนาจให้หน่วยงานในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เช่น สถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานระดับกรมในกระทรวงต่าง ๆ (เช่น กรมการข้าว กรมการแพทย์ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ) สามารถบริหารงบประมาณที่ได้รับจากกองทุนฯ เพื่อให้การดำเนินงานวิจัยและพัฒนามีความคล่องตัว ยืดหยุ่น และดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีระบบผลักดันการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์และเป็นกลไกเพื่อพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งของระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้เกิดผลลัพธ์จากการใช้จ่ายงบประมาณที่มีคุณภาพและสามารถแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศได้ในเวลาที่เหมาะสมและพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงประกอบกับสำนักงบประมาณ (สงป.) พิจารณาแล้วเห็นสมควรที่คณะรัฐมนตรีจะพิจารณาอนุมัติระบบการจัดสรรและบริหารงบประมาณฯ ตามกรอบวงเงินงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามที่สภานโยบายฯ เสนอ

                        2.2 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ เช่น (1) ประเทศไทย (ไทย) เป็นหนึ่งในผู้นำเทคโนโลยีสาขาเป้าหมายของประเทศในระดับสากลและสาขาอุตสาหกรรมและบริการใหม่แห่งอนาคตในระดับอาเซียน(2) กำลังคนของประเทศมีผลิตภาพและศักยภาพสูงขึ้นด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาประเทศ (3) ปริมาณงบลงทุนด้านวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น (4) สังคมไทยโดยเฉพาะประชาชนเป้าหมายมีความตระหนักรู้เกี่ยวกับความสำคัญ ประโยชน์ และคุณค่าจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น (5) ไทยมีอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index) ที่สูงขึ้น อยู่ใน 35 อันดับแรก(6) ไทยมีอันดับดัชนีเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals Index) ที่สูงขึ้นอยู่ใน35 อันดับแรก

  1. เรื่อง ข้อเสนอการขอขยายระยะเวลาและการปรับปรุงแผนการดำเนินงานโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่และกำลังคนที่มีสมรรถนะสูง เพื่อตอบโจทย์ภาคการผลิตตามนโยบายการปฏิรูปอุดมศึกษาไทย ปี พ.ศ. 2570-2574

              คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการการขยายระยะเวลาดำเนินโครงการผลิตอาชีวะพันธุ์ใหม่และบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เพื่อสร้างกำลังคนที่มีสมรรถนะสูงสำหรับอุตสาหกรรม New Growth Engine ตามนโยบาย Thailand 4.0 และการปฏิรูปการอุดมศึกษาไทย (อาชีวะพันธุ์ใหม่ ปี พ.ศ. 2561 -2565 และบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ปี พ.ศ. 2561-2569) จากเดิม “บัณฑิตพันธุ์ใหม่ ปี พ.ศ. 2561-2569”เป็น “บัณฑิตพันธุ์ใหม่ ปี พ.ศ. 2561–2574” ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา ‘วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเสนอ ภายในกรอบงบประมาณคงเหลือจาก
การดำเนินงานโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ฯ (พ.ศ. 2561-2569) จำนวน 3,100,000,000 บาท โดยเห็นควรให้สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องครบถ้วนและเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป

              สาระสำคัญของเรื่อง

  1. เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (24 เมษายน 2561) เห็นชอบในหลักการโครงการผลิตอาชีวะพันธุ์ใหม่และบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เพื่อสร้างกำลังคนที่มีสมรรถนะสูง สำหรับอุตสาหกรรม New Growth Engine ตามนโยบาย Thailand 4.0 และการปฏิรูปการอุดมศึกษาไทย (อาชีวะพันธุ์ใหม่ ปี พ.ศ. 2561-2565 และบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ปี พ.ศ. 2561-2569) (โครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ฯ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตบัณฑิตและกำลังคนที่มีสมรรถนะและศักยภาพสูง รองรับอุตสาหกรรม New S-Curve และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านความร่วมมือกับสถานประกอบการและภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้ โครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ฯ ได้รับอนุมัติกรอบวงเงิน 13,086.38 ล้านบาท และได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้ว 6,718.54 ล้านบาท คงเหลือกรอบงบประมาณ 6,367.84 ล้านบาท และจากผลการดำเนินโครงการดังกล่าวในช่วง พ.ศ. 2561-2568 สามารถพัฒนากำลังคนได้ 90,035 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 83.15 ของเป้าหมาย (108,279 คน) ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ พร้อมทั้งพัฒนาหลักสูตรที่มุ่งเน้นสมรรถนะและการปฏิบัติงานจริง ขยายเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมโครงการเป็น 123 แห่ง ประกอบด้วยสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จำนวน118 แห่ง (ร้อยละ 95.93) และสถาบันอุดมศึกษานอกสังกัด อว. จำนวน 5 แห่ง (ร้อยละ 4.07) และมีสถานประกอบการเข้าร่วมมากกว่า 2,500 แห่ง ส่งผลให้ผู้สำเร็จการศึกษา มีอัตราการได้งานทำและรายได้เริ่มต้นสูงกว่าหลักสูตรปกติ ดังนั้น เพื่อให้การผลิตและพัฒนากำลังคน มีความต่อเนื่อง สอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความต้องการของตลาดแรงงาน ที่เปลี่ยนแปลงไป อว. จึงขอขยายระยะเวลาการดำเนินโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ฯ จากปี พ.ศ. 2561-2569 เป็นปี พ.ศ. 2561-2574 โดยใช้งบประมาณ จำนวน 3,100 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณคงเหลือจากการดำเนินโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ฯ และอยู่ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้เดิมตามนัยมติคณะรัฐมนตรีข้างต้น เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนที่มีทักษะและสมรรถนะตรงตามความต้องการ จำนวน 81,600 คน พร้อมทั้งปรับปรุงแผนการดำเนินงานเพื่อมุ่งเน้นการพัฒนากำลังคนตามแนวคิด Skills-First Degree Later ผ่านหลักสูตรประกาศนียบัตร (Non-Degree) ที่มีการรับรองทักษะและสมรรถนะ ซึ่งสามารถสะสมหน่วยกิตและเชื่อมโยงไปสู่การศึกษาระดับปริญญาได้ ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาทักษะ ด้านปัญญาประดิษฐ์ ดิจิทัล และการวิเคราะห์ข้อมูล ควบคู่กับการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและการพัฒนาระบบบริหารจัดการกำลังคน เพื่อรองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิตและตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงาน

                2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพลังงาน (พน.) กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาแล้วไม่ขัดข้อง/เห็นด้วยในหลักการ/เห็นควรให้ความเห็นชอบ โดย กก. พน. รง. อก. และ สศช. มีความเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมบางประการ เช่น (1) ควรให้ความสำคัญกับการบูรณาการ ข้อมูลและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (2) ควรจัดทำฐานข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ในการติดตามและประเมินผลโครงการอย่างเข้มข้น เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานและมีงบประมาณสูง (3) ควรกำหนดตัวชี้วัดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อลดความซ้ำซ้อนและขับเคลื่อนการบูรณาการทำงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นรูปธรรม (4) ควรส่งเสริมการจับคู่สถาบันอุดมศึกษาที่มีความพร้อมสูงและมีแบบอย่างความสำเร็จในการดำเนินโครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ฯ ให้ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงร่วมพัฒนาแก่กลุ่มสถาบันอุดมศึกษา ที่ยังขาดความพร้อม รวมทั้งควรมีการประเมินประสิทธิผลโครงการอย่างรอบด้านเพื่อเป็นฐานในการกำหนดทิศทางการผลิตกำลังคนในระยะต่อไป ส่วนสำนักงบประมาณเห็นสมควรที่คณะรัฐมนตรีจะพิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการตามที่ อว. เสนอ ภายในกรอบงบประมาณคงเหลือ

จากการดำเนินโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ฯ (พ.ศ. 2561-2569) จำนวน 3,100 ล้านบาท โดยเห็นควรให้สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องครบถ้วนและเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป

  1. เรื่อง การกู้เงินจากธนาคารพัฒนาเอเชียสำหรับโครงการรายจ่ายลงทุนเพื่อใช้จ่ายเงินกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (โครงการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข)

              คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้

  1. อนุมัติให้ กค. กู้เงินในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยจากธนาคารพัฒนาเอเชีย(Asian Development Bank: ADB) สำหรับโครงการรายจ่ายลงทุนเพื่อใช้จ่ายเงินกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม [โครงการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)] (โครงการฯ) กรอบวงเงิน 211,909,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6,873.53 ล้านบาท
  2. เห็นชอบร่างสัญญาเงินกู้โครงการฯ (สัญญาเงินกู้ฯ) และเห็นชอบในการใช้อนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาทตามเงื่อนไขที่กำหนดใน Asian Development Bank Ordinary Operations Loan Regulations ลงวันที่ 1 มกราคม 2565 ของ ADB
  3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมอบหมายเป็นผู้ลงนามในสัญญาเงินกู้ในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย
  4. มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) จัดทำคำรับรองทางกฎหมาย(Legal Opinion) สำหรับสัญญาเงินกู้ของโครงการฯ ภายหลังจากที่ได้มีการลงนามในสัญญาเงินกู้ดังกล่าวแล้ว
  5. มอบหมายให้ สธ. ปฏิบัติตามหน้าที่ความรับผิดชอบที่ถูกระบุไว้ในคู่มือการปฏิบัติงานร่างสัญญาเงินกู้ กฎเกณฑ์และระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องของ ADB และเอกสารแนบท้ายสัญญาที่เกี่ยวข้อง ตามข้อสังเกตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ขอให้ สธ. บริหารสัญญาและกำกับดูแลผู้รับจ้างให้ดำเนินโครงการฯ อย่างมีประสิทธิภาพและดำเนินการเบิกจ่ายเงินกู้ตามระยะเวลาที่กำหนด

                สาระสำคัญของเรื่อง

  1. เรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (22 กรกฎาคม 2568) ที่อนุมัติให้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ดำเนินโครงการรายจ่ายลงทุนเพื่อใช้จ่ายเงินกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม [โครงการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข สป.สธ. กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)] (โครงการฯ) ของโรงพยาบาล 5 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ โรงพยาบาลมะการักษ์ จังหวัดกาญจนบุรี โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี และโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ภายใต้กรอบวงเงินรวมทั้งสิ้น 9,044.91 ล้านบาท ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินโครงการฯ ตั้งแต่ปี 2568 – 2573 ต่อมากระทรวงการคลัง (กค.) โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้จัดหาแหล่งเงินเพื่อดำเนินโครงการฯ ประกอบด้วย เงินกู้จากธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) จำนวน 6,873.53 ล้านบาท หรือเทียบเท่า 211,909,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเงินงบประมาณของ สธ. จำนวน 2,171.38 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนเงินกู้ต่องบประมาณประมาณร้อยละ 76 : 24 ของกรอบวงเงินโครงการฯ รวมทั้ง กค. ได้ดำเนินการเจรจาร่างสัญญาเงินกู้และเอกสารที่เกี่ยวกับ ADB แล้ว โดยคณะกรรมการ ADB ได้อนุมัติเงินกู้เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ต่อมา กค. ได้ส่งร่างสัญญาโครงการฯ และเอกสารที่เกี่ยวข้องให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) และสำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) พิจารณาแล้ว ซึ่งทั้ง 3 หน่วยงาน ได้ให้ข้อสังเกตเพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการของ สบน. และ กค. โดย สบน. ได้ดำเนินการตามข้อสังเกตดังกล่าวด้วยแล้ว กค.จึงขอให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบร่างสัญญาในกู้โครงการฯ และเอกสารที่เกี่ยวข้องและขอให้ใช้อนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาทตามที่กำหนดในร่างสัญญาเงินกู้โครงการฯ รวมทั้งอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมอบหมายเป็นผู้ลงนามในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยในสัญญาเงินกู้โครงการฯ
  2. กต. และ สคก. มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ร่างสัญญาเงินกู้โครงการฯ เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งหากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ร่างสัญญาเงินกู้ฯ ได้โดยไม่ต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา ร่างสัญญาเงินกู้ฯ
  3. ก็ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา (กค. แจ้งว่า สามารถดำเนินการได้ภายใต้กฎหมายภายในที่มีอยู่ โดยไม่ต้องออกพระราชบัญญัติ จึงไม่เข้าลักษณะหนังสือตามมาตรา 178 วรรคสองและวรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ต้องเสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ)
  4. เรื่อง การให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจบนบกหมายเลข L1/66 แปลงสำรวจบนบกหมายเลข L3/66 และแปลงสำรวจบนบกหมายเลข L8/66

              คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ ดังนี้

  1. อนุมัติผู้ได้รับสิทธิเป็นผู้รับสัมปทานสำหรับแปลงสำรวจบนบก ดังนี้

                        1.1 ให้บริษัท ปตท.สผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นผู้ได้รับสิทธิเป็นผู้ได้รับสัมปทานสำหรับแปลงสำรวจบนบกหมายเลข L1/66 และแปลงสำรวจบนบกหมายเลข L3/66

                        1.2 ให้แพน โอเรียนท์ เอ็นเนอยี่ (สยาม) ลิมิเต็ด ร่วมกับ CanAsia Energy Corp. เป็น
ผู้ได้รับสิทธิเป็นผู้รับสัมปทานสำหรับแปลงสำรวจบนบกหมายเลข L8/66

  1. 2. เห็นชอบให้ใช้ข้อกำหนดการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการในสัมปทานปิโตรเลียมของแปลงสำรวจบนบกหมายเลข L1/66 แปลงสำรวจบนบกหมายเลข L3/66 และแปลงสำรวจบนบกหมายเลข L8/66 ตามนัยมติคณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558
  2. มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกให้ผู้รับสัมปทานในการอนุญาตเข้าใช้พื้นที่ต่อไปด้วย

                สาระสำคัญของเรื่อง

  1. กระทรวงพลังงานนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจบนบก ตามที่กระทรวงพลังงานได้ออกประกาศเชิญชวนให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ครั้งที่ 25 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2567 จำนวน 3 แปลง ได้แก่ (1) แปลงสำรวจบนบกหมายเลข L1/66 (2) แปลงสำรวจบนบกหมายเลข L3/66 (3) แปลงสำรวจบนบกหมายเลข L8/66 ซึ่งคณะอนุกรรมการพิจารณา ให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้พิจารณากลั่นกรองคุณสมบัติของผู้ยื่นขอสิทธิดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว โดยคณะกรรมการปิโตรเลียม ในคราวประชุมครั้งที่ 11/2568/641 เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ได้มีมติเห็นชอบตามผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการการพิจารณาให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมโดยเห็นควรให้สัมปทานปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจบนบกหมายเลข L1/66 และ L3/66 แก่บริษัท ปตท.สผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และสัมปทานปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจบนบกหมายเลข L8/66 แก่แพน โอเรียนท์ เอ็นเนอยี่ (สยาม) ลิมิเต็ด ร่วมกับ CanAsia Energy Corp. เนื่องจาก ทั้งสามรายมีคุณสมบัติครบถ้วน และเสนอผลประโยชน์พิเศษให้แก่รัฐสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด ซึ่งการอนุมัติสัมปทานทั้ง 3 แปลงดังกล่าว จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมภายในประเทศ เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ โดยเฉพาะแปลงสำรวจบนบกหมายเลข L1/66 และ L3/66 ซึ่งหากพบปิโตรเลียมในเชิงพาณิชย์จะสามารถสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าน้ำพองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ภาครัฐยังจะได้รับรายได้โดยตรงจากค่าภาคหลวงและภาษีเงินได้ปิโตรเลียมตลอดระยะเวลาสัมปทาน ตลอดจนก่อให้เกิดการจ้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมอีกทางหนึ่งด้วย

                พร้อมกันนี้ กระทรวงพลังงานขอเสนอให้ความเห็นชอบการใช้ข้อกำหนดการระงับข้อพิพาท โดยอนุญาโตตุลาการในสัมปทานปิโตรเลียมของแปลงสำรวจบนบก ทั้ง 3 แปลง โดยร่างสัมปทานปิโตรเลียมดังกล่าวเป็นไปตามแบบ ชธ/ป2 ท้ายกฎกระทรวง กำหนดแบบสัมปทานปิโตรเลียม พ.ศ. 2555 ซึ่งมีข้อกำหนดการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการรวมด้วย และผู้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทุกรายทราบเป็นการทั่วไปแล้ว ประกอบกับการกำหนดให้มีข้อกำหนดดังกล่าวในสัมปทานปิโตรเลียมเป็นแนวปฏิบัติที่มีมาโดยตลอด และถือเป็นกติกาสากลที่ผู้รับสัมปทานยอมรับ นอกจากนี้ เนื่องจากการเปิดให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจบนบก (ครั้งที่ 25) เป็นการให้สัมปทานสำหรับพื้นที่บนบก ผู้รับสัมปทานจะต้องดำเนินการขออนุญาตเข้าใช้พื้นที่จากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง กระทรวงพลังงานจึงขอเสนอให้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้รับสัมปทานในการขออนุญาตเข้าใช้พื้นที่ต่อไปด้วย

  1. กระทรวงการคลัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เห็นชอบ/ไม่ขัดข้องต่อการให้สิทธิเป็นผู้รับสัมปทานสำหรับแปลงสำรวจบนบกหมายเลข L1/66 L3/66 และ L8/66 แก่บริษัท ปตท.สผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และแพนโอเรียนท์ เอ็นเนอยี่ (สยาม) ลิมิเต็ด ร่วมกับ CanAsia Energy Corp. ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ เนื่องจากเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ และส่งเสริมให้เกิดการลงทุนสำรวจและพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียมภายในประเทศมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ โดยมีความเห็นเพิ่มเติม เช่น (1) การดำเนินการดังกล่าวเป็นการดำเนินการของรัฐที่มีผลผูกพันทรัพย์สินหรือก่อให้เกิดภาระทางการเงินการคลังแก่รัฐ ซึ่งรัฐต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่า ต้นทุนและผลประโยชน์ ตลอดจนความยั่งยืนทางการคลังของรัฐด้วย และ (2) การดำเนินการใด ๆ ในเขตพื้นที่ป่า ขอให้ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
  1. เรื่อง การโอนสัญญาแบ่งปันผลผลิตเลขที่ 1/2566/3 แปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/65 และสัญญาแบ่งปันผลผลิตเลขที่ 3/2566/5 แปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย หมายเลข G3/65

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด โอนสิทธิ ประโยชน์ และพันธะในสัดส่วนร้อยละ 40 ตามสัญญาแบ่งปันผลผลิตเลขที่ 1/2566/3 แปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/65 และสัญญาแบ่งปันผลผลิตเลขที่ 3/2566/5 แปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G3/65 ให้แก่บริษัทแวลูร่า เอ็นเนอร์ยี่ (ชัยพฤกษ์) จำกัด โดยอาศัยความตามมาตรา 50 ประกอบมาตรา 53/8 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ทั้งนี้ พน. จะได้ออกเป็นสัญญาแบ่งปันผลผลิตเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) ของสัญญาแบ่งปันผลผลิตเลขที่ 1/2566/3 และสัญญาแบ่งปันผลผลิตเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) ของสัญญาแบ่งปันผลผลิตเลขที่ 3/2566/5 ตามแบบ ชธ/ป12/1 ที่กำหนดในกฎกระทรวงกำหนดแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ. 2561 ตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง

  1. กระทรวงพลังงานได้เสนอขออนุมัติการโอนสิทธิในสัญญาแบ่งปันผลผลิตเลขที่ 1/2566/3 แปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/65 และสัญญาแบ่งปันผลผลิต เลขที่ 3/2566/5 แปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G3/65 ตามที่บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตในแปลงดังกล่าวทั้ง 2 แปลง ได้แจ้งความประสงค์ขอโอนสิทธิประโยชน์และพันธะในสัญญา ที่ถือครองอยู่ในสัดส่วนร้อยละ 40 ให้แก่ บริษัท แวลูร่า เอ็นเนอร์ยี่ (ชัยพฤกษ์) จำกัด ทั้งนี้ เมื่อโอนแล้วจะมีผู้ถือสิทธิประโยชน์และพันธะในสัญญาแบ่งปันผลผลิตทั้งสองแปลงดังกล่าวข้างต้น ดังนี้ (1) บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (ร้อยละ 60) และ (2) บริษัท แวลูร่า เอ็นเนอร์ยี่ (ชัยพฤกษ์) จำกัด (ร้อยละ 40) โดยการดำเนินการโอนสิทธิตามสัญญาดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อค่าภาคหลวงและภาษีเงินได้ปิโตรเลียมที่ภาครัฐได้รับแต่อย่างใด
  2. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเห็นควรให้ความเห็นชอบ/ไม่ขัดข้องในหลักการต่อการโอนสิทธิประโยชน์ และพันธะที่บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ถือครองอยู่ร้อยละ 40 ตามสัญญาแบ่งปันผลผลิตเลขที่ 1/2566/3 แปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/65 และสัญญาแบ่งปันผลผลิตเลขที่ 3/2566/5 แปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G3/65 ให้แก่บริษัท แวลูร่า เอ็นเนอร์ยี่ (ชัยพฤกษ์) จำกัด ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า เรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามมาตรา 53/8 ประกอบกับมาตรา 22 (7) และวรรคสอง และมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ซึ่งคณะกรรมการปิโตรเลียมเห็นชอบแล้ว ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงสามารถพิจารณาอนุมัติการโอนสิทธิตามสัญญาแบ่งปันผลผลิตดังกล่าวได้ตามที่เห็นสมควร
  3. เรื่อง โครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิริกิติ์ เครื่องที่ 4

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิริกิติ์ เครื่องที่ 4 (โครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าฯ) ในวงเงินลงทุนรวม 2,088.56 ล้านบาท ตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ

                เรื่องเดิม

                คณะรัฐมนตรีมีมติ (29 มกราคม 2534) อนุมัติแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.ที่ปรับปรุงใหม่ จำนวน 36 โครงการ ในวงเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 207,491 ล้านบาท ตามที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติเสนอ ซึ่งรวมถึงโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิริกิติ์ เครื่องที่ 4 ด้วย

                สาระสำคัญของเรื่อง

  1. โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิริกิติ์มีลักษณะเป็นเขื่อนดินแกนดินเหนียวที่ก่อสร้างบนลำน้ำน่าน บริเวณเขาผาซ่อม ตำบลผาเลือด อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นเขื่อนอเนกประสงค์เพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำสำหรับการเพาะปลูก การบรรเทาอุทกภัยและการผลิตไฟฟ้า โดยเขื่อนสิริกิติ์มีการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้ารวม 4 เครื่อง กำลังผลิตเครื่องละ 125 เมกะวัตต์ กำลังผลิตรวม 500 เมกะวัตต์ สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เฉลี่ยปีละ 1,018.12 ล้านหน่วย ซึ่งสถานภาพของโรงไฟฟ้าในปัจจุบันสรุปได้ ดังนี้
เครื่องที่กำลังผลิต(เมกะวัตต์)วันเริ่มผลิตไฟฟ้าอายุการใช้งานถึงปีที่ปรับปรุงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าอายุโรงไฟฟ้า(ถึงปี 2569)
112512 มกราคม 251730 ปีแล้วเสร็จปี 2547ประมาณ 52 ปี
212518 มีนาคม 251728 ปีแล้วเสร็จปี 2546ประมาณ 52 ปี
31253 กรกฎาคม 251728 ปีแล้วเสร็จปี 2545ประมาณ 52 ปี
412523 กันยายน 2538 แผนปรับปรุงแล้วเสร็จปี 2572ประมาณ 31 ปี

หมายเหตุ : อายุการใช้งานโรงไฟฟ้าแต่ละเครื่องประมาณ 30 ปี

  1. 2. ปัจจุบัน โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิริกิติ์ เครื่องที่ 4 มีอายุการใช้งานประมาณ 31 ปี (ณ ปี 2569) ซึ่งถือว่าใกล้จะหมดอายุการใช้งาน เนื่องจากอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าจะเริ่มเสื่อมสภาพต่ำกว่าเกณฑ์ที่โรงไฟฟ้าจะเดินเครื่องอย่างปลอดภัย ดังนั้น กฟผ. จึงได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมโครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าฯ โดยจะพิจารณาปรับปรุงเฉพาะอุปกรณ์เท่าที่จำเป็น เหมาะสม และมีความสำคัญต่อความพร้อมและความมั่นคงในการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า โดยคำนึงถึงความประหยัดและมีความคุ้มค่าต่อการลงทุนเป็นสำคัญ ซึ่งคณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (คกก. กฟผ.) ในคราวประชุมครั้งที่ 6/2566 เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2566 ได้มีมติเห็นชอบรายงานการศึกษาความเหมาะสมของโครงการดังกล่าวแล้ว
  2. 3. เรื่องนี้เป็นการเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิริกิติ์ เครื่องที่ 4 (โครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าฯ) โดยมีวงเงินลงทุนรวม 2,56 ล้านบาท เนื่องจากโรงไฟฟ้าดังกล่าวใกล้จะหมดอายุการใช้งานแล้ว (อายุการใช้งานประมาณ 31 ปี) โดยมีอุปกรณ์หลายส่วนเสื่อมสภาพตามระยะเวลาการใช้งาน และบางอุปกรณ์ไม่สามารถหาอะไหล่สำหรับซ่อมบำรุงรักษาได้ จึงอาจมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดปัญหาในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งจากการศึกษาความเหมาะสมโครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าดังกล่าวพบว่า การยืดอายุโรงไฟฟ้าโดยการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงในส่วนของอุปกรณ์เครื่องกล (เช่น กังหันน้ำ เครื่องควบคุมความเร็วรอบ และวาล์วน้ำเข้า) และอุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบควบคุม (เช่น เครื่องกำเนิดไฟฟ้าระบบกระตุ้นแม่เหล็กไฟฟ้า และหม้อแปลงไฟฟ้ากำลังหลัก) อย่างเหมาะสมจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และช่วยยืดอายุโรงไฟฟ้าออกไปไม่น้อยกว่า 30 ปี รวมถึง ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนทำให้มีต้นทุนการผลิตต่ำ ซึ่งการปรับปรุงครั้งนี้จะช่วยให้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้เพิ่มขึ้นจาก 242.42 ล้านหน่วย/ปี เป็น 251.28 ล้านหน่วย/ปี

                 ทั้งนี้ ในส่วนของค่าใช้จ่ายการดำเนินงานโครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าฯ รวมทั้งสิ้น 2,088.56 ล้านบาท กฟผ. จะพิจารณาแหล่งเงินทุนจากแหล่งในประเทศ ด้วยการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานการออกพันธบัตรลงทุนในประเทศและเงินรายได้ของ กฟผ. เป็นหลัก

  1. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงบประมาณ (สงป.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) [โดยมติของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ในการประชุมครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2568] พิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้องโดยมีความเห็นเพิ่มเติม ดังนี้
หน่วยงานความเห็น
สงป.กฟผ. ควรบริหารจัดการเรื่องการเงินและการลงทุนให้เหมาะสม มีมาตรการรองรับในกรณีที่อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศมีความผันผวน รวมทั้งปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ตลอดจนดำเนินการก่อหนี้และบริหารหนี้ในทุกมิติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
สศช. (สภาพัฒน์ฯ)– เห็นควรให้ กฟผ. ให้ความสำคัญกับการเปิดกว้างให้มีการแข่งขันจากผู้เข้าประกวดราคาหลายราย- เห็นควรมอบหมายให้ กฟผ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ฉบับใหม่และเร่งศึกษาการเปิดใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม และปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงพิจารณากำหนดอัตราค่าบริการใช้หรือเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่สะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริง และเป็นภาระแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าเท่าที่จำเป็นให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งจะทำให้ภาคการผลิตไฟฟ้าทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าได้ตามแผน PDP ฉบับใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถสนับสนุนเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการผลิตไฟฟ้าตามแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ         พ.ศ. 2564 -2573

                ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า โครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าฯ เป็นการดำเนินการตามมาตรา 43 (1) แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
ซึ่งบัญญัติให้ กฟผ. ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนจึงจะดำเนินกิจการลงทุนเพื่อขยายโครงการเดิมหรือริเริ่มโครงการใหม่ได้ ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงสามารถพิจารณาให้ความเห็นชอบตามที่ พน. เสนอได้

­­­­­­­­­

  1. เรื่อง ขออนุมัติกรอบวงเงินและรูปแบบกรมธรรม์ประกันภัยธรรมชาติ (อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว)

ระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570

                  คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและ  บรรเทาสาธารณภัยเสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม และกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ
  2. อนุมัติกรอบวงเงินประมาณในการดำเนินการซื้อประกันภัยให้กับประชาชน ค่าเบี้ยประกันภัยในวงเงินรวม จำนวน 15,500,000,000 บาท เพื่อให้ความคุ้มครอง 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว แบ่งเป็น

                        (1) กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติวงเงิน 15,000,000,000 บาท

                        (2) กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติวงเงิน 500,000,000 บาท

  1. มอบหมายให้สำนักงบประมาณ เป็นหน่วยงานจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามกรอบวงเงิน และวัตถุประสงค์ที่กำหนด
  2. มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย        (สำนักงาน คปภ.) ในฐานะผู้กำกับดูแลธุรกิจประกันภัย ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย ดำเนินการจัดหาผู้รับประกันภัยที่มีมาตรฐาน มีความมั่นคง น่าเชื่อถือ และเป็นธรรม โดยมุ่งหมายให้ผู้รับประกันภัยมีศักยภาพในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายโดยเร็ว
  3. เห็นชอบให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นหน่วยรับงบประมาณและเบิกจ่ายให้ผู้รับประกันภัย ตามการจัดหาผู้รับประกันภัย และสัดส่วนจำนวนเงินตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) และสมาคมประกันวินาศภัยไทยคัดเลือกตามข้อ 4 โดยให้ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการคุ้มครอง บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และรองรับความเสี่ยงของความรุนแรงจากภัยพิบัติกรณีอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหวจากสภาวะสภาพอากาศที่แปรปรวน และทวีความรุนแรงให้หน่วยงานตามข้อ 3-5 จัดให้มีกรมธรรม์ประกันภัยสำหรับประชาชนทุกหลังคาเรือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ตามกฎหมาย ระเบียบวิธีการ และขั้นตอน ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทยกำหนด

                สำหรับค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น ให้ดำเนินการตามความเห็นของสำนักงบประมาณ (สงป.)

                เหตุผลความจำเป็นที่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี

                เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยประสบภัยพิบัติที่มีความรุนแรงและความถี่เพิ่มมากขึ้น สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าเป็นเวลานานได้ว่าจะเกิดขึ้นในพื้นที่ใด และส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้างทั้งในพื้นที่ที่เกิดภัยขึ้นซ้ำซากเป็นประจำทุกปี และพื้นที่ที่ไม่เคยเกิดภัยมาแล้วหลายปี โดยการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยที่ผ่านมาในแต่ละปีเป็นไปในเชิงตั้งรับที่ดำเนินการหลังจากเกิดภัยแล้ว ทำให้เกิดภาระงบประมาณที่ไม่แน่นอน ขณะที่ระบบประกันภัยเป็นไปในเชิงรุกที่ทำให้ภาครัฐสามารถประเมิน วางแผน และกำหนดล่วงหน้าก่อนเกิดภัยได้ว่าความเสี่ยงส่วนใดที่รัฐจะสามารถรับไว้ และส่วนใดสามารถกระจายหรือโอนความเสี่ยงไปยังระบบประกันภัย ประกอบกับคณะรัฐมนตรีมีมติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดให้มีการซื้อประกันภัยให้กับประชาชน ดังนี้

  1. คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 เห็นชอบในหลักการการจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัยขึ้น และให้กระทรวงมหาดไทย (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) ร่วมกับกระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนและถูกต้อง เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยเร็วต่อไป ทั้งนี้ การพิจารณากลั่นกรองการจัดตั้งกองทุนดังกล่าว ขอให้คำนึงถึงประเด็นต่าง ๆ ด้วย ดังนี้

                        1.1 ความซ้ำซ้อนกับกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน เช่น กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับบริจาคและการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นต้น

                        1.2 รายได้หรือแหล่งที่มาของเงินที่จะนำเข้ากองทุนที่ชัดเจน เหมาะสมและมีความยั่งยืน

  1. คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 เห็นชอบตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอให้มอบหมายรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) เร่งรัดให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยร่วมกับกระทรวงมหาดไทย (กรมป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย) และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ศึกษาและออกแบบระบบประกันภัยพิบัติที่สามารถใช้ในการบริหารจัดการความเสียหายจากภัยพิบัติและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยพิบัติได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเพียงพอ โดยให้สรุปผลการศึกษาให้ครอบคลุมถึงหลักเกณฑ์ รูปแบบ และแนวทางการดำเนินการ แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จังหวัดสงขลา ในวันที่ 1 กันยายน 2569 ต่อไป
  2. คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 รับทราบผลการศึกษาการจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย และเห็นชอบให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569   (เรื่อง การจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์ และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย) จากเดิม “เห็นชอบในหลักการการจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย” เป็น “จัดให้มีระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” และเห็นชอบในหลักการให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยพิบัติให้แก่ประชาชนและให้กระทรวงมหาดไทย (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังกล่าวให้ถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องและแล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนได้รับเงินช่วยเหลือ/ชดเชยความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินอย่างรวดเร็ว และครอบคลุม สำหรับงบประมาณที่ต้องใช้ให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 อย่างเคร่งครัด

                สาระสำคัญของเรื่อง

                เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครอง โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยและกลุ่มเปราะบาง สามารถเข้าถึงความคุ้มครองจากภัยพิบัติได้โดยเร็ว โดยให้กรมธรรม์มีผลความคุ้มครอง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570

  1. สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย มีหนังสือ ด่วนที่สุดที่ 4331/3130 ลงวันที่ 11 กันยายน 2569 ส่งแบบและข้อความกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่มเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ อัตราเบี้ยประกันภัย 15,000,000,000 บาท และกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ อัตราเบี้ยประกันภัย 500,000,000 บาท โดยสรุปรวมดังนี้
หัวข้อรายละเอียด
1. ผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัยนิติบุคคล (หน่วยงานรัฐหรือหน่วยงานที่รัฐมอบหมาย) ที่ระบุชื่อเป็นผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัยในตารางกรมธรรม์ประกันภัย
2. ผู้รับประกันภัยบริษัทประกันวินาศภัยที่ผ่านการคัดเลือกให้เข้ารับประกันภัย
3. ผู้เอาประกันภัย กรณีที่อยู่อาศัย :1. เจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เอาประกันภัยที่เป็นบ้านตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎร2. ผู้ครอบครองที่พักอาศัยที่ไม่เป็นบ้านตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎรแต่ได้รับการรับรองว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีคนอาศัยอยู่ประจำจากผู้มีอำนาจตามกฎหมายกรณีการเสียชีวิต :บุคคลที่มีสัญชาติไทย และมีเลขประจำตัวประชาชน
4. ผู้รับประโยชน์ กรณีที่อยู่อาศัย:1. เจ้าของกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครองที่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เอาประกันภัย หรือ2. ผู้ครอบครองที่พักอาศัยที่ไม่เป็นบ้านตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎรแต่ได้รับการรับรองว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีคนอาศัยอยู่ประจำจากผู้มีอำนาจตามกฎหมายกรณีการเสียชีวิต : ทายาทโดยธรรม
5. วงเงินความคุ้มครอง กรณีที่อยู่อาศัย: สูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อภัยที่เกิดขึ้น                         โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัยสูงสุดต่อกรมธรรม์ภัย 75,000 ล้านบาทกรณีการเสียชีวิต: 2,000,000 บาทต่อคน โดยไม่จำกัดจำนวนเงินเอาประกันภัยสูงสุดต่อกรมธรรม์ภัย
6. ระยะเวลาเอาประกันภัยวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570
7. ความคุ้มครองกรณีที่อยู่อาศัย  7.1 ความเสียหายจากอุทกภัย (รวมถึงอุทกภัยอันเกิดจากลม พายุน้ำป่า และโคลนถล่ม)ค่าสินไหมทดแทนต่อครั้ง ต่อหลังคาเรือน (บาท)
ส่วนที่ 1ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายเบื้องต้นส่วนที่ 2ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติม
จำนวน 10,000 บาท ต่อครั้ง สูงสุด 90,000 บาท ต่อครั้ง 
7.2 ค่าชดเชยสำหรับผู้อยู่อาศัยในทรัพย์สินที่เอาประกันภัยเป็นประจำซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยน้ำล้อมจำนวน 10,000 บาท ต่อครั้ง ไม่มี
7.3 ความเสียหายจากวาตภัย (รวมถึงฟ้าผ่า)จำนวน 5,000 บาท ต่อครั้ง สูงสุด 95,000 บาท ต่อครั้ง 
7.4 ความเสียหายจากแผ่นดินไหวหรือภูเขาไฟระเบิดหรือคลื่นใต้น้ำหรือสึนามิจำนวน 5,000 บาท ต่อครั้ง สูงสุด 95,000 บาท ต่อครั้ง 
8. ความคุ้มครองกรณี
การเสียชีวิต8.1 จากอุทกภัย (รวมถึงอุทกภัยอันเกิดจากลม พายุ น้ำป่า และโคลนถล่ม)8.2 จากวาตภัย(รวมถึงฟ้าผ่า)8.3 จากแผ่นดินไหวหรือภูเขาไฟระเบิดหรือคลื่นใต้น้ำหรือสึนามิ
2,000,000 บาทไม่มี
    

                ประโยชน์และผลกระทบ

                ประชาชนได้รับความคุ้มครองที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน (ตามข้อมูลสถิติจำนวนบ้าน สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ข้อมูล ณ วันที่ 10 กันยายน 2569) และความคุ้มครองกรณีการเสียชีวิต เมื่อเกิดสถานการณ์ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว จะได้รับเงินช่วยเหลือครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นมากกว่าเดิม และได้รับเงินช่วยเหลือรวดเร็วขึ้น ด้วยเครื่องมือการบริหารจัดการในการถ่ายโอนความเสี่ยงจากสาธารณภัย (Risk Transfer) ผ่านระบบประกันภัย และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ

  1. เรื่อง การโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่คู่สัญญาในการขายที่ราชพัสดุที่ตกเป็นของแผ่นดินตามคำพิพากษาของศาล

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการโอนกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุโดยการขายให้แก่คู่สัญญา รวมจำนวน
9 ราย (9 แปลง) ตามขั้นตอนที่กำหนดในกฎกระทรวงการโอนกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุที่มิใช่ที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ พ.ศ. 2562 ข้อ 9 ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และให้ กค. และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของสำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

               สาระสำคัญของเรื่อง

  1. เรื่องนี้กระทรวงการคลัง (กค.) นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการโอนกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุที่ได้มาโดยคำพิพากษาของศาลให้ตกเป็นของแผ่นดินโดยการขายให้แก่คู่สัญญา รวม 9 ราย (9 แปลง) มูลค่ารวม 3.98 ล้านบาท แบ่งเป็น การเปิดประมูลเป็นการทั่วไป จำนวน 8 ราย (8 แปลง) และยกเว้นการเปิดประมูลเป็นการทั่วไป 1 ราย (1 แปลง) ให้กับผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับ กค. ซึ่งกรมธนารักษ์ได้เปิดประมูลขายเป็นการทั่วไป/เจรจาทำความตกลงเรื่องราคาขายโดยยกเว้นการเปิดประมูลเป็นการทั่วไป และจัดทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ราชพัสดุให้กับผู้มีสิทธิซื้อที่ราชพัสดุเรียบร้อยแล้ว
  2. ที่ราชพัสดุที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เสนอมานี้เป็นทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์ที่ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และมีสถานะเป็นที่ราชพัสดุตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562 ซึ่งบางส่วนมีสภาพทรัพย์สินที่มิได้มุ่งหมายเพื่อใช้ประโยชน์ในราชการตั้งแต่ต้น ประกอบกับไม่มีความเหมาะสมต่อการนำไปจัดหาประโยชน์ รวมทั้งมีภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อทางราชการ และสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน จึงจำเป็นต้องขายที่ราชพัสดุประเภทดังกล่าวเพื่อเป็นการลดภาระของรัฐ โดยข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 3,471 แปลง ซึ่งกรมธนารักษ์นำไปใช้ประโยชน์ในราชการ/จัดหาประโยชน์ จำนวน 442 แปลง เปิดประมูลขายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ 429 แปลง (รวมที่ราชพัสดุ จำนวน 8 แปลง ที่เสนอขอความเห็นชอบการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ประมูลได้ในครั้งนี้) และขายโดยยกเว้นการเปิดประมูล จำนวน 5 แปลง (รวมที่ราชพัสดุจำนวน 1 แปลง ที่เสนอขอยกเว้นการเปิดประมูลในครั้งนี้) คงเหลือการบริหารจัดการ จำนวน 2,595 แปลง
  3. กระทรวงยุติธรรม สำนักงบประมาณ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง โดยมีความเห็นเพิ่มเติม เช่น ขอให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และ กค. โดยกรมธนารักษ์ควรบริหารจัดการที่ราชพัสดุที่ยังคงเหลืออยู่และเร่งดำเนินการประมูลขายที่ราชพัสดุโดยเร็ว เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาทรัพย์สินดังกล่าว ส่วนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเห็นว่า กรณีนี้ กค. ชอบที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี) ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเสนอของ กค. เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่จะพิจารณาให้ความเห็นชอบได้ตามที่เห็นสมควร
  4. โดยที่เรื่องดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาให้ความเห็นการโอนกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุ ตามข้อ 3 ของกฎกระทรวงการโอนกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุที่มิใช่ที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ พ.ศ. 2562 แล้ว และข้อ 9 ของกฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดให้การโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่คู่สัญญาในการขายที่ราชพัสดุหรือการแลกเปลี่ยนที่ราชพัสดุหรือให้แก่องค์กรหรือบุคคลที่จะเป็นผู้รับการให้ที่ราชพัสดุ กรมธนารักษ์ต้องได้รับความเห็นชอบจากปลัดกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป และ กค. (กรมธนารักษ์) แจ้งว่า ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎกระทรวงดังกล่าวครบถ้วนแล้ว รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีความเห็นขัดข้องจึงเข้าลักษณะเรื่องที่ให้เสนอคณะรัฐมนตรีได้ตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 และเป็นเรื่องที่ผ่านการพิจารณาของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องหรือผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการที่แต่งตั้งตามกฎหมายมาแล้ว
  1. เรื่อง ขอยกเลิกรายการค่าก่อสร้างโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่
    (ผูกพันงบประมาณปี พ.ศ. 2569-2571) และรายการค่าควบคุมงานก่อสร้างโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ (ผูกพันงบประมาณปี พ.ศ. 2569-2571)

              คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ที่อนุมัติให้หน่วยรับงบประมาณก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการใหม่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยยกเลิกเฉพาะในส่วนของรายการค่าก่อสร้างโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ (โครงการฯ) (ผูกพันงบประมาณปี พ.ศ. 2569-2571) และรายการค่าควบคุมงานก่อสร้างโครงการฯ (ผูกพันงบประมาณปี พ.ศ. 2569–2571) ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ และให้กระทรวงคมนาคมรับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

  1. เรื่องเดิม

              1.1 คณะรัฐมนตรีมีมติ (14 ตุลาคม 2568) อนุมัติให้หน่วยรับงบประมาณก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ รายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการใหม่ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน1,917 รายการ เป็นวงเงินภาระผูกพัน รวมทั้งสิ้น 349,656.4 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงรายการก่อสร้างและค่าควบคุมงานก่อสร้างโครงการฯ แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ของ คค. ดังนี้

รายการวงเงิน (ล้านบาท)
1. รายการค่าก่อสร้างโครงการฯ
(1) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569517.3
(2) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 25701,465.7
(3) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 25711,465.7
(4) เงินสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาด172.4
รวม3,621.1
2. ค่าควบคุมงานก่อสร้างโครงการฯ
(1) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 256915.5
(2) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 257044
(3) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 257144
(4) เงินสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาด5.2
รวม108.7
รวมทั้งสิ้น3,729.8

                1.2 คณะรัฐมนตรีมีมติ (28 เมษายน 2569) มอบหมายให้หน่วยรับงบประมาณดำเนินการตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ที่ให้หน่วยรับงบประมาณจัดทำคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มขึ้นไม่เกินร้อยละ 20 ของปีที่ผ่านมา ส่วนที่เพิ่มจะต้องเป็นรายจ่ายลงทุน รวมทั้งยึดหลักความคุ้มค่า (Value for Money: VfM) และหลักงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) โดยไม่ยึดติดกับฐานงบประมาณเดิม แต่ให้พิจารณาจากความจำเป็นความเร่งด่วน และความเหมาะสมของสถานการณ์เป็นสำคัญ รวมทั้งเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ทั้งนี้
ให้หน่วยงานพิจารณาปรับลดงบประมาณและพิจารณาดำเนินการชะลอการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ ตามที่สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอ เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และสามารถรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยให้ความสำคัญกับการควบคุมการใช้จ่ายภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ คุ้มค่า ตอบสนองความต้องการของประชาชน

  1. สาระสำคัญของเรื่อง

                     คค.รายงานว่า

                     2.1 ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติตามข้อ 1.1 สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม (สป.คค.) ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 แผนงานพื้นฐานด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน งบลงทุน ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง รายการค่าก่อสร้าง โครงการฯ วงเงิน 3,448.80 ล้านบาท และค่าควบคุมงานก่อสร้างโครงการฯ วงเงินรวม 103.46 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณพ.ศ. 2569– 2571

                        2.2 สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคง และเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ทำให้ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการทำให้มีผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในภาคครัวเรือน รวมทั้งการจัดหาปัจจัยการผลิตในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม และนำไปสู่ความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จึงเป็นวิกฤติการณ์สำคัญที่รัฐบาลมีความจำเป็นต้องดำเนินมาตรการแก้ไขโดยเร่งด่วนและต่อเนื่อง รวมถึงการให้ความช่วยเหลือประชาชน เกษตรกรและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ด้านพลังงานดังกล่าว ประกอบกับแนวทางในการจัดทำงบประมาณปี 2570 นายกรัฐมนตรีมีนโยบายให้ส่วนราชการชะลอการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ (ตามข้อ 1.2) โดยขอให้เน้นการเช่า จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น คค. จึงรับนโยบายของรัฐบาลมาปฏิบัติ โดยขอยกเลิกโครงการฯ และโครงการควบคุมงานก่อสร้างโครงการฯ

                        2.3  ในการนี้เพื่อให้ภารกิจของ คค. ในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลด้านการคมนาคมและโลจิสติกส์ยังคงดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ คค. จำเป็นต้องใช้บุคลากรตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ที่ทันสมัยเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มพื้นที่ใช้สอยในปัจจุบันในการรองรับการปฏิบัติงานของหน่วยงานในสังกัด สป.คค. และสำนักงานรัฐมนตรีได้อย่างครบถ้วนภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติยกเลิกรายการค่าก่อสร้างและค่าควบคุมงานก่อสร้างโครงการฯ ในระยะสั้น คค. จะดำเนินการเช่าอาคารสำหรับเป็นสำนักงานชั่วคราวโดยด่วน ส่วนในระยะยาว คค. จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการก่อสร้างโครงการฯ ที่ได้ออกแบบไว้เรียบร้อยแล้วเป็นรูปแบบการเช่าแทนโดยให้หน่วยงานที่มีภารกิจในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เช่น บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด เป็นผู้ก่อสร้าง

  1. เรื่อง กรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571 –2575)

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบสาระสำคัญของกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571 – 2575) (แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14) และความก้าวหน้าของการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องของ สศช. ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง

  1. กรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จัดทำขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. 2561 เพื่อใช้เป็นกรอบกำหนดทิศทางภาพรวมของการพัฒนาประเทศในช่วงระยะเวลา5 ปี โดยการจัดทำ (ร่าง) กรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับนี้ได้ดำเนินการผ่านกระบวนการที่เป็นระบบ รอบด้าน ครอบคลุม3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ (1) การทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ทรงคุณวุฒิรายบุคคล การจัดสนทนากลุ่มในระดับพื้นที่จำนวน 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ และการจัดสนทนากลุ่มร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในประเด็นการพัฒนาเฉพาะด้าน (2) การสำรวจความคิดเห็นจากสาธารณะผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และ (3) การทบทวนวรรณกรรมและศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติม โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพควบคู่กับการประยุกต์ใช้เครื่องมือการคาดการณ์อนาคตเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อประกอบการกำหนดทิศทางและกรอบการพัฒนาประเทศในระยะของแผน
  2. 2. ผลการทบทวนสถานการณ์พัฒนาประเทศจากความก้าวหน้าของการขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 พบว่า เศรษฐกิจไทยยังสามารถขยายตัวได้แต่การเติบโตอยู่ในระดับต่ำและมีแนวโน้มถดถอยเชิงศักยภาพจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน เช่น การลงทุนที่ไม่เพียงพอ ข้อจำกัดด้านการวิจัยและพัฒนาภาระหนี้ในระดับสูง ซึ่งล้วนทำให้ความสามารถในการขยายตัวของเศรษฐกิจลดลงนอกจากนี้ประเทศไทยยังต้องเผชิญกระแสการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและไม่แน่นอนมากขึ้น ทั้งจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และโครงสร้างประชากรสูงวัย ซึ่งกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ
  3. การจัดทำกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในครั้งนี้เพื่อเป็นกรอบกำหนดทิศทางภาพรวมของการพัฒนาประเทศในช่วงระยะเวลา 5 ปีและใช้เป็นฐานสำคัญในการยกร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ซึ่งมุ่งจัดทำ “แผนที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง” โดยมีลักษณะสำคัญ 2 ประการ คือ (1) การมีจุดเน้นและธีมการพัฒนาที่ชัดเจน โดยมุ่งเลือกดำเนินการเฉพาะประเด็นสำคัญของการพัฒนาในภาพรวม และ (2) มุ่งเน้นการขับเคลื่อนให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ผ่านการออกแบบกลไกที่เอื้อต่อการนำแผนไปสู่การปฏิบัติจริงและก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในคราวประชุมสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติครั้งที่ 12/2568 เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เรียบร้อยแล้ว โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
หัวข้อสาระสำคัญ
วัตถุประสงค์เพื่อให้ “เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้นอย่างทั่วถึง และยั่งยืน” โดยมุ่งยกระดับคุณภาพของ
การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันและเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวของประเทศเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและลดความเปราะบางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และศักยภาพการพัฒนาในระยะยาว
ธีมการพัฒนา“การเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการซ่อมและเสริมรากฐานให้มั่นคง ควบคู่ไปกับการสร้างความพร้อมและโอกาสสำหรับอนาคต”
หลักคิดนำทางหลักคิดร่วมที่ใช้เป็นกรอบในการกำหนดเสาหลักการพัฒนาการจัดลำดับความสำคัญของประเด็นการพัฒนา ตลอดจนการออกแบบกลยุทธ์ มาตรการ แผนงาน และโครงการของทุกภาคส่วนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ประกอบด้วย 4 ประการ ดังนี้(1) การมุ่งยกระดับผลิตภาพของประเทศ (Productivity)(2) การสร้างประโยชน์อย่างทั่วถึงแก่ประชาชน (Inclusiveness)(3) การเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัว (Adaptability)(4) สร้างภูมิคุ้มกันและความมั่นคง (Immunity)
แนวทางการจัดทำ
และขับเคลื่อน
ครอบคลุม 3 มิติ ดังนี้(1) การสร้างเป้าหมายร่วมที่ชัดเจน (Vision) : มุ่งกำหนดวิสัยทัศน์ ทิศทางและเป้าหมายการพัฒนาที่ชัดเจน พร้อมข้อมูลเพียงพอให้ทุกภาคส่วนนำไปใช้เป็นกรอบกำหนดนโยบายและแนวทางดำเนินงานได้อย่างสอดคล้องกัน(2) การสร้างแนวร่วมและความเข้าใจร่วม (Alignment) : มุ่งสร้างความเข้าใจและแนวร่วมการขับเคลื่อนในทุกระดับ ควบคู่กับการคำนึงถึงแรงจูงใจและข้อจำกัดของภาคีการพัฒนาที่เกี่ยวข้อง(3) การขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพ (Execution) : ออกแบบกลไกการขับเคลื่อน
ที่เชื่อมโยงแผนสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมระบบติดตามและประเมินผลที่นำไปสู่การเรียนรู้และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
เสาหลักการพัฒนา
(1) การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ (Transform the Economy)
การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจรายสาขาและยกระดับเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่มุ่งยกระดับการผลิตเดิมที่มีศักยภาพให้มีผลิตภาพสูงขึ้น ทั้งในภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป และภาคการท่องเที่ยวควบคู่ไปกับการสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ ทั้งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (High Technology) อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่และชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมและบริการทางการแพทย์และสุขภาพ และอุตสาหกรรมบริการเพื่อสุขภาพ (Wellness Service) รวมทั้ง ส่งเสริม
การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม และการสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐาน ระบบ
โลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล
การพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อการปรับตัวของแรงงาน ธุรกิจและภาครัฐมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อการพัฒนาทักษะแรงงาน การเข้าสู่ตลาดการปรับตัว และการแข่งขันของภาคธุรกิจอย่างเป็นธรรม รวมถึงส่งเสริมการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตจากกิจกรรมที่มีศักยภาพลดลงไปสู่อุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต
การลดสัดส่วนเศรษฐกิจนอกระบบมุ่งยกระดับระบบความคุ้มครองทางสังคม และสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการและแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบ
การพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(SMEs) ให้แข่งขันได้อย่างเป็นธรรมมุ่งส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ยกระดับศักยภาพของ SMEs และสนับสนุน
การเชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิต
การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมุ่งรักษาเสถียรภาพทางการคลังเพื่อเพิ่มพื้นที่ทางการคลังของประเทศและยกระดับประสิทธิภาพของกลไกภาคการเงิน
(2) การปฏิรูปภาครัฐ (Reform the Public Sector)
การปฏิรูปการบริหารจัดการภาครัฐมุ่งทบทวนโครงสร้าง บทบาท และรูปแบบการบริหารจัดการภาครัฐให้มีขนาดเหมาะสม คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งยกระดับการดำเนินงานภาครัฐให้ยึดหลัก
ธรรมาภิบาล มีความยืดหยุ่น เปิดกว้างและมุ่งผลสัมฤทธิ์
การปรับปรุงระเบียบขั้นตอน และกฎหมายมุ่งปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่ และเอื้อต่อการแข่งขันทางการค้า
การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันมุ่งเสริมสร้างระบบป้องกัน เฝ้าระวัง ตรวจสอบ กำกับดูแล และปราบปรามการทุจริต
คอร์รัปชันในทุกระดับและทุกรูปแบบอย่างมีประสิทธิภาพ
(3) การยกระดับทุนมนุษย์ (Upgrade Human Capital)
การส่งเสริมการมีจำนวนประชากรรองรับการพัฒนาประเทศมุ่งรักษาอัตราการเกิดไม่ให้ลดลง ดึงศักยภาพของประชากรกลุ่มที่ยังใช้ประโยชน์ได้
ไม่เต็มที่ บริหารจัดการแรงงานต่างชาติทักษะสูง และพัฒนาระบบบริหารจัดการเมืองให้รองรับการเคลื่อนย้ายประชากร
การปรับแนวคิดและรูปแบบการจัดการศึกษาและการเรียนรู้มุ่งเสริมสร้างทักษะพื้นฐานที่จำเป็น พัฒนาการศึกษาข้ามศาสตร์เพื่อสร้างบุคลากรที่
มีสมรรถนะหลากหลาย ยกระดับบทบาทของมหาวิทยาลัยให้ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ กระจายอำนาจ ด้านการศึกษาให้แก่สถานศึกษาที่มีความพร้อม และพัฒนาระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ยืดหยุ่น
การปรับกลไกการพัฒนา ทักษะแรงงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์มุ่งยกระดับทักษะแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานทักษะระดับกลางและระดับต่ำ พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกลางด้านแรงงาน (Digital Labor Infrastructure)
การวางรากฐานสวัสดิการสังคมที่มั่นคงมุ่งพัฒนาระบบฐานข้อมูลทางสังคมแบบบูรณาการ ปรับระบบบริการสุขภาพไปสู่ระบบที่มุ่งเน้นคุณค่า ออกแบบสวัสดิการที่เอื้อต่อการเพิ่มผลิตภาพและส่งเสริมระบบสุขภาพเชิงป้องกัน
(4) การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน(Sustain Resources and the Environment)
การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เป็นฐานในการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนมุ่งบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ แก้ไขปัญหา PM2.5 จัดการขยะและของเสียอย่างเป็นระบบ รวมถึงส่งเสริมการใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและฟื้นฟูระบบนิเวศ
การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจและสังคมไทยมุ่งส่งเสริมความสามารถและความพร้อมในการปรับตัวของทุกภาคส่วนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและสังคม พร้อมทั้งพัฒนาระบบข้อมูลและการบริหารจัดการ
ภัยพิบัติแบบบูรณาการ
การมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันมุ่งส่งเสริมการผลิตและการใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำในทุกภาคส่วน และพัฒนากฎหมาย ระเบียบ และกลไกการกำกับดูแลให้เอื้อต่อการขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ
(5) การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม(Transfer and Invest in Research, Technology and Innovation)
การลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีเป้าหมายและเทคโนโลยีเสี่ยงวิกฤติต่อโอกาสภาคการผลิตและบริการเป้าหมายของประเทศ พร้อมทั้งกำหนดทิศทางและกลยุทธ์การลงทุนอย่างเหมาะสม
การพัฒนาระบบนิเวศวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรมมุ่งสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง
ภาคส่วนในการวิจัยและพัฒนา ยกระดับการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยในเชิงพาณิชย์ และปรับปรุงระบบทรัพย์สินทางปัญญาให้เอื้อต่อการสร้าง การคุ้มครอง และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรม

ทั้งนี้ สศช. ยังคงดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ (14plan.nesdc.go.th) รวมทั้งดำเนินการหารือเพิ่มเติมกับภาคีการพัฒนาที่มีบทบาทหลักในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 โดยการดำเนินการระยะต่อไป คณะกรรมการยกร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จะนำผลการรับฟังความคิดเห็นไปประกอบการจัดทำรายละเอียดของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ให้แล้วเสร็จตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. 2561 ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

  1. สศช. แจ้งว่า การเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จะทำให้คณะรัฐมนตรีและส่วนราชการได้รับทราบทิศทางและสาระสำคัญของกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 และสามารถนำไปใช้ประกอบการจัดทำโครงการและคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 รวมทั้งการจัดทำและปรับปรุงแผนระดับที่ 3 ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนให้การขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศเป็นไปในทิศทางเดียวกันและสอดคล้องกับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ได้ตั้งแต่ต้น

ต่างประเทศ

  1. เรื่อง การจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนศูนย์ประสานงานอาเซียนในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน AHA Centre ในปี พ.ศ. 2569-2580 เป็นจำนวน 90,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 3 ล้านบาท) ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ

  1. เรื่องเดิม

                1.1 คณะรัฐมนตรีมีมติ (19 กรกฎาคม 2548) อนุมัติการลงนามความตกลงอาเซียนว่าด้วยการจัดการภัยพิบัติและการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉิน (ASEAN Agreement on Disaster Management and Emergency Response: AADMER) (ความตกลง AADMER) เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนในการจัดการกับสถานการณ์ภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน และจัดตั้งกลไกที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีข้อเสนอให้จัดตั้งศูนย์ประสานงานอาเซียนในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม (ASEAN Coordinating Centre for Humanitarian Assistance) (AHA Centre) เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินความร่วมมือและการประสานงานของภาคีความตกลงฉบับนี้ ทั้งนี้ ให้ประเทศภาคีบริจาคเงินสนับสนุนการจัดตั้งและการบริหารงานของ AHA Centre โดยความสมัครใจ

                1.2 คณะรัฐมนตรีมีมติ (6 สิงหาคม 2567) อนุมัติการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน AHA Centre ในปี พ.ศ. 2567 -2568 เป็นจำนวน 90,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปีตามที่ มท. เสนอ โดยสำหรับค่าใช้จ่ายเพื่อสมทบเข้ากองทุน AHA Centre ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ให้ มท. [กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)] ใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ที่ได้รับจัดสรรแล้ว ส่วนปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ให้จัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของ กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง

  1. สาระสำคัญของเรื่อง

                2.1 เดิมประเทศไทยได้ลงนามในความตกลงอาเซียนว่าด้วยการจัดการภัยพิบัติและการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉิน (AADMER) เพื่อร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนในการจัดการกับสถานการณ์ภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน (ตามข้อ 1.1) และลงนามในความตกลงอาเซียนว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในการจัดการภัยพิบัติ (AHA Centre) เพื่อจัดตั้ง AHA Centre สำหรับอำนวยความสะดวกในการดำเนินความร่วมมือและการประสานงานระหว่างประเทศสมาชิกภายใต้ความตกลง AADMER และจัดตั้งกองทุน AHA Centre เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจกรรมตามพันธกิจของ AHA Centre โดยกำหนดให้ประเทศสมาชิกอาเซียนต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนทุกปีตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา
ซึ่งในส่วนของประเทศไทย คณะรัฐมนตรีเคยมีมติรับทราบและอนุมัติการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนดังกล่าวมาแล้ว จำนวน 3 ครั้ง สรุปได้ ดังนี้

มติคณะรัฐมนตรีสาระสำคัญปีที่ต้องจ่ายเงินสมทบจำนวนเงินที่ต้องจ่ายสมทบในแต่ละปี(ดอลลาร์สหรัฐ)
27 ธันวาคม 2559รับทราบผลการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนด้านการจัดการภัยพิบัติ ครั้งที่ 4 ที่เห็นชอบการปรับอัตราการจ่ายเงินสมทบให้กองทุน AHA Centre ระหว่างปี 2559 –2561 เป็น 50,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (จาก 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี)*2559 – 256150,000
28 พฤษภาคม 2562อนุมัติการปรับอัตราการจ่ายเงินสมทบให้กองทุน AHA Centre ระหว่างปี 2562 -2566 เป็น 90,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี2562 – 256690,000
6 สิงหาคม 2567อนุมัติการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน AHA Centre ระหว่างปี 2567 -2568 เป็นจำนวน 90,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี2567 – 256890,000
*หมายเหตุ: สำหรับปี 2555 -2558 ประเทศไทยจ่ายเงินสมทบเป็นจำนวน 30,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี
แต่จากการตรวจสอบ ไม่พบว่าคณะรัฐมนตรีเคยมีมติอนุมัติการจ่ายเงินในช่วงปีดังกล่าว รวมถึงในช่วงปี 2559 -2561 ที่คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบปรับอัตราการจ่ายเงินสมทบเพิ่มเท่านั้น ทั้งนี้ มท. แจ้งว่า เนื่องจากการจ่ายเงินสมทบให้กองทุน AHA Centre ระหว่างปี 2555 -2561 มท. ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 -2561 สำหรับดำเนินการดังกล่าวแล้ว ในครั้งนั้นจึงไม่ได้เสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้จ่ายเงิน

                2.2 สำหรับปี 2569 AHA Centre ขอรับการสนับสนุนการจ่ายเงินสมทบทุนในอัตรา90,000 ดอลลาร์สหรัฐเท่าเดิม และคาดว่าจะคงอัตราเดิมสำหรับ ปี 2570 มท. จึงขอเสนอคณะรัฐมนตรี
ในครั้งนี้เพื่ออนุมัติการจ่ายเงินสมทบสำหรับ ปี 2569 – 2570 เป็นจำนวน 90,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี

                2.3 สำนักงบประมาณ (สงป.) และสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเห็นควรให้ความเห็นชอบ/อนุมัติตามที่ มท. เสนอ โดย สงป. เห็นว่า สำหรับค่าใช้จ่ายเพื่อสมทบเข้ากองทุน AHA Centre ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เห็นสมควรให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่ได้รับจัดสรรแล้ว สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2570ขอให้ ปภ. จัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต่อไป ส่วนกระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า การจ่ายเงินสมทบ ดังกล่าว ไม่มีประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

  1. เรื่อง ร่างความตกลงต่ออายุบันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันเพื่อการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโลก (Global Green Growth Institute : GGGI) และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

          คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

  1. 1. เห็นชอบร่างความตกลงต่ออายุบันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันเพื่อการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโลก (Global Green Growth Institute : GGGI) และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (ร่างความตกลงต่ออายุฯ) ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงถ้อยคำในร่างความตกลงต่ออายุฯ ให้ ทส. สามารถดำเนินการแก้ไขได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง
  2. 2. อนุมัติให้อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนามในร่างความตกลงต่ออายุฯ เพื่อดำเนินโครงการเพื่อการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เรื่องเดิม

  1. 1. คณะรัฐมนตรีมีมติ (4 สิงหาคม 2558) เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจ ระหว่างสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และ GGGI (บันทึกความเข้าใจฯ) ตามที่ ทส. เสนอ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดกรอบความร่วมมือ ระหว่างคู่ภาคีในการส่งเสริมการจัดทำแผนงานโครงการ การวิจัย การดำเนินกิจกรรมร่วมกัน และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามเงื่อนไขของภาคีแต่ละฝ่าย โดยบันทึกความเข้าใจมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 5 ปี ภายหลังจากการลงนาม (สิ้นสุดผลใช้บังคับในเดือนกันยายน 2563)
  2. 2. คณะรัฐมนตรีมีมติ (23 พฤศจิกายน 2564) เห็นชอบร่างข้อตกลงการขยายระยะเวลาบันทึกความเข้าใจฯ ตามที่ ทส. เสนอ โดยขยายระยะเวลา ของบันทึกความเข้าใจฯ ออกไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2568

สาระสำคัญของเรื่อง

                1) เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (4 สิงหาคม 2558) เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และสถาบันเพื่อการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโลก (Global Green Growth Institute : GGGI) (บันทึกความเข้าใจฯ) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการกำหนดกรอบความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายในการส่งเสริมให้มีการจัดทำแผนงานโครงการ การวิจัย การดำเนินกิจกรรมร่วมกัน และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่นำไปสู่การพัฒนา ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยบันทึกความเข้าใจฯ มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 5 ปี (สิ้นสุดผลใช้บังคับในเดือนกันยายน 2563) และต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติ (23 พฤศจิกายน 2564) เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาของบันทึกความเข้าใจฯ ออกไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2568        2) โดยที่ปัจจุบันยังคงมีโครงการที่ดำเนินการภายใต้บันทึกควาเข้าใจดังกล่าวประกอบกับปัจจุบันประเทศไทยได้ปรับเปลี่ยนหน่วยงานที่รับผิดชอบงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจาก สผ. เป็นกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ทั้งสองฝ่าย จึงได้จัดทำร่างความตกลงต่ออายุบันทึกความเข้าใจระหว่าง GGGI และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (ร่างความตกลงต่ออายุฯ) ขึ้น เพื่อขยายระยะเวลาของบันทึกความเข้าใจฯ ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572 รวมทั้งปรับปรุงรายละเอียดของบันทึกความเข้าใจฯ บางประการเพื่อให้สอดคล้องกับการปรับเปลี่ยนหน่วยงาน ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย เช่น การถ่ายโอนบทบาทหน้าที่ของ สผ. ภายใต้บันทึกความเข้าใจฯ ไปยังกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม การปรับเปลี่ยนผู้ประสานงานภายใต้บันทึกความเข้าใจฯ การปรับปรุงถ้อยคำในขอบเขตความร่วมมือให้มีความชัดเจนขึ้น เป็นต้น

          3) กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) พิจารณาแล้ว เห็นว่าเรื่องนี้ไม่เข้าลักษณะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดย กต. มีความเห็นเพิ่มเติมว่า เห็นควรพิจารณาเพิ่มสาขาความร่วมมือที่เกิดประโยชน์กับประเทศไทยในการปฏิบัติตามความตกลงปารีส เช่น การเสริมสร้างองค์ความรู้เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนเพื่อปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโดยภาคเอกชน เป็นต้น

  1. เรื่อง การเข้าร่วมเป็นสมาชิก Asia-Pacific Road Safety Observatory (APRSO) ของประเทศไทย

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก Asia-Pacific Road Safety Observatory (APRSO) ของประเทศไทย
  2. อนุมัติให้อธิบดีกรมควบคุมโรค สธ. ลงนามในตำแหน่งผู้รับรอง (Confirmed) อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย (มท.) ลงนามในตำแหน่งหน่วยงานหลักด้านความปลอดภัยทางถนน (Lead Agency for Road Safety) และผู้อำนวยการกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค สธ. ลงนามในตำแหน่งผู้ประสานงานหลัก (Focal Person to APRSO) ในแบบฟอร์มความตกลงที่จะเข้าเป็นสมาชิก (Agreement to be
    a Member of APRSO)

              สาระสำคัญของเรื่อง

  1. 1. APRSO เป็นเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศที่ถูกจัดตั้งขึ้นโดยกลุ่มองค์กรด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ เช่น Asian Development Bank (ADB) International Transport Forum (ITF) World Health Organization (WHO)​ และ Economic and Social Commission for Asia and the Pacific (ESCAP) โดยได้รับงบประมาณจาก ADB และรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อสนับสนุนกลุ่มประเทศในการทำงานร่วมกันด้านความปลอดภัยในการเดินทางในแนวทางเดียวกันกับภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก รวมทั้งเป็นเวทีหลักในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ในการจัดทำข้อมูลความปลอดภัยทางถนน และแบ่งปันประสบการณ์และเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาในเรื่องความปลอดภัยทางถนน ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกจำนวน 23 ประเทศ
  2. 2. ประเทศไทยได้เข้าร่วมการประชุม The Global Regional Road Safety Observatory (GRRSO) เมื่อวันที่ 11-12 ตุลาคม 2565 และถูกเชิญให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ Asia-Pacific Road Safety Observatory (APRSO) ซึ่งเป็นเวทีความร่วมมือระดับภูมิภาคที่จัดตั้งขึ้นโดยกลุ่มองค์กรด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ เช่น Asian Development Bank (ADB) International Transport Forum และ World Health Organization และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก ADB และรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อจัดทำข้อมูลความปลอดภัยทางถนน และแบ่งปันประสบการณ์และเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการในการแก้ไขปัญหาความปลอดภัยทางถนน รวมทั้งสนับสนุนประเทศต่าง ๆ ในการทำงานร่วมกันกับภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก ทั้งนี้ คณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน [รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายเกรียง กัลป์ตินันท์) ในขณะนั้น แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน] ในคราวประชุมครั้งที่ 2/2566 เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2566 ได้มีมติมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) (กรมควบคุมโรค) ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะอนุกรรมการด้านการบริหารจัดการข้อมูลและการติดตามประเมินผลสมัครเข้าเป็นสมาชิก APRSO ด้วยแล้ว
  3. 3. กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กระทรวงคมนาคม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิจารณาแล้ว เห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง โดย กต. มีความเห็นว่าการเข้าเป็นสมาชิก APRSO ไม่มีประเด็นที่ต้องพิจารณาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
  1. เรื่อง การจัดทำพิธีสารระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงการต่างประเทศและการค้าต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐนอร์ทมาซิโดเนียว่าด้วยความร่วมมือและการปรึกษาหารือ

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อร่างพิธีสารระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงการต่างประเทศและการค้าต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐนอร์ทมาซิโดเนียว่าด้วยความร่วมมือและการปรึกษาหารือ (ร่างพิธีสารฯ) โดยหากมีการแก้ไขร่างพิธีสารฯ ดังกล่าวที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย อนุมัติให้ กต. พิจารณาและดำเนินการโดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก รวมทั้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในร่างพิธีสารฯ ดังกล่าว ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ 

สาระสำคัญของเรื่อง

  1. เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2559 ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ (นายวีระศักดิ์
    ฟูตระกูล) (ในขณะนั้น) ได้เดินทางเยือนสาธารณรัฐนอร์ทมาซิโดเนีย (นอร์ทมาซิโดเนีย) อย่างเป็นทางการในฐานะผู้แทนพิเศษการรณรงค์การสมัครเข้าเป็นสมาชิกไม่ถาวรของประเทศไทยในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council : UNSC)​ วาระปี ค.ศ. 2017 – 2018 โดยฝ่ายนอร์ทมาซิโดเนียได้เสนอร่างพิธีสารว่าด้วยความร่วมมือระหว่าง กต. กับกระทรวงการต่างประเทศและการค้าต่างประเทศนอร์ทมาซิโดเนียมาเพื่อฝ่ายไทยพิจารณา ซึ่งเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ทั้ง 2 ฝ่ายได้เห็นชอบร่างสุดท้ายของพิธีสารฯ แล้ว
  2. ประโยชน์และผลกระทบ : ประเทศไทยและนอร์ทมาซิโดเนียยังไม่มีสถานเอกอัครราชทูตในเมืองหลวงของแต่ละฝ่าย กต. จึงเห็นว่า การจัดทำพิธีสารฯ จะเป็นความตกลงที่จะช่วยส่งเสริมให้เกิดปฏิสัมพันธ์และกระตุ้นความร่วมมือระหว่าง กต. ของทั้ง 2 ฝ่ายในประเด็นต่าง ๆ ที่มีความสนใจหรือให้ความสำคัญ ทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี นอกจากนี้ การที่พิธีสารฯ กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายมีการประชุมปรึกษาหารือระหว่างกันอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นพื้นฐานที่ช่วยสนับสนุนและผลักดันให้เกิดการขยายความร่วมมือการจัดทำความตกลงร่วมมือในสาขาต่าง ๆ ระหว่างประเทศไทยกับนอร์ทมาซิโดเนียในอนาคตด้วย
  3. กต. แจ้งว่า ร่างพิธีสารฯ มีสาระสำคัญเป็นการส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคี การจัดตั้งกลไกการหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในด้านต่าง ๆ โดยไม่มีเจตนาหรือถ้อยคำที่ก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ประกอบกับร่างพิธีสารฯ ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่ใช่สนธิสัญญาระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันและไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีทางกฎหมายแก่ผู้เข้าร่วม จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
  1. เรื่อง ขอความเห็นชอบต่อร่างเอกสารท่าทีไทยสำหรับการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ ครั้งที่ 81 และเอกสารที่มีการรับรองในช่วงสัปดาห์ผู้นำของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติฯ

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้

  1. ร่างเอกสารท่าทีไทยสำหรับการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly) (การประชุม UNGA) และเอกสารต่าง ๆ ที่มีการรับรองในช่วงสัปดาห์ผู้นำของการประชุม UNGA ครั้งที่ 81 ได้แก่ (1) ร่างปฏิญญาทางการเมืองของการประชุมระดับสูงของสมัชชาสหประชาชาติ เพื่อฉลองในโอกาสครบรอบ 25 ปี การรับรองปฏิญญาและแผนปฏิบัติการเดอร์บัน (Political Declaration of the High-Level Meeting to mark the 25th Anniversary of the Adoption of the Durban Declaration and Programme of Action) (ร่างปฏิญญาทางการเมืองฯ) และ (2) ร่างปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล (UN Declaration on Sea Level Rise) (ร่างปฏิญญาสหประชาชาติฯ) ทั้งนี้
    หากมีการแก้ไขร่างเอกสารข้างต้นในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือขัดต่อผลประโยชน์ของไทย อนุมัติให้ กต. พิจารณาและดำเนินการ โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก
  2. ให้หัวหน้าคณะผู้แทนไทยหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายรับรองเอกสารต่าง ๆ

(จะมีการรับรองเอกสารในช่วงสัปดาห์ผู้นำของการประชุม UNGA ระหว่างวันที่ 22–28 กันยายน 2569 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ สหรัฐอเมริกา)

              สาระสำคัญของเรื่อง

  1. ร่างเอกสารท่าทีไทยสำหรับการประชุม UNGA จะเป็นกรอบแนวทางในการเจรจาข้อมติต่าง ๆ ในการประชุมของคณะกรรมการหลัก และที่ประชุมเต็มคณะของสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 81 ซึ่งมีวาระหนึ่งปี โดยจะเริ่มในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนตุลาคมและจะมีการประชุมระดับสูงต่าง ๆ ในช่วงสัปดาห์ผู้นำของการประชุม UNGA ระหว่างวันที่ 22-28 กันยายน 2569 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ สหรัฐอเมริกา ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุม UNGA ทั้งนี้ ร่างเอกสารท่าทีไทยดังกล่าวครอบคลุมข้อมูลภูมิหลังและท่าทีไทยต่อข้อมติต่าง ๆ ที่จะมีการหารือในที่ประชุม UNGA
  2. เอกสารที่มีการรับรองในช่วงสัปดาห์ผู้นำของการประชุม UNGA จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่
    (1) ร่างปฏิญญาทางการเมืองฯ ภายใต้หัวข้อ “การขับเคลื่อนการสนับสนุนจากสาธารณชนทั่วโลกเพื่อดำเนินการตามปฏิญญาและแผนปฏิบัติการเดอร์บันอย่างเต็มที่และเกิดประสิทธิผล” และ (2) ร่างปฏิญญาสหประชาชาติฯ เช่น 1) การตระหนักว่าการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะต่อประชาชนในพื้นที่ชายฝั่ง หมู่เกาะ และพื้นที่ต่ำในประเทศกำลังพัฒนา ประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นหมู่เกาะขนาดเล็ก และประเทศพัฒนาน้อยที่สุด 2) การเน้นมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัว โดยใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดเป็นพื้นฐาน ฯลฯ
  3. กต. แจ้งว่า ร่างเอกสารท่าทีไทยสำหรับการประชุม UNGA เป็นเอกสารกำหนดท่าทีของไทยฝ่ายเดียวในระเบียบวาระต่าง ๆ ของการประชุม UNGA จึงไม่มีประเด็นพิจารณาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย สำหรับร่างปฏิญญาทางการเมืองฯ และร่างปฏิญญาสหประชาชาติฯ ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
  1. เรื่อง ขอความเห็นชอบเกี่ยวกับร่างบันทึกความเข้าใจด้านกิจการอิสลามระหว่างกระทรวงกิจการอิสลาม

แห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย กับกระทรวงมหาดไทยแห่งราชอาณาจักรไทย

               คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจด้านกิจการอิสลามระหว่างกระทรวงกิจการอิสลามแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย กับกระทรวงมหาดไทยแห่งราชอาณาจักรไทย (บันทึกความเข้าใจฯ) หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขบันทึกความเข้าใจฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้ มท. สามารถดำเนินการได้โดยไม่จำเป็นต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก
  2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ

สาระสำคัญของเรื่อง

  1. 1. กระทรวงมหาดไทยแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงกิจการอิสลามแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียได้ตกลงที่จะจัดทำบันทึกความเข้าใจฯ เพื่อเป็นการกำหนดขอบเขตความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในระดับกระทรวง ซึ่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียได้ให้ความเห็นชอบต่อบันทึกความเข้าใจฯ แล้ว
  2. มท. ได้จัดทำบันทึกความเข้าใจด้านกิจการอิสลามระหว่างกระทรวงกิจการอิสลามแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียกับกระทรวงมหาดไทยแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อเป็นการขยายขอบเขตความร่วมมือระหว่างประเทศในหน่วยงานระดับกระทรวงในการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเผยแผ่หลักศาสนาอิสลาม การวิจัยเชิงวิชาการ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการตีพิมพ์เล่มอัลกุรอานและด้านการบริหารกิจการมัสยิด
    ซึ่งจะทำให้เกิดความร่วมมือในการสร้างความเข้าใจอันดีต่อศาสนาอิสลามและสามารถลดการเกิดความรุนแรงในช่องทางสื่อออนไลน์ โดยบันทึกความเข้าใจฯ มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่มีผลใช้บังคับและจะขยายออกไปโดยอัตโนมัติในช่วงระยะเวลาหนึ่งหรือระยะเวลาที่ถูกกำหนด เว้นแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแจ้งความประสงค์
    ที่จะยกเลิกให้อีกฝ่ายทราบเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างน้อย 6 เดือนก่อนสิ้นสุดระยะเวลา
  3. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงวัฒนธรรมและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาแล้ว เห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ร่างบันทึกความเข้าใจฯ ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
  1. เรื่อง ร่างปฏิญญาว่าด้วยการบังคับใช้ไปพลางก่อนของพิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน [Declaration on the Provisional Application of the Second Protocol to Amend the ASEAN Trade in Goods Agreement (ATIGA)]

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบต่อร่างปฏิญญาว่าด้วยการบังคับใช้ไปพลางก่อนของพิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน [Declaration on the Provisional Application of the Second Protocol to Amend the ASEAN Trade in Goods Agreement (ATIGA)] (ร่างปฏิญญาฯ) ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขถ้อยคำที่มิใช่สาระสำคัญและไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้ พณ. ดำเนินการต่อไปได้ โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอีก
  2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ร่วมรับรองร่างปฏิญญาฯ

                สาระสำคัญของเรื่อง

  1. ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement: ATIGA) (ความตกลง ATIGA) เริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 ภายใต้แผนพิมพ์เขียวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Blueprint) ที่ต้องการให้อาเซียนเป็นตลาดเดียวและเป็นฐานการผลิตร่วมกัน โดยความตกลง ATIGA ได้ถูกพัฒนาปรับปรุงมาจากความตกลงว่าด้วยการใช้อัตราภาษีพิเศษที่เท่ากันสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน ปี 2535 (the Agreement on the Common Effective Preferential Tariff Scheme for the ASEAN Free Trade Area : CEPT) ที่มีอยู่เดิมและรวบรวมกฎระเบียบและโครงการด้านการค้าสินค้าต่าง ๆ ของอาเซียนมาไว้ในกรอบเดียว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างหลักเกณฑ์ด้านการค้าระหว่างประเทศอาเซียนและประเทศคู่เจรจาอื่น ๆ ซึ่งความตกลงดังกล่าวได้ครอบคลุมทั้งเรื่องมาตรการทางภาษีและมิใช่ภาษี เช่น การอำนวยความสะดวกทางการค้า พิธีศุลกากร มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช เป็นต้น ซึ่งเป้าหมายสำคัญของความตกลง ATIGA คือ การลดและยกเลิกอากรศุลกากรสำหรับสินค้าที่ค้าขายระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน โดยมุ่งให้อากรศุลกากรเป็นร้อยละ 0 เพื่อส่งเสริม    การเคลื่อนย้ายสินค้าอย่างเสรีภายในอาเซียน ทั้งนี้ ในปี 2568 ประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถยกเลิกภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าประมาณร้อยละ 98.86 ภายใต้ความตกลง ATIGA
  2. คณะรัฐมนตรีมีมติ (21 ตุลาคม 2568) ดังนี้

                        2.1 เห็นชอบร่างพิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขความตกลง ATIGA และเอกสารแนบท้าย (พิธีสารฉบับที่ 2ฯ) ตามที่ พณ. เสนอ และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย
ลงนามในร่างพิธีสารฉบับที่ 2ฯ โดยให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ดำเนินการออกหนังสือมอบอำนาจเต็ม
(Full Powers) ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์      ลงนามในร่างพิธีสารฉบับที่ 2ฯ ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแล้ว เสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก่อนแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันต่อไป โดยร่างพิธีสารฉบับที่ 2ฯ เป็นการยกระดับความตกลง ATIGA ให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับพัฒนาการทางการค้าในปัจจุบัน รวมทั้งสอดคล้องกับมาตรฐานของความตกลงการค้าเสรีสมัยใหม่ เช่น ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดอุปสรรคทางการค้าทั้งในรูปแบบมาตรการทางภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษี ซึ่งร่างพิธีสารฉบับที่ 2ฯ ประกอบด้วย
2 ส่วน คือ เนื้อหาความตกลง 17 บท และภาคผนวก 2 ภาคผนวก
[แบ่งเป็น การคงเนื้อหาเดิม 3 บท การจัดทำบทบัญญัติใหม่ 6 บท และ 1 ภาคผนวก การปรับปรุงเนื้อหาเดิม 8 บท และ 1 ภาคผนวก ไว้เป็นเอกสารแนบท้าย (Appendix) ของความตกลง ATIGA]

                        2.2 เมื่อรัฐสภามีมติเห็นชอบพิธีสารฉบับที่ 2ฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินกระบวนการภายในที่เกี่ยวข้องแล้วเสร็จ ให้ กต. ดำเนินการนำส่งสัตยาบันสารของร่างพิธีสารฉบับที่ 2ฯ ให้แก่เลขาธิการอาเซียนเพื่อรับทราบการให้สัตยาบันพิธีสารดังกล่าว รวมทั้ง ให้กรมการค้าต่างประเทศและกรมศุลกากรดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้พิธีสารฉบับที่ 2ฯ มีผลใช้บังคับภายใน 18 เดือน หลังจากประเทศสมาชิกอาเซียนลงนามในร่างพิธีสารฉบับที่ 2ฯ

                        ทั้งนี้ แม้ประเทศไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนได้ลงนามในพิธีสารฉบับที่ 2ฯ ครบถ้วนแล้วเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 แต่เนื่องจากได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2568 พณ. จึงไม่สามารถเสนอพิธีสารฉบับที่ 2ฯ ไปเพื่อรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบพิธีสารฉบับที่ 2ฯ ตามมาตรา 178 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ต่อไปได้

  1. ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติ (2 มิถุนายน 2569) เห็นชอบพิธีสารฉบับที่ 2ฯ ซึ่งได้มีการลงนามแล้วตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ตามที่ พณ. เสนอ ทั้งนี้ พณ. ได้ดำเนินการเสนอพิธีสารฉบับที่ 2ฯ ต่อรัฐสภา และรัฐสภาได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 โดยพิธีสารดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับอย่างสมบูรณ์ในวันที่ 1 มิถุนายน 2570 หรือภายใน 18 เดือน หลังจากประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศลงนามในร่างพิธีสารฉบับที่ 2ฯ
  2. เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 และ 8 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน สมัยพิเศษ (Special AEC Council Meeting) และที่ประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 48 ณ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ มีมติให้ประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN Member States: AMS) พิจารณาความเป็นไปได้ในการเร่งรัดกระบวนการให้สัตยาบันสารเพื่อให้พิธีสารฉบับที่ 2ฯ มีผลใช้บังคับภายในปี 2569 พร้อมทั้งมอบหมายคณะกรรมการเจรจายกระดับความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA Upgrade Committee: ATIGA – TNC)

ดำเนินการ ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 และ 3 สิงหาคม 2569 ที่ประชุม ATIGA – TNC เห็นควรใช้แนวทางการบังคับใช้ไปพลางก่อน (Provisional Application) ก่อนพิธีสารฉบับที่ 2ฯ มีผลบังคับใช้จริงในวันที่ 1 มิถุนายน 2570 โดยให้รัฐมนตรีเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทย ให้การรับรองต่อการบังคับใช้ร่างปฏิญญาฯ ก่อนจัดส่งหนังสือแจ้งการยืนยัน (Notification of Confirmation) ไปยังสำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat: ASEC) ซึ่งคาดว่ารัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนจะร่วมรับรองร่างปฏิญญาดังกล่าวใน
การประชุม AFTA Council ครั้งที่ 40 ในวันที่ 19 กันยายน 2569 ณ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

  1. ประโยชน์ : พิธีสารฉบับที่ 2ฯ มีการเพิ่มข้อบทใหม่ เช่น การค้าและสิ่งแวดล้อม การค้าในสภาวการณ์วิกฤต ดังนั้น การเร่งรัดการบังคับใช้พิธีสารฉบับที่ 2ฯ จะเป็นการส่งสัญญาณในเชิงนโยบายว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนมีความตั้งใจที่จะร่วมมือกันผลักดันเพื่อปรับตัวและตอบสนองต่อประเด็นการค้าใหม่สำหรับการเปลี่ยนแปลงทางการค้าในยุคปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นต่อภาคเอกชนที่นำเข้า/ส่งออกภายในภูมิภาคอาเซียน
  1. เรื่อง การขอความเห็นชอบต่อร่างแถลงการณ์ร่วมของการประชุมรัฐมนตรีด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เอเปค ครั้งที่ 8 (APEC Human Resources Development Ministerial Meeting: HRDMM) และร่างภาคผนวก:
    ข้อริเริ่มว่าด้วยการรับมือผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (
    AI) ต่อการจ้างงานในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมของการประชุมรัฐมนตรีด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เอเปค ครั้งที่ 8 (ร่างแถลงการณ์ร่วมฯ) และร่างภาคผนวก : ข้อริเริ่มว่าด้วยการรับมือผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อการจ้างงานในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ร่างภาคผนวกฯ) ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนร่างแถลงการณ์ร่วมฯ และร่างภาคผนวกฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้ ให้ รง. ดำเนินการได้ โดยนำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลและประโยชน์ที่ประเทศไทย (ไทย) ได้รับจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าวด้วย
  2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมฯ และร่างภาคผนวกฯ

[จะมีการรับรองร่างเอกสารทั้ง 2 ฉบับ ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของเอเปค ครั้งที่ 8 (APEC Human Resources Development Ministerial Meeting: HRDMM) (การประชุม HRDMM) ในวันที่
21 กันยายน 2569 ณ เมืองหนานจิง มณฑลเจียงซู สาธารณรัฐประชาชนจีน (จีน)]

                สาระสำคัญของเรื่อง

  1. การประชุม HRDMM มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-22 กันยายน 2569 ณ เมืองหนานจิง มณฑลเจียงซู จีน (จีนเป็นเจ้าภาพ) ภายใต้หัวข้อหลัก “การยกระดับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้ทันสมัย เพื่อประชาคมเอเชีย-แปซิฟิกที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น” (Modemizing Human Resources Development for a Stronger Asia-Pacific Community) เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือใน 3 ประเด็น ให้แก่ การเสริมการมีงานทำการพัฒนาทักษะ และประกันสังคม โดยการประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาแนวทางเชิงนวัตกรรมและความร่วมมือด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่จะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของสมาชิกทุกเศรษฐกิจและยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั่วทั้งภูมิภาค ซึ่งจะมีการรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมฯ และร่างภาคผนวกฯ
  2. ร่างแถลงการณ์ร่วมฯ มีสาระสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้ทันต่อ
    การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม ประชากร และเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายใต้ 3 แนวทางหลัก ได้แก่ (1) การส่งเสริมการมีงานทำอย่างเต็มที่และมีคุณภาพ (2) การลงทุนในคนและพัฒนาทักษะอาชีพ และ  (3) การเสริมสร้างและพัฒนาระบบประกันสังคมให้มีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลใน
    การบริหารจัดการ และร่างภาคผนวกฯ มีสาระสำคัญ เช่น การส่งเสริมการใช้ AI สนับสนุนการจ้างงานและยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงาน ประกอบกับกระทรวงการต่างประเทศ (กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ) และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วมีความเห็นสอดคล้องกันว่าร่างเอกสารทั้ง 2 ฉบับ ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
  3. ประโยชน์ที่ได้รับ ร่างแถลงการณ์ฯ และร่างภาคผนวกฯ จะเป็นประโยชน์ต่อไทยในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และแรงงานกับสมาชิกเอเปค โดยเฉพาะการส่งเสริมการจ้างงานที่มีคุณภาพ การพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและความต้องการของตลาดแรงงาน
    การพัฒนาระบบประกันสังคมให้มีประสิทธิภาพและรองรับรูปแบบการจ้างงานที่หลากหลาย ตลอดจนการนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มโอกาสในการจ้างงานยกระดับบริการด้านแรงงานและความปลอดภัยในการทำงาน ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิแรงงาน รวมทั้งเปิดโอกาสให้ไทยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวปฏิบัติที่ดี และเสริมสร้างขีดความสามารถร่วมกับสมาชิกเอเปค ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการยกระดับศักยภาพแรงงานไทยและการปรับตัวของตลาดแรงงานต่อ
    การเปลี่ยนแปลงในอนาคต
  1. เรื่อง กรอบความตกลงว่าด้วยการแข่งขันของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Competition: AFAC)

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) โดยสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน กขค.) เสนอ

  1. ความเห็นชอบต่อกรอบความตกลงว่าด้วยการแข่งขันของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Competition: AFAC) (กรอบความตกลงฯ) ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขกรอบความตกลงฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทยขอให้สำนักงาน กขค. สามารถพิจารณาดำเนินการในเรื่องนั้น ๆ ได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง
  2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในกรอบความตกลงฯ ในฐานะผู้แทนฝ่ายไทย
  3. อนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่
    ผู้ลงนามกรอบความตกลงฯ ในฐานะผู้แทนฝ่ายไทย

[ปัจจุบันประเทศสมาชิกอาเซียนได้ลงนามกรอบความตกลงฯ แล้ว จำนวน 9 ประเทศ ได้แก่ เนการาบรูไนดารุสซาลาม ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สหพันธรัฐมาเลเซีย สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐสิงคโปร์ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สำนักงาน กขค. จึงต้องเสนอเรื่องดังกล่าวเพื่อให้การดำเนินการภายในของไทยแล้วเสร็จและสามารถลงนามในกรอบความตกลงฯ โดยเร็ว]

               สาระสำคัญของเรื่อง

                สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน กขค.) ขอให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อกรอบความตกลงว่าด้วยการแข่งขันของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Competition: AFAC) (กรอบความตกลงฯ) ซึ่งปัจจุบันประเทศสมาชิกอาเซียนได้ลงนามกรอบความตกลงฯ แล้ว จำนวน 9 ประเทศ โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการกำหนดกรอบความร่วมมือในการส่งเสริมนโยบายและกฎหมาย
การแข่งขันทางการค้าระหว่างภาคีสมาชิก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ที่เป็นธรรมและ
มีการแข่งขัน เสริมสร้างประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ ตลอดจนสนับสนุนการเติบโตและการพัฒนาที่ครอบคลุม
ผ่านการดำเนินนโยบายและกฎหมายการแข่งขัน ตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานของการปฏิบัติตามหลักความเป็นธรรม ความโปร่งใส และการไม่เลือกปฏิบัติ รวมถึงการลดหรือขจัดการกระทำที่ต่อต้านการแข่งขันและส่งเสริมให้กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายและกฎหมาย
การแข่งขัน โดยเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ ข้อบังคับ และทรัพยากรที่มีอยู่ของแต่ละรัฐสมาชิกได้ ซึ่งกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ พิจารณากรอบความตกลงฯ ในส่วนที่เกี่ยวข้องแล้วไม่ขัดข้องในหลักการต่อกรอบความตกลงฯ

  1. เรื่อง รายงานสรุปผลการประชุมสมัยสามัญ (General Conference : GC) สมัยที่ 21 ขององค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) และการรับรองปฏิญญาริยาด (Riyadh Declaration)

          คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานสรุปผลการประชุมสมัยสามัญ [General Conference (GC)] (การประชุมฯ) สมัยที่ 21 ขององค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) และการรับรองปฏิญญาริยาด (Riyadh Declaration)​ ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

อก. รายงานว่า

  1. การประชุมฯ สมัยที่ 21 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 – 27 พฤศจิกายน 2568 ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ภายใต้หัวข้อ พลังของการลงทุนและความร่วมมือ เพื่อเร่งรัดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งราชอาณาจักรไทย (ไทย) ประจำออสเตรีย และผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การสหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา เป็นหัวหน้าคณะ ซึ่งในระหว่างการประชุมได้มีการรับรองปฏิญญาริยาด ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ทั้งนี้ ผลการประชุมฯ สมัยที่ 21 มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

                        1.1 มีการแต่งตั้ง Mr. Gerd Muller ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ของ UNIDO อีกวาระ (เป็นระยะเวลา 4 ปี นับตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป) และการแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรม จํานวน 28 ประเทศ โดยมีไทยเป็นประเทศสมาชิก

                        1.2 ไทยได้กล่าวถ้อยแถลงในวาระการอภิปรายทั่วไปเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 โดยยืนยันสนับสนุนการทำงานของผู้อำนวยการใหญ่และความพร้อมที่จะร่วมมือกับ UNIDO เพื่อสนับสนุนการพัฒนาด้านต่าง ๆ เช่น นวัตกรรมและเทคโนโลยี อุตสาหกรรมสมัยใหม่ อุตสาหกรรมสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการลดคาร์บอนและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการร่วมงานกับประเทศสมาชิกในประเด็นความ
ท้าทายร่วมกัน (เช่น การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ การยกระดับทักษะแรงงานยุคดิจิทัล และการส่งเสริมความร่วมมือไตรภาคีเพื่อสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนา) ทั้งนี้ ไทยยังได้เน้นย้ำบทบาทในฐานะประเทศที่ตั้งสำนักงานภูมิภาคย่อยของ UNIDO โดยให้ความสำคัญต่อการกระจายอำนาจสู่สำนักงานภาคสนาม รวมทั้งสนับสนุนให้มีการขยายความร่วมมือแบบใต้-ใต้ และไตรภาคี เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงขีดความสามารถเชิงนโยบายและเทคโนโลยีของประเทศในภูมิภาค

                         1.3 ที่ประชุมพิจารณาประเด็นด้านการเงิน เช่น การเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกชำระค่าบำรุงสมาชิกภายในกําหนดเวลา 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งหรือวันแรกของปีปฏิทิน และชำระค่าบำรุงสมาชิกคงค้างโดยเร็วที่สุด รวมถึงรับทราบแผนและงบประมาณประจำปีงบประมาณ ค.ศ. 2026 – 2027 โดยอนุมัติงบประมาณมูลค่ารวม 230 ล้านยูโร (ประมาณ 8,476.88 ล้านบาท)

                        1.4 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการรับรองปฏิญญาริยาด โดยเน้นประเด็นสำคัญ เช่น ความมั่นคงด้านอาหาร การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสะอาด การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชิงนวัตกรรมเพื่อรองรับความท้าทายในอนาคต พร้อมทั้งมีการรับรองร่างมติด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน
การพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศพัฒนาน้อยที่สุด การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรม การส่งเสริมบทบาทสตรี และการพัฒนาห่วงโซ่อาหารและเกษตรอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นประเด็นที่ UNIDO ให้ความสำคัญในระดับยุทธศาสตร์ ทั้งนี้ ได้มีการปรับถ้อยคำของปฏิญญาริยาดให้กระชับ สมบูรณ์ และชัดเจนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งไม่ส่งผลต่อสาระสำคัญและไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568

                        1.5 ประโยชน์และผลกระทบ การเข้าร่วมการประชุมฯ และการร่วมรับรองปฏิญญาริยาดสะท้อนบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศ และแสดงถึงการมีส่วนร่วมของไทยในเวทีระหว่างประเทศในฐานะสมาชิก UNIDO และเป็นการสนับสนุน บทบาทของไทยในการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

แต่งตั้ง

  1. เรื่อง การจ้างข้าราชการภายหลังครบเกษียณอายุราชการเป็นลูกจ้างชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ (กระทรวงการต่างประเทศ)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการจ้างข้าราชการภายหลังครบเกษียณอายุราชการเป็นลูกจ้างชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) เสนอ ดังนี้

  1. นายวิชชุ เวชชาชีวะ เป็นลูกจ้างชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษภายหลังครบเกษียณอายุราชการ
    ในวันที่ 30 กันยายน 2569 เป็นเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569
  2. นางมาฆวดี สุมิตรเหมาะ เป็นลูกจ้างชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษภายหลังครบเกษียณอายุราชการ
    ในวันที่ 30 กันยายน 2569 เป็นเวลา 53 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2569

                โดยให้ได้รับค่าจ้างเท่ากับเงินเพิ่มพิเศษสำหรับข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่ประจำอยู่ในต่างประเทศ (พ.ข.ต.) รวมถึงสิทธิประโยชน์และสวัสดิการอื่น ๆ ที่ได้รับตามตำแหน่งเอกอัครราชทูต (นักบริหารการทูต ระดับสูง) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ดำรงอยู่ก่อนเกษียณอายุราชการ ส่วนค่าย้ายถิ่นที่อยู่และค่าพาหนะเดินทางกลับประเทศไทยให้เป็นไปตามสิทธิที่พึงได้รับจากการพ้นหน้าที่ราชการในต่างประเทศตามปกติ

  1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 4 ราย ดังนี้

ลำดับชื่อ -ชื่อสกุลตำแหน่งให้ดำรงตำแหน่งวันที่มีผล
สำนักงานปลัดกระทรวง
1นายขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทยนายแพทย์เชี่ยวชาญ(ด้านเวชกรรมป้องกัน)กลุ่มงานการแพทย์โรงพยาบาลโนนแดงสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมาสำนักงานปลัดกระทรวงผู้ทรงคุณวุฒิด้านบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ(นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ)(ด้านเวชกรรมป้องกัน)สำนักงานปลัดกระทรวง 29 เมษายน2569(วันที่มีคำสั่งให้รักษาการในตำแหน่ง) 
2นายมาโนช อู่วุฒิพงษ์ผู้อำนวยการโรงพยาบาล[ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน(แพทย์) สูง] โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลกสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลกสำนักงานปลัดกระทรวงนายแพทย์ทรงคุณวุฒิ(ด้านเวชกรรมสาขาอายุรกรรม)โรงพยาบาลร้อยเอ็ดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ดสำนักงานปลัดกระทรวง29 เมษายน2569(วันที่มีคำสั่งให้รักษาการในตำแหน่ง) 
3นายปกาญจน์ กาญจนะทันตแพทย์เชี่ยวชาญ(ด้านทันตกรรม)กลุ่มงานทันตกรรมโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราชสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราชสำนักงานปลัดกระทรวงทันตแพทย์ทรงคุณวุฒิ(ด้านทันตกรรม)โรงพยาบาลหาดใหญ่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลาสำนักงานปลัดกระทรวง 29 เมษายน2569(วันที่มีคำสั่งให้รักษาการในตำแหน่ง) 
กรมควบคุมโรค
4นายกฤษฎา หาญบรรเจิดผู้อำนวยการกอง[ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน(แพทย์) สูง)กองโรคไม่ติดต่อกรมควบคุมโรคนายแพทย์ทรงคุณวุฒิ(ด้านเวชกรรมป้องกันสาขาโรคไม่ติดต่อ)กรมควบคุมโรค 23 มีนาคม2569 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

  1. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการศูนย์มานุษยวิทยา
    สิรินธร

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร รวม 8 คน เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสี่ปี ดังนี้

  1. นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ประธานกรรมการ
  2. นางนฤมล อรุโณทัย                 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  3. นายทรงพันธ์ เจิมประยงค์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  4. นางโสภนา ศรีจำปา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  5. นายอนุสรณ์ อุณโณ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  6. นายศักดิ์ เสกขุนทด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  7. นางปัทมาวดี โพชนุกูล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  8. นางสาวอาภา พู่แสงมุกข์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

เปิดเบื้องหลัง มติ กกต. ‘คดีฮั้ว สว.’ หลัง 26 สว. ถูกฟ้องด้วยเสียง 4:3

15 กันยายน 2569 เวลา 17:37 น.

วันนี้(15ก.ย.2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มีมติส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. จำนวน 77 คนนั้น มีรายงานว่าผลการลงมติผู้ถูกกล่าวหาเป็นรายบุคคลทั้งสิ้น 427 คน ใน 7 ข้อกล่าวหานั้น เสียงกกต. ที่ลงมติส่วนใหญ่เป็นเสียงข้างมากทั้งสิ้น โดยมีทั้ง 4:3 5:2 6:1 และมีเพียงไม่กี่รายที่เป็นมติเอกฉันท์

โดยในกรณีที่ กกต.มีมติสั่งฟ้อง สว 26 ราย ในข้อกล่าวหาที่ 3-7 คือ การฝ่าฝืนระเบียบการแนะนำตัวของผู้สมัครไปจนถึงการให้หรือสัญญาจะให้ทรัพย์สินเพื่อจูงใจการลงคะแนน การจัดเลี้ยง การเรียกรับตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.2560 มาตรา 77 (1) (3) นอกจากนี้ ยังมีข้อกล่าวหาเรียกรับหรือยอมรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการสมัคร สว. ตามมาตรา 79 และผู้มีสิทธิเลือกเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการลงคะแนน ตามมาตรา 81นั้น เป็นมติเสียงข้างมาก 4 : 3 เสียง

สว.
แฟ้มภาพ

ขณะที่ในข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ที่เป็นความผิด ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว.2560 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ที่กำหนดห้ามกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองช่วยเหลือให้ผู้สมัครผู้ใดได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือทำให้ผู้สมัครผู้ใดไม่ได้รับเลือก” และผู้สมัครยินยอมให้พรรคการ เมืองสนับสนุน ซึ่งมีกรรมการบริหารพรรค สส.และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพรรคภูมิใจไทยถูกร้องรวม 21 ราย และกกต.มีมติไม่สั่งฟ้องทั้งหมดนั้นก็เป็นเสียงข้างมาก 5 : 2 เสียง โดย 2 เสียงข้างน้อย คือนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และนายชาย นครชัย

ส่วนที่กกต.มีมติเป็นเอกฉันท์ อาทิ ในรายของนายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม — กลุ่มที่ 13 (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร การสร้างสรรค์นวัตกรรม) จังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งตามสำนวนของคณะที่ 26 พบหลักฐานเส้นทางการเงินและแชทไลน์

สว.
แฟ้มภาพ

กับนายสุบิน ศักดา ซึ่งอยู่ในกลุ่มบุคคลอื่น โดยนายสุบินเป็นผู้ช่วย ส.ส. ของนายพิชัย ชมภูพล สส.สุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย ที่พบหลักฐานเส้นทางการโอนเงินให้กับนายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร น.ส.นิสิตา หมั่นไชย ซึ่งก็ถูก กกต.สั่งฟ้องด้วย

มูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติดและเครือข่าย บุก ภท. ยื่นขอ นายกฯ ลงนาม ส่งร่างพ.ร.บ.กัญชาฯ ฉบับภาคปชช.เข้าสภาฯ

15 กันยายน 2569 เวลา 17:34 น.

ย้ำหลักการใช้เฉพาะทางการแพทย์ ไม่สันทนาการ ปกป้องกลุ่มเสี่ยง

วันที่ 15 กันยายน 2569 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย มูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด นำโดยนายวัชรพงศ์ พุ่มชื่น ผู้จัดการมูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผจก.ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย)พร้อมคณะ เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เพื่อขอให้ลงนามรับรองร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กัญชา กัญชง พ.ศ. ..(ฉบับภาคประชาชน) และข้อเสนอ

นายวัชรพงศ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน มูลนิธิฯ พร้อมด้วยเครือข่ายได้ไปยื่นหนังสือที่ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล โดยในวันนั้นได้เข้าพบกับนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ ในฐานะผู้กำกับดูแลปัญหายาเสพติด เพื่อนำเสนอปัญหาและแลกเปลี่ยนมุมมอง เนื่องในโอกาสวันต่อต้านยาเสพติดโลก (26 มิถุนายน ของทุกปี) ซึ่งในวงประชุมได้มีการหารือถึงการผลักดันร่าง พ.ร.บ. กัญชา-กัญชง ฉบับภาคประชาชนที่มุ่งเน้นประโยชน์ทางการแพทย์และเศรษฐกิจ ที่ต้องการให้พรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน

นายวัชรพงศ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้นที่เรามายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีในวันนี้ก็เพื่อแสดงจุดยืนและมีข้อเสนอต่อดังนี้ 1. ขอให้พรรคภูมิใจไทยในฐานะผู้นำรัฐบาลเร่งใช้กลไกทางนิติบัญญัติ ออกพ.ร.บ.กัญชา กัญชง โดยยึดหลักการสำคัญ คือ กัญชาทางการแพทย์เพื่อผู้ป่วยทุกคนที่ต้องใช้รักษาอย่างเท่าเทียม ไม่สนับสนุนการใช้เพื่อสันทนาการ และปกป้องเด็ก เยาวชน กลุ่มเปราะบาง ให้นำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม 2 ขอให้หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยในฐานะนายกรัฐมนตรีลงนามรับรองในร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ. …. (ฉบับภาคประชาชน) ซึ่งมีประชาชนร่วมเข้าชื่อเสนอ 17,343 คนและ 3. มูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด  และภาคีเครือข่ายยินดีสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดทุกรูปแบบ ร่วมกันลดผลกระทบจากการใช้กัญชาในทางที่ผิด และขอขอบคุณที่สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน

ด้าน ผศ.ภญ.ดร.นิยดา กล่าวว่าการใช้ประโยชน์จากกัญชาทางการแพทย์ เป็นเรื่องสำคัญ ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งได้รับประโยชน์ แต่ต้องมีการจัดการที่ดี การปล่อยเป็นสุญญากาศ จะเกิดผลเสียต่อสังคม มีข้อเสนอต่อบางประการ ต่อการดำเนินการในข้อกฎหมายที่สำคัญๆ ดังนี้ 1. การเข้าถึงของผู้ป่วยที่ถูกต้องตามหลักวิชาทางการแพทย์ทั้งแผนไทย แผนพื้นบ้าน และแผนปัจจุบันประกอบกัน ด้วยข้อมูลวิชาการสนับสนุนที่ถูกต้อง  2.การคุ้มครองผู้บริโภค และสิทธิผู้ป่วย ไม่ให้ถูกหลอกลวง หรือลักลอบผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยมิได้แจ้ง ตลอดจนมิให้มีการนำไปใช้ในทางที่ผิด จึงต้องควบคุมแหล่งจำหน่าย หรือแหล่งบริการ การห้ามโฆษณา การห้ามขายทางออนไลน์ “3. การเฝ้าระวังความปลอดภัยเป็นหัวใจ ที่รัฐต้องเข้มงวดในระบบนี้ และติดตามผลกระทบมาวิเคราะห์ให้ชัดเจน

จากการติดตามที่ผ่านมาพบมีช่องว่างเกิดขึ้น รัฐควรสนับสนุน ให้ภาคประชาสังคมใีห้มีบทบาทร่วมเฝ้าระวังปัญหา ต่างๆ นำมาข้อมูลจากการเฝ้าระวังมาเปิดเผย  และ 4. เด็กๆ ต้องได้รับคุ้มครองเป็นพิเศษ เพราะมีผลกระทบสูง 5.รัฐพึงสนับสนุนนโยบายวิจัยและพัฒนายาจากกัญชาเพื่อให้ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์สูงสุด  และ 6. นายกรัฐมนตรีพึงสนับสนุนบทบาทภาคประชาสังคมในการเสนอกฎหมายฉบับปัจจุบันทั้งด้วยการลงนามรับรองว่าเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ในร่าง พรบ กัญชา กัญชง พ.ศ. …. ที่เสนอจากภาคประชาชน ที่ยื่นต่อรัฐสภาไปแล้ว ซึ่งจะทำให้ ภาคประชาสังคม มีบทบาทในการร่วมเป็นกรรมาธิการพิจารณาร่าง กฎหมายร่วมกันทุกฉบับ ที่มีผู้เสนอ และตลอดจน ร่วมในการบริหารกฎหมายด้วยการเป็นคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง” ผศ.ภญ.ดร.นิยดา กล่าว

ขณะที่ นายนิกร จำนงค์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า ทราบว่าขณะนี้ภาคประชาชนได้ร่วมรายชื่อกันตามกฎหมายกำหนดยื่นเข้าสู่สภาแล้ว ในส่วนของทางพรรคภูมิใจไทยนั้น ก็ไปในทางเดียวคือยื่นเข้าสู่สภา ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอลงนามเพราะเป็นพ.ร.บ.การเงิน ทั้งนี้หลักการของกฎหมายก็ตรงกันคือให้ใช้ประโยชน์เพื่อการแพทย์ เรื่องที่เราแก้คราวที่แล้ว ได้ประโยชน์ส่วนหนึ่งก็มีโทษส่วนหนึ่ง ดังนั้น จะต้องมีเครื่องมือในการกำกับดูแล ดูแล้วกฎหมายที่ภาคประชาชนเสนอมาก็ชัดเจน ซึ่งตรงกับพรรคภูมิใจไทยที่เราอยากจะมีกฎหมายมาควบคุมตรงนี้ ดังนั้น ทางพรรคภูมิใจไทยก็รับปากว่าในเมื่อเรามีเป้าหมายเดียวกัน ก็จะนำเสนอเรื่องนี้ต่อท่านนายกฯ  อย่างไรก็ตามกว่ากฎหมายจะผ่านจะต้องมีการส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและต้องใช้เวลา นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำรัฐบาลก็จะได้มีการเร่งรัดผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบให้เร่งดำเนินการ เช่นเดียวกัน เพื่อให้เข้าสู่ที่ประชุมสภาในสมัยการประชุมนี้

‘สมหมาย’ ไม่หวั่นถูก ’กกต.‘ ส่งฟัน ‘คดีฮั้ว สว.’ ยันเดินหน้าทำงานปกติ เผยยังไม่คุยทนายสู้คดี

15 กันยายน 2569 เวลา 17:34 น.

‘สมหมาย’ ไม่หวั่นถูก ’กกต.‘ ส่งฟัน ‘คดีฮั้ว สว.’ ยันเดินหน้าทำงานปกติ เผยยังไม่คุยทนายสู้คดี ยันพร้อมปฏิบัติตาม รธน.

วันที่ 15 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายสมหมาย ศรีจันทร์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) 1 ใน 26 สว. ที่ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ในคดีฮั้ว สว. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยถึงเรื่องคดีความเเต่อย่างใด แต่ตนยินดีหากผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร แต่เรายังทำหน้าที่ของเราอยู่

เมื่อถามว่า หากอีก 4 เดือนข้างหน้าศาลรับคำร้องและมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จะส่งผลต่อการทำงานหรือไม่ นายสมหมาย พยักหน้าพร้อมกล่าวว่า ตนทำตามกฎหมาย เพราะเรามาตามรัฐธรรมนูญ หากออกก็ตัองตามรัฐธรรมนูญ

ส่วนแนวทางการเตรียมตัวต่อสู้คดี เบื้องต้นยังไม่ได้พูดคุยกับทนายความแต่อย่างใด และยังไม่มีการรวมกลุ่มกับสมาชิกวุฒิสภาคนอื่นเพื่อหารือแนวทางต่อสู้คดี ยืนยันว่ายังคงทำหน้าที่ตามปกติ ตนเพิ่งออกจากการประชุมคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม และกำลังเดินทางไปประชุมคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

‘ศุภจี’ ควงว่าที่ปลัดพาณิชย์ โชว์ตัวสื่อ แจงปมโพสต์โยกย้ายผู้ตรวจราชการ เพื่อให้ ขรก.-ผู้สนับสนุน เข้าใจหลักการ

15 กันยายน 2569 เวลา 17:17 น.

‘ศุภจี‘ ควง ’พูนพงษ์‘ ว่าที่ปลัดพาณิชย์ โชว์ตัวสื่อ ก่อนแจงปมโพสต์โยกย้ายผู้ตรวจราชการ เพื่อให้ ขรก. – ผู้สนับสนุน เข้าใจหลักการ ขออย่าด้อยค่าตำแหน่งผู้ตรวจฯ ชี้ เป็นหนึ่งในเส้นทางการหมุนเวียนตำแหน่ง ลั่น “ตำแหน่งอะไรก็ไม่แตกต่าง หากทำหน้าที่ให้เต็มที่” เมิน บิ๊ก ก.พาณิชย์ ออกมาวิจารณ์ บอก ไม่มีประโยชน์จะมาอธิบาย บอก “เป็นเพียงอดีต ขอมองไปที่อนาคต” ขณะที่ ‘วุฒิไกร’ ไม่ปิดประตูการเมือง หลังพ้นตำแหน่ง บอก “ขอดูก่อน”

วันที่ 15 กันยายน 2569 เวลา 15.25 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เดินทางมาเยี่ยมและพูดคุยกับสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล โดยพานายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งเป็นว่าที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ มาแนะนำตัวต่อสื่อมวลชน ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้ นางศุภจี ยังเปิดเผยถึงการที่โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ที่ชี้แจงถึงการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ ว่า ไม่ได้โพสต์เพื่อให้ตัวเองมีกำลังใจหรือโพสต์เพื่อให้คนมาวิพากษ์วิจารณ์ แต่ทำเพื่อข้าราชการ และคนที่สนับสนุนให้ได้ทราบว่าการโยกย้ายมีหลักการและเหตุผลอย่างไร นั่นคือคนที่ตนอยากสื่อสารด้วย ส่วนคนที่ไม่เห็นด้วย คิดต่างและมาวิจารณ์ ก็ไม่มีประโยชน์ในการอธิบายเพราะคนเหล่านั้นย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่ามีอะไร

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จิตใจแข็งแกร่งเหมือนเดิมหรือไม่ เมื่อถูกวิจารณ์ นางศุภจี กล่าวว่า ปกติเหมือนทุกเรื่องที่โดน เพราะที่ผ่านมาโดนหลายเรื่องมาก ซึ่งตนอยากย้ำว่าที่ผ่านมาไม่เคยมีใครมาอธิบาย แต่ตนอยากทำเพื่อให้คนที่สนับสนุนแต่ไม่รู้อะไรได้เข้าใจ ซึ่งการแต่งตั้งโยกย้ายก็เป็นดุลพินิจของปลัดกระทรวงฯ ตนมีหน้าที่เพียงแค่สอบถามถูกต้องหรือไม่ มีเหตุผลอย่างไร และก็สนับสนุนตามนั้น

ส่วนที่ระบุในโพสต์ว่าอยากให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ มีงานเพิ่มมากขึ้นนั้น นางศุภจี ชี้แจงว่า กระทรวงพาณิชย์มีภารกิจและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับหลายส่วน แต่การทำหน้าที่ของกระทรวงได้ผลลัพธ์ตามนโยบายหรือไม่ หากผู้ตรวจราชการดูงานและนโยบายที่สำคัญ จะเป็นเสียงสะท้อนกลับมาให้ผู้บริหารกระทรวงว่านโยบายที่ออกไป และข้าราชการปฏิบัติได้จริงหรือไม่ บางครั้งอาจจะมีนโยบายที่ดี แต่ทำแล้วไม่ได้ผล สำหรับตนมองอีกว่า ตำแหน่งอะไรไม่มีความแตกต่าง หากทำหน้าที่ให้เต็มที่ จึงเป็นหนึ่งเหตุผลที่กระทรวงมีผู้ตรวจราชการถึง 4 คน

เมื่อถามต่อว่า นายวุฒิไกร เกษียณอายุราชการจากตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์จะนำมาช่วยทำงานต่อหรือไม่ โดยนายวุฒิไกร หัวเราะ ก่อนระบุว่า ยังคิดอยู่

ส่วนจะเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี นางศุภจี ตอบว่า นายวุฒิไกร เป็นที่ปรึกษาของตนอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ต้องมีตำแหน่ง แต่ก็ขึ้นอยู่กับปลัดว่าอยากจะทำอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมาท่านก็ช่วยมาโดยตลอด และมีความเข้าใจในหลายเรื่อง เพราะตนก็ยังไม่มีความเข้าใจในระบบราชการมากนัก

สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าวว่านางศุภจีชอบทำงานร่วมกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิงนั้น นางศุภจี ปฏิเสธประเด็นดังกล่าวว่า ไม่เป็นความจริง ตนไม่เคยมองคนที่เพศ ไม่ได้ทำงานกับผู้ชายหรือผู้หญิงมากกว่า เพราะในอดีตก็ทำงานร่วมกับผู้หญิงมามาก รวมทั้งในกระทรวงพาณิชย์ก็มีผู้หญิงหลายคนที่มีความสามารถ อาทิ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ผู้หญิงผู้ชายไม่ได้มีความต่างกัน ซึ่งความจริงไม่มีเพศเลย ทั้งหญิงทั้งชายทำงานได้หมดทุกคน

ส่วนที่มีคำวิพากษ์วิจารณ์การทำงานจากอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี กล่าวว่า ใจความที่ถามมาคืออดีต แต่ตนกำลังชวนคนมองถึงอนาคต เพราะวิกฤตทุกวันนี้ไม่เหมือนเดิม จะมีครั้งไหนในประวัติศาสตร์ของกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องเจอทั้งศึกต่างชาติ ที่กำลังต่อสู้กันอย่างรุนแรง กติกาทางการค้ารวมถึงภาษีการเจรจาต่างๆ ไม่ใช่ชั้นเดียว แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบ ที่จะเกิดขึ้นระหว่างประเทศ รวมถึงการประกอบธุรกิจที่ไม่ถูกต้องในประเทศไทย ซึ่งเรื่องเหล่านี้เราไม่เคยเจอมาก่อน ฉะนั้นการทำงานถูกปรับเปลี่ยนไปหมดแล้ว ตนจะไม่ก้าวล่วงคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนต่างๆ ที่เคยทำงานมา เพราะเขาอธิบายได้ในเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต หากเรารับมือด้วยท่าเดิมเราจะรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างไร

นางศุภจี กล่าวอีกว่า ไม่อยากให้มีการด้อยค่าตำแหน่งผู้ตรวจราชการ ซึ่งตนคิดว่าอยู่ที่การสร้างผลงาน หากผู้ตรวจราชการไม่มีผลงาน แล้วจะตั้งผู้ตรวจราชการมาทำไมตั้ง 4 คน ซึ่งตำแหน่งนี้เป็นหนึ่งในเส้นทางของการหมุนเวียนตำแหน่งราชการ ซึ่งเรามี C 10 และตำแหน่งผู้ตรวจราชการก็ไม่ใช่การลดระดับ

เมื่อถามว่าหากมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) กระทรวงพาณิชย์ควรจะมีรัฐมนตรีช่วยหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีจะเห็นสมควร เพราะเป็นดุลพินิจของท่าน ส่วนหากเลือกได้อยากให้มีหรือไม่นั้น นางศุภจี กล่าวว่า ตนก็ยินดีทั้งนั้น หากเข้ามาแล้วทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติให้ดีขึ้นตนก็ยินดี และไม่ได้ติดใจตรงนั้น

ศุภจี ส่งสัญญาณ นายกฯสั่งแคะกระปุกต่อ ไทยช่วยไทยพลัส 2 เดือน

15 กันยายน 2569 เวลา 17:01 น.

“ศุภจี” เผย นายกฯสั่งก.คลัง หาทางต่อ “ไทยช่วยไทย พลัส” 2 เดือน ชี้ ไทยยังไม่ฟื้นจากวิกฤตพลังงาน จ่อคลอดมาตราการทันที ไม่รอปลายปี ยัน ไม่ได้มีแค่แจก 60:40

เมื่อวันที่ 15 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึง ความชัดเจนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เฟสสอง ว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีความเสี่ยงในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์อีกแล้ว เห็นได้จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มเติม และราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีเข้าใจสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ จึงขอให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้พิจารณาต่อโครงการดังกล่าวไปอีกสักระยะได้หรือไม่

เมื่อถามว่า จะต่อโครงการนี้ไปอีกกี่เดือน นางศุภจี ชู 2 นิ้วให้ผู้สื่อข่าว พร้อมบอกว่า นายกรัฐมนตรีให้เป็นแนวทาง

เมื่อถามว่า วงเงินจะได้เท่าเดิม 1,000 บาท ต่อเดือนหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า รายละเอียด นายเอกนิติจะเป็นผู้ชี้แจง ต้องมาดูว่าภายในสองเดือน จะแคะกระปุกช่วยได้อย่างไร

เมื่อถามว่า จะแคะกระปุกด้วย พ.ร.ก.เงินกู้ หรืองบประมาณรายจ่ายประจำปี นางศุภจี กล่าวว่า มีทุกกระปุก แกะหมดเลย ซึ่งนายเอกนิติจะเป็นผู้ดำเนินการว่าจะใช้กระปุกใด

เมื่อถามว่า กระทรวงพาณิชย์จะมีมาตรการรับมือราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างไร นางศุภจี กล่าวว่า ตนได้ซ้อมใหญ่มาแล้วช่วงเดือนมีนาคม เพราะฉะนั้น ต้องทำในลักษณะคล้ายกัน ซึ่งเมื่อวานนี้ (14 ก.ย.) ตนได้หารือกับนายเอกนิติ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และกระทรวงพลังงาน ในรูปแบบวงเล็ก หลังจากนี้จะมีแผนออกมาอธิบายให้ฟัง โดยเป็นมาตรการที่ดำเนินการเลย ไม่รอไปถึงช่วงปลายปี

นางศุภจี ยอมรับว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะไม่ได้มีแค่โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” แต่จะมีมาตรการอื่นด้วย เพราะวิกฤตครั้งนี้อาจจะรุนแรงกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะเราช้ำจากรอบแรก และยังไม่ฟื้น ประกอบกับช่วงโควิด โดยจะต้องดูทั้งระบบ

พลพีร์ เผยมี 1.1 หมื่นบริษัทต้องสงสัยนอมินี ถือครองที่ดิน มูลค่าพุ่ง 8.5 หมื่นล้าน ขีดเส้นจบ ก.ย.

15 กันยายน 2569 เวลา 16:41 น.

“พลพีร์” บอก มี 1.1 หมื่นบริษัทต้องสงสัยนอมินีถือครองที่ดิน มูลค่าพุ่ง 8.5 หมื่นล้าน ขีดเส้น ตรวจสอบให้จบเดือน ก.ย.นี้ แจง ไม่ใช้บทลงโทษเนรเทศพร่ำเพรื่อ

เมื่อเวลา 15.15 น. วันที่ 15 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย แถลงภายหลังการประชุมร่วมระหว่างกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงยุติธรรม เรื่องความเชื่อมโยงนอมินี ทุนเทา และสแกมเมอร์ ที่มีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ และ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เป็นประธานร่วมว่า จริงๆ วันนี้เป็นการเชิญมาประชุมหารือนอกรอบถึงวิธีการทำงาน นอกเหนือจากนอมินีแล้วยังมีเคสอื่นที่ทางกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) หรือกระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการอยู่ โดยจะเอาปัญหาที่เราออกไปปฏิบัติหน้าที่แล้วพบมาคุยกันแต่ละหน่วยงาน นอกจากนี้ จะมีการเชิญกระทรวงแรงงาน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) รวมถึงอาจจะมีกระทรวงการคลัง ที่จะต้องดูในเรื่องฐานภาษีของบริษัทต่างๆ เข้าร่วมประชุมด้วย ทั้งนี้ แต่ละหน่วยงานจะมีช่องทางหลังบ้านระดับผู้บริหาร ถ้าเราต้องการข้อมูลอะไรเร่งด่วนจะส่งไปในกลุ่มไลน์นี้ เพื่อให้การประสานงานเร็วขึ้น ซึ่งทาง รมว.ยุติธรรมระบุว่า การที่เราต้องการข้อมูลอะไรบางอย่างหรือการประสานอะไร ถ้าจะมัวส่งเอกสารอย่างเดียวกว่าจะไปถึงจะใช้เวลามาก

นายพลพีร์ กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่เราพบวันนี้คือ คนที่กระทำการไม่ดี มีจิตใจไม่ดี ที่ประกอบอะไรอยู่แล้วมีการโอนหนีโอนย้ายแล้ว ฉะนั้น การที่เราจะเอาประเทศและเอาแผ่นดินของเราคืน ซึ่งเราดำเนินการอยู่แล้ว โดยเฉพาะการจับนอมินี การถือครองที่ดิน อยากจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด ในที่ประชุมครั้งนี้แต่ละหน่วยงานมาแชร์ตัวเลขกัน สรุปกันได้ว่าที่ดินที่ถือครองโดยบริษัทต่างชาติที่ถือหุ้นส่วนมากกว่าคนไทยซึ่งผิดกฎหมายมีอยู่ประมาณ 2,200 บริษัท ส่วนบริษัทที่ต้องสงสัยที่อาจจะมีการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นหรือเปลี่ยนเลขบัญชี มีอยู่ประมาณ 11,000 กว่าบริษัท และมีมูลค่าประมูลเบื้องต้น ตอนที่เราเช็กเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา อยู่ที่ 6.5 หมื่นล้านบาท แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 8.5 หมื่นล้านบาทแล้ว ดังนั้น ตัวเลขตรงนี้จะได้นำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ส่วนกรมที่ดินจะเร่งรัดในการสืบสวนทุกบริษัทที่ถือครองที่ดินและจะบังคับจำหน่ายต่อไป ในส่วนอีกหมื่นกว่าบริษัท ตอนนี้ทาง ตร. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน และกรมการปกครอง จะร่วมกันในการสืบสวนและชี้ให้ชัดว่า เป็นบริษัทที่ผิดหรือเป็นบริษัทที่ถูก เป็นนอมินีหรือไม่ จะได้ดำเนินคดีและจำหน่ายต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการกำหนดระยะเวลาหรือไม่ว่า จะต้องเสร็จสิ้นภายในเมื่อไหร่ นายพลพีร์ กล่าวว่า ต้องจบภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้ โดยในส่วนของ 2,200 บริษัทถือว่าชัดแล้ว ส่วนอีกหมื่นกว่าบริษัท จะต้องให้เสร็จภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้เช่นกัน

เมื่อถามถึงกระบวนการลงโทษต่างๆ จะต้องมีการดำเนินการเนรเทศออกไปหรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า เรื่องครอบครองที่ดินอาจจะไม่เข้าข่ายเรื่องของการเนรเทศ กฎหมายเนรเทศที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ในฐานะ รมว.มหาดไทย ได้ลงนามไปนั้น ไม่ได้ต้องการจะใช้ในทุกโอกาส ไม่ได้ใช้พร่ำเพรื่อ ถ้าต่างชาติมีพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย หรือมีคำตัดสินจากศาลต่างๆ แล้วก็จะเข้าข่ายโดยทันที แต่อย่างกรณีผับที่เขตห้วยขวาง มีชาวต่างชาติ 5 คน ซึ่งศาลตัดสินและปรับไปแล้ว ตรงนี้เราไม่ได้เนรเทศ แต่เราใช้การถอนวีซ่าและเชิญออกไป

วุฒิสภา จัดกำลังเข้มดูแลสื่อ หลัง ‘สว.’ ผึ้งแตกรังเจอ พิษฮั้ว โทรแจ้งกันวุ่น

15 กันยายน 2569 เวลา 16:29 น.

‘วุฒิสภา’ ถึงกับจัดกำลังเข้มดูแลสื่อ หลัง ‘สว.’ ผึ้งแตกรังเจอ ’พิษฮั้ว‘ ทำกระอัก โทรแจ้งกันวุ่น ด้าน ‘ชีวะภาพ’ เบี้ยวไม่เข้าประชุมกมธ. ขณะที่ ‘สุเทพ’ ไม่พอใจปิดกล้องสื่อเสียงแข็ง บอกไม่โอเค ฟาก ‘สมหมาย’ ยิ้มรับขอบคุณสื่อ ลั่น ไม่ต้องห่วง

วันที่ 15 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากอาคารรัฐสภา ว่าจากกรณีสืบเนื่องจากคดีฮั้ว สว. นั้น ทำให้วันนี้มีสื่อมวลชนจำนวนมากมารอสัมภาษณ์ สว.ที่มีชื่อที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 26 คน รวมถึงนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา โดยปักหลักตั้งแต่ช่วงเช้าที่ฝั่งวุฒิสภา ตั้งแต่โถงด้านหน้าจนถึงหน้าห้องประชุมจันทรา จนทำให้ สว.ส่วนใหญ่มีอาการแตกตื่น มีการโทรศัพท์แจ้งกันว่ามีสื่อมวลชนมารอทำข่าว จากนั้นในช่วงบ่ายสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา โดยฝ่ายอาคารสถานที่ได้จัดตำรวจมา 1 ชุด มาตรวจสอบความเรียบร้อย ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งว่าเป็นปกติเมื่อเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ จะต้องอำนวยความสะดวกเรียบร้อยในอาคารรัฐสภา

ขณะที่ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ที่มีนายชีวะภาพ ชีวะธรรม 1 ในรายชื่อ 26 สว. ได้มีสื่อมวลชนไปรอทำข่าวที่หน้าห้องประชุมเช่นกัน แต่นายชีวะภาพไม่ได้เข้าประชุม โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่าผู้ที่จะนำประชุมคือนายกิติศักดิ์ หมื่นศรี สว. รองประธานกรรมาธิการคนที่ 1 ทำหน้าที่แทน

ด้านนายสุเทพ สังข์วิเศษ สว. ได้เดินทางเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการ ด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจ พร้อมพูดเสียงแข็งว่า “ไม่โอเค” พร้อมได้นำมือปัดกล้องผู้สื่อข่าว ก่อนจะเดินจากไป

ส่วนนายสมหมาย ศรีจันทร์ 1 ใน 26 สว. ซึ่งมาประชุมในกรรมาธิการนี้ด้วย กล่าวด้วยท่าทียิ้มแย้มว่า ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องคดี ตนยินดีในการเปลี่ยนแปลง ขอบคุณทุกท่าน ไม่ต้องห่วง เรายังทำหน้าที่ของเราอยู่

เมื่อถามว่า หากศาลรับคำร้องและสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จะมีผลต่อการทำงานหรือไม่ นายสมหมาย กล่าวว่า ก็ทำตามกฏหมายเรามาตามรัฐธรรมนูญ ก็ต้องออกไปตามรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องห่วงขอบคุณทุกท่าน ทั้งนี้ ตนยังไม่ได้คุยกับทนายในการต่อสู้คดี

2 รางวัล สะท้อน 2 พลัง! ‘กรมที่ดิน’ มุ่งมั่นยกระดับการให้บริการ ‘บริการดี + นวัตกรรมเด่น’

16 กันยายน 2569 เวลา 13:06 น.

กรมที่ดิน เดินหน้าพัฒนาคุณภาพการให้บริการเพื่อประชาชนอย่างไม่หยุดยั้ง การันตีความสำเร็จด้วย 2 รางวัลใหญ่ประจำปี 2569 ตอกย้ำเป้าหมายสำคัญคือ “ประชาชนได้รับบริการที่ดี สะดวก โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ”

  1. มาตรฐานการบริการประชาชน ระดับประเทศ (GECC ประจำปี 2569)

กรมที่ดิน คว้าการรับรองมาตรฐานศูนย์ราชการสะดวก (GECC) รวม 79 แห่ง ทั่วประเทศ

ระดับก้าวหน้า: 5 แห่ง

ระดับพื้นฐาน: 74 แห่ง

สะท้อนการให้บริการที่ สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส เข้าถึงง่าย ตอบโจทย์ประชาชนในทุกพื้นที่

  1. รางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2569 (ประเภทนวัตกรรมการบริการ)

ผลงาน “นวัตกรรมระบบติดตามงานวัดขอได้มาซึ่งที่ดิน” โดย สำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษและสาขา

นวัตกรรมที่ช่วยติดตามความก้าวหน้าของงานอย่างเป็นระบบ เพิ่มความสะดวกในการตรวจสอบสถานะงาน และยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน

กรมที่ดิน พร้อมเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและยกระดับมาตรฐานการบริการทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนอย่างดีที่สุดครับ

#กรมที่ดิน #กระทรวงมหาดไทย #GECC2569 #รางวัลเลิศรัฐ #บริการดีนวัตกรรมเด่น #ศูนย์ราชการสะดวก #SmartLands

กสก.ผนึกสถาบันอาหาร เปิดตัว ‘โครงการส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า’ ขับเคลื่อนเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงสู่ตลาดเชิงพาณิชย์

16 กันยายน 2569 เวลา 13:02 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ สถาบันอาหาร จัดงานเปิดตัวโครงการส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า เพื่อยกระดับศักยภาพเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรไทยสู่ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรที่มีศักยภาพ ที่สามารถสร้างมูลค่าจากผลผลิตทางการเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าสูงที่มีเอกลักษณ์ มีคุณภาพและมาตรฐาน รวมถึงตอบโจทย์ความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566–2570) ที่มุ่งส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง

โครงการดังกล่าวเน้นกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมทั้ง วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ Smart Farmer (SF) และ Young Smart Farmer (YSF) รวม 100 กิจการ เพื่อพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรแปรรูปต้นแบบจำนวน 100 ผลิตภัณฑ์ โดยเน้นการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตรด้านพืช สมุนไพร และแมลงเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถบรรเทาปัญหาผลผลิตล้นตลาด ช่วยยกระดับราคาผลผลิต และลดต้นทุนในการดูแลรักษา อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบ ทรัพยากรท้องถิ่น ภูมิปัญญาและเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม และยังสามารถรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของวัตถุดิบ

นายสุริยะ คำปวง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า “กรมส่งเสริมการเกษตรมุ่งมั่นขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านภาคการเกษตรไทยจากการจำหน่ายวัตถุดิบไปสู่การผลิตสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน  การดำเนินงานในครั้งนี้ เราไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการแปรรูปในระดับพื้นฐานเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้ ทักษะ และสมรรถนะของผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร ให้สามารถนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น มีมาตรฐานความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้โครงการดังกล่าว กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดให้มีที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเข้าไปประเมินศักยภาพและสุขภาพธุรกิจ (Business Health Check) ของผู้ประกอบการแต่ละกิจการ พร้อมจัดทำแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบเฉพาะรายกิจการ เพื่อยกระดับศักยภาพการดำเนินธุรกิจและเพิ่มโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตทางการเกษตร พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และนำไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์

นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า “ทิศทางของอุตสาหกรรมอาหารในวันนี้เปลี่ยนไปอย่างมาก การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรจึงไม่ใช่เพียงการนำวัตถุดิบมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ต้องมองให้ครบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ศักยภาพของวัตถุดิบ เทคโนโลยีและนวัตกรรม กระบวนการผลิต คุณภาพและมาตรฐาน ไปจนถึงผู้บริโภคและโอกาสทางการตลาด เป้าหมายสำคัญคือทำอย่างไรให้สินค้าเกษตรไทยสามารถเปลี่ยนจากการ แข่งขันด้วยราคา ไปสู่การแข่งขันด้วยคุณค่าและนวัตกรรม”

“สถาบันอาหารจึงมุ่งทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านอาหารแบบครบวงจร หรือ End-to-End Solutions เชื่อมงานวิจัยและนวัตกรรมเข้ากับการผลิตจริง มาตรฐาน และตลาด เพื่อช่วยลดช่องว่างระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์กับการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยสิ่งที่เราให้ความสำคัญคือ “ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นต้องสามารถสร้างคุณค่าและความแตกต่างบนพื้นฐานของนวัตกรรม ควบคู่กับความเป็นไปได้ในการผลิต การตอบรับของตลาด และศักยภาพในการเติบโตทางธุรกิจ หรือกล่าวได้ว่า ต้อง ‘ผลิตได้จริง ขายได้จริง และเติบโตได้จริง’”

“การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารในอนาคตต้องเป็น Market-Driven Innovation คือใช้ความต้องการของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นโจทย์ตั้งต้น แล้วนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาสร้างคำตอบ วิธีคิดเช่นนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการลดความเสี่ยงจากการพัฒนาสินค้าโดยไม่มีตลาดรองรับ และสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่าง มีอัตลักษณ์ และมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น”

“สถาบันอาหารมองว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากความหลากหลายของวัตถุดิบเกษตร ภูมิปัญญาอาหาร และอัตลักษณ์ด้านรสชาติ หากสามารถผสานจุดแข็งเหล่านี้เข้ากับ นวัตกรรม ความยั่งยืน มาตรฐาน และความเข้าใจผู้บริโภค จะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับสินค้าเกษตรไทยไปสู่อาหารมูลค่าสูง และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมอาหารไทยในระยะยาว”

รายละเอียดขอบเขตการดำเนินงาน 6 กิจกรรมหลัก

โครงการส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า มีกรอบแนวคิดการดำเนินงานที่ครอบคลุมครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผ่าน 6 กิจกรรมสำคัญ ได้แก่:

  1. การประชุมชี้แจงและเตรียมความพร้อมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ จัดประชุมชี้แจงแนวทางและขั้นตอนการดำเนินงานโครงการ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันแก่เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้อง พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการจัดการสินค้าเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งด้านการพัฒนาอัตลักษณ์สินค้าและบรรจุภัณฑ์ (Brand Identity & Packaging) และการจัดทำแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบด้วยโมเดลธุรกิจ Business Model Canvas (BMC) เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับศักยภาพของกิจการและความต้องการของตลาด
  2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ต้นแบบเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ดำเนินการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรแปรรูปต้นแบบ จำนวน 100 ผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมการพัฒนาสูตรและกระบวนการผลิต การทดสอบคุณภาพ ความปลอดภัย และคุณค่าทางโภชนาการตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการพัฒนาอัตลักษณ์ตราสินค้า (Brand Identity) และออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบสนองต่อความต้องการของตลาด เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ มีมูลค่าเพิ่ม และมีความพร้อมสำหรับการทดสอบตลาดจริง
  3. การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์และสื่อสารคุณค่าของผลิตภัณฑ์ จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ต้นแบบทั้ง 100 ผลิตภัณฑ์ ผ่านสื่อในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งโปสเตอร์ สื่อสิ่งพิมพ์ และ E-Book โดยนำเสนอข้อมูล จุดเด่น และเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างการรับรู้ เพิ่มความน่าสนใจ และสนับสนุนการสื่อสารผลิตภัณฑ์ไปยังกลุ่มผู้บริโภคและตลาดเป้าหมาย
  4. การถ่ายทอดเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตสู่การปฏิบัติจริง ดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้และกระบวนการผลิต ณ สถานประกอบการของเกษตรกรทั้ง 100 กิจการ ผ่านการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการและการให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ โดยประยุกต์ใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีอยู่ในพื้นที่ รวมถึงให้คำแนะนำด้านการเตรียมความพร้อมเพื่อขอรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในการผลิตได้อย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง
  5. การทดสอบตลาดและสร้างโอกาสทางธุรกิจ นำผลิตภัณฑ์ต้นแบบทั้ง 100 ผลิตภัณฑ์เข้าสู่การทดสอบตลาดจริง (Real Market Test) และจัดแสดงในกิจกรรม Product Showcase เพื่อประเมินการตอบรับและความต้องการของผู้บริโภค พร้อมทั้งคัดเลือกกิจการที่มีศักยภาพและความพร้อมเข้าสู่กิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับผู้ซื้อและช่องทางการตลาด อาทิ ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก– ค้าส่ง และ Modern Trade เพื่อสร้างโอกาสในการต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่ตลาดเชิงพาณิชย์
  6. การติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ เพื่อสะท้อนผลสำเร็จของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างมูลค่าเพิ่ม และผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ รวมทั้งรวบรวมข้อมูลและข้อเสนอแนะสำหรับใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและยกระดับศักยภาพของเกษตรกรและผู้ประกอบการให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

“กรมส่งเสริมการเกษตรยึดมั่นในการเปลี่ยนเกษตรกรไทยสู่ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรแปรรูปมืออาชีพ โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การสร้างโอกาสให้เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนสามารถต่อยอดผลผลิตสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าสูง สร้างรายได้ที่มั่นคง และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้มีความมั่นคงและยั่งยืน อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตอย่างเข้มแข็งในระยะยาว”