เครือข่ายครูอิตาลี เรียกร้องใช้เหตุวัยรุ่นทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมในไทย เป็นบทเรียนของระบบการศึกษา

เครือข่ายครูอิตาลี เรียกร้องใช้เหตุวัยรุ่นทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมในไทย เป็นบทเรียนของระบบการศึกษา

26 ก.ค. 2569 08:39 น.

เครือข่ายครูอิตาลี เรียกร้องใช้เหตุวัยรุ่นทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมในไทย เป็นบทเรียนของระบบการศึกษา

เครือข่ายครูด้านสิทธิมนุษยชนของอิตาลีแสดงความกังวล หลังนักเรียนแลกเปลี่ยนชาวอิตาลีแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมบนรถไฟฟ้าบีทีเอสในกรุงเทพฯ จนสถานเอกอัครราชทูตอิตาลีต้องออกแถลงการณ์ พร้อมชี้ควรใช้เหตุการณ์นี้เป็นโอกาสทบทวนบทบาทของระบบการศึกษา

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 Tecnica della Scuola สำนักข่าวของอิตาลีรายงานว่า เครือข่ายประสานงานครูด้านสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของอิตาลี (National Coordination of Teachers in the Human Rights Sector: CNDU) ออกแถลงการณ์แสดงความกังวล กรณีกลุ่มนักเรียนมัธยมชาวอิตาลีที่เดินทางมาแลกเปลี่ยนในประเทศไทย แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมบนรถไฟฟ้าบีทีเอสในกรุงเทพมหานคร จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

CNDU ระบุว่า การที่สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีในประเทศไทยต้องออกแถลงการณ์แยกจุดยืนจากพฤติกรรมของนักเรียนที่อยู่ระหว่างกิจกรรมทางการศึกษา ถือเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งในด้านการศึกษาและสถาบัน

แถลงการณ์ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการหยอกล้อหรือการกระทำคึกคะนองธรรมดา และไม่ควรถูกอธิบายว่าเป็นเพียงผลจากกระแสบนสื่อสังคมออนไลน์เท่านั้น เพราะเมื่อพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศ จำเป็นต้องตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบด้านการศึกษาของทุกภาคส่วนในชุมชนโรงเรียน

เครือข่ายครูด้านสิทธิมนุษยชนของอิตาลีระบุเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์นี้ควรถูกนำมาใช้เป็นโอกาสในการทบทวนและสะท้อนบทเรียนสำหรับระบบการศึกษาของประเทศ เพื่อส่งเสริมความรับผิดชอบ การเคารพผู้อื่น และความตระหนักถึงผลกระทบของการกระทำเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ

ทั้งนี้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังกลุ่มนักเรียนแลกเปลี่ยนชาวอิตาลีซึ่งเดินทางมาศึกษาดูงานในกรุงเทพฯ มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมส่งเสียงดังบนรถไฟฟ้าบีทีเอส จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทั้งในประเทศไทยและอิตาลี และทำให้สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีต้องออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจ พร้อมยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของนักเรียนกลุ่มนี้.

ที่มา  Tecnica della Scuola

สื่ออิตาลีรายงานข่าวคลิปวิดีโอวัยรุ่นชาวอิตาลีบนรถไฟฟ้า ในกรุงเทพฯ

สื่ออิตาลีรายงานข่าวคลิปวิดีโอวัยรุ่นชาวอิตาลีบนรถไฟฟ้า ในกรุงเทพฯ

26 ก.ค. 2569 08:22 น.

สื่ออิตาลีรายงานข่าวคลิปวิดีโอวัยรุ่นชาวอิตาลีบนรถไฟฟ้า ในกรุงเทพฯ

สื่ออิตาลีรายงานกรณีคลิปวิดีโอวัยรุ่นชาวอิตาลีแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมบนรถไฟฟ้าบีทีเอสในกรุงเทพฯ จนเกิดกระแสวิจารณ์ในไทย และทำให้สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีต้องออกแถลงการณ์ขอโทษ พร้อมเผยแพร่คลิปขอโทษจากนักเรียนที่เกี่ยวข้อง

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569  Corriere della Sera สื่อชั้นนำของอิตาลี และอีกหลายสื่อ รายงานกรณีคลิปวิดีโอกลุ่มนักเรียนชาวอิตาลีที่เดินทางมาทัศนศึกษาในประเทศไทย แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมบนรถไฟฟ้าบีทีเอสในกรุงเทพมหานคร จนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง และทำให้สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทยต้องออกมาแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

รายงานข่าวระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังผู้โดยสารหญิงชาวไทยขอให้นักเรียนกลุ่มนี้ลดระดับเสียงระหว่างโดยสารรถไฟฟ้า แต่กลับถูกบางคนในกลุ่มใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายคลิป ล้อเลียน และพูดจาในลักษณะดูหมิ่น ซึ่งหนึ่งในประโยคที่สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก คือคำพูดว่า “เราขอโทษที่นำเงินมาให้ประเทศของคุณ” ซึ่งถูกมองว่าเป็นการดูหมิ่นคนไทยและวัฒนธรรมของประเทศ

คลิปวิดีโอถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม และแพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนสื่อสังคมออนไลน์ของไทย ก่อนที่สถานีโทรทัศน์หลายแห่งจะนำเสนอข่าว ส่งผลให้ชาวเน็ตจำนวนมากเรียกร้องให้สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีดำเนินการกับผู้ก่อเหตุ

ภายหลังเกิดกระแสวิจารณ์ สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีได้เผยแพร่คลิปวิดีโอคำขอโทษจากนักเรียน รวมถึงคนที่เป็นผู้กล่าวถ้อยคำอื้อฉาว โดยทั้งหมดแสดงความเสียใจต่อการกระทำของตนเอง ขออภัยประชาชนชาวไทยสำหรับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและการล่วงเกินวัฒนธรรมไทย พร้อมเปิดเผยว่า นักเรียนผู้ที่กล่าวคำพูดดังกล่าวจะเดินทางกลับประเทศอิตาลีในอีกไม่กี่วันข้างหน้า.

ที่มา Corriere della Sera

ยูเนสโกขึ้นทะเบียน “บึงโอคีเฟโนกี” มรดกโลกทางธรรมชาติแห่งใหม่ของสหรัฐฯ

ยูเนสโกขึ้นทะเบียน "บึงโอคีเฟโนกี" มรดกโลกทางธรรมชาติแห่งใหม่ของสหรัฐฯ

26 ก.ค. 2569 08:02 น.

ยูเนสโกขึ้นทะเบียน “บึงโอคีเฟโนกี” มรดกโลกทางธรรมชาติแห่งใหม่ของสหรัฐฯ

ยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียน “บึงโอคีเฟโนกี” ในรัฐจอร์เจีย เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งใหม่ ยกย่องให้เป็นหนึ่งในระบบนิเวศน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของโลก และแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญ  

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะกรรมการมรดกโลกแห่งองค์การยูเนสโก (UNESCO) ซึ่งประชุมที่เมืองปูซาน ของเกาหลีใต้ ได้มีมติขึ้นทะเบียน บึงโอคีเฟโนกี (Okefenokee Swamp) ในรัฐจอร์เจีย ของสหรัฐฯ เป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งใหม่ โดยระบุว่า บึงโอคีเฟโนกีเป็นหนึ่งในระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของโลก ครอบคลุมพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ที่เป็นถิ่นอาศัยของสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด และยังเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสายสำคัญ 2 สาย

นอกจากนี้ ยังระบุว่า ชั้นพรุที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ภายในพื้นที่ยังเก็บบันทึกการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมย้อนหลังได้ราว 5,000 ปี ทำให้บึงแห่งนี้มีความสำคัญทั้งในฐานะแหล่งอนุรักษ์ธรรมชาติระดับโลก และแหล่งข้อมูลสำหรับศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในระยะยาว

ด้านนางคิม เบดนาเรก ผู้อำนวยการบริหารองค์กรไม่แสวงหากำไร Okefenokee Swamp Park ซึ่งร่วมจัดทำเอกสารเสนอชื่อกับรัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวว่า การขึ้นทะเบียนครั้งนี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นพันธสัญญาที่จะร่วมกันอนุรักษ์บึงโอคีเฟโนกีให้คงความอุดมสมบูรณ์และยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป

ทั้งนี้ การขึ้นทะเบียนครั้งนี้ทำให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งชาติโอคีเฟโนกี อยู่ในรายชื่อมรดกโลกเคียงข้างสถานที่สำคัญของสหรัฐฯ อาทิ แกรนด์แคนยอน อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านบางส่วนคัดค้านการขึ้นทะเบียน โดยกังวลว่าอาจทำให้องค์การสหประชาชาติเข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการพื้นที่มากขึ้น.

ระทึก รถตู้พุ่งชนฝูงชนงานไพรด์ พาเหรด ในเบอร์ลิน เยอรมนี ดับ 1 ศพ บาดเจ็บอย่างน้อย 15 ราย

ระทึก รถตู้พุ่งชนฝูงชนงานไพรด์ พาเหรด ในเบอร์ลิน เยอรมนี ดับ 1 ศพ บาดเจ็บอย่างน้อย 15  ราย

26 ก.ค. 2569 06:37 น.

ระทึก รถตู้พุ่งชนฝูงชนงานไพรด์ พาเหรด ในเบอร์ลิน เยอรมนี ดับ 1 ศพ บาดเจ็บอย่างน้อย 15 ราย

เกิดเหตุรถตู้พุ่งชนฝูงชนระหว่างงานพาเหรด LGBTQ+ ในกรุงเบอร์ลิน -v’เยอรมนี ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอย่างน้อย 15 ราย หลายรายอาการสาหัส ตำรวจสั่งยุติงานและเร่งล่าตัวผู้ก่อเหตุ

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุรถตู้พุ่งชนฝูงชนระหว่างงานพาเหรดเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศ หรือ  “คริสโตเฟอร์ สตรีท เดย์” (Christopher Street Day) ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ และบาดเจ็บอย่างน้อย 15 ราย โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าผู้บาดเจ็บหลายรายมีอาการสาหัส

ตำรวจกรุงเบอร์ลิน เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นบริเวณสวนเทียร์การ์เทิน ซึ่งอยู่ใกล้เส้นทางเดินขบวนพาเหรด หลังรถคันหนึ่งพุ่งเข้าชนประชาชนที่เข้าร่วมงาน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ นักดับเพลิง และหน่วยกู้ชีพระดมกำลังเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บอย่างเร่งด่วน พร้อมขอให้ประชาชนออกจากพื้นที่จัดงานทันที และระบุว่ากำลังเร่งติดตามตัวผู้ต้องสงสัย ขณะนี้ตำรวจยังอยู่ระหว่างสอบสวนสาเหตุ  และยังไม่เปิดเผยแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุ

ภายหลังเกิดเหตุ ผู้จัดงานประกาศยุติงานเฉลิมฉลองบริเวณประตูบรันเดินบวร์ค เมื่อเวลาประมาณ 22.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยการแสดงดนตรีบนเวทีถูกยุติลงกลางคัน และขอให้ผู้ร่วมงานเดินทางกลับบ้าน รวมทั้งหลีกเลี่ยงเส้นทางผ่านสวนเทียร์การ์เทิน

ทั้งนี้ ก่อนเกิดเหตุ บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนหลายแสนคนเข้าร่วมเดินขบวน เต้นรำ และร่วมชมขบวนรถพาเหรดกว่า 80 คัน โดยถือเป็นหนึ่งในเทศกาลเฉลิมฉลอง LGBTQ+ ที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป.

สลดซีเรีย รถบัส 2 คันชนกัน ดับแล้ว 35 ศพ เจ็บอีกหลายสิบราย

สลดซีเรีย รถบัส 2 คันชนกัน ดับแล้ว 35 ศพ เจ็บอีกหลายสิบราย

26 ก.ค. 2569 06:17 น.

สลดซีเรีย รถบัส 2 คันชนกัน ดับแล้ว 35 ศพ เจ็บอีกหลายสิบราย

เกิดเหตุรถบัสโดยสาร 2 คันชนกันบนถนนหลวงทางตะวันออกของซีเรีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 35 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย ท่ามกลางภาวะถนนทรุดโทรมจากสงครามกลางเมืองนานนับทศวรรษ

เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ก.ค. 2569 สำนักข่าว SANA สื่อของรัฐบาลซีเรียรายงานว่า เกิดเหตุรถบัสโดยสารสองคันชนกันบนทางหลวงสายดามัสกัส-เดียร์ เอสซอร์ ข้ามทะเลทรายทางตอนกลางค่อนไปทางตะวันออกของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 35 ศพ และได้รับบาดเจ็บอีก 30 ราย

กระทรวงมหาดไทยระบุว่า อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นการชนกันระหว่างรถบัสบรรทุกเจ้าหน้าที่กองกำลังความมั่นคงภายในประเทศ กับรถบัสโดยสารของประชาชนทั่วไป โดยไม่ได้จำแนกว่าผู้เสียชีวิตมาจากรถคันใดบ้าง

สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลได้เผยแพร่ภาพเหตุการณ์ เผยให้เห็นรถบัสกำลังถูกเพลิงลุกไหม้และมีเศษซากกระจัดกระจายเกลื่อนทางหลวง โดยทางการส่งเฮลิคอปเตอร์ทหารเข้าพื้นที่เพื่อลำเลียงผู้ได้รับบาดเจ็บออกจากจุดเกิดเหตุอย่างเร่งด่วน

นายราเอด อัล ซาเลห์ รัฐมนตรีกระทรวงการจัดการภาวะฉุกเฉินและภัยพิบัติ กล่าวว่า นี่คือหนึ่งในอุบัติเหตุทางถนนที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในซีเรียในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และเหตุการณ์ครั้งนี้ “ถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันระดับชาติของพวกเราทุกคน ที่จะต้องร่วมมือกันป้องกันไม่ให้เหตุการณ์อันน่าสะเทือนใจเช่นนี้ซ้ำรอยอีก”

อัล ซาเลห์ เสริมว่า เหตุการณ์นี้ช่วยย้ำเตือนถึงความจำเป็นในการเร่งแก้ไขโครงสร้างพื้นฐานทางถนนของซีเรีย ซึ่งเขาชี้ว่าได้รับผลกระทบจากการถูกละเลยมานานหลายปีและความเสียหายจากสงคราม

ทั้งนี้ สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมานานหลายปีได้ส่งผลให้เครือข่ายถนนส่วนใหญ่ของซีเรียอยู่ในสภาพทรุดโทรม โดยสื่อโทรทัศน์ของรัฐได้อ้างคำกล่าวของ โมอัซ นัจจาร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการขนส่งทางบกในกรุงดามัสกัส ซึ่งระบุว่า ได้สั่งการให้การซ่อมบำรุงถนนในภาคตะวันออกเป็นภารกิจเร่งด่วนอันดับแรกแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ยูเครนส่งโดรนถล่มโรงกลั่นน้ำมันไซบีเรีย คาซัคสถานจี้ยุติสงคราม

ยูเครนส่งโดรนถล่มโรงกลั่นน้ำมันไซบีเรีย คาซัคสถานจี้ยุติสงคราม

26 ก.ค. 2569 05:16 น.

ยูเครนส่งโดรนถล่มโรงกลั่นน้ำมันไซบีเรีย คาซัคสถานจี้ยุติสงคราม

ยูเครนส่งโดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในแคว้นไซบีเรียของรัสเซีย ทำให้เกิดไฟไหม้ ขณะที่ผู้นำคาซัคสถานประชุมร่วมกับ วลาดิเมียร์ ปูติน และกล่าวต่อหน้าผู้นำรัสเซียว่า สงครามควรยุติได้แล้ว

เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ก.ค. 2569 โดรนของยูเครนได้พุ่งเป้าโจมตีโรงกลั่นน้ำมันแห่งหนึ่งในภูมิภาคไซบีเรียของรัสเซีย ส่งผลให้การแข่งขันกรีฑาในแถบเทือกเขาอูราลต้องหยุดชะงักลง ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีของคาซัคสถานได้บอกกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ว่า สงครามยูเครนควรจะยุติลงได้แล้ว

ผู้ว่าการแคว้นตูเมน (Tyumen) ในไซบีเรีย เปิดเผยว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นที่โรงกลั่นน้ำมันท้องถิ่นหลังการโจมตีของยูเครน ขณะที่สมาพันธ์กรีฑารัสเซียระบุว่า การแข่งขันกรีฑาทั่วประเทศในเมืองเยกาเตรินเบิร์ก (Yekaterinburg) บริเวณเทือกเขาอูราล ต้องถูกสั่งระงับชั่วคราวเนื่องจากภัยคุกคามจากโดรน

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อเหตุโจมตีในไซบีเรีย พร้อมระบุว่ารัฐบาลเคียฟได้โจมตีโรงงานทางทหารในภูมิภาคคีรอฟ (Kirov) เป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน หลังจากเหตุโจมตีเมื่อวันก่อนหน้าส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย ตามรายงานของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

เคียฟระบุว่า การโจมตีตอบโต้มีวัตถุประสงค์เพื่อบั่นทอนศักยภาพในการทำสงครามของมอสโก และบีบให้รัฐบาลเครมลินยอมเข้าสู่โต๊ะเจรจา

อีกด้านหนึ่ง ที่การประชุมสุดยอดผู้นำรัสเซีย-คาซัคสถาน ในเมืองออมสค์ แคว้นไซบีเรีย นาย คาสซีม-โจมาร์ต โตกาเยฟ ผู้นำคาซัคสถาน ได้กล่าวต่อหน้านายปูตินว่า สงครามยูเครนควรยุติลงได้แล้ว

“มันน่าเศร้าสลดใจ คนหนุ่มสาวต้องมาเสียชีวิต… สิ่งเหล่านี้ควรต้องหยุดได้แล้ว” โตกาเยฟกล่าวขณะนั่งข้างปูติน และเสริมว่า ความขัดแย้งนี้ควรถูกแช่แข็งเอาไว้ก่อน และเสนอให้กลับไปใช้แนวทางการเจรจาที่อิสตันบูล ก่อนจะก้าวไปสู่ “สันติภาพที่เฝ้ารอมานาน”

นับเป็นภาพที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นที่บุคคลระดับผู้นำประเทศ จะกล่าวต่อหน้าปูตินโดยตรงในที่สาธารณะว่า การสู้รบในยูเครนควรจะหยุดลง โดยผู้นำคาซัคสถาน แม้จะเป็นพันธมิตรของมอสโก แต่เขาไม่เคยออกมาสนับสนุนการรุกรานของรัสเซียเลย โดยเขากล่าวว่า ต้นตอของสงครามครั้งนี้ “ยากที่จะเข้าใจได้”

ส่วนปูตินตอบกลับว่า เขาจะแจ้ง “รายละเอียด” ของสงครามให้โตกาเยฟได้รับทราบต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ICC ปลดอัยการ “คาริม ข่าน” พ้นตำแหน่ง ข้อหาประพฤติมิชอบร้ายแรง

ICC ปลดอัยการ “คาริม ข่าน” พ้นตำแหน่ง ข้อหาประพฤติมิชอบร้ายแรง

26 ก.ค. 2569 04:16 น.

ICC ปลดอัยการ “คาริม ข่าน” พ้นตำแหน่ง ข้อหาประพฤติมิชอบร้ายแรง

สมาชิกศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ลงมติถอดถอนนายคาริม ข่าน ออกจากตำแหน่งอัยการของ ICC ในข้อหาประพฤติมิชอบร้ายแรง หลังถูกผู้ช่วยหญิงกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศ

ประเทศสมาชิกศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC มีมติเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (24 ก.ค.) สั่งถอดถอนนายคาริม ข่าน อัยการวัย 56 ปี ออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ จากข้อกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศผู้ช่วยหญิงในทีมงานของตนเอง ขณะที่ทนายของนายข่านอ้างว่า คำตัดสินนี้มีแรงจูงใจทางการเมือง

ในการลงมติลับ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ กรุงนิวยอร์ก มีสมาชิก 82 จาก 125 ประเทศลงคะแนนเห็นชอบให้ถอดถอนนายข่านเนื่องจาก “กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างรุนแรง” โดยมีเพียง 13 ประเทศที่ลงคะแนนให้อยู่ต่อ ขณะที่อีก 15 ประเทศงดออกเสียง

นายข่านยอมยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 เพื่อต่อสู้คดี หลังมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนจากข้อกล่าวหาของเพื่อนร่วมงานหญิง โดยเขายังคงยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และเตรียมใช้ช่องทางทางกฎหมายเพื่อคัดค้านมติดังกล่าว

ผู้เสียหายซึ่งเป็นทนายความชาวมาเลเซียและอดีตผู้ช่วยโดยตรงของนายข่าน เปิดเผยผ่านสื่อ CNN ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการคุกคามที่ยกระดับขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นทำร้ายร่างกาย พร้อมระบุว่า “ภายใต้ความเหลื่อมล้ำทางอำนาจขนาดนี้ ไม่มีทางที่จะเป็นการยินยอมพร้อมใจทั้งสองฝ่ายได้ เพราะเขาไม่ได้เป็นแค่เจ้านายของฉัน แต่เป็นเจ้านายของทุกคน”

ด้านทนายความของนายข่านเตือนว่า การถอดถอนครั้งนี้อาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความเป็นอิสระของ ICC หากกระบวนการถอดถอนเกิดจากแรงจูงใจทางการเมืองหรือขาดความยุติธรรม

ขณะที่สหรัฐฯ ออกมาแสดงความยินดี โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า ข่านเป็นเพียงส่วนหนึ่งขององค์กรที่คอร์รัปชันเกินเยียวยา (สหรัฐฯ และอิสราเอลไม่ได้ลงนามเป็นสมาชิก ICC)

ส่วนรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลระบุว่า การถอดถอนครั้งนี้ล่าช้าไปมาก พร้อมชี้ว่าคำร้องขอหมายจับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู และอดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมอิสราเอลก่อนหน้านี้ เป็นเพียงความพยายามของข่านในการเบี่ยงเบนประเด็นจากความผิดของตนเอง

ทางด้านองค์กรสิทธิมนุษยชน “ฮิวแมน ไรท์ส วอตช์” (Human Rights Watch) ระบุว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศย่อมยิ่งใหญ่กว่าตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และหวังว่าองค์กรจะรักษามาตรฐานความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยในสถานที่ทำงานอย่างเคร่งครัดต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีนสั่งปรับ Trip.com 2.6 หมื่นล้านบาท ผูกขาดตลาดจองโรงแรมออนไลน์

จีนสั่งปรับ Trip.com 2.6 หมื่นล้านบาท ผูกขาดตลาดจองโรงแรมออนไลน์

26 ก.ค. 2569 03:04 น.

จีนสั่งปรับ Trip.com 2.6 หมื่นล้านบาท ผูกขาดตลาดจองโรงแรมออนไลน์

จีนสั่งปรับเงินและริบทรัพย์ของ Trip.com เจ้าของแพลตฟอร์มจองโรงแรมรายใหญ่เป็นเงินรวม 2.6 หมื่นล้านบาท โทษฐานผูกขาดตลาด ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันและผู้บริโภค

เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ก.ค. 2569 สำนักงานกำกับดูแลการบริหารจัดการตลาดแห่งรัฐของจีน (SAMR) ระบุว่า ได้สั่งปรับและริบทรัพย์ของบริษัท Trip.com Group เป็นจำนวนเงินรวม 5,200 ล้านหยวน (ราว 2.6 หมื่นล้านบาท) จากความผิดฐานใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างไม่เป็นธรรมในธุรกิจจองโรงแรมออนไลน์ภายในประเทศ

SAMR ระบุว่า Trip.com ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ขนาดใหญ่ที่สุดของจีน ได้ใช้กลไกการจัดสรรปริมาณการเข้าชม, กฎเกณฑ์ของแพลตฟอร์ม และมาตรการทางเทคนิค ในการทำข้อตกลงแต่เพียงผู้เดียว (Exclusive deals) กับโรงแรมบางแห่ง เพื่อมุ่งหวังที่จะเสนอราคาที่ต่ำที่สุด

SAMR ได้ทำการริบรายได้ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายจาก Trip.com เป็นจำนวน 1,660 ล้านหยวน และสั่งปรับเป็นเงินอีก 3,520 ล้านหยวน

ด้าน Trip.com ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์จองการเดินทางชื่อดังอย่าง Ctrip, Skyscanner และ Qunar ออกมายอมรับว่า “พวกเรายอมรับและพร้อมที่จะปฏิบัติตามคำตัดสินอย่างเต็มที่ โดยจะปฏิบัติตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด เพื่อดำเนินการปรับปรุงแก้ไขในทุกๆ ด้านอย่างเป็นระบบ และมั่นใจได้ว่ามาตรการทั้งหมดจะมีผลบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ”

นอกจากนี้ SAMR ยังได้สั่งให้ Trip.com คืนเงินมัดจำการจองจำนวน 122 ล้านหยวนที่บริษัทยึดไว้จากผู้ประกอบการโรงแรมอีกด้วย

SAMR ระบุในแถลงการณ์บนเว็บไซต์ว่า พฤติกรรมดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการแข่งขันและผู้บริโภค เนื่องจากเป็นการจำกัดความสามารถของโรงแรมในการดำเนินธุรกิจข้ามแพลตฟอร์มและการกำหนดราคาของตนเอง

ทั้งนี้ จีนเริ่มเปิดการสอบสวนการผูกขาดทางการค้าตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังได้รับข้อร้องเรียนว่า Trip.com ได้ยัดเยียดเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมให้กับโรงแรมและมีการแทรกแซงราคา

บทลงโทษดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลปักกิ่งกำลังเร่งควบคุมการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในกลุ่มแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต รวมถึงการสงครามราคาที่เกินขอบเขต ซึ่งทางการมองว่าส่งผลเสียต่อภาคธุรกิจและยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันจากภาวะเงินฝืดภายในประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ม็อบอินเดียเฮ รมว.ศึกษาธิการยอมลาออก ประกาศชัยชนะ-ยุติชุมนุม

ม็อบอินเดียเฮ รมว.ศึกษาธิการยอมลาออก ประกาศชัยชนะ-ยุติชุมนุม

26 ก.ค. 2569 01:44 น.

ม็อบอินเดียเฮ รมว.ศึกษาธิการยอมลาออก ประกาศชัยชนะ-ยุติชุมนุม

รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของอินเดียลาออกจากตำแหน่งแล้ว ตามคำเรียกร้องของผู้ชุมนุมเยาวชน ที่ร่วมประท้วงนานหลายสัปดาห์เพื่อกดดันให้รัฐบาลปฏิรูประบบการสอบที่เกิดการทุจริตบ่อยครั้ง

กลุ่มผู้ชุมนุมเยาวชนในอินเดียประกาศยุติการประท้วงที่ดำเนินมานานหลายสัปดาห์ และร่วมฉลองชัยชนะบนท้องถนนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (25 ก.ค.) หลังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประกาศลาออกจากตำแหน่ง และรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้องเพื่อแก้ไขระบบการสอบแข่งขันที่มีปัญหาการทุจริตบ่อยครั้ง

นี่ถือเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 3 ของนายโมดี หลังจากเกิดเหตุปะทะเมื่อผู้ชุมนุมนับพันบุกไปยังอาคารรัฐสภาจนตำรวจต้องใช้แก๊สน้ำตาเข้าควบคุมสถานการณ์

การประท้วงเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมิถุนายน หลังเกิดเหตุข้อสอบเข้าวิทยาลัยการแพทย์ระดับชาติรั่วไหลในเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้ต้องยกเลิกผลสอบและจัดสอบใหม่ กระทบต่อนักเรียนกว่า 2 ล้านคน และจุดกระแสความไม่พอใจเกี่ยวกับอนาคตและการหางานของคนรุ่นใหม่

เยาวชนผู้ประท้วงก่อตั้งกลุ่มเคลื่อนไหวที่เรียกตัวเองว่า “พรรคแมลงสาบจันตา” (Cockroach Janta Party – CJP) ขึ้นมาเป็นแกนนำหลักในการประท้วงครั้งนี้

หลังการประท้วงดำเนินมาหลายสัปดาห์ นายธรรมทรา ประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็ตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกตามข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม โดยเจ้าตัวระบุว่า ลาออกเพื่อป้องกันไม่ให้ “กลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อชาติ” นำสถานการณ์ไปฉวยโอกาส พร้อมระบุว่าเขาเคารพในเจตนารมณ์ของเยาวชน

การลาออกครั้งนี้สร้างความประหลาดใจอย่างมาก เนื่องจากนายโมดีขึ้นชื่อเรื่องการไม่ยอมอ่อนข้อต่อแรงกดดันใดๆ

หลังการลาออก รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขและตัวแทนรัฐบาลได้เปิดแถลงข่าวร่วมกับโฆษกกลุ่ม CJP โดยยืนยันว่ารัฐบาลยอมรับข้อเรียกร้องทั้งหมด ได้แก่ การปฏิรูประบบการสอบแข่งขัน, การถอนฟ้องคดีอาญากับกลุ่มผู้ชุมนุม และการเยียวยาครอบครัวของนักเรียนที่ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองจากวิกฤตข้อสอบรั่ว

ด้านนายอภิชิต ดิปเก ผู้ก่อตั้งกลุ่ม CJP และทีมงาน ประกาศชัยชนะบริเวณอาคาร “จันทาร์ มันทาร์” ในกรุงเดลี พร้อมขอให้ผู้ชุมนุมเดินทางกลับบ้านอย่างสงบและปลอดภัย ท่ามกลางบรรยากาศการร้องเพลงชาติ และการแจกขนมเฉลิมฉลอง

เมื่อสถานการณ์เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทางการอินเดียก็ดำเนินการเปิดสัญญาณอินเทอร์เน็ตมือถือรอบพื้นที่ชุมนุมอีกครั้ง หลังจากสั่งระงับมาเกือบสัปดาห์ รวมถึงเปิดให้บริการสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินเดลีที่เคยปิดทำการก่อนหน้านี้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สเปน-ฝรั่งเศสอ่วมไฟป่า อพยพแล้ว 267,000 คน ต้องส่งทหารช่วยเหลือ

สเปน-ฝรั่งเศสอ่วมไฟป่า อพยพแล้ว 267,000 คน ต้องส่งทหารช่วยเหลือ

25 ก.ค. 2569 23:42 น.

สเปน-ฝรั่งเศสอ่วมไฟป่า อพยพแล้ว 267,000 คน ต้องส่งทหารช่วยเหลือ

ฝรั่งเศสกับสเปนกำลังเผชิญไฟป่ารุนแรงครั้งประวัติศาสตร์ โดยต้องอพยพประชาชนรวมแล้วกว่า 267,000 คน และต้องระดมทั้งนักดับเพลิงและทหารเพื่อรับมือไฟป่าที่ตอนนี้ยังควบคุมไม่ได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 25 ก.ค. 2569 ว่า สถานการณ์ไฟป่ารุนแรงที่ยังไม่สามารถควบคุมได้ในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส และบริเวณใกล้เคียงกับกรุงมาดริด ประเทศสเปน ส่งผลให้ประชาชนกว่า 267,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน พร้อมกดดันให้รัฐบาลกรุงปารีสต้องส่งกำลังทหารเข้าช่วยเหลือ

รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศสเปิดเผยว่า ฝรั่งเศสได้เร่งอพยพประชาชนจำนวน 197,000 คนออกจากพื้นที่โดยรอบเมืองบอร์โด (Bordeaux) รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คนในช่วงเวลานี้ของปี ซึ่งนับเป็น “ปฏิบัติการอพยพยามสงบครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่มีมา” ของฝรั่งเศส

ส่วนในประเทศสเปน ประชาชนราว 70,000 คนต้องอพยพออกจากหมู่บ้านต่างๆ ทางตะวันตกของกรุงมาดริด โดยนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ กล่าวยืนยันขณะลงพื้นที่ประสบภัยว่า ภารกิจสำคัญอันดับแรกคือ “การปกป้องชีวิตผู้คน”

ประชาชนจำนวนมากอพยพหนีไฟป่ามาอยู่ที่ศูนย์หลบภัยชั่วคราวในเมืองบอร์โด ของฝรั่งเศส
ประชาชนจำนวนมากอพยพหนีไฟป่ามาอยู่ที่ศูนย์หลบภัยชั่วคราวในเมืองบอร์โด ของฝรั่งเศส

ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว AFP รายงานว่า ท้องฟ้าเหนือกรุงมาดริดถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควันสีน้ำตาลเทา ขณะที่เถ้าถ่านสีดำหนาแน่นตกค้างอยู่บนชั้นดาดฟ้าของอาคารในศูนย์กลางทางตอนเหนือของเมือง ส่งผลให้ประชาชนต้องปิดหน้าต่างอย่างมิดชิดเนื่องจากกลิ่นควันระคายเคืองคอ

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงทั้งในสเปนและฝรั่งเศสซึ่งต้องรับศึกหนักและปฏิบัติหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมงติดต่อกันหลายวัน ยังไม่สามารถควบคุมเพลิงที่โหมกระหน่ำได้ทั้งหมด แม้ทางการของทั้งสองประเทศจะระบุว่าความรุนแรงของไฟป่าบางจุดเริ่มลดระดับลงบ้างแล้วก็ตาม

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตในหมู่ประชาชนทั่วไป ทว่ามีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงชาวฝรั่งเศส 2 นายเสียชีวิตเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ใกล้กับเมืองบอร์โด

นายโลรองต์ นูเญซ รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศส กล่าวว่า เหตุไฟป่าในภูมิภาคฌีรองด์ (Gironde) ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองบอร์โดเมื่อคืนที่ผ่านมา “มีความรุนแรงน้อยกว่าที่เรากังวล” และไม่ได้เป็นไฟป่าประเภทที่สร้างพลังงานหมุนเวียนเลี้ยงตัวเองผ่านกระแสลมพัดขึ้นอีกต่อไป

ขณะเดียวกัน คณะผู้แทนรัฐบาลในกรุงมาดริดได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X เมื่อช่วงเช้ามืดวันเสาร์เช่นกันว่า สภาพอากาศในคืนที่ผ่านมา “เอื้อต่อการต่อสู้กับไฟป่าเป็นอย่างมาก ทำให้ไฟป่าขยายตัวเพียงเล็กน้อยและมีความรุนแรงลดลง”

อย่างไรก็ตาม ศึกครั้งนี้ยังอีกยาวไกลกว่าจะได้รับชัยชนะ นายกรัฐมนตรีซานเชซแห่งสเปนเตือนว่า “เรากำลังจะเผชิญกับช่วงเวลาที่ซับซ้อนในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า เพราะแม้ว่าอุณหภูมิจะลดลงแล้ว แต่เรายังไม่รู้อีกว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับกระแสลม และลมจะพัดแรงแค่ไหน”

ไฟป่าคืบคลานเข้าใกล้กรุงมาดริดของสเปน
ไฟป่าคืบคลานเข้าใกล้กรุงมาดริดของสเปน

ทั้งนี้ ไฟป่าในสเปนและฝรั่งเศสลุกลามอย่างรวดเร็วเนื่องจากสภาพอากาศที่แห้งแล้งและพร้อมติดไฟทุกเมื่อ ซึ่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจากคลื่นความร้อนที่พัดถล่มทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม

ไฟป่าในฝรั่งเศสเผาทำลายพื้นที่ไปแล้วเกือบ 98,000 เฮกตาร์ (ราว 612,500 ไร่) ซึ่งถือเป็น “สถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์” โดยเฉพาะในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้เพียงแห่งเดียว เปลวเพลิงได้เผาผลาญพื้นที่ไปมากกว่า 32,000 เฮกตาร์ หรือคิดเป็น 3 เท่าของขนาดพื้นที่ทั้งหมดของกรุงปารีส และได้ทำลายสิ่งปลูกสร้างไปแล้วอย่างน้อย 100 แห่ง

ด้านกระทรวงมหาดไทยของสเปนรายงานว่า เหตุไฟป่าทางตะวันตกของกรุงมาดริดได้เผาทำลายพื้นที่ไปแล้วมากถึง 25,000 เฮกตาร์ (ราว 156,250 ไร่) โดยไฟป่า 2 ใน 3 จุด ลุกลามมารวมกันเป็นจุดเดียว และกำลังเสี่ยงที่จะประสานรวมกับอีกจุดจนกลายเป็นทะเลเพลิงขนาดมหึมา ห่างจากเมืองหลวงเพียงไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น

ทั้งสองประเทศต่างได้รับความช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป (EU) ในรูปแบบของเครื่องบินดับเพลิงที่ส่งมาจากประเทศสมาชิกอื่นๆ ในยุโรป

ฝรั่งเศสได้ตรึงกำลังทหารจำนวน 1,000 นายเข้าช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ดับเพลิงใกล้เมืองบอร์โด (Bordeaux) และในวันเสาร์ รัฐบาลได้สั่งการให้นำเครื่องบินลำเลียงทางทหารรุ่น A400M ที่ได้รับการดัดแปลงให้สามารถปล่อยสารยับยั้งการลุกลามของไฟได้มากถึง 20 ตัน เข้าร่วมกับฝูงบินขนาดเล็กที่กำลังเร่งโปรยน้ำดับเพลิงอยู่ในขณะนี้

นายกรัฐมนตรีเซบาสเตียน เลอกอร์นู ของฝรั่งเศส ได้เรียกประชุมด่วนฉุกเฉินระดับรัฐบาลเพื่อรับมือกับสถานการณ์ไฟป่าอีกครั้งในวันเสาร์ เพียงวันเดียวหลังจากที่เขาเพิ่งเป็นประธานในการประชุมนัดก่อนหน้า

หัวหน้าหน่วยดับเพลิงกรุงปารีสเปิดเผยกับสำนักข่าว AFP ว่า มีการส่งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจำนวน 100 นายจากเมืองหลวงลงพื้นที่ช่วยเหลือทางตะวันตกเฉียงใต้ เพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่ 45 นายและรถดับเพลิง 6 คันที่ถูกส่งไปก่อนหน้านี้

ขณะเดียวกัน มีศูนย์พักพิงฉุกเฉินหลายแห่งถูกจัดตั้งขึ้นตามโรงเรียนและโรงยิมเนเซียมทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส เพื่อรองรับเหล่านักท่องเที่ยวและชาวบ้านที่ต้องอพยพหนีไฟป่า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna