วงการการ์ดมีสะเทือน จ๋าย ไททศมิตร เดือด โพสต์ขู่แฉเบื้องลึกดาร์ค

วงการการ์ดมีสะเทือน จ๋าย ไททศมิตร เดือด โพสต์ขู่แฉเบื้องลึกดาร์ค

วงการการ์ดมีสะเทือน จ๋าย ไททศมิตร เดือด โพสต์ขู่แฉเบื้องลึกดาร์ค

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.17 น.

วันนี้ 17 เมษายน 2569 จ๋าย ไททศมิตร หรือ จ๋าย อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี นักร้องนำวง ไททศมิตร ออกมาโพสต์ฟาดเดือดถึง มุมมืด ในวงการการ์ดสะสม หลังจากที่เจ้าตัวได้ก้าวเท้าเข้าสู่วงการนี้อย่างเต็มตัว จนกลายเป็นกระแสเผ็ดร้อนบนโลกโซเชียล โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “น้อยๆกันหน่อย อย่าให้กูพูดเบื้องลึกดาร์คๆวงการการ์ดกันนะ มีแผลกันหมดนะมึงบอกเลยตายยกเข่ง กุกำหมัดละนะ มึงเอาป่าว [????]”

จ๋าย ไททศมิตร

และในเวลาต่อมาเจ้าตัวยังได้่เข้าไปคอมเมนต์ซ้ำถึงประเด็นนี้อย่างร้อนแรงว่า “ทุกวงการมีมุมมืด พอแสงส่องถึงทุกคนที่อยู่มุมมืดก็กลัวจะอยู่ไม่ได้ แต่จะบอกว่าผมเข้าใจและไม่อยากจะยุ่งด้วย แต่มึงก็น้อยๆกันหน่อย แสงกูจ้าด้วยช่วงนี้มึงต้องเข้าใจ กูเล่นสนุกของกูมันจ้าเองให้กุทำไง”

จ๋าย ไททศมิตร

หลังจากนั้นไม่นานดรามายิ่งระอุเพิ่มขึ้นเมื่อมีชาวเน็ตรายหนึ่งเข้ามาคอมเมนต์ท้าทายว่า ว่า “ถ้าพี่รู้ว่ามีเรื่องมืดอยู่ แต่ไม่เปิดเรื่องนั้น แล้วปล่อยให้คนหาประโยชน์จากเรื่องมืดนั้นได้ ก็น่าสงสารคนที่เข้ามาอยู่ในวงการนี้อยู่ครับ”

จ๋าย ไททศมิตร

งานนี้ จ๋าย ไททศมิตร คอมเมนต์โต้กลับทันควันว่า “วงการการ์ดอยู่มากี่ปี ? นักแข่งร้านรู้กันหมด ทำไมไม่พูด ? มาโยนให้กุพูด เอาจริงๆไม่อยากยุ่งหรอก ถ้ามันไม่มายุ่งกุก่อนนะ”

ซึ่งเจ้าตัวยังได้แท็กชื่อชาวเน็ตสองท่านพร้อมคอมเมนต์ข้อความว่า “เห็นมะละ”, “เนี่ย เห็นมะ”

จ๋าย ไททศมิตร

โพสต์ของ จ๋าย ไททศมิตร ถูกแชร์ออกไปกว่า 500 ครั้ง และมีคนกดไลก์ทะลุ 11,000 ครั้งภายในเวลาอันรวดเร็ว หลังจากที่เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตจำนวนมากและนักสะสมต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลาม เช่น

“อุ้ย พี่พูดได้ด้วยมั้ย”

“เปิดเลยครับ ถ้าอยากให้วงการนี้ใสสะอาดครับ ผมว่าอุดมการณ์พี่ ไม่น่าเก็บเรื่องสกปรกไว้ใต้พรมเพื่อผลประโยชน์ของพรรคพวกตัวเองอยู่แล้วครับ ลุยครับ”

“ลุยแม่งเลยดีกว่า”

“ใจเย็น ไว้มาเล่าในรายการผม”

“ปูเสื่อรอเลยครับ”

“กำลังจะศึกษา รอพี่เปิดก่อนละกัน”

“พี่เปิดได้เลย มีคนรอตาม เต็ม”

“ลุยยยย”

“รอฟังครับ พร้อมศึกษาทุกอย่างที่มันดาร์คๆ อยากฟังเกี่ยวกับมาเฟียวงการ”

“ปลายเปิดออกมาเเล้วไม่เปิดนี้กระจอกนะครับพี่ อยากให้วงการมันสว่างขึ้นก็ก็เปิดเลยครับ คนที่เสียโอกาสและน่าสงสารที่สุดก็คือคนที่มือใหม่เข้าวงการ ปากพูดหล่อๆอยากให้วงการมันดีขึ้นมันสูงขึ้น เเต่ยังมีคนบ้างกลุ่มแม่งกดราคารับซื้อกาดอย่างหนักทั้งๆที่มีราคากลาง เเต่ก็กดราคาจนน่าเกลียด ปากอ้างอยากผลักดันวงการ บลาๆ เเต่การกระทำสุดท้ายก็หวังผลประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว คนที่รวยจากการเล่นกาดแม่งไม่มีหลอก คนที่รวยคือคนที่ขายคาตั้น วงการนี้มีไว้หลอกเม่า”

จ๋าย ไททศมิตร
จ๋าย ไททศมิตร

ซึ่งวงการการ์ดสะสมในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงแค่งานอดิเรกอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่มีสภาพคล่องสูง บางคนสะสมเพื่อความสุข แต่บางคนมองเป็นขุมทรัพย์ในการเก็งกำไร ราคาของการ์ดพุ่งสูงขึ้นตามระดับความแรร์ ตั้งแต่หลักร้อยสู่หลักสิบล้านบาท ยิ่งเก่ายิ่งหายากยิ่งราคาแรง พิสูจน์ได้จากกระแสไวรัลการ์ดวันพีชที่มูลค่ามหาศาลถึงขั้นใช้แลกที่ดินได้มาแล้ว สะท้อนให้เห็นว่าวงการนี้ใจถึงเงินถึงของจริง

จ๋าย ไททศมิตร
จ๋าย ไททศมิตร
จ๋าย ไททศมิตร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก Itkron Pungkiatrussamee 

‘ใหม่ ดาวิกา’โชว์ความล้ำในชุดสีขาวดีไซน์สุดแปลกตาตอกย้ำเจ้าแม่แฟชั่นตัวจริง

'ใหม่ ดาวิกา'โชว์ความล้ำในชุดสีขาวดีไซน์สุดแปลกตาตอกย้ำเจ้าแม่แฟชั่นตัวจริง

‘ใหม่ ดาวิกา’โชว์ความล้ำในชุดสีขาวดีไซน์สุดแปลกตาตอกย้ำเจ้าแม่แฟชั่นตัวจริง

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.01 น.

วงการแฟชั่นต้องตะลึง! เมื่อนางเอกสาวผิวออร่า “ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่” ปรากฏตัวในลุคสุดปังที่ทำเอาแฟนคลับตาค้างกันทั้งเอเชีย ในชุดเดรสสีขาวดีไซน์สุดล้ำที่ดูคล้ายกับ “สีน้ำมันสีขาว” กำลังค่อยๆ ละลายและเกาะอยู่บนเรือนร่างงามระหงด้วยดีไซน์ที่ผสมผสานความเท่และเซ็กซี่อย่างลงตัว ตัวเดรสเน้นโชว์ผิวขาวเนียนละเอียด ด้วยการเปิดเผยช่วงไหล่และเว้าสูงเผยเรียวขาอันเรียวยาว เพิ่มลูกเล่นด้วยการใช้ดีไซน์ที่เหมือนสีน้ำมันไหลเยิ้มและเกาะกันเป็นใยแมงมุม สร้างความรู้สึกราวกับว่าตัวเธอกำลังเป็น “งานศิลปะมีชีวิต” ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาคอมเมนต์จากแฟนคลับต่างพากันกดไลก์และชื่นชมในความกล้าเล่นดีไซน์ของใหม่ ที่ไม่ว่าลุคไหนก็ปังทุกลุค พร้อมกับบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าลุคนี้เป็นงานศิลปะที่แท้จริง!

รายการ ‘สถานีประชาชน’ ที่พึ่งประชาชน ชี้คนหาย–ถูกโกง 3 เดือนแรกปี 69 ปัญหาพุ่ง 474 เคส

รายการ 'สถานีประชาชน' ที่พึ่งประชาชน ชี้คนหาย–ถูกโกง 3 เดือนแรกปี 69 ปัญหาพุ่ง 474 เคส

รายการ ‘สถานีประชาชน’ ที่พึ่งประชาชน ชี้คนหาย–ถูกโกง 3 เดือนแรกปี 69 ปัญหาพุ่ง 474 เคส

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.51 น.

รายการ “สถานีประชาชน” ที่พึ่งประชาชน ชี้คนหาย–ถูกโกง 3 เดือนแรกปี 69 ปัญหาพุ่ง 474 เคส

รายการ “สถานีประชาชน” เผยสถิติ 3 เดือนแรกปี 2569 ร้องเรียนรวม 474 เรื่อง “คนหาย–ปรึกษากฎหมาย-ผู้บริโภค-สิ่งแวดล้อม-ฉ้อโกง” 5 ประเด็นสูงสุด ช่วยหาคนหายติดตามจนแจ้งพบแล้ว 86 เคส ขณะที่ตลอดปี 2568 มีผู้ได้รับการช่วยเหลือ 43,774 ราย ตอกย้ำบทบาทสื่อสาธารณะ ช่วยคลี่คลายปัญหา หาทางออกให้ประชาชน

ข้อมูลจากศูนย์ร้องทุกข์ไทยพีบีเอส รายการ “สถานีประชาชน” ช่วงวันที่ 1 มกราคม –31 มีนาคม 2569 ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนรวม 474 เรื่อง และสามารถช่วยเหลือจนมีผู้ได้รับผลประโยชน์ถึง  610 คน ครอบคลุมปัญหาหลากหลายด้าน โดยปัญหาที่ได้รับร้องเรียนมากที่สุด 5 อันดับแรก อันดับ 1 แจ้งคนหาย อันดับ 2 ปรึกษากฎหมาย อันดับ 3 ปัญหาผู้บริโภคอันดับ 4 ปัญหาสิ่งแวดล้อม อันดับ 5 การต้มตุ๋น หลอกลวง ฉ้อโกง นอกจากนั้นเป็นปัญหาโครงการของรัฐ ประสานช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ภัยออนไลน์ ปัญหาสาธารณูปโภค ภัยพิบัติ หนี้นอกระบบ เป็นต้น สะท้อนให้เห็นว่ารายการยังคงเป็นพื้นที่กลางที่ประชาชนใช้พึ่งพาและส่งเสียงถึงสังคมได้อย่างต่อเนื่อง

นางกานดา จำปาทิพย์ บรรณาธิการข่าว รายการสถานีประชาชน กล่าวว่า ศูนย์ร้องทุกข์ไทยพีบีเอส ภายใต้การดำเนินงานโดย รายการ “สถานีประชาชน” ได้คัดเลือกนำประเด็นปัญหาและประเด็นสาธารณะที่กระทบชีวิตคนส่วนใหญ่นำออกอากาศ รวม 118 เรื่อง จาก 474 เรื่อง โดยประเด็นหลักที่นำเสนอมากที่สุด ได้แก่ ปัญหานโยบายและโครงการรัฐ 27 เรื่อง เรื่องชีวิตคนกรุงเทพฯ เลือกตั้ง 69 จำนวน 24 เรื่อง และปัญหาภัยออนไลน์ 22 เรื่อง และยังมีประเด็นผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม หนี้นอกระบบ ตลอดจนกิจกรรมสร้างสรรค์สังคม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการทำหน้าที่สื่อสารปัญหาของประชาชนอย่างรอบด้าน และเชื่อมโยงประเด็นระดับพื้นที่เข้ากับระดับนโยบาย

นางกานดา กล่าวอีกว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลศูนย์ร้องทุกข์ไทยพีบีเอส พบว่า ปัญหาคนหาย และข้อกฎหมาย เป็นประเด็นที่มีการร้องเรียนเข้ามาสูงมาก ดังนั้น จะนำตัวอย่างของปัญหาที่พบมาพูดคุยนำเสนอในรายการด้วยการเพิ่มช่วงพิเศษ “คลินิกกฎหมายประชาชน”  ที่เชิญทนายความมาตอบคำถามยอดฮิตแบบสด ๆ ในรายการ  

ทั้งนี้ ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลคนหายไทยพีบีเอส ยังพบว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 มีการแจ้งคนหายรวม 146 คน แบ่งเป็นชาย 107 คน และหญิง 39 คน ในจำนวนนี้สามารถประสานติดตามจนแจ้งพบแล้ว รวม 86 คน และยังอยู่ระหว่างติดตามอีก 60 คน ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงบทบาทที่เป็นรูปธรรมของรายการในการทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานข้อมูลระหว่างครอบครัว เครือข่ายสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มโอกาสในการติดตามผู้สูญหายกลับคืนสู่ครอบครัว

อย่างไรก็ตาม รายการสถานีประชาชน ไม่เพียงแต่ประกาศตามหาผู้สูญหายเท่านั้น แต่จะนำเสนอเจาะลึกถึงสาเหตุที่คนหายไป เช่น ภาวะสมองเสือมในผู้สูงอายุ, ปัญหาวัยรุ่นหนีออกจากบ้าน เพื่อให้ความรู้เชิงป้องกันแก่ผู้ชม และเป็นการทำงานเชิงรุกป้องกันคนหายในพื้นที่ชุมชน

“สถานีประชาชน” จะไม่เพียงรายงานข่าวร้องทุกข์เท่านั้น แต่จะร่วมลงมือคลี่คลายทุกปัญหาจากประชาชน ตามสโลแกนของรายการ คือ “เข้าถึงปัญหา เข้าหาประชาชน” ที่สำคัญเราทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา มีผู้ร้องเรียนทั้งหมด 2,796 เรื่อง มีผู้ได้ผลประโยชน์ทั้งหมด 43,774 คน ประเด็นการรับเรื่องร้องเรียนสูงสุด 3 อันดับแรก คือ ปรึกษากฎหมาย แจ้งคนหาย และปัญหาน้ำท่วม ซึ่งเราช่วยแก้ปัญหาหาทางออก ตอกย้ำว่า รายการ “สถานีประชาชน” เป็นที่พึ่งพาได้จริง  และเราจะยังมุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นสื่อกลางสะท้อนปัญหาและขับเคลื่อนสังคม เชื่อมโยงประชาชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมขยายเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน” นางกานดา กล่าวย้ำ

ติดตามรับชม รายการ “สถานีประชาชน” ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 14.05 – 15.00 น. ทางไทยพีบีเอส หมายเลข 3 และทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ของไทยพีบีเอส

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระราชาคณะ จำนวน 5 รูป

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระราชาคณะ จำนวน 5 รูป

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระราชาคณะ จำนวน 5 รูป

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.49 น.

วันที่ 17 เมษายน 2569 เว็บ ไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระราชาคณะ

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ความว่า  พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 3 รูป ดังนี้

1. พระราชวชิรปัญญาภรณ์ เป็น พระเทพวชิรญาณสุนทร บวรธรรมภาณี ศรีภาวนานุสิฐมหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นเทพ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ สถิต ณ วัดมหาชัย พระอารามหลวง จังหวัดมหาสารคาม มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 5 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูวินัยธร 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

2. พระวชิรธรรมโฆษิต เป็น พระราชวชิรธรรมโฆษิต โสภิตธรรมธาดา มหาคณิสสรบวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

3. พระวชิรคณาทร เป็น พระราชวชิรคณาทร บวรสังฆกิจจานุกิจ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดบางพลีใหญ่กลาง จังหวัดสมุทรปราการ มีฐานานุศักดิ์ ตั้งฐานานุกรมได้ 41 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 16 เมษายน พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 2 รูป ดังนี้

1. พระเทพปฏิภาณกวี เป็น พระธรรมวชิรปฏิภาณ สุพิธานธรรมธรนิเทศ พิเศษพุทธวัจนกวี ตรีปิฎกวิภูษิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นธรรม สถิต ณ วัดประยุรวงศาวาส

วรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 6 รูป คือ พระครูปลัดปฏิภาณวัฒน์ 1 พระครูวินัยธร 1 พระครูธรรมธร 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

2. พระญาณวชิรวงศ์ เป็น พระราชวัชรธรรมธาดา ตรีปิฎกคุณาลงกรณ์ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร

พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน พุทธศักราช 2569 ประกาศ ณ วันที่ 16 เมษายน พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

พ่อเลี้ยงญี่ปุ่นรับสารภาพบีบคอปลิดชีพลูกเลี้ยงวัย 11 ปี ก่อนย้ายศพอำพรางคดี

พ่อเลี้ยงญี่ปุ่นรับสารภาพบีบคอปลิดชีพลูกเลี้ยงวัย 11 ปี ก่อนย้ายศพอำพรางคดี

17 เม.ย. 2569 15:51 น.

พ่อเลี้ยงญี่ปุ่นรับสารภาพบีบคอปลิดชีพลูกเลี้ยงวัย 11 ปี ก่อนย้ายศพอำพรางคดี

ชายวัย 37 ปี ในจังหวัดเกียวโต ยอมรับสารภาพเป็นคนลงมือบีบคอเด็กชายซึ่งเป็นลูกเลี้ยงวัย 11 ปีด้วยอารมณ์ชั่ววูบ หลังแจ้งความเท็จว่าลูกหายตัวไปนานหลายสัปดาห์ เผยย้ายศพหนีการตรวจค้นหลายครั้งจนกระทั่งตำรวจตามพบร่างในป่า 

ความคืบหน้าคดีการหายตัวไปอย่างปริศนาของ ด.ช. ยูกิ อาดาจิ นักเรียนชั้นประถมวัย 11 ปี ในเมืองนันตัน จังหวัดเกียวโต ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุม นายยูกิ อาดาจิ  พ่อเลี้ยงวัย 37 ปี ซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญ โดยเขาได้รับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนแล้วว่า เป็นผู้ลงมือฆ่าลูกเลี้ยงด้วยการบีบคอจนเสียชีวิตด้วยอารมณ์ชั่ววูบ

เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา พ่อเลี้ยงรายนี้ได้แจ้งตำรวจว่าลูกชายหายตัวไปหลังจากที่เขาขับรถไปส่งใกล้โรงเรียนประถมโซโนเบะ เมื่อครูสังเกตว่าเด็กไม่มาเรียนจึงรีบแจ้งมารดา และพ่อเลี้ยงได้โทรแจ้งเหตุฉุกเฉินในช่วงเที่ยงวันเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ผลการสืบสวนพบพิรุธหลายประการ โดยในเช้าวันที่เกิดเหตุ ผู้ต้องสงสัยได้ลางานกระทันหันโดยอ้างว่า “มีบางอย่างเกิดขึ้นที่บ้าน” 

แหล่งข่าวหลายแห่งระบุว่า ผู้ต้องสงสัยทำงานอยู่ที่โรงงานผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แห่งหนึ่งในเมืองเคียวทัมบะ ใกล้กับเมืองนันตัน และไม่ได้มาทำงานในวันที่ 19 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่เขาควรจะเดินทางไปทำธุระเรื่องงาน โดยอ้างว่าติดเชื้อโนโรไวรัส

เจ้าหน้าที่ได้ระดมกำลังค้นหาอย่างหนักและเผยแพร่รูปภาพของเด็กชายเพื่อขอเบาะแสจากประชาชน จนกระทั่งวันที่ 29 มีนาคม ญาติพบกระเป๋านักเรียนของเด็กชายในป่า ห่างจากโรงเรียนประมาณ 3 กิโลเมตร ต่อมาวันที่ 12 เมษายน พบรองเท้าผ้าใบสีดำซึ่งคาดว่าเป็นของเด็กชายใกล้กับป่าระหว่างบ้านและโรงเรียน และวันที่ 13 เมษายน เจ้าหน้าที่พบร่างของเด็กชายในสภาพไร้รองเท้า บริเวณถนนในพื้นที่เกษตรกรรมกลางป่า ห่างจากโรงเรียนราว 2 กิโลเมตร

แหล่งข่าวสืบสวนระบุว่า พ่อเลี้ยงยอมรับว่าได้ฆ่าลูกชายและนำศพไปทิ้งไว้ในเมืองนันตันช่วงระหว่างเช้าวันที่ 23 มีนาคม ถึงบ่ายวันที่ 13 เมษายน โดยผลการสืบสวนชี้ว่าผู้ต้องสงสัยได้ “เคลื่อนย้ายศพไปหลายสถานที่” เพื่อหลบซ่อนจากการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ ก่อนจะถูกพบในที่สุด

ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างการสืบสวนหามูลเหตุจูงใจที่แน่ชัด และรอผลชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียดเพื่อยืนยันสาเหตุการตายที่แน่นอน แม้ผลเบื้องต้นจะไม่พบบาดแผลภายนอกที่เด่นชัด แต่จากการรับสารภาพของผู้ต้องสงสัยว่า “สังหารด้วยการบีบคอ” ทำให้คดีนี้มุ่งไปที่การฆาตกรรมโดยเจตนา.

ที่มา JapanToday / livedoornews

ชั้นประหยัดก็นอนได้ แอร์นิวซีแลนด์เตรียมเปิดจอง “Skynest” ตู้นอนลอยฟ้า

ชั้นประหยัดก็นอนได้ แอร์นิวซีแลนด์เตรียมเปิดจอง "Skynest" ตู้นอนลอยฟ้า

17 เม.ย. 2569 14:24 น.

ชั้นประหยัดก็นอนได้ แอร์นิวซีแลนด์เตรียมเปิดจอง “Skynest” ตู้นอนลอยฟ้า

สายการบินแอร์นิวซีแลนด์เปิดตัว “Skynest” ตู้นอนแบบเตียง 6 ที่นั่ง สำหรับผู้โดยสารชั้นประหยัดบนเที่ยวบินระหว่างเมืองอ๊อกแลนด์และนครนิวยอร์ก จำกัด 4 ชั่วโมงต่อคน จ่ายเพิ่มในราคาประมาณ 9,300 บาท เริ่มเปิดจองพฤษภาคมนี้ ชูจุดขายให้นอนราบได้จริงแม้จ่ายราคาประหยัด พร้อมกฎเหล็กห้ามนำเด็กแอบเข้าและห้ามกินขนมในตู้นอน

สายการบินแอร์นิวซีแลนด์ ประกาศความคืบหน้าครั้งสำคัญของบริการ “Skynest” หรือตู้นอนแบบเตียงราบซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลกสำหรับผู้โดยสารชั้นประหยัดและชั้นประหยัดพรีเมียม โดยเตรียมเปิดให้จองสิทธิ์เข้าใช้บริการตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคมนี้ สำหรับเที่ยวบินเส้นทางระยะไกลพิเศษระหว่างเมืองอ๊อกแลนด์และนิวยอร์ก ซึ่งมีกำหนดเริ่มให้บริการจริงในช่วงปลายปี 2026

Skynest จะติดตั้งบนเครื่องบินโบอิ้ง 787-9 ดรีมไลเนอร์ จำนวน 6 ตู้ต่อลำ โดยผู้โดยสารยังคงต้องซื้อที่นั่งปกติสำหรับเที่ยวบินที่ใช้เวลาเดินทางกว่า 17 ชั่วโมง แต่สามารถเลือกซื้อบริการเสริมเพื่อเข้าใช้ตู้นอนได้ในรอบเวลา 4 ชั่วโมงต่อคน ราคาต่อรอบอยู่ที่ประมาณ 495 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ (หรือประมาณ 9,354 บาท) โดยในช่วงแรกจะจำกัดสิทธิ์การจองได้เพียงคนละ 1 รอบต่อเที่ยวบินเท่านั้น

ภายในตู้นอนจะมาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ได้แก่ เครื่องนอนที่เปลี่ยนใหม่ทุกรอบ, ม่านบังตาเพื่อความเป็นส่วนตัว, ไฟปรับบรรยากาศ รวมถึงชุดอุปกรณ์พักผ่อนที่มีทั้งที่ปิดตา, สกินแคร์, ที่อุดหู และถุงเท้า

เตียงแต่ละเตียงมีความยาวประมาณ 203 เซนติเมตร และความกว้างบริเวณไหล่ประมาณ 64 เซนติเมตร และค่อยๆ แคบลงเหลือประมาณ 41 เซนติเมตร บริเวณปลายเท้า

เพื่อให้การพักผ่อนเป็นไปอย่างราบรื่น สายการบินได้วางระเบียบข้อบังคับไว้ เช่น  ไม่อนุญาตให้เข้าพักพร้อมกันสองคน, ห้ามนำเด็กแอบเข้าไปในตู้นอนเด็ดขาด, ห้ามรับประทานขนม และขอความร่วมมือหลีกเลี่ยงน้ำหอมกลิ่นแรง สายการบินระบุว่าความเงียบเป็นเรื่องยากในทางสถิติ จึงมีการเตรียมที่อุดหูไว้ให้ผู้โดยสารทุกคนเผื่อกรณีที่มีคนนอนกรน

นายนิขิล ราวิชันการ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอร์นิวซีแลนด์ ระบุว่าสำหรับประเทศที่อยู่ห่างไกลอย่างนิวซีแลนด์ “การเดินทางมีความหมายอย่างยิ่ง” และการทำให้ผู้คนยอมนั่งเครื่องบินนานหลายชั่วโมงได้นั้น จำเป็นต้องทำให้การพักผ่อนบนเครื่องเป็นเรื่องที่จัดการได้จริงและสะดวกสบายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของอุตสาหกรรมการบินยังมีอยู่มาก โดยเฉพาะราคาเชื้อเพลิงที่ผันผวนและผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้แอร์นิวซีแลนด์ต้องปรับขึ้นค่าโดยสารและลดจำนวนเที่ยวบินลงราว 4% ในช่วงที่ผ่านมา เพื่อพยุงสถานะทางการเงินของบริษัท.

ที่มา  Air New Zealand / Guardian

“มิน อ่อง หล่าย” สั่งลดโทษประหารเป็นจำคุกตลอดชีวิต-ลดโทษ “ซูจี” ลง 1 ใน 6

"มิน อ่อง หล่าย" สั่งลดโทษประหารเป็นจำคุกตลอดชีวิต-ลดโทษ "ซูจี" ลง 1 ใน 6

17 เม.ย. 2569 12:59 น.

“มิน อ่อง หล่าย” สั่งลดโทษประหารเป็นจำคุกตลอดชีวิต-ลดโทษ “ซูจี” ลง 1 ใน 6

“มิน อ่อง หล่าย” ประธานาธิบดีเมียนมา ประกาศอภัยโทษครั้งใหญ่เนื่องในเทศกาลปีใหม่ “ทิงยาน” สั่งลดโทษผู้ต้องขังประหารชีวิตทั้งหมดเหลือเพียงจำคุกตลอดชีวิต ขณะที่มีรายงานว่า “อองซานซูจี” ถูกลดโทษลง 1 ใน 6 พร้อมการปล่อยตัวนักโทษกว่า 4,300 ราย ที่รวมถึงการปล่อยตัวนายวิน มยินต์ อดีตประธานาธิบดี

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ออกแถลงการณ์ประกาศอภัยโทษครั้งใหญ่เนื่องในเทศกาล “ทิงยาน” หรือวันขึ้นปีใหม่ของเมียนมา โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญคือการประกาศเปลี่ยนโทษประหารชีวิตสำหรับนักโทษทุกราย ให้กลายเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตแทน

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลทหารได้รื้อฟื้นการประหารชีวิตขึ้นมาอีกครั้งภายหลังการรัฐประหารในปี 2021 ซึ่งส่งผลให้มีผู้ถูกตัดสินประหารชีวิตแล้วมากกว่า 130 ราย ตามข้อมูลของสหประชาชาติ โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมืองและผู้ต่อต้านรัฐประหาร

นอกจากโครงการลดโทษประหารชีวิตแล้ว ทางการเมียนมายังเตรียมปล่อยตัวนักโทษรวมกว่า 4,300 ราย และชาวต่างชาติอีก 179 ราย รวมถึงประกาศลดโทษ 1 ใน 6 สำหรับนักโทษที่มีกำหนดโทษจำคุกต่ำกว่า 40 ปี 

ด้านสำนักงานเลขาธิการประธานาธิบดีเมียนมาแถลงว่าพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ลงนามในคำสั่งอภัยโทษนายวิน มยินต์ อดีตประธานาธิบดี ซึ่งถูกควบคุมตัวตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2021

ด้านทนายความของนางอองซานซูจี แจ้งกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่าทางการเมียนมาได้ประกาศลดโทษให้นางซูจี วัย 80 ปี หลังรับโทษจำคุก 27 ปี จากความผิดหลายกระทง ซึ่งพันธมิตรของเธอกล่าวว่าเป็นการกระทำทางการเมืองเพื่อกีดกันเธอออกจากอำนาจ ตั้งแต่ข้อหายุยงปลุกปั่น การทุจริต การฉ้อโกงการเลือกตั้ง และการละเมิดกฎหมายความลับของรัฐ

ทนายความกล่าวว่าโทษจำคุกถูกลดลง 1 ใน 6 แต่ยังไม่ชัดเจนว่านางซูจีซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจะได้รับอนุญาตให้รับโทษส่วนที่เหลือภายใต้การกักบริเวณในบ้านหรือไม่ 

ที่บริเวณหน้าเรือนจำอินเส่งในนครย่างกุ้ง มีกลุ่มญาติพี่น้องของผู้ต้องขังจำนวนมากมารอคอยด้วยความหวังว่าบุคคลในครอบครัวจะได้รับการปล่อยตัว โดยเฉพาะผู้ที่ถูกคุมขังในคดีทางการเมือง ซึ่งจากข้อมูลของสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง (AAPP) ระบุว่ามีผู้ถูกคุมขังด้วยเหตุผลทางการเมืองแล้วมากกว่า 30,000 ราย นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร

นักวิเคราะห์และกลุ่มจับตามองด้านประชาธิปไตยให้ความเห็นว่า การขยับตัวครั้งนี้ของมิน อ่อง หล่าย เป็นส่วนหนึ่งของความพยายาม “ฟอกขาว” หรือปรับภาพลักษณ์ของรัฐบาลทหารให้ดูเป็นรัฐบาลพลเรือนมากขึ้น หลังจากที่เขาได้รับเลือกจากรัฐสภาที่จัดตั้งโดยกองทัพให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สถาบันยุทธศาสตร์และนโยบายเมียนมา ระบุว่า ในการอภัยโทษรอบก่อนๆ มีนักโทษทางการเมืองเพียงไม่ถึงร้อยละ 14 เท่านั้นที่ได้รับการปล่อยตัวจริง ขณะที่ “อองซาน ซูจี” อดีตผู้นำพลเรือนวัย 78 ปี ยังคงถูกคุมขังและตัดขาดจากการติดต่อสื่อสาร เพื่อรับโทษจำคุกรวม 27 ปี ซึ่งนานาชาติมองว่าเป็นคดีที่มีแรงจูงใจทางการเมือง

ปัจจุบัน เมียนมายังคงตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อ ระหว่างกองทัพรัฐบาลกับกลุ่มติดอาวุธฝ่ายประชาธิปไตยและกองกำลังชาติพันธุ์ ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การเลือกตั้งที่จัดโดยรัฐบาลทหารเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งพรรคเอ็นแอลดีของนางซูจีถูกสั่งยุบและห้ามลงแข่งขันในครั้งนั้น.

ที่มา AFP / Reuters

รวบตัว “D4vd” นักร้องดาวรุ่ง TikTok ตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมเด็กสาววัย 14 ปี

รวบตัว "D4vd" นักร้องดาวรุ่ง TikTok ตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมเด็กสาววัย 14 ปี

17 เม.ย. 2569 12:24 น.

รวบตัว “D4vd” นักร้องดาวรุ่ง TikTok ตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมเด็กสาววัย 14 ปี

ตำรวจลอสแองเจลิสเข้าจับกุม “เดวิด แอนโธนี เบิร์ก” หรือ “D4vd”  นักร้องดาวรุ่ง TikTok เจ้าของเพลงฮิต Romantic Homicide หลังพบชิ้นส่วนศพเด็กสาวที่หายตัวไปนานหลายเดือนซุกซ่อนอยู่ในรถเทสลาของเขา รวมถึงพบรอยสักบนนิ้วมือผู้ตายคล้ายคลึงกับของนักร้อง

สำนักงานตำรวจลอสแอนเจลิส (LAPD) แถลงยืนยันการจับกุมตัว “เดวิด แอนโธนี เบิร์ก” (David Anthony Burke) หรือที่รู้จักในนามศิลปินหนุ่มชื่อดัง D4vd (เดวิด) วัย 21 ปี ในข้อหาฆาตกรรม เซเลสเต ริวาส เอร์นานเดซ (Celeste Rivas Hernandez) เด็กสาววัย 14 ปี ที่หายตัวไปตั้งแต่ปี 2024 โดยขณะนี้เขาถูกควบคุมตัวโดยไม่อนุญาตให้ประกันตัว

จุดเริ่มต้นของคดีสะเทือนขวัญคดีนี้ถูกเปิดโปงขึ้นเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2025 หลังจากมีรายงานเรื่องกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงโชยออกมาจากรถยนต์เทสลาที่จอดอยู่ในอู่ลากรถย่านฮอลลีวูด จากการตรวจสอบพบชิ้นส่วนศีรษะและลำตัวของเด็กสาวบรรจุอยู่ในถุงเก็บศพ ซุกซ่อนอยู่ในกระโปรงหน้ารถ ซึ่งจดทะเบียนในชื่อและที่อยู่ของนักร้องหนุ่มในรัฐเท็กซัส

สถาบันนิติเวชระบุว่าสภาพศพเน่าเปื่อยอย่างรุนแรง และคาดว่าเสียชีวิตมานานหลายสัปดาห์ก่อนถูกค้นพบ นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดที่น่าตกใจคือ ผู้ตายมีรอยสักคำว่า “Shhh…” บนนิ้วชี้ ซึ่งเป็นลายเดียวกับรอยสักบนนิ้วชี้ของ D4vd 

ข้อมูลจากศาลระบุว่า คณะลูกขุนใหญ่ได้เริ่มพิจารณาคดีนี้ตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยมีการเรียกตัวครอบครัวของนักร้องหนุ่มจากเท็กซัสมาให้การ จนกระทั่งมีการเปิดเผยเอกสารที่ระบุว่า D4vd คือ “เป้าหมายหลัก” ของการสืบสวนคดีฆาตกรรมในครั้งนี้

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ได้บุกเข้าตรวจค้นคฤหาสน์ในย่านฮอลลีวูดฮิลส์ ซึ่งนักร้องหนุ่มพักอาศัยอยู่ห่างจากจุดที่พบรถเพียงไม่กี่ช่วงถนน ขณะที่ตัวแทนของนักร้องหนุ่มระบุเพียงว่าเขากำลังให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่

ภายหลังการค้นพบศพ D4vd ได้ประกาศยกเลิกทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลกทันทีและเก็บตัวเงียบจากสื่อโซเชียล ขณะที่แบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำอย่าง Hollister และแบรนด์รองเท้า Crocs ได้ประกาศยุติแคมเปญโฆษณาทั้งหมดกับเขา รวมถึงนักร้องสาวชื่อดัง Kali Uchis ก็ได้ถอดเพลง “Crashing” ที่เคยทำร่วมกับเขาออกจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ ด้วย

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำตัวผู้ต้องหาเข้าพบอัยการเขตในวันที่ 20 เม.ย.นี้ เพื่อดำเนินการส่งฟ้องตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป.

ที่มา BBC

รวบอดีต สส.ฟิลิปปินส์ในกรุงปราก พัวพันคดีทุจริตโครงการน้ำท่วม

รวบอดีต สส.ฟิลิปปินส์ในกรุงปราก พัวพันคดีทุจริตโครงการน้ำท่วม

17 เม.ย. 2569 11:51 น.

รวบอดีต สส.ฟิลิปปินส์ในกรุงปราก พัวพันคดีทุจริตโครงการน้ำท่วม

อดีต สส. ฟิลิปปินส์ “เอลิซัลดี โค” ถูกรวบตัวกลางกรุงปราก ในสาธารณรัฐเช็ก หลังหนีคดีทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วมมูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านบาท ด้านประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ เร่งประสานส่งตัวกลับประเทศ แม้ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ทางการฟิลิปปินส์ออกแถลงการณ์ยืนยันการจับกุม นายเอลิซัลดี โค (Elizaldy Co) อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคนสำคัญในคดีคอร์รัปชันครั้งมโหฬาร โดยถูกรวบตัวได้ที่สาธารณรัฐเช็ก หลังหลบหนีออกจากประเทศไปนานหลายเดือน

ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ เปิดเผยว่า นายโคถูกเจ้าหน้าที่ในกรุงปรากควบคุมตัวหลังจากพยายามเดินทางข้ามพรมแดนโดย “ไม่มีเอกสารยืนยันตัวตนที่ถูกต้อง” เนื่องจากรัฐบาลฟิลิปปินส์ได้เพิกถอนพาสปอร์ตของเขาไปตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา และได้ประสานงานกับตำรวจสากลเพื่อออกหมายแดงล่าตัวไปทั่วโลก

คดีดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเสียหายย่อยยับไปทั่วประเทศ จนนำไปสู่การสืบสวนที่พบความผิดปกติในโครงการป้องกันน้ำท่วม โดยพบว่ามีการเบิกจ่ายงบประมาณให้กับ “โครงการทิพย์” หรือโครงการที่ไม่มีการก่อสร้างจริงตลอดหลายปีที่ผ่านมา คิดเป็นความเสียหายต่อเศรษฐกิจสูงถึง 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 72,000 ล้านบาท) โดยนายโคถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้รับเงินสินบนก้อนโตจากโครงการเหล่านี้

นายโคลาออกจากตำแหน่ง สส. เมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา ก่อนจะหลบหนีไปต่างประเทศในเดือนกรกฎาคม 2025 ในระหว่างที่หลบหนี เขาได้เผยแพร่วิดีโอพาดพิงว่าประธานาธิบดีมาร์กอส จูเนียร์ อยู่เบื้องหลังขบวนการนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้นำฟิลิปปินส์ปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างสิ้นเชิง โดยระบุว่าเขาเองเป็นผู้เปิดโปงเรื่องนี้ต่อสาธารณชน

นอกจากนายโคแล้ว ยังมีนักการเมืองระดับสูงอีกหลายรายที่ถูกซัดทอด รวมถึงอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของมาร์กอส และอดีตประธานวุฒิสภาที่เพิ่งถูกปลดจากตำแหน่งหลังพบความเชื่อมโยงกับผู้รับเหมาโครงการ

แม้ฟิลิปปินส์จะไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับสาธารณรัฐเช็ก แต่นายจอนวิก เรมุลลา รัฐมนตรีมหาดไทย ระบุว่าทางการทั้งสองประเทศกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิด และคาดว่าอาจจะสามารถคุมตัวนายโคกลับมาดำเนินคดีที่ฟิลิปปินส์ได้ภายใน 1 ถึง 3 สัปดาห์นี้

ฟิลิปปินส์ถือเป็นประเทศที่เผชิญกับพายุและไต้ฝุ่นเฉลี่ยปีละ 20 ลูก การทุจริตงบประมาณป้องกันภัยธรรมชาติจึงเป็นประเด็นอ่อนไหวที่สร้างความโกรธแค้นให้กับประชาชนอย่างมาก โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ไต้ฝุ่นคาลเมกีเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 85 คนในเกาะเซบู เนื่องจากระบบป้องกันน้ำท่วมล้มเหลว.

ที่มา INQUIRER.net

เคนยาตัดสินจำคุกหนุ่มจีน 1 ปี ลอบขนมดราชินีกว่า 2,000 ตัว ส่งขายตลาดมืดต่างประเทศ

เคนยาตัดสินจำคุกหนุ่มจีน 1 ปี ลอบขนมดราชินีกว่า 2,000 ตัว ส่งขายตลาดมืดต่างประเทศ

17 เม.ย. 2569 11:08 น.

เคนยาตัดสินจำคุกหนุ่มจีน 1 ปี ลอบขนมดราชินีกว่า 2,000 ตัว ส่งขายตลาดมืดต่างประเทศ

ศาลในกรุงไนโรบีของเคนยา ตัดสินจำคุกชายชาวจีน 1 ปี พร้อมปรับกว่า 2 แสนบาท หลังพยายามลักลอบขน “มดราชินี” กว่า 2,200 ตัวมุ่งหน้าไปจีน เผยเป็นหนึ่งในธุรกิจทำเงินในแอฟริกาตะวันออก พบมีราคาพุ่งสูงถึงตัวละ 7,000 บาทในตลาดนักสะสม

ศาลเคนยามีคำพิพากษาให้จำคุก นายจาง เค่อฉวิน สัญชาติจีน เป็นเวลา 1 ปี และสั่งปรับเป็นเงิน 1 ล้านชิลลิงเคนยา (ประมาณ 248,000 บาท) ในข้อหาลักลอบค้าสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมาย หลังถูกจับกุมพร้อมของกลางเป็นมดราชินีจำนวนมาก

นายจางถูกเจ้าหน้าที่ศุลกากรจับกุมได้ที่สนามบินนานาชาติไนโรบี เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ขณะกำลังเตรียมเดินทางไปประเทศจีน จากการตรวจสอบกระเป๋าเดินทาง พบหลอดทดลองขนาดเล็กบรรจุมดที่มีชีวิตจำนวน 2,238 ตัว ในจำนวนนี้เป็น “มดเก็บเกี่ยวแอฟริกายักษ์” (Messor cephalotes) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เหล่านักสะสมต้องการสูงถึง 1,948 ตัว

ไอรีน กิโชบี ผู้พิพากษาในคดีนี้ ระบุในคำวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีความซื่อสัตย์และขาดความสำนึกผิด พร้อมย้ำว่าจำเป็นต้องลงโทษอย่างหนักเพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ เนื่องจากปัจจุบันมีการลักลอบค้ามดสวนในปริมาณมาก ซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศทางธรรมชาติ

จากการสอบสวนพบว่านายจางได้รับซื้อจำพวกมดมาจากนายชาร์ลส์ มวางกี ชาวเคนยา ในราคา 10,000 ชิลลิงเคนยา ต่อมด 100 ตัว โดยนายมวางกีถูกตั้งข้อหาและอยู่ระหว่างการประกันตัว ทั้งนี้ ข้อมูลระบุว่ามดเหล่านี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มนักสะสมสัตว์แปลกในจีน สหรัฐอเมริกา และยุโรป โดยมดราชินีบางตัวอาจมีมูลค่าสูงถึง 220 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7,050 บาทต่อตัว

คดีนี้ไม่ใช่ครั้งแรก โดยเมื่อปีที่ผ่านมา ศาลเคนยาเคยสั่งจำคุกชาวเบลเยียม 2 ราย ชาวเวียดนาม และชาวเคนยา ในข้อหาลักษณะเดียวกัน หลังพยายามลักลอบขนมดเกือบ 5,000 ตัวใส่หลอดทดลองออกนอกประเทศ

สำหรับนายจาง หลังจากรับโทษจำคุกครบ 1 ปีแล้ว เขาจะถูกส่งตัวกลับประเทศบ้านเกิดทันที อย่างไรก็ตาม ทนายความของเขาเปิดเผยว่าเตรียมจะยื่นอุทธรณ์คำพิจารณาดังกล่าวภายใน 14 วันตามกรอบที่กฎหมายกำหนด.

ที่มา BBC / The Guardian