ศาลเกาหลีใต้สั่งเพิ่มโทษจำคุก “ยุน ซอกยอล” เป็น 7 ปี คดีขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

ศาลเกาหลีใต้สั่งเพิ่มโทษจำคุก "ยุน ซอกยอล" เป็น 7 ปี คดีขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

29 เม.ย. 2569 15:47 น.

ศาลเกาหลีใต้สั่งเพิ่มโทษจำคุก “ยุน ซอกยอล” เป็น 7 ปี คดีขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

ศาลอุทธรณ์กรุงโซลพิพากษาเพิ่มโทษอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล เป็นจำคุก 7 ปี ในความผิดฐานขัดขวางกระบวนการยุติธรรม จากกรณีใช้อำนาจสั่งการเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประธานาธิบดี เพื่อขัดขวางการจับกุมตนเอง ชี้เป็นพฤติกรรมน่ารังเกียจที่ใช้ข้าราชการเป็นเหมือน “การ์ดส่วนตัว”

ศาลอุทธรณ์ของเกาหลีใต้มีคำพิพากษาเพิ่มโทษจำคุก นายยุน ซอกยอล อดีตประธานาธิบดี จากเดิม 5 ปี เป็น 7 ปี ในข้อหาขัดขวางกระบวนการยุติธรรม หลังจากศาลชั้นต้นเคยมีคำตัดสินไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่นายยุนถูกพบว่าใช้อำนาจสั่งการให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประธานาธิบดี เข้าขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการที่จะเข้าจับกุมเขาตามหมายศาล

ผู้พิพากษาศาลกรุงโซลระบุในคำวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ของจำเลยเป็นเรื่องที่ “น่ารังเกียจอย่างยิ่ง” โดยระบุว่า “จำเลยไม่เพียงแต่ขัดขวางการบังคับใช้หมายจับที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังออกคำสั่งมิชอบแก่เจ้าหน้าที่ความมั่นคง ซึ่งมีสถานะเป็นข้าราชการพลเรือนของชาติ โดยพยายามใช้คนเหล่านี้ราวกับเป็น ‘การ์ดส่วนตัว’ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง”

นอกจากนี้ ศาลอุทธรณ์ยังพิพากษากลับคำตัดสินของศาลชั้นต้นในบางประเด็น โดยสั่งให้เขามีความผิดฐานใช้อำนาจโดยมิชอบ จากการสั่งให้เผยแพร่เอกสารแก้ต่างการประกาศกฎอัยการศึกแก่สื่อต่างชาติ และยืนหยัดความผิดฐานกีดกันคณะรัฐมนตรีไม่ให้เข้าร่วมประชุมเพื่อวางแผนประกาศกฎอัยการศึก

ปัจจุบัน นายยุน ซอกยอล กำลังรับโทษจำคุกตลอดชีวิตในอีกคดีหนึ่งซึ่งเป็นข้อหาที่รุนแรงกว่าคือ “ข้อหากบฏ” จากความล้มเหลวในการประกาศใช้กฎอัยการศึกเมื่อเดือนธันวาคม 2024 ซึ่งในครั้งนั้นเขาได้ประกาศยุติการปกครองระบอบพลเรือนโดยอ้างเรื่องภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ แต่กฎอัยการศึกดังกล่าวคงอยู่เพียง 6 ชั่วโมงก่อนจะถูกรัฐสภาลงมติคัดค้าน นำมาสู่การถูกถอดถอนและดำเนินคดีในที่สุด

นอกจากนี้ อดีตผู้นำเกาหลีใต้ยังต้องเผชิญกับอีกหนึ่งคดีใหญ่ คือข้อหา “ช่วยเหลือศัตรู” จากการส่งโดรนทหารเข้าไปในน่านฟ้าเกาหลีเหนือในช่วงต้นปี 2024 ซึ่งอัยการพิเศษกำลังเสนอโทษจำคุกสูงสุดถึง 30 ปี โดยเชื่อว่ายุนพยายามยั่วยุให้เกาหลีเหนือตอบโต้เพื่อสร้างเงื่อนไขในการประกาศกฎอัยการศึก

ด้าน นางคิม กอนฮี อดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง ภริยาของนายยุน ก็กำลังรับโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำเช่นกัน โดยศาลอุทธรณ์ได้สั่งเพิ่มโทษจำคุกเธอจาก 20 เดือน เป็น 4 ปี ในคดีคอร์รัปชัน หลังจากศาลพิพากษากลับคำตัดสินในข้อหาปั่นหุ้นที่เธอเคยได้รับการยกฟ้องในชั้นต้น

ทั้งทีมกฎหมายของนายยุน ซอกยอล และนางคิม กอนฮี ได้ยืนยันกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่าจะดำเนินการยื่นอุทธรณ์คำตัดสินต่อศาลฎีกาต่อไป.

ที่มา AFP / Yonhap

ศาลทหารอินโดฯ สั่งฟ้อง 4 ทหาร คดีสาดน้ำกรดใส่ “นักสิทธิมนุษยชน”

ศาลทหารอินโดฯ สั่งฟ้อง 4 ทหาร คดีสาดน้ำกรดใส่ "นักสิทธิมนุษยชน"

29 เม.ย. 2569 15:01 น.

ศาลทหารอินโดฯ สั่งฟ้อง 4 ทหาร คดีสาดน้ำกรดใส่ “นักสิทธิมนุษยชน”

อัยการทหารอินโดนีเซียสั่งฟ้อง 4 นายทหารสังกัดหน่วยข่าวกรองกรองยุทธศาสตร์ ข้อหาทำร้ายร่างกายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน  หลังก่อเหตุสาดน้ำกรดใส่นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชน จนตาบอดและบาดเจ็บสาหัส เนื่องจากไม่พอใจที่ถูกวิจารณ์เรื่องการขยายอำนาจทหารในรัฐบาลยุค ปธน.ปราโบโว

อัยการทหารอินโดนีเซียได้ยื่นฟ้องอย่างเป็นทางการต่อเจ้าหน้าที่ทหาร 4 นาย ในข้อหาร่วมกันวางแผนทำร้ายร่างกายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จากกรณีลอบทำร้ายนายอันดรี ยูนุส วัย 27 ปี นักเคลื่อนไหวและรองประสานงานกลุ่มสิทธิมนุษยชน KontraS ด้วยการสาดน้ำกรดจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและสูญเสียการมองเห็น

นายโมฮัมหมัด อิสวดี อัยการทหาร ระบุในคำฟ้องว่า จำเลยทั้ง 4 นาย ซึ่งสังกัดหน่วยข่าวกรองยุทธศาสตร์ทหาร มีความโกรธแค้นนายอันดรี เนื่องจากเขาเป็นแกนนำในการวิพากษ์วิจารณ์และคัดค้านกฎหมายที่อนุญาตให้ทหารประจำการเข้าไปดำรงตำแหน่งในกระทรวงและหน่วยงานพลเรือนได้มากขึ้น

อัยการระบุว่ากลุ่มทหารมองว่าการกระทำของนายอันดรีเป็นการ “เหยียบย่ำและดูหมิ่นสถาบันทหาร” โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่นายอันดรีเพิ่งบันทึกรายการพอดแคสต์ที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบาย “การทำให้รัฐบาลเป็นทหาร” ภายใต้การนำของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต อดีตนายพลชื่อดัง

ในชั้นศาล อัยการเปิดเผยว่าจำเลยได้ร่วมกันวางแผนที่บ้านพักทหารในจาการ์ตา โดยหนึ่งในจำเลยได้นำ “น้ำยาล้างสนิม” จากเวิร์กช็อปทหารมาผสมกับ “น้ำกรดแบตเตอรี่รถยนต์” ก่อนจะขี่รถจักรยานยนต์ติดตามนายอันดรีและสาดสารเคมีใส่เขาในขณะที่เขากำลังขี่มอเตอร์ไซค์

เหตุการณ์นี้ส่งผลให้นายอันดรีได้รับบาดเจ็บสาหัส ผิวหนังไหม้กว่า 20-24% บริเวณใบหน้า คอ และลำตัว รวมถึงทำให้ดวงตาข้างขวาบอดสนิท

แม้ว่าจำเลยทั้ง 4 นาย ได้แก่ เอดี สุดาร์โก, บูดี ฮาริยันโต, นันดาลา ดวี ปราเซเตีย และ ซามี ลักกา จะไม่ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาและพร้อมเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนและตัวนายอันดรีเองได้ออกมาเรียกร้องให้ย้ายคดีนี้ไปพิจารณาใน “ศาลพลเรือน”

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอินโดนีเซีย แสดงความกังวลว่า การขึ้นศาลทหารอาจส่งผลให้จำเลยได้รับบทลงโทษที่เบากว่าความเป็นจริงและขาดการตรวจสอบจากภาคประชาชน นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ตำรวจสืบสวนบุคคลอื่นอีกอย่างน้อย 10 รายที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องตามรายงานการสืบสวนลับ

คดีนี้กลายเป็นจุดสนใจของนานาชาติ เนื่องจากเป็นสัญลักษณ์ของการคุกคามเสรีภาพในการแสดงออกภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีปราโบโว แม้ว่าตัวประธานาธิบดีจะออกมาประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “การก่อการร้าย” และสัญญาว่าจะสืบสวนอย่างถ่องแท้ แต่การขยายอำนาจทหารเข้าไปในงานบริหารพลเรือนยังคงเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลเรื่องการถดถอยของประชาธิปไตยในอินโดนีเซีย

หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง จำเลยทั้ง 4 นายอาจต้องโทษจำคุกสูงสุดถึง 12 ปี โดยการพิจารณาคดีครั้งต่อไปจะมีขึ้นในวันที่ 6 พฤษภาคม เพื่อทำการสืบพยานต่อไป.

ที่มา Reuters / AFP

“กูเกิล” ทำข้อตกลงลับ “เพนตากอน” ส่งโมเดล AI หนุนภารกิจความมั่นคงสหรัฐฯ

"กูเกิล" ทำข้อตกลงลับ "เพนตากอน" ส่งโมเดล AI หนุนภารกิจความมั่นคงสหรัฐฯ

29 เม.ย. 2569 14:10 น.

“กูเกิล” ทำข้อตกลงลับ “เพนตากอน” ส่งโมเดล AI หนุนภารกิจความมั่นคงสหรัฐฯ

รายงานชี้ “กูเกิล” เข้าร่วมพันธมิตรเทคโนโลยีที่ทำข้อตกลงกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยอมให้ใช้โมเดล AI ในภารกิจความมั่นคงลับที่ครอบคลุม “ทุกวัตถุประสงค์ที่ถูกกฎหมาย” ท่ามกลางการจับตามองเรื่องจริยธรรมและการควบคุมอาวุธ

สำนักข่าว The Information รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าววงในระบุว่า “กูเกิล” ภายใต้บริษัทแม่ “อัลฟาเบต”  ได้บรรลุข้อตกลงลับกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ในการอนุญาตให้หน่วยงานรัฐใช้โมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับงานในเครือข่ายชั้นความลับ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้กูเกิลเข้าไปอยู่ในกลุ่มเดียวกับ OpenAI และ xAI ของอีลอน มัสก์ ที่มีข้อตกลงในลักษณะเดียวกันก่อนหน้านี้

ข้อตกลงดังกล่าวระบุว่า เพนตากอนสามารถใช้ AI ของกูเกิล เพื่อ “วัตถุประสงค์ใด ๆ ของรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมาย” โดยเครือข่ายชั้นความลับเหล่านี้ถูกใช้เพื่อจัดการงานที่ละเอียดอ่อนสูง ตั้งแต่การวางแผนภารกิจไปจนถึงการกำหนดเป้าหมายอาวุธ

ก่อนหน้านี้ในปี 2025 เพนตากอนได้ลงนามในข้อตกลงมูลค่าสูงถึง 200 ล้านดอลลาร์กับห้องปฏิบัติการ AI ชั้นนำหลายแห่ง รวมถึง Anthropic, OpenAI และกูเกิล เพื่อผลักดันให้บริษัทเหล่านี้เปิดระบบ AI บนเครือข่ายลับโดยไม่มีข้อจำกัดมาตรฐานแบบที่ใช้กับผู้ใช้ทั่วไป

สัญญาของกูเกิลระบุเงื่อนไขสำคัญว่า บริษัทจะต้องให้ความช่วยเหลือในการปรับแต่งการตั้งค่าความปลอดภัยและฟิลเตอร์กรองข้อมูลของ AI ตามคำขอของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ในสัญญามีการระบุข้อความชัดเจนว่า “คู่สัญญาเห็นพ้องว่าระบบ AI นี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ และไม่ควรถูกนำไปใช้เพื่อการสอดแนมมวลชนในประเทศ หรือใช้เป็นอาวุธอัตโนมัติ (รวมถึงการเลือกเป้าหมาย) โดยปราศจากการกำกับดูแลและการควบคุมโดยมนุษย์ที่เหมาะสม” แต่ในทางกลับกัน สัญญาดังกล่าวยังระบุด้วยว่า กูเกิลไม่มีสิทธิ์ในการควบคุมหรือวีโต้การตัดสินใจด้านปฏิบัติการของรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมาย

โฆษกของกูเกิลแถลงยืนยันว่าบริษัทสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐทั้งในโครงการลับและโครงการทั่วไป และยังคงยึดมั่นในฉันทามติที่ว่า AI ไม่ควรถูกใช้ในการสอดแนมหรืออาวุธอัตโนมัติที่ขาดการควบคุมจากมนุษย์ โดยมองว่าการให้สิทธิ์เข้าถึง API ของโมเดลเชิงพาณิชย์ผ่านโครงสร้างพื้นฐานของกูเกิล เป็นแนวทางที่รับผิดชอบต่อความมั่นคงของชาติ

ขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ซึ่งถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “กระทรวงสงคราม” โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ แต่เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่าไม่มีความสนใจในการใช้ AI สอดแนมชาวอเมริกัน หรือสร้างอาวุธที่ทำงานเองโดยไม่มีมนุษย์เกี่ยวข้อง แต่ต้องการให้ AI สามารถใช้งานได้ใน “ทุกรูปแบบที่ถูกกฎหมาย”

ความเคลื่อนไหวของกูเกิลเกิดขึ้นหลังจากที่สตาร์ทอัพอย่าง Anthropic (ผู้สร้าง Claude) เผชิญกับปัญหาขัดแย้งกับเพนตากอนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เนื่องจาก Anthropic ปฏิเสธที่จะปลดล็อกระบบป้องกัน ที่ห้ามนำ AI ไปใช้ในอาวุธอัตโนมัติหรือการสอดแนม ส่งผลให้กระทรวงฯ ระบุว่าบริษัทเป็นความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานในขณะนั้น.

ที่มา Reuters

ทำเนียบขาวขึ้นแคปชัน “สองกษัตริย์” หลังทรัมป์รับเสด็จ “คิงชาร์ลส์”

ทำเนียบขาวขึ้นแคปชัน "สองกษัตริย์" หลังทรัมป์รับเสด็จ "คิงชาร์ลส์"

29 เม.ย. 2569 12:21 น.

ทำเนียบขาวขึ้นแคปชัน “สองกษัตริย์” หลังทรัมป์รับเสด็จ “คิงชาร์ลส์”

ทำเนียบขาวเผยภาพโดนัลด์ ทรัมป์ และสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 พร้อมคำบรรยาย “TWO KINGS” หรือ “สองกษัตริย์” สร้างกระแสถกเถียงเรื่องภาพลักษณ์เชิงราชาธิปไตย ขณะที่ทั้งสองฝ่ายร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการพร้อมบรรยากาศผ่อนคลายด้วยมุกตลก

บรรยากาศการเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา เป็นไปอย่างชื่นมื่น โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมกล่าวสดุดีความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศว่าเป็น “การปฏิวัติแองโกล-อเมริกันเพื่อเสรีภาพของมนุษย์” ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางคือการที่โซเชียลมีเดียของทำเนียบขาว เผยแพร่ภาพขณะทรัมป์เช็กแฮนด์กับกษัตริย์ชาร์ลส์ พร้อมแคปชันว่า “TWO KINGS” (สองกษัตริย์) ซึ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ที่ทรัมป์มักเปรียบตนเองกับระบอบกษัตริย์บ่อยครั้งในช่วงวาระที่สอง

อย่างไรก็ตาม การใช้ถ้อยคำดังกล่าวจุดกระแสวิจารณ์ เนื่องจากสหรัฐอเมริกามีระบบการปกครองที่ประชาชนเป็นผู้ถืออำนาจอธิปไตย แตกต่างจากระบอบกษัตริย์

ก่อนหน้านี้ในเดือนตุลาคม 2025 ทรัมป์เคยโพสต์วิดีโอที่สร้างจาก AI เป็นภาพเขาสวมมงกุฎขับเครื่องบินรบเหนือนักประท้วงที่ต่อต้านรัฐบาล รวมถึงวิดีโอที่นักการเมืองพรรคเดโมแครตคุกเข่าต่อหน้าเขาในชุดคลุมและมงกุฎกษัตริย์ ทำให้ สส. โจ โมเรลล์ จากพรรคเดโมแครต ออกมาวิจารณ์ว่า “ทรัมป์อาจไม่เข้าใจความแตกต่างที่ว่า ในอเมริกาประชาชนคือผู้ทรงอำนาจอธิปไตย ไม่ใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง”

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ปฏิเสธข้อหาพฤติกรรมเลียนแบบกษัตริย์ผ่านรายการ “60 Minutes” โดยกล่าวติดตลกหลังรอดชีวิตจากเหตุพยายามลอบสังหารเมื่อวันเสาร์ว่า “ผมไม่ใช่กษัตริย์หรอก เพราะถ้าผมเป็น ผมคงไม่ต้องมานั่งคุยกับคุณแบบนี้”

ในงานเลี้ยงช่วงค่ำ ทั้งสองผู้นำได้สลับกันกล่าวสุนทรพจน์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขันและย้อนรอยประวัติศาสตร์การเมืองระหว่างสองชาติ โดยทรัมป์กล่าวชมกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ทรงกล่าวสุนทรพจน์ต่อสภาคองเกรสว่า “ท่านเก่งมากที่ทำให้พวกเดโมแครตยอมลุกขึ้นยืนปรบมือให้ได้ ซึ่งผมทำแบบนั้นไม่ได้เลย”

กษัตริย์ชาร์ลส์ยังทรงเรียกเสียงหัวเราะด้วยการตรัสถึงเหตุการณ์ปี 1814 ที่กองทัพอังกฤษเคยเผาทำเนียบขาว โดยระบุว่า “ต้องขออภัยที่บรรพบุรุษชาวอังกฤษของข้าพเจ้าเคยพยายาม ‘ปรับปรุงอสังหาริมทรัพย์’ ที่ทำเนียบขาวแห่งนี้แบบรุนแรงไปนิด”

นอกจากนั้น หลังจากทรัมป์เคยกล่าวว่าถ้าไม่มีอเมริกา ยุโรปคงพูดภาษาเยอรมันไปแล้ว กษัตริย์ชาร์ลส์ทรงตอบกลับอย่างอารมณ์ดีว่า “ข้าพเจ้าขอกล่าวบ้างว่า ถ้าไม่มีพวกเรา (อังกฤษ) ป่านนี้ท่านก็คงพูดภาษาฝรั่งเศสไปแล้วเหมือนกัน!”

ในตอนท้าย กษัตริย์ชาร์ลส์ทรงขอบคุณสำหรับอาหารค่ำมื้อสุดพิเศษ และตรัสติดตลกว่า “นี่เป็นการพัฒนาขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับเหตุการณ์บอสตันทีปาร์ตี้” หรือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่กลุ่มกบฏอเมริกันเทใบชาอังกฤษทิ้งลงทะเล

แม้บรรยากาศจะเต็มไปด้วยมุกตลก แต่กษัตริย์ชาร์ลส์ทรงเน้นย้ำถึงหลักการปกครองที่ทั้งสองประเทศมีร่วมกัน โดยอ้างถึง “กฎบัตรแมกนา คาร์ตา” (Magna Carta) และร่างกฎหมายสิทธิ (Bill of Rights) เพื่อยืนยันว่า “อำนาจบริหารต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบและถ่วงดุล” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตยที่ทั้งสองชาติยึดถือมาอย่างยาวนาน.

ที่มา Reuters / BBC

“อีลอน มัสก์” ขึ้นศาลซัด OpenAI คือไอเดียของตน ก่อนถูกผู้บริหาร “ปล้น” ไปทำกำไร

"อีลอน มัสก์" ขึ้นศาลซัด OpenAI คือไอเดียของตน ก่อนถูกผู้บริหาร "ปล้น" ไปทำกำไร

29 เม.ย. 2569 11:52 น.

“อีลอน มัสก์” ขึ้นศาลซัด OpenAI คือไอเดียของตน ก่อนถูกผู้บริหาร “ปล้น” ไปทำกำไร

“อีลอน มัสก์” ขึ้นให้การนัดแรกในคดีฟ้องร้อง OpenAI แฉตนคือผู้คิดค้นชื่อและวางรากฐานทั้งหมด แต่กลับถูก “แซม อัลต์แมน” และพวก ทรยศอุดมการณ์ด้วยการเปลี่ยนองค์กรการกุศลให้เป็นเครื่องจักรผลิตเงินแสนล้านดอลลาร์

อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ขึ้นให้การต่อศาลในคดีที่เขาฟ้องร้อง OpenAI รวมถึง แซม อัลต์แมน ซีอีโอ และ เกร็ก บร็อกแมน ประธานบริษัท โดยมัสก์ระบุว่านี่คือการต่อสู้เพื่อปกป้องรากฐานของการบริจาคเพื่อการกุศลในอเมริกา

มัสก์ให้การต่อคณะลูกขุนว่า OpenAI คือผลผลิตจากความคิดของเขาเอง “ผมเป็นคนคิดไอเดีย คิดชื่อบริษัท สรรหาบุคลากรหลัก สอนทุกอย่างที่ผมรู้ และเป็นคนให้เงินทุนเริ่มต้นทั้งหมด” มัสก์ย้ำว่าเขาตั้งใจให้องค์กรนี้เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร เพื่อดูแลการพัฒนา AI ให้เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง มัสก์ระบุถึงสาเหตุที่เขาเลือกฟ้องร้อง แทนที่จะปล่อยผ่านไปว่า “ถ้าเรายอมให้ใครมาปล้นองค์กรการกุศลได้ รากฐานของการบริจาคเพื่อการกุศลในอเมริกาจะพังทลายลง นั่นคือสิ่งที่ผมกังวล” 

ด้าน วิลเลียม ซาวิตต์ ทนายความของ OpenAI และอัลต์แมน ได้แถลงต่อคณะลูกขุนว่า แท้จริงแล้วมัสก์นั่นเองที่เป็นคนผลักดันให้ OpenAI เปลี่ยนเป็นธุรกิจแสวงหากำไรตั้งแต่ช่วงแรกเพราะหวังผลตอบแทน และที่เขาฟ้องร้องในตอนนี้ก็เพียงเพราะ “ไม่ได้ดั่งใจ” และต้องการ “กุญแจสู่อาณาจักร” แต่เมื่อทำไม่สำเร็จจึงแยกไปตั้งบริษัท xAI ของตัวเอง

นอกจากนี้ ทนายของ OpenAI ยังยืนยันว่าการตัดสินใจตั้งบริษัทแสวงหากำไรในปี 2019 เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อระดมทุนมหาศาลมาซื้อกำลังประมวลผลและดึงตัวนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก เพื่อให้แข่งขันกับ Google ได้ ในการฟ้องร้องครั้งนี้ มัสก์เรียกร้องค่าเสียหายสูงถึง 1.5 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.88 ล้านล้านบาท) จาก OpenAI และไมโครซอฟท์ โดยระบุว่าเงินทั้งหมดจะถูกนำกลับคืนสู่ภาคการกุศลของ OpenAI นอกจากนี้เขายังต้องการให้ศาลสั่งให้ OpenAI กลับไปเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงสั่งปลด แซม อัลต์แมน และเกร็ก บร็อกแมน ออกจากตำแหน่งบริหาร และถอดถอนอัลต์แมนออกจากบอร์ดบริหาร

ก่อนเริ่มพิจารณาคดี ผู้พิพากษา อีวอน กอนซาเลซ โรเจอร์ส ได้ตำหนิมัสก์อย่างรุนแรงกรณีที่เขาโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X เรียกแซม อัลต์แมนว่า “Scam Altman” (แซมจอมลวงโลก) โดยผู้พิพากษาเตือนมัสก์ให้พยายามควบคุมนิสัยการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อโจมตีผู้อื่นนอกห้องพิจารณาคดี ซึ่งมัสก์รับปากว่าจะลดกิจกรรมบนโซเชียลมีเดียลงในช่วงนี้

มัสก์เผยว่าความกังวลเรื่องความปลอดภัยของ AI คือเหตุผลหลักที่เขาตั้ง OpenAI ขึ้นมา โดยเขาเคยหารือเรื่องนี้กับ แลร์รี เพจ ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิล จนตระหนักได้ว่ากูเกิลไม่ได้ใส่ใจเรื่องความปลอดภัยของ AI มากพอ เขาจึงต้องสร้างองค์กรขึ้นมาเพื่อเป็นคานอำนาจ

คดีนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของตัวเงิน แต่นับเป็นการเปิดโปงเบื้องลึกเบื้องหลังของบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการเทคโนโลยี และอาจส่งผลกระทบต่อแผนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ของ OpenAI ที่อาจมีมูลค่าพุ่งสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ในอนาคต.

ที่มา Reuters

สหรัฐฯ ตั้งข้อหา “เจมส์ โคมีย์” อดีต ผอ. FBI ขู่เอาชีวิต “ทรัมป์” ในอินสตาแกรม

สหรัฐฯ ตั้งข้อหา "เจมส์ โคมีย์" อดีต ผอ. FBI ขู่เอาชีวิต "ทรัมป์" ในอินสตาแกรม

29 เม.ย. 2569 11:22 น.

สหรัฐฯ ตั้งข้อหา “เจมส์ โคมีย์” อดีต ผอ. FBI ขู่เอาชีวิต “ทรัมป์” ในอินสตาแกรม

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ สั่งฟ้อง “เจมส์ โคมีย์” อดีตผู้อำนวยการ FBI ในข้อหาข่มขู่เอาชีวิตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากกรณีโพสต์ภาพเปลือกหอย ที่มีตัวเลข “86 47” บนอินสตาแกรม ด้านเจ้าตัวยืนกรานบริสุทธิ์ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญชี้เป็นความพยายามกำจัดศัตรูทางการเมือง

เจมส์ โคมีย์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) ถูกตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการในความผิดฐานข่มขู่เอาชีวิตประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐฯ โดยมีชนวนเหตุมาจากภาพถ่ายบนโซเชียลมีเดียที่เขาเคยโพสต์ไว้เมื่อปีที่ผ่านมา

หลักฐานสำคัญในคดีนี้คือภาพถ่ายเปลือกหอยบนชายหาดในรัฐนอร์ทแคโรไลนาที่เรียงกันเป็นตัวเลข “86 47” ซึ่งทางรัฐบาลทรัมป์ตีความว่าเป็นการข่มขู่ โดยระบุว่ารหัส “86” เป็นคำแสลงที่หมายถึงการ “กำจัด” หรือ “ไล่ออก” ส่วนเลข “47” หมายถึงโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐฯ

ด้านนายแคช พาเทล ผู้อำนวยการ FBI คนปัจจุบัน แถลงว่า ในฐานะที่โคมีย์เคยดำรงตำแหน่งสูงสุดของหน่วยงาน ย่อมทราบดีถึงผลกระทบและการตีความที่จะตามมาจากการโพสต์ภาพดังกล่าว “เจมส์ โคมีย์ สนับสนุนการข่มขู่เอาชีวิตประธานาธิบดีอย่างน่าอับอายผ่านอินสตาแกรมให้โลกได้เห็น” พาเทลกล่าว

ด้านเจมส์ โคมีย์ ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันทีว่าเขายังคงเป็นผู้บริสุทธิ์และไม่เกรงกลัวต่อการตั้งข้อหาครั้งนี้ โดยระบุว่าเหตุการณ์นี้เป็นความพยายามอีกครั้งของรัฐบาลที่จะเล่นงานเขา “พวกเขากลับมาอีกแล้ว ครั้งนี้อ้างเรื่องรูปเปลือกหอยบนหาดนอร์ทแคโรไลนาเมื่อปีที่แล้ว ผมเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมที่เป็นอิสระ และจุดยืนของผมยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง”

ก่อนหน้านี้ โคมีย์เคยชี้แจงกับหน่วยอารักขาประธานาธิบดี ว่าเขาไม่ได้เจตนาสื่อสารรหัสความรุนแรงใดๆ เพียงแค่คิดว่าเป็นข้อความทางการเมืองทั่วไป และได้ลบโพสต์ทันทีเมื่อทราบว่ามีการตีความไปในทางลบ

คดีนี้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ไมเคิล เกอร์ฮาร์ดท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญระบุว่า หลักฐานในคดีนี้ “เบาบางมาก” และโพสต์ดังกล่าวควรได้รับการคุ้มครองภายใต้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก

ขณะที่ จิมมี กูรูเล อดีตอัยการรัฐบาลกลาง แสดงความเห็นว่าการสั่งฟ้องครั้งนี้คือ “ความอับอายของระบบยุติธรรมอเมริกัน” และเป็นความพยายามที่ชัดเจนในการข่มขู่ศัตรูทางการเมืองของประธานาธิบดี เนื่องจากแทบไม่มีทางพิสูจน์ได้เลยว่าโคมีย์มีเจตนาฆ่าหรือทำร้ายประธานาธิบดีจริงๆ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โคมีย์ถูกรัฐบาลทรัมป์ตั้งเป้าดำเนินคดี เขาเคยถูกสั่งฟ้องในข้อหาให้การเท็จต่อสภาคองเกรสเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ผู้พิพากษาได้ยกฟ้องไปเนื่องจากปัญหาเรื่องขั้นตอนการแต่งตั้งอัยการที่ไม่ถูกต้อง

สำหรับคดีล่าสุดนี้ โคมีย์ถูกตั้งข้อหาข่มขู่ประธานาธิบดีและการส่งคำข่มขู่ผ่านการสื่อสารระหว่างรัฐ ซึ่งแต่ละข้อหามีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง.

ที่มา BBC

โพลชี้คะแนนนิยม “โดนัลด์ ทรัมป์” ร่วงต่ำสุด เหลือ 34% คนอเมริกันกังวลค่าครองชีพ-สงครามอิหร่าน

โพลชี้คะแนนนิยม "โดนัลด์ ทรัมป์" ร่วงต่ำสุด เหลือ 34% คนอเมริกันกังวลค่าครองชีพ-สงครามอิหร่าน

29 เม.ย. 2569 10:35 น.

โพลชี้คะแนนนิยม “โดนัลด์ ทรัมป์” ร่วงต่ำสุด เหลือ 34% คนอเมริกันกังวลค่าครองชีพ-สงครามอิหร่าน

ผลสำรวจความคิดเห็นชาวอเมริกันพบ คะแนนความนิยมประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลดลงเหลือ 34% ต่ำสุดนับตั้งแต่กลับเข้าทำเนียบขาวอีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลเรื่องค่าครองชีพ และสงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน

วันที่ 29 เมษายน 2569 สำนักข่าวรอยเตอร์ส ร่วมกับอิปซอส เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นชาวอเมริกัน 1,014 คน จัดทำระหว่างวันที่ 24-27 เมษายน ระบุว่า คะแนนความนิยมประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลดลงเหลือเพียง 34% ซึ่งเป็นตัวเลขต่ำที่สุดนับตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวอีกครั้ง ขณะเดียวกัน มีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 22% ที่พอใจกับการรับมือปัญหาค่าครองชีพของทรัมป์ ขณะที่ราคาพลังงานพุ่งสูงจากวิกฤตในตะวันออกกลาง กำลังซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้ ผลสำรวจของ Marquette Law School ระบุว่า มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพียง 32% ที่เห็นด้วยกับการจัดการสงครามอิหร่านของทรัมป์ แม้ในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันเอง จะมีเสียงสนับสนุนอยู่ที่ 65% แต่ก็สะท้อนให้เห็นความเห็นต่างภายในพรรคเช่นกัน

ด้านผลสำรวจของ Associated Press ร่วมกับ NORC เมื่อสัปดาห์ก่อน พบว่า คะแนนนิยมโดยรวมของทรัมป์อยู่ที่ 33% ขณะที่คะแนนด้านเศรษฐกิจอยู่ที่ 30%

ผลสำรวจยังมีขึ้นก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งพรรครีพับลิกันของทรัมป์ต้องเผชิญแรงกดดันจากคะแนนนิยมที่ตกต่ำ ขณะพยายามรักษาเสียงข้างมากในสภาคองเกรส.

ที่มา Aljazeera

หนุ่มฝรั่งเศสเลียหลอดน้ำส้มในตู้กดน้ำสิงคโปร์ เจอโทษหนักจำคุกสูงสุด 2 ปี

หนุ่มฝรั่งเศสเลียหลอดน้ำส้มในตู้กดน้ำสิงคโปร์ เจอโทษหนักจำคุกสูงสุด 2 ปี

29 เม.ย. 2569 10:33 น.

หนุ่มฝรั่งเศสเลียหลอดน้ำส้มในตู้กดน้ำสิงคโปร์ เจอโทษหนักจำคุกสูงสุด 2 ปี

กลายเป็นกระแสวิจารณ์ทั่วโซเชียล เมื่อวัยรุ่นฝรั่งเศสในสิงคโปร์ ถ่ายคลิปทำคอนเทนต์เลียหลอด ในตู้กดน้ำส้ม ก่อนใส่กลับเข้าที่ สุดท้ายเป็นหลักฐานมัดตัวทางกฎหมาย เสี่ยงโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี 

เหตุการณ์เกิดขึ้นในสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา ภายในศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง โดยดิดิเยร์ กัสปาร์ โอเวน แม็กซิมิเลียง วัย 18 ปี ถูกกล่าวหาว่าเลียหลอดจากตู้กดน้ำส้ม ก่อนนำกลับไปวางในช่องเดิม

เจ้าหน้าที่ตำรวจสิงคโปร์ได้ตั้งข้อหา 2 กระทง ได้แก่ ความผิดฐานก่อความเดือดร้อนในที่สาธารณะ ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ และความผิดฐานก่อความเสียหาย ซึ่งมีโทษหนักถึงจำคุกสูงสุด 2 ปี หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ

รายงานระบุว่าผู้ต้องหาได้ถ่ายคลิปขณะก่อเหตุและโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย จนกลายเป็นไวรัลและนำไปสู่การสืบสวนของเจ้าหน้าที่

ด้านบริษัท IJOOZ ผู้ให้บริการตู้กดน้ำส้ม เปิดเผยว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนหลอดทั้งหมดถึง 500 ชิ้นในเครื่องที่เกิดเหตุ เพื่อความปลอดภัยด้านสุขอนามัย

มีรายงานว่า ผู้ต้องหาเป็นนักศึกษาของ ESSEC Business School ซึ่งยืนยันสถานะนักศึกษา พร้อมระบุว่าได้ให้การช่วยเหลือและประสานงานกับครอบครัว แต่ไม่สามารถให้รายละเอียดเพิ่มเติมเนื่องจากคดีอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม โดยล่าสุดศาลอนุญาตให้ประกันตัวในวงเงิน 5,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ และมีกำหนดขึ้นศาลอีกครั้งในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้.

ที่มา : CNN

ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งทะลุ 110 ดอลลาร์ครั้งแรกในรอบ 3 สัปดาห์

ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งทะลุ 110 ดอลลาร์ครั้งแรกในรอบ 3 สัปดาห์

29 เม.ย. 2569 09:19 น.

ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งทะลุ 110 ดอลลาร์ครั้งแรกในรอบ 3 สัปดาห์

ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 สัปดาห์ หลังความพยายามเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังไร้ความชัดเจน ท่ามกลางความตึงเครียดต่อเนื่องในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก

วันที่ 29 เมษายน 2569 ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ซึ่งเป็นมาตรฐานตลาดโลก ปรับขึ้นสูงสุด 4.1% แตะ 112.70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในการซื้อขายวันอังคาร ก่อนปิดตลาดที่ 111.26 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.8% ส่วนน้ำมันดิบเวสต์ เทกซัส อินเตอร์มีเดีย ของสหรัฐฯ ปิดที่ 99.93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 3.7%

การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันเกิดขึ้น หลังสหรัฐฯ ยืนยันว่ายังคง “เส้นแดง” ในการเจรจากับอิหร่าน โดยเฉพาะประเด็นการไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ แม้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จะอยู่ระหว่างพิจารณาข้อเสนอฉบับล่าสุดจากอิหร่านก็ตาม

โดยตลอดช่วงความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน ราคาน้ำมันเบรนต์พุ่งจากต่ำกว่า 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อต้นปี ไปแตะระดับสูงสุดถึง 119 ดอลลาร์ หลังอิหร่านปิดกั้นการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ และเกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย

นักวิเคราะห์ระบุว่า ตลาดกำลังจับตาสัญญาณการเจรจาสันติภาพอย่างใกล้ชิด และการไม่มีความคืบหน้ากำลังเพิ่มความกังวลว่าวิกฤตจะยืดเยื้อ ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงยังเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อทั่วโลก ส่งผลให้นักลงทุนคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางหลายประเทศอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ.

ที่มา Financial Times

ทายาทมหาเศรษฐีอินเดียยื่นมือช่วยฮิปโปโคเคน 80 ตัว หลังโคลอมเบียจ่อกำจัดทิ้ง

ทายาทมหาเศรษฐีอินเดียยื่นมือช่วยฮิปโปโคเคน 80 ตัว หลังโคลอมเบียจ่อกำจัดทิ้ง

29 เม.ย. 2569 08:43 น.

ทายาทมหาเศรษฐีอินเดียยื่นมือช่วยฮิปโปโคเคน 80 ตัว หลังโคลอมเบียจ่อกำจัดทิ้ง

ทายาทมหาเศรษฐีอินเดียเสนอรับเลี้ยงฮิปโปโคเคน ของราชายาเสพติดชื่อดังชาวโคลอมเบียกว่า 80 ตัว เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกกำจัดทิ้ง ท่ามกลางเสียงถกเถียงระหว่างการอนุรักษ์สัตว์กับการปกป้องระบบนิเวศ

อนันต์ อัมบานี ทายาทมหาเศรษฐีของ มูเคช อัมบานี ออกมาเสนอรับดูแลฮิปโปโคเคน จำนวน 80 ตัว จาก โคลอมเบีย หลังรัฐบาลมีแผนกำจัดสัตว์กลุ่มนี้เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ

ฮิปโปเหล่านี้เป็นลูกหลานของฮิปโป 4 ตัว ที่ ปาโบล เอสโกบาร์ เจ้าพ่อค้ายาชื่อดังนำเข้ามาเลี้ยงในสวนสัตว์ส่วนตัวช่วงทศวรรษ 1980 ก่อนขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วจนมีจำนวนราว 160 ตัว และกลายเป็นสัตว์สายพันธุ์รุกราน ที่คุกคามสัตว์ท้องถิ่น โดยที่มาของชื่อฮิปโปโคเคน ไม่ใช่ชื่อของสายพันธุ์ แต่มาจากการที่ ปาโบล เอสโคบาร์ พ่อค้ายาเสพติด เป็นผู้นำเข้าพวกมันมาโดยใช้เงินที่ได้จากการค้ายา

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลโคลอมเบียประกาศแผนกำจัดฮิปโป 80 ตัว จุดชนวนเสียงวิจารณ์อย่างหนัก โดยอัมบานีได้เรียกร้องให้ทบทวน พร้อมระบุว่าสัตว์เหล่านี้ไม่ได้เลือกเกิดมา และไม่ได้สร้างสถานการณ์ที่พวกมันเผชิญอยู่ หากเขามีศักยภาพช่วยเหลืออย่างปลอดภัยและมีมนุษยธรรม เขาก็อยากจะลองดู

มหาเศรษฐี อนันต์ อัมบานี และภรรยา
มหาเศรษฐี อนันต์ อัมบานี และภรรยา

โดยอัมบานีเสนอให้นำฮิปโปทั้งหมดไปยังศูนย์อนุรักษ์สัตว์ป่า “Vantara” ในเมือง จัมนาการ์ รัฐคุชราต ซึ่งเป็นศูนย์ดูแลสัตว์กว่า 150,000 ตัว จากมากกว่า 2,000 สายพันธุ์

พื้นที่ดังกล่าวถูกออกแบบให้เลียนแบบถิ่นอาศัยธรรมชาติ พร้อมดูแลสัตว์ตลอดชีวิต ภายใต้แนวคิดไม่ทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตใด

ด้านผู้บริหารศูนย์ยืนยัน พร้อมดำเนินการตามกฎหมายสากล ทั้งด้านอนุญาต เคลื่อนย้าย และความปลอดภัยทางชีวภาพ หากรัฐบาลโคลอมเบียอนุมัติ

ด้านรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมโคลอมเบีย ไอรีน เบเลซ ตอร์เรส ระบุว่าการกำจัดพวกมันเป็นสิ่งจำเป็น เพราะหากปล่อยไว้ ภายในปี 2030 จำนวนฮิปโปอาจพุ่งถึง 500 ตัว กระทบสัตว์พื้นถิ่น เช่น พะยูนน้ำจืดและเต่าน้ำ โดยก่อนหน้านี้ ทางการเคยพยายามหาทางเลือก เช่น ส่งไปประเทศอื่น แต่ติดข้อจำกัดทั้งด้านกฎหมายและการขนย้าย

ทั้งนี้ ฮิปโปถูกจัดเป็นสัตว์ต่างถิ่นรุกรานอย่างเป็นทางการในโคลอมเบียตั้งแต่ปี 2022 ทำให้รัฐบาลสามารถใช้มาตรการควบคุมจำนวนของพวกมันได้.

ที่มา :CNN