ประณาม รมต.ขวาจัดอิสราเอล เยาะเย้ย-ข่มขู่กลุ่มนักเคลื่อนไหวช่วยกาซา ขณะถูกมัดมือไพล่หลัง (คลิป)

ประณาม รมต.ขวาจัดอิสราเอล เยาะเย้ย-ข่มขู่กลุ่มนักเคลื่อนไหวช่วยกาซา ขณะถูกมัดมือไพล่หลัง (คลิป)

21 พ.ค. 2569 15:48 น.

ประณาม รมต.ขวาจัดอิสราเอล เยาะเย้ย-ข่มขู่กลุ่มนักเคลื่อนไหวช่วยกาซา ขณะถูกมัดมือไพล่หลัง (คลิป)

นานาชาติรวมถึงสหรัฐฯ อังกฤษ และแคนาดา ออกโรงประณาม นายอิตามาร์ เบน-กวีร์ รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งชาติของอิสราเอล หลังโพสต์คลิปวิดีโอแสดงพฤติกรรมยั่วยุและเหยียดหยามกลุ่มนักเคลื่อนไหวส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ไปยังฉนวนกาซาที่ถูกสกัดจับ ขณะถูกมัดมือไพล่หลัง

เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และประณามอย่างรุนแรงจากประชาคมโลก ต่อกรณีที่ นายอิตามาร์ เบน-กวีร์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติผู้นิยมลัทธิชาตินิยมสุดโต่งของอิสราเอล ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอลงบนสื่อสังคมออนไลน์ ขณะที่เขาเดินทางไปเยือนศูนย์ควบคุมตัวที่ท่าเรืออัชดอด เพื่อเข้าตรวจดูกลุ่มนักเคลื่อนไหวสนับสนุนปาเลสไตน์กว่า 430 คน จากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก ที่ถูกกองทัพเรืออิสราเอลบุกสกัดจับกุมกลางทะเลสากล

ภายในคลิปวิดีโอที่ใช้แคปชันว่า “ยินดีต้อนรับสู่อิสราเอล” ปรากฏภาพนายเบน-กวีร์ ยืนให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในขณะที่พวกเขากำลังกดตัวนักเคลื่อนไหวหญิงรายหนึ่งที่ตะโกนคำว่า “ปลดปล่อยปาเลสไตน์” ลงกับพื้น ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีภาพเขายืนโบกธงอิสราเอลผืนใหญ่เคียงข้างกลุ่มนักเคลื่อนไหวจำนวนมากที่กำลังคุกเข่า โดยมีมือทั้งสองข้างถูกมัดไพล่หลังเอาไว้ พร้อมกับพูดใส่พวกเขาเป็นภาษาฮีบรูว่า “ยินดีต้อนรับสู่อิสราเอล พวกเราคือเจ้านายที่นี่” นอกจากนี้ยังมีภาพนักเคลื่อนไหวอีกส่วนถูกบังคับให้คุกเข่าบนดาดฟ้าเรือในขณะที่เจ้าหน้าที่เปิดเพลงชาติอิสราเอลตอกย้ำ

พฤติกรรมดังกล่าวจุดชนวนความโกรธแค้นให้แก่หลายประเทศทันที โดย อีเวตต์ คูเปอร์  รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ ระบุว่าเป็น “ภาพที่น่าอับอายอย่างสิ้นเชิง” และได้ทำการส่งหนังสือเรียกตัวแทนจากสถานทูตอิสราเอลเข้าพบด่วนเพื่อขอคำชี้แจง เช่นเดียวกับ นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ที่ประณามว่าเป็นการกระทำที่ “น่ารังเกียจ” และสั่งเรียกทูตอิสราเอลเข้าพบทันที โดยย้ำว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต้องได้รับการปกป้องทุกที่ทุกเวลา

ขณะที่ สหรัฐฯ, ออสเตรเลีย, อิตาลี, ฝรั่งเศส, เนเธอร์แลนด์, เบลเยียม และสเปน ต่างประสานเสียงว่าพฤติกรรมของรัฐบาลอิสราเอลในครั้งนี้เป็นสิ่งที่ “ยอมรับไม่ได้” ด้าน เฮเลน แมคเอนที รัฐมนตรีต่างประเทศไอร์แลนด์ ชี้ว่าคลิปดังกล่าวพิสูจน์ให้เห็นว่าผู้บริสุทธิ์รวมถึงชาวไอริชที่ถูกคุมตัวอย่างผิดกฎหมาย ไม่ได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพในศักดิ์ศรี ขณะที่ “อาดาลาร์” (Adalah) กลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่า นี่คือหลักฐานชัดเจนว่าอิสราเอลกำลังใช้ “นโยบายอาชญากร” ในการทารุณกรรมและสร้างความอับอายแก่เหยื่อ

กระแสต่อต้านที่ลุกลามส่งผลให้เกิดรอยร้าวในคณะรัฐมนตรีอิสราเอล โดยนายกิเดอน ซาร์ รัฐมนตรีต่างประเทศอิสราเอล ได้โพสต์ข้อความตำหนินายเบน-กวีร์ โดยตรงว่า “คุณกำลังจงใจสร้างความเสียหายให้กับประเทศของเราด้วยการแสดงออกที่น่าอับอายนี้ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก” ซึ่งนายเบน-กวีร์ ได้ตอกกลับทันทีว่า “รัฐมนตรีต่างประเทศควรเข้าใจได้แล้วว่า อิสราเอลไม่ใช่คนหัวอ่อนที่ใครจะมารังแกก็ได้อีกต่อไป”

ด้านนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ต้องออกแถลงการณ์เพื่อลดอุณหภูมิความร้อนแรง โดยระบุว่า แม้อิสราเอลจะมีสิทธิ์อันชอบธรรมในการสกัดกั้นกองเรือที่พยายามเข้ามาละเมิดการปิดล้อมทางทะเลเพื่อสนับสนุนกลุ่มฮามาส แต่แนวทางและวิธีปฏิบัติของรัฐบาลเบน-กวีร์ ต่อกลุ่มนักเคลื่อนไหวนั้น “ขัดต่อค่านิยมและบรรทัดฐานของประเทศอิสราเอลอย่างสิ้นเชิง” พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเนรเทศกลุ่มคนเหล่านี้ออกนอกประเทศให้เร็วที่สุด

เหตุการณ์นี้สืบเนื่องมาจากกองเรือ Global Sumud Flotilla (GSF) นำโดยเรือมากกว่า 50 ลำ ได้ออกเดินทางจากประเทศตุรกีเมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อนำสิ่งของบรรเทาทุกข์ อาทิ อาหาร นมผงดัดแปลงสำหรับทารก และเวชภัณฑ์ ไปส่งมอบให้แก่ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาที่กำลังเผชิญความอดอยากอย่างรุนแรง ซึ่งมีประชากรกว่า 2.1 ล้านคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น แม้ว่าจะมีการตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาสไปตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม กองเรือดังกล่าวได้ถูกหน่วยคอมมานโดกองทัพเรืออิสราเอลติดอาวุธ บุกเข้าสกัดจับกุมในน่านน้ำสากลทางตะวันตกของไซปรัส ห่างจากชายฝั่งกาซาราว 460 กิโลเมตร โดยผู้จัดกิจกรรมอ้างว่ากองทัพอิสราเอลใช้กำลังเกินกว่าเหตุ มีการระดมยิงปืน ใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง และจงใจขับเรือพุ่งชนเรือของกลุ่มนักเคลื่อนไหว ในขณะที่กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลแย้งว่า ไม่มีการใช้กระสุนจริงและทำไปเพื่อรักษากฎหมายการปิดล้อมทางทะเลเท่านั้น โดยปัจจุบันกลุ่มผู้เดือดร้อนในกาซายังคงขาดแคลนปัจจัย 4 และระบบสาธารณูปโภคขั้นวิกฤตอันเนื่องมาจากข้อจำกัดในการนำเข้าสิ่งของบรรเทาทุกข์ของฝั่งอิสราเอล.

ที่มา BBC / Reuters

SpaceX ของอีลอน มัสก์ ยื่นขายหุ้น IPO หวังระดมทุนครั้งประวัติศาสตร์ 2.4 ล้านล้าน

SpaceX ของอีลอน มัสก์ ยื่นขายหุ้น IPO หวังระดมทุนครั้งประวัติศาสตร์ 2.4 ล้านล้าน

21 พ.ค. 2569 15:00 น.

SpaceX ของอีลอน มัสก์ ยื่นขายหุ้น IPO หวังระดมทุนครั้งประวัติศาสตร์ 2.4 ล้านล้าน

สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอวกาศของ อีลอน มัสก์ ยื่นเอกสารต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ เตรียมเปิดขายหุ้น IPO ครั้งประวัติศาสตร์ หวังระดมทุนสูงถึง 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 2.45 ล้านล้านบาท และดันมูลค่าบริษัทแตะ 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ และจะส่งผลให้ทรัพย์สินรวมของมัสก์ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 32.4 ล้านล้านบาท

สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ สเปซ เอ็กซ์พลอเรชัน เทคโนโลยีส์ (Space Exploration Technologies) ได้ทำเรื่องยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) เพื่อเตรียมนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งคาดว่าจะเป็นการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่มีมูลค่าใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของวอลล์สตรีท

รายงานข่าวระบุว่า SpaceX ตั้งเป้าที่จะระดมทุนในตลาดทุนสูงถึง 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.45 ล้านล้านบาท) ซึ่งจะดันให้มูลค่ารวมของบริษัทพุ่งไปอยู่ที่ 1.25 ถึง 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจากการที่ อีลอน มัสก์ ถือหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัท ซึ่งอาจมีมูลค่าเฉพาะในส่วนของเขาเกินกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์ จะส่งผลให้ทรัพย์สินรวมของมัสก์ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (32.4 ล้านล้านบาท) ทุบสถิติโลกและตอกย้ำตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกอย่างเต็มตัว

การยื่นเอกสารไฟลิ่งครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทที่ SpaceX ยอมเปิดเผยตัวเลขทางการเงินต่อสาธารณชน โดยผลประกอบการปี 2025 บริษัทสร้างรายได้รวม 1.87 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่มีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 4.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากมีการอัดฉีดงบประมาณมหาศาลไปกับการพัฒนาจรวดรุ่นถัดไปและระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ส่วนไตรมาสที่ 1 ของปี 2026 บริษัททำยอดขายได้ 4.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่บันทึกผลขาดทุนสุทธิในไตรมาสเดียวสูงถึง 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบัน SpaceX มีสินทรัพย์รวม เช่น จรวดและอุปกรณ์ต่างๆ อยู่ที่ 1.02 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีหนี้สินอยู่ที่ 6.05 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ “สตาร์ลิงก์” (Starlink) ธุรกิจอินเทอร์เน็ตดาวเทียมคือผู้ทำรายได้หลัก โดยสร้างรายได้ในปี 2025 ถึง 1.14 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเกือบ 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ในขณะที่กลุ่มธุรกิจ AI ซึ่งรวมถึงแพลตฟอร์ม X  และสตาร์ตอัป xAI ทำรายได้ไป 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ขาดทุนจากการดำเนินงานสูงถึง 6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากงบลงทุนในการสร้างศูนย์ข้อมูลเพื่อเทรน AI พุ่งสูงถึง 1.27 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2025 และอีก 7.7 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปี 2026 เพื่อแข่งขันกับยักษ์ใหญ่อย่าง Google, Meta และ Amazon อย่างไรก็ดี มัสก์มีแผนที่จะยุบ xAI เพื่อนำโครงสร้างและเป้าหมายด้าน AI ทั้งหมดเข้ามาอยู่ภายใต้ร่มเงาของ SpaceX โดยตรง

นอกจากนี้ SpaceX ยังทำสัญญาปล่อยเช่ากำลังการประมวลผลที่เหลือของศูนย์ข้อมูลยักษ์ใหญ่ “COLOSSUS” และ “COLOSSUS II” ให้แก่บริษัทคู่แข่งด้าน AI อย่าง แอนโทรปิก (Anthropic) ผู้พัฒนาแชตบอต Claude เป็นมูลค่าสูงถึง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี หรือ 1.25 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน ยาวไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2029

เอกสารไฟลิ่งยังระบุว่า SpaceX จะใช้โครงสร้างหุ้นแบบสองชั้น ซึ่งจะทำให้ อีลอน มัสก์ ควบทุกตำแหน่งสำคัญ ทั้งซีอีโอ, ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) และประธานบอร์ดบริหาร โดยมัสก์จะมีสิทธิ์โหวตควบคุมทิศทางบริษัทสูงถึง 85% แม้จะถือครองหุ้นในสัดส่วนราว 42% ก็ตาม โครงสร้างนี้ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้มัสก์ต้องเผชิญหน้ากับมติผู้ถือหุ้นในเรื่องค่าตอบแทนและความเป็นอิสระของบอร์ดบริหาร เหมือนเช่นคดีความที่เคยเกิดขึ้นกับเขาในบริษัทเทสลา

ขณะเดียวกัน SpaceX ได้แจ้งเตือนนักลงทุนอย่างตรงไปตรงมาถึงความเสี่ยง รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายทางกฎหมายที่คาดว่าจะสูงกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากคดีความฟ้องร้องหลายคดี รวมถึงคดีที่แชตบอต “Grok” ของ xAI ถูกกล่าวหาว่าถูกนำไปใช้สร้างภาพอนาจารปลอมของผู้หญิงและเด็กหญิง ตลอดจนคดีละเมิดลิขสิทธิ์เพลง คดีข้อมูลรั่วไหล และคดีความพ่ายแพ้ต่อ OpenAI ของแซม อัลต์แมน ในชั้นศาลเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้

แผนธุรกิจที่สร้างความฮือฮาที่สุดในหนังสือชี้ชวนนี้ คือการที่ SpaceX เตรียมสร้างศูนย์ข้อมูลบนห้วงอวกาศ โดยให้เหตุผลว่า พลังงานแสงอาทิตย์ที่ดักจับได้ในวงโคจรนอกโลกคือ “ทางออกเดียวที่สามารถขยายขนาดได้จริง” ในการรองรับความต้องการพลังงานไฟฟ้าที่พุ่งสูงอย่างมหาศาลของระบบคำนวณ AI

บริษัทตั้งเป้าจะเริ่มส่งดาวเทียมคอมพิวเตอร์ AI ดวงแรกขึ้นสู่อวกาศอย่างเร็วที่สุดในปี 2028 โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการติดตั้งกำลังการประมวลผลขนาด 100 กิกะวัตต์ในวงโคจรทุกๆ ปี ซึ่งภารกิจนี้จำเป็นต้องใช้จรวดขนส่งวัตถุหนักกว่า 1 ล้านเมตริกตัน และต้องปล่อยจรวดปีละหลายพันเที่ยวเที่ยวบิน ซึ่ง SpaceX มั่นใจว่าพวกเขาเป็นบริษัทเดียวในโลกที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์เพียงพอที่จะทำสิ่งนี้ได้ โดยประเมินมูลค่าโอกาสทางการตลาดของตนไว้สูงถึง 28.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่รวมตลาดจีนและรัสเซีย.

ที่มา AFP / BBC

ออสเตรเลียรวบช่างภาพฉกกล้องเหยื่อกราดยิง “หาดบอนได” ไปจำนำ

ออสเตรเลียรวบช่างภาพฉกกล้องเหยื่อกราดยิง "หาดบอนได" ไปจำนำ

21 พ.ค. 2569 14:13 น.

ออสเตรเลียรวบช่างภาพฉกกล้องเหยื่อกราดยิง “หาดบอนได” ไปจำนำ

ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลียเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่หน่วยสืบสวนคดีฆาตกรรมได้ตั้งข้อหาชายวัย 35 ปี ซึ่งทำงานเป็นช่างภาพในงานเทศกาลฮานุกกะห์ ที่ชายหาดบอนได หลังถูกกล่าวหาว่าขโมยอุปกรณ์กล้องถ่ายภาพของหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิงเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2025 ก่อนนำไปจำนำ เพียงไม่กี่วันหลังเกิดเหตุ

เหตุกราดยิงเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2025 หลังเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุกราดยิงในพื้นที่สาธารณะบริเวณหาดบอนได ใกล้นครซิดนีย์ โดยคนร้าย 2 คนใช้อาวุธปืนยาวยิงใส่ฝูงชนในงานเฉลิมฉลองเทศกาลฮานุกกะห์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 15 คน อายุระหว่าง 10 ถึง 87 ปี โดยหนึ่งในผู้เสียชีวิตคือ นายปีเตอร์ มีเกอร์ อดีตตำรวจวัย 61 ปี ซึ่งทำงานเป็นช่างภาพภายในงานดังกล่าว

ตำรวจระบุว่า ระหว่างการสืบสวนเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่พบว่าอุปกรณ์กล้องของผู้เสียชีวิตถูกขโมยไปหลังเกิดเหตุ และต่อมาสามารถติดตามจนพบผู้ต้องสงสัย

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา ตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านพักแห่งหนึ่งในย่านมารายอง ทางตะวันตกของนครซิดนีย์ และตรวจยึดกล้องถ่ายภาพ กุญแจมือ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายรายการ รวมถึงพบสารผลึกสีขาวต้องสงสัยจำนวนเล็กน้อยภายในรถยนต์ของผู้ต้องหา

ชายวัย 35 ปีถูกจับกุมและตั้งข้อหาหลายกระทง รวมถึงลักทรัพย์มูลค่าเกิน 2,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ครอบครองทรัพย์สินที่ได้จากการโจรกรรม ครอบครองอาวุธต้องห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต และครอบครองยาเสพติด

ตำรวจกล่าวหาว่า ผู้ต้องหาซึ่งทำหน้าที่เป็นช่างภาพในงานเดียวกัน ได้ขโมยอุปกรณ์กล้องของนายมีเกอร์ก่อนนำไปจำนำในอีกไม่กี่วันต่อมา โดยศาลอนุญาตให้ประกันตัวภายใต้เงื่อนไขเข้มงวด และมีกำหนดขึ้นศาลอีกครั้งในเดือนมิถุนายน

ก่อนหน้านี้ ภรรยาของนายมีเกอร์ได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เรียกร้องให้ผู้ที่พบกล้องของสามีนำมาคืน โดยระบุว่า “ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่ามีคนหยิบกล้องของเขาไปจากจุดเกิดเหตุ”

ขณะเดียวกัน ยังมีความเคลื่อนไหวอีกด้านของคดี เมื่อพี่ชาย 2 คนของนายอาห์เหม็ด อัล อาห์เหม็ด เจ้าของร้านชาวซีเรีย-ออสเตรเลีย ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นฮีโร่จากการเข้าช่วยหยุดคนร้าย ถูกตั้งข้อหาข่มขู่และพยายามรีดไถเงินจากเขา

อาห์เหม็ดได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิงหลายครั้งระหว่างเข้าต่อสู้กับมือปืน จนเกิดกระแสชื่นชมทั่วประเทศ และมีผู้ร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือมากกว่า 2.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

เอกสารของศาลระบุว่า พี่ชายทั้งสองเรียกร้องเงินคนละ 100,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย พร้อมข่มขู่ว่าจะทำร้ายร่างกาย หากไม่ยอมจ่ายเงิน โดยทั้งคู่ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา และศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามเข้าใกล้อาห์เหม็ดระหว่างดำเนินคดี.

ที่มา NSW Police Force / BBC

สนามบินออสเตรเลียอพยพผู้โดยสารวุ่น หลังพบวัตถุต้องสงสัย สุดท้ายกลายเป็นเครื่องเลเซอร์กำจัดขน

สนามบินออสเตรเลียอพยพผู้โดยสารวุ่น หลังพบวัตถุต้องสงสัย สุดท้ายกลายเป็นเครื่องเลเซอร์กำจัดขน

21 พ.ค. 2569 13:13 น.

สนามบินออสเตรเลียอพยพผู้โดยสารวุ่น หลังพบวัตถุต้องสงสัย สุดท้ายกลายเป็นเครื่องเลเซอร์กำจัดขน

เกิดเหตุแตกตื่นที่สนามบินออสเตรเลีย เมื่อเจ้าหน้าที่สั่งอพยพประชาชน และเรียกหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าตรวจสอบวัตถุต้องสงสัย ระหว่างการสแกนสัมภาระ สุดท้ายพบเป็นเพียงเครื่องเลเซอร์กำจัดขน

ตำรวจรัฐวิกตอเรียเปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเช้าตรู่วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม หลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรวจพบอุปกรณ์ลักษณะน่าสงสัยบนสายพานตรวจสัมภาระ จึงรีบประสานหน่วยเก็บกู้ระเบิดเข้าตรวจสอบทันทีตามมาตรการความปลอดภัย

แต่ภายหลังการตรวจสอบ หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดยืนยันว่า วัตถุดังกล่าวเป็นอุปกรณ์เลเซอร์กำจัดขน ไม่ใช่วัตถุอันตรายแต่อย่างใด

รักษาการสารวัตร นิค อูเบอร์แกงเปิดเผยว่า นอกจากเครื่องเลเซอร์กำจัดขนแล้ว ยังพบภาชนะใส่ช็อกโกแลตร้อนอยู่ในสัมภาระเดียวกัน และเจ้าของกระเป๋าไม่ค่อยให้ความร่วมมือ กับเจ้าหน้าที่ในช่วงแรก ทำให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียด

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เที่ยวบินหลายเที่ยวต้องล่าช้าหรือถูกยกเลิกชั่วคราว ขณะที่ชายเจ้าของสัมภาระไม่ได้ถูกตั้งข้อหาใด ๆ และสนามบินกลับมาเปิดให้บริการตามปกติในเวลาต่อมา

ด้านสนามบินอาวาลอนออกแถลงการณ์ยืนยันว่า วัตถุดังกล่าวไม่ถือเป็นภัยคุกคามอีกต่อไป พร้อมระบุว่าเหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดของระบบรักษาความปลอดภัยและการคัดกรองผู้โดยสาร เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชนและเจ้าหน้าที่ทุกคน.

ที่มา : channelnewsasia

เผย “สี จิ้นผิง” เตรียมเยือนเกาหลีเหนือ จับตาบทบาทจีนหลังประชุมสุดยอดกับทรัมป์

เผย "สี จิ้นผิง" เตรียมเยือนเกาหลีเหนือ จับตาบทบาทจีนหลังประชุมสุดยอดกับทรัมป์

21 พ.ค. 2569 12:46 น.

เผย “สี จิ้นผิง” เตรียมเยือนเกาหลีเหนือ จับตาบทบาทจีนหลังประชุมสุดยอดกับทรัมป์

แหล่งข่าวเผย ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนอาจเดินทางเยือนเกาหลีเหนือเร็วที่สุดสัปดาห์หน้า หลังเพิ่งหารือโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ปักกิ่ง ท่ามกลางการจับตาบทบาทจีนต่อคาบสมุทรเกาหลีและปัญหานิวเคลียร์

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวยอนฮัป รายงานอ้างแหล่งข่าวระดับสูงของรัฐบาลเกาหลีใต้ว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน มีแนวโน้มเดินทางเยือนเกาหลีเหนือเร็วที่สุดในสัปดาห์หน้า หรืออย่างช้าช่วงต้นเดือนหน้า โดยหน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ได้รับข้อมูลบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้แล้ว

เจ้าหน้าที่รัฐบาลเกาหลีใต้รายหนึ่งระบุว่า ก่อนหน้านี้นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน เพิ่งเดินทางเยือนกรุงเปียงยางเมื่อเดือนที่ผ่านมา ขณะที่เจ้าหน้าที่อารักขาและทีมพิธีการของจีนก็เดินทางไปยังเกาหลีเหนือในช่วงหลังเช่นกัน ทำให้กระแสข่าวการเยือนของสี จิ้นผิง มีน้ำหนักมากขึ้น

โดยการพบกันจะยังถือเป็นวาระครบรอบ 65 ปี การลงนามสนธิสัญญาความร่วมมือระหว่างจีนกับเกาหลีเหนืออีกด้วย ก่อนหน้านี้นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ได้แสดงความพร้อมในการกระชับการแลกเปลี่ยนระดับสูงและเสริมสร้างการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์กับจีน  

รายงานระบุว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังสี จิ้นผิง เพิ่งหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งทั้งสองฝ่ายยืนยันเป้าหมายร่วมกันในการปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี ขณะที่แหล่งข่าวอีกคนเปิดเผยว่า สี จิ้นผิง อาจพยายามสวมบทบาทตัวกลางในการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือกับสหรัฐฯ ท่ามกลางความตึงเครียดด้านความมั่นคงในภูมิภาค.

รวบ 3 คนไทยคาสนามบินเอกวาดอร์ ลักลอบขน “อีกัวนาทะเลกาลาปากอส” สัตว์หายาก

รวบ 3 คนไทยคาสนามบินเอกวาดอร์ ลักลอบขน "อีกัวนาทะเลกาลาปากอส" สัตว์หายาก

21 พ.ค. 2569 12:32 น.

รวบ 3 คนไทยคาสนามบินเอกวาดอร์ ลักลอบขน “อีกัวนาทะเลกาลาปากอส” สัตว์หายาก

ตำรวจเอกวาดอร์จับกุมชาวไทย 3 คน หลังถูกกล่าวหาลักลอบขนอีกัวนาทะเลหายาก จากหมู่เกาะกาลาปากอส จำนวน 12 ตัว เตรียมส่งออกไปยังเอเชีย โดยพบอีกัวน่าตาย 1 ตัว และอีกหลายตัวมีอาการบาดเจ็บจากการถูกมัดขาระหว่างขนส่ง

กระทรวงพลังงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศเอกวาดอร์ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุมผู้ต้องหาซึ่งเป็นสัญชาติไทยจำนวน 3 ราย หลังต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ โดยพยายามลักลอบนำ “อีกัวนาทะเลกาลาปากอส” ซึ่งเป็นสัตว์หายากและใกล้สูญพันธุ์จำนวน 12 ตัว ออกนอกประเทศ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ในระหว่างการตรวจสอบสัมภาระผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานนานาชาติโฮอากิน เด โอลเมโด ในเมืองกัวยาคิล เมืองท่าสำคัญของเอกวาดอร์ โดยสุนัขดมกลิ่นเคไนน์ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการตรวจค้นสัตว์ป่าโดยเฉพาะ ได้ส่งสัญญาณเตือนเมื่อดมกลิ่นกระเป๋าเดินทางกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีจุดหมายปลายทางมุ่งหน้าสู่ทวีปเอเชีย

จากการเปิดกระเป๋าตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ต้องพบกับภาพที่น่าสลดใจ เนื่องจากพบอีกัวนาทะเลถูกอัดแน่นอยู่ภายใน โดยมีอีกัวนาตัวหนึ่งได้ล้มตายลงแล้ว ส่วนอีก 11 ตัวที่เหลืออยู่ในสภาพ “มีอาการบาดเจ็บทางร่างกาย” เนื่องจากพวกมันถูกผู้ต้องหามัดขาทั้งสี่ข้างเอาไว้ด้วยกันอย่างแน่นหนาตลอดการขนส่ง

ล่าสุด ศาลเอกวาดอร์ได้มีคำสั่งให้ควบคุมตัวผู้ต้องหาชาวไทยทั้ง 3 รายไว้ในเรือนจำระหว่างรอนำตัวขึ้นศาล ในข้อหาลักลอบค้าสัตว์ป่าคุ้มครองและสายพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งภายใต้กฎหมายของประเทศเอกวาดอร์ ความผิดฐานดังกล่าวมีบทลงโทษจำคุกสูงสุดเป็นเวลา 3 ปี

สำหรับ “อีกัวนาทะเลกาลาปากอส” ถือเป็นสัตว์เฉพาะถิ่นที่สามารถพบได้เพียงแห่งเดียวในโลก ณ หมู่เกาะกาลาปากอส แหล่งมรดกโลกและสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงโด่งดังของเอกวาดอร์ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งในมหาสมุทรแปซิฟิกออกไปราว 1,000 กิโลเมตร ความพิเศษของพวกมันคือ เป็นอีกัวนาเพียงชนิดเดียวในโลกที่มีความสามารถในการดำน้ำลงไปหากินใต้ทะเล โดยสามารถกลั้นหายใจและอยู่ใต้น้ำได้นานสูงสุดถึง 60 นาที

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจเอกวาดอร์กำลังอยู่ระหว่างการขยายผลการสอบสวนอย่างเร่งด่วน เพื่อค้นหาเส้นทางลำเลียงที่ขบวนการนี้ใช้ในการลักลอบขนย้ายสัตว์ป่าออกมาจากหมู่เกาะกาลาปาโกส รวมถึงการตรวจสอบว่าผู้ต้องหาชาวไทยทั้ง 3 คน สามารถเล็ดลอดผ่านระบบการตรวจค้นและมาตรการควบคุมที่เข้มงวดของสนามบินประจำหมู่เกาะกาลาปากอสมาได้อย่างไร.

ที่มา AFP

เพลิงไหม้ “หอเปลวไฟนิรันดร์” อายุพันปี บนเกาะมิยาจิมะของญี่ปุ่น วอดทั้งหลัง

เพลิงไหม้ "หอเปลวไฟนิรันดร์" อายุพันปี บนเกาะมิยาจิมะของญี่ปุ่น วอดทั้งหลัง

21 พ.ค. 2569 12:16 น.

เพลิงไหม้ “หอเปลวไฟนิรันดร์” อายุพันปี บนเกาะมิยาจิมะของญี่ปุ่น วอดทั้งหลัง

เกิดเหตุเพลิงไหม้หอพุทธศาสนาเก่าแก่ในวัดญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษา “เปลวไฟนิรันดร์” ที่ลุกไหม้มานานกว่า 1,000 ปี บนเกาะมิยาจิมะ จังหวัดฮิโรชิมา ทางตะวันตก โดยอาคารถูกไฟเผาวอดทั้งหลัง

ตำรวจท้องถิ่นเปิดเผยว่า เหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นที่ “เรกะโด ฮอลล์” (Reikado Hall) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ภูเขามิเซ็น (Mount Misen) โดยมีผู้แจ้งเหตุเมื่อช่วงเช้าวันพุธที่ผ่านมา

ภาพก่อนเกิดเหตุ
ภาพก่อนเกิดเหตุ

มีรายงานว่าหน่วยดับเพลิงระบุว่า เจ้าหน้าที่ราว 30 นาย ถูกส่งเข้าควบคุมสถานการณ์ และสามารถดับไฟได้สำเร็จในวันพฤหัสบดี แต่ตัวอาคารได้รับความเสียหายอย่างหนักจนพังถล่มทั้งหมด

เรกะโด ฮอลล์ เป็นส่วนหนึ่งของวัดพุทธไดโชอิน ซึ่งมีชื่อเสียงในฐานะสถานที่ประดิษฐาน “เปลวไฟนิรันดร์” ที่เชื่อกันว่า ถูกจุดขึ้นครั้งแรกโดยพระคูไค หรือโคโบ ไดชิ พระสงฆ์ชื่อดังของญี่ปุ่น เมื่อกว่า 1,200 ปีก่อน

ถูกไฟเผาวอดทั้งหลัง
ถูกไฟเผาวอดทั้งหลัง

ตามตำนานท้องถิ่น เปลวไฟดังกล่าวถูกดูแลให้ลุกไหม้อย่างต่อเนื่องมาตลอดหลายศตวรรษ และถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญทางศาสนาและประวัติศาสตร์ของพื้นที่

ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ และเจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนหาสาเหตุของเพลิงไหม้ครั้งนี้.

ที่มา : The Japantimes

“ทรัมป์” เตรียมต่อสายตรงคุยปธน.ไต้หวัน เรื่องขายอาวุธแสนล้าน เมินธรรมเนียมการทูตสหรัฐ-จีน

"ทรัมป์" เตรียมต่อสายตรงคุยปธน.ไต้หวัน เรื่องขายอาวุธแสนล้าน เมินธรรมเนียมการทูตสหรัฐ-จีน

21 พ.ค. 2569 11:59 น.

“ทรัมป์” เตรียมต่อสายตรงคุยปธน.ไต้หวัน เรื่องขายอาวุธแสนล้าน เมินธรรมเนียมการทูตสหรัฐ-จีน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศเตรียมพูดคุยโดยตรงกับประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อตกลงซื้อขายอาวุธมูลค่ากว่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการฉีกธรรมเนียมปฏิบัติทางการทูตครั้งใหญ่ที่สหรัฐฯ ยึดถือมาตั้งแต่ปี 1979

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เขามีแผนที่จะพูดคุยโดยตรงกับ นายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการอนุมัติข้อตกลงขายอาวุธครั้งใหญ่ ซึ่งการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ถือเป็นการแหกกฎและธรรมเนียมทางการทูตอย่างรุนแรง เนื่องจากผู้นำของสหรัฐฯ และไต้หวัน ไม่เคยมีการเจรจาหรือติดต่อกันโดยตรงนับตั้งแต่ปี 1979 ซึ่งเป็นปีที่รัฐบาลสหรัฐฯ ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน เพื่อหันไปรับรองรัฐบาลจีน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเขาวางแผนที่จะพูดคุยกับนายไล่ ก่อนที่จะตัดสินใจเรื่องการขายอาวุธหรือไม่ ทรัมป์ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผมจะคุยกับเขา ผมคุยกับทุกคนอยู่แล้ว เราจะสะสางเรื่องนั้น ซึ่งก็คือปัญหาเรื่องไต้หวัน” พร้อมกันนี้ ทรัมป์ยังได้กล่าวชื่นชมความสัมพันธ์ระหว่างเขากับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนว่า “ยอดเยี่ยมมาก” หลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดเป็นเวลา 2 วันที่กรุงปักกิ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ปัจจุบัน ทรัมป์ระบุว่าเขายังไม่ได้ตัดสินใจขั้นเด็ดขาดว่าจะอนุมัติแผนขายอาวุธมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.57 แสนล้านบาท) ให้กับไต้หวันหรือไม่ ซึ่งตามรายงานระบุว่าแพ็กเกจอาวุธดังกล่าวรวมถึงอุปกรณ์ต่อต้านโดรนและระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ ทั้งนี้ ตามกฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวันปี 1979 สหรัฐฯ มีข้อผูกพันทางกฎหมายในการจัดหาอาวุธเพื่อการป้องกันตนเองให้แก่เกาะไต้หวัน แต่ที่ผ่านมาต้องรักษาสมดุลอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน

ตามรายงานของสำนักข่าวไฟแนนเชียลไทมส์ ระบุว่า ขณะนี้รัฐบาลจีนกำลังชะลอการอนุมัติการเดินทางเยือนของนายเอลบริดจ์ โคลบี เจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายนโยบายของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โดยจีนยื่นเงื่อนไขว่าจะยังไม่เปิดทางให้จนกว่าทรัมป์จะตัดสินใจอย่างชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไรกับข้อตกลงอาวุธของไต้หวัน

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเปิดเผยว่าเขาได้หยิบยกเรื่องการขายอาวุธให้ไต้หวันขึ้นมาหารือ “ในรายละเอียดอย่างเจาะลึก” กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในระหว่างการพบกันที่ปักกิ่ง ซึ่งหากเรื่องนี้เป็นจริง จะถือเป็นการละเมิดนโยบายของสหรัฐฯ อีกหนึ่งข้อ นั่นคือ “หลักประกัน 6 ประการ” ปี 1982 ที่สหรัฐฯ เคยให้คำมั่นกับไต้หวันว่าจะไม่มีการปรึกษาหารือกับจีนก่อนการขายอาวุธให้ไต้หวัน อย่างไรก็ตาม เมื่อทรัมป์ถูกถามถึงข้อผูกพันในยุค 1980 ดังกล่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน เขากลับตอบเพียงว่า “ช่วงปี 1980 มันผ่านมานานมากแล้ว” และย้ำว่า “ผมต้องคุยกับคนที่บริหารไต้หวันอยู่ในตอนนี้ คุณก็รู้ว่าเขาเป็นใคร”

ในการประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทางการจีนได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าประเด็นไต้หวันคือเรื่องที่เปราะบางที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ โดยปูตินและสีจิ้นผิงเคยเตือนว่าอาจเกิด “ความขัดแย้ง” หากจัดการปัญหานี้ไม่ดี แม้ว่าทรัมป์จะแสดงท่าทีลดทอนความเสี่ยงที่จะเกิดสงคราม แต่ยอมรับว่าประธานาธิบดีสีมีจุดยืนที่ “แข็งกร้าวมาก” ในเรื่องนี้ และตัวทรัมป์เองก็ยังไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาใดๆ กับฝั่งจีน

หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง ด้านประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน ได้ออกแถลงการณ์ทันที โดยย้ำว่าไต้หวันเป็น “ประเทศประชาธิปไตยที่มีอธิปไตยและเอกราช” และสันติภาพในช่องแคบไต้หวันจะไม่ถูก “เซ่นสังเวยหรือใช้เป็นสิ่งของแลกเปลี่ยน” พร้อมเน้นย้ำว่าการซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ คือกุญแจสำคัญในการรักษาความมั่นคงในภูมิภาค ซึ่งภายใต้การนำของนายไล่ ไต้หวันได้เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมอย่างมหาศาลเพื่อรับมือกับแรงกดดันทางทหารที่เพิ่มขึ้นจากจีน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โดนัลด์ ทรัมป์ ฉีกธรรมเนียมปฏิบัติทางการทูต เพราะย้อนกลับไปในปี 2016 หลังชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใหม่ๆ เขาก็เคยต่อสายตรงพูดคุยกับ นางไช่อิงเหวิน ผู้นำไต้หวันในขณะนั้น จนทำให้รัฐบาลจีนยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการมาแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ เพิ่งอนุมัติข้อตกลงขายอาวุธมูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐให้ไต้หวัน ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อตกลงที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา และสร้างความไม่พอใจให้กับจีนเป็นอย่างมาก.

ที่มา BBC / Reuters

สหภาพแรงงานซัมซุง ระงับหยุดงานประท้วง 18 วัน หลังบรรลุข้อตกลงค่าจ้างชั่วคราว

สหภาพแรงงานซัมซุง ระงับหยุดงานประท้วง 18 วัน หลังบรรลุข้อตกลงค่าจ้างชั่วคราว

21 พ.ค. 2569 11:16 น.

สหภาพแรงงานซัมซุง ระงับหยุดงานประท้วง 18 วัน หลังบรรลุข้อตกลงค่าจ้างชั่วคราว

สหภาพแรงงานของบริษัทซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลก ประกาศระงับแผนประท้วงนัดหยุดงาน 18 วัน  “จนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม” หลังการเจรจากับฝ่ายบริหารกลับมาเดินหน้าอีกครั้ง โดยมีนายคิม ยองฮุน รัฐมนตรีแรงงานเกาหลีใต้ เข้าร่วมในการเจรจา ส่งผลให้หุ้นซัมซุงพุ่งรับข่าวทันที 6.5%

สหภาพแรงงานของบริษัทซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลก ประกาศระงับแผนนัดหยุดงานในเกาหลีใต้ “จนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม” หลังการเจรจากับฝ่ายบริหารกลับมาเดินหน้าอีกครั้ง โดยมีนายคิม ยองฮุน รัฐมนตรีแรงงานเกาหลีใต้ เข้าร่วมในการเจรจา

ก่อนหน้านี้ สหภาพแรงงานประกาศเตรียมหยุดงานตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค. หลังการเจรจาเรื่องโบนัสล้มเหลว สร้างความกังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และห่วงโซ่อุปทานชิปทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ล่าสุดสหภาพแรงงานระบุว่า จะนำข้อตกลงค่าจ้างเบื้องต้นเข้าสู่การลงคะแนนเสียงของสมาชิกทุกคน ระหว่างวันที่ 23-28 พฤษภาคมนี้

รัฐมนตรีแรงงานเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงผ่านการเจรจาโดยสมัครใจ พร้อมขอบคุณที่ยังคงรักษาช่องทางการพูดคุยไว้จนถึงนาทีสุดท้าย

ด้านซัมซุงออกแถลงการณ์ขอโทษต่อความกังวลที่เกิดขึ้น พร้อมให้คำมั่นว่าจะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารและแรงงานให้มีความสร้างสรรค์และเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์ลักษณะนี้อีก

การประท้วงครั้งนี้ถูกจับตามองว่าอาจมีขนาดใหญ่กว่าการนัดหยุดงานเมื่อปี 2024 ซึ่งมีพนักงานเข้าร่วมประมาณ 6,000 คน โดยสหภาพแรงงานระบุว่า มีสมาชิกเกือบ 50,000 คนเตรียมหยุดงานนาน 18 วัน หลังไม่พอใจระบบแบ่งโบนัสของบริษัท

สหภาพแรงงานเรียกร้องให้ยกเลิกเพดานโบนัสที่กำหนดไว้ไม่เกิน 50% ของเงินเดือนต่อปี และต้องการให้บริษัทแบ่งกำไรจากการดำเนินงาน 15% มาเป็นโบนัสพนักงาน หลังซัมซุงได้รับอานิสงส์จากกระแสปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จนกำไรจากการดำเนินงานไตรมาสแรกพุ่งขึ้นราว 750% เมื่อเทียบกับปีก่อน และมูลค่าตลาดทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม

สหภาพแรงงานยังเปรียบเทียบว่า พนักงานของบริษัทคู่แข่งอย่าง SK hynix ได้รับโบนัสสูงกว่าพนักงานซัมซุงมากกว่า 3 เท่า พร้อมระบุว่าความไม่โปร่งใสของระบบโบนัสเป็นสาเหตุที่ทำให้พนักงานจำนวนมากลาออกและหันมาเข้าร่วมสหภาพแรงงานเพิ่มขึ้น

แม้มีความกังวลต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจ เนื่องจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์คิดเป็นประมาณ 35% ของมูลค่าการส่งออกเกาหลีใต้ แต่นักวิเคราะห์มองว่า หากเกิดการหยุดงานจริง ผลกระทบอาจจำกัดอยู่เฉพาะบางหน่วยธุรกิจ เนื่องจากโรงงานผลิตชิปหลักของซัมซุงมีระบบอัตโนมัติสูง

ด้านตลาดหุ้นตอบรับเชิงบวก โดยหุ้นซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ พุ่งขึ้นสูงสุด 6.5% ในการซื้อขายช่วงเช้าวันพฤหัสบดี หลังนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการนัดหยุดงานครั้งใหญ่.

ที่มา AFP / Reuters

รัสเซียส่งเครื่องบินรบสกัดเครื่องบินสอดแนมอังกฤษเหนือทะเลดำในระยะประชิด

รัสเซียส่งเครื่องบินรบสกัดเครื่องบินสอดแนมอังกฤษเหนือทะเลดำในระยะประชิด

21 พ.ค. 2569 10:50 น.

รัสเซียส่งเครื่องบินรบสกัดเครื่องบินสอดแนมอังกฤษเหนือทะเลดำในระยะประชิด

กระทรวงกลาโหมอังกฤษ เปิดเผยว่า เกิดเหตุเครื่องบินรบของรัสเซีย 2 ลำ บินเข้าสกัดเครื่องบินสอดแนมไร้อาวุธของกองทัพอากาศอังกฤษ  โดยมีระยะห่างจากส่วนหัวของเครื่องบินอังกฤษเพียง 6 เมตร  อย่าง “อันตรายและเกิดขึ้นซ้ำหลายครั้ง” เหนือน่านฟ้าสากลบริเวณทะเลดำเมื่อเดือนที่ผ่านมา 

รายงานระบุว่า เครื่องบินขับไล่ Su-35 ของรัสเซียได้บินเข้ามาประชิดเครื่องบินลาดตระเวนและสอดแนมรุ่น ริเวต จอยต์ (Rivet Joint) ของอังกฤษ ในระยะที่ใกล้มากจนส่งผลให้ระบบเตือนภัยฉุกเฉินของเครื่องบินอังกฤษทำงาน และทำให้ระบบบินอัตโนมัติถูกตัดการทำงานในทันที นอกจากนี้ เครื่องบินขับไล่ Su-27 อีกหนึ่งลำของรัสเซีย ยังได้บินโฉบตัดหน้าเครื่องบินของอังกฤษถึง 6 ครั้ง โดยมีระยะห่างจากส่วนหัวของเครื่องบินอังกฤษเพียง 6 เมตร เท่านั้น

นายจอห์น ฮีลีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอังกฤษ ได้กล่าวชื่นชม “ความเป็นมืออาชีพอย่างยอดเยี่ยม” ของนักบินและลูกเรืออังกฤษในการรับมือกับสถานการณ์วิกฤต พร้อมทั้งประณามการกระทำของรัสเซียอย่างรุนแรง

นายฮีลีย์ กล่าวว่า “เหตุการณ์นี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของพฤติกรรมที่อันตรายและยอมรับไม่ได้โดยนักบินรัสเซีย ต่อเครื่องบินที่ไม่มีอาวุธซึ่งปฏิบัติการอยู่ในน่านฟ้าสากล การกระทำเหล่านี้สร้างความเสี่ยงร้ายแรงที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุ และอาจนำไปสู่การยกระดับความรุนแรงของสถานการณ์ได้” 

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีกลาโหมอังกฤษย้ำชัดว่า เหตุการณ์นี้จะไม่ลดทอนความมุ่งมั่นของสหราชอาณาจักรในการปกป้องนาโต รวมถึงพันธมิตรและผลประโยชน์ของประเทศจากความก้าวร้าวของรัสเซีย โดยในขณะที่เกิดเหตุ เครื่องบินริเวต จอยต์ กำลังปฏิบัติภารกิจบินลาดตระเวนตามปกติเพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยบริเวณพื้นที่ชายแดนทางตะวันออกของนาโต ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษได้ติดต่อไปยังสถานทูตรัสเซียเพื่อเรียกร้องให้มีการประณามต่อเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว

กระทรวงกลาโหมอังกฤษระบุว่า พฤติกรรมก้าวร้าวของรัสเซียในภูมิภาคนี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยก่อนหน้านี้เพิ่งมีการตรวจพบกิจกรรมที่ผิดปกติของเรือดำน้ำรัสเซีย บริเวณโครงสร้างพื้นฐานใต้ทะเลที่สำคัญของอังกฤษในทะเลเหนือ

เหตุการณ์ครั้งล่าสุดนี้ ยังมีความคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อเดือนกันยายน ปี 2022 ซึ่งในครั้งนั้น นักบินรัสเซียที่ฝ่าฝืนคำสั่ง ได้พยายามยิงขีปนาวุธจำนวน 2 ลูกใส่เครื่องบินริเวต จอยต์ ของอังกฤษลำเดียวกันนี้เหนือน่านฟ้าทะเลดำ โดยขีปนาวุธลูกแรกพลาดเป้าไป ซึ่งในเวลานั้นทางการรัสเซียอ้างว่าเกิดจาก “ระบบขัดข้องทางเทคนิค” และทางการอังกฤษก็ยอมรับคำชี้แจงนั้นต่อสาธารณชน แต่ในเวลาต่อมา แหล่งข่าวความมั่นคงระดับสูงของตะวันตก 3 รายได้เปิดเผยกับสำนักข่าวบีบีซีว่า แท้จริงแล้วนักบินรัสเซียตั้งใจยิงขีปนาวุธหลังจากได้รับคำสั่งที่คลุมเครือจากสถานีภาคพื้นดินของรัสเซียเอง

สำหรับเครื่องบินรุ่น RC-135W ริเวต จอยต์ ลำที่เกิดเหตุ สังกัดฝูงบินที่ 51 ของกองทัพอากาศอังกฤษ โดยปกติจะประจำการอยู่ที่ฐานทัพในมณฑลลิงคอล์นเชียร์ เครื่องบินชนิดนี้ติดตั้งเซนเซอร์ขั้นสูงที่สามารถดักจับและวิเคราะห์สัญญาณต่าง ๆ ในระบบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้สามารถส่งข้อมูลข่าวกรองเชิงกลยุทธ์และยุทธวิธีให้กับกองทัพได้แบบเรียลไทม์.

ที่มา BBC