“อนุทิน” ลุยหาเสียงกับพี่น้องมุสลิมบางกะปิ ช่วย “โอ๋ ฐิติภัสร์” ลั่นดูแลทุกศาสนาเท่าเทียม

“อนุทิน” ลุยหาเสียงกับพี่น้องมุสลิมบางกะปิ ช่วย “โอ๋ ฐิติภัสร์” ลั่นดูแลทุกศาสนาเท่าเทียม

7 ก.พ. 2569 13:56 น.

“อนุทิน” ลุยหาเสียงกับพี่น้องมุสลิมบางกะปิ ช่วย “โอ๋ ฐิติภัสร์” ลั่นดูแลทุกศาสนาเท่าเทียม

“อนุทิน” ควง “สีหศักดิ์-ซาบีดา-วราวุธ” พบพี่น้องมุสลิมบางกะปิ วอนเลือก “โอ๋ ฐิติภัสร์” ลั่นดูแลทุกศาสนาเท่าเทียม-ช่วยเหลือแสวงบุญเต็มที่ รับปากปมชายแดน ไม่ยอมเสียเปรียบ

เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ที่มัสยิดยามิอุ้ลมุตตากีน เขตบางกะปิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ นายวราวุธ ศิลปอาชา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงให้กับ น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 14 พร้อมพบปะพูดคุยกับพี่น้องมุสลิม

นายอนุทิน กล่าวทักทาย ว่า “ขอความสันติสุขจงมีแด่พวกท่าน” วันนี้พวกตนได้มาที่มัสยิดแห่งนี้ ดีใจที่ได้มาพบพี่น้องชาวมุสลิมที่มีน้ำใจและบุญคุณกับพรรค พรรคภูมิใจไทยรู้สึกถึงความสำคัญของคนทุกเชื้อชาติ ศาสนา และโชคดีที่ได้ครอบครัวของนายชาดา ไทยเศรษฐ์ มี น.ส.ซาบีดา มาช่วยเป็นกำลังหลักรับใช้บ้านเมือง เมื่อตนลงพื้นที่ 3 จ.ชายแดนภาคใต้ ได้รับการต้อนรับที่อุ่นใจตลอด วันนี้มี น.ส.ซาบีดา ซึ่งเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ ที่จะเชื่อมความสัมพันธ์แม้จะต่างชาติต่างศาสนา และเชื่อว่าจะทำให้มีแต่คนไทยรักกันไม่ว่าศาสนาใด ส่วนตนแม้จะเป็นชาวพุทธ แต่ขอให้มั่นใจว่าการทำงานของตนจะไม่มีคำว่าพี่น้องมุสลิม พุทธ คาทอลิก หรือศาสนาใด เพราะทำงานให้กับคนไทยทุกคน ทุกศาสนา ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดก็เคารพ และได้กำชับ น.ส.ซาบีดา ให้ทำงานทุกอย่าง เพื่อให้พี่น้องชาวมุสลิมได้ไปแสวงบุญได้เต็มที่และเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด หากมีเรื่องใดที่ยังตกค้าง ก็ให้เดินหน้าต่อไปให้ดูแลพี่น้องมุสลิมที่ จ.สงขลา และ 3 จ.ชายแดนภาคใต้ ด้วยเช่นกัน

“วันนี้มาขอการสนับสนุนจากพี่น้องมุสลิมทุกคนให้ช่วยเลือก โอ๋ ฐิติภัสร์ ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ขยันขันแข็งให้ได้เข้าไปทำงาน ขอให้เลือกพรรคที่ทำงานและผู้แทนที่เข้มแข็ง”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างพูดคุย ประชาชนฝากนายกฯ ดูเรื่องชายแดน เรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรค และราคาพลังงาน และอย่าเปิดด่าน โดยนายอนุทิน กล่าวกับประชาชนว่า เราดูแลเรื่องทหารเรื่องชายแดนอยู่แล้ว จะไม่ทำอะไรที่เป็นการฝืนความรู้สึกประชาชนเด็ดขาด จะไม่ให้ประเทศไทยเสียเปรียบ แต่วันนี้เป็นนายกฯไปพูดอะไรจะถูกแปลไปว่าไม่มีความสำนึกทางการทูต ขอรับรองว่าจะไม่ทำอะไรในสิ่งที่พี่น้องคนไทยไม่ปรารถนาเด็ดขาด ไม่ให้ใครมาเอาประโยชน์ง่ายๆอย่างเมื่อก่อน ไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน ส่วนเรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรค ก็ทำตั้งแต่สมัยที่ตนเป็น รมว.สาธารณสุข และจะยกระดับขึ้นไปมากกว่านี้ จะดูเรื่องการรักษาพยาบาลให้ครอบคลุมโรคต่างๆ และเรื่องค่าครองชีพทั้งน้ำมัน ไฟฟ้า จะลดราคาลงและจะส่งเสริมให้ชุมชนในการจำหน่ายโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้น

ด้าน น.ส.ซาบีดาให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางมาช่วย น.ส.ฐิติภัสร์ หาเสียงกับกลุ่มเพื่อนหญิงพลังหญิงตั้งเป้าไว้อย่างไร ว่า เท่าที่ลงมาในพื้นที่เขตนี้เรียกพี่โอ๋ทั้งซอย ไม่ใช่สุดซอย หลายคนบอกว่าเลือกอยู่แล้ว ซึ่งถือว่าเสียงตอบรับดีมากและกระแสพรรคภูมิใจไทยเบอร์ 37 ดีมาก

น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า อยากฝากประชาชนชาวกรุงเทพฯ ขอให้เลือกพรรคภูมิใจไทยและ สส.เขต ของพรรค เพราะพรรคเราพูดแล้วทำ และที่สำคัญเราเป็นคนทำเป็น มีประสบการณ์ และตั้งใจทำงาน เข้าใจพื้นที่เป็นอย่างดี จึงอยากฝากขอคะแนนให้พวกเราได้มาเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนทำหน้าที่แทนท่าน เราจะทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและตั้งใจทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน พร้อมระบุว่าความจริงไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหนก็แล้วแต่ เราก็เป็นพรรคที่รักประชาธิปไตยเช่นกันและที่สำคัญพรรคภูมิใจไทยมีเจตนารมณ์ที่จะเข้ามาดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกด้านทุกวัยทุกสาขาอาชีพ เพราะทุกคนถือเป็นส่วนสำคัญของสังคมนี้ ที่พรรคภูมิใจไทยไม่เคยมองข้ามและไม่เคยละเลย ดังนั้นจึงขอให้เลือกพรรคภูมิใจไทยรวมพลังสร้างปรากฏการณ์สีน้ำเงินในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เราจะทำงานเต็มที่เพื่อให้ประเทศไทยได้ไปต่อ

ด้าน น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าวว่า ส่วนตัวมีความตั้งใจในการอาสามาทำหน้าที่เป็นผู้แทนให้กับประชาชนในเขตบางกะปิ วังทองหลาง เนื่องจากตนเกิดและเติบโตอยู่ในเขตพื้นที่อยู่แล้ว ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาชนจะเห็นถึงความตั้งใจและนโยบายดีๆของพรรคภูมิใจไทย ที่มีมาให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อพิจารณา ไม่ว่าจะเรื่องผู้บริหารมืออาชีพ รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่เรามี รวมถึง น.ส.ซาบีดา ที่จะมาเป็นตัวแทนพี่น้องชาวมุสลิม ที่จะมาทำหน้าที่ฝ่ายบริหารของรัฐบาล

ลุยตลาดสายไหม ช่วย “เอกภพ” บอกแม่ค้า “ไม่ต้องเก็บป้ายคนละครึ่ง เดี๋ยวมาอีก” 

จากนั้นเมื่อเวลา 12.00 น. นายอนุทิน ลุยหาเสียงต่อเขตสายไหม ช่วยนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้สมัคร สส.เขต 11  โดยมาเดินตลาดเอซี สายไหม พบปะบรรดาพ่อค้าแม่ค้าและประชาชน ที่มาจับจ่ายซื้อของในตลาด โดยหลายคนเข้ามาขอถ่ายรูป พร้อมกับให้กำลังใจ บางช่วงบางตอนได้หันไปเห็นป้ายคนละครึ่ง ตามร้านค้า นายอนุทิน ได้บอกว่า “อย่าเพิ่งเก็บป้ายนะ เดี๋ยวมาอีก” ยืนยัน หากได้เป็นรัฐบาลจะสานต่อโครงการนี้แน่นอน

นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังได้เข้ามาในโซนของอาหารสด แวะดูวัตถุดิบ ถามถึงการค้าการขาย ว่าเป็นอย่างไรบ้าง มีประชาชนเข้ามาให้กำลังใจ พร้อมกับบอกว่าจะเลือกเบอร์ 37 แน่นอน ก่อนจะขึ้นรถไปพบปะประชาชนต่อ

ทั้งนี้ จังหวะที่นายอนุทิน ขึ้นรถแห่และเตรียมตัวจะเดินทางออกจากตลาดเอซี หันรถออก ขบวนคาราวานรถแห่ของพรรคประชาชน ที่มีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เลี้ยวเข้ามาในตลาดพอดี คาดกันเพียงนิดเดียว ทำให้ผู้นำทั้ง 2 พรรคไม่ได้เจอกัน ก่อนที่เวลา 13.20 น. นายอนุทิน ขึ้นรถแห่เดินทางมาถึงหมู่บ้านเอื้ออาทร ถนนเพิ่มสิน เพื่อพบปะประชาชน ท่ามกลางเสียงปรบมือต้อนรับ

เลือกตั้ง 2569 กี่โมง บัตรเลือกตั้ง 3 ใบ ต้องกาอย่างไร ปากกาต้องเอาไปเองไหม

เลือกตั้ง 2569 กี่โมง บัตรเลือกตั้ง 3 ใบ ต้องกาอย่างไร ปากกาต้องเอาไปเองไหม

7 ก.พ. 2569 13:55 น.

เลือกตั้ง 2569 กี่โมง บัตรเลือกตั้ง 3 ใบ ต้องกาอย่างไร ปากกาต้องเอาไปเองไหม

เลือกตั้ง 2569 : บัตรเลือกตั้ง 3 ใบมีอะไรบ้าง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องรู้ พรุ่งนี้ได้บัตร 3 ใบ เพื่อกา สส.เขต-สส.บัญชีรายชื่อ และออกเสียงประชามติ พร้อมไขคำตอบต้องเตรียมอะไรไปบ้างก่อนเข้าคูหา ปากกาต้องเอาไปเองไหม

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้ง ออกมารณรงค์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อย่าลืมออกมาใช้สิทธิในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพราะ 1 เสียงของท่านมีความหมาย สามารถใช้เปลี่ยนประเทศได้ โดยในวันดังกล่าว นอกจากจะลงคะแนนให้ สส.เขต และบัญชีรายชื่อแล้ว ยังต้องเข้าคูหาเพื่อไปออกเสียงประชามติด้วย

วิธีเลือกตั้ง 2569 บัตรเลือกตั้ง 3 ใบมีอะไรบ้าง

1. บัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต (บัตรเลือกตั้งสีเขียว)

  • เป้าหมาย: เลือก “คนที่ชอบ” ให้เป็น สส. ประจำเขตของคุณ
  • ลักษณะบัตร: จะมีหมายเลขผู้สมัคร และช่องกากบาท (มักจะไม่มีชื่อและโลโก้พรรคในใบนี้)
  • วิธีกา: กากบาท (X) ในช่องหมายเลขของผู้สมัครที่คุณต้องการได้เพียงหมายเลขเดียว

2. บัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ (บัตรเลือกตั้งสีชมพู)

  • เป้าหมาย: เลือก “พรรคที่ใช่” เพื่อไปคำนวณจำนวน สส. ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคนั้นๆ
  • ลักษณะบัตร: จะมีหมายเลขพรรค โลโก้พรรค และชื่อพรรคการเมือง ชัดเจน
  • วิธีกา: กากบาท (X) ในช่องของพรรคการเมืองที่คุณต้องการได้เพียงพรรคเดียว

3. บัตรออกเสียงประชามติ (บัตรเลือกตั้งสีเหลือง)

  • เป้าหมาย: เปิดทางให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
  • ลักษณะบัตร: มีช่องสี่เหลี่ยมเพียง 3 ช่อง กับคำถาม “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”
  • วิธีกา: กากบาท (X) ในช่องเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรือไม่แสดงความเห็น เพียงช่องเดียว

ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 2569

ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ต้องตรวจสอบสิทธิก่อนเข้าคูหา โดยสามารถกรอกหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ได้ 2 ช่องทาง ดังนี้

1. ตรวจสอบสิทธิการเลือกตั้ง สส. ได้ที่เว็บไซต์กรมการปกครอง คลิกที่นี่

2. ตรวจสอบสิทธิการออกเสียงประชามติ ได้ที่เว็บไซต์กรมการปกครอง คลิกที่นี่

หลักฐานที่ใช้แสดงตนในการเลือกตั้ง

  • บัตรประจำตัวประชาชน: ใช้ได้ทั้งที่ยังไม่หมดอายุ และที่หมดอายุแล้ว
  • เอกสารอื่นที่ทางราชการออกให้: เช่น ใบขับขี่, หนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) หรือบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เอกสารเหล่านี้ต้องยังไม่หมดอายุเท่านั้น ถึงจะใช้ได้ครับ
  • หลักฐานดิจิทัล: สามารถแสดงผ่านแอปพลิเคชันของรัฐได้ เช่น ThaID (บัตรประชาชนดิจิทัล) หรือ DLT QR LICENCE (ใบขับขี่ดิจิทัล)

เลือกตั้งต้องเอาปากกาไปเองไหม

อย่างไรก็ตาม ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่จำเป็นต้องเตรียมปากกาไปเอง เพราะในคูหาเลือกตั้งจะมีปากกาลูกลื่นจัดเตรียมไว้ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนอยู่แล้ว แต่ถ้าหากมีความกังวลเรื่องสุขอนามัย หรืออยากใช้ของตัวเองเพื่อให้มั่นใจ ต้องเป็นปากกาลูกลื่นสีน้ำเงินเท่านั้น ห้ามใช้ปากกาสีอื่น (เช่น แดง หรือดำ) และไม่ควรใช้ปากกาเจลที่หมึกอาจจะเยิ้มหรือทะลุไปด้านหลัง จนทำให้บัตรกลายเป็นบัตรเสียได้

เปิด-ปิดหีบเลือกตั้งกี่โมง

ทั้งนี้ เวลาเปิด-ปิดหีบ จะเปิดให้ลงคะแนนตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. พร้อมขอเตือนประชาชนที่ไปใช้สิทธิ ห้ามฉีกบัตรเลือกตั้ง เนื่องจากมีความผิดตามกฎหมาย และห้ามแสดงสัญลักษณ์อื่นนอกเหนือจาก กากบาท ในช่องหมายเลขเป็นอันขาด มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นบัตรเสีย

บทความและข่าว “เลือกตั้ง 2569”

เจรจายังไม่จบ ทรัมป์ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร ขู่ขึ้นภาษีประเทศที่ยังค้าขายกับอิหร่าน

เจรจายังไม่จบ ทรัมป์ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร ขู่ขึ้นภาษีประเทศที่ยังค้าขายกับอิหร่าน

7 ก.พ. 2569 11:24 น.

เจรจายังไม่จบ ทรัมป์ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร ขู่ขึ้นภาษีประเทศที่ยังค้าขายกับอิหร่าน

ทรัมป์ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร เปิดทางให้สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจากประเทศที่ยังคงทำการค้ากับอิหร่าน กระทบต่อประเทศคู่ค้าทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจอิหร่านไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เปิดทางให้สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจากประเทศที่ยังคงทำการค้ากับอิหร่าน ซึ่งแม้คำสั่งดังกล่าวจะยังไม่ระบุอัตราภาษีที่แน่ชัด แต่ได้ยกตัวอย่างอัตรา 25% และระบุว่า จะบังคับใช้กับสินค้าที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ จากประเทศใดก็ตามที่ ซื้อ นำเข้า หรือได้มาซึ่งสินค้าและบริการจากอิหร่าน ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

ทรัมป์ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อคำสั่งนี้โดยตรง แต่ระหว่างให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน เมื่อคืนวันศุกร์ เขาย้ำจุดยืนเดิมว่าอิหร่านต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์

คำสั่งฝ่ายบริหารดังกล่าวมีขึ้นในช่วงเดียวกับที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และอิหร่าน กำลังเจรจากันที่ประเทศโอมาน หลังจากทั้งสองฝ่ายใช้ถ้อยคำแข็งกร้าวใส่กันต่อเนื่องหลายสัปดาห์

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยขู่ว่าจะเก็บภาษี 25% กับประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่านมาแล้ว โดยเมื่อวันที่ 12 มกราคม เขาโพสต์บน Truth Social ระบุว่า

“ประเทศใดก็ตามที่ทำธุรกิจกับสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน จะต้องถูกเก็บภาษี 25% สำหรับธุรกิจทั้งหมดที่ทำกับสหรัฐอเมริกา มีผลทันที”

อย่างไรก็ตาม ในขณะนั้นยังไม่มีรายละเอียดว่ามาตรการดังกล่าวจะถูกบังคับใช้ในทางปฏิบัติอย่างไร

ทำเนียบขาวแถลงว่า คำสั่งฝ่ายบริหารฉบับล่าสุดนี้ เป็นการตอกย้ำว่า สหรัฐฯ ยังคงประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน และระบุด้วยว่า ประธานาธิบดีสามารถแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนมาตรการได้ หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง โดยจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีปฏิกิริยาอย่างเป็นทางการจากฝ่ายอิหร่าน

การเจรจาที่โอมานซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันศุกร์ ถือเป็นการพบกันครั้งแรกระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และอิหร่าน นับตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่สหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์หลัก 3 แห่งของอิหร่าน

คณะผู้แทนอิหร่านนำโดย อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศ ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ มี สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษ และ จาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของทรัมป์เข้าร่วม

ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนแอร์ฟอร์ซวันว่า การเจรจาเป็นไปด้วยดี และมองว่าอิหร่าน “ต้องการทำข้อตกลงอย่างมาก” พร้อมเตือนว่า “หากพวกเขาไม่ยอมทำข้อตกลง ผลที่ตามมาจะรุนแรงมาก” คาดว่าจะมีการเจรจาอีกครั้งในช่วงต้นสัปดาห์หน้า

ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน บัดร์ อัลบูไซดี ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลาง ระบุว่า การพูดคุยครั้งนี้เป็นประโยชน์ในการทำความเข้าใจมุมมองของทั้งสองฝ่าย และช่วยระบุแนวทางที่อาจนำไปสู่ความคืบหน้าได้

ขณะที่อารักชีโพสต์บน X ระบุว่า การเจรจาเป็นการเริ่มต้นที่ดี และบรรยากาศโดยรวมเป็นไปในเชิงบวก โดยขณะนี้คณะเจรจาได้เดินทางกลับประเทศของตนเพื่อหารือภายในแล้ว.

ที่มา BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สหรัฐอิหร่าน

รอยเตอร์เปิดโปงฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชา พบจัดฉากเหมือนธนาคารและโรงพัก

รอยเตอร์เปิดโปงฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชา พบจัดฉากเหมือนธนาคารและโรงพัก

7 ก.พ. 2569 08:39 น.

รอยเตอร์เปิดโปงฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชา พบจัดฉากเหมือนธนาคารและโรงพัก

ผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ส ลงพื้นที่สำรวจฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชา พบเอกสารจำนวนมาก แถมพบว่ามีการจัดฉากเหมือนธนาคาร และสถานีตำรวจเพื่อเอาไว้หลอกเหยื่อ สร้างความเสียหายหลายพันล้านดอลลาร์ทั่วโลก

สำนักข่าวรอยเตอร์สมีการเผยภาพถ่ายจำนวนมาก ของฐานสแกมเมอร์ที่ถูกทิ้งร้างในกัมพูชา โดยภายในอาคารมีสภาพถูกทิ้งร้างอย่างเร่งรีบ โต๊ะทำงานเต็มไปด้วยเอกสารกระจัดกระจาย มีห้องหลายห้องถูกจัดฉากให้เหมือน สำนักงานตำรวจของสิงคโปร์และออสเตรเลีย รวมถึงห้องที่จำลองเป็นธนาคารในเวียดนาม

ในกองเอกสารเหล่านั้น มีข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อจำนวนมาก ตั้งแต่ชายชาวญี่ปุ่นวัย 73 ปี พร้อมเบอร์โทรศัพท์และยอดเงินในบัญชี ไปจนถึงหญิงชาวอเมริกันที่เปิดเผยว่าเคยตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว นอกจากนี้ยังพบ สคริปต์หลอกลวงแบบ Romance Scam และบทพูดสำหรับ สวมรอยเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ

รอยเตอร์สระบุว่า กลุ่มอาคารร้างแห่งนี้ชื่อ Royal Hill ตั้งอยู่ใกล้เมืองโอร์เสม็ด จังหวัดอุดรมีชัย ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ถูกจับตาว่าเป็นศูนย์กลางอาชญากรรมค้ามนุษย์และสแกมออนไลน์ โดยสื่อรายนี้เป็นสำนักข่าวต่างชาติรายแรกที่สามารถตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารบางส่วนได้

หนึ่งในเอกสารถูกยืนยัน โดยการติดต่อไปยังชายชาวญี่ปุ่นที่มีชื่ออยู่ในแฟ้มข้อมูล เขาเล่าว่าเมื่อปลายปีที่ผ่านมาได้รับโทรศัพท์จากผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า ขู่ว่าจะตัดไฟ หากไม่ให้ข้อมูลธนาคาร

แม้เขาจะไม่โอนเงิน แต่ก็เผลอเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวหลายอย่าง แล้วมานึกทีหลังว่ามันเป็นความผิดพลาด

ทั้งนี้ รอยเตอร์สไม่สามารถยืนยันได้ว่า ใครเป็นผู้ควบคุมกลุ่มอาคาร Royal Hill ตัวจริง เนื่องจากข้อมูลกรรมสิทธิ์ที่ดินในกัมพูชาเข้าถึงได้ยาก

อย่างไรก็ตาม เอกสารภาษาจีนที่พบในพื้นที่ ระบุว่า ผู้บริหารที่ไม่เปิดเผยตัวตนได้ปล่อยเช่าพื้นที่ให้กลุ่มสแกมหลายกลุ่ม โดยมีชื่อบุคคลหนึ่งชื่อ “จาง” ระบุเป็นผู้เช่า แต่เขาไม่ตอบรับการติดต่อจากสื่อ

รัฐบาลกัมพูชาออกแถลงการณ์ระบุว่า อาคารดังกล่าวเป็นโรงแรม และกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายเข้ายึดพื้นที่ด้วยกำลัง ขณะที่โฆษกกระทรวงมหาดไทยย้ำว่า รัฐบาลมีความตั้งใจ ปราบปรามศูนย์สแกม และตั้งเป้ากำจัดอาชญากรรมไซเบอร์ภายในเดือนเมษายน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็น ศูนย์กลางอุตสาหกรรมโกงออนไลน์ระดับโลก โดยเฉพาะในกัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ และพื้นที่ไร้กฎหมายตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา ศูนย์เหล่านี้มักถูกควบคุมโดย เครือข่ายอาชญากรรมชาวจีน และใช้แรงงานที่เป็นเหยื่อค้ามนุษย์ ทำงานในสภาพโหดร้าย

สหรัฐฯ ประเมินว่า ในปี 2024 ชาวอเมริกันสูญเงินจากสแกมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

การโจมตีทางอากาศของไทยในเดือนธันวาคม ซึ่งกองทัพไทยอ้างว่า ศูนย์เหล่านี้ถูกใช้เป็นฐานปล่อยโดรน รวมถึงการกวาดล้างของรัฐบาลกัมพูชา ทำให้มีผู้คนกว่า 100,000 คน อพยพออกจากศูนย์ปฏิบัติการสแกมทั่วประเทศ

รอยเตอร์สยังเปิดเผยเอกสารอีกชุดหนึ่งที่พบในพื้นที่ ซึ่งเชื่อว่าเป็นโซนผู้บริหาร เผยให้เห็นมาตรการควบคุมเข้มงวด เช่น มีการฝึกซ้อมปราบจลาจลและแผนฉุกเฉินแบบทหาร มีคำสั่งห้ามคนภายนอกเข้าใกล้ คำสั่งห้ามเรียกบริการส่งอาหาร และบังคับให้ใช้พฤติกรรมสุภาพ และห้ามทำกิจกรรมที่ระบุว่าผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ยังพบเอกสารการเงินที่ระบุว่า ผู้บริหารเรียกเก็บค่าเช่าจากกลุ่มสแกม หลายพันดอลลาร์ต่อเดือน และบางกลุ่มค้างค่าเช่า

นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลกระเป๋าเงินคริปโต ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านบล็อกเชนระบุว่า เชื่อมโยงกับบริการเสี่ยงสูง เช่น การพนันและการแปลงเงินสด

บันทึกในสมุดเล่มหนึ่งลงวันที่ตุลาคม 2025 ระบุว่า วันนั้นคนโทรศัพท์หลอกเหยื่อ โดนด่ากลับมาอย่างเดียว และเจอแต่คนรู้ทัน.

ที่มา : รอยเตอร์ส

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สแกมเมอร์

กัมพูชาฟ้องโลก พาสื่อต่างชาติสำรวจความเสียหายปราสาทพระวิหาร อ้างโดนทหารไทยถล่ม

กัมพูชาฟ้องโลก พาสื่อต่างชาติสำรวจความเสียหายปราสาทพระวิหาร อ้างโดนทหารไทยถล่ม

7 ก.พ. 2569 08:03 น.

กัมพูชาฟ้องโลก พาสื่อต่างชาติสำรวจความเสียหายปราสาทพระวิหาร อ้างโดนทหารไทยถล่ม

กัมพูชาฟ้องสื่อต่างชาติ ชี้ความเสียหายปราสาทพระวิหาร หลังเหตุปะทะชายแดน อ้างร่องรอยกระสุน-ระเบิด เป็นของทหารไทยที่ต้องการถล่มโบราณสถานโลก

กัมพูชาพาสำนักข่าว AFP ของฝรั่งเศส ลงพื้นที่เพื่อดูความเสียหายของ ปราสาทพระวิหาร แหล่งมรดกโลกของยูเนสโก หลังเกิดการปะทะทางทหารกับประเทศไทยตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยอ้างว่าโบราณสถานอายุกว่าพันปีเต็มไปด้วยร่องรอยสะเก็ดระเบิดและการยิงปืนใหญ่ หลังกองทัพไทยเป็นฝ่ายใช้อาวุธหนักโจมตีพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

โดยสำนักข่าวเอเอฟพี (AFP) เป็นสื่อมวลชนต่างชาติรายแรกที่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงพื้นที่ปราสาทพระวิหาร นับตั้งแต่การสู้รบสิ้นสุดลง และพบชิ้นส่วนหินทรายแตกกระจายทั่วบริเวณ ตัวอาคารหินทรายซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 11 เต็มไปด้วยรอยกระสุนและสะเก็ดระเบิดใหม่

ปราสาทพระวิหาร ซึ่งตั้งอยู่บนหน้าผาสูง มองเห็นที่ราบตอนเหนือของกัมพูชา และถือเป็นสุดยอดสถาปัตยกรรมขอม กลับกลายเป็นสมรภูมิ หลังข้อพิพาทชายแดนที่ยืดเยื้อมานาน ปะทุเป็นการสู้รบเต็มรูปแบบเมื่อปีที่ผ่านมา มีการใช้เครื่องบินรบ ปืนใหญ่ รถถัง และกำลังภาคพื้นดิน

การปะทะดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน และประชาชนมากกว่าหนึ่งล้านคนต้องอพยพ ก่อนที่ทั้งสองประเทศจะตกลงหยุดยิงในเดือนธันวาคม

เอ ดาริธ ผู้อำนวยการฝ่ายอนุรักษ์และโบราณคดีแห่งองค์การปราสาทพระวิหาร ที่นำสื่อเข้าพื้นที่ระบุว่า ความเสียหายส่วนใหญ่เกิดจากการยิงปืนใหญ่และการโจมตีทางอากาศของกองทัพไทย เขาระบุว่า เฉพาะการสู้รบในเดือนธันวาคม ทำให้ส่วนต่าง ๆ ของปราสาทเสียหายถึง 420 จุด และก่อนหน้านั้น ในเหตุปะทะเดือนกรกฎาคม มีความเสียหายเพิ่มเติมอีก 142 จุด

โดยกัมพูชาจะหารือกับองค์การยูเนสโก เพื่อกำหนดแนวทางการบูรณะ ซึ่งต้องใช้เวลานาน และใช้งบประมาณมหาศาล หลังจากที่ยูเนสโกเคยเปิดเผยเมื่อเดือนมกราคมว่า จะส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าประเมินความเสียหาย หลังได้รับคำร้องจากรัฐบาลกัมพูชา

ปราสาทพระวิหาร ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 2008 เป็นจุดขัดแย้งหลักมาโดยตลอด โดยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ตัดสินให้กัมพูชามีอธิปไตยเหนือปราสาทในปี 1962 และเหนือพื้นที่โดยรอบในปี 2013 แต่ฝ่ายไทยไม่ยอมรับเขตอำนาจของศาล

พื้นที่ใกล้ปราสาทเคยเกิดการปะทะกันมาแล้วในปี 2008 และความรุนแรงเป็นระยะในช่วงหลายปีถัดมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน

ด้านเหม ซินาท รองผู้อำนวยการองค์การปราสาทพระวิหาร ระบุว่า ความเสียหายบางส่วนไม่สามารถซ่อมแซมได้อีกแล้ว และอาจต้องเก็บไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพื่อแสดงร่องรอยความเสียหายจากการยิงโจมตีจากฝั่งไทย

ทั้งนี้ ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทางการไทยเคยระบุว่ากัมพูชา ใช้ปราสาทพระวิหารเป็นฐานที่มั่นทางทหาร ทำให้สูญเสียสถานะพื้นที่คุ้มครองตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ตำรวจกัมพูชาที่ประจำการอยู่ปราสาทพระวิหารกล่าวโทษว่าไทยเป็นฝ่ายยิงถล่มอย่างหนักจนเกิดความเสียหายทั่วทั้งพื้นที่ และยังอ้างว่าไทยต้องการทำลายปราสาทด้วย.

ที่มา :channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไทยกัมพูชา

พายุโซนร้อน “เปญา” ถล่มฟิลิปปินส์ ดับอย่างน้อย 8 ศพ น้ำท่วม-ดินถล่ม ประชาชนอพยพกว่า 2.8 หมื่นคน

พายุโซนร้อน "เปญา" ถล่มฟิลิปปินส์ ดับอย่างน้อย 8 ศพ น้ำท่วม-ดินถล่ม ประชาชนอพยพกว่า 2.8 หมื่นคน

7 ก.พ. 2569 06:58 น.

พายุโซนร้อน “เปญา” ถล่มฟิลิปปินส์ ดับอย่างน้อย 8 ศพ น้ำท่วม-ดินถล่ม ประชาชนอพยพกว่า 2.8 หมื่นคน

พายุโซนร้อน “เปญา” พัดถล่มภาคใต้ฟิลิปปินส์ ฝนตกหนักต่อเนื่อง ทำให้น้ำท่วมและดินถล่ม คร่าชีวิตอย่างน้อย 8 ศพ ประชาชนกว่า 28,000 คนต้องอพยพ ขณะที่หลายครอบครัวติดค้างอยู่ในบ้านเรือน

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พายุโซนร้อน “เปญา” (Penha) หรือชื่อท้องถิ่น “บาซยัง” พัดขึ้นฝั่งบริเวณจังหวัดซูริเกาเดลซูร์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฟิลิปปินส์ เมื่อช่วงดึกคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และดินถล่มในหลายพื้นที่

สำนักงานป้องกันภัยพลเรือนฟิลิปปินส์ ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ศพ โดยในจำนวนนี้เป็นคู่สามีภรรยาและเด็ก 2 คน ที่เสียชีวิตจากเหตุดินถล่มพังทับบ้านพักในพื้นที่เหมืองหินของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเมืองคากายันเดอโอโร หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่วนอีก 3 ศพจมน้ำเสียชีวิตในเมืองอิลิแกน และอีก 1 ศพเสียชีวิตในเมืองคาร์เมน จังหวัดอากูซานเดลนอร์เต

ส่วนในเมืองอิลิแกน ซึ่งอยู่ห่างจากคากายันเดอโอโรไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 80 กิโลเมตร มีประชาชนจำนวนมากติดค้างอยู่ในบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วมสูง โดยหญิงรายหนึ่งโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือผ่านสถานีวิทยุ ระบุว่าครอบครัวของเธอและเพื่อนบ้านอีกหลายครอบครัวติดอยู่บนชั้นสองของบ้าน ขณะที่ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะยืนยันว่าหน่วยกู้ภัยกำลังเร่งเข้าให้ความช่วยเหลือ

ทางการฟิลิปปินส์ระบุว่า มีประชาชนมากกว่า 28,000 คนต้องอพยพออกจากบ้านเรือน ไปยังศูนย์พักพิงฉุกเฉินในหลายจังหวัดทางตอนใต้และตอนกลางของประเทศ พร้อมสั่งปิดโรงเรียนในหลายพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

ขณะเดียวกัน หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์รายงานว่า ผู้โดยสารและแรงงานขนส่งสินค้ากว่า 7,400 คนติดค้างอยู่ในท่าเรือ 78 แห่ง หลังมีคำสั่งห้ามเรือโดยสารและเรือบรรทุกสินค้าออกเดินเรือ เนื่องจากคลื่นลมแรงในทะเล

กรมอุตุนิยมวิทยาฟิลิปปินส์ระบุว่า พายุเปญาได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันแล้ว โดยมีความเร็วลมสูงสุดประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และกำลังเคลื่อนผ่านบริเวณตอนกลางของประเทศ คาดว่าจะอ่อนกำลังลงต่อเนื่องในช่วงถัดไป.

ที่มา AP

ม.ย่างกุ้ง มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ “มิน อ่อง หล่าย” ท่ามกลางเสียงประณามจากประชาชนและนักวิชาการ

ม.ย่างกุ้ง มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ “มิน อ่อง หล่าย” ท่ามกลางเสียงประณามจากประชาชนและนักวิชาการ

7 ก.พ. 2569 05:46 น.

ม.ย่างกุ้ง มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ “มิน อ่อง หล่าย” ท่ามกลางเสียงประณามจากประชาชนและนักวิชาการ

“มิน อ่อง หล่าย”เข้ารับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ด้านรัฐประศาสนศาสตร์จากม.ย่างกุ้ง ท่ามกลางเสียงค้านจากปชช. นักวิชาการ-ศิษย์เก่าที่มองว่าทำลายเกียรติภูมิสถาบันการศึกษาประวัติศาสตร์ของชาติ

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 มหาวิทยาลัยย่างกุ้ง ของเมียนมา ได้มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ ให้แก่ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งครองอำนาจหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2564

การมอบปริญญาครั้งนี้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงในสังคมเมียนมา ตั้งแต่ความไม่เชื่อ ไปจนถึงความไม่พอใจต่อสถาบันการศึกษาแห่งนี้อย่างเปิดเผย โดยประชาชนจำนวนมากตั้งคำถามว่า มหาวิทยาลัยอาจสับสนระหว่าง “การบริหารรัฐกิจ” กับ “การทำลายล้างประเทศ”

ด้าน นพ.จ่อ จ่อ เซ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของรัฐบาลทหาร ออกโรงปกป้องการตัดสินใจนี้โดยยืนยันว่าเป็นการยกย่องภาวะผู้นำ ของมิน อ่อง หล่าย ในการนำประเทศผ่านความปั่นป่วนทางการเมือง พร้อมกล่าวสดุดีผลงานของผู้นำรัฐบาลทหาร ตั้งแต่การรับมือมาตรการคว่ำบาตร การจัดการเลือกตั้ง ไปจนถึงการสร้างเจดีย์ขนาดใหญ่ในกรุงเนปิดอว์ รวมถึงยกย่อง การเสียสละส่วนตัว และ ความสำเร็จอันโดดเด่น 

แถลงการณ์ร่วมของสภามหาวิทยาลัยชั่วคราว สมาคมคณาจารย์ และสหพันธ์นักศึกษาทั่วเมียนมาระบุว่า การกระทำนี้ไม่ต่างจากการสวมครุยวิชาการให้กับเครื่องมือของความรุนแรง และเป็นสัญลักษณ์ของการทหารเข้าครอบงำระบบการศึกษาอย่างเปิดเผย ขณะเดียวกันชี้ว่าการมอบปริญญาให้ผู้นำรัฐประหารเป็น ตราบาปต่อมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2463 และเคยเป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชและการต่อสู้ต่อต้านเผด็จการของประเทศ

อย่างไรก็ตาม รายงานขององค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ ระบุว่า นับตั้งแต่การรัฐประหาร มีชาวเมียนมากว่า 3.6 ล้านคนต้องพลัดถิ่นภายในประเทศ และมากกว่า 15 ล้านคนกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง ซึ่งประเด็นเหล่านี้ไม่ได้ถูกกล่าวถึงในการสดุดี.

ที่มา Irrawaddy

สหรัฐฯ–อิหร่าน เปิดเจรจาระดับสูงที่โอมาน ปมพิพาทนิวเคลียร์ ชี้การหารือกันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

สหรัฐฯ–อิหร่าน เปิดเจรจาระดับสูงที่โอมาน ปมพิพาทนิวเคลียร์ ชี้การหารือกันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

7 ก.พ. 2569 00:39 น.

สหรัฐฯ–อิหร่าน เปิดเจรจาระดับสูงที่โอมาน ปมพิพาทนิวเคลียร์ ชี้การหารือกันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

สหรัฐฯ -อิหร่านเปิดการเจรจาระดับสูงที่กรุงมัสกัต ของโอมาน โดยมีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นประเด็นหลัก หลังการพูดคุยชะงักตั้งแต่กลางปีที่ก่อน ท่ามกลางแรงกดดันทางทหารจากรัฐบาลทรัมป์

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การเจรจาระดับสูงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มต้นขึ้นที่กรุงมัสกัต เมืองหลวงของโอมาน โดยมีนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษสหรัฐฯ และนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เข้าร่วมการหารือ โดยการพูดคุยครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการเจรจาระหว่างสองประเทศถูกระงับตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา ภายหลังสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่อโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ก่อนเริ่มการเจรจา นายอารักชีโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุว่า อิหร่านเข้าสู่กระบวนการทูตด้วยความรอบคอบ พร้อมบทเรียนจากเหตุการณ์ในปีที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าการเจรจาจะดำเนินไปด้วยความจริงใจ พร้อมยืนหยัดปกป้องสิทธิของประเทศ

สื่ออิหร่านรายงานว่า ขอบเขตการเจรจาจำกัดอยู่ที่ประเด็นโครงการนิวเคลียร์และมาตรการคว่ำบาตรที่อิหร่านเผชิญอยู่ ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ระบุว่าต้องการให้การหารือครอบคลุมประเด็นอื่นเพิ่มเติม รวมถึงขีปนาวุธพิสัยไกลของอิหร่าน และการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น พร้อมกองกำลังคุ้มกัน เข้าประจำการในทะเลอาหรับ ใกล้พื้นที่ของอิหร่าน เพิ่มแรงกดดันทางทหารควบคู่ไปกับการเจรจาทางการทูต.

เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายถล่มมัสยิดชีอะห์กลางเมืองหลวงปากีสถาน ดับอย่างน้อย 31 ศพ เจ็บนับร้อย

เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายถล่มมัสยิดชีอะห์กลางเมืองหลวงปากีสถาน ดับอย่างน้อย 31 ศพ เจ็บนับร้อย

6 ก.พ. 2569 22:39 น.

เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายถล่มมัสยิดชีอะห์กลางเมืองหลวงปากีสถาน ดับอย่างน้อย 31 ศพ เจ็บนับร้อย

เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายกลางพิธีละหมาดวันศุกร์ ในมัสยิดชีอะห์ กรุงอิสลามาบัด ของปากีสถาน เสียชีวิตอย่างน้อย 31 ศพ บาดเจ็บกว่า 130 ราย ทางการชี้มือระเบิดยิงปะทะจนท.รักษาความปลอดภัยก่อนจุดชนวน

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดเหตุสะเทือนขวัญในกรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน เมื่อคนร้ายก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตายภายในมัสยิดชีอะห์ ขณะมีการประกอบพิธีละหมาดวันศุกร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 31 ศพ และบาดเจ็บอีกกว่า 130 ราย นับเป็นหนึ่งในเหตุโจมตีรุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงปากีสถานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

สื่อท้องถิ่นของปากีสถาน รายงานว่า เหตุระเบิดเกิดขึ้นที่มัสยิด “คาดีญะ ตุล กุบรา” ในย่านทาร์ไล กาลัน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงอิสลามาบัด โดยนายคาวาจา อาซิฟ รัฐมนตรีกลาโหมปากีสถาน ระบุว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของมัสยิดพยายามสกัดผู้ต้องสงสัย แต่คนร้ายได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่ ก่อนจะจุดชนวนระเบิดท่ามกลางผู้คนจำนวนมาก  

ทางการกรุงอิสลามาบัดระบุว่า ทีมกู้ภัยได้นำผู้ได้รับบาดเจ็บส่งเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ขณะที่ภาพวิดีโอและภาพถ่ายจากโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นร่างผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บนอนเกลื่อนภายในมัสยิด ท่ามกลางเศษกระจกและซากปรักหักพัง

ทางด้านนายอิชาค ดาร์ รองนายกรัฐมนตรีปากีสถาน ออกมาประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นการโจมตีฆ่าตัวตายอย่างขี้ขลาดต่อผู้บริสุทธิ์  พร้อมย้ำว่าการโจมตีสถานที่ประกอบศาสนกิจและพุ่งเป้าสังหารพลเรือน ถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และขัดต่อหลักการของศาสนาอิสลามอย่างร้ายแรง

ขณะที่นายเชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ ส่วนประธานาธิบดีอาซิฟ อาลี ซาร์ดารี ระบุว่า ประเทศจะยืนหยัดเคียงข้างผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุโศกนาฏกรรมครั้งนี้.

ที่มา Aljazeera

“ศุภจี” อ้อน “แต๋ม” ขอโอกาส ไม่ได้เป็นนักการเมืองเลย ตั้งใจมาทำให้คนไทยหลุดพ้น

“ศุภจี” อ้อน “แต๋ม” ขอโอกาส ไม่ได้เป็นนักการเมืองเลย ตั้งใจมาทำให้คนไทยหลุดพ้น

6 ก.พ. 2569 21:31 น.

“ศุภจี” อ้อน “แต๋ม” ขอโอกาส ไม่ได้เป็นนักการเมืองเลย ตั้งใจมาทำให้คนไทยหลุดพ้น

“ศุภจี” ร่ายยาวทางแก้ปากท้อง การค้า เหน็บพวกทำเรื่องเศรษฐกิจมาไม่รู้กี่รอบ เห็นปัญหาหรือไม่ โต้ไม่เคยด้อยค่าส่งออก โวทำงาน 73 วัน งัดเรื่องราคาข้าวให้ขึ้นมาได้ อ้อน “แต๋ม” ขอโอกาส ยันไม่ได้มาทำงานให้พรรคการเมืองไหน

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ขึ้นปราศรัยโดยช่วงต้นกล่าวว่า วันนี้การที่แต๋มได้มายืนพูดตรงนี้อีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่นักการเมืองแต่มาอยู่ตรงนี้เพื่อพี่น้องทุกคนและคนไทยทุกคนในประเทศนี้ ตนไม่ต่างจากนายเอกนิติ ที่มีเพื่อนๆ ครูบาอาจารย์ไม่ให้มาทำตรงนี้ แต่ตนไปขอทุกคนว่าต้องมาเพราะห่วงพวกเราทุกคน

การที่ประเทศเรากำลังเผชิญมรสุมมากมายที่มาจากปัจจัยควบคุมไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ตนเป็นห่วง ซึ่งนายสีหศักดิ์ พูดแล้วในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์เพราะโลกเราขัดแย้งกันถูกบังคับให้ต้องเลือกยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงเราไม่ได้ใหญ่พอที่จะเลือก ฉะนั้นเราจึงต้องพยายามทำตัวให้เข้าได้กับทุกคน แต่ต้องเข้าได้อย่างมีศักดิ์ศรี เพราะภูมิรัฐศาสตร์ล้อมเรา เพราะในเรื่องความมั่นคงและเศรษฐกิจการต่างประเทศมันแยกกันไม่ออก ซึ่งเราเห็นแล้วว่าโลกบีบเรา และการค้าก็เหมือนกัน

ฉะนั้นทำไมที่มนุษย์สามคนที่ไม่ควรมายืนอยู่ตรงนี้ (สีหศักดิ์ เอกนิติ ศุภจี) ถึงต้องมา ก็เพราะว่าการตลาด เศรษฐกิจการค้า ความมั่นคงถูกโยงด้วยกัน เพราะเรากำลังอยู่ในมรสุมที่น่ากลัว ฉะนั้นเรือของเรากำลังแล่นไปด้วยความยากลำบากและท้าทาย นี่คือประเทศไทยในวันนี้ พวกเราสามคนถึงอาสาเข้ามาพยุงให้เรือลำนี้ ผ่านพ้นและไปหาทะเลใหม่ที่มีความสดใสและมีความหวัง

นางศุภจี กล่าวอีกว่า ชั่วโมงนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาทะเลาะกันเองข้างในเพราะความขัดแย้งไม่ช่วยเลย แต่เราต้องสามัคคีกันทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้คนทั่วไป ก่อนยกตัวอย่างว่าเมื่อก่อนเราเคยเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย แต่วันนี้จีดีพีไทยโตต่ำมาก เราเป็นคนป่วยของเอเชียไม่ใช่เสือตัวที่ 5 แล้ว

และปีนี้มีคนมาบอกว่าไอเอ็มเอฟบอกสถานการณ์ประเทศไทยจะโตขึ้นแค่ 1.6% ฉะนั้นเราจะยอมได้หรือให้ประเทศไทยโตแค่ 1.6% ยอมไม่ได้ แต่เราก็ต้องรับรู้ว่าสภาพเราเป็นอย่างไร นายเอกนิติถึงพูดในเรื่องประชานิยมว่าเราไม่ได้มีเงินเยอะ แต่เราตั้งใจในสิ่งที่เป็นประโยชน์และให้ทุกคนต่อยอดได้อย่างกระจายตัว ฉะนั้นเราต้องใช้เงินอย่างแม่นยำ ซึ่งการที่จะทำให้เราเติบโตได้มากกว่านี้ คือต้องประสานความร่วมมือกันมาช่วยทำให้ยกระดับ ซึ่งนายเอกนิติทำให้เราเห็นแล้วว่าทำงาน 73 วัน นำรถยนต์เก่าๆขึ้นมาจากหล่ม ทำให้ไตรมาส 4 ประเทศไทยโตถึง 1.8% และตอนนี้เมื่อเขาบอกว่าเราจะโต 1.6% ฉะนั้นทุกคนเชื่อมือนายเอกนิติ หรือไม่ แต่จะมีนายเอกนิติ คนเดียวไม่ได้ ต้องมีแต๋มด้วย ซึ่งเราต้องมาคุยกันในเรื่องการหารายได้ ซึ่งสิ่งที่จะเป็นทางรอดของเราคือ ต้องหารายได้ให้ได้

จากนั้น นางศุภจี กล่าวถึงรายได้ของประเทศมาจาก 4 เรื่องใหญ่ 1.มาจากกำลังซื้อ รายได้มวลรวมของประเทศ ถ้าเราเข้ามาจะต้องกระตุ้นให้กระจายไปถึงทุกกลุ่ม 2.การลงทุน เราตั้งเป้าว่าจะให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนเกือบ 500,000 ล้านบาท ไปพร้อมกับการพัฒนาเรื่องทักษะที่เป็นความหวัง และเราต้องทำรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น AI ยานยนต์ใหม่ การท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง เป็นต้น เราต้องเน้นมาเรื่องอุตสาหกรรมการลงทุนและทำให้เกิดการจ้างงาน หากทำได้คิดว่าเราก็จะเติบโตได้มากกว่าที่เขาประเมินไว้

3.การใช้จ่ายเงินของรัฐ ประเทศไทยมีไม่เยอะรายได้เรามี 3 ล้านล้านบาท แต่รายจ่ายมี 4 ล้านล้านบาท ซึ่งในนี้มีงบรายจ่ายประจำอยู่ 3.1 ล้านล้านบาท รายจ่ายผูกพันประมาณ 4-5 แสนล้าน เหลือเงินใช้จ่ายจริงอยู่ประมาณ 5 แสนล้านถือว่าต่ำ ฉะนั้นการใช้เราต้องใช้อย่างแม่นยำและเกิดประโยชน์ จึงทำโครงการให้ปลาพ่วงเบ็ด ไม่ใช่ประชานิยมที่จะสักแต่ว่าแจก โดยต้องดูด้วยว่าจะหาเงินจากไหนเพราะขนาดนี้เพดานหนี้สาธารณะประเทศไทยแทบจะติดแล้ว 66-67% และที่คุณบอกจะใช้เงินปีละ 6-7 แสนล้าน เอามาจากไหนเพราะนโยบายขายมีเยอะแยะมากมายทำไม่ได้ประโยชน์ ฉะนั้นพรรคภูมิใจไทยถึงทำนโยบายที่เจาะตรงเป้า และจะมาบอกว่าไม่มีนโยบายอีกหรือ ฉะนั้นที่บอกว่าการบริหารประเทศต้องอยู่บนข้อเท็จจริง ตั้งใจจริง พุ่งตรงแม่นยำไปที่เป้านั้นจริง

ส่วนเครื่องยนต์ตัวที่สี่ นางศุภจี กล่าวว่า ต้องทำให้การส่งออกและนำเข้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาเรามีปัญหาคือไทยกระจุกอยู่ในแค่สหรัฐและจีน มีการส่งออกไปสองประเทศนี้เทียบเท่าการส่งออก 1 ใน 3 ของประเทศ ฉะนั้นหากเราฝากการส่งออกของไทยอยู่ในประเทศที่ขัดแย้งกันถือเป็นความเสี่ยง จึงต้องหาตลาดใหม่

เหน็บพวกทำเรื่องเศรษฐกิจมาไม่รู้กี่รอบ เห็นปัญหาหรือไม่

ส่วนที่วันนี้มีคนวิจารณ์ว่าตนดูหมิ่นดูแคลนการส่งออก ตนไม่เคยดูหมิ่นและเหยียดหยามแต่คิดว่าเราสามารถทำได้กว่านี้อีก แต่ถ้าคุณมองไม่เห็นว่าปัญหามันอยู่ตรงไหนเราคิดว่าสิ่งที่ดีอยู่มันดีแล้วประเทศจะเป็นอย่างนี้หรือ ที่ผ่านมาประเทศไทยมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ นี่เพียงแค่ 3 เดือนเราทำได้ขนาดนี้ และคนที่ทำมาไม่รู้กี่รอบกี่ปีเรื่องเศรษฐกิจแล้วบอกว่าปัญหาไม่มีเรื่องการส่งออก ท่านว่าเขาเห็นหรือไม่เห็นปัญหา ฉะนั้นตนไม่เถียงว่าภูมิภาคอื่นมีการเจริญเติบโตด้วย แต่ประเด็นของตนมองว่าเราควรจะโตในการสุ่มเสี่ยงเหมือนเดิมหรือไม่ ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือหาตลาดใหม่เพิ่มเติม และทำให้ฐานใหญ่มากขึ้นคือขายให้มากขึ้นซึ่งผิดด้วยหรือ

“เพราะฉะนั้นจะบอกว่ายุโรปโต ตะวันออกกลางโต แต่มันโตพอหรือไม่ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องเดินหน้าต่อคือทำอย่างไรว่าจะเข้าไปตลาดใหม่ให้มันโตกว่าเดิม เพื่อที่เราจะได้ลดการพึ่งพาของประเทศที่เราพึ่งพาเขาอยู่ 1 ใน 3 ฉะนั้นกลยุทธ์การส่งออกตลาดเดิมต้องรักษาและทำอย่างมีกลยุทธ์ คือการประสานกันระหว่างความมั่นคง การต่างประเทศและการค้า และตอนนี้มีพรรคไหนพร้อมที่ทำเรื่องนี้มากกว่าพรรคภูมิใจไทยหรือ ฉะนั้นตลาดเดิมก็ต้องรักษา ตลาดใหม่ก็ควรจะทำให้มันโตขึ้น พร้อมย้ำว่าในเมื่อมีการกระจุกตัวอยู่ในประเทศที่ขัดแย้งกัน เรามีความเสี่ยงสูง จึงต้องไปโตในตลาดอื่นให้มากขึ้น”

โต้ไม่เคยดูด้อยค่าส่งออก โวทำงาน 73 วัน งัดเรื่องราคาข้าวให้ขึ้นมาได้

ส่วนที่มีคนบอกว่าการส่งออกมีปัญหา ฉะนั้นการแก้การกระจุกที่หนึ่ง นางศุภจี กล่าวว่า ผู้ส่งออกในประเทศไทยที่ขึ้นทะเบียนมีอยู่ประมาณ 3 หมื่นราย เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ประมาณ 7-8 พันราย แต่กินส่วนแบ่งถึง 74% ที่เหลือเป็นเอสเอ็มอี ฉะนั้นเราต้องช่วยในกลุ่มนี้คือ 1. เสริมทักษะเพื่อเสริมแกร่งให้เอสเอ็มอี โดยมีโครงการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน หาตลาดและการปกป้องเอสเอ็มอี จากนอมินีซึ่งทำแล้ว ส่วนคนที่ทำเศรษฐกิจมาหลายปีทำไมไม่แก้จุดนี้ ทำมากี่ปีกี่สมัยทำได้แค่นี้ ฉะนั้นเราต้องทำให้เอสเอ็มอีโตต่อเนื่องและมากกว่านี้

ส่วนการแก้กระจุกตัวต่อไปคือเรื่องสินค้า นางศุภจี กล่าวว่า ปี 68 เราส่งออก 11.1 ล้าน และนำเข้า 11.4 ล้านมากกว่าส่งออก แต่มันกระจุกเพราะสินค้าที่เราส่งออกกับนำเข้าเป็นสินค้ากลุ่มเดียวกัน เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนรถยนต์ ถือว่าประเทศไทยอยู่ในห่วงโซ่ตรงกลาง การแก้เราต้องทำให้การส่งออกสินค้ากระจายตัวมากขึ้น ไม่ใช่กระจุกอยู่กลุ่มเดียวกับสินค้าที่นำเข้า

และคนที่บอกว่าตนด้อยค่าการส่งออกนั้นมันใช่หรือ สิ่งที่เราต้องส่งเสริมในเรื่องสินค้าที่ทำในประเทศไทย หรือเมคอินไทยแลนด์ หากทำได้จะเป็นเรื่องดี ไปพร้อมกับการแก้สินค้าสวมสิทธิ์ และแก้การส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูป ดังนั้นหน้าที่ของทีมเศรษฐกิจนี้คือทำอย่างไรจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้

ส่วนเรื่องการเกษตร จากที่ตนทำ 3 เรื่องคือ เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน และจากการทำงานมา 73 วัน ตนงัดเรื่องราคาข้าวให้ขึ้นมาได้ โดยใช้กลไกการตลาดไม่ได้ใช้เงิน โดยดูดซับอุปทานขึ้นมาและนำมาขายให้กับพวกเรากันเองในกลุ่มรัฐ ประกอบกับหาตลาดให้ รวมถึงขณะนี้เรากำลังแก้ปัญหาเรื่องมะพร้าวน้ำหอมในเรื่องล้งจีนหากทำให้ถูกกฎหมายก็ต้องจัดการพร้อมกับการเปิดตลาดใหม่ และขณะนี้ก็กำลังทำตลาดเรื่องทุเรียนส่งออก ฉะนั้นเราต้องช่วงชิงในเรื่องเกษตรแม่นยำ

ส่วนเกษตรมั่นคง เราต้องหาตลาดส่งออกให้เขาได้และใช้วิธีการแลกเปลี่ยน ไม่ใช่ซื้อขายอย่างเดียวเพื่อทำให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ รวมถึงการทำเกษตรฟาร์มมิ่ง ด้วยการทำขายล่วงหน้าหากทำได้เกษตรกรก็จะไม่ต้องกังวลในเรื่องหาตลาด

ส่วนการทำเกษตรยั่งยืนต้องเน้นในเรื่องสิ่งแวดล้อม เกษตรอินทรีย์ การทำเกษตรคาร์บอนต่ำ ฉะนั้นหากเราทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงก็จะทำให้คนจำนวนมากของประเทศมีรายได้ดีขึ้น เพราะประเทศไทยขายความมั่นคงเรื่องการเกษตร โลกวันนี้หากเกิดปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้สิ่งที่คนต้องใช้ต้องกินคืออาหาร ฉะนั้นถ้าเราขายความมั่นคงอาหารให้คนอื่นได้ก็ทำให้ชาวนาเกษตรกรมีความมั่นคงสูงขึ้น และทำให้พยุงเศรษฐกิจปากท้องขึ้นจากหล่มได้

อ้อน “แต๋ม” ขอโอกาส ยันไม่ได้มาทำงานให้พรรคการเมืองไหน

นางศุภจี ย้ำว่า อย่ามาว่าสิ่งที่อยู่มันดีแล้ว แต่เพราะมองไม่เห็นปัญหาถึงแก้ไม่ได้ ฉะนั้นเราต้องยอมรับความจริงว่า อะไรควรแก้อะไรควรเก็บ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดนี้ หากได้ทำต่อ ก็จะทำต่อในเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจการค้า

ซึ่งอนาคตอยู่ในมือทุกคนเรายังจะเดินเรือในทะเลที่มีคลื่นมรสุม หรือเราจะเอาเรือลำนี้ออกไปตะลุยแหล่งน้ำใหม่ และจากที่ตนเล่ามาทั้งหมดแล้วมีความหวังขึ้นบ้างหรือไม่ อนาคตอยู่ในมือของทุกท่านว่าจะเลือกความหวังหรือจะเลือกความขัดแย้ง จะเลือกคนที่เข้ามาแก้ปัญหาหรือคนที่เข้ามาแก้ระบบโดยที่ไม่รู้ในเรื่องของปัญหา และไม่รู้จริงในเรื่องของปัญหา

นางศุภจี กล่าวทิ้งท้ายว่า แต๋มขอโอกาส อย่าทำให้สิ่งที่แต๋มตั้งใจมาทำเพื่อพวกท่านไม่มีโอกาสได้ทำ ตนทำเต็มที่ ทำเต็มร้อย พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มาทำงานให้พรรคการเมืองไหน เพราะไม่ได้เป็นนักการเมืองเลยและไม่เคยมาอยู่ตรงนี้เลย แต่ตนมีความตั้งใจจริง ตั้งใจอย่างมากที่จะทำให้กับทุกท่านที่อยู่ในประเทศนี้ ทำให้คนไทยสามารถรอดพ้นจากความน่าเป็นห่วงและความอันตราย ตนมาอาสาทำให้เรามีความหวังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ภายหลังการปราศรัยมีประชาชนมอบพระพุทธรูปปางสมาธิให้กับนางศุภจี ก่อนที่จะถ่ายภาพร่วมกับประชาชนจนลงสุดเวทีปราศรัย