โปแลนด์-เยอรมนี ยึดกัญชาเกือบ 1.2 ตัน ซุกตู้คอนเทนเนอร์ “อิฐ” ส่งตรงจากไทย

โปแลนด์-เยอรมนี ยึดกัญชาเกือบ 1.2 ตัน ซุกตู้คอนเทนเนอร์ "อิฐ" ส่งตรงจากไทย

3 ก.ค. 2569 16:07 น.

โปแลนด์-เยอรมนี ยึดกัญชาเกือบ 1.2 ตัน ซุกตู้คอนเทนเนอร์ “อิฐ” ส่งตรงจากไทย

กองกำลังพิทักษ์ชายแดนโปแลนด์สนธิกำลังร่วมกับทางการเยอรมนีและหน่วยงานความมั่นคงยุโรป เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายลักลอบค้ายาเสพติดข้ามทวีป บุกยึดกัญชาล็อตมหึมาน้ำหนักเกือบ 1.2 ตัน มูลค่าตลาดมืดกว่า 425 ล้านบาท โดยซุกซ่อนมาในตู้คอนเทนเนอร์ขนส่ง “อิฐ” ต้นทางจากประเทศไทย ผ่านท่าเรือฮัมบูร์กในเยอรมนี ก่อนรวบผู้ต้องสงสัยได้ 8 ราย

กองกำลังพิทักษ์ชายแดนโปแลนด์ เปิดเผยความสำเร็จในการทลายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ลักลอบขนส่งยาเสพติดข้ามพรมแดน โดยสามารถตรวจยึดของกลางเป็นกัญชา  น้ำหนักรวม 1,194 กิโลกรัม ซึ่งมีมูลค่าซื้อขายในตลาดมืดสูงถึง 48 ล้านซวอตี (ประมาณ 425 ล้านบาท)

นายมาร์ชิน เคียร์วินสกี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของโปแลนด์ เปิดเผยว่า ปฏิบัติการในครั้งนี้ถือเป็นการจับกุมยาเสพติดครั้งใหญ่ที่สุดของกองกำลังพิทักษ์ชายแดนในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเป็นผลสืบเนื่องมาจากความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้คำสั่งสืบสวนแห่งยุโรป ซึ่งมีทั้งเจ้าหน้าที่ศุลกากรเยอรมนีในเมืองฮาโนเวอร์, หน่วยเฉพาะกิจต่อต้านยาเสพติดร่วมในเมืองโอลเดนบูร์ก ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเยอรมนี รวมถึงสำนักงานตำรวจยุโรป และหน่วยงานความร่วมมือด้านกระบวนการยุติธรรมของสหภาพยุโรป 

รายงานข่าวระบุว่า เครือข่ายอาชญากรรมกลุ่มนี้ได้ใช้ประโยชน์จากเส้นทางขนส่งสินค้าเชิงพาณิชย์และห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ โดยมีการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์สินค้าที่มีการสำแดงว่าเป็นอิฐเชิงพาณิชย์ที่ถูกกฎหมาย ต้นทางขยายจากประเทศไทย ล่องเรือผ่านท่าเรือฮัมบูร์กของเยอรมนี โดยมีจุดหมายปลายทางสุดท้ายอยู่ที่ประเทศโปแลนด์

จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่า ยาเสพติดถูกแยกซุกซ่อนมาในตู้คอนเทนเนอร์ 2 ตู้ โดยตู้คอนเทนเนอร์แรก ถูกสกัดตรวจค้นที่ท่าเรือฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี พบกัญชาน้ำหนัก 815 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่อย่างมิดชิดภายในอิฐศิลาแลง (Laterite bricks) ที่ถูกดัดแปลงขึ้นมาเป็นพิเศษ ส่วนตู้คอนเทนเนอร์ที่สอง มีปลายทางส่งถึงผู้รับรายเดียวกันในโปแลนด์ ตรวจค้นพบกัญชาเพิ่มเติมอีก 379 กิโลกรัม

ปฏิบัติการจู่โจมจับกุมผู้เกี่ยวข้องแบ่งออกเป็นสองระลอกหลัก โดยระลอกแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ที่เมืองชแชตชิน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของโปแลนด์ เจ้าหน้าที่ได้จับกุมชาย 4 คน รวมถึงเจ้าของบริษัทที่เป็นผู้นำเข้าและรอรับสินค้าในจังหวะที่กำลังมีการลำเลียงตู้สินค้าลง จากนั้นในวันที่ 15 มิถุนายน เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลจับกุมผู้ต้องสงสัยเพิ่มเติมอีก 4 ราย ใกล้กับเมืองปอซนัน ทางตะวันตกของประเทศ รวมผู้ต้องหาทั้งหมด 8 ราย อายุระหว่าง 29 ถึง 57 ปี

ขณะนี้ อัยการได้สั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดในข้อหานำเข้าและลักลอบขนส่งยาเสพติดในปริมาณมากภายในสหภาพยุโรป โดยในจำนวนนี้มี 3 รายที่โดนข้อหาเพิ่มเติมฐานมีส่วนร่วมในกลุ่มอาชญากรรมจัดตั้ง ซึ่งความผิดดังกล่าวมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 20 ปี โดยศาลได้สั่งควบคุมตัวผู้ต้องหา 6 รายไว้ในระหว่างการพิจารณาคดีเป็นเวลา 3 เดือน ส่วนอีก 1 รายได้รับการปล่อยตัวหลังการสอบสวน และอีก 1 รายอยู่ภายใต้การควบคุมและภาคทัณฑ์ของตำรวจเพื่อรอการดำเนินคดี

พล.อ. โรเบิร์ต บากัน ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ชายแดนโปแลนด์ ระบุว่า ในช่วง 30 เดือนที่ผ่านมา หน่วยงานพิทักษ์ชายแดนได้ร่วมมือกับกรมศุลกากรและสำนักงานสืบสวนกลางของตำรวจ ยึดยาเสพติดได้แล้วราว 3 ตัน มูลค่ากว่า 200 ล้านซวอตี ซึ่งมีทั้งโคเคน ยาบ้า กัญชา ยาไอซ์ และเมเฟโดรน

อย่างไรก็ตาม คดีลักลอบขนกัญชาจากไทยลอตนี้ยังคงอยู่ระหว่างการสืบสวนเชิงลึกของสำนักงานอัยการสูงสุดฝ่ายต่อต้านอาชญากรรมจัดตั้งและคอร์รัปชันในเมืองกดัญสก์ (Gdańsk) เพื่อขยายผลหาผู้บงการระดับแกนนำ และมีความเป็นไปได้ที่จะมีการเข้าจับกุมผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมหลังจากนี้.

ที่มา Polskie Radio / TVP World

เทย์เลอร์ สวิฟต์ – ทราวิส เคลซี เปิดฉากฉลองวิวาห์ คนดังร่วมยินดีคับคั่งนิวยอร์ก

เทย์เลอร์ สวิฟต์ - ทราวิส เคลซี เปิดฉากฉลองวิวาห์ คนดังร่วมยินดีคับคั่งนิวยอร์ก

3 ก.ค. 2569 15:34 น.

เทย์เลอร์ สวิฟต์ – ทราวิส เคลซี เปิดฉากฉลองวิวาห์ คนดังร่วมยินดีคับคั่งนิวยอร์ก

เทย์เลอร์ สวิฟต์ ซูเปอร์สตาร์สาวชื่อดังระดับโลก และ ทราวิส เคลซี คู่หมั้นนักอเมริกันฟุตบอลชื่อดัง เปิดฉากงานฉลองสมรสอย่างเป็นทางการ ณ เมดิสัน สแควร์ การ์เดน ใจกลางนครนิวยอร์ก ท่ามกลางกองทัพคนดังที่ตบเท้าเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง  หลังมีรายงานข่าวว่าทั้งคู่ได้เข้าพิธีสมรสกันอย่างเป็นส่วนตัวแล้วต่อหน้าบุคคลใกล้ชิดเพียงกลุ่มเล็ก ๆ

กระแสข่าวลือเรื่องการแต่งงานของนักร้องซูเปอร์สตาร์ระดับโลก เทย์เลอร์ สวิฟต์ และคู่หมั้นนักอเมริกันฟุตบอล ทราวิส เคลซี ได้รับความสนใจอย่างมาก หลังทั้งคู่เริ่มจัดงานเลี้ยงที่เมดิสัน สแควร์ การ์เดน ในนครนิวยอร์ก เมื่อเย็นวันที่ 2 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่น โดยสื่อหลายสำนักคาดว่าอาจเป็นงานเลี้ยงก่อนพิธีวิวาห์ หรืองานเลี้ยงอาหารเย็นเพื่อขอบคุณครอบครัว ญาติ เพื่อนที่ช่วยงานแต่งงาน

ภาพจากมุมสูงเผยให้เห็นขบวนรถเอสยูวีสีดำจำนวนมากทยอยส่งแขกผู้มีเกียรติเข้าสู่สถานที่จัดงานผ่านเต็นท์สีขาวที่จัดไว้เป็นพิเศษ โดยมีรายงานว่ามีแขกร่วมงานราว 100 คนในคืนแรก และอาจเพิ่มเป็นกว่า 1,000 คนในงานเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ที่กำหนดจัดขึ้นในวันศุกร์ (3 ก.ค.)

ตลอดทั้งวัน เจ้าหน้าที่ตำรวจนครนิวยอร์กได้วางกำลังรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด พร้อมปิดกั้นพื้นที่บางส่วนรอบเมดิสัน สแควร์ การ์เดน ขณะที่สื่อมวลชนและช่างภาพจำนวนมากเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด

ป้ายประกาศบริเวณทางเข้าสถานที่ยังระบุว่า ผู้ที่เข้าร่วมงานระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน ถึง 3 กรกฎาคม ถือว่ายินยอมให้มีการบันทึกภาพและวิดีโอภายในงาน ซึ่งยิ่งทำให้เกิดการคาดเดาว่าอาจมีการถ่ายทำหรือบันทึกภาพเหตุการณ์สำคัญภายใน

ในช่วงเย็นวันเดียวกัน สวิฟต์และเคลซีได้ร่วมกันบริจาคเงิน 26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 850 ล้านบาท ให้แก่องค์กรการกุศลหลายแห่งทั่วสหรัฐฯ รวมถึงธนาคารอาหารและองค์กรสาธารณประโยชน์ในนครนิวยอร์ก เมืองแนชวิลล์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางดนตรีของสวิฟต์ และเมืองแคนซัสซิตี บ้านของทีม Kansas City Chiefs ที่เคลซีสังกัด โดยตัวแทนของสวิฟต์ยืนยันเพียงว่าเป็นการบริจาคเพื่อองค์กรการกุศลทั่วประเทศ และไม่ได้กล่าวถึงข่าวการแต่งงาน

ใบอนุญาตการจัดงานที่สำนักข่าวเอพีได้รับ ระบุว่า กิจกรรมในคืนวันพฤหัสบดีเป็น “Pre-Party Night” ซึ่งแขกเริ่มทยอยเดินทางมาถึงตั้งแต่ช่วงเย็น และงานจะดำเนินไปจนถึงเวลาประมาณ 22.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ขณะเดียวกัน บรรดาคนดังทยอยเดินทางมาร่วมงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโปรดิวเซอร์ชื่อดัง แจ็ก แอนโทนอฟฟ์ ผู้ร่วมงานกับสวิฟต์มาอย่างยาวนาน, นักแสดง ลีนา ดันแฮม, ผู้ประกาศข่าวกีฬา เอริน แอนดรูว์ส, นักประชาสัมพันธ์ส่วนตัว ทรี เพน รวมถึงมีรายงานจากสื่อบันเทิงว่า แบรดลีย์ คูเปอร์, จีจี ฮาดิด และ เซเลนา โกเมซ ก็เดินทางไปร่วมงานเช่นกัน

แม้จะยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าเป็นพิธีแต่งงาน แต่การปิดถนน การรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และการรวมตัวของแขกคนดังจำนวนมาก ทำให้กระแสข่าวลือยิ่งทวีความร้อนแรง โดยเฉพาะในช่วงสุดสัปดาห์วันชาติสหรัฐฯ ซึ่งตรงกับการเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีของการก่อตั้งประเทศ และช่วงที่นครนิวยอร์กเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมสำคัญหลายรายการ

ด้านแฟนเพลงของสวิฟต์จำนวนมากยังคงเดินทางมารวมตัวบริเวณด้านนอกเมดิสัน สแควร์ การ์เดน แม้อุณหภูมิในนครนิวยอร์กจะสูงกว่า 37 องศาเซลเซียส เพื่อร่วมแสดงความยินดีและหวังได้เห็นศิลปินคนโปรด แม้จะยังไม่มีการยืนยันว่าพิธีวิวาห์เกิดขึ้นจริงหรือไม่ก็ตาม

จนถึงขณะนี้ ทั้งเทย์เลอร์ สวิฟต์ และทราวิส เคลซี ยังไม่ได้ออกมาแถลงหรือยืนยันข่าวการจัดพิธีแต่งงานอย่างเป็นทางการ.

ที่มา BBC

รถบัสปากีสถานดิ่งเหวลึกกว่า 20 เมตร ดับอย่างน้อย 40 ศพ

รถบัสปากีสถานดิ่งเหวลึกกว่า 20 เมตร ดับอย่างน้อย 40 ศพ

3 ก.ค. 2569 15:00 น.

รถบัสปากีสถานดิ่งเหวลึกกว่า 20 เมตร ดับอย่างน้อย 40 ศพ

เกิดอุบัติเหตุในปากีสถาน เมื่อรถบัสโดยสารคันหนึ่งเสียหลักหลุดโค้งพุ่งดิ่งลงเหวลึกกว่า 20 เมตร บริเวณแนวเทือกเขาทางตะวันตกของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันทีอย่างน้อย 40 ศพ และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก

นายฮัซรัต วาลี กาการ์ รองข้าหลวงใหญ่เขตชีรานี เปิดเผยว่า เกิดอุบัติเหตุรถบัสโดยสารขนาดใหญ่เสียหลักตกเหวลึกในพื้นที่ดานา ซาร์  ซึ่งเป็นแนวเทือกเขาทุรกันดารและสูงชัน บริเวณรอยต่อระหว่างแคว้นบาลูจิสถานกับแคว้นไคเบอร์ปัคตูนควา ทางตะวันตกของปากีสถาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 40 ศพ

รายงานระบุว่า รถบัสคันดังกล่าวอยู่ระหว่างการเดินทางจากเมืองเควตตา เมืองหลวงของแคว้นบาลูจิสถาน มุ่งหน้าสู่เมืองเปชวาร์ โดยมีผู้โดยสารอยู่บนรถอย่างหนาแน่น ก่อนจะเสียหลักพลัดตกจากถนนดิ่งลงสู่ก้นเหวที่มีความลึกประมาณ  21-24 เมตร

นายซานาอุลเลาะห์ ชีรานี หัวหน้าศูนย์ฉุกเฉินเขตซ็อบ แถลงยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ 40 ศพ ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บที่ถูกช่วยเหลือนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงแล้วอย่างน้อย 8 ถึง 11 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีอาการสาหัสขั้นวิกฤต 3 ราย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่าในกลุ่มผู้เสียชีวิตที่นำร่างออกมาได้แล้ว มีผู้หญิง 4 ศพ และผู้ชาย 7 ศพ ส่วนที่เหลือยังอยู่ระหว่างการลำเลียง

เจ้าหน้าที่ยอมรับว่า ปฏิบัติการกู้ภัยในระยะแรกเป็นไปอย่างยากลำบากและทุลักทุเล เนื่องจากจุดเกิดเหตุเป็นพื้นที่ภูเขาหินที่ลาดชันและเข้าถึงยาก ทว่าหน่วยกู้ภัยและรถพยาบาลจากทั้งสองแคว้นได้บูรณาการร่วมกันลงพื้นที่อย่างเร่งด่วนเพื่อเร่งค้นหาผู้ที่อาจรอดชีวิต ซึ่งในเวลาต่อมาโรงพยาบาลในพื้นที่ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อระดมแพทย์เข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทันที

ด้าน นายชาฮิด รินด์ ที่ปรึกษาและโฆษกมุขมนตรีแคว้นบาลูจิสถาน เปิดเผยข้อมูลจากการสอบสวนเบื้องต้นว่า รถบัสคันนี้บรรจุผู้โดยสารเกินกว่าความจุปกติ เนื่องจากก่อนเกิดเหตุ รถบัสได้รับผู้โดยสารตกค้างมาจากรถบัสอีกคันหนึ่งที่เกิดเสียอยู่ระหว่างทาง เพื่อพาทุกคนเดินทางต่อไปยังจุดหมาย จนกระทั่งมาประสบอุบัติเหตุดิ่งเหวร่วมกัน นอกจากนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ปฏิเสธข่าวลือในโลกออนไลน์ โดยยืนยันว่ารถคันนี้ไม่ได้ลักลอบขนส่งน้ำมันเถื่อนจากอิหร่านตามที่มีกระแสข่าวลือแต่อย่างใด

ด้านนายอาซีฟ อาลี ซาร์ดารี ประธานาธิบดีปากีสถาน ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียจากโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ โดยระบุว่าคนไทยทั้งประเทศต่างร่วมโศกเศร้ากับครอบครัวของผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมอบการรักษาพยาบาลที่ดีที่สุดแก่ผู้บาดเจ็บ เช่นเดียวกับ นายอับดุล อาลีม ข่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายซาร์ฟารัซ บุคติ มุขมนตรีแคว้นบาลูจิสถาน ที่ได้ร่วมแสดงความอาลัยและสั่งการให้เร่งช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ อุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดขึ้นบ่อยครั้งในปากีสถาน โดยส่วนใหญ่มีสาเหตุหลักมาจากโครงสร้างพื้นฐานของถนนที่ย่ำแย่ มาตรฐานความปลอดภัยของยานพาหนะที่ต่ำกว่าเกณฑ์ การบังคับใช้กฎหมายจราจรที่หละหลวม รวมถึงพฤติกรรมการขับรถเร็วเกินกำหนดและประมาทเลินเล่อของผู้ขับขี่ ซึ่งทางทางการปากีสถานยืนยันว่าจะเปิดเผยผลการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของโศกนาฏกรรมครั้งนี้ให้สาธารณชนทราบต่อไปทันทีที่การสืบสวนเสร็จสิ้น.

ที่มา SAMAA TV / AFP 

ออกหมายจับ-หมายแดงอินเตอร์โพล ล่าตัวมือระเบิดพัสดุในโมนาโก

ออกหมายจับ-หมายแดงอินเตอร์โพล ล่าตัวมือระเบิดพัสดุในโมนาโก

3 ก.ค. 2569 13:27 น.

ออกหมายจับ-หมายแดงอินเตอร์โพล ล่าตัวมือระเบิดพัสดุในโมนาโก

ทางการโมนาโกออกหมายจับพร้อมประสานอินเตอร์โพลออก “หมายแดง” ล่าตัวผู้ต้องสงสัยลอบวางระเบิดพัสดุที่อาคารที่พักอาศัยหรู ส่งผลให้มหาเศรษฐีอสังหาริมทรัพย์ชาวอุยกูร์เชื้อสายยูเครน พร้อมหญิงคนสนิทและเด็กวัย 13 ปี บาดเจ็บสาหัสรวม 3 ราย

สำนักงานอัยการโมนาโกได้แถลงความคืบหน้ากรณีเหตุระเบิดพัสดุ เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา (29 มิ.ย.) โดยระบุว่าพนักงานสอบสวนสามารถระบุตัวตนของผู้ต้องสงสัยได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และศาลได้อนุมัติออกหมายจับอย่างเป็นทางการ โดยผู้ต้องสงสัยรายนี้เป็นชาวต่างชาติและได้หลบหนีออกไปจากโมนาโกแล้ว ทำให้ทางการเตรียมประสานงานเพื่อออก “หมายแดง”  ของตำรวจสากลหรืออินเตอร์โพล  เพื่อให้ตำรวจทั่วโลกช่วยแกะรอยและจับกุมตัวชั่วคราวไม่ว่าจะพบตัวที่ประเทศใดก็ตาม

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่บริเวณโถงทางเข้าของอาคารที่พักอาศัยแห่งหนึ่งในโมนาโก ใกล้กับชายแดนประเทศฝรั่งเศส กล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพบุคคลคนหนึ่งนำกล่องพัสดุมาวางทิ้งไว้ ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะเกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงในจังหวะที่มีคนเดินเข้ามาในอาคาร ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 3 ราย หลังก่อเหตุผู้ต้องสงสัยซึ่งสวมหมวกสีดำได้วิ่งหลบหนีมุ่งหน้าไปยังเมืองโบโซเลย ของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นพรมแดนที่ไม่มีการตรวจเอกสารเข้าเมือง

แม้ในตอนแรกเจ้าหน้าที่คาดว่าผู้ก่อเหตุอาจเป็นผู้ชาย แต่สื่อท้องถิ่นของฝรั่งเศสรายงานอ้างแหล่งข่าวว่า แท้จริงแล้วผู้ต้องสงสัยหลักเป็น “ผู้หญิง” ที่พยายามแต่งกายพรางตัวเพื่อปกปิดอัตลักษณ์ที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม นายสเตฟาน ตีโบต์ อัยการสูงสุดของโมนาโก ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในประเด็นเรื่องเพศของผู้ต้องสงสัย แต่ได้กล่าวชื่นชมความร่วมมืออย่างรวดเร็วระหว่างตำรวจโมนาโกและฝรั่งเศสที่ทำให้สามารถระบุตัวตนคนร้ายได้อย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ

แม้ทางการโมนาโกจะยังไม่ได้แถลงยืนยันรายชื่อผู้บาดเจ็บอย่างเป็นทางการ แต่สื่อท้องถิ่นระบุตรงกันว่า เป้าหมายของการลอบสังหารในครั้งนี้คือ นายวาดิม เยอร์โมลาเอฟ วัย 58 ปี มหาเศรษฐีนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังที่ย้ายมาพำนักอยู่ในโมนาโก

นายเยอร์โมลาเอฟ ได้สละสัญชาติยูเครนไปเมื่อปี 2019 เพื่อถือสัญชาติไซปรัส เขาเคยได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บส์ ในปี 2020 ว่าเป็นบุคคลที่รวยที่สุดในยูเครนอันดับที่ 39 ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสูงถึง 230 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทว่าเขามีผลประโยชน์ทางธุรกิจขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมไวน์และแอลกอฮอล์ในคาบสมุทรไครเมียซึ่งถูกรัสเซียผนวกดินแดน ส่งผลให้ตั้งแต่ปี 2023 เขาตกเป็นเป้าหมายถูกคว่ำบาตรโดยรัฐบาลยูเครน

แรงระเบิดส่งผลให้นายเยอร์โมลาเอฟ, หญิงคนสนิท และเด็กชายวัย 13 ปี ได้รับบาดเจ็บและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที โดยในตอนแรกผู้ใหญ่ทั้ง 2 คนอยู่ในอาการโคม่า  จนกระทั่งวันพุธที่ผ่านมา สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า อาการของมหาเศรษฐีรายนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ดวงชะตาของหญิงอีกรายยังคงไม่คงที่และต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ขณะที่เจ้าชายอัลแบร์ที่ 2 แห่งโมนาโก ทรงประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “อาชญากรรมที่น่ารังเกียจและโหดเหี้ยมที่สุด”

ทั้งนี้ โมนาโกขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนของมหาเศรษฐี แหล่งกาสิโนหรู และมีระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดมาก เหตุระเบิดกลางเมืองจึงสร้างความตื่นตระหนกให้กับคนในพื้นที่ โดยทางอัยการสูงสุดระบุว่า คดีนี้จะถูกสอบสวนในฐานความผิด “พยายามฆ่า” ไม่ใช่คดีก่อการร้าย และจะมีการแถลงรายละเอียดเพิ่มเติมอย่างเป็นทางการอีกครั้งในวันศุกร์นี้.

ที่มา BBC / Reuters

อิสราเอลเฉลิมฉลองครบรอบ 72 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–อิสราเอล ณ จังหวัดอุดรธานี

อิสราเอลเฉลิมฉลองครบรอบ 72 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–อิสราเอล ณ จังหวัดอุดรธานี

3 ก.ค. 2569 13:07 น.

อิสราเอลเฉลิมฉลองครบรอบ 72 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–อิสราเอล ณ จังหวัดอุดรธานี

เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยและคณะ เดินทางเยือนอุดรธานี ร่วมพิธีเปิดสนามเด็กเล่น ณ โรงเรียนบ้านทุ่งทอง เพื่อกระชับมิตรภาพและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศที่มีมายาวนาน 72 ปี

เนื่องในโอกาสครบรอบ 72 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและอิสราเอล ดร. อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยและคณะจากสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล เดินทางเยือนจังหวัดอุดรธานีเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เพื่อกระชับมิตรภาพและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

กิจกรรมสำคัญของการเยือนในครั้งนี้คือพิธีเปิดสนามเด็กเล่น ณ โรงเรียนบ้านทุ่งทอง ซึ่งติดตั้งเครื่องเล่นสนามชุดใหม่ที่บริจาคโดยสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ทั้งยังมีการมอบโต๊ะและเก้าอี้สำหรับนักเรียน รวมทั้งเครื่องทำน้ำดื่มสะอาด เพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมของโรงเรียน 

ปัจจุบันโรงเรียนบ้านทุ่งทองมีนักเรียนจำนวน 124 คน ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยมีนางดุจดาว ขนุนทอง เป็นผู้อำนวยการ

พิธีเปิดสนามเด็กเล่นได้รับเกียรติจากนายจักรพันธ์ จันทรภูมิ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายธีระยุทธ อุ่นวิเศษผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานีเขต 4 คณะครู นักเรียน และสมาชิกชุมชนเข้าร่วมงาน 

ในระหว่างพิธีเปิดเอกอัครราชทูตอิสราเอลกล่าวว่า “เด็กๆ คืออนาคตของชาติ ดิฉันหวังว่าสนามเด็กเล่นและอุปกรณ์การศึกษาที่มอบให้ในวันนี้ จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย สนุกสนาน และสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ เล่น และเติบโตอย่างมีคุณภาพ เราปรารถนาให้เด็กๆ มีโอกาสเรียนรู้อย่างเต็มที่ เล่นอย่างมีความสุข และกล้าที่จะฝันอย่างไร้ขีดจำกัด”

ในการเยือนในครั้งนี้ เอกอัครราชทูตอิสราเอลและคณะได้เข้าเยี่ยมคารวะนายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีและผู้บริหารระดับสูงของจังหวัด ณ ศาลากลางจังหวัดอุดรธานี โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือที่จะมีขึ้นระหว่างอิสราเอลและจังหวัดอุดรธานี โดยเฉพาะด้านแรงงาน เกษตรกรรม การศึกษา และด้านอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

จากนั้นยังได้พบกับครอบครัวของนายชัยรัตน์ สานุสันต์ แรงงานเกษตรกรรมที่ทำงานอยู่ทางตอนใต้ของอิสราเอลใกล้พื้นที่ฉนวนกาซาประมาณ 2 ปี ก่อนจะถูกกลุ่มก่อการร้ายฮามาสสังหารในการบุกโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 โดยเอกอัครราชทูตอิสราเอลได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อภรรยาของนายชัยรัตน์และครอบครัว 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่การจากไปของนายชัยรัตน์ ภรรยาของเขาได้รับเงินชดเชยและเงินช่วยเหลือรายเดือนจากรัฐบาลอิสราเอลมาโดยตลอด ในอัตราเดียวกับที่มอบให้ครอบครัวชาวอิสราเอลผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

เอกอัครราชทูตอิสราเอลกล่าวต่อครอบครัวผู้สูญเสียว่า “เรายังคงระลึกถึงคุณชัยรัตน์และเหยื่อทุกคนที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม อิสราเอลจะยืนเคียงข้างเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัว โดยหวังว่าพวกท่านจะเข้มแข็งและสบายใจที่ทราบว่าท่านไม่ได้ถูกทอดทิ้งให้อยู่แต่เพียงลำพัง”

การมาเยือนจังหวัดอุดรธานีของเอกอัครราชทูตอิสราเอลและคณะในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความใกล้ชิดระหว่างอิสราเอลและประเทศไทยที่มีมาอย่างยาวนาน บนพื้นฐานของมิตรภาพอันแน่นแฟ้น ความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชน และความร่วมมือที่ดำเนินพัฒนามาอย่างต่อเนื่องกว่าเจ็ดสิบปี อันจะนำมาซึ่งประโยชน์ต่อประเทศทั้งสอง.

ที่มา: สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย

เศรษฐกิจเวียดนามโต จีดีพีไตรมาส 2 พุ่ง 8.4% รับแรงหนุนส่งออก-การลงทุนต่างชาติพุ่ง

เศรษฐกิจเวียดนามโต จีดีพีไตรมาส 2 พุ่ง 8.4% รับแรงหนุนส่งออก-การลงทุนต่างชาติพุ่ง

3 ก.ค. 2569 12:44 น.

เศรษฐกิจเวียดนามโต จีดีพีไตรมาส 2 พุ่ง 8.4% รับแรงหนุนส่งออก-การลงทุนต่างชาติพุ่ง

เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวแข็งแกร่งเกินความคาดหมายในไตรมาส 2 ปี 2026 โดยเติบโตกว่า 8.4% แม้เผชิญผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ขณะที่การส่งออกและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังเติบโตโดดเด่น ส่งผลให้ธนาคารโลกยกระดับเวียดนามขึ้นเป็น “ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง”

สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนามเปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ของเวียดนามในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน 2026 ขยายตัว 8.39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ของบลูมเบิร์กคาดการณ์ไว้ที่ 7% และเร่งตัวขึ้นจากการเติบโต 7.9% ในไตรมาสแรก

ส่งผลให้เศรษฐกิจเวียดนามในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ขยายตัว 8.18% สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เติบโต 7.63% และยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดของโลก

รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตเป็นตัวเลขสองหลักในช่วง 5 ปีข้างหน้า หลังจากปี 2025 เศรษฐกิจขยายตัวถึง 8% แม้จะเผชิญมาตรการภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของประเทศ

ภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้างยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยมีมูลค่าเพิ่มเพิ่มขึ้น 9.86% ในช่วงครึ่งปีแรก คิดเป็นกว่า 40% ของการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งหมด ขณะที่ภาคบริการเติบโต 8.09% จากการฟื้นตัวของการบริโภค การค้า และการท่องเที่ยว ส่วนภาคเกษตรกรรมขยายตัว 3.57% จากการส่งออกสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้น

ด้านการค้าระหว่างประเทศ เวียดนามมีมูลค่าการค้ารวม 549,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 6 เดือนแรกของปี โดยการส่งออกเพิ่มขึ้น 21% แตะ 266,520 ล้านดอลลาร์ ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 37% ส่งผลให้เวียดนามขาดดุลการค้า 16,650 ล้านดอลลาร์ พลิกจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เกินดุล 7,950 ล้านดอลลาร์

สหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของเวียดนาม ด้วยมูลค่าส่งออก 86,500 ล้านดอลลาร์ ส่วนจีนยังเป็นแหล่งนำเข้าสินค้ารายใหญ่ที่สุด มูลค่า 115,200 ล้านดอลลาร์

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยในช่วงครึ่งปีแรกมีมูลค่ารวม 34,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 61% จากปีก่อน สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อเศรษฐกิจเวียดนาม

นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งหรือกลับมาดำเนินธุรกิจใหม่กว่า 169,800 แห่ง แม้ว่าจะมีธุรกิจราว 151,100 แห่งที่ระงับกิจการหรือออกจากตลาดก็ตาม ขณะที่ผลสำรวจผู้ประกอบการภาคการผลิตพบว่า 39.4% คาดว่าสถานการณ์ธุรกิจจะปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 3

อย่างไรก็ตาม เวียดนามยังเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ โดยดัชนีราคาผู้บริโภคในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5.25% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.38% ในช่วงครึ่งปีแรก

นางเหงียน ถิ เฮือง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม ระบุว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามในหลายภูมิภาค แต่เศรษฐกิจเวียดนามยังคงมีเสถียรภาพ โดยอุปสงค์ภายในประเทศ การท่องเที่ยว และภาคการผลิตยังขยายตัวต่อเนื่อง

ขณะที่ธนาคารโลกได้ประกาศยกระดับเวียดนามขึ้นเป็น “ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง” (Upper-Middle-Income Country) ในสัปดาห์นี้ โดยให้เหตุผลว่าประเทศมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่องในระยะยาว แม้จะยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีหลัง.

ที่มา VnExpress / AFP

อิหร่านเคลื่อนศพ “อาลี คาเมเนอี” ถึงมัสยิดกลางเตหะราน เตรียมพิธีศพครั้งประวัติศาสตร์

อิหร่านเคลื่อนศพ "อาลี คาเมเนอี" ถึงมัสยิดกลางเตหะราน เตรียมพิธีศพครั้งประวัติศาสตร์

3 ก.ค. 2569 11:51 น.

อิหร่านเคลื่อนศพ “อาลี คาเมเนอี” ถึงมัสยิดกลางเตหะราน เตรียมพิธีศพครั้งประวัติศาสตร์

อิหร่านเคลื่อนศพของ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” อดีตผู้นำสูงสุด ไปยังมัสยิดกลางโมซัลลา ในกรุงเตหะราน เพื่อประกอบพิธีศพอย่างเป็นทางการ หลังเสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล ท่ามกลางการเตรียมมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด และการคาดการณ์ว่าจะมีประชาชนร่วมพิธีระหว่าง 15-20 ล้านคน ซึ่งอาจกลายเป็นพิธีศพของรัฐที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อิหร่าน

สื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า ร่างของ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งเสียชีวิตในวัย 86 ปี จากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล ที่เป็นชนวนเหตุให้เกิดสงครามตะวันออกกลาง ได้ถูกเคลื่อนย้ายมาถึงมัสยิดกลางโมซัลลาในกรุงเตหะรานแล้ววันนี้ (3 ก.ค.) เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับพิธีศพอย่างเป็นทางการในช่วงสุดสัปดาห์นี้

การเตรียมงานพิธีศพในครั้งนี้ เดิมทีต้องหยุดชะงักไปในช่วงที่สงครามทวีความรุนแรงขีดสุด แต่สามารถดำเนินการต่อได้หลังจากอิหร่านและสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นและอยู่ในช่วงประกาศหยุดยิงที่ยังคงมีความเปราะบาง

โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาและหัวหน้าคณะผู้เจรจาของอิหร่าน ได้ออกแถลงการณ์ปลุกระดมให้ชาวอิหร่านทุกคนออกมาร่วมพิธีเพื่อจารึกหน้าประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ และส่งเสียงเรียกร้องการล้างแค้นให้ดังไปทั่วโลก โดยคาดว่าจะมีผู้มาร่วมไว้อาลัยระหว่าง 15 ถึง 20 ล้านคน ซึ่งหากเป็นไปตามคาด จะถือเป็นพิธีศพของรัฐที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ

ทางการอิหร่านได้เตรียมพร้อมการขนส่ง ที่พัก และอาหาร รวมถึงลดราคาโรงแรมลงถึง 50% และดัดแปลงโรงเรียน มัสยิด รวมถึงโรงยิม เพื่อรองรับคลื่นมหาชน โดยเหล่านักการศาสนาผู้ปกครองอิหร่านหวังว่า ภาพประชาชนนับล้านในชุดดำที่มาร่วมไว้อาลัย จะเปรียบเสมือน “ประชามติ” ที่ยืนยันว่าระบอบการปกครองแบบเทวาธิปไตยและการปฏิวัติอิสลามยังคงเข้มแข็ง หลังจากต้องเผชิญกับสงครามที่คุกคามต่อความคงอยู่ของรัฐ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่า ภายใต้ภาพความสามัคคีที่รัฐพยายามนำเสนอ การสนับสนุนระบอบการปกครองนี้ในหมู่ประชาชนกำลังลดน้อยลงอย่างมาก เนื่องจากชาวอิหร่านจำนวนมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เหนื่อยหน่ายกับมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่ยาวนานหลายทศวรรษ และไม่พอใจกับการปราบปรามผู้ออกมาประท้วงเรื่องเงินเฟ้ออย่างรุนแรงในช่วงเดือนธันวาคมและมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งมีรายงานว่าชาวกรุงเตหะรานบางส่วนแอบส่งเสียงโห่ร้องยินดีจากในอาคารที่พักตอนที่ทราบข่าวการเสียชีวิตของคาเมเนอีในช่วงแรก

ในวันเสาร์นี้ ร่างของคาเมเนอีจะถูกนำมาประกอบพิธีเคารพศพเป็นเวลา 3 วันเคียงข้างร่างของบุคคลในครอบครัวที่เสียชีวิตจากการโจมตีครั้งเดียวกัน ได้แก่ บุตรสาว, บุตรเขย, หลานสาว และภรรยาของ โมจตาบา ผู้นำสูงสุดคนใหม่ โดยมีผู้แทนและผู้นำระดับสูงจากกว่า 30 ประเทศตอบรับเข้าร่วม เช่น ปากีสถาน จีน รัสเซีย อัฟกานิสถาน และประเทศในแถบเทือกเขาคอเคซัส

ประเด็นที่หลายฝ่ายจับตามองคือ นายโมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนที่ 3 ของอิหร่าน ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการโจมตีที่คร่าชีวิตบิดา จะปรากฏตัวต่อสาธารณชนในพิธีหลักที่กรุงเตหะรานครั้งนี้หรือไม่ หลังจากที่ไม่มีภาพของเขาปรากฏในสื่อเลยนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น

ทางการอิหร่านได้ประกาศให้กรุงเตหะราน รวมถึงเมืองศักดิ์สิทธิ์อย่างกอม และมัชฮัด เป็นวันหยุดราชการ โดยสั่งปิดสำนักงานทั้งรัฐและเอกชนในกรุงเตหะรานตั้งแต่วันเสาร์ถึงวันจันทร์ พร้อมจำกัดการจราจรและปิดน่านฟ้าบางส่วนตั้งแต่วันศุกร์ และจะปิดน่านฟ้าเต็มรูปแบบในวันจันทร์

สำหรับกำหนดการรัฐพิธีเคลื่อนร่างผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ในวันเสาร์ – วันอาทิตย์ จะมีการจัดพิธีเคารพศพและไว้อาลัยที่มัสยิดกลางกรุงเตหะราน ส่วนวันจันทร์ จะมีขบวนแห่ศพครั้งใหญ่ใจกลางกรุงเตหะราน ต่อมาในวันอังคาร จะมีการเคลื่อนร่างไปยังเมืองกอม ศูนย์กลางของกลุ่มนักการศาสนานิกายชีอะห์ในอิหร่าน ส่วนวันพุธ จะมีการคลื่อนร่างไปยังเมืองศักดิ์สิทธิ์ นาจาฟ และ คาร์บาลา ในประเทศอิรัก โดยมีตัวแทนกลุ่มกองกำลังพันธมิตรของอิหร่านในภูมิภาคร่วมพิธี และวันพฤหัสบดี (9 ก.ค.) ขบวนแห่ศพครั้งสุดท้ายและทำพิธีฝังร่าง ณ สุสานอิหม่ามเรซา ในเมืองมัชฮัด ซึ่งเป็นบ้านเกิดของคาเมเนอี

ทั้งนี้ มาตรการรักษาความปลอดภัยจะถูกยกระดับขั้นสูงสุดตลอดช่วงเวลาการจัดงาน โดยกองทัพอิหร่านได้ขู่ว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรงทันที หากสหรัฐฯ หรืออิสราเอลฉวยโอกาสนี้เปิดฉากโจมตีซ้ำอีกครั้ง.

ที่มา Reuters / AFP 

ดราม่าลาคลอด! นายกเทศมนตรีหญิงของญี่ปุ่นถูกวิจารณ์หนัก หลังประกาศหยุดงานเตรียมคลอดลูก

ดราม่าลาคลอด! นายกเทศมนตรีหญิงของญี่ปุ่นถูกวิจารณ์หนัก หลังประกาศหยุดงานเตรียมคลอดลูก

3 ก.ค. 2569 11:20 น.

ดราม่าลาคลอด! นายกเทศมนตรีหญิงของญี่ปุ่นถูกวิจารณ์หนัก หลังประกาศหยุดงานเตรียมคลอดลูก

สังคมญี่ปุ่นเสียงแตก หลังนายกเทศมนตรีหญิงเมืองยาวาตะ วัย 35 ปี ประกาศว่าจะหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวเพื่อคลอดบุตร นับเป็นนายกเทศมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นที่ลาคลอด ทั้งที่ยังไม่มีกม.รองรับ

สังคมญี่ปุ่นกำลังเป็นที่ถกเถียงอย่างหนัก หลัง โชโกะ คาวาตะ นายกเทศมนตรีเมืองยาวาตะ วัย 35 ปี ประกาศว่าจะหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวเพื่อคลอดบุตร ทำให้เธอกลายเป็นนายกเทศมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นที่ลาคลอด และจุดประกายการตั้งคำถามว่า นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งควรมีสิทธิลาเพื่อมีบุตรเช่นเดียวกับพนักงานทั่วไปหรือไม่

ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญ วิกฤตอัตราการเกิดต่ำ และพยายามหามาตรการจูงใจให้ประชาชนสร้างครอบครัวมากขึ้น โดยหลังการประกาศ มีชาวญี่ปุ่นจำนวนมากแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งในแพลตฟอร์ม X และ YouTube

ฝ่ายที่สนับสนุนมองว่า การตั้งครรภ์และการเลี้ยงลูกเป็นเรื่องที่ท้าทาย และสังคมญี่ปุ่นควรมีระบบที่เอื้อต่อผู้หญิงมากกว่านี้ หลายคนชื่นชมคาวาตะที่ให้ความสำคัญกับทั้งครอบครัวและหน้าที่การงาน พร้อมมองว่าเธอเป็นแบบอย่างที่จะช่วยให้ผู้หญิงกล้าก้าวเข้าสู่การเมืองมากขึ้น

แต่ฝ่ายคัดค้านกลับมองว่า การหยุดปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้งเป็นเรื่องไม่รับผิดชอบ บางคนถึงขั้นระบุว่า หากต้องการมีบุตรควรทำก่อนลงสมัครรับเลือกตั้ง ขณะที่บางเสียงเสนอว่าควรลดเงินเดือนของเธอระหว่างหยุดงาน

หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงคาวาตะเปิดเผยว่า เธอตกใจมาก และไม่คิดว่าการประกาศลาคลอดจะกลายเป็นประเด็นระดับประเทศ และหากสังคมไม่ยอมรับให้นักการเมืองลาคลอด เท่ากับกำลังกีดกันผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ออกจากการเมืองโดยปริยาย โดยเธอระบุว่า “ถ้าเราวิพากษ์วิจารณ์นักการเมืองที่ลาคลอด ก็เท่ากับเรากำลังปิดโอกาสผู้หญิงอายุ 20-40 ปี ซึ่งสามารถตั้งครรภ์ได้ ไม่ให้เข้ามารับตำแหน่งทางการเมือง”

พร้อมย้ำว่า เธออยากเห็นสังคมที่ผู้หญิงสามารถ ทำงานและมีครอบครัวได้พร้อมกัน โดยไม่ต้องถูกบังคับให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

โชโกะ คาวาตะแถลงข่าวเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า จะหยุดปฏิบัติหน้าที่ประมาณ 2 เดือนก่อนคลอด และอีก 2 เดือนหลังคลอด โดยมีกำหนดคลอดในช่วงกลางเดือนกันยายน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ญี่ปุ่นยังไม่มีกฎหมายรองรับการลาคลอดสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับท้องถิ่น ทำให้เธอไม่สามารถลาคลอด อย่างเป็นทางการได้ แต่ได้มอบหมายให้ ชิเงโตะ โนเสะ รองนายกเทศมนตรี ทำหน้าที่รักษาการแทนในช่วงเวลาดังกล่าว

ทั้งนี้ คาวาตะได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีตั้งแต่อายุเพียง 33 ปี ถือเป็นนายกเทศมนตรีหญิงที่อายุน้อยที่สุดของญี่ปุ่น เธอสำเร็จการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเกียวโต ก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมืองท้องถิ่น

แม้ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของโลก แต่ผู้หญิงในตำแหน่งผู้นำทางการเมืองยังมีสัดส่วนต่ำมาก โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า จากผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกว่า 1,720 คน มีผู้หญิงเพียงประมาณ 4% เท่านั้น

ผลสำรวจของสำนักงานคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2025 ยังพบว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงไม่เข้าสู่การเมือง ได้แก่ การตั้งครรภ์ ความเชื่อว่าการเมืองเป็นหน้าที่ของผู้ชาย และการถูกคุกคามทางเพศหรือการคุกคามในที่ทำงาน

นอกจากนี้ รายงาน ดัชนีความเสมอภาคระหว่างเพศของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ปี 2025 ยังจัดให้ญี่ปุ่นอยู่ในอันดับ 118 จาก 146 ประเทศ และเป็นประเทศที่มีคะแนนด้านความเท่าเทียมทางเพศต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ G7

ด้าน ชิเงโตะ โนเสะ รองนายกเทศมนตรี ซึ่งจะรับหน้าที่แทนในช่วงคาวาตะลาคลอดกล่าวว่า กรณีนี้จะเป็นบททดสอบสำคัญว่าญี่ปุ่นสามารถออกแบบระบบให้ผู้หญิงดำรงตำแหน่งผู้นำและมีครอบครัวไปพร้อมกันได้หรือไม่

โนเสะยอมรับว่า เมื่อครั้งที่ตัวเองมีลูกเขาไม่เคยลางานเพื่อช่วยภรรยาเลี้ยงลูกเลย แต่ปัจจุบันลูกเขยของเขากลับลางานนานถึง 6 เดือน เพื่อช่วยดูแลลูกคนที่สองร่วมกับภรรยา สะท้อนว่าค่านิยมของสังคมกำลังเปลี่ยนแปลงไป.

ที่มา : BBC

ราคาน้ำมันโลกขยับขึ้นเล็กน้อย นักลงทุนจับตาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน

ราคาน้ำมันโลกขยับขึ้นเล็กน้อย นักลงทุนจับตาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน

3 ก.ค. 2569 11:16 น.

ราคาน้ำมันโลกขยับขึ้นเล็กน้อย นักลงทุนจับตาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน

ราคาน้ำมันโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในการซื้อขายวันศุกร์ ขณะที่นักลงทุนจับตาความคืบหน้าการสร้างสันติภาพระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน เพื่อให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติ

น้ำมันดิบเบรนท์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 17 เซนต์ หรือ 0.24% มาอยู่ที่ 72.10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียตของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 14 เซนต์ หรือ 0.20% มาอยู่ที่ 68.83 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

แม้ราคาจะฟื้นตัวเล็กน้อย แต่ทั้งสองสัญญายังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ก่อนสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านที่ปะทุขึ้นเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันเบรนท์ปรับลดลงเพียง 0.02% ส่วน WTI เพิ่มขึ้น 0.12% ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงรายสัปดาห์ที่น้อยที่สุดในรอบหลายเดือน

ทิม วอเทอเรอร์ หัวหน้านักวิเคราะห์ตลาดของ KCM Trade กล่าวว่า ตลาดยังคงมีความหวังอย่างระมัดระวังว่าความพยายามสร้างสันติภาพจะดำเนินต่อไป แต่ผู้ลงทุนยังไม่มั่นใจเต็มที่ จึงรอหลักฐานที่ชัดเจนว่าความตึงเครียดในเส้นทางขนส่งพลังงานได้คลี่คลายลงจริง

ทั้งนี้ หลังมีข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลายประเทศผู้ผลิตน้ำมันเริ่มเพิ่มกำลังการผลิตและการส่งออก โดยเฉพาะเมื่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 20% ของอุปทานโลก เริ่มกลับมาเปิดใช้งานได้มากขึ้น

แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่าคูเวต เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในเดือนมิถุนายนเป็น 1.65 ล้านบาร์เรลต่อวัน จาก 580,000 บาร์เรลต่อวัน ในเดือนพฤษภาคม เพื่อเร่งการส่งออกหลังสถานการณ์คลี่คลาย

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่อย่างน้อย 5 ลำ ซึ่งบรรทุกน้ำมันดิบจากซาอุดีอาระเบียรวมประมาณ 10 ล้านบาร์เรล ได้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว โดยบริษัท Saudi Aramco ยังปรับมาใช้การกำหนดราคาขายแบบตลาดซื้อขายทันทีเพื่อเร่งการจำหน่ายน้ำมันให้กับลูกค้าในเอเชีย

อย่างไรก็ตาม แม้การส่งออกน้ำมันจะเริ่มฟื้นตัว แต่ตลาดพลังงานยังคงจับตาความเคลื่อนไหวทางการเมืองในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเหตุการณ์ที่กระทบต่อความปลอดภัยของการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ อาจส่งผลต่ออุปทานน้ำมันโลกและทำให้ราคาน้ำมันกลับมาผันผวนได้อีกในระยะต่อไป.

ที่มา : channelnewsasia

นักเคลื่อนไหวทิเบตจุดไฟเผาตัวเองเสียชีวิต หน้าสำนักงานใหญ่ยูเอ็นในนิวยอร์ก

นักเคลื่อนไหวทิเบตจุดไฟเผาตัวเองเสียชีวิต หน้าสำนักงานใหญ่ยูเอ็นในนิวยอร์ก

3 ก.ค. 2569 11:04 น.

นักเคลื่อนไหวทิเบตจุดไฟเผาตัวเองเสียชีวิต หน้าสำนักงานใหญ่ยูเอ็นในนิวยอร์ก

ชายคนหนึ่งเสียชีวิตหลังจุดไฟเผาตัวเองเสียชีวิต บริเวณด้านหน้าสำนักงานใหญ่สหประชาชาติในนครนิวยอร์ก สหรัฐฯ ตำรวจยังไม่เปิดเผยแรงจูงใจ ขณะที่องค์กรรณรงค์เพื่อทิเบตและสื่อของชาวทิเบตพลัดถิ่นระบุว่า ผู้เสียชีวิตเป็นนักเคลื่อนไหวชาวทิเบตที่ก่อเหตุเพื่อเรียกร้องเอกราชและประท้วงนโยบายของจีนต่อทิเบต

สำนักงานตำรวจนครนิวยอร์ก เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินเมื่อเวลาประมาณ 18.32 น. วานนี้ (2 ก.ค.) ว่ามีชายคนหนึ่งจุดไฟเผาตัวเองที่บริเวณหัวมุมถนนสาย 2 ตัดกับถนนสาย 42 ซึ่งอยู่ใกล้กับอาคารสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ เจ้าหน้าที่ได้เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน แต่ได้เสียชีวิตในเวลาต่อมาเนื่องจากทนพิษบาดแผลไฟไหม้รุนแรงไม่ไหว ขณะนี้ทางตำรวจยังอยู่ระหว่างการสืบสวนและยังไม่ได้ประกาศชื่อผู้เสียชีวิตรวมถึงแรงจูงใจอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม สื่อของกลุ่มชาวทิเบตพลัดถิ่น “Voice of Tibet” และกลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ระบุตัวตนของผู้เสียชีวิตว่าคือ นายลอกบา รังเซน นักรณรงค์เพื่อทิเบต ซึ่งมีอาชีพเป็นคนขับรถอูเบอร์ในนครนิวยอร์ก โดยรายงานระบุว่าเขาได้เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุพร้อมกับธงชาติทิเบต และได้ทำการถ่ายทอดสด เรียกร้องเอกราชและความสามัคคีของชาวทิเบต ก่อนจะตัดสินใจจุดไฟเผาตัวเอง

ด้าน เทนโช กยาตโซ ประธานรณรงค์เพื่อทิเบตสากล (International Campaign for Tibet) ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง พร้อมยกย่องนายรังเซนว่าเป็นนักเคลื่อนไหวที่ทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยเพื่ออุทิศตนให้กับการสร้างความตระหนักรู้ด้านวิกฤตสิทธิมนุษยชนในทิเบตอย่างสันติมาโดยตลอด

กลุ่มนักเคลื่อนไหวเปิดเผยว่า สาเหตุทำให้นายรังเซนตัดสินใจก่อเหตุดังกล่าว เนื่องจากเขาเกิดความโกรธแค้นต่อมาตรการข้อบังคับที่เข้มงวดของรัฐบาลจีน โดยเฉพาะ “กฎหมายส่งเสริมเอกภาพและความก้าวหน้าทางชาติพันธุ์” ฉบับใหม่ของจีนที่มีผลบังคับใช้ในสัปดาห์นี้ ซึ่งกฎหมายนี้ให้อำนาจทางกฎหมายแก่รัฐบาลจีนในการดำเนินการกับบุคคลที่อยู่นอกประเทศได้

รัฐบาลจีนอ้างว่ากฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้าง “อัตลักษณ์ร่วมกัน” ของกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มน้อยทั้ง 55 กลุ่มในประเทศ ซึ่งรวมถึงชาวทิเบตและชาวอุยกูร์ แต่กลุ่มนักเคลื่อนไหวในต่างประเทศรวมถึงสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ต่างแสดงความกังวลว่า กฎหมายนี้เป็นเพียงเครื่องมือในการลิดรอนสิทธิมนุษยชน และทำลายวัฒนธรรมรวมถึงอัตลักษณ์ดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ภายใต้การปกครองของจีน

จีนได้เข้าควบคุมทิเบตตั้งแต่ปี 1950 ซึ่งทางการจีนเรียกว่าเป็น “การปลดปล่อยอย่างสันติ” จากระบบศักดินา แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนและชาวทิเบตพลัดถิ่นกลับประณามว่าเป็นการปกครองที่กดขี่ โดยองค์กรดาไล ลามะ ผู้นำจิตวิญญาณวัย 90 ปีของทิเบต ต้องลี้ภัยไปอยู่ที่ประเทศอินเดียตั้งแต่ปี 1959 หลังจากกองทัพจีนเข้าปราบปรามการลุกฮือในเมืองลาซา

ประเด็นเรื่องชาติพันธุ์ถือเป็นเรื่องที่อ่อนไหวอย่างยิ่งในประเทศจีน โดยเฉพาะนับตั้งแต่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ขึ้นดำรงตำแหน่งในปี 2012 รัฐบาลจีนได้เพิ่มการควบคุมเชิงสถาบันและความมั่นคงในทิเบตอย่างเข้มงวด มีการเฝ้าระวังอย่างหนักต่อสัญญาณใดๆ ที่อาจส่อถึงการ “แบ่งแยกดินแดน”

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกลุ่มรณรงค์เพื่อทิเบตสากล ระบุว่า ระหว่างปี 2009 ถึง 2022 มีชาวทิเบตจุดไฟเผาตัวเองเพื่อประท้วงนโยบายของจีนแล้วมากกว่า 150 ราย และมีผู้ก่อเหตุในลักษณะนี้ขณะลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศแล้วจำนวน 10 ราย ขณะที่สหประชาชาติยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหน้าสำนักงานใหญ่ในครั้งนี้.

ที่มา Reuters / AFP