9 ปมร้อน “ไวรัสฮันตา” ระบาดบนเรือสำราญ กลางมหาสมุทรแอตแลนติก

9 ปมร้อน “ไวรัสฮันตา” ระบาดบนเรือสำราญ กลางมหาสมุทรแอตแลนติก

8 พ.ค. 2569 18:23 น.

9 ปมร้อน “ไวรัสฮันตา” ระบาดบนเรือสำราญ กลางมหาสมุทรแอตแลนติก

9 ปมร้อน “ไวรัสฮันตา” ระบาดบนเรือสำราญ กลางมหาสมุทรแอตแลนติก คาดสายพันธุ์ Andes virus พบในอเมริกาใต้ อาจแพร่จากคนสู่คน จุดเริ่มต้นสามีภรรยาชาวดัตช์ เสียชีวิต มีประวัติท่องเที่ยว ในอเมริกาใต้ก่อนขึ้นเรือ แม้ไทยยังไม่มีการระบาด แต่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีสัตว์ฟันแทะ เช่น หนูนา หนูบ้าน เป็นพาหะหลัก ปัจจุบันประเทศไทยพบการติดเชื้อในระดับต่ำ และไม่มีการระบาดเป็นวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและการป้องกันตนเองอย่างถูกต้อง

ไวรัสฮันตาสามารถแพร่สู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของหนู ได้แก่ ปัสสาวะ อุจจาระ และน้ำลาย โดยการติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุด คือ การสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนอุจจาระ ปัสสาวะ และน้ำลายของหนูที่มีเชื้อ รองลงมา คือ การสัมผัสเชื้อแล้วนำมือไปสัมผัสบริเวณจมูก ปาก หรือดวงตา และบางกรณีอาจติดเชื้อจากการถูกหนูกัดแต่โอกาสเกิดมีน้อย

ขณะที่การติดต่อจากคนสู่คนพบได้น้อยมาก และจำกัดเฉพาะบางสายพันธุ์เท่านั้น เมื่อเชื้อไวรัสฮันตาเข้าสู่ร่างกาย จะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 – 8 สัปดาห์ โดยอาการเริ่มแรกจะคล้ายไข้หวัด มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ร่วมกับมีอาการของระบบทางเดินอาหาร (ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน) ต่อมาผู้ป่วยอาจพัฒนาเป็นอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้

ซึ่งอาการของโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มอาการระบบทางเดินหายใจ(Hantavirus Cardiopulmonary Syndrome: HCPS) พบในแถบทวีปอเมริกา มีความรุนแรงสูง ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก มีภาวะน้ำท่วมปอด และเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว 2. กลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับภาวะไตวาย (Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome: HFRS) พบในแถบทวีปยุโรปและเอเชีย ผู้ป่วยจะมีความดันโลหิตต่ำ การแข็งตัวของเลือดผิดปกติทำให้เลือดออกง่าย และมีภาวะไตวาย

ความรุนแรงของโรคขึ้นกับสายพันธุ์ของไวรัส โดยเฉพาะกลุ่มอาการที่มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ อาจมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 20 – 40 ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก น้ำท่วมปอด เกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้ โดยผู้ป่วยจะมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะหรือวัคซีนป้องกันโรคฮันตาไวรัส การรักษาจึงเป็นแบบประคับประคองตามอาการ เช่น การให้ออกซิเจน การใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือการฟอกไตในรายที่มีภาวะไตวาย ดังนั้น การเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วเมื่อมีอาการ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้ สำหรับประเทศไทยมีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากเคยพบผู้ป่วยเพียงรายเดียว สายพันธุ์ที่พบมีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์ในทวีปอเมริกา และไม่พบการแพร่ระบาดในประเทศไทย

แม้โรคฮันตาไวรัสในประเทศไทยจะยังมีความเสี่ยงต่ำ แต่การรู้เท่าทันและป้องกันตนเองอย่างเหมาะสม จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อ และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไวรัสฮันตาคืออะไร “กรมควบคุมโรค” เผยที่มาโรค – วิธีการป้องกัน ย้ำไทยเสี่ยงต่ำ

ไวรัสฮันตาคืออะไร "กรมควบคุมโรค" เผยที่มาโรค - วิธีการป้องกัน ย้ำไทยเสี่ยงต่ำ

8 พ.ค. 2569 14:15 น.

ไวรัสฮันตาคืออะไร “กรมควบคุมโรค” เผยที่มาโรค – วิธีการป้องกัน ย้ำไทยเสี่ยงต่ำ

“ไวรัสฮันตาคืออะไร” โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน มีพาหะหลักคือ “สัตว์ฟันแทะ” กรมควบคุมโรคแนะวิธีป้องกันที่เหมาะสม ย้ำประเทศไทยพบติดเชื้อในระดับต่ำ ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะหรือวัคซีนป้องกัน

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 มีรายงานว่า นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีสัตว์ฟันแทะ เช่น หนูนา หนูบ้าน เป็นพาหะหลัก ปัจจุบันประเทศไทยพบการติดเชื้อในระดับต่ำ และไม่มีการระบาดเป็นวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและการป้องกันตนเองอย่างถูกต้อง

นายแพทย์มณเฑียร กล่าวว่า ไวรัสฮันตาสามารถแพร่สู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของหนู ได้แก่ ปัสสาวะ อุจจาระ และน้ำลาย โดยการติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุด คือ การสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนอุจจาระ ปัสสาวะ และน้ำลายของหนูที่มีเชื้อ รองลงมา คือ การสัมผัสเชื้อแล้วนำมือไปสัมผัสบริเวณจมูก ปาก หรือดวงตา และบางกรณีอาจติดเชื้อจากการถูกหนูกัดแต่โอกาสเกิดมีน้อย ขณะที่การติดต่อจากคนสู่คนพบได้น้อยมาก และจำกัดเฉพาะบางสายพันธุ์เท่านั้น เมื่อเชื้อไวรัสฮันตาเข้าสู่ร่างกาย จะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 – 8 สัปดาห์ โดยอาการเริ่มแรกจะคล้ายไข้หวัด มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ร่วมกับมีอาการของระบบทางเดินอาหาร (ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน) 

ต่อมาผู้ป่วยอาจพัฒนาเป็นอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ ซึ่งอาการของโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มอาการระบบทางเดินหายใจ (Hantavirus Cardiopulmonary Syndrome: HCPS) พบในแถบทวีปอเมริกา มีความรุนแรงสูง ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก มีภาวะน้ำท่วมปอด และเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว 

2. กลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับภาวะไตวาย (Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome: HFRS) พบในแถบทวีปยุโรปและเอเชีย ผู้ป่วยจะมีความดันโลหิตต่ำ การแข็งตัวของเลือดผิดปกติทำให้เลือดออกง่าย และมีภาวะไตวาย

นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า ความรุนแรงของโรคขึ้นกับสายพันธุ์ของไวรัส โดยเฉพาะกลุ่มอาการที่มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ อาจมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 20 – 40 ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก น้ำท่วมปอด เกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้ โดยผู้ป่วยจะมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที 

ซึ่งปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะหรือวัคซีนป้องกันโรคฮันตาไวรัส การรักษาจึงเป็นแบบประคับประคองตามอาการ เช่น การให้ออกซิเจน การใช้เครื่องช่วยหายใจหรือการฟอกไตในรายที่มีภาวะไตวาย ดังนั้น การเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วเมื่อมีอาการ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้ สำหรับประเทศไทยมีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากเคยพบผู้ป่วยเพียงรายเดียว สายพันธุ์ที่พบมีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์ในทวีปอเมริกา และไม่พบการแพร่ระบาดในประเทศไทย

คำแนะนำสำหรับประชาชนในการป้องกันโรคฮันตาไวรัส เน้นการลดการสัมผัสระหว่างคนและหนูเป็นหลัก ได้แก่ 

1. หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่อับอากาศหรือสถานที่ที่อาจมีหนูอาศัยอยู่ เช่น ห้องเก็บของหรืออาคารที่ปิดทิ้งไว้นาน

2. หากจำเป็นต้องทำความสะอาดพื้นที่ที่สงสัยว่ามีหนู ควรหลีกเลี่ยงการกวาดหรือดูดฝุ่น เพราะจะทำให้เชื้อฟุ้งกระจาย ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น โซเดียมไฮโปคลอไรต์ (น้ำยาซักผ้าขาว) ฉีดพ่นให้เปียกก่อนเช็ดทำความสะอาด
3. รักษาความสะอาดบ้านเรือนและสถานที่ทำงานไม่ให้เป็นแหล่งอาหาร และเพาะพันธุ์ของหนู อุดช่องโหว่ ปิดทางเข้าออกไม่ให้หนูเข้ามาในอาคาร

4. หมั่นล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอยู่เสมอ

“แม้โรคฮันตาไวรัสในประเทศไทยจะยังมีความเสี่ยงต่ำ แต่การรู้เท่าทันและป้องกันตนเองอย่างเหมาะสม จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อ และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422”

ด่วน! ภูเขาไฟ “ดุโกโน” อินโดนีเซียปะทุ นักเดินป่าดับ 3 สูญหายอีก 10

ด่วน! ภูเขาไฟ "ดุโกโน" อินโดนีเซียปะทุ นักเดินป่าดับ 3 สูญหายอีก 10

8 พ.ค. 2569 14:05 น.

ด่วน! ภูเขาไฟ “ดุโกโน” อินโดนีเซียปะทุ นักเดินป่าดับ 3 สูญหายอีก 10

เกิดเหตุสลดหลังภูเขาไฟ “ดุโกโน” ทางตะวันออกของอินโดนีเซีย ปะทุรุนแรงเมื่อเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้นักเดินป่าเสียชีวิตอย่างน้อย 3 คน และยังสูญหายอีก 10 คน

ตำรวจจังหวัดนอร์ทฮาลมาเฮรา ทางตะวันออกของอินโดนีเซียเปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วยชาวต่างชาติ 2 คน และชาวอินโดนีเซียจากเมืองเทอร์นาเตอีก 1 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยระบุว่า ก่อนหน้านี้มีรายงานนักเดินป่าสูญหายมากถึง 20 คน ในจำนวนนี้ 9 คนเป็นชาวสิงคโปร์

ด้านสื่อท้องถิ่นของอินโดนีเซียรายงานว่า ผู้เสียชีวิต 2 รายอาจเป็นชาวสิงคโปร์ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันสัญชาติอย่างเป็นทางการ

ภูเขาไฟดุโกโน ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดมาลูกูเหนือ ปะทุเมื่อเวลา 07.41 น. ตามเวลาท้องถิ่น พ่นกลุ่มควันและเถ้าถ่านสูงขึ้นไปบนท้องฟ้ากว่า 10 กิโลเมตร พร้อมเสียงระเบิดดังสนั่น

สำนักงานธรณีวิทยาของอินโดนีเซียเตือนว่า กลุ่มควันเถ้าถ่านอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และอาจกระทบต่อการเดินทางในพื้นที่ แม้ขณะนี้ยังไม่มีรายงานเที่ยวบินได้รับผลกระทบ

ล่าสุด เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียระดมกำลังกู้ภัย ตำรวจ และหน่วยค้นหาหลายสิบชีวิต เร่งค้นหาผู้สูญหายท่ามกลางสภาพพื้นที่อันตราย ขณะที่ระดับเตือนภัยของภูเขาไฟอยู่ในระดับ 3 จาก 4 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูง

ทางการอินโดนีเซียระบุว่า พื้นที่รอบปล่องภูเขาไฟถูกสั่งปิดห้ามนักท่องเที่ยวเข้าใกล้มาตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน หลังตรวจพบกิจกรรมภูเขาไฟเพิ่มขึ้น แต่ยังคงมีนักเดินป่าลักลอบเข้าไปในพื้นที่

ภูเขาไฟดุโกโนถือเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ปะทุต่อเนื่องยาวนานที่สุดของอินโดนีเซีย โดยเกิดการปะทุอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1933 และมักพ่นเถ้าถ่านกับก๊าซซัลเฟอร์ออกมาเป็นระยะ

เส้นทางเดินป่าไปยังภูเขาไฟแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเข้าถึงยากและอันตราย นักท่องเที่ยวต้องเดินทางทั้งเครื่องบิน เรือ และรถยนต์ ก่อนเดินเท้าผ่านป่าทึบเข้าสู่พื้นที่เถ้าถ่านและกำมะถันรอบปล่องภูเขาไฟ

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความสะเทือนใจในอินโดนีเซียและสิงคโปร์ ขณะที่ครอบครัวของผู้สูญหายต่างเฝ้ารอข่าวอย่างมีความหวัง ท่ามกลางภารกิจค้นหาที่ยังดำเนินต่อไปอย่างเร่งด่วน.

ที่มา : channelnewsasia

ญี่ปุ่นผวาหมีทำร้ายคน ดับรายแรกของปี 2026 ตำรวจสอบเพิ่มอีก 2 ศพต้องสงสัย

ญี่ปุ่นผวาหมีทำร้ายคน ดับรายแรกของปี 2026 ตำรวจสอบเพิ่มอีก 2 ศพต้องสงสัย

8 พ.ค. 2569 11:53 น.

ญี่ปุ่นผวาหมีทำร้ายคน ดับรายแรกของปี 2026 ตำรวจสอบเพิ่มอีก 2 ศพต้องสงสัย

ญี่ปุ่นยืนยันพบผู้เสียชีวิตจากการถูกหมีทำร้ายเป็นรายแรกของปี 2026 ขณะที่ตำรวจเร่งสอบสวนการเสียชีวิตอีก 2 ราย ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการโจมตีของหมีเช่นกัน หวั่นปัญหาหมีบุกพื้นที่ชุมชนลุกลาม

กระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตรายแรกเป็นหญิงวัย 55 ปี ในจังหวัดอิวาเตะ ทางตอนเหนือของประเทศ โดยเสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ตำรวจกำลังตรวจสอบการเสียชีวิตอีก 2 กรณี หนึ่งในนั้นคือการเสียชีวิตของคุมากาอิ ชิโยโกะ วัย 69 ปี ซึ่งหายตัวไปหลังเข้าไปเก็บพืชป่าบนภูเขาในจังหวัดอิวาเตะ ก่อนจะพบศพมีบาดแผลบริเวณใบหน้าและศีรษะ คล้ายถูกสัตว์ป่าตะปบด้วยกรงเล็บ ในพื้นที่อิวาเตะเมื่อวันพฤหัสบดี ส่วนอีกรายพบในป่าจังหวัดยามากาตะเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทำให้ทางการท้องถิ่นเตรียมส่งพรานออกลาดตระเวนพื้นที่เพื่อเฝ้าระวังหมีเพิ่มเติม

ญี่ปุ่นเผชิญปัญหาหมีทำร้ายคนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปีงบประมาณล่าสุด มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากหมีถึง 216 คน เพิ่มขึ้นอย่างมากจากปีก่อนที่มีผู้บาดเจ็บ 82 คน และเสียชีวิต 3 ราย

เฉพาะปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมีผู้เสียชีวิตจากหมีโจมตีสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 13 คน

นักวิทยาศาสตร์มองว่า วิกฤตครั้งนี้เกิดจากจำนวนประชากรหมีที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่จำนวนประชากรมนุษย์ในชนบทลดลง ทำให้พื้นที่ป่าและชุมชนเริ่มทับซ้อนกันมากขึ้น

นอกจากนี้ ผลผลิตลูกโอ๊ก ซึ่งเป็นอาหารหลักของหมี ลดลงในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้หมีจำนวนมากออกจากป่าเพื่อหาอาหารใกล้ชุมชน

รัฐบาลญี่ปุ่นต้องส่งกำลังทหารและตำรวจปราบจลาจลเข้าช่วยจับและควบคุมหมี โดยในแต่ละปีมีหมีหลายพันตัวถูกกำจัด

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีหมีสีน้ำตาลอาศัยอยู่เฉพาะบนเกาะฮอกไกโด โดยจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในรอบ 30 ปี เป็นมากกว่า 11,500 ตัว ส่วนหมีดำญี่ปุ่น พบได้ในหลายพื้นที่ของประเทศ รวมถึงเกาะฮอนชู ซึ่งครอบคลุมจังหวัดอิวาเตะและยามากาตะ

เมื่อปี 2024 รัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจเพิ่มหมี เข้าไปในรายชื่อสัตว์ที่ต้องควบคุมประชากร ถือเป็นการเปลี่ยนนโยบายครั้งสำคัญ หลังที่ผ่านมาเคยให้การคุ้มครองจนจำนวนหมีเพิ่มขึ้นอย่างมาก.

ที่มา : channelnewsasia

“หมอจำเป็น” บนเรือสำราญเล่าสถานการณ์ หลังไวรัสฮันตาระบาดกลางทะเล

“หมอจำเป็น” บนเรือสำราญเล่าสถานการณ์ หลังไวรัสฮันตาระบาดกลางทะเล

8 พ.ค. 2569 11:26 น.

“หมอจำเป็น” บนเรือสำราญเล่าสถานการณ์ หลังไวรัสฮันตาระบาดกลางทะเล

แพทย์ที่มาพักผ่อนบนเรือสำราญ MV Hondius บอกเล่าประสบการณ์ และการควบคุมการระบาดบนเรือ หลังต้องกลายมาเป็นแพทย์จำเป็นดูแลผู้ป่วยแทนแพทย์ประจำเรือที่ล้มป่วย เนื่องจากการระบาดของไวรัสฮันตาบนเรือ

สตีเฟน คอร์นเฟลด์ แพทย์ที่เดินทางมาพักผ่อนบนเรือสำราญ MV Hondius กลับต้องกลายเป็น “หมอจำเป็น” หลังแพทย์ประจำเรือล้มป่วยระหว่างเกิดการระบาด

คอร์นเฟลด์ให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า ช่วงแรกมีผู้ป่วยเพียงไม่กี่คน แต่ภายในเวลา 12 ถึง 24 ชั่วโมง สถานการณ์เริ่มรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้เขาค่อย ๆ กลายเป็นหมอประจำเรือโดยไม่ทันตั้งตัว

แพทย์รายนี้ใช้เวลา 5 สัปดาห์บนเรือ และช่วยดูแลผู้โดยสารท่ามกลางความตึงเครียดจากการกักตัวและความหวาดกลัวเรื่องการติดเชื้อ

อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่แทบไม่ได้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย และหลายคนถูกแยกกักตัวมานานหลายสัปดาห์แล้ว ทำให้เชื่อว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่มีโอกาสปลอดภัยและสามารถลงจากเรือได้ในเร็ว ๆ นี้

ขณะนี้ยังมีผู้โดยสารและลูกเรือ 146 คน จาก 23 ประเทศ อยู่บนเรือภายใต้มาตรการควบคุมโรคอย่างเข้มงวด โดยเรือมีกำหนดเดินทางถึงหมู่เกาะคานารีของสเปนในวันอาทิตย์นี้

การระบาดบนเรือสำราญครั้งนี้ถูกจับตามองอย่างมาก เนื่องจากหลายฝ่ายมองว่าบรรยากาศคล้ายกับช่วงแรกของการระบาดโควิด-19 โดยเฉพาะกรณีที่ผู้โดยสารบางส่วนเดินทางแยกย้ายไปหลายประเทศก่อนจะทราบถึงการติดเชื้อ

WHO ยืนยันว่า แม้สถานการณ์ยังต้องติดตามใกล้ชิด แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าการแพร่ระบาดจะขยายวงกว้างในระดับเดียวกับโควิด พร้อมเดินหน้าประสานหลายประเทศเพื่อติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงต่อไป.

ที่มา : CNN

ส่องมาตรการคุมเข้มไวรัสฮันตาของหลายประเทศ หลังพบผู้ติดเชื้อกระจายหลายทวีป

ส่องมาตรการคุมเข้มไวรัสฮันตาของหลายประเทศ หลังพบผู้ติดเชื้อกระจายหลายทวีป

8 พ.ค. 2569 11:02 น.

ส่องมาตรการคุมเข้มไวรัสฮันตาของหลายประเทศ หลังพบผู้ติดเชื้อกระจายหลายทวีป

หลายประเทศทั่วโลกเร่งติดตามและควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสฮันตา หลังองค์การอนามัยโลกยืนยันพบผู้ติดเชื้ออย่างน้อย 5 ราย ที่เชื่อมโยงกับเรือสำราญ MV Hondius 

สถานการณ์ล่าสุดของการแพร่ระบาดของไวรัสฮันตาจนถึงขณะนี้ ยอดผู้เสียชีวิตยังอยู่ที่ 3 ราย ได้แก่ คู่สามีภรรยาชาวดัตช์ และชาวเยอรมัน 1 ราย โดยผู้เสียชีวิตรายแรกคือชายชาวดัตช์วัย 70 ปี ที่เริ่มมีอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดท้อง และท้องเสีย ก่อนเสียชีวิตบนเรือเมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา

ปัจจุบันยังมีผู้โดยสารและลูกเรืออีก 146 คน จาก 23 ประเทศ รวมถึงชาวอเมริกัน 17 คน อยู่บนเรือภายใต้มาตรการควบคุมเข้มงวด โดยเรือมีกำหนดเทียบท่าที่หมู่เกาะคานารีของสเปนในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ก่อนส่งผู้โดยสารกลับประเทศของตน

สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลในระดับนานาชาติ เพราะมีผู้โดยสารบางส่วนลงจากเรือและเดินทางต่อไปหลายประเทศก่อนจะทราบถึงการระบาด ทำให้หลายฝ่ายเปรียบเทียบกับช่วงเริ่มต้นของการระบาดโควิด-19

ด้าน องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า เชื้อที่พบเกี่ยวข้องกับ ไวรัสฮันตาสายพันธุ์แอนดีส ซึ่งเป็นไวรัสหายากที่สามารถแพร่จากคนสู่คนได้ในบางกรณีผ่านการสัมผัสใกล้ชิด แม้คาดว่าอาจพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม แต่ยังไม่มีสัญญาณว่าจะเกิดการระบาดใหญ่แบบโควิด

ล่าสุด มีรายงานว่าหลายประเทศเริ่มใช้มาตรการติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงและเฝ้าระวังอาการอย่างเข้มงวดแล้ว โดยมีการดำเนินการดังนี้ 

ที่เนเธอร์แลนด์ ผู้โดยสาร 3 คนที่ถูกอพยพออกจากเรือเดินทางถึงประเทศแล้วเพื่อเข้ารับการรักษา ประกอบด้วยชาวอังกฤษ 1 คน ชายชาวเยอรมันวัย 65 ปี และลูกเรือชาวดัตช์วัย 41 ปี โดย 2 คนมีอาการหนัก ขณะเดียวกัน สถาบันสาธารณสุขของเนเธอร์แลนด์กำลังตรวจผู้ที่มีอาการหลังสัมผัสผู้ติดเชื้อบนเครื่องบิน รวมถึงลูกเรือสายการบิน KLM รายหนึ่งที่ใกล้ชิดกับหญิงชาวดัตช์วัย 69 ปี ซึ่งเสียชีวิตในแอฟริกาใต้เมื่อเดือนก่อน

ในแอฟริกาใต้ ชายชาวอังกฤษที่ล้มป่วยบนเรือเมื่อวันที่ 27 เมษายน ถูกส่งตัวเข้ารักษาในห้องไอซียูของโรงพยาบาลเอกชนในนครโจฮันเนสเบิร์ก โดย WHO ระบุว่าอาการเริ่มดีขึ้นแล้ว

ด้านสวิตเซอร์แลนด์ WHO เปิดเผยว่ามีผู้โดยสารรายหนึ่งเดินทางกลับประเทศหลังลงจากเรือ และผลตรวจยืนยันติดเชื้อไวรัสฮันตา ขณะนี้อยู่ระหว่างการรักษาในนครซูริก

สหราชอาณาจักรประกาศให้ชาวอังกฤษ 2 คนที่ลงจากเรือบนเกาะเซนต์เฮเลนาเมื่อวันที่ 24 เมษายน กักตัวที่บ้านเพื่อเฝ้าระวังอาการ หลังอาจสัมผัสเชื้อ ขณะเดียวกัน ทางการยังติดตามชาวอังกฤษอีกหลายคนที่เกี่ยวข้องกับเที่ยวเรือลำนี้

ในสหรัฐฯ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกำลังเฝ้าติดตามผู้โดยสารหลายรายที่เดินทางกลับประเทศแล้ว รวมถึงชาวรัฐเวอร์จิเนีย 1 คน และผู้โดยสารในรัฐเท็กซัส จอร์เจีย แอริโซนา และแคลิฟอร์เนีย ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่แสดงอาการป่วย

สิงคโปร์เปิดเผยว่า ชายชาวสิงคโปร์ 2 คน วัยประมาณ 60 ปี กำลังกักตัวและเข้ารับการตรวจหาเชื้อ โดยหนึ่งในนั้นมีอาการน้ำมูกไหลเล็กน้อย ส่วนอีกรายยังไม่แสดงอาการ

ทางการแคนาดาระบุว่า มีผู้กักตัวเฝ้าระวังแล้ว 3 คน ในรัฐออนแทรีโอและควิเบก หนึ่งในนั้นไม่ได้อยู่บนเรือ แต่โดยสารเที่ยวบินเดียวกับผู้โดยสารที่เกี่ยวข้องกับการระบาด

ส่วนฝรั่งเศส กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยว่า พบผู้สัมผัสเสี่ยง 8 คน ซึ่งไม่ได้อยู่บนเรือ แต่เดินทางบนเที่ยวบินเดียวกับผู้ติดเชื้อระหว่างเกาะเซนต์เฮเลนาและนครโจฮันเนสเบิร์ก โดยมี 1 คนเริ่มแสดงอาการเล็กน้อยและอยู่ระหว่างตรวจหาเชื้อ

ขณะเดียวกัน อาร์เจนตินากำลังเร่งสอบสวนต้นตอการติดเชื้อ โดยตรวจสอบเส้นทางเดินทางของคู่สามีภรรยาชาวดัตช์ก่อนขึ้นเรือสำราญ รวมถึงเตรียมส่งทีมลงพื้นที่ดักจับหนูในจุดเสี่ยง เนื่องจากสัตว์ชนิดนี้เป็นพาหะสำคัญของไวรัสฮันตา

ด้าน WHO ระบุว่า ขณะนี้กำลังประสานงานกับหลายประเทศเพื่อเร่งติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงและจำกัดการแพร่กระจายของโรคให้ได้มากที่สุด ขณะที่ทั่วโลกยังจับตาสถานการณ์บนเรือสำราญลำนี้อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความกังวลว่าจะเกิดการแพร่ระบาดข้ามพรมแดนเพิ่มเติมหรือไม่.

ที่มา : CNN

อดีตรมต.-ผู้เชี่ยวชาญ UN จี้อาเซียนเลิกแผน 5 ข้อ หันมาใช้มาตรการแข็งกร้าวต่อเมียนมา

อดีตรมต.-ผู้เชี่ยวชาญ UN จี้อาเซียนเลิกแผน 5 ข้อ หันมาใช้มาตรการแข็งกร้าวต่อเมียนมา

8 พ.ค. 2569 09:19 น.

อดีตรมต.-ผู้เชี่ยวชาญ UN จี้อาเซียนเลิกแผน 5 ข้อ หันมาใช้มาตรการแข็งกร้าวต่อเมียนมา

อดีตรมต.ต่างประเทศ-อดีตผู้เชี่ยวชาญยูเอ็น ออกแถลงการณ์เรียกร้องอาเซียนยกเลิกฉันทามติ 5 ข้อ หันมาใช้มาตรการแข็งกร้าวต่อเมียนมา หลังจากเมียนมาใช้ความอดทนของอาเซียนเป็นช่องเดินหน้าปราบประชาชน

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวอิรวดี รายงานว่า สภาที่ปรึกษาพิเศษเพื่อเมียนมา (Special Advisory Council for Myanmar) หรือ SAC-M ที่ประกอบด้วยกลุ่มอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศและอดีตผู้เชี่ยวชาญแห่งองค์การสหประชาชาติ ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องต่ออาเซียน ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ โดยขอให้อาเซียนยุติการใช้ “ฉันทามติ 5 ข้อ” (Five-Point Consensus) หรือ ต่อสถานการณ์ในเมียนมา พร้อมผลักดันมาตรการที่เข้มงวดขึ้นต่อรัฐบาลทหารของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย 

แถลงการณ์ระบุว่า ที่ผ่านมารัฐบาลทหารเมียนมาได้อาศัยท่าทีอดกลั้นของอาเซียนเป็นช่องทางสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง ขณะเดียวกันก็เพิ่มระดับความรุนแรงต่อพลเรือนอย่างต่อเนื่อง  โดยเมียนมาทำให้อาเซียนอับอายมาหลายปี อาเซียนควรยอมรับว่ารัฐบาลทหารไม่มีวันเปลี่ยนพฤติกรรม พร้อมชี้ว่า มิน อ่อง หล่าย ละเมิดฉันทามติ 5 ข้อที่อาเซียนรับรองเมื่อเดือนเมษายน 2564 ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

รายงานข่าวระบุว่า ผู้ลงนามในแถลงการณ์ประกอบด้วย นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศไทย นายไซฟุดดิน อับดุลลาห์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย นางเลลา เด ลิมา อดีตวุฒิสมาชิกฟิลิปปินส์ รวมถึงอดีตผู้เชี่ยวชาญยูเอ็นด้านเมียนมาอีก 3 คน

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังมีเนื้อหาที่ระบุว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลทหาร เช่น การเลือกตั้งที่ถูกวิจารณ์อย่างหนัก และรายงานว่า นางออง ซาน ซูจี ถูกย้ายจากห้องขังเดี่ยวไปอยู่ในสถานที่กักตัวแห่งใหม่ เป็นเพียงมาตรการครึ่งๆ กลางๆ ที่หวังสร้างความชอบธรรมในสายตานานาชาติ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

แถลงการณ์เรียกร้องให้อาเซียน ภายใต้การเป็นประธานของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ขยายมาตรการห้ามตัวแทนรัฐบาลทหารเข้าร่วมประชุมอาเซียน จากระดับผู้นำไปจนถึงเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ เพื่อปิดกั้นแหล่งสร้างความชอบธรรมทางการเมืองของรัฐบาลทหาร.  

ที่มา Irrawaddy

อนามัยโลก ยืนยัน “ไวรัสฮันตา” ที่ระบาดบนเรือสำราญ ไม่เสี่ยงระบาดใหญ่แบบโควิด-19

อนามัยโลก ยืนยัน "ไวรัสฮันตา" ที่ระบาดบนเรือสำราญ ไม่เสี่ยงระบาดใหญ่แบบโควิด-19

8 พ.ค. 2569 08:01 น.

อนามัยโลก ยืนยัน “ไวรัสฮันตา” ที่ระบาดบนเรือสำราญ ไม่เสี่ยงระบาดใหญ่แบบโควิด-19

อนามัยโลก ชี้ “ไวรัสฮันตา” ที่ระบาดบนเรือสำราญใกล้ชายฝั่งเคปเวิร์ด ไม่มีความเสี่ยงเป็นการระบาดใหญ่ครั้งใหม่เหมือน “โควิด-19” เนื่องจากแพร่จากคนสู่คนได้ยาก แต่ย้ำยังต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ดร.มาเรีย ฟาน เคอร์โคฟ ผู้อำนวยการด้านการเตรียมความพร้อมรับมือโรคระบาดขององค์การอนามัยโลก กล่าวระหว่างแถลงข่าวที่นครเจนีวา ของสวิตเซอร์แลนด์ ว่าการระบาดของฮันตาไวรัสบนเรือสำราญใกล้ชายฝั่งเคปเวิร์ด ไม่ได้เป็นการระบาดแบบ “โควิด-19″ ครั้งใหม่  แต่เป็นโรคติดเชื้อร้ายแรง พร้อมย้ำว่า การแพร่เชื้อระหว่างคนยังถือว่าเกิดขึ้นได้ยาก และขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังใช้มาตรการป้องกันสูงสุดเพื่อควบคุมสถานการณ์

อนามัยโลกเปิดเผยว่า จนถึงตอนนี้มีการอพยพผู้ป่วยฮันตาไวรัส 2 ราย และผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีก 1 ราย จากเรือสำราญไปยังเนเธอร์แลนด์ เพื่อเข้ารับการรักษา ขณะที่เรือยังคงลอยลำอยู่นอกชายฝั่งประเทศเคปเวิร์ด พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือเกือบ 150 คน ระหว่างรอเดินทางต่อไปยังหมู่เกาะคานารีของสเปน ขณะที่ยังมีร่างผู้เสียชีวิต 1 รายอยู่บนเรือ โดยระบุว่า ยังไม่เคยพบการระบาดของฮันตาไวรัสบนเรือสำราญมาก่อน ทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากหน่วยงานสาธารณสุขทั่วโลก.

ทรัมป์ยืนยัน การหยุดยิงยังมีผลอยู่ หลังปะทะกับอิหร่านในฮอร์มุซ

ทรัมป์ยืนยัน การหยุดยิงยังมีผลอยู่ หลังปะทะกับอิหร่านในฮอร์มุซ

8 พ.ค. 2569 06:40 น.

ทรัมป์ยืนยัน การหยุดยิงยังมีผลอยู่ หลังปะทะกับอิหร่านในฮอร์มุซ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่า ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านยังมีผลอยู่ แม้กองกำลังของทั้งสองฝ่ายจะเพิ่งปะทะกันในช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อ 7 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันกับสื่อในประเทศว่า ข้อตกลงหยุดยิงที่สหรัฐฯ ทำไว้กับอิหร่านยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ แม้ว่าไม่กี่ชั่วโมงก่อนจะเกิดการยิงปะทะกันระหว่างกองกำลังของสหรัฐฯ กับอิหร่าน บริเวณช่องแคบฮอร์มุซก็ตาม

“การหยุดยิงยังดำเนินต่อไป มันยังมีผลอยู่” ทรัมป์บอกกับ เรเชล สกอตต์ จากสำนักข่าว ABC News ในการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ พร้อมทั้งบอกว่าการโจมตีตอบโต้ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียง “การสะกิดทักทายเบา ๆ” เท่านั้น

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของอิหร่านเมื่อวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น โดยอ้างว่า เพื่อตอบโต้หลังอิหร่านโจมตีเรือรบอเมริกันขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งที่ไม่มีการยั่วยุก่อน

ขณะที่โฆษกกองทัพอิหร่านได้ออกมาอ้างก่อนหน้านี้ในวันเดียวกันว่า สหรัฐฯ เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ด้วยการมุ่งเป้าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านที่กำลังมุ่งหน้าไปยังช่องแคบฮอร์มุซ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์เตือนอิหร่าน ให้รีบลงนามข้อตกลง มิเช่นนั้นจะโจมตีหนักกว่าเดิม

ทรัมป์เตือนอิหร่าน ให้รีบลงนามข้อตกลง มิเช่นนั้นจะโจมตีหนักกว่าเดิม

8 พ.ค. 2569 06:17 น.

ทรัมป์เตือนอิหร่าน ให้รีบลงนามข้อตกลง มิเช่นนั้นจะโจมตีหนักกว่าเดิม

โดนัลด์ ทรัมป์ ออกโรงเตือนอิหร่าน ว่าสหรัฐฯ จะโจมตีพวกเขาให้หนักหน่วงกว่าเดิม หากไม่ลงนามข้อตกลงโดยเร็ว หลังเกิดการปะทะกันระหว่างกองกำลังของทั้งสองฝ่ายบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อ 7 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำลายล้างกลุ่มผู้โจมตีชาวอิหร่านที่มุ่งเป้าหมายไปยังเรือพิฆาตของกองทัพเรือสหรัฐฯ 3 ลำ ขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเตือนว่า “เราจะซัดกลับให้หนักกว่า และรุนแรงกว่าเดิมมาก” หากอิหร่านไม่ยอมลงนามในข้อตกลงเร็ว ๆ นี้

“เรือพิฆาตระดับโลกของอเมริกา 3 ลำ เพิ่งจะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซออกมาได้สำเร็จท่ามกลางการถูกระดมยิง ไม่มีความเสียหายใด ๆ เกิดขึ้นกับเรือทั้ง 3 ลำ แต่ความเสียหายอย่างหนักหน่วงได้เกิดขึ้นกับผู้โจมตีชาวอิหร่าน” โพสต์ของทรัมป์ระบุ

“พวกมันถูกทำลายจนสิ้นซากพร้อมกับเรือเล็กจำนวนมาก ซึ่งถูกนำมาใช้แทนที่กองทัพเรือของพวกเขาที่ถูกบดขยี้จนหมดสภาพไปแล้ว” ทรัมป์เสริม “มีการยิงขีปนาวุธใส่เรือพิฆาตของเรา แต่ก็ถูกสอยร่วงได้อย่างง่ายดาย เช่นเดียวกับโดรนที่ส่งมา ก็ถูกเผาวอดกลางอากาศ”

ทรัมป์ยังเตือนอิหร่านไม่ให้ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดบานปลายไปมากกว่านี้ โดยระบุว่า “ถ้าพวกเขามีโอกาสใช้อาวุธนิวเคลียร์ พวกเขาทำแน่โดยไม่มีคำว่าลังเล—แต่พวกเขาจะไม่มีวันได้รับโอกาสนั้น และเหมือนกับที่เราซัดพวกเขาหมอบอีกครั้งในวันนี้ เราจะซัดพวกเขาให้หนักกว่าเดิม และรุนแรงกว่าเดิมมากในอนาคต หากพวกเขาไม่ยอมลงนามในข้อตกลง โดยด่วน!”

โพสต์ของทรัมป์มีขึ้นหลังจากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) แถลงว่า กองทัพสหรัฐฯ โจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของอิหร่านที่เป็นจุดปล่อยขีปนาวุธ โดรน และเรือเล็ก โดยกล่าวหาอิหร่านว่า ยิงอาวุธดังกล่าวเข้าใส่เรือรบของพวกเขาโดย “ไม่มีการยั่วยุก่อน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn