สื่ออิหร่านเผย สถานการณ์เมืองชายฝั่ง กลับสู่ภาวะปกติ หลังเกิดการปะทะ

สื่ออิหร่านเผย สถานการณ์เมืองชายฝั่ง กลับสู่ภาวะปกติ หลังเกิดการปะทะ

8 พ.ค. 2569 05:56 น.

สื่ออิหร่านเผย สถานการณ์เมืองชายฝั่ง กลับสู่ภาวะปกติ หลังเกิดการปะทะ

(ภาพจาก AFP PHOTO / SATELLITE IMAGE ©2020 MAXAR TECHNOLOGIES)

สื่อของอิหร่านรายงานว่า สถานการณ์บริเวณชายฝั่งและเกาะต่างๆ ของอิหร่านเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ หลังเกิดการยิงปะทะกับฝ่ายสหรัฐฯ โดยไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ

เมื่อ 7 พ.ค. 2569 สื่อทางการของอิหร่านรายงานว่า สถานการณ์บริเวณชายฝั่งและเกาะต่างๆ เริ่มสงบลงแล้ว หลังจากกองทัพสหรัฐฯ และอิหร่านมีการยิงปะทะกันในบริเวณและตลอดแนวช่องแคบฮอร์มุซในช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา

“ภายหลังการยิงปะทะกันในช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา สถานการณ์บนเกาะต่าง ๆ ของอิหร่าน รวมถึงเมืองชายฝั่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้วในขณะนี้” สถานีโทรทัศน์ Press TV ระบุ

ด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) อ้างรายงานจากผู้สื่อข่าวของสื่อรัฐบาลในจังหวัดฮอร์โมซกัน (Hormozgan) ทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของพื้นที่ชายฝั่งและเกาะต่าง ๆ ของอิหร่านตลอดแนวช่องแคบ โดยระบุว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานพลเรือนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจาก กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ “เซ็นต์คอม” (CENTCOM) แถลงว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังมุ่งเป้าโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของอิหร่าน ซึ่งเป็นจุดที่ใช้ในการปล่อยขีปนาวุธ โดรน และเรือเล็ก เพื่อโจมตีเรือรบอเมริกันขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งที่ “ไม่มีการยั่วยุก่อน”

“กองกำลังสหรัฐฯ ได้สกัดกั้นการโจมตีจากอิหร่านที่เกิดขึ้นโดยไม่มีการยั่วยุ และได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีเพื่อป้องกันตนเอง ในขณะที่เรือพิฆาตติดตั้งขีปนาวุธนำวิถีของกองทัพเรือสหรัฐฯ กำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซมุ่งหน้าสู่อ่าวโอมาน เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม” CENTCOM ระบุโดยยืนยันว่า ไม่มีทรัพย์สินของสหรัฐฯ ได้รับความเสียหายจากการโจมตี

ตามรายงานของ CENTCOM สิ่งอำนวยความสะดวกของอิหร่านที่ตกเป็นเป้าหมายของกองกำลังสหรัฐฯ ประกอบด้วย ฐานปล่อยขีปนาวุธและโดรน, ศูนย์บัญชาการและควบคุม รวมถึงหน่วยข่าวกรอง การเฝ้าระวัง และการลาดตระเวน

ก่อนหน้านี้ สื่อทางการของอิหร่านรายงานว่า สิ่งอำนวยความสะดวกเชิงพาณิชย์บริเวณท่าเรือ “บาห์มัน” (Bahman Pier) บนเกาะเกชม์ (Qeshm Island) ตกเป็นเป้าหมายจากการปะทะกันระหว่างกองกำลังความมั่นคงของอิหร่านและ “ฝ่ายศัตรู”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สหรัฐฯ เผย กำลังถล่มเป้าหมายในอิหร่าน หลังถูกลอบโจมตีในฮอร์มุซ

สหรัฐฯ เผย กำลังถล่มเป้าหมายในอิหร่าน หลังถูกลอบโจมตีในฮอร์มุซ

8 พ.ค. 2569 05:22 น.

สหรัฐฯ เผย กำลังถล่มเป้าหมายในอิหร่าน หลังถูกลอบโจมตีในฮอร์มุซ

กองทัพสหรัฐฯ ยืนยัน กำลังโจมตีเป้าหมายทางทหารในอิหร่าน อ้างว่าเป็นการป้องกันตนเอง หลังจากเรือรบของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียโดนโจมตีโดยไม่มีการยั่วยุก่อน

เมื่อ 7 พ.ค. 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ “เซ็นต์คอม” (CENTCOM) แถลงว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังมุ่งเป้าโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของอิหร่าน ซึ่งเป็นจุดที่ใช้ในการปล่อยขีปนาวุธ โดรน และเรือเล็ก เพื่อโจมตีเรือรบอเมริกันขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งที่ “ไม่มีการยั่วยุก่อน”

“กองกำลังสหรัฐฯ ได้สกัดกั้นการโจมตีจากอิหร่านที่เกิดขึ้นโดยไม่มีการยั่วยุ และได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีเพื่อป้องกันตนเอง ในขณะที่เรือพิฆาตติดตั้งขีปนาวุธนำวิถีของกองทัพเรือสหรัฐฯ กำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซมุ่งหน้าสู่อ่าวโอมาน เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม” CENTCOM ระบุในเอกสารข่าว

ตามรายงานของ CENTCOM สิ่งอำนวยความสะดวกของอิหร่านที่ตกเป็นเป้าหมายของกองกำลังสหรัฐฯ ประกอบด้วย ฐานปล่อยขีปนาวุธและโดรน, ศูนย์บัญชาการและควบคุม รวมถึงหน่วยข่าวกรอง การเฝ้าระวัง และการลาดตระเวน

“กองทัพของอิหร่านระดมยิงขีปนาวุธ ส่งโดรน และเรือเล็กจำนวนมาก ในขณะที่เรือ ยูเอสเอส ทรักซ์ตัน (USS Truxtun), ยูเอสเอส ราฟาเอล เปรัลตา (USS Rafael Peralta) และ ยูเอสเอส เมสัน (USS Mason) กำลังแล่นผ่านเส้นทางเดินเรือสากล ทั้งนี้ ไม่มีทรัพย์สินของสหรัฐฯ ได้รับความเสียหายจากการโจมตี” แถลงการณ์จาก CENTCOM ระบุเพิ่มเติม

ขณะที่สื่อทางการของอิหร่านรายงานว่า สิ่งอำนวยความสะดวกเชิงพาณิชย์บริเวณท่าเรือ “บาห์มัน” (Bahman Pier) บนเกาะเกชม์ (Qeshm Island) ตกเป็นเป้าหมายจากการปะทะกันระหว่างกองกำลังความมั่นคงของอิหร่านและ “ฝ่ายศัตรู”

ในตอนท้ายของแถลงการณ์ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ย้ำว่า สหรัฐฯ “ไม่ได้ต้องการให้สถานการณ์บานปลาย” แต่กองทัพมีความ “พร้อมที่จะปกป้องกองกำลังอเมริกัน” อย่างเต็มที่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สื่ออิหร่านเผย เกิดเสียงระเบิดใกล้เกาะ และเมืองท่าของอิหร่าน

สื่ออิหร่านเผย เกิดเสียงระเบิดใกล้เกาะ และเมืองท่าของอิหร่าน

8 พ.ค. 2569 04:45 น.

สื่ออิหร่านเผย เกิดเสียงระเบิดใกล้เกาะ และเมืองท่าของอิหร่าน

สื่ออิหร่านเผยว่า เกิดเสียงระเบิดใกล้กับเกาะเกชม์ และที่เมืองท่าแห่งหนึ่งของประเทศ โดยยังไม่ทราบแน่ชัดว่าสาเหตุเกิดจากอะไร โดยรายงานบางกระแสบอกว่าอาจเป็นการโจมตี

เมื่อ 7 พ.ค. 2569 สื่อของประเทศอิหร่านหลายสำนักรายงานว่า ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นบริเวณใกล้กับเกาะเกชม์ (Qeshm Island) ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่สุดของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ และที่เมืองท่า บันดาร์ อับบาส (Bandar Abbas) ของอิหร่าน โดยยังไม่แน่ชัดว่าสาเหตุของเสียงเกิดจากอะไรกันแน่

สำนักข่าว “เมห์ร” (Mehr) ของอิหร่านระบุว่า ได้ยินเสียงระเบิดในพื้นที่เมืองบันดาร์ อับบาส และเกาะเกชม์ แต่เสริมว่า “ยังไม่มีหน่วยงานอย่างเป็นทางการออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับสาเหตุของเสียงเหล่านี้”

ด้านสำนักข่าว “ทัสนิม” (Tasnim) ซึ่งเป็นสื่อกึ่งทางการอีกเจ้า ตั้งข้อสังเกตโดยอ้างแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยนามว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อาจอยู่เบื้องหลังการโจมตีที่เกาะเกชม์ อย่างไรก็ตาม ทางสำนักข่าวระบุว่าข้อมูลนี้ยังไม่ได้รับการยืนยัน

ส่วนสำนักข่าว CNN ได้ติดต่อสอบถามไปยังกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เพื่อขอความคิดเห็น แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับในทันที

ในขณะเดียวกัน สำนักข่าว “นูร์ นิวส์” ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) รายงานว่า มีรายงานว่าท่าเรือโดยสารบนเกาะเกชม์ถูกโจมตี นอกจากนี้ สำนักข่าว “ฟาร์ส” (Fars) ของอิหร่านยังรายงานด้วยว่า ประชาชนในเมืองบันดาร์ อับบาส ได้ยินเสียงที่คล้ายกับระเบิดดังมาจากหลายพื้นที่ทั่วเมืองในเวลาเดียวกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านวางกฎใหม่คุมเข้มช่องแคบฮอร์มุซ หวังคุมอำนาจเหนือเส้นทางน้ำ

อิหร่านวางกฎใหม่คุมเข้มช่องแคบฮอร์มุซ หวังคุมอำนาจเหนือเส้นทางน้ำ

8 พ.ค. 2569 04:24 น.

อิหร่านวางกฎใหม่คุมเข้มช่องแคบฮอร์มุซ หวังคุมอำนาจเหนือเส้นทางน้ำ

อิหร่านได้ประกาศชุดกฎระเบียบใหม่สำหรับเรือที่ต้องการแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงแบบฟอร์มที่มีคำถามกว่า 40 ข้อที่เรือแต่ละลำต้องกรอก

ตามรายละเอียดในเอกสารที่สำนักข่าว CNN ได้รับมา แบบฟอร์มดังกล่าวมีชื่อว่า “คำประกาศข้อมูลเรือ” (Vessel Information Declaration) เป็นแบบฟอร์มคำขอที่ออกโดยหน่วยงานกำกับดูแลช่องแคบเปอร์เซียของอิหร่าน (PGSA) โดยระบุว่าเรือทุกลำที่เดินทางผ่านพื้นที่ดังกล่าวจำเป็นต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วนเพื่อให้มั่นใจใน “การเดินทางที่ปลอดภัย”

นายริชาร์ด มีด บรรณาธิการบริหารของ Lloyd’s List Intelligence ซึ่งเป็นผู้ให้บริการข้อมูลและการวิเคราะห์ทางทะเล รวมถึงแหล่งข่าวอีกรายที่ไม่ประสงค์ออกนาม เป็นผู้แบ่งปันเอกสารนี้ให้กับ CNN

แบบฟอร์มดังกล่าวประกอบด้วยคำถามมากกว่า 40 ข้อ โดยกำหนดให้เรือแต่ละลำต้องแจ้งชื่อเรือ หมายเลขประจำตัว ชื่อเดิม ประเทศต้นทาง และประเทศปลายทาง รวมถึงรายละเอียดอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีการสอบถามสัญชาติของเจ้าของเรือที่จดทะเบียน ผู้จัดการ และลูกเรืออีกด้วย

แบบฟอร์มที่อิหร่านให้เรือต่างๆ ต้องกรอกเพื่อผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
แบบฟอร์มที่อิหร่านให้เรือต่างๆ ต้องกรอกเพื่อผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านระบุว่ากำลังจำกัดการสัญจรผ่านเส้นทางน้ำนี้เฉพาะเรือที่มีความเชื่อมโยงกับสหรัฐฯ หรืออิสราเอลเท่านั้น โดยนายมีดกล่าวว่า ก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากสงครามกับอิหร่าน เรือต่างๆ ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลใดๆ เพื่อเดินทางผ่านช่องแคบนี้

นายมีดบอกกับ CNN ว่า รายการข้อกำหนดเหล่านี้ “ดูคล้ายกับคำถามที่เจ้าของเรือมักถูกถามอยู่แล้ว” อย่างไรก็ตาม เขาเสริมว่าสิ่งนี้คือ “การทำให้เรื่องดังกล่าวเป็นทางการ และดูเหมือนจะเป็นกลยุทธ์ของอิหร่านในการสร้างความชอบธรรมให้อำนาจของตนมีเหนือการสัญจรผ่านพื้นที่นี้”

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา อิหร่านได้จัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลช่องแคบเปอร์เซีย (PGSA) ขึ้นเพื่อบริหารจัดการการเดินทางผ่านช่องแคบ โดยสำนักข่าว Press TV ของรัฐบาลอิหร่านระบุว่า ภายใต้ระบบใหม่นี้ เรือทุกลำที่มีความประสงค์จะแล่นผ่านช่องแคบจะได้รับอีเมลจากที่อยู่ติดต่อของ PGSA เพื่อแจ้งระเบียบข้อบังคับในการผ่านทาง

อีเมลจาก PGSA ที่นายมีดและแหล่งข่าวรายที่สองแบ่งปันให้ CNN แสดงให้เห็นว่า ทางหน่วยงานได้ย้ำเตือนว่า “ข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้องมีความจำเป็นอย่างยิ่ง” ต่อการดำเนินการตามคำขอผ่านทางของเรือ และ “คำแนะนำเพิ่มเติมจะมีการสื่อสารผ่านทางอีเมล”

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นขั้นตอนล่าสุดในความพยายามของรัฐบาลเตหะรานที่จะสร้างอำนาจควบคุมอย่างเป็นทางการเหนือช่องแคบระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเส้นทางที่เรือเคยสัญจรได้อย่างเสรีมาก่อนที่จะเกิดสงคราม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ยิงดับคนสนิท แกนนำพรรครัฐบาลอินเดีย หลังเลือกตั้งรัฐเบงกอล

ยิงดับคนสนิท แกนนำพรรครัฐบาลอินเดีย หลังเลือกตั้งรัฐเบงกอล

8 พ.ค. 2569 01:08 น.

ยิงดับคนสนิท แกนนำพรรครัฐบาลอินเดีย หลังเลือกตั้งรัฐเบงกอล

ผู้ช่วยส่วนตัวของแกนนำระดับสูงของพรรครัฐบาลอินเดีย ถูกยิงเสียชีวิตท่ามกลางเหตุรุนแรงที่ปะทุหลังจาก ฝ่ายรัฐบาลชนะการเลือกตั้งในรัฐเบงกอลตะวันตกอย่างไม่เคยทำได้มาก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันที่ 7 พ.ค. 2569 ว่า คนสนิทของผู้นำระดับสูงจากพรรคของนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ถูกยิงเสียชีวิตท่ามกลางเหตุความรุนแรงที่ปะทุขึ้น หลังจากการเลือกตั้งครั้งสำคัญในรัฐเบงกอลตะวันตก

ผู้เสียชีวิตคือนาย จันทรนาถ ราธ (Chandranath Rath) เป็นผู้ช่วยส่วนตัวของ สุเวนดู อธิการี (Suvendu Adhikari) ผู้ถูกมองว่าเป็นตัวเก็งที่จะก้าวขึ้นเป็นมุขมนตรีคนใหม่ของรัฐเบงกอลตะวันตก หลังจากพรรคภารตียชนตา (BJP) คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งดังกล่าว

นายราธถูกสังหารในคืนวันพุธระหว่างเดินทางกลับบ้าน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งสืบสวนคดี แต่ยังไม่มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยแต่อย่างใด

นายราธเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ศพ ในรัฐเบงกอลตะวันตก นับตั้งแต่มีการประกาศผลการเลือกตั้งเมื่อวันจันทร์ โดยก่อนการเสียชีวิตของนายราธ ตำรวจระบุว่าได้จับกุมผู้เกี่ยวข้องกับเหตุความรุนแรงและการข่มขู่คุกคามไปแล้วมากกว่า 400 คน

เหตุการณ์ความรุนแรงมักเกิดขึ้นเป็นปกติในรัฐเบงกอลตะวันตกหลังการเลือกตั้ง โดยมักมีการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนของพรรคการเมืองคู่แข่ง

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา พรรค BJP ได้สร้างประวัติศาสตร์คว้าชัยชนะในรัฐเบงกอลตะวันตก ซึ่งพวกเขาไม่เคยทำได้มาก่อน สิ้นสุดการครองอำนาจยาวนาน 15 ปีของพรรค “ตฤณมูลคองเกรส” (TMC) ภายใต้การนำของ มามาตา บาเนอร์จี

ความตึงเครียดในรัฐเบงกอลตะวันตกพุ่งสูงขึ้นมานานหลายสัปดาห์ เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้จัดขึ้นท่ามกลางข้อพิพาทเรื่องการ “สังคายนาบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” ซึ่งส่งผลให้ประชาชนหลายล้านคนหลุดโผจากรายชื่อ

นางบาเนอร์จีกล่าวหาว่า กระบวนการดังกล่าวจงใจตัดชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่ใช่ฝ่ายสนับสนุนพรรค BJP ออกไปหลายพันคน เพื่อปูทางสู่ความพ่ายแพ้ของเธอ อย่างไรก็ตาม พรรค BJP และคณะกรรมการการเลือกตั้งของอินเดียปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้มาตลอด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนตัดสินประหารชีวิต 2 อดีตรัฐมนตรีกลาโหม คดีคอร์รัปชันแต่ให้รอลงอาญา

จีนตัดสินประหารชีวิต 2 อดีตรัฐมนตรีกลาโหม คดีคอร์รัปชันแต่ให้รอลงอาญา

7 พ.ค. 2569 23:06 น.

จีนตัดสินประหารชีวิต 2 อดีตรัฐมนตรีกลาโหม คดีคอร์รัปชันแต่ให้รอลงอาญา

(หลี่ ซางฝู อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของจีน)

จีนตัดสินประหารชีวิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 2 คน ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาในคดีคอร์รัปชัน แต่ให้รอลงอาญาเอาไว้ 2 ปี ซึ่งหากไม่มีการทำผิดเพิ่มเติม พวกเขาจะได้ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต

สำนักข่าวซินหัวรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 พ.ค. 2569 ว่า อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของจีน 2 คน ทั้ง เว่ย เฟิ่งเหอ (Wei Fenghe) และ หลี่ ซางฝู (Li Shangfu) ถูกตัดสินประหารชีวิตในข้อหาทุจริตคอร์รัปชัน แต่ให้รอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปี

ซินหัวรายงานก่อนหน้านี้ว่า นายหลี่ถูกสงสัยว่ารับเงินสินบน “จำนวนมหาศาล” รวมถึงการติดสินบนผู้อื่น นอกจากนี้ ผลการสอบสวนยังพบว่าเขา “ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามความรับผิดชอบทางการเมือง” และ “แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวให้กับตนเองและพวกพ้อง”

ส่วนนายเว่ยซึ่งเริ่มถูกสอบสวนในปี 2566 พบว่าเขารับเงินและของมีค่า “จำนวนมหาศาล” เป็นสินบน และ “ช่วยเหลือผู้อื่นให้ได้รับผลประโยชน์โดยมิชอบในการจัดสรรบุคลากร” โดยซินหัวรายงานในปี 2567 ว่าการกระทำของเขานั้น “มีลักษณะที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง ส่งผลกระทบในทางลบอย่างมาก และก่อให้เกิดความเสียหายมหาศาล”

ทั้งนี้ โทษประหารชีวิตโดยให้รอการลงโทษในประเทศจีน โดยปกติแล้วจะถูกลดหย่อนโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิต หากผู้กระทำความผิดไม่ได้ก่ออาชญากรรมใดๆ เพิ่มเติมในช่วงระยะเวลาที่รอลงอาญานั้น

สำนักข่าวซินหัวระบุว่า หลังจากได้รับการลดหย่อนโทษแล้ว ทั้งคู่จะต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ได้รับการลดหย่อนโทษเพิ่มเติมหรือได้รับทัณฑ์บนอีก นอกจากนี้ ทั้งสองคนยังถูกริบสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต และทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดจะถูกยึด

เว่ย เฟิ่งเหอ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของจีน
เว่ย เฟิ่งเหอ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของจีน

อนึ่ง นายเว่ย ซึ่งเป็นอดีตผู้บัญชาการกองกำลังจรวด (Rocket Force) ในช่วงปี 2558 ถึง 2560 และเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจนกระทั่งถูกแทนที่โดยนายหลี่ เมื่อเดือนมีนาคม 2566

ส่วนนายหลี่ถือเป็นหนึ่งในนายพลที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดของสี จิ้นผิง เขาเคยดูแลด้านการออกแบบและจัดซื้ออาวุธ ทั้งยังเป็นหัวหอกในวิสัยทัศน์ของสีเพื่อพัฒนาทัพจีนให้ทันสมัย นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้นำที่มีประสบการณ์ในโครงการอวกาศอันทะเยอทะยานของจีน โดยทำหน้าที่กำกับดูแลภารกิจอวกาศจำนวนมาก

ทั้งนายเว่ยและนายหลี่ต่างเคยเป็นสมาชิกของคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง (CMC) ซึ่งเป็นองค์กรตัดสินใจทางทหารระดับสูงสุดของประเทศด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กองทัพอิสราเอลเผย สังหาร ผบ.ฮิซบอลเลาะห์ หลังถล่มเมืองหลวงเลบานอน

กองทัพอิสราเอลเผย สังหาร ผบ.ฮิซบอลเลาะห์ หลังถล่มเมืองหลวงเลบานอน

7 พ.ค. 2569 22:32 น.

กองทัพอิสราเอลเผย สังหาร ผบ.ฮิซบอลเลาะห์ หลังถล่มเมืองหลวงเลบานอน

กองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่า สังหารผู้บัญชาการระดับสูงของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ หลังจากโจมตีกรุงเบรุต ของเลบานอนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อ 7 พ.ค. 2569 กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) แถลงว่า พวกเขาได้โจมตีและสังหารนาย อาเหม็ด อาลี บาลูต ผู้บัญชาการกองกำลัง “รัดวาน” (Redwan Force) ของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ด้วยการโจมตีอย่างแม่นยำในพื้นที่ชานเมืองทางตอนใต้ของกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอน

สำนักข่าวแห่งชาติเลบานอน (NNA) รายงานเมื่อวันพุธว่า อพาร์ตเมนต์ที่พักอาศัยแห่งหนึ่งในย่านชานเมืองทางใต้ของเบรุตตกเป็นเป้าหมายของขีปนาวุธ 3 ลูก ซึ่งการโจมตีกรุงเบรุตในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับเลบานอนเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนเมษายน

การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นวันพุธตามเวลาท้องถิ่น โดยนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลระบุในแถลงการณ์ว่า อิสราเอลได้มุ่งเป้าไปที่ผู้บัญชาการกองกำลังรัดวาน และมีการประสานงานล่วงหน้ากับสหรัฐอเมริกาเรื่องการโจมตีครั้งนี้แล้ว

เนทันยาฮูไม่ได้ระบุชื่อเป้าหมายของการโจมตี แต่เขากล่าวว่านักรบกองกำลังรัดวานภายใต้การบังคับบัญชาของคนผู้นี้ เป็นผู้รับผิดชอบในการเปิดฉากโจมตีชุมชนและทหารของอิสราเอล

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา อิสราเอลไม่ได้ปฏิบัติการโจมตีในกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอนเลย นับตั้งแต่บรรลุข้อตกลงหยุดยิงโดยมีสหรัฐฯ เป็นตัวกลาง แต่พวกเขาหันไปโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนแทน ซึ่งกองทัพอิสราเอลอ้างว่าสามารถกระทำได้ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ เผยข้อความบางส่วนในจดหมายลาตายของเอปสตีน

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ เผยข้อความบางส่วนในจดหมายลาตายของเอปสตีน

7 พ.ค. 2569 22:08 น.

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ เผยข้อความบางส่วนในจดหมายลาตายของเอปสตีน

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ เปิดเผยข้อความส่วนหนึ่งในจดหมายที่เชื่อกันว่า เป็นจดหมายลาตายของนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน นักโทษคดีทางเพศผู้ล่วงลับ ท่ามกลางข้อสงสัยในการเสียชีวิตของเขา

เมื่อวันพุธที่ 6 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางได้เปิดเผยเอกสารที่ระบุว่าเป็นข้อความบางส่วนในจดหมายลาตายของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักโทษคดีล่วงละเมิดทางเพศผู้ล่วงลับ โดยนาย นิโคลัส ตาร์ตากลิโอเน เพื่อนร่วมห้องขังของเอปสตีนอ้างว่าเขาเป็นผู้พบจดหมายฉบับนี้

ข้อความในจดหมาย ซึ่งไม่มีการลงลายมือชื่อ มีเนื้อหาบางส่วนระบุว่า “พวกมันสอบสวนฉันมาเป็นเดือน – แต่ไม่พบ อะไรเลย!!!”, “มันเป็นเรื่องน่ายินดีที่สามารถ เลือก เวลาบอกลาได้ด้วยตัวเอง” และ “ไม่สนุกเลยนะ – ไม่คุ้มค่าสักนิด!!”

เพื่อนร่วมห้องขังระบุว่า จดหมายนี้ถูกเขียนในช่วงที่นายเอปสตีนพยายามจบชีวิตตัวเองแต่ไม่สำเร็จเมื่อเดือนกรกฎาคม 2562 ซึ่งเป็นเวลาไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่เขาจะถูกพบว่าเสียชีวิตในห้องขัง ระหว่างรอการพิจารณาคดีในข้อหาค้าประเวณีเด็ก ทั้งนี้ แพทย์นิติเวชได้ลงความเห็นว่าเขาเสียชีวิตจากการจบชีวิตตัวเอง

การมีอยู่ของจดหมายที่อ้างว่าเป็นจดหมายลาตายนี้ ถูกรายงานครั้งแรกโดยสำนักข่าว The New York Times ซึ่งเปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า จดหมายฉบับนี้ถูกปิดบังจากสาธารณชนมานานเกือบ 7 ปี โดยทาง Times ได้ยื่นคำร้องต่อผู้พิพากษาเขต เคนเนธ คาราส เพื่อให้เปิดเผยจดหมายและเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญาของเพื่อนร่วมห้องขังรายนี้ ซึ่งกระทรวงยุติธรรมก็ไม่ได้คัดค้าน

“ดูเหมือนว่าสาธารณชนจะให้ความสนใจอย่างมากต่อสถานการณ์แวดล้อมในการเสียชีวิตของเอปสตีนตามที่ระบุไว้ในคำร้องขอเปิดเผยข้อมูล อย่างไรก็ตาม เนื่องจากรัฐบาลไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับ… ความถูกต้องของเนื้อหาข้อเท็จจริงที่บรรยายในคำร้องดังกล่าว รัฐบาลจึงขอให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล”

กระทรวงฯ ระบุในหนังสือถึงผู้พิพากษาคาราสเมื่อวันจันทร์ โดยชี้ให้เห็นว่าทางกระทรวงฯ ไม่ทราบว่าจดหมายที่ถูกอ้างถึงนั้นเป็นของจริงหรือไม่

เจฟฟรีย์ เอปสตีน
เจฟฟรีย์ เอปสตีน

ทั้งนี้ รายงานระบุว่า จดหมายถูกนายตาร์ตากลิโอเน นักโทษคดีฆาตกรรม 4 ศพ พบในปี 2562 โดยชายคนนี้กล่าวว่าเขาเป็นคนช่วยชีวิตเอปสตีนไว้ในระหว่างการพยายามจบชีวิตตัวเองครั้งแรกซึ่งไม่สำเร็จ

“เจฟฟรีย์ เอปสตีน พยายามจบชีวิตตัวเองตอนที่เขาอยู่ในห้องขังกับผม ผมตื่นขึ้นมาแล้วช่วยชีวิตเขาไว้ด้วยการทำ CPR และเพื่อพิสูจน์เรื่องนี้ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ได้เขียนจดหมายลาตายทิ้งไว้” นายตาร์ตากลิโอเนเผยเมื่อปีก่อน “จดหมายนั้นอยู่ในหนังสือของผม ใช่ครับ… พอผมกลับเข้าห้องขัง ผมก็เปิดหนังสือจะอ่านแล้วก็เจอมันวางอยู่ตรงนั้น เขาเขียนมันแล้วก็สอดไว้ในหนังสือ”

หนังสือพิมพ์ Times รายงานว่า นายตาร์ตากลิโอเนยืนยันว่าทนายความของเขาได้ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านลายมือตรวจสอบความถูกต้องของจดหมายแล้ว ซึ่ง Times ได้รวมคำแถลงเหล่านี้เข้าในข้อโต้แย้งที่ยื่นต่อผู้พิพากษาเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อชี้ให้เห็นว่าจดหมายฉบับนี้ควรถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีคำถามค้างคาใจ เกี่ยวกับการพยายามจบชีวิตตัวเองครั้งแรกของเอปสตีน

เมื่อเดือนกรกฎาคม 2019 แหล่งข่าวบอกกับ CNN ในขณะนั้นว่า เจ้าหน้าที่เรือนจำไม่แน่ใจว่าร่องรอยบนลำคอของเอปสตีนเกิดจากการทำร้ายตัวเองหรือเป็นผลจากการถูกลอบทำร้าย โดยเอปสตีนบอกกับเจ้าหน้าที่ว่าเขาถูกซ้อมและถูกด่าว่าเป็นพวกที่ชอบล่วงละเมิดเด็ก

ในตอนแรกเอปสตีนยังให้การกล่าวหานายตาร์ตากลิโอเนว่า พยายามจะฆ่าเขา แต่ในภายหลังเขาได้ถอนคำพูดดังกล่าว โดยข้อมูลใน “รายงานเฝ้าระวังการฆ่าตัวตาย” ของเรือนจำระบุว่า ในวันต่อๆ มา เขาบอกกับนักจิตวิทยาประจำเรือนจำว่า ตาร์ตากลิโอเนไม่ได้ข่มขู่ว่าจะทำร้ายเขา และตัวเขาเองจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เลย

รายงานที่บันทึกในวันที่ 24 ก.ค. 2562 หรือหนึ่งวันหลังเกิดเหตุ เอปสตีนระบุว่า “ผมไม่มีความสนใจที่จะฆ่าตัวตายเลยสักนิด” และยืนยันคำเดิมระหว่างการตรวจร่างกายว่า “ผมทุ่มเทให้กับคดีของผมมากเกินกว่าจะยอมแพ้ ผมยังมีชีวิตอยู่และผมต้องการกลับไปใช้ชีวิตของผมต่อ”

อย่างไรก็ตาม กระทรวงยุติธรรมได้ระบุในบันทึกข้อความเมื่อปีที่แล้วว่า ไม่มีหลักฐาน ที่บ่งชี้ว่านายเอปสตีนถูกฆาตกรรม และมีการเปิดเผยภาพจากกล้องวงจรปิดในเรือนจำความยาว 10 ชั่วโมง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่มีใครเข้าไปในห้องขังของเอปสตีนในวันที่เขาเสียชีวิตเลย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เรือสำราญไวรัสฮันตาออกจากเคปเวิร์ด มุ่งหน้าคานารี ขณะที่หลายชาติเฝ้าระวังคนที่เคยอยู่บนเรือ

เรือสำราญไวรัสฮันตาออกจากเคปเวิร์ด มุ่งหน้าคานารี ขณะที่หลายชาติเฝ้าระวังคนที่เคยอยู่บนเรือ

7 พ.ค. 2569 13:55 น.

เรือสำราญไวรัสฮันตาออกจากเคปเวิร์ด มุ่งหน้าคานารี ขณะที่หลายชาติเฝ้าระวังคนที่เคยอยู่บนเรือ

เรือสำราญเนเธอร์แลนด์ MV Hondius ที่พบการระบาดของไวรัสฮันตา ออกเดินทางจากน่านน้ำประเทศเคปเวิร์ดมุ่งหน้าสู่หมู่เกาะคานารีของสเปน หลังจอดลอยลำไร้จุดหมายนาน 3 วัน ท่ามกลางมาตรการคุมโรคเข้มงวด

เรือ MV Hondius ออกเดินทางจากน่านน้ำประเทศเคปเวิร์ดมุ่งหน้าไปเทียบท่ายังหมู่เกาะคานารีของสเปนแล้ว ขณะที่หลายประเทศทั่วโลกเริ่มเร่งติดตามและเฝ้าระวังผู้โดยสารที่เคยอยู่บนเรือลำนี้ หลังมีรายงานผู้ติดเชื้อและผู้ต้องสงสัยติดเชื้อไวรัสฮันตาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าขณะนี้พบผู้ติดเชื้อแล้วอย่างน้อย 3 ราย และมีผู้ต้องสงสัยอีกหลายราย รวมถึงผู้โดยสารบางส่วนที่เดินทางกลับประเทศต่าง ๆ ก่อนหน้านี้ ซึ่งทำให้หลายประเทศต้องเริ่มกระบวนการติดตามและสังเกตอาการ

ในสหรัฐอเมริกา เจ้าหน้าที่สาธารณสุขรัฐจอร์เจียและรัฐแอริโซนายืนยันว่ากำลังเฝ้าระวังผู้โดยสารรวม 3 คนที่เคยอยู่บนเรือ แม้ทั้งหมดจะยังไม่แสดงอาการป่วย ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์ยืนยันพบผู้ติดเชื้อ 1 ราย ซึ่งกำลังเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่นครซูริก

ด้านบริษัทผู้ให้บริการเรือ Oceanwide Expeditions ระบุว่า ผู้ป่วยอาการหนัก 2 คนที่ถูกอพยพออกจากเรือ ได้รับการส่งตัวไปรักษาที่ประเทศเนเธอร์แลนด์แล้ว ส่วนผู้โดยสารอีก 1 คนยังอยู่ระหว่างการอพยพ หลังเที่ยวบินล่าช้า

ปัจจุบันยังมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 146 คน จาก 23 ประเทศ อยู่บนเรือ ภายใต้มาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ขณะที่ WHO ยืนยันพบผู้ติดเชื้อรวมแล้วอย่างน้อย 8 ราย ทั้งผู้ป่วยยืนยันและผู้ต้องสงสัย

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ไวรัสที่พบคือ “ฮันตาไวรัสสายพันธุ์แอนดีส” ซึ่งพบในทวีปอเมริกาใต้ และมีรายงานว่าสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ในบางกรณี แม้โอกาสแพร่ระบาดในวงกว้างจะยังถือว่าต่ำ

ขณะเดียวกัน หลายประเทศในยุโรปและสหรัฐฯ ยังคงเฝ้าระวังผู้ที่เคยสัมผัสใกล้ชิดกับผู้โดยสารบนเรือลำดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความกังวลว่าอาจมีผู้ติดเชื้อเพิ่มเติมที่ยังไม่แสดงอาการ

ด้านรัฐบาลสเปนเตรียมตรวจสุขภาพผู้โดยสารทั้งหมดเมื่อเรือเดินทางถึงหมู่เกาะคานารี พร้อมวางแผนแยกกักผู้โดยสารตามความเสี่ยง เพื่อลดโอกาสการแพร่ระบาดต่อไป.

ที่มา : BBC

สลด! รถบัสชนประสานงารถบรรทุกน้ำมันในอินโดนีเซีย ไฟลุกท่วม ดับอย่างน้อย 16 ศพ

สลด! รถบัสชนประสานงารถบรรทุกน้ำมันในอินโดนีเซีย ไฟลุกท่วม ดับอย่างน้อย 16 ศพ

7 พ.ค. 2569 11:56 น.

สลด! รถบัสชนประสานงารถบรรทุกน้ำมันในอินโดนีเซีย ไฟลุกท่วม ดับอย่างน้อย 16 ศพ

เกิดอุบัติเหตุรุนแรงบนทางหลวงประเทศอินโดนีเซีย เมื่อรถโดยสารประจำทางชนประสานงากับรถบรรทุกน้ำมัน จนเกิดเพลิงลุกไหม้อย่างหนัก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 ราย และบาดเจ็บอีก 4 คน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงเที่ยงวันพุธที่ 6 พฤษภาคม บริเวณเขตนอร์ท มูซี ราวาส จังหวัดสุมาตราใต้ โดยรถบัสโดยสารระหว่างเมือง ซึ่งกำลังเดินทางจากเมืองลูบุกลิงเกา มุ่งหน้าไปยังเมืองจัมบี ได้พุ่งชนกับรถบรรทุกน้ำมันที่วิ่งสวนทางมา

เจ้าหน้าที่สำนักงานจัดการภัยพิบัติท้องถิ่นเปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุรถบัสอาจเกิดประกายไฟจากตัวรถ ทำให้คนขับพยายามหักหลบไปยังเลนขวาเพื่อป้องกันอันตราย แต่จังหวะเดียวกันมีรถบรรทุกน้ำมันวิ่งมาด้วยความเร็วสูง จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการชนได้

แรงปะทะทำให้เกิดระเบิดและไฟลุกท่วมรถทั้ง 2 คันอย่างรวดเร็ว ผู้โดยสารหลายคนติดอยู่ภายในและไม่สามารถหนีออกมาได้ทัน

รายงานระบุว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วย คนขับรถบัส ผู้โดยสาร 13 คน รวมถึงคนขับรถบรรทุกน้ำมันและผู้ช่วย รวมทั้งหมดอย่างน้อย 16 ราย โดยหลายศพถูกไฟคลอกอยู่ภายในซากรถ

ส่วนผู้รอดชีวิต 4 คน ถูกนำตัวส่งคลินิกใกล้เคียง ในจำนวนนี้ 3 คนมีอาการไฟไหม้รุนแรง ขณะที่อีก 1 คนบาดเจ็บเล็กน้อย

ภาพจากหน่วยค้นหาและกู้ภัยแห่งชาติอินโดนีเซียเผยให้เห็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเร่งฉีดน้ำควบคุมเพลิง ท่ามกลางกลุ่มควันดำหนาทึบและเปลวไฟขนาดใหญ่ ขณะที่ซากรถทั้งสองคันถูกเผาเสียหายเกือบทั้งหมด

เจ้าหน้าที่กู้ภัยและตำรวจจราจรต้องใช้เวลานานในการเคลียร์พื้นที่ เนื่องจากยังมีผู้ติดอยู่ภายในซากรถ ส่งผลให้การจราจรบนทางหลวงสายหลักเป็นอัมพาตชั่วคราว

ทั้งนี้ อินโดนีเซียเผชิญอุบัติเหตุทางถนนรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง จากปัญหามาตรฐานความปลอดภัยและโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่ยังไม่เพียงพอ.

ที่มา : channelnewsasia