“เมตา” เปิดตัว “แว่น AI ไร้กล้อง” หวังแก้ปัญหาละเมิดความเป็นส่วนตัว

"เมตา" เปิดตัว "แว่น AI ไร้กล้อง" หวังแก้ปัญหาละเมิดความเป็นส่วนตัว

24 ก.ย. 2569 11:57 น.

“เมตา” เปิดตัว “แว่น AI ไร้กล้อง” หวังแก้ปัญหาละเมิดความเป็นส่วนตัว

“เมตา” เปิดตัวอุปกรณ์สวมใส่รุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงแว่นอัจฉริยะที่ไม่มีกล้อง เพื่อเน้นการใช้งานด้านเสียง และเพื่อลดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้านความเป็นส่วนตัว ขณะที่บริษัทเดินหน้าผลักดันผู้ช่วย AI “Muse” ให้เป็นศูนย์กลางการใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ ท่ามกลางข้อกังวลทั่วโลกเกี่ยวกับการบันทึกภาพและเสียงบุคคลโดยไม่ได้รับความยินยอม 

“เมตา” (Meta) บริษัทเทคโนโลยีเจ้าของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม เปิดตัวอุปกรณ์สวมใส่รุ่นใหม่หลายรายการ ในงานประชุมประจำปี Meta Connect ที่สำนักงานใหญ่ในเมืองเมนโลพาร์ก รัฐแคลิฟอร์เนีย  โดยหนึ่งในผลิตภัณฑ์สำคัญคือ “เรย์แบน เมตา ออดิโอ” (Ray-Ban Meta Audio) แว่นอัจฉริยะที่ไม่มีระบบกล้อง และเน้นการใช้งานด้านเสียง

แว่นรุ่นดังกล่าวมีกำหนดวางจำหน่ายวันที่ 13 ตุลาคม ราคาเริ่มต้น 349 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 11,655 บาท โดยผู้ใช้สามารถฟังเพลง รับสายโทรศัพท์ และโต้ตอบกับผู้ช่วย AI ได้ แต่ไม่สามารถถ่ายภาพหรือบันทึกวิดีโอเหมือนแว่นเมตารุ่นที่มีกล้อง

การเปิดตัวเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเพิ่มขึ้นทั่วโลกเกี่ยวกับประเด็นความเป็นส่วนตัว หลังแว่นอัจฉริยะที่มีกล้องขนาดเล็กสามารถบันทึกภาพบุคคลโดยที่เจ้าตัวอาจไม่รู้หรือไม่ได้ให้ความยินยอม โดยเฉพาะกรณีการถ่ายภาพผู้หญิงและเด็กผู้หญิง

วิชาล ชาห์ รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ AI ของเมตากล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับมาตรการปกป้องความเป็นส่วนตัว โดยแว่นรุ่นที่มีกล้องจะมีไฟแสดงสถานะเมื่อกำลังบันทึกภาพ เพื่อให้บุคคลรอบข้างรับรู้ว่ากำลังมีการบันทึก

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า การตัดกล้องออกอาจไม่ได้แก้ปัญหาความเป็นส่วนตัวทั้งหมด เนื่องจากแว่นรุ่นใหม่ยังสามารถบันทึกเสียงได้ และอาจไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนให้บุคคลรอบข้างทราบว่ากำลังมีการบันทึกเสียง

นอกจากแว่นไร้กล้องแล้ว เมตายังเปิดตัวแว่น “เมตา เรย์แบน” (Meta Ray-Ban) รุ่นใหม่ที่ยังคงมีกล้องสำหรับถ่ายภาพและวิดีโอ รวมถึงแว่นรุ่นที่มีจอแสดงผล ซึ่งมีราคาเริ่มต้น 799 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 26,680 บาท และเตรียมวางจำหน่ายเพิ่มเติมในอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี และแคนาดา

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเมตา ยังเปิดตัว “เมตา วีอาร์ กลาส” (Meta VR Glasses) แว่น Mixed Reality หรือแว่นความเป็นจริงผสมรุ่นใหม่ ที่มีน้ำหนักเบากว่าอุปกรณ์ Quest รุ่นก่อน โดยย้ายแบตเตอรี่และหน่วยความจำไปไว้ในอุปกรณ์ภายนอกที่เชื่อมต่อด้วยสาย ทำให้ตัวแว่นมีน้ำหนักใกล้เคียงกับสำรับไพ่

เมตา วีอาร์ กลาส จะวางจำหน่ายในฤดูใบไม้ผลิปี 2027 ราคา 1,299 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 43,380 บาท โดยรองรับการควบคุมด้วยสายตา เสียง และท่าทางมือ

เมตายังประกาศขยายความสามารถของมิวส์ (Muse) ผู้ช่วย AI แบบเอเจนต์สำหรับผู้บริโภค ซึ่งสามารถดำเนินการบางอย่างแทนผู้ใช้ได้ เช่น จองนัดหมาย โทรศัพท์ และสั่งซื้อสินค้าหรือบริการ หลังเชื่อมต่อบัญชีส่วนตัวต่าง ๆ

บริษัทระบุว่ามิวส์จะกลายเป็นส่วนสำคัญของระบบแว่นอัจฉริยะ โดยสามารถทำงานร่วมกับผู้ให้บริการและร้านค้าหลายราย เช่น Walmart, Best Buy และ Gap ขณะที่ Instacart, Shopify และ Expedia ก็ประกาศความร่วมมือกับเมตาในการผสานบริการเข้ากับมิวส์

เมตายังเปิดตัวอุปกรณ์ขนาดเล็กชื่อ “เมตา ชาร์ม” (Meta Charm) สำหรับใช้งานมิวส์โดยไม่ต้องพึ่งสมาร์ตโฟน ตัวอุปกรณ์มีขนาดใกล้เคียงกับเคส AirPods มีหน้าจอสัมผัสขนาดประมาณ 2 นิ้ว และรองรับการเชื่อมต่อ 5G โดยคาดว่าจะวางจำหน่ายช่วงเดือนธันวาคมนี้ แต่ เมตายังไม่เปิดเผยราคา

การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เกิดขึ้นขณะที่เมตาและบริษัทเทคโนโลยีรายอื่นกำลังลงทุนอย่างหนักในอุปกรณ์ที่ใช้ AI เพื่อเป็นช่องทางใหม่ในการเข้าถึงเทคโนโลยี นอกเหนือจากสมาร์ตโฟน

เมตาเปิดตัวแว่นอัจฉริยะครั้งแรกในปี 2021 และต่อยอดความร่วมมือกับ EssilorLuxottica ผู้ผลิตแว่นตารายใหญ่ ซึ่งผลิตแว่น Ray-Ban Meta และ Oakley Meta ขณะที่บริษัทกำลังเผชิญแรงกดดันด้านความปลอดภัยของเด็กและความเป็นส่วนตัวในหลายประเทศ

ทั้งนี้เมตาระบุว่า การออกแบบแว่นไร้กล้องไม่ได้มีเหตุผลด้านความเป็นส่วนตัวเพียงอย่างเดียว แต่เสียงถือเป็นหนึ่งในฟังก์ชันที่ได้รับความนิยมสูงสุดของแว่นอัจฉริยะ และการตัดกล้องออกยังช่วยให้บริษัทผลิตแว่นที่บางและเบาลง พร้อมเพิ่มระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่เป็นประมาณ 12 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง จากประมาณ 9 ชั่วโมงในแว่นเมตา เรย์แบนรุ่นล่าสุด.

ที่มา AFP / Reuters

ลูกชายทูตอิสราเอลประจำสหรัฐฯบาดเจ็บสาหัสจากเหตุรถพุ่งชนจุดตรวจในเวสต์แบงก์ คนขับปาเลสไตน์ถูกยิงดับ

ลูกชายทูตอิสราเอลประจำสหรัฐฯบาดเจ็บสาหัสจากเหตุรถพุ่งชนจุดตรวจในเวสต์แบงก์ คนขับปาเลสไตน์ถูกยิงดับ

24 ก.ย. 2569 11:29 น.

ลูกชายทูตอิสราเอลประจำสหรัฐฯบาดเจ็บสาหัสจากเหตุรถพุ่งชนจุดตรวจในเวสต์แบงก์ คนขับปาเลสไตน์ถูกยิงดับ

ลูกชายเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหรัฐฯ บาดเจ็บสาหัสจากเหตุรถพุ่งชนจุดตรวจในเวสต์แบงก์ คนขับชาวปาเลสไตน์ถูกยิงเสียชีวิต

วันที่ 24 กันยายน 2569 นายเยเชียล ไลเตอร์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหรัฐฯ เปิดเผยว่าบุตรชายของเขาชื่อว่า นายเนเรีย ไลเตอร์ เป็นหนึ่งในทหารอิสราเอลที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุรถยนต์พุ่งชนจุดตรวจใกล้นิคมเบต โฮรอน ในเขตเวสต์แบงก์ 

โดยระบุว่านายเนเรีย ซึ่งเป็นทหารกองหนุนและปฏิบัติหน้าที่ประจำจุดตรวจ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในกรุงเยรูซาเลมเพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วนหลังเกิดเหตุโจมตีเมื่อช่วงบ่ายวันพุธ ตามรายงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ พร้อมระบุว่าเขาเชื่อในพลังของการสวดภาวนา และเชื่อว่าเมื่อชาวอิสราเอลรวมเป็นหนึ่ง ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้น

ทางด้านกระทรวงสาธารณสุขปาเลสไตน์ระบุว่า คนขับรถวัย 29 ปี ชื่อมาห์มูด มูฮัมหมัด มาห์มูด สุไลมาน ชาวปาเลสไตน์จากหมู่บ้านเบต อูร์ อัล-ตาห์ตา ใกล้จุดเกิดเหตุ ถูกยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

ก่อนหน้านี้ กลุ่มฮามาสออกแถลงการณ์ชื่นชมเหตุโจมตี โดยระบุว่าเป็นการตอบโต้ต่อการกระทำของอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์และกรุงเยรูซาเลม พร้อมเรียกร้องให้เพิ่มการต่อต้านอิสราเอล แต่ไม่ได้อ้างว่าเป็นผู้ก่อเหตุ

ทั้งนี้ เหตุการณ์โจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 1 วันก่อนที่นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล มีกำหนดกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ และเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังเกิดเหตุยิงในเวสต์แบงก์ ก่อนวันสำคัญทางศาสนายม คิปปูร์ ของชาวยิว.

ที่มา AFP

รายงานชี้ลูกเรือสหรัฐฯ 8 นาย พยายามฆ่าตัวตายระหว่างภารกิจเรือ “ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น”

รายงานชี้ลูกเรือสหรัฐฯ 8 นาย พยายามฆ่าตัวตายระหว่างภารกิจเรือ "ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น"

24 ก.ย. 2569 11:19 น.

รายงานชี้ลูกเรือสหรัฐฯ 8 นาย พยายามฆ่าตัวตายระหว่างภารกิจเรือ “ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น”

รักษาการรัฐมนตรีทบวงกองทัพเรือสหรัฐฯ เปิดเผยว่า บุคลากร 8 นายในกองเรือโจมตีที่ประจำการบนเรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น” พยายามฆ่าตัวตายระหว่างภารกิจที่ยืดเยื้อ ซึ่งรวมถึงช่วงปฏิบัติการรบกับอิหร่าน แต่ไม่มีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ขณะที่ประเด็นสภาพความเป็นอยู่และสุขภาพจิตของกำลังพลถูกตั้งคำถามอย่างหนัก

ฮุง เกา รักษาการรัฐมนตรีทบวงกองทัพเรือสหรัฐฯ เปิดเผยว่า บุคลากรกองทัพเรือสหรัฐฯ จำนวน 8 นาย ซึ่งสังกัดกองเรือโจมตีที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น พยายามฆ่าตัวตายระหว่างการประจำการเป็นเวลานาน โดยตัวเลขดังกล่าวถูกเปิดเผยในจดหมายตอบคำถามของวุฒิสมาชิกเคิร์สเตน กิลลิแบรนด์ จากรัฐนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่ผ่านมา

ข้อมูลดังกล่าวครอบคลุมกำลังพลจากหลายส่วนของกองเรือโจมตี ทั้งลูกเรือของเรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น, ฝูงบินประจำเรือ เจ้าหน้าที่กองเรือโจมตีและฝูงเรือพิฆาต เรือพิฆาตคุ้มกัน ตลอดจนฝูงบินที่ปฏิบัติการจากเรือ โดยเคาระบุว่า ไม่มีบุคลากรคนใดเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายระหว่างภารกิจครั้งนี้

กองเรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น มีทหารเรือประมาณ 6,000-7,000 นาย ประจำการอยู่บนเรือราว 6 ลำ และเรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้อยู่ในทะเลเป็นเวลานานหลายเดือน โดยภารกิจเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในเดือนพฤษภาคมถูกขยายออกหลายครั้ง ก่อนเข้าร่วมปฏิบัติการในตะวันออกกลางและภารกิจรบกับอิหร่าน

กองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่า บนเรือมีทรัพยากรด้านสุขภาพจิตหลายรูปแบบ ได้แก่ อนุศาสนาจารย์ 5 นาย นักให้คำปรึกษาด้านการป้องกันและส่งเสริมสุขภาวะ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ทางคลินิก เจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพพฤติกรรม และสุนัขช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต เพื่อดูแลความต้องการด้านจิตใจและอารมณ์ของกำลังพล

ก่อนหน้านี้ ครอบครัวของทหารเรือจำนวนหนึ่งได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพจิตและสภาพความเป็นอยู่ของกำลังพล โดยอ้างถึงภารกิจที่ยาวนาน การขาดแคลนเสบียง ปัญหาระบบประปา น้ำ และการไม่มีโอกาสแวะพักในท่าเรือเป็นเวลานาน ขณะที่กองทัพเรือยืนยันก่อนหน้านี้ว่า ไม่พบหลักฐานว่ามีวิกฤตสุขภาพจิตบนเรือ และระบุว่ามีบุคลากรด้านการแพทย์และสุขภาพจิตพร้อมให้ความช่วยเหลือ

จดหมายของนายเกายังยืนยันว่า มีเหตุการณ์ทหารเรือคนหนึ่งพลัดตกลงจากเรือในช่วงต้นเดือนสิงหาคม แต่ได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและเข้ารับการรักษา นอกจากนี้ ในเดือนมีนาคม ทหารเรืออีกคนหนึ่งพยายามกระโดดลงจากเรือ แต่เพื่อนร่วมงานสามารถหยุดไว้ได้ ก่อนจะได้รับการดูแลทางการแพทย์และเดินทางกลับสหรัฐฯ ในเวลาต่อมา

ด้านวุฒิสมาชิกกิลลิแบรนด์ ซึ่งเป็นสมาชิกคณะกรรมาธิการกองทัพประจำวุฒิสภา วิจารณ์การตอบสนองก่อนหน้านี้ของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ต่อรายงานเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ของกำลังพล โดยเห็นว่าปัญหาดังกล่าวควรได้รับการตรวจสอบและแก้ไขอย่างจริงจัง

ข้อมูลจากกองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่า การพยายามฆ่าตัวตายเป็นปัญหาที่กองทัพให้ความสำคัญ และสถิติด้านพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตายมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขอาจมีการปรับปรุงเมื่อการสอบสวนเหตุการณ์ต่าง ๆ เสร็จสิ้น

งานวิจัยที่เผยแพร่เมื่อเดือนมกราคม 2025 ซึ่งศึกษาทหารเรือสหรัฐฯ 956 นาย พบว่า บุคลากรที่ประจำการบนเรือของกองทัพเรือเผชิญภาวะ “ความทุกข์ทางจิตใจอย่างรุนแรง” ในระดับสูงเมื่อเทียบกับกำลังพลจากเหล่าทัพอื่น โดยงานวิจัยระบุปัจจัยกดดันเฉพาะของการใช้ชีวิตบนเรือ เช่น สภาพที่พักอาศัย เสียงรบกวน และตารางปฏิบัติงานที่หนักจนมีเวลานอนและพักผ่อนไม่เพียงพอ

เรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น เดินทางออกจากแคลิฟอร์เนียเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เดิมมุ่งหน้าไปยังทะเลจีนใต้ ก่อนถูกส่งไปยังตะวันออกกลาง และภารกิจถูกขยายออกหลายครั้ง ปัจจุบันเรือกำลังเดินทางกลับสหรัฐฯ หลังสิ้นสุดภารกิจที่ยาวนานเป็นประวัติการณ์ โดยเมื่อเดินทางกลับ ลูกเรือได้แวะพักผ่อนที่ประเทศไทยระหว่างทางกลับ ก่อนเดินทางต่อไปยังสหรัฐฯ

กองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่า การประจำการครั้งนี้มีระยะเวลา 266 วัน และอยู่ในเขตการรบประมาณ 200 วัน พร้อมยืนยันว่าการดูแลสวัสดิภาพของกำลังพลเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของผู้บังคับบัญชา.

ที่มา CNN / BBC

สภาสูงอิตาลีผ่านกม.ขั้นสุดท้าย ปูทางกลับไปใช้พลังงานนิวเคลียร์ หลังเลิกใช้แล้วเกือบ 40 ปี

สภาสูงอิตาลีผ่านกม.ขั้นสุดท้าย ปูทางกลับไปใช้พลังงานนิวเคลียร์ หลังเลิกใช้แล้วเกือบ 40 ปี

24 ก.ย. 2569 09:52 น.

สภาสูงอิตาลีผ่านกม.ขั้นสุดท้าย ปูทางกลับไปใช้พลังงานนิวเคลียร์ หลังเลิกใช้แล้วเกือบ 40 ปี

วุฒิสภาอิตาลีผ่านกฎหมายขั้นสุดท้าย ปูทางกลับมาใช้พลังงานนิวเคลียร์เกือบ 40 ปีหลังเลิกใช้จากเหตุการณ์เชอร์โนบิล รัฐบาลเตรียมออกกฎรองภายในปีหน้า

วันที่ 24 กันยายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่าวุฒิสภาอิตาลีลงมติเห็นชอบขั้นสุดท้ายต่อกฎหมายที่เปิดทางให้อิตาลีกลับมาใช้พลังงานนิวเคลียร์อีกครั้ง หลังยุติการใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาเกือบ 40 ปี นับตั้งแต่ประชาชนพร้อมใจลงประชามติหลังเกิดภัยพิบัติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ในปี 2529

รายงานข่าวระบุว่า ร่างกฎหมายผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนน 81 ต่อ 51 เสียง และงดออกเสียง 7 เสียง หลังจากก่อนหน้านี้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว ทำให้อิตาลีมีกรอบกฎหมายสำหรับการกลับมาพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์อีกครั้ง

โดยกฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจรัฐบาลออกกฎหมายลำดับรองภายใน 12 เดือน เพื่อกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตก่อสร้างและเดินเครื่องปฏิกรณ์ มาตรฐานความปลอดภัย การจัดการเชื้อเพลิงใช้แล้วและกากกัมมันตรังสี รวมถึงหลักเกณฑ์ในการกำหนดพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และการจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแล

นายกิลแบร์โต ปิกเฮตโต ฟราติน รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงด้านพลังงานของอิตาลี ระบุว่า รัฐบาลตั้งเป้าออกกฎรองเพื่อบังคับใช้กฎหมายภายในสิ้นปีนี้ ขณะที่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีจอร์จา เมโลนี สนับสนุนการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์ยุคใหม่ โดยเฉพาะเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานและลดการพึ่งพาการนำเข้า

ทั้งนี้ การลงมติครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการหวนกลับสู่พลังงานนิวเคลียร์ของอิตาลี หลังประชาชนเคยลงประชามติปฏิเสธการใช้พลังงานนิวเคลียร์ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกเกิดขึ้นหลังภัยพิบัติเชอร์โนบิลในปี 2529 และอีกครั้งหลังเกิดอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะของญี่ปุ่นในปี 2554 โดยอิตาลีปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีอยู่หลังการลงประชามติปี 2530.

 ที่มา AP

เกาหลีเหนือเผยการทดสอบยิงกระสุนจากระบบยิงจรวดหลายลำกล้องขนาด 240 มม. รุ่นปรับปรุงใหม่

เกาหลีเหนือเผยการทดสอบยิงกระสุนจากระบบยิงจรวดหลายลำกล้องขนาด 240 มม. รุ่นปรับปรุงใหม่

24 ก.ย. 2569 09:40 น.

เกาหลีเหนือเผยการทดสอบยิงกระสุนจากระบบยิงจรวดหลายลำกล้องขนาด 240 มม. รุ่นปรับปรุงใหม่

เกาหลีเหนือเผยทดสอบกระสุนจรวดหลายลำกล้อง 240 มม. รุ่นอัปเกรด ยิงได้ไกลสุด 115 กม. พร้อมสั่งเร่งวางกำลังโจมตีรุนแรงที่สุดตามแนวชายแดนเกาหลีใต้

วันที่ 24 กันยายน 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ของเกาหลีเหนือรายงานว่า กองทัพได้้ทดสอบยิงกระสุนสำหรับระบบยิงจรวดหลายลำกล้องขนาด 240 มิลลิเมตรรุ่นอัปเกรด โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการวางกำลังโจมตีที่มีอานุภาพรุนแรงที่สุดตามแนวชายแดนติดกับเกาหลีใต้

รายงานข่าวระบุว่า การทดสอบมีขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 22 กันยายน ภายใต้แผนพัฒนาระยะ 5 ปีเพื่อปรับปรุงกองกำลังปืนใหญ่และขีปนาวุธของประเทศ โดยเป็นการทดสอบจรวดหลายลำกล้องแบบควบคุม ขนาด 240 มิลลิเมตรรุ่นอัปเกรด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงที่กำกับการทดสอบระบุว่า การพัฒนาจรวดที่เพิ่มระยะยิงจะช่วยเปลี่ยนแปลงขีดความสามารถด้านอำนาจการยิงตามแนวชายแดนทางใต้ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยจรวดรุ่นใหม่นี้ติดตั้ง “ระบบนำวิถีอัตโนมัติแบบแม่นยำ” สามารถโจมตีเป้าหมายได้ไกลถึง 100 กิโลเมตรในโหมดวิถีโค้ง และไกลถึง 115 กิโลเมตรเมื่อใช้โหมดผสมที่มีการร่อน

ทางด้านนายพัค จอง ชอน รองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางของพรรคแรงงานเกาหลีเหนือ เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรวมกำลังโจมตีที่รุนแรงและทำลายล้างที่สุดไว้ตามแนวชายแดนทางใต้ พร้อมระบุว่าต้องทำให้ฝ่ายศัตรูตระหนักว่า เกาหลีเหนือได้เร่งเปลี่ยนอาวุธโจมตีระยะไกลของกองทัพทั้งหมดเป็นระบบรุ่นใหม่โดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ การทดสอบครั้งล่าสุดเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของเกาหลีเหนือในการยกระดับขีดความสามารถของระบบอาวุธที่สามารถโจมตีเป้าหมายในเกาหลีใต้ โดยก่อนหน้านี้เกาหลีเหนือประกาศกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างสองเกาหลีเป็นความสัมพันธ์ระหว่างสองรัฐที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ตั้งแต่ปี 2566.

ที่มา Yonhap

นักวิเคราะห์เตือน “ซูเปอร์เอลนีโญ” อาจคร่าชีวิตประชาชนทั่วโลกกว่า 450,000 คนจากวิกฤตคลื่นความร้อน

นักวิเคราะห์เตือน "ซูเปอร์เอลนีโญ" อาจคร่าชีวิตประชาชนทั่วโลกกว่า 450,000 คนจากวิกฤตคลื่นความร้อน

24 ก.ย. 2569 09:27 น.

นักวิเคราะห์เตือน “ซูเปอร์เอลนีโญ” อาจคร่าชีวิตประชาชนทั่วโลกกว่า 450,000 คนจากวิกฤตคลื่นความร้อน

ผลวิเคราะห์ชี้ “เอลนีโญรุนแรงผิดปกติ” อาจทำให้มีผู้เสียชีวิตจากความร้อนทั่วโลกกว่า 451,000 คนในช่วงถึง ก.พ. 2570 โดยไนจีเรียเสี่ยงได้รับผลกระทบสูงสุด

วันที่ 24 กันยายน 2569 ทีมวิจัย Climate Impact Lab ซึ่งวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และข้อมูลในสังกัดมหาวิทยาลัยชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยรายงานผลการวิเคราะห์ฉบับใหม่ที่ระบุว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังทวีความรุนแรงผิดปกติ อาจทำให้อุณหภูมิบนพื้นดินทั่วโลกในช่วงหลายเดือนข้างหน้าสูงกว่าค่าปกติราว 1.2 องศาเซลเซียส โดยจำนวนวันที่มีอากาศร้อนจัดจะเพิ่มขึ้น 44% เมื่อเทียบกับปีปกติ ซึ่งจะทำให้มีผู้เสียชีวิตจากความร้อนจัดทั่วโลกมากกว่า 451,000 คน ระหว่างเดือนมิถุนายน 2569 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2570 โดยตัวเลขนี้เป็นการประมาณการจากแบบจำลอง  

รายงานระบุว่า เอลนีโญซึ่งเป็นรูปแบบความแปรปรวนตามธรรมชาติของสภาพภูมิอากาศและมักทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น ได้เข้าสู่ระดับรุนแรงเป็นพิเศษ และมีแนวโน้มทำลายสถิติความรุนแรง ขณะที่ภาวะโลกร้อนจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลยิ่งเพิ่มความเสี่ยงจากอุณหภูมิสูงสุดขั้ว 

รายงานพบว่า ประเทศในกลุ่มซีกโลกใต้และประเทศกำลังพัฒนาถูกคาดว่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยไนจีเรียมีจำนวนผู้เสียชีวิตจากความร้อนตามแบบจำลองสูงสุดประมาณ 31,400 คน รองลงมาคืออินโดนีเซีย ซูดาน อินเดีย และบราซิล ขณะที่สหรัฐฯ อยู่ในกลุ่ม 20 ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยคาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตราว 3,500 คน

ทั้งนี้ รายงานยังอยู่ระหว่างรอการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ Climate Impact Lab ระบุว่า ตัดสินใจเผยแพร่ผลการวิเคราะห์เบื้องต้นก่อน เนื่องจากเอลนีโญกำลังทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว และยังมีเวลาให้รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ เตรียมมาตรการเพื่อลดการสูญเสีย ซึ่งมาตรการที่แนะนำ ได้แก่ การแจ้งเตือนภัยจากความร้อนล่วงหน้า การจัดทำแผนรับมือด้านสาธารณสุข การจัดตั้งศูนย์คลายร้อนและจุดบริการน้ำดื่ม รวมถึงการขยายการเข้าถึงบริการสาธารณสุข เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากอากาศร้อนจัด.

ที่มา BBC

Taylor Swift เซอร์ไพรส์แฟน เตรียมปล่อย 4 เพลงใหม่ ในอัลบั้ม The Life Of A Showgirl: The Encore

Taylor Swift เซอร์ไพรส์แฟน เตรียมปล่อย 4 เพลงใหม่ ในอัลบั้ม The Life Of A Showgirl: The Encore

24 ก.ย. 2569 09:10 น.

Taylor Swift เซอร์ไพรส์แฟน เตรียมปล่อย 4 เพลงใหม่ ในอัลบั้ม The Life Of A Showgirl: The Encore

Taylor Swift ประกาศปล่อย 4 เพลงใหม่ Patient Zero, Cleveland!, Pink Clouding และ Babylon ในอัลบั้มพิเศษ The Life Of A Showgirl: The Encore เริ่มสตรีม 25 กันยายนนี้

เทย์เลอร์ สวิฟต์ (Taylor Swift) นักร้องสาวซูเปอร์สตาร์เจ้าของรางวัลแกรมมี่ ประกาศผ่านอินสตาแกรมเตรียมปล่อย The Life Of A Showgirl: The Encore เวอร์ชันพิเศษขยายต่อจากอัลบั้ม The Life Of A Showgirl พร้อมเพลงใหม่ 4 เพลง โดยจะเปิดให้สตรีมบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ในวันศุกร์ที่ 25 กันยายนนี้

โดย 4 เพลงใหม่ที่เพิ่มเข้ามาคือเพลง Patient Zero, Cleveland!, Pink Clouding และ Babylon โดย Swift ประกาศข่าว พร้อมเผยภาพปกของอัลบั้มเวอร์ชันใหม่มาด้วย

Swift ระบุว่า เมื่อประมาณ 1 ปีก่อน แฟนเพลงได้สร้างสถิติที่ทำให้เธอประหลาดใจอย่างมาก หลัง The Life Of A Showgirl ทำสถิติยอดขายและยอดฟังในสัปดาห์แรกสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอัลบั้ม

จากนั้น Swift เดินทางไปสวีเดนเพื่อฉลองความสำเร็จร่วมกับ Max Martin และ Shellback สองโปรดิวเซอร์และผู้ร่วมงานสำคัญของอัลบั้ม โดยตั้งใจจะใช้เวลาทบทวนและซึมซับช่วงเวลาแห่งความสำเร็จ แต่เมื่อมีสตูดิโออยู่ตรงหน้า ทั้งสามจึงกลับมาทำสิ่งที่พวกเขาถนัด นั่นคือการแต่งเพลงเพิ่ม

Swift กล่าวว่า เพลงใหม่ทั้ง 4 เพลงเกิดขึ้นจากความรู้สึกขอบคุณแฟน ๆ ที่ให้การสนับสนุนและเฉลิมฉลองอัลบั้มดังกล่าว พร้อมหวังว่าแฟนเพลงจะชื่นชอบเพลงเหล่านี้

ก่อนประกาศโปรเจกต์ The Life Of A Showgirl: The Encore อย่างเป็นทางการ Swift เพิ่งยืนยันว่าเพลง Patient Zero กำลังจะถูกปล่อยออกมา ทำให้แฟน ๆ เริ่มย้อนกลับไปค้นหาเบาะแสต่าง ๆ ที่นักร้องสาวอาจทิ้งเอาไว้ก่อนหน้านี้

หนึ่งในเบาะแสที่แฟน ๆ นำมาเชื่อมโยงกับเพลงใหม่ ปรากฏในมิวสิกวิดีโอเพลง Opalite ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีโปสเตอร์ข้อความว่า “PATIENT FOR THE ENCORE” และยังมีการ์ด 4 ใบที่แต่ละใบแสดงเลขศูนย์ ซึ่งภายหลังถูกมองว่าอาจเป็นการบอกใบ้ถึงชื่อเพลง Patient Zero และโปรเจกต์ The Encore

นอกจากนี้ การปรากฏตัวของ Swift ในซีรีส์ Law & Order: SVU ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Emmy Awards 2026 ก็มีเบาะแสที่ทำให้แฟน ๆ ต้องออกตามหาความหมาย โดยเธอพูดคำ 4 กลุ่มว่า “Saccharide. Aries. From the vineyard. North or south” ก่อนที่แฟน ๆ จะสังเกตว่าตัวอักษรบางส่วนสามารถนำมาเรียงเป็นคำว่า ENCORE ได้

ก่อนประกาศ Patient Zero อย่างเป็นทางการ Swift ยังเปลี่ยนข้อความในประวัติอินสตาแกรมเป็น “And, baby, that’s sh0w business f0r y0u.” โดยใช้เลขศูนย์แทนตัวอักษร “o” ซึ่งยิ่งทำให้แฟน ๆ เชื่อมโยงกับชื่อเพลง Patient Zero และเบาะแสก่อนหน้านี้มากขึ้น

สำหรับ The Life Of A Showgirl: The Encore ที่มาพร้อม 4 เพลงใหม่ จะเปิดให้ฟังผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิงในวันศุกร์ที่ 25 กันยายนนี้ และเปิดให้แฟน ๆ สั่งซื้อล่วงหน้าและบันทึกอัลบั้มไว้ล่วงหน้าได้แล้ว.

ที่มา : channelnewsasia

ออสเตรเลียฉุน ถูก AI OpenAI เจาะระบบรัฐบาล เข้าถึงไฟล์โดยไม่ได้รับอนุญาต

ออสเตรเลียฉุน ถูก AI OpenAI เจาะระบบรัฐบาล เข้าถึงไฟล์โดยไม่ได้รับอนุญาต

24 ก.ย. 2569 08:42 น.

ออสเตรเลียฉุน ถูก AI OpenAI เจาะระบบรัฐบาล เข้าถึงไฟล์โดยไม่ได้รับอนุญาต

ออสเตรเลียเผย ถูก AI ของ OpenAI เข้าถึงข้อมูลสุขภาพของหน่วยงานรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาตเมื่อเดือนมิถุนายน แต่ยังไม่พบหลักฐานข้อมูลผู้ป่วยถูกเปิดดู นับเป็นกรณีแรกที่ AI แฮกระบบเว็บไซต์รัฐบาล

รัฐบาลออสเตรเลียเปิดเผยเมื่อวันพุธที่ 23 กันยายนว่า AI agent ของบริษัท OpenAI เข้าถึงพอร์ทัลข้อมูลสุขภาพของหน่วยงานรัฐบาลโดยไม่ได้รับอนุญาตเมื่อเดือนมิถุนายน โดยสามารถเข้าถึงไฟล์บางส่วน ทั้งข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะและข้อมูลภายใน เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเป็นกรณีแรกที่มีการเปิดเผยว่า AI agent สามารถเจาะเข้าสู่เว็บไซต์ของรัฐบาลได้

แอนโธนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย กล่าวว่า AI agent ดังกล่าวเข้าถึงพอร์ทัลสถิติทางการแพทย์ของหน่วยงานรัฐบาลที่รับผิดชอบข้อมูลสุขภาพและสถิติที่ไม่ใช่ข้อมูลอ่อนไหว รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้านสาธารณสุข

อัลบาเนซีกล่าวระหว่างการแถลงข่าวที่นครนิวยอร์ก ซึ่งเขาเดินทางไปร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ระบุว่า จากหลักฐานที่มีในขณะนี้ ยังไม่พบว่าระบบเครือข่ายของรัฐบาลถูกเจาะในวงกว้าง แต่ยอมรับว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้

รัฐบาลออสเตรเลียยังอยู่ระหว่างการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว โดยอัลบาเนซีระบุว่า รัฐบาลได้แสดงความกังวลอย่างยิ่ง ต่อ แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI พร้อมวิจารณ์บริษัทที่ใช้เวลานานกว่าจะรายงานเหตุการณ์ให้รัฐบาลทราบ

อัลบาเนซีกล่าวว่า รัฐบาลเพิ่งได้รับแจ้งเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 กันยายน ทั้งที่เหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน และการสอบสวนจะตรวจสอบด้วยว่าเหตุใดระบบของรัฐบาลจึงไม่สามารถตรวจจับการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ตั้งแต่แรก

นอกจากนี้ อัลบาเนซียังเปิดเผยว่า เว็บไซต์รัฐบาลอีก 3 แห่งอาจได้รับผลกระทบ จากกิจกรรมของ AI agent แต่ยังไม่มีการยืนยันว่า AI agent ดังกล่าวเข้าถึงเว็บไซต์เหล่านั้นจริงหรือไม่

ด้าน OpenAI ระบุว่า จากการตรวจสอบยังไม่พบหลักฐานว่ามีการเข้าถึงข้อมูลประวัติผู้ป่วย โดยข้อมูลที่ถูกเข้าถึงประกอบด้วยสถิติสุขภาพในภาพรวมและชื่อไฟล์ภายใน

OpenAI ระบุเพิ่มเติมว่า บริษัทตรวจพบกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์และบริการของรัฐบาลออสเตรเลียหลายแห่ง ขณะที่โมเดล AI พยายามค้นหาคำตอบ และยอมรับว่าโมเดลของเราดำเนินการบางอย่างที่เราไม่ได้ตั้งใจ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลทั่วโลกเกี่ยวกับความปลอดภัยของ AI agent ซึ่งเป็นระบบ AI ที่สามารถดำเนินการต่าง ๆ บนระบบภายนอกได้ด้วยตัวเอง โดยก่อนหน้านี้มีการเปิดเผยเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI agent เข้าถึงระบบภายนอกโดยไม่ได้รับอนุญาตหลายกรณี

หนึ่งในกรณีที่ได้รับความสนใจคือเหตุการณ์บุกรุกระบบของ Hugging Face แพลตฟอร์มโอเพนซอร์สด้าน AI เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม ซึ่งตรวจพบเหตุการณ์หลังจากเกิดขึ้นประมาณหนึ่งสัปดาห์ ตามไทม์ไลน์ที่ OpenAI และนักวิจัยอิสระเปิดเผย

นอกจาก OpenAI แล้ว บริษัท AI รายอื่น เช่น Anthropic, Google ซึ่งพัฒนา Gemini และ Meta ก็เคยเปิดเผยเหตุการณ์ที่ AI agent ของบริษัทเข้าถึงระบบภายนอกเช่นกัน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้เกิดการถกเถียงในระดับโลกเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการพัฒนา AI ที่มีความสามารถสูงขึ้น โดยผู้บริหารบริษัท AI ชั้นนำของสหรัฐฯ รวมถึงอัลต์แมน เคยเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา AI ด้วยเหตุผลด้านความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ที่อาจเกิดจาก AI agent ที่ควบคุมไม่ได้.

ที่มา : channelnewsasia

สหรัฐฯ-จีนตกลง ขยายเวลาสงบศึกทางการค้าออกไปจนถึงเดือนมกราคม

สหรัฐฯ-จีนตกลง ขยายเวลาสงบศึกทางการค้าออกไปจนถึงเดือนมกราคม

24 ก.ย. 2569 06:35 น.

สหรัฐฯ-จีนตกลง ขยายเวลาสงบศึกทางการค้าออกไปจนถึงเดือนมกราคม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศว่า สหรัฐฯ และจีนจะขยายระยะเวลาการพักสงครามทางการค้าระหว่างกันออกไปจนถึงเดือนมกราคม

เมื่อวันพุธที่ 23 ก.ย. 2569 นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Fox News หลังการประชุมร่วมกับ เหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีของจีน โดยระบุว่าทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงในการขยายระยะเวลา “ข้อตกลงปูซาน” (Busan Agreement) ออกไปจนถึงเดือนมกราคมปีหน้า

ข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งเป็นข้อตกลงผ่อนปรนมาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐฯ กับจีน เดิมมีกำหนดจะหมดอายุลงในวันที่ 10 ก.ย.นี้

นอกจากนั้น นายเบสเซนต์กล่าวด้วยว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือกันว่าในท้ายที่สุดแล้ว จะสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าที่มีเนื้อหาสาระครอบคลุมและเป็นรูปธรรมมากกว่านี้ได้หรือไม่ แต่ “ผมไม่รู้ว่าเราจะสามารถทำข้อตกลงที่ใหญ่กว่านี้ได้ไหม หรือสุดท้ายเราจะแค่ต่ออายุข้อตกลงปัจจุบันออกไปเรื่อยๆ”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของนายเบสเซนต์เกิดขึ้นในขณะที่ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน เดินทางถึงสหรัฐฯ แล้ว เพื่อร่วมการประชุมสุดยอดกับโดนัลด์ ทรัมป์ และหารือกันในประเด็นความท้าทายระดับโลกหลายด้าน ได้แก่ ภาษีการค้า, เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), สงครามอิหร่าน และประเด็นไต้หวัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ ปูพรมแดง ต้อนรับ “สี จิ้นผิง” ทรัมป์รอรับชื่นมื่น

สหรัฐฯ ปูพรมแดง ต้อนรับ “สี จิ้นผิง” ทรัมป์รอรับชื่นมื่น

24 ก.ย. 2569 05:35 น.

สหรัฐฯ ปูพรมแดง ต้อนรับ “สี จิ้นผิง” ทรัมป์รอรับชื่นมื่น

สี จิ้นผิง เดินทางถึงสหรัฐฯ แล้ว พร้อมกับภริยา และคณะผู้แทน โดยที่ โดนัลด์ ทรัมป์ มาต้อนรับด้วยตัวเองและมีการจัดพิธียิงปืนสลุตและวงดุริยางค์ ก่อนที่ทั้งคู่จะหารือกันครั้งสำคัญ

เมื่อวันพุธที่ 23 ก.ย. 2569 เครื่องบินของสายการบินแอร์ไชนา (Air China) พาประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำจีน พร้อมด้วยมาดาม เผิง ลี่หยวน ภริยา และคณะผู้แทน เดินทางถึงฐานทัพอากาศแอนดรูว์ส สหรัฐอเมริกาแล้ว เริ่มการเยือน 3 วัน โดยมีประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เมลาเนีย ทรัมป์ ต้อนรับด้วยตนเอง

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ มีการปูพรมแดงยาว 100 ฟุต (30 เมตร) พร้อมกองทหารเกียรติยศและวงดุริยางค์กองทัพอากาศสหรัฐฯ บรรเลงเพลงชาติของทั้งสองประเทศเพื่อรอต้อนรับผู้นำจีน

โดนัลด์ ทรัมป์ กับ สี จิ้นผิง จับมือทักทายกัน
โดนัลด์ ทรัมป์ กับ สี จิ้นผิง จับมือทักทายกัน

นอกจากนั้นยังมีการยิงปืนใหญ่สลุต และการบินผ่าน (Flyover) ของเครื่องบินทิ้งระเบิด B-1 ทวินสตาร์จำนวน 2 ลำ ซึ่งเป็นเครื่องบินสมรรถนะสูงของสหรัฐฯ ที่เพิ่งผ่านการปฏิบัติหน้าที่ในสงครามอิหร่านเมื่อไม่นานมานี้

ผู้นำทั้งสองประเทศและภริยาได้จับมือ ทักทายด้วยรอยยิ้ม และสนทนากันสั้นๆ ก่อนที่ทรัมป์จะเดินไปส่งสี จิ้นผิง ที่รถยนต์ประธานาธิบดีจีน และเดินทางออกจากฐานทัพอากาศแอนดรูว์ส มุ่งหน้าสู่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เช่นเดียวกับผู้แทนของทั้งสองฝ่าย ส่วนนายทรัมป์กับภริยา ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ Marine One กลับสู่ทำเนียบขาว

ทรัมป์ พา สี จิ้นผิง กับภริยา เดินข้ามพรมแดน
ทรัมป์ พา สี จิ้นผิง กับภริยา เดินข้ามพรมแดน

โดนัลด์ ทรัมป์ กับ สี จิ้นผิง จะจัดการประชุมสุดยอดที่มีผู้จับตามองจากทั่วโลกในวันพฤหัสบดีนี้ (24 ก.ย.) โดยคาดว่าผู้นำทั้งสองจะหารือในประเด็นความท้าทายระดับโลกหลายด้าน ได้แก่ ภาษีการค้า, เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), สงครามอิหร่าน และประเด็นไต้หวัน

การเยือนครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญและแรงกดดันสูงมาก เนื่องจากข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ–จีน ที่ทำไว้เมื่อปีที่แล้ว กำลังจะหมดอายุลงในเดือนพฤศจิกายนนี้

โดนัลด์ ทรัมป์ ต้อนรับ สี จิ้นผิง ประธานาธิิบดีจีน
โดนัลด์ ทรัมป์ ต้อนรับ สี จิ้นผิง ประธานาธิิบดีจีน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc