การเจรจาระหว่างรัฐบาลอินเดีย-กลุ่ม “แมลงสาบ” ยังไร้ข้อยุติ ผู้ชุมนุมยืนกราน รมว.ศึกษาฯ ต้องลาออก

การเจรจาระหว่างรัฐบาลอินเดีย-กลุ่ม "แมลงสาบ" ยังไร้ข้อยุติ ผู้ชุมนุมยืนกราน รมว.ศึกษาฯ ต้องลาออก

25 ก.ค. 2569 00:21 น.

การเจรจาระหว่างรัฐบาลอินเดีย-กลุ่ม “แมลงสาบ” ยังไร้ข้อยุติ ผู้ชุมนุมยืนกราน รมว.ศึกษาฯ ต้องลาออก

การเจรจาระหว่างรัฐบาลอินเดียกับแกนนำกลุ่มพรรคแมลงสาบ ยังไม่คืบหน้า หลังผู้ชุมนุมยืนยันข้อเรียกร้องหลักคือการให้นายกรัฐมนตรีปลดรัฐมนตรีศึกษาธิการ ขณะที่ฝ่ายค้านหนุนเต็มที่และกดดันในสภา

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การเจรจาระหว่างรัฐบาลอินเดียกับแกนนำ พรรคประชาชนแมลงสาบ (Cockroach Janta Party: CJP) ซึ่งเป็นขบวนการเคลื่อนไหวของเยาวชนเพื่อเรียกร้องการปฏิรูประบบการศึกษา ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ หลังหารือนานกว่า 2 ชั่วโมง โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะกลับมาเจรจากันอีกครั้งในวันเสาร์

การหารือครั้งนี้มี นายเจ.พี. นัดดา และ นายจิเตนทรา สิงห์ รัฐมนตรีอาวุโสของรัฐบาล เป็นตัวแทนฝ่ายรัฐบาล ขณะที่ฝ่ายผู้ชุมนุมยังคงยืนยันข้อเรียกร้องหลักคือให้นายธรรมเมนทรา ประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลาออกหรือถูกปลดออกจากคณะรัฐมนตรี

โดยนายอาชูโตช รังกา โฆษกของ CJP กล่าวว่า ได้แจ้งต่อรัฐบาลอย่างชัดเจนว่า ไม่มีทางยอมรับข้อเสนอใด หากยังไม่มีการปลดรัฐมนตรีศึกษาธิการออกจากตำแหน่ง ด้านนายเจ.พี. นัดดา เปิดเผยว่า รัฐบาลได้รับฟังข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมแล้ว และจะตอบกลับอย่างเป็นทางการในการเจรจาครั้งต่อไป

ขณะที่การชุมนุมของกลุ่มผู้ประท้วงที่ จันตาร์ มันตาร์ ในกรุงนิวเดลี ยังคงดำเนินต่อเนื่อง หลังเกิดเหตุปะทะเมื่อต้นสัปดาห์ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาและกระบองสลายผู้ชุมนุมที่พยายามเดินขบวนไปยังรัฐสภา ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

ทั้งนี้ กระแสการประท้วงเริ่มต้นจากความไม่พอใจต่อปัญหาการทุจริตในการสอบ โดยเฉพาะเหตุข้อสอบสอบเข้าแพทย์รั่วไหลจนต้องจัดสอบใหม่ให้ผู้สมัครหลายล้านคน รวมถึงปัญหาระบบตรวจข้อสอบออนไลน์ของนักเรียนมัธยมที่เกิดความผิดพลาด อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวได้ขยายวงไปสู่การเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาการว่างงาน โอกาสของคนรุ่นใหม่ และวิจารณ์การบริหารประเทศของ นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ว่ามีแนวโน้มใช้อำนาจแบบรวมศูนย์มากขึ้น นับเป็นหนึ่งในแรงกดดันทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่โมดีได้รับเลือกตั้งกลับมาดำรงตำแหน่งอีกสมัยเมื่อปี พ.ศ. 2567.

ที่มา BBC

ปธน.บังกลาเทศลาออกก่อนครบวาระ อ้างป่วยหนัก ท่ามกลางแรงกดดันการเมือง

ปธน.บังกลาเทศลาออกก่อนครบวาระ อ้างป่วยหนัก ท่ามกลางแรงกดดันการเมือง

24 ก.ค. 2569 21:59 น.

ปธน.บังกลาเทศลาออกก่อนครบวาระ อ้างป่วยหนัก ท่ามกลางแรงกดดันการเมือง

ประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด ชาฮาบุดดิน ของบังกลาเทศ ประกาศลาออกก่อนครบวาระ 2 ปี โดยให้เหตุผลด้านสุขภาพ ขณะที่ฝ่ายค้านเพิ่มแรงกดดันให้พ้นจากตำแหน่ง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังอดีตนายกฯ ชีค ฮาซินา ถูกโค่นอำนาจ

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวอัลจาซีราาห์ รายงานว่า นายโมฮัมเหม็ด ชาฮาบุดดิน ประธานาธิบดีบังกลาเทศ วัย 76 ปี ประกาศลาออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระ 2 ปี โดยในแถลงการณ์ผ่านโฆษกประธานาธิบดีระบุว่า ผลการตรวจสุขภาพล่าสุดพบว่าเขาป่วยด้วยโรค ความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Neuropathy) ซึ่งทำให้เกิดอาการหมดสติชั่วขณะเป็นครั้งคราว ส่งผลให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่

ตามรัฐธรรมนูญของบังกลาเทศ ประธานรัฐสภา ฮาฟิซ อุดดิน อาห์เหม็ด จะทำหน้าที่รักษาการประธานาธิบดี จนกว่าจะมีการเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ภายใน 90 วัน โดยอาห์เหม็ดเปิดเผยว่า ได้รับและรับรองหนังสือลาออกของชาฮาบุดดินเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีผลทันทีตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

โดยการลาออกครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสกดดันจากพรรคฝ่ายค้านที่เรียกร้องให้นายชาฮาบุดดินพ้นจากตำแหน่ง และหลังมีรายงานของสื่อท้องถิ่นว่า เขาเคยพูดคุยทางโทรศัพท์กับ นางชีค ฮาซินา อดีตนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ ซึ่งลี้ภัยอยู่ในประเทศอินเดีย ระหว่างเดินทางไปรักษาตัวที่สหราชอาณาจักรเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม นายชาฮาบุดดินปฏิเสธรายงานนี้

ทั้งนี้ ตำแหน่งประธานาธิบดีบังกลาเทศมีบทบาทเชิงพิธีการเป็นหลัก โดยอำนาจบริหารประเทศยังคงอยู่ในมือของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี.

ที่มา Aljazeera

ดรามากางเกงรัดรูป ผู้ว่าฯ ตุรกีถูกปลดจากตำแหน่ง หลังภาพชุดปั่นจักรยานเป็นไวรัล

ดรามากางเกงรัดรูป ผู้ว่าฯ ตุรกีถูกปลดจากตำแหน่ง หลังภาพชุดปั่นจักรยานเป็นไวรัล

24 ก.ค. 2569 12:52 น.

ดรามากางเกงรัดรูป ผู้ว่าฯ ตุรกีถูกปลดจากตำแหน่ง หลังภาพชุดปั่นจักรยานเป็นไวรัล

ผู้ว่าราชการจังหวัดในตุรกีผู้หลงใหลการปั่นจักรยาน ต้องเผชิญกับมรสุมทางการเมืองอย่างไม่คาดคิด หลังภาพที่เขาสวมกางเกงรัดรูปปั่นจักรยานกลายเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์ จนนำไปสู่การถูกปลดจากตำแหน่ง

เมห์เม็ต ฟาติห์ ชิเชกลี ผู้ว่าราชการจังหวัดอาร์ดาฮาน ทางตะวันออกของตุรกี ถูกปลดจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ตามพระราชกฤษฎีกาที่ลงนามโดยประธานาธิบดี เรเจป แทยิป แอร์โดอาน แม้ในคำสั่งจะไม่ได้ระบุเหตุผลของการปลด แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังนักการเมืองบางส่วนออกมาวิพากษ์วิจารณ์เขา จากกรณีที่สวมกางเกงปั่นจักรยานรัดรูปในงานส่งเสริมกีฬาปั่นจักรยาน และยังนำภาพดังกล่าวไปโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์

อินัน อักกุน อัลป์ สมาชิกพรรคฝ่ายค้านหลัก พรรครีพับลิกันประชาชน (CHP) กล่าวหาว่า ชิเชกลีให้ความสำคัญกับโซเชียลมีเดียมากกว่าการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมมองว่าการแต่งกายด้วยชุดรัดรูปเช่นนั้น ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด

ด้านชิเชกลี ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยประธานาธิบดีแอร์โดอัน ได้ออกมาปกป้องตัวเอง โดยยืนยันว่าชุดที่เขาสวมเป็นชุดปั่นจักรยานตามปกติ และเป็นการแต่งกายที่เหมาะสมกับกิจกรรมกีฬา

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดได้มีการเปิดแคมเปญรวบรวมรายชื่อเรียกร้องให้รัฐบาลคืนตำแหน่งให้กับเขา ซึ่งขณะนี้มีผู้ร่วมลงชื่อแล้วมากกว่า 10,000 คน โดยผู้สนับสนุนระบุว่า ชิเชกลีมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาจังหวัดอาร์ดาฮาน ทั้งการส่งเสริมกีฬา กิจกรรมสำหรับเยาวชน และการผลักดันการท่องเที่ยวด้วยจักรยาน และไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะให้ปลดเขาออกจากตำแหน่ง.

ที่มา : AP

“ศุภจี” เร่งหารือสหรัฐฯ หลังประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่ ย้ำต้องสร้างผลประโยชน์สมดุล

“ศุภจี” เร่งหารือสหรัฐฯ หลังประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่ ย้ำต้องสร้างผลประโยชน์สมดุล

24 ก.ค. 2569 12:19 น.

“ศุภจี” เร่งหารือสหรัฐฯ หลังประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่ ย้ำต้องสร้างผลประโยชน์สมดุล

“ศุภจี” เผยเร่งหารือสหรัฐฯ หลังประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่ที่เก็บจากสินค้าไทยเป็น 12.5% ย้ำ ต้องเป็นความตกลงที่สร้างผลประโยชน์อย่างสมดุล พาณิชย์เผยมีสินค้าที่ไทยได้รับการยกเว้นถึง 2,120 รายการ

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการหารือกับสหรัฐอเมริกา เปิดเผยถึงการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) กับสหรัฐฯ ว่า ได้เร่งหารือกับสหรัฐฯ เพื่อให้ได้ข้อยุติที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีทางการค้าที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานในฐานะหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระยะยาว โดยหลักสำคัญของไทยมิใช่เพียงการเร่งสรุปผลให้เร็วที่สุด แต่ต้องเป็นความตกลงที่สร้างผลประโยชน์อย่างสมดุล ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาวะของประชาชน ความมั่นคงของประเทศ ประโยชน์สาธารณะ และความสามารถในการกำหนดนโยบายของรัฐบาลในด้านต่างๆ เพื่อการบริหารประเทศได้อย่างเหมาะสม

ขณะที่ นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่สหรัฐฯ ประกาศคำตัดสินชั้นที่สุดให้เรียกเก็บภาษีตอบโต้กรณีไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับจากคู่ค้า 60 ประเทศในอัตรา 10% และ 12.5% โดยไทยและอีก 37 ประเทศ เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และจีน ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มจากอัตราภาษีนำเข้าปกติ (MFN) อีก 12.5% ว่า วันนี้สหรัฐฯ ได้บังคับใช้มาตรการภาษีภายใต้มาตรา 301 กรณีการไม่กำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ โดยเก็บอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย 12.5%  คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับที่ถูกเก็บอยู่ที่ 10% ภายใต้มาตรา 122 ที่หมดอายุในวันนี้ (24 กรกฎาคม) อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีในครั้งนี้ สหรัฐฯ ได้ยกเว้นสินค้าถึง 2,120 รายการ ซึ่งคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าสินค้าไทยไปสหรัฐฯ จึงเชื่อว่าสินค้าไทยยังคงสามารถแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ได้ 

สำหรับสินค้าที่ได้รับการยกเว้น ไม่ถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษี 12.5% รวม 2,120 รายการนั้น เช่น วงจรรวม หน่วยเก็บข้อมูล (HDD) ชิ้นส่วนอากาศยาน ยางธรรมชาติ ยางแผ่น/แท่ง แป้งมันสำปะหลัง สับปะรดสดและแปรรูป ผลไม้สดและแห้ง มะพร้าวสดและน้ำมะพร้าว น้ำตาลจากอ้อย  

อย่างไรก็ตาม ยังเหลืออีก 1 ประเด็นที่สหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างการไต่สวนตามมาตรา 301 กับคู่ค้าอีก 16 ประเทศรวมถึงไทย และยังไม่ได้ประกาศอัตราภาษีที่จะจัดเก็บ คือ การมีกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์กำลังติดตามอย่างใกล้ชิด และกำลังเร่งหารือกับสหรัฐฯ เพื่อสรุปการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ที่จะได้ประโยชน์สูงสุดต่อทั้ง 2 ฝ่าย

“ไทยอาจต้องใช้เวลาหารือกับสหรัฐฯ มากกว่าบางประเทศในภูมิภาค เนื่องจากไทยมีประเด็นอ่อนไหวและข้อจำกัดด้านกฎหมายภายในบางประการที่ไม่สามารถผ่อนปรนได้ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและความปลอดภัยของคนในประเทศ แต่ภาคส่วนต่างๆ ของไทยที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ผลิต ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า สามารถเชื่อมั่นได้ว่า การกำหนดท่าทีของไทยจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ โดยคำนึงถึงทั้งการลดผลกระทบระยะสั้นและเสริมความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว”

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้ดำเนินการคู่ขนาน ทั้งในด้านการเตรียมมาตรการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดยเฉพาะผู้ประกอบการและภาคส่วนที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง อาทิ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเสริมสภาพคล่อง มาตรการสนับสนุนด้านภาษีสำหรับผู้ส่งออก มาตรการลดต้นทุนการขนส่งและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโลจิสติกส์ ตลอดจนมาตรการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศเพื่อเพิ่มมูลค่าและเสริมความเข้มแข็งให้แก่ห่วงโซ่อุปทานของไทย 

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ยังเร่งการบุกเจาะและขยายตลาดใหม่ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการค้า ขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทยให้มีความหลากหลายมากขึ้น ควบคู่กับการรักษาฐานลูกค้าในตลาดเดิม โดยแนวทางดังกล่าวมิใช่เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่ยังมุ่งปรับโครงสร้างการค้าของไทยให้มีความยืดหยุ่น ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาวท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางการค้าโลกที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้นด้วย

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ได้ใช้มาตรการ 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ประกาศไต่สวนประเทศคู่ค้าทั่วโลกรวมทั้งไทยใน 2 ประเด็นสำคัญได้แก่ กำลังผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง และการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ ซึ่งเป็นการใช้มาตรการด้านภาษีแทนมาตรา 122 ที่เรียกเก็บอยู่ที่ 10% เพิ่มจากภาษีปกติ (MFN) ที่หมดอายุลงในวันที่ 24 ก.ค.69 

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 (เวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ) สหรัฐฯ ได้ประกาศคำตัดสินชั้นที่สุดให้เรียกเก็บภาษีตอบโต้กรณีไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับในอัตรา 10% และ 12.5% โดยไทยและอีก 37 ประเทศ เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และจีน ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มจาก MFN 12.5% แต่มีสินค้าที่ไทยได้รับการยกเว้นไม่ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% ถึง 2,120 รายการ หรือเกินกว่าครึ่งของมูลค่าส่งออกไทยไปสหรัฐฯ 

สงครามภาษีไม่มีวันจบ ทรัมป์เปลี่ยนเกม ใช้ประเด็น”แรงงานบังคับ” เดินหน้าเก็บภาษีโลกต่อ

สงครามภาษีไม่มีวันจบ ทรัมป์เปลี่ยนเกม ใช้ประเด็น"แรงงานบังคับ" เดินหน้าเก็บภาษีโลกต่อ

24 ก.ค. 2569 12:03 น.

สงครามภาษีไม่มีวันจบ ทรัมป์เปลี่ยนเกม ใช้ประเด็น”แรงงานบังคับ” เดินหน้าเก็บภาษีโลกต่อ

ถอดรหัสแผนรัฐบาลทรัมป์ จากกฎหมายภาวะฉุกเฉิน สู่การใช้กฎหมายการค้าและประเด็นแรงงานบังคับเป็นฐานทางกฎหมาย เพื่อรักษานโยบายภาษีและเดินหน้าสงครามการค้ากับทั่วโลก แม้ต้องเผชิญการตรวจสอบจากศาล

แม้ศาลสูงสหรัฐจะมีคำวินิจฉัยว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากทั่วโลก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับสะท้อนว่า ทำเนียบขาวไม่ได้ล้มเลิกนโยบายสงครามการค้า แต่เป็นเพียงการเลือกใช้กฎหมายคนละฉบับ เพื่อรักษามาตรการภาษีเอาไว้

CNN เปรียบเทียบการเดินเกมภาษีของรัฐบาลทรัมป์ออกเป็น 3 แผน ได้แก่ แผน A ที่อาศัยกฎหมายภาวะฉุกเฉิน (IEEPA) ในการประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศ ก่อนจะถูกศาลตีตกไป ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้ แผน B คือการหันไปใช้กฎหมายการค้าอีกฉบับเพื่อคงมาตรการภาษีไว้เป็นการชั่วคราว 150 วัน และเมื่อมาตรการดังกล่าวหมดอายุลง รัฐบาลทรัมป์ก็ไม่รอช้าที่จะเดินหน้า แผน C ด้วยการอาศัยกฎหมายการค้าอีกฉบับ ที่หยิบประเด็นแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทานมาเป็นฐานทางกฎหมายในการออกมาตรการภาษีรอบใหม่

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 หลังทรัมป์ใช้อำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) หรือกฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ เพื่อประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้าหลายแห่ง โดยให้เหตุผลว่าการขาดดุลการค้าและการพึ่งพาสินค้าจากต่างประเทศส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสหรัฐ มาตรการดังกล่าวทำให้อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 15% และกระทบสินค้านำเข้ามูลค่าราว 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ก่อนที่ศาลสูงจะวินิจฉัยว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการจัดเก็บภาษีศุลกากรในวงกว้าง ส่งผลให้มาตรการดังกล่าวถูกยกเลิก

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทรัมป์ไม่ได้ยุตินโยบายดังกล่าว แต่ยังหันไปใช้อำนาจตาม Section 122 ของ Trade Act ปี 1974 ซึ่งเปิดทางให้ประธานาธิบดีสามารถเรียกเก็บภาษีนำเข้าชั่วคราวเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางการค้าได้เป็นเวลา 150 วัน แม้อัตราภาษีเฉลี่ยจะลดลงเหลือราว 11.7% แต่มาตรการดังกล่าวยังคงครอบคลุมสินค้านำเข้ามูลค่ากว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 24 กรกฎาคม

เมื่อมาตรการชั่วคราวสิ้นสุดลง รัฐบาลทรัมป์จึงประกาศมาตรการภาษีชุดใหม่ ซึ่งสื่อสหรัฐเรียกว่า แผน C โดยครั้งนี้ไม่ได้อาศัยกฎหมายภาวะฉุกเฉินเหมือนเดิม แต่หันไปใช้กฎหมายการค้าอีกฉบับ พร้อมอ้างผลการสอบสวนเกี่ยวกับการค้าที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน เป็นเหตุผลทางกฎหมายในการดำเนินมาตรการภาษีต่อประเทศคู่ค้าจาก 60 ประเทศทั่วโลก ในอัตรา 10% ถึง 12.5%  รวมถึง ไทยที่โดนในอัตรา 12.5 %

นักวิเคราะห์มองว่า สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่เป้าหมายของนโยบาย แต่เป็นเครื่องมือทางกฎหมาย ที่รัฐบาลเลือกใช้ เพราะเป้าหมายหลักของทรัมป์ยังคงเป็นการรักษากำแพงภาษีเพื่อลดการขาดดุลการค้า กระตุ้นการผลิตภายในประเทศ และกดดันประเทศคู่ค้าให้กลับมาเจรจากับสหรัฐ ขณะที่ เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ กล่าวต่อวุฒิสภาว่าสิ่งที่เปลี่ยนมีเพียงอำนาจทางกฎหมายที่รัฐบาลใช้ แต่ยุทธศาสตร์การค้าไม่ได้เปลี่ยน

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจำนวนหนึ่งมองว่า แม้รัฐบาลจะเปลี่ยนฐานกฎหมายในการออกมาตรการ แต่ก็ยังมีโอกาสถูกท้าทายในชั้นศาลอีกครั้ง หากศาลเห็นว่าการใช้กฎหมายการค้าเพื่อออกมาตรการภาษีในวงกว้างเกินกว่าขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า ไม่ว่ารัฐบาลจะใช้กฎหมายฉบับใด ต้นทุนของภาษีนำเข้าก็ยังมีแนวโน้มถูกผลักไปยังผู้นำเข้า ภาคธุรกิจ และผู้บริโภคชาวอเมริกัน ผ่านราคาสินค้าที่สูงขึ้น

หากมองในภาพรวม สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดช่วงปีครึ่งที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า สงครามภาษีของทรัมป์ไม่ได้หยุดลงเพราะคำตัดสินของศาล แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการเดินเกม จากการใช้อำนาจภาวะฉุกเฉิน ไปสู่การใช้กฎหมายการค้าและเหตุผลทางกฎหมายในรูปแบบใหม่ เพื่อรักษานโยบาย “America First” เอาไว้ และหากมาตรการชุดใหม่ต้องเผชิญการฟ้องร้องอีกครั้ง ก็อาจไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ หากในอนาคตจะมีแผน D ตามมาอีก.

ที่มา : CNN , Reuters

หลายประเทศจวกทรัมป์ขึ้นภาษีนำเข้าใหม่ อ้างประเด็นแรงงานบังคับ

หลายประเทศจวกทรัมป์ขึ้นภาษีนำเข้าใหม่ อ้างประเด็นแรงงานบังคับ

24 ก.ค. 2569 11:48 น.

หลายประเทศจวกทรัมป์ขึ้นภาษีนำเข้าใหม่ อ้างประเด็นแรงงานบังคับ

หลายประเทศวิจารณ์มาตรการขึ้นภาษีนำเข้ารอบใหม่ของทรัมป์ อ้างการปราบปรามสินค้าใช้แรงงานบังคับ โดยบราซิลประกาศเตรียมตอบโต้ ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ แสดงความผิดหวังและคัดค้าน 

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หลายประเทศออกมาแสดงความไม่พอใจ หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากคู่ค้ารายใหญ่ 60 ประเทศ ในอัตรา 10-12.5% โดยอ้างว่าประเทศเหล่านั้นไม่ดำเนินมาตรการอย่างเพียงพอในการป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ

โดยบราซิล ซึ่งถูกเรียกเก็บภาษีใหม่ในอัตรา 12.5% ระบุว่า มาตรการของสหรัฐฯ เป็นการดำเนินการที่ “ไร้เหตุผล” และ “เลือกปฏิบัติโดยพลการ” พร้อมกล่าวหาว่าสหรัฐฯ นำประเด็นสิทธิแรงงาน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ มาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนนโยบายกีดกันทางการค้า พร้อมประกาศว่า จะใช้มาตรการตอบโต้ภายใต้กฎหมาย “หลักการต่างตอบแทน” (Reciprocity Law) และจะพิจารณาขยายความร่วมมือทางการค้ากับประเทศคู่ค้าอื่นเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เพิ่งประกาศเก็บภาษีสินค้าจากบราซิลอีก 25% ครอบคลุมเฟอร์นิเจอร์ เครื่องจักร น้ำตาล และสินค้าอีกหลายรายการ แม้จะยกเว้นสินค้าบางประเภท เช่น เนื้อวัวและกาแฟ

ด้านรัฐบาลญี่ปุ่น แสดงความเสียใจต่อมาตรการนี้ พร้อมยืนยันว่า การค้าของญี่ปุ่นดำเนินไปตามกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ ขณะที่ นายดอน ฟาร์เรลล์ รัฐมนตรีการค้าของออสเตรเลีย กล่าวว่า มาตรการภาษีของสหรัฐฯ “ไม่มีเหตุผลโดยสิ้นเชิง” และยืนยันว่าจะเดินหน้าผลักดันให้สหรัฐฯ ยกเลิกภาษีสินค้านำเข้าจากออสเตรเลียทั้งหมด

ส่วนนายกรัฐมนตรี คริสโตเฟอร์ ลักซอน ของนิวซีแลนด์ ระบุว่า รู้สึก “ผิดหวังอย่างยิ่ง” หลังนิวซีแลนด์และอีก 59 ประเทศถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้ารอบใหม่

มาตรการนี้มีผลบังคับใช้ในวันศุกร์ 24 กรกฎาคม หลังมาตรการภาษีนำเข้าชั่วคราว 10% ที่สหรัฐฯ ใช้กับสินค้าต่างประเทศก่อนหน้านี้สิ้นสุดลง โดยถือเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของสงครามการค้าโลกที่กลับมาปะทุอีกครั้ง นับตั้งแต่นายทรัมป์กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวเมื่อปี 2568

ทางด้านสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุว่า ภาษีครั้งนี้อาศัยอำนาจตาม มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 2517 (Trade Act of 1974) โดยให้เหตุผลว่า ประเทศคู่ค้าหลายแห่งยังไม่บังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประเทศที่ให้คำมั่นและดำเนินมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ จะถูกเก็บภาษีในอัตรา 10% ส่วนประเทศที่ยังไม่ดำเนินการหรือดำเนินการไม่เพียงพอ จะถูกเก็บภาษีในอัตรา 12.5%.

ที่มา BBC

สเปนประกาศภาวะฉุกเฉินในกรุงมาดริด-พื้นที่ใกล้เคียง หลังไฟป่าลุกลาม อพยพกว่า 1 หมื่นคน

สเปนประกาศภาวะฉุกเฉินในกรุงมาดริด-พื้นที่ใกล้เคียง หลังไฟป่าลุกลาม อพยพกว่า 1 หมื่นคน

24 ก.ค. 2569 10:55 น.

สเปนประกาศภาวะฉุกเฉินในกรุงมาดริด-พื้นที่ใกล้เคียง หลังไฟป่าลุกลาม อพยพกว่า 1 หมื่นคน

รัฐบาลสเปนประกาศภาวะฉุกเฉินในแคว้นมาดริดและจังหวัดอาบีลา หลังไฟป่าหลายจุดลุกลามควบคุมไม่ได้ สั่งอพยพประชาชนกว่า 10,000 คน พร้อมส่งหน่วยทหารเข้าควบคุมสถานการณ์

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงมหาดไทยสเปนประกาศ ภาวะฉุกเฉินระดับชาติ ในแคว้นมาดริดและจังหวัดอาบีลา  ซึ่งอยู่ใกล้กรุงมาดริด หลังเกิดไฟป่าหลายจุดลุกลามอย่างรุนแรงและยังไม่สามารถควบคุมได้

รัฐบาลระบุว่า การประกาศภาวะฉุกเฉินมีเป้าหมายเพื่อเร่งระดมกำลังพลและทรัพยากรในการดับไฟ พร้อมโอนภารกิจรับมือวิกฤตให้ หน่วยทหารรับมือเหตุฉุกเฉิน เป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติการ โดยตลอดหลายวันที่ผ่านมา มีประชาชนในแคว้นมาดริดถูกอพยพออกจากพื้นที่แล้วมากกว่า 10,000 คน เนื่องจากเกิดไฟป่าพร้อมกันหลายจุด ขณะที่ทางการได้ส่งข้อความแจ้งเตือนให้อพยพประชาชนอีก 3,500 คน ในเมือง อัลเดอา เด เฟรสโน  ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงมาดริดราว 60 กิโลเมตร

ส่วนไฟป่าที่ปะทุขึ้นในจังหวัดอาบีลาเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ยังคงลุกลามอย่างควบคุมไม่ได้ ส่งผลให้ประชาชนในเมือง บูร์โกออนโด  เอล เตียมโบล และนาบาลูเอนกา ได้รับคำสั่งให้อยู่ภายในบ้านเพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์ เอล ปาอิสรายงานว่า ประชาชนอีกกว่า 1,500 คน ถูกอพยพออกจากแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและหมู่บ้านจัดสรรในเมืองเอล เตียมโบล หลังเปลวเพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว

ด้าน นายเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ระบุว่า รัฐบาลได้ระดมทรัพยากรทุกด้านเพื่อรับมือกับไฟป่าที่กำลังส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่ ทั้งจังหวัดอาบีลา เลออน โตเลโด มาดริด และพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ พร้อมขอให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังอย่างสูง และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด.

ไฟป่าฝรั่งเศสลามหนักเข้าใกล้เมืองท่องเที่ยว เร่งอพยพกว่า 2 หมื่นคน หนีตายกลางดึก

ไฟป่าฝรั่งเศสลามหนักเข้าใกล้เมืองท่องเที่ยว เร่งอพยพกว่า 2 หมื่นคน หนีตายกลางดึก

24 ก.ค. 2569 10:38 น.

ไฟป่าฝรั่งเศสลามหนักเข้าใกล้เมืองท่องเที่ยว เร่งอพยพกว่า 2 หมื่นคน หนีตายกลางดึก

ฝรั่งเศสเผชิญไฟป่ารุนแรงอีกระลอก เร่งอพยพประชาชนและนักท่องเที่ยวมากกว่า 20,000 คน ออกจากเมืองและแหล่งท่องเที่ยวริมชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ไฟลามอย่างรวดเร็วห่างจากบ้านเรือนเพียง 300 เมตร

ไฟป่าปะทุขึ้นในพื้นที่ป่าใกล้เมือง เลฌ-กัป-แฟร์เรต์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองบอร์กโดซ์ ก่อนลุกลามเผาผลาญพื้นที่แล้วมากกว่า 31 ตารางกิโลเมตร หรือราว 19,000 ไร่ แม้จนถึงขณะนี้จะยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้ได้รับบาดเจ็บ

ทางการจังหวัดฌีรงด์ระดมเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 700 นาย พร้อมส่งเครื่องบินทิ้งน้ำเข้าควบคุมสถานการณ์ หลังแนวไฟเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชุมชนอย่างน่าหวาดเสียว โดยในช่วงกลางคืนมีการอพยพนักท่องเที่ยวที่พักในลานกางเต็นท์และฮอลิเดย์แคมป์ รวมถึงประชาชนที่อาศัยอยู่ติดแนวป่าออกจากพื้นที่เสี่ยง

ต่อมาทางการยังสั่งอพยพประชาชนในหมู่บ้าน กลาอูเอย์ เพิ่มเติมอีก 8,800 คน เพื่อป้องกันอันตราย พร้อมเปิดศูนย์พักพิงหลายแห่งรองรับผู้ประสบภัย

แม้เจ้าหน้าที่จะสามารถจำกัดวงไฟไม่ให้ลุกลามไปยังพื้นที่ใหม่ได้ แต่จนถึงขณะนี้ไฟป่ายังไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด ทำให้ทุกฝ่ายยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ฝรั่งเศสกำลังเผชิญไฟป่ารุนแรงต่อเนื่อง หลังประเทศต้องรับมือกับคลื่นความร้อนหลายระลอกตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ฤดูร้อน ส่งผลให้ป่าไม้เกี่ยวกับ พืชพรรณแห้งแล้งอย่างหนัก เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าครั้งใหญ่ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังทำให้คลื่นความร้อนเกิดบ่อยขึ้น ยาวนานขึ้น และทำให้ไฟป่าทวีความรุนแรงมากกว่าเดิม

ด้าน โลร็องต์ นูเญซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศส เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ต้นปี ประเทศเกิดไฟป่ามาแล้วมากกว่า 12,500 จุด และมีพื้นที่ถูกไฟเผาทำลายเกือบ 44,000 เฮกตาร์ หรือประมาณ 275,000 ไร่ สะท้อนให้เห็นว่าฝรั่งเศสกำลังเผชิญหนึ่งในฤดูไฟป่าที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี.

ที่มา : AP

สมาชิกรัฐสภาอาเซียนเรียกร้องประธานอาเซียน ขอ “หลักฐานยืนยันว่ายังมีชีวิต” ของออง ซาน ซูจี

สมาชิกรัฐสภาอาเซียนเรียกร้องประธานอาเซียน ขอ "หลักฐานยืนยันว่ายังมีชีวิต" ของออง ซาน ซูจี

24 ก.ค. 2569 10:14 น.

สมาชิกรัฐสภาอาเซียนเรียกร้องประธานอาเซียน ขอ “หลักฐานยืนยันว่ายังมีชีวิต” ของออง ซาน ซูจี

สมาชิกรัฐสภาเพื่อสิทธิมนุษยชนอาเซียน เรียกร้องประธานอาเซียนคนปัจจุบัน ขอหลักฐานยืนยันว่า “ออง ซาน ซู จี” ยังมีชีวิตอยู่ พร้อมเปิดทางให้ครอบครัว ทนายความ และทีมแพทย์เข้าพบ

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าว Irrawaddy รายงานว่า กลุ่มสมาชิกรัฐสภาอาเซียนเพื่อสิทธิมนุษยชน (ASEAN Parliamentarians for Human Rights: APHR) เรียกร้องให้นายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียนปีนี้ เร่งดำเนินการขอหลักฐานยืนยันว่านางออง ซาน ซู จี อดีตผู้นำรัฐบาลเมียนมา ซึ่งถูกควบคุมตัวโดยรัฐบาลทหาร ยังคงมีชีวิตอยู่

แถลงการณ์ของ APHR ระบุว่า การยืนยันสถานะของออง ซาน ซู จี ควรเป็น “บททดสอบที่เป็นรูปธรรม” ว่า อาเซียนสามารถกลับมาสานสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารเมียนมาได้หรือไม่ และควรกำหนดให้เป็นเงื่อนไขที่ไม่อาจต่อรองได้ ก่อนมีการติดต่อทางการทูตเพิ่มเติมกับรัฐบาลทหาร

โดยข้อเรียกร้องนี้ มีขึ้นก่อนการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โดย APHR ยังเรียกร้องให้ประธานอาเซียนกดดันรัฐบาลทหารเมียนมา เปิดทางให้ครอบครัว ทนายความ และทีมแพทย์อิสระของออง ซาน ซูจี สามารถเข้าพบเธอได้

นอกจากนี้ จดหมายยังส่งถึงนายโฮเซ รามอส-ฮอร์ตา ประธานาธิบดีติมอร์-เลสเต ซึ่งรัฐบาลของเขาได้เปิดคดีดำเนินการทางกฎหมายต่อ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา โดย APHR เรียกร้องให้ผู้นำทั้งสองประเทศผลักดันเรื่องการปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไข รวมถึงออง ซาน ซู จี

ทั้งนี้ นางออง ซาน ซู จี วัย 81 ปี ถูกควบคุมตัวมาตั้งแต่กองทัพเมียนมายึดอำนาจเมื่อปี 2564 โดยมีรายงานว่าเธอมีสุขภาพอ่อนแอ และภายใต้แรงกดดันจากจีน มีข่าวว่าเธอถูกย้ายจากเรือนจำไปยังบ้านพักภายในพื้นที่ของกองทัพเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา พร้อมได้รับการลดโทษจำคุกเหลือประมาณ 13 ปี อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้เธอยังคงถูกควบคุมตัวโดยไม่มีการเปิดเผยสถานที่คุมขัง และไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้ ส่งผลให้ประชาคมระหว่างประเทศเรียกร้องให้รัฐบาลทหารแสดงหลักฐานยืนยันว่าเธอยังมีชีวิตอยู่.

ที่มา Irrawaddy

นักเคลื่อนไหวชื่อดังของอินเดียยุติอดอาหารประท้วง 26 วัน แต่ผู้ชุมนุมเดินหน้ากดดันรมต.ศึกษาให้ลาออก

นักเคลื่อนไหวชื่อดังของอินเดียยุติอดอาหารประท้วง 26 วัน แต่ผู้ชุมนุมเดินหน้ากดดันรมต.ศึกษาให้ลาออก

24 ก.ค. 2569 09:47 น.

นักเคลื่อนไหวชื่อดังของอินเดียยุติอดอาหารประท้วง 26 วัน แต่ผู้ชุมนุมเดินหน้ากดดันรมต.ศึกษาให้ลาออก

“โซนัม วังชุก” นักเคลื่อนไหวชื่อดังของอินเดีย ยุติการอดอาหารประท้วงหลังนาน 26 วัน ภายหลังรัฐบาลรับปากไม่ดำเนินคดีกับผู้ชุมนุม ขณะที่กลุ่มผู้ประท้วงยืนยันเดินหน้าชุมนุมต่อจนรัฐมนตรีศึกษาลาออก 

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโซนัม วังชุก นักเคลื่อนไหวด้านการศึกษาและสิ่งแวดล้อมชื่อดังของอินเดีย วัย 59 ปี ประกาศยุติการอดอาหารประท้วง หลังอดอาหารนาน 26 วัน เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มเยาวชนที่เรียกร้องให้ปฏิรูประบบการศึกษา โดยก่อนหน้านี้เขาโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์  ว่าเขาตัดสินใจยุติการอดอาหารหลังการเจรจาเป็นเวลานานในหลายประเด็น และเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในประเทศ

สื่อท้องถิ่นของอินเดียรายงานว่า นายวังชุกมีน้ำหนักลดลงแล้ว 11 กิโลกรัม จากการอดอาหาร แต่ยังปลอดภัย ขณะที่เขายุติการประท้วงหลังรัฐบาลรับประกันว่าจะไม่ดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุมที่รวมตัวกันบริเวณจันตาร์ มันตาร์ ในกรุงนิวเดลี โดยระหว่างรักษาตัวในโรงพยาบาล เขาได้รับการเยี่ยมจากรัฐมนตรีหลายคนของรัฐบาลอินเดีย 

ด้านนายอภิจิต ดิปเก ผู้ก่อตั้งพรรคค็อกโรช จันตา หรือพรรคแมลงสาบ ซึ่งเป็นแกนนำการเคลื่อนไหว กล่าวว่า รู้สึกโล่งใจที่นายวังชุกยุติการอดอาหาร แต่ยืนยันว่าการชุมนุมอย่างสันติที่จันตาร์ มันตาร์ จะยังดำเนินต่อไปจนกว่า นายธรรมเมนทรา ประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะลาออกจากตำแหน่ง โดยผู้ประท้วงเรียกร้องให้นายธรรมเมนทรา ประธาน แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองด้วยการลาออก หลังการสอบคัดเลือกเข้าเรียนแพทย์ระดับประเทศถูกยกเลิกเมื่อเดือนพฤษภาคม เนื่องจากเกิดกรณีข้อสอบรั่ว ซึ่งสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี.

ที่มา BBC