
14 ก.ย. 2569 12:25 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
ศาลอนุญาโตตุลาการนัดไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางทะเล “ไทย-กัมพูชา” สัปดาห์นี้
ไทยและกัมพูชาเตรียมเข้าชี้แจงต่อคณะผู้ไกล่เกลี่ยศาลอนุญาโตตุลาการถาวรที่ประเทศสิงคโปร์ในสัปดาห์นี้ เพื่อหาทางออกให้ข้อพิพาททางทะเลที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 ทศวรรษ โดยเฉพาะพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยซึ่งคาดว่ามีทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมูลค่าราว 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากไทยได้ประกาศถอนตัวฝ่ายเดียว จากบันทึกความเข้าใจระหว่างกัมพูชาและไทยปี 2001 หรือที่ฝ่ายไทยเรียกว่า MOU 44 เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
กัมพูชาและไทยเตรียมส่งผู้แทนเข้าชี้แจงจุดยืนต่อคณะผู้ไกล่เกลี่ยระหว่างประเทศ ที่สำนักงานศาลอนุญาโตตุลาการถาวร หรือ PCA ที่ประเทศสิงคโปร์ในวันที่ 15 ก.ย. นี้ เพื่อคลี่คลายข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในพื้นที่ทางทะเลที่ทั้งสองประเทศอ้างสิทธิทับซ้อนกันในอ่าวไทย
กัมพูชาเป็นฝ่ายริเริ่มกระบวนการไกล่เกลี่ยที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การสหประชาชาติ หลังรัฐบาลไทยถอนตัวจากกรอบความตกลงที่ทั้งสองฝ่ายใช้เป็นแนวทางเจรจาเพื่อพัฒนาทรัพยากรพลังงานร่วมกันในพื้นที่นอกชายฝั่ง
ข้อพิพาทดังกล่าวเกี่ยวข้องกับบันทึกความเข้าใจปี 2001 หรือ MOU 44 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทางทะเลขนาดประมาณ 27,000 ตารางกิโลเมตรในอ่าวไทย ซึ่งเป็นบริเวณที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ และทั้งกัมพูชากับไทยต่างอ้างสิทธิในพื้นที่ดังกล่าว
รัฐบาลไทยประกาศถอนตัวจากกรอบความตกลงฝ่ายเดียวเมื่อเดือนพฤษภาคม โดยฝ่ายไทยโดยนายกรัฐมนตรีและกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า กรอบความร่วมมือทวิภาคีภายใต้ MOU 44 นี้ดำเนินมานานกว่า 25 ปีแต่ไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันว่า การถอนตัวของไทยไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งปะทุขึ้นเป็นการสู้รบ 2 รอบเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบรายและประชาชนมากกว่า 1 ล้านคนต้องพลัดถิ่น ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิง
กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาระบุเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า กัมพูชาตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย หลังไทยยุติกรอบความร่วมมือทวิภาคีฝ่ายเดียว ทั้งที่สองประเทศใช้กรอบดังกล่าวเจรจาเกี่ยวกับพื้นที่ทางทะเลที่มีการอ้างสิทธิทับซ้อนกันมานานกว่า 20 ปี
ด้านนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อปกป้องอธิปไตยและสิทธิทางทะเลของกัมพูชาตามกฎหมายระหว่างประเทศ
ผู้แทนของทั้งสองประเทศมีกำหนดกล่าวถ้อยแถลงเปิดต่อหน้าคณะกรรมการไกล่เกลี่ย 5 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ที่สำนักงาน PCA ในนครสิงคโปร์ โดยคาดว่านายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาจะเป็นผู้กล่าวเปิด ตามด้วยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย
PCA ก่อตั้งขึ้นในปี 2442 และเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาลด้านการระงับข้อพิพาทที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ทำหน้าที่ช่วยระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศและคู่กรณีภาคเอกชน โดยอาศัยสัญญา ข้อตกลงเฉพาะ และสนธิสัญญาระหว่างประเทศต่าง ๆ รวมถึงอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS โดยสำนักงาน PCA ในสิงคโปร์เป็นสำนักงานแห่งแรกของศาลซึ่งตั้งอยู่ในเอเชีย
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการไกล่เกลี่ยไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และคาดว่ากระบวนการพิจารณาจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี จึงจะได้ข้อสรุป
ทั้งไทยและกัมพูชาางแสดงความยินดีที่ได้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย โดยกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาระบุว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของกระบวนการสันติที่กัมพูชาเป็นผู้ริเริ่ม เพื่อแก้ไขความแตกต่างด้านเขตทางทะเลระหว่างสองประเทศ
กัมพูชาหวังว่ากระบวนการดังกล่าวจะช่วยให้ทั้งสองประเทศบรรลุทางออกที่เป็นธรรมและยั่งยืนต่อข้อพิพาททางทะเล และเปิดทางให้สามารถร่วมกันสำรวจทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีศักยภาพสูงในพื้นที่พิพาท
กระทรวงพลังงานของไทยประเมินว่า รายได้ในอนาคตจากแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนระหว่างสองประเทศอาจมีมูลค่าประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กระทรวงต่างประเทศไทยระบุว่า ไทยพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่และสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการไกล่เกลี่ย พร้อมยืนยันว่าจะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ
อย่างไรก็ตาม วิลเลียม โจนส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองระหว่างประเทศจากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล วิเคราะห์ว่า การที่ไทยถอนตัวจาก MoU 44 และการที่กัมพูชายื่นเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย ต่างมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการเมืองภายในประเทศและความขัดแย้งชายแดนที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
โจนส์ระบุว่า การถอนตัวของไทยมีเป้าหมายส่วนหนึ่งเพื่อแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าว และส่งสัญญาณต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่า มรดกทางการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งรัฐบาลของเขาเป็นผู้จัดทำ MoU ปี 2544 ได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการแล้ว
ขณะเดียวกัน โจนส์มองว่า การยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยของกัมพูชาเป็น “การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ชาญฉลาด” ของฮุน มาเนต เพราะหลังจากกัมพูชาเสียเปรียบในการเผชิญหน้าทางทหารตามแนวชายแดน และยังอยู่ในสถานะที่เป็นรองไทย การเลือกใช้ช่องทางกฎหมายระหว่างประเทศจึงเป็นทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำ แต่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนทางการเมืองและผลประโยชน์ระยะยาวได้สูง
ข้อพิพาททางทะเลครั้งนี้จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องสิทธิในพื้นที่และทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับอธิปไตย ผลประโยชน์ด้านพลังงาน และทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาในระยะยาว.
ที่มา AFP