แคนาดาตอกกลับทรัมป์ “รับไม่ได้” ปมขู่ขึ้นภาษี เหตุควันไฟป่าปกคลุมสหรัฐฯ

แคนาดาตอกกลับทรัมป์ "รับไม่ได้" ปมขู่ขึ้นภาษี เหตุควันไฟป่าปกคลุมสหรัฐฯ

19 ก.ค. 2569 12:32 น.

แคนาดาตอกกลับทรัมป์ “รับไม่ได้” ปมขู่ขึ้นภาษี เหตุควันไฟป่าปกคลุมสหรัฐฯ

ดัก ฟอร์ด มุขมนตรีรัฐออนแทรีโอของแคนาดา ตอบโต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังกล่าวโทษแคนาดาบริหารจัดการไฟป่าไร้ประสิทธิภาพ จนควันไฟปกคลุมหลายรัฐของสหรัฐฯ พร้อมขู่เพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าแคนาดา เผยในอดีตแคนาดาเคยส่งเครื่องบินช่วยดับไฟป่าที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ชี้ประเทศเพื่อนบ้านที่ดีควรช่วยเหลือกันไม่ใช่ข่มขู่

นายดัก ฟอร์ด มุขมนตรีรัฐออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา แสดงความไม่พอใจต่อคำวิจารณ์ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่กล่าวโทษการบริหารจัดการไฟป่าของแคนาดาว่าไร้ประสิทธิภาพ จนทำให้ควันไฟปกคลุมพื้นที่กว้างในสหรัฐฯ พร้อมขู่ว่าจะนำต้นทุนความเสียหายจากมลพิษทางอากาศมาคำนวณรวมกับมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าแคนาดา

ฟอร์ดกล่าวระหว่างการแถลงข่าวที่เมืองธันเดอร์เบย์ว่า คำกล่าวของฝ่ายบริหารสหรัฐฯ เป็นสิ่งที่ “ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง” พร้อมระบุว่า หากเป็นสหรัฐฯ ที่ประสบภัยไฟป่าครั้งใหญ่ แคนาดาจะส่งกำลังและทรัพยากรเข้าไปช่วยเหลือโดยไม่ลังเล เพราะนั่นคือสิ่งที่ประเทศเพื่อนบ้านควรปฏิบัติต่อกัน เขายังกล่าวพาดพิงถึงเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ว่า “มีความทรงจำสั้น” พร้อมย้ำว่า เมื่อปีที่ผ่านมา แคนาดาเคยส่งเครื่องบินทิ้งน้ำและเจ้าหน้าที่ไปช่วยดับไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนีย 

สำนักงานบริการการบิน ไฟป่า และสถานการณ์ฉุกเฉินของออนแทรีโอ รายงานว่า ปัจจุบันมีไฟป่าที่ยังคงปะทุอยู่ถึง 191 จุดทางตอนเหนือของรัฐ โดยในจำนวนนี้มี 73 จุดที่ยัง “ไม่สามารถควบคุมได้” โดยไฟป่าจุดใหญ่ที่สุดมีพื้นที่ความเสียหายเฉพาะจุดเดียวสูงถึงเกือบ 319,000 เฮกตาร์ (ประมาณ 1.9 ล้านไร่) ขณะที่ภาพรวมทั้งรัฐมีพื้นที่ถูกเผาวอดไปแล้วกว่า 655,000 เฮกตาร์ (ราว 4.1 ล้านไร่) ท่ามกลางการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ 155 ทีม และเครื่องบินทิ้งน้ำราว 80 ลำเข้าสกัดกั้น

รัฐบาลรัฐออนแทรีโอประกาศอพยพประชาชนจากชุมชนต่าง ๆ มากกว่า 12 แห่ง รวมถึงชุมชนชนพื้นเมืองนามัยกูซิซากากุน (Namaygoosisagagun) หรือที่รู้จักในชื่อ “ชุมชนคอลลินส์” ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐ ซึ่งถูกไฟเผาทำลายจนแทบไม่เหลือสิ่งปลูกสร้าง

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า ควันไฟที่ลอยเข้าสหรัฐฯ เป็นผลจากการจัดการป่าไม้ของแคนาดาที่ไม่มีประสิทธิภาพ พร้อมระบุว่าจะพิจารณานำ “ต้นทุนมหาศาล” ที่สหรัฐฯ ต้องรับภาระจากมลพิษทางอากาศ มารวมกับมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าแคนาดาที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกันจากรัฐมิชิแกน 4 คน ยังส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์  เรียกร้องให้รัฐบาลแคนาดาเร่งแก้ไขปัญหาไฟป่าอย่างจริงจัง

ฟอร์ดตอบโต้ว่า หากทรัมป์ต้องการให้แคนาดาตัดแต่งและจัดการป่าไม้มากขึ้น ก็ควรยกเลิกมาตรการเก็บภาษีนำเข้าไม้เนื้ออ่อน จากแคนาดา เพราะจะช่วยให้แคนาดาสามารถบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติแคนาดารายงานว่า มีการตรวจพบไฟป่าใหม่อีก 69 จุด ภายในคืนเดียว ทำให้จำนวนไฟป่าทั่วประเทศเพิ่มเป็น 955 จุด แม้พื้นที่ป่าที่ถูกไฟไหม้รวมประมาณ 28,500 ตารางกิโลเมตร จะยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แต่กระแสลมได้พัดพาควันไฟข้ามพรมแดนลงสู่สหรัฐฯ ส่งผลให้หลายรัฐต้องประกาศเตือนคุณภาพอากาศและความเสี่ยงด้านสุขภาพ

สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ  รายงานว่า คุณภาพอากาศอยู่ในระดับ “ไม่ดีต่อสุขภาพ” ครอบคลุมพื้นที่ทางตอนใต้ของรัฐออนแทรีโอ รวมถึงรัฐโอไฮโอ เวสต์เวอร์จิเนีย เพนซิลเวเนีย นิวเจอร์ซีย์ เวอร์จิเนีย แมริแลนด์ เดลาแวร์ และกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ขณะที่บางพื้นที่ของรัฐเพนซิลเวเนีย รวมถึงเมืองพิตต์สเบิร์ก อยู่ในระดับ “ไม่ดีต่อสุขภาพอย่างมาก” 

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานพยากรณ์อากาศ AccuWeather ระบุว่า ควันไฟจากแคนาดาจะส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศที่สนามสนามนิวนิวยอร์ก นิวเจอร์ซีย์ สเตเดียม ในวันที่ 19 ก.ค. นี้

ไมค์ แฮร์ริส รัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติของรัฐออนแทรีโอ เปิดเผยว่า กิจกรรมของไฟป่าเริ่มชะลอตัวลงในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา และคาดว่าสภาพอากาศในอีกหลายวันข้างหน้าจะเอื้ออำนวยต่อการควบคุมเพลิงมากขึ้น โดยมีโอกาสเกิดฝนตกในหลายพื้นที่ ซึ่งอาจช่วยลดการลุกลามของไฟป่าได้

อย่างไรก็ตาม ผู้นำชนพื้นเมืองและฝ่ายค้านในรัฐออนแทรีโอยังคงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่า จัดสรรงบประมาณและทรัพยากรสำหรับการป้องกันและรับมือไฟป่าไม่เพียงพอ พร้อมเรียกร้องให้มีการทบทวนมาตรการรับมือภัยพิบัติครั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายรุนแรงเช่นเดิมในอนาคต.

ที่มา Reuters / CBC News

รัฐบาลทหารเมียนมาซุ่มรื้อ “รูปปั้นนายพลอองซาน” ทั่วประเทศ ชี้หวังลบเงา “อองซานซูจี”

รัฐบาลทหารเมียนมาซุ่มรื้อ "รูปปั้นนายพลอองซาน" ทั่วประเทศ ชี้หวังลบเงา "อองซานซูจี"

19 ก.ค. 2569 11:20 น.

รัฐบาลทหารเมียนมาซุ่มรื้อ “รูปปั้นนายพลอองซาน” ทั่วประเทศ ชี้หวังลบเงา “อองซานซูจี”

รูปปั้นของนายพลอองซาน วีรบุรุษผู้ก่อตั้งประเทศเมียนมา และบิดาของอองซาน ซูจี อดีตผู้นำรัฐบาลพลเรือนที่ถูกควบคุมตัว กำลังทยอยถูกรื้อถอนจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ หลังรัฐบาลทหารอ้างว่าเป็นการปรับปรุงรูปปั้นที่มีสัดส่วนไม่ถูกต้อง ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นความพยายามลดทอนอิทธิพลทางการเมืองและสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับซูจีและพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย

รูปปั้นของ พลเอกอองซาน วีรบุรุษผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งเอกราชเมียนมา” และเป็นบิดาของ อองซาน ซูจี  อดีตผู้นำรัฐบาลพลเรือนที่ถูกควบคุมตัวหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2564 กำลังทยอยหายไปจากสวนสาธารณะและพื้นที่สาธารณะหลายแห่งทั่วประเทศ ท่ามกลางข้อถกเถียงถึงความหมายทางการเมืองของการรื้อถอนดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า รูปปั้นขนาดใหญ่ของนายพลอองซานที่เคยตั้งตระหง่านอยู่ภายในสวนสาธารณะธูมินกาลา ในนครย่างกุ้งมานานเกือบ 10 ปี ได้ถูกรื้อถอนออกไปแล้ว โดยมีเพียงต้นหญ้าที่ถูกปลูกขึ้นมาทดแทนในบริเวณดังกล่าว เช่นเดียวกับผู้อยู่อาศัยในย่านสวนสาธารณะเมียะกานธา ในย่างกุ้ง และในเมืองมูโด่ง รัฐมอญ ทางตอนใต้ของประเทศ ที่ระบุว่ารูปปั้นของนายพลอองซานได้ถูกเจ้าหน้าที่เข้ารื้อถอนออกไปเมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเช่นกัน โดยไม่มีชาวบ้านคนใดกล้าแสดงความไม่พอใจเนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัย

รัฐบาลทหารภายใต้การนำของ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย  ยอมรับว่าได้รื้อถอนรูปปั้นบางแห่งจริง แต่ระบุว่าเป็นเพียงรูปปั้นที่มี “สัดส่วนและรูปทรงไม่ถูกต้อง” และกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและบูรณะอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เหมาะสมกับเกียรติของบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ และเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาประวัติศาสตร์อย่างถูกต้อง

นายพลอองซานคือผู้นำกองทัพต่อสู้กับทั้งเจ้าอาณานิคมอังกฤษและกองทัพญี่ปุ่นเพื่อทวงคืนเอกราชให้เมียนมา ทว่าเขาถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 1947 เพียงไม่กี่เดือนก่อนที่ความฝันเรื่องเอกราชของประเทศจะประสบความสำเร็จ เขาจึงได้รับการยกย่องเป็นบิดาแห่งเมียนมาสมัยใหม่ และมีรูปปั้นตั้งอยู่ทั่วประเทศมานานหลายทศวรรษ

โม ธูซาร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมาวิเคราะห์ว่า ในช่วงที่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของนางอองซานซูจี บริหารประเทศระหว่างปี 2016-2020 พรรค NLD ได้เร่งสร้างรูปปั้นนายพลอองซานเพิ่มขึ้นจำนวนมาก รวมถึงการนำภาพใบหน้าของเขา กลับมาพิมพ์บนธนบัตรท้องถิ่นอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นความพยายามที่จะฟื้นฟูมรดกทางประวัติศาสตร์และตอกย้ำความเชื่อมโยงในฐานะสายเลือด

แต่หลังจากที่พลเอก มิน ออง หลาย ก่อรัฐประหารยึดอำนาจในปี 2021 กองทัพเมียนมาได้พยายามทุกวิถีทางเพื่อทำให้พรรค NLD และตัวของนางอองซานซูจี “หมดความสำคัญทางการเมือง” การรื้อถอนรูปปั้นเหล่านี้จึงถูกมองว่าเป็นเป้าหมายในการลดทอนอิทธิพลทางสัญลักษณ์ของเธอ อย่างไรก็ตาม ชาวเมืองย่างกุ้งวัย 34 ปีรายหนึ่งให้ความเห็นว่า “พวกเขารื้อถอนรูปปั้นได้ แต่ไม่มีวันลบภาพของโบโจ๊ก (คำภาษาพม่าที่ใช้เรียกนายพลอองซาน) ออกจากความทรงจำของประชาชนได้ พวกเขามีทั้งอำนาจ อาวุธ และกองทัพ ไม่รู้ว่ายังจะกลัวอะไรอยู่อีก”

ด้าน นางไข่ ไข่ โซ  โฆษกหญิงของรัฐบาลทหารเมียนมา ออกมาชี้แจงหลังจากสื่อท้องถิ่นเริ่มรายงานข่าวนี้ โดยระบุว่า ทางการไม่ได้มีเจตนาทำลาย แต่กำลังดำเนินกระบวนการตรวจสอบและปรับปรุงอย่างเป็นระบบ เฉพาะรูปปั้นที่มี “สัดส่วนและรูปร่างที่ไม่ถูกต้อง” เท่านั้น

แถลงการณ์ระบุว่า จากการตรวจสอบรูปปั้นนายพลอองซานในเขตเมืองต่าง ๆ กว่า 100 แห่งตั้งแต่ปี 2016 พบว่าบางแห่งมีลักษณะที่ “ไม่สอดคล้องกับเกียรติยศของบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์” ทางการจึงต้องเข้าไปบำรุงรักษาอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแสดงความไม่เคารพต่อรูปปั้น และเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาผืนแผ่นดินประวัติศาสตร์ของเมียนมาอย่างถูกต้องและเหมาะสม

มอร์แกน ไมเคิลส์ นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมา จากสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์ (IISS) ชี้ให้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งว่า แม้นายพลอองซานจะเป็นวีรบุรุษของชาติ แต่ผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนใหญ่ไม่ได้มองเช่นนั้น เพราะเขามักถูกยกย่องโดยกลุ่มชนชั้นนำชาวพม่า ซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศมากกว่า

ในยุคที่รัฐบาลซูจีเร่งสร้างรูปปั้นนายพลอองซานหรือนำชื่อของเขาไปตั้งเป็นชื่อสะพานและโครงสร้างพื้นฐาน ก็เคยเกิดความขัดแย้งและการประท้วงอย่างรุนแรงจากกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ชาวคะฉิ่น และชาวคะยา (กะเหรี่ยงแดง) มาแล้ว เนื่องจากพวกเขามีวีรบุรุษของตนเอง และมองว่าการยัดเยียดรูปปั้นนายพลอองซานเข้าไปในพื้นที่ของพวกเขา คือสัญลักษณ์ของการแผ่ขยายอำนาจและการปกครองโดยคนพม่า

สอดคล้องกับความเห็นของนักการเมืองจากกลุ่มชาติพันธุ์รายหนึ่งที่ไม่ประสงค์ออกนาม ซึ่งกล่าวว่า แม้จะยอมรับในคุณงามความดีของนายพลอองซานในการกู้เอกราช แต่พรรค NLD ในเวลานั้นก็สร้างรูปปั้นเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของพรรคตนเองเช่นกัน โดยเขาระบุทิ้งท้ายว่า “มันไม่มีความจำเป็นต้องเก็บรูปปั้นของเขาไว้มากมายขนาดนั้น ยุคสมัยของพวกเขามันจบลงแล้ว”.

ที่มา AFP

ตำรวจอินเดียบุกอุ้ม “โซนัม วังชุก” นักเคลื่อนไหวดังส่ง รพ. หลังอดอาหารประท้วง 21 วัน

ตำรวจอินเดียบุกอุ้ม "โซนัม วังชุก" นักเคลื่อนไหวดังส่ง รพ. หลังอดอาหารประท้วง 21 วัน

19 ก.ค. 2569 10:50 น.

ตำรวจอินเดียบุกอุ้ม “โซนัม วังชุก” นักเคลื่อนไหวดังส่ง รพ. หลังอดอาหารประท้วง 21 วัน

กองกำลังตำรวจและกำลังกึ่งทหารของอินเดียบุกเข้านำตัวนายโซนัม วังชุก นักเคลื่อนไหวและนักการศึกษาชื่อดัง เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล โดยไม่เป็นไปตามความสมัครใจ หลังอาการทรุดจากการอดอาหารประท้วงต่อเนื่องนาน 21 วัน เพื่อเรียกร้องให้รัฐมนตรีศึกษาธิการลาออกจากกรณีข้อสอบรั่ว ขณะที่ผู้ชุมนุมยืนยันเดินหน้าชุมนุมและเคลื่อนขบวนสู่รัฐสภาตามกำหนด

เจ้าหน้าที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย นำตัวนายโซนัม วังชุก นักเคลื่อนไหวด้านสังคมและนักการศึกษาชื่อดัง วัย 59 ปี ส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลซัฟดาร์จุง  เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (18 ก.ค.) แม้เจ้าตัวจะไม่ยินยอม หลังสุขภาพทรุดหนักจากการอดอาหารประท้วงต่อเนื่องเป็นวันที่ 21

วังชุกเริ่มอดอาหารตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่ม “พรรคประชาชนแมลงสาบ” (CJP) ซึ่งเริ่มต้นจากการรณรงค์เชิงเสียดสีบนสื่อสังคมออนไลน์ ก่อนขยายเป็นการชุมนุมเรียกร้องให้ ธรรมเมนทรา ประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอินเดีย ลาออกจากตำแหน่ง หลังเกิดกรณีข้อสอบรั่วในการสอบคัดเลือกสำคัญเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อนักเรียนนักศึกษาหลายล้านคน พร้อมเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบการสอบของประเทศ

ภาพจากสื่อโทรทัศน์และคลิปวิดีโอในพื้นที่ชุมนุมบริเวณ จันตาร์ มันตาร์ แสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและกึ่งทหารหลายสิบนายเข้าปิดล้อมเวทีชุมนุมในช่วงเช้าวันเสาร์ โดยใช้ผ้าสีขาวขนาดใหญ่กางเป็นฉากบังสายตา ก่อนเคลื่อนย้ายวังชุกขึ้นรถพยาบาล ท่ามกลางความพยายามของผู้ชุมนุมที่เข้าขัดขวางแต่ถูกผลักออกจากพื้นที่

กีตันจาลี อังโม  ภรรยาของวังชุก เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า สามีของเธอถูกนำตัวเข้ารักษาในโรงพยาบาล พร้อมเรียกร้องไม่ให้แพทย์ให้ยา อาหาร หรือน้ำเกลือทางหลอดเลือดแก่เขา หากไม่ได้รับความยินยอมจากครอบครัวและทีมแพทย์ประจำตัวที่ติดตามอาการมาตลอดช่วงการอดอาหาร

ด้านโรงพยาบาลซัฟดาร์จุงระบุว่า นายวังชุกยังมีสติสัมปชัญญะดี แต่มีอาการอ่อนเพลียและขาดน้ำจากการอดอาหารเป็นเวลานาน โดยแพทย์แนะนำให้ให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ ทว่าเจ้าตัวปฏิเสธการรักษาทุกรูปแบบ ทั้งการให้น้ำเกลือ สารละลายเกลือแร่ และยา พร้อมยืนยันว่าจะติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

แพทย์ประจำตัวของวังชุกเปิดเผยว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือความเสี่ยงต่อภาวะ โพแทสเซียมในเลือดต่ำ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต หากระดับโพแทสเซียมลดลงอย่างรุนแรง โดยจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการให้สารน้ำและแร่ธาตุทางหลอดเลือด

ด้านตำรวจนิวเดลีระบุว่า การเคลื่อนย้ายวังชุกเป็นไปตามคำสั่งของศาลสูงเดลี ซึ่งมีคำสั่งเมื่อวันพฤหัสบดีให้รัฐบาลติดตามอาการของนักเคลื่อนไหวรายนี้อย่างใกล้ชิด และดำเนินการรักษาทันทีหากมีความจำเป็น หลังมีผู้ยื่นคำร้องต่อศาลให้เจ้าหน้าที่เข้าแทรกแซงเพื่อป้องกันอันตรายต่อชีวิตของเขา

ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล วังชุกยืนยันว่าจะไม่ยุติการอดอาหาร และยังตั้งใจเข้าร่วมการเดินขบวนไปยังรัฐสภาอินเดียในวันที่ 20 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันเปิดประชุมสภาสมัยมรสุม โดยกล่าวกับผู้ชุมนุมว่า “ร่างกายของผมอ่อนแอลง แต่จิตใจยังเข้มแข็ง” พร้อมกล่าวติดตลกว่า หากเสียชีวิตก่อนวันเดินขบวน “วิญญาณของผมก็จะร่วมเดินไปกับทุกคน”

ภายหลังการนำตัววังชุกออกจากพื้นที่ นายอภิจิต ดิปเก ผู้ก่อตั้ง CJP ได้เริ่มอดอาหารประท้วงแทน พร้อมยืนยันว่าการเคลื่อนขบวนไปยังรัฐสภาจะยังคงดำเนินต่อไปตามกำหนด และประกาศยกระดับข้อเรียกร้องจากเดิมที่ให้รัฐมนตรีศึกษาธิการลาออก เป็นการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ลาออกจากตำแหน่งด้วย

เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากพรรคฝ่ายค้านหลายพรรค ซึ่งระบุว่าเป็นการใช้กำลังของรัฐที่น่าตกใจและเป็นการบ่อนทำลายหลักการประชาธิปไตย ขณะที่ผู้นำภาคประชาสังคมและฝ่ายค้านต่างเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดการเจรจากับผู้ชุมนุม

วังชุกเป็นนักการศึกษาและนักเคลื่อนไหวจากแคว้นลาดักห์ ผู้มีชื่อเสียงจากการผลักดันนวัตกรรมด้านการศึกษาและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้กับภาพยนตร์อินเดียชื่อดัง 3 Idiots เขาเคยถูกควบคุมตัวนานประมาณ 6 เดือนจากการชุมนุมประท้วงในลาดักห์เมื่อปีที่ผ่านมา ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ โดยตลอดมาเขาปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัฐบาล และยืนยันว่าการเคลื่อนไหวทั้งหมดเป็นไปอย่างสันติและมีเป้าหมายเพื่อผลักดันการปฏิรูปนโยบายสาธารณะ.

ที่มา BBC / Reuters

สหรัฐฯ รวบ “แอนดรูว์-ทริสตัน เทต” สองพี่น้องอินฟลูฯ ดัง จ่อส่งผู้ร้ายข้ามแดนคดีข่มขืน-ค้ามนุษย์

สหรัฐฯ รวบ "แอนดรูว์-ทริสตัน เทต" สองพี่น้องอินฟลูฯ ดัง จ่อส่งผู้ร้ายข้ามแดนคดีข่มขืน-ค้ามนุษย์

19 ก.ค. 2569 10:18 น.

สหรัฐฯ รวบ “แอนดรูว์-ทริสตัน เทต” สองพี่น้องอินฟลูฯ ดัง จ่อส่งผู้ร้ายข้ามแดนคดีข่มขืน-ค้ามนุษย์

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จับกุม แอนดรูว์ เทต และ ทริสตัน เทต สองพี่น้องอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังในเมืองไมอามี ตามหมายจับเพื่อดำเนินกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังสหราชอาณาจักร หลังอัยการอังกฤษตั้งข้อหาข่มขืน ค้ามนุษย์ และความผิดทางเพศรวม 38 กระทง ขณะที่ทั้งคู่ยังคงปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

สำนักงานตำรวจศาลสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้จับกุม แอนดรูว์ เทต วัย 39 ปี และ ทริสตัน เทต วัย 38 ปี อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังที่มีทั้งสัญชาติสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ในเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ตามหมายจับที่ถูกปิดเป็นความลับ เพื่อดำเนินกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามคำร้องของทางการอังกฤษ

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังสำนักงานอัยการแห่งสหราชอาณาจักรประกาศขอส่งตัวสองพี่น้องกลับไปดำเนินคดีในอังกฤษ จากข้อกล่าวหาว่าร่วมกันข่มขืนและค้ามนุษย์หญิงหลายราย ระหว่างปี  2010-2017

ในแถลงการณ์ล่าสุด สำนักงานอัยการอังกฤษระบุว่า นอกจากข้อกล่าวหาที่เปิดเผยไปก่อนหน้านี้ในปี 2025 ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหยื่อ 3 รายแล้ว ยังได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติมรวม 38 กระทง ที่เกี่ยวข้องกับผู้เสียหายอีก 4 ราย เจ้าหน้าที่ระบุว่า ทั้งแอนดรูว์และทริสตันถูกตั้งข้อหาข่มขืนและค้ามนุษย์ ขณะที่แอนดรูว์ยังถูกตั้งข้อหาเพิ่มเติม ได้แก่ การแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี รวมถึงความผิดอีก 19 กระทงที่เกี่ยวข้องกับสื่อลามกอนาจารเด็กและสื่อลามกอนาจารรุนแรง

สองพี่น้องเทตได้ย้ายไปพำนักที่ประเทศโรมาเนียในปี 2016 และถูกจับกุมตัวที่นั่นในปี 2022 ในข้อหาล่อลวงผู้หญิงมาล่วงละเมิดทางเพศ อย่างไรก็ตาม คดีดังกล่าวในโรมาเนียยังไม่สามารถเข้าสู่การพิจารณาของศาลได้ เนื่องจากปัญหาทางกฎหมายและกระบวนการพิจารณาคดี จนกระทั่งเมื่อปีที่ผ่านมา พวกเขาได้รับอนุญาตให้เดินทางออกจากโรมาเนีย และได้นั่งเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวมายังรัฐฟลอริดา สหรัฐฯ ก่อนจะถูกจับกุมในที่สุด 

เมื่อปีที่ผ่านมา ศาลโรมาเนียอนุญาตให้ทั้งคู่เดินทางออกนอกประเทศ และทั้งสองได้เดินทางมายังรัฐฟลอริดาด้วยเครื่องบินส่วนตัว แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องระบุว่า ทั้งคู่มีกำหนดขึ้นศาลรัฐบาลกลางในเมืองไมอามีช่วงต้นสัปดาห์หน้า เพื่อเริ่มกระบวนการทางกฎหมายเกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ด้านโจเซฟ แม็กไบรด์ ทนายความของสองพี่น้อง เปิดเผยว่า ยังไม่สามารถติดต่อพูดคุยกับลูกความได้ แต่ยืนยันว่าข้อกล่าวหาจากสหราชอาณาจักรเป็นการใส่ร้ายและมีเป้าหมายเพื่อขัดขวางคดีหมิ่นประมาทที่ทั้งคู่ยื่นฟ้องในสหรัฐฯ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าศาลจะยกฟ้องเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมด

แอนดรูว์ เทต อายุ 39 ปี เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากการเข้าร่วมรายการเรียลลิตีโชว์ชื่อดัง “Big Brother” ของอังกฤษในปี 2016 ก่อนจะถูกขับออกจากรายการหลังจากมีคลิปวิดีโอหลุดเผยแพร่ภาพที่เขาทำร้ายร่างกายผู้หญิง

ต่อมาเขาสร้างชื่อเสียงผ่านสื่อสังคมออนไลน์จากการเผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับความมั่งคั่ง ความเป็นชาย และแนวคิดที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการดูหมิ่นผู้หญิง โดยมีผู้ติดตามบนแพลตฟอร์ม X มากกว่า 10 ล้านบัญชี แม้ว่าจะถูกระงับบัญชีจาก YouTube, TikTok และ Instagram เนื่องจากละเมิดนโยบายเกี่ยวกับวาจาสร้างความเกลียดชังก็ตาม

ตลอดที่ผ่านมา สองพี่น้องเทตปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการข่มขืน การค้ามนุษย์ และการใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิง โดยยืนยันว่าคำพูดหลายประโยคที่ถูกวิจารณ์นั้นถูกนำเสนอโดยตัดออกจากบริบท หรือเป็นเพียงการพูดในเชิงล้อเล่น

ด้าน คารีนา โธมัส ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจเบดฟอร์ดเชียร์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการสอบสวนคดี กล่าวว่า ตำรวจจะเดินหน้าดำเนินคดีอย่างเต็มที่ พร้อมย้ำว่า “ไม่มีที่ยืนสำหรับความรุนแรงของผู้ชายต่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิง” และจะยังคงให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้เสียหายและการสืบสวนข้อร้องเรียนทุกกรณี.

ไฟไหม้ครั้งประวัติศาสตร์นอร์เวย์ เผาวอดบ้านกว่า 100 หลัง

ไฟไหม้ครั้งประวัติศาสตร์นอร์เวย์ เผาวอดบ้านกว่า 100 หลัง

19 ก.ค. 2569 09:36 น.

ไฟไหม้ครั้งประวัติศาสตร์นอร์เวย์ เผาวอดบ้านกว่า 100 หลัง

เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของนอร์เวย์ โดยไฟได้โหมไหม้ย่านที่พักอาศัยในเมืองดรัมเมน ทางตอนใต้ของประเทศ ส่งผลให้บ้านเรือนมากกว่า 100 หลังถูกเผาวอด และต้องอพยพประชาชนกว่า 400 คน

เจ้าหน้าที่ตำรวจนอร์เวย์เปิดเผยว่า เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (17 ก.ค.) เวลาประมาณ 15.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยจุดเกิดเหตุอยู่บริเวณทาวน์เฮาส์แห่งหนึ่งชานเมืองดรัมเมน  ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงออสโลไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 34 กิโลเมตร

เนื่องจากในพื้นที่มีกระแสลมพัดแรง ประกอบกับสภาพอากาศที่แห้งแล้งจัดอย่างผิดปกติ ส่งผลให้เปลวไฟลุกลามอย่างรวดเร็วจากทาวน์เฮาส์แถวแรก ขยายวงกว้างไปยังบ้านเรือนข้างเคียงในกลุ่มชุมชน ก่อนจะลามเข้าสู่ผืนป่าที่อยู่โดยรอบ

ปฏิบัติการดับเพลิงและสภาพความเสียหายสำนักงานป้องกันภัยพลเรือนแห่งนอร์เวย์ ระบุว่า นี่คือเหตุเพลิงไหม้ย่านที่พักอาศัยครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของประเทศ ขณะที่สื่อท้องถิ่นต่างรายงานตรงกันว่า เป็นภัยพิบัติทางอัคคีภัยที่รุนแรงที่สุดของกลุ่มประเทศนอร์ดิกในรอบกว่า 1 ศตวรรษ

สถานีโทรทัศน์สาธารณะ NRK รายงานว่า เจ้าหน้าที่ต้องระดมกำลังนักผจญเพลิงจากหลายเขตพื้นที่เพื่อทำงานแข่งกับเวลาตลอดทั้งคืน รวมถึงมีการส่งเฮลิคอปเตอร์สำหรับดับไฟป่าหลายลำเข้าสนับสนุนปฏิบัติการ

หนังสือพิมพ์ Aftenposten รายงานความคืบหน้าล่าสุดในช่วงเที่ยงวันเสาร์ โดยอ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ว่า สถานการณ์เพลิงไหม้ในส่วนของย่านที่พักอาศัยไม่มีความเสี่ยงที่จะขยายวงกว้างเพิ่มเติมแล้ว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถควบคุมเพลิงในส่วนของพื้นที่ป่าไม้ได้ทั้งหมด

ด้านหนังสือพิมพ์ Dagbladet บรรยายถึงภาพความเสียหายในพื้นที่เกิดเหตุว่า “มีสภาพไม่ต่างจากสมรภูมิรบ” โดยหลงเหลือเพียงซากรถยนต์ที่ถูกไฟคลอกและเศษซากปรักหักพังของบ้านเรือนที่ถูกเผาจนดำเป็นตอตะโก

ยอดผู้ได้รับผลกระทบและการช่วยเหลือรายงานระบุว่า มีประชาชนมากกว่า 400 คนต้องอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว เบื้องต้นตำรวจยืนยันว่าไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้สูญหาย มีเพียงนักผจญเพลิงได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 1 นาย และมีประชาชนจำนวนหนึ่งต้องเข้ารับการรักษาอาการจากการสูดดมควันไฟ

ปฏิกิริยาจากผู้นำประเทศนายกรัฐมนตรี โยนาส การ์ สเตอเรอ ได้แสดงความเสียใจต่อผู้ที่ต้องสูญเสียบ้านเรือนจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ โดยระบุข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง ขอส่งกำลังใจและความห่วงใยไปยังเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ทีมกู้ภัย รวมถึงอาสาสมัครทุกคนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างยากลำบาก และทำทุกวิถีทางเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เพลิงลุกลามไปมากกว่านี้”

สภาพอากาศที่ผิดปกติและสาเหตุสำหรับสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ในทาวน์เฮาส์ต้นเพลิงนั้น ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ทางการยอมรับว่าสภาพอากาศที่แห้งแล้งจัดเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากโดยปกติแล้ว นอร์เวย์มักจะมีสภาพอากาศที่เย็นสบายในช่วงเดือนกรกฎาคม โดยมีอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยเพียง 13 ถึง 18 องศาเซลเซียสเท่านั้น.

ที่มา Associated Press / NRK

ดับทะลุ 5,000 ศพ เหยื่อแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา IMF อนุมัติเงินช่วยเหลือ

ดับทะลุ 5,000 ศพ เหยื่อแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา IMF อนุมัติเงินช่วยเหลือ

19 ก.ค. 2569 06:36 น.

ดับทะลุ 5,000 ศพ เหยื่อแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา IMF อนุมัติเงินช่วยเหลือ

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหว 2 ครั้งซ้อนในเวเนซุเอลา เพิ่มขึ้นจนเกินกว่า 5,000 ศพแล้ว ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศอนุมัติมอบเงินช่วยเหลือฉุกเฉินให้จำนวน 346 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 18 ก.ค. 2569 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อนบริเวณชายฝั่งแคริบเบียนของประเทศเวเนซุเอลา ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจนมากกว่า 5,000 ศพแล้ว ในขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้ากู้ร่างผู้เสียชีวิตออกจากใต้ซากปรักหักพังอย่างต่อเนื่อง

นายฮอร์เก โรดริเกซ ประธานสมัชชาแห่งชาติ แถลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวดังกล่าวอยู่ที่ 5,069 ศพ โดยส่วนใหญ่อยู่ในรัฐลาไกวรา ซึ่งได้รับความเสียหายหนักที่สุด นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 16,740 ราย อย่างไรก็ดี ผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว

จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากทีมกู้ภัยสามารถเคลียร์ซากอาคารที่พังถล่ม และเข้าถึงพื้นที่ที่เคยเข้าถึงได้ยากในช่วงเวลาที่เกิดความโกลาหลหลังภัยพิบัติ

ทั้งนี้ เหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.2 และ 7.5 ซึ่งเกิดขึ้นห่างกันเพียงไม่ถึงหนึ่งนาทีเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. สร้างความเสียหายอย่างย่อยยับให้กับรัฐลาไกวรา ซึ่งอยู่บริเวณชายฝั่งทางตอนเหนือของกรุงการากัส และเป็นที่ตั้งของท่าอากาศยานนานาชาติหลัก ท่าเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ และอาคารอพาร์ตเมนต์หลายร้อยแห่ง 

ทางการเวเนซุเอลาเปิดเผยว่า นับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตรวจพบอาฟเตอร์ช็อกได้มากกว่า 1,300 ครั้ง และปัจจุบันยังมีประชาชนอีกประมาณ 20,000 คนที่ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น โดยหลายคนต้องอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงที่แออัดยัดเยียด และขาดแคลนระบบสุขาภิบาลรวมถึงน้ำสะอาด

อีกด้านหนึ่ง เดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลาเปิดเผยว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อนุมัติเงินช่วยเหลือฉุกเฉินให้แก่เวเนซุเอลาจำนวน 346 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นางคริสตินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการ IMF ยืนยันว่า เงินจำนวนดังกล่าวถูกดึงออกมาจากส่วนแบ่งทุนสำรอง (Reserve Tranche) ของเวเนซุเอลาที่ฝากไว้กับกองทุน เพื่อนำไปใช้ตอบสนองความต้องการด้านมนุษยธรรมเร่งด่วน

อนึ่ง IMF และธนาคารโลกเพิ่งจะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเวเนซุเอลาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังจากที่สหรัฐฯ ได้ใช้กำลังขับไล่อดีตประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ออกจากอำนาจในเดือนกราคม หลังจากตัดความสัมพันธ์ไปตั้งแต่ปี 2562 เนื่องจากไม่ยอมรับรัฐบาลมาดูโร

ขณะเดียวกัน กระแสความโกรธแค้นของสาธารณชนต่อการรับมือเหตุแผ่นดินไหวของรัฐบาลยังคงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยผู้รอดชีวิตและกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ต่างโจมตีเจ้าหน้าที่ว่าตอบสนองล่าช้าเกินไป ในขณะที่มีประชาชนจำนวนมากยังคงติดอยู่ใต้ซากอาคารที่พังถล่ม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ หลังเผยข่าวทหารเสียชีวิต

กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ หลังเผยข่าวทหารเสียชีวิต

19 ก.ค. 2569 06:05 น.

กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ หลังเผยข่าวทหารเสียชีวิต

กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ในคืนวันเสาร์ หลังจากเปิดเผยข่าวการเสียชีวิตของทหาร 2 นาย จากการโจมตีของอิหร่านในประเทศจอร์แดน โดยระบุว่าการโจมตีนี้เป็นการลงโทษกองทัพอิหร่าน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (18 ก.ค.) ว่า ได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศเข้าใส่อิหร่านระลอกใหม่แล้ว เพื่อลงโทษกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านอย่างรวดเร็ว ต่อกรณีการโจมตีในจอร์แดน ซึ่งทำให้ทหารอเมริกันเสียชีวิต 2 นาย สูญหายอีก 1 นาย และบาดเจ็บจนต้องเข้าโรงพยาบาลอีก 4 นาย

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุว่า การโจมตีครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อบั่นทอนขีดความสามารถของอิหร่าน ในการขัดขวางการเดินเรือของเรือสินค้าต่างๆ ที่ต้องการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

รายงานความสูญเสียล่าสุด ทำให้จำนวนเจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ ที่เสียชีวิตนับตั้งแต่สงครามกับอิหร่านเริ่มขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. เพิ่มขึ้นเป็น 16 นายแล้ว และได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 430 นาย

ทั้งนี้ เซนต์คอม (CENTCOM) โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า “เมื่อวันที่ 17 ก.ค. เจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ 2 นายในจอร์แดน เสียชีวิตในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ และกองกำลังพันธมิตรร่วมกันป้องกันการโจมตีด้วยขีปนาวุธทิ้งตัวและโดรนจากอิหร่าน นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีเจ้าหน้าที่ทหารอีก 1 นายที่ยังคงสูญหายในระหว่างปฏิบัติหน้าที่”

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ก่อนเกิดการโจมตีในจอร์แดน โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านออกมาเตือนถึง “บทเรียนที่ยากจะลืมเลือน” หากสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าโจมตีสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ต่อไป

ถ้อยแถลงดังกล่าวซึ่งถูกนำมาอ่านออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาล ระบุด้วยว่า ลายเซ็นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ นั้น “ไร้ค่าและไม่มีผลบังคับใช้” ขณะที่ตัวแทนเจรจาของอิหร่านกล่าวว่า รัฐบาลเตหะรานกำลังระงับข้อผูกพันภายใต้ข้อตกลงชั่วคราวที่ได้ลงนามไปเมื่อราวหนึ่งเดือนก่อน

ประกาศของเตหะรานในครั้งนี้ได้สะบั้นสายสัมพันธ์อันเปราะบางอีกเส้นหนึ่งลง ในขณะที่สงครามยังคงไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลง ในตอนนี้คาเมเนอีได้เตือนถึง “บทเรียน” ที่ไม่เพียงแต่มาจากอิหร่านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลุ่มตัวแทนติดอาวุธในภูมิภาค โดยเรียกพวกเขาว่าเป็น อักษะแห่งการต่อต้าน

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้ออกประกาศเตือนภัยการเดินทางทั่วโลกเนื่องจากความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ประธานาธิบดีฮังการียอมลงจากตำแหน่ง หลังสภามีมติให้พ้นจากหน้าที่

ประธานาธิบดีฮังการียอมลงจากตำแหน่ง หลังสภามีมติให้พ้นจากหน้าที่

19 ก.ค. 2569 04:06 น.

ประธานาธิบดีฮังการียอมลงจากตำแหน่ง หลังสภามีมติให้พ้นจากหน้าที่

ประธานาธิบดีฮังการียอมลงจากตำแหน่งแล้ว หลังรัฐสภาผ่านกฎหมายใหม่เพื่อยุติการดำรงตำแหน่งของเขา หลังจากหลายฝ่ายมองว่า ประธานาธิบดีผู้นี้เป็นเพียงหุ่นเชิดของอดีตนายกฯ วิกตอร์ ออร์บาน

เมื่อวันเสาร์ที่ 18 ก.ค. 2569 นายทามาส ซูลย็อก (Tamás Sulyok) ประธานาธิบดีฮังการี ตกลงที่จะก้าวลงจากตำแหน่งแล้ว โดยได้ลงนามในร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้วาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขาสิ้นสุดลงในเวลาเที่ยงคืนของวันอาทิตย์นี้

พรรคทิสซา (Tisza) ของนายกรัฐมนตรี เปแตร์ มอจยอร์ (Péter Magyar) ใช้เสียงข้างมากผลักดันการเปลี่ยนผ่านกฎหมายดังกล่าวผ่านรัฐสภาอย่างรวดเร็วเพื่อขับไล่นายซูลย็อก ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นผู้จงรักภักดีของอดีตนายกรัฐมนตรีวิกตอร์ ออร์บาน ซึ่งแพ้เลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายน หลังจากปกครองประเทศมานาน 16 ปี

นายซูลย็อกมีเวลา 5 วันในการลงนามในร่างแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว มิฉะนั้นอาจต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางรัฐธรรมนูญที่ยืดเยื้อและกระบวนการฟ้องร้องถอดถอนออกจากตำแหน่ง หรืออิมพีชเมนต์

ซึ่งในที่สุด นายซูลย็อกก็ออกมายืนยันว่าเขาจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงกฎหมายดังกล่าว เมื่อเส้นตายผ่านพ้นไปในเย็นวันเสาร์ แต่ในแถลงการณ์ของเขายังไม่วายกล่าวหารัฐบาลของนายมอจยอร์ว่า ละเมิดหลักนิติธรรม

ซูลย็อกระบุว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งนี้ถือเป็น “จุดแตกหักในระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญของฮังการี” และระบุว่า “ค่านิยมหลักของสังคมเสรี… ถูกเหยียบย่ำทำลายเพียงเพื่อผลประโยชน์และอำนาจทางการเมือง”

เหตุการณ์นี้นับเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลพรรคทิสซา ซึ่งมองว่าซูลย็อกเป็นเพียงหุ่นเชิดของรัฐบาลชุดก่อน และกดดันให้เขาลาออกมาตลอด โดยรัฐบาลชุดนี้ได้เดินหน้าเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญครั้งใหญ่หลายประการนับตั้งแต่ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายในเดือนเมษายน

ด้านนายออร์บานประณามการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ว่าเป็นพฤติกรรมเผด็จการ และเรียกร้องให้ประชาชนออกมาประท้วง

ทั้งนี้ นายออร์บานบริหารประเทศฮังการีตั้งแต่ปี 2556 ถึง 2569 โดยพรรคฟิเดสซ์ (Fidesz) ของเขาปรับเปลี่ยนโครงสร้างรัฐฮังการีตามความต้องการของตนเอง และส่งคนสนิทของพรรคเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่าง ๆ ของรัฐ โดยอาศัยเสียงข้างมาก 2 ใน 3 ของพรรค

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายน พรรคฟิเดสซ์ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง โดยพรรคยังคงระส่ำระสายจากความพ่ายแพ้ และตัวนายออร์บานเองก็แทบไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะเลย และปฏิเสธที่จะเข้ารับตำแหน่งในรัฐสภาด้วย

ด้านนายอันตราส บอคอ (András Baka) อดีตประธานศาลฎีกาของฮังการี ออกมาแสดงความเห็นด้วยกับการปลดนายซูลย็อก พร้อมเสริมว่า ฮังการีเคยปกครองด้วยหลักนิติธรรมตั้งแต่ปี 2532 จนถึงปี 2553 แต่หลังจากนั้น พรรคฟิเดสซ์ได้เข้าแทรกแซงสถาบันต่าง ๆ ของรัฐและสร้างรัฐเผด็จการขึ้นมา

“และในตอนนี้ มันเป็นเรื่องยากมากที่จะทลายระบอบเผด็จการที่มีความซับซ้อน… ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อให้มีชีวิตรอดต่อไปได้ แม้ว่าจะพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งก็ตาม” นายบอคอกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นักการเมืองเยอรมัน ลาออกปมมีลูกอุ้มบุญ ทั้งที่ตัวเองเคยต่อต้านรุนแรง

นักการเมืองเยอรมัน ลาออกปมมีลูกอุ้มบุญ ทั้งที่ตัวเองเคยต่อต้านรุนแรง

19 ก.ค. 2569 03:02 น.

นักการเมืองเยอรมัน ลาออกปมมีลูกอุ้มบุญ ทั้งที่ตัวเองเคยต่อต้านรุนแรง

นักการเมืองเยอรมัน ลาออกจากตำแหน่งประธานวิปรัฐบาล หลังเปิดเผยว่าตนเองกับสามีมีลูกที่เกิดจากการอุ้มบุญ ทั้งที่ตัวเขาเป็นหนึ่งในผู้ที่ผลักดันให้การอุ้มบุญในเยอรมนีผิดกฎหมาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 18 ก.ค. 2569 ว่า นายเยนส์ ชปาห์น นักการเมืองฝ่ายขวากลางของเยอรมนี ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานวิปรัฐบาล หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า “ปากว่าตาขยับ” จากกรณีที่เขาใช้บริการแม่อุ้มบุญในสหรัฐอเมริกาเพื่อให้กำเนิดบุตร ทั้งที่จุดยืนของพรรคและตัวเขาเองเคยต่อต้าน

การอุ้มบุญเป็นเรื่องผิดกฎหมายในเยอรมนี ตามนโยบายของพรรคคริสเตียนเดโมแครต (CDU) และตัวนายชปาห์นเป็นผู้สนับสนุนนโยบายดังกล่าวเมื่อหลายปีก่อน อย่างไรก็ตาม กฎหมายเยอรมนีไม่ได้ห้ามการเลี้ยงดูเด็กที่เกิดจากแม่อุ้มบุญในต่างประเทศ

นายชปาห์นระบุในแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ว่า “ผมตระหนักแล้วว่า ความสุขส่วนตัวของผม การสร้างครอบครัวร่วมกับสามีและการได้เป็นพ่อคน ไม่สามารถไปด้วยกันได้กับตำแหน่งทางการเมืองของผม”

ทางด้านนายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ซ ผู้นำพรรค CDU ระบุในโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า การตัดสินใจของนายชปาห์นนั้น “ถูกต้อง” และ “เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” เพราะ “ความน่าเชื่อถือคือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดในทางการเมือง” พร้อมระบุว่าเขาจะเริ่มกระบวนการแต่งตั้งผู้ที่จะมาทำหน้าที่แทนนายชปาห์นต่อไป

นายชปาห์นวัย 46 ปี ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพิ่งเปิดเผยเมื่อต้นสัปดาห์ว่า เขาและแดเนียล ฟุงเคอ ผู้เป็นสามี ได้กลายเป็นคุณพ่อป้ายแดงแล้วด้วยการรับเด็กที่เกิดจากแม่อุ้มบุญในสหรัฐฯ มาเลี้ยง ทว่าเรื่องนี้กลับจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากนักการเมืองหลายพรรค รวมถึงคนในพรรคของเขาเองด้วย

ในการประกาศลาออกเมื่อวันเสาร์ ชปาห์นระบุว่า “การจัดระเบียบชีวิตระหว่างการตัดสินใจส่วนตัวที่จะมีบุตรผ่านการอุ้มบุญ กับความคาดหวังที่เข้าใจได้ต่อตัวผมในฐานะประธานวิปรัฐบาลนั้น กลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากเกินกว่าที่ผมคาดคิดไว้”

ชปาห์นระบุอีกว่า “เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสาธารณชนที่ดุดันและไร้ความปรานีมากยิ่งขึ้น” ทำให้เขาต้อง “หยุดคิดและทบทวนอย่างลึกซึ้ง” พร้อมย้ำว่า “ขอให้เราวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมีความเป็นมนุษย์อยู่เสมอเถิด”

ทั้งนี้ พรรค CDU เพิ่งโหวตรับรองมติที่ยืนยันการสนับสนุนการสั่งห้ามอุ้มบุญเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปี 2563 ชปาห์นเคยปฏิเสธข้อเรียกร้องของพรรค FDP (พรรคเสรีนิยม) ที่ต้องการให้ผ่อนปรนข้อห้ามดังกล่าว

ย้อนกลับไปในปี 2558 ชปาห์นเคยเขียนไว้ว่า “ในฐานะเกย์และคริสเตียน ผมรู้สึกเป็นการส่วนตัวว่ามันยากมากที่จะยอมรับแนวคิดเรื่องการเช่ามดลูก”

อนึ่ง การอุ้มบุญในเยอรมนีมีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี หรือปรับเงินจำนวนหนึ่ง ส่งผลให้การข้ามแดนไปใช้บริการอุ้มบุญในต่างประเทศกลายเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับคู่รักหลาย ๆ คู่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ดับ 2 นาย สูญหายอีก 1 หลังอิหร่านโจมตีในจอร์แดน

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ดับ 2 นาย สูญหายอีก 1 หลังอิหร่านโจมตีในจอร์แดน

19 ก.ค. 2569 01:31 น.

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ดับ 2 นาย สูญหายอีก 1 หลังอิหร่านโจมตีในจอร์แดน

กองทัพสหรัฐฯ ยอมรับ มีเจ้าหน้าที่ 2 นายเสียชีวิต และอีก 1 นายสูญหายขณะปฏิบัติหน้าที่ หลังจากกองทัพอเมริกันกับอิหร่านกลับมายิงอาวุธตอบโต้กันอีกครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อวันเสาร์ที่ 18 ก.ค. 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยว่า มีเจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ เสียชีวิต 2 นาย และสูญหายในระหว่างปฏิบัติหน้าที่อีก 1 นาย ระหว่างการยิงอาวุธตอบโต้กับอิหร่านรอบใหม่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และนี่นับเป็นความสูญเสียล่าสุดของกองทัพอเมริกันในการทำสงครามกับอิหร่านับตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา

เซนต์คอม (CENTCOM) โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า “เมื่อวันที่ 17 ก.ค. เจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ 2 นายในจอร์แดน เสียชีวิตในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ และกองกำลังพันธมิตรร่วมกันป้องกันการโจมตีด้วยขีปนาวุธทิ้งตัวและโดรนจากอิหร่าน นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีเจ้าหน้าที่ทหารอีก 1 นายที่ยังคงสูญหายในระหว่างปฏิบัติหน้าที่”

เซนต์คอมระบุเพิ่มเติมว่า มีเจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ อีก 4 นาย ที่ถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลแห่งต่างๆ ในจอร์แดน โดยในปัจจุบันทั้งหมดได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว นอกจากนั้นยังมีบุคลากรรายอื่น ๆ ที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย แต่ทั้งหมดก็กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ตามปกติได้แล้ว

เซนต์คอมเผยว่าปิดรายชื่อของทหารผู้ล่วงลับไว้ก่อน จนกว่าจะครบ 24 ชั่วโมงหลังจากที่ได้แจ้งให้ญาติสนิทของพวกเขาได้รับทราบเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ นับตั้งแต่สงครามกับอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.จนถึงก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ สูญเสียทหารไปแล้ว 13 นาย โดยส่วนใหญ่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุและการถูกโจมตีระหว่างปฏิบัติการในภูมิภาค

ในการปะทะรอบใหม่ กองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน 7 คืนติดต่อกันแล้ว นับตั้งแต่ที่พวกเขากล่าวหาอิหร่านว่าโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการส่งฝูงโดรนและขีปนาวุธระลอกใหญ่ ถล่มใส่เป้าหมายต่าง ๆ ขยายวงกว้างออกไปในกลุ่มประเทศที่เป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง

กระทรวงไฟฟ้า น้ำ และพลังงานหมุนเวียนของคูเวต เปิดเผยในวันเสาร์ (18 ก.ค.) ว่า อิหร่านโจมตีเข้ามาและสร้างความเสียหายต่อโรงไฟฟ้าและโรงผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการจัดหาน้ำอุปโภคบริโภคในภูมิภาค จนได้รับความเสียหาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn