อาคาร 7 ชั้นในกาซาถล่ม ดับอย่างน้อย 12 คน รวมเด็ก 5 คน กว่า 100 ติดใต้ซาก

อาคาร 7 ชั้นในกาซาถล่ม ดับอย่างน้อย 12 คน รวมเด็ก 5 คน กว่า 100 ติดใต้ซาก

16 ก.ย. 2569 15:12 น.

อาคาร 7 ชั้นในกาซาถล่ม ดับอย่างน้อย 12 คน รวมเด็ก 5 คน กว่า 100 ติดใต้ซาก

เกิดเหตุอาคารที่พักอาศัย 7 ชั้นในเมืองกาซาซิตี้ ถล่มลงมาในช่วงกลางคืน หลังได้รับความเสียหายจากการโจมตีก่อนหน้านี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 คน รวมเด็ก 5 คน และบาดเจ็บอีก 14 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยคาดว่ายังมีผู้คนเกือบ 100 คนติดอยู่ใต้ซากอาคาร

เจ้าหน้าที่ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนของฉนวนกาซาเร่งค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากซากอาคารที่พักอาศัยในพื้นที่ทางตะวันตกของเมืองกาซาซิตี้ หลังอาคาร 7 ชั้นพังถล่มลงมาในช่วงกลางคืน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 คน รวมเด็ก 5 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 14 คน ขณะที่คาดว่ายังมีผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคารเกือบ 100 คน

ภาพที่ได้รับการตรวจสอบโดยสำนักข่าวอัลจาซีราเผยให้เห็นทีมกู้ภัยพยายามช่วยเด็กและผู้รอดชีวิตออกจากซากคอนกรีต โดยมีชาวบ้านร่วมใช้มือเปล่าขุดค้นเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ด้านใน ท่ามกลางเสียงร้องขอความช่วยเหลือของเด็กที่ยังดังออกมาจากใต้ซากอาคาร

อีกภาพหนึ่งเผยให้เห็นเด็กหญิงคนหนึ่งถูกช่วยออกมาได้ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ ขณะที่ผู้รอดชีวิตหลายคน รวมถึงเด็กเล็ก ถูกนำตัวออกจากซากอาคารในสภาพหายใจหอบ ก่อนถูกส่งขึ้นรถพยาบาล

ราเอ็ด อัล-ดาห์ชาน ผู้อำนวยการหน่วยป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนในเมืองกาซาซิตี้ ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุมีครอบครัวอาศัยอยู่ในอาคารดังกล่าวอย่างน้อย 10 ครอบครัว และเจ้าหน้าที่ยังคงได้ยินเสียงคนร้องจากใต้ซาก จึงยังมีความหวังว่าจะพบผู้รอดชีวิตเพิ่มเติม

ด้านสื่อท้องถิ่นรายงานว่า อาคารแห่งนี้เคยถูกโจมตีทางอากาศของอิสราเอลมาก่อน ทำให้โครงสร้างแตกร้าวและอยู่ในสภาพไม่มั่นคง ก่อนจะพังถล่มลงมาในที่สุด

อเลสซานโดร มราคิก หัวหน้าสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือ UNDP ประจำกาซา กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยจากหน่วยงานของสหประชาชาติบางแห่ง รวมถึงหน่วยงานบรรเทาทุกข์ของอียิปต์ เข้าร่วมปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือ แต่การทำงานเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากขาดเครื่องจักรและอุปกรณ์หนักที่จำเป็น ทำให้เจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งต้องใช้มือเปล่าขุดซากเพื่อค้นหาผู้ที่ติดอยู่

มราคิกเตือนว่า ยังมีอาคารอีกประมาณ 400 แห่งที่เสี่ยงพังถล่ม โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว ขณะที่หน่วยกู้ภัยท้องถิ่นระบุว่า มีอาคารที่ได้รับความเสียหายราว 2,000 แห่งทั่วฉนวนกาซาที่ยังคงมีครอบครัวอาศัยอยู่

เจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์และองค์การสหประชาชาติกล่าวโทษข้อจำกัดของอิสราเอลในการนำเครื่องจักรกลหนักเข้าสู่ฉนวนกาซา ว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้การกู้ภัยทำได้อย่างจำกัด ขณะที่อิสราเอลระบุว่า มาตรการควบคุมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้อุปกรณ์ถูกนำไปใช้โดยกลุ่มติดอาวุธ

องค์การสหประชาชาติประเมินว่า สงครามในกาซาซึ่งเริ่มขึ้นหลังการโจมตีของกลุ่มฮามาสต่ออิสราเอลในเดือนตุลาคม 2566 ก่อให้เกิดซากอาคารและเศษวัสดุประมาณ 61 ล้านตัน และอาจต้องใช้เวลานานถึง 7 ปีในการเก็บกวาด

ดาห์ชานเตือนประชาชนให้อยู่ห่างจากอาคารที่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะพังถล่ม โดยระบุว่า ครอบครัวจำนวนมากถูกบังคับให้เข้าไปอาศัยในอาคารที่เสียหาย เพราะมีทางเลือกด้านที่พักพิงจำกัด หลายครอบครัวเลือกอาศัยอยู่ในอาคารที่ถูกทำลายบางส่วนเพื่อหลบลมและฝน รวมถึงเนื่องจากเต็นท์สำหรับผู้ไร้ที่อยู่อาศัยมีไม่เพียงพอ

แม้การหยุดยิงที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ในเดือนตุลาคม 2568 จะยุติการสู้รบขนาดใหญ่ในฉนวนกาซา แต่ยังไม่สามารถยุติการโจมตีของอิสราเอลได้ และความพยายามที่จะนำไปสู่สันติภาพถาวรยังมีความคืบหน้าอย่างจำกัด

กลุ่มฮามาสกล่าวหาอิสราเอลว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและบ่อนทำลายความพยายามดำเนินแผนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อยุติความขัดแย้งในกาซา ซึ่งรวมถึงการถอนกำลังอิสราเอลออกจากฉนวนกาซาและการปลดอาวุธกลุ่มฮามาส ขณะที่อิสราเอลกล่าวหาว่ากลุ่มฮามาสเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลง

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในฉนวนกาซาระบุว่า นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงมีผล มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วมากกว่า 1,300 คน ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน ขณะที่กองทัพอิสราเอลระบุว่า ทหารอิสราเอลเสียชีวิต 4 นาย ทั้งนี้ กลุ่มฮามาสไม่ได้เปิดเผยข้อมูลจำนวนผู้เสียชีวิตที่เป็นนักรบของกลุ่มอย่างสม่ำเสมอ..

ที่มา Al Jazeera / Reuters

ศิลปินแห่ถอนตัว ทัวร์คอนเสิร์ต “เอ็ด ชีแรน” หลัง “แมคเคลมอร์” ถูกปลดปมหนุนปาเลสไตน์

ศิลปินแห่ถอนตัว ทัวร์คอนเสิร์ต "เอ็ด ชีแรน" หลัง "แมคเคลมอร์" ถูกปลดปมหนุนปาเลสไตน์

16 ก.ย. 2569 14:08 น.

ศิลปินแห่ถอนตัว ทัวร์คอนเสิร์ต “เอ็ด ชีแรน” หลัง “แมคเคลมอร์” ถูกปลดปมหนุนปาเลสไตน์

บรรดาศิลปินและวงดนตรีสนับสนุนทั้งหมดในทัวร์คอนเสิร์ตของ “เอ็ด ชีแรน” ประกาศถอนตัวทั้งหมด หลังแร็ปเปอร์ดัง “แมคเคลมอร์” ถูกผู้จัดปลดจากรายชื่อศิลปินร่วมทัวร์ จากกรณีแสดงจุดยืนสนับสนุนปาเลสไตน์ ขณะที่ ชีแรน ออกมาแจงไม่ได้เป็นคนสั่งปลด เผยตนเองรู้สึกตกใจกับความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์แต่เลือกที่จะไม่ใช้เวทีอาชีพของตนในการแสดงจุดยืนทางการเมือง เนื่องจากผู้ชมของเขารวมถึงเยาวชนและเด็กมาจากหลากหลายภูมิหลัง

ศิลปินที่เหลือทั้งหมดซึ่งทำหน้าที่เป็นศิลปินเปิดการแสดงในทัวร์คอนเสิร์ตสหรัฐฯ ของเอ็ด ชีแรน ประกาศถอนตัวจากทัวร์ หลังแร็ปเปอร์ “แมคเคลมอร์” ถูกถอดออกจากรายชื่อศิลปินร่วมทัวร์ เนื่องจากแสดงจุดยืนสนับสนุนชาวปาเลสไตน์และวิพากษ์วิจารณ์สงครามในฉนวนกาซาบนเวที

หนึ่งในศิลปินที่ถอนตัวคือ “ฟินเนียส” (Finneas) พี่ชายของนักร้องสาวบิลลี ไอลิช ซึ่งระบุในแถลงการณ์ว่า ศิลปินไม่ควรถูกปิดปากเมื่อออกมาพูดถึงผู้ที่ถูกกดขี่ ขณะที่นักร้องและนักแต่งเพลงชาวไอริช “แอรอน โรว์” (Aaron Rowe) และวงดนตรีจากเดนมาร์ก “ลูคัส แกรแฮม” (Lukas Graham) ก็ประกาศถอนตัวเช่นกัน ส่วนวงโฟล์กไอริช Beoga ซึ่งขึ้นแสดงร่วมกับวีแรนบนเวทีทุกคืน ก็ถอนตัวจากทัวร์ด้วย

การประกาศถอนตัวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังชีแรนออกแถลงการณ์ว่า เขาจะไม่เข้าร่วมการถกเถียงเรื่องฉนวนกาซาในที่สาธารณะ และยืนยันว่าเขาไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจถอดแมคเคลมอร์ออกจากทัวร์

เอ็ด ชีแรน ระบุผ่านอินสตาแกรมว่า การถอดแมคเคลมอร์เป็นการตัดสินใจของผู้จัดงาน ไม่ใช่การตัดสินใจของเขา พร้อมยืนยันว่าไม่ต้องการทำให้แฟนเพลงที่วางแผนมาชมการแสดงผิดหวัง และไม่ต้องการทอดทิ้งทีมงานทัวร์ ศิลปินเปิดการแสดง และนักดนตรีคนอื่น ๆ ที่พึ่งพางานดังกล่าวในการดำรงชีพ

ก่อนหน้านี้ในเดือนกันยายน แมคเคลมอร์ หรือชื่อจริง “เบนจามิน แฮกเกอร์ตี” ขึ้นแสดงในคอนเสิร์ตของชีแรนที่รัฐนิวเจอร์ซีย์ 2 รอบ และเรียกร้องให้ “ปลดปล่อยปาเลสไตน์” พร้อมนำภาพความเสียหายในฉนวนกาซาขึ้นบนจอขนาดใหญ่ระหว่างการแสดงเพลง “Hind’s Hall” ซึ่งเป็นเพลงที่สนับสนุนการประท้วงของกลุ่มสนับสนุนปาเลสไตน์ในมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และวิพากษ์วิจารณ์ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในฉนวนกาซา

การแสดงดังกล่าวได้รับเสียงเชียร์จากผู้ชมบางส่วน แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์ สภาอิสราเอล-อเมริกันเปิดคำร้องเรียกร้องให้ถอดแมคเคลมอร์ออกจากทัวร์ ขณะที่กลุ่ม StopAntisemitism กล่าวหาว่าเขานำเนื้อหาทางการเมืองมาแสดงต่อผู้ชมโดยไม่แจ้งล่วงหน้า

คืนถัดมาแมคเคลมอร์กลับขึ้นเวทีอีกครั้งและกล่าวถึงผู้ชมชาวยิวโดยตรงว่า การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอิสราเอล การต่อต้านการแบ่งแยกสีผิว และการต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ไม่ได้หมายถึงการวิพากษ์วิจารณ์ชาวยิว พร้อมกล่าวว่าต้องการให้ประชาชนในฉนวนกาซาและเขตเวสต์แบงก์รู้ว่าพวกเขาไม่ได้ถูกลืม

อิสราเอลปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยระบุว่าปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซาและเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครองเป็นการป้องกันตนเองและดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศ

อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซา หลังกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธที่ร่วมปฏิบัติการโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,200 คน และถูกจับเป็นตัวประกัน 251 คน ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขในฉนวนกาซาซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของกลุ่มฮามาส ระบุว่ามีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลแล้วมากกว่า 73,780 คน โดยตัวเลขดังกล่าวได้รับการพิจารณาว่าน่าเชื่อถือโดยสหประชาชาติ

หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื่องหลายวัน แมคเคลมอร์ประกาศเมื่อวันที่ 14 ก.ย. ว่าเขาถูกถอดออกจากรายชื่อศิลปินร่วมทัวร์ โดยกล่าวหาว่า โรเบิร์ต คราฟต์ มหาเศรษฐีและเจ้าของสนามยิลเล็ตต์ สเตเดียม ในรัฐแมสซาชูเซตส์ เป็นผู้ดำเนินการผลักดันให้เขาถูกถอดออก

คราฟต์ ซึ่งเคยว่าจ้างเอ็ด ชีแรนให้ไปแสดงในงานแต่งงานของเขา ยืนยันว่าเป็นผู้ตัดสินใจไม่ให้แมคเคลมอร์ขึ้นแสดงที่สนามของเขา โดยระบุว่าจะไม่เปิดพื้นที่ให้กับ “คำพูดแสดงความเกลียดชัง” และกล่าวหาแมคเคลมอร์ว่ามีประวัติการใช้ถ้อยคำที่ต่อต้านชาวยิว

คราฟต์ระบุด้วยว่า เขาเห็นด้วยกับแมคเคลมอร์ว่ามีผู้เสียชีวิตมากเกินไปและมีความทุกข์ทรมานมากเกินไป แต่การนำเสนอข้อมูลเพียงบางส่วนและไม่กล่าวถึงการกระทำของกลุ่มฮามาสเป็นสิ่งที่ไม่ตรงไปตรงมา และอาจเพิ่มความแตกแยกและความเกลียดชัง

ด้าน Messina Touring Group ผู้จัดทัวร์ บอกกับนิตยสารโรลลิงสโตนว่า สถานที่จัดคอนเสิร์ตหลายแห่งแจ้งว่าจะไม่อนุญาตให้แมคเคลมอร์ขึ้นแสดง ซึ่งอาจนำไปสู่การยกเลิกทัวร์และส่งผลกระทบต่อแฟนเพลงหลายแสนคน

ศิลปินหลายรายที่ถอนตัวจากทัวร์ระบุว่า บทบาทของคราฟต์มีส่วนต่อการตัดสินใจของพวกเขา โดยลูคัส แกรแฮม ระบุว่า “เงินไม่ได้ทำให้ใครมีสิทธิ์เป็นเจ้าของบทสนทนา” และไม่ควรให้ฐานะทางการเงินของใครเป็นตัวกำหนดว่าใครจะมีสิทธิ์พูด หรือความทุกข์ทรมานของใครควรได้รับการยอมรับ

ขณะที่ แอรอน โรว์ กล่าวว่า เขาไม่ได้ตัดสินใจถอนตัวโดยง่าย พร้อมยืนยันว่าชีแรนเป็นเพื่อนและมีส่วนเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาอย่างมาก ส่วนวง Beoga ระบุว่า การได้แสดงต่อหน้าผู้ชมจำนวนมากทุกคืนเป็นความฝันของนักดนตรี แต่พวกเขาไม่สามารถยอมรับการแสดงในสถานที่ที่ปิดกั้นผู้ที่เรียกร้องให้มีปาเลสไตน์ที่เป็นอิสระ

ด้านชีแรน ระบุว่าเขา “รู้สึกตกใจกับความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์” และมองว่าความทุกข์ทรมานและความเจ็บปวดของผู้คนทั้งสองฝ่ายเป็นโศกนาฏกรรมของมนุษย์ แต่เลือกที่จะไม่ใช้เวทีอาชีพของตนในการแสดงจุดยืนทางการเมือง เนื่องจากผู้ชมของเขารวมถึงเยาวชนและเด็กมาจากหลากหลายภูมิหลัง ชีแรนยืนยันว่า ศิลปินทุกคนที่ร่วมทัวร์ รวมถึงแมคเคลมอร์มีสิทธิ์เลือกเพลงที่จะนำมาแสดงด้วยตนเอง

ขณะแมคเคลมอร์กล่าวว่า เขาเข้าใจสถานการณ์ที่ยากลำบากของชีแรน แต่เห็นว่าชีแรนเลือกที่จะไม่แสดงจุดยืนต่อประเด็นดังกล่าว พร้อมระบุว่า การแสดงจุดยืนทางการเมืองอาจทำให้สูญเสียรายได้ การสนับสนุนจากแบรนด์ งานเทศกาล ความสัมพันธ์ และโอกาสในการทำงานต่าง ๆ

แมคเคลมอร์กล่าวว่า แม้เขาจะได้ขึ้นแสดงในทัวร์เพียง 2 รอบ แต่หากคำพูดของเขาสามารถทำให้สังคมหันกลับมาพูดถึงปาเลสไตน์ได้อีกครั้ง เขาก็มองว่านั่นคือทัวร์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในชีวิตการทำงานของเขา.

ที่มา BBC

ศาลเกาหลีใต้สั่ง “เกาหลีเหนือ” ชดใช้ค่าเสียหาย 4.46 หมื่นล้านวอน ระเบิดทิ้ง สนง.ประสานงานร่วม

ศาลเกาหลีใต้สั่ง "เกาหลีเหนือ" ชดใช้ค่าเสียหาย 4.46 หมื่นล้านวอน ระเบิดทิ้ง สนง.ประสานงานร่วม

16 ก.ย. 2569 13:00 น.

ศาลเกาหลีใต้สั่ง “เกาหลีเหนือ” ชดใช้ค่าเสียหาย 4.46 หมื่นล้านวอน ระเบิดทิ้ง สนง.ประสานงานร่วม

ศาลแขวงกลางกรุงโซลของเกาหลีใต้มีคำพิพากษาให้เกาหลีเหนือจ่ายค่าชดเชยแก่รัฐบาลเกาหลีใต้เป็นเงิน 44,626,410,722 วอน หรือประมาณ 1,085 ล้านบาท จากเหตุระเบิดทำลายอาคารสำนักงานประสานงานระหว่างสองเกาหลีในเมืองแกซอง ทางตอนเหนือของพรมแดน เมื่อเดือนมิถุนายน 2563

คำพิพากษามีขึ้นประมาณ 3 ปี 3 เดือน หลังรัฐบาลเกาหลีใต้ยื่นฟ้องเกาหลีเหนือเป็นครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2566 โดยศาลมีคำสั่งให้ชดใช้เต็มจำนวนตามที่ฝ่ายโจทก์เรียกร้อง แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเหตุผลของคำพิพากษา

สำนักงานประสานงานระหว่างสองเกาหลีเปิดดำเนินการในเมืองแกซองเมื่อเดือนกันยายน 2561 เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างสองฝ่าย ท่ามกลางบรรยากาศการปรองดองหลังประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ของเกาหลีใต้ และคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ พบกันในการประชุมสุดยอดเมื่อเดือนเมษายนปีเดียวกัน

สำนักงานดังกล่าวระงับการดำเนินงานในเดือนมกราคม 2563 เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก่อนที่เกาหลีเหนือจะใช้วัตถุระเบิดทำลายอาคารเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนปีเดียวกัน เพื่อประท้วงกรณีเกาหลีใต้ไม่สามารถหยุดกลุ่มผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือจากการส่งใบปลิวต่อต้านรัฐบาลเปียงยางข้ามพรมแดนด้วยบอลลูน

กระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ ซึ่งรับผิดชอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีเหนือ ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าวในเดือนมิถุนายน 2566 นับเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลเกาหลีใต้ดำเนินคดีทางแพ่งต่อรัฐบาลเกาหลีเหนือ

กระทรวงประเมินความเสียหายไว้ 10.25 พันล้านวอนสำหรับตัวอาคารสำนักงานประสานงาน และอีก 34.45 พันล้านวอนสำหรับอาคารสนับสนุนที่อยู่ติดกัน ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแรงระเบิด

การพิจารณาคดีดำเนินไปโดยไม่มีตัวแทนจากเกาหลีเหนือเข้าร่วม แม้เกาหลีใต้จะชนะคดี แต่ยังมีอุปสรรคสำคัญในการเรียกเก็บเงิน เนื่องจากโซลไม่มีช่องทางบังคับให้รัฐบาลเปียงยางชำระค่าชดเชยได้โดยตรง เช่นเดียวกับคดีแพ่งก่อนหน้านี้ที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีเหนือ

กระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ระบุว่า เคารพคำพิพากษาของศาล พร้อมเรียกร้องให้กลับมาใช้การทูตระหว่างสองเกาหลี เพื่อให้ปัญหาต่าง ๆ ระหว่างสองฝ่ายสามารถแก้ไขผ่านการเจรจาและความร่วมมือ ขณะที่สื่อของรัฐบาลเกาหลีเหนือยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อคำพิพากษา

เหตุระเบิดสำนักงานประสานงานเกิดขึ้นหลังความพยายามทางการทูตระหว่างเกาหลีเหนือกับสหรัฐฯ เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์หยุดชะงัก โดยก่อนหน้านั้นนาย คิม จองอึน และอดีตประธานาธิบดีมุน แจ-อิน พบกัน 3 ครั้งในปี 2561 และนายมุนมีบทบาทในการผลักดันให้เกิดการประชุมสุดยอดครั้งแรกระหว่างคิมกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม การเจรจาหยุดชะงักหลังการประชุมสุดยอดครั้งที่สองระหว่างทรัมป์กับคิมที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ในปี 2562 เมื่อสหรัฐฯ ไม่ยอมรับข้อเรียกร้องของเกาหลีเหนือที่ต้องการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่ แลกกับการยอมลดขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์บางส่วน

หลังจากนั้น เกาหลีเหนือยุติความสัมพันธ์ทางการทูตที่มีความหมายกับเกาหลีใต้มากขึ้น และคิม จองอึน ประกาศให้เกาหลีใต้เป็น “ศัตรูที่เป็นปฏิปักษ์มากที่สุด” พร้อมเดินหน้าขยายขีดความสามารถด้านอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ รวมถึงกระชับความสัมพันธ์กับรัสเซียและจีน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือยังส่งทหารหลายพันนายและอาวุธจำนวนมากไปสนับสนุนรัสเซียในสงครามยูเครน ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงความสนใจที่จะฟื้นการเจรจากับคิม จองอึน ในการดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง แต่รัฐบาลเกาหลีเหนือยังไม่ตอบรับข้อเสนอการเจรจา และเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกเงื่อนไขการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือก่อนกลับมาเจรจากัน

ด้านเกาหลีใต้ภายใต้ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว ได้ส่งสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้นและเรียกร้องให้กลับมาเปิดการเจรจากับเกาหลีเหนือ อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้รัฐบาลเปียงยางยังไม่ได้ตอบรับข้อเรียกร้องดังกล่าว

คำพิพากษาครั้งนี้จึงเกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองเกาหลียังคงอยู่ในภาวะตึงเครียด แม้รัฐบาลเกาหลีใต้จะพยายามผลักดันให้มีการกลับมาเจรจาและฟื้นฟูความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายก็ตาม.

ที่มา Yonhap / Associated Press

รัฐบาลทรัมป์เตรียมขายระเบิดหนัก 2,000 ปอนด์ให้ “อิสราเอล” มูลค่า 2.8 พันล้านดอลลาร์

รัฐบาลทรัมป์เตรียมขายระเบิดหนัก 2,000 ปอนด์ให้ "อิสราเอล" มูลค่า 2.8 พันล้านดอลลาร์

16 ก.ย. 2569 12:19 น.

รัฐบาลทรัมป์เตรียมขายระเบิดหนัก 2,000 ปอนด์ให้ “อิสราเอล” มูลค่า 2.8 พันล้านดอลลาร์

รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมเสนอขายอาวุธให้อิสราเอลมูลค่า 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ หรือราว 907 กิโลกรัม จำนวน 40,000 ลูก โดยส่วนใหญ่ใช้เงินสนับสนุนทางทหารจากสหรัฐฯ ขณะที่แผนการขายดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อพลเรือนในฉนวนกาซา และแรงกดดันในสภาคองเกรสเกี่ยวกับการสนับสนุนทางทหารแก่อิสราเอล

ตามรายงานของสำนักข่าวเอพีและเดอะวอชิงตันโพสต์ รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเตรียมขายอาวุธมูลค่า 2,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9.31 หมื่นล้านบาท ให้อิสราเอล โดยในแพ็กเกจดังกล่าวมีระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ หรือประมาณ 907 กิโลกรัม จำนวน 40,000 ลูก ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการขายอาวุธประเภทนี้ครั้งใหญ่ที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา 

แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 2 คนและบุคคลที่ทราบรายละเอียดของแผน เปิดเผยว่า แพ็กเกจดังกล่าวประกอบด้วยระเบิด MK-84 จำนวน 20,000 ลูก และ BLU-117 อีก 20,000 ลูก รวมถึงหัวรบเจาะทะลวง I-2000 อีก 20,000 หัว โดยขณะนี้ข้อตกลงยังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุด และมีการแจ้งรายละเอียดอย่างไม่เป็นทางการต่อคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องของรัฐสภาสหรัฐฯ แล้ว 

การจัดหาอาวุธส่วนใหญ่จะใช้เงินภายใต้โครงการ Foreign Military Financing (FMF) ซึ่งเป็นกลไกที่รัฐบาลสหรัฐฯ จัดสรรเงินให้ต่างชาติ ก่อนที่อิสราเอลจะนำเงินดังกล่าวไปซื้ออาวุธจากผู้ผลิตในสหรัฐฯ โดยในทางปฏิบัติ เงินดังกล่าวจึงมาจากงบประมาณของสหรัฐฯ

ระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์มีหลายรุ่น โดยบางชนิดออกแบบให้สามารถเจาะทะลุเป้าหมายที่อยู่ใต้ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่มีการป้องกันอย่างแน่นหนา ขณะที่บางรุ่นเป็นระเบิดสำหรับเป้าหมายทั่วไปและสามารถสร้างความเสียหายในวงกว้างได้ โดย MK-84 เป็นหนึ่งในอาวุธยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ที่มีอานุภาพสูงในคลังแสงของสหรัฐฯ 

ประเด็นนี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากรัฐบาลโจ ไบเดน เคยระงับการส่งระเบิดประเภทดังกล่าวบางส่วนให้อิสราเอลในปี 2567 จากความกังวลว่าอาวุธขนาดใหญ่ดังกล่าวอาจทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตจำนวนมากในฉนวนกาซา ก่อนที่รัฐบาลทรัมป์จะยกเลิกการระงับดังกล่าวหลังกลับเข้าสู่ทำเนียบขาวในปี 2568 

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลทรัมป์ยังอนุมัติการขายอาวุธให้อิสราเอลมูลค่าเกือบ 3,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมระเบิดประเภทเดียวกันมากกว่า 35,500 ลูก และต่อมาในเดือนมกราคมได้อนุมัติการขายอาวุธชุดใหม่ให้อิสราเอลมูลค่ารวม 6,670 ล้านดอลลาร์ 

ผู้เชี่ยวชาญที่วิเคราะห์ภาพจากเหตุโจมตีและชิ้นส่วนระเบิดที่พบในพื้นที่ เชื่อว่าอิสราเอลเคยใช้ระเบิดที่ผลิตโดยสหรัฐฯ ในฉนวนกาซา โดยบางส่วนถูกใช้โจมตีเครือข่ายอุโมงค์ของกลุ่มฮามาส แต่การโจมตีในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นก็ทำให้เกิดความสูญเสียในหมู่พลเรือนด้วย 

แผนการขายครั้งใหม่นี้เกิดขึ้นขณะที่สงครามในฉนวนกาซายังคงมีความรุนแรงเป็นระยะ แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางซึ่งสหรัฐฯ เป็นคนกลาง โดยอิสราเอลยังคงโจมตีเป้าหมายในฉนวนกาซา ขณะที่ฝ่ายติดอาวุธก็มีการโจมตีกองกำลังอิสราเอล และอิสราเอลระบุว่าปฏิบัติการโจมตีเป็นการตอบโต้การละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

สงครามครั้งนี้เริ่มต้นหลังกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธพันธมิตรบุกโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 1,200 คน และถูกจับเป็นตัวประกัน 251 คน ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขในฉนวนกาซาระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลนับตั้งแต่นั้นทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วมากกว่า 73,264 คน รวมผู้เสียชีวิตหลังการหยุดยิง 

ขณะเดียวกัน การเสนอขายอาวุธครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความเห็นแตกต่างมากขึ้นในสหรัฐฯ โดยวุฒิสมาชิกคริส แวน ฮอลเลน ระบุว่าจะพยายามขัดขวางข้อตกลง ขณะที่นักการเมืองและนักวิจารณ์บางส่วนตั้งคำถามถึงการใช้เงินภาษีของสหรัฐฯ เพื่อจัดหาอาวุธให้อิสราเอล

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ ยังไม่ได้ประกาศอนุมัติข้อตกลงดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลระบุเพียงว่า การขายอาวุธต่างประเทศทั้งหมดกำลังดำเนินไปตามกระบวนการที่เหมาะสม ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า จะไม่ให้ความเห็นเกี่ยวกับการขายอาวุธที่อยู่ระหว่างการพิจารณาก่อนการแจ้งต่อรัฐสภาอย่างเป็นทางการ.

ที่มา Associated Press / Al Jazeera

ญี่ปุ่นเข้ม เตรียมเก็บค่ากู้ภัยนักปีนเขาบน “ภูเขาไฟฟูจิ” นอกฤดูกาล เริ่มปีหน้า

ญี่ปุ่นเข้ม เตรียมเก็บค่ากู้ภัยนักปีนเขาบน "ภูเขาไฟฟูจิ" นอกฤดูกาล เริ่มปีหน้า

16 ก.ย. 2569 11:44 น.

ญี่ปุ่นเข้ม เตรียมเก็บค่ากู้ภัยนักปีนเขาบน “ภูเขาไฟฟูจิ” นอกฤดูกาล เริ่มปีหน้า

ญี่ปุ่นเตรียมเรียกเก็บค่ากู้ภัยจากนักปีนภูเขาไฟฟูจินอกฤดูกาล แล้วประสบเหตุจนต้องขอความช่วยเหลือ พร้อมบังคับยื่นแผนการปีนเขาอย่างละเอียด หวังลดพฤติกรรมนักท่องเที่ยวประมาทและไม่เตรียมพร้อม

เจ้าหน้าที่จังหวัดยามานาชิ ซึ่งดูแลพื้นที่ด้านเหนือของภูเขาไฟ เตรียมเพิ่มมาตรการควบคุมการปีน ภูเขาไฟฟูจินอกฤดู โดยจะมีการเรียกเก็บค่ากู้ภัยจากนักปีนเขาที่ขึ้นภูเขาไฟฟูจินอกช่วงฤดูกาลปีนเขา และเกิดเหตุจนต้องได้รับความช่วยเหลือจากเฮลิคอปเตอร์ โดยจะเริ่มใช้มาตรการดังกล่าวตั้งแต่ปีหน้า

มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางที่จังหวัดยามานาชินำมาใช้เพื่อป้องกันการปีนเขาอย่างประมาทและการเดินทางโดยไม่ได้เตรียมความพร้อม โดยผู้ที่ต้องการปีนภูเขาไฟฟูจินอกฤดูจะต้องยื่นแผนการปีนเขาโดยละเอียด ต่อทางการด้วย

สำหรับฤดูปีนภูเขาไฟฟูจิอย่างเป็นทางการจะอยู่ในช่วง เดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนกันยายน ขณะที่ช่วงนอกฤดูจะเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนไปจนถึงเดือนกรกฎาคมของปีถัดไป

โคทาโร นางาซากิ ผู้ว่าราชการจังหวัดยามานาชิกล่าวว่า ทางการขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการปีนภูเขาไฟฟูจินอกฤดู พร้อมหวังว่ามาตรการใหม่จะทำให้ผู้ที่คิดจะปีนเขาในช่วงฤดูหนาวตระหนักถึงสภาพการปีนเขาที่แตกต่างจากช่วงฤดูปกติ

ขณะเดียวกัน ทางการยามานาชิระบุว่า จะใช้ค่าธรรมเนียมกู้ภัยของจังหวัดไซตามะในพื้นที่ภูเขาอื่นเป็นข้อมูลอ้างอิง โดยไซตามะมีอัตราค่ากู้ภัยอยู่ที่ 8,000 เยน หรือประมาณ 1,700 บาท ต่อทุก 5 นาที อย่างไรก็ตาม ยามานาชิยังไม่ได้ประกาศอัตราค่ากู้ภัยของภูเขาไฟฟูจิอย่างเป็นทางการ

การออกมาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเจ้าหน้าที่ในจังหวัดยามานาชิและชิซูโอกะ ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่คนละด้านของภูเขาไฟฟูจิ พบว่าการปีนเขานอกฤดูและการขึ้นเขาโดยไม่ได้วางแผนมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยบางกรณีนักปีนเขาถึงขั้นติดอยู่บนภูเขาและต้องได้รับความช่วยเหลือ

ขณะที่จังหวัดชิซูโอกะเตรียมลงโทษผู้ที่ไม่ลงทะเบียนการปีนเขานอกฤดู และเพิ่มมาตรการป้องกันไม่ให้นักปีนเขาเข้าไปในพื้นที่หวงห้าม แต่ยังไม่มีการประกาศว่าจะเรียกเก็บค่ากู้ภัยด้วยเฮลิคอปเตอร์หรือไม่

แม้การปีนภูเขาไฟฟูจินอกฤดูจะยังสามารถทำได้ถึงสถานีที่ 5 จากทั้งหมด 10 สถานี แต่ทางการ ไม่แนะนำอย่างยิ่ง เนื่องจากในช่วงนอกฤดู ที่พักบนภูเขาและห้องน้ำส่วนใหญ่ปิดให้บริการ ขณะที่สภาพอากาศและเส้นทางมีความรุนแรงและอันตรายมากกว่าในฤดูปีนเขาปกติ โดยปัจจุบันมีนักปีนเขาประมาณ 200,000 คนต่อปี ที่เดินทางขึ้นสู่ยอดภูเขาไฟฟูจิในช่วงฤดูปีนเขาอย่างเป็นทางการ.

ที่มา : BBC

ซาอุฯ กล่าวหา “กบฏฮูตี” ส่งโดรนพุ่งเป้า “นครเมกกะ” เตือนระวัง “ล้ำเส้นแดง”

ซาอุฯ กล่าวหา "กบฏฮูตี" ส่งโดรนพุ่งเป้า "นครเมกกะ" เตือนระวัง "ล้ำเส้นแดง"

16 ก.ย. 2569 11:16 น.

ซาอุฯ กล่าวหา “กบฏฮูตี” ส่งโดรนพุ่งเป้า “นครเมกกะ” เตือนระวัง “ล้ำเส้นแดง”

ซาอุดีอาระเบียกล่าวหากลุ่มฮูตีในเยเมนพยายามส่งโดรนพุ่งเป้าไปยังนครเมกกะ ก่อนระบบป้องกันภัยทางอากาศของซาอุฯ ยิงสกัดทางตอนใต้ของนครศักดิ์สิทธิ์ พร้อมเตือนระวัง “ล้ำเส้นแดง” ขณะที่กลุ่มฮูตีปฏิเสธว่าเป็นเรื่องโกหก ด้านพันธมิตรที่นำโดยซาอุฯ เตือนพร้อมใช้มาตรการตอบโต้ หลังการสู้รบในเยเมนขยายวงและกระทบเส้นทางเดินเรือสำคัญในทะเลแดง

กองกำลังพันธมิตรที่นำโดยซาอุดีอาระเบียซึ่งสนับสนุนรัฐบาลเยเมน กล่าวว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของซาอุดีอาระเบียสามารถสกัดและทำลายโดรนของกลุ่มฮูตีทางตอนใต้ของนครเมกกะได้ ก่อนที่โดรนจะเข้าสู่น่านฟ้าต้องห้ามเหนือเมืองศักดิ์สิทธิ์

พลตรีตูร์กี อัล-มาลิกี โฆษกกองกำลังพันธมิตร กล่าวว่า ความปลอดภัยของมัสยิดศักดิ์สิทธิ์สองแห่งของอิสลามและผู้แสวงบุญถือเป็น “เส้นแดง” พร้อมยืนยันว่ากองกำลังพันธมิตรจะใช้มาตรการที่จำเป็นและมีผลยับยั้งต่อกลุ่มฮูตี

นครเมกกะเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของศาสนาอิสลาม และเป็นที่ตั้งของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวมุสลิมทั่วโลกเคารพ อีกทั้งเป็นศูนย์กลางพิธีฮัจญ์ประจำปี ซึ่งมีชาวมุสลิมหลายล้านคนเดินทางมาร่วมพิธี

อัล-มาลิกีระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นความพยายามครั้งที่สองที่กลุ่มฮูตีมุ่งเป้าไปยังนครเมกกะ โดยครั้งก่อนเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2560 ซึ่งฝ่ายพันธมิตรกล่าวว่า กลุ่มฮูตีได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกลมายังพื้นที่ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮูตีปฏิเสธข้อกล่าวหาของซาอุดีอาระเบีย โดยฮาเซม อัล-อัสซาด สมาชิกสำนักงานการเมืองของกลุ่ม โพสต์ผ่าน X ว่า ข้อกล่าวหาเรื่องการโจมตีเมกกะเป็น “คำโกหก” ที่ถูกนำมาใช้ซ้ำ และกลุ่มฮูตีไม่มีเจตนาคุกคามนครเมกกะหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

ความตึงเครียดครั้งล่าสุดเกิดขึ้นท่ามกลางการสู้รบที่รุนแรงขึ้นในเยเมน หลังกลุ่มฮูตี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เปิดฉากการรุกครั้งใหญ่ต่อกองกำลังรัฐบาลเยเมนเมื่อเดือนกรกฎาคม ส่งผลให้ซาอุดีอาระเบียถูกดึงกลับเข้าสู่ความขัดแย้งในประเทศเพื่อนบ้าน หลังสงครามกลางเมืองอยู่ในภาวะหยุดชะงักมาตั้งแต่ปี 2565

สหประชาชาติประเมินว่า นับตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน มีประชาชนราว 82,000 คนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนเนื่องจากการสู้รบ ขณะที่อับดุลลาห์ อัล-ซาอาดี ผู้แทนถาวรของเยเมนประจำสหประชาชาติ เรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศดำเนินการต่อกลุ่มฮูตี

เมื่อวันที่ 15 ก.ย. ซาอุดีอาระเบียออกประกาศเตือนภัยในนครเมกกะและพื้นที่หลายแห่งทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งมีพรมแดนติดกับเยเมน โดยการแจ้งเตือนในเมกกะถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งนี้ หนึ่งวันก่อนหน้านั้น การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากเยเมนทำให้มีผู้บาดเจ็บ 13 คนในพื้นที่ทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบีย

นอกจากการโจมตีทางอากาศ กลุ่มฮูตียังประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย และโจมตีเรือของซาอุฯ ในทะเลแดง หลังสามารถยึดพื้นที่ชายฝั่งทะเลแดงของเยเมนได้เป็นวงกว้าง รวมถึงพื้นที่ใกล้ช่องแคบบับ เอล-มันเดบ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญที่เชื่อมทะเลแดงกับอ่าวเอเดน

การควบคุมพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มความกังวลต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งต้องใช้เส้นทางทะเลเพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อการเดินเรือในช่องแคบยุทธศาสตร์แห่งนี้

ซาอุดีอาระเบียและอียิปต์จึงเรียกร้องให้มีการรับประกันเสรีภาพและความปลอดภัยในการเดินเรือทั้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซและช่องแคบบับ เอล-มันเดบ ขณะที่กาตาร์เตือนว่า หากช่องแคบบับ เอล-มันเดบถูกปิด อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก

ความไม่มั่นคงในทะเลแดงยังสร้างแรงกดดันต่อคลองสุเอซของอียิปต์ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศ โดยรายได้จากคลองในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณครึ่งหนึ่งของระดับก่อนปี 2566 ซึ่งเป็นช่วงที่กลุ่มฮูตีเริ่มโจมตีเรือพาณิชย์ในทะเลแดง โดยอ้างว่าเป็นการแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับชาวปาเลสไตน์ในช่วงสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา

ขณะเดียวกัน กลุ่มฮูตีได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ฝ่ายฮูตีกล่าวหาว่า ซาอุดีอาระเบียโจมตีทางอากาศ 52 ครั้งในเยเมนภายในช่วง 24 ชั่วโมงก่อนวันอังคาร โดยอ้างว่าเป้าหมายบางแห่งเป็นพื้นที่พลเรือน รวมถึงโรงเรียนและสะพาน ขณะที่ฝ่ายซาอุฯ ยืนยันว่าจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งเปิดเผยว่า กองกำลังเฉพาะกิจของสหรัฐฯ กำลังช่วยเพิ่มการแบ่งปันข่าวกรองและให้ความช่วยเหลือด้านการวางแผนแก่กองกำลังซาอุดีอาระเบีย ขณะที่สถานการณ์การสู้รบและความเสี่ยงต่อเส้นทางเดินเรือในภูมิภาคยังคงทวีความตึงเครียด.

ที่มา Al Jazeera / Reuters

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ค้านข้อเรียกร้องให้ชะลอพัฒนา AI ชี้ตลาดและความรับผิดทางกฎหมายเพียงพอ

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ค้านข้อเรียกร้องให้ชะลอพัฒนา AI ชี้ตลาดและความรับผิดทางกฎหมายเพียงพอ

16 ก.ย. 2569 10:49 น.

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ค้านข้อเรียกร้องให้ชะลอพัฒนา AI ชี้ตลาดและความรับผิดทางกฎหมายเพียงพอ

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอเมตา คัดค้านข้อเรียกร้องให้บริษัทเทคโนโลยีชะลอการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ หรือ  AI โดยระบุว่าชี้กลไกการแข่งขันทางธุรกิจและความรับผิดชอบทางกฎหมายคือมาตรการป้องกันความเสี่ยงที่ดีที่สุด พร้อมสนับสนุนการใช้ผู้ประเมินอิสระตรวจสอบระบบ AI

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเมตา แพลตฟอร์ม โพสต์ข้อความผ่าน X เมื่อวันที่ 15 กันยายน โดยคัดค้านกระแสเรียกร้องให้บริษัท AI ชะลอหรือระงับการพัฒนาเทคโนโลยี พร้อมระบุว่า บริษัท AI แต่ละแห่งมีทั้งความรับผิดชอบและแรงจูงใจทางธุรกิจที่จะทำให้โมเดลของตนมีความปลอดภัย

ซักเคอร์เบิร์กระบุว่า ผู้ใช้งานย่อมไม่ต้องการใช้ AI ที่มีพฤติกรรมไม่สอดคล้องกับความต้องการหรือไม่สามารถทำตามคำสั่งได้ ดังนั้น ห้องปฏิบัติการ AI จึงมีแรงจูงใจโดยธรรมชาติที่จะทำให้โมเดลมีความสอดคล้องกับความต้องการของมนุษย์ หรือที่เรียกว่า “Alignment” ซึ่งหมายถึงความพยายามทำให้เป้าหมายและพฤติกรรมของ AI สอดคล้องกับสิ่งที่มนุษย์ต้องการอย่างแท้จริง

ข้อถกเถียงเรื่องการชะลอการพัฒนา AI ปะทุขึ้นในเดือนกรกฎาคม หลัง OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT เปิดเผยว่า ระหว่างการทดสอบ มี “เอไอ เอเจนต์” (AI Agent) หลายร้อยระบบสามารถหลุดออกจากสภาพแวดล้อมทดสอบ เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และเข้าไปในเว็บไซต์ได้ เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลว่า AI กำลังพัฒนาเร็วกว่าความสามารถของบริษัทในการควบคุมความเสี่ยง

ซักเคอร์เบอร์กระบุว่า “ความไว้วางใจ” และ “Alignment” กำลังกลายเป็นความสามารถสำคัญที่ใช้แยกผลิตภัณฑ์ AI ที่ดีออกจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่น่าเชื่อถือ พร้อมเตือนว่า ห้องปฏิบัติการ AI ที่ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จะตามหลังคู่แข่ง

ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงสามวันหลัง ดาริโอ อาโมเดอี ซีอีโอของ Anthropic เรียกร้องให้บริษัท AI ชะลอความเร็วในการเพิ่มขีดความสามารถของโมเดล ท่ามกลางคำเตือนจากนักวิจัยหลายรายเกี่ยวกับความเสี่ยงร้ายแรงของ AI ขณะที่ แซม อัลต์แมน ซีอีโอ OpenAI และอีลอน มัสก์ แห่ง xAI ต่างออกมาสนับสนุนข้อเรียกร้องดังกล่าว

ซักเคอร์เบิร์กยืนยันว่า ความเสี่ยงด้านความรับผิดทางกฎหมายก็เป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้บริษัท AI ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง โดยยกตัวอย่าง Meta ที่เคยเลื่อนการเปิดตัวระบบ “Muse AI” ซึ่งมีความสามารถด้านเอไอ เอเจนต์ ออกไปหลายเดือน เพื่อเสริมมาตรการด้านความปลอดภัยและความมั่นคงของระบบ

นอกจากนี้ เขายังสนับสนุนให้มีผู้ประเมินอิสระจากภายนอกเข้ามาตรวจสอบระบบ AI โดยระบุว่า Meta Superintelligence Labs ซึ่งเป็นหน่วยงานด้าน AI ของบริษัท ใช้ผู้ประเมินภายนอกอยู่แล้ว และเรียกร้องให้เกิดระบบนิเวศของผู้ประเมินที่มีขนาดใหญ่และหลากหลายมากขึ้นในอุตสาหกรรม

ซักเคอร์เบิร์กยังระบุว่าเมตาจัดสรรกำลังประมวลผลส่วนใหญ่ไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานในปัจจุบัน มากกว่าการพัฒนาระบบ AI ที่สามารถปรับปรุงตัวเองอย่างต่อเนื่อง
ท่าทีของเขาสะท้อนความเห็นที่แตกต่างกันในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและรัฐบาลสหรัฐฯ เกี่ยวกับแนวทางกำกับดูแล AI โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งออกมาปฏิเสธความกังวลเกี่ยวกับอันตรายของ AI และระบุว่าสหรัฐฯ มีมาตรการป้องกันอยู่แล้ว ซึ่งเป็นมุมมองที่สอดคล้องกับ เจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia

ในขณะเดียวกัน แอนดรูว์ เฟอร์กูสัน  ประธานคณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหรัฐฯ ออกมาเตือนว่า ทุกฝ่ายควร “ระแวดระวัง” บริษัท AI ที่ออกมาเรียกร้องขอยกเว้นกฎหมายต่อต้านการผูกขาด เพื่อร่วมมือกันชะลอการพัฒนา AI ตามที่ทาง Anthropic เคยร้องขอเมื่อสัปดาห์ก่อน

เมตาเองเพิ่งเผชิญแรงกดดันทางกฎหมายในประเด็นอื่น โดยในเดือนสิงหาคม บริษัทตกลงจ่ายเงินสูงสุดราว 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อยุติคดีจากรัฐต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ที่กล่าวหาว่าเฟซบุ๊กและ อินสตาแกรมถูกออกแบบให้สร้างการเสพติดในเด็ก โดยเมตาไม่ได้ยอมรับว่ากระทำผิดแต่อย่างใด.

ที่มา Reuters / AFP

เฮลิคอปเตอร์ข่าวตกขณะบินไปทำข่าวรถชนในลอสแอนเจลิส ดับ 3 ศพ

เฮลิคอปเตอร์ข่าวตกขณะบินไปทำข่าวรถชนในลอสแอนเจลิส ดับ 3 ศพ

16 ก.ย. 2569 10:44 น.

เฮลิคอปเตอร์ข่าวตกขณะบินไปทำข่าวรถชนในลอสแอนเจลิส ดับ 3 ศพ

เฮลิคอปเตอร์ข่าวตกในย่านชานเมืองลอสแอนเจลิส สหรัฐฯ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ศพ เบื้องต้นคาดกำลังบินไปทำข่าวอุบัติเหตุรถเมล์ชน SUV ใกล้จุดเกิดเหตุ  

วันที่ 16 กันยายน 2569 เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกในย่านชานเมืองนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ศพ โดยเหตุเกิดใกล้ถนนลูร์ไลน์ อเวนิว กับถนนนอร์ดฮอฟฟ์ สตรีท ก่อนเวลา 19.00 น. วันที่ 15 กันยายน ตามเวลาท้องถิ่น

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงนครลอสแอนเจลิส ระบุว่า เฮลิคอปเตอร์ตกลงระหว่างอาคารพาณิชย์ 2 แห่ง ก่อนเกิดไฟลุกไหม้ตู้คอนเทนเนอร์ 2 ตู้และรถยนต์หลายคัน เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้แล้ว โดยในเบื้องต้นมีรายงานว่า เฮลิคอปเตอร์ลำนี้เป็นเฮลิคอปเตอร์ข่าวที่กำลังบินไปทำข่าวอุบัติเหตุรถเมล์เมโทรชนกับรถเอสยูวี บริเวณใกล้เคียง  

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงนครลอสแอนเจลิส เปิดเผยว่า พบผู้ประสบเหตุ 1 คนอยู่นอกเฮลิคอปเตอร์หลังเครื่องตก และเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะที่มีผู้ประสบเหตุอีก 1 คนถูกนำส่งโรงพยาบาลในพื้นที่ โดยยังไม่ทราบอาการ ส่วนจำนวนคนทั้งหมดที่อยู่บนเฮลิคอปเตอร์ขณะเกิดเหตุยังไม่ชัดเจน

ทางด้านสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่า เฮลิคอปเตอร์ลำนี้เป็นแบบ ยูโรคอปเตอร์ เอเอส350 บี2 ผลิตในปี 2547 ขณะที่ตำรวจนครลอสแอนเจลิส ยืนยันว่าไม่ใช่เฮลิคอปเตอร์ของตำรวจ ขณะเดียวกันคณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งชาติสหรัฐฯจะเป็นหน่วยงานหลักในการสอบสวน ขณะที่สาเหตุของเฮลิคอปเตอร์ตกยังไม่ทราบแน่ชัด.

ที่มา BBC

Kennedy Center ปิดปรับปรุง 2 ปี หลังศาลห้ามใส่ชื่อ Trump บนตัวอาคาร

Kennedy Center ปิดปรับปรุง 2 ปี หลังศาลห้ามใส่ชื่อ Trump บนตัวอาคาร

16 ก.ย. 2569 10:28 น.

Kennedy Center ปิดปรับปรุง 2 ปี หลังศาลห้ามใส่ชื่อ Trump บนตัวอาคาร

Kennedy Center เตรียมปิดปรับปรุงครั้งใหญ่นาน 2 ปี หลังศาลรัฐบาลกลางมีคำสั่งห้ามเพิ่มชื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” ด้านหน้าอาคารโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ขณะที่ทรัมป์ยืนกรานให้เพิ่มชื่อ

กลายเป็นประเด็นร้อนต่อเนื่องสำหรับ ศูนย์ศิลปะการแสดงจอห์น เอฟ. เคนเนดี (Kennedy Center) ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หลังคณะกรรมการบริหารลงมติเมื่อวันที่ 15 กันยายน ให้ปิดศูนย์เพื่อดำเนินการปรับปรุงครั้งใหญ่ ซึ่งอาจใช้เวลานานถึง 2 ปี และมีงบประมาณโครงการประมาณ 257 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 8,000 ล้านบาท

การลงมติดังกล่าวเกิดขึ้นไม่ถึง 2 ชั่วโมงหลัง คริสโตเฟอร์ คูเปอร์ ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ มีคำสั่งระงับความพยายามของคณะกรรมการที่จะเพิ่มชื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลงบนด้านหน้าอาคารเป็นครั้งที่ 2 โดยศาลระบุว่าคณะกรรมการไม่มีอำนาจเพิ่มอนุสรณ์หรือเปลี่ยนชื่อพื้นที่เพื่อเป็นเกียรติแก่ทรัมป์ หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

คณะกรรมการ Kennedy Center มีทรัมป์เป็นประธาน และสมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ทรัมป์แต่งตั้ง หลังจากทรัมป์กลับเข้าสู่ทำเนียบขาว เขาเข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางของศูนย์ รวมถึงผลักดันแผนปรับปรุงอาคารและเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานของสถาบัน

ด้านทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social หลังมีคำสั่งศาลระบุว่า การปรับปรุงและบูรณะ Kennedy Center จะยังไม่เริ่มต้นจนกว่าศาลอุทธรณ์จะพิจารณาคำสั่งดังกล่าว และหากคำตัดสินยังไม่เปลี่ยนแปลง เขาระบุว่างานปรับปรุงจะไม่เกิดขึ้น

ข้อพิพาทเรื่องชื่อเกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีนี้ โดยก่อนหน้านี้คณะกรรมการเคยนำชื่อทรัมป์ไปใส่บนด้านหน้าอาคาร ก่อนที่ผู้พิพากษาคูเปอร์จะมีคำสั่งให้ถอดออกในเดือนพฤษภาคม และคนงานได้ถอดชื่อออกในเดือนมิถุนายน

Kennedy Center ซึ่งเปิดดำเนินการในปี 1971 เป็นอนุสรณ์สถานที่ตั้งขึ้นเพื่อรำลึกถึง ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี และเป็นสถานที่สำคัญด้านศิลปะการแสดงของสหรัฐฯ โดยเป็นที่ตั้งของ Washington National Opera และ National Symphony Orchestra รวมถึงเป็นสถานที่จัดงาน Kennedy Center Honors เป็นประจำทุกปี

ในช่วงความขัดแย้งที่ผ่านมา ศิลปินหลายรายยกเลิกการแสดง ขณะที่ Washington National Opera และ National Symphony Orchestra ต้องหาสถานที่จัดแสดงแห่งอื่น ส่งผลให้รายได้ของศูนย์ลดลงอย่างมาก โดยคณะกรรมการระบุว่าสถานะทางการเงินของศูนย์อยู่ในภาวะเปราะบาง และมีความกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการจ่ายค่าแรงและค่าบำรุงรักษา

ขณะเดียวกัน ประเด็นเรื่องอำนาจในการเปลี่ยนชื่อยังอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย โดยศาลระบุว่า Kennedy Center ถูกกำหนดให้เป็นอนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงเคนเนดีตามกฎหมายที่สภาคองเกรสให้ความเห็นชอบ ดังนั้นการเพิ่มชื่อบุคคลอื่นในลักษณะเป็นอนุสรณ์จึงต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

ความเคลื่อนไหวล่าสุดจึงทำให้อนาคตของ Kennedy Center ยังคงอยู่ท่ามกลางทั้ง ข้อพิพาททางกฎหมาย แผนปรับปรุงอาคาร และความขัดแย้งเรื่องการเพิ่มชื่อทรัมป์ โดยฝ่ายกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เตรียมยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลดังกล่าวแล้ว.

ที่มา : channelnewsasia

พบฟอสซิลฟัน “มาสโตดอน” สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรูปร่างคล้ายช้าง สูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อหลายพันปีก่อน

พบฟอสซิลฟัน "มาสโตดอน" สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรูปร่างคล้ายช้าง สูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อหลายพันปีก่อน

16 ก.ย. 2569 09:57 น.

พบฟอสซิลฟัน “มาสโตดอน” สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรูปร่างคล้ายช้าง สูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อหลายพันปีก่อน

นักธรณีวิทยาพบฟอสซิลฟัน ความยาวเกือบ 9 นิ้วกลางลำธารในเขตซานมาเทโอ ใกล้ซานฟรานซิสโก ตรวจพบเป็นฟันของ “มาสโตดอน” สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรูปร่างคล้ายช้าง สูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อหลายพันปีก่อน

วันที่ 16 กันยายน 2569 นักวิทยาศาสตร์เปิดเผยการพบฟอสซิลสำคัญในพื้นที่อ่าวซานฟรานซิสโกของสหรัฐฯ หลังนักธรณีสัณฐานวิทยาค้นพบฟันขนาดใหญ่ฝังอยู่กลางลำธารในเขตซานมาเทโอ เคาน์ตี ก่อนตรวจสอบพบว่าเป็นฟันของ “แปซิฟิก มาสโตดอน” (Pacific mastodon) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรูปร่างคล้ายช้าง เคยอาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือเมื่อหลายพันปีก่อนที่จะสูญพันธุ์ไป

บริดจิด ลินช์ นักธรณีสัณฐานวิทยาจากบริษัทบาลานซ์ ไฮโดรลอจิกส์ เปิดเผยว่า พบฟอสซิลนี้ขณะทำงานในโครงการฟื้นฟูถิ่นที่อยู่อาศัยบริเวณลำธารแห่งหนึ่ง โดยฟันมีความยาวเกือบ 9 นิ้ว หรือประมาณ 23 เซนติเมตร โดยระบุว่า ฟอสซิลฟันชิ้นนี้หาได้ง่ายกว่าที่คิด เพราะมันอยู่กลางลำธาร โดยมีส่วนหนึ่งจมอยู่ในน้ำและอีกส่วนโผล่พ้นน้ำขึ้นมา พร้อมระบุว่า ฟอสซิลฟันอยู่ในสภาพสมบูรณ์อย่างน่าทึ่ง โดยยังพบทั้งส่วนฟันและรากฟันครบถ้วน ทำให้สามารถนำไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้

รายงานข่าวระบุว่า ฟอสซิลถูกพบในลำธารบนพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การดูแลของเขตอนุรักษ์พื้นที่เปิดโล่งภูมิภาคมิดเพนนินซูลา และได้รับการส่งมอบให้แก่คณะวิชาความยั่งยืนดูเออร์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เพื่อการศึกษาและวิจัย โดยนักวิทยาศาสตร์เตรียมตรวจสอบอายุของฟอสซิล และจัดทำแบบจำลองสามมิติของฟัน เพื่อใช้สำหรับการศึกษาและเผยแพร่ความรู้แก่สาธารณชนต่อไป.

ที่มา AP