วุฒิสภาสหรัฐฯ ไฟเขียวคว่ำบาตรรัสเซีย กดดันปูตินยุติสงครามยูเครน

วุฒิสภาสหรัฐฯ ไฟเขียวคว่ำบาตรรัสเซีย กดดันปูตินยุติสงครามยูเครน

8 ส.ค. 2569 07:53 น.

วุฒิสภาสหรัฐฯ ไฟเขียวคว่ำบาตรรัสเซีย กดดันปูตินยุติสงครามยูเครน

วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติ 86-11 ผ่านแพ็กเกจคว่ำบาตรรัสเซียครั้งใหญ่ มุ่งตัดรายได้จากน้ำมัน-ก๊าซ หวังกดดันปูตินยุติสงครามยูเครน

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2569 วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติท่วมท้น 86-11 เสียง ผ่านร่างกฎหมายคว่ำบาตรรัสเซียครั้งใหญ่ โดยมุ่งลงโทษประเทศที่ยังซื้อน้ำมัน ก๊าซ และสินค้าส่งออกจากรัสเซีย เพื่อสกัดรายได้ที่รัฐบาลประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน นำไปใช้สนับสนุนสงครามในยูเครน

โดยร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นผลงานที่วุฒิสมาชิก ลินด์ซีย์ แกรม ผลักดันมาตลอด 1 ปี ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตกะทันหันเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา โดยหลังงานศพของแกรม ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน ได้เดินทางไปยังรัฐสภาสหรัฐฯ พบวุฒิสมาชิกทั้งเดโมแครตและรีพับลิกัน และติดตามการลงมติขั้นตอนแรกของร่างกฎหมายจากชั้นแกลลอรี

ทางด้านวุฒิสมาชิกริชาร์ด บลูเมนธาล จากพรรคเดโมแครต ซึ่งร่วมผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้ กล่าวว่า สหรัฐฯ ต้องการส่งสัญญาณให้ชาวยูเครนรู้ว่าไม่ได้ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว และปูตินจะไม่สามารถยึดยูเครนได้ อย่างไรก็ตาม สมาชิกเดโมแครตและรีพับลิกันบางส่วนกังวลว่า การให้อำนาจประธานาธิบดีขึ้นภาษีนำเข้าในวงกว้างอาจทำให้ราคาสินค้าและค่าครองชีพในสหรัฐฯ สูงขึ้น 

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นมาตรการสำคัญที่สุดของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สมัยที่ 2 ในความพยายามเปลี่ยนสถานการณ์ของสงครามยูเครนที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี โดยทรัมป์แสดงท่าทีสนับสนุนมาตรการคว่ำบาตร ทำให้เกิดแรงกดดันต่อสภาผู้แทนราษฎรให้พิจารณาร่างกฎหมายต่อ เพื่อส่งให้ประธานาธิบดีลงนามบังคับใช้. 

ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ สั่งระงับสร้างห้องบอลรูมทำเนียบขาว ทรัมป์เดือดจ่อยื่นฎีกา

ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ สั่งระงับสร้างห้องบอลรูมทำเนียบขาว ทรัมป์เดือดจ่อยื่นฎีกา

8 ส.ค. 2569 07:28 น.

ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ สั่งระงับสร้างห้องบอลรูมทำเนียบขาว ทรัมป์เดือดจ่อยื่นฎีกา

ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ มีคำสั่งระงับการก่อสร้างห้องบอลรูมของทำเนียบขาว ชี้โครงการปรับปรุงครั้งใหญ่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ด้านทรัมป์เตรียมยื่นต่อศาลฎีกา

วันที่ 8 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยด้วยคะแนน 2 ต่อ 1 เมื่อวันให้ระงับการก่อสร้างห้องบอลรูมโครงการสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่า การปรับปรุงทำเนียบขาวครั้งใหญ่เช่นนี้จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบอย่างชัดเจนจากสภาคองเกรส โดยศาลอุทธรณ์มีคำสั่งพักการบังคับใช้คำตัดสินเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อเปิดทางให้ทรัมป์ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาสหรัฐฯ ขอให้เข้ามาพิจารณาคดี

ทางด้านประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาโจมตีคำตัดสินทันที โดยเรียกว่าเป็นคำตัดสินที่ เลวร้าย มีแรงจูงใจทางการเมือง และผิดกฎหมายพร้อมยืนยันว่าจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยเร็ว โดยทรัมป์ยืนยันวา ห้องบอลรูมแห่งใหม่มีความจำเป็นสำหรับรองรับงานเลี้ยงและงานพิธีต่างๆ และระยะหลังเขาหันมาเน้นว่าโครงการยังรวมถึงการก่อสร้างบังเกอร์ใต้ดินสำหรับการทหารและระบบรักษาความปลอดภัยอื่นๆ ขณะเดียวกันทรัมป์ยังโพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่า คำตัดสินนี้เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติในระดับสูงสุด  และเป็นความอัปยศของชาติ พร้อมยืนยันว่าโครงการก่อสร้างส่วนใหญ่ดำเนินการและชำระค่าใช้จ่ายไปแล้ว.

ที่มา AFP

นายกเทศมนตรีกรีซก็โดนด้วย! ถูกคุมตัวคดีไฟป่าใกล้เอเธนส์กับ 2 ผู้ต้องหา โยงประกายไฟจากฟาร์มกังหันลม

นายกเทศมนตรีกรีซก็โดนด้วย! ถูกคุมตัวคดีไฟป่าใกล้เอเธนส์กับ 2 ผู้ต้องหา โยงประกายไฟจากฟาร์มกังหันลม

8 ส.ค. 2569 07:18 น.

นายกเทศมนตรีกรีซก็โดนด้วย! ถูกคุมตัวคดีไฟป่าใกล้เอเธนส์กับ 2 ผู้ต้องหา โยงประกายไฟจากฟาร์มกังหันลม

ทางการกรีซควบคุมตัวนายกเทศมนตรี พร้อมผู้ต้องหาอีก 2 คน ข้อหาวางเพลิงจากเหตุไฟป่าครั้งใหญ่ที่เผาผลาญพื้นที่ใกล้กรุงเอเธนส์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คาดประกายไฟจากสายไฟของฟาร์มกังหันลมเป็นต้นเหตุ

นายยานนิส อาโปสโตลู นายกเทศมนตรีเมืองสไตลีดา  ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเอเธนส์ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 140 กิโลเมตร และเป็นเจ้าของบริษัทรับติดตั้งระบบไฟฟ้าที่มีความเชื่อมโยงกับฟาร์มกังหันลม ถูกตำรวจควบคุมตัวพร้อมกับ 2 ผู้ต้องหา โดยพวกเขาถูกตั้งข้อหาวางเพลิงและทำให้สาธารณูปโภคของรัฐได้รับความเสียหาย ซึ่งหากศาลตัดสินว่ามีความผิด ทั้งสามอาจเผชิญโทษจำคุกมากกว่า 10 ปี

สำนักงานข่าว ANA ของกรีซรายงานว่า ทางการมีคำสั่งระงับการดำเนินงานของฟาร์มกังหันลมดังกล่าวแล้ว โดยฟาร์มตั้งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างภูมิภาคโบอีโอเชีย (Boeotia) และแอตติกา (Attica)

เจ้าหน้าที่สืบสวนเชื่อว่า ไฟเริ่มจากประกายไฟบริเวณสายไฟฟ้าแรงดันปานกลางเหนือศีรษะ ก่อนถูกกระแสลมกระโชกแรงซึ่งมีความเร็วสูงถึง 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พัดให้ไฟลุกลามไปตามพื้นที่ลาดทางตอนใต้ของภูเขาคิไธรอนและขยายวงไปถึงเมืองแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเอเธนส์ประมาณ 40 กิโลเมตร

เจ้าของกังหันลมยังถูกกล่าวหาว่าไม่ได้กำจัดพืชพรรณและวัชพืชบริเวณโดยรอบอย่างเหมาะสม ซึ่งอาจทำให้เชื้อเพลิงสำหรับไฟป่ามีอยู่เป็นจำนวนมาก ขณะที่ ANA รายงานว่า ก่อนหน้านี้เคยเกิดไฟไหม้บริเวณสายไฟเส้นเดียวกันมาแล้วเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน

รายงานระบุว่า ตั้งแต่ช่วงที่มีการติดตั้งฟาร์มกังหันลมเมื่อกว่า 10 ปีก่อน ชาวบ้านในพื้นที่เคยพยายามใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อคัดค้านการก่อสร้าง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

โดยเหตุไฟป่าเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ใกล้หมู่บ้านชายทะเลอากิออส วาซิเลออส บริเวณเชิงเขา ห่างจากกรุงเอเธนส์ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 85 กิโลเมตร ก่อนลุกลามอย่างรวดเร็วท่ามกลางกระแสลมแรง

เหตุไฟป่าครั้งล่าสุดสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อพื้นที่ป่า พุ่มไม้ และสวนมะกอก รวมถึงอาคารและบ้านเรือนมากกว่า 120 หลัง ในเมืองตากอากาศปอร์โต แยร์เมโน ซึ่งตั้งอยู่ริมอ่าวโครินธ์

นับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา กรีซเผชิญเหตุไฟป่าหลายสิบจุด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ราย ในจำนวนนี้เป็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิง 3 ราย

นอกจากนี้ ลูกเรือเฮลิคอปเตอร์ 2 คนที่ปฏิบัติภารกิจดับไฟป่าเสียชีวิตจากเหตุเครื่องบินชนกันกลางอากาศกับอากาศยานอีกลำ

นักวิทยาศาสตร์เตือนมานานว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์กำลังทำให้ช่วงเวลาที่มีอากาศร้อนจัดและภัยแล้งยาวนานขึ้น เกิดบ่อยขึ้น และมีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้สภาพพื้นที่แห้งแล้งกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี และเพิ่มความเสี่ยงที่ไฟป่าจะลุกลามอย่างรวดเร็ว.

ที่มา : channelnewsasia

หญิงอเมริกันฟ้องโรงพยาบาล วินิจฉัยมะเร็งผิดพลาด ทำผ่าตัดมดลูกโดยไม่จำเป็น

หญิงอเมริกันฟ้องโรงพยาบาล วินิจฉัยมะเร็งผิดพลาด ทำผ่าตัดมดลูกโดยไม่จำเป็น

8 ส.ค. 2569 06:53 น.

หญิงอเมริกันฟ้องโรงพยาบาล วินิจฉัยมะเร็งผิดพลาด ทำผ่าตัดมดลูกโดยไม่จำเป็น

หญิงชาวจอร์เจียของสหรัฐฯ ยื่นฟ้องรพ. หลังติดฉลากชิ้นเนื้อผิดคน จนวินิจฉัยผิดว่าเธอเป็นมะเร็งมดลูก ทำให้เธอต้องเข้ารับการผ่าตัดมดลูกและใช้ชีวิตอยู่หลายเดือนโดยเชื่อว่าตัวเองเป็นมะเร็งรุนแรง

คาสซานดรา บาร์กส์เดล วัย 43 ปี และทนายความของเธอ ยื่นฟ้อง Kaiser Permanente องค์กรดูแลสุขภาพและให้บริการด้านประกันสุขภาพแบบครบวงจร โดยกล่าวหาว่าความผิดพลาดในการจัดการตัวอย่างชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยานำไปสู่การวินิจฉัยโรคที่ไม่ถูกต้อง และทำให้เธอต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตใจเป็นเวลาหลายเดือน

บาร์กส์เดลเดินทางไปพบแพทย์ที่ Kaiser Permanente Southwood Medical Center ในเมืองโจนส์โบโร รัฐจอร์เจีย ช่วงต้นปี 2025 หลังมีอาการเลือดออกมากผิดปกติและมี เนื้องอกมดลูก หรือไฟบรอยด์ ซึ่งเป็นก้อนเนื้อที่ไม่ใช่มะเร็งและเกิดขึ้นบริเวณมดลูก

เธอเข้ารับการตรวจชิ้นเนื้อเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2025 และได้รับแจ้งผลในวันที่ 17 มีนาคมว่า พบมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกชนิดรุนแรง

บาร์กส์เดลเล่าว่า แพทย์แจ้งว่าเธออาจมีชีวิตอยู่ได้เพียง 2-5 ปี และเธอจึงเชื่อว่าตัวเองกำลังเผชิญกับโรคมะเร็งที่ร้ายแรง

แม้ผล CT scan ในเวลาต่อมาจะไม่พบมะเร็ง แต่เมื่อเธอไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล Northside กลับได้รับการยืนยันอีกครั้งว่าเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ทำให้เธอยังคงเชื่อว่าตัวเองป่วยเป็นมะเร็ง

ตามคำฟ้อง บาร์กส์เดลเข้ารับการผ่าตัดมดลูกเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2025 และหลังการผ่าตัด แพทย์แจ้งว่าผลตรวจชิ้นเนื้อจากมดลูกกลับ ไม่พบเซลล์มะเร็ง

แพทย์จึงตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับผลตรวจจาก Kaiser Permanente และระบุว่าควรมีการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุของความคลาดเคลื่อนดังกล่าว

ต่อมาในเดือนกันยายน 2025 ฝ่ายบริหารความเสี่ยงของ Kaiser Permanente ติดต่อบาร์กส์เดลและแจ้งว่า ผลตรวจชิ้นเนื้อที่เธอได้รับก่อนหน้านี้เป็นของผู้ป่วยอีกคน โดยมีการนำตัวอย่างเนื้อเยื่อของผู้ป่วยรายอื่นมาติดฉลากว่าเป็นของเธอ

ตามคำฟ้อง การตรวจ DNA ในภายหลังพบว่า ชิ้นเนื้อที่แสดงผลเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกชนิดรุนแรงนั้น ไม่ได้เป็นของบาร์กส์เดล แต่เป็นของผู้ป่วยอีกคน

แชนนอน ยัง ทนายความของบาร์กส์เดล กล่าวว่า ลูกความของเธอเดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับอาการเลือดออกและเนื้องอกมดลูก แต่กลับได้รับการวินิจฉัยโรคที่ไม่ใช่ของตัวเอง และการรักษาทุกขั้นตอนหลังจากนั้นล้วนเกิดขึ้นบนพื้นฐานของข้อมูลที่ผิดพลาด

บาร์กส์เดลกล่าวว่า หลังได้รับแจ้งว่าเกิดความผิดพลาด เธอเข้าสู่ภาวะซึมเศร้าอย่างหนัก ร้องไห้ทุกวัน และมีความคิดฆ่าตัวตาย นอกจากนี้ยังสูญเสียความไว้วางใจต่อระบบการแพทย์ และรู้สึกหวาดกลัวที่จะกลับไปพบแพทย์อีกครั้ง

ทนายความระบุว่า แม้เงินชดเชยจะไม่สามารถนำอวัยวะที่ถูกผ่าตัดออกไปแล้วกลับคืนมา หรือทำให้ความบอบช้ำทางจิตใจหายไปได้ แต่การฟ้องร้องเป็นช่องทางที่ครอบครัวเลือกใช้เพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบและความยุติธรรม

ด้าน Kaiser Permanente ออกแถลงการณ์ระบุว่า “บาร์กส์เดลไม่ควรต้องประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้” พร้อมระบุว่าองค์กรมีบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรมและมีกระบวนการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อป้องกันความผิดพลาดในลักษณะดังกล่าว

Kaiser Permanenteระบุว่า หลังเกิดเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้ว ได้ดำเนินมาตรการทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้ความผิดพลาดลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก และพร้อมทำงานร่วมกับบาร์กส์เดลและทนายความ เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นธรรมและมีความรับผิดชอบ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จึงไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วยอีกรายที่เป็นเจ้าของตัวอย่างชิ้นเนื้อที่ถูกนำมาติดฉลากผิด รวมถึงไม่ทราบว่าผู้ป่วยรายดังกล่าวได้รับผลกระทบหรือการรักษามะเร็งล่าช้าหรือไม่

ทั้งนี้ ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่าความผิดพลาดจากการติดฉลากหรือสลับตัวอย่างชิ้นเนื้อระหว่างการตรวจทางพยาธิวิทยาเกิดขึ้นบ่อยเพียงใด แต่เคยมีคดีในสหรัฐฯ ที่ผู้ป่วยรายอื่นฟ้องร้องจากความผิดพลาดในลักษณะคล้ายกัน

นักวิจัยยังเคยพบกรณีการระบุตัวอย่างชิ้นเนื้อจากการตรวจมะเร็งต่อมลูกหมากผิดพลาดหลายกรณี และห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ได้พัฒนามาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันปัญหา เช่น การใช้ระบบบาร์โค้ดสำหรับติดฉลากตัวอย่าง และการตรวจสอบตัวอย่าง ณ จุดให้บริการ

คดีของบาร์กส์เดลเรียกร้องค่าเสียหาย แต่ไม่ได้ระบุจำนวนเงินที่แน่นอน โดยคดีอยู่ระหว่างกระบวนการทางกฎหมาย.

ที่มา : channelnewsasia

พายุฝุ่นถล่มฟีนิกซ์นาน 15 ชั่วโมง รุนแรงสุดในรอบหลายปี ฝุ่นพุ่งกว่า 6,000 ไมโครกรัม/ลบ.ม.

พายุฝุ่นถล่มฟีนิกซ์นาน 15 ชั่วโมง รุนแรงสุดในรอบหลายปี ฝุ่นพุ่งกว่า 6,000 ไมโครกรัม/ลบ.ม.

8 ส.ค. 2569 06:22 น.

พายุฝุ่นถล่มฟีนิกซ์นาน 15 ชั่วโมง รุนแรงสุดในรอบหลายปี ฝุ่นพุ่งกว่า 6,000 ไมโครกรัม/ลบ.ม.

เกิดพายุฝุ่นรุนแรงปกคลุมพื้นที่เมืองฟีนิกซ์ รัฐแอริโซนา ของสหรัฐฯ ส่งผลให้ท้องฟ้าทั่วเมืองเต็มไปด้วยฝุ่นและหมอกควัน นักวิทย์ชี้เป็นหนึ่งในพายุฝุ่นที่รุนแรงที่สุดในภูมิภาคในรอบหลายปี

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าพายุฝุ่นที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในพายุฝุ่นที่รุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในภูมิภาคในรอบหลายปี หลังพายุปกคลุมพื้นที่นานถึง 15 ชั่วโมง และมีความเข้มข้นของฝุ่นมากกว่า 6,000 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยรัฐแอริโซนา หรือ ASU ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวถูกจัดอยู่ในระดับ Category 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตามมาตรวัดความรุนแรงของพายุฝุ่น โดยพายุมีความเร็วลมประมาณ 50 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือราว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

แรนดัลล์ เซอร์เวนี ศาสตราจารย์จากคณะภูมิศาสตร์และการวางผังเมือง มหาวิทยาลัยรัฐแอริโซนา กล่าวว่า พายุฝุ่นที่มีความรุนแรงถึงระดับดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง 5 ครั้งในช่วง 16 ปีที่ผ่านมา

พายุฝุ่นลักษณะนี้เรียกว่า “ฮาบูบ” (Haboob) ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ เมื่อกระแสลมแรงที่พัดลงจากพายุฝนฟ้าคะนองกวาดเอาฝุ่นและดินที่แห้งและร่วนขึ้นจากพื้น ก่อนพัดพาไปตามแนวพายุที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามา

ฮาบูบสามารถก่อตัวเป็นกำแพงฝุ่นและเศษวัสดุขนาดใหญ่ บดบังทัศนวิสัยของผู้ขับขี่ และอาจทำให้ประชาชนเกิดปัญหาสุขภาพได้ โดยพายุฝุ่นครั้งล่าสุดที่พัดเข้าพื้นที่ฟีนิกซ์ในช่วงเช้ามืดของวันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม เกิดขึ้นเพียง 3 วันหลังจากมีพายุลูกก่อนหน้า

แม้ไม่มีรายงานผลกระทบรุนแรงจากพายุลูกล่าสุด แต่พายุฝุ่นทั้งสองครั้งทำให้ทัศนวิสัยลดลงเหลือประมาณครึ่งไมล์ หรือราว 0.8 กิโลเมตร ขณะที่มีรายงานว่าลมแรงพัดต้นไม้และสิ่งของต่าง ๆ ริมถนน รวมถึงทำให้การสัญจรในพื้นที่เป็นไปอย่างยากลำบาก

แมตต์ ซาเลอร์โน นักอุตุนิยมวิทยาจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ ในเมืองฟีนิกซ์กล่าวว่า โชคดีที่พายุฝุ่นทั้งสองครั้งเกิดขึ้นในช่วงดึก ทำให้มีรถสัญจรบนท้องถนนน้อยลง และช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากทัศนวิสัยที่ลดลงอย่างมาก

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยรัฐแอริโซนา ซึ่งมีส่วนร่วมในการพัฒนามาตรวัดความรุนแรงของพายุฝุ่นระบุว่า พายุทั้งสองเหตุการณ์ถือเป็นพายุระดับ Category 5 และมีความเข้มข้นของฝุ่นในระดับสูงมาก สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของปรากฏการณ์พายุฝุ่นในพื้นที่แห้งแล้งของรัฐแอริโซนา

ที่มา : AP

นักโทษศรีลังกาลุกฮิอ ก่อจลาจลในหลายเรือนจำ ตาย 3 ศพ บาดเจ็บ 23 ราย คาดเอี่ยวแก๊งค้ายา

นักโทษศรีลังกาลุกฮิอ ก่อจลาจลในหลายเรือนจำ ตาย 3 ศพ บาดเจ็บ 23 ราย คาดเอี่ยวแก๊งค้ายา

8 ส.ค. 2569 06:20 น.

นักโทษศรีลังกาลุกฮิอ ก่อจลาจลในหลายเรือนจำ ตาย 3 ศพ บาดเจ็บ 23 ราย คาดเอี่ยวแก๊งค้ายา

เกิดเหตุจลาจลในเรือนจำศรีลังกาหลายแห่ง นักโทษเสียชีวิต 3 ศพ บาดเจ็บ 23 ราย ทางการสงสัยแก๊งค้ายาและกลุ่มอาชญากรคู่แข่งอยู่เบื้องหลัง เร่งสอบเป็นเหตุวางแผนร่วมกันหรือไม่

วันที่ 8 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุจลาจลในเรือนจำหลายแห่งทั่วศรีลังกา ส่งผลให้นักโทษเสียชีวิต 3 ศพ และบาดเจ็บ 23 ราย ทางการต้องส่งตำรวจและหน่วยปราบจลาจลเข้าควบคุมสถานการณ์ ท่ามกลางข้อสงสัยว่าเหตุความวุ่นวายอาจเกี่ยวข้องกับเครือข่ายค้ายาเสพติดและความขัดแย้งระหว่างแก๊งอาชญากร

นายอนันดา วิเชพละ รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของศรีลังกา แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันศุกร์ว่า เหตุแรกเกิดขึ้นช่วงค่ำวันพฤหัสบดี ที่เรือนจำนิว แมกกาซีน ในกรุงโคลัมโบ หลังนักโทษราว 40 คนพังออกจากห้องขัง ส่งผลให้มีนักโทษเสียชีวิต 1 ศพ

ต่อมาในช่วงเช้าวันศุกร์ เกิดจลาจลขึ้นอีกครั้งที่เรือนจำคูรูวิตา ห่างจากกรุงโคลัมโบราว 80 กิโลเมตร มีนักโทษเสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ศพ ขณะที่เหตุจลาจลทั้ง 2 แห่งมีนักโทษได้รับบาดเจ็บรวม 23 ราย และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยตำรวจและกองกำลังพิเศษสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้

นอกจากนี้ ตำรวจยังยิงแก๊สน้ำตาเพื่อสลายกลุ่มนักโทษที่ประท้วงในเรือนจำเปิดแห่งหนึ่งที่เมืองเนกอมโบ ห่างจากกรุงโคลัมโบราว 40 กิโลเมตร โดยตำรวจปราบจลาจลจากทั้ง 3 เรือนจำพยายามนำตัวนักโทษที่ปีนขึ้นไปบนหลังคาหรือออกไปอยู่ในพื้นที่เปิดกลับเข้าสู่แดนคุมขัง

รัฐมนตรีวิเชพละ กล่าวว่า ทางการสงสัยว่าเหตุจลาจลมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มค้ายาเสพติดและแก๊งอาชญากรที่เป็นคู่แข่งกัน พร้อมเร่งตรวจสอบว่าทั้งหมดเป็นเหตุการณ์ที่มีการวางแผนร่วมกันหรือไม่ โดยเบื้องต้นมองว่ามีความเป็นไปได้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดอาจเป็นความพยายามก่อวินาศกรรม แต่ต้องรอผลการสอบสวนอย่างละเอียด

รายงานข่าวระบุว่า เหตุจลาจลเรือนจำศรีลังกาครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเพียง 1 เดือน หลังจากมีผู้เสียชีวิต 30 ศพ จากการปะทะกันนาน 2 วันที่เรือนจำในเมืองเนกอมโบ ขณะที่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีนักโทษเสียชีวิตอีก 1 ศพ และหลายคนได้รับบาดเจ็บจากเหตุจลาจลที่เรือนจำมาฮารา ห่างจากกรุงโคลัมโบราว 14 กิโลเมตร

ทั้งนี้ สถานการณ์ยังสะท้อนปัญหาความแออัดในเรือนจำของศรีลังกาที่อยู่ในระดับวิกฤติ โดยนายฮาร์ชานา นานายักการา รัฐมนตรียุติธรรม เปิดเผยต่อรัฐสภาก่อนหน้านี้ว่า เรือนจำทั่วประเทศรองรับนักโทษได้เพียงราว 10,000 คน แต่ปัจจุบันมีนักโทษมากกว่า 39,000 คน หรือมากกว่าเกือบ 4 เท่าของความจุ.

ที่มา Aljazeera

สเปนประกาศตรวจเข้มผู้เดินทางทางอากาศ-ทะเลจากอิตาลี ตอบโต้มาตรการของอิตาลีที่ระงับเชงเกนสเปน

สเปนประกาศตรวจเข้มผู้เดินทางทางอากาศ-ทะเลจากอิตาลี ตอบโต้มาตรการของอิตาลีที่ระงับเชงเกนสเปน

8 ส.ค. 2569 06:05 น.

สเปนประกาศตรวจเข้มผู้เดินทางทางอากาศ-ทะเลจากอิตาลี ตอบโต้มาตรการของอิตาลีที่ระงับเชงเกนสเปน

สเปนประกาศตรวจเข้มผู้เดินทางทางอากาศและทางทะเลจากอิตาลี เป็นเวลา 1 เดือน ตอบโต้มาตรการของอิตาลีที่สั่งระงับเชงเกนกับผู้เดินทางจากสเปน หลังวิกฤติผู้อพยพเซวตาปะทุ

วันที่ 8 สิงหาคม 2569 สำนักข่าว Aljazeera รายงานว่า สเปนประกาศใช้มาตรการควบคุมชายแดนกับผู้เดินทางจากอิตาลีทั้งทางอากาศและทางทะเล เป็นเวลา 1 เดือน ตั้งแต่เวลา 00.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสองประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากวิกฤติผู้อพยพในเมืองเซวตา

โดยมาตรการของสเปนมีขึ้น 1 สัปดาห์ หลังอิตาลีประกาศใช้มาตรการลักษณะเดียวกันกับผู้เดินทางจากสเปน ภายหลังมีผู้อพยพจากโมร็อกโกราว 78,000 คน หลั่งไหลเข้าสู่เซวตา ดินแดนปกครองตนเองของสเปนในแอฟริกาเหนือเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ผู้อพยพส่วนใหญ่ถูกส่งกลับโมร็อกโกภายในเวลาไม่กี่วัน โดยอิตาลีให้เหตุผลว่า การระงับการใช้ข้อตกลงเชงเกน มีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อพยพที่เข้าสู่เซวตาเดินทางต่อไปยังอิตาลี

รัฐบาลสเปนเรียกร้องให้อิตาลียกเลิกมาตรการตรวจชายแดนแต่อิตาลียืนยันว่าจะคงมาตรการไว้อย่างน้อยจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม โดยระบุว่าเป็นช่วงที่คาดว่าสเปนอาจเผชิญคลื่นผู้อพยพระลอกใหม่ ในเมืองเซวตา ซึ่งความขัดแย้งครั้งนี้ทำให้รัฐบาลสังคมนิยมของนายเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน เผชิญหน้ากับรัฐบาลฝ่ายขวาของนางจอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี ซึ่งผลักดันมาตรการควบคุมผู้อพยพของสหภาพยุโรปให้เข้มงวดขึ้นมาโดยตลอด

ทั้งนี้ การระงับข้อตกลงเชงเกนชั่วคราวไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น โดยอิตาลียังคงมีมาตรการควบคุมบริเวณพรมแดนติดกับสโลวีเนีย ขณะที่การตัดสินใจของอิตาลีได้รับการสนับสนุนจากฟินแลนด์และเดนมาร์ก ส่วนสาธารณรัฐเช็กเรียกร้องให้ระงับสถานะสมาชิกเขตเชงเกนของสเปนเป็นการชั่วคราวเช่นกัน.

ที่มา Aljazeera

ไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” เคลื่อนตัวเข้าใกล้ญี่ปุ่นตอนใต้ ปิดสนามบินโอกินาวา อพยพประชาชน-เจ็บ 3 ราย

ไต้ฝุ่น "ดอลฟิน" เคลื่อนตัวเข้าใกล้ญี่ปุ่นตอนใต้ ปิดสนามบินโอกินาวา อพยพประชาชน-เจ็บ 3 ราย

8 ส.ค. 2569 01:06 น.

ไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” เคลื่อนตัวเข้าใกล้ญี่ปุ่นตอนใต้ ปิดสนามบินโอกินาวา อพยพประชาชน-เจ็บ 3 ราย

ไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” เคลื่อนตัวเข้าใกล้ญี่ปุ่นตอนใต้ ทำสนามบินนาฮาปิดให้บริการ ยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมด ประชาชนทยอยอพยพเข้าศูนย์พักพิง ขณะที่มีผู้บาดเจ็บแล้ว 3 ราย

วันที่ 8 สิงหาคม 2569สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (Japan Meteorological Agency : JMA)  รายงานว่า พายุไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” (Dolphin) ซึ่งเคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ เข้าใกล้หมู่เกาะทางตอนใต้ของญี่ปุ่น โดยเมื่อช่วงสายวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น พายุไต้ฝุ่นดอลฟินอยู่ใกล้เกาะโยรอน และกำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกมุ่งหน้าสู่เกาะหลักโอกินาวา ด้วยความเร็วลมคงที่สูงสุด 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมคาดว่า โอกินาวาจะเผชิญลมกระโชกแรง ฝนตกหนัก และคลื่นสูงต่อเนื่องไปจนถึงวันอาทิตย์ พร้อมขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการออกนอกอาคาร และติดตามประกาศเตือนภัยจากทางการอย่างใกล้ชิด

ทางด้านสำนักข่าว NHK รายงานว่า ทางการต้องปิดสนามบินนานาชาตินาฮา บนเกาะโอกินาวา ยกเลิกเที่ยวบินทั้งภายในและระหว่างประเทศทั้งหมด พร้อมเปิดศูนย์อพยพรองรับประชาชน ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยแล้ว 3 ราย

โดยรัฐบาลจังหวัดโอกินาวารายงานว่า มีชายวัย 70 ปี 3 คนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย โดย 2 คนถูกลมกระโชกแรงพัดจนล้ม ส่วนอีก 1 คนตกจากเก้าอี้ขณะเตรียมรับมือพายุ ทางด้านด้านสนามบินนานาชาตินาฮาประกาศปิดให้บริการตลอดวันศุกร์ ส่งผลให้เที่ยวบินขาเข้าและขาออกทั้งหมดทั้งในและต่างประเทศถูกยกเลิก ขณะที่ประชาชนอย่างน้อย 240 คนได้อพยพเข้าไปพักในศูนย์พักพิงทั่วจังหวัดโอกินาวาแล้ว

อิทธิพลของพายุยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่บางส่วนของเกาะคิวชู โดยเฉพาะในจังหวัดคุมาโมโตะ ซึ่งเพิ่งเผชิญแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้ประชาชนที่บ้านเรือนได้รับความเสียหายต้องเร่งคลุมหลังคาและผนังด้วยผ้าใบสีน้ำเงิน เพื่อป้องกันฝนที่อาจซ้ำเติมความเสียหาย.

ที่มา AP NHK

ซาอุฯ-ตุรกี-ปากีสถาน ลงนามสนธิสัญญากลาโหมร่วม ย้ำโจมตีชาติเดียวเท่ากับโจมตีทั้ง 3 ประเทศ

ซาอุฯ-ตุรกี-ปากีสถาน ลงนามสนธิสัญญากลาโหมร่วม ย้ำโจมตีชาติเดียวเท่ากับโจมตีทั้ง 3 ประเทศ

7 ส.ค. 2569 23:34 น.

ซาอุฯ-ตุรกี-ปากีสถาน ลงนามสนธิสัญญากลาโหมร่วม ย้ำโจมตีชาติเดียวเท่ากับโจมตีทั้ง 3 ประเทศ

ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน ลงนามข้อตกลงกลาโหมร่วมที่นครเมกกะ กำหนดให้การโจมตีประเทศใดประเทศหนึ่งถือเป็นการโจมตีทั้ง 3 ชาติ ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน ลงนาม “ข้อตกลงกลาโหมร่วมเมกกะ” (Mecca Joint Defence Agreement) ซึ่งกำหนดให้การโจมตีด้วยอาวุธต่อประเทศสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่ง ถือเป็นการโจมตีทั้ง 3 ประเทศ พร้อมยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ

โดยการลงนามมีขึ้นระหว่างการประชุมของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีซาอุดีอาระเบีย ประธานาธิบดีเรเซป เทย์ยิป แอร์โดอัน ของตุรกี และนายเชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ที่นครเมกกะ แถลงการณ์ร่วมระบุว่า ข้อตกลงฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างการยับยั้งร่วมต่อการรุกรานทุกรูปแบบ และกำหนดให้การโจมตีทางทหารต่อประเทศสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่ง ถือเป็นการโจมตีต่อทั้งสามประเทศ พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือด้านกลาโหมในทุกมิติ

การจัดตั้งพันธมิตรครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ทั้งสามประเทศต้องการกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคง หลังสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านลุกลาม ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของภูมิภาค รวมถึงการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับพันธกรณีหรือมาตรการตอบโต้ที่แต่ละประเทศต้องดำเนินการหากเกิดการโจมตี.

ที่มา BBC

“มาเลเซีย แอร์ไลน์ส” สั่งตรวจสารเสพติดนักบิน 1,260 คน หลังนักบินถูกจับขนยาอีที่อินโดฯ

"มาเลเซีย แอร์ไลน์ส" สั่งตรวจสารเสพติดนักบิน 1,260 คน หลังนักบินถูกจับขนยาอีที่อินโดฯ

7 ส.ค. 2569 16:46 น.

“มาเลเซีย แอร์ไลน์ส” สั่งตรวจสารเสพติดนักบิน 1,260 คน หลังนักบินถูกจับขนยาอีที่อินโดฯ

มาเลเซีย เอวิเอชัน กรุ๊ป (MAG) บริษัทแม่ของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ส สั่งตรวจสารเสพติดนักบินแบบบังคับทุกคน พร้อมยกระดับมาตรการคัดกรอง หลังนักบินในสังกัดวัย 39 ปี ถูกทางการอินโดนีเซียจับกุมในข้อหาลักลอบนำเข้ายาอีประมาณ 25 กิโลกรัม ขณะเดินทางถึงกรุงจาการ์ตา และผลตรวจพบสารเสพติดหลายชนิดในร่างกาย

กลุ่มบริษัท มาเลเซีย เอวิเอชัน กรุ๊ป (MAG) ออกแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม ยืนยันการเริ่มเฟสแรกของมาตรการตรวจคัดกรองสารเสพติดภาคบังคับสำหรับนักบินของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส (Malaysia Airlines) ทั้งหมดจำนวน 1,260 คน โดยตั้งเป้าดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 15 สิงหาคมนี้ พร้อมย้ำว่า นักบินที่ไม่เข้ารับการตรวจภายในกำหนด จะไม่มีสิทธิขึ้นปฏิบัติหน้าที่บินจนกว่าจะผ่านการตรวจและได้รับการรับรองตามขั้นตอนของบริษัทและข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม เมื่อเจ้าหน้าที่อินโดนีเซียจับกุมนักบินมาเลเซียแอร์ไลน์ส วัย 39 ปี ที่สนามบินนานาชาติซูการ์โน-ฮัตตา กรุงจาการ์ตา หลังพบยา MDMA หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “ยาอี” ในสัมภาระของเขา ปริมาณประมาณ 25-26 กิโลกรัม ขณะเดินทางจากกรุงกัวลาลัมเปอร์มายังอินโดนีเซีย

เจ้าหน้าที่ศุลกากรอินโดนีเซียระบุว่า ผลตรวจปัสสาวะของนักบินยังพบสารโคเคนและเมทแอมเฟตามีนในร่างกาย ขณะที่ข้อมูลอีกชุดระบุว่าพบผลตรวจเป็นบวกต่อเมทแอมเฟตามีน MDMA และโคเคน

MAG ชี้แจงว่า นักบินรายดังกล่าวเป็นนักบินผู้ช่วยที่อยู่นอกเวลาปฏิบัติหน้าที่ และเดินทางในที่นั่งสำรองภายในห้องนักบินในฐานะผู้สังเกตการณ์ ไม่ได้เป็นนักบินที่ควบคุมเครื่องบินในเที่ยวบินดังกล่าว

บริษัทระบุว่า การกระทำของนักบินเป็นเรื่องที่ “ไม่สามารถยอมรับได้อย่างสิ้นเชิง” และขัดต่อมาตรฐานความเป็นมืออาชีพที่คาดหวังจากบุคลากรของบริษัท

กัปตันนาซารุดดิน เอ. บาการ์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ MAG กล่าวว่า บริษัทมีนโยบายไม่ยอมรับการประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ พร้อมย้ำว่า ความปลอดภัยในการปฏิบัติการบินและความพร้อมของลูกเรือในการทำหน้าที่เป็นสิ่งที่ไม่สามารถประนีประนอมได้

เขากล่าวว่า แม้เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุการณ์เฉพาะบุคคลและไม่ได้สะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพของพนักงานส่วนใหญ่ แต่บริษัทจะยังคงยกระดับมาตรการป้องกันเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้โดยสารและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

การตรวจสารเสพติดแบบบังคับครั้งใหม่นี้จะดำเนินควบคู่กับโครงการสุ่มตรวจสารเสพติดที่ MAG มีอยู่แล้ว และจะขยายไปยังนักบินที่ปฏิบัติหน้าที่ทั้งหมด รวมถึงพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินในระยะต่อไป

MAG เป็นบริษัทแม่ที่ดำเนินธุรกิจสายการบินหลายแห่ง นอกจากมาเลเซียแอร์ไลน์สแล้ว ยังรวมถึง Firefly ซึ่งให้บริการเที่ยวบินระยะสั้น และ Amal ซึ่งให้บริการเที่ยวบินสำหรับผู้แสวงบุญไปประกอบพิธีฮัจญ์

บริษัทระบุว่า มาตรการใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของกรอบการประเมินความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากร ซึ่งมีมาตรการเดิมอยู่แล้ว เช่น การตรวจสอบประวัติก่อนเข้าทำงาน การตรวจสุขภาพตามมาตรฐาน Class 1 Medical Certification สำหรับนักบิน การฝึกอบรมเป็นระยะ การตรวจแอลกอฮอล์และสารเสพติดตามกำหนด รวมถึงการตรวจสอบความพร้อมก่อนขึ้นบิน

นอกจากนี้ นักบินยังต้องประเมินความพร้อมของตนเองก่อนปฏิบัติหน้าที่ผ่านแบบประเมิน IMSAFER ซึ่งพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ อาการเจ็บป่วย การใช้ยา ความเครียด แอลกอฮอล์ ความเหนื่อยล้า สภาพอารมณ์ และประสบการณ์หรือความถี่ในการปฏิบัติหน้าที่บิน

MAG ระบุว่า จะทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านการบิน หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และหน่วยงานกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อดำเนินมาตรการตามข้อเสนอแนะ ยกระดับการป้องกัน และสร้างความมั่นใจว่าบุคลากรทุกคนปฏิบัติตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด

คดีดังกล่าวเกิดขึ้นในอินโดนีเซีย ซึ่งมีกฎหมายยาเสพติดที่เข้มงวดมาก และมีบทลงโทษรุนแรงสำหรับความผิดเกี่ยวกับการค้ายาเสพติด โดยในปี 2558 อินโดนีเซียเคยประหารชีวิตชาวออสเตรเลีย 2 คนที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายค้ายา “Bali Nine” จากความพยายามลักลอบนำเฮโรอีนออกจากเกาะบาหลี.

ที่มา New Straits Time / Reuters