“มิน อ่อง หล่าย” ประเดิมเยือนต่างประเทศครั้งแรกในฐานะประธานาธิบดีเมียนมา เริ่มที่อินเดีย

"มิน อ่อง หล่าย" ประเดิมเยือนต่างประเทศครั้งแรกในฐานะประธานาธิบดีเมียนมา เริ่มที่อินเดีย

29 พ.ค. 2569 08:59 น.

“มิน อ่อง หล่าย” ประเดิมเยือนต่างประเทศครั้งแรกในฐานะประธานาธิบดีเมียนมา เริ่มที่อินเดีย

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา เตรียมเดินทางเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ 5 วัน เริ่มตั้งแต่เสาร์นี้ ถือเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกนับตั้งแต่รับตำแหน่งผู้นำรัฐบาลพลเรือน

กระทรวงการต่างประเทศอินเดียระบุว่า การเยือนครั้งนี้จะมีขึ้นระหว่างวันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม ถึงวันพุธ 3 มิถุนายน โดย มิน อ่อง หล่าย ผู้นำเมียนมาหรือพม่า จะเข้าพบและหารือกับนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย รวมถึงพบปะตัวแทนภาคธุรกิจของอินเดีย ขณะที่รัฐบาลเมียนมายืนยันว่า มีกำหนดเข้าพบประธานาธิบดีอินเดีย นางเทราปที เมอร์มูด้วย

รัฐบาลอินเดียระบุในแถลงการณ์ว่า การเยือนครั้งนี้คาดว่าจะช่วยเสริมสร้างและยกระดับความสัมพันธ์รอบด้านระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงในภูมิภาคที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ด้านกระทรวงการต่างประเทศเมียนมาเปิดเผยว่า มิน อ่อง หล่าย จะเดินทางพร้อมคณะรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคน เพื่อหารือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และความร่วมมือทวิภาคี

การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ มิน อ่อง หล่าย หลังเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา แม้หลายฝ่ายมองว่าเป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านอำนาจจากรัฐบาลทหารสู่รัฐบาลพลเรือนในนามเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ มิน อ่อง หล่าย ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมา เป็นผู้นำกองทัพก่อรัฐประหารเมื่อปี 2021 โค่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของนางออง ซาน ซูจี และควบคุมตัวผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยรายนี้ จนนำไปสู่สงครามกลางเมืองและความขัดแย้งรุนแรงที่ยังดำเนินต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

หลังปกครองประเทศภายใต้รัฐบาลทหารนาน 5 ปี มิน อ่อง หล่าย ได้จัดการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยพรรคของ ออง ซาน ซูจี ถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขัน ขณะที่หลายพื้นที่ของประเทศซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มกบฏไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้

ผลการเลือกตั้งดังกล่าวยังเปิดทางให้ฝ่ายสนับสนุนกองทัพครองเสียงข้างมากในรัฐสภา และสนับสนุนให้ มิน อ่อง หล่าย ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ

นักวิเคราะห์มองว่า การเยือนอินเดียของ มิน อ่อง หล่าย สะท้อนความพยายามของเมียนมาในการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและมหาอำนาจในเอเชีย ท่ามกลางแรงกดดันจากชาติตะวันตกต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมา

พิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีของ มิน อ่อง หล่าย เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีผู้แทนจากหลายประเทศเข้าร่วม รวมถึงจีน อินเดีย ไทย และอีกกว่า 20 ประเทศ สะท้อนว่าหลายชาติในภูมิภาคยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐบาลเมียนมา แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติอย่างต่อเนื่องก็ตาม.

ที่มา : channelnewsasia

เกาหลีใต้โชว์แสนยานุภาพ จัดซ้อมรบแบบยิงจริงครั้งใหญ่ อวดอาวุธยุทโธปกรณ์ต่อนานาชาติ

เกาหลีใต้โชว์แสนยานุภาพ จัดซ้อมรบแบบยิงจริงครั้งใหญ่ อวดอาวุธยุทโธปกรณ์ต่อนานาชาติ

29 พ.ค. 2569 08:28 น.

เกาหลีใต้โชว์แสนยานุภาพ จัดซ้อมรบแบบยิงจริงครั้งใหญ่ อวดอาวุธยุทโธปกรณ์ต่อนานาชาติ

กองทัพเกาหลีใต้จัดการซ้อมรบยิงจริงครั้งใหญ่ในเมืองโพชอน ทางตอนเหนือของประเทศ โชว์ความพร้อมและศักยภาพปฏิบัติการร่วมของกองทัพ ท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงบนคาบสมุทรเกาหลีที่ยังคงตึงเครียด

การซ้อมรบครั้งนี้มีการนำยุทโธปกรณ์เข้าร่วมมากถึง 457 รายการ ครอบคลุมทั้งกำลังภาคพื้นดินและทางอากาศ โดยอาวุธสำคัญที่ถูกนำมาแสดงประกอบด้วย รถถังหลัก K2 Black Panther ปืนใหญ่อัตตาจร K9 เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง เฮลิคอปเตอร์โจมตี รวมถึงเครื่องบินขับไล่ KF-21 ซึ่งเป็นเครื่องบินรบรุ่นใหม่ที่เกาหลีใต้พัฒนาขึ้นเอง

ภายในงานมีผู้เข้าร่วมชมราว 1,900 คน ทั้งเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง บุคลากรทางทหาร และผู้สังเกตการณ์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการสาธิตกำลังรบขนาดใหญ่ของเกาหลีใต้ในช่วงที่ผ่านมา

กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ระบุว่า การฝึกครั้งนี้มุ่งเน้นการแสดงเจตจำนงด้านการป้องกันประเทศแบบพึ่งพาตนเอง บนพื้นฐานขีดความสามารถทางทหารของเกาหลีใต้เอง พร้อมเน้นย้ำถึงศักยภาพของกองทัพในการรับมือภัยคุกคามสมัยใหม่

นอกจากนี้ การซ้อมรบยังเป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบและตรวจสอบประสิทธิภาพการปฏิบัติการของระบบอาวุธและเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูง ที่พัฒนาโดยอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีใต้

กระทรวงกลาโหมยังระบุด้วยว่า การเปิดเผยการฝึกต่อสาธารณะและสื่อมวลชน มีเป้าหมายเพื่อแสดงให้ทั้งประชาชนภายในประเทศและนานาชาติเห็นถึงศักยภาพที่พิสูจน์ได้จริง ของอาวุธที่ผลิตโดยเกาหลีใต้ ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกาหลีใต้กำลังผลักดันตัวเองขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกอาวุธรายสำคัญของโลก

ที่ผ่านมา อาวุธยุทโธปกรณ์ของเกาหลีใต้ เช่น รถถัง K2 และปืนใหญ่อัตตาจร K9 ได้รับความสนใจจากหลายประเทศในยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย จากจุดเด่นด้านเทคโนโลยี ความทันสมัย และความสามารถในการผลิตจำนวนมากภายในประเทศ

การซ้อมรบครั้งนี้ยังสะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลเกาหลีใต้ในการเสริมสร้างขีดความสามารถทางทหาร ท่ามกลางความกังวลด้านความมั่นคงในภูมิภาค โดยเฉพาะจากโครงการพัฒนาอาวุธและขีปนาวุธของเกาหลีเหนือที่ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา :Yonhap

โปรตุเกสทุบสถิติ วันที่ร้อนที่สุดในเดือน พ.ค. อุณหภูมิพุ่ง 40.3 องศาฯ

โปรตุเกสทุบสถิติ วันที่ร้อนที่สุดในเดือน พ.ค. อุณหภูมิพุ่ง 40.3 องศาฯ

29 พ.ค. 2569 05:50 น.

โปรตุเกสทุบสถิติ วันที่ร้อนที่สุดในเดือน พ.ค. อุณหภูมิพุ่ง 40.3 องศาฯ

โปรตุเกสเผชิญวันที่ร้อนที่สุดในเดือนพฤษภาคมครั้งใหม่ โดยมีอุณหภูมิสูงถึง 40.3 องศาเซลเซียส ขณะที่ประเทศอื่นๆ ในยุโรปกำลังรับมือกับคลื่นความร้อนรุนแรง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 28 พ.ค. 2569 ว่า ประเทศโปรตุเกสเผชิญกับวันที่ร้อนที่สุดในเดือนพฤษภาคมครั้งใหม่ โดยวัดอุณหภูมิได้สูงถึง 40.3 องศาเซลเซียส ที่เมืองโมรา (Mora) ทางตอนกลางของประเทศ ในขณะที่กลุ่มประเทศในยุโรปตะวันตกต่างกำลังเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวอย่างรุนแรง

สถิติดังกล่าวถูกบันทึกได้ในวันพุธที่ผ่านมา (27 พ.ค.) โดยทำลายสถิติ 40 องศาเซลเซียส ที่เคยทำไว้ในเดือนพฤษภาคม 2544

คาดกันว่าสถานการณ์คลื่นความร้อนในยุโรปนี้จะดำเนินต่อไปจนถึงช่วงสุดสัปดาห์ โดยประเทศเยอรมนี สเปน และสวิตเซอร์แลนด์ ต่างก็ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดผิดปกติด้วยเช่นกัน

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของโปรตุเกสระบุว่า พื้นที่บางส่วนของประเทศจะมีอุณหภูมิพุ่งสูงเกิน 35 องศาเซลเซียส ในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ ก่อนที่ความร้อนจะเริ่มลดระดับลง

ด้านคณะรัฐมนตรีของฝรั่งเศสกำลังอยู่ระหว่างการประชุมเพื่อประเมินความพร้อมของประเทศในการรับมือกับคลื่นความร้อน ขณะเดียวกัน ทางการอิตาลีได้ประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนระดับสีแดงในกรุงโรม เมืองหลวงของประเทศ ซึ่งอุณหภูมิอาจพุ่งสูงทะลุ 32 องศาเซลเซียส ในวันพฤหัสบดี

สำหรับการสอบบาคคาลอเรต (Baccalaureate) หรือการสอบจบหลักสูตรมัธยมปลายของฝรั่งเศส จะยังคงดำเนินต่อไปท่ามกลางคลื่นความร้อนนี้ แม้ว่าโรงเรียนบางแห่งจำเป็นต้องปิดทำการชั่วคราวเนื่องจากอุณหภูมิภายในอาคารพุ่งสูงถึง 53 องศาเซลเซียส จนไม่สามารถอยู่ได้ก็ตาม

นายเอดูอาร์ เฌฟเฟรย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการบอกกับสื่อว่า ศูนย์สอบต่างๆ จะได้รับอนุญาตให้เลือกห้องสอบที่มีร่มเงามากที่สุด พร้อมเสริมว่าการสอบจะยังคงดำเนินต่อไป เพราะนักเรียนได้เตรียมตัวมาพร้อมแล้ว

การตัดสินใจดังกล่าวจุดชนวนให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสหภาพการศึกษาและกลุ่มครู โดยครูรายหนึ่งเปิดเผยกับสถานีวิทยุฝรั่งเศสว่า บรรดาครู “ถูกบีบให้ต้องนำพัดลมส่วนตัวมาเอง”

ผลการสำรวจโดยสหภาพโรงเรียนมัธยมศึกษาของฝรั่งเศสพบว่า โรงเรียนเกือบ 80% บันทึกอุณหภูมิได้สูงเกิน 30 องศาเซลเซียส ในสัปดาห์นี้ และระบุว่าได้รับรายงานเรื่องที่ครูต้องพกไขควงมาเองเพื่อแงะหน้าต่างให้เปิดออก

องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ออกมาเตือนเมื่อวันพฤหัสบดีว่า อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะทรงตัวอยู่ที่ระดับสูงสุดหรือใกล้เคียงกับระดับทุบสถิติต่อไปในปีนี้และอีก 4 ปีข้างหน้า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

มือมีดไล่แทงคนในสถานีรถไฟสวิตเซอร์แลนด์ เจ็บ 3 ตำรวจรวบผู้ก่อเหตุได้ทันที

มือมีดไล่แทงคนในสถานีรถไฟสวิตเซอร์แลนด์ เจ็บ 3 ตำรวจรวบผู้ก่อเหตุได้ทันที

29 พ.ค. 2569 05:46 น.

มือมีดไล่แทงคนในสถานีรถไฟสวิตเซอร์แลนด์ เจ็บ 3 ตำรวจรวบผู้ก่อเหตุได้ทันที

เกิดเหตุคนร้ายใช้มีดไล่แทงผู้คนภายในสถานีรถไฟในเมืองทางตอนเหนือของสวิตเซอร์แลนด์ ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย ก่อนตำรวจเข้าจับกุมผู้ก่อเหตุ เบื้องต้นอยู่ระหว่างสอบสวนแรงจูงใจ

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เกิดเหตุคนร้ายใช้มีดทำร้ายประชาชนภายในสถานีรถไฟเมืองวินเทอร์ทูร์ ใกล้นครซูริก ทางตอนเหนือของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัวผู้ก่อเหตุไว้ได้ในที่เกิดเหตุ

ตำรวจระบุว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นชายชาวสวิส อายุ 31 ปี ใช้อาวุธมีดก่อเหตุ ส่วนผู้บาดเจ็บเป็นชาวสวิสทั้งหมด อายุ 28 ปี 43 ปี และ 52 ปี ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ ในจำนวนนี้ ผู้บาดเจ็บวัย 52 ปี ถูกแทงที่ต้นขาและต้องเข้ารับการผ่าตัดฉุกเฉิน ขณะที่อีก 2 คนได้รับบาดเจ็บบริเวณขาและลำคอ โดยมีรายงานว่าบางรายสามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว

นายมาริโอ แฟร์ ผู้อำนวยการฝ่ายความมั่นคงของซูริก ระบุว่า จากพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่เชื่อว่าแรงจูงใจอาจเกี่ยวข้องกับแนวคิดสุดโต่งและการถูกชักจูงให้เกิดความรุนแรง ด้านตำรวจเปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยเคยเป็นผู้ที่ต้องได้รับการสอดส่องอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ปี 2558 หลังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส

ตำรวจระบุว่า ก่อนเกิดเหตุเพียงไม่กี่วัน ชายคนนี้เพิ่งเดินทางไปพบตำรวจด้วยตนเอง พร้อมพูดจาสับสนจนถูกส่งตัวเข้ารักษาในโรงพยาบาลจิตเวช ก่อนแพทย์ประเมินในเวลาต่อมาว่า เขาไม่ได้เป็นอันตรายต่อตัวเองหรือผู้อื่น

พยานในพื้นที่เล่าว่า ช่วงเกิดเหตุมีเสียงกรีดร้องดังไปทั่วบริเวณ ผู้คนพากันวิ่งหนีออกจากทางลอดใต้สถานีรถไฟ ขณะที่คนร้ายถือมีดเดินทำร้ายผู้คนแบบไม่เลือกเป้าหมาย ด้านสื่อท้องถิ่นรายงานว่า ขณะเกิดเหตุมีเด็กนักเรียนกลุ่มหนึ่งเดินผ่านบริเวณนั้น และมีครูคนหนึ่งรีบยืนขวางด้านหน้าเพื่อปกป้องเด็ก ๆ จากเหตุรุนแรง

ทางด้านประธานาธิบดีกาย เพอร์เมลิน ของสวิตเซอร์แลนด์ โพสต์ข้อความระบุว่า ตกใจกับเหตุโจมตีที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่าเหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจอย่างมาก ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบสวนเพื่อหามูลเหตุที่แน่ชัดต่อไป.

คุก 15 ปี หนุ่มออสเตรีย วางแผนโจมตีคอนเสิร์ต “เทย์เลอร์ สวิฟต์”

คุก 15 ปี หนุ่มออสเตรีย วางแผนโจมตีคอนเสิร์ต “เทย์เลอร์ สวิฟต์”

29 พ.ค. 2569 05:06 น.

คุก 15 ปี หนุ่มออสเตรีย วางแผนโจมตีคอนเสิร์ต “เทย์เลอร์ สวิฟต์”

ชายชาวออสเตรียวัย 21 ปี ถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 15 ปี โทษฐานวางแผนโจมตีคอนเสิร์ตของนักร้องสาว เทย์เลอร์ สวิฟต์ ที่กรุงเวียนนาเมื่อ 2 ปีก่อน จนทำให้คอนเสิร์ตต้องยกเลิก

เมื่อ 28 พ.ค. 2569 ผู้พิพากษาศาลในเมืองวีเนอร์ นอยชตัดท์ ทางตอนใต้ของกรุงเวียนนา ตัดสินให้ชายวัย 21 ปีรายหนึ่ง ต้องรับโทษจำคุกเป็นเวลา 15 ปี โทษฐานวางแผนโจมตีคอนเสิร์ตของ เทย์เลอร์ สวิฟต์ ในกรุงเวียนนา ระหว่างการทัวร์คอนเสิร์ต Eras Tour ของนักร้องสาวชาวอเมริกันเมื่อเดือนสิงหาคม 2567

ชายคนดังกล่าว ซึ่งได้รับการเปิดเผยชื่อเพียง “เบรัน เอ” (Beran A) ตามกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของออสเตรีย ยังถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายอีกหลายกระทง

เขาถูกจับกุมหลังจากสำนักงานข่าวกรองกลางของสหรัฐฯ หรือ ซีไอเอ (CIA) ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าเพียงไม่นาน ก่อนที่คอนเสิร์ตของเทย์เลอร์ สวิฟต์ จะเริ่มขึ้นที่สนามกีฬา “แอร์นสท์ ฮัปเพิล” (Ernst Happel) ในกรุงเวียนนา ส่งผลให้การแสดงซึ่งบัตรขายหมดทั้ง 3 รอบต้องถูกยกเลิกทันที

ก่อนหน้านี้ สวิฟต์เคยอธิบายว่าคอนเสิร์ต Eras Tour ของเธอ “หลบพ้นสถานการณ์สังหารหมู่” มาได้อย่างหวุดหวิด นอกจากนี้ สารคดีเบื้องหลังการทัวร์คอนเสิร์ตยังเปิดเผยว่า นักร้องสาวชาวอเมริกันเพิ่งจะทราบเรื่องแผนการวางระเบิดในระหว่างที่เธอกำลังเดินทางไปยังประเทศออสเตรีย

อัยการระบุว่า เบรัน เอ มีแนวคิดที่ฝักใฝ่ความรุนแรงและได้ปฏิญาณตนสวามิภักดิ์ต่อกลุ่มติดอาวุธ “รัฐอิสลาม” หรือ “ไอซิส” (ISIS) โดยพยายามที่จะซื้ออาวุธอย่างผิดกฎหมาย รวมถึงปืนกลและระเบิดมือ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

นายแพทย์ปีเตอร์ ฮอฟฟ์แมนน์ จิตแพทย์ประจำศาล กล่าวว่า เบรัน เอ ไม่แสดงอาการของโรคทางจิตเวช โดยเสริมว่า “ไม่มีคำอธิบายทางจิตเวชใดๆ” สำหรับการมีแนวคิดที่สุดโต่งของเขา

ทั้งนี้ นาย เบรัน เอ เข้ารับการพิจารณาคดีร่วมกับชายวัย 21 ปีอีกคนหนึ่งชื่อ “อาร์ดา เค” (Arda K) จากประเทศสโลวาเกีย ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มไอซิส แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการวางแผนโจมตีครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม เขาถูกตัดสินให้จำคุกเป็นเวลา 12 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่าน-สหรัฐฯ เห็นชอบแผนการขยายเวลาหยุดยิงอีก 60 วัน

อิหร่าน-สหรัฐฯ เห็นชอบแผนการขยายเวลาหยุดยิงอีก 60 วัน

29 พ.ค. 2569 02:37 น.

อิหร่าน-สหรัฐฯ เห็นชอบแผนการขยายเวลาหยุดยิงอีก 60 วัน

อิหร่านกับสหรัฐฯ เห็นชอบแผนการขยายเวลาหยุดยิงออกไปอีก 60 วันแล้ว หลังจากทั้งสองฝ่ายโจมตีตอบโต้กันรอบใหม่ โดยยังต้องรอให้ทรัมป์อนุมัติ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 พ.ค. 2569 ว่า อิหร่านกับสหรัฐอเมริกาบรรลุข้อตกลงร่วมกันในการขยายเวลาหยุดยิงอีก 60 วันแล้ว แม้ว่ายังคงต้องรอการอนุมัติจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ แต่ถือเป็นการจุดประกายความหวังในการฟื้นฟูสันติในตะวันออกกลาง หลังทั้งสองฝ่ายโจมตีตอบโต้กันอีกครั้งในวันเดียวกันนี้

แหล่งข่าว 4 คนที่ใกล้ชิดกับเรื่องนี้เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อขยายเวลาการพักรบออกไปอีก 60 วัน

ขณะที่สำนักข่าว แอกซิออส (Axios) ซึ่งเป็นผู้เปิดเผยข่าวนี้เป็นที่แรก ระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะระบุถึงแนวทางการจัดการกับคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่าน ซึ่งจะเป็นหนึ่งในประเด็นแรกๆ ที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในช่วงการหยุดยิง 60 วันนี้

รายงานข่าวนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันที่กำลังปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากการปะทะกันรอบใหม่ พลิกกลับลดลงทันที เนื่องจากตลาดมีความหวังต่อความเป็นไปได้ในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งช่องแคบนี้เป็นเส้นทางขนส่งสำคัญของอุปทานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวราว 1 ใน 5 ของโลก

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้กล่าวย้ำหลายครั้งว่าจุดจบของสงครามใกล้เข้ามาแล้ว แต่เขาได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันพุธว่า เขายังไม่พอใจกับการเจรจา และสหรัฐฯ ยังไม่ได้มีการหารือเกี่ยวกับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องของรัฐบาลเตหะราน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เนทันยาฮูเผย สั่งให้กองทัพเข้ายึดพื้นที่ 70% ของฉนวนกาซา

เนทันยาฮูเผย สั่งให้กองทัพเข้ายึดพื้นที่ 70% ของฉนวนกาซา

29 พ.ค. 2569 01:28 น.

เนทันยาฮูเผย สั่งให้กองทัพเข้ายึดพื้นที่ 70% ของฉนวนกาซา

เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอลเปิดเผยว่า เขาได้สั่งการให้กองทัพเข้าควบคุมพื้นที่ 70% ของฉนวนกาซา ขณะที่กลุ่มฮามาสประณามว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน

เมื่อ 28 พ.ค. 2569 นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล กล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์ที่งานประชุมแห่งหนึ่งในเขตเวสต์แบงก์ซึ่งถูกอิสราเอลยึดครองว่า เขาได้สั่งการให้กองทัพเข้าควบคุมพื้นที่ 70% ของฉนวนกาซา อ้างว่าเพื่อจัดการกับกลุ่มฮามาส

เนทันยาฮูระบุว่า อิสราเอลกำลัง “กระชับ” การควบคุมกลุ่มฮามาสให้แน่นหนายิ่งขึ้น “ตอนนี้เราอยู่ในพื้นที่ 60% ของฉนวนกาซาแล้ว จากเดิมที่เราเคยอยู่ 50% ตอนนี้เราขยับมาที่ 60% แล้ว”

“คำสั่งของผมคือการขยับไปที่ — ค่อยเป็นค่อยไปทีละขั้น — ขั้นแรกคือ 70% เริ่มจากตรงนั้นก่อนเลย” ผู้นำอิสราเอลกล่าว โดยในขณะที่เนทันยาฮูกำลังพูดอยู่นั้น ผู้ฟังในงานได้ตะโกนเรียกร้องให้เขาเข้าควบคุมพื้นที่ทั้งหมดของฉนวนกาซา

ย้อนกลับไปเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ออกแผนที่ให้กับกลุ่มช่วยเหลือระหว่างประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากองทัพได้เข้าควบคุมพื้นที่ของกาซาไปแล้วประมาณ 64%

การยึดครองพื้นที่ฉนวนกาซาเพิ่มเติมในลักษณะนี้ จะเป็นการบีบให้ชาวปาเลสไตน์ประมาณ 2 ล้านคน ต้องเข้าไปรวมตัวกันอยู่ในพื้นที่ดินแดนชายฝั่งทะเลที่กำลังหดเล็กลงเรื่อยๆ และถูกทำลายจนพังยับเยิน

ทั้งนี้ หลังจากอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนตุลาคม 2568 กองทัพอิสราเอลได้ถอนกำลังกลับไปยังเส้นแบ่งเขตที่เรียกว่า “เส้นสีเหลือง” (Yellow Line) ซึ่งทำให้พวกเขายังคงอยู่ในพื้นที่ราว 53% ของฉนวนกาซา

แต่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา กลุ่มฮามาสกล่าวหาอิสราเอลว่ามีการขยับเส้นแบ่งเขตดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการบ่อนทำลายข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน

ฮามาสบอกอีกว่า นี่เป็นการละเมิดข้อบัญญัติอย่างร้ายแรง และเป็นความพยายามใช้กำลังบังคับเพื่อสร้างสถานการณ์ใหม่ในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายเพื่อฝังรากลึกการควบคุมทางทหารเหนือฉนวนกาซา รวมถึงบ่อนทำลายโอกาสที่แท้จริงในการทำให้สถานการณ์มีความมั่นคง หรือทำให้ความพยายามในการลดระดับความรุนแรงประสบความสำเร็จ”

ตามหลักการแล้ว ทั้งอิสราเอลและกลุ่มฮามาสจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลงหยุดยิงที่มีสหรัฐฯ เป็นตัวกลางในการเจรจา ทว่าความคืบหน้าของแผนการดังกล่าวต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน จนมีความเสี่ยงเกิดสถานการณ์ที่ฉนวนกาซาอาจถูกแบ่งแยกอย่างถาวร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

EU สั่งปรับ Temu 200 ล้านยูโร ฐานปล่อยให้มีการขายสินค้าผิดกฎหมาย

EU สั่งปรับ Temu 200 ล้านยูโร ฐานปล่อยให้มีการขายสินค้าผิดกฎหมาย

28 พ.ค. 2569 23:24 น.

EU สั่งปรับ Temu 200 ล้านยูโร ฐานปล่อยให้มีการขายสินค้าผิดกฎหมาย

สหภาพยุโรปสั่งปรับเงินบริษัท Temu เป็นจำนวนเงิน 200 ล้านยูโร โทษฐานปล่อยให้มีการขายสินค้าที่ผิดกฎหมายของ EU บนแพลตฟอร์ม

เมื่อ 28 พ.ค. 2569 สหภาพยุโรป (EU) สั่งปรับ “ทีมู” (Temu) แพลตฟอร์มค้าปลีกออนไลน์ยอดนิยมของจีน เป็นจำนวนเงิน 200 ล้านยูโร (ราว 7.6 พันล้านยูโร) เนื่องจากตรวจพบสินค้าผิดกฎหมาย เช่น ของเล่นเด็กที่เป็นอันตราย และเครื่องชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐาน วางจำหน่ายบนแพลตฟอร์มนี้

คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ระบุว่า ทีมู “ล้มเหลวในการระบุ วิเคราะห์ และประเมินความเสี่ยงเชิงระบบอย่างถี่ถ้วน” ของผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริโภค

Temu ตกอยู่ภายใต้การสอบสวนมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ว่าได้ปฏิบัติตามข้อผูกพันในฐานะ “แพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่มาก” ตามกฎหมายของสหภาพยุโรปหรือไม่

ด้านโฆษกของ Temu ระบุว่า ทางบริษัทเคารพในความจำเป็นที่จะต้องมีกฎระเบียบที่ชัดเจนและสอดคล้องกัน แต่คำตัดสินดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในปี 2567 และไม่ได้สะท้อนถึงสถานะปัจจุบันของระบบในบริษัท

“เราไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของคณะกรรมาธิการยุโรป และถือว่าค่าปรับนั้นไม่สมเหตุสมผลและเกินกว่าเหตุ” โฆษกระบุ “เรากำลังทบทวนคำตัดสินอย่างละเอียดและพิจารณาทางเลือกทั้งหมดที่มีอยู่”

สำนักข่าวยูโรนิวส์รายงานว่า การสอบสวนดังกล่าวรวมถึงการสุ่มซื้อสินค้าโดยไม่เปิดเผยตัวตนซึ่งดำเนินการโดยองค์กรทดสอบอิสระ และผลการทดสอบพบว่า มีเครื่องชาร์จที่ซื้อผ่าน Temu ในอัตราส่วนที่สูงมาก ที่ไม่ผ่านการทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้าขั้นพื้นฐาน

นอกจากนี้ยังพบว่า ของเล่นเด็กในสัดส่วนที่สูงก็มีสารเคมีเกินขีดจำกัดตามกฎหมาย หรือมีชิ้นส่วนขนาดเล็กที่หลุดออกได้ ซึ่งเสี่ยงต่อการทำให้เด็กขาดอากาศหายใจ

นอกเหนือจากการจ่ายค่าปรับแล้ว Temu จะต้องเสนอแผนปฏิบัติการเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวภายในวันที่ 28 ส.ค. หลังจากนั้น คณะกรรมาธิการยุโรปจะมีเวลา 2 เดือนในการตัดสินใจว่า มาตรการที่บริษัทดำเนินการนั้นเพียงพอต่อการปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่

นาง เฮนนา วีร์กกูเนน กรรมาธิการด้านเทคโนโลยีของสหภาพยุโรปบอกผู้สื่อข่าวว่า คำตัดสินนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่ง “สัญญาณเตือนที่รุนแรงมาก” ไปยัง Temu

อนึ่ง นี่นับเป็นครั้งที่ 2 ที่สหภาพยุโรปสั่งลงโทษปรับเงินภายใต้กฎหมายบริการดิจิทัล (Digital Services Act) โดยครั้งแรกเป็นการสั่งปรับเครือข่ายโซเชียลมีเดีย X ของอีลอน มัสก์ เป็นจำนวนเงิน 120 ล้านยูโรเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไฟไหม้โรงเรียนเคนยา นักเรียนดับสลด 16 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบคน

ไฟไหม้โรงเรียนเคนยา นักเรียนดับสลด 16 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบคน

28 พ.ค. 2569 22:33 น.

ไฟไหม้โรงเรียนเคนยา นักเรียนดับสลด 16 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบคน

เกิดเหตุไฟไหม้หอพักที่โรงเรียนประจำในเคนยา ส่งผลให้มีเด็กนักเรียนเสียชีวิตแล้ว 16 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายสิบราย แต่ส่วนใหญ่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 พ.ค. 2569 ว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงเรียนสตรีอูตูมิชิ (Utumishi) ในเมืองกิลกิล (Gilgil) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงไนโรบี เมืองหลวงของเคนยา ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 120 กิโลเมตร ส่งผลให้มีนักเรียนเสียชีวิตแล้ว 16 ศพ

นายจูเลียส โอกัมบา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวระหว่างลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมจุดเกิดเหตุว่า มีนักเรียนอีกหลายสิบคนได้รับบาดเจ็บและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยในจำนวนนี้มี 71 คนที่แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว และอีก 7 คนยังคงต้องอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อดูอาการเพิ่มเติม

นายโอกัมบาบอกอีกว่า ตอนนี้ยังไม่สามารถระบุสาเหตุของเพลิงไหม้ได้ และกำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน

ทั้งนี้ ที่เกิดเหตุเป็นโรงเรียนประจำ โดยเพลิงเริ่มลุกไหม้เมื่อเวลาประมาณ 01:00 น. ของวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่นักเรียนกำลังนอนหลับอยู่ โดยกลุ่มผู้ปกครองและญาติที่อยู่ในอาการวิตกกังวลต่างพากันมารวมตัวกันที่จุดเกิดเหตุเพื่อรอฟังข่าวคราวของบุคคลอันเป็นที่รัก

รายงานของตำรวจระบุว่า ไฟเริ่มปะทุขึ้นที่บริเวณชั้นหนึ่งของอาคารหอพักหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นที่พักของนักเรียนประมาณ 220 คน โดยในช่วงเวลาที่เกิดโศกนาฏกรรมดังกล่าว มีเด็กนักเรียนอยู่ในโรงเรียนมากกว่า 800 คน

“ทีมตอบโต้ภัยพิบัติสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้เมื่อเวลาประมาณ 03:00 น. แต่ในตอนนั้นความสูญเสียก็ได้เกิดขึ้นไปแล้ว” นายโอกัมบากล่าว และเสริมว่า ทางโรงเรียนจะเริ่มทยอยส่งตัวนักเรียนกลับคืนสู่ผู้ปกครองตลอดทั้งวัน ในขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินการสืบสวนต่อไป

ขณะที่ตำรวจเผยด้วยว่า เจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างการตามหาตัวนักเรียนบางส่วนที่วิ่งหนีไฟไหม้ จนเตลิดไปยังพื้นที่ใกล้เคียงในช่วงที่เกิดความโกลาหลและหายตัวไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่าน-สหรัฐฯ โจมตีทางอากาศตอบโต้กัน หลังทรัมป์ปัดข่าวข้อตกลง

อิหร่าน-สหรัฐฯ โจมตีทางอากาศตอบโต้กัน หลังทรัมป์ปัดข่าวข้อตกลง

28 พ.ค. 2569 21:52 น.

อิหร่าน-สหรัฐฯ โจมตีทางอากาศตอบโต้กัน หลังทรัมป์ปัดข่าวข้อตกลง

อิหร่านโจมตีทางอากาศโดยมีเป้าหมายที่ฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง หลังกองทัพอเมริกันโจมตีใส่เป้าหมายในอิหร่านรอบใหม่ ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจาเพื่อหาทางยุติความขัดแย้งระหว่างกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อิหร่านโจมตีทางอากาศโดยมีเป้าหมายที่ฐานทัพของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางในวันพฤหัสบดีที่ 28 พ.ค. 2569 หลังจากสหรัฐฯ โจมตีเข้าใส่สิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ปฏิบัติการโดรน” ของอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

การโจมตีดังกล่าวแม้จะอยู่ในวงจำกัด แต่ก็ตอกย้ำให้เห็นถึงความเปราะบางของการเจรจาที่มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนข้อตกลงหยุดยิงอันไม่มั่นคง ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อต้นเดือนเมษายน ให้กลายเป็นข้อตกลงเพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมานาน 3 เดือนและเปิดเส้นทางการเดินเรือสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า กองทัพยิงโดรนจู่โจมของอิหร่านตก 4 ลำ และโจมตีสถานีควบคุมภาคพื้นดินในเมืองท่าบันดาร์อับบาส ซึ่งกำลังเตรียมที่จะปล่อยโดรนลำที่ 5

“ปฏิบัติการเหล่านี้เป็นไปอย่างรอบคอบ เป็นการป้องกันตัวโดยบริสุทธิ์ใจ และมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาข้อตกลงหยุดยิงเอาไว้” เจ้าหน้าที่ซึ่งขอไม่เปิดเผยตัวตนกล่าว

ด้านสำนักข่าว ทัสนิม (Tasnim) รายงานในเวลาต่อมาว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ระบุว่า พวกเขาตั้งเป้าโจมตีไปที่ฐานทัพของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นต้นตอของการโจมตีใกล้กับสนามบินบันดาร์อับบาสเมื่อช่วงเช้าตรู่วันพฤหัสบดี

ทาง IRGC ไม่ได้ระบุชื่อฐานทัพดังกล่าว แต่เตือนว่าหากมีการแสดงท่าทีก้าวร้าวเช่นนี้เกิดขึ้นอีก จะนำไปสู่การตอบโต้ที่ “เด็ดขาดมากยิ่งขึ้น”

ด้านประเทศคูเวต ซึ่งเป็นหนึ่งในชาติตะวันออกกลางที่มีฐานทัพสหรัฐฯ ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ แถลงว่าพวกเขากำลังตอบโต้การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน โดยไม่ได้ระบุว่าการโจมตีเหล่านั้นมาจากที่ใด

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยกับสื่อมวลชนในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันพุธว่า เขายังไม่พอใจกับการเจรจากับอิหร่าน และสหรัฐฯ ยังไม่ได้มีการหารือเกี่ยวกับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องของรัฐบาลเตหะราน

เขายังปฏิเสธรายงานของสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านที่อ้างว่า มีร่างข้อตกลงอย่างไม่เป็นทางการ ที่จะฟื้นฟูการเดินเรือเชิงพาณิชย์ผ่านช่องแคบดังกล่าวให้กลับสู่ระดับก่อนเกิดสงครามภายในหนึ่งเดือน โดยให้อิหร่านและโอมานซึ่งเป็นประเทศในอ่าวอาหรับร่วมกันบริหารจัดการการเดินเรือ

ทรัมป์ย้ำว่า “ไม่มีใครหน้าไหนจะได้ควบคุมช่องแคบนี้ มันคือน่านน้ำสากล และโอมานจะต้องทำตัวเหมือนกับคนอื่นๆ ไม่อย่างนั้นเราจะต้องเป่าพวกเขาให้กระจุย พวกเขาเข้าใจเรื่องนี้ดี และพวกเขาจะไม่เป็นไร”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna