พระโอรส-พระธิดาในเจ้าชายแฮร์รี่ ทรงย้ายโรงเรียนกะทันหัน เหตุหวั่นเรื่องความปลอดภัย

พระโอรส-พระธิดาในเจ้าชายแฮร์รี่ ทรงย้ายโรงเรียนกะทันหัน เหตุหวั่นเรื่องความปลอดภัย

16 ก.ย. 2569 09:07 น.

พระโอรส-พระธิดาในเจ้าชายแฮร์รี่ ทรงย้ายโรงเรียนกะทันหัน เหตุหวั่นเรื่องความปลอดภัย

เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน มาร์เคิล ให้ลูกทั้ง 2 คนย้ายโรงเรียน หลังเข้าเรียนได้เพียง 2 วัน เหตุทีมรักษาความปลอดภัยกังวลเรื่องการเดินทางจากบ้านไปโรงเรียน ซึ่งอยู่ค่อนข้างไกลและมีการจราจรหนาแน่น

กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอีกครั้ง สำหรับครอบครัวของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน มาร์เคิล หลังมีการยืนยันว่า เจ้าชายอาร์ชี พระโอรสวัย 7 ปี และเจ้าหญิงลิลิเบต พระธิดาวัย 5 ปี จะต้องย้ายโรงเรียนใหม่ หลังเพิ่งเริ่มเข้าเรียนที่โรงเรียนได้เพียง 2 วัน

โฆษกของดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์เปิดเผยเมื่อวันที่ 14 กันยายนว่า การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังหารือกับทีมรักษาความปลอดภัยของครอบครัว โดยพิจารณาถึงความเหมาะสมในทางปฏิบัติของการเดินทางระหว่างบ้านกับโรงเรียน

รายงานระบุว่า ระยะทางจากบ้านไปโรงเรียน ประกอบกับสภาพการจราจรที่หนาแน่นในพื้นที่ ทำให้ทีมรักษาความปลอดภัยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการเดินทางของทั้งสองพระองค์

อย่างไรก็ตาม ครอบครัวของเจ้าชายแฮร์รี่ย้ำว่า การย้ายโรงเรียนไม่ได้สะท้อนถึงคุณภาพของโรงเรียนเดิมแต่อย่างใด โดยพ่อแม่ยังคงรู้สึกขอบคุณครูและบุคลากรทุกคนสำหรับความรัก ความเอาใจใส่ และการดูแลเด็กทั้งสองเป็นอย่างดี

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังเจ้าชายแฮร์รี่ เมแกน และลูกๆ เพิ่งย้ายกลับมาใช้ชีวิตในอังกฤษ หลังอาศัยอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ มานาน 6 ปี โดยสถานที่พักอาศัยแห่งใหม่และรายละเอียดเกี่ยวกับโรงเรียนของลูกๆ ยังคงถูกเก็บเป็นความลับด้วยเหตุผลด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย

ประเด็นด้านความปลอดภัยยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อนสำหรับเจ้าชายแฮร์รี่ หลังพระองค์เคยวิจารณ์การตัดสินใจของรัฐบาลอังกฤษที่ยกเลิกการคุ้มครองตำรวจโดยอัตโนมัติสำหรับพระองค์และครอบครัวแบบเดียวกับสมาชิกระดับสูงของราชวงศ์ โดยปัจจุบันมีการจัดระบบรักษาความปลอดภัยเป็นกรณีเฉพาะ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลอังกฤษกำลังทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าชายแฮร์รี่ และโฆษกของทั้งคู่ยืนยันด้วยว่า การรักษาความปลอดภัยของเมแกนกำลังถูกนำกลับมาพิจารณาอีกครั้งเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ทั้งคู่ย้ายออกจากอังกฤษ.

ที่มา : channelnewsasia

ผู้นำเกาหลีเหนือไว้อาลัยอดีตรองรมว.กลาโหมผู้เคยมีบทบาทสำคัญในโครงการนิวเคลียร์-ขีปนาวุธ

ผู้นำเกาหลีเหนือไว้อาลัยอดีตรองรมว.กลาโหมผู้เคยมีบทบาทสำคัญในโครงการนิวเคลียร์-ขีปนาวุธ

16 ก.ย. 2569 09:05 น.

ผู้นำเกาหลีเหนือไว้อาลัยอดีตรองรมว.กลาโหมผู้เคยมีบทบาทสำคัญในโครงการนิวเคลียร์-ขีปนาวุธ

สื่อเกาหลีเหนือรายงาน “ยุน ทงฮยอน” อดีตรองรมว.กลาโหม และนายทหารคนสำคัญ ผู้เคยมีบทบาทสำคัญในโครงการนิวเคลียร์-ขีปนาวุธ เสียชีวิตแล้ว “คิม จอง อึน” แสดงความเสียใจและส่งพวงหรีดไว้อาลัย

วันที่ 15 กันยายน 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลีเหนือ หรือเคซีเอ็นเอ รายงานว่า นายยุน ทงฮยอน อดีตรองรัฐมนตรีกลาโหมเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของกองทัพที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ เสียชีวิตแล้ว  โดยนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการเสียชีวิตของยุน พร้อมส่งพวงหรีดไปร่วมไว้อาลัย

รายงานข่าวระบุว่า นายยุนมีส่วนช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านเทคโนโลยีทางทหารของเกาหลีเหนือ โดยทำงานในตำแหน่งสำคัญในภาคอุตสาหกรรมยุทโธปกรณ์มาเป็นเวลานาน เขายังเป็นนายทหารคนสำคัญที่ติดตามคิม จอง อึน อย่างใกล้ชิดระหว่างการตรวจสอบโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ รวมถึงการฝึกซ้อมทางทหารหลายครั้ง

โดยนายยุนได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้อำนวยการกระทรวงกองทัพประชาชน และปรากฏตัวเคียงข้างผู้นำเกาหลีเหนืออยู่บ่อยครั้งในช่วงกลางทศวรรษ 2010 ขณะที่คิมเดินทางไปสังเกตการณ์การทดสอบระบบยิงจรวดหลายลำกล้องและขีปนาวุธหลายครั้ง ขณะที่ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์หลังเกาหลีเหนือทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ครั้งที่ 5 ในปี 2559 นายยุนเคยเตือนว่า เกาหลีเหนือพร้อมใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีก่อน หากฝ่ายศัตรูเคลื่อนไหวเพื่อทำลายความภาคภูมิใจและอำนาจของรัฐบาลเกาหลีเหนือ

ที่มา Yonhap 

แฟนเพลงรำลึก Dolly Parton ผ่านเขาวงกตไร่ข้าวโพดทั่วอเมริกา-แคนาดา จำลองเป็นภาพใบหน้านักร้องดัง

แฟนเพลงรำลึก Dolly Parton ผ่านเขาวงกตไร่ข้าวโพดทั่วอเมริกา-แคนาดา จำลองเป็นภาพใบหน้านักร้องดัง

16 ก.ย. 2569 08:53 น.

แฟนเพลงรำลึก Dolly Parton ผ่านเขาวงกตไร่ข้าวโพดทั่วอเมริกา-แคนาดา จำลองเป็นภาพใบหน้านักร้องดัง

แฟนเพลงร่วมรำลึกถึง ดอลลี พาร์ตัน ผ่านเขาวงกตในไร่ข้าวโพด 20 แห่งในสหรัฐฯ และแคนาดา หนึ่งในนั้นออกแบบเป็นใบหน้าและทรงผมสีบลอนด์อันเป็นเอกลักษณ์ของนักร้องระดับตำนาน

กลายเป็นอนุสรณ์กลางทุ่งข้าวโพดที่ทั้งแปลกตาและน่าประทับใจ สำหรับเขาวงกตธีม ดอลลี พาร์ตัน (Dolly Parton) ที่เปิดให้ผู้คนเข้าไปเดินตามเส้นทาง เพื่อร่วมรำลึกถึงนักร้องคันทรีชื่อดังของสหรัฐฯ ซึ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ด้วยวัย 80 ปี

หนึ่งในเขาวงกตดังกล่าวตั้งอยู่ที่ฟาร์มของ Twins BBQ Co. ในเมืองบรูคฟิลด์ รัฐคอนเนตทิคัต ออกแบบบนพื้นที่ 5 เอเคอร์ มีเส้นทางรวมยาวกว่า 1 ไมล์ โดยเมื่อมองจากพื้นดินจะเห็นเพียงต้นข้าวโพดสูงท่วมหัว แต่เมื่อมองจากมุมสูงจะเห็นใบหน้า ชื่อ และทรงผมของดอลลี พาร์ตันปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน

เจ้าของฟาร์มบอกว่า ส่วนที่ยากที่สุดของเขาวงกตคือทรงผมของดอลลี เพราะมีรายละเอียดและปลายผมจำนวนมาก ทำให้ผู้เข้าไปพิชิตเขาวงกตต้องตัดสินใจตามทางแยกหลายร้อยจุด และอาจหลงทางได้ง่าย

เขาวงกตแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ “Get Lost with Dolly” ซึ่งมีเขาวงกตธีมดอลลี พาร์ตันทั้งหมด 20 แห่ง เปิดตามฟาร์มใน 15 รัฐของสหรัฐฯ และ 2 มณฑลของแคนาดา

โครงการจัดขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 31 ปีของ Imagination Library โครงการมอบหนังสือให้เด็กที่ดอลลี พาร์ตันก่อตั้งขึ้นในปี 1995 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากพ่อของเธอ ซึ่งไม่สามารถอ่านหรือเขียนหนังสือได้

ปัจจุบัน Imagination Library ระบุว่า ได้มอบหนังสือให้เด็กๆ แล้วมากกว่า 300 ล้านเล่ม และส่งหนังสือฟรีให้เด็กกว่า 3 ล้านเล่มต่อเดือนใน 5 ประเทศ

ฟาร์มที่เข้าร่วมโครงการจะบริจาครายได้ส่วนหนึ่งจากค่าเข้าชมเขาวงกตให้กับโครงการ Imagination Library ในพื้นที่

สำหรับเขาวงกตในคอนเนตทิคัต เริ่มปลูกข้าวโพดในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ก่อนเริ่มวางแบบในเดือนกรกฎาคม โดยทีมงานใช้แบบร่างบนกระดาษกราฟและทำเครื่องหมายเส้นทางด้วยมือ ขณะที่ต้นข้าวโพดมีความสูงประมาณ 8 นิ้ว

เขาวงกตเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน และมีกำหนดเปิดไปจนถึงวันที่ 7 พฤศจิกายน

เดิมแคมเปญ “Get Lost with Dolly” ถูกวางแผนไว้ก่อนที่ดอลลี พาร์ตันจะเสียชีวิต แต่หลังการจากไปของเธอ โครงการนี้ได้กลายเป็นอีกหนึ่งวิธีที่แฟนเพลงทั่วทวีปอเมริกาเหนือใช้รำลึกถึงศิลปินผู้มีผลงานเป็นที่รู้จักมาหลายชั่วอายุคน.

ที่มา : AP

3 บิ๊ก AI สหรัฐฯ ดันตั้งองค์กรคุมความปลอดภัย ทรัมป์-Nvidia สวนเตือนเกินจริง

3 บิ๊ก AI สหรัฐฯ ดันตั้งองค์กรคุมความปลอดภัย ทรัมป์-Nvidia สวนเตือนเกินจริง

16 ก.ย. 2569 05:59 น.

3 บิ๊ก AI สหรัฐฯ ดันตั้งองค์กรคุมความปลอดภัย ทรัมป์-Nvidia สวนเตือนเกินจริง

บริษัทผู้พัฒนา AI ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้ง OpenAI, Anthropic และ Google กำลังร่วมมือกันเพื่อจัดตั้ง องค์กรกำหนดมาตรฐาน AI ท่ามกลางความกังวลเรื่องอันตรายจากเทคโนโลยีนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 15 ก.ย. 2569 ว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับโลกอย่าง OpenAI, Anthropic และ Google กำลังร่วมมือกันเพื่อจัดตั้ง องค์กรกำหนดมาตรฐาน AI (AI standards body) เพื่อกำกับดูแลกันเอง โดยมีต้นแบบมาจากองค์กรกำกับดูแลอุตสาหกรรมทางการเงินของสหรัฐฯ (FINRA) ท่ามกลางความกังวลเรื่องอันตรายของ AI ที่ทวีความรุนแรงขึ้น

แนวคิดนี้ต่อยอดมาจากข้อเสนอของ เดมิส ฮัสซาบิส ผู้บริหาร Google DeepMind ที่เรียกร้องให้สหรัฐฯ ตั้งองค์กรทดสอบระบบ AI ที่ทรงพลังที่สุดก่อนเปิดตัวสู่สาธารณะ โดยระบุว่าต้องใช้เงินทุนมหาศาลจากภาคอุตสาหกรรมเพื่อดึงดูดบุคลากรระดับโลกและสนับสนุนทรัพยากรคำนวณขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ถูกคัดค้านจาก ไอเดน โกเมซ ซีอีโอของ Cohere บริษัท AI จากแคนาดา ซึ่งออกมาโจมตีว่า กลุ่มบริษัทอเมริกันเหล่านี้กำลังรวมหัวกันตั้ง “กลุ่มผูกขาด” (cartel) โดยอ้างเรื่องความปลอดภัย เพื่อเขียนกฎเกณฑ์ปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มตนเอง

“AI จำเป็นต้องมีเกราะป้องกัน นั่นไม่ใช่ประเด็นโต้แย้งและไม่เคยเป็น แต่ข้อโต้แย้งคือใครเป็นคนเขียนมันขึ้นมา ใครมีส่วนร่วมได้บ้าง และกฎเหล่านั้นกำลังปกป้องผลประโยชน์ของใคร” นายโกเมซกล่าว

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา อดีตพนักงานบริษัทผู้พัฒนา AI หลายคนยื่นใบลาออกและออกมาเตือนภัย เช่น เจคอบ คอกซอน ซึ่งเคยทำงานกับทั้ง Anthropic และ OpenAI ที่ระบุว่าบริษัท AI กำลัง “เอาชีวิตของผู้คนไปเดิมพัน” และ บิลาล ชุกไต จาก Google DeepMind ที่เตือนว่า AI มีศักยภาพถึงขั้นล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้

ขณะที่ ดาริโอ อาโมเดอี ซีอีโอของ Anthropic เรียกร้องให้ชะลอความเร็วในการพัฒนา AI ลง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI , อีลอน มัสก์ และเดมิส ฮัสซาบิส

แต่คำเตือนเหล่านั้นถูกปฏิเสธโดย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มองว่าความกังวลของเหล่าวิศวกร AI และผู้นำบริษัทผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ระดับโลกเป็นเพียง “เรื่องหลอกลวง” พร้อมย้ำว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้องเร่งพัฒนา AI เพื่อแข่งขันกับจีน

ส่วนนาย เจนเซน หวง ซีอีโอของบริษัท Nvidia ผู้ผลิตหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) และชิปประมวลผลสำหรับปัญญาประดิษฐ์รายใหญ่ของโลก ก็ออกมาปฏิเสธคำเตือนเหล่านี้เช่นกัน โดยระบุว่าการคาดการณ์ว่า AI จะทำลายล้างมนุษยชาตินั้น “ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์” และเป็นเรื่องที่ไม่รับผิดชอบ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทนายอ้าง โรดริโก ดูเตร์เต มีภาวะความจำบกพร่องอย่างหนัก

ทนายอ้าง โรดริโก ดูเตร์เต มีภาวะความจำบกพร่องอย่างหนัก

16 ก.ย. 2569 03:05 น.

ทนายอ้าง โรดริโก ดูเตร์เต มีภาวะความจำบกพร่องอย่างหนัก

โรดริโก ดูเตร์เต กำลังรับการประเมินว่าสุขภาพจิตพร้อมขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศหรือไม่ โดยทนายความของเขาออกมาอ้างว่า อดีตผู้นำฟิลิปปินส์รายนี้ มีภาวะความจำบกพร่องอย่างรุนแรง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโรดริโก ดูเตร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์วัย 81 ปี ซึ่งกำลังจะขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เพื่อดำเนินข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จากนโยบาย “สงครามปราบปรามยาเสพติด” ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน กำลังรับการประเมินว่า เขามีสุขภาพจิตพร้อมสำหรับขึ้นศาลในวันที่ 30 พ.ย.นี้หรือไม่

ทีมทนายของดูเตร์เตส่งเอกสารต่อศาลระบุว่า ลูกความของพวกเขามีปัญหาความทรงจำบกพร่องอย่างรุนแรง ไม่สามารถจดจำข้อมูลใหม่ๆ ได้ และลืมชื่อทนายหลักของตัวเองเป็นครั้งคราว ส่งผลให้ทนายไม่สามารถรับคำสั่งหรือเตรียมการสู้คดีร่วมกับเขาได้

นอกจากนี้ ผลการตรวจยังพบว่าดูเตร์เตเข้าใจว่าปัจจุบันคือปี 2550–2551 และลืมชื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอัยการยื่นเอกสารแย้งว่า ดูเตร์เตยังคงมีความสามารถในการใช้สิทธิในกระบวนการยุติธรรม และ “มีความพร้อมสำหรับการพิจารณาคดี” ตามหลักเกณฑ์ของศาล

ด้านคณะแพทย์ผู้ตรวจระบุว่าดูเตร์เตอาจจะ “ไม่ได้ตั้งใจทำแบบทดสอบอย่างเต็มที่” ซึ่งยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเกิดจากการแกล้งทำ, ขาดแรงจูงใจ หรือเป็นผลมาจากโรคทางระบบประสาทจริงๆ ทำให้ฝ่ายจำเลยมองว่ารายงานของแพทย์ยังไม่สมบูรณ์และขอซักค้าน

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ถูกจับกุมและส่งตัวไปที่กรุงเฮก ดูเตร์เตเคยปรากฏตัวผ่านวิดีโอลิงก์เพียงครั้งเดียวในสภาพสับสนและดูง่วงนอนตลอดเวลา

ผู้พิพากษาเรียกร้องให้ดูเตร์เตปรากฏตัวในการฟังพิจารณาคดีเบื้องต้น ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง เขาจะกลายเป็นอดีตผู้นำประเทศในเอเชียคนแรกที่ขึ้นศาล ICC ด้วยตนเอง

ข้อกล่าวหาต่อดูเตร์เตครอบคลุมการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ 3 ข้อหา ซึ่งอัยการระบุว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารอย่างน้อย 76 ศพ ช่วงปี 2556–2561 ระหว่างการทำสงครามปราบปรามยาเสพติดในฟิลิปปินส์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รถไฟเนเธอร์แลนด์หยุดชะงักเป็นวงกว้าง คาดเป็นเหตุวินาศกรรม

รถไฟเนเธอร์แลนด์หยุดชะงักเป็นวงกว้าง คาดเป็นเหตุวินาศกรรม

16 ก.ย. 2569 02:44 น.

รถไฟเนเธอร์แลนด์หยุดชะงักเป็นวงกว้าง คาดเป็นเหตุวินาศกรรม

ระบบรถไฟของเนเธอร์แลนด์ประสบปัญหาหยุดชะงักในหลายพื้นที่ หลังเกิดเหตุที่คาดว่าเป็นการก่อวินาศกรรมหลายสิบจุด ซึ่งทางการเริ่มการสืบสวนหาข้อเท็จจริงแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เครือข่ายรถไฟหลายพื้นที่ในเนเธอร์แลนด์ รวมถึงกรุงอัมสเตอร์ดัม ประสบภาวะหยุดชะงักอย่างหนักเมื่อเช้าวันอังคาร (15 ก.ย. 2569) หลังเกิดเหตุที่คาดว่าเป็นการ “ก่อวินาศกรรม” บนรางรถไฟมากกว่า 35 จุด กระทบเส้นทางสำคัญอย่างสนามบินสคิปโพล (Schiphol) เมืองไอนด์โฮเฟน และอูเทรคต์

“โปรเรล” (ProRail) รัฐวิสาหกิจผู้ดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านการรถไฟของเนเธอร์แลนด์ระบุว่า มีผู้นำท่อและสายไฟมาวางพาดบนรางในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือ ระบบคอมพิวเตอร์จึงเข้าใจผิดว่ามีรถไฟอยู่บนราง ทำให้ศูนย์ควบคุมไม่สามารถปล่อยรถไฟวิ่งได้ รวมถึงมีกรณีรถไฟพุ่งชนวัตถุโลหะใกล้วิทยาลัยสตีนไวก์ (Steenwijk) แต่โชคดีไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

นายกรัฐมนตรี ร็อบ เจตเตน ประณามว่าการกระทำนี้ “สร้างความเดือดร้อนและอันตรายถึงชีวิต” โดยตอนนี้สำนักงานอัยการสูงสุดและสำนักข่าวกรอง AIVD ร่วมกับตำรวจเปิดการสอบสวนทางอาญาแล้ว แต่ยังไม่พบตัวผู้สงสัยหรือแรงจูงใจ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตรงกับวันเปิดสมัยประชุมสภาและการเสนอร่างงบประมาณ ซึ่งกลุ่มเกษตรกร Farmers Defence Force (FDF) ออกมาประท้วงต่อต้านแผนลดการปล่อยไนโตรเจน โดยมีการจุดไฟเผากองฟางตามถนน อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มปฏิเสธว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลังการก่อวินาศกรรมรางรถไฟ และตำรวจก็ไม่พบความเชื่อมโยงใดๆ

ความปั่นป่วนของระบบรางรถไฟของเนเธอร์แลนด์ยังเกิดขึ้นไล่เลี่ยกับอุบัติเหตุรถไฟที่น่าสงสัยในฝรั่งเศส หลังสื่อรายงานว่าเหตุรถไฟตกรางในแคว้นนอร์ม็องดีเมื่อวันศุกร์ (11 ก.ย.) อาจเกิดจากการวินาศกรรมเช่นกัน ซึ่งทางการฝรั่งเศสกำลังเร่งสอบสวนทุกประเด็น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนเตือน อย่าเปลี่ยนอวกาศเป็นสนามรบ หลังสหรัฐฯ ติดตั้งอาวุธในวงโคจร

จีนเตือน อย่าเปลี่ยนอวกาศเป็นสนามรบ หลังสหรัฐฯ ติดตั้งอาวุธในวงโคจร

16 ก.ย. 2569 01:42 น.

จีนเตือน อย่าเปลี่ยนอวกาศเป็นสนามรบ หลังสหรัฐฯ ติดตั้งอาวุธในวงโคจร

ทางการจีนรวมถึงรัสเซีย ออกมาแสดงความไม่พอใจหลังจากสหรัฐฯ ยอมรับว่า พวกเขาส่งอาวุธขึ้นไปติดตั้งบนวงโคจรโลกแล้ว โดยจีนเตือนว่า อย่าเปลี่ยนอวกาศเป็นสนามรบ

เมื่อวันอังคารที่ 15 ก.ย. 2569 ทางการจีนกับรัสเซียออกมาตอบโต้อย่างรุนแรงหลังจากสหรัฐฯ ยืนยันเป็นครั้งแรกว่าได้ติดตั้งระบบอาวุธบนวงโคจรโลกแล้ว โดยจีนเตือนให้ระวังการเปลี่ยนอวกาศให้กลายเป็นสนามรบ ขณะที่รัสเซียเรียกร้องให้คงอวกาศไว้ให้ปลอดจากอาวุธทุกชนิด

ก่อนหน้านี้ โฆษกกองทัพอวกาศสหรัฐฯ ยืนยันว่า สหรัฐฯ มีอาวุธควบคุมอวกาศ (Space Control Weapons) ในวงโคจรเพื่อปกป้องกองทัพจากการโจมตีของฝ่ายศัตรู โดยมีทั้งมาตรการแบบทางกายภาพ (Kinetic) และไม่ใช่กายภาพ (Non-kinetic) เช่น เลเซอร์ทำลายระบบสายตาของดาวเทียม หรือการรบกวนสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าและไซเบอร์

สหรัฐฯ อ้างเหตุผลว่าทั้งจีนและรัสเซียต่างพัฒนาศักยภาพการสู้รบทางอวกาศเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความขัดแย้งในอนาคต ทำให้สหรัฐฯ จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือ

อย่างไรก็ตาม นายกัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน เรียกร้องให้สหรัฐฯ หยุดการขยายขีดความสามารถทางการทหารและการเตรียมพร้อมทำสงครามในอวกาศ

ขณะที่นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลินของรัสเซีย เรียกร้องให้มีความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อปลดอาวุธในอวกาศอย่างสมบูรณ์

ส่วนนาย ซ่ง จงผิง นักวิเคราะห์การทหารมองว่า แม้การเปิดเผยครั้งนี้ของวอชิงตันจะเป็น “ความลับที่รู้กันทั่วไป” อยู่แล้ว แต่ช่วงเวลาในการประกาศอาจยิ่งเพิ่มความตึงเครียดและเร่งการแข่งขันทางอาวุธในอวกาศ

นอกจากนั้น จีนคงไม่อยู่เฉย การที่สหรัฐฯ เปิดเผยเรื่องการติดอาวุธในอวกาศเช่นนี้ จะกดดันให้จีนอาจต้องพิจารณาติดตั้งอาวุธในอวกาศตามเพื่อตอบโต้

ทั้งนี้ สนธิสัญญาอวกาศปี 1967 (Outer Space Treaty) ห้ามเฉพาะการติดตั้ง “อาวุธทำลายล้างสูงและอาวุธนิวเคลียร์” ในวงโคจรเท่านั้น แต่ไม่ได้ครอบคลุมอาวุธทั่วไป ทำให้เกิดช่องว่างทางกฎหมาย

จีนและรัสเซียพยายามผลักดันร่างสนธิสัญญาห้ามการติดตั้งอาวุธทุกประเภทในอวกาศมาตลอด 20 ปี ขณะที่ชาติตะวันตกเน้นเรื่อง “กรอบพฤติกรรมที่รับผิดชอบ” โดยคาดว่าประเด็นนี้จะถูกยกขึ้นมาหารือในการประชุมปลดอาวุธของสหประชาชาติ (UN) ในเดือนพฤศจิกายนนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เดนมาร์กโวย เรือรบรัสเซียยิงพลุแฟลร์ ใส่เฮลิคอปเตอร์ทหาร

เดนมาร์กโวย เรือรบรัสเซียยิงพลุแฟลร์ ใส่เฮลิคอปเตอร์ทหาร

16 ก.ย. 2569 00:02 น.

เดนมาร์กโวย เรือรบรัสเซียยิงพลุแฟลร์ ใส่เฮลิคอปเตอร์ทหาร

ทางการเดนมาร์กออกมาแสดงความไม่พอใจ โดยอ้างว่าเรือรบของรัสเซียยิงพลุแฟลร์เข้าใส่เฮลิคอปเตอร์ทางทหารของพวกเขา ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ตามปกติในน่านน้ำสากล

เมื่อวันอังคารที่ 15 ก.ย. 2569 ทางการเดนมาร์กออกมากล่าวหา เรือรบของรัสเซียได้ยิงพลุส่องสว่างฉุกเฉิน (พลุแฟลร์) จำนวน 2 ลูก ใส่เฮลิคอปเตอร์รุ่น Fennec ของกองทัพอากาศเดนมาร์ก ขณะกำลังบินปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนและถ่ายภาพในน่านน้ำสากลตามปกติ นอกชายฝั่งเมืองเกดเซอร์ (Gedser) โดยมีพลุลูกหนึ่งพุ่งเฉียดตัวเครื่องไปอย่างน่ากลัว

กระทรวงการต่างประเทศเดนมาร์กได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตรัสเซียเข้าพบ พร้อมระบุว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นสิ่งที่ “รับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง”

ขณะที่นางเมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ประณามการกระทำของรัสเซียว่า “ประมาทเลินเล่อ” และมีเจตนาเพื่อข่มขู่ ส่วนนางเออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ชี้ว่าการกระทำนี้เป็นหนึ่งในรูปแบบการยั่วยุและความก้าวร้าวของรัสเซียที่มีต่อยุโรป

ส่วนรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมเดนมาร์กเปิดเผยว่า ลูกเรือของเรือฟริเกตของรัสเซียไม่ได้มีความพยายามที่จะติดต่อสื่อสารกับเฮลิคอปเตอร์ก่อนลงมือแต่อย่างใด

ด้านนายวลาดิเมียร์ บาร์บิน เอกอัครราชทูตรัสเซีย ยืนยันว่าจะตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด แต่ตอบโต้ด้วยว่า เฮลิคอปเตอร์ของเดนมาร์กต่างหากที่เป็นฝ่าย “กระทำการยั่วยุ” ด้วยการบินเข้าใกล้เรือรบของรัสเซียในระยะอันตราย โดยเคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้มาแล้วเมื่อปีก่อน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่เกิดความตึงเครียดด้านความมั่นคงในหลายพื้นที่ทางฝั่งตะวันออกของยุโรป โดยที่ลิทัวเนีย เครื่องบินรบนาโตยิงโดรนลำหนึ่งตก หลังรุกล้ำเข้าสู่น่านฟ้าลิทัวเนียบริเวณใกล้เมืองเคานาส โดยคาดว่าบินมาจากเบลารุส ซึ่งเป็นพันธมิตรของรัสเซีย

ขณะที่โปแลนด์ระบุว่า พวกเขาดำเนินปฏิบัติการทางการบินเชิงป้องกันในน่านฟ้าของตัวเองเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่ออารักขาน่านฟ้าเนื่องจากพบโดรนของรัสเซียออกบินโจมตีพื้นที่ของยูเครนบริเวณใกล้ชายแดน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เรือน้ำมันปานามา โดนโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ ลูกเรือสูญหาย 2 ราย

เรือน้ำมันปานามา โดนโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ ลูกเรือสูญหาย 2 ราย

15 ก.ย. 2569 22:44 น.

เรือน้ำมันปานามา โดนโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ ลูกเรือสูญหาย 2 ราย

เกิดระเบิดที่เรือบรรทุกน้ำมันติดธงปานามา ขณะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้มีลูกเรือสูญหาย 2 ราย โดยอิหร่านอ้างว่าเรือลำนี้โดนทุ่นระเบิด

เมื่อวันอังคารที่ 15 ก.ย. 2569 ศูนย์ความมั่นคงทางทะเลของโอมานเปิดเผยว่า เรือบรรทุกน้ำมัน “เอล ไกอา” (El Gaia) ติดธงปานามา ถูกโจมตีขณะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จนเกิดเพลิงไหม้ในห้องเครื่อง ส่งผลให้มีลูกเรือสูญหาย 2 ราย ขณะที่มีลูกเรือได้รับความช่วยเหลือแล้ว 23 คน

กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่านอ้างเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า เรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวชนเข้ากับทุ่นระเบิดในทะเลและเกิดเพลิงไหม้ ขณะแล่นผ่านเส้นทางที่พวกเขาระบุว่า เป็นพื้นที่ควบคุมและไม่ปลอดภัย

ขณะเดียวกัน ศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (UKMTO) รายงานว่าได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บนเรือลำหนึ่ง ซึ่งถูกโจมตีด้วยวัตถุระเบิดไม่ทราบชนิด ขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงเช้ามืดของวันอาทิตย์

ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา อิหร่านเคยอ้างในลักษณะเดียวกันนี้กับเหตุการณ์ที่ทำให้ลูกเรือชาวฟิลิปปินส์เสียชีวิต 2 ราย บนเรือซูเปอร์แทงเกอร์บรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเกิดระเบิดขณะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ทางการซาอุดีอาระเบียแย้งว่าเรือตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิหร่าน

องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ระบุว่า นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านเปิดฉากขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ มีลูกเรือเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 22 ศพ จากเหตุโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซและพื้นที่อื่นๆ ที่ได้รับการยืนยันแล้ว 79 ครั้ง

อนึ่ง ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปกติเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซปริมาณกว่า 1 ใน 5 ของโลก ถูกปิดในทางพฤตินัย เนื่องจากการโจมตีเรือขนส่งสินค้าด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน รวมถึงการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ต่อท่าเรือต่าง ๆ ของอิหร่าน

สหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อยุติสงครามและเปิดช่องแคบอีกครั้งในเดือนมิถุนายน แต่ข้อตกลงก็พังทลายภายในไม่กี่สัปดาห์ หลังจากอิหร่านกลับมาโจมตีเรือขนส่งสินค้าอีกครั้ง และสหรัฐฯ ได้ฟื้นฟูมาตรการปิดล้อมทางทะเลตามเดิม

อิหร่านยังคงยืนกรานว่าจะไม่ยอมสละอำนาจในการควบคุมเส้นทางน้ำแห่งนี้ และได้เล็งเป้าโจมตีเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเลี่ยงการใช้น่านน้ำของอิหร่าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไทยแถลงเปิด UNCLOS ยันเดินหน้าประนอมเขตทะเล อัดกัมพูชาเล่นบทผู้ถูกกระทำ

ไทยแถลงเปิด UNCLOS ยันเดินหน้าประนอมเขตทะเล อัดกัมพูชาเล่นบทผู้ถูกกระทำ

15 ก.ย. 2569 21:58 น.

ไทยแถลงเปิด UNCLOS ยันเดินหน้าประนอมเขตทะเล อัดกัมพูชาเล่นบทผู้ถูกกระทำ

รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยแถลงเปิดการประชุมคณะกรรมาธิการประนอม UNCLOS ครั้งแรก ยืนยันจะเดินหน้าประนอมเขตทะเลกับกัมพูชา อัดกัมพูชาเล่นบทผู้ถูกกระทำ

เมื่อวันอังคารที่ 15 ก.ย. 2569 กระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย เผยแพร่ถ้อยแถลงเปิดของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในการประชุมครั้งแรกกับคณะกรรมาธิการประนอมระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายใต้อนุสัญญา UNCLOS

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า “ท่านประธานที่เคารพ คณะกรรมาธิการประนอม และคณะผู้แทนกัมพูชา ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นผู้แทนประเทศไทย โดยผมมาด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน คือการแสวงหาทางออกในเรื่องการกำหนดเขตทางทะเล ซึ่งจะปกป้องสิทธิของเรา และเพื่อทำให้ไทยและกัมพูชาสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ในฐานะเพื่อนบ้าน

ก่อนอื่น ผมขอกล่าวถึงบริบทโดยรวมของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งผมเชื่อว่า มีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่งสำหรับการประชุมในวันนี้

เราจำเป็นต้องเข้าใจสถานการณ์แวดล้อมและลำดับเหตุการณ์ที่นำเรามาสู่จุดนี้ที่สิงคโปร์ ใจความสำคัญของกระบวนการนี้คือความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างแนวทางที่ไทยกับกัมพูชาเลือกใช้เพื่อบริหารจัดการประเด็นระหว่างกัน

ไทยเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า ความเห็นต่างระหว่างเพื่อนบ้าน ควรได้รับการแก้ไขผ่านการพูดคุยหารือ แนวทางที่ไทยยึดถือมาโดยตลอด คือ รักษาช่องทางการสื่อสาร ฟื้นฟูความเชื่อมั่นระหว่างกัน และแสวงหาทางออกที่ยั่งยืนผ่านการเจรจาทวิภาคี

แต่กัมพูชากลับใช้แนวทางที่ต่างออกไป กัมพูชามักกล่าวอ้างว่าตนเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และสร้างภาพว่าไทยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่การกล่าวอ้างนี้ของกัมพูชา มุ่งสร้างประโยชน์ให้ฝ่ายตนเอง และมีความย้อนแย้ง

เราควรคำนึงถึงเหตุการณ์ที่นำมาสู่ความขัดแย้ง ตอนที่กัมพูชาจงใจปล่อยบทสนทนาส่วนตัวทางโทรศัพท์ระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ตอนที่จรวดของกัมพูชาตกใส่และพรากชีวิตพลเรือนไทยผู้บริสุทธิ์ ตอนที่ทหารไทยต้องสูญเสียขาจากทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ ในช่วงเวลาเหล่านั้น การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอยู่ที่ไหน?

ผมขอเน้นย้ำว่า ประเทศไทยยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศอย่างมั่นคงเสมอมา เรายึดมั่นในกติการะหว่างประเทศ และจะปกป้องสิทธิของเราอย่างเข้มแข็ง

สำหรับประเทศไทย กฎหมายระหว่างประเทศและการทูตเป็นพื้นฐานที่เกื้อหนุนกันต่อการรักษาความสัมพันธ์โดยสันติระหว่างประเทศ กฎหมายเป็นกรอบรองรับ ขณะที่การทูตเป็นเครื่องมือที่ประเทศเพื่อนบ้านสามารถใช้สร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นระหว่างกัน และบรรลุทางออกที่เป็นที่ยอมรับและยั่งยืน

เวลานี้ ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญมาก เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศของเราได้อยู่ในช่วงเวลาที่ท้าทาย ความขัดแย้งได้บั่นทอนความไว้เนื้อเชื่อใจและสร้างความสูญเสียอย่างมากต่อประชาชนของทั้งสองฝ่าย

แต่ถ้าเราต้องการหาทางออกที่ยั่งยืนในเรื่องนี้อย่างแท้จริง เราจำเป็นต้องฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างกัน ดังนั้น ไทยจึงได้มุ่งผลักดันให้มีการหารือพูดคุย และให้มีแนวทางที่ปฏิบัติได้จริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกันที่จำเป็นต่อการจัดการกับประเด็นปัญหาที่จะยากยิ่งขึ้น

ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบูเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผู้นำของเราทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป

และเมื่อผมได้พบกับรองนายกฯ ปรัก สุคน ที่นครนิวยอร์ก เมื่อเดือนพฤษภาคม ผมได้เสนอมาตรการที่ปฏิบัติได้จริงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และช่วยให้เราสามารถเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นใจในประเด็นที่เราเห็นต่างกัน

แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า กัมพูชาไม่เคยให้โอกาสอย่างแท้จริงกับแนวทางการทูตดังกล่าว และในมุมมองของไทย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วงอย่างต่อเนื่องของกัมพูชา

แทนที่จะเข้าร่วมการพูดคุยทวิภาคีอย่างเต็มที่และจริงใจ กัมพูชายังคงกล่าวร้ายประเทศไทยครั้งแล้วครั้งเล่า โดยนำเสนอเรื่องราวที่เป็นเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง และกล่าวหาประเทศไทยโดยไม่มีมูลแทบทุกวัน ซึ่งรวมถึงในเวทีระหว่างประเทศ และกัมพูชาก็จะเล่นบทผู้ถูกกระทำ ด้วยความเชื่อมั่นว่าตนดีเหนือผู้อื่น และเพื่อสร้างภาพว่าตนมีความชอบธรรม

เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า การเมืองภายในมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมเช่นนี้ของกัมพูชา สำหรับประเทศไทย ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองฝ่าย ไม่ควรถูกนำมาเป็นข้อต่อรองเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น

นี่คือแนวทางที่กัมพูชาเลือกใช้มาโดยตลอด และนำมาซึ่งผลกระทบอย่างร้ายแรง ทั้งยังปลุกกระแสความรู้สึกของสาธารณชน เพิ่มความตึงเครียด และทำให้ท่าทีของแต่ละฝ่ายแข็งกร้าวยิ่งขึ้น ซึ่งยิ่งทำให้การปรับท่าทีเข้าหากันและการฟื้นฟูความสัมพันธ์สำหรับทั้งสองประเทศเป็นไปได้ยากขึ้น

วิธีที่ประเทศไทยยึดถือมาตลอดคือ การใช้กลไกทางกฎหมายควบคู่ไปกับการทูตที่ชัดเจน เพื่อสร้างความไว้วางใจ การทูตต้องไม่กลายเป็นการแข่งขันความเหนือกว่าเพื่อแสวงหาประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียว

ท่านประธานและคณะกรรมาธิการ ภารกิจเบื้องหน้าจำเป็นต้องใช้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความเป็นมาที่นำเรามาสู่จุดนี้ด้วย ผมจึงขอกล่าวโดยสรุปเกี่ยวกับการตัดสินใจของไทยในการยกเลิก MOU 2544

กัมพูชากล่าวอ้างว่า การตัดสินใจยกเลิก MOU ของไทย ทำให้กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเริ่มกระบวนการประนอมนี้ ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวไม่เป็นความจริง

ข้อเท็จจริงคือ ตลอดระยะเวลา 25 ปี เราสามารถจัดการประชุมอย่างเป็นทางการได้เพียงสองครั้งเท่านั้น ทำให้เห็นชัดว่า MOU ไม่ได้ก่อให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ไทยจึงเลือกที่จะเริ่มการเจรจาใหม่อีกครั้ง

การให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคี UNCLOS ของกัมพูชาเมื่อไม่นานมานี้ น่าจะเป็นโอกาสเหมาะสมที่เราจะเริ่มการเจรจากันอีกครั้งบนพื้นฐานทางกฎหมายเดียวกันที่มีความมั่นคงยิ่งขึ้น

ไทยได้เสนอแนวทางดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน โดยผมได้เสนอกับกัมพูชาด้วยตนเองให้เราเริ่มการเจรจาระหว่างกันในเรื่องเขตทางทะเล ซึ่งน่าจะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์และเปิดทางไปสู่การแก้ไขประเด็นคั่งค้างอื่น ๆ

ผมยังได้เสนอด้วยว่า หากเราไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ภายในหกเดือน เราก็สามารถเข้าสู่กระบวนการประนอมร่วมกันได้

ดังนั้น การที่กัมพูชากล่าวอ้างว่า ตนไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว นอกจากเริ่มกระบวนการนี้ภายหลังไทยยกเลิก MOU จึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง

กัมพูชามีทางเลือกอื่น แต่เลือกที่จะปิดประตูนั้น ด้วยเหตุผลที่ยากจะเข้าใจ ท่านประธาน เพื่อแสวงหาข้อยุติ เราจำเป็นต้องมีความชัดเจนในการกำหนดขอบเขตของประเด็น ที่คณะกรรมาธิการชุดนี้จะพิจารณา

สำหรับไทย ขอบเขตของกระบวนการนี้เกี่ยวกับการกำหนดเขตทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาในอ่าวไทยเท่านั้น ไทยขอยืนยันอีกครั้งว่า เขตทางทะเลของไทยเป็นไปตามที่ปรากฏในพระบรมราชโองการลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2516 เรามิได้มุ่งหวังสิ่งใดเกินไปกว่าการปกป้องอธิปไตย สิทธิอธิปไตย และสิทธิอันชอบธรรมที่ประเทศไทยพึงมีตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ผมขอย้ำว่า กระบวนการประนอมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยเหนือดินแดนทางบก รวมถึงเกาะกูด ประเทศไทยปฏิเสธเส้นเขตไหล่ทวีปที่กัมพูชาอ้างสิทธิฝ่ายเดียวเมื่อปี 2515 ซึ่งเส้นดังกล่าวปราศจากพื้นฐานทางกฎหมาย

ท่านประธานและคณะกรรมาธิการ ไทยเข้าร่วมกระบวนการประนอมนี้ด้วยความสุจริตใจ โดยตระหนักถึงพันธกรณีภายใต้อนุสัญญา UNCLOS และด้วยความเชื่อมั่นในความเป็นกลางและความเชี่ยวชาญของคณะกรรมาธิการ

ไทยพร้อมเข้าร่วมกระบวนการนี้อย่างสร้างสรรค์ โดยมุ่งหวังที่จะบรรลุผลลัพธ์อันเที่ยงธรรมผ่านการเจรจา ด้วยการสนับสนุนของคณะกรรมาธิการ กระบวนการประนอมสามารถช่วยให้ทั้งสองฝ่ายหาจุดร่วม ลดช่องว่างความแตกต่างของท่าทีทางกฎหมาย และสามารถเจรจาเพื่อเดินหน้าต่อไปได้

เราเชื่อมั่นว่า ด้วยการแนะนำของคณะกรรมาธิการ ทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุผลลัพธ์ในการแบ่งเขตทางทะเลอย่างเที่ยงธรรม สามารถใช้ได้จริง และยั่งยืน

ไทยยังคงเปิดกว้างสำหรับการเจรจา เพราะในท้ายที่สุด ประเทศของเราทั้งสองยังคงมีหน้าที่ร่วมกันในการแสวงหาหนทางเพื่อเดินหน้าต่อไปอย่างจริงจังและด้วยความสุจริตใจ

ท่านประธาน ท่านคณะกรรมาธิการ และคณะผู้แทนฝ่ายกัมพูชา ขณะที่เราเริ่มกระบวนการในวันนี้ เราต้องตระหนักว่า พัฒนาการและผลของกระบวนการประนอมนี้ จะมีนัยยะสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาในอนาคต

กระบวนการนี้ไม่ใช่การทูตแบบที่ต้องมีผู้ชนะและผู้แพ้โดยสิ้นเชิง ขอย้ำว่า ประเทศไทยยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ ขอย้ำว่า ไทยจะปกป้องอธิปไตยและสิทธิทางทะเลของเราอย่างมั่นคง

และขอย้ำอีกครั้งว่า ไทยยึดมั่นในสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านของเรา

ความมุ่งมั่นนี้เห็นได้ตั้งแต่ในอดีตที่ผ่านมา เมื่อไทยได้ร่วมมือกับกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน เพื่อนำสันติภาพมาสู่กัมพูชาและช่วยให้กัมพูชาสามารถสร้างชาติเพื่อประชาชนของตนได้อีกครั้ง

ไทยมุ่งมั่นที่จะเดินบนเส้นทางแห่งสันติภาพ การเดินหน้าจำเป็นต้องอาศัยเจตนารมณ์ทางการเมืองของทั้งสองฝ่าย เราได้เคยย้ำเรื่องนี้หลายครั้ง กัมพูชาควรจะต้องตัดสินใจเลือกเส้นทางใด และเราหวังว่า กัมพูชาจะกล้ามีเจตนารมณ์ทางการเมืองที่จะเดินไปบนเส้นทางเดียวกับเรา

เพราะภายหลังจากกระบวนการนี้จบลง ไทยและกัมพูชาก็จะยังคงเป็นประเทศเพื่อนบ้านกันไปอีกยาวนาน หน้าที่ของเราคือสร้างหลักประกันว่า สิ่งที่เราทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง จะสามารถทำให้พวกเขาได้รับประโยชน์จากสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองระหว่างสองประเทศ

ไทยพร้อมที่จะทำหน้าที่ในส่วนของเรา เราหวังว่ากัมพูชาก็จะทำเช่นเดียวกัน ขอบคุณ ท่านประธาน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : mfa.go.th