สว.สำรอง ร้องศาลฎีกา ปมคำวินิจฉัย กกต.ไม่รอบด้าน ยันใช้สิทธิในกรอบเวลา 3 วัน หวังศาลให้ความเป็นธรรมรับคำฟ้องไต่สวน

16 กันยายน 2569 เวลา 12:05 น.

16 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 10.00 น.ที่ศาลฎีกา ถ.ราชดำเนินใน กลุ่ม สว.สำรอง ได้รวมตัวกันยื่นคำร้องเพื่อคัดค้านคำวินิจฉัยและมติของ กกต.เรื่องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งเพิกถอนคําวินิจฉัยของ กกต.กรณีที่ กกต.มีคำสั่งยกคําร้อง 3 ข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว.โดยให้เหตุผลว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ

พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว แกนนำกลุ่ม สว.สำรอง กล่าวว่า ทั้ง 3 ข้อกล่าวหาที่ กกต.ยกคําร้อง โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่ 3 ซึ่ง กกต.ชี้แจงว่าโพยไม่ผิดนั้น ตนเองยืนยันได้ว่ามีขบวนการในการจัดทําขึ้นและโพยฉบับแรกที่ไปพบนั้นถือเป็นโพยฉบับแรกที่ไม่มีการต่อเติมเสริมแต่งขึ้นมา จึงถือเป็นข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง แต่เมื่อ กกต.พยายามวินิจฉัยเป็นความผิดส่วนบุคคล จึงมองว่า กกต.ไม่วินิจฉัยตามพยานหลักฐาน

โดยสรุปแล้วทั้ง สว.ทั้ง 77 ราย กกต.วินิจฉัยในลักษณะของคดีอาญาเป็นหลัก แต่ยังมีความผิดตามมาตรา 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ที่ระบุว่าเมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ศาลจะต้องยื่นคําร้องเพื่อเพิกถอนสิทธิการเลือกของผู้ที่ได้มาโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม ซึ่ง กกต.ไม่ได้พูดถึงมาตรา 62 เลย หรือเจตนาจะปล่อยปะละเลยหรือไม่ จึงถือว่า กกต.ไม่ปฏิบัติไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องรวมทั้งไม่เป็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฎในสํานวน

ในส่วนนี้จึงถือว่า กกต.ได้ละเมิดตามมาตรา 32 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา กําหนดไว้ว่า กกต.หรือเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ทําให้การเลือก สว.เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม หากละเลยหรือหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบถือว่ามีความผิด ระวางโทษจําคุก 10 ปี

ดังนั้น กลุ่ม สว.สํารอง จึงใช้สิทธิในการยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาได้ภายใน 3 วัน ตามมาตรา 44 โดยขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งเพิกถอนคําวินิจฉัยที่ กกต.วินิจฉัยว่า ผู้เกี่ยวข้องที่ถูกกล่าวหาในข้อกล่าวที่ 1 – 3 ที่บอกว่าไม่ผิด ขอให้ศาลเพิกถอนคําสั่งนี้ และขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยใหม่ และขอให้ไต่สวนว่าเมื่อมีการทุจริตเป็นรูปแบบหรือขบวนการที่ทําให้การเลือก สว.ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ต้องให้ กกต.ดําเนินการพิจารณา สว. 138 คน และส่งให้ศาลฎีกาพิจารณาใหม่ “โดยสรุปคือ ขอให้ศาลไต่สวน หากไม่ถูกต้องขอให้ศาลสั่งให้ กกต.ทบทวนเหมือน ทําการบ้านส่งขึ้นมาใหม่”

พล.ต.ท.คำรบ ระบุอีกว่า คาดหวังว่าศาลให้ความเมตตาในการพิจารณารับคําร้องในวันนี้และเปิดองค์คณะไต่สวนเพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องของการวินิจฉัยของ กกต.และยอมรับว่าไม่หนักใจที่ กกต.มีการเตรียมความพร้อมไว้อยู่แล้วว่าจะมีการฟ้องร้อง เพราะการที่มาร้องในวันนี้ได้มีการคาดการณ์ไว้แล้ว มีการร่างหนังสือมาเป็นเดือน

ส่วนการที่ กกต.ชุดใหญ่ มีความพยายามโยนความผิดให้อนุกรรมการชุด 36 ที่อ้างว่าพยานหลักฐานมาไม่ถึง กกต.ชุดใหญ่ จึงอ้างว่าไม่มีพยานหลักฐานที่สามารถพิจารณาความผิดได้ พล.ต.ท.คำรบ ระบุว่า ในฐานะผู้บริหารต้องไม่โทษหรือโยนความผิดให้ใครต้องมีการวินิจฉัยหรือพิจาณาให้รอบครอบ เมื่อผู้บริหารตัดสินใจหรือวินิจฉัยแล้วต้องรับผิดชอบในส่วนที่วินิจฉัยด้วยตัวเอง

ส่วนตำถามหากคดีถึงที่สุดและศาลรับคําร้องสั่ง สว. 26 ราย หยุดปฏิบัติหน้าที่ กลุ่ม สว.สํารอง ยินดีรับตําแหน่งหรือไม่ พล.ต.ท.คำรบ ระบุว่า แม้ผลจะออกมาอย่างไรก็น้อมรับเพราะที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้สังคมตระหนักถึงความไม่ชอบธรรมในการเลือกตั้ง สว.ครั้งที่ผ่านมา ดังนั้น ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย

ทั้งนี้ กลุ่ม สว.สํารอง ได้อ่านแถลงการณ์ระบุว่า ประเด็นสำคัญคือ ขอให้ศาลฎีกาตรวจสอบพยานหลักฐานทั้งหมด โดยเห็นว่า มาตรา 62 ใช้เกณฑ์ หลักฐานอันควรเชื่อได้ ว่าการเลือกอาจไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม ไม่จำเป็นต้องถึงระดับพิสูจน์ความผิดทางอาญา และการตรวจสอบไม่ควรจำกัดเฉพาะหลักฐานการจ่ายเงิน แต่รวมถึงพฤติการณ์และความเชื่อมโยงของเครือข่าย ด้วย

โดย สว.สำรองบางคน ย้ำว่า การยื่นคำร้องไม่ได้มุ่งช่วยบุคคลใดหรือกดดันศาล แต่ต้องการให้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานได้รับการตรวจสอบอย่างครบถ้วน เพื่อรักษาความสุจริตเที่ยงธรรมของกระบวนการเลือก สว.

Leave a comment