“ไซสมพอน พมวิหาน” ประธานสภาแห่งชาติลาวถึงแก่อสัญกรรมวัย 70 ปี

 "ไซสมพอน พมวิหาน" ประธานสภาแห่งชาติลาวถึงแก่อสัญกรรมวัย 70 ปี

9 ส.ค. 2569 18:18 น.

“ไซสมพอน พมวิหาน” ประธานสภาแห่งชาติลาวถึงแก่อสัญกรรมวัย 70 ปี

“ไซสมพอน พมวิหาน” ประธานสภาแห่งชาติลาวและสมาชิกกรมการเมืองพรรคประชาชนปฏิวัติลาว ถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคหลอดเลือดอักเสบรุนแรง ขณะมีอายุ 70 ปี

วันที่ 9 สิงหาคม 2569 คณะกรรมการกลางพรรคประชาชนปฏิวัติลาว ออกประกาศว่า นายไซสมพอน พมวิหาน สมาชิกกรมการเมือง คณะกรรมการกลางพรรคประชาชนปฏิวัติลาว และประธานสภาแห่งชาติ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อเวลา 11.18 น. วันที่ 8 สิงหาคม จากโรคหลอดเลือดอักเสบรุนแรง โดยระบุว่า การสูญเสียครั้งนี้ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของพรรค รัฐบาล และประชาชนลาวทุกกลุ่มชาติพันธุ์

ประกาศของคณะกรรมการกลางพรรค สภาแห่งชาติ รัฐบาล แนวร่วมลาวเพื่อการพัฒนาแห่งชาติ และครอบครัวพมวิหาน ระบุว่า นายไซสมพอนเป็นหนึ่งในผู้นำคนสำคัญของคณะกรรมการกลางพรรค และเป็นผู้นำที่มีประสบการณ์และความสามารถ โดยเคยดำรงตำแหน่งผู้นำทั้งในระดับท้องถิ่นและในหลายภาคส่วนของประเทศ

นอกจากนี้ระบุว่า ตลอดชีวิตการทำงาน นายไซสมพอนทุ่มเทความรู้ ความสามารถ และกำลังเพื่อภารกิจการปฏิวัติของพรรค การพัฒนาประเทศ และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนลาวทุกกลุ่มชาติพันธุ์ พร้อมกันนี้ทาคณะกรรมการกลางพรรคและรัฐบาลลาวเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ สมาชิกพรรค กองกำลังติดอาวุธ และประชาชนทั่วประเทศ เปลี่ยนความโศกเศร้าจากการสูญเสียเป็นพลัง ด้วยการรักษาความสามัคคีและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายใต้การนำของพรรคประชาชนปฏิวัติลาว.

ที่มา Laotian Times

สส.ฝ่ายค้านโคโซโวปาไข่ใส่รักษาการนายกฯ กลางสภา ท่ามกลางวิกฤตการเมือง

สส.ฝ่ายค้านโคโซโวปาไข่ใส่รักษาการนายกฯ กลางสภา ท่ามกลางวิกฤตการเมือง

9 ส.ค. 2569 12:49 น.

สส.ฝ่ายค้านโคโซโวปาไข่ใส่รักษาการนายกฯ กลางสภา ท่ามกลางวิกฤตการเมือง

เกิดเหตุวุ่นวายในรัฐสภาโคโซโว หลัง สส.หญิงฝ่ายค้านปาไข่ใส่ อัลบิน เคอร์ติ รักษาการนายกรัฐมนตรี ระหว่างการประชุมเพื่อจัดตั้งรัฐสภาชุดใหม่ ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องกรอบเวลาตามรัฐธรรมนูญและความพยายามจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

เกิดเหตุชุลมุนในรัฐสภาโคโซโว เมื่อวันเสาร์ (8 ส.ค.) หลัง ไทเม คัดริยาจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคพันธมิตรเพื่ออนาคตโคโซโว หรือ AAK ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านสายอนุรักษนิยม ปาไข่ใส่นายอัลบิน เคอร์ติ รักษาการนายกรัฐมนตรี ระหว่างการประชุมรัฐสภาที่กรุงพริสตินา

เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังนายเคอร์ติร้องขอให้ประธานรัฐสภาอนุญาตขยายเวลา เพื่อเจรจาหาข้อตกลงทางการเมืองกับพรรคฝ่ายค้านเพิ่มเติม โดยคำขอดังกล่าวได้รับการอนุมัติ ขณะที่คัดริยาจตะโกนว่า “น่าละอาย” ก่อนขว้างไข่ใส่เคอร์ติ ส่งผลให้การประชุมต้องระงับชั่วคราว เคอร์ติกล่าวตอบโต้ว่า หากการยอมรับการกระทำดังกล่าวเป็นราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้เกิดการเจรจาทางการเมือง เขาก็พร้อมที่จะยอมรับ

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นโดยพรรคเวเตเวนโดสเย หรือ VV ของเคอร์ติ ซึ่งเป็นพรรคที่ชนะการเลือกตั้งทั่วไปแบบฉับพลันเมื่อวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่พรรคฝ่ายค้าน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญบางส่วน คัดค้านการประชุม โดยเห็นว่าอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเส้นตาย 30 วันที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดสำหรับการจัดตั้งรัฐสภาสิ้นสุดลงเมื่อวันศุกร์

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการเจรจาทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ขณะที่เคอร์ติพยายามรวบรวมเสียงสนับสนุนจากฝ่ายค้านเพื่อเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศ โดยผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนสองในสามของรัฐสภา

โคโซโวเผชิญวิกฤตทางการเมืองต่อเนื่อง โดยมีการจัดการเลือกตั้งมาแล้ว 3 ครั้งในช่วงเวลากว่า 2 ปี ในการเลือกตั้งเดือนมิถุนายน พรรค VV ของเคอร์ติได้รับคะแนนเสียงประมาณ 43% ลดลงจาก 51% ในการเลือกตั้งครั้งก่อน แต่ยังคงครองเสียงข้างมากในรัฐสภาเมื่อรวมกับสมาชิกสภาจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ

พรรค VV เองก็เคยมีประวัติสร้างความวุ่นวายในรัฐสภา โดยสมาชิกพรรคเคยจุดระเบิดควันและใช้แก๊สน้ำตาภายในห้องประชุมหลายครั้งในปี 2015 และ 2018 เพื่อประท้วงการดำเนินงานของรัฐบาล

ฝ่ายค้านขู่ว่าจะดำเนินการทางกฎหมายต่อคำขอขยายเวลาของเคอร์ติ ขณะที่การเจรจาเพื่อเสนอชื่อผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดียังคงไม่มีความคืบหน้า และเสี่ยงทำให้วิกฤตทางการเมืองของประเทศยืดเยื้อต่อไป

โคโซโวประกาศเอกราชจากเซอร์เบียในปี 2008 หลังสงครามโคโซโวระหว่างปี 1998-1999 ซึ่งยุติลงหลังเซอร์เบียถอนกำลัง จากการโจมตีทางอากาศขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต

ปัจจุบันโคโซโวได้รับการรับรองจากประเทศต่าง ๆ มากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก รวมถึงสหรัฐฯ และประเทศส่วนใหญ่ในสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตาม เซอร์เบียยังคงไม่ยอมรับเอกราช และถือว่าโคโซโวเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนเซอร์เบีย.

ที่มา ASSOCIATED PRESS / DW News

ไฟป่าลุกลาม “ภูเขาไฟโบรโม” อินโดนีเซียสั่งปิดอุทยานไม่มีกำหนด

ไฟป่าลุกลาม "ภูเขาไฟโบรโม" อินโดนีเซียสั่งปิดอุทยานไม่มีกำหนด

9 ส.ค. 2569 11:39 น.

ไฟป่าลุกลาม “ภูเขาไฟโบรโม” อินโดนีเซียสั่งปิดอุทยานไม่มีกำหนด

ทางการอินโดนีเซียสั่งปิดอุทยานแห่งชาติภูเขาไฟโบรโม ในจังหวัดชวาตะวันออกอย่างไม่มีกำหนด หลังเหตุไฟป่าที่ลุกลามมาตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม ปะทุหนักขยายวงกว้างกินพื้นที่ไปแล้วราว 1,100 ไร่  ทางการเร่งส่งเฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำและโดรนพ่นน้ำดับไฟ ขณะที่นักท่องเที่ยวสามารถเลื่อนวันเดินทางหรือขอคืนเงินค่าบัตรเข้าชมได้เต็มจำนวน

ทางการอินโดนีเซียสั่งปิดการเข้าชม ภูเขาโบรโม และพื้นที่ท่องเที่ยวทั้งหมดภายในอุทยานแห่งชาติอุทยานแห่งชาติโบรโม เต็งเกอร์ เซอเมรู ในจังหวัดชวาตะวันออกเป็นการชั่วคราวโดยไม่มีกำหนด หลังเกิดไฟป่าลุกลามอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ปล่องภูเขาไฟโบรโม

คำสั่งปิดมีผลตั้งแต่เวลา 22.00 น. ของวันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม ตามเวลาท้องถิ่น โดยสำนักงานอุทยานระบุว่า การปิดพื้นที่มีเป้าหมายเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถมุ่งเน้นการดับไฟได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งป้องกันอันตรายต่อนักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่

รูดิจันตา จาห์ยา นูกราฮา หัวหน้าอุทยานแห่งชาติโบรโม เต็งเกอร์ เซอเมรู กล่าวว่า ไฟได้ลุกลามอย่างรวดเร็วในบริเวณแอ่งภูเขาไฟโบรโม ท่ามกลางสภาพอากาศแห้งแล้ง โดยพื้นที่ได้รับความเสียหายจากไฟเพิ่มขึ้นจากประมาณ 60 เฮกตาร์เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม เป็นมากกว่า 176 เฮกตาร์ หรือประมาณ 1,100 ไร่

ขณะเดียวกัน สำนักงานบรรเทาภัยพิบัติของจังหวัดชวาตะวันออกระดมกำลังเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน พร้อมนำเฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำและโดรนฉีดน้ำเข้าช่วยดับไฟ ขณะที่ภาพจากพื้นที่เผยให้เห็นเปลวไฟลุกไหม้ตามแนวลาดเขาและหน้าผาใกล้ถนนวงแหวนแอ่งภูเขาไฟเต็งเกอร์

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ไฟยังลุกลามไปยังภูเขากูร์ซี ซึ่งเป็นยอดเขาอีกแห่งภายในอุทยาน ขณะที่สำนักงานจัดการภัยพิบัติของเมืองลูมาจังระบุว่า เปลวไฟลุกลามไปถึงจุดชมวิวบี 29 หรือ “ดินแดนเหนือหมู่เมฆ” ในหมู่บ้านอาร์โกซารีแล้ว และกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศเหนือ

เจ้าหน้าที่ในเมืองลูมาจังได้ตั้งกำลังเฝ้าระวังบริเวณชายแดนระหว่างลูมาจังกับโพรโบลิงโก เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามเข้าใกล้พื้นที่ชุมชน โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานบรรเทาภัยพิบัติ ตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่อุทยาน และอาสาสมัครดับไฟป่าร่วมปฏิบัติการ ส่วนพื้นที่ท่องเที่ยวบี 29 ถูกสั่งปิดเช่นกัน โดยอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินทางได้เพียงบริเวณจุดพักซึ่งอยู่ห่างจากจุดชมวิวบนยอดเขาประมาณ 1 กิโลเมตร

ภูเขาโบรโมเป็นภูเขาไฟที่ยังคงคุกรุ่นและเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอินโดนีเซีย โดดเด่นด้วยภูมิประเทศ “ทะเลทรายลาวาทราย” ภายในแอ่งภูเขาไฟ ซึ่งเป็นพื้นที่ราบที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟในอดีต และมีทางเข้าอุทยาน 5 แห่ง ครอบคลุม 4 เขต ได้แก่ โพรโบลิงโก ปาซูรูอัน มาลัง และลูมาจัง

ทางการยังไม่สามารถระบุสาเหตุของไฟป่าได้ และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ซื้อบัตรเข้าชมล่วงหน้าทางออนไลน์ในช่วงที่มีการปิดพื้นที่ สามารถเลื่อนวันเดินทางหรือขอคืนเงินได้ โดยต้องกรอกแบบฟอร์มผ่านระบบจองตั๋วอย่างเป็นทางการของอุทยาน ขณะที่ยังไม่มีการกำหนดวันเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวอีกครั้ง และจะปิดจนกว่าสถานการณ์จะปลอดภัยต่อการเดินทางเข้าไปในพื้นที่.

ที่มา ANTARA / Kompas.com

กบฏโคลอมเบียก่อเหตุคาร์บอมบ์-ระเบิด เย้ยประธานาธิบดีใหม่ รับตำแหน่ง 1 วัน

กบฏโคลอมเบียก่อเหตุคาร์บอมบ์-ระเบิด เย้ยประธานาธิบดีใหม่ รับตำแหน่ง 1 วัน

9 ส.ค. 2569 11:00 น.

กบฏโคลอมเบียก่อเหตุคาร์บอมบ์-ระเบิด เย้ยประธานาธิบดีใหม่ รับตำแหน่ง 1 วัน

ประธานาธิบดีคนใหม่ของโคลอมเบียเผชิญความท้าทายตั้งแต่วันแรกที่รับตำแหน่ง หลังกลุ่มติดอาวุธที่แยกตัวจากกองกำลังปฏิวัติโคลอมเบีย หรือ “ฟาร์ก” เปิดฉากโจมตี 2 จุดใหญ่ ทั้งเหตุคาร์บอมบ์ถล่มด่านเก็บค่าธรรมเนียมบนทางหลวงสายหลัก และส่งโดรนติดระเบิดโจมตีสถานีตำรวจ ส่งผลให้ตำรวจเสียชีวิต 1 นาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย หลังประกาศใช้นโยบายแข็งกร้าวต่อกลุ่มติดอาวุธและยาเสพติด

โคลอมเบียเผชิญเหตุระเบิด 2 จุดในวันเสาร์ (8 ส.ค.) ซึ่งเป็นวันแรกที่นายอาเบลาร์โด เด ลา เอสปรีเอยา ประธานาธิบดีคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากเขาสาบานตนเข้ารับตำแหน่งที่เมืองกาลี ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ

เหตุแรกเกิดขึ้นบริเวณด่านเก็บค่าผ่านทางบนทางหลวงแพนอเมริกัน ในเขตเทศบาลซานตันเดร์ เด กิลิเชา เชื่อมระหว่างจังหวัดเคากาและวัลเย เดล เกากา กองทัพโคลอมเบียระบุว่า กลุ่มติดอาวุธที่แยกตัวจากกองกำลังปฏิวัติโคลอมเบีย หรือ “ฟาร์ก” เป็นผู้ก่อเหตุ โดยรถยนต์ที่ถูกนำมาจอดทิ้งไว้ถูกใช้เป็นระเบิด ก่อนผู้ก่อเหตุหลบหนีด้วยรถจักรยานยนต์

แรงระเบิดทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 2 คนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย และชิ้นส่วนรถยนต์ที่ถูกเผาไหม้กระจัดกระจายทั่วบริเวณด่าน เจ้าหน้าที่ต้องปิดพื้นที่และใช้สุนัขดมกลิ่นค้นหาวัตถุระเบิดเพิ่มเติม

แรงระเบิดยังส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุอย่างหนัก ชาวบ้านระบุว่าแรงอัดจากระเบิดทำให้คนในบ้านถูกแรงระเบิดกระแทกจนตกจากเตียง ขณะที่กระจกหน้าต่างแตกกระจาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเศษกระจก

ฆอร์เก อ็อกตาบิโอ กุซมัน ผู้ว่าการจังหวัดเคากา กล่าวว่า เหตุโจมตีดังกล่าวไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่เป็นการกระทำอย่างเป็นระบบ โดยเชื่อว่ากลุ่มติดอาวุธต้องการแยกพื้นที่เคากาออกจากส่วนอื่นของประเทศ เพื่อรักษาการควบคุมพื้นที่หลายพันเฮกตาร์

อีกเหตุเกิดขึ้นห่างออกไปราว 1,000 กิโลเมตร ในจังหวัดเซซาร์ ทางตอนเหนือของประเทศ เมื่อโดรนติดวัตถุระเบิดพุ่งโจมตีสถานีตำรวจในช่วงเช้ามืด ส่งผลให้ตำรวจเสียชีวิต 1 นาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถระบุตัวผู้ก่อเหตุได้

ประธานาธิบดีเด ลา เอสปรีเอยา ประณามเหตุโจมตี พร้อมประกาศว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังจะไม่ได้รับการผ่อนปรนหรือความคุ้มครอง และจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว ด้านเอลซา โนเกรา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการเพื่อฟื้นฟูการจราจรบนเส้นทางที่ได้รับผลกระทบ พร้อมย้ำว่าโคลอมเบียจะไม่ยอมจำนนต่อความรุนแรง และจะไม่ปล่อยให้โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศถูกทำลาย

กลุ่มผู้ก่อเหตุโจมตีตามข้อกล่าวหาของกองทัพ เป็นกลุ่มที่แยกตัวออกจากข้อตกลงสันติภาพครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างกลุ่มฟาร์กกับรัฐบาลโคลอมเบียเมื่อปี 2016 โดยกลุ่มติดอาวุธบางส่วนยังคงปฏิบัติการในพื้นที่ชนบทและเกี่ยวข้องกับเครือข่ายค้ายาเสพติด

เด ลา เอสปรีเอยา วัย 48 ปี นักกฎหมายและนักธุรกิจที่ไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองมาก่อน ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบสองเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาอย่างฉิวเฉียด โดยเอาชนะอีวาน เซเปดา สมาชิกวุฒิสภาฝ่ายก้าวหน้าและพันธมิตรของอดีตประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร

ประธานาธิบดีคนใหม่หาเสียงด้วยนโยบายแข็งกร้าว โดยประกาศจะปราบปราม “การก่อการร้ายจากยาเสพติดโดยไม่มีการพักรบ” และยุติการเจรจาสันติภาพกับกลุ่มติดอาวุธที่รัฐบาลชุดก่อนสนับสนุน พร้อมเตือนกลุ่มผิดกฎหมายว่า มีเพียงสองทางเลือก คือยอมอยู่ภายใต้กฎหมาย หรือเผชิญหน้ากับกองกำลังความมั่นคง

นอกจากนี้ นายเด ลา เอสปรีเอยา ยังประกาศแผนเพิ่มการโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มกองโจรและเครือข่ายค้ายาเสพติด รวมถึงแนวคิดสร้างเรือนจำขนาดใหญ่แบบที่รัฐบาลเอลซัลวาดอร์ใช้ปราบปรามแก๊งอาชญากรรม โดยได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และอิสราเอล

ในวันเดียวกัน ประธานาธิบดีคนใหม่ยังประกาศย้ายผู้ต้องขัง 117 คนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเจรจาสันติภาพของรัฐบาลชุดก่อน ไปยังเรือนจำความมั่นคงสูงสุด 8 แห่ง หน่วยงานราชทัณฑ์ระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้รัฐบาลกลับมาควบคุมเรือนจำอย่างเต็มรูปแบบ และป้องกันไม่ให้องค์กรอาชญากรรมใช้เรือนจำเป็นฐานประสานงานกิจกรรมผิดกฎหมาย

เหตุระเบิดเกิดขึ้นในช่วงที่โคลอมเบียกำลังเผชิญกับความรุนแรงระลอกหนักที่สุดในรอบทศวรรษ แม้จะผ่านข้อตกลงสันติภาพกับฟาร์ก มาแล้วประมาณ 10 ปี แต่หลายพื้นที่ของประเทศยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มติดอาวุธที่แยกตัวออกมา รวมถึงกลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตและค้ายาโคเคนในตลาดโลก.

ที่มา Associated Press / AFP

“ทะเลสาบมี้ด” แตะระดับต่ำสุดในรอบ 90 ปี ผลกระทบภัยแล้งกระทบ 40 ล้านคน

"ทะเลสาบมี้ด" แตะระดับต่ำสุดในรอบ 90 ปี ผลกระทบภัยแล้งกระทบ 40 ล้านคน

9 ส.ค. 2569 10:24 น.

“ทะเลสาบมี้ด” แตะระดับต่ำสุดในรอบ 90 ปี ผลกระทบภัยแล้งกระทบ 40 ล้านคน

ระดับน้ำในทะเลสาบมี้ด อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ลดลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เริ่มกักเก็บน้ำเมื่อราว 90 ปีก่อน ท่ามกลางภัยแล้งรุนแรง หิมะสะสมในเทือกเขาร็อกกีลดลงเป็นประวัติการณ์ และการใช้น้ำเกินขนาด ส่งผลกระทบต่อประชาชนราว 40 ล้านคนใน 7 รัฐของสหรัฐฯ และเม็กซิโก

สำนักการฟื้นฟูแห่งสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลล่าสุดว่า ระดับน้ำในทะเลสาบมี้ด (Lake Mead) ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ บริเวณคาบเกี่ยวชายแดนรัฐแอริโซนาและเนวาดา นอกเมืองลาสเวกัส ได้ลดลงเหลือเพียง 1,040.4 ฟุต (ประมาณ 317.1 เมตร) เหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ นับตั้งแต่เริ่มกักเก็บน้ำเมื่อราว 90 ปีก่อน โดยทำลายสถิติเดิมที่เคยบันทึกไว้เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2022 

เจ.บี. แฮมบี ประธานคณะกรรมการแม่น้ำโคโลราโดแห่งแคลิฟอร์เนีย ระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวมีความสำคัญและน่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากประชากรกว่า 3 ใน 4 ของลุ่มน้ำโคโลราโด หรือราว 30 ล้านคน กำลังได้รับผลกระทบโดยตรงจากความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับทะเลสาบมีด และย้ำว่ารัฐต่างๆ ที่พึ่งพาน้ำจากแม่น้ำสายนี้จำเป็นต้องลดปริมาณการใช้น้ำลงอย่างเร่งด่วน

วิกฤตครั้งนี้เกิดจากปัญหาความแห้งแล้งเรื้อรังที่ครอบคลุมตลอดสายแม่น้ำโคโลราโด โดยเฉพาะบริเวณต้นน้ำในเทือกเขาร็อกกี ซึ่งปกติการละลายของหิมะจะเป็นแหล่งน้ำสำคัญสำหรับแม่น้ำ ทว่าในช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา ปริมาณสะสมของหิมะ ในลุ่มน้ำโคโลราโดลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ สร้างความกดดันอย่างหนักต่อเกษตรกร ภาคอุตสาหกรรม สัตว์ป่า ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ รวมถึงประชากรกว่า 40 ล้านคน ครอบคลุม 7 รัฐของสหรัฐฯ ชนเผ่าพื้นเมือง และประเทศเม็กซิโก

การใช้น้ำเกินขนาดสะสมมาหลายปี ผสมผสานกับภาวะแห้งแล้งและอุณหภูมิที่สูงขึ้น ทำให้ทั้งทะเลสาบมีดและทะเลสาบพาวเวลล์ (Lake Powell) ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำที่ใหญ่ที่สุดอันดับสองของประเทศ ลดลงสู่ระดับต่ำที่สุดในรอบเกือบ 70 ปี ส่งผลให้แท่นปล่อยเรือลงน้ำหลายแห่งต้องปิดตัวลง ย้ายตำแหน่ง หรือสร้างขึ้นใหม่เนื่องจากระดับน้ำลดลงจนเข้าถึงได้ยาก

เพื่อปกป้องความสามารถในการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางตัดสินใจระงับการปล่อยน้ำเย็นจากเขื่อนเกลนแคนยอน ทางตอนเหนือของรัฐแอริโซนา เพื่อคุ้มครองปลาพื้นเมืองสายพันธุ์ “Humpback chub” ที่กำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในบริเวณดังกล่าว ขณะเดียวกัน รัฐบาลกลางได้เสนอข้อเสนอระยะสั้นให้รัฐในลุ่มน้ำตอนล่าง ได้แก่ แอริโซนา แคลิฟอร์เนีย และเนวาดา ปรับลดปริมาณการดึงน้ำไปใช้ หลังจากการเจรจาในระยะยาวระหว่าง 7 รัฐ ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย โคโลราโด แอริโซนา เนวาดา นิวเม็กซิโก ไวโอมิง และยูทาห์ ไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้

ทั้งนี้ วิกฤตการณ์ภัยแล้งรุนแรงที่เกิดขึ้นกับทะเลสาบมี้ด ซึ่งกักเก็บน้ำเหนือเขื่อนฮูเวอร์  ไม่เพียงส่งผลต่อการใช้น้ำเท่านั้น แต่ยังเคยทำให้เกิดการค้นพบโครงกระดูกมนุษย์ที่จมอยู่ใต้น้ำมายาวนาน และทำให้ทางการลาสเวกัสต้องติดตั้งระบบสูบน้ำจากระดับที่ลึกยิ่งขึ้นเพื่อส่งน้ำเลี้ยงประชาชนหลายล้านคน

นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่าจากอ่างเก็บน้ำ 54 แห่งทางตะวันตกของสหรัฐฯ ที่อยู่ภายใต้สำนักการฟื้นฟูฯ มีถึง 9 แห่งที่ระดับน้ำลดลงต่ำสุดในรอบ 30 ปี และจากแบบจำลองการพยากรณ์ คาดว่าระดับน้ำในทะเลสาบมีดจะยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้.

ที่มา Associated Press

“ฮันเตอร์ ไบเดน” เผยอดีต ปธน. “โจ ไบเดน” มะเร็งลามหนักกระดูก-ทรมานแสนสาหัส

"ฮันเตอร์ ไบเดน" เผยอดีต ปธน. "โจ ไบเดน" มะเร็งลามหนักกระดูก-ทรมานแสนสาหัส

9 ส.ค. 2569 10:10 น.

“ฮันเตอร์ ไบเดน” เผยอดีต ปธน. “โจ ไบเดน” มะเร็งลามหนักกระดูก-ทรมานแสนสาหัส

ฮันเตอร์ ไบเดน บุตรชายของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน เปิดเผยว่า มะเร็งต่อมลูกหมากของบิดาลุกลามไปยังกระดูกและส่วนอื่นของร่างกายแล้ว พร้อมระบุว่าอาการป่วยสร้างความเจ็บปวดและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างมาก ขณะที่โจ ไบเดน ยังคงปรากฏตัวต่อสาธารณะและแสดงจุดยืนต่อประเด็นการเมืองและสังคมของสหรัฐฯ

ฮันเตอร์ ไบเดน บุตรชายของโจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยในบทสัมภาษณ์กับรายการ Newsnight ของ BBC ว่า มะเร็งต่อมลูกหมากที่บิดากำลังรักษาอยู่ได้แพร่กระจายไปยังกระดูกและส่วนอื่นของร่างกายแล้ว พร้อมระบุว่าอาการป่วยสร้างความเจ็บปวดอย่างมากและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของบิดาอย่างรุนแรง

ฮันเตอร์กล่าวด้วยอารมณ์สะเทือนใจว่า การเฝ้ามองบิดาต่อสู้กับโรคมะเร็งเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก โดยระบุว่า “มะเร็งลุกลามไปยังกระดูกและส่วนอื่น ๆ แล้ว” และทำให้บิดามีอาการเจ็บปวดและอ่อนแรงอย่างมาก ด้านโฆษกของโจ ไบเดน ซึ่งปัจจุบันอายุ 83 ปี ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทสัมภาษณ์ดังกล่าว

โจ ไบเดน เปิดเผยว่าตนเองได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากชนิดรุนแรงในเดือนพฤษภาคม 2025 หรือไม่ถึง 4 เดือนหลังพ้นตำแหน่งประธานาธิบดี โดยในเวลานั้นสำนักงานของเขาระบุว่า มะเร็งได้แพร่กระจายไปยังกระดูกแล้ว และมีค่า Gleason Score ระดับ 9 ซึ่งอยู่ใน Grade Group 5 หรือกลุ่มที่มีความรุนแรงสูงสุดของมะเร็งต่อมลูกหมาก

ต่อมาในเดือนตุลาคม 2025 สำนักงานของไบเดนเปิดเผยว่า เขาเข้ารับการฉายรังสีและการรักษาด้วยฮอร์โมนเพื่อควบคุมมะเร็งต่อมลูกหมาก นอกจากนี้ เมื่อเดือนกันยายนปีเดียวกัน เขายังเข้ารับการผ่าตัดรักษามะเร็งผิวหนังด้วย

ด้านจิล ไบเดน อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ CBS News เมื่อเดือนพฤษภาคมว่า ครอบครัวรู้สึกตกใจอย่างมากเมื่อทราบผลวินิจฉัย พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าโรคมะเร็งอาจไม่ได้รับการตรวจพบในช่วงที่โจ ไบเดนดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยเธอกล่าวว่า แพทย์อ้างแนวทางของสมาคมระบบทางเดินปัสสาวะแห่งสหรัฐฯ ที่ระบุว่า ผู้ชายอายุมากกว่า 70 ปีอาจไม่จำเป็นต้องตรวจค่า PSA เป็นประจำ เนื่องจากมะเร็งต่อมลูกหมากบางชนิดเติบโตช้า

ในการสัมภาษณ์กับ BBC ซึ่งครอบคลุมหลายประเด็น ฮันเตอร์ ไบเดน ยังกล่าวถึงการที่โจ ไบเดนใช้อำนาจประธานาธิบดีอภัยโทษให้เขาในเดือนธันวาคม 2024 โดยยอมรับว่า การตัดสินใจดังกล่าวสามารถถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ และอาจไม่เป็นผลดีต่อประชาชน รัฐธรรมนูญ หรือมรดกทางการเมืองของบิดา

โจ ไบเดนมอบการอภัยโทษอย่างเต็มรูปแบบและไม่มีเงื่อนไขให้บุตรชาย แม้ก่อนหน้านั้นจะเคยยืนยันหลายครั้งว่าจะไม่ใช้อำนาจประธานาธิบดีเข้าแทรกแซงคดีของฮันเตอร์ โดยการอภัยโทษครอบคลุมคดีอาวุธปืนของฮันเตอร์ คดีภาษีที่เขารับสารภาพผิด รวมถึงความผิดของรัฐบาลกลางที่อาจเกิดขึ้นระหว่างปี 2014-2024

ฮันเตอร์กล่าวว่า เขาเข้าใจเหตุผลที่การตัดสินใจดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่เชื่อว่าบิดาตัดสินใจเพราะกังวลว่าเขาอาจตกเป็นเป้าหมายทางการเมืองและกระบวนการยุติธรรมภายใต้รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งกำลังจะเข้ารับตำแหน่งในเวลานั้น เขายืนยันด้วยว่า ก่อนการอภัยโทษ ทั้งเขาและบิดาไม่เคยหารือกันเรื่องดังกล่าว เพราะเชื่อว่าการพูดคุยลักษณะนี้ย่อมถูกเปิดเผยต่อสาธารณะในที่สุด

ฮันเตอร์ยังพูดถึงช่วงเวลาที่เขาต่อสู้กับการติดสารเสพติด โดยเปิดเผยว่า ในช่วงที่อาการรุนแรงที่สุด เขาดื่มวอดก้าเกือบ 1 แกลลอนต่อวัน หรือราว 3.8 ลิตร และสูบโคเคนแบบแคร็กเกือบทุก 15 นาที เขาเรียกช่วงเวลาดังกล่าวว่าเป็น “นรกบนโลก” และย้ำว่าไม่มีสิ่งใดที่น่าภาคภูมิใจหรือสวยงามเกี่ยวกับการติดยาเสพติด

ฮันเตอร์ปฏิเสธแนวคิดที่ว่า การเป็นบุตรชายของประธานาธิบดีทำให้เขารู้สึกว่าอยู่เหนือกฎหมาย โดยอธิบายว่า ในช่วงเวลานั้นเขาเพียงต้องการหลีกหนีจากความวิตกกังวลและความโดดเดี่ยว ยาเสพติดและแอลกอฮอล์เคยดูเหมือนเป็นทางออก ก่อนจะกลายเป็นสิ่งที่เกือบพรากชีวิตเขาไป

ฮันเตอร์กล่าวว่า ปัจจุบันเขาต้องการใช้ประสบการณ์ของตนเองเพื่อพูดถึงปัญหาการเสพติดและการฟื้นตัวจากการติดสารเสพติด โดยเชื่อว่าประเด็นนี้สามารถเชื่อมโยงผู้คนในสหรัฐฯ ที่มีความเห็นทางการเมืองแตกต่างกันได้

ฮันเตอร์ยังกล่าวถึงการดีเบตชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนมิถุนายน 2024 ซึ่งถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โจ ไบเดนยุติความพยายามลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกสมัย โดยฮันเตอร์ยอมรับว่า เขารู้สึกได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติเมื่อเห็นบิดาขึ้นเวทีดีเบต

ก่อนหน้านี้ ฮันเตอร์เคยอธิบายว่าผลงานที่ย่ำแย่ของบิดาอาจเป็นผลจากความเหนื่อยล้าหลังเดินทางเป็นเวลานาน และหลังมีการวินิจฉัยโรคมะเร็ง เขายังตั้งคำถามว่าโรคดังกล่าวอาจเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพของโจ ไบเดนตั้งแต่ช่วงเวลานั้นแล้วหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ฮันเตอร์ระบุว่า บิดาของเขายังคงมีส่วนร่วมกับประเด็นสาธารณะและยังคงออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยยืนยันว่าโจ ไบเดนยังคงเชื่อมั่นในสหรัฐฯ อย่างมาก

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่ตัวเขาเองจะเข้าสู่การเมือง ฮันเตอร์ปฏิเสธ โดยกล่าวว่าไม่มีความสนใจที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งหรือลงแข่งขันเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และต้องการทุ่มเทเวลาให้กับการรณรงค์เรื่องการติดสารเสพติดและการฟื้นฟูผู้ป่วยแทน

ฮันเตอร์กล่าวว่า สิ่งที่เขาภาคภูมิใจในตัวบิดามากที่สุดไม่ใช่ผลงานทางการเมือง แต่คือความสามารถในการลุกขึ้นยืนทุกครั้งหลังเผชิญความยากลำบาก พร้อมยกย่องโจ ไบเดนว่าเป็น “คนที่แข็งแกร่งที่สุด” ที่เขารู้จัก

โจ ไบเดนมีกำหนดเผยแพร่บันทึกความทรงจำชื่อ “Promise Me, America” ในวันที่ 17 พฤศจิกายน หลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ.

ที่มา BBC / CBS News

ฮามาสยืนยัน พร้อมเดินหน้าแผนสันติภาพกาซา จี้อิสราเอลให้ทำตามด้วย

ฮามาสยืนยัน พร้อมเดินหน้าแผนสันติภาพกาซา จี้อิสราเอลให้ทำตามด้วย

9 ส.ค. 2569 06:19 น.

ฮามาสยืนยัน พร้อมเดินหน้าแผนสันติภาพกาซา จี้อิสราเอลให้ทำตามด้วย

กลุ่มฮามาสยืนยันว่า พวกเขาพร้อมปฏิบัติตามแผนสันติภาพในฉนวนกาซา และเดินหน้าเข้าสู่ ช่วงที่ 2 ซึ่งรวมถึงการถอนทหารของอิสราเอล โดยฮามาสเรียกร้องให้สหรัฐฯ กดดันอิสราเอลให้ยอมรับข้อตกลง

เมื่อวันเสาร์ที่ 8 ส.ค. 2569 กลุ่มฮามาสออกแถลงการณ์ยืนยันว่า พวกเขาพร้อมที่จะปฏิบัติตามแผนสันติภาพในฉนวนกาซา ฉบับที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุน โดยแจ้งต่อ “สภาแห่งสันติภาพ” (Board of Peace) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่ายินดีส่งมอบอาวุธให้แก่คณะกรรมการบริหารปกครองปาเลสไตน์ชุดใหม่

เจ้าหน้าที่ฮามาสระบุว่า ฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ พร้อมเริ่มดำเนินการข้อตกลงและเดินหน้าเข้าสู่ “ช่วงที่ 2” (phase 2) หากได้รับการอนุมัติจากอิสราเอล และอิสราเอลต้องปฏิบัติตามข้อตกลงเช่นกัน โดยฮามาสเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ เร่งกดดันอิสราเอลให้ยอมรับข้อตกลงนี้

ด้านนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ซึ่งกำลังเผชิญศึกเลือกตั้งใหญ่ในเดือนตุลาคมและกระแสต่อต้านจากฝ่ายขวาจัดในประเทศ ออกมาตอบโต้ว่า อิสราเอลไม่ได้เห็นชอบ “ร่างข้อตกลง” ที่สภาแห่งสันติภาพเสนอ

ทั้งนี้ ระยะที่ 2 ของข้อตกลงรวมถึงการปลดอาวุธของกลุ่มฮามาส และการถอนทหารของอิสราเอล แต่หลังการหารือระหว่างเนทันยาฮูกับ นิโคไล มลาเดนอฟ ตัวแทนระดับสูงของสภาแห่งสันติภาพ มลาเดนอฟได้ปรับท่าทีโดยระบุว่า อิสราเอลจะถอนกำลังทหารออกจากกาซาต่อเมื่อฮามาสปลดอาวุธโดยสมบูรณ์แล้วเท่านั้น

อิสราเอลยังคงโจมตีฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่กาซาระบุว่า กระสุนปืนจากฝั่งอิสราเอลสังหารชาวปาเลสไตน์ 1 ศพ ที่เมืองเดียร์ อัล-บาลาห์ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกประมาณ 10 รายรวมถึงเด็ก แม้ว่าระดับความรุนแรงของการโจมตีทางอากาศในระยะหลังจะเริ่มลดลงเหลือเพียงการยิงปืนและการใช้โดรนก็ตาม

กระทรวงสาธารณสุขกาซาระบุว่า นับตั้งแต่มีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงที่ทรัมป์สนับสนุนเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลแล้ว 1,258 ศพ ขณะที่กองทัพอิสราเอลรายงานการสูญเสียกำลังพลในฝั่งตนเอง 5 นาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ไฟป่าแคนาดาลามเร็ว ขนาดเพิ่มขึ้นสองเท่า คนนับหมื่นต้องอพยพ

ไฟป่าแคนาดาลามเร็ว ขนาดเพิ่มขึ้นสองเท่า คนนับหมื่นต้องอพยพ

9 ส.ค. 2569 05:35 น.

ไฟป่าแคนาดาลามเร็ว ขนาดเพิ่มขึ้นสองเท่า คนนับหมื่นต้องอพยพ

แคนาดากำลังเผชิญกับเหตุไฟป่าแห่งใหม่ในรัฐบริติชโคลัมเบีย โดยมีขนาดใหญ่ขึ้นจากเมื่อวันศุกร์กว่าเท่าตัว และทำให้ทางการต้องสั่งอพยพประชาชนในเมืองใกล้เคียงนับหมื่นคน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 8 ส.ค. 2569 ว่า แคนาดากำลังเผชิญกับไฟป่าแห่งใหม่ ชื่อว่า ไฟป่า “บอลด์ เรนจ์” (Bald Range) ซึ่งปะทุเมื่อวันศุกร์และขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีขนาดเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในเวลาอันสั้น ครอบคลุมพื้นที่กว่า 95 ตารางกิโลเมตร ในเขตซัมเมอร์แลนด์และโอกานากัน-ซิมิลคาเมน รัฐบริติชโคลัมเบีย

เจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นหนึ่งในไฟป่าที่โตเร็วที่สุดเท่าที่เคยพบ และสถานการณ์ยัง “ไม่สามารถควบคุมได้” ทำให้ทางการต้องสั่งอพยพประชาชนในเมืองซัมเมอร์แลนด์ที่มีประชากรกว่า 12,000 คน รวมถึงย้ายผู้สูงอายุจากสถานดูแลไปยังพื้นที่ปลอดภัย แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินท้องถิ่นก็ต้องออกจากศูนย์ปฏิบัติการเพื่อพาครอบครัวตนเองอพยพ

นอกจากนั้น ประชาชนในพื้นที่เจอปัญหายากลำบากในการขนย้ายสัตว์เลี้ยงขนาดใหญ่ เช่น ม้า หลายคนจำใจต้องเปิดประตูคอกทิ้งไว้เพื่อให้สัตว์หาทางรอดเอาเอง และใช้สีเพนต์บนตัวสัตว์เพื่อใช้ระบุตัวตนในภายหลัง

อนึ่ง แคนาดาเผชิญไฟป่าหลายร้อยจุดในฤดูร้อนปีนี้ ส่งผลให้หมอกควันพัดปกคลุมหลายเมืองจนคุณภาพอากาศติดอันดับเลวร้ายที่สุดในโลก และกลุ่มควันที่ลอยข้ามไปยังสหรัฐฯ ได้กลายเป็นประเด็นความตึงเครียดทางการเมือง จนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นำมาใช้ขู่จะจัดเก็บภาษีศุลกากรระลอกใหม่ต่อแคนาดา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สว.สหรัฐฯ รับรอง ท็อดด์ แบลนช์ อดีตทนายทรัมป์ เป็นอัยการสูงสุดคนใหม่

สว.สหรัฐฯ รับรอง ท็อดด์ แบลนช์ อดีตทนายทรัมป์ เป็นอัยการสูงสุดคนใหม่

9 ส.ค. 2569 03:37 น.

สว.สหรัฐฯ รับรอง ท็อดด์ แบลนช์ อดีตทนายทรัมป์ เป็นอัยการสูงสุดคนใหม่

วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติรับรองให้นาย ท็อดด์ แบลนช์ ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดของประเทศแล้ว หลังจากเขาเป็นรักษาการมานานหลายเดือน ท่ามกลางข้อครหาหลายอย่าง

เมื่อวันเสาร์ที่ 8 ส.ค. 2569 วุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติรับรอง ท็อดด์ แบลนช์ อดีตทนายความส่วนตัวของโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ด้วยคะแนนเสียง 50 ต่อ 49 เสียง ยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานตั้งแต่เขาเข้ามารักษาการในตำแหน่งนี้เมื่อเดือนเมษายน หลังจาก แพม บอนดี ถูกปลดจากตำแหน่ง

บิล แคสซิดี วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันจากรัฐลุยเซียนา เป็นผู้ลงคะแนนเสียงชี้ขาดให้แบลนช์ ได้รับชัยชนะ แม้ว่าแคสซิดีจะเคยมีประวัติลงมติเห็นชอบให้ถอดถอนทรัมป์จากคดีเหตุการณ์บุกรัฐสภา 6 ม.ค. 2564 ก็ตาม ขณะที่ซูซาน คอลลินส์ และ ลิซา เมอร์เคาสกี สองวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน เข้าร่วมกับฝ่ายเดโมแครตทั้งหมด ลงมติไม่เห็นชอบ

การรับรองตำแหน่งของแบลนช์มีประเด็นข้อสงสัยและข้อแย้งสำคัญหลายอย่าง วุฒิสมาชิกบางรายตั้งคำถามเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนมูลค่า 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อ้างเพื่อชดเชยแก่ผู้ที่อ้างว่าถูกรัฐบาลคุกคาม แต่แท้จริงแล้วจะนำไปให้ผู้ต้องหาในคดีบุกรัฐสภาหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ความสงสัยดังกล่าวคลี่คลายหลังจากแบลนช์ยอมรับปากว่าจะถอนนโยบายกองทุนนี้หลังจากถูกกดดันอย่างหนัก

ขณะเดียวกัน สว.ลิซา เมอร์เคาสกี ระบุว่า เธอไม่เชื่อมั่นว่าแบลนช์จะสามารถยับยั้ง “พฤติกรรมสุ่มเสี่ยง” ของรัฐบาลได้ และกังวลเรื่องการแทรกแซงทางการเมืองในกระทรวงยุติธรรม ขณะที่คอลลินส์กังวลเรื่องบทบาทของแบลนช์ในการไกล่เกลี่ยคดีฟ้องร้องกรมสรรพากร (IRS) มูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์ของทรัมป์

หลังการลงมติ นาย ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยของเดโมแครตในวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่าน X ว่าการแต่งตั้งแบลนช์เปิดช่องให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันเป็นวงกว้าง และวุฒิสมาชิกที่ลงมติเห็นชอบทุกคนถือเป็นผู้สนับสนุนการทุจริตดังกล่าว

ส่วนนาย ชัค กราสสลีย์ ประธานคณะกรรมาธิการตุลาการวุฒิสภา และสมาชิกพรรครีพับลิกัน ชื่นชมว่าแบลนช์มีความอดทนและมีคุณสมบัติเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับตำแหน่งอัยการสูงสุดของสหรัฐฯ ขณะที่แบลนช์กล่าวว่าเขารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจจากประธานาธิบดีทรัมป์ในการทำหน้าที่นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านเปิดเงื่อนไข สหรัฐฯ ต้องทำตาม ก่อนเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านเปิดเงื่อนไข สหรัฐฯ ต้องทำตาม ก่อนเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

9 ส.ค. 2569 02:13 น.

อิหร่านเปิดเงื่อนไข สหรัฐฯ ต้องทำตาม ก่อนเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงของอิหร่านเปิดเผยเงื่อนไขที่ต้องการให้สหรัฐฯ ทำตาม ก่อนที่เตหะรานจะยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งรวมถึงการยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลด้วย

เมื่อวันเสาร์ที่ 8 ส.ค. 2569 นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ โซลกาเดอร์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน เผยแพร่รายการข้อเรียกร้องที่สหรัฐฯ ต้องปฏิบัติตาม ก่อนที่อิหร่านจะยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งรวมถึง การยกเลิกการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน, การถอนกำลังทหาร และการยุติสงครามอย่างถาวร

นอกจากนั้น นายโซลกาเดอร์ยังเรียกร้องให้สหรัฐฯ ชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งให้กับอิหร่าน และปลดล็อกทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ด้วย

“สิ่งเหล่านี้คือข้อเรียกร้องของประชาชนชาวอิหร่าน ซึ่งพวกเขาได้ประกาศอย่างกึกก้องตลอด 160 วันของการยืนหยัดอย่างมั่นคงทั้งในสนามรบและบนท้องถนน” นายโซลกาเดอร์ระบุในแถลงการณ์ “ตราบใดที่อเมริกาไม่ปรับปรุงพฤติกรรมของตน ช่องแคบฮอร์มุซก็จะไม่เปิดอย่างแน่นอน”

ก่อนหน้านี้ นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านออกมาเปิดเผยว่า อิหร่านกับโอมานใกล้จะบรรลุข้อตกลงเรื่องการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซร่วมกันอย่างมากแล้ว

อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าการเปิดช่องแคบอีกครั้งนั้น “ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขอื่น ๆ” ซึ่งรวมถึงการที่สหรัฐฯ ต้องชดใช้ต่อการละเมิด “บันทึกความเข้าใจ” ที่ทั้งสองประเทศตกลงกันไว้เมื่อเดือนมิถุนายน

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของโอมานระบุว่า การเจรจาดำเนินไปในทิศทางที่ “เป็นบวกและสร้างสรรค์”

ขณะที่ในวันศุกร์ สถานีโทรทัศน์แห่งชาติอิหร่าน (IRIB) รายงานว่า สมาชิกรัฐสภาอิหร่านส่วนใหญ่เห็นพ้องกับข้อตกลงกรอบความร่วมมือกับโอมานแล้ว แต่ยังคงรอ “การอนุมัติขั้นสุดท้าย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn