ยิงกันเดือด เหตุแย่งคิวใช้สิทธิเลือกตั้งฟิลิปปินส์ ดับ 3 เจ็บ 15 ในเขตปกครองมุสลิมบังซาโมโร

ยิงกันเดือด เหตุแย่งคิวใช้สิทธิเลือกตั้งฟิลิปปินส์ ดับ 3 เจ็บ 15 ในเขตปกครองมุสลิมบังซาโมโร

14 ก.ย. 2569 09:39 น.

ยิงกันเดือด เหตุแย่งคิวใช้สิทธิเลือกตั้งฟิลิปปินส์ ดับ 3 เจ็บ 15 ในเขตปกครองมุสลิมบังซาโมโร

เกิดเหตุยิงกันใกล้หน่วยเลือกตั้งในเขตบังซาโมโรของฟิลิปปินส์ ก่อนเปิดหีบเลือกตั้งเพียงไม่กี่ชั่วโมง ตำรวจเผยชนวนเหตุเริ่มจากการแย่งคิว ก่อนบานปลายเป็นการยิงกัน

เกิดเหตุยิงกันในเขตปกครองตนเองบังซาโมโรในมินดาเนา หรือ BARMM ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ ก่อนการเปิดหีบเลือกตั้งในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย. 2026 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บอีก 15 คน ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดก่อนการเลือกตั้งสภาชุดแรกของภูมิภาค

จิบิน บงคาเยา ผู้กำกับการตำรวจเมืองโคตาบาโต เปิดเผยว่า เหตุเกิดก่อนเที่ยงคืน บริเวณด้านนอกโรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งใช้เป็นหน่วยเลือกตั้งในเมืองหลวงของภูมิภาค โดยสมาชิกจากกลุ่มการเมืองคู่แข่งมีปากเสียงกันเรื่องการแย่งสิทธิ์เข้าแถวเพื่อใช้สิทธิเลือกตั้งก่อน

ตำรวจระบุว่าเหตุการณ์เริ่มจากการแย่งตำแหน่งในแถว ก่อนมีการผลักกันและบานปลายเป็นการชกต่อย จากนั้นมีเสียงปืนดังขึ้นในพื้นที่ที่มีประชาชนอยู่เป็นจำนวนมาก

ผู้ก่อเหตุเป็นสมาชิกจากพรรคการเมืองคู่แข่ง ซึ่งมีรากฐานมาจากกลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร หรือ MILF ที่เคยต่อสู้เพื่อเรียกร้องการปกครองตนเองในพื้นที่ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์มาเป็นเวลาหลายสิบปี

การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของกระบวนการสันติภาพที่ดำเนินมาเป็นระยะตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 และนำไปสู่การจัดตั้งเขตปกครองตนเองบังซาโมโรในมินดาเนา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชากรมุสลิมจำนวนมากในประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก

พื้นที่บังซาโมโรเผชิญเหตุความรุนแรงทางการเมืองและความขัดแย้งระหว่างตระกูลผู้มีอิทธิพลมาอย่างยาวนาน ทำให้บรรดาผู้นำพรรคการเมืองมองว่า หากการเลือกตั้งครั้งนี้สามารถดำเนินไปอย่างสงบ ก็จะถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญ

ทางการได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา โดยระดมกำลังเจ้าหน้าที่ความมั่นคงมากกว่า 20,000 นายประจำตามพื้นที่เลือกตั้ง พร้อมจัดทีมตอบโต้เหตุฉุกเฉินเพื่อรับมือกับเหตุความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือน ส.ค. ขบวนรถของหัวหน้าคณะรัฐมนตรีชั่วคราวของบังซาโมโร ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ถูกกลุ่มคนร้ายซุ่มโจมตีและยิงใส่ขบวนรถหลายนัด

นอกจากนี้ ในช่วงเช้ามืดวันจันทร์ยังเกิดเหตุระเบิดใกล้หน่วยเลือกตั้งอีกแห่ง ส่งผลให้ชาย 1 รายเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ขณะที่ตำรวจอยู่ระหว่างสอบสวนหาสาเหตุของเหตุระเบิดดังกล่าว.

ที่มา : Channelnewsasia

โรมาเนียสร้างสถิติโลก! คน 2 หมื่นนั่งโต๊ะยาว 5 กม. ระดมทุนสร้าง รพ.จิตเวชเด็ก

โรมาเนียสร้างสถิติโลก! คน 2 หมื่นนั่งโต๊ะยาว 5 กม. ระดมทุนสร้าง รพ.จิตเวชเด็ก

14 ก.ย. 2569 08:40 น.

โรมาเนียสร้างสถิติโลก! คน 2 หมื่นนั่งโต๊ะยาว 5 กม. ระดมทุนสร้าง รพ.จิตเวชเด็ก

ชาวโรมาเนียกว่า 2 หมื่นคนร่วมกิจกรรม “โต๊ะรวมใจ” ในกรุงบูคาเรสต์ สร้างสถิติกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด ด้วยโต๊ะที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล เพื่อระดมทุนสร้างโรงพยาบาลจิตเวชเด็กแห่งแรกของประเทศ

กรุงบูคาเรสต์ ประเทศโรมาเนีย จัดกิจกรรมสุดยิ่งใหญ่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เมื่อประชาชนราว 20,000 คนมารวมตัวกันร่วมกิจกรรม “โต๊ะรวมใจ” ซึ่งใช้โต๊ะทอดยาวต่อกันประมาณ 5 กิโลเมตร เพื่อสร้างสถิติโลกของกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด พร้อมระดมทุนสำหรับโครงการก่อสร้างโรงพยาบาลจิตเวชสำหรับเด็ก

โต๊ะยาวดังกล่าวทอดไปตามถนนยูนิรี บูเลอวาร์ด ตั้งแต่บริเวณจัตุรัสยูนิรี ไปจนถึงจัตุรัสคอนสติติวชัน ด้านหน้าพระราชวังรัฐสภา ซึ่งเป็นอาคารขนาดใหญ่จากยุคคอมมิวนิสต์ของโรมาเนีย โดยโต๊ะทั้งหมดตกแต่งด้วยดอกไม้และอาหารว่าง

ผู้จัดงานจากสมาคม Bloom The World ซึ่งเป็นองค์กรในโรมาเนีย ได้รับใบรับรองจากกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด ในสถิติโต๊ะที่ยาวที่สุดที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล

โจแอนน์ เบรนต์ ผู้ตรวจสอบสถิติอาวุโสและกรรมการอย่างเป็นทางการของกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด ซึ่งเข้าร่วมงานที่กรุงบูคาเรสต์กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าสถิติที่ทำขึ้นสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้จริง เพราะมีผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันเพื่อสนับสนุนเป้าหมายเดียวกัน

เงินที่ได้จากกิจกรรมจะนำไปสนับสนุนโครงการก่อสร้างโรงพยาบาลจิตเวชเด็กแห่งใหม่ ภายในพื้นที่โรงพยาบาลโอเบรกียา ในกรุงบูคาเรสต์ โดยอาคารแห่งใหม่จะมีพื้นที่ประมาณ 3,900 ตารางเมตร และใช้งบประมาณก่อสร้างราว 16.5 ล้านยูโร หรือประมาณ 650 ล้านบาท โดยได้รับเงินสนับสนุนจากการบริจาคและภาคเอกชน

มูลนิธิเมโทรโพลิส ซึ่งอยู่เบื้องหลังโครงการระบุว่า โรงพยาบาลแห่งใหม่เกิดขึ้นจากความจำเป็น เนื่องจากแผนกจิตเวชเด็กในปัจจุบันตั้งอยู่ในอาคารเก่าและมีพื้นที่แออัด ไม่สามารถรองรับความต้องการด้านการรักษาและสภาพจิตใจของเด็กได้อย่างเพียงพอ

ข้อมูลของมูลนิธิระบุว่า จำนวนเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีความผิดปกติทางจิตขั้นรุนแรงในโรมาเนีย เช่น โรคซึมเศร้า ความผิดปกติด้านพฤติกรรม การใช้สารเสพติด ออทิสติก และโรคสมาธิสั้น หรือ ADHD เพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวล จาก 3,839 รายในปี 2018 เป็นมากกว่า 5,600 รายในปี 2024

ปัจจุบันคลินิกจิตเวชเด็กของโรงพยาบาลมีเตียงรองรับ 62 เตียง แต่หอผู้ป่วยหลายแห่งมีเตียงจำนวนมากอยู่รวมกันและไม่มีห้องน้ำส่วนตัว ขณะที่พื้นที่จำกัดยังทำให้การพูดคุยเรื่องส่วนตัวระหว่างบุคลากรทางการแพทย์กับผู้ป่วยและครอบครัวทำได้ยาก

สำหรับโรงพยาบาลแห่งใหม่จะเป็นอาคาร 5 ชั้น ประกอบด้วยห้องตรวจ ห้องกิจกรรมบำบัด ห้องเทคโนโลยีเสมือนจริง พื้นที่กระตุ้นประสาทสัมผัสและการเรียนรู้ รวมถึงพื้นที่สำหรับการพักผ่อน นอกจากนี้ยังมีแผนกเฉพาะสำหรับบำบัดการเสพติดในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งมูลนิธิระบุว่าเป็นแห่งแรกในระบบการแพทย์ของโรมาเนีย

มูลนิธิคาดว่าโรงพยาบาลแห่งใหม่นี้จะช่วยดูแลเด็กที่มีอาการป่วยทางจิตขั้นรุนแรงได้มากกว่า 5,700 คนต่อปี โดยโครงการมีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2027

ด้านอเล็กซา วิลคาน จาก Bloom The World กล่าวว่า ผู้จัดงานต้องการให้ประชาชนร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนการก่อสร้างโรงพยาบาลจิตเวชสำหรับเด็กแห่งแรกของประเทศพร้อมมองว่า แม้การมารวมตัวกันรอบโต๊ะจะเป็นเรื่องที่น่าประทับใจ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการได้สร้างประโยชน์ที่ดีให้กับสังคมหลังจบกิจกรรม

ทั้งนี้ สถิติโลกเดิมในประเภทโต๊ะที่ยาวที่สุดซึ่งทำจากวัสดุรีไซเคิล เป็นของ Bloom The World เช่นเดียวกัน โดยมีความยาว 2,782 เมตร จัดขึ้นที่เมืองอัลบา ยูเลีย เมื่อปีที่ผ่านมา

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป หรือยูโรสแตต ระบุว่า ในปี 2023 โรมาเนียมีสัดส่วนการใช้จ่ายด้านสาธารณสุขต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP อยู่ที่ 5.7% ซึ่งเป็นหนึ่งในระดับต่ำที่สุดของสหภาพยุโรป เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่อยู่ที่ประมาณ 10%

ขณะที่อเล็กซานดรู โรโกเบเต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโรมาเนีย ให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนโครงการดังกล่าว ด้วยการจัดหาอุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์ที่จำเป็นสำหรับโรงพยาบาลแห่งใหม่.

ที่มา : AP

ทรัมป์เมินคำเตือนเรื่องความเสี่ยง AI ชี้สหรัฐฯ ต้องเร่งแข่งกับจีน

ทรัมป์เมินคำเตือนเรื่องความเสี่ยง AI ชี้สหรัฐฯ ต้องเร่งแข่งกับจีน

14 ก.ย. 2569 05:53 น.

ทรัมป์เมินคำเตือนเรื่องความเสี่ยง AI ชี้สหรัฐฯ ต้องเร่งแข่งกับจีน

โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาปฏิเสธคำเตือนของบรรดาผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการเร่งพัฒนา AI โดยยืนยันว่า จำเป็นต้องเร่งมือเพื่อไม่ให้จีนเป็นฝ่ายชนะ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พยายามลดทอนกระแสความกังวลเกี่ยวกับภัยคุกคามจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยระบุว่ากลุ่มคนที่ออกมาเตือนเป็นพวก “มองโลกในแง่ร้าย” และเตือนในสิ่งที่ไม่มีวันเกิดขึ้น พร้อมเน้นย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องรักษาตำแหน่งผู้นำ AI เหนือจีน เพราะ “ใครชนะเรื่อง AI คนนั้นคือผู้ชนะ”

ก่อนหน้านี้ นักวิจัยและผู้พัฒนา AI หลายคนออกมาเตือนให้ชะลอการพัฒนา โดย เจคอบ ค็อกซอน อดีตนักวิจัยจาก Anthropic และ OpenAI ผู้พัฒนา AI ยักษ์ใหญ่ของโลกเตือนว่า ทีมพัฒนารู้สึก “หวาดกลัวอย่างแท้จริง” ต่ออนาคตของมนุษยชาติ หากเทคโนโลยียังโตในอัตราเร็วเท่าปัจจุบัน

ส่วนอีลอน มัสก์ เจ้าของบริษัท xAI, แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI และ ดาริโอ อาโมเดอี ซีอีโอของ Anthropic เห็นพ้องกันว่าควรชะลอความเร็วในการพัฒนาลง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดร้ายแรง แต่ต้องทำอย่างระมัดระวังไม่ให้จีนแซงหน้า

เมื่อสิงหาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ที่ย้ำเตือนถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจาก AI โดยบริษัท OpenAI ต้องชะลอการฝึกโมเดลปัญญาประดิษฐ์หลังพบว่า AI agent ของพวกเขาร่วมมือกันแหกระบบความปลอดภัยของพื้นที่จำกัดสำหรับทดสอบ และเข้าแฮกข้อมูลของแพลตฟอร์ม Hugging Face โดยที่ไม่ได้รับคำสั่งจากมนุษย์แต่อย่างใด

ขณะที่สถาบันความปลอดภัย AI ของสหราชอาณาจักร (AISI) รายงานว่า โมเดล Mythos ของ Anthropic ได้สร้างโปรไฟล์ปลอมเพื่อหลอกลวงมนุษย์ และพยายามซ่อนหลักฐานการกระทำของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม นอกจากนายทรัมป์แล้ว นายไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ สังกัดพรรครีพับลิกัน ออกมาเตือนว่าการรีบร้อนออกมาตรการควบคุมการพัฒนา AI อาจ “ฆ่านวัตกรรมของอเมริกา” และเปิดทางให้จีนชนะ

ด้านนาย ฮาคีม เจฟฟรีส์ แกนนำพรรคเดโมแครต เรียกร้องให้มี “การดำเนินการที่เด็ดขาด” เพื่อชะลอการพัฒนาและคุ้มครองประชาชน ขณะที่ สส. ลอรี ทราฮาน ผลักดันร่างกฎหมาย Frontier Act เพื่อจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลมาตรฐานและความโปร่งใสสำหรับผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ระดับชาติ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์เปรย สหรัฐฯ อาจเข้าไปในอิหร่านแล้วเก็บน้ำมันไว้ เหมือนดีลเวเนซุเอลา

ทรัมป์เปรย สหรัฐฯ อาจเข้าไปในอิหร่านแล้วเก็บน้ำมันไว้ เหมือนดีลเวเนซุเอลา

14 ก.ย. 2569 05:03 น.

ทรัมป์เปรย สหรัฐฯ อาจเข้าไปในอิหร่านแล้วเก็บน้ำมันไว้ เหมือนดีลเวเนซุเอลา

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวระหว่างเยือนไอร์แลนด์ว่า สหรัฐฯ อาจจะเข้าไปอยู่ในอิหร่านแล้วเก็บน้ำมันเอาไว้ เหมือนที่ทำกับเวเนซุเอลา โดยย้ำความคาดหวังว่า สงครามอิหร่านจะจบลงภายในปีนี้

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมากล่าวว่า สหรัฐฯ อาจจะเข้าไปอยู่ในอิหร่านแล้ว “เก็บน้ำมันเอาไว้” โดยเปรียบเทียบกับกรณีที่สหรัฐฯ ผลักดันเข้าควบคุมทรัพยากรน้ำมันดิบมหาศาลถึง 1 ใน 5 ของเวเนซุเอลา

ระหว่างการเดินทางเยือนไอร์แลนด์เพื่อประชุมและชมการแข่งขันกอล์ฟรายการ “ไอริช โอเพน” (Irish Open) ทรัมป์ได้ย้ำอีกครั้งว่าเขายังคงคาดหวังให้สงครามอิหร่านยุติลงภายในปีนี้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นทันทีหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน

นายทรัมป์เสริมด้วยว่า ราคาน้ำมันเบนซินจะ “ร่วงลงอย่างรวดเร็วเหมือนก้อนหินหล่น” ทันทีที่สงครามอิหร่านสิ้นสุดลง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความวุ่นวายในตะวันออกกลางยังคงส่งผลกระทบอย่างหนักต่อตลาดน้ำมัน โดยบรรดานักวิเคราะห์และผู้ซื้อน้ำมันต่างคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งในวันจันทร์ (14 ก.ย.) หลังจากเกิดเหตุโจมตีท่อส่งน้ำมันในซาอุดีอาระเบียเมื่อสัปดาห์ก่อน

โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำอีกว่า เขาจะยอมทำเฉพาะ “ข้อตกลงที่ถูกต้อง” เท่านั้น และจะไม่ยอมรับข้อตกลงที่ “ไม่เข้าท่า” พร้อมกล่าวเสริมว่าฝ่ายอิหร่านได้ “โทรศัพท์มาอย่างต่อเนื่อง” เพื่อขอเจรจาสันติภาพ ซึ่งเป็นข้ออ้างที่รัฐบาลเตหะรานเคยออกมาปฏิเสธก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังได้เปิดเผยอีกตัวเลือกหนึ่ง นั่นคือการมีบทบาทในอิหร่านต่อไป โดยเขาได้ยกตัวอย่างเปรียบเปรยกับข้อตกลงที่สหรัฐฯ ทำกับเวเนซุเอลา ซึ่งเปิดเผยไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

“ในท้ายที่สุดเราจะถอนตัวออกมา (ออกจากอิหร่าน) เว้นแต่ว่าเราจะตัดสินใจอยู่ต่อและยึดน้ำมันเอาไว้ เหมือนอย่างที่เราทำกับเวเนซุเอลา” ทรัมป์กล่าว พร้อมเสริมว่า รายได้ที่สหรัฐฯ ได้รับจากเวเนซุเอลานั้น “คุ้มค่าเกินค่าใช้จ่ายในสงครามไปหลายเท่าตัวแล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ซาอุฯ ปิดท่อส่งน้ำมัน หวั่นทำอุปทานน้ำมันโลกหายรวดเดียว 4%

ซาอุฯ ปิดท่อส่งน้ำมัน หวั่นทำอุปทานน้ำมันโลกหายรวดเดียว 4%

14 ก.ย. 2569 04:16 น.

ซาอุฯ ปิดท่อส่งน้ำมัน หวั่นทำอุปทานน้ำมันโลกหายรวดเดียว 4%

บรรดาพ่อค้าและผู้ซื้อน้ำมันเตือนว่า หากซาอุดีอาระเบียยังเปิดท่อส่งน้ำมันสายสำคัญที่ถูกโดรนโจมตีจนต้องปิดไม่ได้ ภายในไม่กี่วันข้างหน้า อุปทานน้ำมันโลกอาจหดหายรวดเดียว 4%

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 13 ก.ย. 2569 ว่า บรรดาพ่อค้าน้ำมันออกมาเตือนว่า หากซาอุดีอาระเบียไม่สามารถเปิดใช้งานท่อส่งน้ำมันสายตะวันออก-ตะวันตก (East-West Pipeline) ที่มุ่งสู่ทะเลแดงได้ภายในไม่กี่วันข้างหน้า คลังน้ำมันสำรองสำหรับการส่งออกจะหมดลง และจะส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบของโลกหายไปทันทีถึง 4% หรือราว 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ซาอุฯ สั่งปิดท่อส่งน้ำมันดังกล่าวหลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (11 ก.ย.) เกิดเหตุโดรนโจมตีซึ่งคาดว่าเป็นฝีมือของอิหร่าน โดยทางการซาอุฯ ยังไม่ได้ประเมินระยะเวลาซ่อมแซมที่แน่ชัด แต่แหล่งข่าวระบุว่าอาจต้องใช้เวลาซ่อมแซมตั้งแต่ไม่กี่วันไปจนถึง 5–6 สัปดาห์

ที่ผ่านมาท่อส่งน้ำมันสายนี้ช่วยให้ซาอุฯ ส่งน้ำมันเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซไปยังท่าเรือยันบู (Yanbu) บนชายฝั่งทะเลแดงได้ แต่เมื่อท่อหยุดทำงาน คลังน้ำมันที่ท่าเรือยันบู รวมถึงคลังสำรองในอียิปต์ จะมีน้ำมันเหลือส่งออกได้อีกเพียง 5 ถึง 7 วันเท่านั้น

การสะดุดของอุปทานครั้งใหม่จะยิ่งซ้ำเติมวิกฤตพลังงานโลก ส่งผลดันราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงฉุดให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2551

ท่ามกลางภาวะสงครามและการคุกคามจากกลุ่มกบฏฮูตี การสัญจรในน่านน้ำสำคัญในตะวันออกกลางทั้งช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดงล้วนชะลอตัว โดยสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ระบุว่าปริมาณการผลิตน้ำมันของซาอุฯ ในเดือนสิงหาคมร่วงลงเหลือเพียง 6.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งต่ำที่สุดในรอบกว่า 3 ทศวรรษ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์จวกเซเลนสกี จี้หยุดโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซีย อ้างทำดีเซลขาดแคลน

ทรัมป์จวกเซเลนสกี จี้หยุดโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซีย อ้างทำดีเซลขาดแคลน

14 ก.ย. 2569 02:33 น.

ทรัมป์จวกเซเลนสกี จี้หยุดโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซีย อ้างทำดีเซลขาดแคลน

โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ผู้นำยูเครนหยุดการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซีย โดยอ้างว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดภาวะขาดแคลน ไม่ใช่เพราะการทำสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นาย โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ที่เคียฟโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซีย ในขณะที่ทรัมป์กำลังอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนสาธารณรัฐไอร์แลนด์อย่างไม่เป็นทางการเพื่อร่วมชมการแข่งขันกอล์ฟ และเขายังคงใช้นัดหมายนี้โปรโมตธุรกิจส่วนตัวอีกด้วย

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวจากรีสอร์ตสนามกอล์ฟ “ดูนเบก” (Doonbeg) ของเขาบนชายฝั่งตะวันตกของไอร์แลนด์ โดยกล่าวโจมตีกลุ่มคนที่ออกมาวิจารณ์เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เมื่อเร็วๆ นี้ และเรียกร้องให้มีความระมัดระวังในการพัฒนามากขึ้น โดยทรัมป์ตราหน้าคนกลุ่มนี้ว่าเป็นพวกที่มีความคิด “ด้านลบ”

จากนั้น ผู้นำสหรัฐฯ ก็หันไปโจมตีประธานาธิบดีเซเลนสกีโดยระบุว่า สิ่งหนึ่งที่ผู้นำยูเครนต้องทำคือ “หยุดทำลายโรงกลั่นน้ำมันดีเซล” ในรัสเซีย เนื่องจากส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลน

“ปล่อยให้เขาโจมตีเป้าหมายอื่นไป แต่ต้องไม่ใช่น้ำมันดีเซล เพราะเขากำลังทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำมันดีเซล” นายทรัมป์กล่าว พร้อมกล่าวอ้างว่า สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนคือต้นเหตุของการขาดแคลนน้ำมันดีเซล ไม่ใช่สงครามอิหร่านที่เขาเป็นผู้ก่อ จนทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก ถูกปิดมานานกว่า 6 เดือนแล้ว

ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากเหตุโจมตีในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงและอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น จนเกิดกระแสคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานเพิ่มขึ้น ก่อนที่การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ จะเริ่มขึ้นในเดือนพฤศจิกายน

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางเยือนไอร์แลนด์ครั้งนี้เพื่อร่วมชมการแข่งขันกอล์ฟรายการไอริช โอเพ่น (Irish Open) ที่สนามกอล์ฟของเขา โดยเขาได้พบกับนายกรัฐมนตรีไอร์แลนด์และกล่าวคำพูดที่จุดประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองในไอร์แลนด์

โดยในวันเสาร์ที่ผ่านมา นายทรัมป์สร้างความประหลาดใจให้กับเจ้าภาพชาวไอริชและสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นประเทศข้างเคียง เมื่อเขาประกาศว่าเขา “อยากเห็น” ไอร์แลนด์กับไอร์แลนด์เหนือรวมเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งเป็นประเด็นทางการเมืองที่ละเอียดอ่อนมาก และที่ผ่านมาสหรัฐฯ พยายามสงวนท่าทีเป็นกลางในเรื่องนี้มาตลอด

คำพูดของนายทรัมป์ทำให้บรรดาพรรคการเมืองในไอร์แลนด์เหนือ ที่สนับสนุนให้ประเทศเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรต่อไป ออกมาแสดงความไม่พอใจและวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ขณะที่มีประชาชนนับหมื่นคนออกมาร่วมตัวประท้วงในกรุงดับลิน เมืองหลวงของไอร์แลนด์ เพื่อแสดงการไม่ต้อนรับการมาเยือนของผู้นำสหรัฐฯ รายนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

โดรนรัสเซียโจมตีรถไฟยูเครน หลังคณะของอดีตผู้นำ UK เดินทางกลับ

โดรนรัสเซียโจมตีรถไฟยูเครน หลังคณะของอดีตผู้นำ UK เดินทางกลับ

14 ก.ย. 2569 01:19 น.

โดรนรัสเซียโจมตีรถไฟยูเครน หลังคณะของอดีตผู้นำ UK เดินทางกลับ

โดรนของรัสเซียพุ่งชนรถไฟของยูเครน บริเวณใกล้ชายแดนประเทศโปแลนด์ ไม่นานหลังจากรถไฟที่คณะของนาย บอริส จอห์นสัน อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรเดินทางออกไป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดรนแบบใช้เครื่องยนต์ไอพ่นของรัสเซียพุ่งชนหัวรถจักรของรถไฟยูเครนที่สถานียาโฮดิน (Yahodyn) ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนประเทศโปแลนด์เพียง 2 กิโลเมตร โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เนื่องจากทางการยูเครนอพยพผู้โดยสารออกไปก่อนเกิดเหตุเพียง 15 นาที

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากรถไฟของ บอริส จอห์นสัน อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ รวมถึงที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของยุโรป เพิ่งเดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าวเพื่อกลับจากการประชุมในกรุงเคียฟ

นอกจากนั้น ในช่วงเกิดเหตุ เดวิด เพตราอุส อดีตผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลาง (CIA) ของสหรัฐฯ กับคาร์ล บิลด์ท อดีตนายกรัฐมนตรีสวีเดน ก็อยู่บนรถไฟขบวนอื่นในบริเวณใกล้เคียงเช่นกัน

ด้านการรถไฟยูเครนระบุว่า โดรนของรัสเซียอาจตั้งใจโจมตี “รถไฟทางการทูต” แต่รถไฟขบวนดังกล่าวออกจากสถานีก่อนกำหนดเนื่องจากมีการปรับเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงภัยคุกคาม ขณะที่ฝ่ายรัสเซียอ้างว่าเป็นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับรถไฟตามปกติ

บอริส จอห์นสัน อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร
บอริส จอห์นสัน อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร

หลังเกิดเหตุ บอริส จอห์นสัน ประณามการโจมตีว่าเป็นการกระทำที่ไร้เหตุผลและสร้างความเสียหายต่อระบบรถไฟของพลเรือน พร้อมเรียกร้องให้พันธมิตรรีบส่งมอบระบบป้องกันทางอากาศให้ยูเครน

ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของยูเครนกล่าวว่า การโจมตีใกล้ชายแดนครั้งนี้เปรียบเสมือนภัยการก่อการร้ายของปูตินที่มา “เคาะประตูบ้าน” ของ EU และ NATO

ขณะที่นาย โดนัลด์ ทุสค์ นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ เรียกประชุมด่วนเพื่อรับมือกับสถานการณ์ความขัดแย้งที่เริ่มขยับเข้าใกล้ชายแดนโปแลนด์มากขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้ รัสเซียเริ่มพุ่งเป้าโจมตีระบบขนส่งทางรถไฟและจุดข้ามแดนของยูเครนอย่างหนักในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการเดินทางหลักของประชาชน เนื่องจากน่านฟ้ายูเครนถูกปิดทำการมาตั้งแต่เริ่มสงครามในปี 2565

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สส.สหรัฐฯ ต้องว่ายน้ำกลับเข้าฝั่ง หลังเครื่องบินลงจอดในทะเลสาบ

สส.สหรัฐฯ ต้องว่ายน้ำกลับเข้าฝั่ง หลังเครื่องบินลงจอดในทะเลสาบ

13 ก.ย. 2569 23:48 น.

สส.สหรัฐฯ ต้องว่ายน้ำกลับเข้าฝั่ง หลังเครื่องบินลงจอดในทะเลสาบ

ทอม ทิฟฟานี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ ต้องว่ายน้ำกลับเข้าฝั่ง หลังเครื่องบินที่เขาโดยสารเกิดความขัดข้องจนต้องลงจอดกลางทะเลสาบ โดยตัวเขากับนักบินได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 13 ก.ย. 2569 ว่า นายทอม ทิฟฟานี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐวิสคอนซิน ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย หลังจากเครื่องบินเล็กที่เขาโดยสารต้องร่อนลงจอดในทะเลสาบ ส่งผลให้เขากับนักบินต้องว่ายน้ำกลับเข้าฝั่งเพื่อความปลอดภัย

สำนักงานนายอำเภอท้องถิ่นระบุว่า ทิฟฟานี ซึ่งเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันในการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐวิสคอนซิน กำลังเดินทางด้วยเครื่องบินขนาดเล็กในคืนวันเสาร์ (12 ก.ย.) ก่อนที่ตัวเครื่องจะประสบปัญหาทางเทคนิค ส่งผลให้นักบินต้องนำเครื่องลงจอดฉุกเฉินในทะเลสาบวอซอ (Lake Wausau)

นายทิฟฟานีกล่าวว่า เขาและนักบินโทรแจ้งเหตุฉุกเฉิน 911 ทันทีที่เครื่องบินลงจอด

“เมื่อเครื่องบินเริ่มจมลง เราก็ออกจากตัวเครื่องและว่ายน้ำไปยังบริเวณน้ำตื้น เพื่อรอจนกว่าเจ้าหน้าที่กู้ภัยจะนำเรือมารับ” นายทิฟฟานีโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดีย โดยนักบินเองก็ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเช่นกัน

นายทิฟฟานีเปิดเผยเพิ่มเติมในวันอาทิตย์ว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขณะที่เขาเดินทางกลับจากการรับประทานอาหารเย็นที่ ลาครอส เคาน์ตี โดยเครื่องบินเกิดสูญเสียพลังงานกะทันหันขณะกำลังเร่งเครื่องเข้าสู่สนามบินวอซอ ดาวน์ทาวน์

ด้านสำนักงานนายอำเภอของเขต มาราธอน เคาน์ตี ระบุในแถลงการณ์ว่า เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุ 911 เรื่องเครื่องบินตกในทะเลสาบเมื่อเวลา 20.49 น. วันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น ทั้งคู่สามารถออกจากตัวเครื่องบินและว่ายไปยังบริเวณน้ำตื้นได้ ก่อนที่เรือแล่นด้วยแรงลม ของสถานีดับเพลิงวอซอจะเข้าช่วยเหลือในเวลาประมาณ 21.05 น. หรือราว 15 นาทีต่อมา

เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า ทิฟฟานีและนักบินเป็นเพียงสองคนที่อยู่บนเครื่องบินรุ่น Beechcraft K35 ซึ่งเป็นเครื่องบินเครื่องยนต์เดี่ยว ที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 5 คน

“พระเจ้าคุ้มครองเราในคืนนี้ และผมรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่งที่ได้มานั่งอยู่ในโรงพยาบาลโดยมีคริส ภรรยาของผมอยู่ข้างๆ” ทิฟฟานีกล่าว “ประสบการณ์แบบนี้ช่วยเตือนสติว่าชีวิตของเรานั้นมีค่ามากเพียงใด”

ทีมงานหาเสียงของนายทิฟฟานีระบุว่า เขาได้รับแผลถลอกเล็กน้อยบริเวณเหนือตาขวาจากเหตุการณ์นี้

อนึ่ง ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้เกิดความขัดข้อง โดยสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) และคณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งชาติ (NTSB) จะเข้ามาสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว ส่วนซากเครื่องบินยังคงจมอยู่ในทะเลสาบ ซึ่งทีมกู้ภัยกำลังเร่งดำเนินการกู้ขึ้นมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

พบแล้ว 6 ศพ เรือเฟอร์รี่อินโดนีเซียล่ม สูญหายอีก 120 คน

พบแล้ว 6 ศพ เรือเฟอร์รี่อินโดนีเซียล่ม สูญหายอีก 120 คน

13 ก.ย. 2569 22:49 น.

พบแล้ว 6 ศพ เรือเฟอร์รี่อินโดนีเซียล่ม สูญหายอีก 120 คน

เหตุเรือเฟอร์รี่ของอินโดนีเซียล่มนอกชายฝั่งเกาะชวา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ศพ โดยเจ้าหน้าที่ช่วยผู้ประสบภัยได้แล้วนับร้อยราย แต่ยังคงมีผู้สูญหายอีกกว่า 120 คน

เจ้าหน้าที่กู้ภัยในอินโดนีเซียเปิดเผยว่า เหตุเรือข้ามฟาก “เวอร์โก ทรานสปอร์ต 8” (Virgo Transport 8) ล่มขณะเดินทางระหว่างเกาะชวากับเกาะบอร์เนียว หลังเผชิญสภาพอากาศเลวร้ายในวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. 2569 ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 6 ศพ และมีผู้สูญหายอีก 129 คน

เรือลำนี้มีผู้โดยสาร 213 คน และลูกเรือ 30 คน ขาดการติดต่อกับบริษัทเจ้าของเรือในเวลาประมาณ 02.00 น. วันอาทิตย์ หลังจากเดินทางออกจากเมืองสุราบายา ในจังหวัดชวาตะวันออก

สำนักงานค้นหาและกู้ภัยแห่งชาติอินโดนีเซีย (Basarnas) รายงานความคืบหน้าล่าสุดว่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ราย และพบผู้รอดชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย ทำให้ยอดผู้ได้รับความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นเป็น 108 คน ขณะที่อีก 129 คนยังคงสูญหาย

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่า เรือกู้ภัยลำแรกที่บรรทุกผู้รอดชีวิตเดินทางมาถึงท่าเรือในเมืองบันจาร์มาซิน (Banjarmasin) ซึ่งเป็นเมืองทางชายฝั่งตอนใต้ของเกาะบอร์เนียว ก่อนช่วงค่ำ โดยผู้รอดชีวิตบางส่วนถูกลำเลียงด้วยเปลไปขึ้นรถพยาบาลที่มารอรับ ขณะที่บางส่วนต้องนั่งรถเข็นหรือต้องการคนช่วยพยุงเดิน

นายดูดี พูร์วากันดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมอินโดนีเซีย แถลงข่าวที่เมืองบันจาร์มาซินว่า “จากข้อมูลที่เราได้รับอิงจากการสำรวจทางอากาศด้วยเฮลิคอปเตอร์… เรือได้พลิกคว่ำแต่ยังไม่จม ณ เวลา 15.00 น. ตัวเรือยังไม่จมลงไป แต่ได้พลิกคว่ำแล้ว”

ก่อนหน้านี้ นายไอ ปูตู สุดายานา หัวหน้าทีมค้นหาและกู้ภัยท้องถิ่น ให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพีว่า กัปตันเรือได้รายงานไปยังเจ้าของเรือว่า เรือกำลัง “เอียง” ก่อนจะขาดการติดต่อไป

นายสุดายานาบอกผู้สื่อข่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องฝ่าคลื่นสูงถึง 2.5 เมตรเพื่อเข้าถึงเรือเฟอร์รี่ “มันเสี่ยงอันตรายอย่างมากสำหรับเรือต่างๆ แม้กระทั่งเรือของ Basarnas ความยาว 40 เมตรของเราเอง ก็ยังตกอยู่ในความเสี่ยงสูงเช่นกัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิหร่านเผย เรือสินค้าถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ

อิหร่านเผย เรือสินค้าถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ

13 ก.ย. 2569 22:04 น.

อิหร่านเผย เรือสินค้าถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ

อิหร่านเปิดเผยว่า เรือสินค้าของพวกเขาถูกโจมตีขณะอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ ในขณะที่พวกเขากำลังจะประชุมร่วมกับชาติอาหรับเพื่อชี้แจงแนวทางการควบคุมช่องแคบแห่งนี้

สื่อรัฐบาลอิหร่านเปิดเผยว่า เรือสินค้าของอิหร่านถูกโจมตีในช่วงเช้าวันอาทิตย์ (13 ก.ย. 2569) ที่นอกชายฝั่งเกาะเกชม์ (Qeshm Island) ในช่องแคบฮอร์มุซ เพียงหนึ่งวันก่อนที่รัฐบาลเตหะรานจะชี้แจงต่อประเทศในภูมิภาค เรื่องที่พวกเขาจะบริหารจัดการเส้นทางน้ำสายสำคัญแห่งนี้

เหตุโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ และบาดเจ็บอีก 4 ราย ในขณะที่ภัยคุกคามต่อการขนส่งสินค้าทางเรือในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น หลังจากกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน สามารถยึดเกาะแห่งหนึ่งบริเวณช่องแคบ “บับ เอล-มันเดบ” (Bab el-Mandeb) ในทะเลแดงเมื่อสัปดาห์ก่อน

สำนักข่าว IRNA ของรัฐบาลอิหร่าน อ้างคำพูดของผู้ว่าราชการเกาะเกชม์ว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นฝีมือของ “ศัตรูซึ่งเป็นผู้ก่อการร้าย” ซึ่งเป็นคำพูดที่สื่อถึงสหรัฐฯ ขณะที่กองทัพอเมริกันยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใดๆ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ เคยโจมตีเรือสินค้าของอิหร่านมาแล้วหลายครั้ง ตามมาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน เพื่อกดดันทางเศรษฐกิจ

ด้านสำนักงานปฏิบัติการการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (UKMTO) ระบุว่า มีเรือลำหนึ่งถูกโจมตีด้วยวัตถุระเบิดขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ไม่ยืนยันแน่ชัดว่าเป็นเหตุการณ์เดียวกับที่สื่ออิหร่านรายงานหรือไม่ โดย UKMTO ระบุเพิ่มเติมว่า เกิดเพลิงไหม้บนเรือ และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกำลังเร่งอพยพผู้คน

เกาะเกชม์ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองท่าบันดาร์อับบาส ของอิหร่าน ประมาณ 22 กม. ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่อิหร่านใช้ในการอ้างสิทธิ์และแสดงอำนาจควบคุมเหนือช่องแคบฮอร์มุซ

เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนเกิดเหตุโจมตี รัฐบาลอิหร่านยังคงแสดงท่าทีแข็งกร้าว โดยประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า “ประชาชนของเราจะไม่ยอมก้มหัวให้กับการข่มขู่ และอิหร่านจะไม่มีวันยอมจำนน”

อีกด้านหนึ่ง รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของชาติในตะวันออกกลาง มีกำหนดประชุมร่วมกันในวันจันทร์ที่ประเทศโอมาน เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางของอิหร่านและโอมานในการบริหารจัดการการจราจรทางน้ำบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากความตึงเครียดทางการเมืองและเหตุโจมตีเรือสินค้า

อิหร่านเสนอแผนการเก็บค่าธรรมเนียมการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่กำหนดให้เรือขาเข้าต้องเดินทางผ่านน่านน้ำของอิหร่าน ส่วนเรือขาออกให้ผ่านทางน่านน้ำของทั้งอิหร่านและโอมาน อย่างไรก็ตาม อิหร่านย้ำเงื่อนไขว่าช่องแคบจะเปิดใช้อย่างสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อสหรัฐฯ ยุติการปิดล้อมทางทะเลเท่านั้น

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีเพียงอิรักเท่านั้นที่ยืนยันเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ขณะที่บาห์เรนปฏิเสธการเข้าร่วมเนื่องจากไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน ส่วนประเทศอื่นๆ ในกลุ่มอ่าวอาหรับยังไม่มีความชัดเจน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews