พลอยทะเล แจงร่างแก้ไข พรบ.สัญชาติฯ มุ่งแก้ปัญหาสถานะบุคคลที่ค้างคามายาวนาน

พลอยทะเล แจงร่างแก้ไข พรบ.สัญชาติฯ มุ่งแก้ปัญหาสถานะบุคคลที่ค้างคามายาวนาน

พลอยทะเล แจงร่างแก้ไข พรบ.สัญชาติฯ มุ่งแก้ปัญหาสถานะบุคคลที่ค้างคามายาวนาน

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.54 น.

“พลอยทะเล”แจงร่างแก้ไข พรบ.สัญชาติฯ มุ่งแก้ปัญหาสถานะบุคคลที่ค้างคามายาวนาน ย้ำสิทธิ์ทางการเมืองและการลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญและกฎหมายเฉพาะอื่นๆ ขออย่ากังวล

14 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณี เพจ “Phuket Times ภูเก็ตไทม์” โพสต์ข้อความระบุว่า “คนไทยผวา! มีข่าวว่า รบ.จะแก้กฎหมายสัญชาติ ให้ต่างด้าวผู้ได้สัญชาติใหม่สามารถเล่นการเมืองในประเทศ ได้ทุกระดับ “ภูเก็ต” เรา พม่าเพียบ ฝรั่งอีกครึ่งเกาะ อีกหน่อยคงได้เห็นกลุ่มต่างชาติเหล่านี้ลงปักป้ายสมัคร สท.สจ.อบต.”

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า การแก้ไขกฎหมายไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อมอบสัญชาติไทยให้กับแรงงานต่างด้าวหรือผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่เป็นการแก้ปัญหากลุ่มบุคคลที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน มีตัวตนชัดเจน และผ่านกระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาสถานะบุคคลที่ค้างคามายาวนาน

ทั้งนี้ ถึงแม้บุคคลจะได้รับสัญชาติไทยแล้ว การเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงยังต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญและกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเข้าดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้โดยอัตโนมัติ

โดยขณะนี้ กระทรวงมหาดไทยได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแก้ไขพระราชบัญญัติสัญชาติ ผ่าน “โครงการรับฟังความคิดเห็นประกอบการแก้ไขพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508” ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งประชาชนสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านระบบรับฟังความคิดเห็นของภาครัฐ ก่อนที่ร่างกฎหมายจะเข้าสู่ขั้นตอนพิจารณาต่อไป

“รัฐบาลยืนยันร่างแก้ไขพระราชบัญญัติสัญชาติยังต้องผ่านกระบวนการรับฟังความเห็นจากประชาชนและรัฐสภาอีกหลายขั้นตอน ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับสิทธิ์ทางการเมืองและการลงสมัครรับเลือกตั้งนั้น ขออย่าเป็นกังวล  สิทธิ์ทางการเมืองและการลงสมัครรับเลือกตั้งนั้น ยังเป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญและกฎหมายเฉพาะอื่นๆ ตามเดิม” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

ทนายเขากระโดง กางกฎหมาย ชี้คำพิพากษาศาลฎีกาผูกพันเฉพาะคู่ความ

ทนายเขากระโดง กางกฎหมาย ชี้คำพิพากษาศาลฎีกาผูกพันเฉพาะคู่ความ

ทนายเขากระโดง กางกฎหมาย ชี้คำพิพากษาศาลฎีกาผูกพันเฉพาะคู่ความ

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.46 น.

ไม่เหมารวมชาวบ้าน 995 แปลง! “ทนายเขากระโดง”กางข้อกฎหมาย ชี้คำพิพากษาศาลฎีกาผูกพันเฉพาะ”คู่ความ” ซัดกลับ”การเมือง-อินฟลู-ไอโอ”เล่นจิตวิทยาหมู่ “ตีวัวกระทบคราด”สร้างความสับสน แต่ข้อมูลบิดเบือน ย้อนทำลายจริยธรรม-วิชาชีพตัวเอง

14 มิถุนายน 2569 นายชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความรับผิดชอบคดีเขากระโดง โฑสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ความจริงประเด็นข้อกฎหมายที่พยายามสื่อสารเกี่ยวกับคดีเขากระโดงได้เคยให้ไว้ในเฟสอยู่บ่อยครั้ง แต่อาจจะยังไม่ทำให้ มุมมองนักกฎหมาย นักวิชาการ และอินฟลู กับขบานการ IO คิดได้

ดังนั้น ครั้งนี้ ผมตั้งใจว่าจะอธิบายธประเด็น “ผลของคำพิพากษาถึงที่สุด” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 อีกครั้ง

หลักของมาตรา 145 มิได้ซับซ้อนเกินกว่าจะทำความเข้าใจ วรรคหนึ่งวางหลักว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลย่อมผูกพัน “คู่ความ” ในคดีนั้น ส่วนวรรคสองยืนยันว่า แม้ศาลจะกล่าวไว้กว้างเพียงใด คำพิพากษาก็ไม่ผูกพันบุคคลภายนอก เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ สำหรับคดีที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเอกสารสิทธิ์ที่ดิน กฎหมายใช้ถ้อยคำว่า “อาจใช้ยัน” บุคคลภายนอกได้ แต่ก็เปิดช่องไว้อย่างชัดแจ้งว่า เว้นแต่ บุคคลภายนอกยังพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า

ความแตกต่างระหว่างคำว่า “ผูกพัน” “ใช้ยัน” และ “บังคับคดี” จึงเป็นหัวใจของเรื่องนี้ คำพิพากษาผูกพันคู่ความและสามารถบังคับคดีกับคู่ความหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ แต่การ “ใช้ยัน” บุคคลภายนอก เป็นเพียงการนำผลคำวินิจฉัยเรื่องกรรมสิทธิ์ไปกล่าวอ้างในกระบวนการต่อไป โดยบุคคลภายนอกยังมีสิทธิเต็มที่จะโต้แย้ง นำสืบ และพิสูจน์สิทธิของตน การกล่าวว่าคำพิพากษาคดีหนึ่งสามารถนำไปเพิกถอนเอกสารสิทธิของผู้ที่ไม่เคยเป็นคู่ความได้ทันที จึงเป็นการข้ามขั้นจาก “อาจใช้ยัน” ไปเป็น “บังคับเพิกถอน” ซึ่งตัวบทกฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้เช่นนั้น

เมื่อมองกลับมาที่คดีเขากระโดง แม้คำพิพากษาในคดีเดิมจะมีคำวินิจฉัยที่ให้เหตุผลเกี่ยวกับแนวเขตที่ดินของการรถไฟตามพยานหลักฐานในสำนวนขณะนั้น แต่คำบังคับของศาลย่อมจำกัดอยู่กับคู่ความและที่ดิน 40 แปลง ในคดีนั้น เจ้าของเอกสารสิทธิรายอื่น 995 แปลง ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีเดิม ไม่ได้มีโอกาสนำพยานหลักฐานของตนเข้าสู่การพิจารณา และยังมีสิทธิตามกฎหมายที่จะพิสูจน์ว่าตนมีสิทธิดีกว่า หรือมีข้อเท็จจริงแตกต่างจากคดีเดิมอย่างไร การถือว่าคำพิพากษาคดีเดิมมีผลตัดสิทธิของบุคคลเหล่านั้นทันที จึงไม่สอดคล้องกับทั้งตัวบทมาตรา 145 และหลักการรับฟังความทุกฝ่าย

ผมเข้าใจดีว่าผู้ที่ออกมาแสดงความเห็นจำนวนมากอาจมีเจตนาดี อยากให้รัฐรักษาทรัพย์สินของแผ่นดิน และอยากเห็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ประเด็นนี้ไม่มีใครปฏิเสธ แม้แต่ผมเอง แต่ความตั้งใจที่ดีต้องเดินอยู่บนทางที่กฎหมายรองรับ หากเห็นว่าที่ดินเป็นของการรถไฟจริง ช่องทางตามกฎหมายก็มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินให้ครบถ้วน หรือการฟ้องร้องเป็นรายแปลงเพื่อให้เจ้าของเอกสารสิทธิแต่ละรายมีโอกาสต่อสู้ในศาล ทางเหล่านี้อาจใช้เวลา แต่เป็นทางที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม

สิ่งที่น่ากังวลคือ หากยังอธิบายซ้ำๆ ว่า “ศาลฎีกาตัดสินแล้ว จึงเพิกถอนเอกสารสิทธิของบุคคลภายนอกได้ทันที” โดยไม่แยกผลของคำพิพากษา เหตุผลของคำวินิจฉัย คำบังคับ และสิทธิของบุคคลภายนอกให้ชัดเจน ย่อมสร้างความสับสนแก่สังคม กดดันเจ้าหน้าที่ให้เข้าใจหน้าที่คลาดเคลื่อน และทำให้ประชาชนผู้ถือเอกสารสิทธิถูกมองเป็นผู้กระทำผิด ทั้งที่บางรายยังไม่เคยมีโอกาสต่อสู้คดีของตนเองเลยต้องจมอยู่ในกองทุกข์เพิ่มขึ้น

ผมจึงขอเรียนว่า การเรียกร้องความถูกต้องไม่ควรเกิดจากการลดทอนสิทธิของคนที่กฎหมายยังคุ้มครองอยู่ และการเคารพคำพิพากษาไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุให้ข้ามขั้นตอนตามกฎหมาย หากเจ้าหน้าที่เพิกถอนเอกสารสิทธิโดยไม่สอบสวน ไม่รับฟังผู้มีส่วนได้เสีย หรือขยายผลเกินกว่าคำพิพากษาที่ศาลสั่งไว้ เจ้าหน้าที่เองก็อาจต้องรับความเสี่ยงทั้งทางแพ่ง ทางปกครอง และทางอาญา ส่วนผู้ที่ให้ความเห็นชี้นำสังคมไปในทางที่คลาดเคลื่อน ก็ย่อมต้องรับผิดชอบต่อผลของถ้อยคำของตนเช่นกัน อย่างน้อยที่สุดคือในทางจริยธรรมและความน่าเชื่อถือของวิชาชีพ

ผมขอฝากเพื่อนร่วมวิชาชีพ นักวิชาการ นักการเมือง และผู้ที่ติดตามเรื่องนี้ว่า เราอาจเห็นต่างกันในการตีความกฎหมายได้ แต่ควรเห็นต่างด้วยกตัวบทกฎหมายที่อ่านให้ครบถ้วน คำว่า “ใช้ยัน” ไม่ใช่ “ผูกพัน” และไม่ใช่ “บังคับเพิกถอนทันที” แต่ตั้งใจอ่านกฎหมายเพิ่มอีกนิด จะรู้ด้วยปัญญาว่า บุคคลภายนอกที่ไม่เคยเป็นคู่ความยังมีสิทธิพิสูจน์สิทธิของตน และกระบวนการเพิกถอนเอกสารสิทธิยังต้องเป็นไปตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ ไม่ใช่เพียงออกมา สร้างกระแสหรือแรงกดดันของสังคม จนเป็นกลยุทธ์การเมือง จิตวิทยาหมู่ ตีวัวกระทบคราด ส่วนมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินนั้น ผมจะพูดในตอนถัดไป

สว.นพดล ยันเกาะกูดปลอดภัย กฎหมายทะเลบังคับห้าม เขมร ลากเส้นล้ำ 12 ไมล์ทะเล

สว.นพดล ยันเกาะกูดปลอดภัย กฎหมายทะเลบังคับห้าม เขมร ลากเส้นล้ำ 12 ไมล์ทะเล

สว.นพดล ยันเกาะกูดปลอดภัย กฎหมายทะเลบังคับห้าม เขมร ลากเส้นล้ำ 12 ไมล์ทะเล

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.33 น.

“สว.นพดล”ยัน”เกาะกูด”ปลอดภัย “กฎหมายทะเล UNCLOS”บังคับห้าม”เขมร”ลากเส้นล้ำ 12 ไมล์ทะเล แจงกระบวนการ”ประนอมภาคบังคับ”แค่ข้อเสนอแนะ “กัมพูชา”ไม่มีอำนาจมาฮุบ”อธิปไตยไทย”ได้

14 มิถุนายน 2569 นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงกรณีที่สังคมยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) ว่า การที่กัมพูชาเรียกร้องให้เข้าสู่กระบวนการการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) นั้น ไม่ใช่การดึงประเทศที่สามหรือบุคคลที่สามเข้ามาตัดสินข้อพิพาทแทนการเจรจาทวิภาคีอย่างที่หลายคนกังวล เนื่องจากทั้งประเทศไทยและกัมพูชาได้เคยลงนามและสงวนสิทธิ์ไว้ตามมาตรา 287 ของ UNCLOS ว่าจะไม่ขึ้นศาลโลก ไม่ขึ้นศาลกฎหมายทางทะเล และไม่ใช้อนุญาโตตุลาการ ดังนั้น เมื่อไม่เข้าสู่กระบวนการศาล จึงต้องมาใช้มาตรา 298 ซึ่งระบุว่า หากคู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอ ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการคณะกรรมการประนีประนอม ซึ่งภายใน 21 วัน ทั้งสองฝ่ายจะต้องเสนอชื่อตัวแทนฝ่ายละ 2 คน และร่วมกันเลือกประธานคนกลางอีก 1 คน รวมเป็น 5 คน เพื่อทำหน้าที่ศึกษาและหาแนวทางร่วมกัน

นายนพดล กล่าวต่อว่า จากการที่ตนมีโอกาสหารือร่วมกับเอกอัครราชทูตติมอร์-เลสเต กรณีข้อพิพาททางทะเลระหว่างติมอร์-เลสเต และออสเตรเลีย ถือเป็นกรณีแรกของโลกที่ใช้กระบวนการประนอมภาคบังคับนี้ ซึ่งในระหว่างที่คณะกรรมการทั้ง 5 ท่านกำลังศึกษาข้อมูล ทั้งสองประเทศก็ยังคงเปิดเจรจาทวิภาคีควบคู่กันไปด้วยอย่างต่อเนื่อง และเมื่อตกลงกันได้ในประเด็นใด ก็จะส่งข้อตกลงนั้นให้คณะกรรมการรับทราบ จนในที่สุดก็สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้สำเร็จ ดังนั้น กรณีของไทยและกัมพูชา จึงน่าจะเป็นกรณีที่สองของโลก และไทยพยายามเสนอให้กัมพูชาหันมาพูดคุยในกรอบทวิภาคีก่อนที่จะเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการภาคบังคับเต็มรูปแบบ

นายนพดล กล่าวอีกว่า ข้อสรุปหรือรายงานจากคณะกรรมาธิการประนีประนอมนั้น เป็นเพียงข้อเสนอแนะที่ไม่มีผลผูกมัดทางกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น หมายความว่าหากรายงานออกมาแล้วประเทศไทยเห็นว่าเสียเปรียบ เราก็มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธไม่รับข้อเสนอนั้นได้ทันที โดยไม่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ในเวทีโลก นอกจากนี้ ในแง่ของหลักการลากเส้นเขตแดนทางทะเล ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์ทันที เนื่องจากเกาะกูดมีอาณาเขตทางทะเลเด่นชัดอยู่ 12 ไมล์ทะเล เส้นมัธยะที่จะแบ่งอาณาเขตจึงไม่สามารถลากล้ำเข้ามาในระยะ 12 ไมล์ทะเลของเกาะกูดได้ ส่งผลให้เส้นเขตแดนตาม MOU 44 ที่กัมพูชาเคยลากพาดผ่านเกาะกูดจะต้องถูกปรับลดลง ซึ่งจะทำให้พื้นที่ทับซ้อน (OCA) ลดลงตามไปด้วย

นายนพดล กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่กัมพูชาแต่งตั้งคณะกรรมการ ซึ่งเป็นทีมกฎหมายชุดเดียวกับที่เคยทำคดีให้ติมอร์-เลสเต นั้น ตนไม่มีความกังวลในประเด็นนี้ เนื่องจากผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นกรรมการทั้ง 5 ท่าน จะต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความซื่อสัตย์สุจริต เที่ยงตรง และคำนึงถึงชื่อเสียงในระดับสากล ทุกขั้นตอนต้องพิจารณาบนหลักการเรขาคณิตและกฎหมายทะเลอย่างเคร่งครัด จึงไม่สามารถกระทำการใดๆ ที่นอกเหนือขอบเขตหรือกติกาของ UNCLOS ได้

รบ.เดินหน้าคุ้มครองผู้บริโภค CIB-อย.-ปศุสัตว์ ผนึกกำลังทลายโรงงานลูกชิ้นเถื่อนยี่ห้อดัง

รบ.เดินหน้าคุ้มครองผู้บริโภค CIB-อย.-ปศุสัตว์ ผนึกกำลังทลายโรงงานลูกชิ้นเถื่อนยี่ห้อดัง

รบ.เดินหน้าคุ้มครองผู้บริโภค CIB-อย.-ปศุสัตว์ ผนึกกำลังทลายโรงงานลูกชิ้นเถื่อนยี่ห้อดัง

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.35 น.

รัฐบาลเดินหน้าคุ้มครองผู้บริโภค CIB-อย.-กรมปศุสัตว์ ผนึกกำลังทลายโรงงานลูกชิ้นเถื่อนยี่ห้อดัง ยึดของกลางกว่า 7 ล้านบาท

14 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคและความปลอดภัยด้านอาหารอย่างเข้มงวด ล่าสุด เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นโรงงานลักลอบผลิตอาหารแปรรูปจากเนื้อสัตว์ในพื้นที่อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี หลังได้รับข้อมูลว่ามีการผลิตและจำหน่ายหมูยอ ลูกชิ้น และไส้กรอกโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนตรวจยึดผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมาย วัตถุดิบ และเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต รวม 18 รายการ กว่า 132,725 ชิ้น มูลค่ากว่า 7 ล้านบาท โดยเป็นการบูรณาการการทำงานระหว่างกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมปศุสัตว์ และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี ในการปราบปรามแหล่งผลิตอาหารผิดกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อาหารแปรรูปที่ผลิตจากโรงงานไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่มีการควบคุมด้านสุขอนามัย อาจเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อโรค สารเคมี และสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แม้สินค้าจะมีบรรจุภัณฑ์ที่ดูน่ารับประทานหรือจำหน่ายในราคาถูกก็ตาม

“รัฐบาลขอให้ประชาชนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารจากแหล่งผลิตที่ได้รับอนุญาต มีเครื่องหมาย อย. และฉลากแสดงรายละเอียดครบถ้วน พร้อมตรวจสอบวันผลิต วันหมดอายุ และสภาพบรรจุภัณฑ์ก่อนบริโภคทุกครั้ง ทั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าบูรณาการการทำงานปราบปรามผู้กระทำผิด ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง” นางสาวลลิดา กล่าว

นายกฯหนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดันไทยสู่ศูนย์กลางศิลปะ-วัฒนธรรมของภูมิภาค

นายกฯหนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดันไทยสู่ศูนย์กลางศิลปะ-วัฒนธรรมของภูมิภาค

นายกฯหนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดันไทยสู่ศูนย์กลางศิลปะ-วัฒนธรรมของภูมิภาค

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.31 น.

14 มิถุนายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สนับสนุนเต็มที่ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เพื่อให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ โดยเห็นด้วยในหลักการกับข้อเสนอของภาคเอกชนในการพัฒนา New National Art and Culture Platform เพื่อยกระดับทุนทางวัฒนธรรมของไทยให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

ประเด็นดังกล่าวได้รับการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และคณะผู้บริหารหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 โดยภาคเอกชนเสนอให้จัดตั้งแพลตฟอร์มศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติในฐานะโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรมยุคใหม่ ทำหน้าที่เป็นทั้งศูนย์การเรียนรู้ พื้นที่พัฒนาทักษะ เวทีแสดงศักยภาพของศิลปินไทย และศูนย์กลางเชื่อมโยงศิลปะ วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสร้างสรรค์เข้าด้วยกัน

นางสาวรัชดา กล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรีมองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ใช่เป็นเพียงกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรมระยะสั้น แต่เป็นฐานเศรษฐกิจใหม่ที่สามารถสร้างรายได้ การจ้างงาน และโอกาสทางธุรกิจได้ในระยะยาว หากมีการออกแบบระบบนิเวศที่เหมาะสม โดยประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญทั้งด้านมรดกทางวัฒนธรรม ศิลปะ งานหัตถกรรม อัตลักษณ์ท้องถิ่น และศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ซึ่งสามารถต่อยอดสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงได้

“เชื่อว่าทุนวัฒนธรรมไทยไม่ควรถูกมองเพียงในมิติการอนุรักษ์ แต่ต้องสามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้ประชาชน และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศได้ด้วย หากสามารถเชื่อมโยงศิลปะ วัฒนธรรม เทคโนโลยี และภาคธุรกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ” นางสาวรัชดา กล่าว

ทั้งนี้ หนึ่งในข้อเสนอสำคัญของภาคเอกชน คือการจัดตั้ง Art Free Zone หรือเขตปลอดอากรด้านศิลปะ เพื่อดึงดูดงานศิลปะระดับโลก นักสะสม สถาบันศิลปะ และผู้จัดงานระดับนานาชาติเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการจัดแสดงและซื้อขายผลงานศิลปะในภูมิภาค

นายกรัฐมนตรีเห็นว่า แนวทางดังกล่าวมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในวงกว้าง เพราะนอกจากจะช่วยดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศแล้ว ยังส่งผลดีต่อธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร โลจิสติกส์ และบริการสร้างสรรค์ต่างๆ รวมถึงเปิดโอกาสให้ศิลปินไทยได้แสดงผลงานบนเวทีเดียวกับศิลปินระดับโลก เกิดการซื้อขาย การว่าจ้าง และการต่อยอดเชิงพาณิชย์มากขึ้น

โดยประโยชน์จะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภาคศิลปะและวัฒนธรรมเท่านั้น แต่จะกระจายสู่ภาคเศรษฐกิจในวงกว้าง สร้างรายได้และโอกาสทางธุรกิจให้กับหลายอุตสาหกรรม ตลอดจนช่วยยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

– 006

รัฐบาลเร่งปั้น Senior Complex ต้นแบบเคหะเพื่อคนไทยสูงวัยครบวงจร

รัฐบาลเร่งปั้น Senior Complex ต้นแบบเคหะเพื่อคนไทยสูงวัยครบวงจร

รัฐบาลเร่งปั้น Senior Complex ต้นแบบเคหะเพื่อคนไทยสูงวัยครบวงจร

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.25 น.

รัฐบาลเร่งปั้น “Senior Complex” ต้นแบบเคหะเพื่อคนไทยสูงวัยครบวงจร ชูบ้านดี ทำเลดี ราคาจับต้องได้

รัฐบาลเดินหน้ารองรับสังคมสูงวัยเชิงรุก มอบ พม.เร่งพัฒนา “Senior Complex” หรือที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุแบบครบวงจร บนพื้นที่ศักยภาพ จ.ชลบุรี ชูแนวคิด Universal Design พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต คาดหากสำเร็จจะรองรับผู้สูงอายุได้หลาย

14 มิถุนายน 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าเตรียมความพร้อมรองรับสังคมสูงวัยอย่างเป็นรูปธรรม โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้เร่งขับเคลื่อนการพัฒนา “Senior Complex” หรือที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุแบบครบวงจร เพื่อสร้างทางเลือกด้านที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพสำหรับผู้สูงวัย บนทำเลที่เหมาะสม ในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตในวัยสูงอายุ

โดย นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวง พม. และการเคหะแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่ติดตามศักยภาพการพัฒนาพื้นที่ในอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีแผนพัฒนาเป็นต้นแบบ Senior Complex ของประเทศ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ได้มีข้อสั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งกำหนดแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดินให้มีความชัดเจน ศึกษาความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุในอนาคต และจัดทำรูปแบบการพัฒนา “บ้านเคหะเพื่อคนไทย Senior Complex” เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาโดยเร็ว

นอกจากนี้ ได้กำหนดให้การออกแบบโครงการยึดหลัก Universal Design อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และประชาชนทุกกลุ่มสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย พร้อมยกระดับโครงการให้เป็นต้นแบบการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุที่ภาคเอกชนสามารถนำไปต่อยอดได้ในอนาคต โดยคาดว่า หากโครงการดังกล่าวสำเร็จ จะสามารถรองรับความต้องการของผู้สูงอายุได้อย่างมีคุณภาพอีกหลายพันครัวเรือน

รัฐบาลหนุน ก.ล.ต. ปราบโกงทุนออนไลน์เต็มสูบ เรียกคืนเงินผู้เสียหายกว่า 1.1 พันล้าน

รัฐบาลหนุน ก.ล.ต. ปราบโกงทุนออนไลน์เต็มสูบ เรียกคืนเงินผู้เสียหายกว่า 1.1 พันล้าน

รัฐบาลหนุน ก.ล.ต. ปราบโกงทุนออนไลน์เต็มสูบ เรียกคืนเงินผู้เสียหายกว่า 1.1 พันล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.20 น.

รัฐบาลหนุน ก.ล.ต. ปราบโกงทุนออนไลน์เต็มสูบ เรียกคืนเงินผู้เสียหายกว่า 1.1 พันล้าน ปิด 368 บัญชีหลอกลงทุน กวาดล้างบัญชีม้าคริปโตทะลุ 5.8 หมื่นบัญชี

14 มิถุนายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ผ่านการบูรณาการการบังคับใช้กฎหมาย การป้องกันการหลอกลวงออนไลน์ และการตัดวงจรทางการเงินของเครือข่ายมิจฉาชีพอย่างเข้มข้น

ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รายงานผลการดำเนินงานช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 โดยมีการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับการปั่นหุ้น การทุจริต การให้ข้อมูลเท็จ และการประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต รวม 8 คดี ผู้ถูกกล่าวโทษรวม 43 ราย

ขณะเดียวกัน มาตรการลงโทษทางแพ่งสามารถเรียกคืนผลประโยชน์และค่าปรับรวมกว่า 1.1 พันล้านบาท แบ่งเป็นค่าปรับทางแพ่ง 662 ล้านบาท และเงินชดใช้ผลประโยชน์ 519 ล้านบาท ซึ่งได้ส่งเป็นรายได้แผ่นดินแล้ว

ด้านการปราบปรามภัยหลอกลงทุนออนไลน์ สามารถปิดกั้นบัญชีและช่องทางการกระทำผิดแล้ว 368 บัญชี โดยดำเนินการอย่างรวดเร็วภายใน 7 – 48 ชั่วโมงหลังได้รับแจ้ง ช่วยลดความเสียหายของประชาชนได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเข้มงวดการสกัดเส้นทางฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมีการระงับบัญชีม้าสะสมแล้ว 58,006 บัญชี เพิ่มขึ้นกว่า 10,000 บัญชี จากปลายปี 2568 สะท้อนความเข้มข้นของการบังคับใช้กฎหมายเชิงรุก

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ผลการดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนความสำเร็จของมาตรการเชิงรุกของรัฐบาล ที่สามารถลดความเสียหายจากอาชญากรรมทางการเงินได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการดำเนินคดี การคืนเงินผู้เสียหาย การปิดกั้นบัญชีหลอกลงทุน และการกวาดล้างบัญชีม้าคริปโต

ขณะเดียวกัน สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่…) พ.ศ. …. เพื่อรองรับธุรกรรมหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแล และยกระดับการคุ้มครองนักลงทุน เสริมความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทยในระยะยาว

ข่าวดี!ชาวพ่วงข้าง รัฐบาลปลดล็อก ชวนตรวจสภาพ จดทะเบียน รย.12

ข่าวดี!ชาวพ่วงข้าง รัฐบาลปลดล็อก ชวนตรวจสภาพ จดทะเบียน รย.12

ข่าวดี!ชาวพ่วงข้าง รัฐบาลปลดล็อก ชวนตรวจสภาพ จดทะเบียน รย.12

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.04 น.

ข่าวดี!ปลดล็อกรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง รัฐบาลเชิญชวนนำรถตรวจสภาพ จดทะเบียน “รย.12” หนุนใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพอย่างปลอดภัย ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย

14 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดย กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม พิจารณาปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และเพื่อให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งาน รองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต อยู่เคียงคู่กับชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน

สำหรับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง จะได้รับการจดทะเบียนเป็นรถประเภท “รย.12” ซึ่งเป็นลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้างตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอ พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ และชำระภาษี ซึ่งมีอัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 150 บาท

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียนต้องมีองค์ประกอบและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งกำหนดรายละเอียดสำคัญของรถพ่วงข้าง ดังนี้ ความยาวไม่เกิน 1.75 เมตร ความสูงไม่เกิน 2 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร และความกว้างรวมกับรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 1.5 เมตร

ทั้งนี้ เมื่อผ่านการตรวจสภาพแล้ว ต้องเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยการติดตั้งอุปกรณ์ อาทิ ไฟหน้าต้องมีไฟหน้าสีขาวหรือสีเหลือง เพื่อให้ผู้ใช้ถนนมองเห็นได้ชัดเจน มีแผ่นสะท้อนแสง และติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงสีแดงบริเวณด้านท้าย เพื่อเพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืน รวมถึงติดตั้งไฟท้ายและไฟเบรกสีแดงให้ส่องสว่างไปด้านหลัง ช่วยแจ้งเตือนรถคันอื่นเมื่อชะลอหรือหยุดรถ รวมทั้งติดป้ายสะท้อนแสงคำว่า “รถพ่วงข้าง” ที่ด้านท้าย โดยใช้พื้นสีขาวหรือสีเหลือง และตัวอักษรสีดำ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดในช่วงกลางคืน

“รัฐบาลเชิญชวนให้เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนำรถเข้าจดทะเบียน เพื่อสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและยังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมทั้งนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกการแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มีการกำกับ ควบคุม ให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้รถเศรษฐกิจชุมชนประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชน” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

ชิปเมดอินไทยแลนด์! นายกฯ เซ็นตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ

ชิปเมดอินไทยแลนด์! นายกฯ เซ็นตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ

ชิปเมดอินไทยแลนด์! นายกฯ เซ็นตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.49 น.

“อนุทิน”ลงนามตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ นายกฯนั่งประธาน ดึงหัวหน้าส่วนราชการ-ตัวแทนเอกชน นั่งกรรมการ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฮับผลิตชิปขั้นสูงอาเซียน ดันสร้างอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในไทย ผลักดันเป้าหมาย”ชิปเมดอินไทยแลนด์” ควบคู่พัฒนาบุคลากรรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม

14 มิถุนายน 2569 รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 192/2569 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนตักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ โดยคำสั่งนายกรัฐมนตรีฉบับนี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้มีการแถลงต่อรัฐสภาว่ารัฐบาลมีนโยบายในนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพ การเติบโตของประเทศให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ด้วยการสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเดิมควบคู่กับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญใหม่ เช่น ดิจิทัล AI หุ่นยนต์ (Robotic) เซมิคอนดักเตอร์ อาหารแปรรูปมูลค่าสูง พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่การแพทย์และสุขภาพ ซึ่งอุตสาหกรรมแห่งอนาคตจำนวนมากต้องใช้เซมิคอนดักเตอร์เป็นอุปกรณ์ และส่วนประกอบที่สำคัญ ซึ่งจำเป็นต้องมีการดึงดูดการลงทุน และวางยุทธศาสตร์การผลักดันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศอย่างต่อเนื่องและจริงจัง

ก่อนหน้านี้ประเทศไทยได้มีการจัดทำยุทธศาสตร์เป้าหมายที่จะมุ่งสู่การเป็นฮับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของอาเซียน และผลักดันผลิตภัณฑ์ “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ให้เกิดจริงภายในปี ค.ศ.2050 หรือปี พ.ศ.2593 โดยเน้นยุทธศาสตร์การดึงดูดการลงทุนมูลค่า 2.5 ล้านล้านบาท และพัฒนาบุคลากรทักษะสูงกว่า 230,000 คน ทั้งนี้ เผื่อผลักดันเป้าหมายดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริง นายกรัฐมนตรีจึงได้มีคำสั่งให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนตักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติขึ้น

โดยนโยบายนี้จะสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโช่อุปทานของอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ทำให้เกิดการพัฒนาบุคลากรและปัจจัยสนับสนุนการลงทุน นำไปสู่การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมในภาพรวมและการสร้างขีดความสามารถของประเทศในการเป็นฐานการผลิตเชมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียนได้ในอนาคต

ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนตักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงในประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และเกิดผล อย่างเป็นรูปธรรม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534  นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเชมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ

โดยองค์ประกอบของคณะกรรมการฯ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการ ประกอบไปด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายกสมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทยเซมิคอนดักเตอร์ นายกสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์  นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี นายอนุชิต อนุชิตานุกูล กรรมการ และมี นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นกรรมการและเลขานุการ

สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ได้แก่

1.กำหนดทิศทางนโยบาย แผนแม่บท และเป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรมเชมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย

2.พิจารณาแผนงานและโครงการต่างๆ ของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวกับการพัฒนา อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ

3.บูรณาการและติดตามประเมินผลการดำเนินงานขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง ตามแผนงานและกรอบแนวทางที่กำหนดไว้ รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะในการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้นโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงใหเเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

4.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม

และ 5.ปฏิบัติงานอื่นตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

สำหรับการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานของคณะอนุกรรมการและคณะทำงานที่แต่งตั้งตามคำสั่งนี้ ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ.2547 หรือตามระเบียบของทางราชการ แล้วแต่กรณี โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของหน่วยงานต้นสังกัดของเลขานุการคณะอนุกรรมการ

– 006

เปิดผลโพลผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 18 ชัชชาติ ยังครองแชมป์ พรรคประชาชน ยังคงเป็นพลังทางเลือก

เปิดผลโพลผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 18  ชัชชาติ ยังครองแชมป์ พรรคประชาชน ยังคงเป็นพลังทางเลือก

เปิดผลโพลผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 18 ชัชชาติ ยังครองแชมป์ พรรคประชาชน ยังคงเป็นพลังทางเลือก

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.41 น.

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ เฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้งเรื่อง “การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.คนที่ 18 (ครั้งที่ 3)” กลุ่มตัวอย่างจ านวน 2,029 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม)ระหว่างวันที่ 9-12 มิถุนายน 2569 ผลการส ารวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างอยากให้ชัชชาติสิทธิพันธุ์(อิสระ) เป็นผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไป ร้อยละ 60.08 รองลงมาคือ ชัยวัฒน์สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) ร้อยละ 13.17 สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) กลุ่มตัวอย่างระบุว่าจะเลือกผู้สมัครอิสระ ร้อยละ 35.39 รองลงมาคือ พรรคประชาชน ร้อยละ 28.88 เมื่อพิจารณาจากผู้ที่เคยเลือกผู้ว่าฯ กทม. ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 พบว่า ในกลุ่มผู้ที่เคยเลือก ชัชชาติสิทธิพันธุ์ระบุว่าจะยังคงเลือกชัชชาติสิทธิพันธุ์ร้อยละ 73.72 และจะเลือกชัยวัฒน์สถาวรวิจิตร ร้อยละ 10.32 ขณะที่ผู้ที่เคยเลือกวิโรจน์ลักขณาอดิศร ระบุว่าจะเลือกชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ร้อยละ 44.12 และ จะเลือกชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ร้อยละ 24.12 เมื่อพิจารณาจากผู้ที่เคยเลือก ส.ส. สังกัดพรรคการเมืองต่างๆ ในการเลือกตั้งใหญ่เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า ในกลุ่มผู้ที่เคยเลือกพรรคประชาชน ระบุว่าจะเลือก ส.ก. พรรคประชาชน ร้อยละ 52.88 และจะเลือกผู้สมัครอิสระ ร้อยละ33.90

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพล 3 ครั้งที่ผ่านมา สะท้อนว่า คนกรุงเทพฯ ยังคงให้ความสำคัญกับตัวบุคคล โดยฐานเสียงเดิมของก้าวไกลเดิมและพรรคประชาชนส่วนหนึ่งยังไม่ได้เคลื่อนมาสนับสนุนโจ-ชัยวัฒน์ อย่างเบ็ดเสร็จ สะท้อนว่าคะแนนนิยมของพรรคไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นคะแนนนิยมของผู้สมัครโดยอัตโนมัติและการยอมรับในตัวผู้สมัครยังเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกตั้งของคนกรุงเทพฯ

ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า ผลสำรวจสะท้อนว่าคนกรุงเทพฯ ยังคงให้ความสำคัญกับ “ผลงานและตัวบุคคล” มากกว่าการเมืองแบบพรรคอย่างชัดเจน โดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับการสนับสนุนสูงถึงร้อยละ 60.08 ทิ้งห่างผู้สมัครอันดับสองอย่างมีนัยสำคัญ แสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นต่อการบริหารเมืองยังคงอยู่ในระดับสูง ประเด็นที่น่าสนใจยิ่งกว่าตัวเลข คือการเคลื่อนตัวของฐานเสียงทางการเมืองที่สะท้อนแนวโน้มของ “การเมืองเชิงประสิทธิภาพ” (Performance-based Politics) มากกว่าการยึดโยงกับอุดมการณ์หรือพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากหลากหลายกลุ่มการเมืองยังคงพร้อมสนับสนุนผู้สมัครที่พิสูจน์ผลงานได้จริง

ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนยังรักษาความแข็งแกร่งในฐานะพลังทางเลือกของคนเมือง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง อย่างไรก็ตาม การที่ผู้สมัครอิสระยังได้รับความนิยมสูงทั้งในระดับผู้ว่าฯและ ส.ก. สะท้อนว่าคนกรุงเทพฯ กำลังส่งสัญญาณว่าคุณภาพผู้น าและความสามารถในการแก้ปัญหามีน้ำหนักเหนือแบรนด์พรรคการเมือง ในมิติทางรัฐศาสตร์ ผลโพลครั้งนี้จึงชี้ให้เห็นว่าการเมืองกรุงเทพฯ กำลังก้าวสู่ยุคที่ประชาชนตัดสินนักการเมืองจากผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้มากกว่าความนิยมเชิงอารมณ์ ซึ่งอาจเป็นทิศทางสสำคัญของพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งไทยในอนาคต