เปิดมติ ครม.ยิงสดฟุตบอลโลก 2026 แบ่ง 7 หน่วยงาน เร่งประสาน-อำนวยความสะดวกรับถ่ายทอดสด

เปิดมติ ครม.ยิงสดฟุตบอลโลก 2026 แบ่ง 7 หน่วยงาน เร่งประสาน-อำนวยความสะดวกรับถ่ายทอดสด

เปิดมติ ครม.ยิงสดฟุตบอลโลก 2026 แบ่ง 7 หน่วยงาน เร่งประสาน-อำนวยความสะดวกรับถ่ายทอดสด

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.58 น.

เปิดมติ ครม.ยิงสดฟุตบอลโลก 2026 แบ่งงาน 7 หน่วยงาน เร่งประสานงาน-อำนวยความสะดวกรับการถ่ายทอดสด ทั้งด้านภาษี ข้อกฎหมาย เชื่อมสัญญาณ เทคนิคสัญญาณ ให้ทันเริ่มต้นทัวร์นาเมนต์ พร้อมสั่งคุมเข้มปราบพนันออนไลน์ 

เมื่อวันที่ 13 พ.ค.2569 รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยถึงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ได้เห็นชอบให้กรมประชาสัมพันธ์เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานให้เกิดการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกปี 2026 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 11 มิถุนายน – 19 กรกฎาคม 2569 ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก แล้ว ครม.ยังมีมติกำหนดบทบาทและหน้าที่ของ 7 หน่วยงาน ที่ต้องรับไม้ต่อเพื่อดำเนินงานร่วมกันเพื่อให้การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกครั้งนี้สามารถดำเนินการได้ทันตามกรอบเวลา และสามารถดำเนินการถ่ายทอดสดได้ตามข้อกำหนดและขั้นตอนดังนี้ 

1. มอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ รับหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อบริหารจัดการการถ่ายทอดสดให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยจะประสานกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ  (กสทช.) และภาคเอกชนในส่วนของค่าใช้จ่ายลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

2. มอบหมายให้กระทรวงการคลัง พิจารณายกเว้นภาษีที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างลิขสิทธิ์ รวมถึงการผ่อนปรนระเบียบพัสดุในกรณีที่มีข้อจำกัดเพื่อให้การดำเนินงานมีความคล่องตัว

3. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มอบหมายให้รับผิดชอบด้านเทคนิคการรับ-ส่งสัญญาณ และมาตรการป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะการสกัดกั้นสัญญาณไม่ให้รั่วไหลไปยังเว็บไซต์พนันออนไลน์

4. มอบหมายให้สำนักงานอัยการสูงสุด ตรวจสอบร่างสัญญาและให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย เพื่อให้การลงนามในสัญญาซื้อลิขสิทธิ์ถูกต้องตามระเบียบ

5. มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการรักษาความสงบเรียบร้อย และมีมาตรการเข้มงวดในการป้องกันการเล่นพนันฟุตบอลตลอดช่วงการแข่งขัน

6. มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกันดูแลเรื่องลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาและการประสานงานกับต่างประเทศในส่วนที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้จะยังมีการประสานงานกับ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เพื่อขอสนับสนุนให้มีการเชื่อมโยงสัญญาณจากต่างประเทศมายังประเทศไทย เพื่อให้เข้าถึงประชาชนผ่านทางโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลและช่องทางอื่น ๆ อย่างทั่วถึง

ทั้งนี้การแบ่งงานอย่างชัดเจนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทุกขั้นตอนดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อบรรลุเป้าหมายในการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกเพื่อส่งมอบความสุขให้แก่ประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล 

รัฐบาลเดินหน้าพลังงานสะอาด มท.2 ดัน Solar Rooftop แบบ One Stop Service ลดค่าไฟ ลดต้นทุน

รัฐบาลเดินหน้าพลังงานสะอาด มท.2 ดัน Solar Rooftop แบบ One Stop Service ลดค่าไฟ ลดต้นทุน

รัฐบาลเดินหน้าพลังงานสะอาด มท.2 ดัน Solar Rooftop แบบ One Stop Service ลดค่าไฟ ลดต้นทุน

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.55 น.

รัฐบาลเดินหน้าพลังงานสะอาด “มท.2” ดัน Solar Rooftop แบบ One Stop Service ลดค่าไฟ–ลดต้นทุนประชาชน ย้ำพลังงานสะอาดต้องเข้าถึงได้จริง ไม่สร้างภาระหนี้

วันนี้ 13 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายพลังงานสะอาดและการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งยกระดับระบบพลังงานให้มีประสิทธิภาพ เข้าถึงง่าย และสอดรับกับการพัฒนาเมืองสมัยใหม่อย่างยั่งยืน

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ล่าสุด นายพลพีร์ สุวรรณฉวี และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายอัธยา นวลอุทัย ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่การไฟฟ้านครหลวง (MEA) ณ อาคารวัฒนวิภาส สำนักงานใหญ่คลองเตย โดยเน้นย้ำการผลักดันพลังงานสะอาด การลดค่าไฟฟ้า และการพัฒนาระบบบริการพลังงานให้ตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น

ทั้งนี้ รัฐบาลได้มอบนโยบายให้ MEA ศึกษาแนวทางลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้ประชาชน พร้อมเร่งสนับสนุนการติดตั้ง Solar Rooftop ในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ โดยย้ำชัดว่า “พลังงานสะอาดต้องไม่เป็นภาระหรือสร้างหนี้ให้ประชาชน” แต่ต้องเป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้จริง คุ้มค่า และช่วยลดรายจ่ายระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรม

พลังงานสะอาด

พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้ MEA เร่งจัดทำระบบ “One Stop Service” ด้าน Solar Rooftop ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ ตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล โดยบูรณาการความร่วมมือกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนตั้งแต่การให้คำปรึกษา การขออนุญาตติดตั้ง การเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า ไปจนถึงการประสานงานด้านสินเชื่อและบริการหลังการติดตั้งแบบครบวงจรในจุดเดียว

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมอบนโยบายให้ MEA และ PEA ใช้จุดแข็งด้านมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของรัฐวิสาหกิจ มายกระดับบริการและสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน พร้อมเร่งประชาสัมพันธ์เชิงรุกเกี่ยวกับข้อดีของการติดตั้ง Solar Rooftop ทั้งด้านมาตรฐานความปลอดภัย การรับประกัน และการบริการระยะยาว รวมถึงศึกษาแนวทางลดต้นทุนและค่าติดตั้ง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ในวงกว้างมากขึ้น

พลังงานสะอาด

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเมืองอัจฉริยะ ผ่านโครงการ Smart Metro Grid ระบบมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) การขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) และโครงการนำสายไฟฟ้าลงใต้ดิน เพื่อยกระดับความปลอดภัย ทัศนียภาพเมือง และรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในอนาคต

“สิ่งที่ประชาชนจะได้รับ คือ การเข้าถึงพลังงานสะอาดที่สะดวกและคุ้มค่ามากขึ้น ลดภาระค่าไฟฟ้าในระยะยาว พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตและรองรับวิถีชีวิตสมัยใหม่ ซึ่งรัฐบาลจะเดินหน้าพัฒนาระบบพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดา กล่าว

พลังงานสะอาด

ผบ.ทบ.ร่วมถก LANPAC 2026 ย้ำกระชับสัมพันธ์-ขยายความร่วมมือ

ผบ.ทบ.ร่วมถก LANPAC 2026 ย้ำกระชับสัมพันธ์-ขยายความร่วมมือ

ผบ.ทบ.ร่วมถก LANPAC 2026 ย้ำกระชับสัมพันธ์-ขยายความร่วมมือ

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.50 น.

ผบ.ทบ.ร่วมประชุม LANPAC 2026 ที่รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา ย้ำกระชับสัมพันธ์-ขยายความร่วมมือ และหารือแนวทางพัฒนาศักยภาพกองทัพบก

13 พฤษภาคม 2569 พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พร้อมคณะ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา เพื่อเข้าร่วมการประชุมกองกำลังทางบกภาคพื้นแปซิฟิก (The Land Forces Pacific : LANPAC) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 14 พฤษภาคม 2569 ณ รัฐฮาวาย โดยสมาคมทหารบกสหรัฐฯ (Association of the United States Army : AUSA) มีผู้นำและผู้แทนจากกองทัพบกนานาชาติในภูมิภาคอเมริกา ยุโรป เอเชีย และโอเชียเนีย เข้าร่วมกว่า 15 ประเทศ

โดยเมื่อวันที่ 12 พ.ค.69 ผู้บัญชาการทหารบก ได้ร่วมพิธีเปิดการประชุม พร้อมรับฟังการบรรยายพิเศษจาก พลเอก Xavier T. Brunson ผู้บัญชาการกองกำลังสหประชาชาติ ผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯ ประจำเกาหลีใต้ ในหัวข้อ “บทบาทของกำลังทางบกในการป้องปรามและความมั่นคงระดับภูมิภาคในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ” และในช่วงบ่าย ฟังการบรรยายพิเศษจากพลเรือเอก Samuel J. Paparo ผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคพื้นอินโด – แปซิฟิกสหรัฐฯ (USINDOPACOM) ในหัวข้อ “บทบาทของกำลังทางบกในการป้องปรามแบบบูรณาการในภูมิภาค” ก่อนเยี่ยมชมนิทรรศการแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ และหารือแบบทวิภาคีกับผู้นำกองทัพมิตรประเทศ ได้แก่

กองทัพบกออสเตรเลีย พล.ท. Simon Stuart ผู้บัญชาการทหารบกออสเตรเลีย ร่วมหารือการฝึกอบรมทางทหาร การบูรณาการข่าวกรองทางยุทธวิธี และการฝึกร่วม – ผสมที่สอดคล้องกับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ในภูมิภาค

กองทัพบกสหรัฐฯ พล.ท. Matthew W. McFarlane แม่ทัพน้อยที่ 1 กองทัพบกสหรัฐฯ หารือการนำอากาศยานไร้คนขับและการต่อต้าน UAV เข้าสู่ภารกิจของหน่วย Stryker รวมถึงการฝึกการรบในป่าภูเขาและการฝึกกระโดดร่มร่วมกัน

กองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่น พลเอก Masayoshi Arai เสนาธิการกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่น (เทียบเท่าผู้บัญชาการทหารบกญี่ปุ่น) หารือการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การฝึกบรรเทาสาธารณภัยของหน่วยทหารช่าง การส่งมอบอุปกรณ์ทางทหาร และการเข้าร่วมการฝึกร่วม – ผสม Cobra Gold

กองทัพบกฟิลิปปินส์ พล.ท.Antonio Nafarrete ผู้บัญชาการทหารบกฟิลิปปินส์ หารือการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาในหลักสูตรทหาร รวมถึงการรับมอบหน้าที่ประธานคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (Asean Observer Team : AOT) ซึ่งสะท้อนความสำคัญต่อสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา และการแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้บังคับบัญชาระดับสูง

บรรยากาศการประชุมวันแรกเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ เต็มไปด้วยการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางการพัฒนากองทัพบกให้มีศักยภาพสูงสุด ครอบคลุมทุกมิติ พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับกองทัพมิตรประเทศอย่างแน่นแฟ้น

– 006

เปิดมติ ครม.ยิงสด ฟุตบอลโลก 2026 แบ่ง 7 หน่วยงาน เร่งเคลียร์ลิขสิทธิ์ ภาษี เทคนิคสัญญาณ

เปิดมติ ครม.ยิงสด ฟุตบอลโลก 2026 แบ่ง 7 หน่วยงาน เร่งเคลียร์ลิขสิทธิ์ ภาษี เทคนิคสัญญาณ

เปิดมติ ครม.ยิงสด ฟุตบอลโลก 2026 แบ่ง 7 หน่วยงาน เร่งเคลียร์ลิขสิทธิ์ ภาษี เทคนิคสัญญาณ

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.41 น.

เปิดมติ ครม.ยิงสดฟุตบอลโลก 2026 แบ่งงาน 7 หน่วยงาน เร่งประสานงาน- อำนวยความสะดวกรับการถ่ายทอดสด ทั้งด้านภาษี ข้อกฎหมาย เชื่อมสัญญาณเทคนิคสัญญาณ ให้ทันเริ่มต้นทัวร์นาเมนต์ พร้อมสั่งคุมเข้มปราบพนันออนไลน์ 

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยถึงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ได้เห็นชอบให้กรมประชาสัมพันธ์เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานให้เกิดการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกปี 2026 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 11 มิถุนายน – 19 กรกฎาคม 2569 ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก แล้ว ครม.ยังมีมติกำหนดบทบาทและหน้าที่ของ 7 หน่วยงาน ที่ต้องรับไม้ต่อเพื่อดำเนินงานร่วมกันเพื่อให้การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกครั้งนี้สามารถดำเนินการได้ทันตามกรอบเวลา และสามารถดำเนินการถ่ายทอดสดได้ตามข้อกำหนดและขั้นตอนดังนี้ 

ฟุตบอลโลก

แฟ้มภาพ

1. มอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ รับหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อบริหารจัดการการถ่ายทอดสดให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยจะประสานกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ  (กสทช.) และภาคเอกชนในส่วนของค่าใช้จ่ายลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

2. มอบหมายให้กระทรวงการคลัง พิจารณายกเว้นภาษีที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างลิขสิทธิ์ รวมถึงการผ่อนปรนระเบียบพัสดุในกรณีที่มีข้อจำกัดเพื่อให้การดำเนินงานมีความคล่องตัว

3. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มอบหมายให้รับผิดชอบด้านเทคนิคการรับ-ส่งสัญญาณ และมาตรการป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะการสกัดกั้นสัญญาณไม่ให้รั่วไหลไปยังเว็บไซต์พนันออนไลน์

4. มอบหมายให้สำนักงานอัยการสูงสุด ตรวจสอบร่างสัญญาและให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย เพื่อให้การลงนามในสัญญาซื้อลิขสิทธิ์ถูกต้องตามระเบียบ

5. มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการรักษาความสงบเรียบร้อย และมีมาตรการเข้มงวดในการป้องกันการเล่นพนันฟุตบอลตลอดช่วงการแข่งขัน

6. มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกันดูแลเรื่องลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาและการประสานงานกับต่างประเทศในส่วนที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้จะยังมีการประสานงานกับ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เพื่อขอสนับสนุนให้มีการเชื่อมโยงสัญญาณจากต่างประเทศมายังประเทศไทย เพื่อให้เข้าถึงประชาชนผ่านทางโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลและช่องทางอื่น ๆ อย่างทั่วถึง

ทั้งนี้การแบ่งงานอย่างชัดเจนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทุกขั้นตอนดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อบรรลุเป้าหมายในการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกเพื่อส่งมอบความสุขให้แก่ประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล 

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 3 นายทหารราชองครักษ์พิเศษ 1 นายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 3 นายทหารราชองครักษ์พิเศษ 1 นายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 3 นายทหารราชองครักษ์พิเศษ 1 นายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.27 น.

วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ ให้นายทหารสัญญาบัตรนอกราชการและนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรนอกราชการแต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์พิเศษและนายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ 

 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารสัญญาบัตรนอกราชการและนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรนอกราชการ แต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์พิเศษและนายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 มาตรา 6 มาตรา 7 และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติราชองครักษ์ พุทธศักราช 2480 มาตรา 4 มาตรา 5 และมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัตินายตำรวจราชสำนัก พ.ศ. 2494 และข้อ 6 ของระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งราชองครักษ์ พ.ศ. 2559

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารสัญญาบัตรนอกราชการและนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรนอกราชการ แต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์พิเศษและนายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ จำนวน 4 นาย ดังนี้

นายทหารสัญญาบัตร เหล่าทหารบก จำนวน 1 นาย

1. พลโท เสรี ตรีครุธพันธุ์

นายทหารสัญญาบัตร เหล่าทหารเรือ จำนวน 2 นาย

2. พลเรือโท สุริยา ภักดีเสนา
3. พลเรือตรี ขวัญชัย ขำสม

นายตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 1 นาย

4. พลตำรวจโท ยิ่งยศ เทพจำนงค์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 11 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

อนุทิน นั่งสปีดโบ๊ทถึงเกาะพะงันแล้ว ปชช.ถือป้ายข้อความต้อนรับ ดีใจได้เจอ-นายกฯ มาปัญหาจบ

อนุทิน นั่งสปีดโบ๊ทถึงเกาะพะงันแล้ว ปชช.ถือป้ายข้อความต้อนรับ ดีใจได้เจอ-นายกฯ มาปัญหาจบ

อนุทิน นั่งสปีดโบ๊ทถึงเกาะพะงันแล้ว ปชช.ถือป้ายข้อความต้อนรับ ดีใจได้เจอ-นายกฯ มาปัญหาจบ

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.10 น.

อนุทิน นั่งสปีดโบ๊ทถึงเกาะพะงันแล้ว ปชช.ถือป้ายข้อความต้อนรับ ดีใจได้เจอ-นายกฯ มาปัญหาจบ

เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 13 พ.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติสมุย  โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายพิพิธ รัตนรักษ์ เขต 2 สุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย ให้การต้อนรับ โดยนายกฯ เดินทางด้วยรถโตโย้ต้าอัลพาร์ด  สีดำ ทะเบียน 4 กร 5577 กรุงเทพมหานคร

จากนั้น 12.50 น. นายกฯเดินทางลงเรือที่ท่าเรือบางรักษ์ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี  เพื่อข้ามเรือไปยังเกาะพะงัน  โดยนายกฯ นั่งอยู่ที่หัวเรือสปีดโบ๊ท และได้เรียกนายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม มาพูดให้ปรับปรุงสะพานท่าเทียบเรือ ซึ่งค่อนข้างจะเก่าแล้ว โดยได้สั่งให้ไปปรับปรุงระเบียบ เพื่อให้เอกชน และประชาชนได้ใช้ให้ดีขึ้น 

โดยเมื่อเดินทางถึงถ้าเทียบเรือ อ.เกาะพงัน นายกฯ ได้ทักทายเด็กที่มารอต้อนรับอยู่ที่ท่าเรือ ซึ่งนายกฯ ได้สอบถามชื่อเด็ก ซึ่งเด็ก ตอบว่า ชื่อจ๋าและบิวตี้ ก่อนที่นายกฯ จะตอบว่า “ได้ยินชื่อหมดแรงเลย”
ขณะเดียวกันได้มีประชาชนถือป้ายข้อความรอต้อนรับโดยมีข้อความระบุว่า “ให้กำลังใจนายกฯ, นายกฯมาปัญหาจบ, นายกมาคนพะงันดีใจและยิ้มได้, ดีใจที่ได้เจอนายกฯอนุทิน“ และก่อนขึ้นรถประชาชนได้มอบดอกไม้ให้กำลังใจด้วย

เจษฎ์ ชี้ ทักษิณ ยังเป็นตัวแปรสำคัญทางการเมือง อาจสร้างความปั่นป่วนซ้ำรอยเดิม

เจษฎ์ ชี้ ทักษิณ ยังเป็นตัวแปรสำคัญทางการเมือง อาจสร้างความปั่นป่วนซ้ำรอยเดิม

เจษฎ์ ชี้ ทักษิณ ยังเป็นตัวแปรสำคัญทางการเมือง อาจสร้างความปั่นป่วนซ้ำรอยเดิม

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.09 น.

เจษฎ์ ชี้ ทักษิณ ยังเป็นตัวแปรสำคัญทางการเมือง อาจสร้างความปั่นป่วนซ้ำรอยเดิม ดัน บ้านจันทร์ส่องหล้า เป็น ทำเนียบสาขา 2 บดบัง ยศชนัน-พท. กระตุกเตือน 3 คดี ชั้น 14 – มาตรา 112 – ภาษีหุ้นชินคอร์ป เป็นชนักปักหลังอยู่

เมื่อวันที่ 13 พ.ค.2569 รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก นักวิชาการด้านกฎหมาย วิเคราะห์การกลับมาเคลื่อนไหวของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายหลังได้รับการพักโทษ ผ่านรายการข่าวแห่งหนึ่ง ถึงกรณีระบุว่า “จำศีลมา 8 เดือน” ว่า เป็นลูกเล่นทางการเมืองเพื่อสร้างประเด็นและดึงความสนใจ ซึ่งสะท้อนประสบการณ์ด้านการสื่อสารสาธารณะของนายทักษิณ โดยในเชิงเปรียบเปรย อาจหมายถึงการหลบจากช่วงเวลาวิกฤติของชีวิต แต่หากตีความในเชิงสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิต การ “จำศีล” เมื่อสิ้นสุดลง ก็มักตามมาด้วยการออกหาอาหารหรือแสดงอิทธิฤทธิ์ จึงทำให้สังคมมองว่า หลังจากนี้อาจมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เข้มข้นมากขึ้น

เมื่อถามถึงกระแสคาดการณ์ว่า นายทักษิณอาจ “จำศีลต่อ” อีก 4 เดือน และไม่เคลื่อนไหวทางการเมืองจนกว่าจะพ้นโทษ รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า แม้เรื่องหนึ่งจะผ่านไป แต่ยังมีหลายประเด็นคาราคาซัง โดยเฉพาะเงื่อนไขของผู้ได้รับการพักโทษ เพราะการไม่ได้เข้าเรือนจำตั้งแต่แรก อาจถือเป็นการละเมิดกฎหมาย และไม่ควรได้รับสิทธิพักโทษ

รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวอีกว่า กรณีการรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจแทนการเข้าเรือนจำ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เคยระบุว่ามีเจ้าหน้าที่ 12 คนเข้าไปเกี่ยวข้องภายใต้การดำเนินการของนายทักษิณ ซึ่ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. กำลังตรวจสอบอยู่ หากสุดท้ายทั้ง 12 คนมีความผิด นายทักษิณก็อาจเข้าข่ายเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนไปด้วยหรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีคดีมาตรา 112 ที่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาลอาญาอีกด้วย

รศ.ดร.เจษฎ์ ยังกล่าวถึงคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป มูลค่า 1.76 หมื่นล้านบาทว่า กรมสรรพากรยังมีอำนาจบังคับคดีภายใน 10 ปี ซึ่งต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสืบทรัพย์ อายัดทรัพย์ และบังคับคดี เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้รัฐ หากหน่วยงานใดเพิกเฉย อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

เมื่อถามว่ามีการมองว่า “บ้านจันทร์ส่องหล้า” อาจกลายเป็น “ทำเนียบสาขา 2” รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นจริงหรือไม่ แต่วาทกรรมนี้เกิดขึ้นแล้ว และนายทักษิณควรเลือกวางบทบาทเป็น “ลมใต้ปีก” คล้ายบทบาทของนายเนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย ก็สามารถทำได้ โดยจะทำให้บ้านจันทร์ส่องหล้ามีคนเข้าออกและมีอิทธิพลทางการเมือง แต่หากเลือกออกหน้าออกตา ก็จะทำให้เกิดแรงเสียดทานทางการเมือง และยิ่งตอกย้ำภาพ “บ้านจันทร์ส่องหล้า” เป็นอีกศูนย์กลางอำนาจหนึ่ง และยังจะบดบังบทบาทของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ทั้งยังอาจกระทบต่อบุคคลอื่นในพรรคเพื่อไทยที่ต้องการผลักดันผลงานรัฐบาล โดยเฉพาะหากมีการเคลื่อนไหวล้ำหน้าเหมือนช่วงกลับประเทศไทยใหม่ ๆ ในปี 2566 ซึ่งเคยสร้างแรงกระเพื่อมและอุปสรรคปัญหาทางการเมืองมาแล้ว

เมื่อถามว่า นายทักษิณยังเป็นตัวแปรทางการเมืองไทยหรือไม่ รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า นายทักษิณยังเป็นบุคคลที่มีฝีมือทางการเมืองสูง และสามารถสร้างทั้งผลบวกและผลลบต่อประเทศได้ ขึ้นอยู่กับบทบาทและวิธีการเคลื่อนไหวของตัวเองในระยะต่อจากนี้

นักวิชาการชี้ภาพรวมนายกฯสอบผ่าน ประชุมอาเซียน ยกเลิก MOU44-บีบกัมพูชาคุยทวิภาคี

นักวิชาการชี้ภาพรวมนายกฯสอบผ่าน ประชุมอาเซียน ยกเลิก MOU44-บีบกัมพูชาคุยทวิภาคี

นักวิชาการชี้ภาพรวมนายกฯสอบผ่าน ประชุมอาเซียน ยกเลิก MOU44-บีบกัมพูชาคุยทวิภาคี

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.43 น.

“นักวิชาการ”ชี้ภาพรวม”นายกฯ”สอบผ่าน ประชุมอาเซียน ยกเลิก MOU44-บีบ”กัมพูชา”คุยทวิภาคี พร้อมขยายความร่วมมือด้านพลังงานกับชาติสมาชิก แนะเพิ่มเกมรุก เสริมแกร่งระยะยาว

13 พฤษภาคม 2569 รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ประเมินผลงานของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ภายหลังเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 7 – 9 พฤษภาคม 2569 ว่า โดยภาพรวมถือว่ารัฐบาลไทยสามารถใช้เวทีอาเซียนยืนยันจุดยืนของประเทศในการส่งเสริมสันติภาพ ยึดมั่นกฎกติกาสากล และผลักดันให้อาเซียนมีเอกภาพมากขึ้น ควบคู่กับการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติของไทยได้ในระดับที่น่าพอใจ

นักวิชาการ ระบุว่า ไฮไลต์สำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การหารือ 3 ฝ่ายระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล, นายฮุน มาเนต และ นายเฟอร์ดีนันด์ มาร์กอส จูเนียร์ ซึ่งจัดขึ้นโดยฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน โดยบรรยากาศการพูดคุยเป็นไปอย่างราบรื่น และทั้งไทย – กัมพูชา เห็นพ้องให้รัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายร่วมจัดทำมาตรการสร้างความเชื่อมั่น เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกัน

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.ดุลยภาค มองว่า แม้การหารือดังกล่าวจะสะท้อนความพยายามสร้างสันติภาพแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ยังไม่มีการเจรจาเรื่องการปักปันเขตแดนหรือการเปิดด่าน ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวที่สังคมไทยยังมีความกังวลอยู่มาก

ขณะเดียวกัน นายฮุน มาเนต ยังส่งสัญญาณผ่านเวทีอาเซียน ว่า เส้นเขตแดนไม่สามารถได้มาจากการใช้กำลังหรือการบีบบังคับ พร้อมผลักดันให้ไทยกลับเข้าสู่การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย – กัมพูชา หรือ JBC ซึ่งฝ่ายกัมพูชาเชื่อว่าจะนำไปสู่การปรับเส้นเขตแดนบางจุด

นักวิชาการมองว่า ความท้าทายสำคัญของรัฐบาลไทยในระยะต่อไป คือ การบริหารเกมการเจรจา JBC อย่างไรไม่ให้ไทยเสียเปรียบ และจะสามารถชะลอหรือกำหนดเงื่อนไขการประชุมให้สอดคล้องกับผลประโยชน์แห่งชาติได้มากน้อยเพียงใด

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตา คือ กรณีที่กัมพูชาประกาศใช้กลไก “การประนีประนอมภาคบังคับ” ภายใต้ United Nations หรือ UNCLOS เพื่อแก้ไขข้อพิพาททางทะเลกับไทย ภายหลังไทยยกเลิก MOU 44 โดย รศ.ดร.ดุลยภาค ระบุว่า ไทยในขณะนี้เพียง “รับทราบ” ความประสงค์ของกัมพูชา แต่ยังไม่ได้ตอบตกลงเข้าสู่กระบวนการดังกล่าว ทำให้รัฐบาลไทยยังมีพื้นที่ในการเลือกใช้แนวทางเจรจาทวิภาคีต่อไปก่อน

นอกจากนี้ รศ.ดร.ดุลยภาค ยังมองว่า ฟิลิปปินส์วางบทบาทได้อย่างเหมาะสมในฐานะ “ผู้อำนวยความสะดวก” มากกว่าจะเป็น “ผู้ไกล่เกลี่ย” ซึ่งช่วยให้ไทยยังสามารถคุมเกมการเจรจากับกัมพูชาได้โดยไม่มีแรงกดดันจากประเทศที่สามในอาเซียนมากเกินไป

รศ.ดร.ดุลยภาค ระบุด้วยว่า นายอนุทิน ยังได้ใช้เวทีอาเซียนผลักดันประเด็นเชิงรุกหลายเรื่อง ทั้งโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน ความมั่นคงด้านพลังงาน และการลงทุนพลังงานหมุนเวียน รวมถึงหารือทวิภาคีกับผู้นำอีกหลายประเทศ เช่น เวียดนาม สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย เพื่อขยายความร่วมมือด้านการค้า พลังงาน ความมั่นคงอาหาร การปราบอาชญากรรมข้ามชาติ และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานชายแดน

รศ.ดร.ดุลยภาค ยังประเมินว่า การสื่อสารภาษาอังกฤษและท่าทีของคณะผู้แทนไทยในเวทีอาเซียนครั้งนี้อยู่ในระดับมาตรฐาน และถือว่าภารกิจโดยรวมประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

อย่างไรก็ตาม ไทยยังต้องเผชิญโจทย์ท้าทายสำคัญ ทั้งการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ ปัญหาเมียนมา รวมถึงการวางบทบาทของไทยในฐานะ “สะพานเชื่อม” ระหว่างยุทธศาสตร์ของจีนและสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด – แปซิฟิก

พร้อมเสนอว่า รัฐบาลไทยควรมีวิสัยทัศน์ด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายต่างประเทศเชิงรุกที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับบทบาทของไทยบนเวทีอาเซียนในระยะยาว

ทภ.2 สยบข่าวเสียดินแดน ลั่น!กองทัพยืนหยัดป้องอธิปไตย ไม่เสียแม้ตารางนิ้วเดียว

ทภ.2 สยบข่าวเสียดินแดน ลั่น!กองทัพยืนหยัดป้องอธิปไตย ไม่เสียแม้ตารางนิ้วเดียว

ทภ.2 สยบข่าวเสียดินแดน ลั่น!กองทัพยืนหยัดป้องอธิปไตย ไม่เสียแม้ตารางนิ้วเดียว

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.24 น.

“กองทัพภาค 2″สยบข่าวเสียดินแดน ลั่น!กองทัพยืนหยัดป้องอธิปไตย ไม่เสียแม้”ตารางนิ้วเดียว” ย้ำทหารตรึงกำลังเข้ม ชาวบ้านสามารถเข้าป่าทำกินได้ “ทหาร-ตร.-ปกครอง”พร้อมดูแลเต็มพื้นที่ ขอประชาชนแจ้งก่อนเข้า-ออกป่า เพื่อให้สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง

13 พฤษภาคม 2569 แหล่งข่าวระดับสูงกองทัพภาคที่ 2 ระบุถึงกรณีที่มีทหารกัมพูชาเข้ามาพูดคุยกับ “หลวงตาเยื้อน” บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยชี้แจงว่า พื้นที่ดังกล่าวมีแนวเขตแดนที่ชัดเจน รับรู้กันทั้งสองฝ่าย และประเทศไทยไม่ได้สูญเสียดินแดนแต่อย่างใด พร้อมระบุว่า ฝั่งตรงข้ามเป็นฐานทหารกัมพูชา ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากแนวชายแดนไทยประมาณ 100 เมตร ขณะที่ฝั่งไทยใช้การลาดตระเวนตามเส้นทางเรียบแนวชายแดนเพื่อดูแลรักษาพื้นที่

ทั้งนี้ ทหารกัมพูชาที่ประจำอยู่บริเวณดังกล่าวไม่ได้มีท่าทีห้ามปรามการดำเนินงานก่อสร้างถนนเลียบชายแดนฝั่งไทย โดยกองกำลังสุรนารี ได้ประสานงานและพูดคุยผ่านชุดประสานงานชายแดนมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำหลักการให้แต่ละฝ่ายปฏิบัติอยู่ในพื้นที่อธิปไตยของตนเองอย่างชัดเจน

สำหรับกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า การก่อสร้างถนนเลียบชายแดนอาจเข้าข่ายการเสียดินแดน นั้น กองทัพภาคที่ 2 ขอยืนยันหนักแน่นว่า ประเทศไทยไม่สูญเสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว และการพัฒนาเส้นทางคมนาคมบริเวณชายแดนยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ ภายใต้กรอบอธิปไตยของไทยอย่างครบถ้วน

แหล่งข่าวระดับสูงกองทัพภาคที่ 2 ยังขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของทหารและหน่วยงานด้านความมั่นคง โดยยืนยันว่า กำลังเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายยังคงดูแลรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประเทศอย่างเต็มกำลัง พร้อมย้ำว่า ไม่มีฝ่ายใดเข้ามารุกรานดินแดนไทยตามที่มีกระแสข่าวเผยแพร่ในสังคมออนไลน์ได้อย่างแน่นอน

ส่วนกรณี “ลุงโยชน์” หรือ นายเฉลียว ส่องาม อายุ 62 ปี ชาวบ้านที่เข้าไปหาของป่า แล้วถูกทางการกัมพูชาควบคุมตัวนั้น เบื้องต้นคาดว่าอาจเดินเข้าไปในพื้นที่ล่อแหลมใกล้แนวชายแดน ซึ่งการเข้าป่าหาของป่าถือเป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวบ้านในพื้นที่ โดยขณะนี้กองทัพภาคที่ 2 ได้เร่งประสานงานช่วยเหลือประชาชนที่ถูกควบคุมตัวในทุกระดับแล้ว พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้ห้ามชาวบ้านเข้าป่าหาของตามวิถีชีวิตแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือประชาชนที่ต้องการเข้าป่าหาของป่า ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทหาร ป่าไม้ หรืออาสาสมัครในพื้นที่ก่อนทุกครั้ง เพื่อความสะดวกในการดูแลความปลอดภัย และแนะนำพื้นที่เสี่ยงหรือจุดอันตรายที่ควรหลีกเลี่ยง รวมถึงเมื่อออกจากป่าแล้วให้กลับมาแจ้งเจ้าหน้าที่อีกครั้ง เพื่อให้สามารถตรวจสอบจำนวนบุคคลได้อย่างถูกต้อง

ขณะเดียวกันกองกำลังสุรนารี ได้ปรับแผนดูแลพื้นที่ชายแดนอย่างเข้มงวด ทั้งการลาดตระเวนแบบใยแมงมุม การเฝ้าตรวจ และการตั้งจุดตรวจในพื้นที่ล่อแหลม เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง พร้อมดูแลความปลอดภัยของคนไทยอย่างเต็มที่

– 006

ลุ้นศาล รธน.ชี้ขาด! ปธ.สภาฯ ส่งคำร้องฝ่ายค้าน ยื่นตีความ พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ลุ้นศาล รธน.ชี้ขาด! ปธ.สภาฯ ส่งคำร้องฝ่ายค้าน ยื่นตีความ พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ลุ้นศาล รธน.ชี้ขาด! ปธ.สภาฯ ส่งคำร้องฝ่ายค้าน ยื่นตีความ พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.16 น.

“ประธานสภาฯ”ส่งคำร้อง”ฝ่ายค้าน”ยื่นขอตีความ”พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน”ถึงมือ”ศาล รธน.”แล้ว – ชะลอถกบรรจุวาระ รอมีคำวินิจฉัยปรากฎ

13 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ สส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ยื่นคำร้องผ่าน นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 (พ.ร.ก.กู้เงิน) วงเงิน 4 แสนล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่นั้น ล่าสุดมีรายงานว่า นายโสภณ ได้ส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลรัฐธรรมนูญ แล้ว เมื่อวันที่ 12 พ.ค.และทางสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ลงเลขรับทางธุรการไว้แล้ว

ขณะที่การพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 ล้านบาท นั้น แม้ว่ารัฐบาลจะส่งเนื้อหาเพื่อให้บรรจุวาระของสภาฯ ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค. แต่นายโสภณยังไม่สั่งบรรจุวาระ เนื่องจากว่าได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามแนวทางดำเนินการของสภาฯ ว่าหากมีสมาชิกยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ แม้ว่าการพิจารณาบรรจุวาระดังกล่าวจะทำได้ แต่เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและความเรียบร้อย นายโสภณจึงยังไม่บรรจุวาระ และจะรอให้ศาลรัฐธรรมนนูญมีคำวินิจฉัยให้แล้วเสร็จก่อน