กทม.สั่งคุ้มเข้มทุกจุด ศึกชิงผู้ว่าฯ ย้ำทุกหน่วยเป็นกลาง ต้องโปร่งใสตรวจสอบได้

กทม.สั่งคุ้มเข้มทุกจุด ศึกชิงผู้ว่าฯ ย้ำทุกหน่วยเป็นกลาง ต้องโปร่งใสตรวจสอบได้

กทม.สั่งคุ้มเข้มทุกจุด ศึกชิงผู้ว่าฯ ย้ำทุกหน่วยเป็นกลาง ต้องโปร่งใสตรวจสอบได้

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กทม.สั่งคุ้มเข้มทุกจุด ศึกชิงผู้ว่าฯ ย้ำทุกหน่วยเป็นกลาง ต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ ป้องกันนับคะแนนพลาด ชัชชาติหาเสียงฝั่งธนฯ มัลลิกาโกยแต้มบางแค

กทม.เข้มเตรียมพร้อมเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.และ สก. ย้ำทุกหน่วยเป็นกลาง โปร่งใส ยึดหลักกฎหมาย ห่วง! หลายเขตจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สก.-ผู้ว่าฯ ไม่เท่ากัน กำชับขั้นตอนแจกบัตรให้ถูกต้องตรงตามสิทธิกันพลาดกระทบนับคะแนนารเมือง“ชัชชาติ” ลุย 4 ตลาดน้ำฝั่งธนฯ ปลุกเศรษฐกิจริมคลอง ส่วน “มัลลิกา” โกยแต้มบางแค

วันที่ 13 มิ.ย. 2569 นายธนิต ตันบัวคลี่ รองปลัดกรุงเทพมหานคร ตรวจติดตามการเตรียมความพร้อมด้านการจัดการเลือกตั้งและความมั่นคงทางทะเบียน ณ ห้องประชุม ชั้น 7 สำนักงานเขตประเวศ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 28 มิ.ย. 2569 ระหว่างเวลา 08.00-17.00 น. โดยมี ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตประเวศ สำนักงานปกครองและทะเบียน สำนักงานเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ร่วมประชุมและรายงานข้อมูล

รองปลัดกรุงเทพมหานครได้เน้นย้ำข้อสั่งการของปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งท้องถิ่นประจำกรุงเทพมหานคร กำชับให้ข้าราชการและบุคลากรในสังกัดกรุงเทพมหานครปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลางทางการเมือง พร้อมเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการงานทะเบียนและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อยโปร่งใส และมีประสิทธิภาพ

แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ที่ประชุมได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ทั้งปัญหา อุปสรรค และแนวทางการปฏิบัติงาน ด้านทะเบียน ได้แก่งานทะเบียนบัตรประจำตัวประชาชน งานทะเบียนราษฎร และงานทะเบียนทั่วไป รวมถึงกรณีที่เกี่ยวข้องกับคนต่างด้าวหรือชาวต่างชาติ อาทิการจดทะเบียนสมรส การแจ้งเกิดการย้ายเข้า และการย้ายออก ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลด้วยความรอบคอบ และดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ ได้มีการเน้นย้ำ ประเด็นที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่มีจำนวนไม่เท่ากัน โดยในหลายพื้นที่ จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. มีมากกว่าจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สก. ซึ่งอาจเป็นจุดอ่อนในขั้นตอนการแจกบัตรเลือกตั้ง ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งเพิ่มความระมัดระวังในการแจกบัตรเลือกตั้งให้ถูกต้องตรงตามสิทธิของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากหากมีการแจกบัตรไม่ตรงกับสิทธิ อาจส่งผลกระทบต่อการนับคะแนนและการบริหารจัดการบัตรเลือกตั้งได้โดยได้เน้นย้ำให้สำนักงานเขตทุกแห่งให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว และดำเนินการตรวจสอบอย่างรอบคอบเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น

ในส่วนของหน่วยเลือกตั้ง สำนักงานเขตได้ดำเนินการย้ายหน่วยเลือกตั้งที่ตั้งอยู่ในเต็นท์เข้าไปภายในอาคาร เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูฝนและอาจมีฝนตกในวันเลือกตั้ง และได้กำชับให้มีการประชาสัมพันธ์ แจ้งข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสถานที่เลือกตั้งให้ประชาชนทราบล่วงหน้า รวมทั้งติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์บริเวณหน่วยเลือกตั้งเดิม เพื่อแจ้งตำแหน่งของหน่วยเลือกตั้งแห่งใหม่ให้ประชาชนที่อาจเดินทางมายังสถานที่เดิมในวันเลือกตั้งได้รับทราบด้วย

เคาะประตูบ้านเชิญเลือกตั้ง

นางสาวกัญญา อัศวเมฆิน ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า การเลือกตั้งในครั้งนี้ กทม. มุ่งยกระดับความเท่าเทียมให้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม และโปร่งใส โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับประชาชนกลุ่มพิเศษ ล่าสุดได้เปิดตัว MV เพลงรณรงค์เลือกตั้งในรูปแบบ “ล่ามภาษามือ” เพื่อทลายข้อจำกัดและช่วยให้กลุ่มคนพิการทางการได้ยินสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเต็มที่

“เราอยากให้ MV นี้เข้าถึงใจทุกคน และกระตุ้นให้พี่น้องผู้พิการทางการได้ยินออกมาใช้สิทธิกันให้มากที่สุด เพราะนี่คือการพิสูจน์ว่า กทม. จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และขอเชิญชวนทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพลังคนเมืองเลือกคนที่ใช่ในแบบของคุณ” นางสาวกัญญากล่าว

นอกจากนี้ ทุกหน่วยงานในสังกัด กทม. ได้พร้อมใจกันรณรงค์แบบเคาะประตูบ้าน พร้อมจัด Challenge เพลงรณรงค์เลือกตั้งบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ของแต่ละหน่วยงาน เพื่อปลุกกระแสและชวนคนเมืองหลวงออกไปใช้สิทธิให้ทุบสถิติการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มา สำหรับประชาชนที่สนใจสามารถรับชม ร่วมแชร์ และร่วมสนุกกับ MV เพลงรณรงค์เลือกตั้งในรูปแบบ“ล่ามภาษามือ” ได้แล้ววันนี้ ทางFacebook Page : กรุงเทพมหานคร

‘มัลลิกา’ลุยบางแค

ด้านบรรยากาศการลงพื้นที่หาเสียงของ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 ที่ตลาดในพื้นที่เขตบางแค และเขตธนบุรี เป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนพ่อค้าแม่ค้าออกมาต้อนรับอย่างอบอุ่น ดร.มัลลิกา รับฟังข้อเสนอจากกลุ่มผู้ค้าที่ต้องการให้กรุงเทพมหานครเดินหน้านโยบาย “Street Food Paradise” อย่างจริงจัง เพื่อส่งเสริมการค้าขาย กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้แก่ประชาชน ผู้ค้าหลายรายสะท้อนตรงกันว่า การจัดระเบียบพื้นที่ค้าขายควรดำเนินการควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพ ไม่ใช่การปิดกั้นโอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมเสนอให้มีพื้นที่ค้าขายที่ชัดเจน เป็นระเบียบ สะอาด ปลอดภัย และสามารถค้าขายบนทางเท้าได้ในจุดที่เหมาะสม

ส่วนปัญหาการแข่งขันทางการค้าจากผู้ประกอบการต่างชาติ ประชาชนกังวลเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายและการจัดระเบียบแผงค้าอาจกระทบต่อโอกาสประกอบอาชีพของคนไทย ดร.มัลลิกา กล่าวว่า กรุงเทพมหานครต้องเป็นเมืองแห่งโอกาสสำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้ค้ารายย่อย ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก พร้อมผลักดันแนวคิด “Street FoodParadise” ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อเพิ่มพื้นที่ค้าขายที่เหมาะสม “กรุงเทพฯ ต้องเป็นเมืองที่คนตัวเล็กมีที่ยืน ผู้ค้ารายย่อยต้องมีโอกาสทำมาหากินอย่างสุจริต เราสามารถจัดระเบียบเมืองควบคู่กับการสร้างรายได้ให้
ประชาชนได้ ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเพราะเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็งคือรากฐานสำคัญของมหานครแห่งอนาคต”

ชาวบ้านร้องเรียนปัญหาเพียบ

การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงเสียงเรียกร้องจากประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ การเพิ่มโอกาสทางอาชีพ และการบริหารจัดการเมืองที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของคนกรุงเทพฯ มากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นแล้ว เหตุการณ์เฉพาะหน้าหน้าที่ประชาชน ดร.มัลลิกา อยากได้ร้องเรียนเรื่องเกี่ยวกับรถเมล์ ขสมก. เรียนที่จะเข้าป้ายโดยอ้างเรื่องมีรถแท็กซี่จอดขวางอยู่จึงทำให้ประชาชนที่รอรถนานหลายชั่วโมงมีโอกาสขึ้นรถเมล์และโดยเฉพาะรถเมล์ปรับอากาศก็ไม่ค่อยชอบที่จะให้ประชาชนที่ลุงไปเบียดรถเมล์เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่รู้สึกน้อยใจมาก

ดร.มัลลิกา จึงตัดสินใจบอกว่าทุกอย่างเป็นอิสระและเสรีภาพของเราและเรามีเงินที่จะจ่ายค่ารถเมล์ต้องสามารถขึ้นได้ จากนั้น ดร.มัลลิกา จึงโบกรถเมล์ ปรับอากาศที่เข้าป้าย และกำชับโดยยกมือไหว้คนขับรถเมล์ว่า ให้ดูแลประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน และให้โอกาสคนที่ยืนรออยู่นาน แม้ถือของพะรุงพะรังก็ขอให้เขาได้มีโอกาสขึ้นด้วยกัน จากนั้นประชาชนที่ถือของหนักรอรถ ก็กระโดดขึ้นรถเมล์ปรับอากาศกันทันที

ชัชชาติลุยฝั่งธนฯ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครฯผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคน พร้อมทีมงานลงพื้นที่หาเสียง เขตตลิ่งชัน-ภาษีเจริญ-ธนบุรี โดยเดินทางด้วยรถโดยสาร Feeder ไปยังตลาดน้ำสองคลองตลิ่งชัน ก่อนเดินเท้าลงพื้นที่ตลาดน้ำตลิ่งชัน และนั่งเรือหางยาวไปตลาดคลองลัดมะยม ชูแนวทางแก้ปัญหาการคมนาคมและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

นายชัชชาติกล่าวว่า ตลาดชุมชนเป็นหัวใจของเศรษฐกิจฐานราก จากการลงพื้นที่พบว่าผู้ค้าและนักท่องเที่ยวยังเจอปัญหาเดินทางไม่สะดวก แม้ปัจจุบันจะมีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเข้าถึงพื้นที่แล้ว แต่การเชื่อมจากรถไฟฟ้าไปยังตลาดยังเป็นอุปสรรค เช่น ปัญหารถติดถามว่าทำไมรถยังติดอยู่ เพราะว่าขนส่งสาธารณะไม่ดี ถึงแม้เราจะมีรถไฟฟ้าหลายร้อยกิโลเมตรแล้ว แต่ปลายทางจากรถไฟฟ้าเข้าไปถึงจุดหมาย ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องเสริมด้วยการพัฒนาระบบขนส่งมวลชน พร้อมระบบ Feeder เพื่อจูงใจให้ประชาชนใช้รถขนส่งมวลชนในการเดินมาท่องเที่ยวตลาดในฝั่งธนฯ

นายชัชชาติ ได้เสนอนโยบายพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะเพื่อแก้ปัญหา โดยเฉพาะรถไฟฟ้า เริ่มจากการผลักดันระบบรถไฟฟ้าให้มีราคาเข้าถึงง่ายขึ้น โดยมองว่าปี 2572 ซึ่งเป็นปีที่สัญญาสัมปทานสายสีเขียวหลักสิ้นสุดลง และจะเกิดความเปลี่ยนแปลงสำคัญในการเจรจาต่อรองเพื่อจัดทำ “ตั๋วเดือน” ราคาประหยัดสำหรับคนทำงาน นักเรียน และผู้สูงอายุ พร้อมมุ่งเจรจากับรัฐบาลเพื่อผลักดันระบบตั๋วร่วม ในส่วนของระบบรถเมล์ ยืนยันว่า กทม. จะไม่รับโอนหนี้กว่า 1.5แสนล้านบาท ของ ขสมก. มาแบกรับไว้แต่จะขอเป็นผู้กำกับดูแลเส้นทาง จัดทำป้ายรถเมล์อัจฉริยะที่บอกเวลารอรถได้และเสริมการเดินรถในเส้นทางที่ขาดแคลนโดยไม่แย่งสัมปทานผู้ประกอบการเอกชน “เราไม่อยากเป็น Operator รายใหญ่ แต่เราอยากจะเป็นผู้อำนวยความสะดวก และเป็นคนดูแลเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด”

พัฒนาระบบการขนส่ง

ด้านการพัฒนาระบบขนส่งรองหรือ Feeder เพื่อแก้ไขปัญหาการเดินทางเข้าสู่ชุมชน จะเดินหน้าปรับปรุงทางเท้า จัดระเบียบและทำฐานข้อมูลวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างกว่า 70,000 คันทั่วกรุงเทพฯ รวมถึงการยกระดับกลุ่มรถสองแถวและรถกะป๊อให้มีมาตรฐานยิ่งขึ้น และมีแนวคิดพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับเรียกรถกลุ่ม Feeder เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลให้สามารถเดินทางได้ครอบคลุมมากขึ้น

นอกจากนี้ นายชัชชาติยังกล่าวถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนทั้งตลาดน้ำและตลาดชุมชน โดยระบุว่า กทม. จะไม่เข้าไปแทรกแซงการบริหารตลาดโดยตรง แต่จะทำหน้าที่สนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์ เชื่อมโยงการเดินทาง และช่วยจัดทำฐานข้อมูลเพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของพ่อค้าแม่ค้า นอกจากนี้จะใช้ตลาดของ กทม. เองเป็นเกณฑ์มาตรฐาน หรือ Benchmark ในการกำหนดราคาค่าเช่าแผงให้เป็นธรรม เพื่อควบคุมไม่ให้ตลาดอื่นๆ เก็บค่าเช่าแพงจนเกินไป

เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ

“สุดท้ายถ้าพ่อค้าอยู่ไม่รอด ตลาดก็อยู่ไม่รอด… ตัวนี้คือเรื่องสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมือง เพราะว่าเรามีรายเล็กรายน้อย ตลาดชุมชนต่างๆ เรามี SME ถึง 500,000 กว่ารายจ้างงาน 3 ล้านกว่าคน เศรษฐกิจคู่ขนานต้องไปด้วยกัน เศรษฐกิจใหญ่ก็ต้องไป โตใหญ่ไปปุ๊บ เศรษฐกิจเล็กก็โตตาม ผมเชื่อว่านี่เป็นเรื่องสำคัญมากๆ ของ 4 ปีต่อไปในอนาคต”

ทั้งนี้ ในด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับเส้นเลือดฝอย นายชัชชาติมีนโยบายยกระดับตลาดน้ำตลิ่งชัน ตลาดน้ำคลองลัดมะยม วัดจำปา และวัดสะพาน ให้มีมาตรฐานและสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวนานาชาติ พร้อมกับชูประเพณีชักพระทางน้ำให้เป็นประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ประจำเขต

นอกจากนี้ ยังมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการส่งเสริมย่านการท่องเที่ยวทั้งทางบกและทางน้ำ ตามแนวคลองภาษีเจริญและคลองบางกอกใหญ่รวมถึงการผลักดันตลาดพลูในเขตธนบุรีให้เป็นย่านสร้างสรรค์เต็มรูปแบบโดยมีแผนก่อสร้างสะพานคนเดินข้ามคลองบางกอกใหญ่เชื่อมต่อชุมชนฝั่งบางกอกใหญ่ให้กลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ ควบคู่ไปกับการดูแลคุณภาพชีวิตและสาธารณสุขในพื้นที่ ด้วยการเปิดให้บริการแผนกผู้ป่วยนอก (OPD)ของโรงพยาบาลพระมงคลเทพมุนี ในเขตภาษีเจริญ เพื่อลดความแออัดของโรงพยาบาลข้างเคียงและให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้อย่างต่อเนื่อง

พท.ล่ารายชื่อจ่อแก้รธน.

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย หลังชะลอเพื่อปรับแก้เนื้อหา ภายหลังสส.พรรคภูมิใจไทยถอนรายชื่อว่า ตอนนี้พรรคเพื่อไทยมีคณะทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ดำเนินการอยู่ โดยจะนำเนื้อหาที่มีการร่างเข้าที่ประชุม สส.ของพรรคในสัปดาห์หน้า ถ้าเห็นตรงกันว่าไม่มีอะไรต้องปรับแก้ก็ล่าลายเซ็น สส.เพื่อยื่นเสนอต่อประธานรัฐสภาต่อไป โดยร่างที่กำลังดำเนินการนั้น จะมีการปรับเนื้อหาในส่วนที่หลายฝ่ายกังวล เช่น ประเด็นที่มาของ ส.ส.ร.ไม่ให้ขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ยังคงยึดหลักการความเป็นประชาธิปไตย ให้ได้มากที่สุด

เมื่อถามว่า กรอบเวลาจะดำเนินการยื่นต่อประธานรัฐสภาเมื่อใดนายจุลพันธ์ กล่าวว่า ตอนนี้ระยะเวลาถือว่ากระชั้น เข้าใจว่าประธานรัฐวางแผนจะบรรจุวาระพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญช่วงปลายเดือนมิ.ย.เราจะดำเนินการให้ทันกับการพิจารณาดังกล่าว

ปัญหาเขากระโดงยังร้อนฉ่า

นายชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความรับผิดชอบคดีเขากระโดง จ.บุรีรัมย์โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า บางคนยังพูดเรื่องเขากระโดงวนซ้ำไปซ้ำมา เหมือนอยากให้สังคมเชื่อว่า “ศาลฎีกาตัดสินแล้ว ทุกคนในพื้นที่ 5,083 ไร่ คือผู้บุกรุก และกรมที่ดินต้องเพิกถอนเอกสารสิทธิทั้งหมดทันที” ทั้งที่ถ้ารู้กฎหมายจริง หรือมีสติพอจะอ่านกฎหมายให้ครบ จะรู้ว่านี่คือการพูดแบบตัดตอนจนทำให้สังคมเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง

คำพิพากษาคดีหนึ่งไม่ได้เป็นตรายางปิดปากประชาชนทั้งพื้นที่ โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยเป็นคู่ความในคดีนั้น กฎหมายยังให้สิทธิบุคคลภายนอกพิสูจน์ได้ว่า ตนมีสิทธิที่ดีกว่า หรือมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่แตกต่างจากคดีเดิม คำพิพากษาที่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์อาจนำไปใช้ยันบุคคลภายนอกได้ในบางกรณี แต่ไม่ได้หมายความว่าบุคคลภายนอกหมดสิทธิอธิบาย หมดสิทธิโต้แย้ง หรือหมดสิทธิต่อสู้คดีของตนเอง

ถ้าคดีทุกอย่าง “จบแล้ว” อย่างที่บางคนพยายามปั่นคำถามง่ายๆ คือ แล้วเหตุใดศาลยุติธรรมจึงยังรับฟ้องคดีที่ ร.ฟ.ท. ฟ้องประชาชนเป็นรายแปลงอยู่ในศาลจังหวัดบุรีรัมย์ เหตุใดศาลยังเปิดกระบวนการให้คู่ความนำพยานหลักฐานเข้าสืบกันต่อไป และเหตุใดศาลปกครองจึงไม่ได้สั่งให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนดทั้งหมดทันที แต่ให้ดำเนินการตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งหมายถึงการตรวจสอบสอบสวน รับฟังผู้มีส่วนได้เสีย และพิจารณาข้อเท็จจริงตามขั้นตอนของกฎหมาย

คำว่า “กรมที่ดินมีอำนาจเพิกถอน”ไม่ใช่คำเดียวกับ “กรมที่ดินต้องเพิกถอนทันทีโดยไม่ฟังใคร” เพราะถ้าเจ้าหน้าที่รัฐเพิกถอนเอกสารสิทธิของประชาชนโดยไม่ตรวจสอบแนวเขต ไม่พิสูจน์รายแปลง ไม่รับฟังผู้มีส่วนได้เสีย และไม่เดินตามมาตรา 61 นั่นต่างหากคือการใช้อำนาจโดยไม่ชอบ และจะสร้างความเสียหายทั้งต่อประชาชน ต่อเจ้าหน้าที่ และต่อระบบกฎหมาย

ปั่นกระแสสร้างความชิงชัง

สิ่งที่น่าเสียใจคือ คนจำนวนหนึ่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่า “สิทธิที่ดีกว่า” ของบุคคลภายนอกคืออะไร ไม่รู้ว่าสำนวนคดีใหม่มีพยานหลักฐานอะไรที่แตกต่างจากคดีเดิม ไม่รู้ว่าที่ดินแปลงใดมีประวัติการออกเอกสารสิทธิอย่างไร ไม่รู้ว่าแนวเขตที่แท้จริงพิสูจน์กันอย่างไร แต่กลับอวดภูมิออกความเห็นฟันธง กล่าวหาคนทั้งพื้นที่ว่าเป็นผู้บุกรุก เป็นคนไม่เคารพคำพิพากษาหรือเป็นผู้โกงแผ่นดิน ทั้งที่ตัวเองไม่ได้เป็นโจทก์ ไม่ได้เป็นจำเลย ไม่ได้เห็นสำนวน และไม่ได้รับผลกระทบจากคำพูดของตัวเองเลย

การเรียกร้องความถูกต้องไม่ใช่การปั่นกระแสให้คนเกลียดชังกัน และการเคารพคำพิพากษาไม่ใช่การเอาชื่อศาลไปเป็นอาวุธปิดปากประชาชนที่กฎหมายยังให้สิทธิต่อสู้คดีอยู่ หากใครมั่นใจว่าที่ดินแปลงใดเป็นของ ร.ฟ.ท. ก็ให้นำพยานหลักฐานไปพิสูจน์ในศาล หากเชื่อว่าเอกสารสิทธิใดออกไม่ชอบก็ให้พิสูจน์ตามมาตรา 61 ไม่ใช่ใช้เสียงดังในสื่อแทนพยานหลักฐาน แล้วสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและชีวิตของคนอื่น

คดีเขากระโดงต้องจบด้วยข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และคำพิพากษาของแต่ละคดี ไม่ใช่จบด้วยความสะใจของคนที่ไม่รู้สำนวนคดีใหม่ แต่พูดเหมือนรู้ทุกอย่าง ยกเว้นสำนึกของตัวเอง

“อย่าเอาคำว่าเคารพคำพิพากษาถึงที่สุด มาเป็นข้ออ้างในการไม่เคารพสิทธิของคนที่กฎหมายยังให้เขาต่อสู้คดีอยู่”

Leave a comment