แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ในเมื่อตอนนี้เรามีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศแล้ว พวกเราพรรคฝ่ายค้านจะเดินหน้าทำหน้าที่เป็น “เงา” ที่คอยติดตาม เฝ้าดู และตรวจสอบทุกฝีก้าวของรัฐบาล เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนทั่วประเทศ”

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ

สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน

‘สีหศักดิ์’บินด่วนโอมาน เปิดดีลอิหร่าน ช่วยเรือไทยผ่านฮอร์มุซ

‘สีหศักดิ์’บินด่วนโอมาน  เปิดดีลอิหร่าน  ช่วยเรือไทยผ่านฮอร์มุซ

‘สีหศักดิ์’บินด่วนโอมาน เปิดดีลอิหร่าน ช่วยเรือไทยผ่านฮอร์มุซ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘สีหศักดิ์’บินด่วนโอมาน เปิดดีลอิหร่าน ช่วยเรือไทยผ่านฮอร์มุซ อนุทินจับมือนายกฯญี่ปุ่น ผนึกอาเซียนสู้วิกฤตน้ำมัน

“อนุทิน”ร่วมประชุมกับนายกฯญี่ปุ่น ประกาศจับมือผู้นำอาเซียนฝ่าวิกฤต การันตีไทยไม่ขาดแคลนน้ำมันแต่ก็ไม่ประมาท พร้อมเดินหน้าคนละครึ่งเร็วที่สุด ด้าน“สีหศักดิ์” บินด่วนโอมานคุยความร่วมมือพลังงานช่วยเจรจาเปิดทางเรือสินค้าไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุช ส่วน”อภิสิทธิ์”จี้รื้อโครงสร้างพลังงาน งัดภาษีลาภลอยจัดการโรงกลั่น

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือ Asia Zero Emission Community (AZEC) Plus Online Summit ผ่านระบบการประชุมทางไกล ตามคำเชิญของนางทากาอิจิ ซานาเอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในฐานะประธานการประชุมเพื่อรับมือกับความมั่นคงทางพลังงาน

ญี่ปุ่นช่วยAZECสู้วิกฤตน้ำมัน

สำหรับการ AZEC อาทิ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ติมอร์เลสเต บังกลาเทศ และไทย รวมถึงผู้แทนระดับรัฐมนตรีจากเกาหลีใต้ ออสเตรเลีย บรูไน อินเดีย ศรีลังกา และจากองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เข้าร่วมการประชุมฯ ด้วย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ประกาศข้อริเริ่มใหม่เพื่อสนับสนุนประเทศสมาชิก AZEC โดยจะจัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับการจัดหาน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป และสินค้าจำเป็น รวมถึงมาตรการสนับสนุนด้านการคลัง พร้อมทั้งเสนอการยกระดับความร่วมมือสู่ “AZEC 2.0” เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นด้านพลังงาน ในระยะยาวให้กับประเทศสมาชิก

หนูย้ำภูมิภาคต้องร่วมมือกัน

ในที่ประชุมฯ นายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือในระดับภูมิภาค ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เผชิญความผันผวนด้านพลังงานและผลกระทบต่อเนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความเชื่อมโยงระหว่างประเทศเป็นความจำเป็น และความมั่นคงทางทะเลมีความสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานและอาหารของโลก

นายอนุทิน กล่าวว่า แม้หลายประเทศจะมีมาตรการรับมือในทิศทางคล้ายคลึงกัน แต่มีศักยภาพและข้อจำกัดแตกต่างกัน ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงเป็นหัวใจสำคัญ โดยอาเซียนได้มีการหารือในระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ และจะสานต่อในเวทีผู้นำอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือกับญี่ปุ่นในการรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานและเสริมความยืดหยุ่นในจุดที่สำคัญ

รักษาเสถียรภาพตลาดพลังงาน

นายอนุทิน กล่าวว่า ในระยะสั้น จำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงาน และการใช้กลไกความร่วมมือเพื่อบรรเทาผลกระทบ ขณะที่ไทยได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการเชื้อเพลิงภายในประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งมีมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มสำหรับประชาชนให้มีพลังงานใช้อย่างเพียงพอในราคาที่เหมาะสมควบคู่กับลดภาระค่าครองชีพ

จับมือญี่ปุ่น-อาเซียนฝ่าวิกฤต

ส่วนในระยะยาว วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยประเทศไทยได้เดินหน้าส่งเสริมพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพ การขยายพลังงานแสงอาทิตย์ และการเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานพลังงานหมุนเวียนในระดับภูมิภาค เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

“ประเทศไทยยินดีต่อบทบาทนำของญี่ปุ่น และสนับสนุนทั้งมาตรการระยะสั้น และแนวทางพัฒนา AZEC 2.0 โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประเทศไทยพร้อมทำงานร่วมกับญี่ปุ่นและประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อรับมือวิกฤต และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืนในอนาคต”นายอนุทิน ระบุ

การันตีไม่ขาดแคลนไม่น้ำมัน

ขณะที่นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางว่า หลังจากนี้ประเทศไทยยังต้องรับมืออย่างเคร่งครัดใช่หรือไม่ ว่า ยังต้องติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา และบริหารจัดการเรื่องพลังงานด้วยความเข้มงวด และระมัดระวัง แม้ตอนนี้ประเทศไทยยังไม่ได้รับผลกระทบเรื่องการขาดแคลนพลังงาน แต่ได้รับผลกระทบเรื่องของราคา

ทั้งนี้ ช่วงสงกรานต์ตนได้ติดตามสถานการณ์กับรมว.พลังงาน และการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่ยังไม่บรรลุผลตามเป้าหมายที่เขาต้องการ แต่ในส่วนของประเทศไทยยังควบคุมสถานการณ์ต่างๆได้ แต่จะประมาทไม่ได้ เพราะสถานการณ์โลกขณะนี้เปลี่ยนชั่วข้ามคืนได้

ชี้การใช้น้ำมันลดลงระดับปกติ

นายอนุทิน กล่าวว่า ขอขอบคุณประชาชน ที่ตระหนักรับมือต่อสถานการณ์น้ำมัน ซึ่งการใช้น้ำมันลดลงมาอยู่ในระดับปกติ ไม่ได้ใช้เกินกำลังการผลิตเหมือนช่วงที่มีความตื่นตระหนก และในช่วงต้นเดือนเมษายน การใช้น้ำมันดีเซลน้อยกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว เป็นผลสืบเนื่องจากการที่ประชาชนให้ความร่วมมือ ทำให้เรามีปริมาณน้ำมันสำรองเพิ่มมากขึ้น และวิกฤตต่างๆคลี่คลาย ซึ่งเราต้องบริหารสถานการณ์ให้เกิดความมั่นคงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมินศิริกัญญา-สั่งลุยคนละครึ่ง

เมื่อถามถึงกรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน คัดค้านนโยบายคนละครึ่ง เนื่องจากไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คนที่ท้วงติงก็ต้องทำหน้าที่ของเขา แต่รัฐบาลมีหน้าที่ทำทุกอย่างเพื่อแก้ไขปัญหา และลดความเดือดร้อนให้ประชาชน ซึ่งรัฐบาลจะเปลี่ยนแนวทางไม่ได้ เพราะต้องดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นหลัก

“รับรองว่าเรื่องที่รัฐบาลทำไม่ผิดกฎหมาย และไม่ผิดรัฐธรรมนูญ ส่วนวิธีการหรือรูปแบบคงไม่สามารถทำให้ทุกคนเข้าใจเหมือนกันได้ ซึ่งการที่ฝ่ายค้านท้วงติงถือเป็นเรื่องธรรมดา”นายอนุทิน กล่าว

แย้มพลัสมากกว่าครั้งที่แล้ว

เมื่อถามว่า โครงการคนละครึ่งพลัส จะได้ช่วงไหน และประชาชนจะได้คนละเท่าไหร่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เร็วที่สุด รัฐบาลเพิ่งบริหารราชการแผ่นดินได้เต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา เราทำงานมาโดยตลอด นโยบายต่างๆจะเร่งเป็นรูปธรรม อย่างนโยบายคนละครึ่งพลัสก็อาจจะเรียกเป็นนโยบายไทยช่วยไทย

“นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้วางรูปแบบไว้แล้ว น่าจะเป็นพลัสมากกว่าคนละครึ่งครั้งที่แล้ว มาตรการช่วยเหลือเรื่องค่าไฟ 200 หน่วยแรก ไม่ให้เกินหน่วยละ 3 บาท ที่ให้แก่ทุกกลุ่ม ส่วนใครใช้ ไฟเกินก็คิดราคาตามขั้นบันได รวมถึงมาตรการสินค้าไทยช่วยไทย ที่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกจะออกมามากขึ้น โดยใช้ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ให้ห้างร้านมาวางสินค้าจำหน่ายแก่ประชาชนมากที่สุด

เผยสีหศักดิ์รายงานบินไปโอมาน

เมื่อถึงกรณีที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ เดินทางไปประเทศโอมาน ได้กำชับเรื่องไหนเป็นพิเศษหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ท่านเดินทางไปเจรจาเรื่องต่างๆ รวมถึงการช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคนั้น โดยเฉพาะในประเทศอิหร่าน

“เมื่อคืนที่ผ่านมา (14 เม.ย.) นายสีหศักดิ์โทรมาหาตน เพื่อรายงานสถานการณ์ ซึ่งไทยได้รับการตอบรับจากประเทศตะวันออกกลางเป็นอย่างดี และนายสีหศักดิ์จะได้ไปเจรจาเรื่องของโลจิสติกส์ สินค้า และเงื่อนไขต่างๆที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทย”นายกฯกล่าว

ขอเปิดทางเรือขนน้ำมัน-ก๊าซ-ปุ๋ย

วันเดียวกันนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ พร้อมคณะเดินทางเยือนประเทศโอมาน ตามคำเชิญของ ซัยยิด บัดร์ บิน ฮาหมัด อัล บูไซดี รมว.ต่างประเทศโอมาน เพื่อหารือถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมหวังจะเปิดอีกช่องทางหนึ่งในการติดต่อกับอิหร่าน และขอให้เรือบรรทุกสินค้าน้ำมัน ก๊าซ ปุ๋ย สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มายังประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย

นายสีหศักดิ์ กล่าวสั้นๆก่อนเดินทางว่า การเยือนในครั้งนี้นับเป็นครั้งแรก ซึ่งมีวาระสำคัญในการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นความมั่นคงของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญระดับโลก

ขอบคุณช่วยเหลือลูกเรือไทย

ข่าวแจ้งว่า ทันทีที่คณะของนายสีหศักดิ์ ไปถึงกรุงมัสกัส ซึ่งช้ากว่าไทย 3 ชั่วโมง นายสีหศักดิ์ ได้พบและหารือกับ ชีฮับ บิน ฏอริก อาล์ ซะอีด รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกิจการกลาโหมของโอมาน รวมทั้งพบและหารือกับ ผู้บัญชาการทหารเรือโอมาน เพื่อขอบคุณที่ช่วยลูกเรือไทย 20 คน ของเรือมยุรีนารีได้อย่างปลอดภัย พร้อมทั้งช่วยค้นหาร่างของ 3 ลูกเรือด้วย

จับตาเข้าหารือด้านพลังงาน

จากนั้น นายสีหศักดิ์ ได้หารือด้านพลังงาน กับ ซาลิม บิน นาสเซอร์ บิน ซาอิด อัล-ออฟี รมว.พลังงานและแร่ธาตุของสุลต่านโอมาน ส่วนในวันที่ 16 เมษายน นายสีหศักดิ์ มีกำหนดการเข้าพบ และหารือกับ ซัยยิด บัดร์ บิน ฮาหมัด อัล บูไซดี รมว.ต่างประเทศโอมานและจะใช้โอกาสนี้พบกับชุมชนไทยในโอมานด้วย ทั้งนี้การเดินทางเยือนโอมานครั้งนี้ เป็นภารกิจแรกของนายสีหศักดิ์ หลังรับตำแหน่งรองนายกฯ

มาร์คจี้รื้อโครงสร้างพลังงาน

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “เที่ยงเจอกัน” ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและวิพากษ์การทำงานของรัฐบาลโดยเน้นย้ำถึงความล่าช้าในการรับมือวิกฤตพลังงานและของแพง พร้อมเสนอแนะให้เร่งปรับโครงสร้างราคาพลังงาน นำกลไกภาษีลาภลอยมาใช้ และแนะให้นายกรัฐมนตรีปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารประเทศที่ยึดติดกับรูปแบบเอกชนมากเกินไป

“รัฐบาลรับมือวิกฤตพลังงานล่าช้าและแก้ปัญหาไม่ตรงจุด การปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันรวดเร็วโดยไร้มาตรการรองรับ ทำให้เงินกองทุนน้ำมันกว่า 4 หมื่นล้านบาทสูญเปล่า และมาตรการช่วยเหลือที่ออกมาวงเงินเพียง 2 พันล้านบาทก็ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับผลกระทบ”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

แนะรัฐบาลเก็บภาษีลาภลอย

นายอภิสิทธิ์ ได้เสนอว่า รัฐบาลควรเร่งผลักดัน พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย เพื่อดึงงบจากโครงการที่มีความจำเป็นน้อยมาจัดระบบช่วยเหลือประชาชนและลดภาษีสรรพสามิต นอกจากนี้ ในส่วนของค่าการกลั่นที่พุ่งสูงขึ้น รัฐบาลควรใช้ “ภาษีลาภลอย” หรือค่าธรรมเนียมพิเศษเฉพาะกิจเพื่อเก็บกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นเข้ากองทุนน้ำมัน ซึ่งเป็นหลักการสากลที่หลายประเทศใช้ ดีกว่าการใช้กฎหมายบีบลดราคาหน้าโรงกลั่นที่อาจสร้างปัญหาสภาพคล่องจนเกิดการชะลอการผลิต

“เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทบทวนสูตรการรับซื้อไฟฟ้าที่ผูกติดกับราคาก๊าซในตลาดโลก ทำให้เอกชนได้รับส่วนต่างกำไรสูงขึ้นตามราคาก๊าซที่แพงขึ้น ทั้งที่ต้นทุนจริงอาจไม่ได้สูงตามนั้น ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยังหลีกเลี่ยงที่จะให้ความชัดเจน”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ชี้วิกฤตครั้งนี้ต่างจากต้มยำกุ้ง

นายอภิสิทธิ์ ยังฝากข้อคิดถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 อย่างสิ้นเชิง เพราะนี่คือปัญหาเงินเฟ้อจากต้นทุน (Cost-push inflation) ที่กระทบถึงระดับครัวเรือนและภาคการผลิตโดยตรง ไม่ใช่วิกฤตหนี้ต่างประเทศ

“ดังนั้น การแก้ปัญหาต้องระวังไม่ใช้เครื่องมือที่ไปทุบเศรษฐกิจให้ฟุบเพื่อหวังกดเงินเฟ้อ และควรเลิกยึดติดกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบหว่านแหอย่าง “คนละครึ่ง” แต่ควรนำงบประมาณไปทำมาตรการ “พุ่งเป้า” ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย และภาคขนส่งที่กำลังแบกรับต้นทุนอย่างหนัก (เช่น ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) ซึ่งจะตอบโจทย์สถานการณ์ได้ตรงจุดกว่า”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เย้ยนายกฯทำงานยักแย่ยักยัน

พร้อมได้วิเคราะห์ถึงบทบาทของนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าปัญหาการทำงานแบบ “ยักแย่ยักยัน” ของรัฐบาล ส่วนหนึ่งมาจากการที่นายกฯ อาจติดอยู่กับรูปแบบการบริหารงานในภาคเอกชนที่มีเป้าหมายเดียวคือกำไรสูงสุด จึงใช้วิธีแบ่งงานให้แต่ละฝ่ายไปจัดการแล้วจบ

แต่การบริหารประเทศ สังคมมีเป้าหมายที่หลากหลายและขัดแย้งกัน เมื่อเกิดความเห็นไม่ตรงกันระหว่างกระทรวง (เช่น พาณิชย์ กับ พลังงาน) ผู้นำประเทศต้องลงมาเป็นผู้หาข้อยุติและสร้างความชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยลอยตัว พร้อมแนะนำให้นายกฯ ออกมาสื่อสารทิศทางนโยบายกับประชาชนให้มากขึ้น แทนการตอบโต้ประเด็นทางการเมือง

สองแถวพัทยาขึ้นราคารอบ30ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลกระทบจากราคาน้ำมันแพง ทำให้รถโดยสารสองแถวในพื้นที่เมืองพัทยา กำหนดราคาใหม่ที่ 15 บาท สำหรับระยะทาง 1–10 กิโลเมตร และสูงสุด 20 บาทในเส้นทางปลายทาง โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

จากการลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นประชาชน พบว่า ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่แสดงความเข้าใจต่อการปรับขึ้นราคา โดยมองว่าเป็นผลจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันและค่าครองชีพในปัจจุบัน ขณะที่บางส่วนระบุว่า ค่าโดยสารเดิม 10 บาทถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับสภาพเศรษฐกิจ และการปรับขึ้นอาจเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ผู้ประกอบการดำเนินกิจการต่อไปได้

สู้น้ำมันไม่ไหวขยับในรอบ30ปี

ด้านนายธงไชย สุขโขใจ ประธานสหกรณ์เดินรถพัทยา เผยว่า การปรับราคาครั้งนี้ เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี หลังจากผู้ประกอบการตรึงอัตราค่าโดยสารที่ 10 บาทมาอย่างยาวนาน แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยสาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ขับขี่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว จึงได้รวมตัวกันยื่นเรื่องผ่านสำนักงานขนส่งจังหวัดชลบุรี เพื่อขอปรับราคาโดยปัจจุบันมีรถสองแถวให้บริการในพื้นที่เมืองพัทยามากกว่า 712 คัน

เรือด่วนเจ้าพระยาลดลง1บาท

ขณะที่เรือด่วนเจ้าพระยา ประกาศปรับลดอัตราค่าโดยสารเรือทุกประเภทลง 1 บาท เนื่องจากราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวลดลง เหลือ 44.45 บาท/ลิตร เริ่มวันศุกร์ที่ 17 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

นาวาตรีเจริญพร เจริญธรรม กรรมการผู้จัดการบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ผู้ให้บริการเรือโดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยา ในเส้นทางระหว่างท่าเรือปากเกร็ดถึงท่าเรือวัดราชสิงขรได้กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลมีการปรับตัวลดลง 4 บาท เป็นราคา 44.45 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา บริษัทฯ จึงปรับลดอัตราค่าโดยสารเรือทุกประเภทลง 1 บาทจากอัตราเดิม ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 17 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

‘หนู’ขู่เช็คบิล เจ้าหน้าที่รัฐเกียร์ว่าง จี้สางคดียิง‘กมลศักดิ์’

‘หนู’ขู่เช็คบิล  เจ้าหน้าที่รัฐเกียร์ว่าง  จี้สางคดียิง‘กมลศักดิ์’

‘หนู’ขู่เช็คบิล เจ้าหน้าที่รัฐเกียร์ว่าง จี้สางคดียิง‘กมลศักดิ์’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯเผยลงใต้ศุกร์นี้ หวังสร้างความมั่นใจปชช.ประกาศกร้าวฟันแน่จนท.เกียร์ว่าง ไม่สนองนโยบายรัฐบาล ไม่สนซีไหน ลั่นมีอำนาจ เผยให้กำลังใจ’กมลศักดิ์’มาตลอด ด้านรองเลขาประชาชาติเผยนายกฯเปลี่ยนกำหนดการลงใต้ ไปบ้านพัก’วันนอร์‘ที่ยะลา ไม่ลงอ.บาเจาะ จ.นราธิวาส กังวลความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 15 เม.ย. 69 นายอับดุลเราะมัน มอลอ รองเลขาธิการพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ถึงกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อติดตามคดีกราดยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ในวันที่ 17 เม.ย.ว่า จากข้อมูลล่าสุดนั้น นายอนุทิน จะไม่เดินทางเข้าพื้นที่ที่เกิดเหตุ คือบ้านพักของนายกมลศักดิ์ ในพื้นที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส แต่ยืนยันว่าจะไปบ้านพักของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ที่อ.เมือง จ.ยะลาและให้ นายกมลศักดิ์ เข้าไปพบ ทั้งนี้ เหตุที่นายกฯเปลี่ยนสถานที่พบปะ ถือเป็นเรื่องเศร้าใจ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นถือเป็นคดีใหญ่ ลอบยิง สส.ซึ่งกลับมาจากการโหวตให้ นายอนุทิน ได้เป็นนายกฯและสส.พรรคประชาชาติ ทั้ง 5เสียงได้โหวตให้

“ประเด็นที่นายกฯ เปลี่ยนแผนกระทันหัน อาจเป็นเรื่องความปลอดภัย เพราะเมื่อใดที่ผู้ใหญ่ลงพื้นที่ มีกำหนดการล่วงหน้า ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่จะรายงานไปยังหน่วยเหนือว่ามีความไม่ปลอดภัยในตารางเวลาการเดินทาง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียใจ และน้อยใจต่อชาวบ้านในพื้นที่ เพราะผมทราบว่าชาวบ้านรอดูว่านายกฯ จะมาดูที่เกิดเหตุ มาให้กำลังใจ หรือไม่ เมื่อเช้านี้นายกฯ ได้ตัดสินใจว่าไม่ได้เข้าไปพื้นที่ ส่งสัญญาณได้ว่า แม้แต่ผู้นำสูงสุดของความเป็นรัฐ ไม่มั่นใจพื้นที่ว่าจะปลอดภัยหรือไม่ หรือไม่มั่นใจว่าจะมีการก่อเหตุระหว่างลงพื้นที่ หรือไม่ เป็นสัญญาณด้านลบ” นายอับดุลเราะมัน กล่าว

นายอับดุลเราะมัน กล่าวต่อว่า เบื้องต้นตั้งแต่แรกที่มีหมายลงพื้นที่ นายกฯ ตั้งใจมาเยี่ยมนายกมลศักดิ์ เนื่องจากเป็นคนที่โหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ และเป็นพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงนายวันมูหะมัดนอร์ เป็นอดีตหัวหน้าพรรคประชาชาติด้วย ส่วนตัวของตนที่อยู่ในพื้นที่มองว่ามีเหตุผลเดียวที่นายกฯ ไม่เข้าพื้นที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส คือ ความปลอดภัยในพื้นที่ และความมั่นคงร้องขอ

“การปรากฎหลักฐานว่า ทั้งคนลงมือ ยานพาหนะ ล้วนเกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ ปฏิกิริยาด้านลบที่ไม่เคยเจอเป็น 10 ปี เพราะคนที่เข้ามาปรับทีละนิด แก้ให้จบภายในวันเดียวไม่ได้ แต่มีความพยายามเป็น 30-40 ปี แต่ตอนนี้สถานการณ์กลับไป 10 ปีที่ผ่านมา และมีคำให้สัมภาษณ์ของแม่ทัพภาคที่4 ซึ่งมีหน้าที่ที่รับมอบหมายโดยตรงมาจากนายกฯ ฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน.ซึ่งคำสัมภาษณ์ในฐานะแม่ทัพ ผมขอตำหนิตรงๆ เพราะเป็นคำพูดที่เป็นสัญญาณภาพลบ”รองเลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าว

นายอับดุลเราะมัน กล่าวตอบคำถามที่ว่า คิดว่าการลอบยิงครั้งนี้เป็นเรื่องการเมืองหรือส่วนตัว ว่า ผสมผสานกัน คือ สมประโยชน์กัน ตนยืนยันตามคำพูดของ ผบ.ฉก.นราธิวาส และแม่ทัพภาค4 และในมุมของนายกมลศักดิ์ หรือ พรรคประชาชาติ ไม่ต้องการให้คนไม่ผิดต้องมารับโทษ เราต้องการคนผิด แต่หลักฐานที่ปรากฎ คือ ใช้รถของ กอ.รมน.จริงและใช้คนที่เป็นอดีตทหารจริงและยืมจากทหารใน กอ.รมน. ซึ่งยังในราชการและไม่ยืมครั้งเดียว ตามคำให้การของคนที่จับตัวได้ อยืนยันว่ายืมมาแล้วหลายครั้ง และจะลงมือแล้วหลายครั้ง เมื่อลงมือไม่ได้ จึงนำรถไปคืนและยืมใหม่ใช้วิธีนี้ จะทำให้ชาวบ้านมั่นใจได้อย่างไร ทั้งนี้มีข้อมูลสำคัญที่ นายกมลศักดิ์ จะมอบให้นายกฯคือ ปรากฎในคำพูดของ3คนที่อยู่บนรถในคืนวันที่ก่อเหตุหลังจากที่ยิงแล้ว ได้โทรศัพท์หากบุคคลๆคนหนึ่งและได้คำพูดหนึ่งขึ้นมา แม้เขาไม่บอกว่าโทรศัพท์หาใคร แต่เชื่อว่า มีคนจ้างวานแน่นอน ดังนั้นจึงเป็นข้อมูลเชิงลึกที่จะแจ้งให้นายกฯได้ตามความคืบหน้าต่อไป

ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงมีกำหนดการลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันที่ 17เมษายน คาดหวังอย่างไรในการแก้ปัญหา ว่า สิ่งแรกคือตนต้องไปทำให้เกิดความมั่นใจ ซึ่งเรามีปัญหามากพออยู่แล้วกับการสู้รบกับผู้ก่อความไม่สงบ การใช้อาวุธมาทำร้ายคนไทยด้วยกันเองในลักษณะลอบสังหาร ลอบทำร้าย มันต้องไม่เกิดกับประเทศไทย ตนได้กำชับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ว่าจะต้องเร่งดำเนินคดีและจับตัวผู้กระทำความผิด มาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด ซึ่งเขาก็ดำเนินการไประดับหนึ่งแล้ว

“อาวุธของเรา กำลังของเรา ต้องมีไว้สู้กับคนที่ไม่หวังดีกับประเทศไทย ไม่ใช่มาทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง ผมมีเงื่อนไขมีรูปแบบที่ได้กำชับไปยังฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายตำรวจ ถ้าไม่ดีขึ้นก็ต้องมีการย้าย มีการเปลี่ยน วันนี้ไม่ใช่รัฐบาล 4 เดือนแล้ว วันนี้เป็นรัฐบาล 4 ปี ต้องแสดงผลงานต้องตอบสนองนโยบายของรัฐบาล” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการไปให้กำลังใจนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติหรือไม่ จากเหตุคนร้ายยิงถล่มรถ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนให้กำลังใจนายกมลศักดิ์เสมอเจอที่สภาก็ให้กำลังใจกัน และไม่ได้ให้กำลังใจอย่างเดียวเห็นใจด้วย และตนไปครั้งนี้ไม่ได้ไปเยี่ยมคนใดคนหนึ่ง แต่ลงไปเพื่อรับฟังสถานการณ์ต่างๆ เพราะยังมีสถานการณ์อื่นๆอีกมากมาย อย่างที่บอกไปวันนี้เราเป็นรัฐบาลที่สมบูรณ์ มาจากประชาชน และมีเสถียรภาพ ฉะนั้น เราลงไปเมื่อเราไปเห็นสภาพหน้างานความเป็นไปต่างๆ ก็จะได้สร้างนโยบายและบอกแนวทางการดำเนินงานต่างๆ ที่ทุกฝ่ายจะต้องทำตามจะต้องปฏิบัติตาม

“งานนี้ถ้ายังมีเกียร์ว่าง หรือแทนที่จะใส่เกียร์ 5 แต่กลับใส่เกียร์ 2 ผมจะดำเนินการให้ดู นายกรัฐมนตรีมีอำนาจ ไม่ใช่คนนี้ ซี 10 ซี 11 คนนี้ผู้บัญชาการ คนนี้ใครจะย้ายไม่ได้ นายกรัฐมนตรีย้ายได้ จะย้ายให้ดู” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า จะต้องวัดKPI หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ต้อง ตนประเมินเป็น ตนจะประเมินของตนนี่แหละ ไม่ต้องไปKPI ที่ไหน ทำงานมาขนาดนี้แล้ว ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนขนาดนี้ ตนประเมินได้และมั่นใจว่าประเมินไม่ผิด

ที่ทำเนียบรัฐบาล. หลังจาก นายอนุทิน เข้าร่วมประชุม Asia Zero Emission Community (AZEC) Plus Online Summit ผ่านระบบประชุมทางไกล ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ได้ลงมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน แต่ก่อนที่จะเริ่มให้สัมภาษณ์นั้น นายกรัฐมนตรีได้ถือโอกาสวันสงกรานต์ ซึ่งถือเป็นวันปีใหม่ของไทย มอบ องค์นรสิงห์ปราบมาร ครบรอบ 66 ปีการสถาปนาการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้กับสื่อมวลชน พร้อมกับแจกคาถาบูชาสิ่งศักดิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยระบุว่า “นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา” ขอให้สวด9 จบ ซึ่งเป็นคาถาของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ช่วยคุ้มครองให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภัยอันตรายทั้งปวง จากนั้น นายกฯ ระบุว่า ปีนี้ที่ทำเนียบไม่จัดพิธีรดน้ำดำหัว เพราะจะเป็นการรบกวนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในการจัดเตรียมงาน ก่อนจะพูดติดตลกว่า ตนยังไม่ถึงวัยที่จะให้รดน้ำดำหัว

ผู้สื่อข่าวยังถามถึงกรณีที่ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี แจกเงินสดแก่ผู้สูงอายุเนื่องในวันผู้สูงอายุ นายอนุทิน เอามือมาปิดหูทั้งสองข้าง ทำท่าอ้าปาก และชี้ไปที่หู ก่อนจะบอกว่า ตอนเด็กๆแม่ด่า เราก็จะทำแบบนี้ บอกว่าหูอื้อไม่ได้ยิน ทั้งนี้นายกฯ ยังทิ้งท้ายหลังให้สัมภาษณ์อีกว่า หลังจากนี้ยังจะคงให้สัมภาษณ์เพียงสัปดาห์ละครั้ง

ไทยไม่เปิดด่าน ‘อนุทิน’ประกาศ

ไทยไม่เปิดด่าน  ‘อนุทิน’ประกาศ

ไทยไม่เปิดด่าน ‘อนุทิน’ประกาศ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไทยไม่เปิดด่าน ‘อนุทิน’ประกาศ เหตุจาก2ประเทศ ยังไม่เจรจาการทูต

นายกฯ ยัน ไทยยังไม่เปิดด่านชายแดน จันทบุรี-ตราด บอกไม่มีพูดคุยทางการทูต หากรื้อฟื้นต้องเริ่มต้นสานสัมพันธ์ใหม่ ฮุนเซนโต้ฝ่ายค้านวิจารณ์รัฐจัดงานปีใหม่ท่ามกลางปัญหาชายแดน ลั่นแค่แผลนิ้วก้อยไม่จำเป็นต้องอัมพาตทั้งตัว

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปิดเผยถึงกรณีที่กัมพูชาเรียกร้องให้มีการเปิดด่านชายแดน จ.ตราด และจันทบุรี ว่า ยังไม่ได้มีการนัดพูดคุยอะไรกัน และยังไม่ได้รับรายงานในเรื่องนี้ รวมถึงยังไม่มีเรื่องอะไรที่จะต้องรายงาน พร้อมย้ำว่า ยังไม่มีการเปิดด่าน และยังไม่ถึงเวลาที่จะเปิด

กรณีที่กัมพูชาจะมีการประสานมาจะต้องผ่านทางการทูตใช่หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ตอนนี้การทูตยังไม่มี เหลือเพียงเจ้าหน้าที่เฝ้าสถานทูต ซึ่งทุกอย่างจะต้องเริ่มเป็นขั้นตอน ก่อนที่จะถึงจุดอื่นใดจะต้องมีการเริ่มฟื้นความสัมพันธ์ พร้อมย้ำว่า ขณะนี้ ยังไม่มีมีการพูดคุยถึงจุดนั้น

ก่อนหน้านี้ ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ตอบโต้กลุ่มฝ่ายค้านที่วิพากษ์วิจารณ์ทั้งประชาชนและรัฐบาลที่จัดงานฉลองปีใหม่เขมรท่ามกลางปัญหาชายแดนไทย โดยกล่าวเปรียบเทียบว่า“บาดแผลที่นิ้วก้อย ไม่ควรต้องให้ร่างกายเป็นอัมพาตไปทั้งตัว”

ฮุนเซน ยังโพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 14เม.ย.2569 ซึ่งเป็นวันแรกของปีใหม่เขมรตามประเพณี โดยระบุว่า“บาดแผลที่นิ้วก้อย ไม่ควรทำให้ร่างกายต้องเป็นอัมพาตไปทั้งตัว เราจะห้ามเทวดาลงมาได้หรือ เราจะห้ามประชาชนเฉลิมฉลองปีใหม่ได้หรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนนี้ที่ประเทศไม่มีการระบาดของโควิด-19 เหมือนในปี2563 แล้ว เราตระหนักดีว่าเรายังคงเผชิญกับความยากลำบากตามแนวชายแดนกับไทยในบางพื้นที่และบางช่วงเวลา ที่เป็นความยากลำบากสำหรับกองกำลังทหารที่ชายแดนและผู้พลัดถิ่นบางส่วน ซึ่งเราได้ให้การสนับสนุนเพื่อให้พวกเขามีโอกาสได้เฉลิมฉลองปีใหม่เช่นกัน” ฮุนเซนระบุ

“สำหรับประชาชนอีก 17ล้านคน เราควรคาดหวังให้พวกเขาร้องไห้และหยุดกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจของพวกเขาหรือไม่ พวกเขาควรปิดตลาด ปิดธุรกิจ ปิดธนาคาร ปิดโรงงาน ปิดฟาร์ม ปิดโรงเรียน ฯลฯ จนถึงขั้นขัดขวางพวกเขาไม่ให้สนุกสนานในช่วงปีใหม่หรือไม่?” ฮุนเซน ตั้งคำถาม

ก่อนถึงวันปีใหม่เขมร ฝ่ายค้านหลายกลุ่มได้แสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่จัดงานรื่นเริงและงานเฉลิมฉลองในขณะที่ไทยยังคงยึดครองบางส่วนของประเทศ บางคนถึงกับเปรียบเทียบพลเมืองกัมพูชาเป็นเหมือนตั๊กแตนที่คิดแต่เรื่องร้องรำทำเพลง ขณะเดียวกันก็เปรียบเทียบคนไทยเป็นเหมือนมดที่ทำงานหนักเพื่อหาอาหาร พวกหัวรุนแรงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่จัดงานสังกรานตา กล่าวหาว่ารัฐบาลไม่คำนึงถึงความยากลำบากของทหารและผู้พลัดถิ่น เจตนาของคนเหล่านี้คือต้องการทำให้ทั้งประเทศตกอยู่ในภาวะอัมพาต ไร้ซึ่งกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ ผมเปรียบเทียบเรื่องนี้กับแผลที่นิ้วก้อยนิ้วเดียวไม่ควรทำให้ร่างกายต้องพิการไปหมด”ฮุนเซน กล่าวและเสริมว่า กิจกรรมแห่งความสุขของประชาชนทั่วทุกที่ในช่วงปีใหม่นี้เหมือนเป็น การตบหน้าผู้ที่ต่อต้านการเฉลิมฉลองปีใหม่

อภิสิทธิ์ โต้พวกบิดเบือนไล่ วีระพงษ์ จากประชาธิปัตย์ บอกการทำหน้าที่ต้องชัดเจน

อภิสิทธิ์ โต้พวกบิดเบือนไล่ วีระพงษ์ จากประชาธิปัตย์ บอกการทำหน้าที่ต้องชัดเจน

อภิสิทธิ์ โต้พวกบิดเบือนไล่ วีระพงษ์ จากประชาธิปัตย์ บอกการทำหน้าที่ต้องชัดเจน

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.20 น.

“อภิสิทธิ์” โต้พวกบิดเบือนไล่ “วีระพงษ์” จากประชาธิปัตย์ บอกการทำหน้าที่ต้องชัดเจน ย้ำสัมพันธ์ส่วนตัว “นายกฯ” ไม่เปลี่ยน แต่พร้อมทำหน้าที่เต็มที่ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม

15 เมษายน 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Watch dog หมาเฝ้าบ้าน ตอนหนึ่ง นายวีระพงษ์ ประภา ลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเข้ารับตำแหน่งผู้แทนการค้าฐานะหัวหน้าในทีมเจรจาของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่า ได้พูดคุยกันว่าหากไปทำต้องลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์เพื่อไม่ให้มีข้อครหา แต่พอมีข่าวออกไปและมีวิวาทะ และคำพูดบิดเบือนว่าทำประโยชน์เพื่อชาติอย่าอยู่พรรคนี้ ซึ่งตนรู้สึกงง และข้อชี้แจงว่าเหตุที่ต้องออก เพราะต่างฝ่ายต้องทำหน้าที่ ประโยชน์สูงสุดของชาติ ปัญหาคือ หากมีสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์รับตำแหน่งที่สำคัญ และเป็นตำแหน่งตามระเบียบสำนักนายกฯ ที่มีสถานะเทียบเท่ารองนายกฯ หรือรัฐมนตรี รับเงินเดือนเป็นทางการ แม้ไม่ใช่ตำแหน่งที่มีอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้ายแต่ต้องกำหนดกรอบเจรจาที่ตกลงกันชัดเจน โดยประเด็นที่เกี่ยวกับเขตการค้าเสรี มีประเด็นทั้งบวก และลบ ดังนั้นการวิจารณ์ของฝ่ายค้านจะทำได้แค่ไหน ซึ่งการทำประโยชน์เพื่อชาติ สามารถทำได้ทั้งการบริหาร และตรวจสอบ แต่สิ่งที่ต้องชัดเจนคือ หากทำหน้าที่ฝั่งไหนต้องทำอย่างเต็มที่

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่โซเชียลโพสต์ภาพนั่งทานข้าวกับนายอนุทิน และมีข้อความว่า เวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน ว่า  ตน ไม่เข้าใจว่านายกฯ หมายถึงอะไร แต่ตนไม่อยากเสียมารยาท ว่าในวันนั้นพูดอะไรกับนายกฯ บ้าง  ใครเป็นคนเปลี่ยน หรือขอให้ไปถาม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา และประธานพรรคกล้าธรรมได้

“วันนี้ไม่เปลี่ยน ทุกอย่าเดินหน้า ทำงานการเมืองตรงไปตรมา สำหรับนายกฯ สัมพันธ์ส่วนตัวไม่เปลี่ยน แต่ทำหน้าที่เต็มที่ เพราะยึดประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

อนุทิน โผล่สุโขทัย สวมบทเด็กปั๊มเติมน้ำมันให้ประชาชน

อนุทิน โผล่สุโขทัย สวมบทเด็กปั๊มเติมน้ำมันให้ประชาชน

อนุทิน โผล่สุโขทัย สวมบทเด็กปั๊มเติมน้ำมันให้ประชาชน

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.08 น.

‘อนุทิน’ โผล่สุโขทัย สุ่มตรวจปั๊มน้ำมัน ช่วยพนักงาน โชว์มาดเด็กปั๊ม เติมน้ำมันให้ประชาชน ถามนิยมเติม ‘เบนซิน’หรือ ‘ดีเซล’

15 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 17.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยภริยา นางธนนนท์ ชาญวีรกูล เดินทางถึงท่าอากาศยานสุโขทัย ก่อนเดินทางลงพื้นที่สุ่มตรวจติดตามสถานการณ์ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่จ.สุโขทัย โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า

ทั้งนี้ นายกฯ เดินทางไปตรวจปั๊มน้ำมัน ที่แยกโตโยต้า อ.เมือง จ.สุโขทัย ซึ่งมีประชาชนแวะมาเติมน้ำมันดีเซล 500 บาท ซึ่งนายกฯ ทักทายพร้อมสอบถามว่า “เติม 500 บาทหรอ เดี๋ยวเติมให้นะ” จากนั้นนายกฯ ได้เติมน้ำมันดีเซลด้วยตัวเอง ก่อนจะบอกว่า “เติม 500 บาทได้นิดเดียว” ซึ่งประชาชนคนดังกล่าวตอบว่า เติม 500 บาทเพียงพอ เพราะจะกลับบ้านแล้ว

นอกจากนี้ นายกฯ ยังเดินสำรวจภายในปั๊มน้ำมัน พร้อมสอบถามพนักงานปั๊มน้ำมันว่า ประชาชนส่วนใหญ่เติมน้ำมันเบนซินหรือดีเซล โดยพนักงานตอบว่า น้ำมันดีเซลขายดีสุด ก่อนจะสอบถามว่ามีน้ำมันเบนซิน และE20 ใช่หรือไม่

อภิสิทธิ์ อวยพร อนุทิน ตั้งหลักแก้ปัญหาชาติ ย้ำอย่าลอยแพประชาชน

อภิสิทธิ์ อวยพร อนุทิน ตั้งหลักแก้ปัญหาชาติ ย้ำอย่าลอยแพประชาชน

อภิสิทธิ์ อวยพร อนุทิน ตั้งหลักแก้ปัญหาชาติ ย้ำอย่าลอยแพประชาชน

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.57 น.

“อภิสิทธิ์”อวยพร “อนุทิน” ให้ตั้งหลักแก้ปัญหาชาติให้สำเร็จ พร้อมยึดประโยชน์ชาติ อย่าลอยแพความรับผิดชอบประชาชน พร้อมขอให้เร่ง กม.โอนงบประมาณ เคาะมาตรการลดผลกระทบวิกฤติพลังงาน

15 เมษายน 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเที่ยงเจอกัน ช่อง Watch dog  หมาเฝ้าบ้าน ตอนหนึ่งโดยเรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยเร่งทำความชัดเจนต่อมาตรการช่วยเหลือประชาชนในภาวะวิกฤติพลังงาน โดยหลังจากพ้นเทศกาลสงกรานต์ ต้องเร่งทำเื่องร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 โดยรวบรวมเงินทั้งหมดเพื่อแก้ปัญหา และลดผลกระทบกับประชาชน โดยต้องทำให้ชัดเจนว่าแนวทางของรัฐบาลคืออะไร เพราะขณะนี้มีความสับสนว่า รัฐบาลเล็งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางแบบพุ่งเป้า ช่วยเหลือรายได้สำหรับผู้มีรายได้น้อยทั่วไป หรือคิดกึ่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยนโยบายคนละครึ่งพลัส ซึ่งการทำแต่ละเรื่องนั้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  

นายอภิสิทธิ์ กล่าวตอบคำถามถึงวิธีแก้ปัญหาของนายกฯ ที่ใช้วิธีการสั่งงานให้แต่ละกระทรวงทำว่า เป็นพรสวรรค์ของนายกฯ เพราะนายกฯ อาจติดรูปแบบบริหารภาคเอกชน ที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ ทำผลตอบแทนให้ได้กำไรสูงสุดเพื่อให้ให้เจ้าของผู้ถือหุ้นได้รับสิ่งที่คาดหวัง ดังนั้นการแบ่งงานแบ่งหน้าที่กันไปทำเพื่อเป้าหมายเดียว แต่การบริหารประเทศข้อแรกคือ คนในสังคมเป้าหมายไม่ตรงกัน หากพูดว่าต้องการให้ประชาชนกินดีอยู่ดี ซึ่งต้องเลือกตามสถาการณ์ เพื่อเฉลี่ยปัญหาหรือวิธีการแก้ปัญหาใหคนกลุ่มหนึ่ง แต่คนอีกกลุ่มต้องรับภาระเพิ่ม

“การแก้ปัญหาภาครัฐ ผู้นำต้องสร้างความเสถียร เช่น ที่เถียงกันว่าการคุมราคาพลังงาน รมว.พลังงงาน หรือ รมว.พาณิชน์ ใครมีอำนาจ ต่อให้มี รมว.พลังงาน และรมว.พาณิชย์ที่ต่างคนต่างเก่ง อาจเห็นไม่ตรงกัน ตีความกฎหมายไม่ตรง คนที่ต้องสร้างความชัดเจน คือ นายกฯ  แต่นายกฯพูดเรื่องแบบนี้น้อยมาก รวมถึงการสื่อสารบอกประชาชนว่าแนวทางรัฐบาลไปทิศทางแบบใดน้อยมาก หรืออย่างวันแถลงนโยบาย นายกฯ ไม่ตอบในเนื้อหา แต่เลือกโต้เถียงฝ่ายมากมากกว่า” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ดูเหมือนนายกฯ ลอยตัว แต่ประชาชนถูกลอยแพ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า  ประชาชนต้องการได้ความชัดเจน และมีมาตรการที่เป็นรูปธรรม โดยต้องมองเห็นแผนในอนาคต ส่วนนายกฯ มองว่าลอยตัวแปลว่าไม่รับผิดชอบนั้นเป็นไปไม่ได้ 

“ทุกอย่างสั่งการรวดเร็ว แปลว่างานเสร็จ แต่วันนี้ผลลัพท์คืออะไร ต้องไปถามความเป็นอยู่ของประชาชน หากรัฐบาลบอกว่าทำงานเสร็จแล้ว ทุกคนตกใจแน่นอน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีการแก้ปัญหาวิกฤติน้ำมัน เช่น การอุดหนนุนกองทุนน้ำมัน หรือ ขยายเพดานหนี้สาธารณะ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ขัดในส่วนของกรณีให้หนี้กองทุนน้ำมันเพิ่มขึ้น แต่ต้องบอกให้ชัดเจนกับผู้ใช้น้ำมันหากราคาน้ำมันโลกลดลง ต้องใช้น้ำมันแพงไปอีกระยะหนึ่ง โดยไม่โยนกลับมาเป็นภาระหนี้ของรัฐบาล ส่วนกรณีการขยายเพดานหนี้ เกิน 70% ในสาระตนมองว่าสามารถเกินได้  เพราะตามหลักสากลไม่ได้ตายตัวขนาดนั้น แต่หากจะขยายต้องทำให้คนเชื่อมั่นว่าไม่ใช่จะขยายไปเรื่อยๆ และต้องทำแผนระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาวให้เห็นว่าจะมีการลดได้อย่างไร เช่น แผนปฏิรูปภาษี เป็นต้น

เมื่อถามถึงการประเมินอายุของรัฐบาล หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เสียงในสภาไม่น่าห่วง แต่หากรัฐบาลจะอยู่ไม่ครบเทอม สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดและไปไว คือ  การแสวงหาประโยชน์ การทุจริต มีเรื่องอื้อฉาวที่สังครับไม่ได้  ขณะที่การบริหารโดยรวมนั้นขึ้นอยู่ว่าบริหารเป็นอย่างไร เพราะความเดือดร้อนที่เกิดในปัจจุบันเป็นปัจจัยภายนอก  เช่น ภาวะสงคราม ซึ่งคนเข้าใจ ไม่ใช่ว่า เมื่อน้ำมันแพงคิดจะล้มรัฐบาล โดยประเด็นนี้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ อีกประเด็นคือ เรื่องการเมือง ต้องยอมรับว่าหากพรรคเพื่อไทยไม่คิดเอา กระทรวงมหาดไทย ตอนนี้ก็ยังเป็นรัฐบาลอยู่ ซึ่งตนเป็นห่วงข้อแรก เพราะยังมีคดีความที่ไม่จบ และมีคนจับตาว่า ความมั่นใจที่สร้างระบบที่คุมทุกลไกไดไ้ และยังมาซ้ำเติมคนอื่น 

“ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ผมขอให้กำลังใจประชาชน และขออวยพรนายกฯ ให้ตั้งหลักในการเป็นผู้นำแก้ปัญหาประเทศ มาถึงวันนี้ทุกคนอยากให้รัฐบาลประสบความสำเร็จ โดยยึดมั่นประโยชน์ส่วนรวม ซื่อสัตย์ สุจริตและอุตสาห์  รวมถึงตั้งหลักทำเพื่อประชาชนและด้วยความทุ่มเท” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

อภิสิทธิ์ จี้รื้อโครงสร้างพลังงาน แนะนายกฯเลิกบริหารประเทศแบบบริษัท

อภิสิทธิ์ จี้รื้อโครงสร้างพลังงาน แนะนายกฯเลิกบริหารประเทศแบบบริษัท

อภิสิทธิ์ จี้รื้อโครงสร้างพลังงาน แนะนายกฯเลิกบริหารประเทศแบบบริษัท

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.17 น.

“อภิสิทธิ์” จี้รัฐบาลรื้อโครงสร้างพลังงาน-งัด “ภาษีลาภลอย” จัดการโรงกลั่น แนะนายกฯ เลิกบริหารประเทศแบบบริษัท

15 เมษายน 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “เที่ยงเจอกัน” ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและวิพากษ์การทำงานของรัฐบาลโดยเน้นย้ำถึงความล่าช้าในการรับมือวิกฤตพลังงานและของแพง พร้อมเสนอแนะให้เร่งปรับโครงสร้างราคาพลังงาน นำกลไกภาษีลาภลอยมาใช้ และแนะให้นายกรัฐมนตรีปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารประเทศที่ยึดติดกับรูปแบบเอกชนมากเกินไป

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า  รัฐบาลรับมือวิกฤตพลังงานล่าช้าและแก้ปัญหาไม่ตรงจุด การปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันรวดเร็วโดยไร้มาตรการรองรับ ทำให้เงินกองทุนน้ำมันกว่า 4 หมื่นล้านบาทสูญเปล่า และมาตรการช่วยเหลือที่ออกมาวงเงินเพียง 2 พันล้านบาทก็ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับผลกระทบ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวเสนอว่า รัฐบาลควรเร่งผลักดัน พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย เพื่อดึงงบจากโครงการที่มีความจำเป็นน้อยมาจัดระบบช่วยเหลือประชาชนและลดภาษีสรรพสามิต นอกจากนี้ ในส่วนของค่าการกลั่นที่พุ่งสูงขึ้น รัฐบาลควรใช้ “ภาษีลาภลอย” (Windfall Tax) หรือค่าธรรมเนียมพิเศษเฉพาะกิจเพื่อเก็บกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นเข้ากองทุนน้ำมัน ซึ่งเป็นหลักการสากลที่หลายประเทศใช้ ดีกว่าการใช้กฎหมายบีบลดราคาหน้าโรงกลั่นที่อาจสร้างปัญหาสภาพคล่องจนเกิดการชะลอการผลิต

 “เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทบทวน สูตรการรับซื้อไฟฟ้าที่ผูกติดกับราคาก๊าซในตลาดโลก ทำให้เอกชนได้รับส่วนต่างกำไรสูงขึ้นตามราคาก๊าซที่แพงขึ้น ทั้งที่ต้นทุนจริงอาจไม่ได้สูงตามนั้น ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยังหลีกเลี่ยงที่จะให้ความชัดเจน”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ ยังฝากข้อคิดถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 อย่างสิ้นเชิง เพราะนี่คือปัญหาเงินเฟ้อจากต้นทุน (Cost-push inflation) ที่กระทบถึงระดับครัวเรือนและภาคการผลิตโดยตรง ไม่ใช่วิกฤตหนี้ต่างประเทศ

ดังนั้น การแก้ปัญหาต้องระวังไม่ใช้เครื่องมือที่ไปทุบเศรษฐกิจให้ฟุบเพื่อหวังกดเงินเฟ้อ และควรเลิกยึดติดกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบหว่านแหอย่าง “คนละครึ่ง” แต่ควรนำงบประมาณไปทำมาตรการ “พุ่งเป้า” ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย และภาคขนส่งที่กำลังแบกรับต้นทุนอย่างหนัก (เช่น ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) ซึ่งจะตอบโจทย์สถานการณ์ได้ตรงจุดกว่า

นายอภิสิทธิ์ ยังได้วิเคราะห์ถึงบทบาทของนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าปัญหาการทำงานแบบ “ยักแย่ยักยัน” ของรัฐบาล ส่วนหนึ่งมาจากการที่นายกฯ อาจติดอยู่กับรูปแบบการบริหารงานในภาคเอกชนที่มีเป้าหมายเดียวคือกำไรสูงสุด จึงใช้วิธีแบ่งงานให้แต่ละฝ่ายไปจัดการแล้วจบ

แต่การบริหารประเทศ สังคมมีเป้าหมายที่หลากหลายและขัดแย้งกัน เมื่อเกิดความเห็นไม่ตรงกันระหว่างกระทรวง (เช่น พาณิชย์ กับ พลังงาน) ผู้นำประเทศต้องลงมาเป็นผู้หาข้อยุติและสร้างความชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยลอยตัว พร้อมแนะนำให้นายกฯ ออกมาสื่อสารทิศทางนโยบายกับประชาชนให้มากขึ้น แทนการตอบโต้ประเด็นทางการเมือง

สำหรับประเด็นการเมืองภายในพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ชี้แจงถึงกรณีการลาออกของอดีตรองหัวหน้าพรรค (นายวีระพงษ์) เพื่อไปรับตำแหน่งผู้แทนการค้าไทยว่า เป็นการจากกันด้วยดีเพื่อให้การเจรจา FTA กับสหภาพยุโรปเดินหน้าได้โดยปราศจากข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน พร้อมปฏิเสธกระแสข่าวลือเรื่องความขัดแย้ง

ส่วนข้อวิเคราะห์เรื่องอายุขัยของรัฐบาลชุดนี้ นายอภิสิทธิ์มองว่า เสถียรภาพไม่ได้อยู่ที่เสียงในสภา แต่อยู่ที่ผลงานการบริหารจัดการความเดือดร้อนของประชาชน และปัจจัยที่จะทำให้รัฐบาลล้มได้เร็วที่สุดคือ “การทุจริตคอร์รัปชัน” รวมถึงความกังวลเรื่องคดีความต่างๆ ที่ยังค้างอยู่ ซึ่งหากรัฐบาลประมาทหรือมั่นใจในอำนาจมากเกินไปก็อาจเป็นการซ้ำเติมตัวเองได้

นายกฯ มอบ นรสิงห์ปราบมาร ให้สื่อในวันสงกรานต์เสริมสิริมงคล

นายกฯ มอบ นรสิงห์ปราบมาร ให้สื่อในวันสงกรานต์เสริมสิริมงคล

นายกฯ มอบ นรสิงห์ปราบมาร ให้สื่อในวันสงกรานต์เสริมสิริมงคล

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.20 น.

นายกฯ มอบ “นรสิงห์ปราบมาร” พร้อมแจกคาถาหลวงปู่มั่น แก่สื่อเป็นสิริมงคลเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ทำท่าอ้าปากปิดหู บอก “หูอื้อไม่ได้ยิน” หลังถูกถามปม “ชาดา” แจกตังค์ วันผู้สูงอายุ

15 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 14.25 น. ที่ทำเนียบรัฐบาลภายหลังจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุม Asia Zero Emission Community (AZEC) Plus Online Summit ผ่านระบบประชุมทางไกล ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ได้ลงมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน แต่ก่อนที่จะเริ่มให้สัมภาษณ์นั้น นายกรัฐมนตรีได้ถือโอกาสวันสงกรานต์ ซึ่งถือเป็นวันปีใหม่ของไทย มอบ องค์นรสิงห์ปราบมาร ครบรอบ 66 ปีการสถาปนาการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้กับสื่อมวลชน พร้อมกับแจกคาถาบูชาสิ่งศักดิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล 

โดยระบุว่า “นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา” ขอให้สวด 9 จบ ซึ่งเป็นคาถาของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ช่วยคุ้มครองให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภัยอันตรายทั้งปวง 

จากนั้นนายกฯ ระบุว่า ปีนี้ที่ทำเนียบรัฐบาลจะไม่มีการจัดพิธีรดน้ำดำหัว เพราะจะเป็นการรบกวนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในการจัดเตรียมงาน ก่อนจะพูดติดตลกว่า ตนเองยังไม่ถึงวัยที่จะให้รดน้ำดำหัว 

ผู้สื่อข่าวยังถามถึงกรณีที่ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี แจกเงินสดแก่ผู้สูงอายุเนื่องในวันผู้สูงอายุ นายอนุทิน เอามือมาปิดหูทั้งสองข้าง ทำท่าอ้าปาก และชี้ไปที่หู ก่อนจะบอกว่า ตอนเด็กๆแม่ด่า เราก็จะทำแบบนี้ บอกว่าหูอื้อไม่ได้ยิน

ทั้งนี้นายกฯ ยังทิ้งท้ายหลังให้สัมภาษณ์อีกว่า หลังจากนี้ยังจะคงให้สัมภาษณ์เพียงสัปดาห์ละครั้ง

อนุทิน เกาะติดสถานการณ์ตะวันออกกลาง ลั่นไทยไม่ขาดแคลนน้ำมันแต่ต้องคุมความมั่นคง

อนุทิน เกาะติดสถานการณ์ตะวันออกกลาง ลั่นไทยไม่ขาดแคลนน้ำมันแต่ต้องคุมความมั่นคง

อนุทิน เกาะติดสถานการณ์ตะวันออกกลาง ลั่นไทยไม่ขาดแคลนน้ำมันแต่ต้องคุมความมั่นคง

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.55 น.

“อนุทิน” ติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด แม้ไทยไม่ขาดแคลนน้ำมัน แต่ต้องบริหารให้มีความมั่นคง พร้อมเดินหน้า “คนละครึ่ง” เร็วที่สุด แย้ม พลัสมากกว่าครั้งที่แล้ว หลัง “ศิริกัญญา” ออกมาค้าน บอกเข้าใจบทบาทฝ่ายค้าน เดินเครื่องสินค้าราคาถูกกระจายทุกอำเภอ

15 เมษายน 2569 เวลา 14.25 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางว่าหลังจากนี้ประเทศไทยยังต้องรับมืออย่างเคร่งครัดใช่หรือไม่ ว่ายังต้องติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา และบริหารจัดการเรื่องพลังงานด้วยความเข้มงวด และระมัดระวัง แม้ตอนนี้ประเทศไทยยังไม่ได้รับผลกระทบเรื่องการขาดแคลนพลังงาน แต่ได้รับผลกระทบเรื่องของราคา

ทั้งนี้ ช่วงสงกรานต์ตนได้ติดตามสถานการณ์กับรมว.พลังงาน และการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่ยังไม่บรรลุผลตามเป้าหมายที่เขาต้องการ แต่ในส่วนของประเทศไทยยังควบคุมสถานการณ์ต่างๆได้ แต่จะประมาทไม่ได้ เพราะสถานการณ์โลกขณะนี้เปลี่ยนชั่วข้ามคืนได้

อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณพี่น้องประชาชน ที่ตระหนักรับมือต่อสถานการณ์น้ำมัน ซึ่งการใช้น้ำมันลดลงมาอยู่ในระดับปกติ ไม่ได้ใช้เกินกำลังการผลิตเหมือนช่วงที่มีความตื่นตระหนก และในช่วงต้นเดือนเมษายน การใช้น้ำมันดีเซลน้อยกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว เป็นผลสืบเนื่องจากการที่ประชาชนให้ความร่วมมือ ทำให้เรามีปริมาณน้ำมันสำรองเพิ่มมากขึ้น และวิกฤตต่างๆคลี่คลาย ซึ่งเราต้องบริหารสถานการณ์ให้เกิดความมั่นคงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อถามถึงกรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน คัดค้านนโยบายคนละครึ่ง เนื่องจากไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คนที่ท้วงติงก็ต้องทำหน้าที่ของเขา แต่รัฐบาลมีหน้าที่ทำทุกอย่างเพื่อแก้ไขปัญหา และลดความเดือดร้อนให้ประชาชน ซึ่งรัฐบาลจะเปลี่ยนแนวทางไม่ได้ เพราะต้องดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นหลัก รับรองว่าเรื่องที่รัฐบาลทำไม่ผิดกฎหมาย และไม่ผิดรัฐธรรมนูญ ส่วนวิธีการหรือรูปแบบคงไม่สามารถทำให้ทุกคนเข้าใจเหมือนกันได้ ซึ่งการที่ฝ่ายค้านท้วงติงถือเป็นเรื่องธรรมดา

เมื่อถามว่า โครงการคนละครึ่งพลัส จะได้ช่วงไหน และประชาชนจะได้คนละเท่าไหร่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เร็วที่สุด รัฐบาลเพิ่งบริหารราชการแผ่นดินได้เต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา เราทำงานมาโดยตลอด นโยบายต่างๆจะเร่งเป็นรูปธรรม อย่างนโยบายคนละครึ่งพลัสก็อาจจะเรียกเป็นนโยบายไทยช่วยไทย ซึ่งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้วางรูปแบบไว้แล้ว น่าจะเป็นพลัสมากกว่าคนละครึ่งครั้งที่แล้ว มาตรการช่วยเหลือเรื่องค่าไฟ 200 หน่วยแรก ไม่ให้เกินหน่วยละ 3 บาท ที่ให้แก่ทุกกลุ่ม ส่วนใครใช้ ไฟเกินก็คิดราคาตามขั้นบันได รวมถึงมาตรการสินค้าไทยช่วยไทย ที่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกจะออกมามากขึ้น โดยใช้ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ให้ห้างร้านมาวางสินค้าจำหน่ายแก่ประชาชนมากที่สุด

เมื่อถึงกรณีที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ เดินทางไปประเทศโอมาน ได้กำชับเรื่องไหนเป็นพิเศษหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ท่านเดินทางไปเจรจาเรื่องต่างๆ รวมถึงการช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคนั้น โดยเฉพาะในประเทศอิหร่าน ซึ่งเมื่อคืนที่ผ่านมา (14 เม.ย.) นายสีหศักดิ์โทรมาหาตน เพื่อรายงานสถานการณ์ ซึ่งไทยได้รับการตอบรับจากประเทศตะวันออกกลางเป็นอย่างดี และนายสีหศักดิ์จะได้ไปเจรจาเรื่องของโลจิสติกส์ สินค้า และเงื่อนไขต่างๆที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทย