‘นรเศรษฐ์’ เผย ‘ปชป.’เอาด้วย ร่วมหนุนร่างแก้รธน. เตรียมเดินสายคุยอีก 4 พรรค

'นรเศรษฐ์' เผย 'ปชป.'เอาด้วย ร่วมหนุนร่างแก้รธน. เตรียมเดินสายคุยอีก 4 พรรค

‘นรเศรษฐ์’ เผย ‘ปชป.’เอาด้วย ร่วมหนุนร่างแก้รธน. เตรียมเดินสายคุยอีก 4 พรรค

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.34 น.

‘นรเศรษฐ์’ เผย ‘ปชป.’ เอาด้วยร่วมลงชื่อหนุนร่างแก้รธน.แล้ว จ่อเดินสายคุย ‘ปชน.-พท.-กธ.-ภท.’ หวังได้ชื่อครบ140คน ก่อนชง ‘รัฐสภา’ สิ้นเดือนมิ.ย. แย้มโมเดลให้มีสภาการมีส่วนร่วม 200 คน มาจากปชช.เลือก100%-กมธ.ยกร่างที่นักการเมืองเลือก

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) กล่าวถึงความคืบหน้าต่อการยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ว่า  เนื้อหาได้ยกร่างแล้วเสร็จแล้ว และอยู่ระหว่างเดินสายนำเสนอให้พรรคการเมืองพิจารณาเพื่อขอรายชื่อสนับสนุนให้ครบ 140 เสียง เพราะการยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมจากฝั่งสว. ต้องใช้เสียงจากสองสภา  จำนวน 1 ใน 5 หรือ 140 เสียง ทั้งนี้มีพรรคที่ได้พูดคุยและลงชื่อสนับสนุนแล้ว คือ พรรคประชาธิปัตย์ ที่สส.ร่วมลงนามให้เกือบทั้งพรรค และในสัปดาห์หน้าจะนัดคุยกับพรรคประชาชน หลังจากที่มีข้อสงสัยในบางประเด็นของเนื้อหาตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอให้ที่มาของคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมมนูญมาจากการเลือกของรัฐสภา 100% ว่ามีความยึดโยงของประชาชนอย่างไร และมีปัญหาความชอบธรรมหรือขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือไม่ นอกจากนั้นได้นัดหมายพรรคเพื่อไทย และได้ติดต่อทั้งพรรคกล้าธรรมและพรรคภูมิใจไทยที่อยากให้พูดคุยเพื่อสนับสนุนตัวร่าง ทั้งนี้คาดว่าจะชัดเจนว่าจะได้รายชื่อครบหรือไม่ภายในสัปดาห์หน้าเพื่อให้ทันยื่นต่อรัฐสภาในปลายเดือน มิ.ย. นี้ แต่หากสุดท้ายรวบรวมรายชื่อได้ไม่ครบอาจหาช่องทางอื่นเพื่อนำเสนอแนวความคิดและเนื้อหาต่อสาธารณะต่อไป

นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า เนื้อหาของร่างแก้ไขที่ตนและคณะเสนอนั้นกำหนดให้มีสภาการมีส่วนร่วมของประชาชน จำนวน 200 คนมาจากประชาชนเลือกทั้งหมด และมีกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาเป็นผู้เลือก อย่างไรก็ดีในส่วนของผู้ร่างรัฐธรรมนูญมีข้อถกเถียงว่า หากไม่ได้มาจากประชาชนถือว่าขาดความชอบธรรม หรือขาดการมีส่วนร่วมหรือไม่ เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่เป็นความเห็นแถมที่ว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างได้โดยตรงอาจเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ประชาชนมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับหน้า หรือผู้ยกร่างที่ประชาชนไม่ได้เลือกอาจไม่ได้รับความชอบธรรม

“ในร่างที่เสนอได้ในอีกมุม คือกำหนดหน้าที่ที่ชัดเจนต่อกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ทำตามความเห็นที่ได้รับฟังไม่ได้คิดเอง หรือ ร่างแทนประชาชน และสุดท้ายให้สภาการมีส่วนร่วมของประชาชน 200 คนลงมติรับรองทั้งร่าง กระบวนการที่ออกแบบไม่ได้ต่ำกว่ามาตรฐานของร่างรัฐธรรมนูญของพรรคการเมือง จึงเป็นสิ่งที่ต้องการเสนอให้เห็นความแตกต่างแต่ยังอยู่ในข้อจำกัดของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่จำกัดการมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

‘ประธานวุฒิสภา’ นำสมาชิกสว.ยืนสงบนิ่ง ถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง-เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

‘ประธานวุฒิสภา’ นำสมาชิกสว.ยืนสงบนิ่ง ถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง-เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

‘ประธานวุฒิสภา’ นำสมาชิกสว.ยืนสงบนิ่ง ถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง-เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.28 น.

‘ประธานวุฒิสภา’ นำสมาชิกสว.ยืนสงบนิ่ง ถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง – เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’ น้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ 

15มิ.ย.2569 เมื่อเวลา09.30น. ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระ นายมงคล ได้เชิญสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ยืนขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และร่วมถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสู่สวรรคาลัย

ก่อนจะแจ้งต่อที่ประชุมให้รับทราบว่า โดยที่สำนักพระราชวังได้ออกประกาศสำนักพระราชวัง ลงวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ 2569 เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์  ประธานวุฒิสภาจึงได้นำสมาชิกวุฒิสภาร่วมกันยืนสงบนิ่ง เป็นเวลา1นาที เพื่อน้อมถวายความอาลัย และน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ 

ทั้งนี้ที่ประชุมวุฒิสภาได้รับทราบประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี วันที่ 12 มิถุนายน 2569 เกี่ยวกับมาตรการต่าง ๆในช่วงของการไว้ทุกข์ 

ทนายเขากระโดง ซัดคนนอก-นักการเมือง เลิกยัดข้อหา บุกรุก ชาวบ้าน ชี้ศาลยังไม่ตัดสิน

ทนายเขากระโดง ซัดคนนอก-นักการเมือง เลิกยัดข้อหา บุกรุก ชาวบ้าน ชี้ศาลยังไม่ตัดสิน

ทนายเขากระโดง ซัดคนนอก-นักการเมือง เลิกยัดข้อหา บุกรุก ชาวบ้าน ชี้ศาลยังไม่ตัดสิน

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.21 น.

อย่าอ้างคดีเก่าปั่นกระแสหาแต้ม! ‘ทนายเขากระโดง’ ซัด ‘คนนอก-นักการเมือง’ เลิกยัดข้อหา ‘บุกรุก’ เหมาเข่งชาวบ้าน ย้ำศาลยังไม่ตัดสิน อย่า ‘พิพากษา’ ล่วงหน้าทำประชาชนตกเป็นจำเลยสังคม

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 นายชนินทร์ แก่นหิรัญ   ทนายความรับผิดชอบคดีเขากระโดง  โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัว ระบุว่า วันนี้ ผมอยากชวนประชาชนที่ติดตามคดีเขากระโดง ลองตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า นับแต่ศาลฎีกามีคำพิพากษา และการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายมาโดยตลอด การรถไฟเองยังไม่เคยออกมากล่าวหาประชาชนผู้ถือเอกสารสิทธิในพื้นที่พิพาท 995 แปลงว่าเป็น “ผู้บุกรุก” แบบเหมารวมแม้แต่รายเดียว แม้การรถไฟจะมีความเห็นทางกฎหมายว่าควรมีการตรวจสอบหรือพิจารณาเพิกถอนตามกระบวนการของกรมที่ดินก็ตาม

แต่วันนี้กลับมีบุคคลบางกลุ่ม บางฝ่าย ทั้งนักการเมือง นักกฎหมาย ผู้แสดงตนเป็นผู้รู้ หรือผู้สนใจการเมือง ออกมาพูดรับกันเป็นจังหวะเดียวกัน พยายามยัดข้อกล่าวหา “บุกรุก” ให้แก่ประชาชนเหล่านั้น ทั้งที่หลายคนไม่ได้เป็นคู่ความในคดีเดิม ไม่เคยเห็นสำนวนคดีใหม่ ไม่รู้ว่าพยานหลักฐานในปี 2568 ที่ฟ้องใหม่ 24 ราย แตกต่างจากคดีเดิมอย่างไร และไม่ได้รู้เลยว่าเจ้าของเอกสารสิทธิแต่ละรายมีพยานหลักฐานอะไรที่จะนำเสนอต่อศาลเพื่อต่อสู้ด้วยสิทธิที่ดีกว่า

สิ่งที่น่าคิดคือ คนเหล่านี้ส่วนใหญ่อ้างข้อมูลเดิมจากคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเก่า แล้วนำมาพูดเหมือนเป็นคำตอบสุดท้ายของทุกคดี ทั้งที่คำพิพากษาใด ๆ ย่อมเกิดจากพยานหลักฐานที่คู่ความในคดีนั้นนำเสนอต่อศาลในเวลานั้น ศาลย่อมต้องชั่งน้ำหนักพยานตามสำนวนที่มีอยู่ตรงหน้า หากในคดีใหม่มีพยานหลักฐานสำคัญที่แตกต่างออกไป มีเอกสาร มีแผนที่ มีข้อเท็จจริง และมีข้อกฎหมายที่ศาลในคดีเดิมไม่เคยได้เห็น ไม่เคยได้ฟัง และไม่เคยได้นำมาชั่งน้ำหนัก ผลของการพิจารณาก็ย่อมมีโอกาสแตกต่างได้ตามกระบวนการยุติธรรม

นี่เองคือเหตุผลที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 เปิดช่องให้บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่คู่ความในคดีเดิมยังมีสิทธิพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า เพราะกฎหมายเข้าใจดีว่า คำพิพากษาคดีหนึ่งไม่ควรถูกนำไปใช้ปิดปากคนที่ไม่เคยมีโอกาสต่อสู้คดีของตนเอง การ “ใช้ยัน” ไม่ใช่ “ผูกพัน” และยิ่งไม่ใช่การตัดสิทธิประชาชนทุกแปลงโดยอัตโนมัติ

ดังนั้น ก่อนที่ใครจะตีฆ้องร้องป่าวว่าประชาชนในเขากระโดงเป็นผู้บุกรุก หรือกล่าวหาว่าคนที่ยังใช้สิทธิต่อสู้คดีคือคนไม่เคารพคำพิพากษา ขอให้ย้อนถามตนเองก่อนว่า ท่านรู้ข้อเท็จจริงในคดีใหม่มากพอแล้วหรือยัง ท่านเห็นพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายแล้วหรือยัง ท่านรู้หรือไม่ว่าแปลงใดมีประวัติการออกเอกสารสิทธิอย่างไร และท่านมีหน้าที่อะไรในคดีนี้ นอกจากการสร้างกระแสให้สังคมเข้าใจไปก่อนศาล

ผมขอพูดด้วยความเคารพและสุภาพที่สุดว่า ผู้ที่ไม่ได้เป็นโจทก์ ไม่ได้เป็นจำเลย และไม่ได้เกี่ยวข้องกับสำนวนคดี ควรเคารพกระบวนการของศาลให้มากพอที่จะไม่ตัดสินคนอื่นล่วงหน้า หากสนใจความจริง จริง ๆ ก็สามารถติดตามการพิจารณาคดีอย่างใกล้ชิด รับฟังพยานหลักฐานที่คู่ความนำเสนอต่อศาล และรอคำพิพากษาจากศาลในคดีนั้น ๆ

คดีเขากระโดงไม่ควรถูกตัดสินด้วยเสียงดังของคนวงนอก ไม่ควรถูกใช้เป็นเวทีสร้างคะแนนทางการเมือง และไม่ควรถูกทำให้ประชาชนที่ถือเอกสารสิทธิตามกฎหมายต้องกลายเป็นจำเลยของสังคมก่อนมีคำพิพากษาในคดีของตนเอง

ถ้ารักความยุติธรรมจริง ก็ต้องรักกระบวนการยุติธรรมด้วย ไม่ใช่รักเฉพาะคำพิพากษาที่ตนอยากหยิบมาใช้ แต่ไม่เคารพสิทธิของคนที่กฎหมายยังให้เขาต่อสู้อยู่

ภาวุธ โวย กมธ.ไร้ประสิทธิภาพ-เป้าหมาย ก่อนที่ ‘ภคมน’ โพสต์สอนมวย

ภาวุธ โวย กมธ.ไร้ประสิทธิภาพ-เป้าหมาย  ก่อนที่ ‘ภคมน’ โพสต์สอนมวย

ภาวุธ โวย กมธ.ไร้ประสิทธิภาพ-เป้าหมาย ก่อนที่ ‘ภคมน’ โพสต์สอนมวย

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.05 น.

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ความไร้ประสิทธิภาพของ ”กรรมาธิการ” ในรัฐสภา” ฝากถึงประธานสภา

ผมเคยเป็นคนนอก ที่ได้เข้าไปนั่งในห้องประชุมกรรมาธิการรัฐสภา แล้วสิ่งที่เห็น… มันทำให้ผมอึ้งมาก..!

ขออธิบายก่อนว่า “กรรมาธิการ” คืออะไร?​

ถ้ารัฐบาลคือฝ่ายบริหารประเทศ “กรรมาธิการ” ก็คือ กลุ่ม สส. และผู้เชี่ยวชาญ ที่มีหน้าที่จับตาดูและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ใช้งบภาษีประชาชน และมีอำนาจเรียกข้าราชการทุกกระทรวงมาให้ข้อมูลได้

ก่อนที่ผมจะมาเป็น สส. ผมเคยเข้าไปร่วมงานกับหลายคณะกรรมาธิการในฐานะคนเอกชน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและอีคอมเมิร์ซ และนั่นแหละครับ คือครั้งแรกที่ผมได้เห็นว่า “ภาษีของเราถูกใช้อย่างไร” ในรัฐสภา

ผมขอสะท้อนการทำงานของ “กรรมาธิการ” ในฐานะคนเอกชน และวันนี้เป็น สส. ที่ทำงานในกรรมาธิการมาตลอด 8 ปี (ตั้งแต่อยู่ อนุ.กมธ. สว.ปี 2019) และอยากเห็น รัฐสภาของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น.! เพื่อคุ้มกับเงินภาษีพวกเราที่รัฐสภาได้ปีนึง 8 พันล้านบาท/ปี 

โดยเรามีคณะกรรมาธิการรวมทั้ง สว. และ สส. รวม 50 กว่าคณะ และมีอนุกรรมาธิการอีกร้อยกว่าคณะ ถ้ารวมทั้งหมด น่าจะเกือบ 200 คณะ โดยทั้งหมดจะเกี่ยวข้องกับคนหลายพันคน…เยอะมั้ยครับ

#เรื่องแรก: ปัญหาด้านตัวสมาชิกกรรมาธิการ
– สมาชิก กมธ. ถูกส่งมาแบบไม่ตรงกับความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ 
– มีประชุม มาลงชื่อรับเบี้ยแล้วกลับ โดยไม่นั่งประชุมจริง ระบบปัจจุบันนับองค์ประชุมด้วยการ “เซ็นชื่อ” ทำให้ สส. เน้นวิ่งรอกไปเซ็นชื่อหลายห้องแทนที่จะนั่งพิจารณาเนื้อหาจริง 
– ซื้อ-ขายตำแหน่ง เลขา/ผู้ช่วยในกรรมาธิการ เพื่อให้คนนอกใช้โลโก้รัฐสภาและตำแหน่งหากิน วิ่งเต้น หรือข่มขู่หน่วยงานต่างๆ
– มาประชุมแต่ไม่มีส่วนร่วม เพราะถูกพรรคส่งมาตามโควตาโดยไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น (นั่งแช่แป้งไปอย่างนั้น)

#เรื่องที่สอง: ปัญหาการบริหารกรรมาธิการ
– ไร้เป้าหมาย ประธาน กรรมาธิการ ที่ได้ตำแหน่งมาตามโควตาการเมือง ไม่มีเจตจำนงแก้ปัญหา ตั้งวาระแบบ “ใครมีอะไรเสนอมาไปเป็นครั้งๆ” ทำให้ทำงานไร้ทิศทาง กมธ. ไม่มีประสิทธิภาพเอาซะเลย
– เชิญหน่วยงานโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐเสียเวลาครึ่งวันโดยไม่เกิดผล และบางเรื่องถูกเชิญซ้ำจากหลายกรรมาธิการ
– ลองนึกภาพดูนะครับ ข้าราชการระดับอธิบดี ต้องทิ้งงานมาตั้งแต่เช้า นั่งรอจนเกือบเที่ยง เพื่อตอบคำถามเดิมซ้ำๆ ให้กับคนที่ไม่ยอมนั่งฟัง
– งบดูงานต่างประเทศ ถูกใช้ไปกับการท่องเที่ยวมากกว่าการศึกษาดูงานจริง

#เรื่องที่สาม: ผลประโยชน์ทับซ้อน เรื่องใหญ่มากที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง
– บางคณะกรรมาธิการถูกใช้เป็นเครื่องมือ “หาข้อมูลเชิงลึก” เพื่อเอื้อประโยชน์ธุรกิจของตัวเองหรือพวกพ้อง
– ข้าราชการถูกกดดันให้เปิดข้อมูลที่ไม่ควรเปิด บางครั้งเป็นข้อมูลที่กำลังอยู่ในกระบวนการคดีความด้วยซ้ำ
– แบบนี้มันคือการใช้อำนาจรัฐสภาเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อประชาชนครับ

#เรื่องที่สี่: ถามเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองเลย
– กรรมาธิการแต่ละคณะมีขอบเขตหน้าที่ชัดเจน แต่บางครั้ง เรื่องที่ถูกเรียกข้าราชการมาชี้แจง ไม่เกี่ยวกับคณะนั้นแม้แต่น้อย
– ที่แย่กว่านั้น ข้าราชการหน่วยงานเดียวอาจถูก 3-4 กรรมาธิการเรียกไปชี้แจงเรื่องเดียวกัน เพราะแต่ละคณะไม่ได้คุยกัน ไม่มีระบบตรวจสอบว่าใครทำเรื่องอะไรอยู่แล้ว (อันนี้เห็นบ่อยมากก…)
– ราชการแทบอัมพาตครับ เพราะต้องวิ่งรอกไปชี้แจงในสภาตลอด

#แล้วยังมีเรื่องทำซ้ำอีก

กรรมาธิการหลายคณะ “ตั้งเรื่องศึกษาซ้ำกับเรื่องที่คนอื่นทำไปแล้ว” กับกรรมาธิการชุดก่อนๆ หรือจากวุฒิสภา เพราะไม่มีใครไปเช็คว่ามีรายงานเก่าอยู่แล้วหรือเปล่า 
ผลคือ เรียกข้าราชการมาพูดเรื่องเดิม ตอบคำถามเดิม ในห้องใหม่ กับคนใหม่ ที่ไม่เคยอ่านรายงานเก่าเลย
เรื่องนี้ผมว่าถือเป็นปัญหาที่ใหญ่มากๆ เพราะมันทำให้ไม่เกิดประสิทธิภาพ และเสียเวลา ค่าใช้จ่ายของประเทศมหาศาล ** อันนี้ต้องปรับด่วนๆ 

#ผมไม่ได้บอกว่าทุกคณะเป็นแบบนี้นะครับ
มีกรรมาธิการหลายคณะที่ทำงานหนักมาก ประธานมีความรู้ มีเป้าหมายชัด และขับเคลื่อนเรื่องสำคัญได้จริง

แต่ระบบที่ดีไม่ควรฝากความหวังไว้กับ “คนดี” เพียงอย่างเดียว ต้องมี “ระบบ” และกลไกที่บังคับให้ทุกคนทำงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

#ทำไมเราถึงมีกรรมาธิการที่ไม่มีประสิทธิภาพ?

– เพราะ สส. บางส่วน(ใหญ่) มาจาการซื้อเสียง ไม่ได้มีความรู้ความสามารถจริงๆ ไม่มีเจตจำนงทางการเมือง ในการแก้ปัญหาให้กับประเทศนี้จริง หวังเข้ามาเพราะอำนาจ การคอร์รัปชันเงินภาษีพี่น้องประชาชน

– พอคนเหล่านี้เข้ามา ก็มาเป็นแบบที่ผมสรุปมาข้างบนล่ะครับ เข้ามาก็ไม่ได้อยากมาทำงาน มาอยู่สภาไปวันๆ เซ็นชื่อ ได้เงินเบี้ยประชุมแล้วก็หนีกลับ… เส้าเนอะ…

#สิ่งที่ควรเปลี่ยนแบบตรงๆ เลย ต้องฝากประธานรัฐสภาด้วย

– คัดเลือกประธานกรรมาธิการจาก Expertise ไม่ใช่โควตา ตั้ง KPI และ Milestone ของแต่ละคณะอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นสมัย (อันนี้ต้องฝากแต่ละวิปไปคัดเลือกคนที่จะมาเป็นประธานให้ดี ไม่ใช่เลือกมาเพราะโควตา หรือ เป็นการตอบแทน)

– ระบบบันทึกเวลาเข้า-ออกห้องประชุม (สแกนใบหน้าหรือทาบบัตร) หากอยู่ไม่ถึง 70% ของเวลาประชุม ให้ตัดเบี้ยประชุมและห้ามลงมติในครั้งนั้น

– Data Analytics & Research ของรัฐสภา ทีมเลขาธิการต้องสืบค้นฐานข้อมูลก่อนเสมอว่า “เรื่องที่จะศึกษา” เคยมีใครทำไว้แล้วหรือไม่ เพื่อ “ต่อยอด” ไม่ใช่ “ทำซ้ำ”

– ควรมีประชุมร่วม ระหว่างประธานกรรมาธิการทั้ง 50 กว่าคณะ หรือแบ่งกลุ่ม cluster กมธ. เพื่อสรุปให้ทุกกรรมาธิการรู้ว่า แต่ละคณะ (รวมอนุกมธ.) กำลังทำอะไรกันอยู่ เป้าหมายคืออะไร มีอะไรทำด้วยกันได้มั้ยระหว่าง กมธ. ลดความซ้ำซ้อนในการทำงานระหว่างกัน (ตรงนี้ทีมเลขาสภา ทั้ง สส. และ สว. ควรทำคู่ขนานไปด้วย หากเจออะไรซ้ำซ้อน ควรแจ้งประธาน กรรมาธิการทันที.!)

– ก่อนเชิญหน่วยงานรัฐ ต้องส่งคำถามล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าตอบครบแล้ว บางครั้งอาจจะไม่จำเป็นต้องเรียกตัวมานั่งในสภา

– กรรมาธิการที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับเรื่องที่พิจารณา ต้องถอนตัวออกจากห้องทันที การคัดเลือกสมาชิกกรรมาธิการ และอนุกมธ. รวมไปถึงเลขา และที่ปรึกษา ต้องเข้มข้น ตรวจสอบประวัติจริงๆ จังๆ ไม่ใช่  ไม่ตรง ก็ห้ามเข้ามา ไม่ใช่ใครเสนออะไรมาก็รับมั่วซั่ว. 

– ปรับงบดูงาน หากไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ควรนำงบไปจ้างนักวิจัยเพื่อทำรายงานนโยบายที่มีคุณภาพแทน

เพราะ กรรมาธิการ คือ “หน่วยงานที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล หากมีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ เราก็จะทำให้การทำงานของรัฐบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประเทศเราก็ดีมากขึ้น”

#ระบบกรรมาธิการมีประโยชน์มากครับ ถ้าใช้ให้ถูกทาง แต่วันนี้ มันไร้ประสิทธิภาพ สร้างภาระให้ระบบราชการ สร้างช่องทางให้คนหาผลประโยชน์ และสูญเสียงบประชาชนโดยเปล่าประโยชน์

เห็นแล้วประหลาดใจ เพราะปัญหาพวกนี้ มีมานานกาเลแล้ว.. แต่ทำไมไม่มีใครพูดหรือคิดที่จะแก้ปัญหานี้เลย เหมือนกับ “#มีช้างตัวใหญ่นั่งอยู่ในห้องแต่ไม่มีคนมองเห็นมันเลย”

เอาล่ะ “ถึงเวลาที่ต้องพูดตรงๆ เพื่อทำให้ระบบรัฐสภาไทยเรามีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้วครับ” เสียดาย ภาษีประชาชนครับ.! ต้องฝากทางประธานสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยครับ

ถ้ามีโอกาส อยากใช้ช่วง “”กระทู้ถามสด” ในรัฐสภาในวันพฤหัส ถามท่านประธานสภาจริง

ขณะที่ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ได้แชร์โพสต์ดังกล่าว พร้อมระบุข้อความว่า ไม่ทั้งหมด พื้นที่กรรมาธิการเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ หลายครั้งหลายประเด็นเราไม่เคยรู้มาก่อนแต่ได้เรียนรู้ในกรรมาธิการและเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ทำให้เราได้สั่งสมประสบการณ์ คนเราไม่ได้จำเป็น ต้องทำในสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญอยู่แล้วเสนมอไป

คนที่เชี่ยวชาญ เก่งในสายนั้นอยู่แล้วไม่ได้เป็นตัววัดผลของประสิทธิภาพในการทำงานสส. มีตัวอย่างให้เห็นหลายครั้งกับคนที่เชี่ยวชาญในสายงานนั้นๆถึงเวลามาเป็นสส.และทำงานในสภาศไม่ได้โดดเด่นเหมือนสายงานที่ตัวเองเติบโตมา แต่คนที่พร้อมจะเรียนรู้ต่างหากคือผลผลิตที่มีคุณภาพของกรรมมาธิการ และพื้นที่กรรมาธิการคือพื้นที่แผนการเรียนรู้และฝึกวิทยายุทธ์ 

“ให้กำลังใจสส.ทุกท่านเพื่อเป้าหมายเดียวกันคือ การเป็นผู้แทนที่มีคุณภาพเพื่อตอบแทนประชาชน”

นายกฯ เตรียมบินคาซาน พบ ปูติน ร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย ขยายโอกาสการค้า การลงทุน เดินหน้าการทูตเศรษฐกิจ

นายกฯ เตรียมบินคาซาน พบ ปูติน ร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย ขยายโอกาสการค้า การลงทุน เดินหน้าการทูตเศรษฐกิจ

นายกฯ เตรียมบินคาซาน พบ ปูติน ร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย ขยายโอกาสการค้า การลงทุน เดินหน้าการทูตเศรษฐกิจ

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.49 น.

นายกฯ เตรียมบินคาซาน ใช้เวทีอาเซียน-รัสเซียขยายโอกาสการค้า การลงทุน เดินหน้าการทูตเศรษฐกิจ มุ่งเปิดตลาดใหม่ สร้างความมั่นคงพลังงาน ดันโอกาสธุรกิจไทย

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.69 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ (ASEAN-Russia Commemorative Summit) ระหว่างวันที่ 17–18 มิถุนายน 2569 ณ เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย โดยมุ่งใช้เวทีดังกล่าวขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความร่วมมือด้านพลังงาน เพื่อสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมให้กับประเทศไทยและประชาชน ซึ่งนายกฯจะออกเดินทางจากประเทศไทยในช่วงบ่ายของวันที่อังคารที่ 16 มิถุนายน หลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการใช้เวทีระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประเทศ โดยในการเดินทางครั้งนี้ จะเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำ การหารือกับภาคเอกชนอาเซียน-รัสเซีย และพบปะผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ตลอดจนผู้แทนภาคธุรกิจชั้นนำ เพื่อผลักดันความร่วมมือที่สามารถต่อยอดเป็นการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคต

“นายกรัฐมนตรีกำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า การเข้าร่วมเวทีระหว่างประเทศต้องสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ให้กับประเทศ ไม่ใช่เพียงการเข้าร่วมประชุม แต่ต้องสามารถเปิดตลาดใหม่ สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย ดึงดูดการลงทุน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” นางสาวรัชดา กล่าว

นางสาวรัชดา กล่าวว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์มีความผันผวน ไทยจำเป็นต้องกระจายความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าและพันธมิตรทางเศรษฐกิจให้กว้างขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงและลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยรัสเซียเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก ทั้งด้านพลังงาน ปุ๋ย และวัตถุดิบที่จำเป็นต่อภาคการผลิต ขณะที่ไทยมีศักยภาพด้านสินค้าเกษตร อาหาร และอุตสาหกรรมแปรรูป ซึ่งสามารถต่อยอดความร่วมมือและขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันได้อีกมาก

การเดินทางครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างช่องทางใหม่ให้ภาคธุรกิจไทย เพิ่มโอกาสการส่งออกสินค้าไทยสู่ตลาดที่มีศักยภาพ ต่อยอดความร่วมมือด้านพลังงานและความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงดึงดูดการลงทุนในสาขาที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ อันจะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

นอกจากนี้ ไทยยังจะใช้เวทีดังกล่าวผลักดันความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตลอดจนการเชื่อมโยงภาคธุรกิจและประชาชนระหว่างอาเซียนกับรัสเซีย ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย และสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจในอนาคต

ทั้งนี้ การประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย และถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ไทยจะใช้ขับเคลื่อนนโยบายการทูตเศรษฐกิจ เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ และสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้แก่ประเทศและประชาชนไทย.

อนุชา ควง อภิสิทธิ์ ลุยหาเสียงคลองเตย-วัฒนา ไม่หวั่นกระแสโพล เร่งชูนโยบายอนาคตคนกรุงเทพ

อนุชา ควง อภิสิทธิ์ ลุยหาเสียงคลองเตย-วัฒนา ไม่หวั่นกระแสโพล เร่งชูนโยบายอนาคตคนกรุงเทพ

อนุชา ควง อภิสิทธิ์ ลุยหาเสียงคลองเตย-วัฒนา ไม่หวั่นกระแสโพล เร่งชูนโยบายอนาคตคนกรุงเทพ

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.15 น.

“อนุชา” ผนึกอภิสิทธิ์ นำทัพทีมผู้บริหารประชาธิปัตย์ลุยหาเสียงคลองเตย-อโศก ยันไม่หวั่นกระแสโพล พร้อมเร่งเครื่องชูนโยบายอนาคตคนกรุงเทพ

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่หาเสียงอย่างเข้มข้นในเขตคลองเตยและเขตวัฒนา 

โดยช่วงเช้า นายอนุชา และทีมผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ได้เดินทางไปยังสวนเบญจกิติ เพื่อพบปะประชาชนที่มาใช้บริการและออกกำลังกาย พร้อมร่วมสำรวจพื้นที่ “Dog Park” สำหรับสัตว์เลี้ยง ซึ่งถือเป็นจุดพักผ่อนสำคัญของคนเมือง โดยนายอนุชาได้เปิดวงสนทนากับกลุ่มผู้เลี้ยงสุนัขเพื่อรับฟังปัญหาและความต้องการในการพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้ตอบโจทย์การอยู่ร่วมกันระหว่างคนและสัตว์เลี้ยงให้ดียิ่งขึ้น ก่อนจะเดินทางต่อไปยังตลาดรวมทรัพย์ (อโศก) เขตวัฒนา ร่วมกับนายเมธวิน มีสุวรรณ ผู้สมัคร ส.ก. เขตวัฒนา หมายเลข 5 เพื่อทักทายพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

นายอนุชา กล่าวถึงการปรับกลยุทธ์ในช่วงโค้งสุดท้ายว่า ตนต้องทำงานหนักขึ้น ตื่นเช้าขึ้นและกลับดึกขึ้นเพื่อเดินหน้าชี้แจงนโยบายให้เข้าถึงประชาชนให้มากที่สุด ส่วนประเด็นเรื่องผลสำรวจความนิยม (โพล) ที่ปรากฏว่าคะแนนของพรรคยังไม่เป็นอันดับหนึ่งนั้น นายอนุชา ยืนยันว่า ไม่รู้สึกกังวล เนื่องจากมีประสบการณ์การลงพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ มาโดยตลอด และเข้าใจดีว่าการที่ผลสำรวจยังตามหลัง ยิ่งเป็นแรงผลักดันให้ต้องลงพื้นที่พบปะประชาชนให้มากขึ้นเพื่อกระจายนโยบายให้ทั่วถึง

“ผมไม่ได้กังวลเรื่องโพล เพราะอดีตสมัยที่เป็น สส. ผมก็ไม่เคยติดโพลอันดับหนึ่งมาก่อน ซึ่งนั่นทำให้ผมยิ่งต้องทำงานหนักขึ้น กระแสของพรรคประชาธิปัตย์มีขึ้นมีลงเป็นธรรมดา แต่สิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ได้คือความจริงใจ พรรคเราทำงานรับใช้พี่น้องประชาชนมากว่า 80 ปี ไม่ใช่แค่เฉพาะตอนที่มีตำแหน่ง และการที่ผู้สมัครท่านอื่นนำนโยบายของผมไปพูดถึงหรือนำไปปฏิบัติ ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะท้ายที่สุดแล้วคนกรุงเทพฯ จะได้รับประโยชน์อย่างแน่นอน” นายอนุชา กล่าว

นายอนุชา ยังเน้นย้ำถึงแนวทางการบริหารงานในอีก 4 ปีข้างหน้าว่า จะไม่ใช่แค่การแก้ไขปัญหาที่หมักหมมอยู่เดิมเท่านั้น แต่จะต้องมุ่งเน้นไปที่การสร้างความหวังและกำหนดอนาคตของกรุงเทพมหานครให้ชัดเจน พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนร่วมตัดสินใจเลือกผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อให้การทำงานในระดับเขตและระดับนโยบายมีความเชื่อมโยงและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการแก้ปัญหาให้คนกรุงเทพฯ ต่อไป

นายกฯ ดันอุตสาหกรรมเกม สร้างเศรษฐกิจใหม่ มอบ ดีอี ปั้นไทยสู่ฮับเกมอาเซียน

นายกฯ ดันอุตสาหกรรมเกม สร้างเศรษฐกิจใหม่ มอบ ดีอี ปั้นไทยสู่ฮับเกมอาเซียน

นายกฯ ดันอุตสาหกรรมเกม สร้างเศรษฐกิจใหม่ มอบ ดีอี ปั้นไทยสู่ฮับเกมอาเซียน

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.42 น.

นายกฯ ดันอุตสาหกรรมเกมเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ สร้างงานรายได้สูงให้คนรุ่นใหม่ มอบ ดีอี ปั้นไทยสู่ฮับเกมอาเซียน

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการผลักดันอุตสาหกรรมเกมให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง อาศัยความคิดสร้างสรรค์และทักษะดิจิทัลของคนรุ่นใหม่ อีกทั้งยังสามารถสร้างงาน รายได้ และโอกาสทางอาชีพให้คนไทยได้อย่างกว้างขวาง

ประเด็นดังกล่าวได้รับการหารือร่วมกันระหว่างนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และผู้บริหารสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยภาคเอกชนเห็นตรงกันว่า อุตสาหกรรมเกมมีศักยภาพเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต โดยเฉพาะจากโอกาสที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงาน gamescom asia x Thailand Game Show ซึ่งเป็นเวทีระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงผู้พัฒนาเกม นักลงทุน ผู้ประกอบการ และแฟนเกมจากทั่วโลก

นายกรัฐมนตรีเห็นว่า การจัดงานดังกล่าวไม่เพียงสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวและการจัดงานเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้พัฒนาเกม นักออกแบบ โปรแกรมเมอร์ และครีเอเตอร์ไทย ได้แสดงศักยภาพต่อสายตานานาชาติ นำไปสู่การจ้างงาน การลงทุน และความร่วมมือทางธุรกิจในอนาคต

นางสาวรัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า เด็กไทยและคนรุ่นใหม่มีศักยภาพสูงในสาขาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเกม ไม่ว่าจะเป็นการเขียนโปรแกรม กราฟิก แอนิเมชัน การออกแบบเกม การสร้างเนื้อหา และเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งเป็นทักษะที่ตลาดแรงงานโลกมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เพื่อผลักดันศักยภาพดังกล่าวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เร่งพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมเกมของไทย ทั้งการเชื่อมโยงบริษัทเกมชั้นนำระดับโลกกับนักพัฒนาไทย การส่งเสริมบุคลากรด้านดิจิทัลและครีเอทีฟ การสนับสนุนผู้ประกอบการไทย และการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานที่มีศักยภาพสูง

รัฐบาลมองว่า อุตสาหกรรมเกมไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจความบันเทิง แต่เป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับซอฟต์แวร์ แอนิเมชัน อีสปอร์ต เทคโนโลยีภาพและเสียง ดนตรี ดิจิทัลคอนเทนต์ และทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

สำหรับงาน gamescom asia x Thailand Game Show 2025 มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 206,000 คน จาก 95 ประเทศทั่วโลก ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเกมกว่า 5,500 คน จาก 81 ประเทศ และผู้แสดงสินค้ากว่า 294 ราย สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเกมของภูมิภาค

ภายในงานยังมีเวที Thailand Game Talent Showcase ที่เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยไทยได้นำเสนอผลงานด้านเกมดีไซน์ เทคโนโลยี วิชวลอาร์ต เนื้อเรื่อง และการออกแบบสร้างสรรค์ต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนไทยที่พร้อมก้าวสู่เวทีระดับโลก หากได้รับการสนับสนุนและเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ งาน gamescom asia x Thailand Game Show 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนให้เวทีดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการสร้างงาน สร้างรายได้ พัฒนาทักษะแห่งอนาคต และผลักดันคนไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมเกมระดับโลก เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและสร้างโอกาสใหม่ให้กับประชาชนไทยในระยะยาว

รัฐบาล ย้ำสิทธิ บัตรทอง ครอบคลุม แพทย์แผนไทย นวด-สมุนไพร-ฟื้นฟูแม่หลังคลอด

รัฐบาล ย้ำสิทธิ บัตรทอง ครอบคลุม แพทย์แผนไทย นวด-สมุนไพร-ฟื้นฟูแม่หลังคลอด

รัฐบาล ย้ำสิทธิ บัตรทอง ครอบคลุม แพทย์แผนไทย นวด-สมุนไพร-ฟื้นฟูแม่หลังคลอด

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.08 น.

รัฐบาล ย้ำสิทธิ “บัตรทอง” ครอบคลุม “แพทย์แผนไทย” นวด–สมุนไพร–ฟื้นฟูแม่หลังคลอด เผยปีงบประมาณ 69 จัดสรรงบฯ เพิ่มขึ้น มุ่งดูแลให้ ปชช.เข้าถึงบริการสุขภาพอย่างครอบคลุม

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.69นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมุ่งดูแลประชาชนผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ให้เข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างครอบคลุม รวมทั้งพัฒนาสิทธิประโยชน์บริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดสรรงบประมาณรองรับ โดยในปีงบประมาณ 2569 มีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นจากปี 2568 จาก 31.9 บาทต่อประชากร เป็น 63.24 บาทต่อประชากร  

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ปัจจุบันการให้บริการการแพทย์แผนไทยในระบบบัตรทอง เป็นไปตาม “ประกาศสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง การจ่ายค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข กรณีบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก พ.ศ. 2568” ซึ่งกำหนดสิทธิประโยชน์ไว้อย่างชัดเจนเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างเหมาะสมและมีมาตรฐาน ทั้งนี้ ในส่วนบริการการแพทย์แผนไทย ครอบคลุมบริการนวดไทย บริการประคบ บริการนวดและประคบ บริการอบสมุนไพร บริการพอกเข่า การฟื้นฟูสมรรถภาพมารดาหลังคลอด และการใช้ยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ขณะที่บริการการแพทย์ทางเลือก ครอบคลุมบริการฝังเข็ม หรือฝังเข็มร่วมกับการกระตุ้นไฟฟ้า สำหรับผู้ป่วยกลุ่มโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ นอกจากนี้ภายใต้สิทธิประโยชน์ยังมีบริการฟื้นฟูสมรรถภาพมารดาหลังคลอด ซึ่งจะให้บริการตามแนวเวชปฏิบัติด้านการแพทย์แผนไทย เพื่อช่วยส่งเสริมการฟื้นตัวของร่างกายมารดาหลังคลอด ลดอาการอ่อนล้า และช่วยให้กลับมามีสุขภาวะที่สมบูรณ์ได้เร็วขึ้น

“บริการแพทย์แผนไทยภายใต้ระบบบัตรทอง ไม่ใช่เพียงการเพิ่มทางเลือกในการรักษา แต่เป็นการผสานภูมิปัญญาไทยเข้ากับระบบบริการสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลที่ครอบคลุมทั้งการรักษา การฟื้นฟู และการส่งเสริมสุขภาพอย่างเหมาะสม ทั้ง ผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ประสงค์เข้ารับบริการ สามารถติดต่อหน่วยบริการประจำตามสิทธิ หรือหน่วยบริการในระบบ สปสช. ที่ให้บริการด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เพื่อรับการประเมินและเข้าสู่กระบวนการรักษาตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ต่อไป โดยในปีงบประมาณ 2568 มีประชาชนเข้ารับบริการจำนวน 4.05 ล้านครั้ง ส่วนบริการใช้ยาสมุนไพรจะเป็นไปตามข้อบ่งใช้ของบัญชียาหลักแห่งชาติ และอยู่ภายใต้การพิจารณาของผู้ประกอบวิชาชีพตามมาตรฐานวิชาการ มีจำนวนรับบริการ 13.20 ล้านครั้ง” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

ปชน.ยก4ข้อมัดคดีฮั้วสว. จี้กกต.ส่งศาล

ปชน.ยก4ข้อมัดคดีฮั้วสว.  จี้กกต.ส่งศาล

ปชน.ยก4ข้อมัดคดีฮั้วสว. จี้กกต.ส่งศาล

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปชน.ยก4ข้อมัดคดีฮั้วสว. จี้กกต.ส่งศาล อ้างมีหลักฐานมัดแน่น ขู่เปิดแผลโครงการAI

“พริษฐ์” ตามขุดปมพิรุธคดีฮั้วสว.กาง 4 เหตุผล กกต.ควรส่งคดีฮั้วสว.ไปที่ศาล อ้างหลักฐานแน่นกว่าคดีก่อนที่เคยทำมาทั้งโพย-คลิปเสียง-เส้นทางเงินชัด ดักคอถ้ายกคำร้องอาจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือรู้เห็นเป็นใจกับการโกง ด้านวุฒิฯออกโรงโต้ทันควันหลักฐานแค่นี้ยังพิสูจน์ไม่ได้ยืนยันผ่านคัดเลือกถูกต้อง  ขณะที่ พท.นัดประชุมพรรค 16 มิ.ย.เล็งรื้อที่ส.ส.ร.ไม่ให้เสี่ยงขัดคำวินิจฉัย ศาลรธน. ลั่นไม่แคร์ภูมิใจไทย ไม่ร่วมลงชื่อ มั่นใจมีเสียงสส.พรรคอื่นสนับสนุน ด้านพรรคส้มเตรียมเปิดแผลทีโออาร์โครงการTH-AI

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงข่าวตั้งข้อสังเกตต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต. )ในการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. โดยระบุว่าเวลานี้ กกต. ทั้ง 7 คนจะเป็นผู้ชี้ขาดว่าคดีฮั้ว สว. จะไปถึงศาลหรือไม่ ก่อนหน้านี้มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ร่วมกันระหว่าง กกต. และดีเอสไอ

‘ไอติม’ไล่ขุดปมพิรุธคดีฮั้วสว.

หลังจากพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมด คณะกรรมการไต่สวนก็มีมติเห็นว่ามีบุคคลที่มีมูลว่ากระทำความผิดอย่างน้อย 229 คน ซึ่งแบ่งออกเป็นอย่างน้อย 138 คนที่เป็น สว. และอีกอย่างน้อย 91 คนที่เป็นเครือข่ายของพรรคการเมืองหนึ่ง โดยมีหลายคนเป็น สส. รวมถึงบุคคลใน ครม. ด้วย

โดยคณะไต่สวนชุดที่ 26 มีมีมติเห็นควรให้ กกต. มีมติดำเนินคดีและฟ้องทั้ง 229 คนไปที่ศาล เมื่อมีการสรุปเช่นนี้ออกมาเมื่อกลางปี 2568กกต. จึงมีการตั้งคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ขึ้นมาเพื่อกลั่นกรอง ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วเสร็จ คณะอนุวินิจฉัยฯ กลับมีมติสวนทางกัน ว่าทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิด และเสนอให้ กกต. 7 คนยกคำร้อง

จับตา7กกต.จะชี้ชะตาอย่างไร

นายพริษฐ์กล่าวต่อไปว่าวันนี้จึงอยู่ที่ กกต. ทั้ง 7 คนว่าจะเห็นอย่างไร ในเมื่อมีมติสวนทางกันระหว่างคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 กับคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ทางเลือกของ กกต. มี 3 ความเป็นไปได้ คือ 1) เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ส่งเรื่องของทั้ง 229 คนไปที่ศาล 2) เห็นตามคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ยกคำร้องทั้ง 229 คน และ 3) ฟ้องหรือส่งคำร้องเฉพาะบางคนและยกคำร้องหลายคน ซึ่งอาจถูก มองว่าเป็นการสละบางคนเพื่อปกป้องบุคคลสำคัญที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ซึ่งน่าจะได้ข้อสรุปในเดือนกันยายน 2569 ตามกรอบเวลา 90 วัน หลังจากที่ กกต.7คน เริ่มพิจารณาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

กาง4เหตุผลกกต.ควรส่งให้ศาล

นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า เหตุที่ตนเห็นว่าทำไม กกต. ควรส่งเรื่องของทั้ง 229 คนไปที่ศาล มีอยู่ 4 เหตุผลด้วยกัน คือ1) หลักฐานในคดีนี้มีความชัดเจนและหนักแน่นกว่าหลักฐานในคดีก่อนหน้าที่ กกต. เคยมีมติส่งเรื่องไปที่ศาลแล้ว

จากการสำรวจรวบรวมข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ หรือที่มีการยื่นมาจากผู้ร้องหรือผู้ให้การกับคณะไต่สวน เป็นที่คาดการณ์ได้อย่างชัดเจนในระดับหนึ่งว่าหลักฐานที่อยู่ในสำนวนมีประเภทใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นสถิติในการลงคะแนนในวันเลือก สว. ที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหากไม่มีการจัดตั้งให้มีการเลือกตามโพย ตัวเลขการลงคะแนนในบัตรที่สอดคล้องกับหลักฐานโพยที่มีการเก็บและเผยแพร่ให้สาธารณะได้เห็น

ยันมีหลักฐานชัดยันคลิปเสียง

นอกจากนั้นเข้าใจว่าในสำนวนยังมีหลักฐานเรื่องการนัดหมายของกลุ่มบุคคลดังกล่าวที่โรงแรมต่างๆก่อนวันเลือก มีพยานที่ระบุได้ว่ามีการพูดคุยกันอย่างไรในที่ประชุมดังกล่าว มีหลักฐานเรื่องการเดินทางที่มีการซื้อตั๋วเครื่องบินให้กับกลุ่มคนในเครือข่ายดังกล่าวเพื่อเดินทางมาประชุมก่อนวันเลือก รวมถึงอุปกรณ์หรือเสื้อสีเดียวกันที่มีการแจก ตลอดจนคลิปเสียงที่ระบุถึงการนัดหมาย หรือการเสนอทั้งเรื่องเงิน ตำแหน่ง หรือผลประโยชน์อื่น เพื่อให้มีการลงคะแนนให้กันและกัน และที่ชัดเจนที่สุดก็คือเส้นทางการเงิน

นายพริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ดังนั้น หลักฐานที่อยู่ในสำนวนของคณะไต่สวนชุดที่ 26 มีความหนักแน่นและชัดเจนเพียงพอที่ กกต. ควรมีมติส่งเรื่องไปที่ศาลได้ ก่อนหน้านี้ กกต. เคยมีการพิจารณาคดีการเลือก สว. หลายคดีที่มีมติส่งเรื่องไปที่ศาล โดยที่หลักฐานยังเบากว่าหลักฐานที่อยู่ในคณะไต่สวนชุดที่ 26 ด้วยซ้ำ (เช่น คดี ลต. สว. 53/2568 (นครราชสีมา) และ คดี ลต.สว. 47/2568 (ชลบุรี) ที่มีเพียงหลักฐานที่เป็นข้อความสนทนาทาง LINE เพื่อขอคะแนนให้แก่กัน โดยไม่มีหลักฐานเรื่องการเสนอเงิน ตำแหน่ง หรือผลประโยชน์อื่น) แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่คดีที่มีหลักฐานทั้งเรื่องของโพย การนัดหมาย การเดินทาง คลิปเสียง เส้นทางการเงิน ฯลฯ จะไม่หนักแน่นเพียงเพียงพอที่ กกต. จะส่งเรื่องไปที่ศาลได้ หาก กกต. ไม่ส่งเรื่องไปที่ศาลก็จะถูกตั้งคำถามว่าใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันหรือไม่ระหว่างคดีก่อนหน้าและคดีที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

ซัดคณะอนุฯที่36เครื่องมือฟอกขาว

2) คณะอนุวินิจฉัยฯ ที่ 36 ที่มีมติว่าควรยกคำร้องทั้งสอง 229 คน เป็นคณะที่มีปัญหาเรื่องความชอบธรรม และเสี่ยงเป็นเพียงเครื่องมือในการฟอกขาว

ในกระบวนการพิจารณาของ กกต. จะมีคณะอนุวินิจฉัยฯ อยู่แล้ว 35 คณะ ซึ่งโดยปกติ กกต. จะใช้วิธีการสุ่มว่าคดีไหนจะถูกกลั่นกรองโดยคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่เท่าไหร่ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการรู้ก่อนล่วงหน้าว่าใครจะรับผิดชอบคดีใด แต่ในคดีการฮั้ว สว. นี้ กกต. ไม่ได้ใช้คณะอนุวินิจฉัยฯ 35 คณะที่มีอยู่แล้ว แต่กลับตั้งคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ

นายพริษฐ์ยังระบุว่านอกจากนั้นในกระบวนการพิจารณา ทางตัวแทนจากดีเอสไอได้ให้ข้อมูลในการประชุมคณะกรรมาธิการว่า คณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ไม่เคยมีการเรียกตัวแทนจากดีเอสไอหรือคณะไต่สวนชุดที่ 26 ไปชี้แจงข้อเท็จจริง และยังมีกรณีที่อนุกรรมการบางคนถูกสังคมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการทำหน้าที่ ทั้งเรื่องความเกี่ยวพันกับคดีการทุจริต (เช่น คดีทุจริตรถไฟฟ้าสายสีส้ม) และเรื่องความเป็นกลางทางการเมือง

กกต.ส่วนใหญ่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

3) กกต. ส่วนใหญ่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะ 4 ใน 7 คนถูกรับรองให้เข้าสู่ตำแหน่งโดย สว. ที่ตอนนี้อยู่ในสำนวน

เมื่อการเข้าสู่ตำแหน่งมีผลประโยชน์ทับซ้อนเช่นนี้ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้ง 4 คนอาจถูกตั้งคำถามหรือข้อครหาเป็นพิเศษหากมีการตัดสินใจใดที่เป็นการค้านสายตาของสังคม หาก กกต. ต้องการหลุดพ้นออกจากข้อหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน วิธีการที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาที่สุดก็คือการมีมติส่งเรื่องทั้งหมดไปให้ศาลเป็นฝ่ายพิจารณา ว่าใน 229 คน ใครผิดหรือไม่ผิดอย่างไร

โยงคลิปเดินเก็บโพยจากผู้สมัครสว.

นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า 4) กกต. ถูกตั้งคำถาม ถึงการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา ในการตรวจสอบคดีการทุจริตการเลือก สว.ซึ่งในการดำเนินการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ที่ผ่านมา กกต. มีการกระทำหรือการละเว้นการกระทำในบางกรณี ที่ทำให้ถูกตั้งคำถามว่ากำลังตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเต็มที่และตรงไปตรงมาหรือไม่ โดยหลักฐานล่าสุดก็คือคลิปที่ตนได้นำมาเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ไปเมื่อวานนี้ ซึ่งตนได้มาจากผู้ตรวจการการเลือก สว. ที่มายื่นหลักฐานให้กับวิปฝ่ายค้านที่สภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นภาพบันทึกเหตุการณ์การเลือก สว. ระดับประเทศ ปรากฏภาพเจ้าหน้าที่ กกต. เดินเก็บโพยจากผู้สมัคร สว. พร้อมตักเตือนผู้สมัคร

จี้กกต.ตอบ4คำถามให้กับสังคม

แม้ในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีการชี้แจงจาก กกต. ว่าการที่ผู้สมัครอาจจะมีการจดบันทึกตัวเลขผู้สมัครเพื่อกันลืมเวลาเดินเข้าคูหาไม่ได้ผิดโดยตัวการกระทำนั้นเอง แต่การชี้แจงเท่านี้ยังตอบคำถามของสังคมไม่ได้ เพราะสังคมยังมีคำถามอย่างน้อยดังต่อไปนี้

1) กรรมการ กกต. ที่มาตรวจมีการทิ้งท้ายว่า “จะเป็น สว. กันอยู่แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะครับ” สะท้อนให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นต้องเห็นอะไรที่ดูไม่สุจริตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้มีความจำเป็นต้องเก็บโพยดังกล่าวและตักเตือน – คำถามคือกรรมการ กกต. เห็นอะไรในโพย หรือ เห็นพฤติกรรมประกอบอะไรในวันเลือก ที่ทำให้มองว่าอาจเป็นเลือกที่ไม่สุจริต?

2) หลังจากเหตุการณ์ในคลิปผ่านไปและทาง กกต. ได้เก็บโพยไปแล้ว กกต. ได้ดำเนินการอย่างไรต่อในวันดังกล่าว? ได้มีการเรียกประชุม กกต. ทั้ง 7 คนหรือไม่ ว่าหลักฐานประกอบด้วยอะไรบ้าง แล้วควรดำเนินการต่ออย่างไร? เพราะตาม พ.ร.ป.สว. มาตรา 59 เปิดช่องไว้ว่าหากมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม คณะกรรมการ กกต. มีอำนาจในการ “สั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง ยกเลิกการเลือก หรือสั่งให้ดำเนินการเลือกใหม่”

3) เมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นไปและมีการประกาศผลการเลือก สว. แล้ว โพยดังกล่าวถูกตรวจสอบต่อหรือไม่ว่ามีความเชื่อมโยงกับหลักฐานอื่นที่อยู่ในสำนวน เช่น มีการตรวจสอบหรือไม่ว่าตัวเลขที่ถูกบันทึกไว้ในโพย เชื่อมโยงกับตัวเลขของผู้สมัครที่อยู่ในหลักฐานการนัดหมาย การเดินทางร่วมกัน หรือเส้นทางการหรือไม่?

4) โพยเหล่านี้ที่เก็บไปตอนนี้อยู่ที่ไหน? อยู่ในสำนวนที่ กกต. กำลังพิจารณาอยู่และจะมีการชี้ขาดว่าจะส่งเรื่องไปที่ศาลหรือไม่?

ดักคอถ้าไม่ส่งศาลถือว่าละเว้นฯ

นายพริษฐ์กล่าวต่อไปว่าหาก กกต. ไม่สามารถชี้แจงคำถามเหล่านี้อย่างชัดเจนได้ แล้วสุดท้ายมีมติไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล กกต. ก็อาจถูกมองได้ว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ มีการปิดตาข้างเดียวต่อกระบวนการโกง สว. หรือไม่ หรือกระทั่งอาจเป็นส่วนหนึ่งที่รู้เห็นเป็นใจในกระบวนการการโกง สว. ที่ผ่านมาหรือไม่

ทั้งหมดนี้คือ 4 เหตุผลที่ทำไม กกต. ควรต้องส่งเรื่องและคำร้องของทั้ง 229 คนไปที่ศาลตามมติหรือข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่ 26

ส.ว.โต้ทนควันคลิปพิสูจน์ไม่ได้มีฮั้ว

ด้าน พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. ออกมากล่าวตอบโต้ทันควันว่า ในฐานะพนักงานสอบสวนเก่า ตนขอตั้งข้อสังเกตคลิปดังกล่าวว่าหากกกต.หรือเจ้าหน้าที่กกต.พบเห็นหลักฐานผู้สมัครกระทำผิด นำเอกสารที่ไม่เกี่ยวข้องกับใบสว.3 หรือใบแนะนำตัวผู้สมัครเข้าคูหาลงคะแนน เหตุใดจึงไม่ดำเนินการเอาผิดทันที เพราะต้องเชิญตัวผู้กระทำผิดไปพบผอ.กกต. แจ้งข้อหากระทำผิด เพื่อให้ดำเนินการจบเป็นคนๆ ไป ไม่ใช่ปล่อยทิ้งไว้ แล้วมากล่าวหาเหมารวมทั้งหมดภายหลังว่า มีการฮั้วเลือกสว.

ส่วนคำพูดของกกต.ที่ระบุว่าจะเป็นสว.แล้วขอให้เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะนั้น พล.ต.ต.ฉัตรวรรษกล่าวว่า ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีการฮั้วเลือกสว.เกิดขึ้นจริง กกต.รู้ได้อย่างไรว่า ใครจะได้รับเลือกเป็นสว.ในตอนนั้น ฉะนั้น จึงไม่สามารถนำมากล่าวหาได้ว่าทุกคนทุจริตหมด ซึ่งส่วนตัวไม่หนักใจคลิปดังกล่าว และมั่นใจว่าผ่านกระบวนการคัดเลือกมาอย่างถูกต้อง

พท.ประชุม16มิ.ย.แก้ไขร่างรธน.

ทางด้านความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองนั้น นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ประชุมพรรคเพื่อไทยเตรียมพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับพรรคเพื่อไทย ในวันที่ 16 มิถุนายนนี้ เพื่อเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภายหลังนำไปปรับปรุงเนื้อหาใหม่ เนื่องจากพรรคภูมิใจไทย ถอนการร่วมลงชื่อไปในรอบที่แล้วว่า พรรคเพื่อไทย ยืนยันเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ ตามจุดยืนและแนวทางของพรรค จะหารือเรื่องนี้ในที่ประชุมพรรค วันที่ 16 มิถุนายน

“ ทราบว่า มีการนำร่างเดิมไปแก้ไขเนื้อหามาเล็กน้อยให้เนื้อหาไม่หมิ่นเหม่กับการขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนญ แต่ไม่ทิ้งจุดยืนเดิม เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ส่วนเนื้อหาที่ปรับปรุงใหม่เป็นอย่างไร ตนยังไม่ทราบรายละเอียด แต่จะนำมาให้ที่ประชุมพรรคร่วมพิจารณาวันดังกล่าว”นายประยุทธ์กล่าว

วัดใจภท.จะลงชื่อหนุนหรือไม่

เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่า เนื้อหาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่พรรคนำไปแก้ไขใหม่ จะได้รับการร่วมลงชื่อจากพรรคภูมิใจไทยในรอบนี้ นายประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ได้คิดในประเด็นนี้ เป็นสิทธิของพรรคภูมิใจไทย แต่มั่นใจว่า เรามีจุดยืนของเรา มุ่งมั่นแก้ไขรัฐธรรมนูญในหลักการให้ ประชาชน มีส่วนร่วม แต่อาจมีทางเบี่ยงไม่ให้ขัดคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องไปหาข้อยุติ ในที่ประชุมพรรค วันที่ 16 มิถุนายน นี้

เมื่อถามว่า หาก พรรคภูมิใจไทย ยืนยันไม่ร่วมลงชื่อให้ จะดำเนินการอย่างไรต่อ นายประยุทธ์ กล่าวว่า ตนไม่ขอวิจารณ์ แต่ขอทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น

บอกยังมีพรรคอื่นพร้อมหนุน

“ไม่ได้หมายความว่า ถ้า พรรคภูมิใจไทย ไม่ร่วมลงชื่อให้แล้ว ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทย จะตกไป เพราะหากมีพรรคอื่นร่วมลงชื่อให้ ก็จะมีเสียงเพียงพอ 1 ใน 5 ในการยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เชื่อว่า พรรคอื่นๆ พร้อมให้ความร่วมมือ หากรวบรวมรายชื่อแล้วได้เสียงเกิน 1 ใน 5 พรรคเพื่อไทยพร้อมเดินหน้ายื่น ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา แน่นอน”นายประยุทธ์ กล่าว

ปชน.จัดขุนพลถล่มงบฯ70

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะเดียวกันมีความเคลื่อนไหวจากพรรคฝ่ายค้านสำหรับเตรียมความพร้อมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2570 ที่จะเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร

โดยเรื่องนี้นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน)กล่าวว่า ในช่วง 1 เดือนข้างหน้า จะมีการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับดังกล่าววาระที่ 1 คาดว่า น่าจะเป็นสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ หรือต้นเดือนกรกฎาคม โดยพรรคประชาชนชน ได้มีการเตรียมประเด็นและคัดเลือกผู้อภิปรายไว้แล้ว เพื่อให้ครอบคลุมการตรวจสอบงบประมาณของทุกภารกิจทุกกระทรวง

เตรียมจัดหนักพ.ร.บ.โอนงบฯ-กู้เงิน

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ประเด็นที่ 2 ซึ่งเป็นวาระที่สำคัญที่รัฐบาลจะเป็นคนเสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 ซึ่งรัฐบาลเคยอ้างว่าสามารถโยกงบประมาณที่ไม่จำเป็นในปี 2569 มาใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น จึงต้องดูปริมาณที่รัฐบาลสามารถโอนได้จริงว่าอยู่ที่เท่าไหร่ซึ่งตนคาดว่าจะเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯ ในช่วงเดือนเดียวกัน โดยพรรคประชาชนจะต้องเตรียมความพร้อมทั้ง 2 วาระ ขณะเดียวกันในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ก็มีการตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมา เพื่อตรวจสอบการใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทไปแล้ว ซึ่งเป็นการทำงานควบคู่กัน

เมื่อถามถึง เนื้อหาสาระที่จะอภิปรายนั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า ต้องรอดูตัวร่างที่จะออกมาก่อน แต่ในส่วนของหัวข้อ เราพยายามที่จะทำให้ครอบคลุมทุกกระทรวง แต่สิ่งสำคัญคือต้องทำให้เกิดความมั่นใจว่า งบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชน ถูกใช้กับโครงการหรือกิจกรรมที่มีความคุ้มค่า ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้จริง และดำเนินการด้วยความโปร่งใส

15มิ.ย.เปิดแผลโครงการTH-AI

เมื่อถามถึง การตรวจสอบงบประมาณในโครงการ TH-AI Passport ที่ไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการงบประมาณปกตินั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า พรรคประชาชน ยังยืนยัน ให้มีการทบทวน และยุติการเดินหน้าโครงการดังกล่าว จากข้อพิรุธที่สังเกตเห็น ทั้งเรื่องกระบวนการในการดำเนินงานที่ผ่านมา และข้อกังวลที่มีต่อเนื้อหาในทีโออาร์ โดยในวันที่ 15 มิถุนายน พรรคประชาชนจะมีการแถลงอย่างละเอียด

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่เราพบข้อพิรุธ ในทีโออาร์ของโครงการนี้ เริ่มเห็นจาก ทีโออาร์ โครงการอื่นเช่นกัน เช่น โครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะ (Skill/Credit Portfolio) ที่เคยมีการอนุมัติสมัยที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิจัย และนวัตกรรม (อว.) เป็นคนของ พรรคภูมิใจไทย และผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 มาแล้ว ตนเคยตรวจสอบและอภิปรายทักท้วงในชั้น กมธ.และวาระที่ 2 แต่เสียงข้างมาก ณ เวลานั้นก็อนุมัติ

นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า จากการติดตามสอบถาม กมธ.ศึกษา และติดตามการจัดทำงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ที่ผ่านมา ได้ทราบว่า รัฐมนตรีคนปัจจุบันคือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ได้สั่งให้มีการรื้อทีโออาร์ใหม่ทั้งหมด เพื่อตอบสนองต่อประเด็นที่หลายคนทักท้วง ซึ่งหวังว่า ข้อกังวลที่เราได้ทักท้วงไปต่อทีโออาร์ในเวอร์ชันก่อนหน้านี้ จะถูกแก้ไขและไม่ปรากฏในทีโออาร์ตัวใหม่

พบข้อพิรุธทีโออาร์ในยุคภท.

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้เป็นข้อตอกย้ำกรณีที่เราพบข้อพิรุธทีโออาร์ในโครงการ TH-AI Passport ว่า อาจจะไม่ได้มีอยู่เพียงแค่โครงการเดียว ซึ่งหลายโครงการมักจะเป็นโครงการที่ถูกตั้งขึ้นมาในสมัยที่เป็นรัฐมนตรีของ พรรคภูมิใจไทย แต่อย่างน้อย กระทรวง อว.ที่มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี ก็ได้ปรับเปลี่ยนหลังจากที่มีการพบข้อพิรุธ ทั้งนี้ ตนหวังว่า โครงการที่มีข้อพิรุธในลักษณะเดียวกันจะถูกชะลอและทบทวน เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการดำเนินการใดๆ ที่สุ่มเสี่ยงต่อการเอื้อกลุ่มเอกชน

เมื่อถามว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจสมัยนี้ น่าจะไม่ทันแล้วใช่หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า จะไปอยู่ในสมัยประชุมถัดไป เนื่องจากสมัยนี้ จะมีการปิดประชุมสภาฯ ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม แต่จะเป็นช่วงเวลาไหนนั้น ต้องขอหารือกับ ภายในพรรคฝ่ายค้านก่อน

‘ชัชชาติ’นำลิ่ว พรรคส้มไล่ตามมาที่2 ‘มัลลิกา’เน้นสตรีทฟู้ด

‘ชัชชาติ’นำลิ่ว  พรรคส้มไล่ตามมาที่2  ‘มัลลิกา’เน้นสตรีทฟู้ด

‘ชัชชาติ’นำลิ่ว พรรคส้มไล่ตามมาที่2 ‘มัลลิกา’เน้นสตรีทฟู้ด

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โพลผู้ว่าฯกทม. คนที่ 18 ผลเหมือนเดิม “ชัชชาติ” ยังครองแชมป์ พรรคประชาชน เป็นพลังทางเลือกลงหาเสียงตลาดการค้าหนองแขม-ชุมชนสงวนคำ พร้อมทีม “กรุงเทพฯทำงาน” ด้าน “มัลลิกา” ลุยตลาดวังหลัง ชูโมเดลจัดระเบียบ–คืนรายได้สู่คนกรุง ฟื้นสตรีทฟู้ดค่า 3 พันล้านบาท

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ เฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้งเรื่อง “การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. คนที่ 18 (ครั้งที่ 3)” กลุ่มตัวอย่างจ านวน 2,029 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม)ระหว่างวันที่ 9-12 มิถุนายน 2569 ผลการส ารวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างอยากให้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) เป็นผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไป ร้อยละ60.08 รองลงมาคือ ชัยวัฒน์สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) ร้อยละ 13.17 สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) กลุ่มตัวอย่างระบุว่าจะเลือกผู้สมัครอิสระ ร้อยละ 35.39 รองลงมาคือ พรรคประชาชน ร้อยละ 28.88 เมื่อพิจารณาจากผู้ที่เคยเลือกผู้ว่าฯ กทม. ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 พบว่า ในกลุ่มผู้ที่เคยเลือก ชัชชาติสิทธิพันธุ์ระบุว่าจะยังคงเลือกชัชชาติสิทธิพันธุ์ร้อยละ 73.72 และจะเลือกชัยวัฒน์สถาวรวิจิตร ร้อยละ 10.32 ขณะที่ผู้ที่เคยเลือกวิโรจน์ลักขณาอดิศร ระบุว่าจะเลือกชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ร้อยละ 44.12 และ จะเลือกชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ร้อยละ 24.12 เมื่อพิจารณาจากผู้ที่เคยเลือก ส.ส. สังกัดพรรคการเมืองต่างๆ ในการเลือกตั้งใหญ่เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า ในกลุ่มผู้ที่เคยเลือกพรรคประชาชน ระบุว่าจะเลือก ส.ก. พรรคประชาชน ร้อยละ 52.88 และจะเลือกผู้สมัครอิสระ ร้อยละ33.90

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพล 3 ครั้งที่ผ่านมา สะท้อนว่า คนกรุงเทพฯ ยังคงให้ความสำคัญกับตัวบุคคล โดยฐานเสียงเดิมของก้าวไกลเดิมและพรรคประชาชนส่วนหนึ่งยังไม่ได้เคลื่อนมาสนับสนุนโจ-ชัยวัฒน์ อย่างเบ็ดเสร็จ สะท้อนว่าคะแนนนิยมของพรรคไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นคะแนนนิยมของผู้สมัครโดยอัตโนมัติและการยอมรับในตัวผู้สมัครยังเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกตั้งของคนกรุงเทพฯ

ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า ผลสำรวจสะท้อนว่าคนกรุงเทพฯ ยังคงให้ความสำคัญกับ “ผลงานและตัวบุคคล” มากกว่าการเมืองแบบพรรคอย่างชัดเจน โดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับการสนับสนุนสูงถึงร้อยละ 60.08 ทิ้งห่างผู้สมัครอันดับสองอย่างมีนัยสำคัญ แสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นต่อการบริหารเมืองยังคงอยู่ในระดับสูง ประเด็นที่น่าสนใจยิ่งกว่าตัวเลข คือการเคลื่อนตัวของฐานเสียงทางการเมืองที่สะท้อนแนวโน้มของ “การเมืองเชิงประสิทธิภาพ” (Performance-based Politics) มากกว่าการยึดโยงกับอุดมการณ์หรือพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากหลากหลายกลุ่มการเมืองยังคงพร้อมสนับสนุนผู้สมัครที่พิสูจน์ผลงานได้จริง

ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนยังรักษาความแข็งแกร่งในฐานะพลังทางเลือกของคนเมือง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง อย่างไรก็ตาม การที่ผู้สมัครอิสระยังได้รับความนิยมสูงทั้งในระดับผู้ว่าฯและ ส.ก. สะท้อนว่าคนกรุงเทพฯ กำลังส่งสัญญาณว่าคุณภาพผู้น าและความสามารถในการแก้ปัญหามีน้ำหนักเหนือแบรนด์พรรคการเมือง ในมิติทางรัฐศาสตร์ ผลโพลครั้งนี้จึงชี้ให้เห็นว่าการเมืองกรุงเทพฯ กำลังก้าวสู่ยุคที่ประชาชนตัดสินนักการเมืองจากผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้มากกว่าความนิยมเชิงอารมณ์ ซึ่งอาจเป็นทิศทางสสำคัญของพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งไทยในอนาคต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 11.00น.วันที่ 14มิถุนายน2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เดินทางมาถึงบริเวณชุมชนสงวนคำ โดยการเดินเท้าจากตลาดการค้าหนองแขม พร้อมด้วยทีมอดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ได้แก่ นายวิศณุ ทรัพย์สมพล, นางสาวทวิดา กมลเวชช และนายศานนท์ หวังสร้างบุญ รวมถึงนายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ อดีตผู้บริหารด้านความยั่งยืนฯ กทม.ระหว่างทางได้เดินหาเสียง พบปะประชาชน ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่น รายล้อมไปด้วยประชาชนที่ออกมาต้อนรับ หลายคนเข้ามาทักทาย พูดคุย และขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ขณะที่นายชัชชาติได้เดินจับมือสอบถามสารทุกข์สุกดิบ รับฟังข้อเสนอแนะและปัญหาของประชาชนอย่างใกล้ชิดตลอดเส้นทาง พร้อมแจกแผ่นพับแนะนำนโยบาย 250+ นโยบาย

โดยในตอนหนึ่ง นายชัชชาติเข้าหาเสียงที่ร้านทำผม สตรีสูงวัยโผเข้าหา กล่าวว่า ‘ขอกอดหน่อย รักมาก รักอาจารย์จริงๆ’ และกล่าวด้วยว่า ‘ได้อยู่แล้ว’ โดยนายชัชชาติเหลือบเห็นภาพถ่ายเก่าขณะสตรีดังกล่าวเต้นแอโรบิก จึงหยิบกรอบรูปมาชมว่า ‘เท่เลย’

จากนั้น นายชัชชาติ เดินหาเสียงต่อไป ก่อนให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงนโยบายแนวทางจัดการขยะ ว่า หนองแขมเป็นเขตสำคัญ มีโรงขยะขนาดใหญ่ ซึ่งกรุงเทพฯ มีโรงขยะขนาดใหญ่ 3 พื้นที่ คือ หนองแขม อ่อนนุช และสายไหม ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนถ่าย สำหรับชุมชนสงวนคำ เขตหนองแขม เป็นชุมชนต้นแบบ อนาคตเรื่องขยะเป็นเรื่องสำคัญของเมือง ปัจจุบัน กทม.มีขยะประมาณ 10,000 ตันต่อวัน จึงต้องมีการแยกขยะเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ ที่ผ่านมาขยะของเราไปฝังกลบประมาณ 50% ปีที่แล้วเราก็แยกขยะ ขยะเปียก ขยะแห้ง เพื่อนำเอาขยะแห้งกลับมาใช้ได้ใหม่ ก็ได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี เป็นนโยบายที่จะผลักดันต่อไปในอนาคตด้วย เรามีชุมชนทั้งหมดประมาณ 3 ล้านครัวเรือน ที่ต้องแยกขยะ ตอนนี้เรามีการแยกขยะแล้วประมาณ 1 ล้านครัวเรือน อนาคตเราก็จะขยายผล และขยะที่เหลือสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า ชุมชนสงวนคำ มีการคัดแยกขยะที่ละเอียด ขยะเปียกเอาไปทำปุ๋ย ขยะแห้งที่เหลือก็เอาไปทำรีไซเคิล อนาคตจะมีโครงการที่ให้ประชาชนมาช่วยคัดแยกขยะ มีอาสาสมัครแยกขยะ ก็ช่วยลดภาระของ กทม. รถขยะรับขยะ เพราะขยะที่รับมาเยอะ ต้นทุนเยอะ ก็เปลี่ยนมาให้ประชาชนช่วยคัดแยกเพื่อเอาไปใช้ประโยชน์ได้ อนาคตจะมีการชักลากขยะ เพราะขยะปัจจุบันมีจำนวนมาก บางครั้งคนงานไปเก็บตามหมู่บ้านไม่ได้ ก็จะจ้างคนในชุมชนช่วยชักลาก ซึ่งเป็นการสร้างให้ชุมชนในพื้นที่ด้วย

“หนองแขมเองสถานการณ์กลิ่นก็ไม่ได้รุนแรงอะไร เพราะเราขนไปฝังกลบประมาณ 3,000 ตัน และขนไปทำการแยก เรียกว่าตัวคอมแพคเตอร์ อีก 1,000 ตัน ที่เหลือเอาไปเผาประมาณ 300 ตัน แล้วก็จะมีตัวเผาที่จะเปิดทำงาน น่าจะปีหน้าอีก 1,000 ตัน โรงงานนี้ก็มีการดูแลตลอด ท่านจักกพันธุ์ ผิวงาม (อดีตรองผู้ว่าฯ กทม.) ลงมา 26หน ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ผมเองก็ลง 5หน กทม.มีการปรับปรุงคุณภาพของโรงขยะให้ดีขึ้น มีการติดตั้งกล่องที่ใช้กรองกลิ่นซึ่งอยู่นอกเหลือ TOR ก็ทำให้กลิ่นถือว่าไม่รุนแรงมาก ขยะต่อไปก็จะเป็นทรัพย์สินสำคัญ หลังจากได้ชุมชนร่วมกัน และจะมีการตั้งศูนย์แยกขยะในทุกชุมชน เพราะศูนย์แยกขยะทำให้มีรายได้มาสู่ชุมชนได้ อาจจะเก็บพวกขวดพลาสติกต่างๆ ทำให้ประชาชนมีรายได้เสริมเข้ามาด้วย” นายชัชชาติกล่าว

ด้าน พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 12 พรรคเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า มีนโยบายจะให้นักท่องเที่ยวต่างชาติจ่ายเงินค่าเหยียบแผ่นดินเข้ากรุงเทพฯ 100 บาทนั้นไม่ใช่การบังคับ แต่เป็นการจูงใจด้วย แอพพลิเคชั่น เช็คอินแบงคอก (Check In Bangkok) ที่จะประชาสัมพันธ์ตั้งแต่สนามบิน และตามแหล่งท่องเที่ยว ให้โหลดและจ่ายได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ในโลกที่มีแนวคิดเก็บค่าเข้า เช่น อิตาลี ที่เวนิซ มีค่าเข้าเมือง (Access Fee) โรมมี Tourist Accommodation Tax เก็บกันต่อคืนด้วยซ้ำ, สเปน ที่บาร์เซโลนา มี Tourist Tax, เอเชีย ตัวอย่างที่ชัดก็ญี่ปุ่น เช่น เกียวโต โอซาก้า จะเข้าพักก็มีภาษีพิเศษ งบประมาณส่วนนี้สามารถนำไปใช้พัฒนาบริการสาธารณะและสวัสดิการที่ประชาชนใช้ร่วมกัน โดยเฉพาะการดูแลเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบางในเมือง เช่น การเพิ่มศูนย์ดูแลเด็ก การสนับสนุนบริการผู้สูงอายุในชุมชน การปรับปรุงพื้นที่สาธารณะที่เข้าถึงได้สำหรับผู้พิการ ตลอดจนยกระดับความสะอาด ความปลอดภัยและคุณภาพสิ่งแวดล้อมของเมืองกรุงเทพฯต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 30ล้านคนต่อปี หากจัดเก็บค่าพัฒนาเมืองเพียงคนละ 100 บาท จะสร้างรายได้เพิ่มให้กรุงเทพมหานครกว่า 3,000ล้านบาทต่อปี โดยไม่เพิ่มภาระให้คนกรุงเทพฯ

เวลา 14.00น.ที่ตลาดวังหลัง เขตบางกอกน้อย นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข14 ลงพื้นที่พบประชาชน ผู้ค้า ร้านอาหาร วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และผู้ขับรถตุ๊กตุ๊ก ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก ประชาชนและนักท่องเที่ยวแห่ขอถ่ายภาพตลอดเส้นทาง

ตลาดวังหลังซึ่งเป็นแหล่งเศรษฐกิจสำคัญและจุดท่องเที่ยวชื่อดังของฝั่งธนบุรี โดยเฉพาะช่วงวันหยุดเสาร์–อาทิตย์ กลับสะท้อนปัญหาปากท้องอย่างชัดเจน ผู้ค้าหลายรายระบุว่า รายได้ลดลง การจับจ่ายซบเซา และต้องการให้ผู้ว่าฯ คนใหม่เร่งฟื้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างและคนขับตุ๊กตุ๊กได้เข้าร้องเรียนว่า รายได้หายไปกว่าครึ่งมานานแล้ว เพราะนักท่องเที่ยวลดลง การเดินทางเชื่อมต่อไม่คึกคักเหมือนเดิม จึงอยากให้มีนโยบายฟื้นฟูการท่องเที่ยว

ดร.มัลลิกา กล่าวว่า เสียงสะท้อนจากตลาดวังหลังคือภาพจริงของเศรษฐกิจฐานราก กรุงเทพฯ ต้องไม่ใช่เมืองที่ประชาชนถูกจำกัดโอกาสทำกิน แต่ต้องเป็นเมืองที่จัดระเบียบแล้วค้าขายได้ เดินทางสะดวก ปลอดภัย และดึงนักท่องเที่ยวกลับมา เพื่อให้เงินหมุนเวียนถึงมือผู้ค้ารายย่อย วินมอเตอร์ไซค์ ตุ๊กตุ๊ก และครอบครัวคนทำมาหากินอย่างแท้จริง กรุงเทพฯ ต้องกลับมาเป็นเมืองที่คนค้าขายได้ คนเดินทางสะดวก นักท่องเที่ยวอยากมา และประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น หากอ้างอิงข้อมูลวิจัยและรายงานด้านเศรษฐกิจเมืองของกรุงเทพฯ ก่อนการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยครั้งใหญ่จะพบว่า“สตรีทฟู้ด”ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องอาหาร แต่เป็นระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยว การจ้างงาน และรายได้ของประชาชนจำนวนมาก กรุงเทพมหานครเคยได้รับการจัดอันดับให้เป็น“เมืองสตรีทฟู้ดดีที่สุดในโลก” ติดต่อกันหลายปี และเป็นหนึ่งในจุดขายสำคัญด้านการท่องเที่ยวของไทย แต่เสน่ห์นั้นกลับหายไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ข้อมูลเชิงสถิติที่น่าสนใจ จำนวนผู้ค้า กรุงเทพฯ มีผู้ค้าหาบเร่แผงลอยประมาณ 300,000 ราย (เป็นผู้ค้าประเภทอาหารประมาณ37% หรือ111,000ราย) มูลค่าทางเศรษฐกิจ ภาคสตรีทฟู้ดสร้างมูลค่ากว่า 271,000ล้านบาทต่อปีและมีสัดส่วนสูงที่สุดในตลาดอาหารบริการของประเทศ การจับจ่ายของนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้จ่ายด้านอาหารประมาณ20%ของงบประมาณการเดินทางทั้งหมด