
ปชน.ยก4ข้อมัดคดีฮั้วสว. จี้กกต.ส่งศาล
วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ปชน.ยก4ข้อมัดคดีฮั้วสว. จี้กกต.ส่งศาล อ้างมีหลักฐานมัดแน่น ขู่เปิดแผลโครงการAI
“พริษฐ์” ตามขุดปมพิรุธคดีฮั้วสว.กาง 4 เหตุผล กกต.ควรส่งคดีฮั้วสว.ไปที่ศาล อ้างหลักฐานแน่นกว่าคดีก่อนที่เคยทำมาทั้งโพย-คลิปเสียง-เส้นทางเงินชัด ดักคอถ้ายกคำร้องอาจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือรู้เห็นเป็นใจกับการโกง ด้านวุฒิฯออกโรงโต้ทันควันหลักฐานแค่นี้ยังพิสูจน์ไม่ได้ยืนยันผ่านคัดเลือกถูกต้อง ขณะที่ พท.นัดประชุมพรรค 16 มิ.ย.เล็งรื้อที่ส.ส.ร.ไม่ให้เสี่ยงขัดคำวินิจฉัย ศาลรธน. ลั่นไม่แคร์ภูมิใจไทย ไม่ร่วมลงชื่อ มั่นใจมีเสียงสส.พรรคอื่นสนับสนุน ด้านพรรคส้มเตรียมเปิดแผลทีโออาร์โครงการTH-AI
เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงข่าวตั้งข้อสังเกตต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต. )ในการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. โดยระบุว่าเวลานี้ กกต. ทั้ง 7 คนจะเป็นผู้ชี้ขาดว่าคดีฮั้ว สว. จะไปถึงศาลหรือไม่ ก่อนหน้านี้มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ร่วมกันระหว่าง กกต. และดีเอสไอ
‘ไอติม’ไล่ขุดปมพิรุธคดีฮั้วสว.
หลังจากพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมด คณะกรรมการไต่สวนก็มีมติเห็นว่ามีบุคคลที่มีมูลว่ากระทำความผิดอย่างน้อย 229 คน ซึ่งแบ่งออกเป็นอย่างน้อย 138 คนที่เป็น สว. และอีกอย่างน้อย 91 คนที่เป็นเครือข่ายของพรรคการเมืองหนึ่ง โดยมีหลายคนเป็น สส. รวมถึงบุคคลใน ครม. ด้วย
โดยคณะไต่สวนชุดที่ 26 มีมีมติเห็นควรให้ กกต. มีมติดำเนินคดีและฟ้องทั้ง 229 คนไปที่ศาล เมื่อมีการสรุปเช่นนี้ออกมาเมื่อกลางปี 2568กกต. จึงมีการตั้งคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ขึ้นมาเพื่อกลั่นกรอง ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วเสร็จ คณะอนุวินิจฉัยฯ กลับมีมติสวนทางกัน ว่าทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิด และเสนอให้ กกต. 7 คนยกคำร้อง
จับตา7กกต.จะชี้ชะตาอย่างไร
นายพริษฐ์กล่าวต่อไปว่าวันนี้จึงอยู่ที่ กกต. ทั้ง 7 คนว่าจะเห็นอย่างไร ในเมื่อมีมติสวนทางกันระหว่างคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 กับคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ทางเลือกของ กกต. มี 3 ความเป็นไปได้ คือ 1) เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ส่งเรื่องของทั้ง 229 คนไปที่ศาล 2) เห็นตามคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ยกคำร้องทั้ง 229 คน และ 3) ฟ้องหรือส่งคำร้องเฉพาะบางคนและยกคำร้องหลายคน ซึ่งอาจถูก มองว่าเป็นการสละบางคนเพื่อปกป้องบุคคลสำคัญที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ซึ่งน่าจะได้ข้อสรุปในเดือนกันยายน 2569 ตามกรอบเวลา 90 วัน หลังจากที่ กกต.7คน เริ่มพิจารณาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
กาง4เหตุผลกกต.ควรส่งให้ศาล
นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า เหตุที่ตนเห็นว่าทำไม กกต. ควรส่งเรื่องของทั้ง 229 คนไปที่ศาล มีอยู่ 4 เหตุผลด้วยกัน คือ1) หลักฐานในคดีนี้มีความชัดเจนและหนักแน่นกว่าหลักฐานในคดีก่อนหน้าที่ กกต. เคยมีมติส่งเรื่องไปที่ศาลแล้ว
จากการสำรวจรวบรวมข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ หรือที่มีการยื่นมาจากผู้ร้องหรือผู้ให้การกับคณะไต่สวน เป็นที่คาดการณ์ได้อย่างชัดเจนในระดับหนึ่งว่าหลักฐานที่อยู่ในสำนวนมีประเภทใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นสถิติในการลงคะแนนในวันเลือก สว. ที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหากไม่มีการจัดตั้งให้มีการเลือกตามโพย ตัวเลขการลงคะแนนในบัตรที่สอดคล้องกับหลักฐานโพยที่มีการเก็บและเผยแพร่ให้สาธารณะได้เห็น
ยันมีหลักฐานชัดยันคลิปเสียง
นอกจากนั้นเข้าใจว่าในสำนวนยังมีหลักฐานเรื่องการนัดหมายของกลุ่มบุคคลดังกล่าวที่โรงแรมต่างๆก่อนวันเลือก มีพยานที่ระบุได้ว่ามีการพูดคุยกันอย่างไรในที่ประชุมดังกล่าว มีหลักฐานเรื่องการเดินทางที่มีการซื้อตั๋วเครื่องบินให้กับกลุ่มคนในเครือข่ายดังกล่าวเพื่อเดินทางมาประชุมก่อนวันเลือก รวมถึงอุปกรณ์หรือเสื้อสีเดียวกันที่มีการแจก ตลอดจนคลิปเสียงที่ระบุถึงการนัดหมาย หรือการเสนอทั้งเรื่องเงิน ตำแหน่ง หรือผลประโยชน์อื่น เพื่อให้มีการลงคะแนนให้กันและกัน และที่ชัดเจนที่สุดก็คือเส้นทางการเงิน
นายพริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ดังนั้น หลักฐานที่อยู่ในสำนวนของคณะไต่สวนชุดที่ 26 มีความหนักแน่นและชัดเจนเพียงพอที่ กกต. ควรมีมติส่งเรื่องไปที่ศาลได้ ก่อนหน้านี้ กกต. เคยมีการพิจารณาคดีการเลือก สว. หลายคดีที่มีมติส่งเรื่องไปที่ศาล โดยที่หลักฐานยังเบากว่าหลักฐานที่อยู่ในคณะไต่สวนชุดที่ 26 ด้วยซ้ำ (เช่น คดี ลต. สว. 53/2568 (นครราชสีมา) และ คดี ลต.สว. 47/2568 (ชลบุรี) ที่มีเพียงหลักฐานที่เป็นข้อความสนทนาทาง LINE เพื่อขอคะแนนให้แก่กัน โดยไม่มีหลักฐานเรื่องการเสนอเงิน ตำแหน่ง หรือผลประโยชน์อื่น) แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่คดีที่มีหลักฐานทั้งเรื่องของโพย การนัดหมาย การเดินทาง คลิปเสียง เส้นทางการเงิน ฯลฯ จะไม่หนักแน่นเพียงเพียงพอที่ กกต. จะส่งเรื่องไปที่ศาลได้ หาก กกต. ไม่ส่งเรื่องไปที่ศาลก็จะถูกตั้งคำถามว่าใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันหรือไม่ระหว่างคดีก่อนหน้าและคดีที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน
ซัดคณะอนุฯที่36เครื่องมือฟอกขาว
2) คณะอนุวินิจฉัยฯ ที่ 36 ที่มีมติว่าควรยกคำร้องทั้งสอง 229 คน เป็นคณะที่มีปัญหาเรื่องความชอบธรรม และเสี่ยงเป็นเพียงเครื่องมือในการฟอกขาว
ในกระบวนการพิจารณาของ กกต. จะมีคณะอนุวินิจฉัยฯ อยู่แล้ว 35 คณะ ซึ่งโดยปกติ กกต. จะใช้วิธีการสุ่มว่าคดีไหนจะถูกกลั่นกรองโดยคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่เท่าไหร่ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการรู้ก่อนล่วงหน้าว่าใครจะรับผิดชอบคดีใด แต่ในคดีการฮั้ว สว. นี้ กกต. ไม่ได้ใช้คณะอนุวินิจฉัยฯ 35 คณะที่มีอยู่แล้ว แต่กลับตั้งคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ
นายพริษฐ์ยังระบุว่านอกจากนั้นในกระบวนการพิจารณา ทางตัวแทนจากดีเอสไอได้ให้ข้อมูลในการประชุมคณะกรรมาธิการว่า คณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ไม่เคยมีการเรียกตัวแทนจากดีเอสไอหรือคณะไต่สวนชุดที่ 26 ไปชี้แจงข้อเท็จจริง และยังมีกรณีที่อนุกรรมการบางคนถูกสังคมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการทำหน้าที่ ทั้งเรื่องความเกี่ยวพันกับคดีการทุจริต (เช่น คดีทุจริตรถไฟฟ้าสายสีส้ม) และเรื่องความเป็นกลางทางการเมือง
กกต.ส่วนใหญ่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
3) กกต. ส่วนใหญ่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะ 4 ใน 7 คนถูกรับรองให้เข้าสู่ตำแหน่งโดย สว. ที่ตอนนี้อยู่ในสำนวน
เมื่อการเข้าสู่ตำแหน่งมีผลประโยชน์ทับซ้อนเช่นนี้ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้ง 4 คนอาจถูกตั้งคำถามหรือข้อครหาเป็นพิเศษหากมีการตัดสินใจใดที่เป็นการค้านสายตาของสังคม หาก กกต. ต้องการหลุดพ้นออกจากข้อหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน วิธีการที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาที่สุดก็คือการมีมติส่งเรื่องทั้งหมดไปให้ศาลเป็นฝ่ายพิจารณา ว่าใน 229 คน ใครผิดหรือไม่ผิดอย่างไร
โยงคลิปเดินเก็บโพยจากผู้สมัครสว.
นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า 4) กกต. ถูกตั้งคำถาม ถึงการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา ในการตรวจสอบคดีการทุจริตการเลือก สว.ซึ่งในการดำเนินการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ที่ผ่านมา กกต. มีการกระทำหรือการละเว้นการกระทำในบางกรณี ที่ทำให้ถูกตั้งคำถามว่ากำลังตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเต็มที่และตรงไปตรงมาหรือไม่ โดยหลักฐานล่าสุดก็คือคลิปที่ตนได้นำมาเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ไปเมื่อวานนี้ ซึ่งตนได้มาจากผู้ตรวจการการเลือก สว. ที่มายื่นหลักฐานให้กับวิปฝ่ายค้านที่สภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นภาพบันทึกเหตุการณ์การเลือก สว. ระดับประเทศ ปรากฏภาพเจ้าหน้าที่ กกต. เดินเก็บโพยจากผู้สมัคร สว. พร้อมตักเตือนผู้สมัคร
จี้กกต.ตอบ4คำถามให้กับสังคม
แม้ในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีการชี้แจงจาก กกต. ว่าการที่ผู้สมัครอาจจะมีการจดบันทึกตัวเลขผู้สมัครเพื่อกันลืมเวลาเดินเข้าคูหาไม่ได้ผิดโดยตัวการกระทำนั้นเอง แต่การชี้แจงเท่านี้ยังตอบคำถามของสังคมไม่ได้ เพราะสังคมยังมีคำถามอย่างน้อยดังต่อไปนี้
1) กรรมการ กกต. ที่มาตรวจมีการทิ้งท้ายว่า “จะเป็น สว. กันอยู่แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะครับ” สะท้อนให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นต้องเห็นอะไรที่ดูไม่สุจริตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้มีความจำเป็นต้องเก็บโพยดังกล่าวและตักเตือน – คำถามคือกรรมการ กกต. เห็นอะไรในโพย หรือ เห็นพฤติกรรมประกอบอะไรในวันเลือก ที่ทำให้มองว่าอาจเป็นเลือกที่ไม่สุจริต?
2) หลังจากเหตุการณ์ในคลิปผ่านไปและทาง กกต. ได้เก็บโพยไปแล้ว กกต. ได้ดำเนินการอย่างไรต่อในวันดังกล่าว? ได้มีการเรียกประชุม กกต. ทั้ง 7 คนหรือไม่ ว่าหลักฐานประกอบด้วยอะไรบ้าง แล้วควรดำเนินการต่ออย่างไร? เพราะตาม พ.ร.ป.สว. มาตรา 59 เปิดช่องไว้ว่าหากมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม คณะกรรมการ กกต. มีอำนาจในการ “สั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง ยกเลิกการเลือก หรือสั่งให้ดำเนินการเลือกใหม่”
3) เมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นไปและมีการประกาศผลการเลือก สว. แล้ว โพยดังกล่าวถูกตรวจสอบต่อหรือไม่ว่ามีความเชื่อมโยงกับหลักฐานอื่นที่อยู่ในสำนวน เช่น มีการตรวจสอบหรือไม่ว่าตัวเลขที่ถูกบันทึกไว้ในโพย เชื่อมโยงกับตัวเลขของผู้สมัครที่อยู่ในหลักฐานการนัดหมาย การเดินทางร่วมกัน หรือเส้นทางการหรือไม่?
4) โพยเหล่านี้ที่เก็บไปตอนนี้อยู่ที่ไหน? อยู่ในสำนวนที่ กกต. กำลังพิจารณาอยู่และจะมีการชี้ขาดว่าจะส่งเรื่องไปที่ศาลหรือไม่?
ดักคอถ้าไม่ส่งศาลถือว่าละเว้นฯ
นายพริษฐ์กล่าวต่อไปว่าหาก กกต. ไม่สามารถชี้แจงคำถามเหล่านี้อย่างชัดเจนได้ แล้วสุดท้ายมีมติไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล กกต. ก็อาจถูกมองได้ว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ มีการปิดตาข้างเดียวต่อกระบวนการโกง สว. หรือไม่ หรือกระทั่งอาจเป็นส่วนหนึ่งที่รู้เห็นเป็นใจในกระบวนการการโกง สว. ที่ผ่านมาหรือไม่
ทั้งหมดนี้คือ 4 เหตุผลที่ทำไม กกต. ควรต้องส่งเรื่องและคำร้องของทั้ง 229 คนไปที่ศาลตามมติหรือข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่ 26
ส.ว.โต้ทนควันคลิปพิสูจน์ไม่ได้มีฮั้ว
ด้าน พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. ออกมากล่าวตอบโต้ทันควันว่า ในฐานะพนักงานสอบสวนเก่า ตนขอตั้งข้อสังเกตคลิปดังกล่าวว่าหากกกต.หรือเจ้าหน้าที่กกต.พบเห็นหลักฐานผู้สมัครกระทำผิด นำเอกสารที่ไม่เกี่ยวข้องกับใบสว.3 หรือใบแนะนำตัวผู้สมัครเข้าคูหาลงคะแนน เหตุใดจึงไม่ดำเนินการเอาผิดทันที เพราะต้องเชิญตัวผู้กระทำผิดไปพบผอ.กกต. แจ้งข้อหากระทำผิด เพื่อให้ดำเนินการจบเป็นคนๆ ไป ไม่ใช่ปล่อยทิ้งไว้ แล้วมากล่าวหาเหมารวมทั้งหมดภายหลังว่า มีการฮั้วเลือกสว.
ส่วนคำพูดของกกต.ที่ระบุว่าจะเป็นสว.แล้วขอให้เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะนั้น พล.ต.ต.ฉัตรวรรษกล่าวว่า ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีการฮั้วเลือกสว.เกิดขึ้นจริง กกต.รู้ได้อย่างไรว่า ใครจะได้รับเลือกเป็นสว.ในตอนนั้น ฉะนั้น จึงไม่สามารถนำมากล่าวหาได้ว่าทุกคนทุจริตหมด ซึ่งส่วนตัวไม่หนักใจคลิปดังกล่าว และมั่นใจว่าผ่านกระบวนการคัดเลือกมาอย่างถูกต้อง
พท.ประชุม16มิ.ย.แก้ไขร่างรธน.
ทางด้านความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองนั้น นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ประชุมพรรคเพื่อไทยเตรียมพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับพรรคเพื่อไทย ในวันที่ 16 มิถุนายนนี้ เพื่อเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภายหลังนำไปปรับปรุงเนื้อหาใหม่ เนื่องจากพรรคภูมิใจไทย ถอนการร่วมลงชื่อไปในรอบที่แล้วว่า พรรคเพื่อไทย ยืนยันเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ ตามจุดยืนและแนวทางของพรรค จะหารือเรื่องนี้ในที่ประชุมพรรค วันที่ 16 มิถุนายน
“ ทราบว่า มีการนำร่างเดิมไปแก้ไขเนื้อหามาเล็กน้อยให้เนื้อหาไม่หมิ่นเหม่กับการขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนญ แต่ไม่ทิ้งจุดยืนเดิม เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ส่วนเนื้อหาที่ปรับปรุงใหม่เป็นอย่างไร ตนยังไม่ทราบรายละเอียด แต่จะนำมาให้ที่ประชุมพรรคร่วมพิจารณาวันดังกล่าว”นายประยุทธ์กล่าว
วัดใจภท.จะลงชื่อหนุนหรือไม่
เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่า เนื้อหาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่พรรคนำไปแก้ไขใหม่ จะได้รับการร่วมลงชื่อจากพรรคภูมิใจไทยในรอบนี้ นายประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ได้คิดในประเด็นนี้ เป็นสิทธิของพรรคภูมิใจไทย แต่มั่นใจว่า เรามีจุดยืนของเรา มุ่งมั่นแก้ไขรัฐธรรมนูญในหลักการให้ ประชาชน มีส่วนร่วม แต่อาจมีทางเบี่ยงไม่ให้ขัดคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องไปหาข้อยุติ ในที่ประชุมพรรค วันที่ 16 มิถุนายน นี้
เมื่อถามว่า หาก พรรคภูมิใจไทย ยืนยันไม่ร่วมลงชื่อให้ จะดำเนินการอย่างไรต่อ นายประยุทธ์ กล่าวว่า ตนไม่ขอวิจารณ์ แต่ขอทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น
บอกยังมีพรรคอื่นพร้อมหนุน
“ไม่ได้หมายความว่า ถ้า พรรคภูมิใจไทย ไม่ร่วมลงชื่อให้แล้ว ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทย จะตกไป เพราะหากมีพรรคอื่นร่วมลงชื่อให้ ก็จะมีเสียงเพียงพอ 1 ใน 5 ในการยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เชื่อว่า พรรคอื่นๆ พร้อมให้ความร่วมมือ หากรวบรวมรายชื่อแล้วได้เสียงเกิน 1 ใน 5 พรรคเพื่อไทยพร้อมเดินหน้ายื่น ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา แน่นอน”นายประยุทธ์ กล่าว
ปชน.จัดขุนพลถล่มงบฯ70
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะเดียวกันมีความเคลื่อนไหวจากพรรคฝ่ายค้านสำหรับเตรียมความพร้อมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2570 ที่จะเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร
โดยเรื่องนี้นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน)กล่าวว่า ในช่วง 1 เดือนข้างหน้า จะมีการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับดังกล่าววาระที่ 1 คาดว่า น่าจะเป็นสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ หรือต้นเดือนกรกฎาคม โดยพรรคประชาชนชน ได้มีการเตรียมประเด็นและคัดเลือกผู้อภิปรายไว้แล้ว เพื่อให้ครอบคลุมการตรวจสอบงบประมาณของทุกภารกิจทุกกระทรวง
เตรียมจัดหนักพ.ร.บ.โอนงบฯ-กู้เงิน
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ประเด็นที่ 2 ซึ่งเป็นวาระที่สำคัญที่รัฐบาลจะเป็นคนเสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 ซึ่งรัฐบาลเคยอ้างว่าสามารถโยกงบประมาณที่ไม่จำเป็นในปี 2569 มาใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น จึงต้องดูปริมาณที่รัฐบาลสามารถโอนได้จริงว่าอยู่ที่เท่าไหร่ซึ่งตนคาดว่าจะเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯ ในช่วงเดือนเดียวกัน โดยพรรคประชาชนจะต้องเตรียมความพร้อมทั้ง 2 วาระ ขณะเดียวกันในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ก็มีการตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมา เพื่อตรวจสอบการใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทไปแล้ว ซึ่งเป็นการทำงานควบคู่กัน
เมื่อถามถึง เนื้อหาสาระที่จะอภิปรายนั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า ต้องรอดูตัวร่างที่จะออกมาก่อน แต่ในส่วนของหัวข้อ เราพยายามที่จะทำให้ครอบคลุมทุกกระทรวง แต่สิ่งสำคัญคือต้องทำให้เกิดความมั่นใจว่า งบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชน ถูกใช้กับโครงการหรือกิจกรรมที่มีความคุ้มค่า ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้จริง และดำเนินการด้วยความโปร่งใส
15มิ.ย.เปิดแผลโครงการTH-AI
เมื่อถามถึง การตรวจสอบงบประมาณในโครงการ TH-AI Passport ที่ไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการงบประมาณปกตินั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า พรรคประชาชน ยังยืนยัน ให้มีการทบทวน และยุติการเดินหน้าโครงการดังกล่าว จากข้อพิรุธที่สังเกตเห็น ทั้งเรื่องกระบวนการในการดำเนินงานที่ผ่านมา และข้อกังวลที่มีต่อเนื้อหาในทีโออาร์ โดยในวันที่ 15 มิถุนายน พรรคประชาชนจะมีการแถลงอย่างละเอียด
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่เราพบข้อพิรุธ ในทีโออาร์ของโครงการนี้ เริ่มเห็นจาก ทีโออาร์ โครงการอื่นเช่นกัน เช่น โครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะ (Skill/Credit Portfolio) ที่เคยมีการอนุมัติสมัยที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิจัย และนวัตกรรม (อว.) เป็นคนของ พรรคภูมิใจไทย และผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 มาแล้ว ตนเคยตรวจสอบและอภิปรายทักท้วงในชั้น กมธ.และวาระที่ 2 แต่เสียงข้างมาก ณ เวลานั้นก็อนุมัติ
นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า จากการติดตามสอบถาม กมธ.ศึกษา และติดตามการจัดทำงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ที่ผ่านมา ได้ทราบว่า รัฐมนตรีคนปัจจุบันคือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ได้สั่งให้มีการรื้อทีโออาร์ใหม่ทั้งหมด เพื่อตอบสนองต่อประเด็นที่หลายคนทักท้วง ซึ่งหวังว่า ข้อกังวลที่เราได้ทักท้วงไปต่อทีโออาร์ในเวอร์ชันก่อนหน้านี้ จะถูกแก้ไขและไม่ปรากฏในทีโออาร์ตัวใหม่
พบข้อพิรุธทีโออาร์ในยุคภท.
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้เป็นข้อตอกย้ำกรณีที่เราพบข้อพิรุธทีโออาร์ในโครงการ TH-AI Passport ว่า อาจจะไม่ได้มีอยู่เพียงแค่โครงการเดียว ซึ่งหลายโครงการมักจะเป็นโครงการที่ถูกตั้งขึ้นมาในสมัยที่เป็นรัฐมนตรีของ พรรคภูมิใจไทย แต่อย่างน้อย กระทรวง อว.ที่มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี ก็ได้ปรับเปลี่ยนหลังจากที่มีการพบข้อพิรุธ ทั้งนี้ ตนหวังว่า โครงการที่มีข้อพิรุธในลักษณะเดียวกันจะถูกชะลอและทบทวน เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการดำเนินการใดๆ ที่สุ่มเสี่ยงต่อการเอื้อกลุ่มเอกชน
เมื่อถามว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจสมัยนี้ น่าจะไม่ทันแล้วใช่หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า จะไปอยู่ในสมัยประชุมถัดไป เนื่องจากสมัยนี้ จะมีการปิดประชุมสภาฯ ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม แต่จะเป็นช่วงเวลาไหนนั้น ต้องขอหารือกับ ภายในพรรคฝ่ายค้านก่อน