‘ชัชชาติ’นำลิ่ว พรรคส้มไล่ตามมาที่2 ‘มัลลิกา’เน้นสตรีทฟู้ด

‘ชัชชาติ’นำลิ่ว  พรรคส้มไล่ตามมาที่2  ‘มัลลิกา’เน้นสตรีทฟู้ด

‘ชัชชาติ’นำลิ่ว พรรคส้มไล่ตามมาที่2 ‘มัลลิกา’เน้นสตรีทฟู้ด

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โพลผู้ว่าฯกทม. คนที่ 18 ผลเหมือนเดิม “ชัชชาติ” ยังครองแชมป์ พรรคประชาชน เป็นพลังทางเลือกลงหาเสียงตลาดการค้าหนองแขม-ชุมชนสงวนคำ พร้อมทีม “กรุงเทพฯทำงาน” ด้าน “มัลลิกา” ลุยตลาดวังหลัง ชูโมเดลจัดระเบียบ–คืนรายได้สู่คนกรุง ฟื้นสตรีทฟู้ดค่า 3 พันล้านบาท

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ เฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้งเรื่อง “การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. คนที่ 18 (ครั้งที่ 3)” กลุ่มตัวอย่างจ านวน 2,029 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม)ระหว่างวันที่ 9-12 มิถุนายน 2569 ผลการส ารวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างอยากให้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) เป็นผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไป ร้อยละ60.08 รองลงมาคือ ชัยวัฒน์สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) ร้อยละ 13.17 สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) กลุ่มตัวอย่างระบุว่าจะเลือกผู้สมัครอิสระ ร้อยละ 35.39 รองลงมาคือ พรรคประชาชน ร้อยละ 28.88 เมื่อพิจารณาจากผู้ที่เคยเลือกผู้ว่าฯ กทม. ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 พบว่า ในกลุ่มผู้ที่เคยเลือก ชัชชาติสิทธิพันธุ์ระบุว่าจะยังคงเลือกชัชชาติสิทธิพันธุ์ร้อยละ 73.72 และจะเลือกชัยวัฒน์สถาวรวิจิตร ร้อยละ 10.32 ขณะที่ผู้ที่เคยเลือกวิโรจน์ลักขณาอดิศร ระบุว่าจะเลือกชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ร้อยละ 44.12 และ จะเลือกชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ร้อยละ 24.12 เมื่อพิจารณาจากผู้ที่เคยเลือก ส.ส. สังกัดพรรคการเมืองต่างๆ ในการเลือกตั้งใหญ่เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า ในกลุ่มผู้ที่เคยเลือกพรรคประชาชน ระบุว่าจะเลือก ส.ก. พรรคประชาชน ร้อยละ 52.88 และจะเลือกผู้สมัครอิสระ ร้อยละ33.90

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพล 3 ครั้งที่ผ่านมา สะท้อนว่า คนกรุงเทพฯ ยังคงให้ความสำคัญกับตัวบุคคล โดยฐานเสียงเดิมของก้าวไกลเดิมและพรรคประชาชนส่วนหนึ่งยังไม่ได้เคลื่อนมาสนับสนุนโจ-ชัยวัฒน์ อย่างเบ็ดเสร็จ สะท้อนว่าคะแนนนิยมของพรรคไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นคะแนนนิยมของผู้สมัครโดยอัตโนมัติและการยอมรับในตัวผู้สมัครยังเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกตั้งของคนกรุงเทพฯ

ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า ผลสำรวจสะท้อนว่าคนกรุงเทพฯ ยังคงให้ความสำคัญกับ “ผลงานและตัวบุคคล” มากกว่าการเมืองแบบพรรคอย่างชัดเจน โดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับการสนับสนุนสูงถึงร้อยละ 60.08 ทิ้งห่างผู้สมัครอันดับสองอย่างมีนัยสำคัญ แสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นต่อการบริหารเมืองยังคงอยู่ในระดับสูง ประเด็นที่น่าสนใจยิ่งกว่าตัวเลข คือการเคลื่อนตัวของฐานเสียงทางการเมืองที่สะท้อนแนวโน้มของ “การเมืองเชิงประสิทธิภาพ” (Performance-based Politics) มากกว่าการยึดโยงกับอุดมการณ์หรือพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากหลากหลายกลุ่มการเมืองยังคงพร้อมสนับสนุนผู้สมัครที่พิสูจน์ผลงานได้จริง

ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนยังรักษาความแข็งแกร่งในฐานะพลังทางเลือกของคนเมือง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง อย่างไรก็ตาม การที่ผู้สมัครอิสระยังได้รับความนิยมสูงทั้งในระดับผู้ว่าฯและ ส.ก. สะท้อนว่าคนกรุงเทพฯ กำลังส่งสัญญาณว่าคุณภาพผู้น าและความสามารถในการแก้ปัญหามีน้ำหนักเหนือแบรนด์พรรคการเมือง ในมิติทางรัฐศาสตร์ ผลโพลครั้งนี้จึงชี้ให้เห็นว่าการเมืองกรุงเทพฯ กำลังก้าวสู่ยุคที่ประชาชนตัดสินนักการเมืองจากผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้มากกว่าความนิยมเชิงอารมณ์ ซึ่งอาจเป็นทิศทางสสำคัญของพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งไทยในอนาคต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 11.00น.วันที่ 14มิถุนายน2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เดินทางมาถึงบริเวณชุมชนสงวนคำ โดยการเดินเท้าจากตลาดการค้าหนองแขม พร้อมด้วยทีมอดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ได้แก่ นายวิศณุ ทรัพย์สมพล, นางสาวทวิดา กมลเวชช และนายศานนท์ หวังสร้างบุญ รวมถึงนายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ อดีตผู้บริหารด้านความยั่งยืนฯ กทม.ระหว่างทางได้เดินหาเสียง พบปะประชาชน ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่น รายล้อมไปด้วยประชาชนที่ออกมาต้อนรับ หลายคนเข้ามาทักทาย พูดคุย และขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ขณะที่นายชัชชาติได้เดินจับมือสอบถามสารทุกข์สุกดิบ รับฟังข้อเสนอแนะและปัญหาของประชาชนอย่างใกล้ชิดตลอดเส้นทาง พร้อมแจกแผ่นพับแนะนำนโยบาย 250+ นโยบาย

โดยในตอนหนึ่ง นายชัชชาติเข้าหาเสียงที่ร้านทำผม สตรีสูงวัยโผเข้าหา กล่าวว่า ‘ขอกอดหน่อย รักมาก รักอาจารย์จริงๆ’ และกล่าวด้วยว่า ‘ได้อยู่แล้ว’ โดยนายชัชชาติเหลือบเห็นภาพถ่ายเก่าขณะสตรีดังกล่าวเต้นแอโรบิก จึงหยิบกรอบรูปมาชมว่า ‘เท่เลย’

จากนั้น นายชัชชาติ เดินหาเสียงต่อไป ก่อนให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงนโยบายแนวทางจัดการขยะ ว่า หนองแขมเป็นเขตสำคัญ มีโรงขยะขนาดใหญ่ ซึ่งกรุงเทพฯ มีโรงขยะขนาดใหญ่ 3 พื้นที่ คือ หนองแขม อ่อนนุช และสายไหม ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนถ่าย สำหรับชุมชนสงวนคำ เขตหนองแขม เป็นชุมชนต้นแบบ อนาคตเรื่องขยะเป็นเรื่องสำคัญของเมือง ปัจจุบัน กทม.มีขยะประมาณ 10,000 ตันต่อวัน จึงต้องมีการแยกขยะเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ ที่ผ่านมาขยะของเราไปฝังกลบประมาณ 50% ปีที่แล้วเราก็แยกขยะ ขยะเปียก ขยะแห้ง เพื่อนำเอาขยะแห้งกลับมาใช้ได้ใหม่ ก็ได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี เป็นนโยบายที่จะผลักดันต่อไปในอนาคตด้วย เรามีชุมชนทั้งหมดประมาณ 3 ล้านครัวเรือน ที่ต้องแยกขยะ ตอนนี้เรามีการแยกขยะแล้วประมาณ 1 ล้านครัวเรือน อนาคตเราก็จะขยายผล และขยะที่เหลือสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า ชุมชนสงวนคำ มีการคัดแยกขยะที่ละเอียด ขยะเปียกเอาไปทำปุ๋ย ขยะแห้งที่เหลือก็เอาไปทำรีไซเคิล อนาคตจะมีโครงการที่ให้ประชาชนมาช่วยคัดแยกขยะ มีอาสาสมัครแยกขยะ ก็ช่วยลดภาระของ กทม. รถขยะรับขยะ เพราะขยะที่รับมาเยอะ ต้นทุนเยอะ ก็เปลี่ยนมาให้ประชาชนช่วยคัดแยกเพื่อเอาไปใช้ประโยชน์ได้ อนาคตจะมีการชักลากขยะ เพราะขยะปัจจุบันมีจำนวนมาก บางครั้งคนงานไปเก็บตามหมู่บ้านไม่ได้ ก็จะจ้างคนในชุมชนช่วยชักลาก ซึ่งเป็นการสร้างให้ชุมชนในพื้นที่ด้วย

“หนองแขมเองสถานการณ์กลิ่นก็ไม่ได้รุนแรงอะไร เพราะเราขนไปฝังกลบประมาณ 3,000 ตัน และขนไปทำการแยก เรียกว่าตัวคอมแพคเตอร์ อีก 1,000 ตัน ที่เหลือเอาไปเผาประมาณ 300 ตัน แล้วก็จะมีตัวเผาที่จะเปิดทำงาน น่าจะปีหน้าอีก 1,000 ตัน โรงงานนี้ก็มีการดูแลตลอด ท่านจักกพันธุ์ ผิวงาม (อดีตรองผู้ว่าฯ กทม.) ลงมา 26หน ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ผมเองก็ลง 5หน กทม.มีการปรับปรุงคุณภาพของโรงขยะให้ดีขึ้น มีการติดตั้งกล่องที่ใช้กรองกลิ่นซึ่งอยู่นอกเหลือ TOR ก็ทำให้กลิ่นถือว่าไม่รุนแรงมาก ขยะต่อไปก็จะเป็นทรัพย์สินสำคัญ หลังจากได้ชุมชนร่วมกัน และจะมีการตั้งศูนย์แยกขยะในทุกชุมชน เพราะศูนย์แยกขยะทำให้มีรายได้มาสู่ชุมชนได้ อาจจะเก็บพวกขวดพลาสติกต่างๆ ทำให้ประชาชนมีรายได้เสริมเข้ามาด้วย” นายชัชชาติกล่าว

ด้าน พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 12 พรรคเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า มีนโยบายจะให้นักท่องเที่ยวต่างชาติจ่ายเงินค่าเหยียบแผ่นดินเข้ากรุงเทพฯ 100 บาทนั้นไม่ใช่การบังคับ แต่เป็นการจูงใจด้วย แอพพลิเคชั่น เช็คอินแบงคอก (Check In Bangkok) ที่จะประชาสัมพันธ์ตั้งแต่สนามบิน และตามแหล่งท่องเที่ยว ให้โหลดและจ่ายได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ในโลกที่มีแนวคิดเก็บค่าเข้า เช่น อิตาลี ที่เวนิซ มีค่าเข้าเมือง (Access Fee) โรมมี Tourist Accommodation Tax เก็บกันต่อคืนด้วยซ้ำ, สเปน ที่บาร์เซโลนา มี Tourist Tax, เอเชีย ตัวอย่างที่ชัดก็ญี่ปุ่น เช่น เกียวโต โอซาก้า จะเข้าพักก็มีภาษีพิเศษ งบประมาณส่วนนี้สามารถนำไปใช้พัฒนาบริการสาธารณะและสวัสดิการที่ประชาชนใช้ร่วมกัน โดยเฉพาะการดูแลเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบางในเมือง เช่น การเพิ่มศูนย์ดูแลเด็ก การสนับสนุนบริการผู้สูงอายุในชุมชน การปรับปรุงพื้นที่สาธารณะที่เข้าถึงได้สำหรับผู้พิการ ตลอดจนยกระดับความสะอาด ความปลอดภัยและคุณภาพสิ่งแวดล้อมของเมืองกรุงเทพฯต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 30ล้านคนต่อปี หากจัดเก็บค่าพัฒนาเมืองเพียงคนละ 100 บาท จะสร้างรายได้เพิ่มให้กรุงเทพมหานครกว่า 3,000ล้านบาทต่อปี โดยไม่เพิ่มภาระให้คนกรุงเทพฯ

เวลา 14.00น.ที่ตลาดวังหลัง เขตบางกอกน้อย นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข14 ลงพื้นที่พบประชาชน ผู้ค้า ร้านอาหาร วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และผู้ขับรถตุ๊กตุ๊ก ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก ประชาชนและนักท่องเที่ยวแห่ขอถ่ายภาพตลอดเส้นทาง

ตลาดวังหลังซึ่งเป็นแหล่งเศรษฐกิจสำคัญและจุดท่องเที่ยวชื่อดังของฝั่งธนบุรี โดยเฉพาะช่วงวันหยุดเสาร์–อาทิตย์ กลับสะท้อนปัญหาปากท้องอย่างชัดเจน ผู้ค้าหลายรายระบุว่า รายได้ลดลง การจับจ่ายซบเซา และต้องการให้ผู้ว่าฯ คนใหม่เร่งฟื้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างและคนขับตุ๊กตุ๊กได้เข้าร้องเรียนว่า รายได้หายไปกว่าครึ่งมานานแล้ว เพราะนักท่องเที่ยวลดลง การเดินทางเชื่อมต่อไม่คึกคักเหมือนเดิม จึงอยากให้มีนโยบายฟื้นฟูการท่องเที่ยว

ดร.มัลลิกา กล่าวว่า เสียงสะท้อนจากตลาดวังหลังคือภาพจริงของเศรษฐกิจฐานราก กรุงเทพฯ ต้องไม่ใช่เมืองที่ประชาชนถูกจำกัดโอกาสทำกิน แต่ต้องเป็นเมืองที่จัดระเบียบแล้วค้าขายได้ เดินทางสะดวก ปลอดภัย และดึงนักท่องเที่ยวกลับมา เพื่อให้เงินหมุนเวียนถึงมือผู้ค้ารายย่อย วินมอเตอร์ไซค์ ตุ๊กตุ๊ก และครอบครัวคนทำมาหากินอย่างแท้จริง กรุงเทพฯ ต้องกลับมาเป็นเมืองที่คนค้าขายได้ คนเดินทางสะดวก นักท่องเที่ยวอยากมา และประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น หากอ้างอิงข้อมูลวิจัยและรายงานด้านเศรษฐกิจเมืองของกรุงเทพฯ ก่อนการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยครั้งใหญ่จะพบว่า“สตรีทฟู้ด”ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องอาหาร แต่เป็นระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยว การจ้างงาน และรายได้ของประชาชนจำนวนมาก กรุงเทพมหานครเคยได้รับการจัดอันดับให้เป็น“เมืองสตรีทฟู้ดดีที่สุดในโลก” ติดต่อกันหลายปี และเป็นหนึ่งในจุดขายสำคัญด้านการท่องเที่ยวของไทย แต่เสน่ห์นั้นกลับหายไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ข้อมูลเชิงสถิติที่น่าสนใจ จำนวนผู้ค้า กรุงเทพฯ มีผู้ค้าหาบเร่แผงลอยประมาณ 300,000 ราย (เป็นผู้ค้าประเภทอาหารประมาณ37% หรือ111,000ราย) มูลค่าทางเศรษฐกิจ ภาคสตรีทฟู้ดสร้างมูลค่ากว่า 271,000ล้านบาทต่อปีและมีสัดส่วนสูงที่สุดในตลาดอาหารบริการของประเทศ การจับจ่ายของนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้จ่ายด้านอาหารประมาณ20%ของงบประมาณการเดินทางทั้งหมด

Leave a comment