
รัฐบาลคืนได้ทั้งหมด! นายกฯ ย้ำเงินกู้ 4 แสนล้าน ไม่ใช่ภาระพี่น้อง ปชช.
วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.22 น.
“นายกฯ”ร่วมประชาสัมพันธ์”ไทยช่วยไทย พลัส” Food Delivery ชี้เงินกู้ตาม พ.ร.ก. 4 แสนล้าน รัฐบาลกู้ในประเทศ ในสกุลเงินบาททั้งหมด อัตราดอกเบี้ย 1.2% ต่อปี ต่ำกว่าข้อเสนอเดิมที่ไม่เกิน 3% ยันไม่มีการออกนโยบายที่จะเป็นภาระกับประชาชนเพิ่ม ชูความสำเร็จ”ไทยช่วยไทยพลัส”ดันยอดขายพุ่ง 5-10 เท่าช่วงมีโครงการ และเพิ่มขึ้น 2 เท่าอย่างยั่งยืน
15 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 11.30 น.ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ของผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นำตัวแทนหน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส มาจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์การให้บริการระบบขนส่งอาหาร โดยมี นายพิศาล อำนวยเจริญกุล รองผู้อำนวยการฝ่าย Marketing Strategy ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) นำนายกฯ เดินชมบูธต่างๆ อาทิ บูธของธนาคารกรุงไทย ที่นำเสนอ AI นกกระซิบ บนแอปพลิเคชั่นถุงเงินที่จะมาเป็นที่ปรึกษาพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยที่ร่วมโครงการ

จากนั้นนายกฯ เยี่ยมชม บูธ GrabFood โดยมีน้องเกล – แอบิเกล รังษีสิงห์พิพัฒน์ ในฐานะ “Friend of Grab” และ ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต ที่มาร่วมประชาสัมพันธ์ ซึ่งนายกฯ ได้พยายามขอน้องเกลอุ้ม โดยมี นางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา นายกฯ ชักชวนให้น้องเกล เข้ามาอยู่ใกล้ๆ ลุงหนู และชวนให้ดูพระที่ลุงหนูห้อยพระ แต่น้องเกลส่ายหัวและไม่ได้ให้นายกฯ อุ้ม นอกจากนี้ นายกฯ ยังเยี่ยมชมบูธ Line man บูธ Robinhood และบูธ ShopeeFood ดูระหว่างชมกิจกรรม นายกฯ ได้ร่วมชงชาชัก สร้างสีสันให้กับกิจกรรมด้วย

จากนั้นเวลา 12.30 น. นายกฯ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเปิดงานและเยี่ยมชมกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการไทยช่วยไทย พลัส ว่า รัฐบาล กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย ตลอดจนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้มีเครือข่ายเดลิเวอรี Line Man , Grab Food , Robinhood และ Shopee ซึ่งเข้ามาช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้นโยบายไทยช่วยไทย พลัสข องรัฐบาล ได้มีการกระจายตัวเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่สำคัญคือทำให้พี่น้องประชาชนเข้าโครงการนี้เกิดความสะดวกในการจับจ่ายใช้สอย และเป็นการเพิ่มรีสกิล อัพสกิล ทำให้ผู้ประกอบการทั้งหลายได้เข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้มากขึ้น สามารถนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยไปเพิ่มยอดขาย และเพิ่มขนาดของกิจการ

นายกฯ กล่าวว่า สิ่งที่ได้เห็นผลอย่างชัดเจนคือ ทุกครั้งที่มีการทำโครงการเช่นนี้ขึ้นมา จะทำให้พี่น้องประชาชนสามารถซื้อของได้ถูกลง ผู้ขายสามารถขายของได้มากขึ้น ถึงเรียกว่าไทยช่วยไทย ถ้าภาษาสั้นๆ คือวินวิน ชนะกันทุกฝ่าย ไม่ใช่เป็นการมาทำให้มีคนร่วมจ่าย รัฐจ่ายให้ 60% ประชาชนจ่าย 40% ตรงนั้นเป็นพื้นฐาน แต่สิ่งที่ได้นอกเหนือจากนั้นคือ การเพิ่มยอดขายให้กับผู้ประกอบการ และเท่าที่ทราบมาทุกๆ รายมียอดขายเพิ่มมากขึ้น ถ้าผลิตภัณฑ์ของเขามีมาตรฐาน และมีสิ่งที่ดึงดูดความรู้สึกของผู้ซื้อ ทำให้ยอดขายเพิ่มมากขึ้นโดยเฉลี่ยถึง 5 เท่าในระหว่างที่มีโครงการ แต่บางรายทำสินค้าได้ดีก็ขึ้นไปถึง 9 – 10 เท่าก็มี สิ่งที่สำคัญคือการปรับฐาน เมื่อมียอดขายเพิ่มมากขึ้น มีช่องทางให้ผู้คนเข้าถึงสินค้าของเขามากขึ้น ก็ทำให้เมื่อโครงการจบลง ก็จะมีการปรับฐานรายได้ของพวกเขาขึ้นมาอย่างน้อย 2 เท่ากว่ากว่าๆ แน่นอน ซึ่งเป็นการตอบโจทย์ในเรื่องความยั่งยืน
.jpg)
นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลจะพยายามที่จะให้มีโครงการกระตุ้นให้ประชาชนได้เข้าถึงเทคโนโลยี ได้อัพสกิล รีสกิล ได้เพิ่มยอดขาย และมีส่วนร่วมในการทำให้เศรษฐกิจของชาติมีความมั่นคงเพิ่มเม็ดเงินเข้ามาในระบบ ที่สำคัญต้องขอชื่นชมกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ประชาชนทุกคนในการช่วยให้รัฐบาลมีแหล่งระดมเงินทุนมาเพื่อใช้ในโครงการนี้ เงินทุนที่ได้ไประดมมาให้พี่น้องประชาชนใช้ในโครงการนี้ แม้จะเรียกว่าเป็นเงินกู้ แต่เราถือว่าวัตถุประสงค์การดำเนินการนี้คือ ให้มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ รัฐไม่ได้เอาเงินมาจ่ายให้ประชาชนเฉยๆ แต่เป็นการร่วมกัน พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมในการใช้จ่ายเงิน ซึ่งทำให้มีเม็ดเงินเข้ามาในระบบมากมายมหาศาล

นายอนุทิน กล่าวว่า เงินกู้นี้ปลอดภัย เพราะไม่มีความเสี่ยงในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน กู้มาเท่าไหร่ก็เป็นเงินบาท อีกกี่ปีชำระหนี้ก็เป็นเงินบาท ที่สำคัญดอกเบี้ย ขณะนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 1.2% ตอนที่นายเอกนิติ นำเข้ามาเสนอ บอกว่าไม่เกิน 3% ซึ่งรัฐก็เอา เพื่อให้เม็ดเงินกระจายลงไปในระบบ แต่ด้วยความตั้งใจของพวกเรา และด้วยสภาพคล่อง และจำนวนเงินฝากที่มีอยู่ในระบบ เราสามารถใช้กลไกต่างๆ รูปแบบต่างๆ ในการระดมเงินนี้เข้ามา และส่งต่อให้พี่น้องประชาชนด้วยต้นทุนเงินเพียง 1.2% ต่อปี คือรัฐกู้ได้ที่ดอกเบี้ย 1 ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ฉะนั้น 1.2% นี้ ไม่ใช่ภาระของพี่น้องประชาชนอย่างที่คนเข้าใจ
“รัฐมีหน้าที่ทำทุกอย่าง เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และพวกผม รัฐบาลมีหน้าที่ที่จะต้องไปชำระดอกเบี้ย ไปผ่อนจ่ายเงินกู้ที่เราได้กู้มา ให้พี่น้องประชาชนด้วยตัวรัฐบาล ไม่มีการไปรบกวนพี่น้องประชาชน ไม่มีการออกมาตรการใดๆ ที่จะทำให้ต้นทุนในการดำรงชีวิตของประชาชนเพิ่มมากขึ้น เป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะต้องดำเนินการในสิ่งเหล่านี้ ขอให้ประชาชนมีความมั่นใจ ถ้าเรายังสามารถระดมเงินเหล่านี้มาให้ประชาชน โดยต้นทุนทางการเงินอยู่ในสภาพที่รัฐสามารถรับภาระได้ เราจะทำทุกวิธีทางที่จะให้พี่น้องประชาชนได้มีการจับจ่ายใช้สอย มีสภาพเศรษฐกิจมียอดขาย มีการเข้าถึงแหล่งเงินที่ดีขึ้นกว่านี้ยิ่งๆ ขึ้นไป” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า ขอขอบคุณทุกท่านที่เกี่ยวข้องจริงๆ และขอให้ทุกท่านได้เข้าใจถึงความปรารถนาดีและเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่มีต่อพี่น้องประชาชนในช่วงที่เรามีภาวะวิกฤตการณ์ จากภายนอกประเทศ ภาวะสงครามที่ทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจมากมาย เรา รัฐบาลของท่าน พร้อมที่จะยืนอยู่เคียงข้างท่าน เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีคุณภาพชีวิตที่ไม่ได้ลดน้อยถอยลง