เกาหลีเหนือเตรียมติดตั้งปืนใหญ่อัตตาจรใหม่ใกล้ชายแดน กรุงโซลเสี่ยงอยู่ในรัศมีโจมตี

เกาหลีเหนือเตรียมติดตั้งปืนใหญ่อัตตาจรใหม่ใกล้ชายแดน กรุงโซลเสี่ยงอยู่ในรัศมีโจมตี

9 พ.ค. 2569 11:41 น.

เกาหลีเหนือเตรียมติดตั้งปืนใหญ่อัตตาจรใหม่ใกล้ชายแดน กรุงโซลเสี่ยงอยู่ในรัศมีโจมตี

เกาหลีเหนือประกาศเตรียมติดตั้งอาวุธปืนใหญ่อัตตาจร หรือปืนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยตัวเองแบบใหม่ ตามแนวชายแดนติดเกาหลีใต้ ซึ่งอาจทำให้กรุงโซลอยู่ในรัศมีการโจมตีโดยตรง 

สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ KCNA รายงานว่านายคิม จอง อึน ได้เดินทางตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตอาวุธ พร้อมติดตามการผลิตปืนใหญ่อัตตาจรฮาวอิตเซอร์ขนาด 155 มิลลิเมตร รุ่นใหม่

อาวุธดังกล่าวมีพิสัยยิงไกลกว่า 60 กิโลเมตร และมีกำหนดนำเข้าประจำการภายในปีนี้ในหน่วยปืนใหญ่ระยะไกลบริเวณชายแดนเกาหลีใต้

รายงานระบุว่า กรุงโซลตั้งอยู่ห่างจากชายแดนเกาหลีเหนือเพียงประมาณ 50-60 กิโลเมตร ส่งผลให้เมืองหลวงของเกาหลีใต้ รวมถึงพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดคยองกี ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและมีประชากรมากที่สุดของประเทศ อาจอยู่ในระยะโจมตีของอาวุธชนิดใหม่นี้ โดยนาย คิม จอง อึน ระบุว่า อาวุธรุ่นใหม่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและข้อได้เปรียบสำคัญต่อปฏิบัติการภาคพื้นดินของกองทัพ

แม้รัฐบาลเกาหลีใต้จะพยายามส่งสัญญาณสันติภาพ แต่เกาหลีเหนือ ยังคงแสดงจุดยืนแข็งกร้าวต่อเกาหลีใต้ โดยล่าสุดมีรายงานว่า รัฐบาลเปียงยางได้ลบข้อความเกี่ยวกับการรวมชาติเกาหลี ออกจากรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ พร้อมระบุขอบเขตดินแดนใหม่ที่แยกเกาหลีใต้ออกชัดเจน

นักวิเคราะห์มองว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของเกาหลีเหนือ และอาจทำให้สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกตึงเครียดมากขึ้น

ขณะเดียวกันสำนักข่าว KCNA ยังเผยภาพคิม จอง อึน เดินทางตรวจสอบเรือพิฆาตขนาด 5,000 ตันชื่อ ” โช ฮยอน” ก่อนเข้าประจำการอย่างเป็นทางการ โดยมีลูกสาวคิม จู แอ ร่วมเดินทางด้วย ซึ่งภาพที่เผยแพร่แสดงให้เห็นผู้นำเกาหลีเหนือนั่งรับประทานอาหารร่วมกับทหารเรือภายในเรือรบ โดยผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า เรือพิฆาตลำดังกล่าวอาจสามารถติดตั้งขีปนาวุธร่อนเชิงยุทธศาสตร์ที่รองรับหัวรบนิวเคลียร์ได้.

ที่มา : channelnewsasia

ศรีลังกากวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จับต่างชาติกว่า 260 คน ส่วนใหญ่เป็นจีนและเวียดนาม

ศรีลังกากวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จับต่างชาติกว่า 260 คน ส่วนใหญ่เป็นจีนและเวียดนาม

9 พ.ค. 2569 11:18 น.

ศรีลังกากวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จับต่างชาติกว่า 260 คน ส่วนใหญ่เป็นจีนและเวียดนาม

ทางการศรีลังกา เดินหน้าปราบปรามขบวนการอาชญากรรมทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา จับกุมชาวต่างชาติกว่า 260 คน ฐานต้องสงสัยเอี่ยวเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ หรือ ไซเบอร์สแกม

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจศรีลังกาจับกุมชาวจีนและชาวเวียดนามรวม 30 คน ในพื้นที่เวราเฮรา ชานกรุงโคลอมโบ ส่งผลให้ยอดผู้ถูกจับกุมตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่มเป็น 261 คน

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่เพิ่งจับกุมชาวเวียดนามอีก 74 คนในกรุงโคลอมโบ และศาลมีคำสั่งควบคุมตัวจนถึงวันที่ 14 พฤษภาคม

ตำรวจศรีลังกาเปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยจำนวนมากเดินทางเข้าประเทศด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว แต่ลักลอบทำงานผิดกฎหมาย ขณะที่บางคนอยู่เกินกำหนดวีซ่า

เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นศูนย์ปฏิบัติการต้องสงสัยในย่าน Kollupitiya และยึดคอมพิวเตอร์รวมถึงโทรศัพท์มือถือจำนวนมาก เพื่อตรวจสอบหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยกลุ่มผู้ต้องสงสัยมีอายุระหว่าง 19-39 ปี โดยส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศเกินกำหนด

ด้านสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงโคลอมโบระบุว่า กำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลศรีลังกา เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวจีนเข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในประเทศ

พร้อมระบุว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมของศรีลังกา รวมถึงนโยบายวีซ่าที่ค่อนข้างผ่อนปรน ทำให้กลุ่มมิจฉาชีพเลือกใช้ประเทศแห่งนี้เป็นฐานปฏิบัติการ

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคม ทางการศรีลังกา เคยจับกุมชาวจีนกว่า 135 คน ที่ต้องสงสัยเปิดปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์จากโรงแรมแห่งหนึ่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ก่อนส่งตัวกลับประเทศจีนในเวลาต่อมา ขณะที่ในปี 2024 ทางการศรีลังกาเคยจับกุมชาวจีน 230 คน และชาวอินเดียอีก 200 คน ในคดีเกี่ยวข้องกับศูนย์อาชญากรรมไซเบอร์ทั่วประเทศ.

ที่มา : channelnewsasia

“เคียร์ สตาร์เมอร์” เจอแรงกดดันหนัก หลังพรรคแรงงานพ่ายเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งใหญ่ทั่วสหราชอาณาจักร

“เคียร์ สตาร์เมอร์” เจอแรงกดดันหนัก หลังพรรคแรงงานพ่ายเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งใหญ่ทั่วสหราชอาณาจักร

9 พ.ค. 2569 09:53 น.

“เคียร์ สตาร์เมอร์” เจอแรงกดดันหนัก หลังพรรคแรงงานพ่ายเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งใหญ่ทั่วสหราชอาณาจักร

เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เผชิญแรงกดดันทางการเมืองครั้งสำคัญ หลังพรรคแรงงาน สูญเสียคะแนนเสียงและที่นั่งจำนวนมากในการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วอังกฤษ สกอตแลนด์ และเวลส์

ผลการเลือกตั้งล่าสุดถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญของพรรคแรงงาน โดยเฉพาะในเวลส์ ที่พรรคสูญเสียอำนาจหลังบริหารพื้นที่มายาวนานกว่า 27 ปี

แม้นายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษยืนยันว่าจะไม่ลาออก เพราะไม่ต้องการผลักประเทศเข้าสู่ความวุ่นวาย แต่กระแสภายในพรรคเริ่มร้อนแรงขึ้น โดยมี ส.ส.พรรคแรงงานบางส่วนเรียกร้องให้เขากำหนดกรอบเวลาวางมือจากตำแหน่ง

ขณะที่ในสก็อตแลนด์ พรรคชาตินิยมสกอตแลนด์ หรือ SNP ยังคงเป็นพรรคใหญ่ที่สุด แม้จะไม่ได้เสียงข้างมากเด็ดขาด

ส่วนในอังกฤษ พรรคปฏิรูปสหราชอาณาจักร กลายเป็นผู้ชนะรายใหญ่ของการเลือกตั้งครั้งนี้ หลังคว้าที่นั่งมากกว่า 1,400 ที่นั่ง และยึดครองสภาท้องถิ่นหลายพื้นที่ที่เดิมเป็นฐานเสียงสำคัญของทั้งพรรคแรงงานและพรรคอนุรักษนิยม

ข้อมูลจาก BBC Projected National Share ระบุว่าพรรคปฏิรูปสหราชอาณาจักร มีคะแนนนิยมสูงสุดที่ 26% ขณะที่พรรคกรีนได้ 18%

ด้านพรรคแรงงานและพรรคอนุรักษนิยมมีคะแนนสูสีกันที่ 17% สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการเมืองอังกฤษ และการลดบทบาทของสองพรรคใหญ่ดั้งเดิม

รายงานระบุว่า มี ส.ส.พรรคแรงงานอย่างน้อย 22 คน ออกมาเรียกร้องให้นายเคียร์ สตาร์เมอร์ลาออก หรือกำหนดแผนส่งต่อผู้นำพรรค

อย่างไรก็ตาม แกนนำรัฐบาลหลายคนยังออกมาสนับสนุนเขา รวมถึงเวส สตรีทติง ที่ยืนยันว่านายกรัฐมนตรีจะยังได้รับการสนับสนุนจากคณะรัฐมนตรี

ด้าน ราเชล รีฟส์ กล่าวว่ารัฐบาลยังต้องเดินหน้าทำตามคำมั่นที่ให้ไว้กับประชาชน ขณะที่เอ็ด มิลลิแบนด์ ยอมรับว่า ผลเลือกตั้งครั้งนี้เป็นหายนะสำหรับพรรคแรงงาน

ด้านนายเคียร์ สตาร์เมอร์กล่าวหลังทราบผลเลือกตั้งว่า แม้จะเป็นผลลัพธ์ที่ยากลำบากแต่เขาจะไม่ลาออกจากตำแหน่ง พร้อมย้ำว่าพรรคแรงงานต้องตอบสนองต่อเสียงประชาชน ด้วยการสร้างความเป็นเอกภาพ มากกว่าการแบ่งฝ่ายทางการเมือง โดยมีการคาดการณ์ว่า เขาเตรียมปรับแนวทางบริหารรัฐบาลครั้งใหญ่ในสัปดาห์หน้า เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนและลดแรงกดดันภายในพรรค.

ที่มา : BBC

WHO ยืนยันพบผู้ติดเชื้อ “ไวรัสฮันตา” แล้ว 6 ราย เสียชีวิต 3 ศพบนเรือสำราญ

WHO ยืนยันพบผู้ติดเชื้อ “ไวรัสฮันตา” แล้ว 6 ราย เสียชีวิต 3 ศพบนเรือสำราญ

9 พ.ค. 2569 08:39 น.

WHO ยืนยันพบผู้ติดเชื้อ “ไวรัสฮันตา” แล้ว 6 ราย เสียชีวิต 3 ศพบนเรือสำราญ

องค์การอนามัยโลก ยืนยัน พบผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตาแล้ว 6 ราย จากผู้ต้องสงสัย 8 ราย หลังเกิดการระบาดบนเรือสำราญ มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ แต่ประเมินความเสี่ยงต่อประชากรโลกยังอยู่ในระดับต่ำ

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตาแล้ว 6 ราย จากผู้ต้องสงสัยทั้งหมด 8 ราย หลังเกิดการระบาดบนเรือสำราญ “เอ็มวี ฮอนดิอุส” (MV Hondius) ซึ่งลอยลำอยู่นอกชายฝั่งประเทศเคปเวิร์ด ในมหาสมุทรแอตแลนติก โดยผู้ติดเชื้อที่ยืนยันทั้งหมดเป็นสายพันธุ์ “แอนดีสไวรัส” (Andes virus) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ของไวรัสฮันตาที่พบในอเมริกาใต้ และเป็นสายพันธุ์หายากที่สามารถแพร่จากคนสู่คนได้ แม้จะเกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย คิดเป็นอัตราการเสียชีวิตราว 38% โดยผู้เสียชีวิตประกอบด้วย คู่สามีภรรยาชาวดัตช์ และหญิงชาวเยอรมัน ส่วนผู้ป่วยรายอื่นยังอยู่ระหว่างการรักษาและเฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

WHO ประเมินว่า ความเสี่ยงต่อประชากรโลกจากเหตุการณ์นี้ยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ความเสี่ยงสำหรับผู้โดยสารและลูกเรือบนเรือถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง พร้อมย้ำว่าจะติดตามสถานการณ์ทางระบาดวิทยาอย่างต่อเนื่อง

รายงานยังระบุว่า มีชาวสิงคโปร์ 2 คน อยู่ระหว่างการตรวจหาเชื้อ ขณะที่นายแพทย์เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO มีกำหนดเดินทางไปยังเกาะเตเนรีเฟ ของสเปน ในวันที่ 9 พฤษภาคม เพื่อร่วมประสานงานการอพยพผู้โดยสารและควบคุมสถานการณ์ร่วมกับทางการสเปน

ทั้งนี้ ไวรัสฮันตา เป็นโรคติดต่อจากสัตว์ฟันแทะ โดยเชื้อสามารถแพร่ผ่านปัสสาวะ น้ำลาย หรือมูลของหนูที่ปนเปื้อนในอากาศ อย่างไรก็ตาม WHO ย้ำว่า โอกาสระบาดใหญ่ทั่วโลกยังต่ำมาก เพราะการติดต่อระหว่างคนสู่คนเกิดขึ้นได้ยาก และต้องสัมผัสใกล้ชิดเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในสายพันธุ์แอนดีสไวรัสที่พบในอาร์เจนตินาและชิลีเท่านั้น.

ที่มา AFP

ชาวเกาะเตเนริเฟไม่พอใจ เรือสำราญฮันตาไวรัสเตรียมเทียบท่าสเปน หวั่นเชื้อระบาด

ชาวเกาะเตเนริเฟไม่พอใจ เรือสำราญฮันตาไวรัสเตรียมเทียบท่าสเปน หวั่นเชื้อระบาด

9 พ.ค. 2569 07:54 น.

ชาวเกาะเตเนริเฟไม่พอใจ เรือสำราญฮันตาไวรัสเตรียมเทียบท่าสเปน หวั่นเชื้อระบาด

ประชาชนบนเกาะเตเนริเฟ ของสเปน กำลังเผชิญทั้งความกังวลและความไม่พอใจ หลังเรือสำราญเอ็มวี ฮอนดิอุส ซึ่งเกิดการระบาดของไวรัสฮันตาไวรัส เตรียบเดินทางเข้าเทียบท่าในช่วงสุดสัปดาห์นี้

รัฐบาลสเปนเปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับองค์การอนามัยโลก หรือ WHO และอนุญาตให้ผู้โดยสารบนเรือลงจากเรือที่หมู่เกาะคานารีได้ หลังเรือเดินทางมาจากเคปเวิร์ด (Cape Verde) ซึ่งก่อนหน้านี้มีผู้โดยสาร 3 คนถูกอพยพออกจากเรือเนื่องจากป่วย

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา คนงานท่าเรือในเกาะคานารีจำนวนหนึ่งรวมตัวประท้วงหน้าอาคารรัฐสภาท้องถิ่นในเมือง ซานตา ครูซ เพื่อแสดงความกังวลว่า การมาถึงของเรือสำราญอาจสร้างความเสี่ยงด้านสาธารณสุขแก่เจ้าหน้าที่และประชาชน โดยผู้ประท้วงเป่านกหวีด ใช้แตรวูวูเซลา และถือป้ายเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มมาตรการป้องกัน

โจอานา บาติสตา ตัวแทนสหภาพแรงงานท่าเรือกล่าวว่า พนักงานไม่พอใจที่ต้องทำงานโดยไม่มีข้อมูลหรือมาตรการความปลอดภัยเพียงพอ ขณะที่เรือที่มีผู้ติดเชื้อกำลังจะเข้ามาเทียบท่า

เธอยังระบุว่า หากรัฐบาลไม่ดำเนินมาตรการที่เหมาะสม คนงานบางส่วนอาจขัดขวางการเข้าเทียบท่าของเรือสำราญลำดังกล่าว

ด้านมาเรีย เดอ ลา ลุซ เซเดโน  ซึ่งเข้าร่วมสังเกตการณ์การประท้วง แสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาลกลาง โดยมองว่า นี่คืออีกหนึ่งปัญหาที่ชาวหมู่เกาะคานารีต้องแบกรับ โดยเชื่อมโยงสถานการณ์นี้เข้ากับปัญหาผู้อพยพผิดกฎหมายจำนวนมากที่เดินทางจากแอฟริกาเหนือและแอฟริกาตะวันตกเข้าสู่หมู่เกาะคานารีตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ข้อมูลจาก NGO Caminando Fronteras ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 3,000 คนในปี 2025 ระหว่างพยายามเดินทางมายังหมู่เกาะคานารีด้วยเรือขนาดเล็ก

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีแห่งหมู่เกาะคานารีเฟอร์นันโด คลาวิโจได้แสดงจุดยืนคัดค้านการรับเรือสำราญลำนี้ แต่รัฐบาลกลางสเปนยังคงเดินหน้าตามแผนเดิม

ด้านรัฐบาลสเปนชี้แจงว่า เรือเอ็มวี ฮอนดิอุส จะไม่เข้าเทียบท่าหลักของเตเนริเฟ แต่จะจอดลอยลำนอกชายฝั่ง ก่อนลำเลียงผู้โดยสารไปยังท่าเรืออุตสาหกรรมกรันนาดิลลาทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะ ซึ่งอยู่ห่างจากพื้นที่ชุมชน

หลังจากนั้น ผู้โดยสารจะถูกส่งกลับประเทศต้นทางทันที ส่วนชาวสเปน 14 คนบนเรือจะถูกนำตัวไปยังมาดริดเพื่อกักตัว โดยยืนยันว่า จะไม่มีการสัมผัสระหว่างผู้โดยสารกับประชาชนบนเกาะ และชาวเมืองจะได้รับการปกป้องอย่างสมบูรณ์

ทั้งนี้ สำหรับชาวหมู่เกาะคานารีจำนวนมาก เหตุการณ์เรือสำราญระบาดฮันตาไวรัสครั้งนี้ ทำให้นึกถึงช่วงเริ่มต้นการระบาดของ COVID-19 ในสเปน ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันบนเกาะลา โกเมรา เคยเป็นผู้ติดเชื้อรายแรกของประเทศ ส่งผลให้โรงแรมแห่งหนึ่งในเตเนริเฟต้องกักตัวแขกและพนักงานเกือบ 1,000 คน

ทั้งนี้ พรรคการเมืองขวาจัด Vox ของสเปนพยายามใช้ประเด็นเรือสำราญเชื่อมโยงกับปัญหาผู้อพยพผิดกฎหมาย ขณะที่ WHO และรัฐบาลสเปนย้ำว่า สถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 อย่างชัดเจน.

ที่มา :BBC

“คิม จองอึน” ตรวจโรงงานผลิตปืนใหญ่รุ่นใหม่ เตรียมติดตั้งประจำการชายแดนเกาหลีใต้ภายในปีนี้

“คิม จองอึน” ตรวจโรงงานผลิตปืนใหญ่รุ่นใหม่ เตรียมติดตั้งประจำการชายแดนเกาหลีใต้ภายในปีนี้

9 พ.ค. 2569 07:39 น.

“คิม จองอึน” ตรวจโรงงานผลิตปืนใหญ่รุ่นใหม่ เตรียมติดตั้งประจำการชายแดนเกาหลีใต้ภายในปีนี้

สื่อทางการเกาหลีเหนือเผย “คิม จองอึน” ตรวจโรงงานผลิตปืนใหญ่อัตตาจร 155 มม. รุ่นใหม่ เตรียมประจำการชายแดนเกาหลีใต้ภายในปีนี้ ยิงไกลกว่า 60 กม.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ เคซีเอ็นเอ รายงานว่า คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เดินทางตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตอาวุธเมื่อวันพุธที่ผ่านมา พร้อมติดตามความคืบหน้าการผลิตปืนใหญ่อัตตาจรขนาด 155 มิลลิเมตร รุ่นใหม่ ซึ่งเตรียมนำไปประจำการตามแนวชายแดนติดกับเกาหลีใต้ ภายในปีนี้

รายงานระบุว่า อาวุธรุ่นใหม่นี้จะถูกส่งให้หน่วยปืนใหญ่พิสัยไกลบริเวณชายแดนทางภาคใต้ จำนวน 3 กองพัน โดยปืนใหญ่อัตตาจรรุ่นใหม่นี้มีพิสัยยิงไกลเกิน 60 กิโลเมตร ซึ่งเพียงพอที่จะยิงจากแนวหน้าของกองทัพเกาหลีเหนือไปถึงกรุงโซล ของเกาหลีใต้

เคซีเอ็นเอระบุเพิ่มเติมว่า นายคิม จองอึนย้ำว่า ปี 2569 จะเป็นอีกปีแห่ง การยกระดับศักยภาพด้านกลาโหมอย่างไม่เคยมีมาก่อน  พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่และภาคอุตสาหกรรมทางทหารเร่งเสริมสร้างความพร้อมรบ และสร้าง ความสำเร็จสำคัญในทุกวัน

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีที่ยังดำเนินต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา เกาหลีเหนือเดินหน้าพัฒนาอาวุธและขีดความสามารถทางทหารอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ ซึ่งเกาหลีเหนือมองว่าเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงของประเทศ.

ที่มา Yonhap

พบร่างนักเดินป่าหายตัวในอุทยานแห่งชาติกลาเซีย รัฐมอนแทนา ถูกหมีทำร้ายจนเสียชีวิต

พบร่างนักเดินป่าหายตัวในอุทยานแห่งชาติกลาเซีย รัฐมอนแทนา ถูกหมีทำร้ายจนเสียชีวิต

9 พ.ค. 2569 07:23 น.

พบร่างนักเดินป่าหายตัวในอุทยานแห่งชาติกลาเซีย รัฐมอนแทนา ถูกหมีทำร้ายจนเสียชีวิต

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ พบร่างของนักเดินป่าวัย 33 ปี ซึ่งคาดว่าเสียชีวิตจากการถูกหมีทำร้าย ภายในอุทยานแห่งชาติกลาเซีย หลังจากได้รับแจ้งว่าหายตัวไปตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ทีมค้นหาและกู้ภัยพบร่างของผู้เสียชีวิตในพื้นที่ป่าทึบ ขณะออกไปเดินป่าในอุทยานแห่งชาติชื่อดังของรัฐมอนแทนา โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า บาดแผลที่พบบนร่าง สอดคล้องกับการถูกหมีโจมตี 

ผู้เสียชีวิตได้รับการระบุชื่อว่าแอนโทนี พอลลิโอ (Anthony Pollio) อายุ 33 ปี จากเมืองฟอร์ท ลอเดอร์เดล (Fort Lauderdale) โดยหลังเกิดเหตุทางหน่วยงานอุทยานแห่งชาติได้ประกาศปิดเส้นทางเดินป่าบริเวณที่พบร่างทันที เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

อุทยานแห่งชาติกลาเซีย ได้รับการขนานนามว่าเป็น “Bear Country” หรือดินแดนของหมี เนื่องจากมีประชากรหมีจำนวนมาก โดยเฉพาะหมีกริซลี่ หรือหมีสีน้ำตาล รวมถึงหมีดำที่พบได้ทั่วไปในพื้นที่

ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่าระบุว่า เหตุหมีทำร้ายคนจนเสียชีวิตในสหรัฐฯ ถือว่าเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่พฤติกรรมของหมีเริ่มกล้าเข้าใกล้มนุษย์มากขึ้น เมื่อพื้นที่อยู่อาศัยหรือแคมป์นักท่องเที่ยวกลายเป็นแหล่งอาหารที่เข้าถึงง่าย

ข้อมูลจากหน่วยงานอุทยานแห่งชาติระบุว่า เหตุหมีทำร้ายมนุษย์ครั้งล่าสุดใน Glacier National Park เกิดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2025 ส่วนเหตุเสียชีวิตครั้งล่าสุดก่อนหน้านี้เกิดขึ้นในปี 1998 ที่บริเวณ Two Medicine Valley

ทั้งนี้ ผลการศึกษาจากวารสารด้านสัตว์ป่า (Journal of Wildlife Management) ระบุว่าระหว่างปี 1900-2009 มีผู้เสียชีวิตจากการถูกหมีดำโจมตีในทวีปอเมริกาเหนือเพียง 63 รายเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ยังเกิดเหตุหมีทำร้ายนักเดินป่าอีกกรณีในอุทยานแห่งชาติเยลโลวสโตน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้นักท่องเที่ยว 2 คนได้รับบาดเจ็บ โดยอุทยานแห่งชาติดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของรัฐไวโอมิง มอนแทนา และไอดาโฮ.

ที่มา : BBC

อาเซียนออกแผนฉุกเฉินรับมือสงครามอิหร่าน หวั่นวิกฤตราคาน้ำมัน-เศรษฐกิจทรุด

อาเซียนออกแผนฉุกเฉินรับมือสงครามอิหร่าน หวั่นวิกฤตราคาน้ำมัน-เศรษฐกิจทรุด

9 พ.ค. 2569 07:17 น.

อาเซียนออกแผนฉุกเฉินรับมือสงครามอิหร่าน หวั่นวิกฤตราคาน้ำมัน-เศรษฐกิจทรุด

ผู้นำอาเซียนเห็นชอบแผนฉุกเฉินรับผลกระทบสงครามอิหร่าน เร่งหารือสำรองน้ำมัน-โครงข่ายไฟฟ้าร่วม หวั่นเศรษฐกิจและแรงงานในตะวันออกกลางกระทบหนัก

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุมผู้นำชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน เห็นชอบ แผนฉุกเฉินเพื่อรับมือผลกระทบจากสงครามระหว่างอิหร่าน กับสหรัฯ และอิสราเอล ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนประจำปีที่จังหวัดเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ท่ามกลางความกังวลต่อราคาพลังงาน เศรษฐกิจ และความปลอดภัยของแรงงานในตะวันออกกลาง

รายงานระบุว่า ฟิลิปปินส์ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากสงครามครั้งนี้ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม โดยประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ สั่งลดความหรูหราและพิธีการต่างๆ ของการประชุม เพื่อสะท้อนภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญแรงกดดัน

แผนฉุกเฉินของอาเซียนประกอบด้วยหลายมาตรการ อาทิ การเร่งให้สัตยาบันข้อตกลงแบ่งปันเชื้อเพลิงฉุกเฉินระหว่างประเทศสมาชิก การวางแผนจัดตั้งโครงข่ายไฟฟ้าระดับภูมิภาค การสร้างคลังสำรองน้ำมัน รวมถึงการกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อลดการพึ่งพาพื้นที่เสี่ยง นอกจากนี้ ผู้นำอาเซียนยังเห็นชอบให้ส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า และศึกษาการใช้เทคโนโลยีพลังงานใหม่ รวมถึงพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีมาร์กอสยอมรับว่า การสร้างคลังน้ำมันสำรองระดับภูมิภาคและระบบโครงข่ายไฟฟ้าร่วมกันเป็นเรื่องซับซ้อนและอาจต้องใช้เวลานาน โดยตั้งคำถามว่า คลังน้ำมันสำรองจะถูกเก็บไว้ในประเทศเดียว หรือกระจายอยู่ทั่วอาเซียน ผู้นำฟิลิปปินส์กล่าวว่า แม้แนวคิดโครงข่ายไฟฟ้าร่วมจะถูกพูดถึงมาหลายปี แต่ปัจจุบันยังดำเนินการได้เพียงในระดับจำกัด อย่างไรก็ตาม ผู้นำอาเซียนยังคงมุ่งมั่นผลักดันให้เกิดขึ้นจริง เพราะทุกประเทศกำลังได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญในการประชุม คือ ความกังวลเกี่ยวกับการอพยพแรงงานอาเซียนในตะวันออกกลาง หากสถานการณ์กลับมาปะทุรุนแรงอีกครั้ง เนื่องจากมีชาวอาเซียนมากกว่า 1 ล้านคนทำงานและอาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้

นอกจากสถานการณ์ตะวันออกกลางแล้ว ผู้นำอาเซียนยังหารือประเด็นสำคัญในภูมิภาค ทั้งข้อพิพาททะเลจีนใต้ สงครามกลางเมืองในเมียนมาที่ดำเนินมากว่า 5 ปี และความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา.

ที่มา AP

ทรัมป์ประกาศหยุดยิงรัสเซีย-ยูเครน 3 วัน แลกเชลยฝ่ายละ 1,000 คน

ทรัมป์ประกาศหยุดยิงรัสเซีย-ยูเครน 3 วัน แลกเชลยฝ่ายละ 1,000 คน

9 พ.ค. 2569 05:57 น.

ทรัมป์ประกาศหยุดยิงรัสเซีย-ยูเครน 3 วัน แลกเชลยฝ่ายละ 1,000 คน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศรัสเซีย-ยูเครนตกลงหยุดยิง 3 วัน ช่วง 9-11 พ.ค. พร้อมแลกเชลยศึกฝ่ายละ 1,000 คน เซเลนสกียืนยันข้อตกลงแล้ว

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศผ่าน Truth Social ว่า รัสเซียและยูเครนต่างบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 3 วัน ในสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี พร้อมเตรียมแลกเปลี่ยนเชลยศึกฝ่ายละ 1,000 คน  โดยข้อตกลงหยุดยิงจะมีผลระหว่างวันที่ 9-11 พฤษภาคม เพื่อเปิดทางสู่การเจรจายุติสงคราม 

ทรัมป์ระบุว่า เขาเป็นผู้ร้องขอให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงโดยตรง พร้อมขอบคุณทั้งประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีเซเลนสกีที่ตอบรับข้อเสนอ โดยย้ำว่า การหยุดยิงครั้งนี้จะรวมถึงการระงับปฏิบัติการทางทหารทั้งหมด และการแลกเปลี่ยนเชลยศึกฝ่ายละ 1,000 คน ซึ่งเซเลนสกีก็ยืนยันเรื่องดังกล่าวแล้วเช่นกัน

หลังจากนั้นไม่นาน นายโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ยืนยันผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า มีการตกลงหยุดยิงชั่วคราวจริง ภายใต้ความพยายามของสหรัฐฯ ในการผลักดันการเจรจาสันติภาพ

ด้านนายยูรี อูชาคอฟ ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซีย เปิดเผยว่า ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นจากการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กับทรัมป์ รวมถึงการประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และรัฐบาลยูเครน นอกจากนี้ นายอูชาคอฟระบุว่า ผู้นำทั้งสองยังหารือถึงวันแห่งชัยชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 ของรัสเซีย ซึ่งตรงกับวันที่ 9 พฤษภาคม และต่างย้ำว่ารัสเซียกับสหรัฐฯ เคยเป็นพันธมิตรกันในสงครามโลกครั้งที่ 2

ก่อนหน้านี้ รัสเซียเพิ่งประกาศหยุดยิงฝ่ายเดียว 2 วัน เนื่องในวันแห่งชัยชนะ ขณะที่ยูเครนระบุว่า เคยเสนอแนวคิดหยุดยิงเช่นกัน แต่ไม่ได้รับการตอบรับจากรัสเซีย ขณะที่การเจรจายุติสงครามยังเผชิญอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นแคว้นโดเนตสก์ ทางตะวันออกของยูเครน ซึ่งปัจจุบันรัสเซียควบคุมพื้นที่ราว 3 ใน 4 ของภูมิภาค นอกจากนี้รัสเซียเรีกยร้องให้ยูเครนถอนทหารออกจากพื้นที่ที่ยังยึดครองอยู่ ขณะที่รัฐบาลยูเครนยืนยันจะไม่ยอมสละดินแดนที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุม.

ที่มา Aljazeera

ภูเขาไฟอินโดนีเซียปะทุ พ่นเถ้าถ่านสูง 10 กม. นักปีนเขาดับ 3 ศพ กู้ภัยเร่งค้นหาอีก 2 คนที่ยังสูญหาย

ภูเขาไฟอินโดนีเซียปะทุ พ่นเถ้าถ่านสูง 10 กม. นักปีนเขาดับ 3 ศพ กู้ภัยเร่งค้นหาอีก 2 คนที่ยังสูญหาย

9 พ.ค. 2569 00:23 น.

ภูเขาไฟอินโดนีเซียปะทุ พ่นเถ้าถ่านสูง 10 กม. นักปีนเขาดับ 3 ศพ กู้ภัยเร่งค้นหาอีก 2 คนที่ยังสูญหาย

ภูเขาไฟ “ดูโกโน” ในอินโดนีเซียปะทุรุนแรง พ่นเถ้าถ่านสูงกว่า 10 กม. นักปีนเขาเสียชีวิต 3 ศพ เจ้าหน้าที่ชี้นักท่องเที่ยวฝ่าฝืนเขตอันตราย

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุภูเขาไฟ “ดูโกโน” บนเกาะมาลูกูเหนือของอินโดนีเซีย ปะทุอย่างรุนแรงเมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ ส่งผลให้นักปีนเขาเสียชีวิต 3 ศพ หลังฝ่าฝืนคำเตือนและขึ้นไปในพื้นที่อันตรายใกล้ปล่องภูเขาไฟ โดยภาพวิดีโอและภาพถ่ายจากจุดเกิดเหตุเผยให้เห็นกลุ่มเถ้าถ่านและควันภูเขาไฟพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงราว 10 กิโลเมตร ขณะที่แรงระเบิดยังพ่นหินและวัสดุภูเขาไฟออกจากปล่องอย่างต่อเนื่อง

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วยชาวสิงคโปร์ 2 คน เป็นชายอายุ 27 และ 30 ปี ส่วนอีกรายเป็นหญิงชาวอินโดนีเซียจากเมืองเทอร์นาเต โดยทั้งหมดอยู่ในคณะนักปีนเขา 20 คน ซึ่งมีทั้งชาวสิงคโปร์และอินโดนีเซีย

รายงานระบุว่า นักปีนเขากลุ่มนี้ขึ้นไปบนภูเขาไฟแม้ทางการมีคำเตือนห้ามเข้าใกล้พื้นที่เสี่ยงจากการปะทุ โดยหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่สามารถอพยพนักปีนเขาส่วนใหญ่ลงจากภูเขาและส่งตัวรักษาที่โรงพยาบาลได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 3 รายยังคงติดอยู่บนภูเขา

นอกจากนี้มีรายงานว่า ภารกิจค้นหาและกู้ศพเป็นไปอย่างยากลำบาก จากการปะทุซ้ำหลายครั้ง สภาพภูมิประเทศที่อันตราย และแรงระเบิดจากปล่องภูเขาไฟ โดยนายเออร์ลิกสัน ปาซาริบู ผู้บัญชาการตำรวจเขตนอร์ทฮาลมาเฮรา เปิดเผยว่า ปฏิบัติการกู้ศพต้องหยุดชั่วคราวในช่วงค่ำวันศุกร์ และจะกลับมาดำเนินการอีกครั้งในวันเสาร์ 

ทางด้านพยานซึ่งเป็นไกด์นำทางบนภูเขาเล่าว่า ก่อนเกิดเหตุเขาได้ยินแรงสั่นสะเทือนจากภายในภูเขาไฟ จึงรีบพานักท่องเที่ยวลงจากเขาทันที และรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด ขณะเดียวกันยังเห็นนักปีนเขาหลายคนอยู่บริเวณยอดเขา รวมถึงบางกลุ่มเข้าใกล้ขอบปล่องเพื่อถ่ายคลิปโดรน

ทางด้านสำนักงานสำรวจภูเขาไฟอินโดนีเซียจัดระดับเตือนภัยภูเขาไฟดูโกโนไว้ที่ระดับ 2 จากทั้งหมด 4 ระดับ และแนะนำตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 ให้ประชาชนหลีกเลี่ยงกิจกรรมภายในรัศมี 4 กิโลเมตรจากปล่องหลัก เนื่องจากเสี่ยงต่อหินภูเขาไฟ เถ้าถ่าน ลาวา และการปะทุฉับพลัน.