ยอดเหยื่อแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา พุ่ง 2,595 ศพ IMF-ธนาคารโลกยื่นช่วยฟื้นฟู

ยอดเหยื่อแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา พุ่ง 2,595 ศพ IMF-ธนาคารโลกยื่นช่วยฟื้นฟู

3 ก.ค. 2569 09:18 น.

ยอดเหยื่อแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา พุ่ง 2,595 ศพ IMF-ธนาคารโลกยื่นช่วยฟื้นฟู

เวเนซุเอลาเผยยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน เพิ่มเป็น 2,595 ราย ขณะที่มีผู้บาดเจ็บ มากกว่า 12,000 คน และยังคงเดินหน้าค้นหาร่างผู้เสียชีวิตที่ติดอยู่ใต้ซากอาคารต่อเนื่อง

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 นาง เดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา แถลงว่า แผ่นดินไหวได้คร่าชีวิตประชาชนแล้ว 2,595 ศพ มีผู้บาดเจ็บมากกว่า 12,000 ราย และทำให้อาคาร 189 หลังพังถล่มทั้งหลัง ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งกู้ร่างผู้เสียชีวิตจากซากปรักหักพัง

ผู้นำเวเนซุเอลา ระบุว่า ก่อนหน้านี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และ ธนาคารโลก (World Bank) เสนอความช่วยเหลือและวงเงินสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย โดยรัฐบาลเวเนซุเอลาจะจัดตั้ง กองทุนฟื้นฟูมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 6.5 พันล้านบาท  ร่วมกับ IMF เพื่อนำเงินไปใช้ในการก่อสร้างบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายและฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ

ทั้งนี้ เหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.2 และ 7.5 แมกนิจูด ซึ่งเกิดขึ้นห่างกันเพียง 40 วินาที นับเป็นหนึ่งในภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุดของเวเนซุเอลาในรอบกว่าศตวรรษ และสร้างความเสียหายอย่างหนักในกรุงการากัส รวมถึงพื้นที่ชายฝั่งทางตอนเหนือของประเทศ.

เมียนมาเตรียมปัดฝุ่นโครงการเขื่อนยักษ์มิตโสน 3.6 พันล้านดอลลาร์ที่จีนหนุน หลังหยุดสร้างนาน 15 ปี

เมียนมาเตรียมปัดฝุ่นโครงการเขื่อนยักษ์มิตโสน 3.6 พันล้านดอลลาร์ที่จีนหนุน หลังหยุดสร้างนาน 15 ปี

3 ก.ค. 2569 09:04 น.

เมียนมาเตรียมปัดฝุ่นโครงการเขื่อนยักษ์มิตโสน 3.6 พันล้านดอลลาร์ที่จีนหนุน หลังหยุดสร้างนาน 15 ปี

รัฐบาลเมียนมาเตรียมปัดฝุ่นโครงการเขื่อนยักษ์ “มิตโสน” มูลค่า 3.6 พันล้านดอลลาร์ ในรัฐคะฉิ่น ทางตอนเหนือของประเทศ ที่จีนหนุน หลังหยุดสร้างนาน 15 ปี

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างแหล่งข่าว 2 รายว่า รัฐบาลเมียนมาตั้งเป้าก่อสร้างโครงการ เขื่อนยักษ์ “มิตโสน” ให้แล้วเสร็จภายในราว 8 ปี หลัง พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เดินทางเยือนจีนเมื่อเดือนที่ผ่านมา และมีการหารือเรื่องการรื้อฟื้นโครงการแห่งนี้ที่มีมูลค่า 3.6 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.17 แสนล้านบาท

แหล่งข่าวระบุว่า การก่อสร้างจะเริ่มขึ้นในเร็วๆ นี้ และรัฐบาลจะประกาศอย่างเป็นทางการในภายหลัง โดยโครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในโครงการพลังงานน้ำที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีกำลังการผลิต 6 กิกะวัตต์ และเดิมวางแผนส่งออกไฟฟ้าถึง 90% ไปยังจีน

โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีเมียนมาระบุว่า โครงการนี้เป็นหนึ่งในประเด็นที่มีการหารือระหว่างการเยือนจีน พร้อมชี้ว่า หากแล้วเสร็จจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศที่อยู่ราว 10 กิกะวัตต์ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันว่ากำลังประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การน้ำท่วม และการอพยพของชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างสมดุลระหว่างประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น 

ทั้งนี้ โครงการเขื่อนมิตโสนถูกระงับเมื่อปี 2554 หลังเกิดกระแสต่อต้านครั้งใหญ่จากประชาชน เนื่องจากกังวลว่าจะทำให้พื้นที่ขนาดใกล้เคียงประเทศสิงคโปร์ถูกน้ำท่วม และสะท้อนความไม่พอใจต่ออิทธิพลของจีนในเมียนมา แม้จีนจะผลักดันโครงการนี้มาโดยตลอดก็ตาม.

ที่มา Reuters

เทย์เลอร์ สวิฟต์-ทราวิส เคลซี บริจาคเงิน 26 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้ 20 องค์กรการกุศล ก่อนพิธีวิวาห์

เทย์เลอร์ สวิฟต์-ทราวิส เคลซี บริจาคเงิน 26 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้ 20 องค์กรการกุศล ก่อนพิธีวิวาห์

3 ก.ค. 2569 09:00 น.

เทย์เลอร์ สวิฟต์-ทราวิส เคลซี บริจาคเงิน 26 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้ 20 องค์กรการกุศล ก่อนพิธีวิวาห์

เทย์เลอร์ สวิฟต์ นักร้องสาวชื่อดัง และทราวิส เคลซี นักอเมริกันฟุตบอล บริจาคเงินรวม 26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 845 ล้านบาท ให้แก่องค์กรการกุศล 20 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกา ตอบแทนสังคมก่อนวิวาห์

โฆษกของสวิฟต์เปิดเผยว่า เงินบริจาคถูกกระจายไปยังองค์กรการกุศลทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ โดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองที่มีความผูกพันกับทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็นนครนิวยอร์ก เมืองแคนซัสซิตี รัฐมิสซูรี รัฐโรดไอแลนด์ เมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี และเมืองเรดดิง รัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทั้งคู่เคยใช้ชีวิตหรือมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

ในนครนิวยอร์ก องค์กรที่ได้รับการสนับสนุน ได้แก่ Food Bank For NYC, City Harvest และ Musical Mentors ซึ่งช่วยเหลือด้านอาหารและการศึกษาดนตรีแก่เยาวชนผู้ขาดโอกาส ส่วนที่เมืองแคนซัสซิตี มีการบริจาคให้กับ Children’s Mercy Hospital โรงพยาบาลเด็กชื่อดัง และเครือข่ายธนาคารอาหารในพื้นที่ ขณะที่องค์กรระดับประเทศที่ได้รับเงินสนับสนุนยังรวมถึง Feeding America, American Society for the Prevention of Cruelty to Animals (ASPCA) และโครงการ Dolly Parton’s Imagination Library ที่ส่งเสริมการอ่านสำหรับเด็กทั่วสหรัฐฯ

แม้ตัวแทนของสวิฟต์จะไม่ได้กล่าวถึงงานแต่งงานโดยตรง แต่สำนักข่าวหลายแห่งรายงานว่า ทั้งคู่เตรียมจัดพิธีวิวาห์แบบส่วนตัวที่ Madison Square Garden ในนครนิวยอร์ก ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด และมีการเตรียมสถานที่ขนาดใหญ่สำหรับการเฉลิมฉลอง อย่างไรก็ตามทั้งสวิฟต์และเคลซียังคงเก็บรายละเอียดของพิธีไว้เป็นความลับ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากทั้งสองฝ่าย

การบริจาคครั้งใหญ่ครั้งนี้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ด้านการกุศลของทั้งคู่ โดยสวิฟต์เคยบริจาคเงินหลายล้านดอลลาร์ให้ธนาคารอาหารในเมืองต่าง ๆ ระหว่างการจัดคอนเสิร์ต Eras Tour ขณะที่เคลซีได้รับการยกย่องจากกิจกรรมเพื่อสังคมผ่านมูลนิธิของตนเองและโครงการช่วยเหลือชุมชนในฐานะนักกีฬาของทีม Kansas City Chiefs

ทั้งคู่เริ่มคบหากันตั้งแต่ปี 2023 และประกาศหมั้นหมายในปี 2025 ก่อนกลายเป็นหนึ่งในคู่รักคนดังที่ได้รับความสนใจมากที่สุดของวงการบันเทิงและกีฬา โดยการบริจาคครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำความตั้งใจของทั้งสองในการใช้ชื่อเสียงและทรัพยากรเพื่อสนับสนุนองค์กรที่ทำงานเพื่อสังคมในหลายด้าน ทั้งการบรรเทาความหิวโหย การดูแลเด็ก การศึกษา และสวัสดิภาพสัตว์.

ที่มา :channelnewsasia

อิหร่านขู่เรือบรรทุกน้ำมันทั่วโลก ใช้เส้นทางที่กำหนดในช่องแคบฮอร์มุซ ฝ่าฝืนเจอตอบโต้ทันที

อิหร่านขู่เรือบรรทุกน้ำมันทั่วโลก ใช้เส้นทางที่กำหนดในช่องแคบฮอร์มุซ ฝ่าฝืนเจอตอบโต้ทันที

3 ก.ค. 2569 08:49 น.

อิหร่านขู่เรือบรรทุกน้ำมันทั่วโลก ใช้เส้นทางที่กำหนดในช่องแคบฮอร์มุซ ฝ่าฝืนเจอตอบโต้ทันที

อิหร่านประกาศเตือนเรือบรรทุกน้ำมันทุกลำที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ให้ปฏิบัติตามเส้นทางเดินเรือที่รัฐบาลอิหร่านกำหนดอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นจะเผชิญกับการตอบโต้ที่รุนแรงจากกองทัพอิหร่านในทันที

แถลงการณ์ดังกล่าวเผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี โดยกองบัญชาการร่วม คาทัม อัล-อันบิยา และออกอากาศผ่านสถานีโทรทัศน์ของทางการอิหร่าน ประกาศเตือนเรือบรรทุกน้ำมันทุกลำที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ให้ปฏิบัติตามเส้นทางเดินเรือที่รัฐบาลอิหร่านกำหนดอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นจะเผชิญกับการตอบโต้ที่รุนแรงจากกองทัพอิหร่านในทันที ซึ่งนับเป็นสัญญาณล่าสุดที่สะท้อนว่าความตึงเครียดใน ช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงอยู่ในระดับสูง แม้การเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เพื่อหาทางยุติสงครามจะยังดำเนินต่อไป

แถลงการณ์ระบุว่า “หากไม่ปฏิบัติตาม ออกนอกเส้นทางที่กำหนด หรือเพิกเฉยต่อระเบียบการเดินเรือของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ จะถูกกองกำลังติดอาวุธตอบโต้ทันทีและอย่างรุนแรง ซึ่งจะทำให้ความปลอดภัยของเรือลำนั้นตกอยู่ในความเสี่ยง”

นอกจากนี้ อิหร่านยังเตือนว่า หากกองกำลังสหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงการควบคุมการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ จะได้รับการตอบสนองที่รวดเร็วและเด็ดขาด

แม้อิหร่านไม่ได้อธิบายสาเหตุของคำเตือนครั้งนี้ แต่การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นไม่นานหลังจากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยผลการหารือกับชาติพันธมิตรในตะวันออกกลางที่ประเทศบาห์เรน โดยย้ำถึง พันธกิจร่วมกันในการรักษาเสรีภาพของการค้าทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า ถ้อยคำดังกล่าวอาจเป็นชนวนที่ทำให้อิหร่านออกแถลงการณ์ตอบโต้

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นประเด็นหลักในการเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ โดยภายใต้ข้อตกลงชั่วคราว ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้เรือสามารถผ่านช่องแคบได้โดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมเป็นเวลา 60 วัน แต่อิหร่านยืนยันว่าต้องมีอำนาจกำหนดเส้นทางเดินเรือ และจะกลับมาเรียกเก็บค่าผ่านทางในอนาคต

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ และหลายประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซียไม่ยอมรับแนวคิดดังกล่าว โดยยืนยันว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องเป็นไปอย่างเสรีตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

แม้ก่อนหน้านี้จะเกิดเหตุโจมตีเรือพาณิชย์หลายครั้ง แต่ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์การเดินเรือ Lloyd’s List Intelligence ระบุว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างน้อย 258 ลำ เพิ่มขึ้นจาก 138 ลำ ในสัปดาห์ก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ปริมาณเรือยังต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดสงคราม ซึ่งมีเรือผ่านเฉลี่ยประมาณ 130 ลำต่อวัน

ขณะที่ผู้ประกอบการเดินเรือจำนวนมากยังต้องประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวันว่าจะเลือกปฏิบัติตามข้อกำหนดของอิหร่าน หรือเปลี่ยนไปใช้เส้นทางใกล้ชายฝั่งโอมานที่อยู่ภายใต้การเฝ้าระวังของกองทัพสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน อิหร่านกำลังเตรียมจัดพิธีศพอย่างเป็นทางการให้กับ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งเสียชีวิตในช่วงเริ่มต้นของสงครามเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยพิธีไว้อาลัยอย่างเป็นทางการจะเริ่มขึ้นในวันเสาร์นี้

ด้าน ทาฮีร์ อันดราบี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศปากีสถาน เปิดเผยว่า การเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ที่กาตาร์เมื่อวันพุธมีความคืบหน้าในเชิงบวก และคาดว่าการหารือรอบต่อไปจะมีขึ้นทันทีหลังเสร็จสิ้นพิธีศพของผู้นำสูงสุดอิหร่าน.

ที่มา : channelnewsasia

ญี่ปุ่นอ่วม ฝนถล่มทางตอนใต้ น้ำท่วม-ดินถล่ม อุตุฯเตือนหลายภูมิภาคเฝ้าระวังฝนหนัก

ญี่ปุ่นอ่วม ฝนถล่มทางตอนใต้ น้ำท่วม-ดินถล่ม อุตุฯเตือนหลายภูมิภาคเฝ้าระวังฝนหนัก

3 ก.ค. 2569 08:20 น.

ญี่ปุ่นอ่วม ฝนถล่มทางตอนใต้ น้ำท่วม-ดินถล่ม อุตุฯเตือนหลายภูมิภาคเฝ้าระวังฝนหนัก

ญี่ปุ่นเผชิญฝนตกหนักจากแนวกลุ่มเมฆฝนถล่มภูมิภาคคิวชู ทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มหลายพื้นที่ ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนหลายภูมิภาคเสี่ยงฝนตกหนักต่อเนื่อง

วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น เปิดเผยว่า แนวกลุ่มเมฆฝนเชิงเส้น (Linear Rain Bands) ก่อตัวปกคลุมพื้นที่ทางตอนเหนือของภูมิภาคคิวชู ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วม และดินถล่มในหลายพื้นที่ พร้อมเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังภัยพิบัติอย่างใกล้ชิด

พร้อมกันนี้ระบุว่า แนวปะทะอากาศฤดูฝนที่พาดผ่านญี่ปุ่นฝั่งตะวันตก ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำ ทำให้เกิดกลุ่มเมฆฝนหนาแน่นตั้งแต่คืนวันพุธ ก่อนพัฒนาเป็นแนวฝนเชิงเส้นในหลายพื้นที่ของจังหวัดฟุกุโอกะ ซางะ และนางาซากิในช่วงเช้ามืด รวมถึงปกคลุมบางพื้นที่ของจังหวัดโออิตะ และคุมาโมโตะ ส่งผลให้ต้องออกประกาศเตือนภัยฝนตกหนัก

เจ้าหน้าที่รายงานว่า  ขณะที่ปริมาณฝนสูงสุดในรอบ 1 ชั่วโมง ณ เวลา 07.00 น. วัดได้ 46 มิลลิเมตร ที่เมืองคิริชิมะ จังหวัดคาโงชิมะเมื่อเวลา 04.20 น. แม่น้ำชิกุโกะเอ่อล้นตลิ่งในพื้นที่และบริเวณใกล้เมืองโอกุนิ จังหวัดคุมาโมโตะ นอกจากนี้ ยังมีรายงานเหตุดินถล่มหลายจุดในภูมิภาคคิวชู

กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่า ฝนตกหนักจะขยายไปยังพื้นที่ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกของภูมิภาคชิโกกุ รวมถึงภูมิภาคคิงกิ โทไก และคันโต-โคชินในช่วงเช้าวันเดียวกัน ทางการญี่ปุ่นจึงขอให้ประชาชนเฝ้าระวังดินถล่ม แม่น้ำเอ่อล้น น้ำท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ ตลอดจนฟ้าผ่า ลมกระโชกแรง และความเป็นไปได้ของการเกิดพายุทอร์นาโด.

ที่มา NHK

ระเบิดที่คาเฟ่ในเมืองหลวงของซีเรีย ดับแล้ว 9 ศพ เจ็บอีก 20

ระเบิดที่คาเฟ่ในเมืองหลวงของซีเรีย ดับแล้ว 9 ศพ เจ็บอีก 20

3 ก.ค. 2569 05:33 น.

ระเบิดที่คาเฟ่ในเมืองหลวงของซีเรีย ดับแล้ว 9 ศพ เจ็บอีก 20

เกิดเหตุระเบิดที่คาเฟ่แห่งหนึ่งในเมืองหลวงของซีเรีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 9 ศพ และบาดเจ็บอีก 20 ราย โดยมีสาเหตุมาจากระเบิดที่คนร้ายนำมาซ่อนเอาไว้

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 ก.ค. 2569 ทางการซีเรียเปิดเผยว่า เกิดเหตุระเบิดที่คาเฟ่แห่งหนึ่งในกรุงดามัสกัส ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 9 ศพ และได้รับบาดเจ็บอีก 20 ราย นับเป็นความท้าทายครั้งล่าสุดสำหรับกลุ่มผู้นำอิสลามิสต์ของซีเรีย ในความพยายามสร้างเสถียรภาพ หลังจากผ่านพ้นสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่าทศวรรษ

เหตุลอบวางระเบิดครั้งนี้มีสาเหตุมาจากระเบิดที่ถูกนำมาแอบวางไว้ในพื้นที่ดังกล่าว ถือเป็นครั้งที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดนับตั้งแต่เกิดเหตุโจมตีพลีชีพที่โบสถ์คริสต์แห่งหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว โดยในขณะนี้ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังก่อเหตุ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นใกล้กับทำเนียบยุติธรรม (Palace of Justice) ของเมืองหลวง ซึ่งเป็นอาคารที่ทำการรัฐบาลที่สำคัญ ส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกวุ่นวายไปทั่วบริเวณ

ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว เอเอฟพี (AFP) รายงานว่าเห็นรถพยาบาลเปิดไซเรนดังสนั่นขับแทรกตัวผ่านการจราจรเพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดเกิดเหตุ ขณะที่กองกำลังความมั่นคงได้เข้าปิดล้อมพื้นที่โดยรอบบริเวณที่เกิดระเบิด

นายมาเฮอร์ เอลดีบี ผู้ว่าราชการกรุงดามัสกัส เปิดเผยว่าได้มีการเริ่มตั้งคณะกรรมการสืบสวนพยานหลักฐานแล้ว “ผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการนองเลือดในครั้งนี้จะต้องถูกลงทัณฑ์ ทุกครั้งที่ประเทศเริ่มเข้าสู่ช่วงเวลาที่มีเสถียรภาพ กลุ่มผู้ประสงค์ร้ายก็จะพยายามเข้ามาสร้างความสั่นคลอนอยู่เสมอ”

ทางด้าน เคลาดิโอ คอร์โดเน รองทูตพิเศษแห่งสหประชาชาติประจำซีเรีย โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ผู้ก่อเหตุในครั้งนี้ “ควรถูกนำตัวมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม”

ขณะที่ประเทศตุรกี ซึ่งมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับกลุ่มผู้นำอิสลามิสต์ของซีเรีย ก็ออกมาร่วมประณามการโจมตีดังกล่าว พร้อมให้คำมั่นว่าจะ “คงความร่วมมือเป็นหนึ่งเดียวกับซีเรียตลอดช่วงเวลานี้”

นอกจากนั้น หลายประเทศในกลุ่มอาหรับ เช่น อิรัก จอร์แดน กาตาร์ และอียิปต์ ต่างก็ร่วมประณามเหตุรุนแรงในครั้งนี้เช่นเดียวกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟครั้งใหญ่ที่สุด คร่าแล้ว 27 ศพ และบาดเจ็บเฉียด 100 ราย

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟครั้งใหญ่ที่สุด คร่าแล้ว 27 ศพ และบาดเจ็บเฉียด 100 ราย

3 ก.ค. 2569 04:25 น.

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟครั้งใหญ่ที่สุด คร่าแล้ว 27 ศพ และบาดเจ็บเฉียด 100 ราย

รัสเซียถล่มเมืองหลวงยูเครนครั้งใหญ่ที่สุด โดยโจมตีต่อเนื่องนานกว่า 11 ชั่วโมง ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 27 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกเกือบ 100 ราย โดยมอสโกอ้างว่าทำเพื่อตอบโต้การโจมตีของยูเครน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพรัสเซียเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน โดยส่งโดรนและยิงขีปนาวุธเข้าถล่มตลอดทั้งคืนวันพุธเข้าสู่วันพฤหัสบดีที่ 2 ก.ค. 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 27 ศพ

นายติมูร์ ทคาเชนโก หัวหน้าฝ่ายบริหารทางทหารของกรุงเคียฟเปิดเผยว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 91 ราย ขณะที่นายวิตาลี คลิทช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟกล่าวว่า สถานีรถพยาบาลเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ถูกโจมตีในครั้งนี้ด้วย

แม้ว่าการโจมตีครั้งก่อนจะคร่าชีวิตผู้คนมากกว่าครั้งนี้ แต่การระดมยิงระลอกล่าสุดนี้ดำเนินต่อเนื่องยาวนานถึง 11 ชั่วโมง มีการใช้ยุทโธปกรณ์จำนวนมากที่สุดในการถล่มกรุงเคียฟ และสร้างความเสียหายต่อสถานที่ต่าง ๆ เป็นวงกว้าง

ประชาชนในหลายพื้นที่ของกรุงเคียฟต้องอพยพอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเหตุโจมตีเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากประธานาธิบดียูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ออกมาเตือนว่ารัสเซียกำลังเตรียมการโจมตีครั้งใหญ่

ด้านรัสเซียแถลงว่า กองทัพของพวกเขาโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหาร เพื่อตอบโต้ยูเครนที่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือนของรัสเซียในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลินบอกกับผู้สื่อข่าวในวันพฤหัสบดีว่า รัสเซียจะ “ยังคงเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลต่อไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่เราตั้งไว้”

ขณะที่ยูเครนได้ออกมากล่าวหารัสเซียว่าจงใจมุ่งเป้าไปที่พื้นที่พลเรือน และระบุว่าเป็นการผิดมหันต์ที่จะนำการกระทำของ “ผู้รุกราน กับประเทศที่กำลังปกป้องตัวเอง” มาเปรียบเทียบว่าเท่าเทียมกัน

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่รถไฟใต้ดินในกรุงเคียฟระบุว่า มีประชาชนถึง 52,500 คน ซึ่งรวมถึงเด็ก 4,500 คน พากันไปหลบภัยในสถานีรถไฟใต้ดินแห่งต่างๆ ทั่วเมืองตลอดทั้งคืน นับเป็นจำนวนผู้อพยพที่สูงที่สุดในช่วงหลายปี

ด้านสภากาชาดยูเครนเปิดเผยว่า คลังสินค้าของพวกเขาถูกทำลายยับเยินจากการโจมตีตลอดทั้งคืน ส่งผลให้สูญเสียสิ่งของบรรเทาทุกข์ราว 320,000 รายการ มูลค่ารวมกว่า 1.3 ล้านปอนด์ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการดำเนินงานด้านมนุษยธรรมและปฏิบัติการตอบสนองฉุกเฉินทั่วยูเครน

ชาวกรุงเคียฟซึ่งใช้ชีวิตผ่านช่วงเวลาของสงครามมานานถึง 4 ปีครึ่ง สังเกตเห็นว่ารูปแบบการโจมตีเมืองหลวงของรัสเซียในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมานั้นเปลี่ยนไป แม้ว่าความถี่ในการโจมตีอาจจะลดลง ทว่าการโจมตีแต่ละครั้งกลับลากยาวนานขึ้น อีกทั้งยังดูรุนแรงและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างมากกว่าเดิม

กองทัพอากาศยูเครนระบุว่า รัสเซียได้ยิงขีปนาวุธ 74 ลูก และส่งโดรน 496 ลำเข้ามาโจมตีตลอดทั้งคืน โดยมุ่งเป้าไปที่เมืองหลวงเป็นหลัก แม้ว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของประเทศจะสามารถสกัดกั้นอาวุธส่วนใหญ่เอาไว้ได้ แต่ยังมีขีปนาวุธทิ้งตัว (ballistic missiles) 25 ลูก และโดรน 12 ลำที่หลุดรอดไปพุ่งชนเป้าหมายใน 33 จุดทั่วเมือง

ขณะที่ฝ่ายยูเครนก็เน้นหนักไปที่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซีย ซึ่งรวมถึงโรงไฟฟ้าและโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่ง ตั้งแต่พื้นที่ในมอสโกไปจนถึงแถบทะเลดำ

การโจมตีเหล่านั้นส่งผลให้ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ต้องออกมายอมรับว่า ประเทศของเขากำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชาวฝรั่งเศสแห่ซื้อแอร์ ก่อนคลื่นความร้อนระลอกใหม่มาถึง

ชาวฝรั่งเศสแห่ซื้อแอร์ ก่อนคลื่นความร้อนระลอกใหม่มาถึง

3 ก.ค. 2569 03:05 น.

ชาวฝรั่งเศสแห่ซื้อแอร์ ก่อนคลื่นความร้อนระลอกใหม่มาถึง

ชาวฝรั่งเศสแห่ซื้อเครื่องปรับอากาศก่อนที่คลื่นความร้อนระลอกใหม่จะเดินทางเข้ามาในช่วงสุดสัปดาห์นี้ หลังจากเพิ่งเผชิญความร้อนรุนแรงทุบสถิติไปเมื่อเดือนก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อ 2 ก.ค. 2569 ผู้คนในฝรั่งเศสจำนวนหลายร้อยคนแห่เดินทางไปยังซูเปอร์มาร์เก็ต Lidl ทั้งในและรอบกรุงปารีส เพื่อซื้อเครื่องปรับอากาศราคาถูกก่อนที่คลื่นความร้อนระลอกถัดไปจะมาเยือนเมืองหลวงแห่งนี้ จนเกิดการแย่ง, การผลักดัน และการโต้เถียงกันวุ่นวาย

ซูเปอร์มาร์เก็ต Lidl นำเครื่องปรับอากาศรุ่นพื้นฐานมาขายลดราคาจนต่ำสุดเหลือเพียง 179 ยูโร ในขณะที่แทบไม่มีที่ใดขายต่ำกว่าราคา 1,200 ยูโร ทำให้ผู้คนจำนวนมากแห่ไปจับจองจนเกิดความวุ่นวาย และตำรวจต้องถูกเรียกไประงับเหตุที่ร้านค้าอย่างน้อย 2 แห่ง

นายมูซา ตราโอเร ซึ่งยืนรอมานานกว่าหนึ่งชั่วโมงพร้อมกับลูกค้าคนอื่น ๆ อีกประมาณ 200 คนที่ร้าน Lidl สาขาเล็ก ๆ ในย่านทางตอนเหนือของปารีส กล่าวว่าเขาได้รับแจ้งว่ามีสินค้าวางขายเพียงสองเครื่องเท่านั้น “แต่แล้วตำรวจก็มาถึง และเราก็ได้รับแจ้งว่าไม่มีของเหลือแล้ว ผมคิดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจคงเอาไปแน่เลย” เขากล่าวพร้อมหัวเราะ

ฝรั่งเศสเพิ่งผ่านเหตุการณ์คลื่นความร้อนรุนแรงทุบสถิติ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตนับพันราย ขณะที่โรงพยาบาลรองรับผู้ป่วยไม่ไหว โรงเรียนต้องปิดการเรียนการสอน และมีการยกเลิกเทศกาลดนตรีต่าง ๆ ซึ่งล่าสุดกรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์ว่าจะมีอากาศร้อนจัดมาอีกระลอกในสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้

เนื่องจากโดยปกติแล้วฤดูร้อนในฝรั่งเศสจะมีอากาศค่อนข้างเย็นสบาย ทำให้บ้านเรือนและโรงเรียนส่วนใหญ่ในประเทศไม่มีเครื่องปรับอากาศ ส่งผลให้ขาดความพร้อมในการรับมือกับคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ชี้ว่ามีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากฝีมือมนุษย์

ขณะเดียวกัน ผู้คนอีกหลายร้อยคนได้แห่ไปยังซูเปอร์มาร์เก็ตในย่านเซฟร็อง (Sevran) โดยแถวรถยนต์ที่จอดรอเข้าห้างได้กีดขวางการจราจรใจกลางย่านชานเมืองทางตอนเหนือแห่งนี้ และสถานการณ์ในย่านลิวรี-การ์ก็อง (Livry-Gargan) ที่อยู่ใกล้เคียงก็ไม่ต่างกันเลย

“ฉันยอมแพ้แล้ว มันบ้าไปแล้ว ฉันต้องจอดรถทิ้งไว้ห่างออกไปหลายซอยเพื่อเดินมาที่นี่ แต่กลับพบว่ามีคนต่อคิวยาวเหยียดจนเต็มลานจอดรถแล้ว มันเป็นไปไม่ได้เลย” โลโล (Lolo) ชาวบ้านในพื้นที่รายหนึ่งกล่าวกับเอเอฟพี

ทั้งนี้ ความต้องการเครื่องปรับอากาศที่พุ่งสูงขึ้นนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความคลางแคลงใจที่มีมาอย่างยาวนานต่อการใช้เครื่องปรับอากาศในฝรั่งเศส

ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนกว่า 1,000 คนที่เผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาชี้ว่า ประชาชนถึง 8 ใน 10 คน มองว่าเครื่องปรับอากาศเป็นตัวทำลายสิ่งแวดล้อม

ทว่า ทัศนคติดังกล่าวดูเหมือนกำลังจะเปลี่ยนไปตามอุณหภูมิที่สูงขึ้น ส่งผลให้เครื่องปรับอากาศถูกขายหมดเกลี้ยงจากชั้นวางอย่างรวดเร็ว

นายอเล็กซองเดรอ บอมปาร์ด ซีอีโอของคาร์ฟูร์ ผู้บริหารห้างไฮเปอร์มาร์เก็ต เปิดเผยว่า ท่ามกลางคลื่นความร้อนเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ห้างสามารถขายเครื่องปรับอากาศได้ถึง 30,000 เครื่องภายในเวลา 18:30 น. ซึ่ง “มากกว่าวันปกติถึงหนึ่งพันเท่า”

ข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งรัฐ (Ademe) ระบุว่า สัดส่วนของครัวเรือนฝรั่งเศสที่มีเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้นจาก 18% ในปี 2566 เป็น 24% ในปี 2568

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องเครื่องปรับอากาศยังกลายเป็นเครื่องชี้วัดทางการเมืองในฝรั่งเศส โดยพรรคฝ่ายค้านขวาจัดได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่ไม่มีการเตรียมความพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด ขณะที่กลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่างออกมาเตือนเรื่องการใช้พลังงานอย่างมหาศาลจากการเปิดเครื่องปรับอากาศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

WHO ประกาศสิ้นสุดการระบาดของไวรัสฮันตา ที่โยงเรือสำราญ “ฮอนดิอุส”

WHO ประกาศสิ้นสุดการระบาดของไวรัสฮันตา ที่โยงเรือสำราญ “ฮอนดิอุส”

3 ก.ค. 2569 01:27 น.

WHO ประกาศสิ้นสุดการระบาดของไวรัสฮันตา ที่โยงเรือสำราญ “ฮอนดิอุส”

องค์การอนามัยโลกประกาศสิ้นสุดการระบาดของไวรัสฮันตา ที่เกี่ยวข้องกับการแพร่กระจายของเชื้อบนเรือสำราญ เอ็มวี ฮอนดิอุส ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 รายเมื่อหลายเดือนก่อนแล้ว

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 ก.ค. 2569 ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) แถลงว่า การแพร่ระบาดของไวรัสฮันตา (Hantavirus) ที่เกิดขึ้นกับผู้โดยสารบนเรือสำราญ “เอ็มวี ฮอนดิอุส” (MV Hondius) สิ้นสุดลงแล้ว หลังจากผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อรายสุดท้ายกักตัวครบกำหนดและมีผลตรวจเป็นลบ

ดร.เกเบรเยซุส กล่าวเสริมว่า ไม่มีรายงานพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มเติมนับตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม และทาง “WHO ถือว่าการแพร่ระบาดของไวรัสฮันตาในครั้งนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว”

การแพร่ระบาดในครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อ 13 ราย และเสียชีวิต 3 ราย โดยสายพันธุ์ที่พบคือ “ไวรัสแอนดีส” (Andes virus) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบได้ยากของไวรัสฮันตา

เรือสำราญ เอ็มวี ฮอนดิอุส ได้ออกเดินทางมาจากประเทศอาร์เจนตินาเมื่อวันที่ 1 เม.ย. โดย WHO ระบุว่า ผู้ติดเชื้อสองรายแรกได้เดินทางผ่านประเทศอาร์เจนตินา ชิลี และอุรุกวัย เพื่อทำกิจกรรมดูนก ซึ่งรวมถึงการไปเยือนพื้นที่ที่เป็นแหล่งอาศัยของหนูสายพันธุ์ที่เป็นพาหะนำโรคดังกล่าว

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเชื่อว่า อาจมีการติดต่อของเชื้อแบบคนสู่คนผ่านการสัมผัสใกล้ชิดในการแพร่ระบาดครั้งนี้ด้วย

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา WHO เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ใน 33 ประเทศและดินแดน สามารถระบุตัวตนและเฝ้าติดตามอาการของผู้สัมผัสใกล้ชิดได้มากกว่า 650 ราย และผู้สัมผัสใกล้ชิดรายสุดท้ายของผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตาบนเรือสำราญ ฮอนดิอุส กักตัวครบกำหนดแล้ว โดยมีผลตรวจเป็นลบและเดินทางกลับบ้านเป็นที่เรียบร้อย

ทั้งนี้ ทางองค์กรจะยังคงร่วมมือกับรัฐบาลของประเทศต่างๆ และภาคีเครือข่าย เพื่อพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการระบาดครั้งนี้ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสฮันตาในภาพรวมต่อไป

โดยปกติแล้ว ไวรัสฮันตาจะแพร่กระจายจากสัตว์ฟันแทะ (เช่น หนู) โดยมนุษย์จะได้รับเชื้อจากการสูดดมละอองอากาศที่ปนเปื้อนอนุภาคไวรัสจากปัสสาวะ มูล หรือน้ำลายของสัตว์เหล่านี้

อาการของผู้ติดเชื้ออาจรวมถึง มีไข้, อ่อนเพลียอย่างรุนแรง, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, ปวดท้อง, อาเจียน, ท้องเสีย และมีอาการหายใจถี่ โดยมักจะเริ่มแสดงอาการออกมาในช่วง 2 ถึง 4 สัปดาห์หลังจากได้รับเชื้อ แต่อาจปรากฏช้ากว่านั้นได้นานกว่าหนึ่งเดือน เป็นเหตุผลว่าทำไมระยะเวลาในการแยกกักตัวที่แนะนำสำหรับผู้โดยสารจึงยาวนานเป็นพิเศษ

สำหรับผู้โดยสารที่ไม่จำเป็นต้องอพยพทางการแพทย์ ได้ลงจากเรือที่เกาะเตเนริเฟ (Tenerife) ประเทศสเปน ในช่วงเดือนพฤษภาคม ก่อนจะขึ้นเครื่องบินเดินทางกลับประเทศต้นทางของตน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กลุ่มกบฏปาปัวอ้าง สังหารนักบินอเมริกันแล้ว พร้อมเผาเครื่องบินทิ้ง

กลุ่มกบฏปาปัวอ้าง สังหารนักบินอเมริกันแล้ว พร้อมเผาเครื่องบินทิ้ง

2 ก.ค. 2569 23:49 น.

กลุ่มกบฏปาปัวอ้าง สังหารนักบินอเมริกันแล้ว พร้อมเผาเครื่องบินทิ้ง

กลุ่มกบฏปาปัวในอินโดนีเซียออกมาอ้างว่า ได้ลงมือสังหารนักบินชาวอเมริกัน และเผาเครื่องบินที่เขาขับมาได้แล้ว เพื่อส่งสัญญาณเตือนถึงรัฐบาลอินโดนีเซีย ขณะที่ไม่มีการเปิดเผยชะตากรรมของผู้โดยสารทั้ง 7 คน

เมื่อ 2 ด.ค. 2569 กองทัพปลดแอกแห่งชาติปาปัวตะวันตก (TPNPB) แถลงว่า พวกเขาได้สังหารนาย เอนิโคลัส เอฟ. กอสเซอแลง นักบินชาวอเมริกันแล้ว หลังจากที่เขานำเครื่องบินลงจอดในจังหวัดไฮแลนด์ปาปัวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยกลุ่มกบฏอ้างว่า ชายคนนี้ช่วยขนส่งกองกำลังทหารอินโดนีเซียเข้ามาในพื้นที่ และว่าการเสียชีวิตของเขาคือการส่งข้อความเตือน

ในแถลงการณ์ของ เซบบี ซัมบอม โฆษกกลุ่ม TPNPB ระบุว่า ทางกลุ่มได้สั่งห้ามเที่ยวบินทั้งหมดบินผ่านภูมิภาคที่มีข้อพิพาทแห่งนี้ เนื่องจากเครื่องบินพลเรือนถูกนำไปใช้เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางทหารของอินโดนีเซีย

“เราได้เปิดฉากยิงและเผาเครื่องบินทันที เนื่องจากเครื่องบินลำนี้ละเมิดคำขาดของ TPNPB” เขากล่าว “เราพร้อมที่จะยิงเครื่องบินพลเรือนทุกลำทั่วดินแดนปาปัว ที่ให้ความช่วยเหลือทหารอินโดนีเซียในการขนส่งกำลังพลหรือส่งกำลังบำรุงทางทหาร”

นายซัมบอมกล่าวอีกว่า หากทางการอินโดนีเซียต้องการกู้ร่างของนักบิน พวกเขาจะต้องดำเนินการโดยห้ามนำกำลังทหารหรือตำรวจเข้ามาในพื้นที่ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลอินโดนีเซียเปิดการเจรจาเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง ซึ่งเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2512

ขณะที่ทางการอินโดนีเซียยืนยันว่าพบเครื่องบินของกอสเซอแลงถูกเผาทำลายจริง แต่ระบุว่ายังไม่แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา รวมถึงผู้โดยสารอีก 7 คนบนเครื่อง

เหตุสังหารครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานหลายปีระหว่างรัฐบาลอินโดนีเซียและกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมืองของปาปัวตะวันตก เพื่อเรียกร้องเอกราชให้แก่ภูมิภาคที่อุดมไปด้วยทรัพยากรแห่งนี้

เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียเปิดเผยว่า เครื่องบินพร้อมนักบินชาวอเมริกันซึ่งบรรทุกผู้โดยสาร 7 คน ถูกพบในสภาพถูกเผาวอด ณ สนามบินแห่งหนึ่งในภูมิภาคยาฮูกีโม (Yahukimo)

ขณะที่สำนักงานการบินพลเรือนของอินโดนีเซียระบุว่า ไม่มีการรายงานถึงข้อกังวลด้านความปลอดภัยใด ๆ ขณะที่เครื่องบินกำลังร่อนลงจอด ทว่าการติดต่อสื่อสารกลับขาดหายไปในเวลาไม่นานหลังจากเครื่องลงแตะรันเวย์

สำนักงานการบินพลเรือนบอกอีกว่า รายงานเบื้องต้นจากผู้อำนวยการสนามบินต้นทางระบุว่านักบินเสียชีวิตแล้ว

ด้าน ยูซุฟ สุเตโจ โฆษกชุดปฏิบัติการร่วมตำรวจ-ทหารของอินโดนีเซีย ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเครื่องบินถูกกลุ่มกบฏโจมตีจริงหรือไม่ หรือเกิดอะไรขึ้นกับผู้ที่อยู่บนเครื่องบินบ้าง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กลุ่ม TPNPB โจมตีเครื่องบินพลเรือน โดยในปี 2567 นักบินชาวนิวซีแลนด์คนหนึ่งเพิ่งรับอิสรภาพหลังถูกกลุ่มกบฏจับเป็นตัวประกันนานถึง 19 เดือน ซึ่งเป็นผลสำเร็จหลังจากการเจรจาอันยาวนานระหว่างเจ้าหน้าที่อินโดนีเซียกับนิวซีแลนด์

อย่างไรก็ดี เพียงหนึ่งเดือนก่อนหน้านั้น มือปืนของกลุ่ม TPNPB ได้สังหารชาวนิวซีแลนด์อีกราย คือ นายเกลน มัลคอล์ม คอนนิง นักบินเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตในเวลาไม่นานหลังจากนำเครื่องลงจอดในหมู่บ้านห่างไกลแห่งหนึ่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc