ตำรวจเปรูเกาะกระแสบอลโลก 2026 ปลอมตัวเป็นมาสคอตฟุตบอลโลก บุกจับพ่อค้ายา

ตำรวจเปรูเกาะกระแสบอลโลก 2026 ปลอมตัวเป็นมาสคอตฟุตบอลโลก บุกจับพ่อค้ายา

12 มิ.ย. 2569 08:58 น.

ตำรวจเปรูเกาะกระแสบอลโลก 2026 ปลอมตัวเป็นมาสคอตฟุตบอลโลก บุกจับพ่อค้ายา

ตำรวจเปรูสร้างความฮือฮาอีกครั้ง หลังใช้วิธีล่อจับผู้ต้องสงสัยค้ายาเสพติด ด้วยการแต่งชุดมาสคอตฟุตบอลโลก 2026 ระหว่างปฏิบัติการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติด

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจเปรูได้แต่งกายเป็นมาสคอตของการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 เพื่อเข้าหาตัวผู้ต้องสงสัยค้ายาเสพติด โดยไม่ให้ผู้ต้องหารู้ตัว โดยตำรวจระบุว่าผู้ต้องหารายนี้เคยถูกจำคุกมาแล้ว 9 ปี จากความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติด

พันเอกคาร์ลอส เฟรดี อัลกันตารา โอบรีกอน ผู้บัญชาการหน่วยตำรวจปราบปรามยาเสพติดสีเขียวของเปรู เปิดเผยว่าจากการสืบสวนพบว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นแฟนฟุตบอลตัวยง และกำลังอยู่ในกระแสฟุตบอลโลกอย่างเต็มที่ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เจ้าหน้าที่เลือกแต่งตัวเป็นมาสคอต เพื่อไม่ให้ผู้ต้องสงสัยเกิดความสงสัย ขณะเข้าใกล้บ้านของเขา

สำหรับมาสคอตฟุตบอลโลก 2026 มี 3 ตัว ได้แก่ เมเปิล เดอะ มูส (Maple the Moose) ตัวมูสจากแคนาดา, ซายู เดอะ จากัวร์ (Zayu the Jaguar) ตัวจากัวร์จากเม็กซิโก และ คลัตช์ เดอะ บอลด์ อีเกิล (Clutch the Bald Eagle) อินทรีหัวขาวจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวแทนของ 3 ชาติเจ้าภาพ ได้แก่ แคนาดา เม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา

ที่ผ่านมา ตำรวจเปรูมีชื่อเสียงจากปฏิบัติการลับที่ใช้ชุดปลอมตัวสะดุดตา ไม่ว่าจะเป็นการสวมชุดซูเปอร์ฮีโร่ หรือแม้แต่แต่งเป็นตัวคาปิบาราเพื่อเข้าจับกุมผู้ต้องหาจนกลายเป็นข่าวโด่งดังมาแล้ว จนกระทั่งมาเกาะกระแสบอลโลกในครั้งนี้.

ที่มา : AP

เอลนีโญเริ่มแล้ว จ่อแรงขึ้นช่วงปลายปี ซ้ำเติมความร้อนโลก

เอลนีโญเริ่มแล้ว จ่อแรงขึ้นช่วงปลายปี ซ้ำเติมความร้อนโลก

12 มิ.ย. 2569 05:58 น.

เอลนีโญเริ่มแล้ว จ่อแรงขึ้นช่วงปลายปี ซ้ำเติมความร้อนโลก

หน่วยงานสภาพอากาศของสหรัฐฯ ยืนยันว่า ปรากฏการณ์ เอลนีโญ เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยคาดการณ์ว่ามันจะทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงปลายปี จ่อทำให้อากาศร้อนและสภาพอากาศสุดขั้วหนักขึ้น

เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2569 องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ NOAA แถลงว่า ปรากฏการณ์ทางสภาพอากาศ “เอลนีโญ” ได้มาถึงแล้ว และนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่ามันจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งอาจรุนแรงทุบสถิติในประวัติศาสตร์

เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ทางภูมิอากาศตามธรรมชาติที่ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณเส้นศูนย์สูตรตอนกลางและทางตะวันออกอุ่นขึ้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกระแสลม รูปแบบฝน และสภาพอากาศที่แปรปรวนไปทั่วโลก

นักวิทยาศาสตร์ต่างมีความกังวลว่า ปรากฏการณ์นี้จะยิ่งซ้ำเติมความร้อนของโลกที่กำลังอุ่นขึ้นอยู่แล้วจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมทั้งเพิ่มความรุนแรงของสภาพอากาศที่สุดขั้วให้มากยิ่งขึ้น

ในรายงานเตือนภัยฉบับล่าสุด นักวิทยาศาสตร์ของ NOAA ระบุว่า “สภาวะเอลนีโญได้ก่อตัวขึ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมา” ซึ่งเห็นได้ชัดจากอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย

“มีความเป็นไปได้ถึง 63% ที่จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญระดับรุนแรงมากในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม (2570) ซึ่งจะจัดให้อยู่ในกลุ่มเหตุการณ์เอลนีโญครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกไว้ตั้งแต่ปี 2493” รายงานระบุ

แม้ว่าเอลนีโญในแต่ละครั้งจะมีความแตกต่างกัน แต่เหตุการณ์ครั้งใหญ่ ๆ มักจะดำเนินไปตามรูปแบบที่คุ้นเคย ซึ่งรวมถึงการเกิดภัยแล้งในพื้นที่บางส่วนของผืนป่าแอมะซอน อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย ตลอดจนส่งผลกระทบให้ลมมรสุมในอินเดียเกิดการหยุดชะงัก และทำให้รูปแบบของฝนในพื้นที่เขตร้อนทั้งหมดเปลี่ยนแปลงไป

โดยทั่วไปปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นทุก ๆ 2 ถึง 7 ปี และจะคงอยู่เป็นระยะเวลาประมาณ 9 ถึง 12 เดือน เอลนีโญมักจะขึ้นสู่จุดสูงสุดในช่วงปลายปี แต่ความร้อนในมหาสมุทรจะถูกปลดปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศอย่างช้า ๆ ซึ่งจะส่งผลให้อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างเด่นชัดในปีถัดไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รัฐมนตรีอิหร่านย้ำ ยังไม่บรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายกับสหรัฐฯ

รัฐมนตรีอิหร่านย้ำ ยังไม่บรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายกับสหรัฐฯ

12 มิ.ย. 2569 05:14 น.

รัฐมนตรีอิหร่านย้ำ ยังไม่บรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายกับสหรัฐฯ

รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านยืนยันว่า พวกเขายังไม่ได้ทำการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับข้อตกลงใด ๆ ทั้งสิ้น หลังโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่ามีการเห็นชอบประเด็นสุดท้ายในข้อตกลงกับอิหร่านแล้ว

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 มิ.ย. 2569 นายเอสมาอิล บากาอี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอิหร่าน เปิดเผยกับสำนักข่าว IRNA ซึ่งเป็นสื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลอิหร่านว่า รายงานข่าวเรื่องการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายกับสหรัฐฯ นั้น เป็น “เพียงแค่การคาดเดา” พร้อมระบุว่ารัฐบาลเตหะรานยังไม่ได้ทำการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับข้อตกลงใด ๆ ทั้งสิ้น

นายบากาอีกล่าวอีกว่า กาตาร์และปากีสถานกำลังทำหน้าที่เป็นตัวกลางอย่างแข็งขัน แต่ทำเนียบขาวและ “การกระทำของสหรัฐฯ กำลังส่งผลกระทบต่อกระบวนการทางการทูต”

“ตั้งแต่เริ่มต้น สถานะของการเจรจานั้นชัดเจนสำหรับเรา และเนื้อหาของร่างข้อตกลงส่วนใหญ่ก็ได้ข้อสรุปไปแล้ว ทว่าฝ่ายอเมริกันกลับเปลี่ยนจุดยืนของตนเองอยู่ตลอดเวลา” นายบากาอีกล่าว และเสริมว่า อิหร่านได้ “พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า จะไม่มีวันยอมลดราวาศอกในสิ่งที่เรากำหนดไว้ว่าเป็นเส้นตาย (Red lines) ของประเทศ”

“จนถึงขณะนี้ อิหร่านยังไม่ได้บรรลุการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับข้อตกลงใด ๆ” นายบากาอียืนยัน และระบุด้วยว่า ช่องแคบฮอร์มุซมีความปลอดภัยลดลงเนื่องจากการกระทำของสหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้ในวันพฤหัสบดี ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าเขาได้ยกเลิกคำสั่งโจมตีอิหร่านที่เขาเพิ่งจะพูดถึงไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ โดยอ้างว่า มีการเห็นชอบประเด็นสุดท้ายในข้อตกลงกับอิหร่านแล้ว โดยนายทรัมป์อ้างในเวลาต่อมาด้วยว่า ผู้นำสูงสุดอิหร่านสนับสนุนข้อตกลงนี้ และจะยุติความทะเยอทะยานทางนิวเคลียร์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์อ้าง ผู้นำสูงสุดอิหร่านหนุนข้อตกลง ยอมยุติโครงการนิวเคลียร์

ทรัมป์อ้าง ผู้นำสูงสุดอิหร่านหนุนข้อตกลง ยอมยุติโครงการนิวเคลียร์

12 มิ.ย. 2569 04:17 น.

ทรัมป์อ้าง ผู้นำสูงสุดอิหร่านหนุนข้อตกลง ยอมยุติโครงการนิวเคลียร์

โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านสนับสนุนข้อตกลงที่เขาอ้างว่าทั้งสองฝ่ายได้บรรลุแล้ว และบอกอีกว่า อิหร่านตกลงที่จะยุติความพยายามในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านให้การสนับสนุนข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และเปิดเผยว่ารัฐบาลเตหะรานได้ตกลง “ในทางหลักการ” ที่จะอนุญาตให้สหรัฐฯ เข้ามาดูแลความปลอดภัยของวัสดุนิวเคลียร์ และยุติความพยายามในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์แล้ว

“ผมเข้าใจว่าคำตอบคือใช่” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวในห้องทำงานรูปไข่ ของทำเนียบขาว เมื่อถูกซักถามว่าผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้อนุมัติข้อตกลงนี้แล้วหรือไม่ พร้อมเสริมว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกมาตรการปิดล้อมในทันทีเมื่อมีการลงนามข้อตกลง

ทรัมป์ยังกล่าวยกย่องสิ่งที่เขาเรียกว่า “บันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่เข้มแข็งมาก” ฉบับนี้ โดยระบุว่ามันอาจจะ “ดูเป็นกรอบแนวคิดไปบ้าง” แต่ยืนยันว่าอิหร่านได้ให้คำมั่นสัญญาที่จะสละสิทธิ์ในการพัฒนาขีดความสามารถทางนิวเคลียร์แล้ว

“พวกเขาจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ พวกเขาตกลงในเรื่องนั้นแล้ว … จะไม่มีการพัฒนาใด ๆ ซึ่งนี่คือเหตุผลทั้งหมด และเป็นเหตุผลส่วนสำคัญอย่างยิ่ง” ทรัมป์กล่าว “พวกเขาไม่เพียงแต่จะไม่มีมันเท่านั้น แต่จะไม่จัดซื้อ ไม่พัฒนา ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ในรูปแบบใด หรือในลักษณะใดก็ตาม ในสิ่งที่เกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์”

ทรัมป์อ้างด้วยว่า เขาเชื่อว่ากลุ่มผู้เจรจาของอิหร่านต้องการให้เกิดข้อตกลงนี้ “มากเท่ากับผม หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ”

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำสั่งโจมตีอิหร่านอย่างหนักในคืนวันพฤหัสบดี แต่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาก็ยกเลิกคำสั่งโดยอ้างว่า ทั้งสองฝ่ายสามารถเห็นชอบประเด็นสุดท้ายที่ยังติดขัดในการทำข้อตกลงสันติภาพได้แล้ว โดยคาดกันว่าข้อตกลงดังกล่าวอาจมีการลงนามอย่างเร็วที่สุดภายในสุดสัปดาห์นี้

ทรัมป์อ้างว่า ปฏิบัติการทางทหารระลอกล่าสุดคือสิ่งที่บีบให้รัฐบาลเตหะรานยอมตกลงในข้อตกลงครั้งนี้ และระบุว่าอิหร่าน “โดนถล่มยับเยินในแบบที่น้อยคนนักจะทนรับไหว และตอนนี้พวกเขาก็อยากจะทำข้อตกลงมากกว่าผมเสียอีก”

อย่างไรก็ตาม กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ระบุว่า เจ้าหน้าที่ของอิหร่านยังไม่ได้ออกมาเปิดเผยหรือยืนยันว่าพวกเขาได้ตกลงในเงื่อนไขใด ๆ แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผลตรวจอากาศชี้ ไม่มีสารอันตรายในเพนตากอน หลังสั่งล็อกดาวน์บางส่วน

ผลตรวจอากาศชี้ ไม่มีสารอันตรายในเพนตากอน หลังสั่งล็อกดาวน์บางส่วน

12 มิ.ย. 2569 02:48 น.

ผลตรวจอากาศชี้ ไม่มีสารอันตรายในเพนตากอน หลังสั่งล็อกดาวน์บางส่วน

ตึกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กลับมาเปิดตามปกติแล้ว หลังก่อนหน้านี้ต้องล็อกดาวน์บางส่วนเพื่อรับมือเหตุสารอันตราย อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจสอบในเวลาต่อมายืนยันว่า ไม่พบสารพิษใดๆ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อาคารกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ เพนตากอน กลับมาเปิดปฏิบัติการตามปกติแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้ตัวอาคารถูกสั่งล็อกดาวน์เนื่องจากมีการตรวจพบ “ปัญหาด้านคุณภาพอากาศ” ซึ่งส่งผลให้ต้องมีการส่งทีมเผชิญเหตุสารอันตราย หรือ “Hazmat” เข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างเร่งด่วน

ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกเพนตากอน แถลงว่า ระบบของอาคารได้ตรวจพบ “แนวโน้มปัญหาด้านคุณภาพอากาศเมื่อเช้าวันพฤหัสบดี จึงทำให้ต้องมีการดำเนินมาตรการความปลอดภัยและประเมินสถานการณ์ในทันทีเพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน”

“ผลการตรวจสอบในเวลาต่อมายืนยันว่าไม่มีอันตรายใด ๆ และขณะนี้อาคารได้กลับมาเปิดปฏิบัติการตามปกติแล้ว” พาร์เนลล์กล่าว

สื่อของสหรัฐฯ รายงานว่า ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจภายในอาคารต่างสวมหน้ากากกันแก๊สพิษและชุดป้องกันสารเคมีแบบเต็มรูปแบบ

ปฏิบัติการครั้งนี้ของเพนตากอนได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยดับเพลิงและบริการการแพทย์ฉุกเฉินอาร์ลิงตัน ซึ่งโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า พวกเขากำลังเข้าจัดการกับเหตุการณ์สารอันตรายในตึกเพนตากอน

ด้านสำนักข่าวซีบีเอสนิวส์ (CBS News) รายงานว่า ก่อนเวลา 11:00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (EDT) เล็กน้อย สำนักงานคุ้มครองความปลอดภัยเพนตากอน ส่งอีเมลแจ้งเตือนไปยังบุคลากรภายในอาคาร เพื่อให้หลบภัย ณ ที่ตั้ง ในบริเวณระเบียงทางเดิน 4 จุด ตั้งแต่ชั้น 2 ถึงชั้น 5

ซีบีเอสนิวส์ระบุเพิ่มเติมว่า อีเมลดังกล่าวยังสั่งการให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด และให้เปลี่ยนรูปแบบการประชุมแบบเผชิญหน้าไปเป็นการประชุมผ่านระบบออนไลน์แทน

“พวกเราขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อเจ้าหน้าที่กู้ชีพและทีมเผชิญเหตุทุกท่าน สำหรับการปฏิบัติหน้าที่อย่างรวดเร็วเพื่อความปลอดภัยของบุคลากรทุกคน” พาร์เนลล์ระบุในแถลงการณ์ฉบับแก้ไขเมื่อเวลาประมาณ 13:30 น. ตามเวลา EDT

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ยกเลิกโจมตีอิหร่าน อ้าง 2 ฝ่ายเห็นชอบประเด็นสุดท้ายในข้อตกลงแล้ว

ทรัมป์ยกเลิกโจมตีอิหร่าน อ้าง 2 ฝ่ายเห็นชอบประเด็นสุดท้ายในข้อตกลงแล้ว

12 มิ.ย. 2569 01:11 น.

ทรัมป์ยกเลิกโจมตีอิหร่าน อ้าง 2 ฝ่ายเห็นชอบประเด็นสุดท้ายในข้อตกลงแล้ว

โดนัลด์ ทรัมป์ ยกเลิกคำสั่งโจมตีอิหร่านในคืนวันพฤหัสบดีนี้ โดยอ้างว่าเป็นเพราะ ทั้งสองฝ่ายสามารถเห็นชอบประเด็นสุดท้ายในข้อตกลงระหว่างกันได้สำเร็จแล้ว

เมื่อ 11 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความใหม่ผ่าน Truth Social เพื่อประกาศว่า เขาได้ยกเลิกคำสั่งโจมตีอิหร่านในคืนวันพฤหัสบดี ซึ่งเขาเพิ่งจะพูดถึงไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนแล้ว โดยอ้างเหตุผลว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบประเด็นสุดท้าย (final points) ในข้อตกลงระหว่างกันแล้ว

“เนื่องด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า การหารือกับสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านได้ถูกส่งขึ้นไปถึงระดับสูงสุดของผู้นำอิหร่านและได้รับการอนุมัติแล้ว ในฐานะประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ผมจึงได้ยกเลิกกำหนดการโจมตีและการทิ้งระเบิดต่ออิหร่านในเย็นวันนี้” โพสต์ของทรัมป์ระบุ

เขาระบุเสริมว่า “การหารือต่างๆ และประเด็นสุดท้ายนั้น ได้รับความเห็นชอบจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว ทั้งในส่วนของหลักการและรายละเอียดที่สำคัญ”

โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า ประเทศที่มีส่วนร่วมในการอนุมัติครั้งนี้ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, อิสราเอล, ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE), กาตาร์, ตุรกี, ปากีสถาน, บาห์เรน, คูเวต, จอร์แดน และอียิปต์

“มาตรการปิดล้อมทางทะเลจะยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบต่อไป จนกว่ากระบวนการทำข้อตกลงนี้จะเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์” ทรัมป์ระบุ “ส่วนเวลาและสถานที่ในการลงนามข้อตกลงจะมีการประกาศให้ทราบในเร็ว ๆ นี้”

อนึ่ง แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเปิดเผยกับสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น ว่า อิหร่านได้ส่งร่างข้อเสนอฉบับล่าสุดให้แก่สหรัฐฯ ผ่านทางตัวกลางของกาตาร์เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ได้มีการติดต่อสื่อสารกับทางตัวกลางอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในระหว่างสัปดาห์นี้ ทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านจะเปิดฉากโจมตีโต้ตอบกันอย่างดุเดือดติดต่อกันหลายวันก็ตาม โดยคณะผู้แทนของกาตาร์ได้เดินทางไปยังกรุงเตหะรานในสัปดาห์นี้เพื่อร่วมหารือเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าวด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

รมว.กลาโหม UK ลาออก เซ่นปมขัดแย้ง “สตาร์เมอร์” เรื่องงบกองทัพ

รมว.กลาโหม UK ลาออก เซ่นปมขัดแย้ง “สตาร์เมอร์” เรื่องงบกองทัพ

11 มิ.ย. 2569 23:19 น.

รมว.กลาโหม UK ลาออก เซ่นปมขัดแย้ง “สตาร์เมอร์” เรื่องงบกองทัพ

จอห์น ฮีลีย์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักรแล้ว จากความขัดแย้งเรื่องงบประมาณกองทัพที่เขามองว่า ต่ำกว่าจำนวนที่ต้องใช้จริง

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 มิ.ย. 2569 นายจอห์น ฮีลีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งสหราชอาณาจักร ประกาศลาออกจากตำแหน่งแล้ว จากปมขัดแย้งเรื่องแผนการจัดสรรงบประมาณทางทหารของรัฐบาล พร้อมทั้งกล่าวหา เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรี และ ราเชล รีฟส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่ากำลังทำให้ความมั่นคงของประเทศตกอยู่ในความเสี่ยง ในช่วงเวลาที่ภัยคุกคามระหว่างประเทศกำลังเพิ่มสูงขึ้น

ในจดหมายลาออกอันดุเดือดซึ่งยิ่งซ้ำเติมและสั่นคลอนอำนาจทางการเมืองที่เปราะบางอยู่แล้วของนายกรัฐมนตรี นายฮีลีย์ระบุว่า แผนการลงทุนด้านการป้องกันประเทศ (Dip) ที่ผู้คนต่างเฝ้ารอนั้น มีตัวเลขที่ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่จำเป็นในการปกป้องสหราชอาณาจักรในช่วงเวลาที่อันตรายเช่นนี้อย่างมาก

ฮีลีย์เปิดเผยว่า สตาร์เมอร์วางแผนที่จะปรับเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศขึ้นเพียง 0.08% ของ GDP ระหว่างปีหน้าจนถึงปี 2573 คือเพิ่มจาก 2.6% เป็น 2.68% เท่านั้น พร้อมโต้แย้งว่า ตัวเลขดังกล่าวจำเป็นต้องแตะระดับ 3% ภายในปี 2573 เพื่อให้เพียงพอต่อการรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ

ที่ผ่านมา รัฐบาลอังกฤษได้ให้คำมั่นว่าจะเพิ่มงบประมาณดังกล่าวเป็น 3.5% ของ GDP ภายในปี 2578 เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายของกลุ่มนาโต (NATO) นอกจากนี้ สตาร์เมอร์ยังเคยแสดงความทะเยอทะยานที่จะเพิ่มงบประมาณให้ถึง 3% ของ GDP ในช่วงวาระของรัฐสภาชุดหน้าอีกด้วย

ทั้งนี้ เดิมทีแผนการลงทุนด้านการป้องกันประเทศ (Dip) มีกำหนดที่จะต้องเผยแพร่ในวันนี้ แต่ล่าสุดกำหนดการถูกเลื่อนออกไปแล้ว

“ท่านไม่มีความสามารถ และกระทรวงการคลังก็ไม่มีความเต็มใจที่จะจัดสรรทรัพยากรที่ประเทศชาติจำเป็นต้องใช้ในการปกป้องแผ่นดินในช่วงเวลาที่ภัยคุกคามกำลังทวีความรุนแรงขึ้นเช่นนี้” ฮีลีย์ระบุในจดหมาย “ผมไม่สามารถยอมรับข้อตกลงในแผน Dip ที่ไม่ได้มอบทรัพยากรตามที่กองทัพของเราจำเป็นต้องใช้ได้ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากการยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของท่าน”

เขายังได้หยิบยกคำเตือนที่เซอร์ สตาร์เมอร์ พูดเอาไว้เองเมื่อสัปดาห์ก่อนขึ้นมากล่าวซ้ำว่า หน่วยข่าวกรองของสหราชอาณาจักรประเมินว่า รัสเซียอาจเปิดฉากโจมตีประเทศสมาชิกนาโต (NATO) อย่างเร็วที่สุดภายในปี 2573

นอกจากนั้น นายฮีลีย์ยังเปิดเผยว่าเขาเพิ่งได้รับทราบแผนงบประมาณทางทหารขั้นสุดท้ายของสตาร์เมอร์และรีฟส์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานี้เอง โดยงบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติมส่วนใหญ่นั้นถูกจัดสรรไปไว้ใน “ช่วงท้ายของแผน” ทั้งที่ “แรงกดดันจากการปฏิบัติการและความจำเป็นเร่งด่วนในการเตรียมพร้อมเพื่อสู้รบนั้น อยู่ในช่วงสองปีแรกต่างหาก”

“หากไม่มีแผนลงทุนด้านการป้องกันประเทศ (Dip) ที่ตอบโจทย์สถานการณ์เช่นนี้ ผมก็ถูกบีบให้ต้องตัดสินใจในสิ่งที่จะลดความพร้อมรบของกองทัพเรา และเพิ่มความเสี่ยงต่อบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งอาจทำให้ประเทศปลอดภัยน้อยลง”

การลาออกของฮีลีย์เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ส่งผลเสียต่อสตาร์เมอร์อย่างมาก เนื่องจากนายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าร่วมประชุมกับกลุ่มพันธมิตร G7 ที่ประเทศฝรั่งเศสในสัปดาห์หน้า และการเลือกตั้งซ่อมที่เขตเมเกอร์ฟิลด์ ที่จะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีนี้

จากนั้นเขาจะต้องเดินทางไปยังกรุงอังการาเพื่อร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำนาโต เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อผูกพันด้านการป้องกันประเทศในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมอีกด้วย

นายกรัฐมนตรีจะต้องการแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยคาดกันว่า แดน จาร์วิส รัฐมนตรีด้านความมั่นคง และ อัล คาร์นส์ รัฐมนตรีด้านกองทัพ ต่างเป็นผู้ที่มีลุ้นในตำแหน่งนี้ อย่างไรก็ตาม คาร์นส์เคยวิจารณ์แผนลงทุนด้านการป้องกันประเทศ (Dip) ว่ายังไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริง และกล่าวว่าสตาร์เมอร์ควรนำแผนดังกล่าวกลับมาพิจารณาใหม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

เพนตากอนล็อกดาวน์ อพยพคนหลายชั้น รับมือเหตุสารอันตราย

เพนตากอนล็อกดาวน์ อพยพคนหลายชั้น รับมือเหตุสารอันตราย

11 มิ.ย. 2569 22:21 น.

เพนตากอนล็อกดาวน์ อพยพคนหลายชั้น รับมือเหตุสารอันตราย

ทางการสหรัฐฯ สั่งล็อกดาวน์พื้นที่หลายชั้นของตึกกระทรวงกลาโหม หรือ เพนตากอน และอพยพผู้คนออกจากอาคาร หลังเกิดเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสารอันตราย

สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น รายงานอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าว 3 คนกับเจ้าหน้าที่ดับเพลิงท้องถิ่นว่า ตึกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ เพนตากอน ถูกสั่งล็อกดาวน์พื้นที่หลายชั้น พร้อมทั้งมีคำสั่งให้อพยพเจ้าหน้าที่ในส่วนอื่น ๆ ออกมา เนื่องจากเกิด “เหตุการณ์เกี่ยวกับสารอันตราย”

ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกเพนตากอน ยืนยันเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ระบบภายในอาคารเพนตากอน “ตรวจพบปัญหาด้านคุณภาพอากาศ ซึ่งทำให้จำเป็นต้องดำเนินมาตรการป้องกันไว้ก่อน จนกว่าเราจะสามารถระบุความรุนแรงของสถานการณ์ได้”

“ทางกระทรวงกำลังดำเนินการตามขั้นตอนการป้องกันตามมาตรฐาน ซึ่งรวมถึงการออกคำสั่งให้หลบภัย ณ ที่ตั้ง สำหรับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ” พาร์เนลล์กล่าว “ทีมเผชิญเหตุสารอันตรายได้เข้าประจำจุดแล้ว และพร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือผู้ที่อยู่ภายในอาคาร”

ด้านร้อยเอก เจมี จิลล์ โฆษกหน่วยดับเพลิง ระบุว่า ทีมเผชิญเหตุสารอันตรายของสำนักงานคุ้มครองความปลอดภัยเพนตากอน กำลังเร่งจัดการกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยดับเพลิงเขต อาร์ลิงตัน เคาน์ตี

ขณะที่ หน่วยดับเพลิงและบริการการแพทย์ฉุกเฉินอาร์ลิงตัน โพสต์ข้อความบนโลกออนไลน์ระบุว่า ทีมจัดการวัตถุอันตรายของหน่วยดับเพลิง อาร์ลิงตัน เคาน์ตี กำลังปฏิบัติหน้าที่ ณ อาคารเพนตากอนซึ่งกำลังเกิดเหตุสารอันตราย

ทั้งนี้ แหล่งข่าว 2 แหล่งบอกกับ ซีเอ็นเอ็น ว่า พื้นที่ชั้น 2 ถึงชั้น 5 บริเวณระเบียงทางเดินที่ 4 ถึง 7 ของอาคารเพนตากอนอันกว้างขวางถูกสั่งล็อกดาวน์แล้ว ขณะที่แหล่งข่าวรายที่ 3 เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจภายในอาคารกำลังสวมหน้ากากกันแก๊สพิษและชุดป้องกันสารเคมีแบบเต็มรูปแบบ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ยอมรับ ชาวอเมริกันอาจไม่อยากยึดเกาะคาร์กของอิหร่าน

ทรัมป์ยอมรับ ชาวอเมริกันอาจไม่อยากยึดเกาะคาร์กของอิหร่าน

11 มิ.ย. 2569 21:47 น.

ทรัมป์ยอมรับ ชาวอเมริกันอาจไม่อยากยึดเกาะคาร์กของอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ยอมรับว่า ชาวอเมริกันอาจไม่อยากให้กองทัพเข้ายึดเกาะคาร์กของอิหร่าน แต่อยากเห็นทหารกลับบ้านมากกว่า หลังจากเพิ่งโพสต์ข้อความขู่จะยึดเกาะดังกล่าว

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยอมรับกับสำนักข่าว ฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) ว่า เขาไม่แน่ใจว่าชาวอเมริกันจะมีความพร้อมหรือความต้องการสำหรับปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ที่จำเป็นต้องใช้ในการเข้ายึดเกาะคาร์ก (Kharg Island) ของอิหร่านหรือไม่ หลังเพิ่งโพสต์ข้อความขู่จะยึดเกาะดังกล่าว

ทรัมป์กล่าวว่า การเข้ายึดเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางน้ำมันที่สำคัญในช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็น “สิ่งที่เขาต้องการ” แต่เขายอมรับว่า “ผมไม่รู้ว่าอเมริกาจะมีความกล้าพอไหม ผมคิดว่าพวกเขาอยากเห็นพวกเรากลับบ้านมากกว่า”

นอกจากนั้น ทรัมป์ยังกล่าวว่า อิหร่านกำลัง “กระหายที่จะทำข้อตกลง” ในขณะที่ตัวเขาเองก็ “อยากจะบรรลุข้อตกลงในตอนนี้ มากกว่าเมื่อ 3 หรือ 4 สัปดาห์ก่อน”

ทางด้านเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญทางการทหารของสหรัฐฯ ระบุว่า ปฏิบัติการภาคพื้นดินดังกล่าวจะมีความเสี่ยงสูงมาก รวมถึงโอกาสที่จะเกิดความสูญเสียอย่างหนักต่อกองทัพสหรัฐฯ เนื่องจากจำเป็นต้องใช้กำลังทหารภาคพื้นดิน

ทั้งนี้ เกาะคาร์กถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของอิหร่าน โดยเป็นจุดที่จัดการการส่งออกน้ำมันดิบของประเทศถึงประมาณ 90%

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยืนยันกับฟ็อกซ์นิวส์ว่า อิหร่านจะต้องเผชิญกับการโจมตีทางทหารจากสหรัฐฯ ที่ “รุนแรงกว่าเดิม” ในคืนนี้ “ใช่ คืนนี้จะมีการทิ้งระเบิดเพิ่มอีก” พร้อมเสริมว่าระเบิดลูกต่อ ๆ ไปจะมีขนาด “ใหญ่ขึ้นและอานุภาพร้ายแรงขึ้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์สั่งถล่มอิหร่านอีก ขู่ยึดเกาะคาร์ก-แหล่งน้ำมัน ซ้ำรอยเวเนซุเอลา

ทรัมป์สั่งถล่มอิหร่านอีก ขู่ยึดเกาะคาร์ก-แหล่งน้ำมัน ซ้ำรอยเวเนซุเอลา

11 มิ.ย. 2569 20:13 น.

ทรัมป์สั่งถล่มอิหร่านอีก ขู่ยึดเกาะคาร์ก-แหล่งน้ำมัน ซ้ำรอยเวเนซุเอลา

โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งโจมตีอิหร่านเพิ่มอีกในคืนนี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) พร้อมประกาศจะยึดเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของอิหร่าน และจะเข้าควบคุมตลาดน้ำมันของอิหร่านเหมือนที่ทำกับเวเนซุเอลา

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ประกาศว่าสหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านอีกในคืนนี้ (ตามเวลาสหรัฐฯ) หลังเปิดฉากโจมตีอีกครั้งในวันพุธที่ผ่านมา พร้อมลั่นวาจาว่าจะยึดเกาะคาร์ก และโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันอื่น ๆ ของอิหร่าน เหมือนที่ทำกับเวเนซุเอลา

“สหรัฐอเมริกาจะเปิดฉากโจมตีอิหร่าน (ซึ่งตอนนี้ทั้งกองทัพเรือ, กองทัพอากาศ, ระบบเรดาร์, ระบบต่อต้านอากาศยาน และการป้องกันประเทศในรูปแบบอื่น ๆ ทั้งหมด รวมไปถึงขีดความสามารถในการโจมตีเกือบทั้งหมดของพวกเขา ถูกทำลายไปจนหมดสิ้นแล้ว!) อย่างรุนแรงที่สุดในคืนนี้” ข้อความของทรัมป์ระบุ

“และในอนาคตอันไม่ไกลนี้ เราจะเข้ายึดครองเกาะคาร์ก (Kharg Island) รวมถึงจุดโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันอื่น ๆ และจะเข้าควบคุมตลาดน้ำมันและก๊าซของพวกเขาทั้งหมด เหมือนกับที่เราทำสำเร็จมาแล้วกับเวเนซุเอลา ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมานั้นยอดเยี่ยมมากสำหรับทั้งเวเนซุเอลาและสหรัฐอเมริกา ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้! ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์”

ทรัมป์โพสต์ข้อความล่าสุดหลังจากสหรัฐฯ กลับมาเปิดฉากโจมตีอิหร่านต่อเนื่องในวันอังคารและวันพุธที่ผ่านมา โดยอ้างเหตุผลเรื่องความล่าช้าในการเจรจาของอิหร่าน และเหตุการณ์ที่อิหร่านโจมตีเฮลิคอปเตอร์ “อาปาเช่” ของสหรัฐฯ จนตกเมื่อช่วงต้นสัปดาห์

ด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) เผยว่า พวกเขาโจมตีฐานทัพหลายแห่งของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นวันที่สองติดต่อกัน หลังจากที่สหรัฐฯ ได้ยึดปฏิบัติการโจมตีหลายจุดทั่วอิหร่าน และย้ำด้วยว่า เตหะรานจะ “ตอบโต้อย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม” หากมีการโจมตีใด ๆ เกิดขึ้นอีกในอนาคต

นอกจากนั้น อิหร่านยังประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์อีกครั้ง เพื่อตอบโต้การโจมตีดังกล่าว แต่กองทัพสหรัฐฯ จะออกมาบอกว่า การปิดช่องแคบที่ว่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truthsocial