Kennedy Center ปิดปรับปรุง 2 ปี หลังศาลห้ามใส่ชื่อ Trump บนตัวอาคาร

Kennedy Center ปิดปรับปรุง 2 ปี หลังศาลห้ามใส่ชื่อ Trump บนตัวอาคาร

16 ก.ย. 2569 10:28 น.

Kennedy Center ปิดปรับปรุง 2 ปี หลังศาลห้ามใส่ชื่อ Trump บนตัวอาคาร

Kennedy Center เตรียมปิดปรับปรุงครั้งใหญ่นาน 2 ปี หลังศาลรัฐบาลกลางมีคำสั่งห้ามเพิ่มชื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” ด้านหน้าอาคารโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ขณะที่ทรัมป์ยืนกรานให้เพิ่มชื่อ

กลายเป็นประเด็นร้อนต่อเนื่องสำหรับ ศูนย์ศิลปะการแสดงจอห์น เอฟ. เคนเนดี (Kennedy Center) ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หลังคณะกรรมการบริหารลงมติเมื่อวันที่ 15 กันยายน ให้ปิดศูนย์เพื่อดำเนินการปรับปรุงครั้งใหญ่ ซึ่งอาจใช้เวลานานถึง 2 ปี และมีงบประมาณโครงการประมาณ 257 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 8,000 ล้านบาท

การลงมติดังกล่าวเกิดขึ้นไม่ถึง 2 ชั่วโมงหลัง คริสโตเฟอร์ คูเปอร์ ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ มีคำสั่งระงับความพยายามของคณะกรรมการที่จะเพิ่มชื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลงบนด้านหน้าอาคารเป็นครั้งที่ 2 โดยศาลระบุว่าคณะกรรมการไม่มีอำนาจเพิ่มอนุสรณ์หรือเปลี่ยนชื่อพื้นที่เพื่อเป็นเกียรติแก่ทรัมป์ หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

คณะกรรมการ Kennedy Center มีทรัมป์เป็นประธาน และสมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ทรัมป์แต่งตั้ง หลังจากทรัมป์กลับเข้าสู่ทำเนียบขาว เขาเข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางของศูนย์ รวมถึงผลักดันแผนปรับปรุงอาคารและเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานของสถาบัน

ด้านทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social หลังมีคำสั่งศาลระบุว่า การปรับปรุงและบูรณะ Kennedy Center จะยังไม่เริ่มต้นจนกว่าศาลอุทธรณ์จะพิจารณาคำสั่งดังกล่าว และหากคำตัดสินยังไม่เปลี่ยนแปลง เขาระบุว่างานปรับปรุงจะไม่เกิดขึ้น

ข้อพิพาทเรื่องชื่อเกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีนี้ โดยก่อนหน้านี้คณะกรรมการเคยนำชื่อทรัมป์ไปใส่บนด้านหน้าอาคาร ก่อนที่ผู้พิพากษาคูเปอร์จะมีคำสั่งให้ถอดออกในเดือนพฤษภาคม และคนงานได้ถอดชื่อออกในเดือนมิถุนายน

Kennedy Center ซึ่งเปิดดำเนินการในปี 1971 เป็นอนุสรณ์สถานที่ตั้งขึ้นเพื่อรำลึกถึง ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี และเป็นสถานที่สำคัญด้านศิลปะการแสดงของสหรัฐฯ โดยเป็นที่ตั้งของ Washington National Opera และ National Symphony Orchestra รวมถึงเป็นสถานที่จัดงาน Kennedy Center Honors เป็นประจำทุกปี

ในช่วงความขัดแย้งที่ผ่านมา ศิลปินหลายรายยกเลิกการแสดง ขณะที่ Washington National Opera และ National Symphony Orchestra ต้องหาสถานที่จัดแสดงแห่งอื่น ส่งผลให้รายได้ของศูนย์ลดลงอย่างมาก โดยคณะกรรมการระบุว่าสถานะทางการเงินของศูนย์อยู่ในภาวะเปราะบาง และมีความกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการจ่ายค่าแรงและค่าบำรุงรักษา

ขณะเดียวกัน ประเด็นเรื่องอำนาจในการเปลี่ยนชื่อยังอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย โดยศาลระบุว่า Kennedy Center ถูกกำหนดให้เป็นอนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงเคนเนดีตามกฎหมายที่สภาคองเกรสให้ความเห็นชอบ ดังนั้นการเพิ่มชื่อบุคคลอื่นในลักษณะเป็นอนุสรณ์จึงต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

ความเคลื่อนไหวล่าสุดจึงทำให้อนาคตของ Kennedy Center ยังคงอยู่ท่ามกลางทั้ง ข้อพิพาททางกฎหมาย แผนปรับปรุงอาคาร และความขัดแย้งเรื่องการเพิ่มชื่อทรัมป์ โดยฝ่ายกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เตรียมยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลดังกล่าวแล้ว.

ที่มา : channelnewsasia

พบฟอสซิลฟัน “มาสโตดอน” สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรูปร่างคล้ายช้าง สูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อหลายพันปีก่อน

พบฟอสซิลฟัน "มาสโตดอน" สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรูปร่างคล้ายช้าง สูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อหลายพันปีก่อน

16 ก.ย. 2569 09:57 น.

พบฟอสซิลฟัน “มาสโตดอน” สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรูปร่างคล้ายช้าง สูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อหลายพันปีก่อน

นักธรณีวิทยาพบฟอสซิลฟัน ความยาวเกือบ 9 นิ้วกลางลำธารในเขตซานมาเทโอ ใกล้ซานฟรานซิสโก ตรวจพบเป็นฟันของ “มาสโตดอน” สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรูปร่างคล้ายช้าง สูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อหลายพันปีก่อน

วันที่ 16 กันยายน 2569 นักวิทยาศาสตร์เปิดเผยการพบฟอสซิลสำคัญในพื้นที่อ่าวซานฟรานซิสโกของสหรัฐฯ หลังนักธรณีสัณฐานวิทยาค้นพบฟันขนาดใหญ่ฝังอยู่กลางลำธารในเขตซานมาเทโอ เคาน์ตี ก่อนตรวจสอบพบว่าเป็นฟันของ “แปซิฟิก มาสโตดอน” (Pacific mastodon) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรูปร่างคล้ายช้าง เคยอาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือเมื่อหลายพันปีก่อนที่จะสูญพันธุ์ไป

บริดจิด ลินช์ นักธรณีสัณฐานวิทยาจากบริษัทบาลานซ์ ไฮโดรลอจิกส์ เปิดเผยว่า พบฟอสซิลนี้ขณะทำงานในโครงการฟื้นฟูถิ่นที่อยู่อาศัยบริเวณลำธารแห่งหนึ่ง โดยฟันมีความยาวเกือบ 9 นิ้ว หรือประมาณ 23 เซนติเมตร โดยระบุว่า ฟอสซิลฟันชิ้นนี้หาได้ง่ายกว่าที่คิด เพราะมันอยู่กลางลำธาร โดยมีส่วนหนึ่งจมอยู่ในน้ำและอีกส่วนโผล่พ้นน้ำขึ้นมา พร้อมระบุว่า ฟอสซิลฟันอยู่ในสภาพสมบูรณ์อย่างน่าทึ่ง โดยยังพบทั้งส่วนฟันและรากฟันครบถ้วน ทำให้สามารถนำไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้

รายงานข่าวระบุว่า ฟอสซิลถูกพบในลำธารบนพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การดูแลของเขตอนุรักษ์พื้นที่เปิดโล่งภูมิภาคมิดเพนนินซูลา และได้รับการส่งมอบให้แก่คณะวิชาความยั่งยืนดูเออร์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เพื่อการศึกษาและวิจัย โดยนักวิทยาศาสตร์เตรียมตรวจสอบอายุของฟอสซิล และจัดทำแบบจำลองสามมิติของฟัน เพื่อใช้สำหรับการศึกษาและเผยแพร่ความรู้แก่สาธารณชนต่อไป.

ที่มา AP

พระโอรส-พระธิดาในเจ้าชายแฮร์รี่ ทรงย้ายโรงเรียนกะทันหัน เหตุหวั่นเรื่องความปลอดภัย

พระโอรส-พระธิดาในเจ้าชายแฮร์รี่ ทรงย้ายโรงเรียนกะทันหัน เหตุหวั่นเรื่องความปลอดภัย

16 ก.ย. 2569 09:07 น.

พระโอรส-พระธิดาในเจ้าชายแฮร์รี่ ทรงย้ายโรงเรียนกะทันหัน เหตุหวั่นเรื่องความปลอดภัย

เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน มาร์เคิล ให้ลูกทั้ง 2 คนย้ายโรงเรียน หลังเข้าเรียนได้เพียง 2 วัน เหตุทีมรักษาความปลอดภัยกังวลเรื่องการเดินทางจากบ้านไปโรงเรียน ซึ่งอยู่ค่อนข้างไกลและมีการจราจรหนาแน่น

กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอีกครั้ง สำหรับครอบครัวของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน มาร์เคิล หลังมีการยืนยันว่า เจ้าชายอาร์ชี พระโอรสวัย 7 ปี และเจ้าหญิงลิลิเบต พระธิดาวัย 5 ปี จะต้องย้ายโรงเรียนใหม่ หลังเพิ่งเริ่มเข้าเรียนที่โรงเรียนได้เพียง 2 วัน

โฆษกของดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์เปิดเผยเมื่อวันที่ 14 กันยายนว่า การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังหารือกับทีมรักษาความปลอดภัยของครอบครัว โดยพิจารณาถึงความเหมาะสมในทางปฏิบัติของการเดินทางระหว่างบ้านกับโรงเรียน

รายงานระบุว่า ระยะทางจากบ้านไปโรงเรียน ประกอบกับสภาพการจราจรที่หนาแน่นในพื้นที่ ทำให้ทีมรักษาความปลอดภัยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการเดินทางของทั้งสองพระองค์

อย่างไรก็ตาม ครอบครัวของเจ้าชายแฮร์รี่ย้ำว่า การย้ายโรงเรียนไม่ได้สะท้อนถึงคุณภาพของโรงเรียนเดิมแต่อย่างใด โดยพ่อแม่ยังคงรู้สึกขอบคุณครูและบุคลากรทุกคนสำหรับความรัก ความเอาใจใส่ และการดูแลเด็กทั้งสองเป็นอย่างดี

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังเจ้าชายแฮร์รี่ เมแกน และลูกๆ เพิ่งย้ายกลับมาใช้ชีวิตในอังกฤษ หลังอาศัยอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ มานาน 6 ปี โดยสถานที่พักอาศัยแห่งใหม่และรายละเอียดเกี่ยวกับโรงเรียนของลูกๆ ยังคงถูกเก็บเป็นความลับด้วยเหตุผลด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย

ประเด็นด้านความปลอดภัยยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อนสำหรับเจ้าชายแฮร์รี่ หลังพระองค์เคยวิจารณ์การตัดสินใจของรัฐบาลอังกฤษที่ยกเลิกการคุ้มครองตำรวจโดยอัตโนมัติสำหรับพระองค์และครอบครัวแบบเดียวกับสมาชิกระดับสูงของราชวงศ์ โดยปัจจุบันมีการจัดระบบรักษาความปลอดภัยเป็นกรณีเฉพาะ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลอังกฤษกำลังทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าชายแฮร์รี่ และโฆษกของทั้งคู่ยืนยันด้วยว่า การรักษาความปลอดภัยของเมแกนกำลังถูกนำกลับมาพิจารณาอีกครั้งเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ทั้งคู่ย้ายออกจากอังกฤษ.

ที่มา : channelnewsasia

ผู้นำเกาหลีเหนือไว้อาลัยอดีตรองรมว.กลาโหมผู้เคยมีบทบาทสำคัญในโครงการนิวเคลียร์-ขีปนาวุธ

ผู้นำเกาหลีเหนือไว้อาลัยอดีตรองรมว.กลาโหมผู้เคยมีบทบาทสำคัญในโครงการนิวเคลียร์-ขีปนาวุธ

16 ก.ย. 2569 09:05 น.

ผู้นำเกาหลีเหนือไว้อาลัยอดีตรองรมว.กลาโหมผู้เคยมีบทบาทสำคัญในโครงการนิวเคลียร์-ขีปนาวุธ

สื่อเกาหลีเหนือรายงาน “ยุน ทงฮยอน” อดีตรองรมว.กลาโหม และนายทหารคนสำคัญ ผู้เคยมีบทบาทสำคัญในโครงการนิวเคลียร์-ขีปนาวุธ เสียชีวิตแล้ว “คิม จอง อึน” แสดงความเสียใจและส่งพวงหรีดไว้อาลัย

วันที่ 15 กันยายน 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลีเหนือ หรือเคซีเอ็นเอ รายงานว่า นายยุน ทงฮยอน อดีตรองรัฐมนตรีกลาโหมเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของกองทัพที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ เสียชีวิตแล้ว  โดยนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการเสียชีวิตของยุน พร้อมส่งพวงหรีดไปร่วมไว้อาลัย

รายงานข่าวระบุว่า นายยุนมีส่วนช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านเทคโนโลยีทางทหารของเกาหลีเหนือ โดยทำงานในตำแหน่งสำคัญในภาคอุตสาหกรรมยุทโธปกรณ์มาเป็นเวลานาน เขายังเป็นนายทหารคนสำคัญที่ติดตามคิม จอง อึน อย่างใกล้ชิดระหว่างการตรวจสอบโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ รวมถึงการฝึกซ้อมทางทหารหลายครั้ง

โดยนายยุนได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้อำนวยการกระทรวงกองทัพประชาชน และปรากฏตัวเคียงข้างผู้นำเกาหลีเหนืออยู่บ่อยครั้งในช่วงกลางทศวรรษ 2010 ขณะที่คิมเดินทางไปสังเกตการณ์การทดสอบระบบยิงจรวดหลายลำกล้องและขีปนาวุธหลายครั้ง ขณะที่ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์หลังเกาหลีเหนือทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ครั้งที่ 5 ในปี 2559 นายยุนเคยเตือนว่า เกาหลีเหนือพร้อมใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีก่อน หากฝ่ายศัตรูเคลื่อนไหวเพื่อทำลายความภาคภูมิใจและอำนาจของรัฐบาลเกาหลีเหนือ

ที่มา Yonhap 

แฟนเพลงรำลึก Dolly Parton ผ่านเขาวงกตไร่ข้าวโพดทั่วอเมริกา-แคนาดา จำลองเป็นภาพใบหน้านักร้องดัง

แฟนเพลงรำลึก Dolly Parton ผ่านเขาวงกตไร่ข้าวโพดทั่วอเมริกา-แคนาดา จำลองเป็นภาพใบหน้านักร้องดัง

16 ก.ย. 2569 08:53 น.

แฟนเพลงรำลึก Dolly Parton ผ่านเขาวงกตไร่ข้าวโพดทั่วอเมริกา-แคนาดา จำลองเป็นภาพใบหน้านักร้องดัง

แฟนเพลงร่วมรำลึกถึง ดอลลี พาร์ตัน ผ่านเขาวงกตในไร่ข้าวโพด 20 แห่งในสหรัฐฯ และแคนาดา หนึ่งในนั้นออกแบบเป็นใบหน้าและทรงผมสีบลอนด์อันเป็นเอกลักษณ์ของนักร้องระดับตำนาน

กลายเป็นอนุสรณ์กลางทุ่งข้าวโพดที่ทั้งแปลกตาและน่าประทับใจ สำหรับเขาวงกตธีม ดอลลี พาร์ตัน (Dolly Parton) ที่เปิดให้ผู้คนเข้าไปเดินตามเส้นทาง เพื่อร่วมรำลึกถึงนักร้องคันทรีชื่อดังของสหรัฐฯ ซึ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ด้วยวัย 80 ปี

หนึ่งในเขาวงกตดังกล่าวตั้งอยู่ที่ฟาร์มของ Twins BBQ Co. ในเมืองบรูคฟิลด์ รัฐคอนเนตทิคัต ออกแบบบนพื้นที่ 5 เอเคอร์ มีเส้นทางรวมยาวกว่า 1 ไมล์ โดยเมื่อมองจากพื้นดินจะเห็นเพียงต้นข้าวโพดสูงท่วมหัว แต่เมื่อมองจากมุมสูงจะเห็นใบหน้า ชื่อ และทรงผมของดอลลี พาร์ตันปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน

เจ้าของฟาร์มบอกว่า ส่วนที่ยากที่สุดของเขาวงกตคือทรงผมของดอลลี เพราะมีรายละเอียดและปลายผมจำนวนมาก ทำให้ผู้เข้าไปพิชิตเขาวงกตต้องตัดสินใจตามทางแยกหลายร้อยจุด และอาจหลงทางได้ง่าย

เขาวงกตแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ “Get Lost with Dolly” ซึ่งมีเขาวงกตธีมดอลลี พาร์ตันทั้งหมด 20 แห่ง เปิดตามฟาร์มใน 15 รัฐของสหรัฐฯ และ 2 มณฑลของแคนาดา

โครงการจัดขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 31 ปีของ Imagination Library โครงการมอบหนังสือให้เด็กที่ดอลลี พาร์ตันก่อตั้งขึ้นในปี 1995 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากพ่อของเธอ ซึ่งไม่สามารถอ่านหรือเขียนหนังสือได้

ปัจจุบัน Imagination Library ระบุว่า ได้มอบหนังสือให้เด็กๆ แล้วมากกว่า 300 ล้านเล่ม และส่งหนังสือฟรีให้เด็กกว่า 3 ล้านเล่มต่อเดือนใน 5 ประเทศ

ฟาร์มที่เข้าร่วมโครงการจะบริจาครายได้ส่วนหนึ่งจากค่าเข้าชมเขาวงกตให้กับโครงการ Imagination Library ในพื้นที่

สำหรับเขาวงกตในคอนเนตทิคัต เริ่มปลูกข้าวโพดในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ก่อนเริ่มวางแบบในเดือนกรกฎาคม โดยทีมงานใช้แบบร่างบนกระดาษกราฟและทำเครื่องหมายเส้นทางด้วยมือ ขณะที่ต้นข้าวโพดมีความสูงประมาณ 8 นิ้ว

เขาวงกตเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน และมีกำหนดเปิดไปจนถึงวันที่ 7 พฤศจิกายน

เดิมแคมเปญ “Get Lost with Dolly” ถูกวางแผนไว้ก่อนที่ดอลลี พาร์ตันจะเสียชีวิต แต่หลังการจากไปของเธอ โครงการนี้ได้กลายเป็นอีกหนึ่งวิธีที่แฟนเพลงทั่วทวีปอเมริกาเหนือใช้รำลึกถึงศิลปินผู้มีผลงานเป็นที่รู้จักมาหลายชั่วอายุคน.

ที่มา : AP

3 บิ๊ก AI สหรัฐฯ ดันตั้งองค์กรคุมความปลอดภัย ทรัมป์-Nvidia สวนเตือนเกินจริง

3 บิ๊ก AI สหรัฐฯ ดันตั้งองค์กรคุมความปลอดภัย ทรัมป์-Nvidia สวนเตือนเกินจริง

16 ก.ย. 2569 05:59 น.

3 บิ๊ก AI สหรัฐฯ ดันตั้งองค์กรคุมความปลอดภัย ทรัมป์-Nvidia สวนเตือนเกินจริง

บริษัทผู้พัฒนา AI ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้ง OpenAI, Anthropic และ Google กำลังร่วมมือกันเพื่อจัดตั้ง องค์กรกำหนดมาตรฐาน AI ท่ามกลางความกังวลเรื่องอันตรายจากเทคโนโลยีนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 15 ก.ย. 2569 ว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับโลกอย่าง OpenAI, Anthropic และ Google กำลังร่วมมือกันเพื่อจัดตั้ง องค์กรกำหนดมาตรฐาน AI (AI standards body) เพื่อกำกับดูแลกันเอง โดยมีต้นแบบมาจากองค์กรกำกับดูแลอุตสาหกรรมทางการเงินของสหรัฐฯ (FINRA) ท่ามกลางความกังวลเรื่องอันตรายของ AI ที่ทวีความรุนแรงขึ้น

แนวคิดนี้ต่อยอดมาจากข้อเสนอของ เดมิส ฮัสซาบิส ผู้บริหาร Google DeepMind ที่เรียกร้องให้สหรัฐฯ ตั้งองค์กรทดสอบระบบ AI ที่ทรงพลังที่สุดก่อนเปิดตัวสู่สาธารณะ โดยระบุว่าต้องใช้เงินทุนมหาศาลจากภาคอุตสาหกรรมเพื่อดึงดูดบุคลากรระดับโลกและสนับสนุนทรัพยากรคำนวณขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ถูกคัดค้านจาก ไอเดน โกเมซ ซีอีโอของ Cohere บริษัท AI จากแคนาดา ซึ่งออกมาโจมตีว่า กลุ่มบริษัทอเมริกันเหล่านี้กำลังรวมหัวกันตั้ง “กลุ่มผูกขาด” (cartel) โดยอ้างเรื่องความปลอดภัย เพื่อเขียนกฎเกณฑ์ปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มตนเอง

“AI จำเป็นต้องมีเกราะป้องกัน นั่นไม่ใช่ประเด็นโต้แย้งและไม่เคยเป็น แต่ข้อโต้แย้งคือใครเป็นคนเขียนมันขึ้นมา ใครมีส่วนร่วมได้บ้าง และกฎเหล่านั้นกำลังปกป้องผลประโยชน์ของใคร” นายโกเมซกล่าว

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา อดีตพนักงานบริษัทผู้พัฒนา AI หลายคนยื่นใบลาออกและออกมาเตือนภัย เช่น เจคอบ คอกซอน ซึ่งเคยทำงานกับทั้ง Anthropic และ OpenAI ที่ระบุว่าบริษัท AI กำลัง “เอาชีวิตของผู้คนไปเดิมพัน” และ บิลาล ชุกไต จาก Google DeepMind ที่เตือนว่า AI มีศักยภาพถึงขั้นล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้

ขณะที่ ดาริโอ อาโมเดอี ซีอีโอของ Anthropic เรียกร้องให้ชะลอความเร็วในการพัฒนา AI ลง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI , อีลอน มัสก์ และเดมิส ฮัสซาบิส

แต่คำเตือนเหล่านั้นถูกปฏิเสธโดย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มองว่าความกังวลของเหล่าวิศวกร AI และผู้นำบริษัทผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ระดับโลกเป็นเพียง “เรื่องหลอกลวง” พร้อมย้ำว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้องเร่งพัฒนา AI เพื่อแข่งขันกับจีน

ส่วนนาย เจนเซน หวง ซีอีโอของบริษัท Nvidia ผู้ผลิตหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) และชิปประมวลผลสำหรับปัญญาประดิษฐ์รายใหญ่ของโลก ก็ออกมาปฏิเสธคำเตือนเหล่านี้เช่นกัน โดยระบุว่าการคาดการณ์ว่า AI จะทำลายล้างมนุษยชาตินั้น “ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์” และเป็นเรื่องที่ไม่รับผิดชอบ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทนายอ้าง โรดริโก ดูเตร์เต มีภาวะความจำบกพร่องอย่างหนัก

ทนายอ้าง โรดริโก ดูเตร์เต มีภาวะความจำบกพร่องอย่างหนัก

16 ก.ย. 2569 03:05 น.

ทนายอ้าง โรดริโก ดูเตร์เต มีภาวะความจำบกพร่องอย่างหนัก

โรดริโก ดูเตร์เต กำลังรับการประเมินว่าสุขภาพจิตพร้อมขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศหรือไม่ โดยทนายความของเขาออกมาอ้างว่า อดีตผู้นำฟิลิปปินส์รายนี้ มีภาวะความจำบกพร่องอย่างรุนแรง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโรดริโก ดูเตร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์วัย 81 ปี ซึ่งกำลังจะขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เพื่อดำเนินข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จากนโยบาย “สงครามปราบปรามยาเสพติด” ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน กำลังรับการประเมินว่า เขามีสุขภาพจิตพร้อมสำหรับขึ้นศาลในวันที่ 30 พ.ย.นี้หรือไม่

ทีมทนายของดูเตร์เตส่งเอกสารต่อศาลระบุว่า ลูกความของพวกเขามีปัญหาความทรงจำบกพร่องอย่างรุนแรง ไม่สามารถจดจำข้อมูลใหม่ๆ ได้ และลืมชื่อทนายหลักของตัวเองเป็นครั้งคราว ส่งผลให้ทนายไม่สามารถรับคำสั่งหรือเตรียมการสู้คดีร่วมกับเขาได้

นอกจากนี้ ผลการตรวจยังพบว่าดูเตร์เตเข้าใจว่าปัจจุบันคือปี 2550–2551 และลืมชื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอัยการยื่นเอกสารแย้งว่า ดูเตร์เตยังคงมีความสามารถในการใช้สิทธิในกระบวนการยุติธรรม และ “มีความพร้อมสำหรับการพิจารณาคดี” ตามหลักเกณฑ์ของศาล

ด้านคณะแพทย์ผู้ตรวจระบุว่าดูเตร์เตอาจจะ “ไม่ได้ตั้งใจทำแบบทดสอบอย่างเต็มที่” ซึ่งยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเกิดจากการแกล้งทำ, ขาดแรงจูงใจ หรือเป็นผลมาจากโรคทางระบบประสาทจริงๆ ทำให้ฝ่ายจำเลยมองว่ารายงานของแพทย์ยังไม่สมบูรณ์และขอซักค้าน

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ถูกจับกุมและส่งตัวไปที่กรุงเฮก ดูเตร์เตเคยปรากฏตัวผ่านวิดีโอลิงก์เพียงครั้งเดียวในสภาพสับสนและดูง่วงนอนตลอดเวลา

ผู้พิพากษาเรียกร้องให้ดูเตร์เตปรากฏตัวในการฟังพิจารณาคดีเบื้องต้น ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง เขาจะกลายเป็นอดีตผู้นำประเทศในเอเชียคนแรกที่ขึ้นศาล ICC ด้วยตนเอง

ข้อกล่าวหาต่อดูเตร์เตครอบคลุมการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ 3 ข้อหา ซึ่งอัยการระบุว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารอย่างน้อย 76 ศพ ช่วงปี 2556–2561 ระหว่างการทำสงครามปราบปรามยาเสพติดในฟิลิปปินส์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รถไฟเนเธอร์แลนด์หยุดชะงักเป็นวงกว้าง คาดเป็นเหตุวินาศกรรม

รถไฟเนเธอร์แลนด์หยุดชะงักเป็นวงกว้าง คาดเป็นเหตุวินาศกรรม

16 ก.ย. 2569 02:44 น.

รถไฟเนเธอร์แลนด์หยุดชะงักเป็นวงกว้าง คาดเป็นเหตุวินาศกรรม

ระบบรถไฟของเนเธอร์แลนด์ประสบปัญหาหยุดชะงักในหลายพื้นที่ หลังเกิดเหตุที่คาดว่าเป็นการก่อวินาศกรรมหลายสิบจุด ซึ่งทางการเริ่มการสืบสวนหาข้อเท็จจริงแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เครือข่ายรถไฟหลายพื้นที่ในเนเธอร์แลนด์ รวมถึงกรุงอัมสเตอร์ดัม ประสบภาวะหยุดชะงักอย่างหนักเมื่อเช้าวันอังคาร (15 ก.ย. 2569) หลังเกิดเหตุที่คาดว่าเป็นการ “ก่อวินาศกรรม” บนรางรถไฟมากกว่า 35 จุด กระทบเส้นทางสำคัญอย่างสนามบินสคิปโพล (Schiphol) เมืองไอนด์โฮเฟน และอูเทรคต์

“โปรเรล” (ProRail) รัฐวิสาหกิจผู้ดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านการรถไฟของเนเธอร์แลนด์ระบุว่า มีผู้นำท่อและสายไฟมาวางพาดบนรางในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือ ระบบคอมพิวเตอร์จึงเข้าใจผิดว่ามีรถไฟอยู่บนราง ทำให้ศูนย์ควบคุมไม่สามารถปล่อยรถไฟวิ่งได้ รวมถึงมีกรณีรถไฟพุ่งชนวัตถุโลหะใกล้วิทยาลัยสตีนไวก์ (Steenwijk) แต่โชคดีไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

นายกรัฐมนตรี ร็อบ เจตเตน ประณามว่าการกระทำนี้ “สร้างความเดือดร้อนและอันตรายถึงชีวิต” โดยตอนนี้สำนักงานอัยการสูงสุดและสำนักข่าวกรอง AIVD ร่วมกับตำรวจเปิดการสอบสวนทางอาญาแล้ว แต่ยังไม่พบตัวผู้สงสัยหรือแรงจูงใจ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตรงกับวันเปิดสมัยประชุมสภาและการเสนอร่างงบประมาณ ซึ่งกลุ่มเกษตรกร Farmers Defence Force (FDF) ออกมาประท้วงต่อต้านแผนลดการปล่อยไนโตรเจน โดยมีการจุดไฟเผากองฟางตามถนน อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มปฏิเสธว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลังการก่อวินาศกรรมรางรถไฟ และตำรวจก็ไม่พบความเชื่อมโยงใดๆ

ความปั่นป่วนของระบบรางรถไฟของเนเธอร์แลนด์ยังเกิดขึ้นไล่เลี่ยกับอุบัติเหตุรถไฟที่น่าสงสัยในฝรั่งเศส หลังสื่อรายงานว่าเหตุรถไฟตกรางในแคว้นนอร์ม็องดีเมื่อวันศุกร์ (11 ก.ย.) อาจเกิดจากการวินาศกรรมเช่นกัน ซึ่งทางการฝรั่งเศสกำลังเร่งสอบสวนทุกประเด็น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนเตือน อย่าเปลี่ยนอวกาศเป็นสนามรบ หลังสหรัฐฯ ติดตั้งอาวุธในวงโคจร

จีนเตือน อย่าเปลี่ยนอวกาศเป็นสนามรบ หลังสหรัฐฯ ติดตั้งอาวุธในวงโคจร

16 ก.ย. 2569 01:42 น.

จีนเตือน อย่าเปลี่ยนอวกาศเป็นสนามรบ หลังสหรัฐฯ ติดตั้งอาวุธในวงโคจร

ทางการจีนรวมถึงรัสเซีย ออกมาแสดงความไม่พอใจหลังจากสหรัฐฯ ยอมรับว่า พวกเขาส่งอาวุธขึ้นไปติดตั้งบนวงโคจรโลกแล้ว โดยจีนเตือนว่า อย่าเปลี่ยนอวกาศเป็นสนามรบ

เมื่อวันอังคารที่ 15 ก.ย. 2569 ทางการจีนกับรัสเซียออกมาตอบโต้อย่างรุนแรงหลังจากสหรัฐฯ ยืนยันเป็นครั้งแรกว่าได้ติดตั้งระบบอาวุธบนวงโคจรโลกแล้ว โดยจีนเตือนให้ระวังการเปลี่ยนอวกาศให้กลายเป็นสนามรบ ขณะที่รัสเซียเรียกร้องให้คงอวกาศไว้ให้ปลอดจากอาวุธทุกชนิด

ก่อนหน้านี้ โฆษกกองทัพอวกาศสหรัฐฯ ยืนยันว่า สหรัฐฯ มีอาวุธควบคุมอวกาศ (Space Control Weapons) ในวงโคจรเพื่อปกป้องกองทัพจากการโจมตีของฝ่ายศัตรู โดยมีทั้งมาตรการแบบทางกายภาพ (Kinetic) และไม่ใช่กายภาพ (Non-kinetic) เช่น เลเซอร์ทำลายระบบสายตาของดาวเทียม หรือการรบกวนสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าและไซเบอร์

สหรัฐฯ อ้างเหตุผลว่าทั้งจีนและรัสเซียต่างพัฒนาศักยภาพการสู้รบทางอวกาศเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความขัดแย้งในอนาคต ทำให้สหรัฐฯ จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือ

อย่างไรก็ตาม นายกัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน เรียกร้องให้สหรัฐฯ หยุดการขยายขีดความสามารถทางการทหารและการเตรียมพร้อมทำสงครามในอวกาศ

ขณะที่นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลินของรัสเซีย เรียกร้องให้มีความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อปลดอาวุธในอวกาศอย่างสมบูรณ์

ส่วนนาย ซ่ง จงผิง นักวิเคราะห์การทหารมองว่า แม้การเปิดเผยครั้งนี้ของวอชิงตันจะเป็น “ความลับที่รู้กันทั่วไป” อยู่แล้ว แต่ช่วงเวลาในการประกาศอาจยิ่งเพิ่มความตึงเครียดและเร่งการแข่งขันทางอาวุธในอวกาศ

นอกจากนั้น จีนคงไม่อยู่เฉย การที่สหรัฐฯ เปิดเผยเรื่องการติดอาวุธในอวกาศเช่นนี้ จะกดดันให้จีนอาจต้องพิจารณาติดตั้งอาวุธในอวกาศตามเพื่อตอบโต้

ทั้งนี้ สนธิสัญญาอวกาศปี 1967 (Outer Space Treaty) ห้ามเฉพาะการติดตั้ง “อาวุธทำลายล้างสูงและอาวุธนิวเคลียร์” ในวงโคจรเท่านั้น แต่ไม่ได้ครอบคลุมอาวุธทั่วไป ทำให้เกิดช่องว่างทางกฎหมาย

จีนและรัสเซียพยายามผลักดันร่างสนธิสัญญาห้ามการติดตั้งอาวุธทุกประเภทในอวกาศมาตลอด 20 ปี ขณะที่ชาติตะวันตกเน้นเรื่อง “กรอบพฤติกรรมที่รับผิดชอบ” โดยคาดว่าประเด็นนี้จะถูกยกขึ้นมาหารือในการประชุมปลดอาวุธของสหประชาชาติ (UN) ในเดือนพฤศจิกายนนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เดนมาร์กโวย เรือรบรัสเซียยิงพลุแฟลร์ ใส่เฮลิคอปเตอร์ทหาร

เดนมาร์กโวย เรือรบรัสเซียยิงพลุแฟลร์ ใส่เฮลิคอปเตอร์ทหาร

16 ก.ย. 2569 00:02 น.

เดนมาร์กโวย เรือรบรัสเซียยิงพลุแฟลร์ ใส่เฮลิคอปเตอร์ทหาร

ทางการเดนมาร์กออกมาแสดงความไม่พอใจ โดยอ้างว่าเรือรบของรัสเซียยิงพลุแฟลร์เข้าใส่เฮลิคอปเตอร์ทางทหารของพวกเขา ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ตามปกติในน่านน้ำสากล

เมื่อวันอังคารที่ 15 ก.ย. 2569 ทางการเดนมาร์กออกมากล่าวหา เรือรบของรัสเซียได้ยิงพลุส่องสว่างฉุกเฉิน (พลุแฟลร์) จำนวน 2 ลูก ใส่เฮลิคอปเตอร์รุ่น Fennec ของกองทัพอากาศเดนมาร์ก ขณะกำลังบินปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนและถ่ายภาพในน่านน้ำสากลตามปกติ นอกชายฝั่งเมืองเกดเซอร์ (Gedser) โดยมีพลุลูกหนึ่งพุ่งเฉียดตัวเครื่องไปอย่างน่ากลัว

กระทรวงการต่างประเทศเดนมาร์กได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตรัสเซียเข้าพบ พร้อมระบุว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นสิ่งที่ “รับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง”

ขณะที่นางเมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ประณามการกระทำของรัสเซียว่า “ประมาทเลินเล่อ” และมีเจตนาเพื่อข่มขู่ ส่วนนางเออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ชี้ว่าการกระทำนี้เป็นหนึ่งในรูปแบบการยั่วยุและความก้าวร้าวของรัสเซียที่มีต่อยุโรป

ส่วนรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมเดนมาร์กเปิดเผยว่า ลูกเรือของเรือฟริเกตของรัสเซียไม่ได้มีความพยายามที่จะติดต่อสื่อสารกับเฮลิคอปเตอร์ก่อนลงมือแต่อย่างใด

ด้านนายวลาดิเมียร์ บาร์บิน เอกอัครราชทูตรัสเซีย ยืนยันว่าจะตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด แต่ตอบโต้ด้วยว่า เฮลิคอปเตอร์ของเดนมาร์กต่างหากที่เป็นฝ่าย “กระทำการยั่วยุ” ด้วยการบินเข้าใกล้เรือรบของรัสเซียในระยะอันตราย โดยเคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้มาแล้วเมื่อปีก่อน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่เกิดความตึงเครียดด้านความมั่นคงในหลายพื้นที่ทางฝั่งตะวันออกของยุโรป โดยที่ลิทัวเนีย เครื่องบินรบนาโตยิงโดรนลำหนึ่งตก หลังรุกล้ำเข้าสู่น่านฟ้าลิทัวเนียบริเวณใกล้เมืองเคานาส โดยคาดว่าบินมาจากเบลารุส ซึ่งเป็นพันธมิตรของรัสเซีย

ขณะที่โปแลนด์ระบุว่า พวกเขาดำเนินปฏิบัติการทางการบินเชิงป้องกันในน่านฟ้าของตัวเองเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่ออารักขาน่านฟ้าเนื่องจากพบโดรนของรัสเซียออกบินโจมตีพื้นที่ของยูเครนบริเวณใกล้ชายแดน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc