สลด! รถบัสชนประสานงารถบรรทุกน้ำมันในอินโดนีเซีย ไฟลุกท่วม ดับอย่างน้อย 16 ศพ

สลด! รถบัสชนประสานงารถบรรทุกน้ำมันในอินโดนีเซีย ไฟลุกท่วม ดับอย่างน้อย 16 ศพ

7 พ.ค. 2569 11:56 น.

สลด! รถบัสชนประสานงารถบรรทุกน้ำมันในอินโดนีเซีย ไฟลุกท่วม ดับอย่างน้อย 16 ศพ

เกิดอุบัติเหตุรุนแรงบนทางหลวงประเทศอินโดนีเซีย เมื่อรถโดยสารประจำทางชนประสานงากับรถบรรทุกน้ำมัน จนเกิดเพลิงลุกไหม้อย่างหนัก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 ราย และบาดเจ็บอีก 4 คน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงเที่ยงวันพุธที่ 6 พฤษภาคม บริเวณเขตนอร์ท มูซี ราวาส จังหวัดสุมาตราใต้ โดยรถบัสโดยสารระหว่างเมือง ซึ่งกำลังเดินทางจากเมืองลูบุกลิงเกา มุ่งหน้าไปยังเมืองจัมบี ได้พุ่งชนกับรถบรรทุกน้ำมันที่วิ่งสวนทางมา

เจ้าหน้าที่สำนักงานจัดการภัยพิบัติท้องถิ่นเปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุรถบัสอาจเกิดประกายไฟจากตัวรถ ทำให้คนขับพยายามหักหลบไปยังเลนขวาเพื่อป้องกันอันตราย แต่จังหวะเดียวกันมีรถบรรทุกน้ำมันวิ่งมาด้วยความเร็วสูง จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการชนได้

แรงปะทะทำให้เกิดระเบิดและไฟลุกท่วมรถทั้ง 2 คันอย่างรวดเร็ว ผู้โดยสารหลายคนติดอยู่ภายในและไม่สามารถหนีออกมาได้ทัน

รายงานระบุว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วย คนขับรถบัส ผู้โดยสาร 13 คน รวมถึงคนขับรถบรรทุกน้ำมันและผู้ช่วย รวมทั้งหมดอย่างน้อย 16 ราย โดยหลายศพถูกไฟคลอกอยู่ภายในซากรถ

ส่วนผู้รอดชีวิต 4 คน ถูกนำตัวส่งคลินิกใกล้เคียง ในจำนวนนี้ 3 คนมีอาการไฟไหม้รุนแรง ขณะที่อีก 1 คนบาดเจ็บเล็กน้อย

ภาพจากหน่วยค้นหาและกู้ภัยแห่งชาติอินโดนีเซียเผยให้เห็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเร่งฉีดน้ำควบคุมเพลิง ท่ามกลางกลุ่มควันดำหนาทึบและเปลวไฟขนาดใหญ่ ขณะที่ซากรถทั้งสองคันถูกเผาเสียหายเกือบทั้งหมด

เจ้าหน้าที่กู้ภัยและตำรวจจราจรต้องใช้เวลานานในการเคลียร์พื้นที่ เนื่องจากยังมีผู้ติดอยู่ภายในซากรถ ส่งผลให้การจราจรบนทางหลวงสายหลักเป็นอัมพาตชั่วคราว

ทั้งนี้ อินโดนีเซียเผชิญอุบัติเหตุทางถนนรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง จากปัญหามาตรฐานความปลอดภัยและโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่ยังไม่เพียงพอ.

ที่มา : channelnewsasia

ฝนถล่มกัวลาลัมเปอร์-เปอตาลิงจายา น้ำท่วมฉับพลัน รถจมหลายร้อยคัน

ฝนถล่มกัวลาลัมเปอร์-เปอตาลิงจายา น้ำท่วมฉับพลัน รถจมหลายร้อยคัน

7 พ.ค. 2569 10:33 น.

ฝนถล่มกัวลาลัมเปอร์-เปอตาลิงจายา น้ำท่วมฉับพลัน รถจมหลายร้อยคัน

ฝนตกหนักนานกว่าชั่วโมงทำหลายพื้นที่ในกรุงกัวลาลัมเปอร์และเปอตาลิงจายาน้ำท่วมซ้ำ ถนนหลายสายจม รถติดหนัก บางคันน้ำท่วมถึงล้อ 

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวเดอะสตาร์ ของมาเลเซีย รายงานว่า ฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่เวลาประมาณ 15.30 น. นานกว่าหนึ่งชั่วโมง ส่งผลให้หลายพื้นที่ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ และเมืองเปอตาลิงจายา ประเทศมาเลเซีย เกิดน้ำท่วมฉับพลันอีกครั้ง โดยพื้นที่เซ็กชัน 51A เมืองเปอตาลิงจายา ได้รับผลกระทบหนัก โดยถือเป็นน้ำท่วมซ้ำภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ หลังเพิ่งเกิดเหตุลักษณะเดียวกันเมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา

คลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นประชาชนรายหนึ่งลงว่ายน้ำในน้ำท่วม ขณะที่อาคารสำนักงานใหญ่แอมเวย์ บนถนนจาลัน 223 ในเปอตาลิงจายา ก็มีรายงานถูกน้ำท่วมเช่นกัน นอกจากนี้ ถนนจาลันกูไชลามา ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ยังเผชิญน้ำท่วมซ้ำอีกครั้ง หลังเคยเกิดเหตุในพื้นที่เดียวกันเมื่อปี 2565  

ภาพจากพื้นที่เผยให้เห็นน้ำเอ่อล้นจากท่อระบายน้ำ ท่วมทางเดินหน้าร้านค้าหลายแห่งบริเวณจาลันเซปาดู ในย่านตามันยูไนเต็ด ด้านบริษัทนิวปันไตเอ็กซ์เพรสเวย์ ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า จุดเกิดเหตุอยู่บนถนนจาลันกูไชลามา มุ่งหน้าสู่จาลันกลางลามา ซึ่งอยู่ในความดูแลของศาลาว่าการกรุงกัวลาลัมเปอร์  ไม่ใช่บนทางด่วน NPE ตามที่มีรายงานก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สายตรวจถูกส่งเข้าช่วยอำนวยการจราจร เพื่อดูแลความปลอดภัยและช่วยระบายรถในพื้นที่ประสบภัย โดยล่าสุดระดับน้ำลดลงจนกลับเข้าสู่ภาวะปกติเมื่อเวลา 16.47 น. และเปิดการจราจรได้อีกครั้ง

ขณะเดียวกัน น้ำท่วมบนทางด่วนเคซัส ใกล้ด่านเก็บเงินอาวันเบอซาร์ ส่งผลให้การจราจรจากกินราราเข้าสู่ใจกลางเมืองเป็นอัมพาต คลิปวิดีโอจากผู้ใช้โซเชียลเผยให้เห็นรถยนต์หลายคันบริเวณทางออกจาลันกลางลามา-บูกิตจาลิล ถูกน้ำท่วมสูงถึงระดับล้อ ขณะที่บางคันจอดเสียกลางน้ำใต้สะพานเชื่อมอาคารสูง 

นอกจากนี้ บริเวณใกล้สถานีรถไฟฟ้าอาวันเบอซาร์ ก็มีน้ำท่วมใต้สะพานลอย ขณะที่ถนนจาลันอาวันเบอซาร์ทั้ง 4 ช่องทางหน้าซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง ถูกน้ำโคลนท่วมจนมิดถนนทั้งหมด.

ที่มา The Star , Facebook/BukitJalilMalaysia

“เมกะสึนามิ” ถล่มอลาสกาปีก่อน ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 เท่าที่เคยมีบันทึกมา

"เมกะสึนามิ" ถล่มอลาสกาปีก่อน ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 เท่าที่เคยมีบันทึกมา

7 พ.ค. 2569 10:27 น.

“เมกะสึนามิ” ถล่มอลาสกาปีก่อน ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 เท่าที่เคยมีบันทึกมา

นักวิทย์เผย เมกะสึนามิสูงเกือบ 500 เมตรในรัฐอลาสกา สหรัฐอเมริกา ฤดูร้อนปีที่ผ่านมา นับเป็นคลื่นยักษ์ขนาดใหญ่ที่สุดอันดับ 2 เท่าที่เคยมีการบันทึกมา เตือนภาวะโลกร้อนเสี่ยงเกิดถี่ขึ้นในอนาคต

งานวิจัยฉบับใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science ระบุว่า เหตุการณ์เมกะสึนามิ ที่เกิดขึ้นจากมวลหินขนาดประมาณ 64 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเทียบเท่าพีระมิดกีซาราว 24 แห่ง พังถล่มลงทะเลภายในเวลาไม่ถึง 1 นาที ที่เกิดขึ้นที่ “เทรซี อาร์ม ฟยอร์ด” (Tracy Arm Fjord) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอลาสกา จนเกิดคลื่น “เมกะสึนามิ” สูงเกือบ 500 เมตร ถือเป็นสถิติสูงที่สุดอันดับ 2 ของโลก รองจากเหตุการณ์ในอลาสกาช่วงทศวรรษ 1950 ที่มีความสูงมากกว่า 500 เมตร

นักธรณีวิทยาชาวอลาสกา ดร.เบรตวูด ฮิกแมน เปิดเผยว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์เฉียดหายนะ เพราะเกิดขึ้นในช่วงกลางดึก ทำให้ไม่มีเรือท่องเที่ยวอยู่ในพื้นที่ขณะเกิดคลื่นยักษ์ แต่ครั้งหน้าอาจไม่โชคดีแบบนี้

นักวิจัยอธิบายว่า “เมกะสึนามิ” แตกต่างจากสึนามิทั่วไป เพราะเกิดจากดินถล่มหรือภูเขาถล่มลงน้ำโดยตรง ไม่ได้เกิดจากแผ่นดินไหวกลางมหาสมุทร แม้คลื่นจะไม่เดินทางไกลเหมือนสึนามิทั่วไป แต่สามารถสร้างความเสียหายรุนแรงในพื้นที่ใกล้เคียงได้ทันที

ทีมวิจัยยังพบว่า การละลายของธารน้ำแข็งจากภาวะโลกร้อน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หน้าผาไม่มั่นคง โดยก่อนหน้านี้ธารน้ำแข็งทำหน้าที่ค้ำยันฐานภูเขาเอาไว้ เมื่อธารน้ำแข็งถอยร่น จึงเปิดทางให้หน้าผาพังถล่มลงสู่ทะเลได้ง่ายขึ้น

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า ความเสี่ยงของ “เมกะสึนามิ” ในอลาสกาอาจเพิ่มขึ้นมากกว่าหลายสิบเท่าเมื่อเทียบกับไม่กี่สิบปีก่อน ขณะที่ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่พื้นที่ธรรมชาติมากขึ้น โดยเฉพาะเรือสำราญที่นิยมล่องชมฟยอร์ดและธารน้ำแข็ง

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีรายงานว่า บริษัทเรือสำราญบางแห่งเริ่มยกเลิกเส้นทางเข้าเทรซี อาร์ม ฟยอร์ดแล้ว เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัย.

ที่มา : BBC

“ฮุน เซน” หนุนรัฐบาลกัมพูชานำปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชาเข้าสู่กลไกระหว่างประเทศ

"ฮุน เซน" หนุนรัฐบาลกัมพูชานำปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชาเข้าสู่กลไกระหว่างประเทศ

7 พ.ค. 2569 10:17 น.

“ฮุน เซน” หนุนรัฐบาลกัมพูชานำปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชาเข้าสู่กลไกระหว่างประเทศ

“ฮุน เซน” หนุนรัฐบาลกัมพูชานำปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชาเข้าสู่กลไกระหว่างประเทศ เหน็บไทยที่ผ่านมาเปลี่ยนนายกฯ บ่อยทำให้การเจรจาไม่คืบหน้า

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 สมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อความในเฟซบุกแสดงจุดยืนสนับสนุนรัฐบาลกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาพื้นที่อ้างสิทธิทางทะเลทับซ้อนกับไทย หลังฝ่ายไทยประกาศยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลปี 2544 หรือ MOU2544 เพียงฝ่ายเดียว

ฮุน เซน ระบุว่า กัมพูชาไม่ควรจัดตั้งกลไกทวิภาคีใหม่ขึ้นมาแทน MOU2544 แต่ควรเดินหน้าเข้าสู่กลไกตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลปี 2525 ซึ่งจะมีบุคคลที่สามหรือกลไกระหว่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ตามแนวทางที่นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวไว้ก่อนหน้านี้

อดีตผู้นำกัมพูชายังแสดงความเสียใจต่อการที่ไทยยกเลิก MOU2544 โดยอ้างว่าไม่มีความคืบหน้า พร้อมตั้งคำถามว่า สาเหตุที่การเจรจาไม่คืบหน้านั้นเกิดจากอะไร และระบุว่า ไทยเองรู้ดีที่สุด หลังเกิดรัฐประหารในปี 2549 ที่โค่นนายทักษิณ ชินวัตร ประเทศไทยมีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีหลายครั้ง ซึ่งฮุน เซน ระบุว่า กัมพูชายังคงดำเนินการต่อเนื่องภายใต้รัฐบาล โดยไม่เปลี่ยนกลไกหรือเนื้อหาการเจรจา ขณะที่ไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีราว 10 คน ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้การเจรจาไม่คืบหน้า

อย่างไรก็ตาม ฮุน เซน ย้ำว่า กัมพูชากำลังเดินหน้าตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมระบุว่า ไทยไม่ควรกดดันให้กัมพูชาสร้างกลไกทวิภาคีใหม่ขึ้นมาแทนกลไกเดิมที่ไทยเป็นฝ่ายยกเลิกเอง และแสดงความหวังว่าทั้งสองประเทศจะร่วมกันเดินหน้าเข้าสู่กลไกระหว่างประเทศที่มีอำนาจในการตัดสินข้อพิพาททางทะเลอย่างเหมาะสมต่อไป.

ที่มา Facebook /Samdech Hun Sen of Cambodia

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกร่วง หุ้นโลกพุ่ง รับความหวังสงครามอิหร่านใกล้ยุติ

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกร่วง หุ้นโลกพุ่ง รับความหวังสงครามอิหร่านใกล้ยุติ

7 พ.ค. 2569 08:46 น.

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกร่วง หุ้นโลกพุ่ง รับความหวังสงครามอิหร่านใกล้ยุติ

ตลาดโลกขานรับสัญญาณเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านมีความคืบหน้า ราคาน้ำมันดิ่งแรงกว่า 7% ขณะตลาดหุ้นสหรัฐฯ-ยุโรปพุ่ง นักลงทุนหวังสงครามตะวันออกกลางคลี่คลาย

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทะเลเหนือ ซึ่งเป็นมาตรฐานอ้างอิงของตลาดโลก ดิ่งลงมากกว่า 10% ระหว่างการซื้อขาย จนหลุดระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือราว 3,700 บาท ก่อนปิดตลาดที่ 101.27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือประมาณ 3,750 บาท ลดลง 7.8%

ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องอย่างแข็งแกร่ง โดยดัชนี S&P 500 ปิดตลาดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ขณะที่แนสแดก พุ่งขึ้น 2% ทางด้านตลาดหุ้นยุโรปก็ได้รับแรงหนุนเช่นกัน โดยตลาดหุ้นปารีสปรับตัวขึ้นเกือบ 3% ส่วนตลาดแฟรงก์เฟิร์ตและลอนดอนปิดบวกมากกว่า 2% หลังนักลงทุนมีความหวังมากขึ้นว่าสงครามระหว่างอิหร่าน กับสหรัฐฯ อาจใกล้ยุติลงผ่านการเจรจาทางการทูต

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว Axios ของสหรัฐฯ รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่อเมริกัน 2 รายว่า วอชิงตันและเตหะรานใกล้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในรูปแบบบันทึกความเข้าใจ 1 หน้า เพื่อยุติสงคราม และวางกรอบการเจรจานิวเคลียร์ในรายละเอียดต่อไป ทางด้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวกับผู้สื่อข่าวภายในห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาวว่า เชื่อว่าการบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านมีความเป็นไปได้สูงมาก หลังการหารือในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาเป็นไปในทิศทางที่ดี อย่างไรก็ตาม ทรัมป์เตือนว่า หากการเจรจาล้มเหลว สหรัฐฯ อาจกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้ง

นายนีล วิลสัน นักยุทธศาสตร์การลงทุนจากสถาบันซาโซ ยูเค ระบุว่า ข่าวที่ออกมาช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นว่า สถานการณ์กำลังเคลื่อนไปในทิศทางที่ดีสำหรับตลาดพลังงานโลก และหนุนให้นักลงทุนกลับเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงตลาดหุ้นทั่วโลกอีกครั้ง.

นักท่องเที่ยวผวา พบจระเข้โผล่นอกชายฝั่งเกาะเซ็นโตซา สิงคโปร์สั่งงดกิจกรรมทางน้ำทันที

นักท่องเที่ยวผวา พบจระเข้โผล่นอกชายฝั่งเกาะเซ็นโตซา สิงคโปร์สั่งงดกิจกรรมทางน้ำทันที

7 พ.ค. 2569 08:32 น.

นักท่องเที่ยวผวา พบจระเข้โผล่นอกชายฝั่งเกาะเซ็นโตซา สิงคโปร์สั่งงดกิจกรรมทางน้ำทันที

ทางการสิงคโปร์สั่งระงับกิจกรรมทางน้ำบริเวณชายหาดชื่อดังของเกาะเซ็นโตซา หลังมีผู้พบเห็นจระเข้ลอยตัวอยู่ในทะเลใกล้ย่านเซ็นโตซา โคฟ เมื่อช่วงเย็นวันพุธที่ผ่านมา

คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติสิงคโปร์ หรือ NParks ร่วมกับหน่วยงานพัฒนาเกาะเซ็นโตซา (SDC) เปิดปฏิบัติการค้นหาจระเข้ทันที หลังได้รับแจ้งว่าพบเห็นจระเข้ลอยคออยู่ใกล้ฝั่ง พร้อมประกาศงดกิจกรรมทางน้ำ เช่น ว่ายน้ำและพายเรือคายัก บริเวณหาดสิลิโซ หาดปาลาวัน และหาดตันจง จนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ชายหาดทั้ง 3 แห่งยังคงเปิดให้บริการตามปกติ โดยเจ้าหน้าที่เพิ่มการลาดตระเวนและเฝ้าระวังพื้นที่ริมชายหาดทั่วเกาะ เพื่อดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

นี่ถือเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้ที่มีรายงานพบจระเข้ในน่านน้ำรอบเกาะเซ็นโตซา หลังจากเคยพบครั้งแรกเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งในเวลานั้นทางการก็ได้สั่งระงับกิจกรรมทางน้ำเช่นเดียวกัน ก่อนกลับมาเปิดอีกครั้งหลังผ่านไปกว่าหนึ่งสัปดาห์

นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังมีรายงานพบจระเข้ในบริเวณอ่าวเคปเปิล ส่งผลให้ NParks ต้องติดตั้งป้ายเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังบริเวณริมน้ำ

เจ้าหน้าที่แนะนำว่า หากประชาชนพบจระเข้ ควรตั้งสติและค่อย ๆ ถอยห่าง ห้ามเข้าใกล้ ยั่วยุ หรือให้อาหารสัตว์ พร้อมสามารถแจ้งเหตุไปยังคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติสิงคโปร์ได้ทันที ผ่านสายด่วนฉุกเฉินของหน่วยงานดังกล่าว.

ที่มา : channelnewsasia

อพยพแล้ว 3 ผู้ป่วยจากเรือสำราญ หลังไวรัสฮันตาคร่า 3 ศพ พบผู้ติดเชื้อเพิ่มในหลายประเทศ

อพยพแล้ว 3 ผู้ป่วยจากเรือสำราญ หลังไวรัสฮันตาคร่า 3 ศพ พบผู้ติดเชื้อเพิ่มในหลายประเทศ

7 พ.ค. 2569 08:17 น.

อพยพแล้ว 3 ผู้ป่วยจากเรือสำราญ หลังไวรัสฮันตาคร่า 3 ศพ พบผู้ติดเชื้อเพิ่มในหลายประเทศ

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอพยพผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสฮันตา 3 คน ออกจากเรือสำราญสัญชาติเนเธอร์แลนด์แล้ว ขณะที่ผู้โดยสารที่เหลือยังถูกกักตัวบนเรือ ล่าสุดมีรายงานพบผู้ติดเชื้อเพิ่มในหลายประเทศ

องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่า ผู้ป่วยทั้ง 3 คนถูกส่งตัวกลับไปรักษาในประเทศเนเธอร์แลนด์ ขณะที่ผู้โดยสารและลูกเรือเกือบ 150 คนยังคงกักตัวอยู่ภายในห้องพักบนเรือ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด

ขณะเดียวกัน ทางการสวิตเซอร์แลนด์ยืนยันพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ เป็นชายที่เดินทางกลับจากอเมริกาใต้และเคยโดยสารเรือลำดังกล่าว ส่วนเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของแอฟริกาใต้และสวิตเซอร์แลนด์ระบุว่า ตรวจพบเชื้อไวรัสฮันตาสายพันธุ์”แอนดีส” ซึ่งพบได้ในอเมริกาใต้ และสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ในบางกรณี แม้จะเกิดขึ้นได้ค่อนข้างน้อย

รายงานระบุว่า หนึ่งในผู้ป่วยอาการหนักเป็นชายชาวอังกฤษที่กำลังรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียูของโรงพยาบาลในแอฟริกาใต้ ขณะที่ผู้เสียชีวิตอีกหนึ่งรายได้รับการตรวจพบเชื้อหลังเสียชีวิต

ทั้งนี้ เรือสำราญ เอ็มวี ฮอนดิอุส ออกเดินทางจากอาร์เจนตินาเมื่อวันที่ 1 เมษายน โดยเดิมมีกำหนดเดินทางผ่านแอนตาร์กติกา หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ และจุดหมายอื่นในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่ต้องเปลี่ยนแผนการเดินเรือหลังเกิดการระบาดบนเรือ

โดยล่าสุดรัฐบาลสเปนยืนยันว่า จะอนุญาตให้เรือเข้าจอดที่หมู่เกาะคานารี เพื่อดำเนินมาตรการด้านสาธารณสุขและดูแลผู้โดยสารต่อไป แม้จะมีเสียงคัดค้านจากบางฝ่ายในพื้นที่ก็ตาม.

ที่มา : AP

สอบสวนศาสตราจารย์ฝรั่งเศส กุเรื่องรางวัลระดับโลกขึ้นมามอบให้ตัวเอง

สอบสวนศาสตราจารย์ฝรั่งเศส กุเรื่องรางวัลระดับโลกขึ้นมามอบให้ตัวเอง

7 พ.ค. 2569 05:34 น.

สอบสวนศาสตราจารย์ฝรั่งเศส กุเรื่องรางวัลระดับโลกขึ้นมามอบให้ตัวเอง

นักวิชาการชาวฝรั่งเศสรายหนึ่งกำลังถูกสอบสวนฐานกุเรื่องรางวัลด้านนิรุกติศาสตร์ ที่เลียนแบบรางวัลโนเบลขึ้นมา เพื่อที่เขาจะได้เป็นผู้ชนะรางวัลนั้นเสียเอง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 6 พ.ค. 2569 ว่า ฟลอร็องต์ มงตาแคลร์ (Florent Montaclair) จากเมืองเบซองซง ทางตะวันออกของฝรั่งเศส ได้รับเหรียญทองเกียรติยศด้านนิรุกติศาสตร์ (Philology) ในปี 2559 ในพิธีซึ่งจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ ณ อาคารรัฐสภาในกรุงปารีส โดยมีรัฐมนตรีและผู้ได้รับรางวัลโนเบลหลายท่านเข้าร่วมงาน

ทว่า รางวัลดังกล่าวกลับเป็นเรื่องลวงโลก เช่นเดียวกับองค์กรที่อ้างว่าเป็นผู้มอบรางวัลอย่าง “สมาคมนิรุกติศาสตร์นานาชาติ” (International Society of Philology) ซึ่งเห็นได้ชัดว่าทั้งสองสิ่งถูกสร้างขึ้นโดยมงตาแคลร์เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประวัติทางวิชาการของตนเอง

อนึ่ง นิรุกติศาสตร์ หรือ Philology คือการศึกษาภาษาผ่านตัวบทและเอกสารโบราณ

ตอนนี้ พนักงานสอบสวนในเมืองเบซองซงกำลังตรวจสอบเรื่องดังกล่าวว่ามีการละเมิดกฎหมายข้อใดหรือไม่ ในขณะที่มหาวิทยาลัยที่มงตาแคลร์สอนมานานกว่า 20 ปี ได้สั่งพักงานเขาอย่างไม่มีกำหนด

“มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อมาก ราวกับหลุดออกมาจากภาพยนตร์เลยทีเดียว” โปล-เอดัวร์ ลาลัวส์ อัยการผู้รับผิดชอบการสอบสวนกล่าว

ตามข้อมูลจากลาลัวส์ระบุว่า มงตาแคลร์เริ่มแผนการลวงโลกนี้ในปี 2558 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในเบซองซงลงพาดหัวข่าวว่า “ชายท้องถิ่นติดโผผู้เข้าชิงรางวัลโนเบล”

รายงานข่าวในตอนนั้นระบุว่า มงตาแคลร์ติด 1 ใน 5 รายชื่อสุดท้ายของรางวัลระดับนานาชาติอันทรงเกียรติ ต่อมาในเดือนธันวาคมปีเดียวกันก็มีรายงานว่าเขาเป็นผู้ชนะรางวัล และในเดือนมิถุนายนปีถัดมา พิธีมอบรางวัลก็ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในกรุงปารีส

ต่อมาในปีเดียวกัน เรื่องราวนี้ได้ยกระดับไปอีกขั้น เมื่อนายมงตาแคลร์ได้ต้อนรับ โนม ชอมสกี นักปรัชญาและนักภาษาศาสตร์ชื่อดังชาวอเมริกัน ซึ่งในขณะนั้นอายุ 88 ปี ในพิธีที่จัดขึ้น ณ กรุงบรัสเซลส์ เพื่อมอบเหรียญทองกิตติมศักดิ์จากสมาคมนิรุกติศาสตร์นานาชาติ ให้แก่ตัวเขา

วิดีโอของพิธีดังกล่าวสามารถรับชมได้ทางออนไลน์ เช่นเดียวกับเว็บไซต์ของสมาคมปลอมนี้ ที่ระบุรายชื่อผู้ได้รับรางวัลย้อนหลังไปจนถึงปี 2510 ซึ่งมีชื่อของ อุมแบร์โต เอโก นักเขียนชื่อดังชาวอิตาลีรวมอยู่ด้วย แต่ความไม่เป็นมืออาชีพของเว็บไซต์นั้นควรจะเป็นจุดที่ทำให้เกิดการตั้งคำถามขึ้นตั้งนานแล้ว

ในขณะเดียวกัน มงตาแคลร์ยังได้เสริมแต่งประวัติของตัวเองให้ดูดียิ่งขึ้น ด้วยการอ้างว่าได้รับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยนิรุกติศาสตร์และการศึกษา ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองลูอิส รัฐเดลาแวร์ สหรัฐอเมริกา ทว่าในความเป็นจริงกลับไม่พบประวัติการมีอยู่ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้เลย

“เหรียญทองด้านนิรุกติศาสตร์เป็นสิ่งที่นายฟลอร็องต์ มงตาแคลร์ สร้างขึ้นมาเองล้วนๆ โดยเขามอบรางวัลให้ตัวเองผ่านการแทรกแซงของสมาคมทางวิชาการที่เขาสร้างขึ้นมาเองเห็นๆ และมหาวิทยาลัยที่มีตัวตนอยู่แค่บนเว็บไซต์เท่านั้น” อัยการลาลัวส์กล่าว

เรื่องราวทั้งหมดถูกเปิดโปงหลังจากที่มงตาแคลร์ระบุชื่อ อูเจน ซิมิออน นักนิรุกติศาสตร์ชาวโรมาเนีย เป็นผู้ได้รับรางวัลคนถัดไป ซึ่งข่าวดังกล่าวกลายเป็นที่ฮือฮาอย่างมากในโรมาเนีย แต่กลับสะกิดใจทีมผู้สื่อข่าวที่นั่นจนเริ่มมีการตั้งข้อสงสัยและสืบหาความจริงในที่สุด

แต่ถึงแม้ความจริงจะเริ่มปรากฏในปี 2562 แต่เรื่องนี้กลับไม่เป็นที่สังเกตในฝรั่งเศส โดยมงตาแคลร์ยังคงทำงานที่มหาวิทยาลัยต่อไปได้ตามปกติ

ความจริงเพิ่งจะมาถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการเมื่อปีก่อน เมื่อมงตาแคลร์มีกำหนดการที่จะเป็นประธานในการอภิปรายหัวข้อ “ข่าวปลอม” (Fake News) และมีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งจำได้ว่าเคยได้ยินข่าวลือเรื่องนี้มาจากทางโรมาเนีย

หนังสือพิมพ์ Le Monde รายงานว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านของเขาในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ มงตาแคลร์บอกกับตำรวจว่า “ผมเดาว่าคงเป็นเรื่องเหรียญรางวัลสินะ” และเขาสารภาพว่าได้สั่งทำเหรียญนั้นจากช่างอัญมณีเพียงไม่นานก่อนจะมีพิธีที่ปารีส โดยเสียค่าใช้จ่ายไป 250 ยูโร (ราว 9,500 บาท)

“มันไม่ใช่การต้มตุ๋น แต่มันคือความพยายามที่จะสร้างรางวัลเกียรติยศใหม่ขึ้นมาในโลกวิชาการ เพียงแต่เป็นความพยายามที่ล้มเหลวเท่านั้น” นายมงตาแคลร์กล่าว

ขณะนี้สำนักงานอัยการจำเป็นต้องตัดสินใจว่า การกุเรื่องรางวัลนี้ขึ้นมาช่วยส่งเสริมหน้าที่การงานของมงตาแคลร์โดยมิชอบหรือไม่ เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้น ก็อาจเป็นการยากที่จะพิสูจน์ว่าเขากระทำความผิดทางอาญา

ส่วนนายมงตาแคลร์แก้ต่างว่า การสร้างรางวัลที่ไม่มีมูลค่าขึ้นมานั้นไม่ได้ผิดกฎหมายในตัวมันเอง และสื่อท้องถิ่นต่างหากที่เป็นฝ่ายหยิบยกไปเปรียบเทียบว่าเป็น “รางวัลโนเบล” เอง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ย้ำ ไม่มีเส้นตายรอคำตอบอิหร่าน โวคุยกันได้ด้วยดี

ทรัมป์ย้ำ ไม่มีเส้นตายรอคำตอบอิหร่าน โวคุยกันได้ด้วยดี

7 พ.ค. 2569 03:49 น.

ทรัมป์ย้ำ ไม่มีเส้นตายรอคำตอบอิหร่าน โวคุยกันได้ด้วยดี

โดนัลด์ ทรัมป์ เผย สหรัฐฯ มีการพูดคุยกับอิหร่านที่ดีมากในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา และยืนยันว่า ไม่มีการขีดเส้นตายว่าอิหร่านจะตอบข้อเสนอฉบับล่าสุดของสหรัฐฯ เมื่อใด

เมื่อ 6 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ มีการ “พูดคุยที่ดีมาก” กับอิหร่านในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา และย้ำด้วยว่า ไม่มีการกำหนดเส้นตาย ว่าเขาคาดหวังจะได้รับคำตอบจากรัฐบาลเตหะราน เรื่องข้อเสนอยุติสงครามของสหรัฐฯ เมื่อใด

“เราอยู่ในสถานะที่ดี” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาวเมื่อวันพุธ “ตอนนี้เรากำลังไปได้สวย และเราต้องได้ในสิ่งที่เราควรจะได้ ถ้าเราไม่ได้ตามนั้น เราก็จำเป็นต้องก้าวไปอีกขั้นที่ใหญ่กว่าเดิม แต่ที่พูดมาทั้งหมดนี้คือ พวกเขาเองก็ต้องการทำข้อตกลง”

ทรัมป์เสริมว่า “เป็นไปได้มากว่าเราจะสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้”

เมื่อถูกถามว่ามีการกำหนดเส้นตายในการรอฟังคำตอบจากอิหร่านต่อข้อเสนอฉบับล่าสุดของสหรัฐฯ หรือไม่ นายทรัมป์ก็ส่งสัญญาณว่า กรอบเวลายังคงเปิดกว้าง “ไม่มีเส้นตายหรอก เดี๋ยวรอดู มันจะเกิดขึ้นเอง แต่มันไม่มีเส้นตาย”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวอ้างอีกครั้งว่า อิหร่านได้ยอมรับข้อเรียกร้องหลักของเขา เรื่องที่อิหร่านจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองแล้ว

“อิหร่านจะมีอาวุธนิวเคลียร์ไม่ได้ และพวกเขาจะไม่มี ซึ่งพวกเขาก็ตกลงตามนั้น รวมถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าว อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อบ่งชี้ที่แน่ชัดว่าอิหร่านได้ตกลงหรือปฏิเสธในประเด็นใดไปแล้วบ้าง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

มาครงย้ำ ทุกฝ่ายต้องยกเลิกปิดล้อม เพื่อฟื้นเสรีภาพในการเดินเรือ

มาครงย้ำ ทุกฝ่ายต้องยกเลิกปิดล้อม เพื่อฟื้นเสรีภาพในการเดินเรือ

7 พ.ค. 2569 03:25 น.

มาครงย้ำ ทุกฝ่ายต้องยกเลิกปิดล้อม เพื่อฟื้นเสรีภาพในการเดินเรือ

เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยกเลิกการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อให้สามารถกลับมาเดินเรือได้อย่างเสรีอีกครั้ง พร้อมเชิญชวนนานาชาติร่วมภารกิจคุ้มกันการขนส่งสินค้า

เมื่อ 6 พ.ค. 2569 ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส เรียกร้องให้มีการกลับมาเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลังจากได้ต่อสายตรงพูดคุยกับประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน ในวันพุธที่ผ่านมา

“ทุกฝ่ายต้องยกเลิกการปิดล้อมช่องแคบโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข เราต้องกลับไปสู่กฎแห่งเสรีภาพในการเดินเรืออย่างเต็มที่และยั่งยืนเหมือนเช่นที่เป็นมาก่อนเกิดความขัดแย้ง” มาครงระบุในแถลงการณ์ที่โพสต์ผ่าน X

ผู้นำฝรั่งเศสยังได้สนับสนุนให้ประเทศอื่นๆ พิจารณาเข้าร่วม “ภารกิจพหุภาคี” ที่เสนอโดยฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อรักษาความปลอดภัยในการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางน้ำดังกล่าว

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงประโยชน์ของภารกิจเช่นนี้ ผมได้เชิญชวนให้ประธานาธิบดีอิหร่านคว้าโอกาสนี้ไว้ และผมตั้งใจที่จะหารือเรื่องนี้กับประธานาธิบดี (โดนัลด์) ทรัมป์ ต่อไป” มาครงกล่าว

“การกลับคืนสู่ความสงบในช่องแคบจะช่วยผลักดันการเจรจาในประเด็นนิวเคลียร์ ประเด็นขีปนาวุธ และสถานการณ์ในภูมิภาคให้ก้าวหน้าขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าสันติภาพระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้หรือไม่ โดยตามแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านสื่อทางการของอิหร่านระบุว่า ในระหว่างการพูดคุยทางโทรศัพท์กับมาครง ประธานาธิบดีเปเซชเคียนได้กล่าวถึง ความไม่ไว้วางใจอย่างลึกซึ้งที่อิหร่านมีต่อสหรัฐอเมริกาด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn