อิสราเอลประกาศ กองทัพจะอยู่ในเลบานอน-ซีเรีย-กาซา อย่างไม่มีกำหนด

อิสราเอลประกาศ กองทัพจะอยู่ในเลบานอน-ซีเรีย-กาซา อย่างไม่มีกำหนด

2 ก.ค. 2569 00:49 น.

อิสราเอลประกาศ กองทัพจะอยู่ในเลบานอน-ซีเรีย-กาซา อย่างไม่มีกำหนด

รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลยืนยันว่า กองทัพจะประจำการในเลบานอน, ซีเรีย และฉนวนกาซาต่อไปจนกว่าจะมีประกาศเป็นอื่น อ้างว่าเพื่อปกป้องชุมชนชาวอิสราเอล

เมื่อวันพุธที่ 1 ก.ค. 2569 นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอลออกมากล่าวว่า กองทัพของอิสราเอลจะยังคงประจำการอยู่ในพื้นที่ที่เรียกว่า “เขตความมั่นคง” ซึ่งจัดตั้งขึ้นในเลบานอน, ซีเรีย และฉนวนกาซาต่อไป “จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง”

“กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) จะยังคงอยู่ในเขตความมั่นคงในเลบานอน ซีเรีย และฉนวนกาซาจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง เพื่อปกป้องผู้อยู่อาศัยและชุมชนต่าง ๆ ของอิสราเอลจากผู้ก่อการร้ายญิฮาด” นายคัตซ์กล่าวในงานพิธีที่จัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารอิสราเอลที่เสียชีวิตในช่วงสงครามเลบานอนเมื่อปี 2549

“เราจะไม่ถอนกำลังออกจากเขตความมั่นคงเหล่านี้”

นอกจากนั้น นายคัตซ์ยังได้ย้ำคำเตือนที่ส่งถึงอิหร่านก่อนหน้านี้ว่า อิสราเอลโจมตีอิหร่านด้วยกำลังทั้งหมดที่มี หากเตหะรานโจมตีอิสราเอลเนื่องจากปฏิบัติการของอิสราเอลในเลบานอน

ทั้งนี้ อิสราเอลและเลบานอนเพิ่งลงนามในข้อตกลงกรอบการทำงานที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อปูทางสู่สันติภาพระหว่างทั้งสองประเทศและปลดอาวุธกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการหนุนหลังโดยอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อิสราเอล รวมถึงนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ปฏิเสธเรื่องการถอนทหารออกจากพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนมาตลอด โดยยืนกรานว่า การถอนทหารใด ๆ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ทั่วทั้งเลบานอนถูกปลดอาวุธแล้วเท่านั้น

นอกจากในเลบานอนแล้ว อิสราเอลยังได้ส่งกำลังบุกรุกและทิ้งระเบิดในซีเรียอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่รัฐบาลเผด็จการของ บาชาร์ อัล-อัสซาด ถูกโค่นล้ม โดยอิสราเอลระบุว่ามีเป้าหมายเพื่อจัดตั้งเขตปลอดทหารทางตอนใต้ของซีเรีย

ส่วนในฉนวนกาซา ซึ่งอยู่ในภาวะสงครามกับอิสราเอลมานานเกือบ 3 ปีแล้ว ถูกกองกำลังของอิสราเอลเข้าควบคุมพื้นที่ไปราว 70% ของดินแดนทั้งหมด โดยกลุ่มฮามาสในกาซากับอิสราเอล ต่างกล่าวหากันไปมาว่าอีกฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ที่บังคับใช้มาตั้งแต่เดือนตุลาคมปีก่อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เม็กซิโกดับ 3 ศพ ฝูงชนมหาศาลร่วมฉลองทีมชาติเข้ารอบบอลโลก

เม็กซิโกดับ 3 ศพ ฝูงชนมหาศาลร่วมฉลองทีมชาติเข้ารอบบอลโลก

1 ก.ค. 2569 23:35 น.

เม็กซิโกดับ 3 ศพ ฝูงชนมหาศาลร่วมฉลองทีมชาติเข้ารอบบอลโลก

ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของทีมชาติเม็กซิโกในศึกฟุตบอลโลก ทำให้ประชาชนนับล้านออกมาเฉลิมฉลองในเมืองหลวง และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3 ราย

เมื่อวันพุธที่ 1 ก.ค. 2569 หน่วยงานสาธารณสุขของประเทศเม็กซิโกเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ 2 ราย หลังจากฝูงชนจำนวนมหาศาลหลั่งไหลลงสู่ท้องถนนในกรุงเม็กซิโกซิตี เพื่อเฉลิมฉลองที่ทีมชาติเม็กซิโกเอาชนะเอกวาดอร์ไปได้ 2-0 ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลกได้สำเร็จ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ทีมแพทย์ฉุกเฉินได้เข้าปฐมพยาบาลผู้หมดสติ 3 รายในจุดที่ต่างกันบริเวณถนน “ปาเซโอ เด ลา เรฟอร์มา” (Paseo de la Reforma) ก่อนจะนำตัวส่งโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยทั้ง 3 คนซึ่งประกอบด้วย วัยรุ่นหญิงอายุ 19 ปี, หญิงอายุ 48 ปี และชายอายุ 44 ปี เสียชีวิตในเวลาต่อมาจากการขาดอากาศหายใจ

รัฐบาลท้องถิ่นระบุว่า มีประชาชนมากกว่า 1 ล้านคนออกมาบนท้องถนน โดยส่วนใหญ่รวมตัวกันรอบ ๆ อนุสาวรีย์เทวทูตแห่งอิสรภาพ ในย่านใจกลางกรุง เพื่อร่วมฉลองการผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอาต์ฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกของประเทศนับตั้งแต่ปี 2529 หรือในรอบ 40 ปี

คลารา บรูกาดา นายกเทศมนตรีกรุงเม็กซิโกซิตี แถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างที่สุด ต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต พร้อมให้คำมั่นว่าจะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

นางบรูกาดายังกระตุ้นเตือนให้แฟนบอล “เฉลิมฉลองด้วยความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง และมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอยู่เสมอ”

ทั้งนี้ มีประชากรมากกว่า 20 ล้านคนอาศัยอยู่ในเขตมหานครเม็กซิโกซิตี ซึ่งทำให้เมืองแห่งนี้เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก

ชัยชนะของเม็กซิโกจุดชนวนให้เกิดการเฉลิมฉลองอย่างบ้าคลั่งทั้งบริเวณสนาม “เอสตาดิโอ อัซเตกา” (Estadio Azteca) และในหลายพื้นที่ของเมืองหลวง โดยยังคงมีการจุดพลุฉลองให้เห็นอีกเป็นเวลานานหลังจากสิ้นเสียงนกหวีดยาวหมดเวลาการแข่งขัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ในแอนต์เวิร์ป ดับแล้ว 6 ศพ เจ็บอีกหลายราย

ไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ในแอนต์เวิร์ป ดับแล้ว 6 ศพ เจ็บอีกหลายราย

1 ก.ค. 2569 22:39 น.

ไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ในแอนต์เวิร์ป ดับแล้ว 6 ศพ เจ็บอีกหลายราย

เกิดเหตุไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ในเมืองแอนต์เวิร์ปของเบลเยียม ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายราย โดยเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมงกว่าจะควบคุมเพลิงเอาไว้ได้

เมื่อวันพุธที่ 1 ก.ค. 2569 ตำรวจเบลเยียมเปิดเผยว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่อาคารห้องชุดสูง 10 ชั้นแห่งหนึ่งในเมืองแอนต์เวิร์ป ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 6 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายราย ผู้ประสบภัยบางคนถึงขั้นต้องปีนระเบียงเพื่อหนีเอาชีวิตรอด

เพลิงไหม้ครั้งนี้เริ่มขึ้นก่อนเวลา 10.00 น.ของวันพุธ ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีกลุ่มควันหนาทึบพวยพุ่งออกมาจากชั้น 8 ของอาคารในย่าน ลิงเกอรูเวอร์ (Linkeroever) ขณะที่คลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็นภาพ ชายคนหนึ่งกำลังปีนจากระเบียงห้องของตัวเองผ่านหน้าต่างห้องข้างเคียงเพื่อหนีกลุ่มควัน

ตำรวจระบุว่า มีผู้พักอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์แห่งนี้มากกว่า 200 คน และเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้อพยพผู้คนออกจากห้องพักในอาคารแล้ว 80 ห้อง พร้อมชี้แจงว่าเพลิงไหม้ดังกล่าวมีสาเหตุมาจากปัญหาทางเทคนิคที่บริเวณชั้นล่าง แต่ไม่ระบุรายละเอียดเพิ่มเติม

“เหตุการณ์นี้ได้คร่าชีวิตผู้คนไปเป็นจำนวนมากที่ย่านลิงเกอรูเวอร์” คิม บาสเตียนส์ โฆษกหญิงของสำนักงานตำรวจท้องถิ่นบอกกับสถานีโทรทัศน์สาธารณะของเบลเยียม พร้อมเสริมว่ามีประชาชนจำนวนหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสและบาดเจ็บเล็กน้อย

ด้านเกิร์ต เดอวูล์ฟ ผู้อยู่อาศัยในอาคาร เล่าให้สถานีโทรทัศน์ VRT ฟังว่า กลุ่มควันหนาทึบทำให้พวกเขาไม่สามารถออกจากห้องได้ “พวกเราขังตัวเองไว้ในห้องและออกไปรอที่ระเบียง หลังจากนั้นประมาณ 10 นาที เจ้าหน้าที่ดับเพลิงก็ใช้บันไดเข้ามาช่วยพวกเราลงมาจากระเบียง”

ส่วนเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเปิดเผยว่า พวกเขาต้องเดินตรวจค้นแบบห้องต่อห้องเพื่อค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ภายใน พร้อมอธิบายว่าควันไฟได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปทั่วทั้งอาคาร ทำให้การอพยพประชาชนเป็นไปได้ยากลำบากยิ่งขึ้น

ชายอีกคนหนึ่งกล่าวว่า พ่อตาแม่ยายของเขา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ บ็อบ คูลส์ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองแอนต์เวิร์ป ได้รับการอพยพออกจากอาคารสำเร็จและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว

ตำรวจระบุว่า เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้ทั้งหมดในช่วงบ่าย ขณะที่ มารี เดอ เคลริก โฆษกหญิงของหน่วยดับเพลิงแอนต์เวิร์ป กล่าวว่า นี่เป็นเหตุเพลิงไหม้ที่มีความซับซ้อน อีกทั้งทัศนวิสัยที่ย่ำแย่และควันหนาทึบภายในอาคารทำให้อุปสรรคในการดับไฟเพิ่มมากขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์แก้ต่าง ปมรายได้จากคริปโตพุ่ง โว ใครๆ ก็มีกำไรกันทั้งนั้น

ทรัมป์แก้ต่าง ปมรายได้จากคริปโตพุ่ง โว ใครๆ ก็มีกำไรกันทั้งนั้น

1 ก.ค. 2569 21:46 น.

ทรัมป์แก้ต่าง ปมรายได้จากคริปโตพุ่ง โว ใครๆ ก็มีกำไรกันทั้งนั้น

โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาแก้ต่างให้ตัวเอง กรณีมีรายได้จากเงินคริปโตมหาศาลจนถูกครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน โดยระบุว่า เขาไม่ได้ยุ่งกับเงินส่วนตัวของตัวเองเลย และย้ำว่าทุกคนต่างก็มีกำไรกันทั้งนั้น

เมื่อวันพุธที่ 1 ก.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาแก้ต่างกรณีที่มีรายงานข่าวว่า เขากวาดรายได้จากธุรกิจเงินคริปโตของครอบครัวมากถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่กลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เมื่อมกราคมปีก่อน เกิดกระแสจับตาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

“คุณก็รู้ว่าทำไมผมถึงได้กำไร ก็เพราะตลาดหุ้นมันกำลังขึ้นไงล่ะ ทุกคนต่างก็มีกำไรทั้งนั้น” ทรัมป์บอกผู้สื่อข่าวขณะเตรียมออกเดินทางเที่ยวบินแรกด้วยเครื่องบิน แอร์ฟอร์ซวัน ลำใหม่ที่ประเทศกาตาร์ให้เป็นของขวัญ

เมื่อถูกถามถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าเขาใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง ประธานาธิบดีมหาเศรษฐีรายนี้กล่าวว่า รายได้ของเขาถูกจัดเก็บไว้ในกองทุนทรัสต์ที่ให้บุคคลอื่นเป็นผู้ดูแลโดยอิสระ (Blind Trusts) เพื่อให้มั่นใจว่าเขาจะไม่สามารถทำตามที่ถูกกล่าวหาได้

“ผมไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเงินส่วนตัวของผมเลย เรามีกองทุนที่คอยบริหารจัดการเงินให้ผมอยู่” ทรัมป์กล่าว “ผมทำเงินได้มากมายตั้งแต่ก่อนจะมาเป็นประธานาธิบดีแล้ว และพวกเขาก็นำเงินของผมไปลงทุน โดยที่ผมไม่ได้พูดคุยกับพวกเขาเลย”

“ผมไม่รู้เหมือนกันว่าอาชีพในแวดวงการเมืองหรือธุรกิจของผมอันไหนมันดีกว่ากัน แต่ผมมีเส้นทางอาชีพที่ยอดเยี่ยมในโลกธุรกิจ และคุณก็รู้ คุณเห็นเม็ดเงินนั้นแล้ว และคุณก็รายงานข่าวเรื่องต่าง ๆ ไป” เขากล่าว “ดังนั้นเราทุกคนต่างก็ได้รับผลประโยชน์กันทั้งนั้น ผมมีกำไรก็เพราะผมมีเงินเยอะและมีเงินสดจำนวนมาก”

ทั้งนี้ ทรัมป์ยังคงยืนกรานว่าความมั่งคั่งของเขานั้นมาจากอาชีพการงานในอดีต แม้ว่าในความเป็นจริง รายได้ดังกล่าวจะมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจเงินคริปโตที่เปิดตัวไม่นานก่อนที่เขาจะกลับเข้ามารับตำแหน่งในทำเนียบขาวก็ตาม

สำนักงานจริยธรรมแห่งรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยว่า รายได้ส่วนใหญ่มาจาก “เวิลด์ ลิเบอร์ตี ไฟแนนเชียล” (World Liberty Financial) ธุรกิจคริปโตที่ทรัมป์ร่วมก่อตั้งกับลูกชายของตนเองและลูกชายของ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษสหรัฐฯ ประจำตะวันออกกลาง ซึ่งสร้างรายได้มากกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 16,250 ล้านบาท

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังมีรายได้อีก 635 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 20,640 ล้านบาท จากการจำหน่ายเหรียญมีม “$TRUMP” ที่เปิดตัวไม่กี่ชั่วโมงก่อนทรัมป์รับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่ 2

รายงานดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า รายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลได้กลายเป็นแหล่งรายได้หลักของทรัมป์ แซงหน้าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นรากฐานความมั่งคั่งของครอบครัว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รู้ตัวคนโอนเงิน ส่งพัสดุ รอรับปลายทาง คดีแอร์สาวขนเฮโรอีน ออสเตรเลียจัดหาทนายให้

รู้ตัวคนโอนเงิน ส่งพัสดุ รอรับปลายทาง คดีแอร์สาวขนเฮโรอีน ออสเตรเลียจัดหาทนายให้

1 ก.ค. 2569 19:40 น.

รู้ตัวคนโอนเงิน ส่งพัสดุ รอรับปลายทาง คดีแอร์สาวขนเฮโรอีน ออสเตรเลียจัดหาทนายให้

เลขา ป.ป.ส. เผยหลังประชุมร่วมตำรวจ AFP และ ABF ระบุเตรียมขยายผลเปิดปฏิบัติการตรวจค้นและจับกุมเครือข่ายยาเสพติด โยงคดีแอร์สาว ยันรู้ตัวผู้รับปลายทางยาเสพติดจากแอร์สาวและคนส่งพัสดุแล้ว

วันที่ 1 ก.ค. 69 ที่สำนักงาน ป.ป.ส. (ดินแดง กรุงเทพฯ) พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการข่าวกับผู้แทนจากสำนักงานตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) และเจ้าหน้าที่หน่วยงานรักษาความมั่นคงชายแดนของประเทศออสเตรเลีย (ABF) นาน 1 ชม. ก่อนออกมาเปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ได้มีการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ AFP และเจ้าหน้าที่ ABF ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นทาง ในการดำเนินการตรวจค้นและจับกุม น.ส.มีนา (ขอสงวนนามสกุล) ที่ประเทศออสเตรเลีย โดยในวันนี้เป็นการประชุมร่วมกันภายใต้โครงการปฏิบัติการเฉพาะกิจร่วม “Taskforce Storm” ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 

อย่างไรก็ดี การหารือในวันนี้ก็เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลการสืบสวนตั้งแต่เริ่มการจับกุม และยังเป็นการติดตามความคืบหน้าการดำเนินการทั้งสองฝ่าย เพื่อทำให้เราทราบถึงที่มาและต้นตอของขบวนการ ซึ่งเรามีข้อมูลร่วมกันทั้งหมดแล้ว แต่รายละเอียดอาจจะต้องขอสงวนไว้เล็กน้อย เพราะเรามีความปรารถนาร่วมกันที่จะพิสูจน์ทราบถึงสิ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้กับทั้งประเทศไทยและฝั่งประเทศออสเตรเลีย

“ตอนนี้ในภาพรวมการดำเนินคดีกับทาง น.ส.มีนา ตนต้องเรียนว่ามาตรฐานการทำงานของออสเตรเลียนั้น เขาได้ให้ความเป็นธรรม และมีการจัดหาทนายให้กับ น.ส.มีนา ส่วนการขยายผลว่าใครเป็นคนส่ง หรือเป็นเครือข่ายอย่างไรนั้น เราก็ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก แต่เนื่องจากอยู่ระหว่างการใช้ขยายผลของทั้งสองประเทศ จึงขอสงวนข้อมูลไว้เล็กน้อย” พ.ต.ต.สุริยา กล่าว

พ.ต.ต.สุริยา กล่าวต่ออีกว่า ส่วนกรณีที่มีประเด็นว่า น.ส.มีนา ได้แสดงเจตจำนงจะสำแดงสิ่งของที่นำพามาในสัมภาระกระเป๋าเดินทางนั้น ข้อเท็จจริงตรงนี้เป็นขั้นตอนการตรวจพบกระเป๋าที่มียาเสพติดตั้งแต่ในชั้นต้น ประเด็นนี้มีความชัดเจนแล้วว่าเมื่อ น.ส.มีนา เดินทางถึงสนามบินแล้วมีการตรวจโดยศุลกากร ก็จะมีการสอบถามอยู่แล้ว ซึ่งเป็นข้อกำหนดของทางการออสเตรเลีย เพราะลูกเรือแต่ละคน หากใครนำพาสิ่งของที่ไม่ใช่ของตัวเองติดตัวมาด้วย หรือในกระเป๋ามีสิ่งของที่จะต้องสำแดงหรือไม่ ซึ่งทางการออสเตรเลียย่อมมีการสอบถามทุกคนอยู่แล้ว ในกรณีของ น.ส.มีนา ก็ได้ตอบว่าตัวเองได้มีการนำพากระเป๋า 12 ใบ และยินยอมให้มีการตรวจสอบ ก็เลยเป็นที่มาที่ศุลกากรเข้าตรวจสอบและพบว่าส่วนหนึ่งเป็นเฮโรอีน ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบในห้องแล็บ ยังไม่ได้ผลชัดเจนว่ามีจำนวนและปริมาณเท่าไร

ทั้งนี้ หากถามว่าการแสดงเจตจำนงสำแดงสัมภาระสิ่งของที่นำพาไปด้วย จะเป็นข้อต่อสู้ที่ช่วยให้ น.ส.มีนา ได้รับความยุติธรรมหรือไม่นั้น ตนมองว่า เรื่องข้อต่อสู้ให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมของออสเตรเลีย ขณะนี้เราไม่ได้นิ่งนอนใจว่าเขาเป็นคนผิดจริงหรือไม่ หรือเป็นคนที่ตกเป็นเหยื่อในการนำพายาเสพติดออกนอกประเทศหรือไม่ ซึ่งทางการออสเตรเลียค่อนข้างให้ความเป็นธรรม โดยแต่งตั้งทนายในการเป็นผู้ช่วยเหลือทางด้านกฎหมายอีกด้วย

พ.ต.ต.สุริยา กล่าวอีกว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนขยายผล การทำงานต่าง ๆ จึงต้องขอสงวนรายละเอียดไว้เล็กน้อย แต่มีตัวละครที่เกี่ยวข้องจริง ๆ ที่อยู่รอรับของปลายทาง ส่วนจะเป็นคนไทยหรือคนต่างชาตินั้น ตนยังไม่ขอเปิดเผย เพราะอยู่ในกระบวนการติดตามตัวของออสเตรเลีย และทราบว่าทางออสเตรเลียก็ยังไม่ได้มีการออกหมายเรียกต่อบุคคลใด เพราะว่าเป็นเรื่องระหว่างการสืบสวนอยู่ ส่วนจำนวนตัวละครที่เกี่ยวข้อง ยังประมาณไม่ได้ขนาดนั้นว่ามีกี่คน แต่รู้แค่ว่ามีคนรับและคนส่งของ ส่วนคนส่งของ คนรอรับ และคนโอนเงิน เราก็ต้องขยายผลให้มันเกิดความครอบคลุมทางด้านข้อมูลมากขึ้น

พ.ต.ต.สุริยา กล่าวอีกว่า ในวันนี้ประเด็นที่เราพูดคุยแลกเปลี่ยนระหว่างกัน เราคุยกันหลากหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเครือข่ายกลุ่มบุคคล ที่เป็นเครือข่ายเกี่ยวกับการส่งยาเสพติดจากแหล่งผลิตยาเสพติดผ่านไทยเพื่อนำส่งไปยังประเทศออสเตรเลีย ทางเราและออสเตรเลียได้นำเอาข้อมูลเครือข่ายบุคคลที่มีพฤติการณ์ขนส่งลำเลียงยาเสพติดไปต่างประเทศมาพูดคุยกันทั้งหมด นอกจากนี้ ยังได้หารือเรื่องการประสานการติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาในคดียาเสพติด ที่หลบหนีหมายจับของศาลไทยไปยังประเทศออสเตรเลีย หรือแม้กระทั่งกรณีที่คนกระทำความผิดในออสเตรเลียแล้วมาหลบหนีในประเทศไทย เราก็ได้หารือความร่วมมือนี้ระหว่างกันด้วย ยอมรับว่าวันนี้เป็นความร่วมมืออย่างดีที่ทั้งไทยและออสเตรเลียได้นำข้อมูลมาแลกเปลี่ยนหารือกัน

พ.ต.ต.สุริยา ระบุว่า ส่วนประเด็นว่า น.ส.มีนา ได้ให้ปากคำกับทางการออสเตรเลียหรือไม่ ว่าถ้าหากผ่านด่านตรวจที่ท่าอากาศยานเมลเบิร์นไปแล้ว จะต้องนำส่งพัสดุกับใคร หรือมีการนัดรับปลายทางกันที่ไหนนั้น ตนยืนยันว่าเรามีข้อมูลตรงนี้หมดแล้ว แต่ต้องขอสงวนไว้เล็กน้อย ทั้งนี้ จากกรณีที่ตนให้สัมภาษณ์ประชาสัมพันธ์เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาว่าขอให้ผู้ที่นำส่งพัสดุตัวจริงที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดล็อตนี้แล้วได้นำไปส่งให้ น.ส.มีนา ที่คอนโดมิเนียม ในวันที่ 22 มิ.ย.69 ให้ความร่วมมือเข้ามาให้ข้อมูลกับเรานั้น ขณะนี้เริ่มมีคนให้เบาะแสเข้ามาบ้างแล้ว แต่ไรเดอร์คนส่งตัวจริงดังกล่าว ก็ยังไม่ได้มีการประสานมาอย่างเป็นทางการว่าจะเข้าพบให้ข้อมูล

โดยหลังจากนี้ประมาณ 1-2 วัน เราจะมีการเปิดปฏิบัติการตรวจค้นเพิ่มเติม อาจจะร่วมกับทางตำรวจนครบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตำรวจปราบปรามยาเสพติด เพราะในตอนนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายที่ได้มีการสืบสวนไว้อยู่แล้ว ซึ่งจะเป็นการดำเนินการตรวจค้นและจับกุมกลุ่มเครือข่ายที่มีส่วนร่วมกับกรณีของ น.ส.มีนา หรือเป็นทั้งเครือข่ายที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีของ น.ส.มีนา ด้วย

อย่างไรก็ตาม ท่านนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง และได้กำหนดนัดประชุมบอร์ดคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (บอร์ด ป.ป.ส.) โดยท่านจะเดินทางมาเป็นประธานการประชุมในวันที่ 3 ก.ค.69 ซึ่งหนึ่งในวาระการประชุมสำคัญ คือ เรื่องของนางสาวมีนา และการส่งยาเสพติดไปยังประเทศออสเตรเลีย ก็จะได้มาพูดคุยกันเพื่อจะได้วางกรอบการพัฒนางานป้องกัน และเพิ่มมาตรการทุกอย่างให้มันเข้มแข็งมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการส่ง การตรวจ การสแกน การเอ็กซเรย์ เชื่อว่าจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ด้าน เจ้าหน้าที่ ABF (หน่วยงานรักษาความมั่นคงชายแดนของประเทศออสเตรเลีย) ระบุว่า ประเทศออสเตรเลียและประเทศไทยมีความสัมพันธ์อันยาวนานในด้านการบังคับใช้กฎหมาย ในโอกาสนี้ตนขอขอบคุณเลขาธิการ ป.ป.ส. ที่ได้สละเวลามาร่วมหารือเกี่ยวกับภัยคุกคามและความเสี่ยงต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญร่วมกันทั่วทั้งภูมิภาค

ตำรวจออสเตรเลีย หารือ ป.ป.ส. แลกเปลี่ยนข้อมูลคดียาเสพติดข้ามชาติ – แอร์สาว

ตำรวจออสเตรเลีย หารือ ป.ป.ส. แลกเปลี่ยนข้อมูลคดียาเสพติดข้ามชาติ - แอร์สาว

1 ก.ค. 2569 19:19 น.

ตำรวจออสเตรเลีย หารือ ป.ป.ส. แลกเปลี่ยนข้อมูลคดียาเสพติดข้ามชาติ – แอร์สาว

ตำรวจ AFP ออสเตรเลีย หอบแฟ้มเอกสารปกดำ เข้าหารือ “เลขา ป.ป.ส.” ประสานแลกเปลี่ยนข้อมูลคดีขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ – คดีแอร์สาวขนเฮโรอีน

วันที่ 1 ก.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. ได้มีการประชุมหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน สำนักงาน ป.ป.ส. โดยสำนักปราบปรามยาเสพติด และเจ้าหน้าที่ตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) เพื่อติดตามผลความคืบหน้าการขยายผลตรวจสอบในคดี น.ส.มีนา (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี พนักงานต้อนรับหญิง หรือแอร์สาว บริษัท การบินไทย จำกัด ซึ่งถูกทางการออสเตรเลียจับกุมตัว ณ ท่าอากาศยานเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย วันที่ 25 มิ.ย.69 พร้อมของกลางเฮโรอีน 1 กก. โดยซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าสัมภาระเดินทาง ปัจจุบัน น.ส.มีนา ถูกควบคุมตัวโดยทางการออสเตรเลีย และเตรียมขึ้นศาลแขวงเมลเบิร์นในวันที่ 14 ก.ย. 69

 โดยในการพูดคุยหารือวันนี้ วางกรอบประเด็นในเรื่องการขยายผลความคืบหน้าทางคดี ผลการสอบปากคำของ น.ส.มีนา ว่าพัสดุที่นำพาติดตัวไปนั้น มีปลายทางผู้รับคือใคร สถานที่นัดรับปลายทางคือที่ใด ก่อนที่จะถูกทางการออสเตรเลียจับกุมตัว 

นอกจากนี้ จะมีการพูดคุยถึงเรื่องคดีอาญาที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีที่พบว่าประเทศไทยมักเป็นทางผ่านของยาเสพติด นำส่งไปยังประเทศปลายทางที่สาม ซึ่งประเทศที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ ประเทศออสเตรเลีย รวมทั้งจะหารือมาตรการเข้มข้นด้านความปลอดภัยและการสกัดกั้นการนำเข้าและส่งออกยาเสพติดระหว่างประเทศไทยและประเทศออสเตรเลีย เป็นต้น

เมื่อผู้แทนจาก AFP เดินทางมาถึงสำนักงาน ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า จะมีการพูดคุยในหัวข้ออะไรบ้าง ปรากฏว่าผู้แทน AFP ทั้งสองท่าน ได้ยิ้มรับฟังคำถามของผู้สื่อข่าว แต่ยังไม่ได้ตอบคำถามแต่อย่างใด ก่อนเดินตรงเข้าไปภายในอาคาร และขึ้นไปยังด้านบนห้องประชุม ซึ่งมี พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. และคณะเจ้าหน้าที่สำนักปราบปรามยาเสพติด ร่วมให้การต้อนรับ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวสังเกตว่า ผู้แทนจากสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) ได้นำแฟ้มเอกสารปกสีดำ ซึ่งระบุข้อความ “AFP มาด้วย อีกทั้งยังมีชายที่สวมเสื้อแจ็คเก็ตระบุข้อความด้านหลังเสื้อ ว่า “Australian Border Force” ซึ่งตัวย่อ คือ ABF หรือ หน่วยงานรักษาความมั่นคงชายแดนของประเทศออสเตรเลีย มีหน้าที่คล้ายกับกรมศุลกากร ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงชายแดนรวมอยู่ในหน่วยงานเดียวกัน อีกทั้ง ABF ยังอยู่ภายใต้กระทรวงกิจการภายในของออสเตรเลีย (Department of Home Affairs) ทำหน้าที่หลัก ๆ เช่น ตรวจคนเข้าเมือง (Immigration control) ด้วยการตรวจสอบผู้เดินทางเข้า–ออกประเทศ เช่น หนังสือเดินทาง วีซ่า สิทธิการเข้าประเทศ ตรวจศุลกากร (Customs) โดยตรวจสัมภาระ สินค้า และสิ่งของต้องห้าม เช่น ยาเสพติด อาวุธ เงินสดจำนวนมาก สินค้าผิดกฎหมาย ปราบปรามการลักลอบนำเข้า (Border enforcement) เช่น คดีลักลอบขนยาเสพติด การค้ามนุษย์ หรือเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ และดูแลความปลอดภัยตามสนามบิน ท่าเรือ และจุดผ่านแดน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ ABF มักปฏิบัติงานที่สนามบินนานาชาติ เช่น สนามบินซิดนีย์ เมลเบิร์น บริสเบน เป็นต้น

ไทยทางผ่านยาเสพติดโลก เบื้องหลังแหล่งผลิต “เฮโรอีน” ริมชายแดน

ไทยทางผ่านยาเสพติดโลก เบื้องหลังแหล่งผลิต “เฮโรอีน” ริมชายแดน

1 ก.ค. 2569 17:29 น.

ไทยทางผ่านยาเสพติดโลก เบื้องหลังแหล่งผลิต “เฮโรอีน” ริมชายแดน

ไทยกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในเส้นทางลำเลียงยาเสพติดระดับโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้ ด้วยภูมิศาสตร์ที่ติดกับแหล่งผลิตขนาดใหญ่ ประกอบกับเครือข่ายโลจิสติกส์ที่ทันสมัย คดีล่าสุดที่ “แอร์โฮสเตสสาวไทย” ถูกจับกุมที่สนามบินเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย พร้อมเฮโรอีนซุกซ่อนใน “กระเป๋าผ้าลายช้าง” ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ของขบวนการค้ายาข้ามชาติที่เปลี่ยนมาใช้ “คนวงใน” หรือ “เหยื่อที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์” เป็นพาหะนำทาง

เส้นทาง “ไทยแลนด์” ทางผ่านขบวนการยาเสพติดโลก

ขบวนการค้ายาเสพติดใช้ไทยเป็นทางผ่านและจุดกระจายสินค้า เพื่อส่งต่อไปยังประเทศปลายทางที่มีมูลค่าตลาดมืดสูง เช่น ออสเตรเลีย ไต้หวัน ญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐอเมริกา โดยยาเสพติดหลักๆ แบ่งเป็น 2 ชนิด

ยาไอซ์ และ ยาบ้า (สารตั้งต้นกลุ่มเมทแอมเฟตามีน) เน้นลำเลียงปริมาณมาก ทะลักเข้าทางภาคเหนือและภาคอีสานของไทย ก่อนจะส่งต่อไปภาคใต้เพื่อลงเรือ หรือแพ็กใส่ตู้คอนเทนเนอร์ปะปนกับสินค้าเกษตร/เครื่องใช้ไฟฟ้าทางท่าเรือแหลมฉบัง

เฮโรอีน ยาเสพติดสกัดจากฝิ่นที่ยังคงเป็นที่ต้องการสูงในตลาดออสเตรเลียและไต้หวัน เนื่องจากได้ราคาดีกว่าขายในไทยหลายเท่าตัว ขบวนการมักใช้วิธีซุกซ่อนในพัสดุไปรษณีย์ระหว่างประเทศ หรือจ้างคนหิ้ว (Mules) เดินทางโดยเครื่องบิน

แหล่งผลิต “เฮโรอีน” และชนกลุ่มน้อยริมชายแดน

ต้นทางของเฮโรอีน ซึ่งเป็นเขตรอยต่อระหว่างไทย เมียนมา และลาว ปัจจุบันพื้นที่ผลิตหลักอยู่ในเขตรัฐฉาน ประเทศเมียนมา โดยมีกลุ่มอิทธิพลและชนกลุ่มน้อยติดอาวุธควบคุมพื้นที่และโรงงานแปรรูปเคมีภัณฑ์

กลุ่มว้าแดง (UWSA) มีขีดความสามารถในการผลิตและควบคุมสารตั้งต้นสูงที่สุดในพื้นที่

กลุ่มโกกั้ง และ กองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ขนาดเล็ก รวมถึงกลุ่มทหารบ้าน (Militia) ที่แฝงตัวอยู่ริมชายแดน เมียนมา-จีน และ เมียนมา-ไทย

เส้นทางเข้าสู่ไทย ขบวนการจะลำเลียงเฮโรอีนอัดแท่ง (มักประทับตราสิงโตคู่เหยียบลูกโลก) ข้ามแม่น้ำโขงหรือเดินเท้าผ่านช่องทางธรรมชาติในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน รวมถึงระยะหลังเริ่มมีการทะลักเข้าทางภาคอีสาน เช่น นครพนม, มุกดาหาร เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจค้นอย่างเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ภาคเหนือ

เจาะลึกคดีแอร์สาว กลโกง “กระเป๋าช้าง” และหลุมพรางเฟซบุ๊กอวตาร

คดีสะเทือนวงการการบินเกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2569 เมื่อพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสาวชาวไทยวัย 26 ปี ถูกศุลกากรออสเตรเลีย (ABF) จับกุมพร้อมเฮโรอีนน้ำหนักกว่า 1 กิโลกรัม ซึ่งมีมูลค่าในตลาดมืดออสเตรเลียสูงถึงประมาณ500,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 11-12 ล้านบาท)

กลอุบาย “รับจ้างหิ้วสินค้า OTOP”

จากการสืบสวนของ ป.ป.ส. พบว่า แอร์สาวรายนี้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการผ่านกลุ่มเฟซบุ๊กรับหิ้วของ โดยมีบัญชีอวตารชื่อ “โรส” ทักมาจ้างให้เธอช่วยหิ้วสินค้าที่อ้างว่าเป็น “สินค้า OTOP” ไปส่งให้ลูกค้าที่ออสเตรเลีย โดยให้ค่าจ้างเป็นเงินเพียง 8,800 บาท ประกอบกับความที่เธอมีภาระหนี้สิน (กยศ. และค่าผ่อนรถ) จึงหลงเชื่อรับงาน

วิธีการปลอมแปลงใน “กระเป๋าผ้าลายช้าง”

1. การส่งมอบ ก่อนวันบิน 2 วัน (22 มิ.ย. 69) ขบวนการยาเสพติดได้ใช้บริการไรเดอร์ส่งพัสดุนำกล่องสีน้ำตาลมาส่งให้แอร์สาวที่คอนโดมิเนียม

2. การซุกซ่อน เมื่อเปิดกล่องดู พบเป็น กระเป๋าผ้าหูรูดลายช้างจำนวน 12 ใบ ซึ่งเป็นสินค้าของฝากยอดฮิตของไทย ตัวยาเสพติดถูกแปรรูปหรือสอดไส้อย่างแนบเนียนอยู่ภายในโครงสร้างกระเป๋า ซับใน หรือก้นกระเป๋า จนคนทั่วไปมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นสิ่งผิดปกติ แอร์สาวจึงนำกระเป๋าช้างทั้งหมดใส่ในกระเป๋าเดินทางส่วนตัวเพื่อเตรียมบิน

3. ปลายทางที่เมลเบิร์น เมื่อเดินทางถึงสนามบินเมลเบิร์นในวันที่ 25 มิ.ย. 69 เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองออสเตรเลียซึ่งมีระบบคัดกรองความเสี่ยงสูง ได้สุ่มตรวจและเอ็กซเรย์พบสารฝิ่นหนาแน่นในกระเป๋าผ้าลายช้าง นำไปสู่การจับกุมในที่สุด

คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติไม่ได้ใช้เพียงแค่อาชญากรหน้าเดิมในการขนส่งอีกต่อไป แต่เลือกใช้ “ไซเบอร์แท็กติก” ด้วยการสร้างตัวตนปลอมในโลกออนไลน์ เพื่อเสาะหาคนธรรมดาหรือพนักงานสายการบินที่มีสิทธิ์พิเศษในการเดินทาง (แต่ปัจจุบันถูกตรวจสอบเข้มงวดไม่ต่างจากผู้โดยสารทั่วไป) มาเป็นเครื่องมือ โดยใช้ความเดือดร้อนทางการเงินและสินค้าพื้นเมืองอย่าง “กระเป๋าช้าง” มาบังหน้า ซึ่งถือเป็นอุทาหรณ์ครั้งใหญ่ของธุรกิจรับหิ้วของข้ามแดนในยุคนี้

จีนเริ่มบังคับใช้ “กฎหมายเอกภาพทางชาติพันธุ์” ฉบับใหม่ หลายฝ่ายกังวลสิทธิชนกลุ่มน้อย

จีนเริ่มบังคับใช้ "กฎหมายเอกภาพทางชาติพันธุ์” ฉบับใหม่ หลายฝ่ายกังวลสิทธิชนกลุ่มน้อย

1 ก.ค. 2569 17:08 น.

จีนเริ่มบังคับใช้ “กฎหมายเอกภาพทางชาติพันธุ์” ฉบับใหม่ หลายฝ่ายกังวลสิทธิชนกลุ่มน้อย

กฎหมายส่งเสริมความสามัคคีและความก้าวหน้าทางชาติพันธุ์ฉบับใหม่ของจีนเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้วในวันที่ 1 ก.ค. ท่ามกลางกระแสคัดค้านและประณามอย่างรุนแรงจากสหประชาชาติ และกลุ่มสิทธิมนุษยชน ที่ออกมาเตือนว่ากฎหมายนี้จะกลายเป็นเครื่องมือทางกฎหมายในการ “กลืนชาติ” ชนกลุ่มน้อยอย่างชาวอุยกูร์และชาวทิเบตอย่างเป็นระบบ ทั้งยังมีข้อบัญญัติที่เอื้อให้อำนาจรัฐบาลจีนปราบปรามผู้วิพากษ์วิจารณ์ระบอบคอมมิวนิสต์ที่พำนักอยู่ต่างประเทศได้

กฎหมายส่งเสริมความสามัคคีและความก้าวหน้าทางชาติพันธุ์ ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์หลักในการหล่อหลอม “อัตลักษณ์ร่วมแห่งชาติ” ให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยกรอบทางกฎหมายจะเข้ามารองรับและเปลี่ยนนโยบายที่ดำเนินมาอย่างยาวนานให้เป็นข้อบัญญัติที่เป็นทางการ เช่น การยกระดับสถานะของภาษาจีนกลางให้เป็นภาษาหลักเพียงหนึ่งเดียวในการศึกษา การดำเนินธุรกิจของรัฐ และในพื้นที่สาธารณะ

นอกจากนี้ กฎหมายยังครอบคลุมถึงมาตรการด้านความสมานฉันท์ในสังคม รวมถึงการป้องกันการก่อการร้ายและการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งก่อนหน้านี้จีนมักใช้ข้ออ้างเหล่านี้ในการปราบปรามและกวาดล้างกลุ่มชาติพันธุ์บริเวณพื้นที่แถบชายแดนที่มีภาษาและวัฒนธรรมเป็นของตัวเองมาแต่โบราณ

ด้าน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล โดย ซาร่าห์ บรูคส์ รองผู้อำนวยการประจำภูมิภาค ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายนี้อย่างรุนแรงว่า เป็นการทำให้ “นโยบายบังคับกลืนชาติ” กลายเป็นระบบสถาบันที่ถูกกฎหมาย

“ทางการจีนมีพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนที่จะต้องปกป้องชุมชนกลุ่มน้อยและวัฒนธรรมของพวกเขา แต่กฎหมายฉบับนี้กลับทำสิ่งตรงกันข้าม มันไม่ใช่การเฉลิมฉลองความแตกต่าง แต่เป็นการบีบให้กลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ชาวอุยกูร์ ชาวทิเบต และชาวมองโกเลีย ต้องยอมรับอัตลักษณ์แห่งชาติเดี่ยวที่ถูกกำหนดโดยรัฐ ซึ่งถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมชาวจีนฮั่น ซึ่งชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ”

บรูคส์ระบุเพิ่มเติมว่า คำว่า “ความสามัคคี” ในบริบทนี้ ไม่ใช่ความสามัคคีที่เกิดจากความกลมเกลียวระหว่างชุมชน แต่หมายถึง “การปรับตัวทางความคิดและอุดมการณ์ให้ตรงกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน” ซึ่งกิจกรรมใด ๆ ที่เคยมีความเสี่ยงสูงอยู่แล้วในจีน เช่น การส่งเสริมภาษาชนกลุ่มน้อย การบันทึกข้อมูลการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือการรณรงค์ให้ปล่อยตัวผู้ถูกคุมขัง อาจถูกตีความและยัดข้อหาเป็นความผิดทางอาญาเพิ่มขึ้นหลังจากนี้

หนึ่งในประเด็นที่สร้างความกังวลให้แก่นานาชาติที่สุด คือข้อบัญญัติที่ระบุว่า บุคคลสามารถถูกดำเนินคดีและต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดกฎหมายนี้ได้ แม้ว่าจะกระทำความผิดอยู่นอกอาณาเขตประเทศจีนก็ตาม โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายหู เหว่ยเลี่ย  เจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายตุลาการของจีน ได้ออกมาแถลงปกป้องกฎหมายนี้ว่า ข้อกำหนดในการบังคับใช้นอกราชอาณาจักรนั้นเป็นเรื่องที่ “มีความชอบธรรม ชอบด้วยกฎหมาย และจำเป็น” เพื่อจัดการกับสัญญะและการกระทำที่บ่อนทำลายความสามัคคีหรือยุยงให้เกิดการแบ่งแยกดินแดน

แต่นายนายโวลเคอร์ เทิร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้เรียกร้องให้จีนยกเลิกกฎหมายดังกล่าวโดยทันที เนื่องจากเสี่ยงที่จะ “เพิ่มความเข้มงวดในการจำกัดเสรีภาพด้านภาษา การศึกษา การปฏิบัติศาสนกิจ วัฒนธรรม การแสดงออก และการรวมกลุ่ม” ขณะที่กลุ่มผู้นำชาวอุยกูร์และชาวทิเบตต่างออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลชาติต่าง ๆ กดดันจีนให้ล้มเลิกกฎหมายที่มุ่งลบล้างตัวตนของพวกเขา

รัฐบาลไต้หวันแสดงท่าที “ประณามอย่างรุนแรง” ต่อการบังคับใช้กฎหมายนี้ โดยกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันชี้ว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นการขยายขอบเขต “การข่มขู่คุกคามต่อประชาชนของไต้หวันและประเทศอื่น ๆ” พร้อมเตือนว่าในอนาคต บุคคลจากประเทศใดก็ตามที่มีคำพูดหรือการกระทำที่ไม่เป็นที่พึงปรารถนาของทางการจีน อาจตกเป็นเป้าหมายหรือถูกตามล่าภายใต้กฎหมายฉบับนี้

ขณะที่ คณะกรรมการกิจการแผ่นดินใหญ่ของไต้หวัน (MAC) โดยนายเหลียง เหวินเจี๋ย ได้เปิดเผยแถลงการณ์เตือนประชาชนชาวไต้หวันว่ามีความเสี่ยงสูงขึ้นหากต้องเดินทางไปจีน เนื่องจากกฎหมายนี้เต็มไปด้วย “แนวคิดทางกฎหมายที่คลุมเครืออย่างยิ่ง ซึ่งเปิดช่องให้มีการใช้ดุลยพินิจตีความตามอำเภอใจ” อันเป็นลักษณะเด่นของระบบกฎหมายภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์จีน และระบุว่าจีนจะใช้กฎหมายนี้เป็นฐานรองรับในการปราบปรามสิทธิมนุษยชนในซินเจียงและทิเบต รวมถึงใช้ปิดปากเสียงในระดับสากลที่ให้การสนับสนุนหรือเป็นมิตรกับไต้หวัน

ทั้งนี้ ทางการจีนยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อกลุ่มชาติพันธุ์ทุกกรณี โดยยืนยันว่านโยบายของรัฐบาลสร้างความมั่นคงภายในและความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจให้แก่ทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม.

ที่มา AFP /  Amnesty International

เผยรัสเซียอนุมัติส่งทหารฝึกลับในจีน เจาะลึกกลยุทธ์ “สงครามเคมี-ชีวภาพ”

เผยรัสเซียอนุมัติส่งทหารฝึกลับในจีน เจาะลึกกลยุทธ์ “สงครามเคมี-ชีวภาพ”

1 ก.ค. 2569 15:38 น.

เผยรัสเซียอนุมัติส่งทหารฝึกลับในจีน เจาะลึกกลยุทธ์ “สงครามเคมี-ชีวภาพ”

รายงานสืบสวนของสำนักข่าวรอยเตอร์เปิดเผยว่า รัฐบาลรัสเซียได้อนุมัติให้จีนจัดการฝึกทางทหารอย่างลับแก่กำลังพลรัสเซียเมื่อปีที่ผ่านมา โดยได้รับความเห็นชอบโดยตรงจากนายอันเดร เบลูซอฟ รัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย และมีนายทหารระดับสูงของทั้งสองประเทศเข้าร่วมอย่างน้อย 4 นาย

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ทหารของยุโรป 2 นาย และเอกสารลับภายในของกองทัพรัสเซีย ระบุว่า โครงการฝึกทหารอย่างลับๆ ของกองกำลังรัสเซียในประเทศจีนเมื่อปีที่ผ่านมา ได้รับการอนุมัติเป็นการส่วนตัวจาก นายอันเดร เบลูซอฟ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรัสเซีย โดยมีนายทหารระดับนายพลของรัสเซียและจีนเข้าร่วมกระบวนการโดยตรงอย่างน้อย 4 นาย

เอกสารลับชั้นความลับสูงสุดของรัสเซียระบุว่า นายเบลูซอฟได้ออกคำสั่งภายในเมื่อเดือนสิงหาคม 2025 อนุมัติให้คณะผู้แทนจากกองทัพรัสเซียเดินทางไปยังประเทศจีน เพื่อเข้าร่วมการฝึกซ้อมรบ ณ สถานที่ฝึกของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ซึ่งเจ้าหน้าที่ยุโรปชี้ว่า การที่บุคคลระดับสูงขนาดนี้ลงมาพัวพันกับการฝึกทหารที่เชื่อมโยงกับสงครามยูเครน สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งที่ทั้งสองประเทศมีต่อความร่วมมือครั้งนี้

ในรายงานระบุรายละเอียดว่า หนึ่งในหลักสูตรที่มีการฝึกอบรมคือ การฝึกซ้อมเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ณ ค่ายทหารแห่งหนึ่งในกรุงปักกิ่งเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นไปที่ “ระบบป้องกันภัยจากรังสี สารเคมี และชีวภาพ”

นอกจากนี้ เอกสารยังปรากฏภาพถ่ายขณะที่ทหารรัสเซียกำลังนั่งฟังคำบรรยายจากครูฝึกชาวจีน โดยมีการศึกษาแบบจำลองของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ และรับการฝึกอบรมในหัวข้อ “การลาดตระเวนทางเคมี” (Chemical Reconnaissance) “การลาดตระเวนทางรังสี” (Radiation Reconnaissance) รวมถึงเทคนิคการปกป้องระบบระบายอากาศไม่ให้ปนเปื้อนสารพิษ

เจ้าหน้าที่ยุโรปรายหนึ่งให้ความเห็นว่า การรวมหลักสูตรสงครามนิวเคลียร์ เคมี และชีวภาพ เข้าไว้ด้วยกัน ยิ่งตอกย้ำถึงลักษณะเชิงยุทธศาสตร์ของการแลกเปลี่ยนทางทหารในครั้งนี้ เนื่องจากเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่งสำหรับกองทัพทั่วโลก

เอกสารลับของกองทัพรัสเซียมีการระบุรายชื่อผู้เข้าร่วมหลักสูตรทั้งหมดอย่างละเอียด ตั้งแต่ชั้นยศ วันเกิด สังกัด ไปจนถึงระดับการเข้าถึงความมั่นคง โดยพบรายชื่อนายทหารระดับสูง ได้แก่พลเอกเอก รุสตาม มูราดอฟ รองผู้บัญชาการทหารบกรัสเซีย เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนรัสเซียเดินทางไปจีน, พลตรี วิทาลี เกราซิมอฟ นายพลชื่อดังของรัสเซีย เข้าร่วมรับการอบรมในเมืองเปิ้งปู่, พลตรี หลี่ จินซุน ผู้บัญชาการวิทยาลัยทหารป้องกันภัยรังสี เคมี และชีวภาพ ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน เข้าร่วมในพิธีเปิดหลักสูตร โดยพลตรี รุสตาม คูซายนอฟ  จากฝั่งรัสเซีย และ พันเอกพิเศษ ซุน ได่หยุน จากฝั่งจีน เป็นผู้ลงนามในข้อตกลงพื้นฐานเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม เพื่อรองรับการฝึกดังกล่าว

แม้เทคโนโลยีของจีนจะก้าวหน้า แต่รายงานประเมินผลภายในของกองทัพรัสเซียที่ส่งกลับมอสโกได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจ โดยรายงานจากการฝึกที่เมืองหนานจิงชื่นชมว่า อุปกรณ์ของจีนมีมาตรฐานสูง มีการใช้ระบบจำลองที่ดีเยี่ยม และผู้ฝึกสอนมีความรู้เชิงทฤษฎีที่แน่นมาก แต่จุดอ่อนสำคัญคือ จีนขาดประสบการณ์ในการรบจริง ซึ่งสวนทางกับรัสเซียที่สะสมประสบการณ์การรบอย่างโชกโชนในยูเครนมานานกว่า 4 ปี ขณะที่จีนไม่ได้เข้าร่วมทำสงครามจริงมานานหลายทศวรรษ

ทางด้าน นายอันเดร คาร์ตาโปลอฟ ประธานคณะกรรมการกลาโหมของรัฐสภารัสเซีย ออกมาตอบโต้อย่างดุเดือดผ่านสื่อ RTVI ว่า รายงานข่าวเรื่องการฝึกนี้เป็น “เรื่องไร้สาระโดยสิ้นเชิง” และกองทัพรัสเซียไม่มีอะไรจำเป็นต้องเรียนรู้จากจีน

กระทรวงการต่างประเทศของจีนออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า ข้อกล่าวหาทั้งหมดไม่มีมูลความจริง และย้ำว่าจีนยังคงรักษาจุดยืนที่เป็นกลางในวิกฤตการณ์ยูเครนและพร้อมเป็นตัวกลางสร้างสันติภาพ ขณะที่ทำเนียบเครมลินของรัสเซียปฏิเสธที่จะแสดงความเห็น แต่โจมตีว่าเป็น “ข้อมูลเท็จ” จากฝั่งตะวันตก

อย่างไรก็ตาม นางคาจา คัลลาส หัวหน้านโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป ยืนยันว่า อียูได้ตรวจสอบผ่านช่องทางของตนเองแล้วและพบว่าการฝึกทหารดังกล่าวเกิดขึ้นจริง และกำลังอยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบทางความมั่นคง

ปัจจุบัน สหภาพยุโรปกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ในการพิจารณามาตรการตอบโต้จีน เนื่องจากจีนเป็นทั้งพันธมิตรทางการค้าที่สำคัญและมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงในอียูเริ่มออกมาเตือนว่า “ยุโรปต้องเลิกมองจีนผ่านเลนส์เศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว” แต่ต้องมองจีนในฐานะ “ผู้สนับสนุนรายสำคัญที่ขับเคลื่อนสงครามของรัสเซีย” อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งหลังจากนี้อาจนำไปสู่การคว่ำบาตรบริษัทเทคโนโลยีของจีนเพิ่มเติมในอนาคต.

ที่มา Reuters

เมียนมายอดดับทะลุ 100,000 ศพ เซ่นพิษสงครามกลางเมือง 5 ปีหลังรัฐประหาร

เมียนมายอดดับทะลุ 100,000 ศพ เซ่นพิษสงครามกลางเมือง 5 ปีหลังรัฐประหาร

1 ก.ค. 2569 14:28 น.

เมียนมายอดดับทะลุ 100,000 ศพ เซ่นพิษสงครามกลางเมือง 5 ปีหลังรัฐประหาร

องค์กรติดตามความขัดแย้ง เปิดเผยยอดผู้เสียชีวิตจากทุกฝ่ายในสงครามกลางเมืองเมียนมาพุ่งทะลุ 100,000 ราย หลังผ่านพ้นเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 มานานกว่า 5 ปี ส่งผลให้กลายเป็นความขัดแย้งที่นองเลือดและรุนแรงที่สุดในเอเชีย ขณะที่ประชาชนกว่า 3.7 ล้านคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น

องค์กรติดตามข้อมูลที่ตั้งความขัดแย้งและเหตุการณ์ (ACLED) ซึ่งเป็นหน่วยงานเฝ้าระวังความขัดแย้งระดับโลก เปิดเผยรายงานล่าสุดระบุว่า นับตั้งแต่กองทัพเมียนมาก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของนางอองซาน ซูจี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 จนถึงปัจจุบัน ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเหตุความรุนแรงที่เกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งพุ่งสูงถึง 100,114 ราย แล้ว ซึ่งตัวเลขดังกล่าวรวบรวมจากรายงานความรุนแรงในหน้าสื่อ แม้จะไม่มีการประกาศตัวเลขอย่างเป็นทางการและนักวิเคราะห์ประเมินว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้ แต่นี่คือหลักฐานชัดเจนว่าสงครามกลางเมืองเมียนมาคือ “ความขัดแย้งที่รุนแรงและนองเลือดที่สุดในเอเชียที่ยังคงดำเนินอยู่”

จากการที่กองทัพเข้าปราบปรามประชาชนที่ออกมาประท้วงต่อต้านการรัฐประหารอย่างโหดเหี้ยม ทำให้กลุ่มนักเคลื่อนไหวและเยาวชนจำนวนมากตัดสินใจเดินหน้าเข้าสู่ป่าเพื่อจัดตั้งกลุ่มกองกำลังติดอาวุธฝักใฝ่ประชาธิปไตย (PDF) และจับมือเป็นพันธมิตรร่วมรบกับกองกำลังชาติพันธุ์ที่ต่อต้านส่วนกลางมาอย่างยาวนาน

ACLED ระบุว่า ปัจจุบันมีกลุ่มติดอาวุธที่แตกต่างกันมากกว่า 1,200 กลุ่มในสงครามครั้งนี้ ทำให้มันกลายเป็น “ความขัดแย้งที่แตกแยกและแยกย่อยที่สุดในโลก” โดย ซัน มน ทัน นักวิเคราะห์อาวุโสของ ACLED กล่าวว่า ความขัดแย้งนี้ได้แผ่ขยายไปทั่วทุกตารางนิ้วของประเทศและเป็นอันตรายต่อพลเรือนอย่างยิ่ง ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมา เมียนมาติดอันดับประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากดินแดนปาเลสไตน์เท่านั้น

ตลอด 5 ปีหลังรัฐประหาร เมียนมาถูกปกครองภายใต้คำสั่งเผด็จการของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ซึ่งล่าสุดเขาได้เกษียณอายุจากกองทัพเพื่อมารับตำแหน่ง “ประธานาธิบดีพลเรือน” หลังการเลือกตั้งที่มีข้อจำกัดอย่างหนัก และพรรคของนางซูจีถูกกีดกันออกไป ซึ่งองค์กรจับตาประชาธิปไตยต่างตราหน้าว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียง “ละครตบตา” เพื่อฟอกขาวอำนาจของเขา ขณะที่กลุ่มกบฏปฏิเสธข้อเสนอเจรจาสันติภาพ โดยชี้ว่าเป็นเพียงอุบายสร้างภาพลักษณ์ในเวทีสากล

แม้ว่าในช่วงปลายปี 2023 กองกำลังพันธมิตรฝ่ายต่อต้านจะสามารถบุกยึดพื้นที่สำคัญและรุกคืบเข้าใกล้เมืองมัณฑะเลย์ เมืองใหญ่อันดับสอง จนมีกระแสว่าอาจยึดเมืองหลวงเก่าได้สำเร็จ แต่ในปัจจุบัน นักวิเคราะห์ชี้ว่า สถานการณ์เริ่มกลับมาเข้าทางฝั่งกองทัพเมียนมาอีกครั้ง หลังจากรัฐบาลจีนหันมาให้การสนับสนุนกองทัพ และช่วยเป็นตัวกลางเจรจาหยุดยิงระหว่างกองทัพกับกองกำลังชาติพันธุ์ที่ทรงอิทธิพลที่สุด 2 กลุ่ม

เพื่อทดแทนกำลังพลที่ร่อยหรอ กองทัพเมียนมาได้ประกาศบังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหาร ส่งผลให้พลเรือนกว่า 50,000 คน ถูกบังคับเข้าสู่กองทัพ ด้านอดีตทหารเกณฑ์วัย 20 ปี รายหนึ่งซึ่งตัดสินใจหนีทัพหลังจากถูกส่งไปแนวหน้า เปิดเผยว่า “ทหารเกณฑ์เหล่านี้ทำอะไรไม่ได้เลย มันเหมือนกับพวกเขาถูกส่งไปตาย ถ้าคุณไม่ตายในสมรภูมิหนึ่ง พวกเขาก็จะส่งคุณไปตายในอีกสมรภูมิหนึ่งอยู่ดี”

สงครามครั้งนี้ส่งผลกระทบในวงกว้างไปต่างประเทศด้วย ทำให้ค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและบังคลาเทศเต็มไปด้วยผู้ลี้ภัย และยังเป็นแหล่งเพาะบ่มอาชญากรรมข้ามชาติอีกด้วย

กลุ่มติดอาวุธทุกฝ่ายต่างหาเงินมาจุนเจือคลังอาวุธของตนผ่านการค้ายาเสพติดที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งเฮโรอีนและยาบ้า ขณะเดียวกัน พื้นที่ชายแดนของเมียนมาได้กลายเป็นศูนย์กลางของ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์และศูนย์หลอกลวงออนไลน์” ขนาดใหญ่ ที่ดำเนินงานอยู่ภายในป้อมปราการแน่นหนาและมีกลุ่มติดอาวุธคอยคุ้มกันอย่างใกล้ชิด

ในส่วนของประชาชนที่ยังอยู่ในประเทศ สหประชาชาติระบุว่า ปัจจุบันมีชาวเมียนมาพลัดถิ่นภายในประเทศสูงเกิน 3.7 ล้านคน และประชากรมากกว่า 1 ใน 5 กำลังเผชิญกับภาวะความมั่นคงทางอาหารในขั้นวิกฤต จากการที่ประเทศดิ่งลงสู่ความยากจนอย่างรวดเร็ว.

ที่มา AFP