เรือน้ำมันปานามา โดนโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ ลูกเรือสูญหาย 2 ราย

เรือน้ำมันปานามา โดนโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ ลูกเรือสูญหาย 2 ราย

15 ก.ย. 2569 22:44 น.

เรือน้ำมันปานามา โดนโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ ลูกเรือสูญหาย 2 ราย

เกิดระเบิดที่เรือบรรทุกน้ำมันติดธงปานามา ขณะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้มีลูกเรือสูญหาย 2 ราย โดยอิหร่านอ้างว่าเรือลำนี้โดนทุ่นระเบิด

เมื่อวันอังคารที่ 15 ก.ย. 2569 ศูนย์ความมั่นคงทางทะเลของโอมานเปิดเผยว่า เรือบรรทุกน้ำมัน “เอล ไกอา” (El Gaia) ติดธงปานามา ถูกโจมตีขณะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จนเกิดเพลิงไหม้ในห้องเครื่อง ส่งผลให้มีลูกเรือสูญหาย 2 ราย ขณะที่มีลูกเรือได้รับความช่วยเหลือแล้ว 23 คน

กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่านอ้างเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า เรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวชนเข้ากับทุ่นระเบิดในทะเลและเกิดเพลิงไหม้ ขณะแล่นผ่านเส้นทางที่พวกเขาระบุว่า เป็นพื้นที่ควบคุมและไม่ปลอดภัย

ขณะเดียวกัน ศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (UKMTO) รายงานว่าได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บนเรือลำหนึ่ง ซึ่งถูกโจมตีด้วยวัตถุระเบิดไม่ทราบชนิด ขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงเช้ามืดของวันอาทิตย์

ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา อิหร่านเคยอ้างในลักษณะเดียวกันนี้กับเหตุการณ์ที่ทำให้ลูกเรือชาวฟิลิปปินส์เสียชีวิต 2 ราย บนเรือซูเปอร์แทงเกอร์บรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเกิดระเบิดขณะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ทางการซาอุดีอาระเบียแย้งว่าเรือตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิหร่าน

องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ระบุว่า นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านเปิดฉากขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ มีลูกเรือเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 22 ศพ จากเหตุโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซและพื้นที่อื่นๆ ที่ได้รับการยืนยันแล้ว 79 ครั้ง

อนึ่ง ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปกติเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซปริมาณกว่า 1 ใน 5 ของโลก ถูกปิดในทางพฤตินัย เนื่องจากการโจมตีเรือขนส่งสินค้าด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน รวมถึงการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ต่อท่าเรือต่าง ๆ ของอิหร่าน

สหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อยุติสงครามและเปิดช่องแคบอีกครั้งในเดือนมิถุนายน แต่ข้อตกลงก็พังทลายภายในไม่กี่สัปดาห์ หลังจากอิหร่านกลับมาโจมตีเรือขนส่งสินค้าอีกครั้ง และสหรัฐฯ ได้ฟื้นฟูมาตรการปิดล้อมทางทะเลตามเดิม

อิหร่านยังคงยืนกรานว่าจะไม่ยอมสละอำนาจในการควบคุมเส้นทางน้ำแห่งนี้ และได้เล็งเป้าโจมตีเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเลี่ยงการใช้น่านน้ำของอิหร่าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไทยแถลงเปิด UNCLOS ยันเดินหน้าประนอมเขตทะเล อัดกัมพูชาเล่นบทผู้ถูกกระทำ

ไทยแถลงเปิด UNCLOS ยันเดินหน้าประนอมเขตทะเล อัดกัมพูชาเล่นบทผู้ถูกกระทำ

15 ก.ย. 2569 21:58 น.

ไทยแถลงเปิด UNCLOS ยันเดินหน้าประนอมเขตทะเล อัดกัมพูชาเล่นบทผู้ถูกกระทำ

รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยแถลงเปิดการประชุมคณะกรรมาธิการประนอม UNCLOS ครั้งแรก ยืนยันจะเดินหน้าประนอมเขตทะเลกับกัมพูชา อัดกัมพูชาเล่นบทผู้ถูกกระทำ

เมื่อวันอังคารที่ 15 ก.ย. 2569 กระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย เผยแพร่ถ้อยแถลงเปิดของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในการประชุมครั้งแรกกับคณะกรรมาธิการประนอมระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายใต้อนุสัญญา UNCLOS

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า “ท่านประธานที่เคารพ คณะกรรมาธิการประนอม และคณะผู้แทนกัมพูชา ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นผู้แทนประเทศไทย โดยผมมาด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน คือการแสวงหาทางออกในเรื่องการกำหนดเขตทางทะเล ซึ่งจะปกป้องสิทธิของเรา และเพื่อทำให้ไทยและกัมพูชาสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ในฐานะเพื่อนบ้าน

ก่อนอื่น ผมขอกล่าวถึงบริบทโดยรวมของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งผมเชื่อว่า มีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่งสำหรับการประชุมในวันนี้

เราจำเป็นต้องเข้าใจสถานการณ์แวดล้อมและลำดับเหตุการณ์ที่นำเรามาสู่จุดนี้ที่สิงคโปร์ ใจความสำคัญของกระบวนการนี้คือความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างแนวทางที่ไทยกับกัมพูชาเลือกใช้เพื่อบริหารจัดการประเด็นระหว่างกัน

ไทยเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า ความเห็นต่างระหว่างเพื่อนบ้าน ควรได้รับการแก้ไขผ่านการพูดคุยหารือ แนวทางที่ไทยยึดถือมาโดยตลอด คือ รักษาช่องทางการสื่อสาร ฟื้นฟูความเชื่อมั่นระหว่างกัน และแสวงหาทางออกที่ยั่งยืนผ่านการเจรจาทวิภาคี

แต่กัมพูชากลับใช้แนวทางที่ต่างออกไป กัมพูชามักกล่าวอ้างว่าตนเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และสร้างภาพว่าไทยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่การกล่าวอ้างนี้ของกัมพูชา มุ่งสร้างประโยชน์ให้ฝ่ายตนเอง และมีความย้อนแย้ง

เราควรคำนึงถึงเหตุการณ์ที่นำมาสู่ความขัดแย้ง ตอนที่กัมพูชาจงใจปล่อยบทสนทนาส่วนตัวทางโทรศัพท์ระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ตอนที่จรวดของกัมพูชาตกใส่และพรากชีวิตพลเรือนไทยผู้บริสุทธิ์ ตอนที่ทหารไทยต้องสูญเสียขาจากทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ ในช่วงเวลาเหล่านั้น การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอยู่ที่ไหน?

ผมขอเน้นย้ำว่า ประเทศไทยยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศอย่างมั่นคงเสมอมา เรายึดมั่นในกติการะหว่างประเทศ และจะปกป้องสิทธิของเราอย่างเข้มแข็ง

สำหรับประเทศไทย กฎหมายระหว่างประเทศและการทูตเป็นพื้นฐานที่เกื้อหนุนกันต่อการรักษาความสัมพันธ์โดยสันติระหว่างประเทศ กฎหมายเป็นกรอบรองรับ ขณะที่การทูตเป็นเครื่องมือที่ประเทศเพื่อนบ้านสามารถใช้สร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นระหว่างกัน และบรรลุทางออกที่เป็นที่ยอมรับและยั่งยืน

เวลานี้ ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญมาก เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศของเราได้อยู่ในช่วงเวลาที่ท้าทาย ความขัดแย้งได้บั่นทอนความไว้เนื้อเชื่อใจและสร้างความสูญเสียอย่างมากต่อประชาชนของทั้งสองฝ่าย

แต่ถ้าเราต้องการหาทางออกที่ยั่งยืนในเรื่องนี้อย่างแท้จริง เราจำเป็นต้องฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างกัน ดังนั้น ไทยจึงได้มุ่งผลักดันให้มีการหารือพูดคุย และให้มีแนวทางที่ปฏิบัติได้จริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกันที่จำเป็นต่อการจัดการกับประเด็นปัญหาที่จะยากยิ่งขึ้น

ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบูเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผู้นำของเราทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป

และเมื่อผมได้พบกับรองนายกฯ ปรัก สุคน ที่นครนิวยอร์ก เมื่อเดือนพฤษภาคม ผมได้เสนอมาตรการที่ปฏิบัติได้จริงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และช่วยให้เราสามารถเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นใจในประเด็นที่เราเห็นต่างกัน

แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า กัมพูชาไม่เคยให้โอกาสอย่างแท้จริงกับแนวทางการทูตดังกล่าว และในมุมมองของไทย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วงอย่างต่อเนื่องของกัมพูชา

แทนที่จะเข้าร่วมการพูดคุยทวิภาคีอย่างเต็มที่และจริงใจ กัมพูชายังคงกล่าวร้ายประเทศไทยครั้งแล้วครั้งเล่า โดยนำเสนอเรื่องราวที่เป็นเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง และกล่าวหาประเทศไทยโดยไม่มีมูลแทบทุกวัน ซึ่งรวมถึงในเวทีระหว่างประเทศ และกัมพูชาก็จะเล่นบทผู้ถูกกระทำ ด้วยความเชื่อมั่นว่าตนดีเหนือผู้อื่น และเพื่อสร้างภาพว่าตนมีความชอบธรรม

เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า การเมืองภายในมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมเช่นนี้ของกัมพูชา สำหรับประเทศไทย ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองฝ่าย ไม่ควรถูกนำมาเป็นข้อต่อรองเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น

นี่คือแนวทางที่กัมพูชาเลือกใช้มาโดยตลอด และนำมาซึ่งผลกระทบอย่างร้ายแรง ทั้งยังปลุกกระแสความรู้สึกของสาธารณชน เพิ่มความตึงเครียด และทำให้ท่าทีของแต่ละฝ่ายแข็งกร้าวยิ่งขึ้น ซึ่งยิ่งทำให้การปรับท่าทีเข้าหากันและการฟื้นฟูความสัมพันธ์สำหรับทั้งสองประเทศเป็นไปได้ยากขึ้น

วิธีที่ประเทศไทยยึดถือมาตลอดคือ การใช้กลไกทางกฎหมายควบคู่ไปกับการทูตที่ชัดเจน เพื่อสร้างความไว้วางใจ การทูตต้องไม่กลายเป็นการแข่งขันความเหนือกว่าเพื่อแสวงหาประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียว

ท่านประธานและคณะกรรมาธิการ ภารกิจเบื้องหน้าจำเป็นต้องใช้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความเป็นมาที่นำเรามาสู่จุดนี้ด้วย ผมจึงขอกล่าวโดยสรุปเกี่ยวกับการตัดสินใจของไทยในการยกเลิก MOU 2544

กัมพูชากล่าวอ้างว่า การตัดสินใจยกเลิก MOU ของไทย ทำให้กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเริ่มกระบวนการประนอมนี้ ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวไม่เป็นความจริง

ข้อเท็จจริงคือ ตลอดระยะเวลา 25 ปี เราสามารถจัดการประชุมอย่างเป็นทางการได้เพียงสองครั้งเท่านั้น ทำให้เห็นชัดว่า MOU ไม่ได้ก่อให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ไทยจึงเลือกที่จะเริ่มการเจรจาใหม่อีกครั้ง

การให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคี UNCLOS ของกัมพูชาเมื่อไม่นานมานี้ น่าจะเป็นโอกาสเหมาะสมที่เราจะเริ่มการเจรจากันอีกครั้งบนพื้นฐานทางกฎหมายเดียวกันที่มีความมั่นคงยิ่งขึ้น

ไทยได้เสนอแนวทางดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน โดยผมได้เสนอกับกัมพูชาด้วยตนเองให้เราเริ่มการเจรจาระหว่างกันในเรื่องเขตทางทะเล ซึ่งน่าจะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์และเปิดทางไปสู่การแก้ไขประเด็นคั่งค้างอื่น ๆ

ผมยังได้เสนอด้วยว่า หากเราไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ภายในหกเดือน เราก็สามารถเข้าสู่กระบวนการประนอมร่วมกันได้

ดังนั้น การที่กัมพูชากล่าวอ้างว่า ตนไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว นอกจากเริ่มกระบวนการนี้ภายหลังไทยยกเลิก MOU จึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง

กัมพูชามีทางเลือกอื่น แต่เลือกที่จะปิดประตูนั้น ด้วยเหตุผลที่ยากจะเข้าใจ ท่านประธาน เพื่อแสวงหาข้อยุติ เราจำเป็นต้องมีความชัดเจนในการกำหนดขอบเขตของประเด็น ที่คณะกรรมาธิการชุดนี้จะพิจารณา

สำหรับไทย ขอบเขตของกระบวนการนี้เกี่ยวกับการกำหนดเขตทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาในอ่าวไทยเท่านั้น ไทยขอยืนยันอีกครั้งว่า เขตทางทะเลของไทยเป็นไปตามที่ปรากฏในพระบรมราชโองการลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2516 เรามิได้มุ่งหวังสิ่งใดเกินไปกว่าการปกป้องอธิปไตย สิทธิอธิปไตย และสิทธิอันชอบธรรมที่ประเทศไทยพึงมีตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ผมขอย้ำว่า กระบวนการประนอมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยเหนือดินแดนทางบก รวมถึงเกาะกูด ประเทศไทยปฏิเสธเส้นเขตไหล่ทวีปที่กัมพูชาอ้างสิทธิฝ่ายเดียวเมื่อปี 2515 ซึ่งเส้นดังกล่าวปราศจากพื้นฐานทางกฎหมาย

ท่านประธานและคณะกรรมาธิการ ไทยเข้าร่วมกระบวนการประนอมนี้ด้วยความสุจริตใจ โดยตระหนักถึงพันธกรณีภายใต้อนุสัญญา UNCLOS และด้วยความเชื่อมั่นในความเป็นกลางและความเชี่ยวชาญของคณะกรรมาธิการ

ไทยพร้อมเข้าร่วมกระบวนการนี้อย่างสร้างสรรค์ โดยมุ่งหวังที่จะบรรลุผลลัพธ์อันเที่ยงธรรมผ่านการเจรจา ด้วยการสนับสนุนของคณะกรรมาธิการ กระบวนการประนอมสามารถช่วยให้ทั้งสองฝ่ายหาจุดร่วม ลดช่องว่างความแตกต่างของท่าทีทางกฎหมาย และสามารถเจรจาเพื่อเดินหน้าต่อไปได้

เราเชื่อมั่นว่า ด้วยการแนะนำของคณะกรรมาธิการ ทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุผลลัพธ์ในการแบ่งเขตทางทะเลอย่างเที่ยงธรรม สามารถใช้ได้จริง และยั่งยืน

ไทยยังคงเปิดกว้างสำหรับการเจรจา เพราะในท้ายที่สุด ประเทศของเราทั้งสองยังคงมีหน้าที่ร่วมกันในการแสวงหาหนทางเพื่อเดินหน้าต่อไปอย่างจริงจังและด้วยความสุจริตใจ

ท่านประธาน ท่านคณะกรรมาธิการ และคณะผู้แทนฝ่ายกัมพูชา ขณะที่เราเริ่มกระบวนการในวันนี้ เราต้องตระหนักว่า พัฒนาการและผลของกระบวนการประนอมนี้ จะมีนัยยะสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาในอนาคต

กระบวนการนี้ไม่ใช่การทูตแบบที่ต้องมีผู้ชนะและผู้แพ้โดยสิ้นเชิง ขอย้ำว่า ประเทศไทยยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ ขอย้ำว่า ไทยจะปกป้องอธิปไตยและสิทธิทางทะเลของเราอย่างมั่นคง

และขอย้ำอีกครั้งว่า ไทยยึดมั่นในสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านของเรา

ความมุ่งมั่นนี้เห็นได้ตั้งแต่ในอดีตที่ผ่านมา เมื่อไทยได้ร่วมมือกับกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน เพื่อนำสันติภาพมาสู่กัมพูชาและช่วยให้กัมพูชาสามารถสร้างชาติเพื่อประชาชนของตนได้อีกครั้ง

ไทยมุ่งมั่นที่จะเดินบนเส้นทางแห่งสันติภาพ การเดินหน้าจำเป็นต้องอาศัยเจตนารมณ์ทางการเมืองของทั้งสองฝ่าย เราได้เคยย้ำเรื่องนี้หลายครั้ง กัมพูชาควรจะต้องตัดสินใจเลือกเส้นทางใด และเราหวังว่า กัมพูชาจะกล้ามีเจตนารมณ์ทางการเมืองที่จะเดินไปบนเส้นทางเดียวกับเรา

เพราะภายหลังจากกระบวนการนี้จบลง ไทยและกัมพูชาก็จะยังคงเป็นประเทศเพื่อนบ้านกันไปอีกยาวนาน หน้าที่ของเราคือสร้างหลักประกันว่า สิ่งที่เราทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง จะสามารถทำให้พวกเขาได้รับประโยชน์จากสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองระหว่างสองประเทศ

ไทยพร้อมที่จะทำหน้าที่ในส่วนของเรา เราหวังว่ากัมพูชาก็จะทำเช่นเดียวกัน ขอบคุณ ท่านประธาน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : mfa.go.th

จำคุก 6 ชายมาเลเซีย “ปล้นสายฟ้าแลบ” บ้านหรูสิงคโปร์ กวาดทรัพย์เกือบ 128 ล้าน

จำคุก 6 ชายมาเลเซีย "ปล้นสายฟ้าแลบ" บ้านหรูสิงคโปร์ กวาดทรัพย์เกือบ 128 ล้าน

15 ก.ย. 2569 17:00 น.

จำคุก 6 ชายมาเลเซีย “ปล้นสายฟ้าแลบ” บ้านหรูสิงคโปร์ กวาดทรัพย์เกือบ 128 ล้าน

ศาลสิงคโปร์พิพากษาจำคุกชายชาวมาเลเซีย 6 คน ตั้งแต่ 7 ปี 8 เดือน ถึงเกือบ 13 ปี พร้อมโบยสูงสุด 24 ครั้ง หลังรับสารภาพร่วมกันบุกปล้นบ้านพักหรู ระหว่างจัดเกมโป๊กเกอร์เดิมพันสูง ขโมยเหรียญคริปโต เงินสด และนาฬิกาหรู รวมมูลค่าประมาณ 4.9 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 128 ล้านบาท ก่อนหลบหนีข้ามพรมแดนไปมาเลเซีย โดยศาลระบุเป็นการปล้นที่ “อุกอาจและวางแผนมาอย่างดี” และกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประเทศ

ศาลสูงสิงคโปร์มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกชาวมาเลเซีย 6 ราย มีกำหนดโทษตั้งแต่ 7 ปี 8 เดือน ถึง 12 ปี 11 เดือน พร้อมโบย 24 ครั้งสำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี หลังทั้งหมดให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์ด้วยอาวุธ และร่วมกันย้ายทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดออกนอกเขตอำนาจศาล

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงรุ่งสางของวันที่ 18 เมษายน 2024 โดยกลุ่มคนร้าย 7 ราย บุกเข้าไปในคฤหาสน์หรู ย่านคิงส์อัลเบิร์ตพาร์ก ซึ่งมีการลักลอบเปิดเล่นโป๊กเกอร์เดิมพันสูง คนร้ายบางส่วนพกพาอาวุธมีดพร้าและไม้เบสบอล บังคับมัดมือมัดเท้าและปิดปากผู้ที่อยู่ในบ้าน ก่อนกวาดเงินสด ทรัพย์สินมีค่า และคริปโตเคอร์เรนซี รวมมูลค่าราว 4.9 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 128 ล้านบาท

อัยการระบุว่า คดีนี้ถือเป็นหนึ่งในคดีปล้นทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์สิงคโปร์ในแง่ของตัวเลขมูลค่าทรัพย์สิน โดยผู้พิพากษา ไอแดน ซู ประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็นแผนประทุษกรรมที่ “อุกฉกรรจ์และมีการวางแผนมาอย่างดีเยี่ยม” ซึ่งสร้างความสั่นคลอนต่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประเทศ พร้อมย้ำว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่ปลอดภัย การกระทำที่ทำลายความมั่นคงในเคหสถานจะต้องได้รับโทษอย่างรุนแรงเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง

คดีนี้เริ่มต้นขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2023 เมื่อ นายหว่อง ชี ชาน อายุ 35 ปี และ นายโก๊ะ บูน ตง อายุ 30 ปี ทราบข่าวว่ามีการเปิดวงไพ่โป๊กเกอร์เดิมพันสูงหลักแสนดอลลาร์ภายในบ้านหลังดังกล่าว โดยมีการชำระเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัล ทั้งสองได้แอบมาสำรวจบ้านและพบว่าประตูรั้วและประตูไม้ไม่ได้ล็อกในระหว่างที่มีการเล่นการพนัน

หลายเดือนต่อมา ทั้งคู่ได้ว่าจ้าง นายโมฮัมหมัด ฮามิดอน อาเหม็ด อายุ 49 ปี เจ้าของบริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชน ให้ทำหน้าที่จัดหาทีมงานเพื่อเข้าควบคุมตัวเหยื่อ โดยตกลงค่าจ้าง 1.5 ล้านริงกิตมาเลเซีย (ราว 12.2 ล้านบาท) เพื่อแบ่งกันในกลุ่มทีมงาน

ในคืนวันเกิดเหตุ (18 เมษายน 2024) คนร้ายพร้อมอาวุธมีดและไม้เบสบอลได้บุกเข้าทางประตูที่ไม่ได้ล็อก ขณะที่ผู้ที่อยู่ในบ้านขณะเกิดเหตุประกอบด้วย หลี่ เสี่ยวอวี่ หญิงชาวจีนเจ้าของบ้านและผู้จัดเกม, หลี่ หยาง สามีของเธอซึ่งเป็นผู้เช่าบ้าน, หู จื้อเผิง ชายชาวจีนที่พักอยู่ในบ้านและช่วยจัดเกมโป๊กเกอร์, โม รัน หญิงชาวเกาหลีใต้ที่ได้รับการว่าจ้างเป็นเจ้ามือแจกไพ่ และยัป เคียน ยัป ชาวมาเลเซียที่รับงานนวดให้ผู้เล่นระหว่างเกม

นอกจากนี้ยังมีผู้เล่นโป๊กเกอร์ 7 คน ได้แก่ แอนดรูว์ ฮาลิม ชาวอินโดนีเซีย, หลิว อี้ ชาวจีน และชาวสิงคโปร์อีก 5 คน คือ มาร์คัส ยัป จิน ซิน, ซีสวิน อับราฮัม อับดุลลา, ลิม ยาห์ ลูน, ฮู เต็ง หยาง และโฮ เปา เฉียง

คนร้ายได้จับทุกคนมัดและปิดปาก ค้นโทรศัพท์มือถือของเจ้าของบ้านเพื่อโอนเหรียญคริปโตไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัลที่กลุ่มคนร้ายควบคุม พร้อมทั้งกวาดเงินสดในตู้นิรภัย นาฬิกาหรูแบรนด์ดังอย่าง Patek Philippe และ Rolex รวมถึงกุญแจรถเฟอร์รารี

ทรัพย์สินที่ถูกปล้นไปรวมถึงเงินสดและสกุลเงินต่างประเทศประมาณ 210,000 ดอลลาร์สิงคโปร์, เงิน 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเงินสกุลดีแรห์มยูเออี รวมถึงคริปโตเคอร์เรนซี มูลค่าราว 3.6 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และทรัพย์สินมีค่าอื่นๆ เช่น นาฬิกาหรูและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกหลายรายการ

หลังก่อเหตุ คนร้ายได้แยกย้ายกันหลบหนีข้ามพรมแดนกลับไปยังประเทศมาเลเซียผ่านจุดผ่านแดนตูอาส และวูดแลนด์ส โดยมีการนำเหรียญ USDT ที่ปล้นมาไปขายเปลี่ยนเป็นเงินสดในกรุงกัวลาลัมเปอร์เพื่อแบ่งปันผลประโยชน์กัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจมาเลเซียสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาชาวมาเลเซียทั้ง 6 รายได้ระหว่างเดือนเมษายนถึงพฤศจิกายน 2024 ขณะที่ผู้ต้องหาอีกรายคือ นายมูฮัมหมัด ยูซุฟ คาซิม อายุ 33 ปี ยังคงหลบหนีและเชื่อว่าหลบหนีต่อไปยังประเทศไทย

โดยนายหว่อง ชี ชาน และ นายโก๊ะ บูน ทอง รับโทษจำคุก 12 ปี 11 เดือน โบย 24 ครั้ง และปรับ 4,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ส่วนนายโมฮัมหมัด ฮามิดอน อาเหม็ด รับโทษจำคุก 10 ปี 6 เดือน และโบย 24 ครั้ง

ด้านนายการ์ติก ปาลานิยัปปัน อายุ 34 ปี และ นายมูฮัมหมัด เตาฟฟิก อาหมัด เฟาซี อายุ 34 ปี จำคุก 7 ปี 8 เดือน และโบย 24 ครั้ง และนายโมฮัมหมัด ฮาชิม อิสมาด อายุ 51 ปี ถูกจำคุกจำคุก 8 ปี 8 เดือน โดยได้รับการยกเว้นการโบยเนื่องจากอายุเกิน 50 ปี

ทั้งนี้ ทางการสิงคโปร์สามารถติดตามยึดทรัพย์สินคืนมาได้เพียงประมาณ 1.69 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์เท่านั้น ขณะที่ทรัพย์สินมูลค่าราว 3.21 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ยังคงสูญหาย ทั้งนี้ สำนักงานอัยการสูงสุดของสิงคโปร์กำลังพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายเพิ่มเติมกับกลุ่มผู้เสียหายในคดีลักลอบเล่นการพนันผิดกฎหมายต่อไป.

ที่มา CNA

ทรัมป์โทรหาซีอีโอ Nvidia กลางเวทีประชุม สับเละข้อกังวล AI “เรื่องหลอกลวง”

ทรัมป์โทรหาซีอีโอ Nvidia กลางเวทีประชุม สับเละข้อกังวล AI "เรื่องหลอกลวง"

15 ก.ย. 2569 16:10 น.

ทรัมป์โทรหาซีอีโอ Nvidia กลางเวทีประชุม สับเละข้อกังวล AI “เรื่องหลอกลวง”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โทรศัพท์หาเจนเซน หวง ซีอีโอ Nvidia ระหว่างการประชุม All-In Summit ที่นครลอสแอนเจลิส โดยหวงเปิดลำโพงให้ผู้ร่วมงานได้ยินการสนทนา พร้อมทั้งประกาศจุดยืนสนับสนุนปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มที่ และปัดตกกระแสความกังวลเรื่องความปลอดภัยว่าเป็นเพียงเรื่องหลอกลวง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ โทรศัพท์หาเจนเซน หวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Nvidia ระหว่างการประชุม All-In Summit ที่นครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยหวงเปิดลำโพงโทรศัพท์ ทำให้ผู้ร่วมงานและผู้ชมทางออนไลน์ได้ยินบทสนทนาของผู้นำสหรัฐฯ ที่กล่าวระหว่างการสนทนาว่า ความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของ AI เป็น “เรื่องหลอกลวง” พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ จำเป็นต้องเอาชนะจีนในการแข่งขันด้านนวัตกรรมและการพัฒนา AI

ทรัมป์กล่าวว่า “หุ่นยนต์จะไม่เข้ายึดครองโลก AI ก็จะไม่เข้ายึดครองส่วนที่เหลือของโลก เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเรื่องหลอกลวง” พร้อมระบุว่า ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ AI กำลัง “เข้าทาง” คนจำนวนมากที่ไม่ต้องการเห็นการพัฒนาเทคโนโลยีเกิดขึ้น ซึ่งอาจรวมถึงฝ่ายการเมืองและจีน

ทรัมป์ยังสนับสนุนการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งกำลังเป็นประเด็นถกเถียงในสหรัฐฯ โดยกล่าวว่าศูนย์ข้อมูลเป็นสิ่งที่ “ยอดเยี่ยม” และจะทำให้ประชาชนและรัฐต่าง ๆ มีความมั่งคั่ง พร้อมเปรียบศูนย์ข้อมูลว่าเป็น “น้ำมันแห่งช่วง 20-25 ปีข้างหน้า” และมีความสำคัญมากกว่าอินเทอร์เน็ตและ AI ในบางแง่มุม อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าการดำเนินการต่าง ๆ จำเป็นต้องทำด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ

ทรัมป์ยังกล่าวติดตลกว่า หวงสามารถพัฒนาชิปคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อนที่สุดจนไม่มีใครลอกเลียนแบบได้ แต่กลับไม่สามารถหาวิธีเปิดลำโพงโทรศัพท์ให้เขาได้ ก่อนจะย้ำกับหวงว่า “ผมอยู่ข้างคุณเต็มที่”

หวงตอบกลับว่า Nvidia จะทำให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์จากการแข่งขันด้าน AI ในสหรัฐฯ ทั้งอุตสาหกรรม บริษัท รัฐ และประชาชนทุกกลุ่ม พร้อมตอบรับเมื่อทรัมป์กล่าวว่า เขาเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายมีจุดยืนตรงกันเรื่องการพัฒนา AI

จุดยืนของทรัมป์เกิดขึ้นท่ามกลางการถกเถียงอย่างเข้มข้นในแวดวงเทคโนโลยีเกี่ยวกับความเร็วในการพัฒนา AI โดยดาริโอ อโมเดอี ซีอีโอของ Anthropic เพิ่งเผยแพร่บทความเรียกร้องให้อุตสาหกรรมชะลอการพัฒนาโมเดล AI และวางมาตรการป้องกันที่เข้มงวดมากขึ้น ข้อเสนอดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากแซม อัลท์แมน ซีอีโอของ OpenAI และอีลอน มัสก์ ซีอีโอของเทสลา รวมถึงบุคลากรด้าน AI หลายราย

นักวิจัยจากบริษัท AI ชั้นนำหลายคนลาออกจากตำแหน่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาและออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย โดยบางรายเตือนว่าเทคโนโลยีดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรงต่อมนุษยชาติ

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ใช้แพลตฟอร์มทรูธโซเชียล โพสต์ข้อความโจมตีผู้ที่เรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา AI และศูนย์ข้อมูล โดยเรียกข้อกังวลเหล่านี้ว่าเป็น “การสมคบคิดที่น่ารังเกียจ” “เรื่องหลอกลวง” และ “การหลอกลวง” พร้อมระบุว่าไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องออกกฎระเบียบเพิ่มเติมเกี่ยวกับ AI และกล่าวว่าการเรียกร้องให้ชะลอการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลเกิดขึ้นเพราะสหรัฐฯ กำลังเป็นผู้นำประเทศอื่น ๆ ในด้านการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI

ทรัมป์ยังเตือนว่า ผู้คัดค้านการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลกำลังเข้าทางฝ่ายที่ไม่ต้องการให้สหรัฐฯ เดินหน้าพัฒนา AI โดยอาจรวมถึงจีน และย้ำว่า “เราจะไม่ปล่อยให้เรื่องนั้นเกิดขึ้น” 

Nvidia ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตชิปและฮาร์ดแวร์สำหรับ AI รายใหญ่ที่สุดของโลก มีบทบาทสำคัญต่อการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล AI ทั่วสหรัฐฯ ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์กับหวงใกล้ชิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหวงยังเป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของทรัมป์ และเคยมีบทบาทในการโน้มน้าวทรัมป์เมื่อปีที่แล้วไม่ให้ส่งกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิเข้าไปในเมืองซานฟรานซิสโก

หวงยังเคยล็อบบี้ฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ให้เปิดทางให้ Nvidia สามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไปยังต่างประเทศได้มากขึ้น แต่ฝ่ายนิติบัญญัติบางส่วนเตือนว่า การผ่อนคลายดังกล่าวอาจเป็นประโยชน์ต่อจีนและบั่นทอนความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ

การสนทนาครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ กล่าวว่า ผู้นำในอุตสาหกรรมควรเป็นฝ่ายนำในการกำหนดมาตรการด้านความปลอดภัยของ AI หลังสมาชิกพรรคเดโมแครตเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรยุติช่วงปิดสมัยประชุมก่อนกำหนด เพื่อพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยของ AI

จอห์นสันระบุเมื่อวันจันทร์ว่า ทรัมป์จะจัดการประชุมร่วมกับบรรดาผู้นำในอุตสาหกรรม AI โดยแหล่งข่าวที่ทราบเรื่องยืนยันว่า การประชุมดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการเตรียมการ แต่ยังไม่มีการกำหนดวันเวลาอย่างชัดเจน

ด้าน Nvidia ไม่ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับบทสนทนาระหว่างหวงกับทรัมป์ รวมถึงยังไม่มีการยืนยันว่าทั้งสองจะพบกันเพื่อหารือประเด็นเหล่านี้ในเร็ว ๆ นี้หรือไม่ โดยการสนทนากลางเวทีดังกล่าวถูกบันทึกไว้ทั้งในวิดีโอที่ผู้เข้าร่วมงานเผยแพร่บน X และในพอดแคสต์ที่หวงกำลังบันทึกอยู่ในขณะนั้น ขณะที่ Chamath Palihapitiya หนึ่งในพิธีกรร่วมของงาน โพสต์ข้อความหลังจบการประชุมว่า “นี่เป็นเรื่องเหนือจริง”.

ที่มา CNBC / NBC

กลาโหมสหรัฐฯ ยืนยันสงครามอิหร่านทำยุทโธปกรณ์ขาดแคลน ใช้งบกว่า 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์

กลาโหมสหรัฐฯ ยืนยันสงครามอิหร่านทำยุทโธปกรณ์ขาดแคลน ใช้งบกว่า 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์

15 ก.ย. 2569 14:41 น.

กลาโหมสหรัฐฯ ยืนยันสงครามอิหร่านทำยุทโธปกรณ์ขาดแคลน ใช้งบกว่า 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์

สำนักงานผู้ตรวจการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เผยรายงานต่อสภาคองเกรส ยืนยันเป็นครั้งแรกว่า การทำสงครามกับอิหร่านส่งผลให้ยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ ขาดแคลนในระดับยุทธศาสตร์ โดยปฏิบัติการระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ถึง 30 มิถุนายน ใช้งบประมาณราว 33,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.11 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะงบสำหรับยุทโธปกรณ์สูงถึงกว่า 22,300 ล้านดอลลาร์ หรือราว 7.42 แสนล้านบาท

สำนักงานผู้ตรวจการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยรายงานว่า สหรัฐฯ กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนยุทโธปกรณ์จากการทำสงครามกับอิหร่าน โดยระบุว่า ปฏิบัติการ “Epic Fury” ซึ่งเป็นชื่อที่สหรัฐฯ ใช้เรียกปฏิบัติการร่วมกับอิสราเอล เพื่อทำลายขีดความสามารถของอิหร่านในการใช้กำลังทางทหาร มีค่าใช้จ่ายประมาณ 33,400 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.11 ล้านล้านบาท ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ถึง 30 มิถุนายน

รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นตามข้อกำหนดของสภาคองเกรส และถือเป็นรายงานลักษณะนี้ฉบับแรก โดยระบุว่า ในจำนวนดังกล่าวเป็นค่าใช้ยุทโธปกรณ์ประมาณ 22,300 ล้านดอลลาร์ หรือราว 7.42 แสนล้านบาท พร้อมเตือนว่า การใช้ยุทโธปกรณ์จำนวนมากทำให้คลังยุทโธปกรณ์สำรองเชิงยุทธศาสตร์ลดลง และเผยให้เห็นข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งทำให้การเติมยุทโธปกรณ์กลับเข้าสู่คลังล่าช้า

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า กำลังเร่งปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อ ลดระยะเวลาการผลิต และสะสมวัตถุดิบ ชิ้นส่วน รวมถึงยุทโธปกรณ์สำคัญบางประเภท แต่การเพิ่มกำลังการผลิตต้องใช้เวลานาน

สถานการณ์ดังกล่าวอาจสร้างความกังวลให้กับประเทศที่พึ่งพาอาวุธจากสหรัฐฯ เช่น ยูเครนและไต้หวัน โดยยูเครนต้องการขีปนาวุธสกัดกั้นเพิ่มเติมสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศแพทริออตที่ใช้รับมือรัสเซีย ขณะที่ไต้หวันพึ่งพาข้อตกลงซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ เพื่อยับยั้งภัยคุกคามจากจีน

รายงานดังกล่าวสวนทางกับคำกล่าวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เคยปฏิเสธข้อกังวลเรื่องคลังอาวุธลดลง และระบุว่าสหรัฐฯ มียุทโธปกรณ์ “แทบไม่จำกัด” โดยเมื่อวันที่ 14 ก.ย. ทรัมป์ยังโพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียลว่า สหรัฐฯ กำลังผลิตอาวุธชั้นยอดในจำนวนมากกว่าช่วงใด ๆ ในประวัติศาสตร์

รายงานระบุด้วยว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกของสงคราม สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายในอิหร่านมากกว่า 1,000 แห่ง แต่ไม่ได้กลับมาใช้ปฏิบัติการโจมตีในระดับดังกล่าวอีกในช่วงหลายเดือนต่อมา

ความสูญเสียของกองทัพสหรัฐฯ ที่ระบุในรายงาน ได้แก่ เครื่องบินขับไล่ F-15 ถูกทำลาย 4 ลำ เครื่องบินขับไล่ F-35 เสียหาย 1 ลำ เครื่องบินเติมเชื้อเพลิง KC-135 เสียหาย 7 ลำ และโดรน MQ-9 Reaper ถูกทำลายมากถึง 30 ลำ นอกจากนี้ ฐานส่งกำลังบำรุงหลักของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในภูมิภาค ซึ่งตั้งอยู่ในบาห์เรน ยังถูกอิหร่านโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธนำวิถี

การโจมตีของอิหร่านยังสร้างความเสียหายหรือทำลายอาคารและสิ่งปลูกสร้างหลายร้อยแห่งในฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวต บาห์เรน กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย อิรัก โอมาน และจอร์แดน อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมยังไม่รวมอยู่ในการประเมิน 33,400 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากยังไม่ชัดเจนว่าฐานทัพทั้งหมดจะได้รับการบูรณะหรือไม่ และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ นับจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน มีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตจากการปฏิบัติการรบ 7 นาย และเสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบอีก 7 นาย ขณะที่มีทหารได้รับบาดเจ็บจากการรบ 417 นาย

ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องยุทโธปกรณ์ขาดแคลน แต่นายพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเร่งเพิ่มการผลิตอาวุธ โดยผู้บริหารบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน ระบุว่า การเร่งผลิตในขณะนี้เป็นสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความเร่งด่วนและความวุ่นวายที่ต้องควบคุม

ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และการต่างประเทศ หรือ CSIS เตือนว่า แม้สหรัฐฯ อาจมียุทโธปกรณ์เพียงพอสำหรับทำสงครามกับอิหร่าน แต่หากต้องทำสงครามขนาดใหญ่กับจีน การรักษาปริมาณยุทโธปกรณ์ให้เพียงพอในเดือนที่สอง เดือนที่สาม และเดือนต่อ ๆ ไป จะเป็นความท้าทายอย่างมาก.

ที่มา AFP / NBC News

ศาลสูงสหรัฐฯ เบรกมาตรการทรัมป์จำกัดบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์ ก่อนเลือกตั้งกลางเทอม

ศาลสูงสหรัฐฯ เบรกมาตรการทรัมป์จำกัดบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์ ก่อนเลือกตั้งกลางเทอม

15 ก.ย. 2569 13:15 น.

ศาลสูงสหรัฐฯ เบรกมาตรการทรัมป์จำกัดบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์ ก่อนเลือกตั้งกลางเทอม

ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำสั่งปฏิเสธคำร้องของกระทรวงยุติธรรมที่ขอให้ยกเลิกคำสั่งศาลชั้นต้น ซึ่งระงับการบังคับใช้มาตรการของสำนักงานไปรษณีย์สหรัฐฯ ที่กำหนดเงื่อนไขใหม่สำหรับบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์ ถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญต่อความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการจำกัดการลงคะแนนทางไปรษณีย์ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม

ศาลฎีการะบุว่า รัฐบาลมีแนวโน้มไม่สามารถชนะคดีในประเด็นสาระสำคัญได้ ขณะที่ผู้พิพากษาเบรตต์ คาวานอห์ ซึ่งเป็นฝ่ายอนุรักษนิยมและเห็นพ้องกับเสียงส่วนใหญ่ ระบุว่า มาตรการดังกล่าวอาจมีความชอบด้วยกฎหมายในระยะยาว แต่เจ้าหน้าที่เลือกตั้งระดับรัฐและท้องถิ่นมีเวลาไม่เพียงพอที่จะนำกฎไปใช้ได้อย่างเหมาะสมก่อนการเลือกตั้งปีนี้

ผู้พิพากษาซามูเอล อลิโต ซึ่งมีผู้พิพากษาอนุรักษนิยมอีกคนคือ คลาเรนซ์ โธมัส ร่วมคัดค้านคำสั่งดังกล่าว โดยศาลสูงสหรัฐฯ มีผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษนิยม 6 คน จากทั้งหมด 9 คน

มาตรการดังกล่าวมีที่มาจากคำสั่งฝ่ายบริหารของทรัมป์เมื่อเดือนมีนาคม ซึ่งกำหนดให้รัฐจัดทำรายชื่อผู้มีสิทธิรับบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์ และให้การไปรษณีย์สหรัฐฯ จัดส่งบัตรเฉพาะผู้ที่มีชื่ออยู่ในบัญชี รวมถึงกำหนดให้ใช้ซองบัตรเลือกตั้งที่ผ่านมาตรฐานและมีบาร์โค้ดเฉพาะ หากไม่เป็นไปตามข้อกำหนด ของการไปรษณีย์สหรัฐฯ สามารถปฏิเสธการจัดส่งบัตรได้

รัฐบาลสหรัฐฯ ให้เหตุผลว่ามาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง แต่ฝ่ายคัดค้านระบุว่า หลักฐานการทุจริตจากการลงคะแนนทางไปรษณีย์พบได้ไม่บ่อย และเตือนว่ากฎใหม่อาจทำให้บัตรเลือกตั้งที่ถูกต้องตามกฎหมายหลายพันใบถูกส่งล่าช้าหรือไม่ได้รับการจัดส่ง

ก่อนหน้านี้ อินดรา ทัลวานี ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางในเมืองบอสตัน มีคำสั่งเมื่อวันที่ 4 กันยายน ระงับการบังคับใช้กฎดังกล่าว โดยเห็นว่าอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ซึ่งให้อำนาจรัฐในการบริหารจัดการการเลือกตั้ง นอกจากนี้ ผู้พิพากษาอีกคนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ก็มีคำวินิจฉัยคัดค้านมาตรการดังกล่าวเมื่อวันอาทิตย์

สหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน หรือ ACLU ระบุว่า คำสั่งของศาลสูงถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญต่อสิทธิในการเลือกตั้ง โดยชี้ว่ารัฐธรรมนูญให้อำนาจรัฐและสภาคองเกรสกำหนดกติกาการเลือกตั้งของรัฐบาลกลาง ไม่ใช่ประธานาธิบดีหรือสำนักงานไปรษณีย์

หลายรัฐเริ่มเตรียมจัดส่งบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์ให้ผู้มีสิทธิแล้ว ขณะที่ผู้เปิดโปงข้อมูลภายใน USPS เตือนว่า ชาวอเมริกันหลายล้านคนอาจไม่ได้รับบัตรเลือกตั้ง เนื่องจากระบบที่ใช้จัดการบัตรถูกจัดทำขึ้นอย่างเร่งรีบและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

ทรัมป์คัดค้านการลงคะแนนทางไปรษณีย์มาโดยตลอด และเคยกล่าวอ้างโดยไม่มีหลักฐานว่าระบบดังกล่าวเสี่ยงต่อการทุจริตสูง แม้ตัวเขาเองเคยใช้สิทธิเลือกตั้งทางไปรษณีย์ในการเลือกตั้งขั้นต้นของพรรครีพับลิกันในรัฐฟลอริดาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

การเลือกตั้งกลางเทอมวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้จะเป็นการชิงที่นั่งในสภาคองเกรส โดยผลสำรวจหลายสำนักชี้ว่า พรรครีพับลิกันกำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะสูญเสียเสียงข้างมากที่มีอยู่เพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะในสภาผู้แทนราษฎร หากพรรคเดโมแครตกลับมาครองเสียงข้างมาก พรรคได้ส่งสัญญาณว่าจะขัดขวางนโยบายของทรัมป์ และอาจพิจารณากระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีเป็นครั้งที่สาม.

ที่มา Associated Press / Reuters

สหรัฐฯ ยอมรับครั้งแรก ส่งอาวุธขึ้นสู่วงโคจรโลก อ้างเพื่อรับมือภัยคุกคาม

สหรัฐฯ ยอมรับครั้งแรก ส่งอาวุธขึ้นสู่วงโคจรโลก อ้างเพื่อรับมือภัยคุกคาม

15 ก.ย. 2569 12:27 น.

สหรัฐฯ ยอมรับครั้งแรก ส่งอาวุธขึ้นสู่วงโคจรโลก อ้างเพื่อรับมือภัยคุกคาม

สหรัฐฯ ยืนยันเป็นครั้งแรกว่าได้ส่ง “อาวุธอวกาศ” ขึ้นไปประจำการในวงโคจรโลก โดยระบุว่าเป็นมาตรการที่จำเป็นต่อการปกป้องกองกำลังสหรัฐฯ จากการโจมตีของฝ่ายตรงข้าม ขณะที่รายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธและช่วงเวลาที่ส่งขึ้นสู่อวกาศยังไม่ถูกเปิดเผย

ทรอย มิงค์ รัฐมนตรีว่าการทบวงกองทัพอากาศสหรัฐฯ เปิดเผยในการประชุม Air, Space and Cyber Conference เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (14 ก.ย.) ว่า อาวุธที่อยู่ในวงโคจรดังกล่าวนั้นมีความจำเป็นเพื่อปกป้องกำลังพลของสหรัฐฯ จากการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ของศัตรู พร้อมระบุว่าสหรัฐฯ พร้อมรับมือกับ “ภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้น” แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับขีดความสามารถของอาวุธดังกล่าวหรือช่วงเวลาที่นำขึ้นสู่วงโคจร

ด้านโฆษก “กองทัพอวกาศสหรัฐฯ” ออกแถลงการณ์ยืนยันเพิ่มเติมว่า สหรัฐฯ มีอาวุธควบคุมอวกาศ  ประจำการอยู่ในวงโคจร ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ

โฆษกทัพอวกาศสหรัฐฯ ระบุว่า “การควบคุมอวกาศครอบคลุมถึงพื้นที่ภารกิจที่จำเป็นในการแข่งขันและควบคุมโดเมนอวกาศ โดยใช้ทั้งวิธีทางจลนศาสตร์และไม่ใช่ทางจลนศาสตร์ เพื่อส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถของฝ่ายตรงข้ามผ่านการรบกวน การทำให้เสื่อมประสิทธิภาพ หรือแม้แต่การทำลายล้างหากจำเป็น” 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ผู้นำระดับสูงของกองทัพแสดงความกังวลมาอย่างต่อเนื่อง เกี่ยวกับโครงการพัฒนาขีดความสามารถของรัสเซียและจีนในการโจมตีหรือรบกวนดาวเทียมของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญด้านการสื่อสาร การลาดตระเวน และการนำทางทางทหาร 

กองกำลังอวกาศสหรัฐฯ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2019 และเป็นเหล่าทัพใหม่ล่าสุดของสหรัฐฯ ในรอบกว่า 70 ปี ระบุว่า จีนกำลังพัฒนาและปฏิบัติการด้านขีดความสามารถในอวกาศและต่อต้านอวกาศเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ทันสมัยทางทหาร ขณะที่รัสเซียมองอวกาศว่าเป็นสนามรบและเชื่อว่าความเหนือกว่าในอวกาศจะเป็นปัจจัยชี้ขาดในความขัดแย้งในอนาคต

ทั้งนี้ สนธิสัญญาอวกาศส่วนนอกปี 1967  ห้ามการใช้อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงในวงโคจรมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ยุคสงครามเย็น อย่างไรก็ตาม ชาติมหาอำนาจหลักๆ ทั้งสหรัฐฯ รัสเซีย จีน และอินเดีย ต่างก็หันมาสำรวจและพัฒนาขีดความสามารถทางทหารนอกเหนือจากขอบเขตของสนธิสัญญาดังกล่าว เช่น การพุ่งเป้าไปที่ดาวเทียมของคู่แข่ง

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เคยกล่าวหารัสเซียว่า ส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศที่อาจมีความสามารถในการโจมตีดาวเทียมดวงอื่น ขณะที่มีรายงานว่าดาวเทียมรัสเซีย 2 ดวงอาจเคยสกัดกั้นการสื่อสารของดาวเทียมยุโรปอย่างน้อย 12 ดวง นับตั้งแต่รัสเซียรุกรานยูเครนในปี 2022 ซึ่งอาจเปิดทางให้หน่วยข่าวกรองรัสเซียเข้าถึงข้อมูลสำคัญ หรืออาจถึงขั้นควบคุมดาวเทียมเหล่านั้นได้

ความตึงเครียดด้านอวกาศทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเมื่อปีที่แล้ว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารที่เน้นย้ำบทบาทของกองทัพอวกาศสหรัฐฯ ว่าไม่เพียงแต่ต้องทำหน้าที่ป้องกันทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังต้องทำหน้าที่เป็นกองกำลังโจมตีด้วย ขณะที่รัฐบาลชุดปัจจุบันยังระบุด้วยว่า ขีดความสามารถในอวกาศและขีปนาวุธสกัดกั้น เป็นส่วนสำคัญของระบบป้องกัน “โดมทองคำ”  ที่วางแผนไว้เพื่อปกป้องสหรัฐฯ จากภัยคุกคามทางอากาศ.

ที่มา BBC / AFP

HYROX เปลี่ยนกฎรับดราม่า หากพบความเสี่ยงสุขอนามัย จะถูกให้ออกจากการแข่งขัน

HYROX เปลี่ยนกฎรับดราม่า หากพบความเสี่ยงสุขอนามัย จะถูกให้ออกจากการแข่งขัน

15 ก.ย. 2569 12:10 น.

HYROX เปลี่ยนกฎรับดราม่า หากพบความเสี่ยงสุขอนามัย จะถูกให้ออกจากการแข่งขัน

HYROX ประกาศเปลี่ยนกฎการแข่งขัน หลังนักกีฬาหญิงเจ้าของสถิติโลกอุจจาระราดระหว่างแข่งที่กรุงปักกิ่ง แต่ยังแข่งต่อจนคว้าชัย โดยกฎใหม่เปิดทางให้กรรมการสั่งนักกีฬาออกจากการแข่งขันได้ทันที

องค์กรจัดการแข่งขันฟิตเนสในร่มระดับโลก HYROX ประกาศเปลี่ยนกฎและขั้นตอนการแข่งขัน หลังเกิดกรณี โจแอนนา เวียตชีค นักกีฬาหญิงจากออสเตรเลียเจ้าของสถิติโลก อุจจาระราดระหว่างการแข่งขันที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แต่ยังได้รับอนุญาตให้แข่งขันต่อจนคว้าชัยชนะ

ภาพเหตุการณ์ถูกเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ แสดงให้เห็นเวียตชีคยังคงแข่งขันต่อทั้งที่มีสิ่งปนเปื้อนติดเป็นคราบอยู่ตามร่างกาย และยังต้องใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ร่วมกับนักกีฬาคนอื่น ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับมาตรฐานด้านสุขอนามัยและการตัดสินใจของผู้จัดการแข่งขัน

ล่าสุด โมริทซ์ เฟือร์สเต ผู้ร่วมก่อตั้ง HYROX และอดีตนักกีฬาฮอกกี้สนามทีมชาติเยอรมนีชุดโอลิมปิก ออกมาขอโทษทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบ พร้อมยอมรับว่า HYROX ทำผิดพลาดที่ไม่ได้เข้าดำเนินการทันทีระหว่างการแข่งขัน

โมริทซ์ เฟือร์สเต ระบุว่า องค์กรได้เร่งปรับปรุงกระบวนการจัดการแข่งขันและแก้ไขกฎทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันขึ้นอีก

ภายใต้กฎใหม่ หากนักกีฬามีเลือด อาเจียน ปัสสาวะ หรืออุจจาระ ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพหรือการปนเปื้อนต่อตัวนักกีฬาเองหรือนักกีฬาคนอื่น ผู้อำนวยการการแข่งขันสามารถสั่งให้นักกีฬาออกจากการแข่งขันด้วยเหตุผลทางการแพทย์ได้ และผลการแข่งขันจะถูกบันทึกเป็น DNF หรือ แข่งไม่จบ

ก่อนหน้านี้ กฎของ HYROX มีบทลงโทษสำหรับพฤติกรรมที่กระทบต่อความสะอาดของสนาม เช่น การทิ้งขยะ การถ่มน้ำลาย หรือการสั่งน้ำมูกลงพื้นอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีขั้นตอนที่ชัดเจนสำหรับกรณีมีอุจจาระปนเปื้อนระหว่างการแข่งขัน

หลังเกิดเหตุที่กรุงปักกิ่ง ผู้จัดการแข่งขันได้ปิดกั้นพื้นที่และเลนที่ได้รับผลกระทบเพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ พร้อมนำอุปกรณ์ที่ปนเปื้อนออกจากสถานที่ และเปลี่ยนพื้นบางส่วนเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของนักกีฬาคนอื่น

HYROX ก่อตั้งขึ้นในปี 2017 ที่เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี เป็นการแข่งขันฟิตเนสในร่มที่ผสมผสานการวิ่งกับการออกกำลังกายเชิงฟังก์ชัน และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นการแข่งขันระดับนานาชาติ.

ที่มา : channelnewsasia

จีนคุมเข้มการเดินทาง พลเมือง “บางกลุ่ม” อาจถูกห้ามออกนอกประเทศถึง 3 ปี

จีนคุมเข้มการเดินทาง พลเมือง "บางกลุ่ม" อาจถูกห้ามออกนอกประเทศถึง 3 ปี

15 ก.ย. 2569 11:39 น.

จีนคุมเข้มการเดินทาง พลเมือง “บางกลุ่ม” อาจถูกห้ามออกนอกประเทศถึง 3 ปี

กฎระเบียบควบคุมการเดินทางชุดใหม่ของจีนซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว กำหนดให้พลเมืองจีนที่ถูกมองว่า “สร้างความเสียหาย” ต่อความมั่นคงหรือผลประโยชน์แห่งชาติขณะอยู่ต่างประเทศ อาจถูกห้ามเดินทางออกนอกประเทศเป็นเวลาสูงสุดถึง 3 ปีนับตั้งแต่เดินทางกลับ นอกจากนี้ ผู้ที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบการนำเข้าและส่งออกทางเทคโนโลยีที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงทางอุตสาหกรรมหรือเทคโนโลยี ก็จะถูกห้ามเดินทางออกนอกประเทศเช่นกัน

กฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับการเดินทางเข้าและออกประเทศของจีนมีผลบังคับใช้แล้ววันนี้ (15 ก.ย.) โดยทางการจีนระบุว่า มีเป้าหมายเพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ และยืนยันว่าไม่ได้จำกัดการเดินทางของ “ประชาชนทั่วไป” แต่ผู้วิจารณ์มองว่า กฎใหม่นี้จะยิ่งเพิ่มความสามารถของรัฐบาลจีนในการควบคุมพลเมืองและกิจกรรมของพวกเขาในต่างประเทศ

ภายใต้กฎใหม่ พลเมืองจีนที่ถูกมองว่าทำให้ความมั่นคงหรือผลประโยชน์ของชาติจีนได้รับความเสียหายขณะอยู่ต่างประเทศ อาจถูกห้ามเดินทางออกจากจีนเป็นเวลาสูงสุด 3 ปี หลังเดินทางกลับประเทศ นอกจากนี้ ผู้ที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบด้านการนำเข้าและส่งออกเทคโนโลยี ซึ่งอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงทางอุตสาหกรรมหรือเทคโนโลยีของจีน ก็อาจถูกห้ามเดินทางออกนอกประเทศเช่นกัน

แพลตฟอร์ม “ผีเหยา” ซึ่งเป็นช่องทางของรัฐบาลจีนสำหรับชี้แจงและโต้ข่าวลือ ระบุว่า กฎดังกล่าวไม่ได้มุ่งจำกัดการเดินทางของประชาชนทั่วไป แต่เป็นมาตรการป้องกันบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงและการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีความเสี่ยง โดยอ้างถึงปัญหาประชาชนถูกหลอกให้เดินทางออกนอกประเทศ รวมถึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับการพนันผิดกฎหมายและแก๊งหลอกลวงในต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ทอม เคลล็อกก์ ผู้อำนวยการบริหารศูนย์กฎหมายเอเชีย มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ กล่าวว่า กฎดังกล่าวเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งสำหรับควบคุมสิ่งที่พลเมืองจีนทำหรือพูดในต่างประเทศ พร้อมระบุว่า ในบางกรณี เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของรัฐอาจปฏิเสธการออกหนังสือเดินทางโดยตรง เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีนในต่างประเทศ หรือเพื่อลงโทษผู้ที่ทำกิจกรรมเรียกร้องสิทธิ

ชาวจีนบางรายเปิดเผยว่า เผชิญข้อจำกัดในการเดินทางมานานหลายปี โดยชายวัย 26 ปี  ให้ข้อมูลกับบีบีซีว่า คำขอทำหนังสือเดินทางของเขาถูกปฏิเสธในปี 2023 และเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการเข้าร่วมการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่ในฮ่องกงเมื่อปี 2019

เขาระบุว่า ระหว่างการประท้วงเขาเคยให้สัมภาษณ์สื่อฮ่องกง และหลังเดินทางกลับจีนแผ่นดินใหญ่ก็ถูกตำรวจความมั่นคงสอบปากคำ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองรายหนึ่งบอกกับเขาด้วยวาจาว่าไม่สามารถออกหนังสือเดินทางให้ได้ “เพราะเรื่องฮ่องกง” แต่ไม่ได้มีเอกสารยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร

เขากล่าวว่า หากได้รับเอกสารอย่างเป็นทางการ ก็สามารถยื่นขอทบทวนคำสั่งทางปกครองได้ แต่สิ่งที่ได้รับมีเพียงคำพูดว่า “คุณไปไม่ได้” และไม่กล้าดำเนินการต่อ เพราะเกรงว่าจะถูกจำคุก พร้อมตั้งคำถามว่า เขาเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไม่ได้ทำสิ่งผิด และไม่รู้ว่าจะสามารถเดินทางออกจากจีนได้อีกหรือไม่

ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะระบุว่า ปัจจุบันพลเมืองจีนไม่สามารถตรวจสอบด้วยตนเองได้ว่าอยู่ภายใต้มาตรการควบคุมการเดินทางออกนอกประเทศหรือไม่ โดยทั่วไปจะทราบก็ต่อเมื่อยื่นขอเอกสารหรือพยายามเดินทางออกจากประเทศ หากไม่มีการแจ้งอย่างเป็นทางการทั้งเป็นลายลักษณ์อักษรหรือด้วยวาจา

แม้กฎหมายว่าด้วยการอนุญาตทางปกครองของจีนกำหนดว่า หากหน่วยงานรัฐปฏิเสธการออกใบอนุญาตทางปกครอง จะต้องชี้แจงเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ผู้ที่ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีบางรายระบุว่า ข้อกำหนดดังกล่าวไม่ได้ถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจีนและหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองไม่ได้ตอบคำถามของบีบีซีภาษาจีนเกี่ยวกับเรื่องนี้

ข้อมูลจากกลุ่มสิทธิมนุษยชน Safeguard Defenders  ระบุว่า จีนเพิ่มการใช้คำสั่งห้ามพลเมืองเดินทางออกนอกประเทศอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฐานข้อมูลของศาลฎีกาจีนพบคำพิพากษาที่กล่าวถึงมาตรการห้ามเดินทางออกนอกประเทศเพียง 89 รายการในปี 2016 แต่ตัวเลขเพิ่มขึ้นเป็น 188,760 รายการในปีที่ผ่านมา

สัดส่วนคำพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศยังเพิ่มขึ้นมากกว่า 30 เท่าระหว่างปี 2019 ถึง 2025 จากประมาณ 0.23% เป็น 7.3% และเชื่อว่าจำนวนคดีที่เกิดขึ้นจริงอาจสูงกว่านี้ เนื่องจากมีคำพิพากษาจำนวนมากขึ้นที่ไม่ได้ถูกเปิดเผย

ภายใต้กฎใหม่ เจ้าหน้าที่ชายแดนยังมีหน้าที่แนะนำให้พลเมืองจีนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศและภูมิภาคที่ถูกจัดว่าเป็น “พื้นที่ความเสี่ยงสูง” ขณะที่ก่อนหน้านี้ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และประชาชนทั่วไปบางกลุ่มก็เผชิญข้อจำกัดในการเดินทางไปยังบางประเทศอยู่แล้ว

ชายคนหนึ่งซึ่งใช้ชื่อสมมติว่า “เสี่ยวหวัง” และทำงานในสถาบันการเงินของรัฐในกรุงปักกิ่ง เปิดเผยว่า พนักงานของหน่วยงานต้องส่งมอบหนังสือเดินทางให้กับองค์กร และต้องได้รับอนุมัติก่อนเดินทางไปต่างประเทศ โดยผู้บริหารมักเตือนด้วยวาจาว่า ประเทศที่มีความอ่อนไหว เช่น ญี่ปุ่น เป็นพื้นที่ที่พนักงานไม่ควรเดินทางไปอย่างเด็ดขาด

เสี่ยวหวังยังระบุว่า เพื่อนที่เป็นข้าราชการบางคน รวมถึงผู้ที่ทำงานในพิพิธภัณฑ์ ประสบความยากลำบากอย่างมากในการเดินทางไปต่างประเทศ และได้รับแจ้งว่าไม่สามารถยื่นขอหนังสือเดินทางได้โดยตรงเนื่องจากลักษณะงาน

ด้านเคลล็อกก์มองว่า การขยายข้อจำกัดด้านการเดินทางเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และสะท้อนถึงการควบคุมทางอุดมการณ์ที่เพิ่มขึ้นภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งคล้ายกับยุคของเหมา เจ๋อตง

ในช่วงการปกครองของเหมา จีนแทบถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ขณะที่การเดินทางระหว่างประเทศเพิ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตชาวจีนในช่วงทศวรรษ 1990 หลังจีนดำเนินนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศ โดยเคลล็อกก์ระบุว่า ข้อจำกัดด้านการเดินทางในปัจจุบันทำให้หวนรำลึกถึง “ยุคสมัยอันเจ็บปวด” ดังกล่าว.

ที่มา BBC 

อังกฤษเตรียมทบทวนระดับการอารักขาแฮร์รี-เมแกน ที่ใช้งบรัฐ ขณะที่ลูก 2 คนต้องย้ายโรงเรียน

อังกฤษเตรียมทบทวนระดับการอารักขาแฮร์รี-เมแกน ที่ใช้งบรัฐ ขณะที่ลูก 2 คนต้องย้ายโรงเรียน

15 ก.ย. 2569 11:37 น.

อังกฤษเตรียมทบทวนระดับการอารักขาแฮร์รี-เมแกน ที่ใช้งบรัฐ ขณะที่ลูก 2 คนต้องย้ายโรงเรียน

รัฐบาลอังกฤษเตรียมทบทวนระดับการอารักขาความปลอดภัย “เจ้าชายแฮร์รี-เมแกน” ที่ต้องใช้งบของรัฐ หลังทั้งสองพระองค์ย้ายกลับมาอยู่ในอังกฤษเต็มเวลา ขณะที่ลูก 2 คนต้องย้ายโรงเรียนเพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย

วันที่ 15 กันยายน 2569 คณะกรรมการบริหารเพื่อการคุ้มครองพระบรมวงศานุวงศ์และบุคคลสาธารณะ เปิดเผยว่า เตรียมจะทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัยเจ้าชายแฮร์รีและเมแกน ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ ที่ใช้งบประมาณจากภาครัฐ หลังทั้งสองพระองค์และลูก 2 คนกลับมาอาศัยอยู่ในอังกฤษเป็นการถาวร ไม่ใช่เพียงการเดินทางมาเยือน

ทางคณะกรรมการฯ ซึ่งมีตัวแทนจากกระทรวงมหาดไทย ตำรวจ และสำนักพระราชวังอังกฤษ เปิดเผยว่าได้มีการหารือกรณีของครอบครัวซัสเซกซ์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าการทบทวนจะพิจารณาความเสี่ยงที่ครอบครัวอาจเผชิญในบ้านพักแห่งใหม่ รวมถึงรูปแบบการเดินทางเป็นประจำ เช่น เส้นทางที่ใช้และการเดินทางไปส่งลูกที่โรงเรียน ก่อนคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงจะพิจารณาว่าจำเป็นต้องจัดกำลังตำรวจคุ้มครองในระดับใด อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย

รายงานข่าวระบุว่า การทบทวนครั้งนี้จะครอบคลุมความปลอดภัยของอาร์ชี พระโอรสวัย 7 ปี และลิลิเบต พระธิดาวัย 5 ปีด้วย โดยมีรายงานว่าทั้งคู่เพิ่งย้ายโรงเรียน หลังเริ่มเข้าเรียนที่เดิมได้เพียงไม่กี่วัน เนื่องจากทีมรักษาความปลอดภัยส่วนตัวของครอบครัวกังวลเกี่ยวกับเส้นทางไปโรงเรียน

แหล่งข่าวใกล้ชิดครอบครัวระบุว่า เส้นทางจากบ้านไปโรงเรียนเดิมมีระยะทางและการจราจรหนาแน่น ทำให้การรักษาความปลอดภัยระหว่างเดินทางเป็นเรื่องยาก พร้อมยืนยันว่าการย้ายโรงเรียนไม่ได้สะท้อนถึงคุณภาพของโรงเรียนหรือการดูแลเด็กแต่อย่างใด โดยพ่อแม่ยังรู้สึกขอบคุณครูและบุคลากรทุกคนที่ดูแลลูกทั้งสองเป็นอย่างดี

ก่อนหน้านี้ เจ้าชายแฮร์รีเคยยื่นฟ้องท้าทายการตัดสินใจเกี่ยวกับระดับการอารักขาของพระองค์ระหว่างเดินทางมาอังกฤษจากสหรัฐฯ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ขณะที่ช่วงต้นฤดูร้อนที่ผ่านมา พระองค์ได้รับการประเมินความเสี่ยงเป็นการเฉพาะ แต่ขณะนั้นยังไม่มีข้อมูลว่าพระองค์จะกลับมาใช้ชีวิตในอังกฤษเต็มเวลา ขณะที่การทบทวนครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการประเมินความปลอดภัยของเมแกน นับตั้งแต่ทั้งคู่ยุติบทบาทสมาชิกชั้นสูงของราชวงศ์และย้ายไปพำนักในสหรัฐฯ เมื่อปี 2563.

ที่มา BBC