
1 ก.ค. 2569 14:28 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
เมียนมายอดดับทะลุ 100,000 ศพ เซ่นพิษสงครามกลางเมือง 5 ปีหลังรัฐประหาร
องค์กรติดตามความขัดแย้ง เปิดเผยยอดผู้เสียชีวิตจากทุกฝ่ายในสงครามกลางเมืองเมียนมาพุ่งทะลุ 100,000 ราย หลังผ่านพ้นเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 มานานกว่า 5 ปี ส่งผลให้กลายเป็นความขัดแย้งที่นองเลือดและรุนแรงที่สุดในเอเชีย ขณะที่ประชาชนกว่า 3.7 ล้านคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น
องค์กรติดตามข้อมูลที่ตั้งความขัดแย้งและเหตุการณ์ (ACLED) ซึ่งเป็นหน่วยงานเฝ้าระวังความขัดแย้งระดับโลก เปิดเผยรายงานล่าสุดระบุว่า นับตั้งแต่กองทัพเมียนมาก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของนางอองซาน ซูจี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 จนถึงปัจจุบัน ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเหตุความรุนแรงที่เกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งพุ่งสูงถึง 100,114 ราย แล้ว ซึ่งตัวเลขดังกล่าวรวบรวมจากรายงานความรุนแรงในหน้าสื่อ แม้จะไม่มีการประกาศตัวเลขอย่างเป็นทางการและนักวิเคราะห์ประเมินว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้ แต่นี่คือหลักฐานชัดเจนว่าสงครามกลางเมืองเมียนมาคือ “ความขัดแย้งที่รุนแรงและนองเลือดที่สุดในเอเชียที่ยังคงดำเนินอยู่”
จากการที่กองทัพเข้าปราบปรามประชาชนที่ออกมาประท้วงต่อต้านการรัฐประหารอย่างโหดเหี้ยม ทำให้กลุ่มนักเคลื่อนไหวและเยาวชนจำนวนมากตัดสินใจเดินหน้าเข้าสู่ป่าเพื่อจัดตั้งกลุ่มกองกำลังติดอาวุธฝักใฝ่ประชาธิปไตย (PDF) และจับมือเป็นพันธมิตรร่วมรบกับกองกำลังชาติพันธุ์ที่ต่อต้านส่วนกลางมาอย่างยาวนาน
ACLED ระบุว่า ปัจจุบันมีกลุ่มติดอาวุธที่แตกต่างกันมากกว่า 1,200 กลุ่มในสงครามครั้งนี้ ทำให้มันกลายเป็น “ความขัดแย้งที่แตกแยกและแยกย่อยที่สุดในโลก” โดย ซัน มน ทัน นักวิเคราะห์อาวุโสของ ACLED กล่าวว่า ความขัดแย้งนี้ได้แผ่ขยายไปทั่วทุกตารางนิ้วของประเทศและเป็นอันตรายต่อพลเรือนอย่างยิ่ง ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมา เมียนมาติดอันดับประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากดินแดนปาเลสไตน์เท่านั้น
ตลอด 5 ปีหลังรัฐประหาร เมียนมาถูกปกครองภายใต้คำสั่งเผด็จการของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ซึ่งล่าสุดเขาได้เกษียณอายุจากกองทัพเพื่อมารับตำแหน่ง “ประธานาธิบดีพลเรือน” หลังการเลือกตั้งที่มีข้อจำกัดอย่างหนัก และพรรคของนางซูจีถูกกีดกันออกไป ซึ่งองค์กรจับตาประชาธิปไตยต่างตราหน้าว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียง “ละครตบตา” เพื่อฟอกขาวอำนาจของเขา ขณะที่กลุ่มกบฏปฏิเสธข้อเสนอเจรจาสันติภาพ โดยชี้ว่าเป็นเพียงอุบายสร้างภาพลักษณ์ในเวทีสากล
แม้ว่าในช่วงปลายปี 2023 กองกำลังพันธมิตรฝ่ายต่อต้านจะสามารถบุกยึดพื้นที่สำคัญและรุกคืบเข้าใกล้เมืองมัณฑะเลย์ เมืองใหญ่อันดับสอง จนมีกระแสว่าอาจยึดเมืองหลวงเก่าได้สำเร็จ แต่ในปัจจุบัน นักวิเคราะห์ชี้ว่า สถานการณ์เริ่มกลับมาเข้าทางฝั่งกองทัพเมียนมาอีกครั้ง หลังจากรัฐบาลจีนหันมาให้การสนับสนุนกองทัพ และช่วยเป็นตัวกลางเจรจาหยุดยิงระหว่างกองทัพกับกองกำลังชาติพันธุ์ที่ทรงอิทธิพลที่สุด 2 กลุ่ม
เพื่อทดแทนกำลังพลที่ร่อยหรอ กองทัพเมียนมาได้ประกาศบังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหาร ส่งผลให้พลเรือนกว่า 50,000 คน ถูกบังคับเข้าสู่กองทัพ ด้านอดีตทหารเกณฑ์วัย 20 ปี รายหนึ่งซึ่งตัดสินใจหนีทัพหลังจากถูกส่งไปแนวหน้า เปิดเผยว่า “ทหารเกณฑ์เหล่านี้ทำอะไรไม่ได้เลย มันเหมือนกับพวกเขาถูกส่งไปตาย ถ้าคุณไม่ตายในสมรภูมิหนึ่ง พวกเขาก็จะส่งคุณไปตายในอีกสมรภูมิหนึ่งอยู่ดี”
สงครามครั้งนี้ส่งผลกระทบในวงกว้างไปต่างประเทศด้วย ทำให้ค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและบังคลาเทศเต็มไปด้วยผู้ลี้ภัย และยังเป็นแหล่งเพาะบ่มอาชญากรรมข้ามชาติอีกด้วย
กลุ่มติดอาวุธทุกฝ่ายต่างหาเงินมาจุนเจือคลังอาวุธของตนผ่านการค้ายาเสพติดที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งเฮโรอีนและยาบ้า ขณะเดียวกัน พื้นที่ชายแดนของเมียนมาได้กลายเป็นศูนย์กลางของ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์และศูนย์หลอกลวงออนไลน์” ขนาดใหญ่ ที่ดำเนินงานอยู่ภายในป้อมปราการแน่นหนาและมีกลุ่มติดอาวุธคอยคุ้มกันอย่างใกล้ชิด
ในส่วนของประชาชนที่ยังอยู่ในประเทศ สหประชาชาติระบุว่า ปัจจุบันมีชาวเมียนมาพลัดถิ่นภายในประเทศสูงเกิน 3.7 ล้านคน และประชากรมากกว่า 1 ใน 5 กำลังเผชิญกับภาวะความมั่นคงทางอาหารในขั้นวิกฤต จากการที่ประเทศดิ่งลงสู่ความยากจนอย่างรวดเร็ว.
ที่มา AFP