
12 มิ.ย. 2569 11:17 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
“สเปซเอ็กซ์” เคาะราคา IPO 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น ระดมทุนแตะ 2.4 ล้านล้านบาท
“สเปซเอ็กซ์” ของอีลอน มัสก์ กำหนดราคาเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) ที่ 135 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น ระดมทุนได้สูงเป็นประวัติการณ์ 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.46 ล้านล้านบาท และผลักดันให้มูลค่ารวมของบริษัทพุ่งทะยานสู่ 1.77 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 61 ล้านล้านบาท และคาดว่าจะส่งผลให้อีลอน มัสก์ ก้าวขึ้นเป็น “มหาเศรษฐีล้านล้าน” คนแรกของโลกทันทีที่เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก
การระดมทุนครั้งนี้ของสเปซเอ็กซ์ ด้วยการเสนอขายหุ้นจำนวน 555.56 ล้านหุ้น ได้ทำลายสถิติเดิมของ ซาอุดี อารามโก (Saudi Aramco) รัฐวิสาหกิจน้ำมันยักษ์ใหญ่ของซาอุดีอาระเบียที่เคยระดมทุนไปได้ 2.56 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2019 หรือคิดเป็น 3.32 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อปรับอัตราเงินเฟ้อแล้ว
ด้วยมูลค่าบริษัทที่ประเมินไว้สูงถึง 1.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อ้างอิงจากหุ้นหมุนเวียนทั้งหมด 1.308 หมื่นล้านหุ้น จะทำให้สเปซเอ็กซ์มีมูลค่าแซงหน้าบริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร เจพีมอร์แกน เชส (JPMorgan Chase), บาร์กเชียร์ แฮธาเวย์ (Berkshire Hathaway) ของวอร์เรน บัฟเฟตต์, บริษัทยารายใหญ่ อีไล ลิลลี่ (Eli Lilly) รวมไปถึง เมตา แพลตฟอร์มส์ (Meta Platforms) และเทสลา (Tesla) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งธุรกิจหลักของมัสก์เอง
อย่างไรก็ตาม มูลค่าของบริษัทอาจพุ่งสูงขึ้นไปอีก หากกลุ่มธนาคารผู้จัดจำหน่ายจัดสรรหุ้นส่วนเกิน ตัดสินใจใช้สิทธิ์ขายหุ้นเพิ่มเติม ซึ่งตามปกติแล้วจะมีระยะเวลาดำเนินการภายใน 30 วันหลังจากนี้
ในการทำ IPO ครั้งนี้ อีลอน มัสก์ ยังคงแสดงความเป็นตัวตนที่แหวกแนวด้วยการดำเนินงานตามเงื่อนไขของตัวเอง โดยฉีกธรรมเนียมปฏิบัติเดิม ๆ ของตลาดทุนวอลล์สตรีทหลายประการ เช่น การประกาศราคาเสนอขายหุ้นอย่างเป็นทางการต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ในเวลาประมาณ 15.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออก ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังไม่ปิดทำการ ต่างจากปกติที่มักจะประกาศหลังตลาดปิดเพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวน
นอกจากนี้ สเปซเอ็กซ์ยังได้จัดสรรโควตาหุ้นสูงถึง 30% ให้แก่นักลงทุนรายย่อย ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าปกติมาก และมีการกำหนดราคาเสนอขายไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะทำการเดินสายนำเสนอข้อมูลแก่นักลงทุนซึ่งเป็นขั้นตอนที่สถาบันการเงินและนักลงทุนมักใช้เจรจาต่อรองราคา
แม้ว่าสเปซเอ็กซ์จะระบุว่าโอกาสทางการตลาดของบริษัทมีมูลค่ารวมสูงถึง 28.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งพวกเขาเรียกว่าเป็น “มูลค่าที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ” โดยครอบคลุมทั้งการขนส่งทางอวกาศ รวมถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม สตาร์ลิงก์ (Starlink) ที่ให้บริการแก่ลูกค้ารายย่อย องค์กร และรัฐบาลใน 164 ประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักในปัจจุบัน
นอกจากนี้ สเปซเอ็กซ์ยังสร้างความได้เปรียบด้วยการรวมโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลและการเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ร่วมกับ xAI สตาร์ตอัปด้าน AI ของมัสก์ที่ได้เข้าซื้อกิจการแพลตฟอร์ม X หรือทวิตเตอร์เดิมไปเมื่อปี 2025 และเพิ่งลงนามในข้อตกลงระยะยาวด้านบริการคลาวด์กับกูเกิลของอัลฟาเบต เพื่อรองรับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนยังคงตั้งคำถามถึงความสมเหตุสมผลของมูลค่าบริษัทที่สูงลิ่วนี้ เนื่องจากปีที่ผ่านมาบริษัทประสบภาวะขาดทุน และรายได้ยังตามหลังบริษัทขนาดใหญ่อื่น ๆ อยู่มาก คิม ฟอร์เรสต์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ โบเก้ คาปิตอล พาร์ทเนอร์ส (Bokeh Capital Partners) ตั้งข้อสังเกตว่า “คาดการณ์ทางการเงินของบริษัทยังมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากต้องพึ่งพาสัญญาสัมปทานจำนวนมากจากรัฐบาล คนที่ซื้อหุ้นนี้กำลังซื้ออนาคตและโอกาสที่มนุษยชาติจะหลุดพ้นจากโลก ไม่ใช่การลงทุนในฐานะบริษัททั่วไปจริงๆ”
นอกจากนี้บริษัทยังต้องเผชิญกับคู่แข่งสำคัญอย่าง บลู ออริจิน (Blue Origin) ของ เจฟฟ์ เบโซส ที่กำลังเร่งขยายธุรกิจอวกาศเชิงพาณิชย์และไล่ล่าสัญญาสัมปทานจากรัฐบาลเช่นเดียวกัน
แม้ว่าสเปซเอ็กซ์จะเปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทมหาชนที่ต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้น แต่อีลอน มัสก์ จะยังคงรักษาอำนาจในการควบคุมบริษัทไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ผ่านการถือครองหุ้นที่แบ่งออกเป็น Class A และ Class B ซึ่งจะทำให้เขามีสัดส่วนหุ้นรวมราว 40% แต่มีสิทธิ์ออกเสียง สูงถึง 82% ถึง 84%
การกุมอำนาจนี้สูงกว่า มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ของ เมตา ที่มีสิทธิ์ออกเสียงราว 60% เป็นอย่างมาก ส่งผลให้สเปซเอ็กซ์ ไม่จำเป็นต้องมี “กรรมการอิสระ” หรือกรรมการที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียส่วนตัวหรือทางการเงิน ร่วมอยู่ในคณะกรรมการบริหารเลย และจากการวิเคราะห์ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระบุว่า โครงสร้างนี้สร้างความเสี่ยงให้แก่นักลงทุนรายอื่น เนื่องจากกลุ่มคนวงในของมัสก์จะสามารถตัดสินใจในข้อตกลงทางธุรกิจ การเข้าซื้อกิจการอื่น ๆ ของมัสก์ หรือแม้กระทั่งการกำหนดค่าตอบแทนของตัวมัสก์เองได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
การเข้าสู่ตลาดหุ้นของ SpaceX ในครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับสตาร์ตอัปที่มีมูลค่าใกล้แตะระดับล้านล้านดอลลาร์รายอื่น ๆ โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่มปัญญาประดิษฐ์อย่าง โอเพนเอไอ (OpenAI) และ แอนโทรปิก (Anthropic) ที่มีแผนจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในปี 2026 นี้เช่นกัน โดยธนาคารโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) คาดการณ์ว่า ตลาด IPO ของสหรัฐฯ จะฟื้นตัวอย่างรุนแรงในปีนี้ และอาจทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 1.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ หุ้นของสเปซเอ็กซ์คาดว่าจะเริ่มเปิดซื้อขายจริงในช่วงบ่ายวันศุกร์ (12 มิ.ย.) ตามเวลาสหรัฐฯ เนื่องจากความซับซ้อนและขนาดของดีลที่ใหญ่เป็นประวัติการณ์ โดยมีธนาคารชั้นนำอย่าง Goldman Sachs, Morgan Stanley, BofA Securities, Citigroup และ J.P. Morgan ร่วมเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายในครั้งนี้.