
2 ก.ค. 2569 17:05 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
ชี้นักบินขับเครื่องบินเล็กชนตึกสูงสุดในปักกิ่ง พบเขียนไดอารี่คิดจบชีวิต-ป่วยวิตกกังวลเรื้อรัง
ทางการกรุงปักกิ่งสรุปผลการสอบสวนเหตุเครื่องบินเล็กพุ่งชนอาคาร “ซิติก ทาวเวอร์” ตึกระฟ้าสูงที่สุดของกรุงปักกิ่ง จนมีผู้บาดเจ็บ 13 คน และนักบินเสียชีวิต โดยระบุว่านักบินวัย 66 ปี มีภาวะนอนไม่หลับและวิตกกังวลเรื้อรัง พร้อมพบข้อความเกี่ยวกับการจบชีวิตหลายครั้งในบันทึกส่วนตัว ก่อนสรุปว่าเป็นเหตุที่เกิดจากปัญหาส่วนบุคคล
ทางการเขตเฉาหยาง กรุงปักกิ่ง ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับความคืบหน้ากรณีอุบัติเหตุเครื่องบินขนาดเล็กพุ่งชนอาคารซิทิค ทาวเวอร์ (CITIC Tower) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไชน่า ซุน” (China Zun) ตึกระฟ้าความสูง 109 ชั้น (528 เมตร) ซึ่งสูงที่สุดในเมืองหลวงของจีน เมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา (26 มิ.ย.) เวลาประมาณ 17.55 น. ตามเวลาท้องถิ่น
จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่า นักบินผู้ก่อเหตุและเสียชีวิตในที่เกิดเหตุเป็นชายวัย 66 ปี อาศัยอยู่ในปักกิ่ง โดยทางการระบุเพียงว่า “แซ่หลิว” มีสถานะหย่าร้าง พักอาศัยอยู่คนเดียว และประกอบอาชีพเป็นฟรีแลนซ์ แถลงการณ์ระบุว่า นายหลิวเผชิญกับภาวะโรคนอนไม่หลับ และโรควิตกกังวล มาเป็นเวลานาน อีกทั้งจากการตรวจสอบสมุดบันทึกประจำวันหรือไดอารี่ของเขา พบข้อความที่เขียนตัดพ้อและกล่าวถึงการ “จบชีวิตตัวเอง” อยู่หลายครั้ง
แถลงการณ์ของรัฐบาลท้องถิ่นระบุ “จากการสืบสวนอย่างครอบคลุม สรุปได้ว่าเหตุการณ์นี้เป็นคดีที่เป็นภัยต่อความปลอดภัยสาธารณะ โดยมีชนวนเหตุมาจากปัญหาส่วนตัวของผู้ก่อเหตุ”
รายงานระบุว่า นายหลิวค่อนข้างมีความเชี่ยวชาญด้านการบิน โดยเขาได้รับใบอนุญาตนักบินสำหรับเครื่องบินขนาดเล็ก ในปี 2021 และเพิ่งได้รับใบอนุญาตนักบินส่วนบุคคล (Private Pilot License) ในปี 2024
ในวันเกิดเหตุช่วงบ่าย นายหลิวได้ทำการขึ้นบินจากสนามบินการบินทั่วไปในเขตผิงกู่ ซึ่งเป็นพื้นที่ชานเมืองของปักกิ่ง โดยในช่วงแรกเป็นการบินภายใต้การควบคุมดูแลของครูฝึก ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นการบินเดี่ยว แต่ในระหว่างการบินเดี่ยวนั้น นายหลิวได้ขับเครื่องบินเบี่ยงเบนออกนอกพื้นที่ที่กำหนดไว้ และขาดการติดต่อกับหอบังคับการบินไปอย่างกะทันหัน ก่อนจะพุ่งเข้าชนชั้นบนของตึกระฟ้าใจกลางย่านธุรกิจของปักกิ่งอย่างรุนแรง
ข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามเที่ยวบิน Flightradar24 ระบุว่า เครื่องบินที่นายหลิวใช้คือรุ่น Aurora SA60L ซึ่งเป็นเครื่องบินเล็กใบพัดเครื่องยนต์เดี่ยว ขนาด 2 ที่นั่ง ผลิตโดยบริษัท ซันวาร์ด แอร์คราฟต์ ของจีน ตัวเครื่องมีความยาว 6.9 เมตร และมีช่วงปีกกว้าง 8.6 เมตร ออกแบบมาเพื่อการท่องเที่ยว ถ่ายภาพทางอากาศ และการบินสันทนาการ
แรงกระเบิดจากการชนส่งผลให้นายหลิวเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บภายในอาคารและบริเวณโดยรอบทั้งหมด 13 ราย ล่าสุดมีรายงานว่าแพทย์อนุญาตให้ผู้บาดเจ็บ 1 รายออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว) ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า พบเศษซากเครื่องบินร่วงหล่นลงมา และเกิดเพลิงไหม้กลุ่มควันขนาดเล็กพวยพุ่งขึ้นบริเวณกระจกชั้นบนของตึกรวมถึงบริเวณฐานตึก
เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกและตั้งคำถามเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยทางอากาศของกรุงปักกิ่งเป็นอย่างมาก เนื่องจากตึกซิทิค ทาวเวอร์ ตั้งอยู่ห่างจาก “จงหนานไห่” ซึ่งเป็นทำเนียบรัฐบาลและที่พำนักของบรรดาผู้นำระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเพียงประมาณ 7 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นช่องโหว่ด้านความมั่นคงครั้งใหญ่
หลังเกิดเหตุไม่นาน ภาพถ่ายและคลิปวิดีโอของเครื่องบินที่พุ่งชนตึกซึ่งถูกแชร์อย่างแพร่หลายในโลกออนไลน์ของจีน ได้ถูกระบบเซนเซอร์ของทางการสั่งลบและกวาดล้างออกจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งภาพถ่ายทั่วไปหรือภาพมีมที่ไม่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุของตึกซิทิค ทาวเวอร์ ซึ่งคนท้องถิ่นมักเชื่อว่าเป็นตึกนำโชค ก็ถูกลบออกไปด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ยังได้เข้าปิดล้อมจุดเกิดเหตุเพื่อห้ามไม่ให้ผู้สื่อข่าวและประชาชนถ่ายภาพความเสียหายของตัวตึก
ขณะเดียวกัน บีบีซีรายงานว่า มีบริษัทด้านการบินอย่างน้อย 3 แห่งในจีนเปิดเผยว่า พวกเขาได้รับคำสั่งด่วนจากส่วนกลางให้ระงับการขึ้นบินและการดำเนินงานของเครื่องบินขนาดเล็กทั้งหมดเป็นการชั่วคราวในระหว่างที่การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป.
ที่มา BBC / AFP