ซีอีโอ Anthropic เรียกร้องชะลอความเร็วในการพัฒนา AI

ซีอีโอ Anthropic เรียกร้องชะลอความเร็วในการพัฒนา AI

13 ก.ย. 2569 00:04 น.

ซีอีโอ Anthropic เรียกร้องชะลอความเร็วในการพัฒนา AI

ซีอีโอของบริษัท Anthropic ออกมาเรียกร้องให้ผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ชะลอความเร็วในการพัฒนาโมเดลต่างๆ ลง และเสนอแผน 3 ข้อเพื่อเพิ่มการตรวจสอบและกำหนดมาตรการความปลอดภัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 12 ก.ย. 2569 ว่า นาย ดาริโอ อาโมเดอี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัท “แอนโทรปิก” (Anthropic) หนึ่งในผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์รายใหญ่ของโลก ออกมาเรียกร้องให้บริษัทต่างๆ ชะลอความเร็วในการพัฒนาลง เพื่อให้ผู้พัฒนาและภาครัฐมีเวลาเตรียมรับมือกับความเสี่ยงร้ายแรงได้อย่างเหมาะสม

นายอาโมเดอีกล่าวว่า การพัฒนา AI ไม่ใช่เรื่องที่ถูกตั้งคำถามว่าจะทำหรือไม่ แต่ความเสี่ยงที่มาพร้อมกับมันนั้น “ร้ายแรง” และจำเป็นต้องให้เวลาแก่บริษัทพัฒนาและรัฐบาลในการจัดการกับความเสี่ยงเหล่านี้

“สร้าง AI ในอัตราเร็วที่สมดุล เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยไปพร้อมๆ กับการเก็บเกี่ยวประโยชน์จากมัน” นายอาโมเดอีระบุ และย้ำว่า การชะลอไม่ได้หมายถึง “การหยุดฝึกฝนโมเดลหรือหยุดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่หมายถึงการเปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆ มีเวลาเพียงพอในการปรับจูน และปกป้องโมเดลของตน รวมถึงให้ผู้ประเมินจากภายนอกเข้ามาตรวจสอบยืนยันได้”

นายอาโมเดอีได้เสนอแผน 3 ประการเพื่อควบคุม AI คือ ควรมีการตรวจสอบโมเดล AI โดยองค์กรอิสระในระหว่างขั้นตอนการพัฒนา, ให้บริษัท AI ทำงานร่วมกันด้วยความสมัครใจเพื่อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยไปพร้อมๆ กับการรอกฎหมาย และให้มีการออกกฎหมายในระดับนานาชาติ

ซีอีโอของแอนโทรปิกตั้งข้อสังเกตด้วยว่า AI พัฒนา “เร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด” ซึ่งรวมถึงความสามารถของมันในการสร้าง AI รุ่นถัดไป

เขายังพูดถึงเหตุการณ์ของบริษัท โอเพ่นเอไอ (OpenAI) ที่เอเจนต์ AI ทำการโจมตีทางไซเบอร์ทั้งที่ไม่ได้รับคำสั่งเมื่อเดือนกรกฎาคม โดยชี้ว่าเอเจนต์ของโอเพ่นเอไอ “ทำตัวเสมือนกลุ่มคนที่ภักดีอย่างงมงาย”

นายอาโมเดอีเชื่อว่า “หากการชะลอความเร็วช่วยซื้อเวลาให้เราเพิ่มขึ้นอีกสัก 1–2 ปี ก่อนที่โมเดลจะบรรลุระดับความสามารถขั้นวิกฤต และเราใช้เวลานั้นในการพัฒนาการปรับจูนความปลอดภัย เราจะสามารถลดความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาดร้ายแรงลงได้อย่างมหาศาล”

เขาเน้นย้ำว่าการชะลอตัวจะต้องทำอย่างมีการประสานงานกัน “โดยไม่สูญเสียความได้เปรียบเชิงพาณิชย์ หรือสูญเสียการเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ในด้าน AI” และการชะลอลงต้องมีขอบเขตจำกัดเพื่อไม่ให้จีนแซงหน้าได้

นอกจากนั้น เขายังกระตุ้นให้รัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้มีการขายชิป AI ของบริษัทอเมริกันแก่ประเทศจีน หรือการแบ่งปันเทคโนโลยีให้กับประเทศระบอบอำนาจนิยมด้วย

ทั้งนี้ นายอาโมเดอีไม่ใช่คนแรกที่ออกมาเตือนเรื่องการพัฒนา AI อย่างไม่จำกัดขอบเขต โดยอดีตพนักงานของแอนโทรปิกหลายคนเช่น เจคอบ ค็อกซอน อดีตนักวิจัย AI ออกมาเตือนผ่านโซเชียลมีเดียอย่างรุนแรงว่า การแข่งขันระหว่าง แอนโทรปิก กับ โอเพ่นเอไอ เพื่อสร้าง AI ที่ฉลาดเหนือมนุษย์ เป็นการ “นำชีวิตของคนทั้งโลกไปเดิมพัน”

ส่วนอีวาน ฮูบิงเกอร์ อดีตนักวิจัยด้านความปลอดภัย ออกมายืนยันและสนับสนุนคำเตือนดังกล่าว โดยระบุตรงกันว่า มีโอกาสมากกว่า 10% ในทศวรรษหน้า ที่ AI อาจพัฒนาไปจนถึงขั้นส่งผลต่อการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์มนุษยชาติ

ขณะที่ แอนนา หวัง กับ เดรก โทมัส อดีตสมาชิกทีมวิจัย AI ร่วมสนับสนุนคำเตือน โดยระบุว่าอุตสาหกรรมกำลังพัฒนาเร็วกว่าแผนทางวิทยาศาสตร์ในการควบคุมความปลอดภัย และยังไม่มีแผนที่รองรับการรับมือกับ AI ที่พัฒนาตัวเองอย่างก้าวกระโดด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับพุ่ง 76 ศพ ไฟไหม้เรือเฟอร์รี่ฟิลิปปินส์ ยังสูญหายอีกนับสิบราย

ดับพุ่ง 76 ศพ ไฟไหม้เรือเฟอร์รี่ฟิลิปปินส์ ยังสูญหายอีกนับสิบราย

12 ก.ย. 2569 23:12 น.

ดับพุ่ง 76 ศพ ไฟไหม้เรือเฟอร์รี่ฟิลิปปินส์ ยังสูญหายอีกนับสิบราย

เจ้าหน้าที่ของฟิลิปปินส์พบผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้เรือเฟอร์รี่เพิ่มอีกหลายสิบราย ส่งผลให้ตอนนี้มีผู้เสียชีวิตแล้วทั้งสิ้น 76 ศพ และยังมีผู้สูญหายอีกนับสิบราย

เมื่อวันเสาร์ที่ 12 ก.ย. 2569 หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มได้อีก 41 ศพจากซากเรือเฟอร์รี่ที่เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น 76 แล้ว ขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีกนับสิบคน

เรือ “เอ็มวี จูน แอสเตอร์” (MV June Aster) มีผู้โดยสาร 117 คน และลูกเรือ 17 คน ในตอนที่เกิดเพลิงไหม้เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (9 ก.ย.) อยู่ในระหว่างเดินทางใกล้ออกจากกรุงมะนิลา มุ่งหน้าสู่เมืองโครอน (Coron) ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง

หน่วยยามฝั่งระบุเมื่อวันเสาร์ว่า จำนวนผู้รอดชีวิตยังคงอยู่ที่ 43 คน โดยหลายรายกำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ขณะที่ยังคงมีผู้สูญหายที่ยังไม่ทราบชะตากรรมอยู่อีก 13 คน

การกู้ร่างผู้เสียชีวิตเป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจากควันพิษและความร้อนที่ยังคงสะสมอยู่ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถขึ้นไปบนเรือได้จนกระทั่งวันศุกร์

เจโรนิโม ทูวิลยา เจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ กล่าวว่า ภารกิจเร่งด่วนในขณะนี้คือการพิสูจน์ทราบตัวตนของผู้เสียชีวิตและการหาสาเหตุของเพลิงไหม้

คริสตีน อับลานา เจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวในเมืองโครอน กล่าวว่า กำลังขอความร่วมมือจากญาติให้ช่วยระบุตัวตนสมาชิกในครอบครัวผ่านของใช้ส่วนตัวและการตรวจดีเอ็นเอ

ด้านพลเรือตรีหญิง โนเอมี คายาบับ โฆษกหน่วยยามฝั่ง กล่าวว่า เพลิงเริ่มลุกไหม้จากห้องระวางสินค้าก่อนที่จะลุกลามออกไป โดยผู้รอดชีวิตให้การตรงกันว่าได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น ตามด้วย “กลุ่มควันและไฟที่พวยพุ่งขึ้นมา โดยไฟได้ลุกลามอย่างรวดเร็วมาก” พร้อมเสริมว่า ผู้ที่หนีรอดออกมาได้นั้นไม่มีเวลาแม้กระทั่งจะสวมเสื้อชูชีพ

ผู้รอดชีวิตรายหนึ่งซึ่งได้รับช่วยเหลือขึ้นเรือกู้ภัยอย่างปลอดภัย ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า เขาได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกบนเรือเมื่อเกิดไฟไหม้ และถูกผู้คนที่อยู่ในอาการแตกตื่นเหยียบย่ำขณะพยายามหาทางหนี

หนังสือพิมพ์ Palawan Daily รายงานว่า เรือเฟอร์รี่ลำนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 2545 มีใบรับรองความปลอดภัยที่ยังไม่หมดอายุและผ่านการตรวจสภาพตามกฎหมายเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่พนักงานสอบสวนกำลังตรวจสอบประเด็นความไม่ตรงกันของบัญชีรายชื่อผู้โดยสารและสินค้า การบรรทุกสินค้า ตลอดจนขั้นตอนการรับมือเหตุฉุกเฉินของลูกเรือ

ด้านบริษัท Atienza Interisland Ferries ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเรือลำนี้ ยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือกับการสอบสวนอย่างเต็มที่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์แหกขนบ บอกอยากเห็นไอร์แลนด์รวมชาติ ชี้เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้

ทรัมป์แหกขนบ บอกอยากเห็นไอร์แลนด์รวมชาติ ชี้เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้

12 ก.ย. 2569 22:26 น.

ทรัมป์แหกขนบ บอกอยากเห็นไอร์แลนด์รวมชาติ ชี้เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้

โดนัลด์ ทรัมป์ บอกอยากเห็นไอร์แลนด์กับไอร์แลนด์เหนือกลับมารวมกันเป็นหนึ่งอีกครั้ง ขณะเดินทางเยือนไอร์แลนด์ สร้างความไม่พอใจแก่ฝ่ายต่อต้านการรวมชาติ จนทรัมป์ต้องออกมาแก้ตัวในภายหลัง

เมื่อวันเสาร์ที่ 12 ก.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนภายหลังการหารือกับ ไมเคิล มาร์ติน นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐไอร์แลนด์ โดยระบุว่า เขายินดีและอยากเห็นสาธารณรัฐไอร์แลนด์กับไอร์แลนด์เหนือ กลับมารวมเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง ซึ่งขัดกับจุดยืนของสหรัฐฯ ในอดีตที่ผ่านมา

ทรัมป์มองว่าการรวมชาตินี้จะเกิดขึ้นในที่สุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และถือเป็น “เรื่องที่เจ๋งมาก” รวมถึงเป็นผลงานชิ้นสำคัญของทุกฝ่าย

คำแถลงแบบไม่เป็นทางการของทรัมป์ถือเป็นการ ฉีกแนวทางทางการทูตของสหรัฐฯ ที่พยายามเป็นกลางในเรื่องนี้มานานหลายทศวรรษ โดยสหรัฐฯ เคยมีบทบาทสำคัญในการไกล่เกลี่ย “ข้อตกลงวันศุกร์ประเสริฐ” (Good Friday Agreement 1998) เพื่อยุติความขัดแย้งและความรุนแรงในไอร์แลนด์เหนือที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 ทศวรรษ

คำพูดของทรัมป์ได้รับการต้อนรับจากพรรค “ซินน์ เฟน” (Sinn Féin) ของ “ไอร์แลนด์เหนือ” ซึ่งเป็นฝ่ายสนับสนุนการรวมชาติ โดย แมรี ลู แมคโดนัลด์ หัวหน้าพรรค ระบุว่าบทสนทนาเรื่องการรวมชาติได้เปลี่ยนไปแล้ว และเป้าหมายต่อไปคือการเปลี่ยนผ่านสู่การรวมชาติอย่างเป็นระเบียบและสงบสุข

ขณะที่พรรคสังคมประชาธิปไตยและแรงงาน (SDLP) ซึ่งสนับสนุนการรวมชาติเช่นกัน มองว่าคำกล่าวของทรัมป์เป็นสัญญาณชัดเจนว่าความเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้น

ด้านพรรคสหภาพประชาธิปไตย (DUP) ของไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งสนับสนุนให้ประเทศอยู่กับสหราชอาณาจักรต่อไป แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง โดยนาย เกวิน โรบินสัน ผู้นำพรรค ย้ำว่าอนาคตทางการเมืองของไอร์แลนด์เหนือขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนในพื้นที่เท่านั้น ไม่ใช่บทวิจารณ์จากลอนดอน ดับลิน หรือวอชิงตัน

DUP ระบุด้วยว่าชาวผู้สนับสนุนการอยู่กับสหราชอาณาจักรคนอื่นๆ ไม่สนใจการทำลายประเทศของตนเพื่อไปเข้าร่วมกับสาธารณรัฐไอร์แลนด์ และสหรัฐฯ ควรช่วยสร้างความสมานฉันท์ ไม่ใช่หยิบยกประเด็นที่สร้างความแตกแยกขึ้นมา

ส่วนโฆษกรัฐบาลสหราชอาณาจักรระบุว่า จุดยืนของพวกเขาต่อข้อตกลง Good Friday ยังคงเหมือนเดิม ขณะที่นาย แดเนียล มุลฮอลล์ อดีตเอกอัครราชทูตไอร์แลนด์ประจำสหรัฐฯ กล่าวว่าถ้อยคำของทรัมป์นั้น “เหนือความคาดหมายอย่างยิ่ง”

ขณะเดียวกัน มีประชาชนมากกว่า 10,000 คน ออกมาเดินขบวนประท้วงในกรุงดับลินของสาธารณรัฐไอร์แลนด์ เพื่อแสดงพลังต่อต้านประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา

ในเวลาต่อมา ทรัมป์พยายามลดความตึงเครียดของคำพูดตนเอง โดยเขากล่าวระหว่างการแถลงที่ที่บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ว่า เขาเพียงแค่ตอบคำถามดีๆ เมื่อถูกถามว่าคิดอย่างไรเกี่ยวกับการรวมชาติ แต่ยอมรับว่าประเด็นนี้ “เป็นหนึ่งในคำถามที่ไม่ว่าจะตอบอย่างไร ก็ไม่มีคำตอบที่ดีเลย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : ft

เหตุสลดไฟไหม้เรือเฟอร์รี่ฟิลิปปินส์ ยอดตายพุ่ง 35 ศพ พบศพเพิ่มในซากเรือ ยังสูญหายกว่า 50 คน

เหตุสลดไฟไหม้เรือเฟอร์รี่ฟิลิปปินส์ ยอดตายพุ่ง 35 ศพ พบศพเพิ่มในซากเรือ ยังสูญหายกว่า 50 คน

12 ก.ย. 2569 11:32 น.

เหตุสลดไฟไหม้เรือเฟอร์รี่ฟิลิปปินส์ ยอดตายพุ่ง 35 ศพ พบศพเพิ่มในซากเรือ ยังสูญหายกว่า 50 คน

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้เรือเฟอร์รี่ในฟิลิปปินส์เพิ่มเป็น 35 ศพ หลังเจ้าหน้าที่กู้ร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 30 รายภายในซากเรือ ขณะที่ยังมีผู้สูญหายมากกว่า 50 คน เร่งเดินหน้าค้นหาต่อเนื่อง

หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สามารถนำร่างผู้เสียชีวิตออกจากซากเรือ เอ็มวี จูน แอสเตอร์ (MV June Aster) ได้อีก 30 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้ครั้งนี้เพิ่มเป็น 35 ราย

เรือดังกล่าวเกิดเพลิงไหม้เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ขณะกำลังเดินทางเข้าใกล้จุดหมายปลายทางที่เมืองโกรอน แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในจังหวัดปาลาวัน หลังออกเดินทางจากกรุงมะนิลา

ขณะเกิดเหตุบนเรือมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 134 คน แบ่งเป็นผู้โดยสาร 117 คน และลูกเรือ 17 คน โดยมีผู้ได้รับการช่วยเหลือแล้ว 43 คน หลายรายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา ขณะที่ยังมีผู้สูญหายมากกว่า 50 คน

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ภายในซากเรือยังมีร่างผู้เสียชีวิตเหลืออยู่จำนวนหนึ่ง โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถขึ้นไปบนเรือได้ เนื่องจากยังมีควันพิษและความร้อนสูง จนกระทั่งวันศุกร์จึงสามารถเข้าไปดำเนินการกู้ร่างได้

โฆษกหน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ระบุว่า ร่างผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ถูกพบในบริเวณห้องพักหรือพื้นที่นอนของเรือ ซึ่งกำลังเดินทางเป็นเวลานานถึง 22 ชั่วโมง

เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการกู้และพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลผู้เสียชีวิตตามขั้นตอน พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้

จากการสอบปากคำผู้รอดชีวิตเบื้องต้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่า ต้นเพลิงอาจเริ่มขึ้นบริเวณห้องเก็บสินค้า ขณะที่ผู้โดยสารบางส่วนไม่ได้สวมเสื้อชูชีพในช่วงเกิดเหตุ

ผู้รอดชีวิตรายหนึ่งเล่าว่า หลังเกิดไฟไหม้ เขาได้ยินเสียงผู้คนร้องด้วยความตื่นตระหนกบนเรือ ขณะพยายามหาทางหนีออกจากพื้นที่ และยังถูกผู้โดยสารที่กำลังแตกตื่นเหยียบจนได้รับบาดเจ็บ ก่อนจะได้รับการช่วยเหลือขึ้นเรือกู้ภัย

ขณะนี้หน่วยงานด้านการเดินเรือของฟิลิปปินส์กำลังสอบสวนหาสาเหตุและรายละเอียดของเหตุการณ์ โดยจะตรวจสอบทั้งข้อมูลในบัญชีผู้โดยสาร ความถูกต้องของการบรรทุกสินค้า รวมถึงขั้นตอนการรับมือเหตุฉุกเฉินของลูกเรือ

เรือเอ็มวี จูน แอสเตอร์ สร้างขึ้นในปี 2002 และมีใบรับรองด้านความปลอดภัยที่ยังใช้ได้ รวมถึงผ่านการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ด้านบริษัท Atienza Interisland Ferries ผู้ให้บริการเรือ ยืนยันว่าจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับการสอบสวน พร้อมระบุว่า บริษัทจะเดินหน้าค้นหาผู้สูญหายจนกว่าจะสามารถติดตามตัวทุกคนได้.

ที่มา : BBC

สหรัฐฯเอาอยู่ ประกาศปิดฉากการระบาดโรคไซโคลสปอเรียซิส ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

สหรัฐฯเอาอยู่  ประกาศปิดฉากการระบาดโรคไซโคลสปอเรียซิส ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

12 ก.ย. 2569 11:16 น.

สหรัฐฯเอาอยู่ ประกาศปิดฉากการระบาดโรคไซโคลสปอเรียซิส ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

สหรัฐฯ ประกาศยุติการระบาดของโรคไซโคลสปอเรียซิสครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา หลังพบผู้ป่วย 12,883 คนใน 21 รัฐ เสียชีวิต 2 ราย โดยเจ้าหน้าที่เชื่อมโยงต้นตอมาจากผักกาดหอมไอซ์เบิร์กจากเม็กซิโก

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ หรือ CDC ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ 11 กันยายนว่า การระบาดครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาของโรคไซโคลสปอเรียซิส ได้สิ้นสุดลงแล้ว หลังจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงที่การระบาดรุนแรงที่สุด พบผู้ติดเชื้อมากกว่า 1,000 คนภายในวันเดียว ขณะที่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จำนวนผู้ติดเชื้อลดลงเหลือต่ำกว่า 2 คนต่อวันโดยเฉลี่ย

การระบาดครั้งนี้เชื่อมโยงกับ ผักกาดหอมไอซ์เบิร์กจากพื้นที่ตอนกลางของเม็กซิโก ซึ่งจัดหาโดยบริษัทเทย์เลอร์ ฟาร์มส์ ส่งผลให้บริษัทต้องเรียกคืนผลิตภัณฑ์ผักกาดหอมทั้งหมดที่มาจากพื้นที่ดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ หรือ FDA ระบุว่า มั่นใจว่าผักกาดหอมที่ถูกเรียกคืนและเกี่ยวข้องกับการระบาดถูกนำออกจากตลาดหมดแล้ว ขณะที่วันควรบริโภคของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องได้ผ่านพ้นไปแล้ว จึงไม่น่าจะมีวางจำหน่ายในร้านค้าหรือเสิร์ฟในร้านอาหารอีก

อย่างไรก็ตาม FDA ยังคงตรวจสอบว่า เชื้อปรสิตไซโคลสปอรา เข้าสู่ห่วงโซ่อาหารได้อย่างไร โดยเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบฟาร์มปลูกผักกาดหอมและโรงงานแปรรูปในเม็กซิโก พร้อมเก็บตัวอย่างเพื่อนำไปวิเคราะห์ และจะทำงานร่วมกับหน่วยงานของสหรัฐฯ เม็กซิโก และรัฐบาลแต่ละรัฐต่อไป

บริษัทเทย์เลอร์ ฟาร์มส์ระบุว่า โรงงานในพื้นที่ตอนกลางของเม็กซิโกยังคงปิดทำการ ระหว่างที่การสอบสวนของ FDA บริษัท และผู้เชี่ยวชาญอิสระยังดำเนินอยู่

ข้อมูลจาก CDC ระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม สหรัฐฯ พบผู้ป่วยไซโคลสปอเรียซิสที่ยืนยันจากห้องปฏิบัติการแล้ว 19,595 ราย และมากกว่าครึ่งหนึ่งเกี่ยวข้องกับการระบาดครั้งใหญ่นี้ โดยมีผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 570 คน และเสียชีวิต 2 ราย

รัฐมิชิแกนเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยพบผู้ป่วยมากกว่า 14,000 รายและผู้เสียชีวิต 2 รายที่เชื่อมโยงกับเชื้อปรสิตดังกล่าว ขณะที่รัฐโอไฮโอและมิสซูรีก็พบผู้ติดเชื้อหลายพันรายที่เกี่ยวข้องกับผักกาดหอมจากเทย์เลอร์ ฟาร์มส์

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ตัวเลขผู้ป่วยที่สูงผิดปกติในรัฐมิชิแกนส่วนหนึ่งเป็นผลจากรายงานผู้ป่วยจำนวนมากที่ตกค้างและถูกนำมาประมวลผลในเดือนสิงหาคม สะท้อนถึงปัญหาของระบบติดตามโรคที่ได้รับผลกระทบจากการลดงบประมาณของรัฐบาลกลางในช่วงรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

การระบาดครั้งนี้ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค โดยผู้บริโภคบางส่วนหลีกเลี่ยงการรับประทานผักและผลไม้สด รวมถึงลดการรับประทานอาหารนอกบ้าน กระทบต่อจำนวนลูกค้าของร้านอาหารและเครือร้านอาหารชื่อดังในสหรัฐฯ

โดนัลด์ ชาฟฟ์เนอร์ ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์อาหารจากมหาวิทยาลัยรัตเกอร์ส เตือนว่า สหรัฐฯ ยังขาดเครื่องมือและเทคโนโลยีที่จำเป็นในการป้องกันการระบาดลักษณะนี้ในอนาคต พร้อมเรียกร้องให้มีระบบติดตามสายพันธุ์เชื้อที่ดีขึ้น และสนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับเชื้อปรสิตอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ก่อนปี 2026 ฤดูกาลระบาดของโรคไซโคลสปอเรียซิสครั้งใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ เกิดขึ้นในปี 2019 โดยมีผู้ป่วยประมาณ 4,700 รายทั่วประเทศ ขณะที่การระบาดในปี 2026 ทำสถิติสูงกว่าหลายเท่า.

ที่มา : reuters

คู่รักกรีกได้ลูกสาวจากตัวอ่อนแช่แข็ง 22 ปี หลังสูญเสียลูกชายจากอุบัติเหตุ

คู่รักกรีกได้ลูกสาวจากตัวอ่อนแช่แข็ง 22 ปี หลังสูญเสียลูกชายจากอุบัติเหตุ

12 ก.ย. 2569 09:43 น.

คู่รักกรีกได้ลูกสาวจากตัวอ่อนแช่แข็ง 22 ปี หลังสูญเสียลูกชายจากอุบัติเหตุ

คู่รักชาวกรีกตัดสินใจใช้ตัวอ่อนที่แช่แข็งไว้นานกว่า 22 ปี เพื่อให้กำเนิดลูกสาว หลังสูญเสียลูกชายวัย 21 ปีจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ท่ามกลางความดีใจและความทรงจำถึงลูกชายผู้ล่วงลับ

คู่รักชาวกรีกเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง หลังให้กำเนิดลูกสาวจากตัวอ่อนที่แช่แข็งไว้นานกว่า 22 ปี เพียงไม่กี่เดือนหลังสูญเสียลูกชายวัย 21 ปีจากอุบัติเหตุทางรถยนต์

คริสตินา รัปติ-เซเลปี วัย 54 ปี และคอนสแตนตินอส รัปติส สามี ตัดสินใจนำตัวอ่อนของทั้งคู่ที่เก็บรักษาด้วยการแช่แข็งไว้นานกว่า 22 ปี กลับมาใช้ เพื่อให้มีบุตรได้อีกครั้ง หลังต้องสูญเสียลูกชายจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

การตัดสินใจครั้งนี้ยังต้องแข่งกับเวลา เนื่องจากกฎหมายของกรีซกำหนดอายุสูงสุดของผู้หญิงที่สามารถเข้ารับกระบวนการปฏิสนธินอกร่างกาย หรือ IVF และขออนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไว้ที่ 54 ปี

ในที่สุด คริสตินาสามารถตั้งครรภ์และให้กำเนิดลูกสาวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ เด็กหญิงมีน้ำหนักแรกเกิด 3.49 กิโลกรัม โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทั้งคู่ได้ใช้เวลาอยู่กับลูกสาวในห้องพักฟื้นของโรงพยาบาล ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุขและความซาบซึ้ง

คริสตินากล่าวว่า หลังผ่านช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้า ทั้งคู่ตัดสินใจใช้ตัวอ่อนที่เก็บรักษาไว้ เพราะไม่ต้องการยอมแพ้ต่อชีวิต และต้องการให้โอกาสตัวเองได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง พร้อมนำชีวิตใหม่กลับเข้ามาในบ้าน

เธอยังขอให้ลูกสาวเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรงและมีความสุข เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเหมือนลูกชายคนแรกของครอบครัว พร้อมสัญญาว่าจะสอนให้ลูกสาวต่อสู้และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค

ด้าน ดร.คอสตาส ปันโตส สูตินรีแพทย์ผู้ดูแลการรักษา และประธานสมาคมเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์แห่งกรีซ ระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกในประสบการณ์การทำงานของเขา ที่มีการนำตัวอ่อนของคู่สามีภรรยาคู่หนึ่งซึ่งแช่แข็งไว้นานถึง 22 ปีครึ่ง มาละลายและฝังกลับเข้าสู่ร่างกาย จนสามารถให้กำเนิดทารกที่มีชีวิตได้

แพทย์ยังมองว่า ข้อจำกัดด้านอายุสำหรับการทำ IVF ของกรีซอาจจำเป็นต้องได้รับการทบทวน โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญกับอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างมาก

ขณะที่คอนสแตนตินอส ผู้เป็นพ่อวัย 60 ปี กล่าวขณะอุ้มลูกสาวที่กำลังหลับว่า การมีสมาชิกใหม่เข้ามาในครอบครัวช่วยทำให้ทั้งคู่กลับมามีความหวังและสามารถเดินหน้าต่อได้ หลังจากใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความมืดมนจากการสูญเสียลูกชาย

ทั้งคู่ตั้งชื่อลูกสาวว่า จอร์เจีย เพื่อเป็นเกียรติแก่ จอร์กอส ลูกชายที่จากไป และเช่นเดียวกับลูกสาวคนใหม่ จอร์กอสเองก็เกิดจากกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว หรือ IVF

สำหรับการใช้ตัวอ่อนที่ถูกแช่แข็งเป็นเวลานานกว่า 22 ปี ถือเป็นกรณีที่พบได้ไม่บ่อยนัก โดยเมื่อปีที่ผ่านมา คู่สามีภรรยาชาวรัฐโอไฮโอของสหรัฐฯ เพิ่งให้กำเนิดทารกชายจากตัวอ่อนที่ถูกแช่แข็งไว้นานกว่า 30 ปี ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า “การรับเลี้ยงตัวอ่อน” (embryo adoption) และได้รับการรับรองจากกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์

แม้จะเพิ่งผ่านการสูญเสียครั้งใหญ่ แต่ครอบครัวนี้ยังไม่ปิดโอกาสที่จะมีลูกอีกคนในอนาคต และอาจเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเข้ารับการรักษาหากจำเป็น.

ที่มา : AP

ญี่ปุ่นเผยจำนวนคนหนุ่มสาวอยากแต่งงานลดฮวบ ต่ำกว่า 80% ครั้งแรก ห่วงวิกฤติเด็กเกิดน้อย

ญี่ปุ่นเผยจำนวนคนหนุ่มสาวอยากแต่งงานลดฮวบ ต่ำกว่า 80% ครั้งแรก ห่วงวิกฤติเด็กเกิดน้อย

12 ก.ย. 2569 08:39 น.

ญี่ปุ่นเผยจำนวนคนหนุ่มสาวอยากแต่งงานลดฮวบ ต่ำกว่า 80% ครั้งแรก ห่วงวิกฤติเด็กเกิดน้อย

ผลสำรวจรัฐบาลญี่ปุ่นพบ คนโสดวัย 18-34 ปีที่ตั้งใจแต่งงานลดลงต่ำกว่า 80% เป็นครั้งแรก ขณะที่คู่แต่งงานวางแผนมีลูกเฉลี่ยต่ำกว่า 2 คน เหตุกังวลค่าเลี้ยงดูสูง

วันที 11 กันยายน 2569 สถาบันวิจัยประชากรและความมั่นคงทางสังคมแห่งชาติของญี่ปุ่น เปิดเผยผลสำรวจภาวะเจริญพันธุ์แห่งชาติเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2569 พบว่า สัดส่วนคนโสดวัยหนุ่มสาวที่ตั้งใจแต่งงานในอนาคตลดลงต่ำกว่า 80% เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่มีการสำรวจ

การสำรวจครั้งนี้ดำเนินการเมื่อเดือนมิ.ย. 2568 มีคนโสดและคู่แต่งงานเข้าร่วมตอบแบบสอบถามมากกว่า 11,000 คน โดยในกลุ่มคนโสดอายุ 18-34 ปี พบว่า ผู้ชายที่ระบุว่าไม่เห็นประโยชน์ของการแต่งงานเพิ่มจาก 35.3% เป็น 42.8% ขณะที่ผู้หญิงเพิ่มจาก 28.3% เป็น 36%

ส่วนผู้ชายที่ยังโสดและตั้งใจแต่งงานในอนาคต ลดลงจาก 81.4% เหลือ 75.1% ขณะที่ผู้หญิงลดลงจาก 84.3% เหลือ 77.8% ทำให้สัดส่วนผู้ที่ตั้งใจแต่งงานลดต่ำกว่า 80% ทั้งในกลุ่มชายและหญิงเป็นครั้งแรก และเมื่อถามถึงเหตุผลที่ไม่วางแผนมีลูกเท่ากับจำนวนที่ต้องการ 52.9% ระบุว่าเป็นเพราะค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูและการศึกษาสูง ขณะที่ 35% ไม่ต้องการมีบุตรเมื่อมีอายุมากขึ้น

นอกจากนี้ รูปแบบการพบคู่ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ในกลุ่มผู้ที่แต่งงานเป็นครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 2020 พบว่า 20.2% พบคู่ผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงแอปหาคู่ เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากการสำรวจก่อนหน้าที่อยู่ที่ 11% ขณะเดียวกันผลสำรวจยังสะท้อนถึงทัศนคติเรื่องการมีบุตร ท่ามกลางอัตราเกิดที่ลดลงต่อเนื่อง 

สถาบันวิจัยประชากรและความมั่นคงทางสังคมแห่งชาติของญี่ปุ่นระบุว่าจะวิเคราะห์เพิ่มเติมถึงสาเหตุที่คนญี่ปุ่นต้องการแต่งงานน้อยลง รวมถึงเหตุผลที่คู่แต่งงานวางแผนมีบุตรน้อยกว่าจำนวนที่พวกเขาต้องการ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดมาตรการของรัฐบาลในการรับมือกับปัญหาประชากรและอัตราเกิดที่ลดลง.

ที่มา NHK

เกาหลีเหนือยิงวัตถุไม่ทราบชนิดลงทะเลตะวันออก หลังจบซ้อมรบ 3 ฝ่าย

เกาหลีเหนือยิงวัตถุไม่ทราบชนิดลงทะเลตะวันออก หลังจบซ้อมรบ 3 ฝ่าย

12 ก.ย. 2569 06:11 น.

เกาหลีเหนือยิงวัตถุไม่ทราบชนิดลงทะเลตะวันออก หลังจบซ้อมรบ 3 ฝ่าย

เกาหลีเหนือยิงวัตถุไม่ทราบชนิดมุ่งหน้าสู่ทะเลตะวันออก หลังเกาหลีใต้ สหรัฐฯ และญี่ปุ่นเพิ่งเสร็จสิ้นการซ้อมรบร่วม 3 ฝ่าย 

วันที่ 12 กันยายน 2569 สำนักข่าวยอนฮับรายงานว่า เกาหลีเหนือยิงวัตถุไม่ทราบชนิดมุ่งหน้าสู่ทะเลตะวันออกเมื่อช่วงเช้ามืดของวันเสาร์ที่ 12 กันยายน โดยคณะเสนาธิการร่วมเกาหลีใต้  ระบุว่า ตรวจพบการยิงของเกาหลีเหนือ แต่ยังต้องประเมินรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับชนิดและลักษณะของวัตถุที่ถูกยิง

รายงานข่าวระบุว่าการยิงครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเพียง 1 วัน หลังเกาหลีใต้ สหรัฐฯ และญี่ปุ่นเสร็จสิ้นการซ้อมรบทางทหารไตรภาคี “ฟรีดอม เอดจ์” ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลา 5 วันในน่านน้ำสากลทางตะวันออกและทางใต้ของเกาะเชจู ทางตอนใต้ของเกาหลีใต้

โดยการซ้อมรบฟรีดอม เอดจ์ได้ดำเนินไปตามแผน แม้เกาหลีใต้และสหรัฐฯ จะลดขนาดการซ้อมรบร่วมประจำปี “อุลชี ฟรีดอม ชิลด์” เมื่อเดือนที่ผ่านมา ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขณะที่ทรัมป์เคยมีท่าทีประนีประนอมต่อเกาหลีเหนือ โดยสั่งลดการซ้อมรบร่วมระหว่างเกาหลีใต้กับสหรัฐฯ พร้อมให้เหตุผลว่า การซ้อมรบมีค่าใช้จ่ายสูง และอาจส่งสัญญาณที่ไม่เหมาะสมและเป็นปรปักษ์อย่างสิ้นเชิงไปยังเกาหลีเหนือ

การยิงของเกาหลีเหนือครั้งนี้ยังเกิดขึ้นก่อนการประชุมสุดยอดที่มีความสำคัญระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นที่กรุงวอชิงตันในช่วงปลายเดือนกันยายน โดยประเด็นเกี่ยวกับเกาหลีเหนือคาดว่าจะเป็นหนึ่งในหัวข้อหารือของผู้นำทั้งสอง

ที่มา Yonhap

ซาอุฯ ปิดท่อส่งน้ำมัน หลังถูกโจมตีด้วยโดรน ไฟลุกไหม้สถานีสูบหลายแห่ง

ซาอุฯ ปิดท่อส่งน้ำมัน หลังถูกโจมตีด้วยโดรน ไฟลุกไหม้สถานีสูบหลายแห่ง

12 ก.ย. 2569 04:56 น.

ซาอุฯ ปิดท่อส่งน้ำมัน หลังถูกโจมตีด้วยโดรน ไฟลุกไหม้สถานีสูบหลายแห่ง

ท่อส่งน้ำมันสำคัญของซาอุดีอาระเบียถูกโจมตีด้วยโดรน จนเกิดไฟไหม้สถานีสูบหลายแห่ง ก่อนทางการสั่งปิดระบบชั่วคราวเพื่อความปลอดภั

วันที่ 12 กันยายน 2569 สำนักข่าว CNN รายงานอ้างคำเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 2 คน ซึ่งทราบข้อมูลเหตุการณ์ เปิดเผยว่า ระบบท่อส่งน้ำมันสำคัญของซาอุดีอาระเบียถูกโจมตีด้วยวัตถุพุ่งชนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดไฟไหม้บริเวณสถานีสูบน้ำมัน

กระทรวงพลังงานซาอุดีอาระเบียออกแถลงการณ์บนเว็บไซต์เมื่อวันศุกร์ ยืนยันว่าท่อส่งน้ำมันถูกโจมตี และมีการสั่งปิดระบบเพื่อเป็นมาตรการป้องกันไว้ก่อน

รายงานข่าวระบุว่า หนึ่งในเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าสถานีสูบน้ำมันที่ตั้งอยู่ติดกับแนวท่อส่งได้รับความเสียหาย โดยภาพถ่ายดาวเทียมที่บันทึกเมื่อวันศุกร์ปรากฏร่องรอยความเสียหายจากไฟไหม้อย่างหนักบริเวณสถานีสูบน้ำมันแห่งหนึ่ง ขณะที่ภาพจากสถานีสูบน้ำมันอีกแห่งซึ่งบันทึกเมื่อวันพฤหัสบดี แสดงให้เห็นไฟกำลังลุกไหม้และมีควันดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นจากพื้นที่

เบื้องต้นยังไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้โจมตี หรือแนวท่อส่งน้ำมันได้รับความเสียหายโดยตรงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ คนหนึ่งระบุว่า การโจมตีครั้งนี้เกิดจากโดรนที่บินมาจากอิรัก.

รถไฟโดยสารฝรั่งเศสตกราง บาดเจ็บอย่างน้อย 44 ราย ในจำนวนนี้ 1 คนอาการสาหัส เป็นหญิงวัย 18 ปี

รถไฟโดยสารฝรั่งเศสตกราง บาดเจ็บอย่างน้อย 44 ราย ในจำนวนนี้ 1 คนอาการสาหัส เป็นหญิงวัย 18 ปี

12 ก.ย. 2569 04:44 น.

รถไฟโดยสารฝรั่งเศสตกราง บาดเจ็บอย่างน้อย 44 ราย ในจำนวนนี้ 1 คนอาการสาหัส เป็นหญิงวัย 18 ปี

รถไฟโดยสารในภาคเหนือของฝรั่งเศสตกราง มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 44 คน ในจำนวนนี้ 1 คนอาการสาหัส เป็นหญิงวัย 18 ปี เจ้าหน้าที่เร่งช่วยเหลือและส่งโรงพยาบาล

วันที่ 12 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นฝรั่งเศสเปิดเผยว่า เกิดเหตุรถไฟโดยสารตกรางใกล้ชุมชนเคลียง ทางใต้ของเมืองรูอ็อง ในแคว้นนอร์ม็องดี ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส เมื่อช่วงค่ำวันที่ 11 กันยายน ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 44 คน ในจำนวนนี้ 1 คนอาการสาหัส โดยผู้บาดเจ็บอาการวิกฤติเป็นหญิงวัย 18 ปี เจ้าหน้าที่ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วน

นายฟิลิปป์ ตาบาโร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมฝรั่งเศส เปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุรถไฟขบวนนี้มีผู้โดยสารอยู่บนขบวนประมาณ 180 คน และให้บริการระหว่างเส้นทางเมืองรูอ็องกับเมืองก็อง ในแคว้นนอร์ม็องดี โดยหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ส่งนักดับเพลิงและทีมกู้ภัยฉุกเฉินประมาณ 140 คนเข้าไปยังจุดเกิดเหตุ พร้อมประกาศใช้แผนรับมือเหตุผู้บาดเจ็บจำนวนมาก 

ขณะที่ภาพจากจุดเกิดเหตุเผยให้เห็นผู้โดยสารทยอยออกจากขบวนรถไฟ ขณะที่สื่อฝรั่งเศสรายงานว่า มีตู้โดยสาร 3 ตู้พลิกคว่ำ เบื้องต้นยังไม่ทราบสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ ขณะที่บริษัทการรถไฟแห่งชาติฝรั่งเศส แจ้งว่า เส้นทางรถไฟในพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก และจะจัดรถโดยสารเพื่อให้บริการทดแทน พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่เกิดเหตุเพื่อเปิดทางให้ทีมกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าปฏิบัติงาน.

ที่มา BBC