เหยื่อดินถล่มในนครฉงชิ่ง เพิ่มเป็น 11 ศพ ยังสูญหายอีก 50 ราย

เหยื่อดินถล่มในนครฉงชิ่ง เพิ่มเป็น 11 ศพ ยังสูญหายอีก 50 ราย

24 ก.ค. 2569 06:20 น.

เหยื่อดินถล่มในนครฉงชิ่ง เพิ่มเป็น 11 ศพ ยังสูญหายอีก 50 ราย

จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุดินถล่มในนครฉงชิ่งของจีนเพิ่มขึ้นเป็น 11 ศพแล้ว ขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีก 50 ราย แต่เจ้าหน้าที่ตรวจไม่พบสัญญาณชีพใดๆ แล้ว

สื่อของรัฐบาลจีนรายงานในวันพฤหัสบดีที่ 23 ก.ค. 2569 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดินถล่มในนครฉงชิ่ง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 11 ศพแล้ว ในขณะที่ยังคงมีผู้สูญหายอีก 50 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 10 คน

ส่วนหนึ่งของภูเขาในอำเภอเผิงซุย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีชื่อเสียงด้านธรรมชาติอันงดงาม และอยู่ห่างจากใจกลางนครฉงชิ่งประมาณ 270 กิโลเมตร พังทลายลงมาเมื่อ 17 ก.ค. หลังเกิดฝนตกอย่างหนัก ทำให้หินและดินจำนวนมหาศาลทับอาคารบ้านเรือนและร้านค้าบริเวณชายน้ำที่อยู่เชิงเขาจนพังพินาศ

“หลังจากผ่านการสแกนสัญญาณชีพและการค้นหาหลายต่อหลายรอบ ไม่พบสัญญาณของสิ่งมีชีวิตเหลืออยู่อีกแล้ว” สำนักข่าวซินหัวของรัฐบาลจีนรายงานเมื่อวันพฤหัสบดี พร้อมระบุว่า ปฏิบัติการในพื้นที่ได้เข้าสู่ “ขั้นตอนการกู้ภัยเชิงลึก” แล้ว

ซินหัวระบุเพิ่มเติมว่า ทีมผู้เชี่ยวชาญพิเศษยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อกู้ร่างของผู้ที่ยังสูญหาย รวมถึงใช้วัตถุระเบิดเพื่อทำลายโขดหินขนาดใหญ่ที่กีดขวางและเป็นอุปสรรคต่อความพยายามในการกู้ภัย

“เนื่องจากปริมาณดินและหินที่ถล่มลงมาในพื้นที่มีจำนวนมาก โขดหินที่ตกลงมามีขนาดใหญ่และมีจำนวนมาก กอปรกับพื้นที่ปฏิบัติงานที่แคบและความมั่นคงของที่ลาดเชิงเขานั้นต่ำ ทำให้ปฏิบัติการกู้ภัยเป็นไปด้วยความยากลำบากอย่างยิ่ง” ซินหัวระบุ

ทั้งนี้ จีนถือเป็นหนึ่งในประเทศที่เกิดเหตุดินถล่มบ่อยที่สุดในโลก โดยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตถึง 294 ศพ จากเหตุดินถล่มครั้งใหญ่และรุนแรงอย่างน้อย 5 ครั้งทั่วประเทศ

เหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม 2558 เมื่อกองเศษขยะและวัสดุก่อสร้างขนาดมหึมาถล่มลงมาในนิคมอุตสาหกรรมเมืองเซินเจิ้น ศูนย์กลางเทคโนโลยีทางตอนใต้ของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 70 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รัฐบาลทรัมป์สั่งเก็บภาษีใหม่ 60 ประเทศรวม ไทย อ้างลงโทษบังคับใช้แรงงาน

รัฐบาลทรัมป์สั่งเก็บภาษีใหม่ 60 ประเทศรวม ไทย อ้างลงโทษบังคับใช้แรงงาน

24 ก.ค. 2569 05:41 น.

รัฐบาลทรัมป์สั่งเก็บภาษีใหม่ 60 ประเทศรวม ไทย อ้างลงโทษบังคับใช้แรงงาน

รัฐบาลทรัมป์สั่งเก็บภาษีศุลกากรชุดใหม่กับสินค้าจาก 60 ประเทศทั่วโลก รวมถึง ไทย ในอัตรา 10% ถึง 12.5% โดยอ้างว่าเป็นการลงโทษที่ปล่อยให้มีการบังคับใช้แรงงาน ซึ่งสร้างความได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรม

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 ก.ค. 2569 รัฐบาลสหรัฐฯ ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าจะเริ่มเก็บภาษีศุลกากรใหม่ในอัตราสูงสุด 12.5% กับสินค้าที่นำเข้าจากประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ จำนวน 60 ประเทศ เริ่มตั้งแต่ 00.01 น. ของวันศุกร์นี้เป็นต้นไป โดยอ้างเหตุผลว่า เป็นการลงโทษประเทศเหล่านี้ที่การสืบสวนภายในมาตรา 301 (Section 301) พบว่าล้มเหลวในการปราบปรามการบังคับใช้แรงงาน

ประเทศคู่ค้าส่วนใหญ่จาก 60 ประเทศที่สหรัฐฯ สืบสวนแล้ว จะต้องเผชิญกับอัตราภาษี 12.5% รวมถึง ไทย, เวียดนามและจีน

แต่จะมีการใช้อัตราภาษีที่ต่ำกว่าคือ 10% กับ 17 ประเทศที่มีกฎหมายสั่งห้ามบังคับใช้แรงงานอยู่บ้าง ได้แก่ อาร์เจนตินา, บังกลาเทศ, กัมพูชา, แคนาดา, เอกวาดอร์, เอลซัลวาดอร์, กัวเตมาลา, ฮอนดูรัส, อินเดีย, อินโดนีเซีย, จอร์แดน, มาเลเซีย, เม็กซิโก, ปากีสถาน, ศรีลังกา, ตรินิแดดแอนด์โตเบโก และสหราชอาณาจักร

ขณะที่ประเทศคู่ค้าอีก 5 แห่ง ซึ่งรวมถึงสหภาพยุโรป (EU), ไต้หวัน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และสวิตเซอร์แลนด์ จะต้องเผชิญกับการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม เพื่อปรับให้อัตราภาษีสำหรับประเทศที่ได้รับสิทธิพิเศษที่สุด (MFN) รวมทั้งหมดขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 10% หรือ 12.5%

อย่างไรก็ตาม มีสินค้าส่งออกบางชนิดที่ได้รับการยกเว้นภาษี เช่น น้ำมันและก๊าซ สินค้าที่ไม่สามารถผลิตได้ในสหรัฐฯ หรือสินค้าที่อาจก่อให้เกิดการชะงักงันทางเศรษฐกิจ สินค้าที่การเก็บภาษีไม่ได้ช่วยขจัดพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงสินค้าอย่างเหล็กกล้าซึ่งถูกครอบคลุมด้วยภาษีเฉพาะอยู่แล้ว

นอกจากนี้ สินค้าจำนวนมากที่ปฏิบัติตามข้อตกลงสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) ซึ่งเป็นข้อตกลงการค้าที่เซ็นสัญญาในยุครัฐบาลทรัมป์สมัยแรก ก็ได้รับการยกเว้นเช่นกัน

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอธิบายว่า มาตรการนี้เป็น “การดำเนินการด้านสิทธิแรงงานระหว่างประเทศที่ครอบคลุมมากที่สุดเท่าที่สหรัฐฯ หรือประเทศใดๆ เคยทำมา”

เจ้าหน้าที่บอกกับผู้สื่อข่าวว่า รัฐบาลทรัมป์มองว่าการบังคับใช้แรงงานไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนเท่านั้น แต่ประเทศที่ไม่บังคับใช้กฎหมายห้ามบังคับใช้แรงงานยังกอบโกย “ความได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรม” เหนือสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศที่บังคับใช้กฎหมายดังกล่าวอย่างเคร่งครัด

นี่นับเป็นความพยายามล่าสุดของประธานาธิบดีทรัมป์ในการฟื้นฟูระบบภาษีศุลกากรทั่วโลกของเขา หลังจากคำตัดสินของศาลสูงสุดเมื่อช่วงต้นปียกเลิกมาตรการเก็บภาษีต่างตอบแทน ที่ทรัมป์เรียกเก็บจากสินค้าที่นำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลก โดยศาลตัดสินว่า ทรัมป์ใช้อำนาจตามกฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจในการจัดเก็บภาษีอย่างผิดกฎหมาย

เกือบจะทันทีหลังคำตัดสินของศาลสูงสุดในเดือนกุมภาพันธ์ ทรัมป์ก็สั่งเก็บภาษี 10% สำหรับสินค้านำเข้าส่วนใหญ่จากทั่วโลก โดยใช้กฎหมายที่เรียกว่า มาตรา 122 (Section 122) ซึ่งมอบอำนาจให้ประธานาธิบดีจัดการกับปัญหาดุลการชำระเงิน แต่ทว่าอำนาจตามกฎหมายนั้นมีอายุเพียง 150 วันเท่านั้น

ภาษีตามมาตรา 122 จะหมดอายุในเวลา 00.01 น. วันศุกร์นี้ (24 ก.ค.) และจะถูกแทนที่ด้วยมาตรการภาษีใหม่ล่าสุด ซึ่งออกภายใต้กฎหมายอีกฉบับคือ มาตรา 301 ที่อนุญาตให้เก็บภาษีที่มีผลระยะยาวกว่าเพื่อตอบโต้พฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม แต่ต้องทำหลังจากรัฐบาลทำการสอบสวนแล้วเท่านั้น ซึ่งสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ของนายเจมีสัน เกรียร์ เพิ่งเสร็จสิ้นการสอบสวนในสัปดาห์นี้

ปัจจุบัน รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังดำเนินการสอบสวนภายใต้มาตรการ 301 อีกหลายคดี และอาจนำไปสู่การเก็บภาษีเพิ่มเติม โดยการสอบสวนคดีหนึ่งได้จุดชนวนให้เกิดการเก็บภาษี 25% กับบราซิลในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และสหรัฐฯ เริ่มการสอบสวนอีก 16 ประเทศ ว่ามีการสร้าง “กำลังการผลิตส่วนเกิน” ในภาคการผลิตอย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cbsnews

สส.สหรัฐฯ ลงมติจำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงคราม แต่โดน สว.ปัดตก

สส.สหรัฐฯ ลงมติจำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงคราม แต่โดน สว.ปัดตก

24 ก.ค. 2569 04:49 น.

สส.สหรัฐฯ ลงมติจำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงคราม แต่โดน สว.ปัดตก

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ผ่านมติจำกัดอำนาจทำสงครามของ โดนัลด์ ทรัมป์ หลังกองทัพกลับมายิงตอบโต้กับอิหร่านอีกครั้ง แต่วุฒิสภาปัดตกมติดังกล่าว โดย สว.รีพับลิกันที่เคยโหวตช่วย ไม่เข้าร่วมในครั้งนี้

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 ก.ค. 2569 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติด้วยคะแนน 214 ต่อ 208 เสียง เห็นชอบมติจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการทำสงครามกับอิหร่าน โดยมี สส.จากพรรครีพับลิกันของทรัมป์ 4 คนแตกแถว ร่วมโหวตกับพรรคเดโมแครตด้วย

นี่นับเป็นครั้งแรกหลังข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านล่มไปเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ที่สภาผู้แทนฯ โหวตมติอำนาจทำสงคราม อย่างไรก็ตาม มติดังกล่าวถูกตีตกในวุฒิสภา โดยเหล่า สว.ลงมติคัดค้านด้วยคะแนนเสียง 47 ต่อ 49 เนื่องจาก สว. รีพับลิกัน 2 คนที่เคยสนับสนุนในรอบก่อนปฏิเสธที่จะลงคะแนนเสียงในครั้งนี้

แม้มตินี้จะผ่านสภาผู้แทนฯ แต่ก็ไม่มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายโดยตรง เนื่องจากเป็น “มติร่วม” (Concurrent Resolution) ที่ไม่ได้ส่งให้ประธานาธิบดีลงนาม และถึงแม้จะส่งไป ทรัมป์ก็สามารถใช้อำนาจยับยั้ง (Veto) ได้ ซึ่งสภาต้องใช้เสียงถึง 2 ใน 3 เพื่อลบล้างการใช้วีโต้ ซึ่งเป็นไปได้ยาก

มตินี้เกิดขึ้นตามหลังเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ทางการทหารของสหรัฐฯ 3 นายเสียชีวิตจากการโจมตีของอิหร่านที่ฐานทัพในจอร์แดนเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังจากสหรัฐฯ กับอิหร่านหวนกลับมาโจมตีตอบโต้กันอย่างรุนแรงอีกครั้ง

หลังจากข้อตกลงหยุดยิงล้มเหลวลง สหรัฐฯ และอิหร่านได้เปิดฉากตอบโต้กันอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 12 วันติดต่อกันแล้ว โดยทรัมป์ขู่ที่จะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานภาคพลเรือนและอาจส่งกำลังทหารบุกทางบก ขณะที่ฝ่ายอิหร่านก็ขู่จะตอบโต้กลับอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ สภาคองเกรสเท่านั้นที่มีอำนาจประกาศสงคราม แต่ฝ่ายบริหารของทรัมป์อ้างว่าการกระทำของอิหร่านเป็นภัยคุกคามที่กระชั้นชิดจึงใช้อำนาจป้องกันตนเองเพื่อเลี่ยงรัฐบัญญัติอำนาจทำสงครามปี 1973 (พ.ศ. 2516) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมองว่าเป็นการเลี่ยงบาลีและผิดกฎหมาย

พรรคเดโมแครตระบุว่า การลงมตินี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าสภาคองเกรสต้องการดึงอำนาจในการทำสงครามกลับคืนมา และเรียกร้องให้ยุตติสงครามกับอิหร่าน

ด้านองค์กรภาคประชาสังคม (POGO) ชี้ว่าฝ่ายบริหารละเมิดกรอบเวลา 60 วัน ตามรัฐธรรมนูญในการทำสงครามโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมเตือนว่าหากสภาคองเกรสจริงจังกับการยุติสงคราม ต้อง “ปฏิเสธ” การอนุมัติงบประมาณกลาโหมมูลค่า 1.15 ล้านล้านดอลลาร์ที่เพิ่งผ่านสภาผู้แทนฯ ซึ่งรวมถึงงบทำสงครามหลายหมื่นล้านดอลลาร์ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

ราคาน้ำมันโลกปิดตลาดเกิน 100 ดอลลาร์ครั้งแรกในรอบ 2 เดือน

ราคาน้ำมันโลกปิดตลาดเกิน 100 ดอลลาร์ครั้งแรกในรอบ 2 เดือน

24 ก.ค. 2569 04:19 น.

ราคาน้ำมันโลกปิดตลาดเกิน 100 ดอลลาร์ครั้งแรกในรอบ 2 เดือน

ราคาน้ำมันโลกปิดตลาดเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 2 เดือน เพิ่มขึ้นถึง 30% ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ตึงเครียดยิ่งขึ้น

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 ก.พ. 2569 ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปิดตลาดเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบ 2 เดือน เนื่องจากความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างในตะวันออกกลางได้สร้างความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ และส่งผลให้ตลาดทั่วโลกเกิดความผันผวน

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นราคาน้ำมันดิบอ้างอิงของโลก ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 7% ปิดที่ 100.69 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นับเป็นราคาปิดที่สูงที่สุดของเบรนท์ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม

ส่วนราคาน้ำมันดิบ WTI ซึ่งเป็นราคาน้ำมันดิบอ้างอิงของสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น 6.17% ปิดที่ 92.19 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นับเป็นราคาปิดที่สูงที่สุดของ WTI ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน

ความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นบริเวณช่องแคบฮอร์มุซและช่องแคบบับเอลมันเดบ ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ห้า

ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในเดือนนี้เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางรุนแรงยิ่งขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคยปิดอยู่ที่ 71.57 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม และขณะนี้ซื้อขายกันอยู่ที่มากกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเล็กน้อย ซึ่งหมายความว่าราคาน้ำมันดิบอ้างอิงโลกพุ่งขึ้นถึง 40% ภายในระยะเวลาเพียง 3 สัปดาห์

ด้านความเคลื่อนไหวในตลาดอื่น ๆ การฟื้นตัวของราคาน้ำมันส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สูงขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2568

ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนีดาวโจนส์ ลดลง 550 จุด หรือมากกว่า 1% ดัชนี S&P 500 ร่วงลง 1.4% และดัชนี Nasdaq Composite ดิ่งลง 2.5%

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เกาหลีใต้ยกฟ้อง หญิงทำแท้งครรภ์ 36 สัปดาห์ รอดคดีฆ่าทารกแรกเกิด

เกาหลีใต้ยกฟ้อง หญิงทำแท้งครรภ์ 36 สัปดาห์ รอดคดีฆ่าทารกแรกเกิด

24 ก.ค. 2569 01:25 น.

เกาหลีใต้ยกฟ้อง หญิงทำแท้งครรภ์ 36 สัปดาห์ รอดคดีฆ่าทารกแรกเกิด

ศาลอุทธรณ์เกาหลีใต้ยกฟ้อง หญิงสาวที่ก่อนหน้านี้ถูกตัดสินว่ามีความผิดข้อหาฆาตกรรมลูกของเธอที่เพิ่งคลอดในโรงพยาบาล เนื่องจากเธอต้องการยุติการตั้งครรภ์แม้อายุครรภ์จะมากถึง 36 สัปดาห์แล้ว

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 ก.ค. 2569 ศาลอุทธรณ์ในประเทศเกาหลีใต้มีคำตัดสินให้ยกฟ้อง จำเลยหญิงซึ่งมีนามสกุลว่า “ควอน” ที่ก่อนหน้านี้ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจากความผิดฐานฆาตกรรมลูกที่เพิ่งคลอดออกมาที่โรงพยาบาล โดยอ้างว่าเป็นการทำแท้งขณะมีอายุครรภ์ได้ 36 สัปดาห์

คดีนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 2567 น.ส.ควอน อายุในช่วง 20 ปี โพสต์คลิปบน YouTube เกี่ยวกับการทำแท้งขณะตั้งครรภ์ได้ 36 สัปดาห์ (ประมาณ 8 เดือนกว่า) ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จนกระทรวงสาธารณสุขแจ้งความและตำรวจเข้าสืบสวน

ควอนอ้างว่า เธอเพิ่งรู้ตัวว่าตั้งท้องในตอนที่มีอายุครรภ์ถึง 7 เดือนแล้ว และต้องการทำแท้งเนื่องจากไม่มีรายได้ที่มั่นคง อีกทั้งกังวลว่าทารกอาจมีความพิการเพราะเธอดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ช่วงตั้งครรภ์

อย่างไรก็ตาม อัยการระบุว่า เด็กได้รับการผ่าคลอดออกมาโดยที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่เด็กกลับถูกนำไปแช่ในตู้แช่แข็งจนเสียชีวิต และมีการทำเอกสารเท็จว่าเป็นการคลอดบุตรตายในครรภ์

ศาลชั้นต้นมีคำตัดสินเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาว่า ควอนมีความผิดฐานร่วมฆาตกรรม และพิพากษาให้จำคุกเธอเป็นเวลา 3 ปี แต่ให้รอลงอาญา ขณะที่หมอผู้ผ่าตัดถูกตัดสินจำคุก 4 ปี และผู้อำนวยการโรงพยาบาลถูกจำคุก 6 ปี

แต่ล่าสุดในชั้นศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องกับข้อโต้แย้งของทนายฝ่ายจำเลยที่ว่า ควอนไม่รู้มาก่อนว่าทารกจะคลอดออกมาโดยที่ยังมีชีวิต และจะถูกฆ่าหลังผ่าตัด เนื่องจากนายหน้าจัดหาการทำแท้งบอกเธอว่าเด็กจะเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ศาลจึงตัดสินยกฟ้อง น.ส.ควอน

ส่วนแพทย์ทั้งสองคนยอมรับสารภาพว่าสังหารทารกจริง ศาลอุทธรณ์จึงยืนยันความผิดแต่ลดโทษจำคุก โดยแพทย์ผู้ผ่าตัดเหลือถูกจำคุก 2 ปีครึ่ง ขณะที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเหลือจำคุก 4 ปี

คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมากในเกาหลีใต้ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่มีการฟ้องร้องข้อหา “ฆาตกรรม” กับหญิงที่มาขอทำแท้งขณะอายุครรภ์มาก รวมถึงฟ้องแพทย์ที่เกี่ยวข้อง และเป็นคดีที่สะท้อนถึงช่องโหว่ในกฎหมายการทำแท้งของเกาหลีใต้ซึ่งไม่มีการกำหนดอายุครรภ์ชัดเจน

เกาหลีใต้ยกเลิกกฎหมายห้ามทำแท้งไปตั้งแต่ปี 2562 แล้ว โดยศาลรัฐธรรมนูญแนะนำให้รัฐสภาออกกฎหมายรองรับการทำแท้งได้ไม่เกิน 22 สัปดาห์ แต่ด้วยสถานการณ์ทางการเมือง และข้อโต้แย้งจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมและศาสนา ทำให้จนถึงตอนนี้รัฐสภาก็ยังไม่ได้ออกกฎหมายกำหนดอายุครรภ์ ทำให้เกิด “สุญญากาศทางกฎหมาย”

องค์กรนิรโทษกรรมสากล หรือ แอมเนสตี ออกมาแสดงความยินดีกับการยกฟ้อง น.ส.ควอน แต่ก็เรียกร้องให้รัฐบาลเกาหลีใต้เร่งออกกฎหมายคุ้มครองและจัดระเบียบการให้บริการทำแท้งอย่างปลอดภัยและชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฝนถล่มรัฐอัสสัม น้ำท่วมคร่าแล้ว 41 ศพ เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ฝนถล่มรัฐอัสสัม น้ำท่วมคร่าแล้ว 41 ศพ เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย

23 ก.ค. 2569 23:51 น.

ฝนถล่มรัฐอัสสัม น้ำท่วมคร่าแล้ว 41 ศพ เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย

รัฐอัสสัมของอินเดียกำลังเผชิญน้ำท่วมรุนแรงเนื่องจากฝนตกหนักในฤดูมรสุม ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 41 ศพ ในขณะที่หน่วยกู้ภัยกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยคนอื่นๆ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 ก.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ของประเทศอินเดียเปิดเผยว่า น้ำท่วมที่เกิดจากฝนมรสุมตกหนักส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 41 ศพในรัฐอัสสัม ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ในขณะที่หน่วยงานต่างๆ กำลังเร่งดำเนินการกู้ภัยและบรรเทาทุกข์

ทุกปีอินเดียมักเผชิญภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับน้ำท่วมในช่วงฤดูมรสุม ที่เกิดขึ้นหลังจากฤดูร้อนอันยาวซึ่งทำให้หลายพื้นที่ของประเทศต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำและภัยแล้ง

“เราสูญเสียชีวิตอันมีค่าไปแล้ว 41 รายจนถึงปัจจุบัน และปศุสัตว์หลายพันตัวถูกน้ำพัดพาไป” ฮิมันตา บิสวา ซาร์มา มุขมนตรีรัฐอัสสัม อัปเดตยอดผู้เสียชีวิตจากฝนมรสุมที่เริ่มตกมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน

“ภาวะฝนตกหนักฉับพลัน (Cloudbursts) ที่บริเวณต้นน้ำ ประกอบกับฝนตกหนักมากกว่าปกติถึง 436% ทำให้เกิดน้ำท่วมในหมู่บ้านที่ไม่เคยพบเจอความเสียหายร้ายแรงเช่นนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์”

ซาร์มากล่าวว่า หน่วยงานทั้งหมด รวมถึงกองทัพอากาศอินเดีย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากกองกำลังตอบสนองภัยพิบัติแห่งรัฐ และกองกำลังตอบสนองภัยพิบัติแห่งชาติกำลัง “ปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง” ในการช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ในรัฐอัสสัม

มุขมนตรีบอกอีกว่า ขณะนี้มีประชาชนกว่า 900,000 คนจากหมู่บ้านกว่า 1,800 แห่ง ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จัดตั้งศูนย์บรรเทาทุกข์ไว้เกือบ 150 แห่ง และมีประชาชนราว 30,000 คนมาอาศัยพักพิงแล้ว

แถลงการณ์แยกอีกฉบับของรัฐบาลของรัฐอัสสัมที่เผยแพร่เมื่อดึกวันพุธระบุว่า เจ้าหน้าที่กำลังใช้ “โดรนขนส่งลำเลียง… เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้เข้าถึงพื้นที่ห่างไกล” และมีการนำเรือขนาดเล็กมากกว่า 50 ลำมาใช้ในพื้นที่น้ำตื้น ที่เรือทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ราคาน้ำมันโลกทะลุ 100 ดอลลาร์อีกครั้งแล้ว หลังฮูตียิงเรือน้ำมันซาอุฯ

ราคาน้ำมันโลกทะลุ 100 ดอลลาร์อีกครั้งแล้ว หลังฮูตียิงเรือน้ำมันซาอุฯ

23 ก.ค. 2569 22:50 น.

ราคาน้ำมันโลกทะลุ 100 ดอลลาร์อีกครั้งแล้ว หลังฮูตียิงเรือน้ำมันซาอุฯ

ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม หลังกบฏฮูตียิงเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย จุดชนวนความกังวลเกี่ยวกับอุปทานพลังงานทั่วโลกอีกครั้ง

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 ก.ค. 2569 ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงของตลาดโลก ปรับตัวสูงขึ้นมากกว่า 6% ในวันพฤหัสบดีจนทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้งแล้ว หลังจากที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลายวันจากการที่สหรัฐฯ ยกระดับการโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน

ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากกลุ่มติดอาวุธฮูตีในเยเมนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลแดงเมื่อช่วงเช้ามืดวันพฤหัสบดี (ตามเวลาท้องถิ่น) เสี่ยงกระทบต่อเส้นทางส่งออกสำคัญที่ซาอุดีอาระเบียใช้ในการเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซซึ่งถูกอิหร่านปิดกั้น

นอกจากนี้ ราคาก๊าซยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเดือนที่ผ่านมา โดยราคาก๊าซอ้างอิงของสหราชอาณาจักรในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 150 เพนซ์ต่อเทิร์ม (therm) เพิ่มขึ้นจากประมาณ 98 เพนซ์ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน

ก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันเคยปรับตัวลดลงหลังจากมีการหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยลดลงสู่ระดับเดียวกับช่วงก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะเริ่มปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ.

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงหยุดยิงพังทลายลงเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน และความหวังในการกลับมาหยุดยิงยิ่งเลือนลางเมื่อในสัปดาห์นี้นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกมากล่าวว่า ผู้นำของอิหร่าน “ยังไม่พร้อมที่จะทำข้อตกลง”

ความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่นี้เสี่ยงที่จะผลักดันอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศให้สูงขึ้น ซึ่งรวมถึงสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ นำไปสู่ราคาสินค้าที่แพงขึ้นสำหรับผู้บริโภค

โดยทั่วไปแล้ว ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นมักจะทำให้ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลแพงขึ้นตามไปด้วย ขณะที่ผู้ขับขี่ได้รับผลกระทบโดยตรง ครัวเรือนต่าง ๆ ก็อาจเห็นราคาสินค้าอื่น ๆ เช่น อาหาร ปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากภาคธุรกิจส่งผ่านต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภค

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ชี้ ซาอุดีอาระเบียต้องรับรองอิสราเอล เพื่อแลกกับข้อตกลงนิวเคลียร์

ทรัมป์ชี้ ซาอุดีอาระเบียต้องรับรองอิสราเอล เพื่อแลกกับข้อตกลงนิวเคลียร์

23 ก.ค. 2569 22:00 น.

ทรัมป์ชี้ ซาอุดีอาระเบียต้องรับรองอิสราเอล เพื่อแลกกับข้อตกลงนิวเคลียร์

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยัน จะอนุมัติข้อตกลงนิวเคลียร์กับซาอุดีอาระเบีย แต่ซาอุฯ ต้องเข้าร่วมข้อตกลงอับราฮัม เพื่อรับรองรัฐอิสราเอล และสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 ก.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า การอนุมัติข้อตกลงนิวเคลียร์ครั้งสำคัญระหว่างสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งลงนามไปเมื่อวันพุธ จะขึ้นอยู่กับการที่รัฐบาลริยาดเข้าร่วมในข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) เพื่อรับรองการก่อตั้งรัฐอิสราเอลหรือไม่

“ข้อตกลงนิวเคลียร์เพื่อการพลเรือน (ไม่มีการเสริมสมรรถภาพแร่!) … เพื่อใช้งานในทางที่ไม่เกี่ยวข้องกับทางทหารเท่านั้น … จะได้รับการอนุมัติ แต่จะต้องขึ้นอยู่กับการที่ซาอุดีอาระเบียเข้าร่วมในข้อตกลงอับราฮัมอันเป็นที่ยอมรับและประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง” โพสต์ของทรัมป์ระบุ

โพสต์ของทรัมป์มีขึ้นหลังจากเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้เชี่ยวชาญว่า ข้อตกลงนี้อาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ในอนาคต ในภูมิภาคที่มีความสั่นคลอนอยู่แล้วอย่างตะวันออกกลาง

ยังไม่แน่ชัดว่า ซาอุดีอาระเบียจะมีท่าทีต่อไปอย่างไร แต่ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยระบุว่า จะไม่รับรองอิสราเอลหากยังไม่มีการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์

จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่า เงื่อนไขเรื่องการเข้าร่วมข้อตกลงอับราฮัมได้ถูกระบุไว้ในตัวร่างข้อตกลงนิวเคลียร์ดังกล่าวหรือไม่ หรือซาอุดีอาระเบียได้ตกลงตามเงื่อนไขดังกล่าวแล้ว หรือจะถูกบีบให้ต้องเข้าร่วมข้อตกลง

ทั้งนี้ ในปี 2563 ทรัมป์เป็นตัวกลางในการเจรจาข้อตกลงอับราฮัม เพื่อให้ชาติอาหรับรับรองการก่อตั้งรัฐอิสราเอล และสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต โดยในตอนแรกมีประเทศที่เข้าร่วมคือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และบาห์เรน ก่อนที่ ซูดาน, โมร็อกโก, และคาซัคสถาน จะร่วมลงนามในเวลาต่อมา

ด้านอิสราเอลออกมาแสดงความยินดีต่อถ้อยแถลงของนายทรัมป์ โดยสำนักนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู โพสต์ข้อความบน X ว่า การที่ซาอุดีอาระเบียเข้าร่วมข้อตกลงอับราฮัม “จะเป็นก้าวสำคัญครั้งประวัติศาสตร์สู่สันติภาพในตะวันออกกลาง”

แถลงการณ์ดังกล่าวไม่ได้เอ่ยถึงข้อตกลงนิวเคลียร์ อย่างไรก็ตาม นีร์ บาร์กัต รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของอิสราเอล เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า ประเทศของเขาสามารถ “รับได้” หากซาอุดีอาระเบียจะมีพลังงานนิวเคลียร์เพื่อใช้อย่างสันติ

อนึ่ง เป็นที่เชื่อกันอย่างกว้างขวางว่า อิสราเอลเองมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในการครอบครอง แต่รัฐบาลอิสราเอลไม่เคยออกมาตอบรับหรือปฏิเสธในเรื่องนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไฟไหม้ป่าสนฝรั่งเศสลุกลามกว่า 12,500 ไร่ อพยพประชาชน-นักท่องเที่ยวเกือบ 12,000 คน

ไฟไหม้ป่าสนฝรั่งเศสลุกลามกว่า 12,500 ไร่ อพยพประชาชน-นักท่องเที่ยวเกือบ 12,000 คน

23 ก.ค. 2569 15:57 น.

ไฟไหม้ป่าสนฝรั่งเศสลุกลามกว่า 12,500 ไร่ อพยพประชาชน-นักท่องเที่ยวเกือบ 12,000 คน

ไฟป่ารุนแรงทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสเผาผลาญพื้นที่ป่าสนใกล้อ่าวอาร์กาชงในแคว้นฌีรงด์ไปแล้วกว่า 12,500 ไร่ ส่งผลให้ต้องอพยพประชาชนและนักท่องเที่ยวเกือบ 12,000 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดมกำลังนักผจญเพลิงกว่า 500 นาย พร้อมเครื่องบินดับเพลิงเข้าควบคุมสถานการณ์ ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดและแห้งแล้งซึ่งเป็นปัจจัยเร่งการลุกลามของเปลวไฟ

สถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่จังหวัดฌีรงด์ บริเวณป่าสนหมู่บ้านเลอ ปอร์จ (Le Porge) ใกล้อ่างอาร์กาชง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างหนักนับตั้งแต่ช่วงเที่ยงวันพุธที่ผ่านมา (22 ก.ค.) โดยเปลวไฟพุ่งสูงหลายสิบเมตรและลุกลามอย่างรวดเร็วในป่าสนที่แห้งแล้ง จนกลืนกินพื้นที่ป่าไปแล้วมากกว่า 2,000 เฮกตาร์ หรือประมาณ 12,500 ไร่ 

สำนักงานจังหวัดฌีรงด์เปิดเผยว่า ในช่วงคืนที่ผ่านมา ทางการได้ดำเนินการอพยพประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นการด่วนรวมแล้วเกือบ 12,000 คน โดยในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวมากกว่า 10,000 คน ที่ต้องอพยพออกจากค่ายพักแรมและศูนย์พักผ่อน 8 แห่งในแถบชายฝั่ง รวมถึงชาวบ้านอีกกว่า 1,000 คน ในพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งนี้ เทศบาลเมือง 9 แห่ง รวมถึงเมืองบอร์โด ได้เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อรองรับผู้ประสบภัยแล้วกว่า 2,500 คน

เจ้าหน้าที่นักผจญเพลิงราว 500 นาย พร้อมรถดับเพลิง 150 คัน และฝูงบินดับเพลิงทางอากาศ ซึ่งรวมถึงเครื่องบิน Canadair, Dash และ Air Tractor ได้เร่งเข้าควบคุมเพลิงตลอดทั้งวันทั้งคืน โดยใช้วิธีการ “การเผาควบคุม” สร้างแนวกันไฟบริเวณขอบป่า เพื่อตัดเชื้อเพลิงและชะลอการลุกลามของไฟ ท่ามกลางทิศทางลมที่ทำให้ไฟกระจายไปทุกทิศทาง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวเต็มไปด้วยความสูญเสีย หลังจากเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา มีนักผจญเพลิงเสียชีวิต 2 นาย ขณะปฏิบัติหน้าที่ดับไฟป่าใกล้สนามบินบอร์โด-เมรีญัก ส่งผลให้นายลอร็องต์ นูเญซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศส ต้องเดินทางลงพื้นที่เพื่อพบปะและแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต ขณะที่สหภาพนักผจญเพลิงออกมาร้องเรียนถึงปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์และภาวะหมดแรงของเจ้าหน้าที่

มาร์กซิยาล ซานิเนตตี นายกเทศมนตรีเมืองเลอ ปอร์จ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ คาดการณ์เบื้องต้นว่า ต้นเพลิงอาจเกิดจากอุบัติเหตุจากเครื่องมือแผ้วถางป่าหรือเครื่องตัดหญ้าที่เกิดความร้อนหรือประกายไฟ

ส่งผลให้ โซฟี โบรคาส์ ผู้ว่าราชการจังหวัดฌีรงด์ ประกาศยกระดับการเตือนภัยเป็น “สีแดง” พร้อม สั่งห้ามการทำงานในป่าไม้ทุกประเภทที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในโดยเด็ดขาดตลอดทั้งวัน ขณะที่อัยการเมืองบอร์โดประกาศว่าจะเพิ่มโทษทางอาญาอย่างหนักสำหรับผู้ที่จุดไฟหรือทิ้งก้นบุหรี่ในพื้นที่ป่า

เหตุการณ์ไฟป่าครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากฝรั่งเศสต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนถึง 3 ระลอกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นผลกระทบชัดเจนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้แม่น้ำหลายสายแห้งขอด และเกิดไฟป่าได้ง่ายขึ้น

ข้อมูลจากรัฐบาลฝรั่งเศสระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2026 เป็นต้นมา มีเหตุไฟป่าเกิดขึ้นในประเทศแล้วมากกว่า 12,500 ครั้ง เผาผลาญพื้นที่ไปรวมกว่า 44,000 เฮกตาร์ หรือราว 275,000 ไร่ ซึ่งแซงหน้าสถิติความเสียหายร้ายแรงเมื่อปี 2022.

ที่มา TV5MONDE / AFP

เรือยามฝั่งจีนฉีดน้ำแรงดันสูงใส่เรือฟิลิปปินส์ ระหว่างภารกิจบริเวณสันดอนสการ์โบโรห์

เรือยามฝั่งจีนฉีดน้ำแรงดันสูงใส่เรือฟิลิปปินส์ ระหว่างภารกิจบริเวณสันดอนสการ์โบโรห์

23 ก.ค. 2569 14:55 น.

เรือยามฝั่งจีนฉีดน้ำแรงดันสูงใส่เรือฟิลิปปินส์ ระหว่างภารกิจบริเวณสันดอนสการ์โบโรห์

หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า เรือยามฝั่งจีนใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงใส่เรือของสำนักงานประมงฟิลิปปินส์ที่กำลังแจกจ่ายเงินอุดหนุนค่าน้ำมันและอาหารให้ชาวประมงบริเวณสันดอนสการ์โบโรห์ ขณะที่จีนยืนยันว่าเรือฟิลิปปินส์รุกล้ำน่านน้ำของจีน และการปฏิบัติการของฝ่ายจีนเป็นไปตามกฎหมาย

หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ (PCG) เปิดเผยว่า เรือหน่วยยามฝั่งจีน หมายเลข CCG 3302 ใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงใส่เรือ BRP Datu Dumangsil ของสำนักงานประมงและทรัพยากรทางน้ำฟิลิปปินส์ (BFAR) ขณะปฏิบัติภารกิจแจกจ่ายเงินอุดหนุนค่าน้ำมันและถุงยังชีพแก่ชาวประมงฟิลิปปินส์ที่ทำการประมงบริเวณ สันดอนสการ์โบโรห์ หรือที่ฟิลิปปินส์เรียกว่าสันดอนปานาตัก 

พลเรือตรี เจย์ ทาร์เรียลา โฆษกหน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ด้านทะเลฟิลิปปินส์ตะวันตก ระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 05.54 น. วันนี้ (23 ก.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น เมื่อเรือจีนแล่นเข้าประชิดหัวเรือของ BRP Datu Dumangsil ในระยะเพียงประมาณ 50 เมตร ต่อมาในเวลา 06.29 น. เรือจีนได้ฉีดน้ำแรงดันสูงต่อเนื่องนานกว่า 2 นาที ส่งผลให้น้ำกระทบเรือฟิลิปปินส์ แม้จะเป็นการปะทะทางอ้อมก็ตาม

นอกจากนี้ เรือยามฝั่งจีนอีกลำ CCG 21579 ยังแล่นตัดหน้าเรือ BRP Datu Paiburong ในระยะประมาณ 500 เมตร ซึ่งฟิลิปปินส์ระบุว่าเป็นการเดินเรือที่เป็นอันตราย

หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ระบุว่า การกระทำของจีนละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยกฎระเบียบระหว่างประเทศเพื่อป้องกันการชนกันในทะเล (COLREGs) และเป็นการสร้างความเสี่ยงต่อเจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์ที่กำลังปฏิบัติภารกิจด้านมนุษยธรรม อย่างไรก็ตาม ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเรือของ BFAR ยังคงดำเนินภารกิจแจกจ่ายเชื้อเพลิงและอาหารให้แก่ชาวประมงต่อไปจนแล้วเสร็จในช่วงสายของวัน

นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์ยังส่งเครื่องบิน Cessna Grand Caravan ของหน่วยยามฝั่งขึ้นลาดตระเวนทางอากาศเหนือพื้นที่พิพาท โดยระบุว่าได้รับการติดต่อทางวิทยุจากฝ่ายจีน แม้เครื่องบินจะบินอยู่ภายในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของฟิลิปปินส์

การลาดตระเวนพบเรือยามฝั่งจีน 9 ลำ เรือกองกำลังติดอาวุธทางทะเลของจีน 2 ลำ และเรือรบของกองทัพเรือจีน 1 ลำ ปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่

ด้านหน่วยยามฝั่งจีนออกแถลงการณ์ระบุว่า ได้ติดตาม สกัดกั้น และขับไล่เรือของฟิลิปปินส์ 2 ลำ ที่เข้าไปในน่านน้ำใกล้สันดอนสการ์โบโรห์ โดยอ้างว่าเป็นการรุกล้ำอธิปไตยของจีน แม้จะมีการแจ้งเตือนแล้วก็ตาม จีนยืนยันว่าการดำเนินการของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ ถูกต้องตามกฎหมาย และเรียกร้องให้ฟิลิปปินส์ยุติการกระทำที่จีนมองว่าเป็นการยั่วยุและละเมิดอธิปไตย

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศสมาชิกอาเซียนกำลังประชุมร่วมกันที่กรุงมะนิลา โดยมี หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน เข้าร่วมการประชุมด้วย

ก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งวัน รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนและฟิลิปปินส์ได้แลกเปลี่ยนคำประท้วงกันเกี่ยวกับเหตุเผชิญหน้าระหว่างเรือของทั้งสองฝ่ายที่บริเวณสันดอนโธมัสที่สอง (Second Thomas Shoal) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นที่พิพาทสำคัญในทะเลจีนใต้

นายหวัง อี้ เตือนฟิลิปปินส์ว่า หากยังคงดำเนินการยั่วยุจีนโดยได้รับการสนับสนุนจากชาติมหาอำนาจภายนอก ฟิลิปปินส์จะต้องเผชิญกับ “ผลลัพธ์อันขมขื่นที่ตนเองเป็นผู้ก่อ”

สันดอนสการ์โบโรห์ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งจังหวัดซัมบาเลสของฟิลิปปินส์ประมาณ 357 กิโลเมตร และอยู่ภายในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของฟิลิปปินส์ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้การควบคุมของจีนมาตั้งแต่ปี 2012 หลังเกิดการเผชิญหน้าระหว่างกองทัพเรือของทั้งสองประเทศ

แม้ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร ณ กรุงเฮก จะมีคำวินิจฉัยเมื่อปี 2016 ว่า การอ้างสิทธิ์ของจีนในทะเลจีนใต้ไม่มีฐานทางกฎหมาย และรับรองสิทธิการทำประมงดั้งเดิมของชาวประมงฟิลิปปินส์ในพื้นที่ แต่จีนยังคงไม่ยอมรับคำตัดสินดังกล่าว และยืนยันอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ส่วนใหญ่ของทะเลจีนใต้ต่อไป.

ที่มา INQUIRER.net / Reuters