เจ้าหญิงแอสตริด แห่งนอร์เวย์ สิ้นพระชนม์วัย 94 ปี เพียง 2 วันหลังเสด็จร่วมพระราชพิธีพระศพพระเชษฐา

เจ้าหญิงแอสตริด แห่งนอร์เวย์ สิ้นพระชนม์วัย 94 ปี เพียง 2 วันหลังเสด็จร่วมพระราชพิธีพระศพพระเชษฐา

12 ก.ย. 2569 01:24 น.

เจ้าหญิงแอสตริด แห่งนอร์เวย์ สิ้นพระชนม์วัย 94 ปี เพียง 2 วันหลังเสด็จร่วมพระราชพิธีพระศพพระเชษฐา

เจ้าหญิงแอสตริด พระขนิษฐาในสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ สิ้นพระชนม์ในวัย 94 ปี เพียง 2 วันหลังเสด็จร่วมพระราชพิธีพระศพพระเชษฐา

วันที่ 12 กันยายน 2569 สำนักพระราชวังนอร์เวย์ประกาศว่า เจ้าหญิงแอสตริด พระขนิษฐาของสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ สิ้นพระชนม์แล้วด้วยพระชนมายุ 94 พรรษา นับเป็นเวลาเพียง 2 วันหลังเสด็จเข้าร่วมพระราชพิธีพระศพของพระเชษฐา  

โดยสมเด็จพระราชาธิบดีฮากอนที่ 8 พระราชนัดดาของเจ้าหญิงแอสตริด มีพระราชดำรัสว่า ตลอดพระชนมชีพอันยาวนาน เจ้าหญิงแอสตริดทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในฐานะสมาชิกพระราชวงศ์ด้วยความอบอุ่นและทรงอุทิศพระองค์อย่างเต็มพระกำลัง

ขณะที่สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 สิ้นพระชนม์เมื่อเดือนที่ผ่านมา ขณะมีพระชนมายุ 89 พรรษา หลังทรงครองราชย์ยาวนานกว่า 35 ปี ทางด้านนายสเตอเร กล่าวว่า เจ้าหญิงแอสตริดจะได้รับการฝังพระศพโดยใช้งบประมาณของรัฐ และจะมีการลดธงครึ่งเสาทั่วประเทศเพื่อถวายความอาลัย

เจ้าหญิงแอสตริดเป็นพระราชธิดาพระองค์สุดท้ายที่ยังมีพระชนม์อยู่ของสมเด็จพระราชาธิบดีโอลาฟที่ 5 ซึ่งครองราชย์ระหว่างปี 2500-2534

เจ้าหญิงแอสตริดทรงดำรงตำแหน่งสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของนอร์เวย์ตั้งแต่พระชนมายุ 22 พรรษา ในปี 2497 หลังการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงมาร์ธา พระราชมารดา โดยสมเด็จพระราชาธิบดีโอลาฟไม่ได้ทรงอภิเษกสมรสใหม่ ทำให้เจ้าหญิงแอสตริดทรงดำรงตำแหน่งนี้ต่อเนื่องจนกระทั่งพระเชษฐาทรงอภิเษกสมรสในปี 2511

สมเด็จพระราชาธิบดีฮากอนตรัสว่า ในการทรงงาน เจ้าหญิงแอสตริดทรงให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการดูแลและการสร้างความเท่าเทียมให้แก่ผู้ที่เปราะบางที่สุดในสังคม สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5

พระพลานามัยของเจ้าหญิงแอสตริดทรุดโทรมลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และเมื่อเดือนมีนาคมทรงเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคปอดบวม

นพระราชพิธีพระศพของสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์เมื่อวันพุธ มีพระบรมวงศานุวงศ์จากยุโรปและประมุขของประเทศต่างๆ เข้าร่วมจำนวนมาก รวมถึงเจ้าชายแห่งเวลส์และกษัตริย์จากกลุ่มประเทศนอร์ดิก 3 พระองค์ ขณะที่ประชาชนหลายพันคนออกมายืนเรียงรายตลอดเส้นทางขบวนพระศพจากพระราชวังหลวงไปยังมหาวิหารออสโล

สหรัฐฯ รำลึกเหตุวินาศกรรม 9/11 ครบรอบ 25 ปี ญาติผู้สูญเสียอ่านรายชื่อ ทั่วประเทศจัดพิธีไว้อาลัย

สหรัฐฯ รำลึกเหตุวินาศกรรม 9/11 ครบรอบ 25 ปี  ญาติผู้สูญเสียอ่านรายชื่อ ทั่วประเทศจัดพิธีไว้อาลัย

11 ก.ย. 2569 21:30 น.

สหรัฐฯ รำลึกเหตุวินาศกรรม 9/11 ครบรอบ 25 ปี ญาติผู้สูญเสียอ่านรายชื่อ ทั่วประเทศจัดพิธีไว้อาลัย

สหรัฐฯ จัดพิธีรำลึกครบรอบ 25 ปี เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน ญาติผู้เสียชีวิตอ่านรายชื่อผู้สูญเสีย พร้อมยืนสงบนิ่ง 7 ครั้ง ขณะที่ทรัมป์ร่วมพิธีรำลึกผู้เสียชีวิตที่เพนตากอน

วันที่ 11 กันยายน 2569 สำนักข่าว CNN รายงานว่า สหรัฐฯ จัดพิธีรำลึกครบรอบ 25 ปี เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2544 ที่บริเวณอดีตที่ตั้งอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนครนิวยอร์ก โดยญาติของผู้เสียชีวิตร่วมอ่านรายชื่อผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ ขณะที่ผู้เข้าร่วมพิธีร่วมยืนสงบนิ่ง 7 ครั้ง เพื่อรำลึกถึงช่วงเวลาสำคัญของเหตุการณ์ในวันนั้น

รายงานข่าวระบุว่า การยืนสงบนิ่ง 6 ครั้ง ตรงกับช่วงเวลาที่เครื่องบินทั้ง 4 ลำถูกจี้และพุ่งชนอาคาร รวมถึงช่วงเวลาที่อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์พังถล่ม ส่วนอีก 1 ครั้งจัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงผู้ที่เสียชีวิตในเวลาต่อมาจากอาการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 9/11 โดยพิธีที่นิวยอร์กมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมจำนวนมาก รวมถึงนายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายรูดี จูเลียนี อดีตนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ตลอดจนอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน และอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา

ทั้งนี้ เหตุการณ์ 11 กันยายน 2544 เกิดขึ้นหลังกลุ่มผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินโดยสาร 4 ลำ ก่อนนำเครื่องบิน 2 ลำพุ่งชนอาคารแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนครนิวยอร์ก ส่งผลให้อาคารทั้งสองหลังพังถล่ม มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 2,977 คน

ขณะที่เครื่องบินอเมริกัน แอร์ไลน์ส เที่ยวบิน 77 ถูกจี้และพุ่งชนอาคารเพนตากอน ใกล้กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ทำให้มีผู้เสียชีวิต 184 คน ซึ่งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าร่วมพิธีรำลึกที่จัดขึ้นแยกต่างหากที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ 9/11 เพนตากอน ในรัฐเวอร์จิเนีย ส่วนเครื่องบินลำที่ 4 คือ ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส เที่ยวบิน 93 ตกลงในพื้นที่ชนบทของรัฐเพนซิลเวเนีย หลังผู้โดยสารพยายามต่อสู้กับกลุ่มผู้จี้เครื่องบิน ทำให้เครื่องบินไม่สามารถไปถึงเป้าหมายได้

ทั้งนี้ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ 9/11 เพนตากอน ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอาคารเพนตากอน ในเขตอาร์ลิงตัน รัฐเวอร์จิเนีย เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2551 เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตทั้ง 184 คนจากเหตุการณ์ที่เพนตากอนและเที่ยวบิน 77 โดยอนุสรณ์สถานกลางแจ้งแห่งนี้ประกอบด้วยม้านั่งที่มีแสงไฟส่องสว่างสำหรับผู้เสียชีวิตแต่ละคน จัดเรียงตามอายุ ตั้งแต่ ดานา ฟอลเคนเบิร์ก เด็กหญิงวัย 3 ปี ไปจนถึง จอห์น ยามนิคกี ซีเนียร์ วัย 71 ปี พร้อมสลักชื่อของผู้เสียชีวิตไว้บนม้านั่งแต่ละตัว.

ที่มา CNN

ศาลสิงคโปร์ยกฟ้อง ซีอีโอเปย์แฟนสาวกว่า 12 ล้าน แต่รักล่ม-ฟ้องเรียกเงินคืน ชี้ “ให้โดยเสน่หา”

ศาลสิงคโปร์ยกฟ้อง ซีอีโอเปย์แฟนสาวกว่า 12 ล้าน แต่รักล่ม-ฟ้องเรียกเงินคืน ชี้ "ให้โดยเสน่หา"

11 ก.ย. 2569 16:57 น.

ศาลสิงคโปร์ยกฟ้อง ซีอีโอเปย์แฟนสาวกว่า 12 ล้าน แต่รักล่ม-ฟ้องเรียกเงินคืน ชี้ “ให้โดยเสน่หา”

ศาลสูงสิงคโปร์พิพากษายกฟ้องคดีที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทจดทะเบียนชื่อดัง ฟ้องเรียกเงินคืน 468,090 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 12.2 ล้านบาท จากอดีตแฟนสาวหลังทั้งคู่เลิกรากัน โดยศาลชี้ชัดเงินจำนวนดังกล่าวเป็น “ของขวัญที่ให้ด้วยความเสน่หา” ไม่ใช่เงินกู้ยืมที่ต้องชดใช้คืน พร้อมระบุว่าเขา “หลงรัก” ฝ่ายหญิงและใช้จ่ายเพื่อเธออย่างเต็มที่ ก่อนความสัมพันธ์จบลงอย่างไม่ราบรื่นและทำให้เขาเปลี่ยนท่าที

ศาลสูงสิงคโปร์มีคำพิพากษา ยกฟ้องคำร้องของนายแชนเดอร์ อาการ์วาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการบริษัท TCI Express ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งชาติอินเดียและตลาดหลักทรัพย์บอมเบย์ หลังเขาฟ้องเรียกเงินจำนวน 468,090 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 12.2 ล้านบาท จากอดีตแฟนสาว โดยอ้างว่าเป็นเงินที่ให้เธอยืมระหว่างคบหากันและต้องได้รับการชำระคืน

ลี ซิ่ว คิน ผู้พิพากษาอาวุโส มีคำวินิจฉัยเป็นลายลักษณ์อักษรว่า เงินส่วนใหญ่ที่อาการ์วาลจ่ายให้อดีตแฟนสาว เฟลิเซีย ลี เป็น “ของขวัญ” ที่เขามอบให้ด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่เงินกู้

ค่าใช้จ่ายดังกล่าวรวมถึงยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตประมาณ 206,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ค่าเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศประมาณ 129,000 ดอลลาร์ ค่าจ้างซินแสฮวงจุ้ยสำหรับที่พักของเธอ 17,000 ดอลลาร์ และค่าธรรมเนียมหลักสูตรผู้บริหารของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ อีก 30,000 ดอลลาร์สิงคโปร์

ส่วนเงินอีก 2 รายการที่อาการ์วาลอ้างว่าเป็นเงินกู้ ศาลเห็นว่าเขาไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นผู้มอบเงินดังกล่าวให้เธอจริง รวมถึงเงิน 50,000 ดอลลาร์ที่เขาอ้างว่าให้เธอนำไปชำระหนี้กับนายจ้างเก่า ผู้พิพากษาระบุด้วยว่า อาการ์วาลไม่สามารถแสดงหลักฐานว่าอดีตแฟนสาวเคยขอเงินเหล่านี้ในฐานะเงินกู้ หรือเคยตกลงว่าจะชำระคืน

ผู้พิพากษากล่าวว่า หลักฐานที่ปรากฏต่อศาลแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า อาการ์วาลซึ่ง “หลงรัก” ฝ่ายหญิง ได้มอบของขวัญราคาแพงให้เธอเป็นจำนวนมากตลอดช่วงความสัมพันธ์ แต่เมื่อความสัมพันธ์จบลงด้วยความขัดแย้ง เขากลับรู้สึกขุ่นเคืองและพยายามเรียกร้องสิ่งตอบแทนจากเธอ

ผู้พิพากษายังยกข้อความจากบทละคร The Mourning Bride ซึ่งเขียนขึ้นในปี 1697 เพื่อสะท้อนอารมณ์ของคู่ความ พร้อมระบุว่า คดีนี้แสดงให้เห็นว่าอารมณ์ลักษณะดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นกับคนเพศใดเพศหนึ่งเท่านั้น

อาการ์วาลพบกับลี ซึ่งเคยทำงานเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ก่อนเปลี่ยนอาชีพไปเป็นตัวแทนประกันภัยและเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ บนเที่ยวบินหนึ่งในปี 2019 หลังจากนั้นอาการ์วาลติดต่อเธอผ่านเฟซบุ๊กและทั้งคู่เริ่มพบปะกัน ทั้งสองเริ่มคบหากันในเดือนกันยายน 2022 ก่อนความสัมพันธ์สิ้นสุดลงในเดือนธันวาคม 2023 หลังอาการ์วาลสงสัยว่าเธอนอกใจ และเขายื่นฟ้องต่อศาลในเดือนมีนาคม 2024

อย่างไรก็ตาม แม้ก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มคบหากัน อาการ์วาลก็เคยมอบของขวัญราคาแพงให้ลีหลายครั้งโดยไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับเงินคืน เช่น เคยจ้างรถลีมูซีนไปส่งเธอที่บ้านหลังรับประทานอาหาร ซื้อสินค้าหรูจากแบรนด์อย่าง Hermès, Louis Vuitton และ Prada รวมถึงออกค่าใช้จ่ายเกือบทั้งหมดในการเดินทางท่องเที่ยวยุโรปร่วมกัน

ในเดือนพฤษภาคม 2021 หลังลีส่งข้อความผ่าน WhatsApp ว่าไม่ได้ขึ้นเครื่องบินมาหลายปี อาการ์วาลตอบกลับว่า อีกไม่นานเธอก็จะได้เดินทาง พร้อมบอกว่าเขาจองตั๋วชั้นหนึ่งหรือห้องสวีตไว้ให้แล้ว และหากต้องการก็สามารถใช้เครื่องบินส่วนตัวได้ ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2022 ลีส่งข้อความถามว่าเธอจะชำระเงินคืนให้อาการ์วาลได้อย่างไร เขาตอบว่า “ไม่ต้อง ผมไม่ใช่เจ้าหนี้เงินกู้”

หลังจากทั้งคู่เริ่มคบกันในเดือนกันยายน 2022 อาการ์วาลบอกเธอว่าไม่ควรเกรงใจที่จะใช้เงินของเขาหากทั้งสอง “คบกัน” พร้อมเสนอเงินใช้จ่ายประจำเดือน 1,500 ดอลลาร์สำหรับค่าแท็กซี่ อาหาร และค่าใช้จ่ายด้านความงาม

ในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน เขายังเสนอให้เธอใช้บัตร American Express Centurion พร้อมส่งข้อความว่า เธอไม่จำเป็นต้องจำกัดงบประมาณและสามารถซื้ออะไรก็ได้ที่ต้องการ อีกข้อความหนึ่งระบุว่า เขาต้องการให้เธอ “ตามใจตัวเอง” ด้วย

ระหว่างการพิจารณาคดี อาการ์วาลนำเอกสารที่เขียนด้วยลายมือมาแสดงต่อศาล โดยอ้างว่าเป็นข้อตกลงที่ลีลงลายมือชื่อ ซึ่งระบุว่าเงินจำนวน 10,000-25,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือนที่เธอได้รับจากเขาเป็น “เงินฝาก” ที่ยังเป็นทรัพย์สินของเขา แต่ลีปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ลงลายมือชื่อ และยืนยันว่าไม่เคยเห็นเอกสารดังกล่าวจนกระทั่งมีการดำเนินคดี

ผู้พิพากษาระบุว่า สถานการณ์ในการนำเอกสารฉบับนี้มาแสดงต่อศาลมีข้อพิรุธ และให้น้ำหนักเพียงจำกัดต่อความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านลายมือชื่อที่ระบุว่าลายเซ็นดังกล่าวเป็นของลีจริง

นอกจากนี้ แม้อาการ์วาลจะใช้เอกสารดังกล่าวเป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียกร้องเงิน แต่เขากลับไม่ได้กล่าวถึงเอกสารนี้ในคำฟ้องฉบับแรก โดยระบุในเวลานั้นว่า เขาไม่เคยยืนยันว่าคู่กรณีจะต้องทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นทางการ และเพิ่งนำเอกสารดังกล่าวมาอ้างหลังจากนั้นอีก 7 เดือน เมื่อยื่นคำฟ้องฉบับแก้ไข

ผู้พิพากษายังชี้ว่า เนื้อหาในเอกสารขัดแย้งกับข้อเท็จจริง เพราะลีไม่ได้รับเงิน 10,000-25,000 ดอลลาร์ทุกเดือนตามที่เอกสารระบุ แต่ได้รับเงินจำนวนต่าง ๆ เป็นครั้งคราวเพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน

ที่สำคัญ ในเดือนพฤษภาคม 2023 อาการ์วาลยังลงนามในข้อความอีกฉบับ โดยให้คำมั่นว่าจะไม่เรียกร้องสิ่งของหรือผลประโยชน์ที่มอบให้ลีด้วยความปรารถนาดีกลับคืนมา ซึ่งผู้พิพากษาเห็นว่าเอกสารฉบับหลังย่อมมีผลเหนือข้อตกลงใด ๆ ที่ทำไว้ก่อนหน้านั้น

ระหว่างถูกซักค้าน อาการ์วาลกล่าวว่า เมื่อทั้งสองเริ่มคบหากัน “ทุกอย่างกลายเป็นเงินกู้ ทุกอย่างเป็นธุรกรรม” แต่ก่อนหน้านั้นไม่ใช่ เขายังระบุว่า เมื่อฝ่ายหญิงยอมรับข้อเสนอให้เขาออกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เงินที่เขาจ่ายให้ก็จะกลายเป็นเงินกู้โดยอัตโนมัติ

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาเห็นว่าจุดยืนดังกล่าวขัดต่อสามัญสำนึกและไม่สามารถรับฟังได้ เนื่องจากไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่าคู่รักทั้งสองตกลงกันว่าเงินที่มอบให้เพื่อใช้ชีวิตหรือซื้อของจะเปลี่ยนสถานะเป็นเงินกู้โดยอัตโนมัติ

ผู้พิพากษายังเห็นว่า อาการ์วาลมีแนวโน้มให้การหลีกเลี่ยงข้อเท็จจริง เมื่อถูกนำหลักฐานที่ไม่เป็นคุณต่อเขามาแสดงในศาล โดยเฉพาะข้อความจำนวนมากที่เขาเคยเสนอให้ลีใช้เงินเพื่อประโยชน์ของเธอเอง และเคยยืนยันว่าเธอไม่จำเป็นต้องชำระเงินคืน

ศาลยังปฏิเสธข้อกล่าวอ้างของอาการ์วาลที่ว่า ลีหลอกให้เขามอบเงินด้วยการสร้างความเข้าใจผิดว่า ทั้งคู่มีความสัมพันธ์ที่จริงจังและคบกันเพียงคนเดียว รวมถึงทำให้เขาเชื่อว่าเธอจะชำระเงินคืน

ผู้พิพากษาระบุว่า พฤติกรรมของอาการ์วาลตลอดช่วงความสัมพันธ์ดูเหมือนเป็นการต่อเนื่องจากรูปแบบความสัมพันธ์ของเขาก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มคบกัน

นอกจากนี้ หลักฐานยังแสดงให้เห็นว่าอาการ์วาลมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้หญิงคนอื่นในช่วงที่คบหากับลี ซึ่งยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ตัวเขาเองมองว่าความสัมพันธ์กับลีเป็นความสัมพันธ์ที่จริงจังและมีเพียงคนเดียวหรือไม่ ท้ายที่สุด ศาลจึงมีคำวินิจฉัยว่าเงินจำนวนส่วนใหญ่ที่อาการ์วาลเรียกร้องคืนเป็นของขวัญที่เขามอบให้อดีตแฟนสาวด้วยความสมัครใจ ไม่ใช่เงินกู้ และไม่สามารถเรียกคืนได้.

ที่มา The Straits Times / Mothership

ทรัมป์ย้ำไม่เสียใจทำสงครามอิหร่าน แม้หวั่นกระทบเลือกตั้งกลางเทอม

ทรัมป์ย้ำไม่เสียใจทำสงครามอิหร่าน แม้หวั่นกระทบเลือกตั้งกลางเทอม

11 ก.ย. 2569 15:02 น.

ทรัมป์ย้ำไม่เสียใจทำสงครามอิหร่าน แม้หวั่นกระทบเลือกตั้งกลางเทอม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่าเขาไม่รู้สึกเสียใจที่ตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่าน แม้ว่าความขัดแย้งดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ก็ตาม โดยยืนยันว่าหากย้อนเวลากลับไปได้ก็จะทำเช่นเดิมทุกประการ เพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาไม่มีความเสียใจต่อการตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่าน แม้ความขัดแย้งดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับลอรา อินกราแฮม ผู้ดำเนินรายการของฟ็อกซ์ นิวส์ ซึ่งออกอากาศเมื่อวันที่ 10 ก.ย. โดยกล่าวว่า เขาไม่เชื่อในคำว่า “เสียใจ” และแม้อาจตั้งคำถามกับตัวเองบ้าง แต่หากต้องตัดสินใจอีกครั้ง เขาจะดำเนินการเหมือนเดิมทุกประการ

เมื่ออินกราแฮมตั้งข้อสังเกตว่า หากสหรัฐฯ ไม่ทำสงครามกับอิหร่าน พรรครีพับลิกันอาจมีโอกาสได้เปรียบในการเลือกตั้งกลางเทอม ทรัมป์ตอบว่า หากอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ สถานการณ์จะเลวร้ายกว่านั้น โดยเขาอ้างว่าอิหร่านอาจนำอาวุธดังกล่าวมาใช้โจมตีอิสราเอล ตะวันออกกลาง และอาจโจมตีเมืองต่าง ๆ ของสหรัฐฯ

ทรัมป์ยังปฏิเสธข้อเสนอแนะที่ว่า ผู้สนับสนุนบางส่วนของเขาอาจรู้สึกผิดหวังหรือเสียกำลังใจจากสงคราม โดยกล่าวว่า เขาเชื่อว่าผู้สนับสนุนมีความภาคภูมิใจที่รัฐบาลของเขาไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ย้ำอีกครั้งว่า สงครามจะยุติลงทันทีหลังการเลือกตั้งกลางเทอม โดยก่อนหน้านี้เขาได้กล่าวในลักษณะเดียวกัน และกล่าวหาว่าอิหร่านพยายามเข้ามามีอิทธิพลต่อการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นตัวชี้ว่าพรรครีพับลิกันของเขาจะยังสามารถรักษาเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้หรือไม่

สงครามยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกลายเป็นประเด็นสำคัญที่สร้างแรงกดดันต่อพรรครีพับลิกันก่อนการเลือกตั้ง ขณะที่ตลาดการเงินกำลังเตรียมรับมือกับความเป็นไปได้ที่สงครามอิหร่านอาจยืดเยื้อ หลังมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวได้หารือกับทรัมป์ถึงความเป็นไปได้ที่สงครามอาจดำเนินต่อไปจนเกินวาระปัจจุบันของเขา

สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ก่อนที่อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการโจมตีอิสราเอลและประเทศในอ่าวอาหรับที่เป็นที่ตั้งฐานทัพของสหรัฐฯ การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน รวมถึงการโจมตีของอิสราเอลในเลบานอน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคนและทำให้ประชาชนหลายล้านคนต้องพลัดถิ่น

ทรัมป์ระบุว่า หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของสงครามคือการลดทอนขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ และยืนยันมาโดยตลอดว่าโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมมีวัตถุประสงค์เพื่อสันติ ขณะที่สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในครอบครอง

ในอีกประเด็นหนึ่ง ทรัมป์ปฏิเสธรายงานของอิหร่านที่อ้างว่าสามารถโจมตีเครื่องบินขับไล่ของสหรัฐฯ หลายลำที่ฐานทัพในจอร์แดน โดยกล่าวว่าไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นกับทรัพย์สินหรือกำลังพลของสหรัฐฯ ตามที่มีการกล่าวอ้าง

ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้ากดดันอิหร่านด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจและพยายามตัดอิหร่านออกจากเครือข่ายทางการเงินระหว่างประเทศ โดยนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่า รัฐบาลเตรียมประกาศมาตรการคว่ำบาตรธนาคารขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในวันที่ 14 ก.ย. นี้ เบสเซนต์กล่าวว่า รัฐบาลเลือกประกาศมาตรการดังกล่าวในวันจันทร์ เนื่องจากต้องการให้เกียรติและรำลึกถึงชาวอเมริกันที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 11 ก.ย.

รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ยังระบุว่า รัฐบาลได้คว่ำบาตรและสั่งปิดสาขาในดูไบของธนาคารใหญ่อันดับ 2 ของอียิปต์ โดยกล่าวหาว่าธนาคารดังกล่าวให้เงินแก่อิหร่านมูลค่า 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ยังมีธนาคารรายใหญ่ของตุรกีที่ถูกคว่ำบาตรจากข้อกล่าวหาว่าให้การสนับสนุนทางการเงินแก่อิหร่าน แต่เบสเซนต์ไม่ได้เปิดเผยชื่อธนาคารดังกล่าว

เมื่อถูกถามว่าอิหร่านจะสามารถรับมือกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นได้อีกนานเพียงใด ทรัมป์ตอบว่า เขาไม่แน่ใจว่าอิหร่านจะสามารถต้านทานแรงกดดันต่อไปได้หรือไม่ แต่ยืนยันว่าเรื่องนี้จะได้รับการยุติหลังการเลือกตั้งกลางเทอม หรืออาจเร็วกว่านั้น พร้อมย้ำว่าอย่างช้าที่สุด สงครามจะยุติลงทันทีหลังการเลือกตั้ง.

ที่มา Reuters / CNBC

2 สาวอเมริกันถูกจับลอบขนกัญชา 30 กิโลกรัมเข้าญี่ปุ่น อ้างได้เที่ยวฟรี

2 สาวอเมริกันถูกจับลอบขนกัญชา 30 กิโลกรัมเข้าญี่ปุ่น อ้างได้เที่ยวฟรี

11 ก.ย. 2569 14:35 น.

2 สาวอเมริกันถูกจับลอบขนกัญชา 30 กิโลกรัมเข้าญี่ปุ่น อ้างได้เที่ยวฟรี

ตำรวจนครบาลโตเกียวจับกุมหญิงชาวอเมริกัน 2 คน อายุ 25 ปี หลังถูกกล่าวหาว่าร่วมกันลักลอบนำกัญชาแห้งราว 30 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 150 ล้านเยน หรือประมาณ 32.2 ล้านบาท เข้าญี่ปุ่น โดยซุกซ่อนในกระเป๋าเดินทาง 2 ใบ ขณะที่หนึ่งในผู้ต้องหารับสารภาพ อ้างรับงานเพราะได้เงินและถูกใจที่มีคนออกค่าเดินทางให้ไปญี่ปุ่นฟรี

ตำรวจนครบาลโตเกียวจับกุมหญิงชาวอเมริกัน 2 คน อายุ 25 ปี ฐานต้องสงสัยลักลอบนำกัญชาแห้งประมาณ 30 กิโลกรัมเข้าประเทศญี่ปุ่นเพื่อจำหน่าย โดยกัญชาดังกล่าวมีมูลค่าตามราคาขายปลีกประมาณ 150 ล้านเยน หรือราว หรือประมาณ 32.2 ล้านบาท

ตำรวจเปิดเผยว่า ผู้ต้องหาทั้งสองเดินทางจากนครนิวยอร์กมายังสนามบินฮาเนดะในกรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา พร้อมกระเป๋าเดินทาง 2 ใบ ภายในซุกซ่อนกัญชาแห้งที่ถูกแบ่งบรรจุเป็นถุงย่อยรวม 35 ถุง

เจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำสนามบินฮาเนดะพบความผิดปกติระหว่างการตรวจสอบกระเป๋าเดินทาง ก่อนพบกัญชาจำนวนดังกล่าว จึงแจ้งตำรวจเข้าดำเนินการจับกุม โดยตำรวจระบุว่า ผู้ต้องหาทั้งสองน่าจะทำหน้าที่เป็นผู้ขนยาเสพติด ให้กับผู้บงการซึ่งยังไม่ทราบชื่อ

ตามข้อมูลของตำรวจ ผู้ต้องหาทั้งสองได้รับคำสั่งจากชายที่รู้จักกันผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยชายคนดังกล่าวให้พวกเธอนำกระเป๋าเดินทางจากนิวยอร์กมายังญี่ปุ่น พร้อมเสนอออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางและจ่ายค่าตอบแทน

หนึ่งในผู้ต้องหา ซึ่งสื่อญี่ปุ่นระบุชื่อว่า แคตรอน จาเมียร์ เบอร์เบิน กัสติลโล ให้การยอมรับข้อกล่าวหา โดยบอกตำรวจว่าเธอรับงานเพราะจะได้รับเงิน และสนใจเป็นพิเศษกับข้อเสนอที่สามารถเดินทางไปญี่ปุ่นได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เธอให้การในทำนองว่า แม้จะรู้ว่างานดังกล่าวมีความเสี่ยง แต่ตัดสินใจรับงานเพราะสามารถเดินทางไปญี่ปุ่นได้ฟรี

ส่วนผู้ต้องหาอีกคน คือ โจเซลิน ดิซอน นาติวิดัด แพตริน ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าไม่ทราบว่าภายในกระเป๋าเดินทางมีกัญชาซุกซ่อนอยู่ ทั้งสองเป็นเพื่อนกัน และตำรวจเชื่อว่าผู้ต้องหาอีกคนอาจมีหน้าที่คอยติดตามและตรวจสอบการขนส่งยาเสพติดตามคำสั่งของผู้บงการ

ตำรวจระบุว่า ทั้งสองถูกจับกุมในข้อหาละเมิดกฎหมายควบคุมยาเสพติดและกฎหมายศุลกากร ฐานนำกัญชาเข้าประเทศญี่ปุ่นเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ โดยมีบุคคลอื่นร่วมสมคบคิด ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบตัวตน

ญี่ปุ่นมีกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดที่เข้มงวดอย่างมาก การนำเข้า ครอบครอง หรือจำหน่ายยาเสพติดผิดกฎหมายมีโทษจำคุก โดยการลักลอบนำเข้ากัญชาเพื่อการค้าหรือแสวงหากำไร อาจมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และปรับสูงสุด 3 ล้านเยน หรือประมาณ 6.4 แสนบาท ตำรวจยังอยู่ระหว่างสอบสวนเพื่อขยายผลไปยังผู้สั่งการและผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบนำกัญชาเข้าญี่ปุ่น.

ที่มา Tokyo Reporter / Nikkei / news.yahoo

อิสราเอลระเบิดอุโมงค์ฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ทำเกิดแรงสั่นสะเทือน 4.1

อิสราเอลระเบิดอุโมงค์ฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ทำเกิดแรงสั่นสะเทือน 4.1

11 ก.ย. 2569 13:06 น.

อิสราเอลระเบิดอุโมงค์ฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ทำเกิดแรงสั่นสะเทือน 4.1

อิสราเอลประกาศทำลายโครงสร้างใต้ดินและเครือข่ายอุโมงค์สำคัญของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ใต้สันเขาอาลี อัล-ทาเฮอร์ ทางตอนใต้ของเลบานอน พร้อมอ้างว่าสามารถควบคุมพื้นที่ได้ทั้งเหนือและใต้ดิน ขณะที่เลบานอนรายงานเกิดแรงระเบิดขนาดใหญ่ และสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ ตรวจพบแรงสั่นสะเทือนขนาด 4.1

อิสราเอลเปิดเผยว่า กองทัพอิสราเอลได้ทำลายโครงสร้างใต้ดินและเครือข่ายอุโมงค์สำคัญของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน บริเวณใต้สันเขาอาลี อัล-ทาเฮอร์ ในจังหวัดนาบาตีเยห์ ทางตอนใต้ของเลบานอน โดยนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู และนายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล ระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวถือเป็นการเสร็จสิ้นภารกิจในการสร้าง “การควบคุมเชิงปฏิบัติการ” เหนือพื้นที่ดังกล่าวทั้งบนพื้นดินและใต้ดิน

แถลงการณ์ร่วมของเนทันยาฮูและคัตซ์ระบุว่า โครงสร้างดังกล่าวเป็น “โครงสร้างพื้นฐานก่อการร้ายเชิงยุทธศาสตร์” ที่สร้างขึ้นตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี โดยได้รับเงินทุนและการวางแผนจากอิหร่าน พร้อมยืนยันว่ากองกำลังอิสราเอลจะยังคงประจำการในพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้ฮิซบอลเลาะห์กลับเข้ามาสร้างฐานที่มั่นและฟื้นฟูขีดความสามารถทางทหารอีกครั้ง

กองทัพอิสราเอลระบุว่า เครือข่ายอุโมงค์มีความยาวมากกว่า 2 กิโลเมตร และภายในพบจรวดและขีปนาวุธที่ผลิตในอิหร่าน รวมถึงอากาศยานไร้คนขับ ปืนกล ขีปนาวุธต่อต้านรถถังหลายสิบลูก ตลอดจนทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดอีกหลายร้อยรายการ

นอกจากนี้ ยังพบศูนย์บัญชาการหลักของหน่วย “บาดร์” ซึ่งเป็นหน่วยหนึ่งของฮิซบอลเลาะห์ โดยโครงสร้างใต้ดินดังกล่าวประกอบด้วยศูนย์บัญชาการ ห้องเก็บอาวุธ และพื้นที่พักอาศัยที่เปิดทางให้สมาชิกกลุ่มสามารถหลบซ่อนและปฏิบัติการอยู่ใต้ดินได้เป็นเวลานาน

เจ้าหน้าที่ทหารอิสราเอลเปิดเผยว่า สมาชิกฮิซบอลเลาะห์บางส่วนที่เคยปฏิบัติการอยู่บริเวณสันเขาได้ถอนกำลังออกไปแล้ว ขณะที่บางส่วนถูกสังหารจากการโจมตีทางอากาศและการยิงปืนใหญ่ โดยอิสราเอลประกาศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าสามารถยึดสันเขาอาลี อัล-ทาเฮอร์ได้

เหตุระเบิดครั้งใหญ่ดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงในพื้นที่ โดยสำนักงานข่าวแห่งชาติเลบานอน หรือ NNA รายงานว่า กองทัพอิสราเอลได้จุดระเบิดครั้งใหญ่บริเวณสันเขา ทำให้ประชาชนในเมืองนาบาตีเยห์และพื้นที่โดยรอบรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนและเสียงระเบิดอย่างรุนแรง ขณะที่สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS ตรวจพบแรงสั่นสะเทือนขนาด 4.1 ในบริเวณดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวเอเอฟพีในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนระบุว่า ได้ยินเสียงระเบิดอย่างรุนแรงหลายครั้ง ขณะที่ชาวบ้านรายหนึ่งซึ่งเพิ่งย้ายมาอยู่ในเมืองมาจายูน กล่าวว่า ขณะนั่งอยู่ในบ้าน ทุกอย่างสั่นสะเทือนอย่างเห็นได้ชัด

สันเขาอาลี อัล-ทาเฮอร์ ตั้งอยู่ห่างจากชายแดนอิสราเอลประมาณ 15 กิโลเมตร และกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีการสู้รบอย่างหนักระหว่างอิสราเอลกับฮิซบอลเลาะห์ โดยแหล่งข่าวด้านความมั่นคงของเลบานอนระบุว่า ฮิซบอลเลาะห์เชื่อว่าได้สร้างศูนย์บัญชาการใต้ดินและคลังเก็บอาวุธไว้ในพื้นที่ดังกล่าว

ความขัดแย้งในพื้นที่ปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อวันที่ 2 มีนาคม หลังอิสราเอลรุกคืบเข้าสู่พื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนและเข้ายึดจุดยุทธศาสตร์หลายแห่ง ขณะที่สันเขาอาลี อัล-ทาเฮอร์เป็นหนึ่งในพื้นที่ปฏิบัติการสำคัญของอิสราเอล และอยู่ภายในเขตกันชนที่อิสราเอลประกาศขยายพื้นที่ฝ่ายเดียวทางตอนใต้ของเลบานอน

ก่อนหน้านี้ กรอบข้อตกลงที่มีสหรัฐฯ เป็นคนกลาง หลังการหยุดยิงในเดือนมิถุนายน กำหนดให้อิสราเอลทยอยถอนกำลังออกจากพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน ขณะที่กองทัพเลบานอนจะดำเนินการปลดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ แต่กระบวนการดังกล่าวหยุดชะงัก หลังฮิซบอลเลาะห์ปฏิเสธที่จะยอมสละอาวุธ ขณะที่อิสราเอลยืนยันว่าจะไม่ถอนกำลังจนกว่ากลุ่มดังกล่าวจะปลดอาวุธ

สถานการณ์ความรุนแรงกลับมาทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลังช่วงเวลาที่การสู้รบลดระดับลงภายหลังความเข้าใจระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน และข้อตกลงระหว่างเลบานอนกับอิสราเอล

ทางการเลบานอนระบุว่า การโจมตีของอิสราเอลนับตั้งแต่เดือนมีนาคมทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมแล้วมากกว่า 4,300 คน และกองกำลังอิสราเอลยังคงยึดครองพื้นที่ที่เรียกว่า “เขตความมั่นคง” ทางตอนใต้ของเลบานอน.

ที่มา AFP / Reuters

กษัตริย์มาเลเซียเลื่อนพิจารณาคำขอพระราชทานอภัยโทษ “นาจิบ ราซัก” คดี 1MDB

กษัตริย์มาเลเซียเลื่อนพิจารณาคำขอพระราชทานอภัยโทษ "นาจิบ ราซัก" คดี 1MDB

11 ก.ย. 2569 11:50 น.

กษัตริย์มาเลเซียเลื่อนพิจารณาคำขอพระราชทานอภัยโทษ “นาจิบ ราซัก” คดี 1MDB

สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านอิบราฮิม กษัตริย์แห่งมาเลเซีย ทรงเลื่อนการพิจารณาคำขอพระราชทานอภัยโทษครั้งใหม่ของนาจิบ ราซัก อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำลังรับโทษจำคุกจากคดีทุจริตที่เกี่ยวข้องกับกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติมาเลเซีย หรือ 1MDB โดยเรื่องดังกล่าวจะถูกนำกลับมาพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการอภัยโทษครั้งต่อไป

ฝ่ายกิจการกฎหมาย สำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย แถลงเมื่อวันนี้ (11 ก.ย.) ว่า สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านอิบราฮิม ซึ่งทรงเป็นประธานคณะกรรมการอภัยโทษ ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้เลื่อนการพิจารณาคำขอของนาจิบไปยังการประชุมครั้งหน้า แต่ไม่ได้ระบุว่าจะจัดขึ้นเมื่อใด

ในการประชุมครั้งล่าสุด พระองค์ยังทรงมีพระบรมราชานุญาตให้อภัยโทษและปล่อยตัวนักโทษ 65 คน โดยนักโทษที่ไม่ใช่ชาวมาเลเซียจะต้องถูกส่งตัวกลับประเทศต้นทางภายใน 6 เดือนหลังได้รับการปล่อยตัว

นาจิบ วัย 73 ปี ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียระหว่างปี 2009-2018 และเริ่มรับโทษจำคุกในเดือนสิงหาคม 2022 หลังศาลสูงสุดของมาเลเซียมีคำพิพากษายืนตามความผิดในคดีทุจริตเงินกองทุน SRC International ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ 1MDB ซึ่งเกี่ยวข้องกับเงิน 42 ล้านริงกิต หรือประมาณ 42 ล้านบาท ที่ถูกโอนจาก SRC International ซึ่งเป็นอดีตบริษัทในเครือของกองทุน 1MDB เข้าสู่บัญชีธนาคารส่วนตัวของเขา

เดิมนาจิบถูกตัดสินจำคุก 12 ปี และปรับ 210 ล้านริงกิต จากความผิด 7 กระทง ได้แก่ การใช้อำนาจโดยมิชอบ การละเมิดความไว้วางใจทางอาญา และการฟอกเงิน ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 คณะกรรมการอภัยโทษ ซึ่งมีอดีตกษัตริย์สุลต่านอับดุลเลาะห์เป็นประธาน ได้ลดโทษจำคุกเหลือ 6 ปี และลดค่าปรับเหลือ 50 ล้านริงกิต ส่งผลให้เดิมนาจิบมีกำหนดพ้นโทษในเดือนสิงหาคม 2028

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า นาจิบต้องการให้คณะกรรมการพิจารณาคำขอให้เขาเปลี่ยนจากการจำคุกเป็นการกักบริเวณภายในบ้าน อย่างไรก็ตาม ศาลสูงมาเลเซียเคยวินิจฉัยว่า คำสั่งเพิ่มเติมที่อ้างว่าอนุญาตให้กักบริเวณในบ้านไม่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากไม่ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการอภัยโทษในการประชุมเมื่อเดือนมกราคม 2024 และนาจิบได้ถอนคำอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าวเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

นอกจากโทษจำคุกในคดี SRC International แล้ว นาจิบยังเผชิญโทษจำคุกอีก 15 ปีในคดี 1MDB อีกคดีหนึ่ง หลังศาลสูงมีคำพิพากษาเมื่อเดือนธันวาคม 2025 จากความผิด 25 กระทง ฐานใช้อำนาจโดยมิชอบและฟอกเงิน กรณีเงิน 2,200 ล้านริงกิตที่ถูกยักยอกจากกองทุน 1MDB พร้อมสั่งปรับ 11,380 ล้านริงกิต โดยนาจิบยื่นอุทธรณ์ต่อคำพิพากษาและบทลงโทษดังกล่าวแล้ว

แม้จะถูกจำคุก แต่นาจิบยังคงเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลและสร้างความแตกแยกในแวดวงการเมืองมาเลเซีย โดยเฉพาะภายในพรรคองค์การสหมาเลย์แห่งชาติ หรือ UMNO ซึ่งเป็นแกนนำของแนวร่วมแห่งชาติ หรือ Barisan Nasional (BN) และเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลผสมของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม

ประเด็นคำขอพระราชทานอภัยโทษยังสร้างความตึงเครียดระหว่าง UMNO กับแนวร่วมปากาตัน ฮาราปัน (PH) ของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ โดย PH ระบุว่า ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดฐานทุจริตหรือใช้อำนาจโดยมิชอบควรรับโทษเต็มตามคำพิพากษา พร้อมย้ำว่าคดีสำคัญควรคำนึงถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการปฏิรูปและการต่อต้านการทุจริตของมาเลเซีย

ด้าน UMNO ตอบโต้ว่า แถลงการณ์ดังกล่าวอาจถูกมองว่าเป็นการตั้งคำถามต่อพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งได้รับการรับรองไว้ในมาตรา 42(1) ของรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธรัฐ พร้อมย้ำว่า พรรคจะไม่ชี้นำหรือเรียกร้องผลการตัดสินใดเป็นการเฉพาะ และทุกฝ่ายควรเคารพการตัดสินใจที่เกิดขึ้นผ่านกระบวนการตามกฎหมาย

การเลื่อนพิจารณาครั้งล่าสุดจึงทำให้อนาคตของนาจิบยังคงไม่แน่นอน ขณะที่ผลการตัดสินใจในครั้งต่อไปอาจมีผลต่อทั้งสถานะทางกฎหมายของอดีตนายกรัฐมนตรีและความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลมาเลเซีย.

ที่มา CNA / New Straits Times / Reuters

นิวยอร์กแสดงโดรนครั้งใหญ่ รำลึกครบรอบ 25 ปี เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน

นิวยอร์กแสดงโดรนครั้งใหญ่ รำลึกครบรอบ 25 ปี เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน

11 ก.ย. 2569 11:46 น.

นิวยอร์กแสดงโดรนครั้งใหญ่ รำลึกครบรอบ 25 ปี เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน

ท้องฟ้าเหนือนครนิวยอร์กสว่างไสวด้วยการแสดงโดรนครั้งใหญ่ เพื่อรำลึกครบรอบ 25 ปี เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน โดยใช้ดวงไฟ 2,977 ดวง แทนจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์

นครนิวยอร์กจัดพิธีรำลึกเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน ครบรอบ 25 ปีอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีการแสดงโดรนเหนืออ่าวนิวยอร์ก จำนวน 2,977 ดวง เพื่อรำลึกครบรอบ 25 ปี เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2001 โดยดวงไฟแต่ละดวงเป็นตัวแทนของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น

การแสดงจัดขึ้นเหนืออ่าวนิวยอร์ก เมื่อคืนวันพุธ ก่อนถึงวันครบรอบ 25 ปี เหตุโจมตี 11 กันยายน ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

ผลงานดังกล่าวใช้ชื่อว่า “2,977 Lights Over New York Harbor” โดยโดรนจำนวน 2,977 ลำ ส่องสว่างขึ้นบนท้องฟ้าและก่อตัวเป็นภาพ ตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิต 2,977 คนจากเหตุการณ์ 9/11

ผู้จัดงานระบุว่า โครงการศิลปะแสงไฟนี้จัดทำขึ้นโดยความร่วมมือกับสมาชิกในชุมชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุ 9/11 ทั้งครอบครัวของผู้เสียชีวิต เจ้าหน้าที่กู้ภัยกลุ่มแรกที่เข้าช่วยเหลือในวันเกิดเหตุ รวมถึงผู้รอดชีวิต

การแสดงโดรนครั้งนี้เปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรี โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้คนได้ร่วมกันรำลึกถึงผู้สูญเสีย ทบทวนเหตุการณ์ในอดีต และสื่อถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของผู้คน ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมรำลึกก่อนถึงวันครบรอบ 25 ปีของเหตุ 11 กันยายน. 

ที่มา : AP, AFP

ผลวิจัยชี้ มนุษย์อาจใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทมาตั้งแต่ 25,000 ปีก่อน เก่าแก่ที่สุดที่เคยค้นพบมา

ผลวิจัยชี้ มนุษย์อาจใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทมาตั้งแต่ 25,000 ปีก่อน เก่าแก่ที่สุดที่เคยค้นพบมา

11 ก.ย. 2569 11:27 น.

ผลวิจัยชี้ มนุษย์อาจใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทมาตั้งแต่ 25,000 ปีก่อน เก่าแก่ที่สุดที่เคยค้นพบมา

นักวิจัยเผยการค้นพบใหม่ มนุษย์อาจใช้ผลหมาก เป็นสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทมาตั้งแต่ 25,000 ปีก่อน โดยพบหลักฐานในอินโดนีเซีย นับว่าเก่าแก่ที่สุดในโลกที่เคยค้นพบมา 

การศึกษาครั้งใหม่พบหลักฐานที่อาจเปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของการใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท โดยนักวิจัยพบว่ามนุษย์ในอินโดนีเซียอาจใช้ผลหมาก เพื่อให้เกิดฤทธิ์ต่อสมองมาตั้งแต่เมื่อราว 25,000 ปีก่อน หรือก่อนหน้านี้ที่นักวิทยาศาสตร์เคยคาดการณ์ไว้หลายพันปี

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยกริฟฟิท (Griffith University) ประเทศออสเตรเลีย ศึกษาซากโครงกระดูกของมนุษย์ยุคโบราณที่เป็นกลุ่มนักล่าและเก็บของป่า ซึ่งพบที่เกาะสุลาเวสีของอินโดนีเซีย และพบร่องรอยการสึกของฟันที่ผิดปกติ โดยมีร่องลึกและโค้งมนบนฟัน

ทีมวิจัยเชื่อว่า ร่องรอยดังกล่าวเกิดจากการ ดูดหมากทั้งเม็ด ซึ่งเป็นเมล็ดของต้นหมาก หรือ Areca catechu โดยพบหลักฐานจากมนุษย์ยุคโบราณ 2 ราย รายหนึ่งมีอายุอยู่ในช่วงประมาณ 25,000-16,000 ปีก่อน ขณะที่อีกรายมีอายุประมาณ 7,600-6,300 ปีก่อน

ศาสตราจารย์อดัม บรัมม์ (Adam Brumm) หัวหน้าทีมวิจัย ระบุว่า หลักฐานดังกล่าวอาจเป็น หลักฐานการใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่เคยค้นพบมา

หมากมีสารออกฤทธิ์ที่สามารถทำให้เกิดความรู้สึกเคลิบเคลิ้มเล็กน้อยและเพิ่มความตื่นตัว โดยปัจจุบันหมากถือเป็นหนึ่งในสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก รองจากแอลกอฮอล์ คาเฟอีน และนิโคติน

ก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อว่า การใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทเริ่มต้นขึ้นหลังมนุษย์เข้าสู่ยุคเกษตรกรรม โดยมีหลักฐานการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากการหมักเมื่อประมาณ 13,000 ปีก่อน

แต่ผลการศึกษาครั้งใหม่นี้ ซึ่งเผยแพร่ในวารสาร Science Advances ชี้ว่า การใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทอาจมีรากฐานเก่าแก่กว่านั้นมาก และอาจเกิดขึ้นในกลุ่มมนุษย์นักล่าและเก็บของป่าก่อนเข้าสู่สังคมเกษตรกรรม

นักวิจัยยังทดลองนำหมากไปแช่ในน้ำลายสังเคราะห์ และพบว่าเพียงการดูดหมากทั้งเม็ดก็สามารถปล่อยสารออกฤทธิ์ออกมาในปริมาณที่มากพอจะส่งผลต่อการทำงานของสมองได้

แม้การดูดหมากทั้งเม็ดในอดีตอาจให้ฤทธิ์อ่อนกว่าการเคี้ยวหมากในปัจจุบัน แต่ทีมวิจัยเชื่อว่า การใช้เป็นประจำอาจมีผลต่อสุขภาพช่องปากอย่างรุนแรง และอาจทำให้เกิดโรคเหงือกได้

ปัจจุบัน การใช้หมากที่แพร่หลายในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มักนำหมากแปรรูปมาผสมกับปูนแดงหรือปูนขาวและส่วนผสมอื่น ก่อนนำมาเคี้ยว โดยมีผู้คนทั่วโลกราว 1 ใน 10 ที่ยังคงเคี้ยวหมากในรูปแบบดังกล่าว.

ที่มา : BBC

“กานฟ่าน อิ๋งอิ๋ง” อินฟลูสายกินชาวจีนที่มีผู้ติดตามกว่า 1.23 ล้านคน เสียชีวิตในวัย 24 ปี

"กานฟ่าน อิ๋งอิ๋ง" อินฟลูสายกินชาวจีนที่มีผู้ติดตามกว่า 1.23 ล้านคน เสียชีวิตในวัย 24 ปี

11 ก.ย. 2569 11:26 น.

“กานฟ่าน อิ๋งอิ๋ง” อินฟลูสายกินชาวจีนที่มีผู้ติดตามกว่า 1.23 ล้านคน เสียชีวิตในวัย 24 ปี

“กานฟ่าน อิ๋งอิ๋ง” อินฟลูสายกินชาวจีนที่มีผู้ติดตามกว่า 1.23 ล้านคน เสียชีวิตในวัย 24 ปี หลังเคยไลฟ์จากโรงพยาบาลเผยโพแทสเซียมในเลือดต่ำจากการกินหนักและอาเจียน เตือนอย่าละเลยสุขภาพ ด้านครอบครัวยังไม่เปิดเผยสาเหตุที่แน่ชัด

วันที่ 11 กันยายน 2569 สื่อจีนรายงานข่าวการเสียชีวิตของ เฉิน จื่ออี้ หรือ “กานฟ่าน อิ๋งอิ๋ง” ครีเอเตอร์และอิฟลูเอนเซอร์สายกินชื่อดัง วัย 24 ปี ที่มีผู้ติดตามกว่า 1.23 ล้านคน โดยครอบครัวเปิดเผยว่าเธอเสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่ไม่ได้เปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิต ขณะที่สื่อจีนบางแห่งอ้างแหล่งข่าวระบุว่า ภาวะโพแทสเซียมต่ำเป็นเวลานานอาจเกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจหยุดเต้น แต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ

กานฟ่าน อิ๋งอิ๋ง สร้างชื่อจากคลิปและการไลฟ์กินอาหารปริมาณมหาศาลภายในมื้อเดียว ทั้งอาหารทะเลและไข่เป็ดเค็ม จนเป็นที่รู้จักในวงกว้าง  คลิปสุดท้ายของเธอเผยแพร่เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม หรือ 3 วันก่อนเสียชีวิต โดยเธอถ่ายคลิปจากเตียงในโรงพยาบาล พร้อมอธิบายเหตุผลที่ช่วงหลังโพสต์คลิปและไลฟ์น้อยลง เนื่องจากการกินอาหารปริมาณมากและบ่อยครั้งทำให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดลดต่ำจนต้องเข้ารับการรักษา โดยเธอกล่าวในคลิปว่า แม้การหาเงินจะเป็นเรื่องสำคัญแต่สุขภาพควรมาก่อนเสมอ พร้อมเปิดเผยว่าระดับโพแทสเซียมในเลือดลดลงเหลือเพียง 2.3 มิลลิโมลต่อลิตร ซึ่งถือว่าต่ำกว่าปกติ

รายงานระบุว่า อิงอิงเคยมีปัญหาโพแทสเซียมในเลือดต่ำและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมาแล้วหลายครั้ง โดยมีรายงานว่าเธอมีพฤติกรรมล้วงคอทำให้อาเจียนหลังถ่ายคลิปกินอาหาร ซึ่งทำต่อเนื่องมาหลายปี เพื่อหลีกเลี่ยงน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

แพทย์อธิบายว่า การกินอาหารปริมาณมากเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ระดับโพแทสเซียมในร่างกายลดลงจนรุนแรง แต่พฤติกรรมที่ตามมา อาทิ การทำให้อาเจียนหรือการใช้ยาระบาย อาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและโพแทสเซียมอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดลดลง โดยโพแทสเซียมเป็นแร่ธาตุสำคัญที่มีบทบาทต่อการทำงานของหัวใจ หากระดับในเลือดต่ำมากอาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ และในกรณีรุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้นได้

ทั้งนี้ การเสียชีวิตของกานฟ่าน อิ๋งอิ๋ง ทำให้เกิดการถกเถียงในจีนอีกครั้งเกี่ยวกับคอนเทนต์กินอาหารปริมาณมาก หรือ “มุกบัง” (Mukbang) และแรงกดดันที่ครีเอเตอร์ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ต้องเผชิญเพื่อดึงดูดผู้ชมและรักษาฐานผู้ติดตาม.

ที่มา Shanghai Daily