เผยคลิป อดีตทหารป่วน จุดพลุ-วางเพลิงหน้าอาคารรัฐบาลในนิวยอร์ก ยิงปืนอัดลมไปทั่ว ก่อนถูกตร.รวบ

เผยคลิป อดีตทหารป่วน จุดพลุ-วางเพลิงหน้าอาคารรัฐบาลในนิวยอร์ก ยิงปืนอัดลมไปทั่ว ก่อนถูกตร.รวบ

23 ก.ค. 2569 08:46 น.

เผยคลิป อดีตทหารป่วน จุดพลุ-วางเพลิงหน้าอาคารรัฐบาลในนิวยอร์ก ยิงปืนอัดลมไปทั่ว ก่อนถูกตร.รวบ

สหรัฐฯ เผยภาพวงจรปิด อดีตทหารกองทัพบกสหรัฐก่อเหตุจุดพลุ ยิงปืนอัดลม และวางเพลิงหน้าอาคารรัฐบาลกลางในนิวยอร์ก ก่อนถูกเจ้าหน้าที่จับกุม เบื้องต้นบาดเจ็บ 3 คน ชี้คนร้ายวางแผนมานานหลายเดือน

สำนักงานอัยการสหรัฐเผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิดเมื่อวันพุธ (23 ก.ค.) แสดงเหตุการณ์ที่ แอนดรูว์ อาร์ราบากา อดีตทหารกองทัพบกสหรัฐ วัย 43 ปี ก่อเหตุจุดพลุ ยิงปืนอัดลม และวางเพลิงบริเวณด้านหน้าอาคาร 26 Federal Plaza ในนครนิวยอร์ก ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวเมื่อเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา

จากภาพวงจรปิด ผู้ต้องหาเข็นรถบรรทุกอุปกรณ์มายังหน้าอาคาร พร้อมกล่องใส่ปืนอัดลม ก่อนวางถุงลงบนพื้น ใช้ไฟแช็กสำหรับจุดเตาบาร์บีคิวจุดชนวนพลุให้พุ่งเข้าใส่อาคาร แต่พลุกลับล้มลงและพุ่งไปตามทางเท้าและถนน ขณะที่รถยนต์ยังสัญจรผ่านไปมา

หลังจากนั้น อาร์ราบากาหยิบปืนอัดลมออกมายิงไปตามถนน ทำให้ประชาชนบางส่วนต้องรีบวิ่งเข้าไปหลบภายในอาคาร ก่อนจะเทของเหลวไวไฟซึ่งเชื่อว่าเป็นน้ำมันเบนซิน และจุดไฟจนเกิดเปลวเพลิงลุกไหม้บันไดทางเข้าด้านหน้าอาคาร จากนั้นจึงถูกเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัว

อาคาร 26 Federal Plaza เป็นที่ตั้งของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐ (ICE) สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (FBI) และหน่วยงานรัฐบาลกลางอีกหลายแห่ง อีกทั้งยังเป็นสถานที่จัดการประท้วงนโยบายกวาดล้างผู้อพยพของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อยู่บ่อยครั้ง

ดูคลิป ที่นี่

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ระหว่างถูกจับกุม ผู้ต้องหาถือป้ายข้อความต่อต้าน ICE และกล่าวถ้อยคำต่อต้านรัฐบาลสหรัฐ รวมถึงต่อต้านประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังพบอาวุธหลายชนิดในครอบครอง ได้แก่ ขวาน 2 เล่ม มีด 3 เล่ม ค้อน และมีดพร้า

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 3 คน หนึ่งในนั้นเป็นผู้ที่เดินทางมาศาลตรวจคนเข้าเมืองภายในอาคาร

อัยการรัฐบาลกลางระบุว่า อาร์ราบากาวางแผนก่อเหตุมาเป็นเวลาหลายเดือน และเคยพิจารณาโจมตีสถานที่อื่นในนครนิวยอร์กด้วย โดยเขาเดินทางไปซื้ออาวุธในรัฐนิวยอร์กตอนเหนือ และซื้อดอกไม้ไฟในรัฐเพนซิลเวเนีย ก่อนลงมือก่อเหตุด้วยการเทน้ำมันเบนซินบริเวณทางเข้าพนักงานและจุดไฟเผาทางเท้า จนถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้าชาร์จตัว

ระหว่างการไต่สวนเมื่อวันอังคาร ผู้พิพากษา โรบิน เอฟ. ทาร์นอฟสกี ระบุว่า ผู้ต้องหามีอาการป่วยทางจิตอย่างชัดเจน

ด้านอัยการเปิดเผยเพิ่มเติมว่า อาร์ราบากาอาศัยอยู่ภายในรถยนต์ของตนเอง และนอนในสวนสาธารณะคืนก่อนเกิดเหตุ โดยในปี 2020 เขาเคยได้รับยารักษาอาการป่วยทางจิต แต่หยุดรับประทานยามานานประมาณ 1 ปีแล้ว.

ที่มา : AP

ช็อก! คลื่นความร้อนคร่าชีวิตชาวฝรั่งเศสกว่า 5,700 รายใน 2 สัปดาห์ สูงสุดรอบกว่า 20 ปี

ช็อก! คลื่นความร้อนคร่าชีวิตชาวฝรั่งเศสกว่า 5,700 รายใน 2 สัปดาห์ สูงสุดรอบกว่า 20 ปี

23 ก.ค. 2569 08:30 น.

ช็อก! คลื่นความร้อนคร่าชีวิตชาวฝรั่งเศสกว่า 5,700 รายใน 2 สัปดาห์ สูงสุดรอบกว่า 20 ปี

ทางการสาธารณสุขฝรั่งเศสเผยมีผู้เสียชีวิต สูงกว่าค่าเฉลี่ยตามปกติถึง 5,764 ราย ในช่วงที่เกิดคลื่นความร้อนรุนแรงเป็นประวัติการณ์เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สูงสุดในรอบกว่า 20 ปี

ทางการสาธารณสุขฝรั่งเศสเปิดเผยเมื่อวันพุธว่า ฝรั่งเศสมีผู้เสียชีวิตจากคลื่นความร้อนรุนแรงเป็นประวัติการณ์เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สูงกว่าค่าเฉลี่ยตามปกติ 5,764 ราย โดยระบุว่าจำนวนผู้เสียชีวิตที่มากกว่าค่าเฉลี่ยในประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

หน่วยงานสาธารณสุขฝรั่งเศสระบุว่า นี่เป็นอัตราการเสียชีวิตจากคลื่นความร้อนที่สูงที่สุด นับตั้งแต่เหตุคลื่นความร้อนครั้งใหญ่ในปี 2546 ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนราว 15,000 คน

นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ฝรั่งเศสเผชิญคลื่นความร้อนมาแล้ว 3 ระลอก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดบ่อยขึ้น โดยนักวิทยาศาสตร์ชี้ว่าเกี่ยวข้องกับ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์

อุณหภูมิที่พุ่งสูงสร้างผลกระทบอย่างหนักในฝรั่งเศส เนื่องจากบ้านเรือน โรงเรียน และโรงพยาบาลจำนวนมากไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรับมือกับสภาพอากาศร้อนจัด และหลายแห่งไม่มีเครื่องปรับอากาศ

คลื่นความร้อนยังทำให้แม่น้ำหลายสายแห้งขอด และก่อให้เกิดไฟป่าหลายจุด รวมถึงไฟป่าที่เผาทำลายพื้นที่ประมาณ 10% ของป่าฟงแตนโบล ซึ่งเป็นป่ามรดกโลกของยูเนสโก ใกล้กรุงปารีส เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ข้อมูลของหน่วยงานสาธารณสุขฝรั่งเศส (Santé publique France) ระบุว่า ผู้เสียชีวิตที่เพิ่มมากผิกปกติระหว่างวันที่ 17 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม เป็นการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ และยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเกิดจากความร้อนโดยตรง โดยจะมีการเผยแพร่ตัวเลขสรุปอย่างเป็นทางการในช่วงฤดูใบไม้ร่วง

เมื่อปีที่ผ่านมาฝรั่งเศสมีผู้เสียชีวิตที่เพิ่มผิดปกติ ที่เชื่อมโยงกับคลื่นความร้อน 5,722 ราย ตลอดช่วงเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกันยายน

โดยจากจำนวนผู้เสียชีวิตที่เพิ่มมากผิดปกติถึง 5,764 รายในปีนี้ ราว 2 ใน 3 เป็นผู้มีอายุ 75 ปีขึ้นไป ขณะที่ ไม่ถึง 20% อยู่ในช่วงอายุ 45-64 ปี และเกือบครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลาเพียง 3 วัน ระหว่างวันที่ 25-27 มิถุนายน

ทั้งนี้ ฝรั่งเศสเพิ่งเผชิญ เดือนมิถุนายนที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติในปี 2490 โดยหลายพื้นที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ อุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศในวันที่ 24-25 มิถุนายน 2569 ยังเป็นอุณหภูมิเฉลี่ยรายวันที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา ไม่ว่าจะเป็นเดือนใดของปี

หน่วยงานสาธารณสุขระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในภูมิภาคปารีส เพิ่มขึ้นถึง 80% โดยก่อนหน้านี้เคยรายงานว่า ในสัปดาห์วันที่ 22-28 มิถุนายน จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า

ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมิถุนายน ยังมีเด็กเล็ก 4 คน เสียชีวิตจากการติดอยู่ภายในรถยนต์ที่มีอุณหภูมิสูงจัด แต่เหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่ส่งผลต่อสถิติการเสียชีวิตในกลุ่มอายุเด็กอย่างมีนัยสำคัญ

ก่อนหน้านี้ คลื่นความร้อนระลอกแรกซึ่งเกิดขึ้นเร็วกว่าปกติในเดือนพฤษภาคม ยังทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่าค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 300 ราย

ข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาฝรั่งเศสระบุว่า จากคลื่นความร้อน 53 ครั้ง ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศนับตั้งแต่ปี 2490 จนถึงปลายเดือนมิถุนายนปีนี้ ครึ่งหนึ่งเกิดขึ้นหลังปี 2553 สะท้อนว่าคลื่นความร้อนกำลังเกิดขึ้นถี่และรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา : channelnewsasia

กบฏฮูตีอ้าง โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันซาอุฯ 2 ลำในทะเลแดง

กบฏฮูตีอ้าง โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันซาอุฯ 2 ลำในทะเลแดง

23 ก.ค. 2569 06:11 น.

กบฏฮูตีอ้าง โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันซาอุฯ 2 ลำในทะเลแดง

กบฏฮูตีในเยเมนอ้างว่า โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย 2 ลำขณะเดินทางผ่านทะเลแดง เพียงไม่กี่วันหลังจากพวกเขาประกาศใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลเพื่อขัดขวางเรือของซาอุฯ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 ก.ค. 2569 กลุ่มกบฏฮูตีซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน และยึดครองพื้นที่ขนาดใหญ่ในประเทศเยเมนเอาไว้ อ้างว่า พวกเขาดำเนินการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย 2 ลำในทะเลแดง เมื่อช่วงเข้าตรู่ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น

ในแถลงการณ์ กลุ่มติดอาวุธระบุว่าเรือที่เป็นเป้าหมายคือ เรือ “ไลลา” (Layla) เลขรหัส IMO 9336098 และเรือ “เอนเซเลีย” (Encelia) เลขรหัส 9240172 ซึ่งทั้งสองลำติดธงชาติซาอุดีอาระเบีย

โฆษกของกลุ่มฮูตีกล่าวว่า เรือทั้งสองลำ “ละเมิดการปิดล้อมทางทะเลในทะเลแดง” พร้อมอ้างว่าพวกตนได้โจมตีเรือดังกล่าวด้วยโดรนและขีปนาวุธหลายลูก

สำนักงานการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (UKMTO) ก็ออกมารายงานว่า มีเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีด้วย “วัตถุระเบิดไม่ทราบชนิด” ขณะกำลังแล่นผ่านทะเลแดง ห่างจากเมืองอัลชูไกค์ (Al Shuqaiq) ของซาอุดีอาระเบียไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 70 ไมล์ทะเล

UKMTO ระบุว่า วัตถุระเบิดดังกล่าวส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ แต่ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ หรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในตอนนี้ พร้อมเสริมว่าเจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเรื่องนี้

ทางด้านซาอุดีอาระเบียยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อคำกล่าวอ้างของกลุ่มฮูตีในทันที และสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น (CNN) ยังไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้

อย่างไรก็ตาม การโจมตีของกลุ่มฮูตีเกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา กลุ่มกบฏกลุ่มนี้ประกาศเริ่มใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อเรือของซาอุดีอาระเบียที่แล่นผ่านทะเลแดง โดยอ้างว่าเป็นมาตรการตาต่อตาฟันต่อฟัน หลังรัฐบาลเยเมนที่ซาอุฯ สนับสนุน โจมตีสนามบินในกรุงซานา ทำให้ฮูตีโจมตีตอบโต้เข้าใส่สนามบินในซาอุฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สลดเปรู ไฟไหม้คร่าครอบครัว 10 ชีวิต ชี้อาจเป็นการวางเพลิง

สลดเปรู ไฟไหม้คร่าครอบครัว 10 ชีวิต ชี้อาจเป็นการวางเพลิง

23 ก.ค. 2569 05:36 น.

สลดเปรู ไฟไหม้คร่าครอบครัว 10 ชีวิต ชี้อาจเป็นการวางเพลิง

เกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านหลังหนึ่งในเมืองหลวงของเปรู ส่งผลให้สมาชิก 10 คนของครอบครัวเดียวกันเสียชีวิต และมีผู้บาดเจ็บอีก 2 ราย ท่ามกลางรายงานว่า เหตุการณ์นี้อาจเป็นการวางเพลิง

เมื่อวันพุธที่ 22 ก.ค. 2569 พลตำรวจโท ออสการ์ อาร์ริโอลา จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเปรู เปิดเผยว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่บ้านพักหลังหนึ่งในเขตลา วิกโตเรีย ของกรุงลิมา เมืองหลวงของเปรู ส่งผลให้สมาชิกในครอบครัวเดียวกันเสียชีวิตถึง 10 ศพ ในจำนวนนี้เป็นเด็กถึง 5 ราย

ผู้เสียชีวิตประกอบด้วยเด็ก 5 ราย มีอายุ 3 ขวบ, 6 ขวบ (2 ราย), 8 ขวบ และ 15 ปี และผู้ใหญ่ 4 ราย อายุ 29 ปี, 35 ปี, 42 ปี และ 72 ปี ส่วนผู้เสียชีวิตรายที่ 10 ยังไม่ทราบอายุ นอกจากนี้ มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 รายด้วย

ตำรวจกำลังเร่งสืบสวนรายงานที่ระบุว่า เพลิงไหม้ครั้งนี้เกิดจากการวางเพลิง โดยสื่อท้องถิ่นระบุว่า ครอบครัวดังกล่าวซึ่งทำธุรกิจผลิตที่นอนและเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เคยได้รับคำขู่และข้อเรียกร้องกรรโชกทรัพย์มาก่อน

รายงานจากสำนักข่าวอันดินา (Andina) ของรัฐบาลระบุว่า เพื่อนบ้านเห็นบุคคลปริศนาจุดไฟเผารถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ด้านนอกบ้าน ก่อนที่ไฟจะลุกลามอย่างรวดเร็วไปยังวัสดุทำที่นอนซึ่งเป็นวัตถุไวไฟ

เว็บไซต์ข่าวอินโฟเบ (Infobae) รายงานว่า ขณะเกิดเหตุเมื่อเวลา 03:00 น. ของวันพุธ (22 ก.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น มีสมาชิกในครอบครัวอยู่ในอาคารทั้งหมด 17 คน แต่มี 7 คนที่สามารถหนีรอดออกมาได้

“ในวันนี้ คนเปรูทั้งประเทศต่างตกอยู่ในความเงียบงันต่อหน้าโศกนาฏกรรมที่นำพาประเทศของเราเข้าสู่ความโศกเศร้า” แถลงการณ์จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเปรูระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ จับมือซาอุฯ ลงนามข้อตกลงพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ

สหรัฐฯ จับมือซาอุฯ ลงนามข้อตกลงพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ

23 ก.ค. 2569 04:44 น.

สหรัฐฯ จับมือซาอุฯ ลงนามข้อตกลงพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ

(คริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ)

รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ กับซาอุดีอาระเบีย ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติแล้ว โดยยืนยันเรื่องความปลอดภัยสูงสุดและการไม่แพร่ขยายนิวเคลียร์

เมื่อวันพุธที่ 22 ก.ค. 2569 กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า คริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ และเจ้าชายอับดุลอาซิซ บิน ซัลมาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานซาอุดีอาระเบีย ได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์เพื่อสันติ ร่วมกับข้อตกลงพิทักษ์ความปลอดภัยทวิภาคีที่เกี่ยวข้องแล้ว

กระทรวงฯ ระบุว่า ข้อตกลงที่ลงนามกับซาอุดีอาระเบียในครั้งนี้ ถือเป็นการวาง “รากฐานทางกฎหมาย” สำหรับ “ความร่วมมือระยะยาวหลายทศวรรษที่มีมูลค่านับหมื่นล้านดอลลาร์”

นอกจากนี้ กระทรวงฯยังเปิดเผยว่า “ข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์เพื่อสันติ” จะช่วยเปิดโอกาสอย่างมากให้บริษัทสัญชาติอเมริกัน เข้าถึงโครงการพลังงานนิวเคลียร์ของซาอุดีอาระเบีย

กระทรวงฯ ย้ำว่า ข้อตกลงดังกล่าวประกอบด้วยสัญญา 2 ฉบับ ได้แก่ “ข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์เพื่อสันติ” และ “ข้อตกลงพิทักษ์ความปลอดภัยทวิภาคี” โดยข้อตกลงเหล่านี้จะช่วย “เสริมสร้างมาตรฐานการไม่แพร่ขยายนิวเคลียร์ระดับโลก”

“ขณะนี้ข้อตกลงดังกล่าวกำลังถูกส่งไปยังสภาคองเกรสเพื่อทำการพิจารณาตรวจสอบ” กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ระบุเสริม

ด้านนาย คริส ไรท์ กล่าวว่า ข้อตกลงสองฉบับที่ลงนามร่วมกับซาอุดีอาระเบียนั้นยึดมั่นใน “มาตรฐานสูงสุดของความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์”

“ข้อตกลงเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของทั้งสองประเทศในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบีย นำมาซึ่งความมั่งคั่งภายในประเทศและความมั่นคงต่อพันธมิตรของเราในต่างประเทศ” นายไรท์ระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยกระทรวงพลังงาน

“ขอให้มั่นใจได้ว่า ข้อตกลงเหล่านี้ยึดมั่นในมาตรฐานสูงสุดของความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ โดยพึ่งพาเทคโนโลยีและนักวิทยาศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งได้รับการออกแบบขึ้นที่นี่ในสหรัฐอเมริกา”

“ต้องขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ ยุคเรอเนสซองส์ (ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา) ด้านนิวเคลียร์ของอเมริกาได้เริ่มขึ้นแล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สงครามทำพิษ ราคาอาหารในอิหร่านพุ่ง 300%-400%

สงครามทำพิษ ราคาอาหารในอิหร่านพุ่ง 300%-400%

23 ก.ค. 2569 02:14 น.

สงครามทำพิษ ราคาอาหารในอิหร่านพุ่ง 300%-400%

ราคาอาหารในประเทศอิหร่านพุ่งสูงถึง 300%-400% โดยเป็นผลกระทบจากสงครามหลายครั้งที่พวกเขาเผชิญ รวมถึงสงครามกับสหรัฐฯ ในปัจจุบัน

สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น (CNN) รายงาน อ้างการเปิดเผยของสื่ออิหร่านหลายสำนักว่า ราคาอาหารในประเทศอิหร่านพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัวในช่วงเวลาสั้นๆ เนื่องจากผลกระทบจากสงครามกับสหรัฐอเมริกา เริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคในประเทศแล้ว

เมื่อเดือนก่อนสำนักข่าว “คาบาร์ ออนไลน์” (Khabar Online) ของอิหร่านรายงานเรื่องการปรับตัวสูงขึ้นของราคาอาหาร “อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเสริมว่าเรื่องนี้ได้กลายเป็นความกังวลหลักของสาธารณชนในอิหร่าน เนื่องจากอาหารบางประเภทมีราคาเพิ่มขึ้น 300% ถึง 400%

ขณะที่ “ราจานิวส์” (Rajanews) เว็บไซต์ข่าวของอิหร่านที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มการเมืองฝ่ายแข็งกร้าวอ้างว่า ราคาอาหารในอิหร่านเพิ่มขึ้นถึงสามเท่า นับตั้งแต่ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน รับตำแหน่งในเดือนกรกฎาคม 2567 โดยในช่วง 2 ปีดังกล่าวจนถึงตอนนี้ อิหร่านเผชิญกับสงครามถึง 2 ครั้ง รวมครั้งล่าสุด

ข้อมูลจาก Khabar Online ระบุว่า ราคาน้ำมันพืชพุ่งสูงขึ้นถึง 431% ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2568 ถึง พฤษภาคม 2569 ในขณะที่ราคาไข่ไก่ปรับตัวสูงขึ้น 342% ในช่วงเวลาดังกล่าว ส่วนราคาเนื้อไก่ก็มีการปรับตัวสูงขึ้นในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน

Khabar Online ชี้ว่า “สงครามสิบสองวัน” ระหว่างอิสราเอลและอิหร่านในเดือนมิถุนายน 2568 รวมถึงความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในปัจจุบัน เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาอาหารพุ่งสูงขึ้น

ในภาพรวม อัตราเงินเฟ้อแบบปีต่อปีล่าสุดได้ส่งผลกระทบต่อจังหวัดฮอร์โมซกันของอิหร่านหนักที่สุด โดยพุ่งสูงถึง 101.4% ตามด้วยจังหวัดคูเซสถาน (Khuzestan) และจังหวัดบูเชห์ร (Bushehr) ที่ 98.9% และ 96.5% ตามลำดับ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ไต้หวันผิดหวัง รัฐบาลไทยเห็นพ้องถ้อยแถลง ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน

ไต้หวันผิดหวัง รัฐบาลไทยเห็นพ้องถ้อยแถลง ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน

23 ก.ค. 2569 00:58 น.

ไต้หวันผิดหวัง รัฐบาลไทยเห็นพ้องถ้อยแถลง ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน

กระทรวงต่างประเทศของไต้หวันแสดงความผิดหวังในรัฐบาลไทย หลังนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางเยือนจีนแล้วมีแถลงการณ์ร่วมออกมาระบุว่า ไทยยอมรับว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน

จากกรณีที่เมื่อวันอังคารที่ 21 ก.ค. 2569 เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศของจีนเผยแพร่แถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลจีนกับไทย โดยช่วงหนึ่งมีการระบุว่า ไทยยอมรับว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนอย่างไม่อาจแบ่งแยก และจะไม่สนับสนุนการแยกเอกราชของไต้หวัน นอกจากนั้น ไทยยังสนับสนุนนโยบาย หนึ่งประเทศสองระบบของจีนอีกด้วย

แถลงการณ์ดังกล่าว ซึ่งออกหลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย เข้าพบ นายสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ทำให้กระทรวงการต่างประเทศของไต้หวันออกมาแสดงความผิดหวังในรัฐบาลไทยที่ละเลยข้อเท็จจริง และยอมผ่อนปรนตามการที่จีนลดทอนอธิปไตยของไต้หวัน

นายหลิน เจียหลง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไต้หวันกล่าวว่า ไต้หวันคัดค้านการที่จีนใช้วาระการประชุมระดับนานาชาติในการบ่อนทำลายสถานะระหว่างประเทศของไต้หวัน พร้อมทั้งแสดงความเสียใจที่ประเทศไทยยอมรับจุดยืนของรัฐบาลปักกิ่ง

เมื่อถูกนักข่าวถามว่า แถลงการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อมาตรการฟรีวีซ่าระหว่างไต้หวันและไทยหรือไม่ นายหลินระบุว่า ไต้หวันกำหนดนโยบายวีซ่าตามหลักการถ้อยทีถ้อยอาศัยและการปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม พร้อมชี้ว่าทั้งสองประเทศยังคงมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดและมีการแลกเปลี่ยนระดับประชาชนอย่างสม่ำเสมอ

ในแถลงการณ์ร่วมไทย-จีน ระบุด้วยว่า ไทยสนับสนุนนโยบาย “หนึ่งประเทศสองระบบ” แต่กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันระบุว่าข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง และเป็นการบ่อนทำลายอธิปไตยของไต้หวัน

กระทรวงฯ ยืนยันว่า ไต้หวันเป็นประเทศที่มีอธิปไตยและเป็นเอกราช โดยไต้หวันและจีนไม่ได้เป็นเมืองขึ้นหรืออยู่ภายใต้การปกครองของกันและกัน พร้อมกล่าวหาปักกิ่งว่าใช้แถลงการณ์ร่วมกับประเทศอื่นเพื่อเผยแพร่ข้อกล่าวอ้างที่เป็นเท็จและพยายามเปลี่ยนแปลงสถานะเดิมของสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน

ไต้หวันยังเรียกร้องให้ไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อันยาวนานของทั้งสองฝ่าย และหยุดสนับสนุนการกดดันไต้หวันของจีน มิฉะนั้น ในที่สุดประเทศไทยเองก็จะตกเป็นเหยื่อของการที่จีนบ่อนทำลายสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : taiwannews

AI ของ OpenAI หลุดการควบคุมไปก่อเหตุโจมตีทางไซเบอร์

AI ของ OpenAI หลุดการควบคุมไปก่อเหตุโจมตีทางไซเบอร์

22 ก.ค. 2569 23:41 น.

AI ของ OpenAI หลุดการควบคุมไปก่อเหตุโจมตีทางไซเบอร์

OpenAI เปิดเผยว่า AI ของพวกเขาหลุดการควบคุมและหนีออกจากแซนด์บ็อกซ์ ไปก่อเหตุโจมตีทางไซเบอร์เพื่อหาข้อมูลที่มันต้องการใช้ในการทดสอบ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 22 ก.ค. 2569 ว่า บริษัท OpenAI ผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยักษ์ใหญ่ของโลก ออกมาเปิดเผยว่า ระบบ AI ของพวกเขา ที่สามารถทำงานได้เองโดยอัตโนมัติ หรือที่เรียกว่า “เอไอ เอเจนต์” (AI Agent) หลุดจากการควบคุมระหว่างการทดสอบความปลอดภัย โดยมันสามารถหาช่องโหว่และหลบหนีออกจากพื้นที่จำลองที่ถูกควบคุมไว้ หรือ “แซนด์บ็อกซ์” (Sandbox) ได้สำเร็จ

หลังจากหลุดออกมา เอไอ เอเจนต์ ได้เจาะเข้าระบบภายในของ Hugging Face ซึ่งเป็นศูนย์รวมการแชร์โมเดล AI ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เนื่องจากมันประเมินว่าที่นั่นมีคำตอบที่มันต้องการสำหรับการทดสอบ

เคลมองต์ เดอลังก์ ซีอีโอของ Hugging Face ระบุว่าเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อมากที่ AI ทำทุกอย่างนี้ได้เองโดยอัตโนมัติ โดยขณะนี้บริษัทได้อุดช่องโหว่ กับซ่อมแซมระบบแล้ว และกำลังสืบสวนร่วมกับ OpenAI อย่างใกล้ชิด

ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ชี้ว่า สภาพแวดล้อมการทดสอบของ OpenAI หละหลวมเกินไปจนทำให้ AI หลุดออกมาได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทยังไม่สามารถควบคุมเทคโนโลยีของตนเองให้ปลอดภัยได้ 100%

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่า OpenAI อาจใช้ข่าวนี้เพื่อโชว์ศักยภาพของ AI ตนเองว่ามีความก้าวหน้าสูงมาก เพื่อสกัดคู่แข่งอย่าง Anthropic ที่มีโมเดล AI ล้ำหน้าอย่าง Mythos และบริษัทดาวรุ่งจากจีนอย่าง Moonshot ในช่วงที่ OpenAI กำลังเผชิญแรงกดดันและเตรียมนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์

อย่างไรก็ดี Hugging Face และผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เหตุการณ์นี้ทำให้การโจมตีทางไซเบอร์โดย AI แบบอัตโนมัติไม่ใช่แค่ทฤษฎีอีกต่อไปแล้ว และเตือนองค์กรต่างๆ ให้ปรับตัวตามเทคโนโลยีให้ทัน เนื่องจาก ฝ่ายโจมตีจะใช้ AI ที่ไร้ข้อจำกัดทำงานด้วย “ความเร็วระดับเครื่องจักร” ในขณะที่ฝ่ายตั้งรับและเครื่องมือป้องกันต่างๆ ยังคงทำงานด้วย “ความเร็วระดับมนุษย์” และถูกจำกัดด้วยกรอบความปลอดภัย

ด้านสถาบันความมั่นคงทาง AI ของสหราชอาณาจักรระบุว่า พวกเขากำลังศึกษาเหตุการณ์นี้ และเรียกร้องให้องค์กรต่างๆ เร่งยกระดับการป้องกันทางไซเบอร์ของตนเป็นการด่วน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แมวมองฝรั่งเศส ผู้เชื่อมโยงกับคดี เจฟฟรีย์ เอปสตีน ถูกพบเป็นศพในปารีส

แมวมองฝรั่งเศส ผู้เชื่อมโยงกับคดี เจฟฟรีย์ เอปสตีน ถูกพบเป็นศพในปารีส

22 ก.ค. 2569 23:04 น.

แมวมองฝรั่งเศส ผู้เชื่อมโยงกับคดี เจฟฟรีย์ เอปสตีน ถูกพบเป็นศพในปารีส

(ภาพจาก US Department of Justice)

แดเนียล ซีอัด แมวมองชาวฝรั่งเศสผู้ถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับคดีล่วงละเมิดทางเพศของนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน ถูกพบเป็นศพที่บ้านพักในกรุงปารีส โดยยังไม่ทราบสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 22 ก.ค. 2569 ว่า นายแดเนียล ซีอัด แมวมองหานางแบบวัย 69 ปี ซึ่งมีชื่ออยู่ในเอกสารคดีของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้กระทำผิดทางเพศผู้ล่วงลับ ถูกพบเป็นศพเสียชีวิตอยู่ภายในบ้านพัก บริเวณชานเมืองทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงปารีส เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

อัยการท้องถิ่นเปิดเผยว่า ได้เริ่มทำการสืบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตของนายซีอัดแล้ว และจะมีการชันสูตรพลิกศพต่อไป

ทั้งนี้ ชื่อของนายซีอัดปรากฏในเอกสารคดีเอปสตีนที่รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยนับพันครั้ง โดยเหยื่อรายหนึ่งของเอปสตีนระบุว่า ซีอัดเป็นคนแนะนำให้เธอรู้จักกับเอปสตีน และเปรียบเขาว่าเป็น “แมวมองจัดหาเหยื่อมืออาชีพ”

อย่างไรก็ตาม นายซีอัดปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวมาโดยตลอด โดยยืนยันว่าไม่เคยรู้เห็นเรื่องการล่วงละเมิดเพศของนายเอปสตีน และยืนยันว่าตนบริสุทธิ์ ไม่เคยข่มขืนใคร ส่วนทนายความของนายซีอัดกล่าวว่า แม้ลูกความของเขาถูกร้องเรียนหลายคดีในฝรั่งเศส แต่ “เขาไม่เคยถูกดำเนินคดีอย่างเป็นทางการ และเสียชีวิตในฐานะผู้บริสุทธิ์”

ด้านเหยื่อของเอปสตีนและทีมทนายความของพวกเธอออกมาแสดงความเสียใจ และไม่พอใจอย่างมาก เนื่องจากการเสียชีวิตของนายซีอัดทำให้เหยื่อสูญเสียโอกาสในการได้รับความยุติธรรมผ่านกระบวนการทางศาล

ทนายความของฝั่งผู้เสียหายโจมตีสำนักงานอัยการปารีสอย่างรุนแรงเรื่องความล่าช้าในการสอบสวน ซึ่งปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปจนนายซีอัดเสียชีวิต โดยที่เขายังไม่ทันได้ถูกเรียกตัวมาสอบปากคำหรือควบคุมตัวเลยด้วยซ้ำ ทำให้เบาะแสสำคัญเกี่ยวกับเครือข่ายของเอปสตีนต้องสูญหายไป

อนึ่ง การเสียชีวิตของนายซีอัด มีความคล้ายคลึงกับกรณีของ ฌอง-ลุค บรูเนล แมวมองชาวฝรั่งเศสอีกคนที่เชื่อมโยงกับเอปสตีน ซึ่งผูกคอเสียชีวิตในเรือนจำปารีสเมื่อปี 2565 ระหว่างรอการสอบสวนคดีค้ามนุษย์และข่มขืนผู้เยาว์

ขณะที่ตัวนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน เอง ก็จบชีวิตตัวเองภายในเรือนจำนิวยอร์กเมื่อปี 2562 ระหว่างรอการพิจารณาคดีค้ามนุษย์เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศระดับรัฐบาลกลางเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ขู่ทำลายสะพาน-โรงไฟฟ้า 1 แห่ง ทุกครั้งที่อิหร่านโจมตีเรือในฮอร์มุซ

ทรัมป์ขู่ทำลายสะพาน-โรงไฟฟ้า 1 แห่ง ทุกครั้งที่อิหร่านโจมตีเรือในฮอร์มุซ

22 ก.ค. 2569 21:42 น.

ทรัมป์ขู่ทำลายสะพาน-โรงไฟฟ้า 1 แห่ง ทุกครั้งที่อิหร่านโจมตีเรือในฮอร์มุซ

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ทำลายสะพานหรือโรงไฟฟ้าของอิหร่าน 1 แห่ง ทุกครั้งที่อิหร่านยิงโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นชนวนเหตุที่ทำให้สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้งเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

เมื่อวันพุธที่ 22 ก.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความขู่อิหร่านผ่าน Truth Social ว่า สหรัฐฯ จะทิ้งระเบิดทำลายสะพานหรือโรงไฟฟ้าหนึ่งแห่ง ทุกครั้งที่อิหร่านเล็งเป้าโจมตีเรือที่กำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางการยิงปะทะกันรายวันที่ยังไม่มีท่าทีจะหยุดลง

“นับจากนี้เป็นต้นไป ทุกครั้งที่สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านยิงใส่เรือในช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ว่าจะด้วยขีปนาวุธ จรวด โดรน หรืออุปกรณ์และอาวุธชนิดอื่นใดก็ตาม สหรัฐอเมริกาจะทิ้งระเบิดทำลายสะพานหรือโรงไฟฟ้าหนึ่งแห่ง รวมถึงแห่งที่ตั้งอยู่ใกล้หรือภายในกรุงเตหะรานซึ่งเป็นเมืองหลวงด้วย” ข้อความของทรัมป์ระบุ

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยขู่ว่าจะมุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานภาคพลเรือนของอิหร่าน ซึ่งอาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม และเคยกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า สหรัฐฯ จะ “ทำลายสะพานทั้งหมด (ของอิหร่าน) เว้นแต่พวกเขายอมเข้าสู่โต๊ะเจรจา”

คำขู่ล่าสุดของทรัมป์เกิดขึ้นในขณะที่ การยิงอาวุธตอบโต้กันรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านดำเนินมาเกือบครบ 2 สัปดาห์แล้ว โดยสหรัฐฯ ยังคงมุ่งเป้าโจมตีเป้าหมายตามเมืองและท่าเรือของอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่เตหะรานตอบโต้ด้วยการโจมตีทรัพย์สินทางทหารของสหรัฐฯ ในชาติอาหรับอย่าง จอร์แดน, บาห์เรน และคูเวต

ในวันเดียวกันนี้ อิหร่านกล่าวหาสหรัฐฯ ว่า ใช้เทือกเขาพิกแอกซ์ (Pickaxe Mountain) เป็นข้ออ้างในการโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า จะโจมตีสถานที่แห่งนี้เนื่องจากสงสัยว่ามีฐานนิวเคลียร์อยู่ใต้ดิน ซึ่งฝ่ายอิหร่านยืนยันว่าไม่มี

“การยึดติดของวอชิงตันที่มีต่อ โกแลงคูห์ (เทือกเขาพิกแอกซ์) ซึ่งไม่มีกิจกรรมทางนิวเคลียร์ใดๆ เกิดขึ้นเลยนั้น เป็นเพียงข้ออ้างที่กุขึ้นมาเพื่อรุกราน, ทำลายล้าง และวินาศกรรมเท่านั้น” นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ระบุบนแพลตฟอร์ม X

ทั้งนี้ เทือกเขาพิกแอกซ์เป็นที่ตั้งของสถานปฏิบัติการใต้ดินที่มีการป้องกันอย่างหนาแน่น ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของอิหร่าน และตั้งอยู่ห่างจากโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียม “นาตานซ์” (Natanz) ที่เคยถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลทิ้งระเบิดใส่เมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน เพียง 1 ไมล์เท่านั้น

ตามข้อมูลจากสถาบันวิทยาศาสตร์และความมั่นคงระหว่างประเทศ (ISIS) ระบุว่า สถานปฏิบัติการดังกล่าวถูกฝังอยู่ใต้ดินลึกอย่างน้อย 100 เมตร ภายใต้ภูเขาขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่า “คู-เอ โกแลง กาซ ลา” (Kuh-e Kolang Gaz La) โดยคำว่า โกแลง (Kolang) แปลว่า พิกแอกซ์ หรือ อีเตอร์

ทรัมป์กล่าวเมื่อวันอังคารว่า สหรัฐฯ จะโจมตีเทือกเขาพิกแอกซ์ “ในเร็วๆ นี้” และจะไม่มีสิ่งใดที่อิหร่านสามารถทำได้เพื่อหยุดยั้งการโจมตีนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn