อิสราเอลโจมตีกาซา สังหารครอบครัว 4 ชีวิต อ้างเป็นสมาชิกกลุ่มติดอาวุธ

อิสราเอลโจมตีกาซา สังหารครอบครัว 4 ชีวิต อ้างเป็นสมาชิกกลุ่มติดอาวุธ

11 ก.ย. 2569 00:02 น.

อิสราเอลโจมตีกาซา สังหารครอบครัว 4 ชีวิต อ้างเป็นสมาชิกกลุ่มติดอาวุธ

อิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่บ้านหลังหนึ่งทางเหนือของฉนวนกาซา สังหารครอบครัว 4 ชีวิต โดยกองทัพอิสราเอลอ้างว่า พวกเขาสังหารสมาชิกฝ่ายปฏิบัติการของกลุ่มติดอาวุธ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพอิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่เมืองกาซาซิตี้ ตอนเหนือของฉนวนกาซา เมื่อวันพฤหัสบดี (10 ก.ย. 2569) โดยระเบิดตกใส่บ้านพักหลังหนึ่งส่งผลให้ พ่อ แม่ และลูกสาวอีก 2 คน อายุ 8 และ 12 ปี ที่กำลังนอนหลับอยู่ เสียชีวิต

อิสราเอลยกระดับการทิ้งระเบิดอย่างหนักในช่วงสองวันที่ผ่านมา โดยในการโจมตีล่าสุด กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) อ้างว่า เป้าหมายการโจมตีคือ “สิ่งปลูกสร้างทางการทหาร” และการโจมตีได้สังหารนายมูอาเมน อาห์เหม็ด ซึ่งเป็นนักรบฝ่ายปฏิบัติการที่ก่อเหตุโจมตีกองกำลังอิสราเอล โดยไม่ได้กล่าวถึงภรรยาหรือเด็กๆ ที่เสียชีวิต

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและญาติของอาห์เหม็ดในฉนวนกาซายืนยันว่า อาห์เหม็ดถูกสังหารแล้ว แต่ไม่ยืนยันว่าเขาเป็นสมาชิกกลุ่มติดอาวุธตามที่อิสราเอลกล่าวหาหรือไม่

ทั้งนี้ ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา อิสราเอลโจมตีบ้านพักอย่างน้อย 6 แห่งและคลังอาวุธ ส่งผลให้บ้านเรือนและเต็นท์พักพิงใกล้เคียงเสียหาย ประชาชนหลายครอบครัวต้องละทิ้งที่อยู่อาศัยเพื่อหลบภัยอีกครั้ง

แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงร่วมกันตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 แต่อิสราเอลยังคงโจมตีเข้าใส่ฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง โดยทั้งฝ่ายอิสราเอลและฝ่ายกลุ่มฮามาสต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าละเมิดข้อตกลง ขณะที่ความพยายามเพื่อมุ่งไปสู่สันติภาพถาวรตามแผนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่มีความก้าวหน้า

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกาซาระบุว่า นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงมีผล มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลแล้วกว่า 1,300 ศพ ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน ขณะที่ฝั่งอิสราเอลเสียชีวิต 4 ศพ อย่างไรก็ดี หากนับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาปะทุขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2566 มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วกว่า 73,000 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

กบฏฮูตีบุกยึดเมืองท่า “โมคา” ขยายอิทธิพลชายฝั่งทะเลแดง

กบฏฮูตีบุกยึดเมืองท่า “โมคา” ขยายอิทธิพลชายฝั่งทะเลแดง

10 ก.ย. 2569 22:59 น.

กบฏฮูตีบุกยึดเมืองท่า “โมคา” ขยายอิทธิพลชายฝั่งทะเลแดง

กลุ่มกบฏฮูตีบุกยึดเมืองท่า โมคา บริเวณชายฝั่งทะเลแดงได้สำเร็จแล้ว ในความพยายามขยายอิทธิพลเพื่อควบคุมทะเลแดงอันเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าสำคัญ เพื่อช่วยอิหร่านรับมือสหรัฐฯ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 10 ก.ย. 2569 ว่า กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนยกระดับการสู้รบครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีด้วยการบุกยึด เมืองท่าโมคา (Mocha), เมืองฮายส์ (Hays) และฐานทัพสำคัญโดยครอบครองพื้นที่เพิ่มขึ้นกว่า 6,000 ตารางกิโลเมตร

เมืองโมคาตั้งอยู่ห่างจากช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb) ราว 80 กิโลเมตร โดยช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางน้ำทางยุทธศาสตร์ระหว่างทะเลแดงกับอ่าวเอเดน ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและสินค้าอื่นๆ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 12% ของทั้งโลก

ฮูตีพยายามยึดชายฝั่งทะเลแดงทั้งหมด เพื่อเปิดศึกแนวหน้าแห่งที่สองในความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และกดดันให้สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือและเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของกบฏฮูตี จุดกระแสความกังวลเรื่องการขนส่งน้ำมันขึ้นมาอีกครั้ง เพิ่มเติมจากสถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งถูกอิหร่านปิดมานานร่วม 6 เดือน ดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ด้านพลตรี ทาเร็ก ซาเลห์ ผู้บัญชาการของฝ่ายรัฐบาลเยเมนยอมรับว่า กองกำลังของพวกเขาต้องถอยทัพทางยุทธศาสตร์เพื่อรวบรวมกำลังใหม่ หลังถูกโจมตีหนัก แม้ฝั่งซาอุดีอาระเบียจะใช้การโจมตีทางอากาศเข้าช่วยตอบโต้กว่า 40 ครั้งก็ตาม

ทั้งนี้ ความขัดแย้งในเยเมนเริ่มตึงเครียดขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม หลังซาอุฯ ทิ้งระเบิดรันเวย์เพื่อปิดกั้นเครื่องบินอิหร่าน ทำให้ฮูตีตอบโต้ด้วยการประกาศปิดล้อมทางทะเล และใช้โดรนกับขีปนาวุธโจมตีโรงกลั่นและเมืองชายแดนของซาอุฯ

ขณะเดียวกัน กลุ่มพันธมิตรอาหรับซึ่งนำโดยซาอุดีอาระเบีย ซึ่งคอยให้ความช่วยเหลือรัฐบาลเยเมนมาตลอด กำลังเผชิญความท้าทายหลายอย่าง ทั้งความแตกแยกภายใน และการถอนตัวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ขณะที่ข้อตกลงป้องกันที่ซาอุดีอาระเบียทำร่วมกับ ปากีสถาน และตุรกี ก็อาจไม่ครอบคลุมการปฏิบัติการในเยเมน

นักวิเคราะห์ประเมินว่าการสู้รบในเยเมนจะยังคงดุเดือดต่อเนื่องบริเวณชายฝั่งทะเลแดง เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างต้องการถือครองพื้นที่เพื่อกุมอำนาจเหนือเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญของโลก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

ไฟไหม้เรือสินค้าที่ท่าเรือเมืองชิงเต่าของจีน ดับแล้ว 25 ศพ

ไฟไหม้เรือสินค้าที่ท่าเรือเมืองชิงเต่าของจีน ดับแล้ว 25 ศพ

10 ก.ย. 2569 22:03 น.

ไฟไหม้เรือสินค้าที่ท่าเรือเมืองชิงเต่าของจีน ดับแล้ว 25 ศพ

เกิดเหตุไฟไหม้เรือสินค้าที่ท่าเรือเมืองชิงเต่า ของประเทศจีน เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงจึงดับเพลิงได้สำเร็จ พบผู้เสียชีวิตแล้ว 25 ศพ และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายราย

สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี (CCTV) สื่อรัฐบาลจีนรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 ก.ย. 2569 เกิดเหตุเพลิงไหม้เรือสินค้าติดสัญชาติไลบีเรียชื่อว่า “โอเชียน เมโลดี” (Ocean Melody) ที่ท่าเรือเมืองชิงเต่า ทางตะวันออกของประเทศจีน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 25 ศพ โดยสาเหตุของเพลิงไหม้ยังไม่เป็นที่แน่ชัด

ซีซีทีวีระบุว่า ในตอนเกิดเหตุมีผู้อยู่บนเรือทั้งหมด 42 คน โดยนอกจากผู้เสียชีวิตแล้ว คนอื่นๆ อีก 17 คนได้รับการช่วยเหลือออกมาทั้งหมด แต่ในจำนวนนี้มี 5 คนที่กำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลและมีอาการทรงตัว

เรือลำดังกล่าวเดินทางมาถึงเมืองชิงเต่าเมื่อวันที่ 31 ส.ค. และอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุงที่อู่ต่อเรือ ก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ในเวลา 11:15 น. วันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่สามารถดับไฟได้สำเร็จในอีกราว 3 ชั่วโมงต่อมา

ทั้งนี้ สาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ยังไม่เป็นที่แน่ชัด ผู้เห็นเหตุการณ์รายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพี (AFP) ว่า เห็นกลุ่มควันหนาทึบพวยพุ่งขึ้นมาจากเรือ แต่ไม่ได้ยินเสียงระเบิดแต่อย่างใด

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำจีน ได้สั่งการให้ระดมกำลังค้นหาและช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ขณะที่นายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการ “ป้องกันไม่ให้เกิดภัยพิบัติซ้ำซ้อน”

เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้เกิดขึ้นเกือบหนึ่งเดือนหลังจาก เกิดเหตุระเบิดที่อู่ต่อเรือในมณฑลฟูเจี้ยน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งส่งผลให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยเสียชีวิต 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 12 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผลชันสูตร “ฮลุน โซโล่” พบลักษณะคล้ายการอักเสบเก่า อาจเข้าข่ายไหลตาย-หัวใจขาดเลือด

ผลชันสูตร "ฮลุน โซโล่" พบลักษณะคล้ายการอักเสบเก่า อาจเข้าข่ายไหลตาย-หัวใจขาดเลือด

10 ก.ย. 2569 21:43 น.

ผลชันสูตร “ฮลุน โซโล่” พบลักษณะคล้ายการอักเสบเก่า อาจเข้าข่ายไหลตาย-หัวใจขาดเลือด

โฆษกสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เผยผลชันสูตร “ฮลุน โซโล่” พบลักษณะคล้ายการอักเสบเก่า อาจเป็นได้หลายสาเหตุ หัวใจขาดเลือด-ไหลตาย ชี้ต้องรอผลอย่างเป็นทางการจากจอร์เจียเป็นหลัก ยอมรับค่อนข้างลำบากในการประสานงาน แต่แจ้งความคืบหน้าให้ทางครอบครัวทราบแล้ว

จากกรณีที่พี่ชาย “ฮลุน โซโล่” ได้โพสต์เฟซบุ๊ก แจ้งอัปเดตผลชันสูตรการเสียชีวิตของน้องชายจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ไทยว่า พบการอักเสบเก่าที่กล้ามเนื้อหัวใจ อาจส่งผลให้การทำงานกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ ทั้งนี้ยังต้องรอข้อมูลจากจอร์เจีย เพื่อสรุปผลให้ชัดเจน ส่วนทรัพย์สิน-สิ่งของน้อง ยังไม่ได้รับคืน ดังที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น (พี่ชายอัปเดตผลชันสูตรเบื้องต้น “ฮลุน โซโล่” เผยยังต้องรอสรุปชัดเจนจากจอร์เจีย)

ล่าสุดวันที่ 10 ก.ย. 69 ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวีร์ ไวยวุฒิ รองผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ในฐานะโฆษกสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า การผ่าชันสูตรและผลตรวจชิ้นเนื้อ อีกทั้งจนถึงปัจจุบันทางการจอร์เจียยังไม่ได้มีการตอบกลับมา ทางเราจึงได้มีการสื่อสารกับ นายสมศักดิ์ บุตรศรี หรือ มอส พี่ชายของนายบวรทัต เป็งสุข หรือ ฮลุน โซโล่ เพื่อแจ้งความคืบหน้าให้รับทราบในส่วนของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ 

ซึ่งข้อมูลที่ทางเราได้แจ้งกับคุณมอสคือ 1. อธิบายว่าทางเรายังไม่ได้ผลอย่างเป็นทางการจากจอร์เจีย แต่สิ่งที่เราพบคือลักษณะคล้ายการอักเสบเก่าที่เกิดขึ้น ซึ่งก็เป็นไปได้หลายสาเหตุ อาทิ การอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจเก่า ซึ่งการอักเสบนี้ อาจเกิดขึ้นได้จากการขาดเลือดจากหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งอย่างไรแล้วในเรื่องนี้เราก็ต้องรอผลอย่างเป็นทางการจากจอร์เจีย หรืออาจจะเป็นในลักษณะที่เรียกว่า การผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน Autoimmune ทั้งหลาย เป็นต้น หรือจากเรื่องไหลตายก็เป็นไปได้ เนื่องด้วยการไหลตายก็เป็นสาเหตุที่ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเต้นพริ้วผิดจังหวะ และทำให้หัวใจขาดเลือดได้เช่นเดียวกัน

เราจึงอธิบายข้อมูลเหล่านี้ให้กับคุณมอสได้รับทราบถึงความคืบหน้า อย่างไรก็ตาม ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ยังคงรอผลการชันสูตรอย่างเป็นทางการจากจอร์เจียเป็นหลัก อาทิ ประเด็นของผลตรวจเรื่องสารพิษ สารเคมี หรือสารยาที่ได้รับก่อนการเสียชีวิต 

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของเส้นเลือดหัวใจซึ่งเป็นสาระสำคัญที่เราต้องการรู้ ว่ามันจะนำมาสู่เรื่องของการเต้นผิดจังหวะของหัวใจหรือไม่ หรือนำมาสู่การขาดเลือดของหัวใจหรือไม่ ซึ่งก็ยอมรับว่าค่อนข้างมีความลำบากในเรื่องของการประสานงานเล็กน้อย แต่ให้คำยืนยันได้ว่าสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้มีการแจ้งความคืบหน้าให้ทางครอบครัวได้รับทราบในส่วนของข้อมูล และยังคงรอการตอบกลับด้านข้อมูลผลชันสูตรจากทางการจอร์เจีย.

พี่ชายอัปเดตผลชันสูตรเบื้องต้น “ฮลุน โซโล่” เผยยังต้องรอสรุปชัดเจนจากจอร์เจีย

พี่ชายอัปเดตผลชันสูตรเบื้องต้น "ฮลุน โซโล่" เผยยังต้องรอสรุปชัดเจนจากจอร์เจีย

10 ก.ย. 2569 20:44 น.

พี่ชายอัปเดตผลชันสูตรเบื้องต้น “ฮลุน โซโล่” เผยยังต้องรอสรุปชัดเจนจากจอร์เจีย

พี่ชายเผยผลชันสูตรการเสียชีวิต “ฮลุน โซโล่” จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ไทย พบการอักเสบเก่าที่กล้ามเนื้อหัวใจ อาจส่งผลให้การทำงานกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ ทั้งนี้ยังต้องรอข้อมูลจากจอร์เจีย เพื่อสรุปผลให้ชัดเจน ส่วนทรัพย์สิน-สิ่งของ ยังไม่ได้รับคืน

วันที่ 10 กันยายน 2569 พี่ชายนายบวรทัต เป็งสุข หรือ “ฮลุน โซโล่” หนุ่มยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยวชื่อดัง ซึ่งพบว่าเสียชีวิตที่ประเทศจอร์เจีย ได้โพสต์ข้อความอัปเดตความคืบหน้ากรณีการเสียชีวิตของน้อง ผ่านทางเฟซบุ๊ก Klose Mos ของ โดยระบุว่า ขออนุญาตแจ้งข้อมูลอัปเดตเบื้องต้นนะครับ 10/09/69

ขณะนี้ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้ประสานงานกับทางอัยการ เพื่อขอข้อมูลผลชันสูตรโดยละเอียดจากประเทศจอร์เจีย เพื่อนำมาประกอบกับผลการตรวจของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย

เบื้องต้น จากผลการตรวจของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พบลักษณะการอักเสบเก่าที่กล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งอาจส่งผลให้การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอข้อมูลจากทางจอร์เจียเพิ่มเติม เพื่อประกอบการพิจารณาและสรุปผลให้ชัดเจน

ในส่วนของกระบวนการที่ดำเนินการอยู่ในประเทศจอร์เจีย ขณะนี้ทางครอบครัวยังไม่ทราบอย่างชัดเจนว่าเรื่องอยู่ในขั้นตอนใด หรือการสืบสวนและชันสูตรดำเนินการไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว รวมถึงยังไม่มีกรอบระยะเวลาที่แน่ชัดว่าจะสามารถสรุปผลหรือได้รับข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อใด

ข้อมูลที่ครอบครัวได้รับในขณะนี้ ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ส่วนทางสถานทูตแจ้งว่าอยู่ระหว่างการประสานงานและติดตามสอบถามข้อมูลกับทางการจอร์เจียอย่างต่อเนื่อง แต่ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมหรือกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนให้ทางครอบครัวทราบ

สำหรับทรัพย์สินและสิ่งของต่างๆ ของน้อง ขณะนี้ทางครอบครัวยังไม่ได้รับคืน มีเพียงหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) เท่านั้นที่ได้รับกลับมาพร้อมกับร่างของน้องในวันที่นำร่างกลับประเทศไทย

ทางครอบครัวเข้าใจว่ากระบวนการสืบสวนและรวบรวมข้อมูลของทางการจอร์เจียอาจต้องใช้เวลา จึงยังคงรอข้อมูลอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และหวังว่าจะได้รับความชัดเจนโดยเร็วที่สุด

หากมีข้อมูลเพิ่มเติมจากทางจอร์เจีย สถานทูต หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผมจะรีบแจ้งให้ทุกคนทราบครับ

ขณะนี้ข้อมูลที่ครอบครัวได้รับมีเพียงเท่านี้ จึงขอแจ้งตามข้อเท็จจริงที่ได้รับมา เพื่อให้ทุกคนได้รับทราบข้อมูลตรงกันครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก Klose Mos 

ยูกันดาเลือกผู้ประกาศข่าวขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ หลังอดีต “กษัตริย์เด็ก” สิ้นพระชนม์

ยูกันดาเลือกผู้ประกาศข่าวขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ หลังอดีต “กษัตริย์เด็ก” สิ้นพระชนม์

10 ก.ย. 2569 17:07 น.

ยูกันดาเลือกผู้ประกาศข่าวขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ หลังอดีต “กษัตริย์เด็ก” สิ้นพระชนม์

ยูกันดาเลือก “เอ็ดเวิร์ด รูกิดิ คิฮานันโกมา” นักข่าวและผู้ประกาศข่าวของสถานีโทรทัศน์แห่งชาติเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่แห่งอาณาจักรโตโร หลังสมเด็จพระราชาธิบดีโอโย นยิมบา คาบัมบา อิกูรู รูกิดี ที่ 4 ซึ่งเคยขึ้นครองราชย์ตั้งแต่วัย 3 พรรษา และได้รับการขนานนามว่า “กษัตริย์เด็ก” สิ้นพระชนม์ด้วยโรคมะเร็งเมื่อเดือนที่ผ่านมา ขณะที่การสืบราชบัลลังก์ครั้งนี้อาจเผชิญความขัดแย้งจากพระญาติใกล้ชิด

คณะกรรมการคัดเลือกผู้สืบราชบัลลังก์ของอาณาจักรโตโร ในยูกันดา ประกาศว่า “เอ็ดเวิร์ด รูคิดี คิชานาโกมา” ได้รับเลือกให้เป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ของอาณาจักร หลังจากกระบวนการสรรหาผู้สืบทอดตำแหน่ง

คิชานาโกมาเป็นลูกพี่ลูกน้องของสมเด็จพระราชาธิบดีโอโย นยิมบา คาบัมบา อิกูรู รูกิดีที่ 4 พระมหากษัตริย์พระองค์ก่อน และปัจจุบันทำงานเป็นผู้ประกาศข่าวและบรรณาธิการของสถานีโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติยูกันดา

คาดว่าคิชานาโกมาจะเข้าพิธีราชาภิเษกภายในสัปดาห์นี้ เพื่อสืบราชบัลลังก์ต่อจากกษัตริย์โอโย ซึ่งสิ้นพระชนม์ด้วยโรคมะเร็งเมื่อเดือนที่ผ่านมา ขณะพระชนมายุ 34 พรรษา และมีกำหนดจัดพระราชพิธีพระบรมศพในวันที่ 12 ก.ย. นี้ โดยคาดว่าจะมีประชาชนหลายหมื่นคนเดินทางไปร่วมไว้อาลัยในเมืองห่างไกลใกล้พรมแดนสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

กษัตริย์โอโยยังมิได้อภิเษกสมรสเมื่อสิ้นพระชนม์ การจากไปของพระองค์สร้างความเศร้าโศกให้กับประชาชนจำนวนมากที่เฝ้าติดตามพระองค์มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ และเห็นพระองค์เติบโตขึ้นจนกลายเป็นผู้นำที่ได้รับความรักและความเคารพในอาณาจักรโบราณแห่งนี้

อาณาจักรโตโรเป็นหนึ่งใน 5 อาณาจักรดั้งเดิมที่รัฐบาลยูกันดาให้การรับรอง แม้อาณาจักรเหล่านี้จะไม่มีอำนาจอธิปไตยหรืออำนาจทางการเมืองอย่างเป็นทางการ

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโยเวรี มูเซเวนี ของยูกันดา ระบุว่า กษัตริย์โอโยทรงมีทายาทองค์เล็กที่ประสูตินอกสมรส อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการคัดเลือกกลับพิจารณาผู้สมัครรายอื่นและเลือกคิชานาโกมาเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์

การเลือกคิชานาโกมา ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ประกาศข่าวที่มีบุคลิกติดดินและเข้าถึงง่าย อาจเป็นความพยายามที่จะตอบโจทย์ทั้งกลุ่มอนุรักษนิยมที่ต้องการให้ราชวงศ์ดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง และกลุ่มที่ไม่ต้องการให้เด็กอีกคนขึ้นครองราชย์ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจดังกล่าวอาจก่อให้เกิดข้อถกเถียงและนำไปสู่การท้าทายทางกฎหมาย หากผู้สนับสนุนกษัตริย์โอโยรู้สึกว่าถูกละเลยหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม

รูธ โคมุนตาเล พระเชษฐภคินีของกษัตริย์โอโย และพระญาติใกล้ชิดที่สุดพระองค์หนึ่ง ออกมาปฏิเสธการตัดสินใจดังกล่าวทันที โดยให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น NBS ว่า ครอบครัวรู้สึกผิดหวังอย่างมาก และมองว่าการตัดสินใจครั้งนี้อาจนำไปสู่ความแตกแยกและความวุ่นวาย

โคมุนตาเลยังระบุว่า พินัยกรรมที่กษัตริย์โอโยทรงเขียนไว้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า พระองค์ทรงมีทายาทที่จะสืบราชบัลลังก์ต่อจากพระองค์

กษัตริย์โอโยขึ้นครองราชย์ในปี 2538 ขณะพระชนมายุเพียง 3 พรรษา หลังพระราชบิดาสิ้นพระชนม์ พระองค์ได้รับความสนใจอย่างมากจากสาธารณชนในฐานะพระราชโอรสวัยเยาว์ที่ทรงฉลองพระองค์สีสันสดใส และเป็นที่ชื่นชมของประชาชนหลายแสนคนในอาณาจักร

ในพิธีราชาภิเษก พระองค์ทรงประกอบพิธีกรรมตามประเพณีของชนเผ่าหลายขั้นตอน รวมถึงการเสด็จไปยังสุสานหลวงเพื่อประกอบพิธีเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ด้วยการโยนเมล็ดกาแฟจำนวน 9 เมล็ดลงในหลุมฝังพระศพของพระราชบิดาได้สำเร็จ

การขึ้นครองราชย์ตั้งแต่วัย 3 พรรษาทำให้กษัตริย์โอโยได้รับการยกให้เป็น “กษัตริย์ที่อายุน้อยที่สุดในโลก” อย่างไม่เป็นทางการ พระองค์กลายเป็นบุคคลที่สร้างความประทับใจแม้กระทั่งบรรดาผู้นำระดับโลกที่มีโอกาสพบพระองค์ในงานระดับชาติ รวมถึงเนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้

ในช่วงที่ยังทรงพระเยาว์ พระองค์อยู่ภายใต้การดูแลของคณะผู้สำเร็จราชการที่อาณาจักรแต่งตั้งขึ้น จนกระทั่งทรงบรรลุนิติภาวะเมื่อพระชนมายุ 18 พรรษา

มูอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบียในขณะนั้น เคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับราชวงศ์โตโรเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน กัดดาฟีเดินทางเยือนยูกันดาหลายครั้ง และให้การสนับสนุนกษัตริย์โอโยและพระราชชนนีมาเป็นเวลาหลายปี ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในเดือนตุลาคม 2554

อาณาจักรดั้งเดิมของยูกันดาถูกยกเลิกหลังประเทศได้รับเอกราชจากการปกครองของอังกฤษ โดยประธานาธิบดีซึ่งต้องการเปลี่ยนประเทศให้เป็นรัฐสาธารณรัฐและสร้างความเป็นเอกภาพทั่วประเทศ ก่อนที่รัฐบาลจะฟื้นฟูสถานะของอาณาจักรเหล่านี้ขึ้นมาอีกครั้งในปี 2536

แม้กษัตริย์ของอาณาจักรดั้งเดิมจะไม่มีอำนาจทางการเมือง และตามกฎหมายไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองแบบแบ่งฝักแบ่งฝ่ายได้ แต่ยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้พิทักษ์และสืบทอดวัฒนธรรม ประเพณี และอัตลักษณ์ของชนเผ่า.

ที่มา Associated Press

เกาหลีใต้ชี้ “คิม จูแอ” ลูกสาวคิมจองอึน อาจมีพี่ชายหรือน้อง แต่ไม่น่าขึ้นเป็นผู้นำเกาหลีเหนือ

เกาหลีใต้ชี้ "คิม จูแอ" ลูกสาวคิมจองอึน อาจมีพี่ชายหรือน้อง แต่ไม่น่าขึ้นเป็นผู้นำเกาหลีเหนือ

10 ก.ย. 2569 16:27 น.

เกาหลีใต้ชี้ “คิม จูแอ” ลูกสาวคิมจองอึน อาจมีพี่ชายหรือน้อง แต่ไม่น่าขึ้นเป็นผู้นำเกาหลีเหนือ

สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้ประเมินว่า คิมจูแอ บุตรสาวของคิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ อยู่ในขั้นตอนการวางตัวเป็นผู้สืบทอดอำนาจคนต่อไป และแม้เธอจะมีพี่ชายอยู่จริง ก็ไม่น่าจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำคนต่อไป ขณะที่หน่วยข่าวกรองยังติดตามข้อมูลเกี่ยวกับน้องอีกคนที่ยังไม่ทราบเพศ

สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้ หรือ NIS เปิดเผยวันนี้ ( 10 ก.ย.) ว่า ขณะนี้ประเมินว่า คิม จูแอ บุตรสาวของคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ อยู่ในขั้นตอน “การวางตัวเป็นผู้สืบทอดอำนาจ” พร้อมระบุว่า กำลังตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับน้องอีกคนหนึ่งซึ่งยังไม่ทราบเพศ

สำหรับกระแสข่าวเรื่องคิมจูแออาจมีพี่ชาย NIS ระบุว่า ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าพี่ชายมีตัวตนจริงหรือไม่ แต่แม้จะมีอยู่จริง หน่วยข่าวกรองประเมินว่า ไม่น่าจะอยู่ในสถานะที่จะขึ้นเป็นผู้สืบทอดอำนาจ โดยไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดหรือหลักฐานที่ใช้ประกอบการประเมินดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ NIS เคยเปิดความเป็นไปได้ว่า คิมจองอึนอาจมีบุตรคนโตที่เป็นชายและมีอายุมากกว่าคิมจูแอ แต่ต่อมาได้ปรับการประเมินเป็นการตรวจสอบต่อเนื่องว่าบุตรชายดังกล่าวมีตัวตนจริงหรือไม่

ในเดือนกรกฎาคม 2567 NIS เคยประเมินคิมจูแอว่าเป็นผู้สืบทอดอำนาจที่มีความเป็นไปได้สูง แต่ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่บุตรคนอื่นอาจเข้ามารับช่วงอำนาจในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การประเมินล่าสุดมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา NIS รายงานต่อคณะกรรมาธิการข่าวกรองของรัฐสภาเกาหลีใต้ว่า คิมจูแอเริ่มแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายบางประเด็น ซึ่งสะท้อนว่าเธอได้เข้าสู่ขั้นตอนการวางตัวเป็นผู้สืบทอดอำนาจแล้ว และเมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา NIS ยังคงประเมินว่าเธออยู่ในขั้นตอนดังกล่าวในทางพฤตินัย

หน่วยข่าวกรองยังมองว่า การปรากฏตัวต่อสาธารณะของคิมจูแอที่เพิ่มขึ้นในระยะหลัง เป็นความพยายามสร้างการรับรู้ให้ประชาชนเกาหลีเหนือจดจำเธอในฐานะผู้นำในอนาคต

เจ้าหน้าที่กระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่สามารถยืนยันเรื่องดังกล่าวได้ แต่จะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

ความเคลื่อนไหวล่าสุดสอดคล้องกับการปรากฏตัวของคิมจูแอในกิจกรรมสำคัญของรัฐบาลเกาหลีเหนืออย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 7 กันยายน เธอเข้าร่วมพิธีเข้าประจำการของเรือพิฆาตรุ่นใหม่ “คังกอน” พร้อมกับคิมจองอึน และรีซอลจู ผู้เป็นมารดา

ในการปรากฏตัวครั้งนั้น คิมจูแอสวมชุดสองชิ้นสีขาวและรองเท้าส้นสูงสีขาว ซึ่งโดดเด่นจากสมาชิกครอบครัวคนอื่น ๆ อีกทั้งยังได้รับการปฏิบัติด้วยพิธีการระดับสูงในงาน ทั้งการทำความเคารพต่อธงทหารและร่วมถ่ายภาพกับกำลังพลประจำเรือ

ก่อนหน้านี้ รีอิลกยู อดีตอัครราชทูตเกาหลีเหนือประจำคิวบาซึ่งแปรพักตร์มายังเกาหลีใต้ในปี 2566 กล่าวว่า ในช่วงแรกเขาไม่ได้มองว่าคิมจูแอจะเป็นผู้สืบทอดอำนาจ แต่เมื่อคำเรียกเธอเปลี่ยนจาก “บุตรสาวที่รัก” เป็น “บุตรสาวที่เคารพ” และเริ่มเห็นรูปแบบการสร้างภาพลักษณ์ในลักษณะเดียวกับการเทิดทูนผู้นำ เขาจึงมองเห็นสัญญาณของการเตรียมตัวเพื่อรับช่วงอำนาจ

การประเมินของ NIS ครั้งล่าสุดจึงสะท้อนว่า แนวโน้มการสืบทอดอำนาจของเกาหลีเหนือกำลังถูกวางน้ำหนักไปที่คิมจูแอมากขึ้น แม้ข้อมูลเกี่ยวกับสมาชิกคนอื่นในครอบครัวคิมจองอึนยังไม่สามารถยืนยันได้ทั้งหมดก็ตาม.

ที่มา TV Chosun / YTN / AFP

ศาลฎีกาศรีลังกาเพิกถอนอภัยโทษ “พระสงฆ์ชาตินิยม” สั่งกลับเข้าเรือนจำ

ศาลฎีกาศรีลังกาเพิกถอนอภัยโทษ "พระสงฆ์ชาตินิยม" สั่งกลับเข้าเรือนจำ

10 ก.ย. 2569 15:27 น.

ศาลฎีกาศรีลังกาเพิกถอนอภัยโทษ “พระสงฆ์ชาตินิยม” สั่งกลับเข้าเรือนจำ

ศาลฎีกาศรีลังกามีคำพิพากษาเพิกถอนการอภัยโทษของประธานาธิบดี ที่เคยให้แก่ “กาลาโกดาอัตเต ญาณสาระ” พระภิกษุชาตินิยมสุดโต่ง ซึ่งถูกตัดสินจำคุก 6 ปีจากพฤติกรรมข่มขู่คุกคามภรรยาของนักเขียนการ์ตูนการเมืองที่สูญหาย พร้อมสั่งให้กลับไปรับโทษจำคุกส่วนที่เหลือ โดยศาลชี้ว่าการอภัยโทษดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจโดยพลการและไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลฎีกาศรีลังกามีคำพิพากษาวันนี้ (10 ก.ย.) ให้เพิกถอนการอภัยโทษของอดีตประธานาธิบดีไมตรีปาละ สิริเสนา ที่มอบให้แก่พระภิกษุ กาลาโกดาอัตเต ญาณสาระ หรือพระญาณสาระ ผู้นำระดับสูงของกลุ่มพุทธพละเสนา หรือ BBS ซึ่งเป็นกลุ่มชาตินิยมชาวพุทธ พร้อมมีคำสั่งให้พระญาณสาระกลับเข้าเรือนจำเพื่อรับโทษจำคุก 6 ปีในส่วนที่เหลือ

คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา 3 คน ซึ่งมีผู้พิพากษาจานัก เด ซิลวา เป็นประธาน วินิจฉัยว่า การอภัยโทษที่อดีตประธานาธิบดีสิริเสนามอบให้พระญาณสาระเมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 เป็นการตัดสินใจที่ “เป็นไปโดยพลการและไม่ชอบด้วยกฎหมาย” พร้อมให้มีผลยกเลิกการอภัยโทษดังกล่าว และคืนโทษจำคุกเดิมของพระญาณสาระ

คดีนี้เกิดจากคำร้องด้านสิทธิขั้นพื้นฐานที่ยื่นโดยศูนย์ทางเลือกนโยบาย หรือ CPA และนางแซนดียา เอกนาลิโกดา ภรรยาของนายปราจีธ เอกนาลิโกดา นักเขียนการ์ตูนการเมืองและนักข่าวที่หายตัวไปตั้งแต่ปี 2553 และจนถึงขณะนี้ยังไม่พบตัว

พระญาณสาระถูกศาลตัดสินจำคุก 6 ปี จากพฤติกรรมที่เข้าข่ายดูหมิ่นศาลและข่มขู่ระหว่างการพิจารณาคดีที่ศาลแขวงโฮมากามา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสืบสวนการหายตัวไปของนายปราจีธ เอกนาลิโกดา โดยพระญาณสาระเดินทางไปปรากฏตัวต่อศาลเพื่อสนับสนุนเจ้าหน้าที่ข่าวกรองทางทหารที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักพาตัวนักเขียนการ์ตูนรายนี้

ปราจีธ เอกนาลิโกดา เป็นที่รู้จักจากผลงานการ์ตูนการเมืองที่วิพากษ์วิจารณ์อดีตประธานาธิบดีมหินทา ราชปักษา ระหว่างการโต้เถียงอย่างรุนแรงภายในศาล พระญาณสาระกล่าวหาปราจีธและภรรยาว่าสนับสนุนกลุ่มหัวรุนแรงชาวทมิฬ และทำลายชื่อเสียงของกองทัพ

ในเดือนสิงหาคม 2561 ศาลอุทธรณ์ศรีลังกาพิพากษาจำคุกพระญาณสาระรวม 19 ปี โดยให้รับโทษพร้อมกันเหลือ 6 ปี จากพฤติกรรมดูหมิ่นศาลระหว่างการพิจารณาคดีที่ศาลแขวงโฮมากามา ต่อมาเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2561 ศาลฎีกายืนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ และยืนยันความผิดของพระญาณสาระในข้อหาดูหมิ่นศาล จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในศาลแขวงโฮมากามาเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2559

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 พระญาณสาระได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำเวลิกาดา หลังอดีตประธานาธิบดีไมตรีปาละ สิริเสนา ใช้อำนาจพระราชทานอภัยโทษให้ แม้พระญาณสาระจะรับโทษจำคุกมาไม่ถึง 1 ปี การตัดสินใจดังกล่าวสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มสิทธิมนุษยชน ซึ่งเห็นว่าเป็นการบั่นทอนหลักนิติธรรม

คำพิพากษาครั้งล่าสุดถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญของพระญาณสาระ วัย 51 ปี ซึ่งเป็นพระสงฆ์ชาตินิยมชาวพุทธที่มีบทบาททางการเมืองและสังคมอย่างมาก โดยฝ่ายวิจารณ์กล่าวหาว่าเขามีส่วนทำให้กระแสต่อต้านชาวมุสลิมและความตึงเครียดทางศาสนาในศรีลังกาทวีความรุนแรงขึ้น

แม้ได้รับการปล่อยตัว พระญาณสาระยังคงมีอิทธิพลทางการเมือง โดยในปี 2563 ประธานาธิบดีโกตาบายา ราชปักษาในขณะนั้น แต่งตั้งให้เขาเป็นประธานคณะกรรมการศึกษาการปฏิรูปกฎหมาย

ต่อมา พระญาณสาระยังต้องรับโทษจำคุกอีก 9 เดือนในคดีแยกต่างหาก จากถ้อยคำที่ถูกมองว่าเป็นการดูหมิ่นศาสนาอิสลามและปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังทางศาสนาในศรีลังกา ซึ่งประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ นอกจากนี้ พระญาณสาระยังถูกกล่าวหาว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระวีราธู พระสงฆ์ชาตินิยมสุดโต่งจากเมียนมา ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีส่วนปลุกกระแสความขัดแย้งทางศาสนาในประเทศ

พระวีราธูเดินทางเยือนศรีลังกาตามคำเชิญของพระญาณสาระ หลังเกิดเหตุจลาจลต่อต้านชาวมุสลิมในปี 2557 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 คน พระสงฆ์ทั้งสองรูปมักนำเสนอตนเองว่าเป็นผู้ปกป้องพระพุทธศาสนาจากสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ลัทธิสุดโต่งของอิสลาม” อย่างไรก็ตาม พระญาณสาระปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุจลาจลดังกล่าว

ในการพิจารณาคดีล่าสุด กลุ่ม CPA และนางแซนดียา เอกนาลิโกดา เป็นฝ่ายยื่นคำร้องคัดค้านการอภัยโทษของอดีตประธานาธิบดีสิริเสนา โดยให้เหตุผลว่าการใช้อำนาจดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักกฎหมาย

คำพิพากษาครั้งนี้ทำให้พระญาณสาระต้องกลับเข้าสู่เรือนจำเพื่อรับโทษที่เหลือจากโทษจำคุก 6 ปี และถือเป็นคำตัดสินสำคัญที่ย้ำถึงหลักการใช้อำนาจอภัยโทษของประธานาธิบดีภายใต้กรอบของกฎหมายและหลักนิติธรรม.

ที่มา AFP / Daily Mirror – Sri Lanka

ฟูจิปิดฤดูปีนเขา เจอฝนถล่ม-ดินถล่มฝังรถ 3 คัน นักปีนเขา 2 รายหมดสติ

ฟูจิปิดฤดูปีนเขา เจอฝนถล่ม-ดินถล่มฝังรถ 3 คัน นักปีนเขา 2 รายหมดสติ

10 ก.ย. 2569 14:00 น.

ฟูจิปิดฤดูปีนเขา เจอฝนถล่ม-ดินถล่มฝังรถ 3 คัน นักปีนเขา 2 รายหมดสติ

วันสุดท้ายของฤดูปีนเขาที่ภูเขาไฟฟูจิป่วน หลังเจอสภาพอากาศแปรปรวน ฝนตกหนัก ลมแรง และหมอกหนาจัด ก่อนเกิดดินถล่มลานจอดรถฝังกลบรถเจ้าหน้าที่บางส่วน และยังพบนักปีนเขา 2 รายหมดสติบนเส้นทาง

ภูเขาไฟฟูจิของญี่ปุ่นเผชิญสภาพอากาศเลวร้ายในวันสุดท้ายของฤดูปีนเขาอย่างเป็นทางการ เมื่อฝนตกหนักและหมอกหนาปกคลุมพื้นที่ ก่อนเกิดเหตุดินถล่มในลานจอดรถแห่งหนึ่ง ส่งผลให้รถ 3 คันของเจ้าหน้าที่ ที่ทำงานอยู่บนภูเขาถูกดินและเศษวัสดุฝังกลบบางส่วน โดยลานจอดรถดังกล่าวอยู่บริเวณหนึ่งใน 4 จุดทางขึ้นหลักของภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งมีความสูง 3,776 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

ฮิซายูกิ โมโตฮาชิ เจ้าหน้าที่ดูแลบำรุงรักษาถนนของรัฐบาลท้องถิ่นจังหวัดชิซูโอกะ เปิดเผยว่า รถ 3 คันถูกดินถล่มฝังกลบบางส่วน แต่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ตำรวจจังหวัดชิซูโอกะได้รับแจ้งให้เข้าช่วยเหลือนักปีนเขาอีก 2 รายในวันเดียวกัน โดยรายแรกเป็นชายที่คาดว่าอายุประมาณ 30-40 ปี ถูกพบล้มหมดสติอยู่ใกล้บริเวณยอดเขา ส่วนอีกรายเป็นชายที่คาดว่าอายุประมาณ 60 ปี ถูกพบล้มลงบนเส้นทางปีนเขา แต่ตำรวจไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับอาการของนักปีนเขาทั้งสองราย

ภาพจากรัฐบาลท้องถิ่นจังหวัดชิซูโอกะและไกด์ภูเขาอย่างเป็นทางการ ซึ่งเผยแพร่ในช่วงเช้าวันที่ 10 กันยายน แสดงให้เห็นถนนทางขึ้นและเส้นทางที่ปกคลุมไปด้วยหมอกหนาและฝน ทำให้ทัศนวิสัยในพื้นที่ลดลงอย่างมาก

โดยภูเขาไฟฟูจิเปิดให้นักปีนเขาเข้าพื้นที่อย่างเป็นทางการในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวมากกว่า 200,000 คนต่อปี ในช่วงฤดูปีนเขา โดยในแต่ละปีตำรวจท้องถิ่นต้องออกปฏิบัติการช่วยเหลือนักปีนเขาหลายสิบราย และมีรายงานผู้เสียชีวิตอยู่เป็นระยะ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชุมชนโดยรอบภูเขาไฟฟูจิได้เพิ่มมาตรการควบคุมการเข้าถึงพื้นที่ เพื่อรับมือกับปัญหานักท่องเที่ยวล้นพื้นที่ หรือ โอเวอร์ทัวริซึม รวมถึงพยายามป้องกันนักปีนเขาที่เตรียมอุปกรณ์มาไม่พร้อมไม่ให้ขึ้นสู่ยอดเขา

ทางการยังออกมาตรการกำหนดให้นักปีนเขาต้องพักค้างคืนอย่างน้อย 1 คืนในกระท่อมพักแรมตามเส้นทาง เพื่อป้องกันการปีนเขาแบบเร่งรีบและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ

ทั้งนี้ สภาพอากาศเลวร้ายยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่อื่นของญี่ปุ่นด้วย โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นักกีฬาหลายร้อยคนที่เข้าร่วมการแข่งขันเอเชียนเกมส์ในญี่ปุ่น ต้องอพยพออกจากที่พักชั่วคราว หลังเมืองนาโกยาเผชิญฝนตกหนักในระดับทำลายสถิติ.

ที่มา : channelnewsasia

เครื่องบิน “เซเลนสกี” เกือบถูกโดรนรัสเซียพุ่งชน ขณะเตรียมบินร่วมงานพระราชพิธีศพกษัตริย์นอร์เวย์

เครื่องบิน "เซเลนสกี" เกือบถูกโดรนรัสเซียพุ่งชน ขณะเตรียมบินร่วมงานพระราชพิธีศพกษัตริย์นอร์เวย์

10 ก.ย. 2569 12:57 น.

เครื่องบิน “เซเลนสกี” เกือบถูกโดรนรัสเซียพุ่งชน ขณะเตรียมบินร่วมงานพระราชพิธีศพกษัตริย์นอร์เวย์

นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์เปิดเผยว่า เครื่องบินที่นำประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน เดินทางจากมอลโดวาไปยังกรุงออสโล เพื่อร่วมพระราชพิธีพระศพสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 เกือบถูกโดรนโจมตี ขณะที่ฝ่ายยูเครนระบุว่าเป็นเหตุเตือนภัย หลังโดรนรัสเซียล้ำเข้าน่านฟ้ามอลโดวาและโรมาเนีย

นายกรัฐมนตรีโยนาส การ์ สเตอเรอ ของนอร์เวย์ เปิดเผยว่า เครื่องบินที่นำประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน เดินทางจากมอลโดวาไปยังกรุงออสโล เกือบถูกโดรนโจมตี ขณะกำลังเตรียมขึ้นบินจากมอลโดวา เพื่อเดินทางไปร่วมพระราชพิธีพระศพสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์

นายสเตอเรอให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ NRK ของนอร์เวย์ว่า เครื่องบินของเซเลนสกี “เกือบถูกโดรนโจมตี” ขณะกำลังขึ้นบินจากมอลโดวา พร้อมระบุว่า นี่คือความเป็นจริงที่ผู้นำยูเครนต้องเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว

แหล่งข่าวจากสำนักงานประธานาธิบดียูเครนให้ข้อมูลที่แตกต่างออกไปเล็กน้อย โดยระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือการแจ้งเตือนภัยในมอลโดวา หลังโดรนของรัสเซียลำหนึ่งล้ำเข้าสู่น่านฟ้ามอลโดวาและโรมาเนีย พร้อมย้ำว่า การกล่าวว่าเซเลนสกีตกอยู่ในอันตรายนั้นเป็นการกล่าวเกินจริง

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เที่ยวบินของเซเลนสกีต้องล่าช้าขณะจอดรออยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติคีชีเนา เมืองหลวงของมอลโดวา โดยเครื่องบินได้รับอนุญาตให้ขึ้นบินหลังเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและยืนยันว่าโดรนลำดังกล่าวตกลงในดินแดนมอลโดวาแล้ว โดยมีรายงานว่าโดรนดังกล่าวเป็นโดรนขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ไอพ่น และตกห่างจากสนามบินราว 160 กิโลเมตร โดยเกิดการระเบิดหลังตกลงในพื้นที่ดังกล่าว

วลาดิสลาฟ คุลมินสกี เอกอัครราชทูตมอลโดวาประจำสหรัฐฯ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มว่าจะ “ไม่ใช่อุบัติเหตุ” พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ไม่น่าเป็นไปได้ที่โดรนขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ไอพ่นจะบินเข้ามาในดินแดนมอลโดวาเพียงเพื่อภารกิจลาดตระเวน ในขณะที่เครื่องบินของประธานาธิบดียูเครนกำลังจอดอยู่ที่สนามบิน

เมื่อถูกถามว่าเจ้าหน้าที่มอลโดวาสงสัยว่าโดรนอาจมุ่งเป้าไปที่เซเลนสกีหรือไม่ คุลมินสกีระบุว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุป เนื่องจากการสอบสวนยังดำเนินอยู่ แต่ยอมรับว่าเป็นที่ทราบกันดีว่าเซเลนสกีใช้เส้นทางน่านฟ้ามอลโดวาในการเดินทางไปต่างประเทศ และเหตุการณ์ลักษณะนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ด้านรัฐบาลรัสเซียยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

เจ้าหน้าที่มอลโดวาระบุว่า นอกจากโดรนลำแรกแล้ว ยังมีโดรนอีกหนึ่งลำล้ำเข้าน่านฟ้ามอลโดวาเมื่อวันอังคาร (8 ก.ย.) ก่อนบินต่อเข้าสู่น่านฟ้าโรมาเนีย มอลโดวาซึ่งมีพรมแดนติดกับยูเครน ได้สั่งปิดน่านฟ้าชั่วคราวหลังตรวจพบโดรนล้ำเขต ขณะที่ทางการระบุว่า โดรนของรัสเซียมักล้ำเข้าน่านฟ้าของทั้งมอลโดวาและโรมาเนียในช่วงสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ดำเนินมานานกว่า 4 ปี

ประธานาธิบดีไมอา ซานดู ของมอลโดวา ประณามการล่วงล้ำน่านฟ้าว่าเป็น “ภัยคุกคามร้ายแรงต่อชีวิตประชาชน” และประณามการโจมตีของโดรนรัสเซียบริเวณจุดผ่านแดนที่ติดกับยูเครนเมื่อวันอังคาร ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน

ทั้งนี้ เซเลนสกีเดินทางถึงกรุงออสโลในช่วงค่ำวันอังคาร และเข้าพบนายสเตอเรอ รวมถึงนายเยนส์ สโตลเทนเบิร์ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  และเอสเพน บาร์ธ ไอเดอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อหารือเกี่ยวกับความช่วยเหลือทางทหารแก่อูเครน โดยเฉพาะการสนับสนุนระบบป้องกันภัยทางอากาศ ตลอดจนความช่วยเหลือด้านพลเรือน

ส่วนในวันพุธ (9 ก.ย.) เซเลนสกีเข้าร่วมพระราชพิธีพระศพของสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 ซึ่งสวรรคตเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ขณะพระชนมพรรษา 89 พรรษา โดยมีผู้นำและบุคคลสำคัญจากต่างประเทศกว่า 20 ประเทศเข้าร่วม ในบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ต่างประเทศที่เข้าร่วมพระราชพิธี ได้แก่ เจ้าชายวิลเลียม มกุฎราชกุมารแห่งสหราชอาณาจักร และเจ้าชายอากิชิโนะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น

นายสเตอเรอระบุว่า หลังเสร็จสิ้นพระราชพิธี เซเลนสกีเดินทางต่อไปยังแคนาดา เพื่อพบหารือกับผู้นำแคนาดา สเตอเรอกล่าวว่า ก่อนเข้าร่วมพระราชพิธีพระศพ เซเลนสกีได้เข้าพบเขาอีกครั้ง และเล่าถึงสถานการณ์ในคืนก่อนหน้านั้น โดยระบุว่าเซเลนสกีต้องนั่งติดตามข่าวทางโทรศัพท์เกี่ยวกับจุดที่ขีปนาวุธโจมตีในยูเครน ทำให้แทบไม่ได้พักผ่อน

ด้านสโตลเทนเบิร์ก ซึ่งเข้าร่วมการหารือกับเซเลนสกีในคืนวันอังคาร กล่าวว่า ผู้นำยูเครนเล่าถึงเหตุการณ์ที่ทำให้เที่ยวบินออกจากมอลโดวาล่าช้า และยืนยันว่ามีภัยคุกคามต่อเครื่องบิน แต่เขาไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้มากกว่านี้

สโตลเทนเบิร์กกล่าวว่า การเดินทางออกจากยูเครนไม่เคยเป็นเรื่องง่าย และสิ่งสำคัญคือเซเลนสกีใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อเดินทางมาร่วมพระราชพิธีในนอร์เวย์ ด้านอีเนอ เอริกเซน เซอไรเดอ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศนอร์เวย์ กล่าวว่า สถานการณ์ที่เซเลนสกีต้องเผชิญถือว่ารุนแรงอย่างยิ่ง เพราะผู้นำยูเครนตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคามอย่างต่อเนื่อง แต่ยังยืนยันว่าจะไม่หลบหนีออกจากประเทศ และยังคงเดินทางพบผู้นำทั่วโลกเพื่อรักษาการสนับสนุนยูเครน.

ที่มา CNN / NRK