Paramount ตกลงยุติคดีกับทางการสหรัฐฯ เปิดทางซื้อ Warner Bros

Paramount ตกลงยุติคดีกับทางการสหรัฐฯ เปิดทางซื้อ Warner Bros

22 ก.ย. 2569 02:42 น.

Paramount ตกลงยุติคดีกับทางการสหรัฐฯ เปิดทางซื้อ Warner Bros

บริษัท Paramount บรรลุข้อตกลงยุติคดีกับอัยการรัฐต่างๆ แล้ว เปิดทางให้พวกเขาสามารถซื้อกิจการของ Warner Bros ท่ามกลางความกังวลเรื่องการผูกขาดและการจ้างงาน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 21 ก.ย. 2569 ว่า บริษัท พาราเมาต์ สกายแดนซ์ (Paramount Skydance) บรรลุข้อตกลงยุติคดีความกับรัฐต่างๆ ของสหรัฐฯ แล้ว ซึ่งช่วยขจัดอุปสรรคสำคัญในการซื้อกิจการของ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ดิสคัฟเวอรี (Warner Bros Discovery) มูลค่า 110,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ร็อบ บอนตา อัยการรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มอัยการรัฐที่ยื่นฟ้องร้องระบุว่า พวกเขายอมรับข้อตกลงเพื่อคุ้มครองการแข่งขันในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์ แม้ว่าตัวเขาจะยังคงไม่เห็นด้วยกับการควบรวมของสองบริษัทสื่อยักษ์ใหญ่นี้ก็ตาม

ขณะที่นายเดวิด เอลลิสัน ซีอีโอของพาราเมาต์ ยืนยันว่าเมื่อข้อกังวลของอัยการรัฐและสมาคมนักเขียนแห่งอเมริกา (WGA) ได้รับการแก้ไข ทำให้บริษัทได้รับความเห็นชอบอย่างสมบูรณ์ในการเดินหน้าควบรวมกิจการ

ทั้งนี้ อัยการรัฐต่างๆ นำโดย แคลิฟอร์เนีย โคโลราโด อาริโซนา และนิวเจอร์ซีย์ ยื่นฟ้องร้องพาราเมาต์ เพื่อขัดขวางการควบรวมกิจการ จากความกังวลเรื่องการผูกขาดและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม, เพื่อปกป้องการจ้างงานและแรงงานในอุตสาหกรรมสื่อ และความกังวลเรื่องการย้ายฐานการผลิตและการย้ายสำนักงานใหญ่ของบริษัท

พาราเมาต์ตกลงจ่ายเงิน 17.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้ากองทุนสุขภาพของ WGA ชดเชยค่าธรรมเนียมทางกฎหมาย และสั่งห้ามเลิกจ้างนักเขียนที่ CBS News Broadcast เป็นเวลา 5 ปี อย่างไรก็ตาม WGA ระบุว่าพวกเขาจำใจตกลงยอมความเพราะไม่มีงบสู้คดีตามลำพัง

ข้อตกลงยังมีเงื่อนไขว่า พาราเมาต์ต้องปล่อยภาพยนตร์อย่างน้อย 30 เรื่องต่อปี โดยมีมาตรการเข้มงวดห้ามใช้เนื้อหาที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI-generated) มานับรวมในโควตา เพื่อสร้างหลักประกันว่าจะมีการสร้างภาพยนตร์คุณภาพที่ใช้แรงงานคนจริงๆ

ไม่เพียงเท่านั้น ในช่วง 2 ปีแรกหลังควบรวมกิจการ บริษัทต้องจัดสรรการผลิตภาพยนตร์อย่างน้อย 20% ให้เกิดขึ้นในสหรัฐฯ และเพิ่มเป็นมากกว่า 30% ในช่วง 3 ปีถัดไป และต้องมีการแต่งตั้ง “ผู้ตรวจสอบอิสระ” เพื่อกำกับดูแลให้พาราเมาต์ปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัดด้วย

นายบอนตายืนยันว่าข้อตกลงนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานในประเทศ โดยคาดว่าจะสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 300 ล้าน ถึง 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับงานผลิตภาพยนตร์และทีวีในสหรัฐฯ

อนึ่ง แม้นายเอลลิสันจะเคยส่งสัญญาณว่าบริษัทใหม่จะยังคงตั้งสำนักงานใหญ่ในแคลิฟอร์เนีย แต่บอนตาระบุชัดเจนว่าข้อผูกพันเรื่องที่ตั้งสำนักงานไม่ได้ถูกบรรจุไว้เป็นเงื่อนไขในสัญญาทางกฎหมาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ประท้วงในเทกซัส ฉุนเจ้าหน้าที่ ICE ยิงคนขับ DoorDash ชาวเวเนฯ เจ็บ

ประท้วงในเทกซัส ฉุนเจ้าหน้าที่ ICE ยิงคนขับ DoorDash ชาวเวเนฯ เจ็บ

22 ก.ย. 2569 01:23 น.

ประท้วงในเทกซัส ฉุนเจ้าหน้าที่ ICE ยิงคนขับ DoorDash ชาวเวเนฯ เจ็บ

ประชาชนในรัฐเทกซัสออกมาชุมนุมประท้วง หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ICE ยิงชายชาวเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นคนขับรถส่งอาหารของ DoorDash จนได้รับบาดเจ็บเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 21 ก.ย. 2569 ว่า ประชาชนในรัฐเทกซัสออกมาชุมนุมประท้วง เพื่อแสดงความไม่พอใจเหตุเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) ยิงคนขับรถส่งอาหารของแอปพลิเคชัน DoorDash จนได้รับบาดเจ็บและต้องถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาล โดยปัจจุบันเขาอยู่ในการควบคุมตัวของ ICE แล้ว

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ของสหรัฐฯ ระบุว่า พวกเขากำลังสืบสวนเหตุการณ์ยิงนาย วิลเบอร์ ราฟาเอล การ์เซส เปเรซ ชาวเวเนซุเอลาวัย 28 ปี ซึ่ง DHS ระบุว่าเป็นผู้อพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม รายละเอียดและสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายวันอาทิตย์ ยังคงไม่มีความชัดเจน

ในวันจันทร์ ประชาชนหลายสิบคนรวมตัวกัน ณ จุดเกิดเหตุ โดยมีการโบกธงชาติเม็กซิโกและกัวเตมาลา พร้อมชูป้ายเรียกร้องให้ ICE ออกไปจากเมืองออสติน

ด้านนาย เคิร์ก วัตสัน นายกเทศมนตรีเมืองออสติน กับนาย เกร็ก คาซาร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรัฐเทกซัส จากพรรคเดโมแครต เรียกร้องให้มีการสืบสวนอย่างเป็นอิสระเต็มรูปแบบ และเรียกร้องให้เปิดเผยภาพจากกล้องติดตัวเจ้าหน้าที่ (Body camera) และเน้นย้ำว่าชาวออสตินมีสิทธิ์ที่จะได้รับรู้ความจริงและรู้สึกปลอดภัยในเมืองของตนเอง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการยกระดับมาตรการจับกุมและกวาดล้างผู้อพยพอย่างหนักในการบริหารประเทศสมัยที่ 2 ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อทำตามสัญญาที่เขาให้ไว้ในช่วงการหาเสียง เรื่องการปราบปรามชายแดนและการเนรเทศคนออกนอกประเทศครั้งใหญ่

หน่วยงาน ICE กำลังถูกจับตามองอย่างหนักเนื่องจากกรณีการใช้กำลังจนมีผู้เสียชีวิตหลายรายก่อนหน้านี้ เช่น เหตุยิงชาวบ้านเสียชีวิตในเมืองฮิวส์ตัน ตลอดจนกรณีที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้สั่งฟ้องเจ้าหน้าที่ ICE ในมินเนโซตาที่โกหกเกี่ยวกับเหตุยิงผู้อพยพชาวเวเนซุเอลา

สมาชิกพรรคเดโมแครตและกลุ่มนักเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการทำงานของ ICE โดยกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องติดกล้องตามตัวและห้ามปกปิดใบหน้า เพื่อความโปร่งใสและคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมายของประชาชน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ญี่ปุ่นสั่งอพยพ 2 ล้านคนหนีไต้ฝุ่นตู้เจวียน ยกเลิกเที่ยวบิน-รถไฟอื้อ

ญี่ปุ่นสั่งอพยพ 2 ล้านคนหนีไต้ฝุ่นตู้เจวียน ยกเลิกเที่ยวบิน-รถไฟอื้อ

22 ก.ย. 2569 00:22 น.

ญี่ปุ่นสั่งอพยพ 2 ล้านคนหนีไต้ฝุ่นตู้เจวียน ยกเลิกเที่ยวบิน-รถไฟอื้อ

ทางการญี่ปุ่นเตือนให้ประชาชนเกือบ 2 ล้านคนในหลายจังหวัด อพยพไปยังที่ปลอดภัย ในขณะที่ไต้ฝุ่น ตู้เจวียน กำลังเคลื่อนตัวใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่การยกเลิกเที่ยวบินแล้วหลายร้อยเที่ยว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประชาชนเกือบ 2 ล้านคนในหลายจังหวัดของญี่ปุ่นได้รับการประกาศเตือนให้อพยพ หลังพายุไต้ฝุ่น “ตู้เจวียน” ซึ่งเป็นไต้ฝุ่นลูกที่ 25 ที่ญี่ปุ่นเผชิญในปีนี้ เคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งของแดนอาทิตย์อุทัยมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความเร็วลมสูงสุด 130 กม./ชม. และลมกระโชกแรงถึง 194 กม./ชม.

อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของพายุกำลังทำให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเกิดไฟดับกระทบประชาชนกว่า 50,000 ราย เกิดเหตุการณ์ดินถล่มในหลายพื้นที่ มีรายงานหญิงวัยประมาณ 60 ปี ในเมืองโยโกสุกะสูญหายจากการถูกดินถล่มทับบ้านเรือน และชายวัยราว 50 ปี ในจังหวัดชิบะได้รับบาดเจ็บจากดินถล่ม

แม้กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นจะลดระดับเตือนภัยในหลายพื้นที่แล้ว แต่ยังคงเตือนภัยอันตรายระดับสูงสุดในเขตเมืองโอชิมะ รวมถึงยังคงระดับเตือนภัยดินถล่มระดับ 4 ในเขตชินางาวะ หมู่บ้านโทชิมะ และหมู่บ้านนิอิจิมะ

นอกจากนั้น เที่ยวบินหลายร้อยเที่ยวในญี่ปุ่นต้องถูกยกเลิก และบริการรถไฟต้องหยุดให้บริการชั่วคราว ส่งผลกระทบต่อการเดินทางในช่วงวันหยุดยาว 5 วันของญี่ปุ่น ขณะที่คอนเสิร์ตในเทศกาลดนตรี Rock in Japan และโปรแกรมงานมหกรรมเกม Tokyo Game Show ในวันจันทร์ต้องถูกยกเลิกด้วย

นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ประกาศเลื่อนการเดินทางเยือนสหรัฐฯ และการเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ณ นครนิวยอร์ก เพื่ออยู่ติดตามและบริหารจัดการสถานการณ์ภัยพิบัติในประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สื่อใหญ่สหรัฐฯ เตรียมฟ้องรัฐบาลทรัมป์ ปมห้ามเข้าทำเนียบขาว

สื่อใหญ่สหรัฐฯ เตรียมฟ้องรัฐบาลทรัมป์ ปมห้ามเข้าทำเนียบขาว

21 ก.ย. 2569 23:07 น.

สื่อใหญ่สหรัฐฯ เตรียมฟ้องรัฐบาลทรัมป์ ปมห้ามเข้าทำเนียบขาว

CNN, MS NOW และ Politico ประกาศฟ้องร้องรัฐบาลสหรัฐฯ หลังโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งห้ามพวกเขาทำข่าวในทำเนียบขาว ซึ่งสื่อทั้งสามชี้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญของพวกเขา

เมื่อวันจันทร์ที่ 21 ก.ย. 2569 สำนักข่าวชั้นนำของสหรัฐฯ 3 เจ้าได้แก่ CNN, MS NOW และ Politico ประกาศว่าพวกเขาจะดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งห้ามพวกเขาเข้าทำข่าวในทำเนียบขาว โดยทรัมป์อ้างว่าสื่อที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของเขาคือ “โรคร้าย” ที่กำลังคุกคามความมั่นคงของชาติ

การสั่งห้ามครั้งนี้นับเป็นการยกระดับความขัดแย้งระหว่างสำนักข่าวของสหรัฐฯ กับนายทรัมป์ที่เปิดฉากโจมตีสื่อมวลชนมานานหลายปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสำนักข่าวที่รายงานข่าวในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ตัวเขาและรัฐบาลของเขา

“เมื่อเช้านี้ เราได้แจ้งให้รัฐบาลทราบแล้วว่าเรากำลังยื่นฟ้องในวันนี้ เพื่อปกป้องสิทธิตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 1 (First Amendment) และปกป้องหลักการที่ว่ารัฐบาลไม่มีสิทธิ์มาตัดสินว่าสื่อควรรายงานหรือตีพิมพ์อะไร” CNN, MS NOW และ Politico ระบุในแถลงการณ์

สำนักข่าวทั้งสามระบุว่า ทำเนียบขาวได้เพิกถอนบัตรประจำตัวผู้สื่อข่าวของพวกเขา “โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้าหรือผ่านกระบวนการใดๆ” เพียงเพราะพวกเขา “คัดค้านการรายงานข่าวของเรา”

“หากปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยไม่โต้แย้ง มันจะกลายเป็นภัยคุกคามต่อเสรีภาพสื่อ และสิทธิของประชาชนที่จะได้รับข่าวสารที่เป็นอิสระจากการแทรกแซงของรัฐบาล” แถลงการณ์ระบุ

ด้านโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงรักษาท่าทีแข็งกร้าว โดยในวันจันทร์ เขาโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า รัฐบาลของเขาไม่ได้เล่นงาน “สื่อที่มีเสรีภาพ” แต่กำลัง “เปิดฉากโจมตีข่าวปลอม (FAKE NEWS) ซึ่งเป็นสิ่งที่ลุกลามเติบโตเหมือนโรคร้าย”

“มันทุจริต มีเจตนาแอบแฝง แผ่ขยายไปทั่ว มีการร่วมมือกันอย่างสมบูรณ์ และหลุดจากการควบคุมไปแล้วอย่างสิ้นเชิง” ทรัมป์อ้าง พร้อมกับเขียนเสริมว่า มันเป็น “ภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติของเรา และต้องถูกระงับ เดี๋ยวนี้!”

ทรัมป์ไม่ได้ลงรายละเอียดว่าอะไรเป็นชนวนเหตุของการสั่งห้ามครั้งนี้ แต่กล่าวว่า “สำนักข่าวต่างๆ ไม่ควรจะสามารถเขียนหรือรายงานเรื่องแต่งและเรื่องโกหกอยู่ตลอดเวลาได้ ในขณะที่พวกเขากำลังทำข่าวประธานาธิบดีสหรัฐฯ” ทรัมป์ขู่ด้วยว่า สำนักข่าวอื่นๆ ก็อาจต้องเผชิญกับชะตากรรมเดียวกันนี้ด้วย แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นสำนักข่าวใด

ทั้งนี้ ทรัมป์เปิดฉากโจมตีสำนักข่าวที่นำเสนอข่าวในเชิงวิพากษ์วิจารณ์การหาเสียงและรัฐบาลของเขามาโดยตลอด เช่นในปี 2560 เขาเคยประณามสื่อมวลชนว่าเป็น “ศัตรูของประชาชนชาวอเมริกัน”

นอกจากนั้น ตลอดการดำรงตำแหน่งทั้งสองสมัย เขาอ้างมาโดยตลอดว่าบรรดาผู้สื่อข่าวล้มเหลวในการแสดงความซาบซึ้งต่อความสำเร็จของเขาอย่างเพียงพอ ทรัมป์ยังด่าทอผู้สื่อข่าวที่เขาไม่ชอบเป็นประจำ ทั้งการเผชิญหน้าโดยตรงและผ่านทางโซเชียลมีเดีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฮูตีรุกหนัก มุ่งยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์ในเยเมน ขณะทรัมป์สั่งยกเลิกทิ้งบอมบ์

ฮูตีรุกหนัก มุ่งยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์ในเยเมน ขณะทรัมป์สั่งยกเลิกทิ้งบอมบ์

21 ก.ย. 2569 22:06 น.

ฮูตีรุกหนัก มุ่งยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์ในเยเมน ขณะทรัมป์สั่งยกเลิกทิ้งบอมบ์

กบฏฮูตีในเยเมนกำลังเดินหน้าบุกยึดพื้นที่ภูเขาเพื่อตัดขาดชายฝั่งทะเลแดง ขณะที่มีรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งยกเลิกการโจมตีทางอากาศในกลุ่มฮูตีในนาทีสุดท้าย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 21 ก.ย. 2569 ว่า กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน กำลังเดินหน้าบุกยึดเทือกเขา “คาห์บุบ” (Kahboub) ในจังหวัดทาอิซและลาฮิจ เพื่อตัดขาดชายฝั่งทะเลแดงออกจากพื้นที่ตอนใต้ที่ฝ่ายรัฐบาลเยเมน ซึ่งซาอุดีอาระเบียสนับสนุน ครอบครองอยู่

การยึดพื้นที่สูงนี้จะช่วยปกป้องกองกำลังของฮูตีบริเวณช่องแคบ บับ เอล-มันเดบ (Bab el-Mandab) และช่วยเปิดแนวรบใหม่เพื่อขยายอิทธิพลได้

ด้านองค์การสหประชาชาติ (UN) รายงานว่าการปะทะครั้งใหม่ซึ่งปะทุตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วเกือบ 700 ราย บาดเจ็บหลายพันคน และประชาชนกว่า 120,000 คนต้องพลัดถิ่น

ขณะเดียวกัน สำนักข่าว New York Times รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งยกเลิกแผนการโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มฮูตีในนาทีสุดท้าย ทั้งที่ทหารเริ่มบรรทุกระเบิดขึ้นเครื่องบินแล้ว หลังจากซาอุดีอาระเบียร้องขอความช่วยเหลือโดยตรง

ในตอนแรกทรัมป์สั่งให้กระทรวงกลาโหมเตรียมพร้อมการโจมตีแล้ว แต่ในท้ายที่สุดเขาก็เปลี่ยนใจ โดยคาดว่าเป็นเพราะ เขาไม่ต้องการให้สหรัฐฯ ถลำลึกเข้าไปในสงครามมากกว่านี้ รวมทั้งหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสงครามที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจและคะแนนนิยมในประเทศ

ทั้งนี้ การสู้รบในเยเมนกลับมาปะทุอีกครั้งนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ซึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อนกลุ่มฮูตีได้เข้ายึดเมืองท่า โมคา และเกาะเปริม ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณทางเข้าทะเลแดง ทำให้กลุ่มฮูตีสามารถเข้าถึงและควบคุมฝั่งตะวันออกของช่องแคบ บับ เอล-มันเดบ ซึ่งเป็นคอขวดสำคัญที่เชื่อมระหว่างทะเลแดงกับอ่าวเอเดนได้โดยตรง

กลุ่มฮูตีอ้างเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ว่า ได้ยิงขีปนาวุธเข้าใส่กรุงริยาดของซาอุดีอาระเบียจนเกิดควันไฟใกล้สนามบิน ขณะที่ฝ่ายซาอุฯ ยังคงทิ้งระเบิดใส่ตำแหน่งของฮูตีอย่างหนัก แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งการรุกคืบได้

อนึ่ง การที่ฮูตีควบคุมช่องแคบบับ เอล-มันเดบ คุกคามเส้นทางส่งออกน้ำมันทางเลือกของซาอุฯ โดยเรือสินค้าและเรือน้ำมันของซาอุฯ ต้องพึ่งพาเส้นทางทะเลแดงนี้ในการส่งออกไปยังเอเชียและยุโรป หลังจากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดเนื่องจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน

แต่ตอนนี้ ซาอุดีอาระเบียต้องกลับไปพึ่งพาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยใช้วิธีปิดระบบติดตามเรือ แล้วถ่ายโอนน้ำมันกลางมหาสมุทรอินเดีย

สมรภูมิในเยเมนที่ดุเดือดยิ่งขึ้นทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกผันผวนอยู่ที่ราว 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกในสหรัฐฯ พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์เกิน 6.51 ดอลลาร์/กัลลอน ซึ่งส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของทรัมป์ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุก 5 อดีตผู้บัญชาการทหาร เอี่ยวคดีกบฏประกาศกฎอัยการศึกของ “ยุน ซอกยอล”

ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุก 5 อดีตผู้บัญชาการทหาร เอี่ยวคดีกบฏประกาศกฎอัยการศึกของ "ยุน ซอกยอล"

21 ก.ย. 2569 15:50 น.

ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุก 5 อดีตผู้บัญชาการทหาร เอี่ยวคดีกบฏประกาศกฎอัยการศึกของ “ยุน ซอกยอล”

ศาลกรุงโซลพิพากษาจำคุกอดีตผู้บัญชาการทหารระดับสูงของเกาหลีใต้ 5 นาย ตั้งแต่ 9-18 ปี จากความผิดมีบทบาทสำคัญในการก่อกบฏ กรณีอดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล ประกาศกฎอัยการศึกเมื่อเดือนธันวาคม 2024 ขณะที่ศาลชี้จำเลยละทิ้งความเป็นกลางทางการเมืองของกองทัพ และนำกองทัพมาใช้เพื่อประโยชน์ของพรรคการเมือง

ศาลแขวงกลางกรุงโซลของเกาหลีใต้มีคำพิพากษาให้จำคุกอดีตผู้บัญชาการทหาร 5 นาย หลังศาลพิจารณาว่าทั้งหมดมีบทบาทสำคัญในการก่อกบฏ ภายใต้ความพยายามประกาศกฎอัยการศึกของอดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล เมื่อปี 2024 ซึ่งประสบความล้มเหลว

ศาลมีคำสั่งจำคุกยอ อินฮยอง อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการต่อต้านข่าวกรองกลาโหม เป็นเวลา 18 ปี และจำคุกอี จินอู อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการป้องกันกรุงโซล เป็นเวลา 15 ปี

ส่วนมุน ซังโฮ อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการข่าวกรองกลาโหม ถูกจำคุก 12 ปี ขณะที่พัค อันซู อดีตเสนาธิการทหารบก ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกฎอัยการศึก ถูกจำคุก 10 ปี และควัก จงกึน อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการสงครามพิเศษกองทัพบก ถูกจำคุก 9 ปี

ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดหลายข้อหา รวมถึงการส่งกำลังทหารไปยังรัฐสภาและคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ ตลอดจนการจัดตั้งและปฏิบัติการหน่วยติดตามจับกุมนักการเมือง หลังยุน ซอกยอล ประกาศกฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2024

ทีมอัยการพิเศษของโช อึนซอก เคยขอให้ศาลลงโทษยอ อินฮยอง และอี จินอู จำคุกคนละ 30 ปี ขอให้พัค อันซู จำคุก 25 ปี และขอให้ควัก จงกึนกับมุน ซังโฮ จำคุกคนละ 20 ปี

ศาลลงโทษยอ อินฮยอง หนักที่สุด โดยเห็นว่าเขามีความผิดฐานพยายามจับกุมนักการเมือง รวมถึงอี แจมยอง ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักในเวลานั้น และปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้

ศาลยังระบุว่า ยอ อินฮยอง รับรู้ถึงความผิดกฎหมายของแผนประกาศกฎอัยการศึกของยุน ซอกยอล จากการพบหารือกับอดีตประธานาธิบดีและคิม ยงฮยอน ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม ก่อนการประกาศกฎอัยการศึก

ศาลกล่าวในคำพิพากษาว่า อาชญากรรมฐานก่อกบฏเป็นความผิดร้ายแรง เนื่องจากเป็นภัยต่อการดำรงอยู่ของรัฐ พร้อมระบุว่า จำเลยละทิ้งหลักความเป็นกลางทางการเมืองของกองทัพ และนำกองทัพมาใช้ในทางการเมืองเพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองหนึ่ง

ในคืนที่ยุนประกาศกฎอัยการศึก กำลังทหารได้เคลื่อนเข้าสู่พื้นที่รัฐสภาและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่ถอนกำลังออกในเวลาต่อมาไม่นาน หลังรัฐสภาลงมติให้ยกเลิกคำสั่งกฎอัยการศึกฉุกเฉิน

คำพิพากษาครั้งนี้มีขึ้นหลังจากยุน ซอกยอล ถูกศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จากความผิดฐานเป็นผู้นำการก่อกบฏผ่านความพยายามประกาศกฎอัยการศึก โดยคดีของยุนอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์

ในวันเดียวกัน ศาลยังมีคำพิพากษาในอีกคดีหนึ่ง โดยยกคำฟ้องของอิม จงดึก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลัก ในข้อหาใช้อำนาจโดยมิชอบเกี่ยวกับการแต่งตั้งบุคลากรในสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดี เมื่อปี 2023

ทีมอัยการพิเศษกล่าวหาอิม ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติคนที่ 2 ว่า ใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรมในการแต่งตั้งนายทหารรายหนึ่งให้ดำรงตำแหน่งในศูนย์จัดการวิกฤตแห่งชาติของสำนักงานดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ศาลวินิจฉัยว่า คำฟ้องอยู่นอกขอบเขตอำนาจการสอบสวนของทีมอัยการพิเศษ ซึ่งมีหน้าที่มุ่งตรวจสอบข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับความพยายามประกาศกฎอัยการศึกของอดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล เมื่อปี 2024.

ที่มา Yonhap / The Korea Times

จีนยืนยัน “สี จิ้นผิง” เยือนสหรัฐฯ 23-25 ก.ย. เตรียมหารือ “โดนัลด์ ทรัมป์”

จีนยืนยัน "สี จิ้นผิง" เยือนสหรัฐฯ 23-25 ก.ย. เตรียมหารือ "โดนัลด์ ทรัมป์"

21 ก.ย. 2569 15:21 น.

จีนยืนยัน “สี จิ้นผิง” เยือนสหรัฐฯ 23-25 ก.ย. เตรียมหารือ “โดนัลด์ ทรัมป์”

รัฐบาลจีนยืนยันว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะเดินทางเยือนสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 23-25 กันยายน เพื่อพบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยประเด็นสำคัญคาดว่าจะครอบคลุมการค้า เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ ไต้หวัน และบทบาทของจีนต่อสงครามอิหร่าน ขณะที่ทั้งสองฝ่ายจับตาว่าจะสามารถยุติสงครามทางการค้าได้หรือไม่

รัฐบาลจีนยืนยันว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะเดินทางเยือนสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 23-25 กันยายน ตามคำเชิญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยนับเป็นการพบกันครั้งที่ 2 ของผู้นำทั้งสองภายในเวลา 6 เดือน

กระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า สี จิ้นผิง และทรัมป์จะหารือเชิงลึกเกี่ยวกับประเด็นสำคัญด้านความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ตลอดจนสันติภาพและการพัฒนาของโลก พร้อมย้ำว่าจีนจะทำงานร่วมกับสหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์ เสริมสร้างการเจรจาและความร่วมมือ และจัดการความแตกต่างระหว่างกันอย่างเหมาะสม

ฝ่ายสหรัฐฯ ระบุว่า ทรัมป์จะเดินทางไปต้อนรับสี จิ้นผิงด้วยตนเองที่ฐานทัพแอนดรูว์ส ก่อนที่ผู้นำทั้งสองจะพบหารือกันในวันถัดไป โดยทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันเมื่อวันอาทิตย์ว่า เขาจะหารือกับผู้นำจีน “แทบทุกเรื่อง”

ประเด็นสำคัญที่สุดของการประชุมครั้งนี้คือความสัมพันธ์ทางการค้า ซึ่งยังอยู่ภายใต้ข้อตกลงที่ช่วยหลีกเลี่ยงการยกระดับสงครามภาษีระหว่างสองประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงระยะยาวได้

รายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า การประชุมวันที่ 24 ก.ย. อาจมุ่งดูว่าผู้นำทั้งสองจะส่งสัญญาณขยายข้อตกลงยุติสงครามทางการค้าที่ทำไว้เมื่อปีที่แล้วหรือไม่ ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า สี จิ้นผิงไม่ได้อยู่ในสถานะที่จำเป็นต้องรีบร้อนที่จะยอมอ่อนข้อ และอาจต้องการเพียงรักษาเสถียรภาพทางการค้าเพื่อให้จีนมีเวลารับมือกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ต่อไป

ก่อนการพบกันของผู้นำทั้งสอง นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ และนายเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน ซึ่งเป็นผู้เจรจาด้านเศรษฐกิจและการค้าคนสำคัญของจีน ได้พบหารือกันที่นครนิวยอร์ก โดยประเด็นครอบคลุมความปลอดภัยของปัญญาประดิษฐ์ การค้า และแร่หายาก การหารือดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อปูทางไปสู่ข้อตกลงบางประการเกี่ยวกับมาตรการกำกับดูแล AI และการค้าสินค้าที่ไม่อยู่ในกลุ่มอ่อนไหว

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมดังกล่าวแตกต่างจากจุดยืนของทรัมป์เมื่อกลับเข้าสู่ทำเนียบขาวในปี 2025 ซึ่งเคยประกาศใช้นโยบายภาษีเพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลการค้ากับจีน โดยมองว่าการค้ากับจีนกำลังสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ

ในช่วงเดียวกัน จีนยังคงมีปัญหาความต้องการบริโภคภายในประเทศที่ชะลอตัวและวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ แต่ภาคการส่งออกยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จนจีนกำลังมุ่งหน้าไปสู่การมีดุลการค้ากับทั่วโลกเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน 

ขณะเดียวกัน คณะนักธุรกิจจีนจากบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งมีแผนร่วมเดินทางไปกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กับสี จิ้นผิง โดยอาจรวมถึงผู้บริหารจาก BYD, CATL และ Xiaomi ซึ่งบางบริษัทกำลังอยู่ภายใต้การตรวจสอบหรือข้อจำกัดด้านกฎระเบียบของสหรัฐฯ

นอกจากการค้าแล้ว ประเด็นไต้หวันมีแนวโน้มเป็นอีกหัวข้อสำคัญในการพบกันครั้งนี้ โดยจีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงมีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงและการขายอาวุธให้ไต้หวัน ทรัมป์เคยเปิดเผยว่า สี จิ้นผิงสอบถามเรื่องไต้หวันหลายครั้งระหว่างการพบกันที่กรุงปักกิ่งเมื่อเดือนพฤษภาคม รวมถึงเรื่องการขายอาวุธของสหรัฐฯ และความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการปกป้องไต้หวัน

ทรัมป์ยังเรียกแพ็กเกจขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าเป็น “เครื่องมือต่อรอง” กับจีน ทำให้เกิดความกังวลในไต้หวันและญี่ปุ่นว่า ประเด็นดังกล่าวอาจถูกนำมาเชื่อมโยงกับการเจรจาทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

หนึ่งในข้อแลกเปลี่ยนที่อาจถูกหยิบยกขึ้นหารือ ได้แก่ การที่จีนเพิ่มการซื้อเครื่องบินโบอิ้งและสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ รวมถึงความร่วมมือในการสกัดกั้นสารตั้งต้นของเฟนทานิล ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของรัฐบาลสหรัฐฯ

อีกประเด็นที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญคือบทบาทของจีนต่อสงครามอิหร่าน โดยสหรัฐฯ มองว่าจีนเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการทูตมากพอที่จะกดดันอิหร่านให้ยุติความขัดแย้ง

อย่างไรก็ตาม จีนยังไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะใช้แรงกดดันดังกล่าวในระดับที่สหรัฐฯ ต้องการ ขณะที่รอยเตอร์รายงานก่อนหน้านี้ว่า จีนยังคงส่งออกสินค้ามูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ไปยังอิหร่านผ่านช่องทางที่ถูกกล่าวหาว่าใช้เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ โดยกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่าไม่ทราบถึงโครงการดังกล่าว

สหรัฐฯ เคยขู่ว่าจะใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน แม้จนถึงขณะนี้มาตรการดังกล่าวยังไม่ได้ถูกนำมาใช้กับจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน

นักวิเคราะห์มองว่า การที่รัฐบาลทรัมป์ยังพยายามรักษาความสัมพันธ์กับจีนให้มีเสถียรภาพ สะท้อนถึงความต้องการของทั้งสองฝ่ายที่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งเพิ่มเติม ขณะที่สหรัฐฯ ต้องรับมือกับสงครามอิหร่าน และจีนต้องการเวลาเสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจภายในประเทศเพื่อเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต.

ที่มา AFP / Reuters

ลูกชายซินดี ครอว์ฟอร์ด ซูเปอร์โมเดลชื่อดัง เสียชีวิตในวัย 27 ปี ภายในสถานบำบัด

ลูกชายซินดี ครอว์ฟอร์ด ซูเปอร์โมเดลชื่อดัง เสียชีวิตในวัย 27 ปี ภายในสถานบำบัด

21 ก.ย. 2569 14:46 น.

ลูกชายซินดี ครอว์ฟอร์ด ซูเปอร์โมเดลชื่อดัง เสียชีวิตในวัย 27 ปี ภายในสถานบำบัด

เพรสลีย์ เกอร์เบอร์ ลูกชายของ ซินดี ครอว์ฟอร์ด ซูเปอร์โมเดลชื่อดัง เสียชีวิตในวัย 27 ปี โดยสำนักงานชันสูตรศพเทศมณฑลลอสแอนเจลิสระบุ เขาเสียชีวิตที่สถานบำบัดแห่งหนึ่ง แต่ยังไม่เปิดเผยสาเหตุ

การเสียชีวิตของเพรสลีย์ได้รับการยืนยันจากอัลลี เจนกินส์ ตัวแทนครอบครัวของซินดี ครอว์ฟอร์ดและแรนดี เกอร์เบอร์ โดยครอบครัวขอความเป็นส่วนตัวในช่วงเวลาที่ยากลำบากและเจ็บปวดนี้

เพรสลีย์เป็นลูกชายคนเดียวและเป็นบุตรคนโตของซินดี ครอว์ฟอร์ดกับแรนดี เกอร์เบอร์ ขณะที่น้องสาวคือ ไคอา เกอร์เบอร์ นางแบบและนักแสดงชื่อดัง

เพรสลีย์เข้าสู่วงการนายแบบตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเซ็นสัญญากับ IMG Models ตั้งแต่อายุ 15 ปี ก่อนเริ่มมีผลงานบนรันเวย์และทำงานร่วมกับแบรนด์แฟชั่นระดับโลกหลายแห่ง ทั้ง Moschino, Dolce & Gabbana, Calvin Klein และ Celine รวมถึงเคยร่วมงานกับน้องสาวในแคมเปญแฟชั่นของ Calvin Klein ด้วย

ในปี 2018 เพรสลีย์ยังเคยปรากฏตัวร่วมกับแม่ในโฆษณา Pepsi ที่นำโฆษณาในตำนานของซินดีเมื่อปี 1992 กลับมาทำใหม่อีกครั้ง

สาเหตุการเสียชีวิตยังไม่เปิดเผย

รายงานของสำนักงานชันสูตรศพเทศมณฑลลอสแอนเจลิสระบุว่า เพรสลีย์เสียชีวิตที่สถานบำบัดเมื่อวันที่ 20 กันยายน แต่ยังไม่มีการระบุสาเหตุการเสียชีวิต และรายงานจากสื่อสหรัฐฯ ระบุว่าการชันสูตรยังอยู่ระหว่างดำเนินการ

ก่อนหน้านี้ เพรสลีย์เคยพูดถึงประสบการณ์เกี่ยวกับสุขภาพจิตและการใช้สารเสพติดอย่างเปิดเผย รวมถึงทำคอนเทนต์ชุด “Mental Health Mondays” ในปี 2024 เพื่อพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตและประสบการณ์ของตัวเอง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลอย่างเป็นทางการที่ระบุว่าสิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของเขา

ครอบครัวเกอร์เบอร์ขอให้สาธารณชนเคารพความเป็นส่วนตัว ขณะที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดการเสียชีวิตต่อไป.

ที่มา : channelnewsasia

รัฐบาลทรัมป์เตรียมคว่ำบาตร “ศาลอาญาระหว่างประเทศ” หวังสกัดดำเนินคดีเนทันยาฮู

รัฐบาลทรัมป์เตรียมคว่ำบาตร "ศาลอาญาระหว่างประเทศ" หวังสกัดดำเนินคดีเนทันยาฮู

21 ก.ย. 2569 14:46 น.

รัฐบาลทรัมป์เตรียมคว่ำบาตร “ศาลอาญาระหว่างประเทศ” หวังสกัดดำเนินคดีเนทันยาฮู

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมประกาศมาตรการคว่ำบาตร “ศาลอาญาระหว่างประเทศ” (ICC) ทั้งองค์กร รวมถึงหน่วยงานที่ให้ความร่วมมือ โดยจะห้ามมิให้ทำธุรกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังหมดช่วงผ่อนผัน 6-7 เดือน ซึ่งอาจส่งผลให้ศาลแห่งนี้เป็นอัมพาตและพังทลายลง ท่ามกลางความขัดแย้งรุนแรงจากกรณีออกหมายจับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกฯ อิสราเอล

ตามการเปิดเผยของแหล่งข่าว 2  ราย รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เตรียมใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อ ศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC ทั้งองค์กร และอาจประกาศมาตรการดังกล่าวในเร็ว ๆ นี้ 

แหล่งข่าวระบุว่า มาตรการคว่ำบาตรได้ถูกจัดเตรียมไว้แล้ว แม้ยังไม่มีการกำหนดวันประกาศที่แน่นอน ขณะที่เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่า การตัดสินใจอาจเสร็จสิ้นภายในสัปดาห์นี้ ระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก หรือในช่วงไม่กี่วันหลังจากนั้น 

ตามเอกสารที่วอลล์สตรีทเจอร์นัลระบุว่าได้ตรวจสอบ มาตรการดังกล่าวอาจห้ามการทำธุรกรรมส่วนใหญ่กับ ICC หลังจากมีช่วงผ่อนผัน 6-7 เดือน หากมีการบังคับใช้จริง มาตรการของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะโดยทั่วไปห้ามพลเมืองและบริษัทสหรัฐฯ จัดหาเงิน สินค้า หรือบริการให้แก่ ICC โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ หรือ OFAC ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ 

มาตรการลักษณะนี้อาจส่งผลกระทบต่อการทำธุรกรรมในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และการเข้าถึงระบบการเงินระหว่างประเทศ เนื่องจากธนาคารและบริษัทต่าง ๆ มักใช้มาตรการระมัดระวังอย่างเข้มงวดเมื่อเกี่ยวข้องกับมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ เพราะต้องพึ่งพาการเข้าถึงระบบการเงินของสหรัฐฯ

หากสหรัฐฯ คว่ำบาตร ICC ทั้งองค์กร ผลกระทบอาจครอบคลุมการดำเนินงานประจำวันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและประกันภัย การว่าจ้างเจ้าหน้าที่สอบสวน ตลอดจนธุรกรรมทางการเงินทั่วไป รวมถึงการจ่ายเงินเดือนให้พนักงานชาวอเมริกันหลายสิบคน

ประธานศาลและนายทะเบียนของ ICC เคยเตือนว่า การคว่ำบาตรทั้งองค์กรอาจทำให้การดำเนินงานของศาลได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม เอกสารที่วอลล์สตรีทเจอร์นัลอ้างถึง ระบุว่า ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับบริการด้านการสื่อสารอาจได้รับการยกเว้นจากมาตรการดังกล่าว

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังไม่ได้ยืนยันรายละเอียดของมาตรการ โดยโฆษกกระทรวงระบุเพียงว่า จะไม่เปิดเผยล่วงหน้าถึงการตัดสินใจเกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตร ขณะที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ และ ICC ยังไม่ได้ให้ความเห็นต่อรายงานดังกล่าว 

ก่อนหน้านี้รัฐบาลทรัมป์ได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อผู้พิพากษาและอัยการของ ICC หลายรายแล้ว แต่ยังไม่ได้คว่ำบาตรตัวองค์กรโดยตรง เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรโทโมโกะ อาคาเนะ ประธาน ICC และอับดุลลาเย เซเย เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการพิจารณาคดีของศาล โดยมาตรการดังกล่าวมีผลเมื่อวันที่ 17 กันยายน 

ในเดือนกรกฎาคม นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศแผนรณรงค์เพื่อแยก ICC ออกจากประชาคมระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้ประเทศอื่น ๆ ถอนตัวจากศาล โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า ICC ก้าวล้ำอำนาจของตนเองด้วยการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกศาล และมองว่าการใช้อำนาจดังกล่าวเป็นภัยต่ออธิปไตยของสหรัฐฯ 

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับ ICC ตึงเครียดอย่างหนัก หลังศาลออกหมายจับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และนายโยอัฟ กัลแลนต์ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 ในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่เกี่ยวข้องกับสงครามในฉนวนกาซา

ICC กล่าวหาว่า เนทันยาฮูและกัลแลนต์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขัดขวางความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่จะเข้าสู่ดินแดนปาเลสไตน์เพื่อกดดันกลุ่มฮามาส ซึ่งศาลเห็นว่าอาจเข้าข่ายการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ทั้งสองคนปฏิเสธข้อกล่าวหา

ICC ยังเคยขอออกหมายจับผู้นำของกลุ่มฮามาสที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 แต่บุคคลที่ถูกกล่าวหาหลายคนเสียชีวิตแล้วจากการสู้รบหรือการลอบสังหาร นอกจากนี้ ICC ยังสอบสวนเบซาเลล สโมทริช รัฐมนตรีคลังอิสราเอล และนายอิตามาร์ เบน-กวีร์ รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งชาติอิสราเอล เกี่ยวกับบทบาทในการขยายการตั้งถิ่นฐานของชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งสหประชาชาติระบุว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

ICC ก่อตั้งขึ้นในปี 2002 เพื่อดำเนินคดีกับบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ โดยศาลระบุว่าอำนาจศาลจะถูกใช้เมื่อประเทศสมาชิกไม่สามารถหรือไม่เต็มใจดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดด้วยตนเอง

สหรัฐฯ และอิสราเอลไม่ใช่สมาชิก ICC และรัฐบาลสหรัฐฯ คัดค้านการใช้อำนาจศาลกับเจ้าหน้าที่ของประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิก รวมถึงการสอบสวนก่อนหน้านี้เกี่ยวกับข้อกล่าวหาการก่ออาชญากรรมสงครามของกำลังพลสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถาน .

ที่มา Reuters / The Wall Street Journal

พบสิงโต 10 ตัวตายปริศนาในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าแทนซาเนีย คาดถูกวางยา

พบสิงโต 10 ตัวตายปริศนาในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าแทนซาเนีย คาดถูกวางยา

21 ก.ย. 2569 13:38 น.

พบสิงโต 10 ตัวตายปริศนาในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าแทนซาเนีย คาดถูกวางยา

หน่วยงานจัดการพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติเอ็นโกรองโกโร ประเทศแทนซาเนียเผยพบซากสิงโตนอนตายเกลื่อนรวม 10 ตัว ผลตรวจสอบเบื้องต้นพุ่งเป้าถูกวางยาพิษ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังจากความขัดแย้งระหว่างคนเลี้ยงสัตว์กับสัตว์นักล่า ท่ามกลางความกังวลต่อผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งมรดกโลก

ทางการแทนซาเนียระดมกำลังสืบสวน หลังเจ้าหน้าที่ค้นพบซากสิงโตจำนวน 10 ตัวนอนตายในคราวเดียวกัน ภายในพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติเอ็นโกรองโกโร ทางตอนเหนือของประเทศ แถลงการณ์จากสำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติเอ็นโกรงโกโร ซึ่พบซากสิงโตทั้งหมดบริเวณพื้นที่เอ็นดุตู ในเขตเอ็นดูเลน จังหวัดอารูชา

ทางการระบุว่า “ผลการตรวจสอบเบื้องต้นบ่งชี้ว่าสัตว์เหล่านี้อาจเสียชีวิตจากการกินยาพิษ” พร้อมเสริมว่าได้สั่งการให้เปิดการสืบสวนอย่างเร่งด่วนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและติดตามตัวผู้กระทำผิดมารับโทษ

ปัญหาการวางยาพิษถือเป็นภัยคุกคามอันตรายและเกิดขึ้นซ้ำซากสำหรับสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่ทั่วภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างเกษตรกรผู้เลี้ยงปศุสัตว์กับสัตว์นักล่าที่มักเข้ามาล่าสัตว์เลี้ยงในฟาร์ม

เหตุการณ์ครั้งนี้ยิ่งสร้างความวิตกกังวลอย่างมากต่อความพยายามอนุรักษ์ประชากร “สิงโต” ในพื้นที่อนุรักษ์เอ็นโกรองโกโร ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกจากยูเนสโก เนื่องจากเป็นหนึ่งในระบบนิเวศสัตว์ป่าที่มีชื่อเสียงและมีความสำคัญระดับโลก ครอบคลุมทั้งที่ราบสูง ทุ่งหญ้าสะวันนา และผืนป่า ตั้งแต่ปี 1959 เป็นพื้นที่ที่เปิดให้ชนเผ่ามาไซ สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสัตว์ป่าได้ นอกจากนี้ยังเป็นถิ่นที่อยู่ของสัตว์หายากและใกล้สูญพันธุ์อีกหลายชนิด เช่น ช้าง ควายป่า และแรดดำ รวมถึงเป็นเส้นทางอพยพประจำปีของวิลเดอบีสต์ ม้าลาย และกาเซลล์

เหตุการณ์สิงโตตายครั้งล่าสุดยังเกิดขึ้นไม่นานหลังจากตำรวจเคนยาจับกุมผู้ต้องสงสัย 4 คน เมื่อเดือนที่ผ่านมา ในการสอบสวนการตายของช้าง 18 ตัวในอุทยานแห่งชาติอัมโบเซลี ทางตอนใต้ของเคนยา กระทรวงการท่องเที่ยวและสัตว์ป่าของเคนยาระบุว่า เจ้าหน้าที่ตรวจยึดสิ่งของหลายรายการ รวมถึงสารเคมีที่อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ผู้ต้องสงสัยทั้ง 4 คนได้รับการประกันตัวในเวลาต่อมา

ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้นชี้ว่า การเสียชีวิตของช้างอาจเกี่ยวข้องกับสารพิษ หลังจากก่อนหน้านี้มีข้อสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากไซยาไนด์ที่เชื่อมโยงกับการกินมะเขือเทศจากพื้นที่เกษตรซึ่งปนเปื้อนสารกำจัดศัตรูพืชและตั้งอยู่ติดกับอุทยานแห่งชาติอัมโบเซลี

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่าบางส่วนตั้งข้อสงสัยต่อสมมติฐานดังกล่าว โดยชี้ว่า หากสารกำจัดศัตรูพืชจากพื้นที่เกษตรเป็นสาเหตุ ก็น่าจะพบการตายของสัตว์ป่าชนิดอื่นในบริเวณเดียวกันด้วย แต่ยังไม่มีรายงานในลักษณะดังกล่าว

สำหรับกรณีสิงโต 10 ตัวในเอ็นโกรองโกโร เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนเพื่อยืนยันชนิดของสารพิษและสาเหตุการตาย รวมถึงตรวจสอบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าหรือไม่.

ที่มา Reuters / independent.co.uk