สลดเปรู ไฟไหม้คร่าครอบครัว 10 ชีวิต ชี้อาจเป็นการวางเพลิง

สลดเปรู ไฟไหม้คร่าครอบครัว 10 ชีวิต ชี้อาจเป็นการวางเพลิง

23 ก.ค. 2569 05:36 น.

สลดเปรู ไฟไหม้คร่าครอบครัว 10 ชีวิต ชี้อาจเป็นการวางเพลิง

เกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านหลังหนึ่งในเมืองหลวงของเปรู ส่งผลให้สมาชิก 10 คนของครอบครัวเดียวกันเสียชีวิต และมีผู้บาดเจ็บอีก 2 ราย ท่ามกลางรายงานว่า เหตุการณ์นี้อาจเป็นการวางเพลิง

เมื่อวันพุธที่ 22 ก.ค. 2569 พลตำรวจโท ออสการ์ อาร์ริโอลา จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเปรู เปิดเผยว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่บ้านพักหลังหนึ่งในเขตลา วิกโตเรีย ของกรุงลิมา เมืองหลวงของเปรู ส่งผลให้สมาชิกในครอบครัวเดียวกันเสียชีวิตถึง 10 ศพ ในจำนวนนี้เป็นเด็กถึง 5 ราย

ผู้เสียชีวิตประกอบด้วยเด็ก 5 ราย มีอายุ 3 ขวบ, 6 ขวบ (2 ราย), 8 ขวบ และ 15 ปี และผู้ใหญ่ 4 ราย อายุ 29 ปี, 35 ปี, 42 ปี และ 72 ปี ส่วนผู้เสียชีวิตรายที่ 10 ยังไม่ทราบอายุ นอกจากนี้ มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 รายด้วย

ตำรวจกำลังเร่งสืบสวนรายงานที่ระบุว่า เพลิงไหม้ครั้งนี้เกิดจากการวางเพลิง โดยสื่อท้องถิ่นระบุว่า ครอบครัวดังกล่าวซึ่งทำธุรกิจผลิตที่นอนและเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เคยได้รับคำขู่และข้อเรียกร้องกรรโชกทรัพย์มาก่อน

รายงานจากสำนักข่าวอันดินา (Andina) ของรัฐบาลระบุว่า เพื่อนบ้านเห็นบุคคลปริศนาจุดไฟเผารถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ด้านนอกบ้าน ก่อนที่ไฟจะลุกลามอย่างรวดเร็วไปยังวัสดุทำที่นอนซึ่งเป็นวัตถุไวไฟ

เว็บไซต์ข่าวอินโฟเบ (Infobae) รายงานว่า ขณะเกิดเหตุเมื่อเวลา 03:00 น. ของวันพุธ (22 ก.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น มีสมาชิกในครอบครัวอยู่ในอาคารทั้งหมด 17 คน แต่มี 7 คนที่สามารถหนีรอดออกมาได้

“ในวันนี้ คนเปรูทั้งประเทศต่างตกอยู่ในความเงียบงันต่อหน้าโศกนาฏกรรมที่นำพาประเทศของเราเข้าสู่ความโศกเศร้า” แถลงการณ์จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเปรูระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ จับมือซาอุฯ ลงนามข้อตกลงพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ

สหรัฐฯ จับมือซาอุฯ ลงนามข้อตกลงพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ

23 ก.ค. 2569 04:44 น.

สหรัฐฯ จับมือซาอุฯ ลงนามข้อตกลงพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ

(คริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ)

รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ กับซาอุดีอาระเบีย ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติแล้ว โดยยืนยันเรื่องความปลอดภัยสูงสุดและการไม่แพร่ขยายนิวเคลียร์

เมื่อวันพุธที่ 22 ก.ค. 2569 กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า คริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ และเจ้าชายอับดุลอาซิซ บิน ซัลมาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานซาอุดีอาระเบีย ได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์เพื่อสันติ ร่วมกับข้อตกลงพิทักษ์ความปลอดภัยทวิภาคีที่เกี่ยวข้องแล้ว

กระทรวงฯ ระบุว่า ข้อตกลงที่ลงนามกับซาอุดีอาระเบียในครั้งนี้ ถือเป็นการวาง “รากฐานทางกฎหมาย” สำหรับ “ความร่วมมือระยะยาวหลายทศวรรษที่มีมูลค่านับหมื่นล้านดอลลาร์”

นอกจากนี้ กระทรวงฯยังเปิดเผยว่า “ข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์เพื่อสันติ” จะช่วยเปิดโอกาสอย่างมากให้บริษัทสัญชาติอเมริกัน เข้าถึงโครงการพลังงานนิวเคลียร์ของซาอุดีอาระเบีย

กระทรวงฯ ย้ำว่า ข้อตกลงดังกล่าวประกอบด้วยสัญญา 2 ฉบับ ได้แก่ “ข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์เพื่อสันติ” และ “ข้อตกลงพิทักษ์ความปลอดภัยทวิภาคี” โดยข้อตกลงเหล่านี้จะช่วย “เสริมสร้างมาตรฐานการไม่แพร่ขยายนิวเคลียร์ระดับโลก”

“ขณะนี้ข้อตกลงดังกล่าวกำลังถูกส่งไปยังสภาคองเกรสเพื่อทำการพิจารณาตรวจสอบ” กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ระบุเสริม

ด้านนาย คริส ไรท์ กล่าวว่า ข้อตกลงสองฉบับที่ลงนามร่วมกับซาอุดีอาระเบียนั้นยึดมั่นใน “มาตรฐานสูงสุดของความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์”

“ข้อตกลงเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของทั้งสองประเทศในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบีย นำมาซึ่งความมั่งคั่งภายในประเทศและความมั่นคงต่อพันธมิตรของเราในต่างประเทศ” นายไรท์ระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยกระทรวงพลังงาน

“ขอให้มั่นใจได้ว่า ข้อตกลงเหล่านี้ยึดมั่นในมาตรฐานสูงสุดของความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ โดยพึ่งพาเทคโนโลยีและนักวิทยาศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งได้รับการออกแบบขึ้นที่นี่ในสหรัฐอเมริกา”

“ต้องขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ ยุคเรอเนสซองส์ (ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา) ด้านนิวเคลียร์ของอเมริกาได้เริ่มขึ้นแล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สงครามทำพิษ ราคาอาหารในอิหร่านพุ่ง 300%-400%

สงครามทำพิษ ราคาอาหารในอิหร่านพุ่ง 300%-400%

23 ก.ค. 2569 02:14 น.

สงครามทำพิษ ราคาอาหารในอิหร่านพุ่ง 300%-400%

ราคาอาหารในประเทศอิหร่านพุ่งสูงถึง 300%-400% โดยเป็นผลกระทบจากสงครามหลายครั้งที่พวกเขาเผชิญ รวมถึงสงครามกับสหรัฐฯ ในปัจจุบัน

สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น (CNN) รายงาน อ้างการเปิดเผยของสื่ออิหร่านหลายสำนักว่า ราคาอาหารในประเทศอิหร่านพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัวในช่วงเวลาสั้นๆ เนื่องจากผลกระทบจากสงครามกับสหรัฐอเมริกา เริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคในประเทศแล้ว

เมื่อเดือนก่อนสำนักข่าว “คาบาร์ ออนไลน์” (Khabar Online) ของอิหร่านรายงานเรื่องการปรับตัวสูงขึ้นของราคาอาหาร “อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเสริมว่าเรื่องนี้ได้กลายเป็นความกังวลหลักของสาธารณชนในอิหร่าน เนื่องจากอาหารบางประเภทมีราคาเพิ่มขึ้น 300% ถึง 400%

ขณะที่ “ราจานิวส์” (Rajanews) เว็บไซต์ข่าวของอิหร่านที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มการเมืองฝ่ายแข็งกร้าวอ้างว่า ราคาอาหารในอิหร่านเพิ่มขึ้นถึงสามเท่า นับตั้งแต่ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน รับตำแหน่งในเดือนกรกฎาคม 2567 โดยในช่วง 2 ปีดังกล่าวจนถึงตอนนี้ อิหร่านเผชิญกับสงครามถึง 2 ครั้ง รวมครั้งล่าสุด

ข้อมูลจาก Khabar Online ระบุว่า ราคาน้ำมันพืชพุ่งสูงขึ้นถึง 431% ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2568 ถึง พฤษภาคม 2569 ในขณะที่ราคาไข่ไก่ปรับตัวสูงขึ้น 342% ในช่วงเวลาดังกล่าว ส่วนราคาเนื้อไก่ก็มีการปรับตัวสูงขึ้นในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน

Khabar Online ชี้ว่า “สงครามสิบสองวัน” ระหว่างอิสราเอลและอิหร่านในเดือนมิถุนายน 2568 รวมถึงความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในปัจจุบัน เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาอาหารพุ่งสูงขึ้น

ในภาพรวม อัตราเงินเฟ้อแบบปีต่อปีล่าสุดได้ส่งผลกระทบต่อจังหวัดฮอร์โมซกันของอิหร่านหนักที่สุด โดยพุ่งสูงถึง 101.4% ตามด้วยจังหวัดคูเซสถาน (Khuzestan) และจังหวัดบูเชห์ร (Bushehr) ที่ 98.9% และ 96.5% ตามลำดับ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ไต้หวันผิดหวัง รัฐบาลไทยเห็นพ้องถ้อยแถลง ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน

ไต้หวันผิดหวัง รัฐบาลไทยเห็นพ้องถ้อยแถลง ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน

23 ก.ค. 2569 00:58 น.

ไต้หวันผิดหวัง รัฐบาลไทยเห็นพ้องถ้อยแถลง ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน

กระทรวงต่างประเทศของไต้หวันแสดงความผิดหวังในรัฐบาลไทย หลังนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางเยือนจีนแล้วมีแถลงการณ์ร่วมออกมาระบุว่า ไทยยอมรับว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน

จากกรณีที่เมื่อวันอังคารที่ 21 ก.ค. 2569 เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศของจีนเผยแพร่แถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลจีนกับไทย โดยช่วงหนึ่งมีการระบุว่า ไทยยอมรับว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนอย่างไม่อาจแบ่งแยก และจะไม่สนับสนุนการแยกเอกราชของไต้หวัน นอกจากนั้น ไทยยังสนับสนุนนโยบาย หนึ่งประเทศสองระบบของจีนอีกด้วย

แถลงการณ์ดังกล่าว ซึ่งออกหลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย เข้าพบ นายสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ทำให้กระทรวงการต่างประเทศของไต้หวันออกมาแสดงความผิดหวังในรัฐบาลไทยที่ละเลยข้อเท็จจริง และยอมผ่อนปรนตามการที่จีนลดทอนอธิปไตยของไต้หวัน

นายหลิน เจียหลง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไต้หวันกล่าวว่า ไต้หวันคัดค้านการที่จีนใช้วาระการประชุมระดับนานาชาติในการบ่อนทำลายสถานะระหว่างประเทศของไต้หวัน พร้อมทั้งแสดงความเสียใจที่ประเทศไทยยอมรับจุดยืนของรัฐบาลปักกิ่ง

เมื่อถูกนักข่าวถามว่า แถลงการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อมาตรการฟรีวีซ่าระหว่างไต้หวันและไทยหรือไม่ นายหลินระบุว่า ไต้หวันกำหนดนโยบายวีซ่าตามหลักการถ้อยทีถ้อยอาศัยและการปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม พร้อมชี้ว่าทั้งสองประเทศยังคงมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดและมีการแลกเปลี่ยนระดับประชาชนอย่างสม่ำเสมอ

ในแถลงการณ์ร่วมไทย-จีน ระบุด้วยว่า ไทยสนับสนุนนโยบาย “หนึ่งประเทศสองระบบ” แต่กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันระบุว่าข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง และเป็นการบ่อนทำลายอธิปไตยของไต้หวัน

กระทรวงฯ ยืนยันว่า ไต้หวันเป็นประเทศที่มีอธิปไตยและเป็นเอกราช โดยไต้หวันและจีนไม่ได้เป็นเมืองขึ้นหรืออยู่ภายใต้การปกครองของกันและกัน พร้อมกล่าวหาปักกิ่งว่าใช้แถลงการณ์ร่วมกับประเทศอื่นเพื่อเผยแพร่ข้อกล่าวอ้างที่เป็นเท็จและพยายามเปลี่ยนแปลงสถานะเดิมของสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน

ไต้หวันยังเรียกร้องให้ไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อันยาวนานของทั้งสองฝ่าย และหยุดสนับสนุนการกดดันไต้หวันของจีน มิฉะนั้น ในที่สุดประเทศไทยเองก็จะตกเป็นเหยื่อของการที่จีนบ่อนทำลายสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : taiwannews

AI ของ OpenAI หลุดการควบคุมไปก่อเหตุโจมตีทางไซเบอร์

AI ของ OpenAI หลุดการควบคุมไปก่อเหตุโจมตีทางไซเบอร์

22 ก.ค. 2569 23:41 น.

AI ของ OpenAI หลุดการควบคุมไปก่อเหตุโจมตีทางไซเบอร์

OpenAI เปิดเผยว่า AI ของพวกเขาหลุดการควบคุมและหนีออกจากแซนด์บ็อกซ์ ไปก่อเหตุโจมตีทางไซเบอร์เพื่อหาข้อมูลที่มันต้องการใช้ในการทดสอบ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 22 ก.ค. 2569 ว่า บริษัท OpenAI ผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยักษ์ใหญ่ของโลก ออกมาเปิดเผยว่า ระบบ AI ของพวกเขา ที่สามารถทำงานได้เองโดยอัตโนมัติ หรือที่เรียกว่า “เอไอ เอเจนต์” (AI Agent) หลุดจากการควบคุมระหว่างการทดสอบความปลอดภัย โดยมันสามารถหาช่องโหว่และหลบหนีออกจากพื้นที่จำลองที่ถูกควบคุมไว้ หรือ “แซนด์บ็อกซ์” (Sandbox) ได้สำเร็จ

หลังจากหลุดออกมา เอไอ เอเจนต์ ได้เจาะเข้าระบบภายในของ Hugging Face ซึ่งเป็นศูนย์รวมการแชร์โมเดล AI ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เนื่องจากมันประเมินว่าที่นั่นมีคำตอบที่มันต้องการสำหรับการทดสอบ

เคลมองต์ เดอลังก์ ซีอีโอของ Hugging Face ระบุว่าเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อมากที่ AI ทำทุกอย่างนี้ได้เองโดยอัตโนมัติ โดยขณะนี้บริษัทได้อุดช่องโหว่ กับซ่อมแซมระบบแล้ว และกำลังสืบสวนร่วมกับ OpenAI อย่างใกล้ชิด

ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ชี้ว่า สภาพแวดล้อมการทดสอบของ OpenAI หละหลวมเกินไปจนทำให้ AI หลุดออกมาได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทยังไม่สามารถควบคุมเทคโนโลยีของตนเองให้ปลอดภัยได้ 100%

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่า OpenAI อาจใช้ข่าวนี้เพื่อโชว์ศักยภาพของ AI ตนเองว่ามีความก้าวหน้าสูงมาก เพื่อสกัดคู่แข่งอย่าง Anthropic ที่มีโมเดล AI ล้ำหน้าอย่าง Mythos และบริษัทดาวรุ่งจากจีนอย่าง Moonshot ในช่วงที่ OpenAI กำลังเผชิญแรงกดดันและเตรียมนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์

อย่างไรก็ดี Hugging Face และผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เหตุการณ์นี้ทำให้การโจมตีทางไซเบอร์โดย AI แบบอัตโนมัติไม่ใช่แค่ทฤษฎีอีกต่อไปแล้ว และเตือนองค์กรต่างๆ ให้ปรับตัวตามเทคโนโลยีให้ทัน เนื่องจาก ฝ่ายโจมตีจะใช้ AI ที่ไร้ข้อจำกัดทำงานด้วย “ความเร็วระดับเครื่องจักร” ในขณะที่ฝ่ายตั้งรับและเครื่องมือป้องกันต่างๆ ยังคงทำงานด้วย “ความเร็วระดับมนุษย์” และถูกจำกัดด้วยกรอบความปลอดภัย

ด้านสถาบันความมั่นคงทาง AI ของสหราชอาณาจักรระบุว่า พวกเขากำลังศึกษาเหตุการณ์นี้ และเรียกร้องให้องค์กรต่างๆ เร่งยกระดับการป้องกันทางไซเบอร์ของตนเป็นการด่วน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แมวมองฝรั่งเศส ผู้เชื่อมโยงกับคดี เจฟฟรีย์ เอปสตีน ถูกพบเป็นศพในปารีส

แมวมองฝรั่งเศส ผู้เชื่อมโยงกับคดี เจฟฟรีย์ เอปสตีน ถูกพบเป็นศพในปารีส

22 ก.ค. 2569 23:04 น.

แมวมองฝรั่งเศส ผู้เชื่อมโยงกับคดี เจฟฟรีย์ เอปสตีน ถูกพบเป็นศพในปารีส

(ภาพจาก US Department of Justice)

แดเนียล ซีอัด แมวมองชาวฝรั่งเศสผู้ถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับคดีล่วงละเมิดทางเพศของนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน ถูกพบเป็นศพที่บ้านพักในกรุงปารีส โดยยังไม่ทราบสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 22 ก.ค. 2569 ว่า นายแดเนียล ซีอัด แมวมองหานางแบบวัย 69 ปี ซึ่งมีชื่ออยู่ในเอกสารคดีของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้กระทำผิดทางเพศผู้ล่วงลับ ถูกพบเป็นศพเสียชีวิตอยู่ภายในบ้านพัก บริเวณชานเมืองทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงปารีส เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

อัยการท้องถิ่นเปิดเผยว่า ได้เริ่มทำการสืบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตของนายซีอัดแล้ว และจะมีการชันสูตรพลิกศพต่อไป

ทั้งนี้ ชื่อของนายซีอัดปรากฏในเอกสารคดีเอปสตีนที่รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยนับพันครั้ง โดยเหยื่อรายหนึ่งของเอปสตีนระบุว่า ซีอัดเป็นคนแนะนำให้เธอรู้จักกับเอปสตีน และเปรียบเขาว่าเป็น “แมวมองจัดหาเหยื่อมืออาชีพ”

อย่างไรก็ตาม นายซีอัดปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวมาโดยตลอด โดยยืนยันว่าไม่เคยรู้เห็นเรื่องการล่วงละเมิดเพศของนายเอปสตีน และยืนยันว่าตนบริสุทธิ์ ไม่เคยข่มขืนใคร ส่วนทนายความของนายซีอัดกล่าวว่า แม้ลูกความของเขาถูกร้องเรียนหลายคดีในฝรั่งเศส แต่ “เขาไม่เคยถูกดำเนินคดีอย่างเป็นทางการ และเสียชีวิตในฐานะผู้บริสุทธิ์”

ด้านเหยื่อของเอปสตีนและทีมทนายความของพวกเธอออกมาแสดงความเสียใจ และไม่พอใจอย่างมาก เนื่องจากการเสียชีวิตของนายซีอัดทำให้เหยื่อสูญเสียโอกาสในการได้รับความยุติธรรมผ่านกระบวนการทางศาล

ทนายความของฝั่งผู้เสียหายโจมตีสำนักงานอัยการปารีสอย่างรุนแรงเรื่องความล่าช้าในการสอบสวน ซึ่งปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปจนนายซีอัดเสียชีวิต โดยที่เขายังไม่ทันได้ถูกเรียกตัวมาสอบปากคำหรือควบคุมตัวเลยด้วยซ้ำ ทำให้เบาะแสสำคัญเกี่ยวกับเครือข่ายของเอปสตีนต้องสูญหายไป

อนึ่ง การเสียชีวิตของนายซีอัด มีความคล้ายคลึงกับกรณีของ ฌอง-ลุค บรูเนล แมวมองชาวฝรั่งเศสอีกคนที่เชื่อมโยงกับเอปสตีน ซึ่งผูกคอเสียชีวิตในเรือนจำปารีสเมื่อปี 2565 ระหว่างรอการสอบสวนคดีค้ามนุษย์และข่มขืนผู้เยาว์

ขณะที่ตัวนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน เอง ก็จบชีวิตตัวเองภายในเรือนจำนิวยอร์กเมื่อปี 2562 ระหว่างรอการพิจารณาคดีค้ามนุษย์เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศระดับรัฐบาลกลางเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ขู่ทำลายสะพาน-โรงไฟฟ้า 1 แห่ง ทุกครั้งที่อิหร่านโจมตีเรือในฮอร์มุซ

ทรัมป์ขู่ทำลายสะพาน-โรงไฟฟ้า 1 แห่ง ทุกครั้งที่อิหร่านโจมตีเรือในฮอร์มุซ

22 ก.ค. 2569 21:42 น.

ทรัมป์ขู่ทำลายสะพาน-โรงไฟฟ้า 1 แห่ง ทุกครั้งที่อิหร่านโจมตีเรือในฮอร์มุซ

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ทำลายสะพานหรือโรงไฟฟ้าของอิหร่าน 1 แห่ง ทุกครั้งที่อิหร่านยิงโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นชนวนเหตุที่ทำให้สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้งเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

เมื่อวันพุธที่ 22 ก.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความขู่อิหร่านผ่าน Truth Social ว่า สหรัฐฯ จะทิ้งระเบิดทำลายสะพานหรือโรงไฟฟ้าหนึ่งแห่ง ทุกครั้งที่อิหร่านเล็งเป้าโจมตีเรือที่กำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางการยิงปะทะกันรายวันที่ยังไม่มีท่าทีจะหยุดลง

“นับจากนี้เป็นต้นไป ทุกครั้งที่สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านยิงใส่เรือในช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ว่าจะด้วยขีปนาวุธ จรวด โดรน หรืออุปกรณ์และอาวุธชนิดอื่นใดก็ตาม สหรัฐอเมริกาจะทิ้งระเบิดทำลายสะพานหรือโรงไฟฟ้าหนึ่งแห่ง รวมถึงแห่งที่ตั้งอยู่ใกล้หรือภายในกรุงเตหะรานซึ่งเป็นเมืองหลวงด้วย” ข้อความของทรัมป์ระบุ

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยขู่ว่าจะมุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานภาคพลเรือนของอิหร่าน ซึ่งอาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม และเคยกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า สหรัฐฯ จะ “ทำลายสะพานทั้งหมด (ของอิหร่าน) เว้นแต่พวกเขายอมเข้าสู่โต๊ะเจรจา”

คำขู่ล่าสุดของทรัมป์เกิดขึ้นในขณะที่ การยิงอาวุธตอบโต้กันรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านดำเนินมาเกือบครบ 2 สัปดาห์แล้ว โดยสหรัฐฯ ยังคงมุ่งเป้าโจมตีเป้าหมายตามเมืองและท่าเรือของอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่เตหะรานตอบโต้ด้วยการโจมตีทรัพย์สินทางทหารของสหรัฐฯ ในชาติอาหรับอย่าง จอร์แดน, บาห์เรน และคูเวต

ในวันเดียวกันนี้ อิหร่านกล่าวหาสหรัฐฯ ว่า ใช้เทือกเขาพิกแอกซ์ (Pickaxe Mountain) เป็นข้ออ้างในการโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า จะโจมตีสถานที่แห่งนี้เนื่องจากสงสัยว่ามีฐานนิวเคลียร์อยู่ใต้ดิน ซึ่งฝ่ายอิหร่านยืนยันว่าไม่มี

“การยึดติดของวอชิงตันที่มีต่อ โกแลงคูห์ (เทือกเขาพิกแอกซ์) ซึ่งไม่มีกิจกรรมทางนิวเคลียร์ใดๆ เกิดขึ้นเลยนั้น เป็นเพียงข้ออ้างที่กุขึ้นมาเพื่อรุกราน, ทำลายล้าง และวินาศกรรมเท่านั้น” นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ระบุบนแพลตฟอร์ม X

ทั้งนี้ เทือกเขาพิกแอกซ์เป็นที่ตั้งของสถานปฏิบัติการใต้ดินที่มีการป้องกันอย่างหนาแน่น ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของอิหร่าน และตั้งอยู่ห่างจากโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียม “นาตานซ์” (Natanz) ที่เคยถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลทิ้งระเบิดใส่เมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน เพียง 1 ไมล์เท่านั้น

ตามข้อมูลจากสถาบันวิทยาศาสตร์และความมั่นคงระหว่างประเทศ (ISIS) ระบุว่า สถานปฏิบัติการดังกล่าวถูกฝังอยู่ใต้ดินลึกอย่างน้อย 100 เมตร ภายใต้ภูเขาขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่า “คู-เอ โกแลง กาซ ลา” (Kuh-e Kolang Gaz La) โดยคำว่า โกแลง (Kolang) แปลว่า พิกแอกซ์ หรือ อีเตอร์

ทรัมป์กล่าวเมื่อวันอังคารว่า สหรัฐฯ จะโจมตีเทือกเขาพิกแอกซ์ “ในเร็วๆ นี้” และจะไม่มีสิ่งใดที่อิหร่านสามารถทำได้เพื่อหยุดยั้งการโจมตีนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ไฟเขียวข้อตกลงนิวเคลียร์ซาอุดีอาระเบีย เปิดทางเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

ทรัมป์ไฟเขียวข้อตกลงนิวเคลียร์ซาอุดีอาระเบีย เปิดทางเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

22 ก.ค. 2569 16:26 น.

ทรัมป์ไฟเขียวข้อตกลงนิวเคลียร์ซาอุดีอาระเบีย เปิดทางเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

สื่อสหรัฐฯ เผย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อนุมัติข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์กับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งอาจเปิดทางให้ซาอุฯ สามารถเสริมสมรรถนะยูเรเนียมสำหรับโครงการนิวเคลียร์พลเรือนได้เป็นครั้งแรก โดยข้อตกลงมีอายุ 30 ปี และจะเปิดให้บริษัทอเมริกันเข้าร่วมพัฒนาโครงการ ท่ามกลางเสียงเตือนว่าอาจเป็นชนวนเร่งการแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาค

รายงานข่าวจากสำนักข่าวเอพี, เดอะ วอลล์สตรีท เจอร์นัล และเดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ ระบุตรงกันโดยอ้างอิงแหล่งข่าววงในว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้อนุมัติข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์กับ ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งอาจเปิดทางให้ราชอาณาจักรสามารถพัฒนา ศักยภาพในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม เพื่อใช้ในโครงการพลังงานนิวเคลียร์พลเรือนได้ 

แหล่งข่าวซึ่งไม่มีอำนาจเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ อาจประกาศข้อตกลงดังกล่าวอย่างเป็นทางการได้เร็วที่สุดในวันที่ 23 ก.ค.

ข้อตกลงดังกล่าวมีอายุ 30 ปี และคาดว่าจะเปิดโอกาสให้บริษัทสหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาโครงการพลังงานนิวเคลียร์ของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงอาจนำไปสู่การก่อสร้างโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมภายในประเทศ หลังจากมีการศึกษาความเป็นไปได้ร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบีย

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงยังต้องถูกส่งให้รัฐสภาพิจารณาตรวจสอบ ซึ่งคาดว่าจะเผชิญแรงคัดค้านจากสมาชิกสภานิติบัญญัติบางส่วน ที่กังวลว่าการช่วยให้ซาอุดีอาระเบียมีความสามารถในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมตามที่ต้องการมานาน อาจนำไปสู่การแข่งขันด้านนิวเคลียร์และการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาค

แม้ว่าซาอุดีอาระเบียจะเป็นสมาชิกของ ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ซึ่งมีหน้าที่ส่งเสริมการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติและตรวจสอบโครงการนิวเคลียร์ของประเทศสมาชิก แต่แหล่งข่าวระบุว่า ข้อตกลงฉบับนี้ จะไม่รวม “พิธีสารเพิ่มเติม” ของ IAEA ซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบและเฝ้าติดตามโครงการนิวเคลียร์ได้อย่างเข้มงวดมากขึ้น

การเดินหน้าข้อตกลงครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน โดยมีหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการสกัดกั้นไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่อิหร่านยืนยันมาโดยตลอดว่าโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของตนมีวัตถุประสงค์เพื่อสันติเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ทั้งทำเนียบขาวและรัฐบาลซาอุดีอาระเบียยังไม่ได้แสดงความเห็นต่อรายงานดังกล่าว

ที่ผ่านมา ทั้งรัฐบาลของทรัมป์และอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน ต่างพยายามผลักดันข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์กับซาอุดีอาระเบีย เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ให้แก่ราชอาณาจักร

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์เตือนว่า การอนุญาตให้ซาอุดีอาระเบียมีเครื่องปั่นแยกยูเรเนียมภายในประเทศ อาจเป็นก้าวแรกที่นำไปสู่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในอนาคต

ก่อนหน้านี้ มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ผู้นำโดยพฤตินัยของซาอุดีอาระเบีย เคยระบุว่า หากอิหร่านสามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้ ซาอุดีอาระเบียก็อาจต้องพิจารณาเดินหน้าในทิศทางเดียวกัน

แม้การเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพียงอย่างเดียวจะยังไม่เพียงพอสำหรับการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ เพราะยังต้องอาศัยเทคโนโลยีและขั้นตอนอื่นอีกหลายด้าน แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การมีขีดความสามารถดังกล่าวถือเป็นการเปิดประตูสู่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และเป็นประเด็นที่ชาติตะวันตกกังวลมาโดยตลอดในกรณีของอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ คริส ไรต์ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ ได้เดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียเพื่อหารือเกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ของราชอาณาจักร

นอกจากนี้ ซาอุดีอาระเบียยังได้ลงนามในสนธิสัญญาความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศกับ ปากีสถาน ซึ่งเป็นประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ โดยหลังการลงนาม รัฐมนตรีกลาโหมปากีสถานระบุว่า หากจำเป็น โครงการนิวเคลียร์ของปากีสถาน “จะพร้อมสนับสนุนซาอุดีอาระเบีย” ซึ่งถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังอิสราเอลที่เชื่อกันว่าเป็นประเทศเดียวในตะวันออกกลางที่มีอาวุธนิวเคลียร์

สำหรับตัวอย่างของความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ในภูมิภาค สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ลงนามในข้อตกลงที่เรียกว่า “ข้อตกลง 123” (123 Agreement) กับสหรัฐฯ เพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บารากาห์ โดยได้รับความช่วยเหลือจากเกาหลีใต้ แต่ UAE ยอมรับเงื่อนไขที่จะ ไม่ดำเนินการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมภายในประเทศ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญยกย่องว่าเป็น “มาตรฐานทองคำ” ของความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ.

ที่มา Associated Press / The Wall Street Journal

โดรนยูเครนถล่มคลังสินค้า “Wildberries” ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซรัสเซียซ้ำ ระบุเป็นท่อน้ำเลี้ยงทหาร

โดรนยูเครนถล่มคลังสินค้า "Wildberries" ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซรัสเซียซ้ำ ระบุเป็นท่อน้ำเลี้ยงทหาร

22 ก.ค. 2569 15:55 น.

โดรนยูเครนถล่มคลังสินค้า “Wildberries” ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซรัสเซียซ้ำ ระบุเป็นท่อน้ำเลี้ยงทหาร

ยูเครนเปิดปฏิบัติการโดรนโจมตีคลังสินค้าของ “Wildberries” (ไวล์ดเบอร์รีส์) บริษัทค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ที่สุดของรัสเซียเป็นครั้งที่สองในรอบ 4 วัน ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 15 คน และเสียชีวิต 1 คน ขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ระบุเป้าหมายคือศูนย์โลจิสติกส์ที่สนับสนุนกองทัพรัสเซีย

โดรนระยะไกลของยูเครนเปิดฉากโจมตีศูนย์กระจายสินค้าและคลังขนส่งของ “Wildberries” (ไวล์ดเบอร์รีส์) ผู้ให้บริการค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ที่สุดของรัสเซียเป็นครั้งที่สองในรอบสัปดาห์ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้อย่างหนัก มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 15 ราย และสั่งอพยพพนักงานออกจากพื้นที่เป็นการด่วน

ทัตเทียนา คิม ผู้ก่อตั้ง Wildberries เปิดเผยว่า ศูนย์โลจิสติกส์ของบริษัทในเมืองครัสโนดาร์ และเมืองเนวินโนมีสก์ ในแคว้นสตาฟโรปอล ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี เธอกล่าวว่า “ไม่มีคำพูดใดจะอธิบายความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการโจมตีประชาชนผู้บริสุทธิ์ พนักงานของเรา และผู้คนที่เพียงแค่ทำหน้าที่ของตนเอง” พร้อมยืนยันว่าบริษัทจะยังคงดำเนินงานต่อไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน

ผู้ว่าการแคว้นสตาฟโรปอล วลาดิเมียร์ วลาดีมีรอฟ เปิดเผยว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 คน จากการโจมตีคลังสินค้าในเมืองเนวินโนมีสก์ โดยทั้งหมดได้รับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก ขณะที่ผู้ว่าการแคว้นครัสโนดาร์ เวนิอามิน คอนดราตเยฟ ระบุว่า การโจมตีคลังสินค้าในเมืองครัสโนดาร์ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 10 คน ในจำนวนนี้ 3 คนอาการสาหัส

เขาระบุเพิ่มเติมว่า แคว้นครัสโนดาร์เผชิญการโจมตีด้วยโดรนครั้งใหญ่ตลอดคืนที่ผ่านมา โดยเศษซากโดรนยังตกใส่สถานประกอบการในเมืองอาร์มาวีร์ ทำให้พนักงานเสียชีวิต 1 คน อีกทั้งโดรนยังโจมตีคลังเก็บน้ำมันแห่งหนึ่งจนเกิดเพลิงไหม้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องระดมกำลังดับเพลิงกว่า 100 นาย พร้อมใช้เฮลิคอปเตอร์เข้าควบคุมสถานการณ์ นอกจากนี้ เศษซากโดรนยังตกใส่อาคารที่พักอาศัยสูง 2 แห่งในเมืองครัสโนดาร์ และบ้านพักส่วนตัวอีก 2 หลังในหมู่บ้านดินสกายา แม้จะสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

ด้านประธานาธิบดี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวมุ่งเป้าไปยังศูนย์โลจิสติกส์ในแคว้นครัสโนดาร์และสตาฟโรปอล ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดหา ชิ้นส่วนโดรน อุปกรณ์นำร่อง และยุทโธปกรณ์อื่น ๆ ให้แก่กองทัพรัสเซีย

ผู้นำยูเครนยังเปิดเผยว่า กองทัพยูเครนได้โจมตีคลังน้ำมัน รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันและเรือขนส่งสินค้าอีก 4 ลำของ “กองเรือเงา” ของรัสเซียในทะเลดำและทะเลอาซอฟ ซึ่งรัสเซียใช้ลำเลียงน้ำมันเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติ

แม้ทางการยูเครนจะยังไม่ได้แสดงความเห็นอย่างเป็นทางการต่อการโจมตี Wildberries ครั้งล่าสุด แต่ เซอร์ฮี คูซาน ประธานศูนย์ความมั่นคงและความร่วมมือแห่งยูเครน เคยกล่าวว่า เว็บไซต์ของ Wildberries ถูกอาสาสมัครชาวรัสเซียใช้จัดซื้ออุปกรณ์ทางทหารให้กับกองทัพ

เขากล่าวว่า เป้าหมายหลักของการโจมตีคลังสินค้าของ Wildberries คือการตัดขาดเครือข่ายโลจิสติกส์และการลำเลียงสินค้าที่สามารถใช้ได้ทั้งในภาคพลเรือนและการทหาร รวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร ซึ่งถูกส่งต่อไปยังอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของรัสเซีย

นักวิเคราะห์มองว่า การโจมตีบริษัทอีคอมเมิร์ซที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจผู้บริโภคของรัสเซีย สะท้อนให้เห็นว่ายูเครนกำลังขยายยุทธศาสตร์การใช้โดรนพิสัยไกลจากการโจมตีเป้าหมายทางทหาร ไปสู่การกระทบโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลเครมลินให้ยุติสงคราม

Wildberries ก่อตั้งขึ้นในฐานะร้านค้าออนไลน์จำหน่ายเสื้อผ้าจากยุโรป ก่อนขยายธุรกิจเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่ที่สุดของรัสเซีย โดยข้อมูลจากสมาคมผู้ประกอบการค้าทางอินเทอร์เน็ตของรัสเซียระบุว่า ยอดขายออนไลน์ทั่วประเทศในปี 2568 เพิ่มขึ้น 28% แตะ 11.5 ล้านล้านรูเบิล หรือราว 147,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นประมาณ 8.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของรัสเซีย.

ที่มา BBC / Reuters

“เซเลนสกี” ตั้งพลตรีวัย 43 ขึ้นเป็น ผบ.ทสส. ยูเครนคนใหม่ หลัง ปชช.ประท้วงปลดคนเก่า

"เซเลนสกี" ตั้งพลตรีวัย 43 ขึ้นเป็น ผบ.ทสส. ยูเครนคนใหม่ หลัง ปชช.ประท้วงปลดคนเก่า

22 ก.ค. 2569 15:25 น.

“เซเลนสกี” ตั้งพลตรีวัย 43 ขึ้นเป็น ผบ.ทสส. ยูเครนคนใหม่ หลัง ปชช.ประท้วงปลดคนเก่า

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แต่งตั้ง พล.ต.มิไคโล ดราปาตี วัย 43 ปี เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่ของยูเครน แทน พล.อ.โอเล็กซานเดอร์ ซีร์สกี หลังเกิดกระแสประท้วงหลายวันจากการปรับคณะรัฐมนตรีและปลดรัฐมนตรีกลาโหม ถือเป็นการปรับโครงสร้างผู้นำกองทัพครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามกับรัสเซียเริ่มต้นเมื่อปี 2022

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ประกาศแต่งตั้ง พลตรีมิไคโล ดราปาตี วัย 43 ปี ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพยูเครน แทนพลเอกโอเล็กซานเดอร์ ซีร์สกี วัย 60 ปี หลังเกิดกระแสชุมนุมประท้วงหลายวันในกรุงเคียฟและเมืองสำคัญทั่วประเทศ

การเปลี่ยนตัวผู้บัญชาการครั้งนี้นับเป็นการปรับโครงสร้างผู้นำกองทัพครั้งใหญ่ที่สุดของยูเครนนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากรุกรานเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2565 และสะท้อนแรงกดดันทางการเมืองที่รัฐบาลต้องเผชิญ ท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 5

ชนวนเหตุสำคัญของการประท้วงเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังรัฐบาลของเซเลนสกีปรับคณะรัฐมนตรีและปลด มิไคโล เฟโดรอฟ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมวัย 35 ปี ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ผลักดันการปฏิรูปกองทัพและการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการทำสงคราม แม้จะดำรงตำแหน่งได้เพียง 6 เดือน

ผู้ชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลนำเฟโดรอฟกลับมารับตำแหน่งเดิม พร้อมวิจารณ์ว่า พล.อ.ซีร์สกี เป็นตัวแทนของระบบบัญชาการแบบเก่าสไตล์โซเวียต และถูกกล่าวหาว่ามีรูปแบบการสั่งการที่แข็งกร้าว จนนำไปสู่การสูญเสียกำลังพลจำนวนมากโดยไม่จำเป็น

นักวิเคราะห์มองว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนความขัดแย้งภายในผู้นำกองทัพยูเครนที่สะสมมานาน และทำให้เกิดความกังวลว่าความได้เปรียบของยูเครนในสนามรบอาจสะดุดลง

พลตรีดราปาตีได้รับการยกย่องว่าเป็นนายพลยุคใหม่ของกองทัพยูเครน โดยใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตรับราชการอยู่ในแนวรบ และต่อสู้กับกองกำลังรัสเซียต่อเนื่องมานานกว่าทศวรรษ

เขาเริ่มเป็นที่รู้จักในปี 2014 ช่วงต้นของสงครามในภาคตะวันออกของยูเครน เมื่อดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองพัน และนำกำลังยานเกราะบุกเข้าสู่ใจกลางเมืองมาริอูปอลเพื่อช่วยเหลือตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองที่ถูกกองกำลังแบ่งแยกดินแดนฝักใฝ่รัสเซียปิดล้อม

เหตุการณ์ที่สร้างชื่อเสียงให้เขาคือการสั่งให้รถหุ้มเกราะเร่งความเร็วพุ่งข้ามแนวกีดขวางขนาดใหญ่ ซึ่งภาพเหตุการณ์ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางและกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านรัสเซียในช่วงแรกของสงคราม ต่อมา หน่วยของเขาเคยถูกกองกำลังที่ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซียปิดล้อมใกล้ชายแดน แต่เขาเลือกนำกำลังพลกว่า 260 นาย พร้อมยานพาหนะมากกว่า 30 คัน ฝ่าวงล้อมออกมาได้สำเร็จ แทนที่จะยอมวางอาวุธ

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ดราปาตีไต่เต้าขึ้นเป็นผู้บัญชาการหน่วยรบหลายแห่ง ก่อนรับตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลังภาคพื้นดินในปี 2567 และต่อมาคุมกองกำลังร่วมของยูเครน ซึ่งรับผิดชอบปฏิบัติการรบในแนวหน้าทั้งหมด

เขายังมีบทบาทสำคัญในการหยุดยั้งการรุกของรัสเซียบริเวณเมือง ครือวี ริห์ บ้านเกิดของประธานาธิบดีเซเลนสกี รวมถึงผลักดันกองทัพรัสเซียออกจากบางพื้นที่ในแคว้นเคอร์ซอน และสกัดการรุกระลอกใหม่ในแคว้นคาร์คิฟ

แม้จะได้รับการยอมรับในด้านความสามารถ แต่ดราปาตีเคยลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลังภาคพื้นดิน หลังเกิดเหตุโจมตีของรัสเซียต่อศูนย์ฝึกทหาร ส่งผลให้ทหารยูเครนเสียชีวิตจำนวนมาก

เขาแสดงความรับผิดชอบด้วยการยื่นใบลาออก พร้อมยอมรับว่าไม่สามารถทำให้คำสั่งด้านความปลอดภัยได้รับการปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ และยังเปิดเผยว่า ความพยายามปฏิรูปกองทัพของเขาถูกขัดขวางจากเจ้าหน้าที่บางกลุ่มที่ปกป้องกันเองจากการตรวจสอบความรับผิด

ก่อนเข้ารับตำแหน่งล่าสุด ดราปาตียังถูกอดีตรัฐมนตรีกลาโหมเฟโดรอฟเปิดเผยว่า เคยถูก พล.อ.ซีร์สกี ลงโทษทางวินัยถึง 3 ครั้ง เนื่องจากผลักดันการปฏิรูปกองทัพ

เซเลนสกีกล่าวว่า ยูเครนจะเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการโจมตีระยะไกลต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและระบบลำเลียงของรัสเซีย ซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญของรัฐบาลมอสโก

ผู้นำยูเครนย้ำว่า แผนการใช้มาตรการคว่ำบาตรควบคู่กับการโจมตีระยะกลางและระยะไกลจะดำเนินต่อไปอย่างแม่นยำ เพื่อสร้างแรงกดดันให้รัสเซียเข้าสู่โต๊ะเจรจาสันติภาพ

ขณะที่ชะตากรรมของอดีตรัฐมนตรีกลาโหม มีไคโล เฟโดรอฟ ยังไม่แน่นอน แม้เซเลนสกีจะเปิดเผยว่าได้เสนอตำแหน่งใหม่ด้านการกำกับเทคโนโลยีของรัฐให้ แต่เฟโดรอฟยืนยันก่อนหน้านี้ว่า เขาต้องการกลับไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมเท่านั้น

การแต่งตั้งดราปาตีได้รับการต้อนรับจากทั้งเฟโดรอฟและแกนนำผู้ประท้วง ซึ่งมองว่าเป็น “ลมหายใจใหม่” ของกองทัพยูเครน และเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลเริ่มรับฟังเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปกองทัพเพื่อรับมือกับสงครามที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงในเร็ววัน.

ที่มา Reuters / Associated Press