14 กันยายน 2569 เวลา 13:43 น.

‘สอวช.’เร่งสร้าง Green Workforce หนุนมหาวิทยาลัยสู่ Net Zero Campus ขยายผลเมืองคาร์บอนต่ำ พร้อมเดินหน้านโยบาย Nature Positive มุ่งฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ
รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแตกต่างจากความแปรปรวนของสภาพอากาศรายวัน เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงระยะยาวที่ส่งผลต่อระดับน้ำทะเล อุณหภูมิเฉลี่ย ภัยพิบัติ และภาคเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการไทยทุกระดับ
รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกฎกติกาการค้าใหม่ของโลก โดยเฉพาะมาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรป ซึ่งกำหนดให้สินค้านำเข้าต้องเปิดเผยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดกระบวนการผลิต ส่งผลให้อุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะในระยะแรก เหล็กและอะลูมิเนียมจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบก่อน ต้องเร่งปรับกระบวนการผลิตให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อสามารถแข่งขันได้ดีในตลาดยุโรป อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไปมาตรการดังกล่าวจะขยายครอบคลุมสินค้าอีกจำนวนมาก ทำให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน จำเป็นต้องเร่งยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการแข่งขันด้านอื่นๆ
รศ.วงกต กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว หรือ Green Transition จะต้องดำเนินควบคู่กับ Digital Transition หรือที่เรียกว่า Twin Transition เพราะเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการคำนวณการปล่อยคาร์บอน การลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของภาคอุตสาหกรรม
ในระดับนานาชาติ สอวช. ทำหน้าที่เป็น National Designated Entity (NDE) ของประเทศไทย รับผิดชอบด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีภายใต้กรอบความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP) อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ สอวช. ยังได้ดำเนินโครงการ Technology Needs Assessment (TNA) เพื่อประเมินความต้องการเทคโนโลยีของประเทศใน 4 ภาคส่วนยุทธศาสตร์ ได้แก่ ภาคพลังงาน และภาคเกษตร ในมิติการลดก๊าซเรือนกระจก รวมถึงภาคการจัดการทรัพยากรน้ำ และภาคการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ ในมิติการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก่อนจะถ่ายทอดสู่ภาคอุตสาหกรรมและภาคการพัฒนากำลังคนของประเทศต่อไป
สำหรับการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 รศ.วงกต ระบุว่า สอวช. อยู่ระหว่างรวบรวมองค์ความรู้และเทคโนโลยีของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. เพื่อจัดทำข้อเสนอนโยบายระยะยาว ครอบคลุมทั้งการป้องกัน การแก้ไข การรับมือ การติดตามสถานการณ์ และการประเมินช่องว่างของเทคโนโลยีที่ประเทศยังขาด พร้อมสนับสนุนแนวทางการใช้ Science Diplomacy หรือการทูตเชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการแก้ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน โดยอาศัยเครือข่ายนักวิจัยและมหาวิทยาลัยเป็นกลไกสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี
ด้านการบริหารจัดการน้ำ สอวช. ทำงานร่วมกับ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ในการผลักดันการใช้ฐานข้อมูลน้ำแห่งชาติ ระบบติดตามสถานการณ์ และระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ รองรับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น
รศ.วงกต ย้ำว่า “คน” คือหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน สอวช. จึงร่วมสนับสนุนการพัฒนา Green Workforce ในหลายแนวทาง อาทิ การผลักดันประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เรื่องทักษะที่พึงประสงค์ของกำลังคน ในกลุ่มสาขาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษานำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน พร้อมเชื่อมโยงความต้องการกำลังคนของภาคอุตสาหกรรมกับการผลิตบัณฑิต ผ่านการจับคู่ระหว่างอุปสงค์และอุปทานด้านทักษะ (Skill Matching) เพื่อให้แรงงานสามารถปรับตัวรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมในอนาคตได้
อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือโครงการ Net Zero Campus ซึ่งมีมหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชนสนใจเข้าร่วมเกือบ 100 แห่ง เพื่อร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปรับหลักสูตรการเรียนการสอน และสร้างบัณฑิตที่มีทักษะด้านความยั่งยืน ควบคู่กับการขยายผล Saraburi Sandbox ต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำ ที่บูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน โดยมีแผนขยายผลไปยังพื้นที่อื่นเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ
สำหรับเป้าหมายสำคัญในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า คือการสนับสนุนให้ประเทศไทยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 10 ล้านตัน ผ่านโครงการ Net Zero Campus และ Sandbox ในพื้นที่ต่าง ๆ พร้อมวางระบบที่ทำให้การลดคาร์บอนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการดำเนินโครงการระยะสั้น แต่เป็นมาตรฐานใหม่ที่ฝังอยู่ในภาคอุตสาหกรรม ระบบการศึกษา และการพัฒนากำลังคนของประเทศ รวมถึงการเตรียมการจัดทำข้อเสนอนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ในด้าน Nature Positive หรือการทำให้ธรรมชาติกลับมาเพิ่มพูนและฟื้นตัว ตามนโยบายของ ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เน้นในด้านการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ผ่านการสร้างกลไกความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ซึ่งกำลังเป็นเป้าหมายสำคัญที่ทั่วโลกกำลังร่วมกันขับเคลื่อนควบคู่ไปกับเป้าหมาย Net Zero อีกด้วย
“ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของการลดคาร์บอนเพียงครั้งเดียว แต่ต้องเป็นระบบที่ดำเนินต่อไปได้ในระยะยาว ขณะเดียวกัน สอวช. จะเดินหน้าพัฒนาทักษะใหม่ของกำลังคน สนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม และจัดทำนโยบายรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสานต่อไปสู่แนวคิด Nature Positive เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน” รศ.วงกต กล่าว







