14 กันยายน 2569 เวลา 13:32 น.

จากเด็กจังหวัดน่านที่มีต้นทุนชีวิตไม่มากนัก ต้องทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย และเคยทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยระหว่างรอผลสอบ จนได้รับโอกาสทางการศึกษาจากจุฬาฯ ในฐานะนิสิตโครงการจุฬาฯ-ชนบท และสำเร็จการศึกษาเป็นบัณฑิตสัตวแพทย์ จุฬาฯ สมความตั้งใจ วันนี้ น.สพ.วีรพงศ์ แซ่หาญ ได้กลับคืนสู่รั้วจามจุรีอีกครั้งในฐานะนิสิตสัตวแพทย์ จุฬาฯ กับการเรียนประกาศนียบัตรบัณฑิตทางวิทยาศาสตร์การสัตวแพทย์คลินิก สาขาศัลยกรรม
น.สพ.วีรพงศ์ เผยถึงเส้นทางกว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ง่าย จากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนท่าวังผาพิทยาคม เขาต้องช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว โดยในวันเสาร์และอาทิตย์จะช่วยแม่ซึ่งเป็นเกษตรกรและรับจ้างทั่วไป พร้อมทั้งเก็บเงินไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการเรียน “ผมอยู่กับแม่ 2 คน แม่มีอาชีพเกษตรกรและรับจ้างทั่วไป วันเสาร์อาทิตย์ผมจะช่วยแม่ทำงาน และมีเงินเก็บไว้สำหรับใช้จ่ายเรื่องอุปกรณ์การเรียน ค่าชุดนักเรียน ค่าขนม ค่าข้าว”

นอกจากข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์แล้ว การเดินทางและเทคโนโลยีก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรค เพราะบ้านอยู่ห่างจากโรงเรียนประจำอำเภอ และเพื่อนหลายคนที่เรียนมาด้วยกันก็ไม่ได้เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น ช่วงมัธยมปลาย น.สพ.วีรพงศ์ ได้รับทุนการศึกษาจากมูลนิธิจุฬาภรณ์ ทำให้สามารถเรียนจนจบมัธยมศึกษา และเมื่อถึงชั้น ม.6 เขาเริ่มค้นหาคำตอบว่าอยากเรียนอะไรต่อในระดับมหาวิทยาลัย
จากการพูดคุยกับคุณครูและทบทวนความสนใจของตัวเอง เขาพบว่าตนเองมีความผูกพันกับสัตว์มาตั้งแต่เด็ก จึงเริ่มค้นหาข้อมูลคณะต่างๆและในที่สุดก็พบว่าคณะสัตวแพทยศาสตร์ คือเส้นทางที่เขาสนใจ น.สพ.วีรพงศ์ เล่าย้อนถึงชีวิตในช่วง ม.6 ว่ารู้จักทุนจุฬาฯ-ชนบท จากวิชาแนะแนวของโรงเรียนซึ่งช่วยให้นักเรียนต่างจังหวัดได้รู้จักแนวทางการศึกษาต่อและทุนการศึกษาที่เหมาะสม “ผมทราบเรื่องทุนจุฬาฯ-ชนบทจากอาจารย์ซึ่งแนะนำว่าถ้าเข้ามหาวิทยาลัยจะมีทุนอะไรบ้าง โรงเรียนต่างจังหวัด นักเรียนส่วนมากจะขาดทุนทรัพย์ ก็จะมีวิชาแนะแนวที่ช่วยสนับสนุนนักเรียนว่าควรไปแนวทางไหนต่อ” การสมัครทุนจุฬาฯชนบทมีทั้งเกณฑ์ด้านภูมิลำเนา ผลการเรียน การสอบสัมภาษณ์ รวมถึงการที่ทีมอาจารย์จากโครงการจุฬาฯ-ชนบทเดินทางไปเยี่ยมบ้าน เพื่อพูดคุยกับตัวเขาและครอบครัว สำหรับเด็กจากจังหวัดน่านคนหนึ่ง นี่คือโอกาสสำคัญที่จะได้ก้าวไปสู่ความฝันในการเรียนสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

ระหว่างรอผลสอบ น.สพ.วีรพงศ์ ไม่ได้ปล่อยเวลาให้ผ่านไป เขาเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่กับเพื่อนเพื่อหางานทำ และได้ทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่วัดเจดีย์หลวง ช่วงเวลานั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เพราะยังไม่รู้ว่าผลสอบจะเป็นอย่างไร หากไม่ติดมหาวิทยาลัย เขาอาจต้องทำงานต่อและเตรียมสอบใหม่ “ผมรู้สึกว้าเหว่มากว่าจะสอบได้หรือเปล่า ถ้าไม่ได้ก็คิดว่าจะต้องสอบเข้าใหม่ และในระหว่างนั้นต้องทำงานไปด้วย”
แล้ววันสำคัญก็มาถึง ขณะที่กำลังทำงานเป็น รปภ. ในช่วงเย็น เขารีเฟรชหน้าจอโทรศัพท์เพื่อดูผลสอบ และพบว่าตัวเองสอบติดคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ “ผมรู้สึกดีใจ ตกใจ ตื่นเต้น หลายอารมณ์ผสมกัน แต่คนแรกที่ผมบอกข่าวดีก็คือแม่ซึ่งดีใจกับผมด้วย สิ่งที่เราพยายามตั้งใจเรียน ตั้งใจสอบ สุดท้ายก็เห็นผล เป็นวันที่ผมมีความสุขมากๆ”
การเริ่มต้นชีวิตในรั้วจุฬาฯไม่ใช่เรื่องง่าย เขาต้องปรับตัวทั้งด้านสภาพแวดล้อม สังคม และการเรียนที่แตกต่างจากระดับมัธยม แต่โครงการจุฬาฯ-ชนบทมีส่วนสำคัญในการช่วยให้นิสิตปรับตัว โดยจัดค่ายปรับพื้นฐานก่อนเปิดภาคการศึกษา ทั้งด้านความรู้และการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย “โครงการจุฬาฯ-ชนบทช่วยผมได้ปรับตัวเยอะมาก ช่วงก่อนเปิดเทอมจะมีการจัดค่ายปรับพื้นฐาน ประมาณ 10 วัน เพื่อให้เราชินกับสถานการณ์ สภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัย”

น.สพ.วีรพงศ์ ได้รับทุนจุฬาฯ-ชนบทแบบเต็มจำนวน ครอบคลุมค่าเทอม ค่าที่พัก ค่าอุปกรณ์การเรียน และค่าใช้จ่ายประจำตัว ทำให้สามารถมุ่งมั่นกับการเรียนสัตวแพทยศาสตร์ได้อย่างเต็มที่ ตลอด 6 ปีในคณะสัตวแพทยศาสตร์ เขาต้องเผชิญกับการเรียนที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็สามารถก้าวผ่านทุกความท้าทายจนสำเร็จการศึกษา
จากเด็กมัธยมในจังหวัดน่านที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะมีโอกาสเรียนต่อหรือไม่ วันนี้เขาได้ทำตามความฝัน และก้าวเข้าสู่วิชาชีพสัตวแพทย์ และเมื่อพูดถึงความหมายของทุนจุฬาฯ-ชนบทสำหรับตัวเอง น.สพ.วีรพงศ์ ให้คำนิยามไว้อย่างชัดเจนว่า “ทุนจุฬาฯ-ชนบท เหมือนทุนที่ให้ทั้งโอกาสและอาชีพให้เรา ทุนนี้มอบทั้งโอกาสและอาชีพให้เราได้นำไปประกอบวิชาชีพสัตวแพทย์ และสามารถทำประโยชน์อื่นๆให้กับสังคม” ประโยคที่สะท้อนความหมายของทุนนี้ได้ดีที่สุด คือ “โครงการจุฬาฯ-ชนบทคือเป็นทุนที่มอบชีวิตใหม่ ทำให้ความท้อแท้ที่เคยเกิดขึ้นมันหายไป”

หลังสำเร็จการศึกษา น.สพ.วีรพงศ์ ทำงานที่โรงพยาบาลสัตว์เอกชนเป็นเวลา 1 ปี ก่อนกลับมาเรียนเฉพาะทางด้านหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตทางวิทยาศาสตร์การสัตวแพทย์คลินิก ศัลยกรรมสัตว์ ปัจจุบันเขามีรายได้มากพอที่จะเลี้ยงดูตัวเองและแม่ให้สุขสบาย
ในอนาคตหลังเรียนจบหลักสูตรประกาศนียบัตรฯ หากมีโอกาสและความเหมาะสม เขามีความตั้งใจที่จะศึกษาต่อเพื่อพัฒนาความรู้และความเชี่ยวชาญในด้านศัลยกรรมต่อ และนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับกลับมาพัฒนาการทำงานในโรงพยาบาลสัตว์ต่อไป
เรื่องราวของเขาสะท้อนให้เห็นว่าต้นทุนชีวิตอาจเป็นสิ่งที่เราเลือกไม่ได้ แต่โอกาสทางการศึกษาสามารถเปลี่ยนเส้นทางชีวิตได้

“ต้นทุนชีวิตก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง สามารถทำให้เราถึงฝั่งฝันได้หรือไม่ แต่มันเป็นปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ สิ่งที่เราควบคุมได้คือ passion ของตัวเองที่จะนำพาทุกอย่างไปเอง”
ทุนจุฬาฯ-ชนบทจึงไม่ใช่เพียงทุนการศึกษา แต่คือทุนที่เปิดประตูให้เด็กคนหนึ่งได้เปลี่ยนชีวิต และก้าวไปสร้างประโยชน์ให้กับสังคมในอนาคต