‘ดร.สุวินัย’ เตือนรัฐบาลอนุทิน ระวังการสร้าง ‘ตัวจุดชนวน’ ให้ ‘สนธิ’

10 กันยายน 2569 เวลา 07:40 น.

จากกรณีก่อนหน้านี้ที่ สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวที่บ้านพระอาทิตย์ แถลงทิศทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหม่ ภายใต้แนวคิด “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” โดยประกาศเตรียมเดินหน้ารวบรวมพลังประชาชนและยกระดับการเคลื่อนไหวทางการเมือง

ล่าสุดวันนี้ 10 กันยายน 2569 ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์วิเคราะห์ทิศทางที่รัฐบาลอนุทินควรรับมือม็อบสนธิแแบไหน พร้อมข้อความทั้งหมดระบุว่า “รัฐบาลอนุทินควรรับมือม็อบสนธิอย่างไร?
/////

สุวินัย ภรณวลัย

หลังจากคุณสนธิ ลิ้มทองกุล
ประกาศเดินหน้าเคลื่อนไหวทางการเมือง
คำถามหนึ่งที่น่าสนใจคือ
รัฐบาลอนุทิน
ควรรับมือกับการเคลื่อนไหวครั้งนี้อย่างไร?
จะตอบโต้แรง ๆ ดีไหม?
จะปล่อยผ่าน?
จะชี้แจงทุกเรื่อง?
หรือควรพยายามทำให้ม็อบยุติลงให้เร็วที่สุด?
ในความเห็นของผม
โจทย์สำคัญที่สุดของรัฐบาล
อาจไม่ใช่การ “เอาชนะคุณสนธิ” เลย (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
แต่คือ
อย่าทำอะไรจนทำให้คนที่เดิมไม่ได้คิดจะลงถนน
ตัดสินใจออกจากบ้านมาร่วมม็อบเสียเอง
…..
สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลควรเข้าใจก่อนคือ
คนที่ติดตามคุณสนธิ
คนที่เห็นด้วยกับคุณสนธิ
และคนที่พร้อมจะออกมาอยู่บนถนน
ไม่ใช่คนกลุ่มเดียวกันทั้งหมด
คนจำนวนมากอาจฟังรายการทุกสัปดาห์
เห็นด้วยบางเรื่อง
ไม่พอใจรัฐบาลบางเรื่อง
แต่ยังไม่ได้หมายความว่า
เขาจะยอมเสียเวลา
เสียงาน
เสียความสะดวก
และออกจากบ้านมาชุมนุม
…..
เพราะการออกมาชุมนุม
มีต้นทุนจริง
ต่างจากการดูคลิป
กด Like
หรือ Share ข่าว
ดังนั้น
สิ่งที่รัฐบาลควรระวังที่สุด
ไม่ใช่จำนวนคนที่มาร่วมกิจกรรมในวันใดวันหนึ่ง
แต่คือ
อย่าสร้างเหตุการณ์บางอย่าง
ที่ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกพร้อมกันว่า
“คราวนี้รับไม่ได้แล้ว”
สิ่งนี้ผมเรียกว่า
Trigger
หรือตัวจุดชนวน
…..
รัฐบาลจำนวนมากพลาด
ไม่ใช่เพราะฝ่ายค้านเก่งเกินไป
แต่เพราะรัฐบาล
สร้างตัวจุดชนวนให้ฝ่ายตรงข้ามเอง
บางครั้งเป็นเรื่องคอร์รัปชัน
บางครั้งเป็นกฎหมาย
บางครั้งเป็นการใช้อำนาจ
บางครั้งเป็นการจัดการกับผู้ชุมนุมเกินกว่าเหตุ
และบางครั้ง
เป็นเพียงการปกป้องคนของตัวเอง
จนคดีหนึ่งคดี
หรือเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์
กลายเป็นสัญลักษณ์แทนความไม่พอใจทั้งหมดของสังคม
…..
ถ้าผมเป็นรัฐบาลอนุทิน
สิ่งแรกที่ผมจะทำคือ
อย่าสร้างเรื่องที่ประชาชนเห็นแล้วเข้าใจทันทีว่า
“นี่มันเกินไปแล้ว”
เรื่องทางการเมืองที่ซับซ้อน
มักต้องอธิบายกันยาว
จึงไม่ง่ายที่จะระดมคนจำนวนมาก
แต่เรื่องที่
ไม่ยุติธรรมอย่างชัดเจน
เอื้อพวกพ้องอย่างชัดเจน
ใช้อำนาจเพื่อตัวเองอย่างชัดเจน
หรือปกปิดความผิดอย่างชัดเจน
อันตรายกว่ามาก
เพราะไม่ต้องมีใครอธิบายสองชั่วโมง
ประชาชนเข้าใจเอง
…..
ประการต่อมา
ถ้ามีข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชัน
อย่าปล่อยให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของรัฐบาลทั้งรัฐบาล
เรื่องที่ตรวจสอบได้
ก็ควรตรวจสอบ
ข้อมูลที่เปิดได้
ก็ควรเปิด
ถ้าคนของรัฐบาลผิดจริง
ก็ควรจัดการ
บางครั้งการตัดคนคนหนึ่งออกจากรัฐบาล
อาจมีต้นทุนทางการเมืองน้อยกว่า
การนำรัฐบาลทั้งรัฐบาล
ไปผูกติดกับคนคนนั้น
…..
อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากคือ
อย่าปิดกั้นกระบวนการตรวจสอบ
เพราะข้อกล่าวหาเรื่องหนึ่ง
อาจยังไม่สร้างม็อบ
แต่ถ้าประชาชนเริ่มรู้สึกว่า
รัฐบาล
หน่วยงานรัฐ
และผู้มีอำนาจ
กำลังช่วยกันปิดเรื่อง
ข้อกล่าวหาธรรมดา
สามารถเปลี่ยนกลายเป็นคำถามใหญ่ได้ทันทีว่า
“ระบบทั้งหมดกำลังปกป้องกันเองหรือไม่?”
เมื่อถึงจุดนั้น
เรื่องเฉพาะเรื่อง
อาจถูกยกระดับกลายเป็น
“ปัญหาของระบอบ”
ได้ง่ายมาก
…..
รัฐบาลควรระวังอีกเรื่องคือ
อย่าใช้อำนาจรัฐกับฝ่ายวิจารณ์หรือผู้ชุมนุมเกินกว่าเหตุ
หากมีการทำผิดกฎหมาย
ก็ดำเนินการตามกฎหมาย
แต่ต้อง
ได้สัดส่วน
โปร่งใส
มีมาตรฐานเดียวกัน
และอธิบายได้
เพราะไม่มีอะไรช่วยขยายม็อบได้ดีเท่า
ภาพที่ทำให้คนซึ่งเดิมไม่ได้เห็นด้วยกับผู้ชุมนุม
เริ่มรู้สึกว่า
“รัฐบาลทำเกินไปหรือเปล่า?”
รัฐบาลไม่ควรสร้างความชอบธรรมให้ม็อบ
ด้วยมือของตัวเอง
…..
ส่วนการตอบโต้คุณสนธิโดยตรง
ผมคิดว่า
<< ไม่ควรทะเลาะกับคุณสนธิทุกวัน >> (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
คุณสนธิมีสื่อของตัวเอง
สามารถตั้งประเด็นใหม่ได้ตลอด
ถ้ารัฐบาลวิ่งตามตอบทุกประโยค
ทุกคลิป
ทุกข้อกล่าวหา
สุดท้ายรัฐบาลจะกลายเป็น
ผู้ช่วยประชาสัมพันธ์ประเด็นของคุณสนธิ
โดยไม่รู้ตัว
เรื่องไหนเป็นข้อเท็จจริงสำคัญ
ก็ตอบด้วยข้อเท็จจริง
เรื่องไหนต้องตรวจสอบ
ก็ให้กระบวนการตรวจสอบทำงาน
ส่วนเรื่องไหนเป็นความคิดเห็น
ก็ปล่อยให้สังคมตัดสิน
ไม่จำเป็นต้องทำให้
สนธิ ปะทะ รัฐบาล
กลายเป็นละครรายวัน
…..
อีกข้อหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากคือ
อย่าดูถูกผู้ชุมนุม
ต่อให้คนออกมาน้อย
ก็ไม่ควรเยาะเย้ย
ไม่ควรพูดว่าเป็นคนแก่
เป็นม็อบตกยุค
หรือเป็นคนถูกหลอก
เพราะมนุษย์เมื่อถูกดูถูก
มักรวมตัวกันแน่นขึ้น
จากคนที่เดิมต่างคนต่างอยู่
อาจค่อย ๆ เกิดความรู้สึกว่า
“พวกเราถูกดูถูกเหมือนกัน”
รัฐบาลจึงไม่ควรช่วยสร้าง
“พวกเรา”
ให้ฝ่ายตรงข้าม
…..
อีกยุทธศาสตร์หนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากคือ
แยกปัญหาจริงทีละเรื่อง
ออกจากเรื่องเล่าใหญ่ทางการเมือง
ถ้ามีปัญหาเขากระโดง
ก็จัดการเรื่องเขากระโดง
ถ้ามีข้อสงสัยเรื่องฮั้ว สว.
ก็ให้กระบวนการตรวจสอบทำงาน
ถ้ามีปัญหาทุนพลังงาน
ก็เปิดข้อมูลและแก้ปัญหาที่ควรแก้
ถ้ามีปัญหาท้องถิ่น
ก็แก้ปัญหาท้องถิ่น
อย่าปล่อยให้ปัญหาจำนวนมาก
สะสมจนถูกนำมาร้อยเข้าด้วยกัน
แล้วกลายเป็นเรื่องเล่าว่า
ทุกอย่างเป็นหลักฐานของ
“ระบอบสีน้ำเงิน”
วิธีตอบโต้ Grand Narrative
หรือเรื่องเล่าใหญ่
ที่ดีที่สุด
อาจไม่ใช่การสร้างเรื่องเล่าใหญ่อีกชุดขึ้นมาสู้
แต่คือ
มุ่งแก้ปัญหาจริงทีละเรื่อง
แล้วแจ้งให้สังคมทราบทุกระยะ
…..
รัฐบาลควรจับตาอีกตัวแปรหนึ่งอย่างใกล้ชิด
คือ
ฐานการเมืองที่เดิมไม่ได้อยู่กับคุณสนธิ
โดยเฉพาะ
คนรุ่นใหม่
ฐานพรรคส้ม
ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ
กลุ่มวิชาชีพ
และเครือข่ายภาคประชาชน
วันนี้คนเหล่านี้
ไม่ได้เป็นมวลชนชุดเดียวกับคุณสนธิ
มีประวัติศาสตร์ทางการเมือง
ความคิด
และวัฒนธรรมทางการเมือง
แตกต่างกันหลายเรื่อง
แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องระวังคือ
อย่าทำอะไร
ที่ทำให้ความแตกต่างเหล่านั้นหมดความสำคัญลงชั่วคราว
เพราะมีเรื่องหนึ่งเรื่อง
ที่ทุกฝ่ายรู้สึกตรงกันว่า
“รับไม่ได้”
เมื่อใดที่คนซึ่งไม่เคยคิดจะเดินตามคุณสนธิ
พูดว่า
“คราวนี้ไม่เกี่ยวแล้วว่าใครเป็นแกนนำ
ผมก็รับไม่ได้เหมือนกัน”
เมื่อนั้น
สมการการเมืองจะเปลี่ยนทันที
…..
ตรงนี้จึงนำมาสู่เรื่องที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุด
คือ
รักษาชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่
ให้อยู่ต่ำกว่าเส้นที่ทำให้เขาตัดสินใจลงถนน
รัฐบาลไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนรัก
ประชาชนสามารถ
ด่ารัฐบาลได้
วิจารณ์รัฐบาลได้
ไม่เลือกภูมิใจไทยได้
แชร์บทความโจมตีรัฐบาลได้
ทั้งหมดนี้
ยังเป็นเรื่องปกติของการเมือง
สัญญาณที่รัฐบาลต้องระวังคือ
เมื่อคนซึ่งปกติไม่เคยไปม็อบ
เริ่มถามกันเองว่า
“พรุ่งนี้เจอกันที่ไหน?”
เมื่อประโยคนี้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง
นั่นหมายความว่า
ความไม่พอใจ
กำลังเปลี่ยนเป็นการระดมมวลชนแล้ว
…..
รัฐบาลจึงไม่ควรประมาท
เพียงเพราะกิจกรรมช่วงแรกมีคนไม่มาก
ม็อบใหญ่หลายครั้งในประวัติศาสตร์
ไม่ได้เริ่มต้นด้วยคนจำนวนมหาศาล
คำถามที่รัฐบาลควรถาม
จึงไม่ใช่เพียงว่า
“วันนี้มากี่คน?”
แต่ควรถามว่า
“มีคนกลุ่มใหม่เริ่มเข้ามาหรือยัง?”
คนที่ไม่เคยติดตามคุณสนธิ
เริ่มออกมาหรือยัง?
ชนชั้นกลางเมือง
เริ่มขยับหรือยัง?
เครือข่ายอื่น
เริ่มเคลื่อนไหวด้วยตัวเองหรือยัง?
ถ้ายังไม่มี
รัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก
แต่ถ้าเริ่มเกิดขึ้น
อย่าหลอกตัวเองด้วยตัวเลขของเมื่อวาน
…..
ผมจึงคิดว่า
ยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดของรัฐบาลอนุทิน
อาจเป็นยุทธศาสตร์ที่ฟังดูธรรมดามาก
คือ
ทำรัฐบาลให้ปกติที่สุด
ทำงาน
แก้ปัญหา
เปิดให้ตรวจสอบ
จัดการคนของตัวเองเมื่อทำผิด
ไม่ตอบโต้เกินจำเป็น
ไม่ดูถูกฝ่ายตรงข้าม
ไม่ใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ
และไม่สร้างเรื่องอื้อฉาวใหม่ ๆ
เพราะในการเมืองมวลชน
ฝ่ายตรงข้ามสามารถ
สร้างเวทีได้
สร้างเครือข่ายได้
สร้าง Campaign ได้
สร้าง Narrative ได้
และรักษาฐานเดิมได้
แต่สิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามสร้างเองได้ยากที่สุด
คือ
เหตุการณ์ในโลกจริง
ที่ทำให้คนซึ่งเดิมไม่ได้คิดจะลงถนน
รู้สึกพร้อมกันว่า
“พอแล้ว”
…..
เพราะฉะนั้น
ถ้ารัฐบาลอนุทินถามผมว่า
ควรรับมือม็อบสนธิอย่างไร?
ผมจะไม่ตอบว่า
ต้องเอาชนะคุณสนธิ
ไม่ตอบว่า
ต้องทำให้ม็อบสลาย
และไม่ตอบว่า
ต้องโต้คุณสนธิให้ชนะทุกประเด็น
ผมจะตอบสั้น ๆ ว่า
อย่ามอบ ตัวจุดชนวน (Trigger) ให้คุณสนธิ (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
…..
เพราะบางครั้ง
คู่ต่อสู้ที่มีประสบการณ์
อาจไม่ใช่สิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับรัฐบาล
สิ่งที่อันตรายกว่า
คือรัฐบาลทำผิดพลาดเสียเอง
จนเปลี่ยนคนที่เดิมนั่งดูการเมืองอยู่ที่บ้าน
ให้ลุกขึ้น
ใส่รองเท้าผ้าใบ
เปิดประตู
แล้วออกไปอยู่บนถนน
โดยที่ฝ่ายตรงข้าม
แทบไม่ต้องทำอะไรเลย
~ สุวินัย ภรณวลัย”

สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สุวินัย ภรณวลัย

ลุยแก้อุเทน-ปทุมวัน หย่าศึกตีกัน สั่งงดเข้าพื้นที่3เดือน ยศชนันงัด4มาตรการ

10 กันยายน 2569 เวลา 06:09 น.

ลุยแก้อุเทน-ปทุมวัน หย่าศึกตีกัน สั่งงดเข้าพื้นที่3เดือน ยศชนันงัด4มาตรการ จี้หาสถานที่เรียนใหม่ ชี้กระทบความมั่นคง ภาพลักษณ์ท่องเที่ยว

“ยศชนัน”เดินหน้า 4 มาตรการแก้ปม “อุเทนถวาย-ปทุมวัน”สั่งงดใช้พื้นที่พิพาทอย่างน้อย 3 เดือน เร่งจัดพื้นที่เรียนใหม่ พร้อมวางแผนเปลี่ยนผ่านพื้นที่เดิมสู่พื้นที่แห่งนวัตกรรม เปิดกว้างให้ประชาชนใช้ประโยชน์ ย้ำความปลอดภัย-คุณภาพการศึกษา 2 สถาบัน ต้องไม่สะดุดเร่งแก้ปัญหาพราะพื้นที่สยาม-ปทุมวัน กระทบความมั่นคง ภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นประเทศ

เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2569 ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีการประชุมหารือเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่การจัดการศึกษามหิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวง อว.เป็นประธานและมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว.,ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.ฤกษ์ชัย ฟูประทีปศิริ อธิการบดีมหิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก รศ.ดร.เสถียร ธัญญศรีรัตน์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.) พล.ต.ต.ชรินทร์โกพัฒน์ตา รอง ผบช.น. (น.6) พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น.(น.1-2)พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น.(เทพนคร 1) พ.ต.อ.เอกภพ ตันประยูร รอง ผบก.น.1พ.ต.อ.ธรา แปงเครื่อง รอง ผบก.น.6พ.ต.อ.นริศ ปรารถนาพรรอง ผบก.น.6พ.ต.อ.ศิริชาติ จันทร์พรมมา ผกก.สน.ปทุมวัน พ.ต.อ.เชิดศักดิ์ รอดเข็มผกก.สส.บก.น.6 รวมทั้งหน่วยงานและฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว.โดยใช้เวลาประชุมประมาณ 45นาที

จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน แถลงผลการประชุมว่า การหารือครั้งนี้เป็นการสานต่อแนวทางที่ทุกฝ่ายได้พูดคุยและดำเนินการร่วมกันมาแล้ว โดยไม่ได้เป็นการทับซ้อนหรือยกเลิกคำสั่งหรือแนวทางเดิม แต่ต้องการทำให้สิ่งที่ได้ตกลงกันไว้สามารถเดินหน้าได้รวดเร็วและเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการพิจารณาประเด็นด้านกฎหมาย ความมั่นคง และความปลอดภัย เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามหลักเกณฑ์และกรอบเวลาที่ชัดเจน เนื่องจากเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของ2สถาบัน แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ปทุมวันและสยาม ซึ่งเป็นทั้งพื้นที่เศรษฐกิจ พื้นที่ท่องเที่ยว พื้นที่การศึกษาและพื้นที่ที่เยาวชนเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกัน ดังนั้นความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญอย่างใกล้ชิด

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า จากการหารือร่วมกับผู้บริหารของทั้งสองสถาบัน ได้กำหนดแนวทางดำเนินการต่อจากนี้ 4ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.งดจัดการเรียนการสอนในพื้นที่พิพาทอย่างน้อย 3เดือน โดยจะดำเนินการทันทีนับตั้งแต่วันที่ 9ก.ย.นี้เป็นต้นไป โดย กระทรวง อว.จะออกคำสั่งให้ทั้ง 2สถาบันปฎิบัติตาม เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้กับนักศึกษา บุคลากรและประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ หากการเปลี่ยนผ่านด้านพื้นที่ยังไม่แล้วเสร็จ จะยังคงงดการเข้าใช้พื้นที่พิพาทต่อไป ขณะเดียวกัน ผู้บริหารทั้ง 2สถาบันจะต้องจัดรูปแบบการเรียนการสอนที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้มาตรการด้านความปลอดภัยส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาของนักศึกษา

2.เร่งจัดพื้นที่ใหม่ให้อุเทนถวาย โดยมอบหมายให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกจัดเตรียมพื้นที่ใหม่ที่ไม่อยู่ในพื้นที่พิพาท และเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในช่วงเวลา 3 เดือนที่กำหนด เพื่อให้สามารถย้ายการจัดการเรียนการสอนไปยังพื้นที่ใหม่ได้ หากยังไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ภายในกรอบเวลาดังกล่าว จะต้องพิจารณาขยายระยะเวลาการงดใช้พื้นที่พิพาทออกไป เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัย 3.ให้สถาบันเทคโนโลยีปทุมวันจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) ด้วย โดยนอกจากการปฏิบัติตามมาตรการงดใช้พื้นที่ในช่วง 3 เดือน ยังต้องเตรียมความพร้อมในระยะยาวด้วย สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพื้นที่หากมีความจำเป็นในอนาคต โดยไม่กระทบต่อการจัดการศึกษา

และ4.พัฒนาพื้นที่เดิมให้เป็นพื้นที่ด้านการศึกษา อุตสาหกรรม และนวัตกรรม โดยพื้นที่ปัจจุบันที่อุเทนถวายใช้งาน ซึ่งเป็นพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยืนยันจะไม่ใช้พื้นที่ดังกล่าวในเชิงการค้าหรือเชิงพาณิชย์ แต่จะรักษาแนวคิดให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมและนวัตกรรม เปิดโอกาสให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประชาชน ทั้งนี้ จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมจากสถาบันที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยกระทรวง อว.จะร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการบริหารจัดการพื้นที่ดังกล่าวให้ยังคงมีบทบาทเป็นพื้นที่ด้านการศึกษา การพัฒนาอุตสาหกรรม และนวัตกรรมต่อไป

“ระหว่างการเปลี่ยนผ่านจะมีการดูแลด้านความปลอดภัยอย่างเข้มข้น โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองบัญชาการตำรวจนครบาลจะเข้ามาดูแลพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักศึกษา ประชาชน และนักท่องเที่ยวว่า พื้นที่สยามและปทุมวันซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของประเทศจะเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้ามาใช้ชีวิตและเดินทางได้อย่างปลอดภัย โดยสิ่งที่เราต้องการเห็นคือการยุติข้อพิพาทอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า วันนี้เราจึงต้องใช้กฎหมายและหลักเกณฑ์ที่มีอยู่เป็นกรอบในการดำเนินการ พร้อมกำหนดหน้าที่และกรอบเวลาของแต่ละฝ่ายให้ชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเดินหน้าไปพร้อมกันได้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวและว่า

สำหรับประเด็นด้านคุณภาพการศึกษา ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำว่า กระทรวง อว. จะดูแลทั้ง 2 สถาบันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าการจัดการเรียนการสอนจะอยู่ในพื้นที่ใด โดยจะสนับสนุนเครื่องมือและทรัพยากรที่จำเป็น เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนแปลงด้านพื้นที่กระทบต่อคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ของนักศึกษา พร้อมทั้งรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของทั้งสองสถาบัน ทั้งศิษย์เก่าและนักศึกษาปัจจุบัน

เป้าหมายของเราคือทำให้ทุกฝ่ายสามารถเดินหน้าต่อไปได้พร้อมกัน ทั้งในเรื่องความปลอดภัย การยุติข้อพิพาท และการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพราะท้ายที่สุดแล้ว เรามีเป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้การศึกษาไทยมีคุณภาพและทำให้พื้นที่แห่งนี้กลับมาเป็นพื้นที่ที่สร้างประโยชน์ให้กับคนไทยทุกคน

วว.ยกระดับอุตฯไม้ดอกและไม้ประดับ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

10 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ โดย นางวิทยาลักษณ์ สามใจ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับไม้ดอกและไม้ประดับของจังหวัดเชียงใหม่” เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ในการยกระดับอุตสาหกรรมไม้ดอกและไม้ประดับของจังหวัดเชียงใหม่ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การผลิต การพัฒนาคุณภาพ การเพิ่มมูลค่าสินค้า การตลาด และการเชื่อมโยงสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่ ภายใต้แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG Economy (Bio-Circular-Green Economy) ที่มุ่งสร้างการเติบโตควบคู่กับความยั่งยืน โดยมี นายมนตรี แก้วดวง รักษาการผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) ผศ.ดร.ณัฐพงค์ จันจุฬา นักวิจัย ศนก.  คณะนักวิจัย เข้าร่วมงาน ณ ตลาดมีโชค พลาซ่า จ.เชียงใหม่

ภายในงานมีการจัดกิจกรรม BLOOM AHOLIC  “หลงรักดอกไม้ หลงรักเมืองเชียงใหม่” เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ วิสัยทัศน์ และข้อเสนอแนะจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา นักวิจัย และผู้ประกอบการด้านไม้ดอกและไม้ประดับ ร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ดอกของจังหวัดเชียงใหม่ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าดอกไม้คุณภาพของประเทศ

โอกาสนี้ นายมนตรี แก้วดวง ในฐานะผู้แทน วว. ร่วมเสวนาในหัวข้อ “การประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับสินค้าไม้ดอกและไม้ประดับของจังหวัดเชียงใหม่” โดยได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การผลิตต้นพันธุ์ การจัดการแปลงปลูก เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการเชื่อมโยงตลาดและการสร้างแบรนด์ เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก

ทั้งนี้ วว. มุ่งใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับภาคการเกษตร สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทย และผลักดันเชียงใหม่สู่การเป็นเมืองแห่งไม้ดอกและไม้ประดับระดับนานาชาติ ความร่วมมือระหว่าง วว. และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ จะร่วมดำเนินงานครอบคลุมการวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี การให้คำปรึกษาทางวิชาการ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การยกระดับมาตรฐานสินค้า การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการผลักดันการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมไม้ดอกและไม้ประดับของจังหวัดเชียงใหม่ในระยะยาว พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ว้าว! วิทยาลัยเทคนิคอ่างทอง เปิดหลักสูตร “ช่างเชื่อมใต้น้ำ” แห่งแรกของไทย รายได้สูง

9 กันยายน 2569 เวลา 15:32 น.

 

วิทยาลัยเทคนิคอ่างทอง เปิดหลักสูตร “ช่างเชื่อมใต้น้ำ” แห่งแรกของประเทศ ปั้นนักศึกษาอาชีวะสู่สายอาชีพเฉพาะทาง รายได้สูง ต้องใช้ทักษะและความเชี่ยวชาญสูง เพื่อตอบโจทย์ตลาดแรงงานทั้งในและต่างประเทศ

วันที่ 9 ก.ย. ที่วิทยาลัยเทคนิคอ่างทอง ได้เดินหน้าพัฒนาหลักสูตรช่างเชื่อมใต้น้ำ รองรับความต้องการแรงงานฝีมือเฉพาะทาง หลังพบว่าอาชีพนี้ยังขาดแคลนในประเทศไทย โดยเปิดให้นักศึกษาระดับ ปวส. ได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ พร้อมฝึกทักษะการดำน้ำและการเชื่อมใต้น้ำอย่างเป็นระบบ

ดร.ไพฑูรย์ สังข์สวัสดิ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคอ่างทอง ได้นำ นายทัศนัย สุธาพจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง เยี่ยมชมวิทยาลัย และติดตามการเรียนการสอนด้านงานเชื่อมใต้น้ำ โดยมี อาจารย์ปราโมทย์ จามรเนียม หัวหน้าแผนกช่างเชื่อม ให้การต้อนรับและนำชมการฝึกปฏิบัติ

ดร.ไพฑูรย์ กล่าวว่า การเปิดหลักสูตรช่างเชื่อมใต้น้ำ ถือเป็นการพัฒนาทักษะช่างฝีมือเฉพาะทางที่มีความต้องการในตลาดแรงงาน แต่ยังมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในไทยจำนวนจำกัด ทางวิทยาลัยจึงนำองค์ความรู้จากครูผู้สอนที่จบจากโรงเรียนช่างฝีมือทหาร และผ่านการฝึกอบรมด้านการเชื่อมใต้น้ำมาแล้ว มาพัฒนาต่อยอดเป็นหลักสูตรการสอนในระดับ ปวส.

นักศึกษาที่จะเข้ารับการฝึก ต้องมีพื้นฐานด้านงานเชื่อม สามารถว่ายน้ำได้ และมีความพร้อมในการดำน้ำ เพราะต้องฝึกทั้งทักษะการเชื่อมและการปฏิบัติงานใต้น้ำควบคู่กัน ทางวิทยาลัยได้จัดเตรียมและจัดซื้ออุปกรณ์สำหรับฝึกดำน้ำและการเชื่อมใต้น้ำ เพื่อให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติจริง ภายใต้การดูแลของครูผู้มีประสบการณ์

สำหรับงานที่รองรับผู้ผ่านการฝึกอบรม ได้แก่ งานซ่อมบำรุงท่อใต้น้ำ, งานท่อส่งน้ำมันชายฝั่งและในทะเล, งานซ่อมเรือเหล็ก, เรือดูดทราย และงานโครงสร้างต่าง ๆ ใต้น้ำ โดยเฉพาะการซ่อมเรือ หากต้องยกเรือขึ้นฝั่งจะมีค่าใช้จ่ายและใช้เวลานาน การมีช่างเชื่อมใต้น้ำลงไปซ่อมจุดที่มีปัญหาได้ทันที จะช่วยลดขั้นตอนและประหยัดต้นทุนไปได้มาก

ด้านรายได้ ถือเป็นสายอาชีพที่มีโอกาสสร้างรายได้สูงมาก ผู้ที่มีประสบการณ์และทักษะเฉพาะทาง สามารถทำงานในอุตสาหกรรมทางทะเลและงานซ่อมบำรุงโครงสร้างใต้น้ำ ซึ่งบางตำแหน่งมีรายได้สูงถึงหลักแสนบาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ลักษณะงาน และจำนวนครั้งที่ลงปฏิบัติงาน โดยค่าตอบแทนการลงทำงานแต่ละครั้ง (คิดเป็นเที่ยวหรือ Standard Dive) อยู่ที่ประมาณ 5,000 บาทต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับประเภทและเงื่อนไขของงาน

ส่วนเรื่องความปลอดภัย วิทยาลัยให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ระบบที่ใช้ฝึกจะเป็นกระแสไฟฟ้าตรง (DC) ซึ่งต่างจากกระแสไฟฟ้าสลับ (AC) ตามบ้านทั่วไป พร้อมปฏิบัติตามขั้นตอนความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด โดยมีครูผู้เชี่ยวชาญควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด

การเปิดหลักสูตรครั้งนี้ จึงเป็นอีกแนวทางในการพัฒนากำลังคนสายอาชีวะ ให้มีทักษะเฉพาะทางตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาได้ประกอบอาชีพที่มีรายได้สูงในอนาคต

‘รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์’ สานฝันเด็กพิเศษสู่อนาคต ผ่าน ‘ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา’ หนุนการเรียนรู้ พึ่งพาตนเอง

9 กันยายน 2569 เวลา 15:31 น.

การศึกษาเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยเปิดโอกาสให้เด็กพิเศษได้ค้นพบและพัฒนาศักยภาพของตนเอง เพราะเด็กแต่ละคนมีความสามารถและความต้องการที่แตกต่างกัน การเรียนรู้จึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการอ่านเขียนหรือความรู้ในห้องเรียน แต่ควรครอบคลุมถึงการพัฒนาทักษะการสื่อสาร การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น การช่วยเหลือตนเอง และการฝึกทักษะอาชีพ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านความถนัดของตนเองและนำไปต่อยอดในชีวิตจริง การสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เหมาะสมจึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้เด็กพิเศษสามารถเติบโตอย่างมีคุณภาพ ก้าวสู่การมีงานทำ และพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต…

ด้วยความสำคัญของการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กพิเศษ โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ และศูนย์พัฒนาการเด็กพิเศษพระมหาไถ่ ภายใต้การบริหารงานของมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ จึงจัดโครงการ “ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษ” ขึ้นเพื่อระดมทุนสนับสนุนการจัดการศึกษา การฝึกอาชีพ ตลอดจนจัดหาอุปกรณ์และทรัพยากรที่จำเป็น เพื่อให้เด็กพิเศษได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง พร้อมเตรียมความพร้อมสู่การมีงานทำและพึ่งพาตนเองในอนาคต โดยงานจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 29 กันยายน 2569 เวลา 08.00–12.00 น. ณ หอประชุมศูนย์มหาไถ่ มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี

นางสาววรรณวนัช กันพรม ผู้จัดการโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ กล่าวว่า โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ และศูนย์พัฒนาการเด็กพิเศษพระมหาไถ่ จัดตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2561 เพื่อให้บริการด้านการกระตุ้นพัฒนาการ การศึกษาและฝึกอาชีพแก่เด็กพิเศษที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไปโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ครอบคลุมการเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ไปจนถึงระดับฝึกอาชีพ ปัจจุบันมีเด็กพิเศษในโรงเรียนกว่า 170 คน

การจัดการศึกษาให้กับเด็กพิเศษไม่ได้มุ่งเพียงให้เด็กอ่านออกเขียนได้หรือเรียนจบตามระดับการศึกษาเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการค้นหาศักยภาพของเด็กแต่ละคน เพื่อให้นำความสามารถของตนเองมาต่อยอดเป็นทักษะที่ใช้ได้จริง ทั้งในชีวิตประจำวัน การสื่อสาร การอยู่ร่วมกับผู้อื่น ตลอดจนการฝึกทักษะอาชีพที่เหมาะสมกับความถนัดและศักยภาพของแต่ละบุคคล

“เด็กพิเศษแต่ละคนมีความสามารถและศักยภาพที่แตกต่างกัน สิ่งที่โรงเรียนให้ความสำคัญคือการค้นหาว่าเด็กแต่ละคนมีความสามารถด้านใด แล้วนำสิ่งนั้นมาพัฒนาให้เกิดเป็นทักษะ ทั้งด้านการเรียนรู้ การใช้ชีวิต และการฝึกอาชีพ เพราะเราอยากเห็นเด็ก ๆ สามารถก้าวไปข้างหน้าได้ด้วยตัวเอง และมีโอกาสเข้าสู่การทำงานจริงในอนาคต” นางสาววรรณวนัช กล่าว

ขณะเดียวกัน การจัดการศึกษาและการฝึกทักษะสำหรับเด็กพิเศษจำเป็นต้องมีสื่อการเรียนการสอน อุปกรณ์ฝึกอาชีพ และเครื่องมือเฉพาะที่เหมาะสมกับความต้องการของเด็ก รวมถึงบุคลากรและทรัพยากรที่เพียงพอต่อการดูแลและพัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆ จึงมีส่วนสำคัญในการช่วยให้โรงเรียนสามารถจัดการศึกษาและพัฒนาทักษะที่จำเป็นให้กับเด็กได้อย่างเต็มศักยภาพ  ทุกการสนับสนุนอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับเด็กพิเศษอาจหมายถึงโอกาสที่จะได้เรียน ได้ฝึก ได้ค้นพบความสามารถของตัวเอง และอนาคตที่สามารถมีงานทำและดูแลตัวเองได้ การให้โอกาสเด็กพิเศษจึงไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือในวันนี้ แต่เป็นการวางรากฐานให้เด็กพิเศษสามารถเติบโตอย่างมีคุณค่าและมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ

สำหรับโครงการ “ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษ” ได้รับเกียรติจาก พระโสภณคณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดญาณสังวราราม เจ้าคณะจังหวัดชลบุรี (ธรรมยุต) และนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา ศิษย์เก่า ตลอดจนประชาชนผู้มีจิตศรัทธาในพื้นที่เมืองพัทยาและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมงาน

นางสาววรรณวนัช กล่าวอีกว่า ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโอกาสให้เด็กพิเศษ เพราะสิ่งที่เด็กๆ ต้องการไม่ใช่ความสงสาร แต่คือโอกาสในการเรียนรู้  การพัฒนาตัวเอง และโอกาสที่จะได้แสดงให้เห็นว่าเขาก็สามารถทำอะไรได้อีกมากมาย หากได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม” โครงการ “ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษ” จึงเป็นมากกว่ากิจกรรมระดมทุน แต่เป็นการร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษา พัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพ และสร้างเส้นทางสู่การพึ่งพาตนเองให้กับเด็กพิเศษ เพื่อให้พวกเขาสามารถเติบโตอย่างมีคุณค่าและมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ

ร่วมสร้างโอกาส เพื่ออนาคตของน้องๆ ร่วมบริจาคเงินหรือสิ่งของจำเป็นได้ที่ ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี “โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์” หรือผ่านระบบ e-Donation ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 092-739-0990

ยศชนัน ลุย 4 มาตรการ ยุติขัดแย้งอุเทนถวาย-ปทุมวัน สั่งงดใช้พื้นที่พิพาทอย่างน้อย 3 เดือน เร่งจัดพื้นที่เรียนใหม่

9 กันยายน 2569 เวลา 14:26 น.

“ยศชนัน”เดินหน้า 4 มาตรการ ยุติขัดแย้ง”อุเทนถวาย-ปทุมวัน” สั่งงดใช้พื้นที่พิพาทอย่างน้อย 3 เดือน เร่งจัดพื้นที่เรียนใหม่ พร้อมวางแผนเปลี่ยนผ่านพื้นที่เดิมสู่พื้นที่แห่งนวัตกรรม เปิดกว้างให้ประชาชนใช้ประโยชน์ ย้ำความปลอดภัย-คุณภาพการศึกษา 2 สถาบันต้องไม่สะดุด เผยต้องเร่งแก้เพราะพื้นที่สยาม-ปทุมวัน กระทบความมั่นคง ภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นของไทย

9 กันยายน 2569 ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีการประชุมหารือเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่การจัดการศึกษามหิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวง อว.เป็นประธานและมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.ฤกษ์ชัย ฟูประทีปศิริ อธิการบดีมหิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก รศ.ดร.เสถียร ธัญญศรีรัตน์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.)  พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา รอง ผบช.น. (น.6) พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น.(น.1-2)พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น.(เทพนคร 1) พ.ต.อ.เอกภพ ตันประยูร รอง ผบก.น.1 พ.ต.อ.ธรา แปงเครื่อง รอง ผบก.น.6 พ.ต.อ.นริศ ปรารถนาพรรอง ผบก.น.6 พ.ต.อ.ศิริชาติ จันทร์พรมมา ผกก.สน.ปทุมวัน พ.ต.อ.เชิดศักดิ์ รอดเข็มผกก.สส.บก.น.6 รวมทั้งหน่วยงานและฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. โดยใช้เวลาในการประชุมประมาณ 45 นาที

จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน แถลงผลการประชุมว่า การหารือครั้งนี้เป็นการสานต่อแนวทางที่ทุกฝ่ายได้พูดคุยและดำเนินการร่วมกันมาแล้ว โดยไม่ได้เป็นการทับซ้อนหรือยกเลิกคำสั่งหรือแนวทางเดิม แต่ต้องการทำให้สิ่งที่ได้ตกลงกันไว้สามารถเดินหน้าได้รวดเร็วและเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการพิจารณาประเด็นด้านกฎหมาย ความมั่นคง และความปลอดภัย เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามหลักเกณฑ์และกรอบเวลาที่ชัดเจน เนื่องจากเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของ 2 สถาบัน แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ปทุมวันและสยาม ซึ่งเป็นทั้งพื้นที่เศรษฐกิจ พื้นที่ท่องเที่ยว พื้นที่การศึกษาและพื้นที่ที่เยาวชนเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกัน ดังนั้น ความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญอย่างใกล้ชิด

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า จากการหารือร่วมกับผู้บริหารของทั้งสองสถาบัน ได้กำหนดแนวทางดำเนินการต่อจากนี้ 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ประเด็นที่ 1 งดจัดการเรียนการสอนในพื้นที่พิพาทอย่างน้อย 3 เดือน โดยจะดำเนินการทันทีนับตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย.นี้เป็นต้นไป โดย กระทรวง อว.จะออกคำสั่งให้ทั้ง 2 สถาบันปฎิบัติตาม เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้กับนักศึกษา บุคลากร และประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ หากการเปลี่ยนผ่านด้านพื้นที่ยังไม่แล้วเสร็จ จะยังคงงดการเข้าใช้พื้นที่พิพาทต่อไป ขณะเดียวกัน ผู้บริหารทั้ง 2สถาบันจะต้องจัดรูปแบบการเรียนการสอนที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้มาตรการด้านความปลอดภัยส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาของนักศึกษา

ประเด็นที่ 2 เร่งจัดพื้นที่ใหม่ให้อุเทนถวาย โดยมอบหมายให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกจัดเตรียมพื้นที่ใหม่ที่ไม่อยู่ในพื้นที่พิพาท และเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในช่วงเวลา 3 เดือนที่กำหนด เพื่อให้สามารถย้ายการจัดการเรียนการสอนไปยังพื้นที่ใหม่ได้ หากยังไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ภายในกรอบเวลาดังกล่าว จะต้องพิจารณาขยายระยะเวลาการงดใช้พื้นที่พิพาทออกไป เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัย

ประเด็นที่ 3 ให้สถาบันเทคโนโลยีปทุมวันจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) ด้วย โดยนอกจากการปฏิบัติตามมาตรการงดใช้พื้นที่ในช่วง 3 เดือน ยังต้องเตรียมความพร้อมในระยะยาวด้วย สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพื้นที่หากมีความจำเป็นในอนาคต โดยไม่กระทบต่อการจัดการศึกษา

ประเด็นที่ 4 พัฒนาพื้นที่เดิมให้เป็นพื้นที่ด้านการศึกษา อุตสาหกรรม และนวัตกรรม โดยพื้นที่ปัจจุบันที่อุเทนถวายใช้งาน ซึ่งเป็นพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยืนยันจะไม่ใช้พื้นที่ดังกล่าวในเชิงการค้าหรือเชิงพาณิชย์ แต่จะรักษาแนวคิดให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมและนวัตกรรม เปิดโอกาสให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประชาชน ทั้งนี้ จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมจากสถาบันที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยกระทรวง อว.จะร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการบริหารจัดการพื้นที่ดังกล่าวให้ยังคงมีบทบาทเป็นพื้นที่ด้านการศึกษา การพัฒนาอุตสาหกรรม และนวัตกรรมต่อไป

“ในระหว่างการเปลี่ยนผ่านจะมีการดูแลด้านความปลอดภัยอย่างเข้มข้น โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองบัญชาการตำรวจนครบาลจะเข้ามาดูแลพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักศึกษา ประชาชน และนักท่องเที่ยวว่า พื้นที่สยามและปทุมวันซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของประเทศจะเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้ามาใช้ชีวิตและเดินทางได้อย่างปลอดภัย โดยสิ่งที่เราต้องการเห็นคือการยุติข้อพิพาทอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า วันนี้เราจึงต้องใช้กฎหมายและหลักเกณฑ์ที่มีอยู่เป็นกรอบในการดำเนินการ พร้อมกำหนดหน้าที่และกรอบเวลาของแต่ละฝ่ายให้ชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเดินหน้าไปพร้อมกันได้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวและว่า

สำหรับประเด็นด้านคุณภาพการศึกษา ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำว่า กระทรวง อว. จะดูแลทั้ง 2 สถาบันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าการจัดการเรียนการสอนจะอยู่ในพื้นที่ใด โดยจะสนับสนุนเครื่องมือและทรัพยากรที่จำเป็น เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนแปลงด้านพื้นที่กระทบต่อคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ของนักศึกษา พร้อมทั้งรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของทั้งสองสถาบัน ทั้งศิษย์เก่าและนักศึกษาปัจจุบัน

“เป้าหมายของเราคือทำให้ทุกฝ่ายสามารถเดินหน้าต่อไปได้พร้อมกัน ทั้งในเรื่องความปลอดภัย การยุติข้อพิพาท และการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพราะท้ายที่สุดแล้ว เรามีเป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้การศึกษาไทยมีคุณภาพ และทำให้พื้นที่แห่งนี้กลับมาเป็นพื้นที่ที่สร้างประโยชน์ให้กับคนไทยทุกคน” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

‘สวนสุนันทา’ ตั้งคณะวิทย์กีฬา แห่งแรกของ กลุ่ม ม.ราชภัฎ

9 กันยายน 2569 เวลา 13:07 น.

สวนสุนันทา 1 – 2

“สวนสุนันทา” จัดตั้ง “คณะวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ” แห่งแรกในกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ เพื่อยกระดับองค์ความรู้ด้านกีฬา-สุขภาพ สร้างบุคลากรมืออาชีพ ช่วยขับเคลื่อนสมรรถภาพทางกาย จิตใจ และคุณภาพชีวิต ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา

มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เปิดหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ ด้วยการจัดตั้ง “คณะวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ” ณ วิทยาเขตนครปฐม นับเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งแรกของประเทศไทย ที่จัดตั้งคณะเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ สะท้อนวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยที่นำโดยอธิการบดี รศ.ดร.ชุติกาญจน์ ศรีวิบูลย์ ในการพัฒนากำลังคนให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมกีฬาสุขภาพ และการส่งเสริมคุณภาพชีวิตในอนาคต

สำหรับการจัดตั้งคณะผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 10 ส.ค.69 และสภาวิชาการ เมื่อวันที่ 11 ส.ค.69 ก่อนที่สภามหาวิทยาลัย ซึ่งนำโดยนายกสภาฯ รศ.ดร.ฤๅเดช เกิดวิชัย มีมติอนุมัติให้จัดตั้งคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาเเละสุขภาพขึ้น เมื่อวันที่ 26 ส.ค.69 ต่อมาในวันที่ 1 ก.ย.69 มหาวิทยาลัยได้แต่งตั้ง ผศ.ดร.สุริยัน สมพงษ์ เป็นผู้รักษาราชการแทนคณบดี และเป็นผู้นำคณะคนแรกในช่วงวางรากฐานองค์กร

คณะวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ มุ่งพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ การวิจัย และบริการวิชาการที่บูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา การออกกำลังกาย สุขภาพ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการ เพื่อผลิตบัณฑิตและบุคลากรที่สามารถทำงานได้จริงในระบบกีฬาและสุขภาพที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

จุดเด่นสำคัญคือการเรียนรู้ที่เชื่อมโยง “วิทยาศาสตร์กับการปฏิบัติจริง” ตั้งแต่การพัฒนาสมรรถภาพทางกายและจิตใจ การออกแบบโปรแกรมฝึกและออกกำลังกาย การส่งเสริมสุขภาพ การบริหารจัดการกีฬา ตลอดจนการประยุกต์ใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อดูแลประชาชนตั้งแต่ระดับเยาวชน นักกีฬา ผู้สูงอายุ ไปจนถึงกลุ่มที่ต้องการพัฒนาสุขภาวะอย่างเหมาะสม

สวนสุนันทา 1 – 3

ผศ.ดร.สุริยัน สมพงษ์ ผู้รักษาราชการแทนคณบดี กล่าวว่า “การเปลี่ยนจากสาขาวิชาสู่การเป็นคณะ ไม่ได้เป็นเพียงการยกระดับโครงสร้างองค์กร แต่คือการยกระดับความรับผิดชอบต่อสังคม เราต้องการสร้างคณะที่ผลิตคนเก่ง ทำงานเป็น และเข้าใจคุณค่าของอุดมการณ์โอลิมปิก (Olympism) พร้อมนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปพัฒนาทั้งความเป็นเลิศทางกีฬา สุขภาพของประชาชน และคุณภาพชีวิตของสังคม”

สำหรับเป้าหมายต่อไปของคณะคือการพัฒนาหลักสูตรที่ตอบสนองวิชาชีพแห่งอนาคต สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรกีฬา สถานประกอบการ ชุมชน และสถาบันการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

สพฐ. เดินหน้าสร้างโอกาสเด็กห่างไกล เปิดโลกการเรียนรู้ พร้อมเตรียมสอบครูผู้ช่วย ยกระดับการอ่านและความปลอดภัยโรงเรียน

8 กันยายน 2569 เวลา 20:22 น.

วันที่ 8 กันยายน 2569 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 33/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษา สร้างโอกาสและความเสมอภาคให้แก่ผู้เรียน ตลอดจนเสริมสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา

นายพิเชฐ กล่าวว่า สพฐ. ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการศึกษาและการเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและขาดโอกาส ผ่านโครงการ “ปลูกพลังฝัน เสริมประสบการณ์ เปลี่ยนอนาคต” ซึ่งเตรียมนำนักเรียนบนพื้นที่สูงจังหวัดแม่ฮ่องสอนประมาณ 100 คน เดินทางมาเปิดโลกการเรียนรู้ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงแหล่งเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์และทะเล ระหว่างวันที่ 21–25 กันยายน 2569 โดยได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน รวมถึงกองทัพอากาศในการสนับสนุนการเดินทางด้วยเครื่องบิน

ขณะเดียวกัน สพฐ. ยังขยายโอกาสให้เด็กในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ขาดโอกาส ได้เดินทางไปเรียนรู้ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเปิดโลกทัศน์ เรียนรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ โดยมีสถานศึกษาในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน

ด้านการผลิตและพัฒนาครู สพฐ. เตรียมเปิดการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ใน 116 เขตพื้นที่การศึกษา รวม 726 อัตรา ครอบคลุม 45 วิชาเอก ขณะที่อีก 130 เขตพื้นที่การศึกษายังสามารถเรียกบรรจุผู้สอบแข่งขันได้จากบัญชีเดิม จึงขอเชิญชวนผู้ที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจเข้าสู่วิชาชีพครู เตรียมความพร้อมทั้งด้านความรู้และทักษะ เพื่อก้าวสู่การเป็นครูคุณภาพที่สามารถพัฒนาผู้เรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ

พร้อมกันนี้ สพฐ. เดินหน้าสร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทางการศึกษาในพื้นที่ ผ่านการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา 4 ภูมิภาค ครอบคลุมโรงเรียน 28,834 แห่ง และกรรมการสถานศึกษาประมาณ 300,000 คน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมคิด ร่วมทำ และแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยหลังจากเริ่มดำเนินการที่จังหวัดนครราชสีมาแล้ว จะเดินหน้าจัดกิจกรรมในภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคกลางอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของการส่งเสริมการอ่านและความฉลาดรู้ของผู้เรียน สพฐ. เตรียมจัดกิจกรรมใน 4 ภูมิภาค เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและต่อยอดสู่ทักษะการเรียนรู้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน พร้อมนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ รวมถึงการพัฒนาครูและศึกษานิเทศก์ และเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยน Best Practice เพื่อให้การส่งเสริมการอ่านเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและนำไปสู่การพัฒนาทักษะที่จำเป็นของผู้เรียนในอนาคต

ด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา เลขาธิการ กพฐ. ได้กำชับให้ทุกโรงเรียนให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดความเสี่ยง โดยเฉพาะการตรวจสอบระบบไฟฟ้า อาคารสถานที่ และการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการตรวจสอบความพร้อมในช่วงวันหยุด เพื่อป้องกันเหตุที่อาจเกิดขึ้น พร้อมเตรียมประชุมผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศกว่า 1,200 คน ระหว่างวันที่ 12–13 กันยายน 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีด้านความปลอดภัย และการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก

“สำหรับการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก สพฐ. มีแผนดำเนินงานระยะ 5 ปี โดยให้ความสำคัญกับโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า 50 คน ซึ่งมีประมาณ 5,813 แห่ง มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการและสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆเพื่อให้โรงเรียนสามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพและตอบโจทย์บริบทของพื้นที่

ขณะเดียวกัน จากสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่าน สพฐ. พร้อมนำเงินและสิ่งของที่ได้รับบริจาคลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัย โดยเฉพาะนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา พร้อมยืนยันว่า ‘ชาว สพฐ. ไม่ทิ้งกัน’ และจะเดินหน้าดูแลผู้เรียนและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเต็มกำลัง” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ประเสริฐ เข้ม! เตรียมยกเลิกครูใช้เพื่อนค้ำประกันหนี้ พร้อมจับอบรมหลักสูตร Financial Literacy สร้างวินัยทางการเงิน

8 กันยายน 2569 เวลา 19:56 น.

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงการแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา กรณีผู้กู้ลาออกจากราชการหรือหลบหนีทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไขส่งผลให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชอบหนี้แทน นั้น ว่า หนี้ครูหักจากเงินเดือนครู ส่วนกรณีครูที่กู้เสียชีวิตก็มีระบบประกันชีวิตหรือเงินช่วยเหลือทางสวัสดิการเข้ามาครอบคลุมภาระหนี้อยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาใหญ่เกิดจากระบบการค้ำประกันไขว้ระหว่างครูด้วยกันเอง คนค้ำก็กู้ด้วย ทำให้เกิดลักษณะงูกินหาง ต่างคนต่างกู้และต่างคนต่างค้ำ เมื่อคนหนึ่งมีปัญหาไม่สามารถชำระหนี้ได้ก็จะล้มตามกันเป็นวงกว้างกลายเป็นภาระหนัก ทั้งที่ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ทั่วไปเลิกใช้ระบบบุคคลค้ำประกัน และเปลี่ยนไปใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันแทน ดังนั้น ในส่วนของครู ซึ่งมีทั้งเงินเดือนหักชำระ และมีประกันชีวิตค้ำประกันอยู่แล้ว ตนจึงจะเสนอให้ยกเลิกการใช้เพื่อนครูค้ำประกัน เนื่องจากมองว่าระบบการค้ำประกันในรูปแบบเดิม ทำให้ผู้ค้ำที่ต้องแบกภาระและได้รับผลกระทบมากเกินไป

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีมีครูเรียกร้องให้ยกเลิกการทำประกันเงินกู้ของ ช.พ.ค. กับธนาคารออมสิน เนื่องจากเห็นว่ามีความซ้ำซ้อนกับเงินสวัสดิการ ช.พ.ค. ที่ได้รับเมื่อเสียชีวิตอยู่แล้วนั้น ตนต้องขอไปดูรายละเอียดตรงนี้ก่อน และหลังจากได้เลขาธิการ สกสค.ตัวจริงแล้วก็จะนำเรื่องนี้มาหารือ ส่วนที่มีครูบางคนตั้งธงมาตั้งแต่เริ่มเข้ารับราชการว่าจะต้องกู้เงิน จึงทำให้มีหนี้สินเยอะ ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง หลังจากนี้ ศธ.จะเน้นย้ำเรื่องการสร้างวินัยทางการเงินโดยจะจัดอบรมหลักสูตร Financial Literacy ให้ครูมีความรู้และมีวินัยทางการเงิน และได้เสนอแนวคิดนี้ให้คุรุสภากำหนดเรื่องการบริหารจัดการทางการเงินเป็นหนึ่งใน KPI เพื่อให้ครูสามารถบริหารจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ซ้อมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ปรับริ้วขบวน ‘อเนกชาติภุชงค์’ ตามหลัง ‘สุพรรณหงส์’ สมมุติเป็นเรือพระที่นั่งรอง

8 กันยายน 2569 เวลา 19:38 น.

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 กองทัพเรือได้มีการซ้อมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค โดยมีการปรับรูปขบวนเรือพระที่นั่งในระหว่างการซ้อม จากเดิมที่เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 แล่นตามหลังเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ และจึงตามด้วยเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ปรับเป็นให้เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ แล่นตามหลังเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์

การปรับรูปขบวนดังกล่าว เนื่องจากการซ้อมในวันนี้มีการสมมุติสถานการณ์ว่า เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ทำหน้าที่เป็นเรือพระที่นั่งรอง สำหรับใช้เป็นเรือประทับในกรณีที่มีพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จในขบวน

ขณะที่เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ถูกกำหนดให้เป็นเรือพระที่นั่งสำรอง เพื่อรองรับการปฏิบัติภารกิจตามสถานการณ์ที่กำหนดในการซ้อมครั้งนี้