ธนา เปิดหลักสูตร ‘HRM²’ รุ่น 2 ดึง Gen Z สอนผู้บริหาร พลิกเกมบริหารองค์กร

8 กันยายน 2569 เวลา 17:55 น.

House of Wisdom (H.O.W.) โดย House of Human บริษัทในเครือ เปิดตัว “หลักสูตร House of Reverse Mentoring รุ่นที่ 2 (HRM²)” หลักสูตรกลับหัวที่ให้ Gen Z เป็นผู้ออกแบบเนื้อหาและเมนเทอร์ให้ผู้บริหาร ในวันที่ Gen Z ก้าวขึ้นเป็นทั้งผู้บริโภคกลุ่มสำคัญและกำลังหลักขององค์กร แต่พฤติกรรมไม่ได้อยู่ในสูตรเดิมของธุรกิจ อีกต่อไป ผลสำรวจปี 2569 โดยคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ YouGov Thailand พบว่า 66.9% ของ Gen Z ไทยเลือกดูรีวิววิดีโอบน TikTok และโซเชียลมีเดียก่อนตัดสินใจซื้อ ขณะที่ค้นหา ผ่าน Google มีเพียง 21.9% ด้านการรักษาคน ผลสำรวจของโรเบิร์ต วอลเทอร์ส ปี 2569 ระบุว่า 56% ของพนักงาน Gen Z ในไทยวางแผนอยู่กับองค์กรเดิมเพียง 1-2 ปี เมื่อทั้งการสื่อสารของแบรนด์ ยอดขาย และการรักษา Talent ผูกอยู่กับคนรุ่นเดียวกัน ความเข้าใจ Gen Z จึงกลายเป็นขีดความสามารถในการแข่งขันใหม่ ของธุรกิจ ทุกขนาด

นายธนา เธียรอัจฉริยะ Dean แห่ง House of Wisdom (H.O.W.) คลับแห่งการเรียนรู้ของผู้นำทางความคิด และนักธุรกิจชั้นนำของไทย เปิดเผยว่า “Generation Gap วันนี้ไม่ใช่เรื่องคนต่างวัยคุยกันไม่ถูกคอ แต่เป็นโจทย์ ธุรกิจเต็มรูปแบบ ผู้บริหารจำนวนมากผ่านหลักสูตรมานับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยมีห้องเรียนไหนให้ Gen Z เป็นคนสอน ตรง ๆ ทั้งที่พวกเขาคือคนที่กำลังกำหนดทิศทางของตลาดแรงงาน พฤติกรรมลูกค้า และเทคโนโลยีอยู่ในขณะนี้ HRM² จึงกลับหัวห้องเรียนทั้งหมด ให้ผู้บริหารมาเป็นผู้เรียน และให้ Gen Z เป็นผู้ออกแบบเนื้อหาและเป็น เมนเทอร์”

นายธนากล่าวต่อว่า “Gen Z ไม่ได้เป็นเพียงพนักงานรุ่นใหม่ แต่คือลูกค้ากลุ่มสำคัญที่กำลังกำหนดทิศทางของธุรกิจ คำถามของผู้นำจึงไม่ใช่แค่ ‘เราจะบริหาร Gen Z อย่างไร’ แต่คือเราเข้าใจเขามากพอที่จะสื่อสารให้เข้าถึง ขายให้เขา ออกแบบสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ และสร้าง Talent รุ่นใหม่ให้ Perform ได้หรือยัง ถ้าผู้บริหารได้ยินคำว่า ‘ลาคือลา’ หรือ ‘อยู่ต่อก็ไม่โต’ แล้วรู้สึกว่าเป็นความไม่อดทนของเด็ก แทนที่จะมองเป็นข้อมูลสำคัญ เราก็จะเสียทั้งลูกค้าและคนเก่งให้กับแบรนด์ที่เข้าใจเขามากกว่า”

นายธนาย้ำว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า Gen Z จะเป็นทั้งกำลังหลักขององค์กร เป็นลูกค้ากลุ่มสำคัญ และเป็นผู้นำที่จะเข้ามารับช่วงต่อ โจทย์ที่ลึกกว่านั้นของผู้บริหารคือ องค์กรพร้อมหรือยังที่จะถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นใหม่ เพราะการเตรียมองค์กรให้พร้อมสำหรับเจเนอเรชันใหม่ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายทรัพยากรบุคคล แต่เป็นความรับผิดชอบของผู้นำในวันนี้ “องค์กรที่ยั่งยืน ไม่ใช่องค์กรที่สร้างสำเร็จในมือของเรา แต่คือองค์กรที่เราสามารถส่งต่อให้คนรุ่นต่อไปได้อย่างดีที่สุด”

ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และ YouGov พบว่า Gen Z ใช้ AI เป็นผู้ช่วยตัดสินใจ ทั้งหาไอเดีย (43.2%) และเปรียบเทียบข้อมูลก่อนซื้อ (41.3%) แต่อินฟลูเอนเซอร์และรีวิวจากผู้ใช้จริงยังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ มากกว่าคำแนะนำจาก AI เกือบ 2 เท่า สะท้อนพฤติกรรมที่เปลี่ยนจากการค้นหา (Search-based) สู่การค้นพบ ผ่านคอนเทนต์ (Discovery-based) ซึ่งทำให้แบรนด์ต้องออกแบบการสื่อสารและช่องทางขายใหม่ทั้งระบบ

ข้อมูลจากผลสำรวจของโรเบิร์ต วอลเทอร์ส บริษัทที่ปรึกษาด้านการสรรหาบุคลากรระดับโลกระบุว่า 72% ของ องค์กรไทยเปิดรับพนักงาน Gen Z โดยให้คุณค่ากับทักษะดิจิทัลและความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นนี้เป็นพิเศษ เท่ากับว่าองค์กรทุกแห่งกำลังแข่งขันดึงคนกลุ่มเดียวกัน ขณะที่คนกลุ่มนี้พร้อมย้ายงานเร็วกว่าทุกรุ่นที่ผ่านมา    จากผลสำรวจเดียวกันรายงานว่า 56% ของพนักงาน Gen Z ในไทยวางแผนอยู่กับองค์กรเดิมเพียง 1-2 ปี ความเข้าใจ Gen Z จึงกลายเป็นขีดความสามารถในการแข่งขันใหม่ของธุรกิจ

ด้าน นายวิศรุต เจริญรมย์ Program Director หลักสูตร HRM² กล่าวว่า “หลักสูตรรุ่นที่ 2 เรียนเข้มข้นตลอด 3 เดือน รวม 16 ครั้ง ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 13.00 – 20.00 น. ระหว่างวันที่ 12 พฤศจิกายน 2569 ถึง 11 กุมภาพันธ์ 2570 ผ่านเส้นทางการเรียนรู้ 4 ขั้น Understand Them – Sell to Them – Work with Them – Build Like Them ซึ่งไม่ใช่การนั่งฟังบรรยายเรื่อง Gen Z แต่เป็นการเข้าไปสัมผัสโลกของคนรุ่นใหม่ จากประสบการณ์จริง ผ่าน Reverse Mentoring, Conversation, Gen Z Rally และ Reverse Internship ที่ผู้บริหารจะไปเป็นเด็กฝึกงานจริงในบริษัทของคนรุ่นใหม่ โดยมี Speakers กว่า 25 คน และ Gen Z Mentors ประจำหลักสูตร 18 คน ดูแลใกล้ชิดตลอดหลักสูตร” ทั้งนี้ หลักสูตร HRM² ออกแบบสำหรับซีอีโอ เจ้าของธุรกิจ และผู้บริหารระดับสูงที่ต้องการนำองค์กรฝ่าโจทย์ Generation Gap สื่อสารและขายให้เข้าถึงลูกค้า Gen Z ก่อนคู่แข่ง ควบคู่กับการดึงดูดและรักษา Talent รุ่นใหม่ หลังรุ่นแรกมีผู้บริหารจากองค์กรชั้นนำของประเทศเข้าร่วมแล้วกว่า 100 คน

เนื้อหาหลักของหลักสูตร HRM² ครอบคลุมตั้งแต่การเข้าใจ Gen Z เข้าใจลูกค้าและผู้บริโภครุ่นใหม่ การออกแบบ สินค้า บริการ และการสื่อสารให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ การชนะสงคราม Talent การสร้างองค์กรที่คนต่าง Generation ทำงานร่วมกันและ Perform ได้ ไปจนถึงการ Redesign องค์กรให้พร้อมสำหรับโลก AI โดยหลักสูตรวางโครง โดยนายธนาจากมุมมองและโจทย์จริงของผู้บริหารระดับสูง และคัดสรรร้อยเรียงประสบการณ์การเรียนรู้ทั้งหมดโดยทีม Gen Z ตัวจริงภายใต้แนวคิด “From Generation Gap to Generation Power. เข้าใจความต่าง เพื่อสร้างอนาคตที่แข็งแรงกว่า” ทั้งนี้ House of Human เปิดรับออกแบบและจัดหลักสูตร HRM² เฉพาะให้กับองค์กรที่สนใจอีกด้วย

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร “House of Reverse Mentoring รุ่นที่ 2 (HRM²)” https://www.facebook.com/hrm.houseofreversementoring และสมัครได้ที่ LINE OA: @hrmofficial หรือโทร. 081-875-3595

BDI ปักหมุดอนาคต ‘มนุษย์–AI’ ชู 3 มิติ ‘ปั้นคน–เชื่อมข้อมูล–เสริมธรรมาภิบาล’ หนุนไทยทรานส์ฟอร์มสู่ Data-Driven Nation

8 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เดินหน้ายกระดับศักยภาพด้านดิจิทัลของประเทศ จัดงานสัมมนา “BDI Seminar 2026 : Human-AI Synergy ค้นหาสมดุลของมนุษย์และ AI” เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มุมมองเชิงนโยบาย และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ พร้อมชู 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การยกระดับทุนมนุษย์ การเสริมวิสัยทัศน์ด้าน AI และการสร้างธรรมาภิบาล AI เพื่อเตรียมความพร้อมให้ทุกภาคส่วนสามารถประยุกต์ใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสม และรับผิดชอบ พร้อมเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Data-Driven Nation อย่างยั่งยืน

ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการ BDI กล่าวเปิดงานในหัวข้อ “Resilient Thailand: Data Stories” ว่า การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี AI กำลังส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและตลาดแรงงานทั่วโลก ประเทศไทยจึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมทั้ง Data Capability และ Human Capability เพื่อสร้าง ‘Thailand Resilience’ ให้ประเทศรับมือกับความท้าทายได้อย่างยืดหยุ่น โดย BDI ได้เดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์มกลาง D2 (Data Integration and Intelligence Platform) เพื่อทลายไซโลข้อมูลภาครัฐ ด้วยกลไกการเชื่อมโยงแบบกระจายศูนย์ (Decentralized) โดยไม่ดึงฐานข้อมูลมาเก็บไว้ส่วนกลาง เพื่อลดความซ้ำซ้อน พร้อมขับเคลื่อนร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล พ.ศ. …. ซึ่ง ครม. มีมติเห็นชอบหลักการแล้วและอยู่ระหว่างรอประกาศใช้อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นกลไกทางกฎหมายในการอำนวยความสะดวกและกำหนดกรอบการทำงานร่วมกันของภาครัฐ

“เพื่อขับเคลื่อน Ecosystem นี้อย่างเป็นรูปธรรม BDI ได้ประเดิมแผนเร่งด่วนด้วยการนำร่องเชื่อมโยง 118 ชุดข้อมูลด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติธรรมชาติจาก 52 หน่วยงานภาครัฐ ให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือนหลังระเบียบฯ ประกาศใช้ ก่อนจะขยายผลสู่ชุดข้อมูลมูลค่าสูง (High Value Data) ในประเด็นสำคัญอื่นๆ เช่น การท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม และการคุ้มครองทางสังคม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลของ BDI เข้าไปสนับสนุนภาครัฐในการวิเคราะห์และเปลี่ยนข้อมูลให้ใช้ซ้ำได้ เพื่อให้คน ข้อมูล และ AI สามารถผสานพลังทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน”

Mr.Oleksiy Sluchynsky, Senior Economist, World Bank Group กล่าวว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยสนับสนุนงานบริหารอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการทำงานของภาครัฐ โดยมีกรณีศึกษาจากหลายประเทศ อาทิ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ และเนเธอร์แลนด์ ที่สะท้อนแนวทางการนำข้อมูลและ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบาย การจัดสรรทรัพยากร และการให้บริการประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการยกระดับ ระบบคุ้มครองทางสังคม ซึ่งประสบการณ์จากกรณีศึกษาเหล่านี้สามารถเป็นบทเรียนสำหรับประเทศไทยในการต่อยอดการใช้ข้อมูลและ AI เพื่อพัฒนานโยบายและโครงการภาครัฐให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน การนำ AI มาใช้ในบริการสาธารณะจำเป็นต้องคำนึงถึงความเสี่ยงและความปลอดภัย รวมถึงคุณภาพของข้อมูล ระบบ และกรอบธรรมาภิบาลที่เหมาะสม เพื่อให้ AI สามารถสร้างประสิทธิภาพ นวัตกรรม และประโยชน์ต่อประชาชนได้ในระยะยาว

ดร.ยุทธศาสตร์ นิธิไพจิตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มดิจิทัล บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การนำ AI มาใช้ในภาครัฐไม่ใช่เพียงเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ต้องมาพร้อมกับการวางกรอบกำกับดูแลตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้การใช้ AI มีความปลอดภัย มีความรับผิดชอบ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ดังนั้น AI Governance และ Data Governance ต้องพัฒนาไปควบคู่กัน ตั้งแต่การกำหนด Use Case การประเมินความเสี่ยง การเตรียมความพร้อมของข้อมูล ไปจนถึงการติดตามและตรวจสอบการทำงานของระบบ ขณะเดียวกัน ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากร ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการจัดลำดับความเสี่ยง การบูรณาการระบบและการทำงานร่วมกัน เพื่อลดการลงทุนซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร โดยมีหลักสำคัญคือ Data First และ AI Governance From Day 1 เพื่อให้การพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI สามารถขยายผลได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเจาะลึกประเด็นสำคัญครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการเตรียมความพร้อมด้าน Sovereign AI ของประเทศไทย, Roadmap การยกระดับทักษะแรงงานในยุค AI, การสำรวจกรอบกฎหมาย จริยธรรม และความรับผิดชอบในการใช้ AI, เทรนด์และการสาธิตการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วย AI , ตลอดจนการถ่ายทอดประสบการณ์จริงจากบุคลากร BDI ในการนำ AI มาพลิกโฉมการทำงานในหลากหลายสายงานองค์กร เช่น ทรัพยากรบุคคล กฎหมาย งานเลขาฯ และนโยบายและแผน ปิดท้ายด้วย Workshop การประยุกต์ใช้ AI Agent เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและค้นหา Insight เชิงลึก เป็นต้น

ม.สยาม คิดนอกกรอบตำราเรียน ปั้นนักศึกษาสู่ ‘นักสร้างสรรค์นวัตกรรม’ คว้าแชมป์รอบภาคกลาง เวที ‘Enactus Thailand 2026’

8 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ท่ามกลางโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มหาวิทยาลัยสยาม เดินหน้าตอกย้ำจุดยืนการเป็นพื้นที่แห่งการบ่มเพาะ และส่งเสริมการเรียนรู้นอกกรอบตำรา ภายใต้แนวคิดการสร้างสภาพแวดล้อมที่ผลักดันให้นักศึกษา “คิดนอกกรอบ ลงมือทำจริง และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆได้ตลอดเวลา” เพื่อมุ่งสร้างบัณฑิตให้เป็น “นักสร้างสรรค์” ที่พร้อมขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืน

ล่าสุด ความมุ่งมั่นดังกล่าวได้รับการพิสูจน์อีกครั้งบนเวทีระดับประเทศ เมื่อทีมนักศึกษาข้ามศาสตร์ของมหาวิทยาลัยสยาม คว้ารางวัลชนะเลิศ ‘1st Place – Early Stage League, Central Region’ จากการประกวดนวัตกรรมและกิจการเพื่อสังคม ‘Enactus Thailand National Exposition 2026’ รอบภูมิภาคภาคกลาง ซึ่งจัดโดยมูลนิธิรากแก้ว เพื่อเฟ้นหาตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันต่อบนเวทีระดับโลก Enactus World Cup 2026 ณ เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล

ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากโครงงาน “Diffusing Jewelry” (นวัตกรรมเครื่องหอมไล่ยุงเพื่อเศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน) ซึ่งเป็นการบูรณาการความรู้ร่วมกันอย่างลงตัวระหว่างนักศึกษา คณะเภสัชศาสตร์ (นายศิรสิทธิ์ รักทอง, น.ส.นัชฟ้า เพลินคู่ธรรม , น.ส.ณิขาภา สมิตนันท์, นายเรวัติ พุ่มทอง) และ วิทยาลัยนานาชาติ/คณะบริหารธุรกิจ (BBA) (น.ส.วีรยา อินทมาตย์) โดยมี ผศ.ดร.ภญ.นฤมล โพธิ์ศรีทอง และ ดร.ขวัญชล คำพรรณ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ

ผลงานดังกล่าวไม่ใช่เพียงแค่โครงงานส่งอาจารย์ แต่เป็นนวัตกรรมที่ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อแก้ปัญหาในชีวิตจริง ด้วยการนำองค์ความรู้ทางเภสัชศาสตร์มาพัฒนาเป็นเครื่องหอมไล่ยุงที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูง ผสานกับการออกแบบดีไซน์ให้อยู่ในรูปแบบเครื่องประดับและบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัย ตอบโจทย์เชิงพาณิชย์ ควบคู่ไปกับการวางโมเดลธุรกิจเพื่อกระจายรายได้และสร้างอาชีพเสริมให้แก่คนในชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งนอกจากเวทีนี้แล้ว ผลงานดังกล่าวยังเพิ่งคว้ารางวัล รองชนะเลิศอันดับ 2 และรางวัล Popular Vote จากเวทีระดับประเทศอย่าง RISE+ Storyteller Awards 2026 เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาอีกด้วย

ดร.พรชัย มงคลวนิช อธิการบดี ม.สยาม เปิดเผยว่า ที่มหา’ลัย เราไม่ได้สอนให้นักศึกษาจดจำแค่สิ่งที่อยู่ในหนังสือ แต่เราเชื่อว่านวัตกรรมเกิดจากอิสระในการคิดและการลองผิดลองถูก เรามุ่งเน้นการเรียนรู้แบบ Active Learning และ Cross-Disciplinary ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาต่างคณะ ต่างสายวิชา ได้มารวมตัวกัน แลกเปลี่ยนมุมมอง และดึงศักยภาพสูงสุดของตัวเองออกมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ รางวัลในวันนี้คือเครื่องยืนยันว่า นักศึกษาของเราไม่ได้เป็นเพียงผู้รับความรู้ แต่พวกเขาคือ ‘นักสร้างสรรค์’ ที่พร้อมจะเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง และสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม

ศธ.แจ้งด่วนทุกสังกัด สกัดวงจรพฤติกรรมเลียนแบบในสถานศึกษา ย้ำเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง-ดูแลจิตใจ-ใช้กฎหมายจริงจัง

7 กันยายน 2569 เวลา 20:26 น.

“กระทรวงศึกษาธิการ”มีหนังสือด่วนที่สุด แจ้งไปยังทุกสังกัดที่มีสถานศึกษาในกำกับ ให้เร่งดำเนินมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันพฤติกรรมเลียนแบบที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงในสถานศึกษา หลังพบการส่งต่อเนื้อหาเกี่ยวกับเหตุการณ์รุนแรง ภาพอาวุธปืน ข้อความข่มขู่ หรือข้อความที่สร้างความหวาดกลัว ผ่านแอปพลิเคชัน LINE และช่องทางออนไลน์ในกลุ่มนักเรียนหลายพื้นที่ ซึ่งสร้างความตื่นตระหนก กระทบต่อสภาพจิตใจของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา และมีความเสี่ยงพัฒนาไปสู่การก่อเหตุจริง

7 กันยายน 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานกรรมการพิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงนามกำหนดมาตรการดังกล่าว พร้อมแจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ถ่ายทอดแนวปฏิบัติไปยังสถานศึกษาทุกแห่งโดยเร่งด่วน

มาตรการสำคัญประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่

1. ยกระดับการเฝ้าระวังในสถานศึกษา ให้ครูประจำชั้น ครูที่ปรึกษา ครูแนะแนว ครูฝ่ายปกครอง และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ติดตามพฤติกรรมและสัญญาณบ่งชี้ความเสี่ยง รวมถึงการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์และกลุ่มสนทนาที่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษา โดยดำเนินการอย่างเหมาะสม เคารพสิทธิ เสรีภาพ และความเป็นส่วนตัวของนักเรียน

2. จัดระบบแจ้งเหตุและรายงานเหตุเร่งด่วนตลอด 24 ชั่วโมง กำหนดขั้นตอนตั้งแต่การรับแจ้ง คัดกรอง ประเมินระดับความเสี่ยง และส่งต่อข้อมูลไปยังหน่วยงานผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรง พร้อมพิจารณาใช้ระบบที่มีอยู่ เช่น Traffy EDU เพื่อให้การรับแจ้งและติดตามเหตุเป็นมาตรฐานเดียวกัน

3. สร้างความเข้าใจถึงผลทางกฎหมาย ให้นักเรียน ครู ผู้ปกครอง และบุคลากรทางการศึกษาตระหนักว่า การเผยแพร่ ส่งต่อ หรือส่งข้อความ ภาพ หรือข้อมูลที่มีลักษณะข่มขู่ คุกคาม หรืออาจก่อให้เกิดอันตราย โดยเฉพาะเนื้อหาเกี่ยวกับอาวุธปืนและความรุนแรง อาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง หากพบการกระทำเข้าข่ายความผิด ให้ประสานตำรวจหรือหน่วยงานที่มีอำนาจดำเนินการโดยเร็ว

4. ป้องกันการลอกเลียนแบบและการผลิตซ้ำของความรุนแรง กำหนดแนวทางสื่อสารเหตุการณ์อย่างรับผิดชอบ หลีกเลี่ยงการนำเสนอรายละเอียดที่อาจเอื้อต่อการเลียนแบบ เช่น วิธีการก่อเหตุ ขั้นตอนการเตรียมการ หรือข้อมูลที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุซ้ำ รวมถึงไม่นำเสนอในลักษณะที่ทำให้ผู้ก่อเหตุได้รับความสนใจเกินสมควร พร้อมขอความร่วมมือสื่อมวลชนและผู้เกี่ยวข้องร่วมกันลดการแพร่กระจายเนื้อหาที่เป็นอันตราย

5. คุ้มครอง ดูแล และช่วยเหลือนักเรียนอย่างเหมาะสม ให้สถานศึกษาคัดกรองและดูแลนักเรียนที่มีพฤติกรรมส่งต่อข้อความ ภาพ หรือเนื้อหาเกี่ยวกับความรุนแรงและการข่มขู่เป็นรายบุคคล ประสานผู้ปกครอง นักจิตวิทยา ครูแนะแนว หรือบุคลากรด้านสุขภาพจิต พร้อมติดตามพฤติกรรมการล้อเลียน ดูหมิ่น เหยียดหยาม ข่มขู่ คุกคาม และกลั่นแกล้งผ่านสื่อออนไลน์อย่างใกล้ชิด

รมช.ศธ.กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการเน้นย้ำว่าพฤติกรรมที่เริ่มต้นจากการล้อเล่น การส่งต่อข้อความ หรือการเลียนแบบบนโลกออนไลน์ อาจสร้างความหวาดกลัว กระทบสิทธิและความปลอดภัยของผู้อื่น รวมทั้งนำไปสู่ผลทางกฎหมายและเหตุรุนแรงในชีวิตจริงได้ ทุกสังกัดจึงต้องดำเนินการทั้งด้านการป้องกัน การเฝ้าระวัง การช่วยเหลือ และการบังคับใช้กฎหมายควบคู่กันอย่างเป็นระบบ

“ความรุนแรงไม่ควรถูกทำให้เป็นเรื่องปกติหรือถูกผลิตซ้ำด้วยการเลียนแบบ ทุกสัญญาณเตือนต้องได้รับการตรวจสอบ ทุกเหตุแจ้งต้องได้รับการตอบสนอง และนักเรียนทุกคนที่กำลังเผชิญปัญหาต้องเข้าถึงความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เพื่อให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง” รมช.ศธ.กล่าว

กรมวังผู้ใหญ่ฯ เป็นประธานเปิดโครงการ บูรณาการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชน สนง.อัยการสูงสุด ตามแนวพระราชดำริพระองค์ภา

7 กันยายน 2569 เวลา 17:24 น.

กรมวังผู้ใหญ่ ประจำสมเด็จพระบรมราชินี เป็นประธานเปิดโครงการ “บูรณาการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จัดโดยสถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด : เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันสานฝันเด็กและเยาวชน” ตามแนวพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

7 กันยายน 2569 เวลา 08.30 น. พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “บูรณาการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในฐานะผู้กระทำผิดและผู้เสียหายด้วยความเสมอภาค : การสร้างภูมิคุ้มกัน สานฝันเด็กและเยาวชน” ซึ่งสถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 – 9 กันยายน 2569 ณ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนระยอง ตำบลเนินพระ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง

นายบัญชา เขียวต่าย เลขาธิการสถาบันนิติวัชร์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการตามแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งมีการ บูรณาการหน่วยงานหลักในกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยอง, สำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยอง, กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันดำเนินงานด้านการแก้ไข บำบัด และฟื้นฟูเด็กและเยาวชน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กและดำเนินการตามมาตรฐานเดียวกันด้วยความเสมอภาค เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ

สำหรับการจัดโครงการในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมได้เรียนรู้การสอนกระบวนการคิดเพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเอง และเสริมสร้างทักษะในการดำเนินชีวิต ได้แก่ ทักษะการสื่อสาร การสร้างสัมพันธภาพที่ดี, การกำหนดเป้าหมายในชีวิต, การปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนมีทัศนคติเชิงบวก สามารถแก้ไขปัญหาในชีวิตโดยไม่จำเป็นต้องกระทำความผิดหรือใช้ความรุนแรงในการยุติปัญหา รวมถึงการพัฒนาทัศนคติและวิธีคิด โดยเรียนรู้จากบุคคลต้นแบบเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างประสบความสำเร็จ ตลอดจนได้รับการแก้ไข บำบัด และฟื้นฟูด้วยวิธีการที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างปกติสุขและไม่หวนกลับไปกระทำความผิดซ้ำอีก โดยมีเด็กและเยาวชนจากศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนระยอง ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านบึง สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดระยอง และสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดชลบุรี เข้าร่วมโครงการ จำนวน 88 คน

ผงะยอดหนี้ครู ท่วมหัว1.14ล้านล้าน รบ.สั่งรื้อแก้ทั้งระบบ

7 กันยายน 2569 เวลา 06:04 น.

ศธ. ผนึก เกษตรฯ เร่งแก้หนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู หลังพบหนี้รวมกว่า 1.14 ล้านล้านบาท สมาชิก 8.6 แสนราย ตั้งคณะกรรมการร่วม 2 กระทรวง ดึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการ่วมดูข้อกฎหมาย วางแนวทางตั้งแต่หาแหล่งเงินกู้ต้นทุนต่ำ เปลี่ยนแหล่งเงินกู้ รวมหนี้ ปรับแผนชำระ ไปจนถึง Credit Lock ป้องกันก่อหนี้ใหม่ หวังให้ครูมีเงินเหลือใช้และหลุดจากวงจรหนี้อย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยขยับจากการช่วยลดภาระดอกเบี้ย ไปสู่การแก้ปัญหา “ทั้งระบบ” โดยเฉพาะหนี้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ซึ่งเป็นภาระสำคัญของครูจำนวนมาก พร้อมบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อวางแนวทางแก้หนี้ที่ครอบคลุมตั้งแต่แหล่งเงินทุนของสหกรณ์ ไปจนถึงภาระหนี้ของสมาชิก

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ระบุว่า ปัจจุบันมีสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 116 แห่ง มีสมาชิก 862,539 ราย และมีเงินให้กู้รวม 1,141,545 ล้านบาท ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูมีค่าเฉลี่ย 5.60% และสูงสุดถึง 9% โดยมีสหกรณ์ 15 แห่ง หรือ 13% ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า 7%

 “แก้หนี้ครูจะมองแค่การลดดอกเบี้ยไม่ได้ เพราะหากต้นทุนในการหาเงินมาปล่อยกู้ของสหกรณ์ยังสูง ภาระหนี้และระยะเวลาชำระยังไม่เหมาะสม และสมาชิกยังสามารถก่อหนี้เพิ่มได้ ปัญหาก็อาจกลับมาอีก รัฐบาลจึงต้องแก้ตั้งแต่ต้นทางของเงินทุน ไปจนถึงการบริหารหนี้ของครูแต่ละคน” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากการหารือเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ระหว่างนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กับนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้จัดตั้ง คณะกรรมการร่วมระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีเลขาธิการ สกสค. และอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นประธานกรรมการฝ่ายละหน่วย พร้อมเชิญผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเข้าร่วมพิจารณาข้อกฎหมาย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสามารถเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วและนำไปใช้ได้จริง

สำหรับแนวทางที่อยู่ระหว่างการศึกษา จะครอบคลุมตั้งแต่การหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้สหกรณ์ เพื่อลดต้นทุนในการนำเงินมาปล่อยกู้และช่วยให้สหกรณ์มีเงินเพียงพอในการบริหารจัดการ ไปจนถึงการช่วยสมาชิก เปลี่ยนไปใช้แหล่งเงินกู้ที่มีต้นทุนต่ำลง การรวมหนี้เป็นก้อนเดียว การปรับแผนชำระหนี้ และการยืดระยะเวลาผ่อนชำระ เพื่อให้ยอดที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนสอดคล้องกับรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิกมากขึ้น โดยแนวทางของกรมส่งเสริมสหกรณ์เสนอให้บูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อจัดหาแหล่งสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำมาช่วยลดภาระทางการเงินของสมาชิกและสหกรณ์

ขณะเดียวกัน การแก้หนี้ต้องไม่จบแค่การช่วยชำระหนี้เดิม แต่ต้องป้องกันไม่ให้เกิดหนี้ก้อนใหม่ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์มีแนวทางนำเครื่องมือ Credit Lock มาใช้ร่วมกับบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) เพื่อป้องกันสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการไม่ให้ไปก่อหนี้เพิ่มกับสถาบันการเงินหรือผู้ให้สินเชื่อรายอื่นตามเงื่อนไขที่กำหนด ปัจจุบันมีสหกรณ์ 14 แห่งนำเครื่องมือนี้ไปใช้กับสมาชิก 914 รายแล้ว ในจำนวนนี้เป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 9 แห่ง สมาชิก 864 ราย

นอกจากนี้ ยังมีแนวทาง กำหนดอัตราเงินปันผลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับผลการดำเนินงานของสหกรณ์ เพื่อให้การบริหารสหกรณ์มีความสมดุลและไม่เพิ่มแรงกดดันให้ต้องหารายได้จากการปล่อยสินเชื่อที่มีความเสี่ยง รวมถึงปรับหลักเกณฑ์การปล่อยกู้ให้เป็นไปตามแนวคิด “การปล่อยกู้อย่างรับผิดชอบ” (Responsible Lending) โดยพิจารณาความสามารถของสมาชิกในการชำระหนี้ในระยะยาว รวมถึงภาระทางการเงินที่จะเกิดขึ้นหลังเกษียณ

 “เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่แค่ทำให้ครูจ่ายดอกเบี้ยน้อยลง แต่ต้องทำให้ครูมีหนี้ที่บริหารจัดการได้ มีเงินเหลือเพียงพอต่อการดำรงชีวิต และมีระบบที่ช่วยป้องกันไม่ให้กลับไปเป็นหนี้เพิ่มอีก” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาที่ต้องเร่งแก้คือกรณีครูบางส่วนมีภาระหนี้จนถูกหักเงินเดือนในสัดส่วนสูง เหลือเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไม่ถึง 30% ของเงินเดือน ซึ่งกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิต ดังนั้น การแก้หนี้ครูจึงต้องทำควบคู่กันทั้ง “ลดต้นทุน – ลดภาระผ่อนต่อเดือน – ปรับหนี้ให้เหมาะกับรายได้ – ป้องกันหนี้ใหม่”

ทั้งนี้ คณะกรรมการร่วม 2 กระทรวงจะเร่งศึกษารายละเอียดทั้งด้านมาตรการ แหล่งเงินทุน แนวทางปรับหนี้ และข้อกฎหมาย ก่อนรายงานผลภายใน 30 วัน เพื่อนำไปสู่แนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมต่อไป “จากลดดอกเบี้ย ต้องไปให้ถึงลดต้นทุน จากลดต้นทุน ต้องไปถึงการปรับหนี้ให้เหมาะกับรายได้ และจากนั้นต้องสร้างระบบที่ช่วยให้ครูไม่กลับไปเป็นหนี้ซ้ำ เป้าหมายสุดท้ายคือทำให้ครูมีความมั่นคงทางการเงิน มีเงินเหลือสำหรับดำรงชีวิต และสามารถกลับไปทุ่มเทกับการสอนและดูแลนักเรียนได้อย่างเต็มที่” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

กระทรวงศึกษาฯรัฐบาลสั่งรื้อหนี้ครู

เปิดบ้านวิชาการ ‘Satit PIM Discovery Day 2026’ ฉลอง 10 ปีแห่งการเรียนรู้ สู่ก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน

7 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

โรงเรียนสาธิตสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ จัดงานเปิดบ้านวิชาการ “Satit PIM Discovery Day 2026” ภายใต้แนวคิด “SATIT PIM X : A Decade of Pride – 10 ปีแห่งความภูมิใจและก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน” นำเสนอผลงานและกระบวนการเรียนรู้ที่สะท้อนพัฒนาการตลอดหนึ่งทศวรรษของโรงเรียน พร้อมต่อยอดองค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีสู่การเรียนรู้ในอนาคต โดยได้รับเกียรติจาก นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เป็นประธานในพิธี โดยมี ณรงค์ศักดิ์ ภูมิศรีสอาด ผู้แทนของผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนสาธิตสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ พร้อมคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับ

ภายในงาน นักเรียนและครูร่วมถ่ายทอดการเรียนรู้ผ่านนิทรรศการ ผลงาน และกิจกรรมจากหลากหลายกลุ่มสาระ โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้เข้ากับการลงมือปฏิบัติจริง อาทิ การจำลองโครงสร้าง DNA ด้วยลูกปัด การออกแบบรถบังคับและหุ่นยนต์เคลื่อนไหว ตลอดจนกิจกรรมด้านภาษาและวัฒนธรรมจีน พร้อมการแข่งขันทักษะด้านวิทยาศาสตร์ ภาษาจีน ฟุตบอล และหมากล้อม

Satit PIM Discovery Day 2026 จึงเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ถ่ายทอดสิ่งที่เรียนรู้ผ่านผลงานและประสบการณ์จริง พร้อมสะท้อนแนวทางการศึกษาของสาธิตพีไอเอ็มที่มุ่งพัฒนาการเรียนรู้ให้เท่าทันโลก และเตรียมพร้อมสำหรับก้าวต่อไปในอนาคตอย่างมีความหมาย

Satit PIM Discovery Day 2026

ถอด 3 บทเรียนจาก 15 ปี ‘BC4C’ แก้ปัญหาสังคมอย่างยั่งยืน

7 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

“การสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ไม่ได้เริ่มจากเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการลงทุนกับ ‘คน’ เพราะเมื่อผู้คนมีศักยภาพ พวกเขาจะกลับไปสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมได้ด้วยตัวเอง” นี่คือมุมมองจาก นายรัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสายอาวุโส – สื่อสารองค์กร บมจ.บ้านปู ที่ได้ร่วมถ่ายทอดบนเวที The Business of Sustainability ภายในงาน Sustrends 2027” เพื่อถ่ายทอดวิสัยทัศน์ของบ้านปู และแบ่งปันบทเรียนตลอด 15 ปี จากการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการเพื่อสังคมผ่าน “โครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม” (Banpu Champions for Change: BC4C) พร้อมชวนให้ภาคธุรกิจมองเห็นบทบาทของตนเองในการร่วมสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของผู้คนและสังคม และเน้นย้ำว่า “การพัฒนาศักยภาพคน” คือรากฐานสำคัญของการสร้างความยั่งยืนที่แท้จริง

เมื่อ 15 ปีก่อน คำว่า Social Enterprise” หรือ กิจการเพื่อสังคม ยังเป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย ขณะที่บทบาทของภาคธุรกิจยังถูกมองว่ามีหน้าที่หลักในการสร้างผลกำไร ส่วนการแก้ปัญหาสังคมเป็นหน้าที่ของภาครัฐหรือองค์กรไม่แสวงหากำไร บ้านปูจึงตั้งคำถามสำคัญว่า “ธุรกิจจะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาสังคมได้หรือไม่และจะทำอย่างไรให้การสร้างการเปลี่ยนแปลงดำเนินต่อไปได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินบริจาคเพียงอย่างเดียว”

คำถามนี้นำไปสู่การก่อตั้ง “โครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม” ในปี 2554 ร่วมกับ ChangeFusion เพื่อบ่มเพาะผู้ประกอบการเพื่อสังคมที่ใช้กลไกทางธุรกิจสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ด้วยความเชื่อว่า เมื่อผู้ประกอบการมีศักยภาพและสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน พวกเขาจะกลับไปสร้างโอกาสให้กับผู้คน ชุมชน และประเทศได้

ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา โครงการฯได้ปรับบทบาทให้สอดรับกับพัฒนาการของระบบนิเวศผู้ประกอบการและบริบททางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่มุ่งเน้นการบ่มเพาะผู้ประกอบการระยะเริ่มต้น สู่การเป็น Springboard ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ เครือข่าย พันธมิตร และโอกาสทางธุรกิจ เพื่อผลักดันให้กิจการเพื่อสังคมสามารถขยายผล เข้าถึงตลาด และเติบโตได้อย่างยั่งยืน เพราะบ้านปูเชื่อว่า “เงินทุนอาจช่วยให้ธุรกิจเกิด แต่โอกาสและระบบนิเวศที่แข็งแรง คือสิ่งที่ทำให้ธุรกิจเติบโต”

จากประสบการณ์ทำงานร่วมกับกิจการเพื่อสังคมกว่า 130 แห่ง บ้านปูได้ค้นพบ 3 บทเรียนสำคัญ ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านกรณีศึกษาที่สะท้อนการนำแนวคิดเหล่านี้ไปสู่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง

บทเรียนแรก: ความได้เปรียบที่ยั่งยืน ไม่ใช่ “นวัตกรรม” แต่คือ “คุณค่า” ที่ธุรกิจสร้างให้ผู้คน

ในโลกที่เทคโนโลยีเข้าถึงได้ง่าย ความรู้หาได้จากทุกที่ และนวัตกรรมถูกลอกเลียนได้อย่างรวดเร็ว การเป็นผู้คิดค้นคนแรกอาจไม่ใช่ความได้เปรียบที่ยั่งยืนอีกต่อไป คำถามที่สำคัญกว่าคือ ธุรกิจกำลังสร้างคุณค่าอะไร และคุณค่านั้นมีความหมายต่อผู้คนมากเพียงใด ด้วยเหตุนี้ โครงการ Banpu Champions for Change จึงไม่ได้มองหาเพียงกิจการที่มีแนวคิดแปลกใหม่แต่สนับสนุนให้ผู้ประกอบการค้นหาคุณค่าที่ธุรกิจมอบให้แก่ลูกค้าและสังคมที่เชื่อมโยงคุณค่าทางธุรกิจกับคุณค่าทางสังคม เพื่อให้กิจการเติบโตได้โดยไม่ทิ้งเป้าหมายที่ตั้งใจไว้                                              

ภูคราม (BC4C#11) สะท้อนบทเรียนนี้ได้อย่างชัดเจน จากกิจการที่นำงานปักผ้าฝ้ายพื้นถิ่นมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย จนได้รับการยอมรับและมีผู้ผลิตรายอื่นนำแนวคิดไปต่อยอด เมื่อช่างฝีมือในเครือข่ายมีทักษะสูงขึ้น บางคนเริ่มรับงานจากแบรนด์อื่นหรือเปิดกิจการของตัวเอง สิ่งที่ดูเหมือนเป็นความท้าทาย กลับทำให้ผู้ก่อตั้งตั้งคำถามใหม่ว่า เป้าหมายของธุรกิจคือการเพิ่มยอดขาย หรือการทำให้ผู้คนในเครือข่ายมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ภูครามจึงเปลี่ยนจากการมุ่งขยายจำนวนช่างฝีมือ มาเป็นการดูแลคนในเครือข่าย ผ่านการกระจายงานอย่างเป็นธรรม การสร้างรายได้ที่เพียงพอ และการพัฒนาช่างฝีมือให้ได้รับการยอมรับในฐานะ “ศิลปิน” ไม่ใช่เพียงผู้รับจ้างผลิต

บทเรียนที่สอง: ความเข้าใจปัญหาคือความได้เปรียบที่ AI ยังทดแทนไม่ได้

ปัจจุบันทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูล เทคโนโลยี AI และเครื่องมือทางธุรกิจได้ใกล้เคียงกัน แต่สิ่งที่ยังไม่สามารถคัดลอกมาใช้ได้ทันที คือความเข้าใจเชิงลึกที่เกิดจากการลงพื้นที่ การทำงานร่วมกับผู้คน และการสัมผัสปัญหาจริง กิจการเพื่อสังคมที่มีความได้เปรียบจึงไม่จำเป็นต้องเป็นกิจการที่มีข้อมูลมากที่สุด แต่เป็นกิจการที่เข้าใจบริบทของปัญหาอย่างลึกซึ้ง และสามารถนำความเข้าใจนั้นมาออกแบบทางออกที่ตอบโจทย์ชีวิตของผู้คนได้จริง

คีรีฟาร์ม (BC4C#12) เป็นตัวอย่างของการมองลึกไปกว่าสิ่งที่เห็นบนพื้นผิว แทนที่จะมองการเผาฟางหลังฤดูเก็บเกี่ยวว่าเกิดจากการขาดความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม ผู้ก่อตั้งกลับพบว่า ต้นตอของปัญหาคือเกษตรกรยังไม่เห็นคุณค่าทางเศรษฐกิจของเศษวัสดุเหลือทิ้งอย่างฟางข้าว คีรีฟาร์มจึงพัฒนาโมเดลรับซื้อฟางข้าวที่เคยถูกเผาทิ้ง เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการเพาะเห็ดฟาง เปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งให้กลายเป็นรายได้ และต่อยอดเป็นธุรกิจชุมชนที่สร้างรายได้หลักแสนบาทต่อเดือน เมื่อแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเปลี่ยน พฤติกรรมของผู้คนก็เปลี่ยนตาม นี่คือการใช้กลไกตลาดแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเรียกร้องให้ผู้คนเสียสละ

บทเรียนที่สาม: ธุรกิจจะผ่านวิกฤตได้ เมื่อทีมพร้อมเรียนรู้และปรับตัว

ไม่มีผู้ประกอบการคนใดประสบความสำเร็จตั้งแต่วันแรก ทุกกิจการล้วนต้องเผชิญความผิดพลาด ความไม่แน่นอนและโจทย์ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน บทบาทของ BC4C จึงไม่ใช่การกำหนดว่าผู้ประกอบการควรเดินไปทางใด แต่เป็นการทำหน้าที่เสมือน “กระจก” ที่ช่วยให้พวกเขามองเห็นศักยภาพ จุดแข็ง จุดอ่อน และโอกาสของตัวเองได้ชัดขึ้น โครงการฯอาจช่วยเปิดประตู เติมองค์ความรู้ และเชื่อมโยงเครือข่าย แต่ท้ายที่สุด ผู้ประกอบการต้องเป็นผู้ตัดสินใจและก้าวผ่านประตูนั้นด้วยตัวเอง เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่การสร้างธุรกิจที่เติบโตเพียงระยะสั้น แต่คือการสร้างผู้ประกอบการที่สามารถเรียนรู้ ปรับตัว และเติบโตได้ แม้ไม่ได้อยู่ภายใต้การบ่มเพาะของโครงการแล้ว

กรณีของ Local Alike (BC4C#2) แสดงให้เห็นพลังของทีมและเครือข่ายได้อย่างชัดเจน เมื่อวิกฤตโควิด-19 ทำให้การเดินทางหยุดชะงัก รายได้จากการท่องเที่ยวของชุมชนหายไปเกือบทั้งหมด แทนที่จะรอให้สถานการณ์กลับมาเป็นปกติ ทีมได้พัฒนา Local Alot แพลตฟอร์มจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากชุมชนทั่วประเทศ และต่อยอดเป็น Local Aroi เพื่อพาผลิตภัณฑ์อาหารและวัตถุดิบจากชุมชนเข้าสู่ตลาดออนไลน์ สิ่งที่ทำให้ Local Alike ปรับตัวได้อย่างรวดเร็วไม่ใช่เพียงไอเดียธุรกิจใหม่ แต่คือความไว้วางใจที่สั่งสมมายาวนานระหว่างทีม ชุมชน และเครือข่ายพันธมิตรทั่วประเทศ ความสำเร็จจึงไม่ได้หมายถึงการไม่เคยเผชิญวิกฤต แต่คือความสามารถของผู้คนในการเรียนรู้ ปรับตัว และมองเห็นโอกาสใหม่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

แม้วันนี้ BC4C จะสนับสนุนกิจการเพื่อสังคมมากกว่า 130 กิจการ แต่สำหรับบ้านปู ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่คำตอบของความสำเร็จ สิ่งที่มีความหมายกว่าคือผลกระทบที่ผู้ประกอบการเหล่านั้นส่งต่อกลับไปยังผู้คนและชุมชน การประเมินผลกระทบทางสังคมของโครงการฯ (Social Impact Assessment : SIA) สะท้อนว่า การลงทุนกับผู้ประกอบการเหล่านี้ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผู้คนกว่า 1.3 ล้านชีวิต แต่ในมุมมองของบ้านปู ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่เพียงจำนวนผู้ได้รับประโยชน์ หากคือ 1.3 ล้านโอกาส ที่เกิดขึ้นจากคนธรรมดาซึ่งลุกขึ้นมาแก้ปัญหาในชุมชนของตนเอง

“สำหรับบ้านปู โครงการนี้มีความหมายในการลงทุนกับคน ที่ไม่เพียงพัฒนาศักยภาพของเขาให้ประสบความสำเร็จ แต่ทำให้คนหนึ่งเติบโตมากพอที่จะกลับไปสร้างโอกาสให้กับคนอื่นต่อไป” นายรัฐพล กล่าวทิ้งท้าย

BC4C

ในหลวง-พระราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสิ่งของช่วยเหลือชาวเนปาล

6 กันยายน 2569 เวลา 21:38 น.

 

เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานสิ่งของช่วยเหลือประชาชนชาวเนปาล ในเหตุการณ์อุทกภัยฉับพลันและดินถล่มรุนแรงทางตอนเหนือของเนปาล เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สินเป็นบริเวณกว้าง

ในการนี้ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะหน่วยงานในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้น้อมนำพระราชกระแสรับสั่งมาดำเนินการจัดเตรียมสิ่งของพระราชทาน ประกอบด้วย เต็นท์นอน ถุงนอนฉุกเฉิน ถุงพระราชทานสำหรับเด็ก เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ไฟฉาย และหมวกนิรภัย พร้อมทั้งจัดบรรจุและติดตราสัญลักษณ์สิ่งของพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี

จากนั้น มูลนิธิฯ ได้ขนส่งสิ่งของพระราชทานไปยังโรงเก็บอากาศยาน กองบิน ๖ กองบัญชาการกองทัพอากาศ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับพิธีมอบแก่ นายธัน พหาทุร โอลิ (Mr. Dhan Bahadur Oli) เอกอัครราชทูตเนปาลประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา โดยมี พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ในการเชิญสิ่งของพระราชทานไปมอบในพิธีต่อไป

มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้มีโอกาสสนองงานในครั้งนี้ และมุ่งมั่นปฏิบัติภารกิจด้วยความเรียบร้อยรอบคอบ เพื่อให้สิ่งของพระราชทานถึงมือประชาชนชาวเนปาลผู้ประสบภัยโดยเร็ว สอดคล้องกับพระราชปณิธานที่ทรงห่วงใยและปรารถนาดีต่อประชาชนของมิตรประเทศเสมอมา

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

พระราชินีเนปาลแนวหน้าออนไลน์ในหลวง

“ประเสริฐ” กาง 4 ยุทธศาสตร์ พลิก สกร.สู่ยุค AI ชื่นชม สกร. มีบทบาทสำคัญในการสร้างโอกาสทางการศึกษา

6 กันยายน 2569 เวลา 18:44 น.

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เป็นประธานพิธีเปิดโครงการพัฒนาครูผู้สอนสู่การเป็นครูนวัตกรด้านการจัดและส่งเสริมการเรียนรู้ ของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดนครราชสีมา โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ., นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน , ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมผู้บริหาร ศธ.,ผู้ตรวจราชการศธ., ศึกษาธิการภาค, ผู้บริหาร สกร., สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา, องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานภาคการศึกษาในพื้นที่ เข้าร่วมงาน ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมสตาร์เวลล์บาหลี รีสอร์ท จ.นครราชสีนา

โดยนายประเสริฐ กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เข้ามามีบทบาทต่อสังคม เศรษฐกิจ พลังงาน และวิถีชีวิต ทำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องปรับตัวและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นทิศทางพัฒนาการศึกษาและบทบาทของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)ในโลกยุคใหม่ ต้องเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ทั้งนี้ ยังกล่าวชื่นชมบทบาท กศน. ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น สกร. ว่า เป็นหน่วยงานที่ ขับเคลื่อนการทำงานที่ใกล้ชิดประชาชนและมีบทบาทสำคัญในการสร้างโอกาสทางการศึกษามาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการรองรับผู้ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับการขับเคลื่อน Zero Dropout รวมถึงการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และช่วยลดความเหลื่อมล้ำให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล เปิดโอกาสให้ผู้ที่พลาดโอกาสจากระบบการศึกษาสามารถกลับมาเรียน ได้รับวุฒิการศึกษา และนำวุฒิไปต่อยอดทั้งการทำงานและการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น บางคนสามารถศึกษาต่อจนถึงระดับปริญญาตรีและปริญญาโท สิ่งเหล่านี้เป็นความภาคภูมิใจ ถือเป็นบทบาทที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของประชาชนจำนวนมาก จึงขอแสดงความชื่นชม

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า ในโลกยุคใหม่ ครูและบุคลากร สกร.จะต้องไม่หยุดอยู่เพียงบทบาท “ผู้ถ่ายทอดความรู้” แต่ต้องก้าวขึ้นมาเป็น “นวัตกร” หรือผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรม สามารถนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับการจัดการเรียนรู้ได้อย่างสร้างสรรค์ ปลอดภัย และมีความรับผิดชอบ โดยเฉพาะ AI ซึ่งมีทั้งประโยชน์และความเสี่ยง เนื่องจากปัจจุบันสามารถสร้างภาพ เสียง และวิดีโอที่ใกล้เคียงของจริงได้มากขึ้น จนอาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสน ดังนั้นการสร้างความรู้เท่าทันเทคโนโลยีและการใช้ AI อย่างมีจริยธรรมจึงเป็นเรื่องจำเป็น

นายประเสริฐ กล่าวว่า เมื่อก่อนตนพูดถึงเรื่องนโยบาย 5 ด้าน ซึ่งไม่ใช่ยุทธศาสตร์ แต่วันนี้จะพูดเรื่องของ 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อยกระดับบุคลากรและระบบการศึกษา โดยยุทธศาสตร์แรก คือ “การพัฒนาคน” มุ่งยกระดับสมรรถนะครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้สามารถออกแบบการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และใช้เทคโนโลยีและ AI อย่างสร้างสรรค์ ปลอดภัย และมีความรับผิดชอบ ขณะเดียวกัน กระทรวงศึกษาธิการอยู่ระหว่างจัดทำ AI Framework เพื่อสร้างกรอบการใช้ AI ทางการศึกษาอย่างเหมาะสม โดยครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้เรียนของ สกร.จะเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายที่จะต้องได้รับความรู้และพัฒนาทักษะในเรื่องดังกล่าว
ยุทธศาสตร์ที่ 2 คือ “การปรับระบบงาน” โดยกระทรวงศึกษาฯนำระบบดิจิทัลเข้ามาลดขั้นตอน ลดความซ้ำซ้อน และลดภาระงานของครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งก่อนหน้านี้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้นำระบบ e-Office มาใช้ โดยจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ก่อนขยายการดำเนินงานไปยังส่วนต่าง ๆ เพื่อมุ่งสู่ระบบการบริหารการศึกษาที่มีประสิทธิภาพและมีความเป็นดิจิทัลมากขึ้นในปี 2570 ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

ยุทธศาสตร์ที่ 3 คือ “การเชื่อมโยงแพลตฟอร์ม” โดยกระทรวงศึกษาธิการกำลังพัฒนา EduPass ให้เป็น Super App ด้านการศึกษา ซึ่งจะรวบรวมบริการและข้อมูลด้านการศึกษาเข้าไว้ด้วยกัน รวมถึง Teacher ID และ Student ID เพื่อให้ข้อมูลสามารถเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ โดยตั้งเป้าให้ระบบมีความพร้อมในช่วงต้นปี 2570 และ สกร.จะเป็นหนึ่งในหน่วยงานกลุ่มแรกที่เข้ามาร่วมขับเคลื่อน

และ ยุทธศาสตร์ที่ 4 มุ่งสร้างความพร้อมให้บุคลากรสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ที่ต้องการทั้งความคล่องตัวและความสามารถในการปรับตัว โดยการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา จะเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบเดียวกันทุกแห่ง

“สกร.มีจุดแข็งในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากมีพื้นฐานการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.) ซึ่งมีความยืดหยุ่นในการจัดการเรียนรู้ จึงสามารถออกแบบ ปรับเปลี่ยน และนำองค์ความรู้ไปใช้ให้เหมาะสมกับประชาชนและความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ได้” นายประเสริฐ กล่าว
รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า บทบาทของ สกร.ในอนาคต ตนขอฝากโจทย์สำคัญไว้ 3 เรื่อง โดยเรื่องแรก คือการเปลี่ยนจากหน่วยงานที่ทำหน้าที่ด้าน “การศึกษานอกระบบ” ไปสู่การเป็น “องค์กรหลักในการสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนไทย” เพราะแนวคิดการเรียนรู้ในปัจจุบันเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยี จากการเรียนรู้ตามอัธยาศัยไปสู่ Lifelong Learning ที่ประชาชนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิต

เรื่องที่ 2 คือการผลักดัน “National Lifelong Learning Platform” หรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิตระดับชาติ ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่จะต้องหารือร่วมกับผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการและกรมส่งเสริมการเรียนรู้ว่าจะขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นอย่างไร เนื่องจาก สกร.เป็นหน่วยงานที่มีศักยภาพในการเข้าถึงประชาชนได้ทุกกลุ่มและทุกช่วงวัย และสามารถเปิดโอกาสทางการเรียนรู้ให้กับประชาชนได้อย่างกว้างขวาง จึงมีความเหมาะสมที่จะเป็นฐานสำคัญในการสร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประเทศ

และเรื่องที่ 3 คือ การใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเปลี่ยนทั้ง “วิธีคิดและวิธีทำงาน” โดยต้องไม่มอง AI เป็นเพียงเครื่องมือใหม่สำหรับการเรียนการสอน แต่ต้องนำมาใช้เพื่อปรับกระบวนการทำงานและสร้างรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก