ศธ. ยุคใหม่! ปักหมุด 1 ม.ค. 70 ดีเดย์ e-Office ไร้กระดาษ 100% ควบคลอดกรอบ AI ปลอดภัยทุกช่วงวัย

ศธ. ยุคใหม่! ปักหมุด 1 ม.ค. 70 ดีเดย์ e-Office ไร้กระดาษ 100% ควบคลอดกรอบ AI ปลอดภัยทุกช่วงวัย

ศธ. ยุคใหม่! ปักหมุด 1 ม.ค. 70 ดีเดย์ e-Office ไร้กระดาษ 100% ควบคลอดกรอบ AI ปลอดภัยทุกช่วงวัย

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.09 น.

ศธ. ยุคใหม่! ปักหมุด 1 ม.ค. 70 ดีเดย์ “e-Office” ไร้กระดาษ 100% ควบคลอดกรอบ AI ปลอดภัยทุกช่วงวัย

15 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 6/2569 ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 อาคารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ว่า ศธ. ปักหมุด 1 มกราคม 2570 ใช้ระบบ “e-Office” สร้างสังคมไร้กระดาษเต็มรูปแบบ 100% ทั้งกระทรวง

รมว.ศธ.กล่าวว่า ได้มอบนโยบายต่อที่ประชุมผู้บริหาร ศธ. ถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อเปลี่ยนผ่านระบบการงานภายในสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ (Paperless) โดยในวันที่ 1 มกราคม 2570 ทุกหน่วยงานในกระทรวงต้องนำระบบ e-Office มาใช้ จะไม่มีการใช้กระดาษแล้ว เพื่อเพิ่มความโปร่งใส รวดเร็ว และลดต้นทุนบริหารจัดการ ซึ่งขณะนี้มีหลายหน่วยงานเริ่มดำเนินการแล้ว เช่น สป. สพฐ. ในขณะเดียวกัน ก็จะจัดทำโครงการนำร่อง เพื่อพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและงานสารบรรณเชื่อมโยงทุกหน่วยงานในกระทรวงด้วยระบบเดียวกัน (API) และแชร์ข้อมูลข้ามกระทรวง ทั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, กระทรวงแรงงาน ตลอดจนกระทรวงมหาดไทย พร้อมมีระบบป้องกัน (Data Security) และแบ่งสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล เพื่อความปลอดภัยของข้อมูล

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ ศธ. อยู่ระหว่างการจัดทำกรอบมาตรฐานการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI Framework) สำหรับผู้เรียนและผู้สอน เพื่อประเมินความเหมาะสมของเครื่องมือ AI ในแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา ไปจนถึงการศึกษานอกระบบ (สกร.) เพื่อให้เด็กไทยใช้ AI ได้อย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย

“เมื่อเร็ว ๆ นี้ ศธ.ได้รับข้อเสนอแนะของผู้ใหญ่ของประเทศเกี่ยวกับการยกระดับการศึกษา ทั้งในส่วนของการเปลี่ยนผ่านอุปกรณ์การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ในโรงเรียนชายขอบที่ใช้งานมานานกว่า 10-15 ปี จากจอโทรทัศน์รุ่นเก่าให้เป็น “สมาร์ททีวี” ที่ทันสมัย การทบทวนการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาด้วยข้อสอบ O-NET ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน จากเดิมที่เน้นระบบสมัครใจ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการส่งเสริมการสอนทักษะอาชีพ (ทวิศึกษา) เพื่อให้ผู้เรียนมีรายได้ทันทีหลังเรียนจบ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สพฐ. และ สอศ. และเตรียมจับมือทำงานร่วมกับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) เพื่อแชร์ทรัพยากร อุปกรณ์การสอน และหมุนเวียนบุคลากรครูร่วมกัน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ศธ.จะหารือร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างเต็มที่ต่อไป” รมว.ศธ.กล่าว

รองปลัด อว. ฉายภาพอนาคตอุดมศึกษาไทย หนุน ม.เกษตรฯ วางยุทธศาสตร์สู่อนาคต ก้าวทันเมกะเทรนด์โลก

รองปลัด อว. ฉายภาพอนาคตอุดมศึกษาไทย หนุน ม.เกษตรฯ วางยุทธศาสตร์สู่อนาคต ก้าวทันเมกะเทรนด์โลก

รองปลัด อว. ฉายภาพอนาคตอุดมศึกษาไทย หนุน ม.เกษตรฯ วางยุทธศาสตร์สู่อนาคต ก้าวทันเมกะเทรนด์โลก

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.49 น.

15 กรกฎาคม 2569 ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “โครงการศึกษาและคาดการณ์อนาคตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2571–2590)” พร้อมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Megatrends และภูมิทัศน์อุดมศึกษาใหม่ : ผลกระทบที่ส่งผลต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์“ โดยมี ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน กว่า 50 คน เข้าร่วม ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนส่งผลต่อบทบาทและทิศทางของมหาวิทยาลัยในอนาคต การวางแผนพัฒนาจึงต้องอาศัยการมองอนาคตอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมรับความไม่แน่นอน เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพ สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ ตลอดจนยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างยั่งยืน

รองปลัดกระทรวง อว. กล่าวต่อว่า กระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับการประยุกต์ใช้กระบวนการคาดการณ์อนาคตเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Foresight) เพื่อช่วยให้สถาบันอุดมศึกษามองเห็นโอกาสและความท้าทายในระยะยาว พร้อมออกแบบยุทธศาสตร์ที่มีความยืดหยุ่นและสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผ่านกลไกสำคัญ ได้แก่ การจัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาตามความเชี่ยวชาญ เพื่อลดความซ้ำซ้อน สร้างความเป็นเลิศเฉพาะด้าน จัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมุ่งพัฒนาการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและตลาดแรงงานแห่งอนาคต ปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษาเข้าร่วมแล้วกว่า 111 แห่ง แบ่งเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มวิจัยระดับแนวหน้าของโลก (Global and Frontier Research) กลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Technology and Innovation) กลุ่มพัฒนาชุมชนท้องถิ่น (Area-based and Community Development) กลุ่มพัฒนาปัญญาและกำลังคนเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Human Resource Development) และกลุ่มพัฒนาทักษะเฉพาะทางสำหรับผู้เรียน (Degree & Non-Degree) ควบคู่กับการขับเคลื่อนหลักสูตร Higher Education Sandbox เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดด้านมาตรฐานหลักสูตร ส่งเสริมการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับสถานประกอบการผู้ใช้บัณฑิตโดยตรง ให้เกิดหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่น ทันสมัย และสามารถผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงได้ตรงตามความต้องการของประเทศ

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ กระทรวง อว. ยังได้จัดตั้ง ”กองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา“ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบอุดมศึกษา โดยสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพอาจารย์ การยกระดับหลักสูตร และการพัฒนานักศึกษาให้มีสมรรถนะสูง สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและทิศทางการพัฒนาประเทศ พร้อมส่งเสริมการสร้างงานวิจัย นวัตกรรม และการผลิตกำลังคนเฉพาะทางที่มีคุณภาพ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงในอนาคต

“มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นับเป็นหนึ่งในสถาบันอุดมศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมสู่อนาคต การดำเนินโครงการครั้งนี้จึงเป็นตัวอย่างของการวางแผนเชิงรุกที่นำแนวคิด Strategic Foresight มาประยุกต์ใช้ในการกำหนดทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัยระยะ 20 ปี โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศและการเปลี่ยนแปลงของโลกในระยะยาว อันจะนำไปสู่การพัฒนามหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมในการสร้างกำลังคน งานวิจัย และนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว

ด้าน ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ กล่าวว่า การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนาภาพฉากทัศน์อนาคต (Scenarios) ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในระยะ 20 ปีข้างหน้า ให้ครอบคลุมบริบทการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับโลก ระดับประเทศ และบริบทเฉพาะของมหาวิทยาลัย เพื่อนำข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ที่ได้ไปใช้ประกอบการจัดทำแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2571–2590)

รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวต่อว่า การดำเนินงานจัดขึ้นในรูปแบบการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น วิเคราะห์ปัจจัยแห่งการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาภาพอนาคตของมหาวิทยาลัย เพื่อวางรากฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่เข้มแข็ง เสริมสร้างความยืดหยุ่น และเตรียมความพร้อมให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงและสร้างคุณค่าแก่ประเทศและสังคมโลกในอนาคต

สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ ประกอบด้วยกิจกรรมวิเคราะห์ปัจจัยขับเคลื่อน (Drivers of Change) การระดมสมองเพื่อค้นหาปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อมหาวิทยาลัยในอีก 20 ปีข้างหน้า การสร้างภาพอนาคต (Scenario Building) การพัฒนาฉากทัศน์ทางเลือก (Alternative Scenarios) และการกำหนดภาพอนาคตที่พึงประสงค์ (Preferred Scenarios) เพื่อใช้เป็นกรอบกำหนดทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในระยะยาว

ไทยพีบีเอสจับมือทีมไทบ้าน เปิด ‘Documentary Masterclass’ ปั้นนักสร้างสารคดีไทยสู่เวทีสากล

ไทยพีบีเอสจับมือทีมไทบ้าน เปิด 'Documentary Masterclass' ปั้นนักสร้างสารคดีไทยสู่เวทีสากล

ไทยพีบีเอสจับมือทีมไทบ้าน เปิด ‘Documentary Masterclass’ ปั้นนักสร้างสารคดีไทยสู่เวทีสากล

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.32 น.

ไทยพีบีเอสจับมือทีมไทบ้าน เปิด “Documentary Masterclass” ปั้นนักสร้างสารคดีไทยสู่เวทีสากล

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาสื่อสาธารณะ ร่วมกับทีมไทบ้าน เปิดตัวหลักสูตร “Documentary Masterclass” หลักสูตรการผลิตภาพยนตร์สารคดีเพื่อยกระดับสู่สากล ภายใต้ธีม “More แดนอีสาน” มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีไทยให้สามารถต่อยอดจากแนวคิดสร้างสรรค์สู่ผลงานคุณภาพที่พร้อมแข่งขันในระดับนานาชาติ พร้อมเปิดพื้นที่ให้เรื่องราวจากภาคอีสานได้รับการถ่ายทอดในมิติใหม่สู่สายตาผู้ชมทั่วโลก

นางสาวเสาวณีย์ ฉัตรแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาสื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอส กล่าวว่า หลักสูตรดังกล่าวนับเป็นความร่วมมือครั้งแรกระหว่างไทยพีบีเอสกับทีมไทบ้าน ภายใต้การสนับสนุนของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ก่อนเปิดหลักสูตร ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมประชุมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันออกแบบเนื้อหาและกระบวนการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์การผลิตสารคดีในบริบทปัจจุบัน โดยมุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการผลิตภาพยนตร์และการเล่าเรื่องจากทีมผู้สร้างที่ประสบความสำเร็จและมีผลงานเผยแพร่บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับนานาชาติ เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตสารคดีรุ่นใหม่ ภายใต้แนวคิด More แดนอีสาน หลักสูตรมุ่งชวนผู้เข้าร่วมค้นพบว่า อีสานมีมากกว่าที่เคยรู้และเคยเห็น ผ่านการเรียนรู้กระบวนการสร้างสารคดีอย่างมืออาชีพ ตั้งแต่การพัฒนาแนวคิด การกำหนดประเด็น การค้นคว้าข้อมูล การวางแผนการผลิต การจัดหาแหล่งทุน ไปจนถึงเทคนิคการนำเสนอผลงาน (Pitching) เพื่อสร้างสรรค์สารคดีที่สะท้อนคุณค่าทางวัฒนธรรมอีสานในมุมมองร่วมสมัย และสามารถก้าวสู่เวทีระดับสากลได้

ตลอดหลักสูตร ผู้เข้าอบรมจะได้รับคำแนะนำอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญด้านสารคดีและภาพยนตร์ทั้งจากไทยพีบีเอส ทีมไทบ้าน และผู้ทรงคุณวุฒิในวงการ อาทิ นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท., นายสมชัย พุทธจันทรา รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านเนื้อหา, นายคริษ อรรคราช ผู้อำนวยการสำนักสร้างสรรค์เนื้อหา ไทยพีบีเอส, นายภาณุ อารีย์ ผู้อำนวยการฝ่ายคอนเทนต์ M Studio, นายสักก์สีห์ พลสันติกุลผู้อำนวยการสำนักภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน), นายสิทธานต์ ฉลองธรรม นักผลิตรายการสารคดี รวมถึงทีมไทบ้าน ได้แก่ นายศุภณัฐ นามวงศ์ โปรดิวเซอร์และผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ สัปเหร่อ และจักรวาลไทบ้าน, นายสุรศักดิ์ ป้องศร โปรดิวเซอร์และผู้กำกับภาพยนตร์ ไทบ้าน เดอะ ซีรีส์, นายบุญโชค ศรีคำ ผู้กำกับ Music Video และนักแสดง เซียนหรั่ง เดอะมูฟวี่, นายอัจฉริยะ ศรีทา อาจารย์ประจำสาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ และนักแสดงภาพยนตร์ สัปเหร่อ และนายฤทธิชัย ชีโพธิ์ ผู้บันทึกเสียง (Sound on Set) เจ้าของผลงาน อาทิ สัปเหร่อ และ Analog Squad

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมอบรมยังมีโอกาสพัฒนาผลงานสารคดีของตนเองสู่การผลิตจริง โดยผลงานที่โดดเด่นจะได้รับการคัดเลือกให้นำไปผลิตและออกอากาศผ่านไทยพีบีเอส พร้อมได้รับค่าตอบแทน จำนวน 10,000 บาทต่อเรื่อง รวมถึงมีโอกาสร่วมทีมผลิตภาพยนตร์สารคดีอีสานกับไทยพีบีเอสในอนาคต

หลักสูตรเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 30 คน โดย ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดโครงการ ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดหลักสูตรได้ที่เว็บไซต์ https://www.thaipbs.or.th/org/activities/58025/ และเฟซบุ๊ก Thai PBS Academy

นิทรรศการศึกษาต่อ ณ สาธารณรัฐเกาหลี ในประเทศไทย

นิทรรศการศึกษาต่อ ณ สาธารณรัฐเกาหลี ในประเทศไทย

นิทรรศการศึกษาต่อ ณ สาธารณรัฐเกาหลี ในประเทศไทย

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.52 น.

นิทรรศการศึกษาต่อ ณ สาธารณรัฐเกาหลี ในประเทศไทย ประจำปี 2569 จัดขึ้นอย่างประสบความสำเร็จ–เปิดมิติใหม่ของการแลกเปลี่ยนบุคลากร ไทย–เกาหลี จากการศึกษาต่อสู่การทำงาน และการตั้งถิ่นฐานในประเทศเกาหลี

สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ศูนย์การศึกษาเกาหลี ประจำประเทศไทย และสถาบันการศึกษานานาชาติแห่งชาติ (NIIED) ได้ร่วมกันจัดงาน “นิทรรศการศึกษาต่อ ณ สาธารณรัฐเกาหลี ในประเทศไทย ประจำปี 2569” ระหว่างวันที่ 11–12 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ โดยประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง

ภายในงานมีมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐและบริษัทจากประเทศเกาหลีเข้าร่วมงาน รวมทั้งสิ้น 50 แห่ง เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาต่อในประเทศเกาหลี พร้อมทั้งสนับสนุนการวางแผนศึกษาต่อและเส้นทางอาชีพของนักเรียนไทย โดยมีนักเรียน ผู้ปกครอง และครูเข้าร่วมงานประมาณ 1,450 คน

ในปีนี้ มีมหาวิทยาลัยและหน่วยงานเข้าร่วมมากกว่าปีก่อน ส่งผลให้รูปแบบและกิจกรรมของงานมีความหลากหลายยิ่งขึ้น นอกจากการให้คำปรึกษาด้านการสมัครเข้าศึกษาและทุนการศึกษาแล้ว ยังมีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานในบริษัทและหน่วยงานภาครัฐของเกาหลี นโยบายสนับสนุนนักศึกษาต่างชาติ และการใช้ชีวิตในประเทศเกาหลี เพื่อนำเสนอรูปแบบใหม่ของการศึกษาต่อที่เชื่อมโยง “การศึกษาต่อ–การทำงาน–การตั้งถิ่นฐาน”

โดยเฉพาะ โซนพิเศษจังหวัดปูซาน (Busan Special Zone) ซึ่งดำเนินงานร่วมกันโดยมหาวิทยาลัยและหน่วยงานในเมืองปูซาน ได้แนะนำข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาต่อ การฝึกงาน การจ้างงาน และการตั้งถิ่นฐาน เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถวางแผนเส้นทางอาชีพและอนาคตหลังศึกษาต่อในประเทศเกาหลีได้

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีทอล์กคอนเสิร์ต ที่เชิญตัวแทนจากบริษัทและหน่วยงานเกาหลีในประเทศไทย รวมถึงรุ่นพี่ชาวไทยที่กำลังศึกษาต่อในประเทศเกาหลี มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์จริงเกี่ยวกับการเรียน การทำงาน การเตรียมตัว และการใช้ชีวิตในเกาหลี ซึ่งได้รับความสนใจและเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้เข้าร่วมงาน

อีกทั้งยังได้มีการจัดการประชุมหารือแลกเปลี่ยนระหว่างมหาวิทยาลัยเกาหลีกับโรงเรียนมัธยมศึกษาไทย และระหว่างมหาวิทยาลัยเกาหลีกับมหาวิทยาลัยไทยเป็นครั้งแรก โดยสถาบันที่เข้าร่วมได้หารือแนวทางการขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น การแลกเปลี่ยนนักศึกษา การจัดการศึกษาร่วม การแข่งขัน และความร่วมมือด้านการวิจัย เพื่อวางรากฐานความร่วมมืออย่างต่อเนื่องในอนาคต

ภายในงานยังมีกิจกรรมหลากหลายควบคู่กับบูธให้คำปรึกษา อาทิ การสวมชุดฮันบก การละเล่นพื้นบ้านเกาหลี การทำของที่ระลึกสไตล์เกาหลี การชิมอาหารเกาหลี (K-Food) รวมถึงการแสดง K-Pop จากนักเรียนโรงเรียนเครือข่ายการสอนภาษาเกาหลี ทำให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสทั้งการศึกษาและวัฒนธรรมเกาหลีอย่างใกล้ชิด

นาย ปาร์ค ยงมิน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “หวังเป็นอย่างยิ่งว่านักเรียนไทยที่มีศักยภาพจะได้เรียนรู้และเติบโตในประเทศเกาหลี และก้าวสู่การเป็นบุคลากรแห่งอนาคตที่เชื่อมโยงทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน สถานเอกอัครราชทูตฯ จะเดินหน้าสนับสนุนการศึกษาต่อในเกาหลีและขยายความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างไทย–เกาหลีอย่างต่อเนื่อง”

ด้าน นายปาร์ค ซ็องฮา ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาเกาหลี ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “นิทรรศการศึกษาต่อฯ ในปีนี้มีความหมายมากกว่าการให้คำปรึกษาด้านการศึกษาต่อ เพราะเป็นการนำเสนอแนวทางใหม่ที่เชื่อมโยงการศึกษาต่อกับการทำงานและการตั้งถิ่นฐาน พร้อมทั้งจะขยายความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนไทยได้สานฝันการศึกษาต่อในประเทศเกาหลีได้มากยิ่งขึ้น”-002

จุฬาราชมนตรี ถวายความอาลัย หน้าพระโกศพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

จุฬาราชมนตรี ถวายความอาลัย หน้าพระโกศพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

จุฬาราชมนตรี ถวายความอาลัย หน้าพระโกศพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.01 น.

14 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 น. นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี พร้อมด้วยคณะ เข้าถวายความอาลัย หน้าพระโกศพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวชิรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง

‘ONCB Thai Youth League 2025/2026’ เปิดสนามสร้างนักกีฬา พัฒนาเยาวชนไทยห่างไกลยาเสพติด

‘ONCB Thai Youth League 2025/2026’ เปิดสนามสร้างนักกีฬา พัฒนาเยาวชนไทยห่างไกลยาเสพติด

‘ONCB Thai Youth League 2025/2026’ เปิดสนามสร้างนักกีฬา พัฒนาเยาวชนไทยห่างไกลยาเสพติด

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.44 น.

การแข่งขัน ONCB Thai Youth League ฤดูกาล 2025/2026 เดินหน้าสร้างพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนทั่วประเทศได้พัฒนาทักษะฟุตบอล ควบคู่กับการเรียนรู้เรื่องวินัย ความรับผิดชอบ และการใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ โดยมี พันตำรวจเอก ชัยพร ออฟูวงศ์ เป็นประธานโครงการ ONCB Thai Youth League และได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) ซึ่งมุ่งใช้กีฬาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชนห่างไกลจากยาเสพติด

การแข่งขันในฤดูกาลนี้ครอบคลุมฟุตบอล 11 คน รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี และรุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี รวมถึง Thai Youth League Junior สำหรับเยาวชนอายุ 9-13 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เล่นรุ่นเล็กได้เรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ในสนามตั้งแต่ก้าวแรก นอกจากนี้ ยังมีโครงการฟุตบอลเด็กวิถีชุมชนใน 10 จังหวัด ซึ่งเปิดพื้นที่ให้เด็กนักเรียน เด็กด้อยโอกาส เยาวชนกลุ่มเสี่ยง และกลุ่มเปราะบางได้เข้าถึงการฝึกซ้อมและการแข่งขัน พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์กีฬาและเครือข่ายโค้ชจิตอาสาในพื้นที่ ขณะเดียวกัน นักกีฬายังได้เข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาและศึกษาดูงาน ณ ศูนย์ฝึกโรงเรียนจิตอาสา 904 เพื่อเรียนรู้เรื่องวินัย ความรับผิดชอบ และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น

Thai Youth League หรือการแข่งขันฟุตบอลลีกเยาวชนแห่งชาติ เริ่มจัดขึ้นในปี 2559 จากความร่วมมือระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้โครงการ “สานฝันฟุตบอลไทยไปฟุตบอลโลก” ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี โครงการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างฟุตบอลระดับเยาวชนกับฟุตบอลอาชีพ ผ่านระบบการแข่งขันที่ครอบคลุมหลายช่วงวัย และเปิดโอกาสให้เด็กจากทุกภูมิภาคได้พิสูจน์ศักยภาพภายใต้มาตรฐานเดียวกัน โดยนักฟุตบอลทีมชาติไทยและผู้เล่นในลีกอาชีพหลายคนต่างมีจุดเริ่มต้นจากเวทีการแข่งขันระดับเยาวชน ซึ่งประสบการณ์ในสนามถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมทั้งทักษะ ความมั่นใจ และความพร้อมสำหรับการก้าวสู่เส้นทางฟุตบอลอาชีพ

สิ่งที่ทำให้ Thai Youth League มีความโดดเด่น คือการมองฟุตบอลเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนควบคู่กับการพัฒนานักกีฬา สนามแข่งขันจึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ค้นหาผู้เล่นฝีเท้าดี แต่ยังช่วยปลูกฝังความอดทน ความมีวินัย การทำงานเป็นทีม และการเคารพกติกา คุณลักษณะเหล่านี้จะติดตัวเยาวชนต่อไป ไม่ว่าพวกเขาจะเลือกเดินบนเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพหรือเติบโตไปสู่บทบาทอื่นในสังคม และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Thai Youth League ยังคงเป็นเวทีในการสร้างทั้งนักกีฬาและคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพให้แก่สังคมไทย

ม.เยล ยกย่องไทย! ดัชนีสิ่งแวดล้อมก้าวกระโดด ดีขึ้น 16 อันดับในเวลาเพียง 2 ปี

ม.เยล ยกย่องไทย! ดัชนีสิ่งแวดล้อมก้าวกระโดด ดีขึ้น 16 อันดับในเวลาเพียง 2 ปี

ม.เยล ยกย่องไทย! ดัชนีสิ่งแวดล้อมก้าวกระโดด ดีขึ้น 16 อันดับในเวลาเพียง 2 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.22 น.

ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปกท.ทส.)เป็นผู้แทนประเทศไทยร่วมนำเสนอความสำเร็จในการประยุกต์ใช้ EPI กับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ในงานเปิดตัว 2026 Environmental Performance Index (EPI) จัดโดย Yale University Center for Environmental Law and Policy ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งประเทศไทยได้รับเชิญในฐานะประเทศที่มีพัฒนาการที่ดีจากการประเมินผลสมรรถนะสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2569 โดยได้รับการจัดอันดับสูงขึ้นถึง 16 อันดับ จากอันดับที่ 90 ในปี 2567 เป็นอันดับ 74 ในปี 2569

ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปกท.ทส. ได้กล่าวขอบคุณ Yale University ที่ให้เกียรติเชิญประเทศไทยเข้าร่วมงานฯ และเน้นย้ำว่า EPI ไม่ใช่เพียงการจัดอันดับเท่านั้นแต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยมองเห็นประเด็นที่ต้องเร่งพัฒนา ทำให้สามารถกำหนดนโยบายและแผนด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างตรงจุด 

โดย EPI Thailand ได้อ้างอิงวิธีการประเมินของ yale และ Columbia เพื่อให้มีความน่าเชื่อถือในระดับสากล โดยตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ทส. มุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ EPI Thailand จากส่วนกลางไปสู่ระดับพื้นที่ และเน้นการขยายความร่วมมือด้วยแนวคิด Win – Win Situation เพื่อสร้างประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน พร้อมขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยข้อมูล (Data Driven Approach) ผ่านฐานข้อมูล epi.onep.go.th เพื่อให้ EPI Thailand เป็นเครื่องมือสำคัญที่ชี้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่ต้องเร่งดำเนินการ 

ทั้งนี้ เป้าหมายของประเทศไทยไม่ใช่เพียงการมีอันดับที่ดีขึ้น แต่คือการใช้ข้อมูลขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมสร้างความยั่งยืนให้ประเทศในระยะยาว และ ทส. ขอขอบคุณหน่วยงานร่วมขับเคลื่อน ทั้ง 24 หน่วยงาน 9 กระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากภาคการศึกษา ภาครัฐ ภาคเอกชน ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ที่ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

คนไทยกระหึ่มโลก! คว้าแชมป์ Global iSAFE Hackathon 2026 ผลงาน AI ตรวจจับข่าวปลอมแบบเรียลไทม์

คนไทยกระหึ่มโลก! คว้าแชมป์ Global iSAFE Hackathon 2026 ผลงาน AI ตรวจจับข่าวปลอมแบบเรียลไทม์

คนไทยกระหึ่มโลก! คว้าแชมป์ Global iSAFE Hackathon 2026 ผลงาน AI ตรวจจับข่าวปลอมแบบเรียลไทม์

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.26 น.

คนไทยสร้างชื่อบนเวทีโลก! ‘ดร.นุ๊ก’ ข้าราชการกรมประชาสัมพันธ์ คว้ารางวัลชนะเลิศ Global iSAFE Hackathon 2026 ด้วยนวัตกรรม AI ตรวจจับข่าวปลอมแบบเรียลไทม์ 2 ภาษา

ดร.วัชรติยา วัชโรบล นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการ กรมประชาสัมพันธ์ สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยด้วยการคว้ารางวัล ชนะเลิศ (Global Winner) จากการแข่งขัน Global iSAFE Hackathon 2026 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้ WSIS Forum 2026 ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ด้วยผลงาน Fake News Deep Verify แอปพลิเคชันตรวจสอบข่าวปลอมแบบเรียลไทม์ รองรับการใช้งาน 2 ภาษา (ไทย–อังกฤษ)

การแข่งขันครั้งนี้เป็นเวทีระดับโลกที่รวบรวมนักพัฒนา นักวิจัย และผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีจากทั่วโลก เพื่อพัฒนานวัตกรรมด้าน Generative AI ที่น่าเชื่อถือ (Trustworthy Generative AI) ภายใต้แนวคิด “Build trustworthy generative AI that defends truth, protects citizens, and promotes online peace.” โดยมีผู้สมัครเข้าร่วมกว่า 1,700 ผลงาน จากกว่า 80 ประเทศ

ผลงาน Fake News Deep Verify ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Large Language Models (LLMs) เพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสารแบบเรียลไทม์ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ พร้อมแสดงแหล่งอ้างอิงที่เกี่ยวข้อง ช่วยให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ลดการแพร่กระจายของข่าวปลอม และส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อในยุคดิจิทัล
Global iSAFE Hackathon 2026 เป็นการแข่งขันระดับนานาชาติที่จัดขึ้นเพื่อเฟ้นหานวัตกรรมด้านเทคโนโลยีที่ช่วยสร้างความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือบนโลกดิจิทัล โดยได้รับการสนับสนุนจาก World Summit on the Information Society (WSIS) Forum, International Telecommunication Union (ITU), CyberPeace Foundation และ Google.org

ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพของนักวิจัยไทยในการพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่สามารถแข่งขันในระดับโลก แต่ยังเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของประเทศไทยที่ได้แสดงศักยภาพด้านนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์บนเวทีนานาชาติ พร้อมตอกย้ำบทบาทของ กรมประชาสัมพันธ์ ในการส่งเสริมบุคลากร ให้พัฒนาทักษะและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI ในการสนับสนุนภารกิจด้านการตรวจสอบข่าวปลอม ซึ่งเป็นหนึ่งนโยบายสำคัญของรัฐบาล

‘เจ๊เกียว’พยานหวย 30 ล้านมอบชุดกีฬาหนุนเยาวชนกาญจน์ สานฝันเตะบอลอาชีพ ห่างไกลยาเสพติด

'เจ๊เกียว'พยานหวย 30 ล้านมอบชุดกีฬาหนุนเยาวชนกาญจน์ สานฝันเตะบอลอาชีพ ห่างไกลยาเสพติด

‘เจ๊เกียว’พยานหวย 30 ล้านมอบชุดกีฬาหนุนเยาวชนกาญจน์ สานฝันเตะบอลอาชีพ ห่างไกลยาเสพติด

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.06 น.

“เจ๊เกียว” พยานหวย 30 ล้านมอบชุดกีฬาหนุนเยาวชนกาญจน์ สานฝันเตะบอลอาชีพ ห่างไกลยาเสพติด

วันที่ 11 ก.ค.69 นางปนัญชยา สุขพูล หรือ “เจ๊เกียว” พยานคนสำคัญในคดีหวย 30 ล้านชื่อดัง นายปรีชา ใคร่ครวญ หรือ ครูปรีชา อดีตข้าราชการครูในจังหวัดกาญจนบุรี ได้เดินทางไปมอบชุดกีฬาให้กับกลุ่มเด็กและเยาวชนนักฟุตบอลประจำ GP อคาเดมี่ ตำบลปากแพรก อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเป็นกำลังใจและสนับสนุนให้เด็กๆ มีความก้าวหน้าในเส้นทางสายกีฬา โดยบรรยากาศการมอบสิ่งของเป็นไปอย่างอบอุ่นและสร้างรอยยิ้มให้กับเด็กๆ เป็นอย่างมาก

นางปนัญชยา หรือ เจ๊เกียว เปิดเผยข้อมูลว่า ตนรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมเยาวชนรุ่นใหม่ให้ทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ในช่วงวันหยุดเรียน เพราะเชื่อว่าฟุตบอลสามารถพัฒนาเป็นอาชีพที่มีอนาคตได้ และอยากเห็นเด็กๆ มุ่งมั่นพัฒนาฝีเท้าเพื่อทำตามความฝัน มุ่งสู่การเป็นตัวแทนระดับจังหวัดหรือระดับประเทศต่อไป

นอกจากนี้การเล่นกีฬายังช่วยสร้างระเบียบวินัยและทำให้เยาวชนห่างไกลจากปัญหายาเสพติด ซึ่งจะช่วยให้ผู้ปกครองเกิดความภาคภูมิใจ พร้อมทั้งขอชื่นชมทีมผู้ฝึกสอนที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการดูแลอบรมเด็กๆ ให้เป็นคนดี

ด้านตัวแทนทีมผู้ฝึกสอนเปิดเผยว่า ปัจจุบันทางอคาเดมี่ได้ดูแลเยาวชนอายุตั้งแต่ 5-12 ปีในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีเป้าหมายหลักคือการส่งเสริมให้เด็กๆ ได้ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ห่างไกลยาเสพติด และลดพฤติกรรมการติดหน้าจอโทรศัพท์มือถือ โดยจะเน้นให้เด็กทุกคนมีส่วนร่วมในการแข่งขันมากกว่าการมุ่งหวังผลแพ้ชนะ

สำหรับโปรแกรมการแข่งขันหลังจากนี้ ทีมเยาวชนมีกำหนดลงสนามในรายการ “ลำภาชีคัพ” ในวันนี้ และรายการ “หัวนาคัพ” เพื่อต่อต้านยาเสพติดในสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ ตัวแทนเยาวชนที่มารับมอบชุดกีฬาต่างแสดงความดีใจและขอบคุณนางปนัญชยาที่ให้การสนับสนุนในครั้งนี้ พร้อมทั้งร่วมอวยพรให้มีโชคดีในการเสี่ยงโชคสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำวันที่ 16 กรกฎาคมนี้ด้วย

ไทยพีบีเอส รายงานผลดำเนินงาน 2567-2568 ต่อสภาผู้แทนราษฎร

ไทยพีบีเอส รายงานผลดำเนินงาน 2567-2568 ต่อสภาผู้แทนราษฎร

ไทยพีบีเอส รายงานผลดำเนินงาน 2567-2568 ต่อสภาผู้แทนราษฎร

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.10 น.

ไทยพีบีเอส รายงานผลดำเนินงาน 2567-2568 ต่อสภาผู้แทนราษฎร “วันชัย” ตอกย้ำความเชื่อมั่น เปรียบสื่อสาธารณะเป็น “ยาสามัญประจำบ้าน”

ไทยพีบีเอส นำเสนอผลปฏิบัติงานประจำปี 2567 และ 2568 “วันชัย” ตอกย้ำความเชื่อมั่นตลอด 18 ปีที่ผ่านมาของไทยพีบีเอส เปรียบเสมือน “ยาสามัญประจำบ้าน” ทวงคืนอธิปไตยสื่อ ชู VIPA ทางรอด ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างประเทศ ส.ส.ทั้งฝ่ายค้าน และรัฐบาล ชื่นชมการทำงานของสื่อสาธารณะ พร้อมเสนอแนะติชมให้ความเห็นเพื่อปรับปรุงการทำงานให้คุ้มค่าภาษีประชาชน

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 28 (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 1) ที่ วาระรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2567 และประจำปี 2568 ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2567 ที่ผ่านมา โดยมีดร. นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. และนายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ไทยพีบีเอส เป็นตัวแทนกล่าวแถลงชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎร

ดร. นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. กล่าวว่า ในภาวะที่แพลตฟอร์มข้ามชาติเข้ามามีอิทธิพลต่อการสื่อสาร และมีบทบาทในการกำหนดสิ่งที่ผู้คนรับรู้ ส่งผลให้อธิปไตยทางสื่อ (Media Sovereignty)  กลายเป็นสิ่งที่กำลังเผชิญความท้าทาย ไทยพีบีเอสตระหนักถึงภารกิจดังกล่าว จึงปรับบทบาทการทำงานในทุกด้าน สร้างการรับรู้และร่วมปกป้องอธิปไตยทางสื่อของประเทศ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสื่อสาธารณะ โดยเฉพาะ VIPA ให้เป็นแพลตฟอร์มสื่อระดับชาติ ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างประเทศ และเป็นพื้นที่เผยแพร่เนื้อหาที่มีคุณภาพ สะท้อนความหลากหลายของสังคม ไม่มุ่งตอบสนองอารมณ์หรือกระแสเพียงอย่างเดียว

ด้านนายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. นำเสนอรายงานประจำปี 2567 และ 2568 โดยตอกย้ำความเชื่อมั่นว่าตลอด 18 ปีที่ผ่านมาของไทยพีบีเอส เปรียบเสมือน “ยาสามัญประจำบ้าน” ที่ทุกครอบครัวในสังคมไทยควรจะมีไว้ สะท้อนว่าความเป็นสื่อสาธารณะที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่จำนวนผู้ชมเพียงอย่างเดียว แต่คือความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อไทยพีบีเอส

นายวันชัย กล่าวต่อว่า สิ่งที่สะท้อนคุณค่าของไทยพีบีเอสได้ชัดเจนที่สุดคือความเชื่อมั่นของประชาชน โดยผลสำรวจจาก Reuters Institute ประจำปี 2568 พบว่า ไทยพีบีเอสได้รับความไว้วางใจจากประชาชนถึงร้อยละ 72 ขณะที่ผลการประเมินจากสถาบันเอเชียศึกษาและสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าประชาชนร้อยละ 93 เห็นว่าไทยพีบีเอสยังมีความจำเป็นต่อสังคมไทย และร้อยละ 70 มองว่าเป็นแหล่งข้อมูลข่าวสารที่น่าเชื่อถือ

จากนั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลงชื่ออภิปรายรวมทั้งสิ้น 10 คน มาจากฝ่ายค้าน พรรคประชาชน ได้แก่ นายเกียรติคุณ ต้นยาง, นายชุมพล หลักคำ, นางสาวธนพร วิจันทร์, นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ, นายอิสริยะ ไพรีพ่านฤทธิ์, นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทิดสกุล, นายเอกราช อุดมอำนวย, รศ.อนุสรณ์ ธรรมใจ ฝ่ายรัฐบาล จากพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ และ นายศุภชัย ใจสมุทร

นายเกียรติคุณ ต้นยาง ส.ส.พรรคประชาชน กล่าวชื่นชมการทำงานของไทยพีบีเอส โดยเฉพาะรายการ “สถานีประชาชน” ที่เป็นพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนและช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน รวมถึงการนำเสนอประเด็นภัยไซเบอร์และการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เสนอให้ไทยพีบีเอสเพิ่มพื้นที่รายการด้านการเกษตร โดยเฉพาะองค์ความรู้ที่เกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย

นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ไทยพีบีเอสมีบทบาทสำคัญในการสร้างการตระหนักรู้ของสังคมผ่านเนื้อหาคุณภาพ ทั้งด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และประเด็นสาธารณะ พร้อมเสนอให้เพิ่มการนำเสนอนโยบายภาครัฐและประเด็นปัญหาของประชาชนให้มากขึ้น ขณะเดียวกันควรชี้แจงรายละเอียดการใช้งบประมาณและผลสัมฤทธิ์ของการใช้จ่ายให้ประชาชนรับทราบอย่างโปร่งใส โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณและความท้าทายใหม่ ๆ เช่น สังคมสูงวัย ยาเสพติด ข่าวปลอม และเทคโนโลยี AI

รศ.อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.พรรคประชาชน กล่าวว่า ไทยพีบีเอสมีความสำคัญต่อประเทศในฐานะสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระจากอำนาจรัฐและอำนาจทุน พร้อมชื่นชมการทำงานที่ยึดมั่นในประโยชน์สาธารณะและความโปร่งใสในการบริหารองค์กร โดยเห็นว่าไทยพีบีเอสไม่ควรเป็นเพียงสื่อมวลชนทั่วไป แต่ควรเป็น “โรงเรียนของสังคม” ที่ช่วยสร้างพลเมืองตื่นรู้ เสริมสร้างความเข้มแข็งทางปัญญา และส่งเสริมประชาธิปไตย พร้อมเสนอให้แสวงหารูปแบบรายได้เพิ่มเติมเพื่อรองรับความยั่งยืนขององค์กรในอนาคต

ด้านนายวันชัย ชี้แจงว่า ไทยพีบีเอสมีการนำเสนอเนื้อหาด้านการเกษตรผ่านหลายรายการ อาทิ ทุกทิศทั่วไทย และพร้อมรับข้อเสนอในการพัฒนาเนื้อหาด้านนี้เพิ่มเติม ขณะที่รายการ สถานีประชาชน ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ส่วนการถ่ายทอดสดกีฬา ไทยพีบีเอสให้ความสำคัญกับกีฬาเยาวชนและกีฬาภายในประเทศมาโดยตลอด  พร้อมยืนยันว่าความน่าเชื่อถือยังคงเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรภายใต้สโลแกน “ไทยพีบีเอส สื่อของทุกคน”

สามารถรับชมและดาวน์โหลดหนังสือ รายงานผลการปฏิบัติงาน ส.ส.ท. ประจำปี 2568 ได้ทาง http://www.thaipbs.or.th/AnnualPerformanceReport