สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระดํารัสถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระดํารัสถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระดํารัสถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.07 น.

เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระดำรัสถวายพระพร ความว่า

“เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ อาตมภาพในนามคณะสงฆ์ ขอตั้งกัลยาณจิตร่วมกับปวงชนชาวไทย ถวายพระพรชัยให้มีพระกำลังเข้มแข็ง ในการประกอบพระราชกรณียกิจ ประสิทธิ์ประสาทความวัฒนาสถาพรมาสู่ประชาชาติไทยสืบไป ด้วยอานุภาพแห่งพระราชธรรมจริยา

สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ทรงเปี่ยมด้วยน้ำพระราชหฤทัยซื่อสัตย์กตเวทีต่อพระบรมราชจักรีวงศ์ และทรงบริบูรณ์ด้วยพระมหากรุณาต่ออาณาประชาราษฎร ตลอดเจ็ดปีนับแต่เสด็จสถิตในที่สมเด็จพระอัครมเหสี ได้ทรงสำแดงให้เห็นประจักษ์ว่า ทรงพร้อมอุทิศพระองค์ สนองพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อสัมฤทธิผลเป็นประโยชน์สุขของปวงประชาเป็นสำคัญ เหนือยิ่งกว่าความเกษมสำราญส่วนพระองค์ ซึ่งอาจทรงแสวงหาได้โดยพระราชลาภหรือพระราชอำนาจ อันมีมาแต่พระราชอิสริยฐานันดรที่ทรงดำรง

การที่ทรงมั่นคงในพระราชจริยาซื่อตรง มิมัวเมาปรวนแปรไปตามอำนาจกิเลส ย่อมแสดงถึงพระปรีชาญาณในการ “ฝึกตน” โดยความเพียรหมั่นตามพระราชปณิธาน ทรงตระหนักใน “หน้าที่” ที่ทรงรักษาไว้ได้ด้วยดีทุกสถานตามพระราชสถานะอย่างแน่วแน่ ซึ่งล้วนมีเหตุมาแต่การฝึกฝนอบรมพระราชหฤทัย ให้องอาจแกล้วกล้า ยังพระกิริยาวาจา อันแสดงออกให้มหาชนได้เห็นประจักษ์ บังเกิดความงามประณีตอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่มีที่ติ พระเกียรติยศที่บังเกิดจากพระราชจริยวัตรและพระราชกรณียกิจทั้งหลาย หาได้เพียงแต่เป็นเครื่องเพิ่มพูนพระบารมีจำเพาะพระองค์ หากยังช่วยเสริมส่งเกียรติภูมิของชาติไทยในเวทีสากล อำนวยศุภผลมหาศาลแก่บ้านเมือง ว่าชาวไทยได้ถึงความรุ่งเรืองเป็นอารยะ ก็เพราะมีพระประมุข เคียงข้างด้วยสมเด็จพระบรมราชินี ที่ทรงเพียบพร้อมด้วยพระคุณสมบัติของความเป็น “บัณฑิต” ผู้เฉลียวฉลาดในโลกคดีและในธรรมคดีทุกประการ

ณ มงคลวารที่ทรงเจริญพระชนมายุบรรลุ ๔ รอบพระนักษัตร จึงขออัญเชิญพระพุทธดำรัส มากล่าวอ้างเป็นสัจจวาจา ว่า

อุทกญฺหิ นยนฺติ เนตฺติกา อุสุการา นมยนฺติ เตชนํ
ทารุํ นมยนฺติ ตจฺฉกา อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา.

แปลความว่า อันคนไขน้ำทั้งหลายย่อมไขน้ำ ช่างศรทั้งหลายย่อมดัดศร ช่างถากทั้งหลายย่อมถากไม้ บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกตน

ด้วยเดชะแห่งสัจจวาจานี้ ขอประชาราษฎร์ทั้งปวงจงพร้อมเพรียงกันฝึกตน ให้มั่นในคุณธรรมตามวิสัยบัณฑิตชาต ทำนุบำรุงราชอาณาจักรไทยให้รุ่งเรือง เพื่อสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้าทั้งสองพระองค์ จักได้ทรงพระเกษมสำราญ ปลอดโปร่งทั้งพระวรกายและพระราชหฤทัย ทรงนำพาประชานิกรให้ประสบความเกษมสโมสรยิ่งๆ ขึ้นไปสมดังพระราชประสงค์จำนงหมาย

ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย โปรดอภิบาลรักษาสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ให้ทรงพระเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย เสด็จสถิตเป็นมิ่งขวัญของอาณาประชาชนสืบไป เป็นนิตยกาล เทอญ.”

ศธ.โละ 7 โครงการ/กิจกรรมที่ซ้ำซ้อน ลดภาระครู

ศธ.โละ 7 โครงการ/กิจกรรมที่ซ้ำซ้อน ลดภาระครู

ศธ.โละ 7 โครงการ/กิจกรรมที่ซ้ำซ้อน ลดภาระครู

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานกาาประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการประจำเดือน โดยมีนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ศธ.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องที่สำคัญ เรื่องการลดภาระงานครู คืนเวลาให้ห้องเรียน ตามนโยบาย ศธ. “Work Smart” ว่า ในช่วงเปิดภาคเรียนใหม่นี้ สิ่งที่ครูควรได้ใช้เวลามากที่สุดคือการดูแลและพัฒนานักเรียนในห้องเรียน แต่จากการลงพื้นที่ พบว่า ครูจำนวนมากยังต้องแบกรับภาระงานเอกสาร งานประเมิน งานพัสดุ การเงิน และโครงการต่างๆที่ซ้ำซ้อน จนกระทบต่อเวลาและคุณภาพการเรียนการสอน โดยข้อมูลจาก กสศ. ยังสะท้อนว่า มีครูกว่า 47.7%  มองว่าภาระงานเหล่านี้ส่งผลต่อคุณภาพการสอน และกว่า 63% ไม่สามารถรักษาสมดุลชีวิตได้ หรือ Work Life Balanced ได้

หนึ่งในประเด็นที่ครูสะท้อนมากที่สุด คือ ภาระด้านเอกสารและการประเมินของโครงการต่างๆโดยเฉพาะโครงการสถานศึกษาสีขาว ซึ่งหลายส่วนมีความซ้ำซ้อนกับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และงานด้านความปลอดภัยที่โรงเรียนดำเนินการอยู่แล้ว เช่นเดียวกันกับการรายงานผล การประเมิน คุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐที่มีความซ้ำซ้อนอยู่หลายส่วนเช่นกัน ซึ่งควรจะปรับให้สะดวกต่อการประเมิน ทั้งเวลาและขั้นตอน โดยที่ผ่านมาทาง ปปช. ได้มีมาตรการในการรายงานนี้ในระดับกรมเท่านั้น กระทรวงศึกษาธิการยืนยันว่า เป้าหมายด้านความปลอดภัย การป้องกันยาเสพติด การส่งเสริมคุณลักษณะที่ดีต่างๆและการดูแลนักเรียนยังคงมีความสำคัญเช่นเดิม แต่แนวทางตามนโยบาย Work Smart คือการ “ลดภาระการดำเนินงานและการประเมินที่ตกอยู่กับโรงเรียน”

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จะต้องเข้ามามีบทบาทส่งเสริม และสนับสนุน ในการกำกับ ติดตาม และประเมินภาพรวมเชิงประจักษ์มากขึ้น โดยไม่ให้โรงเรียนจัดทำเอกสาร รายงาน และดำเนินกระบวนการ เพื่อให้ครูมีเวลาอยู่กับภาระงานที่เหมาะสมมากขึ้น ได้พัฒนาตนเองสามารถและทำงานเชิงป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในส่วนของระบบประเมิน และโครงการอื่นๆ ศธ.จะทยอยทบทวนทั้งหมดตามแนวทาง Work Smart โดยพิจารณาว่าอะไรจำเป็น อะไรซ้ำซ้อน และอะไรเป็นภาระที่ไม่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนโดยตรง พร้อมกันนี้ จะมีการบูรณาการระบบข้อมูล และตัวชี้วัดต่าง ๆเพื่อให้ครูบันทึกข้อมูลครั้งเดียว แต่สามารถใช้รายงานได้หลายระบบ ลดการกรอกข้อมูลซ้ำตลอดปีการศึกษา รวมถึงจะทยอยโอนภารกิจด้านพัสดุ การเงิน และงานธุรการบางส่วนของโรงเรียนขนาดเล็ก ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เข้ามาช่วยดำเนินการมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่ไม่มีความซ้ำซ่อน

ด้าน นายอัครนันท์ กล่าวว่า สำหรับโครงการ/กิจกรรม ที่จะยกเลิกใน ปี2570 ดังนี้ 1.โครงการสถานศึกษาสีขาว 2.กิจกรรมการประเมิน ITA ออนไลน์ ระดับสถานศึกษา 3.กิจกรรมการประเมินโรงเรียนคุณธรรม 4 ดาว – 5 ดาว 4.โครงการยกระดับสมรรถนะความฉลาดรู้ของผู้เรียน ตามกรอบการประเมินระดับนานาชาติ สู่การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน 5.โครงการยกระดับ OBEC Channel 6.โครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ สู่ห้องเรียน และ7.โครงการส่งเสริมสุขภาพและพลานามัย

เปิดตัว ‘SALYWA’ นวัตกรรมน้ำลายเทียมจากสมุนไพรไทยช่วยผู้ป่วยมะเร็งและผู้สูงอายุ

เปิดตัว ‘SALYWA’ นวัตกรรมน้ำลายเทียมจากสมุนไพรไทยช่วยผู้ป่วยมะเร็งและผู้สูงอายุ

เปิดตัว ‘SALYWA’ นวัตกรรมน้ำลายเทียมจากสมุนไพรไทยช่วยผู้ป่วยมะเร็งและผู้สูงอายุ

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สภากาชาดไทย และ บจก.สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น จัดงานแถลงข่าวความร่วมมือการอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัยและเปิดตัวนวัตกรรม “SALYWA” (ซาลีวาร์) ผลิตภัณฑ์น้ำลายเทียมจากสมุนไพรไทย เพื่อช่วยบรรเทาภาวะปากแห้งและน้ำลายน้อย โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการฉายรังสีและผู้สูงอายุ พร้อมผลักดันผลงานวิจัยของไทยสู่การใช้ประโยชน์จริงภายใต้แนวคิด นวัตกรรมเพื่อสังคม โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ นายเตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย และ รศ.ดร.พรรณวิภา กฤษฎาพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บจก.สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น เข้าร่วมงาน ณ ห้องรับรอง ชั้น 1 อาคารเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) สภากาชาดไทย

โดย “SALYWA” นวัตกรรม “น้ำลายเทียม” พัฒนาขึ้นจากผลงานวิจัยของ รศ.พญ.คนึงนิจ กิ่งเพชร และคณะ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งได้รับการคุ้มครองภายใต้อนุสิทธิบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสภากาชาดไทย พัฒนาจากสารสกัดสมุนไพรไทย โดยเฉพาะสารสกัดจากขิงที่ช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำลายตามธรรมชาติ และออกแบบด้วยแนวคิด Dual-Action ที่ช่วยทั้งเคลือบและเพิ่มความชุ่มชื้นในช่องปาก ทำให้รู้สึกสบายและสดชื่นหลังใช้

ภาวะปากแห้งเรื้อรัง (Xerostomia) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอที่ได้รับการฉายรังสี ซึ่งมากกว่า 70–80% มักประสบภาวะต่อมน้ำลายทำงานลดลง ส่งผลให้เกิดความยากลำบากในการรับประทานอาหาร การกลืน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในช่องปาก ขณะเดียวกันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 13 ล้านคน หรือกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด ทำให้ภาวะน้ำลายน้อยและปากแห้งเป็นปัญหาสุขภาพที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนจำนวนมาก

ผลิตภัณฑ์ SALYWA ได้รับการออกแบบให้ใช้งานง่ายและปลอดภัย ไม่จัดเป็นยาและไม่มีส่วนผสมน้ำตาล เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ป่วยมะเร็ง และผู้ที่มีภาวะน้ำลายน้อย โดยมีให้เลือก 2 รูปแบบ ได้แก่ เจลน้ำลายเทียม ขนาด 50 มิลลิลิตร ราคา 300 บาท และ สเปรย์น้ำลายเทียม ขนาด 30 มิลลิลิตร ราคา 275 บาท ซึ่งสามารถใช้กลั้วหรือฉีดพ่นในช่องปากวันละ 3–4 ครั้งเมื่อมีอาการปากแห้งหรือเมื่อต้องการเพิ่มความชุ่มชื้นในช่องปาก

ความร่วมมือครั้งนี้ยังสะท้อนแนวคิด “นวัตกรรมเพื่อสังคม” นอกจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในราคามาตรฐานแล้ว ภาคเอกชนยังร่วมสนับสนุนการจัดสรรผลิตภัณฑ์น้ำลายเทียมผ่านกองทุนเพื่อการกุศล เพื่อมอบให้แก่ผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงนวัตกรรมฝีมือคนไทยได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตอกย้ำบทบาทของความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานด้านสาธารณสุข และภาคอุตสาหกรรม ในการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาสร้างประโยชน์แก่สังคมอย่างยั่งยืน

ผู้สนใจสามารถร่วมสนับสนุนโครงการได้โดยบริจาคผ่านกองทุน เงินบริจาคเพื่อสนับสนุนน้ำลายเทียมให้กับผู้ป่วย” ณ ศูนย์รับบริจาค ตึกอำนวยการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โทร. 0-2256-4000 ต่อ 4397 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อโอกาสในการเข้าถึงนวัตกรรมไทยแก่ผู้ป่วยมะเร็งและผู้สูงอายุทั่วประเทศ

มก.นำร่อง Net Zero ดัน ‘คาร์บอนเครดิต’ พลิกโฉมรายได้ใหม่ให้เกษตรกรไทย

มก.นำร่อง Net Zero ดัน ‘คาร์บอนเครดิต’ พลิกโฉมรายได้ใหม่ให้เกษตรกรไทย

มก.นำร่อง Net Zero ดัน ‘คาร์บอนเครดิต’ พลิกโฉมรายได้ใหม่ให้เกษตรกรไทย

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประกาศเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย Net Zero Carbon ของภาครัฐสู่การปฏิบัติจริง เตรียมจัดงานเสวนาเชิงวิชาการครั้งสำคัญ “การยกระดับรายได้เกษตรกรจากนโยบาย Net Zero Carbon: บทบาทของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์” ในวันที่ 9 มิถุนายน 2569 เวลา 08.30 – 13.00 น. ณ ห้อง EC5205 ชั้น 2 อาคาร 5 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อเปิดมุมมองใหม่และหาทางออกในการเปลี่ยน “คาร์บอนเครดิต” ให้กลายเป็นรายได้เสริมที่จับต้องได้จริงสำหรับเกษตรกรไทย

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดี มก. เผยว่า ท่ามกลางกระแสโลกที่มุ่งสู่สังคมไร้คาร์บอน ภาคการเกษตรไทยกำลังเผชิญทั้งความท้าทายและโอกาสครั้งใหม่ ด้วยองค์ความรู้ศาสตร์แผ่นดิน ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ ร่วมกับ สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์กลางความรู้และเทคโนโลยีด้านอ้อยและน้ำตาล สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย วิทยาลัยบูรณาการศาตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมาคมวิชาการยาง และถุงมือยาง จึงได้จัดโครงการเสวนาเชิงวิชาการครั้งนี้ขึ้น

โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศมาร่วมถกประเด็นสำคัญ อาทิ การยกระดับเกษตรกรไทยจากตลาดคาร์บอนเครดิต โดย ผู้แทนอธิบดีกรมวิชาการเกษตร , ประสบการณ์ทำสวนยาง Carbon Credit ใน สปป.ลาว และทิศทางมาตรฐานยางพาราไทยโดย นายชัยโรจน์ ธรรมรัตน์ เลขาธิการสมาคมนักวิชาการยางและถุงมือยาง , การขับเคลื่อนการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในระดับเกษตรกร โดย ดร.กิตติ์โสภณ ธนินสิริพิทยา ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านมาตรฐานคาร์บอนเครดิต , แนวทางการยกระดับรายได้ชาวไร่อ้อยจากนโยบาย Net Zero Carbon โดย นายอำนวย ปะติเส อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

งานเสวนาในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายระดับประเทศลงสู่ภาคปฏิบัติในระดับฐานราก ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทยอย่างแท้จริง

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่บัดนี้ (จำนวนจำกัด)โดยสแกนคิวอาร์โค้ดในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 087-495-0488 หรือ thanaporn.at@ku.th

‘Crest School’ ขยายพื้นที่การเรียนรู้ รับดีมานด์ครอบครัวยุคใหม่

‘Crest School’ ขยายพื้นที่การเรียนรู้ รับดีมานด์ครอบครัวยุคใหม่

‘Crest School’ ขยายพื้นที่การเรียนรู้ รับดีมานด์ครอบครัวยุคใหม่

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Crest School ศูนย์การเรียนแนว Modern School ภายใต้การดูแลของ LEARN Corporation ซึ่งจัดการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายด้วยหลักสูตรนานาชาติ เดินหน้าขยายพื้นที่การเรียนรู้โซนใหม่บนชั้น 12 อาคาร MBK Tower เพื่อตอบรับการเติบโตของจำนวนนักเรียนและความต้องการของครอบครัวยุคใหม่ที่มองหาสถาบันการศึกษาซึ่งไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ แต่ยังมุ่งพัฒนาวิธีคิด ความมั่นใจ และทักษะแห่งอนาคตที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อและการใช้ชีวิตในโลกยุคใหม่

Crest School ศูนย์การเรียนรู้ที่ออกแบบการเรียนให้สอดคล้องกับศักยภาพ ความสนใจ และเป้าหมายเฉพาะบุคคลของผู้เรียน ผ่านการผสานทั้งหลักสูตรนานาชาติ การเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย การสร้าง Portfolio และการค้นหาเส้นทางอาชีพเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง การทำโปรเจกต์ การคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาในบริบทจริง เพื่อส่งเสริมทั้งทักษะทางวิชาการและ Future Skills ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ภายใต้แนวคิด “Beyond The Classroom” ที่เชื่อว่าการเรียนรู้ไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่ต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ค้นพบศักยภาพของตัวเอง เติบโตอย่างมั่นใจ และสามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้สู่โลกจริงและอนาคตได้อย่างแท้จริง

โดยพื้นที่โซนใหม่ถูกออกแบบและแบ่งออกเป็น 4 ไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ Makerspace พื้นที่เรียนรู้แบบ Hands-on สำหรับการคิด วิเคราะห์ และเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นผลงานจริง , Performance Room พื้นที่พัฒนาทักษะการสื่อสาร การนำเสนอ และความมั่นใจในการแสดงออก , STEAM Lab ห้องเรียนแบบ Project-based Learning ที่บูรณาการวิทย์-เทคโนโลยี-วิศวกรรม-ศิลปะ และคณิตศาสตร์เข้าด้วยกัน , Scholars’ Hall พื้นที่สำหรับการเรียนรู้เชิงวิชาการ การค้นคว้า และการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างนักเรียนและครูผู้สอน

น.ส.ณัชชา พลาพิภัทร ผู้บริหารศูนย์การเรียนรู้เครสต์สคูล กล่าวว่า ผู้ปกครองยุคใหม่ไม่ได้มองหาการศึกษาที่วัดกันแค่คะแนน แต่ต้องการสถานที่ที่ช่วยให้ลูกเติบโตอย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องการเรียน ความมั่นใจ และทักษะการใช้ชีวิตจริง พื้นที่ใหม่ของ Crest School จึงถูกออกแบบให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ การทำโปรเจกต์ และการค้นหาความถนัดของตัวเองมากขึ้น เพื่อให้การเรียนรู้สามารถเชื่อมต่อกับโลกจริงและอนาคตที่เขาจะต้องเติบโตเข้าไปได้จริง”

ด้าน นายโทนี่ คันธาภัสระ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เลิร์น คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ผู้ปกครองไม่ได้มองหาเพียงโรงเรียนที่มีผลสอบดี แต่กำลังมองหาระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการค้นหาตัวตนและเติบโตอย่างมั่นใจ เพราะในอนาคต เด็กที่ประสบความสำเร็จอาจไม่ใช่เด็กที่สอบเก่งที่สุด แต่คือเด็กที่เรียนรู้เร็ว ปรับตัวเก่ง สื่อสารเป็น และมีความสุขกับการเรียนรู้ เราเชื่อว่าการขยายพื้นที่ครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมการลงมือทำและพัฒนาศักยภาพผู้เรียนได้อย่างรอบด้าน พร้อมต่อยอดแนวคิด Beyond The Classroom ให้เกิดขึ้นจริงในทุกมิติ

สำหรับผู้ที่สนใจสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมใหม่ สามารถลงทะเบียนเข้าเยี่ยมชม Crest School ได้ที่ https://go.crestschool.ac.th/XFqVzP  หรือโทร. 065-954-3645, เว็บไซต์ http://www.crestschool.ac.th  และ LINE: @crestschool (lin.ee/e3wlFWz)

‘BEYOND BOX OFFICE’ เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมอง AI พลิกเกมการตลาดภาพยนตร์ สู่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

‘BEYOND BOX OFFICE’ เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมอง AI พลิกเกมการตลาดภาพยนตร์ สู่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

‘BEYOND BOX OFFICE’ เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมอง AI พลิกเกมการตลาดภาพยนตร์ สู่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.21 น.

เมื่อความสำเร็จของภาพยนตร์ไม่ได้จบแค่ตัวเลขรายได้หน้าโรง แต่ขยับไปสู่การสร้าง ความสัมพันธ์ระยะยาว กับผู้ชมและสังคม เวที Executive Talk 2025 กลายเป็นพื้นที่สนทนา แลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์ของคนในวงการภาพยนตร์และการตลาดดิจิทัล

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จัดกิจกรรม Executive Talk 2025 ภายใต้หัวข้อ “BEYOND BOX OFFICE: Applying AI in Film Marketing to Foster Long-Term, Sustainable Relationships with Audiences and the Environment”  ท่ามกลางนักศึกษา คณาจารย์ และผู้สนใจในอุตสาหกรรมภาพยนตร์

เวทีเสวนาครั้งนี้ชวนตั้งคำถามใหม่ต่อคำว่า ความสำเร็จ ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ยุคดิจิทัล จากเดิมที่โฟกัสเพียง Box Office สู่การใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ทั้งพฤติกรรม ความสนใจ และรูปแบบการบริโภคสื่อของผู้ชม เพื่อนำไปออกแบบการสื่อสารที่แม่นยำ ตรงกลุ่ม และวัดผลได้ในระยะยาว

ทั้งนี้ ณภัทร ตั้งสง่า ผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์, บัณฑิต ทองดี ผู้กำกับภาพยนตร์ และธิติ ศรีนวล ผู้กำกับภาพยนตร์ ซึ่งเป็นศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน ได้ร่วมสะท้อนมุมมองต่อการประยุกต์ใช้ AI ใน Film Marketing ตั้งแต่การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย การออกแบบแคมเปญประชาสัมพันธ์ ไปจนถึงการติดตามผลตอบรับและสร้าง Engagement ต่อเนื่องหลังภาพยนตร์เข้าฉาย พร้อมย้ำแนวคิด “Responsible Marketing” ที่ไม่มองเพียงผลกำไร แต่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน

เวที “BEYOND BOX OFFICE” ไม่เพียงสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมภาพยนตร์แต่ยังตอกย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยกรุงเทพในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับประสบการณ์จริง จากผู้เชี่ยวชาญเพื่อพัฒนานักศึกษาให้พร้อมรับมือโลกธุรกิจ และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

คณะวิศวฯ มก. เผยความสำเร็จ 5 ปี หลักสูตร ‘iDekTep’ ปั้นเด็กไทยสู่วิศวกรยุคใหม่

คณะวิศวฯ มก. เผยความสำเร็จ 5 ปี หลักสูตร ‘iDekTep’ ปั้นเด็กไทยสู่วิศวกรยุคใหม่

คณะวิศวฯ มก. เผยความสำเร็จ 5 ปี หลักสูตร ‘iDekTep’ ปั้นเด็กไทยสู่วิศวกรยุคใหม่

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.00 น.

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เดินหน้าขับเคลื่อนศักยภาพเด็กไทยยุคดิจิทัลอย่างต่อเนื่องในโครงการ “iDekTep (ไอเด็กเทพ) อัจฉริยะสร้างได้ตั้งแต่เด็ก” หลักสูตรการเรียนรู้รูปแบบ Project-based Learning และ Active Learning ที่มุ่งสร้างทักษะวิศวกรรมให้เข้าถึงง่าย ตั้งเป้าปั้นเยาวชนไทยให้มีกระบวนการคิดเป็นระบบ พร้อมรับมือกับเทคโนโลยีดิสรัปชันและก้าวสู่เวทีระดับโลก

อาจารย์ภวิษย์พร กิจพัฒนาสมบัติ Head of Operations and Project Management ผู้ดูแลหลักสูตร iDekTep เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นของโครงการว่า เกิดจากวิสัยทัศน์ของ อาจารย์พัชรี โตแก้ว หัวหน้าโครงการ ที่เล็งเห็นว่าทักษะทางวิศวกรรมที่ดูเป็นเรื่องยาก แท้จริงแล้วสามารถเสริมสร้างให้กับเด็กได้ตั้งแต่ระดับปฐมวัย เพื่อปูรากฐานให้พวกเขากลายเป็นนิสิตหรือวิศวกรที่แข็งแกร่งในอนาคต อันจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โครงการนี้จึงเป็นการระดมสมองระหว่างวิศวกร อาจารย์ และทีมที่ปรึกษา เพื่อพัฒนาหลักสูตรที่เปลี่ยนเรื่องยากให้เป็นเรื่องสนุกผ่านการลงมือทำจริง

“เราอยากเปลี่ยนมุมมองใหม่ว่าทักษะวิศวกรรมไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเด็ก ๆ มีรูปแบบวิธีคิดแบบวิศวกรรม (Engineering Thinking) พวกเขาจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิต การเรียน หรือการแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันได้ ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Design Thinking คือการนำไอเดียมาแปลงเป็นกระบวนการที่ทำได้จริง และที่สำคัญที่สุดคือการเรียนรู้จากความผิดพลาด ล้มแล้วลุกให้ไว (Fail Fast, Learn Faster) เพื่อแก้ไขปัญหาให้สำเร็จ” อาจารย์ภวิษย์พร กล่าว

ปัจจุบันโครงการ iDekTep เดินทางเข้าสู่ปีที่ 5 และได้ขยายความร่วมมือไปยังมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยเริ่มต้นจากหลักสูตรหุ่นยนต์ที่เน้นให้เด็กเข้าใจระบบ Microcontroller เพื่อให้เรียนรู้การแก้ปัญหาเมื่อเกิดข้อผิดพลาด (Error) ล่าสุดหลักสูตร Digital Robot ได้พัฒนาขึ้นถึง 5 ระดับ ได้แก่

Level 1 (AGV): หุ่นยนต์ขับเคลื่อนด้วยล้อ Mecanum วิ่งได้รอบทิศทาง ควบคุมด้วยระบบ IoT

Level 2 (Smart Watch & Smart Farm): เรียนรู้ระบบแจ้งเตือนอัจฉริยะและระบบฟาร์มยุคใหม่

Level 3 (Robotic Arm): เรียนรู้กลศาสตร์และการเชื่อมโยงจากการออกแบบฟรีสไตล์ทางวิศวกรรม

Level 4 (Python): เรียนรู้การประมวลผลข้อมูลที่หลากหลาย ทั้งรูปภาพและชุดคำสั่ง

Level 5 (System Integration): การบูรณาการระบบเพื่อให้เกิดการสื่อสารที่มีมาตรฐานและชาญฉลาด

นอกจากนี้ ในปี 2026 โครงการได้ยกระดับหลักสูตรให้เท่าทันโลก โดยการนำภาษา Python มารวมกับ AI และต่อยอดสู่เทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง Digital Twin (การสร้างโมเดลเสมือนจริงในโลกดิจิทัลร่วมกับ AI) พร้อมทั้งเปิดตัวหลักสูตร “Playground” (สนามเล็ก) สำหรับเด็กเล็ก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีโดยไม่ต้องเน้นการท่องจำ

อาจารย์ภวิษย์พร กล่าวเพิ่มเติมว่า เด็กที่ผ่านหลักสูตร iDekTep ไม่จำเป็นต้องจบไปเป็นวิศวกรทุกคน แต่สามารถต่อยอดไปได้หลากหลายอาชีพ เช่น การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่รู้จักนำเทคโนโลยีและ AI Module เข้ามาบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุนและกำลังคน หรือแม้แต่การนำไปประยุกต์ใช้ในสายงานการตลาดและวิชาชีพครู

นอกจากนี้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มก. ยังมีโครงการเบื้องหลังที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับปฐมวัย มัธยมศึกษา ไปจนถึงมหาวิทยาลัย โดยเน้นการส่งต่อความรู้และนวัตกรรมที่เด็ก ๆ พัฒนาขึ้นกลับคืนสู่ชุมชน เพื่อกระจายโอกาสให้เข้าถึงเยาวชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

 “เด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” โครงการ iDekTep ได้พิสูจน์แล้วผ่านการส่งเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขันระดับประเทศ และกำลังมีแผนเตรียมพาน้อง ๆ ไปเปิดประสบการณ์แข่งขันในระดับนานาชาติ ซึ่งผลงานของเด็กไทยหลายโปรเจกต์มีความสร้างสรรค์และน่าทึ่งมาก เพียงแค่ต้องการพื้นที่และโอกาสในการแสดงออกอย่างมั่นใจ “ถ้าน้อง ๆ ชอบด้านนี้… ลุยเลย ไม่ต้องรอ” อาจารย์ภวิษย์พร ฝากถึงเยาวชนรุ่นใหม่ “วงการนี้เปิดกว้างเสมอ ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานแน่นมาก่อน ขอแค่มีความชอบและอยากลงมือทำ ยิ่งเราพลาด เรายิ่งได้เรียนรู้ ล้มแล้วลุกให้ไวคือสิ่งสำคัญที่สุด”

สำหรับผู้ปกครอง โรงเรียน หรือเยาวชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ iDekTep สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: iDekTep อัจฉริยะสร้างได้ https://www.facebook.com/search/top?q=idektep%20อัจฉริยะสร้างได้ และ เว็บไซต์: idektep.com

เลขาฯ กพฐ. สั่งเขตพื้นที่ฯ รายงานผลคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราว หลังกลุ่มลูกจ้างเดิมร้องสอบไม่ผ่าน

เลขาฯ กพฐ. สั่งเขตพื้นที่ฯ รายงานผลคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราว หลังกลุ่มลูกจ้างเดิมร้องสอบไม่ผ่าน

เลขาฯ กพฐ. สั่งเขตพื้นที่ฯ รายงานผลคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราว หลังกลุ่มลูกจ้างเดิมร้องสอบไม่ผ่าน

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.47 น.

พิเชฐ เลขาธิการ กพฐ. เรียกข้อมูล สพท.รายงานผลสอบคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราว หลังคนเก่าโวยสอบไม่ผ่าน รับคนใหม่มาแทน  

2 มิถุนายน 2569 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า  สพฐ.เปิดสอบลูกจ้างชั่วคราว ทั้ง 7,588 อัตรา ตามที่รับอนุมัติจากคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) โดยก่อนดำเนินการคัดเลือกได้มีการหารือฝ่ายกฎหมาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้ให้ความเห็นว่า การจัดสอบจะต้องเปิดกว้างให้ผู้ที่มีคุณสมบัติสามารถสมัครสอบคัดเลือกได้  ส่วนการจัดสอบเป็นอำนาจของแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา ไปดำเนินการ โดยก่อนการจัดสอบ สพฐ. มีการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกับเขตพื้นที่ฯ เพื่อให้การจัดสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม 

”จากการรายงานเบื้องต้น หลังการสอบคัดเลือก มีกลุ่มจ้างเหมาบริการเดิม สอบไม่ผ่าน และได้คนใหม่มาแทน ประมาณกว่า 100 คน ใน 50 เขตพื้นที่ฯ ทำให้คนเก่าเกิดความไม่พอใจ ซึ่ง สพฐ. เองรับฟังทุกความคิดเห็น ขณะที่ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ก็มีความห่วงใย โดยมอบหมายให้ สพฐ. วางแนวทางแก้ไขปัญหา ซึ่ง สพฐ.ได้สั่งการให้แต่ละเขตพื้นที่ฯ รายงานข้อมูล การดำเนินการ อาทิ มีลูกจ้างเหมาบริการเดิมกี่คน มีผู้เข้าสอบคัดเลือกกี่คน และเหตุผลที่คนเก่าไม่ผ่านการคัดเลือกกี่คน โดยแนวทางเยียวยาจะมาจากสองส่วน ส่วนหนึ่งจะมาจากเขตพื้นที่ฯ และอีกส่วนมาจากสพฐ. ที่จะพิจารณาดำเนินการอย่างเหมาะสม ตามควรแก่กรณี“ นายพิเชฐ  กล่าว 

นายพิเชฐ กล่าวต่อว่า สพฐ.ยืนยันว่า มีความห่วงใย ให้ความสำคัญกับคนเดิมที่ทำงานเพื่อส่วนรวม เพื่อโรงเรียนตลอดมา  สพฐ.จึงให้ เขตพื้นที่ กรอกข้อมูลแต่ละเขตพื้นที่ผ่านกูเกิ้ลฟอร์มมาว่าแต่ละเขตคนเก่าผ่านการคัดเลือกกี่คน ไม่ผ่านกี่คน และให้เหตุผลมาด้วยว่าไม่ผ่านเพราะอะไร  และรับคนใหม่เข้ามากี่คน

เมื่อ สพฐ.ได้รับข้อมูลจากทุกเขตพื้นที่ฯแล้ว จะเร่งตรวจสอบทันทีและวางแผนเยียวยาหาทางออก โดยส่วนตัวคิดว่าจะมีทางออกที่ดีสำหรับคนที่ไม่ได้รับการคัดเลือก ที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับ และเขตพื้นที่ฯยืนยันผลการทำงาน 

“การดำเนินการครั้งนี้ จะเป็นการเยียวยาผู้ที่ไม่ได้รับการคัดเลือก ให้ได้รับความเป็นธรรม ส่วนผู้ที่ได้รับการคัดเลือกไปแล้ว  7,588 อัตรา ก็ต้องทำสัญญาจ้างไปตามหลักเกณฑ์ที่แต่ละเขตฯคัดเลือก เราต้องเคารพขบวนการคัดเลือกของแต่ละเขตด้วยเช่นกัน ส่วนที่ยังไม่ได้รับการคัดเลือก สพฐ.ก็รอดูข้อมูลเป็นรายกรณีไปและจะเยียวยาตามความเหมาะสมเป็นรายๆไป“ เลขาธิการ กพฐ.กล่าว 

เลขาธิการกพฐ. กล่าวต่อว่า ส่วนข้อครหาที่อ้างว่า เขตพื้นที่ฯคัดเลือกคนของตัวเองเข้าไป ทำให้คนเก่าไม่ได้รับการคัดเลือกนั้น ก็คงต้องดูเหตุดูผล และหลักฐานว่า ดำเนินตามกระบวนการหรือไม่  โดยต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งนี้ เมื่อ สพฐ.ได้ข้อมูล พร้อมแนวทางเยียวยาครบถ้วนแล้วก็จะรายงานให้รัฐมนตรีว่าการศธ. รับทราบต่อไป 

สำหรับการเปลี่ยนจากจ้างเหมาบริการ มาเป็นลูกจ้างชั่วคราว จำนวน 7,588 อัตรานั้น จะส่งผลให้ครูอัตราจ้างที่ผ่านการคัดเลือกเป็นลูกจ้างชั่วคราวได้รับเงินเดือนสูงขึ้น และได้รับสิทธิประโยชน์ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน โดยกลุ่มครูผู้ช่วยที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรปริญญาตรี 5 ปี หรือมีประกาศนียบัตรบัณฑิต (ป.บัณฑิต) จะได้รับอัตราเงินเดือนสูงสุดถึง 19,120 บาท กลุ่มครูผู้ช่วยวุฒิปริญญาตรี 4 ปี จะได้รับอัตราเงินเดือน 18,220 บาท ขณะที่กลุ่มครูช่วยสอน ครูพี่เลี้ยง และครูสอนศาสนาอิสลาม จะได้รับอัตราเงินเดือนรวมค่าครองชีพเริ่มต้นที่ 11,000 บาท โดย สพฐ.กำชับให้เขตพื้นที่ทั่วประเทศเร่งดำเนินการคัดเลือกบุคลากรตามขั้นตอนและจัดทำสัญญาจ้างให้แล้วเสร็จโดยเร็วเพื่อให้ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกสามารถเริ่มลงนามในสัญญาจ้างใหม่ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569.

มรภ.เพชรบุรี ชูวิสัยทัศน์! เปิด ‘คณะสัตวแพทยศาสตร์’ ชูทุนฟรี – มีรายได้ช่วงเรียน

มรภ.เพชรบุรี ชูวิสัยทัศน์! เปิด ‘คณะสัตวแพทยศาสตร์’ ชูทุนฟรี - มีรายได้ช่วงเรียน

มรภ.เพชรบุรี ชูวิสัยทัศน์! เปิด ‘คณะสัตวแพทยศาสตร์’ ชูทุนฟรี – มีรายได้ช่วงเรียน

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.06 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เดินหน้ายกระดับการศึกษา และตอกย้ำวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำด้านวิชาการในภูมิภาค ประกาศความพร้อมเตรียมจัดตั้ง “คณะสัตวแพทยศาสตร์” อย่างเป็นทางการ เพื่อตอบสนองความต้องการบุคลากรด้านสุขภาพสัตว์ ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมแล้วเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ ในหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลสัตว์ ประจำภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2569 รับจำนวนจำกัดเพียง 40 ที่นั่ง ชูจุดขายทุนเรียนฟรี 4 ปี  มีรายได้ระหว่างเรียน อนาคตเล็งยกระดับมาตรฐานสู่สากล รับสมัครวันนี้ – 20 มิถุนายน 2569 

รศ.ดร.พัชรศักดิ์ อาลัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เปิดเผยว่า เป็นก้าวสำคัญในการก่อตั้งคณะสัตวแพทยศาสตร์ ได้เตรียมความพร้อมจะเปิด 3 หลักสูตร คือ หลักสูตรการพยาบาลสัตว์ หลักสูตรเทคนิคการสัตวแพทย์ และหลักสูตรสัตวแพทยศาสตร์บัณฑิต เป็นความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยที่จะสร้างบุคลากรสายสนับสนุนสัตวแพทย์และสัตวแพทย์ ที่มีความเชี่ยวชาญสูง เข้าไปสู่ในอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงและปศุสัตว์ ซึ่งหลักสูตรนี้ได้ถูกออกแบบมาให้เข้มข้นทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้บัณฑิตจบมาพร้อมทำงานได้อย่างมืออาชีพตั้งแต่วันแรก (day one competency)

ทั้งนี้ ไฮไลต์สำคัญของการเปิดรับสมัครในครั้งนี้ คือ การมอบโอกาสทางการศึกษาอย่างเหนือระดับ มหาวิทยาลัยได้เตรียม “ทุนเพชรราชภัฏ” ซึ่งเป็นทุนการศึกษาเต็มจำนวน ครอบคลุมค่าเล่าเรียนฟรีตลอดหลักสูตร 4 ปี นอกจากนี้ยังมีทุนสนับสนุนอื่นๆ อีกมากมายเพื่อรองรับนักศึกษาที่มีศักยภาพ เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง และส่งเสริมทักษะวิชาชีพไปพร้อมกัน  โดยทางมหาวิทยาลัยยังได้นำร่องโครงการ “Earn While Learn” (เรียนไป มีรายได้ไป) แล้วยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เข้าปฏิบัติงานจริงในคลินิกรักษาสัตว์ของมหาวิทยาลัย นักศึกษาจะมีรายได้ระหว่างเรียน พร้อมกันนี้ยังมอบสิทธิพิเศษในการผ่อนชำระค่าธรรมเนียมการศึกษาได้ถึง 3 งวดต่อภาคเรียนอีกด้วย

“เราไม่ได้มองแค่การผลิตบัณฑิตสู่ตลาดแรงงานในประเทศ แต่เรายังมองไกลไปถึงมาตรฐานระดับสากล นักศึกษาของเราจะมีโอกาสได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยน และเดินทางไปฝึกงานในต่างประเทศ เพื่อเปิดโลกทัศน์และยกระดับทักษะทางคลินิกให้เทียบเท่าสากล ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญของหลักสูตรนี้”

อธิการบดีฯ กล่าวอีกว่า การเปิดหลักสูตรการพยาบาลสัตว์ในครั้งนี้ นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของวงการอุดมศึกษาไทย ที่ผสมผสานการเรียนการสอนเชิงปฏิบัติการ (Practice-based Learning) เข้ากับการสนับสนุนคุณภาพชีวิตของนักศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี (PBRU)  ยังได้สร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ลดการหลุดออกจากระบบ พร้อมมอบทุนการศึกษา ดังนี้

1.             เรียนดี เรียนฟรีสูงสุด 100% (นักเรียนเกรดเกิน 3.5 เรียนฟรีเทอมแรก รักษาเกรดได้ เกิน 3.5 ฟรีทุกเทอม เกรด 3.0-3.49 จ่าย 25% )

2.             ขาดแคลนทุนทรัพย์ ความประพฤติดี ลดค่าเทอมสูงสุด 50% เทอมแรก

3.             มีรายได้ระหว่างเรียน 3,000 บาทต่อเดือน (เข้าร่วมโครงการ Earn While Learn)

4.             ผ่อนชำระค่าเล่าเรียนได้ 3 งวด

สำหรับนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองที่สนใจ สามารถติดตามรายละเอียดเกณฑ์การรับสมัครรอบต่างๆ โควตาพิเศษ และข้อมูลทุนการศึกษาของหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลสัตว์ (รับจำนวน 40 คน) ประจำปีการศึกษา 2569 รับสมัครวันนี้ – 20 มิถุนายน 2569  สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ Facebook : https://www.facebook.com/profile.php?id=61589253653317  / หรือแบบฟอร์มสมัครเข้าศึกษา https://forms.cloud.microsoft/r/WTv0sP3NYB  หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายรับสมัครนักศึกษาของมหาวิทยาลัย โทร 032 708 624

สกู๊ปพิเศษ : 20 ปีแห่งความ ‘พยายาม’ ของนักวิจัยไทย จากการต่อสู้กับแมลงวันทองในสวนเล็กๆ สู่ต้นแบบการผลิตผลไม้ปลอดภัยของประเทศไทย

สกู๊ปพิเศษ : 20 ปีแห่งความ ‘พยายาม’ ของนักวิจัยไทย จากการต่อสู้กับแมลงวันทองในสวนเล็กๆ สู่ต้นแบบการผลิตผลไม้ปลอดภัยของประเทศไทย

สกู๊ปพิเศษ : 20 ปีแห่งความ ‘พยายาม’ ของนักวิจัยไทย จากการต่อสู้กับแมลงวันทองในสวนเล็กๆ สู่ต้นแบบการผลิตผลไม้ปลอดภัยของประเทศไทย

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.58 น.

หากพูดถึง เทคโนโลยีนิวเคลียร์” หลายคนอาจนึกถึงพลังงานหรือการแพทย์ แต่ที่ จ.จันทบุรี เทคโนโลยีนิวเคลียร์ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในอีกมิติหนึ่ง นั่นคือการช่วยเกษตรกรต่อสู้กับ แมลงวันทอง หรือแมลงผลไม้ ศัตรูตัวเล็กที่สร้างความเสียหายมหาศาลต่อผลผลิตทางการเกษตรและเศรษฐกิจของประเทศ

ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ได้ทำงานร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และเกษตรกรในพื้นที่ อ.ขลุง จ.จันทบุรี เพื่อแก้ปัญหาแมลงวันผลไม้ในผลไม้เศรษฐกิจสำคัญของไทย ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ซึ่งนี่ไม่ใช่งานวิจัยที่เกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการแล้วจบลงในรายงานวิชาการ แต่คือการเดินทางอันยาวนานของนักวิจัยไทยที่ลงพื้นที่จริง ทำงานเคียงข้างเกษตรกร ทดลอง ปรับปรุง และพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของการนำวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมมาสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

หากย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีก่อน แมลงวันผลไม้” ถือเป็นปัญหาใหญ่ของเกษตรกรจันทบุรี หลายพื้นที่ประสบความเสียหายต่อผลผลิตในระดับรุนแรง บางช่วงสร้างความเสียหายได้มากถึง 50 – 100 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตทั้งหมด เพราะผลไม้ที่ถูกแมลงวันผลไม้วางไข่จะเกิดความเสียหายภายใน เน่าเสียก่อนถึงมือผู้บริโภค และไม่สามารถผ่านมาตรฐานด้านสุขอนามัยพืชของประเทศคู่ค้าได้ ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกรและศักยภาพการส่งออกผลไม้ไทย ในเวลานั้นวิธีที่เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้คือ การฉีดพ่นสารเคมี อย่างต่อเนื่อง แม้จะช่วยลดปัญหาได้ในระยะสั้น แต่กลับเพิ่มต้นทุนการผลิต ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างความกังวลต่อความปลอดภัยของทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค

จุดเริ่มต้นของความหวัง

ปี พ.ศ.2549 เกษตรกรในพื้นที่ ต.ตรอกนอง อ.ขลุง จ.จันทบุรี เริ่มรวมตัวกันเพื่อหาทางออกจากปัญหาแมลงวันผลไม้ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้จากโครงการคลินิกเทคโนโลยี ก่อนพัฒนาไปสู่การจัดการศัตรูพืชแบบบูรณาการในระดับพื้นที่ หรือ Area-Wide Integrated Pest Management (AW-IPM) โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ สทน. นำ เทคนิคแมลงเป็นหมัน” หรือ Sterile Insect Technique (SIT) เข้ามาใช้ร่วมกับมาตรการควบคุมอื่นๆ เพื่อจัดการปัญหาที่ต้นเหตุ ลดการใช้สารเคมี และสร้างแนวทางการควบคุมศัตรูพืชที่ยั่งยืนมากขึ้น

เบื้องหลังความสำเร็จที่เห็นในวันนี้ ไม่ได้เกิดจากการนำเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาใช้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องของนักวิจัย สทนตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษ

นักวิจัยเริ่มต้นจากการศึกษา ชีววิทยา พฤติกรรม และวงจรชีวิต ของแมลงวันผลไม้ในสภาพแวดล้อมของประเทศไทย พัฒนาระบบเฝ้าระวังและสำรวจประชากรแมลงในพื้นที่ปลูกผลไม้สำคัญ เพื่อให้เข้าใจรูปแบบการแพร่ระบาดและสามารถวางแผนควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากนั้นจึงพัฒนาระบบเพาะเลี้ยงแมลงวันผลไม้ในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งต้องอาศัยองค์ความรู้ด้านชีววิทยา การจัดการอาหารเลี้ยงแมลง การควบคุมคุณภาพ และการผลิตในปริมาณมาก เพื่อให้สามารถผลิตแมลงได้หลายล้านตัวต่อสัปดาห์

อีกหนึ่งความก้าวหน้าสำคัญ คือการพัฒนาสายพันธุ์แมลงวันผลไม้ที่สามารถแยกเพศได้ ซึ่งช่วยให้สามารถคัดแยกและปล่อยเฉพาะแมลงวันผลไม้เพศผู้เป็นหมันออกสู่ธรรมชาติ เพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมแมลง ลดต้นทุนการผลิต และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการปล่อยแมลงเพศเมีย ควบคู่กันนั้น นักวิจัยยังพัฒนาเทคนิคการฉายรังสีที่เหมาะสม เพื่อให้แมลงเพศผู้เป็นหมันโดยยังคงความแข็งแรง ความสามารถในการบิน และความสามารถในการแข่งขันผสมพันธุ์กับแมลงในธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จของเทคนิคแมลงเป็นหมัน นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบควบคุมคุณภาพ การขนส่งแมลง การติดตามผลหลังการปล่อย และระบบเก็บข้อมูลภาคสนามอย่างต่อเนื่อง จนสามารถนำองค์ความรู้ทั้งหมดมาประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมจริงของประเทศไทย

หัวใจสำคัญของเทคนิคนี้ คือการปล่อยแมลงวันผลไม้เพศผู้ที่ผ่านการฉายรังสีจนเป็นหมันกลับสู่ธรรมชาติ  เมื่อแมลงเพศผู้เหล่านี้ไปผสมพันธุ์กับแมลงตัวเมียในธรรมชาติ จะไม่สามารถให้กำเนิดลูกหลานรุ่นใหม่ได้ ส่งผลให้จำนวนประชากรแมลงวันผลไม้ลดลงอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องพึ่งพาการใช้สารเคมีในปริมาณมาก

ในพื้นที่ดำเนินงาน มีการปล่อยแมลงวันผลไม้เพศผู้เป็นหมันสัปดาห์ละ 5–10 ล้านตัว ควบคู่กับการวางกับดัก การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ การสำรวจประชากรแมลง และการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในพื้นที่ นี่คือการใช้วิทยาศาสตร์จัดการปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาที่ปลายทาง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนว่าการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง

พื้นที่ดำเนินงานสามารถลดประชากรแมลงวันผลไม้ได้มากกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับพื้นที่โดยรอบ ขณะที่การใช้สารเคมีลดลงประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์

ข้อมูลการเฝ้าระวังยังพบว่า พื้นที่สามารถรักษาระดับการระบาดของแมลงวันผลไม้ให้อยู่ต่ำกว่ามาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 24 เดือน โดยมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่า 1 ตัวต่อกับดักต่อวัน ซึ่งเป็นเกณฑ์สำคัญของพื้นที่การแพร่ระบาดระดับต่ำตามมาตรฐานสุขอนามัยพืชสากล

ผลสำเร็จดังกล่าวไม่ได้หมายถึงเพียงการลดจำนวนแมลงวันผลไม้เท่านั้น แต่ยังหมายถึงผลไม้ที่ปลอดภัยขึ้น เกษตรกรที่มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ผู้บริโภคที่ได้รับอาหารที่ปลอดภัยมากขึ้น และสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบน้อยลง โดยตลอดระยะเวลาของโครงการฯ ทำให้เกิดการจ้างงานในชุมชนตั้งแต่การผลิตแมลงเป็นหมัน การจัดทำกับดัก การสำรวจภาคสนาม การเก็บข้อมูล การขนส่ง และการปล่อยแมลงในพื้นที่จริง  ขณะเดียวกัน พื้นที่แห่งนี้ยังกลายเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญด้านการควบคุมแมลงวันผลไม้และการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อการเกษตร มีนักศึกษา นักวิจัย และหน่วยงานจากทั้งในและต่างประเทศเดินทางมาศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการควบคุมแมลงวันผลไม้ แต่คือการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ การพัฒนา และเศรษฐกิจฐานรากที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์

จากความสำเร็จในพื้นที่ต้นแบบ สทน. พร้อมเดินหน้าขยายผลสู่ระดับจังหวัด ครอบคลุมพื้นที่ปลูกผลไม้ขนาดใหญ่กว่า 100,000–200,000 ไร่ เพื่อยกระดับพื้นที่ปลูกผลไม้ของ จ.จันทบุรีให้เป็นพื้นที่ควบคุมแมลงวันผลไม้ระดับต่ำตามมาตรฐานสากล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผลไม้ไทย ลดอุปสรรคทางการค้า และสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดโลก

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวว่า ความสำเร็จของการควบคุมแมลงวันผลไม้ในพื้นที่ ตรอกนอง อ.ขลุง จ.จันทบุรี เป็นผลจากการทำงานร่วมกันของนักวิจัย สทน. หน่วยงานภาครัฐ และเกษตรกรในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี จนสามารถพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเทคนิคแมลงเป็นหมันให้เกิดผลในระดับพื้นที่จริง

นี่ไม่ใช่เพียงความสำเร็จในการควบคุมแมลงวันผลไม้ แต่เป็นบทพิสูจน์ว่า งานวิจัยของคนไทยสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มความปลอดภัยของอาหาร และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในตลาดโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม” ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวและว่า ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา นักวิจัย สทน. ไม่ได้เพียงทำงานเพื่อควบคุมแมลงวันผลไม้ แต่กำลังค่อยๆ แก้โจทย์ทางวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนทีละขั้น ตั้งแต่การศึกษาพฤติกรรมแมลง การพัฒนาสายพันธุ์ที่สามารถแยกเพศได้ การผลิตแมลงวันผลไม้เพศผู้จำนวนมหาศาล การพัฒนาเทคนิคการฉายรังสี ไปจนถึงการติดตามผลในพื้นที่จริงร่วมกับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

กว่าสองทศวรรษอาจเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับนักวิจัย นั่นคือเวลาของความพยายาม การทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า และการไม่ยอมแพ้ต่อปัญหาที่ดูเหมือนเล็กน้อยในสายตาคนทั่วไป  วันนี้ ผลลัพธ์ของความพยายามเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในห้องปฏิบัติการ แต่อยู่ในสวนผลไม้ของเกษตรกร อยู่ในผลไม้ที่ปลอดภัยมากขึ้น อยู่ในการลดการใช้สารเคมี และอยู่ในโอกาสใหม่ของผลไม้ไทยบนตลาดโลก” รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน.  กล่าวทิ้งท้าย

บางครั้ง 20 ปีอาจไม่ได้เปลี่ยนโลกทั้งใบ แต่สามารถเปลี่ยนชีวิตของผู้คนจำนวนมากได้ และสำหรับเกษตรกรที่เคยสูญเสียผลผลิตจากแมลงวันผลไม้มาตลอดหลายปี ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในวันนี้ อาจเป็นคำตอบที่มีค่าที่สุดของการทำงานวิจัยตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา