“ประเสริฐ” นำทัพคณะผู้แทนไทยเยือนเยอรมนี หลังครม. ไฟเขียว ลงนาม JDoI ไทย–เยอรมนี

15 กันยายน 2569 เวลา 14:31 น.

S__88481848_0

“ประเสริฐ” นำทัพคณะผู้แทนไทยเยือนเยอรมนี หลังครม. ไฟเขียว ลงนาม JDoI ไทย–เยอรมนี พร้อมหารือ ปั้นกำลังคนทักษะสูง ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

14 ก.ย.69 เวลา 14.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าพบ H.E. Ms. Karin Prien รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กิจการครอบครัว ผู้สูงอายุ สตรี และเยาวชนแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMBFSFJ) ตามคำเชิญของฝ่ายเยอรมนี เพื่อร่วมลงนามในปฏิญญาร่วมแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม (Joint Declaration of Intent: JDoI) ณ BMBFSFJ

โอกาสนี้ ก่อนการลงนาม JDoI ทั้งสองฝ่ายได้หารือทิศทางความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการยกระดับความร่วมมือด้านการศึกษา โดยเฉพาะการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนากำลังคนที่มีทักษะสูงและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานปัจจุบัน โดยมีนายจิตติพัฒน์ ทองประเสริฐ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมการหารือกับฝ่ายเยอรมนี

“ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการมุ่งยกระดับการเรียนรู้สู่หลักสูตรฐานสมรรถนะ นำเทคโนโลยีและ AI มาใช้ในการจัดการศึกษา ตลอดจนพัฒนาระบบสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผู้เรียน ภายใต้วิสัยทัศน์ All for Education” รมว.ศธ. กล่าว พร้อมระบุว่า

“อาชีวศึกษา” ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการสร้างกำลังคนทักษะสูง โดยประเทศไทยมุ่งเน้นการยกระดับอาชีวศึกษาทวิภาคี (Dual VET) ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ (1) การพัฒนาหลักสูตรที่มุ่งเน้นสมรรถนะ (Smart Curriculum) (2) การพัฒนาทักษะเทคโนโลยีขั้นสูงควบคู่กับทักษะภาษาเยอรมัน (Future Skills & Language) และ (3) การยกระดับศักยภาพครูและบุคลากรอาชีวศึกษา (Teacher Capacity Up-leveling)

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยยังได้เสนอแนวคิดการจัดตั้งวิทยาลัยเทคนิคไทย–เยอรมัน (Thai-German Vocational College) เพื่อเป็นต้นแบบความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาในการร่วมกันพัฒนาหลักสูตร ครูและบุคลากร ตลอดจนผู้เรียนให้มีสมรรถนะตามมาตรฐานที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ขณะที่เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้เสนอให้ทั้งสองฝ่ายพิจารณาผลักดันการรับรองคุณวุฒิและประกาศนียบัตรด้านอาชีวศึกษาระหว่างกัน (Degree/ Certificate Recognition) เพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายแรงงานพร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ครูและนักเรียนอาชีวศึกษาได้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนและฝึกประสบการณ์ในต่างประเทศ (Outgoing Mobility Program) มากยิ่งขึ้น

ส่วนการขับเคลื่อนความร่วมมือดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการศึกษาไทย–เยอรมัน (Thai-German Joint Working Group: JWG) เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้ JDoI และร่วมกันจัดทำแผนงาน (Roadmap) เพื่อนำประเด็นหารือเชิงนโยบายไปสู่การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม รวมถึงการเชื่อมโยงความร่วมมือกับหน่วยงานระดับรัฐของเยอรมนี (Federal States) และการดำเนินโครงการร่วมกับ iMOVE (International Marketing of Vocational Education) เพื่อขยายโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบอาชีวศึกษาของทั้งสองประเทศ

นอกจากความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและการเข้าสู่สังคมสูงวัย (Demographic Challenges & Aging Society) ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั้งประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีต่างเผชิญร่วมกัน โดยเห็นถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในการวางแผนพัฒนาคน การศึกษา และกำลังแรงงานให้สามารถรองรับโครงสร้างประชากรและตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงในอนาคต

อีกหนึ่งประการสำคัญ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนบทเรียนจากผลการประเมิน PISA และแนวทางการปฏิรูปการศึกษา โดยฝ่ายเยอรมนีให้ความสนใจแนวทางของประเทศไทยในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ฝ่ายไทยจึงได้แบ่งปันแนวนโยบายสำคัญ ได้แก่ “All for Education” และ “Thailand Zero Dropout” ตลอดจนการปรับกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์และการพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน ในขณะเดียวกันฝ่ายเยอรมนีได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับความท้าทายที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ทั้งการใช้เวลาหน้าจอและสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนผู้ลี้ภัย โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยช่วงอายุ 3–6 ปี การเสริมสร้างทักษะพื้นฐานในระดับประถมศึกษา และการนำข้อมูลมาใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและบริหารจัดการศึกษา (Data-driven Education) เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างเป็นระบบ

ภายหลังการหารือ รมว.ศธ. ไทย และรมว.ศธ. เยอรมนี ได้ร่วมลงนามใน JDoI ฉบับใหม่ เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการสานต่อและยกระดับความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม และร่วมกันผลักดันความร่วมมือด้วยกลไก JWG ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม JDoI ฉบับใหม่ มุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมระหว่างไทยกับเยอรมนี โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาทักษะของผู้เรียนและบุคลากรที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางอาชีพให้แก่ผู้เรียนอาชีวศึกษาไทย เพื่อให้สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานในสาขาที่มีความต้องการสูง และมีโอกาสได้รับรายได้และค่าตอบแทนที่สูงขึ้นในอนาคต อันเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการที่จะเดินหน้าปั้นกำลังคนทักษะสูง ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคตตามที่ รมว.ศธ. ได้กล่าวไว้ในโอกาสที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อร่าง JDoI และอนุมัติให้ รมว.ศธ. เป็นผู้แทนฝ่ายไทยในการลงนาม

‘ทนายอนันต์ชัย’ ยัน ‘พระมหาธีรนาถ’ บริสุทธิ์ จ่อดำเนินคดีสื่อ-เจ้าหน้าที่รัฐ

15 กันยายน 2569 เวลา 14:23 น.

มูลนิธิทนายกองทัพธรรม แถลงยัน ‘พระมหาธีรนาถ’ บริสุทธิ์ จ่อดำเนินคดีสื่อ-เจ้าหน้าที่รัฐ หลังนำเสนอข้อมูลเท็จกรณีร้องเรียนวัดภูผาสู

วันที่ 15 กันยายน 2569 ที่ทำการมูลนิธิทนายกองทัพธรรม นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม พร้อมด้วย นายประยุทธ ประเทศเสนา หรือ “มหาหมี” รองประธานมูลนิธิฯ ร่วมแถลงข่าวชี้แจงกรณีมีสื่อมวลชนและรายการข่าวช่องดัง นำเสนอข้อมูลกล่าวหา พระมหาธีรนาถ อคฺคธีโร ประธานที่พักสงฆ์ภูกระแต (ภูผาสูง) จ.นครราชสีมา ในประเด็นเรื่องการมีภรรยาและบุตร การถูกจับสึกจากวัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม การบุกรุกพื้นที่ป่า และการบริหารจัดการเงินวัด

นายอนันต์ชัย ไชยเดช ชี้แจงในเบื้องต้นว่า การร้องเรียนลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ มาแล้วถึง 4 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2550, 2556, 2559 และล่าสุดปี 2569 ซึ่งทุกครั้งผ่านการตรวจสอบอธิกรโดยคณะสงฆ์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องรวม 9 หน่วยงาน โดยผลการสอบสวนสรุปตรงกันว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดไม่มีมูลความจริง พระมหาธีรนาถเป็นผู้บริสุทธิ์ตามพระธรรมวินัย

สำหรับประเด็นหญิงที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นภรรยาและดูแลเงิน 45 ล้านบาทนั้น แท้จริงคือ คุณศรีประภา คล่องคำนวณการ บุตรสาวของแม่บุญธรรมพระมหาธีรนาถ ซึ่งตระกูลนี้เป็นคหบดีที่มีจิตศรัทธานำเงินส่วนตัวนับพันล้านบาทมาสร้างวัดและเสนาสนะถวายพระพุทธศาสนา ไม่ใช่เรื่องพุทธพาณิชย์แต่อย่างใด ขณะเดียวกันวัดราชบพิตรฯ ก็ได้ทำหนังสือยืนยันแล้วว่าไม่เคยมีประวัติจับสึกพระมหาธีรนาถตามที่ถูกกล่าวอ้าง

ทั้งนี้ ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเบื้องหลังเรื่องนี้เกิดจากกลุ่มพระสงฆ์ระดับสูงแถวฝั่งธนบุรีและวังน้ำเขียวเกิดความอิจฉาริษยาจึงส่งบัตรสนเท่ห์กลั่นแกล้ง

ด้าน นายประยุทธ ประเทศเสนา (มหาหมี) ได้ชี้แจงในรายละเอียดข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า พระมหาธีรนาถบวชเรียนตั้งแต่เป็นสามเณรสายกรรมฐาน ติดสอยห้อยตามครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ เช่น หลวงปู่มหาบัว ญาณสัมปันโน และหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ซึ่งในระหว่างนั้นโยมแม่ของคุณศรีประภาได้รับสามเณรธีรนาถเป็นลูกบุญธรรม และฝากฝังให้คุณศรีประภาช่วยดูแลในฐานะน้องชาย

ต่อมาเมื่อปี 2537 สามเณรธีรนาถได้ลาสิกขา (บวชครั้งแรก) โดยชอบด้วยพระธรรมวินัย ณ วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม จ.ปทุมธานี กับหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท ซึ่งมีหลักฐานหนังสือสุทธิและการบันทึกพ้นสังกัดวัดราชบพิตรฯ ลงนามโดยอดีตเจ้าอาวาสยืนยันชัดเจน ไม่เคยถูกจับสึกแต่อย่างใด จากนั้นเมื่อท่านกลับมาอุปสมบทใหม่เป็นครั้งที่ 2 หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ได้สั่งการให้ท่านขึ้นไปดูแลรักษาผืนป่าภูกระแตเนื้อที่กว่า 2,800 ไร่ ซึ่งต่อมากรมป่าไม้ได้เข้ามาจัดสรรพื้นที่ร่วมกับชาวบ้าน แยกออกเป็น “ที่พักสงฆ์ภูผาสูง” บนภูเขา มีพระมหาธีรนาถเป็นประธานที่พักสงฆ์ดูแลป่า และ “วัดป่าภูผาสูง” ที่อยู่ด้านล่าง ห่างกัน 120 กิโลเมตรหากใช้รถยนต์ โดยมีเจ้าอาวาสปกครองแยกกันชัดเจน

สำหรับประเด็นการเปิดบัญชีธนาคารนั้น เนื่องจากที่พักสงฆ์บนเขายังไม่ได้ยกฐานะเป็นวัดหรือนิติบุคคล การเปิดบัญชีเพื่อรับปัจจัยมาจัดสร้างเสนาสนะจึงต้องใช้ชื่อบุคคลตามกรอบปฏิบัติ และเงินทั้งหมดถูกนำไปใช้สร้างศาสนวัตถุเพื่อประโยชน์ของพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม นายอนันต์ชัย ได้กลับมาสรุปข้อกฎหมายและท่าทีของมูลนิธิฯ โดยตั้งคำถามไปถึงผู้บังคับการ ปปป. (บก.ปปป.) ว่าเอกสารทางราชการหลุดไปอยู่ในมือของสื่อมวลชนได้อย่างไร พร้อมประกาศจะดำเนินคดีเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 157

นอกจากนี้ ยังยื่นคำขาดให้เวลา 7 วัน สำหรับสื่อมวลชนและทีมงานรายการดังกล่าวในการทำหนังสือขอขมาต่อพระมหาธีรนาถ หากพ้นกำหนดจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

วว. ชู วทน. เสริมแกร่งเกษตรกร-SMEs ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่สากล

15 กันยายน 2569 เวลา 14:11 น.

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ และต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ในการเร่งหาทางรอดและสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ เร่งงานวิจัย พัฒนา และบูรณาการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (STI) แบบครบวงจร ตั้งแต่ “ห้องแล็บ…สู่ตลาดโลก” เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ พร้อมปักฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนบนโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy)

วว. เปลี่ยนงานวิจัยเป็น IMPACT เชิงเศรษฐกิจที่จับต้องได้ มุ่งเน้น “งานวิจัยขึ้นหิ้งสู่ห้าง” ที่วัดผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างชัดเจน ผ่านการนำวิทยาศาสตร์เข้าไปแก้ปัญหาและสร้างโอกาสใหม่ให้ธุรกิจไทย ดังนี้ 1.สร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจรวมกว่า 3,000 – 5,000 ล้านบาทต่อปี ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการให้บริการวิทยาศาสตร์แก่ภาคอุตสาหกรรมและชุมชน , 2.ยกระดับผู้ประกอบการ & SMEs  ส่งเสริมและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP, SMEs และ Social Enterprise มากกว่า 5,000 รายต่อปี ให้สามารถเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง , 3.ลดการนำเข้า – เพิ่มการส่งออก งานวิจัยด้านจุลินทรีย์สายพันธุ์ไทย สารสกัดชีวภาพ และเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว ช่วยลดการนำเข้าสารเคมี/วัตถุดิบต่างประเทศได้ปีละหลายร้อยล้านบาท และ 4.กระจายรายได้สู่ฐานราก   สร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายเฉลี่ย 20–30% ต่อครัวเรือน

บูรณาการ STI ต่อยอดความหลากหลายทางชีวภาพไทย สู่ Superfood & Bio-products”  ประเทศไทยมีจุลินทรีย์ สมุนไพร พืชพรรณ และผลไม้เศรษฐกิจนับหมื่นชนิด วว. นำนวัตกรรมเข้ามาต่อยอดสร้างคุณค่าใหม่ ผ่าน 3 กลุ่ม S-Curve สำคัญ ได้แก่ 1.ศูนย์จุลินทรีย์ วว. (TISTR Culture Collection)  คลังเก็บรวบรวมจุลินทรีย์อันดับ 1 ของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีสายพันธุ์จุลินทรีย์มากกว่า 11,000 สายพันธุ์ นำมาสกัดเป็น โพรไบโอติก (Probiotics) อาหารฟังก์ชัน (Functional Food) และปุ๋ยชีวภาพ ลดการนำเข้าจุลินทรีย์จากต่างประเทศ , 2.สารสกัดสมุนไพรและเครื่องสำอาง (Cosmeceuticals) เปลี่ยนพืชสมุนไพรท้องถิ่นให้เป็นสารสกัดมูลค่าสูง สำหรับอุตสาหกรรมเวชสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพที่ได้มาตรฐานสากล และ 3.บรรจุภัณฑ์และเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว (Smart Packaging & Post-harvest)  ยืดอายุผลไม้ไทย เช่น ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี้  มังคุด ช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกและลดขยะอาหาร (Food Waste) ได้อย่างมหาศาล

พื้นที่ดำเนินงานสำเร็จเป็นรูปธรรม จาก “แล็บวิจัย” สู่ “ชุมชน-ท้องถิ่น” อาทิ “มาลัยวิทยสถาน” ยกระดับไม้ดอกไม้ประดับไทย (จ.เลย และ จ.ลำปาง)  วว. นำวิทยาศาสตร์เข้าไปส่งเสริมการปลูกไม้ดอกไม้ประดับและไม้ใบเศรษฐกิจ ปรับปรุงสายพันธุ์ วางระบบการจัดการโรคพืช และสร้างบรรจุภัณฑ์ขนส่งที่ยืดอายุไม้ดอก เปลี่ยนเกษตรกรรายย่อยให้กลายเป็นผู้ส่งออก สร้างรายได้ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานมากกว่า 100 ล้านบาท , นวัตกรรมเพิ่มมูลค่า “ลำไย” ยกระดับเศรษฐกิจภาคเหนือ (จ.ลำพูน และ จ.เชียงใหม่)  แก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำด้วยการพัฒนานวัตกรรมแปรรูป เช่น ลำไยอบแห้งทรงคุณค่า สารสกัดซาร์โคเพนจากเมล็ดลำไยสำหรับบำรุงข้อต่อ และเทคโนโลยีการยืดอายุลำไยสดเพื่อการส่งออก ช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตเกษตรกรได้นับร้อยล้านบาทต่อฤดูกาล , “สงขลาเมืองสมุนไพร” และกลุ่มความหลากหลายทางชีวภาพภาคใต้  นำพืชท้องถิ่นและวัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตรมาสกัดเป็นสารฟังก์ชันนัล และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพเคมี สร้างโมเดลการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม

โครงสร้างพื้นฐาน STI : สะพานเชื่อม SMEs ไทยสู่ตลาดโลก หนึ่งในจุดแข็งของ วว. คือ การมีโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พร้อมให้บริการแบบ Total Solution ดังนี้ โรงงานต้นแบบแปรรูปสินค้าเกษตรและอาหาร (Pilot Plant)  ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้ามาทดลองผลิตสินค้าจริง ก่อนลงทุนสร้างโรงงาน ลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจ , การทดสอบ/มาตรวิทยาและระบบมาตรฐานสากล  รับรองมาตรฐานสินค้าระดับสากล (ISO/IEC 17025) เพื่อให้สินค้าไทยผ่านการทดสอบความปลอดภัยและได้รับการยอมรับในตลาดต่างประเทศ และศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทาง   ให้คำปรึกษาเชิงลึกโดยทีมนักวิจัยมืออาชีพ ตอบโจทย์อุตสาหกรรมในยุคดิจิทัลและเทคโนโลยีทันสมัย

สพฐ. เดินหน้าสร้างโอกาสเด็กห่างไกล ยกระดับการอ่าน-ความปลอดภัยโรงเรียน

15 กันยายน 2569 เวลา 14:09 น.

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 33/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษา สร้างโอกาสและความเสมอภาคให้แก่ผู้เรียน ตลอดจนเสริมสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า สพฐ. ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการศึกษาและการเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและขาดโอกาส ผ่านโครงการ “ปลูกพลังฝัน เสริมประสบการณ์ เปลี่ยนอนาคต” ซึ่งเตรียมนำนักเรียนบนพื้นที่สูง จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 100 คน เดินทางมาเปิดโลกการเรียนรู้ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงแหล่งเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์และทะเล ระหว่างวันที่ 21–25 กันยายน 2569 โดยได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน รวมถึงกองทัพอากาศในการสนับสนุนการเดินทางด้วยเครื่องบิน

ขณะเดียวกัน สพฐ. ยังขยายโอกาสให้เด็กในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ขาดโอกาส ได้เดินทางไปเรียนรู้ที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อเปิดโลกทัศน์ เรียนรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้

“ด้านการผลิตและพัฒนาครู สพฐ. เตรียมเปิดการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ใน 116 เขตพื้นที่การศึกษา รวม 726 อัตรา ครอบคลุม 45 วิชาเอก ขณะที่อีก 130 เขตพื้นที่การศึกษายังสามารถเรียกบรรจุผู้สอบแข่งขันได้จากบัญชีเดิม จึงขอเชิญชวนผู้ที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจเข้าสู่วิชาชีพครู เตรียมความพร้อมทั้งด้านความรู้และทักษะ เพื่อก้าวสู่การเป็นครูคุณภาพที่สามารถพัฒนาผู้เรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ” เลขาธิการ กพฐ. กล่าวและว่า พร้อมกันนี้ สพฐ. เดินหน้าสร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทางการศึกษาในพื้นที่ ผ่านการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา 4 ภูมิภาค ครอบคลุมโรงเรียน 28,834 แห่ง และกรรมการสถานศึกษาประมาณ 300,000 คน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมคิด ร่วมทำ และแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยหลังจากเริ่มดำเนินการที่จังหวัดนครราชสีมาแล้ว จะเดินหน้าจัดกิจกรรมในภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคกลางอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของการส่งเสริมการอ่านและความฉลาดรู้ของผู้เรียน สพฐ. เตรียมจัดกิจกรรมใน 4 ภูมิภาค เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและต่อยอดสู่ทักษะการเรียนรู้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน พร้อมนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ รวมถึงการพัฒนาครูและศึกษานิเทศก์ และเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยน Best Practice เพื่อให้การส่งเสริมการอ่านเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและนำไปสู่การพัฒนาทักษะที่จำเป็นของผู้เรียนในอนาคต

ด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา ได้กำชับให้ทุกโรงเรียนให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดความเสี่ยง โดยเฉพาะการตรวจสอบระบบไฟฟ้า อาคารสถานที่ และการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการตรวจสอบความพร้อมในช่วงวันหยุด เพื่อป้องกันเหตุที่อาจเกิดขึ้น พร้อมเตรียมประชุมผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศกว่า 1,200 คน ระหว่างวันที่ 12–13 กันยายน 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีด้านความปลอดภัย และการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก

 “สำหรับการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก สพฐ. มีแผนดำเนินงานระยะ 5 ปี โดยให้ความสำคัญกับโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า 50 คน ซึ่งมีประมาณ 5,813 แห่ง มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการและสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานและภาคส่วนต่างๆเพื่อให้โรงเรียนสามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพและตอบโจทย์บริบทของพื้นที่ ขณะเดียวกัน จากสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่าน สพฐ. พร้อมนำเงินและสิ่งของที่ได้รับบริจาคลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัย โดยเฉพาะนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา พร้อมยืนยันว่า ‘ชาว สพฐ. ไม่ทิ้งกัน’ และจะเดินหน้าดูแลผู้เรียนและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเต็มกำลัง” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ก.ค.ศ. เคาะเพิ่มรายชื่อสถานศึกษา ลดเวลาขอเลื่อนวิทยฐานะ ผ่านร่างเกณฑ์คุมเข้มกรรมการประเมิน DPA

15 กันยายน 2569 เวลา 14:08 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) โดยที่ประชุมมีมติสำคัญหลายเรื่องที่สะท้อนการขับเคลื่อนระบบบริหารงานบุคคลให้ทันสมัย คล่องตัว และตอบโจทย์การปฏิบัติงานจริง ตั้งแต่การปรับปรุงหลักเกณฑ์ การสรรหาและคัดเลือกบุคลากร 38 ค. (2) การส่งเสริมความก้าวหน้าในวิชาชีพของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่พิเศษ ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานและจริยธรรมในกระบวนการประเมินวิทยฐานะ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. เปิดเผยว่า ก.ค.ศ. ได้เห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการย้าย การเปลี่ยนตำแหน่ง และการโอนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และการย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญไปบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงานบุคคล ลดข้อจำกัดจากหลักเกณฑ์เดิม และเปิดโอกาสให้ส่วนราชการสามารถบริหารตำแหน่งและบุคลากรให้สอดคล้องกับภารกิจและบริบทของแต่ละหน่วยงานมากขึ้น รวมถึงรองรับการย้ายต่อเนื่องและการกำหนดปฏิทินการดำเนินงานที่เหมาะสม

นอกจากนี้ได้มีการอนุมัติจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวนทั้งสิ้น 7,276 อัตรา แบ่งเป็น สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 77 อัตรา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน 3 อัตรา  สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 6,792 อัตรา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวน 292 อัตรา และสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ จำนวน 112 อัตรา

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังเห็นชอบการกำหนดประกาศรายชื่อสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษ ฉบับใหม่รวมสถานศึกษา จำนวน 3,657 แห่ง เพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สายงานการสอนและสายงานบริหารสถานศึกษา ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ตามเงื่อนไข สามารถใช้สิทธิลดระยะเวลาการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะ จาก 4 ปี เหลือ 3 ปีได้ โดยแบ่งเป็นสถานศึกษาสังกัด สพฐ. 2,739 แห่ง สอศ. 17 แห่ง และ สกร. 901 แห่ง พร้อมกำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อรักษาสิทธิของผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่พิเศษ ตามประกาศเดิม (ว 23/2565) โดยผู้ที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาต่อเนื่องครบ 3 ปี และมีคุณสมบัติครบถ้วนภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 สามารถใช้สิทธิลดระยะเวลาได้อีก 1 ครั้ง และยื่นคำขอผ่านระบบ DPA ได้ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2570 รวมทั้งรองรับกรณีมีการย้าย หรือเปลี่ยนสถานศึกษา เพื่อให้สามารถนับระยะเวลาการปฏิบัติงานต่อเนื่องตามเงื่อนไขที่กำหนด

ทั้งนี้ ให้ยกเลิกประกาศรายชื่อสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษเดิม ตาม ว 23/2565 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 และให้ประกาศใหม่ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไปเช่นกัน ซึ่งสำนักงาน ก.ค.ศ. จะประกาศรายชื่อสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษให้ทราบต่อไป

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ การยกระดับมาตรฐานจริยธรรมของกรรมการประเมินวิทยฐานะ โดย ก.ค.ศ. เห็นชอบ (ร่าง) ข้อกำหนดสำหรับกรรมการประเมินวิทยฐานะ ในระบบ DPA และเห็นชอบให้นำไปกำหนดไว้ในประมวลจริยธรรมข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อกำกับการปฏิบัติหน้าที่ให้มีความเป็นกลาง รักษาความลับ ป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน และพิจารณาผลงานด้วยความเที่ยงธรรม โดยกำหนดให้การฝ่าฝืนข้อกำหนด ถือเป็นความผิดทางจริยธรรมและวินัยอย่างร้ายแรงรวมถึงกรณีกรรมการประเมินไม่ได้เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หากกระทำผิดให้ถือว่ามีความผิดทางอาญา

ด้าน ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า ก.ค.ศ. ได้ติดตามการดำเนินงาน รับฟังความคิดเห็นและได้รับข้อร้องเรียนว่า พบพฤติกรรมของกรรมการบางรายที่อาจไม่สอดคล้องกับจริยธรรมของการทำหน้าที่ เช่น การเปิดเผยตัวตน การรวมกลุ่มผ่านช่องทางออนไลน์ การจัดอบรมทำผลงานทางวิชาการ รวมถึงการขาดการตรวจสอบและวินิจฉัยการคัดลอกหรือลอกเลียนผลงานทางวิชาการในการประเมิน  ก.ค.ศ. จึงเห็นความจำเป็นในการกำหนดมาตรฐานจริยธรรมสำหรับกรรมการประเมินให้มีความชัดเจนและมีสภาพบังคับมากยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับมาตรฐานการประเมินวิทยฐานะให้ได้รับความเชื่อมั่นจากข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ  ซึ่งทั้งหมดมีเป้าหมายร่วมกัน คือทำให้ระบบบริหารงานบุคคลมีความชัดเจน เป็นธรรม โปร่งใส และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

“ก.ค.ศ. จะเร่งนำมติและหลักเกณฑ์ที่ได้รับความเห็นชอบไปสู่การปฏิบัติ พร้อมสื่อสารทำความเข้าใจกับหน่วยงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงของหลักเกณฑ์เกิดประโยชน์กับผู้ปฏิบัติงานอย่างแท้จริง และช่วยให้หน่วยงานทางการศึกษาสามารถบริหารจัดการบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป” เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าว

วธ.รับมอบ ไม้จันทน์หอม จัดสร้างพระโกศจันทน์-หีบพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

14 กันยายน 2569 เวลา 20:43 น.

วธ. รับมอบไม้จันทน์หอมสำหรับนำไปจัดสร้างพระโกศจันทน์และหีบพระศพไม้จันทน์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) รับมอบไม้จันทน์หอมสำหรับนำไปจัดสร้างพระโกศจันทน์และหีบพระศพไม้จันทน์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวง ราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นผู้ส่งมอบ พร้อมด้วยนางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร นางอภิญญา เอี่ยมอำภา รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ตลอดจนประชาชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมในพิธี ณ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร จังหวัดนครปฐม

นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดหาไม้จันทน์หอมสำหรับนำไปจัดสร้างพระโกศจันทน์และหีบพระศพไม้จันทน์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยคัดเลือกไม้จันทน์หอม ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ตำบลหาดขาม อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีลักษณะเหมาะสม ยืนต้นตายตามธรรมชาติ เปลาตรง และมีพิธีบวงสรวงไม้จันทน์หอมไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พุทธศักราช 2569 จากนั้นกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ส่งมอบไม้จันทน์หอมที่ผ่านการคัดเลือกและแปรรูปตามขนาดและจำนวนที่กำหนด เป็นไม้จันทน์หอมแปรรูป ไม้ท่อน จานวน 370 ท่อน และไม้จันทน์หอมแปรรูป ไม้แผ่น จำนวน 1,350 แผ่น รวมปริมาตร 16.053 ลูกบาศก์เมตร ให้แก่กระทรวงวัฒนธรรม

นางสาวซาบีดา กล่าวอีกว่า ความร่วมมือระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต่างน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และพร้อมแสดงความจงรักภักดีด้วยหัวใจ ทำให้การตัดไม้จันทน์หอม และการเคลื่อนย้ายมายังสำนักช่างสิบหมู่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งสำนักช่างสิบหมู่ได้จัดเตรียมบุคลากรไว้พร้อมแล้วเพื่อดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้ นับจากนี้ ช่างโลหะ ช่างไม้ประณีต ช่างโกรกฉลุ และเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร จะดำเนินการจัดสร้างพระโกศจันทน์และหีบพระศพไม้จันทน์ อย่างสุดฝีมือด้วยความละเอียดรอบคอบ ประณีตและพิถีพิถัน เพื่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมประโยชน์ และแสดงฝีมือเชิงช่างศิลปกรรมชั้นสูงอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทยให้เป็นที่ปรากฏสืบไป นอกจากนี้ จะบันทึกองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดสร้างพระโกศจันทน์และหีบพระศพไม้จันทน์ไว้เป็นจดหมายเหตุของชาติ ตั้งแต่การจัดหาต้นจันทน์หอม พิธีบวงสรวง พิธีการตัดต้นจันทน์หอม และขั้นตอนการจัดสร้างโดยละเอียดและสมบูรณ์ เพื่อเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และสืบทอดองค์ความรู้ให้แก่อนุชนจากรุ่นสู่รุ่นต่อไป

NIA ผนึก มก. เดินหน้า ‘Thai Kitchen 2026’ ดัน 12 ผู้ประกอบการ ต่อยอด FoodTech ไทยสู่ตลาดจริง

14 กันยายน 2569 เวลา 13:56 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เดินหน้าส่งเสริมและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีอาหารของไทย ผ่านโครงการ Thai Kitchen 2026: Crafted FoodTech Accelerator Program โปรแกรมเร่งการเติบโตที่มุ่งพัฒนาผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมด้านอาหาร ให้สามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาต่อยอดธุรกิจ พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด พร้อมเชื่อมโยงองค์ความรู้ เครือข่าย และโอกาสทางธุรกิจ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อยอดจุดแข็งของประเทศไทยในฐานะ “ครัวของโลก” สู่การเป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต” โดยภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของไทยมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ ด้วยมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรรวมกว่า 1.7 ล้านล้านบาท การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามายกระดับธุรกิจอาหารจึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า “หัวใจของการพัฒนาผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม ไม่ได้อยู่เพียงแค่การมีผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีที่ดี แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนนวัตกรรมให้ตอบโจทย์ตลาด และสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จริง ดังนั้น Thai Kitchen จึงมุ่งพาผู้ประกอบการก้าวข้ามจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปสู่การทำความเข้าใจตลาดและการพิสูจน์ความต้องการของลูกค้า หรือ Market Validation การพัฒนาโมเดลธุรกิจที่เหมาะสม และการเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตในระยะต่อไป เพื่อให้นวัตกรรมอาหารของไทยไม่เพียงมีศักยภาพในการแข่งขัน แต่สามารถขยายโอกาสและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดสากล”

หนึ่งในเป้าหมายของ Thai Kitchen 2026 คือการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม โดย Demo Day ถือเป็นเวทีที่สะท้อนให้เห็นถึง Transformation Journey ของผู้ประกอบการทั้ง 12 ราย ตั้งแต่โจทย์และความท้าทายก่อนเข้าร่วมโครงการ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ การทดลอง และการพัฒนาธุรกิจ จนเกิดเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สามารถต่อยอดได้จริง ทั้งการยกระดับผลิตภัณฑ์ การทำความเข้าใจความต้องการของตลาด การวางกลยุทธ์และโมเดลธุรกิจ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวสู่การเติบโตในอนาคต พร้อมนำเสนอเป้าหมาย โอกาสทางธุรกิจ และแนวทางการต่อยอดหลังจบโครงการ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่เครือข่ายพันธมิตรและโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจ ตลอดจนการเข้าถึงกลไกสนับสนุนด้านเงินทุนและการพัฒนานวัตกรรม อันจะช่วยเร่งการนำผลงานนวัตกรรมออกสู่ตลาดและขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว

รศ.ดร.ศรีจิตรา เจริญลาภนพรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “Thai Kitchen 2026 มุ่งสร้างผู้ประกอบการอาหารยุคใหม่ที่ไม่ได้เน้นเพียงการผลิตอาหารที่มีคุณภาพ แต่สามารถนำ Food Technology และ Innovation มาเป็นเครื่องมือในการสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ พร้อมพัฒนาศักยภาพให้สามารถเข้าใจและตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โครงการนี้จึงเป็นมากกว่าพื้นที่แห่งการเรียนรู้ แต่เป็นพื้นที่ในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญด้านอาหาร เข้ากับโลกของธุรกิจ เพื่อช่วยเปลี่ยน ‘ศักยภาพของนวัตกรรม’ ให้กลายเป็น ‘โอกาสทางธุรกิจ’ และวางรากฐานให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง แข่งขันได้ และก้าวสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ Thai Kitchen Demo Day จัดขึ้น ณ IMPACT Culinova หนึ่งในพันธมิตรที่ร่วมพัฒนาและขับเคลื่อนย่านนวัตกรรมอาหาร โดยเปิดเวทีให้ผู้ประกอบการนวัตกรรมอาหารทั้ง 12 ราย ที่ผ่านกระบวนการบ่มเพาะและพัฒนาศักยภาพจากโครงการ Thai Kitchen 2026 ได้แสดงศักยภาพและนำเสนอพัฒนาการของธุรกิจต่อผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน ภาคเอกชน และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมอาหาร ภายใต้แนวคิด “Crafting the Future of Food: Turning Innovation into Market Success” หรือการร่วมกันรังสรรค์อนาคตของอาหาร ด้วยการเปลี่ยนนวัตกรรมให้กลายเป็นความสำเร็จทางธุรกิจ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมพิเศษ “การรังสรรค์เมนูจากผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการโดยเชฟผู้เชี่ยวชาญ” เพื่อถ่ายทอดศักยภาพของนวัตกรรมอาหารจากแนวคิดและผลิตภัณฑ์ สู่การประยุกต์ใช้จริงผ่านเมนูอาหารที่สร้างสรรค์ ช่วยให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสและเห็นถึงโอกาสในการต่อยอดผลิตภัณฑ์ในหลากหลายมิติ พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ที่เชื่อมโยง นวัตกรรม รสชาติ และโอกาสทางธุรกิจ เข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม

อีกหนึ่งไฮไลต์ของงาน Thai Kitchen Demo Day คือการมอบรางวัลเชิดชูผู้ประกอบการที่มีผลงานโดดเด่นตลอดระยะเวลาการเข้าร่วมโครงการ สะท้อนถึงศักยภาพ ความมุ่งมั่น และการพัฒนาที่เกิดขึ้นจากกระบวนการ Thai Kitchen 2026: Crafted FoodTech Accelerator Program โดยแบ่งออกเป็น 3 รางวัล ได้แก่

  1. Popular Vote Award รางวัลสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดจากผู้เข้าร่วมงาน ที่ได้รับความสนใจ การยอมรับ และความประทับใจที่ผู้ประกอบการสามารถสร้างขึ้นได้จากการนำเสนอผลงานและศักยภาพของนวัตกรรม ได้แก่ บริษัท คินเซน2019 (ประเทศไทย) จำกัด : Kinsen: ผลิตภัณฑ์เส้นอกไก่ไร้แป้ง
  2. Best Engagement Award รางวัลสำหรับผู้ประกอบการที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ความตั้งใจ และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโครงการอย่างต่อเนื่องและโดดเด่น โดยพิจารณาจากการประเมินของทีมงานสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แก่ บริษัท โอแอนด์พี ควอลิตี้เทรด จำกัด Nutriflow: ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร และควบคุมน้ำหนัก และ บริษัท บ้านหมื่นปี จำกัด : บ้านหมื่นปี: ผลิตภัณฑ์ปลาแท่งกรอบเสริมแคลเซียม
  3. Best Performance Award รางวัลสำหรับผู้ประกอบการที่มีผลการดำเนินงานและพัฒนาการทางธุรกิจโดดเด่น สามารถนำองค์ความรู้และประสบการณ์จากโครงการมาต่อยอดและสะท้อนศักยภาพของธุรกิจได้อย่างชัดเจน โดยพิจารณาจากผลการดำเนินงานตลอดโครงการร่วมกับการประเมินจากคณะกรรมการในเวที Demo Day ได้แก่ บริษัท ชิมไทย จำกัด : MAKVAN: ซอสไทยที่มีผงมะแขว่นเป็นส่วนผสม

การมอบรางวัลครั้งนี้ ยังถือเป็นแรงผลักดันในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนวัตกรรมอาหารไทยมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพและต่อยอดธุรกิจ เพื่อก้าวสู่การเติบโตและสร้างความสำเร็จในอนาคต โดยมีอีก 8 รายที่ร่วมนำเสนอภายใต้ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

กลุ่ม Modern Heirloom: อาหารพื้นถิ่นไทยในรูปแบบร่วมสมัย เชื่อมโยงอัตลักษณ์ท้องถิ่นกับนวัตกรรม

1) ห้างหุ้นส่วนจำกัด ทุ่งกุลาอินเตอร์เทรด : KULABEEF: ลาบเนื้อไทยวากิวทุ่งกุลาร้องไห้พร้อมทาน จากกระบวนการหมักเนื้อด้วยโคจิข้าวหอมมะลิ

2) บริษัท ธัญทัช อินเตอร์เทรด จำกัด : Kreungton: ซอสกะเพราสำเร็จรูปด้วยการคงกลิ่นรสแบบดั้งเดิม

กลุ่ม High-Value Thai Food & Fruits: การเพิ่มมูลค่าอาหารและผลไม้ไทย ด้วยเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตขั้นสูง

1) บริษัท สกลนคร สร้างสุข จำกัด : Bienvica: ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มกุหลาบผสมแคคตัสชนิดอัดก๊าซ

2) บริษัท เลมอน มี ฟาร์ม จำกัด : LEMON ME: เปลือกมะนาวโรล ด้วยเทคนิคการลดความขม

3) บริษัท มากขาม จำกัด : Raisiriwat: ผลิตภัณฑ์ผลไม้รวมแผ่น

4) บริษัท ซินอา บริว จำกัด : Sinar Brew: น้ำส้มสายชูหมักจากสับปะรดด้วยกระบวนการหมักร่วมแบบขั้นตอนเดียว

5) บริษัท เคทูเอ็น มาร์เก็ตติ้ง โซลูชั่นส์ จำกัด : Early Me: ผลิตภัณฑ์นมถั่วเหลืองชนิดผง พร้อมชง

กลุ่ม Future Food: อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารทางเลือก ระบบอาหารอัจฉริยะ และการผลิตแห่งอนาคต

1) บริษัท ซิลเวอร์ แบร์ จำกัด : Telarde: ซอสน้ำปลาจากพืช

โครงการ Thai Kitchen 2026: Crafted FoodTech Accelerator Program คืออีกหนึ่งความร่วมมือระหว่างสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการสร้างระบบนิเวศที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนวัตกรรมอาหารไทยได้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ผ่านการเชื่อมโยง องค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม ตลาด และเครือข่ายทางธุรกิจ เข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนไอเดียและศักยภาพของผู้ประกอบการให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่จับต้องได้ เพื่อให้ก้าวข้ามจากการมี ‘นวัตกรรมที่ดี’ ไปสู่การมี ‘ธุรกิจที่เติบโตได้จริง’ พร้อมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายโอกาสสู่ตลาดสากล เพราะอนาคตของอาหารไทยไม่ได้วัดจากการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่คือการทำให้นวัตกรรมตอบโจทย์ตลาด สร้างมูลค่า และเติบโตได้จริง” ดร.กริชผกา กล่าวทิ้งท้าย

‘สอวช.’เร่งสร้าง Green Workforce หนุนมหาวิทยาลัยสู่ Net Zero Campus ขยายผลเมืองคาร์บอนต่ำ

14 กันยายน 2569 เวลา 13:43 น.

‘สอวช.’เร่งสร้าง Green Workforce หนุนมหาวิทยาลัยสู่ Net Zero Campus ขยายผลเมืองคาร์บอนต่ำ พร้อมเดินหน้านโยบาย Nature Positive มุ่งฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ

รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแตกต่างจากความแปรปรวนของสภาพอากาศรายวัน เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงระยะยาวที่ส่งผลต่อระดับน้ำทะเล อุณหภูมิเฉลี่ย ภัยพิบัติ และภาคเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการไทยทุกระดับ

รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกฎกติกาการค้าใหม่ของโลก โดยเฉพาะมาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรป ซึ่งกำหนดให้สินค้านำเข้าต้องเปิดเผยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดกระบวนการผลิต ส่งผลให้อุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะในระยะแรก เหล็กและอะลูมิเนียมจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบก่อน ต้องเร่งปรับกระบวนการผลิตให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อสามารถแข่งขันได้ดีในตลาดยุโรป อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไปมาตรการดังกล่าวจะขยายครอบคลุมสินค้าอีกจำนวนมาก ทำให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน จำเป็นต้องเร่งยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการแข่งขันด้านอื่นๆ

รศ.วงกต กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว หรือ Green Transition จะต้องดำเนินควบคู่กับ Digital Transition หรือที่เรียกว่า Twin Transition เพราะเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการคำนวณการปล่อยคาร์บอน การลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของภาคอุตสาหกรรม

ในระดับนานาชาติ สอวช. ทำหน้าที่เป็น National Designated Entity (NDE) ของประเทศไทย รับผิดชอบด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีภายใต้กรอบความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP) อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ สอวช. ยังได้ดำเนินโครงการ Technology Needs Assessment (TNA) เพื่อประเมินความต้องการเทคโนโลยีของประเทศใน 4 ภาคส่วนยุทธศาสตร์ ได้แก่ ภาคพลังงาน และภาคเกษตร ในมิติการลดก๊าซเรือนกระจก รวมถึงภาคการจัดการทรัพยากรน้ำ และภาคการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ ในมิติการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก่อนจะถ่ายทอดสู่ภาคอุตสาหกรรมและภาคการพัฒนากำลังคนของประเทศต่อไป

สำหรับการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 รศ.วงกต ระบุว่า สอวช. อยู่ระหว่างรวบรวมองค์ความรู้และเทคโนโลยีของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. เพื่อจัดทำข้อเสนอนโยบายระยะยาว ครอบคลุมทั้งการป้องกัน การแก้ไข การรับมือ การติดตามสถานการณ์ และการประเมินช่องว่างของเทคโนโลยีที่ประเทศยังขาด พร้อมสนับสนุนแนวทางการใช้ Science Diplomacy หรือการทูตเชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการแก้ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน โดยอาศัยเครือข่ายนักวิจัยและมหาวิทยาลัยเป็นกลไกสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี

ด้านการบริหารจัดการน้ำ สอวช. ทำงานร่วมกับ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ในการผลักดันการใช้ฐานข้อมูลน้ำแห่งชาติ ระบบติดตามสถานการณ์ และระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ รองรับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น

รศ.วงกต ย้ำว่า “คน” คือหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน สอวช. จึงร่วมสนับสนุนการพัฒนา Green Workforce ในหลายแนวทาง อาทิ การผลักดันประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เรื่องทักษะที่พึงประสงค์ของกำลังคน ในกลุ่มสาขาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษานำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน พร้อมเชื่อมโยงความต้องการกำลังคนของภาคอุตสาหกรรมกับการผลิตบัณฑิต ผ่านการจับคู่ระหว่างอุปสงค์และอุปทานด้านทักษะ (Skill Matching) เพื่อให้แรงงานสามารถปรับตัวรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมในอนาคตได้

อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือโครงการ Net Zero Campus ซึ่งมีมหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชนสนใจเข้าร่วมเกือบ 100 แห่ง เพื่อร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปรับหลักสูตรการเรียนการสอน และสร้างบัณฑิตที่มีทักษะด้านความยั่งยืน ควบคู่กับการขยายผล Saraburi Sandbox ต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำ ที่บูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน โดยมีแผนขยายผลไปยังพื้นที่อื่นเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

สำหรับเป้าหมายสำคัญในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า คือการสนับสนุนให้ประเทศไทยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 10 ล้านตัน ผ่านโครงการ Net Zero Campus และ Sandbox ในพื้นที่ต่าง ๆ พร้อมวางระบบที่ทำให้การลดคาร์บอนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการดำเนินโครงการระยะสั้น แต่เป็นมาตรฐานใหม่ที่ฝังอยู่ในภาคอุตสาหกรรม ระบบการศึกษา และการพัฒนากำลังคนของประเทศ รวมถึงการเตรียมการจัดทำข้อเสนอนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ในด้าน Nature Positive หรือการทำให้ธรรมชาติกลับมาเพิ่มพูนและฟื้นตัว ตามนโยบายของ ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เน้นในด้านการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ผ่านการสร้างกลไกความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ซึ่งกำลังเป็นเป้าหมายสำคัญที่ทั่วโลกกำลังร่วมกันขับเคลื่อนควบคู่ไปกับเป้าหมาย Net Zero อีกด้วย

“ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของการลดคาร์บอนเพียงครั้งเดียว แต่ต้องเป็นระบบที่ดำเนินต่อไปได้ในระยะยาว ขณะเดียวกัน สอวช. จะเดินหน้าพัฒนาทักษะใหม่ของกำลังคน สนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม และจัดทำนโยบายรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสานต่อไปสู่แนวคิด Nature Positive เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน” รศ.วงกต กล่าว

บัณฑิต ‘จุฬาฯ-ชนบท’ อดีต รปภ. ได้ทุนเปลี่ยนชีวิต สานฝันทางการศึกษาระดับบัณฑิตฯ ที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

14 กันยายน 2569 เวลา 13:32 น.

จากเด็กจังหวัดน่านที่มีต้นทุนชีวิตไม่มากนัก ต้องทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย และเคยทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยระหว่างรอผลสอบ จนได้รับโอกาสทางการศึกษาจากจุฬาฯ ในฐานะนิสิตโครงการจุฬาฯ-ชนบท และสำเร็จการศึกษาเป็นบัณฑิตสัตวแพทย์ จุฬาฯ สมความตั้งใจ วันนี้ น.สพ.วีรพงศ์ แซ่หาญ ได้กลับคืนสู่รั้วจามจุรีอีกครั้งในฐานะนิสิตสัตวแพทย์ จุฬาฯ กับการเรียนประกาศนียบัตรบัณฑิตทางวิทยาศาสตร์การสัตวแพทย์คลินิก สาขาศัลยกรรม

น.สพ.วีรพงศ์ เผยถึงเส้นทางกว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ง่าย จากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนท่าวังผาพิทยาคม เขาต้องช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว โดยในวันเสาร์และอาทิตย์จะช่วยแม่ซึ่งเป็นเกษตรกรและรับจ้างทั่วไป พร้อมทั้งเก็บเงินไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการเรียน “ผมอยู่กับแม่ 2 คน แม่มีอาชีพเกษตรกรและรับจ้างทั่วไป วันเสาร์อาทิตย์ผมจะช่วยแม่ทำงาน และมีเงินเก็บไว้สำหรับใช้จ่ายเรื่องอุปกรณ์การเรียน ค่าชุดนักเรียน ค่าขนม ค่าข้าว”

นอกจากข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์แล้ว การเดินทางและเทคโนโลยีก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรค เพราะบ้านอยู่ห่างจากโรงเรียนประจำอำเภอ และเพื่อนหลายคนที่เรียนมาด้วยกันก็ไม่ได้เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น ช่วงมัธยมปลาย น.สพ.วีรพงศ์ ได้รับทุนการศึกษาจากมูลนิธิจุฬาภรณ์ ทำให้สามารถเรียนจนจบมัธยมศึกษา และเมื่อถึงชั้น ม.6 เขาเริ่มค้นหาคำตอบว่าอยากเรียนอะไรต่อในระดับมหาวิทยาลัย

จากการพูดคุยกับคุณครูและทบทวนความสนใจของตัวเอง เขาพบว่าตนเองมีความผูกพันกับสัตว์มาตั้งแต่เด็ก จึงเริ่มค้นหาข้อมูลคณะต่างๆและในที่สุดก็พบว่าคณะสัตวแพทยศาสตร์ คือเส้นทางที่เขาสนใจ น.สพ.วีรพงศ์ เล่าย้อนถึงชีวิตในช่วง ม.6 ว่ารู้จักทุนจุฬาฯ-ชนบท จากวิชาแนะแนวของโรงเรียนซึ่งช่วยให้นักเรียนต่างจังหวัดได้รู้จักแนวทางการศึกษาต่อและทุนการศึกษาที่เหมาะสม “ผมทราบเรื่องทุนจุฬาฯ-ชนบทจากอาจารย์ซึ่งแนะนำว่าถ้าเข้ามหาวิทยาลัยจะมีทุนอะไรบ้าง โรงเรียนต่างจังหวัด นักเรียนส่วนมากจะขาดทุนทรัพย์ ก็จะมีวิชาแนะแนวที่ช่วยสนับสนุนนักเรียนว่าควรไปแนวทางไหนต่อ” การสมัครทุนจุฬาฯชนบทมีทั้งเกณฑ์ด้านภูมิลำเนา ผลการเรียน การสอบสัมภาษณ์ รวมถึงการที่ทีมอาจารย์จากโครงการจุฬาฯ-ชนบทเดินทางไปเยี่ยมบ้าน เพื่อพูดคุยกับตัวเขาและครอบครัว สำหรับเด็กจากจังหวัดน่านคนหนึ่ง นี่คือโอกาสสำคัญที่จะได้ก้าวไปสู่ความฝันในการเรียนสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

ระหว่างรอผลสอบ น.สพ.วีรพงศ์ ไม่ได้ปล่อยเวลาให้ผ่านไป เขาเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่กับเพื่อนเพื่อหางานทำ และได้ทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่วัดเจดีย์หลวง ช่วงเวลานั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เพราะยังไม่รู้ว่าผลสอบจะเป็นอย่างไร หากไม่ติดมหาวิทยาลัย เขาอาจต้องทำงานต่อและเตรียมสอบใหม่ “ผมรู้สึกว้าเหว่มากว่าจะสอบได้หรือเปล่า ถ้าไม่ได้ก็คิดว่าจะต้องสอบเข้าใหม่ และในระหว่างนั้นต้องทำงานไปด้วย”

แล้ววันสำคัญก็มาถึง ขณะที่กำลังทำงานเป็น รปภ. ในช่วงเย็น เขารีเฟรชหน้าจอโทรศัพท์เพื่อดูผลสอบ และพบว่าตัวเองสอบติดคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ “ผมรู้สึกดีใจ ตกใจ ตื่นเต้น หลายอารมณ์ผสมกัน แต่คนแรกที่ผมบอกข่าวดีก็คือแม่ซึ่งดีใจกับผมด้วย สิ่งที่เราพยายามตั้งใจเรียน ตั้งใจสอบ สุดท้ายก็เห็นผล เป็นวันที่ผมมีความสุขมากๆ”

การเริ่มต้นชีวิตในรั้วจุฬาฯไม่ใช่เรื่องง่าย เขาต้องปรับตัวทั้งด้านสภาพแวดล้อม สังคม และการเรียนที่แตกต่างจากระดับมัธยม แต่โครงการจุฬาฯ-ชนบทมีส่วนสำคัญในการช่วยให้นิสิตปรับตัว โดยจัดค่ายปรับพื้นฐานก่อนเปิดภาคการศึกษา ทั้งด้านความรู้และการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย “โครงการจุฬาฯ-ชนบทช่วยผมได้ปรับตัวเยอะมาก ช่วงก่อนเปิดเทอมจะมีการจัดค่ายปรับพื้นฐาน ประมาณ 10 วัน เพื่อให้เราชินกับสถานการณ์ สภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัย”

น.สพ.วีรพงศ์ ได้รับทุนจุฬาฯ-ชนบทแบบเต็มจำนวน ครอบคลุมค่าเทอม ค่าที่พัก ค่าอุปกรณ์การเรียน และค่าใช้จ่ายประจำตัว ทำให้สามารถมุ่งมั่นกับการเรียนสัตวแพทยศาสตร์ได้อย่างเต็มที่ ตลอด 6 ปีในคณะสัตวแพทยศาสตร์ เขาต้องเผชิญกับการเรียนที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็สามารถก้าวผ่านทุกความท้าทายจนสำเร็จการศึกษา

จากเด็กมัธยมในจังหวัดน่านที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะมีโอกาสเรียนต่อหรือไม่ วันนี้เขาได้ทำตามความฝัน และก้าวเข้าสู่วิชาชีพสัตวแพทย์ และเมื่อพูดถึงความหมายของทุนจุฬาฯ-ชนบทสำหรับตัวเอง น.สพ.วีรพงศ์ ให้คำนิยามไว้อย่างชัดเจนว่า “ทุนจุฬาฯ-ชนบท เหมือนทุนที่ให้ทั้งโอกาสและอาชีพให้เรา ทุนนี้มอบทั้งโอกาสและอาชีพให้เราได้นำไปประกอบวิชาชีพสัตวแพทย์ และสามารถทำประโยชน์อื่นๆให้กับสังคม” ประโยคที่สะท้อนความหมายของทุนนี้ได้ดีที่สุด คือ “โครงการจุฬาฯ-ชนบทคือเป็นทุนที่มอบชีวิตใหม่ ทำให้ความท้อแท้ที่เคยเกิดขึ้นมันหายไป”

หลังสำเร็จการศึกษา น.สพ.วีรพงศ์ ทำงานที่โรงพยาบาลสัตว์เอกชนเป็นเวลา 1 ปี ก่อนกลับมาเรียนเฉพาะทางด้านหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตทางวิทยาศาสตร์การสัตวแพทย์คลินิก ศัลยกรรมสัตว์ ปัจจุบันเขามีรายได้มากพอที่จะเลี้ยงดูตัวเองและแม่ให้สุขสบาย

ในอนาคตหลังเรียนจบหลักสูตรประกาศนียบัตรฯ หากมีโอกาสและความเหมาะสม เขามีความตั้งใจที่จะศึกษาต่อเพื่อพัฒนาความรู้และความเชี่ยวชาญในด้านศัลยกรรมต่อ และนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับกลับมาพัฒนาการทำงานในโรงพยาบาลสัตว์ต่อไป

เรื่องราวของเขาสะท้อนให้เห็นว่าต้นทุนชีวิตอาจเป็นสิ่งที่เราเลือกไม่ได้ แต่โอกาสทางการศึกษาสามารถเปลี่ยนเส้นทางชีวิตได้

“ต้นทุนชีวิตก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง สามารถทำให้เราถึงฝั่งฝันได้หรือไม่ แต่มันเป็นปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ สิ่งที่เราควบคุมได้คือ passion ของตัวเองที่จะนำพาทุกอย่างไปเอง”

ทุนจุฬาฯ-ชนบทจึงไม่ใช่เพียงทุนการศึกษา แต่คือทุนที่เปิดประตูให้เด็กคนหนึ่งได้เปลี่ยนชีวิต และก้าวไปสร้างประโยชน์ให้กับสังคมในอนาคต

มหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มรัตนโกสินทร์ 5 แห่ง ร่วมกับกรุงเทพมหานคร จัดงาน วิถีเสน่ห์ วัง คลอง ตลาด มหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ชิม ชม แชร์ เสน่ห์ท้องถิ่นไทย อาหารพื้นบ้าน ศิลปะ และเสียงเพลงริมแม่น้ำเจ้าพระยา

14 กันยายน 2569 เวลา 11:37 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มรัตนโกสินทร์ ทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม, มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร และ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี จัดมหกรรมวัฒนธรรมสุดยิ่งใหญ่ งาน “วิถีเสน่ห์ วัง คลอง ตลาด” เพื่อเปิดประสบการณ์แห่งชาติ นำเสนอเสน่ห์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม และมรดกทางวัฒนธรรมอาหารริมฝั่งน้ำอย่างยั่งยืน ณ วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ระหว่างวันที่ 12-13 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา พร้อมร่วมบันทึกภาพประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และฟังการเสวนาด้านอาหารและวัฒนธรรม ในหัวข้อ “อาหารวิถีถิ่นริมคลอง มนต์เสน่ห์รสชาติบ้านถิ่น”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพรรณี ปลัดศรีช่วย คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เผยถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ว่า “การจัดงานครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของมหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มรัตนโกสินทร์ทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม, มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร และ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี โดยมีเป้าหมาย สำคัญในการร่วมกันส่งเสริม อนุรักษ์ และเผยแพร่คุณค่าของมรดกทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

กรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่ ที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า โดยเฉพาะวิถีที่มี “วัง คลอง ตลาด” เป็นองค์ประกอบสำคัญของการตั้งถิ่นฐาน การคมนาคม การค้าขาย และการดำรงชีวิตของผู้คนมาตั้งแต่กรุงรัตนโกสินทร์ สิ่งเหล่านี้มิได้เป็นเพียงร่องรอยทางประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่ยังคงฝมีชีวิต และสามารถนำมาต่อยอดให้เกิดคุณค่าทางสังคม เศรษฐกิจ และการเรียนรู้สำหรับคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต

โครงการนี้จึงมุ่งหวังสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เยาวชน นักศึกษา และชุมชน เพื่อร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ และสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม พร้อมทั้งต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมไปสู้เศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน”

ไฮไลต์กิจกรรมน่าสนใจภายในงานทั้งสองวัน คือการลิ้มรสอาหารพื้นถิ่นและผลิตภัณฑ์ชุมชน พบกับร้านอาหารพื้นเมืองรสเลิศและสินค้าชุมชนรวมกว่า 40 ร้านค้า รวมทั้งชมนิทรรศการ-การสาธิตการทำอาหารสูตรโบราณและอาหารท้องถิ่น จาก 5 มหาวิทยาลัยราชภัฏ

พร้อมทั้งฟังการเสวนาด้านอาหารและวัฒนธรรม ในหัวข้อ “อาหารวิถีถิ่นริมคลอง มนต์เสน่ห์รสชาติบ้านถิ่น” โดย 4 ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านอาหาร ได้แก่ คุณจรงศักดิ์ รองเดช (สตังค์) พิธีกรรายการสารคดีอาหารพื้นบ้าน ภัตตาคารบ้านทุ่ง,คุณเอกชัย เกื้อทอง (ต้น) ผู้เชี่ยวชาญจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ,ผศ.ดร.ณนนท์ แดงสังวาลย์ (ณนนท์) สาขาวิชาอุตสาหกรรมการบริการอาหาร คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และ คุณณัฐพงศ์ ธีรนันทพิชิต (ตั้ม) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทยและอาจารย์ใหญ่แห่งสถาบันการอาหารไทย (TCA) ดำเนินรายการโดย คุณกันต์-ศุภยศ ปุกหุต

ตลอดหนึ่งชั่วโมงของการเสวนาในครั้งนี้ สรุปเนื้อหาและใจความได้ว่า เราพูดถึงอาหารกันหลายเรื่องเราพูดถึงวัตถุดิบ พูดถึงผู้คน พูดถึงภูมิปัญญา พูดถึงวัฒนธรรม และพูดถึงการส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง แต่ถ้าย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด เราจะพบว่าสิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงทุกเรื่องเข้าด้วยกันก็คือ คลอง คลองหล่อเลี้ยงผืนดิน ผืนดินหล่อเลี้ยงผู้คน ผู้คนสร้างวิถีชีวิต และส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตก็คืออาหาร เพราะฉะนั้นอาหารริมคลองจึงไม่ได้มีเพียงรสชาติจากวัตถุดิบที่เราเลือกมาใช้ แต่มีรสชาติของ เรื่องราว ผู้คน และกาลเวลาอยู่ด้วย และเมื่อเราพูดถึงการรักษาอาหารพื้นถิ่น บางทีสิ่งที่เราต้องรักษาจึงไม่ใช่เพียงสูตรอาหารหนึ่งสูตร

แต่คือเรื่องราวที่ทำให้สูตรนั้นเกิดขึ้น คือวัตถุดิบที่ทำให้เกิดรสชาติ คือภูมิปัญญาของคนที่รู้ว่าจะนำสิ่งเหล่านั้นมาปรุงอย่างไร และคือสายน้ำกับวิถีชีวิตที่หล่อเลี้ยงทุกอย่างมาตั้งแต่ต้น เพราะคลองคือส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ทำให้อาหารนั้นเกิดขึ้น และตราบใดที่คลองยังหล่อเลี้ยงผู้คน ผู้คนก็ยังมีวัตถุดิบมีเรื่องราวที่จะนำมาปรุงเป็นอาหาร และตราบใดที่เรายังส่งต่อเรื่องราวเหล่านั้น รสชาติของบ้านถิ่นก็จะยังเดินทางต่อไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพรรณี ปลัดศรีช่วย คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ยังกล่าวทิ้งท้ายหลังจบการเสวนาในหัวข้อ “อาหารวิถีถิ่นริมคลอง มนต์เสน่ห์รสชาติบ้านถิ่น” ด้วยว่า “งานเสวนาในวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Soft Power ยกระดับอาหารพื้นถิ่น คลองบางเขน คลองเปรมประชากร และคลองลาดพร้าว ซึ่ง ดำเนินการโดย มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ด้วยภารกิจของมหาวิทยาลัยในการร่วมพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมจึงได้ทำงานร่วมกับชุมชนริมคลองทั้ง 3 พื้นที่เพื่อค้นหา รวบรวม และต่อยอดองค์ความรู้เรื่องอาหารพื้นถิ่น รวมถึงเรื่องราวและภูมิปัญญาที่อยู่เบื้องหลังอาหารเหล่านั้น พราะอาหารพื้นถิ่นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรสชาติ แต่เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สะท้อนทั้งวิถีชีวิต ผู้คน และความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับพื้นที่”