สกร.ผนึกกำลังนักศึกษา วปอ.บอ. รุ่นที่ 3 เปิดวิสัยทัศน์มองบริบทโลก สู่การเป็นผู้นำแห่งอนาคต

24 กันยายน 2569 เวลา 13:39 น.

สกร.ผนึกกำลังนักศึกษา วปอ.บอ. รุ่นที่ 3 เปิดเวที “เปิดวิสัยทัศน์ มองบริบทโลก สู่การเป็นผู้นำแห่งอนาคตและผู้นำการเปลี่ยนแปลง” เสริมศักยภาพบุคลากรกว่า 400 คน

วันที่ 23 กันยายน 2569 กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ร่วมกับนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรสำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต (วปอ.บอ.) รุ่นที่ 3 กลุ่มมรกต จัดการเสวนา “เปิดวิสัยทัศน์ มองบริบทโลก สู่การเป็นผู้นำแห่งอนาคตและผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ภายใต้โครงการอบรมพัฒนาศักยภาพบุคลากรสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อเปิดมุมมอง เสริมสร้างองค์ความรู้ และเตรียมความพร้อมบุคลากรในการรับมือกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เวลา 09.00 น. ดร.เกษทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ มอบหมายให้ ดร.รุ่งอรุณ ไสยโสภณ เป็นประธานเปิดการเสวนา โดยมีผู้บริหารกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ที่ปรึกษาอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เลขานุการกรม ผู้อำนวยการกอง สถาบัน กลุ่ม และศูนย์ส่วนกลาง ตลอดจนข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจำ รวมประมาณ 400 คน เข้าร่วมรับฟัง

การเสวนาครั้งนี้มุ่งเปิดมุมมองและแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้นำและผู้บริหารจากหลากหลายภาคส่วน ตลอดจนสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบริบทโลก แนวโน้ม และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพื่อให้บุคลากรกรมส่งเสริมการเรียนรู้สามารถนำองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวคิดด้านภาวะผู้นำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนางาน พัฒนาคน และพัฒนาองค์กร พร้อมเตรียมความพร้อมสู่การเป็น “ผู้นำแห่งอนาคต” และ “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง”

สำหรับเวทีเสวนาได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้มีประสบการณ์จากหลากหลายภาคส่วน ได้แก่ ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอธิริศร์ เตชะสินนิวัฒน์ เลขานุการมูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้ นางพุทธิพร แสงสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกรว์ฟ็อกซ์ จำกัด และ นพ.รพี เลิศพงศ์พิรุฬห์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮักษา เมดิคอล กรุป จำกัด ร่วมถ่ายทอดมุมมอง ประสบการณ์ และแนวคิดจากการทำงานจริงในประเด็นภาวะผู้นำ การบริหารองค์กร การพัฒนาคน การสร้างเครือข่าย การส่งเสริมนวัตกรรม และการปรับตัวให้เท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก โดยมีนายวิทวัช กุยแก้ว นักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ทำหน้าที่ผู้ดำเนินการเสวนา พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซักถาม และเรียนรู้จากประสบการณ์จริงของวิทยากรทั้งจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ เพื่อเชื่อมโยงมุมมองจากหลากหลายภาคส่วนสู่การประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานของกรมส่งเสริมการเรียนรู้

การเสวนาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอบรมพัฒนาศักยภาพบุคลากรสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีกิจกรรมการพัฒนาบุคลากรระหว่างวันที่ 25–26 กันยายน 2569 ณ โรงแรมชลจันทร์ พัทยา บีช รีสอร์ท จังหวัดชลบุรี โดยมุ่งส่งเสริมให้บุคลากรมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เข้าใจบริบทโลกและความเปลี่ยนแปลง สามารถคิดวิเคราะห์และปรับตัวได้อย่างเหมาะสม รวมถึงพัฒนาทักษะด้านภาวะผู้นำ เพื่อนำไปสู่การร่วมกันขับเคลื่อนกรมส่งเสริมการเรียนรู้ให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่มีศักยภาพ มีความคล่องตัว และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ซาบีดา ห่มสไบใส่ชุดไทยศิวาลัย โชว์ความเป็นไทย ร่วมงาน Thai Cultural Night in Moscow 2026 กระชับมิตรภาพไทย-รัสเซีย

23 กันยายน 2569 เวลา 19:21 น.

“ซาบีดา” ห่มสไบใส่ชุดไทยศิวาลัย โชว์ความเป็นไทย ร่วมงาน Thai Cultural Night in Moscow 2026 กระชับมิตรภาพไทย-รัสเซีย มุ่งยกระดับพลังแห่งอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ และสร้างประโยชน์กับประชาชน

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมแห่งราชอาณาจักรไทย เข้าร่วมเป็นเกียรติและกล่าวเปิดงาน “Thai Cultural Night in Moscow 2026” ณ กรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 เวลา 17.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นของสหพันธรัฐรัสเซีย) ซึ่งจัดขึ้นโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก โดยมี นายศศิวัฒน์ ว่องสินสวัสดิ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก นายวาสิลี เซเรเทลี (Mr. Vasily Tsereteli) ประธานสถาบันศิลปะแห่งรัสเซีย ร่วมกล่าวต้อนรับ และมีนางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วมด้วย

สำหรับการจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศผ่านมิติทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของการจัดงาน “Russian Seasons 2026” และการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมไทยและรัสเซีย เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ณ กรุงเทพมหานคร อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและรัสเซียในปี พ.ศ. 2570

กิจกรรมสำคัญภายในงานเป็นการแสดงพลังแห่งการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมผ่านเสียงดนตรี โดยกระทรวงวัฒนธรรมได้นำวงดนตรีไทยร่วมสมัย (Contemporary Thai Music Ensemble) ร่วมถ่ายทอดความงดงามของมรดกทางวัฒนธรรมไทยร่วมกับศิลปินชั้นนำของรัสเซีย ได้แก่ นายอีกอร์ บุตแมน (Mr. Igor Butman) ศิลปินแห่งชาติสหพันธรัฐรัสเซีย และวง Quartet ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างประสบการณ์ดนตรีรูปแบบใหม่ที่ผสมผสานเอกลักษณ์ของทั้งสองชาติเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนแล้ว ยังเป็นการเผยแพร่ความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางศิลปวัฒนธรรมไทยให้แก่ผู้แทนระดับสูงและชาวรัสเซียได้อย่างน่าประทับใจ

การเข้าร่วมงานครั้งนี้นางสาวซาบีดา ห่มสไบ สวมชุดไทยศิวาลัย สีชมพูสวยงาม ปวดสายตาชาวรัสเซียที่มาร่วมงาน ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดีในการเผยแพร่ชุดไทยพระราชนิยม และยังเป็นโอกาสสำคัญยิ่งต่อการเปิดพื้นที่และสร้างโอกาสในระดับสากลให้แก่ศิลปิน ผู้สร้างสรรค์ผลงานด้านศิลปวัฒนธรรม และบุคลากรในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย ในการขยายตลาดผลงานและแสดงศักยภาพสู่สายตาชาวโลก อันเป็นการยกระดับความสร้างสรรค์ของวัฒนธรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นที่ดีให้แก่ประเทศไทย ส่งผลในการดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้ลงทุนชาวรัสเซียให้เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างงาน สร้างอาชีพ และกระจายรายได้สู่ประชาชนชาวไทยในระยะยาวอีกด้วย

อว. เปิดแผนย้าย อุเทนถวาย จัดที่เรียน-แล็บสำรอง อัดเงินเยียวยา นศ.-อาจารย์ ยันที่เดิมไม่ทำพาณิชย์

23 กันยายน 2569 เวลา 18:09 น.

เปิดโรดแมป อว. สางปมย้าย อุเทนถวาย จัดที่เรียน-แล็บสำรอง เยียวยา นศ.-ยันไร้แผนพาณิชย์ หลัง ยศชนัน จับเข่าคุยทุกฝ่าย ผู้บริหาร-นักศึกษา ชี้ต้องแก้ปัญหาต้นเหตุเพื่อความปลอดภัย

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าคลี่คลายข้อพิพาทเรื่องการย้ายสถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย โดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และนายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. ได้ร่วมเปิดเผยผลประชุมหารือร่วมกับคณะผู้บริหาร มทร.ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย เพื่อวางมาตรการบริหารจัดการการเรียนการสอนและแผนรองรับการเปลี่ยนผ่านสถานที่เรียน

ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยถึงผลการหารือว่า เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดของนักศึกษาที่เรียนทฤษฎีผ่านระบบออนไลน์แต่ประสบปัญหาเรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ตหรือสภาพแวดล้อมในหอพัก ทางอธิการบดีได้จัดเตรียมห้องประชุมใหญ่ของวิทยาเขตจักรพงษภูวนาถ ซึ่งปัจจุบันใช้จัดการเรียนการสอนระดับปริญญาโทและปริญญาเอกไว้รองรับนักศึกษาตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป โดยมอบหมายให้คณบดีทำความเข้าใจกับนักศึกษาเพื่อให้เข้ามาใช้พื้นที่ดังกล่าว ซึ่งจะช่วยให้การสื่อสารระหว่างผู้สอนและผู้เรียนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สำหรับการจัดการเรียนการสอนภาคปฏิบัติและห้องปฏิบัติการ (Lab) ในระยะสั้น กระทรวง อว. ได้นัดประชุมร่วมกับผู้บริหาร มทร. ในเขตกรุงเทพมหานครทั้งหมด เพื่อจัดสรรรายละเอียดหลักสูตรให้นักศึกษาอุเทนถวายสามารถเข้าไปใช้ห้องปฏิบัติการของวิทยาเขตเครือข่ายได้ทันที

ขณะที่แผนระยะกลาง เตรียมลงพื้นที่สำรวจอาคารของกระทรวงแรงงานบริเวณใกล้เคียงนิคมอุตสาหกรรม เพื่อใช้เป็นสถานที่เช่าจัดการเรียนการสอนในระยะเปลี่ยนผ่านภายในกรอบเวลา 1 เดือน โดยจะประสานสภาวิศวกรเข้ามาร่วมตรวจสอบมาตรฐานห้องปฏิบัติการและอุปกรณ์การสอนอย่างใกล้ชิด เพื่อรับประกันคุณภาพทางวิชาการและสิทธิในการได้รับใบประกอบวิชาชีพของนักศึกษา

ส่วนแผนระยะยาวในการก่อสร้างวิทยาเขตแห่งใหม่ในโซนมีนบุรี-ลาดกระบัง ขณะนี้ได้เริ่มกระบวนการถมดินแล้ว ซึ่งกระทรวง อว. พร้อมสนับสนุนและดูแลด้านงบประมาณเพื่อให้การก่อสร้างเดินหน้าจนแล้วเสร็จ

ควบคู่กับแผนด้านกายภาพ กระทรวง อว. ได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ โดยพิจารณาให้เงินช่วยเหลือแบบเหมาจ่ายสำหรับนักศึกษาและคณาจารย์ที่มีภาระค่าใช้จ่ายในการย้ายหอพัก พร้อมมาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการศึกษา ทั้งยังเปิดทางเลือกอำนวยความสะดวกเป็นรายบุคคล หากมีนักศึกษาประสงค์ขอย้ายสถานที่เรียน หรืออาจารย์ที่มีความประสงค์ขอย้ายกรอบอัตรากำลังไปยังมหาวิทยาลัยอื่นในสังกัด อว.

นอกจากนี้ เพื่อคลายความวิตกกังวลของประชาคมอุเทนถวายและสังคมเรื่องการนำที่ดินเดิมไปแสวงหาผลกำไร จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ตัวแทนจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กระทรวง อว. และตัวแทนวิทยาเขตอุเทนถวาย เพื่อเป็นหลักประกันยืนยันอย่างชัดเจนว่าจะไม่มีการนำพื้นที่ดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์

ศ.ดร.ยศชนัน ระบุว่า กระทรวงฯ จะติดตามความคืบหน้ารายวันอย่างใกล้ชิด และขอให้มองการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ว่าเป็นการพบกันครึ่งทางเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและการอยู่ร่วมกันของสังคม โดยยืนยันว่าจะไม่ทำให้คุณภาพการศึกษาลดลง แต่จะเป็นโอกาสยกระดับมาตรฐานวิชาการและเครื่องไม้เครื่องมือให้ดียิ่งขึ้น พร้อมดำรงไว้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีของสถาบัน

ทั้งนี้ ในช่วงเช้า ศ.ดร.ยศชนัน พร้อมผู้บริหารกระทรวง อว. ได้เข้าพูดคุยรับฟังข้อเรียกร้องจากตัวแทนนักศึกษาอุเทนถวายกว่า 100 คน ที่มารวมตัวเรียนออนไลน์ ณ กระทรวงฯ เป็นวันที่สาม โดยนักศึกษายืนยันเจตนารมณ์ขอใช้พื้นที่เดิมและเสนอให้เพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัยแทนการย้ายวิทยาเขต ซึ่ง รมว.อว. ได้ชี้แจงว่าที่ผ่านมาได้พยายามใช้มาตรการความปลอดภัยแล้วแต่ยังคงเกิดเหตุสูญเสียซ้ำซาก การย้ายสถานที่จึงเป็นความจำเป็นเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและสร้างความมั่นคงปลอดภัยในระยะยาว ทั้งนี้ กระทรวงฯ ได้จัดเตรียม “ห้องประชุมศาสตราจารย์ประเสริฐ ณ นคร” ที่มีความพร้อมด้านอุปกรณ์มากกว่าเพื่ออำนวยความสะดวกในการเรียนออนไลน์แก่นักศึกษา ก่อนจะนำข้อเสนอทั้งหมดไปหารือร่วมกับฝ่ายบริหารจนได้ข้อสรุปมาตรการรองรับในช่วงบ่าย.

ยิ่งใหญ่! อาชีวะไทย–จีน ฉลองครบรอบ 10 ปี ‘ลูปัน เวิร์กช็อป’ เปิด EPIP Center รับอุตสาหกรรมอนาคต

23 กันยายน 2569 เวลา 17:19 น.

ยิ่งใหญ่! อาชีวะไทย–จีน ฉลองครบรอบ 10 ปี ‘ลูปัน เวิร์กช็อป’ แห่งแรกของโลก ณ เทคนิคอยุธยา เปิด EPIP Center ดึง AI อัป Skill แรงงานรับอุตสาหกรรมอนาคต

วันที่ 23 กันยายน 2569 ที่ห้องประชุมอร่ามเรืองรอง วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา ดร.เมืองมนต์ เนตรหาญ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน ‘ครบรอบ 10 ปี การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเทคโนโลยีและนวัตกรรมลูปันประเทศไทย’ และการประชุมวิชาการประจำปีพันธมิตรการศึกษานานาชาติ EPIP ครั้งที่ 9

โอกาสนี้ นายวรวิทย์ ยอแสง รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้กล่าวต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมงาน พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนองค์กรระดับนานาชาติเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมพรั่ง อาทิ นางสวี่ หลาน อุปทูตฝ่ายการศึกษา สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย, ศ. ดร.หลู่ จิ่งฉวน ประธานคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญการก่อสร้างลูปัน เวิร์กชอป, นางเครือวัลย์ นพวงศ์ ณ อยุธยา เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, นางสาวมยุรี ศรีระบุตร ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา ตลอดจนคณะผู้บริหารวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา

นอกจากนี้ งานดังกล่าวยังได้รับเมตตาธรรมจาก สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล พร้อมด้วย พระวชิโรภาส รองเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเจ้าอาวาสวัดศาลาปูน เดินทางเข้าร่วมพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล

สำหรับ ‘หลูปัน เวิร์กช็อป’ (Luban Workshop) เป็นโครงการความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาระดับนานาชาติระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนกับประเทศต่างๆ มุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และทักษะวิชาชีพชั้นสูง เพื่อพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในยุคปัจจุบันและอนาคต

ภายในงานได้มีการเปิด ศูนย์ EPIP Center พร้อมจัดการประชุมพันธมิตรการศึกษานานาชาติ EPIP ครั้งที่ 9 เพื่อเป็นเวทีนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ Digital Data, Artificial Intelligence (AI) และ Simulation (การจำลองสถานการณ์) มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับทักษะแรงงาน ตลอดจนต่อยอดความร่วมมือด้านการศึกษาและการพัฒนาทักษะวิชาชีพระหว่างประเทศไทยและจีน ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายได้อย่างเป็นรูปธรรม

การจัดงานเฉลิมฉลองที่วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยาในครั้งนี้ ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญระดับโลก เนื่องจากศูนย์ปฏิบัติการเทคโนโลยีและนวัตกรรมลูปันแห่งนี้ คือ ‘หลูปัน เวิร์กช็อปแห่งแรกของโลก’ ที่ก่อตั้งขึ้นและดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องจนครบ 10 ปีเต็มในปี 2569

ปัจจุบัน โครงการหลูปัน เวิร์กช็อป ได้ประสบความสำเร็จอย่างสูงและเติบโตขยายผลไปแล้วกว่า 38 แห่ง ใน 30 ประเทศทั่วโลก โดยมีศูนย์ปฏิบัติการฯ ที่วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา เป็นต้นแบบ (Model) สำคัญในการพัฒนาและถอดบทเรียนเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการอาชีวศึกษาระดับนานาชาติมาโดยตลอด

ซาบีดา ลุยขยายความร่วมมือวัฒนธรรมไทย-รัสเซีย ยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และทุนทางวัฒนธรรมไทยสู่สากล

23 กันยายน 2569 เวลา 15:38 น.

“ซาบีดา” ลุยขยายความร่วมมือวัฒนธรรมไทย-รัสเซีย ยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และทุนทางวัฒนธรรมไทยสู่สากล เตรียมฉลอง 130 ปีความสัมพันธ์ เปิดพื้นที่ศิลปิน-ผู้ประกอบการไทยโกอินเตอร์ พร้อมดึงนักท่องเที่ยวรัสเซีย กระตุ้นเศรษฐกิจและรายได้ชุมชน

วันที่ 22 กันยายน 2569 เวลา 15.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นของสหพันธรัฐรัสเซีย) นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เข้าพบหารือกับนางโอลกา ยูบิโมวา (H.E. Mrs. Olga Lyubimova) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ณ กระทรวงวัฒนธรรมแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย โดยมี นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และคณะจากประเทศไทย เข้าร่วมในการหารือ เพื่อเป็นการกระชับความร่วมมือทางวัฒนธรรมและเตรียมการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 130 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสหพันธรัฐรัสเซียในปี พ.ศ. 2570 โดยทั้งสองฝ่ายมุ่งขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม ซึ่งครอบคลุมการแลกเปลี่ยนบุคลากร การสนับสนุนศิลปะการแสดง ดนตรี พิพิธภัณฑ์ และการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ กระทรวงวัฒนธรรมได้ผลักดันการขยายความร่วมมือการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมและการจัดนิทรรศการพิเศษของฝ่ายรัสเซีย ณ ประเทศไทย โดยฝ่ายไทยพร้อมให้การสนับสนุนและส่งเสริมความร่วมมือในทุกมิติ

การหารือครั้งนี้ก่อให้เกิดประโยชน์ตรงต่อประชาชนชาวไทยอย่างชัดเจน โดยช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ และยกระดับรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการไทย ศิลปิน ช่างฝีมือ ตลอดจนบุคลากรในอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ รวมทั้งเป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนของทั้งสองประเทศได้แสดงศักยภาพแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเวทีระดับสากล รวมทั้งช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียมายังประเทศไทย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและกระจายรายได้ลงสู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืนต่อไป

ยศชนัน จับเข่าคุย นศ.อุเทนถวาย ยืนยันเปลี่ยนแปลงที่ตั้ง ยกระดับคุณภาพการศึกษา สร้างความมั่นคงระยะยาว

23 กันยายน 2569 เวลา 14:24 น.

23 กันยายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และ ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. พบและหารือกับผู้แทนนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก (มทร.ตะวันออก) วิทยาเขตอุเทนถวาย ในประเด็นการจัดการพื้นที่การศึกษาและแนวทางการย้ายสถานที่ตั้งของสถาบันฯ ณ ศูนย์บริการร่วม สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (โยธี) หลังจากนักศึกษาของสถาบันดังกล่าวกว่า 100 คน เดินทางมารวมตัวและเรียนออนไลน์ ณ กระทรวง อว. เป็นวันที่สาม

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การศึกษาเป็นนโยบายสำคัญอันดับแรกของกระทรวง อว. โดยกระทรวงพร้อมสนับสนุนทรัพยากรด้านการศึกษาอย่างเต็มที่ เพื่อให้นักศึกษาทุกคนได้เรียนในสถานที่ที่เหมาะสม มีคุณภาพ และมีความปลอดภัย โดยการพิจารณาเปลี่ยนแปลงพื้นที่การศึกษา มีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างความมั่นคงในระยะยาว รวมถึงทำให้อุเทนถวายยังคงเป็นสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพและได้รับการยอมรับต่อไป โดยขณะนี้กระทรวง อว. ได้พิจารณาสถานที่รองรับไว้หลายแห่ง ซึ่งมีความพร้อมและสามารถเดินทางได้อย่างสะดวก

ด้านตัวแทนนักศึกษาได้ยืนยันเจตนารมณ์ในการขอใช้พื้นที่การศึกษาเดิมต่อไป โดยเห็นว่าปัญหาหลักที่นำไปสู่แนวคิดการย้ายสถานที่เกิดจากเหตุทะเลาะวิวาทและความรุนแรง ซึ่งการย้ายสถานที่อาจเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก โดยนักศึกษาเห็นว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือกลุ่มนักศึกษาปัจจุบันซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความรุนแรง พร้อมเสนอให้พิจารณาแนวทางการจัดการสภาพแวดล้อมทางกายภาพและมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่เดิม รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

ต่อข้อเสนอและข้อกังวลดังกล่าว ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า กระทรวง อว. เข้าใจถึงความผูกพันของนักศึกษาที่มีต่อสถานศึกษาเดิม และรับฟังข้อเสนอของนักศึกษาอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อสังคมและมีเหตุการณ์สูญเสียเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยที่ผ่านมาได้มีการประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและดำเนินมาตรการต่าง ๆ ในพื้นที่เดิมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการติดตั้งกล้องวงจรปิด การปรับมาตรการรักษาความปลอดภัย และการจัดเวลาเรียนให้เหลื่อมกัน แต่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน

“การพิจารณาพื้นที่ใหม่ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการย้ายสถานที่ แต่ต้องการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ให้นักศึกษาสามารถเรียนและใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ความรุนแรง และมีโอกาสพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว พร้อมย้ำว่า กระทรวง อว. พร้อมเปิดพื้นที่ให้มีการหารือกับตัวแทนนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังความคิดเห็นและร่วมกันพิจารณาสถานที่และแนวทางที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์และอนาคตของนักศึกษาเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา หลังจากกลุ่มนักศึกษา มทร.ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ได้เดินทางมาใช้พื้นที่สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (สป.อว.) โยธี เป็นสถานที่เรียนออนไลน์ สป.อว. ได้พยายามอำนวยความสะดวกด้วยการเปิดพื้นที่ห้องประชุมต่าง ๆ ให้ใช้เป็นสถานที่จัดการเรียนการสอนชั่วคราว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีข้อจำกัดด้านขนาดและไม่เหมาะสมต่อการจัดการเรียนการสอนในระยะต่อเนื่อง สป.อว. จึงได้จัดเตรียมพื้นที่แห่งใหม่ที่มีความกว้างขวางและเหมาะสมกว่า ณ “ห้องประชุมศาสตราจารย์ประเสริฐ ณ นคร” ชั้น 3 อาคารอุดมศึกษา 1 สป.อว. (ถนนศรีอยุธยา) พร้อมระบบอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ที่จำเป็น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การเรียนการสอนของนักศึกษา แต่กลุ่มนักศึกษายังคงยืนยันที่จะใช้พื้นที่เดิม

อย่างไรก็ตาม ในช่วงวันที่ 23-25 กันยายน 2569 จะมีการจัดกิจกรรมในพื้นที่อาคารพระจอมเกล้าและสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวง อว. จึงขอความร่วมมือนักศึกษาที่ประสงค์จะเดินทางมาใช้พื้นที่กระทรวง อว. ให้ใช้พื้นที่ที่ สป.อว. จัดเตรียมไว้ ณ “ห้องประชุมศาสตราจารย์ประเสริฐ ณ นคร” ซึ่งมีความกว้างขวาง พร้อมระบบอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ที่จำเป็น และมีความเหมาะสมต่อการจัดการเรียนการสอนออนไลน์มากกว่า เพื่อให้การเรียนการสอนสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง

รอง ผอ.NSM ร่วมประชุม ‘WOSL’ ชูการเตรียมความพร้อมของประชาชน-เยาวชนต่อความตระหนักรู้ทางวิทยาศาสตร์และการรู้เท่าทันอนาคต

23 กันยายน 2569 เวลา 14:23 น.

ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM ได้เข้าร่วมการประชุมของ World Organization for Science Literacy (WOSL) ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจัดโดยพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติของประเทศจีน (China Science and Technology Museum)  ด้วยการสนับสนุนของ China Association for Science and Technology และ UNESCO รวมทั้งหน่วยงานพันธมิตร ในโอกาสที่ UNESCO ได้รับรองการก่อตั้งอย่างเป็นทางการของ World Organization for Science Literacy ในฐานะหน่วยงานระดับนานาชาติที่ทำงานเพื่อส่งเสริมการสร้างความรู้ความเข้าใจของประชาชนด้านวิทยาศาสตร์ (Public Science Literacy)

 ในโอกาสนี้ NSM ในฐานะหน่วยงานที่มีส่วนร่วมในการก่อตั้งองค์กรดังกล่าว ได้รับมอบเกียรติบัตรในการเป็น “หน่วยงานผู้ร่วมก่อตั้ง” (Founding Member) ของ WOSL อย่างเป็นทางการอีกด้วย ตอกย้ำถึงบทบาทสำคัญของ NSM ในการร่วมขับเคลื่อนให้เกิดนโยบายระดับนานาชาติด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์ สู่ระบบนิเวศน์ของความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ตั้งแต่ผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ นักการศึกษา สื่อมวลชน และแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมทั้งภาคประชาสังคม ในการสนับสนุนให้เกิดสังคมวิทยาศาสตร์ ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

WOSL เริ่มต้นความร่วมมือตั้งแต่ปี คศ. 2019 จนปัจจุบันได้รับการรับรองเป็นองค์กรระดับโลก มีองค์กรสมาชิกถึง 32 แห่ง จาก 21ประเทศ ใน 5 ทวีป มุ่งเน้นการยกระดับ “ความตระหนักรู้ทางวิทยาศาสตร์” ของประชาชน เพื่อให้คนทั่วไปสามารถเข้าใจวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่มีผลกระทบต่อโลกอนาคต เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล สุขภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการพัฒนาแนวปฏิบัติด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์ การศึกษาวิทยาศาสตร์ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม เข้าด้วยกัน ให้ประชาชนรู้เท่าทันทั้งประโยชน์และความเสี่ยงของเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างทั่วถึง  

การประชุม WOSL จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-21 ก.ย.2569 โดยหารือแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างองค์กรสมาชิก และการสัมมนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างหน่วยงานวิจัย มหาวิทยาลัย พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญ  ด้านการสร้างความตระหนักรู้ทางวิทยาศาสตร์กับประชาชน โดย ดร.กรรณิการ์ ยังได้รับเกียรติเป็นวิทยากรบรรยายในงานดังกล่าว ในประเด็นเรื่องSchool without Walls โดยนำเสนอประเด็นในหัวข้อ “Living with Uncertainty: Science Literacy, Future Literacy and Intelligent Society” สะท้อนแนวคิดสำคัญเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของประชาชนและเยาวชนที่ต้องให้ความสำคัญของของความตระหนักรู้ทางวิทยาศาสตร์ และการรู้เท่าทันอนาคตไปควบคู่กัน ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนสามารถรับมือกับความไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมอัจฉริยะได้อย่างมั่นคง เท่าทัน และยั่งยืน อีกด้วย

ลองก่อนเลือก กับ..‘คณะที่ใช่’ ‘DPU Experience Day’ ต่อยอดทักษะสู่โลกการทำงานในอนาคต

23 กันยายน 2569 เวลา 06:01 น.

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดงาน “DPU Experience Day” ภายใต้แนวคิด “ลองก่อนเลือก รู้ก่อนใคร กับคณะที่ใช่ที่ DPU” เปิดพื้นที่ให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ปวช. และ ปวส. ได้ค้นหาความสนใจและพัฒนาศักยภาพของตนเอง ผ่านการทดลองเรียน และลงมือทำกิจกรรมจริงจากหลากหลายคณะและสาขาวิชา ก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทางการศึกษาต่อเพื่อก้าวเข้าสู่อาชีพในอนาคต

นายธีรพงษ์ สิขเรศตระกูล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด DPU กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของการจัดงานครั้งนี้คือการให้นักเรียน “เข้าใจตัวเองก่อนเลือกคณะ” เพราะต้นทุนที่แพงที่สุดของการเรียนคือเวลา หากเลือกเรียนในสิ่งที่ไม่ตรงกับความสนใจ อาจทำให้เสียโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง ดังนั้นการได้ทดลองสัมผัสประสบการณ์จริง พูดคุยกับอาจารย์ รุ่นพี่ และผู้ที่ทำงานในสายอาชีพนั้นๆ จะช่วยให้นักเรียนตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ภายในงาน DPU Experience Day นักเรียนจะได้ออกแบบเส้นทางการค้นหาตัวเองผ่าน 3 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ 1.Conversation of a Lifetime การพูดคุยเพื่อค้นหาความสนใจและศักยภาพของตนเอง 2.Answer of a Lifetime การทำความเข้าใจเส้นทางการเรียนและอาชีพที่ตอบโจทย์ชีวิต และ 3.Journey of a Lifetime การวางแผนอนาคตและต่อยอดไปสู่เป้าหมาย พร้อมเลือกสำรวจเส้นทางการศึกษา 5 กลุ่ม ได้แก่ Innovation-เทคโนโลยีและนวัตกรรม, Social-การพัฒนาสังคม, Global-ภาษา ธุรกิจ และการเชื่อมโยงกับโลกสากล, Creative-ความคิดสร้างสรรค์และการสร้างผลงานจริง และ Wellness-สุขภาพและคุณภาพชีวิต โดยแต่ละกลุ่มเชื่อมโยงไปสู่คณะ สาขาวิชา และตัวอย่างอาชีพในอนาคต เพื่อให้นักเรียนเห็นภาพตั้งแต่ “รู้จักตัวเอง” ไปจนถึง “เลือกเส้นทางอนาคต” ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

“DPU บูรณาการ AI เข้ากับการเรียนการสอนในทุกหลักสูตร พร้อมส่งเสริมการทำโครงงานร่วมกันระหว่างนักศึกษาต่างคณะ การฝึกงานกับสถานประกอบการ และการพัฒนาทักษะสำคัญ เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น ผ่านศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพ เพื่อให้นักศึกษารู้จักตนเองและเตรียมพร้อมเข้าสู่โลกการทำงาน นอกจากนี้ DPU ยังมีความร่วมมือกับบริษัทและองค์กรต่างๆ มากกว่า 3,000 แห่ง และจากการเก็บข้อมูลของมหาวิทยาลัย พบว่านักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาประมาณ 95% มีงานทำทันทีหลังจบการศึกษา สะท้อนแนวทางการพัฒนานักศึกษาที่เชื่อมโยงการเรียนกับโลกการทำงานจริง” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด DPU กล่าว

 นายธีรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับ DPU Experience Day จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก มีนักเรียนและอาจารย์แนะแนวจากโรงเรียนต่างๆ เข้าร่วมงานมากกว่า 1,000 คน ซึ่งในปีนี้ DPU เตรียมขยายรูปแบบ DPU Experience Day ไปยังต่างจังหวัดเป็นครั้งแรก โดยมีแผนจัดกิจกรรมที่ จ.อุบลราชธานี ในช่วงปลายปี 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนในต่างจังหวัดได้เข้าถึงประสบการณ์การเรียนรู้และทดลองลงมือทำจริง ก่อนขยายไปยังภูมิภาคอื่นๆต่อไป สำหรับนักเรียนที่ยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกคณะหรือมหาวิทยาลัยใด DPU ขอเชิญชวนให้มาร่วมค้นหาตัวเองและทดลองสัมผัสประสบการณ์จริงก่อนตัดสินใจ โดยสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรม DPU Experience Day และ Open House ที่จะมีขึ้นในโอกาสต่อไปได้ทาง http://www.dpu.ac.th และช่องทางโซเชียลมีเดียของ DPU ทุกช่องทาง 

ด้าน น.ส.ธนวรรณ ปรียานนท์ นักเรียนจากวิทยาลัยนาฏศิลป์ ผู้ร่วมงาน DPU Experience Day กล่าวว่า สนใจเข้าศึกษาที่ DPU เนื่องจากมีหลักสูตรด้านการบิน สอดคล้องกับความฝันที่อยากเป็นแอร์โฮสเตส และมีคุณพ่อเป็นวิศวกรการบิน จึงได้ศึกษาข้อมูลและเลือกเข้าร่วมกิจกรรม DPU Experience Day เพื่อได้มาทดลองสัมผัสบรรยากาศและประสบการณ์จริง ภายในงานได้เรียนรู้เกี่ยวกับการอพยพและการปฏิบัติตัวบนเครื่องบิน ทำให้เห็นภาพการเรียนและเส้นทางสู่อาชีพชัดเจนยิ่งขึ้น อีกทั้งยังประทับใจบรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยที่อบอุ่นและเป็นกันเอง การดูแลของอาจารย์และรุ่นพี่ที่ให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน ทั้งด้านหลักสูตร สภาพแวดล้อม และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทำให้มั่นใจว่า DPU เป็นสถานที่ที่เหมาะกับการเรียนและการพัฒนาตนเองเพื่อไปสู่เป้าหมายในอนาคต และตัดสินใจสมัครเข้าเรียนที่ DPU แน่นอนแล้ว

ค้นหาเป้าหมาย พร้อมเทคนิคพิชิตคณะในฝัน เจาะลึก ‘TCAS70’ สรุปไฮไลต์ – เทคนิคการเตรียมตัวจากกูรู

23 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ทุกปีมีนักเรียนจำนวนมากที่เตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่หลายคนยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มวางแผนอย่างไร เลือกสอบรอบไหน หรือเตรียม Portfolio แบบใดให้ตรงกับคณะในฝัน การมีข้อมูลที่ถูกต้องและการเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

โครงการ Sahapat Admission มหกรรมติวฟรีระดับประเทศ ครั้งที่ 29 ที่จัดโดย บมจ.สหพัฒนพิบูล (SPC) โดยผลิตภัณฑ์มาม่า บิสชิน มองต์เฟลอ ริชเชส และมูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา จึงเดินหน้าจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมให้น้องๆ #DEK70 ผ่านการอัปเดตข้อมูลระบบ TCAS70 และเทคนิคการเตรียมตัวจากติวเตอร์ชั้นนำของประเทศ “พี่น็อต SmartMathPro-พี่เฟรนด์ OnDemand-พี่อะตอม เด็กโชว์พอร์ต” มาร่วมกันถ่ายทอดประสบการณ์และแนวทางพิชิตคณะในฝันอย่างเข้มข้น

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือการอัปเดตข้อมูลล่าสุดของระบบ TCAS70 ที่ #DEK70 ควรรู้ เพื่อให้สามารถวางแผนการสอบได้อย่างถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น โดย พี่น็อต SmartMathPro (ดร.ธีระยุทธ บุญมา) ได้รวบรวมสรุปประเด็นสำคัญซึ่ง DEK70 ควรรู้ ก่อนเริ่มวางแผนการสอบ ทั้งการยกเลิกการสอบด้วยระบบคอมพิวเตอร์และกลับมาใช้การสอบด้วยกระดาษทั้งหมด การสนับสนุนค่าสมัครสอบของกระทรวง อว. สำหรับวิชา TGAT/TPAT และ A-Level รวมถึงการลดค่าสมัครในบางรอบของ ทปอ. เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองและนักเรียน นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบ TCAS Portfolio และ TCAS Verify เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับ #DEK70 ในการสมัครรอบ Portfolio ตลอดจนการปรับกำหนดการสอบ TGAT/TPAT ให้สอดคล้องกับปฏิทินการรับสมัครในปีนี้

นอกจากข้อมูลด้านระบบสอบแล้ว พี่ๆติวเตอร์ ยังเห็นตรงกันว่า ความสำเร็จในการสอบเข้ามหา’ลัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับการอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการวางแผนที่เหมาะสมกับเป้าหมายของแต่ละคน เพื่อให้เลือกเส้นทางการสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พี่เฟรนด์ OnDemand (อ.ภัทรพล ไพศาลภาณุมาศ) แนะนำว่า ระบบ TCAS เป็นระบบที่เปิดโอกาสให้นักเรียนเลือกสมัครได้หลายรอบ ซึ่งแต่ละรอบมีเงื่อนไขและเกณฑ์การคัดเลือกที่แตกต่างกัน เมื่อเกณฑ์เปลี่ยนจุดโฟกัสก็เปลี่ยนตาม แต่การเตรียมความพร้อมให้ตนเองคือสิ่งที่ดีที่สุด ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ #DEK70 ต้องทำคือการศึกษารายละเอียดของแต่ละรอบให้เข้าใจ เพื่อที่จะวางแผนเลือกรอบการสอบที่เหมาะสมกับตนเองมากที่สุด

ขณะที่ พี่อะตอม “เด็กโชว์พอร์ต” (ขจรเกียรติ ดลตรี) เจ้าของเพจแนะแนวการทำพอร์ตชื่อดัง ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการยื่น Portfolio ว่า นอกจากจำนวนการรับในรอบ Portfolio ที่ลดลงแล้ว หลายสถาบันเริ่มให้น้ำหนักกับผลการเรียนและคะแนนสอบมากขึ้น #DEK70 จึงควรศึกษาหลักเกณฑ์ของแต่ละคณะ/สาขาวิชาอย่างละเอียด ส่วนการจัดทำ Portfolio นั้นจะต้องมีเป้าหมายชัดเจน ถ่ายทอดเรื่องราวของตนเองอย่างเป็นลำดับ และสะท้อนตัวตนได้อย่างโดดเด่น เพื่อเพิ่มโอกาสในการผ่านการคัดเลือก

ภายในงานยังเปิดโอกาสให้น้องๆตัวแทนนักเรียนจาก 5 โรงเรียน ร่วมแชร์ความฝัน ความตั้งใจของแต่ละคน ที่ต่างมีเป้าหมายและเส้นทางสู่คณะในฝันแตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมเดียวกัน คือการให้ความสำคัญกับการวางแผนตั้งแต่วันนี้

 น.ส.สิตานัน คะศรีทอง จากโรงเรียนปทุมคงคาสมุทรปราการ และนายวฤทธิ์ ศรีสกุลพาณิชย์ จากโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย เป็นตัวแทนนักเรียนที่มีเป้าหมายชัดเจน โดยสิตานันตั้งใจศึกษาต่อคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเครื่องกล มีการวางแผนอ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอในทุกวัน รวมถึงมีการเตรียมตัวสอบ TPAT และจัดทำ Portfolio เพื่อจะเตรียมยื่นในรอบแรก ส่วนวฤทธิ์มุ่งศึกษาต่อคณะนิติศาสตร์และวางแผนยื่นสมัครในรอบ Admission โดยแบ่งลำดับการเตรียมตัวในการอ่านหนังสือจาก TGAT ไปสู่ A-Level ทั้งคู่เห็นตรงกันว่าโครงการ Sahapat Admission ช่วยให้เข้าใจระบบ TCAS และแนวทางการเตรียมตัวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้จากติวเตอร์ชั้นนำ และอยากชวนเพื่อนๆ #DEK70 มาร่วมกิจกรรมเพื่อเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

ขณะที่ น.ส.นันท์นภัส ทันตา จากโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ สมุทรปราการ ที่ตั้งเป้าศึกษาต่อด้านเภสัชศาสตร์ น.ส.จิรัชญา แซ่มัว และ น.ส.อภิชญา อินทร์ธรรม จากโรงเรียนศรีวินิตวิทยาคม จ.สิงห์บุรี ซึ่งใฝ่ฝันศึกษาต่อด้านครุศาสตร์ รวมถึงนายพรรษา มนตรีพิลา จากโรงเรียนมักกะสันพิทยา ที่ตั้งใจศึกษาต่อด้านมนุษยศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ต่างสะท้อนมุมมองไปในทิศทางเดียวกันว่า โครงการ Sahapat Admission ช่วยให้การเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นเรื่องที่ชัดเจนและจับต้องได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวิชาสอบ การวางแผนอ่านหนังสือ การเตรียม Portfolio หรือการเรียนรู้เทคนิคจากรุ่นพี่และติวเตอร์ผู้เชี่ยวชาญ และเชื่อว่าโครงการนี้เหมาะกับ #DEK70 ที่กำลังค้นหาเป้าหมายของตนเองและผู้ที่มีคณะในฝันอยู่แล้ว เพราะช่วยเติมเต็มทั้งความรู้ แนวทางการวางแผน และสร้างแรงบันดาลใจให้เดินหน้าสู่เป้าหมายได้อย่างมั่นใจ

ไม่ว่าน้องๆ #DEK70 จะยังอยู่ในช่วงค้นหาคณะในฝัน หรือมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว การเริ่มต้นเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ คือก้าวสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในวันสอบจริง ภายใต้แนวคิด “วัยรุ่น TEST ดี TEST นี้ต้องรอด อัปสกิลให้พร้อมก่อนลงสนามสอบ TCAS” โครงการ Sahapat Admission ครั้งที่ 29 พร้อมเป็นทั้งแหล่งความรู้และเพื่อนร่วมทางของน้องๆ #DEK70 ผ่านการติวเข้ม อัปเดตข้อมูลระบบสอบ เทคนิคการเตรียมตัว และแนวทางการจัดทำ Portfolio อย่างครบถ้วน ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ที่ http://www.sahapatadmission.com และติดตามข่าวสารผ่านช่องทางออนไลน์ของโครงการ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนลงสนามสอบจริง และก้าวสู่คณะในฝันได้อย่างมั่นใจ

มมส – TNDR จัดประชุมวิชาการระดับชาติ-นานาชาติ ครั้งที่ 4 มุ่งสร้างเมืองยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ

23 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมกับ เครือข่ายพัฒนาความเข้มแข็งต่อภัยพิบัติไทย (TNDR) จัดการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติเครือข่ายพัฒนาความเข้มแข็งต่อภัยพิบัติ ครั้งที่ 4 ภายใต้หัวข้อ “จากความเสี่ยงสู่เมืองยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ : บูรณาการเทคโนโลยี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และความร่วมมือสหวิทยาการ” โดยมี รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานเปิดงาน และ รศ.ดร.อดิศักดิ์  สิงห์สีโว คณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ นำนักวิจัย คณาจารย์ นิสิต นักเรียนเข้าร่วม ณ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

รศ.ดร.อดิศักดิ์  สิงห์สีโว คณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ กล่าวว่า  การประชุมวิชาการครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อรับมือกับสภาวะวิกฤตการณ์ซ้อนวิกฤต และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเป็นเวทีกลางเชื่อมโยงงานวิจัย นโยบาย และการปฏิบัติจริง เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งผสานนวัตกรรมเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นและความร่วมมือแบบสหวิทยาการ เพื่อลดช่องว่างทางองค์ความรู้ ตลอดจนเปลี่ยนสถานะของเมืองและชุมชนจากผู้อยู่ในความเสี่ยง ไปสู่การเป็นผู้มีความสามารถในการปรับตัวและฟื้นคืนกลับจากภัยพิบัติได้อย่างยั่งยืน

ภายในงานได้จัดกิจกรรมทางวิชาการ อาทิ การบรรยายพิเศษจากผู้ทรงคุณวุฒิระดับโลกและระดับชาติ อาทิ Mr. Sanjaya Bhatia หัวหน้าสำนักงาน UNDRR ONEA & GETI, นายปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ดร.พิจิตต รัตตกุล ประธานเครือข่าย เครือข่ายพัฒนาความเข้มแข็งต่อภัยพิบัติไทย และ Mr. Aslam Perwaiz ผู้อำนวยการใหญ่ศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC) พร้อมด้วยการเสวนาวิชาการและการนำเสนอผลงานวิจัยใน 4 เสาหลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ความเสี่ยงและเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม, ระบบทรัพยากรธรรมชาติและการปรับตัว, ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน, และการศึกษา สุขภาพ ตลอดจนความเข้มแข็งของชุมชน

นอกจากนี้ ยังมีเวทีพิเศษสำหรับภาคเยาวชน การเสวนาร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และนิทรรศการรวมองค์ความรู้ TNDR Market Place  โดยมหาวิทยาลัยมหาสารคามมุ่งหวังให้ผลลัพธ์จากเวทีนี้นำไปสู่การยกระดับหลักสูตร การเผยแพร่งานวิจัยในระดับสากล และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งต่อภัยพิบัติอย่างยั่งยืน

ด้าน ดร.พิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าฯ กทม. ในฐานะประธานเครือข่ายพัฒนาความเข้มแข็งต่อภัยพิบัติไทย  กล่าวว่า ภาวะโลกร้อนถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาวะภัยพิบัติเกิดขึ้น ถี่ขึ้น เข้มขึ้น สิ่งที่ไม่เคยเห็นจะได้เห็น มีความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้น ในการเกิดที่ถี่ เข้ม แปลก ก็จะเกิดความเสียหายที่รุนแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ทุกภาคส่วนต้องมีการเตรียมตัว ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน เพื่อที่จะอยู่กับภัยพิบัติให้ได้โดยไม่เสียชีวิต ไม่เสียหายด้านทรัพย์สิน เป็นเรื่องที่ต้องเริ่มกระบวนการเดี๋ยวนี้ ภายใต้ความร่วมมือของสถานบันการศึกษา มีองค์ความรู้ที่จะนำมาพัฒนาต่อยอด ทำอย่างไรให้สามารถอยู่กับภัยพิบัติได้ คิดค้นหาวิธีการรับมือ ถ่ายทอดความคิดไปยังชุมชนที่เป็นด่านแรกของการเผชิญเหตุ ยิ่งภาวะโลกร้อนก็จะยิ่งทำให้เกิดความเสียหายเพิ่มมากขึ้น 

“สิ่งที่เป็นเรื่องภัยที่ท้าทายมนุษย์ เกิดจากภาวะโลกร้อน เมืองไทยที่เคยคิดว่าภัยพิบัติเกิดขึ้นน้อย ณ ปัจจุบันต้องเปลี่ยนความคิด ต้องเตรียมตัว เตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเพื่อลดความเสี่ยง มีการแจ้งเตือนภัย อพยพ  เปลี่ยนโครงการการก่อสร้าง เพื่อให้อยู่ได้โดยไม่เสียหาย ในเมื่อเราไม่สามารถควบคุมภัยพิบัติได้ ต้องเตรียมตัว ทั้งคนทั้งเครื่องมือ แนวทางในการจัดการภัยพิบัติ ทั้งในด้านงานวิจัยที่มุ่งเป้าในการแก้ไขแต่ละพื้นที่  โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสาน ในเรื่องความแห้งแล้ง น้ำท่วม ไม่ต้องตื่นตระหนก แต่ต้องเตรียมตัว” ดร.พิจิตต กล่าว