ปลัดมหาดไทย ร่วมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

ปลัดมหาดไทย ร่วมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

ปลัดมหาดไทย ร่วมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.43 น.

ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ ร่วมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 ณ พระวิหารหลวง วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร

วันนี้ (1 มิ.ย.69) เวลา 15.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานผ้าไตรถวายพระสงฆ์ ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 ณ พระวิหารหลวง วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร โดยมี พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุก องคมนตรี เป็นประธานในพิธี พร้อมกันนี้ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับภาคีเครือข่าย อาทิ กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กรมการศาสนา กรมชลประทาน สภากาชาดไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และพุทธศาสนิกชน ร่วมประกอบพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน ด้วยความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยได้รับเมตตาจาก พระพรหมวัชราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 1-2-3, 12-13 (ธ) เจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พระราชวชิรธรรมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เป็นประธานประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ฯ

โอกาสนี้ องคมนตรี นำผู้ร่วมพิธี จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จุดเครื่องทองน้อย และถวายสักการะพระรูป สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปุสฺสเทวมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ปฐมเจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม แล้วถวายธูปเทียนแพเป็นราชสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และถวายสักการะ ถวายเครื่องไทยธรรรม แด่ประธานฝ่ายสงฆ์ จากนั้น เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล ประธานสงฆ์ให้ศีล ผู้ร่วมพิธีรับศีล ประธานฝ่ายสงฆ์บริกรรมคาถาจุดเทียนเท่าพระองค์ และเทียนมหามงคล องคมนตรีจุดเทียนบูชาเทพยดานพเคราะห์ 12 เล่ม และโปรยข้าวตอกดอกไม้ที่แท่นบัตรพลีเทพยดานพเคราะห์ทั้ง 9 องค์ ปลัดกระทรวงมหาดไทยจุดเทียนประจำเทพยดานพเคราะห์ โหรประกาศโองการอัญเชิญ เจ้าหน้าที่อาราธนาพระปริตร พระสงฆ์สวดชุมนุมเทวดา และเจริญพระพุทธมนต์ โหรกล่าวบูชาเทวดานพเคราะห์วันอาทิตย์ จบแล้ว พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์บทประจำพระอาทิตย์ องคมนตรีจุดเทียนน้ำพระพุทธมนต์ และประเคนครอบน้ำพระพุทธมนต์ โหรกล่าวบูชาเทวดานพเคราะห์สลับกับพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์บทประจำดาวนพเคราะห์จนครบทั้ง 9 วัน โดยปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้จุดเทียนบูชาเทวดานพเคราะห์วันพฤหัสบดี โหรประกาศสรุปพระนพเคราะห์และประสาทพร พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์บทสโมธานคาถา จบแล้ว องคมนตรีพร้อมด้วยปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้ร่วมพิธี ถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ประกอบพิธี พระสงฆ์ทั้งนั้นอนุโมทนา กรวดน้ำ รับพร เจ้าหน้าที่บรรจุครอบน้ำพระพุทธมนต์และเทพมนต์นวัคคหายุสมธัมม์ ประธานฝ่ายสงฆ์มอบครอบน้ำพระพุทธมนต์เทพมนต์นวัคคหายุสมธัมม์แก่องคมนตรี เพื่อเชิญไปทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เป็นอันเสร็จพิธี

กระทรวงมหาดไทย น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างเป็นอเนกประการ ทั้งโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปในการพระราชพิธีสำคัญต่างๆ และการทรงงานสนองและสืบสานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลากหลายสาขาในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อการพัฒนาต่อยอดและอำนวยประโยชน์สุขแก่ราษฎร ด้วยพระราชวิริยอุตสาหะ และน้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา นำมาซึ่งความผาสุกร่มเย็นของปวงประชา และความเจริญรุ่งเรืองวัฒนาสถาพรของประเทศชาติสืบไป

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพานพุ่มประดิษฐ์ให้ปลัดมหาดไทย เชิญไปสักการะต้นศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร เนื่องในวันวิสาขบูชา

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพานพุ่มประดิษฐ์ให้ปลัดมหาดไทย เชิญไปสักการะต้นศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร เนื่องในวันวิสาขบูชา

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพานพุ่มประดิษฐ์ให้ปลัดมหาดไทย เชิญไปสักการะต้นศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร เนื่องในวันวิสาขบูชา

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.54 น.

31 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 19.03 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีเสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และ นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานพานพุ่มประดิษฐ์พระราชทาน เพื่อเชิญไปสักการะต้นศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร ประจำจังหวัด 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร เป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขบูชา ประจำปี 2569

ด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นต้นกล้าที่นำเมล็ดพันธุ์มาจากต้นพระศรีมหาโพธิ์เมืองพุทธคยาเจดีย์ สาธารณรัฐอินเดีย สถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แก่จังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานนามว่า “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” ซึ่งมีความหมายว่า “พระศรีมหาโพธิ์พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพานพุ่มประดิษฐ์พระราชทาน เพื่อเชิญไปถวายเป็นพุทธบูชาต้นศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร ที่พระราชทานให้จังหวัดต่างๆ เชิญไปปลูกในพื้นที่ ณ วัด ศาสนสถาน สวนสาธารณะ ศาลากลาง และสถานที่ต่างๆ ที่จังหวัดได้กำหนด ด้วยทรงมีความเลื่อมใส พระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา และทรงปฏิบัติพระองค์ตามหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่พสกนิกรและพุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่าได้ปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา โดยมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นที่เคารพสักการะ และเพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในโอกาสวันวิสาขบูชา ประจำปี 2569

ยิ่งนาน…ยิ่งรัก ดี้ นิติพงษ์ แต่งเพลงเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระราชินีฯ เนื่องในวันเฉลิมชนมพรรษา 3 มิ.ย.

ยิ่งนาน...ยิ่งรัก ดี้ นิติพงษ์ แต่งเพลงเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระราชินีฯ เนื่องในวันเฉลิมชนมพรรษา 3 มิ.ย.

ยิ่งนาน…ยิ่งรัก ดี้ นิติพงษ์ แต่งเพลงเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระราชินีฯ เนื่องในวันเฉลิมชนมพรรษา 3 มิ.ย.

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.30 น.

ยิ่งนาน…ยิ่งรัก นิติพงษ์ ห่อนาค ถ่ายทอดความจงรักภักดี ผ่านบทเพลงเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระราชินีฯ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา  3 มิถุนายน

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2569 ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค นักแต่งเพลงรุ่นใหญ่ ได้โพสต์บทเพลง ยิ่งนาน…ยิ่งรัก เพื่อเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 4 รอบ วันที่ 3 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 ซึ่งขับร้องโดยศิลปิน ใหม่ เจริญปุระ คำร้อง/ทำนอง: นิติพงษ์ ห่อนาค เรียบเรียงเสียงประสาน: เทียนชัย เกียรติปรุงเวช บันทึกเสียงที่: ห้องบันทึกเสียงโพลาร์แบร์”

ผลงานนวัตกรรม ‘หุ่นกายวิภาคของกล้ามเนื้อสุนัขแบบโต้ตอบได้’ นวัตกรรมล่าสุดจากคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ คว้ารางวัลระดับโลก

ผลงานนวัตกรรม ‘หุ่นกายวิภาคของกล้ามเนื้อสุนัขแบบโต้ตอบได้’ นวัตกรรมล่าสุดจากคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ คว้ารางวัลระดับโลก

ผลงานนวัตกรรม ‘หุ่นกายวิภาคของกล้ามเนื้อสุนัขแบบโต้ตอบได้’ นวัตกรรมล่าสุดจากคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ คว้ารางวัลระดับโลก

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การเรียนกายวิภาคสำหรับนิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ต้องอาศัยการจดจำกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ผ่านร่างสุนัขอาจารย์ใหญ่ แต่นิสิตมักพบปัญหาร่างอาจารย์ใหญ่ชำรุดเสียหายไปเรื่อยๆ เนื้อเยื่อแข็งตัวทำให้งอขยายได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้คุณภาพร่างไม่สม่ำเสมอ รวมทั้งการขาดแคลนร่างสุนัขจริง ทำให้เป็นอุปสรรคในการเรียนการสอน

ผศ.สพ.ญ.ภาวนา เชื้อศิริ จากภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ พร้อมด้วยนายภักดี สุถนอม นางจันทิมา อินทรปัญญา บุคลากรในภาควิชาฯ และนายกฤตยชญ์ เชื้อศิริ นิสิตคณะนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้คิดค้นผลงานนวัตกรรมหุ่นกายวิภาคของกล้ามเนื้อสุนัขแบบโต้ตอบได้เพื่อแก้ปัญหาในการเรียนกายวิภาค ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจให้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและประเทศไทยด้วยการคว้ารางวัลระดับนานาชาติจากงาน “7th International Exhibition, INVENTCOR 2026” ณ ประเทศโรมาเนีย มาได้ถึง 5 รางวัล ได้แก่ 1.INVENTCOR 2026 Gold Medal Award (INVENTCOR 2026) , 2.INVENTCOR 2026 Best Category Award (Veterinary Medicine – Category G) – certificate & trophy , 3.Special Award จาก World Invention Intellectual Property Associations (WIIPA) – certificate & medal , 4.Special Award by Haller Pro Inventio Foundation, Poland – certificate & medal ประเทศโปแลนด์ และ 5.Special Award by National University of Science and Technology POLITEHNICA Bucharest, Romania – certificate only ประเทศโรมาเนีย

การที่ได้รับรางวัลเหรียญทอง และรางวัลยอดเยี่ยมที่สุดในสาขา Best Category Award: Veterinary Medicine เป็นสิ่งยืนยันการยอมรับว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดในสาขาสัตวแพทย์

ผลงานนวัตกรรมหุ่นกายวิภาคของกล้ามเนื้อสุนัขแบบโต้ตอบได้เป็นนวัตกรรมที่ใช้ในการเรียนการสอนกายวิภาคในนิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ระบบการทำงานเป็นแบบคู่ (Dual-Model) ประกอบด้วย หุ่นแบบ A (LED Topography) เป็นหุ่นสุนัขพันธุ์ชิวาวาขนาดเท่าตัวจริง ติดตั้งไฟ LED 43 จุด ตลอดตัวด้านซ้าย ผู้เรียนสามารถกดปุ่มชื่อกล้ามเนื้อภาษาอังกฤษเพื่อให้ไฟสว่างตามตำแหน่งจริง โดยแยกสีตามหน้าที่ทางสรีรวิทยาอย่างชัดเจน สีแดงเป็นกลุ่มงอทั้งหมด 27 จุด สีดำเป็นกลุ่มเหยียดทั้งหมด 11 จุด และสีเขียวเป็นกลุ่มหุบหรือกางทั้งหมด 5 จุด พร้อมระบบเสียงบรรยาย MP3 เสมือนมีอาจารย์ช่วยสอนอยู่ข้างๆ , หุ่นแบบ B (Biomechanical Simulation) เป็นการจำลองกลไกการเคลื่อนที่อัตโนมัติของรยางค์ขาหน้าและขาหลังของสุนัขพันธุ์ไทย หุ่นสามารถจำลององศาการงอเหยียดได้แม่นยำตามหลักกายวิภาค เช่น ข้อศอกที่ 36-166 องศา และข้อเข่าที่ 41-162 องศา ช่วยให้นิสิตเห็นภาพการทำงานของกล้ามเนื้อในขณะสุนัขเคลื่อนไหวจริง ซึ่งร่างอาจารย์ใหญ่ทำไม่ได้

ผศ.สพ.ญ.ภาวนา อธิบายว่า หุ่นแบบ A จำลองมาจากชิวาวาซึ่งเป็นสุนัขขนาดเล็กมีสรีระสวยงาม ชัดเจน เคลื่อนย้ายได้สะดวก ส่วนหุ่นขาหน้าและขาหลังแบบ B จำลองจากสุนัขพันธุ์ไทยแสดงการงอและเหยียดของข้อต่อต่าง ๆ ได้ตามองศามาตรฐานจริง ได้แก่ ข้อสะโพก ข้อเข่า และข้อเท้า รวมถึงส่วนขาหน้าที่แสดงการทำงานของหัวไหล่ ข้อศอก และข้อมือ

“หุ่นถูกคิดค้นมาตั้งแต่ปี 2568 เราได้ทุนสนับสนุนจากโครงการวิจัยของคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ และนำมาใช้กับนิสิตคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ ปี 1 ในวิชากายวิภาคศาสตร์ (Anatomy 1) พบว่าคะแนนความรู้ของนิสิตหลังใช้งานเพิ่มขึ้นจาก 37% เป็น 93% ความพิเศษ คือ เรานำวัสดุเหลือใช้คือฝาขวดพลาสติกและโฟมมาใช้ในการสร้างหุ่น โดยมีตัวประสานคือเรซิน การประยุกต์ใช้ยางพาราเพื่อให้ข้อต่อต่าง ๆ ขยับงอเหยียดได้ และห่อหุ้มด้วยผ้าชนิดพิเศษเพื่อให้มีความสมจริงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเป็นการลดการนำเข้าสื่อการสอนจากต่างประเทศ” ผศ.สพ.ญ.ภาวนา กล่าวและว่า ปัจจุบันผลงานนวัตกรรมหุ่นกายวิภาคของกล้ามเนื้อสุนัขแบบโต้ตอบได้นี้ยังได้รับความสนใจและผู้วิจัยมีแผนนำไปใช้อบรมตามศูนย์ฝึกสุนัขอีกด้วย ผศ.สพ.ญ.ภาวนา เล่าว่า “อาจารย์พบปัญหาเวลาไปสอนการอบรมปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการกู้ชีพที่ศูนย์ฝึกสุนัขแล้วพบว่าปัญหาที่พบบ่อยมักเกิดจากเรื่องกล้ามเนื้อและข้อเป็นจำนวนมาก และสิ่งที่สำคัญคือการที่สัตวแพทย์ไม่สามารถสื่อสารกับเจ้าของสุนัขได้อย่างเข้าใจเวลาพบปัญหาได้เพราะมองไม่เห็นภาพร่วมกัน ส่วนใหญ่สุนัขมีปัญหาเรื่องการงอเหยียดได้ไม่เต็มที่ ร่วมกับสุนัขมีความเจ็บปวด ไม่สามารถมองเห็นได้ว่าเกิดขึ้นตรงไหน แต่หุ่นสามารถบอกได้เลยว่าตรงไหนมีปัญหา อนาคตอาจารย์ได้รับเชิญให้นำหุ่นไปใช้กับกลุ่มสุนัขกู้ภัย (K9 USAR Thailand) เพื่อช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อจากการฝึกหนัก และการออกพื้นที่จริง เวลาครูฝึกนำไปบำบัดเสริมสร้างร่างกายจะได้ทำอย่างถูกต้องมากขึ้น

ผศ.สพ.ญ.ภาวนา กล่าวถึงแผนงานในอนาคตว่า คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ มีแผนพัฒนาหุ่นเพื่อการเรียนการสอนให้สามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์โดยร่วมกับบริษัทเอกชนภายนอก โดยปัจจุบันอยู่ในช่วงการบ่มเพาะในการเปิดเป็นบริษัทใช้ชื่อว่า CU Vet Best Model ซึ่งจะเป็น Spin-off ภายใต้การดูแลของ CU Vet Enterprise นอกจากหุ่นสุนัขแล้ว ยังเตรียมขยายผลสู่การสร้างหุ่นจำลองกล้ามเนื้อในแมวและหุ่นกู้ชีพแมวต่อไปในอนาคต

‘เพราะได้รับ จึงพร้อมส่งต่อ’ มูลนิธิโตโยต้าฯ ปล่อย มินิซีรีส์ 5 ตอน ถ่ายทอดเรื่องจริงของผู้รับทุนการศึกษา

‘เพราะได้รับ จึงพร้อมส่งต่อ’ มูลนิธิโตโยต้าฯ ปล่อย มินิซีรีส์ 5 ตอน ถ่ายทอดเรื่องจริงของผู้รับทุนการศึกษา

‘เพราะได้รับ จึงพร้อมส่งต่อ’ มูลนิธิโตโยต้าฯ ปล่อย มินิซีรีส์ 5 ตอน ถ่ายทอดเรื่องจริงของผู้รับทุนการศึกษา

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย เดินหน้าสานต่อภารกิจการสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “Toyota Giving ขับเคลื่อนไทยให้ยั่งยืน” โดยได้เปิดตัว มินิซีรีส์ จำนวน 5 ตอน ถ่ายทอดเรื่องราวจากชีวิตจริงของผู้ได้รับทุนการศึกษาจากมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย เพื่อสะท้อนพลังของ “โอกาสทางการศึกษา” และต่อยอดเป็นแรงบันดาลใจในการส่งต่อสิ่งดีงามกลับคืนสู่สังคม

มินิซีรีส์ 5 ตอนนี้ นำเสนอเรื่องราวของผู้ได้รับทุนการศึกษาในหลากหลายเส้นทางชีวิต ซึ่งล้วนมีเป้าหมายเดียวกันสอดคล้องกับพันธกิจของโตโยต้า ที่เชื่อว่า “การให้” ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อโอกาสถูกมอบให้ แต่สามารถขยายผลต่อเนื่องเป็นพลังในการพัฒนาสังคมในระยะยาว โดยเรื่องราวทั้ง 5 ตอนประกอบด้วย EP.1 “ส่งต่อ ปัญญา สร้างคนให้ยั่งยืน” อ.ทพ.ณัฐพล ถินสถิตย์ (หมอต้อม) หัวหน้าสาขาวิชาสุขภาพช่องปากครอบครัวและชุมชน สำนักวิชาทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เรื่องราวของผู้ที่เคยเผชิญความกังวลเมื่อสอบติดคณะทันตแพทยศาสตร์ แต่ไม่แน่ใจว่าครอบครัวจะสามารถส่งเสียให้เรียนจนจบได้หรือไม่ โอกาสจากทุนการศึกษาของมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ทำให้เขาสามารถสานต่อความฝันจนเติบโตเป็นทันตแพทย์และอาจารย์ผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับคนรุ่นต่อไป

EP.2 ส่งต่อ กำลังใจ ให้คนที่ตั้งใจ น.ส.ธนัชญา แสงคุรัง (น้องหวาย) นักเรียนทุนมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย พ.ศ.2569 เรื่องราวของนักเรียนทุนที่เติบโตจากครอบครัวที่ทำงานหนักเพื่อส่งลูกเรียน ความพยายามและกำลังใจจากคนรอบข้าง กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เธอมุ่งมั่นกับการศึกษา และตั้งใจส่งต่อกำลังใจให้กับผู้ที่มีความฝันเช่นเดียวกัน

EP.3 ส่งต่อ โอกาส เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน นายธนากร ยืนยง (แบท) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนโพธิ์ไทรวิทยา นักเรียนทุนมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย พ.ศ.2569 ชีวิตของนักเรียนที่เติบโตท่ามกลางวิถีชนบท ช่วยครอบครัวทำงานตั้งแต่เล็ก ทั้งงานบ้าน งานเกษตร และงานรับจ้างต่างๆสำหรับเขา “โอกาส” หมายถึงการได้พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ และการศึกษาคือหนทางสำคัญในการสร้างอนาคตที่มั่นคง

EP.4 ส่งต่อ ความเชื่อ ในพลังของการศึกษา พ.ต.ต. ภูมินันต์ โคตร์ประทุม (สารวัตรนนท์) แรงบันดาลใจจากคำสอนของแม่ที่ปลูกฝังให้ตั้งใจเรียนหนังสือ เพื่อให้ชีวิตมีโอกาสที่ดีกว่าเดิม ความเชื่อในพลังของการศึกษาได้ผลักดันให้เขามุ่งมั่นพัฒนาตนเองจนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และพร้อมส่งต่อความเชื่อนี้ให้กับคนรุ่นต่อไป

และ EP.5 ส่งต่อ จินตนาการ คืนความงาม สู่ชุมชน วิริยะ วงเวียน (แป๊ปซี่) นักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยขอนแก่น นักศึกษาศิลปกรรมศาสตร์ผู้ใช้ความสามารถด้านศิลปะสร้างคุณค่าให้กับสังคม เงินทุนการศึกษากลายเป็นแรงผลักดันให้เขาได้พัฒนางานศิลปะของตนเอง พร้อมนำทักษะและจินตนาการไปทำกิจกรรมจิตอาสา สร้างสรรค์งานศิลป์ให้กับชุมชนและโรงเรียน

มินิซีรีส์ ทั้ง 5 ตอนจึงเป็นเสมือนภาพสะท้อนของผลลัพธ์จากการสนับสนุนด้านการศึกษา ที่ไม่เพียงเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของผู้ที่ได้รับทุน แต่ยังขยายเป็นพลังในการ “ส่งต่อ” คุณค่า ความรู้ แรงบันดาลใจ และโอกาสกลับคืนสู่สังคม สอดคล้องกับแนวคิดของ “Toyota Giving” ที่มุ่งสร้างสังคมแห่งการให้ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน

สามารถติดตาม Mini Series ทั้ง 5 ตอน ผ่านช่องทาง Facebook : Toyota Motor Thailand: https://web.facebook.com/toyotamotor.th  , Toyota Happiness Club: https://web.facebook.com/ToyotaCSR , YouTube : Toyota Motor Thailand: https://www.youtube.com/@toyotathailand  , TikTok : Toyota Motor Thailand: https://www.tiktok.com/@toyotamotorth  , Toyota Happiness Club: https://www.tiktok.com/@toyotahappinessclub

เปิดยุทธศาสตร์ ‘จีนยุคใหม่’ ถอดรหัส ‘แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15’ ผ่านเวที วทจ. รุ่น 8

เปิดยุทธศาสตร์ ‘จีนยุคใหม่’ ถอดรหัส ‘แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15’ ผ่านเวที วทจ. รุ่น 8

เปิดยุทธศาสตร์ ‘จีนยุคใหม่’ ถอดรหัส ‘แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15’ ผ่านเวที วทจ. รุ่น 8

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “จีน” ยังคงเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจที่ทั่วโลกจับตา ทั้งด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ขณะที่ความสัมพันธ์ไทย – จีน ซึ่งมีความแน่นแฟ้นยาวนานกว่า 50 ปี ก็กำลังก้าวเข้าสู่มิติใหม่ของความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่ไม่ได้จำกัดเพียงด้านเศรษฐกิจ หากแต่ครอบคลุมถึงการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของมิตรภาพและความไว้วางใจระหว่างสองประเทศ

สถาบันวิทยาการผู้นำไทย–จีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ เปิดแนวรุกเชื่อมโยงยุทธศาสตร์สีเขียวและดิจิทัล รับมือโลกเปลี่ยนผ่าน จัดงานสัมมนาวิชาการ “หลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย–จีน (วทจ.) รุ่นที่ 8” ภายใต้หัวข้อ “ไทย–จีน พลวัตใหม่ของการค้าและการลงทุนในโลกที่เปลี่ยนแปลง” เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มุมมองเชิงนโยบาย และทิศทางเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ตลอดจนเสริมสร้างความเข้าใจด้านโอกาสทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและจีนในอนาคต

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยระบุว่า “แผนพัฒนาในอีก 5 ปีข้างหน้าของจีน มีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศไทย และจะนำมาซึ่งโอกาสใหม่ ๆ สำหรับความร่วมมือจีน–ไทย ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรม ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ทั้งสองประเทศควรใช้เสถียรภาพและความสัมพันธ์อันยาวนานร่วมกันรับมือกับความไม่แน่นอนจากภายนอก เพื่อสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน”

นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติควรติดตามและทำความเข้าใจทิศทางนโยบายของจีนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจีนกำลังเร่งขยายการเปิดกว้างในภาคบริการ เทคโนโลยีดิจิทัล การค้าสีเขียว (ESG) และอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน รวมถึงการเดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตล่วงหน้า เช่น อากาศยาน เทคโนโลยี AI เชิงกายภาพ และเทคโนโลยี 6G พร้อมส่งเสริมให้อุตสาหกรรมไฮเทคของจีนเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้นเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ ตลอดจนร่วมมือกันเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีและพลังงานสีเขียว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ปัจจุบันบริษัทจีนได้เข้ามาสร้างฐานการผลิตในไทย ดันไทยสู่ศูนย์กลางการผลิตและส่งออกของภูมิภาค

อีกทั้งแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 นี้ ยังเปิดโอกาสอย่างไร้ขีดจำกัดให้ผู้ประกอบการไทยในการเข้าถึงตลาดจีน ซึ่งมีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน และมีกลุ่มประชากรรายได้ปานกลางกว่า 400 ล้านคน ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 800 ล้านคนในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยจีนกำลังกระตุ้นการบริโภคครั้งใหญ่ภายในปี 2027 โดยเฉพาะในตลาดรถยนต์อัจฉริยะ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ ตลาดเครื่องสำอาง เสื้อผ้าอัจฉริยะ และผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นจุดแข็งของประเทศไทยอยู่แล้ว จึงเป็นโอกาสดีที่ไทยจะส่งออกสินค้าคุณภาพสูงเข้าสู่ตลาดจีนผ่านช่องทางต่างๆ เช่น งานมหกรรมสินค้านำเข้านานาชาติจีน (CIIE) หรืองานกวางโจวแฟร์ โดยจีนพร้อมต้อนรับประเทศไทยในการคว้าโอกาสทางธุรกิจนี้ในฐานะคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยมาอย่างต่อเนื่อง

ด้าน นายอรัญ เอี่ยมสุรีย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันวิทยาการผู้นำไทย–จีน กล่าวว่า ความสัมพันธ์ไทย–จีน เป็นความสัมพันธ์ที่แนบแน่นมาอย่างยาวนาน และยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในโลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยี

“ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ไทยและจีนมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเสมือนญาติมิตร เห็นได้จากความร่วมมือในหลากหลายมิติ ทั้งระดับภาครัฐ ภาคธุรกิจ และระดับประชาชน การจัดสัมมนาในครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญที่จะช่วยให้ทุกฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมอง และมองเห็นทิศทางใหม่ของความร่วมมือไทย–จีนในอนาคต” นายอรัญกล่าว

งานสัมมนาครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นเวทีวิชาการในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจและการลงทุนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของ “หลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย–จีน (วทจ.)” ในการบ่มเพาะบุคลากรและเครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่ที่เป็นกำลังหลักของประเทศ พร้อมที่จะใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ในการส่งเสริมมิตรภาพ ขยายความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม และขับเคลื่อนความสัมพันธ์ไทย-จีน ให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

คุรุสภาประกาศรายชื่อ 2,490 ครูอาวุโสปี68 เชิดชูปูชนียบุคคลแห่งแผ่นดิน

คุรุสภาประกาศรายชื่อ 2,490 ครูอาวุโสปี68 เชิดชูปูชนียบุคคลแห่งแผ่นดิน

คุรุสภาประกาศรายชื่อ 2,490 ครูอาวุโสปี68 เชิดชูปูชนียบุคคลแห่งแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.07 น.

“คุรุสภา” เชิดชูเกียรติครูอาวุโส ปี 2568 จำนวน 2,490 คน พร้อมเปิดให้ผู้ประสงค์เข้าเฝ้าฯ รับเครื่องหมายเชิดชูเกียรติฯ ตอบแบบสำรวจข้อมูลออนไลน์ ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569

31 พ.ค.69 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า คุรุสภาร่วมกับมูลนิธิช่วยครูอาวุโส ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประกาศรายชื่อผู้ประกอบวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และศึกษานิเทศก์ ที่เกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2568 และยื่นแบบขอรับเครื่องหมายเชิดชูเกียรติครูอาวุโส ประกาศนียบัตร และเงินช่วยเหลือ ประจำปี 2568 รวมทั้งสิ้น 2,490 คน โดยในจำนวนนี้มีผู้ได้รับเงินช่วยเหลือ จำนวน 30 คน คนละ 20,000 บาท ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเพื่อนำครูอาวุโส ประจำปี 2568 เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อรับพระราชทานเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ประกาศนียบัตร และเงินช่วยเหลือซึ่งถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และเป็นขวัญกำลังใจอันทรงคุณค่ายิ่งแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการพัฒนาการศึกษาไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 30 ปี

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวว่า เพื่อให้การเตรียมการนำครูอาวุโสเข้าเฝ้าฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขอให้ครูอาวุโส ประจำปี 2568 ทุกท่าน เข้าตอบแบบสำรวจข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ ที่ https://www.ksp.or.th/service/kspmaster/confirmin68.php ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เพื่อใช้ประกอบการจัดเตรียมข้อมูลนำครูอาวุโสเข้าเฝ้าฯ และอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน

“ครูอาวุโสทุกท่านล้วนเป็นผู้มีคุณูปการต่อประเทศชาติ เป็นแบบอย่างแห่งความวิริยะ อดทน และยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพ ได้อุทิศชีวิตเพื่อสร้างคน สร้างปัญญา และสร้างอนาคตของชาติ จนเป็นที่เคารพศรัทธาของศิษย์และสังคม สมควรได้รับการยกย่องเชิดชูในฐานะปูชนียบุคคลของแผ่นดิน”

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการมอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ประกาศนียบัตร และเงินช่วยเหลือครูอาวุโส นับเป็นภารกิจสำคัญของคุรุสภาในการยกย่องเชิดชูเกียรติผู้เกษียณอายุราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ เสียสละและเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม อันเป็นการสะท้อนถึงคุณค่าของวิชาชีพครู และตระหนักถึงคุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่ครูได้สร้างไว้แก่ประเทศชาติตลอดมา โดยผู้มีสิทธิขอรับพระราชทานเครื่องหมายเชิดชูเกียรติฯ ต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ปฏิบัติงานจนถึงวันเกษียณอายุ มีระยะเวลาปฏิบัติงานรวมแล้วไม่น้อยกว่า 30 ปี มีประวัติการทำงานดี มีความประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดีตามจารีตของครู และไม่เคยถูกลงโทษทางวินัย แม้จะได้รับการล้างมลทินแล้วก็ตาม ส่วนการพิจารณาเงินช่วยเหลือ จะคำนึงถึงฐานะความเป็นอยู่ ความยากลำบากในการดำรงชีวิต และทรัพย์สิน ตามหลักเกณฑ์ของมูลนิธิช่วยครูอาวุโส ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ที่มีความจำเป็นอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ คุรุสภา และมูลนิธิช่วยครูอาวุโส ในพระบรมราชูปถัมภ์ จะแจ้งกำหนดวัน เวลา และสถานที่ในการนำครูอาวุโส ประจำปี 2568 เข้าเฝ้าฯ เพื่อรับพระราชทานเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ประกาศนียบัตร และเงินช่วยเหลือ ให้ทราบในโอกาสต่อไป โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อครูอาวุโส ประจำปี 2568 ได้ทางเว็บไซต์คุรุสภา http://www.ksp.or.th หรือ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักพัฒนาและส่งเสริมวิชาชีพ กลุ่มยกย่องและผดุงเกียรติวิชาชีพ โทรศัพท์ 0 2280 4333

สพฐ.ทำทันทีลดภาระครูเริ่มปีนี้ โรงเรียนไม่ต้องกรอก ITA ป.ป.ช.

สพฐ.ทำทันทีลดภาระครูเริ่มปีนี้ โรงเรียนไม่ต้องกรอก ITA ป.ป.ช.

สพฐ.ทำทันทีลดภาระครูเริ่มปีนี้ โรงเรียนไม่ต้องกรอก ITA ป.ป.ช.

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.06 น.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เดินหน้าลดภาระครูอย่างเป็นรูปธรรม เริ่มปีการศึกษา 2569 โรงเรียนไม่ต้องกรอกข้อมูลการประเมิน ITA ระดับสถานศึกษา ของ ป.ป.ช. พร้อมทยอยยกเลิกการประเมิน การรายงาน และการประกวดบางโครงการ ที่สร้างภาระงานให้ครู-โรงเรียน

28 พ.ค.69 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เดินหน้าลดภาระครูอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป โรงเรียนไม่ต้องกรอกข้อมูลการประเมิน ITA ระดับสถานศึกษา ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พร้อมทั้งทยอยยกเลิกการประเมิน การรายงาน และการประกวดบางโครงการ ที่สร้างภาระงานให้ครูและโรงเรียน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสำคัญ ในการลดภาระงานด้านเอกสาร และงานประเมินที่ไม่จำเป็น เพื่อเปิดโอกาสให้ครูมีเวลาในการจัดการเรียนการสอน และดูแลนักเรียนได้อย่างเต็มที่ ตามแนวทาง “คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก” ของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นผลมาจากการที่ สพฐ.ได้ทบทวนโครงการตามแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ซึ่งมีทั้งสิ้น 116 โครงการ ในจำนวนนี้เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของครู 50 โครงการ และภายหลังการพิจารณาร่วมกันของหน่วยงานภายใน สพฐ. เห็นว่าสามารถปรับลดขั้นตอนและกิจกรรม ที่เป็นภาระต่อครูและโรงเรียนได้ อาทิ การยกเลิกการรายงานที่ซ้ำซ้อน การลดขั้นตอนการดำเนินงาน การบูรณาการข้อมูลร่วมกัน รวมถึงการพิจารณายกเลิกบางโครงการที่ไม่จำเป็น

“มาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันที คือ การยกเลิกการกรอกข้อมูล ITA ระดับสถานศึกษา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป โดย สพฐ.ได้หารือร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. และเห็นว่า ข้อมูลที่ใช้ในการประเมิน เช่น การเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (OIT) และข้อมูลเชิงประจักษ์ สามารถดึงจากฐานข้อมูลที่มีอยู่แล้ว เช่น ระบบ Connext ED สำหรับโรงเรียน และระบบ OIT Plus สำหรับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มาใช้แทนได้” เลขาธิการ กพฐ.กล่าวและว่า นอกจากนี้ สพฐ.ยังพัฒนาแพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อให้โรงเรียนสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ ลดการกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดภาระงานเอกสารของครูอย่างเป็นระบบ

สำหรับโครงการที่เตรียมปรับลดหรือยกเลิกในปีงบประมาณ 2570 เบื้องต้นมี 6 โครงการ ได้แก่ 1. ยกเลิกการประเมิน ITA ออนไลน์ ระดับสถานศึกษา 2. ยกเลิกการประเมินโรงเรียนคุณธรรม ระดับ 4 ดาว และ 5 ดาว 3. ยกเลิกการรายงานโครงการยกระดับสมรรถนะความฉลาดรู้ของผู้เรียน ตามกรอบการประเมินระดับนานาชาติ 4. ยกเลิกการรายงานโครงการยกระดับ OBEC Channel ศูนย์กลางสื่อสารและบริหารงานดิจิทัล สพฐ. 5. ยกเลิกการรายงานโครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้สู่ห้องเรียน และ 6. ยกเลิกการประกวดโครงการส่งเสริมสุขภาพและพลานามัย

นายพิเชฐ กล่าวด้วยว่า หลายโครงการของ สพฐ. มีหน่วยงานภายนอก ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม ภายใต้แนวคิด “All for Education” ซึ่งทุกภาคส่วนมีบทบาทในการพัฒนาการศึกษา อย่างไรก็ตาม สพฐ.จะพิจารณารายละเอียดของแต่ละโครงการอย่างรอบคอบ หากพบว่าโครงการใดสร้างภาระด้านการรายงาน หรือเพิ่มงานเอกสาร ให้ครูและโรงเรียน ก็อาจพิจารณาปรับลดหรือยกเลิก ขณะเดียวกัน โครงการที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้เรียน ทั้งด้านความรู้ คุณธรรม และทักษะชีวิต ยังคงได้รับการสนับสนุนต่อไป โดยจะเน้นลดกิจกรรมหรือขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ครูมีเวลาอยู่กับนักเรียนมากขึ้น โรงเรียนมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการมากขึ้น และผู้เรียนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ.

กยศ. แจ้งลูกหนี้ 2 แสนราย เตรียมชำระงวดแรก 5 ก.ค. 69 พร้อมชูส่วนลดปิดบัญชี 3%

กยศ. แจ้งลูกหนี้ 2 แสนราย เตรียมชำระงวดแรก 5 ก.ค. 69 พร้อมชูส่วนลดปิดบัญชี 3%

กยศ. แจ้งลูกหนี้ 2 แสนราย เตรียมชำระงวดแรก 5 ก.ค. 69 พร้อมชูส่วนลดปิดบัญชี 3%

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.43 น.

วันที่ 26 พ.ค. 2569 กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้ดำเนินการจัดส่งหนังสือแจ้งภาระหนี้ให้แก่ผู้กู้ยืมเงินที่ครบกำหนดชำระหนี้งวดแรกจำนวนประมาณ 200,000 ราย เพื่อเตรียมความพร้อมในการชำระเงินภายในวันที่ กรกฎาคม 2569 โดยในหนังสือแจ้งหนี้ได้ระบุรายละเอียดของยอดหนี้คงเหลือและตารางการผ่อนชำระรายปีอย่างชัดเจน ครอบคลุมระยะเวลาทั้งหมด 15 ปี (ตั้งแต่ปีที่ 1 ถึงปีที่ 15) ทั้งนี้ กยศ. คิดอัตราดอกเบี้ยในระดับที่ต่ำมากเพียง 1% ต่อปี อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมสามารถบริหารจัดการเงินได้อย่างยืดหยุ่น โดยสามารถเลือกชำระเงินก้อนเป็นรายปี หรือจะใช้วิธีทยอยผ่อนชำระยอดหนี้ให้ครบตามตารางชำระหนี้รายปีได้ตามความสะดวกของแต่ละบุคคล

สิทธิประโยชน์พิเศษและส่วนลดสำหรับการปิดบัญชี

นอกเหนือจากการแจ้งยอดชำระตามปกติแล้ว ทาง กยศ. ยังได้มอบสิทธิประโยชน์พิเศษเพื่อเป็นแรงจูงใจและช่วยแบ่งเบาภาระของผู้กู้ยืม โดยจะมอบ ส่วนลดเงินต้นให้ถึง 3% สำหรับผู้กู้ยืมที่มีความพร้อมและประสงค์จะชำระหนี้แบบ “ปิดบัญชี” (ชำระหนี้ที่เหลืออยู่ทั้งหมดในคราวเดียว) การที่ กยศ. ได้จัดส่งข้อมูลและตารางผ่อนชำระให้ทราบล่วงหน้านั้น มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ผู้กู้ยืมได้รับทราบภาระผูกพันของตนเองอย่างโปร่งใส และสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประกอบการวางแผนทางการเงิน เพื่อให้สามารถชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสมและไม่กระทบต่อสภาพคล่องในชีวิตประจำวัน

ช่องทางการตรวจสอบยอดหนี้และการติดต่อประสานงาน

สำหรับผู้กู้ยืมที่ต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมหรือต้องการตรวจสอบยอดหนี้ปัจจุบันด้วยตนเอง สามารถเข้าใช้งานได้อย่างสะดวกสบายผ่านแอปพลิเคชัน กยศ. Connect บนสมาร์ตโฟน และหากผู้กู้ยืมท่านใดตัดสินใจที่จะรับสิทธิประโยชน์ส่วนลด 3% จากการปิดบัญชี สามารถติดต่อนัดหมายล่วงหน้าได้ที่ กยศ. Call Center เบอร์โทรศัพท์ 0-2016-4888 นอกจากนี้ ทางกองทุนฯ ได้เน้นย้ำเรื่องสำคัญคือ เมื่อผู้กู้ยืมได้ทำการชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะชำระเป็นงวดหรือชำระปิดบัญชี ขอให้เก็บหลักฐานและใบเสร็จการชำระเงินไว้เป็นอย่างดี เพื่อใช้เป็นข้อมูลยืนยันและตรวจสอบความถูกต้องในภายหลัง

มก.เปิดหลักสูตรปูทางไทยสู่ศูนย์กลางสุขภาพระดับโลก ‘KUVPL Biohacking & Longevity Master Class’ รุ่นที่ 1

มก.เปิดหลักสูตรปูทางไทยสู่ศูนย์กลางสุขภาพระดับโลก ‘KUVPL Biohacking & Longevity Master Class’ รุ่นที่ 1

มก.เปิดหลักสูตรปูทางไทยสู่ศูนย์กลางสุขภาพระดับโลก ‘KUVPL Biohacking & Longevity Master Class’ รุ่นที่ 1

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติ ร่วมกับ โรงพยาบาลวิภาวดี และ V Precision Clinic จัดพิธีเปิดหลักสูตร KUVPL Biohacking & Longevity Master Class รุ่นที่ 1″ หรือ หลักสูตรการถอดรหัสชีวิตเพื่อสุขภาพและอายุยืน มุ่งสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพด้วยนวัตกรรม Biohacking และศาสตร์อายุรวัฒน์ เพื่อรับมือกับสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ โดยได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.นุชนาถ มั่งคั่ง รองอธิการบดีฝ่ายการเงินและกิจกรรมพิเศษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานกรรมการกลุ่มโรงพยาบาลวิภาวดี พร้อมด้วย ศ.ดร.วรรณวิภา วงศ์แสงนาค คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธานกรรมการอำนวยการหลักสูตรฯ พันโท นายแพทย์ธรณัส กระต่ายทอง ผู้อำนวยการฝ่ายแพทย์ วี พรีซิชั่น คลินิก เครือโรงพยาบาลวิภาวดี ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธานกรรมการพัฒนาหลักสูตรฯ และ ญาดา พัฑฒฆายน กรรมการบริหาร บมจ.โรงพยาบาลวิภาวดี เข้าร่วมงาน ณ ห้องกรุงเทพ 2 ชั้น M โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ลาดพร้าว

ศ.ดร.วรรณวิภา วงศ์แสงนาค คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มก. ประธานกรรมการอำนวยการหลักสูตรฯ กล่าวว่า หลักสูตร KUVPL รุ่นที่ 1 มุ่งเน้นให้ความรู้เชิงลึกที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนและการย้อนวัยในระดับโมเลกุล ผ่านกลยุทธ์สำคัญ 6 ประการ ได้แก่ 1.Nutrition (อาหารต้านแก่ แก้โรค) การออกแบบโภชนาการเฉพาะบุคคลเพื่อฟื้นฟูระบบร่างกาย 2.Physical Activity (ขยับวันนี้ แทนกายภาพวันหน้า) การออกกำลังกายที่เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของเซลล์และการเคลื่อนไหว 3.Restorative Sleep (นอนดี มีปีเพิ่ม) วิทยาศาสตร์การนอนเพื่อการหลั่งโกรทฮอร์โมนและการซ่อมแซมสมอง 4.Stress Management (อย่าให้ “ความเครียด” จัดการคุณ) เทคนิคการควบคุมสภาวะจิตเพื่อชะลอความเสื่อมของยีน 5.Avoidance of Risky Substances (ตัดสิ่งเสี่ยง เลี่ยงชรา) การลดปัจจัยมลพิษและการตรวจหาสารพิษสะสม และ 6.Social Connection (สังคมต่ออายุ) การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์เพื่อสุขภาพจิตและอายุที่ยืนยาว

ผศ.ดร.นุชนาถ มั่งคั่ง รองอธิการบดีฝ่ายการเงินและกิจกรรมพิเศษ มก. กล่าวว่า หลักสูตรนี้จะเป็นต้นแบบสำคัญในการบูรณาการศาสตร์ด้านการเกษตร อาหาร และสุขภาพ เข้ากับนวัตกรรมทางการแพทย์สมัยใหม่ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำไปต่อยอดทั้งในชีวิตส่วนตัวและในเชิงธุรกิจ Wellness ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Hub ด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและศูนย์กลางสุขภาพระดับโลก

ด้าน นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานกรรมการกลุ่ม รพ.วิภาวดี เสริมว่า การร่วมมือในครั้งนี้คือความตั้งใจที่จะมอบเครื่องมือที่ดีที่สุดในการดูแลสุขภาพให้กับคนไทย โดยใช้เทคโนโลยี Biohacking เข้ามาช่วยถอดรหัสร่างกาย เพื่อให้ทุกคนสามารถมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพและปราศจากโรค

 ทั้งนี้ ผู้เข้ารับการอบรมในรุ่นที่ 1 มีจำนวนทั้งสิ้น  36 คน มาจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อาทิ  ผศ.สพ.ญ.ดร.วราพร พิมพ์ประไพ , ดร.ชลิดา เถาว์ชาลี ตันติพิภพ , พญ.ศศินี โภคโต , นายศกัญ แก้วประจันทร , น.ส.นาริสา กุลละวณิชย์ ซึ่งสะท้อนถึงความตื่นตัวและความสำคัญขององค์ความรู้ด้านสุขภาพและการมีอายุยืนในสังคม ปัจจุบัน

โดยหลักสูตรมีการจัดบรรยายและการฝึกปฏิบัติโดยรวมเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ รวมทั้งสิ้น 8 วัน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 พ.ค. – 6 มิ.ย.69 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมศึกษาดูงานที่โรงพยาบาลวิภาวดีและบริษัทในเครือ V precision Clinic ตลอดจนกิจกรรมศึกษาดูงาน “โครงการอาบป่า” โดยคณะมนุษยศาสตร์ มก. ณ โรงแรมเดอะเกษตร อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์