ก.ค.ศ. เคาะเพิ่มรายชื่อสถานศึกษา ลดเวลาขอเลื่อนวิทยฐานะ ผ่านร่างเกณฑ์คุมเข้มกรรมการประเมิน DPA

15 กันยายน 2569 เวลา 14:08 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) โดยที่ประชุมมีมติสำคัญหลายเรื่องที่สะท้อนการขับเคลื่อนระบบบริหารงานบุคคลให้ทันสมัย คล่องตัว และตอบโจทย์การปฏิบัติงานจริง ตั้งแต่การปรับปรุงหลักเกณฑ์ การสรรหาและคัดเลือกบุคลากร 38 ค. (2) การส่งเสริมความก้าวหน้าในวิชาชีพของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่พิเศษ ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานและจริยธรรมในกระบวนการประเมินวิทยฐานะ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. เปิดเผยว่า ก.ค.ศ. ได้เห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการย้าย การเปลี่ยนตำแหน่ง และการโอนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และการย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญไปบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงานบุคคล ลดข้อจำกัดจากหลักเกณฑ์เดิม และเปิดโอกาสให้ส่วนราชการสามารถบริหารตำแหน่งและบุคลากรให้สอดคล้องกับภารกิจและบริบทของแต่ละหน่วยงานมากขึ้น รวมถึงรองรับการย้ายต่อเนื่องและการกำหนดปฏิทินการดำเนินงานที่เหมาะสม

นอกจากนี้ได้มีการอนุมัติจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวนทั้งสิ้น 7,276 อัตรา แบ่งเป็น สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 77 อัตรา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน 3 อัตรา  สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 6,792 อัตรา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวน 292 อัตรา และสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ จำนวน 112 อัตรา

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังเห็นชอบการกำหนดประกาศรายชื่อสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษ ฉบับใหม่รวมสถานศึกษา จำนวน 3,657 แห่ง เพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สายงานการสอนและสายงานบริหารสถานศึกษา ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ตามเงื่อนไข สามารถใช้สิทธิลดระยะเวลาการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะ จาก 4 ปี เหลือ 3 ปีได้ โดยแบ่งเป็นสถานศึกษาสังกัด สพฐ. 2,739 แห่ง สอศ. 17 แห่ง และ สกร. 901 แห่ง พร้อมกำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อรักษาสิทธิของผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่พิเศษ ตามประกาศเดิม (ว 23/2565) โดยผู้ที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาต่อเนื่องครบ 3 ปี และมีคุณสมบัติครบถ้วนภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 สามารถใช้สิทธิลดระยะเวลาได้อีก 1 ครั้ง และยื่นคำขอผ่านระบบ DPA ได้ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2570 รวมทั้งรองรับกรณีมีการย้าย หรือเปลี่ยนสถานศึกษา เพื่อให้สามารถนับระยะเวลาการปฏิบัติงานต่อเนื่องตามเงื่อนไขที่กำหนด

ทั้งนี้ ให้ยกเลิกประกาศรายชื่อสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษเดิม ตาม ว 23/2565 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 และให้ประกาศใหม่ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไปเช่นกัน ซึ่งสำนักงาน ก.ค.ศ. จะประกาศรายชื่อสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษให้ทราบต่อไป

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ การยกระดับมาตรฐานจริยธรรมของกรรมการประเมินวิทยฐานะ โดย ก.ค.ศ. เห็นชอบ (ร่าง) ข้อกำหนดสำหรับกรรมการประเมินวิทยฐานะ ในระบบ DPA และเห็นชอบให้นำไปกำหนดไว้ในประมวลจริยธรรมข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อกำกับการปฏิบัติหน้าที่ให้มีความเป็นกลาง รักษาความลับ ป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน และพิจารณาผลงานด้วยความเที่ยงธรรม โดยกำหนดให้การฝ่าฝืนข้อกำหนด ถือเป็นความผิดทางจริยธรรมและวินัยอย่างร้ายแรงรวมถึงกรณีกรรมการประเมินไม่ได้เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หากกระทำผิดให้ถือว่ามีความผิดทางอาญา

ด้าน ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า ก.ค.ศ. ได้ติดตามการดำเนินงาน รับฟังความคิดเห็นและได้รับข้อร้องเรียนว่า พบพฤติกรรมของกรรมการบางรายที่อาจไม่สอดคล้องกับจริยธรรมของการทำหน้าที่ เช่น การเปิดเผยตัวตน การรวมกลุ่มผ่านช่องทางออนไลน์ การจัดอบรมทำผลงานทางวิชาการ รวมถึงการขาดการตรวจสอบและวินิจฉัยการคัดลอกหรือลอกเลียนผลงานทางวิชาการในการประเมิน  ก.ค.ศ. จึงเห็นความจำเป็นในการกำหนดมาตรฐานจริยธรรมสำหรับกรรมการประเมินให้มีความชัดเจนและมีสภาพบังคับมากยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับมาตรฐานการประเมินวิทยฐานะให้ได้รับความเชื่อมั่นจากข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ  ซึ่งทั้งหมดมีเป้าหมายร่วมกัน คือทำให้ระบบบริหารงานบุคคลมีความชัดเจน เป็นธรรม โปร่งใส และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

“ก.ค.ศ. จะเร่งนำมติและหลักเกณฑ์ที่ได้รับความเห็นชอบไปสู่การปฏิบัติ พร้อมสื่อสารทำความเข้าใจกับหน่วยงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงของหลักเกณฑ์เกิดประโยชน์กับผู้ปฏิบัติงานอย่างแท้จริง และช่วยให้หน่วยงานทางการศึกษาสามารถบริหารจัดการบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป” เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าว

วธ.รับมอบ ไม้จันทน์หอม จัดสร้างพระโกศจันทน์-หีบพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

14 กันยายน 2569 เวลา 20:43 น.

วธ. รับมอบไม้จันทน์หอมสำหรับนำไปจัดสร้างพระโกศจันทน์และหีบพระศพไม้จันทน์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) รับมอบไม้จันทน์หอมสำหรับนำไปจัดสร้างพระโกศจันทน์และหีบพระศพไม้จันทน์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวง ราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นผู้ส่งมอบ พร้อมด้วยนางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร นางอภิญญา เอี่ยมอำภา รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ตลอดจนประชาชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมในพิธี ณ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร จังหวัดนครปฐม

นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดหาไม้จันทน์หอมสำหรับนำไปจัดสร้างพระโกศจันทน์และหีบพระศพไม้จันทน์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยคัดเลือกไม้จันทน์หอม ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ตำบลหาดขาม อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีลักษณะเหมาะสม ยืนต้นตายตามธรรมชาติ เปลาตรง และมีพิธีบวงสรวงไม้จันทน์หอมไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พุทธศักราช 2569 จากนั้นกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ส่งมอบไม้จันทน์หอมที่ผ่านการคัดเลือกและแปรรูปตามขนาดและจำนวนที่กำหนด เป็นไม้จันทน์หอมแปรรูป ไม้ท่อน จานวน 370 ท่อน และไม้จันทน์หอมแปรรูป ไม้แผ่น จำนวน 1,350 แผ่น รวมปริมาตร 16.053 ลูกบาศก์เมตร ให้แก่กระทรวงวัฒนธรรม

นางสาวซาบีดา กล่าวอีกว่า ความร่วมมือระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต่างน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และพร้อมแสดงความจงรักภักดีด้วยหัวใจ ทำให้การตัดไม้จันทน์หอม และการเคลื่อนย้ายมายังสำนักช่างสิบหมู่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งสำนักช่างสิบหมู่ได้จัดเตรียมบุคลากรไว้พร้อมแล้วเพื่อดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้ นับจากนี้ ช่างโลหะ ช่างไม้ประณีต ช่างโกรกฉลุ และเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร จะดำเนินการจัดสร้างพระโกศจันทน์และหีบพระศพไม้จันทน์ อย่างสุดฝีมือด้วยความละเอียดรอบคอบ ประณีตและพิถีพิถัน เพื่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมประโยชน์ และแสดงฝีมือเชิงช่างศิลปกรรมชั้นสูงอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทยให้เป็นที่ปรากฏสืบไป นอกจากนี้ จะบันทึกองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดสร้างพระโกศจันทน์และหีบพระศพไม้จันทน์ไว้เป็นจดหมายเหตุของชาติ ตั้งแต่การจัดหาต้นจันทน์หอม พิธีบวงสรวง พิธีการตัดต้นจันทน์หอม และขั้นตอนการจัดสร้างโดยละเอียดและสมบูรณ์ เพื่อเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และสืบทอดองค์ความรู้ให้แก่อนุชนจากรุ่นสู่รุ่นต่อไป

NIA ผนึก มก. เดินหน้า ‘Thai Kitchen 2026’ ดัน 12 ผู้ประกอบการ ต่อยอด FoodTech ไทยสู่ตลาดจริง

14 กันยายน 2569 เวลา 13:56 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เดินหน้าส่งเสริมและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีอาหารของไทย ผ่านโครงการ Thai Kitchen 2026: Crafted FoodTech Accelerator Program โปรแกรมเร่งการเติบโตที่มุ่งพัฒนาผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมด้านอาหาร ให้สามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาต่อยอดธุรกิจ พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด พร้อมเชื่อมโยงองค์ความรู้ เครือข่าย และโอกาสทางธุรกิจ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อยอดจุดแข็งของประเทศไทยในฐานะ “ครัวของโลก” สู่การเป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต” โดยภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของไทยมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ ด้วยมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรรวมกว่า 1.7 ล้านล้านบาท การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามายกระดับธุรกิจอาหารจึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า “หัวใจของการพัฒนาผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม ไม่ได้อยู่เพียงแค่การมีผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีที่ดี แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนนวัตกรรมให้ตอบโจทย์ตลาด และสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จริง ดังนั้น Thai Kitchen จึงมุ่งพาผู้ประกอบการก้าวข้ามจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปสู่การทำความเข้าใจตลาดและการพิสูจน์ความต้องการของลูกค้า หรือ Market Validation การพัฒนาโมเดลธุรกิจที่เหมาะสม และการเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตในระยะต่อไป เพื่อให้นวัตกรรมอาหารของไทยไม่เพียงมีศักยภาพในการแข่งขัน แต่สามารถขยายโอกาสและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดสากล”

หนึ่งในเป้าหมายของ Thai Kitchen 2026 คือการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม โดย Demo Day ถือเป็นเวทีที่สะท้อนให้เห็นถึง Transformation Journey ของผู้ประกอบการทั้ง 12 ราย ตั้งแต่โจทย์และความท้าทายก่อนเข้าร่วมโครงการ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ การทดลอง และการพัฒนาธุรกิจ จนเกิดเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สามารถต่อยอดได้จริง ทั้งการยกระดับผลิตภัณฑ์ การทำความเข้าใจความต้องการของตลาด การวางกลยุทธ์และโมเดลธุรกิจ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวสู่การเติบโตในอนาคต พร้อมนำเสนอเป้าหมาย โอกาสทางธุรกิจ และแนวทางการต่อยอดหลังจบโครงการ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่เครือข่ายพันธมิตรและโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจ ตลอดจนการเข้าถึงกลไกสนับสนุนด้านเงินทุนและการพัฒนานวัตกรรม อันจะช่วยเร่งการนำผลงานนวัตกรรมออกสู่ตลาดและขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว

รศ.ดร.ศรีจิตรา เจริญลาภนพรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “Thai Kitchen 2026 มุ่งสร้างผู้ประกอบการอาหารยุคใหม่ที่ไม่ได้เน้นเพียงการผลิตอาหารที่มีคุณภาพ แต่สามารถนำ Food Technology และ Innovation มาเป็นเครื่องมือในการสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ พร้อมพัฒนาศักยภาพให้สามารถเข้าใจและตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โครงการนี้จึงเป็นมากกว่าพื้นที่แห่งการเรียนรู้ แต่เป็นพื้นที่ในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญด้านอาหาร เข้ากับโลกของธุรกิจ เพื่อช่วยเปลี่ยน ‘ศักยภาพของนวัตกรรม’ ให้กลายเป็น ‘โอกาสทางธุรกิจ’ และวางรากฐานให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง แข่งขันได้ และก้าวสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ Thai Kitchen Demo Day จัดขึ้น ณ IMPACT Culinova หนึ่งในพันธมิตรที่ร่วมพัฒนาและขับเคลื่อนย่านนวัตกรรมอาหาร โดยเปิดเวทีให้ผู้ประกอบการนวัตกรรมอาหารทั้ง 12 ราย ที่ผ่านกระบวนการบ่มเพาะและพัฒนาศักยภาพจากโครงการ Thai Kitchen 2026 ได้แสดงศักยภาพและนำเสนอพัฒนาการของธุรกิจต่อผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน ภาคเอกชน และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมอาหาร ภายใต้แนวคิด “Crafting the Future of Food: Turning Innovation into Market Success” หรือการร่วมกันรังสรรค์อนาคตของอาหาร ด้วยการเปลี่ยนนวัตกรรมให้กลายเป็นความสำเร็จทางธุรกิจ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมพิเศษ “การรังสรรค์เมนูจากผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการโดยเชฟผู้เชี่ยวชาญ” เพื่อถ่ายทอดศักยภาพของนวัตกรรมอาหารจากแนวคิดและผลิตภัณฑ์ สู่การประยุกต์ใช้จริงผ่านเมนูอาหารที่สร้างสรรค์ ช่วยให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสและเห็นถึงโอกาสในการต่อยอดผลิตภัณฑ์ในหลากหลายมิติ พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ที่เชื่อมโยง นวัตกรรม รสชาติ และโอกาสทางธุรกิจ เข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม

อีกหนึ่งไฮไลต์ของงาน Thai Kitchen Demo Day คือการมอบรางวัลเชิดชูผู้ประกอบการที่มีผลงานโดดเด่นตลอดระยะเวลาการเข้าร่วมโครงการ สะท้อนถึงศักยภาพ ความมุ่งมั่น และการพัฒนาที่เกิดขึ้นจากกระบวนการ Thai Kitchen 2026: Crafted FoodTech Accelerator Program โดยแบ่งออกเป็น 3 รางวัล ได้แก่

  1. Popular Vote Award รางวัลสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดจากผู้เข้าร่วมงาน ที่ได้รับความสนใจ การยอมรับ และความประทับใจที่ผู้ประกอบการสามารถสร้างขึ้นได้จากการนำเสนอผลงานและศักยภาพของนวัตกรรม ได้แก่ บริษัท คินเซน2019 (ประเทศไทย) จำกัด : Kinsen: ผลิตภัณฑ์เส้นอกไก่ไร้แป้ง
  2. Best Engagement Award รางวัลสำหรับผู้ประกอบการที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ความตั้งใจ และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโครงการอย่างต่อเนื่องและโดดเด่น โดยพิจารณาจากการประเมินของทีมงานสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แก่ บริษัท โอแอนด์พี ควอลิตี้เทรด จำกัด Nutriflow: ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร และควบคุมน้ำหนัก และ บริษัท บ้านหมื่นปี จำกัด : บ้านหมื่นปี: ผลิตภัณฑ์ปลาแท่งกรอบเสริมแคลเซียม
  3. Best Performance Award รางวัลสำหรับผู้ประกอบการที่มีผลการดำเนินงานและพัฒนาการทางธุรกิจโดดเด่น สามารถนำองค์ความรู้และประสบการณ์จากโครงการมาต่อยอดและสะท้อนศักยภาพของธุรกิจได้อย่างชัดเจน โดยพิจารณาจากผลการดำเนินงานตลอดโครงการร่วมกับการประเมินจากคณะกรรมการในเวที Demo Day ได้แก่ บริษัท ชิมไทย จำกัด : MAKVAN: ซอสไทยที่มีผงมะแขว่นเป็นส่วนผสม

การมอบรางวัลครั้งนี้ ยังถือเป็นแรงผลักดันในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนวัตกรรมอาหารไทยมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพและต่อยอดธุรกิจ เพื่อก้าวสู่การเติบโตและสร้างความสำเร็จในอนาคต โดยมีอีก 8 รายที่ร่วมนำเสนอภายใต้ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

กลุ่ม Modern Heirloom: อาหารพื้นถิ่นไทยในรูปแบบร่วมสมัย เชื่อมโยงอัตลักษณ์ท้องถิ่นกับนวัตกรรม

1) ห้างหุ้นส่วนจำกัด ทุ่งกุลาอินเตอร์เทรด : KULABEEF: ลาบเนื้อไทยวากิวทุ่งกุลาร้องไห้พร้อมทาน จากกระบวนการหมักเนื้อด้วยโคจิข้าวหอมมะลิ

2) บริษัท ธัญทัช อินเตอร์เทรด จำกัด : Kreungton: ซอสกะเพราสำเร็จรูปด้วยการคงกลิ่นรสแบบดั้งเดิม

กลุ่ม High-Value Thai Food & Fruits: การเพิ่มมูลค่าอาหารและผลไม้ไทย ด้วยเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตขั้นสูง

1) บริษัท สกลนคร สร้างสุข จำกัด : Bienvica: ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มกุหลาบผสมแคคตัสชนิดอัดก๊าซ

2) บริษัท เลมอน มี ฟาร์ม จำกัด : LEMON ME: เปลือกมะนาวโรล ด้วยเทคนิคการลดความขม

3) บริษัท มากขาม จำกัด : Raisiriwat: ผลิตภัณฑ์ผลไม้รวมแผ่น

4) บริษัท ซินอา บริว จำกัด : Sinar Brew: น้ำส้มสายชูหมักจากสับปะรดด้วยกระบวนการหมักร่วมแบบขั้นตอนเดียว

5) บริษัท เคทูเอ็น มาร์เก็ตติ้ง โซลูชั่นส์ จำกัด : Early Me: ผลิตภัณฑ์นมถั่วเหลืองชนิดผง พร้อมชง

กลุ่ม Future Food: อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารทางเลือก ระบบอาหารอัจฉริยะ และการผลิตแห่งอนาคต

1) บริษัท ซิลเวอร์ แบร์ จำกัด : Telarde: ซอสน้ำปลาจากพืช

โครงการ Thai Kitchen 2026: Crafted FoodTech Accelerator Program คืออีกหนึ่งความร่วมมือระหว่างสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการสร้างระบบนิเวศที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนวัตกรรมอาหารไทยได้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ผ่านการเชื่อมโยง องค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม ตลาด และเครือข่ายทางธุรกิจ เข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนไอเดียและศักยภาพของผู้ประกอบการให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่จับต้องได้ เพื่อให้ก้าวข้ามจากการมี ‘นวัตกรรมที่ดี’ ไปสู่การมี ‘ธุรกิจที่เติบโตได้จริง’ พร้อมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายโอกาสสู่ตลาดสากล เพราะอนาคตของอาหารไทยไม่ได้วัดจากการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่คือการทำให้นวัตกรรมตอบโจทย์ตลาด สร้างมูลค่า และเติบโตได้จริง” ดร.กริชผกา กล่าวทิ้งท้าย

‘สอวช.’เร่งสร้าง Green Workforce หนุนมหาวิทยาลัยสู่ Net Zero Campus ขยายผลเมืองคาร์บอนต่ำ

14 กันยายน 2569 เวลา 13:43 น.

‘สอวช.’เร่งสร้าง Green Workforce หนุนมหาวิทยาลัยสู่ Net Zero Campus ขยายผลเมืองคาร์บอนต่ำ พร้อมเดินหน้านโยบาย Nature Positive มุ่งฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ

รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแตกต่างจากความแปรปรวนของสภาพอากาศรายวัน เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงระยะยาวที่ส่งผลต่อระดับน้ำทะเล อุณหภูมิเฉลี่ย ภัยพิบัติ และภาคเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการไทยทุกระดับ

รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกฎกติกาการค้าใหม่ของโลก โดยเฉพาะมาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรป ซึ่งกำหนดให้สินค้านำเข้าต้องเปิดเผยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดกระบวนการผลิต ส่งผลให้อุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะในระยะแรก เหล็กและอะลูมิเนียมจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบก่อน ต้องเร่งปรับกระบวนการผลิตให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อสามารถแข่งขันได้ดีในตลาดยุโรป อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไปมาตรการดังกล่าวจะขยายครอบคลุมสินค้าอีกจำนวนมาก ทำให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน จำเป็นต้องเร่งยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการแข่งขันด้านอื่นๆ

รศ.วงกต กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว หรือ Green Transition จะต้องดำเนินควบคู่กับ Digital Transition หรือที่เรียกว่า Twin Transition เพราะเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการคำนวณการปล่อยคาร์บอน การลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของภาคอุตสาหกรรม

ในระดับนานาชาติ สอวช. ทำหน้าที่เป็น National Designated Entity (NDE) ของประเทศไทย รับผิดชอบด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีภายใต้กรอบความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP) อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ สอวช. ยังได้ดำเนินโครงการ Technology Needs Assessment (TNA) เพื่อประเมินความต้องการเทคโนโลยีของประเทศใน 4 ภาคส่วนยุทธศาสตร์ ได้แก่ ภาคพลังงาน และภาคเกษตร ในมิติการลดก๊าซเรือนกระจก รวมถึงภาคการจัดการทรัพยากรน้ำ และภาคการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ ในมิติการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก่อนจะถ่ายทอดสู่ภาคอุตสาหกรรมและภาคการพัฒนากำลังคนของประเทศต่อไป

สำหรับการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 รศ.วงกต ระบุว่า สอวช. อยู่ระหว่างรวบรวมองค์ความรู้และเทคโนโลยีของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. เพื่อจัดทำข้อเสนอนโยบายระยะยาว ครอบคลุมทั้งการป้องกัน การแก้ไข การรับมือ การติดตามสถานการณ์ และการประเมินช่องว่างของเทคโนโลยีที่ประเทศยังขาด พร้อมสนับสนุนแนวทางการใช้ Science Diplomacy หรือการทูตเชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการแก้ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน โดยอาศัยเครือข่ายนักวิจัยและมหาวิทยาลัยเป็นกลไกสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี

ด้านการบริหารจัดการน้ำ สอวช. ทำงานร่วมกับ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ในการผลักดันการใช้ฐานข้อมูลน้ำแห่งชาติ ระบบติดตามสถานการณ์ และระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ รองรับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น

รศ.วงกต ย้ำว่า “คน” คือหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน สอวช. จึงร่วมสนับสนุนการพัฒนา Green Workforce ในหลายแนวทาง อาทิ การผลักดันประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เรื่องทักษะที่พึงประสงค์ของกำลังคน ในกลุ่มสาขาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษานำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน พร้อมเชื่อมโยงความต้องการกำลังคนของภาคอุตสาหกรรมกับการผลิตบัณฑิต ผ่านการจับคู่ระหว่างอุปสงค์และอุปทานด้านทักษะ (Skill Matching) เพื่อให้แรงงานสามารถปรับตัวรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมในอนาคตได้

อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือโครงการ Net Zero Campus ซึ่งมีมหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชนสนใจเข้าร่วมเกือบ 100 แห่ง เพื่อร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปรับหลักสูตรการเรียนการสอน และสร้างบัณฑิตที่มีทักษะด้านความยั่งยืน ควบคู่กับการขยายผล Saraburi Sandbox ต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำ ที่บูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน โดยมีแผนขยายผลไปยังพื้นที่อื่นเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

สำหรับเป้าหมายสำคัญในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า คือการสนับสนุนให้ประเทศไทยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 10 ล้านตัน ผ่านโครงการ Net Zero Campus และ Sandbox ในพื้นที่ต่าง ๆ พร้อมวางระบบที่ทำให้การลดคาร์บอนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการดำเนินโครงการระยะสั้น แต่เป็นมาตรฐานใหม่ที่ฝังอยู่ในภาคอุตสาหกรรม ระบบการศึกษา และการพัฒนากำลังคนของประเทศ รวมถึงการเตรียมการจัดทำข้อเสนอนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ในด้าน Nature Positive หรือการทำให้ธรรมชาติกลับมาเพิ่มพูนและฟื้นตัว ตามนโยบายของ ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เน้นในด้านการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ผ่านการสร้างกลไกความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ซึ่งกำลังเป็นเป้าหมายสำคัญที่ทั่วโลกกำลังร่วมกันขับเคลื่อนควบคู่ไปกับเป้าหมาย Net Zero อีกด้วย

“ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของการลดคาร์บอนเพียงครั้งเดียว แต่ต้องเป็นระบบที่ดำเนินต่อไปได้ในระยะยาว ขณะเดียวกัน สอวช. จะเดินหน้าพัฒนาทักษะใหม่ของกำลังคน สนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม และจัดทำนโยบายรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสานต่อไปสู่แนวคิด Nature Positive เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน” รศ.วงกต กล่าว

บัณฑิต ‘จุฬาฯ-ชนบท’ อดีต รปภ. ได้ทุนเปลี่ยนชีวิต สานฝันทางการศึกษาระดับบัณฑิตฯ ที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

14 กันยายน 2569 เวลา 13:32 น.

จากเด็กจังหวัดน่านที่มีต้นทุนชีวิตไม่มากนัก ต้องทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย และเคยทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยระหว่างรอผลสอบ จนได้รับโอกาสทางการศึกษาจากจุฬาฯ ในฐานะนิสิตโครงการจุฬาฯ-ชนบท และสำเร็จการศึกษาเป็นบัณฑิตสัตวแพทย์ จุฬาฯ สมความตั้งใจ วันนี้ น.สพ.วีรพงศ์ แซ่หาญ ได้กลับคืนสู่รั้วจามจุรีอีกครั้งในฐานะนิสิตสัตวแพทย์ จุฬาฯ กับการเรียนประกาศนียบัตรบัณฑิตทางวิทยาศาสตร์การสัตวแพทย์คลินิก สาขาศัลยกรรม

น.สพ.วีรพงศ์ เผยถึงเส้นทางกว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ง่าย จากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนท่าวังผาพิทยาคม เขาต้องช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว โดยในวันเสาร์และอาทิตย์จะช่วยแม่ซึ่งเป็นเกษตรกรและรับจ้างทั่วไป พร้อมทั้งเก็บเงินไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการเรียน “ผมอยู่กับแม่ 2 คน แม่มีอาชีพเกษตรกรและรับจ้างทั่วไป วันเสาร์อาทิตย์ผมจะช่วยแม่ทำงาน และมีเงินเก็บไว้สำหรับใช้จ่ายเรื่องอุปกรณ์การเรียน ค่าชุดนักเรียน ค่าขนม ค่าข้าว”

นอกจากข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์แล้ว การเดินทางและเทคโนโลยีก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรค เพราะบ้านอยู่ห่างจากโรงเรียนประจำอำเภอ และเพื่อนหลายคนที่เรียนมาด้วยกันก็ไม่ได้เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น ช่วงมัธยมปลาย น.สพ.วีรพงศ์ ได้รับทุนการศึกษาจากมูลนิธิจุฬาภรณ์ ทำให้สามารถเรียนจนจบมัธยมศึกษา และเมื่อถึงชั้น ม.6 เขาเริ่มค้นหาคำตอบว่าอยากเรียนอะไรต่อในระดับมหาวิทยาลัย

จากการพูดคุยกับคุณครูและทบทวนความสนใจของตัวเอง เขาพบว่าตนเองมีความผูกพันกับสัตว์มาตั้งแต่เด็ก จึงเริ่มค้นหาข้อมูลคณะต่างๆและในที่สุดก็พบว่าคณะสัตวแพทยศาสตร์ คือเส้นทางที่เขาสนใจ น.สพ.วีรพงศ์ เล่าย้อนถึงชีวิตในช่วง ม.6 ว่ารู้จักทุนจุฬาฯ-ชนบท จากวิชาแนะแนวของโรงเรียนซึ่งช่วยให้นักเรียนต่างจังหวัดได้รู้จักแนวทางการศึกษาต่อและทุนการศึกษาที่เหมาะสม “ผมทราบเรื่องทุนจุฬาฯ-ชนบทจากอาจารย์ซึ่งแนะนำว่าถ้าเข้ามหาวิทยาลัยจะมีทุนอะไรบ้าง โรงเรียนต่างจังหวัด นักเรียนส่วนมากจะขาดทุนทรัพย์ ก็จะมีวิชาแนะแนวที่ช่วยสนับสนุนนักเรียนว่าควรไปแนวทางไหนต่อ” การสมัครทุนจุฬาฯชนบทมีทั้งเกณฑ์ด้านภูมิลำเนา ผลการเรียน การสอบสัมภาษณ์ รวมถึงการที่ทีมอาจารย์จากโครงการจุฬาฯ-ชนบทเดินทางไปเยี่ยมบ้าน เพื่อพูดคุยกับตัวเขาและครอบครัว สำหรับเด็กจากจังหวัดน่านคนหนึ่ง นี่คือโอกาสสำคัญที่จะได้ก้าวไปสู่ความฝันในการเรียนสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

ระหว่างรอผลสอบ น.สพ.วีรพงศ์ ไม่ได้ปล่อยเวลาให้ผ่านไป เขาเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่กับเพื่อนเพื่อหางานทำ และได้ทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่วัดเจดีย์หลวง ช่วงเวลานั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เพราะยังไม่รู้ว่าผลสอบจะเป็นอย่างไร หากไม่ติดมหาวิทยาลัย เขาอาจต้องทำงานต่อและเตรียมสอบใหม่ “ผมรู้สึกว้าเหว่มากว่าจะสอบได้หรือเปล่า ถ้าไม่ได้ก็คิดว่าจะต้องสอบเข้าใหม่ และในระหว่างนั้นต้องทำงานไปด้วย”

แล้ววันสำคัญก็มาถึง ขณะที่กำลังทำงานเป็น รปภ. ในช่วงเย็น เขารีเฟรชหน้าจอโทรศัพท์เพื่อดูผลสอบ และพบว่าตัวเองสอบติดคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ “ผมรู้สึกดีใจ ตกใจ ตื่นเต้น หลายอารมณ์ผสมกัน แต่คนแรกที่ผมบอกข่าวดีก็คือแม่ซึ่งดีใจกับผมด้วย สิ่งที่เราพยายามตั้งใจเรียน ตั้งใจสอบ สุดท้ายก็เห็นผล เป็นวันที่ผมมีความสุขมากๆ”

การเริ่มต้นชีวิตในรั้วจุฬาฯไม่ใช่เรื่องง่าย เขาต้องปรับตัวทั้งด้านสภาพแวดล้อม สังคม และการเรียนที่แตกต่างจากระดับมัธยม แต่โครงการจุฬาฯ-ชนบทมีส่วนสำคัญในการช่วยให้นิสิตปรับตัว โดยจัดค่ายปรับพื้นฐานก่อนเปิดภาคการศึกษา ทั้งด้านความรู้และการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย “โครงการจุฬาฯ-ชนบทช่วยผมได้ปรับตัวเยอะมาก ช่วงก่อนเปิดเทอมจะมีการจัดค่ายปรับพื้นฐาน ประมาณ 10 วัน เพื่อให้เราชินกับสถานการณ์ สภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัย”

น.สพ.วีรพงศ์ ได้รับทุนจุฬาฯ-ชนบทแบบเต็มจำนวน ครอบคลุมค่าเทอม ค่าที่พัก ค่าอุปกรณ์การเรียน และค่าใช้จ่ายประจำตัว ทำให้สามารถมุ่งมั่นกับการเรียนสัตวแพทยศาสตร์ได้อย่างเต็มที่ ตลอด 6 ปีในคณะสัตวแพทยศาสตร์ เขาต้องเผชิญกับการเรียนที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็สามารถก้าวผ่านทุกความท้าทายจนสำเร็จการศึกษา

จากเด็กมัธยมในจังหวัดน่านที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะมีโอกาสเรียนต่อหรือไม่ วันนี้เขาได้ทำตามความฝัน และก้าวเข้าสู่วิชาชีพสัตวแพทย์ และเมื่อพูดถึงความหมายของทุนจุฬาฯ-ชนบทสำหรับตัวเอง น.สพ.วีรพงศ์ ให้คำนิยามไว้อย่างชัดเจนว่า “ทุนจุฬาฯ-ชนบท เหมือนทุนที่ให้ทั้งโอกาสและอาชีพให้เรา ทุนนี้มอบทั้งโอกาสและอาชีพให้เราได้นำไปประกอบวิชาชีพสัตวแพทย์ และสามารถทำประโยชน์อื่นๆให้กับสังคม” ประโยคที่สะท้อนความหมายของทุนนี้ได้ดีที่สุด คือ “โครงการจุฬาฯ-ชนบทคือเป็นทุนที่มอบชีวิตใหม่ ทำให้ความท้อแท้ที่เคยเกิดขึ้นมันหายไป”

หลังสำเร็จการศึกษา น.สพ.วีรพงศ์ ทำงานที่โรงพยาบาลสัตว์เอกชนเป็นเวลา 1 ปี ก่อนกลับมาเรียนเฉพาะทางด้านหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตทางวิทยาศาสตร์การสัตวแพทย์คลินิก ศัลยกรรมสัตว์ ปัจจุบันเขามีรายได้มากพอที่จะเลี้ยงดูตัวเองและแม่ให้สุขสบาย

ในอนาคตหลังเรียนจบหลักสูตรประกาศนียบัตรฯ หากมีโอกาสและความเหมาะสม เขามีความตั้งใจที่จะศึกษาต่อเพื่อพัฒนาความรู้และความเชี่ยวชาญในด้านศัลยกรรมต่อ และนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับกลับมาพัฒนาการทำงานในโรงพยาบาลสัตว์ต่อไป

เรื่องราวของเขาสะท้อนให้เห็นว่าต้นทุนชีวิตอาจเป็นสิ่งที่เราเลือกไม่ได้ แต่โอกาสทางการศึกษาสามารถเปลี่ยนเส้นทางชีวิตได้

“ต้นทุนชีวิตก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง สามารถทำให้เราถึงฝั่งฝันได้หรือไม่ แต่มันเป็นปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ สิ่งที่เราควบคุมได้คือ passion ของตัวเองที่จะนำพาทุกอย่างไปเอง”

ทุนจุฬาฯ-ชนบทจึงไม่ใช่เพียงทุนการศึกษา แต่คือทุนที่เปิดประตูให้เด็กคนหนึ่งได้เปลี่ยนชีวิต และก้าวไปสร้างประโยชน์ให้กับสังคมในอนาคต

มหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มรัตนโกสินทร์ 5 แห่ง ร่วมกับกรุงเทพมหานคร จัดงาน วิถีเสน่ห์ วัง คลอง ตลาด มหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ชิม ชม แชร์ เสน่ห์ท้องถิ่นไทย อาหารพื้นบ้าน ศิลปะ และเสียงเพลงริมแม่น้ำเจ้าพระยา

14 กันยายน 2569 เวลา 11:37 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มรัตนโกสินทร์ ทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม, มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร และ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี จัดมหกรรมวัฒนธรรมสุดยิ่งใหญ่ งาน “วิถีเสน่ห์ วัง คลอง ตลาด” เพื่อเปิดประสบการณ์แห่งชาติ นำเสนอเสน่ห์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม และมรดกทางวัฒนธรรมอาหารริมฝั่งน้ำอย่างยั่งยืน ณ วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ระหว่างวันที่ 12-13 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา พร้อมร่วมบันทึกภาพประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และฟังการเสวนาด้านอาหารและวัฒนธรรม ในหัวข้อ “อาหารวิถีถิ่นริมคลอง มนต์เสน่ห์รสชาติบ้านถิ่น”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพรรณี ปลัดศรีช่วย คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เผยถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ว่า “การจัดงานครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของมหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มรัตนโกสินทร์ทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม, มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร และ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี โดยมีเป้าหมาย สำคัญในการร่วมกันส่งเสริม อนุรักษ์ และเผยแพร่คุณค่าของมรดกทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

กรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่ ที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า โดยเฉพาะวิถีที่มี “วัง คลอง ตลาด” เป็นองค์ประกอบสำคัญของการตั้งถิ่นฐาน การคมนาคม การค้าขาย และการดำรงชีวิตของผู้คนมาตั้งแต่กรุงรัตนโกสินทร์ สิ่งเหล่านี้มิได้เป็นเพียงร่องรอยทางประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่ยังคงฝมีชีวิต และสามารถนำมาต่อยอดให้เกิดคุณค่าทางสังคม เศรษฐกิจ และการเรียนรู้สำหรับคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต

โครงการนี้จึงมุ่งหวังสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เยาวชน นักศึกษา และชุมชน เพื่อร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ และสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม พร้อมทั้งต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมไปสู้เศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน”

ไฮไลต์กิจกรรมน่าสนใจภายในงานทั้งสองวัน คือการลิ้มรสอาหารพื้นถิ่นและผลิตภัณฑ์ชุมชน พบกับร้านอาหารพื้นเมืองรสเลิศและสินค้าชุมชนรวมกว่า 40 ร้านค้า รวมทั้งชมนิทรรศการ-การสาธิตการทำอาหารสูตรโบราณและอาหารท้องถิ่น จาก 5 มหาวิทยาลัยราชภัฏ

พร้อมทั้งฟังการเสวนาด้านอาหารและวัฒนธรรม ในหัวข้อ “อาหารวิถีถิ่นริมคลอง มนต์เสน่ห์รสชาติบ้านถิ่น” โดย 4 ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านอาหาร ได้แก่ คุณจรงศักดิ์ รองเดช (สตังค์) พิธีกรรายการสารคดีอาหารพื้นบ้าน ภัตตาคารบ้านทุ่ง,คุณเอกชัย เกื้อทอง (ต้น) ผู้เชี่ยวชาญจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ,ผศ.ดร.ณนนท์ แดงสังวาลย์ (ณนนท์) สาขาวิชาอุตสาหกรรมการบริการอาหาร คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และ คุณณัฐพงศ์ ธีรนันทพิชิต (ตั้ม) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทยและอาจารย์ใหญ่แห่งสถาบันการอาหารไทย (TCA) ดำเนินรายการโดย คุณกันต์-ศุภยศ ปุกหุต

ตลอดหนึ่งชั่วโมงของการเสวนาในครั้งนี้ สรุปเนื้อหาและใจความได้ว่า เราพูดถึงอาหารกันหลายเรื่องเราพูดถึงวัตถุดิบ พูดถึงผู้คน พูดถึงภูมิปัญญา พูดถึงวัฒนธรรม และพูดถึงการส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง แต่ถ้าย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด เราจะพบว่าสิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงทุกเรื่องเข้าด้วยกันก็คือ คลอง คลองหล่อเลี้ยงผืนดิน ผืนดินหล่อเลี้ยงผู้คน ผู้คนสร้างวิถีชีวิต และส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตก็คืออาหาร เพราะฉะนั้นอาหารริมคลองจึงไม่ได้มีเพียงรสชาติจากวัตถุดิบที่เราเลือกมาใช้ แต่มีรสชาติของ เรื่องราว ผู้คน และกาลเวลาอยู่ด้วย และเมื่อเราพูดถึงการรักษาอาหารพื้นถิ่น บางทีสิ่งที่เราต้องรักษาจึงไม่ใช่เพียงสูตรอาหารหนึ่งสูตร

แต่คือเรื่องราวที่ทำให้สูตรนั้นเกิดขึ้น คือวัตถุดิบที่ทำให้เกิดรสชาติ คือภูมิปัญญาของคนที่รู้ว่าจะนำสิ่งเหล่านั้นมาปรุงอย่างไร และคือสายน้ำกับวิถีชีวิตที่หล่อเลี้ยงทุกอย่างมาตั้งแต่ต้น เพราะคลองคือส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ทำให้อาหารนั้นเกิดขึ้น และตราบใดที่คลองยังหล่อเลี้ยงผู้คน ผู้คนก็ยังมีวัตถุดิบมีเรื่องราวที่จะนำมาปรุงเป็นอาหาร และตราบใดที่เรายังส่งต่อเรื่องราวเหล่านั้น รสชาติของบ้านถิ่นก็จะยังเดินทางต่อไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพรรณี ปลัดศรีช่วย คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ยังกล่าวทิ้งท้ายหลังจบการเสวนาในหัวข้อ “อาหารวิถีถิ่นริมคลอง มนต์เสน่ห์รสชาติบ้านถิ่น” ด้วยว่า “งานเสวนาในวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Soft Power ยกระดับอาหารพื้นถิ่น คลองบางเขน คลองเปรมประชากร และคลองลาดพร้าว ซึ่ง ดำเนินการโดย มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ด้วยภารกิจของมหาวิทยาลัยในการร่วมพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมจึงได้ทำงานร่วมกับชุมชนริมคลองทั้ง 3 พื้นที่เพื่อค้นหา รวบรวม และต่อยอดองค์ความรู้เรื่องอาหารพื้นถิ่น รวมถึงเรื่องราวและภูมิปัญญาที่อยู่เบื้องหลังอาหารเหล่านั้น พราะอาหารพื้นถิ่นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรสชาติ แต่เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สะท้อนทั้งวิถีชีวิต ผู้คน และความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับพื้นที่”

ปลัด มท.แจ้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เชิญชวนพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ร่วมประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลและทำบุญตักบาตร ถวายเป็นพระกุศลแด่พระองค์ภา

14 กันยายน 2569 เวลา 09:47 น.

“ปลัดมหาดไทย”แจ้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เชิญชวนพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ร่วมประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลและทำบุญตักบาตร ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในวาระครบ 100 วัน (สตมวาร) แห่งการสิ้นพระชนม์

14 กันยายน 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2569 นี้ เป็นวาระครบ 100 วัน (สตมวาร) แห่งการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบการจัดพิธีทางศาสนาถวายเป็นพระกุศลทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และในต่างประเทศ เพื่อน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า กระทรวงมหาดไทย ได้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด รวมถึงนายอำเภอทั้ง 878 อำเภอ ได้เชิญชวนพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ร่วมจัดและประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลและทำบุญตักบาตรอุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในวาระครบ 100 วัน (สตมวาร) แห่งการสิ้นพระชนม์ ณ ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ หรือสถานที่ที่เหมาะสม ในวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2569 เวลา 07.30 น. โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานในพิธีฯ ของจังหวัดและอำเภอเมืองฯ/อำเภอพระนครศรีอยุธยา และนายอำเภอเป็นประธานในพิธีฯ ของอำเภอ โดยนิมนต์ เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ และพระสังฆาธิการ รวมถึงคณะสงฆ์ในพื้นที่ ประกอบพิธีสวดพระพุทธมนต์

“กระทรวงมหาดไทยขอเชิญชวนพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ร่วมพิธีบำเพ็ญเพ็ญกุศลและทำบุญตักบาตรอุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในวาระครบ 100 วัน (สตมวาร) แห่งการสิ้นพระชนม์ ในวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2569 ณ สถานที่ที่จังหวัด และอำเภอกำหนด เพื่อร่วมกันน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ด้วยความจงรักภักดีโดยพร้อมเพรียงกัน” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

สกลนครสืบสานศรัทธา! ‘อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ’ ประดิษฐาน ณ วัดพระธาตุเชิงชุม 11–30 ก.ย.นี้

12 กันยายน 2569 เวลา 17:39 น.

‘อบจ.สกลนคร’ร่วมสืบสานศรัทธา! อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากพุทธคยาประดิษฐาน ณ วัดพระธาตุเชิงชุม 11–30 ก.ย.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คุณนฤมล สัพโส นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร พร้อมด้วย คุณวนิดา พรหมชาติ เลขานุการนายก อบจ.สกลนคร นำคณะส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และพุทธศาสนิกชน เข้าร่วมพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากพุทธคยา สาธารณรัฐอินเดีย และพระอรหันตธาตุ เข้าประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร

พิธีเริ่มต้นอย่างยิ่งใหญ่ด้วยริ้วขบวนรถบุปผชาติอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุเวียนรอบองค์พระธาตุเชิงชุม 3 รอบ ก่อนอัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนบุษบกภายในพระวิหาร โดยมีพระสงฆ์สมณศักดิ์ร่วมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นโดย สภาส่งเสริมวัฒนธรรมอาเซียน ตามดำริของ หม่อมเจ้าอุทัยกัญญา ภาณุพันธุ์ พระราชปนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) เพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนาและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมอันดีงาม

ดร.ประกาย ณ สงขลา และ ดร.อำนาจ เพชรหนูไทย ในนามสภาส่งเสริมวัฒนธรรมอาเซียน ได้ออกมากราบขอบคุณ คุณนฤมล สัพโส, คุณวนิดา พรหมชาติ และ คุณนิลรดา กลยาณีย์ พร้อมด้วยบุคลากร อบจ.สกลนคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ที่ให้การต้อนรับ อำนวยความสะดวก และสนับสนุนการจัดพิธีมหามงคลในครั้งนี้จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย

ทั้งนี้ ทางสภาส่งเสริมวัฒนธรรมอาเซียน และ อบจ.สกลนคร ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชน พาครอบครัวเข้า ร่วมกราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต พร้อมทั้งน้อมนำหลักธรรม สติ ความซื่อสัตย์ และความเมตตา มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยเปิดให้เข้าสักการะได้ตั้งแต่วันที่ 11–30 กันยายน พ.ศ. 2569 ณ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร

รัฐบาลเร่งเข้า OECD เป้าปี 2571 ใช้มาตรฐานโลก “ยกเครื่องเศรษฐกิจ–ราชการ–การศึกษา”

12 กันยายน 2569 เวลา 10:54 น.

ลลิดา-เพริศวิวัฒนา

รัฐบาลเร่งเข้า OECD เป้าปี 2571 ใช้มาตรฐานโลก “ยกเครื่องเศรษฐกิจ–ราชการ–การศึกษา” ดันไทยแข่งขันได้มากขึ้น

วันนี้ (12 กันยายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเร่งเดินหน้ากระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ตั้งเป้าปี 2571 โดยไม่ได้มุ่งเพียงสถานะสมาชิก แต่ใช้มาตรฐาน OECD เป็นตัวเร่งปฏิรูปประเทศ ตั้งแต่เศรษฐกิจ การลงทุน ภาษี ระบบราชการ แรงงาน ดิจิทัล ไปจนถึงการศึกษา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

ขณะนี้ไทยเข้าสู่ขั้นตรวจสอบเชิงเทคนิค หลังส่งบันทึกเบื้องต้น หรือ Initial Memorandum ให้ OECD เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 โดยคณะกรรมการเชิงเทคนิคของ OECD จำนวน 25 คณะ จะตรวจสอบกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติของไทยในแต่ละด้าน พร้อมเสนอประเด็นที่ต้องปรับปรุง รัฐบาลได้มอบหมาย 34 หน่วยงานร่วมขับเคลื่อน โดยมีกลไกระดับชาติที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน กำกับและเร่งรัดให้การปรับกฎหมายและนโยบายเดินหน้าอย่างเป็นเอกภาพ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงว่าไทยจะเข้า OECD ได้เมื่อไร แต่คือระหว่างทางประเทศไทยจะยกระดับได้มากเพียงใด ทั้งการเพิ่มผลิตภาพ สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม ลดขั้นตอนและภาระของภาคธุรกิจ ทำให้ระบบราชการคล่องตัวและโปร่งใสขึ้น รวมถึงพัฒนาคนไทยให้มีทักษะพร้อมสำหรับเศรษฐกิจใหม่

ด้านการศึกษา ผล PISA 2025 ซึ่ง OECD ประกาศเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 สะท้อนสัญญาณบวก โดยคะแนนนักเรียนไทยปรับตัวดีขึ้นจากปี 2022 ครบทั้ง 3 ด้าน วิทยาศาสตร์เพิ่มจาก 409 เป็น 432 คะแนน คณิตศาสตร์จาก 394 เป็น 407 คะแนน และการอ่านจาก 379 เป็น 392 คะแนน แม้ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD แต่ถือเป็นทิศทางที่ดีขึ้นของการศึกษาไทย

ผล PISA 2025 ที่ขยับขึ้นเกิดขึ้นภายหลังการวางรากฐานและขับเคลื่อนมาตรการยกระดับผล PISA อย่างต่อเนื่องในช่วงปีการศึกษา 2567–2568 ก่อนการสอบจริงในเดือนสิงหาคม 2568 โดยมีทีมบริหารกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้นร่วมขับเคลื่อน นำโดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและประธานคณะกรรมการ PISA แห่งชาติ ซึ่งกำกับและติดตามการดำเนินงาน นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกำหนดแนวทางขับเคลื่อน PISA 2025 และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมสนับสนุนและสื่อสารนโยบาย พร้อมบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาทักษะด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ รวมถึงเตรียมความพร้อมทั้งครู นักเรียน สื่อการเรียนรู้ และระบบการสอบผ่านคอมพิวเตอร์

รัฐบาลจะนำผล PISA ที่ปรับตัวดีขึ้นมาต่อยอด พร้อมเร่งปิดช่องว่างที่ยังเหลือ เนื่องจากนักเรียนไทยที่มีสมรรถนะตั้งแต่ระดับพื้นฐานขึ้นไปอยู่ที่ 59% ในวิทยาศาสตร์ และ 41% ในคณิตศาสตร์และการอ่าน เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 74% 65% และ 69% ตามลำดับ การยกระดับคุณภาพการศึกษาจึงเชื่อมโยงโดยตรงกับผลิตภาพแรงงาน การรับเทคโนโลยี และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

“การเข้า OECD ไม่ใช่เพียงการได้สถานะสมาชิก แต่ต้องทำให้ประเทศไทยดีขึ้นระหว่างทาง ธุรกิจต้องแข่งขันได้มากขึ้น ราชการต้องคล่องตัวและโปร่งใสขึ้น และคนไทยต้องมีทักษะสูงขึ้น ผล PISA ที่ขยับขึ้นก็เป็นสัญญาณว่า การวางรากฐานและขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ รัฐบาลจะต่อยอดสิ่งที่ทำได้ดีและเร่งแก้จุดที่ยังเป็นช่องว่าง เพื่อให้ไทยพร้อมแข่งขันในเศรษฐกิจโลก” นางสาวลลิดา กล่าว

ทั้งนี้ ปี 2571 เป็นเป้าหมายที่ประเทศไทยกำหนด โดยไทยยังต้องผ่านการประเมินของคณะกรรมการ OECD ในแต่ละด้าน รวมถึงปรับปรุงกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่คณะมนตรี OECD จะพิจารณารับไทยเป็นสมาชิกในขั้นสุดท้าย

“K-LIVE FESTIVALIN BANGKOKเทศกาลดนตรีจากเกาหลีใต้”จัดขึ้นในวันที่ 17 ตุลาคมนี้

11 กันยายน 2569 เวลา 20:57 น.

ภายใต้การจัดโดยกระทรวงวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยวเกาหลี และร่วมจัดโดย KOFICEและศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทย เทศกาลดนตรีครั้งสำคัญ รวบรวมวงดนตรีชั้นนำจากเกาหลีและไทยไว้บนเวทีเดียว ณ UOB Live เปิดจำหน่ายบัตรวันที่ 11 กันยายนนี้

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 11กันยายน 2569 มูลนิธิเกาหลีเพื่อการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนานาชาติ (KOFICE) ร่วมกับศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทย ประกาศจัดงาน K-LIVE FESTIVAL <BAND:AGE> IN BANGKOK ในวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2569 ณ UOB Live ชั้น 6 ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด“PEEL IT OFF. TURN IT UP. K-LIVE ON.” พบกับศิลปินและวงดนตรีชั้นนำจากเกาหลีและไทยที่จะมาร่วมแสดงบนเวทีเดียวกัน

เทศกาลดนตรีครั้งนี้นับว่าเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของ “2026 Korea Season” โครงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมประจำปีภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งจัดขึ้นเพื่อสานสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมในระยะยาวและส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างกัน โดยตลอดทั้งปี Korea Season นำเสนอศิลปะ ดนตรี การเต้น และกิจกรรมทางวัฒนธรรมจากเกาหลีที่หลากหลาย

Korea Season ในประเทศไทย ประจำปีนี้เริ่มต้นขึ้นในเดือนพฤษภาคมด้วยการแสดงบัลเลต์ร่วมสมัยจากเกาหลีเรื่อง GAT ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้ชมชาวไทยเป็นอย่างดี และมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมจากเกาหลีจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ทั้งดนตรี เทศกาล มีเดียอาร์ต และการเต้น เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างเกาหลีและไทยในระยะยาว

โดยเทศกาลครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้ธีม“It’s the Era of Bands” และแนวคิด “BANDAGE OFF” ที่สื่อถึงช่วงเวลาของการปลดล็อคขีดจำกัดและปล่อยให้เสียงดนตรีสดได้เริ่มต้นขึ้น พร้อมมอบประสบการณ์การแสดงดนตรีสดที่หลากหลายผ่านดนตรีหลากหลายแนว ได้แก่:

  • EVAN: นักร้องรุ่นใหม่ที่โดดเด่นด้วยน้ำเสียงหวานเป็นเอกลักษณ์
  • HYUKOH: วงอินดี้ร็อกจากเกาหลีชั้นนำ และหนึ่งในตัวแทนสำคัญของวัฒนธรรมร่วมสมัยของคนรุ่นใหม่
  • ONEWE: วงดนตรีเกาหลี 5 สมาชิก ที่โดดเด่นด้วยความสามารถทางดนตรีที่หลากหลายและเป็นเอกลักษณ์
  • MINSU: นักร้องและนักแต่งเพลงที่ได้รับความรักจากแฟนเพลง ถ่ายทอดบทเพลงที่จริงใจและเต็มไปด้วยอารมณ์
  • Paper Planes: หนึ่งในวงร็อกแถวหน้าของไทย เจ้าของเพลงฮิตที่ได้รับความนิยมจากหลายช่วงวัย
  • DJ Sets: เติมเต็มบรรยากาศของงานด้วย DJ JINWOOK และ DJ MAKTOOP

         กิจกรรมจะเริ่มเวลา 16.00 น. ตามด้วยการแสดงบนเวทีหลักเวลา 17.00 น.

 หลังจบงาน K-LIVE FESTIVAL โครงการ Korea Season จะเดินหน้าจัดกิจกรรมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมนำเสนอเนื้อหานิทรรศการแบบอินเทอร์แอคทีฟจาก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเกาหลี (National Museum of Korea) ภายใต้ชื่อนิทรรศการ <A Landscape Carried by Wishes: Immersive Korea>  ณ ห้องอเนกประสงค์ ศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน เป็นต้นไป

รายละเอียดงานและการจำหน่ายบัตร

  • ชื่องาน: K-LIVE FESTIVAL <BAND:AGE> IN BANGKOK
  • วันและเวลา: วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2569 | กิจกรรมเริ่ม 16.00 น. การแสดงบนเวทีหลัก 17.00 น.
  • สถานที่: UOB Live ชั้น 6 ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ กรุงเทพฯ
  • เปิดจำหน่ายบัตร: วันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2569 เวลา 11.00 น. (ICT) ทาง MEGATIX
  • ราคาบัตร: 500 บาท (ราคาเดียวสำหรับบัตรยืนและบัตรนั่ง)

ติดตามรายละเอียดการจำหน่ายบัตรและรายชื่อศิลปินได้ทาง MEGATIX และช่องทางทางการของงานที่ klivefestival.com, @klivefestival_th (Facebook / Instagram), และ @koreaseason_official (Facebook / Instagram).

เกี่ยวกับ KOFICE

มูลนิธิเกาหลีเพื่อการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนานาชาติ (KOFICE) เป็นหน่วยงานที่ได้รับการแต่งตั้งภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐเกาหลี มีบทบาทในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ ความเข้าใจอันดีระหว่างผู้คน และความร่วมมือด้านวัฒนธรรมในระดับโลก

เกี่ยวกับ Korea Season 2026

Korea Season เป็นโครงการด้านการทูตวัฒนธรรมประจำปีภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐเกาหลี และดำเนินงานโดย KOFICE โดยนำเสนอกิจกรรมตลอดทั้งปี ครอบคลุมทั้งดนตรี ศิลปะ มีเดียอาร์ต และการเต้น เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับประเทศพันธมิตรอย่างยั่งยืน