คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯแจงชัด ไม่เกี่ยวโครงการ กองทุนผลิตแพทย์เพื่อสังคม ของ SEM

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯแจงชัด ไม่เกี่ยวโครงการ กองทุนผลิตแพทย์เพื่อสังคม ของ SEM

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯแจงชัด ไม่เกี่ยวโครงการ กองทุนผลิตแพทย์เพื่อสังคม ของ SEM

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.06 น.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความระบุว่า  ประกาศเพื่อทราบ

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเรียนชี้แจงว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการ “กองทุนผลิตแพทย์เพื่อสังคม” ของ SEM (Social Enterprise Medical Specialist Center) รวมถึงกิจกรรมการประชาสัมพันธ์ และเนื้อหาข้อความที่เผยแพร่ดังกล่าวแต่อย่างใด

ทั้งนี้ การนำชื่อ ตราสัญลักษณ์ หรือภาพลักษณ์ของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปใช้ประกอบการประชาสัมพันธ์หรือการระดมทุนดังกล่าว เป็นการดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะฯ

ขอให้ประชาชนโปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และตรวจสอบข้อมูลจากช่องทางโดยตรงกับทางคณะฯ ก่อนดำเนินการใด ๆ เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน
จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

กสม.มีหนังสือด่วนถึงนายกฯ เร่งแก้ปัญหา รร.สังกัด สพฐ.ทำเด็กหลุดระบบการศึกษา

กสม.มีหนังสือด่วนถึงนายกฯ เร่งแก้ปัญหา รร.สังกัด สพฐ.ทำเด็กหลุดระบบการศึกษา

กสม.มีหนังสือด่วนถึงนายกฯ เร่งแก้ปัญหา รร.สังกัด สพฐ.ทำเด็กหลุดระบบการศึกษา

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.58 น.

กสม.มีหนังสือด่วนถึงนายกฯ เร่งแก้ปัญหาโรงเรียนสังกัด สพฐ.ทำเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ย้ำสิทธิทางการศึกษาต้องอยู่เหนือภาระหนี้สิน

8 พฤษภาคม 2569 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้หารือกับสภาองค์กรของผู้บริโภค และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กรณีสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทาง การศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ทำให้เด็กไม่สามารถเข้าศึกษาต่อในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ได้นั้น

กสม.พิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 54 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 12 บัญญัติให้รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี อย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 28/2559 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2559 ได้ขยายเวลาการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็น 15 ปี ตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.3) หรือเทียบเท่าโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

ขณะที่ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษาสังกัด สพฐ.ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2554 กำหนดว่าสถานศึกษาไม่สามารถเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่าย 22 รายการ เช่น ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือ ค่าเครื่องแบบ เนื่องจากรัฐบาลได้อุดหนุนแล้ว แต่สามารถขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายได้ตามความสมัครใจของผู้ปกครองและนักเรียน  สำหรับการจัดการเรียนการสอนนอกหลักสูตรพื้นฐาน เช่น ห้องเรียนพิเศษ โครงการพัฒนาทักษะ และค่าสวัสดิการนักเรียน

จากประกาศกระทรวงศึกษาธิการข้างต้น ส่งผลให้ในทางปฏิบัติ สถานศึกษาสังกัด สพฐ.หลายแห่งเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษาเพิ่มเติม และปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษา เช่น ใบแสดงผลการเรียน (ปพ.1) แก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา การขาดเอกสารดังกล่าวทำให้เด็กขาดหลักฐานที่จำเป็นในการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น โดยที่ขณะนี้ใกล้ถึงกำหนดวันเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 แล้ว หากปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขอาจทำให้มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษาเป็นจำนวนมาก

กสม.เห็นว่าสิทธิทางการศึกษาของเด็กต้องอยู่เหนือภาระหนี้สิน การปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ส่งผลให้เด็กไม่สามารถนำเอกสารดังกล่าวไปประกอบการเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และอาจหลุดออกจากระบบการศึกษา เป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ กระทบต่อสิทธิในการศึกษาที่รัฐธรรมนูญและสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นภาคีให้การรับรองไว้  รวมทั้งยังไม่สอดคล้องกับนโยบาย Thailand Zero Dropout ที่รัฐบาลประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2567 ที่มีเป้าหมายแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษาให้เป็นศูนย์

ในขณะที่ข้อมูลจากผลการสำรวจเชิงลึกของ กสศ.พบว่า จากกลุ่มตัวอย่าง 8,470 คน ในปีการศึกษา 2568 มีเด็กที่ไม่สามารถเข้าระบบการศึกษา เนื่องจากไม่มีเงินค่าเทอม คิดเป็นร้อยละ 22.2 ดังนั้น จึงเห็นควรเร่งรัดกำหนดมาตรการเพื่อคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กกลุ่มดังกล่าวที่จะเข้าศึกษาต่อในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ซึ่งจะเริ่มต้นในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยด่วน

กสม.โดย น.ส.พรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงมีหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 แจ้งข้อเสนอแนะกรณีสถานศึกษาสังกัด สพฐ.ปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ไปยังนายกรัฐนตรีเพื่อให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายกระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้สถานศึกษาออกหนังสือสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา และกำหนดมาตรการรับรองสถานะชั่วคราว โดยให้สถานศึกษาต้นทางออกใบรับรองผลการเรียนอย่างไม่เป็นทางการ สำหรับนำไปยื่นต่อสถานศึกษาปลายทาง เพื่อให้เด็กสามารถรายงานตัวและเข้าเรียนได้ตามกำหนดในเดือนพฤษภาคม 2569

พร้อมกันนี้ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ส่งสำเนาหนังสือด่วนที่สุดถึงนายกรัฐมนตรี ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพื่อทราบอีกทางหนึ่งด้วยแล้ว

สนง.เลขาฯ สมเด็จพระสังฆราช ประกาศเตือนอย่าหลงเชื่อ ‘คลิปวิดีโอ AI’ เลียนพระรูป-พระสุรเสียงของ ‘สมเด็จพระสังฆราช’

สนง.เลขาฯ สมเด็จพระสังฆราช ประกาศเตือนอย่าหลงเชื่อ ‘คลิปวิดีโอ AI’ เลียนพระรูป-พระสุรเสียงของ ‘สมเด็จพระสังฆราช’

สนง.เลขาฯ สมเด็จพระสังฆราช ประกาศเตือนอย่าหลงเชื่อ ‘คลิปวิดีโอ AI’ เลียนพระรูป-พระสุรเสียงของ ‘สมเด็จพระสังฆราช’

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.07 น.

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569  สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ได้ลงนามออกประกาศสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เรื่อง ข้อมูลอันเป็นเท็จจากระบบปัญญาประดิษฐ์ ความว่า 

ด้วย ปรากฏภาพและเสียงตัดต่อด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์แบบ Deepfake โดยการเลียนพระรูปและการเลียนพระสุรเสียงของเจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ไปในทางทุจริต และเพื่อแสวงประโยชน์ทางการค้า แพร่หลายยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นความผิดทางกฎหมาย ทั้งนี้ ในเบื้องต้น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมกับสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ประสานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อดำเนินการตามกฎหมายแล้ว พบข้อเท็จจริงว่า บางรายการมีต้นกำเนิดการกระทำมาจากภายนอกประเทศ จึงยังไม่อาจปิดกั้นหรือดำเนินการตามกฎหมายภายในประเทศได้ทันท่วงที

อนึ่ง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช จะได้ประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้ดำเนินการทางกฎหมาย ตามหน้าที่และอำนาจต่อไปโดยเร็ว 

สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช จึงขอประกาศให้สาธารณชนทราบว่า ไม่พึงเชื่อข้อมูล รูป เสียง คำกล่าว และข่าวอันเนื่องด้วยสมเด็จพระสังฆราช ที่มิได้เป็นการเผยแพร่จากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช และวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยเด็ดขาด เพื่อมิให้ตกเป็นเหยื่อของภัยทางเทคโนโลยีที่กำลังแพร่หลายในปัจจุบัน

ศธ.ตั้ง รมช.อัครนันท์ นั่ง ผอ.ศูนย์พิทักษ์สิทธิเสรีภาพนักเรียน-ครู

ศธ.ตั้ง รมช.อัครนันท์ นั่ง ผอ.ศูนย์พิทักษ์สิทธิเสรีภาพนักเรียน-ครู

ศธ.ตั้ง รมช.อัครนันท์ นั่ง ผอ.ศูนย์พิทักษ์สิทธิเสรีภาพนักเรียน-ครู

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.47 น.

ศธ.ตั้ง”รมช.อัครนันท์” นั่ง ผอ.ศูนย์พิทักษ์สิทธิเสรีภาพนักเรียน-ครู โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย

7 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ มีคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ 324/2569 เรื่อง จัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ

โดยระบุว่า ตามที่ รมว.ศึกษาธิการ มอบนโยบายให้แก่ส่วนราชการในสังกัด และองค์กรในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ มุ่งเน้นการพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้โรงเรียนและสถานศึกษาเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” อย่างแท้จริง และกำหนดให้มีการจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลระหว่างนักกฎหมาย นักจิตวิทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เพื่อให้การดำเนินงานพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 จึงดำเนินการดังนี้

1.จัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ” มีหน้าที่หลักในการบริหารจัดการ เพื่อพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ เสริมสร้างความปลอดภัยและสวัสดิภาพ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีหน้าที่และอำนาจ ดังนี้

– จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ เพื่อพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ เสริมสร้างความปลอดภัยและสวัสดิภาพ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา สังกัด กระทรวงศึกษาธิการ

– เป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนข้อมูลเกี่ยวกับการพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ และบูรณาการ ความร่วมมือกับนักกฎหมาย นักจิตวิทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

– ดำเนินการเกี่ยวกับการพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ เสริมสร้างความปลอดภัยและสวัสดิภาพให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมสร้างการรับรู้ความเข้าใจให้แก่ประชาชนทั่วไป

– ปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานหรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องตามที่ได้รับมอบหมาย

2.ให้มีผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ รองผอ.ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ และคณะทำงานคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะทำงานดำเนินงานพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ” โดยมีองค์ประกอบ หน้าที่และอำนาจ ดังนี้

มอบหมายให้ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ เป็นผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ และปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองผู้อำนวยการศูนย์ฯ

ส่วนคณะทำงาน ประกอบด้วย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน , เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา , เลขาธิการสภาการศึกษา , อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ , เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน , เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา, เลขาธิการคุรุสภา

คณะทำงานยังมี น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ , นายปารมี ไวจงเจริญ , นายรวีภัทร์ จิรศักดิ์วัฒนา , ผู้แทนกรมสุขภาพจิต , ผู้แทนกรมกิจการเด็กและเยาวชน เป็นต้น

ถอดรหัสทางรอดวิกฤตแล้ง! ชู 4 แพลตฟอร์ม ‘ดวงตาอวกาศ’ พลิกฟื้นอนาคตเกษตรกรไทย

ถอดรหัสทางรอดวิกฤตแล้ง! ชู 4 แพลตฟอร์ม ‘ดวงตาอวกาศ’ พลิกฟื้นอนาคตเกษตรกรไทย

ถอดรหัสทางรอดวิกฤตแล้ง! ชู 4 แพลตฟอร์ม ‘ดวงตาอวกาศ’ พลิกฟื้นอนาคตเกษตรกรไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “ภัยแล้ง” ไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอีกต่อไปแต่กำลังกลายเป็นความท้าทายระดับชาติที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตเศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหารของมนุษยชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฤดูร้อนที่ยาวนานขึ้น ฝนที่ทิ้งช่วง และปริมาณน้ำในแหล่งกักเก็บที่ลดลงล้วนเป็นภาพสะท้อนของวิกฤตที่กำลังใกล้เข้ามาอย่างเงียบงัน ด้วยเหตุนี้เพื่อเป็นการหาทางออกอย่างเป็นรูปธรรม งานสัมมนาภายใต้ชื่องาน DROUGHT SURVIVAL พลิกวิกฤตแล้งด้วยนวัตกรรมอวกาศ และทางรอดเศรษฐกิจเกษตรไทยอย่างยั่งยืน” จึงได้เปิดฉากขึ้น ณ อาคารสัมมนา สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

เพื่อระดมสรรพกำลัง องค์ความรู้ และเทคโนโลยีจากทุกภาคส่วน มาร่วมกันค้นหา “ทางรอด” และสร้างอนาคตใหม่ให้กับภาคเกษตรกรรมไทย งานสัมมนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) และ นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ มาร่วมกันเปิดวิสัยทัศน์ด้านการบริหารจัดการน้ำ พร้อมด้วยมุมมองเชิงนโยบายจาก ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่มาตอกย้ำทิศทางการช่วยเหลือเกษตรกรให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในครั้งนี้  

ไฮไลต์สำคัญของการแก้วิกฤตครั้งนี้ คือ การเปิดตัวนวัตกรรมที่เปรียบเสมือน “ดวงตาจากอวกาศ” ผ่านการจัดแสดงนิทรรศการดาวเทียมสำรวจโลก THEOS พร้อมการเจาะลึก 4 นวัตกรรมเทคโนโลยีอวกาศเพื่อเป็นทางรอดให้เกษตรกรไทย โดย ดร.ปกรณ์ เพ็ชรประยูร ผู้อำนวยการ GISTDA ซึ่งภายในงานได้มีการสาธิตแพลตฟอร์มอัจฉริยะหลัก ได้แก่ Smallwat, Cropsdrought, Dragonfly และ SGi-Farm ตลอดจนเครื่องมือตรวจวัดมาตรฐานสากล เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลน้ำ ดิน และพืช ได้อย่างแม่นยำ ช่วยให้เกษตรกรบริหารจัดการความเสี่ยง ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทว่าการขับเคลื่อนวิกฤตไม่อาจพึ่งพาเพียงเทคโนโลยี เวทีเสวนาจึงได้เชื่อมโยงไปสู่มิติด้านนโยบายและภาคธุรกิจอย่างครบวงจร

ผู้ร่วมงานครั้งนี้ได้สัมผัสกับเรื่องราวความสำเร็จในการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพในพื้นที่เขตชลประทาน จ.ระยอง โดย รัตนา เพ็ชรสูงเนิน รวมถึงทางรอดและการปรับตัวด้วยนวัตกรรมของเกษตรกรนอกเขตชลประทาน จ.สุราษฎร์ธานี จาก ณัฐกร แจ้งเศษ และสิทธิโชค ร่าหมาน ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ชัดเจนว่า นวัตกรรมอวกาศสามารถนำมาใช้ได้จริงและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ถึงระดับรากหญ้า งาน “DROUGHT SURVIVAL” จึงไม่ใช่เพียงการรับฟังปัญหา แต่คือเข็มทิศชี้ทางรอดในยุคที่สภาพอากาศแปรปรวน เป็นการเชื่อมโยงเทคโนโลยีอวกาศขั้นสูงลงสู่ผืนดินของเกษตรกรไทย เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับแหล่งน้ำและแหล่งอาหารของประเทศ

ก.ค.ศ.ไฟเขียวเพิ่มรอง ศธจ. 27 ตำแหน่งภาคกลาง พร้อมยุบเลิกตำแหน่ง 38 ค.(2)ศปบ.จชต.13 อัตรา

ก.ค.ศ.ไฟเขียวเพิ่มรอง ศธจ. 27 ตำแหน่งภาคกลาง พร้อมยุบเลิกตำแหน่ง 38 ค.(2)ศปบ.จชต.13 อัตรา

ก.ค.ศ.ไฟเขียวเพิ่มรอง ศธจ. 27 ตำแหน่งภาคกลาง พร้อมยุบเลิกตำแหน่ง 38 ค.(2)ศปบ.จชต.13 อัตรา

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 4/2569 โดยมี ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นเลขานุการการประชุม ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และมีมติที่สำคัญ โดยได้มีการอนุมัติ การกำหนดตำแหน่งรองศึกษาธิการจังหวัด (เพิ่มเติม) ในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

ในกลุ่มจังหวัดขนาดกลาง จำนวน 27 จังหวัด จังหวัดละ 1 ตำแหน่ง รวมทั้งสิ้น 27 ตำแหน่ง ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี กำแพงเพชร ฉะเชิงเทรา ตรัง นครปฐม นครพนม นครสวรรค์ นนทบุรี นราธิวาส น่าน ปทุมธานี ปัตตานี พระนครศรีอยุธยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ยโสธร ยะลา ระยอง ราชบุรี ลพบุรี ลำปาง เลย สมุทรปราการ สุโขทัย สุพรรณบุรี และ หนองบัวลำภู  

และอนุมัติให้ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2) ศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศูนย์ประสานงานและบริหาร การศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้) สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 13 อัตรา เพื่อนำมากำหนดเป็นตำแหน่ง รองศึกษาธิการจังหวัด (เพิ่มเติม)

นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบ (ร่าง) กฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำ หรือสูงกว่าขั้นสูง ของอันดับ พ.ศ. ….เพื่อให้มีความชัดเจนขึ้น

เปิดประตูการศึกษาออนไลน์ หนุน สกร. จับมือ ทภ.1 ยกระดับทหารกองประจำการ สร้างอนาคตใหม่หลังปลดประจำการ

เปิดประตูการศึกษาออนไลน์ หนุน สกร. จับมือ ทภ.1 ยกระดับทหารกองประจำการ สร้างอนาคตใหม่หลังปลดประจำการ

เปิดประตูการศึกษาออนไลน์ หนุน สกร. จับมือ ทภ.1 ยกระดับทหารกองประจำการ สร้างอนาคตใหม่หลังปลดประจำการ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ร่วมกับกองทัพภาคที่ 1 จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการจัดการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ เพื่อยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ ณ หอประชุมกองทัพภาคที่ 1 ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร โดยมี พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 และ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ร่วมลงนาม พร้อมด้วย ดร.รุ่งอรุณ ไสยโสภณ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศธ. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้คือการ “เปิดประตูแห่งโอกาส” ให้ทหารกองประจำการ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของชาติ ได้เรียนรู้ พัฒนาตนเอง และเตรียมความพร้อมสู่อนาคตหลังปลดประจำการ โดย ศธ.ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาที่เข้าถึงได้จริง ตอบโจทย์ชีวิตจริง และเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา ภายใต้นโยบาย Anywhere Anytime โดยแนวทางสำคัญ 3 ประการ ในการขับเคลื่อนความร่วมมือ ได้แก่ การจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับภารกิจและวิถีชีวิตของทหารกองประจำการ การพัฒนาระบบออนไลน์ให้เข้าถึงง่าย มีประสิทธิภาพ และมีผู้ดูแลติดตามอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการวัดและประเมินผลที่โปร่งใส มีมาตรฐาน และสะท้อนสมรรถนะที่นำไปใช้ได้จริง

ด้าน ดร.เกศทิพย์ กล่าวว่า สกร. ตระหนักถึงความสำคัญของทหารกองประจำการในฐานะกำลังสำคัญของชาติ การเปิดโอกาสทางการศึกษาระหว่างรับราชการจึงเป็นการเพิ่มทุนมนุษย์ เพิ่มโอกาสทางอาชีพ และสร้างเส้นทางชีวิตใหม่ให้แก่ผู้เรียน ภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ที่มุ่งจัดการเรียนรู้ให้ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง

“หัวใจของความร่วมมือครั้งนี้ คือการใช้ “การศึกษาออนไลน์” เป็นเครื่องมือขยายโอกาสอย่างมีคุณภาพ โดยต้องเป็นระบบที่ “เข้าถึงผู้เรียนจริง ดูแลได้จริง และเห็นผลจริง” ไม่ใช่เพียงการนำบทเรียนขึ้นระบบดิจิทัล แต่ต้องมีครูดูแล ติดตามความก้าวหน้า มีการเทียบโอนผลการเรียน และมีมาตรฐานการวัดผลที่ชัดเจน เพื่อให้ทหารกองประจำการไม่เพียง “ได้เรียน” แต่ต้อง “เรียนแล้วเกิดผล” และนำความรู้ไปใช้ได้จริง” อธิบดี สกร. กล่าว

ทั้งนี้ สกร. จะขับเคลื่อนงานบน 4 เสาหลัก ได้แก่ ข้อมูลผู้เรียนต้องชัดเจน แผนการเรียนรู้ต้องยืดหยุ่น การดูแลผู้เรียนต้องต่อเนื่อง และการวัดประเมินผลต้องมีมาตรฐาน โปร่งใส สะท้อนสมรรถนะจริง เพื่อให้ความร่วมมือกับกองทัพภาคที่ 1 เป็นต้นแบบของการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น มีคุณภาพ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และเปลี่ยนช่วงเวลาระหว่างรับราชการให้เป็นช่วงเวลาแห่งการพัฒนาศักยภาพ สร้างอนาคตที่มั่นคงให้แก่ตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติต่อไป

รองผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ เข้าพบเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นด้านการศึกษา

รองผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ เข้าพบเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นด้านการศึกษา

รองผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ เข้าพบเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นด้านการศึกษา

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.04 น.

รองผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ  เข้าพบเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ณ สถานเอกอัครราชทูตไทยใน ลอนดอน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการยกระดับและส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ภราดาพัชรปกรณ์ ลังบุบผา รองผู้อำนวยการและหัวหน้าฝ่ายวิชาการ และ มาสเตอร์พชร จันทร์ศิริ ผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายวิชาการ  โรงเรียนอัสสัมชัญ และพันธมิตรด้านทางการศึกษา เข้าพบ นายณัฐวัฒน์ กฤษณามระ เอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ณ สถานเอกอัครราชทูตไทยใน ลอนดอน

ในการเข้าพบครั้งนี้ มีผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตร่วมให้การต้อนรับและเข้าร่วมการหารือ ได้แก่ นางสาวกฤษณา ชลวีระวงศ์ อัครราชทูต นางอรวิจิตร์ จันทรังสี ที่ปรึกษา นายมานากรณ์ เมฆประยูรทอง ที่ปรึกษา

โอกาสนี้ เอกอัครราชทูตฯ ได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับคณะผู้แทนจากโรงเรียนอัสสัมชัญเกี่ยวกับแนวทางการยกระดับและส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่าง ประเทศไทย และ สหราชอาณาจักร โดยเฉพาะการพัฒนาหลักสูตรไทยศึกษาร่วมกับมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร

ทั้งนี้ เอกอัครราชทูตฯ ได้เน้นย้ำถึงนโยบายสำคัญของสถานเอกอัครราชทูตในการผลักดันปี พ.ศ. 2569 ให้เป็น “ปีแห่งการศึกษา (Year of Thai-UK Education Partnership)” เพื่อส่งเสริมและขยายความร่วมมือทางการศึกษาในทุกระดับระหว่างสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้แสดงความยินดีในการให้การดูแลและสนับสนุนนักเรียนของโรงเรียนอัสสัมชัญที่เข้ามาศึกษาและทำกิจกรรมใน สหราชอาณาจักร อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งมีแนวทางในการพัฒนา โครงการความร่วมมือทางด้านการศึกษาในอนาคต ร่วมกับโรงเรียนอัสสัมชัญ และโรงเรียนในเครือมูลนิธิเซนต์คาเบรียล เพื่อยกระดับโอกาสทางการศึกษาสู่ระดับสากล
ในส่วนของโรงเรียนอัสสัมชัญ ได้มีการนำเสนอแนวทางการพัฒนาศักยภาพนักเรียนสู่เวทีนานาชาติ ผ่านโครงการสำคัญในปีการศึกษา 2569 ได้แก่

โครงการระยะสั้น: Summer และ October Camp

โครงการระยะกลาง: โครงการแลกเปลี่ยนระยะเวลา 1 ปี

โครงการระยะยาว: AC-UK Foundation Pathway

การเข้าพบในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของโรงเรียนอัสสัมชัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางการศึกษาระดับนานาชาติ และการพัฒนานักเรียนสู่การเป็นพลเมืองโลกอย่างมีคุณภาพต่อไป

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ จัดเลี้ยงของว่าง โครงการน้ำพระทัยพระราชทาน แก่ผู้ต้องขังเรือนจำกลางคลองเปรม

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ จัดเลี้ยงของว่าง โครงการน้ำพระทัยพระราชทาน แก่ผู้ต้องขังเรือนจำกลางคลองเปรม

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ จัดเลี้ยงของว่าง โครงการน้ำพระทัยพระราชทาน แก่ผู้ต้องขังเรือนจำกลางคลองเปรม

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.39 น.

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ จัดเลี้ยงของว่าง “โครงการน้ำพระทัยพระราชทาน” แก่ผู้ต้องขังเรือนจำกลางคลองเปรม

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ลงพื้นที่จัดโครงการ น้ำพระทัยพระราชทาน มอบไอศกรีมและน้ำมะพร้าวแก่ผู้ต้องขัง ณ เรือนจำกลางคลองเปรม เพื่อบรรเทาความร้อนจากสภาพอากาศในช่วงฤดูร้อน

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ร้อยตำรวจโท ดร. มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่มอบไอศกรีม จำนวน 13,000 แท่ง และน้ำมะพร้าว จำนวน 2,000 กระป๋อง ภายใต้โครงการน้ำพระทัยพระราชทาน ให้แก่ผู้ต้องขัง โดยมีนายเผด็จ หริ่งรอด ผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรม ให้การต้อนรับและร่วมดำเนินกิจกรรม

สำหรับกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อช่วยคลายร้อนให้แก่ผู้ต้องขังในช่วงที่อากาศร้อน โดยมุ่งสร้างบรรยากาศที่ดีภายในเรือนจำ พร้อมทั้งเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการส่งต่อสิ่งดี ๆ เพื่อสังคม

ร้อยตำรวจโท ดร. มนัส โนนุช กล่าวว่า การดำเนินโครงการน้ำพระทัยพระราชทานในครั้งนี้ สะท้อนถึงความตั้งใจของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ในการเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อความเอื้ออาทรและการแบ่งปันสู่สังคมในทุกมิติ โดยเฉพาะการดูแลผู้ต้องขังให้ได้รับรู้ถึงความห่วงใยจากสังคมภายนอก ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดแรงบันดาลใจในการปรับปรุงตนเอง และเตรียมความพร้อมสำหรับการกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพในอนาคต

ด้าน นายเผด็จ หริ่งรอด ผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรม กล่าวว่า ขอขอบคุณสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ที่ให้ความสำคัญและคำนึงถึงผู้ต้องขัง โดยกิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนที่ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีภายในเรือนจำ ทำให้ผู้ต้องขังรู้สึกผ่อนคลาย และยังช่วยเสริมสร้างกำลังใจให้แก่ผู้ต้องขังในการดำเนินชีวิตระหว่างอยู่ภายในเรือนจำ

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาความร้อนจากสภาพอากาศ แต่ยังสะท้อนถึงปณิธานของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ในการส่งมอบความปรารถนาดีให้เข้าถึงครอบคลุมทุกพื้นที่และยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ในมิติต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

ไทยพีบีเอส ยกระดับ ‘สถานีประชาชน’ สู่สถานีร้องทุกข์อันดับ 1 ที่พึ่งของทุกคน

ไทยพีบีเอส ยกระดับ 'สถานีประชาชน' สู่สถานีร้องทุกข์อันดับ 1 ที่พึ่งของทุกคน

ไทยพีบีเอส ยกระดับ ‘สถานีประชาชน’ สู่สถานีร้องทุกข์อันดับ 1 ที่พึ่งของทุกคน

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.46 น.

ไทยพีบีเอส เตรียมยกระดับ “สถานีประชาชน” ปี 69-70 วาง 3 ยุทธศาสตร์หลัก พัฒนาเนื้อหาเข้มข้น 6 ด้าน “ภัยออนไลน์ ผู้บริโภค คุณภาพชีวิตเกษตรกร มลพิษและสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ  ผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง” พร้อมขยายเครือข่าย สร้างการรับรู้ผู้ชม เปิดพื้นที่กลางแก้ปัญหาความเดือดร้อน ตั้งเป้า “สถานีร้องทุกข์อันดับ 1 ที่พึ่งของทุกคน” เพิ่มการเข้าถึงผู้ชมทั่วประเทศ

นางกานดา จำปาทิพย์ บรรณาธิการข่าว รายการสถานีประชาชน กล่าวว่า ไทยพีบีเอสได้วางแผนขับเคลื่อน “สถานีประชาชน” ในช่วงปี 2569–2570 โดยมุ่งเป็นพื้นที่กลางในการสะท้อนปัญหาและหาทางออกให้กับประชาชน ภายใต้แนวคิด “ทุก(ข์)ปัญหา ทุกความเดือดร้อน เราพร้อมหาทางออก” พร้อมตั้งเป้าเป็น “สถานีร้องทุกข์อันดับ 1 ที่พึ่งของทุกคน” โดยแผนดังกล่าวขับเคลื่อนผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1.การพัฒนาเนื้อหา 2.การขยายเครือข่าย และ 3.การสร้างการรับรู้และขยายฐานผู้ชม เพื่อให้การสื่อสารประเด็นสาธารณะเข้าถึงประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นางกานดา กล่าวต่อว่า ในด้านการพัฒนาเนื้อหา จะมุ่งเน้นประเด็นสำคัญ 6 ด้าน ได้แก่ ภัยออนไลน์ ผู้บริโภค คุณภาพชีวิตเกษตรกร มลพิษและสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ และผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง โดยนำเสนอผ่านทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง On Air, Online และการลงพื้นที่จริง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

ทีมข่าวสถานีประชาชน ไทยพีบีเอส ได้จัดกิจกรรมสัญจรออกอากาศรายการสดในพื้นที่ พบปะประชาชนและรับฟังปัญหาโดยตรงอย่างต่อเนื่อง เดือนละ 1 ครั้ง รวม 12 ครั้งต่อปี ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ พร้อมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพูดคุยและหาแนวทางแก้ไข ในรูปแบบ “ตั้งโต๊ะรับเรื่อง” แบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ รวมถึงการค้นหา Case Study จากพื้นที่จริง เพื่อนำมาเป็นต้นแบบในการแก้ปัญหา และขยายผลสู่พื้นที่อื่นต่อไป

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการขยายเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งหน่วยงานภายในและภายนอกองค์กร รวมถึงภาครัฐ เอกชน และสื่อท้องถิ่น เพื่อร่วมกันคลี่คลายปัญหาให้กับประชาชนในทุกภูมิภาค รวมการสร้าง Influencers จากผู้ประกาศ ผู้ดำเนินรายการ และนักข่าว สู่เครือข่ายผู้สื่อสารรุ่นใหม่ในการขับเคลื่อนประเด็นสาธารณะ และเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง

“ปัจจุบันเจ้าหน้าที่รายการสถานีประชาชน เป็นผู้ดูแล “ศูนย์ร้องทุกข์ ไทยพีบีเอส” และ “ศูนย์ข้อมูลคนหายไทยพีบีเอส” จากข้อมูลสถิติของทั้ง 2 ส่วน สะท้อนให้เห็นว่า ยังคงมีประชาชนจำนวนมากที่ประสบปัญหาและต้องการที่พึ่งในการหาทางออก ซึ่ง “สถานีประชาชน” จะไม่เพียงรายงานข่าวร้องทุกข์เท่านั้น แต่จะร่วมลงมือคลี่คลายทุกปัญหาจากประชาชน ตามสโลแกนของรายการ คือ “เข้าถึงปัญหา เข้าหาประชาชน” อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ตอกย้ำว่ารายการ “สถานีประชาชน” เป็นที่พึ่งพาได้จริง” นางกานดา กล่าว

ทั้งนี้ ติดตามรับชม รายการ “สถานีประชาชน” ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 14.05 – 15.00 น. ทางไทยพีบีเอส หมายเลข 3 และทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ของไทยพีบีเอส ติดตามรายการได้ทาง www.thaipbs.or.th/People