คุรุสภา เปิดเวที KSP Webinar 2026 ชูความปลอดภัยในสถานศึกษายุค AI

11 กันยายน 2569 เวลา 20:20 น.

คุรุสภาชวนครูทั่วประเทศร่วม KSP Webinar 2026 วันที่ 12–13 ก.ย.นี้ เปิดเวทีถก “ความปลอดภัยในสถานศึกษายุค AI” ระดมผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา เจาะพฤติกรรมดิจิทัลวัยรุ่น การใช้ AI ในห้องเรียน ตั้งเป้าผู้เข้าร่วมออนไลน์ผ่านคุรุแพลตฟอร์มไม่น้อยกว่า 50,000 คน

เมื่อวันที่ 11 กันยายน  ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กำหนดจัดการประชุมทางวิชาการของคุรุสภา ประจำปี 2569 (KSP Webinar 2026) ระหว่างวันที่ 12–13 กันยายน 2569 ภายใต้หัวข้อ “สร้างอนาคตการศึกษาไทย : ความปลอดภัยในสถานศึกษายุคปัญญาประดิษฐ์” (Shaping the Future of Thai Education: School Safety in the AI Era) เพื่อเปิดพื้นที่ให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ รับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยี AI และสังคมดิจิทัล ในรูปแบบออนไลน์

ผ่าน คุรุแพลตฟอร์ม https://khuruplatform.ksp.or.th และถ่ายทอดสดผ่าน Fanpage Facebook คุรุสภา  โดยไฮไลต์วันแรก 12 ก.ย.69 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมและปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “สร้างอนาคตการศึกษาไทย : ความปลอดภัยในสถานศึกษายุคปัญญาประดิษฐ์” ก่อนเข้าสู่เวทีเสวนาที่จับประเด็นปัญหาใกล้ตัวเด็กและครู อาทิ “อ่านสัญญาณวิกฤต ผ่านสองสายตา: ผสาน AI

ร่วมถอดรหัสวิกฤตพฤติกรรมดิจิทัลของวัยรุ่น” และ “AI เพื่อการบริหารจัดการห้องเรียน: รู้เท่าทันหลักธรรมาภิบาล”

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ “โรงเรียน ครอบครัว ชุมชน: ผนึกพลังพิทักษ์เด็ก” ที่จะชวนมองว่าการสร้างความปลอดภัยให้เด็กไม่ใช่หน้าที่ของครูหรือโรงเรียนเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากครอบครัว ชุมชน และทุกภาคส่วน

ส่วนวันที่ 13 ก.ย.69 พบกับไฮไลต์สำคัญ การบรรยายพิเศษ “Traffy Fondue : ความปลอดภัยในสถานศึกษา” โดย ครูจวง ปารมี ไวจงเจริญ ที่ปรึกษา รมช.ศธ. และ นายอดิศักดิ์ ดงสิงห์ ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมถ่ายทอดแนวคิดและมุมมองเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษา

จากนั้นยังมีเวที “ความปลอดภัยในสถานศึกษา : หลากหลายมิติ หลากหลายมุมมอง” “การพัฒนาทักษะทางสังคมและอารมณ์: Social and Emotional Skills” และ “ครูและบุคลากรทางการศึกษากับความปลอดภัยในสถานศึกษา” เพื่อเปิดมุมมองเรื่องความปลอดภัยให้ครอบคลุมทั้งเด็ก ครู โรงเรียน และสภาพแวดล้อมทางการศึกษา

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อว่า จุดเด่นของการประชุมครั้งนี้ คือ การนำเรื่อง “ความปลอดภัยในสถานศึกษา” มาเชื่อมโยงกับสถานการณ์ที่ครูและเด็กกำลังเผชิญจริง ตั้งแต่ AI พฤติกรรมในโลกดิจิทัล สุขภาพจิตและอารมณ์ ไปจนถึงบทบาทของครอบครัวและชุมชน โดยมุ่งให้ผู้เข้าร่วมได้รับทั้งองค์ความรู้ มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ และแนวคิดที่สามารถนำกลับไปปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของสถานศึกษาซึ่งตั้งเป้าหมายผู้เข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์ครั้งนี้ ไม่น้อยกว่า 50,000 คน  ทั้งนี้คุรุสภาหวังให้เวที KSP Webinar 2026 เป็นพื้นที่ที่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรม และประสบการณ์ที่เป็นแบบอย่าง เพื่อนำไปประยุกต์ใช้และต่อยอดในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน คุณภาพการศึกษา และวิชาชีพทางการศึกษา ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วย

“AI และโลกดิจิทัลกำลังเปลี่ยนทั้งวิธีเรียน วิธีสอน และวิถีชีวิตของเด็ก ความปลอดภัยในสถานศึกษาจึงไม่ได้มีเพียงมิติทางกายภาพ แต่รวมถึงสุขภาพจิต พฤติกรรมในโลกดิจิทัล และการใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน คุรุสภาหวังว่าเวทีนี้จะช่วยให้ครูเข้าใจการเปลี่ยนแปลง มองเห็นความเสี่ยง และมีแนวทางในการรับมือกับปัญหารูปแบบใหม่ สามารถนำองค์ความรู้กลับไปปรับใช้ในการดูแลผู้เรียนและสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัย เพราะเป้าหมายสำคัญที่สุด คือ การทำให้เด็กได้เรียนรู้และเติบโตอย่างมีคุณภาพในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว

ทั้งนี้ก่อนเข้าสู่เวทีใหญ่ KSP Webinar คุรุสภาได้จัดกิจกรรม Pre Webinar ระหว่างวันที่ 19 สิงหาคม–11 กันยายน 2569 จำนวน 11 หัวข้อ ถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้ปฏิบัติจริง ครอบคลุมทั้งนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ สื่อดิจิทัล Active Learning การพัฒนาทักษะผู้เรียน การสร้างโรงเรียนแห่งความสุข การจัดการศึกษาทักษะอาชีพ และการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดสู่นวัตกรรมการเรียนรู้  คุรุสภาขอเชิญชวนครู บุคลากรทางการศึกษา นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทุกท่าน เข้าร่วมงาน KSP Webinar 2026 ผ่าน “คุรุแพลตฟอร์ม” ที่ https://khuruplatform.ksp.or.th และสามารถรับชมการถ่ายทอดสดผ่าน Fanpage Facebook “คุรุสภา” โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมครบตามเงื่อนไขที่คุรุสภากำหนดและตอบแบบสอบถาม จะได้รับเกียรติบัตรการเข้าร่วมกิจกรรม ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์คุรุสภา http://www.ksp.or.th

บอร์ด สกสค.ไฟเขียว จุลพงษ์ ลิมปสุธรรม นั่ง ผอ.องค์การค้าฯ คนใหม่

11 กันยายน 2569 เวลา 19:39 น.

11 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาผู้เหมาะสมดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค.คนใหม่ ตามที่คณะกรรมการสรรหาฯ ซึ่งมี นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เป็นประธาน เสนอรายชื่อมา 2 ราย ได้แก่ นายจุลพงษ์ ลิมปสุธรรม อดีตผู้บริหารบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (มหาชน) และ นายศักดาเดช ทาซ้าย อดีตผู้บริหารสถานศึกษา โดยผู้สมัครทั้ง 2 ราย ได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุม เพื่อประกอบการพิจารณา

นายประเสริฐ กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้นายจุลพงษ์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การค้าฯ คนใหม่ เนื่องจากมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และมีประสบการณ์ด้านการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการบริหารบริษัท ไปรษณีย์ไทยฯ ซึ่งมีประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงผลประกอบการขององค์กรให้ดีขึ้น

“ที่ประชุมได้มอบหมายให้นายจุลพงษ์ จัดทำแผนบริหารงานองค์การค้าฯ เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ สกสค.พิจารณาอีกครั้ง โดยคาดหวังว่าจะสามารถเข้ามาขับเคลื่อนองค์การค้าฯ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายประเสริฐ กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า สำหรับภารกิจสำคัญของผู้อำนวยการองค์การค้าฯ คนใหม่ คือการบริหารจัดการทรัพย์สินและบุคลากรขององค์กรให้เกิดประสิทธิภาพ รวมถึงการบริหารจัดส่งหนังสือเรียนให้เป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากระทบต่อการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษา ส่วนการสรรหาเลขาธิการ สกสค.คนใหม่นั้น คาดว่าจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ สกสค.ในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ ซึ่งยังเป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้

สอวช.-อพท. ลงนามร่วมมือใช้ อววน. ขับเคลื่อนท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน

11 กันยายน 2569 เวลา 15:52 น.

11 กันยายน 2569 ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย น.ส.วนิดา พันธ์สะอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือสนับสนุนการดำเนินงานด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยสู่ “การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง (Regenerative Tourism) อย่างยั่งยืน” ระหว่างกระทรวง อว. โดยสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กับกระทรวง กก. โดยองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) (อพท.) โดยมี ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. และนายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. เป็นผู้ลงนาม ณ ห้องประชุมกมลทิพย์ 3 ชั้น 2 โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวง อว. มีบทบาทสำคัญในการนำองค์ความรู้ด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) มาสนับสนุนการยกระดับภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการนำงานวิจัย นวัตกรรม ศักยภาพของมหาวิทยาลัย และโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างรูปแบบการท่องเที่ยวที่ไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างรายได้หรือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร แต่ต้องสามารถสร้างคุณค่าและผลกระทบเชิงบวกกลับคืนสู่ธรรมชาติและชุมชน

“ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาควิชาการกับพื้นที่จริง โดยใช้มหาวิทยาลัยและเครือข่ายของ อว. เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง (Regenerative Tourism Lab) รวมทั้งร่วมพัฒนาแนวทาง มาตรฐาน ตัวชี้วัด และกลไกการขยายผล เพื่อให้เกิดการยกระดับการท่องเที่ยวของไทยอย่างเป็นระบบและสามารถขยายผลได้ในระดับประเทศ” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายและประยุกต์ใช้องค์ความรู้ด้าน อววน. เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างสมดุลและยั่งยืน พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาที่สร้างผลดีต่อธรรมชาติ (Nature Positive Development)

นอกจากนี้ ยังมุ่งบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนศักยภาพและโครงสร้างพื้นฐานของเครือข่ายมหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง รวมถึงร่วมกันพัฒนาแนวทาง มาตรฐาน ตัวชี้วัด และกลไกการขยายผลที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยและมาตรฐานสากล มุ่งยกระดับการท่องเที่ยวชุมชนสู่การสร้างคุณค่าใหม่ด้วยทุนทางนวัตกรรม และสนับสนุนการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างในระดับประเทศ

‘สอวช.’จับมือ‘อพท.’ใช้‘อววน.’ยกระดับท่องเที่ยวไทยสู่‘การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง’

11 กันยายน 2569 เวลา 13:30 น.

‘สอวช.’จับมือ‘อพท.’ใช้‘อววน.’ยกระดับท่องเที่ยวไทยสู่‘การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง’ มุ่งสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ ฟื้นฟูธรรมชาติ ควบคู่คุณภาพชีวิตชุมชน

11 กันยายน 2569 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่ “การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง” (Regenerative Tourism) โดย ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. และนายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. เป็นผู้ลงนาม มี ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. และนางสาววนิดา พันธ์สะอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมเป็นสักขีพยาน

ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งนำองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ไปใช้พัฒนาและขยายผลในพื้นที่พิเศษของ อพท. เชื่อมโยงชุมชน ผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พร้อมพัฒนามาตรฐานและแนวทางวัดผลที่สอดคล้องกับระดับสากล เพื่อผลักดันการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

การขับเคลื่อนดังกล่าวมุ่งยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น “Meaningful & High Value Destination” ที่การท่องเที่ยวไม่เพียงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศและยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้าน อววน. เข้ากับแนวคิด “Future Link หรือ อนาคตเป็นไปได้” ของกระทรวง อว. ตลอดจนการขับเคลื่อนของ กรอ. ท่องเที่ยว และ “นโยบายชุมชนพลัส” ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อเสริมศักยภาพชุมชนและผู้ประกอบการ เชื่อมโยงภาคเอกชน และสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงจากฐานรากอย่างยั่งยืน

ดร.สุรชัย กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการพลิกโฉมการท่องเที่ยวไทย โดย สอวช. จะร่วมออกแบบและพัฒนานโยบาย พร้อมใช้กลไกของกระทรวง อว. เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมสู่พื้นที่ของ อพท. รวมทั้งประสานเครือข่ายวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาหลักสูตรและเครื่องมือวัดผลตามหลักวิทยาศาสตร์ (Science-based) นำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบที่เชื่อมโยงการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากร การมีส่วนร่วมของชุมชน และกิจกรรมท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนนำผลจากพื้นที่ไปใช้กำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับบริบทไทย เพื่อสร้างคุณค่าทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ด้านนายศิริปกรณ์ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง อพท. และ สอวช. จะสร้างกลไกความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์และบูรณาการองค์ความรู้ด้าน อววน. เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างที่ไม่เพียงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังมุ่งฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม วิถีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ และคุณภาพชีวิตของชุมชน โดยเสนอ 4 พื้นที่นำร่อง Living Lab ได้แก่ หมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เชียงราย และคุ้งบางกะเจ้า

ทั้งสองหน่วยงานกำหนดกรอบความร่วมมือ 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1) การพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบาย เปลี่ยนจากการรักษาทรัพยากรสู่การฟื้นฟูและคืนกำไรให้ระบบนิเวศ สังคม และวัฒนธรรม ใช้กลไก อววน. พัฒนาการท่องเที่ยวมูลค่าสูงและผลักดันผลลัพธ์สู่ยุทธศาสตร์ระดับชาติ 2) การขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างและเครือข่าย เชื่อมโยงสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานวิจัย ภาครัฐ และภาคเอกชน พร้อมพัฒนา “Regenerative Tourism Lab” เพื่อทดลองโมเดลที่เหมาะกับแต่ละพื้นที่ และประยุกต์แนวคิดการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) 3) การพัฒนาเครื่องมือและระบบวัดผล จัดทำเกณฑ์ตามหลักวิทยาศาสตร์ (Science-based) ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น เกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC) และเหมาะสมกับบริบทไทย และ 4) การพัฒนาศักยภาพคน ทั้งบุคลากร ผู้ประกอบการ คณาจารย์ และชุมชน ผ่านหลักสูตรและการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่

ภายในงานยังมีการบรรยายหัวข้อ “ECOLIFE in C กับการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างอย่างยั่งยืน” โดย นางสาวศิรพันธ์ วัฒนจินดา และนายพิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร ผู้ก่อตั้ง ECOLIFE นำเสนอการใช้ ECOLIFE Platform เชื่อมโยงนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และชุมชน เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมด้านความยั่งยืนและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อพื้นที่

คณะสงฆ์อยุธยาแต่งตั้ง พระพิพัฒน์ศาสนกิจวิธาน เป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์

10 กันยายน 2569 เวลา 20:35 น.

จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดสืบสวน บก.ป. ลงพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เข้าควบคุมตัว พระวชิรญาณ วิ. หรือ หลวงพ่ออติโชติ ธมฺมวโร เจ้าอาวาส วัดพุทไธศวรรย์ พระอารามหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา หลังได้รับเรื่องร้องเรียนและตรวจสอบพบยักยอกเงินวัดกว่า 92 ล้านบาทโอนให้สีกาคนสนิท พร้อมพบหลักฐานกล้องวงจรปิดเสพเมถุนในกุฏิ โดย “หลวงพ่ออติโชติ” ได้ยอมลาสิกขา (สึก) ในเวลาต่อมา และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวไปดำเนินคดีนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ก.ย.2569 พระเทพวัชรจริยาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ลงนามในคำสั่งเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เรื่อง แต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสพระอารามหลวง

เนื่องด้วย พระวชิรญาณ (อภิโชติ ธมฺมวโร) เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ได้ลาสิกขา เมื่อวันที่ 10 ก.ย.2569 ณ พระอุโบสถวัดพุทไธศวรรย์ เป็นเหตุให้ผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ว่างลง

อาศัยอำนาจตามความในข้อ 4 วรรคสอง แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 19 (พ.ศ. 2536) ว่าด้วยการแต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535

จึงแต่งตั้งให้ พระพิพัฒนศาสนกิจวิธาน (ประยูร สุทฺธิปุญโญ) เจ้าอาวาสวัดท่าการ้อง และรองเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 10 ก.ย.2569

ขอบคุณภาพจาก : ฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม

‘ดร.สุวินัย’ เตือนรัฐบาลอนุทิน ระวังการสร้าง ‘ตัวจุดชนวน’ ให้ ‘สนธิ’

10 กันยายน 2569 เวลา 07:40 น.

จากกรณีก่อนหน้านี้ที่ สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวที่บ้านพระอาทิตย์ แถลงทิศทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหม่ ภายใต้แนวคิด “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” โดยประกาศเตรียมเดินหน้ารวบรวมพลังประชาชนและยกระดับการเคลื่อนไหวทางการเมือง

ล่าสุดวันนี้ 10 กันยายน 2569 ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์วิเคราะห์ทิศทางที่รัฐบาลอนุทินควรรับมือม็อบสนธิแแบไหน พร้อมข้อความทั้งหมดระบุว่า “รัฐบาลอนุทินควรรับมือม็อบสนธิอย่างไร?
/////

สุวินัย ภรณวลัย

หลังจากคุณสนธิ ลิ้มทองกุล
ประกาศเดินหน้าเคลื่อนไหวทางการเมือง
คำถามหนึ่งที่น่าสนใจคือ
รัฐบาลอนุทิน
ควรรับมือกับการเคลื่อนไหวครั้งนี้อย่างไร?
จะตอบโต้แรง ๆ ดีไหม?
จะปล่อยผ่าน?
จะชี้แจงทุกเรื่อง?
หรือควรพยายามทำให้ม็อบยุติลงให้เร็วที่สุด?
ในความเห็นของผม
โจทย์สำคัญที่สุดของรัฐบาล
อาจไม่ใช่การ “เอาชนะคุณสนธิ” เลย (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
แต่คือ
อย่าทำอะไรจนทำให้คนที่เดิมไม่ได้คิดจะลงถนน
ตัดสินใจออกจากบ้านมาร่วมม็อบเสียเอง
…..
สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลควรเข้าใจก่อนคือ
คนที่ติดตามคุณสนธิ
คนที่เห็นด้วยกับคุณสนธิ
และคนที่พร้อมจะออกมาอยู่บนถนน
ไม่ใช่คนกลุ่มเดียวกันทั้งหมด
คนจำนวนมากอาจฟังรายการทุกสัปดาห์
เห็นด้วยบางเรื่อง
ไม่พอใจรัฐบาลบางเรื่อง
แต่ยังไม่ได้หมายความว่า
เขาจะยอมเสียเวลา
เสียงาน
เสียความสะดวก
และออกจากบ้านมาชุมนุม
…..
เพราะการออกมาชุมนุม
มีต้นทุนจริง
ต่างจากการดูคลิป
กด Like
หรือ Share ข่าว
ดังนั้น
สิ่งที่รัฐบาลควรระวังที่สุด
ไม่ใช่จำนวนคนที่มาร่วมกิจกรรมในวันใดวันหนึ่ง
แต่คือ
อย่าสร้างเหตุการณ์บางอย่าง
ที่ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกพร้อมกันว่า
“คราวนี้รับไม่ได้แล้ว”
สิ่งนี้ผมเรียกว่า
Trigger
หรือตัวจุดชนวน
…..
รัฐบาลจำนวนมากพลาด
ไม่ใช่เพราะฝ่ายค้านเก่งเกินไป
แต่เพราะรัฐบาล
สร้างตัวจุดชนวนให้ฝ่ายตรงข้ามเอง
บางครั้งเป็นเรื่องคอร์รัปชัน
บางครั้งเป็นกฎหมาย
บางครั้งเป็นการใช้อำนาจ
บางครั้งเป็นการจัดการกับผู้ชุมนุมเกินกว่าเหตุ
และบางครั้ง
เป็นเพียงการปกป้องคนของตัวเอง
จนคดีหนึ่งคดี
หรือเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์
กลายเป็นสัญลักษณ์แทนความไม่พอใจทั้งหมดของสังคม
…..
ถ้าผมเป็นรัฐบาลอนุทิน
สิ่งแรกที่ผมจะทำคือ
อย่าสร้างเรื่องที่ประชาชนเห็นแล้วเข้าใจทันทีว่า
“นี่มันเกินไปแล้ว”
เรื่องทางการเมืองที่ซับซ้อน
มักต้องอธิบายกันยาว
จึงไม่ง่ายที่จะระดมคนจำนวนมาก
แต่เรื่องที่
ไม่ยุติธรรมอย่างชัดเจน
เอื้อพวกพ้องอย่างชัดเจน
ใช้อำนาจเพื่อตัวเองอย่างชัดเจน
หรือปกปิดความผิดอย่างชัดเจน
อันตรายกว่ามาก
เพราะไม่ต้องมีใครอธิบายสองชั่วโมง
ประชาชนเข้าใจเอง
…..
ประการต่อมา
ถ้ามีข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชัน
อย่าปล่อยให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของรัฐบาลทั้งรัฐบาล
เรื่องที่ตรวจสอบได้
ก็ควรตรวจสอบ
ข้อมูลที่เปิดได้
ก็ควรเปิด
ถ้าคนของรัฐบาลผิดจริง
ก็ควรจัดการ
บางครั้งการตัดคนคนหนึ่งออกจากรัฐบาล
อาจมีต้นทุนทางการเมืองน้อยกว่า
การนำรัฐบาลทั้งรัฐบาล
ไปผูกติดกับคนคนนั้น
…..
อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากคือ
อย่าปิดกั้นกระบวนการตรวจสอบ
เพราะข้อกล่าวหาเรื่องหนึ่ง
อาจยังไม่สร้างม็อบ
แต่ถ้าประชาชนเริ่มรู้สึกว่า
รัฐบาล
หน่วยงานรัฐ
และผู้มีอำนาจ
กำลังช่วยกันปิดเรื่อง
ข้อกล่าวหาธรรมดา
สามารถเปลี่ยนกลายเป็นคำถามใหญ่ได้ทันทีว่า
“ระบบทั้งหมดกำลังปกป้องกันเองหรือไม่?”
เมื่อถึงจุดนั้น
เรื่องเฉพาะเรื่อง
อาจถูกยกระดับกลายเป็น
“ปัญหาของระบอบ”
ได้ง่ายมาก
…..
รัฐบาลควรระวังอีกเรื่องคือ
อย่าใช้อำนาจรัฐกับฝ่ายวิจารณ์หรือผู้ชุมนุมเกินกว่าเหตุ
หากมีการทำผิดกฎหมาย
ก็ดำเนินการตามกฎหมาย
แต่ต้อง
ได้สัดส่วน
โปร่งใส
มีมาตรฐานเดียวกัน
และอธิบายได้
เพราะไม่มีอะไรช่วยขยายม็อบได้ดีเท่า
ภาพที่ทำให้คนซึ่งเดิมไม่ได้เห็นด้วยกับผู้ชุมนุม
เริ่มรู้สึกว่า
“รัฐบาลทำเกินไปหรือเปล่า?”
รัฐบาลไม่ควรสร้างความชอบธรรมให้ม็อบ
ด้วยมือของตัวเอง
…..
ส่วนการตอบโต้คุณสนธิโดยตรง
ผมคิดว่า
<< ไม่ควรทะเลาะกับคุณสนธิทุกวัน >> (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
คุณสนธิมีสื่อของตัวเอง
สามารถตั้งประเด็นใหม่ได้ตลอด
ถ้ารัฐบาลวิ่งตามตอบทุกประโยค
ทุกคลิป
ทุกข้อกล่าวหา
สุดท้ายรัฐบาลจะกลายเป็น
ผู้ช่วยประชาสัมพันธ์ประเด็นของคุณสนธิ
โดยไม่รู้ตัว
เรื่องไหนเป็นข้อเท็จจริงสำคัญ
ก็ตอบด้วยข้อเท็จจริง
เรื่องไหนต้องตรวจสอบ
ก็ให้กระบวนการตรวจสอบทำงาน
ส่วนเรื่องไหนเป็นความคิดเห็น
ก็ปล่อยให้สังคมตัดสิน
ไม่จำเป็นต้องทำให้
สนธิ ปะทะ รัฐบาล
กลายเป็นละครรายวัน
…..
อีกข้อหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากคือ
อย่าดูถูกผู้ชุมนุม
ต่อให้คนออกมาน้อย
ก็ไม่ควรเยาะเย้ย
ไม่ควรพูดว่าเป็นคนแก่
เป็นม็อบตกยุค
หรือเป็นคนถูกหลอก
เพราะมนุษย์เมื่อถูกดูถูก
มักรวมตัวกันแน่นขึ้น
จากคนที่เดิมต่างคนต่างอยู่
อาจค่อย ๆ เกิดความรู้สึกว่า
“พวกเราถูกดูถูกเหมือนกัน”
รัฐบาลจึงไม่ควรช่วยสร้าง
“พวกเรา”
ให้ฝ่ายตรงข้าม
…..
อีกยุทธศาสตร์หนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากคือ
แยกปัญหาจริงทีละเรื่อง
ออกจากเรื่องเล่าใหญ่ทางการเมือง
ถ้ามีปัญหาเขากระโดง
ก็จัดการเรื่องเขากระโดง
ถ้ามีข้อสงสัยเรื่องฮั้ว สว.
ก็ให้กระบวนการตรวจสอบทำงาน
ถ้ามีปัญหาทุนพลังงาน
ก็เปิดข้อมูลและแก้ปัญหาที่ควรแก้
ถ้ามีปัญหาท้องถิ่น
ก็แก้ปัญหาท้องถิ่น
อย่าปล่อยให้ปัญหาจำนวนมาก
สะสมจนถูกนำมาร้อยเข้าด้วยกัน
แล้วกลายเป็นเรื่องเล่าว่า
ทุกอย่างเป็นหลักฐานของ
“ระบอบสีน้ำเงิน”
วิธีตอบโต้ Grand Narrative
หรือเรื่องเล่าใหญ่
ที่ดีที่สุด
อาจไม่ใช่การสร้างเรื่องเล่าใหญ่อีกชุดขึ้นมาสู้
แต่คือ
มุ่งแก้ปัญหาจริงทีละเรื่อง
แล้วแจ้งให้สังคมทราบทุกระยะ
…..
รัฐบาลควรจับตาอีกตัวแปรหนึ่งอย่างใกล้ชิด
คือ
ฐานการเมืองที่เดิมไม่ได้อยู่กับคุณสนธิ
โดยเฉพาะ
คนรุ่นใหม่
ฐานพรรคส้ม
ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ
กลุ่มวิชาชีพ
และเครือข่ายภาคประชาชน
วันนี้คนเหล่านี้
ไม่ได้เป็นมวลชนชุดเดียวกับคุณสนธิ
มีประวัติศาสตร์ทางการเมือง
ความคิด
และวัฒนธรรมทางการเมือง
แตกต่างกันหลายเรื่อง
แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องระวังคือ
อย่าทำอะไร
ที่ทำให้ความแตกต่างเหล่านั้นหมดความสำคัญลงชั่วคราว
เพราะมีเรื่องหนึ่งเรื่อง
ที่ทุกฝ่ายรู้สึกตรงกันว่า
“รับไม่ได้”
เมื่อใดที่คนซึ่งไม่เคยคิดจะเดินตามคุณสนธิ
พูดว่า
“คราวนี้ไม่เกี่ยวแล้วว่าใครเป็นแกนนำ
ผมก็รับไม่ได้เหมือนกัน”
เมื่อนั้น
สมการการเมืองจะเปลี่ยนทันที
…..
ตรงนี้จึงนำมาสู่เรื่องที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุด
คือ
รักษาชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่
ให้อยู่ต่ำกว่าเส้นที่ทำให้เขาตัดสินใจลงถนน
รัฐบาลไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนรัก
ประชาชนสามารถ
ด่ารัฐบาลได้
วิจารณ์รัฐบาลได้
ไม่เลือกภูมิใจไทยได้
แชร์บทความโจมตีรัฐบาลได้
ทั้งหมดนี้
ยังเป็นเรื่องปกติของการเมือง
สัญญาณที่รัฐบาลต้องระวังคือ
เมื่อคนซึ่งปกติไม่เคยไปม็อบ
เริ่มถามกันเองว่า
“พรุ่งนี้เจอกันที่ไหน?”
เมื่อประโยคนี้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง
นั่นหมายความว่า
ความไม่พอใจ
กำลังเปลี่ยนเป็นการระดมมวลชนแล้ว
…..
รัฐบาลจึงไม่ควรประมาท
เพียงเพราะกิจกรรมช่วงแรกมีคนไม่มาก
ม็อบใหญ่หลายครั้งในประวัติศาสตร์
ไม่ได้เริ่มต้นด้วยคนจำนวนมหาศาล
คำถามที่รัฐบาลควรถาม
จึงไม่ใช่เพียงว่า
“วันนี้มากี่คน?”
แต่ควรถามว่า
“มีคนกลุ่มใหม่เริ่มเข้ามาหรือยัง?”
คนที่ไม่เคยติดตามคุณสนธิ
เริ่มออกมาหรือยัง?
ชนชั้นกลางเมือง
เริ่มขยับหรือยัง?
เครือข่ายอื่น
เริ่มเคลื่อนไหวด้วยตัวเองหรือยัง?
ถ้ายังไม่มี
รัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก
แต่ถ้าเริ่มเกิดขึ้น
อย่าหลอกตัวเองด้วยตัวเลขของเมื่อวาน
…..
ผมจึงคิดว่า
ยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดของรัฐบาลอนุทิน
อาจเป็นยุทธศาสตร์ที่ฟังดูธรรมดามาก
คือ
ทำรัฐบาลให้ปกติที่สุด
ทำงาน
แก้ปัญหา
เปิดให้ตรวจสอบ
จัดการคนของตัวเองเมื่อทำผิด
ไม่ตอบโต้เกินจำเป็น
ไม่ดูถูกฝ่ายตรงข้าม
ไม่ใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ
และไม่สร้างเรื่องอื้อฉาวใหม่ ๆ
เพราะในการเมืองมวลชน
ฝ่ายตรงข้ามสามารถ
สร้างเวทีได้
สร้างเครือข่ายได้
สร้าง Campaign ได้
สร้าง Narrative ได้
และรักษาฐานเดิมได้
แต่สิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามสร้างเองได้ยากที่สุด
คือ
เหตุการณ์ในโลกจริง
ที่ทำให้คนซึ่งเดิมไม่ได้คิดจะลงถนน
รู้สึกพร้อมกันว่า
“พอแล้ว”
…..
เพราะฉะนั้น
ถ้ารัฐบาลอนุทินถามผมว่า
ควรรับมือม็อบสนธิอย่างไร?
ผมจะไม่ตอบว่า
ต้องเอาชนะคุณสนธิ
ไม่ตอบว่า
ต้องทำให้ม็อบสลาย
และไม่ตอบว่า
ต้องโต้คุณสนธิให้ชนะทุกประเด็น
ผมจะตอบสั้น ๆ ว่า
อย่ามอบ ตัวจุดชนวน (Trigger) ให้คุณสนธิ (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
…..
เพราะบางครั้ง
คู่ต่อสู้ที่มีประสบการณ์
อาจไม่ใช่สิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับรัฐบาล
สิ่งที่อันตรายกว่า
คือรัฐบาลทำผิดพลาดเสียเอง
จนเปลี่ยนคนที่เดิมนั่งดูการเมืองอยู่ที่บ้าน
ให้ลุกขึ้น
ใส่รองเท้าผ้าใบ
เปิดประตู
แล้วออกไปอยู่บนถนน
โดยที่ฝ่ายตรงข้าม
แทบไม่ต้องทำอะไรเลย
~ สุวินัย ภรณวลัย”

สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สุวินัย ภรณวลัย

ลุยแก้อุเทน-ปทุมวัน หย่าศึกตีกัน สั่งงดเข้าพื้นที่3เดือน ยศชนันงัด4มาตรการ

10 กันยายน 2569 เวลา 06:09 น.

ลุยแก้อุเทน-ปทุมวัน หย่าศึกตีกัน สั่งงดเข้าพื้นที่3เดือน ยศชนันงัด4มาตรการ จี้หาสถานที่เรียนใหม่ ชี้กระทบความมั่นคง ภาพลักษณ์ท่องเที่ยว

“ยศชนัน”เดินหน้า 4 มาตรการแก้ปม “อุเทนถวาย-ปทุมวัน”สั่งงดใช้พื้นที่พิพาทอย่างน้อย 3 เดือน เร่งจัดพื้นที่เรียนใหม่ พร้อมวางแผนเปลี่ยนผ่านพื้นที่เดิมสู่พื้นที่แห่งนวัตกรรม เปิดกว้างให้ประชาชนใช้ประโยชน์ ย้ำความปลอดภัย-คุณภาพการศึกษา 2 สถาบัน ต้องไม่สะดุดเร่งแก้ปัญหาพราะพื้นที่สยาม-ปทุมวัน กระทบความมั่นคง ภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นประเทศ

เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2569 ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีการประชุมหารือเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่การจัดการศึกษามหิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวง อว.เป็นประธานและมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว.,ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.ฤกษ์ชัย ฟูประทีปศิริ อธิการบดีมหิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก รศ.ดร.เสถียร ธัญญศรีรัตน์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.) พล.ต.ต.ชรินทร์โกพัฒน์ตา รอง ผบช.น. (น.6) พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น.(น.1-2)พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น.(เทพนคร 1) พ.ต.อ.เอกภพ ตันประยูร รอง ผบก.น.1พ.ต.อ.ธรา แปงเครื่อง รอง ผบก.น.6พ.ต.อ.นริศ ปรารถนาพรรอง ผบก.น.6พ.ต.อ.ศิริชาติ จันทร์พรมมา ผกก.สน.ปทุมวัน พ.ต.อ.เชิดศักดิ์ รอดเข็มผกก.สส.บก.น.6 รวมทั้งหน่วยงานและฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว.โดยใช้เวลาประชุมประมาณ 45นาที

จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน แถลงผลการประชุมว่า การหารือครั้งนี้เป็นการสานต่อแนวทางที่ทุกฝ่ายได้พูดคุยและดำเนินการร่วมกันมาแล้ว โดยไม่ได้เป็นการทับซ้อนหรือยกเลิกคำสั่งหรือแนวทางเดิม แต่ต้องการทำให้สิ่งที่ได้ตกลงกันไว้สามารถเดินหน้าได้รวดเร็วและเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการพิจารณาประเด็นด้านกฎหมาย ความมั่นคง และความปลอดภัย เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามหลักเกณฑ์และกรอบเวลาที่ชัดเจน เนื่องจากเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของ2สถาบัน แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ปทุมวันและสยาม ซึ่งเป็นทั้งพื้นที่เศรษฐกิจ พื้นที่ท่องเที่ยว พื้นที่การศึกษาและพื้นที่ที่เยาวชนเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกัน ดังนั้นความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญอย่างใกล้ชิด

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า จากการหารือร่วมกับผู้บริหารของทั้งสองสถาบัน ได้กำหนดแนวทางดำเนินการต่อจากนี้ 4ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.งดจัดการเรียนการสอนในพื้นที่พิพาทอย่างน้อย 3เดือน โดยจะดำเนินการทันทีนับตั้งแต่วันที่ 9ก.ย.นี้เป็นต้นไป โดย กระทรวง อว.จะออกคำสั่งให้ทั้ง 2สถาบันปฎิบัติตาม เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้กับนักศึกษา บุคลากรและประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ หากการเปลี่ยนผ่านด้านพื้นที่ยังไม่แล้วเสร็จ จะยังคงงดการเข้าใช้พื้นที่พิพาทต่อไป ขณะเดียวกัน ผู้บริหารทั้ง 2สถาบันจะต้องจัดรูปแบบการเรียนการสอนที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้มาตรการด้านความปลอดภัยส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาของนักศึกษา

2.เร่งจัดพื้นที่ใหม่ให้อุเทนถวาย โดยมอบหมายให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกจัดเตรียมพื้นที่ใหม่ที่ไม่อยู่ในพื้นที่พิพาท และเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในช่วงเวลา 3 เดือนที่กำหนด เพื่อให้สามารถย้ายการจัดการเรียนการสอนไปยังพื้นที่ใหม่ได้ หากยังไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ภายในกรอบเวลาดังกล่าว จะต้องพิจารณาขยายระยะเวลาการงดใช้พื้นที่พิพาทออกไป เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัย 3.ให้สถาบันเทคโนโลยีปทุมวันจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) ด้วย โดยนอกจากการปฏิบัติตามมาตรการงดใช้พื้นที่ในช่วง 3 เดือน ยังต้องเตรียมความพร้อมในระยะยาวด้วย สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพื้นที่หากมีความจำเป็นในอนาคต โดยไม่กระทบต่อการจัดการศึกษา

และ4.พัฒนาพื้นที่เดิมให้เป็นพื้นที่ด้านการศึกษา อุตสาหกรรม และนวัตกรรม โดยพื้นที่ปัจจุบันที่อุเทนถวายใช้งาน ซึ่งเป็นพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยืนยันจะไม่ใช้พื้นที่ดังกล่าวในเชิงการค้าหรือเชิงพาณิชย์ แต่จะรักษาแนวคิดให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมและนวัตกรรม เปิดโอกาสให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประชาชน ทั้งนี้ จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมจากสถาบันที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยกระทรวง อว.จะร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการบริหารจัดการพื้นที่ดังกล่าวให้ยังคงมีบทบาทเป็นพื้นที่ด้านการศึกษา การพัฒนาอุตสาหกรรม และนวัตกรรมต่อไป

“ระหว่างการเปลี่ยนผ่านจะมีการดูแลด้านความปลอดภัยอย่างเข้มข้น โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองบัญชาการตำรวจนครบาลจะเข้ามาดูแลพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักศึกษา ประชาชน และนักท่องเที่ยวว่า พื้นที่สยามและปทุมวันซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของประเทศจะเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้ามาใช้ชีวิตและเดินทางได้อย่างปลอดภัย โดยสิ่งที่เราต้องการเห็นคือการยุติข้อพิพาทอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า วันนี้เราจึงต้องใช้กฎหมายและหลักเกณฑ์ที่มีอยู่เป็นกรอบในการดำเนินการ พร้อมกำหนดหน้าที่และกรอบเวลาของแต่ละฝ่ายให้ชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเดินหน้าไปพร้อมกันได้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวและว่า

สำหรับประเด็นด้านคุณภาพการศึกษา ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำว่า กระทรวง อว. จะดูแลทั้ง 2 สถาบันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าการจัดการเรียนการสอนจะอยู่ในพื้นที่ใด โดยจะสนับสนุนเครื่องมือและทรัพยากรที่จำเป็น เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนแปลงด้านพื้นที่กระทบต่อคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ของนักศึกษา พร้อมทั้งรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของทั้งสองสถาบัน ทั้งศิษย์เก่าและนักศึกษาปัจจุบัน

เป้าหมายของเราคือทำให้ทุกฝ่ายสามารถเดินหน้าต่อไปได้พร้อมกัน ทั้งในเรื่องความปลอดภัย การยุติข้อพิพาท และการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพราะท้ายที่สุดแล้ว เรามีเป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้การศึกษาไทยมีคุณภาพและทำให้พื้นที่แห่งนี้กลับมาเป็นพื้นที่ที่สร้างประโยชน์ให้กับคนไทยทุกคน

วว.ยกระดับอุตฯไม้ดอกและไม้ประดับ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

10 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ โดย นางวิทยาลักษณ์ สามใจ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับไม้ดอกและไม้ประดับของจังหวัดเชียงใหม่” เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ในการยกระดับอุตสาหกรรมไม้ดอกและไม้ประดับของจังหวัดเชียงใหม่ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การผลิต การพัฒนาคุณภาพ การเพิ่มมูลค่าสินค้า การตลาด และการเชื่อมโยงสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่ ภายใต้แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG Economy (Bio-Circular-Green Economy) ที่มุ่งสร้างการเติบโตควบคู่กับความยั่งยืน โดยมี นายมนตรี แก้วดวง รักษาการผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) ผศ.ดร.ณัฐพงค์ จันจุฬา นักวิจัย ศนก.  คณะนักวิจัย เข้าร่วมงาน ณ ตลาดมีโชค พลาซ่า จ.เชียงใหม่

ภายในงานมีการจัดกิจกรรม BLOOM AHOLIC  “หลงรักดอกไม้ หลงรักเมืองเชียงใหม่” เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ วิสัยทัศน์ และข้อเสนอแนะจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา นักวิจัย และผู้ประกอบการด้านไม้ดอกและไม้ประดับ ร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ดอกของจังหวัดเชียงใหม่ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าดอกไม้คุณภาพของประเทศ

โอกาสนี้ นายมนตรี แก้วดวง ในฐานะผู้แทน วว. ร่วมเสวนาในหัวข้อ “การประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับสินค้าไม้ดอกและไม้ประดับของจังหวัดเชียงใหม่” โดยได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การผลิตต้นพันธุ์ การจัดการแปลงปลูก เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการเชื่อมโยงตลาดและการสร้างแบรนด์ เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก

ทั้งนี้ วว. มุ่งใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับภาคการเกษตร สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทย และผลักดันเชียงใหม่สู่การเป็นเมืองแห่งไม้ดอกและไม้ประดับระดับนานาชาติ ความร่วมมือระหว่าง วว. และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ จะร่วมดำเนินงานครอบคลุมการวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี การให้คำปรึกษาทางวิชาการ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การยกระดับมาตรฐานสินค้า การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการผลักดันการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมไม้ดอกและไม้ประดับของจังหวัดเชียงใหม่ในระยะยาว พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ว้าว! วิทยาลัยเทคนิคอ่างทอง เปิดหลักสูตร “ช่างเชื่อมใต้น้ำ” แห่งแรกของไทย รายได้สูง

9 กันยายน 2569 เวลา 15:32 น.

 

วิทยาลัยเทคนิคอ่างทอง เปิดหลักสูตร “ช่างเชื่อมใต้น้ำ” แห่งแรกของประเทศ ปั้นนักศึกษาอาชีวะสู่สายอาชีพเฉพาะทาง รายได้สูง ต้องใช้ทักษะและความเชี่ยวชาญสูง เพื่อตอบโจทย์ตลาดแรงงานทั้งในและต่างประเทศ

วันที่ 9 ก.ย. ที่วิทยาลัยเทคนิคอ่างทอง ได้เดินหน้าพัฒนาหลักสูตรช่างเชื่อมใต้น้ำ รองรับความต้องการแรงงานฝีมือเฉพาะทาง หลังพบว่าอาชีพนี้ยังขาดแคลนในประเทศไทย โดยเปิดให้นักศึกษาระดับ ปวส. ได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ พร้อมฝึกทักษะการดำน้ำและการเชื่อมใต้น้ำอย่างเป็นระบบ

ดร.ไพฑูรย์ สังข์สวัสดิ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคอ่างทอง ได้นำ นายทัศนัย สุธาพจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง เยี่ยมชมวิทยาลัย และติดตามการเรียนการสอนด้านงานเชื่อมใต้น้ำ โดยมี อาจารย์ปราโมทย์ จามรเนียม หัวหน้าแผนกช่างเชื่อม ให้การต้อนรับและนำชมการฝึกปฏิบัติ

ดร.ไพฑูรย์ กล่าวว่า การเปิดหลักสูตรช่างเชื่อมใต้น้ำ ถือเป็นการพัฒนาทักษะช่างฝีมือเฉพาะทางที่มีความต้องการในตลาดแรงงาน แต่ยังมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในไทยจำนวนจำกัด ทางวิทยาลัยจึงนำองค์ความรู้จากครูผู้สอนที่จบจากโรงเรียนช่างฝีมือทหาร และผ่านการฝึกอบรมด้านการเชื่อมใต้น้ำมาแล้ว มาพัฒนาต่อยอดเป็นหลักสูตรการสอนในระดับ ปวส.

นักศึกษาที่จะเข้ารับการฝึก ต้องมีพื้นฐานด้านงานเชื่อม สามารถว่ายน้ำได้ และมีความพร้อมในการดำน้ำ เพราะต้องฝึกทั้งทักษะการเชื่อมและการปฏิบัติงานใต้น้ำควบคู่กัน ทางวิทยาลัยได้จัดเตรียมและจัดซื้ออุปกรณ์สำหรับฝึกดำน้ำและการเชื่อมใต้น้ำ เพื่อให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติจริง ภายใต้การดูแลของครูผู้มีประสบการณ์

สำหรับงานที่รองรับผู้ผ่านการฝึกอบรม ได้แก่ งานซ่อมบำรุงท่อใต้น้ำ, งานท่อส่งน้ำมันชายฝั่งและในทะเล, งานซ่อมเรือเหล็ก, เรือดูดทราย และงานโครงสร้างต่าง ๆ ใต้น้ำ โดยเฉพาะการซ่อมเรือ หากต้องยกเรือขึ้นฝั่งจะมีค่าใช้จ่ายและใช้เวลานาน การมีช่างเชื่อมใต้น้ำลงไปซ่อมจุดที่มีปัญหาได้ทันที จะช่วยลดขั้นตอนและประหยัดต้นทุนไปได้มาก

ด้านรายได้ ถือเป็นสายอาชีพที่มีโอกาสสร้างรายได้สูงมาก ผู้ที่มีประสบการณ์และทักษะเฉพาะทาง สามารถทำงานในอุตสาหกรรมทางทะเลและงานซ่อมบำรุงโครงสร้างใต้น้ำ ซึ่งบางตำแหน่งมีรายได้สูงถึงหลักแสนบาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ลักษณะงาน และจำนวนครั้งที่ลงปฏิบัติงาน โดยค่าตอบแทนการลงทำงานแต่ละครั้ง (คิดเป็นเที่ยวหรือ Standard Dive) อยู่ที่ประมาณ 5,000 บาทต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับประเภทและเงื่อนไขของงาน

ส่วนเรื่องความปลอดภัย วิทยาลัยให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ระบบที่ใช้ฝึกจะเป็นกระแสไฟฟ้าตรง (DC) ซึ่งต่างจากกระแสไฟฟ้าสลับ (AC) ตามบ้านทั่วไป พร้อมปฏิบัติตามขั้นตอนความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด โดยมีครูผู้เชี่ยวชาญควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด

การเปิดหลักสูตรครั้งนี้ จึงเป็นอีกแนวทางในการพัฒนากำลังคนสายอาชีวะ ให้มีทักษะเฉพาะทางตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาได้ประกอบอาชีพที่มีรายได้สูงในอนาคต

‘รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์’ สานฝันเด็กพิเศษสู่อนาคต ผ่าน ‘ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา’ หนุนการเรียนรู้ พึ่งพาตนเอง

9 กันยายน 2569 เวลา 15:31 น.

การศึกษาเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยเปิดโอกาสให้เด็กพิเศษได้ค้นพบและพัฒนาศักยภาพของตนเอง เพราะเด็กแต่ละคนมีความสามารถและความต้องการที่แตกต่างกัน การเรียนรู้จึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการอ่านเขียนหรือความรู้ในห้องเรียน แต่ควรครอบคลุมถึงการพัฒนาทักษะการสื่อสาร การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น การช่วยเหลือตนเอง และการฝึกทักษะอาชีพ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านความถนัดของตนเองและนำไปต่อยอดในชีวิตจริง การสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เหมาะสมจึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้เด็กพิเศษสามารถเติบโตอย่างมีคุณภาพ ก้าวสู่การมีงานทำ และพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต…

ด้วยความสำคัญของการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กพิเศษ โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ และศูนย์พัฒนาการเด็กพิเศษพระมหาไถ่ ภายใต้การบริหารงานของมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ จึงจัดโครงการ “ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษ” ขึ้นเพื่อระดมทุนสนับสนุนการจัดการศึกษา การฝึกอาชีพ ตลอดจนจัดหาอุปกรณ์และทรัพยากรที่จำเป็น เพื่อให้เด็กพิเศษได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง พร้อมเตรียมความพร้อมสู่การมีงานทำและพึ่งพาตนเองในอนาคต โดยงานจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 29 กันยายน 2569 เวลา 08.00–12.00 น. ณ หอประชุมศูนย์มหาไถ่ มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี

นางสาววรรณวนัช กันพรม ผู้จัดการโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ กล่าวว่า โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ และศูนย์พัฒนาการเด็กพิเศษพระมหาไถ่ จัดตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2561 เพื่อให้บริการด้านการกระตุ้นพัฒนาการ การศึกษาและฝึกอาชีพแก่เด็กพิเศษที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไปโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ครอบคลุมการเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ไปจนถึงระดับฝึกอาชีพ ปัจจุบันมีเด็กพิเศษในโรงเรียนกว่า 170 คน

การจัดการศึกษาให้กับเด็กพิเศษไม่ได้มุ่งเพียงให้เด็กอ่านออกเขียนได้หรือเรียนจบตามระดับการศึกษาเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการค้นหาศักยภาพของเด็กแต่ละคน เพื่อให้นำความสามารถของตนเองมาต่อยอดเป็นทักษะที่ใช้ได้จริง ทั้งในชีวิตประจำวัน การสื่อสาร การอยู่ร่วมกับผู้อื่น ตลอดจนการฝึกทักษะอาชีพที่เหมาะสมกับความถนัดและศักยภาพของแต่ละบุคคล

“เด็กพิเศษแต่ละคนมีความสามารถและศักยภาพที่แตกต่างกัน สิ่งที่โรงเรียนให้ความสำคัญคือการค้นหาว่าเด็กแต่ละคนมีความสามารถด้านใด แล้วนำสิ่งนั้นมาพัฒนาให้เกิดเป็นทักษะ ทั้งด้านการเรียนรู้ การใช้ชีวิต และการฝึกอาชีพ เพราะเราอยากเห็นเด็ก ๆ สามารถก้าวไปข้างหน้าได้ด้วยตัวเอง และมีโอกาสเข้าสู่การทำงานจริงในอนาคต” นางสาววรรณวนัช กล่าว

ขณะเดียวกัน การจัดการศึกษาและการฝึกทักษะสำหรับเด็กพิเศษจำเป็นต้องมีสื่อการเรียนการสอน อุปกรณ์ฝึกอาชีพ และเครื่องมือเฉพาะที่เหมาะสมกับความต้องการของเด็ก รวมถึงบุคลากรและทรัพยากรที่เพียงพอต่อการดูแลและพัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆ จึงมีส่วนสำคัญในการช่วยให้โรงเรียนสามารถจัดการศึกษาและพัฒนาทักษะที่จำเป็นให้กับเด็กได้อย่างเต็มศักยภาพ  ทุกการสนับสนุนอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับเด็กพิเศษอาจหมายถึงโอกาสที่จะได้เรียน ได้ฝึก ได้ค้นพบความสามารถของตัวเอง และอนาคตที่สามารถมีงานทำและดูแลตัวเองได้ การให้โอกาสเด็กพิเศษจึงไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือในวันนี้ แต่เป็นการวางรากฐานให้เด็กพิเศษสามารถเติบโตอย่างมีคุณค่าและมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ

สำหรับโครงการ “ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษ” ได้รับเกียรติจาก พระโสภณคณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดญาณสังวราราม เจ้าคณะจังหวัดชลบุรี (ธรรมยุต) และนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา ศิษย์เก่า ตลอดจนประชาชนผู้มีจิตศรัทธาในพื้นที่เมืองพัทยาและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมงาน

นางสาววรรณวนัช กล่าวอีกว่า ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโอกาสให้เด็กพิเศษ เพราะสิ่งที่เด็กๆ ต้องการไม่ใช่ความสงสาร แต่คือโอกาสในการเรียนรู้  การพัฒนาตัวเอง และโอกาสที่จะได้แสดงให้เห็นว่าเขาก็สามารถทำอะไรได้อีกมากมาย หากได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม” โครงการ “ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษ” จึงเป็นมากกว่ากิจกรรมระดมทุน แต่เป็นการร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษา พัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพ และสร้างเส้นทางสู่การพึ่งพาตนเองให้กับเด็กพิเศษ เพื่อให้พวกเขาสามารถเติบโตอย่างมีคุณค่าและมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ

ร่วมสร้างโอกาส เพื่ออนาคตของน้องๆ ร่วมบริจาคเงินหรือสิ่งของจำเป็นได้ที่ ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี “โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์” หรือผ่านระบบ e-Donation ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 092-739-0990