ศธ.ปฏิรูปหลักสูตร ‘STEM-AI’ ดัน Credit Bank เรียนแล้วมีงาน มีเงิน มีวุฒิฯ

ศธ.ปฏิรูปหลักสูตร ‘STEM-AI’ ดัน Credit Bank เรียนแล้วมีงาน มีเงิน มีวุฒิฯ

ศธ.ปฏิรูปหลักสูตร ‘STEM-AI’ ดัน Credit Bank เรียนแล้วมีงาน มีเงิน มีวุฒิฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ประชุมหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการศึกษา กับคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วินัย และนวัตกรรม วุฒิสภา นำโดย นายกมล รอดคล้าย ประธานกรรมาธิการฯ และคณะ รวม 20 คน ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า ทุกความคิดเห็นถือว่ามีประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องหลักสูตร เริ่มตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่จะต้องพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ โดยเฉพาะสาขา STEM ซึ่งกำลังเป็นความต้องการของประเทศ ก่อนที่จะเชื่อมโยงไปยังอาชีวศึกษา และการอุดมศึกษาอย่างไร้รอยต่อ ผ่านระบบเทียบโอนผลการเรียนหลักสูตร Pre-degree และโมเดล “Learn to Earn” ที่ช่วยให้นักเรียนค้นพบความถนัดตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา เรียนจบแล้วมีงานรองรับทันที ทั้งหมดนี้เพื่อเตรียมความพร้อมกำลังคนสู่ตลาดแรงงาน รวมไปถึงการขับเคลื่อนโครงการ ANYWHERE ANYTIME และการจัดการศึกษาเอกชน ที่ได้มีการปรับหลักเกณฑ์การสอบบรรจุแต่งตั้งข้าราชการครูในช่วงปิดภาคเรียน เพื่อลดผลกระทบครูออกกลางปีการศึกษา และโรงเรียนเอกชนสามารถจัดหาครูมาทดแทนได้

“เรื่องลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและหลักสูตรการศึกษา ต้องปรับเปลี่ยนให้เท่าทันโลก โดยเฉพาะด้าน STEM และ AI ที่จะต้องเร่งดึงผู้เรียนสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าสู่อุดมศึกษา พร้อมเชื่อมโยงระบบอินเทอร์เน็ตระหว่างส่วนกลางกับหน่วยงานในสังกัดทั้งหมด เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยีและยกระดับการเรียนรู้แบบ Anywhere Anytime นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการยกระดับสวัสดิการครู การแก้ปัญหาครูเอกชนลาออกกลางคัน และพิจารณามาตรการลดภาษีที่ดินสำหรับโรงเรียนเอกชนนอกระบบ รวมทั้งจัดสรรบุคลากรสายสนับสนุนแก่สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด และส่งเสริมความก้าวหน้าครูในศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา อย่างไรก็ตาม เรื่องของระบบธนาคารหน่วยกิตก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องบูรณาการหน่วยกิตข้ามระบบระหว่างการศึกษากับการจ้างงาน เพื่อให้ประชาชนนำผลการเรียนไปใช้ได้จริงในชีวิต” รมว.ศธ. กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวด้วยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมผลักดันให้เกิด “Human Capital Super Board” เพื่อเป็นกลไกในการพัฒนาทุนมนุษย์ เป็นการออกแบบโครงสร้างทั้งระบบการศึกษา ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งหลักสูตร วิธีสอน ครูและบุคลากร ระบบวัดผลและประเมินผล เทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ให้เป็นคนคุณภาพ ที่ตอบโจทย์โลกอนาคต

อบต.บางสวรรค์ สร้างสุขผู้สูงวัย ขับเคลื่อน ‘โรงเรียนผู้สูงอายุ’ เติมรอยยิ้ม – พลังใจให้ผู้สูงวัยอย่างยั่งยืน

อบต.บางสวรรค์ สร้างสุขผู้สูงวัย ขับเคลื่อน ‘โรงเรียนผู้สูงอายุ’ เติมรอยยิ้ม - พลังใจให้ผู้สูงวัยอย่างยั่งยืน

อบต.บางสวรรค์ สร้างสุขผู้สูงวัย ขับเคลื่อน ‘โรงเรียนผู้สูงอายุ’ เติมรอยยิ้ม – พลังใจให้ผู้สูงวัยอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายนัตธพร อุไรโรจน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางสวรรค์ เป็นประธานเปิดงาน “โรงเรียนผู้สูงอายุ” รุ่นที่ 2 รายวิชาสัปดาห์ที่ 5 เรื่องสิทธิและสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ และการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในชุมชน ผ่านการดำเนินงานโครงการ “โรงเรียนผู้สูงอายุตำบลบางสวรรค์” มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ พลังใจ และมิตรภาพ เพื่อให้ผู้สูงวัยสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณค่าและมีความสุข

โดยผู้สูงอายุที่เข้าร่วมโครงการได้มีโอกาสพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ตลอดจนร่วมทำกิจกรรมกลุ่มและแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งภาพความสุขที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความสำเร็จในการดูแลเอาใจใส่ประชากรผู้สูงอายุอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนให้เห็นว่าผู้สูงวัยยังคงมีศักยภาพ มีคุณค่า และพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในสังคมเมื่อได้รับโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม

นายนัตธพร กล่าวว่า ความสำเร็จในการขับเคลื่อนกิจกรรมครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในชุมชน ภายใต้การนำขององค์การบริหารส่วนตำบลบางสวรรค์ ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุแบบองค์รวม ทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม

ทั้งนี้ “โรงเรียนผู้สูงอายุตำบลบางสวรรค์” จะไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่จัดกิจกรรมชั่วคราว แต่จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางแห่งความสุข และเป็นพลังสำคัญของชุมชนในการร่วมกันดูแลผู้สูงวัยให้อยู่ดีมีสุขอย่างอบอุ่นและยั่งยืนต่อไป

สดร.ชวนชม ‘Micro Full Moon’ คืนวิสาขบูชา ดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปี

สดร.ชวนชม ‘Micro Full Moon’ คืนวิสาขบูชา ดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปี

สดร.ชวนชม ‘Micro Full Moon’ คืนวิสาขบูชา ดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปี

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) หรือ NARIT เปิดเผยว่า ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 นี้ ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา จะเกิดปรากฏการณ์ไมโครฟูลมูน (Micro Full Moon) หรือ ดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปีเวลาประมาณ 15:00 น. ที่ระยะห่างจากโลกประมาณ 406,127 กิโลเมตร และยังเป็นดวงจันทร์เต็มดวงครั้งที่ 2 ของเดือน หรือ บลูมูน (Blue Moon) ทางดาราศาสตร์เรียกสองปรากฏการณ์นี้รวมกันว่า “ไมโครบลูมูน” (Micro Blue Moon) ซึ่งเกิดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว ในวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2563 ในคืนดังกล่าว ดวงจันทร์เต็มดวงจะมีขนาดปรากฏเล็กกว่าปกติเล็กน้อย 

ดวงจันทร์โคจรรอบโลกเป็นวงรี 1 รอบ ใช้เวลาประมาณ 27.3 วัน ในหนึ่งเดือนจึงมีทั้งวันที่ดวงจันทร์ใกล้โลกและไกลโลก ตำแหน่งที่ดวงจันทร์ใกล้โลกที่สุด เรียกว่า เปริจี (Perigee) มีระยะห่างเฉลี่ยประมาณ 357,000 กิโลเมตร และตำแหน่งที่ดวงจันทร์ไกลโลกที่สุด เรียกว่า อะโปจี (Apogee) มีระยะห่างเฉลี่ยประมาณ 406,000 กิโลเมตร และหากตรงกับช่วงที่ดวงจันทร์เต็มดวง จะเรียกปรากฏการณ์ที่ดวงจันทร์เต็มดวงโคจรอยู่ในตำแหน่งใกล้โลก และไกลโลกที่สุดในรอบปีว่า “ซูเปอร์ฟูลมูน” (Super Full Moon) และ “ไมโครฟูลมูน” (Micro Full Moon)

สำหรับ “บลูมูน” (Blue Moon) เป็นชื่อเรียกปรากฏการณ์ดวงจันทร์เต็มดวงครั้งที่ 2 ของเดือน ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และดวงจันทร์ไม่ได้เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินแต่อย่างใด การเกิดดวงจันทร์เต็มดวง 2 ครั้งในเดือนเดียวกัน เฉลี่ยประมาณทุกๆ 2.7 ปี เนื่องจากคาบการเปลี่ยนแปลงเฟสของดวงจันทร์ใช้เวลาประมาณ 29.5 วัน ดังนั้นในบางเดือนที่มี 31 วัน จึงสามารถเห็นดวงจันทร์เต็มดวงได้ถึง 2 ครั้ง ทางดาราศาสตร์จึงใช้คำว่า “บลูมูน” มีที่มาจากสำนวนภาษาอังกฤษ “Once in a blue moon” นำมาใช้เรียกปรากฏการณ์ดังกล่าว เปรียบเปรยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากหรือนานๆ จะเกิดขึ้น 

สำหรับปรากฏการณ์ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้-ไกลโลกที่สุดในรอบปี และเป็นดวงจันทร์เต็มดวงครั้งที่ 2 ของเดือน ครั้งถัดไป คือ ปรากฏการณ์ “ซูเปอร์บลูมูน” (Super Blue Moon) จะเกิดขึ้นในวันที่ 30 มีนาคม 2572 ผู้สนใจติดตามข่าวสารปรากฏการณ์ดาราศาสตร์เพิ่มเติมได้ทางเพจเฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับ บ.เรย์แด้นท์ฯ

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับ บ.เรย์แด้นท์ฯ

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับ บ.เรย์แด้นท์ฯ

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.25 น.

ศึกษาและจัดตั้ง”ศูนย์การศึกษาด้านการผลิตพลังงานสะอาดด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) นำโดย รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอม เกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ กับบริษัท เรย์แด้นท์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด นำโดย นายระยอง สาหร่าย ประธานกรรมการบริษัท นายณรงค์ สาหร่าย Business Development Director ดร.กิตติศักดิ์ ชัยสรรค์ Director of Alternative Energy โดยมี รศ.ดร.คมสัน กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการทำความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้ ก่อนที่จะเข้าสู่พิธีการลงนาม อย่างเป็นทางการครั้งนี้กับทางบริษัทเรย์แด้นท์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสเจริญพระชนมายุครบ 6 รอบ 72 พรรษา, ร่วมมือกันจัดตั้งศูนย์ศึกษา (Education Center) ด้านการผลิตพลังงานสะอาดด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในการเสริมสร้างศักยภาพด้านการผลิตพลังงานสะอาดด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์, เพื่อสร้างบุคลากรปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องให้มีความรู้ความสามารถรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์ในอนาคต, เพื่อสร้างความเข้าใจและเกิดการยอมรับของสาธารณชน ในการผลิตพลังงานสะอาดด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์, เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในกาจัดตั้งศูนย์การสนับสนุนทางเทคนิคเพื่อการใช้งานเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ และเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการการพัฒนาความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย หน่วยงานของรัฐ และ/หรือบริษัทเอกชนในห่วงโซ่อุปทานนิวเคลียร์ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อจัดตั้งเครื่องปฏิกรณ์แบบ Advance Modular Reactor

รศ.ดร.คมสัน กล่าวว่า ปัจจุบันพลังงานหมุนเวียนแบบเดิมยังมีข้อจำกัดเรื่องความผันแปรสูง ในขณะที่ประเทศมีหมุดหมายชัดเจนว่าจะต้องบรรลุ Carbon Neutrality ในปี 2050 และ Net Zero ในปี 2065 เรามองเห็นว่า “เทคโนโลยีนิวเคลียร์ขั้นสูง” คือคำตอบหลักที่จะสร้างความมั่นคงนี้ได้ จึงร่วมมือกับเรย์แด้นท์เพื่อเตรียมความพร้อมเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งด้านองค์ความรู้ โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาคน

สำหรับศูนย์การเรียนรู้ฯ ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความรู้สู่สาธารณะ ในระยะแรกเราเน้นกิจกรรม Tour หรือการเปิดพื้นที่นิทรรศการให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา และสื่อมวลชนเข้ามาศึกษา มีระบบจำลองระดับโลกอย่าง VR Control Room ให้ได้สัมผัส เพื่อเปลี่ยนภาพจำของนิวเคลียร์ที่เคยดูน่ากลัว ให้กลายเป็นเรื่องของนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่จับต้องได้ ปลอดภัย และมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

“สจล.มุ่งยกระดับสู่การเป็น Center of Excellence in Energy Innovation และเป็นผู้บุกเบิก (Pioneer) ด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์สมัยใหม่ในภูมิภาคอาเซียน โดยใช้แนวคิดการเรียนรู้ข้ามศาสตร์ ดึงคณะวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ไอที ไปจนถึงคณะแพทยศาสตร์ มาร่วมกันพัฒนาหลักสูตร ปริญญาตรี-โท-เอก และใช้ศูนย์แห่งนี้เป็น Living Lab หรือห้องปฏิบัติการขที่มีชีวิต ให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะการตัดสินใจในสถานการณ์จำลองที่เข้มงวด โดยไม่ต้องเดินทางไปถึงโรงไฟฟ้าจริง” รศ.ดร.คมสัน กล่าว

ด้าน นายระยอง สาหร่าย ประธานกรรม การบริษัทผู้บริหารบริษัทเรย์แด้นท์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า บริษัทจะนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เครือข่ายพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทานนิวเคลียร์ระดับโลก และประสบการณ์ในการจัดการโครงการเข้ามาเติมเต็มให้กับภาควิชาการของ สจล.จะสนับสนุนการออกแบบและวางระบบเครื่องมือจำลองในศูนย์การเรียนรู้ฯ และร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง ศูนย์้ศูนย์การเรียนรู้ และร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง ศูนย์สนับสนุนทางเทคนิคครอบคลุมด้านการป้องกันอันตรายจากรังสี การจัดการกากกัมมันตรังสี และมาตรการเผาจิญเหตุฉุกเฉิน (EPR) เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้งานเทคโนโลยีนี้ในไทยจะเป็นไปตามมาตรฐานสากลขั้นสูงสุด ส่วนเครื่องปฏิกรณ์ในกลุ่ม เป็นเทคโนโลยียุคใหม่ที่มีขนาดเล็ก ฉลาด มีระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ ที่ทำงานได้เอง ปลอดภัยสูง และกากกัมมันตรังสีและค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างน้อยกว่าโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบเดิม ความร่วมมือนี้เราจะศึกษาความเป็นไปได้ในทุกมิติ ทั้งเชิงเทคนิคเศรษฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาโครงการต้นแบบที่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าสะอาดให้กับพื้นที่ของการที่เราศึกษาเพื่อดึงบริษัทในห่วงโซ่อุปทานนิวเคลียร์ระดับโลกมาร่วมทุน โดยมีเงื่อน ไขว่าต้องใช้ Thai Content หรือองค์ประ กอบจากประเทศไทยให้ได้มากที่สุดจะช่วยลดต้นทุนการผลิตพลังงานสะอาดลงได้ เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จในการศึกษาด้านการผลิตพลังงานสะอาดด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติสังคม และประชาชน
 
ทั้งนี้ ในพิธีลงนามดังกล่าวมีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมพิธีหลายท่าน อาทิ นายพรเพิ่ม ทองศรี ประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา ,นายชัชวาล วังศิริจันทร์ คณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณวุฒิสภา ,รศ.ดร.วีระเชษฐ์ ขันเงิน กรรมการบริหาร บริษัทคัมเวล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

แม่ทัพภาค 1 ชมการสาธิตชุดครูฝึกริ้วขบวน งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

แม่ทัพภาค 1 ชมการสาธิตชุดครูฝึกริ้วขบวน งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

แม่ทัพภาค 1 ชมการสาธิตชุดครูฝึกริ้วขบวน งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.46 น.

มทภ.1 ติดตามความคืบหน้าจัดขบวนพระบรมราชอิสริยยศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง ชมการสาธิตชุดครูฝึกริ้วขบวน ก่อนเข้าสู่กระบวนการฝึกซ้อม ณ ที่ตั้งหน่วย ในห้วง มิ.ย.69 นี้

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ความคืบหน้าการจัดขบวนพระบรมราชอิสริยยศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยในห้วง 26-27 พ.ค.69 กองทัพภาคที่ 1 โดยกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ กำหนดจัดการสาธิตชุดครูฝึกริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศฯ โดยในวันนี้ พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1/ผบ.ฉก.ทม.รอ.904 เป็นประธาน เยี่ยมชมการสาธิตชุดครูฝึกริ้วขบวน พร้อมด้วยผู้บังคับหน่วย ชุดครูฝึกและกำลังพลชุดสาธิตของหน่วยจัดกำลัง เข้ารับการฝึกสาธิต ณ กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ เพื่อเป็นต้นแบบให้ผู้บังคับหน่วยและครูฝึก ยึดถือเป็นแนวทางมาตรฐาน เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้อย่าง พร้อมเพรียงและเป็นไปแนวทางเดียวกันทั้งริ้วขบวน ให้เกิดความสมบูรณ์และสมพระเกียรติสูงสุดต่อไป

ทั้งนี้ การปฏิบัติของริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศฯ จะเริ่มดำเนินการซ้อมของกำลังพล ณ ที่ตั้งหน่วย ในห้วง มิ.ย.-ส.ค.69 และฝึกซ้อมในพื้นที่จริง ในห้วง พ.ย.-ธ.ค.69 กองทัพภาคที่ 1 ยืนยันความพร้อมอย่างเต็มกำลังศักยภาพในการถวายความจงรักภักดี และการถวายพระเกียรติยศ เพื่อให้งานพระราชพิธีครั้งนี้ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยสง่างาม ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี และสมพระเกียรติอย่างสูงสุด
 

ครั้งแรกของโลก! คณะแพทยศาสตร์ มช. ใช้หุ่นยนต์ Hugo ผ่าตัดตับจากผู้บริจาคมีชีวิตสำเร็จ

ครั้งแรกของโลก! คณะแพทยศาสตร์ มช. ใช้หุ่นยนต์ Hugo ผ่าตัดตับจากผู้บริจาคมีชีวิตสำเร็จ

ครั้งแรกของโลก! คณะแพทยศาสตร์ มช. ใช้หุ่นยนต์ Hugo ผ่าตัดตับจากผู้บริจาคมีชีวิตสำเร็จ

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.31 น.

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ที่ชั้น 15 อาคารเฉลิมพระบารมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แถลงความสำเร็จครั้งสำคัญระดับสากล  หลังทีมศัลยแพทย์ปลูกถ่ายตับประสบความสำเร็จในการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดระบบ Hugo™ ( Hugo™ Robotic–Assisted Surgery (RAS) system ) ผ่าตัดตับกลีบซ้ายจากผู้บริจาคมีชีวิต (Robotic–assisted living donor left hepatectomy) เพื่อนำไปปลูกถ่ายแก่ผู้ป่วยโรคตับแข็ง ทั้งในผู้ป่วยเด็กและผู้ป่วยผู้ใหญ่ สำเร็จเป็น 2 รายแรกของประเทศไทย ความสำเร็จครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกของโลกในการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดระบบHugo™ ในการผ่าตัดตับจากผู้บริจาคมีชีวิต และเป็นครั้งแรกของประเทศไทยในการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดตับจากผู้บริจาคมีชีวิต เป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์กับการผ่าตัดที่มีความซับซ้อนสูง และต้องอาศัยความละเอียดแม่นยำ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยแก่ทั้งผู้บริจาคและผู้รับการปลูกถ่ายตับ

กรณีแรก มารดาวัย 40 ปี บริจาคตับเพื่อช่วยชีวิตบุตรสาววัย 9 ปี ที่มีภาวะท่อน้ำดีตีบตันแต่กำเนิด (Biliary Atresia) และเคยได้รับการผ่าตัด Kasai หรือการผ่าตัดสร้างทางระบายน้ำดี ตั้งแต่วัยทารก ก่อนพัฒนาเป็นตับแข็งร่วมกับภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ได้แก่ ความดันหลอดเลือดดำพอร์ทัลสูง และกลุ่มอาการตับและปอด (HepatopulmonarySyndrome) ซึ่งส่งผลต่อระบบหายใจ ทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำจำเป็นต้องใช้ออกซิเจนที่บ้าน และมีข้อบ่งชี้ในการปลูกถ่ายตับเพื่อเพิ่มโอกาสการมีชีวิตและคุณภาพชีวิตในระยะยาว ทีมแพทย์จึงวางแผนปลูกถ่ายตับจากผู้บริจาคมีชีวิต โดยมารดาได้เข้ารับการผ่าตัดด้วยการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดระบบHugo™ ตัดตับกลีบซ้าย (Hugo™ Robotic–Assisted Surgery system for donor Left Hepatectomy ) เพื่อไปปลูกถ่ายแก่บุตรสาว นับเป็นครั้งแรกของโลกในการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดระบบ Hugo™ ในการตัดตับผู้บริจาคมีชีวิต และเป็นครั้งแรกของประเทศไทยในการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดตับจากผู้บริจาคมีชีวิตเพื่อการปลูกถ่ายตับ

กรณีที่สอง บุตรสาววัย 27 ปี บริจาคตับเพื่อช่วยชีวิตบิดาวัย 61 ปี ที่มีภาวะตับแข็งร่วมกับมะเร็งตับ(Hepatocellular Carcinoma; HCC) บนพื้นฐานโรคตับเรื้อรัง โดยมีรอยโรคมะเร็งบริเวณ segment 7 และผ่านการประเมินเพื่อเข้ารับการปลูกถ่ายตับจากผู้บริจาคมีชีวิต ทีมศัลยแพทย์พิจารณาใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดระบบ Hugo™ ในการผ่าตัดตับกลีบซ้ายจากบุตรสาว เพื่อปลูกถ่ายให้กับบิดา จึงเป็นการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดตับจากผู้บริจาคมีชีวิต เพื่อมอบให้กับผู้ป่วยผู้ใหญ่รายแรกของประเทศไทย (Adult to adult living donor liver transplantation)

รศ.นพ.สัณหวิชญ์ จันทร์รังสี อาจารย์ประจำหน่วยศัลยศาสตร์ระบบตับ ทางเดินน้ำดี และตับอ่อน ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แพทย์ผู้ทำการผ่าตัด กล่าวว่า “การผ่าตัดตับจากผู้บริจาคมีชีวิตเป็นหัตถการที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของผู้บริจาค เพราะเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงและเข้ารับการผ่าตัดเพื่อช่วยชีวิตผู้อื่น การใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด จะช่วยให้ศัลยแพทย์ทำงานบริเวณขั้วตับได้ละเอียดมากขึ้น ขั้วตับเป็นบริเวณที่มีโครงสร้างสำคัญจำนวนมากอยู่ใกล้กัน ทั้งหลอดเลือดแดง หลอดเลือดดำพอร์ทัล หลอดเลือดดำที่ออกจากตับ และท่อน้ำดี การที่มีภาพสามมิติที่มีความละเอียดสูง ช่วยให้ศัลยแพทย์มองเห็นโครงสร้างขนาดเล็กได้ชัดเจนขึ้น ขณะที่เครื่องมือผ่าตัดที่ขยับได้หลายทิศทางคล้ายข้อมือมนุษย์ ช่วยให้การเลาะแยกเนื้อเยื่อในพื้นที่แคบและลึกทำได้อย่างนุ่มนวลและแม่นยำมากขึ้น

ความนิ่งของแขนกลและการควบคุมการเคลื่อนไหวที่ละเอียด ช่วยเพิ่มความประณีตในการเลาะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงตับกลีบซ้าย โดยเฉพาะแขนงของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงตับ (Hepatic Artery) และหลอดเลือดดำที่นำเลือดเข้าสู่ตับ (Portal Vein) ซึ่งมีขนาดเล็กและอยู่ใกล้โครงสร้างสำคัญอื่น ช่วยลดแรงกระตุก เพิ่มความมั่นคงในการผ่าตัด จึงช่วยรักษาโครงสร้างสำคัญได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อคงคุณภาพของตับที่จะนำไปปลูกถ่าย และเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้บริจาค”

รศ.นพ.วรกิตติ ลาภพิเศษพันธุ์ รองผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ และอาจารย์ประจำหน่วยศัลยศาสตร์ระบบตับ ทางเดินน้ำดี และตับอ่อน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แพทย์ผู้ผ่าตัดกล่าวว่า “โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นับเป็นสถาบันการแพทย์แห่งเดียวในประเทศไทยที่มีศักยภาพและประสบการณ์ในการผ่าตัดปลูกถ่ายตับจากผู้บริจาคมีชีวิตให้กับผู้ใหญ่ (Adult to adult Living Donor Liver Transplantation) อย่างต่อเนื่อง และโดยทั่วไปแล้ว การผ่าตัดปลูกถ่ายตับจากผู้บริจาคมีชีวิต มักใช้ตับกลีบขวา เนื่องจากมีขนาดใหญ่ และให้ปริมาตรตับมากกว่า อย่างไรก็ตาม ในผู้บริจาคที่ได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม ศัลยแพทย์สามารถนำตับกลีบซ้ายมาใช้ในการปลูกถ่ายได้อย่างปลอดภัยเช่นกัน การคงตับกลีบขวาไว้ และเลือกตัดตับกลีบซ้าย จะทำให้ตัดเนื้อตับออกน้อยกว่า ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากการที่ตับลดปริมาตรลงหลังผ่าตัดในผู้บริจาคได้

ความสำเร็จครั้งนี้จึงมีความสำคัญ นอกจากจะเป็นการผ่าตัดตับจากผู้บริจาคมีชีวิตด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดเป็นครั้งแรกในประเทศไทยแล้ว ยังนับเป็นความสำเร็จในการผ่าตัดตับโดยใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดระบบ Hugo™ เป็นครั้งแรกของโลกอีกด้วย เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพของการผ่าตัดนำตับกลีบซ้ายของผู้บริจาคออก โดยใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดระบบ Hugo™ เพื่อปลูกถ่ายตับได้ทั้งในผู้ป่วยเด็กและผู้ป่วยผู้ใหญ่ โดยยังคงยึดหลักความปลอดภัยของผู้บริจาคเป็นสำคัญ”

อ.พญ.อัษรา เทพบัญชรชัย อาจารย์ประจำหน่วยศัลยศาสตร์ระบบทางเดินน้ำดี ตับ และตับอ่อน ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า “การผ่าตัดทั้ง 2 คู่ ผู้ให้และผู้รับดำเนินไปได้ตามแผนการรักษาที่วางไว้ ผู้บริจาคทั้งสองรายปลอดภัย ฟื้นตัวดี และมีสุขภาพแข็งแรงหลังผ่าตัด ขณะที่ผู้รับการปลูกถ่ายตับทั้งผู้ป่วยเด็กและผู้ป่วยผู้ใหญ่ ได้รับการปลูกถ่ายตับสำเร็จ ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของทีมสหสาขาวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่”

รศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช. กล่าวว่า ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำเนินการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดครบ 100 เคสครอบคลุมการรักษาในหลายสาขาโรค โดยสาขาที่มีจำนวนการผ่าตัดมากที่สุดคือ ศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ คิดเป็นร้อยละ 53.5 ส่วนใหญ่เป็นการผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาก รองลงมาคือ ศัลยกรรมตับ ทางเดินน้ำดี และตับอ่อน คิดเป็นร้อยละ 28.3 ซึ่งรวมการผ่าตัดซับซ้อน เช่น การผ่าตัดตับ ตับอ่อน และการตัดตับจากผู้บริจาคมีชีวิตเพื่อปลูกถ่าย ขณะที่ศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง คิดเป็นร้อยละ 12.1 และมีการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดในสาขาอื่น เช่น ศัลยกรรมเด็ก และศัลยกรรมทางเดินอาหาร เป็นการขยายศักยภาพการรักษาด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูงของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพ และความพร้อมของทีมแพทย์ศัลยกรรมตับ ตับอ่อน และทางเดินน้ำดีของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาประยุกต์ใช้กับการผ่าตัดที่มีความซับซ้อนสูง และนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของวงการศัลยกรรมปลูกถ่ายตับไทยและความก้าวหน้าทางการแพทย์สู่ระดับสากล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยังคงมุ่ง มั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็น “โรงเรียนแพทย์ในดวงใจ เพื่อความยั่งยืนด้านสุขภาวะ ด้วยนวัตกรรม” และเป็นกำลังสำคัญในการ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน”

มฟล. ยกระดับบริการนวัตกรรมครบวงจร ดันไอเดียท้องถิ่นสู่เวทีระดับประเทศ ขับเคลื่อน SDGs

มฟล. ยกระดับบริการนวัตกรรมครบวงจร ดันไอเดียท้องถิ่นสู่เวทีระดับประเทศ ขับเคลื่อน SDGs

มฟล. ยกระดับบริการนวัตกรรมครบวงจร ดันไอเดียท้องถิ่นสู่เวทีระดับประเทศ ขับเคลื่อน SDGs

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.21 น.

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยส่วนจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม เดินหน้าพัฒนาการให้บริการด้านนวัตกรรมและการพัฒนาธุรกิจแบบครบวงจร เพื่อสนับสนุนนักศึกษา อาจารย์ บุคลากร และผู้ประกอบการ ให้สามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม บริการครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเริ่มจาก บริการออกแบบนวัตกรรม (Design) ที่ช่วยพัฒนาแนวคิดสู่ผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการใช้งานและความต้องการของตลาด โดยมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับ บริการจัดการด้านทรัพย์สินทางปัญญา ที่ให้คำแนะนำตั้งแต่การสืบค้นสิทธิบัตร การยื่นจดทะเบียน การคุ้มครองผลงาน ไปจนถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

อีกหนึ่งจุดเด่นคือ โรงงานต้นแบบเครื่องสำอาง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (MFU Cosmetic Pilot Plant) ซึ่งรองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในระดับกึ่งอุตสาหกรรม ตั้งแต่การทดลองสูตร การผลิตต้นแบบ ไปจนถึงการยกระดับมาตรฐานสินค้า โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทยที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงนอกจากนี้ ยังมี บริการพื้นที่สร้างสรรค์ธุรกิจและนวัตกรรม ที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้ามาพัฒนาไอเดีย ทดลองสร้างต้นแบบ และเชื่อมโยงเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

หนึ่งในเรื่องราวความสำเร็จที่สะท้อนศักยภาพของระบบสนับสนุน คือกลุ่มนักศึกษาที่เริ่มต้นจากแนวคิดพัฒนาผลิตภัณฑ์จาก “ไข่ผำ” โดยร่วมพัฒนากับ วิสาหกิจชุมชนมีชีวาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ตำบลเวียงชัย จังหวัดเชียงราย และได้รับการบ่มเพาะอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนการพัฒนาสูตรและผลิตต้นแบบในโรงงาน

ผลงานดังกล่าวสามารถยกระดับสู่เวทีการแข่งขันระดับประเทศ และคว้ารางวัล ชนะเลิศ ประเภท “ใช้ดี” (Best of the Best) ในโครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น ประจำปี 2568 ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นจากผู้เข้าร่วมกว่า 67 สถาบันการศึกษา และ 342 ชุมชนทั่วประเทศ ตอกย้ำศักยภาพและความโดดเด่นของผลงานในระดับประเทศ โดยผลิตภัณฑ์จาก “ไข่ผำ” ภายใต้แบรนด์ “พาโมริ (Pamori)” ได้รับการพัฒนาอย่างครบวงจร ทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และการเล่าเรื่องราวที่เชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นกับนวัตกรรมสมัยใหม่ได้อย่างโดดเด่น สะท้อนถึงการผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ จนสามารถต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจได้จริง โดยความสำเร็จดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ได้แก่ SDG 8: Decent Work and Economic Growth สนับสนุนการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และการเติบโตทางเศรษฐกิจจากฐานนวัตกรรม  และSDG 9: Industry, Innovation and Infrastructure ส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรม การวิจัย และการพัฒนาเทคโนโลยีสู่การใช้ประโยชน์จริง

ความสำเร็จดังกล่าวไม่เพียงแสดงถึงศักยภาพของนักศึกษา แต่ยังตอกย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม สร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และยกระดับผลิตภัณฑ์ไทยสู่ตลาดในอนาคตอย่างยั่งยืน

ผู้สนใจสามารถติดต่อขอรับบริการหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage: ส่วนจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง หรือที่ E-Mail: mfii@mfu.ac.th และโทรศัพท์: 0-5391-7003 เพื่อร่วมเปลี่ยน “ไอเดีย” ให้กลายเป็น “นวัตกรรมที่มีมูลค่า” และก้าวสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

ม.เนชั่น เปิด ‘คณะแพทยศาสตร์’ ยกระดับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ

ม.เนชั่น เปิด ‘คณะแพทยศาสตร์’ ยกระดับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ

ม.เนชั่น เปิด ‘คณะแพทยศาสตร์’ ยกระดับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเนชั่น เดินหน้ายกระดับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ เตรียมเปิด “คณะแพทยศาสตร์” และหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต หลักสูตรใหม่ พ.ศ.2569 มุ่งผลิตแพทย์รุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ ทั้งด้านองค์ความรู้ ทักษะทางการแพทย์ และจริยธรรมวิชาชีพ เพื่อรองรับความต้องการบุคลากรทางการแพทย์ของประเทศในอนาคต

หลักสูตรดังกล่าวได้รับการประเมินคุณภาพจากสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์ ภายใต้การกำกับของคณะอนุกรรมการประเมินและรับรองสถาบันผลิตแพทย์ (สมพ.) ของแพทยสภา โดยใช้ “ศูนย์แพทยศาสตร์ โรงพยาบาลสมุทรปราการ” เป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติทางคลินิกสำหรับนักศึกษาแพทย์ ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาอนุมัติจากแพทยสภาอย่างเป็นทางการ

สำหรับหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต จะเปิดรับนักศึกษารุ่นแรกจำนวน 32 คนต่อปี ใช้ระยะเวลาศึกษา 6 ปี โดยในช่วง 3 ปีแรก นักศึกษาจะเรียนในระดับปรีคลินิก ณ มหาวิทยาลัยเนชั่น วิทยาเขตเชียงใหม่ ก่อนเข้าสู่การเรียนในระดับคลินิกอีก 3 ปี ณ โรงพยาบาลสมุทรปราการ

แนวทางการเรียนการสอนของหลักสูตร มุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์ การบูรณาการองค์ความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ และการพัฒนาทักษะการดูแลผู้ป่วยควบคู่กับจริยธรรมวิชาชีพ โดยใช้ระบบประเมินผลแบบ “ผ่าน/ไม่ผ่าน” เพื่อลดแรงกดดันด้านการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาศักยภาพอย่างรอบด้าน นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังให้ความสำคัญกับการดูแลนักศึกษาอย่างใกล้ชิดตลอดหลักสูตร เพื่อสร้างแพทย์รุ่นใหม่ที่พร้อมทั้งด้านวิชาการ การปฏิบัติงานจริง และความเข้าใจต่อบริบทของระบบสาธารณสุขไทย

ทั้งนี้ การเปิดคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเนชั่น ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ และก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนลำดับที่ 6 ของประเทศไทย ที่เปิดการเรียนการสอนด้านแพทยศาสตร์อย่างเป็นทางการ สะท้อนถึงความพร้อมในการพัฒนาการศึกษาแพทยศาสตร์สู่มาตรฐานระดับสากล

Pro Chef มวล. ส่งนศ.บินลัดฟ้า ฝึกทักษะอาหารสากลกับเชฟมิชลินที่ไต้หวัน

Pro Chef มวล. ส่งนศ.บินลัดฟ้า ฝึกทักษะอาหารสากลกับเชฟมิชลินที่ไต้หวัน

Pro Chef มวล. ส่งนศ.บินลัดฟ้า ฝึกทักษะอาหารสากลกับเชฟมิชลินที่ไต้หวัน

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รศ.ดร.พิมพ์ลภัส พงศกรรังศิลป์ คณบดีสำนักวิชาการจัดการ มวล. เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักวิชาการจัดการ ได้ส่งนักศึกษาหลักสูตร Pro Chef จำนวน 28 คนและอาจารย์ 2 คน บินลัดฟ้าไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์และฝึกทักษะวิชาชีพ ณ Hungkuang University ประเทศไต้หวัน ระหว่างวันที่ 17-28 พฤษภาคม 2569 เพื่อเรียนรู้นวัตกรรมอาหารกับเชฟระดับ Michelin Star พร้อมเสริมทักษะภาษาจีน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การทำงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการระดับนานาชาติ

“ไต้หวันเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นในอุตสาหกรรมอาหาร การท่องเที่ยว และการบริการ โดยเฉพาะเอกลักษณ์ด้านนวัตกรรมและสภาพแวดล้อมที่เป็นสากล โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงการสอนให้ “ทำอาหารเป็น” แต่เป็นการฝึกให้นักศึกษามีความคิดสร้างสรรค์ สามารถใช้นวัตกรรมในการออกแบบเมนูอาหาร และปรับตัวให้ทันต่อพลวัตของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป” คณบดีสำนักวิชาการจัดการ มวล. กล่าว

นายชนะชัย ภู่สุด นักศึกษาตัวแทนโครงการฯ เปิดเผยถึงความรู้สึกในการเดินทางครั้งนี้ว่า รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนไปศึกษาดูงานและฝึกปฏิบัติที่ไต้หวัน ทำให้ได้เรียนรู้เทคนิคการจัดการครัวระดับสากล ศิลปะการจัดจาน และการบริหารจัดการวัตถุดิบให้เกิดมูลค่าสูงสุด ซึ่งการได้สัมผัสบรรยากาศการทำงานจริงในครัวระดับมืออาชีพ ทำให้ตนเองตระหนักว่า ความละเอียด ความรวดเร็ว และการทำงานเป็นทีมคือหัวใจสำคัญ ประสบการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มทักษะและความมั่นใจ แต่ยังเปิดมุมมองใหม่ๆ ที่ช่วยให้ผมเข้าใกล้ความฝันในการเป็นโปรเชฟได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ด้าน น.ส.นลิสา โชติทอง อีกหนึ่งตัวแทนนักศึกษา กล่าวเสริมว่า การได้มาแลกเปลี่ยนที่ไต้หวันถือเป็นโอกาสทองในการเรียนรู้เทคนิคการทำอาหารจีนจากเชฟผู้เชี่ยวชาญโดยตรง สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือการได้เห็นระบบการทำงานที่เป็นระเบียบและฉับไว ซึ่งแตกต่างจากการเรียนในภาคทฤษฎี ประสบการณ์นี้ช่วยให้เห็นแนวทางในการพัฒนาตนเองเพื่อต่อยอดวิชาชีพในอนาคต

สจล.ก้าวสู่ปีที่ 66 จัด ‘KMITL EXPO 2026’ เปิดพาวิลเลียน โชว์นวัตกรรมใช้งานได้จริง

สจล.ก้าวสู่ปีที่ 66 จัด ‘KMITL EXPO 2026’ เปิดพาวิลเลียน โชว์นวัตกรรมใช้งานได้จริง

สจล.ก้าวสู่ปีที่ 66 จัด ‘KMITL EXPO 2026’ เปิดพาวิลเลียน โชว์นวัตกรรมใช้งานได้จริง

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เตรียมสร้างปรากฏการณ์ ครั้งสำคัญ เนื่องในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 66 กับการจัดงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 69” (KMITL EXPO 2026) มหกรรมนวัตกรรม เทคโนโลยี และการศึกษาระดับนานาชาติ ภายใต้แนวคิด “From Lab to Life” จากห้องปฏิบัติการสู่การใช้จริงในชีวิต ที่จะเปิดพื้นที่ให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา นักวิจัย ภาคธุรกิจ นักลงทุน และเครือข่ายจากนานาประเทศ ได้สัมผัสเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่กำลังเปลี่ยนโลก ห้ามพลาด ระหว่างวันที่ 1-6 กันยายน 2569 ณ สจล.

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า การจัดงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ สจล. ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 66 และเป็นการสานต่อประวัติศาสตร์ “ลาดกระบังนิทรรศน์” ที่เคยเป็นเวทีแสดงศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “From Lab to Life” ที่ต้องการผลักดันงานวิจัยและองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการสู่การใช้งานจริง ทั้งในภาคอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสังคม โดยการจัดงานครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงนิทรรศการทางวิชาการ แต่เป็นเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติที่รวบรวมเครือข่ายมหาวิทยาลัย องค์กรวิจัย หน่วยงานด้านนวัตกรรม และภาคอุตสาหกรรมจากหลายประเทศ เพื่อร่วมขับเคลื่อนอนาคตด้าน AI เซมิคอนดักเตอร์ อวกาศ พลังงานสะอาด เมืองอัจฉริยะ เกษตรแห่งอนาคต และเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมและเศรษฐกิจเทคโนโลยีแห่งอนาคตของภูมิภาค

ปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหม่ ทั้งด้านพลังงาน สังคมสูงวัย ความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจดิจิทัล และเทคโนโลยีอวกาศ ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงต้องทำหน้าที่มากกว่าการผลิตบัณฑิต แต่ต้องเป็นศูนย์กลางการสร้างนวัตกรรมและระบบนิเวศทางเทคโนโลยี ที่สามารถเชื่อมโยงการศึกษา งานวิจัย และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยภายในงานจะถูกเนรมิตเป็น “Innovation Pavilion” ขนาดใหญ่ ที่เปิดให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสเทคโนโลยีจริงในรูปแบบ Immersive และ Interactive พร้อมนำเสนอทิศทางเทคโนโลยีโลกจากเครือข่ายพันธมิตรนานาชาติตลอดทั้ง 6 วัน

โดย นวัตกรรมที่โดดเด่นถูกจัดแสดงใน 9 Pavilion ดังนี้ 1.พาวิลเลียนเทคโนโลยีอวกาศ (SpaceTech Pavilion) , 2. พาวิลเลียนเทคโนโลยีการเกษตร (AgriTech Pavilion) , 3.พาวิลเลียนเทคโนโลยีพลังงาน (EnergyTech Pavilion) , 4.พาวิลเลียนสุขภาพและคุณภาพชีวิต (Health & Wellness Pavilion) , 5.พาวิลเลียนอาหารแห่งอนาคต (NextGen Food Pavilion) , 6.พาวิลเลียนเทคโนโลยีควอนตัมและนาโน (Quantum & Nanotech Pavilion) , 7.พาวิลเลียนนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยอัจฉริยะ (Smart Living Pavilion) , 8.พาวิลเลียนปัญญาประดิษฐ์และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (AI-IoT Pavilion) , 9.พาวิลเลียนองค์ความรู้และการเรียนรู้แห่งอนาคต (Knowledge Pavilion)

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือ “AI & Semiconductor Pavilion” ที่รวบรวมเทคโนโลยี AI ระบบอัจฉริยะ การประมวลผลยุคใหม่ และการพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์แห่งอนาคต พร้อมนำเสนอความร่วมมือด้าน AI และ Coding จากเครือข่ายระดับโลก อาทิ 42 Bangkok สถาบันสอนโค้ดดิ้งสัญชาติฝรั่งเศส และเครือข่ายด้านเทคโนโลยีดิจิทัลจากญี่ปุ่นและเอเชีย ที่จะร่วมเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับอุตสาหกรรม AI Infrastructure Economy ซึ่งกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลกในอนาคต

อีกหนึ่งโซนห้ามพลาด คือ “Space & Aerospace Pavilion” ที่จะเปิดโลกเทคโนโลยีอวกาศ การบิน และระบบดาวเทียม ผ่านความร่วมมือกับเครือข่ายวิจัยจากต่างประเทศ พร้อมจัดแสดงงานวิจัยด้าน GNSS และสภาวะอวกาศ เทคโนโลยีวิเคราะห์ชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ และนวัตกรรม UAV รุ่นใหม่ที่สามารถรองรับภารกิจกู้ภัยและการลำเลียงในอนาคต รวมถึงการจำลองเทคโนโลยีอวกาศที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของมนุษย์ในอนาคต

ด้าน “Green Energy & Future Mobility Pavilion” จะนำเสนอเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ตั้งแต่แบตเตอรี่โซลิดสเตทกราฟีนควอนตัมดอท ระบบกักเก็บพลังงาน เทคโนโลยี Digital Twin ไปจนถึงแนวคิด Smart Campus และ Smart City ที่ สจล. กำลังพัฒนา เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และมหาวิทยาลัยสีเขียวแห่งอนาคต ขณะที่ “Future Food & Sustainable Agriculture Pavilion” อีกหนึ่งโซนที่เป็นความร่วมมือด้านเกษตรและความยั่งยืนจากเครือข่ายวิจัยระดับโลก โดยผู้เข้าร่วมจะได้เห็นนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ ระบบตรวจวัดอัจฉริยะ และแนวทางพัฒนา Bio Material รวมถึงการต่อยอดงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรมจริง

นอกจากนี้ ยังมี “International Partnership Pavilion” ที่รวบรวมเครือข่ายมหาวิทยาลัยและองค์กรจากทั่วโลกมาเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การศึกษาต่อ ทุนวิจัย และโอกาสด้านนวัตกรรมระดับนานาชาติ พร้อมกิจกรรม Cultural Showcase และเวทีสร้างแรงบันดาลใจจากเครือข่ายต่างประเทศตลอดทั้ง 6 วัน

อีกหนึ่งความพิเศษของงานปีนี้ คือการเตรียมเปิดตัวนวัตกรรม Deep Tech และผลงานวิจัยที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมและสังคม อาทิ แบตเตอรี่พลังงานสะอาดรุ่นใหม่ อุปกรณ์ Skin-on-a-chip เทคโนโลยีการแพทย์แห่งอนาคต แพลตฟอร์มเซนเซอร์อัจฉริยะ และระบบอากาศยานไร้คนขับรุ่นใหม่ รวมถึงความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจผ่านโครงการ “Krungthai x KMITL Talent and Social Innovation Development” ที่มุ่งพัฒนาบุคลากรศักยภาพสูงผ่านการเรียนรู้จากโจทย์ธุรกิจจริง การพัฒนา Future Skills และการสร้างนวัตกรรมรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต 

รวมทั้งภายในงานยังมีเวทีเสวนาระดับนานาชาติ กิจกรรม Business Matching เวทีด้าน AI และ Future Skills ตลอดจนการแข่งขันและกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเยาวชน อาทิ การแข่งขันโต้วาทีภาษาอังกฤษ การประกวด KMITL Ambassador การประกวดชุดนานาชาติ KMITL Spectrum of Nations Costume Contest 2026 เทศกาล KMITL METAMORPHIX COSPLAY Contest 2026 และกิจกรรมด้านภาษาและวัฒนธรรมนานาชาติ เพื่อเปิดพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาศักยภาพเยาวชนรุ่นใหม่ และในส่วนของกิจกรรม Open House ยังคงเปิดโอกาสให้นักเรียน ผู้ปกครอง และผู้สนใจ ได้เยี่ยมชมคณะ หลักสูตร ห้องปฏิบัติการ และผลงานวิจัยจากทุกคณะและวิทยาลัยของ สจล. อย่างใกล้ชิด พร้อม Workshop และกิจกรรมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการที่เน้นการลงมือทำจริง เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกการศึกษาและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569 จะเป็นพื้นที่แห่งการต่อยอดความฝันของคนรุ่นใหม่ เปิดโอกาสให้เยาวชน นักวิจัย และภาคอุตสาหกรรม ได้ร่วมกันสร้างอนาคตผ่านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เกิดขึ้นได้จริง พร้อมเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในอนาคต

ทั้งนี้ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมเปิดโลกแห่งนวัตกรรมและโอกาสระดับสากล ในงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” (KMITL EXPO 2026) ระหว่างวันที่ 1 – 6 กันยายน 2569 ณ สจล. โดยภายในงานจะมีการจัดแสดงนวัตกรรม เทคโนโลยีแห่งอนาคต เวทีเสวนานานาชาติ กิจกรรม Open House เวิร์กชอป และกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเยาวชนตลอดทั้ง 6 วัน พร้อมเปิดให้ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: https://www.facebook.com/kmitlofficial    และเว็บไซต์ https://www.kmitl.ac.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-329-8000