‘ยศชนัน’ เปิด Thailand Research Expo 2026 ดันงานวิจัยสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

'ยศชนัน' เปิด Thailand Research Expo 2026 ดันงานวิจัยสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

‘ยศชนัน’ เปิด Thailand Research Expo 2026 ดันงานวิจัยสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.28 น.

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมปาฐกถาพิเศษถ่ายทอดวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนประเทศด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม หัวข้อ “Research Synergy พลิกโฉมประเทศไทย: จากงานวิจัยสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของชาติ” ภายในงาน งาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ครั้งที่ 21 ภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน” โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ผู้บริหาร อว. และ วช. ให้การต้อนรับ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 22–23 กรุงเทพมหานคร

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน ระบุว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่งานวิจัยและนวัตกรรมต้องเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การผนึกกำลังของนักวิจัย มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน และประชาชน จะช่วยต่อยอดองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์จริง เกิดนวัตกรรมที่สร้างรายได้ สร้างงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Clinical Research: New Growth Engine ของไทยในเวทีโลก” โดยเน้นย้ำว่า การวิจัยทางคลินิกเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ด้วยจุดแข็งด้านบุคลากรทางการแพทย์ ระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพ มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลชั้นนำ ตลอดจนศักยภาพของนักวิจัยไทย หากทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนาระบบนิเวศการวิจัยทางคลินิกอย่างครบวงจร จะผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกของภูมิภาค และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่อุตสาหกรรมสุขภาพของประเทศในอนาคตมุ่งยกระดับประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานความรู้และนวัตกรรม ตลอดจนเตรียมความพร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพแห่งอนาคต

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าวว่า การจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ซึ่งก้าวสู่ปีที่ 21 ถือเป็นเวทีสำคัญของประเทศในการเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่สาธารณะ โดยเริ่มจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2549 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงเครือข่ายวิจัยของประเทศ ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา งานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติได้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของงานวิจัยไทยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน และการกำหนดนโยบายสาธารณะ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในระบบวิจัยของประเทศเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศบนฐานองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ภายในงานยังจัดเวทีพิเศษ “Thailand Clinical Research Hub: Aligning Clinical Research Capacity with New Growth Engine Policy” เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิก พร้อมการเสวนา 3 เวทีสำคัญ ได้แก่ “Thailand’s Clinical Research Moment: โอกาส ความเสี่ยง และเจตนารมณ์แห่งชาติ”, “Closing the Gap: สิ่งที่แต่ละ Stakeholder ทำได้จริงเพื่อดึง Sponsor มาไทย” และ “The Operational Reality: คนหน้างานบอกว่าอะไรปลดล็อกศักยภาพไทยได้จริงใน 3 ปี” ก่อนปิดท้ายด้วยการนำเสนอทิศทาง “Charting the Course: ทิศทาง Clinical Research ไทย 2026–2029” เพื่อกำหนดหมุดหมายการพัฒนาประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกระดับภูมิภาคและระดับโลก

ไฮไลท์ภายในงานยังมีการจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมเด่นจากเครือข่ายวิจัยทั่วประเทศกว่า 1,000 ผลงาน ที่สะท้อนศักยภาพของนักวิจัยไทยในการต่อยอดองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์จริง อาทิ ผลงานโครงการพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ด้านของเล่น หุ่นกระบอก และหุ่นยนต์ สู่การสร้างนวัตกรรมเพื่อเผยแพร่ในเทศกาลหุ่นโลก 2024 โดยองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ผลงาน RakYim รักยิ้ม แพลตฟอร์มสุขภาพช่องปากดิจิทัลขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อขยายการเข้าถึงบริการทันตกรรมในประเทศไทย โดยกรมอนามัย ผลงานรูปแบบการพัฒนาศักยภาพผู้นำตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สู่ความเข้มแข็งของชุมชนบ้านหนองบัวชุม จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยกรมการพัฒนาชุมชน รวมถึง ผลงานการประยุกต์นวัตกรรมการตรวจสอบโซลาร์ฟาร์มด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และอากาศยานไร้คนขับ โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังมีผลงาน “พลังเคย : อาหารพื้นถิ่น สู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารโลก” โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ผลงานเตียงป้องกันแผลกดทับและภูมิแพ้ โดยมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ผลงานนวัตกรรมฟื้นฟูแผลเรื้อรังในแมวด้วยการใช้สเต็มเซลล์ร่วมกับเกล็ดเลือดเข้มข้นในเคสที่รักษายากและดื้อยา โดยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ตลอดจนผลงาน นวัตกรรมการสังเคราะห์เส้นใยเมลานินชีวภาพจากดินเปรี้ยวอันเนื่องมาจากพระราชดำริในที่ดินมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แฟชั่นและส่งเสริมผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานราก โดยมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นต้น ซึ่งล้วนสะท้อนพลังของงานวิจัยและนวัตกรรมไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ขอเชิญร่วมงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ระหว่างวันที่ 22–26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 22–23 กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน”

ไทยพีบีเอสผนึกภาคีฯพลิกโฉมสวนลุมจัด Bangkok Active Election 2026 ปลุกพลังคนกรุงฯร่วมดีไซน์เมืองในฝันส่งถึงผู้ว่าฯ คนใหม่

ไทยพีบีเอสผนึกภาคีฯพลิกโฉมสวนลุมจัด Bangkok Active Election 2026 ปลุกพลังคนกรุงฯร่วมดีไซน์เมืองในฝันส่งถึงผู้ว่าฯ คนใหม่

ไทยพีบีเอสผนึกภาคีฯพลิกโฉมสวนลุมจัด Bangkok Active Election 2026 ปลุกพลังคนกรุงฯร่วมดีไซน์เมืองในฝันส่งถึงผู้ว่าฯ คนใหม่

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.12 น.

ไทยพีบีเอส ผนึกภาคีเครือข่าย พลิกโฉมสวนลุมพินีเป็นพื้นที่ปล่อยพลังสร้างสรรค์ ชวนคนเมืองร่วมล้อมวงดีไซน์กรุงเทพฯ ผ่านเทศกาล “ Bangkok Active Election 2026” ส่งต่อทุกเสียงสะท้อนร่วมขับเคลื่อนอนาคตกรุงเทพมหานครด้วยความหวัง

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส โดยศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ (The Active) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย จัดงาน Bangkok Active Election 2026 เทศกาลชวนประชาชนร่วมออกแบบอนาคตกรุงเทพฯ เปลี่ยนสวนสาธารณะใจกลางเมืองให้เป็นพื้นที่ระดมความคิด แลกเปลี่ยนมุมมอง และร่วมกันจินตนาการถึงเมืองในฝันของคนกรุงเทพฯ โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 21 มิถุนายน 2569 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ

ภายในงานประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลักที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการออกแบบอนาคตเมืองผ่านบรรยากาศที่สร้างสรรค์และเป็นมิตร ได้แก่ 1. Active City Vision in the Park เวทีนำเสนอวิสัยทัศน์ นโยบาย และกิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อเมืองที่ดีขึ้น อาทิ Bangkok Open Mic และ Mini Forum 2. Policy Market ตลาดนัดนโยบาย พื้นที่ให้ประชาชนได้ศึกษา แสดงความคิดเห็น และร่วมต่อยอดข้อเสนอพัฒนาเมือง ผ่านกิจกรรมอย่างตลาดนัดนโยบาย Active Data Lab และนิทรรศการแบบ Interactive และ 3. Bangkok Active Festival เทศกาลสร้างแรงบันดาลใจที่ชวนทุกคนมาร่วมเล่น เรียนรู้ และพูดคุยถึงอนาคตของกรุงเทพฯ ผ่านกิจกรรมหลากหลาย อาทิ ปั่นเป็ด Talk สนทนาเรื่องเมืองบนเรือเป็ด ตลาดเขียว Book Truck อ่านหนังสือใต้ร่มไม้ Board Game พื้นที่เล่นอิสระสำหรับเด็ก รวมถึงบูทกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะและการออกกำลังกาย ตลอดจนพื้นที่สร้างการเรียนรู้เกี่ยวกับบทบาทและภารกิจของไทยพีบีเอส โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมเดิน-วิ่งสะสมระยะทาง 5 และ 10 กิโลเมตร เพื่อแลกรับของที่ระลึก ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานกว่า 500 คน ตลอด 3 วันของการจัดงาน

สมชัย พุทธจันทรา รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านเนื้อหา กล่าวว่า ไทยพีบีเอสและภาคีเครือข่ายต้องการเปิดพื้นที่สาธารณะให้เป็นพื้นที่รับฟังความคิดเห็นและเสียงสะท้อนของประชาชน ผ่านกิจกรรมที่ทำให้เรื่องการเมืองและการพัฒนาเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัวและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน พร้อมคาดหวังว่าจะมีประชาชนออกมาร่วมสะท้อนความต้องการและความหวังต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่

“ไทยพีบีเอสจะรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอจากประชาชนที่เข้าร่วมงาน เพื่อนำไปต่อยอดเป็นเนื้อหาข่าวและรายการต่าง ๆ ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางส่งต่อเสียงของประชาชนไปยังผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนต่อไป เพื่อร่วมกันพัฒนาเมืองหลวงให้เป็นเมืองของทุกคน” สมชัย กล่าว

ด้านเสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วมงาน ธัญชนก มหาพล และวิภาวรรณ ประสานรัตน์ คู่แม่ลูกที่เข้าร่วมกิจกรรม Book Truck เล่าว่า ทราบข่าวการจัดงานผ่านสื่อออนไลน์ของไทยพีบีเอส และรู้สึกยินดีที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้เวลาร่วมกันโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมฝากความหวังถึงผู้ว่าฯ คนใหม่ให้เร่งพัฒนาสนามเด็กเล่นใกล้บ้านให้มีมาตรฐานและปลอดภัยสำหรับเด็กทุกช่วงวัย เพื่อให้เด็ก ๆ มีพื้นที่ทำกิจกรรมและใช้เวลานอกบ้านมากขึ้น ลดการอยู่หน้าจอ และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผู้ปกครอง

ขณะที่ ครอบครัวของน้องตะวัน ซึ่งเดินทางมาร่วมกิจกรรมพื้นที่เล่นอิสระ พร้อมคุณตาจำเนียร และคุณแม่สุดารัตน์ อุตมะโภคิน มองว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นตัวอย่างของการใช้ประโยชน์จากพื้นที่สาธารณะได้อย่างสร้างสรรค์ แม้กรุงเทพฯ จะมีการพัฒนามากขึ้นในหลายด้าน แต่ยังอยากเห็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้น เพื่อให้ผู้สูงอายุ เด็ก และคนรุ่นต่อไปมีพื้นที่สำหรับพักผ่อนและทำกิจกรรมร่วมกัน  และยังได้สะท้อนถึงปัญหาโครงสร้างพื้นฐานในชีวิตประจำวัน อย่างทางเท้าและถนนที่ชำรุดทรุดโทรม ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยอยากให้ผู้ว่าฯ คนใหม่ที่จะเข้ามารับหน้าที่ เร่งดำเนินการปรับปรุงทางเท้k

นอกจากนี้ ยังมีชาวต่างชาติที่เข้าร่วมงานและร่วมสะท้อนมุมมองต่อการพัฒนาเมือง เช่น Venkat และNandhni คู่สามีภรรยาชาวอินเดียที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ มานานกว่า 3 ปี โดยระบุว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่และมีความสะดวกสบาย แต่ยังมีความท้าทายในด้านระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะระบบรถโดยสารประจำทางที่ยังขาดข้อมูลเวลาเดินรถที่แม่นยำ รวมถึงการเชื่อมต่อระหว่างระบบขนส่งที่ยังไม่สะดวก จึงอยากเห็นผู้ว่าฯ คนใหม่เข้ามาผลักดันการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกกลุ่มในเมือง

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือโซนฟอรัม (Forum) ที่รวมตัวผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์จากหลากหลายวงการ ทั้งไทยและต่างประเทศ รวมถึงคนรุ่นใหม่ มาร่วมแลกเปลี่ยนไอเดียขับเคลื่อนกรุงเทพฯ ให้เดินหน้าต่อ ในหัวข้อ “GLOBAL VISION: มองบทเรียนโลก เปิดจินตนาการใหม่ของกรุงเทพฯ” และ “Vision Talk : เมื่อกรุงเทพส่งเสียง VOICES FROM BANGKOK”  โดยได้รับความสนใจจากคนทำงานสื่อสารมวลชนเข้าร่วมรับฟัง อาทิ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท., สมชัย พุทธจันทรา รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านเนื้อหา และปภาภรณ์ เฉลิมวนิชย์ ผู้อำนวยการศูนย์สื่อสารและส่งเสริมการตลาดเพื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอส

โดยเริ่มต้นระดับสากลในเวที “GLOBAL VISION: มองบทเรียนโลก เปิดจินตนาการใหม่ของกรุงเทพฯ ชวนคนกรุงเทพ” ร่วมเปิดมุมมองใหม่และถอดบทเรียนการสร้าง “เมืองในฝัน” จาก 3 เมืองต้นแบบระดับโลก ร่วมเสวนา โดยลิเลียน เกียร์ริ่ง ผู้ประสานงานโครงการ Partners For Water หน่วยงานส่งเสริมวิสาหกิจแห่งเนเธอร์แลนด์ (RVO), เจีย ซิน ชุม ผู้อำนวยการด้านภูมิทัศน์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกประจำเฮนนิง ลาร์เซน (Henning Larsen), อิศรีย์ จิตรปาธิมา ผู้เชี่ยวชาญด้านการคมนาคมในเมือง ประจำโครงการการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์แห่งสหประชาชาติ (UN-Habitat) และดำเนินรายการ โดยคุณยศพล บุญสม ผู้ร่วมก่อตั้ง we!park

พร้อมต่อยอดในระดับท้องถิ่นที่เวที “Vision Talk : เมื่อกรุงเทพส่งเสียง VOICES FROM BANGKOK” ซึ่งเป็นการล้อมวงคุยเพื่อชวนตั้งคำถามว่า “อีก 5 ปีต่อจากนี้ ควรเปลี่ยนอะไร เพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน” ซึ่งมีผู้ร่วมสะท้อนมุมมองในหลากหลายบทบาท ได้แก่ ประสาน อิงคนันท์ ผู้ก่อตั้งเพจมนุษย์ต่างวัย, กรุณา บัวคำศรี สื่อมวลชน, สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ อดีตประธานกรรมการมูลนิธิโลกสีเขียว, รศ.บุญเลิศ วิเศษปรีชา คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ยศพล บุญสม ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม we!park, และ ณาตยา แวววีรคุปต์ ผู้อำนวยการศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ เป็นผู้ดำเนินรายการ

Bangkok Active Election 2026 เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มได้ร่วมสะท้อนปัญหา ความต้องการ และความหวังต่ออนาคตกรุงเทพฯ โดยเสียงที่เกิดขึ้นตลอด 3 วันของการจัดงานจะถูกรวบรวมและส่งต่อผ่านไทยพีบีเอสและภาคีเครือข่ายไปยังผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

ติดตามเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับงาน Bangkok Active Election 2026 ได้ที่ https://theactive.thaipbs.or.th/tag/เลือกตั้งผู้ว่ากทม69

สมศ.ชูยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการประเมินสถานศึกษา ด้วยนวัตกรรมดิจิทัล มุ่งผลสัมฤทธิ์เชิงพัฒนา

สมศ.ชูยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการประเมินสถานศึกษา ด้วยนวัตกรรมดิจิทัล มุ่งผลสัมฤทธิ์เชิงพัฒนา

สมศ.ชูยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการประเมินสถานศึกษา ด้วยนวัตกรรมดิจิทัล มุ่งผลสัมฤทธิ์เชิงพัฒนา

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. ปรับใช้เทคโนโลยีบูรณาการฐานข้อมูล ควบคู่การใช้ AI ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ปรับกระบวนทัศน์ผู้ประเมิน พร้อมระบบจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อมุ่งสู่การใช้ผลประเมินอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. เปิดเผยว่า เพื่อหารือทิศทางการประเมินคุณภาพการศึกษา โดยมีรองผู้อำนวยการ สมศ. ทั้ง 4 ฝ่ายร่วมนำเสนอทิศทางการดำเนินงานที่มุ่งปรับกระบวนทัศน์การประเมินคุณภาพภายนอกสู่แนวคิด การประเมินเพื่อการพัฒนา โดยบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อยกระดับระบบการศึกษาและตอบสนองนโยบายลดภาระงานด้านบริหารจัดการของบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเชิงนโยบายที่สำคัญ ประกอบด้วย การบูรณาการฐานข้อมูล พัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศ (API) ร่วมกับหน่วยงานต้นสังกัดโดยตรง เพื่อยุติความซ้ำซ้อนในการจัดทำเอกสารรายงานของสถานศึกษา , การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ด้วยการนำนวัตกรรม AI มาใช้วิเคราะห์ และ  คัดกรองรายงานการประเมินตนเอง (SAR) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความแม่นยำ ลดการใช้งบประมาณในการประมวลผลข้อมูลเชิงวิชาการ , การปรับกระบวนทัศน์ผู้ประเมิน ด้วยการยกระดับสมรรถนะและบทบาทผู้ประเมินสู่การเป็น “ผู้ชี้แนะเชิงประเมิน” ที่มุ่งเน้นการนำผลการประเมินคุณภาพมาให้ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ เพื่อขับเคลื่อนกลไกการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพตามวงจร PDCA , กระบวนการรวบรวมติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ด้วยการเตรียมพร้อมเปิดตัว Dashboard แสดงผลการวิเคราะห์เชิงลึก สะท้อนภาพรวมด้านการจัดการคุณภาพการศึกษา ตลอดจนมิติด้านความเหลื่อมล้ำ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจบนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ Evidence-Informed Policymaking สำหรับผู้กำหนดนโยบายและสาธารณชน

“การปรับยุทธศาสตร์ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ สมศ. ในการนำระบบดิจิทัลและข้อมูลขนาดใหญ่ มาใช้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาไทย ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด” ผู้อำนวยการ สมศ. ระบุ

เครือข่ายมหาวิทยาลัยหนุนเสริมกลไกจังหวัดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

เครือข่ายมหาวิทยาลัยหนุนเสริมกลไกจังหวัดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

เครือข่ายมหาวิทยาลัยหนุนเสริมกลไกจังหวัดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณาจารย์มหาวิทยาลัย บูรณาการฐานข้อมูลคนจน-กลุ่มเปราะบาง จัดตั้งหน่วยบริการเคลื่อนที่ หนุนเสริมกลไกจังหวัด เร่งเครื่องขับเคลื่อนกลไกช่วยเหลือคนจนลงทะเบียนรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใน 20 จังหวัดนำร่องเป้าหมาย เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นใจในการส่งคนจนให้เข้าถึงสวัสดิการจากรัฐอย่างแท้จริงโดยไม่มีคนจนตกหล่น

ผศ.ดร.กนกพร ฉิมพลี ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เปิดเผยว่า โครงสร้างโมเดลช่วยเหลือคนจนลงทะเบียนรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เริ่มต้นจากขั้นตอนการจัดตั้งศูนย์ประสานงานอำนวยการขึ้นในมหาวิทยาลัย ทำหน้าที่ค้นหา สอบทานข้อมูลคนจน โดยบูรณาการข้อมูลจากหลายหน่วยงานของรัฐ เพื่อคัดกรองข้อมูลคนจนให้ถูกต้องที่สุด แล้วประสานส่งต่อชุดข้อมูลคนจนที่สอบทานเรียบร้อยแล้วให้กลไกจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน สำหรับใช้ประโยชน์ในการติดตามตัวคนจนเพื่อลงทะเบียนรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ควบคู่ไปกับการสื่อสารข้อมูลให้ประชาคมในพื้นที่รับทราบผ่านชุมชน วัด หรือมัสยิด ขณะเดียวกันก็มีการจัดตั้งหน่วยบริการเคลื่อนที่ ระดมคณาจารย์ และนักศึกษาลงพื้นที่ ให้ความช่วยเหลือแก่คนจนที่มีข้อจำกัดในการลงทะเบียน เพื่อให้คนจนสามารถลงทะเบียนรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้อย่างทั่วถึง ไม่มีการตกหล่น

การทำงานร่วมกันของคณาจารย์ นักวิจัย ในการพัฒนากลไกเพื่อช่วยเหลือคนจนในการลงทะเบียนรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเชื่อมโยงความร่วมมือกับกลไกภาคีเครือข่ายระดับจังหวัด มีแรงจูงใจจากข้อค้นพบจากงานวิจัยที่พบว่าการเข้าถึงระบบสวัสดิการภาครัฐในปัจจุบันส่วนใหญ่ เป็นลักษณะที่รอรับการลงทะเบียน ซึ่งเป็นข้อจำกัดและเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับคนจนที่ยากจนที่สุดจริงๆ เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้มักขาดสมาร์ทโฟน ไม่เข้าใจระบบออนไลน์ หรืออยู่ในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกลจากการสื่อสาร ทำให้การรับรู้ข่าวสารจากส่วนกลาง หรือการเข้ามาลงทะเบียนในโครงการรัฐทำได้ยากลำบาก หรือทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาลงทะเบียนกับหน่วยงานของรัฐอย่างมาก และคาดหมายว่ากลไกการให้ความช่วยเหลือคนจนในการลงทะเบียนรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสำหรับปี 2569 นี้ ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดจากงานวิจัยที่เคยดำเนินการให้ความช่วยเหลือคนจนในการลงทะเบียนรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก่อนหน้านี้ จะมีส่วนสนับสนุนสำคัญแก่กลไกระดับจังหวัดในการอุดรูรั่ว ช่วยให้คนจนตัวจริงที่ประสบความเดือดร้อนทุกข์ยาก เข้าถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้โดยถ้วนหน้าตามเจตนารมณ์รัฐบาล

“เชื่อมั่นว่าผลลัพธ์ความสำเร็จจากความร่วมมือกันของกลไกระดับจังหวัด จะช่วยให้คนจนเข้าถึงระบบสวัสดิการรัฐ ในพื้นที่นำร่องต้นแบบ 20 จังหวัด จะไม่ได้เป็นประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ เฉพาะแค่โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการต่อยอดไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จในระยะยาว และยังเป็นการกรุยทางให้ผลักดันแพลตฟอร์มการทำงานนี้ไปสู่การขยายผลในระดับประเทศต่อไป การผนึกกำลังระหว่างภาควิชาการและกลไกในระดับจังหวัดครั้งนี้ จึงเป็นทางออกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความมั่นใจว่า สวัสดิการจากภาครัฐจะไปถึงมือผู้ที่เดือดร้อนที่สุดในแต่ละพื้นที่อย่างตรงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแท้จริง” ผศ.ดร.กนกพร กล่าว

สำหรับพื้นที่วิจัยแก้ปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำใน 20 จังหวัดนำร่อง ประกอบด้วย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ลำปาง พิษณุโลก ชัยนาท กาฬสินธุ์ นครราชสีมา เลย ยโสธร มุกดาหาร บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด สุรินทร์ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี สกลนคร พัทลุง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส

เปิดเวทีผู้นำอุตสาหกรรม ร่วมถอดรหัสอนาคตธุรกิจในโลก AI

เปิดเวทีผู้นำอุตสาหกรรม ร่วมถอดรหัสอนาคตธุรกิจในโลก AI

เปิดเวทีผู้นำอุตสาหกรรม ร่วมถอดรหัสอนาคตธุรกิจในโลก AI

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในศตวรรษที่ 21 “ความมั่งคั่ง” ไม่ได้วัดเพียงตัวเลขผลประกอบการ “สุขภาวะที่ดี” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องสุขภาพ และ “โลก” ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยมนุษย์เพียงลำพังอีกต่อไป ท่ามกลางบริบทการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการศึกษาสร้างสรรค์ กับงาน VISION HOUSE: Business Forum Series 2 ภายใต้ธีม “Nexus 3W: Reimagining Wealth, Wellbeing & the World with AI” ผนึกกำลัง 4 คณะนำโดยคณะบริหารธุรกิจ บัญชี เศรษฐศาสตร์และการลงทุน และบัณฑิตวิทยาลัย เปิดเวทีแห่งการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนมุมมอง และจุดประกายแนวคิดใหม่เกี่ยวกับทิศทางธุรกิจในโลกที่เทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคมเชื่อมโยงกัน

ผศ.สรรเสริญ มิลินทสูต รองอธิการบดีอาวุโสด้านวิชาการ ม.กรุงเทพ กล่าวว่า มหา’ลัยต้องการสร้างแพลตฟอร์มเพื่อการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ นี่ไม่ใช่แค่การจัดงานอีเว้นท์ แต่เป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาที่เชื่อมโยงโลกดั้งเดิมเข้ากับ AI ซึ่งกำลังจะกลายเป็นแกนหลัก ของทุกการเปลี่ยนแปลง การจัดงาน VISION HOUSE: Business Forum Series 2 เป็นการพิสูจน์แนวคิดนี้ โดยนำผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายวงการมาเพื่อสร้างบทสนทนาที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และอาจนำไปสู่การยกระดับนโยบายและการขับเคลื่อนธุรกิจในระดับโครงสร้างอย่างแท้จริง

ด้วยเวทีเสวนา 3 มิติแห่งอนาคตสู่การออกแบบอนาคตธุรกิจยุคใหม่ ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของประเทศ ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และมุมมองเชิงลึก ที่หาฟังได้ยาก นั่นคือ Wellness Wealth และ World with AI เริ่มที่มิติแรก Reimagining Wellbeing : Integrating Life, Health, and Business through the Wellness Ecosystem โดย แพทย์หญิงพิชชาพร ธนาพงศธร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก โดยสะท้อนแนวคิดการบูรณาการสุขภาพ ชีวิต และธุรกิจ ผ่าน Wellness: สุขภาพ คือ สินทรัพย์ใหม่ในโลกยั่งยืน พร้อมชี้ให้เห็นโอกาสของธุรกิจที่สามารถสร้างคุณค่าทางสุขภาวะควบคู่ไปกับการเติบโตอย่างยั่งยืนว่า “เทรนด์โลกกำลังเปลี่ยนจากการ “รักษา” เป็นการ “ป้องกัน” (Preventive Care) โดยประเทศไทยมีศักยภาพสูงในด้าน Hospitality และการแพทย์ การสร้างธุรกิจ Wellness ยุคใหม่ต้องมองไกลถึงปี 2028 ที่จะมีการผสาน Hotel, Residence และ Clinic เข้าด้วยกัน โดยมี AI และ Data เป็นตัวเชื่อมโยงเพื่อสร้างสุขภาวะองค์รวมอย่างยั่งยืน

มิติที่สอง Wealth: Sustainability & Investment with Social Impact โดย นุสรณ์ เนตรนวลศรี Assistant Managing Director, BBL Asset Management Co., Ltd. และศิษย์เก่าดีเด่น คณะเศรษฐศาสตร์และการลงทุน ม.กรุงเทพ มานำเสนอแนวคิดการลงทุนที่ผสานความยั่งยืนและผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม พร้อมวิเคราะห์บทบาทของนักลงทุนยุคใหม่ที่ต้องมองไกลกว่าภายใต้แนวคิด Wealth: “Sustainomy” มั่งคั่งอย่างมีความหมาย  โดยได้นิยามความมั่งคั่งยุคใหม่ว่า ต้องมาพร้อม Social Impact “คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่เราจะสร้างความมั่งคั่งส่วนบุคคลได้มากเพียงใด แต่คือ เราจะใช้ความมั่งคั่งนั้น สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อ People และ Planet ไปพร้อมกันได้อย่างไร ในระบบเศรษฐกิจแบบ Sustainomy ความสำเร็จส่วนบุคคลต้องเติบโตไปพร้อมกับความสุขของสังคม

และมิติสุดท้าย The World with AI โดยคุณ Charlene Sawasdee Country Managing Director, Alibaba Cloud แชร์ทิศทางของโลกธุรกิจภายใต้การขับเคลื่อนของ AI และเทคโนโลยีคลาวด์ พร้อมแบ่งปันกลยุทธ์การปรับตัวของธุรกิจไทยในเวทีโลก กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า Alibaba มุ่งมั่นนำ AI มาใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่วงการกีฬาไปจนถึงการท่องเที่ยว เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่และดึงดูดความสนใจของผู้คนในวงกว้าง พร้อมยกตัวอย่างการใช้งานจริงในระดับโลก ของ Alibaba และเชิญชวนร่วมใช้ Alibaba Cloud Community เพื่อเปิดโอกาสให้ทดลองใช้เทคโนโลยี แลกเปลี่ยนความรู้ และร่วมพัฒนาศักยภาพด้าน AI เพื่อยกระดับบุคลากรไทยให้เป็นพลเมืองดิจิทัลที่พร้อมแข่งขันในระดับสากล”

มจพ. ยืนหนึ่งสายหุ่นยนต์! คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 ‘ABU Robocon Thailand Championship 2026’

มจพ. ยืนหนึ่งสายหุ่นยนต์! คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 'ABU Robocon Thailand Championship 2026'

มจพ. ยืนหนึ่งสายหุ่นยนต์! คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 ‘ABU Robocon Thailand Championship 2026’

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.18 น.

ทีม iRAP_Savior นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากการแข่งขันหุ่นยนต์ชิงแชมป์ประเทศไทย ABU Robocon Thailand Championship 2026 ณ ศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต เมื่อวันที่ 21-22 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา

สำหรับการแข่งขันในปีนี้ มาในกติกาความท้าทายสุดเข้มข้นภายใต้ธีม “Kung Fu Quest เส้นทางสู่ปรมาจารย์กังฟู” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะการต่อสู้ดั้งเดิมของจีน ผสานเข้ากับเทคโนโลยีหุ่นยนต์สมัยใหม่ โดยแต่ละทีมต้องพัฒนาและควบคุมหุ่นยนต์จำนวน 2 ตัว เพื่อปฏิบัติภารกิจวัดใจอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งการเก็บรวบรวมม้วนคัมภีร์กังฟู (Kung Fu Scrolls) การฝ่าด่านจำลอง “ป่าเหมยฮัว” (Meihua Forest) และการดวลเดือดเชิงกลยุทธ์ในรูปแบบ Tic-Tac-Toe ซึ่งความสำเร็จของทีม มจพ. ในครั้งนี้ เกิดจากการผสมผสานความแม่นยำ ความรวดเร็ว และการวางแผนกลยุทธ์ที่เฉียบคม

การแข่งขันดังกล่าว จัดขึ้นโดยความร่วมมือของ 4 องค์กรยักษ์ใหญ่ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.), สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (Thai PBS), บริษัท เซียร์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) และสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยด้านหุ่นยนต์ นวัตกรรม และวิศวกรรมอย่างยั่งยืน

ความสำเร็จในครั้งนี้อยู่ภายใต้การดูแลและผลักดันของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพดล พัดชื่น อาจารย์ที่ปรึกษาทีม พร้อมด้วยทีมเหล่านักศึกษา จำนวน 6 คน ได้แก่

1.             นายณฐภัทร เทศวิรัศ

2.             นายธำรงค์ศักดิ์ ชูแสง

3.             นายอักษรินทร์ ศักยชิติพัทธ์

4.             นายกันตินันท์ คงน่วม

5.             นายพอเพียง บุญวิสูตร

6.             นายกิตติภัฎ สุวรรณ์

ความสำเร็จของทีม iRAP_Savior ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความมุ่งมั่น ทุ่มเท ของตัวนักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษาเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งยืนยันถึงความเป็นเลิศทางวิชาการและมาตรฐานการศึกษาของ มจพ. ในการเป็นผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์และนวัตกรรมของประเทศอย่างแท้จริง

พระองค์เจ้าเฉลิมศึก พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

พระองค์เจ้าเฉลิมศึก พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

พระองค์เจ้าเฉลิมศึก พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.24 น.

พระองค์เจ้าเฉลิมศึก พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา”

วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เวลา 19.00 น. พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล  ทรงเป็นประธานบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง ในโอกาสนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ทรงร่วมในการบำเพ็ญพระราชกุศลด้วย
 

คนไทยเตรียมเฮ! ‘วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร’ จ่อนั่งแท่นมรดกโลก

คนไทยเตรียมเฮ! ‘วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร’ จ่อนั่งแท่นมรดกโลก

คนไทยเตรียมเฮ! ‘วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร’ จ่อนั่งแท่นมรดกโลก

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.18 น.

คนไทยเตรียมเฮ! ‘วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร’ จ่อนั่งแท่นมรดกโลก ‘สุชาติ’ ชูความสำเร็จนโยบายรัฐบาลยกระดับทุนวัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก”

วันที่ 20 มิถุนายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และต่อยอดทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของประเทศ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทย ควบคู่กับการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์และการท่องเที่ยวคุณภาพสู่ระดับสากล โดยล่าสุด ได้รับรายงานจาก ดร. รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวง ทส. ว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มได้รับข่าวดีจากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–29 กรกฎาคม 2569 ณ เมืองปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี ที่จะพิจารณาการเสนอ “วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช” ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม ในช่วงวันที่ 24–26 กรกฎาคม 2569

นายสุชาติ กล่าวว่า เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งที่องค์กรที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลกได้เสนอแนะให้ขึ้นทะเบียนวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร เป็นแหล่งมรดกโลก โดยเห็นถึงคุณค่าโดดเด่นในฐานะแหล่งสะท้อนความหลากหลายทางศาสนา ความเชื่อ และจิตวิญญาณที่สืบทอดต่อเนื่องยาวนานกว่า 1,500 ปี รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการเผยแพร่อิทธิพลทางศาสนาและศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียภาคพื้นสมุทร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ความคืบหน้าดังกล่าวเป็นผลจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับจังหวัดนครศรีธรรมราชและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านวิชาการ การอนุรักษ์ และการบริหารจัดการพื้นที่ตามมาตรฐานสากล

นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหารได้รับการขึ้นทะเบียน จะเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งที่ 9 ของประเทศไทย เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 6 ของประเทศ และเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งแรกของภาคใต้ ซึ่งนอกจากจะเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศแล้ว ยังสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการนำมรดกทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นพลังสร้างสรรค์ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการอนุรักษ์คุณค่าอันทรงคุณค่าของชาติให้คงอยู่สืบไป

คณะบุคคลร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

คณะบุคคลร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

คณะบุคคลร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.17 น.

คณะบุคคลร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. นายลี อาบาร์ (Mr. Lee Abba) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท พรประเสริฐรังนกไทย จำกัด,สมาคมกำลังสำรองรักษาดินแดนไทย,   นายทรงกลด สว่างวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง พร้อมคณะ เป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศล ถวายพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
 

‘SHANGHAI TOPONE DATA – GUOXIN HUATAI’ เยือน มจพ. ศึกษาศักยภาพเทคโนโลยีและร่วมมือทางวิชาการ

‘SHANGHAI TOPONE DATA - GUOXIN HUATAI’ เยือน มจพ. ศึกษาศักยภาพเทคโนโลยีและร่วมมือทางวิชาการ

‘SHANGHAI TOPONE DATA – GUOXIN HUATAI’ เยือน มจพ. ศึกษาศักยภาพเทคโนโลยีและร่วมมือทางวิชาการ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.20 น.

18 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์ อาคารนวมินทรราชินี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ต้อนรับคณะผู้บริหารระดับสูงจาก Shanghai Topone Data บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของสาธารณรัฐประชาชนจีน นำโดย Mr. Wang Bin Chairman, Shanghai Topone Data พร้อมด้วย Mr. John Chen Chaiman, Guoxin Huatai กลุ่มธุรกิจหลักทรัพย์และ การลงทุนชั้นนำของจีน และคณะผู้บริหาร ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงานด้านเทคโนโลยีนวัตกรรม และการจัดการศึกษา เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแสวงหาแนวทางความร่วมมือด้านการศึกษา วิจัย และอุตสาหกรรมระหว่างไทยและจีนในอนาคต ในการนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัย คุณจิราคม อ่องอารี ที่ปรึกษาอธิการบดีด้านการพัฒนาการศึกษานานาชาติ และคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย ร่วมให้การต้อนรับ โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือและแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนากำลังคนคุณภาพ เทคโนโลยีดิจิทัลและยานยนต์สมัยใหม่ ตลอดจนแนวทางการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการในระดับนานาชาติ ภายหลังการหารือ คณะผู้บริหารได้เยี่ยมชมศูนย์ที่พักเพื่อการเรียนรู้และสันทนาการ อุทยานเทคโนโลยี มจพ. (KMUTNB Techno Park) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการวิจัย พัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรม อาทิ  ศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล ศูนย์ปฏิบัติการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ศูนย์ปฏิบัติการเทคโนโลยีและนวัตกรรมระบบราง  ตลอดจนห้องปฏิบัติการยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และห้องปฏิบัติการวิจัยขั้นสูงของสำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฯลฯ

การเยือน มจพ. ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของมหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศไทย ที่ได้รับการยอมรับและความเชื่อมั่นจากองค์กรชั้นนำระดับนานาชาติ พร้อมตอกย้ำบทบาทในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางวิชาการ วิจัย    และนวัตกรรม เพื่อพัฒนากำลังคนคุณภาพสูงรองรับเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างยั่งยืน