“รมว.ประเสริฐ” ถกจีน ดัน AI ลดงานธุรการ-เดินหน้าความร่วมมือการศึกษา

18 กันยายน 2569 เวลา 20:27 น.

S__365699112_0

“รมว.ประเสริฐ” ถกจีน ดัน AI ลดงานธุรการ-เดินหน้าความร่วมมือการศึกษา

18 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับนายหวัง เฉิงเหวิน กรรมการตรวจสอบวินัยส่วนกลางแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 กระทรวงศึกษาธิการ และหัวหน้าคณะกรรมการตรวจสอบวินัยและกำกับดูแลแห่งรัฐ ประจำกระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐประชาชนจีน (ระดับเทียบเท่ารัฐมนตรีช่วยว่าการฯ) ในโอกาสเยือนไทยเพื่อกระชับความร่วมมือด้านการศึกษา ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

รมว.ศธ. กล่าวว่า ไทยกำลังผลักดันการนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลมาลดภาระงานธุรการของครู พร้อมสนใจศึกษาประสบการณ์จีนด้าน Smart Classroom และการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ขณะที่ฝ่ายจีนได้แลกเปลี่ยนแนวทางดูแลความปลอดภัยอาหารกลางวันในโรงเรียน ผ่านระบบกำกับดูแลตั้งแต่ระดับชาติถึงอำเภอ และแผนใช้เทคโนโลยีติดตามข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ด้านการป้องกันทุจริต รมว.ศธ. ระบุว่า กระทรวงฯ ดำเนินมาตรการ e-Bidding นโยบาย No Gift และศูนย์รับแจ้งเบาะแสทุจริต ควบคู่การบูรณาการหลักสูตรต้านทุจริตร่วมกับ ป.ป.ช. ส่วนฝ่ายจีนได้แบ่งปันประสบการณ์การใช้ AI และ Big Data ตรวจสอบงบประมาณเพื่อลดการใช้ดุลยพินิจส่วนบุคคล

นอกจากนี้ รมว.ศธ. ยังหารือแนวทางขยายความร่วมมือ ทั้งด้านอาชีวศึกษา ทุนการศึกษา การเรียนการสอนภาษาจีน และการเพิ่มครูอาสาสมัครจีน-ห้องเรียนขงจื่อ เพื่อรองรับการลงทุนจากจีนที่ขยายตัวในไทย

“ไทยกับจีนมีความสัมพันธ์แบบพี่ใหญ่-น้องเล็กที่แน่นแฟ้น การแลกเปลี่ยนข้อมูลและบุคลากรผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลจะช่วยยกระดับมาตรฐานการศึกษาของทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน” รมว.ศธ. กล่าว
+++++++++++++++++=

เครือข่ายรร.เอกชนสอนศาสนาอิสลาม 3 จว.ชายแดนใต้ ผนึก พว. ลงนาม MOU ขับเคลื่อน Active Learning ด้วย GPAS 5 Steps

18 กันยายน 2569 เวลา 17:29 น.

สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) โดย ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ประธานกรรมการบริหาร กับ เครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ภิญญา รัตนวรชาติ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน มาเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรี อับดุลฮาฟิซ หิเล ประธานเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนคณะผู้บริหาร และคณะครู เข้าร่วมพิธีอย่างคับคั่ง

ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งพัฒนาศักยภาพครูและผู้เรียนให้สอดรับกับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ควบคู่กับการรักษาอัตลักษณ์ทางศาสนา ภาษา วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายให้เด็กสามารถคิด วิเคราะห์ ลงมือปฏิบัติ แก้ปัญหา และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง

ดร.ภิญญา รัตนวรชาติ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ระบุว่า สช. ดูแลโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศประมาณ 3,000 แห่ง มีนักเรียนราว 2 ล้านคน ขณะที่ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีผู้เรียนจำนวนมากอยู่ในระบบโรงเรียนเอกชน โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามกว่า 300 แห่ง พื้นที่ดังกล่าวมีรูปแบบการศึกษาที่มีลักษณะเฉพาะ ทั้งการจัดการเรียนการสอนวิชาสามัญและอิสลามศึกษา การพัฒนาคุณภาพการศึกษาจึงจำเป็นต้องเลือกใช้กระบวนการที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในห้องเรียน

หนึ่งในหัวใจสำคัญ คือการพัฒนาครูให้สามารถปรับบทบาทจากผู้ถ่ายทอดความรู้ ไปสู่ผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ตั้งคำถาม สืบค้นข้อมูล ลงมือปฏิบัติ และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ดร.ภิญญา มองว่า GPAS 5 Steps จะเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการช่วยพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงของผู้เรียน ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับการลงมือทำ พร้อมระบุว่า การขับเคลื่อนให้เกิดผลอย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจร่วมกันตั้งแต่ระดับผู้บริหารสถานศึกษาไปจนถึงครูผู้สอน เป้าหมายในระยะ 3 ปี คือทำให้รูปแบบการเรียนการสอนเกิดการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม และส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนในระยะยาว ความร่วมมือครั้งนี้ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาอิสลามศึกษาควบคู่กับวิชาสามัญ เพราะ สช. ดูแลทั้งโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สถาบันทางศาสนา ตลอดจนศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิดสำหรับเด็กในวัยเรียนจำนวนมากในพื้นที่

ว่าที่ ร.ต.ดร.อับดุลฮาฟิซ หิเล ประธานเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระบุว่า ความร่วมมือด้านวิชาการครั้งนี้จะช่วยเติมเต็มทั้งการพัฒนาครู สื่อการเรียนรู้ แผนการสอน และกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ให้สามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในวิชาสามัญและอิสลามศึกษา เป้าหมายสำคัญ คือทำให้การพัฒนาวิชาการเดินควบคู่ไปกับหลักศาสนาและวิถีชีวิตของชุมชน โดย GPAS 5 Steps สามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นกระบวนการคิดและการเรียนรู้ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างองค์ความรู้สมัยใหม่กับพื้นฐานทางศาสนาและวัฒนธรรมของพื้นที่ อีกหนึ่งศักยภาพสำคัญของโรงเรียนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือความหลากหลายด้านภาษา ผู้เรียนจำนวนมากมีพื้นฐานทั้งภาษาไทย ภาษามลายู ภาษาอาหรับ และภาษาอังกฤษ

นายมะสุขรี ซีเดะ นายกสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาจังหวัดนราธิวาส ระบุว่า ปัจจุบันหลายโรงเรียนพัฒนาโปรแกรมด้านภาษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษามลายู และ Arab English Program รวมถึงมีครูจากต่างประเทศเข้ามาร่วมจัดการเรียนการสอน และบางโรงเรียนกำลังต่อยอดไปสู่การเชื่อมโยงกับการศึกษาระดับนานาชาติ การนำ Active Learning และ GPAS 5 Steps เข้ามาเสริม จึงเป็นโอกาสในการต่อยอดศักยภาพที่มีอยู่เดิม ให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงทักษะด้านภาษา ศาสนา วิทยาศาสตร์ และความรู้จากท้องถิ่นไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นรูปธรรม

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร พว. ระบุว่า กระบวนการ GPAS 5 Steps มีเป้าหมายสร้างทักษะการคิดและการเรียนรู้ให้ติดตัวผู้เรียนในระยะยาว เพราะแม้บริบททางสังคมและสิ่งแวดล้อมในอนาคตจะเปลี่ยนแปลง แต่เด็กที่มีพื้นฐานการคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหา จะสามารถนำกระบวนการเหล่านี้ไปปรับใช้กับสถานการณ์ใหม่ได้ แนวทางดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ครูนำทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรในชุมชนมาเชื่อมกับการเรียนรู้ เช่น การนำวัตถุดิบ สมุนไพร หรือผลไม้ท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นโครงงานด้านอาหารฮาลาล โดยผสมผสานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ากับหลักศาสนา ทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว และพัฒนาต่อไปเป็นผลงานหรือ Portfolio ของตนเอง

ตลอดระยะเวลา 3 ปี พว. จะสนับสนุนสื่อการเรียนรู้ เอกสาร แผนการจัดการเรียนรู้ คลัง E-book ทีมวิทยากร รวมถึงการพัฒนาครูและการนิเทศติดตามอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เครือข่ายโรงเรียนในพื้นที่จะร่วมขับเคลื่อนตั้งแต่ระดับผู้บริหารไปจนถึงห้องเรียน เป้าหมายปลายทางจึงไม่ใช่เพียงการนำกระบวนการใหม่เข้าสู่โรงเรียน แต่คือการสร้างระบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ครูมีเครื่องมือในการพัฒนาผู้เรียน เด็กมีทักษะที่จำเป็นต่ออนาคต และสามารถนำศักยภาพด้านศาสนา ภาษา วัฒนธรรม และทุนท้องถิ่นมาต่อยอดได้อย่างเต็มที่

นี่จึงเป็นอีกก้าวของการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่เชื่อม “วิชาการ–ศาสนา–ภาษา–อัตลักษณ์–นวัตกรรม” เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างคุณภาพการศึกษาที่เติบโตจากบริบทของพื้นที่ และเดินหน้าต่อได้อย่างยั่งยืน

กองทุนสื่อ ปั้นครีเอเตอร์รุ่นใหม่ มอบรางวัล “Micro Drama Master” รวม 200,000 บาท ยกระดับละครแนวตั้งปลอดภัย

18 กันยายน 2569 เวลา 17:17 น.

2

กองทุนสื่อ ปั้นครีเอเตอร์รุ่นใหม่ มอบรางวัล “Micro Drama Master” รวม 200,000 บาท ยกระดับละครแนวตั้งปลอดภัย

18 กันยายน 2569 กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดงานแถลงข่าวและพิธีมอบรางวัลโครงการ “Micro Drama Master เล่าเรื่องสั้น ปั้นให้ปัง แบบมือโปร” ณ ห้อง Summit Meeting Room โรงแรม ibis Styles Bangkok Ratchada ประกาศความสำเร็จในการยกระดับศักยภาพผู้ผลิตสื่อยุคใหม่ ร่วมขับเคลื่อนคอนเทนต์ละครแนวตั้ง (Micro Drama) ปลอดภัยและสร้างสรรค์ พร้อมมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวด และมอบใบประกาศนียบัตรแก่ผู้ผ่านการอบรมระดับเข้มข้น

โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรมการบริโภคสื่อในยุคดิจิทัล ซึ่งคอนเทนต์แนวตั้งหรือ “ละครคุณธรรม” กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงทั้งในและต่างประเทศ ด้วยจุดเด่นที่เนื้อหาสั้น กระชับ เข้าใจง่าย และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว โดยโครงการได้เปิดรับสมัครประชาชนทั่วไปสัญชาติไทยทุกช่วงวัยจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ภายใต้โจทย์สุดท้าทาย “เมื่อความจริง ไม่มีฟิลเตอร์” ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม มีผู้สนใจส่งผลงานและสมัครเข้าร่วมรวมทั้งสิ้น 421 ราย ก่อนจะผ่านการคัดเลือกเข้าสู่การอบรมระดับพื้นฐาน (Basic) ในรูปแบบออนไลน์ จำนวน 287 ราย และเฟ้นหาผู้ผ่านเข้ารอบสู่การอบรมเชิงปฏิบัติการระดับสูง (Advanced) ในรูปแบบออนไซต์สุดเข้มข้น จำนวน 25 ราย

ดร.อุษา รุ่งโรจน์การค้า ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาสื่อสำหรับประชาชน กล่าวถึงความสำเร็จของโครงการว่า กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มุ่งมั่นส่งเสริมและพัฒนาการผลิตสื่อดีมีคุณภาพ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางสื่อที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้คนในสังคมเสมอมา ปัจจุบัน คอนเทนต์แนวตั้งหรือ Micro Drama ได้รับความนิยมอย่างมาก ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสื่อสารประเด็นสำคัญทางสังคมกับกลุ่มผู้ชมหลายช่วงวัยผ่านสื่อรูปแบบใหม่ ซึ่งโครงการ Micro Drama Master ไม่ได้เป็นเพียงการอบรมผู้ผลิต แต่ยังเป็นการสร้างระบบนิเวศของครีเอเตอร์รุ่นใหม่ที่ประกอบด้วยผู้ผลิตสื่อที่เชี่ยวชาญ

ทั้งด้านการเล่าเรื่อง เทคนิคการผลิต มีความรับผิดชอบต่อสังคม และผู้ชมที่บริโภคสื่อคุณภาพ โดยองค์ความรู้ที่ได้จากโครงการนี้ กองทุนพัฒนาสื่อฯ จะนำไปจัดการ การเรียนรู้เพื่อต่อยอดและจะส่งเสริมการสร้างเครือข่ายผู้ผลิตสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์  

ภายในงาน ได้มีการเปิดฉายวิดีทัศน์ภาพรวมกิจกรรม และจัดแสดง 10 ผลงานสุดท้ายที่ผ่านการพัฒนาอย่างเข้มข้น ซึ่งสะท้อนมุมมองสังคมผ่านมิติที่หลากหลาย ก่อนเข้าสู่พิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติแก่ผู้ชนะการประกวด จำนวน 3 รางวัล รวมมูลค่า 200,000 บาท ได้แก่

 รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัลมูลค่า 100,000 บาท ได้แก่

ผลงานเรื่อง : The Honest Glitch (หลุดปาก) โดย คุณชลชาต โพธิ์แย้ม

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัลมูลค่า 70,000 บาท ได้แก่

 ผลงานเรื่อง : กล่อง (Boxes) โดย คุณหาญเศรษฐ์ ศรีเทพเอี่ยม

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัลมูลค่า 30,000 บาท ได้แก่

ผลงานเรื่อง : ไลฟ์สุดท้ายของแม่ โดย คุณภาคภูมิ หรรนภา

พร้อมกันนี้ ดร.อุษา รุ่งโรจน์การค้า ได้ให้เกียรติมอบใบประกาศนียบัตรแก่ผู้ผ่านการอบรมระดับ Advanced ทั้ง 25 คน เพื่อเชิดชูความตั้งใจและเติมเต็มแรงบันดาลใจให้แก่เหล่านักสร้างสรรค์สื่อ ในการนำทักษะความรู้ไปผลิตผลงานคุณภาพที่มีคุณค่าต่อสังคมต่อไป

พสกนิกรจากทั่วสารทิศ สักการะพระศพถวายอาลัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สิ้นพระชนม์ครบ 100 วัน

18 กันยายน 2569 เวลา 15:00 น.

สำนักพระราชวัง รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้ากราบถวายสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสารีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง โดยมีเจ้าหน้าที่สํานักพระราชวัง จิตอาสา 904 และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัย รวมถึงให้คำแนะนำอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการที่นั่งวิลแชร์และประชาชนตลอดเส้นทาง เพื่อให้การเข้าสักการะพระศพเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ และมีบริการน้ำดื่ม บริการชัตเตอร์ บัส รับ-ส่ง บริเวณทางออกหน้าประตูเทวาภิรมย์ไปยังท้องสนามหลวงด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื่องด้วยช่วงเย็นวันนี้จะมีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวารพระราชทานพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ครบ 100 วัน จึงเปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสารีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ตั้งแต่เวลา 08.00-12.00 น. โดยมีประชาชนและคณะบุคคลจากทั่วทุกสารทิศพร้อมใจแต่งกายด้วยชุดสุภาพสีดำไว้ทุกข์เดินทางมาเข้ากราบสักการะพระศพ เบื้องหน้าพระโกศอย่างต่อเนื่อง อาทิ คณะจากองค์การบริหารส่วนตำบล ลาดบัวขาว จังหวัดนครราชสีมา, คณะผู้บริหารและข้าราชการ สาขาวิชาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการโรงแรม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร, บริษัท ริโก้ (ประเทศไทย) จำกัด, กรมสวัสดิการทหารบก, ห้างหุ้นส่วนจำกัด ประพันธ์ กากไม้ และครอบครัว เจตะวัน, บริษัท แพรคติก้า จำกัด, โรงเรียนวัดใหม่ดงสัก จ. กาญจนบุรี, บริษัทเอ็กซ์เปิร์ท เวลท์ จำกัด เป็นต้น
สำหรับวันที่ 19 กันยายน 2569 สำนักพระราชวังจะเปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในเวลา 13.00-20.00 น. ภายหลังพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวารพระราชทานพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ครบ 100 วัน

มช. จับมือ รร.มงฟอร์ตวิทยาลัย ผสานพลังการศึกษา สร้างต้นแบบการเรียนรู้ต่อเนื่อง ‘มัธยมฯ สู่ อุดมศึกษา’

18 กันยายน 2569 เวลา 13:43 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย เชียงใหม่ เดินหน้าส่งเสริมความร่วมมือทางการศึกษา เชื่อมโยงการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาสู่ระดับอุดมศึกษา ภายใต้แนวคิด “Co-creating Future Learning Pathways” มุ่งสร้างโอกาสให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะด้านผู้ประกอบการ นวัตกรรม ภาษาต่างประเทศ ตลอดจนสร้างเครือข่ายและเส้นทางการศึกษาต่อทั้งในและต่างประเทศ โดยออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ให้สอดคล้องกับศักยภาพ ความสนใจ และเป้าหมายของผู้เรียน

ในการสร้างความร่วมมือนี้ จะมีการจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่าง 2 สถาบัน โดยมี ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ภราดา ดร.ชำนาญ เหล่ารักผล ผู้อำนวยการโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย เชียงใหม่ ร่วมลงนาม ในวันที่ 17 กันยายน 2569 เวลา 11.00 น. ณ ห้องประชุมพระยาศรีวิสารวาจา ชั้น 1 สำนักงานมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งพัฒนารูปแบบความร่วมมือที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย พร้อมพัฒนาเป็นต้นแบบสำหรับการเชื่อมโยงการศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยกับสถานศึกษาอื่นๆ โดยสามารถปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับศักยภาพและความต้องการของแต่ละโรงเรียน

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการพัฒนาหลักสูตรด้านผู้ประกอบการและนวัตกรรมร่วมกับ builds โดยมีการหารือหลักสูตรเฉพาะทาง “Montfort Entrepreneurial and Innovation Pathway” สำหรับนักเรียน Track 3 Business + EP Biz-Tech พร้อมกิจกรรม MC Dolphin Tank, Hackathon ค่ายผู้ประกอบการ การเรียนออนไลน์ควบคู่การปฏิบัติจริง และการต่อยอดผลงานเข้าสู่ BUILDS เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ การนำผลงานไปประกอบการรับเข้าศึกษารอบ Portfolio จะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของคณะหรือหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง

ด้าน CMU Lifelong Education เปิดโอกาสให้นักเรียนเรียนรู้เนื้อหาระดับมหาวิทยาลัยล่วงหน้า ลดความซ้ำซ้อนของการเรียน โดยสามารถสะสมผลการเรียนไว้เป็นส่วนหนึ่งของแฟ้มสะสมผลงาน ที่สามารถเรียนผ่านระบบออนไลน์ได้ช่วงปิดภาคเรียน หรือจัดการเรียนการสอนร่วมกับมหาวิทยาลัยในรูปแบบ Onsite ณ โรงเรียน เช่น วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี, คณะวิศวกรรมศาสตร์, วิทยาลัยนานาชาตินวัตกรรมดิจิทัล ทั้งนี้ หน่วยกิตที่สะสมสามารถนำไปต่อยอดการศึกษาระดับอุดมศึกษาได้ตามหลักเกณฑ์ของแต่ละสถาบันและหลักสูตร รวมถึงมีแนวทางเชื่อมโยงกับระบบ National Credit Bank ของประเทศ

สำหรับการศึกษาต่อหลักสูตรนานาชาติ มีการหารือแนวทางการรับเข้าผ่านระบบ CMU-IPAS ควบคู่กับ TCAS โดยพิจารณาจากผลสอบภาษาอังกฤษมาตรฐาน ผลสอบภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ การสัมภาษณ์ และการสอบเฉพาะรายวิชา รวมถึงการพัฒนาหลักสูตร Double Degree ร่วมกับมหาวิทยาลัยในประเทศจีน ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางสร้างเครือข่ายการศึกษากับมหาวิทยาลัยในประเทศจีนผ่าน CMU Liaison Center in Beijing สนับสนุนกิจกรรม Summer Study Trip การเรียนรู้ด้าน AI/IT และนวัตกรรม ค่ายภาษาและวัฒนธรรม การเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยและบริษัทเทคโนโลยี Job Shadowing และหลักสูตรระยะสั้น โดยโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัยมีแนวทางจัดตั้ง “MC Chinese International Center (MC-CIC)” เพื่อประสานงานและออกแบบกิจกรรมร่วมกัน

ด้านการพัฒนาทักษะภาษา ทั้งสองหน่วยงานมีความร่วมมือในการทดสอบและพัฒนาความสามารถด้านภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 6 ตามกรอบ CEFR พร้อมขยายความร่วมมือด้านภาษาอังกฤษเพื่อการสอน การจัดการเรียนรู้แบบ EMI การเตรียมความพร้อมสู่หลักสูตรนานาชาติ ตลอดจนการพัฒนาภาษาจีนเพื่อการสื่อสารและกิจกรรมนานาชาติ

ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย สะท้อนแนวทางการร่วมสร้างเส้นทางการเรียนรู้แห่งอนาคตที่เชื่อมโยงการศึกษาตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาสู่ระดับอุดมศึกษาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมการพัฒนาหลักสูตรและทักษะด้านผู้ประกอบการและนวัตกรรม การเรียนรู้และสะสมหน่วยกิตล่วงหน้า การเตรียมความพร้อมสู่หลักสูตรนานาชาติ การพัฒนาทักษะภาษา ตลอดจนการสร้างเครือข่ายและโอกาสทางการศึกษาระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ความร่วมมือจะได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับบริบท ศักยภาพ และความต้องการของผู้เรียนและสถานศึกษา เพื่อเป็นต้นแบบ (Role Model) ที่สามารถนำไปปรับใช้และต่อยอดกับสถานศึกษาอื่นได้อย่างเหมาะสม อันจะนำไปสู่การขยายโอกาสทางการเรียนรู้และสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพผู้เรียนให้พร้อมต่อการศึกษาต่อและโลกแห่งอนาคต

‘สอวช.’จัดเวที Policy Dialogue Series วางรากฐาน‘สังคมเป็นธรรม’ต่อยอดข้อเสนอ 5 เวทีสู่นโยบาย

18 กันยายน 2569 เวลา 12:07 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดเวที Policy Dialogue Series ครั้งที่ 5 หัวข้อ “A Fairer Future: Advancing Equity through Social Sciences, Humanities, and Arts” หรือ “ขับเคลื่อนสังคมที่เป็นธรรมด้วยสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์” ระดมข้อเสนอเพื่อยกระดับบทบาทของศาสตร์เหล่านี้ในการกำหนดนโยบาย ขับเคลื่อนระบบการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างสังคมที่เป็นธรรม

ผศ. ดร.ศุภกร ปุญญฤทธิ์ รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า เวทีครั้งนี้ร้อยเรียงข้อเสนอจาก Policy Dialogue Series ทั้ง 4 ครั้งที่ผ่านมา ครอบคลุมการทำความเข้าใจคนและสังคม การออกแบบนโยบาย การพัฒนาศักยภาพคน และการกระจายโอกาส เพื่อวางรากฐานประเทศไทยไปสู่อนาคตที่เป็นธรรม

ทั้งนี้ ความเป็นธรรมไม่ใช่เพียงความเท่าเทียม แต่ต้องเป็นระบบที่ทำให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงทรัพยากรและองค์ความรู้ พัฒนาศักยภาพ มีส่วนร่วม และกำหนดอนาคตของตนเองได้ โดย สอวช. จะนำข้อเสนอจากทั้ง 5 เวทีไปต่อยอดสู่การออกแบบนโยบายและการขับเคลื่อนในทางปฏิบัติ

ผศ. ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร กล่าวว่า ความเป็นธรรมทางวัฒนธรรมต้องตั้งอยู่บน 3 องค์ประกอบ ได้แก่ การยอมรับ การเข้าถึง และการมีอำนาจร่วม ระบบ อววน. จึงต้องพิจารณาว่าใครได้รับประโยชน์ ใครรับความเสี่ยง และเสียงของใครหายไปจากระบบ พร้อมเสนอให้มหาวิทยาลัยร่วมกำหนดโจทย์กับชุมชน เปิดให้ผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัย และปรับการประเมินผลงานจากการเน้นผลผลิตเชิงปริมาณ ไปสู่การวัดความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่

รศ. ดร.กมลพร สอนศรี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ความเป็นธรรมด้านความรู้ต้องครอบคลุมทั้งการเข้าถึงการศึกษา แหล่งเรียนรู้ ข้อมูลและงานวิจัย ตลอดจนความสามารถในการเปลี่ยนความรู้และทักษะให้เป็นโอกาส รายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จึงต้องเชื่อมการศึกษา การวิจัย นวัตกรรม และการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้เป็น “เส้นทางโอกาส” ที่ประชาชนสามารถกลับเข้ามาพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง

ระบบวิจัยควรยกระดับประชาชนและชุมชนจากแหล่งข้อมูลหรือผู้รับประโยชน์ เป็น “ผู้ร่วมสร้างความรู้” ผ่านกระบวนการ Co-creation ขณะที่มหาวิทยาลัยในพื้นที่ควรทำหน้าที่เป็น Knowledge Broker เชื่อมงานวิจัยเข้ากับปัญหาและองค์ความรู้ของชุมชน เพื่อนำไปสู่โอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ผศ. ดร.ธันยพร สุนทรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การลงทุนด้านวิจัยและนวัตกรรมไม่ควรมุ่งเฉพาะทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิบัตร ยูนิคอร์น หรือผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ แต่ต้องพิจารณาว่าใครมีส่วนร่วม ใครเข้าถึงเทคโนโลยี และผลประโยชน์กระจายไปถึงคนกลุ่มใด

ระบบ อววน. ควรสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เปิดให้ประชาชน ผู้ประกอบการรายเล็ก และกลุ่มเปราะบางมีส่วนร่วม พร้อมนำหลัก “การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม” มาใช้กับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรม เช่น การเปลี่ยนจากรถยนต์สันดาปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า โดยดูแลทั้งแรงงาน SMEs ผู้ผลิตชิ้นส่วนเดิม และชุมชนไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ดร.วิมลมาศ ศรีจำเริญ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การสร้างความเป็นธรรมด้านสถาบันและธรรมาภิบาล ต้องทบทวนว่านโยบายสาธารณะกำลังสร้างความเป็นธรรมให้ใคร และประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้ของสถาบันได้เพียงใด พร้อมยกระดับการมีส่วนร่วมจาก Participation ไปสู่ Meaningful Engagement ให้ประชาชนมีบทบาทต่อการกำหนดทิศทางและการตัดสินใจอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน ต้องปรับตัวชี้วัด ข้อมูล และการประเมินผลให้สะท้อนผลลัพธ์และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง มากกว่ารายงานเพียงกิจกรรมหรือการใช้จ่ายงบประมาณ โดยต้องตอบได้ว่าสังคมได้รับอะไรจากการดำเนินงาน และนำบทเรียนกลับมาปรับปรุงนโยบายอย่างต่อเนื่อง

นายพสพล เจริญพร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะระหว่างกลุ่มคน แต่ยังรวมถึงความไม่เท่าเทียมระหว่างพื้นที่ เนื่องจากโอกาสทางเศรษฐกิจ การลงทุน นวัตกรรม และองค์ความรู้ยังกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่

มหาวิทยาลัยจึงควรเป็นกลไกกระจายความรู้ นวัตกรรม และโอกาสออกจากศูนย์กลาง โดยกระทรวง อว. และระบบ อววน. ควรลดข้อจำกัดที่ขวางการนำองค์ความรู้ไปใช้ พร้อมสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยทำงานร่วมกับชุมชน ภาครัฐ และภาคธุรกิจ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Reimagining University: จินตนาภาพใหม่ของมหาวิทยาลัยไทย เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรม” โดยชวนมหาวิทยาลัยทบทวนว่า ยังเป็นพื้นที่การศึกษาสำหรับคนทุกกลุ่มหรือไม่ งานวิจัยช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้จริงเพียงใด และระบบบริหารภายในให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมมากน้อยเพียงใด ท่ามกลางแรงกดดันด้านการแข่งขัน การจัดอันดับ และการผลิตงานวิจัยเพื่อการตีพิมพ์

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ เสนอให้มหาวิทยาลัยกำหนดจุดยืนตามพันธกิจและจุดแข็งของตนเอง ปรับระบบประเมินบุคลากรให้คุณค่ากับผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม สนับสนุนงานวิจัยที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ออกแบบหลักสูตรให้เชื่อมโยงกับปัญหาจริง และก้าวออกจาก “หอคอยงาช้าง” ไปทำงานร่วมกับชุมชน ภาครัฐ และภาคธุรกิจ

“การจินตนาภาพใหม่ของมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่การทำให้ทุกแห่งเดินในทิศทางเดียวกัน แต่คือการเปิดพื้นที่ให้แต่ละสถาบันกำหนดความเป็นเลิศในแบบของตน พร้อมเชื่อมการศึกษา การวิจัย และบริการสังคมเข้ากับโจทย์ประเทศ เพื่อขยายโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างคุณค่าให้แก่สังคมอย่างแท้จริง” ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าว

ประธานรัฐสภา นำคณะผู้บริหาร-ข้าราชการ ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลครบสตมวาร อุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

18 กันยายน 2569 เวลา 12:04 น.

เมื่อวันที่ 18 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลครบสตมวาร (100 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

ภายในงานประกอบด้วยพิธีบำเพ็ญกุศลและสวดพระพุทธมนต์ โดยพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ จำนวน 10 รูป จากวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ณ ห้องรับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ชั้น 1 อาคารรัฐสภา โดยประธานรัฐสภาในฐานะประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จุดเครื่องทองน้อยเบื้องหน้าพระรูป และทอดผ้าไตรบังสุกุล ก่อนร่วมสงบนิ่งเจริญจิตภาวนาอุทิศถวายเป็นพระกุศลเป็นเวลา 1 นาที จากนั้นพระสงฆ์อนุโมทนาและประธานในพิธีกรวดน้ำรับพร

ทั้งนี้ พิธีบำเพ็ญกุศลครบสตมวาร (100 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ จัดขึ้นด้วยความสำนึกในพระกรุณาธิคุณ และน้อมถวายความอาลัยด้วยความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้

นายกฯ พร้อมภริยา เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร 100 วัน ถวายเป็นพระกุศลแด่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

18 กันยายน 2569 เวลา 09:44 น.

นายกฯและภริยา เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ ทำเนียบรัฐบาล

วันที่ 18 กันยายน 2569 เวลา 07.30 น. ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและภริยา เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร (100 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีคณะรัฐมนตรีและคู่สมรส หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ตลอดจนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานภายในทำเนียบรัฐบาล รวมถึงผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธี

ในการนี้ สมเด็จพระพุฒาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก และเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ โดยนายกรัฐมนตรีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และจุดเครื่องทองน้อยเบื้องหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จากนั้น พระสงฆ์ให้ศีล และพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์สวดพระพุทธมนต์

โอกาสนี้ พระสงฆ์สดับปกรณ์ ประธานสงฆ์กล่าวสัมโมทนียกถา และนำเจริญจิตภาวนาอุทิศถวายเป็นพระกุศลเป็นเวลา 47 วินาที จากนั้น พระสงฆ์อนุโมทนา นายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ถวายเครื่องไทยธรรมและปิ่นโตภัตตาหารแด่พระสงฆ์ และทอดผ้าไตรบังสุกุล จำนวน 10 ไตร จากนั้น นายกรัฐมนตรีกรวดน้ำ กราบลาพระรัตนตรัย และถวายความเคารพเบื้องหน้าพระรูป

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี นายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมด้วยผู้เข้าร่วมพิธี ร่วมตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 47 รูป ณ บริเวณหน้าตึกสันติไมตรีและหน้าตึกไทยคู่ฟ้า โดยพิธีแล้วเสร็จในเวลาประมาณ 08.20 น.

ผอ.รร. จี้ ผอ.สพม.นครศรีธรรมราช แจงปมคำพูด “ไม่ได้เรื่อง-แต่ละตัว” กลางวง ITA

17 กันยายน 2569 เวลา 20:56 น.

Untitled-1

ผอ.รร.นครศรีฯ จี้ ผอ.สพม.นครศรีธรรมราช แจงปมคำพูด “ไม่ได้เรื่อง-แต่ละตัว” กลางวง ITA

17 ก.ย.69 ผู้อำนวยการโรงเรียนโศภนคณาภรณ์ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ทำหนังสือถึง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช เพื่อขอให้ชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีมีการกล่าวอ้างถึงถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมต่อผู้อำนวยการสถานศึกษาในระหว่างการประชุมภายในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช

ในหนังสือระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในการประชุมเกี่ยวกับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) เมื่อประมาณสัปดาห์ก่อน โดยมีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเขตพื้นที่ฯ เข้าร่วมประชุมประมาณ 20 คน และมีการสอบถามถึงรายชื่อโรงเรียนที่เป็นหน่วยเบิกจ่าย

ในหนังสือระบุว่า เมื่อมีการกล่าวถึงโรงเรียนท่าศาลาประสิทธิ์ศึกษา ได้ยินผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่ฯ กล่าวถึงผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าวในลักษณะว่า “ผอ.คนนี้ก็ไม่ได้เรื่อง” จากนั้น ในช่วงหนึ่งของการประชุม มีการกล่าวพึมพำผ่านไมโครโฟนในลักษณะว่า “ผอ.โรงเรียนแต่ละตัวก็ไม่ได้เรื่อง”
หนังสือดังกล่าวตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการใช้ถ้อยคำและสรรพนามดังกล่าว โดยเฉพาะการเรียกผู้อำนวยการโรงเรียนว่า “ตัว” พร้อมขอให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช ชี้แจงว่า ได้กล่าวถ้อยคำดังกล่าวจริงหรือไม่

การสอบถามครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความชัดเจนและทราบข้อเท็จจริง ไม่ได้มีเจตนาปรักปรำหรือหาเรื่อง และระบุว่าได้รับข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวมาก่อนหน้านี้ประมาณหนึ่งสัปดาห์ จึงได้พิจารณาและไตร่ตรองก่อนทำหนังสือสอบถาม
ทั้งนี้ ในหนังสือยังระบุว่า หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าไม่ได้กล่าวถ้อยคำดังกล่าว ก็พร้อมกล่าวขอโทษ ขณะที่หากมีการกล่าวถ้อยคำดังกล่าวจริง ก็ขอให้ชี้แจงและขอโทษเช่นกัน โดยขอให้ตอบข้อเท็จจริงเพื่อคลายข้อสงสัยที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ภายหลังข้อความและเนื้อหาการสอบถามดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปในวงกว้าง ประเด็นที่ถูกจับตามองจึงไม่ได้มีเพียงเรื่องถ้อยคำที่ถูกกล่าวอ้างเท่านั้น แต่ยังรวมถึงมาตรฐานความรับผิดชอบของผู้ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานการศึกษา หากข้อเท็จจริงได้รับการตรวจสอบและพบว่ามีการกระทำที่ไม่เหมาะสม ก็ควรดำเนินการตามข้อเท็จจริงและมาตรฐานเดียวกัน โดยไม่ควรมีข้อยกเว้นเพียงเพราะผู้เกี่ยวข้องเป็นบุคคลที่มีตำแหน่งหรือมีผู้ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าใครจะมีตำแหน่งสูงเพียงใด หรือมีผู้สนับสนุนมากน้อยแค่ไหน หากข้อเท็จจริงปรากฏว่ากระทำผิด ก็ควรต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและรับผิดชอบต่อการกระทำอย่างเท่าเทียมกัน ขณะที่หากข้อกล่าวหาไม่เป็นความจริง ผู้ถูกกล่าวหาก็ควรได้รับโอกาสชี้แจงเพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

20 ปี PIM บทพิสูจน์จากมหาวิทยาลัยเซเว่น สู่มหาวิทยาลัยสร้างคน

17 กันยายน 2569 เวลา 14:58 น.

S__6299687

จากจุดเริ่มต้นสู่เส้นทางเกือบ 20 ปีของสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การศึกษาไม่ควรหยุดเรียนรู้อยู่เพียงในห้องเรียน แต่ต้องเชื่อมโยงกับโลกการทำงานจริง เพื่อสร้างคนให้มีทักษะ พร้อมทำงาน และมีงานทำ

เบื้องหลังเส้นทางนี้ เริ่มต้นจากประสบการณ์ชีวิตและความเชื่อของ นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ ที่นำบทเรียนจากการ “เรียนไป ทำงานไป” ของตัวเอง มาสร้างเป็นโมเดลสร้างคนผ่านการศึกษา จนถึงวันที่บัณฑิตได้รับการยอมรับจากองค์กรต่าง ๆ เส้นทางของ PIM จึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวของการสร้างมหาวิทยาลัย แต่คือการพิสูจน์ว่า “โอกาสทางการศึกษา” สามารถเปลี่ยนอนาคตของคนได้จริง

S__6299682_0

นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ชวนย้อนเรื่องราวเกือบ 20 ปี ว่า

มีเรื่องเล่าหนึ่งที่ผมไม่เคยเล่าให้ใครฟังมากนัก มันเป็นเรื่องของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อายุยังไม่ครบ 20 ปี ต้องเรียนภาคค่ำที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทำงานไปด้วยกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในขณะที่เพื่อน ๆ หลายคนกำลังนั่งเรียนอยู่ในห้องเรียนช่วงกลางวัน เด็กหนุ่มคนนั้นกลับต้องรีบวิ่งจากที่ทำงานไปให้ทันเข้าเรียนตอนหกโมงเย็น บางวันเหนื่อยจนแทบหลับคาโต๊ะ แต่เขาก็ยังอดทน เพราะรู้ว่าการเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย คือหนทางที่จะทำให้เขาได้เข้าใจโลกแห่งความจริง และจากประสบการณ์ตรงนั้นเอง ทำให้ผมเห็นความจริงข้อหนึ่งที่เจ็บปวด…“คนจบปริญญาตรีออกมาทำงานไม่เป็น” ประโยคนี้ฟังดูรุนแรง แต่มันคือความจริงที่ผมพบเจอด้วยตัวเองทุกวัน บัณฑิตจบใหม่จำนวนไม่น้อยยังต้องกลับมาเรียนรู้และฝึกฝนกันใหม่ในองค์กร ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะสามารถทำงานได้จริง ทั้งที่พวกเขาเพิ่งใช้เวลาถึงสี่ปีในมหาวิทยาลัย

ผมจึงตั้งคำถามกับตัวเองว่า “มหาวิทยาลัยควรเป็นสถานที่ที่นักศึกษาไปเดินเล่น เรียนไปวันๆ แล้วจบมาทำงานไม่เป็นจริงหรือ?” คำถามนี้ติดอยู่ในใจผมมาโดยตลอด วันที่ผมตัดสินใจสร้างสถาบัน PIM ผมอายุประมาณ 54-55 ปี หลายคนบอกว่าผมบ้า หลายคนหัวเราะเยาะ หลายคนนินทาว่า

“มหาวิทยาลัยเด็กร้าน”

“มหาวิทยาลัยรากหญ้า”

ผมได้ยินหมด แต่ผมไม่สนใจ เพราะผมรู้ว่าผมกำลังทำอะไร ผมกำลังสร้างสถาบันที่จะพิสูจน์ว่า การศึกษาไม่ควรแยกออกจากชีวิตจริง และคนที่ต้องทำงานไปเรียนไป ไม่ใช่คนที่ด้อยกว่าใคร ตรงกันข้าม ผมเชื่อว่าประสบการณ์เหล่านั้นจะกลายเป็นต้นทุนสำคัญของชีวิต โมเดลของเราคือ “เรียนไป ทำงานไป จบไปแล้วได้งานทำ” ฟังดูง่าย แต่รู้ไหมครับว่ามันยากแค่ไหน? ปีแรกที่เปิดรับนักศึกษา เรามีนักศึกษาเพียง 350 คน ปีที่สอง 550 คน รวมสองปีแรกได้เพียง 900 คน ทั้งที่เรามีทุน 100% ทั้งที่ระหว่างเรียนมีงานทำ และทั้งที่เราตั้งใจสร้างระบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับการทำงานจริง แต่ไม่มีใครเชื่อ…ผมเข้าใจครับ การที่จะให้สังคมยอมรับอะไรใหม่ ๆ มันต้องใช้เวลา ไม่ใช่หนึ่งปีหรือสองปี แต่ต้องใช้ “บัณฑิต” เป็นเครื่องพิสูจน์ เราต้องสร้างบัณฑิตรุ่นแล้วรุ่นเล่า ออกไปสู่สังคม ต้องให้พวกเขาพิสูจน์ตัวเองในการทำงาน ต้องให้หัวหน้างานยอมรับ ต้องให้เพื่อนร่วมงานยอมรับ และต้องให้สังคมยอมรับ

S__6299684_0

เราต้องสร้างบัณฑิตออกไปให้สังคมเห็นถึง สามรุ่น ฟังดูอาจไม่นาน แต่กว่าจะผ่านแต่ละรุ่นมาได้ มันคือความอดทน ความมุ่งมั่น และความเชื่อที่ไม่มีวันสั่นคลอน

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว อึดไป อึดมา เกือบครบ 20 ปีแล้ว จากวันนั้นที่เราเคยรับนักศึกษาได้เพียง 350 คน วันนี้เราเคยรับนักศึกษาใหม่ได้สูงสุดเกือบ 7,000 คนต่อปี และปัจจุบันเรารับประมาณ 5,000-6,000 คนต่อปี จากวันที่เคยถูกเรียกว่า “มหาวิทยาลัยรากหญ้า” วันนี้บัณฑิตของเราได้รับการยอมรับจากองค์กรชั้นนำทั่วประเทศ

จากวันที่ผมอายุ 54 ปี วันนี้ผมอายุ 74 ปีแล้ว 20 ปีที่ผ่านไป…

ผมเห็นเด็กหนุ่มสาวที่ต้องทำงานไป เรียนไป ไม่ต่างจากผมเมื่อ 50 กว่าปีก่อน เดินเข้ามาในสถาบันแห่งนี้ พวกเขามีความฝัน มีความมุ่งมั่น และมีไฟที่อยากจะพิสูจน์ตัวเอง และผมก็เห็นพวกเขาจบออกไป มีงานทำ มีอาชีพ มีรายได้ ได้เติบโต และประสบความสำเร็จในชีวิต

นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมภูมิใจที่สุด

S__6299683_0

วันนี้ เมื่อผมมองย้อนกลับไป ผมไม่เสียใจเลยแม้แต่วินาทีเดียวที่ตัดสินใจสร้าง PIM

ผมภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างสถาบันแห่งนี้มาตลอดเกือบ 20 ปี

ผมภูมิใจที่ได้พิสูจน์ว่า “มหาวิทยาลัยรากหญ้า” ก็สามารถสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพได้

ผมภูมิใจที่ได้พิสูจน์ว่า “คนขาดโอกาส” ก็มีสิทธิ์ได้รับการศึกษาที่ดี

ผมภูมิใจที่ได้พิสูจน์ว่า “การเรียนไป ทำงานไป” ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ

และที่สำคัญที่สุด…

ผมภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของบัณฑิตทุกคน ที่วันนี้พวกเขาสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง

เพราะการศึกษาไม่ควรเป็นเรื่องของชนชั้น ไม่ควรเป็นเรื่องของฐานะ

การศึกษาเป็นเรื่องของโอกาส และโอกาสควรเป็นของทุกคน

20 ปี… ไม่ใช่เวลาที่สั้น แต่ก็ไม่ใช่เวลาที่ยาวนานสำหรับการสร้างสถาบันการศึกษา

S__6299685_0

สิ่งที่เราเห็นในวันนี้ไม่ใช่ผลงานของผมคนเดียว แต่เป็นผลงานของทุกคนที่ร่วมกันสร้าง ทั้งอาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา บัณฑิต สถานประกอบการ และพันธมิตรทุกภาคส่วน ทุกคนช่วยกันพิสูจน์ว่า PIM ไม่ได้เป็นเพียงมหาวิทยาลัย แต่เป็น “บ้านหลังที่สอง” ของคนที่เชื่อว่า การศึกษาคือหนทางแห่งการเปลี่ยนแปลง

จากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง

จากห้องเรียนสู่สถานที่ทำงาน

จากความฝันสู่ชีวิตจริง

นี่คือเรื่องราวของ PIM ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

และผมเชื่อว่าอีก 20 ปีข้างหน้า PIM จะยังคงยืนหยัด เป็นที่พึ่งของเยาวชน เป็นมหาวิทยาลัยที่คนภาคภูมิใจ และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ความฝันที่สร้างจากรากหญ้า สามารถเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาแก่คนทั้งประเทศได้

“ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่

แต่ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมทำ จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของคนอื่น

และนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิตคนคนหนึ่ง”

ด้วยความภาคภูมิใจ

ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์