ยศชนัน ลุย 4 มาตรการ ยุติขัดแย้งอุเทนถวาย-ปทุมวัน สั่งงดใช้พื้นที่พิพาทอย่างน้อย 3 เดือน เร่งจัดพื้นที่เรียนใหม่

9 กันยายน 2569 เวลา 14:26 น.

“ยศชนัน”เดินหน้า 4 มาตรการ ยุติขัดแย้ง”อุเทนถวาย-ปทุมวัน” สั่งงดใช้พื้นที่พิพาทอย่างน้อย 3 เดือน เร่งจัดพื้นที่เรียนใหม่ พร้อมวางแผนเปลี่ยนผ่านพื้นที่เดิมสู่พื้นที่แห่งนวัตกรรม เปิดกว้างให้ประชาชนใช้ประโยชน์ ย้ำความปลอดภัย-คุณภาพการศึกษา 2 สถาบันต้องไม่สะดุด เผยต้องเร่งแก้เพราะพื้นที่สยาม-ปทุมวัน กระทบความมั่นคง ภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นของไทย

9 กันยายน 2569 ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีการประชุมหารือเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่การจัดการศึกษามหิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวง อว.เป็นประธานและมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.ฤกษ์ชัย ฟูประทีปศิริ อธิการบดีมหิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก รศ.ดร.เสถียร ธัญญศรีรัตน์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.)  พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา รอง ผบช.น. (น.6) พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น.(น.1-2)พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น.(เทพนคร 1) พ.ต.อ.เอกภพ ตันประยูร รอง ผบก.น.1 พ.ต.อ.ธรา แปงเครื่อง รอง ผบก.น.6 พ.ต.อ.นริศ ปรารถนาพรรอง ผบก.น.6 พ.ต.อ.ศิริชาติ จันทร์พรมมา ผกก.สน.ปทุมวัน พ.ต.อ.เชิดศักดิ์ รอดเข็มผกก.สส.บก.น.6 รวมทั้งหน่วยงานและฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. โดยใช้เวลาในการประชุมประมาณ 45 นาที

จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน แถลงผลการประชุมว่า การหารือครั้งนี้เป็นการสานต่อแนวทางที่ทุกฝ่ายได้พูดคุยและดำเนินการร่วมกันมาแล้ว โดยไม่ได้เป็นการทับซ้อนหรือยกเลิกคำสั่งหรือแนวทางเดิม แต่ต้องการทำให้สิ่งที่ได้ตกลงกันไว้สามารถเดินหน้าได้รวดเร็วและเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการพิจารณาประเด็นด้านกฎหมาย ความมั่นคง และความปลอดภัย เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามหลักเกณฑ์และกรอบเวลาที่ชัดเจน เนื่องจากเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของ 2 สถาบัน แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ปทุมวันและสยาม ซึ่งเป็นทั้งพื้นที่เศรษฐกิจ พื้นที่ท่องเที่ยว พื้นที่การศึกษาและพื้นที่ที่เยาวชนเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกัน ดังนั้น ความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญอย่างใกล้ชิด

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า จากการหารือร่วมกับผู้บริหารของทั้งสองสถาบัน ได้กำหนดแนวทางดำเนินการต่อจากนี้ 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ประเด็นที่ 1 งดจัดการเรียนการสอนในพื้นที่พิพาทอย่างน้อย 3 เดือน โดยจะดำเนินการทันทีนับตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย.นี้เป็นต้นไป โดย กระทรวง อว.จะออกคำสั่งให้ทั้ง 2 สถาบันปฎิบัติตาม เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้กับนักศึกษา บุคลากร และประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ หากการเปลี่ยนผ่านด้านพื้นที่ยังไม่แล้วเสร็จ จะยังคงงดการเข้าใช้พื้นที่พิพาทต่อไป ขณะเดียวกัน ผู้บริหารทั้ง 2สถาบันจะต้องจัดรูปแบบการเรียนการสอนที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้มาตรการด้านความปลอดภัยส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาของนักศึกษา

ประเด็นที่ 2 เร่งจัดพื้นที่ใหม่ให้อุเทนถวาย โดยมอบหมายให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกจัดเตรียมพื้นที่ใหม่ที่ไม่อยู่ในพื้นที่พิพาท และเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในช่วงเวลา 3 เดือนที่กำหนด เพื่อให้สามารถย้ายการจัดการเรียนการสอนไปยังพื้นที่ใหม่ได้ หากยังไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ภายในกรอบเวลาดังกล่าว จะต้องพิจารณาขยายระยะเวลาการงดใช้พื้นที่พิพาทออกไป เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัย

ประเด็นที่ 3 ให้สถาบันเทคโนโลยีปทุมวันจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) ด้วย โดยนอกจากการปฏิบัติตามมาตรการงดใช้พื้นที่ในช่วง 3 เดือน ยังต้องเตรียมความพร้อมในระยะยาวด้วย สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพื้นที่หากมีความจำเป็นในอนาคต โดยไม่กระทบต่อการจัดการศึกษา

ประเด็นที่ 4 พัฒนาพื้นที่เดิมให้เป็นพื้นที่ด้านการศึกษา อุตสาหกรรม และนวัตกรรม โดยพื้นที่ปัจจุบันที่อุเทนถวายใช้งาน ซึ่งเป็นพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยืนยันจะไม่ใช้พื้นที่ดังกล่าวในเชิงการค้าหรือเชิงพาณิชย์ แต่จะรักษาแนวคิดให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมและนวัตกรรม เปิดโอกาสให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประชาชน ทั้งนี้ จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมจากสถาบันที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยกระทรวง อว.จะร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการบริหารจัดการพื้นที่ดังกล่าวให้ยังคงมีบทบาทเป็นพื้นที่ด้านการศึกษา การพัฒนาอุตสาหกรรม และนวัตกรรมต่อไป

“ในระหว่างการเปลี่ยนผ่านจะมีการดูแลด้านความปลอดภัยอย่างเข้มข้น โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองบัญชาการตำรวจนครบาลจะเข้ามาดูแลพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักศึกษา ประชาชน และนักท่องเที่ยวว่า พื้นที่สยามและปทุมวันซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของประเทศจะเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้ามาใช้ชีวิตและเดินทางได้อย่างปลอดภัย โดยสิ่งที่เราต้องการเห็นคือการยุติข้อพิพาทอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า วันนี้เราจึงต้องใช้กฎหมายและหลักเกณฑ์ที่มีอยู่เป็นกรอบในการดำเนินการ พร้อมกำหนดหน้าที่และกรอบเวลาของแต่ละฝ่ายให้ชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเดินหน้าไปพร้อมกันได้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวและว่า

สำหรับประเด็นด้านคุณภาพการศึกษา ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำว่า กระทรวง อว. จะดูแลทั้ง 2 สถาบันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าการจัดการเรียนการสอนจะอยู่ในพื้นที่ใด โดยจะสนับสนุนเครื่องมือและทรัพยากรที่จำเป็น เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนแปลงด้านพื้นที่กระทบต่อคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ของนักศึกษา พร้อมทั้งรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของทั้งสองสถาบัน ทั้งศิษย์เก่าและนักศึกษาปัจจุบัน

“เป้าหมายของเราคือทำให้ทุกฝ่ายสามารถเดินหน้าต่อไปได้พร้อมกัน ทั้งในเรื่องความปลอดภัย การยุติข้อพิพาท และการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพราะท้ายที่สุดแล้ว เรามีเป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้การศึกษาไทยมีคุณภาพ และทำให้พื้นที่แห่งนี้กลับมาเป็นพื้นที่ที่สร้างประโยชน์ให้กับคนไทยทุกคน” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

‘สวนสุนันทา’ ตั้งคณะวิทย์กีฬา แห่งแรกของ กลุ่ม ม.ราชภัฎ

9 กันยายน 2569 เวลา 13:07 น.

สวนสุนันทา 1 – 2

“สวนสุนันทา” จัดตั้ง “คณะวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ” แห่งแรกในกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ เพื่อยกระดับองค์ความรู้ด้านกีฬา-สุขภาพ สร้างบุคลากรมืออาชีพ ช่วยขับเคลื่อนสมรรถภาพทางกาย จิตใจ และคุณภาพชีวิต ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา

มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เปิดหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ ด้วยการจัดตั้ง “คณะวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ” ณ วิทยาเขตนครปฐม นับเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งแรกของประเทศไทย ที่จัดตั้งคณะเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ สะท้อนวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยที่นำโดยอธิการบดี รศ.ดร.ชุติกาญจน์ ศรีวิบูลย์ ในการพัฒนากำลังคนให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมกีฬาสุขภาพ และการส่งเสริมคุณภาพชีวิตในอนาคต

สำหรับการจัดตั้งคณะผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 10 ส.ค.69 และสภาวิชาการ เมื่อวันที่ 11 ส.ค.69 ก่อนที่สภามหาวิทยาลัย ซึ่งนำโดยนายกสภาฯ รศ.ดร.ฤๅเดช เกิดวิชัย มีมติอนุมัติให้จัดตั้งคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาเเละสุขภาพขึ้น เมื่อวันที่ 26 ส.ค.69 ต่อมาในวันที่ 1 ก.ย.69 มหาวิทยาลัยได้แต่งตั้ง ผศ.ดร.สุริยัน สมพงษ์ เป็นผู้รักษาราชการแทนคณบดี และเป็นผู้นำคณะคนแรกในช่วงวางรากฐานองค์กร

คณะวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ มุ่งพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ การวิจัย และบริการวิชาการที่บูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา การออกกำลังกาย สุขภาพ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการ เพื่อผลิตบัณฑิตและบุคลากรที่สามารถทำงานได้จริงในระบบกีฬาและสุขภาพที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

จุดเด่นสำคัญคือการเรียนรู้ที่เชื่อมโยง “วิทยาศาสตร์กับการปฏิบัติจริง” ตั้งแต่การพัฒนาสมรรถภาพทางกายและจิตใจ การออกแบบโปรแกรมฝึกและออกกำลังกาย การส่งเสริมสุขภาพ การบริหารจัดการกีฬา ตลอดจนการประยุกต์ใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อดูแลประชาชนตั้งแต่ระดับเยาวชน นักกีฬา ผู้สูงอายุ ไปจนถึงกลุ่มที่ต้องการพัฒนาสุขภาวะอย่างเหมาะสม

สวนสุนันทา 1 – 3

ผศ.ดร.สุริยัน สมพงษ์ ผู้รักษาราชการแทนคณบดี กล่าวว่า “การเปลี่ยนจากสาขาวิชาสู่การเป็นคณะ ไม่ได้เป็นเพียงการยกระดับโครงสร้างองค์กร แต่คือการยกระดับความรับผิดชอบต่อสังคม เราต้องการสร้างคณะที่ผลิตคนเก่ง ทำงานเป็น และเข้าใจคุณค่าของอุดมการณ์โอลิมปิก (Olympism) พร้อมนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปพัฒนาทั้งความเป็นเลิศทางกีฬา สุขภาพของประชาชน และคุณภาพชีวิตของสังคม”

สำหรับเป้าหมายต่อไปของคณะคือการพัฒนาหลักสูตรที่ตอบสนองวิชาชีพแห่งอนาคต สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรกีฬา สถานประกอบการ ชุมชน และสถาบันการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

สพฐ. เดินหน้าสร้างโอกาสเด็กห่างไกล เปิดโลกการเรียนรู้ พร้อมเตรียมสอบครูผู้ช่วย ยกระดับการอ่านและความปลอดภัยโรงเรียน

8 กันยายน 2569 เวลา 20:22 น.

วันที่ 8 กันยายน 2569 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 33/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษา สร้างโอกาสและความเสมอภาคให้แก่ผู้เรียน ตลอดจนเสริมสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา

นายพิเชฐ กล่าวว่า สพฐ. ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการศึกษาและการเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและขาดโอกาส ผ่านโครงการ “ปลูกพลังฝัน เสริมประสบการณ์ เปลี่ยนอนาคต” ซึ่งเตรียมนำนักเรียนบนพื้นที่สูงจังหวัดแม่ฮ่องสอนประมาณ 100 คน เดินทางมาเปิดโลกการเรียนรู้ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงแหล่งเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์และทะเล ระหว่างวันที่ 21–25 กันยายน 2569 โดยได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน รวมถึงกองทัพอากาศในการสนับสนุนการเดินทางด้วยเครื่องบิน

ขณะเดียวกัน สพฐ. ยังขยายโอกาสให้เด็กในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ขาดโอกาส ได้เดินทางไปเรียนรู้ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเปิดโลกทัศน์ เรียนรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ โดยมีสถานศึกษาในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน

ด้านการผลิตและพัฒนาครู สพฐ. เตรียมเปิดการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ใน 116 เขตพื้นที่การศึกษา รวม 726 อัตรา ครอบคลุม 45 วิชาเอก ขณะที่อีก 130 เขตพื้นที่การศึกษายังสามารถเรียกบรรจุผู้สอบแข่งขันได้จากบัญชีเดิม จึงขอเชิญชวนผู้ที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจเข้าสู่วิชาชีพครู เตรียมความพร้อมทั้งด้านความรู้และทักษะ เพื่อก้าวสู่การเป็นครูคุณภาพที่สามารถพัฒนาผู้เรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ

พร้อมกันนี้ สพฐ. เดินหน้าสร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทางการศึกษาในพื้นที่ ผ่านการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา 4 ภูมิภาค ครอบคลุมโรงเรียน 28,834 แห่ง และกรรมการสถานศึกษาประมาณ 300,000 คน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมคิด ร่วมทำ และแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยหลังจากเริ่มดำเนินการที่จังหวัดนครราชสีมาแล้ว จะเดินหน้าจัดกิจกรรมในภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคกลางอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของการส่งเสริมการอ่านและความฉลาดรู้ของผู้เรียน สพฐ. เตรียมจัดกิจกรรมใน 4 ภูมิภาค เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและต่อยอดสู่ทักษะการเรียนรู้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน พร้อมนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ รวมถึงการพัฒนาครูและศึกษานิเทศก์ และเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยน Best Practice เพื่อให้การส่งเสริมการอ่านเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและนำไปสู่การพัฒนาทักษะที่จำเป็นของผู้เรียนในอนาคต

ด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา เลขาธิการ กพฐ. ได้กำชับให้ทุกโรงเรียนให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดความเสี่ยง โดยเฉพาะการตรวจสอบระบบไฟฟ้า อาคารสถานที่ และการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการตรวจสอบความพร้อมในช่วงวันหยุด เพื่อป้องกันเหตุที่อาจเกิดขึ้น พร้อมเตรียมประชุมผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศกว่า 1,200 คน ระหว่างวันที่ 12–13 กันยายน 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีด้านความปลอดภัย และการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก

“สำหรับการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก สพฐ. มีแผนดำเนินงานระยะ 5 ปี โดยให้ความสำคัญกับโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า 50 คน ซึ่งมีประมาณ 5,813 แห่ง มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการและสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆเพื่อให้โรงเรียนสามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพและตอบโจทย์บริบทของพื้นที่

ขณะเดียวกัน จากสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่าน สพฐ. พร้อมนำเงินและสิ่งของที่ได้รับบริจาคลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัย โดยเฉพาะนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา พร้อมยืนยันว่า ‘ชาว สพฐ. ไม่ทิ้งกัน’ และจะเดินหน้าดูแลผู้เรียนและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเต็มกำลัง” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ประเสริฐ เข้ม! เตรียมยกเลิกครูใช้เพื่อนค้ำประกันหนี้ พร้อมจับอบรมหลักสูตร Financial Literacy สร้างวินัยทางการเงิน

8 กันยายน 2569 เวลา 19:56 น.

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงการแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา กรณีผู้กู้ลาออกจากราชการหรือหลบหนีทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไขส่งผลให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชอบหนี้แทน นั้น ว่า หนี้ครูหักจากเงินเดือนครู ส่วนกรณีครูที่กู้เสียชีวิตก็มีระบบประกันชีวิตหรือเงินช่วยเหลือทางสวัสดิการเข้ามาครอบคลุมภาระหนี้อยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาใหญ่เกิดจากระบบการค้ำประกันไขว้ระหว่างครูด้วยกันเอง คนค้ำก็กู้ด้วย ทำให้เกิดลักษณะงูกินหาง ต่างคนต่างกู้และต่างคนต่างค้ำ เมื่อคนหนึ่งมีปัญหาไม่สามารถชำระหนี้ได้ก็จะล้มตามกันเป็นวงกว้างกลายเป็นภาระหนัก ทั้งที่ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ทั่วไปเลิกใช้ระบบบุคคลค้ำประกัน และเปลี่ยนไปใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันแทน ดังนั้น ในส่วนของครู ซึ่งมีทั้งเงินเดือนหักชำระ และมีประกันชีวิตค้ำประกันอยู่แล้ว ตนจึงจะเสนอให้ยกเลิกการใช้เพื่อนครูค้ำประกัน เนื่องจากมองว่าระบบการค้ำประกันในรูปแบบเดิม ทำให้ผู้ค้ำที่ต้องแบกภาระและได้รับผลกระทบมากเกินไป

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีมีครูเรียกร้องให้ยกเลิกการทำประกันเงินกู้ของ ช.พ.ค. กับธนาคารออมสิน เนื่องจากเห็นว่ามีความซ้ำซ้อนกับเงินสวัสดิการ ช.พ.ค. ที่ได้รับเมื่อเสียชีวิตอยู่แล้วนั้น ตนต้องขอไปดูรายละเอียดตรงนี้ก่อน และหลังจากได้เลขาธิการ สกสค.ตัวจริงแล้วก็จะนำเรื่องนี้มาหารือ ส่วนที่มีครูบางคนตั้งธงมาตั้งแต่เริ่มเข้ารับราชการว่าจะต้องกู้เงิน จึงทำให้มีหนี้สินเยอะ ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง หลังจากนี้ ศธ.จะเน้นย้ำเรื่องการสร้างวินัยทางการเงินโดยจะจัดอบรมหลักสูตร Financial Literacy ให้ครูมีความรู้และมีวินัยทางการเงิน และได้เสนอแนวคิดนี้ให้คุรุสภากำหนดเรื่องการบริหารจัดการทางการเงินเป็นหนึ่งใน KPI เพื่อให้ครูสามารถบริหารจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ซ้อมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ปรับริ้วขบวน ‘อเนกชาติภุชงค์’ ตามหลัง ‘สุพรรณหงส์’ สมมุติเป็นเรือพระที่นั่งรอง

8 กันยายน 2569 เวลา 19:38 น.

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 กองทัพเรือได้มีการซ้อมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค โดยมีการปรับรูปขบวนเรือพระที่นั่งในระหว่างการซ้อม จากเดิมที่เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 แล่นตามหลังเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ และจึงตามด้วยเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ปรับเป็นให้เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ แล่นตามหลังเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์

การปรับรูปขบวนดังกล่าว เนื่องจากการซ้อมในวันนี้มีการสมมุติสถานการณ์ว่า เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ทำหน้าที่เป็นเรือพระที่นั่งรอง สำหรับใช้เป็นเรือประทับในกรณีที่มีพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จในขบวน

ขณะที่เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ถูกกำหนดให้เป็นเรือพระที่นั่งสำรอง เพื่อรองรับการปฏิบัติภารกิจตามสถานการณ์ที่กำหนดในการซ้อมครั้งนี้

ธนา เปิดหลักสูตร ‘HRM²’ รุ่น 2 ดึง Gen Z สอนผู้บริหาร พลิกเกมบริหารองค์กร

8 กันยายน 2569 เวลา 17:55 น.

House of Wisdom (H.O.W.) โดย House of Human บริษัทในเครือ เปิดตัว “หลักสูตร House of Reverse Mentoring รุ่นที่ 2 (HRM²)” หลักสูตรกลับหัวที่ให้ Gen Z เป็นผู้ออกแบบเนื้อหาและเมนเทอร์ให้ผู้บริหาร ในวันที่ Gen Z ก้าวขึ้นเป็นทั้งผู้บริโภคกลุ่มสำคัญและกำลังหลักขององค์กร แต่พฤติกรรมไม่ได้อยู่ในสูตรเดิมของธุรกิจ อีกต่อไป ผลสำรวจปี 2569 โดยคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ YouGov Thailand พบว่า 66.9% ของ Gen Z ไทยเลือกดูรีวิววิดีโอบน TikTok และโซเชียลมีเดียก่อนตัดสินใจซื้อ ขณะที่ค้นหา ผ่าน Google มีเพียง 21.9% ด้านการรักษาคน ผลสำรวจของโรเบิร์ต วอลเทอร์ส ปี 2569 ระบุว่า 56% ของพนักงาน Gen Z ในไทยวางแผนอยู่กับองค์กรเดิมเพียง 1-2 ปี เมื่อทั้งการสื่อสารของแบรนด์ ยอดขาย และการรักษา Talent ผูกอยู่กับคนรุ่นเดียวกัน ความเข้าใจ Gen Z จึงกลายเป็นขีดความสามารถในการแข่งขันใหม่ ของธุรกิจ ทุกขนาด

นายธนา เธียรอัจฉริยะ Dean แห่ง House of Wisdom (H.O.W.) คลับแห่งการเรียนรู้ของผู้นำทางความคิด และนักธุรกิจชั้นนำของไทย เปิดเผยว่า “Generation Gap วันนี้ไม่ใช่เรื่องคนต่างวัยคุยกันไม่ถูกคอ แต่เป็นโจทย์ ธุรกิจเต็มรูปแบบ ผู้บริหารจำนวนมากผ่านหลักสูตรมานับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยมีห้องเรียนไหนให้ Gen Z เป็นคนสอน ตรง ๆ ทั้งที่พวกเขาคือคนที่กำลังกำหนดทิศทางของตลาดแรงงาน พฤติกรรมลูกค้า และเทคโนโลยีอยู่ในขณะนี้ HRM² จึงกลับหัวห้องเรียนทั้งหมด ให้ผู้บริหารมาเป็นผู้เรียน และให้ Gen Z เป็นผู้ออกแบบเนื้อหาและเป็น เมนเทอร์”

นายธนากล่าวต่อว่า “Gen Z ไม่ได้เป็นเพียงพนักงานรุ่นใหม่ แต่คือลูกค้ากลุ่มสำคัญที่กำลังกำหนดทิศทางของธุรกิจ คำถามของผู้นำจึงไม่ใช่แค่ ‘เราจะบริหาร Gen Z อย่างไร’ แต่คือเราเข้าใจเขามากพอที่จะสื่อสารให้เข้าถึง ขายให้เขา ออกแบบสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ และสร้าง Talent รุ่นใหม่ให้ Perform ได้หรือยัง ถ้าผู้บริหารได้ยินคำว่า ‘ลาคือลา’ หรือ ‘อยู่ต่อก็ไม่โต’ แล้วรู้สึกว่าเป็นความไม่อดทนของเด็ก แทนที่จะมองเป็นข้อมูลสำคัญ เราก็จะเสียทั้งลูกค้าและคนเก่งให้กับแบรนด์ที่เข้าใจเขามากกว่า”

นายธนาย้ำว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า Gen Z จะเป็นทั้งกำลังหลักขององค์กร เป็นลูกค้ากลุ่มสำคัญ และเป็นผู้นำที่จะเข้ามารับช่วงต่อ โจทย์ที่ลึกกว่านั้นของผู้บริหารคือ องค์กรพร้อมหรือยังที่จะถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นใหม่ เพราะการเตรียมองค์กรให้พร้อมสำหรับเจเนอเรชันใหม่ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายทรัพยากรบุคคล แต่เป็นความรับผิดชอบของผู้นำในวันนี้ “องค์กรที่ยั่งยืน ไม่ใช่องค์กรที่สร้างสำเร็จในมือของเรา แต่คือองค์กรที่เราสามารถส่งต่อให้คนรุ่นต่อไปได้อย่างดีที่สุด”

ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และ YouGov พบว่า Gen Z ใช้ AI เป็นผู้ช่วยตัดสินใจ ทั้งหาไอเดีย (43.2%) และเปรียบเทียบข้อมูลก่อนซื้อ (41.3%) แต่อินฟลูเอนเซอร์และรีวิวจากผู้ใช้จริงยังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ มากกว่าคำแนะนำจาก AI เกือบ 2 เท่า สะท้อนพฤติกรรมที่เปลี่ยนจากการค้นหา (Search-based) สู่การค้นพบ ผ่านคอนเทนต์ (Discovery-based) ซึ่งทำให้แบรนด์ต้องออกแบบการสื่อสารและช่องทางขายใหม่ทั้งระบบ

ข้อมูลจากผลสำรวจของโรเบิร์ต วอลเทอร์ส บริษัทที่ปรึกษาด้านการสรรหาบุคลากรระดับโลกระบุว่า 72% ของ องค์กรไทยเปิดรับพนักงาน Gen Z โดยให้คุณค่ากับทักษะดิจิทัลและความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นนี้เป็นพิเศษ เท่ากับว่าองค์กรทุกแห่งกำลังแข่งขันดึงคนกลุ่มเดียวกัน ขณะที่คนกลุ่มนี้พร้อมย้ายงานเร็วกว่าทุกรุ่นที่ผ่านมา    จากผลสำรวจเดียวกันรายงานว่า 56% ของพนักงาน Gen Z ในไทยวางแผนอยู่กับองค์กรเดิมเพียง 1-2 ปี ความเข้าใจ Gen Z จึงกลายเป็นขีดความสามารถในการแข่งขันใหม่ของธุรกิจ

ด้าน นายวิศรุต เจริญรมย์ Program Director หลักสูตร HRM² กล่าวว่า “หลักสูตรรุ่นที่ 2 เรียนเข้มข้นตลอด 3 เดือน รวม 16 ครั้ง ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 13.00 – 20.00 น. ระหว่างวันที่ 12 พฤศจิกายน 2569 ถึง 11 กุมภาพันธ์ 2570 ผ่านเส้นทางการเรียนรู้ 4 ขั้น Understand Them – Sell to Them – Work with Them – Build Like Them ซึ่งไม่ใช่การนั่งฟังบรรยายเรื่อง Gen Z แต่เป็นการเข้าไปสัมผัสโลกของคนรุ่นใหม่ จากประสบการณ์จริง ผ่าน Reverse Mentoring, Conversation, Gen Z Rally และ Reverse Internship ที่ผู้บริหารจะไปเป็นเด็กฝึกงานจริงในบริษัทของคนรุ่นใหม่ โดยมี Speakers กว่า 25 คน และ Gen Z Mentors ประจำหลักสูตร 18 คน ดูแลใกล้ชิดตลอดหลักสูตร” ทั้งนี้ หลักสูตร HRM² ออกแบบสำหรับซีอีโอ เจ้าของธุรกิจ และผู้บริหารระดับสูงที่ต้องการนำองค์กรฝ่าโจทย์ Generation Gap สื่อสารและขายให้เข้าถึงลูกค้า Gen Z ก่อนคู่แข่ง ควบคู่กับการดึงดูดและรักษา Talent รุ่นใหม่ หลังรุ่นแรกมีผู้บริหารจากองค์กรชั้นนำของประเทศเข้าร่วมแล้วกว่า 100 คน

เนื้อหาหลักของหลักสูตร HRM² ครอบคลุมตั้งแต่การเข้าใจ Gen Z เข้าใจลูกค้าและผู้บริโภครุ่นใหม่ การออกแบบ สินค้า บริการ และการสื่อสารให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ การชนะสงคราม Talent การสร้างองค์กรที่คนต่าง Generation ทำงานร่วมกันและ Perform ได้ ไปจนถึงการ Redesign องค์กรให้พร้อมสำหรับโลก AI โดยหลักสูตรวางโครง โดยนายธนาจากมุมมองและโจทย์จริงของผู้บริหารระดับสูง และคัดสรรร้อยเรียงประสบการณ์การเรียนรู้ทั้งหมดโดยทีม Gen Z ตัวจริงภายใต้แนวคิด “From Generation Gap to Generation Power. เข้าใจความต่าง เพื่อสร้างอนาคตที่แข็งแรงกว่า” ทั้งนี้ House of Human เปิดรับออกแบบและจัดหลักสูตร HRM² เฉพาะให้กับองค์กรที่สนใจอีกด้วย

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร “House of Reverse Mentoring รุ่นที่ 2 (HRM²)” https://www.facebook.com/hrm.houseofreversementoring และสมัครได้ที่ LINE OA: @hrmofficial หรือโทร. 081-875-3595

BDI ปักหมุดอนาคต ‘มนุษย์–AI’ ชู 3 มิติ ‘ปั้นคน–เชื่อมข้อมูล–เสริมธรรมาภิบาล’ หนุนไทยทรานส์ฟอร์มสู่ Data-Driven Nation

8 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เดินหน้ายกระดับศักยภาพด้านดิจิทัลของประเทศ จัดงานสัมมนา “BDI Seminar 2026 : Human-AI Synergy ค้นหาสมดุลของมนุษย์และ AI” เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มุมมองเชิงนโยบาย และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ พร้อมชู 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การยกระดับทุนมนุษย์ การเสริมวิสัยทัศน์ด้าน AI และการสร้างธรรมาภิบาล AI เพื่อเตรียมความพร้อมให้ทุกภาคส่วนสามารถประยุกต์ใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสม และรับผิดชอบ พร้อมเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Data-Driven Nation อย่างยั่งยืน

ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการ BDI กล่าวเปิดงานในหัวข้อ “Resilient Thailand: Data Stories” ว่า การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี AI กำลังส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและตลาดแรงงานทั่วโลก ประเทศไทยจึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมทั้ง Data Capability และ Human Capability เพื่อสร้าง ‘Thailand Resilience’ ให้ประเทศรับมือกับความท้าทายได้อย่างยืดหยุ่น โดย BDI ได้เดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์มกลาง D2 (Data Integration and Intelligence Platform) เพื่อทลายไซโลข้อมูลภาครัฐ ด้วยกลไกการเชื่อมโยงแบบกระจายศูนย์ (Decentralized) โดยไม่ดึงฐานข้อมูลมาเก็บไว้ส่วนกลาง เพื่อลดความซ้ำซ้อน พร้อมขับเคลื่อนร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล พ.ศ. …. ซึ่ง ครม. มีมติเห็นชอบหลักการแล้วและอยู่ระหว่างรอประกาศใช้อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นกลไกทางกฎหมายในการอำนวยความสะดวกและกำหนดกรอบการทำงานร่วมกันของภาครัฐ

“เพื่อขับเคลื่อน Ecosystem นี้อย่างเป็นรูปธรรม BDI ได้ประเดิมแผนเร่งด่วนด้วยการนำร่องเชื่อมโยง 118 ชุดข้อมูลด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติธรรมชาติจาก 52 หน่วยงานภาครัฐ ให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือนหลังระเบียบฯ ประกาศใช้ ก่อนจะขยายผลสู่ชุดข้อมูลมูลค่าสูง (High Value Data) ในประเด็นสำคัญอื่นๆ เช่น การท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม และการคุ้มครองทางสังคม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลของ BDI เข้าไปสนับสนุนภาครัฐในการวิเคราะห์และเปลี่ยนข้อมูลให้ใช้ซ้ำได้ เพื่อให้คน ข้อมูล และ AI สามารถผสานพลังทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน”

Mr.Oleksiy Sluchynsky, Senior Economist, World Bank Group กล่าวว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยสนับสนุนงานบริหารอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการทำงานของภาครัฐ โดยมีกรณีศึกษาจากหลายประเทศ อาทิ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ และเนเธอร์แลนด์ ที่สะท้อนแนวทางการนำข้อมูลและ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบาย การจัดสรรทรัพยากร และการให้บริการประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการยกระดับ ระบบคุ้มครองทางสังคม ซึ่งประสบการณ์จากกรณีศึกษาเหล่านี้สามารถเป็นบทเรียนสำหรับประเทศไทยในการต่อยอดการใช้ข้อมูลและ AI เพื่อพัฒนานโยบายและโครงการภาครัฐให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน การนำ AI มาใช้ในบริการสาธารณะจำเป็นต้องคำนึงถึงความเสี่ยงและความปลอดภัย รวมถึงคุณภาพของข้อมูล ระบบ และกรอบธรรมาภิบาลที่เหมาะสม เพื่อให้ AI สามารถสร้างประสิทธิภาพ นวัตกรรม และประโยชน์ต่อประชาชนได้ในระยะยาว

ดร.ยุทธศาสตร์ นิธิไพจิตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มดิจิทัล บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การนำ AI มาใช้ในภาครัฐไม่ใช่เพียงเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ต้องมาพร้อมกับการวางกรอบกำกับดูแลตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้การใช้ AI มีความปลอดภัย มีความรับผิดชอบ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ดังนั้น AI Governance และ Data Governance ต้องพัฒนาไปควบคู่กัน ตั้งแต่การกำหนด Use Case การประเมินความเสี่ยง การเตรียมความพร้อมของข้อมูล ไปจนถึงการติดตามและตรวจสอบการทำงานของระบบ ขณะเดียวกัน ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากร ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการจัดลำดับความเสี่ยง การบูรณาการระบบและการทำงานร่วมกัน เพื่อลดการลงทุนซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร โดยมีหลักสำคัญคือ Data First และ AI Governance From Day 1 เพื่อให้การพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI สามารถขยายผลได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเจาะลึกประเด็นสำคัญครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการเตรียมความพร้อมด้าน Sovereign AI ของประเทศไทย, Roadmap การยกระดับทักษะแรงงานในยุค AI, การสำรวจกรอบกฎหมาย จริยธรรม และความรับผิดชอบในการใช้ AI, เทรนด์และการสาธิตการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วย AI , ตลอดจนการถ่ายทอดประสบการณ์จริงจากบุคลากร BDI ในการนำ AI มาพลิกโฉมการทำงานในหลากหลายสายงานองค์กร เช่น ทรัพยากรบุคคล กฎหมาย งานเลขาฯ และนโยบายและแผน ปิดท้ายด้วย Workshop การประยุกต์ใช้ AI Agent เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและค้นหา Insight เชิงลึก เป็นต้น

ม.สยาม คิดนอกกรอบตำราเรียน ปั้นนักศึกษาสู่ ‘นักสร้างสรรค์นวัตกรรม’ คว้าแชมป์รอบภาคกลาง เวที ‘Enactus Thailand 2026’

8 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ท่ามกลางโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มหาวิทยาลัยสยาม เดินหน้าตอกย้ำจุดยืนการเป็นพื้นที่แห่งการบ่มเพาะ และส่งเสริมการเรียนรู้นอกกรอบตำรา ภายใต้แนวคิดการสร้างสภาพแวดล้อมที่ผลักดันให้นักศึกษา “คิดนอกกรอบ ลงมือทำจริง และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆได้ตลอดเวลา” เพื่อมุ่งสร้างบัณฑิตให้เป็น “นักสร้างสรรค์” ที่พร้อมขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืน

ล่าสุด ความมุ่งมั่นดังกล่าวได้รับการพิสูจน์อีกครั้งบนเวทีระดับประเทศ เมื่อทีมนักศึกษาข้ามศาสตร์ของมหาวิทยาลัยสยาม คว้ารางวัลชนะเลิศ ‘1st Place – Early Stage League, Central Region’ จากการประกวดนวัตกรรมและกิจการเพื่อสังคม ‘Enactus Thailand National Exposition 2026’ รอบภูมิภาคภาคกลาง ซึ่งจัดโดยมูลนิธิรากแก้ว เพื่อเฟ้นหาตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันต่อบนเวทีระดับโลก Enactus World Cup 2026 ณ เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล

ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากโครงงาน “Diffusing Jewelry” (นวัตกรรมเครื่องหอมไล่ยุงเพื่อเศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน) ซึ่งเป็นการบูรณาการความรู้ร่วมกันอย่างลงตัวระหว่างนักศึกษา คณะเภสัชศาสตร์ (นายศิรสิทธิ์ รักทอง, น.ส.นัชฟ้า เพลินคู่ธรรม , น.ส.ณิขาภา สมิตนันท์, นายเรวัติ พุ่มทอง) และ วิทยาลัยนานาชาติ/คณะบริหารธุรกิจ (BBA) (น.ส.วีรยา อินทมาตย์) โดยมี ผศ.ดร.ภญ.นฤมล โพธิ์ศรีทอง และ ดร.ขวัญชล คำพรรณ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ

ผลงานดังกล่าวไม่ใช่เพียงแค่โครงงานส่งอาจารย์ แต่เป็นนวัตกรรมที่ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อแก้ปัญหาในชีวิตจริง ด้วยการนำองค์ความรู้ทางเภสัชศาสตร์มาพัฒนาเป็นเครื่องหอมไล่ยุงที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูง ผสานกับการออกแบบดีไซน์ให้อยู่ในรูปแบบเครื่องประดับและบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัย ตอบโจทย์เชิงพาณิชย์ ควบคู่ไปกับการวางโมเดลธุรกิจเพื่อกระจายรายได้และสร้างอาชีพเสริมให้แก่คนในชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งนอกจากเวทีนี้แล้ว ผลงานดังกล่าวยังเพิ่งคว้ารางวัล รองชนะเลิศอันดับ 2 และรางวัล Popular Vote จากเวทีระดับประเทศอย่าง RISE+ Storyteller Awards 2026 เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาอีกด้วย

ดร.พรชัย มงคลวนิช อธิการบดี ม.สยาม เปิดเผยว่า ที่มหา’ลัย เราไม่ได้สอนให้นักศึกษาจดจำแค่สิ่งที่อยู่ในหนังสือ แต่เราเชื่อว่านวัตกรรมเกิดจากอิสระในการคิดและการลองผิดลองถูก เรามุ่งเน้นการเรียนรู้แบบ Active Learning และ Cross-Disciplinary ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาต่างคณะ ต่างสายวิชา ได้มารวมตัวกัน แลกเปลี่ยนมุมมอง และดึงศักยภาพสูงสุดของตัวเองออกมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ รางวัลในวันนี้คือเครื่องยืนยันว่า นักศึกษาของเราไม่ได้เป็นเพียงผู้รับความรู้ แต่พวกเขาคือ ‘นักสร้างสรรค์’ ที่พร้อมจะเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง และสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม

ศธ.แจ้งด่วนทุกสังกัด สกัดวงจรพฤติกรรมเลียนแบบในสถานศึกษา ย้ำเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง-ดูแลจิตใจ-ใช้กฎหมายจริงจัง

7 กันยายน 2569 เวลา 20:26 น.

“กระทรวงศึกษาธิการ”มีหนังสือด่วนที่สุด แจ้งไปยังทุกสังกัดที่มีสถานศึกษาในกำกับ ให้เร่งดำเนินมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันพฤติกรรมเลียนแบบที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงในสถานศึกษา หลังพบการส่งต่อเนื้อหาเกี่ยวกับเหตุการณ์รุนแรง ภาพอาวุธปืน ข้อความข่มขู่ หรือข้อความที่สร้างความหวาดกลัว ผ่านแอปพลิเคชัน LINE และช่องทางออนไลน์ในกลุ่มนักเรียนหลายพื้นที่ ซึ่งสร้างความตื่นตระหนก กระทบต่อสภาพจิตใจของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา และมีความเสี่ยงพัฒนาไปสู่การก่อเหตุจริง

7 กันยายน 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานกรรมการพิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงนามกำหนดมาตรการดังกล่าว พร้อมแจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ถ่ายทอดแนวปฏิบัติไปยังสถานศึกษาทุกแห่งโดยเร่งด่วน

มาตรการสำคัญประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่

1. ยกระดับการเฝ้าระวังในสถานศึกษา ให้ครูประจำชั้น ครูที่ปรึกษา ครูแนะแนว ครูฝ่ายปกครอง และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ติดตามพฤติกรรมและสัญญาณบ่งชี้ความเสี่ยง รวมถึงการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์และกลุ่มสนทนาที่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษา โดยดำเนินการอย่างเหมาะสม เคารพสิทธิ เสรีภาพ และความเป็นส่วนตัวของนักเรียน

2. จัดระบบแจ้งเหตุและรายงานเหตุเร่งด่วนตลอด 24 ชั่วโมง กำหนดขั้นตอนตั้งแต่การรับแจ้ง คัดกรอง ประเมินระดับความเสี่ยง และส่งต่อข้อมูลไปยังหน่วยงานผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรง พร้อมพิจารณาใช้ระบบที่มีอยู่ เช่น Traffy EDU เพื่อให้การรับแจ้งและติดตามเหตุเป็นมาตรฐานเดียวกัน

3. สร้างความเข้าใจถึงผลทางกฎหมาย ให้นักเรียน ครู ผู้ปกครอง และบุคลากรทางการศึกษาตระหนักว่า การเผยแพร่ ส่งต่อ หรือส่งข้อความ ภาพ หรือข้อมูลที่มีลักษณะข่มขู่ คุกคาม หรืออาจก่อให้เกิดอันตราย โดยเฉพาะเนื้อหาเกี่ยวกับอาวุธปืนและความรุนแรง อาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง หากพบการกระทำเข้าข่ายความผิด ให้ประสานตำรวจหรือหน่วยงานที่มีอำนาจดำเนินการโดยเร็ว

4. ป้องกันการลอกเลียนแบบและการผลิตซ้ำของความรุนแรง กำหนดแนวทางสื่อสารเหตุการณ์อย่างรับผิดชอบ หลีกเลี่ยงการนำเสนอรายละเอียดที่อาจเอื้อต่อการเลียนแบบ เช่น วิธีการก่อเหตุ ขั้นตอนการเตรียมการ หรือข้อมูลที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุซ้ำ รวมถึงไม่นำเสนอในลักษณะที่ทำให้ผู้ก่อเหตุได้รับความสนใจเกินสมควร พร้อมขอความร่วมมือสื่อมวลชนและผู้เกี่ยวข้องร่วมกันลดการแพร่กระจายเนื้อหาที่เป็นอันตราย

5. คุ้มครอง ดูแล และช่วยเหลือนักเรียนอย่างเหมาะสม ให้สถานศึกษาคัดกรองและดูแลนักเรียนที่มีพฤติกรรมส่งต่อข้อความ ภาพ หรือเนื้อหาเกี่ยวกับความรุนแรงและการข่มขู่เป็นรายบุคคล ประสานผู้ปกครอง นักจิตวิทยา ครูแนะแนว หรือบุคลากรด้านสุขภาพจิต พร้อมติดตามพฤติกรรมการล้อเลียน ดูหมิ่น เหยียดหยาม ข่มขู่ คุกคาม และกลั่นแกล้งผ่านสื่อออนไลน์อย่างใกล้ชิด

รมช.ศธ.กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการเน้นย้ำว่าพฤติกรรมที่เริ่มต้นจากการล้อเล่น การส่งต่อข้อความ หรือการเลียนแบบบนโลกออนไลน์ อาจสร้างความหวาดกลัว กระทบสิทธิและความปลอดภัยของผู้อื่น รวมทั้งนำไปสู่ผลทางกฎหมายและเหตุรุนแรงในชีวิตจริงได้ ทุกสังกัดจึงต้องดำเนินการทั้งด้านการป้องกัน การเฝ้าระวัง การช่วยเหลือ และการบังคับใช้กฎหมายควบคู่กันอย่างเป็นระบบ

“ความรุนแรงไม่ควรถูกทำให้เป็นเรื่องปกติหรือถูกผลิตซ้ำด้วยการเลียนแบบ ทุกสัญญาณเตือนต้องได้รับการตรวจสอบ ทุกเหตุแจ้งต้องได้รับการตอบสนอง และนักเรียนทุกคนที่กำลังเผชิญปัญหาต้องเข้าถึงความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เพื่อให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง” รมช.ศธ.กล่าว

กรมวังผู้ใหญ่ฯ เป็นประธานเปิดโครงการ บูรณาการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชน สนง.อัยการสูงสุด ตามแนวพระราชดำริพระองค์ภา

7 กันยายน 2569 เวลา 17:24 น.

กรมวังผู้ใหญ่ ประจำสมเด็จพระบรมราชินี เป็นประธานเปิดโครงการ “บูรณาการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จัดโดยสถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด : เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันสานฝันเด็กและเยาวชน” ตามแนวพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

7 กันยายน 2569 เวลา 08.30 น. พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “บูรณาการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในฐานะผู้กระทำผิดและผู้เสียหายด้วยความเสมอภาค : การสร้างภูมิคุ้มกัน สานฝันเด็กและเยาวชน” ซึ่งสถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 – 9 กันยายน 2569 ณ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนระยอง ตำบลเนินพระ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง

นายบัญชา เขียวต่าย เลขาธิการสถาบันนิติวัชร์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการตามแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งมีการ บูรณาการหน่วยงานหลักในกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยอง, สำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยอง, กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันดำเนินงานด้านการแก้ไข บำบัด และฟื้นฟูเด็กและเยาวชน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กและดำเนินการตามมาตรฐานเดียวกันด้วยความเสมอภาค เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ

สำหรับการจัดโครงการในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมได้เรียนรู้การสอนกระบวนการคิดเพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเอง และเสริมสร้างทักษะในการดำเนินชีวิต ได้แก่ ทักษะการสื่อสาร การสร้างสัมพันธภาพที่ดี, การกำหนดเป้าหมายในชีวิต, การปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนมีทัศนคติเชิงบวก สามารถแก้ไขปัญหาในชีวิตโดยไม่จำเป็นต้องกระทำความผิดหรือใช้ความรุนแรงในการยุติปัญหา รวมถึงการพัฒนาทัศนคติและวิธีคิด โดยเรียนรู้จากบุคคลต้นแบบเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างประสบความสำเร็จ ตลอดจนได้รับการแก้ไข บำบัด และฟื้นฟูด้วยวิธีการที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างปกติสุขและไม่หวนกลับไปกระทำความผิดซ้ำอีก โดยมีเด็กและเยาวชนจากศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนระยอง ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านบึง สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดระยอง และสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดชลบุรี เข้าร่วมโครงการ จำนวน 88 คน