ผงะยอดหนี้ครู ท่วมหัว1.14ล้านล้าน รบ.สั่งรื้อแก้ทั้งระบบ

7 กันยายน 2569 เวลา 06:04 น.

ศธ. ผนึก เกษตรฯ เร่งแก้หนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู หลังพบหนี้รวมกว่า 1.14 ล้านล้านบาท สมาชิก 8.6 แสนราย ตั้งคณะกรรมการร่วม 2 กระทรวง ดึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการ่วมดูข้อกฎหมาย วางแนวทางตั้งแต่หาแหล่งเงินกู้ต้นทุนต่ำ เปลี่ยนแหล่งเงินกู้ รวมหนี้ ปรับแผนชำระ ไปจนถึง Credit Lock ป้องกันก่อหนี้ใหม่ หวังให้ครูมีเงินเหลือใช้และหลุดจากวงจรหนี้อย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยขยับจากการช่วยลดภาระดอกเบี้ย ไปสู่การแก้ปัญหา “ทั้งระบบ” โดยเฉพาะหนี้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ซึ่งเป็นภาระสำคัญของครูจำนวนมาก พร้อมบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อวางแนวทางแก้หนี้ที่ครอบคลุมตั้งแต่แหล่งเงินทุนของสหกรณ์ ไปจนถึงภาระหนี้ของสมาชิก

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ระบุว่า ปัจจุบันมีสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 116 แห่ง มีสมาชิก 862,539 ราย และมีเงินให้กู้รวม 1,141,545 ล้านบาท ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูมีค่าเฉลี่ย 5.60% และสูงสุดถึง 9% โดยมีสหกรณ์ 15 แห่ง หรือ 13% ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า 7%

 “แก้หนี้ครูจะมองแค่การลดดอกเบี้ยไม่ได้ เพราะหากต้นทุนในการหาเงินมาปล่อยกู้ของสหกรณ์ยังสูง ภาระหนี้และระยะเวลาชำระยังไม่เหมาะสม และสมาชิกยังสามารถก่อหนี้เพิ่มได้ ปัญหาก็อาจกลับมาอีก รัฐบาลจึงต้องแก้ตั้งแต่ต้นทางของเงินทุน ไปจนถึงการบริหารหนี้ของครูแต่ละคน” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากการหารือเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ระหว่างนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กับนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้จัดตั้ง คณะกรรมการร่วมระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีเลขาธิการ สกสค. และอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นประธานกรรมการฝ่ายละหน่วย พร้อมเชิญผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเข้าร่วมพิจารณาข้อกฎหมาย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสามารถเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วและนำไปใช้ได้จริง

สำหรับแนวทางที่อยู่ระหว่างการศึกษา จะครอบคลุมตั้งแต่การหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้สหกรณ์ เพื่อลดต้นทุนในการนำเงินมาปล่อยกู้และช่วยให้สหกรณ์มีเงินเพียงพอในการบริหารจัดการ ไปจนถึงการช่วยสมาชิก เปลี่ยนไปใช้แหล่งเงินกู้ที่มีต้นทุนต่ำลง การรวมหนี้เป็นก้อนเดียว การปรับแผนชำระหนี้ และการยืดระยะเวลาผ่อนชำระ เพื่อให้ยอดที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนสอดคล้องกับรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิกมากขึ้น โดยแนวทางของกรมส่งเสริมสหกรณ์เสนอให้บูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อจัดหาแหล่งสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำมาช่วยลดภาระทางการเงินของสมาชิกและสหกรณ์

ขณะเดียวกัน การแก้หนี้ต้องไม่จบแค่การช่วยชำระหนี้เดิม แต่ต้องป้องกันไม่ให้เกิดหนี้ก้อนใหม่ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์มีแนวทางนำเครื่องมือ Credit Lock มาใช้ร่วมกับบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) เพื่อป้องกันสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการไม่ให้ไปก่อหนี้เพิ่มกับสถาบันการเงินหรือผู้ให้สินเชื่อรายอื่นตามเงื่อนไขที่กำหนด ปัจจุบันมีสหกรณ์ 14 แห่งนำเครื่องมือนี้ไปใช้กับสมาชิก 914 รายแล้ว ในจำนวนนี้เป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 9 แห่ง สมาชิก 864 ราย

นอกจากนี้ ยังมีแนวทาง กำหนดอัตราเงินปันผลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับผลการดำเนินงานของสหกรณ์ เพื่อให้การบริหารสหกรณ์มีความสมดุลและไม่เพิ่มแรงกดดันให้ต้องหารายได้จากการปล่อยสินเชื่อที่มีความเสี่ยง รวมถึงปรับหลักเกณฑ์การปล่อยกู้ให้เป็นไปตามแนวคิด “การปล่อยกู้อย่างรับผิดชอบ” (Responsible Lending) โดยพิจารณาความสามารถของสมาชิกในการชำระหนี้ในระยะยาว รวมถึงภาระทางการเงินที่จะเกิดขึ้นหลังเกษียณ

 “เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่แค่ทำให้ครูจ่ายดอกเบี้ยน้อยลง แต่ต้องทำให้ครูมีหนี้ที่บริหารจัดการได้ มีเงินเหลือเพียงพอต่อการดำรงชีวิต และมีระบบที่ช่วยป้องกันไม่ให้กลับไปเป็นหนี้เพิ่มอีก” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาที่ต้องเร่งแก้คือกรณีครูบางส่วนมีภาระหนี้จนถูกหักเงินเดือนในสัดส่วนสูง เหลือเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไม่ถึง 30% ของเงินเดือน ซึ่งกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิต ดังนั้น การแก้หนี้ครูจึงต้องทำควบคู่กันทั้ง “ลดต้นทุน – ลดภาระผ่อนต่อเดือน – ปรับหนี้ให้เหมาะกับรายได้ – ป้องกันหนี้ใหม่”

ทั้งนี้ คณะกรรมการร่วม 2 กระทรวงจะเร่งศึกษารายละเอียดทั้งด้านมาตรการ แหล่งเงินทุน แนวทางปรับหนี้ และข้อกฎหมาย ก่อนรายงานผลภายใน 30 วัน เพื่อนำไปสู่แนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมต่อไป “จากลดดอกเบี้ย ต้องไปให้ถึงลดต้นทุน จากลดต้นทุน ต้องไปถึงการปรับหนี้ให้เหมาะกับรายได้ และจากนั้นต้องสร้างระบบที่ช่วยให้ครูไม่กลับไปเป็นหนี้ซ้ำ เป้าหมายสุดท้ายคือทำให้ครูมีความมั่นคงทางการเงิน มีเงินเหลือสำหรับดำรงชีวิต และสามารถกลับไปทุ่มเทกับการสอนและดูแลนักเรียนได้อย่างเต็มที่” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

กระทรวงศึกษาฯรัฐบาลสั่งรื้อหนี้ครู

เปิดบ้านวิชาการ ‘Satit PIM Discovery Day 2026’ ฉลอง 10 ปีแห่งการเรียนรู้ สู่ก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน

7 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

โรงเรียนสาธิตสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ จัดงานเปิดบ้านวิชาการ “Satit PIM Discovery Day 2026” ภายใต้แนวคิด “SATIT PIM X : A Decade of Pride – 10 ปีแห่งความภูมิใจและก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน” นำเสนอผลงานและกระบวนการเรียนรู้ที่สะท้อนพัฒนาการตลอดหนึ่งทศวรรษของโรงเรียน พร้อมต่อยอดองค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีสู่การเรียนรู้ในอนาคต โดยได้รับเกียรติจาก นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เป็นประธานในพิธี โดยมี ณรงค์ศักดิ์ ภูมิศรีสอาด ผู้แทนของผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนสาธิตสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ พร้อมคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับ

ภายในงาน นักเรียนและครูร่วมถ่ายทอดการเรียนรู้ผ่านนิทรรศการ ผลงาน และกิจกรรมจากหลากหลายกลุ่มสาระ โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้เข้ากับการลงมือปฏิบัติจริง อาทิ การจำลองโครงสร้าง DNA ด้วยลูกปัด การออกแบบรถบังคับและหุ่นยนต์เคลื่อนไหว ตลอดจนกิจกรรมด้านภาษาและวัฒนธรรมจีน พร้อมการแข่งขันทักษะด้านวิทยาศาสตร์ ภาษาจีน ฟุตบอล และหมากล้อม

Satit PIM Discovery Day 2026 จึงเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ถ่ายทอดสิ่งที่เรียนรู้ผ่านผลงานและประสบการณ์จริง พร้อมสะท้อนแนวทางการศึกษาของสาธิตพีไอเอ็มที่มุ่งพัฒนาการเรียนรู้ให้เท่าทันโลก และเตรียมพร้อมสำหรับก้าวต่อไปในอนาคตอย่างมีความหมาย

Satit PIM Discovery Day 2026

ถอด 3 บทเรียนจาก 15 ปี ‘BC4C’ แก้ปัญหาสังคมอย่างยั่งยืน

7 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

“การสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ไม่ได้เริ่มจากเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการลงทุนกับ ‘คน’ เพราะเมื่อผู้คนมีศักยภาพ พวกเขาจะกลับไปสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมได้ด้วยตัวเอง” นี่คือมุมมองจาก นายรัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสายอาวุโส – สื่อสารองค์กร บมจ.บ้านปู ที่ได้ร่วมถ่ายทอดบนเวที The Business of Sustainability ภายในงาน Sustrends 2027” เพื่อถ่ายทอดวิสัยทัศน์ของบ้านปู และแบ่งปันบทเรียนตลอด 15 ปี จากการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการเพื่อสังคมผ่าน “โครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม” (Banpu Champions for Change: BC4C) พร้อมชวนให้ภาคธุรกิจมองเห็นบทบาทของตนเองในการร่วมสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของผู้คนและสังคม และเน้นย้ำว่า “การพัฒนาศักยภาพคน” คือรากฐานสำคัญของการสร้างความยั่งยืนที่แท้จริง

เมื่อ 15 ปีก่อน คำว่า Social Enterprise” หรือ กิจการเพื่อสังคม ยังเป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย ขณะที่บทบาทของภาคธุรกิจยังถูกมองว่ามีหน้าที่หลักในการสร้างผลกำไร ส่วนการแก้ปัญหาสังคมเป็นหน้าที่ของภาครัฐหรือองค์กรไม่แสวงหากำไร บ้านปูจึงตั้งคำถามสำคัญว่า “ธุรกิจจะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาสังคมได้หรือไม่และจะทำอย่างไรให้การสร้างการเปลี่ยนแปลงดำเนินต่อไปได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินบริจาคเพียงอย่างเดียว”

คำถามนี้นำไปสู่การก่อตั้ง “โครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม” ในปี 2554 ร่วมกับ ChangeFusion เพื่อบ่มเพาะผู้ประกอบการเพื่อสังคมที่ใช้กลไกทางธุรกิจสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ด้วยความเชื่อว่า เมื่อผู้ประกอบการมีศักยภาพและสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน พวกเขาจะกลับไปสร้างโอกาสให้กับผู้คน ชุมชน และประเทศได้

ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา โครงการฯได้ปรับบทบาทให้สอดรับกับพัฒนาการของระบบนิเวศผู้ประกอบการและบริบททางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่มุ่งเน้นการบ่มเพาะผู้ประกอบการระยะเริ่มต้น สู่การเป็น Springboard ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ เครือข่าย พันธมิตร และโอกาสทางธุรกิจ เพื่อผลักดันให้กิจการเพื่อสังคมสามารถขยายผล เข้าถึงตลาด และเติบโตได้อย่างยั่งยืน เพราะบ้านปูเชื่อว่า “เงินทุนอาจช่วยให้ธุรกิจเกิด แต่โอกาสและระบบนิเวศที่แข็งแรง คือสิ่งที่ทำให้ธุรกิจเติบโต”

จากประสบการณ์ทำงานร่วมกับกิจการเพื่อสังคมกว่า 130 แห่ง บ้านปูได้ค้นพบ 3 บทเรียนสำคัญ ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านกรณีศึกษาที่สะท้อนการนำแนวคิดเหล่านี้ไปสู่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง

บทเรียนแรก: ความได้เปรียบที่ยั่งยืน ไม่ใช่ “นวัตกรรม” แต่คือ “คุณค่า” ที่ธุรกิจสร้างให้ผู้คน

ในโลกที่เทคโนโลยีเข้าถึงได้ง่าย ความรู้หาได้จากทุกที่ และนวัตกรรมถูกลอกเลียนได้อย่างรวดเร็ว การเป็นผู้คิดค้นคนแรกอาจไม่ใช่ความได้เปรียบที่ยั่งยืนอีกต่อไป คำถามที่สำคัญกว่าคือ ธุรกิจกำลังสร้างคุณค่าอะไร และคุณค่านั้นมีความหมายต่อผู้คนมากเพียงใด ด้วยเหตุนี้ โครงการ Banpu Champions for Change จึงไม่ได้มองหาเพียงกิจการที่มีแนวคิดแปลกใหม่แต่สนับสนุนให้ผู้ประกอบการค้นหาคุณค่าที่ธุรกิจมอบให้แก่ลูกค้าและสังคมที่เชื่อมโยงคุณค่าทางธุรกิจกับคุณค่าทางสังคม เพื่อให้กิจการเติบโตได้โดยไม่ทิ้งเป้าหมายที่ตั้งใจไว้                                              

ภูคราม (BC4C#11) สะท้อนบทเรียนนี้ได้อย่างชัดเจน จากกิจการที่นำงานปักผ้าฝ้ายพื้นถิ่นมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย จนได้รับการยอมรับและมีผู้ผลิตรายอื่นนำแนวคิดไปต่อยอด เมื่อช่างฝีมือในเครือข่ายมีทักษะสูงขึ้น บางคนเริ่มรับงานจากแบรนด์อื่นหรือเปิดกิจการของตัวเอง สิ่งที่ดูเหมือนเป็นความท้าทาย กลับทำให้ผู้ก่อตั้งตั้งคำถามใหม่ว่า เป้าหมายของธุรกิจคือการเพิ่มยอดขาย หรือการทำให้ผู้คนในเครือข่ายมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ภูครามจึงเปลี่ยนจากการมุ่งขยายจำนวนช่างฝีมือ มาเป็นการดูแลคนในเครือข่าย ผ่านการกระจายงานอย่างเป็นธรรม การสร้างรายได้ที่เพียงพอ และการพัฒนาช่างฝีมือให้ได้รับการยอมรับในฐานะ “ศิลปิน” ไม่ใช่เพียงผู้รับจ้างผลิต

บทเรียนที่สอง: ความเข้าใจปัญหาคือความได้เปรียบที่ AI ยังทดแทนไม่ได้

ปัจจุบันทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูล เทคโนโลยี AI และเครื่องมือทางธุรกิจได้ใกล้เคียงกัน แต่สิ่งที่ยังไม่สามารถคัดลอกมาใช้ได้ทันที คือความเข้าใจเชิงลึกที่เกิดจากการลงพื้นที่ การทำงานร่วมกับผู้คน และการสัมผัสปัญหาจริง กิจการเพื่อสังคมที่มีความได้เปรียบจึงไม่จำเป็นต้องเป็นกิจการที่มีข้อมูลมากที่สุด แต่เป็นกิจการที่เข้าใจบริบทของปัญหาอย่างลึกซึ้ง และสามารถนำความเข้าใจนั้นมาออกแบบทางออกที่ตอบโจทย์ชีวิตของผู้คนได้จริง

คีรีฟาร์ม (BC4C#12) เป็นตัวอย่างของการมองลึกไปกว่าสิ่งที่เห็นบนพื้นผิว แทนที่จะมองการเผาฟางหลังฤดูเก็บเกี่ยวว่าเกิดจากการขาดความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม ผู้ก่อตั้งกลับพบว่า ต้นตอของปัญหาคือเกษตรกรยังไม่เห็นคุณค่าทางเศรษฐกิจของเศษวัสดุเหลือทิ้งอย่างฟางข้าว คีรีฟาร์มจึงพัฒนาโมเดลรับซื้อฟางข้าวที่เคยถูกเผาทิ้ง เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการเพาะเห็ดฟาง เปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งให้กลายเป็นรายได้ และต่อยอดเป็นธุรกิจชุมชนที่สร้างรายได้หลักแสนบาทต่อเดือน เมื่อแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเปลี่ยน พฤติกรรมของผู้คนก็เปลี่ยนตาม นี่คือการใช้กลไกตลาดแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเรียกร้องให้ผู้คนเสียสละ

บทเรียนที่สาม: ธุรกิจจะผ่านวิกฤตได้ เมื่อทีมพร้อมเรียนรู้และปรับตัว

ไม่มีผู้ประกอบการคนใดประสบความสำเร็จตั้งแต่วันแรก ทุกกิจการล้วนต้องเผชิญความผิดพลาด ความไม่แน่นอนและโจทย์ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน บทบาทของ BC4C จึงไม่ใช่การกำหนดว่าผู้ประกอบการควรเดินไปทางใด แต่เป็นการทำหน้าที่เสมือน “กระจก” ที่ช่วยให้พวกเขามองเห็นศักยภาพ จุดแข็ง จุดอ่อน และโอกาสของตัวเองได้ชัดขึ้น โครงการฯอาจช่วยเปิดประตู เติมองค์ความรู้ และเชื่อมโยงเครือข่าย แต่ท้ายที่สุด ผู้ประกอบการต้องเป็นผู้ตัดสินใจและก้าวผ่านประตูนั้นด้วยตัวเอง เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่การสร้างธุรกิจที่เติบโตเพียงระยะสั้น แต่คือการสร้างผู้ประกอบการที่สามารถเรียนรู้ ปรับตัว และเติบโตได้ แม้ไม่ได้อยู่ภายใต้การบ่มเพาะของโครงการแล้ว

กรณีของ Local Alike (BC4C#2) แสดงให้เห็นพลังของทีมและเครือข่ายได้อย่างชัดเจน เมื่อวิกฤตโควิด-19 ทำให้การเดินทางหยุดชะงัก รายได้จากการท่องเที่ยวของชุมชนหายไปเกือบทั้งหมด แทนที่จะรอให้สถานการณ์กลับมาเป็นปกติ ทีมได้พัฒนา Local Alot แพลตฟอร์มจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากชุมชนทั่วประเทศ และต่อยอดเป็น Local Aroi เพื่อพาผลิตภัณฑ์อาหารและวัตถุดิบจากชุมชนเข้าสู่ตลาดออนไลน์ สิ่งที่ทำให้ Local Alike ปรับตัวได้อย่างรวดเร็วไม่ใช่เพียงไอเดียธุรกิจใหม่ แต่คือความไว้วางใจที่สั่งสมมายาวนานระหว่างทีม ชุมชน และเครือข่ายพันธมิตรทั่วประเทศ ความสำเร็จจึงไม่ได้หมายถึงการไม่เคยเผชิญวิกฤต แต่คือความสามารถของผู้คนในการเรียนรู้ ปรับตัว และมองเห็นโอกาสใหม่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

แม้วันนี้ BC4C จะสนับสนุนกิจการเพื่อสังคมมากกว่า 130 กิจการ แต่สำหรับบ้านปู ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่คำตอบของความสำเร็จ สิ่งที่มีความหมายกว่าคือผลกระทบที่ผู้ประกอบการเหล่านั้นส่งต่อกลับไปยังผู้คนและชุมชน การประเมินผลกระทบทางสังคมของโครงการฯ (Social Impact Assessment : SIA) สะท้อนว่า การลงทุนกับผู้ประกอบการเหล่านี้ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผู้คนกว่า 1.3 ล้านชีวิต แต่ในมุมมองของบ้านปู ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่เพียงจำนวนผู้ได้รับประโยชน์ หากคือ 1.3 ล้านโอกาส ที่เกิดขึ้นจากคนธรรมดาซึ่งลุกขึ้นมาแก้ปัญหาในชุมชนของตนเอง

“สำหรับบ้านปู โครงการนี้มีความหมายในการลงทุนกับคน ที่ไม่เพียงพัฒนาศักยภาพของเขาให้ประสบความสำเร็จ แต่ทำให้คนหนึ่งเติบโตมากพอที่จะกลับไปสร้างโอกาสให้กับคนอื่นต่อไป” นายรัฐพล กล่าวทิ้งท้าย

BC4C

ในหลวง-พระราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสิ่งของช่วยเหลือชาวเนปาล

6 กันยายน 2569 เวลา 21:38 น.

 

เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานสิ่งของช่วยเหลือประชาชนชาวเนปาล ในเหตุการณ์อุทกภัยฉับพลันและดินถล่มรุนแรงทางตอนเหนือของเนปาล เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สินเป็นบริเวณกว้าง

ในการนี้ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะหน่วยงานในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้น้อมนำพระราชกระแสรับสั่งมาดำเนินการจัดเตรียมสิ่งของพระราชทาน ประกอบด้วย เต็นท์นอน ถุงนอนฉุกเฉิน ถุงพระราชทานสำหรับเด็ก เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ไฟฉาย และหมวกนิรภัย พร้อมทั้งจัดบรรจุและติดตราสัญลักษณ์สิ่งของพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี

จากนั้น มูลนิธิฯ ได้ขนส่งสิ่งของพระราชทานไปยังโรงเก็บอากาศยาน กองบิน ๖ กองบัญชาการกองทัพอากาศ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับพิธีมอบแก่ นายธัน พหาทุร โอลิ (Mr. Dhan Bahadur Oli) เอกอัครราชทูตเนปาลประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา โดยมี พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ในการเชิญสิ่งของพระราชทานไปมอบในพิธีต่อไป

มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้มีโอกาสสนองงานในครั้งนี้ และมุ่งมั่นปฏิบัติภารกิจด้วยความเรียบร้อยรอบคอบ เพื่อให้สิ่งของพระราชทานถึงมือประชาชนชาวเนปาลผู้ประสบภัยโดยเร็ว สอดคล้องกับพระราชปณิธานที่ทรงห่วงใยและปรารถนาดีต่อประชาชนของมิตรประเทศเสมอมา

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

พระราชินีเนปาลแนวหน้าออนไลน์ในหลวง

“ประเสริฐ” กาง 4 ยุทธศาสตร์ พลิก สกร.สู่ยุค AI ชื่นชม สกร. มีบทบาทสำคัญในการสร้างโอกาสทางการศึกษา

6 กันยายน 2569 เวลา 18:44 น.

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เป็นประธานพิธีเปิดโครงการพัฒนาครูผู้สอนสู่การเป็นครูนวัตกรด้านการจัดและส่งเสริมการเรียนรู้ ของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดนครราชสีมา โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ., นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน , ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมผู้บริหาร ศธ.,ผู้ตรวจราชการศธ., ศึกษาธิการภาค, ผู้บริหาร สกร., สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา, องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานภาคการศึกษาในพื้นที่ เข้าร่วมงาน ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมสตาร์เวลล์บาหลี รีสอร์ท จ.นครราชสีนา

โดยนายประเสริฐ กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เข้ามามีบทบาทต่อสังคม เศรษฐกิจ พลังงาน และวิถีชีวิต ทำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องปรับตัวและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นทิศทางพัฒนาการศึกษาและบทบาทของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)ในโลกยุคใหม่ ต้องเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ทั้งนี้ ยังกล่าวชื่นชมบทบาท กศน. ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น สกร. ว่า เป็นหน่วยงานที่ ขับเคลื่อนการทำงานที่ใกล้ชิดประชาชนและมีบทบาทสำคัญในการสร้างโอกาสทางการศึกษามาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการรองรับผู้ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับการขับเคลื่อน Zero Dropout รวมถึงการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และช่วยลดความเหลื่อมล้ำให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล เปิดโอกาสให้ผู้ที่พลาดโอกาสจากระบบการศึกษาสามารถกลับมาเรียน ได้รับวุฒิการศึกษา และนำวุฒิไปต่อยอดทั้งการทำงานและการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น บางคนสามารถศึกษาต่อจนถึงระดับปริญญาตรีและปริญญาโท สิ่งเหล่านี้เป็นความภาคภูมิใจ ถือเป็นบทบาทที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของประชาชนจำนวนมาก จึงขอแสดงความชื่นชม

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า ในโลกยุคใหม่ ครูและบุคลากร สกร.จะต้องไม่หยุดอยู่เพียงบทบาท “ผู้ถ่ายทอดความรู้” แต่ต้องก้าวขึ้นมาเป็น “นวัตกร” หรือผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรม สามารถนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับการจัดการเรียนรู้ได้อย่างสร้างสรรค์ ปลอดภัย และมีความรับผิดชอบ โดยเฉพาะ AI ซึ่งมีทั้งประโยชน์และความเสี่ยง เนื่องจากปัจจุบันสามารถสร้างภาพ เสียง และวิดีโอที่ใกล้เคียงของจริงได้มากขึ้น จนอาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสน ดังนั้นการสร้างความรู้เท่าทันเทคโนโลยีและการใช้ AI อย่างมีจริยธรรมจึงเป็นเรื่องจำเป็น

นายประเสริฐ กล่าวว่า เมื่อก่อนตนพูดถึงเรื่องนโยบาย 5 ด้าน ซึ่งไม่ใช่ยุทธศาสตร์ แต่วันนี้จะพูดเรื่องของ 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อยกระดับบุคลากรและระบบการศึกษา โดยยุทธศาสตร์แรก คือ “การพัฒนาคน” มุ่งยกระดับสมรรถนะครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้สามารถออกแบบการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และใช้เทคโนโลยีและ AI อย่างสร้างสรรค์ ปลอดภัย และมีความรับผิดชอบ ขณะเดียวกัน กระทรวงศึกษาธิการอยู่ระหว่างจัดทำ AI Framework เพื่อสร้างกรอบการใช้ AI ทางการศึกษาอย่างเหมาะสม โดยครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้เรียนของ สกร.จะเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายที่จะต้องได้รับความรู้และพัฒนาทักษะในเรื่องดังกล่าว
ยุทธศาสตร์ที่ 2 คือ “การปรับระบบงาน” โดยกระทรวงศึกษาฯนำระบบดิจิทัลเข้ามาลดขั้นตอน ลดความซ้ำซ้อน และลดภาระงานของครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งก่อนหน้านี้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้นำระบบ e-Office มาใช้ โดยจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ก่อนขยายการดำเนินงานไปยังส่วนต่าง ๆ เพื่อมุ่งสู่ระบบการบริหารการศึกษาที่มีประสิทธิภาพและมีความเป็นดิจิทัลมากขึ้นในปี 2570 ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

ยุทธศาสตร์ที่ 3 คือ “การเชื่อมโยงแพลตฟอร์ม” โดยกระทรวงศึกษาธิการกำลังพัฒนา EduPass ให้เป็น Super App ด้านการศึกษา ซึ่งจะรวบรวมบริการและข้อมูลด้านการศึกษาเข้าไว้ด้วยกัน รวมถึง Teacher ID และ Student ID เพื่อให้ข้อมูลสามารถเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ โดยตั้งเป้าให้ระบบมีความพร้อมในช่วงต้นปี 2570 และ สกร.จะเป็นหนึ่งในหน่วยงานกลุ่มแรกที่เข้ามาร่วมขับเคลื่อน

และ ยุทธศาสตร์ที่ 4 มุ่งสร้างความพร้อมให้บุคลากรสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ที่ต้องการทั้งความคล่องตัวและความสามารถในการปรับตัว โดยการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา จะเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบเดียวกันทุกแห่ง

“สกร.มีจุดแข็งในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากมีพื้นฐานการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.) ซึ่งมีความยืดหยุ่นในการจัดการเรียนรู้ จึงสามารถออกแบบ ปรับเปลี่ยน และนำองค์ความรู้ไปใช้ให้เหมาะสมกับประชาชนและความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ได้” นายประเสริฐ กล่าว
รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า บทบาทของ สกร.ในอนาคต ตนขอฝากโจทย์สำคัญไว้ 3 เรื่อง โดยเรื่องแรก คือการเปลี่ยนจากหน่วยงานที่ทำหน้าที่ด้าน “การศึกษานอกระบบ” ไปสู่การเป็น “องค์กรหลักในการสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนไทย” เพราะแนวคิดการเรียนรู้ในปัจจุบันเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยี จากการเรียนรู้ตามอัธยาศัยไปสู่ Lifelong Learning ที่ประชาชนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิต

เรื่องที่ 2 คือการผลักดัน “National Lifelong Learning Platform” หรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิตระดับชาติ ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่จะต้องหารือร่วมกับผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการและกรมส่งเสริมการเรียนรู้ว่าจะขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นอย่างไร เนื่องจาก สกร.เป็นหน่วยงานที่มีศักยภาพในการเข้าถึงประชาชนได้ทุกกลุ่มและทุกช่วงวัย และสามารถเปิดโอกาสทางการเรียนรู้ให้กับประชาชนได้อย่างกว้างขวาง จึงมีความเหมาะสมที่จะเป็นฐานสำคัญในการสร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประเทศ

และเรื่องที่ 3 คือ การใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเปลี่ยนทั้ง “วิธีคิดและวิธีทำงาน” โดยต้องไม่มอง AI เป็นเพียงเครื่องมือใหม่สำหรับการเรียนการสอน แต่ต้องนำมาใช้เพื่อปรับกระบวนการทำงานและสร้างรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

ประเสริฐ เปิดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเครือข่ายคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

6 กันยายน 2569 เวลา 18:40 น.

“ประเสริฐ” เปิดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเครือข่ายคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชู “พลังกรรมการสถานศึกษา ยกระดับโรงเรียนไทยทุกภูมิภาค”

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเครือข่ายคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “พลังกรรมการสถานศึกษา ยกระดับโรงเรียนไทยทุกภูมิภาค” โดยมีผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในพื้นที่ภาคอีสาน เข้าร่วมประชุม ณ ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 โคราช จังหวัดนครราชสีมา

นายประเสริฐ กล่าวว่า คณะกรรมการสถานศึกษาเป็น “หุ้นส่วนสำคัญทางการศึกษา” และถือเป็นหนึ่งในกลไกหลักที่จะทำให้การขับเคลื่อนนโยบายไปถึงโรงเรียนและชุมชนได้จริง ตนเคยเป็นกรรมการสถานศึกษามาก่อนถึง 3 โรงเรียน จึงเข้าใจบทบาทและความสำคัญของคณะกรรมการสถานศึกษาเป็นอย่างดี ซึ่งการขับเคลื่อนการศึกษาต้องอาศัย 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการสถานศึกษา และคณะกรรมการสถานศึกษา ที่จะทำงานร่วมกันอย่างเป็นมืออาชีพ โดย ผอ.เขตพื้นที่ฯ มีหน้าที่นำนโยบายจากส่วนกลางลงสู่พื้นที่โรงเรียน ส่วนผอ.โรงเรียนแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ขณะที่คณะกรรมการสถานศึกษาซึ่งเป็นคนในท้องถิ่น ในเขตชุมชน ต้องเข้ามามีส่วนร่วมคิดและตัดสินใจ จึงถือว่าทั้ง 3 ส่วนนี้คือหัวใจ สำคัญ ของการขับเคลื่อนการศึกษา ต้องร่วมกันทำงานอย่างมืออาชีพ การศึกษาจึงจะเกิดผลดี All for Education ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง จึงเป็นที่มาของคณะกรรมการสถานศึกษาที่ประกอบไปด้วยคนทุกกลุ่ม

รมว.ศธ. กล่าวว่า การเวิร์กช็อปครั้งนี้มีความสำคัญ สามารถนำไปแก้ปัญหาในพื้นที่ได้จริง โดยให้แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ เรื่องที่โรงเรียนและพื้นที่มีอำนาจแก้ไขได้ให้ตัดสินใจและลงมือทำทันที ส่วนเรื่องที่เกินศักยภาพของพื้นที่ ให้รวบรวมข้อมูลส่งมายัง สพฐ.และกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อนำไปแก้ไขในระดับนโยบายและงบประมาณ ตัวอย่างเช่น การวางมาตรการโรงเรียนปลอดภัย ทางโรงเรียนสามารถดำเนินการได้ในพื้นที่ แต่หากเป็นอาคารเรียนเก่ามากๆ ระบบสายไฟที่เป็นอันตรายต่อเด็ก หรือเรื่องที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ต้องแจ้งมายังส่วนกลาง ไม่ควรปล่อยให้กรรมการสถานศึกษาต้องทอดผ้าป่าระดมเงินเพื่อแก้ปัญหากันเองเหมือนที่ผ่านมา

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ตนอยากให้มีการสร้างเครือข่ายการศึกษาระดับตำบล เนื่องจากประเทศไทยมีประมาณ 72,000 ตำบล และมีโรงเรียน สพฐ.ประมาณ 29,000 โรงเรียน หากรวมโรงเรียนท้องถิ่นด้วย จะมีโรงเรียนประมาณ 30,000 แห่ง หรือเฉลี่ยประมาณ 4-5 โรงเรียนใน 1 ตำบล แต่ปัจจุบันโรงเรียนส่วนใหญ่ยังทำงานแยกกันขาดการเชื่อมโยงเพื่อวางทิศทางการศึกษาร่วมกันในระดับตำบล
ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างมาก โดยปี 2568-2569 มีเด็กไทยเกิดทั่วประเทศแค่ประมาณ 420,000 คน เด็กที่จะเข้าสู่ระบบการศึกษาแค่ 400,000 คน ส่วนจังหวัดนครราชสีมา ปี 2569 มีเด็กเกิดประมาณ 13,000 คน เทียบกับเมื่อ 10 ปีก่อนมีเด็กเกิดประมาณ 20,000 คน จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันคิดว่า ภายใต้จำนวนเด็กที่ลดลง จะบริหารจัดการโรงเรียนและออกแบบการศึกษาในอนาคตที่มีคุณภาพควรเป็นอย่างไร

“ในมิติของการตัดสินใจ เนื่องจากปัจจุบันโรงเรียนมีฐานะเป็นนิติบุคคล หลายเรื่อง ผอ.โรงเรียน ผอ.เขตพื้นที่ฯ และคณะกรรมการสถานศึกษาสามารถหารือและตัดสินใจร่วมกันได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอส่วนกลางทุกเรื่อง เช่น เรื่องทรงผมนักเรียน และเวลาหน้าจอที่เด็กจะใช้ ทางโรงเรียนสามารถกำหนดแนวทางให้เหมาะกับบริบทได้เลย ส่วนเรื่องนโยบายใหญ่ ๆกระทรวงจะเป็นผู้กำหนดกรอบและลงไปให้คำแนะนำ ผมอยากจะเห็นการทำงานลักษณะผู้บริหารแบบมืออาชีพหรือแบบ CEO ผอ.เขตฯ ผอ. โรงเรียน และกรรมการสถานศึกษาทำงานร่วมกันและมีเครือข่ายต่างๆ ซึ่งเป็นมิติที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง” นายประเสริฐ กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า ขอฝากให้โรงเรียนนำผลจากการเวิร์กช็อปครั้งนี้เป็นการบ้านกลับไปจัดทำ 3 เรื่อง คือ 1. School Action Plan ให้ครอบคลุม 5 นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยต้องเป็นแผนที่นำไปปฏิบัติได้จริง ทั้งการลดภาระงานครู การลดความเหลื่อมล้ำ การเรียนรู้สู่โลกความเป็นจริงเด็กเรียนแล้วมีงานทำห โรงเรียนปลอดภัย การร่วมแสดงความเห็นในการจัดทำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2.การจัดทำพันธะสัญญาระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ตามบริบทของโรงเรียนและชุมชน 1 โรงเรียน 1 พันธะสัญญา โดยกำหนดระยะเวลาว่าภายในเวลาเท่าไหร่จะสามารถดำเนินการได้สำเร็จตามพันธะนั้น และ 3.จัดทำแผนเรื่องความปลอดภัย ทั้งนี้ สพฐ.จะต้องรวบรวมทั้ง 3 เรื่องดังกล่าว เพื่อนำมาจัดทำเป็นนโยบายยุทธศาสตร์ของชาติในรูปการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกโดยใช้เอไอมาช่วย ซึ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดมากที่สุด

ปักวันรอเลย! โขนศิลปาชีพฯ ตอน สีดา ปี 2569 ตระการตา 2 องค์ 8 ฉากใหญ่ ณ ศูนย์วัฒนธรรมฯ

4 กันยายน 2569 เวลา 20:50 น.

โขน

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เปิดตัวการแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี 2569 ตอน “สีดา”ร่วมสัมผัสเรื่องราวความรัก การพลัดพราก การรอพิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วยความซื่อสัตย์และความจงรักภักดี

วันที่ 4 กันยายน 2569 มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี่พันปีหลวง แถลงข่าวเปิดตัว การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่องรามเกียรต์ตอน “สีดา” ณ โรงละคร สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า เขตดุสิต

โดยมี นายเมทนี บุรณศิริ พิธีกรนำเข้าสู่งานแถลงข่าว เริ่มด้วย นางนฤมล ล้อมทอง กรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง กล่าวถึง พระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อ “โขน” นาฏกรรมคู่แผ่นดินไทย และความเป็นมาของการจัดแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ซึ่ง การแสดงโขงจัดมาตั้งแต่ปี 2550 เป็นพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่อยากให้คนไทยและต่างชาติได้ดูโขนของประเทศไทยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติในปี 2561 ถือเป็นมรดก ที่ท่านทิ้งไว้ให้พวกเราที่จะต้องสืบสารต่อไป แล้วในปี 2569 นี้จะจัดการแสดงโขน ตอน “สีดา”

ต่อด้วย นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวถึง กระทรวงวัฒนธรรมมีความยินดีที่ได้ร่วมสนับสนุนการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และความสำคัญของการเผยแพร่ศิลปะการแสดง “โขน” มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ และการสนับสนุนบุคลากรทางด้านการแสดง นักแสดง ครูฝึกสอน ตลอดจนครูผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ
“กระทรวงวัฒนธรรมสืบสานพระราชดำริและการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เห็นความสำคัญและการรักษาต่อยอดโดยในปีนี้กระทรวงวัฒนธรรมสนับสนุนงบประมาณจำนวน 6 ล้านบาทในการจัดการแสดงโขนที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมนี้ กระทรวงวัฒนธรรมพร้อมอำนวยความสะดวกเหมือนที่ผ่านมา“
นายประเมษฐ์ บุณยะชัย (ศิลปินแห่งชาติ) ที่ปรึกษาการแสดง กล่าวถึง ภาพรวมการจัดทำบทและคำพากย์ เจรจาการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สีดา”

“การจัดแสดงโขนจัดทำขึ้นด้วยความปราณีต “สีดา” เป็นตัวเอกในเรื่อง เป็นตัวแทนของผู้หญิงที่มีคุณธรรม มีความจงรักภักดีต่อสามี มีความซื่อสัตย์ต่อสามี ถึงแม้ตกไปอยู่เมืองยักษ์ก็ยังมีความซื่อสัตย์และความรักที่มีต่อลูก ซึ่งปีนี้สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ มีพระชนมายุครบ 4 รอบ 48 พรรษา จึงใช้เป็นตัวแทนของความจงรักภักดี และสนองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงสืบสานต่อยอดในเรื่องของการจัดแสดงโขน เพราะถ้าไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์โขนก็ไม่มีความรุ่งเรืองเหมือนปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้จึงเป็นแรงจูงใจให้พวกเราพยายามที่จะสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม และปรับให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งการเลือกแต่ละตอนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ “สมเด็จ พระพันปีหลวง” ที่พระองค์ทรงเริ่มแรกให้มีโขนพระราชทานขึ้นมา ให้มีโขนมูลนิธิศิลปชีพฯขึ้นมา นอกจากนี้ในการแสดงที่เราเลือกตอน ”สีดา“ จะมีความสนุกสนานและมีบทบาทมาก จะเห็นถึงความจงรักภักดีของ “สีดา” ความรักที่มีต่อลูกที่เป็นฉากสุดท้าย รับรองว่าการแสดงโขนตอน “สีดา” ไม่ย่อหย่อนจากตอนที่ผ่านผ่านมา“
ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) ผู้กำกับการแสดง กล่าวถึง ความพิเศษ และภาพรวมของการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สีดา” ว่า สำหรับการเล่าเรื่องปีนี้เป็นปีที่ 4 แล้วที่ตนได้รับมอบหมายและทุกปีที่ผ่านมาจะสร้างความกดดันเพราะผลงานคนก่อนทำเอาไว้และมูลนิธิศิลปชีพฯทำไว้มาตรฐานสูงมาก บวกกับความคาดหวังของประชาชนที่ตั้งตารอว่าปีนี้จะมีอะไรที่จะนำมาเสนอ จึงเป็นเรื่องที่กดดันพอสมควร ซึ่งตอน “สีดา” คล้ายกับตอน “อวตาร” เราจะทำอย่างไร จะเล่ายังไง เนื่องจากเนื้อเรื่องยาวก็ต้องปรับให้เชื่อมโยงแต่ละตอน ซึ่งเรื่องสีดามีสององค์ หนึ่งองค์มีสี่ฉากใหญ่ ซึ่งฉากสำคัญคือฉากอภิเษกสมรสระหว่างพระรามกับนางสีดา และมีฉากนางสีดาลุยไฟหลังเสร็จศึกสงครามแล้วซึ่งฉากลุยไฟจะโชว์ให้เห็นถึงความซื่อสัตย์ของนางสีดา องค์ที่สอง มีตลกเข้ามาแทรก และมีสื่อสายใยรักและมีม้าจริงขึ้นแสดงบนเวทีด้วยและนายวิชัย รักชาติ ผู้กำกับศิลป์ (จิตรกรรม) กล่าวถึง ความพิเศษของฉากการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯตอน “สีดา”

ทั้งนี้ การแสดงโขน เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน สีดา มีกำหนดจัดการแสดงขึ้น ในระหว่างวันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน – วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม 2569 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและสืบสานพระราชปณิธาน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี การแสดงโขน มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน สีดา จึงเป็นมากกว่าการแสดงนาฏศิลป์ แต่เป็นการแสดงเพื่อร่วมสืบสานมรดกทาง วัฒนธรรมไทย ที่สมเด็จพระนางเจ้าสริกิติ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงวางรากฐาน และสมเด็จพระนางเจ้า ๆ พระบรมราชินี ทรงให้ความสำคัญสนองพระราชปณิธาน “สืบสาน รักษา ต่อยอด” เพื่อรักษาศิลปะชั้นสูงของชาติให้คงอยู่อย่างงดงามจากรุ่นสู่รุ่น นับเป็นความโชคดีของคนไทยและประเทศไทย ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ๆ พระบรมราชินี ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระทัยใส่ทุกมิติ เป็นการธำรงนาฏศิลป์ อันทรงคุณค่าของชาติให้สืบทอดอยู่อีกนานเท่านาน

การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน สีดา เป็นการแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ที่มีใช่เพียงความงดงามบนเวทีเท่านั้นที่สะกดสายตาตรึงใจผู้ชม หากแต่เป็นผลจากพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมุ่งฟื้นฟู อนุรักษ์ และสืบสานศิลปะโขนของชาติ ควบคู่กับการอนุรักษ์งานช่างศิลป์ไทยอันประณีต ให้กลับมามีชีวิตและเปล่งประกายอีกครั้ง ผ่านการดำเนินงานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จนก่อให้เกิดเวทีแห่งการเรียนรู้ การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการสร้างศิลปินรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่องรวมถึงการจัดสร้างฉากและอุปกรณ์การแสดง เครื่องประกอบฉาก หัวโขน ตลอดจน เครื่องพัสตราภรณ์อันงดงามประณีตมาร่วมกันอนุรักษ์ สนับสนุน และส่งต่อโขนให้คงอยู่คู่สังคมไทย เพื่อให้ศิลปะการแสดงอันทรงคุณค่านี้ยังคงเปล่งประกาย สู่คนรุ่นต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด

การแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ตอน “สีดา” ดำเนินเรื่องตามบทพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ถ่ายทอดเรื่องราวของมหากาพย์ รามเกียรติ์ สีดา…สตรีผู้ถือกำเนิดมาพร้อมความบริสุทธ์ จากปฐมบทแห่งความรักและด้วยความงาม ก่อให้เกิดสงครามมหากาพย์อันยิ่งใหญ่ ร่วมสัมผัสเรื่องราวของความรัก การพลัดพราก การรอพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ด้วยความซื่อสัตย์และความจงรักภักดี เต็มอิ่มครบ ทุกอรรถรส

สำหรับการแสดงเปิดตัวโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ตอน “สีดา” ในงานแถลงข่าว นำตัวอย่างการแสดงใน ชุดหนุมานพลาดท่าเสียที มาแสดงให้สื่อมวลชนได้รับชมกัน จับตอนจาก เมื่อหนุมานตามไปเห็นพระมงกุฎพระลบจับ ม้าขี่เล่น หนุมานเข้าจับก็ถูกสองกุมารมัดและสักหน้า ท้าทายไปถึงเจ้าของ พระราม พระลักษมณ์ พระพรต พระสัตรุด จึงยกทัพมา พระรามรบกับพระมงกุฎ พระลบ แต่ไม่อาจทำอันตรายกันได้ พระมงกุฎแผลงศรเป็นพวงมาลัย พระรามแผลงศรเป็นขนมนมเนย จึงรู้ว่าเป็นเชื้อสายกัน พระรามงอนง้อพระมงกุฎ นางสีดาออกมาหาโอรส ทั้งหมดจึงได้พบกัน

ติดตามรับชมได้ในการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน สีดา บัตรราคา 2,000 บาท, 1,800 บาท,
1,000 บาท, 800 บาทและ 600 บาท (สำหรับรอบนักเรียน บัตรราคา 200 บาท ไม่เปิดจำหน่ายบัตรทางออนไลน์)จำหน่ายบัตรที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา โทร. 0-2262-3456 www.thaiticketmajor.com

5 เด็กไทยคว้ารางวัลระดับโลก World Peace Youth Ambassador Awards 2026 ที่สวีเดน

4 กันยายน 2569 เวลา 18:12 น.

ข่าวการศึกษา

World Peace International Committee Award จัดงานสันติภาพโลก Sweden World Peace Award 2026 ณ ประเทศสวีเดน เป็นงานที่จัดขึ้นทุกปีต่อเนื่อง ตั้งแต่ พ.ศ.2561 ปีนี้ 2569 เป็นปีที่ 9 มอบรางวัลพิเศษครั้งแรกให้กับทีมยุวทูตสันติภาพจากประเทศไทย 5 คน ที่มีผลงานโดดเด่นในการร่วมสร้างสันติภาพ พร้อมรางวัลผู้นำสันติภาพด้านต่างๆ โดยมีผู้นำจากหลากหลายประเทศทั่วโลกรับรางวัลและเข้าร่วมงาน

รางวัลยุวทูตสันติภาพโลก 2026 สวีเดน World Peace Youth Ambassadors Awards 2026 มอบให้แก่ผู้แทนเยาวชนไทย 5 คนที่มีผลงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ ได้แก่

1.ด.ช.นราวิชญ์ บุญฤทธิ์ โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก

  -ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ 2026 กองทุน ป.ป.ช.

  -ยุวฑูตสันติภาพ สู่นครรัฐวาติกัน 2025 เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส

  -ยุวฑูตสันติภาพ สู่นครรัฐวาติกัน 2026 เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14

  -ยุวทูตสันติภาพ สู่แดนพุทธภูมิ อินเดีย-เนปาล 2026

2.ด.ช.กฤตเพชร ตราชู โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น

  -ยุวฑูตสันติภาพ สู่นครรัฐวาติกัน 2026 เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14

  -ยุวทูตสันติภาพ สู่แดนพุทธภูมิ อินเดีย-เนปาล 2026

3.ด.ญ.ชญาภา อุปมากาญจน์ โรงเรียนโรงเรียนเลิศหล้าถนนกาญจนาภิเษก

   -ยุวฑูตสันติภาพ สู่นครรัฐวาติกัน 2026 เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14

   -ยุวทูตสันติภาพ สู่แดนพุทธภูมิ อินเดีย-เนปาล 2026

4.เด็กชาย ภูดิศ ตันเจริญ โรงเรียน ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์

   ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ 2026 กองทุน ป.ป.ช.

5.ด.ช.จักรีเพชร ตราชู โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายนานาชาติ

   ยุวทูตสันติภาพ สู่แดนพุทธภูมิ อินเดีย-เนปาล 2026

รางวัลพิเศษสำหรับผู้สนับสนุนโครงการ Sweden World Peace Award 2026

1.นางสาวศรวรรณ ศิริสุนทรินทร์ Specker,Sweden World Peace Award 2026

2.นางสาวนิมิต ตราชู World Peace Leader Awards 2026 Sweden

3.นายจุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ World Peace Leader Awards 2026 Sweden

รางวัล Sweden World Peace Award 2026 ซึ่งถือเป็นรางวัลใหญ่ประจำปี ผู้ได้รับรางวัลที่มีชื่อเสียงโด่งดังปีนี้ เช่น

Venerable Bhikkhu Pannakara พระภิกษุชาวเวียดนาม ผู้นำการเดินเพื่อสันติภาพ ผู้โด่งดังจากประเทศสหรัฐอเมริกา Walk for Peace USA

sweden-008

พระวิเทศปุญญาภรณ์ ดร. , ประธานจัดงานสันติภาพโลกสวีเดน ,รองประธานสภาพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป และ เจ้าอาวาสวัดพุทธารามประเทศสวีเดน กล่าวว่า “การจัดงาน Sweden World Peace Award 2026 ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 9 แล้ว คณะกรรมการ World Peace International Committee Award มีจุดประสงค์อย่างชัดเจนในการจุดประกายการสร้างสันติภาพแก่โลก โดยความร่วมมือจากกัลยาณมิตรนานาชาติ อีกทั้งยังเน้นเรื่องการศึกษาเพื่อส่งเสริมและบ่มเพาะสันติภาพ และการแลกเปลี่ยนระหว่างศาสนาเพื่อส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรมและคุณค่าของมนุษยชาติในการค้ำจุนสันติภาพ นอกจากนี้ยังมีการมอบรางวัลด้านสันติภาพให้กับผู้ที่มีผลงานด้านสันติภาพดีเด่นจากทั่วโลก เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติและเป็นแบบอย่างที่ดีในการร่วมกันสร้างสันติภาพให้กับโลกต่อไป โดยในแต่ละปี จะมีผู้เสนอชื่อบุคคล องค์กรที่ทำงานสร้างสันติภาพโลกในด้านต่างๆ จากทั่วโลก คณะกรรมการจะได้คัดสรรบุคคล องค์กรที่มีความเหมาะสมในแต่ละปีเพื่อให้เกิดความหลากหลายและเกิดประโยชน์หลังจากการได้รับรางวัลก็จะสามารถนำไปต่อยอดทำงานของตนเพื่อร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสันติภาพให้กับโลกของเราต่อไป ปีนี้มีการมอบรางวัลทูตสันติภาพโลก World Peace Ambassador ให้กับด้านเยาวชน เช่น MR.SABA ZAKARALA เยาวชนจากประเทศจอร์เจีย , MR.MARTIN KWEKU เยาวชนจากประเทศกาน่า ในส่วนของผู้แทนประเทศไทยที่ได้รับรางวัล ทูตสันติภาพโลก World Peace Ambassador ได้แก่ นายรัชพล สุวรรณโชติ ในฐานะผู้ก่อตั้งศูนย์ข่าวเยาวชนไทย นับว่ามีผลงานโดดเด่นด้านการสร้างเด็กเยาวชน ให้เติบโตมาอย่างมีคุณภาพ โดยปลูกฝังเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ทักษะชีวิต ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์สื่อ อันเป็นสิ่งที่เด็กเยาวชนชอบ สนใจ แปลเปลี่ยนมาเป็นสิ่งที่สามารถสร้างสรรค์จิตใจให้เด็กๆ ได้เติบโตมาแบบมี inner peace สันติภาพภายในใจด้วยการสร้างสรรค์สื่อดีดีที่เกิดประโยชน์ทั้งต่อตัวเด็กเอง เพื่อนๆ ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วประเทศ ทั่วโลก ที่รับสื่อจากช่องทางต่างๆ เช่น โซเซียลมีเดีย และยังได้ทำโครงการสร้างสรรค์เยาวชนไทย กว่า 77 จังหวัดทั่วประเทศและใน 10 ประเทศอาเซียน เพราะกรรมการพิจารณาว่า การสร้างเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้เข้าใจ เข้าถึงการทำงานเพื่อสันติภาพจะเป็นต้นกล้าสันติภาพที่ส่งต่อคุณธรรมอันดีงามในการช่วยสร้างสรรค์โลก์ของเราในรุ่นต่อๆไปได้ นับว่าเป็นการจุดประกายการสร้างสันติภาพให้กับเด็กเยาวชนผู้จะเติบโตมาเป็นอนาคตของประเทศและของโลกนี้ต่อไปได้เป็นอย่างดี

รางวัลเกียรติยศ จำนวน 4 รางวัล ได้แก่

ดร.นิยม เวชกามา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประเทศไทย

HON.LYSANDRE C. SERAIDARTS ประเทศสวิสเซอร์แลนด์

MR.TEO CHOO GUAN ประเทศมาเลเซีย

นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน ประเทศไทย

รางวัล Sweden World Peace Award 2025 จำนวน 5 รางวัล ได้แก่

VENERABLE DR.KABOCCOZA BUDDHARAKKHITA ประเทศอูกันด้า

DR.PALITHA KOHONA ประเทศศรีลังกา

ดร.ธิติวัฐ อดิศรพันธ์กุล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ประเทศไทย

MR.ARSEN GVENETADZE ประเทศจอร์เจีย

รางวัล AMBASSDOR OF PEACE 2025 จำนวน 10 รางวัล ได้แก่

1.MR.SABA ZAKARALA ประเทศจอร์เจีย

2.นายรัชพล สุวรรณโชติ นายกสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย ประเทศไทย

3.MR.MARTIN KWEKU ประเทศกาน่า

4.DR.DIKPAL K. BAIDYA ประเทศแคนาดา

5.BHADHANT DHAMMNAC ประเทศอินเดีย

6.MR.MANOJ DIVITURACAMA ประเทศจอร์แดน

7.MR.SIDNEY MCNAIRY ประเทศศรีลังกา

8.นางสาวพิฐรา นวรัตน์ อัครราชทูตที่ปรึกษา สถานทูตไทยประจำสวีเดน

9.รศ.ดร.นายแพทย์ กำพล ศรีวัฒนากุล ประเทศไทย

10.VEN.DO TAN AN ประเทศเวียดนาม

นอกจากนี้ยังมอบรางวัลพิเศษให้กับนายจุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ ผู้จัดการโครงการละครสร้างสรรค์เยาวชนไม่ทนต่อการทุจริตคอรัปชัน สนับสนุนโดยกองทุน ป.ป.ช.

ดร.นิยม เวชกามา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ได้รับรางวัลเกียรติยศ รางวัล World Peace Awards 2025 ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีมอบรางวัล Sweden World Peace Award 2025 กล่าวตอนหนึ่งว่า “สันติภาพ ในความรู้สึกของผมคือ ความสงบ ตามหลักพระพุทธศาสนาที่ได้สอนไว้แล้วเรื่องจิตที่สงบ ต้องมีเมตตา กรุณา หากจิตสงบ เต็มเปลี่ยมไปด้วยความเมตตา ก็จะเป็นส่วนสำคัญในการเกิดสันติสุขตั้งแต่ตัวเราเอง ไปถึงสันติสุขระดับโลกได้ในที่สุด ”

ดร.ธิติวัฐ อดิศรพันธ์กุล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (นายภูมิธรรม เวชยชัย) ผู้ได้รับรางวัล รางวัล Sweden World Peace Award 2025 กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้รับเลือกให้เข้ารับรางวัลในครั้งนี้ จากการที่ได้ทำงานในรัฐบาลนี้ จะเห็นว่าทางรัฐบาลเองให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างสันติภาพในทุกระดับของไทย

รวมถึงการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนให้มีความกินดีอยู่ดีมีความสุข เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกภาคส่วนอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เป็นประเทศที่เต็มไปด้วยสันติภาพสันติสุขอย่างแท้จริง

รัชพล สุวรรณโชติ นายกสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย กล่าวว่า “นับเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้รับรางวัลทูตสันติภาพโลก ในการประกาศรางวัล Sweden World Peace Award 2025 ที่ประเทศสวีเดน ซึ่งนับว่าเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่มอบให้กับผลงานโครงการของเยาวชนไทยที่ทำงานด้านสันติภาพไปในระดับโลก โดยในปี 2567 สมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทยร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ จัดทำโครงการยุวทูตสันติภาพ สู่นครวาติกัน ทีมยุวทูตสันติภาพเด็กไทย เดินทางไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา ณ นครวาติกัน ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่กระทรวงศึกษาธิการ ส่งผู้แทนเด็กเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา ณ นครวาติกันอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ในฐานะผู้ก่อตั้งและนายกสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย ยังทำโครงการต่างๆ กว่า 30 โครงการต่อเนื่อง 25 ปี ซึ่งเป็นโครงการสื่อเพื่อการพัฒนาทักษะชีวิตให้กับเด็กๆ ไทยกว่า 77 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงก่อตั้งศูนย์ข่าวเด็กและเยาวชนในอีก 10 ประเทศอาเซียน ซึ่งการให้สื่อในทางสร้างสรรค์ เป็นอีกวิธีการในการสร้างสันติสุขให้กับสังคม รวมถึงการสร้างเด็ก

เยาวชนให้เติบโตมาเป็นคนมีคุณภาพ มีทักษะชีวิตที่ดี มีความคิดในทางสันติสุข นับเป็นผลงานโดดเด่นจนทำให้ได้รับรางวัลในครั้งนี้อีกด้วย

DR.PIYARATNA MAHARJAN ประเทศเนปาล ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการจัดงาน Sweden World Peace Award 2025 กล่าวว่า “ดีใจที่เห็นความสำเร็จของงานมอบรางวัลสันติภาพระดับโลก ที่ได้ทำต่อเนื่องมาถึง 8 ปี

มีผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆจากทุกภูมิภาคทั่วโลก มาเข้าร่วมงาน ทำให้เกิดเครือข่ายการทำงานสร้างสันติภาพไปทั่วโลก ทั้งนี้มีแนวคิดจะย้ายสถานที่จัดงานจากสวีเดนไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลกต่อไป”

จุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ ผู้จัดการโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน กล่าวว่า ขอบคุณคณะกรรมการจัดงานสันติภาพโลก 2025 สวีเดน ที่ให้โอกาสโครงการผลิตละครสร้างสรรค์เยาวชนเพื่อร่วมปลูกฝังการต่อต้านการทุจริต คอรัปชัน ตั้งแต่เป็นเด็กเยาวชน เพื่อที่เมื่อเขาเติบโต จะได้ช่วยกันต่อต้าน ลดการทุจริต คอรัปชัน ซึ่งแน่นอนว่า หากประเทศไม่มีทุจริต ไม่มีคอรัปชัน ประเทศก็จะสงบสุข ประชาชนได้รับการพัฒนาเต็มที่ ประเทศชาติพัฒนายั่งยืนได้ การต่อต้านทุจริต คอรัปชั่น จึงเป็นอีกแนวทางในการสร้างสันติสุขให้กับโลกของเรา”

ทั้งนี้การจัดงาน สันติภาพโลก Sweden World Peace Award 2025 แบ่งกิจกรรมเป็น 2 ส่วนคือการจัดพิธีมอบรางวัล

และการจัดกิจกรรมสันติภาพสวีเดน-ฟินแลนด์-เดนมาร์ก โดยการจัดพิธีมอบรางวัล จัดขึ้น ณ Stockholm Concert Hall ซึ่งเป็นสถานที่จัดพิธีมอบรางวัลโนเบล โดยมี ลีซองดร์ เซแรดารี ( Mr.Lysandre Séraïdaris) บุตรของนายเกลอง เซแรดารี (Mr.Cléon Séraïdaris) พระอาจารย์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ขณะทรงศึกษาที่เมืองโลซาน สมาพันธรัฐสวิส ให้เกียรติเป็นผู้มอบรางวัลแก่ผู้ได้รับรางวัลทั้ง 2 ประเภท ได้แก่ รางวัล Sweden World Peace Award 2025 และ รางวัล AMBASSDOR OF PEACE 2025 นอกจากนี้ยังมีการกล่าวสุนทรพจน์ด้านสันติภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ จากทุกศาสนา การแสดงวัฒนธรรมจากจอร์แดนและชุมชนชาวไทยในสวีเดน ส่วนกิจกรรมรณรงค์สันติภาพ มีการเดินทางไปยังประเทศฟินแลนด์ และเดนมาร์ก เพื่อร่วมเดินรณรงค์และทำกิจกรรมสันติภาพร่วมกันทั้งที่ประเทศฟินแลนด์ และบนเรือระหว่างการเดินทางอีกด้วย

งาน สันติภาพโลก Sweden World Peace Award 2025 มีผู้เข้าร่วมงานจากนานาชาติ อาทิ แคนาดา ,สหรัฐอเมริกา , สหราชอาณาจักร์ ,นอร์เวย์ ,ฟินแลนด์ ,เยอรมัน , สวิสเซอร์แลนด์ , เนปาล ,โมซัมปิค ,มาเลเซีย ,ใต้หวัน ,มองโกเลีย ,อินเดีย ,จอร์แดน ,กาน่า, โรมาเนีย ,อัฟกานิสถาน ,อูกันด้า ฯลฯ ร่วมทั้งเครือข่ายชาวไทยในยุโรป โดยในส่วนประเทศไทยมีผู้ได้รับเชิญเข้าร่วมงาน เช่น ดร.นิยม เวชกามา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี(นายชูศักดิ์ ศิรินิล) , ดร.ธิติวัฐ อดิศรพันธ์กุล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (นายภูมิธรรม เวชยชัย) , นายรัชพล สุวรรณโชติ นายกสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย , นายจุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ ผู้จัดการโครงการละครเยาวชนต้านทุจริต เป็นต้น ในส่วนของพระผู้ใหญ่ที่เคยมาร่วมงานนี้ เช่น พระพรหมวัชรธีราจารย์, ศ.ดร. อธิบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย(มจร.) , ศาสตราจารย์ ดร. พระเมธีวัชรบัณฑิต (หรรษา ธมฺมหาโส) เจ้าอาวาสวัดใหม่ (ยายแป้น)

พระธรรมวชิราธิบดี เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ,พระราชวิเทศปัญญาคุณ (ท่านเจ้าคุณเหลา) เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประธานพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ ,พระวิจิตร​ธรรม​ภาณี​ เจ้าอาวาส​วัด​ฟลอริดา​ธรรม​าราม​ รัฐฟลอริด้า​ รองประธาน​คณะกรรมการ​บริหาร​คณะ​ธรรมยุต​ใน​สหรัฐอเมริกา​ เจ้าคณะภาค​ 1 โซนตะวันออก , พระครู​วิทูร​ธรรม​ประกาศ​ (ถวิล​ อตฺตคุตฺโต)​ เจ้าอาวาส​วัด​พุทธไทยถาวร​ นิวยอร์ก​ และพระครูศรีรัตนธรรมวิเทศ เจ้าอาวาส วัดศรีรัตนาราม เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ, พระราชวชิรศาสนวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยนอร์เวย์ ประธานคณะกรรมการบริหารสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป , พระครูใบฎีกาอำนาจ โอภาโส ประธานมูลนิธิปฏิจจสมุปบาท และประธานสงฆ์วัดเพื่อพระนิพพาน ปราสาทดิลลิกซ์ประเทศเยอรมนี , พระสายันต์ ติขิโน วิมุติธรรมสถาน สวิสเซอร์แลนด์ เป็นต้น โดยการสนับสนุนการจัดงานจากหลายภาคส่วน เช่น พระพรหมสิทธิ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าวาสวัดสระเกศ , เจ้าคุณเหรียญ วัดอานันเมตยารม สิงคโปร์ , บริษัท Waki , ผลิตภัณฑ์ป้าเช้งและผู้บริจาคทั้งในสวีเดนและต่างประเทศ

โดยในงานมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยในหลวงและราชินีทั้งสองประเทศด้วย

กองทุน ป.ป.ช.พิสูจน์ความสำเร็จบนเวทีโลก ส่งยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ คว้ารางวัลระดับโลก World Peace Youth Ambassador Awards 2026 ที่สวีเดน

2 เด็กไทยเจ้าของตำแหน่งยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ คว้ารางวัล World Peace Youth Ambassador Awards 2026 ที่สวีเดน จากผลงานการผลิตสื่อรณรงค์ต่อต้านการทุจริต ในโครงการอบรมยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ สนับสนุนโดย กองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช.) ได้แก่ ด.ช.นราวิชญ์ บุญฤทธิ์ โรงเรียนอัสสัมชัญ และ ด.ช.ภูดิท ตันเจริญ โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขึ้นรับรางวัลระดับโลก ณ หอประชุมคอนเสิร์ตสตอกโฮล์ม สถานที่จัดพิธีมอบรางวัลโนเบล กรุงสตอกโฮล์ม ราชอาณาจักรสวีเดน 

นายจุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มหารวย เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด ผู้จัดการโครงการยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ กล่าวว่า “รู้สึกดีใจและภูมิใจเป็นอย่างมาก ที่เด็กไทยได้ขึ้นรับรางวัลระดับโลกในเวทีอันศักดิ์สิทธิเวทีเดียวกับรางวัลโนเบล ณ ประเทศสวีเดน โดยรางวัลนี้มอบให้แก่เยาวชนที่มีบทบาทโดดเด่นในการส่งเสริมความซื่อสัตย์สุจริต และร่วมขับเคลื่อนสังคมตามแนวคิดการป้องกันความขัดแย้งเชิงรุก โดยคณะกรรมการพิจารณาเห็นว่า  การทุจริตคือจุดเริ่มต้นของความอยุติธรรม การต่อต้านคอร์รัปชันสร้างรากฐานความเท่าเทียมในสังคม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน  ปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งสันติภาพ โครงการอบรมยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบทำหน้าที่เป็นสื่อกลางส่งต่อค่านิยมความซื่อสัตย์และคุณธรรมในสถานศึกษาและชุมชน สอดคล้องกับแนวทางของ UNESCO ในการพัฒนาเยาวชนให้มีทักษะคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรง  สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่กล้าลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ถูกต้อง มีความซื่อสัตย์ และเป็นแบบอย่างในการต่อต้านการทุจริตตั้งแต่ระดับเด็กเยาวชน  การได้รับมอบรางวัล ณ Stockholm Concert Hall ซึ่งเป็นสถานที่จัดพิธีมอบรางวัลโนเบล สะท้อนให้เห็นว่านานาชาติให้การยอมรับบทบาทของเยาวชนไทยในฐานะตัวแทนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศนำโดย กองทุน ป.ป.ช. ให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณธรรมและการต่อต้านคอร์รัปชันในเด็กและเยาวชน  ภายในงานมอบรางวัลเกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายสันติภาพ เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้นำจากทั่วโลก เพื่อสร้างเครือข่ายในการขับเคลื่อนสังคมที่ปราศจากการทุจริตและความขัดแย้งในอนาคต ร่วมสร้างพลเมืองที่ซื่อสัตย์สุจริตให้กับประเทศของเราและโลกของเราต่อไปครับ”

ด.ช.นราวิชญ์ บุญฤทธิ์ ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ โรงเรียนอัสสัมชัญ ผู้คว้ารางวัล World Peace Youth Ambassador Awards 2026  กล่าวว่า ผมรู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยขึ้นรับรางวัลบนเวทีระดับสากล ณ หอประชุมคอนเสิร์ตสตอกโฮล์ม ซึ่งเป็นสถานที่จัดพิธีมอบรางวัลโนเบล  จากผลงานการเข้าร่วมโครงการอบรมยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ ผมได้พบปะกับผู้นำจากนานาประเทศ ช่วยเปิดโลกทัศน์ ปลูกฝังความมั่นใจ และสร้างพลังใจในการกล้าลุกขึ้นมาทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อสังคม  ขอบคุณโครงการของ กองทุน ป.ป.ช.ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ร่วมโครงการดีดี สร้างยุวฑูตต้านทุจริต สร้างกิจกรรมที่มีคุณค่าและประโยชน์ต่อตัวผม ต่อผู้เข้าอบรม ร่วมถึงประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ และวันนี้ก็ได้รับการยอมรับในเวทีระดับสากล ผมดีใจและภูมิใจมากครับ”

ด.ช.ภูดิท ตันเจริญ ยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้คว้ารางวัล World Peace Youth Ambassador Awards 2026 กล่าวว่า “ผมดีใจและตื่นเต้นมากๆ ครับ รู้สึกถึงตัวแทนการเปลี่ยนแปลงเรื่องค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้เราเป็นเด็กตัวเล็กๆ เสียงเล็กๆ แต่เมื่อได้เป็นยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ ทำให้ได้เรียนรู้เรื่องโทษและผลเสียของการทุจริต เราในฐานะยุวฑูตต้านทุจริตก็จะไม่ทำสิ่งที่ไม่ได้ไม่โกงอย่างแน่นอนครับ และพร้อมจะเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงที่จะสร้างสื่อต้านทุจริตรณรงค์ให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ได้ตระหนักรู้ถึงโทษของการทุจริตและสร้างแนวร่วมในการต่อต้านทุจริตกันด้วยนะครับ”

การได้รับรางวัล World Peace Youth Ambassador Awards 2026 ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ไม่เพียงสร้างความภาคภูมิใจอย่างสูงสุดแก่ตัวแทนเยาวชนไทย แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญที่สามารถนำไปต่อยอดและสร้างประโยชน์มหาศาลให้กับประเทศไทยในหลายมิติ  ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศบนเวทีโลก ประเทศไทยได้รับคำชื่นชมในฐานะประเทศที่ให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณธรรมและปราบปรามการทุจริตเชิงรุกตั้งแต่ระดับเด็กและเยาวชน  วางรากฐาน “สังคมไร้ทุจริต” ในระยะยาว การพัฒนาเยาวชนให้มีจิตสำนึกต่อต้านคอร์รัปชันตั้งแต่เยาว์วัย จะช่วยสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดปัญหาคอร์รัปชัน และเพิ่มดรรชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศในอนาคต  พิสูจน์ความสำเร็จของโครงการอบรมยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าโครงการสนับสนุนจาก กองทุน ป.ป.ช. สามารถผลักดันศักยภาพเด็กไทยให้โดดเด่นและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลได้อย่างแท้จริง  การได้รับรางวัลครั้งนี้เป็นการการันตรีถึงความสำเร็จและเป็น “จุดเริ่มต้น” ของการสร้างวัฒนธรรมความซื่อสัตย์สุจริตที่จะส่งผลดีต่อโครงสร้างสังคมไทยอย่างยั่งยืนต่อไป 

เปิดอาคารศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงาน ศฝปท. ยกระดับเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และพลังงานภาคตะวันออก

4 กันยายน 2569 เวลา 12:49 น.

เปิดอาคารศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงาน ศฝปท. จ.ระยอง NSM จับมือสำนักปลัดกระทรวงกลาโหมพัฒนาและยกระดับเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และพลังงานที่สำคัญของภาคตะวันออกเพื่อสนับสนุนการพัฒนากำลังคนด้านปิโตรเลียมและพลังงาน

นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM พร้อมด้วย ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการ NSM เข้าร่วมพิธีเปิดอาคารศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงาน ศูนย์ฝึกศึกษาบุคลากรด้านปิโตรเลียมและพลังงานทหาร (ศฝปท.) ณ ตำบลพลา อำเภอบ้านฉาง จ.ระยอง แหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานที่รวบรวมและถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับพลังงานปิโตรเลียม พลังงานทดแทน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในอนาคต โดย NSM ได้ร่วมพัฒนาและยกระดับศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และพลังงานที่สำคัญของภาคตะวันออก สอดคล้องกับบทบาทของจังหวัดระยองในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมและพลังงานที่สำคัญของประเทศ

ในโอกาสนี้ ได้รับเกียรติจาก พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิดฯ พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยขึ้นตรงสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในจังหวัดระยอง เข้าร่วมเป็นสักขีพยานและร่วมแสดงความยินดีในการเปิดแหล่งเรียนรู้แห่งสำคัญด้านพลังงานของประเทศ

นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ กล่าวว่า NSM ได้ร่วมมือกับสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม ในการพัฒนาและบริหารจัดการอาคารศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงาน ศูนย์ฝึกศึกษาบุคลากรด้านปิโตรเลียมและพลังงานทหาร (ศฝปท.) จ.ระยอง ร่วมกัน โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของ NSM ในการพัฒนานิทรรศการและการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ เพื่อยกระดับศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานที่มีความทันสมัย สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาพลังงานของประเทศและแผนพลังงานชาติ ตลอดจนถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และประวัติความเป็นมาของกรมการพลังงานทหารให้แก่ประชาชนและผู้สนใจได้อย่างครบถ้วน

นายสุวรงค์ กล่าวต่อว่า อาคารศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงาน ศฝปท.(ระยอง) เป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญที่รวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับพลังงานปิโตรเลียม พลังงานทดแทน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในอนาคต โดย NSM ได้ร่วมพัฒนาเนื้อหา รูปแบบนิทรรศการ และกิจกรรมการเรียนรู้ให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและสื่อการเรียนรู้รูปแบบใหม่ เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่เข้าใจง่าย สนุก และเข้าถึงได้สำหรับผู้เข้าชมทุกกลุ่มวัย

“ศูนย์แห่งนี้จึงมิได้เป็นเพียงพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านพลังงานเข้ากับการดำรงชีวิตประจำวันและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับที่มา ความสำคัญ และบทบาทของพลังงานแต่ละประเภท ตลอดจนส่งเสริมการตระหนักรู้ถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน เพื่อก้าวสู่อนาคตพลังงานอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายสุวรงค์ กล่าว

NSMภาคตะวันออกศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงาน ศฝปท.สำนักปลัดกระทรวงกลาโหม

ธ.กรุงเทพ หนุน มจพ. เดินหน้าศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล คณะแพทยศาสตร์ เสริมศักยภาพการเรียนรู้–วิจัย

4 กันยายน 2569 เวลา 12:36 น.

ธนาคารกรุงเทพ หนุน มจพ. เดินหน้าศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล คณะแพทยศาสตร์ เสริมศักยภาพการเรียนรู้–วิจัย สร้างกำลังคนการแพทย์ยุคดิจิทัล ตอบโจทย์ระบบสุขภาพแห่งอนาคต

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) จัดพิธีรับมอบเงินสนับสนุนการจัดตั้ง “ศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล” คณะแพทยศาสตร์ มจพ. จากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์ อาคารนวมินทรราชินี มจพ. โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเรียนรู้ และส่งเสริมการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับการจัดการศึกษา การวิจัย และการพัฒนากำลังคนด้านการแพทย์ให้สอดรับกับบริบทของโลกยุคดิจิทัล ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ศาสตราจารย์ ดร. ธานินทร์ ศิลป์จารุ อธิการบดีพร้อมคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยฯ ร่วมให้การต้อนรับ

ทั้งนี้ คุณพจณี คงคาลัย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวถึงการสนับสนุนครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของภาคการเงินในการมีส่วนร่วมสนับสนุนการศึกษา การพัฒนานวัตกรรม และการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนากำลังคนด้านการแพทย์และสุขภาพ ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญต่อการยกระดับระบบบริการสุขภาพของประเทศ โดยเฉพาะการเตรียมบุคลากรให้มีทั้งความรู้ทางวิชาชีพ ความสามารถด้านเทคโนโลยี และทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมในการดูแลสุขภาพ การวิจัย และการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ อันจะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการให้บริการแก่ประชาชนในระยะยาว

สำหรับพิธีส่งมอบเงินสนับสนุน คุณพจณี คงคาลัย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ส่งมอบเงินสนับสนุนแก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นจำนวนเงิน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาท) โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัย  ศาสตราจารย์  ดร.ธานินทร์ ศิลป์จารุ อธิการบดี ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน ผู้อำนวยการอุทยานเทคโนโลยี มจพ.  ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวิทย์ จตุรพาณิชย์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ศาสตราจารย์ ดร.เสาวณิต สุขภารังษี  รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ พร้อมคณะผู้บริหารของ มจพ. และผู้บริหารของธนาคารกรุงเทพฯ เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการรับมอบ

ในโอกาสนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นภดล วิวัชรโกเศศ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ อุทยานเทคโนโลยี มจพ. ในฐานะผู้ออกแบบและมีส่วนสำคัญในการดำเนินการจัดตั้ง “ศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล” ได้อธิบายถึงระบบการดำเนินงานและแนวทางการใช้ประโยชน์ของศูนย์ฯ โดยระบุว่า ศูนย์การเรียนรู้ฯ แห่งนี้จะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เปิดกว้างสำหรับนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ นักศึกษาของ มจพ. ตลอดจนบุคคลทั่วไป รวมถึงบุคลากรจากภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานภาครัฐ ทั้งนี้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงองค์ความรู้และกิจกรรมการเรียนรู้ผ่าน ระบบทางไกล (Online Learning) ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างสะดวกและทั่วถึง อีกทั้งองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้และต่อยอดกับระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เพื่อสนับสนุนการให้บริการทางการแพทย์และสุขภาพในรูปแบบดิจิทัล อันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ และรองรับการเปลี่ยนแปลงของระบบสุขภาพในอนาคต

ความร่วมมือระหว่าง มจพ. และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญจากความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจในการร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ โดยมุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษา พัฒนาสภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ และเสริมสร้างศักยภาพกำลังคนให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม สามารถปรับตัวและสร้างคุณค่าให้แก่สังคมท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกยุคดิจิทัล การสนับสนุนในครั้งนี้จึงมิได้เป็นเพียง “การมอบเงินเพื่อการศึกษา” หากแต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของนักศึกษา บุคลากร ตลอดจนบุคลากรจากภาครัฐและภาคเอกชน ให้มีโอกาสเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานและการดำเนินชีวิต สามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในยุคดิจิทัลได้ต่อไป

คณะแพทยศาสตร์ มจพ.ธ.กรุงเทพมจพ.ศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล