‘สอวช.’เปิดเวที Policy Dialogue ชงปฏิรูประบบวิจัย‘กระจายโอกาส–ลดเหลื่อมล้ำ’

4 กันยายน 2569 เวลา 10:44 น.

‘สอวช.’เปิดเวที Policy Dialogue ชงปฏิรูประบบวิจัย‘กระจายโอกาส–ลดเหลื่อมล้ำ’ ดึงคนชายขอบร่วมกำหนดโจทย์ สร้างนวัตกรรมไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดเวทีเสวนาเชิงนโยบาย (Policy Dialogue) “การยกระดับบทบาทสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์เพื่อกำหนดนโยบายและขับเคลื่อนนวัตกรรมไทย” ครั้งที่ 4 ภายใต้หัวข้อ “Closing the Gap: Pathways to Inclusive Growth – ปิดช่องว่าง สร้างการเติบโตที่ทั่วถึง” เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเปิดวงนักวิชาการเสนอแนวทางปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมไทย ให้เป็นกลไกแก้ความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ระดับโครงสร้าง พร้อมกระจายอำนาจในการกำหนดโจทย์วิจัย เปิดพื้นที่ให้ประชาชนและชุมชนที่อยู่ห่างไกลจากอำนาจมีส่วนร่วม เพื่อให้ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าถึงคนทุกกลุ่มอย่างเป็นธรรม

ดร.สุชาต อุดมโสภกิต ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า การพัฒนาประเทศระยะต่อไปต้องก้าวพ้นการมุ่งเน้นเพียง “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” ไปสู่ “การเติบโตที่ทั่วถึง” โดยให้ความสำคัญทั้งคุณภาพของการพัฒนาและการกระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม เนื่องจากแม้ประเทศไทยจะลงทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง แต่ผลประโยชน์จากการพัฒนายังคงกระจุกตัวในบางพื้นที่ อุตสาหกรรม และกลุ่มประชากร ขณะที่ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างยังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ดังนั้น การลดความเหลื่อมล้ำจึงต้องเริ่มตั้งแต่การออกแบบระบบและนโยบาย ไม่ใช่เพียงแก้ปัญหาที่ปลายทาง โดยต้องเข้าใจความแตกต่างของผู้คนและบริบทแต่ละพื้นที่ และนำองค์ความรู้จากสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มาเติมเต็มระบบวิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้สามารถตอบโจทย์สังคมได้ลึกและรอบด้านมากขึ้น

รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ อาจารย์ประจำสาขามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รากของความเหลื่อมล้ำไทยส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างการถือครองทุนและทรัพยากรที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะชุมชนที่มีข้อจำกัดด้านสิทธิและกฎหมายในการจัดการทรัพยากร จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างคน วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมควบคู่กับบริบทเฉพาะพื้นที่ พร้อมชี้ว่า ความเหลื่อมล้ำไม่ได้มีเพียงเรื่องรายได้ แต่ยังรวมถึงการลดลงของพื้นที่สำหรับ “ความรู้กระแสรอง” ซึ่งสะท้อนเสียง สิทธิ และประสบการณ์ของผู้คนที่อยู่นอกระบบหรือชายขอบ เมื่อองค์ความรู้เหล่านี้ถูกลดทอนลงจากการรวมศูนย์ของรัฐ ประชาชนบางกลุ่มจึงมีโอกาสน้อยลงที่จะถูกมองเห็นและมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ขณะเดียวกัน การพัฒนารูปแบบใหม่ เช่น “ทุนนิยมสีเขียว” แม้มีเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่หากการกำหนดกติกาและการจัดสรรผลประโยชน์ไม่เป็นธรรม ก็อาจทำให้เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นต้องแบกรับต้นทุนมากขึ้น จึงต้องออกแบบนโยบายที่สร้างสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม ความเป็นธรรม และสิทธิของประชาชน

ด้าน รศ.ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การสร้างการเติบโตที่ทั่วถึงต้องเดินควบคู่กับ “การลงทุนทางสังคม” โดยระบบสวัสดิการไม่ควรเป็นเพียงกลไกช่วยเหลือเมื่อประชาชนประสบปัญหา แต่ต้องเป็นการลงทุนเพื่อเสริมศักยภาพให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองและดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ความเหลื่อมล้ำยังเกิดจากหลายปัจจัยซ้อนทับกัน เช่น กรณีเด็กออทิสติกจากครอบครัวฐานะดีที่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาและพัฒนาทักษะ ขณะที่เด็กจากครอบครัวยากจนมีข้อจำกัดตั้งแต่ต้น ทำให้โอกาสทางการศึกษาและการเข้าสู่ตลาดแรงงานแตกต่างกันอย่างมาก รวมถึง “ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล” ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงการมีอุปกรณ์หรืออินเทอร์เน็ต แต่เชื่อมโยงกับการเข้าถึงบริการรัฐ สวัสดิการ และความช่วยเหลือ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีข้อจำกัดในการใช้เทคโนโลยี

รศ.ดร.อัจฉรา เสนอให้ปรับกระบวนการวิจัยและการพัฒนานโยบายจากการกำหนดโจทย์โดยส่วนกลาง ไปสู่การขับเคลื่อนจากพื้นที่ เปิดให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการมีส่วนร่วมตั้งแต่การกำหนดปัญหา ออกแบบงานวิจัย จนถึงพัฒนานโยบาย พร้อมย้ำว่า “Methodology หรือระเบียบวิธีวิจัยที่ดี ยังไม่เท่ากับงานวิจัยที่ถูกนำไปใช้จริง” เพราะงานวิจัยเชิงนโยบายต้องนำไปสู่การแก้ปัญหาและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง

ขณะที่ รศ.ดร.อุ่นเรือน เล็กน้อย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอให้ระบบวิจัยบูรณาการข้อมูลจากหลากหลายศาสตร์ เพื่อทำให้คนที่ระบบมองไม่เห็น ปรากฏอยู่ในกระบวนการกำหนดนโยบายมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่มาซ้อนทับกัน ทั้งความเสี่ยงภัย ความมั่นคงของมนุษย์ และระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อค้นหาพื้นที่ที่มีความเปราะบางหลายมิติ

รศ.ดร.อุ่นเรือน เสนอ “การเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์” (Strategic Moves) 3 ประการ ได้แก่ หนึ่ง กระจายอำนาจการกำหนดโจทย์วิจัย เปิดโอกาสให้คนที่อยู่ไกลจากอำนาจที่สุด มีส่วนร่วม ไม่ใช่เพียงกระจายงบประมาณ แต่ต้องกระจายอำนาจในการนิยามว่าปัญหาใดควรถูกศึกษา สอง สร้างคลังเครื่องมือกลางของประเทศ ให้โครงการวิจัยสามารถใช้และต่อยอดข้อมูล เครื่องมือ และบทเรียนร่วมกัน และ สาม ตรวจสอบความเป็นธรรมก่อนขยายผล โดยพิจารณาว่าใครได้รับประโยชน์ ใครรับความเสี่ยง และชุมชนสามารถดูแลระบบต่อได้หรือไม่ พร้อมเสนอให้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับประชาชน เป็นตัวชี้วัดสำคัญของงานวิจัยเพื่อสังคม โดยเฉพาะการตรวจสอบว่าคนที่อยู่ห่างไกลจากอำนาจและการมองเห็นของระบบได้รับประโยชน์และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นหรือไม่ ขณะที่นวัตกรรมที่จะสร้างผลกระทบอย่างยั่งยืนต้องใช้งานง่าย ชุมชนดูแลต่อได้ มีหน่วยงานและงบประมาณในพื้นที่รองรับ และประชาชนผู้ใช้เห็นว่าสามารถแก้ปัญหาได้จริง

ด้าน ดร.บุญวรา สุมะโน เจนพึ่งพร ผู้ดำเนินรายการและนักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) สรุปว่า ความเหลื่อมล้ำในอนาคตจะมีความซับซ้อนมากขึ้นจากการซ้อนทับของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยีดิจิทัล ภัยพิบัติ และความผันผวนทางเศรษฐกิจ กับประชาชนกลุ่มเดิมที่มีต้นทุนและโอกาสจำกัดอยู่แล้ว โจทย์ของระบบวิจัยและนวัตกรรมไทยจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนองค์ความรู้หรือนวัตกรรม แต่ต้องทำให้ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้าถึงประชาชนและกระจายโอกาสได้จริง โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ห่างไกลจากโอกาส พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนา เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเดินควบคู่กับความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้คนทุกกลุ่มสามารถเติบโตไปพร้อมกับประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ครชายขอบนวัตกรรมสอวชเหลื่อมล้ำ

นักเรียน Crest School คว้า 3 รางวัลโอลิมปิกวิชาการโลก สะท้อนการเรียนรู้รายบุคคล ต่อยอดความถนัดสู่เวทีนานาชาติ

4 กันยายน 2569 เวลา 09:33 น.

ศูนย์การเรียนเครสท์สคูล (Crest School) ภายใต้ LEARN Corporation ตอกย้ำแนวทางการเรียนรู้ที่ผสานพื้นฐานวิชาการเข้ากับการพัฒนาความถนัดเฉพาะบุคคล หลัง นายศรัณย์ภัทร อุ่ยละพันธุ์ นักเรียนจาก Crest School ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 4 ผู้แทนประเทศไทย และคว้า 3 รางวัลจากการแข่งขันวิทยาศาสตร์โลกและอวกาศโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 19 (19th International Earth Science Olympiad: IESO 2026) ณ เมืองตูริน ประเทศอิตาลี ท่ามกลางผู้เข้าแข่งขันกว่า 160 คน จาก 40 ประเทศทั่วโลก

นายศรัณย์ภัทร อุ่ยละพันธุ์ หรือ “โฟกัส” นักเรียน Year 10 แห่ง Global Engineering Pathwa

จาก Crest School คว้า 3 รางวัลในการแข่งขัน IESO 2026 ได้แก่

  • เหรียญเงินจาก IESO Individual Competition การแข่งขันประเภทบุคคล ซึ่งวัดจากคะแนนรวมของ Written Test และ Practical Test
  • เหรียญทองแดงจาก Earth Science Project (ESP) การแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์โลก
  • เหรียญทองแดงจาก International Team Field Investigation (ITFI) การสำรวจภาคสนามร่วมกับสมาชิกทีมนานาชาติ

โดยก่อนหน้านี้ นายศรัณย์ภัทรคว้าเหรียญทองและทำคะแนนรวมสูงสุดของประเทศจากการแข่งขันวิทยาศาสตร์โลกและอวกาศโอลิมปิกระดับชาติ (TESO 2026) จนได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 4 ผู้แทนประเทศไทย ส่วนผลการแข่งขันประเภทบุคคลของผู้แทนประเทศไทยใน IESO 2026 สามารถคว้าได้รวม 2 เหรียญเงินและ 2 เหรียญทองแดง ซึ่งนับเป็นพัฒนาการที่น่าภาคภูมิใจ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ที่ประเทศไทยได้รับเหรียญทองแดงในรายการดังกล่าว

นายศรัณย์ภัทรมีความสนใจด้านธรณีวิทยามาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะเรื่องหิน ฟอสซิล และไดโนเสาร์ ก่อนพัฒนาความรู้ผ่านการศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่อง จนก้าวสู่การเป็นผู้แทนประเทศไทยบนเวทีนานาชาติ ขณะที่ Crest School สนับสนุนการพัฒนาความถนัดดังกล่าวผ่าน Career-based Curriculum โดยนายศรัณย์ภัทรเลือกเรียนใน Global Engineering Pathway ซึ่งเปิดโอกาสให้ได้พัฒนาความรู้และทักษะที่สอดคล้องกับความสนใจด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมอย่างต่อเนื่อง  ควบคู่กับการเรียนแบบ Project-Based ที่เสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการนำเสนอ นอกจากนี้ ในช่วงที่เข้าร่วมค่ายและการแข่งขัน Crest School ยังช่วยวางแผนการเรียน การสอบ และการทบทวนเนื้อหา ทำให้นายศรัณย์ภัทรสามารถเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันได้อย่างเต็มที่ โดยไม่กระทบต่อความต่อเนื่องของการเรียนตามหลักสูตร แนวทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทของ Crest School ที่มุ่งต่อยอดความสนใจของผู้เรียนให้เป็นเส้นทางการพัฒนาที่ชัดเจน พร้อมสนับสนุนให้แต่ละคนก้าวไปสู่เป้าหมายได้อย่างเต็มศักยภาพ 

ผู้ที่สนใจสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านวิชาการ ทักษะที่จำเป็น และศักยภาพเฉพาะบุคคล สามารถศึกษาข้อมูลหลักสูตรและรายละเอียดของศูนย์การเรียนเครสท์สคูลได้ที่ www.crestschool.ac.th โทร. 065-954-3645 หรือ LINE Official: @crestschool

แนวหน้าแอดมิน #ฟิรุมุคุง

‘นิพนธ์’ ขอบคุณ ‘อนุทิน-สุชาติ’ ปลดล็อก’นกกรงหัวจุก’ คืนวิถีคนใต้ ต่อยอดเศรษฐกิจชุมชน สร้างรายได้ถูกกฎหมาย

3 กันยายน 2569 เวลา 19:54 น.

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กล่าวขอบคุณ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่รับฟังเสียงเรียกร้องของประชาชน และผลักดันการปลดล็อก “นกกรงหัวจุก” จนสามารถดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

นายนิพนธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นข้อเรียกร้องของประชาชนมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งนกกรงหัวจุกเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และกิจกรรมของชุมชนมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่สมัยที่ตนดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ก็เคยมีการจัดกิจกรรมและการแข่งขันนกกรงหัวจุกอย่างคึกคัก

แต่ในระยะหลัง ผู้จัดกิจกรรมและประชาชนจำนวนมากไม่กล้าจัดการแข่งขันหรือดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านกฎหมายเกี่ยวกับการครอบครองและการเพาะเลี้ยง ทำให้วิถีที่เคยมีอยู่ในชุมชนต้องซบเซาลง

“วันนี้ต้องขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และท่านสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนคณะรัฐมนตรีทุกท่าน ที่เห็นความสำคัญของเสียงจากประชาชนและช่วยกันผลักดันเรื่องนี้จนเกิดผล เพราะสำหรับพี่น้องในภาคใต้ นกกรงหัวจุกไม่ได้เป็นเพียงสัตว์เลี้ยง แต่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต อาชีพ และเศรษฐกิจของชุมชนโดยตรง” นายนิพนธ์ กล่าว

นายนิพนธ์ กล่าวว่า การปลดล็อกครั้งนี้จะเกิดประโยชน์กับประชาชนในหลายด้าน ทั้งการเพาะพันธุ์และจำหน่ายนก การผลิตอาหารนก การทำกรงและอุปกรณ์ ซึ่งเป็นงานฝีมือและภูมิปัญญาของชาวบ้าน ตลอดจนการจัดการแข่งขันที่สามารถสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงไปถึงร้านค้า ร้านอาหาร ที่พัก และการท่องเที่ยวในพื้นที่

การแข่งขันนกกรงหัวจุกยังมีความสำคัญต่อการคัดเลือกสายพันธ์ นกที่มีคุณภาพ เพื่อนำไปเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์และขยายพันธุ์ต่อไป โดยนกที่มีคุณภาพมีน้ำเสียงดีจะมีมูลค่าตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาท เมื่อสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องและเปิดเผย ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่า สร้างอาชีพ และสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนมากขึ้น

“จากนี้ประชาชนไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะมีเจ้าหน้าที่มาจับกุม สามารถเลี้ยง เพาะพันธุ์ ซื้อขาย และจัดกิจกรรมได้อย่างเปิดเผยภายใต้กฎหมาย สิ่งเหล่านี้จะทำให้ภูมิปัญญาของชาวบ้านกลับมาสร้างรายได้ และสามารถพัฒนานกกรงหัวจุกให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจของพื้นที่ได้อย่างจริงจัง” นายนิพนธ์ กล่าว

นายนิพนธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงประมาณเดือนตุลาคม 2569 หรืออย่างช้าช่วงต้นปี 2570 มีแนวคิดที่จะจัดการแข่งขันและประกวดนกกรงหัวจุกครั้งใหญ่ เพื่อเป็นการประเดิมหลังการปลดล็อก พร้อมขอถ้วยรางวัลจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความคึกคัก ฟื้นฟูกิจกรรมของชุมชน และต่อยอดให้เกิดรายได้กับประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป.

นกกรงหัวจุกนิพนธ์ บุญญามณี

อว.หนุนไทยสู่ ‘ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารสุขภาพระดับเอเชีย’ ในงาน Vitafoods Asia 2026

3 กันยายน 2569 เวลา 15:21 น.

กระทรวง อว.หนุนไทยสู่ “ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารสุขภาพระดับเอเชีย” ในงาน Vitafoods Asia 2026 เดินหน้าเชื่อมโยงงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์จริงในภาคอุตสาหกรรมพร้อมยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่น สมุนไพรและความหลากหลายทางชีวภาพของไทย

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มอบหมายให้ ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว.เป็นประธานในพิธีเปิดงานแสดงสินค้าและนวัตกรรมส่วนผสมอาหารสุขภาพระดับเอเชีย “Vitafoods Asia 2026” โดยมีนายมนู เลียวไพโรจน์ ประธานอินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกล่าวสนับสนุนการจัดงาน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันวิจัยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่าสูงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า อนาคตของเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพ (Wellness Economy) ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงการจำหน่ายสินค้า แต่เกิดจากการสร้างองค์ความรู้ การวิจัยพัฒนา การพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ และการขยายผลสู่เชิงพาณิชย์ กระทรวง อว.มีความมุ่งมั่นที่จะเชื่อมโยงงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์จริงในภาคอุตสาหกรรม โดยผนึกกำลังร่วมกับภาคเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่น สมุนไพร และความหลากหลายทางชีวภาพของไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก

ภายหลังพิธีเปิดงาน รองปลัดกระทรวง อว. พร้อมคณะผู้บริหาร ได้เดินเยี่ยมชมการจัดแสดงนวัตกรรมและงานวิจัยภายในงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวง อว. ที่ร่วมจัดแสดงผลงานและออกบูธนิทรรศการ ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช. / NSTDA) ร่วมกับ โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) นำเสนอแนวทางช่วยเหลือและสนับสนุนภาคธุรกิจ SME ในการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว. / TISTR) นำเสนอนวัตกรรมและการบริการแบบครบวงจร (Total Solution Services) ด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชัน การสกัดสารสำคัญจากสมุนไพร ตลอดจนการทดสอบ วิเคราะห์ และออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทย

ทั้งนี้ งาน Vitafoods Asia 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2  –4 ก.ย.2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการวิจัย การผลิต และนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและสารสกัดในภูมิภาคเอเชียอย่างเป็นรูปธรรม

Vitafoods Asia 2026อว.

คณะแพทยศาสตร์ ม.สยาม ร่วมรับรางวัล ‘Safety Innovation Awards 2026’

3 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่หน่วยงานที่ได้รับรางวัล Safety Innovation Awards 2026 รางวัลสถานประกอบกิจการต้นแบบด้านการยศาสตร์ และหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนการจัดงาน ณ แกรนด์ฮอลล์ ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพมหานคร

ในโอกาสนี้ สาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คณะแพทยศาสตร์ ได้เข้าร่วมงานดังกล่าว โดยมีคณาจารย์ และ นักศึกษาหลักสูตรอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เข้าร่วมรับรางวัล นวัตกรรมรางวัลรองชนะเลิศ ระดับประเทศ จากนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

รางวัลดังกล่าวนับเป็นความภาคภูมิใจและเป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพของนักศึกษาหลักสูตรอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ในการนำองค์ความรู้ด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน

ทั้งนี้ ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของคณาจารย์ และนักศึกษาในการพัฒนาศักยภาพด้านวิชาการและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของหลักสูตรในการผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ความสามารถ และพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการยกระดับมาตรฐานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของประเทศไทย

Safety Innovation Awards 2026คณะแพทยศาสตร์ ม.สยาม

พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุก องคมนตรี มอบ 109 รางวัล ‘THAILAND MORAL AWARDS 2025’เชิดชู ‘ต้นแบบความดีของประเทศ’

3 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จัดพิธีมอบรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ภายใต้แนวคิด “ความดีที่ส่งต่อ พลังที่เปลี่ยนสังคม” เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปี ศูนย์คุณธรรม โดยได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นผู้มอบรางวัลและกล่าวโอวาทแก่ผู้ได้รับรางวัล พร้อมด้วย น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ตลอดจนคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคีเครือข่าย เข้าร่วมงาน ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

สำหรับรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 มีผู้ได้รับการยกย่องรวมทั้งสิ้น 109 รางวัล แบ่งเป็น รางวัลประเภทสื่อ จำนวน 57 รางวัล จาก 8 สาขา ได้แก่ ละคร ภาพยนตร์ โฆษณา บทเพลง รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ หนังสือ และสื่อดิจิทัล รางวัลประเภทบุคคล จำนวน 25 รางวัล และ รางวัลประเภทชุมชนและองค์กร จำนวน 27 รางวัล ซึ่งผู้ได้รับรางวัลล้วนสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการทำความดีที่หลากหลาย ตั้งแต่การใช้พลังของสื่อสร้างค่านิยมเชิงบวก การทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไปจนถึงการรวมพลังของชุมชนและองค์กรในการแก้ไขปัญหา สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วธ. กล่าวว่า ผู้ได้รับรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ทุกท่าน มิได้เป็นเพียง “ผู้ได้รับรางวัล” แต่คือ “ผู้ส่งต่อแรงบันดาลใจ” ที่ทำให้เราเห็นว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ในบทบาทใด ทุกคนสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีได้ รางวัลที่ได้รับในวันนี้จึงเป็นทั้งกำลังใจในการเดินหน้าทำสิ่งดีๆต่อไป ขณะเดียวกัน เรื่องราวและผลงานของทุกท่านจะได้รับการส่งต่อเพื่อจุดประกายให้เกิดคนทำความดีเพิ่มขึ้น เกิดเครือข่ายของการทำความดีที่เข้มแข็งขึ้น และทำให้คุณธรรมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวันของคนในสังคม เพราะความสำเร็จของ THAILAND MORAL AWARDS มิได้อยู่เพียงที่จำนวนของรางวัลที่มอบในวันนี้ แต่อยู่ที่เรื่องราวของผู้ได้รับรางวัลจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการลงมือทำที่ดีต่อไปได้อีกมากเพียงใด

ด้าน คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม กล่าวว่า ความสำเร็จที่ได้รับในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากความมุ่งมั่น ความเสียสละ และความเชื่อมั่นในการทำสิ่งที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในโอกาสครบรอบ 15 ปีของศูนย์คุณธรรม ผลงานของผู้ได้รับรางวัลและภาคีเครือข่าย ทั้งภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาสังคม ครอบครัวและชุมชน ภาครัฐ ภาคศาสนา ภาคการศึกษา และภาคสื่อมวลชน สะท้อนให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือ ความไว้วางใจ และความมุ่งมั่นของเครือข่ายที่ร่วมกันลงมือทำอย่างต่อเนื่อง จนสามารถสร้างต้นแบบ ขยายผล และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมในสังคม

“คุณค่าของความดี ไม่ได้อยู่ที่การได้รับการยกย่อง แต่อยู่ที่ความดีนั้นสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นลุกขึ้นมาทำความดีต่อได้ นี่คือความหมายสำคัญของรางวัล THAILAND MORAL AWARDS ผู้ได้รับรางวัลทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นบุคคล ชุมชน องค์กร หรือผู้สร้างสรรค์สื่อ ล้วนเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ทุกคนสามารถใช้ความรู้ ความสามารถ และบทบาทของตนเองสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมได้ และหวังว่ารางวัลในวันนี้จะไม่ใช่เพียงความภาคภูมิใจ แต่จะเป็นพลังให้ทุกท่านก้าวเดินต่อไป พร้อมส่งต่อเรื่องราวดี ๆ แรงบันดาลใจ และคุณค่าของการทำความดีไปสู่ผู้คนอีกมากมาย” คุณหญิงปัทมา กล่าว

ขณะที่ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี กล่าวให้โอวาทแก่ผู้ได้รับรางวัลว่า ผลงานและการดำเนินงานของผู้ได้รับรางวัลทุกท่านเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า คุณธรรมมิใช่เพียงถ้อยคำหรือแนวคิด แต่สามารถเกิดขึ้นได้จริงในทุกวิชาชีพ ทุกพื้นที่ และทุกบทบาทของชีวิต จึงขอฝากให้ทุกท่านถือว่ารางวัลที่ได้รับในวันนี้ มิใช่จุดสิ้นสุดของความสำเร็จ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสานต่อความดี และส่งต่อแรงบันดาลใจให้ขยายออกไปในสังคมอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม กล่าวว่า สิ่งที่มีคุณค่าไม่แพ้รางวัล คือการนำ “ต้นแบบ” เหล่านี้ออกมาสู่สาธารณะ เพราะหลายครั้งการทำความดีเกิดขึ้นอย่างเงียบๆในพื้นที่ต่างๆของประเทศ ดังนั้นการมีเวทีเข้ามาเชิดชูจึงเป็นการทำให้คุณค่าของคนทำความดีได้รับการมองเห็น พร้อมเปลี่ยนจาก “ความดีของคนหนึ่งคน” ให้กลายเป็น “พลังบวกของสังคม”

“นี่คือความหมายของคำว่า “ความดีที่ส่งต่อ พลังที่เปลี่ยนสังคม” เพราะเราไม่ได้ต้องการให้เรื่องราวจบลงเมื่อผู้ได้รับรางวัลเดินลงจากเวที แต่ต้องการให้ต้นแบบเหล่านี้กลับไปสร้างแรงกระเพื่อมต่อในพื้นที่ของตนเอง และทำให้คนที่ได้รับรู้เรื่องราวเกิดความรู้สึกว่า สามารถลงมือทำบางสิ่งเพื่อคนอื่นและสังคมได้เช่นกัน หากความดีหนึ่งเรื่องสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความดีเรื่องที่สอง ที่สาม และขยายต่อไปเรื่อยๆ นั่นคือคุณค่าที่แท้จริงของรางวัลนี้” ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม กล่าวและว่า THAILAND MORAL AWARDS จึงมีความหมายมากกว่าการเป็นพิธีมอบรางวัลประจำปี แต่กำลังทำหน้าที่เป็น “เวทีเชิดชูต้นแบบของประเทศ” ที่นำคนทำความดีจากหลากหลายพื้นที่มาสอดประสานเชื่อมโยงกัน และทำให้สังคมได้เห็นภาพร่วมกันว่า “คนดี” และ “ความดี” ไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว การทำหน้าที่ของตนเองด้วยความรับผิดชอบ การเสียสละเพื่อส่วนรวม การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้อื่น การใช้ความรู้และความสามารถแก้ไขปัญหาสังคม ตลอดจนการใช้สื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงพลังเชิงบวก ล้วนเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศต่ออย่างยั่งยืน

“การมอบรางวัลวันนี้จึงไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการขยายผล เราต้องการให้ผู้ได้รับรางวัลทั้ง 109 รางวัล กลายเป็นต้นแบบที่สังคมเข้าถึงได้ เรียนรู้ได้ และนำสิ่งที่เหมาะสมไปปรับใช้ได้ เพราะ รางวัลคุณธรรมระดับประเทศจะมีความหมายอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อคุณค่าของผู้ได้รับรางวัลสามารถเดินทางต่อไปถึงผู้คนในสังคม และนี่คือสิ่งที่ศูนย์คุณธรรมต้องการเดินหน้าต่อจากเวที THAILAND MORAL AWARDS” รศ.นพ.สุริยเดว กล่าวทิ้งท้าย

THAILAND MORAL AWARDS 2025พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุก

มวล. ผนึก 3 มรภ. MOU จัดตั้ง ‘อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้ตอนบน’ ยกระดับนวัตกรรม-เศรษฐกิจภูมิภาคครบวงจร

3 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

มวล.ร่วมกับเครือข่าย 3 มรภ. ลงนามเอ็มโอยู จัดตั้ง “อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ตอนบน” ตั้งเป้าเป็นฟันเฟืองหลักบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรม ยกระดับขีดความสามารถผู้ประกอบการ รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างยั่งยืน เผยรัฐหนุนงบกว่า 313 ล้านบาท

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการขับเคลื่อนการจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ตอนบน” ร่วมกับผู้บริหารจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี และ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ตั้งเป้าเป็นฟันเฟืองหลักบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรม ยกระดับขีดความสามารถผู้ประกอบการ รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยมีผู้บริหารของทั้ง 4 มหาวิทยาลัยร่วมกันเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมเขาหลวง อาคารสหกิจศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี มวล. กล่าวว่า การจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ตอนบน เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม เนื่องจากภาคใต้ตอนบนมีศักยภาพสูงทั้งในด้านทรัพยากรธรรมชาติ เกษตร อาหาร สุขภาพ และการท่องเที่ยว การมีอุทยานวิทยาศาสตร์จะช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้และงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเข้ากับภาคธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ

“มวล.พร้อมสนับสนุนทั้งด้านบุคลากร นักวิจัย ห้องปฏิบัติการ และเครื่องมือที่ทันสมัย เพื่อทำงานร่วมกับเครือข่ายทั้ง 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏ ในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม” ศ.ดร.สมบัติ กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มวล. ระบุว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการสร้างกลไกกลางในการสำรวจความต้องการของผู้ประกอบการและจัดทำฐานข้อมูลศักยภาพพื้นที่ เพื่อผลักดันโครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจและสังคมให้เกิดขึ้นจริง

ขณะที่ ผศ.ดร.อนุรักษ์ ถุงทอง ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มวล. กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือนี้คือการรวมพลังเพื่อนำโครงสร้างพื้นฐานของมหาวิทยาลัยมาให้บริการภาคเอกชนและชุมชนอย่างเต็มรูปแบบ

ซึ่งนอกจากความร่วมมือทางวิชาการแล้ว มวล. โดยอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ยังได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาล จำนวน 313,101,700 บาท เพื่อดำเนินการก่อสร้าง “อาคารส่งเสริมผู้ประกอบการและนวัตกรรม” ซึ่งจะเป็นพื้นที่หลัก (Hub) ในการบ่มเพาะธุรกิจนวัตกรรม ให้บริการทดสอบมาตรฐาน และสนับสนุนผู้ประกอบการในทุกมิติ ขณะนี้อาคารดังกล่าวมีการก่อสร้างคืบหน้าแล้วกว่า 33 % กำหนดแล้วเสร็จในปี 2570

MOUมวล.อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้ตอนบน

กองทุน ป.ป.ช. ดันเยาวชนไทยเติบโตบนเวทีโลก! 2 เด็กเก่งคว้ารางวัลสันติภาพสวีเดน จากผลงานสื่อต้านทุจริต

2 กันยายน 2569 เวลา 17:30 น.

sweden-017

กองทุน ป.ป.ช.พิสูจน์ความสำเร็จบนเวทีโลก ส่งยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ คว้ารางวัลระดับโลก World Peace Youth Ambassador Awards 2026 ที่สวีเดน

2 เด็กไทยเจ้าของตำแหน่งยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ คว้ารางวัล World Peace Youth Ambassador Awards 2026 ที่สวีเดน จากผลงานการผลิตสื่อรณรงค์ต่อต้านการทุจริต ในโครงการอบรมยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ สนับสนุนโดย กองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช.) ได้แก่ ด.ช.นราวิชญ์ บุญฤทธิ์ โรงเรียนอัสสัมชัญ และ ด.ช.ภูดิท ตันเจริญ โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขึ้นรับรางวัลระดับโลก ณ หอประชุมคอนเสิร์ตสตอกโฮล์ม สถานที่จัดพิธีมอบรางวัลโนเบล กรุงสตอกโฮล์ม ราชอาณาจักรสวีเดน 

นายจุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มหารวย เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด ผู้จัดการโครงการยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ กล่าวว่า “รู้สึกดีใจและภูมิใจเป็นอย่างมาก ที่เด็กไทยได้ขึ้นรับรางวัลระดับโลกในเวทีอันศักดิ์สิทธิเวทีเดียวกับรางวัลโนเบล ณ ประเทศสวีเดน โดยรางวัลนี้มอบให้แก่เยาวชนที่มีบทบาทโดดเด่นในการส่งเสริมความซื่อสัตย์สุจริต และร่วมขับเคลื่อนสังคมตามแนวคิดการป้องกันความขัดแย้งเชิงรุก โดยคณะกรรมการพิจารณาเห็นว่า  การทุจริตคือจุดเริ่มต้นของความอยุติธรรม การต่อต้านคอร์รัปชันสร้างรากฐานความเท่าเทียมในสังคม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน  ปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งสันติภาพ โครงการอบรมยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบทำหน้าที่เป็นสื่อกลางส่งต่อค่านิยมความซื่อสัตย์และคุณธรรมในสถานศึกษาและชุมชน สอดคล้องกับแนวทางของ UNESCO ในการพัฒนาเยาวชนให้มีทักษะคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรง  สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่กล้าลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ถูกต้อง มีความซื่อสัตย์ และเป็นแบบอย่างในการต่อต้านการทุจริตตั้งแต่ระดับเด็กเยาวชน  การได้รับมอบรางวัล ณ Stockholm Concert Hall ซึ่งเป็นสถานที่จัดพิธีมอบรางวัลโนเบล สะท้อนให้เห็นว่านานาชาติให้การยอมรับบทบาทของเยาวชนไทยในฐานะตัวแทนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศนำโดย กองทุน ป.ป.ช. ให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณธรรมและการต่อต้านคอร์รัปชันในเด็กและเยาวชน  ภายในงานมอบรางวัลเกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายสันติภาพ เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้นำจากทั่วโลก เพื่อสร้างเครือข่ายในการขับเคลื่อนสังคมที่ปราศจากการทุจริตและความขัดแย้งในอนาคต ร่วมสร้างพลเมืองที่ซื่อสัตย์สุจริตให้กับประเทศของเราและโลกของเราต่อไปครับ”

ด.ช.นราวิชญ์ บุญฤทธิ์ ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ โรงเรียนอัสสัมชัญ ผู้คว้ารางวัล World Peace Youth Ambassador Awards 2026  กล่าวว่า ผมรู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยขึ้นรับรางวัลบนเวทีระดับสากล ณ หอประชุมคอนเสิร์ตสตอกโฮล์ม ซึ่งเป็นสถานที่จัดพิธีมอบรางวัลโนเบล  จากผลงานการเข้าร่วมโครงการอบรมยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ ผมได้พบปะกับผู้นำจากนานาประเทศ ช่วยเปิดโลกทัศน์ ปลูกฝังความมั่นใจ และสร้างพลังใจในการกล้าลุกขึ้นมาทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อสังคม  ขอบคุณโครงการของ กองทุน ป.ป.ช.ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ร่วมโครงการดีดี สร้างยุวฑูตต้านทุจริต สร้างกิจกรรมที่มีคุณค่าและประโยชน์ต่อตัวผม ต่อผู้เข้าอบรม ร่วมถึงประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ และวันนี้ก็ได้รับการยอมรับในเวทีระดับสากล ผมดีใจและภูมิใจมากครับ”

ด.ช.ภูดิท ตันเจริญ ยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้คว้ารางวัล World Peace Youth Ambassador Awards 2026 กล่าวว่า “ผมดีใจและตื่นเต้นมากๆ ครับ รู้สึกถึงตัวแทนการเปลี่ยนแปลงเรื่องค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้เราเป็นเด็กตัวเล็กๆ เสียงเล็กๆ แต่เมื่อได้เป็นยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ ทำให้ได้เรียนรู้เรื่องโทษและผลเสียของการทุจริต เราในฐานะยุวฑูตต้านทุจริตก็จะไม่ทำสิ่งที่ไม่ได้ไม่โกงอย่างแน่นอนครับ และพร้อมจะเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงที่จะสร้างสื่อต้านทุจริตรณรงค์ให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ได้ตระหนักรู้ถึงโทษของการทุจริตและสร้างแนวร่วมในการต่อต้านทุจริตกันด้วยนะครับ”

การได้รับรางวัล World Peace Youth Ambassador Awards 2026 ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ไม่เพียงสร้างความภาคภูมิใจอย่างสูงสุดแก่ตัวแทนเยาวชนไทย แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญที่สามารถนำไปต่อยอดและสร้างประโยชน์มหาศาลให้กับประเทศไทยในหลายมิติ  ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศบนเวทีโลก ประเทศไทยได้รับคำชื่นชมในฐานะประเทศที่ให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณธรรมและปราบปรามการทุจริตเชิงรุกตั้งแต่ระดับเด็กและเยาวชน  วางรากฐาน “สังคมไร้ทุจริต” ในระยะยาว การพัฒนาเยาวชนให้มีจิตสำนึกต่อต้านคอร์รัปชันตั้งแต่เยาว์วัย จะช่วยสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดปัญหาคอร์รัปชัน และเพิ่มดรรชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศในอนาคต  พิสูจน์ความสำเร็จของโครงการอบรมยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าโครงการสนับสนุนจาก กองทุน ป.ป.ช. สามารถผลักดันศักยภาพเด็กไทยให้โดดเด่นและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลได้อย่างแท้จริง  การได้รับรางวัลครั้งนี้เป็นการการันตรีถึงความสำเร็จและเป็น “จุดเริ่มต้น” ของการสร้างวัฒนธรรมความซื่อสัตย์สุจริตที่จะส่งผลดีต่อโครงสร้างสังคมไทยอย่างยั่งยืนต่อไป 

กองทุนปปชข่าวการศึกษา

คณะบริหารธุรกิจฯ มจพ.ระยอง ทีม ‘Esther Bloody’ คว้าถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ เวที Logistics Hackathon 2026

2 กันยายน 2569 เวลา 15:06 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ขอแสดงความยินดีกับนักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษา คณะบริหารธุรกิจ มจพ. วิทยาเขตระยอง สร้างชื่อเสียงระดับประเทศในการแข่งขันประกวดนวัตกรรมด้านโลจิสติกส์ (Logistics Innovation Hackathon 2026) ภายใต้โจทย์และแนวคิด “Smart Wellness and Healthcare Logistics” นวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการและยกระดับห่วงโซ่อุปทานโลหิตอัจฉริยะ Bloom (Blood Logistics Optimization & Operations Management) ณ ห้องประชุม Amber 1–2 ชั้น 2 อาคารภิรัช คอนเวนชั่น ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569

การแข่งขันในครั้งนี้ ทีม Esther Bloody ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น คว้ารางวัลชนะเลิศ รับถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษาจำนวน 20,000 บาท สมาชิกในทีม ได้แก่ นายภานุภัส โคตรชมภู, นายวรายุทธ์ คำเขียว, นางสาวภลินี จิรพัสตระกูล, นางสาวมนัญชยา ธารีจิตร และนางสาวสุภิญญา จันทร์แช่ม

นอกจากนี้ นักศึกษาทีม LifeHack คว้ารางวัลชมเชย สมาชิกในทีม ได้แก่ นายปวริศร์ ฉิมพาลี, นางสาวพัฒนรีย์พร ไร่เรือง, นางสาวพิมสุพัฒน์ ตวิเชียร, นางสาวญาณภา หาจุมปู และ นางสาวชมขนก เป็งวัง  โดยมี อาจารย์ศาศวัต กันภัย, ผศ.ดร.พรรษวดี พงษ์ศิริ, ผศ.ดร.เกศสุดา เพชรดี และ ผศ.ดร.ณฐา เศวตนรากุล ร่วมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาให้คำแนะนำทั้ง 2 ทีม

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ขอชื่นชมในความมุ่งมั่น ทุ่มเท และสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมด้านโลจิสติกส์การแพทย์ของนักศึกษา ตลอดจนการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากอาจารย์ที่ปรึกษาทุกท่าน ที่สะท้อนถึงคุณภาพการศึกษาและการประยุกต์ใช้องค์ความรู้จริงเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

Logistics Hackathon 2026คณะบริหารธุรกิจฯ มจพ.ระยองทีม Esther Bloody

‘Blood Next Gen’ ชวนเยาวชนค้นหาจุดแข็ง เปลี่ยนพลังของตัวเองเป็นพลังช่วยชีวิต

2 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดโครงการ “Blood Next Gen พลังคนรุ่นใหม่…ส่งต่อชีวิตด้วยการให้” โดยมี “แนะnow” ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการฯ เดินสาย 30 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ชวนเยาวชนอายุ 17 ปี รู้จักจุดแข็งของตนเอง ผ่านแนวคิด “4 บ้านพรสวรรค์” ก่อนต่อยอดสู่การมีส่วนร่วมในภารกิจบริจาคโลหิตตามความถนัดของแต่ละคน

โลหิต เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ป่วย เปรียบเสมือนยารักษาโรค ที่ปัจจุบันยังไม่มีนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใดๆ สามารถผลิตขึ้นมาทดแทนได้ ต้องได้รับบริจาคจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น ตามมาตรฐานงานบริการโลหิต ต้องมีโลหิตสำรองคงคลังอย่างน้อย 3,000 ยูนิตต่อวัน ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ จึงต้องมีการจัดโครงการและกิจกรรมต่างๆเพื่อกระตุ้นให้เกิดการบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

ผู้บริจาคโลหิตสามารถบริจาคโลหิตได้ ทุกๆ 3 เดือน หรือปีละ 4 ครั้ง ซึ่งจะทำให้มีปริมาณโลหิตสม่ำเสมอและเพียงพอ แก่ความต้องการใช้ของผู้ป่วยในโรงพยาบาลต่างๆทั่วประเทศ และแม้ว่าความต้องการโลหิตยังคงมีอย่างต่อเนื่อง แต่สัดส่วนผู้บริจาคโลหิตในกลุ่มเยาวชนกลับลดลงตลอด 3 ปีที่ผ่านมา จากร้อยละ 10.24 ในปี 2566 เหลือเพียงร้อยละ 8.70 ในปี 2568 สะท้อนความจำเป็นในการสร้างผู้บริจาครุ่นใหม่ตั้งแต่ต้นทาง

โดยกลุ่มเยาวชนถือเป็นกำลังสำคัญของคลังเลือดในระยะยาว เพราะเป็นวัยที่สามารถบริจาคโลหิตได้ต่อเนื่องยาวนานที่สุด ตั้งแต่อายุ 17 ปีไปจนถึง 70 ปี การปลูกฝังความเข้าใจที่ถูกต้องเรื่องการบริจาคโลหิตตั้งแต่ต้นทาง จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เยาวชนเติบโตขึ้นเป็นผู้บริจาคโลหิตประจำอย่างยั่งยืน และกลายเป็นเครือข่ายคนรุ่นใหม่ที่ช่วยส่งต่อการให้ในสังคมได้อย่างไม่ขาดสาย

โครงการ Blood Next Gen จึงชวน แนะnow เข้ามาเติมมิติ “การรู้จักตัวเอง” ให้กับภารกิจนี้ โดยมี น.ส.รุสนันท์ ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม หรือ “ครูพี่บิม” พิธีกรและผู้ดำเนินการโครงการ แนะnow รับหน้าที่เดินทางไปสอนนักเรียนในสถาบันการศึกษาต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนอายุ 17 ปี ก่อนที่จะมีการออกหน่วยรับบริจาคโลหิต เพื่อให้เยาวชนเข้าใจประโยชน์และความสำคัญของการบริจาคโลหิต พร้อมค้นหาว่าตัวเองมีความถนัดแบบไหน ผ่านแนวคิด 4 บ้านพรสวรรค์ อันเป็นหัวใจของ “แนะnow”

น.ส.รุสนันท์ หรือ “ครูพี่บิม” กล่าวว่า โครงการนี้เป็นอีกตัวอย่างของการนำแนวคิดการรู้จักตัวเองผ่าน 4 บ้านพรสวรรค์ของ แนะnow มาประยุกต์ใช้กับประเด็นสังคม เพื่อให้เยาวชนเห็นว่า ทุกคนสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ในแบบของตัวเอง เพราะแต่ละคนมีความถนัดและความสามารถแตกต่างกัน เมื่อเรารู้จักตัวเองและเข้าใจว่าศักยภาพของเราทำอะไรได้บ้าง เราจะเห็นทันทีว่าตัวเองมีที่ทางในการช่วยเหลือสังคมได้อย่างไร การบริจาคโลหิตก็เช่นกัน ไม่ใช่ทุกคนต้องทำเหมือนกันหมด แต่ทุกคนมีบทบาทของตัวเองที่ทำให้ภารกิจนี้สำเร็จได้

แนวคิด 4 บ้านพรสวรรค์แบ่งคนออกตามความถนัด และเมื่อนำความถนัดนั้นมาเชื่อมกับภารกิจของ Blood Next Gen ก็จะช่วยให้เยาวชนเห็นภาพชัดเจนว่าตัวเองจะเป็นฟันเฟืองแบบไหนได้บ้าง อาทิ บ้านสมอง นักคิดและนักวิเคราะห์ เหมาะกับการวางแผนข้อมูลในการจัดหาโลหิต ออกแบบหน่วยรับบริจาคโลหิตในโรงเรียน , บ้านใจ ผู้สนับสนุนและดูแลผู้อื่น เหมาะกับการดูแลผู้มาบริจาค , บ้านปาก นักสื่อสารและนักโน้มน้าวใจ เหมาะกับการประชาสัมพันธ์ รณรงค์ชวนบริจาคโลหิตผ่านเพื่อนและสื่อโซเชียล และบ้านมือ นักลงมือทำ พร้อมช่วยงานอาสา จัดรูปแบบการรับบริจาคโลหิตในโรงเรียน และก้าวสู่การเป็นผู้บริจาค

ไม่เพียงค้นหาบ้านพรสวรรค์ของตัวเอง เยาวชนยังได้ลองลงมือทำจริงผ่านภารกิจเล็กๆ ที่เลือกได้ตามความถนัด ไม่ว่าจะเป็นการชวนคนรอบตัวมาบริจาคโลหิต การทำสื่อให้ความรู้ การเป็นอาสาสมัครประจำหน่วย ไปจนถึงการบริจาคโลหิตด้วยตัวเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นภาระที่ต้องรับผิดชอบ แต่โครงการมุ่งหวังสร้างประสบการณ์จิตอาสาที่ช่วยให้เยาวชนได้เรียนรู้คุณค่าของการเป็น “ผู้ให้” และเข้าใจว่า โลหิตเพียงหนึ่งถุง สามารถต่อชีวิตให้ผู้ป่วยได้หลายคน

“เราอยากให้เด็กๆรู้สึกว่าการบริจาคโลหิตไม่ใช่เรื่องไกลตัว ถ้าเด็กคนหนึ่งค้นพบว่า ตัวเองมีคุณค่า และเริ่มต้นการเป็นผู้ให้ตั้งแต่อายุ 17 ปี นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นผู้ให้ตลอดชีวิต” ครูพี่บิม กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามข่าวสารประชาสัมพันธ์โครงการ Blood Next Gen ได้ที่ https://thaibloodcentre.redcross.or.th หัวข้อข่าวสารประชาสัมพันธ์ สื่อและหลักสูตรสำหรับเยาวชน หรือเฟซบุ๊ก ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย และสามารถติดตามกิจกรรมอื่นๆของแนะ now ได้ทางเฟซบุ๊ก NaenowOfficial

Blood Next Gen