4 กันยายน 2569 เวลา 10:44 น.

‘สอวช.’เปิดเวที Policy Dialogue ชงปฏิรูประบบวิจัย‘กระจายโอกาส–ลดเหลื่อมล้ำ’ ดึงคนชายขอบร่วมกำหนดโจทย์ สร้างนวัตกรรมไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดเวทีเสวนาเชิงนโยบาย (Policy Dialogue) “การยกระดับบทบาทสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์เพื่อกำหนดนโยบายและขับเคลื่อนนวัตกรรมไทย” ครั้งที่ 4 ภายใต้หัวข้อ “Closing the Gap: Pathways to Inclusive Growth – ปิดช่องว่าง สร้างการเติบโตที่ทั่วถึง” เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเปิดวงนักวิชาการเสนอแนวทางปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมไทย ให้เป็นกลไกแก้ความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ระดับโครงสร้าง พร้อมกระจายอำนาจในการกำหนดโจทย์วิจัย เปิดพื้นที่ให้ประชาชนและชุมชนที่อยู่ห่างไกลจากอำนาจมีส่วนร่วม เพื่อให้ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าถึงคนทุกกลุ่มอย่างเป็นธรรม
ดร.สุชาต อุดมโสภกิต ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า การพัฒนาประเทศระยะต่อไปต้องก้าวพ้นการมุ่งเน้นเพียง “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” ไปสู่ “การเติบโตที่ทั่วถึง” โดยให้ความสำคัญทั้งคุณภาพของการพัฒนาและการกระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม เนื่องจากแม้ประเทศไทยจะลงทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง แต่ผลประโยชน์จากการพัฒนายังคงกระจุกตัวในบางพื้นที่ อุตสาหกรรม และกลุ่มประชากร ขณะที่ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างยังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ดังนั้น การลดความเหลื่อมล้ำจึงต้องเริ่มตั้งแต่การออกแบบระบบและนโยบาย ไม่ใช่เพียงแก้ปัญหาที่ปลายทาง โดยต้องเข้าใจความแตกต่างของผู้คนและบริบทแต่ละพื้นที่ และนำองค์ความรู้จากสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มาเติมเต็มระบบวิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้สามารถตอบโจทย์สังคมได้ลึกและรอบด้านมากขึ้น
รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ อาจารย์ประจำสาขามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รากของความเหลื่อมล้ำไทยส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างการถือครองทุนและทรัพยากรที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะชุมชนที่มีข้อจำกัดด้านสิทธิและกฎหมายในการจัดการทรัพยากร จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างคน วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมควบคู่กับบริบทเฉพาะพื้นที่ พร้อมชี้ว่า ความเหลื่อมล้ำไม่ได้มีเพียงเรื่องรายได้ แต่ยังรวมถึงการลดลงของพื้นที่สำหรับ “ความรู้กระแสรอง” ซึ่งสะท้อนเสียง สิทธิ และประสบการณ์ของผู้คนที่อยู่นอกระบบหรือชายขอบ เมื่อองค์ความรู้เหล่านี้ถูกลดทอนลงจากการรวมศูนย์ของรัฐ ประชาชนบางกลุ่มจึงมีโอกาสน้อยลงที่จะถูกมองเห็นและมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ขณะเดียวกัน การพัฒนารูปแบบใหม่ เช่น “ทุนนิยมสีเขียว” แม้มีเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่หากการกำหนดกติกาและการจัดสรรผลประโยชน์ไม่เป็นธรรม ก็อาจทำให้เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นต้องแบกรับต้นทุนมากขึ้น จึงต้องออกแบบนโยบายที่สร้างสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม ความเป็นธรรม และสิทธิของประชาชน
ด้าน รศ.ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การสร้างการเติบโตที่ทั่วถึงต้องเดินควบคู่กับ “การลงทุนทางสังคม” โดยระบบสวัสดิการไม่ควรเป็นเพียงกลไกช่วยเหลือเมื่อประชาชนประสบปัญหา แต่ต้องเป็นการลงทุนเพื่อเสริมศักยภาพให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองและดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ความเหลื่อมล้ำยังเกิดจากหลายปัจจัยซ้อนทับกัน เช่น กรณีเด็กออทิสติกจากครอบครัวฐานะดีที่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาและพัฒนาทักษะ ขณะที่เด็กจากครอบครัวยากจนมีข้อจำกัดตั้งแต่ต้น ทำให้โอกาสทางการศึกษาและการเข้าสู่ตลาดแรงงานแตกต่างกันอย่างมาก รวมถึง “ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล” ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงการมีอุปกรณ์หรืออินเทอร์เน็ต แต่เชื่อมโยงกับการเข้าถึงบริการรัฐ สวัสดิการ และความช่วยเหลือ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีข้อจำกัดในการใช้เทคโนโลยี
รศ.ดร.อัจฉรา เสนอให้ปรับกระบวนการวิจัยและการพัฒนานโยบายจากการกำหนดโจทย์โดยส่วนกลาง ไปสู่การขับเคลื่อนจากพื้นที่ เปิดให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการมีส่วนร่วมตั้งแต่การกำหนดปัญหา ออกแบบงานวิจัย จนถึงพัฒนานโยบาย พร้อมย้ำว่า “Methodology หรือระเบียบวิธีวิจัยที่ดี ยังไม่เท่ากับงานวิจัยที่ถูกนำไปใช้จริง” เพราะงานวิจัยเชิงนโยบายต้องนำไปสู่การแก้ปัญหาและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง
ขณะที่ รศ.ดร.อุ่นเรือน เล็กน้อย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอให้ระบบวิจัยบูรณาการข้อมูลจากหลากหลายศาสตร์ เพื่อทำให้คนที่ระบบมองไม่เห็น ปรากฏอยู่ในกระบวนการกำหนดนโยบายมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่มาซ้อนทับกัน ทั้งความเสี่ยงภัย ความมั่นคงของมนุษย์ และระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อค้นหาพื้นที่ที่มีความเปราะบางหลายมิติ
รศ.ดร.อุ่นเรือน เสนอ “การเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์” (Strategic Moves) 3 ประการ ได้แก่ หนึ่ง กระจายอำนาจการกำหนดโจทย์วิจัย เปิดโอกาสให้คนที่อยู่ไกลจากอำนาจที่สุด มีส่วนร่วม ไม่ใช่เพียงกระจายงบประมาณ แต่ต้องกระจายอำนาจในการนิยามว่าปัญหาใดควรถูกศึกษา สอง สร้างคลังเครื่องมือกลางของประเทศ ให้โครงการวิจัยสามารถใช้และต่อยอดข้อมูล เครื่องมือ และบทเรียนร่วมกัน และ สาม ตรวจสอบความเป็นธรรมก่อนขยายผล โดยพิจารณาว่าใครได้รับประโยชน์ ใครรับความเสี่ยง และชุมชนสามารถดูแลระบบต่อได้หรือไม่ พร้อมเสนอให้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับประชาชน เป็นตัวชี้วัดสำคัญของงานวิจัยเพื่อสังคม โดยเฉพาะการตรวจสอบว่าคนที่อยู่ห่างไกลจากอำนาจและการมองเห็นของระบบได้รับประโยชน์และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นหรือไม่ ขณะที่นวัตกรรมที่จะสร้างผลกระทบอย่างยั่งยืนต้องใช้งานง่าย ชุมชนดูแลต่อได้ มีหน่วยงานและงบประมาณในพื้นที่รองรับ และประชาชนผู้ใช้เห็นว่าสามารถแก้ปัญหาได้จริง
ด้าน ดร.บุญวรา สุมะโน เจนพึ่งพร ผู้ดำเนินรายการและนักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) สรุปว่า ความเหลื่อมล้ำในอนาคตจะมีความซับซ้อนมากขึ้นจากการซ้อนทับของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยีดิจิทัล ภัยพิบัติ และความผันผวนทางเศรษฐกิจ กับประชาชนกลุ่มเดิมที่มีต้นทุนและโอกาสจำกัดอยู่แล้ว โจทย์ของระบบวิจัยและนวัตกรรมไทยจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนองค์ความรู้หรือนวัตกรรม แต่ต้องทำให้ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้าถึงประชาชนและกระจายโอกาสได้จริง โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ห่างไกลจากโอกาส พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนา เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเดินควบคู่กับความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้คนทุกกลุ่มสามารถเติบโตไปพร้อมกับประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง






