เปิดตัว ‘TILSNA’ ขับเคลื่อนชีววิทยาศาสตร์-การแพทย์ไทย ก้าวข้ามผู้ให้ทุนสู่ผู้สร้างระบบนิเวศ Life Sciences ดันนวัตกรรมสู่เวทีโลก

16 กันยายน 2569 เวลา 13:45 น.

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน TILSNA Open Day “The New Era of Thailand’s Life Sciences” พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ และเปิดสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TILSNA อย่างเป็นทางการ

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ กล่าวแสดงความยินดีอย่างยิ่งที่ สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TILSNA ก้าวสู่บทบาทกลไกสำคัญของประเทศ

เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ การแพทย์และสุขภาพ ตลอดจนเชื่อมโยงนักวิจัย ภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน หน่วยงานภาครัฐ และเครือข่ายระดับนานาชาติ ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันในระดับสากล พร้อมระบุถึง 7 นโยบายสำคัญที่เคยมอบให้แก่คณะกรรมการและผู้บริหารของ TILSNA ได้แก่

  • มุ่งเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียง “ผู้ให้ทุนวิจัย” สู่การเป็น “ผู้สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม” เพื่อผลักดันงานวิจัยขั้นปลายน้ำสู่เชิงพาณิชย์ และตั้งเป้าปั้นยูนิคอร์นด้านสุขภาพของไทย
  • นโยบายที่มุ่งตอบโจทย์ความท้าทายระดับชาติทางชีววิทยาศาสตร์ โดยให้ TILSNA เป็นเจ้าภาพหลัก ในการกำหนดโจทย์วิจัยที่มีเป้าหมายชัดเจน
  • นโยบายที่เน้นการส่งเสริมสตาร์ทอัพ ให้ก้าวข้าม Valley of Death
  • การต่อยอดธุรกิจ
  • การเป็น One-stop Service เชื่อมโยงโรงเรียนแพทย์กับโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย
  • นโยบายการจัดทำธนาคารชีวภาพระดับชาติ (National Biobank) และแพลตฟอร์มข้อมูลสุขภาพขนาดใหญ่ (Big Data) ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด
  • นโยบายในการทำหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพเชิงรุก ดึงดูดการลงทุน และสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายระดับโลก

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันท์ กล่าวว่า TILSNA จะเป็นพลังสำคัญในการกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ ของประเทศให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือประโยชน์ที่เกิดขึ้นแก่ประชาชนคนไทย ตามแนวคิดที่ว่า “สุขภาพยั่งยืน” คือ ประชาชนต้องมีสุขภาพที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี และขอให้การทำหน้าที่ของ TILSNA นับจากนี้ไป ประสบความสำเร็จ สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ประชาชน และเปลี่ยนผ่านบทบาทของประเทศไทย สู่การเป็นผู้นำตลาดบนเวทีระดับโลก เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

“การจัดงาน Open House ในวันนี้ ต้องขอชื่นชมคณะกรรมการและผู้อำนวยการที่จัดให้เกิดการจับคู่ธุรกิจ (Matching) ซึ่งนี่คือหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า หน่วยงานไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ให้ทุนสนับสนุนเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้เติมเต็มระบบนิเวศการทำงานวิจัยและการเป็นผู้ประกอบการด้าน Life Science พร้อมทั้งช่วยเชื่อมโยงภาคเอกชนเข้ากับหน่วยงานให้ทุนอื่น ๆ ของกระทรวง อว. ได้อย่างครบวงจร”

นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.ยังได้เปิดเผยถึงเหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้าน Life Science ว่า เป็นเพราะประเทศไทยมีต้นทุนและทรัพยากรพื้นฐานที่ดีมาก ทั้งในด้านระบบสาธารณสุข การทดลองทางคลินิก รวมถึงทุนมนุษย์ที่มีนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ที่เก่งเป็นจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้น ไทยยังมีความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ที่สูงมาก ซึ่งทรัพยากรเหล่านี้สามารถนำมาต่อยอดผลิตเป็นเครื่องมือแพทย์ ยา และสมุนไพรต่าง ๆ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนก้อนใหม่เข้าสู่ประเทศ

“การผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง  ในการทำวิจัยเชิงคลินิก จะช่วยดึงดูดบริษัทยักษ์ใหญ่และวิทยาการระดับโลกเข้ามา ตลอดจนดึง Talent หรือคนเก่ง ๆ จากทั่วโลกให้เข้ามาอยู่ในประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศเจริญเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด นอกเหนือจากโครงสร้างเศรษฐกิจในปัจจุบัน” ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันท์ กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน ดร.จิตติ์พร ธรรมจินดา ผู้อำนวยการสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า การจัดตั้งสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) มีผลเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์ให้ TILSNA เป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์หลักของประเทศ ในการขับเคลื่อนและยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (Life Sciences) ตลอดห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) ของประเทศ เพื่อเร่งรัดในการยกระดับและเสริมแกร่งให้นวัตกรรมด้าน Life Sciences ไทย แข่งขันได้ในระดับสากล

OKMD ผนึก ม.ธรรมศาสตร์ เปิดเรียนฟรี 4 หลักสูตร E-Learning อัปสกิลสายครีเอทีฟ

16 กันยายน 2569 เวลา 13:10 น.

OKMD ผนึก ม.ธรรมศาสตร์ เปิดเรียนฟรี 4 หลักสูตร E-Learning อัปสกิลสายครีเอทีฟ ดึง‘ทุนวัฒนธรรมไทย’สู่โอกาสทางอาชีพ ชูแนวคิด‘รู้ราก-รู้สร้าง-รู้สิทธิ-รู้ตลาด’ พัฒนาศักยภาพกำลังคน ต่อยอด Soft Power สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน

สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เปิดตัวชุดหลักสูตรออนไลน์ E-Learning ด้านงานออกแบบสร้างสรรค์ ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและสร้างเครือข่ายในอุตสาหกรรมแฟชั่น มุ่งยกระดับทักษะแรงงานสร้างสรรค์ไทยให้ก้าวทันบริบทโลก ด้วย 4 หลักสูตร รวม 22 บทเรียน ครอบคลุมตั้งแต่วัฒนธรรม ความยั่งยืน กฎหมาย ไปจนถึงการตลาดเชิงพาณิชย์ เรียนฟรีได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมรับใบประกาศนียบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (E-Certificate) เมื่อจบหลักสูตรและผ่านเกณฑ์การทดสอบ

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ OKMD เปิดเผยว่า การพัฒนาหลักสูตรครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อกระจายองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการพัฒนาคนและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เข้าถึงประชาชนในวงกว้าง ผ่านรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น โดยเน้นเนื้อหาที่นำไปปฏิบัติได้จริง เชื่อมโยงเป็นเส้นทางตั้งแต่ “รู้ราก-รู้สร้าง-รู้สิทธิ-รู้ตลาด”

“เราอยากให้การเรียนรู้ไม่ได้จบอยู่ที่การรู้ แต่ต้องสามารถนำความรู้ไปสร้างสรรค์และต่อยอดเป็นอาชีพและรายได้ได้จริง โดยเริ่มจากการเข้าใจอัตลักษณ์และทุนวัฒนธรรมไทย นำมาพัฒนางานอย่างรับผิดชอบ เข้าใจการปกป้องและบริหารสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ก่อนจะต่อยอดสู่การสร้างมูลค่า การพัฒนาแบรนด์ และการคว้าโอกาสทางธุรกิจ” ดร.ทวารัฐ กล่าว

นอกจากนี้ หลักสูตรดังกล่าวยังสอดรับกับทิศทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ในการเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)

เจาะลึก 4 หลักสูตร E-Learning: เส้นทางสู่การเป็นนักสร้างสรรค์มืออาชีพ ได้แก่

1.รู้ราก: ทุนทางวัฒนธรรมไทยกับการออกแบบร่วมสมัยอย่างรับผิดชอบ จำนวน 5 บทเรียน โดย ดร.บุษกร ฮวบแช่ม : ทำความเข้าใจวัฒนธรรมในฐานะทุนความคิดสร้างสรรค์และ Soft Power การนำอัตลักษณ์และภูมิปัญญาไทยมาตีความใหม่ เพื่อสร้างสรรค์งานออกแบบร่วมสมัยที่มีเอกลักษณ์และตอบโจทย์ตลาด

2.รู้สร้าง: การออกแบบเพื่อความยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จำนวน 6 บทเรียน โดย ดร.สุธินี ตันอังสนากุล : ครอบคลุมกระบวนการตั้งแต่การประเมินวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle) การเลือกใช้วัสดุ การลดของเสีย ตลอดจนจริยธรรมและแรงงาน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างผลตอบแทนทางธุรกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม

3.รู้สิทธิ: ทรัพย์สินทางปัญญาและกฎหมายพื้นฐานสำหรับผู้สร้างสรรค์ จำนวน 5 บทเรียน โดย อาจารย์ธนัชพร เฟื่องงามพร : เสริมความรู้ด้านลิขสิทธิ์และการคุ้มครองงานออกแบบ งานหัตถกรรม และภูมิปัญญา เพื่อให้ผู้สร้างสรรค์สามารถปกป้องผลงานและบริหารจัดการสิทธิประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย 

4.รู้ตลาด: จากผลงานสร้างสรรค์สู่ตลาด: การตลาดและการสร้างมูลค่าอย่างรับผิดชอบ จำนวน 6 บทเรียน โดย ผศ.ดร.อรรถพนธ์ พงษ์เลาหพันธุ์ : เรียนรู้วิธีการเปลี่ยนไอเดียสร้างสรรค์ให้เป็นธุรกิจจริง ทั้งการวิเคราะห์ตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค การตั้งราคา การสร้างแบรนด์ การสื่อสาร และการใช้ช่องทางดิจิทัลเพื่อสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

สำหรับกลุ่มเป้าหมายและวิธีเข้าร่วมอบรมนั้น OKMD เปิดกว้างสำหรับ นักออกแบบ ผู้ประกอบการ ช่างฝีมือ วิสาหกิจชุมชน นักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไป ที่ต้องการพัฒนาตนเอง สามารถเข้าได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่านระบบ E-Learning ของ OKMD ที่ เว็บไซต์ elearning.okmd.or.th โดยจะได้เกียรติบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (E-Certificate) ทันทีเมื่อเรียนครบและผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ⁠

ศธ.ถก ‘OECD’ ยกระดับเข้าสมาชิก ชูโมเดลแก้เด็กหลุดจากระบบ เตรียมคลอด ‘กรอบทักษะ AI’ ต.ค.นี้

16 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พบปะกับ Mr. Frantisek Ruzicka รองเลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD พร้อม คณะ ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและร่วมประชุมหารือเพื่อกระชับความร่วมมือตลอดจนขับเคลื่อนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของ ประเทศไทยด้านการศึกษา ณ ห้องดํารงราชานุภาพ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า ขณะนี้ได้จัดทำรายงาน Technical Review เกี่ยวกับระบบการศึกษาไทยเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยเตรียมส่งมอบอย่างเป็นทางการภายในเดือนกันยายนนี้ ก่อนเปิดบ้านรับการลงพื้นที่ประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ OECD ในช่วงปลายปี พร้อมปั้น Thailand Zero Dropout” ในโครงการตามตัวเด็กเปราะบาง เด็กยากจน และเด็กย้ายถิ่นฐาน กลับเข้าสู่ห้องเรียนประสบความสำเร็จอย่างมาก ศธ. จึงเตรียมแบ่งปันเป็นต้นแบบในระดับภูมิภาค โดยไทยและ UNESCO จะร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัด การประชุมด้านการศึกษาระดับโลก ปี 2027 (2027 GEM) ในเดือนมีนาคมปีหน้า

“เราเตรียม​ประกาศ “กรอบทักษะปัญญาประดิษฐ์” ภายในเดือนตุลาคมนี้ โดยดึง OECD มาร่วมให้คำแนะนำ เพื่อยกระดับเด็กไทยใช้ AI เป็น คิดวิเคราะห์ได้ และมีจริยธรรมตามมาตรฐานสากล รวมทั้งเตรียมเป็นเจ้าภาพร่วมกับ OECD นำเสนอผลการประเมิน PISA 2025 และรายงาน Education at a Glance 2026 ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ส่วนการนำไทยเข้าเป็นสมาชิกศูนย์วิจัยและนวัตกรรมการศึกษา (CERI) อยู่ระหว่างเตรียมเสนอ ครม.พิจารณา” รมว.ศธ.กล่าว

SPC บ่มเพาะต้นกล้าคุณธรรม สานต่อ ‘สหพัฒน์ให้น้อง’ ก้าวสู่ปีที่ 10 ปลูกฝังความซื่อสัตย์ สร้างเยาวชนต้นแบบทั่วประเทศ

16 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

กว่าทศวรรษของการมุ่งมั่นบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความดี บมจ.สหพัฒนพิบูล (SPC) เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ สหพัฒน์ให้น้อง ก้าวสู่ปีที่ 10 อย่างมั่นคง เพื่อสืบสานเจตนารมณ์ในการปลูกฝังคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่เยาวชนไทยทั่วประเทศ โครงการได้สร้างเครือข่ายโรงเรียนต้นแบบด้านคุณธรรมอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้มีเป้าหมายลงพื้นที่อีก 26 โรงเรียน ส่งผลให้ตลอดการดำเนินโครงการครอบคลุมกว่า 250 โรงเรียนทั่วประเทศ พร้อมสานต่อภารกิจการเฟ้นหา ยอดมนุษย์ตัวจิ๋ว เด็กดีผู้มีความซื่อสัตย์ มีจิตอาสา และเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม

สหพัฒน์ให้น้อง ไม่ใช่เพียงโครงการเพื่อสังคม แต่คือพันธกิจระยะยาวของ SPC ที่เชื่อมั่นว่า เด็กดี มีความซื่อสัตย์ คือรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดของประเทศ ตลอดเส้นทางที่ผ่านมาได้เห็นผลผลิตของต้นกล้าคุณธรรมที่เติบโตขึ้นมากมาย และยังคงมุ่งมั่นสร้างโอกาสให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อปลูกฝังความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และจิตสาธารณะ ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญของพลเมืองที่มีคุณภาพในอนาคต

สำหรับโครงการ “สหพัฒน์ให้น้อง ปี 10 ยังคงอัดแน่นด้วยกิจกรรมลงพื้นที่สร้างสรรค์ อาทิ การตามหา “ยอดมนุษย์ตัวจิ๋ว” ตัวแทนเด็กดีประพฤติดี มีจิตสาธารณะ การให้ความรู้เรื่องการคัดแยกขยะเพื่อลดโลกร้อน การนำวัสดุเหลือใช้มาประดิษฐ์เป็นของใช้ให้เกิดประโยชน์ ตลอดจนการร้องเพลงประจำโครงการเพื่อซึมซับค่านิยมความซื่อสัตย์ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนเห็นคุณค่าของการทำความดี และร่วมกันสร้างสังคมแห่งความซื่อสัตย์อย่างยั่งยืน

อีกหนึ่งความตั้งใจของโครงการ คือเพิ่มโอกาสการเข้าถึงเนื้อหารายการอย่างเท่าเทียม ทางรายการยังได้จัดทำระบบ ADCC (Audio Description Closed Caption) สำหรับการออกอากาศย้อนหลัง เพื่อให้ผู้พิการทางสายตาสามารถเข้าถึงเรื่องราวดีๆจากโครงการได้มากยิ่งขึ้น

สามารถติดตามรายการ “สหพัฒน์ให้น้อง ปี 10” ได้ทุกวันเสาร์ เวลา 09:30-10:00 น. ทาง Nation 22 รับชมย้อนหลังทาง YouTube : Sahapat Official ทุกวันเสาร์ เวลา 12:00 น. และติดตามสกู๊ปผ่านโซเชียลมีเดียทุกวันศุกร์ เวลา 18:00 น. ผ่าน Facebook : Sahapat IG : sahapat_official และTikTok : @spc_sahapat

สลช.สำรวจที่ดินในครอบครอง 58 แปลง เตรียมชงบอร์ดบริหารลูกเสือเดินหน้าพัฒนาเต็มสูบ

16 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ สลช.ทำการสำรวจข้อมูลที่ดินของ สลช.ทั้งหมดทั่วประเทศ พร้อมทั้งให้ตรวจสอบรายละเอียดเป็นรายแปลงว่ามีการปล่อยเช่าไปหรือไม่ หากปล่อยเช่าสัญญาเช่ายังคงอยู่หรือสิ้นสุดสัญญาไปแล้ว เพื่อที่จะจัดทำให้เป็นระบบที่เป็นปัจจุบัน นั้น ล่าสุด สลช.ได้ทำการสำรวจที่ดินเสร็จเรียบร้อยแล้ว พบที่ดิน สลช.ใน 16 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 58 แปลง แต่ละแปลงมีการออกโฉนดเอกสารสิทธิ์การครอบครองไว้อย่างถูกต้อง บางแปลงมีการปล่อยเช่ามานาน และหมดสัญญาเช่าไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ต่อสัญญาเช่าฉบับใหม่

“ในการประชุมบอร์ดบริหารลูกเสือแห่งชาติในหลายๆครั้งที่ผ่านมาได้ให้ความสนใจในเรื่องที่ดินของ สลช.ค่อนข้างมาก รวมทั้งให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ในหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเข้าไปใช้ประโยชน์จากที่ดินที่มีอยู่ โดยเห็นควรต้องมีการสำรวจเพื่อจัดระบบให้เป็นปัจจุบันจะได้รู้ว่าที่ดินที่มีอยู่อยู่ในสถานะใด มีแปลงไหนที่มีการปล่อยเช่าหรือไม่ สัญญาเช่าเป็นอย่างไร ค่าเช่าเหมาะสมในสถานการณ์ ณ ปัจจุบันนี้หรือไม่ เพราะบางแปลงมีการปล่อยเช่ากันมานานหลายสิบปี ค่าเช่าในขณะนั้นก็ถูกมากๆ ดังนั้นก็ควรจะปรับปรุง หรือดำเนินการให้เหมาะสมและเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย หรือหากที่ดินแปลงไหนสำรวจแล้วพบว่ามีผู้เข้าไปบุกรุกก็ต้องเข้าไปพูดคุยและทำให้ถูกต้อง” เลขาธิการ สลช. กล่าวและว่า

ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา สลช.อาจจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ จึงไม่ได้เข้าไปดูแลเท่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นต่อไปอาจจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยเหลือ สลช.เพื่อดูแลเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ รวมไปถึงต้องมีการทบทวนในเรื่องของระเบียบที่เกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้ใหม่เพื่อให้เหมาะสมและเป็นธรรมกับสถานการณ์ในปัจจุบันด้วย อย่างไรก็ตามหลังจากที่ สลช.ได้จัดทำข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับที่ดินที่ สลช.ถือครองกรรมสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ สลช.จะนำเสนอข้อมูลทั้งหมดให้บอร์ดบริหารลูกเสือแห่งชาติได้พิจารณาเพื่อวางแผนในการพัฒนาต่อไป

มมส เปิดโลกกิจกรรม’69 เสริมทักษะการเรียนรู้ ปั้นผู้นำสู่โลกอนาคต

16 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) จัดโครงการ “เปิดโลกกิจกรรม” ประจำปีการศึกษา 2569 ภายใต้แนวคิด “เปิดโลกกิจกรรมเสริมทักษะการเรียนรู้ ปั้นผู้นำสู่โลกอนาคต” ณ อาคารพลศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.นิตยา วรรณกิตร์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตและภาพลักษณ์องค์กร เป็นประธานในพิธีเปิดงาน

การจัดโครงการในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างองค์การนิสิต สภานิสิต สโมสรนิสิต 17 คณะ 2 วิทยาลัย ตลอดจนชมรมและกลุ่มนิสิตต่างๆ โดยมี นายธราวุธ จิตจักร นายกองค์การนิสิต ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงานฯ นำองค์กรนิสิตร่วมนำเสนอผลงาน ศักยภาพ และพันธกิจของตนเอง เพื่อส่งเสริมให้นิสิตได้ทำความรู้จักและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างองค์กรนิสิตภายในมหาวิทยาลัย พร้อมทั้งเปิดรับสมัครสมาชิกใหม่เข้าสังกัดกิจกรรมต่างๆ

สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การจัดนิทรรศการแสดงผลงาน การเปิดรับสมัครสมาชิก และการจำหน่ายสินค้าของที่ระลึกเพื่อจัดหารายได้เข้าสู่องค์กร โดยมีชมรมและกลุ่มนิสิตเข้าร่วมกว่า 50 องค์กร ในโอกาสนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.นิตยา วรรณกิตร์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและบุคลากร ได้ร่วมเยี่ยมชมบูธกิจกรรมเพื่อมอบกำลังใจแก่นิสิตผู้จัดงานอย่างใกล้ชิด

บรรยากาศภายในงานยังเต็มไปด้วยความคึกคักและสร้างสรรค์ จากการแสดงความสามารถของนิสิตในหลากหลายรูปแบบ อาทิ การแสดงจากชมรมดนตรีและวัฒนธรรมไทย – จีน แห่งอุษาคเนย์, การแสดงจากชมรมลีลาศ, การแสดง Cover Dance โดยวง G – RUKE, การแสดงดนตรีโฟล์คซอง, การแสดงดนตรีจากวง COPAG BAND วิทยาลัยการเมืองการปกครอง และการแสดงดนตรีสากลจากวงนารีรำพึง ซึ่งร่วมสร้างสีสันและความสนุกสนานให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน

“ประเสริฐ” นำทัพคณะผู้แทนไทยเยือนเยอรมนี หลังครม. ไฟเขียว ลงนาม JDoI ไทย–เยอรมนี

15 กันยายน 2569 เวลา 14:31 น.

S__88481848_0

“ประเสริฐ” นำทัพคณะผู้แทนไทยเยือนเยอรมนี หลังครม. ไฟเขียว ลงนาม JDoI ไทย–เยอรมนี พร้อมหารือ ปั้นกำลังคนทักษะสูง ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

14 ก.ย.69 เวลา 14.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าพบ H.E. Ms. Karin Prien รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กิจการครอบครัว ผู้สูงอายุ สตรี และเยาวชนแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMBFSFJ) ตามคำเชิญของฝ่ายเยอรมนี เพื่อร่วมลงนามในปฏิญญาร่วมแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม (Joint Declaration of Intent: JDoI) ณ BMBFSFJ

โอกาสนี้ ก่อนการลงนาม JDoI ทั้งสองฝ่ายได้หารือทิศทางความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการยกระดับความร่วมมือด้านการศึกษา โดยเฉพาะการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนากำลังคนที่มีทักษะสูงและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานปัจจุบัน โดยมีนายจิตติพัฒน์ ทองประเสริฐ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมการหารือกับฝ่ายเยอรมนี

“ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการมุ่งยกระดับการเรียนรู้สู่หลักสูตรฐานสมรรถนะ นำเทคโนโลยีและ AI มาใช้ในการจัดการศึกษา ตลอดจนพัฒนาระบบสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผู้เรียน ภายใต้วิสัยทัศน์ All for Education” รมว.ศธ. กล่าว พร้อมระบุว่า

“อาชีวศึกษา” ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการสร้างกำลังคนทักษะสูง โดยประเทศไทยมุ่งเน้นการยกระดับอาชีวศึกษาทวิภาคี (Dual VET) ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ (1) การพัฒนาหลักสูตรที่มุ่งเน้นสมรรถนะ (Smart Curriculum) (2) การพัฒนาทักษะเทคโนโลยีขั้นสูงควบคู่กับทักษะภาษาเยอรมัน (Future Skills & Language) และ (3) การยกระดับศักยภาพครูและบุคลากรอาชีวศึกษา (Teacher Capacity Up-leveling)

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยยังได้เสนอแนวคิดการจัดตั้งวิทยาลัยเทคนิคไทย–เยอรมัน (Thai-German Vocational College) เพื่อเป็นต้นแบบความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาในการร่วมกันพัฒนาหลักสูตร ครูและบุคลากร ตลอดจนผู้เรียนให้มีสมรรถนะตามมาตรฐานที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ขณะที่เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้เสนอให้ทั้งสองฝ่ายพิจารณาผลักดันการรับรองคุณวุฒิและประกาศนียบัตรด้านอาชีวศึกษาระหว่างกัน (Degree/ Certificate Recognition) เพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายแรงงานพร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ครูและนักเรียนอาชีวศึกษาได้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนและฝึกประสบการณ์ในต่างประเทศ (Outgoing Mobility Program) มากยิ่งขึ้น

ส่วนการขับเคลื่อนความร่วมมือดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการศึกษาไทย–เยอรมัน (Thai-German Joint Working Group: JWG) เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้ JDoI และร่วมกันจัดทำแผนงาน (Roadmap) เพื่อนำประเด็นหารือเชิงนโยบายไปสู่การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม รวมถึงการเชื่อมโยงความร่วมมือกับหน่วยงานระดับรัฐของเยอรมนี (Federal States) และการดำเนินโครงการร่วมกับ iMOVE (International Marketing of Vocational Education) เพื่อขยายโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบอาชีวศึกษาของทั้งสองประเทศ

นอกจากความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและการเข้าสู่สังคมสูงวัย (Demographic Challenges & Aging Society) ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั้งประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีต่างเผชิญร่วมกัน โดยเห็นถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในการวางแผนพัฒนาคน การศึกษา และกำลังแรงงานให้สามารถรองรับโครงสร้างประชากรและตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงในอนาคต

อีกหนึ่งประการสำคัญ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนบทเรียนจากผลการประเมิน PISA และแนวทางการปฏิรูปการศึกษา โดยฝ่ายเยอรมนีให้ความสนใจแนวทางของประเทศไทยในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ฝ่ายไทยจึงได้แบ่งปันแนวนโยบายสำคัญ ได้แก่ “All for Education” และ “Thailand Zero Dropout” ตลอดจนการปรับกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์และการพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน ในขณะเดียวกันฝ่ายเยอรมนีได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับความท้าทายที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ทั้งการใช้เวลาหน้าจอและสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนผู้ลี้ภัย โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยช่วงอายุ 3–6 ปี การเสริมสร้างทักษะพื้นฐานในระดับประถมศึกษา และการนำข้อมูลมาใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและบริหารจัดการศึกษา (Data-driven Education) เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างเป็นระบบ

ภายหลังการหารือ รมว.ศธ. ไทย และรมว.ศธ. เยอรมนี ได้ร่วมลงนามใน JDoI ฉบับใหม่ เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการสานต่อและยกระดับความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม และร่วมกันผลักดันความร่วมมือด้วยกลไก JWG ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม JDoI ฉบับใหม่ มุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมระหว่างไทยกับเยอรมนี โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาทักษะของผู้เรียนและบุคลากรที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางอาชีพให้แก่ผู้เรียนอาชีวศึกษาไทย เพื่อให้สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานในสาขาที่มีความต้องการสูง และมีโอกาสได้รับรายได้และค่าตอบแทนที่สูงขึ้นในอนาคต อันเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการที่จะเดินหน้าปั้นกำลังคนทักษะสูง ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคตตามที่ รมว.ศธ. ได้กล่าวไว้ในโอกาสที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อร่าง JDoI และอนุมัติให้ รมว.ศธ. เป็นผู้แทนฝ่ายไทยในการลงนาม

‘ทนายอนันต์ชัย’ ยัน ‘พระมหาธีรนาถ’ บริสุทธิ์ จ่อดำเนินคดีสื่อ-เจ้าหน้าที่รัฐ

15 กันยายน 2569 เวลา 14:23 น.

มูลนิธิทนายกองทัพธรรม แถลงยัน ‘พระมหาธีรนาถ’ บริสุทธิ์ จ่อดำเนินคดีสื่อ-เจ้าหน้าที่รัฐ หลังนำเสนอข้อมูลเท็จกรณีร้องเรียนวัดภูผาสู

วันที่ 15 กันยายน 2569 ที่ทำการมูลนิธิทนายกองทัพธรรม นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม พร้อมด้วย นายประยุทธ ประเทศเสนา หรือ “มหาหมี” รองประธานมูลนิธิฯ ร่วมแถลงข่าวชี้แจงกรณีมีสื่อมวลชนและรายการข่าวช่องดัง นำเสนอข้อมูลกล่าวหา พระมหาธีรนาถ อคฺคธีโร ประธานที่พักสงฆ์ภูกระแต (ภูผาสูง) จ.นครราชสีมา ในประเด็นเรื่องการมีภรรยาและบุตร การถูกจับสึกจากวัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม การบุกรุกพื้นที่ป่า และการบริหารจัดการเงินวัด

นายอนันต์ชัย ไชยเดช ชี้แจงในเบื้องต้นว่า การร้องเรียนลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ มาแล้วถึง 4 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2550, 2556, 2559 และล่าสุดปี 2569 ซึ่งทุกครั้งผ่านการตรวจสอบอธิกรโดยคณะสงฆ์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องรวม 9 หน่วยงาน โดยผลการสอบสวนสรุปตรงกันว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดไม่มีมูลความจริง พระมหาธีรนาถเป็นผู้บริสุทธิ์ตามพระธรรมวินัย

สำหรับประเด็นหญิงที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นภรรยาและดูแลเงิน 45 ล้านบาทนั้น แท้จริงคือ คุณศรีประภา คล่องคำนวณการ บุตรสาวของแม่บุญธรรมพระมหาธีรนาถ ซึ่งตระกูลนี้เป็นคหบดีที่มีจิตศรัทธานำเงินส่วนตัวนับพันล้านบาทมาสร้างวัดและเสนาสนะถวายพระพุทธศาสนา ไม่ใช่เรื่องพุทธพาณิชย์แต่อย่างใด ขณะเดียวกันวัดราชบพิตรฯ ก็ได้ทำหนังสือยืนยันแล้วว่าไม่เคยมีประวัติจับสึกพระมหาธีรนาถตามที่ถูกกล่าวอ้าง

ทั้งนี้ ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเบื้องหลังเรื่องนี้เกิดจากกลุ่มพระสงฆ์ระดับสูงแถวฝั่งธนบุรีและวังน้ำเขียวเกิดความอิจฉาริษยาจึงส่งบัตรสนเท่ห์กลั่นแกล้ง

ด้าน นายประยุทธ ประเทศเสนา (มหาหมี) ได้ชี้แจงในรายละเอียดข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า พระมหาธีรนาถบวชเรียนตั้งแต่เป็นสามเณรสายกรรมฐาน ติดสอยห้อยตามครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ เช่น หลวงปู่มหาบัว ญาณสัมปันโน และหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ซึ่งในระหว่างนั้นโยมแม่ของคุณศรีประภาได้รับสามเณรธีรนาถเป็นลูกบุญธรรม และฝากฝังให้คุณศรีประภาช่วยดูแลในฐานะน้องชาย

ต่อมาเมื่อปี 2537 สามเณรธีรนาถได้ลาสิกขา (บวชครั้งแรก) โดยชอบด้วยพระธรรมวินัย ณ วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม จ.ปทุมธานี กับหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท ซึ่งมีหลักฐานหนังสือสุทธิและการบันทึกพ้นสังกัดวัดราชบพิตรฯ ลงนามโดยอดีตเจ้าอาวาสยืนยันชัดเจน ไม่เคยถูกจับสึกแต่อย่างใด จากนั้นเมื่อท่านกลับมาอุปสมบทใหม่เป็นครั้งที่ 2 หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ได้สั่งการให้ท่านขึ้นไปดูแลรักษาผืนป่าภูกระแตเนื้อที่กว่า 2,800 ไร่ ซึ่งต่อมากรมป่าไม้ได้เข้ามาจัดสรรพื้นที่ร่วมกับชาวบ้าน แยกออกเป็น “ที่พักสงฆ์ภูผาสูง” บนภูเขา มีพระมหาธีรนาถเป็นประธานที่พักสงฆ์ดูแลป่า และ “วัดป่าภูผาสูง” ที่อยู่ด้านล่าง ห่างกัน 120 กิโลเมตรหากใช้รถยนต์ โดยมีเจ้าอาวาสปกครองแยกกันชัดเจน

สำหรับประเด็นการเปิดบัญชีธนาคารนั้น เนื่องจากที่พักสงฆ์บนเขายังไม่ได้ยกฐานะเป็นวัดหรือนิติบุคคล การเปิดบัญชีเพื่อรับปัจจัยมาจัดสร้างเสนาสนะจึงต้องใช้ชื่อบุคคลตามกรอบปฏิบัติ และเงินทั้งหมดถูกนำไปใช้สร้างศาสนวัตถุเพื่อประโยชน์ของพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม นายอนันต์ชัย ได้กลับมาสรุปข้อกฎหมายและท่าทีของมูลนิธิฯ โดยตั้งคำถามไปถึงผู้บังคับการ ปปป. (บก.ปปป.) ว่าเอกสารทางราชการหลุดไปอยู่ในมือของสื่อมวลชนได้อย่างไร พร้อมประกาศจะดำเนินคดีเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 157

นอกจากนี้ ยังยื่นคำขาดให้เวลา 7 วัน สำหรับสื่อมวลชนและทีมงานรายการดังกล่าวในการทำหนังสือขอขมาต่อพระมหาธีรนาถ หากพ้นกำหนดจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

วว. ชู วทน. เสริมแกร่งเกษตรกร-SMEs ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่สากล

15 กันยายน 2569 เวลา 14:11 น.

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ และต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ในการเร่งหาทางรอดและสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ เร่งงานวิจัย พัฒนา และบูรณาการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (STI) แบบครบวงจร ตั้งแต่ “ห้องแล็บ…สู่ตลาดโลก” เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ พร้อมปักฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนบนโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy)

วว. เปลี่ยนงานวิจัยเป็น IMPACT เชิงเศรษฐกิจที่จับต้องได้ มุ่งเน้น “งานวิจัยขึ้นหิ้งสู่ห้าง” ที่วัดผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างชัดเจน ผ่านการนำวิทยาศาสตร์เข้าไปแก้ปัญหาและสร้างโอกาสใหม่ให้ธุรกิจไทย ดังนี้ 1.สร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจรวมกว่า 3,000 – 5,000 ล้านบาทต่อปี ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการให้บริการวิทยาศาสตร์แก่ภาคอุตสาหกรรมและชุมชน , 2.ยกระดับผู้ประกอบการ & SMEs  ส่งเสริมและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP, SMEs และ Social Enterprise มากกว่า 5,000 รายต่อปี ให้สามารถเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง , 3.ลดการนำเข้า – เพิ่มการส่งออก งานวิจัยด้านจุลินทรีย์สายพันธุ์ไทย สารสกัดชีวภาพ และเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว ช่วยลดการนำเข้าสารเคมี/วัตถุดิบต่างประเทศได้ปีละหลายร้อยล้านบาท และ 4.กระจายรายได้สู่ฐานราก   สร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายเฉลี่ย 20–30% ต่อครัวเรือน

บูรณาการ STI ต่อยอดความหลากหลายทางชีวภาพไทย สู่ Superfood & Bio-products”  ประเทศไทยมีจุลินทรีย์ สมุนไพร พืชพรรณ และผลไม้เศรษฐกิจนับหมื่นชนิด วว. นำนวัตกรรมเข้ามาต่อยอดสร้างคุณค่าใหม่ ผ่าน 3 กลุ่ม S-Curve สำคัญ ได้แก่ 1.ศูนย์จุลินทรีย์ วว. (TISTR Culture Collection)  คลังเก็บรวบรวมจุลินทรีย์อันดับ 1 ของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีสายพันธุ์จุลินทรีย์มากกว่า 11,000 สายพันธุ์ นำมาสกัดเป็น โพรไบโอติก (Probiotics) อาหารฟังก์ชัน (Functional Food) และปุ๋ยชีวภาพ ลดการนำเข้าจุลินทรีย์จากต่างประเทศ , 2.สารสกัดสมุนไพรและเครื่องสำอาง (Cosmeceuticals) เปลี่ยนพืชสมุนไพรท้องถิ่นให้เป็นสารสกัดมูลค่าสูง สำหรับอุตสาหกรรมเวชสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพที่ได้มาตรฐานสากล และ 3.บรรจุภัณฑ์และเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว (Smart Packaging & Post-harvest)  ยืดอายุผลไม้ไทย เช่น ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี้  มังคุด ช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกและลดขยะอาหาร (Food Waste) ได้อย่างมหาศาล

พื้นที่ดำเนินงานสำเร็จเป็นรูปธรรม จาก “แล็บวิจัย” สู่ “ชุมชน-ท้องถิ่น” อาทิ “มาลัยวิทยสถาน” ยกระดับไม้ดอกไม้ประดับไทย (จ.เลย และ จ.ลำปาง)  วว. นำวิทยาศาสตร์เข้าไปส่งเสริมการปลูกไม้ดอกไม้ประดับและไม้ใบเศรษฐกิจ ปรับปรุงสายพันธุ์ วางระบบการจัดการโรคพืช และสร้างบรรจุภัณฑ์ขนส่งที่ยืดอายุไม้ดอก เปลี่ยนเกษตรกรรายย่อยให้กลายเป็นผู้ส่งออก สร้างรายได้ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานมากกว่า 100 ล้านบาท , นวัตกรรมเพิ่มมูลค่า “ลำไย” ยกระดับเศรษฐกิจภาคเหนือ (จ.ลำพูน และ จ.เชียงใหม่)  แก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำด้วยการพัฒนานวัตกรรมแปรรูป เช่น ลำไยอบแห้งทรงคุณค่า สารสกัดซาร์โคเพนจากเมล็ดลำไยสำหรับบำรุงข้อต่อ และเทคโนโลยีการยืดอายุลำไยสดเพื่อการส่งออก ช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตเกษตรกรได้นับร้อยล้านบาทต่อฤดูกาล , “สงขลาเมืองสมุนไพร” และกลุ่มความหลากหลายทางชีวภาพภาคใต้  นำพืชท้องถิ่นและวัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตรมาสกัดเป็นสารฟังก์ชันนัล และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพเคมี สร้างโมเดลการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม

โครงสร้างพื้นฐาน STI : สะพานเชื่อม SMEs ไทยสู่ตลาดโลก หนึ่งในจุดแข็งของ วว. คือ การมีโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พร้อมให้บริการแบบ Total Solution ดังนี้ โรงงานต้นแบบแปรรูปสินค้าเกษตรและอาหาร (Pilot Plant)  ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้ามาทดลองผลิตสินค้าจริง ก่อนลงทุนสร้างโรงงาน ลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจ , การทดสอบ/มาตรวิทยาและระบบมาตรฐานสากล  รับรองมาตรฐานสินค้าระดับสากล (ISO/IEC 17025) เพื่อให้สินค้าไทยผ่านการทดสอบความปลอดภัยและได้รับการยอมรับในตลาดต่างประเทศ และศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทาง   ให้คำปรึกษาเชิงลึกโดยทีมนักวิจัยมืออาชีพ ตอบโจทย์อุตสาหกรรมในยุคดิจิทัลและเทคโนโลยีทันสมัย

สพฐ. เดินหน้าสร้างโอกาสเด็กห่างไกล ยกระดับการอ่าน-ความปลอดภัยโรงเรียน

15 กันยายน 2569 เวลา 14:09 น.

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 33/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษา สร้างโอกาสและความเสมอภาคให้แก่ผู้เรียน ตลอดจนเสริมสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า สพฐ. ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการศึกษาและการเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและขาดโอกาส ผ่านโครงการ “ปลูกพลังฝัน เสริมประสบการณ์ เปลี่ยนอนาคต” ซึ่งเตรียมนำนักเรียนบนพื้นที่สูง จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 100 คน เดินทางมาเปิดโลกการเรียนรู้ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงแหล่งเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์และทะเล ระหว่างวันที่ 21–25 กันยายน 2569 โดยได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน รวมถึงกองทัพอากาศในการสนับสนุนการเดินทางด้วยเครื่องบิน

ขณะเดียวกัน สพฐ. ยังขยายโอกาสให้เด็กในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ขาดโอกาส ได้เดินทางไปเรียนรู้ที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อเปิดโลกทัศน์ เรียนรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้

“ด้านการผลิตและพัฒนาครู สพฐ. เตรียมเปิดการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ใน 116 เขตพื้นที่การศึกษา รวม 726 อัตรา ครอบคลุม 45 วิชาเอก ขณะที่อีก 130 เขตพื้นที่การศึกษายังสามารถเรียกบรรจุผู้สอบแข่งขันได้จากบัญชีเดิม จึงขอเชิญชวนผู้ที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจเข้าสู่วิชาชีพครู เตรียมความพร้อมทั้งด้านความรู้และทักษะ เพื่อก้าวสู่การเป็นครูคุณภาพที่สามารถพัฒนาผู้เรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ” เลขาธิการ กพฐ. กล่าวและว่า พร้อมกันนี้ สพฐ. เดินหน้าสร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทางการศึกษาในพื้นที่ ผ่านการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา 4 ภูมิภาค ครอบคลุมโรงเรียน 28,834 แห่ง และกรรมการสถานศึกษาประมาณ 300,000 คน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมคิด ร่วมทำ และแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยหลังจากเริ่มดำเนินการที่จังหวัดนครราชสีมาแล้ว จะเดินหน้าจัดกิจกรรมในภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคกลางอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของการส่งเสริมการอ่านและความฉลาดรู้ของผู้เรียน สพฐ. เตรียมจัดกิจกรรมใน 4 ภูมิภาค เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและต่อยอดสู่ทักษะการเรียนรู้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน พร้อมนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ รวมถึงการพัฒนาครูและศึกษานิเทศก์ และเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยน Best Practice เพื่อให้การส่งเสริมการอ่านเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและนำไปสู่การพัฒนาทักษะที่จำเป็นของผู้เรียนในอนาคต

ด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา ได้กำชับให้ทุกโรงเรียนให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดความเสี่ยง โดยเฉพาะการตรวจสอบระบบไฟฟ้า อาคารสถานที่ และการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการตรวจสอบความพร้อมในช่วงวันหยุด เพื่อป้องกันเหตุที่อาจเกิดขึ้น พร้อมเตรียมประชุมผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศกว่า 1,200 คน ระหว่างวันที่ 12–13 กันยายน 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีด้านความปลอดภัย และการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก

 “สำหรับการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก สพฐ. มีแผนดำเนินงานระยะ 5 ปี โดยให้ความสำคัญกับโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า 50 คน ซึ่งมีประมาณ 5,813 แห่ง มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการและสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานและภาคส่วนต่างๆเพื่อให้โรงเรียนสามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพและตอบโจทย์บริบทของพื้นที่ ขณะเดียวกัน จากสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่าน สพฐ. พร้อมนำเงินและสิ่งของที่ได้รับบริจาคลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัย โดยเฉพาะนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา พร้อมยืนยันว่า ‘ชาว สพฐ. ไม่ทิ้งกัน’ และจะเดินหน้าดูแลผู้เรียนและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเต็มกำลัง” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว