โปรดทราบ! ตร.ห่วงโควิด เลื่อนสอบเข้า ‘เตรียมทหาร’ ในส่วนของตำรวจ ไม่มีกำหนด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565947

โปรดทราบ! ตร.ห่วงโควิด เลื่อนสอบเข้า‘เตรียมทหาร’ในส่วนของตำรวจ ไม่มีกำหนด

โปรดทราบ! ตร.ห่วงโควิด เลื่อนสอบเข้า‘เตรียมทหาร’ในส่วนของตำรวจ ไม่มีกำหนด

วันพุธ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2564, 11.10 น.

โปรดทราบ! ตร.ห่วงโควิด เลื่อนสอบเข้า‘เตรียมทหาร’ในส่วนของตำรวจ ไม่มีกำหนด

14 เมษายน 2564 พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้กำหนดสอบข้อเขียนบุคคลภายนอกและข้าราชการตำรวจ เข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในวันเสาร์ที่ 17 เมษายน 2564 ณ มหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ นั้น เนื่องจากปัจจุบันมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อยู่ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศและมีแนวโน้มขยายวงกว้างมากขึ้น

“ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคและเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและ ศบค.  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอประกาศเลื่อนการสอบคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารในส่วนของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกไปก่อนโดยไม่มีกำหนด จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคจะคลี่คลาย ซึ่งจะมีการแจ้งวัน เวลา สถานที่สอบให้ทราบอีกครั้ง ทั้งนี้ผู้สมัครและผู้ปกครองสามารถติดตามข้อมูลความคืบหน้าได้จากเว็บไซต์ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ http://www.rpca.ac.th หรือโทรศัพท์ 034-312009” พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ กล่าว

รุนแรงไม่แพ้เสียงปืน-ระเบิด ‘สงครามข่าว’ ปลายด้ามขวาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565818

รุนแรงไม่แพ้เสียงปืน-ระเบิด  ‘สงครามข่าว’ปลายด้ามขวาน

รุนแรงไม่แพ้เสียงปืน-ระเบิด ‘สงครามข่าว’ปลายด้ามขวาน

วันพุธ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2564, 07.10 น.

“มันสร้างความหวาดกลัวจากสายตาคนภายนอกที่มองเข้ามา ผู้คนมองเข้ามาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ล้วนมาจากการสื่อสารที่ใช้ข้อมูลเหล่านี้สื่อสารออกไปผ่านสื่อสาธารณะต่างๆ ซึ่งมันทำให้เกิดปัญหาขึ้น คนมองพื้นที่ชายแดนใต้น่ากลัวไปหมด มองคนด้วยความไม่ไว้วางใจ อันนี้เป็นปัญหาที่สะสมกันมานาน”

ผศ.ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา อาจารย์คณะวิทยาการสื่อสาร สาขานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) กล่าวในเวทีเสวนาเนื่องในวาระวันตรวจสอบข่าวลวงโลก (InternationalFact-Checking Day 2021) ความท้าทายในการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกัน เมื่อเร็วๆ นี้ ถึงปัญหา “ข่าวปลอม-ข่าวลือ” ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่ ม.อ.ปัตตานี พยายามสร้างทักษะการรู้เท่าทันสื่อมาตั้งแต่ปี 2546 ทั้งกับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยและเครือข่ายเยาวชนในพื้นที่

สำหรับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันประกอบด้วย ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส นอกจากจะมีสถานการณ์ความรุนแรงยืดเยื้อยาวนานกว่าทศวรรษแล้ว ข่าวปลอมหรือข่าวลือก็เป็นปัญหาหนักเช่นกัน ท่ามกลางรูปแบบการสื่อสารที่เปลี่ยนไป จากเดิมเมื่อครั้งเกิดเหตุรุนแรงใหม่ๆ สื่อมวลชนคือช่องทางหลักในการรับข้อมูลข่าวสาร กลายเป็นทุกคนสามารถสร้างข้อมูลและสื่อสารกันเองในกลุ่มได้

ซึ่งการสำรวจในปี 2559 โทรทัศน์และสื่อบุคคล (เช่น ญาติ เพื่อน ผู้นำศาสนา ฯลฯ) ยังมีบทบาทสำคัญ ส่วนสื่อออนไลน์ (เช่น Line Facebook ฯลฯ) เพิ่งเริ่มปรากฏบทบาทขึ้น แต่การสำรวจอีกครั้งในปี 2563 พบบทบาทของสื่อบุคคลลดลง ส่วนโทรทัศน์ยังคงเดิม และที่น่าสนใจคือสื่อออนไลน์มีบทบาทเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับการที่ผู้คนเข้าถึงโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนได้มากขึ้น ซึ่งผลข้างเคียงที่ตามมาคือมีการเผยแพรข้อมูลข่าวสารที่เป็นเท็จหรือบิดเบือน

“เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2547-2551 ในช่วงต้น จะมีข่าวลวงข่าวลือเยอะมากผ่านใบปลิว แล้วก็แพร่กระจายผ่านโทรศัพท์มือถือ โทร.ถึงกัน ไม่ได้ใช้ Social Media (สื่อออนไลน์) อาจจะยังไม่ฮิตในช่วงนั้นซึ่งก็เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน แล้วก็เผยแพร่ข้อมูลข่าวลือข่าวลวงผ่านชุมชนต่างๆ ไม่ว่าจะมีเป็นมัสยิด พูดคุยกันในร้านน้ำชา หรืออาจจะเป็นแหล่งชุมชนต่างๆ ในตลาด

เช่น เราอาจจะเคยได้ยินเรื่องของโจรน้ำมันหรือโจรนินจา ซึ่งก็เป็นคำที่เขาใช้เรียกคนที่แอบเข้าไปในหมู่บ้านของชาวบ้าน แล้วลือกันว่าเป็นโจรที่ทาตัวด้วยน้ำมัน เวลาจับก็จะลื่นหลุดมือไป ก็เลยเรียกโจรน้ำมันหรือโจรนินจา แล้วก็มีข่าวลือผ่านใบปลิว ผ่านแบบพูดกันปากต่อปาก เช่น การให้หยุดงานวันศุกร์ ถ้าใครไม่เชื่อ
ไม่ทำก็จะถูกตัดหู อันนี้เป็นใบปลิวเผยแพร่ออกมาเลย แล้วก็แพร่กระจายกันทั้ง 3 จังหวัด กลายเป็นว่าในยุคนั้นวันศุกร์ต้องหยุดค้าขาย หยุดการทำมาหากิน อันนี้เป็นข่าวลือในลักษณะของจิตวิทยาสังคม” ผศ.ภีรกาญจน์ ยกตัวอย่าง

ผศ.ภีรกาญจน์ เล่าต่อไปว่า ในการรวบรวมข้อมูลเมื่อปี 2562 พบข้อสังเกตกรณีเพจเฟซบุ๊คที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า “เพจเฟซบุ๊คที่ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ก่อตั้งพบมีจำนวนผู้ติดตามถึงหลักแสน แต่เพจที่เป็นพื้นที่กลางหรือของภาคประชาสังคมที่รู้ตัวตนมีผู้ติดตามเพียงหลักพัน” และเพจเหล่านี้ส่งผลต่อการรับรู้ต่อสถานการณ์ความขัดแย้งที่แตกต่างกัน

เช่น ในช่วง 10 วันสุดท้ายของช่วงถือศีลอด (รอมฎอน) ของปี 2562 เกิดเหตุวางระเบิดที่ตลาดในพื้นที่ จ.ปัตตานี นำไปสู่ปฏิบัติการปิดล้อมบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่หมู่ 4 ต.กาหลง อ.ยะหา จ.ยะลา มีผู้ต้องสงสัยเสียชีวิต 1 ราย อีกส่วนหนึ่งหนีไปได้ส่วนฝ่ายเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ ในเวลานั้นมี 2 เพจที่เผยแพร่เนื้อหาเหตุการณ์นี้แต่เพจหนึ่งมีท่าทีสนับสนุนปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ ส่วนอีกเพจมีท่าทีต่อต้านปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้ “ข้อจำกัดอย่างหนึ่งในการแก้ปัญหาข่าวลือใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือไม่มีองค์กรอิสระทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง” เช่น เหตุการณ์ข้างต้นนั้นเพจเฟซบุ๊คฝั่งที่ต่อต้านปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ ระบุว่าบ้านหลังที่มีการปะทะกันนั้นเกิดเพลิงไหม้และมีทรัพย์สินจำนวนมากหายไป ส่วนเพจฝั่งสนับสนุนปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ ระบุว่าเหตุที่บ้านไฟไหม้เพราะผู้ต้องสงสัยวางเพลิงเองเพื่อเตรียมหลบหนีหรือไม่ก็อาจมาจากไฟฟ้าลัดวงจร

ส่วนการทำงานของเพจฝ่ายต่างๆ เหล่านี้ จะพบ 3 รูปแบบคือ 1.ใช้ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) แบ่งเขาแบ่งเรา ใช้ถ้อยคำรุนแรงด่าทอ2.โฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda)ผูกโยงอุดมการณ์ทางการเมืองศาสนาหรืออัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์และ 3.สร้างเรื่องเพื่อตอบโต้ (Fabricated Content) เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับฝ่ายตนเองและตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม นอกจากนี้ยับพบ “การต่อสู้ทางวาทกรรม” ระหว่างเพจเฟซบุ๊คของทั้ง 2 ฝ่ายด้วย

โดยฝ่ายต่อต้านปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ เรียกชาวบ้านว่าชาวมลายูปาตานี กล่าวหาปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่คือการข่มเหงรังแกจากรัฐสยาม สรรเสริญผู้ที่เสียชีวิต มองว่ารัฐสยามใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือไอโอ (IO-Information Operation) ครอบงำและจัดการกับผู้ที่พูดความจริง ส่วนฝ่ายสนับสนุนปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ เรียกเหตุการณ์ที่ผู้ต้องสงสัยเสียชีวิตว่าเป็นการวิสามัญฆาตกรรม เรียกเจ้าหน้าที่ว่าทหาร และกล่าวหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บางคนว่าเป็นแนวร่วมโจรใต้

ผศ.ภีรกาญจน์ ยังกล่าวอีกว่า “ความยากอีกเรื่องในการต่อสู้กับข่าวปลอมหรือข้อมูลบิดเบือนในพื้นที่ชายแดนใต้ คือการสื่อสารที่หลายครั้งไม่ได้ใช้ภาษาไทย แต่ใช้ภาษายาวีที่เขียนด้วยตัวอักษรอาหรับ” ในพื้นที่นั้นใช้ทั้งภาษาไทย ภาษายาวีที่เป็นภาษาพูด และภาษายาวีที่เป็นการเขียน การทำงานร่วมกับผู้รู้ด้านภาษาจึงมีความสำคัญ อย่างไรก็ตาม “ในข้อมูลอาจมีทั้งความคิดเห็นและข่าวลือปะปนกัน จึงไม่ง่ายที่จะฟันธงว่าเป็นเสรีภาพในการแสดงออกหรือการบิดเบือนข้อมูล” ทางออกจึงอยู่ที่การหา “พื้นที่กลาง” นำข้อมูลทั้งหมดมาพูดคุยกัน

“แต่ละฝ่ายที่มันตรงข้ามกันได้มา Balance (สร้างสมดุล) ความคิด ได้เอาข้อมูลในเชิงวิชาการไปทำงานทางความคิดต่อ เพื่อที่จะลดอำนาจของข้อมูลบิดเบือนข้อมูลลวงลดลง ผมว่ามันต้องสร้างพื้นที่กลางตรงนี้ให้มากขึ้นแล้วลองไปดูประเด็นสื่อสารที่เขาพูดคุยถกเถียงกันในพื้นที่การสื่อสารออนไลน์มันมีอะไรบ้าง แล้วพยายามหยิบขึ้นมาสร้างพื้นที่กลางให้เกิดพื้นที่กลางถกเถียงพูดคุยกัน Balance ข้อมูลกัน อันนี้ผมคิดว่ามันจำเป็นต้องเกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้” ผศ.ภีรกาญจน์ กล่าวในท้ายที่สุด

หมายเหตุ : เวทีเสวนาเนื่องในวาระวันตรวจสอบข่าวลวงโลก (International Fact-Checking Day 2021) ความท้าทายในการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกัน ร่วมจัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), โคแฟค (COFACT)ประเทศไทย เครือข่ายองค์กรตรวจสอบข่าวสากล (International Fact Checking Network :IFCN) และภาคีเครือข่ายตรวจสอบข่าวลวงกว่า 30 องค์กรในประเทศ

กพฐ.รับรองการกำหนดระดับสมรรถนะดิจิทัล ‘ครู-บุคลากร’ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565913

กพฐ.รับรองการกำหนดระดับสมรรถนะดิจิทัล 'ครู-บุคลากร'ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

กพฐ.รับรองการกำหนดระดับสมรรถนะดิจิทัล ‘ครู-บุคลากร’ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

วันพุธ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วันที่ 13 เมษายน 2564 นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ที่ประชุม กพฐ. รับรองการกำหนดระดับสมรรถนะดิจิทัล (Digital Competnecy : DC) สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เนื่องจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้วางแนวทางการพัฒนาดิจิทัลของข้าราชการและบุคลากรภาครัฐ เพื่อการปรับเปลี่ยนเป็นรัฐบาลดิจิทัล โดยกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้จัดตั้งศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคลากรเพื่อความเป็นเลิศ (HCEC) เพื่อพัฒนาบุคลากรในสังกัดในเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร และพัฒนาทักษะเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จึงจัดทำการกำหนดระดับสมรรถนะดิจิทัล สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานขึ้น

นายเอกชัย กล่าวต่อว่า ระดับสมรรถนะดิจิทัล กำหนดไว้ 3 ระดับ 7 Step ดังนั้น ระดับที่ 1 สมรรถนะดิจิทัลขั้นพื้นฐาน แบ่งออกเป็น 3 Step ซึ่งจะต้องเข้าใจ เข้าถึง ตระหนัก รู้เป้าหมาย พันธกิจและกระบวนการทำงานการรู้เท่าทันสื่อ ระดับที่ 2 สมรรถนะดิจิทัลขั้นกลาง แบ่งออกเป็น 2 Step จะต้องรู้และเข้าใจเกี่ยวกับหลักการสำคัญของข้อมูลสารสนเทศในการปฏิบัติงาน รวบรวมข้อมูล สร้างความเข้าใจ ความรับผิดชอบต่อข้อมูล และระดับที่ 3 สมรรถนะดิจิทัลขั้นสูง แบ่งออกเป็น 2 Step สามารถกำหนดแผน กลยุทธ์ นโยบายในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปใช้ในงานขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในการปฏิบัติงานด้วย ทั้งนี้ สมรรถนะดิจิทัล ในทุกระดับมีองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ ความรู้ ทักษะ และการประยุกต์ใช้

“สพฐ.ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาทักษะดิจิทัล ใน 2 กลุ่มหลัก คือ 1.กลุ่มสำนักงานที่สนับสนุนการศึกษา หรือกำกับดูแลสถานศึกษา ได้แก่ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ หัวหน้ากลุ่มงาน บุคลากรในสำนัก และ 2.กลุ่มระดับสถานศึกษา ได้แก่ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ครูผู้สอน และบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา อย่างไรก็ตาม เมื่อที่ประชุมรับรองการกำหนดระดับสมรรถนะแล้ว ทางคณะอนุกรรมการกำหนดระดับความรู้ตามมาตรฐานสมรรถนะทางดิจิทัล จะไปกำหนดว่าแต่ละขั้น ครูและบุคลากรทางการศึกษาควรจะมีความรู้เรื่องใดบ้าง” นายเอกชัย กล่าว

เผยงานวิจัย ‘คิงส์ คอลเลจ’ ชี้ไทยล้มเหลวลดอัตราการสูบบุหรี่ เพราะปิดกั้นข้อมูลวิจัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565897

เผยงานวิจัย'คิงส์ คอลเลจ' ชี้ไทยล้มเหลวลดอัตราการสูบบุหรี่ เพราะปิดกั้นข้อมูลวิจัย

เผยงานวิจัย’คิงส์ คอลเลจ’ ชี้ไทยล้มเหลวลดอัตราการสูบบุหรี่ เพราะปิดกั้นข้อมูลวิจัย

วันอังคาร ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2564, 20.02 น.

นายอาสา ศาลิคุปต ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า (ECST) และแอดมินเพจ “บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร” เปิดเผยว่าเมื่อเร็วๆ นี้สถาบันคิงส์ คอลเลจ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับนับถือได้เผยแพร่งานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้าตอกย้ำถึงประโยชน์ที่ชัดเจนของการใช้บุหรี่ฟ้าเป็นปกติประจำเพื่อเลิกการสูบบุหรี่ และยังสนับสนุนความมีประสิทธิภาพของบุหรี่ไฟฟ้า เมื่อเทียบกับวิธีการอื่นๆในการเลิกบุหรี่ เช่นการใช้ยาหรือใช้นิโคตินทดแทน

“ผลการศึกษาล่าสุดจากประเทศอังกฤษนี้  ยืนยันว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเครื่องมือช่วยเลิกบุหรี่ได้จริง เพราะมีคนอังกฤษกว่า 5 หมื่นคนที่เลิกบุหรี่ได้เพราะการใช้บุหรี่ไฟฟ้า หากประเทศไทยอยากเห็นตัวเลขผู้สูบบุหรี่ลดลงบ้าง ก็ควรจะพิจารณาควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าให้ถูกกฎหมายหรือสนับสนุนให้ผู้สูบบุหรี่ใช้ เพื่อจะได้ค่อยๆ เลิกบุหรี่ได้ในที่สุด ดีกว่าการใช้นโยบายแบบไม่ให้ทางเลือกอะไรเลย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความล้มเหลวในการลดอัตราการสูบบุหรี่ที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 70,000 คนต่อปี มากกว่าการเสียชีวิตจากโรคโควิดที่ 96 คน หลายร้อยเท่า” นายอาสา ระบุ

รายงานการศึกษาดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทางการแพทย์ของอังกฤษ ซึ่งคณะผู้วิจัย นำโดย ดร.มาร์ติน แมคเดอแมธ จากสถาบันคิงส์ คอลเลจ ลอนดอนได้ทำการศึกษาโดยเก็บข้อมูลระหว่างปี 2555 ถึง 2560 จากผู้เข้าร่วมมากกว่า 1,155 คน รวมทั้งติดตามประสิทธิภาพการเลิกบุหรี่เป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน ด้วยการใช้บุหรี่ไฟฟ้าหรือการใช้ผลิตภัณฑ์นิโคตินทดแทนอื่นๆ พบว่า การใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นประจำช่วยให้ผู้สูบบุหรี่เลิกบุหรี่ได้มากกว่าถึง 5 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับการไม่ได้รับความช่วยเหลือใด ๆ และคณะผู้วิจัยได้เรียกร้องให้หน่วยงานสาธารณสุขให้ความสำคัญกับผลการวิจัยเพื่อนำไปปรับปรุงนโยบายสาธารณสุขเพื่อการเลิกสูบบุหรี่

“ผลการศึกษาของเราแสดงให้เห็นว่าหากมีการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นปกติประจำจะช่วยให้คนสามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ เมื่อเปรียบเทียบกับการไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ ข้อค้นพบเหล่านี้สอดคล้องกับการวิจัยก่อนหน้าที่แสดงให้เห็นว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเครื่องมือช่วยที่มีประสิทธิภาพสำหรับการเลิกสูบบุหรี่มากกว่าการให้นิโคตินทดแทนหรือการสั่งจ่ายยา” ดร.มาร์ติน แมคเดอแมธ นักวิจัยที่ศูนย์การเสพติดของสถาบันคิงส์ คอลเลจและผู้วิจัยหลักกล่าว

นายมาริษ กรัณยวัฒน์ ตัวแทนเครือข่ายฯ อีกรายเสริมว่า “อังกฤษเป็นหนึ่งใน 66 ประเทศที่อนุญาตให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายอย่างที่ว่าทำไมประเทศอื่นๆ เขาถึงให้ถูกกฎหมายได้  ประเทศไทยกลับตรงกันข้ามกับประเทศเหล่านี้ เพราะกลุ่มรณรงค์ต่อต้านบุหรี่ในบ้านเรายังคงนำเสนอข้อมูลข่าวสารงานวิจัยเพียงด้านเดียว ล่าสุด ศจย. ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านวิจัยและจัดการความรู้เกี่ยวกับยาสูบ ที่ควรจะทำหน้าที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชน กลับยังคงอ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เกิดการเสียชีวิตจากภาวะอิวาลี หรือ E-cigarette or Vaping Product Use-Associated Lung Injury (EVALI) ที่ทำให้ปอดอักเสบเฉียบพลัน ทั้งที่ความจริง กรมควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกาสรุปออกมาแล้วว่าสาเหตุมาจากวิตามินอีที่ใช้เป็นส่วนผสมในการทำละลายสารสกัดกัญชาในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งการโหนกระแสโรคโควิดมาสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนมากกว่าให้ข้อเท็จจริง การกระทำเช่นนี้ถือว่าขาดความรับผิดชอบอย่างมาก”

ทบ.แจ้งด่วน! เลื่อนสอบเข้ารร. เตรียมทหารปี 64 ออกไปก่อนโดยไม่มีกำหนด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565873

ทบ.แจ้งด่วน! เลื่อนสอบเข้ารร.เตรียมทหารปี 64 ออกไปก่อนโดยไม่มีกำหนด

ทบ.แจ้งด่วน! เลื่อนสอบเข้ารร.เตรียมทหารปี 64 ออกไปก่อนโดยไม่มีกำหนด

วันอังคาร ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2564, 19.14 น.

13 เม.ย. พ.ต.หญิง พัชรินทร์ บุศยกุล ผู้ช่วยโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ตามที่กองทัพบก โดยโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ประกาศรับสมัครบุคคลเพื่อสอบคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารในส่วนของกองทัพบกประจำปีการศึกษา 2564 เพื่อเข้ารับการศึกษาในหลักสูตรโรงเรียนเตรียมทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศหลักสูตร 2 ปี (แบบทั่วไป) ทางออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ-30 มี.ค.64  ที่ผ่านมา โดยกำหนดให้มีการสอบรอบแรก (ภาควิชาการ) ในวันที่ 18 เม.ย.64 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และสอบรอบที่ 2 (ตรวจร่างกาย, พลศึกษา, สัมภาษณ์) ระหว่างวันที่ 3-7 พ.ค.64 ณ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า นั้น

ด้วยในปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มีแนวโน้มทวีความรุนแรงและขยายเป็นวงกว้างมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคและสอดรับกับมาตรการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) กองทัพบกจึงขอประกาศเลื่อนการสอบคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ในส่วนของกองทัพบก (ภาควิชาการ) ในวันที่ 18 เม.ย.64 และสอบรอบที่ 2 ระหว่างวันที่ 3-7 พ.ค. 64 ออกไปก่อนโดยไม่มีกำหนดจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย แล้วจะดำเนินการแจ้งวัน เวลา และสถานที่สอบให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ ผู้สมัครและผู้ปกครองสามารถติดตามข้อมูลความคืบหน้าได้จากเว็บไซต์ของโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า www.crma.ac.th หรือ โทร. 0-3739-3132, 0-3739-3010-4

ศธ.ประกาศด่วน! งดจัดกิจกรรมทุกชนิดถึง 30 เม.ย.นี้ สั่ง WFH ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565855

ศธ.ประกาศด่วน! งดจัดกิจกรรมทุกชนิดถึง 30 เม.ย.นี้ สั่ง WFH ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90

ศธ.ประกาศด่วน! งดจัดกิจกรรมทุกชนิดถึง 30 เม.ย.นี้ สั่ง WFH ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90

วันอังคาร ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2564, 17.53 น.

สกัดโควิดลุกลาม ศธ.ออกประกาศด่วน งดจัดกิจกรรมทุกชนิดถึง 30 เม.ย.นี้ พร้อมสั่ง WFH ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของบุคลากร

วันที่ 13 เม.ย. 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ในปัจจุบันได้มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19) และมีผู้ติดเชื้อภายในประเทศเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการแพร่ระบาดกระจายในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความห่วงใย และขอความร่วมมืองดการจัดกิจกรรมที่ไม่จำเป็น นั้น ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ตนได้สั่งการให้ ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปรับปรุงประกาศ ศธ.เรื่อง การป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 โดยการปรับลดเวลาและวันทำงานของบุคลากรในสังกัด ศธ. ใหม่ โดยให้บุคลากรและหน่วยงานในสังกัดปฏิบัติงานภายในที่พัก (Work from Home) ต่อเนื่องจากประกาศฉบับเดิม ตั้งแต่วันที่ 9 ถึงวันที่ 23 เมษายน ขยายเป็นถึงวันที่ 30 เมษายน 2564 และจัดบุคลากรหมุนเวียนมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงานไม่เกินร้อยละ 10 หรือ ให้ Work from Home จำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของบุคลากรทั้งหมด พร้อมทั้งให้ออกแนวทางปฏิบัติงาน เพื่อไม่ให้การทำงานพัฒนาการศึกษาของชาติสะดุด

“มาตรการที่ได้เน้นย้ำให้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เช่น งดการจัดประชุม อบรม สัมมนา ของข้าราชการ นักเรียน และนักศึกษาในสังกัด ศธ. ตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2564 ถ้าจำเป็นให้ใช้รูปแบบออนไลน์ งดจัดกิจกรรมใดๆ ที่มีการรวมกลุ่มของนักเรียน นักศึกษา ในช่วงปิดภาคเรียนนี้ ส่วนการดำเนินการรับสมัครนักเรียน นักศึกษา เข้าศึกษาต่อในสถานศึกษา ทั้งในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) รวมถึงการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และ อื่นๆ ทราบว่าแต่ละสังกัด ก็มีการเปิดรับสมัครแบบออนไลน์แล้ว แต่ถ้ามีการรับสมัครในพื้นที่ด้วย หรือ จำเป็นต้องมีการสอบ การสัมภาษณ์ จะต้องดำเนินการตามมาตรการและขั้นตอนที่เข้มข้นสูงสุด ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นจริงๆที่ต้องจัดกิจกรรมในระหว่างนี้ ต้องขอความเห็นชอบจากสาธารณสุขในพื้นที่ก่อน และต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อโควิด -19 ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด และขอให้บุคลากรในสังกัด ศธ.ทุกคน ดูแลตัวเองอย่างเข้มงวด หากพบว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง หรือ มีอาการที่อาจจะเข้าข่ายเป็นผู้ติดเชื้อจะต้องแจ้งผู้เกี่ยวข้องทันที รวมทั้งสื่อสารกับนักเรียนและผู้ปกครองให้ตระหนักถึงการดูแลตัวเองด้วย ” รมว.ศธ.กล่าว

‘ซีเอ็ด’ มอบหนังสือให้ กศน.928 แห่งทั่วประเทศ มูลค่ารวม 5,198,484 บาท ร่วมกับมูลนิธิคนไทยเก่งขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565662

‘ซีเอ็ด’ มอบหนังสือให้ กศน.928 แห่งทั่วประเทศ  มูลค่ารวม 5,198,484 บาท ร่วมกับมูลนิธิคนไทยเก่งขึ้น

‘ซีเอ็ด’ มอบหนังสือให้ กศน.928 แห่งทั่วประเทศ มูลค่ารวม 5,198,484 บาท ร่วมกับมูลนิธิคนไทยเก่งขึ้น

วันอังคาร ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ซีเอ็ด” ผู้ให้บริการร้านหนังสือสื่อความรู้ที่มีสาขามากที่สุดในประเทศไทยร่วมกับ มูลนิธิคนไทยเก่งขึ้น จัดทำ โครงการหนังสือเพื่อน้อง เพื่อเป็นการแบ่งปันองค์ความรู้ การปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้เกิดแก่นักเรียน นักศึกษา ผ่านกิจกรรมการมอบหนังสือและสื่อเพื่อการศึกษาในระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา และระดับอุดมศึกษา ซึ่งโครงการนี้ได้ดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2549 โดยเป็นการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงหนังสือสำหรับนักเรียนที่ขาดแคลน ในการนำความรู้ที่ได้ไปส่งเสริมการเรียนรู้เสริมสร้างทักษะเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไปในอนาคต และเมื่อวันอังคารที่30 มีนาคมที่ผ่านมา นายรุ่งกาล ไพสิฐพานิชตระกูล กรรมการผู้จัดการ พร้อมคณะผู้บริหารบริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) และมูลนิธิคนไทยเก่งขึ้นร่วมส่งมอบหนังสือและสื่อการเรียนรู้ ให้แก่ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบฯ (สำนักงาน กศน.) จำนวน 928 แห่งทั่วประเทศ มูลค่ารวม 5,198,484 บาทโดยมี นางวัชรีภรณ์ โกสินเจริญชัย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาเครือข่าย ผู้แทน เลขาธิการ กศน. และ นายประยุทธ หลักคำ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ เป็นผู้แทนรับมอบ ณ กระทรวงศึกษาธิการ โดยซีเอ็ดยึดมั่นเสมอถึงความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมส่งเสริมสังคมรักการอ่าน สร้างแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนนักอ่านทุกท่านตามสโลแกนของซีเอ็ดที่ว่า “แรงบันดาลใจเริ่มต้นที่นี่” 

มรภ.สงขลา มอบรางวัลบทความดีเด่น ‘ศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่น’ ระดับชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565659

มรภ.สงขลา มอบรางวัลบทความดีเด่น  ‘ศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่น’ ระดับชาติ

มรภ.สงขลา มอบรางวัลบทความดีเด่น ‘ศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่น’ ระดับชาติ

วันอังคาร ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.ทัศนา ศิริโชติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) เปิดเผยถึงการ มอบโล่และรางวัลการนำเสนอบทความดีเด่นกลุ่มนาฏ-ดุริยศิลป์และงานสร้างสรรค์ให้แก่ นายโสภณัฐ  เจริญรูป ผศ.ดร.จรรย์สมร ผลบุญ มรภ.สงขลา จากบทความเรื่อง ศึกษากระบวนท่ารำและสร้างสรรค์ชุดการแสดงของพญานกสดายุในโขน ตอน พระรามเดินดงองก์ทศกัณฐ์ลักนางสีดา ของ รองศาสตราจารย์สมชาย พูลพิพัฒน์ ในการประชุมวิชาการและนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ “ศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่น ครั้งที่ 1” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ณ สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มรภ.สงขลา   

นอกเหนือจากรางวัลที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว ในโอกาสเดียวกันนี้สำนักศิลปะและวัฒนธรรมยังได้ พิจารณาบทความดีเด่นในประเภทต่างๆ ดังนี้ รางวัลระดับดีเด่น กลุ่มวรรณกรรมและภาษา จากบทความ กลวิธีทางภาษาในการนำเสนออุดมการณ์ “ความเป็นแม่บ้าน”ผ่านคอลัมน์และงานโฆษณาในนิตยสารแม่บ้าน ช่วงปีทศวรรษ 2540-2549  โดย  นางสาวเจรจาบุญวรรณโณ ผศ.วิมลมาศ ปฤชากุลมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี

กลุ่มวัฒนธรรมในลักษณะอื่นๆชื่อบทความ สื่อแอนิเมชั่นโดยใช้เทคนิคสตอปโมชัน เรื่อง กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า โดย อาจารย์วัยวัฒน์สายทุ้ม นางสาวธมกร พุ่มพันธ์ นางสาวปณิธาน จันทิมาโพธิ์พงษ์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กลุ่มศิลปะ งานช่าง และงานออกแบบ ชื่อบทความ การวิจัยและพัฒนารูปแบบกระเป๋าหนังสาน ที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทยสำหรับธุรกิจเครื่องหนังในประเทศไทยโดย นางสาวสุทธิดา เอกวนิชชามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

‘ศิริราช’ ประกาศด่วน! รับเฉพาะผู้ป่วยหนัก-ฉุกเฉินช่วง 12-23 เม.ย.หลังบุคลากรติดโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565673

'ศิริราช'ประกาศด่วน! รับเฉพาะผู้ป่วยหนัก-ฉุกเฉินช่วง 12-23 เม.ย.หลังบุคลากรติดโควิด

‘ศิริราช’ประกาศด่วน! รับเฉพาะผู้ป่วยหนัก-ฉุกเฉินช่วง 12-23 เม.ย.หลังบุคลากรติดโควิด

วันจันทร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2564, 15.36 น.

วันที่ 12 เมษายน 2564 รองศาสตราจารย์ นายแพทย์วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ออกประกาศ เรื่อง ขอเปิดให้บริการเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการหนักเร่งด่วน หรือฉุกเฉินเท่านั้น ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ปี พ.ศ.2564 โดยมีรายละเอียดระบุว่า

ด้วยปรากฎว่า มีการตรวจพบบุคลากรของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในช่วงที่มีการระบาดเป็นวงกว้าง โดยพบว่าเป็นการติดเชื้อจากนอกพื้นที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และนอกเวลาปฏิบัติงาน จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดเป็นกลุ่มก้อนในขณะนี้ นั้น

ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางโรงพยาบาลศิริราช มีความจำเป็นต้องลดการให้บริการแก่ผู้ป่วยลงเนื่องจากบุคลากรทางการแพทย์บางส่วนต้องกักตัว และเพื่อสงวนบุคลากรทางการแพทย์สำหรับดูแลผู้ป่วยที่มีความจำเป็น กอปรกับจำนวนเตียงที่รับผู้ป่วยได้มีจำนวนจำกัด จึงขอความร่วมมือผู้รับบริการที่ไม่มีความจำเป็นทางการแพทย์เร่งด่วน เลื่อนการเข้ามารับบริการ หรือใช้บริการผ่านระบบพบแพทย์ทางไกล (Telemedicine) แทน โดยโรงพยาบาลศิริราชจะเปิดให้บริการเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการหนักเร่งด่วน หรือฉุกเฉินเท่านั้น

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 12 เมษายน 2564 ถึงวันศุกร์ที่ 23 เมษายน 2564

บอร์ด กพฐ.นำนโยบาย ‘ตรีนุช’ ดันโรงเรียนมีคณะทำงานดูแล-เสนอปลด 4 Big Block #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565539

บอร์ด กพฐ.นำนโยบาย'ตรีนุช' ดันโรงเรียนมีคณะทำงานดูแล-เสนอปลด 4 Big Block

บอร์ด กพฐ.นำนโยบาย’ตรีนุช’ ดันโรงเรียนมีคณะทำงานดูแล-เสนอปลด 4 Big Block

วันจันทร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“บอร์ด กพฐ.” นำนโยบาย “ตรีนุช” ลงสู่การปฏิบัติ ดันโรงเรียนมีคณะทำงานดูแลความปลอดภัย เสนอปลด 4 “Big Block”อุปสรรค์พัฒนาหลักสูตรเดินช้า

นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ในการประชุม กพฐ.เมื่อเร็วๆนี้ ที่ประชุมนำนโยบายของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ไปสู่การปฏิบัติ โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษา ซึ่งที่ประชุมเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ผลักดันให้โรงเรียนทุกแห่งมีคณะทำงานดูความเสี่ยงของสถานศึกษา โดยอาจจะมีประมาณ 2-3 คน เพราะตนมองว่าสถานศึกษาในปัจจุบัน ละเลยเรื่องความเสี่ยงและความปลอดภัยในสถานศึกษาอย่างมาก โดยคณะทำงานชุดนี้ จะเข้ามาดูความเสี่ยงทุกประเภท ที่อาจจะเกิดขึ้นกับนักเรียนและโรงเรียน เช่น เรื่องความปลอดภัย การถูกคุกคาม การละเมิดทางเพศ การทะเลาะและบูลลี่ระหว่างนักเรียนกับนักเรียน ถ้าสถานศึกษามีคณะทำงานดี จะสร้างความปลอดภัยให้กับนักเรียนมากขึ้น เช่น ถ้าสถานศึกษาจะพานักเรียนไปเข้าค่ายลูกเสือ คณะทำงานชุดนี้ จะทำหน้าที่ตรวจสอบและซักถามการจัดกิจกรรมของสถานศึกษาว่าปลอดภัยกับนักเรียนจริงหรือไม่ และถ้าเกิดอุบัติเหตุ หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น สถานศึกษามีวิธีปฏิบัติอย่างไร มองว่าถ้าทุกโรงเรียนมีคณะทำงานชุดนี้ จะทำให้นักเรียนมีความปลอดภัยและมีความสุขกับการเรียนมากขึ้น

นายเอกชัย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมหารือเรื่องการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ ตนเสนอว่าการพัฒนาหลักสูตรนี้มีอุปสรรค หรือ “Big Block” ที่คอยบล็อกทำให้การพัฒนาหลักสูตรเดินหน้าไปได้ช้า มีอยู่ 4 Block คือ 1.ตัวชี้วัด ถ้าไม่ปรับตัวชี้วัดให้เห็นเป็นรูปธรรม ให้เห็นสมรรถนะชัดเจน ทำให้ตัวชี้วัดอาจจะมีมากเกินจำเป็น และครูบางคนกังวลกับตัวซี้วัด ศึกษานิเทศก์ก็สนใจเรื่องตัวชี้วัด ทำให้ครูไม่กล้าจัดการเรียนการสอนนอกเหนือจากที่แผนการเรียนรู้กำหนด 2.ระบบการทดสอบ ถ้าระบบการทดสอบยังเน้นเนื้อหาไม่เน้นสมรรถนะ ทำให้ครูลำบากในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นพัฒนาสมรรถนะให้นักเรียน

3.ระบบการศึกษาต่อ ถ้าขาดการเชื่อมโยงการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สู่มัธยมศึกษาตอนปลาย และไประดับอุดมศึกษา จะพบว่าระบบการคัดเลือกนักเรียนที่เข้าเรียน ม.1 และ ม.4 เป็นการคัดเลือกคนที่มีความรู้ทางวิชาการ แต่ไม่ได้วัดสมรรถนะการคิด การสื่อสาร การวิเคราะห์ ในขณะที่ระดับมหาวิทยาลัย วัดการคิด การวิเคราะห์ของผู้เรียน และ 4.การเข้าสู่วิทยฐานะของครู ที่ยังเน้นการทำเอกสารทางวิชาการ ซึ่งทำให้ครูบางคนประสบปัญหา เพราะไม่ใช่ครูทุกคนเก่งเรื่องการทำงานเอกสาร ครูบางคนอาจจะเก่งเรื่องการลงมือปฏิบัติมีผลงานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจน ดังนั้น ควรจะมีช่องทางสนับสนุนครูเหล่านี้ด้วย Big Block เหล่านี้ ที่จะไปบล็อกการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ แม้จะได้หลักสูตรฐานสมรรถนะมาแล้ว แต่ถ้าไม่แก้ปัญหา Big Block ทั้ง 4 ข้อการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรฐานสมรรถนะ อาจจะไม่ได้ประสิทธิภาพมากเท่าที่ควร