วปอ.บอ.3 ผุดแนวคิด‘ไทย เพิ่ม ภูมิ’ช่วยคนไทยรับมือการเปลี่ยนแปลง เพิ่มภูมิคุ้มกัน เท่าทันโลกอนาคต

วปอ.บอ.3 ผุดแนวคิด‘ไทย เพิ่ม ภูมิ’ช่วยคนไทยรับมือการเปลี่ยนแปลง เพิ่มภูมิคุ้มกัน เท่าทันโลกอนาคต

วปอ.บอ.3 ผุดแนวคิด‘ไทย เพิ่ม ภูมิ’ช่วยคนไทยรับมือการเปลี่ยนแปลง เพิ่มภูมิคุ้มกัน เท่าทันโลกอนาคต

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.21 น.

วปอ.บอ.3 ผุดแนวคิด “ไทย เพิ่ม ภูมิ” ช่วยคนไทย รับมือการเปลี่ยนแปลง เพิ่มภูมิคุ้มกัน เท่าทันโลกอนาคต 

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ณ หอประชุมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) พลอากาศเอก เสกสัณห์ ไชยมาตย์ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานรับฟังการนำเสนอผลงาน โครงการ “THE TEN” ของนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สำหรับผู้บริหารระดับสูง (วปอ.บอ.) รุ่นที่ 3 โดยมี พลเอก สิทธา มหาสันทนะ ผบ.สปท. และ พลโท อรรคเดช ประทีปอุษานนท์ ผอ.วปอ.สปท. นำทีมคณะผู้บังคับบัญชา และคณาจารย์ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมรับฟัง และให้ข้อคิดเห็นเชิงยุทธศาสตร์อย่างพร้อมเพรียง

แนวคิด “ไทย เพิ่ม ภูมิ” มูฟเมนต์ใหม่ ปลดล็อกศักยภาพคนไทยทุกมิติ โดยโครงการ “THE TEN” ไม่ใช่แค่รายงานวิชาการทั่วไป แต่คือ “การตกผลึกทางความคิด” ของผู้บริหารระดับสูง วปอ.บอ. รุ่นที่ 3 ที่ถ่ายทอดออกมาเป็นนวัตกรรมสังคมหลากมิติ ภายใต้คอนเซปต์ “ไทย เพิ่ม ภูมิ” (THAI PERM POOM : Empowering Thai Resilience Program) 

โครงการ THE TEN มุ่งเป้าไปที่การ “เพิ่มพูนความรู้ – เพิ่มทักษะ – เพิ่มภูมิคุ้มกัน – เพิ่มพลังชีวิต” ให้กับคนไทยในยุคที่มีความเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ผ่าน 5 เสาหลักยุทธศาสตร์ (Pillars) ที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศอย่างตรงจุด 

1) Career & Skill : ยกระดับทักษะอาชีพรองรับโลกอนาคต

2) Financial Literacy : สร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินและการลงทุนอย่างยั่งยืน

3) Lifelong Learning : วางรากฐานการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต

4) Cyber & Scam Awareness : รู้ทันภัยไซเบอร์ ป้องกันสแกมเมอร์และภัยออนไลน์

5) Life Skills & Digital Citizenship: เติมทักษะชีวิตและสร้างพลเมืองดิจิทัลคุณภาพ

ทั้งนี้ ข้อคิดเห็นเชิงยุทธศาสตร์ที่ได้จากการนำเสนอในครั้งนี้จะถูกนำไปต่อยอด และประยุกต์ใช้จริง เพื่อขับเคลื่อนสังคมและพัฒนาประเทศชาติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

อาชีวะอุบลฯ รวมพลังแห่งศรัทธา นำผู้เรียนอาชีวศึกษาถวายเทียนพรรษา 3 วัด สืบสานพระพุทธศาสนา

อาชีวะอุบลฯ รวมพลังแห่งศรัทธา นำผู้เรียนอาชีวศึกษาถวายเทียนพรรษา 3 วัด สืบสานพระพุทธศาสนา

อาชีวะอุบลฯ รวมพลังแห่งศรัทธา นำผู้เรียนอาชีวศึกษาถวายเทียนพรรษา 3 วัด สืบสานพระพุทธศาสนา

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.05 น.

อาชีวะอุบลฯ รวมพลังแห่งศรัทธา นำผู้เรียนอาชีวศึกษาถวายเทียนพรรษา 3 วัด สืบสานพระพุทธศาสนา ปลูกฝังคุณธรรมเยาวชน

วันที่ 24 ก.ค.69 วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำโดยนางสาวลฎาภา แสวงรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี  จัดโครงการวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เนื่องในวันอาสาฬบูชา และวันเข้าพรรษา ประจำปี 2569 เพื่อส่งเสริมให้ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนนักเรียน นักศึกษา ได้ร่วมทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา สืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทย และปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม รวมทั้งจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยให้คงอยู่สืบไป

บรรยากาศในช่วงเช้า ผู้บริหาร คณะครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน นักศึกษา พร้อมใจกันตั้งขบวนแห่เทียนพรรษา ผ้าอาบน้ำฝน และเครื่องไทยธรรม ณ โดมอาคารอเนกประสงค์ ก่อนเคลื่อนขบวนไปถวายยังวัดต่าง ๆ ในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี ท่ามกลางบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยความศรัทธาและความพร้อมเพรียงของทุกภาคส่วน

ในการถวายเทียนพรรษาและเครื่องไทยธรรม ได้แบ่งคณะผู้แทนออกเป็น 3 สาย ดังนี้

สายที่ 1 ณ วัดศรีอุบลรัตนาราม นำโดย นางสาวลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี พร้อมด้วย นางศรีอุดร ศิริปริญญานันท์ รองผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์และแผนงาน และคณะครู บุคลากร นักเรียน นักศึกษา จากแผนกวิชาการตลาด แผนกวิชาการจัดการสำนักงานดิจิทัล แผนกวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน แผนกวิชาการโรงแรม แผนกวิชาภาษาต่างประเทศ และแผนกวิชาสัมพันธ์ธุรกิจ

สายที่ 2 ณ วัดสุปัฏนารามวรวิหาร นำโดย นายอาคม ศรีพรหม รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากร พร้อมด้วยคณะครู บุคลากร และนักเรียน นักศึกษา จากแผนกวิชาการบัญชี แผนกวิชาศิลปกรรม แผนกวิชาคหกรรม แผนกวิชาแฟชั่นและสิ่งทอ และแผนกวิชาสามัญสัมพันธ์

สายที่ 3 ณ วัดหลวง นำโดย นายกิตติพงศ์ จันทร์งาม รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ พร้อมด้วยคณะครู บุคลากร และนักเรียน นักศึกษา จากแผนกวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล และแผนกวิชาอาหารและโภชนาการ

กิจกรรมในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน นักศึกษาทุกแผนกวิชาเป็นอย่างดียิ่ง โดยทุกคนพร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดผ้าไทยหรือชุดสุภาพโทนสีขาว ส่วนนักเรียน นักศึกษาแต่งกายด้วยชุดองค์การอย่างเรียบร้อย แสดงถึงความเคารพต่อพระพุทธศาสนาและการมีส่วนร่วมในการสืบสานประเพณีถวายเทียนพรรษา ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาวไทย

การจัดโครงการวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการร่วมถวายเทียนพรรษา ผ้าอาบน้ำฝน และเครื่องไทยธรรม เพื่อเป็นพุทธบูชาแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้นักเรียน นักศึกษา ได้เรียนรู้คุณค่าของพระพุทธศาสนา ฝึกการทำความดี การเสียสละ การทำงานร่วมกัน และสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถานศึกษา ชุมชน และวัด อันเป็นการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และสำนึกในการเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมอย่างยั่งยืน

มวล. จัด ‘WUiDAY 2026’ ปูทางนักศึกษาไทยสู่เวทีนานาชาติ

มวล. จัด ‘WUiDAY 2026’ ปูทางนักศึกษาไทยสู่เวทีนานาชาติ

มวล. จัด ‘WUiDAY 2026’ ปูทางนักศึกษาไทยสู่เวทีนานาชาติ

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.32 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จัดงานวันนานาชาติ “Walailak University International Day 2026 (WUiDAY 2026) ซึ่งถือเป็นการจัดขึ้นครั้งแรกในรอบ 34 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งมหาวิทยาลัย ภายใต้แนวคิด“Bridging Regional and International Dialogue for Global Education and Sustainability” (BRIDGES) ระดมเอกอัครราชทูต ตัวแทนทางการทูต และมหาวิทยาลัยพันธมิตรจากทั่วโลก ร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความเป็นนานาชาติ โดยได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นประธานพิธีเปิด โดยมี นายวิทยา เขียวรอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช H.E. Mrs. Lucy N. Kiruthu เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเคนยาประจำประเทศไทย และ H.E. Mr. Peter Sha-Li Lan ผู้แทนสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปประจำประเทศไทย ร่วมปาฐกถาพิเศษถึงทิศทางการศึกษาโลก พร้อมด้วยผู้แทนทางการทูตจาก ภูฏาน ปากีสถาน สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรมหาวิทยาลัยจาก 10 ประเทศทั่วโลก อาทิ ออสเตรเลีย จีน เยอรมนี ฯลฯ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมบุษราคัม อาคารพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี มวล. กล่าวว่า งาน WUiDAY 2026 จัดขึ้นเพื่อสะท้อนวิสัยทัศน์ความเป็นเลิศในระดับสากลของมหาวิทยาลัยวโดยปัจจุบันมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 6 ของประเทศไทย และ อยู่ในอันดับ 1201+ ของโลกจากการจัดอันดับของ Times Higher Education (THE) World University Rankings 2026 นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ Global Good Governance (3G) Awards 2026 และครองอันดับ 47 ของโลกในด้านการส่งเสริมความยั่งยืน (SDGs)

“มวล.พร้อมเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนการศึกษาที่มีคุณภาพและความยั่งยืน ผ่านการสร้างเครือข่ายวิชาการจากทั่วโลก งานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้นักศึกษาไทยได้ก้าวสู่เวทีนานาชาติ แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอความงามทางวัฒนธรรมและศักยภาพของจังหวัดนครศรีธรรมราชสู่สายตาชาวโลกอีกด้วย” ศ.ดร.สมบัติ กล่าวและว่า นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการจากมหาวิทยาลัยคู่ความร่วมมือ การแสดงนักศึกษานานาชาติ การมอบรางวัล “นักศึกษานานาชาติยอดเยี่ยม” การเจรจาขยายเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษาร่วมกับ 7 มหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศไทยด้วย

ด้าน ผศ.ดร.ภัทร์นรินทร์ ศุภกร ผู้อำนวยการศูนย์กิจการนานาชาติ มวล. กล่าวเพิ่มเติมว่า งาน WUiDAY 2026 นอกจากสร้างความเป็นนานาชาติในมหาวิทยาลัยแล้ว ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ที่จะสร้างแรงบันดาลใจ สร้างโอกาสให้นักศึกษาได้เข้าถึงทุนการศึกษาและการทำงานระดับโลก ที่สำคัญสร้างเครือข่ายวิชาการ วิจัย และการแลกเปลี่ยนนักศึกษา อีกทั้งยังมีการเปิดตัวเครือข่าย “UNIT” ผนึกกำลังมหาวิทยาลัยไทย ยกระดับประเทศไทยสู่เป้าหมายจุดหมายปลายทางด้านการศึกษาระดับโลกอีกด้วย

ศธ.แท็กทีม 350 ผู้นำการศึกษา ดัน ‘เด็กกลับคืนห้องเรียน’ มุ่งสู่โมเดล ‘ต้นแบบ’ อาเซียน!

ศธ.แท็กทีม 350 ผู้นำการศึกษา ดัน ‘เด็กกลับคืนห้องเรียน’ มุ่งสู่โมเดล 'ต้นแบบ' อาเซียน!

ศธ.แท็กทีม 350 ผู้นำการศึกษา ดัน ‘เด็กกลับคืนห้องเรียน’ มุ่งสู่โมเดล ‘ต้นแบบ’ อาเซียน!

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ครั้งที่ 2/2569 โดยมี นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นางอรุณี จิรมหาศาล และนางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมถึงผู้บริหารสำนัก ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขตทั่วประเทศ เข้าร่วม ณ ห้องกรุงธนบอลล์รูม โรงแรมรอยัลริเวอร์กรุงเทพมหานคร

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า ได้มอบนโยบายต่อที่ประชุมสัมมนา ผู้อำนวยการ สพท. 245 เขตทั่วประเทศ ในการระดมความคิดเห็นเพื่อกำหนดแนวทางขับเคลื่อนนโยบายสำคัญให้เกิดผลลัพธ์ต่อผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด All for Education : Leadership Showcase Shaping the Future ผนึกพลังผู้นำการศึกษา จากผลสำเร็จสู่การเปลี่ยนแปลงอนาคตการศึกษาไทย” และเน้นย้ำถึงบทบาทหน้าที่สำคัญในการเป็นกลไกหลักขับเคลื่อนการศึกษาระดับภูมิภาค ทั้งในเรื่องอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบของเขตพื้นที่การศึกษาในแต่ละเขต แต่ละจังหวัด พร้อมฝากโจทย์ให้ร่วมกันติดตามและผลักดันงานสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการนำเด็กที่หลุดออกนอกระบบการศึกษา กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาตามความถนัดและสนใจ ตามนโยบาย Thailand Zero Dropout (TZD) การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ทั้งเรื่องการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ DLTV (Distance Learning Television) เรื่องการสร้างโรงเรียนคุณภาพต้นแบบ  เรื่องของโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษาที่ยังขาดแคลน ทั้งอินเทอร์เน็ต และไฟฟ้า เพราะถ้าโรงเรียนไม่มีไฟฟ้าก็ไม่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ ถึงแม้ขณะนี้โรงเรียนที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้มีจำนวนน้อยแต่ก็ให้เร่งดำเนินการช่วยเหลือ

“ขณะนี้เราได้ตั้งเป้าหมายและตัวชี้วัด (KPI) อย่างจริงจัง ในการดึงเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้กลับเข้ามาเรียน โดยจับมือทำงานร่วมกับ กสศ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสุดท้ายแล้ว เรามุ่งหวังให้การจัดการปัญหาเด็กหลุดระบบของไทยประสบความสำเร็จ จนสามารถใช้เป็น “โมเดลต้นแบบ” (Model) ให้กับประเทศอื่นๆในกลุ่มอาเซียน ส่วนเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งในส่วนของไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตนั้น โรงเรียนที่ยังไม่มีไฟฟ้า มีจำนวนไม่มากแล้ว แต่ ก็ได้สั่งการให้มีการตรวจสอบและเร่งแก้ไขปัญหาโรงเรียนที่ยังขาดแคลนสิ่งจำเป็นพื้นฐาน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้ได้มากที่สุด เพราะการศึกษาที่มีคุณภาพ คือ ‘โอกาส’ ในการสร้างอนาคตที่ดีให้แก่เด็กและเยาวขนไทยทุกคน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” รมว.ศธ.กล่าว

สพฐ.หนุนแนะแนว-PISA-บ้านนักวิทย์น้อย-ESPORTS ปั้นคนรุ่นใหม่สู่โลกดิจิทัล

สพฐ.หนุนแนะแนว-PISA-บ้านนักวิทย์น้อย-ESPORTS ปั้นคนรุ่นใหม่สู่โลกดิจิทัล

สพฐ.หนุนแนะแนว-PISA-บ้านนักวิทย์น้อย-ESPORTS ปั้นคนรุ่นใหม่สู่โลกดิจิทัล

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.30 น.

นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองเลขาธิการ กพฐ. เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 25/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมี นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ และนางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยนางอรุณี จิรมหาศาล และนางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ในที่ประชุมได้รับทราบและหารือประเด็นสำคัญต่างๆ อาทิ การขับเคลื่อนโครงการ “แนะแนว 3P PLUS สู่อาชีพและการมีงานทำ” ผ่านกิจกรรมแนะแนวรอบด้าน ทั้งการศึกษา อาชีพ และการพัฒนาทักษะชีวิต เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนค้นพบความถนัด วางเป้าหมายชีวิต และเตรียมความพร้อมสู่การมีงานทำในอนาคต โดยบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย พร้อมขยายการขับเคลื่อนผ่านศูนย์แนะแนวประจำจังหวัด 78 ศูนย์ และศูนย์แนะแนวประจำเขตพื้นที่การศึกษา 183 ศูนย์ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพครูแนะแนวผ่านระบบ OBEC E-Learning เพื่อยกระดับการแนะแนวทั่วประเทศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ได้รายงานผลการจัดโครงการพัฒนาต้นแบบการส่งเสริมศักยภาพครูในการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะความฉลาดรู้ตามกรอบการประเมิน PISA 2029 โดยมีผู้บริหารและครูจากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ชลบุรี และโรงเรียนเครือข่ายในจังหวัดชลบุรี จำนวน 60 คน เข้าร่วมอบรม พัฒนาความรู้ด้านการรู้เท่าทันสื่อและปัญญาประดิษฐ์ (Media and AI Literacy) พร้อมส่งเสริมการออกแบบการเรียนรู้และนวัตกรรมการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อยกระดับสมรรถนะความฉลาดรู้ของผู้เรียนตามแนวทาง PISA 2029 และสร้างพลเมืองดิจิทัลที่รู้เท่าทันสื่ออย่างสร้างสรรค์

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ สพฐ. ได้เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายพัฒนากำลังคนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ผ่านโครงการ “OBEC NEXT GEN ESPORTS AI CAMP” รุ่นที่ 2 โดยพัฒนาครูและนักเรียนกว่า 100 คน จาก 18 โรงเรียนทั่วประเทศ ให้มีทักษะด้าน AI อีสปอร์ต และดิจิทัลที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 พร้อมเสริมสร้างเครือข่ายการเรียนรู้และต่อยอดสู่ 6 สายอาชีพในอุตสาหกรรมอีสปอร์ตและดิจิทัลคอนเทนต์ เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียน เชื่อมโยงการศึกษากับตลาดแรงงาน และสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

พร้อมกันนี้ สถานศึกษาในสังกัด สพฐ. ยังได้จัดเทศกาลวันนักวิทยาศาสตร์น้อย ประจำปี 2569 เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงและปลูกฝังทักษะแห่งอนาคตให้แก่เด็กปฐมวัยและประถมศึกษา โดยจัดที่โรงเรียนบ้านสุไหงโก-ลก สพป.นราธิวาส เขต 2 ภายใต้หัวข้อ “เปิดโลกมหัศจรรย์ ทุกสิ่งไม่หยุดนิ่ง” มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,640 คน ภายในงานจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ นิทรรศการโครงงานวิทยาศาสตร์ กิจกรรมเช็กอิน และฐานกิจกรรมการเรียนรู้ 18 ฐาน ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการทดลองและการค้นพบด้วยตนเอง ขณะที่โรงเรียนวัดตะคร้ำเอน สพป.กาญจนบุรี เขต 2 จัดงานภายใต้หัวข้อ โอบโลก ส่องดาว ก้าวสู่โลกอนาคตอย่างยั่งยืน มีผู้เข้าร่วม 490 คน จาก 98 โรงเรียน โดยมีกิจกรรมเด่น ได้แก่ โดมท้องฟ้าจำลอง การแสดงโดรนและหุ่นยนต์ นิทรรศการโครงงานวิทยาศาสตร์ และฐานการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม อวกาศ และเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ให้แก่เด็กๆ ตั้งแต่วัยเยาว์

ปตท.สผ.ประกาศผลการตัดสิน ‘PTTEP Teenergy ปีที่ 10’

ปตท.สผ.ประกาศผลการตัดสิน ‘PTTEP Teenergy ปีที่ 10’

ปตท.สผ.ประกาศผลการตัดสิน ‘PTTEP Teenergy ปีที่ 10’

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ประกาศผลการตัดสินและมอบรางวัลการประกวดนวัตกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ครั้งที่ 4 (The 4th Young Ocean for Life Innovation Challenge) ภายใต้แนวคิด “ทะเลเพื่อชีวิต” (Ocean for Life) ในโครงการ PTTEP Teenergy ปีที่ 10 รวมมูลค่า 1,050,000 บาท จากการคัดเลือกผลงานของนิสิต นักศึกษาระดับ ปวส. ถึงปริญญาตรี ที่ส่งเข้าประกวดจำนวนทั้งสิ้น 190 ผลงาน จาก 43 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ

คณะกรรมการตัดสินผลงานครั้งนี้ ได้แก่ นางสุศมา ปิตากุลดิลก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานความยั่งยืนและบริหารผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ปตท.สผ. เป็นประธาน และได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายสุวรรณ นันทศรุต ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านมลพิษและสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ดร.เพชร มโนปวิตร นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์ นายคุณาวุฒิ บุญญานพคุณ ผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนการเงินนวัตกรรม รายพื้นที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) และนายมิลินท์ จีวาภัสร์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ปตท.สผ. 

สำหรับผลการประกวดนวัตกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ครั้งที่ 4 ในโครงการ PTTEP Teenergy ปีที่ 10 ตาม 3 หัวข้อการประกวด ดังนี้ หัวข้อ Protect: การปกป้องท้องทะเลจากภัยคุกคามต่างๆ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงาน ทุ่นกันกระแทกเรือ นวัตกรรมจากน้ำยางพารา ทีม SRTC รักทะเล จากวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี ได้รับเงินรางวัล 130,000 บาท และเงินรางวัลสำหรับนำผลงานนวัตกรรมไปพัฒนาต่อยอด 40,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ผลงาน อุปกรณ์ส่งสัญญาณเตือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลให้ออกห่างจากเครื่องมือทำการประมง ทีม บอกเจ๋ง จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับเงินรางวัล 70,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ผลงาน นวัตกรรมทุ่นลอยดักจับและย่อยสลายน้ำมันด้วยจุลินทรีย์ Biofilm ทีม Bio Synergy จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร , รางวัลชมเชย จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ ผลงาน LEK & SPICE ระบบบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการอนุรักษ์ทะเลไทยอย่างยั่งยืน ทีม Lek & Spice จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร และผลงานนวัตกรรมเม็ดบีดส์ชีวภาพโดยเทคนิคการตรึงเซลล์แบคทีเรีย สำหรับดูดซับโลหะหนัก ทีม ฉันเป็นปลาพะยูน ว่ายน้ำไปว่ายมา ฉันไม่ใช่ปลา แต่ก็เรียกปลาพะยูน จากมหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร

หัวข้อ Preserve: การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงาน เครื่องสร้าง(พลัง)คลื่นเต่า ทีม บ่อสร้าง(พลัง)คลื่นเต่า จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับเงินรางวัล 130,000 บาท และเงินรางวัลสำหรับนำผลงานนวัตกรรมไปพัฒนาต่อยอด 40,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ผลงาน SeaGuard: อุปกรณ์สำหรับอนุรักษ์และฟื้นฟูหญ้าทะเล เพื่อการกักเก็บคาร์บอนสีน้ำเงินอย่างยั่งยืน ทีม Seagrass SeaGuard จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้รับเงินรางวัล 70,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ผลงาน คาร์บอนแคป ระบบ dMRV สำหรับตรวจวัดและจัดการบลูคาร์บอนป่าชายเลนด้วย AI ภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลโดรน และข้อมูลภาคสนามทีม CarbonCap จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร , รางวัลชมเชย จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ ผลงาน นวัตกรรมเครื่องมือเปิด – ปิดช่องทางหลบหนีของเต่าทะเลสำหรับอวนลากแผ่นตะเฆ่ โดยใช้โมเดลปัญญาประดิษฐ์ เพื่อแก้ไขปัญหาเต่าทะเลติดอวนโดยไม่ตั้งใจ ทีม Trawltle จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร และผลงาน เซ็นเซอร์อัจฉริยะสำหรับการเฝ้าสังเกตสุขภาพแนวปะการัง ทีม Coral Blue Matriix จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร

หัวข้อ Provide: การสร้างโอกาสเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงาน แพลตฟอร์มให้อาหารอัจฉริยะเพื่อยกระดับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลอย่างยั่งยืน ทีม อาหวังรังวัง จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับเงินรางวัล 130,000 บาท และเงินรางวัลสำหรับนำผลงานนวัตกรรมไปพัฒนาต่อยอด 40,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ผลงาน อวนไคโตซานย่อยสลายได้: นวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อยุติปัญหาอวนผีในอ่าวไทย ทีม BlueLoop จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับเงินรางวัล 70,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ผลงาน เกสรเทียมจากทรัพยากรปลาทะเลไทย : อาหารเลี้ยงผึ้งทางเลือกใหม่ที่มีศักยภาพเหนือกว่าเกสรธรรมชาติ ทีม Beyond Pollen จากมหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร , รางวัลชมเชย จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ ผลงาน ทุ่นลอยชีวภาพดักจับไมโครพลาสติกด้วยระบบฟิลเตอร์ใยบวบเคลือบสารสกัดธรรมชาติ ทีม Bio-Jelly Boom จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร และ  ผลงาน สารเคลือบกันเพรียงทางทะเลจากน้ำยางพอลิยูริเทนที่ใช้พอลิออลชีวภาพจากน้ำมันเมล็ดยางพาราดัดแปร ทีม Para Marine จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร

นางสุศมา กล่าวว่า ปตท.สผ. มุ่งมั่นในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม โดยดำเนินโครงการ PTTEP Teenergy ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 ด้วยการจัดประกวดนวัตกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ครั้งที่ 4 ภายใต้แนวคิด “ทะเลเพื่อชีวิต” (Ocean for Life) เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อท้องทะเลไทยได้จริง โดย ปตท.สผ. เชื่อมั่นว่าการประกวดครั้งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ควบคู่กับการส่งเสริมเยาวชนไทยในการเป็นนักคิดสร้างสรรค์และนักอนุรักษ์ที่มีศักยภาพเพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต

Scrap Lab มก.ได้รับรางวัล ‘DEmark Award 2026’ ช่วยคืนศักดิ์ศรี – ฮีลใจผู้ใช้งานได้อย่างอ่อนโยน

Scrap Lab  มก.ได้รับรางวัล ‘DEmark Award 2026’ ช่วยคืนศักดิ์ศรี - ฮีลใจผู้ใช้งานได้อย่างอ่อนโยน

Scrap Lab มก.ได้รับรางวัล ‘DEmark Award 2026’ ช่วยคืนศักดิ์ศรี – ฮีลใจผู้ใช้งานได้อย่างอ่อนโยน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.17 น.

ผลงาน “หม้อนอน” (Bedpan) จากขยะพลาสติกทางทะเล ออกแบบโดย รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต และ อ.อรสุธา ทัพโภทยาน โดยศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม (Scrap Lab) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้โครงการ Upcycling for Life มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยฯ คว้ารางวัล DEmark Award 2026” หมวดสินค้าอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ภายใต้ความใส่ใจที่ยึดโยงกับแนวคิด One Health ซึ่งเชื่อว่าสุขภาพของคนและสิ่งแวดล้อมคือเรื่องเดียวกัน

“เรามักมองอุปกรณ์ทางการแพทย์เป็นเครื่องมือสำหรับการรักษา แต่การออกแบบมีบทบาทในการทำให้การรักษาเป็นประสบการณ์ที่อ่อนโยนขึ้น เพราะความสบายใจของผู้ใช้งานนั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยาเช่นกัน ทีมออกแบบได้ชุบชีวิตขยะพลาสติกทางทะเลให้กลายเป็นอุปกรณ์บริบาล ที่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ฟื้นฟูระบบนิเวศแต่ถูกคิดมาอย่างละเมียดละไมเพื่อโอบกอดความรู้สึกของผู้ป่วย ผู้สูงวัย และผู้ดูแลในวันที่อ่อนแอที่สุด”

รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต กล่าวว่า การเดินทางของหม้อนอนใบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากพลังของนักออกแบบเพียงลำพัง แต่เกิดขึ้นจากโมเดลความร่วมมือครั้งสำคัญ ระหว่าง กรมควบคุมมลพิษ และ มก.ที่ร่วมกันขับเคลื่อนงานวิจัย โดยได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอย่าง HMC Polymer เข้ามาช่วยพัฒนาและแปรรูปเป็นเม็ดพลาสติกคุณภาพสูง และ JCJ Double Lock ที่มารับหน้าที่ออกแบบแม่พิมพ์พร้อมฉีดขึ้นรูปอย่างประณีต

“ความร่วมมือทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดเบื้องหลังรูปทรงที่ดูละมุนตา ซึ่งถอดรหัสเส้นสายจากธรรมชาติให้สอดเข้าใต้ร่างกายได้อย่างนุ่มนวล ช่วยกระจายแรงกดทับและลดความเจ็บปวด ผิวสัมผัสที่เรียบเนียน ไม่เย็นเฉียบจนสร้างความกังวลใจ ช่วยคืนศักดิ์ศรีและฮีลใจผู้ใช้งานได้อย่างอ่อนโยน ขณะเดียวกันก็เข้าใจหัวใจของผู้ดูแล ด้วยโครงสร้างที่รับน้ำหนักได้ 120 กิโลกรัม จุของเหลวได้ 2 ลิตร พร้อมดีไซน์ร่องเทของเสีย ฝาปิด และมือจับที่ช่วยให้จัดการความสะอาดได้ง่ายและถูกสุขลักษณะ เป็นงานออกแบบที่เล่าเรื่องราวความยั่งยืน ผ่านการดูแลทั้งสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของผู้คนไปพร้อมๆกัน” รศ.ดร.สิงห์ กล่าว

บริติชฯ เปิดรับสมัครทุน CTC’69 ส่งเสริมความร่วมมือทางศิลปะข้ามพรมแดน

บริติชฯ เปิดรับสมัครทุน CTC’69 ส่งเสริมความร่วมมือทางศิลปะข้ามพรมแดน

บริติชฯ เปิดรับสมัครทุน CTC’69 ส่งเสริมความร่วมมือทางศิลปะข้ามพรมแดน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.09 น.

บริติช เคานซิล เปิดรับสมัครทุน Connections Through Culture (CTC) ประจำปี 2569 สนับสนุนความร่วมมือด้านความคิดสร้างสรรค์แบบทวิภาคี การแลกเปลี่ยนข้ามวัฒนธรรม และความร่วมมือระยะยาวระหว่างองค์กรสร้างสรรค์ ในสหราชอาณาจักรและ 35 ประเทศที่เข้าร่วมทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย โดยในปีนี้ได้มีการขยายขอบเขตการให้ทุนเพิ่มขึ้น ให้ครอบคลุมทุนสำหรับงานเบียนนาเล่ สาขาทัศนศิลป์ และหรือทุนสำหรับงานเบียนนาเล่และเทศกาลด้านสถาปัตยกรรม การออกแบบ และแฟชั่น ซึ่งการขยายขอบเขตของโครงการในครั้งนี้ จะก่อให้เกิดแพลตฟอร์มสนับสนุนแบบครบวงจร ด้านการแสดงออกทางศิลปะในหลากหลายแขนง ตั้งแต่ทัศนศิลป์และดนตรี ไปจนถึงวรรณกรรม ศิลปะการแสดง สถาปัตยกรรม การออกแบบ และภาพยนตร์

มร.แดนนี่ ไวท์เฮด ผู้อำนวยการ บริติช เคานซิล ประเทศไทย กล่าวว่า โครงการทุน Connections Through Culture ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ ที่สอดรับกับพันธกิจของบริติช เคานซิล ในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ และยังเป็นหนึ่งในช่องทางสร้างความร่วมมือระยะยาวที่มีความหมายระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักร ผ่านการเปิดโอกาสให้ศิลปินและบุคลากรด้านงานสร้างสรรค์ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนและขับเคลื่อนแรงบันดาลใจให้เกิดขึ้นจริง

สำหรับการเปิดรับสมัครในรอบปี 2569 นี้ บริติช เคานซิล เปิดกว้างสำหรับศิลปิน บุคลากรด้านงานสร้างสรรค์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรม ตลอดจนองค์กร เครือข่ายความคิดสร้างสรรค์ เทศกาล และงานเบียนนาเล่ต่างๆ โดยโครงการที่มีสิทธิ์รับทุนจะต้องแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ ซึ่งประกอบด้วยผู้ร่วมงานอย่างน้อยหนึ่งรายจากสหราชอาณาจักร และพันธมิตรอีกหนึ่งรายที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายในประเทศที่เข้าร่วมโครงการ

โครงการจะต้องมีพันธมิตรอย่างน้อยหนึ่งรายจากสหราชอาณาจักร และอีกหนึ่งรายจากประเทศที่มีสิทธิ์เข้าร่วม โดยวงเงินสนับสนุนจะแตกต่างกันตามพื้นที่ ดังนี้ สูงสุด 15,000 ปอนด์สเตอร์ลิง : บังกลาเทศ  ปากีสถาน , สูงสุด 10,000 ปอนด์สเตอร์ลิง: จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย เวียดนาม , สูงสุด 5,000 ปอนด์สเตอร์ลิง : ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์

กิจกรรมที่มีสิทธิ์รับการสนับสนุน ได้แก่ การร่วมสร้างสรรค์ผลงาน (co-creation), โครงการพำนักศิลปินหรือผู้สร้างสรรค์ (residencies), การวิจัยและพัฒนา, นิทรรศการความร่วมมือ และกิจกรรมสาธารณะ โดยการเปิดรับสมัครโครงการ CTC จะปิดในวันพุธที่ 12 สิงหาคม 2026 เวลา 23:59 น. (ตามเวลา BST)

ผู้สมัครควรศึกษาคู่มือการสมัครประจำปี 2569 และคำถามที่พบบ่อย (FAQs) ฉบับสมบูรณ์จากแหล่งข้อมูลทางการอย่างละเอียดก่อนส่งใบสมัคร รายละเอียดเพิ่มเติม http://www.britishcouncil.or.th

เปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งการเกษตร ‘Biochar’ ฟื้นฟูดิน – แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

เปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งการเกษตร ‘Biochar’ ฟื้นฟูดิน – แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

เปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งการเกษตร ‘Biochar’ ฟื้นฟูดิน – แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.07 น.

เมื่อฝนเริ่มมา ปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ในภาคเหนือก็เริ่มคลี่คลายลงตามฤดูกาล แต่เบื้องหลังหมอกควันที่เกิดขึ้นทุกปี คือปัญหา “วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร” ที่ยังรอการจัดการอย่างจริงจัง ประเด็นนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส.หาแนวทางลดการเผาในพื้นที่เกษตรเพื่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มมูลค่าจากทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนอย่างต่อเนื่อง

“ไบโอชาร์” หรือถ่านชีวภาพ จึงกลายเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ถูกจับตามอง เพราะสามารถช่วยเปลี่ยนของเหลือทิ้งจากภาคการเกษตร ให้กลายเป็นประโยชน์ต่อทั้งดิน สิ่งแวดล้อม และรายได้ของเกษตรกรได้ในเวลาเดียวกัน

ที่ผ่านมา เกษตรกรจำนวนไม่น้อยเลือกใช้วิธี “เผา” เพื่อกำจัดเศษวัสดุหลังการเก็บเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นฟางข้าว ซังข้าวโพด กิ่งไม้ หรือเศษพืชต่างๆ เพราะเป็นวิธีที่สะดวกและต้นทุนต่ำ แต่การเผากลับกลายเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของผู้คนในวงกว้าง

แม้หลายหน่วยงานจะพยายามส่งเสริมการนำเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ เช่น การทำปุ๋ยหมัก การผลิตเชื้อเพลิงชีวมวล หรือการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร แต่ก็ยังมีวัสดุเหลือทิ้งอีกจำนวนมากที่รอการจัดการอย่างเหมาะสม “ไบโอชาร์” จึงถูกมองว่าเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะเป็นการนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรกลับมาใช้ประโยชน์ ผ่านกระบวนการเผาแบบใช้ออกซิเจนน้อย หรือที่เรียกว่า Pyrolysis ซึ่งทำให้เกิดควันน้อยกว่าการเผาทั่วไป แต่ได้ถ่านชีวภาพที่มีรูพรุนจำนวนมากในเนื้อถ่าน คุณสมบัติสำคัญของไบโอชาร์ คือสามารถกักเก็บน้ำ อากาศ แร่ธาตุ และจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อพืชไว้ได้ จึงช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ และลดการใช้ปุ๋ยเคมี นอกจากนี้ยังสามารถนำไปผสมกับปุ๋ยหมักหรือน้ำหมักชีวภาพ เพื่อใช้เป็นวัสดุปลูกและช่วยเพิ่มคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรได้อีกด้วย

อีกหนึ่งจุดเด่นของไบโอชาร์ คือสามารถผลิตได้จากวัสดุอินทรีย์แทบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นซังข้าวโพด ฟางข้าว เปลือกไม้ กิ่งไม้ หรือเศษพืชต่างๆ ทำให้ของที่เคยถูกมองว่าเป็น “ของเสีย” สามารถกลับมาสร้างมูลค่าได้อีกครั้ง

นอกจากประโยชน์ด้านการเกษตรแล้ว ไบโอชาร์ยังมีบทบาทสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม เพราะช่วยกักเก็บคาร์บอนไว้ในดินได้เป็นเวลานาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และช่วยลดภาวะโลกร้อน หลายประเทศจึงเรียกไบโอชาร์ว่า “Black Gold” หรือ “ทองคำดำ”

คุณสมบัติด้านการกักเก็บคาร์บอนนี้ ยังเชื่อมโยงไปสู่แนวคิดเรื่อง “คาร์บอนเครดิต” เพราะคาร์บอนที่ถูกกักเก็บไว้ในดินสามารถนำไปคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิตได้ ซึ่งอาจกลายเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับเกษตรกรในอนาคต แม้ตลาดคาร์บอนเครดิตของประเทศไทยจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นก็ตาม

ขณะเดียวกัน การใช้ไบโอชาร์ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์สินค้าเกษตรรักษ์โลก หรือ Eco Brand เพราะสะท้อนถึงกระบวนการผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ลดการเผา ลดการปล่อยคาร์บอน และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความยั่งยืนมากขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว “ไบโอชาร์” อาจไม่ใช่เพียงทางเลือกในการจัดการวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร แต่กำลังก้าวสู่การเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญ ที่ช่วยเชื่อมโยงการเกษตร เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างสมดุล และอาจกลายเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญของการแก้ปัญหา PM2.5 และการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนในอนาคตได้จริง

สมศ.ชูค่านิยม ‘PRIDE’ สร้างการมีส่วนร่วม สู่การศึกษาคุณภาพสำหรับคนไทย

สมศ.ชูค่านิยม ‘PRIDE’ สร้างการมีส่วนร่วม สู่การศึกษาคุณภาพสำหรับคนไทย

สมศ.ชูค่านิยม ‘PRIDE’ สร้างการมีส่วนร่วม สู่การศึกษาคุณภาพสำหรับคนไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.06 น.

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. เดินหน้าขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์ยกระดับมาตรฐานการศึกษา ได้แก่ 1.การประเมินคุณภาพภายนอกอย่างโปร่งใส 2.การสร้างการมีส่วนร่วม 3.การพัฒนาผู้ประเมินภายนอก 4.มาตรฐานหลักสูตรและการฝึกอบรมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการประเมินภายนอก และ 5.การใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการประเมิน พร้อมกำหนดค่านิยม “PRIDE” กระตุ้นการมีส่วนร่วมทุกองคาพยพเพื่อสร้าง “การศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับคนไทยทุกคน”

ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคการศึกษาทั่วโลกกำลังเผชิญกับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ข้อจำกัดด้านงบประมาณ การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ ตลอดจนการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและ AI และความคาดหวังของผู้ปกครองต่อคุณภาพการศึกษาที่เปลี่ยนไปจากเดิม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความท้าทายสำหรับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

ทั้งนี้เพื่อให้การยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษาเกิดรูปธรรม สมศ. ได้กำหนดเป็น 5 ยุทธศาสตร์สำหรับการดำเนินงาน ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านความโปร่งใส (Transparency) โดยการพัฒนาระบบการประเมินรูปแบบดิจิทัลที่รายงานผลแบบ Real-time และเปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถเข้าถึงผลการประเมินเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้ , ยุทธศาสตร์ที่ 2 การมีส่วนร่วมและเครือข่ายความร่วมมือ (Stakeholder Engagement) สร้างความร่วมมือกับเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อนำข้อเสนอเชิงนโยบายไปพัฒนาและยกระดับคุณภาพสถานศึกษา , ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาผู้ประเมิน (Quality Assessor) เพื่อยกระดับสมรรถนะของบุคลากร สมศ. และผู้ประเมินภายนอก ให้มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและการประเมินขั้นสูง , ยุทธศาสตร์ที่ 4 มาตรฐานหลักสูตรและการฝึกอบรม (Training Curricular Standard) มุ่งส่งเสริมให้สถานศึกษากลุ่มเป้าหมายมีผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนที่สูงขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการประเมินภายนอก , ยุทธศาสตร์ที่ 5 เทคโนโลยี (Technology) นำเทคโนโลยีและ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพแพลตฟอร์มการประเมิน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน  

“เพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เป็นไปอย่างมีรูปธรรม สมศ. ได้กำหนดค่านิยมองค์กร เป็นรากฐานการทำงาน สร้างความเชื่อมั่นและความภาคภูมิใจสำหรับบุคลากร อันจะส่งผลต่อคุณภาพการดำเนินงาน ภายใต้แนวคิด “PRIDE” ซึ่งหล่อหลอมมาจากการทำงานที่ยึดหลักความเป็นมืออาชีพและมีความเชี่ยวชาญในทุกการดำเนินงาน (P – Professionalism) ผสานกับการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและดีงามกับทุกภาคส่วน (R – Relationships) โดยดำรงไว้ซึ่งความเป็นกลาง เที่ยงธรรม โปร่งใส และปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน (I – Impartiality) ตลอดจนมีความมุ่งมั่นตั้งใจเพื่อบรรลุเป้าหมายอย่างไม่ท้อถอย (D – Determination) เพื่อนำพาองค์กรก้าวสู่ความเป็นเลิศในทุกกระบวนการของการประเมินคุณภาพการศึกษา (E – Excellence)” ศ.ดร.องอาจ กล่าวและว่า กลไกสำคัญที่สุดที่จะทำให้การศึกษาไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริงคือ “ผู้รับบริการ” ซึ่งหมายถึง พ่อแม่ ผู้ปกครอง และชุมชน ในการมีส่วนร่วมตรวจสอบคุณภาพการเรียนการสอน ไม่นิ่งเฉยต่อการศึกษาที่ไม่ได้คุณภาพ โดย สมศ. พร้อมเป็นพันธมิตรรับฟังข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วนไปสู่การพัฒนา ควบคู่ไปกับความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าลดภาระที่ไม่จำเป็นสำหรับสถานศึกษา เพื่อให้สถานศึกษาสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่ ซึ่งการผสานพลังระหว่างเสียงสะท้อนจากสังคมร่วมกับการสนับสนุนการทำงานของสถานศึกษา จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเร่งพัฒนาสถานศึกษา นำไปสู่ “Quality Education for all Thais” หรือ “การศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับคนไทยทุกคน”