ศธ.ใช้ The Letter Park เป็นที่พักคอยแทนหอพักสกสค. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/591736

ศธ.ใช้ The Letter Park เป็นที่พักคอยแทนหอพักสกสค.

ศธ.ใช้ The Letter Park เป็นที่พักคอยแทนหอพักสกสค.

วันเสาร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 16.38 น.

“ตรีนุช”ลุยเองประสานโรงพยาบาลจุฬารัตน์ ใช้ The Letter Park แบ่งโควตาจัดที่พักคอยให้ ครู-บุคลากร-ครอบครัว ติดเชื้อโควิด-19 ได้เข้าพักทันที หลังรับแจ้งจากปลัด ศธ.หอพัก สกสค.ยังไม่สามารถใช้เป็นศูนย์พักคอยผู้ติดเชื้อ แต่ใช้เป็นสถานที่กักตัวสังเกตอาการได้

31 ก.ค.64 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่  30 ก.ค.ที่ผ่านมาตนพร้อมด้วย ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นพ.กำพล พลัสสินทร์ กรรมการผู้จัดการกลุ่มโรงพยาบาลจุฬารัตน์ นางวรินภร จันทรโรจน์วานิช กรรมการบริหารกลุ่มเลตเตอร์พาร์ค จำกัด และ นายโกวิท ธัญญรัตตกุล ประธานนิติบุคคลหมู่บ้านเมืองเอก โครงการ 4 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบอาคาร สถานที่ ห้องพัก และการบริหารจัดการของ The Letter Park เมืองเอก จังหวัดปทุมธานี เพื่อให้ครู บุคลากรทางการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) และครอบครัว ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงและติดเชื้อโควิด-19 เข้าพักคอย

รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ทุกคนทั่วประเทศรับทราบถึงแนวโน้มผู้ติดเชื้อโรคไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่เพิ่มขึ้นทุกวัน และจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปอีกสักระยะหนึ่ง ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ได้ช่วยกันดูแลอย่างเต็มที่ และในส่วนของ ศธ.เองมีบุคลากรที่ติดเชื้อ จำนวน1,748 คน รักษาหายแล้ว จำนวน 795 คน กำลังอยู่ระหว่างการรักษาที่โรงพยาบาลและศูนย์พักคอยต่าง ๆจำนวน 953 คน และมีบางส่วนเสียชีวิต ดังนั้นเพื่อเป็นการดูแลสวัสดิภาพและสร้างขวัญกำลังใจ ให้แก่ครู บุคลากรในสังกัดศธ. รวมถึงครอบครัว ศธ.จึงมีนโยบาย “ตรวจฟรี-มีที่พัก-จัดส่งถึงมือแพทย์” ดูแลครู บุคลากร และครอบครัว ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงและติดเชื้อโควิด-19 โดยในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด หรือ พื้นที่สีแดงเข้ม หน่วยงานต้นสังกัดจะจัดเตรียมสถานที่ หรือ ศูนย์พักคอยในชุมชน (Community Isolation Center : CIC) ให้ เช่น หอพักสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ที่พักของสถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา (สคบศ.) และ ที่พักของสำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา (สสอ.) เป็นต้น แต่เมื่อเร็วๆนี้ ปลัด ศธ.พร้อมด้วย ผู้แทนจากโรงพยาบาลจุฬารัตน์ ได้ร่วมกันตรวจสอบอาคาร สถานที่หอพัก สกสค. ภายในกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อดูความพร้อมในการเป็นสถานที่ดูแล ช่วยเหลือ กักตัว เพื่อดูอาการของครู บุคลากร และครอบครัวที่ติดเชื้อโรคโควิด- 19 และได้รายงานผลการตรวจสอบและประเมินมาให้ตนทราบว่า หอพัก สกสค. ยังไม่สามารถใช้เป็นศูนย์พักคอย เพื่อดูอาการของบุคลากรที่ติดเชื้อ โควิด-19 ได้ แต่สามารถใช้เป็นสถานที่กักตัวของบุคลากรกลุ่มเสี่ยงสูงที่ไม่ต้องการพักอยู่กับครอบครัว หรือ บุคคลใกล้ชิดได้

“ เมื่อตรวจสอบพบว่า หอพัก สกสค. ยังไม่สามารถใช้เป็นศูนย์พักคอยได้ และเพื่อให้ครู บุคลากรทางการศึกษา รวมถึงครอบครัว ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงและติดเชื้อโควิด-19 ได้มีที่พักคอยโดยเร็วทันที ดิฉันจึงได้ประสานกับโรงพยาบาลจุฬารัตน์ ในการหาสถานที่พักคอยฯ ซึ่งก็ได้รับความอนุเคราะห์ห้องพักของ The Letter Park ที่ได้เข้าร่วมโครงการฮอสพิเทล (Hospital) หรือ ‘หอผู้ป่วยติดโรคโควิด-19 เฉพาะกิจ’ โดยทาง The Letter Park จะจัดพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้รองรับครู บุคลากรของ ศธ.และครอบครัว ซึ่งจากการตรวจสถานที่ก็พบว่า  The Letter Park มีพื้นที่โครงการทั้งหมด 7 ไร่ ติดถนน 3 ด้าน เป็นอาคารสูง 8 ชั้น จำนวน 5 อาคาร ห้องพักอาศัยขนาด 36 ตารางเมตร มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นครบครัน ซึ่งจะทำให้การพักคอยไม่อึดอัด และมีการดูแลตลอดจนส่งถึงมือแพทย์ ทั้งนี้ ดิฉันขอขอบคุณ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ และ The Letter Park ที่เอื้อเฟื้อสถานที่ เพื่อดูแลบุคลากรของ ศธ. ให้มีความปลอดภัย หากครู และบุคลากร ศธ.ต้องการติดต่อขอรับบริการ สามารถประสานผ่าน ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด 19 กระทรวงศึกษาธิการ (ศบค.ศธ.)  สายด่วนการศึกษา โทร.1579” นางสาวตรีนุช กล่าว

‘เอนก’ เปิดโครงการ ‘อว.พารอด’ เปลี่ยนคนที่ ‘รอ’ เป็นคนที่ ‘รอด’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/591532

‘เอนก’ เปิดโครงการ ‘อว.พารอด’ เปลี่ยนคนที่ ‘รอ’ เป็นคนที่ ‘รอด’

‘เอนก’ เปิดโครงการ ‘อว.พารอด’ เปลี่ยนคนที่ ‘รอ’ เป็นคนที่ ‘รอด’

วันศุกร์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 16.03 น.

เริ่มแล้ว “อว.พารอด”!  “เอนก” ลั่น เปลี่ยนคนที่รอเป็นคนที่รอด ส่งยาสมุนไพรและอุปกรณ์ที่จำเป็นทั้ง ฟ้าทะลายโจร กระชายขาว สเปรย์ลำไย ให้ผู้ป่วยที่อยู่ในการดูแลของโรงพยาบาล พร้อมระดมจิตอาสาและอาสาสมัคร โทรศัพท์ให้กำลังใจให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยที่กักตัวอยู่บ้านหรือในชุมชน

30 กรกฎาคม 2564  ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดโครงการ “อว.พารอด” โดยมี ผศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการ รมว.อว. นางสุวรรณา หรรษาจารุพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารบริษัทแฟลช เอ็กซ์เพรส จำกัด ผู้บริหารบริษัท สยามประทิน จำกัด และ น.ส. นิ่มนวล สุพรรณยศ บรรณาธิการเพจอีจันเข้าร่วม ที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ชั้น 1 กรุงเทพฯ  

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าวว่า โครงการ “อว.พารอด” เป็นนวัตกรรมในการเปลี่ยนคนที่รอเป็นคนที่รอด โดย อว.และเครือข่ายพันธมิตรทำโครงการนี้ด้วยหัวใจ ด้วยความเป็นห่วง แม้ไม่สามารถช่วยได้ทุกเรื่อง แต่ก็ทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ และทำทันที ต้องขอบคุณพันธมิตรทั้งหลาย อาทิ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)บริษัทแฟลช เอ็กซ์เพรส บริษัท สยามประทิน จำกัด และเพจอีจัน เป็นต้น ที่เข้ามาร่วมมือกัน วิกฤติโควิด-19 ครั้งนี้ทำให้คนไทยรักกันมากขึ้น และ อว. ก็พร้อมให้ความร่วมมือและยินดีช่วยเหลือทุกฝ่าย เพื่อช่วยให้ประเทศชาติรอดพ้นวิกฤตินี้ไปให้ได้  

รมว.อว. กล่าวต่อว่า โควิดนั้นติดง่าย แต่รอดไม่ยาก คนป่วย 100 คนที่ติดเชื้อนั้น มีอาการหนักเพียง 5 คนเท่านั้น และใน 5 คนส่วนใหญ่ก็จะรอด อาจมี 1 คนเท่านั้นที่ไปไม่รอด โครงการ อว.พารอด จะทำทุกอย่างให้รอดไปด้วยกัน ทั้งการระดมจิตอาสาและอาสาสมัคร ซึ่งอาจรวมถึงผู้ป่วยโควิดที่หายดีแล้ว มาร่วมโทรศัพท์ให้กำลังใจให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยที่กักตัวอยู่บ้านหรือในชุมชน เสริมจากการติดต่อสอบถามอาการตามปกติของบุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งจะมีการส่ง “กล่อง อว.พารอด” ที่มียาสมุนไพรและอุปกรณ์ที่จำเป็นเพิ่มเติมจากที่โรงพยาบาลมีให้ เช่น ฟ้าทะลายโจร กระชายขาว ที่สำคัญยังมีสเปรย์ลำไย สำหรับพ่นจมูกและลำคอป้องกันการติดเชื้อโควิด ซึ่งพัฒนาโดยคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โครงการนี้จึงใช้ทั้งหัวใจบวกกับนวัตกรรม และขอฝากไปถึงคนที่เจ็บไข้ได้ป่วยว่า มีคนที่สนใจ ห่วงใย และกำลังพยายามทำเพื่อท่านอย่างเต็มที่ ขอให้ท่านรักษาตัวให้ดี ทานยาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ก็จะรอดปลอดภัยได้  

สำหรับกล่อง “อว.พารอด” จะเริ่มนำร่องส่งให้ผู้ป่วยที่อยู่ในการดูแลของโรงพยาบาลในเครือข่ายกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHosNet) ภายใต้ อว. โดยจะจัดส่งตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค. เป็นต้นไป

‘ตรีนุช’ กำชับมาตรการ WFH ห่วงบุคลากร ศธ. เสี่ยงโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/591441

‘ตรีนุช’กำชับมาตรการ WFH ห่วงบุคลากรศธ.เสี่ยงโควิด

‘ตรีนุช’กำชับมาตรการ WFH ห่วงบุคลากรศธ.เสี่ยงโควิด

วันศุกร์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 12.44 น.

‘ตรีนุช’กำชับมาตรการ WFH ห่วงบุคลากรศธ.เสี่ยงโควิด

30 กรกฎาคม 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ตามที่ได้มีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรื่อง มาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของ ศธ. ลงนามโดยนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2564 ซึ่งเป็นการกำหนดมาตรการให้บุคลากรของแต่ละหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของ ศธ.ปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัย หรือ work from home (WFH) ให้มากที่สุด นั้น ตนได้รับรายงานว่าจนถึงขณะนี้หน่วยงานในสังกัดและในกำกับของ ศธ.บางแห่ง ยังมอบหมายให้บุคลากรมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงานในแต่ละวันทำการเป็นจำนวนมาก ทำให้บุคลากรมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อจากการมาปฏิบัติงานท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง อีกทั้งไม่สนองตอบนโยบายด้านสาธารณสุขที่ต้องการให้ “อยู่กับที่” ให้มากที่สุด ดังนั้น ตนจึงสั่งการให้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กำชับไปยังหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของ ศธ.ทุกแห่ง ว่า ต้องถือปฏิบัติตามประกาศ ศธ.ดังกล่าวอย่างจริงจัง เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของบุคลากร โดยในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด จังหวัดที่มีความเสี่ยงสูง และ จังหวัดที่ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) สั่งปิดโรงเรียนทั้งจังหวัด ให้จัดบุคลากรหมุนเวียนมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงานในแต่ละวันทำการไม่เกินร้อยละ 5 ของบุคลากรทั้งหมด หรือน้อยกว่านี้ได้ ส่วนจังหวัดอื่น ๆ ก็จัดให้มาปฏิบัติงานเท่าที่จำเป็น

ทั้งนี้ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของ ศธ. ได้กำหนดให้ผู้บริหารของหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของ ศธ. ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด มอบหมายงานให้บุคลากรปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัย เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ที่ต้องเดินทางมาปฏิบัติงานโดยใช้ขนส่งสาธารณะ รวมถึงให้ใช้วิธีการอิเล็กทรอนิกส์ในการจัดการอบรม สัมมนา หรือการประชุม เพื่อลดจำนวนและจำกัดการเคลื่อนย้ายการเดินทางของบุคลากร ซึ่งการปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงานจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน โดยคำนึงถึงเป้าหมายการดำเนินงานและผลสัมฤทธิ์สูงสุดของการปฏิบัติงาน เพื่อให้บริการประชาชนเป็นสำคัญ

ส่วนในพื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุม และพื้นที่เฝ้าระวังสูง ให้ผู้บริหารของหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของ ศธ. ปรับการมอบหมายงานให้บุคลากรปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัย ให้มากที่สุด เว้นแต่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ให้ผู้บริหารของหน่วยงานนั้นพิจารณาอนุญาตให้มาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงานได้ โดยให้คำนึงถึงเป้าหมายการดำเนินงานและผลสัมฤทธิ์สูงสุดของการปฏิบัติงาน เพื่อให้บริการประชาชนเป็นสำคัญ

ล้ำค่าเหนือกาลเวลา ‘2 แสตมป์แห่งเดือนมหามงคล’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/591228

ล้ำค่าเหนือกาลเวลา '2 แสตมป์แห่งเดือนมหามงคล'

ล้ำค่าเหนือกาลเวลา ‘2 แสตมป์แห่งเดือนมหามงคล’

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 15.42 น.

ล้ำค่าเหนือกาลเวลา “2 แสตมป์แห่งเดือนมหามงคล” แสตมป์ชุดวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และแสตมป์ชุดเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระสังฆราชเจ้าในรัชกาลที่ 10

เรื่องราวอันทรงคุณค่ามักถูกบันทึกลงใน “สื่อทางศิลปะ” หลากหลายรูปแบบ ซึ่งแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยม และได้กลายเป็นสิ่งสะสมของใครหลายๆ คนก็คือตราไปรษณียากรหรือ “แสตมป์” สิ่งของสะสม สุดคลาสสิกที่คนทั่วโลกให้ความนิยมมากกว่าร้อยปี และสำหรับในเดือนกรกฎาคมนี้ ผู้ดำเนินการออกแบบและ ผลิตแสตมป์ของไทยอย่าง บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ก็ได้มีการจัดทำแสตมป์เพื่อเฉลิมฉลองเดือนมหามงคล ทั้ง 2 ชุด ที่เป็นงานศิลปะอันทรงคุณค่า และเป็นเรื่องราวที่สำคัญต่อประวัติศาสตร์ของคนไทย ได้แก่ แสตมป์ที่ระลึกวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และชุดเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระสังฆราชเจ้าในรัชกาลที่ 10

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ถึงแม้ยุคดิจิทัล ความนิยมในการสะสมตราไปรณียากรจะลดลงไป แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “แสตมป์” ยังเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การเก็บสะสมอยู่เสมอ เนื่องจากแสตมป์เป็นหนึ่งในสื่อที่ช่วยบันทึกประวัติศาสตร์ และมีคุณค่าไม่แพ้ของสะสมหายากประเภทอื่น และเนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปรษณีย์ไทยจึงได้จัดสร้างแสตมป์ที่ระลึกชุดวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้เทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ด้วยภาพเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ในพระราชพิธีอันสำคัญยิ่ง พร้อมด้วยแสตมป์ชุดเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระสังฆราชเจ้าในรัชกาลที่ 10 เพื่อเป็นที่ระลึกให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไป นอกจากนี้ เนื่องในโอกาสสำคัญที่เดือนนี้มีวันสำคัญทางพุทธศาสนาถึง 2 วัน คือ วันอาสาฬหบูชา และ วันเข้าพรรษา ไปรษณีย์ไทยอยากให้คนไทยได้เรียนรู้เรื่องราวของผู้นำศาสนา อันเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์สงฆ์ไทย ผ่านแสตมป์ชุดเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระสังฆราชเจ้าในรัชกาลที่ 10

– แสตมป์ที่ระลึกวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

หลายคนคงมีโอกาสได้เห็นหรือร่วมในพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อช่วงปี 2562 ซึ่งในวันนี้ภาพประวัติศาสตร์ที่ทุกคน เคยเห็นจะกลับมาอีกครั้ง ผ่านการบันทึกลงในแสตมป์ที่ระลึกวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิร เกล้าเจ้าอยู่หัว จำนวน 2 แบบ ถ่ายทอด 2 เหตุการณ์สำคัญในช่วงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ครั้งเสร็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาทเพื่อรับการถวายพระพรชัยมงคลจากพสกนิกรชาวไทย และขณะประทับพระราชยานพุดตานทอง เสด็จริ้วขบวนราบยาตราไปยังพระบรมมหาราชวัง เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค พร้อมให้ทุกคนได้สะสมเป็นที่ระลึกในเดือนกรกฎาคม 2564 นี้

นางสาวมยุรี นาคนิศร ผู้ออกแบบแสตมป์ชุดดังกล่าว เล่าว่า แสตมป์ทั้ง 2 แบบ มีความแตกต่างที่ชัดเจนในแง่อารมณ์ความรู้สึก โดยพระบรมฉายาลักษณ์แรกจะให้ความรู้สึกเต็มเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น ขณะพระองค์ท่านโบกพระหัตถ์พร้อมกับสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ ส่วนแบบที่ 2 เป็นการเน้นที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบเกือบร้อยปีที่จัดให้มีขึ้นหลังการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก หลังเว้นว่างไปสองรัชกาล

– แสตมป์ชุดเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระสังฆราชเจ้าในรัชกาลที่ 10

อีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์สงฆ์ไทย ที่มีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชฐานันดรศักดิ์สามัญชนขึ้นเป็น “สมเด็จพระสังฆราชเจ้า” เนื่องในโอกาสมหามงคล วันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฏาคม 2562 โดยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระสังฆราชเจ้า 2 พระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ์ (วาสน์ วาสใน) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญ สุวัฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร และเป็นครั้งแรกที่เป็นการสถาปนาให้แก่สมเด็จพระสังฆราชในพระบรมโกศหรือที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว หลังจากที่เคยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้ามาแล้ว 2 พระองค์คือสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ และ สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์

นายธเนศ พลไชยวงศ์ ผู้ออกแบบแสตมป์ดังกล่าว กล่าวว่า งานออกแบบในครั้งนี้ค่อนข้างมีความท้าทาย เนื่องจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้าทั้ง 2 พระองค์ ดำรงพระชันษาคนละสมัยกัน ทำให้มีความห่างของระยะเวลาการสวรรคตราว 30 ปี ส่งผลให้ความคมชัดของพระบรมฉายาลักษณ์ที่มีอยู่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก ด้วยคุณภาพของการใช้สีและวัสดุ (ของภาพ) ในแต่ละช่วงเวลา จึงต้องแก้ปัญหาโดยการวาดแสตมป์ด้วยเทคนิคสีน้ำขึ้นใหม่ เพื่อให้ชิ้นงานทั้งสอง มีคุณภาพและลายเส้นที่ล้อกัน นอกจากนี้ ยังได้ออกแบบการจัดวางอิริยาบถใหม่ให้อยู่ในท่านั่งสมาธิพร้อมมีตาลปัตรพัดยศแสดงถึงสมณศักดิ์อยู่ด้านข้างเหมือนกัน เนื่องจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้าทั้ง 2 พระองค์ประทับในต่างวัดกัน โดยกรมหลวงชินวราลงกรณ์ (วาสน์ วาสใน) ประทับ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญ สุวัฑฺฒโน) ประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร มีสีจีวรแตกต่างกัน จึงต้องทำการปรับแต่งภาพพื้นหลังลงด้วยโทนสีอ่อน เพื่อทำให้รายละเอียดในส่วนจีวรโดดเด่นขึ้น

ทั้งนี้ มีกำหนดวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2564 นี้เป็นต้นไป โดยผู้ที่ชื่นชอบการสะสมแสตมป์สามารถหาซื้อได้ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ไทยทุกแห่งทั่วประเทศ และทางออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ www.thailandpostmart.com หรือสามารถสอบถามเพิ่มเติมทางไลน์ @stampinlove

‘หมอมนูญ’ ยกผลศึกษาสหรัฐฯ พบโควิดแพร่ผ่านอากาศได้ง่าย แนะใส่หน้ากากแม้อยู่ในบ้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/591163

'หมอมนูญ'ยกผลศึกษาสหรัฐฯ พบโควิดแพร่ผ่านอากาศได้ง่าย แนะใส่หน้ากากแม้อยู่ในบ้าน

‘หมอมนูญ’ยกผลศึกษาสหรัฐฯ พบโควิดแพร่ผ่านอากาศได้ง่าย แนะใส่หน้ากากแม้อยู่ในบ้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 13.44 น.

วันที่ 29 กรกฎาคม 2564 นายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าห้องไอซียู เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนักและโรคผู้สูงอายุ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ fc ถึงการแพร่ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่รุนแรงและติดเชื้อได้ง่ายกว่าที่คิด อาจจะต้องสวมหน้ากากอนามัยแม้อยู่ในบ้าน เพื่อลดการติดเชื้อในครัวเรือน โดยข้อความระบุว่า

ในประเทศสหรัฐอเมริกาก่อนจะรับคนไข้เข้านอนในโรงพยาบาล ทุกคนไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรก็ตาม จะได้รับการตรวจว่าติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือไม่ และตรวจซ้ำภายใน 72 ชั่วโมงหลังเข้านอนในโรงพยาบาล เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อในโรงพยาบาล

มีการศึกษาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองบอสตัน ระหว่างเดือนกันยายน 2020-เมษายน 2021 โรงพยาบาลนี้มีเตียงทั้งหมด 803 เตียง 28% เป็นห้องคู่ มีคนไข้เข้านอนในห้องคู่ทั้งหมด 11,290 คน คนที่เข้านอนในห้องคู่ต้องไม่มีอาการของโรคโควิด ในจำนวนนี้ 25 คนตรวจวันแรกให้ผลลบ ตรวจซ้ำใน 3 วัน ให้ผลบวก หมายความว่าติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จากนอกโรงพยาบาล

มีคนไข้ที่นอนในห้องคู่กับผู้ติดเชื้อทั้งหมด 31 คน อายุเฉลี่ย 64 ปี ปรากฏว่า 12 จาก 31 คนติดเชื้อจากคนไข้ที่นอนในห้องเดียวกัน คิดเป็น 39 % ส่วนใหญ่ติดเชื้อภายใน 5 วัน

ความเสี่ยงในการติดเชื้อสัมพันธ์กับปริมาณเชื้อไวรัสโควิด-19 (cycle threshold value < 21) ของคนแพร่เชื้อ เชื้อยิ่งมาก โอกาสแพร่เชื้อยิ่งมาก เวลานอนในห้องเดียวกันทั้งคนแพร่เชื้อและคนรับเชื้อไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัย เตียงห่างกันประมาณ 2 เมตร มีผ้าม่านกั้นระหว่างเตียงตลอดเวลา คนที่รับเชื้อไม่ได้สัมผัสตัว ไม่ได้พูดคุย หรือใกล้ชิดกับคนที่แพร่เชื้อ แต่ใช้ห้องน้ำเดียวกัน มีการทำความสะอาดพื้นผิวพื้นที่ในห้องผู้ป่วยทุกวัน การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า เชื้อโควิดแพร่กระจายทางอากาศ โดยเชื้อโรคออกมากับลมหายใจของคนแพร่เชื้อ แล้วคนรับเชื้อ หายใจเชื้อที่ลอยอยู่ในอากาศ ไม่ได้เกิดจากหายใจหยดละอองขนาดใหญ่จากการอยู่ใกล้ชิดในระยะ 1-2 เมตร หรือติดทางการสัมผัสกับคนที่แพร่เชื้อ

ช่วงที่ทำการศึกษายังไม่มีการระบาดของสายพันธุ์เดลต้า ถ้าเป็นสายพันธุ์เดลต้า เปอร์เซ็นต์ของคนติดเชื้อคงมากกว่า 39% แน่นอน เชื้อสายพันธุ์เดลต้าติดต่อกันได้ง่ายมาก เนื่องจากปริมาณเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลต้าในทางเดินหายใจมากกว่าสายพันธุ์เดิม 1,000 เท่า

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิดทำได้ยาก ขนาดโรงพยาบาลนี้ มีการคัดกรองก่อนจะอนุญาตให้เข้านอนในห้องคู่ วันแรกต้องไม่มีอาการ และตรวจแยงจมูกโควิดต้องมีผลลบ ยังพบว่าหลังจากนั้น 3 วัน ตรวจโควิดซ้ำเปลี่ยนเป็นบวก ทำให้คนที่นอนห้องเดียวกันร้อยละ 39 ติดเชื้อแม้จะเว้นระยะห่าง ไม่กินอาหารร่วมกัน ไม่อยู่ใกล้ชิดกัน เพียงแต่นอนในห้องเดียวกัน หายใจอากาศในห้องเดียวกัน โดยไม่ใส่หน้ากากอนามัย

การระบาดในประเทศไทยรอบนี้ติดกันในบ้านครัวเรือนเดียวกันมากที่สุด ทำให้การล็อกดาวน์ได้ผลน้อย การป้องกันการติดเชื้อในบ้านเดียวกันเป็นเรื่องยากมากๆ สมาชิกในบ้านสามารถติดเชื้อนอกบ้านและนำเชื้อเข้าบ้านถึงแมัไม่มีอาการ ยิ่งเป็นเชื้อสายพันธุ์เดลต้าติดเกือบยกครัวเรือน ถึงเวลาแล้วที่คนในบ้านคงต้องใส่หน้ากากอนามัยเหมือนเวลาออกนอกบ้าน เริ่มจากคนที่ออกนอกบ้านทุกวัน เช่นคนที่ต้องออกไปทำงานข้างนอก คนที่ไปจับจ่ายซื้อของ ซื้ออาหาร ไปทำธุระธนาคาร ไปรษณีย์ ควรล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล ก่อนและทันทีที่เข้าบ้าน ควรใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาระหว่างอยู่ในบ้าน เผื่อเป็นโรคโควิดจะได้ไม่แพร่เชื้อให้คนในบ้านที่ไม่ได้ออกไปไหนเลย

สสวท.ทำคลิปครบทุกวิชาทั้งวิทย์-คณิตกว่า 2,000 คลิป หนุนการเรียน Online เทียบเท่าห้องเรียน รับมือโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590962

สสวท.ทำคลิปครบทุกวิชาทั้งวิทย์-คณิตกว่า 2,000 คลิป  หนุนการเรียน Online เทียบเท่าห้องเรียน รับมือโควิด-19

สสวท.ทำคลิปครบทุกวิชาทั้งวิทย์-คณิตกว่า 2,000 คลิป หนุนการเรียน Online เทียบเท่าห้องเรียน รับมือโควิด-19

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์เเละเทคโนโลยี (สสวท.) กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ต้องเกิดการปฏิรูปโดยตรงถึงเยาวชน ให้ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องง่ายมากขึ้นสำหรับทุกๆ คน สสวท. จึงได้จัดทำ โครงการ Project 14 ขึ้น โดยโครงการนำสู่ความปกติใหม่ทางการศึกษา (New NormalEducation) ที่เปิดโอกาสให้ครูทั่วประเทศและนักเรียนทุกคนเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาตามที่ผู้เรียนเลือกหรือกำหนด ด้วยบทเรียนออนไลน์การสอนด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีที่ตรงตามหลักสูตร เพื่อใช้ในการศึกษาค้นคว้า เรียนรู้ หรือทบทวนบทเรียน นอกจากนี้ ครูผู้สอนเองยังสามารถใช้แหล่งเรียนรู้นี้ประกอบการจัดการเรียนรู้ตามปกติในห้องเรียนเพื่อส่งเสริมคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนอีกด้วย

“โครงการ Project 14 เป็นการเปลี่ยนบทเรียนจากหนังสือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ คณิศาสตร์ และเทคโนโลยี ให้มาเป็นบทเรียนออนไลน์ที่ประกอบด้วยวีดีโอการสอนที่ครอบคลุมทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่ชั้น ป.1-ม.6 มีแอนิเมชั่นประกอบที่จะช่วยให้ผู้เรียนสนุก จดจำ และเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น กำหนดการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองเน้นความเข้าใจ เชื่อมโยงกับชีวิตจริง เนื้อหาตรงตามหลักสูตรแกนกลางและหนังสือเรียนของ สสวท. คุณครูสามารถนำบทเรียนไปประกอบการสอนได้เลย จึงอยากเชิญชวนนักเรียนทุกระดับมาเรียนรู้ใน Project 14 ซึ่งมีครบทุกวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ทุกชั้นปีทุกเล่มที่ สสวท.รับผิดชอบ ประมาณกว่า2,000 คลิป มั่นใจว่านักเรียนจะได้รับความรู้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ”

ม.สวนดุสิต เปิดรับสมัครนักศึกษาในโครงการ ‘1+2+1’ หลักสูตรธุรกิจจีน-อาเซียน เรียน 2 ประเทศ รับ 2 ปริญญา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590963

ม.สวนดุสิต เปิดรับสมัครนักศึกษาในโครงการ ‘1+2+1’ หลักสูตรธุรกิจจีน-อาเซียน เรียน 2 ประเทศ รับ 2 ปริญญา

ม.สวนดุสิต เปิดรับสมัครนักศึกษาในโครงการ ‘1+2+1’ หลักสูตรธุรกิจจีน-อาเซียน เรียน 2 ประเทศ รับ 2 ปริญญา

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.พรชณิตว์ แก้วเนตร รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศและลูกค้าสัมพันธ์ และประธานหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ ธุรกิจจีน-อาเซียน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า โครงการความร่วมมือทางการศึกษา “1+2+1” ทางมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ที่ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และมหาวิทยาลัยกวางสี แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนสำหรับการศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ ธุรกิจจีน-อาเซียน เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาโดยในชั้นปีที่ 1 จะเรียนควบคู่กับการเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากนั้นจะเดินทางไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยกวางสี สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเวลา 2 ปี แล้วกลับมาฝึกประสบการณ์วิชาชีพประเทศไทย เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะได้รับปริญญาบัตรถึง 2 ใบ จาก 2 ประเทศ

สำหรับนักเรียนที่จะเข้าศึกษาในแผนการเรียนโครงการ ต้องมีคุณสมบัติตามเงื่อนไขที่ทางมหาวิทยาลัยกำหนด ซึ่งจะคัดเลือกนักเรียนที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่าจากสถาบันที่กระทรวงศึกษาธิการรับรอง มีผลการเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และต้องมีผลสอบภาษาจีน HSK ตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป *หากไม่มีผลคะแนนวัดระดับความรู้ภาษาจีน HSK แต่ศึกษาภาษาจีนและสนใจที่จะศึกษาต่อ ต้องสมัครเข้าสอบวัดระดับความรู้ Pre-HSK (ข้อสอบจำลอง HSK ระดับ 3) ที่หลักสูตรฯ จัดขึ้น โดยเปิดรับสมัครเข้าศึกษาต่อตั้งแต่บัดนี้-31 กรกฎาคม

รมช.ศธ สั่งการ รร.การศึกษาพิเศษ พื้นที่สีแดง เป็น โรงพยาบาลสนาม รองรับ ผู้ป่วยโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590964

รมช.ศธ สั่งการ รร.การศึกษาพิเศษ พื้นที่สีแดง  เป็น โรงพยาบาลสนาม รองรับ ผู้ป่วยโควิด-19

รมช.ศธ สั่งการ รร.การศึกษาพิเศษ พื้นที่สีแดง เป็น โรงพยาบาลสนาม รองรับ ผู้ป่วยโควิด-19

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เเละนโยบาย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิง กัลยา โสภณพนิช) กล่าวว่ารมช.ศธ. สั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ร่วมหารือกับผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สพฐ.) ในพื้นที่สีแดงเข้ม กรุงเทพฯ และปริมณฑล (นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร) ได้แก่ โรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์บางกรวย โรงเรียนโสตศึกษา จังหวัดนนทบุรีโรงเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆ ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสมุทรปราการ และบึงลาดโพธิ์ จังหวัดนครปฐม เตรียมความพร้อมใช้เป็นโรงพยาบาลสนามรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ได้แก่ บุคลากร นักเรียน ผู้ปกครองและผู้พิการ

“คุณหญิงกัลยามีความเป็นห่วงประชาชนทุกคน โดยเฉพาะบุคลากร นักเรียน ผู้ปกครอง และผู้พิการ ที่ได้รับผลกระทบและเป็นผู้ป่วยโควิด-19 ที่อยู่ในพื้นที่สีแดงเข้มในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งมีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เตียงในโรงพยาบาลหลักมีจำนวนไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ติดเชื้อที่ต้องเข้ารับการรักษา จึงให้สถานศึกษาใช้เป็นโรงพยาบาลสนามเพื่อรองรับผู้ป่วยในกลุ่มดังกล่าวอย่างเร่งด่วน”

นอกจากนี้ รมช.ศธ. ยังได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการโรงเรียนศึกษาพิเศษเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เตรียมความพร้อมให้สถานศึกษาใช้เป็นโรงพยาบาลสนามเพื่อรองรับบุคลากร นักเรียนผู้ปกครอง และผู้พิการ ที่เป็นผู้ป่วยโควิด-19 อีกด้วย นายภูมิสรรค์กล่าว

ครัวสนาม ม.มหาสารคาม ประกอบอาหาร ให้นิสิตที่เฝ้าระวังกักตัวตามมาตรการฯ โควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590961

ครัวสนาม ม.มหาสารคาม ประกอบอาหาร ให้นิสิตที่เฝ้าระวังกักตัวตามมาตรการฯ โควิด-19

ครัวสนาม ม.มหาสารคาม ประกอบอาหาร ให้นิสิตที่เฝ้าระวังกักตัวตามมาตรการฯ โควิด-19

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม  กล่าวว่า เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นจำนวนมากในหลายพื้นที่ของประเทศ รวมทั้งจังหวัดมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ทำให้บุคลากร และนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่เฝ้าระวังกักตัวตามมาตรการฯ ได้รับผลกระทบเกี่ยวกับการดำรงชีพซึ่งทางมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้จัดตั้งโรงครัวสนาม เพื่อประกอบอาหารนำส่งนิสิตที่ติดเชื้อและเฝ้าระวังกักตัวตามมาตรการฯวันละ 2 มื้อ คือ มื้อกลางวัน และมื้อเย็นรวมวันละมากกว่า 200 กล่อง  พร้อมทั้งนำสิ่งของอุปโภค-บริโภค ที่ได้รับบริจาคจัดทำตู้ปันสุขเพื่อแบ่งปันแก่บุคลากร นิสิต และบุคลากรทางการแพทย์ของมหาวิทยาลัย   

สำหรับผู้ประสงค์บริจาค เพื่อสมทบเพิ่มเติมจากงบประมาณที่มหาวิทยาลัยได้จัดสรรให้ สามารถบริจาคผ่านบัญชี  ออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 408-931691-9 ชื่อบัญชี “มหาวิทยาลัยมหาสารคาม(เงินรับฝาก)” ธนาคารไทยพาณิชย์  และบริจาคสิ่งของอุปโภค-บริโภค ได้ที่สำนักงานอธิการบดี (ชั่วคราว) อาคารศูนย์กีฬาและนันทนาการ เขตพื้นที่ขามเรียงได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป  

กทม.ฉีดวัคซีนเข็มแรกแล้วกว่า 58% ย้ำขอให้ลดการออกจากบ้าน-เดินทางข้ามจังหวัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/591079

กทม.ฉีดวัคซีนเข็มแรกแล้วกว่า 58%  ย้ำขอให้ลดการออกจากบ้าน-เดินทางข้ามจังหวัด

กทม.ฉีดวัคซีนเข็มแรกแล้วกว่า 58% ย้ำขอให้ลดการออกจากบ้าน-เดินทางข้ามจังหวัด

วันพุธ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 20.27 น.

สธ.ระบุ กทม.ฉีดวัคซีนเข็มแรกแล้วกว่า 58% เผยสถานการณ์โรคโควิด 19 เพิ่มขึ้นทั่วโลก ย้ำการออกนอกบ้านเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อไม่รู้ตัว ขอให้ลดการออกจากบ้าน ลดการเดินทางข้ามจังหวัด และป้องกันตนเองสูงสุดลดความเสี่ยงติดเชื้อภายในครอบครัว 

วันที่ 28 กรกฎาคม 2564 นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า วันนี้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อโควิด 19 รายใหม่จำนวน 16,533 ราย หายกลับบ้าน 10,051 ราย เสียชีวิต 133 ราย ซึ่งขณะนี้สถานการณ์โรคโควิด 19 มีแนวโน้มผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นทั่วโลก ไม่เพียงเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น เนื่องจากเชื้อสายพันธุ์เดลตาที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำให้หลายประเทศมีผู้ติดเชื้อสูงขึ้น เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมา กัมพูชา เวียดนาม ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย รัสเซีย อังกฤษ สเปน อิสราเอล เป็นต้น สำหรับประเทศไทยจำนวนผู้ติดเชื้อที่สูงขึ้นเกิดจากการแพร่ระบาดใน กทม. ช่วงเมษายน 2564 และต่อมามีการเดินทางไปยังจังหวัดต่างๆ ทำให้มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากขึ้นตามจังหวัดต่างๆ ปลายทาง หากผู้ติดเชื้อประสงค์เดินทางกลับภูมิลำเนาขอให้ลงทะเบียนเพื่อจัดบริการรับส่งผู้ป่วยกลับภูมิลำเนาอย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงการติดเชื้อในครอบครัวและชุมชนปลายทาง

นายแพทย์โอภาส กล่าวต่อว่า ขณะนี้เชื้อแพร่กระจายเร็ว การติดเชื้อเป็นวงกว้าง การออกออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านอาจทำให้เกิดการติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว และนำเชื้อกลับมาติดต่อสู่คนในครอบครัวได้ การควบคุมสถานการณ์การระบาดยังต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากประชาชนในทุกจังหวัด เพื่อลดตัวเลขการติดเชื้อลง โดยขอให้อยู่บ้านมากที่สุด ลดการออกจากบ้าน ลดการเดินทางข้ามจังหวัด เน้นการทำงานที่บ้าน (Work From Home) ออกจากบ้านเท่าที่จำเป็น เช่น ไปซื้ออาหาร ไปโรงพยาบาล หรือไปฉีดวัคซีน เป็นต้น โดยขอให้ป้องกันตนเองสูงสุดเสมือนคนรอบข้างเป็นผู้ติดเชื้อ เพื่อป้อง กันเชื้อมาสู่ตนเองและไม่ให้เชื้อแพร่สู่ผู้อื่น ด้วยการใส่หน้ากาก ล้างมือ เว้นระ ยะห่าง กลับถึงบ้านต้องอาบน้ำชำระกายทันที ส่วนการอยู่อาศัยร่วมกันในบ้านยังต้องสวมหน้ากากเว้นระยะห่างระหว่างกัน แยกกันรับประทานอาหาร ทำความสะอาดจุดสัมผัสร่วมกันบ่อยๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อภายในบ้านด้วย

สำหรับการฉีดวัคซีนโควิด 19 มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อลดความรุนแรงและการเสียชีวิตจากการติดเชื้อ  จึงเร่งดำเนินการฉีดวัคซีนในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่ม 7 โรคเรื้อรัง และหญิงตั้งครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป เนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยงติดเชื้ออาการรุนแรงและเสียชีวิต รวมถึงเน้นการกระตุ้นเข็มสามในบุคลากรทาง การแพทย์ด่านหน้า เพื่อให้ระบบสาธารณ สุขเดินหน้าดูแลรักษาผู้ป่วยได้

สถานการณ์ฉีดวัคซีนภาพรวมของประเทศ วันที่ 27 กรกฎาคม 2564 ฉีดได้ 327,389 โดส ฉีดสะสมรวม 16,427,059 โดส เฉพาะพื้นที่ กทม. ฉีดวัคซีนแล้ว 5,553,406 โดส โดยเป็นการฉีดเข็ม 1 จำนวน 4,540,215 คน คิดเป็นร้อยละ 58.97 ของจำนวนประชากร กทม.ที่มี 7,699,174 คน โดยในกลุ่มผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มีเป้าหมาย 1,041,828 คน ฉีดเข็ม 1 แล้ว 798,745 คน คิดเป็นร้อยละ 76.67 ส่วนผู้ที่มีโรคประจำตัวมีเป้าหมาย 659,380 คน ฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 แล้ว 491,514 คน คิดเป็นร้อยละ 74.54

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขจัดสรรวัคซีนให้แก่ กทม.ได้ตามเป้าหมาย โดยช่วงมิถุนายน 2564 จัดสรรวัคซีนให้ 1.1 ล้านโดส เดือนกรกฎาคม 1.6 ล้านโดส รวม 2 เดือนจำนวน 2.7 ล้านโดส โดย กทม.เป็นผู้ดำเนินการบริหารจัดการกระจายวัคซีนลงจุดฉีดต่างๆ