ศธ.ลุยตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ ติวเข้มบุคลากรส่วนกลาง เปิดพื้นที่รับฟังปัญหานักเรียน-ครูที่ถูกกระทำ

ศธ.ลุยตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ ติวเข้มบุคลากรส่วนกลาง เปิดพื้นที่รับฟังปัญหานักเรียน-ครูที่ถูกกระทำ

ศธ.ลุยตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ ติวเข้มบุคลากรส่วนกลาง เปิดพื้นที่รับฟังปัญหานักเรียน-ครูที่ถูกกระทำ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.56 น.

13 สิงหาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมติดตามการใช้ระบบ Traffy EDU ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมี นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศธ.พร้อมด้วยผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ.เข้าร่วมประชุม

นายประเสริฐ กล่าวภายหลังการประชุมฯ ว่า วันนี้เป็นการซักซ้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดถึงความพร้อมในการดำเนินงานของศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพและความปลอดภัย โดยจะมีศูนย์ตั้งอยู่ส่วนกลางที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีสำนักงานปลัด ศธ.เป็นเจ้าภาพดูแลศูนย์ฯ เพื่อเชื่อมโยงกับศูนย์พิทักสิทธิ์ฯในโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งจะมีการทำงานอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 15 – 16 ส.ค.นี้ ศธ.จะจัดประชุมผ่านระบบออนไลน์กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่จะทำงานรองรับการแจ้งเหตุต่างๆ ในศูนย์ และตั้งแต่วันจันทร์ที่ 17 ส.ค.นี้ ศธ.จะเริ่มประชาสัมพันธ์ในการเข้าถึงระบบว่าจะมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า ระบบ Traffy EDU จะเป็นศูนย์รวมรับการแจ้งข้อมูลจากทุกแท่ง ซึ่งก่อนนี้รับแจ้งแท่งใครแท่งมัน และเรื่องส่วนมากจะอยู่ในการดูแลของสำนักงานคณะกรรมการหารศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นหลัก แต่ต่อไปนี้ ข้อมูลการรับแจ้งจะเข้ามารวมอยู่ที่ศูนย์กลาง ศธ.หรือศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ และจะเชื่องโยงกับสถานศึกษาในสังกัดอาชีวะฯ สพฐ.และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ดังนั้น จึงต้องเทรนนิ่งทั้งหมดเพื่อสร้างความเข้าใจและสามารถบอกช่องทางของการเข้าถึง เช่น การแจ้งเหตุ นักเรียน ครู บุคลากรฯ ต้องลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตนก่อน เพื่อป้องกันการแจ้งเรื่องเท็จ ซึ่งจะต้องเข้าสู่ระบบไลน์ Traffy Fondue for Education ซึ่งระบบนี้ถือเป็นการควิกวินระยะสั้น

ส่วนในระยะยาว ศธ.มีการพัฒนดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่น (Digital Transformation) คือ การทำฐานข้อมูลให้เป็นฐานเดียวกันทั้งกระทรวง  ฉะนั้น การยืนยันตัวตนของผู้แจ้งเหตุ ต้องมีการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อไม่ให้ผู้แจ้งได้รับผลกระทบ และมีระบบความปลอดภัยของข้อมูลที่รับแจ้ง สุดท้ายต้องมีการเชื่อมต่อข้อมูล โดยเราสามารถรู้ประวัติการเรียน การรักษาพยาบาล โรคประจำตัวของนักเรียน โดยจะเชื่อมโยงข้อมูลกับกระทรวงสาธารณสุขด้วย ซึ่งขณะนี้ ศธ.อยู่ระหว่างวางระบบ ประมาณเดือนมกราคม ปี 2570 ระบบนี้จะเสร็จสมบูรณ์ ต่อไป ศธ.จะมี Super app ซึ่งจะอยู่ใน Edupas ของกระทรวงฯ หลักจากพัฒนาระบบสมบูรณ์แบบ ระบบของศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ฯก็จะไปอยู่ใน Edupas ของ ศธ.สามารถแจ้งข้อมูลได้โดยมีระบบ Traffy Fondue รองรับการเชื่อมโยงระบบ หากเกิดเหตุร้ายขึ้น สัญญาณนี้ก็จะแจ้งถึง นักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบ ตำรวจ ชุมชนในพื้นที่ หรือถ้ามีเหตุใหญ่ๆกระทบในวงกว้าง ก็อาจจะเชื่อมโยงถึงระบบ Cell Broadcast ส่งสัญญาณแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านเครือข่ายมือด้วย และจะพัฒนาไปถึงให้มีระบบออทไลน์แจ้งฉุกเฉินได้ด้วย อย่างไรก็ตาม หากมีคนแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จทางคอมพิวเตอร์ ก็มีกฏหมายรองรับก็จะต้องถูกดำเนินการ

“หลังจากมีการเทรนนิ่งบุคลากรใน ศธ.ที่เกี่ยวข้อง เช่น อาชีวะ , สกร. , สพฐ.ทั้งหมดแล้ว ในระยะยาว Super app จะอยู่ใน Edupas ของกระทรวงฯ และสามารถดาวโหลดได้ทางแอฟสโตร์ ทั้งระบบไอโอเอส และระบบแอนดรอยด์ แต่เวลาจะใช้ต้องลงทะเบียนยืนยันตัวตนด้วยเลข 13 หลัก ซึ่งระบบนี้จะทำให้การวางทยุทธ์ศาสตร์การศึกษามีความสมบูรณ์ ระบบความปลอดภัยของนักเรียน ครู จะมีความสมบูรณ์มากขึ้น และเราจะมองเห็นภาพรวมการศึกษาทั้งหมดด้วย” รมว.ศธ.กล่าว

ด้าน นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศธ.ทำหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพและความปลอดภัย ของกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ในวันที่ 14 ส.ค.นี้ ปลัด ศธ.จะเซ็นตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ อย่างเป็นทางการ ซึ่งอยู่ในความดูแลของสำนักงานปลัด ศธ.และจะมีการเกลี่ยอัตรากำลังคนมาดูแลศูนย์ดังกล่าวนี้ ให้อยู่ต่อไป และถึงแม้การเมืองจะเปลี่ยน ศูนย์นี้ก็ยังดำรงค์อยู่ เพื่อพิทักษ์รักษาสิทธินักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษาต่อไป ซึ่งในวันเสาร์ – อาทิตย์นี้ จะมีการเทรนผู้ที่เกี่ยวข้องที่มาจากทุกแท่งในสังกัด ศธ.เราจะเริ่มจากส่วนกลางให้เข้าใจระบบก่อน เสร็จแล้วก็จะทำความเข้าใจในระดับเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ และตัวแทนของโรงเรียน หลังจากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะแถลงเปิดตัวแอบพริเคชั่น แล้วข้อมูลก็จะผ่านเข้ามาในระบบ

“ถ้าศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ฯเสร็จสมบูรณ์แล้ว เด็กก็จะมีพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหา เป็นการเพิ่มพื้นที่ให้กับเด็กๆ ในการแจ้งเรื่อง ให้เด็กได้ระบายในสิ่งที่เขาโดนกระทำ จะจริงหรือเท็จเราสามารถช่วยกันตรวจสอบได้ ก่อนนี้มีช่องทางเดียวคือครู ถ้าโรงเรียน หรือครู ไม่ฟ้ง เด็กจะไปพึ่งใคร ดังนั้น การมีศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ฯที่ส่วนกลาง เราจะสามารถมองเห็นได้ หากเกิดปัญหาแล้วเขตพื้นที่ฯยังไม่แก้ไข มีแต่ตัวแดง ต่อไปเขตพื้นที่ฯก็จะต้องแอคทีฟมากขึ้น เพราะมี KPI ก็จะทำให้การทำงานในพื้นที่มีความตื่นตัวมากขึ้น ซึ่งศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ เริ่มตั้งมา 2 เดือนแล้ว เราก็พยายามทำงานกันมา แต่พอมีเหตุการณ์กราดยิงเกิดขึ้น จึงได้เร่งให้มีการตั้งศูนย์นี้ขึ้นมาอย่างเป็นทางการเร็วขึ้น เพื่อเป็นช่องทางรับฟังการแจ้งข้อมูลเพื่อนำไปสู่การป้องกันแก้ไข” รมช.ศธ.กล่าว

เปิดหลักสูตร ‘สบส. รุ่นที่ 2’ เสริมศักยภาพกรรมการสภา–ผู้บริหารอุดมศึกษา ยกระดับธรรมาภิบาลสู่การบริหารโปร่งใสและยั่งยืน

เปิดหลักสูตร 'สบส. รุ่นที่ 2' เสริมศักยภาพกรรมการสภา–ผู้บริหารอุดมศึกษา ยกระดับธรรมาภิบาลสู่การบริหารโปร่งใสและยั่งยืน

เปิดหลักสูตร ‘สบส. รุ่นที่ 2’ เสริมศักยภาพกรรมการสภา–ผู้บริหารอุดมศึกษา ยกระดับธรรมาภิบาลสู่การบริหารโปร่งใสและยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.14 น.

“พันธุ์เพิ่มศักดิ์” เปิดหลักสูตร สบส. รุ่นที่ 2 ประจำปี 2569 เสริมศักยภาพกรรมการสภา–ผู้บริหารอุดมศึกษา ยกระดับธรรมาภิบาลสู่การบริหารโปร่งใสและยั่งยืน

13 สิงหาคม 2569 ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดการฝึกอบรม “หลักสูตรส่งเสริมคุณภาพกรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษาและผู้บริหารระดับสูงในสถาบันอุดมศึกษา (สบส.) รุ่นที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 2569” โดยมี นางสาวจารุรินทร์ ภู่ระย้า หัวหน้าส่วนขับเคลื่อนภารกิจสำคัญ สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ผศ.ดร.มารุต ตั้งวัฒนาชุลีพร รองอธิการบดีฝ่ายบริการวิชาการและการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยบูรพา รศ.ดร.ปฐมทัศน์ จิระเดชะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผู้บริหารกระทรวง อว. นายกสภา อุปนายกสภา กรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษา และผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา เข้าร่วม ณ โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า หลักสูตร สบส.เป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และศักยภาพของกรรมการสภาและผู้บริหาร ให้สามารถนำหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการกำกับดูแลและบริหารจัดการสถาบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้และรับผิดชอบ สอดคล้องกับพ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 โดยมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบาย กำกับทิศทาง และสร้างวัฒนธรรมคุณธรรมและจริยธรรมในสถาบันอุดมศึกษา

รองปลัด อว. กล่าวต่อว่า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ได้จัดทำร่างประกาศกระทรวง อว. เรื่อง แนวปฏิบัติเพื่อให้การจัดการอุดมศึกษาเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล พ.ศ. 2569 เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาระบบบริหารจัดการที่มีคุณภาพ โปร่งใส และยั่งยืน โดยหลักสูตร สบส. เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และกรณีศึกษา เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารสถาบันอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการส่งเสริมจุดแข็งของแต่ละสถาบัน ทั้งด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาชุมชน นวัตกรรมทางสังคม และการผลิตกำลังคนที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม

 “กระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนาอุดมศึกษา ควบคู่กับการยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการบริหารจัดการ ทั้งหมดนี้ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน โดยมีกรรมการสภาและผู้บริหารเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรม เพื่อให้มหาวิทยาลัยไทยสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว

 ด้าน นางสาวจารุรินทร์ กล่าวว่า หลักสูตร สบส. รุ่นที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 2569 จัดขึ้นรวม 8 วัน แบ่งเป็น 4 ช่วง ระหว่างเดือน ส.ค. – ก.ย.2569 มีผู้เข้าร่วมอบรม 45 คน ประกอบด้วยนายกสภาสถาบันอุดมศึกษา กรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษา และผู้บริหารระดับสูงจากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ 31 แห่ง สถาบันอุดมศึกษาเอกชน 13 แห่ง และผู้บริหารจากหน่วยงานภายในกระทรวง อว. 1 แห่ง โดยผู้เข้าร่วมจะได้รับความรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภาครัฐและภาคเอกชน พร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์และกรณีศึกษา เพื่อนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการสถาบันและหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเท่าทันต่อบริบทและความเปลี่ยนแปลงของระบบอุดมศึกษา

สำหรับกิจกรรมในวันที่ 13 ส.ค.2569 ผู้เข้าร่วมอบรมได้รับฟังการบรรยายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นสำคัญ อาทิ “ยุทธศาสตร์กระทรวง อว. ยุทธศาสตร์อุดมศึกษา และยุทธศาสตร์สภาสถาบันอุดมศึกษาเชิงรุกที่เน้นผลสัมฤทธิ์” “การขับเคลื่อนสถาบันอุดมศึกษาภายใต้นโยบาย อว.” และ “การจัดอันดับมหาวิทยาลัยระดับโลกเพื่อพัฒนาคุณภาพสถาบันอุดมศึกษาไทย การมองประเทศไทยภายใต้ภูมิทัศน์ใหม่ของโลก” รวมถึงกิจกรรมสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้เข้ารับการอบรมและวิทยากร เพื่อเสริมสร้างมุมมองเชิงยุทธศาสตร์และองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการกำกับดูแลและบริหารสถาบันอุดมศึกษาให้มีประสิทธิภาพ และขับเคลื่อนการพัฒนาอุดมศึกษาไทยอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

คณะจิตวิทยา จุฬาฯ เปิดตัวรายงานต้นทุนสุขภาพจิตมารดาช่วงตั้งครรภ์ – หลังคลอด

คณะจิตวิทยา จุฬาฯ เปิดตัวรายงานต้นทุนสุขภาพจิตมารดาช่วงตั้งครรภ์ - หลังคลอด

คณะจิตวิทยา จุฬาฯ เปิดตัวรายงานต้นทุนสุขภาพจิตมารดาช่วงตั้งครรภ์ – หลังคลอด

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับพันธมิตรเพื่อสุขภาพจิตแม่ตั้งครรภ์และหลังคลอด (PAM Foundation) และ Care Policy and Evaluation Centre แห่ง London School of Economics and Political Science จัดงานเปิดตัวรายงานวิจัยว่าด้วยต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของปัญหาสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ณ CU Social Innovation Hub อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ จุฬาฯ โดยมีนักวิจัย บุคลากรสาธารณสุข ผู้กำหนดนโยบาย ภาคประชาสังคม เข้าร่วมงาน

รายงานฉบับนี้จัดทำโดยนักวิจัยจาก Care Policy and Evaluation Centre (CPEC) แห่ง London School of Economics and Political Science (LSE) ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหลายสถาบัน ภายใต้ชื่อ “The Costs of Perinatal Mental Health Problems : A Modelling Methodology and Interactive Cost Calculator Tool Applied to Thailand” นับเป็นการประเมินต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของปัญหาสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดในบริบทของประเทศไทยเป็นครั้งแรก พร้อมนำเสนอระเบียบวิธีวิจัยที่สามารถนำไปปรับใช้กับประเทศอื่นได้ในอนาคต

ผลการศึกษาที่ถูกเปิดเผยครั้งแรกในงานครั้งนี้ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ชุดแรกที่ฉายภาพต้นทุนที่แท้จริงของปัญหาสุขภาพจิตในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดในบริบทของประเทศไทย โดยพบว่าปัญหาดังกล่าวที่ยังขาดการดูแลอย่างเหมาะสมก่อให้เกิดต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ราว 68,000 ล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในจำนวนต้นทุนทั้งหมดนั้น ราว 31,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 45 เป็นผลกระทบที่ส่งตรงไปยังเด็ก สะท้อนให้เห็นว่าสุขภาพจิตของแม่ในช่วงตั้งครรภ์มีผลต่อพัฒนาการ ผลลัพธ์ทางการศึกษา คุณภาพชีวิต และโอกาสในอนาคตของเด็กอย่างลึกซึ้งและยาวนาน

ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาฯ เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อนำเสนอผลการศึกษาถึงผลกระทบด้านสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ อันเกิดจากภาวะสุขภาพจิตในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม พร้อมนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อยกระดับระบบสนับสนุนสุขภาพจิตสำหรับมารดา ครอบครัว และเด็กในประเทศไทย ท่ามกลางบริบทที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และความกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นต่อพัฒนาการของเด็กและคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต ผลการศึกษายิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดในฐานะการลงทุนที่สำคัญต่อทั้งคนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นต่อไป

“คณะจิตวิทยาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและดูแลสุขภาพจิตมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสุขภาพจิตของมารดาในช่วงตั้งครรภ์ หลังคลอด และระหว่างการเลี้ยงดูบุตร ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กและคุณภาพชีวิตของครอบครัวในระยะยาว คณะจิตวิทยาเห็นถึงศักยภาพของงานวิจัยในเรื่องนี้ที่สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาแนวทางการดูแลและสนับสนุนสุขภาพจิตของมารดาในประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันและเผยแพร่ผลการศึกษาวิจัย เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน” ผศ.ดร.ณัฐสุดา กล่าวและว่า โครงการครั้งนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติจากสถาบันและองค์กรชั้นนำทั่วโลกซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเด็นสุขภาพจิตมารดาในหลายประเทศ โดยคาดหวังว่าความร่วมมือครั้งนี้จะนำไปสู่การพัฒนางานวิจัย การสร้างเครือข่ายวิชาการ และการกำหนดแนวทางส่งเสริม ป้องกัน และดูแลสุขภาพจิตมารดาอย่างบูรณาการ ผ่านความร่วมมือของจิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจว่าการลงทุนด้านสุขภาพจิตมารดาไม่เพียงส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตของแม่และเด็กเท่านั้น แต่ยังเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการสร้างองค์ความรู้และขับเคลื่อนสังคม โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

Assoc. Prof. Annette Bauer จาก CPEC-LSE กล่าวถึงต้นทุนของการปล่อยให้ปัญหาสุขภาพจิต   ช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดดำเนินต่อไปโดยไม่ได้รับการแก้ไขพบว่ามีมูลค่าสูงอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลกระทบที่ขยายวงกว้างเกินกว่าระบบการดูแลสุขภาพ ทั้งต่อคุณภาพชีวิตของสตรี โอกาสในอนาคตของเด็ก และผลิตภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศ ผลการวิเคราะห์ชี้ว่าต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่ในระบบสาธารณสุขเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสูญเสียผลิตภาพจากการทำงาน การลดลงของการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงาน ผลกระทบจากความพิการในระยะยาว และผลลัพธ์เชิงลบต่อเด็กตลอดช่วงชีวิต

ทั้งนี้ รายงานสถานการณ์สุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดของประเทศไทย จัดทำโดย PAM Thailand และ PAM Foundation ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและภาคีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ รวบรวมข้อมูลสถานการณ์ของปัญหา ปัจจัยเสี่ยง การให้บริการ มุมมองของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และโอกาสในการพัฒนาระบบสนับสนุนสำหรับแม่ เด็ก และครอบครัว ควบคู่กับเอกสารสรุปเชิงนโยบายที่รวบรวมข้อเสนอแนะเร่งด่วนสำหรับผู้กำหนดนโยบาย บุคลากรสาธารณสุข องค์กรวิชาชีพ นักวิจัย ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบสนับสนุนที่ตอบโจทย์ความต้องการของครอบครัวไทย

ในงานยังมีการเปิดตัวแพลตฟอร์มวิเคราะห์ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์โดยเครือข่าย Global Economics and Maternal Mental Health (GEMMH) เครื่องมือออนไลน์นี้ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบาย นักวิจัย ผู้วางแผนระบบสุขภาพ และหน่วยงานด้านการพัฒนา สามารถวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์ของปัญหาสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดที่ไม่ได้รับการดูแล รวมถึงประเมินผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นภายใต้นโยบายและรูปแบบการลงทุนที่แตกต่างกัน โดยได้รับการพัฒนาให้เป็นต้นแบบที่สามารถนำไปปรับใช้ในประเทศอื่นได้ในอนาคต

นอกจากนี้ยังมีการประกาศจัดตั้งพันธมิตรเพื่อสุขภาพจิตแม่ตั้งครรภ์และหลังคลอด หรือ Perinatal Alliance for Mental Health Thailand (PAM Thailand) อย่างเป็นทางการ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนางานด้านสุขภาพจิตมารดาผ่านการสร้างความตระหนักรู้ การถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัย การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การผลักดันเชิงนโยบาย และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน โดยมีเป้าหมายเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ ผู้ให้บริการด้านสุขภาพ สถาบันการศึกษา องค์กรวิชาชีพ ภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนา ภาคเอกชน และผู้มีประสบการณ์ตรง เพื่อร่วมกันยกระดับการสนับสนุนแม่ เด็ก และครอบครัวทั่วประเทศ

Mr. Hamish Magoffin ผู้ก่อตั้ง PAM Thailand กล่าวว่า โครงการนี้จะช่วยสร้างความตระหนักรู้ถึงผลกระทบอย่างลึกซึ้งของปัญหาสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดที่มีต่อแม่ เด็ก ครอบครัว และสังคม เพื่อดึงความสนใจ ความร่วมมือ และการลงทุนที่จำเป็นต่อการพัฒนาระบบสนับสนุนครอบครัวทั่วประเทศไทย การศึกษาวิจัยด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจของปัญหาสุขภาพจิตมารดาในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้เห็นภาพรวมของผลกระทบที่เกิดขึ้นในระดับประเทศอย่างชัดเจน ทั้งต่อมารดา เด็ก ครอบครัว และระบบเศรษฐกิจ การประเมินมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจทำให้ภาครัฐและสังคมตระหนักถึงความสำคัญของปัญหามากขึ้น นำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรและการกำหนดนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม

                งานวิจัยนี้ดำเนินการโดยทีมนักวิจัยจาก London School of Economics and Political Science (LSE) ร่วมกับเครือข่ายนักวิจัยและสถาบันด้านสุขภาพในประเทศไทย อาทิ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี และหน่วยงานพันธมิตรอื่นๆ ผลการศึกษาพบว่าต้นทุนทางเศรษฐกิจจากภาวะสุขภาพจิตมารดาที่ไม่ได้รับการดูแลรักษาในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 68,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งไม่ได้สะท้อนเพียงผลกระทบที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลกระทบระยะยาวต่อคุณภาพชีวิต ศักยภาพในการทำงาน การสูญเสียผลิตภาพ และภาระด้านสุขภาพในอนาคต ทั้งนี้ งานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าเกือบครึ่งหนึ่งของผลกระทบทั้งหมดเกิดขึ้นกับเด็ก ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการในช่วงต้นของชีวิตและอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องในระยะยาว จึงเป็นประเด็นที่ทุกภาคส่วนควรร่วมกันให้ความสำคัญและเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง

ศ. (เกียรติคุณ) พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์มีความซับซ้อนและต้องอาศัยการดูแลจากทีมสหวิชาชีพ ซึ่งไม่สามารถดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยบุคลากรทางการแพทย์เพียงสาขาเดียว ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาครัฐ มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพเพื่อรองรับประเด็นนี้อย่างเป็นระบบ

นพ.วศิน บำรุงชีพ นายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า สุขภาพจิตของแม่ในช่วงตั้งครรภ์เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากบุคลากรสุขภาพหลายสาขา ทั้งพยาบาล พยาบาลจิตเวช พยาบาลกุมารเวชศาสตร์ นักจิตวิทยาคลินิก และนักจิตวิทยาการปรึกษา การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพในการดูแลผู้หญิงตั้งครรภ์ที่เข้ารับบริการฝาก ครรภ์ได้อย่างมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น

การเปิดตัวรายงานครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้ต่อประเด็นสุขภาพจิตมารดา ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของแม่ เด็ก และครอบครัวในระยะยาว ตลอดจนเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคสาธารณสุข และภาคประชาสังคม ในการผลักดันนโยบายและมาตรการสนับสนุนที่เหมาะสม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของครอบครัวไทยในอนาคต

สพฐ. เดินหน้าทวิศึกษา ขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาทุนมนุษย์สู่อนาคต

สพฐ. เดินหน้าทวิศึกษา ขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาทุนมนุษย์สู่อนาคต

สพฐ. เดินหน้าทวิศึกษา ขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาทุนมนุษย์สู่อนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 28/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมี นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ, นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ และนายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองเลขาธิการ กพฐ. นางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนักต่างๆและบุคลากรของ สพฐ. เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

ที่ประชุมรับทราบผลการติดตามโครงการจัดการศึกษาเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลาย (ทวิศึกษา) แนวใหม่ หลังลงพื้นที่ศึกษาข้อมูลครบทั้ง 4 ภูมิภาค เพื่อนำไปจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยเห็นว่าทวิศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา พัฒนาทักษะอาชีพ ลดความเหลื่อมล้ำ เปิดโอกาสให้นักเรียนมีรายได้ระหว่างเรียน และเชื่อมโยงสู่การศึกษาต่อหรือการมีงานทำผ่านความร่วมมือระหว่างโรงเรียน วิทยาลัย และสถานประกอบการ พร้อมเสนอให้ สพฐ. ขยายผลโครงการอย่างต่อเนื่อง พัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับภาคอุตสาหกรรม และจัดทำระบบติดตามผลเพื่อใช้ประกอบการกำหนดนโยบายในอนาคต

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ติดตามการดำเนินงานโครงการกองทุนการศึกษา ซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนในโครงการ 143 แห่ง และโรงเรียนเครือข่ายด้านคุณธรรมจริยธรรม 61 แห่ง ครอบคลุม 68 เขตพื้นที่การศึกษา พร้อมรับทราบข้อสั่งการจากการประชุมคณะกรรมการโครงการกองทุนการศึกษา ครั้งที่ 3/2569 ที่มอบหมายให้ สพฐ. เร่งดำเนินการใน 6 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การสร้างโอกาสศึกษาต่อและส่งเสริมอาชีพให้เด็กในพื้นที่อุ้มผาง การผลักดันทักษะการว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด การวิเคราะห์ผลประเมินคุณภาพโรงเรียน การพัฒนาศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษา การสนับสนุนยาและเวชภัณฑ์แก่โรงเรียนที่ขาดแคลน การปลูกฝังความภาคภูมิใจในสถาบันหลักของชาติ และการส่งเสริมให้นักเรียนในโครงการสมัครสอบ O-NET ปีการศึกษา 2569

ที่ประชุมยังรับทราบผลการดำเนินโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “เลขคณิตคิดเร็วด้วยเวทคณิต” ซึ่ง มีครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมจำนวน 93 คน โดยผลการประเมินหลังการอบรมพบว่า ผู้เข้ารับการอบรมมีคะแนนเพิ่มขึ้นร้อยละ 95 สะท้อนประสิทธิภาพของการพัฒนาศักยภาพครูด้านการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ทั้งนี้ สพฐ. เตรียมขยายผลสู่โรงเรียนทั่วประเทศ ผ่านการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning การติดตามผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน การสร้างเครือข่าย PLC และการพัฒนาครูแกนนำ เพื่อยกระดับการเรียนรู้คณิตศาสตร์อย่างยั่งยืน

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมประชาสัมพันธ์การจัดงาน Human Capital to Life Capital : พัฒนาทุนมนุษย์ สร้างคุณค่า สู่คุณภาพชีวิตที่ดี ระหว่างวันที่ 14–15 สิงหาคม 2569 ณ สวนนงนุช พัทยา จ.ชลบุรี ซึ่งจะมีการเสวนาวิชาการ เวทีระดมความคิดเห็นด้านการศึกษาระดับมัธยมศึกษา การนำเสนอผลงานนักเรียนใน 5 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตลอดจนนิทรรศการนวัตกรรม หุ่นยนต์ อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ เวที E-Sport และกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

อีกหนึ่งวาระสำคัญคือ การเตรียมความพร้อมจัดงาน ALL FOR EDUCATION OBEC Symposium 2026 ระหว่างวันที่ 11–13 กันยายน 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งจะเป็นเวทีนำเสนอผลการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาของ สพฐ. ประจำปีงบประมาณ 2569 ผ่านนิทรรศการกว่า 50 บูธ การนำเสนอผลงาน Best Practice และการชี้แจงข้อราชการสำคัญ โดยคาดว่าจะมีผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหาร สพฐ. ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขต และผู้เกี่ยวข้องจากทั่วประเทศเข้าร่วมกว่า 1,500 คน

ครูอาชีวะอุบลฯ เข้ารับพระราชทานโล่เกียรติคุณ ‘ลูกที่มีความกตัญญูกตเวทีอย่างสูงต่อแม่’

ครูอาชีวะอุบลฯ เข้ารับพระราชทานโล่เกียรติคุณ 'ลูกที่มีความกตัญญูกตเวทีอย่างสูงต่อแม่'

ครูอาชีวะอุบลฯ เข้ารับพระราชทานโล่เกียรติคุณ ‘ลูกที่มีความกตัญญูกตเวทีอย่างสูงต่อแม่’

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.07 น.

ครูอาชีวะอุบลฯ เข้ารับพระราชทานโล่เกียรติคุณ “ลูกที่มีความกตัญญูกตเวทีอย่างสูงต่อแม่” จาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2569

วันที่ 12 สิงหาคม 2569  วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำโดย นางสาวลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน นักศึกษา ขอร่วมแสดงความยินดีอย่างยิ่งกับ ดร.สุธารัตน์ ศรีทอง ครูชำนาญการพิเศษ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ในโอกาสเข้ารับพระราชทานโล่เกียรติคุณ “ลูกที่มีความกตัญญูกตเวทีอย่างสูงต่อแม่” ประจำปี 2569 เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ

พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นในเวลา 10.00 น. โดยสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ ฮอลล์ 6 อิมแพค เอ็กซิบิชั่น เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเปิดงานวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2569 และพระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณแก่ผู้ได้รับการคัดเลือก

ดร.สุธารัตน์ ศรีทอง ครูชำนาญการพิเศษ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ได้รับพระราชทานโล่เกียรติคุณในครั้งนี้ สร้างความภาคภูมิใจและนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่ครอบครัวและบุคลากรในสังกัดวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ โดยดร.สุธารัตน์ ศรีทอง ถือเป็นครูต้นแบบที่สะท้อนถึงการมีคุณธรรม จริยธรรม ด้านความกตัญญูกตเวทีอย่างสูง การดูแลตอบแทนผู้มีพระคุณ ตลอดจนการส่งเสริมและสืบสานคุณค่าแห่งความรักความอบอุ่นในครอบครัวให้แก่สังคมอย่างยั่งยืนต่อไป

‘อรรษิษฐ์’ เชิญร่วมงาน ‘สิงห์ดำสัมพันธ์ 2569’ 22 ส.ค.นี้ ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เชิดชู 5 ‘นิสิตเก่าดีเด่น’

‘อรรษิษฐ์’ เชิญร่วมงาน ‘สิงห์ดำสัมพันธ์ 2569’ 22 ส.ค.นี้ ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เชิดชู 5 ‘นิสิตเก่าดีเด่น’

‘อรรษิษฐ์’ เชิญร่วมงาน ‘สิงห์ดำสัมพันธ์ 2569’ 22 ส.ค.นี้ ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เชิดชู 5 ‘นิสิตเก่าดีเด่น’

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.02 น.

“อรรษิษฐ์” เชิญร่วมงาน “สิงห์ดำสัมพันธ์ 2569” 22 ส.ค.69 นี้ ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯเชิดชู 5 “นิสิตเก่าดีเด่น” ผู้ทำคุณประโยชน์ให้สังคม พร้อมกระชับความผูกพัน “พี่น้องสิงห์ดำ”ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเชิญชวนนิสิตปัจจุบันและนิสิตเก่า คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เข้าร่วมงาน “สิงห์ดำสัมพันธ์ 2569 :

79 ปี แห่งเกียรติภูมิและความผูกพัน” ในวันที่ 22 ส.ค. 69 ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยกิจกรรมของงาน ได้แก่

– เวลา 08.00 น. ลงทะเบียน พร้อมรับประทานอาหารเช้า ณ โรงอาหารชั้น 1

– เวลา 08.30 น. พิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ พระพุทธรูปสิงห์หนึ่ง สิงห์ดำ และศาลพระภูมิสิงห์ดำ

– เวลา 09.15 น. พิธีสงฆ์และทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้นิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาฯ ผู้ล่วงลับ ณ หน้าห้องประชุมเกษม สุวรรณกูล ชั้น 13 อาคารเกษม อุทยานิน (ตึก 3)

– เวลา 10.00 น. พิธีคารวะอาจารย์ ณ หน้าห้องประชุมเกษม สุวรรณกูล ชั้น 13 อาคารเกษมอุทยานิน (ตึก 3)

– เวลา 10.30 น. พิธีประกาศเกียรติคุณและการมอบรางวัล “นิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาฯ ดีเด่น

ประจำปี 2569” ณ หน้าห้องประชุมเกษม สุวรรณกูล ชั้น 13 อาคารเกษม อุทยานิน (ตึก 3)

– เวลา 13.30 น. การประชุมใหญ่สามัญ สมาคมนิสิตเก่า รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ประจำปี 2569

ณ ห้องประชุมสมาคมฯ ชั้น 12 อาคารเกษม อุทยานิน (ตึก 3)

สำหรับ การมอบรางวัลนิสิตเก่าดีเด่นนั้น สมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ได้พิจารณาคัดเลือกนิสิตเก่าที่ผู้ใช้วิชาความรู้ในการประกอบอาชีพโดยสุจริตและได้รับความสำเร็จอย่างสูงในหน้าที่การงาน มีความประพฤติดี ได้รับการยกย่องนับถือจากสังคม อันเป็นการนำชื่อเสียง

มาสู่สถาบันการศึกษา ตอบแทนพระคุณของสถาบันการศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ

มีความเสียสละและอุทิศตนเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ โดยผู้ที่ได้รับรางวัล “นิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาฯ ดีเด่น ประจำปี 2569” รวม 5 ท่าน ได้แก่ สาขาที่ 1 : สาขาข้าราชการประจำ

จำนวน 4 ท่าน คือ (1) นายพิริยะ ฉันทดิลก รุ่นที่ 39 ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด (2) นายนิกรเดช พลางกูร รุ่นที่ 41 เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส (3) น.ส.อโรชา นันทมนตรี

รุ่นที่ 42 ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม (4) นายสยาม ศิริมงคล รุ่นที่ 45 อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และสาขาที่ 2 : สาขานักวิชาการ จำนวน 1 ท่าน คือ ศ.ดร.ฉันทนา บรรพศิริโชติ หวันแก้ว รุ่นที่ 29 ศาสตราจารย์กิตติคุณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับผู้ที่ได้รับรางวัลนิสิตเก่าดีเด่น รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ประจำปี 2569 ทั้ง 5 ท่าน อีกครั้ง พร้อมทั้งเชิญชวนพี่น้องศิษย์เก่ารัฐศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลดังกล่าว และขอเชิญมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของวันสำคัญนี้ ที่จะเติมเต็มความผูกพันของ “พี่น้องชาวสิงห์ดำ” ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อย่าลืมมาร่วมงานกันนะครับ

มก.ค้นพบ ‘ยีสต์เจ้าฟ้าหญิง’ ต่อยอดองค์ความรู้สู่เกษตร อาหาร เศรษฐกิจชีวภาพ

มก.ค้นพบ ‘ยีสต์เจ้าฟ้าหญิง’ ต่อยอดองค์ความรู้สู่เกษตร อาหาร เศรษฐกิจชีวภาพ

มก.ค้นพบ ‘ยีสต์เจ้าฟ้าหญิง’ ต่อยอดองค์ความรู้สู่เกษตร อาหาร เศรษฐกิจชีวภาพ

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประเทศไทยสร้างความก้าวหน้าครั้งสำคัญในวงการจุลชีววิทยาและอนุกรมวิธาน เมื่อคณะนักวิจัยจากภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ค้นพบ “ยีสต์เจ้าฟ้าหญิง” (Blastobotrys princeps sp. nov.) ยีสต์สปีชีส์ใหม่ของโลก จากการศึกษาความหลากหลายของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ร่วมกับเห็ดป่าในอุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ จ.มุกดาหาร นับเป็นอีกก้าวสำคัญของงานวิจัยไทยที่ช่วยเพิ่มองค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ และเปิดโอกาสสู่การศึกษาศักยภาพของจุลินทรีย์เพื่อประโยชน์ด้านการเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพในอนาคต

คณะวิจัยประกอบด้วย ผศ.ดร.พัณณิดา ขุนนามวงษ์ ศ.เกียรติคุณ ดร.สาวิตรี ลิ่มทอง รศ.ดร.นันทนา สีสุข และ น.ส.ปนัดดา นวลไธสง นิสิตระดับปริญญาโท จากภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ร่วมกับ ดร.บารมี สกลรัตน์ นักวิจัยจากสำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยผลงานวิจัยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (สวพ.มก.)

ยีสต์สปีชีส์ใหม่ของโลกชนิดนี้ถูกค้นพบจากตัวอย่างเห็ดสกุล Russula ที่เก็บจากอุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ ต.นาสีนวน อ.เมือง จ.มุกดาหาร คณะวิจัยได้กำหนดชื่อระบุชนิด (species epithet) ว่า princeps” และเรียกชื่อในภาษาไทยว่า “ยีสต์เจ้าฟ้าหญิง” ซึ่งได้รับพระราชทานชื่อเพื่อถวายพระเกียรติ แด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลเจริญพระชนมพรรษา 70 พรรษา และเพื่อเทิดพระเกียรติในฐานะที่ทรงเป็นเจ้าฟ้านักอนุกรมวิธานและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย โดยคำว่า princeps ในภาษาละติน มีความหมายว่า “บุคคลสำคัญอันดับแรก ผู้เป็นผู้นำ ผู้ทรงเกียรติยิ่ง”

การค้นพบครั้งนี้เป็นผลจากการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของยีสต์ที่แยกได้จากเห็ดป่า ซึ่งคณะวิจัยเก็บรวบรวมตัวอย่างจากอุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ จ.มุกดาหาร จำนวน 60 ตัวอย่าง ก่อนแยกเชื้อยีสต์ได้ทั้งสิ้น 90 สายพันธุ์ จากนั้นจึงนำเชื้อทั้งหมดมาศึกษาและจำแนกชนิดด้วยหลักอนุกรมวิธานระดับโมเลกุล เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลกับชนิดที่มีการบันทึกไว้ในฐานข้อมูลสากล

ผลการศึกษาพบว่า ยีสต์ส่วนใหญ่เป็นชนิดที่เคยมีรายงานแล้ว แต่มีเชื้อยีสต์สายพันธุ์หนึ่ง คือ DMKU-TM03 ที่มีลำดับนิวคลีโอไทด์ของยีนสำหรับการจำแนกยีสต์แตกต่างจากสปีชีส์ที่มีการบันทึกไว้ทั้งหมด คณะวิจัยจึงศึกษาเพิ่มเติมตามหลัก อนุกรมวิธานพอลีฟลาสิก (Polyphasic Taxonomy) ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้ข้อมูลหลายด้านประกอบกัน ทั้งข้อมูลพันธุกรรม ลักษณะทางสัณฐานวิทยา และคุณสมบัติทางชีววิทยา เพื่อยืนยันสถานะของสิ่งมีชีวิตอย่างรอบด้าน ก่อนจะสรุปได้ว่า ยีสต์สายพันธุ์ดังกล่าวเป็น ยีสต์สปีชีส์ใหม่ของโลก ที่ไม่เคยมีรายงานการค้นพบมาก่อน

นอกจากการยืนยันสถานะของยีสต์สปีชีส์ใหม่แล้ว คณะวิจัยยังศึกษาลักษณะปรากฏของเชื้อ เพื่อใช้ประกอบการเสนอชนิดใหม่ตามหลักอนุกรมวิธาน ผลการศึกษาพบว่า ยีสต์ชนิดนี้สามารถใช้แหล่งคาร์บอนได้หลายชนิด นอกจากนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาคุณสมบัติด้านอื่นๆ “ยีสต์เจ้าฟ้าหญิง” ยีสต์สปีชีส์ใหม่ ที่อาจนำไปประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งเป็นอีกก้าวสำคัญของการต่อยอดองค์ความรู้จากการค้นพบพื้นฐานไปสู่การใช้ประโยชน์ในอนาคต

ศ.เกียรติคุณ ดร.สาวิตรี ลิ่มทอง กล่าวว่า การค้นพบ “ยีสต์เจ้าฟ้าหญิง” ในครั้งนี้ สามารถบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย และตอกย้ำว่า ผืนป่าธรรมชาติของไทยยังเป็นแหล่งทรัพยากรจุลินทรีย์ที่ทรงคุณค่า ซึ่งอาจนำไปสู่การค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่และองค์ความรู้ใหม่อีกมากมายในอนาคต การเก็บรักษาเชื้อยีสต์ไว้ในคลังทรัพยากรจุลินทรีย์จะเอื้อต่อการศึกษาวิจัย การพัฒนาศักยภาพเพื่อการใช้ประโยชน์ และการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพของประเทศอย่างยั่งยืน

งานวิจัยครั้งนี้จึงมิได้เป็นเพียงการเพิ่มรายชื่อสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลก หากยังเป็นการสร้างองค์ความรู้ที่มีศักยภาพในการต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การส่งเสริมภาคการเกษตร การสนับสนุนอุตสาหกรรมชีวภาพ การยกระดับงานวิจัยสู่ระดับอุตสาหกรรม และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานชีวภาพของประเทศในอนาคต นับเป็นอีกบทพิสูจน์หนึ่งถึงศักยภาพของนักวิจัยไทยในการสร้างผลงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยมีความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างองค์ความรู้เพื่อประโยชน์ของสังคมและประเทศชาติ

“ผืนป่าของประเทศไทยยังคงเป็นแหล่งทรัพยากรชีวภาพอันทรงคุณค่า ที่รอการศึกษาและต่อยอดสู่การสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อประโยชน์ของภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพของประเทศอย่างยั่งยืน” ศ.เกียรติคุณ ดร.สาวิตรี ลิ่มทอง กล่าวย้ำในตอนท้าย

มทร.ล้านนา เปิดตัว 3 นวัตกรรมสุดเจ๋ง เครื่องจักรต้นแบบยกระดับเกษตร-สมุนไพรไทย

มทร.ล้านนา เปิดตัว 3 นวัตกรรมสุดเจ๋ง เครื่องจักรต้นแบบยกระดับเกษตร-สมุนไพรไทย

มทร.ล้านนา เปิดตัว 3 นวัตกรรมสุดเจ๋ง เครื่องจักรต้นแบบยกระดับเกษตร-สมุนไพรไทย

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รศ.วิเชษฐ์ ทิพย์ประเสริฐ รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ล้านนา เปิดเผยว่า มทร.ล้านนา ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ร่วมกันแถลงถึงความสำเร็จในการพัฒนา 3 นวัตกรรมเครื่องจักรต้นแบบ ของนักวิจัย มทร.ล้านนา ประกอบด้วย เครื่องสกัดน้ำมันหอมระเหยด้วยเทคโนโลยีสนามไฟฟ้าพัลส์ (PEF) ร่วมกับไมโครเวฟและความร้อน ผลงานของ ดร.ชัชวาลย์ กันทะลา นักวิจัย มทร.ล้านนา และคณะ , เครื่องต้นแบบเพื่อเพิ่มมูลค่าและยืดอายุการเก็บรักษาผลผลิตทางการเกษตรด้วยเทคนิคพลาสมาร่วมกับไมโครและนาโนบับเบิ้ล ผลิตน้ำพลาสมา ผลงานของ นายสาธิต รุ่งสว่าง ดร.ศุภเกียรติ สุภสินธ์ นักวิจัย มทร.ล้าน และคณะ และเครื่องสกัดสมุนไพรประหยัดพลังงานด้วยเทคนิคพลังงานร่วมของสนามไฟฟ้าพัลส์ อัลตราโซนิกและระบบระเหยสารภายใต้แรงดันต่ำ ผลงานของ นายจักรรินทร์ ถิ่นนคร ดร.ศุภเกียรติ สุภสินธ์ นักวิจัย มทร.ล้านนา และคณะ ซึ่งเครื่องจักรต้นแบบทั้งหมดนี้ถือเป็นผลงานภายใต้โครงการสร้างเครื่องจักรต้นแบบด้วยกระบวนการวิศวกรรมเพื่อการสร้างสรรค์คุณค่า ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ทั้ง 3 ผลงานเป็นงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เป็นการขับเคลื่อนงานวิจัยสู่เศรษฐกิจ BCG อย่างแท้จริง

ดร.ชัชวาลย์ กันทะลา กล่าวว่า งานวิจัยเครื่องดังกล่าวจะช่วยลดเวลาในการสกัดน้ำมันหอมระเหย ซึ่งได้ทดลองสกัดน้ำมันหอมระเหยจากไพล โดยใช้ไพลจำนวน 5 กิโลกรัม ใช้เวลาสกัดประมาณ 5 ชั่วโมง จะได้น้ำมันหอมระเหยราว 35 ซีซี และในการสกัด 1 รอบ จะเสียค่าไฟเพียง 137 บาท  อีกทั้งยังคงประสิทธิภาพสูงสุดของสารสำคัญในไพล เช่น Curcuminoids และ Terpenes ซึ่งมีจุดเด่นเรื่องการต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระ ได้อย่างเด่นชัด ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ทางการแพทย์ได้ เนื่องจากน้ำมันที่สกัดออกมาเป็นสารสกัดเกรดเภสัชกรรมและเวชสำอาง

ขณะที่ ดร.ศุภเกียรติ สุภสินธ์ กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้ช่วยลดปริมาณสารเคมีตกค้างในผลผลิตได้ โดยได้ทดลองกับผักคะน้าที่ขึ้นชื่อว่ามีสารตกค้างมากที่สุด นำไปแช่ในน้ำพลาสมา 20 นาที พบว่าลดสารพิษในผักลงได้มากกว่า 80 เปอร์เซ็นเมื่อเทียบกับการแช่ด้วยน้ำธรรมดา ซึ่งเครื่องนี้จะทำให้ผู้ประกอบการที่ส่งออกผัก ผลไม้ไปต่างประเทศได้ง่ายขึ้น ลดการตีกลับของสินค้าที่มีเชื้อจุลินทรีย์ และสารเคมีตกค้างเกินกำหนด และยืดอายุการเก็บรักษาผลผลิตได้

“เครื่องสกัดนี้สามารถสกัดสารในพืช โดยใช้คลื่นอัลตร้าโซนิก ผลักสารออกฤทธิ์ที่ไวต่อความร้อนที่เป็นสารสำคัญในพืชออกโดยยังคงคุณภาพไว้ ซึ่งได้ทดลองสกัดสาร Capsaicin ที่อยู่ในพริก เพื่อผลิตเป็นสเปรย์พ่นป้องกันหนู ช้าง กระรอก เข้ามาทำความเสียหายกับผลผลิตทางการเกษตรซึ่งได้ผลที่ดี และเครื่องนี้ยังสามารถต่อยอดผลิตสารสกัดคุณภาพสูงสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์สุขภาพได้” ดร.ศุภเกียรติ กล่าว

​กองทุน ววน.-วช.หนุนพัฒนาศักยภาพกำลังคน พร้อมรับมือในพื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหวและกทม.

​กองทุน ววน.-วช.หนุนพัฒนาศักยภาพกำลังคน พร้อมรับมือในพื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหวและกทม.

​กองทุน ววน.-วช.หนุนพัฒนาศักยภาพกำลังคน พร้อมรับมือในพื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหวและกทม.

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นประธานเปิดการอบรม “การพัฒนาศักยภาพการเตรียมพร้อมรับมือแผ่นดินไหวของประชาชน โดยใช้โมเดลการเรียนรู้แบบบูรณาการ” ณ สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การปฏิบัติจริง มุ่งเพิ่มความรู้ ความตระหนัก ทักษะการเอาตัวรอด และความสามารถในการจัดการสถานการณ์แผ่นดินไหว โดยให้ความสำคัญกับจังหวัดที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว ตลอดจนกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีอาคารสูงและประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น โดยมี ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ พร้อมด้วยคณะนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ฯ ร่วมกิจกรรม

ผศ.ปัญจพาณ์ สุขโข สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา หัวหน้าโครงการ เปิดเผยว่า วช. ภายใต้กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวง อว. ได้สนับสนุนการขยายผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ เพื่อพัฒนาศักยภาพกำลังคนและเสริมสร้างความพร้อมรับมือแผ่นดินไหวในพื้นที่เสี่ยงและกรุงเทพมหานคร ซึ่งบูรณาการองค์ความรู้จากหลายสาขา ได้แก่ ธรณีวิทยา วิศวกรรม การพยาบาล การจัดการภัยพิบัติ การศึกษา และเทคโนโลยี ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ทั้งการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงแผ่นดินไหว การประเมินความเสี่ยงของพื้นที่และอาคาร การฝึกปฏิบัติ “หมอบ–กำบัง–ยึดเกาะ” การเตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง การปฐมพยาบาล การช่วยเหลือด้านจิตใจ การสื่อสารในภาวะวิกฤต การจัดทำแผนเผชิญเหตุ การอพยพอย่างปลอดภัย และการฝึกซ้อมผ่านสถานการณ์จำลอง

กระบวนการพัฒนาศักยภาพดำเนินการภายใต้ “PANJAPA Integrated Learning Model” ประกอบด้วย องค์ประกอบสำคัญ 7 ประการ ประกอบด้วย การเตรียมพร้อม (Preparedness) การเรียนรู้บนฐานการตระหนักรู้ (Awareness-based Learning) ความร่วมมือของเครือข่าย (Network Collaboration) การเรียนรู้ร่วมกัน (Joint Learning) การฝึกปฏิบัติผ่านสถานการณ์จำลอง (Active Simulation) ความร่วมมือเพื่อความยั่งยืน (Partnership for Sustainability) และความยืดหยุ่นเชิงปรับตัว (Adaptive Resilience)

ที่ผ่านมาโครงการได้จัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ 15 รุ่น มีผู้เข้าร่วมรวม 2,891 คน ครอบคลุมประชาชนทั่วไป ผู้สูงอายุ นักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ตลอดจนนักศึกษาระดับอุดมศึกษา ผลการประเมินพบว่าผู้เข้าร่วมมีความรู้ การรับรู้ความสามารถของตนเอง และทักษะปฏิบัติในการเตรียมพร้อมรับแผ่นดินไหวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกมิติ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิผลของโมเดลการเรียนรู้ในการพัฒนาความพร้อมของประชาชน นอกจากนี้โครงการยังมุ่งสร้างวิทยากรแกนนำและเครือข่ายความร่วมมือในระดับพื้นที่ เพื่อให้โรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานสามารถนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอด จัดทำแผน ฝึกซ้อม และพัฒนากลไกการเตรียมพร้อมรับแผ่นดินไหวได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์และสร้างการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

“เป้าหมายสำคัญของโครงการไม่ใช่เพียงการสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการ แต่ต้องการให้ประชาชนนำความรู้และทักษะไปใช้ปกป้องตนเอง ครอบครัว และชุมชนได้จริง การขยายผลโครงการนี้นับเป็นตัวอย่างสำคัญในการใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่และเชิงสังคม โดยเพิ่มขีดความสามารถของกำลังคน ลดความเปราะบาง และสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย เพื่อเตรียมพร้อม รับมือ ปรับตัว และฟื้นตัวจากแผ่นดินไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การสร้างสังคมไทยที่ปลอดภัยและมีความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติอย่างยั่งยืน หน่วยงานที่สนใจนำองค์ความรู้หรือรูปแบบการฝึกอบรมไปประยุกต์ใช้ รวมถึงเข้าร่วมเป็นเครือข่ายพัฒนาศักยภาพการเตรียมพร้อมรับแผ่นดินไหว สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ทางเพจศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ หรือ วช.” ผศ.ปัญจพาณ์ กล่าวทิ้งท้าย

โสภณ วางพวงมาลา-ไว้อาลัย ต่อการอสัญกรรม ไซสมพอน พมวิหาน ประธานสภาแห่งชาติลาว

โสภณ วางพวงมาลา-ไว้อาลัย ต่อการอสัญกรรม ไซสมพอน พมวิหาน ประธานสภาแห่งชาติลาว

โสภณ วางพวงมาลา-ไว้อาลัย ต่อการอสัญกรรม ไซสมพอน พมวิหาน ประธานสภาแห่งชาติลาว

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.19 น.

“โสภณ”วางพวงมาลา-ไว้อาลัย ต่อการอสัญกรรม”ไซสมพอน พมวิหาน”ประธานสภาแห่งชาติลาว พร้อมเยี่ยมคารวะ”ทองลุน สีสุลิด”ประธานประเทศ ตอกย้ำมิตรภาพระหว่างสองประเทศ

11 สิงหาคม 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร นำคณะเดินทางเข้าร่วมพิธีวางพวงมาลาและไว้อาลัยต่อการอสัญกรรมของ นายไซสมพอน พมวิหาน ประธานสภาแห่งชาติ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ณ หอประชุมแห่งชาติ นครหลวงเวียงจันทน์ เพื่อแสดงความอาลัยและร่วมรำลึกถึงคุณูปการของ นายไซสมพอน พมวิหาน

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี นายโสภณได้เดินทางไปยังทำเนียบประธานประเทศ นครหลวงเวียงจันทน์ เพื่อเข้าเยี่ยมคารวะ ท่านทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยการเข้าเยี่ยมคารวะครั้งนี้เป็นอีกโอกาสสำคัญในการแสดงถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยและ สปป.ลาว

ท่านทองลุน สีสุลิด กล่าวยินดีในการมาครั้งนี้ของประธานรัฐสภาไทยว่า เป็นเพื่อนบ้านที่ร่วมยามสุข ยามทุกข์ เหมือน ญาติสนิท ที่ทั้งสองประเทศไว้เนื้อเชื่อใจกัน นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการไปมาหาสู่กันระหว่างชายแดนอย่างเป็นมิตรและจะร่วมกันแก้ไขปัญหาต่างๆ ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง สแกมเมอร์ ความมั่นคง ตลอดจนเป้าหมายการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ รถไฟความเร็วสูง เชื่อมโยงในภูมิภาค ให้สำเร็จ ให้สำเร็จในยุคนี้

นายโสภณ กล่าวว่า การได้เข้าพบท่านทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ไม่ใช่เพียงพิธีการ แต่สื่อให้เห็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ไทย-ลาว ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ตลอดจนการให้เกียรติและแสดงไมตรีต่อกันในโอกาสสำคัญของทั้งสองประเทศ

– 006