‘ตรีนุช’ยัน1 พ.ย.นี้พร้อมเปิดเทอม โรงเรียนกว่า 1.2 หมื่นแห่ง ขอสอนแบบ on-site #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/611975

'ตรีนุช'ยัน1 พ.ย.นี้พร้อมเปิดเทอม โรงเรียนกว่า 1.2 หมื่นแห่ง ขอสอนแบบ on-site

วันพฤหัสบดี ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 14.56 น.

“ตรีนุช” “นพ.โอภาส” แถลงความพร้อมเปิดเรียน 1 พ.ย.นี้  ขณะที่ สพฐ.แจ้ง โรงเรียน 1.2 พันแห่งพร้อมเปิดเรียนแบบออนไซต์ 

วันที่ 28 ตุลาคม 2564 ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของ ศธ., นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และ นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข ร่วมแถลง ”ความพร้อมเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ของสถานศึกษาสังกัด ศธ.ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564” นี้ โดยนางสาวตรีนุช กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการออกประกาศ ศธ. เรื่อง หลักเกณฑ์การเปิดโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา ตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 34 ) เพื่อกำกับดูแลและเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่นักเรียน ครู และประชาชนทั่วไป ว่า โรงเรียนและสถาบันการศึกษา สามารถดำเนินกิจกรรมได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ตามแนวการเปิดภาคเรียนที่ 2/2546 ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (โควิด-19)

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า ประกาศ ศธ.ฉบับนี้ได้กำหนดหลักเกณฑ์การเปิดโรงเรียนหรือสถานศึกษา เงื่อนไขของมาตรการ แนวปฏิบัติ แผนเผชิญเหตุ และรายละเอียดต่าง ๆระบุไว้อย่างชัดเจน โดยมีสาระสำคัญ 5 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1. เงื่อนไขหลักของมาตรการ Sandbox Safety Zone in School รองรับการเปิดภาคการศึกษาที่ 2/2564 โดยจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษาแบบ on site จำแนกตามเขตพื้นที่การแพร่ระบาดของ โรคโควิด-19  ส่วนที่ 2. เงื่อนไขข้อกำหนดของ 6 มาตรการหลัก (DMHT-RC), 6 มาตรการเสริม (SSET-CQ) และแนวทาง 7 มาตรการเข้มสำหรับสถานศึกษา (ประเภทไป-กลับ) ส่วนที่ 3.หลักเกณฑ์การพิจารณาสำหรับการใช้อาคารหรือสถานที่เพื่อจัดการเรียนการสอน การสอบ การฝึกอบรม หรือการทำกิจกรรมใด ๆ ของโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) หรือ พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) ส่วนที่ 4. มาตรการตามแผนเผชิญเหตุตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของสถานศึกษา และ ส่วนที่ 5.หลักเกณฑ์การพิจารณาสำหรับการใช้อาคารหรือสถานที่ของโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา เพื่อการสอบ การฝึกอบรม หรือ การทำกิจกรรมใด ๆที่มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

“ในการเปิดเรียนแบบ on-site โรงเรียน หรือ สถานศึกษาต้องผ่านการประเมินความพร้อมผ่าน Thai Stop Covid Plus (TSC+) และรายงานการติดตามการประเมินผลผ่าน MOECOVID โดยถือปฏิบัติอย่างเข้มข้น ต่อเนื่อง, ครูและบุคลากร ในพื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) หรือ พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) ต้องได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม ตั้งแต่ร้อยละ 85 ขึ้นไป สำหรับครูและบุคลากรในพื้นที่อื่น ๆต้องได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 ตั้งแต่ร้อยละ 85 ขึ้นไป ส่วนนักเรียนไม่มีกำหนด แต่ ศธ.ได้รณรงค์ทำความเข้าใจให้นักเรียนเข้ารับการฉีดวัคซีนมากที่สุด เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและผู้ปกครองเอง” รมว.ศธ.กล่าวและว่า      

ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำรวจจำนวนโรงเรียน ว่า ในภาคเรียนที่ 2/2564 นี้จะใช้รูปแบบใด โดยพบว่ามีทั้งขอเปิดแบบ on-site 100% หรือ on-site ส่วนใหญ่ รวมกว่า 12,000 โรงเรียน มีบางแห่งขอใช้รูปแบบผสมผสาน และมีบางพื้นที่ที่คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ยังไม่ให้เปิดแบบ on-site ในวันที่ 1พ.ย.นี้ แต่ให้เลื่อนไปเปิดวันที่ 15 พ.ย.2564 แทน อย่างไรก็ตาม โรงเรียนจะปิดเทอม 2/2564 พร้อมกันในวันที่ 1 เม.ย.2565 นี้ สำหรับสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ทั้งของรัฐและเอกชน รวมทั้งสิ้น 869 แห่ง ตอบแบบสอบถามมา 832 แห่ง พบว่า ส่วนใหญ่ 531 แห่ง ขอใช้รูปแบบผสมผสานคือมีทั้ง On-site และ On-line รองลงมา 192 แห่ง ขอใช้รูปแบบ On-line 100 % และ จำนวน 109 แห่ง ขอใช้ แบบ On-site 100%

นางสาวตรีนุช กล่าวด้วยว่า ระหว่างภาคการศึกษาโรงเรียนหรือสถานศึกษา สามารถจัดการเรียนการสอน ได้ทั้งรูปแบบ On-site หรือ Online หรือ แบบผสมผสาน (Hybrid) ,นักเรียน ครู และบุคลากร ทุกคนต้องประเมิน Thai Save Thai (TST) ตามเกณฑ์จำแนกตามเขตพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดจะมีการสุ่มตรวจคัดกรองหาเชื้อด้วย ATK ทั้งนักเรียน ครู และบุคลากร เพื่อเฝ้าระวัง  มีการปฏิบัติตามมาตรการสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเข้มข้น ทำกิจกรรมร่วมกันในรูปแบบ Small Bubble ให้หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมข้ามกลุ่มกัน และจัดนักเรียนในห้องเรียนขนาดปกติ ไม่เกิน 25 คน หรือ จัดให้เว้นระยะห่างระหว่างนักเรียนในห้องเรียนไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร  ตลอดจนมีสถานที่แยกกักตัวในโรงเรียน หรือ พื้นที่แยกกักชั่วคราว  รวมไปถึงมีแผนเผชิญเหตุสำหรับรองรับการดูแลรักษาเบื้องต้นกรณีนักเรียน ครู หรือบุคลากรในสถานศึกษากรณีมีการติดเชื้อโควิด-19 หรือ ผลตรวจคัดกรองหาเชื้อเป็นบวก โดยมีการซักซ้อมอย่างเคร่งครัด และ ควบคุมดูแลการเดินทางกรณีมีการเข้าและออกสถานศึกษาอย่างเข้มข้น โดยหลีกเลี่ยงการเข้าไปสัมผัสในพื้นที่ต่าง ๆตลอดเส้นทางการเดินทาง ทั้งนี้ มาตรการและแนวทางต่าง ๆจะปรับตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค ขึ้นกับคณะกรรมการควบคุมโรคจังหวัด หรือ คณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานครกำหนด

ทั้งนี้ สำหรับ 6 มาตรการหลัก (DMHT-RC) ประกอบด้วย 1.Distancing เว้นระยะห่าง  2. Mask wearing สวมหน้ากาก  3. Hand washing ล้างมือ  4. Testing คัดกรองวัดไข้  5. Reducing ลดการแออัด และ 6.Cleaning ทำความสะอาด  ส่วน 6 มาตรการเสริม (SSET-CQ) อย่างเข้มข้น คือ 1. Self-care ดูแลตนเอง  2. Spoon ใช้ช้อนกลางส่วนตัว 3. Eating กินอาหารปรุงสุกใหม่ 4. Track ลงทะเบียนเข้าออกโรงเรียน 5. Check สำรวจตรวจสอบ และ 6.Quarantine กักกันตัวเอง

“ประเทศไทยของเราได้เผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (โควิด-19) และได้เรียนรู้มาตลอดระยะเวลากว่า 18 เดือน ศธ.เองมีความตระหนักและมีความห่วงใยเด็กเยาวชนจึงมีขบวนการจัดการเรียนการสอนในท่ามกลางสถานการณ์โควิดเพื่อไม่ให้เยาวชนขาดโอกาสในการเรียนรู้ จึงได้สร้างขบวนการเรียนรู้ที่มีความยืดหยุ่นใน 5 รูปบบ คือ  On Site การเรียนที่โรงเรียน, On Air เรียนผ่านระบบมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ DLTV,  On Line ครูสอนผ่านระบบอิเลคทรอนิค, On Demand  เรียนผ่านระบบแอปพลิเคชั่น และ On Hand เรียนผ่านเอกสารใบงานอยู่ที่บ้าน ทั้งนี้ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และการเรียนรู้ที่มีความแตกต่างกัน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ค้นพบว่า การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการที่เด็กได้กลับมาสู้ห้องเรียนเพื่อเด็กได้มีการเรียนรู้ในทุก ๆด้าน มีปฏิสัมพันธ์กับครูและเพื่อน ๆ ส่วนการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ช่วยให้เด็กเรียนรู้ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในส่วนนี้ศธ.ตระหนักดี และรัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใย จึงได้เร่งรัดเรื่องการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ซึ่งเป็นวัคซีนที่กรมอนามัยโลก(WHO)รับรองนำมาฉีดให้กับนักเรียนที่อายุ 12-18 ปี ซึ่งศธ.มีนักเรียนในสังกัดอยู่จำนวนกว่า 5 ล้านคน ผู้ปกครองแสดงความประสงฆ์ให้นักเรียนฉีดวัคซีน 3.8 ล้านคน โดยศธ.ได้รับความร่วมมือจากกระทรวงสาธารณสุขนำวัคซีนไปฉีดให้นักเรียนทั่วประเทศแล้วตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา ขณะนี้นักเรียน 3.8 ล้านคน ได้รับการฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า 2.5 ล้านคน” รมว.ศธ. กล่าวและว่า 

นอกจากนี้ ศธ.และนายกรัฐมนตรี ได้เร่งรัดการฉีดวัคซีนครูให้ได้มากที่สุด ซึ่งครูมีจำนวนกว่า 5 แสนคน ขณะนี้ได้รับการฉีดวัคซีนเข็มแรกไปแล้วกว่า 85% ส่วนที่ยังไม่ได้ฉีดอีก 15% หรือแสนกว่าคน ก็ได้มอบหมายให้ปลัดศธ. ไปดำเนินการให้ข้อมูลและเร่งรัดให้ได้รับการฉีดวัคซีนให้ครบ เพื่อให้มีภูมิป้องกัน ดังนั้น ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ โรงเรียนทั่วประเทศจะทยอยเปิดเรียนพร้อมกัน แต่อยู่ที่สภาพพื้นที่ของโรงเรียนที่มีทั้งภาคเอกชนและรัฐบาล สภาพขนาดของโรงเรียน และสภาสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน ดังนั้น การปฏิบัติตามมาตรการของทางกระทรวงสาธารณสุขมีความจำเป็นมาก ซึ่งวัคซีนเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่ส่ิงที่สำคัญคือมาตรการในการป้องกัน

ด้าน นพ.โอภาส กล่าวว่า ตามนโยบายของรัฐบาลที่จะเปิดประเทศในวันที่ 1 พ.ย.นี้จะไม่มีประโยน์เลยถ้าเปิดประเทศให้นักท่องเทียว นักธุรกิจ และให้คนไทยเดินทางไปมาได้ โดยที่เราไม่เปิดโรงเรียน เพราะโรงเรียนเป็นหัวใจสำคัญของประเทศไทย เด็กนักเรียน ครอบครัว ชุมชนจะต้องมีความปลอดภัย ดังนั้น หากประเทศไทยสามารถเปิดโรงเรียนได้จะเป็นสัญลักสำคัญยิ่งกว่าการเปิดประเทศ

“เปิดเรียนมีการติดเชื้อแน่ ๆ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยระบาดไปชุมชน และติดแล้วสามารถควบคุมได้ และเด็กถ้าติดจะไม่รุนแรง และในปี 2565 รัฐบาลสั่งวัคซีนแสตร้าไว้แล้ว 60 ล้านโดส  สาวนที่มีคำถามว่า ถ้าเปิดโรงเรียน เปิดประเทศ ความเสี่ยงจะมีไหม การจะให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อเป็นสูญ ก็คงต้องปิดทุกอย่าง  เพื่อลดจำนวนผู้คนติดเชื้อให้ได้มากที่สุด  แต่ถามว่าปิดทุกอย่างแล้วคุ้มไหม ซึ่งขณะนี้ทั่วโลกคิดเหมือนกันคือไม่คุ้ม สังเหตุได้ว่าหลังจากที่รัฐบาลไทยประกาศนโยบายเปิดประเทศในวันที่ 1 พ.ย. ก็มีหลายประเทศในอาเซียนและยุโรปประกาศเปิดประเทศตามไทยแล้ว  แสดงว่านานาชาติประเทศทั่วโลก เห็นพร้องต้องกัน ว่าในระยะต่อไปเราจะต้องอยู่กับเชื้อโควิด-19ให้ได้ เพราะเราคงไม่สามารถกำจัดโรคนี้ให้หมดไปทั่วโลคได้ เพราะฉะนั้น ทำอย่างไร ให้เราอยู่กับเชื้อโควิด-19 ให้ได้มากที่สุด ทำอย่างไรให้เด็ก ๆของเรามีความรู้มีความสามารถในการป้องกันตัว ซึ่งจากวีดิทัศน์ที่ศธ.จัดมานำเสนอดีมาก สามารถนำไปเป็นตัวอย่างให้กับนานาชาติใช้ได้   

อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวต่อว่า วัคซีนเป็นกลไกที่ทำให้เราสามารถมีชีวิตอยู่กับเชื้อโควิด-19 และเป็นที่ยอมรับว่าวัคซีนดีมีประสิทธิภาพในการป้องกันการป่วยหนักและการเสียชีวิตได้ดีมาก ซึ่งจากข้อมูลผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ไม่ได้ฉีดวัคซีน  เพราะฉะนั้น นักเรียนถ้าได้ฉีดวัคซีนถึงแม้จะได้รับเชื้อโอกาสที่จะป่วยหนักหรือเสียชีวิตมีน้อยมาก หรือไม่มีเลย และลดการติดเชื้อได้ และที่สำคัญถ้ามีการระบาดเกิดขึ้น มาตการที่ ศธ.ได้ดำเนินการร่วมกับ สธ.จะสามารถลดการระบาดในชุมชนได้ เพราะเด็กที่ฉีกแล้วเขาจะบอกพ่อแม่ผู้ปกครองให้ฉีดวัคซีน เพราะมีประโยชน์อย่างมาก จึงขอให้ผู้ปกครองมั่นใจในการเตรียมการของศธ.และสธ.ซึ่งขณะนี้ สธ.ได้กระจ่ายจัดสงวัคซีนจำนวน 6 ล้านโดส ลงไปในพื้นที่ทั่วประเทศแล้วเพื่อระดมฉีดให้กับนักเรียนที่สมัครใจฉีด ซึ่งขณะนี้พบว่าเด็กทยอยขอฉีดเพิ่มขึ้นเลื่อยๆ ส่วนที่มีผู้ปกครองกังวลใจเรื่องผลข้างเคียงโดยเฉพาะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสพนั้น ขอชี้แจ้งว่า สามารถเกิดขึ้นได้ แต่เกิดน้อยและหายได้ และจากข้อมูลใหม่ เด็กที่ติดเชื้อดูภายนอกเหมือนไม่มีอาการ แต่อวัยวะภายในมีการอักเสพและจะส่งผลระยะยาว  ดังนั้น ทางกุมารแพทย์เห็นพร้องกันว่าควรสนับสนุนให้เด็กได้ฉีดวัคซีนทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย และหลังฉีดภายใน 7 วันไม่ควรออกกำลังกาย 

นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ศธ.และ สธ.ก็ได้ความร่วมมือกันเพื่อให้นักเรียนสามารถไปเรียนได้ ส่วนพื้นที่สีแดง และสีแดงเข้ม ส่วนใหญ่จะให้เปิดโรงเรียน และมีมาตรการแซนด์บ็อกซ์ ใน 86 โรงเรียน โดยมี 6 มาตรการหลัก และ 7 มาตรการเข้ม สำหรับสถานศึกษา โดยในโรงเรียนต้องจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม และโรงเรียนต้องประเมินตนเองผ่าน TSC+ ดังนั้น โรงเรียนที่จะเปิดเรียนในวันที่ 1 พ.ย.จะต้องประเมินตนเองผ่านแพทฟอร์มนี้ และมีคณะกรรมการที่มากจาก ศธ. สธ. และคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ร่วมกกำกับติดตามและเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาด รวมถึงมีมาตรการเตรียมความพร้อมในโรงเรียน ซึ่งนอกจากครูและนักเรียรได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว บุคลากรภายในโรงเรียน เช่น แม่ครัว แม่บ้าน จะต้องปฏิบัติตามมาตรการอย่างเข้มข้นด้วย และ

สยามคูโบต้า มอบทุนการศึกษาอาชีวะเกษตร มอบทุน สร้างขวัญกำลังใจเด็กเรียนดี 22 ทุน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/611743

สยามคูโบต้า มอบทุนการศึกษาอาชีวะเกษตร  มอบทุน สร้างขวัญกำลังใจเด็กเรียนดี 22 ทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มณฑล ภาคสุวรรณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (รองเลขาธิการ กอศ.) และนายไวพจน์ หามาลา ผู้จัดการฝ่ายบริการลูกค้า บริษัทสยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นประธานในพิธีรับมอบทุนการศึกษาจากบริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เพื่อสนับสนุนการศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาช่างกลเกษตร ณ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

มณฑล เปิดเผยว่า บริษัทสยามคูโบต้าฯได้มอบทุนส่งเสริมสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนสนับสนุนการศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษา จำนวน 22 ทุนทุนละ 5,000 บาท รวมมูลค่า 110,000 บาทโดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) คัดเลือกนักเรียน นักศึกษา ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ในสาขาวิชาช่างกลเกษตร วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้ได้รับทุนครั้งนี้ ซึ่ง สอศ. ต้องขอขอบคุณบริษัทสยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่เห็นความสำคัญของการจัดการอาชีวศึกษาต่อการพัฒนาการศึกษาสายวิชาชีพ สาขาวิชาช่างกลเกษตร อันเป็นก้าวแรกและหวังว่าจะได้เห็นก้าวต่อๆ ไป ซึ่งจะนำไปสู่การผลิตและพัฒนากำลังคนที่มีคุณภาพเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

ด้าน ไวพจน์ หามาลา ผู้จัดการฝ่ายบริการลูกค้า บริษัทสยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทดำเนินธุรกิจมีความรับผิดชอบต่อสังคม จึงมุ่งเน้นการดำเนินโครงการและสนับสนุนกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมทางด้านการศึกษา ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเยาวชน ทางบริษัทได้จัดกิจกรรม KUBOTA Run for Excellence Service โดยวัตถุประสงค์นำรายได้ส่วนหนึ่งหลังจากหักค่าใช้จ่าย มอบเป็นทุนการศึกษาสำหรับนักเรียน นักศึกษา ในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี สาขาวิชาช่างกลเกษตร ให้มีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง และแบ่งเบาภาระทางเศรษฐกิจของผู้ปกครองได้ในระดับหนึ่ง

มรภ.สงขลา เตรียมพร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจหลังโควิด จับมือวิสาหกิจชุมชนเปิดเส้นทางเที่ยวเชิงวัฒนธรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/611745

มรภ.สงขลา เตรียมพร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจหลังโควิด จับมือวิสาหกิจชุมชนเปิดเส้นทางเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อาจารย์ชัยวัฒนภัทร เลาสัตย์ รองคณบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา และอาจารย์ประจำคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยได้ร่วมกับวิสาหกิจชุมชน Eco Tourism Songkhla Thailand  พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเชื่องโยงเมืองเก่าสงขลา 3 ยุค “Singora Gateway” เพื่อเตรียมรับนักท่องเที่ยวหลังโควิด ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ในโครงการ Change X2 by CEA 

อาจารย์ชัยวัฒนภัทรกล่าวต่อไปว่า เมืองเก่าสงขลาถือเป็นเมืองท่าค้าขายทางทะเลที่ความสำคัญและเจริญรุ่งเรืองยาวนานมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยปรากฏชื่อในเอกสารและแผนที่เดินเรือโบราณในนามเมือง “Singora” ที่ประกอบด้วย 2 พื้นที่สำคัญ คือ เมืองเก่าสงขลาฝั่งหัวเขา และเมืองเก่าสงขลาฝั่งบ่อยาง ซึ่งเชื่อมโยงกันด้วยทะเลสาบสงขลา Lagoon หนึ่งเดียวในประเทศไทย ด้วยการเป็นเมืองท่าค้าขายสำคัญ จึงทำให้เมืองเก่าสงขลามีมนต์เสน่ห์แห่งเรื่องราวประวัติศาสตร์และเป็นพื้นที่หลอมรวมวัฒนธรรมจากหลากหลายเชื้อชาติ ผสมผสานจนเป็นพหุวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของผู้คน ประกอบกับภูมิทัศน์ที่งดงามของทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นต้นกำเนิดแห่งความอุดมสมบูรณ์ที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวสงขลา ก่อให้เกิดเป็นวิถีชีวิตชาวประมงทะเลสาบที่มีความผูกพันกับสายน้ำมาช้านาน

เส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมSingora Gateway  โดยจัดเส้นทางท่องเที่ยวแบบ One Day Trip ที่เป็นเหมือนประตูพานักท่องเที่ยวย้อนอดีตไปค้นหาเรื่องราวประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่งดงามของผู้คนในเมืองเก่าสงขลา ผ่านเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 3 เส้นทาง ทั้งเส้นทาง “The Heart of Singora” ที่จะพาไปรู้จักภูมิทัศน์เชิงวัฒนธรรม ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นหัวใจของเมืองเก่าสงขลา เส้นทาง “The City of Lagoon” ที่จะพาไปสัมผัสวิถีชีวิตและความผูกพันกับสายน้ำของผู้คนในทะเลสาบสงขลาLagoon และเส้นทาง “The Singora in Harmony” ที่จะพาไปสัมผัสเรื่องราวการหลอมรวมวัฒนธรรมอันหลากหลายที่ผสมผสานกันอย่างกลมกลืนของเมืองท่าเก่าแก่

“คาดหวังว่าเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม Singora gatewayที่ออกแบบขึ้นนี้ จะมีส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนหลังสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 คลี่คลาย รวมถึงเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับเมืองเก่าสงขลาในด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสู่การส่งเสริมให้เป็นเมืองมรดกโลกของยูเนสโกต่อไป” อาจารย์ชัยวัฒนภัทรกล่าว

‘รัสเซล โครว์’ชื่นชม‘Soft Power’ความเป็นไทย ชื่นชอบศิลปวัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยว อาหารไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/611738

‘รัสเซล โครว์’ชื่นชม‘Soft Power’ความเป็นไทย ชื่นชอบศิลปวัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยว อาหารไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่าตนเองได้ไปแสดงความขอบคุณและพบปะพูดคุยและแสดงความขอบคุณกับ รัสเซล โครว์ นักแสดงชาวนิวซีแลนด์-ออสเตรเลีย ที่มีชื่อเสียงระดับโลก เจ้าของรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงนำฝ่ายชายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์ เรื่อง Gladiator ในปี ค.ศ.2000 ที่โรงแรมแมนดารินโอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่อง “Soft Power” ความเป็นไทย โดยรัสเซล โครว์ ที่เดินทางมาประเทศไทยเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์ “Beer Run” ช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2564 ได้กล่าวแสดงความชื่นชมและบอกเล่าถึงประทับใจในความเป็นไทยทั้งในเรื่องของเมืองไทยที่มีความงดงามด้วยศิลปะและวัฒนธรรมไทย นิสัยและความมีน้ำใจมิตรไมตรีของคนไทย แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติเหมาะแก่การมาท่องเที่ยวพักผ่อน ซึ่งรัสเซล โครว์ได้เดินทางไปท่องเที่ยวทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด เช่น แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติในจ.ภูเก็ต บางกะเจ้า จ.สมุทรปราการ พร้อมกล่าวอยากให้เพิ่มป้ายบอกทางภาษาอังกฤษในพื้นที่ต่างๆ ให้มากขึ้นโดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ และชื่นชอบอาหารไทย เช่น แกงพะแนง แกงเผ็ด ผัดไทย และชอบข้าวซอยเป็นพิเศษ รวมทั้งชื่นชมนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมให้อาหารไทยเผยแพร่ไปทั่วโลก ขณะเดียวกัน รัสเซล โครว์ ได้ชื่นชมกองถ่ายภาพยนตร์ไทยเป็นทีมงาน ที่มีฝีมือและมีคุณภาพ 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวอีกว่า ได้กล่าวขอบคุณ รัสเซล โครว์ ที่ถ่ายทอดความประทับใจเกี่ยวกับ “Soft Power”ความเป็นไทย  นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่นักแสดงระดับโลกชื่นชมความเป็นไทยทั้งในด้านวัฒนธรรม ศิลปะ แหล่งทางวัฒนธรรมและแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อาหารไทยและภาพยนตร์ไทย ทำให้แหล่งท่องเที่ยว ทางวัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและอาหารไทยได้รับการเผยแพร่ไปสู่นานาชาติมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ วธ. จะนำข้อคิดเห็นที่ได้รับมาปรับใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลและนโยบายนายกรัฐมนตรีที่มุ่งผลักดันการใช้ “SoftPower” ความเป็นไทยและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Economy) ของไทยใน 15 สาขา เช่น ภาพยนตร์  ศิลปะการแสดง แฟชั่น อาหารไทยและการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม รวมถึงนโยบาย วธ. ในการนำคุณค่าของวัฒนธรรมมาต่อยอดสร้างสรรค์สินค้าและบริการ (Creative Culture)ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมวัฒนธรรมที่มีศักยภาพ 5 F ได้แก่ อาหาร (Food) ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Film) ผ้าไทยและการออกแบบแฟชั่น (Fashion) มวยไทย (Fighting) และการอนุรักษ์และขับเคลื่อนเทศกาล ประเพณีสู่ระดับโลก (Festival) รวมถึงยุทธศาสตร์การส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ระยะที่ 3 (พ.ศ.2560-2564) โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 4 การส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาผลิตภาพยนตร์และวีดิทัศน์ในประเทศไทยโดยร่วมกับกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเสริมให้กองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างชาติเข้ามาถ่ายทำในไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและประเทศอย่างยั่งยืน

ยูนิเซฟออกแคมเปญ ‘Every Day is Mind Day’ หวังช่วยวัยรุ่นในไทยรับมือกับปัญหาสุขภาพจิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/611741

ยูนิเซฟออกแคมเปญ ‘Every Day is Mind Day’ หวังช่วยวัยรุ่นในไทยรับมือกับปัญหาสุขภาพจิต

วันพฤหัสบดี ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ยูนิเซฟเปิดตัวแคมเปญใหม่ “Every Day is Mind Day โอกาสพักใจมีได้ทุกวัน” เพื่อช่วยวัยรุ่นไทยรับมือกับปัญหาสุขภาพจิต พร้อมสร้างบรรทัดฐานใหม่เกี่ยวกับประเด็นสุขภาพจิต ให้เป็นเรื่องปกติ แคมเปญนี้จะมีดารา ศิลปิน และผู้ที่มีชื่อเสียงมาร่วมพูดคุยถึงอารมณ์ความรู้สึกในแต่ละวัน พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลจิตใจตนเอง โดยมุ่งจุดประเด็นให้วัยรุ่น พ่อแม่ผู้ปกครองและผู้คนในสังคมสามารถพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตและวิธีการดูแลตนเองและคนรอบข้างได้อย่างเปิดเผยและเป็นปกติมากขึ้น

คยองซัน คิม ผู้อำนวยการ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “เกือบ 2 ปีแล้วที่เราใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 เด็กและเยาวชนกำลังรู้สึกหวาดกลัว โดดเดี่ยวและวิตกกังวลถึงอนาคต หลายคนไม่รู้วิธีรับมือกับความรู้สึกเหล่านั้น อีกทั้งไม่กล้าขอความช่วยเหลือเพราะกังวลหรืออายที่จะพูดถึงปัญหาสุขภาพจิต แคมเปญนี้ต้องการเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชน รวมถึงพ่อแม่ผู้ปกครองได้พูดคุยกันอย่างเปิดเผย พร้อมเรียนรู้วิธีรับมือและเข้าถึงบริการต่างๆ จากผู้เชี่ยวชาญ เพราะสุขภาพจิตถือเป็นเรื่องสำคัญพอๆ กับสุขภาพกาย”

แคมเปญ “Every Day is Mind Day โอกาสพักใจมีได้ทุกวัน” จะเชิญชวนให้วัยรุ่นและคนทั่วไปใช้ฟิลเตอร์เอฟเฟกท์ AR เพื่อบ่งบอกอารมณ์ตนเองในแต่ละวันผ่านโซเชียลมีเดีย และจะมีการจัด Facebook Live ร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต พร้อมจับมือภาคเอกชน เครือข่ายการศึกษาและองค์กรที่นำโดยเยาวชน ร่วมส่งเสริมให้เกิดการพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นด้านสุขภาพจิตอย่างแพร่หลายมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีคู่มือการดูแลสุขภาพจิต ซึ่งจะมีเกร็ดความรู้และวิธีการจัดการกับความรู้สึกที่ซับซ้อน ตลอดจนวิธีการดูแลและสนับสนุนคนรอบข้างที่เผชิญปัญหาสุขภาพจิต เพื่อให้วัยรุ่นและผู้ปกครองดาวน์โหลดไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

ผลสำรวจโดยยูนิเซฟในปีที่ผ่านมาพบว่า เด็กและเยาวชน 7 ใน 10 คน มีสุขภาพจิตแย่ลงเนื่องจากผลกระทบของโควิด-19 หลายคนกังวลว่าตนเองจะเป็นภาระผู้อื่น นอกจากนี้ ยังขาดความรู้ในการดูแลจิตใจตนเองและไม่รู้ว่าจะเข้าถึงบริการจากผู้เชี่ยวชาญได้อย่างไร ในขณะเดียวกัน ข้อมูลจากสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ พบว่า ในประเทศไทยมีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นอยู่น้อยมาก คือ มีเพียง 200 คน เมื่อเทียบกับประชากรวัยรุ่น 8.7 ล้านคน

เมื่อเดือนที่แล้ว ยูนิเซฟได้เผยแพร่รายงาน The State of the World’s Children 2021ซึ่งระบุว่าเด็กอย่างน้อย 1 ใน 7 คนทั่วโลก กำลังได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการล็อกดาวน์ พร้อมกับเตือนว่าเด็กๆ อาจต้องแบกรับผลกระทบด้านสุขภาพจิตอย่างยาวนานอีกหลายปี

คิมกล่าวเสริมว่า “ยูนิเซฟได้ทำการรณรงค์เรื่องสุขภาพจิตวัยรุ่นอย่างต่อเนื่อง และมุ่งมั่นทำงานร่วมกับรัฐบาล ภาคประชาสังคมภาคเอกชน ตลอดจนเด็กและวัยรุ่นในการลบล้างอคติด้านสุขภาพจิต ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนด้านสุขภาพจิตมากขึ้น เพื่อช่วยให้วัยรุ่นเข้าถึงข้อมูลและบริการด้านสุขภาพจิตได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที”

1 พ.ย.นี้ ดีเดย์เปิด’พิพิธภัณฑ์ศิริราช’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/611851

1 พ.ย.นี้ ดีเดย์เปิด'พิพิธภัณฑ์ศิริราช'

วันพุธ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 20.04 น.

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2564 คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล แจ้งว่า ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ พิพิธภัณฑ์ศิริราช จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ “ตั๋วเดียวเที่ยวทั่วพิพิธภัณฑ์ศิริราช” หลังจากปิดให้บริการ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย. – 31 ต.ค.64

สำหรับพิพิธภัณฑ์ศิริราชนั้น เป็นทั้งแหล่งรวมความรู้ด้านการแพทย์ และทางประวัติศาสตร์ที่หาดูได้ยาก ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ส่วนแรก นิทรรศการด้านการแพทย์ นำเสนอสิ่งจัดแสดงเรียนรู้ร่างกายมนุษย์ทุกระบบ เช่น การเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ แฝดชนิดต่างๆ ที่ไม่ควรพลาดคือ ผลงานชำแหละเส้นประสาทและหลอดเลือดแดงทั่วร่างกาย สุดยอดฝีมือหนึ่งเดียวในโลก นอกจากนี้ยังพาท่านรู้จักโรคต่างๆ ที่คนไทยเป็นกันมาก เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง

ส่วนที่สอง พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดสร้างขึ้นโดยใช้อาคารสถานีรถไฟธนบุรี (เดิม) นำเสนอเรื่องราวที่ทรงคุณค่ายิ่ง ทั้งทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่บริเวณปากคลองบางกอกน้อย-วังหลัง ตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี สืบมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังแสดงประวัติของศิริราช ประวัติการแพทย์แผนไทย การสร้างทางรถไฟสายใต้และวิถีชุมชนบางกอกน้อย นำเสนอโดยใช้สื่อประสมอย่างทันสมัย และขอแนะนำส่วนจัดแสดงใหม่ “พิพิธภัณฑ์ศัลยศาสตร์ศิริราช” นำเสนอเรื่องราวสู่จุดกำเนิดวงการศัลยศาสตร์ไทยที่มีอายุยาวนานกว่า 100 ปี สัมผัสบรรยากาศห้องผ่าตัดจำลอง และเรียนรู้โรคทางศัลยกรรมจากหลากสาขาวิชาผ่านสิ่งแสดงของจริงที่หาชมได้ยาก

ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้ทุกวัน ยกเว้นวันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 10.00 – 16.30 น.และเพื่อเป็นการขานรับนโยบายเปิดประเทศ ทางพิพิธภัณฑ์ศิริราชจัดโปรโมชั่นพิเศษลดอัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 80 บาท (จาก 150 บาท) เด็กต่ำกว่า 18 ปี 25 บาท (จาก 30 บาท) ชาวต่างชาติ 200 บาท (จาก 300 บาท) หรือเข้าชมเป็นหมู่คณะ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0 2419 2617

พิพิธภัณฑ์ศิริราช แหล่งเรียนรู้ด้านการแพทย์ และประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่มีชีวิต

ศธ.แถลง 4 ภารกิจหลักพัฒนาการศึกษาพิเศษ สร้างโอกาสเด็กพิการ-ด้อยโอกาส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/611707

ศธ.แถลง 4 ภารกิจหลักพัฒนาการศึกษาพิเศษ สร้างโอกาสเด็กพิการ-ด้อยโอกาส

วันพุธ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 14.52 น.

ศธ.แถลง 4 ภารกิจหลักพัฒนาการศึกษาพิเศษ ภายใต้แนวคิด การศึกษาพิเศษไทย หัวใจนำทาง สร้างโอกาสให้เด็กพิการ-ด้อยโอกาส

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2564 ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานแถลงภารกิจในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กพิการและด้อยโอกาส ภายใต้แนวคิด “การศึกษาพิเศษไทย หัวใจนำทาง” โดยมี นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) และผู้บริหารระดับสูง ศธ.เข้าร่วม

โดย น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ที่ผานมา ศธ.ได้ขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาพิเศษภายใต้แนวคิด “การศึกษาพิเศษไทย หัวใจนำทาง” ใน 4 ภารกิจหลักเร่งด่วน (Quick Win) ดังนี้ 1.การปักหมุดค้นหาเด็กพิการที่ตกหล่นอยู่ในพื้นที่ต่างๆ นำเข้าสู่ระบบคัดกรอง ส่งต่อระบบการศึกษา หรือการให้บริการทางการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นพิเศษแต่ละบุคคล โดยได้ดำเนินการจัดทำฐานข้อมูล Big Data เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษา พร้อมกับให้ศูนย์การศึกษาพิเศษทุกจังหวัด ค้นหาเด็กพิการในวัยเรียนที่อายุไม่เกิน 18 ปี และยังไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา ให้ได้รับการพัฒนาอย่างทั่วถึง และเท่าเทียมตามที่ได้ข้อมูลจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จำนวนกว่า 7 พันคน

2.การจัดทำคู่มือสื่อบัญชี ก-ข-ค ซึ่งเป็นสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ให้สอดล้องกับความต้องการของนักเรียน และในขณะนี้สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ได้แจ้งให้ศูนย์การศึกษาพิเศษทุกแห่ง ประชาสัมพันธ์คู่มือรายการสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ให้โรงเรียนจัดการเรียนรวมในจังหวัดที่ศูนย์การศึกษาพิเศษรับผิดชอบ นำไปใช้งานเพื่อประโยชน์สำหรับคนพิการ และผู้ปฏิบัติงานต่อไป

3.การช่วยเหลือเด็กที่เจ็บป่วยในโรงพยาบาล โดยได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์การเรียนสำหรับเด็กในโรงพยาบาล เพื่อให้บริการทางการศึกษาแก่บุคคลที่มีความบกพร่องทางสุขภาพวัยเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งจัดเป็นคนพิการทางการศึกษาประเภทบุคคลที่มีความบกพร่องทางสุขภาพ โดยปัจจุบันมีศูนย์ช่วยเหลือ 85 ศูนย์ กระจายใน 77 จังหวัด ครอบคลุมทั้งประเทศ โดยมีภารกิจหลักคือ การช่วยเหลือเด็กที่เจ็บป่วยอยู่ในโรงพยาบาล หรือที่บ้านภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 เป็นระยะเวลานานจนไม่สามารถไปเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานได้ตามปกติ

และ 4.การสร้างและส่งต่อแรงบันดาลใจ คนภายนอกจะมองว่าการดูแลเด็กพิการหรือเด็กด้อยโอกาส เหมือนเป็นสถานที่รับเลี้ยงเด็ก และอาจมีคำถามว่าเมื่อเด็กจบจากการศึกษาไปแล้วเด็กจะไปที่ไหน จะทำอะไร จึงจำเป็นต้องสื่อให้คนภายนอกเห็นว่า เด็กพิการและเด็กด้อยโอกาสมากมายที่เข้ามาอยู่ในโรงเรียนการศึกษาพิเศษ ได้ถูกบ่มเพาะ ทำให้เด็กก้าวข้ามคำว่าพิการหรือด้อยโอกาสจนประสบความสำเร็จ” น.ส.ตรีนุช กล่าว

รมว.ศธ.​กล่าวต่อว่า ภารกิจด้านการศึกษานั้นเป็น ภารกิจที่มีความสำคัญอย่างยิ่งกับประเทศชาติการศึกษาไทยจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทั้งนี้ ขอขอบคุณ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศธ.ที่มีความเป็นห่วงเด็กพิเศษในเรื่องการเรียนและความเป็นอยู่อย่างมาก ติดตามและให้การช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด เพื่อให้เด็กพิเศษทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงขอบคุณ นางกนกวรรณ วิลาวรรณ รมช.ศธ.ที่ได้ยกระดับคุณภาพการศึกษาสำหรับคนพิการ บุคคลออทิสติกและบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ สามารถนำความรู้ไปใช้ในการเรียนรู้ การพัฒนาตนเอง และการมีพื้นฐานอาชีพตามความสนใจและความถนัด รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่นำแนวนโยบายไปปฏิบัติอย่างเป็นเข้มแข็งและเกิดผลสัมฤทธิ์ในการสร้างโอกาสให้เด็กด้อยโอกาส ได้อย่างเท่าเทียม สร้างโรงเรียนให้เป็นบ้านสร้างครูให้เป็นพ่อแม่ ให้ความรักให้ความอบอุ่นที่เป็นรากฐานที่ดีงามในการพัฒนาจิตใจ ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีทีทันสมัยมาประยุกต์ใช้ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนแปลง

รมว.ศธ. กล่าวด้วยว่า ตนตระหนักดีว่า ภารกิจของ ศธ.มีอยู่มากมาย ทั้งที่ยังรอการดำเนินงานและที่ได้เริ่มขับเคลื่อนไปแล้ว ซึ่งจำต้องอาศัยความพยายามที่จะให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เด็กพิเศษทุกคนสามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีเกียรติศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับผู้อื่นในสังคม สามารถช่วยเหลือตนเอง และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

ทั้งนี้ ในการแถลงข่าวได้มีการเปิดเทปบันทึกเสียงของ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศธ.ซึ่งกำกับดูแลสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สพฐ.) ด้วย ว่า เราต้องให้ความรู้กับเด็กกลุ่มพิการทั้ง 9 ประเภท ทั้งทางด้านวิชาการ วิชาชีพ และวิชาชีวิต เพราะเด็กที่ด้อยโอกาสเหล่านี้ เมื่อมีโอกาสได้เรียนรู้แล้ว ก็จะสามารถไปประกอบอาชีพได้เมื่อสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนแล้ว ดังนั้น การดูแลเด็กเหล่านี้จึงจำเป็นจะต้องมีครูการศึกษาพิเศษ ที่คอยดูแลเอาใจใส่เหมือนเป็นลูกคนหนึ่ง เพราะครูต้องอยู่กับเด็กตลอด 24 ชั่วโมง และการที่เด็กได้อยู่กับครูในโรงเรียนประจำ จะทำให้เด็กได้เรียนรู้วิชาชีวิตไปในตัว ทั้งงานบ้าน งานเกษตร งานอาชีพ ซึ่งแล้วแต่ความสนใจ สรุปก็คือการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังแม้แต่คนเดียว

ด้าน นางกนกวรรณ กล่าวว่า ตามที่ รมว.ศธ.ได้มอบหมายให้ตนกำกับดูแลใน 3 หน่วยงาน คือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ในด้านการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ตนได้กำหนดทิศทางการทำงาน และได้ดำเนินการตามนโยบายอย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนของ สช.ได้พัฒนาครูการศึกษาพิเศษในโรงเรียนเฉพาะความพิการในโรงเรียนที่จัดการเรียนร่วม นอกจากนี้ ได้ดำเนินการขอเพิ่มเงินอุดหนุนรายบุคคล ให้แก่นักเรียนพิการ ตามความจำเป็นที่เหมาะสม เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา (ครม.) ตามความเห็นชอบของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) และอุดหนุนสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อการเรียน และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ให้กับนักเรียนพิการ คนละ 2,000 บาทต่อปี

“ในส่วนของ กศน.ได้จัดการศึกษา ให้กับผู้พิการทั้ง 9 ประเภท ทั่วประเทศ ขณะนี้มีนักศึกษา 7,544 คน ครูสอนคนพิการ 516 คน ทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาต่อเนื่อง และการศึกษาตามอัธยาศัย สำหรับในปีงบประมาณ 2565 ได้ประสานความร่วมมือระหว่าง กศน.และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อสำรวจคนพิการที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา ในเบื้องต้น กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ได้ส่งรายชื่อผู้ที่จดทะเบียนคนพิการ และยังไม่เข้าสู่ระบบการศึกษา กว่า 50,000 คน นอกจากนี้ ทางสำนักงาน กศน.จังหวัด จะร่วมกับศูนย์การศึกษาพิเศษ สพฐ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำรวจ ค้นหา คัดกรอง จัดทำฐานข้อมูล และดำเนินในจังหวัดนำร่องที่ จ.ระนอง เพื่อทำเป็นจังหวัดต้นแบบในการจัดการศึกษาให้ผู้พิการ จากนั้น จะนำร่อง 18 จังหวัด ตามเขตตรวจราชการของ ศธ.ภายใต้การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทั้งกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวง พม.ในการจัดการศึกษาให้กับผู้พิการต่อไป” นางกนกวรรณ กล่าว

ขณะที่ นายอัมพร กล่าวว่า ขณะนี้ สพฐ.ดูแลเด็กพิเศษ และเด็กพิการ กว่า 70,000 คน ยังไม่รวมเด็กพิเศษและเด็กพิการในสังกัดอื่น ซึ่ง สพฐ.ต้องการให้เด็กเหล่านี้ได้เข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม โดยร่วมมือกับกระทรวง พม.และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สำรวจเด็กพิการทั่วประเทศ จากนั้น สพฐ.จะแบ่งกลุ่ม ประเภท เพื่อจัดการศึกษาให้ตรงกับความต้องการของเด็ก ในกลุ่มเด็กที่ไม่สามารถไปเรียนได้ สพฐ.จะจัดการศึกษาโดยปรับบ้านเป็นโรงเรียน เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครู ส่วนเป้าหมายในการจัดการศึกษาให้เด็กเหล่านี้ คือ ต้องสอนให้สามารถช่วยเหลือตนเองให้ได้ สอนให้เด็กมีทักษะด้านวิชาการ และมีทักษะอาชีพ เพื่อให้เด็กสามารถประกอบอาชีพโดยไม่เป็นภาระของใคร

‘ตรีนุช’จับมือ สธ.แถลงมาตรการเปิดภาคเรียน 28 ต.ค.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/611703

'ตรีนุช'จับมือ สธ.แถลงมาตรการเปิดภาคเรียน 28 ต.ค.นี้

วันพุธ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 14.36 น.

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2564 น.ส.ตรีนุซ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยความพร้อมเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ว่า ในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ ศธ.และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จะร่วมกันแถลงถึงมาตรการและแนวทางปฏิบัติการเปิดภาคเรียนที่ 2/2564 ที่จะเปิดในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ปกครองได้รับทราบ ว่า ศธ.ทำงานภายใต้ความปลอดภัยและต้องมีมาตรการร่วมกับทางสธ.อย่างไรบ้าง โดย ศธ.จะกำชับโรงเรียนต่างๆ ปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าวอย่างเข้มข้น

“โรงเรียนในสังกัด ศธ.มีความซับซ้อน และมีความแตกต่างกัน ดังนั้น โรงเรียนที่อยู่พื้นที่สีแดงเข้ม และพื้นที่สีแดง การเปิดเรียนในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ ก็อาจจะต้องมีมาตรการที่เข้มข้นกว่า เช่น ครูต้องได้รับวัคซีนมากกว่าพื้นที่อื่น เป็นต้น ส่วนโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรืออยู่ตามเกาะ ก็อาจจะสามารถเปิดเรียนได้ปกติ ขณะนี้ ศธ.ได้รวบรวมตัวเลขไว้แล้วว่ามีโรงเรียนใดบ้างที่สามารถเปิดเรียนรูปแบบ On Site ในวันที่ 1 พฤศจิกายนได้เลย อย่างไรก็ตามในวันที่ 1 พฤศจิกายน เป็นการกำหนดวันเปิดเทอมเท่านั้น ส่วนโรงเรียนแต่ละแห่งจะเปิดเรียนรูปแบบไหน คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดจะเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ด้าน นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า การเปิดภาคเรียนที่ 2/2564 ไม่ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 จะเป็นอย่างไร แต่ ศธ.ประกาศเปิดภาคเรียนที่ 2/2564 เป็นปกติ โดยกำหนดรูปแบบการจัดการเรียนการสอน 5 รูปแบบ คือ On Site คือ การเดินทางมาเรียนที่โรงเรียน On Air เรียนผ่านระบบมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ DLTV On Line ครูผู้สอนทำการสอนผ่านระบบอิเลคทรอนิค On Demand เรียนผ่านระบบแอปพลิเคชันและการเรียนแบบ และ On Hand ครูผู้สอนเดินทางไปแจกเอกสารใบงานให้กับนักเรียนที่บ้าน

“ส่วนโรงเรียนไหนจะเปิดเรียนรูปแบบ On Site สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะประเมินความพร้อมของโรงเรียน โดยดูพื้นที่การแพร่ระบาด เช่น โรงเรียนในพื้นที่สีแดงเข้ม และพื้นที่สีแดง ครูและบุคลากรทางการศึกษาจะต้องได้รับวัคซีนมากกว่า 85% โรงเรียนต้องทำการประเมินตนเองในระบบ Thai Dtop Covid Plus (TSC+) หากประเมินผ่านแล้ว ให้โรงเรียนนำผลการประเมินตนเองเสนอคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานให้ความเห็นชอบ และเสนอต่อคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด เพื่อพิจารณาอนุมัติให้เปิดเรียนต่อไป ถ้าคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดพิจารณาเห็นชอบแล้ว โรงเรียนก็สามารถเปิดเรียนรูปแบบ On Site ในวันที่ 1 พฤศจิกายนได้” นายอัมพร กล่าว

นายอัมพร กล่าวต่อว่า ขณะนี้ตนมอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ทำการสำรวจความพร้อมของโรงเรียน และเสนอให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดแต่ละจังหวัดพิจารณาเปิดเรียน คาดว่าจะในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ จะทราบรายละเอียดว่า มีโรงเรียนกี่แห่งที่พร้อมเปิด On Site ในวันที่ 1 พฤศจิกายน มีโรงเรียนกี่แห่งพร้อมเปิดเรียน On Site วันที่ 15 พฤศจิกายน และมีโรงเรียนกี่แห่งที่พร้อมเปิดเรียน On Site ในวันที่ 1 ธันวาคม ส่วนเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี แม้ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนก็สามารถมาเรียน On Site ได้ เพราะ สพฐ.ไม่ได้นำการฉีดวัคซีนของเด็กมาเป็นปัจจัยพิจารณาเปิดเรียน แต่จะเน้นการฉีดวัคซีนให้ครูและผู้ปกครองเป็นหลัก ถ้าครูในโรงเรียนนั้นฉีดวัคซีนมากกว่า 85% ก็สามารถเปิดเรียนรูปแบบ On Site ได้

‘อดีตพระยันตระ’ขึ้นเครื่องกลับสหรัฐอเมริกา ‘พระสงฆ์-ชี-ลูกศิษย์’ครึ่งร้อยร่วมส่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/611646

‘อดีตพระยันตระ'ขึ้นเครื่องกลับสหรัฐอเมริกา 'พระสงฆ์-ชี-ลูกศิษย์'ครึ่งร้อยร่วมส่ง

วันพุธ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 11.16 น.

วันที่ 27 ตุลาคม 2564 เมื่อเวลา 04.00 น. อดีตพระยันตระ หรือ นายวินัย ละอองสุวรรณ แต่งกายห่มเขียว ไว้ผมยาว หนวดเครา เดินทางมาที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อขึ้นเครื่องบินกลับประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีบรรดาพระสงฆ์ แม่ชี และลูกศิษย์ รวมประมาณ 50 คน มารอส่งขึ้นเครื่องบิน

โดยการเดินทางของอดีตพระยันตระ จะขึ้นเครื่องบินของเที่ยวบิน NH806 ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ เวลาประมาณ 07.00 น. โดยใช้เวลาการเดินทางไปยังสนามบินนานาชาตินะริตะ ประเทศญี่ปุ่น ประมาณ 5 ชั่วโมง จากนั้นจะเปลี่ยนเครื่องบิน เพื่อเดินทางไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งการเดินทางในครั้งนี้ มีพระสงฆ์ร่วมเดินทางไปด้วยจำนวน 3 รูป

โดยมีช่วงหนึ่งอดีตพระยันตระ เดินเข้าไปเพื่อรอขึ้นเครื่องบิน ได้เอามือตบไปที่ศีรษะลูกศิษย์ พร้อมกันยกมือไหว้ ส่วนพระสงฆ์ที่ร่วมเดินมาส่งก็ได้ พูดคำว่า “ซาโยนาระ” ก่อนที่อดีตพระยันตระจะเดินเข้าไปภายในห้องพักสำหรับผู้โดยสาร

-007

ขอบคุณภาพ : Sornvasa Pinchumponsang

นักวิจัย‘มจธ.’พัฒนา‘กำแพงต้นไม้อัจฉริยะ’ หวังช่วยบรรเทาปัญหา‘ฝุ่นPM2.5’เมืองกรุง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/611482

นักวิจัย‘มจธ.’พัฒนา‘กำแพงต้นไม้อัจฉริยะ’ หวังช่วยบรรเทาปัญหา‘ฝุ่นPM2.5’เมืองกรุง

วันพุธ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รศ.ดร.ชัยรัตน์ ตรีทรัพย์สุนทร นักวิจัยสถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ และอาจารย์ประจำสายวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เจ้าของรางวัล “นักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ประจำปี 2564” จากมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยถึงรายละเอียด “กำแพงต้นไม้บำบัดมลพิษชนิดควบคุมตัวเองอัตโนมัติ” ที่ได้รับรางวัลฯ ว่า เป็นเทคโนโลยีที่ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีการใช้พืชบำบัดมลพิษ เทคโนโลยีตัวดูดซับกับการออกแบบด้านวิศวกรรมศาสตร์

ในการดึงดูดอากาศที่ปนเปื้อนมลพิษเข้ามาปะทะกับพื้นที่ปลูกพืชด้วยอัตราการไหลเวียนอากาศที่เหมาะสม เพื่อบำบัดอากาศในบริเวณโดยรอบ จากฝุ่น ควันและมลพิษทางอากาศให้สะอาดขึ้น ซึ่งแม้ว่าในปัจจุบันจะมีกำแพงต้นไม้บริเวณป้ายรถเมล์หรือถนนทั่วไป แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ด้วยปัญหาเรื่องการรดน้ำต้นไม้ หรือใช้ต้นไม้ที่ไม่เหมาะสมกับพื้นที่ในการดักจับฝุ่นละอองเล็กๆ ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นสุดท้ายกำแพงต้นไม้ถูกปล่อยร้างไปในที่สุดและไม่มีประสิทธิภาพในการบำบัดมลพิษอากาศมากเท่าที่ควร คณะผู้วิจัยจึงพยายามผสมผสาน Smart farming technology เข้ามาอยู่ในสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้

ทั้งนี้ จากการทดสอบประสิทธิภาพของกำแพงต้นไม้อัจฉริยะในการบำบัดมลพิษอากาศ พบว่า ระบบมีความสามารถในการลดสารอินทรีย์ระเหยง่ายได้มากกว่าร้อยละ 80 และลดฝุ่น PM2.5 ได้ประมาณร้อยละ 60 จากการไหลผ่านของอากาศเพียง 1 รอบ นอกจากนี้คณะผู้วิจัยยังใช้ระบบการควบคุมกำแพงต้นไม้บำบัดมลพิษแบบอัตโนมัติ ทั้งการรดน้ำ ล้างใบและการตรวจวัดคุณภาพอากาศในบริเวณโดยรอบ ที่รองรับทั้งการควบคุมโดยมนุษย์ ควบคุมตัวเองแบบอัตโนมัติและการควบคุมผ่านระบบออนไลน์

ซึ่งระบบดังกล่าวสามารถปรับความถี่ในการรดน้ำต้นไม้ แสดงคุณภาพอากาศในบริเวณโดยรอบและปรับความเร็วของลมในการดูดอากาศของระบบฯ ได้เองตามสภาพอากาศบริเวณนั้นๆ อย่างมีประสิทธิภาพ โดย รศ.ดร.ชัยรัตน์ กล่าวว่า แม้เทคโนโลยีกำแพงต้นไม้อัจฉริยะตัวนี้ไม่ได้ถึงขั้นบำบัดฝุ่นในกรุงเทพฯ ทั้งหมด เพราะฝุ่นในกรุงเทพฯมีปริมาณมาก แต่เป็นการสร้างพื้นที่เล็กๆ ให้มีอากาศบริสุทธิ์และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองโดยเฉพาะคนที่เข้ามาอยู่ในบริเวณกำแพงต้นไม้นี้ จะได้รับอากาศที่ผ่านการกรองโดยต้นไม้ สร้างความปลอดโปร่ง

“เราออกแบบให้มีเก้าอี้นั่งในฝั่ง Relaxing zone อีกฝั่งหนึ่งจะปลูกต้นไม้ โดยอากาศจะถูกดูดเข้ามาบริเวณชั้นกรอง จากนั้นจะมีการไหลเวียนอากาศที่ถูกควบคุมแบบสลับฟันปลาที่มีความเร็วลมเหมาะสม อากาศที่ผ่านการกรองจะถูกพ่นลงมาเป็นม่านลมฉะนั้นบริเวณดังกล่าวจะมีฝุ่น PM.2.5 สารระเหยและอุณหภูมิลดลง โดยผู้ควบคุมสามารถดูข้อมูลคุณภาพอากาศผ่านอินเตอร์เนตได้ มีหน้าจอที่แสดงผล มีแถบสีที่แสดงคุณภาพอากาศในบริเวณนั้น นอกจากนี้มลพิษในอากาศจะเป็นตัวไปควบคุมความเร็วลม ถ้ามลพิษมีปริมาณสูงระบบจะเร่งความเร็วในการกรอง และสามารถตั้งเวลาในการรดน้ำต้นไม้ผ่านโทรศัพท์มือถือด้วย” รศ.ดร.ชัยรัตน์ กล่าว

ปัจจุบันเทคโนโลยีดังกล่าวได้มีการยื่นจดสิทธิบัตรโดยใช้ชื่อว่า กำแพงต้นไม้บำบัดมลพิษชนิดควบคุมตัวเองอัตโนมัติ และอยู่ระหว่างการพัฒนาในเชิงพาณิชย์ โดยการย่อขนาดให้เล็กลงเพื่อการเข้าถึงการนำไปใช้ของประชาชนทั่วไปมากขึ้น โดยคณะผู้วิจัยเชื่อว่า เทคโนโลยีชิ้นนี้จะเป็นก้าวแรกในการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรมและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับคนไทย