(ประมวลภาพ) ประชาชนแห่เก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ69

(ประมวลภาพ) ประชาชนแห่เก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ69

(ประมวลภาพ) ประชาชนแห่เก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ69

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.00 น.

13 พฤษภาคม 2569 ภายหลังพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เสร็จสิ้น ประชาชนที่รออยู่รอบมณฑลพิธีต่างพากันเข้ามาเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวเป็นจำนวนมาก เพื่อนำไปโปรยในที่ดิน ที่ไร่ของตนเอง และเป็นสิริมงคลด้วย

ข่าวเพิ่มเติม : ‘พระโคพอ-พระโคเพียง’เลือกกินอะไร ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 2569

นายกฯร่วมพิธีพืชมงคลฯ เก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานครั้งแรก เตรียมนำปลูกแปลงนาส่วนตัวเสริมสิริมงคล

นายกฯร่วมพิธีพืชมงคลฯ เก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานครั้งแรก เตรียมนำปลูกแปลงนาส่วนตัวเสริมสิริมงคล

นายกฯร่วมพิธีพืชมงคลฯ เก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานครั้งแรก เตรียมนำปลูกแปลงนาส่วนตัวเสริมสิริมงคล

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.50 น.

นายกรัฐมนตรี ร่วมเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานเนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ระบุ เป็นครั้งแรก เตรียมนำไปเพาะในแปลงนาตนเอง ย้ำรัฐบาลมีมาตรการดูแลภัยแล้วปีนี้ บูรณาการทุกหน่วยงานรับมือแล้ว

13 พฤษภาคม 2569 ภายหลังเสร็จสิ้น พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินมายังบริเวณ แปลงนาสาธิต ที่ได้ทำการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยได้ร่วมเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ถูกหว่านลงในแปลงนาสาธิต พร้อมกับประชาชนทั่วไปที่เดินทางมาร่วมในพิธี และเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวทรงปลูก ใส่ถุงที่จัดเตรียมมา ในระหว่างนี้นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า เป็นครั้งแรกและซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยได้มาเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าว และได้เห็นประชาชนมาร่วมในพิธีนี้ ซึ่งตนเองก็จะนำไปเพาะเพื่อให้เติบโต และเป็นสิริมงคล ในแปลงนาของตนเอง ซึ่งไม่ขอบอกว่าอยู่ที่ใด และในระหว่างนี้ได้มีประชาชนเข้ามาทักทายนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นกันเอง

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ร่วมถ่ายภาพกับเกษตรกรที่ได้รับรางวัลจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อจากนั้นนายกรัฐมนตรีเปิดเผยถึง มาตรการดูแลเกษตรกรหลังคาดว่าในปีนี้จะมีภัยแล้งเกิดขึ้นว่า ได้มีการวางแผนไว้โดยบูรณาการตั้งแต่แผนในระดับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมชลประทาน ในการจัดหาน้ำ เช่นน้ำบาดาล น้ำใต้ดินให้กับเกษตรกร นอกจากนี้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย กรมโยธาธิการและผังเมือง จะมาร่วมทำงานกันอย่างบูรณาการ เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะภัยแล้ง ซึ่งการพยากรณ์อากาศพบว่าจะเกิดสภาวะดังกล่าวขึ้นในปีนี้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการจัดหาแหล่งน้ำและ กักตุนน้ำ ให้มากที่สุด เพื่อให้เกษตรกรไม่ประสบความเดือดร้อน.

ข่าวเพิ่มเติม : ‘พระโคพอ-พระโคเพียง’เลือกกินอะไร ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 2569

เลขาฯพระปกเกล้า ร่วมประชุมการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7

เลขาฯพระปกเกล้า ร่วมประชุมการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7

เลขาฯพระปกเกล้า ร่วมประชุมการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.12 น.

เลขาฯพระปกเกล้า ร่วมประชุมการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 เนื่องในโอกาสประกาศยกย่องพระเกียรติคุณ พระราชกรณียกิจในวาระ 100 ปี

ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และนายภูมินทร ปลั่งสมบัติ ที่ปรึกษาเลขาธิการ รักษาการผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย ประธานกรรมการมูลนิธิประชาธิปก-รำไพพรรณี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.หม่อมราชวงศ์ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์ และคณะ เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 เนื่องในโอกาสที่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (องค์การ UNESCO) ประกาศยกย่องพระเกียรติคุณ พระราชกรณียกิจในวาระครบ 100 ปี พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน และความเสมอภาคทางเพศ

รัฐบาลโดย นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกุล เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาเห็นชอบให้กำหนดชื่อ “การจัดงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 เนื่องในโอกาสประกาศยกย่องพระเกียรติคุณพระราชกรณีกิจในวาระครบ 100 ปี” โดยมีระยะเวลาการจัดงานระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 ซึ่งรัฐบาลจะจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล โดยนายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานในวันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2569 เวลา 07.00 น. ณ วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

ทั้งนี้ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจะทำหนังสือแจ้งเวียนหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเชิญชวนให้ร่วมจัดงานและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ โดยพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จะร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมเพื่อเฉลิมพระเกียรติฯ ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการ งานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ งานเสวนา และงานแสดงดนตรี ภาพยนตร์ ระหว่างปี 2569 – 2570

การเข้าร่วมประชุมในวันนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่สถาบันพระปกเกล้า โดยพิพิธิภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีส่วนร่วมผลักดันให้การเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 แพร่หลายสู่สาธารณะอย่างกว้างขวาง

– 006

‘พระโคพอ-พระโคเพียง’เลือกกินอะไร ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 2569 (ประมวลภาพ)

'พระโคพอ-พระโคเพียง'เลือกกินอะไร ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 2569 (ประมวลภาพ)

‘พระโคพอ-พระโคเพียง’เลือกกินอะไร ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 2569 (ประมวลภาพ)

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.17 น.

พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2569 เริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูก เมล็ดพันธุ์พระราชทานหล่อเลี้ยงหัวใจเกษตรกรไทย มอบพรให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ เสี่ยงทายปีนี้น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่ม จะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอนจะเสียหายบ้าง 

13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลาประมาณ 08.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งมายังพลับพลาที่ประทับ ณ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง เพื่อเป็นองค์ประธานในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2569

พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประกอบด้วยพระราชพิธี 2 พิธีรวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคลอันเป็นพิธีสงฆ์ ซึ่งเป็นการประกอบพระราชพิธีวันแรกที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ในวันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เป็นพิธีทำขวัญพืชพันธุ์ธัญญาหารที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอธิษฐานเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) อันเป็นพิธีพราหมณ์ โดยประกอบพระราชพิธีในวันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

ทั้งนี้ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีการเพื่อความเป็นสิริมงคลและบำรุงขวัญเกษตรกร กำหนดจัดขึ้น ในราวเดือนหกของทุกปี หรือเดือนพฤษภาคมที่มีฤกษ์ยามที่เหมาะสมต้องตามประเพณี ซึ่งเป็นระยะที่เหมาะสมที่จะเริ่มต้น การทำนาอันเป็นอาชีพหลักของประชาชนคนไทย

การจัดพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีนี้ ฤกษ์การไถหว่านอยู่ระหว่างช่วงเวลา 08.09 – 08.39 น. ผู้ทำหน้าที่เป็นพระยาแรกนา ประจำปี พ.ศ. 2569 คือ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนเทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวฉันทิสา อารีเสวต นายสัตวแพทย์ชำนาญการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และนางสาวอภิชญา ฟูแสง นักวิชาการตรวจสอบบัญชีปฏิบัติการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ นางสาวพรจิตรา จันทร์เจริญ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร และนางสาวศรัญญา ทองคำ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ กรมส่งเสริมการเกษตร ผู้เชิญเครื่องอิสริยยศ จำนวน 4 ราย คู่เคียงในกระบวนแห่อิสริยยศพระยาแรกนา จำนวน 16 รายและพระโคแรกนา ได้แก่ พระโคพอ และพระโคเพียง โดยพระโคพอ มีความสูง 165 เซนติเมตร ความยาวลำตัว 226 เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอก 210 เซนติเมตร อายุ 14 ปี ส่วนพระโคเพียง มีความสูง 169 เซนติเมตร ความยาวลำตัว 239 เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอก 213 เซนติเมตร อายุ 14 ปี พระโคสำรอง ได้แก่ พระโคเพิ่ม และพระโคพูล ซึ่งเป็นโคพันธุ์ขาวลำพูน 

ซึ่งในปีนี้ กรมการข้าวทำหน้าที่ในการจัดเตรียมพันธุ์ข้าวพระราชทานและพันธุ์พืช ซึ่งนำมาใช้ในงานพระราชพิธีฯโดยขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำพันธุ์ข้าวทรงปลูกในฤดูนาปี 2568 โครงการนาทดลองในโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดามาใช้ในงานพระราชพิธีฯ ประจำปี 2569 ประกอบด้วย พันธุ์ข้าวนาสวน จำนวน 5 พันธุ์ ได้แก่ 1) ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 1,295 กิโลกรัม 2) กข 79 จำนวน 550 กิโลกรัม 3) กข 85 จำนวน 990 กิโลกรัม 4) กข 99 (หอมคลองหลวง 72) จำนวน 520 กิโลกรัม 5) กข 109 (หอมพัทลุง 72) จำนวน 600 กิโลกรัม และพันธุ์ข้าวเหนียว จำนวน 2 พันธุ์ ได้แก่ 1) กข 6 จำนวน 592 กิโลกรัม และ 2) กข 26(เชียงราย 72) จำนวน 600 กิโลกรัม เป็นน้ำหนักรวมทั้งสิ้น 5,147 กิโลกรัม ถือเป็น “พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน” บรรจุในซองพลาสติกแจกจ่ายให้บรรดาพสกนิกร ประชาชนผู้สนใจ และชาวนา ทั่วประเทศรับไปเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพการเกษตร

ในวันประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญจะมีการพยากรณ์ถึงความสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารของประเทศ พระยาแรกนาได้ตั้งสัตยาธิษฐาน เสี่ยงทายหยิบผ้านุ่งแต่งกาย ซึ่งแต่ละผืนล้วนมีความหมายแตกต่างกันออกไป เป็นผ้าลายมีด้วยกัน 3 ผืน ได้แก่ หากหยิบได้ผ้า 4 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะมากสักหน่อย นาในที่ดอนจะได้ผลบริบูรณ์ดี นาในที่ลุ่มอาจจะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่ หยิบได้ผ้า 5 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนาจะได้ผลบริบูรณ์ และผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี หยิบได้ผ้า 6 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่ม จะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอนจะเสียหายบ้าง ไม่ได้ผลเต็มที่ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีแผนการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ทั้งในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน สำหรับการอุปโภคและบริโภคอย่างเหมาะสม เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งที่อาจเกิดขึ้น   

ในการนี้ นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่ถวายรายงานการพยากรณ์เสี่ยงทายผ้านุ่งของพระยาแรกนา และพระโคกินเลี้ยง โดยในปีนี้พระยาแรกนาได้ตั้งสัตยาธิษฐาน เสี่ยงทายหยิบผ้านุ่งแต่งกาย หยิบได้ผ้า 6 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่ม จะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอนจะเสียหายบ้าง ไม่ได้ผลเต็มที่ นอกจากนี้ พราหมณ์ได้เสี่ยงทายของกิน 7 สิ่ง ที่ตั้งเลี้ยงพระโค ซึ่งปีนี้พระโคกินถั่วพยากรณ์ว่า ผลาหาร ภักษาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี พระโคกิน น้ำ และ หญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี พระโคกิน เหล้า พยากรณ์ว่า การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2509 เป็นต้นมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้วันพระราชพิธีพืชมงคล เป็น “วันเกษตรกร” ประจำปีด้วย เพื่อให้ผู้มีอาชีพทางการเกษตรพึงระลึกถึงความสำคัญของการเกษตร และร่วมมือกันประกอบพระราชพิธีพืชมงคลเพื่อเป็นสิริมงคลแก่อาชีพของตน ทั้งยังก่อให้เกิดประโยชน์แก่เศรษฐกิจของประเทศชาติ จึงได้จัดงานวันเกษตรกรควบคู่ไปกับงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญตลอดมา

อนึ่ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการการคัดเลือกเกษตรกร สถาบันเกษตรกร สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติและปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ประจำปี 2569 โดย นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่เบิกตัวผู้ได้รับพระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณในประเภทต่าง ๆ มีรายชื่อ ดังนี้

เกษตรกรและบุคคลทางการเกษตรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2569 จำนวน 16 ราย คือ
1) อาชีพทำนา ได้แก่ นายจิรกร จิวเจริญกาล จังหวัดนครปฐม
2) อาชีพทำสวน ได้แก่ นายคมญ์คริษฐ์ กล่อมสังข์ จังหวัดตราด
3) อาชีพทำไร่ ได้แก่ นางหนูเรียน เพียโคตร จังหวัดชัยภูมิ
4) อาชีพไร่นาสวนผสม ได้แก่ นายประเสริฐ ยุวกาฬกุล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
5) อาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ได้แก่ นางสมพร แก้วคนตรง จังหวัดราชบุรี
6) อาชีพเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ นายสุรศักดิ์ แซ่ลี้ จังหวัดราชบุรี
7) อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ได้แก่ นายอมร เหลืองนฤมิตชัย จังหวัดเพชรบุรี
8) อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย ได้แก่ นายประโยชน์ โสรัจจกิจ จังหวัดฉะเชิงเทรา
9) อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำ ได้แก่ นางสาวภัทรนิษฐ์ ศิระวัฒนารุจน์ จังหวัดกาญจนบุรี
10) อาชีพปลูกสวนป่า ได้แก่ นายบุญธรรรม ทับทิมศรี จังหวัดนครสวรรค์

 
11) สาขาบัญชีฟาร์ม ได้แก่ นายสุริยา ขันแก้ว จังหวัดแพร่
12) สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้แก่ นางเกษร ทองคำ จังหวัดพัทลุง
13) สาขาการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช ได้แก่ นางสาวรัตฑณา จันทร์ดำ จังหวัดเชียงใหม่
14) สาขาเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ นางสาวอัญชรี อัสววิมล จังหวัดนนทบุรี
15) ที่ปรึกษากลุ่มยุวชนเกษตรกร ได้แก่ นายมนตรี วัดน้อย จังหวัดนครปฐม
16) สมาชิกกลุ่มยุวชนเกษตรกร ได้แก่ นายเพชรรัตน์ ม่วงสาย จังหวัดนครสวรรค์
สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2569จำนวน 13 กลุ่ม คือ
1) กลุ่มเกษตรกรทำนา กลุ่มเกษตรกรทำนาดอนใหญ่ จังหวัดอุบลราชธานี
2) กลุ่มเกษตรกรทำสวน ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรกรทำสวนไม้เรียง จังหวัดนครศรีธรรมราช
3) กลุ่มเกษตรกรทำไร่ ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรทำไร่หนองโพรง จังหวัดปราจีนบุรี
4) กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ กลุ่มผู้เลี้ยงโคเนื้อตำบลบ้านเสียว จังหวัดนครพนม
5) กลุ่มเกษตรกรทำประมง หรือกลุ่มเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้แก่วิสาหกิจชุมชนหอยนางรมท่าโสม จังหวัดตราด
6) กลุ่มเกษตรกรแปรรูปสัตว์ที่น้ำ ได้แก่ กลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยงบ้านสมสะอาด จังหวัดบึงกาฬ
7) กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ได้แก่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านเมาะหลวง จังหวัดลำปาง
8) กลุ่มยุวเกษตรกร ได้แก่ กลุ่มยุวเกษตรกรนอกโรงเรียนศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน เขต 5 จังหวัดอุบลราชธานี
9) กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหนองหิน จังหวัดอุบลราชธานี
10) สถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทาน ได้แก่ กลุ่มบริหารการใช้น้ำคุระบุรีร่วมใจ จังหวัดพังงา
11) ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ประเภทข้าวหอมมะลิ ได้แก่ ศูนย์ข้าวชุมชนนาแปลงใหญ่นาเยีย ปี 59 จังหวัดอุบลราชธานี
12) ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ประเภทข้าวอื่น ๆ ได้แก่  ศูนย์ข้าวชุมชนกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหนองกุง จังหวัดบึงกาฬ
13) วิสาหกิจชุมชน ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มยางก้อนถ้วย กยท. จังหวัดนครศรีธรรมราช
สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2569 จำนวน 7สหกรณ์ คือ
1) สหกรณ์การเกษตร ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร  เมืองตรอน จำกัด จังหวัดอุตรดิตถ์
2) สหกรณ์โคนม ได้แก่ สหกรณ์โคนมสีคิ้ว จำกัด จังหวัดนครราชสีมา
3) สหกรณ์ผู้ผลิตยางพารา ได้แก่ สหกรณ์กองทุนสวนยางยูงทอง จำกัด จังหวัดสงขลา
4) สหกรณ์ออมทรัพย์ ได้แก่ สหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ จำกัด จังหวัดกาฬสินธุ์
5) สหกรณ์ร้านค้า ได้แก่ ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา จำกัด จังหวัดนครราชสีมา
6) สหกรณ์บริการ ได้แก่ สหกรณ์บริการครูแพร่ จำกัด จังหวัดแพร่
7) สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ได้แก่ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เอ็น เอช เค สปริง จำกัด จังหวัดสมุทรปราการ

ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ประจำปี 2569จำนวน 3 สาขา คือ 
1) สาขาปราชญ์เศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ นางราตรี บัวพนัส จังหวัดนครสวรรค์
2) สาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น ได้แก่ นายพรหม สอนสิริ จังหวัดปราจีนบุรี
3) สาขาปราชญ์เกษตรผู้นำชุมชนและเครือข่าย ได้แก่ นายบุญส่ง นับทอง จังหวัดกระบี่

อาชีวะ พัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาด้านศิลปะการออกแบบ ยกระดับ ผ้าไหม Soft Power ไทย สู่เวทีโลก

อาชีวะ พัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาด้านศิลปะการออกแบบ ยกระดับ ผ้าไหม Soft Power ไทย สู่เวทีโลก

อาชีวะ พัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาด้านศิลปะการออกแบบ ยกระดับ ผ้าไหม Soft Power ไทย สู่เวทีโลก

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายราตรีสวัสดิ์ ธนานันต์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาช่างอุตสาหกรรม ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการยกระดับและพัฒนาการจัดการอาชีวศึกษาด้านศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์และสิ่งทอ กับสมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย โดยนายกิตติ (เอ็ดเวิร์ด) ประทีปนาฎศิริ นายกสมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย โดยมีนางเบญจวรรณ ปกป้อง ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ นายอัศวิน ข่มอาวุธ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ นายรังสันต์ เทพมนตรี ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร และเอกอัครราชทูตฟินแลนด์ เอกอัครราขทูตกัวเตมาลาประจำประเทศไทย ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตโมร็อกโก สถานเอกอัครราชทูตคิวบา ภาคเอกชนจากออสเตรเลีย และคณะกรรมการสมาคมเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 5 ชั้น 1 สอศ.

นายราตรีสวัสดิ์ ธนานันต์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาช่างอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การลงนามความร่วมมือบันทึกความเข้าใจนี้มีระยะเวลา 3 ปี โดยจะร่วมกันพัฒนาและยกระดับการจัดการอาชีวศึกษาด้านศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์และสิ่งทอ ให้สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาประเทศสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม โดยมุ่งเน้นการพัฒนากำลังคนที่มีทักษะขั้นสูง มีความคิดสร้างสรรค์ และสามารถสร้างนวัตกรรมส่งเสริมและต่อยอดพลังทางวัฒนธรรมของประเทศไทย ผ่านการพัฒนาและเผยแพร่ผ้าไหมไทยในฐานะทุนทางวัฒนธรรมสู่ระดับสากลให้กับครู และนักเรียน นักศึกษา  ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยการนำองค์ความรู้ด้านการออกแบบ เทคโนโลยี และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ผ้าไหม และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจ สีเขียว โดยคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาอาชีวศึกษาและภาคอุตสาหกรรมผ้าไหม และการออกแบบพัสตราภรณ์และสิ่งทอโดยยึดหลักการพัฒนากำลังคนที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน และให้ภาคอุตสาหกรรมมีบทบาทสำคัญในการร่วมกำหนดทิศทางการจัดการศึกษา

ด้าน นายกิตติ (เอ็ดเวิร์ด) ประทีปนาฎศิริ นายกสมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย กล่าวว่า ภายใต้ความร่วมมือนี้ ทั้งสองหน่วยงานได้กำหนดแนวทางดำเนินงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ดังนี้ 1.การพัฒนาหลักสูตร โดยร่วมกันออกแบบและปรับปรุงหลักสูตรด้านสิ่งทอและแฟชั่น บูรณาการองค์ความรู้ด้านศิลปะ เทคโนโลยี และภูมิปัญญาผ้าไหมไทย เพื่อให้ผู้เรียนสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีเอกลักษณ์และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอทั้งในประเทศและต่างประเทศ 2.การพัฒนากำลังคน มุ่งยกระดับทักษะของครู และนักเรียน นักศึกษา ให้มีสมรรถนะทั้งด้านการออกแบบ การผลิต และการสร้างนวัตกรรม รวมถึงการเปิดโอกาสให้ได้ฝึกประสบการณ์วิชาชีพในสถานประกอบการจริง โดยภาคอุตสาหกรรมเข้ามามีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด 3.การวิจัยและพัฒนา โดยส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไหม ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ควบคู่กับแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติของเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว 4.การส่งเสริมอัตลักษณ์และ Soft Power ไทย โดยสนับสนุนการออกแบบผ้าไหมไทยให้มีความร่วมสมัย และผลักดันสู่เวทีระดับประเทศและนานาชาติ ผ่านกิจกรรม เช่น การจัดนิทรรศการ การแสดงผลงาน และแฟชั่นโชว์

5.การพัฒนาทักษะผู้ประกอบการ ทั้งด้านการสร้างแบรนด์ การตลาด และการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ เพื่อให้นักเรียน นักศึกษาสามารถต่อยอดสู่อาชีพและการเป็นผู้ประกอบการได้จริงและ 6.ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรในกระบวนการผลิตอย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสนับสนุนชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยส่งเสริมการทำงานร่วมกับวิสาหกิจชุมชน และนำองค์ความรู้ด้านอาชีวศึกษาไปใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างรายได้ให้กับชุมชนผู้ผลิตผ้าไหม ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวจะมุ่งพัฒนาศักยภาพครูและผู้เรียนอาชีวศึกษาไทย ให้มีทักษะด้านการออกแบบ การสร้างสรรค์นวัตกรรมสิ่งทอ การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแฟชั่นโลก พร้อมกันนี้ ยังเป็นการเปิดความร่วมมือกับหน่วยงานและสถาบันการศึกษาจากต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี บุคลากร และประสบการณ์ด้านแฟชั่นและสิ่งทอ ต่อยอดสู่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ และสร้างโอกาสใหม่ให้เยาวชนไทยก้าวสู่สายอาชีพสร้างสรรค์แห่งอนาคต

‘KU Aerobic เพื่อประชาชน’ ชวนคนกรุงขยับกาย สร้างสุขภาพดี

‘KU Aerobic เพื่อประชาชน’ ชวนคนกรุงขยับกาย สร้างสุขภาพดี

‘KU Aerobic เพื่อประชาชน’ ชวนคนกรุงขยับกาย สร้างสุขภาพดี

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เดินหน้าสร้างสังคมสุขภาวะอย่างต่อเนื่อง เปิดพื้นที่สีเขียวใจกลางบางเขน เชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรม “KU Aerobic เพื่อประชาชน” ออกกำลังกายสุดมันส์ เสริมสุขภาพกาย-ใจ ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติที่ร่มรื่น ในวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 ณ ลานดาว หลังหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

กิจกรรมจัดขึ้น 2 รอบ ได้แก่ เวลา 17.30 – 18.15 น. และ 18.30 – 19.15 น. เปิดให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยเข้าร่วมได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อส่งเสริมให้คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพ ลดความเสี่ยงจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย มก. โดยดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่มุ่งพัฒนาให้มหาวิทยาลัยเป็น “พื้นที่สุขภาวะของสังคม” พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งด้านสุขภาพ การออกกำลังกาย และการสร้างความสัมพันธ์ในชุมชน

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมจะได้สนุกกับการเต้นแอโรบิกในจังหวะดนตรีเร้าใจ พร้อมสเต็ปใหม่ ๆ ที่ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญ สร้างพลังบวก และเปิดโอกาสให้เกิดการรวมตัวของ community คนรักสุขภาพในบรรยากาศเป็นกันเอง

ผศ.รัชด ชมภูนิช รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิตและพัฒนาอย่างยั่งยืน มก. เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรม “KU Aerobic เพื่อประชาชน” ครั้งแรก เมื่อวันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน โดยผลสำรวจพบว่าผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในระดับสูง และเห็นว่ากิจกรรมช่วยส่งเสริมทั้งสุขภาพร่างกายและจิตใจได้อย่างชัดเจน พร้อมเสนอให้จัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ และเพิ่มจำนวนวันในอนาคต สะท้อนถึงกระแสตอบรับที่ดีและความต้องการของประชาชนในพื้นที่

“ความโดดเด่นของกิจกรรมนี้ ไม่เพียงเป็นการออกกำลังกาย แต่ยังสะท้อนอัตลักษณ์ของม.เกษตรในฐานะ “มหาวิทยาลัยสีเขียว” ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของสังคม โดยมก.ได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวอันดับ 1 ของประเทศไทย ต่อเนื่องถึง 5 ปีซ้อน (พ.ศ. 2564–2568) และอยู่ในอันดับที่ 22 ของโลก จากการจัดอันดับ UI GreenMetric World University Ranking 2025  ดังนั้น เราพร้อมทั้งการเป็นต้นแบบขององค์กรที่ขับเคลื่อนสังคมสู่อนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และบริหารจัดการพื้นที่สีเขียว พลังงาน และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนแก่ประชาชน” ผศ.รัชด กล่าวและว่า กิจกรรม “KU Aerobic เพื่อประชาชน” จึงไม่ใช่เพียงการออกกำลังกาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนแนวคิด “Green & Healthy University” ที่ผสานการดูแลสุขภาพของคนควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม สร้างสมดุลชีวิตอย่างยั่งยืนให้กับทุกคน

สพฐ. เดินหน้า ‘Teacher Academy’ พัฒนานวัตกรรมนิเวศการเรียนรู้ ยกระดับคุณภาพผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล

สพฐ. เดินหน้า ‘Teacher Academy’ พัฒนานวัตกรรมนิเวศการเรียนรู้ ยกระดับคุณภาพผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล

สพฐ. เดินหน้า ‘Teacher Academy’ พัฒนานวัตกรรมนิเวศการเรียนรู้ ยกระดับคุณภาพผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กลุ่มวิจัยและพัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้ สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งใหญ่ ระดมผู้ทรงคุณวุฒิยกร่างแนวทางวิจัยและพัฒนานิเวศการเรียนรู้ มุ่งสร้างชุมชนวิชาชีพครูที่ยั่งยืน หวังส่งต่อผลลัพธ์สู่ห้องเรียนทั่วประเทศ

นางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนานวัตกรรมนิเวศการเรียนรู้สู่การเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ” (Teacher Academy) ณ โรงแรมปริ๊นส์ตั้น พาร์ค สวีท กรุงเทพมหานคร

นางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า การต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ บทเรียนและประสบการณ์ที่นำมาในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นชุดประสบการณ์บทเรียน หรือกระบวนการพัฒนาเชิงพื้นที่ภายใต้บริบทที่หลากหลาย ล้วนเป็นต้นทุนที่มีคุณค่า การประชุมครั้งนี้จึงไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่ แต่คือการนำสิ่งที่ดีอยู่แล้วมาสังเคราะห์และพัฒนาต่อยอด ให้เข้มแข็งและเป็นระบบยิ่งขึ้น ประการต่อมาคือการมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ การประชุมครั้งนี้ต้องการผลงานที่เป็นรูปธรรม ทั้งร่างนวัตกรรม แนวทาง กระบวนการ และกลไกการปฏิบัติที่น่าสนใจ เป็นรูปธรรม และมีประสิทธิภาพ รวมถึงเอกสารวิชาการที่สามารถนำไปขับเคลื่อนงานต่อได้ จึงขอให้ทุกท่านใช้เวลาทุกนาทีอย่างคุ้มค่า และมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายร่วมกัน ประการสุดท้าย คือการกล้าตั้งคำถามและวิพากษ์อย่างสร้างสรรค์ เนื่องจากการประชุมครั้งนี้ มีผู้ทรงคุณวุฒิและคณะทำงานที่เป็นผู้ปฏิบัติจริงอยู่ด้วยกัน ซึ่งนั้นโอกาสดีที่มุมมองจากภาคนโยบายและภาคปฏิบัติ จะได้มาหลอมรวมเข้าด้วยกัน กล่าวได้ว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้งานเดินหน้าได้อย่างลุ่มลึกและแหลมคม ด้วยศักยภาพและประสบการณ์จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรากฐานสำคัญของ OBEC Teacher Academy ที่เป็นประโยชน์ต่อระบบการศึกษาอย่างแท้จริง และมีความยั่งยืนสืบไป

ด้าน นางพีรานุช ไชยพิเดช ผู้อำนวยการ สนก. เปิดเผยว่า โครงการนี้มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับสมรรถนะผู้เรียนให้ทัดเทียมระดับสากล ผ่านการสร้าง “ระบบนิเวศการเรียนรู้ทางวิชาชีพ” ที่แข็งแกร่ง โดยที่ผ่านมาได้ขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่องใน 2 ระยะ คือ ระยะแรก ขับเคลื่อนนวัตกรรมร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) 31 เขต เพื่อเป็นต้นแบบในบริบทที่หลากหลายให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในระดับพื้นที่ จากนั้นระยะที่สอง ถอดบทเรียนและจัดการองค์ความรู้ การพัฒนานิเวศการเรียนรู้และชุมชนขยายศักยภาพการจัดการเรียนรู้ในระดับพื้นที่ ถือเป็นการได้มาซึ่งชุดบทเรียน ชุดประสบการณ์ และชุดกระบวนการ พัฒนาเชิงพื้นที่ภายใต้บริบทที่หลากหลาย รวมถึงกระการนำนวัตกรรมเข้าสู่โรงเรียนและห้องเรียน ได้อย่างเหมาะสม เป็นรูปธรรมสามารถนำไปสู่การยกร่างต้นแบบแนวคิดเชิงนวัตกรรม ในการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ในระดับ สพฐ. ได้อย่างเข้มแข็ง เราเชื่อมั่นว่าผลลัพธ์จากการประชุมครั้งนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับ Teacher Academy ของ สพฐ. ให้เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง เพื่อส่งเสริมคุณภาพการจัดการเรียนรู้อย่างยั่งยืน

การประชุมในครั้งนี้ ได้ระดมผู้ทรงคุณวุฒิ คณะทำงานและภาคีเครือข่าย ร่วมขับเคลื่อนงานโดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่ การพัฒนานวัตกรรมนิเวศการเรียนรู้ที่ส่งเสริมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ การยกร่างแนวทางวิจัยและกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการศึกษา และการจัดทำฐานข้อมูลสารสนเทศและเอกสารวิชาการเพื่อใช้ในการอ้างอิงและพัฒนา และคาดหวังว่าชุดความรู้ที่ได้จะถูกนำไปขยายผลเพื่อพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศในลำดับต่อไป

ครบรอบ 10 ปี ‘คณะแพทยศาสตร์ สจล.’ ยกระดับการศึกษาแพทย์ไทยสู่ระดับนานาชาติ

ครบรอบ 10 ปี ‘คณะแพทยศาสตร์ สจล.’ ยกระดับการศึกษาแพทย์ไทยสู่ระดับนานาชาติ

ครบรอบ 10 ปี ‘คณะแพทยศาสตร์ สจล.’ ยกระดับการศึกษาแพทย์ไทยสู่ระดับนานาชาติ

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง คณะแพทยศาสตร์ นานาชาติแห่งแรกของไทย จัดงานครบรอบ 10 ปี โดยมีพันธมิตรทางวิชาการเข้าร่วมแสดงความยินดี  ภายในงานมีการจัด Research Talk Session เวทีเสวนาที่เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และการศึกษา ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มุมมองเชิงลึก และแนวคิดสู่อนาคต ในการพัฒนาการศึกษาและงานวิจัยทางการแพทย์ โดยมีหัวข้อสำคัญ อาทิ การยกระดับการศึกษาแพทย์ของไทยสู่ระดับนานาชาติ แนวทางการดูแลสุขภาพในบริบทโลก การพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนโมเดล Clinician Scientist และยุทธศาสตร์การผสานนวัตกรรมกับการรักษาทางคลินิก โดยมีคณาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษาแพทย์ของ MDKMITL ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า การก้าวสู่ปีที่ 10 ของคณะแพทยศาสตร์ นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นของสถาบันในการพัฒนาการศึกษาและงานวิจัยทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง พร้อมเน้นย้ำถึงบทบาทของความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ในการยกระดับระบบสาธารณสุขของประเทศ

“ตลอดระยะเวลา 1 ทศวรรษที่ผ่านมา คณะแพทยศาสตร์ สจล. ได้พัฒนาการเรียนการสอน งานวิจัย และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้างบุคลากรทางการแพทย์ของศตวรรษที่ 21 ที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมในปัจจุบัน” อธิการบดี สจล. กล่าว

ศ.นพ.สมชาย ธนวัฒนาเจริญ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ สจล. กล่าวว่า คณะแพทยศาสตร์ สจล. ยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ และสร้างบุคลากรทางการแพทย์รุ่นใหม่ เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของหมุดหมายสำคัญ และตั้งเป้าสานต่อความร่วมมือในระยะยาวต่อไป

ทั้งนี้ สจล. เตรียมจัดงานใหญ่ประจำปี “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” และ “KMITL Expo 2026” ระหว่างวันที่ 1 – 6 กันยายน 2569 ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยเปิดพื้นที่ให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา ผู้ประกอบการ นักลงทุน และหน่วยงานต่างๆ ได้ร่วมเรียนรู้ ทดลองเทคโนโลยีใหม่ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านนวัตกรรมพร้อมขยายความร่วมมือสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ควบคู่กับการจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากคณาจารย์และนักศึกษาในหลากหลายสาขา

 พร้อมกันนี้ยังได้ผนวกกิจกรรม Open House ซึ่งเป็นกิจกรรมแนะแนวการศึกษาสำคัญของสถาบัน เปิดโอกาสให้นักเรียน ผู้ปกครอง และผู้สนใจ ได้ทำความรู้จักคณะและหลักสูตรต่างๆของ สจล. อย่างใกล้ชิด และเปิดให้เยี่ยมชมผลงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างใกล้ชิด

สถาบันพระปกเกล้า ร่วมบันทึกเทปถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

สถาบันพระปกเกล้า ร่วมบันทึกเทปถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

สถาบันพระปกเกล้า ร่วมบันทึกเทปถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.18 น.

12 พฤษภาคม 2569 รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า พร้อมด้วย นายภูมินทร ปลั่งสมบัติ ที่ปรึกษาเลขาธิการพระปกเกล้า นายณัฐพงศ์ รอดมี ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า คณะผู้บริหาร และนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรชั้นสูงของสถาบันพระปกเกล้า เข้าร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร

#สถาบันพระปกเกล้า

มมส ยกระดับมาตรฐานสากล ติดทำเนียบ THE Asia University Rankings 2026

มมส ยกระดับมาตรฐานสากล ติดทำเนียบ THE Asia University Rankings 2026

มมส ยกระดับมาตรฐานสากล ติดทำเนียบ THE Asia University Rankings 2026

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.01 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ก้าวสู่ความสำเร็จบนเวทีโลกอีกครั้ง หลังได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของภูมิภาคเอเชียจากการประกาศผล Times Higher Education (THE) Asia University Rankings 2026 โดยมหาวิทยาลัยใหาสารคาม ได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มอันดับ 801+ สะท้อนถึงมาตรฐานการศึกษาและการวิจัยที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

การจัดอันดับโดย Times Higher Education (THE) ถือเป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพมหาวิทยาลัยที่ได้รับความเชื่อถือสูงสุดระดับโลก โดยใช้เกณฑ์การประเมินที่เข้มงวดครอบคลุม 5 มิติหลัก ได้แก่ การสอน (Teaching) พิจารณาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้และชื่อเสียงทางวิชาการ , สภาพแวดล้อมการวิจัย (Research Environment): ประเมินจากปริมาณงานวิจัยและรายได้จากการวิจัย , คุณภาพการวิจัย (Research Quality) วัดอิทธิพลจากการอ้างอิงผลงานวิจัย (Citation Impact) และความเป็นเลิศที่สร้างผลกระทบต่อวงวิชาการ , ความเป็นนานาชาติ (International Outlook) ประเมินสัดส่วนบุคลากรและนักศึกษาต่างชาติ รวมถึงความร่วมมือด้านวิจัยระดับสากล , ภาคอุตสาหกรรม (Industry) วัดความสามารถในการถ่ายทอดนวัตกรรม สิทธิบัตร และการสร้างรายได้จากงานวิจัย

ความสำเร็จในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความโดดเด่นของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในการเป็น “มหาวิทยาลัยที่พึ่งของชุมชนและสังคม” ที่สามารถบูรณาการองค์ความรู้ระดับสากลเข้ากับบริบทท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ บรรพชีวินวิทยา วิทยาศาสตร์สุขภาพ และการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอีสาน ซึ่งผลงานวิจัยเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างคุณค่าทางวิชาการ แต่ยังสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มมส ได้มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพผลงานตีพิมพ์ในฐานข้อมูลระดับนานาชาติ และขยายเครือข่ายความร่วมมือ (MoU) กับสถาบันชั้นนำทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สัดส่วนความเป็นนานาชาติและคุณภาพงานวิจัยพัฒนาขึ้นจนผ่านเกณฑ์มาตรฐานอันเข้มงวดของ Times Higher Education

มมส ก้าวเข้าสู่ทำเนียบการจัดอันดับ THE Asia University Rankings 2026 จึงไม่เพียงแต่เป็นความภาคภูมิใจของบุคลากรและนิสิตเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์และมาตรฐานอุดมศึกษาไทยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้โดดเด่นและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล