ครูผู้ช่วยเฮ มติบอร์ดคุรุสภาไฟเขียว ไม่มี ‘ตั๋วครู’ แต่สอนหนังสือได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/447574

ครูผู้ช่วยเฮ มติบอร์ดคุรุสภาไฟเขียว ไม่มี ‘ตั๋วครู’ แต่สอนหนังสือได้

ครูผู้ช่วยเฮ มติบอร์ดคุรุสภาไฟเขียว ไม่มี 'ตั๋วครู' แต่สอนหนังสือได้30 ตุลาคม 2563 – 13:45 น.

ครูผู้ช่วยเฮ มติบอร์ดคุรุสภาไฟเขียว ไม่มี’ตั๋วครู”แต่สอนหนังสือได้ครั้งละไม่เกิน 2 ปี ตามประกาศคณะกรรมการคุรุสภา ขณะที่ อนุมัติการ “ออก-ต่อ”ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา 4 ประเภทรวม 11,688 ราย เฉพาะตั๋วครู 8,942 ราย 

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 11/2563 เมื่อวันพุธที่ 28 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา โดยมี คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการคุรุสภา และคณะกรรมการคุรุสภา เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ซึ่งมีสรุปสาระสำคัญการประชุม ดังนี้

นายณัฏฐพล เปิดเผยผลการประชุมดังกล่าวว่า ที่ประชุมรับทราบการดำเนินงานออกและต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา โดยสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้อนุมัติการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา 4 ประเภท จำนวน 1,857 ราย โดยแบ่งเป็น ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู จำนวน 1,357 ราย, ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 437 ราย, ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา จำนวน 26 ราย และใบอนุญาตประกอบวิชาชีพศึกษานิเทศก์ จำนวน 37 ราย

รวมทั้ง การต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา 4 ประเภท จำนวน 9,831 ราย แบ่งเป็น ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู จำนวน 8,942 ราย, ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 778 ราย, ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา จำนวน 51 ราย และใบอนุญาตประกอบวิชาชีพศึกษานิเทศก์ จำนวน 60 ราย

ขณะเดียวกัน ในที่ประชุมยังรับรองปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2562) ของคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2562-2566 ที่มีการจัดการเรียนการสอนในที่ตั้งของสถาบันเท่านั้น

นายณัฏฐพล กล่าวอีกว่า แม้มีที่ประชุมมีการรับรองเรื่องดังกล่าว แต่ตนได้ให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการให้คุรุสภา หาแนวทางเชื่อมโยงและบูรณาการกับคณะกรรมการ ที่ทำหน้าที่ตรวจและประเมินหลักสูตรที่ขอปรับปรุง เพื่อชี้แจงจุดเน้นและแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการในการผลิตและพัฒนาครู เพื่อปรับปรุงหลักสูตรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

นอกจากนี้ ที่ประชุมบอร์ดคุรุสภา ได้อนุมัติในหลักการการออกหนังสืออนุญาตให้ประกอบวิชาชีพครู โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพให้แก่ผู้สอบแข่งขันได้ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสถาบันวิทยาลัยชุมชน ตามที่สถาบันวิทยาลัยชุมชนขออนุญาตจากคุรุสภา เป็นเวลาครั้งละไม่เกิน 2 ปี โดยจำนวนครั้งของการอนุญาตให้เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง บุคคลผู้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราว เพื่อพัฒนาตนให้มีคุณสมบัติ ในการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ภายในระยะเวลาที่ได้รับอนุญาต

นายณัฏฐพล กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมได้อนุมัติในหลักการการออกหนังสืออนุญาตให้ประกอบวิชาชีพครู โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ให้แก่ผู้สอบแข่งขันได้ ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปี พ.ศ. 2563 ตามที่ สพฐ. ขออนุญาตจากคุรุสภา เป็นเวลาครั้งละไม่เกิน 2 ปี

“โดยจำนวนครั้งของการอนุญาตให้เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง บุคคลผู้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราว เพื่อพัฒนาตนให้มีคุณสมบัติ ในการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ภายในระยะเวลาที่ได้รับอนุญาต ในกรณีนี้ เป็นการรับสมัครผู้ที่มีความรู้เฉพาะด้าน เช่น นักจิตวิทยา นักกายภาพบำบัด เพื่อเป็นครูผู้ช่วยในศูนย์การศึกษาพิเศษ สพฐ.” นายณัฏฐพล กล่าวในที่สุด

ขู่ ‘บิ๊กเซอร์ไพรซ์’งานรับปริญญา ‘ธรรมศาสตร์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/447555

ขู่ ‘บิ๊กเซอร์ไพรซ์’งานรับปริญญา ‘ธรรมศาสตร์’

ขู่ 'บิ๊กเซอร์ไพรซ์'งานรับปริญญา 'ธรรมศาสตร์'30 ตุลาคม 2563 – 10:40 น.

เพจบัณฑิตธรรมศาสตร์ของราษฏร โพสต์ 31 ตุลาคมนี้ เวลา 17:00 พบกับบิ๊กเซอร์ไพรซ์ ได้พร้อมกัน พร้อมติดแฮชแท็ก #ไม่รับปริญญา #บัณฑิตของราษฎร ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงเฝ้าจับตาอย่างใกล้ชิด

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มราษฏร ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2563 ผ่านเพจบัณฑิตธรรมศาสตร์ของราษฏร โพสต์ข้อความระบุว่า


อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เปิดภาพ..วันซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ‘ธรรมศาสตร์’


Let’s play a game

คำใบ้ “Big Surprise” อันที่ 1

โพสท์นี้ไม่มีกราฟฟิค แต่อยากสื่อสารไปถึงผู้ติดตามและมินเนี่ยนทุกคนว่า…

บิ๊กเซอร์ไพรซ์รอบนี้ หากหน่วยงานความมั่นคงหยุดยั้งไม่ได้ จะเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่ากลศึกของหน่วยงานความมั่นคงใช้ไม่ได้เสียแล้ว ต้องรื้อตำราใหม่ เพราะยังงมโข่งอยู่กับมุกเดิม ๆ ที่เที่ยวขนกองกำลังไปตามสถานที่จัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสกัดกั้นการเคลื่อนไหว

ถามว่าบิ๊กเซอร์ไพรซ์ใหญ่ขนาดไหน ขอใบ้ว่า ไม่ว่าในวันที่ 31 ตุลาคม ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะมีกองกำลังตำรวจ ทหารมากแค่ไหน จะยกมาซักกี่ร้อยกองพัน กี่หมื่นกองพล ก็ไม่มีวันหยุดบิ๊กเซอร์ไพรซ์ของเราได้ เมื่อเราเฉลยบิ๊กเซอร์ไพรซ์แล้ว รับรองว่าเสนาธิการและทีมที่ปรึกษาความมั่นคงต้องหงายหลังแบบเบิ้ม ๆ แน่นอน

31 ตุลาคมนี้ เวลา 17:00 พบกับบิ๊กเซอร์ไพรซ์ได้พร้อมกัน !

#ไม่รับปริญญา #บัณฑิตของราษฎร

(คลิกอ่านต้นฉบับ)

ขู่ 'บิ๊กเซอร์ไพรซ์'งานรับปริญญา 'ธรรมศาสตร์'

ทั้งนี้ ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2563 ฝ่ายความมั่นคง ทั้งทหาร ตำรวจ กำลังจับตากิจกรรม “บิ๊กเซอร์ไพรส์” ในวันรับปริญญาของ ม.ธรรมศาสตร์ 30-31 ต.ค.2563 นี้ หลังกลุ่ม “บัณฑิตธรรมศาสตร์ของราษฎร” ออกมารณรงค์ไม่รับปริญญา พร้อมถ่ายภาพร่วมกับบุคคลประชาธิปไตย

เปิด..สุดยอด14 องค์กรธุรกิจ ที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/447407

เปิด..สุดยอด14 องค์กรธุรกิจ ที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย

เปิด..สุดยอด14 องค์กรธุรกิจ ที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย28 ตุลาคม 2563 – 20:15 น.

เปิด..สุดยอด14 องค์กรธุรกิจ ที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย ใช้ดัชนีชี้วัด 7 ด้าน ระบุมี “ปตท.-ปูนซิเมนต์ไทย-ซีพี ออลล์-แอดวานซ์ อินโฟร เซอร์วิสฯ”

คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดพิธีมอบรางวัลและโล่เกียรติยศ “รางวัลองค์กรธุรกิจที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย ประจำปี 2562” (Thailand’s Reputation Awards 2019) เมื่อวันพุธที่ 28 ตุลาคม 2563 ณ ห้องประชุม 111 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ ซึ่งถือเป็นการจัดโครงการมอบรางวัลด้านชื่อเสียงเป็นครั้งแรกของคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้องค์กรธุรกิจไทยให้ความสำคัญและมีการจัดการที่ดี สู่การเป็นองค์กรที่มีคุณภาพและมีคุณค่า รวมถึงพัฒนาองค์ความรู้ด้านนิเทศศาสตร์ พัฒนาตัวชี้วัดที่มีความทันสมัยและสอดคล้องกับบริบททางสังคมไทยในด้านการประเมินชื่อเสียงองค์กร

ความโดดเด่นของรางวัลนี้คือ กระบวนการสรรหาและประเมินความมีชื่อเสียงขององค์กรธุรกิจผ่านกระบวนการและระเบียบวิธีวิจัยที่รัดกุม เพื่อให้สามารถมั่นใจได้ว่าการวัดผลชื่อเสียงขององค์กรทั้งชื่อเสียงโดยภาพรวมและชื่อเสียงในแต่ละด้านมีความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นอย่างสูงสุดตามหลักวิชาการ ซึ่งรางวัลนี้เกิดขึ้นโดยเริ่มต้นจากความร่วมมือของผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาชีพ นักวิชาการ ร่วมกันกำหนดตัวชี้วัดสำหรับการประเมินความมีชื่อเสียงขององค์กร

โดยทำการศึกษาวิจัยจากแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับนิยาม ความหมายของชื่อเสียงองค์กร การพัฒนาชื่อเสียงองค์กรหรือการสร้างชื่อเสียงองค์กร การจัดการเกี่ยวกับชื่อเสียงองค์กร กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กร รวมถึงแนวคิดเกี่ยวกับเอกลักษณ์องค์กร ภาพลักษณ์องค์กรที่มีความเกี่ยวข้องกับชื่อเสียงองค์กร ประกอบกับการใช้แนวคิดทางการประเมิน วิธีการวัดผลความมีชื่อเสียงขององค์กร เพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดความมีชื่อเสียงใน 7 ด้าน ได้แก่ ด้านสินค้าและบริการ ด้านนวัตกรรม ด้านสถานภาพและความก้าวหน้าของบุคลากร ด้านธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลองค์กร ด้านการเป็นพลเมืองดีและมีความรับผิดชอบต่อสังคม ด้านความเป็นผู้นำ และด้านการสื่อสาร 

ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดตัวชี้วัดชื่อเสียงของ The Reputation Institute โดยเครื่องมือวัดที่พัฒนาได้นี้จะนำไปเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 4 กลุ่ม ได้แก่ ผู้บริโภคสินค้าและบริการ พนักงาน นักลงทุนหรือผู้ถือหุ้น และกลุ่มสื่อมวลชน รวมทั้งสิ้น 2,061 ตัวอย่าง จากประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ในเขตกรุงเทพมหานครและภูมิลำเนาอันเป็นที่ตั้งของสำนักงานหรือโรงงานของแต่ละบริษัทมหาชน ในปี 2562

จากกระบวนการตามขั้นตอนในข้างต้น มีองค์กรธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและองค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ที่ได้รับรางวัลจำนวน 14 องค์กร โดยสุดยอดรางวัลในครั้งนี้คือ รางวัลองค์กรธุรกิจที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย ปี 2562 (Thailand’s Best Corporate Reputation 2019 ได้แก่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด มหาชน (SCG)

สำหรับองค์กรธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีชื่อเสียงและความโดดเด่นในการดำเนินธุรกิจ มีทั้งสิ้น 7 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลองค์กรธุรกิจที่มีชื่อเสียงด้านสินค้าและบริการ (Best Product and Service Reputation) ได้แก่ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด มหาชน (CP All) 

รางวัลองค์กรธุรกิจที่มีชื่อเสียงด้านนวัตกรรม (Best Innovation Reputation) ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด มหาชน (PTT)  รางวัลองค์กรธุรกิจที่มีชื่อเสียงด้านสถานภาพและความก้าวหน้าของบุคลากร (Best Human Resources Development Reputation) ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด มหาชน (PTT) 

รางวัลองค์กรธุรกิจที่มีชื่อเสียงด้านธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลองค์กร (Best Corporate Governance Reputation) ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด มหาชน (PTT) 

รางวัลองค์กรธุรกิจที่มีชื่อเสียงด้านการเป็นพลเมืองดีและมีความรับผิดชอบต่อสังคม (Best Corporate Citizenship and Responsibility Reputation) ได้แก่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด มหาชน (SCG) 

รางวัลองค์กรธุรกิจที่มีชื่อเสียงด้านความเป็นผู้นำ (Best Corporate Leadership Reputation) ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด มหาชน (PTT) 
 

รางวัลองค์กรธุรกิจที่มีชื่อเสียงด้านการสื่อสาร (Best Corporate Communication Reputation) ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร เซอร์วิส จำกัด มหาชน (AIS)

รางวัลเกียรติยศองค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย ปี 2562 (Thailand’s SMEs Reputation Awards 2019) ประเภทองค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กทั่วไป ได้แก่ บริษัท ดิ ออริจินัล ฟาร์มจำกัด บริษัท ไทย ฮาเบล อินดัสเตรียล จำกัด บริษัท วอริกซ์ สปอร์ต จำกัด บริษัท คัฟเวอร์แนนท์ จำกัด บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จำกัด และ บริษัท โจ-ลี่ แฟมิลี่ จำกัด

 ประเภทองค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีทุนจดทะเบียนในหลักทรัพย์ MAI ไม่เกิน 300 ล้านบาท ได้แก่ บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ควอลลีเทค จำกัด (มหาชน)

รศ.ดร.ปรีดา อัครจันทโชติ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า “Thailand’s Reputation Awards มีเป้าหมายส่งเสริมให้องค์กรธุรกิจไทยหันมาให้ความสำคัญและมีการบริหารจัดการด้านการดำเนินงานควบคู่ไปกับการจัดการการสื่อสารที่ดี เพื่อนำไปสู่การเป็นองค์กรประสิทธิภาพและมีคุณค่า นำไปสู่การแข่งขันที่ยั่งยืนในภาคธุรกิจ

“ขณะเดียวกัน ก็เป็นการพัฒนาองค์ความรู้ทางนิเทศศาสตร์ในด้านการประเมินชื่อเสียงองค์กร ที่จะมีประโยชน์อย่างแพร่หลายต่อไปในอนาคตทั้งในเชิงวิชาการรวมถึงภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วโครงการนี้ จะเป็นเสมือนตัวเชื่อมระหว่างสถาบันการศึกษา ภาครัฐ และภาคเอกชน นำไปสู่การพัฒนาทางธุรกิจไปพร้อมกับสังคมอย่างยั่งยืน”รศ.ดร.ปรีดา กล่าว

Thailand’s Reputation Awards ถือได้ว่าเป็นอีกก้าวสำคัญของคณะนิเทศศาสตร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ สร้างสรรค์องค์ความรู้และนวัตกรรม (Knowledge & Innovation) และสร้างเสริมสังคมไทย (Local Transformation) อันเป็น 2 ใน 4 ยุทธศาสตร์ ปี 2560-2563 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้วางไว้ตามวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นจะเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชาติในระดับโลก ที่สร้างสรรค์องค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อสร้างเสริมสังคมไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

เปิด..สุดยอด14 องค์กรธุรกิจ ที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย
เปิด..สุดยอด14 องค์กรธุรกิจ ที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย
เปิด..สุดยอด14 องค์กรธุรกิจ ที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย

มทร.ธัญบุรี ผนึกเครือข่าย 4 สถาบันเชื่อมโอกาสการศึกษา “เกษตรนวัต” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/447393

มทร.ธัญบุรี ผนึกเครือข่าย 4 สถาบันเชื่อมโอกาสการศึกษา “เกษตรนวัต”

มทร.ธัญบุรี ผนึกเครือข่าย 4 สถาบันเชื่อมโอกาสการศึกษา "เกษตรนวัต"28 ตุลาคม 2563 – 19:00 น.

มทร.ธัญบุรี ลุยแนะแนวการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา แก่นักเรียนสาขาวิชาเกษตรนวัต ภายใต้การเรียนการสอนของโรงเรียนวังจันทร์วิทยา และสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา

นายวีระศักดิ์ วงษ์สมบัติ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) นำคณะผู้บริหาร คณาจารย์คณะเทคโนโลยีการเกษตร และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี พร้อมด้วยสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ สถาบันอาชีวศึกษาเกษตรภาคกลาง รวมถึงสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เข้าแนะแนวการศึกษาต่อแก่นักเรียนสาขาวิชาเกษตรนวัต ภายใต้การเรียนการสอนของโรงเรียนวังจันทร์วิทยา และสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ณ ห้องประชุมโรงเรียนวังจันทร์วิทยา จ.ระยอง เพื่อเชื่อมต่อโอกาสทางการศึกษา เตรียมความพร้อมและเห็นโอกาสแห่งอาชีพ ก่อนก้าวสู่เส้นทางในระดับอุดมศึกษาต่อไป

มทร.ธัญบุรี ผนึกเครือข่าย 4 สถาบันเชื่อมโอกาสการศึกษา "เกษตรนวัต"

นายวีระศักดิ์ วงษ์สมบัติ

นายกสภา มทร.ธัญบุรี กล่าวว่า กิจกรรมการแนะแนวการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่จัดขึ้นนี้เกิดจากความร่วมมือของ 4 สถาบันการศึกษาที่ได้ผนึกกำลังด้วยความตั้งใจให้กับนักเรียนสาขาวิชาเกษตรนวัตทั้งในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย นำโดย มทร.ธัญบุรี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ สถาบันอาชีวศึกษาเกษตรภาคกลาง และสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ในการจะส่งต่อโอกาสการศึกษา ให้ความรู้ความเข้าใจเพื่อให้นักเรียนสามารถมองเห็นลู่ทางของตนเองเกี่ยวกับการเรียนในด้านเทคโนโลยีการเกษตร และคณะวิศวกรรมศาสตร์

อีกทั้งถือเป็นการเตรียมความพร้อมบุคลากรในวงการเกษตรกรรองรับเทคโนโลยีในอนาคตต่อไปได้ ในส่วนของ มทร.ธัญบุรี เป็นมหาวิทยาลัยที่มีลู่ทางที่เปิดกว้างสามารถรองรับนักเรียนสาขาวิชาเกษตรนวัตที่สนใจเข้าศึกษาได้ รวมถึงมีทุนการศึกษาและโควตาพิเศษ ถือได้ว่าระหว่างเรียนมีทุน เรียนจบมีงานทำ และเชื่อมั่นว่าเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะสามารถเข้าทำงานในสถานประกอบการ องค์กรของรัฐ เอกชน หรือเป็นเจ้าของกิจการตามความฝันตนเองได้

ด้าน ดร.เรืองแสง ห้าสกุล ที่ปรึกษาสาขาวิชาเกษตรนวัต สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา อธิบายว่า สาขาวิชาเกษตรนวัต หรือ Innovative Agriculture เป็นเกษตรกรรมยุคใหม่ที่จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในปัจจุบัน และถือเป็นเกษตรกรรมอนาคตอย่างแท้จริง สาขาเกษตรนวัตจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาของเกษตรกรไทยยุคใหม่ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

และส่งเสริมให้ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญของโลกต่อไป ผู้เรียนจะได้เรียนรู้พื้นฐานการเป็นนักวิทยาศาสตร์ รู้จักการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ที่สำคัญยังเน้นเรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องมือและเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถนำมาปรับใช้ในด้านเกษตรกรรมเพื่อรองรับเทคโนโลยีในอนาคต โดยสาขาดังกล่าวนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา และโรงเรียนวังจันทร์วิทยา ซึ่งจัดการเรียนรู้แบบทวิศึกษา การจัดกิจกรรมแนะแนวครั้งนี้ถือเป็นการปูทางในการเรียนต่อให้ในระดับปริญญาตรีแก่นักเรียนในสาขาดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

มทร.ธัญบุรี ผนึกเครือข่าย 4 สถาบันเชื่อมโอกาสการศึกษา "เกษตรนวัต"

ด้าน นางสาวณัฐธนพร อินทรัตน์ ครูที่ปรึกษาสาขาวิชาเกษตรนวัต กล่าวเสริมว่าผู้เรียนสาขาเกษตรนวัตเมื่อเรียนจบจะได้ 2 วุฒิการศึกษา คือ วุฒิ ม.6 และวุฒิ ปวช. ทั้งยังสามารถเลือกศึกษาต่อระดับปริญญาตรีต่อไปตามความถนัดของตนเอง ในด้านเกษตร เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ เป็นต้น และสามารถเลือกประกอบอาชีพได้หลากหลาย เช่น เกษตรกรอัจฉริยะในธุรกิจฟาร์มเกษตร ทำหน้าที่ควบคุมดูแลการปลูกพืช 

“โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่เป็นเครื่องมือ ผู้จัดการธุรกิจฟาร์มเกษตร นักวิชาการด้านการเกษตร นักวิชาการด้านการจัดการผลิตผลเกษตร ผู้พัฒนาซอฟท์แวร์ในบริษัทธุรกิจการบริการทางการเกษตร นักวิชาการในหน่วยงานราชการ เช่น กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร หรือนักวิจัยในหน่วยวิจัย หรือเข้าศึกษาต่อในระดับการศึกษาที่สูงขึ้นไปได้”นางสาวณัฐธนพร กล่าว 

ขณะที่ นายณัฐพล พลจันทึก นักเรียนสาขาเกษตรนวัต ระดับชั้น ม.5 (ปวช.) เผยว่า ตนเองมีความชอบและความถนัดในด้านเกษตรอยู่แล้ว จึงอยากต่อยอดเป็นอาชีพ และมองว่านวัตกรรมเกษตรเป็นศาสตร์สำคัญที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นได้ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตรดั้งเดิมให้มีความแม่นยำสูงหรือฟาร์มอัจฉริยะ เน้นความยั่งยืน รวมไปถึงการจัดการผลิตผลทางเกษตรที่มีประสิทธิสูง ส่วนอนาคตนั้นตนอยากศึกษาต่อในคณะเทคโนโลยีการเกษตร เนื่องจากการศึกษามีความสำคัญ และจะนำความรู้ทั้งหมดมาสร้างอาชีพเกษตรให้สอดคล้องกับยุคปัจจุบันต่อไป

มทร.ธัญบุรี ผนึกเครือข่าย 4 สถาบันเชื่อมโอกาสการศึกษา "เกษตรนวัต"
มทร.ธัญบุรี ผนึกเครือข่าย 4 สถาบันเชื่อมโอกาสการศึกษา "เกษตรนวัต"

อธิการบดีมธ. เผยโปรดเกล้าฯ พระราชทานปริญญาบัตรบัณฑิต ‘ธรรมศาสตร์’ วันที่ 30-31 ต.ค.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/447360

อธิการบดีมธ. เผยโปรดเกล้าฯ พระราชทานปริญญาบัตรบัณฑิต ‘ธรรมศาสตร์’ วันที่ 30-31 ต.ค.นี้

อธิการบดีมธ. เผยโปรดเกล้าฯ พระราชทานปริญญาบัตรบัณฑิต 'ธรรมศาสตร์' วันที่ 30-31 ต.ค.นี้28 ตุลาคม 2563 – 15:05 น.

อธิการบดีมธ. เผยโปรดเกล้าฯ พระราชทานปริญญาบัตรบัณฑิต ‘ธรรมศาสตร์’ วันที่ 30-31 ต.ค.นี้

          รศ.เกศินี วิฑูรชาติ  อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) โพสต์เฟซบุ๊ก เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2561 ในวันศุกร์ที่ 30 และเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2563

     อ่านข่าว :  เปิดภาพ..วันซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ‘ธรรมศาสตร์’

                 รอบเวลา 16.00 น. และ รอบเวลา 19.00 น.

         ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 

อธิการบดีมธ. เผยโปรดเกล้าฯ พระราชทานปริญญาบัตรบัณฑิต 'ธรรมศาสตร์' วันที่ 30-31 ต.ค.นี้

        รอบเวลา 16.00 น. และ รอบเวลา 19.00 น.

         ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

อธิการบดีจุฬาฯได้รับเลือกนั่งควบ 2 ตำแหน่ง ‘ประธาน-นายกฯสมาคมทปอ.”คนใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/447183

อธิการบดีจุฬาฯได้รับเลือกนั่งควบ2ตำแหน่ง ‘ประธาน-นายกฯสมาคมทปอ.”คนใหม่

อธิการบดีจุฬาฯได้รับเลือกนั่งควบ2ตำแหน่ง 'ประธาน-นายกฯสมาคมทปอ."คนใหม่26 ตุลาคม 2563 – 18:50 น.

มติที่ประชุมสามัญที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย 34 สถาบันอุดมศึกษาไทย เลือก ‘ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์’ อธิการบดีจุฬาฯ นั่งควบ 2 ตำแหน่ง ‘ประธาน-นายกฯสมาคมทปอ.”คนใหม่

จากการประชุมสามัญที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และการประชุมใหญ่สามัญสมาคมที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 4/2563 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2563 โดยมีมหาวิทยาลัยแม่โจ้เป็นเจ้าภาพ มีอธิการบดี รองอธิการบดีจาก 34 สถาบันสมาชิกเข้าร่วมการประชุม

ที่ประชุมมีมติเลือกศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ดำรงตำแหน่งประธาน ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยคนต่อไป และนายกสมาคมที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี (ปี 2564 – 2565)

ทั้งนี้ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) จัดตั้งขึ้นโดยความร่วมมือของอธิการบดี สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ในการพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อประโยชน์ในการประสานงานระหว่างกัน เปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัย สถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เสนอความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เกี่ยวกับกิจการอุดมศึกษาของประเทศ และผลักดันให้สำเร็จ

เปิดภาพ..วันซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ‘ธรรมศาสตร์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/447098

เปิดภาพ..วันซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ‘ธรรมศาสตร์’

เปิดภาพ..วันซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร 'ธรรมศาสตร์'25 ตุลาคม 2563 – 19:25 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยแพร่ภาพการซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ยืนยันว่าปีนี้บัณฑิตเข้าพิธีบางตามาก

วันที่ 25 ตุลาคม 2563 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยแพร่ภาพการซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ผ่านเฟซบุ๊กมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   Thammasat University ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 25 ภาพลงในอัลบั้ม:บรรยากาศวันซ้อมใหญ่ พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2561

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ตู่ จตุพร’ เปิดไทม์ไลน์การเมืองร้อนๆ จนเกิดความชุลมุน ทั้งใน-นอกสภา

เก็บตกภาพบรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เนื่องในวันซ้อมใหญ่ พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2561 เมื่อวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563 ค่ะ

#thammasat

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ในวันที่ 30 ตุลาคม  2563 นี้จะมีพิธีพระราชทานปริญญาบัตรที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ท่ามกลางกระแสข่าวจะมีการตั้งตั้งเต็นท์ต่อต้านการรับปริญญาตามที่ปรากฏข่าวและก็รณรงค์ไม่รับปริญญารวมถึงการเชิญชวนไปชู 3 นิ้วหน้าหอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ 

เปิดภาพ..วันซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร 'ธรรมศาสตร์'
เปิดภาพ..วันซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร 'ธรรมศาสตร์'
เปิดภาพ..วันซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร 'ธรรมศาสตร์'
เปิดภาพ..วันซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร 'ธรรมศาสตร์'
เปิดภาพ..วันซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร 'ธรรมศาสตร์'

(คลิกอ่านต้นฉบับ)

CR:หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   Thammasat University

ม.มหิดล จัดงานมหิดลวิชาการ ‘เปิดบ้านมหิดล ประจำปี 2563’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/447060

ม.มหิดล จัดงานมหิดลวิชาการ ‘เปิดบ้านมหิดล ประจำปี 2563’

ม.มหิดล จัดงานมหิดลวิชาการ 'เปิดบ้านมหิดล ประจำปี 2563'25 ตุลาคม 2563 – 11:20 น.

ม.มหิดล จัดงานมหิดลวิชาการ เปิดบ้านมหิดล ประจำปี 2563 แบบผสมผสาน Online & On Campus รองรับแนวคิดวิถีชีวิตแบบใหม่ (New Normal) ตลอดเดือนพ.ย.ปีนี้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เรืออากาศโท ทันตแพทย์ชัชชัย คุณาวิศรุต รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในฐานะประธานคณะกรรมการดำเนินการจัดงานมหิดลวิชาการ เปิดบ้านมหิดล ประจำปีการศึกษา 2563 ว่า เนื่องด้วยสถานการณ์ Covid-19 จึงทำให้ต้องปฏิบัติตามมาตรการรักษาระยะห่าง (Social Distancing) เพื่อเฝ้าระวังการแพร่ระบาด ซึ่งตลอดเดือนพฤศจิกายน 2563 มหาวิทยาลัยมหิดลกำหนดจัดงานมหิดลวิชาการ เปิดบ้านมหิดล (Open House) ประจำปีการศึกษา 2563

โดยในปีนี้ทุกพื้นที่/วิทยาเขตของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้แก่ ศาลายา พญาไท บางกอกน้อย กาญจนบุรี นครสวรรค์ และอำนาจเจริญ ได้พร้อมใจกันจัดงานแบบผสมผสาน Online & On Campus เพื่อการเตรียมพร้อมสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในการก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัยมหิดล ตามแนวคิดวิถีชีวิตแบบใหม่ (New Normal)

“มหาวิทยาลัยมหิดลใช้วิธีจัดงานมหิดลวิชาการ เปิดบ้านมหิดล ประจำปีการศึกษา 2563 แบบผสมผสาน เนื่องจากเห็นว่าจะสามารถเข้าถึงนักเรียนได้มากกว่า ซึ่ง ข้อมูลพื้นฐานของทุกหลักสูตร อาทิ หลักสูตรเรียนอะไรบ้าง ค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร จะอยู่บนเว็บไซต์ https://mahidol.ac.th/openhouse/2020”

“นอกจากนี้แต่ละหลักสูตร ยังจัดให้นักเรียนที่สนใจ สามารถพูดคุยกับนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่จริง อาจารย์ผู้สอน รวมถึงบัณฑิตที่จบการศึกษาไปแล้วผ่านหลายช่องทาง ทั้งทาง Online และ On Campus โดยสามารถดูรายละเอียดกำหนดการ Facebook Live ได้จากทางเว็บไซต์เช่นเดียวกัน เราเชื่อว่าการที่ให้นักเรียนได้มีโอกาสฟัง และซักถามจากผู้เรียน และผู้สอนจริงได้โดยตรงจะเป็นข้อมูลสำคัญในการช่วยตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาในแต่ละหลักสูตรของนักเรียน”

“สำหรับหลักสูตรที่เปิดให้นักเรียนเข้าชมแบบ On Campus นักเรียนต้องลงทะเบียนผ่านทางเว็บไซต์ https://mahidol.ac.th/openhouse/2020/ ก่อน เพราะเราต้องจำกัดจำนวนคนเข้าฟังในแต่ละรอบ แต่หากหลักสูตรใดมีความต้องการเข้าฟังเป็นจำนวนมาก อาจมีการเสริมระบบ Online หรือเพิ่มรอบในการรับฟังได้อีก” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เรืออากาศโท ทันตแพทย์ชัชชัย คุณาวิศรุต กล่าว

นอกจากกิจกรรม Open House ที่จะจัดตามคณะ/สถาบันตลอดเดือนพฤศจิกายน 2563 ในงานยังมีกิจกรรมหลัก ได้แก่ Mahidol Admission ซึ่งจัดขึ้นเพื่อแนะนำการสมัคร Mahidol TCAS 64 นอกจากนี้ยังได้จัดกิจกรรม Workshop Portfolio รวมทั้งกิจกรรม Mahidol Campus Tour นั่งรถรางพาชมบรรยากาศรอบมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา และกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย

ซึ่งการสมัคร TCAS รอบ Portfolio เป็นรอบที่มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนผู้สมัครได้แสดงทักษะความสามารถออกมาแทนคะแนนสอบ จากการแสดงตัวตนผ่านผลงานการทำกิจกรรม และการแสดงทัศนคติ ซึ่งในแต่มหาวิทยาลัยจะมีการกำหนดรายละเอียดเนื้อหา Portfolio ที่แตกต่างกัน และในบางคณะอาจเน้นหนักไปที่ผลงานเฉพาะด้าน

“งานมหิดลวิชาการ เปิดบ้านมหิดล ประจำปี 2563 แบบผสมผสาน Online & On Campus จัดขึ้นเพื่อให้นักเรียนผู้เข้าร่วมงานทุกคนได้มีโอกาสค้นพบตัวเองว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่ตัวเองสนใจคืออะไร แล้วมีแนวทางอย่างไรที่จะทำให้ตัวเองไปถึงจุดที่ตัวเองตั้งใจ โดยมีมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นบันไดให้ก้าวถึงจุดหมาย” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เรืออากาศโท ทันตแพทย์ชัชชัย คุณาวิศรุต กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามการจัดงานมหิดลวิชาการ เปิดบ้านมหิดล ประจำปีการศึกษา 2563 ได้ทาง Facebook: Mahidol Open House – มหิดลวิชาการ 2563

ม.มหิดล จัดงานมหิดลวิชาการ 'เปิดบ้านมหิดล ประจำปี 2563'

ผศ.เรืออากาศโท ทันตแพทย์ชัชชัย คุณาวิศรุต

ม.มหิดล จัดงานมหิดลวิชาการ 'เปิดบ้านมหิดล ประจำปี 2563'

นักวิจัยธนาคารโลกชี้โควิด-19ทำเด็กไทยเสียโอกาส ซ้ำเด็กชนบทถูกบูลลี่ในรร. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/447053

นักวิจัยธนาคารโลกชี้โควิด-19ทำเด็กไทยเสียโอกาส ซ้ำเด็กชนบทถูกบูลลี่ในรร.

นักวิจัยธนาคารโลกชี้โควิด-19ทำเด็กไทยเสียโอกาส ซ้ำเด็กชนบทถูกบูลลี่ในรร.25 ตุลาคม 2563 – 10:40 น.

นักวิจัยธนาคารโลก ชี้ COVID-19 ทำเด็กไทยเสียโอกาสการเรียนรู้ เด็กชนบทขาดแคลนคอมพิวเตอร์ ซ้ำยังถูก บูลลี่ ในโรงเรียน แนะรับมืออย่างถูกวิธี ขณะที่การคัดเลือกครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี รุ่นที่4 ทั้ง10ประเทศ คาดช่วงมี.ค.64 จะรู้ผล

มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี จัดประชุมวิชาการนานาชาติ รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 3 จาก 11 ประเทศ ในอาเซียนและติมอร์-เลสเต ด้วยระบบออนไลน์ โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย กองทุนเพื่อความเสมอภาคภาคทางการศึกษา (กสศ.) กรมประชาสัมพันธ์ และหน่วยภาครัฐและเอกชน

วันที่สองของการประชุม (23 ตุลาคม 2563) เริ่มต้นด้วยการอภิปรายในหัวข้อ ‘โควิด-19 กับโรงเรียนของฉัน’ (My School and COVID-19) ซึ่งเป็นเวทีสะท้อนความคิดเห็นของเยาวชนในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกี่ยวกับผลกระทบจากวิกฤติโรคระบาด ลำดับถัดมาเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การสอน โดยครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ปี 2562 จาก11 ประเทศ

จากนั้นเป็นการอภิปรายพิเศษในหัวข้อ ‘เทคโนโลยีที่ช่วยสนับสนุนครูในยุคโควิด-19’ (New Learning Technology) โดย นายผนวกเดช สุวรรณทัต นักวิจัย สถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

อีกหนึ่งหัวข้อที่น่าสนใจ ได้แก่ การอภิปรายพิเศษ เปิดผลวิจัย ‘ผลกระทบต่อการเรียนรู้ของนักเรียนไทยในยุคโควิค-19’ (Possible Impact of COVID-19 Pandemic on Thai Students’ Achievement) โดย ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านพัฒนามนุษย์ กลุ่มงานการศึกษา ประจำธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย

ดร.ดิลกะ เปิดเผยว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาจะเกิดขึ้นได้ย่อมมาจากหลายปัจจัย อาทิ ทรัพยากร คุณภาพครู คุณภาพโรงเรียน ซึ่งหากดูตัวเลขงบประมาณลงทุนด้านการศึกษาของประเทศไทยถือว่าไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศ OECD (Organization for Economic Cooperation and Development หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาของประเทศกลุ่มยุโรป)

ผลการวิจัยพบอีกว่า ค่าใช้จ่ายของเด็กนักเรียนในระดับชั้น ป.1- ม.3 มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่กลับไม่ส่งผลให้การเรียนของเด็กดีขึ้นแต่อย่างใด โดยเฉพาะผลสอบ PISA ที่ตกต่ำอย่างมาก

นอกจากนี้ การจัดสรรและการกระจายทรัพยากรเพื่อแก้ไขปัญหาโรงเรียนขาดแคลนบุคลากรครู ยังไม่เป็นไปตามความคาดหวังเท่าใดนัก อีกทั้งยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมระหว่างนักเรียนในเขตเมืองกับเขตชนบทค่อนข้างสูง

“ความไม่เท่าเทียมนั้นมีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าประเทศใดก็ตาม แต่ในประเทศไทยเราพบว่ามีความเหลื่อมล้ำในระดับสูงมากเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียน” เขากล่าว

ดร.ดิลกะ กล่าวว่า เมื่อสำรวจความพร้อมของอุปกรณ์การเรียนและคอมพิวเตอร์ พบว่า เด็กในเขตเมืองส่วนใหญ่มีความพร้อมกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่เด็กนักเรียนในเขตชนบทมีความพร้อมเพียง 45 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนได้ว่า ประเทศไทยยังไม่พร้อมที่จะจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์

ประกอบกับการสำรวจผลกระทบการเรียนรู้ของเด็กไทยในช่วงโควิด-19 โดยใช้ดัชนีชี้วัด 3 ด้าน ได้แก่ การปรับตัวในการสอนของครู ระเบียบวินัยในห้องเรียน และคุณภาพการเรียนการสอน พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในกลุ่มโรงเรียนที่ด้อยโอกาสจะมีดัชนีชี้วัดทั้ง 3 ข้อนี้ ต่ำกว่าระดับมาตรฐาน

ขณะเดียวกัน ดร.ดิลกะ ยังเผยผลการสำรวจพฤติกรรมการกลั่นแกล้งรังแก หรือบูลลี่(bully) ในโรงเรียน โดยพบว่า เด็กนักเรียนไทยมีอัตราการถูกกลั่นแกล้งรังแกสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD ทำให้เด็กไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียน ไม่มีความสุขในการไปโรงเรียน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงความสามารถในการอ่านที่ลดต่ำลงตามไปด้วย

ดร.ดิลกะ กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า แม้ขณะนี้จะยังไม่มีการประเมินความเสียหายในภาพรวมจากผลกระทบของโรคโควิด-19 แต่สิ่งที่สามารถบ่งบอกได้ ณ วันนี้คือ วิกฤติโรคระบาดทำให้เด็กไทยจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะเด็กในชนบทต้องสูญเสียเวลาเรียน ขาดโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านการศึกษาจำเป็นต้องเร่งหาทางช่วยเหลือและแก้ปัญหาต่อไป

“ในอนาคตข้างหน้า หากเกิดการระบาดของโควิด-19 ระลอกสอง ก็หวังว่าหน่วยงานภาครัฐจะสามารถหาแนวทางรับมือที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อไม่ให้เด็กไทยต้องสูญเสียโอกาสในการเรียนมากไปกว่านี้” นักเศรษฐศาสตร์ด้านพัฒนามนุษย์ จากธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย กล่าว

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าวว่า เวทีครั้งนี้เราได้เห็นครูแต่ละที่พยายามที่จะบอกเล่าปัญหาและแนวทางในการแก้ปัญหายุคที่โควิด-19 ระบาดกระทบการศึกษา และไม่รู้ว่าโควิดจะอยู่อีกนานแค่ไหน หลังจากที่โรงเรียนถูกปิด เด็กเรียนหนังสือน้อยลง มันส่งผลต่อพัฒนาการและการศึกษาของเด็ก เป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ การไปโรงเรียนมันไม่ใช่แค่อ่านออกเขียนได้ แต่มันมีพัฒนาการทางสังคม สมอง เด็กต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนเล่นกับเพื่อน ยิ่งเด็กกลุ่มเปราะบาง เด็กยากจนจะยิ่งกระทบอย่างมาก

 “เวทีนี้จะบอกเล่าว่าแต่ละประเทศใช้มาตรการอะไรในช่วงโรงเรียนปิด บทเรียนของต่างประเทศเขาจัดการกับปัญหานี้อย่างไร ซึ่งพบว่า เขาเน้นเรื่องความปลอดภัย ใส่หน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง รักษาความสะอาดพื้นที่เรียน พื้นที่โรงอาหาร หลายประเทศจะใช้วิธีทำสื่อให้ผู้ปกครองมารับเพื่อไปสอนลูกที่บ้าน ทำสื่อออนไลน์ สอนออฟไลน์ที่บ้าน ใช้ทุกๆมาตรการเพื่อป้องกันปัญหา ในอนาคตเมื่อเทคโนโลยีเอื้ออำนวย เราต้องทำให้การศึกษาอยู่ในภาพกว้าง ยึดหลักเอาการศึกษา เอาโรงเรียนไปหาเด็กไปหาพ่อแม่ ไปหาชุมชน ถ้าอยู่ในเมืองก็ใช้อินเทอร์เน็ต อยู่ต่างจังหวัดก็ใช้วิทยุโทรทัศน์ เพื่อให้เด็กได้รับการศึกษา” ดร.กฤษณพงศ์ กล่าว

ขณะที่ ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูนักศึกษา และสถานศึกษา กสศ. กล่าวว่า การประชุมวิชาการนานาชาติครั้งนี้ จัดขึ้นผ่านระบบออนไลน์ มีครูจากเครือข่ายทั่วโลกรับชมกว่าแสนคน ซึ่งมีความสำคัญกับการทำงานของ กสศ.อย่างมาก เช่น บทบาทครูต่อการเรียนการสอนในช่วงโควิด-19 เพราะไม่ใช่ประเทศไทยประเทศเดียวที่ต้องเผชิญ เราได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเครือข่ายครู11 ประเทศ

เช่น ฟิลิปปินส์ ประเทศที่มีเด็กจำนวนมาก เขาดูแลเด็กได้อย่างไร แนวคิดโมบายที่เขาใช้เข้าถึงตัวเด็กเป็นอย่างไร ถ้าเด็กมาโรงเรียนไม่ได้ต้องแก้ปัญหาให้การเรียนส่งถึงบ้านอย่างไร รวมถึงประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่ทันสมัย เขาดูแลเด็กพิเศษของเขาอย่างไร ซึ่งถือว่าเกิดประโยชน์กับครูไทยอย่างมาก เพราะมิติการแลกเปลี่ยนทั้ง11ประเทศ

ทางกสศ.จะได้นำไปถอดบทเรียนและต่อยอดการพัฒนาครู เพราะกสศ.เรามีแผนที่จะพัฒนาครู พัฒนาโรงเรียน พัฒนาเด็กนักเรียนในทุกมิติ และเวที2วันนี้เราจะได้เห็นว่า ครูพยายามหาทางออก ปรับรูปแบบการเรียนรู้ เกิดมุมมองใหม่ๆในแต่ละพื้นที่แต่ละโรงเรียน

“กสศ.มองว่าในอนาคต หากเราเตรียมพร้อมเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เราจะปรับตัวและรับมือกับมันได้ เทคโนโลยี ระบบออนแอร์ ระบบออนไซต์ ต้องทำควบคู่กันไป เพื่อให้เหมาะสมไม่ทำให้เกิดอัตราย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดเลือกครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี รุ่นที่4 ทั้ง10ประเทศ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงและคณูปการต่อวงการการศึกษา

และประเทศไทย กำลังเข้มข้มในการเฟ้นหาครูทั้ง77จังหวัด เพื่อให้ได้ผู้แทนของแต่ละจังหวัด ส่งเข้ามาส่วนกลาง คาดว่าในช่วงเดือนมีนาคม2564 จะทราบผลว่าทั้ง10ประเทศ รวมถึงประเทศไทย ใครจะเป็นครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี รุ่นที่4 เพื่อรับพระราชทานรางวัลในเดือนตุลาคม2564 นี้ ซึ่งช่วงนี้ ท่านใดที่อยู่ในพื้นที่ของกระบวนการการคัดเลือกก็สามารถเสนอชื่อครูเข้ามาได้” ดร.อุดม กล่าวในที่สุด

กสศ.เข้มคัดเลือกโครงการทุนพัฒนาทักษะอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506154

กสศ.เข้มคัดเลือกโครงการทุนพัฒนาทักษะอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน

กสศ.เข้มคัดเลือกโครงการทุนพัฒนาทักษะอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 15.44 น.

กสศ.เข้มคัดเลือกโครงการทุนพัฒนาทักษะอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน หลังกระแสตอบรับดีเกินคาด หลายองค์กร อาทิ สถาบันการศึกษา กองทุนหมู่บ้านฯลฯ แห่ยื่นข้อเสนอโครงการกว่า 783 โครงการ มากกว่าปี 62 ถึง 7 เท่า ครอบคลุม 73 จว.ใน 6 ภูมิภาค ยึดความรอบคอบ โปร่งใส พร้อมดึงตัวแทน 4 ภาคส่วนร่วมพิจารณาโครงการภาควิชาการ ภาคเอกชน สื่อมวลชน และท้องถิ่น/ปราชญ์ชาวบ้าน เน้นเป้าหมายช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส สอนวิธีการจับปลา แทนการให้ปลา

เมื่อวันที่ 18 กรกฏาคม 2563 ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน และที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร กสศ. กล่าวถึงการเปิดรับสมัครยื่นข้อเสนอโครงการทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน ปี 2563 ว่า สำหรับโครงการทุนพัฒนาอาชีพฯ ที่เปิดรับสมัครส่งข้อเสนอโครงการผ่านระบบออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 5 มิ.ย. – 24  มิ.ย. 2563 ปรากฎว่ามีผู้สนใจส่งข้อเสนอโครงการจำนวน 783 โครงการ จาก 73 จังหวัด ครอบคลุม 6 ภูมิภาค โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ 1.ทุนนวัตกรรมเพื่อชุมชน จำนวน 202 โครงการ และ2.ทุนพัฒนาทักษะอาชีพโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน จำนวน 581 โครงการ ซึ่งหากเปรียบเทียบข้อเสนอโครงการในปี พ.ศ.2562 กับ ปี พ.ศ. 2563 มีหน่วยงานที่สนใจเป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ยื่นข้อเสนอโครงการมาทั้งหมด111 โครงการ ขณะที่ปี 2563 การยื่นข้อเสนอโครงการเพิ่มขึ้นประมาณ 7 เท่า

ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา กสศ. เปิดกว้างและเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนส่งข้อเสนอโครงการเข้ามาทำให้มีความหลากหลายของหน่วยงานรัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรและกิจการเพื่อสังคม และกลุ่มชุมชนในพื้นที่ทั่วประเทศไทยที่สนใจ โดยจำนวน 783 โครงการ ที่ยื่นข้อเสนอมาสามารถแยกเป็นกลุ่มต่างๆได้ ประกอบด้วย สถาบันการศึกษาจำนวน 421 โครงการ องค์กรชุมชน (เช่น วิสาหกิจชุมชน กลุ่มสวัสดิการชุมชน กลุ่มสตรีแม่บ้าน กองทุนสวัสดิการชุมชน กองทุนหมู่บ้าน)จำนวน 144 โครงการ องค์กรสาธารณประโยชน์/องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรจำนวน 84 โครงการ องค์กรปกครองท้องถิ่นจำนวน 53 โครงการ หน่วยงานในภาครัฐ และเอกชนจำนวน 29 โครงการ ศูนย์การเรียนรู้/ศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน จำนวน18 โครงการ กิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) จำนวน13 โครงการ และอื่นๆ จำนวน21 โครงการ 

อย่างไรก็ตาม สำหรับจำนวนผู้ส่งข้อเสนอโครงการเข้ามา 783 โครงการ ถือว่าสังคมให้ความสนใจและได้รับการตอบรับอย่างดี เนื่องจากเห็นว่าเป็นแนวทางการพัฒนาที่มีประโยชน์ ตอบโจทย์ประเด็นปัญหาขณะนี้โดยตรง ทำให้หลายภาคส่วนต้องการร่วมพัฒนาไปกับกสศ. และเห็นด้วยกับแนวทางการใช้ชุมชนเป็นฐานซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากสำคัญในปัจจุบัน และหลังจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 มีคนจำนวนมากต้องย้ายกลับถิ่นฐานบ้านเกิด ดังนั้นเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกจะมีหลักการและแนวทางพิจารณาเข้มข้นรอบคอบ รัดกุม และโปร่งใส จากผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วน ประกอบด้วย1.ภาควิชาการ /ภาครัฐ 2.ภาคเอกชน 3.ภาคสื่อมวลชน  และ4.ปราชญ์ชาวบ้าน/ท้องถิ่น ที่จะให้มุมมองเชิงบูรณาการภายใต้เกณฑ์การพิจารณาข้อเสนอโครงการ 3 เกณฑ์หลักสำคัญ 1.ประสบการณ์การทำงานและความร่วมมือการทำงานชุมชน 2.คุณภาพข้อเสนอโครงการ และ 3.ความสอดคล้องของกระบวนการทำงาน องค์ประกอบและกลุ่มเป้าหมาย และในวันที่ 17-19 ก.ค. กสศ. จะจัดประชุมชี้แจงและพิจารณากลั่นกรองข้อเสนอโครงการฯ โดยผู้ทรงคุณวุฒิหลายภาคส่วน ณ โรงแรม ทีเค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

“ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดจะเป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจต่อการพัฒนาทักษะอาชีพและการพัฒนานวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐานสำหรับกลุ่มผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และผู้ด้อยโอกาส ที่สำคัญต้องไม่มีความเกี่ยวข้องต่อข้อเสนอโครงการที่เสนอเข้ามาด้วย ทั้งนี้ถึงแม้งบประมาณที่จำกัด กสศ.ยังได้เสนอโครงการดังกล่าวเพื่อขอรับงบประมาณเพิ่มเติมจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอีกด้วย” ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ กล่าว

ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์  กล่าวว่า กสศ.มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมสนับสนุนและความช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสให้ได้รับการศึกษาหรือพัฒนา มีความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพตามความถนัดและมีศักยภาพพึ่งพาตัวเองได้  และเพื่อให้โครงการบรรลุวัตถุประสงค์มีประสิทธิภาพภายใต้เงื่อนไข ต้องมีทักษะการสร้างอาชีพโดยการใช้ชุมชนเป็นฐาน สำหรับผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการพัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการ/แรงงานฝีมือในชุมชน ผ่านหลักสูตรระยะสั้น 3 ด้าน ได้แก่ 1.ทักษะเฉพาะอาชีพโดยปฏิบัติงานจริงในชุมชนหรือสถานประกอบการ 2.ทักษะการบริหารจัดการ 3.ทักษะชีวิตด้านเศรษฐศาสตร์ครัวเรือน ที่สำคัญอย่างน้อยโครงการนี้จะทำให้มีกลุ่มเป้าหมายได้รับประโยชน์กว่า10,000 คน ซึ่งโครงการนี้จะเป็นโมเดลทางธุรกิจโดยมีชุมชนเป็นฐาน คนในชุมชนมีงานทำ มีรายได้สูงขึ้น รวมทั้งเป็นการขับเคลื่อนเชิงรุกเพื่อเสนอต่อหน่วยงานนโยบาย หรือองค์กรต่างๆที่สามารถนำรูปแบบไปพัฒนาขยายต่อได้

อนึ่ง ระเบียบของกสศ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญในการจัดสรรเงินกองทุน พ.ศ.2561 โดยการจัดลำดับความสำคัญนั้น จะพิจารณาจัดสรรให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาสและมีระดับรุนแรง กลุ่มเป้าหมายที่มีปัญหาซ้ำซ้อน กลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่เคยได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานใด ซึ่งเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติในการพิจารณาความช่วยเหลืออย่างเหมาะสมที่สุด

นายสุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) กล่าวว่า แม้ภาพรวมของประเทศไทยช่วงก่อนสถานการณ์โควิด-19 จะมุ่งไปที่ไทยแลนด์ 4.0 หากในความเป็นจริงเราทราบกันดีว่ามีคนจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงได้ เรายังมีประชากรกลุ่มใหญ่ที่ตกจากขอบของการพัฒนา ถ้าเรามองข้ามคนกลุ่มนี้ไป ความเหลื่อมล้ำในสังคมจะยิ่งขยายตัวออกไปไม่สิ้นสุด ดังนั้น กลุ่มเป้าหมายของโครงการทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน ปี 2563 จึงเป็นกลุ่มแรงงาน1.0 2.0 ในพื้นที่ชุมชนต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา กสศ. มองหาวิธีการช่วยเหลือมาตลอด กระทั่งได้บทสรุปว่า “เราต้องสอนให้เขารู้วิธีจับปลา แทนที่จะเอาปลาไปให้เขา และที่สำคัญคือเราต้องแน่ใจว่าเมื่อเขาตกปลาเป็นแล้ว จะต้องมีบ่อ มีสระ มีพันธุ์ปลาที่เขาจะได้นำทักษะตกปลาที่เรียนรู้ไปใช้ได้จริงด้วย” งานของเราจึงเริ่มที่ชุมชน ต้องรู้ว่าในแต่ละพื้นที่มีอาชีพอะไรที่ไปได้ดีจริงๆ แล้วชักชวนคนในชุมชนมาฝึกให้นำความก้าวหน้ามาอย่างไม่ฝืนธรรมชาติ และเป็นไปตามศักยภาพของชุมชน 

“ในการพิจารณากลั่นกรองข้อเสนอโครงการทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน ปี 2563 เราได้ตัวแทนเข้าร่วมนำเสนอมุมมองและคัดเลือกโครงการที่น่าสนใจจากบุคคล 4 กลุ่ม เช่น ภาคเอกชน จะมีมุมมองด้านธุรกิจในแง่กิจกรรมว่าเมื่อทำแล้วจะเกิดผลอย่างไร ไปรอดได้จริงในทางธุรกิจหรือไม่ ภาคสื่อมวลชน ที่มีความเข้าใจมุมมองความคิดของคนทั่วไปได้มากที่สุด เป็นต้น ทั้งหมดนี้ถือเป็น 4 เสาหลักอันเป็นองค์ประกอบร่วมกันในการทำงาน สำคัญกว่านั้นจะมีผู้คนนับหมื่นคนทั่วประเทศที่ได้รับประโยชน์ มีคนที่รอคอยโอกาสมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม มีคนว่างงานหรือตกงานไม่มีงานทำจากผลของวิกฤตโควิด -19 นี่คือสิ่งที่ผลักดันให้ กสศ.ต้องเร่งทำงาน เพราะยิ่งการพิจารณาเสร็จสิ้นเร็วขึ้นเท่าไหร่ กิจกรรมก็จะเริ่มขึ้นได้เร็วเท่านั้น การพิจารณาข้อเสนอโครงการครั้งนี้ สิ่งที่มีค่าที่สุดจึงไม่ใช่แค่การคัดเลือก แต่เป็นเรื่องของความพร้อมในการปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้โครงการสามารถนำมาใช้จนเกิดผลสำเร็จได้จริง” ผู้จัดการ กสศ. กล่าว