นักศึกษา มทร.ล้านนา คว้าแชมป์ประเทศไทย การแข่งขัน ‘BIM Contest’

22 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ผ่านพ้นกันไปแล้วสำหรับโครงการแข่งขันประมาณราคาด้วยการจำลองสารสนเทศอาคาร (Construction Cost Estimation using Building Information Modeling: BIM Contest) ครั้งที่ 4 จัดโดยวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีปทุม ซึ่งจัดขึ้นที่ มหาวิทยาลัยศรีปทุม และศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ผลปรากฏว่า นักศึกษา ทีม “Lanna Link” จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ล้านนา คว้ารางวัลชนะเลิศไปครองได้สำเร็จ

ทีม “Lanna Link” มีสมาชิกในทีมประกอบไปด้วย นายพงศ์ภวัน ศรีสวัสดิ์ นายธนะชัย จำปา และนางสาวศุภานัน ประภาเลิศ โดย “คิม” พงศ์ภวัน นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า การแข่งขันครั้งนี้ ทีมของเรามีการเตรียมพร้อมและใช้เวลาหลังเลิกเรียนในการฝึกซ้อม ทีมของเรามีสมาชิกที่มาจากจากสาขาวิศวกรรมโยธาและสาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์ ซึ่งทั้งสองสาขามีมุมมองในการแปลความหมายของแบบก่อสร้างที่แตกต่างกัน แต่ข้อดีของทีมคือการยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างและปรับให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้มีความเข้าใจโจทย์ที่ได้มาและสามารถแก้ไขได้อย่างถูกต้อง

ด้าน “ทู” ธนะชัย นักศึกษาชั้นปีที่ 2 (เทียบโอน) สาขาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ กล่าวเสริมว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ทีมเราประสบความสำเร็จ คือการแบ่งหน้าที่ในการทำงานอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น  เพื่อให้แต่ละคนได้จดจ่อกับโจทย์ของตนเอง เพื่อให้สามารถทำได้อย่างเต็มที่ และได้นำความรู้พื้นฐานจากการเรียนมาประยุกต์ใช้ พร้อมทั้งได้นำประสบการณ์จากการแข่งขันของรุ่นพี่มาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา รวมถึงเป็นผลักดันให้มีความมุ่งมั่นเพื่อจะคว้าชัยชนะมาให้ได้

ขณะที่ “ตาล” ศุภานัน นักศึกษาชั้นปีที่ 5 สาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า การแข่งขันในครั้งนี้ ทุกคนในทีมตั้งเป้าหมายร่วมกันว่าจะต้องได้รางวัล เนื่องจากตนเองมีประสบการณ์ในการแข่งขัน จึงได้นำประสบการณ์ที่ได้รับมาแบ่งปัน และวางแนวทางสำหรับการแข่งขันจนคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้สำเร็จ พร้อมที่จะส่งต่อความรู้ให้แก่รุ่นน้อง พวกเรารู้สึกภาคภูมิใจและตื้นตันใจที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ แต่พวกเรายังต้องเรียนรู้ในด้านอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อพัฒนาตนเองสำหรับการเข้าสู่การทำงานหลังจากจบการศึกษา และเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันในอนาคต

ดร.พรพจน์ นุเสน อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ อาจารย์ที่ปรึกษาชมรม BIM AND 3D RMUTL กล่าวว่า ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษารู้สึกชื่นชมและยินดีกับนักศึกษา รางวัลที่ได้รับเป็นเพียงผลลัพธ์ของความทุ่มเทแต่สิ่งที่มีคุณค่ามากกว่าคือประสบการณ์ องค์ความรู้ และทักษะการทำงานที่นักศึกษาได้รับ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาตนเองและวิชาชีพในอนาคต ชมรมมีเป้าหมายในการต่อยอดองค์ความรู้ด้าน Building Information Modeling (BIM) สู่การบริการวิชาการแก่สังคม ควบคู่กับการสร้างโอกาสให้นักศึกษาได้นำความรู้ไปต่อยอดเป็นอาชีพและสร้างรายได้จากทักษะที่มี โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาชมรมได้รับการสนับสนุนจากศิษย์เก่าสาขาวิศวกรรมโยธาและศิษย์เก่าสาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญในการพัฒนากิจกรรมและศักยภาพของสมาชิกอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ชมรมยังมีเป้าหมายในการนำองค์ความรู้มาร่วมพัฒนามหาวิทยาลัยสู่การเป็น Smart University ผ่านการจัดทำฐานข้อมูลอาคารและโครงสร้างพื้นฐานด้วยเทคโนโลยี BIM การเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ระบบดิจิทัล อีกหนึ่งความตั้งใจของเราคือการผลักดันให้มหาวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน BIM ระดับประเทศ เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศได้ พัฒนาทักษะ และยกระดับมาตรฐานการเรียนรู้ด้าน BIM ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการผลิตกำลังคนคุณภาพสำหรับภาคอุตสาหกรรมในอนาคต ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือ และความมุ่งมั่นของนักศึกษา คณาจารย์ ศิษย์เก่า และสมาชิกชมรม BIM AND 3D RMUTL ที่ร่วมกันพัฒนาศักยภาพด้าน Building Information Modeling (BIM) และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการทำงานด้านวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม จนสามารถสร้างผลงานที่โดดเด่น และสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาบนเวทีการแข่งขันระดับประเทศ

สลช. เล็งใช้ ‘ระบบบันทึกความดี’ คัดเลือกเข้าเรียนมหา’ลัยในอนาคต

22 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) เปิดเผยว่า จากการที่ สลช.ได้เปิดตัวกิจกรรม “ระบบบันทึกความดี” ผ่านแอบพลิเคชั่น Scout DD เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจในกิจกรรมลูกเสือเพิ่มมากขึ้น โดย “ระบบบันทึกความดี” จะเป็นช่องทางในการบันทึกความดีที่ลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาดได้ทำ จากนั้นจะมีคณะกรรมการพิจารณาความดีที่ สลช.ได้แต่งตั้งขึ้นเข้าไปตรวจสอบและให้คะแนนความดี พร้อมกับเสนอให้ สลช.ออกใบประกาศนียบัตรให้กับผู้ที่ทำความดีนั้น หลังจากที่ สลช.ได้เปิดระบบ Scout DD ให้ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด นักเรียน นักศึกษา และเยาวชนทั่วไปได้สมัครเข้าร่วมกกิจกรรมดังกล่าวมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ปรากฏว่าได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างดี มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 2 แสนคน และยังมีผู้สมัครเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกลุ่มที่สมัครเข้ามามากที่สุด คือ กลุ่มนักศึกษาของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) รองลงมาเป็นนักเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โรงเรียนสาธิต และนักเรียนในสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น โดย สลช.วางเป้าจะมีผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้มากถึง 1 ล้านคน

เลขาธิการ สลช. กล่าวอีกว่า ส่วนที่หลายคนตั้งคำถามว่าระบบบันทึกความดี และการได้ใบประกาศนีบัตรการทำความดีในครั้งจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้างนั้น การบันทึกความดีจะมีคะแนนสะสมเป็นระดับ ถ้าสะสมได้คะแนนสูงก็จะได้ระดับเหรียญทอง เหรีญเงิน และเหรียญทองแดงตามลำดับ ซึ่งใช้เป็นพอร์ตโฟลิโอไปยื่นประกอบการพิจารณาในการสมัครเข้าเรียนต่อในระดับต่างๆได้ โดยในอนาคต สลช.จะไปหารือกับทางกระทรวง อว. และกลุ่มโรงเรียนนายร้อยทั้ง 4 เหล่า โรงเรียนผลิตพยาบาล และอีกหลายๆ สถาบันวิชาชีพ เพื่อผลักดันให้มีการนำคะแนนจากระบบบันทึกความดีที่อยู่ในพอร์ตโฟลิโอนี้ไปใช้เป็นส่วนประกอบในการพิจารณาคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาต่างๆเหล่านี้ ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจให้ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด นักเรียน นักศึกษา และเยาวชนหันมาทำความดีเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้หากภาคเอกชนรายใดสนใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมสนับสนุนการทำความดีผ่านระบบ Scout DD ก็สามารถทำได้ เช่น ผู้ทำความดีเปิดแอบพลิเคชั่นโชว์คะแนนการทำความดีเพื่อใช้แลกเป็นส่วนลดในสินค้าต่างๆ ได้ตามข้อตกลงที่กำหนด อาทิ อาหาร เครื่องดื่ม หรือของอุปโภคบริโภคอื่นๆ เป็นต้น

จาก ‘เลือกคณะ’ สู่ ‘ทดลองอนาคต’ Thai-Nichi เปิด 7 สนามอาชีพ ค้นหาตัวเองผ่าน ‘BATECH EXPLORER 2026’

22 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

เพราะคำถามว่า “เรียนอะไรดี?” อาจตอบได้ยาก หากยังไม่เคยมีโอกาสลองว่าตัวเองชอบทำอะไร สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น หรือ Thai-Nichi Institute of Technology โดยคณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีดิจิทัล จึงออกแบบงาน BATECH EXPLORER 2026 ให้เป็นมากกว่า Open House แบบเดิม ด้วยการเปิดพื้นที่ให้นักเรียนระดับมัธยมปลายและ ปวช. ได้ “ทดลองอนาคต” ผ่าน Workshop และกิจกรรม Walk Rally ที่ชวนให้ลองคิด ลองทำ และลองค้นหาตัวเองก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทางการเรียน

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมได้สำรวจเส้นทางการเรียนรู้จาก 7 สาขาวิชา ได้แก่ บริหารธุรกิจญี่ปุ่น (BJ), การจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ (IB), การบัญชี (AC), การบริหารทรัพยากรมนุษย์ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (HR), เทคโนโลยีการตลาดดิจิทัล (DM), การจัดการโรงแรม การท่องเที่ยว และธุรกิจบริการ (HS) และการจัดการธุรกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (BD) ซึ่งสะท้อนภาพของการเรียนด้านธุรกิจที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยี ทักษะดิจิทัล และโลกการทำงานยุคใหม่  จุดเด่นของ BATECH EXPLORER 2026 คือการเปลี่ยนผู้เข้าร่วมจาก “ผู้ฟังข้อมูลหลักสูตร” ให้กลายเป็น “ผู้ลงมือทดลอง” ผ่านกิจกรรมที่แต่ละสาขาออกแบบขึ้นเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น BIZ DOJO : คิดธุรกิจแบบญี่ปุ่น, DUCK TANK IB: World Market Challenge, AC Open House, เกาะมหาสมบัติ HR, Future Your Dream, ฉันอยู่ตรงไหนบนโลกใบนี้ และ Brief to Build ก่อร่างสร้างธุรกิจ

แทนที่จะเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “สาขานี้เรียนอะไร?” กิจกรรมในงานชวนผู้เข้าร่วมเริ่มจากคำถามที่ใกล้ตัวมากกว่า เช่น “เราชอบคิดหรือชอบลงมือ?”, “เราสนุกกับการทำงานกับคน ข้อมูล เทคโนโลยี หรือความคิดสร้างสรรค์?” และ “ถ้าเรียนสายนี้ เราจะได้ลองทำอะไรจริงบ้าง?”

การออกแบบกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวยังสะท้อนอัตลักษณ์ของ Thai-Nichi ที่ผสานแนวคิดการเรียนรู้แบบไทย-ญี่ปุ่นเข้ากับการลงมือปฏิบัติจริง ทั้งความเป็นระบบ การทำงานเป็นทีม การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และการเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับโลกธุรกิจและการทำงานจริง

บรรยากาศภายในงานจึงไม่ได้มีเพียงการเดินชมบูธหรือรับข้อมูลหลักสูตร แต่เต็มไปด้วยการทดลองทำโจทย์ การเล่นกิจกรรมแบบ Walk Rally การพูดคุยกับรุ่นพี่และอาจารย์ รวมถึงการสัมผัสบรรยากาศการเรียนรู้ของ Thai-Nichi ผ่านประสบการณ์จริง BATECH EXPLORER 2026 จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางของการแนะแนวการศึกษาที่ไม่ได้พยายามบอกนักเรียนเพียงว่า “ควรเลือกเรียนอะไร” แต่เปิดโอกาสให้พวกเขาค่อยๆ ค้นพบว่า ตัวเองสนใจอะไร ถนัดแบบไหน และอยากเติบโตไปในทิศทางใด และประสบการณ์การค้นหาตัวเองยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะหลังจาก BATECH EXPLORER 2026 ทางคณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีดิจิทัลยังเตรียมต่อยอดกิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงกิจกรรม Immersive Room Experience ที่จะนำพื้นที่ดิจิทัลและการเล่าเรื่องมาใช้สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ในอีกมิติหนึ่ง เพื่อชวนผู้เข้าร่วมออกจากห้องเรียนแบบเดิม และเข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องราวรอบตัวมากขึ้น ติดตามกิจกรรมครั้งต่อไปของคณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีดิจิทัลได้เร็วๆนี้ ได้ที่ https://lin.ee/qDkEJSi 

ศุภมาส ประสานทุกภาคส่วน เตรียมพร้อมประชาสัมพันธ์พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

21 กันยายน 2569 เวลา 21:14 น.

21 กันยายน 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ฯ ครั้งที่ 2/2569 ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล และผ่านระบบการประชุมออนไลน์ โดยมีนางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ในฐานะกรรมการและเลขานุการ พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อติดตามความคืบหน้าและเตรียมความพร้อมด้านการประชาสัมพันธ์ก่อนงานพระราชพิธีฯ ในเดือนธันวาคมนี้

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ให้ความสำคัญกับการเตรียมงานในช่วง 3 เดือนสุดท้าย ตั้งแต่เดือนตุลาคมจนเสร็จสิ้นงานพระราชพิธีฯ ทั้งการจัดตั้งศูนย์สื่อมวลชนและการอำนวยความสะดวกแก่สื่อมวลชน การเตรียมการถ่ายทอดสดและศูนย์ถ่ายทอดวิทยุและโทรทัศน์โดยโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท.) ตลอดจนการบรรยายงานพระราชพิธีฯ เพื่อให้การเผยแพร่ข้อมูลเป็นไปอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และสมพระเกียรติ

ที่ประชุมได้รับทราบหมายกำหนดการพระราชพิธีฯ ตามที่สำนักพระราชวังแจ้ง ระหว่างวันที่ 15 ถึง 19 ธันวาคม 2569 โดยวันอังคารที่ 15 ธันวาคม เป็นพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุ วันพุธที่ 16 ธันวาคม เชิญพระบรมโกศไปยังพระเมรุมาศ และถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม เก็บและอัญเชิญพระบรมอัฐิเข้าสู่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม เป็นพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมอัฐิ และวันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม อัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และบรรจุพระบรมราชสรีรางคาร ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดบวรนิเวศวิหาร

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเห็นชอบการปรับปรุงคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ฯ จำนวน 4 คณะ ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งและภารกิจในปัจจุบัน พร้อมทั้งพิจารณากรอบเวลากิจกรรมสำคัญตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป และหารือแนวทางการปรับลดโทนสีในการนำเสนอให้เหมาะสมกับการแสดงความไว้อาลัยในช่วงใกล้งานพระราชพิธีฯ

“งานพระราชพิธีฯ ครั้งนี้มีความสำคัญออย่างยิ่งต่อพสกนิกรชาวไทย ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ตลอดจนความงดงามของศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และงานประณีตศิลป์ชั้นสูงตามแบบแผนโบราณราชประเพณีไทย ให้ประชาชนทั้งในประเทศและนานาประเทศได้รับรู้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และสมพระเกียรติ” นางสาวศุภมาส กล่าว

พลิกโฉมการศึกษาไทย เปิดห้องเรียนดรุณาราชบุรี ถอดบทเรียน Active Learning–GPAS 5 Steps

21 กันยายน 2569 เวลา 18:16 น.

เปลี่ยนครูจากผู้บอกคำตอบเป็นโค้ชการคิด สร้างเด็กให้วิเคราะห์ แก้ปัญหาได้ในโลกที่ความรู้ไม่ได้หายากอีกต่อไป

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะผู้บริหาร และครูจากสถานศึกษาในสังกัด คณะรักกางเขนแห่งจันทบุรีและพันธมิตร 7 โรงเรียน เข้าศึกษาดูงานที่ โรงเรียนดรุณาราชบุรี จ.ราชบุรี โดย เข้าศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ซึ่งโรงเรียนดรุณาราชบุรีนำมาใช้ต่อเนื่องประมาณ 3 ปี คณะศึกษาดูงานได้ลงดูห้องเรียนจริงหลายระดับ ตั้งแต่ปฐมวัย ภาษา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และ AI ไปจนถึงการเชื่อมการศึกษากับสายอาชีพและมหาวิทยาลัย สิ่งที่เห็นจึงไม่ใช่เพียง “กิจกรรมต้นแบบ” แต่คือการเปลี่ยนทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้บริหาร ครู ไปจนถึงวิธีที่เด็กเรียนรู้
เมื่อ AI สามารถค้นข้อมูล สรุปบทเรียน เขียนรายงาน และตอบคำถามได้ภายในไม่กี่วินาที โรงเรียนอาจต้องกลับมาถามตัวเองอย่างจริงจังว่า หากยังใช้เวลาไปกับการทำให้เด็ก “จำคำตอบ” เรากำลังเตรียมเด็กสำหรับโลกอนาคต หรือกำลังฝึกทักษะที่เทคโนโลยีทำได้เร็วกว่าเราไปแล้ว การศึกษาในยุค AI ต้องสร้างผู้เรียนให้เป็นคนเก่งและเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

พระสังฆราช ซิลวีโอ สิริพงษ์ จรัสศรี ประมุขสังฆมณฑลราชบุรี มองว่า Active Learning และการพัฒนากระบวนการคิดขั้นสูง เป็นทิศทางของการศึกษายุคใหม่ที่หลายประเทศใช้ในการสร้างคนและนวัตกรรม บทบาทครูจึงต้องเปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอดความรู้ เป็นผู้แนะนำและร่วมพาเด็กผ่านกระบวนการตั้งคำถาม ลงมือทำ และประเมินผลด้วยตัวเองในวันที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โรงเรียนจึงยิ่งต้องรักษาสมดุลระหว่างความรู้กับความเป็นมนุษย์ ภายใต้แนวคิด “คุณธรรมนำวิชา พัฒนาสุข” เพราะเด็กที่เก่งเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ หากไม่รู้ว่าจะใช้ความรู้อย่างไรและเพื่ออะไร โรงเรียนจะเปลี่ยนไม่ได้ ถ้าคนในโรงเรียนยังคิดแบบเดิม

บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนดรุณาราชบุรี ระบุว่า หัวใจของการเปลี่ยนโรงเรียนไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยี แต่เริ่มจาก “Mindset” ของผู้บริหารและครู คำถามต้องเปลี่ยนจาก “วันนี้สอนครบหรือยัง” เป็น “เด็กได้คิดหรือยัง” ครูจึงต้องลดบทบาทการบอกคำตอบ แล้วออกแบบสถานการณ์ให้เด็กตั้งคำถาม ค้นข้อมูล ลงมือทำ และสร้างคำตอบของตัวเอง ขณะที่ผู้บริหารต้องลดช่องว่าง ลงไปทำงานร่วมกับครู และรู้จักเด็กเป็นรายบุคคล

บาทหลวงอภิสิทธิ์ มองว่า ความใกล้ชิดเช่นนี้ยังช่วยสร้างความปลอดภัยในโรงเรียน เพราะเมื่อเด็กมีผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ วินัย คุณธรรม และวิจารณญาณก็จะค่อย ๆ กลายเป็น “เกราะภายใน” ให้เด็กดูแลตัวเองได้ดีขึ้น

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ชี้ว่า การประเมินอย่าง PISA ไม่ได้วัดเพียงว่าเด็กจำอะไรได้ แต่ดูว่าเมื่อเจอสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย เด็กสามารถวิเคราะห์ เชื่อมโยง และแก้ปัญหาได้หรือไม่ ทักษะเช่นนี้สร้างด้วยการติวข้อสอบเพียงอย่างเดียวไม่ได้ Active Learning ที่แท้จริงจึงไม่ใช่การทำให้ห้องเรียนมี “กิจกรรม” มากขึ้น แต่ต้องทำให้เด็ก คิดจริง ทำจริง และแก้ปัญหาจริง GPAS 5 Steps จึงพาเด็กตั้งแต่การรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ จัดระบบความคิด นำความรู้ไปใช้ สื่อสารเหตุผล ไปจนถึงการประเมินและกำกับตัวเอง

ดร.ศักดิ์สิน ย้ำว่า โรงเรียนที่มาศึกษาดูงานไม่ควรกลับไปพร้อมการลอกกิจกรรม แต่ควรกลับไปพร้อม “หลักคิด” เพราะแต่ละโรงเรียนมีบริบทต่างกัน สิ่งสำคัญคือ ผู้บริหารต้องออกแบบระบบ ครูออกแบบประสบการณ์ และเด็กเป็นคนสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเองจากดูงาน ต้องกลายเป็นการเปลี่ยนจริง

ซิสเตอร์จำเรียง ถาวรสิน ระบุว่า โรงเรียนในสังกัดคณะรักกางเขนแห่งจันทบุรีทั้ง 7 แห่ง เคยร่วมขับเคลื่อนแนวทางนี้มาก่อน แต่ยังไม่ต่อเนื่องและเกิดขึ้นเพียงบางระดับชั้น การมาศึกษาดูงานครั้งนี้จึงเป็นการกลับไปเริ่มต้นใหม่อย่างเป็นระบบ โดยจะมีการติดตามและประเมินผลว่าทั้ง 7 โรงเรียนขยับจากจุดเดิมไปได้ไกลเพียงใด เป้าหมายไม่ใช่ต้องสำเร็จทั้งหมดในปีเดียว แต่ต้องเห็นความก้าวหน้าจริง และคาดหวังผลที่ชัดเจนภายในประมาณ 3 ปี โลกการศึกษาอาจกำลังมาถึงจุดที่ต้องเลือกให้ชัดว่า เราต้องการสร้างเด็กแบบไหน เด็กที่เก่งในการจำคำตอบ หรือเด็กที่เมื่อไม่มีใครบอกคำตอบแล้ว ยังสามารถคิดต่อได้ด้วยตัวเอง เพราะในโลกที่ AI อาจรู้มากกว่าเด็ก และตอบเร็วกว่าเด็กแทบทุกเรื่อง สิ่งที่โรงเรียนต้องสร้างจึงไม่ใช่การแข่งขันด้านปริมาณความรู้ แต่คือความสามารถในการตั้งคำถาม ตรวจสอบข้อมูล คิดเป็นระบบ ตัดสินใจอย่างมีเหตุผล และรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองเลือก ถ้าโรงเรียนยังเป็นเพียงสถานที่ส่งคำตอบจากครูไปให้เด็ก โรงเรียนอาจกำลังทำหน้าที่ที่เทคโนโลยีทำได้ดีกว่าไปแล้วโรงเรียนจึงต้องเป็นชุมชนหรือสังคมแห่งการเรียนรู้แห่งแรกของผู้เรียนตามปรัชญาที่แท้จริง แต่ถ้าโรงเรียนเป็นพื้นที่ที่จัดประสบการณ์ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนให้เด็ก คิดเอง สร้างคำตอบเอง และประเมินตัวเองเป็น ต่อให้โลกมี AI เก่งขึ้นอีกแค่ไหนโรงเรียนก็ยังมีเหตุผลที่จะต้องมีอยู่

การสร้างกระบวนการคิดขั้นสูงเปรียบเสมือนการสร้าง “ความแข็งแกร่งภายใน” ให้เด็ก เมื่อเผชิญแรงกระแทกจากกระแสสังคม ข้อมูล สิ่งยั่วยุ ปัญหา หรือความผิดหวัง เด็กจะสามารถตั้งหลัก วิเคราะห์ แยกแยะ และตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ดังนั้น เป้าหมายของการศึกษาจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การทำให้เด็ก “รู้มาก” แต่ต้องทำให้เด็ก “คิดเป็น คิดก่อนทำ รู้เท่าทัน และตัดสินใจอย่างมีเหตุผล” เพราะในโลกที่ข้อมูลและกระแสสังคมสามารถเข้าถึงเด็กได้ภายในเสี้ยววินาที “กระบวนการคิด” คือภูมิคุ้มกันสำคัญที่จะติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต

TEO เชิดชูเยาวชนไทยหลังคว้า 3 เหรียญทองแดง เศรษฐศาสตร์โอลิมปิกนานาชาติ

20 กันยายน 2569 เวลา 23:59 น.

การแข่งขันเศรษฐศาสตร์โอลิมปิกแห่งประเทศไทย (Thailand Economics Olympiad: TEO) จัดพิธีมอบรางวัลและเชิดชูเยาวชนผู้มีความสามารถด้านเศรษฐศาสตร์ ประจำปี 2569 ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร พร้อมร่วมแสดงความยินดีกับผู้แทนประเทศไทยที่สร้างผลงานคว้า 3 เหรียญทองแดงจากการแข่งขันเศรษฐศาสตร์โอลิมปิกนานาชาติ (International Economics Olympiad: IEO) ณ เมืองเซินเจิ้นสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีผู้แทนจาก 56 ประเทศเข้าร่วม มากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มจัดการแข่งขัน

พิธีจัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 15 อาคารบริการ ศาสตราจารย์หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ภายในงานมีการมอบเหรียญรางวัลแก่เยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกจากนักเรียนในโรงเรียนกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ ประกอบด้วยเหรียญทอง 5 เหรียญ เหรียญเงิน 11 เหรียญ และเหรียญทองแดง 26 เหรียญ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อดุลย์ ศุภนัท คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒและรองศาสตราจารย์ ดร.อรรถพล สืบพงศกร รองคณบดีฝ่ายพัฒนานิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้มอบเหรียญทอง คุณ Christoph Anliker ผู้อำนวยการบริหารส่วนหน้า บริษัทหลักทรัพย์ แอลจีที (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้มอบเหรียญเงิน และผู้แทนคณะผู้จัดการแข่งขัน TEO เป็นผู้มอบเหรียญทองแดง

ผู้ได้รับเหรียญทองทั้ง 5 คนได้รับคัดเลือกเป็นผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขัน IEO 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–20 กรกฎาคม 2569 ณ เมืองเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน และเป็นครั้งแรกที่ผู้แทนประเทศไทยเดินทางเข้าร่วมการแข่งขัน ณ สถานที่จริง โดยสามารถคว้าเหรียญทองแดงกลับมาได้ 3 คน ได้แก่ นายศรณ์อคิราภ์ ตั้งคุรุสรณ์ จาก Temasek Junior College ประเทศสิงคโปร์ นายภูมิ ภูมิพิทักษ์ และนายภควัต พลเดช จากโรงเรียนนานาชาติร่วมฤดี ส่วนผู้แทนประเทศไทยอีก 2 คน ได้แก่ นายปัณณวิชญ์ คงวุฒิปัญญา จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และนางสาวไปรยา หิรัญชูพงศ์ จากโรงเรียนนานาชาติร่วมฤดี

IEO เป็นการแข่งขันเศรษฐศาสตร์ระดับนานาชาติสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษา ครอบคลุมทั้งเศรษฐศาสตร์ ความรู้ทางการเงิน และการวิเคราะห์กรณีศึกษาทางธุรกิจ โดยเน้นการคิดวิเคราะห์และการประยุกต์ใช้ความรู้ การแข่งขันดำเนินการเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด และแต่ละประเทศส่งผู้แทนได้ไม่เกิน 5 คน โดยผู้แทนประเทศไทยทั้ง 5 คนผ่านการคัดเลือกจากการแข่งขัน TEO ประจำปี 2569 ซึ่งมีนักเรียนจากโรงเรียนกว่า 300 แห่งทั่วประเทศเข้าร่วมและต้องผ่านการคัดเลือก 3 รอบ โดยในรอบชิงชนะเลิศ ผู้เข้าแข่งขัน 15 คนต้องวิเคราะห์กรณีศึกษาทางธุรกิจและนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษ ก่อนคัดเลือกผู้แทนประเทศไทย 5 คน ทั้งนี้ การแข่งขันได้รับความร่วมมือจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการออกข้อสอบและทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการตัดสิน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อดุลย์ ศุภนัท คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒและรองศาสตราจารย์ กล่าวว่า ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและศักยภาพทางความคิดของเยาวชนไทย ขณะเดียวกัน ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคส่วนต่าง ๆ ในการสร้างโอกาสและเตรียมความพร้อมให้เยาวชนไทยก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติ

นอกจากความร่วมมือด้านวิชาการแล้ว การแข่งขันประจำปี 2569 ยังได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ แอลจีที (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท โกลด์มินท์ โปรดักส์ จำกัด และสถาบัน Admissions-Office โดยคุณ Christoph Anliker ผู้อำนวยการบริหารส่วนหน้า บริษัทหลักทรัพย์ แอลจีที (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การสนับสนุน Thailand Economics Olympiad เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นในการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะการคิดอย่างอิสระ การวิเคราะห์ปัญหาที่ซับซ้อน และการมองโลกจากหลากหลายมุมมอง เพราะ LGT Thailand เชื่อว่าการลงทุนในคนรุ่นใหม่คือการวางรากฐานสำคัญสำหรับอนาคต

ศิลปศาสตร์ DPU และ สถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล จัด Chinese for Fun One Day Camp ปลุกศักยภาพเยาวชน เรียนภาษาจีนผ่านวัฒนธรรม–ลงมือทำจริง

20 กันยายน 2569 เวลา 18:13 น.

คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) และ สถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล ร่วมกันจัดกิจกรรม “Chinese for Fun One Day Camp” เปิดพื้นที่ให้นักเรียนจากโรงเรียนวิทยานุกูลนารี จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้สัมผัสการเรียนรู้ภาษาจีนควบคู่กับวัฒนธรรมจีนผ่านกิจกรรมเชิงปฏิบัติการตลอดหนึ่งวัน ทั้งการเรียนรู้ตัวอักษรและภาษาจีนผ่านเกม การพิมพ์ภาพด้วยแม่พิมพ์ไม้ การเขียนพู่กันและวาดภาพจีน รวมถึงการตัดกระดาษลวดลายจีน เพื่อสร้างประสบการณ์เรียนรู้ที่สนุก เข้าใจง่าย พร้อมเปิดมุมมองสู่การนำทักษะภาษาจีนไปต่อยอดด้านการศึกษาและเส้นทางอาชีพในอนาคต โดยได้รับเกียรติจากรองศาสตราจารย์ เฉินเวย ผู้อำนวยการสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล (ฝ่ายจีน) ดร.วริศ ลิ้มลาวัลย์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมเปิดงาน เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ณ อาคารไสว สุทธิพิทักษ์ (อาคาร 6) ชั้น 1  มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

รองศาสตราจารย์ เฉินเวย ผู้อำนวยการสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล (ฝ่ายจีน) เปิดเผยว่า สถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล ร่วมกับคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดกิจกรรมเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมจีนให้แก่นักเรียนจากโรงเรียนวิทยานุกูลนารี จังหวัดเพชรบูรณ์ ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงตลอดทั้งวัน เพื่อให้นักเรียนได้สัมผัสวัฒนธรรมจีนในหลากหลายมิติ พร้อมเรียนรู้จากอาจารย์ชาวจีนโดยตรง และเปิดมุมมองเกี่ยวกับการศึกษาต่อด้านภาษาและธุรกิจในอนาคต

รองศาสตราจารย์ เฉินเวย กล่าวว่า โรงเรียนวิทยานุกูลนารีเคยพานักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมกับสถาบันขงจื่อฯ มาแล้วเมื่อประมาณ 3–4 ปีก่อน โดยในครั้งแรกได้รับการแนะนำผ่านเครือข่ายความร่วมมือในจังหวัดเพชรบูรณ์ ก่อนที่โรงเรียนจะติดต่อกลับมายังสถาบันขงจื่อฯ โดยตรงในครั้งนี้ เนื่องจากเห็นถึงประโยชน์และประสบการณ์ที่นักเรียนได้รับจากการเข้าร่วมกิจกรรมที่ผ่านมา ขณะที่นักเรียนบางคนซึ่งเคยเข้าร่วมกิจกรรมตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้กลับมาเข้าร่วมอีกครั้งเมื่อศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ สถาบันขงจื่อฯ ออกแบบให้ผู้เรียนได้สัมผัสวัฒนธรรมจีนผ่านกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ โดยหนึ่งในกิจกรรมสำคัญคือการตัดกระดาษ ซึ่งนำมาประยุกต์กับรูปแบบลวดลายและเครื่องประดับจากเครื่องแต่งกายจีน เพื่อให้นักเรียนได้เข้าใจที่มาของศิลปะและวัฒนธรรมจีนมากกว่าการตัดกระดาษในรูปแบบทั่วไป พร้อมทั้งได้เห็นตัวอย่างจากวัฒนธรรมจีนจริงและทดลองสร้างผลงานด้วยตนเอง

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการพิมพ์ภาพมงคลแบบจีนจากแม่พิมพ์ไม้แกะสลัก โดยใช้สีทาลงบนแม่พิมพ์และกดลงบนกระดาษ ซึ่งเป็นกระบวนการที่สะท้อนวิธีการผลิตภาพพิมพ์ในอดีต รวมถึงกิจกรรมการเขียนพู่กันจีนและการวาดภาพจีน ตลอดจนกิจกรรมละลายพฤติกรรมที่ผสมผสานการเรียนรู้ตัวอักษรจีน เพื่อให้นักเรียนเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมไปพร้อมกับความสนุกสนานและการมีส่วนร่วม

รองศาสตราจารย์ เฉินเวย กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมได้รับการออกแบบให้แตกต่างจากการเรียนภาษาในห้องเรียน โดยเฉพาะการมีอาจารย์ชาวจีนเป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้และอธิบายความหมายทางวัฒนธรรมโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนเข้าใจตัวอักษรจีน ศิลปะ และวัฒนธรรมจีนในบริบทที่ลึกขึ้น รวมถึงมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างภาษา วิถีชีวิต และศิลปวัฒนธรรมจีน

ขณะเดียวกัน กิจกรรมครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนได้สำรวจความสนใจของตนเอง ทั้งด้านภาษาและธุรกิจ จากการพูดคุยกับนักเรียนพบว่าหลายคนสนใจเรียนต่อด้านภาษา ขณะที่บางส่วนสนใจด้านธุรกิจ ซึ่งมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์มีหลักสูตรที่สามารถรองรับความสนใจดังกล่าว โดยสถาบันขงจื่อฯ มีบทบาทสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจของมหาวิทยาลัย รวมถึงสนับสนุนกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมจากผู้สอนชาวจีน

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาต่อหรือเพิ่มพูนประสบการณ์ในประเทศจีน สถาบันขงจื่อฯ ยังมีบทบาทในการให้ข้อมูลและแนะนำโอกาสด้านทุนการศึกษา รวมถึงโครงการระยะสั้นและเส้นทางการศึกษาที่เกี่ยวข้อง โดยผู้เรียนสามารถเลือกได้ตามความสนใจและเงื่อนไขของแต่ละหลักสูตร ทั้งการศึกษาในประเทศไทย การเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนกับมหาวิทยาลัยคู่ความร่วมมือในจีน หรือการสมัครทุนเพื่อศึกษาต่อ

ด้าน ดร.วริศ ลิ้มลาวัลย์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า Chinese for Fun One Day Camp เกิดจากความร่วมมือระหว่างสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเลและคณะศิลปศาสตร์ โดยมีหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจร่วมดำเนินกิจกรรม ภายใต้แนวทางของมหาวิทยาลัยที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของเยาวชน ผ่านการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ในห้องเรียนกับประสบการณ์จริง

“กิจกรรมครั้งนี้มุ่งให้นักเรียนได้พัฒนาศักยภาพด้านภาษาจีนผ่านการเรียนรู้วัฒนธรรม เพราะภาษาและวัฒนธรรมมีความเชื่อมโยงกัน เมื่อผู้เรียนเข้าใจบริบททางวัฒนธรรม ก็จะช่วยให้เข้าใจภาษาและวิธีการสื่อสารได้ลึกขึ้น ขณะเดียวกันนักเรียนยังมีโอกาสเรียนรู้โดยตรงจากอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญจากหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจและสถาบันขงจื่อฯ” ดร.วริศ กล่าว

ดร.วริศ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทักษะภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาจีน มีบทบาทสำคัญต่อการเปิดโอกาสด้านการศึกษาและการทำงานของคนรุ่นใหม่ เพราะภาษาคือเครื่องมือที่ช่วยเชื่อมผู้เรียนเข้าสู่โลกที่กว้างขึ้น ผู้ที่สามารถสื่อสารได้หลายภาษาย่อมมีทางเลือกในการทำงานเพิ่มขึ้น ทั้งกับองค์กรในประเทศไทย บริษัทข้ามชาติ รวมถึงองค์กรและธุรกิจจากประเทศจีนที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย

“หากเรามีทักษะภาษามากขึ้น โอกาสของเราก็กว้างขึ้น ภาษาจีนจึงเป็นอีกหนึ่งทักษะที่เยาวชนสามารถพัฒนาเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับตนเองในอนาคต สิ่งที่อยากให้นักเรียนได้รับจากกิจกรรมครั้งนี้ คือทั้งความรู้ ความเข้าใจวัฒนธรรม และประสบการณ์ที่ทำให้เห็นว่าการเรียนภาษาจีนสามารถสนุกและนำไปต่อยอดได้จริง” ดร.วริศ กล่าว

ขณะที่ นางสาวปิยาภรณ์ อัครลาวัณย์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนวิทยานุกูลนารี จังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า โรงเรียนได้นำนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4–6 จำนวน 87 คน จากห้องเรียนโครงการส่งเสริมศักยภาพทางภาษาอังกฤษและภาษาจีน หรือ CEP เข้าร่วมกิจกรรมเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมจีน ณ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะด้านภาษา ควบคู่กับการเปิดประสบการณ์นอกห้องเรียน ให้นักเรียนได้สำรวจความสนใจของตนเอง และนำประสบการณ์ที่ได้รับไปประกอบการวางแผนศึกษาต่อและเส้นทางอาชีพในอนาคต

การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของค่ายพัฒนาทักษะภาษา ซึ่งโรงเรียนออกแบบให้มีทั้งการเรียนรู้ การทัศนศึกษา และการแนะแนว โดยวันแรกเน้นการพัฒนาทักษะภาษาจีนที่ DPU ก่อนเดินทางไปจัดกิจกรรมด้านภาษาอังกฤษที่จังหวัดสระบุรีในวันถัดไป เพื่อให้นักเรียนได้ใช้และบูรณาการทักษะทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีนผ่านประสบการณ์จริง

นางสาวปิยาภรณ์ กล่าวว่า การนำนักเรียนออกมาเรียนรู้นอกสถานที่มีเป้าหมายมากกว่าการเสริมความรู้ด้านภาษา เพราะโรงเรียนต้องการพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนทั้งด้านความรู้ ทักษะ เจตคติ ทักษะชีวิต และทักษะอาชีพ ตลอดจน ทักษะด้านการทำงานร่วมกับผู้อื่นและการปรับตัว (Soft Skills) การเผชิญสภาพแวดล้อมใหม่ และการเรียนรู้จากประสบการณ์นอกห้องเรียน

“การมาเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยทำให้นักเรียนได้เห็นบรรยากาศจริง ได้เห็นว่ารุ่นพี่ใช้ชีวิตกันอย่างไร อาจารย์มีรูปแบบการเรียนการสอนแบบไหน และสภาพแวดล้อมในระดับมหาวิทยาลัยเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้นักเรียนมองเห็นภาพอนาคตของตัวเองมากขึ้น และนำกลับไปวางแผนได้ว่า สนใจด้านใด ชอบภาษาใด หรืออยากศึกษาต่อในเส้นทางไหน” นางสาวปิยาภรณ์ กล่าว

รองผู้อำนวยการโรงเรียนวิทยานุกูลนารี กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงเรียนมีระบบดูแลและแนะแนวนักเรียนอย่างใกล้ชิด ทั้งครูประจำโครงการและครูแนะแนว ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนสำรวจความสนใจและความถนัดของตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยนักเรียนในโครงการมีพื้นฐานด้านภาษาอังกฤษและภาษาจีนอยู่แล้ว บางส่วนเมื่อสำเร็จการศึกษาตัดสินใจศึกษาต่อด้านภาษาจีนโดยตรง ขณะที่บางส่วนเลือกไปศึกษาต่อในประเทศจีน หรือเลือกสาขาวิชาอื่นที่สามารถนำทักษะด้านภาษาไปต่อยอดได้

“ถึงแม้นักเรียนบางคนอาจไม่ได้เลือกเรียนด้านภาษาโดยตรงในอนาคต แต่ความรู้ภาษาจีนและภาษาอังกฤษที่ได้รับจะเป็นทักษะติดตัว สามารถนำไปประยุกต์ใช้ต่อได้ทั้งในการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิต” นางสาวปิยาภรณ์ กล่าว

ผู้สนใจหลักสูตรและกิจกรรมของ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสาร และกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่  https://www.dpu.ac.th/th/faculty-of-arts

‘ชุดไทย’ ฟีเวอร์ญี่ปุ่น! นักท่องเที่ยวแห่เข้าชม CHUD THAI คึกคัก  ต่างสนใจ ‘ผ้าไทย x กิโมโน’

19 กันยายน 2569 เวลา 19:48 น.

“ชุดไทย” ฟีเวอร์อินเจแปน ชาวญี่ปุ่น-นักท่องเที่ยวต่างชาติแห่ชมชมงาน “CHUD THAI” คึกคัก นำวัฒนธรรมเชื่อมความสัมพันธ์ทางการฑูต “ผ้าไทย x กิโมโน” ฉลองพระองค์”เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ“

บรรยากาศภายในงาน “CHUD THAI KNOWLEDGE, CRAFTSMANSHIP AND PRACTICES OF THE THAI NATIONAL COSTUME” ระหว่างวันที่ 17-18 กันยายน 2569 ที่กระทรวงวัฒนธรรมจัดขึ้น ณ Hyokeikan, Tokyo National Museum กรุงโตเกียว ญี่ปุ่นเป็นไปอย่างคึกคัก ชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสนใจเข้าชมอย่างล้นหลาม

สำหรับการจัดงานที่ประเทศญี่ปุ่นครั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นองค์ประธานในการแสดงแบบชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ และเสื้อพระราชทานสำหรับบุรุษ 3 แบบ ภายในงานได้มีการสาธิตกระบวนการสร้างสรรค์เครื่องประดับไทยโบราณซึ่งเป็นงานศิลป์ชั้นสูง งานช่างฝีมือไทย อาทิ การพันดิ้น การปักสดึงกรึงไหม งานเครื่องเงินเครื่องทอง และผ้าไหมทอลายมงคล ถ่ายทอดคุณค่าหัตถศิลป์ไทยในมิติร่วมสมัย

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ของการเผยแพร่ชุดไทยพระราชนิยม และเสื้อพระราชทาน ซึ่งเป็นชุดประจำชาติของประเทศไทย หลังจากครั้งแรกได้มีการนำเสนอชุดไทยที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ไปแล้วเมื่อช่วงเดือนเมษายน 2569

นางสาวซาบีดา กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ที่ญี่ปุ่นได้รับความสนใจ จากคนญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก เพราะมีความเชื่อมโยงเรื่องแฟชั่น เป็นการทูตทางวัฒนธรรม เนื่องจากไทยและญี่ปุ่น เป็นประเทศที่มีชุดประจำชาติเช่นเดียวกัน โดยสิ่งที่ชาวญี่ปุ่นสนใจเป็นอย่างมากคือ การที่นำผ้าไทยมาตัดเย็บเป็นชุดกิโมโน เฉกเช่นฉลองพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญาที่สวยงาม เป็นการนำเสนอผ้าไทยอีกรูปแบบหนึ่ง

ทั้งนี้ปัจจุบัน ประเทศไทยเดินหน้าผลักดัน “ชุดไทย: ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” เสนอ ต่อองค์การยูเนสโก (UNESCO) พิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในเดือนธันวาคม 2569 จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการสืบสานองค์ความรู้ งานช่างฝีมือ และอัตลักษณ์ไทย พร้อมต่อยอด “ชุดไทย” ในฐานะมรดกที่มีชีวิตสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 16 ศาสตราจารย์ใหม่ จาก 8 มหาวิทยาลัยดัง

19 กันยายน 2569 เวลา 11:43 น.

ราชกิจจา

19 ก.ย.69  เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งศาสตราจารย์ จำนวน 2 ฉบับ รวม 16 ราย

ประกาศฉบับแรก มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งพนักงานมหาวิทยาลัยและพนักงานสถาบัน สังกัดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยขอนแก่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ในสาขาวิชาต่างๆ จำนวน 15 ราย ดังนี้

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

  1. รองศาสตราจารย์ตุลวิทย์ สถาปนจารุ สังกัดคณะสิ่งแวดล้อม ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม สังกัดคณะสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

  1. รองศาสตราจารย์สุรพล แสนสุข สังกัดสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาพฤกษศาสตร์ สังกัดสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2565

มหาวิทยาลัยขอนแก่น

  1. รองศาสตราจารย์นงลักษณ์ มีทอง สังกัดคณะวิทยาศาสตร์ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาวัสดุศาสตร์ สังกัดคณะวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2565
  2. รองศาสตราจารย์ณัญธิวัฒน์ พลดี สังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล สังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2565
  3. รองศาสตราจารย์วิภาวี หีบแก้ว สังกัดคณะแพทยศาสตร์ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชากายวิภาคศาสตร์ สังกัดคณะแพทยศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2566
  4. รองศาสตราจารย์ศิริพร ปรุงวิทยา สังกัดคณะเทคนิคการแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาเทคนิคการแพทย์ สังกัดคณะเทคนิคการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2567

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

  1. รองศาสตราจารย์ปริม อวยชัย สังกัดคณะทันตแพทยศาสตร์ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก สังกัดคณะทันตแพทยศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2565
  2. รองศาสตราจารย์สุวิทย์ บุญยะเวชชีวิน สังกัดคณะแพทยศาสตร์ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา สังกัดคณะแพทยศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2565
  3. รองศาสตราจารย์พิชชา จองวิวัฒสกุล สังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาวิศวกรรมโยธา สังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566
  4. รองศาสตราจารย์เกศชาดา เอื้อไพโรจน์กิจ สังกัดคณะแพทยศาสตร์ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาวิสัญญีวิทยา สังกัดคณะแพทยศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2567
  5. รองศาสตราจารย์เกื้อการุณย์ ครูส่ง สังกัดคณะวิทยาศาสตร์ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาชีวเคมี สังกัดคณะวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2567
  6. รองศาสตราจารย์สุชาดา จันทร์ประทีป นภาธร สังกัดคณะวิทยาศาสตร์ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ สังกัดคณะวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2567

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

  1. รองศาสตราจารย์อเล็กชานเดอร์ ชือตอฟ สังกัดคณะนิติศาสตร์ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชากฎหมายเปรียบเทียบ สังกัดคณะนิติศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2566

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

  1. รองศาสตราจารย์พรพิมล อังคเศกวินัย สังกัดคณะสหเวชศาสตร์ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาภูมิคุ้มกันวิทยา สังกัดคณะสหเวชศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2566

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

  1. รองศาสตราจารย์ทศพล เมลืองนนท์ สังกัดคณะเทคโนโลยีนวัตกรรมบูรณาการ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาเคมีอินทรีย์ สังกัดคณะเทคโนโลยีนวัตกรรมบูรณาการ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2567

ประกาศ ณ วันที่ 18 กันยายน พ.ศ.2569 โดย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

นอกจากนี้ ราชกิจจานุเบกษายังเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีอีกฉบับ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง รองศาสตราจารย์ประยูรศักดิ์ เปลื้องผล สังกัดคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ สาขาวิชาฟิสิกส์ สังกัดคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2565

ประกาศ ณ วันที่ 18 กันยายน พ.ศ.2569 โดย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

1
2
3

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม โชว์ ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ สู่เวทีโลกที่โตเกียว

18 กันยายน 2569 เวลา 20:42 น.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดกิจกรรม “CHUD THAI KNOWLEDGE, CRAFTSMANSHIP AND PRACTICES OF THE THAI NATIONAL COSTUME” ระหว่างวันที่ 17-18 กันยายน 2569 ณ Hyokeikan, Tokyo National Museum กรุงโตเกียว ญี่ปุ่น นับเป็นหมุดหมายสำคัญทางวัฒนธรรมที่สะท้อนวิสัยทัศน์ในการสร้างองค์ความรู้ “ชุดไทย” สู่เวทีโลก

วันที่ 18 กันยายน 2569 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นองค์ประธานในการแสดงแบบชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ และเสื้อพระราชทานทั้ง 3 แบบ ทั้งนี้ในงาน ยังมีการสาธิตกระบวนการสร้างสรรค์เครื่องประดับไทยโบราณซึ่งเป็นงานศิลป์ชั้นสูง อาทิเช่น เครื่องประดับและศิลปะการพันดิ้น การปักสดึงกรึงไหม งานช่างเครื่องเงินเครื่องทอง กระเป๋าผ้าเทคนิคประคบทองโบราณ และ ผ้าไหมทอลายมงคล โดยกิจกรรมทั้งหมดถูกนำเสนอในฐานะงานออกแบบร่วมสมัยที่สะท้อนโครงสร้างเชิงศิลป์ มิใช่เพียงวัตถุทางประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นมรดกที่ยังคงมีชีวิตและสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง

รากฐานสำคัญของการสร้างองค์ความรู้ชุดไทยสู่เวทีโลก สืบเนื่องมาจากพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมุ่งมั่นอนุรักษ์และสืบสานมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ โดยเฉพาะด้านเครื่องแต่งกายซึ่งเป็นหนึ่งในอัตลักษณ์สำคัญของประเทศไทย ด้วยพระวิสัยทัศน์และพระอัจฉริยภาพ พระองค์ทรงศึกษาค้นคว้าหลักฐานเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการแต่งกายของสตรีไทย ทั้งรูปแบบการแต่งกายไทยในราชสำนักในแต่ละยุคสมัยอย่างเป็นระบบ  และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และการออกแบบร่วมกันพัฒนา “ชุดไทยพระราชนิยม” ให้เป็นมาตรฐานการแต่งกายสำหรับสุภาพสตรีไทยที่มีความเหมาะสมทั้งในเชิงวัฒนธรรมและบริบทของสังคมไทยสมัยใหม่ พัฒนาเป็น ชุดไทยพระราชนิยม ต้นแบบเครื่องแต่งกายไทยร่วมสมัย ที่สุภาพ งดงาม เหมาะสมต่อการสวมใส่จริงในการประกอบพระราชกรณียกิจทั้งในและต่างประเทศ

ชุดไทยพระราชนิยมประกอบด้วย 8 รูปแบบ ได้แก่ ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยดุสิต ชุดไทยจักรี ชุดไทยศิวาลัย และชุดไทยจักรพรรดิ ซึ่งได้รับพระราชทานนามตามพระที่นั่งและพระตำหนักในพระบรมมหาราชวังและพระราชวังดุสิต อีกทั้งยังมีเสื้อพระราชทานสำหรับบุรุษ 3 รูปแบบ สะท้อนถึงเกียรติยศและความภาคภูมิใจของผู้สวมใส่ ตลอดจนพัฒนาการของมรดกเครื่องแต่งกายไทยที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

จัดโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม