ศธ.แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการอาชีวศึกษา มุ่งพัฒนากำลังคนเพื่ออุตฯอนาคต

ศธ.แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการอาชีวศึกษา มุ่งพัฒนากำลังคนเพื่ออุตฯอนาคต

ศธ.แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการอาชีวศึกษา มุ่งพัฒนากำลังคนเพื่ออุตฯอนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.05 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะ เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ สถาบัน AFMAÉ  และบริษัท Dassault Systèmes  สาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนากำลังคนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการอาชีวศึกษา เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรม ตลอดจนหารือแนวทางความร่วมมือเพื่อยกระดับการผลิตกำลังคนของไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมโลก

โดยในช่วงเช้าคณะได้เข้าศึกษาดูงาน ณ สถาบัน AFMAÉ เพื่อรับฟังการบรรยายเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนด้านช่างอากาศยาน นักเทคนิคการบิน และบุคลากรด้านการขนส่งทางอากาศ พร้อมเยี่ยมชมศูนย์ฝึกปฏิบัติ ห้องปฏิบัติการ และโรงฝึกซ่อมบำรุงอากาศยาน ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะกับอุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง (Work-based Learning) ควบคู่กับการฝึกงานในสถานประกอบการ เพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษามีสมรรถนะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานและสามารถปฏิบัติงานได้ทันที

“รูปแบบการจัดการศึกษาของ AFMAÉ เป็นตัวอย่างที่สะท้อนความสำเร็จของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับภาคอุตสาหกรรม โดยผู้เรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงและพัฒนาทักษะในสภาพแวดล้อมการทำงานจริง ซึ่งเป็นแนวทางที่ประเทศไทยต้องการนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนากำลังคนด้านการบินและอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยกำลังเร่งพัฒนาบุคลากรด้านการบิน วิศวกรรม และเทคโนโลยี เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และมุ่งยกระดับมาตรฐานการอาชีวศึกษาไทยสู่ระดับสากล” นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวและว่า ในช่วงบ่าย คณะได้เดินทางไปเยี่ยมชมบริษัท Dassault Systèmes บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกด้านซอฟต์แวร์วิศวกรรมและแพลตฟอร์ม Virtual Twin เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัลในการออกแบบ พัฒนา และบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต (Product Lifecycle Management: PLM) โดยได้รับฟังการสาธิตการใช้งานแพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE ซึ่งสามารถสร้างแบบจำลองเสมือนของผลิตภัณฑ์ เครื่องจักร เครื่องยนต์ โรงงาน สายการผลิต และระบบคลังสินค้า เพื่อจำลอง วิเคราะห์ และปรับปรุงประสิทธิภาพก่อนดำเนินการจริง ซึ่งช่วยลดต้นทุน ลดระยะเวลา และเพิ่มประสิทธิภาพในการออกแบบและการผลิต

“โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยี AI, Virtual Twin และ Smart Manufacturing ซึ่งกำลังพลิกโฉมการออกแบบ การผลิต และการทำงานในภาคอุตสาหกรรม กระทรวงศึกษาธิการจึงมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีทั้งทักษะด้านเทคนิค ทักษะดิจิทัล ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันให้ผู้เรียนสายอาชีวศึกษาได้เรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ที่ใช้จริงในบริษัทชั้นนำระดับโลก เชื่อมโยงห้องเรียนกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษามีสมรรถนะพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานและสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ” รมว.ศธ. กล่าว

ในโอกาสนี้ รมว.ศธ. ได้หารือแนวทางการพัฒนาความร่วมมือกับทั้ง AFMAÉ และ Dassault Systèmes เพื่อยกระดับการผลิตกำลังคนของประเทศไทย โดยในด้านอุตสาหกรรมการบิน ได้หารือความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนครูและผู้เรียน การพัฒนาศักยภาพครูโดยผู้เชี่ยวชาญจากฝรั่งเศส การพัฒนาหลักสูตรร่วมกับภาคอุตสาหกรรม และการร่วมเป็นพันธมิตรในการพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศด้านการบิน (Aviation Center) ในประเทศไทย ขณะที่ด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล ได้หารือถึงการพัฒนาครูด้านเทคโนโลยี การสนับสนุนซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์มการเรียนรู้สำหรับสถานศึกษา การจัดตั้ง ศูนย์นวัตกรรมดิจิทัล (Digital Innovation Center) เพื่อพัฒนาทักษะด้าน Virtual Twin และ Smart Manufacturing ผ่านการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ รวมถึงการผลักดันการรับรองมาตรฐานวิชาชีพในระดับสากล เพื่อให้ผู้เรียนไทยมีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีและมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก

เพิ่มมูลค่า ‘น้ำมันมะนาว’ วว.พัฒนา ‘แชมพูอาบน้ำ’ ต้านเชื้อราก่อโรคผิวหนังสำหรับสัตว์เลี้ยง

เพิ่มมูลค่า ‘น้ำมันมะนาว’ วว.พัฒนา ‘แชมพูอาบน้ำ’ ต้านเชื้อราก่อโรคผิวหนังสำหรับสัตว์เลี้ยง

เพิ่มมูลค่า ‘น้ำมันมะนาว’ วว.พัฒนา ‘แชมพูอาบน้ำ’ ต้านเชื้อราก่อโรคผิวหนังสำหรับสัตว์เลี้ยง

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ศนส.)สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ประสบผลสำเร็จในการวิจัยและพัฒนา “ผลิตภัณฑ์แชมพูอาบน้ำต้านเชื้อราก่อโรคผิวหนังสำหรับสัตว์เลี้ยงจากน้ำมันมะนาว : PUSSYPUR SHAMPOO (แชมพูพลัสซี่เพอร์)” ผลงานสร้างสรรค์จาก โครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์บรรเทาอาการคันบริเวณผิวหนังจากเชื้อราของสัตว์เลี้ยงจากน้ำมันหอมระเหยไทย เปลี่ยนคุณค่าจากพืชพรรณไทยให้กลายเป็นเกราะปกป้องผิวสี่ขาอย่างล้ำลึก  โดยมี นางรัตนศิริ จิวานนท์  นักวิจัย ศนส. วว. เป็นหัวหน้าโครงการ

“3 พลังปกป้อง พิสูจน์จริงด้วยวิทยาศาสตร์” ไม่ใช่แค่แชมพูทั่วไป แต่ PUSSYPUR SHAMPOO คือ ผลิตภัณฑ์ที่มีผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์รองรับ เพื่อคืนผิวสุขภาพดีและขนที่นุ่มสวยให้สัตว์เลี้ยง เพราะสยบเชื้อราต้นเหตุ มีประสิทธิภาพสูงในการต้านเชื้อราก่อโรคกลากและเกลื้อนในสัตว์เลี้ยงโดยตรง ลดอักเสบทันใจ ช่วยต้านการอักเสบอย่างตรงจุด โดยยับยั้งการหลั่งไนตริกออกไซด์ ($NO$) ในเซลล์ผิวหนังชนิดแมคโครฟาจ (RAW 264.7) ช่วยบรรเทาอาการแดงและระคายเคืองได้อย่างดีเยี่ยม และปลอดภัยระดับสูงสุด โดยผ่านการประเมินความปลอดภัย ความเป็นพิษเฉียบพลันทั้งทางปากและทางผิวหนัง จึงมั่นใจได้ว่าอ่อนโยน ไม่ระคายเคือง แม้สัตว์เลี้ยงเผลอเลีย

ด้วย “มาตรฐานเข้มงวด มั่นใจได้” วว.คัดสรรและควบคุมคุณภาพ มีการควบคุมมาตรฐานอย่างเข้มงวด ตั้งแต่วัตถุดิบน้ำมันมะนาวบริสุทธิ์ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์สำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์คงตัว เนื้อแชมพูมีความคงตัวสูงเมื่อเก็บในอุณหภูมิห้องยาวนาน 6 เดือน และมีอายุการเก็บรักษายาวนานถึง 2 ปี พร้อมต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์  ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ไม่ซับซ้อน สามารถนำไปผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้จริง โดย วว. พร้อมเปิดรับผู้ประกอบการที่สนใจร่วมส่งต่อสุขภาพดีสู่สัตว์เลี้ยงทั่วประเทศ

สำหรับวิธีใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ชโลมตัวสัตว์เลี้ยงด้วยน้ำสะอาดให้ทั่ว อาบหรือฟอกแชมพูลงบนผิวหนังบริเวณที่มีปัญหาโดยไม่ต้องผสมน้ำ ฟอกทิ้งไว้อย่างน้อย 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อผิวหนังที่แข็งแรงและมีความสุขของสัตว์เลี้ยง

สกู๊ปพิเศษ : ‘Metaverse Lab-XR’ เสริมทักษะนิสิตเทคนิคการแพทย์ เก่งวินิจฉัยโรค – ทำงานเป็นทีม

สกู๊ปพิเศษ : ‘Metaverse Lab-XR’ เสริมทักษะนิสิตเทคนิคการแพทย์ เก่งวินิจฉัยโรค - ทำงานเป็นทีม

สกู๊ปพิเศษ : ‘Metaverse Lab-XR’ เสริมทักษะนิสิตเทคนิคการแพทย์ เก่งวินิจฉัยโรค – ทำงานเป็นทีม

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.01 น.

อาจารย์เทคนิคการแพทย์ จุฬาฯ พัฒนา Metaverse Lab-XR นวัตกรรมห้องแล็บเสมือน ช่วยนิสิตฝึกฝนทักษะด้านปฏิบัติการในห้องแล็บ และพัฒนาซอฟต์สกิลเพื่อการทำงานจริงในโรงพยาบาล เตรียมความพร้อมนิสิตสำหรับการเป็นนักเทคนิคการแพทย์ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญในอนาคต

สำหรับนิสิตเทคนิคการแพทย์ ทักษะการทำงานในห้องปฏิบัติการเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้ความรู้เชิงทฤษฎี แต่ทักษะจะเกิดขึ้นและพัฒนาจนกลายเป็นความเชี่ยวชาญได้นั้นต้องอาศัยชั่วโมงบินในการฝึกฝน  ซึ่งเรื่องนี้ “เคย” เป็นอุปสรรคสำหรับนิสิตชั้นปีที่ 3-4 คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในชั้นเรียนวิชาจุลชีววิทยาคลินิก (Clinical Micrology)

“ในการเรียนวิชานี้ นิสิตจะเรียนภาคทฤษฎีก่อน จากนั้นจะต้องฝึกภาคปฏิบัติในห้องแล็บจำลองเป็นเวลา 3 ชั่วโมง ซึ่งทางภาควิชาจะเตรียมห้องแล็บให้พร้อมสำหรับนิสิตราว 100 คน แต่นิสิตเรียนรู้ได้ไม่เท่ากัน บางคนเรียนรู้เร็ว ในขณะที่นิสิตบางคนเพิ่งเริ่มสังเกตสภาพแวดล้อมในห้องแล็บ ยังไม่ทันจะเรียนรู้และเข้าใจเรื่องนั้นๆเวลาก็หมดแล้ว และต้องผ่านไปเรียนหัวข้อใหม่” ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร วรศิลป์ชัย อาจารย์ประจำภาควิชาภาควิชาเวชศาสตร์การธนาคารเลือด คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงปัญหาที่เป็นแรงบันดาลใจในการคิดค้น Metaverse Lab-XR นวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับนักเทคนิคการแพทย์ ที่เพิ่งได้รับรางวัล Excellent Innovation ผลงานนวัตกรรมเพื่อการพัฒนานักศึกษาดีเด่น จากกระทรวง อว. เมื่อเดือนกันยายน 2568

เราอยากเห็นนิสิตทุกคนก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกันก่อนที่จะไปต่อในบทเรียนถัดไป” ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าวถึงความตั้งใจในการออกแบบนวัตกรรม ใน Metaverse Lab-XR นิสิตจะได้เรียนรู้และฝึกฝนปฏิบัติการทางแล็บผ่านโลกเสมือนจริง ในสภาพแวดล้อมของห้องแล็บในโรงพยาบาล” ที่ซึ่งนิสิตจะต้องไปทำงานภายหลังจากการสำเร็จการศึกษา ในโลกเสมือนจริงนี้ นิสิตจะได้ฝึกการทำงานเป็นทีมระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ การบริหารจัดการในห้องแล็บ การวินิจฉัยโรคติดเชื้อ และฝึกฝนทุกทักษะสำคัญที่นักเทคนิคการแพทย์จำเป็นต้องมี” ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าวและว่า ห้องแล็บเสมือน Metaverse Lab-XR เปิดใช้จริงตั้งแต่ต้นปี 2567 เป็นต้นมา ให้นิสิตเข้าไปทดสอบความรู้ความเข้าใจด้านทฤษฎี และฝึกฝนทักษะทางแล็บเพื่อวินิจฉัยโรคติดเชื้อได้ตามที่ต้องการ

นิสิตสามารถฝึกปฏิบัติการทางแล็บในโลกเสมือนจริงโดยอิสระด้วยตัวเอง ถ้าคนไหนรู้สึกว่าตนเองยังปฏิบัติงานในห้องแล็บได้ไม่น่าพอใจก็เข้าไปฝึกได้อีกเท่าที่ต้องการ และในตอนท้ายของการฝึกแต่ละบทเรียน ก็จะมีการประเมินว่านิสิตปฏิบัติงานในห้องแล็บได้ถึงเป้าหมายแล้วหรือไม่

การฝึกแบบนี้จะ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นิสิตทุกคนจะมีระดับการเรียนรู้ที่ใกล้เคียงกันและสามารถไปต่อบทเรียนถัดไปด้วยกันได้ นอกจากนี้ การเรียนรู้ผ่านห้องแล็บเสมือนยังช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มพูนความพร้อมให้นิสิตสำหรับการปฏิบัติการในห้องแล็บจำลอง

วิชา Clinical Microbiology เป็นวิชาปฏิบัติการทางการแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคติดเชื้อ ซึ่งนิสิตจะต้องฝึกวินิจฉัยโรคติดเชื้อจากตัวอย่างผู้ป่วยจริง การจัดแล็บจำลองให้กับนิสิตต้องใช้เวลา บุคลากร และการเตรียมสิ่งส่งตรวจ เราต้องเตรียมเชื้อจุลชีพสายพันธุ์ต่างๆมาให้นิสิตได้เรียน ซึ่งใช้เชื้อจุลชีพจำนวนมากประมาณหนึ่ง แต่บางครั้งเราไม่ได้ใช้ประโยชน์จากขยะติดเชื้อนั้นอย่างคุ้มค่าเนื่องจากนิสิตยังมีทักษะและประสบการณ์การลงมือปฏิบัติที่ไม่มากพอ

การเรียนรู้ผ่าน Metaverse Lab-XR นิสิตจะได้ฝึกทำความคุ้นเคยกับการทำแล็บในโลกเสมือนจริง เมื่อมีความคล่องแคล่วและคุ้นเคยแล้ว การไปฝึกฝนจริงในห้องแล็บจำลองก็จะได้ใช้ประโยชน์ในการเรียนรู้จากตัวอย่างทางชีวภาพติดเชื้อมากกว่า และลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อด้วย ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าว

ในบรรดาโรคติดเชื้อต่างๆ ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร เลือกนำร่องการเรียนรู้ใน Metaverse Lab-XR ด้วยการจัดแล็บเพื่อวินิจฉัย โรคติดเชื้อรา

เชื้อราที่นำมาใช้เป็นตัวอย่างในการเรียนในห้องแล็บจำลอง เช่น ชิ้นเนื้อ เส้นผม ผิวหนัง น้ำตา น้ำไขสันหลัง เลือด ซึ่งจัดว่าเป็น Bio Hazard ทั้งสิ้น เชื้อราสามารถติดทางลมหายใจได้ ทำให้มีความเสี่ยงต่อนิสิต เราจึงให้นิสิตเรียนใน Metaverse Lab-XR เพื่อสร้างความคุ้นเคยและสร้างทักษะความชำนาญการก่อนเข้าห้องแล็บจำลอง

ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร อธิบายการเรียนรู้ใน Metaverse Lab-XR ว่า นิสิตจะเหมือนกำลังปฏิบัติการอยู่ในแล็บของโรงพยาบาล ต้องตรวจเชื้อรากลุ่มต่างๆ และมีสถานการณ์จำลองให้นิสิตแก้ปัญหา เช่น การเรียกชื่อคนไข้ผิด ตัวอย่างที่ส่งมาไม่ใช่ตัวอย่างที่คุณหมอถามถึง การตรวจเชื้อราไม่พบทั้งที่คนไข้มีอาการของโรคติดเชื้อราชัดเจน เป็นต้น

เมื่อนิสิตเรียนเสร็จ ก็จะเข้าสู่กระบวนการถอดบทเรียนซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญ เราจะมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญหรือเรียกว่า Facilitator มาสรุปให้นิสิตฟังว่า ในสถานการณ์นั้นมีอะไรผิดปกติหรือไม่ เช่น การเรียกชื่อคนไข้ไม่ตรงกับตัวอย่างตรวจ ตัวอย่างที่ตรวจไม่ใช่ตัวอย่างที่คุณหมอถาม หรือการไม่พบเชื้อราทั้งที่คนไข้มีอาการและประวัติที่บ่งชี้ถึงโรคติดเชื้อราชัดเจน” ทั้งนี้ในอนาคตจะพัฒนาสถานการณ์จำลองโรคติดเชื้อทางแบคทีเรีย ลมหายใจ ไวรัส รวมทั้งพัฒนาความยากของแต่ละสถานการณ์ โดยเน้นผู้ป่วยที่มีโรคเบื้องหลังและมีความซับซ้อนเป็นพิเศษ

ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าวต่อไปว่า นักเทคนิคการแพทย์จำเป็นต้องมีทักษะที่เป็น non-technical skills ด้วย ในการเรียนผ่าน Metaverse Lab-XR นิสิตจึงจะได้ฝึกทักษะด้านที่เป็นซอฟต์สกิลไปด้วย

นักเทคนิคการแพทย์ต้องมีทักษะการสื่อสารอย่างไร้รอยต่อ และมีทักษะการทำงานสอดประสานกับสหวิชาชีพ – จะสื่อสารอย่างไรกับหมอ พยาบาล เพื่อให้คนไข้ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องที่สุด นอกจากนี้ ก็ต้องมีทักษะในการบริหารจัดการเรื่อง Critical Management ไม่ใช่ First Come, First Serve (มาก่อนได้ก่อน) ต้องมีทักษะประเมินว่าคนไข้คนนี้อยู่ในขั้นอันตรายแล้ว ผลต้องออกมาก่อนคนไข้ทั่วไป ต้องมีต่อม เอ๊ะ!” ว่าคนนี้มีอาการเหมือนเป็นโรคติดเชื้อ แต่ทำไมผลออกมาไม่พบเชื้อรา มีอะไรที่ผิดพลาดไป นิสิตต้องสืบสวนกลับมาให้ได้” ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าว

ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร เล่าตัวอย่างการเรียนรู้ผ่านห้องแล็บเสมือนว่า เริ่มจากทักษะ Pre Analytical ก่อนรับ Specimen (สิ่งส่งตรวจ) มาแล้ว ต้องทำอะไรบ้าง ตรวจสอบชื่อคนไข้ จากนั้นจึง Analyze นิสิตต้องมีความรู้ว่าจะเลือกน้ำยาทดสอบกลุ่มไหน รวมถึงการอ่านประวัติคนไข้แล้วไปตรวจสอบว่าสิ่งตัวอย่างที่ได้รับมาสมเหตุสมผลกับอาการคนไข้หรือไม่ หรือตัวอย่างที่ส่งมาสมเหตุสมผลที่จะแก้โจทย์ที่หมอมีในใจว่าคนไข้ติดเชื้อราชนิดนี้หรือเปล่า ถ้าทำไปแล้วไม่สมเหตุสมผล นิสิตจะต้องมีทักษะในการสื่อสารกลับไปยังแพทย์แล้วว่าคิดอย่างไร

การที่เราดึงดันทำ แล้วไม่สมเหตุสมผล ผลเสียเกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย งานในห้องแล็บเราก็เยอะขึ้น คนไข้อื่นก็ไม่ได้ตรวจ หมอก็ไม่ได้รับคำตอบที่กำลังสงสัย และที่แย่ไปกว่านั้น คนไข้ต้องเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ แล้วยังรอผลที่ล่าช้าอีก ทั้งที่ควรได้รับการรักษาเร็วกว่านี้” ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าวและว่า จากการสังเกตและการทำวิจัย พบว่า Metaverse Lab-XR ช่วยให้การเรียนของนิสิตดีขึ้นราว 20% เหนือกว่าความสนุกเราได้พบข้อดีของการเรียนรู้ในโลกเสมือนที่คาดไม่ถึง นิสิตบอกว่าเขารู้สึกปลอดภัยด้านจิตใจ เวลาที่ทำแล็บแล้วมีอาจารย์อยู่กับเขา ถ้าเขาทำได้ไม่ดีเขารู้สึกอายเพื่อน อายอาจารย์ แต่เขาอยากเก่ง การที่ได้ฝึกฝนทักษะในแล็บเสมือนที่ไม่มีใครเห็น จนกระทั่งเขาเก่ง พอกลับมาทำงานในแล็บจำลอง เขาทำได้ดีขึ้นและมีความภูมิใจในการนำเสนอ

นวัตกรรมห้องแล็บเสมือน Metaverse Lab-XR เริ่มต้นขึ้นที่ห้องเรียนวิชาจุลชีววิทยาคลินิก คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาฯ แต่วันข้างหน้าหวังอยากเห็นแล็บเสมือนเช่นนี้แพร่กระจายอยู่ในมหาวิทยาลัยและแล็บเทคนิคการแพทย์ต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

“อยากให้นวัตกรรมนี้เป็นจุดเริ่มต้นของห้องแล็บ เราคิดค้นนวัตกรรมให้นิสิตจุฬาฯ ได้ใช้ก่อน ในอนาคต อยากจะใช้กับมหาวิทยาลัยอื่นๆด้วย และอยากให้แล็บเทคนิคการแพทย์ได้ใช้ทั่วประเทศ เทคนิคการแพทย์มีหลายทักษะมาก มีหลายสาขาเฉพาะทาง ถ้าทุกคนช่วยกันสร้างห้องแล็บเสมือน จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการเทคนิคการแพทย์เร็วมาก”

“Metaverse Lab-XR จะเสริมสร้างทั้ง Non-technical และ Technical Skills ของนักเทคนิคการแพทย์ และช่วยทลายกำแพงห้องแล็บที่กั้นระหว่างนักเทคนิคการแพทย์กับสหวิชาชีพเพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไข้” ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าวทิ้งท้าย

คณะพัฒนาธุรกิจฯ มจพ. จับมือ 2 บริษัทคนรุ่นใหม่ ร่วมลงนาม MOU ยกระดับบัณฑิตสู่ตลาดงานจริง

คณะพัฒนาธุรกิจฯ มจพ. จับมือ 2 บริษัทคนรุ่นใหม่ ร่วมลงนาม MOU ยกระดับบัณฑิตสู่ตลาดงานจริง

คณะพัฒนาธุรกิจฯ มจพ. จับมือ 2 บริษัทคนรุ่นใหม่ ร่วมลงนาม MOU ยกระดับบัณฑิตสู่ตลาดงานจริง

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.17 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) โดยคณะพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ร่วมกับ บริษัท คาร์บอน อีโค โซลูชั่น จำกัด และบริษัท นิวเจน โปรเฟสชั่นแนล จำกัด เพื่อมุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพบัณฑิต พัฒนาบุคลากร และส่งเสริมการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์วิกฤตสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ พิธีลงนามในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เป็นประธานในพิธี ณ ห้องประชุมคณะพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม มจพ.

โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธัญญาทิพ พิชิตการค้า คณบดีคณะพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม มจพ. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับ ว่าที่ร้อยตรี ดร.สานนท์ บุญมี กรรมการบริษัท คาร์บอน อีโค โซลูชั่น จำกัด องค์กรผู้ขับเคลื่อนพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อเตรียมพร้อมให้ทุกภาคส่วนปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก และ ดร.รุ่งรัตน์ สร้อยเงิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท นิวเจน โปรเฟสชั่นแนล จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาและให้บริการจัดการพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ อาคารสำนักงาน และศูนย์การค้า ยาวนานกว่า 20 ปี

การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ ยกระดับศักยภาพบุคลากร ทั้งในภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป ตลอดจนส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนแบบ สหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (CWIE) เพื่อให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์จริงจากสถานประกอบการ ผลิตบัณฑิตคุณภาพที่ “จบแล้วพร้อมทำงานได้ทันที” ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน และร่วมสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศชาติต่อไปในอนาคต

นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ มจพ. ในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคเอกชนคนรุ่นใหม่ เพื่อเชื่อมโยงทฤษฎีในห้องเรียนเข้ากับการปฏิบัติงานจริงในอุตสาหกรรมยั่งยืนและการบริหารจัดการยุคใหม่

บวงสรวงพระแม่คงคาเสริมสิริมงคล ซักซ้อมขบวนเรือเสมือนจริง เตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ

บวงสรวงพระแม่คงคาเสริมสิริมงคล ซักซ้อมขบวนเรือเสมือนจริง เตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ

บวงสรวงพระแม่คงคาเสริมสิริมงคล ซักซ้อมขบวนเรือเสมือนจริง เตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.07 น.

บวงสรวงพระแม่คงคาเสริมสิริมงคล ซักซ้อมขบวนเรือเสมือนจริง เตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ “สายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี สืบสานวิถีรัตนโกสินทร์” 24-31 ก.ค. 69 ณ สวนสาธารณะป้อมมหากาฬ

22 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 07.49 น. นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย เป็นประธานพิธีบวงสรวงและขอขมาพระแม่คงคา เพื่อแสดงความกตัญญูและขออโหสิกรรมต่อสายน้ำที่เป็นแหล่งหล่อเลี้ยงชีวิตให้ผู้คนได้อาศัยน้ำในการอุปโภคบริโภค สะท้อนถึงความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างผู้คนกับสายน้ำ ซึ่งเป็นทั้งต้นกำเนิดแห่งชีวิตและรากฐานสำคัญของการดำรงชีพ เพื่อความเป็นสิริมงคลในการจัดกิจกรรม “สายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี สืบสานวิถีรัตนโกสินทร์” ระหว่างวันที่ 24-31 ก.ค. 69 ณ สวนสาธารณะป้อมมหากาฬ ถนนคนเดินคลองโอ่งอ่าง คลองผดุงกรุงเกษม คลองหลอดวัดราชนัดดา และคลองหลอดวัดราชบพิธ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

สำหรับพิธีบวงสรวงพระแม่คงคาในครั้งนี้มี นายฉัตรชัย ปิ่นเงิน หัวหน้าฝ่ายโหรพราหมณ์ กองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง เป็นผู้ประกอบพิธี โดยมีคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธี ณ ปะรำพิธีสวนสาธารณะป้อมมหากาฬ เขตพระนคร เพื่อความเป็นสิริมงคล และความปลอดภัยในการจัดกิจกรรม “สายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี สืบสานวิถีรัตนโกสินทร์” รวมทั้งการซักซ้อมขบวนเรือเสมือนจริง ในพิธีทำบุญตักบาตรทางเรือ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 26 ก.ค. 69 โดยนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ 75 รูป จาก 3 เส้นทางสายน้ำ รวมทั้งสิ้น 225 รูป ได้แก่ คลองรอบเกาะรัตนโกสินทร์ คลองแสนแสบ และคลองเปรมประชากร โดยได้รับความเมตตาจากสมเด็จพระราชาคณะและพระเถระผู้ใหญ่ นับเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่สะท้อนคุณค่าของวิถีชีวิตทางน้ำและมรดกทางวัฒนธรรมของกรุงรัตนโกสินทร์

คณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย ขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรม “สายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี สืบสานวิถีรัตนโกสินทร์” ระหว่างวันที่ 24-31 ก.ค. 69 ภายในงานได้จัดให้มีกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม นิทรรศการมีชีวิต ถนนคนเดิน ตลาดชุมชน สตรีทอาร์ต และกิจกรรมสาธารณประโยชน์ที่สะท้อนคุณค่าและวิถีชีวิตริมสายน้ำของไทย ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนริมคลองและกลุ่มเปราะบาง เพื่อสืบสานพระราชปณิธานในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ คณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย มีภารกิจในการติดตามขับเคลื่อนและบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานตามพระบรมราโชบายและโครงการพระราชดำริเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ ประชาชนสามารถติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับจุดตักบาตรทางเรือ เส้นทางการเดินทาง และกิจกรรมภายในงานได้ทาง Facebook กรุงเทพมหานคร http://www.facebook.com/bangkokbma และ Facebook กรมประชาสัมพันธ์ http://www.facebook.com/prdofficial

นายอรรถพล กล่าวว่า ในช่วงเช้าวันนี้ได้จัดพิธีบวงสรวงพระแม่คงคาขึ้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับงานตักบาตรทางเรือที่จะมีขึ้นในวันที่ 26 กรกฎาคมนี้ ซึ่งงานในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีการตักบาตรทางเรือในลักษณะนี้ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม ในวันงานจะมีพระสงฆ์มาร่วมรับบิณฑบาตจำนวนทั้งหมด 225 รูป โดยได้รับความเมตตาจากพระเถระผู้ใหญ่ระดับสมเด็จพระราชาคณะถึง 5 รูปมาเป็นผู้นำคณะสงฆ์ นอกจากนี้ยังเป็นสิริมงคลอย่างยิ่งที่สมเด็จพระสังฆราชได้ประทานน้ำมนต์มาเพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนที่มาร่วมทำบุญในวันดังกล่าวด้วย

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ มุ่งเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของสายน้ำในกรุงเทพมหานคร ซึ่งบูรพมหากษัตริย์ไทยทรงให้ความสำคัญในการปกครองและพัฒนาเมือง เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนมาโดยตลอด โครงการนี้จึงไม่ได้มีเพียงแค่การทำบุญตักบาตร แต่ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาคูคลองรอบกรุงรัตนโกสินทร์ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยริมน้ำ และการปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่ริมคลองต่าง ๆ เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ของในหลวงรัชกาลที่ 10 ที่ทรงอยากเห็นกรุงเทพฯ กลับมาสวยงามเปรียบเสมือนเวนิสตะวันออกอีกครั้ง

ในส่วนของการเตรียมงาน ขณะนี้ทุกหน่วยงานมีความพร้อมอย่างยิ่ง มีการซ้อมใหญ่เสมือนจริงในวันนี้และอาจมีการซักซ้อมอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานในวันจริงจะเป็นไปด้วยความราบรื่น โดยสิ่งที่เน้นย้ำมากที่สุดคือเรื่องความปลอดภัยของทั้งพระภิกษุสงฆ์และประชาชน สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนมาร่วมทำบุญตักบาตรทางเรือครั้งประวัติศาสตร์นี้ด้วยกัน ในช่วงเช้าของวันที่ 26 กรกฎาคมนี้ บริเวณสวนสาธารณะป้อมมหากาฬ

สกร.จับมือกองทัพบก เปิดตัวโครงการ 1 ปี 1 วุฒิ ยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ ควบคู่รับใช้ชาติ

สกร.จับมือกองทัพบก เปิดตัวโครงการ 1 ปี 1 วุฒิ ยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ ควบคู่รับใช้ชาติ

สกร.จับมือกองทัพบก เปิดตัวโครงการ 1 ปี 1 วุฒิ ยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ ควบคู่รับใช้ชาติ

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.25 น.

สกร.จับมือกองทัพบก เปิดตัวโครงการ “1 ปี 1 วุฒิ” ยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ ควบคู่รับใช้ชาติ

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กระทรวงศึกษาธิการ โดยนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ นางสาวเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ร่วมกับกองทัพบก โดย พลเอกอมฤต บุญสุยา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เปิดตัวโครงการ “1 ปี 1 วุฒิ” ภายใต้หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2567 เพื่อเปิดโอกาสให้ทหารกองประจำการที่ยังไม่จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้พัฒนาตนเองและยกระดับวุฒิการศึกษาอย่างน้อย 1 ระดับ ภายในระยะเวลา 1 ปี ระหว่างปฏิบัติหน้าที่รับราชการทหาร

โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ และกองทัพบก ในการส่งเสริมให้ทหารกองประจำการสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ที่มีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับภารกิจและเวลาปฏิบัติราชการ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถสำเร็จการศึกษาและได้รับวุฒิการศึกษาที่นำไปใช้ศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพหลังปลดประจำการได้

นายอัครนันท์ กล่าวว่า โครงการ “1 ปี 1 วุฒิ” เป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญที่ต้องการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับกำลังพลของประเทศ เพราะการรับราชการทหารไม่ควรเป็นช่วงเวลาที่หยุดการเรียน แต่ควรเป็นช่วงเวลาที่ได้พัฒนาศักยภาพของตนเองควบคู่ไปด้วย ไม่มีหน้าที่ใดที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการรับใช้ชาติ และไม่มีสิ่งใดที่จะติดตัวคนเราไปได้ตลอดชีวิตเท่ากับการศึกษา เราจึงตั้งใจทำให้ช่วงเวลาที่เยาวชนและประชาชนเข้ามารับราชการทหาร ไม่ใช่ช่วงเวลาที่โอกาสทางการศึกษาต้องหยุดลง แต่เป็นช่วงเวลาที่พวกเขาจะได้สร้างอนาคตของตนเอง

“การเป็นทหารคือการเสียสละเพื่อปกป้องประเทศชาติ แต่ในระหว่างที่รับใช้ชาติ เราไม่อยากให้โอกาสทางการศึกษาของน้อง ๆ ต้องหยุดลง โครงการ ‘1 ปี 1 วุฒิ’ จึงเกิดขึ้นเพื่อให้ทุกคนได้ทั้งทำหน้าที่เพื่อประเทศ และพัฒนาความรู้ของตนเองไปพร้อมกัน เมื่อปลดประจำการแล้วจะมีทั้งประสบการณ์ วินัย และวุฒิการศึกษาที่สามารถต่อยอดสู่การศึกษาที่สูงขึ้นหรือการประกอบอาชีพได้” นายอัครนันท์ กล่าว

โดยโครงการ “1 ปี 1 วุฒิ” จะจัดรูปแบบการเรียนการสอนให้มีความยืดหยุ่น เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจของหน่วยทหาร โดยสามารถเลือกเรียนได้ทั้งแบบ On-site เรียนออนไลน์ Online หรือ เรียนแบบผสมผสาน (Hybrid) ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านการศึกษาและความมั่นคง ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของกำลังพล ผ่านการสร้างโอกาสทางการศึกษา ควบคู่กับการปลูกฝังระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ และการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพในอนาคต

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวันแก่นักเรียน คณะครู บุคลากร เจ้าหน้าที่ โรงเรียนวัดจันทรสโมสร

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวันแก่นักเรียน คณะครู บุคลากร เจ้าหน้าที่ โรงเรียนวัดจันทรสโมสร

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวันแก่นักเรียน คณะครู บุคลากร เจ้าหน้าที่ โรงเรียนวัดจันทรสโมสร

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.11 น.

“ในหลวง”โปรดเกล้าฯ พระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวันแก่นักเรียน คณะครู บุคลากร เจ้าหน้าที่ โรงเรียนวัดจันทรสโมสร เนื่องในโอกาสวันเฉลิม พระชนมพรรษา 28 ก.ค.2569

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมคุณภาพชีวิต รวมถึงสุขอนามัยขั้นพื้นฐาน และการโภชนาการที่ดีของเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ ทุพพลภาพ และผู้ด้อยโอกาส ในสถานสงเคราะห์ รวมถึงสถานศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวันแก่นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่โรงเรียนวัดจันทรสโมสร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2569

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.20 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศตรี จักรพงษ์ หอมไกรลาศ เป็นประธานเชิญอาหารพระราชทาน ไปพระราชทานเลี้ยงแก่นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ โรงเรียนวัดจันทรสโมสร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร จำนวนรวม 303 คน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 เพื่อให้นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ ได้รับประทานอาหารอิ่มอร่อย หลากหลาย และมีคุณค่า ตามหลักโภชนาการ อันจะส่งผลให้มีสุขอนามัยที่ดี มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมีสุขภาพจิตที่ดี สำหรับรายการอาหารในวันนี้ อาทิ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ ข้าวมันไก่ต้มและไก่ทอด สเต็กปลาทอดและหมู นักเก็ต ขนมโตเกียว สตรอว์เบอร์รีโยเกิร์ต น้ำดื่ม และเครื่องดื่ม น้ำสมุนไพร จากโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เป็นต้น

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงรับเป็นพระราชภารกิจที่สำคัญในการดูแลพสกนิกรทุกหมู่เหล่าให้มีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง และมีโภชนาการ ที่ดี โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป ในโอกาสนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานอาหารแก่เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาสรวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในสถานศึกษา และสถานสงเคราะห์ต่างๆ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาวันคล้ายวันพระราชสมภพ วันคล้ายวันประสูติ และวันสำคัญต่างๆ มาโดยตลอด การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนวัดจันทรสโมสร ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

โรงเรียนวัดจันทรสโมสร ตั้งอยู่บนที่ดินของวัดจันทรสโมสร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร มีพื้นที่ 1 ไร่ 2 งาน อยู่ในกำกับดูแลของสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันทำการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนรวมทุกระดับชั้น จำนวน 273 คน มีครูและบุคลากร จำนวน 30 คน โรงเรียนก่อตั้งขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2475 รวมเปิดทำการสอนมาแล้ว 94 ปี จนถึงปัจจุบันโรงเรียนมีการพัฒนาการศึกษาอย่างเป็นระบบ ผ่านการประเมินคุณภาพตามมาตรฐานของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร นักเรียนมีผลการเรียนผ่านตามมาตรฐานของสถานศึกษา ในระดับยอดเยี่ยม มีผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยระดับประเทศ 2 ปีซ้อน

ด้านกิจกรรมการพัฒนาผู้เรียน ประสบความสำเร็จด้านกีฬาเป็นอย่างดี ได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันฟุตซอลในหลายรายการ อาทิ รางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 (แชมป์ 3 สมัย) การแข่งขันฟุตซอลยุวชน กฟผ. โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ประจำปี 2568 รางวัลรองเท้าทองคําสำหรับผู้ทําประตูสูงสุด ในการแข่งขันฟุตซอลยุวชน กฟผ. โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ประจำปี 2568 รางวัลเหรียญทองชนะเลิศ การแข่งขันกีฬาฟุตซอลชาย รุ่นอายุ 12 ปี ในการแข่งขันกีฬานักเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 36 “ช้างน้อยเกมส์” ประจำปี 2568 รวมถึงการแข่งขันบาสเกตบอล นอกจากนี้ โรงเรียนได้จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา และวันคล้ายวันประสูติของพระบรมวงศานุวงศ์มาโดยตลอด เพื่อให้นักเรียนได้มีส่วนร่วม ด้วยเป็นการปลูกฝังความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แก่เด็กนักเรียน เพื่อจะได้เติบโตเป็นพลเมืองที่ดี

วปอ.บอ.รุ่นที่3กลุ่มมรกต–ไพลิน จับมือ สกร.ยกระดับการศึกษาและอาชีพให้ปชช.

วปอ.บอ.รุ่นที่3กลุ่มมรกต–ไพลิน จับมือ สกร.ยกระดับการศึกษาและอาชีพให้ปชช.

วปอ.บอ.รุ่นที่3กลุ่มมรกต–ไพลิน จับมือ สกร.ยกระดับการศึกษาและอาชีพให้ปชช.

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.07 น.

วปอ.บอ.รุ่นที่ 3 กลุ่มมรกต–ไพลิน ร่วมกับ สกร. ดาวกระจาย ถ่ายทอดความรู้การใช้ Application Career GPS สู่ผู้เรียนการศึกษานอกระบบ เพื่อค้นหาศักยภาพและวางแผนเส้นทางการเรียนรู้และอาชีพ

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ร่วมกับคณะนักศึกษาหลักสูตรการบริหารความมั่นคงสำหรับผู้บริหาร (วปอ.บอ.) รุ่นที่ 3 กลุ่มมรกต–ไพลิน เดินหน้าขยายผลการใช้งาน Application Career GPS สู่ผู้เรียนการศึกษานอกระบบ ภายใต้โครงการ “The TEN”โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคีเครือข่าย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และยกระดับการแนะแนวการศึกษาและอาชีพให้กับประชาชน

การดำเนินงานครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากการอบรมครูและบุคลากรผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านการแนะแนวของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพฯ) โดยมีครูและบุคลากรจากพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม และสมุทรปราการ เข้าร่วมกว่า 150 คน เพื่อเตรียมความพร้อมในการนำ Application Career GPS ไปใช้กับผู้เรียนในพื้นที่

ในระยะขยายผล คณะนักศึกษา วปอ.บอ. รุ่นที่ 3 กลุ่มมรกต–ไพลิน ได้ลงพื้นที่จัดกิจกรรมแบบ “ดาวกระจาย” พร้อมกันในพื้นที่นำร่อง โดยร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และทดลองใช้งาน Application Career GPS ด้วยตนเอง

พื้นที่แรก คณะนักศึกษาหลักสูตร วปอ.บอ.รุ่นที่3 อาทิ ดร.วิภัชบุญ กล่าวสุนทร พันเอกไปรวิทย์ ลำน้อย นางสาวชัญญาณัฏฐ์ โอฬารธนสิน นายอธิริศร์ เตชะสินนิวัฒน์ ดำเนินการร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร และ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับเขตคลองเตย จัดกิจกรรมอบรมให้แก่ครูและผู้เรียนจำนวน 80 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้เรียนการศึกษานอกระบบระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการค้นหาศักยภาพ ความถนัด ความสนใจ และการนำผลการประเมินไปใช้ในการวางแผนการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ และการพัฒนาคุณภาพชีวิต

อีกพื้นที่หนึ่ง คณะนักศึกษาหลักสูตร วปอ.บอ.รุ่นที่3 อาทิ ดร.วิทวัช กุยแก้ว ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ พันตำรวจโทหญิงพิชชาภา บุญโสดา นางพุทธิพร แสงสุข ดร.จิตราภรณ์ อัมระปาล ดำเนินการร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดปทุมธานี และ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอสามโคก จัดกิจกรรมให้แก่ครูและผู้เรียนจำนวน 50 คน เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้การใช้เครื่องมือดิจิทัลในการวิเคราะห์ศักยภาพของตนเอง และสร้างแรงบันดาลใจในการกำหนดเป้าหมายชีวิตและเส้นทางอาชีพที่เหมาะสม

กิจกรรมการอบรมประกอบด้วยการบรรยายในหัวข้อ “Career GPS : เครื่องมือค้นหาศักยภาพและวางแผนเส้นทางการเรียนรู้และอาชีพ”การสาธิตการใช้งาน Application Career GPS และกิจกรรม Workshop ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทดลองใช้งานจริง พร้อมรับคำแนะนำจากวิทยากรและครูผู้ปฏิบัติงานด้านการแนะแนว เพื่อให้สามารถนำผลการประเมินไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนอนาคตของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม

Application Career GPS เป็นนวัตกรรมด้านการแนะแนวที่ช่วยให้ผู้เรียนค้นพบจุดแข็ง ความถนัด ความสนใจ และศักยภาพของตนเอง ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูล พร้อมเชื่อมโยงไปสู่แนวทางการศึกษาต่อ การพัฒนาทักษะที่จำเป็น และการเลือกเส้นทางอาชีพที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละบุคคล ช่วยให้ผู้เรียนสามารถออกแบบเส้นทางชีวิตของตนเองได้อย่างมีเป้าหมายและมั่นใจมากยิ่งขึ้น

การดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างกรมส่งเสริมการเรียนรู้ คณะนักศึกษาหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่นที่ 3 กลุ่มมรกต–ไพลิน มหาวิทยาลัยรังสิต และภาคีเครือข่าย ในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต และยกระดับคุณภาพการแนะแนวของผู้เรียนการศึกษานอกระบบ เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา พัฒนาศักยภาพกำลังคน และส่งเสริมให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถวางแผนอนาคตและพัฒนาตนเองได้อย่างยั่งยืน

เจ้าหญิงแอนน์-พระสวามี เสด็จฯประทับเรือ ทอดพระเนตรทัศนียภาพพระบรมมหาราชวังและแม่น้ำเจ้าพระยา

เจ้าหญิงแอนน์-พระสวามี เสด็จฯประทับเรือ ทอดพระเนตรทัศนียภาพพระบรมมหาราชวังและแม่น้ำเจ้าพระยา

เจ้าหญิงแอนน์-พระสวามี เสด็จฯประทับเรือ ทอดพระเนตรทัศนียภาพพระบรมมหาราชวังและแม่น้ำเจ้าพระยา

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.43 น.

17 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.00 น. เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร พร้อมด้วยพระสวามี เสด็จมาทรงประทับเรือ ณ ท่าราชวรดิฐ  เพื่อทอดพระเนตรทัศนียภาพพระบรมมหาราชวังและแม่น้ำเจ้าพระยา

ประเสริฐ เผยเลขาธิการ สกสค.ยื่นลาออก มีผล 18 ก.ค.นี้ ยืนยันงานองค์กรไม่สะดุด เตรียมตั้งรักษาการเร็ววันนี้

ประเสริฐ เผยเลขาธิการ สกสค.ยื่นลาออก มีผล 18 ก.ค.นี้ ยืนยันงานองค์กรไม่สะดุด เตรียมตั้งรักษาการเร็ววันนี้

ประเสริฐ เผยเลขาธิการ สกสค.ยื่นลาออก มีผล 18 ก.ค.นี้ ยืนยันงานองค์กรไม่สะดุด เตรียมตั้งรักษาการเร็ววันนี้

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.05 น.

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.00 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของ สกสค. และเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)ครั้งที่ 3/2569 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ ศธ. 

นายประเสริฐ กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การค้า(อค.) ของ สกสค. ว่า ที่ประชุมได้กำหนดให้มีการสรรหา ผู้อำนวยการองค์การการค้าตังจริง มาแทนรักษาการ ผอ.อค.คนปัจจุบัน  ซึ่งคาดว่าจะได้ ผอ.อค. ตัวจริง ภายในเดือนสิงหาคม นี้     

นอกจากนี้ที่ประชุมฯ เห็นชอบให้มีการนำเสนอผู้เชี่ยวชาญมาเป็นที่ปรึกษา ในการบริหารงานขององค์การค้าฯ  ซึ่งก็จะนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการองค์การค้าของ สกสค.ในครั้งต่อไปว่าควรจะเป็นใครอย่างไร  

นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า เนื่องจากองค์การค้าฯมีทรัพย์สินที่เป็นอาคารและที่ดิน จึงสั่งการให้มีการตรวจสอบที่ดิน ที่องค์การค้าครอบครองอยู่และเป็นเจ้าของ ว่ามีการบุกรุกและใช้ประโยชน์อะไรอย่างไรหรือไม่ หากพบว่ามีผู้บุกรุก ก็ให้ดำเนินการตามกฎหมาย  โดยทางคณะกรรมการองค์การค้าฯ ได้มอบหมายให้ สกสค.ระดับจังหวัด เข้าไปตรวจสอบและให้รายงานผลตรวจสอบเรื่องนี้ให้ที่ประชุมฯบอร์ดองค์การค้าฯทราบในครั้งต่อไป

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ส่วนการประชุม คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)นั้น เป็นที่ทราบกันแล้วว่าที่ผ่านมา นายพีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ได้ยื่นใบลาออกเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และให้มีผลวันที่ 21 ก.ย.2569  แต่วันนี้ นายพีระพันธ์ ได้ทำหนังสือถึงที่ประชุมฯอีกครั้ง ว่า ประสงค์จะลาออกทันที ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค.2569นี้ ซึ่งวันนี้ก็ได้นำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมของคณะกรรมการ สกสค.  ซึ่งคณะกรรมการฯก็มีมติเห็นชอบตามที่ นายพีระพันธ์ ยื่นความประสงค์มาว่าการลาออกจะให้มีผลในวันที่ 18 ก.ค.2569 นี้  

“โดยนายพีระพันธ์ได้ให้เหตุผลในการลาออกว่า เนื่องจากภรรยามีการผ่าตัดใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ส่วนการลาออกมีผลอะไรกับองค์กรหรือไม่นั้น ก็ทำให้คณะผู้บริหารของ สกสค.ทั้งเลขาธิการ สกสค. และรองเลขาธิการ สกสค. พ้นสภาพ  ก็จะมีการแต่งตั้งรักษาการเลขาฯ และจะมีการส่งมอบงานให้กับรักษาการเลขาธิการ  ซึ่งงานก็จะไม่สะดุจ เพราะจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆก่อนมีตัวจริง

“วันนี้ คณะกรรมการ สกสค.ได้กำหนดให้มีการดำเนินการสรรหาเลขาธิการ สกสค. คนใหม่ และจะมีการแต่งตั้ง ข้าราชการระดับ 10 มารักษาการเลขาธิการ สกสค.ในเร็ววันนี้ อย่างช้าไม่เกินวันจันทร์ทีท 20 ก.ค.นี้ ส่วนการสรรหาเลขาธิการ สกสค.ตัวจริง ให้ได้ภายในวันที่ 1 ต.ค. หรืออย่างช้าสุดไม่ควรเกิน 3 เดือน

รมว.ศธ. กล่าวด้วยว่า วันนี้ที่ประชุมฯได้นำผลการประเมินผลการทำงานของเลขาธิการ สกสค.เข้าพิจารณาลับในที่ประชุมบอร์ดด้วย  โดยผู้ประเมินได้นำผลการประเมินมาชี้แจง ซึ่งผลการประเมินก็ออกมาปานกลาง ส่วนที่ก่อนหน้านั้นมีการร้องเรียนให้มีการตรวจสอบการทำงานของเลขาธิการ สกสค. ก็ยังคงให้มีการตรวจสอบต่อไป ถึงแม้เลขาธิการ สกสค. จะลาออกแล้ว รวมถึงตรวจสอบ การดำเนินงานของ องค์การค้าฯด้วย ซึ่งขณะนี้ยังตอบไม่ได้ว่าการสอบจะแล้วเสร็จเมื่อใด เพราะมีเรื่องส่งเข้ามาเลื่อยๆ