ไทยพีบีเอส เผยผลดำเนินงานปี 2568 เกินดุล 69 ล้านบาท เดินหน้าปรับองค์กรสู่สื่อสาธารณะดิจิทัล

ไทยพีบีเอส เผยผลดำเนินงานปี 2568 เกินดุล 69 ล้านบาท เดินหน้าปรับองค์กรสู่สื่อสาธารณะดิจิทัล

ไทยพีบีเอส เผยผลดำเนินงานปี 2568 เกินดุล 69 ล้านบาท เดินหน้าปรับองค์กรสู่สื่อสาธารณะดิจิทัล

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.59 น.

“วันชัย” ชี้ผลการดำเนินงานปี 2568 สะท้อนความมั่นคงทางการเงินขององค์กร พร้อมวางรากฐานการเติบโตในอนาคต ผ่านการลงทุนด้านคอนเทนท์ เทคโนโลยี ข้อมูล และบุคลากร เพื่อขับเคลื่อนไทยพีบีเอส สู่การเป็น Public Digital Media Platform อย่างเต็มรูปแบบ

นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส  เปิดเผยถึงงบการเงินประจำปี 2568 ซึ่งผ่านการรับรองจากผู้สอบบัญชี และได้นำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา ว่ามีทิศทางที่เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยองค์กรมีรายได้สูงกว่าค่าใช้จ่ายสุทธิ หรือเกินดุล อยู่ที่ 69 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงฐานะการเงินที่แข็งแรงขึ้น และเป็นฐานสำคัญในการเดินหน้าปรับองค์กรสู่สื่อสาธารณะดิจิทัล

ในปี 2568 ไทยพีบีเอส มีรายได้รวม 2,695 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าประมาณ 100 ล้านบาท คิดเป็น 3.86%  โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากเงินบำรุงองค์การค้างรับข้ามงวดบัญชี ประมาณ 92.66 ล้านบาท จาก 1,957 ล้านบาท เป็น 2,050 ล้านบาท ขณะที่สามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายรวมให้ลดลงได้ประมาณ 146 ล้านบาท คิดเป็น 5.28% ส่งผลให้ไทยพีบีเอสมีรายได้สูงกว่าค่าใช้จ่ายสุทธิ และมีเสถียรภาพทางการเงินที่มั่นคงมากขึ้น สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากร ควบคู่กับการดำเนินภารกิจสื่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง

สำหรับฐานะการเงิน ณ สิ้นปี 2568 ไทยพีบีเอส มีสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 6,994 ล้านบาท เติบโตขึ้น 1.23% โดยมีสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้นเป็น 4,365 ล้านบาท คิดเป็น13.25%  แสดงถึงสภาพคล่องที่สูงขึ้น ขณะที่หนี้สินรวมอยู่ที่ 912 ล้านบาท คิดเป็นเพียง 13% ของสินทรัพย์รวมทั้งหมด สะท้อนโครงสร้างทางการเงินยังคงอยู่ในระดับที่มั่นคงและปลอดภัย

นอกจากนี้ ตัวเลขกระแสเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานยังสูงถึง 1,039 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 54.46% ยืนยันว่า แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารสภาพคล่องและการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วนของค่าใช้จ่าย ต้นทุนการผลิตและจัดหารายการลดลงถึง 10.76% อยู่ที่ 858 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการวางแผนและบริหารจัดการงบประมาณอย่างรอบคอบ อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการปรับขึ้นเล็กน้อย โดยมีค่าใช้จ่ายด้านงานสารสนเทศเป็นรายการสำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงภารกิจด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลที่มีบทบาทมากขึ้น  

นายวันชัย ระบุว่า การลดลงของต้นทุนผลิตและจัดหารายการเป็นผลจากการบริหารจัดการงบประมาณอย่างระมัดระวัง ซึ่งไทยพีบีเอสได้ดำเนินควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลด้านคุณภาพของเนื้อหา เพราะภารกิจหลักของสื่อสาธารณะคือการผลิตคอนเทนท์ที่ตอบโจทย์สังคม สร้างความรู้ และเปิดพื้นที่สาธารณะให้แก่ประชาชน

นอกจากค่าใช้จ่ายด้านการผลิตและจัดหารายการที่ลดลงแล้ว  ยังเป็นผลจากมาตรการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน โดยเฉพาะแคมเปญรณรงค์ปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นในช่วงพักเที่ยง ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากพนักงานทุกคน ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าลดลงเหลือจาก 31.20 ล้านบาทในปี 2567 เหลือ 28.42 ล้านบาทในปี 2568 หรือคิดเป็น 8.91% 

“มาตรการประหยัดไฟฟ้าที่เริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ เช่น การปิดไฟที่ไม่จำเป็นในช่วงพักเที่ยง แต่เมื่อทุกคนร่วมมือกันก็ได้ผลที่เป็นรูปธรรม  แนวคิดเดียวกันนี้ยังสะท้อนถึงการบริหารทรัพยากรขององค์กรในภาพรวม ที่มุ่งใช้ทุกทรัพยากรอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด โดยจะต่อยอดไปสู่โครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Roof) ทั้งที่สำนักงานใหญ่และสถานีโครงข่ายทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในระยะยาว และมุ่งสู่การเป็นองค์กรสื่อสีเขียวที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2569”  นายวันชัยกล่าว

นายวันชัยกล่าวว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 ที่ปรับตัวดีขึ้น จะเป็นฐานสำคัญในการบริหารทรัพยากรของ ไทยพีบีเอส ให้เกิดความยั่งยืนและคุ้มค่ามากขึ้น ทั้งด้านงบประมาณ บุคลากร เทคโนโลยี และคอนเทนท์ โดยเป้าหมายสำคัญต่อจากนี้ไม่ใช่เพียงการรักษาฐานะการเงินให้มั่นคง แต่คือการนำทรัพยากรที่มีไปลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรในระยะยาว  โดยมีแนวทางสำคัญคือการลงทุนผลิตคอนเทนท์คุณภาพสูง ทั้งละคร ซีรีส์ และสารคดีเชิงลึก เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกิจสื่อสาธารณะ และสามารถต่อยอดเป็นทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ขององค์กรในอนาคต ผ่านการเผยแพร่ซ้ำ การจำหน่ายสิทธิ การร่วมผลิตกับพันธมิตร และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากคอนเทนท์คุณภาพ

“โจทย์สำคัญของไทยพีบีเอส คือการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งคอนเทนท์ เทคโนโลยี ข้อมูล และบุคลากร เพื่อพัฒนาองค์กรสู่ Public Digital Media Platform ที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายวันชัยกล่าว

เปิดสนาม ‘DPE x Haier CUP 2026’ สานฝันแข้งดาวรุ่งไทยสู่เวทีระดับประเทศ

เปิดสนาม ‘DPE x Haier CUP 2026’ สานฝันแข้งดาวรุ่งไทยสู่เวทีระดับประเทศ

เปิดสนาม ‘DPE x Haier CUP 2026’ สานฝันแข้งดาวรุ่งไทยสู่เวทีระดับประเทศ

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไฮเออร์ (ประเทศไทย) ประกาศความร่วมมือกับ กรมพลศึกษา เปิดศึกแข้งเยาวชนไทย “DPE x Haier CUP 2026” การแข่งขันฟุตบอลเยาวชน รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี มุ่งสร้างเวทีแห่งโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพ พร้อมจุดประกายแรงบันดาลใจสู่เส้นทางกีฬาในอนาคต ตอกย้ำวิสัยทัศน์การก้าวสู่ AI Lifestyle Brand ที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับทุกมิติของการใช้ชีวิต ทั้งสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และคอมมูนิตี้แห่งพลังบวกอย่างลงตัว 

มร.ต่ง เจี้ยนผิง ประธานกรรมการบริหาร บจก.ไฮเออร์ฯ กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความ ‘สมาร์ท’ ในหลากหลายมิติมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่ยังรวมถึงไลฟ์สไตล์ วิธีคิด และการใช้ชีวิตที่สะท้อนถึงสุขภาพ และความสมดุลของคุณภาพชีวิตในระยะยาว โดยกีฬาได้กลายเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจมากขึ้น ซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์แค่เรื่องการแข่งขัน แต่ยังเชื่อมโยงกับทั้งสุขภาพ คอมมูนิตี้ และแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต  แนวคิดดังกล่าวยังสอดคล้องกับทิศทางของไฮเออร์ในการต่อยอดจาก Smart Home สู่ Smart Life ที่สร้างประสบการณ์ความสมาร์ทให้กับผู้บริโภคในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะการจัดการแข่งขันกีฬาต่างๆ เช่น กิจกรรมงานวิ่งมินิมาราธอน Haier Run การแข่งขันแบดมินตัน Haier Cup รวมถึงการเป็นผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขันเทนนิส Australia open และ French open รวมถึงการเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของสโมสรฟุตบอลระดับโลกอย่างลิเวอร์พูล และปารีแซ็ง แฌร์แม็ง ที่ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่เพียงช่วยเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้พัฒนาศักยภาพและต่อยอดสู่การแข่งขันในระดับสูง แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไฮเออร์ในการร่วมสร้าง Sports Ecosystem ที่เติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทย

จากความสำเร็จดังกล่าวจึงต่อยอด Sports Ecosystem สู่กีฬาฟุตบอล ซึ่งเป็นกีฬายอดนิยมระดับโลกและได้รับความสนใจอย่างมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยปัจจุบันเทรนด์จากวงการกีฬาโลก ยังสะท้อนให้เห็นว่าฟุตบอลกำลังก้าวจากกีฬาแข่งขันสู่ Lifestyle Platform ที่เชื่อมโยงทั้งสุขภาพ ความบันเทิง และคอมมูนิตี้เข้าด้วยกัน การจัดการแข่งขัน ‘DPE x Haier CUP 2026’ การแข่งขันฟุตบอลเยาวชนและประชาชน ประจำปี 2569 รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพ พร้อมส่งเสริม Active Lifestyle และ Sports Community ให้เติบโตมากยิ่งขึ้นในประเทศไทย

ด้าน นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวว่า กรมพลศึกษา ให้ความสำคัญกับการพัฒนากีฬาเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสร้างโอกาสทางกีฬาให้เข้าถึงเยาวชนทั่วประเทศ พร้อมส่งเสริมกีฬาให้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาศักยภาพ คุณภาพชีวิต และทักษะสำคัญของคนรุ่นใหม่ ทั้งด้านวินัย ความรับผิดชอบ การทำงานเป็นทีม และการใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะกีฬาฟุตบอลซึ่งถือเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงและมีบทบาทสำคัญในการสร้างพลังบวก รวมถึงการเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่เข้ากับสังคมและคอมมูนิตี้กีฬา ความร่วมมือกับไฮเออร์ ประเทศไทย ในการจัดการแข่งขันในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการร่วมพัฒนา ecosystem ด้านกีฬาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเปิดเวทีให้เยาวชนไทยได้พัฒนาทักษะและแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ พร้อมยกระดับมาตรฐานการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนไทยสู่ระดับสากล และร่วมสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้วงการกีฬาไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

สำหรับโครงการ “DPE x Haier CUP 2026 การแข่งขันฟุตบอลเยาวชน รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี” จะจัดขึ้นระหว่างเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2569 การแข่งขันจะดำเนินการแข่งขันรอบคัดเลือก ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ กรมพลศึกษา คลองหก จังหวัดปทุมธานี จนถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย ส่วนการแข่งขันรอบ 8 ทีมสุดท้าย รอบรองชนะเลิศ และรอบชิงชนะเลิศ จะจัดขึ้น ณ สนามกีฬาแห่งชาติ (ศุภชลาศัย)กรุงเทพมหานคร เพื่อเปิดเวทีให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพและพัฒนาทักษะสู่การแข่งขันในระดับที่สูงขึ้น พร้อมตั้งเป้าสร้างการมีส่วนร่วมจากนักกีฬา ผู้ปกครอง และประชาชนรวมกว่า 10,000 คนทั่วประเทศ 

นอกจากนี้ ไฮไลต์สำคัญของโครงการยังรวมถึงโอกาสพิเศษสำหรับนักกีฬา Man of the Match จำนวน 7 คน จากการแข่งรอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่จะได้เดินทางเข้าทัศนศึกษาพิพิธภัณฑ์และสนามกีฬาของ Liverpool F.C. ณ เมือง Liverpool ประเทศอังกฤษ พร้อมสัมผัสประสบการณ์เข้าชมการแข่งขันพรีเมียร์ลีกแบบใกล้ชิดอีกด้วย 

มมส ชูยุทธศาสตร์ ‘เติบโตอย่างมีคุณภาพ’ ส่งเสริมศักยภาพของนิสิต ยกระดับวิชาการ

มมส ชูยุทธศาสตร์ ‘เติบโตอย่างมีคุณภาพ’ ส่งเสริมศักยภาพของนิสิต ยกระดับวิชาการ

มมส ชูยุทธศาสตร์ ‘เติบโตอย่างมีคุณภาพ’ ส่งเสริมศักยภาพของนิสิต ยกระดับวิชาการ

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จากตัวเลขนิสิตจำนวนกว่า 49,851 คน ที่หลั่งไหลเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในปีการศึกษา 2568 ไม่เพียงแต่ส่งผลให้สถาบันแห่งนี้ ก้าวขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยที่มีจำนวนนิสิตมากที่สุดในประเทศไทย หากแต่ยังเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญถึง “ความไว้วางใจระดับชาติ” ที่ผู้ปกครองและเยาวชนมอบให้ บทพิสูจน์นี้ได้กลายเป็นโจทย์และการสื่อสารภารกิจครั้งยิ่งใหญ่ ในการขับเคลื่อนศักยภาพการบริหารจัดการ ภายใต้ยุทธศาสตร์ “เติบโตอย่างมีคุณภาพ” เพื่อตอบคำถามสำคัญของสังคมว่า มหาวิทยาลัยจะโอบอุ้มและพัฒนาเยาวชนเกือบครึ่งแสนคนนี้ ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพสูงสุดได้อย่างไร 

รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่า การเติบโตของจำนวนนิสิตไม่ได้เป็นเพียงตัวเลข แต่สะท้อนถึงภารกิจที่ยิ่งใหญ่ขึ้นของมหาวิทยาลัย เพราะมหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้วัดจากจำนวนคนที่เข้ามา แต่วัดจากคุณภาพของผู้คนที่เติบโตออกไป มมส มีความพร้อมในทุกมิติที่จะส่งเสริมศักยภาพของนิสิตทุกคนอย่างทั่วถึงและเต็มศักยภาพ ภายใต้แนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานด้านวิชาการ การวิจัย นวัตกรรม และคุณภาพชีวิตของผู้เรียน เพื่อก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพสูงอย่างแท้จริง  

และเพื่อให้เห็นภาพการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรม มหาวิทยาลัยมหาสารคามได้วางเสาหลักแห่งความพร้อมในการพัฒนานิสิตกว่า 49,851 คน ผ่าน 3 มิติสำคัญ ดังนี้ มิติที่ 1 ความพร้อมด้านวิชาการ การศึกษาที่ตอบโจทย์อนาคต มหาวิทยาลัยมุ่งเน้นการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมศักยภาพของนิสิตอย่างรอบด้าน ผ่านระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลก ผ่านการพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรล้ำสมัย และตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่ ควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ในโลกแห่งความจริง ผ่านการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการกับการทำงานร่วมกับเครือข่ายสถานประกอบการและภาคธุรกิจ ทำให้นิสิตมีโอกาสฝึกฝนทักษะวิชาชีพในสภาพแวดล้อมจริงก่อนสำเร็จการศึกษา อีกทั้งยังยกระดับสู่มาตรฐานสากลด้วยการจัดสภาพแวดล้อมชั้นเรียนนานาชาติ เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนิสิตไทยและต่างชาติ หล่อหลอมทักษะการทำงานในสังคมพหุวัฒนธรรม โดยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยอย่างห้องเรียนอัจฉริยะและการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาบูรณาการเพื่อช่วยลดข้อจำกัดในการเรียนรู้และเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นคว้าวิจัยรายบุคคล 

มิติที่ 2 ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและคุณภาพชีวิต โดยการสร้าง “ระบบนิเวศแห่งการใช้ชีวิต” ที่อบอุ่น ปลอดภัย และเอื้อต่อการเรียนรู้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเริ่มจากการวางระบบคมนาคมขนส่งมวลชนภายใน ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการวางโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และระบบสารสนเทศที่เชื่อมต่อทุกกิจกรรมของนิสิต พร้อมทั้งบริหารจัดการหอพัก ที่มีมาตรฐานความปลอดภัย สะอาด และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยร่วมกันเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ยิ่งไปกว่านั้น มหาวิทยาลัยยังสร้างความมั่นใจด้านสุขภาวะที่เข้มแข็งด้วยบริการรักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลสุทธาเวช ตลอดจนการจัดตั้งศูนย์ดูแลและให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตโดยผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลใจอย่างใกล้ชิด เสริมด้วยการกระจายพื้นที่การเรียนรู้ยุคใหม่และศูนย์กีฬาครบวงจร เพื่อให้นิสิตได้ใช้เวลานอกห้องเรียนในการทำงานกลุ่ม แลกเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ และออกกำลังกายเพื่อการใช้ชีวิตอย่างมีพลัง 

และ มิติที่ 3 อัตลักษณ์และระบบนิเวศแห่งความหลากหลาย ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามเชื่อมั่นในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ โดยการชูจุดเด่นการผสมผสานรากเหง้าท้องถิ่นสู่การเป็นเวทีระดับสากล ผ่านการนำเสนอเอกลักษณ์และจิตวิญญาณศิลปวัฒนธรรมอีสานร่วมสมัย รวมถึงการสืบสานศาสตร์แห่งหมอลำและศิลปะการแสดงท้องถิ่น ทำให้นิสิตตระหนักในคุณค่าของตนเองและชุมชน และยังได้สร้างระบบนิเวศภายในที่เปิดกว้าง เคารพในความหลากหลายทางเพศ ความคิด และความเชื่อ ต้อนรับและสนับสนุนความแตกต่างอย่างเท่าเทียม พร้อมทั้งดำเนินงานร่วมกับชุมชนอย่างใกล้ชิดเพื่อถอดบทเรียนภูมิปัญญาพื้นบ้านมาวิจัยและพัฒนาเชื่อมโยงสู่มุมมองระดับสากล  

การก้าวเดินของ มมส ในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การเป็นสถาบันการศึกษาที่มีจำนวนนิสิตหนาแน่น แต่คือภาพสะท้อนของ “มหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ คุณภาพสูง” ที่มีความพร้อมอย่างเต็มเปี่ยมในการโอบรับความฝันของเยาวชนกว่า 49,851 คน ทุกย่างก้าวในรั้วเหลือง-เทาแห่งนี้ คือพื้นที่แห่งโอกาสและการเติบโตอย่างมีศักยภาพ เพื่อร่วมสร้างสรรค์และขับเคลื่อนอนาคตของสังคมไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืนต่อไป 

เปิดเวทีนิวเจน ติวเข้ม 10 ทีมสุดท้าย ต่อยอดไอเดียสร้างสรรค์สู่ Coffee Truck คันจริง

เปิดเวทีนิวเจน ติวเข้ม 10 ทีมสุดท้าย ต่อยอดไอเดียสร้างสรรค์สู่ Coffee Truck คันจริง

เปิดเวทีนิวเจน ติวเข้ม 10 ทีมสุดท้าย ต่อยอดไอเดียสร้างสรรค์สู่ Coffee Truck คันจริง

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด เปิดพื้นที่ให้นักศึกษารุ่นใหม่ได้ต่อยอดไอเดียสร้างสรรค์ ผ่านกิจกรรมเวิร์กชอปสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับ 10 ทีมสุดท้ายจากโครงการประกวดออกแบบกราฟิก “พันธุ์ไทย…ดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้” หลังได้รับความสนใจจากผู้สมัครมากกว่า 300 ทีมทั่วประเทศ โดยผู้เข้ารอบจะต้องต่อยอดแนวคิดการออกแบบรถ Coffee Truck ภายใต้โจทย์การสร้าง Brand Experience ที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์กาแฟพันธุ์ไทย เพื่อชิงทุนการศึกษารวมมูลค่า 690,000 บาท พร้อมโอกาสในการพัฒนาผลงานสู่ Coffee Truck คันจริง ที่เตรียมออกเดินทางสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคทั่วประเทศ 

ฑิตยา ตันเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บจก.กาแฟพันธุ์ไทย กล่าวว่า กิจกรรมเวิร์กชอปครั้งนี้ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านการออกแบบ ความคิดสร้างสรรค์ และการสื่อสารแบรนด์ มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการสื่อสารแบรนด์และการสร้าง Brand Experience ร่วมกับกูรูระดับแนวหน้าของวงการนักสร้างสรรค์ ประกอบด้วย     “อาจารย์ต้น – นุวีร์ เลิศบรรณพงศ์ Chief Creative Officer จาก Craft Co., Ltd. และอดีต Head of Invention แห่ง WPP ถ่ายทอดแนวคิดเรื่อง “การสื่อสารแบรนด์ด้วยการสร้าง Brand Experience” เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของงานดีไซน์ในการเชื่อมโยงแบรนด์กับผู้บริโภค และ “บอสหยาม – สยาม อัตตะริยะ Design Director และผู้ร่วมก่อตั้ง Pink Blue Black & Orange เจ้าของรางวัล Designer of the Year 2019 ร่วมแชร์แนวคิดด้านการออกแบบเพื่อสร้างประสบการณ์ที่โดดเด่นและสามารถนำไปใช้งานได้จริง   

สำหรับ 10 ทีมเยาวชนที่ผ่านเข้ารอบและจะเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ มาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ ได้แก่  1.ทีมผ่านเป็นพอค่ะ จาก มหาวิทยาลัยศรีปทุม , 2.ทีมเหมียวๆ จาก มหาวิทยาลัยบูรพา , 3.ทีม What ever ตี้นี้อะไรก็ได้ จาก มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ , 4.ทีมกุ้งพันธุ์อ้อย จาก มหาวิทยาลัยศิลปากร , 5.ทีม Zoo Zoo Za Za จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , 6.ทีมนางสาวปุณยนุช พึ่งภักดี จาก มหาวิทยาลัยศรีปทุม , 7.ทีม NSP49 จาก สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง , 8.ทีม DEVORIGI จาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น , 9.ทีม เฮงเฮง จาก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ 10.ทีม Puppy จากมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด 

ทีมเฮงเฮง จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้เผยถึงความรู้สึกที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมว่า พันธุ์ไทยเป็นแบรนด์ที่สะท้อนความเป็นไทยได้ชัดเจนมาก โดยเฉพาะการสนับสนุนวัตถุดิบจากเกษตรกรและสินค้า OTOP เราจึงดึงความหลากหลายของวัตถุดิบเหล่านี้มาเป็นคอนเซปต์หลักในการออกแบบ Coffee Truck พอได้มาร่วมเวิร์กชอปทำให้มุมมองการทำงานของเรากว้างขึ้นมาก ได้เรียนรู้ว่างานออกแบบที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่ต้องมองให้ครบ 360 องศา ทั้งฟังก์ชันการใช้งานและการสะท้อนตัวตนของแบรนด์”

สอดคล้องกับมุมมองของ ทีม Puppy จากมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด ที่เสริมว่า ก่อนหน้านี้เรารู้จักแบรนด์แค่ผิวเผินว่าเครื่องดื่มอร่อย แต่พอได้ทำโปรเจกต์นี้ทำให้เห็นถึงความตั้งใจของพันธุ์ไทยที่ช่วยเหลือเกษตรกรอย่างจริงจัง เราจึงอยากสะท้อนเจตนารมณ์นี้ออกมาในผลงานเพื่อให้คนไทยรู้จักผลิตภัณฑ์ของบ้านเรามากขึ้น กิจกรรมเวิร์กชอปวันนี้เหมือนเป็นการเปิดโลกใหม่ ทำให้เราเข้าใจว่าการออกแบบต้องผสานมุมมองด้านการตลาด เข้าไปด้วยเพื่อตอบโจทย์และแก้ปัญหาให้ผู้บริโภค ต้องขอบคุณกาแฟพันธุ์ไทยที่เปิดโอกาสและจัดโครงการดีๆ แบบนี้ขึ้นมา  

กิจกรรมเวิร์กชอปในครั้งนี้ ถือเป็นการติดอาวุธทางความคิดครั้งสำคัญ โดยเหล่ากูรูในวงการได้ร่วมถ่ายทอดอินไซต์แก่นักออกแบบรุ่นใหม่ ว่าหัวใจของการสร้าง Brand Experience คือการใช้ Storytelling และงานดีไซน์ต้องมีรสนิยม ผสานกลยุทธ์การตลาดเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจ และแก้ปัญหาให้ผู้บริโภคได้จริง ซึ่งองค์ความรู้และประสบการณ์แบบ 360 องศานี้ จะช่วยให้ทั้ง 10 ทีมนำไปพัฒนาผลงานต่อในรอบชิงชนะเลิศ เพื่อค้นหาสุดยอดดีไซน์ที่จะถูกนำไปสร้างเป็น Coffee Truck พันธุ์ไทยคันจริง ออกเดินทางมอบประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภคทั่วประเทศ  

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและร่วมส่งกำลังใจให้ทั้ง 10 ทีม ในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 พร้อมดูรายละเอียดเพิ่มเติมของโครงการ “พันธุ์ไทย…ดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้” ได้ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ: http://www.facebook.com/PunthaiDesignContest (พันธุ์ไทยดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้) 

เด็กไทยเจ๋ง! ‘อัสสัมชัญ’ผงาดคว้าแชมป์วิศวกรรมอวกาศ CanSat 2026 ที่สหรัฐฯ

เด็กไทยเจ๋ง! 'อัสสัมชัญ'ผงาดคว้าแชมป์วิศวกรรมอวกาศ CanSat 2026 ที่สหรัฐฯ

เด็กไทยเจ๋ง! ‘อัสสัมชัญ’ผงาดคว้าแชมป์วิศวกรรมอวกาศ CanSat 2026 ที่สหรัฐฯ

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.21 น.

ทีม DAEDALUS โรงเรียนอัสสัมชัญ ในนามทีมจากประเทศไทย ได้รับรางวัลชนะเลิศ “แชมป์โลก” ในการปฏิบัติภารกิจและการแข่งขัน Annual CanSat Competition 2026 รอบชิงชนะเลิศ ณ เมือง Monterey รัฐ Virginia ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 4–7 มิถุนายน ค.ศ. 2026 ซึ่งเป็นทีมระดับมัธยมศึกษา ทีมเดียว ในการแข่งขัน โดยทำคะแนนรวม 93.0778 คะแนน  จาก 100.0000 คะแนน

ท่ามกลางทีมจากมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาชั้นนำจากนานาประเทศ ทีม DAEDALUS ซึ่งเป็น ทีมระดับมัธยมศึกษาเพียงทีมเดียวของการแข่งขัน สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของเวทีวิศวกรรมอวกาศระดับโลกได้อย่างภาคภูมิ

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา สมาชิกทุกคนได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ และเวลานับไม่ถ้วน เพื่อออกแบบ สร้าง ทดสอบ และพัฒนาภารกิจ CanSat จนสามารถนำผลงานของเยาวชนไทยไปแสดงศักยภาพบนเวทีนานาชาติ

การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ประกอบด้วย

– Flight Readiness Review (FRR)

– Launch Mission

– Post Flight Review (PFR)

ทุกคะแนนที่ได้รับ ไม่ได้สะท้อนเพียงความสามารถทางวิศวกรรมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่น ความอดทน และหัวใจของเยาวชนไทยที่ไม่เคยยอมแพ้ต่อความฝัน

ทีม DAEDALUS โรงเรียนอัสสัมชัญ ประกอบด้วย

นายพรรวินท์ ชินอมรพงษ์ ชั้น ม.5/1

นายวัชรพงศ์ กีรัตยาภรณ์ ชั้น ม.5/2

นายตีรณ์ญาณ บุญธกานนท์ ชั้น ม.6/1

นายเตชิต หมั่นสกุล ชั้น ม.6/1

นายธนกร หันทะนันท์ ชั้น ม.6/1

นายวัชระวิชญ เล็กสุวรรณกุล ชั้น ม.6/2

นายรภัสกร ลีลารุจาวาณิช ชั้น ม.6/3

นายนพรุจ อึ้งพิพัฒนพงศ์ ชั้น ม.6/3

นายวริทธิ์นันท์ คล้ายสุวรรณ ชั้น ม.6/3

นายภสิน ถาวรวิริยกุล ชั้น ม.6/3

นายกฤษฎิ์ เรืองฤทธิ์ ชั้น ม.6/3

ศธ.สนุน ‘อีสปอร์ต’ จัดการแข่งขันอีสปอร์ตในประเทศไทย

ศธ.สนุน ‘อีสปอร์ต’ จัดการแข่งขันอีสปอร์ตในประเทศไทย

ศธ.สนุน ‘อีสปอร์ต’ จัดการแข่งขันอีสปอร์ตในประเทศไทย

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หารือแนวทางการดำเนินงานโครงการพระดำริด้านความเท่าเทียมสู่โอกาสทางดิจิทัล-อีสปอร์ต ร่วมกับสมาคมอีสปอร์ตเพื่อการศึกษาและพัฒนาส่งเสริมศักยภาพเยาวชน มูลนิธิ TO BE NUMBER ONE โดยมี หม่อมหลวงยุพดี ศิริวรรณ เลขาธิการทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และเลขาธิการมูลนิธิ TO BE NUMBER ONE, นายฐณณ ธนกรประภา นายกสมาคมอีสปอร์ตเพื่อการศึกษา และพัฒนาส่งเสริมศักยภาพเยาวชน, ดร.ณัฐพงศ์ โมกขพันธ์ รองนายกสมาคมฯ ด้านเครือข่ายยุทธศาสตร์และความยั่งยืน, นายวราวุธ โพธิ์ยิ้ม ผู้ประสานงานโครงการตามพระดำริ และผู้จัดการโครงการ “บัฟทูบิลด์นัมเบอร์วัน” และนายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดศธ. เข้าร่วม ที่ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า หม่อมหลวงยุพดี ศิริวรรณ เลขาธิการทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และเลขาธิการมูลนิธิ  TO BE NUMBER ONE ได้มาประสานงานเรื่องโครงการ TO BE NUMBER ONE โดยมีการริเริ่มความร่วมมือเรื่องของกีฬาอีสปอร์ต และมีแนวทางที่จะมีโครงการจัดการแข่งขันอีสปอร์ตขึ้นในประเทศไทย

กิจกรรมเกี่ยวกับโครงการ TO BE NUMBER ONE ทุกโรงเรียนทำอยู่แล้ว ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์หลายอย่าง ก็จะเพิ่มกิจกรรมอีสปอร์ตเข้าไปในโรงเรียนที่มีโครงการ TO BE NUMBER ONE ด้วย ขณะนี้กิจกรรมอีสปอร์ตยังไม่มีในหลักสูตรแต่ก็สามารถเป็นกิจกรรมเสริมเข้าไปได้ ส่วนเรื่องหลักสูตรเป็นเรื่องอนาคต เรากำลังเรียนรู้จากต่างประเทศ เพราะทราบมาว่าบางประเทศ เช่น ประเทศอังกฤษ อีสปอร์ตเป็นวิชาเลือก และหลายประเทศในโลกนี้อีสปอร์ตก็มีในหลักสูตรด้วย ดังนั้น ตนจะขอหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน ว่าควรจะนำเรื่องอีสปอร์ตเข้าไปอยู่ในหลักสูตรหรือไม่ ซึ่งเร็วๆนี้ตนก็จะหารือเรื่องการปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับสถานการต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่แล้ว

ย้อนรอย 63 ปี นวัตกรรมโคนมไทย จากห้องเรียนสัตวบาล มก. สู่ ‘นมเกษตร’ และเทคโนโลยีอาหารเพื่อสุขภาวะยั่งยืน

ย้อนรอย 63 ปี นวัตกรรมโคนมไทย จากห้องเรียนสัตวบาล มก. สู่ ‘นมเกษตร’ และเทคโนโลยีอาหารเพื่อสุขภาวะยั่งยืน

ย้อนรอย 63 ปี นวัตกรรมโคนมไทย จากห้องเรียนสัตวบาล มก. สู่ ‘นมเกษตร’ และเทคโนโลยีอาหารเพื่อสุขภาวะยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กำหนดให้วันที่ 1 มิถุนายนของทุกปีเป็นวันดื่มนมโลก (World Milk Day) เพื่อรณรงค์ให้ประชากรทั่วโลกตระหนักถึงคุณค่าทางโภชนาการของน้ำนมโคแท้ ซึ่งเป็นแหล่งแคลเซียมและโปรตีนชั้นดีที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงในทุกช่วงวัย

สำหรับประเทศไทย จุดเริ่มต้นของการบริโภคนมพาสเจอร์ไรส์ที่ได้มาตรฐาน ถูกบ่มเพาะขึ้นจากการเรียนการสอนและการศึกษาวิจัย ณ ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ย้อนกลับไปในปี พ.ศ.2495 ศาสตราจารย์ ม.ร.ว.ชวนิศนดากร วรวรรณ ได้นำโคนมพันธุ์เจอร์ซี่เข้ามาศึกษาวิจัยและใช้ในการเรียนการสอนเป็นครั้งแรก จนกระทั่งในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2506 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลออสเตรเลียภายใต้แผนโคลัมโบ ในการจัดตั้ง “โรงนมภาควิชาสัตวบาล มก.” พร้อมติดตั้งเครื่องพาสเจอร์ไรส์ระบบแผ่นเครื่องแรกของไทย นับเป็นโรงงานนมพาสเจอร์ไรส์แห่งแรกของประเทศที่ใช้นมโคเป็นวัตถุดิบและทันสมัยที่สุดในยุคนั้น

เปิดไลน์ผลิตภัณฑ์ “ศูนย์ผลิตภัณฑ์นม มก.” จากนมถุงในตำนานสู่นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ ปัจจุบัน ศูนย์ผลิตภัณฑ์นม มก. ได้พัฒนาสู่ศูนย์ผลิตภัณฑ์นมครบวงจรที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสากลทั้ง GMP และ HACCP โดยมีการยกระดับผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่หลากหลายประเภท อาทิ นมพาสเจอร์ไรส์ (KU Milk) ผลิตจากน้ำนมโคแท้ 100% คุณภาพสูง คงคุณค่าสารอาหารไว้อย่างครบถ้วน มีทั้งรูปแบบบรรจุถุงคลาสสิกและแบบขวด รวมถึงสูตรพิเศษ KU Fresh Milk ที่มีให้เลือกถึง 8 รสชาติ , โยเกิร์ตและนมเปรี้ยว จุลินทรีย์โปรไบโอติกส์คุณภาพสูง เพื่อการปรับสมดุลระบบขับถ่าย , ไอศกรีมนมสด นวัตกรรมของหวานเพื่อสุขภาพ อาทิ ไอศกรีมนมน้ำผึ้งสูตรแลคโตสฟรี , นวัตกรรมใหม่ “KU Lactova Milk” นมสำหรับสัตว์เลี้ยง (สุนัขและแมว) สูตรปราศจากน้ำตาลแลคโตส (Lactose-Free) เสริมพรีไบโอติกปรับสมดุลลำไส้ ซึ่งเป็นงานวิจัยชิ้นสำคัญล่าสุดที่ยกระดับขีดความสามารถของสถาบันสู่อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงสัตว์เลี้ยง

3 กระทรวงพลิกโฉม ‘โคราชโมเดล’ ยกระดับทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย ดัน Zero Dropout-Cloud Kitchen-Credit Bank

3 กระทรวงพลิกโฉม 'โคราชโมเดล' ยกระดับทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย ดัน Zero Dropout-Cloud Kitchen-Credit Bank

3 กระทรวงพลิกโฉม ‘โคราชโมเดล’ ยกระดับทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย ดัน Zero Dropout-Cloud Kitchen-Credit Bank

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.48 น.

6 มิถุนายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมประชุมกิจกรรมบูรณาการการขับเคลื่อนการยกระดับทุนมนุษย์และปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของคนไทยทุกช่วงวัย  ณ ห้องประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ. นครราชสีมา โดยมี นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวนำเสนอปัญหาและข้อเสนอการพัฒนาจังหวัดนครราชสีมา และมีผู้บริหารระดับสูง หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดนครราชสีมา ทั้ง 3 กระทรวง เข้าร่วมประชุม

โดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า วันนี้ทั้ง 3 กระทรวงที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของจังหวัดนครราชสีมา และเป็นรัฐมนตรีของพรรคไทย ได้แสดงเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะบูรณาการการขับเคลื่อนการยกระดับทุนมนุษย์และปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของคนไทยทุกช่วงวัย โดยกำหนดให้จังหวัดนครราชสีมาเป็นพื้นที่นำร่อง ภายใต้ “โคราชโมเดล” เพื่อเปลี่ยนรูปแบบการทำงานจากต่างคนต่างทำ (Silos) สู่การทำงานแบบบูรณาการเชื่อมโยงทุกภาคส่วน โดยจับมือในการขับเคลื่อนงานในทุกมิติ อย่างโครงการ Thailand Zero Dropout หรือ “เด็กทุกคนต้องได้เรียน” บูรณาการฐานข้อมูลและกลไกในระดับพื้นที่ เพื่อติดตาม ค้นหา และนำเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษากลับเข้าสู่การเรียนรู้ ผ่านรูปแบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น พร้อมเชื่อมโยงสวัสดิการสังคมเพื่อช่วยเหลือครอบครัวและเด็กกลุ่มเสี่ยงอย่างครบวงจร ขณะเดียวกัน จะผลักดัน ระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา และแรงงาน สามารถสะสมผลการเรียนรู้และประสบการณ์ทำงานไว้ในระบบ เพื่อนำไปเทียบโอนและศึกษาต่อได้ตลอดชีวิต โดยไม่จำกัดอายุหรือช่วงเวลาเรียน 

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการสร้าง ระบบนิเวศการเรียนรู้ในชุมชน โดยใช้สถานศึกษาและพื้นที่สาธารณะเป็นแหล่งเรียนรู้ เวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และพื้นที่แสดงผลงานของนักเรียน รวมถึงสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาล และอำเภอทุกแห่งในจังหวัดนครราชสีมา จัดตั้ง “สภาเด็กและเยาวชน” เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนในการพัฒนาท้องถิ่น

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ด้านการคุ้มครองและสวัสดิการสังคม ทั้ง 3 กระทรวงจะร่วมกันยกระดับการดูแลคนพิการ โดยกระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบค้นหาและสำรวจข้อมูลผู้พิการที่ตกหล่นจากระบบ ขณะที่ กระทรวง พม. จะดำเนินการลงทะเบียนและจัดสวัสดิการ ส่วนกระทรวงศึกษาธิการ จะจัดการศึกษาให้เด็กพิการทุกคน พร้อมสนับสนุนให้สถานศึกษาปรับปรุงสภาพแวดล้อมและหลักสูตรรองรับการเรียนร่วมมากขึ้น และจะเดินหน้า บริการบัตรคนพิการเชิงรุก โดยกำหนดให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาลทุกแห่งในจังหวัดนครราชสีมา เป็นจุดรับคำขอทำบัตรคนพิการ ก่อนส่งต่อให้สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดดำเนินการออกบัตร เพื่อให้ผู้พิการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุและประชาชนเปราะบาง จะมีการอำนวยความสะดวกในการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ควบคู่กับการวางแผนพัฒนา “ซีเนียร์คอมเพล็กซ์” และการส่งเสริมกองทุนสวัสดิการชุมชน เพื่อสร้างระบบดูแลผู้สูงอายุอย่างยั่งยืนในระดับพื้นที่

นายประเสริฐ กล่าวต่อไปว่า ส่วนด้านความปลอดภัยและคุณภาพชีวิต กระทรวงมหาดไทย จะร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินโครงการ Cloud Kitchen หรือระบบครัวกลาง สำหรับโรงเรียน โดยรับผิดชอบด้านการจัดซื้อจัดจ้างและกระจายอาหาร ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ จะกำหนดมาตรฐานโภชนาการและติดตามผลด้านสุขภาพและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน พร้อมเริ่มนำร่องในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ในจังหวัดนครราชสีมา 

นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในและรอบสถานศึกษา ป้องกันยาเสพติด ความรุนแรง และปัญหาสังคม โดยกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และ กระทรวง พม. จะร่วมกันดูแล คุ้มครอง เยียวยา และฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นระบบ และขอความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง สนับสนุนการดำเนินงาน “ศูนย์สร้างสุข” เพื่อเป็นกลไกช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ ดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาความรุนแรงในสังคม 

ทั้งนี้ ทั้ง 3 กระทรวง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดนครราชสีมา จะร่วมกันจัดทำแผนงานและโครงการที่สอดคล้องกัน และพร้อม ขับเคลื่อนให้เห็นผลชัดเจนเพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ในการยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และคุ้มครองสิทธิสวัสดิการของประชาชนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน 

“การดำเนินงาน “ โคราช โมเดล” มุ่งบูรณาการขับเคลื่อน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ด้านการคุ้มครอง จัดสวัสดิการและเสริมพลังคนพิการและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการสร้างความปลอดภัย โภชนาการ และการป้องกันความรุนแรงในสังคม โดย มีเจตนารมย์ที่จะให้เห็นผลโดยเร็ว นายประเสริฐ กล่าว
 

ประเสริฐ ปักธงโคราช Sandbox ปฏิรูปการศึกษา ชู All For Education ขับเคลื่อน 5 นโยบายหลัก

ประเสริฐ ปักธงโคราช Sandbox ปฏิรูปการศึกษา ชู All For Education ขับเคลื่อน 5 นโยบายหลัก

ประเสริฐ ปักธงโคราช Sandbox ปฏิรูปการศึกษา ชู All For Education ขับเคลื่อน 5 นโยบายหลัก

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.45 น.

‘ประเสริฐ’ ปักธงโคราช Sandbox ปฏิรูปการศึกษา ชู All For Education ขับเคลื่อน 5 นโยบายหลัก เร่งดัน พ.ร.บ.สภาครูฯ โละคำสั่ง คสช. มั่นใจ พ.ร.บ.การศึกษาฯ ใช้ทันปี 70 ปรับโฉมการศึกษาไทย

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) นายประเสริฐ  จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ที่จังหวัดนครราชสีมา และเป็นประธานเปิดการประชุมการขับเคลื่อนนโยบายในระดับพื้นที่ Korat Next-Gen All For Education ยกระดับคุณภาพการศึกษาจังหวัดนครราชสีมา สู่อนาคตแห่งโอกาส และฟังเสียงสะท้อนจากพื้นที่ โดยมี นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. ผู้บริหารระดับสูงองค์กรหลักของศธ. ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา เข้าร่วม กว่า 1,500 คน 

โดยนายประเสริฐ กล่าวว่า จังหวัดนครราชสีมาเป็นจังหวัดที่ตนมาตรวจราชการแล้วมีความคุ้นเคยมากที่สุด เนื่องจาก เป็น ส.ส.จังหวัดนครราชสีมา ถึง 7 สมัย จังหวัดนครราชสีมาถือเป็นจังหวัดใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ แต่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศหรือจีดีพีเป็นอันดับ 10 ความท้าทายในการพัฒนา ต่อจากนี้มีหลายเรื่องที่ต้องดำเนินการ อย่างแรกคือจำนวนประชากรที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนแปลงไป จำนวนนักเรียนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ลงการลงทุนด้านการศึกษาก็จะต้องมีความเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย จากเดิมเรามีการลงทุนด้านโครงสร้าง เช่น การก่อสร้างอาคารเรียน มาเป็นการตั้งงบประมาณสนับสนุน เรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา โดยเฉพาะเรื่อง เทคโนโลยี ที่มีความสำคัญ กับการพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ อีกส่วนคือเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปมีสงครามความขัดแย้งเกิดขึ้นทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อการศึกษา โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในพื้นที่ของความขัดแย้ง ที่จะขาดโอกาส เพราะงบประมาณของประเทศจะถูกนำไปใช้ในเรื่องของความมั่นคงมากขึ้น เกิดปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ดังนั้น จึงต้องเร่งดำเนินการพัฒนาการศึกษา โดยบูรณาการการจัดการศึกษาร่วมกันทุกภาคส่วน ซึ่งตนใช้คำว่า  All For Education การศึกษาต้องไม่ใช่เรื่องของการเมืองแต่เป็นการทำงานร่วมกัน  

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ เพราะมาเน้นย้ำนโยบายและติดตามการทำงาน ความพร้อมของแต่ละพื้นที่ ซึ่งก็เป็นไปด้วยดี และจากการ ลงรายละเอียดนโยบายเพิ่มเติมและการ ทำเวิร์กช็อปเพื่อให้ได้คำตอบจากพื้นที่สู่ระดับกระทรวงฯ และสัมมนาวันนี้จึงมีความสำคัญที่สามารถนำข้อได้ไปประกอบการพิจารณาเรื่อง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ในอนาคต ทั้งนี้ ตั้งใจจะทำให้โคราชเป็น Sandbox ของการปฏิรูปการศึกษาของประเทศต่อไป โดยจะร่วมกับทุกหน่วยงาน ต้องบูรณาการทำงานร่วมกันไม่ใช่ต่างคนต่างทำ เพื่อให้เห็นภาพเดียวกันอย่างเป็นระบบ และส่งต่อคุณภาพการศึกษาให้กับเด็กทุกคน ตนอยากเห็นการประชุมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของระบบนิเวศที่จะเกิดขึ้นในจังหวัดนครราชสีมา โดยขอย้ำ นโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนการศึกษา 5 ด้าน  1. คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก 2. รื้อสูตรความเหลื่อมล้ำ ด้านงบประมาณและโอกาส 3. ยกระดับการเรียนรู้ สู่โลกความจริง 4. โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง 5. สร้างสถาปัตยกรรมใหม่ด้วย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…  อีกเรื่องที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน คือ ร่าง พ.ร.บ. ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ…. ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของวุฒิสภา หากกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะเป็นการยกเลิกคำสั่ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีการปรับโครงสร้างองค์ประกอบของ คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) 

ถือเป็นภารกิจที่สำคัญ ที่ต้องดำเนินการให้ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 6 มิถุนายน นี้ จะมีความร่วมมือ ระหว่าง ศธ. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงมหาดไทย(มท.) เป็นการมอบนโยบายในทุกมิติ โดยมิติที่เกี่ยวข้องกับศธ. คือการเดินหน้านโยบาย Thailand Zero Dropout ดึงเด็กหลุดจากระบบการศึกษา กลับเข้าเรียน  และประเด็นสุดท้าย คือ โคราช  Sandbox ก้าวสู่ Learning and Innovation City ซึ่ง คำว่า Sandbox คือพื้นที่นำร่องในเรื่องต่าง ๆ ระบบครัวกลาง “Cloud Kitchen” ในพื้นที่ ซึ่งตนให้ความสำคัญ ทั้งในโรงเรียนนวัตกรรมทางการศึกษา และโรงเรียนทั่วไป อื่นๆ โคราชจะเป็นต้นแบบ ที่ส่งผลกระทบกับโรงเรียนทั่วประเทศและถ้าเราสามารถบูรณาการข้อมูล ทั้งท้องถิ่นและโรงเรียนในสังกัดทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการดูแลคน จะทำให้โครงการนี้ ประสบผลสำเร็จมากขึ้น

“สิ่งที่ผมพูดหลายๆเรื่องไม่ใช่ความฝัน วันนี้ผมมาจุดประกายมาสร้างความเชื่อมั่นและสร้างความไว้ใจ และมาสร้างโอกาสให้กับทุกคนในพื้นที่โคราช  มาศึกษาจุดอ่อนจุดแข็ง และศธ.จะพัฒนาไปทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยยึดประโยชน์ของเด็กเป็นศูนย์กลางและไม่ให้ใครหลุดจากระบบการศึกษาจะร่วมสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับระบบการศึกษาไทย เพื่อให้เด็กไทยเป็นเด็กที่มีความรู้ความสามารถเป็นพลเมืองของชาติและเป็นพลเมืองของโลกในอนาคต ครูและผู้บริหาร คือหัวใจของความเปลี่ยนแปลง และถ้าสามารถประกาศใช้ พ.ร.บ.การศึกษาฯ ได้ภายในปี 2570 จะเห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” นายประเสริฐ  กล่าว 

ด้านนายอัครนันท์ กล่าวว่า ตลอด 2 เดือนที่มาดูการศึกษาถือว่าได้ทำงานที่มีความท้าทายต่อเนื่อง เพื่อสร้าง ศธ.ยุคใหม่ที่สามารถทะลวงปัญหาต่าง ๆและหนึ่งเรื่องที่ยากทำมากที่สุด คือ การลดภาระครู โดยในวันนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ประกาศยกเลิกการประเมินและกิจกรรมที่เป็นภาระครูไปได้หลายโครงการ และเร็ว ๆนี้ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ. จะออกปนะกาศ ยกเลิกโครงการโรงเรียนสีขาวในปี 2570 อย่างเป็นทางการ 

“การลดระครู ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ศธ. ภายใต้การนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการที่ตั้งใจจะดำเนินการให้ประสบความสำเร็จ และเชื่อว่าผู้บริหารองค์กรหลักของศธ. ทุกคน จะช่วยกันดำเนินการให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เป็นยุคทองของศธ. และเกิดการปฏิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง” นายอัครนันท์ กล่าว 
 

ลุยพื้นที่ไม่สะดุด! ‘อัครนันท์’วิดีโอคอลส่งกำลังใจ’ครูรักษ์ถิ่น’ ขอช่วยกันพัฒนาบ้านเกิดด้วยชุดกากีที่น่าภูมิใจ

ลุยพื้นที่ไม่สะดุด! 'อัครนันท์'วิดีโอคอลส่งกำลังใจ'ครูรักษ์ถิ่น' ขอช่วยกันพัฒนาบ้านเกิดด้วยชุดกากีที่น่าภูมิใจ

ลุยพื้นที่ไม่สะดุด! ‘อัครนันท์’วิดีโอคอลส่งกำลังใจ’ครูรักษ์ถิ่น’ ขอช่วยกันพัฒนาบ้านเกิดด้วยชุดกากีที่น่าภูมิใจ

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.52 น.

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวแสดงความยินดีและส่งกำลังใจแก่ครูในโครงการครูรักษ์ถิ่น ผ่านระบบ Zoom ขณะลงพื้นที่ พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ จ.นครราชสีมา มอบแนวคิดในการปฏิบัติตน เพื่อให้ทุกคนพร้อมกลับไปพัฒนาการศึกษาและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนบ้านเกิดของตนเอง

นายอัครนันท์ กล่าวว่า เชื่อมั่นว่าทุกคนที่เลือกเข้ามาเป็นครูล้วนมีแรงบันดาลใจในการทำงาน และที่สำคัญกว่านั้น ครูรักษ์ถิ่นยังต้องมีความรักในบ้านเกิดและความเสียสละอย่างแท้จริง ที่จะกลับไปทุ่มเทเพื่อท้องถิ่นของตนเอง จึงขออวยพรให้ทุกคนมีพลังกายพลังใจที่แข็งแกร่งตลอดเส้นทาง

“หลายคนตัดสินใจที่จะอยู่กับโครงการนี้ยาว ๆไปตลอด ไม่ใช่เพียงแค่ 6 ปี ในวันที่ต้องเผชิญอุปสรรค อยากให้ทุกคนจำวันแรกที่ตัดสินใจเข้ามาไว้ให้ดี ให้อุปสรรคเป็นแค่ทางผ่าน และเป็นแรงผลักดันในการต่อสู้เพื่อเด็กและเพื่อการศึกษาของพวกเรา เพราะทุกคนไม่ได้เสียสละเพียงแค่การเป็นครู  แต่กำลังเสียสละเพื่อกลับไปดูแลและสร้างชุมชนให้แข็งแรง” นายอัครนันท์ กล่าว 

รมช.ศธ.กล่าวต่อว่า ชุดข้าราชการสีกากีที่ทุกคนจะได้สวมใส่หลังจากนี้ ไม่ใช่เพียงความภาคภูมิใจส่วนตัว แต่คือแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนและคนในชุมชน และเป็นความภาคภูมิใจของกระทรวงศึกษาธิการ ทุกคนคือฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้ประเทศเข้มแข็ง ขอให้ยึดมั่นในการทำความดี ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในหน้าที่ครูท้องถิ่น และประสบความสำเร็จบนเส้นทางแม่พิมพ์ของชาติต่อไป

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยังสะท้อนให้เห็นว่า “ระยะทางไม่ใช่อุปสรรค” ต่อการทำงานด้านการศึกษา โดยแม้อยู่ระหว่างภารกิจลงพื้นที่ในต่างจังหวัด ก็ยังได้วิดีโอคอลผ่านระบบ Zoom พูดคุย พบปะ และให้กำลังใจครูในโครงการ “ครูรักษ์ถิ่น” อย่างใกล้ชิด สะท้อนความมุ่งมั่นในการดูแลครูทุกพื้นที่