นับถอยหลัง ‘Thailand Moonshot’ เปิดขุมทรัพย์เศรษฐกิจอวกาศ ถ่ายทอดสด ‘ปลุกฝัน’ เด็กไทย พลิกโฉมประเทศเป็น ‘ผู้สร้างนวัตกรรม’

นับถอยหลัง ‘Thailand Moonshot’ เปิดขุมทรัพย์เศรษฐกิจอวกาศ ถ่ายทอดสด ‘ปลุกฝัน’ เด็กไทย พลิกโฉมประเทศเป็น ‘ผู้สร้างนวัตกรรม’

นับถอยหลัง ‘Thailand Moonshot’ เปิดขุมทรัพย์เศรษฐกิจอวกาศ ถ่ายทอดสด ‘ปลุกฝัน’ เด็กไทย พลิกโฉมประเทศเป็น ‘ผู้สร้างนวัตกรรม’

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานแถลงข่าว “ครั้งแรกของไทยสู่ภารกิจสำรวจดวงจันทร์” ประกาศความพร้อมอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทย CE-7 MATCH ร่วมปฏิบัติภารกิจสำรวจดวงจันทร์ในฐานะ 1 ใน 7 อุปกรณ์วิทยาศาสตร์นานาชาติของภารกิจฉางเอ๋อ 7 โดย สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) และ Sea (ประเทศไทย) ถ่ายทอดสดการปล่อยจรวดลองมาร์ช-5 Y14 นำส่งยานฉางเอ๋อ 7 ขึ้นสู่ห้วงอวกาศ ในวันที่ 24 สิงหาคมนี้ โดยมี นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง ศธ. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการ สดร. นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการไทยพีบีเอส และ ดร.ศรุต วานิชพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส Sea (ประเทศไทย) เข้าร่วม ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวง อว.

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ในการเตรียมส่ง CE-7 MATCH ซึ่งเป็น Payload ฝีมือการออกแบบและพัฒนาโดยคนไทยไปปฏิบัติภารกิจ ณ ดวงจันทร์ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ แต่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ของการยกระดับทุนมนุษย์ครั้งสำคัญ ตอกย้ำทิศทางของรัฐบาลที่มุ่งขับเคลื่อนประเทศด้วยเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างแท้จริง การเดินทางสู่วงโคจรที่ระยะสูง 200 กิโลเมตรเหนือผิวดวงจันทร์คือหนึ่งในโจทย์ที่ยากที่สุด และนั่นคือหัวใจของ Space Economy ที่จะกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ภายใต้แนวคิดการใช้เทคโนโลยีอวกาศเป็นตัวเร่งพัฒนานวัตกรรมและวิศวกรรมขั้นสูง เพื่อเปลี่ยนบทบาทของประเทศไทยจาก ‘ผู้ใช้นวัตกรรม’ ไปสู่การเป็น ‘ผู้สร้างนวัตกรรม’ หรือ Frontier Innovation Thailand

หากเรามองประเทศชั้นนำที่มีเศรษฐกิจเติบโตแข็งแกร่ง เราจะพบว่าพวกเขามีงานวิจัยอวกาศชั้นเยี่ยมเสมอ เพราะการวิจัยขั้นลึกในระดับมาตรฐาน Space Grade ซึ่งเป็นมาตรฐานขั้นสุดที่ผิดพลาดไม่ได้เลยนั้น ทุกๆ ชิ้นส่วนเล็กๆ ที่พัฒนาขึ้นมา จะสร้างการถ่ายทอดเทคโนโลยี ต่อสปีชีส์ไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ และสร้างทรัพย์สินทางปัญญาต่อยอดให้กับประเทศได้อีกนับร้อยรูปแบบ อุปกรณ์ CE-7 MATCH ของเราที่จะติดไปกับยานโคจรเพื่อเฝ้าสังเกตการณ์สภาวะอวกาศ ตรวจวัดพายุสุริยะต่อเนื่องตลอด 3 ปีข้างหน้า จึงไม่เพียงสร้างงานวิจัยขั้นแนวหน้าเพื่อเตือนภัยดาวเทียมรอบโลก แต่ยังเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานและสร้างวิศวกรไทยที่มีความเชี่ยวชาญระดับโลกไปพร้อมกัน

“หัวใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของภารกิจ Thailand Moonshot ครั้งนี้ อาจไม่ใช่เพียงแค่ตัวอุปกรณ์ที่ลอยอยู่กลางอวกาศ แต่คือ ‘การสร้างคน’ นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่กระทรวง อว. และกระทรวง ศธ. ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรองนายกฯ ร่วมกัน จึงเกิดความร่วมมือครั้งสำคัญในการถ่ายทอดสดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ไปสู่เยาวชนกว่า 3 ล้านคนทั่วประเทศในวันเดียว พร้อมทั้งผสานพลังกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Sea Group ในการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีผู้ใช้งานกว่า 20 ล้านคน เป็นช่องทางสร้างการเข้าถึงการศึกษา STEM อย่างเท่าเทียม ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG 4) ยุคนี้ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะวางรากฐานทางปัญญาให้เข้มแข็ง เราอยากให้เด็กไทยได้เห็นเหตุการณ์สด ได้สัมผัสกระบวนการทำงานจริงผ่านสารคดี เพื่อจุดประกายให้เด็กคนหนึ่งที่มองขึ้นไปบนฟ้าได้ตระหนักถึงคุณค่าของความพยายาม และบอกกับตัวเองด้วยความภาคภูมิใจว่า คนไทยก็สามารถสร้างเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก และเดินทางไปถึงดวงจันทร์ได้จริง” รมว.อว. กล่าว

กระทรวง อว. ขอเชิญชวนประชาชน เยาวชน และสถานศึกษาทั่วประเทศ ร่วมติดตามการถ่ายทอดสดภารกิจปล่อยยานฉางเอ๋อ 7 พร้อมอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ CE-7 MATCH จากศูนย์ปล่อยยานอวกาศเหวินชาง มณฑลไห่หนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ อาทิ Facebook: NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ/ศธ.360 องศา/Thai PBS/Thai PBS Sci & Tech และ YouTube: NARIT_Thailand/OBEC Channel รวมทั้งติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านช่องทางของ สดร., ศธ. และ Shopee ประเทศไทย ที่จะร่วมเผยแพร่เนื้อหาพิเศษตลอดช่วงภารกิจ

เปิด ‘YALA EDU–FEST 2026’ ชูพลังการศึกษาแบบ ‘Grow Together’

เปิด ‘YALA EDU–FEST 2026’ ชูพลังการศึกษาแบบ ‘Grow Together’

เปิด ‘YALA EDU–FEST 2026’ ชูพลังการศึกษาแบบ ‘Grow Together’

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมวิชาการ “YALA EDU–FEST 2026” ภายใต้แนวคิด “Grow Together #เติบโตไปด้วยกัน” โดยมีผู้บริหารส่วนราชการ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน นักศึกษา และภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม

ภายในงานมีการจัดแสดงบูธผลงานและนวัตกรรมของนักเรียนจากสถานศึกษาต่างๆ การแข่งขันทักษะทางวิชาการและทักษะอาชีพ ตลอดจนกิจกรรม “ตลาดนักเรียน” ซึ่งเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนนำความรู้ ความสามารถ และความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ฝึกการทำงาน การเป็นผู้ประกอบการ และการสร้างรายได้จากสิ่งที่ตนเองถนัด

นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษก ศธ. กล่าวว่า การศึกษาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียน และไม่ใช่หน้าที่ของ ศธ. ครู หรือสถานศึกษาเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานทางการศึกษา ภาคเอกชน ชุมชน ผู้ปกครอง และภาคีเครือข่าย ตามนโยบาย “All for Education – การศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน” เพื่อร่วมกันสร้างโอกาสที่จับต้องได้ให้แก่เด็กทุกคน

“หน้าที่ของระบบการศึกษาไม่ใช่การตัดสินว่าเด็กคนใดเก่งกว่าใคร แต่ต้องช่วยให้เด็กทุกคนค้นพบว่าตนเองเก่งอะไร และสามารถนำความถนัดนั้นไปสร้างอนาคตให้แก่ตนเอง ครอบครัว และสังคมได้อย่างไร การเติบโตไปด้วยกันจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเดินในเส้นทางเดียวกัน แต่คือการยอมรับความแตกต่าง และสร้างพื้นที่ให้เด็กทุกคนเติบโตได้จากจุดเริ่มต้นของตนเอง” นายตติยภัทร์ กล่าวและว่า จากความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับอินโดนีเซียในด้าน AI Education การพัฒนาทักษะดิจิทัล การแลกเปลี่ยนครูและนักเรียน รวมถึงทุนการศึกษา ตลอดจนความร่วมมือกับสวิตเซอร์แลนด์ในการส่งเสริมการเรียนรู้แบบพหุภาษาโดยใช้ภาษาแม่เป็นฐาน จะช่วยให้เด็กที่ใช้ภาษามลายูถิ่นสามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้ไปสู่ภาษาไทยได้ดีขึ้น โดยยังคงรักษาภาษา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของตนเอง

พร้อมกันนี้ ได้อธิบายความหมายของคำว่า GROW ซึ่งประกอบด้วย Global การเปิดโอกาสให้นักเรียนก้าวสู่โลกกว้าง Respect การเคารพความแตกต่าง Opportunity การสร้างและต่อยอดโอกาส และ Wisdom การเติบโตด้วยความรู้ ทักษะ การคิดวิเคราะห์ และการใช้ชีวิตอย่างรับผิดชอบ

 “คำว่า YALA สามารถแทนความหมายของคำว่า You Are a Learner, Always – คุณคือผู้เรียนรู้อยู่เสมอ เพราะไม่ว่าเราจะเป็นนักเรียน ครู ผู้บริหาร หรือผู้ปกครอง ทุกคนยังสามารถเรียนรู้ พัฒนา และเติบโตได้ตลอดเวลา อย่ารอให้โอกาสผ่านไป และอย่ารอเพียงพรสวรรค์ เพราะอนาคตที่ดีเกิดจากความพยายาม การเรียนรู้ และพรแสวงของพวกเราทุกคน” โฆษก ศธ.กล่าว

มว.ร่วมประชาสัมพันธ์ไทยสู่เวทีโลก เตรียมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ‘ICSV33’ ครั้งที่ 32

มว.ร่วมประชาสัมพันธ์ไทยสู่เวทีโลก เตรียมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ‘ICSV33’ ครั้งที่ 32

มว.ร่วมประชาสัมพันธ์ไทยสู่เวทีโลก เตรียมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ‘ICSV33’ ครั้งที่ 32

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ (มว.) เดินหน้าประชาสัมพันธ์ศักยภาพของประเทศไทยบนเวทีวิชาการนานาชาติ ผ่านการเข้าร่วมงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านเสียงและการสั่นสะเทือน ครั้งที่ 32 หรือ The 32nd International Congress on Sound and Vibration (ICSV32) ภายใต้หัวข้อ “Acoustics from Heritage Sites to Future Cities” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5–10 กรกฎาคม 2569 ณ เมืองอิสตันบูล สาธารณรัฐทูร์เคีย

การประชุมครั้งนี้มุ่งสะท้อนบทบาทขององค์ความรู้ด้านเสียงและการสั่นสะเทือนที่เชื่อมโยงตั้งแต่การอนุรักษ์มรดกทางเสียงและสภาพแวดล้อมในแหล่งประวัติศาสตร์ ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่สำหรับเมืองแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นวัสดุใหม่ เทคโนโลยีดิจิทัลด้านอะคูสติก การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนเทคนิคการวัดและการออกแบบเชิงนวัตกรรม ภายในงานยังมีนิทรรศการจากบริษัทชั้นนำทั่วโลก หลักสูตรอบรมเชิงลึก กิจกรรมเชิงปฏิบัติการ และกิจกรรมวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสเอกลักษณ์ทางเสียงของเมืองอิสตันบูลอย่างใกล้ชิด

ในโอกาสนี้ คณะผู้แทนจาก มว. นำโดย นายอนุสรณ์ ทนหมื่นไวย รองผู้อำนวยการฯ นางสุรัตน์ ลีอุดมวงษ์ หัวหน้ากลุ่มงานเสียงและการสั่นสะเทือน พร้อมด้วย นางสาวปาณิศรา คงถาวร และ นายณัฐพงศ์ แพน้อย ฝ่ายมาตรวิทยาเชิงกล ได้ร่วมประชาสัมพันธ์การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม The 33rd International Congress on Sound and Vibration (ICSV33) ซึ่งประเทศไทยมีกำหนดเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 4–9 กรกฎาคม 2570 ณ กรุงเทพมหานคร

จุฬาฯ จัดเสวนา Chula the Impact ครั้งที่ 42 เสริมเกราะ สร้างแกร่ง ความปลอดภัยในสถานศึกษา

จุฬาฯ จัดเสวนา Chula the Impact ครั้งที่ 42 เสริมเกราะ สร้างแกร่ง ความปลอดภัยในสถานศึกษา

จุฬาฯ จัดเสวนา Chula the Impact ครั้งที่ 42 เสริมเกราะ สร้างแกร่ง ความปลอดภัยในสถานศึกษา

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 22.08 น.

10 สิงหาคม 2569 ณ เรือนจุฬานฤมิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเวทีให้นักวิชาการจากหลากหลายศาสตร์ร่วมถอดบทเรียนและเสนอแนวทางสร้างสถานศึกษาให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย ทั้งในมิติการบริหารจัดการ การดูแลสุขภาพจิตเด็กและเยาวชน การสร้างระบบป้องกันและรับมือภาวะวิกฤต ตลอดจนบทบาทของสื่อและสังคมในการสื่อสารอย่างรับผิดชอบ ภายหลังเกิดเหตุความรุนแรงในสถานศึกษา ซึ่งสร้างความสูญเสียและส่งผลกระทบต่อครู นักเรียน ครอบครัว และสังคมในวงกว้าง

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาที่จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายราย โดยหน่วยงานภาครัฐได้เข้าดูแลสถานการณ์และประสานการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ ขณะที่ข้อมูลของ Thai PBS และหน่วยงานราชการมีการปรับปรุงรายละเอียดอย่างต่อเนื่องภายหลังเหตุการณ์ รวมถึงการดูแลด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต และการเยียวยาครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้สังคมไทยกลับมาตั้งคำถามสำคัญว่า การสร้าง “สถานศึกษาที่ปลอดภัย” จำเป็นต้องดำเนินการอย่างไร และจะป้องกันไม่ให้ความสูญเสียในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำได้อย่างไร

เวที Chula the Impact ครั้งที่ 42 จึงมุ่งนำองค์ความรู้จากหลายศาสตร์มาร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา ตั้งแต่พฤติกรรมเด็กและเยาวชน ระบบบริหารจัดการสถานศึกษา สุขภาพจิตและจิตวิทยาการปรึกษา ไปจนถึงบทบาทของสื่อมวลชน โดยมี วิทยากรประกอบด้วย ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.ธีรภัทร กุโลภาส ประธานสาขาวิชาบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.ดร.พนิตา เสือวรรณศรี ผู้อำนวยการหลักสูตรจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ.ดร.เจษฎา ศาลาทอง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดงานว่า หลายปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมสามารถป้องกันหรือบรรเทาความรุนแรงลงได้ หากเรามีความเข้าใจที่เพียงพอและร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพราะมนุษย์ทุกคนมีจิตใจและความรู้สึกซึ่งไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา เช่นเดียวกับปัญหาสังคมหลายประการที่อาจไม่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน แต่หากเราเรียนรู้ที่จะสังเกต เข้าใจ และให้ความสำคัญกับสัญญาณต่าง ๆ อย่างรอบด้าน ก็จะสามารถป้องกัน แก้ไข และช่วยเปลี่ยนปัญหาที่หนักให้เบาลงได้ด้วยพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน

ศ.ดร.วิเลิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า “เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก ระบบการศึกษาจึงต้องเปลี่ยนตาม บทบาทของสถาบันการศึกษาต้องเป็นที่พึ่งของสังคม และให้ความสำคัญกับจิตวิทยาในเชิงนโยบายมากขึ้น เพราะเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรก ทุกคนควรเรียนรู้และเข้าใจตนเอง สถาบันการศึกษาต้องสร้าง ecosystem ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยหรือ safe place เป็นที่พักใจสำหรับเด็ก และสร้างความปลอดภัยให้เด็กและบุคลากรทุกคนในสถานศึกษา”

“จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราควรทำความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ และเรียนรู้การจัดการความโกรธอย่างมีสติและมีกลยุทธ์ สถาบันการศึกษาต้องสอนภูมิคุ้มกันทางใจ และสร้าง trust ให้เด็กกล้าพูดคุยถึงปัญหา ทุกวันนี้ การรับสื่อหรือการใช้โซเชียลมีเดียเข้าไปอยู่ในชีวิตและจิตใจของเด็ก ทำให้เกิดการเปรียบเทียบ ความโกรธ ซึ่งเป็นกลไกการป้องกันตัวหรือ Defense Mechanism จึงควรมีการเรียนการสอนเรื่องการจัดการความโกรธอย่างเป็นระบบ รวมถึงการจัดการสร้างระบบนิเวศน์หรือ ecosystem โดยแต่ละโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือองค์กรมี ecosystem แตกต่างกัน จึงต้องเข้าใจธรรมชาติและ ecosystem ของตนเอง”

ในมิติของการบริหารสถานศึกษา รศ.ดร.ธีรภัทร กุโลภาส ประธานสาขาวิชาบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ชี้ให้เห็นความสำคัญของการเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุ ไปสู่การบริหารความเสี่ยงและการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบ โดยประเด็นการเสวนาครอบคลุมทั้งช่องว่างของระบบความปลอดภัย การสร้างระบบรับมือสถานการณ์ และการออกแบบโรงเรียนให้ปลอดภัยโดยไม่ทำให้เด็กรู้สึกว่าตนเองอยู่ภายใต้การควบคุมตลอดเวลา

รศ.ดร.ธีรภัทร กล่าวว่า “เหตุการณ์นี้เชื่อว่าไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นในประเทศของเรา มี 3 ประเด็นสำคัญ ประการแรก เรามักเข้าใจความปลอดภัยว่าเป็น Physical Safety หรือความปลอดภัยทางกายภาพ เช่น อุปกรณ์ เจ้าหน้าที่ และระบบรักษาความปลอดภัย แต่ความปลอดภัยยังรวมถึง Relational Safety หรือความปลอดภัยเชิงความสัมพันธ์ ประการที่สอง การรับมือเหตุการณ์ยังมี gap ด้านข้อมูล แม้หลายคนและหลายหน่วยงานมีข้อมูลและความรู้ที่จะช่วยยับยั้งไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ แต่ข้อมูลกระจัดกระจาย ขาดการเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนกัน ประการสุดท้ายคือ Relational Safety ความปลอดภัยเชิงความสัมพันธ์ เมื่อเด็กมีปัญหาต้องมีใครสักคนในโรงเรียนอย่างน้อย 1 คนที่สามารถเข้าไปพูดคุยได้ ซึ่งเป็นโปรโตคอลที่สถานศึกษาต้องมี”

“ความปลอดภัยทางกายภาพยังเป็นเรื่องจำเป็น แต่เมื่อตรวจพบความผิดปกติ คำถามคือโรงเรียนจะนำข้อมูลไปทำอะไรต่อ เช่น พบอาวุธต้องแจ้งใคร หรือนักเรียนถูกกลั่นแกล้งต้องแจ้งใคร หากไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงจะทำให้สูญเสียความไว้วางใจ ทุกเหตุการณ์มักมีคำใบ้ก่อนเกิดเหตุ หากมีพื้นที่ให้เด็กเปิดใจได้ก็จะช่วยลดปัญหา โดยครู นักจิตวิทยา และตำรวจต้องทำงานร่วมกัน”

ด้านมิติทางจิตวิทยา ผศ.ดร.พนิตา เสือวรรณศรี ผู้อำนวยการหลักสูตรจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เด็กสามารถขอความช่วยเหลือได้ โดยไม่รู้สึกว่าการมีปัญหาหรือการเข้าพบผู้เชี่ยวชาญเป็นเรื่องน่าอาย

ผศ.ดร.พนิตา กล่าวว่า “ผู้ปกครองและครูควรฝึกสังเกตและสอบถาม หากเด็กมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากปกติหรือไม่เหมือนเดิม อาจมีเรื่องอยู่ในใจ เช่น ทุกข์ใจ เหงา เครียด หรือไม่สบายใจ แม้ไม่ใช่เรื่องอันตราย สิ่งสำคัญคือการพูดคุย รับฟัง และสอบถามโดยไม่ตำหนิ เพื่อให้เด็กรู้สึกว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย ผู้ปกครองและครูจึงควรรับฟังมากกว่าพูด นักจิตวิทยาประจำโรงเรียนอาจเป็นสิ่งที่ยังขาดอยู่ แต่มีความสำคัญมาก เพราะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองและครู โดยรับฟังปัญหาอย่างไม่ตัดสินและไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย”

ผศ.ดร.เจษฎา ศาลาทอง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงอีกหนึ่งมิติสำคัญ คือบทบาทของสื่อมวลชนและผู้ใช้สื่อออนไลน์ เนื่องจากในสถานการณ์วิกฤต สังคมต้องการข้อมูลที่รวดเร็ว แต่ความรวดเร็วจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับความถูกต้องและความรับผิดชอบ โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับเด็ก เยาวชน ผู้สูญเสีย และครอบครัว ขณะที่ภาครัฐเองได้ขอความร่วมมือให้หลีกเลี่ยงการเผยแพร่ภาพรุนแรงและข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อลดการซ้ำเติมผู้ได้รับผลกระทบและผลกระทบต่อเด็กที่รับข้อมูลข่าวสาร

ผศ.ดร.เจษฎา กล่าวว่า “สื่อต้องปรับตัวในการนำเสนอข่าวลักษณะนี้ ไม่ควรรีบช่วงชิงการนำเสนอหรือตัดสินใคร ขณะที่ยังไม่ทราบสาเหตุ การแข่งขันด้านความเร็วเป็นเรื่องอันตราย โดยเฉพาะในยุคที่ใคร ๆ ก็เป็นสื่อได้ ยิ่งน่ากังวลเมื่อสังคมพยายามหาคนผิดหรือสร้างความชอบธรรมให้ใครบางคน หลักการสื่อสารมี 2 ประการ คือ หนึ่ง หลีกเลี่ยงการให้ตัวตนหรือให้แสง (No Name No Fame) และสอง หลีกเลี่ยงการรายงานซ้ำ ๆ วน ๆ ซึ่งเป็นการ Re-traumatize (การถูกกระตุ้นแผลใจซ้ำ) ต่อผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ เหยื่อ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผู้เสพข่าว สื่อจึงไม่ควรขยี้ข่าว เล่าเชิงดรามา หรือลงรายละเอียดเหตุการณ์ เพราะอาจทำให้เกิดการเลียนแบบ”

“ฝากถึงสื่อมวลชนว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ควรแข่งกันเร็ว ไม่จำเป็นต้องเป็นคนแรกที่นำเสนอข่าวหรือตัดสินว่าใครผิดใครถูก ส่วนคนทั่วไปและพ่อแม่ควรเฝ้าระวังโซเชียลมีเดียของเด็ก แพลตฟอร์มควรคัดกรองเนื้อหา และสังคมควรมีความเห็นอกเห็นใจ ก่อนแชร์ ก่อนโพสต์ และก่อนตัดสิน”

ขณะที่ ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาฯ ซึ่งประเด็นการเสวนากำหนดให้สะท้อนมุมมองจากการประชุมร่วมกับทีมงานและการลงพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ เน้นถึงความจำเป็นในการเชื่อมการดูแลสุขภาพจิตเข้ากับระบบความปลอดภัยของสถานศึกษา และนำบทเรียนจากเหตุการณ์ไปสู่แนวทางเชิงนโยบายที่สามารถนำไปใช้จริง

ผศ.ดร.ณัฐสุดา กล่าวว่า “หลังเหตุการณ์วิกฤต สิ่งสำคัญคือการดูแลคนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ครอบครัว ครู นักเรียน ไปจนถึงบุคลากรที่ต้องกลับมาทำหน้าที่ในพื้นที่เดิม การเยียวยาจำเป็นต้องให้เวลาและไม่เร่งให้ทุกคน “กลับมาเป็นปกติ” ในจังหวะเดียวกัน ขณะเดียวกัน ในระยะยาวควรนำบทเรียนครั้งนี้ไปพัฒนากลไกคัดกรอง การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิต ช่องทางขอความช่วยเหลือ และระบบส่งต่อที่เชื่อมโยงระหว่างโรงเรียน ครอบครัว และผู้เชี่ยวชาญให้ชัดเจนยิ่งขึ้น”

“นี่เป็นเหตุการณ์ที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดซ้ำ ในเชิงนโยบาย สถาบันการศึกษาและสังคมจึงต้องสร้างระบบนิเวศใหม่ โดยใช้ Trust หรือความไว้ใจเป็นพื้นฐานในการดูแลจิตใจเด็กก่อนเกิดปัญหา การสร้างวัฒนธรรมนี้ต้องเริ่มจากความรู้ด้านจิตวิทยา สอนให้เด็กเข้าใจว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ และรู้จักเข้าใจตนเอง ระบบเครือข่ายในโรงเรียนเพื่อสร้าง Trust มี 2 แบบ คือ เครือข่ายในการส่งต่อ เมื่อพบปัญหาต้องรู้ว่าจะไปต่ออย่างไร ครูรับทราบ ผู้บริหารรับทราบ จากนั้นจึงเป็นเครือข่ายดูแลภายนอก เช่น นักจิตวิทยา ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ สิ่งสำคัญคือต้องดูแลทั้งนักเรียน ครู และบุคลากร พร้อมรู้ว่าเครือข่ายที่เกี่ยวข้องคือใคร เพื่อสร้างความปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม”

จากการเสวนา สาระสำคัญของการ “เสริมเกราะ สร้างแกร่ง” จึงไม่ได้หมายถึงการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยทางกายภาพเพียงด้านเดียว แต่คือการสร้าง “เกราะ” หลายชั้น ตั้งแต่ระบบบริหารความเสี่ยง สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ระบบดูแลสุขภาพจิต ช่องทางรับฟังและขอความช่วยเหลือ ไปจนถึงระบบสื่อสารในภาวะวิกฤต ขณะเดียวกันต้อง “สร้างแกร่ง” ให้แก่เด็ก ครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง ตลอดจนชุมชนรอบสถานศึกษา ให้มีความรู้ ความพร้อม และสามารถดูแลซึ่งกันและกันได้

การจัดงานครั้งนี้สอดคล้องกับเป้าหมายของ Chula the Impact ที่มุ่งนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาตอบโจทย์ปัญหาสังคมอย่างทันท่วงที โดยมหาวิทยาลัยหวังให้ข้อเสนอจากเวทีสามารถต่อยอดไปสู่แนวทางปฏิบัติสำหรับสถานศึกษา ผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันสร้างระบบการศึกษาที่ปลอดภัย เข้มแข็ง และดูแลเด็กและเยาวชนได้อย่างรอบด้าน ภายใต้แนวคิดที่ว่า “เมื่อสังคมมีปัญหา จุฬาฯ มีคำตอบ”

– 006

อว. เผยความพร้อม จัด มหกรรมวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีฯ พร้อมเป็นเจ้าภาพงานประชุมนานาชาติเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ฯ

อว. เผยความพร้อม จัด มหกรรมวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีฯ พร้อมเป็นเจ้าภาพงานประชุมนานาชาติเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ฯ

อว. เผยความพร้อม จัด มหกรรมวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีฯ พร้อมเป็นเจ้าภาพงานประชุมนานาชาติเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ฯ

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.35 น.

กระทรวง อว.เดินหน้าจัด “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569” วันที่ 15–23 ส.ค.นี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด “Intelligence in Science for a Sustainable Future” ระดมเครือข่าย 96 หน่วยงานจาก 8 ประเทศ โชว์ศักยภาพ AI วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม พร้อมมุ่งยกระดับกำลังคนสมรรถนะสูง ต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง และเตรียมไทยรับบทเจ้าภาพเวทีเครือข่ายพิพิธภัณฑ์-ศูนย์วิทยาศาสตร์ระดับโลก

เมื่อวันที่ 10 ส.ค.2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และ นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทน ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM แถลงข่าวการจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569 ภายใต้แนวคิดหลัก “Intelligence in Science for a Sustainable Future” วิทยาศาสตร์ฉลาดรู้ ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน มุ่งใช้พลังวิทยาศาสตร์แก้ปัญหาจริงของสังคม ยกระดับกำลังคนสมรรถนะสูงของประเทศ พร้อมชูความพร้อมการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติเครือข่ายพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ระดับโลก วันที่ 15–23 สิงหาคม 2569 นี้ ณ อาคาร 9–11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ในโอกาสนี้ ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว.  นางสาววราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง อว. ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. ดร.วันนี นนท์ศิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. นางศรินยา สาขากร ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. ตลอดจนผู้บริหารหน่วยงานพันธมิตรที่ร่วมจัดเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (โยธี)

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า กระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนคุณภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งส่งเสริมให้เยาวชนไทยมีทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการคิดวิเคราะห์ควบคู่กับการใช้ AI อย่างสร้างสรรค์และมีจริยธรรม เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ จึงเป็นกลไกสำคัญของกระทรวง อว. ในการสร้างแรงบันดาลใจ เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ทดลอง คิด วิเคราะห์ และค้นพบศักยภาพของตนเอง พร้อมมองเห็นเส้นทางการศึกษาและอาชีพในอนาคต โดยเฉพาะในสาขาที่เกี่ยวข้องกับ AI วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต

รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ นับเป็นเวทีวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ และเป็นการสืบสานพระปรีชาสามารถด้านวิทยาศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Intelligence in Science for a Sustainable Future สะท้อนการนำพลังแห่งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาที่ประชาชนเผชิญในชีวิตจริง ทั้งด้านสุขภาพ การเกษตร สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม โดยมุ่งยกระดับงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์ในชุมชนและภาคการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงและการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับประเทศ พร้อมกันนี้ กระทรวง อว. ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง รองรับโลกยุคใหม่ ผ่านการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม การผลักดันนโยบาย AI for All และการส่งเสริมการเรียนรู้เทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อให้เยาวชนและประชาชนมีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 สามารถใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการสร้างโอกาสและพัฒนาประเทศต่อไป

ด้าน ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า การจัดงานในปีนี้เกิดจากความร่วมมือครั้งสำคัญของเครือข่ายกว่า 96 หน่วยงาน จาก 8 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน เดนมาร์ก ฝรั่งเศส สาธารณรัฐเยอรมนี ญี่ปุ่น เกาหลี ฟิลลิปปินส์ มาเลเซีย  ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัยทั้งในและต่างประเทศ โดยนำผลงานวิจัย นวัตกรรม และความรู้ทางวิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้ามาร่วมจัดแสดง เพื่อร่วมกันจุดประกายความคิดและสร้างการเรียนรู้ให้คนไทย โดยภายในงานผู้เข้าชมจะได้สัมผัสนิทรรศการไฮไลต์ที่สะท้อนบทบาทของวิทยาศาสตร์ในการขับเคลื่อนอนาคต ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศการ AI Revolution: The New Human Edge ที่พาผู้ชมเรียนรู้ศักยภาพของ AI ในโลกยุคใหม่ นิทรรศการตามล่าหาแร่ (Rare Earth : The invisible power) ที่เปิดโลกแร่ธาตุหายากซึ่งอยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีแห่งอนาคต รวมถึงนิทรรศการดอกไม้เปลี่ยนโลก (Over The Bloom) และนิทรรศการความลับของท้องทุ่ง (The Hidden World of Rangelands) ที่เชื่อมโยงประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหาร

ปลัดกระทรวง อว. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการจากหน่วยงานในสังกัด อว. อาทิ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดแสดงนิทรรศการ NRCT: Secrets Beneath the Earth มุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่จังหวัดสตูลเพื่อยกระดับ “สตูลจีโอพาร์ค” (อุทยานธรณีโลกสตูล) ในรูปแบบ Interactive, สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) นำเสนอเรื่องราวครั้งแรกของไทยกับการเตรียมส่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ ‘CE-7MATCH’ ฝีมือคนไทย ร่วมภารกิจสำรวจดวงจันทร์ในเดือน ส.ค. นี้ , สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ จัดแสดงนิทรรศการ Metrology for a Sustainable Future Metrology for a Sustainable Future การทวนสอบพลังงานไฟฟ้าของบริภัณฑ์จ่ายไฟสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (ตู้ชาร์จ) และกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) ที่นำผลงานตัวอย่างอาหารแห่งอนาคตมาจัดแสดง

ขณะที่ นายสุวรงค์ กล่าวว่า “NSM ได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านสถานที่ การอำนวยความสะดวก และการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Interactive Learning) เพื่อให้ผู้เข้าชมทุกช่วงวัยได้สนุกกับการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลายที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ลงมือคิด ลงมือทดลอง และค้นพบแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องทดลองวิทยาศาสตร์ Science Lab เวิร์กช็อป Coding & AI รวมถึงกิจกรรมพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่แตกต่างและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน ปีนี้ NSM ยังเดินหน้าขยายโอกาสกสู่ภูมิภาค กับ งานมหกรรมวิทย์ฯ ภูมิภาค 2 แห่ง ในระหว่างวันที่ 18–20 สิงหาคม 2569 ที่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ที่ทุกคนจะได้เปิดประสบการณ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่ทั้งสนุก ตื่นเต้น และสร้างแรงบันดาลใจ ผ่าน NSM Science Caravan ที่อัดแน่นด้วยกิจกรรมและการทดลองสุดสร้างสรรค์ พร้อมชมนิทรรศการพิเศษ “Wings of the Northern Tales” และ “เพลิน ไทย ทอย” ที่จะพาทุกคนเพลิดเพลินไปกับเรื่องราว ความรู้ และจินตนาการในโลกแห่งวิทยาศาสตร์อย่างเต็มอิ่ม”

นายสุวรงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ NSM ยังได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติ 2 เวทีสำคัญ ได้แก่ International Directors Forum 2026 (INTEDIF 2026) และ Asia Pacific Network of Science and Technology Centres Conference (ASPAC Conference 2026) โดยมี 30 หน่วยงาน จาก 20 เขตเศรษฐกิจทั่วโลกเข้าร่วมซึ่งรวบรวมผู้บริหาร นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์จากนานาประเทศมาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางการพัฒนาแหล่งเรียนรู้แห่งอนาคต สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการเรียนรู้และการสื่อสารวิทยาศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอีกด้วย

สกู๊ปพิเศษ : วว. ติดปีกสตาร์ทอัพไทย ดันระบบนิเวศนวัตกรรมครบวงจร

สกู๊ปพิเศษ : วว. ติดปีกสตาร์ทอัพไทย ดันระบบนิเวศนวัตกรรมครบวงจร

สกู๊ปพิเศษ : วว. ติดปีกสตาร์ทอัพไทย ดันระบบนิเวศนวัตกรรมครบวงจร

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในยุคที่เทคโนโลยีและกระแสความยั่งยืนเป็นตัวกำหนดทิศทางโลก สตาร์ทอัพไทยจะก้าวข้ามสถานการณ์นี้ได้อย่างไร? สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เพื่อปลดล็อกศักยภาพงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง พร้อมติดปีกให้ผู้ประกอบการสาย DeepTech, FoodTech และ GreenTech ให้ก้าวสู่ Global Supply Chain ได้อย่างมั่นใจด้วยมาตรฐานสากล

วว.มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมสตาร์ทอัพไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยเปลี่ยนจากไอเดียหรือผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ให้เป็นธุรกิจนวัตกรรมที่แข่งขันได้ในเวทีสากล ดังนี้ 1.การทำหน้าที่เป็น Total Solution Provider (ผู้ให้บริการที่ครบวงจร) จุดอ่อนอย่างหนึ่งของสตาร์ทอัพไทยในช่วงเริ่มต้นคือการมีไอเดียที่ดี แต่ขาดโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี หรือเครื่องมือราคาแพงในการวิจัยและผลิต โดย วว.มีศักยภาพในการเข้ามาอุดช่องว่างนี้ด้วยแนวคิดการเป็นผู้ดูแลแบบเบ็ดเสร็จ ได้แก่ การวิจัยและพัฒนา (R&D) บริการทดสอบความเป็นไปได้ของเทคโนโลยี นวัตกรรมวัสดุ พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมชีวภาพ (สมุนไพร  อาหารสุขภาพ เกษตรสร้างสรรค์) , การรับจ้างผลิต (OEM/Product Development) สตาร์ทอัพสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานหรือโรงงานต้นแบบของ วว. ในการผลิตสินค้าล็อตแรกเพื่อทดลองตลาด (Minimum Viable Product : MVP) โดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานเอง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงทางธุรกิจได้อย่างมหาศาล

2.การสร้างมาตรฐานและการทดสอบระดับสูง (Testing & Certification)  การที่สตาร์ทอัพจะระดมทุน หรือส่งสินค้าออกไปขายต่างประเทศได้ สินค้าเหล่านั้นจำเป็นต้องมีมาตรฐานรองรับ ซึ่ง วว. มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิเคราะห์ ทดสอบ และสอบเทียบเครื่องมือที่ได้มาตรฐานสากล ได้แก่ ศูนย์ทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล , บริการทดสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องสำอาง ซึ่งช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือให้กับสตาร์ทอัพสาย DeepTech, FoodTech และ BioTech ของไทย

3.การขับเคลื่อนนวัตกรรมบนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ (BCG Economy) ปัจจุบันกระแสโลกให้ความสำคัญกับความยั่งยืน วว. นำทิศทางนี้มาเป็นแกนหลักในการบ่มเพาะสตาร์ทอัพ เช่น โครงการ “ตาลเดี่ยวโมเดล” ที่จัดการขยะสู่พลังงาน หรือการพัฒนานวัตกรรมจุลินทรีย์ไทยเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม สิ่งเหล่านี้สร้างโอกาสให้สตาร์ทอัพไทยสาย GreenTech และ AgTech (เทคโนโลยีการเกษตร) ให้สามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกได้ง่ายขึ้น

และ 4.การเชื่อมโยง “งานวิจัย” สู่ “เชิงพาณิชย์” (Commercialization) ในระบบนิเวศสตาร์ทอัพ วว. ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกวิชาการกับโลกธุรกิจ โดยการนำผลงานวิจัยที่อยู่บนหิ้ง มาสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีให้สตาร์ทอัพนำไปต่อยอด เป็นการติดอาวุธทางปัญญาและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่เลียนแบบได้ยาก

ทั้งนี้ โครงสร้างพื้นฐานและบริการวิเคราะห์ทดสอบของ วว. ออกแบบมาเพื่อรองรับผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพโดยเฉพาะ ภายใต้แนวคิดการให้บริการอุตสาหกรรมแบบครบวงจร ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานสากล เช่น ISO/IEC 17025 (มาตรฐานห้องปฏิบัติการ) และ ISO/IEC 17020 (มาตรฐานหน่วยตรวจ)

ดังนั้นสตาร์ทอัพหรือผู้ประกอบการสามารถเข้ามาใช้บริการโครงสร้างพื้นฐานและศูนย์ทดสอบหลักๆของ วว. ได้ตามกลุ่มอุตสาหกรรม ดังนี้ 1.กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการวิจัย พัฒนา และผลิต สำหรับสตาร์ทอัพที่ต้องการพัฒนาสูตร ผลิตสินค้าต้นแบบ หรือทดลองตลาดโดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานเอง วว. มีศูนย์เชี่ยวชาญและโรงงานต้นแบบที่เปิดให้เข้าใช้บริการ ได้แก่ โรงงานบริการนวัตกรรมอาหาร (Food Innovation Service Plant : FISP)  มาตรฐาน GMP สำหรับวิจัยและผลิตอาหารแปรรูป เครื่องดื่ม และอาหารสุขภาพต้นแบบ , ศูนย์บริการนวัตกรรมเครื่องสำอาง (Innovative Cosmetic Services Center : ICOS) ให้บริการตั้งแต่พัฒนาสูตร พัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการทดสอบความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ , ศูนย์ความเป็นเลิศด้านสาหร่าย (Algal Excellent Center : ALEC)  สำหรับสตาร์ทอัพเกี่ยวกับอาหารแห่งอนาคต หรือสารสกัดมูลค่าสูงจากสาหร่าย ,ศูนย์นวัตกรรมผลิตจุลินทรีย์เชิงอุตสาหกรรม (Innovative Center for Production of Industrially used microorganisms : ICPIM) สำหรับสตาร์ทอัพสาย AgTech หรือ BioTech ที่ต้องการหัวเชื้อจุลินทรีย์คุณภาพสูงนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์

2.ศูนย์ทดสอบและมาตรวิทยา (Metrology and Testing Centre : MTC) ซึ่งเป็นหัวใจหลักด้านการวิเคราะห์และทดสอบเพื่อยื่นขอขึ้นทะเบียน หรือยื่นขอมาตรฐานต่างๆ ประกอบด้วย ห้องปฏิบัติการมาตรฐานทางไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ห้องปฏิบัติการมาตรฐานทางแสงและอุณหภูมิ ห้องปฏิบัติการมาตรฐานทางแสงและอุณหภูมิ  ห้องปฏิบัติการมาตรฐานวิศวกรรมทางกล ห้องปฏิบัติการเคมีวิเคราะห์   ห้องปฏิบัติการชีวเคมีและจุลชีววิทยา

3.ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ (MPAD) เหมาะสำหรับสตาร์ทอัพสาย DeepTech, วัสดุศาสตร์ หรือยานยนต์ ประกอบด้วย ห้องปฏิบัติการตรวจสอบคุณสมบัติวัสดุและวิเคราะห์ความเสียหาย   ห้องปฏิบัติการตรวจสอบสมรรถนะและความปลอดภัย ห้องปฏิบัติการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุ สำหรับสตาร์ทอัพผลิตบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก หรือพลาสติกชีวภาพ เพื่อทดสอบว่าย่อยสลายได้จริงตามมาตรฐานสากลหรือไม่

4.ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย (Thai Packaging Centre : TPC)  สำหรับสตาร์ทอัพสาย Logistic, E-commerce หรือ FoodTech ที่ต้องการพัฒนาและทดสอบบรรจุภัณฑ์มาตรฐานสากล ประกอบด้วย  ห้องปฏิบัติการพัฒนาบรรจุภัณฑ์  บริการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาอาหาร และเพิ่มมูลค่าสินค้าห้องปฏิบัติการทดสอบบรรจุภัณฑ์  บริการทดสอบความแข็งแรงของกล่องบรรจุภัณฑ์ ฟิล์มพลาสติก ถุงใส่อาหาร รวมถึงการทดสอบจำลองการขนส่งตามมาตรฐานสากล ป้องกันสินค้าเสียหายระหว่างส่งออก

5.ศูนย์ทดสอบมาตรฐานระบบขนส่งทางราง (RTTC) สำหรับสตาร์ทอัพกลุ่ม HardTech, Heavy Industry หรือกลุ่มระบบขนส่ง ให้บริการทดสอบเกี่ยวกับชิ้นส่วนระบบราง รถไฟ รถไฟฟ้า รวมถึงนวัตกรรมโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการคมนาคมขนส่ง ช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านการทดสอบวิเคราะห์ด้านระบบราง สนับสนุนการผลิตชิ้นส่วนในประเทศทดแทนการนำเข้าสนับสนุนการผลิตบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญวิจัยด้านระบบราง ตลอดจนวิจัยพัฒนาแก้โจทย์ปัญหาด้านระบบรางของประเทศสู่การสร้างความยั่งยืนในการขนส่งระบบราง ภายใต้กรอบความร่วมมือ 5 ด้าน ได้แก่ 1.การถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา 2.การพัฒนามาตรฐานระบบราง 3.การพัฒนาอุตสาหกรรมระบบราง 4.การทดสอบและการทดลอง และ 5.การพัฒนาทรัพยากรบุคคล

นอกจากระบบนิเวศนวัตกรรมดังกล่าวแล้ว วว. ยังมีช่องทางการเข้าใช้งานบริการ วทน. สำหรับสตาร์ทอัพ โดยปัจจุบัน วว. มีระบบบริการลูกค้า “วว. JUMP” (e-Services) https://tistrservices.tistr.or.th/ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกบริการ ส่งตัวอย่างวิเคราะห์ ติดตามสถานะตรวจแล็บ และชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ทันทีโดยไม่ต้องเดินทางไปยังศูนย์บริการต่างๆ ของ วว. พร้อมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ call center โทร. 0 2577 9000

ยกระดับทักษะดิจิทัลแห่งอนาคต! ศธ. จับมือ อินโดนีเซีย ลุย AI Education ขยายโอกาสทุนการศึกษาเด็กชายแดนใต้

ยกระดับทักษะดิจิทัลแห่งอนาคต! ศธ. จับมือ อินโดนีเซีย ลุย AI Education ขยายโอกาสทุนการศึกษาเด็กชายแดนใต้

ยกระดับทักษะดิจิทัลแห่งอนาคต! ศธ. จับมือ อินโดนีเซีย ลุย AI Education ขยายโอกาสทุนการศึกษาเด็กชายแดนใต้

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้นำคณะผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ระหว่าง กระทรวงศึกษาธิการแห่งราชอาณาจักรไทย กับ กระทรวงศึกษาระดับประถมและมัธยมแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ณ โถง Credential Hall อาคาร Istana Merdeka ทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย  ซึ่งเป็นความร่วมมือด้านการศึกษา ในโอกาสเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

รมว.ศธ. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในฐานะที่ทั้งสองประเทศเป็น “คู่ภาคี” ในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาในรูปแบบต่างๆ ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลสารสนเทศและสิ่งพิมพ์วิชาการด้านการศึกษาปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอาชีวศึกษา รวมทั้งการแลกเปลี่ยนครู บุคลากรทางการศึกษา คณาจารย์ และนักเรียน ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญ และที่สำคัญคือ เราจะร่วมรับรองวุฒิการศึกษา โดยสถาบันการศึกษาของไทยและอินโดนีเซีย ภายใต้กฎหมายและระเบียบข้อบังคับของคู่ภาคี

“ได้มีการหารือร่วมกันถึงประเด็น Al Education ซึ่งจะเป็นการพัฒนาสมรรถนะด้านปัญญาประดิษฐ์และดิจิทัล เพื่อเตรียมความพร้อมผู้เรียนสำหรับโลกดิจิทัลและตลาดแรงงานแห่งอนาคต รวมถึงการพัฒนาศักยภาพครูด้วย นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงการส่งเสริมการเรียนภาษาไทยและภาษาอินโดนีเซีย การแลกเปลี่ยนครู อาจารย์สอนภาษา และแลกเปลี่ยนนักเรียน ในลักษณะทุนการศึกษาและโครงการแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะนักเรียนในจังหวัดชายแดนใต้” รมว.ศธ.กล่าว

กองทัพเรือ อัญเชิญเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ลงน้ำเพื่อเตรียมการในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

กองทัพเรือ อัญเชิญเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ลงน้ำเพื่อเตรียมการในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

กองทัพเรือ อัญเชิญเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ลงน้ำเพื่อเตรียมการในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 21.24 น.

กองทัพเรือ อัญเชิญเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ลงน้ำเพื่อเตรียมการในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

วันที่ 6 สิงหาคม 2569 เวลา 19.00 น. กองทัพเรือ ได้จัดให้มีการอัญเชิญเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ลงน้ำ ณ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในการเสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช 2569 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 โดยเมื่อเรือพระที่นั่ง นารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9  ถูกอัญเชิญลงจากคาน นายเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 พร้อมกำลังพลประจำเรือ ได้ประกอบพิธีจุดธูปเทียนไหว้แม่ย่านางเรือ  และถวายบังคมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นจึงเคลื่อนเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 จากคลองบางกอกน้อย ออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา มุ่งหน้าสู่อู่ทหารเรือธนบุรี ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ในเส้นทางสวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา (สถานีรถไฟบางกอกน้อยเดิม) โรงพยาบาลศิริราช ท่ามหาราช ท่าช้าง วัดระฆังโฆสิตาราม ใช้เวลาประมาณ 30 นาที จึงเข้าจอดยังอู่หมายเลข 1 อู่ทหารเรือธนบุรี ทั้งนี้ การอัญเชิญเรือพระที่นั่งลงน้ำ ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ประกอบด้วย เรือพระที่นั่งจำนวน 4 ลำคือ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์  เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และเรือพระที่นั่งเอนกชาติภุชงค์ โดยจะอัญเชิญลงน้ำและเข้าจอด ณ อู่หมายเลข 1 อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ ระหว่างวันที่ 5 – 8 สิงหาคม 2569 วันละ 1 ลำ ตามลำดับ

สำหรับเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 จัดเป็นเรือพระที่นั่งกิ่ง ลำเดิมสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีชื่อว่า “มงคลสุบรรณ” หัวเรือเป็นรูป พระครุฑพ่าห์ มีช่องกลมสำหรับติดตั้งปืนใหญ่ อยู่ที่หัวเรือใต้ตัวครุฑ มีความยาว 17 วา 3 ศอก กว้าง 5 ศอก 5 นิ้ว ลึก 1 ศอก 6 นิ้ว กำลัง 6 ศอก 6 นิ้ว พื้นท้องเรือภายนอก ทาสีแดง ฝีพาย 65 คน ต่อมาในรัชกาลที่ 4 ได้มีพระราชดำริให้เสริมรูปพระนารายณ์ยืนประทับบนหลังครุฑ เพื่อความเป็นสง่างามของลำเรือ และเพื่อให้ต้องตามคติในศาสนาพราหมณ์ เทวรูปพระนารายณ์ที่สร้างขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ 4 นั้น สร้างด้วยไม้จำหลักปิดทองประดับกระจกองค์พระนารายณ์ทรงเครื่องภูษิตา ภรณ์และมงกุฎยอดชัยพระพักตร์และพระวรกายประดับกระจกสีขาบ (สีน้ำเงินเข้ม) มี 4 พระกร ทรงเทพศาสตราคือ ตรี คทา จักร สังข์ ตามคติของพราหมณ์ซึ่งปรากฏในบทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ของรัชกาลที่ 1 ตอนกุมภกรรณต้องศรพระรามสิ้นชีวิต
จึงขนานนามว่า “เรือนารายณ์ทรงสุบรรณ” หลังจากนั้นเรือได้เสื่อมสภาพลงคงเหลือแต่โขนเรือเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ซึ่งในปี พ.ศ. 2539 กองทัพเรือ และกรมศิลปากร ได้มีหนังสือกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเพื่อสร้างเรือพระที่นั่งลำใหม่เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายในวโรกาสพระราชพิธีกาญจนาภิเษกในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2539 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้าง พร้อมกับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อเรือว่า “เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9” เรือลำดังกล่าวมีฐานะเป็นเรือพระที่นั่งรองทอดบัลลังก์กัญญา

สำหรับขั้นตอนการจัดสร้างเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 แบบเรือได้คงขนาดและลักษณะของลวดลายแกะสลักทั้งหลายไว้ตามแบบเรือพระที่นั่งลำเก่า แต่ได้ปรับปรุงให้โขนเรือมีความสูงเพิ่มขึ้น และส่วนที่เป็นรูปพระครุฑพ่าห์ก็ออกแบบให้มีความงดงามยิ่งขึ้น พร้อมทั้งได้ขยายพื้นที่ของลำเรือให้กว้างขวางขึ้น โดยเฉพาะส่วนที่ทอดบัลลังก์กัญญาและประดับเครื่องสูงทั้งหลาย เริ่มดำเนินการสร้างตั้งแต่ วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2537 กรมอู่ทหารเรือรับเป็นผู้จัดสร้างตัวเรือ พาย และคัดฉาก ส่วนกรมศิลปากรเป็นผู้ดูแลการออกแบบแกะสลักลวดลายตลอดจนการลงรักปิดทองประดับกระจก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางกระดูกงูเรือ ณ กรมอู่ทหารเรือ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2537 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังเป็นสยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ในพิธีปล่อยเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ลงน้ำเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2539

สำหรับการฝึกจัดรูปกระบวน ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในครั้งนี้ ประกอบด้วย การซ้อมย่อยและซ้อมใหญ่ ก่อนที่จะมีพิธีจริงในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 โดยมีขั้นตอนที่สำคัญคือ การซ้อมย่อย 10 ครั้งในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม โดยการซ้อมย่อยครั้งแรกในวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2569 (วันที่ 17, 20,27 สิงหาคม วันที่ 3, 8, 17, 23 กันยายน วันที่ 2, 8, 15,  และการซ้อมใหญ่ 2 ครั้ง ในวันที่ 21 และ28 ตุลาคม  ก่อนการจัดพระราชพิธี  ซึ่งประชาชนสามารถมีส่วนร่วมโดยรับชมการฝึกซ้อมและร่วมรับเสด็จฯ ได้ทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่สะพานกรุงธนบุรีถึงวัดอรุณราชวราราม โดยกำลังพลกองทัพเรือทุกนายมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีอันสำคัญยิ่งนี้ และมุ่งมั่นในการทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สง่างาม และสมพระเกียรติ
 

โฆษกอัยการนำทีมจัดกิจกรรม ‘รู้ = ทัน’ ให้ความรู้กฎหมาย สร้างแรงบันดาลใจเยาวชนสู่นักกฎหมายมืออาชีพ 

โฆษกอัยการนำทีมจัดกิจกรรม ‘รู้ = ทัน’ ให้ความรู้กฎหมาย สร้างแรงบันดาลใจเยาวชนสู่นักกฎหมายมืออาชีพ 

โฆษกอัยการนำทีมจัดกิจกรรม ‘รู้ = ทัน’ ให้ความรู้กฎหมาย สร้างแรงบันดาลใจเยาวชนสู่นักกฎหมายมืออาชีพ 

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.27 น.

โฆษกสนง.อัยการสูงสุด นำทีมลงพื้นที่ จัดกิจกรรม “รู้ = ทัน” ส่งเสริมความเข้าใจบทบาทและภารกิจของสำนักงานอัยการสูงสุด พัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นคนดี คนเก่ง มีเหตุผล สามารถปรับตัวได้ดีในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง และสร้างแรงบันดาลสู่การเป็นนักกฎหมายมืออาชีพ            

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 6 สิงหาคม 2569 นายเสวต อภัยรัตน์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด พร้อมด้วยนายชนภัทร วินยวัฒน์ และนายปราชญ์พศุตม์ ศุภนิติสกุล รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด นำเจ้าหน้าที่สำนักสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ สำนักงานอัยการสูงสุด ลงพื้นที่จัดกิจกรรม “รู้ = ทัน” ตามโครงการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเพื่อสร้างกระบวนการเชิงรุกในการส่งเสริมให้ประชาชนรู้ทันความเป็นไปของสังคมในมิติด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ที่โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ต.หน้าเมือง อ.เมืองฉะเชิงเทรา จ.ฉะเชิงเทรา โดยมีว่าที่ร้อยตรี เกชา กลิ่นเพ็ง ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ และคณาจารย์ร่วมต้อนรับ

สำหรับการจัดกิจกรรมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการรับรู้ ความเข้าใจบทบาทและภารกิจของสำนักงานอัยการสูงสุด และอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการ รวมถึงให้ความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน อาทิ ความรู้เบื้องต้นด้านกฎหมาย การพนันออนไลน์ บุหรี่ไฟฟ้า การใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ร่วมบรรยายแนะนำเส้นทางการศึกษาเพื่อมุ่งสู่นักกฎหมายมืออาชีพ เพื่อสร้างแรงบันดาลแก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่กำลังจะเตรียมตัวศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย และผู้ที่สนใจศึกษาต่อด้านนิติศาสตร์หรือประกอบอาชีพด้านกฎหมายในอนาคต

โดยโครงการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเพื่อสร้างกระบวนการเชิงรุกในการส่งเสริมให้ประชาชนรู้ทันความเป็นไปของสังคมในมิติด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรรม “รู้ = ทัน” จัดขึ้นเป็นปีที่ 4 โดยในปีนี้ได้บูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการในพื้นที่ของสำนักงานอัยการ ภาค 1 ภาค 2 และภาค 7 ซึ่งสอดคล้องกับแผนปฏิบัติราชการของสำนักงานอัยการสูงสุด ในการยกระดับและบูรณาการความร่วมมือในการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทภารกิจของสำนักงานอัยการสูงสุด และเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจทางกฎหมาย อันจะนำไปสู่การพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นคนดี คนเก่ง มีเหตุผล และสามารถปรับตัวได้ดีในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงต่อไป.
          
 

สู่อนาคตใสสะอาด! กองทุน ป.ป.ช. ดึง ปอ อรรณพ ร่วมสร้างสรรค์ละครสั้นต้านทุจริต

สู่อนาคตใสสะอาด! กองทุน ป.ป.ช. ดึง ปอ อรรณพ ร่วมสร้างสรรค์ละครสั้นต้านทุจริต

สู่อนาคตใสสะอาด! กองทุน ป.ป.ช. ดึง ปอ อรรณพ ร่วมสร้างสรรค์ละครสั้นต้านทุจริต

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.43 น.

สู่อนาคตใสสะอาด! กองทุน ป.ป.ช. ดึง ปอ อรรณพ ร่วมสร้างสรรค์ละครสั้นต้านทุจริต ผลงานสะท้อนมุมมองเยาวชนโรงเรียนสระแก้ว ปลุกจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมและต้านโกง

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ “ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชันภาคตะวันออก” ได้รับการสนับสนุนของกองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ กองทุน ป.ป.ช. เดินหน้าขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเชิงรุก ผุดโครงการสร้างสรรค์สื่อละครต้านทุจริต ฝีมือเยาวชนคนรุ่นใหม่จากโรงเรียนสระแก้ว ที่ลุกขึ้นมาคิดประเด็นปัญหาจริงในท้องถิ่น เชื่อมโยงการคอร์รัปชันกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมผ่านเรื่องราวของ “ผีเสื้อปางสีดา” โดยได้ศิลปินหนุ่มชื่อดัง ปอ อรรณพ ทองบริสุทธิ์,วิน กิตติพนธ์  โชติจิรนันท์,โฟน ฐานพัฒน์ อองภา มาร่วมแสดงกับน้องโรงเรียนสระแก้ว กำกับการแสดงโดย มารุต สาโรวาท ผู้กำกับชื่อดัง ละครต้านทุจริตสร้างแรงบันดาลใจ มุ่งหวังปลูกฝังค่านิยม “เยาวชนไม่ทนต่อการทุจริต” ให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในสังคมไทย

ซึ่งโครงการนี้ เปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้แสดงออกทางความคิดผ่านกระบวนการศิลปะและการแสดง โดยจุดเด่นของละครสั้นเรื่องนี้คือ “นักเรียนเป็นผู้คิดประเด็นและร่วมเขียนบทด้วยตนเอง” ซึ่งหยิบยกเอาประเด็นปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ป่าปางสีดา จังหวัดสระแก้ว มาตีแผ่ผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่ ที่มองเห็นผลกระทบจากการทุจริตเชิงนโยบายและการละเลยหน้าที่ ซึ่งไม่เพียงทำลายระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพของผีเสื้ออันล้ำค่าเท่านั้น แต่ยังทำลายอนาคตของชุมชนในระยะยาวด้วย

​ละคร ถ่ายทอดเรื่องราวที่เข้มข้น สะเทือนใจ และแฝงไปด้วยแง่คิดเชิงบวก โดยผสมผสานความบันเทิงเข้ากับการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตได้อย่างกลมกลืน การสร้างสรรค์ละครสั้นต้านทุจริตในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตรของเยาวชน แต่ยังส่งผลกระทบเชิงบวก  ต่อคนดูและสังคมในวงกว้าง เปิดมุมมองใหม่ทำให้ผู้ชมตระหนักว่าการทุจริตไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เรื่องเงินงบประมาณรัฐเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับวิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติรอบตัว

​สร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม กระตุ้นให้คนดูหันมาใส่ใจปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมทั้งเข้าใจถึงพิษภัยของการทุจริตที่มีต่อระบบนิเวศผ่านสัญลักษณ์ “ผีเสื้อ”พร้อมกับได้รับความบันเทิงพร้อมข้อคิด การมีดารานักแสดง “ปอ อรรณพ” และการแสดงจากน้อง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการ ช่วยให้เนื้อหาที่จริงจังเข้าถึงง่าย น่าติดตาม และซึมซับค่านิยมที่ดีได้โดยไม่รู้สึกน่าเบื่อพลังเสียงของเยาวชน สะท้อนให้เห็นว่าเยาวชนไทยในยุคปัจจุบันมีความตื่นตัว กล้าคิด กล้าทำ และพร้อมที่จะเป็นกระบอกเสียงในการปกป้องผลประโยชน์ของท้องถิ่นและประเทศชาติ สร้างภูมิคุ้มกันการทุจริต ปลูกฝังวัฒนธรรมสุจริต ให้เติบโตไปพร้อมกับคนรุ่นใหม่ เพื่อนำไปสู่การสร้างสังคมที่ไม่เพิกเฉยต่อการทุจริตคอร์รัปชันในอนาคต กระตุ้นการมีส่วนร่วมของชุมชน จุดประกายให้ภาคประชาชนและหน่วยงานในท้องถิ่นหันมาร่วมมือกันเฝ้าระวัง รักษา และปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการทุจริตเชิงผลประโยชน์​

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ “ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชันภาคตะวันออก” จึงถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของกองทุน ป.ป.ช. ในการใช้ “ซอฟต์พาวเวอร์” ผ่านศิลปะการแสดง ดึงเยาวชนและคนดังมาร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้ใสสะอาด ปราศจากการคอร์รัปชันได้อย่างแท้จริง

สามรถรับชมผลงานละครสั้นต้านทุจริต ตอนของโรงเรียนสระแก้ว กำกับการแสดงโดย มารุต สาโรวาทผู้กำกับชื่อดัง ออกอากาศ วันอังคารที่ 4  ส.ค. 2569 เวลา 07.30-08.00  น. ทาง ททบ.5 ช่อง 5HD และช่อง TikTok @youthml ฝากติดตามผลงานและส่งกำลังใจให้น้องๆกันด้วยน้า